พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓
ขุททกนิกาย มหานิทเทส
1,545 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 65, 66
เล่มจริงที่ 65 (860 หน้า · 0001 – 0860)
กระโดดไปหน้า (860 หน้า)
1 11 21 31 41 51 61 71 81 91 101 111 121 131 141 151 161 171 181 191 201 211 221 231 241 251 261 271 281 291 301 311 321 331 341 351 361 371 381 391 401 411 421 431 441 451 461 471 481 491 501 511 521 531 541 551 561 571 581 591 601 611 621 631 641 651 661 671 681 691 701 711 721 731 741 751 761 771 781 791 801 811 821 831 841 851
หน้า 1
ข้อ 1, 2
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย มหานิทเทส
เล่มที่ ๕ ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อัฏฐกวัคคิกะ๑
กามสุตตนิทเทสที่ ๑
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
[๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เมื่อสัตว์ปรารถนากามอยู่ ถ้ากามนั้นย่อมสำเร็จแก่
สัตว์นั้น สัตว์นั้นได้กามตามปรารถนาแล้ว ย่อมเป็นผู้อิ่มใจแน่
นอน.
[๒] คำว่า กาม ในคำว่า เมื่อปรารถนากามอยู่ โดยหัวข้อได้
แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.
วัตถุกามเป็นไฉน ? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่
ชอบใจ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาสา แพะ แกะ ไก่ สุกร
ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น
ชนบท กองพลรบ คลัง และวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด อย่างใด
๑. อัฏฐกถาว่า อัฏฐกวัคคะ, น่าจะปริวรรตเป็น อัฏฐกวรรค.
หน้า 2
ข้อ 2
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า วัตถุกาม. อีกอย่างหนึ่ง กามที่เป็นอดีต กามที่เป็น
อนาคต กามที่เป็นปัจจุบัน ที่เป็นภายใน ที่เป็นภายนอก ที่เป็นทั้งภาย-
ในและภายนอก ชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต เป็นของสัตว์ผู้
เกิดในอบาย เป็นของมนุษย์ เป็นของทิพย์ ที่ปรากฏเฉพาะหน้า ที่
เนรมิตเอง ที่ผู้อื่นเนรมิต ที่หวงแหน ที่ไม่ได้หวงแหน ที่ยึดถือว่าของเรา
ที่ไม่ยึดถือว่าของเรา ธรรมที่เป็นกามาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นรูปา-
วจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นอรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่ง
ตัณหา เป็นอารมณ์แห่งตัณหา ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า อันบุคคลพึง
ใคร่ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เพราะอรรถว่า เป็นที่
ตั้งแห่งความมัวเมา กามเหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม.
กิเลสกามเป็นไฉน ? ความพอใจ ความกำหนัด ความพอใจและ
ความกำหนัด, ความดำริ ความกำหนัดมาก ความดำริและความกำหนัด
ความพอใจคือความใคร่ ความกำหนัดคือความใคร่ ความเพลิดเพลินคือ
ความใคร ในกามทั้งหลาย ความปรารถนาในกาม ความเสน่หาในกาม
ความเร่าร้อนในกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม ห้วงคือกาม
ความประกอบในกาม ความยึดถือในกาม เครื่องกั้นคือกามฉันทะ ชื่อว่า
กาม.
สมจริงดังคำว่า :-
ดูก่อนกาม เราเห็นรากฐานของท่านแล้วว่า ท่าน
ย่อมเกิดเพราะความดำริ เราจักไม่ดำริถึงท่าน ท่านจัก
ไม่มีอย่างนี้.
หน้า 3
ข้อ 3, 4
กามเหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม คำว่า เมื่อปรารถนากามอยู่ มี
ความว่า เมื่อใคร่ อยากได้ ยินดี ปรารถนา มุ่งหมาย ชอบใจกามอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อปรารถนากามอยู่.
[๓] คำว่า ถ้ากามนั้นย่อมสำเร็จแก่สัตว์นั้น มีความว่า คำว่า
สัตว์นั้น ได้แก่ สัตว์ผู้เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์
บรรพชิต เทวดาหรือมนุษย์. คำว่า กามนั้น ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ซึ่งเรียกว่า วัตถุกาม. คำว่า ย่อมสำเร็จ สำเร็จโดย
ชอบ ได้ ได้เฉพาะ. ประสบ พบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้ากามนั้น
ย่อมสำเร็จแก่สัตว์นั้น.
[๔] คำว่า ย่อมเห็นผู้อิ่มใจแน่นอน มีความว่า คำว่า แน่นอน
เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นคำกล่าวโดยไม่มีความสงสัย เป็นคำกล่าว
โดยไม่มีความเคลือบแคลง เป็นคำกล่าวไม่เป็นสองแง่ เป็นคำกล่าวไม่
เป็นสองง่าม เป็นคำกล่าวที่ไม่มีคำประกอบเป็นคำกล่าวไม่ผิด คำว่า แน่
นอน นี้ เป็นคำกล่าวกำหนดแน่ คำว่า อิ่ม คือ ความอิ่ม ความ
ปราโมทย์ ความเบิกบาน ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความ
ปลื้มใจ ความยินดี ความชื่นใจ ความชอบใจ ความเต็มใจ ที่ประกอบ
พร้อมเฉพาะด้วยกามคุณ ๕.
คำว่า ใจ คือ จิต มนะ มานัส หทัย บัณฑระ มนะ มนายตนะ
มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่เกิดแต่ผัสสะ
เป็นต้นนั้น นี้เรียกว่า ใจ.
ใจนี้ สหรคต คือ เกิดร่วม เกี่ยวข้อง ประกอบ เกิดพร้อมกัน
หน้า 4
ข้อ 5, 6, 7
ดับพร้อมกัน มีวัตถุอย่างเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกัน กับด้วยความ
อิ่มนี้.
คำว่า ย่อมเป็นผู้อิ่มใจ คือ เป็นผู้มีใจยินดี มีใจร่าเริง มีใจ
เบิกบาน มีใจดี มีใจสูง มีใจปลาบปลื้ม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม
เป็นผู้อิ่มใจแน่นอน.
[๕] คำว่า สัตว์นั้นได้กามตามปรารถนาแล้ว มีความว่า
คำว่า ได้ คือได้ ได้แล้ว ได้เฉพาะ ประสบ พบ. คำว่า สัตว์ คือ สัตว์ นระ
มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า
ตามปรารถนา คือ รูป เสียง กลิ่น รส หรือโผฏฐัพพะ. ตามปรารถนา
ยินดี. ประสงค์ มุ่งหมาย ชอบใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์นั้นได้
กามตามปรารถนาแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เมื่อสัตว์ปรารถนากามอยู่ ถ้ากามนั้นย่อมสำเร็จแก่
สัตว์นั้น สัตว์นั้นได้กามตามปรารถนาแล้ว ย่อมเป็นผู้
อิ่มใจแน่นอน.
[๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่ เมื่อสัตว์นั้นมีฉันทะ
เกิดแล้ว ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป สัตว์นั้นย่อมกระสับ
กระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงแล้ว.
[๗] คำว่า เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่ มีความว่า คำว่า
เมื่อสัตว์นั้น ได้แก่ สัตว์ผู้เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์
บรรพชิต เทวดาหรือมนุษย์ คำว่า ปรารถนากามอยู่ คือ เมื่อใคร่ อยาก
หน้า 5
ข้อ 8, 9
ได้ ยินดี ปรารถนา มุ่งหมาย ชอบใจ. อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ย่อมไป
ออกไป ลอยไป แล่นไป เพราะกามตัณหา เปรียบเหมือนมนุษย์ ย่อม
ไป ออกไป ลอยไป แล่นไป ด้วยยานช้างบ้าง ยานม้าบ้าง ยานโคบ้าง
ยานแกะบ้าง ยานแพะบ้าง ยานอูฐบ้าง ยานลาบ้าง ฉันใด สัตว์ย่อม
ไป ออกไป ลอยไป แล่นไป เพราะกามตัณหา ฉันนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่.
[๘] คำว่า เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิดแล้ว ความว่า คำว่า ฉันทะ
ได้แก่ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลินในกาม ความ
อยากในกาม ความเสน่หาในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความหลงในกาม
ความคิดใจในกาม ห้วงคือกาม ความประกอบคือกาม ความยึดถือในกาม
เครื่องกั้นคือกามฉันทะ ความพอใจในกามนั้น เกิดแล้ว เกิดพร้อม เกิดขึ้น
เกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วแก่สัตว์นั้น. คำว่า สัตว์ คือ สัตว์ นระ มาณพ
บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิดแล้ว.
[๙] คำว่า กามเหล่านั้นเสื่อมไป มีความว่า กามเหล่านั้นเสื่อม
ไปบ้าง สัตว์นั้นเสื่อมจากกามทั้งหลายบ้าง.
กามเหล่านั้นเสื่อมไป อย่างไร ? เมื่อสัตว์นั้นดำรงอยู่นั่นแหละ โภคะ
เหล่านั้น ถูกพระราชาริบไปบ้าง ถูกโจรลักไปบ้าง ถูกไฟไหม้บ้าง ถูกน้ำ
พัดไปบ้าง ถูกพวกญาติผู้ไม่เป็นที่ชอบใจนำไปบ้าง สัตว์นั้นไม่พบโภค
ทรัพย์ที่เก็บฝังไว้บ้าง การงานที่ประกอบไม่ดีเสียไปบ้าง คนผลาญสกุล
ผู้แจกจ่ายกระจัดกระจายทำลายโภคะเหล่านั้นเกิดในสกุลบ้าง ความเป็นของ
หน้า 6
ข้อ 10
ไม่เที่ยงแห่งโภคะเป็นที่แปด กามเหล่านั้นย่อมเสื่อม เสียหาย กระจัด
กระจาย รั่วไหล อันตรธาน สูญหายไปอย่างนี้.
สัตว์นั้นย่อมเสื่อมจากกามทั้งหลาย อย่างไร ? โภคะเหล่านั้นยังตั้งอยู่
นั่นแหละ สัตว์นั้นเคลื่อน ตาย อันตรธาน สูญหายไปจากโภคะเหล่านั้น
สัตว์นั้นย่อมเสื่อม เสียหาย กระจัดกระจา รั่วไหล อันตรธาน สูญหาย
ไปจากกามทั้งหลายอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
โภคทรัพย์ทั้งหลาย ถูกโจรลักไป ถูกพระราชาริบ
ไป ถูกไฟไหม้ เสียหาย อนึ่ง บุคคลผู้เป็นเจ้าของย่อม
ละทิ้งสรีระ กับทั้งข้าวของ เพราะความตาย นักปราชญ์
ทราบเหตุนี้แล้ว พึงใช้สอยบ้าง พึงให้ทานบ้าง ครั้น
ให้ทานและใช้สอยตามสมควรแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียน
ย่อมเข้าถึงสถาน คือ สวรรค์.
เพราะฉะนั้น จึงว่า กามเหล่านั้นย่อมเสื่อมไป.
[๑๐] คำว่า สัตว์นั้นย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูก
ลูกศรแทงแล้ว มีความว่า สัตว์ผู้ถูกลูกศรที่ทำด้วย เหล็กแทงแล้วบ้าง
ผู้ถูกลูกศรที่ทำด้วยกระดูกแทงแล้วบ้าง ผู้ถูกลูกศรที่ทำด้วยงาแทงแล้วบ้าง
ผู้ถูกลูกศรที่ทำด้วยเขาแทงแล้วบ้าง ผู้ถูกลูกศรที่ทำด้วยไม้แทงแล้วบ้าง
ย่อมกระสับกระส่ายหวั่นไหว ดิ้นรน จุกเสียด เจ็บตัว เจ็บใจ ฉันใด
ความโศก คร่ำครวญ เจ็บกาย เจ็บใจ และคับแค้นใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะ
วัตถุกามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป สัตว์นั้นถูกลูกศรคือกามแทง
หน้า 7
ข้อ 11, 12
แล้ว ย่อม ๆ กระสับกระส่าย หวั่นไหว ดิ้นรน จุกเสียด เจ็บกาย เจ็บใจ
ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์นั้นย่อมกระสับกระส่าย
เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงแล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่ เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิด
แล้ว ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป สัตว์นั้นย่อมกระสับกระส่าย
เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงแล้ว.
[๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ผู้ใดย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย เหมือนบุคคลเว้น
ขาดหัวงูด้วยเท้า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอัน
ชื่อว่าวิสัตติกานี้ ในโลกเสียได้.
ว่าด้วยการเว้นขาดกามด้วยเหตุ ๒ ประการ
[๑๒] คำว่า ผู้ใดย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย มีความว่า คำว่า
ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ผู้ประกอบอย่างใด ผู้ตั้งไว้อย่างใด ผู้มีประการอย่างใด
ผู้ถึงฐานะใด ผู้ประกอบด้วยธรรมใด เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือเป็นมนุษย์.
คำว่า กาม ในคำว่า ย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย โดยหัวข้อ
ได้แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.
วัตถุกามเป็นไฉน ? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่
ชอบใจ ฯลฯ กามเหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯลฯ กามเหล่านั้นเรียกว่า
หน้า 8
ข้อ 12
กิเลสกาม.
คำว่า ย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย คือ ย่อมเว้นขาดกามโดยเหตุ
๒ ประการ คือ โดยการข่มไว้ประการ ๑ โดยการตัดขาดประการ ๑.
ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้ อย่างไร ? บุคคลผู้เห็นอยู่ว่า
กามทั้งหลายเปรียบด้วยโครงกระดูก เพราะอรรถว่า เป็นของมีความยินดี
น้อย ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เพราะอรรถว่า เป็น
ของสาธารณ์แก่ชนหมู่มาก ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า เพราะอรรถว่า
เป็นของตามเผา ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถว่า
เป็นของให้เร่าร้อนมาก ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน เพราะอรรถว่า เป็น
ของปรากฏชั่วเวลาน้อย ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยของขอยืม เพราะอรรถว่า เป็น
ของเป็นไปชั่วกาลที่กำหนด ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั่งหลายเปรียบด้วยต้นไม้มีผลดก เพราะอรรถว่า
เป็นของทำให้กิ่งหักและให้ต้นล้ม ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและมีด เพราะอรรถว่า
เป็นของพื้น ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วย หอก หลาว เพราะอรรถว่า เป็น
หน้า 9
ข้อ 12
ของทิ่มแทง ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหัวงู. เพราะอรรถว่า เป็นของ
น่าสะพึงกลัว ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
ผู้เห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยกองไฟ เพราะอรรถว่า เป็น
ดังไฟกองใหญ่ให้เร่าร้อน ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
แม้ผู้เจริญพุทธานุสสติ ย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
แม้ผู้เจริญธรรมานุสสติย่อมเว้นขาดกามโดยการข่มไว้.
แม้ผู้เจริญสังฆานุสสติ..........
แม้ผู้เจริญสีลานุสสติ.........
แม้ผู้เจริญจาคานุสสติ.........
แม้ผู้เจริญเทวตานุสสติ..........
แม้ผู้เจริญอานาปานุสสติ.........
แม้ผู้เจริญมรณานุสสติ............
แม้ผู้เจริญกายคตาสติ............
แม้ผู้เจริญอุปสมานุสสติ...........
แม้ผู้เจริญปฐมฌาน...........
แม้ผู้เจริญทุติยฌาน...........
แม้ผู้เจริญตติยฌาน...........
แม้ผู้เจริญจตุตถฌาน...........
แม้ผู้เจริญอากาสานัญจายตนสมาบัติ...........
แม้ผู้เจริญวิญญาณัญจายตนสมาบัติ...........
หน้า 10
ข้อ 13
แม้ผู้เจริญอากิญจัญญายตนสมาบัติ............
แม้ผู้เจริญเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมเว้นขาดกามโดยการ
ข่มไว้ ย่อมเว้น ขาดกามโดยการข่มไว้อย่างนี้.
ย่อมเว้นขาดกามโดยการตัดขาด อย่างไร ? แม้บุคคลผู้เจริญ
โสดาปัตติมรรค ย่อมเว้นขาดกามอันให้ไปสู่อบายโดยการตัดขาด. แม้
บุคคลผู้เจริญสกทาคามิมรรค ย่อมเว้นขาดกามส่วนหยาบโดยการตัดขาด.
แม้บุคคลผู้เจริญอนาคามิมรรค ย่อมเว้นขาดกามอันเป็นส่วนละเอียดโดย
การตัดขาด. แม้บุคคลผู้เจริญอรหัตมรรค ย่อมเว้นขาดกามโดยอาการ
ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง หมดสิ้น มิให้มีส่วนเหลือโดยการตัดขาด
ย่อมเว้นขาดกามโดยการตัดขาด อย่างนี้เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ใด
ย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย.
[๑๓] คำว่า เหมือนบุคคลเว้นขาดหัวงูด้วยเท้า มีความว่า
งูเรียกว่าสัปปะ เพราะอรรถว่าอะไร งูจึงเรียกว่าสัปปะ ? เพราะอรรถว่า
เสือกไป งูจึงเรียกว่าสัปปะ, เพราะอรรถว่า ขนดไป งูจึงเรียกว่า ภุชคะ,
เพราะอรรถว่าไปด้วยอก งูจึงเรียกว่า อุรคะ, เพราะอรรถว่า มีหัวตกไป
งูจึงเรียกว่า ปันนคะ, เพราะอรรถว่า นอนด้วยหัว งูจึงเรียกว่า สิริสปะ
เพราะอรรถว่า นอนในรู งูจึงเรียกว่า วิลาสยะ, เพราะอรรถว่า นอน
ในถ้ำ งูจึงเรียกว่า คุหาสยะ, เพราะอรรถว่า มีเขี้ยวเป็นอาวุธ งูจึงเรียกว่า
ทาฒาวุธ, เพราะอรรถว่า มีพิษร้ายแรง งูจึงเรียกว่า โฆรวิสะ, เพราะ
อรรถว่า มีลิ้นสองแฉก งูจึงเรียกว่า ทุชิวหา, เพราะอรรถว่า ลิ้มรส
หน้า 11
ข้อ 14
ด้วยลิ้นสองแฉก งูจึงเรียกว่า ทิรสัญญู.
บุรุษผู้ใคร่ต่อชีวิต ไม่อยากตาย อยากได้สุข เกลียดทุกข์ พึงเว้น
หลีก หลบ อ้อมหนีหัวงูด้วยเท้า ฉันใด บุคคลผู้รักสุข เกลียดทุกข์
พึงเว้น หลีก หลบ อ้อมหนีกามทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เหมือนบุคคลเว้นขาดหัวงูด้วยเท้า.
[๑๔] คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอันชื่อว่า
วิสัตติกานี้ ในโลกเสียได้ มีความว่า คำว่า ผู้นั้น คือผู้เว้นขาดกาม
ทั้งหลาย.
ตัณหา เรียกว่า วิสัตติกา ได้แก่ ความกำหนัด, ความกำหนัดกล้า,
ความพอใจ, ความชอบใจ, ความเพลิดเพลิน, ความกำหนัดด้วยสามารถ
แห่งความเพลิดเพลิน, ความกำหนัดกล้าแห่งจิต, ความปรารถนา, ความ
หลง, ความติดใจ, ความยินดี, ความยินดีทั่วไป, ความข้อง, ความ
ติดพัน, ความแสวงหา, ความลวง, ความให้สัตว์เกิด, ความให้สัตว์
เกี่ยวกับทุกข์, ความเย็บไว้, ความเป็นดังว่าข่าย, ความเป็นดังว่ากระแส
น่า ความซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ความเป็นดังว่าเส้นด้าย, ความกระจาย
ไป ความให้อายุเสื่อมไป, ความเป็นเพื่อน, ความตั้งมั่น, เครื่องนำไป
สู่ภพ, ความติดอารมณ์, ความตั้งอยู่ในอารมณ์, ความสนิท, ความรัก
ความเพ่งเล็ง, ความผูกพัน, ความหวัง, ความจำนง, ความประสงค์,
ความหวังในรูป, ความหวังในเสียง, ความหวังในกลิ่น, ความหวังในรส,
ความหวังในโผฏฐัพพะ, ความหวังในลาภ, ความหวังในทรัพย์, ความ
หวังในบุตร, ความหวังในชีวิต, ความปรารถนา, ความให้สัตว์ปรารถนา
หน้า 12
ข้อ 14
ความที่จิตปรารถนา, ความเหนี่ยวรั้ง, ความให้สัตว์เหนี่ยวรั้ง, ความที่
จิตเหนี่ยวรั้ง, ความหวั่นไหว, อาการแห่งความหวั่นไหว, ความพรั่ง
พร้อมด้วยความหวั่นไหว, ความกำเริบ, ความใคร่ดี, ความกำหนัดในที่
ผิดธรรม, ความโลภไม่เสมอ, ความใคร่, อาการแห่งความใคร่, ความ
มุ่งหมาย, ความปอง, ความปรารถนาดี, กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภว-
ตัณหา, ตัณหาในรูปภพ, ตัณหาในอรูปภพ, ตัณหาในนิโรธ, รูปตัณหา,
สัททตัณหา, คันธตัณหา, รสตัณหา, โผฏฐัพพตัณหา, ธัมมตัณหา, โอฆะ,
โยคะ, คันถะ, อุปาทาน, ความกั้น, ความปิด, ความบัง, ความผูก,
ความเข้าไปเศร้าหมอง, ความนอนเนื่อง, ความกลุ้มรุมจิต, ความเป็น
ดังว่าเถาวัลย์, ความปรารถนาวัตถุต่าง ๆ, รากเง่าแห่งทุกข์, เหตุแห่งทุกข์,
แดนเกิดแห่งทุกข์, บ่วงมาร, เบ็ดมาร, วิสัยมาร, แม่น้ำตัณหา, ข่าย
ตัณหา, โซ่ตัณหา, สมุทรตัณหา, อภิชฌา, โลภะ, อกุศลมูล, เรียกว่า
วิสัตติกา.
คำว่า วิสัตติกา ความว่า เพราะอรรถว่าอะไร ตัณหาจึงชื่อว่า
วิสัตติกา (ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ) เพราะอรรถว่า ซ่านไป ตัณหาจึง
ชื่อว่า วิสัตติกา, เพราะอรรถว่า แผ่ไป ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา, เพราะ
อรรถว่า แล่นไป ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา, เพราะอรรถว่า ครอบงำ
ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา, เพราะอรรถว่า สะท้อนไป ตัณหาจึงชื่อว่า
วิสัตติกา, เพราะอรรถว่า เป็นเหตุให้พูดผิด ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา
เพราะอรรถว่า มีมูลรากเป็นพิษ ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา, เพราะอรรถ
ว่า มีผลเป็นพิษ ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา, เพราะอรรถว่า เป็นเครื่อง
หน้า 13
ข้อ 14
บริโภคสิ่งเป็นพิษ ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา.
อีกนัยหนึ่ง ตัณหานั้นแผ่ไปใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ,
สกุล คณะ ที่อยู่, ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร, กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ, กามภพ รูปภพ
อรูปภพ, สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ, เอกโวการภพ
จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ, ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน, แล่นไป
ซ่านไป ในรูปที่เห็นแล้ว, ในเสียงที่ได้ยินแล้ว, กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่
ทราบแล้ว, และในธรรมที่พึงรู้แจ้ง, ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา.
คำว่า ในโลก คือ อบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก
ธาตุโลก อายตนโลก.
คำว่า เป็นผู้มีสติ มีความว่า เป็นผู้มีสติ ด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ
เมื่อเจริญ กายานุปัสสนาสติปัฎฐานในกาย ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ, เมื่อเจริญ
เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐานในเวทนาทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ, เมื่อ
เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานในจิต ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ. เมื่อเจริญธรรมา-
นุปัสสนาสติปัฏฐานในธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ.
เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ อย่างแม้อื่นอีก คือชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะ
เว้นจากความเป็นผู้ไม่มีสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้กระทำธรรมทั้ง
หลายที่ควรทำด้วยสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้กำจัดธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นข้าศึกต่อสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ไม่หลงลืมธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นนิมิตแห่งสติ.
เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ อย่างแม้อื่นอีก คือชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะ
หน้า 14
ข้อ 14
เป็นผู้ประกอบด้วยสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้อยู่ด้วยสติ, ชื่อว่า
เป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้คล่องแคล้วด้วยสติ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็น
ผู้ไม่หวนกลับจากสติ.
เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ อย่างแม้อื่นอีก คือชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะ
เป็นผู้ระลึกได้, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้สงบ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะ
เป็นผู้ระงับ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของ
สัตบุรุษ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะพุทธานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะ
ธรรมานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะสังฆานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ
เพราะสีลานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะจาคานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ
เพราะเทวดานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะอานาปานัสสติ, ชื่อว่าเป็น
ผู้มีสติ เพราะมรณานุสสติ, ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะกายคตาสติ, ชื่อว่า
เป็นผู้มีสติ เพราะอุปสมานุสสติ, ความระลึก ความระลึกถึง ความระลึก
เฉพาะ ความระลึกคือสติ, ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม
สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค ธรรมเหล่า
นี้เรียกว่าสติ, บุคคลเป็นผู้เข้าใกล้ เข้าชิด เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้า
ไปถึง เข้าไปถึงพร้อม ประกอบด้วยสตินี้ บุคคลนั้นเรียกว่ามิสติ.
คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอันชื่อว่า วิสัตติกา
นี้ในโลกเสียได้ มีความว่า เป็นผู้มีสติ ย่อมข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าว
ล่วง ล่วงเลยตัณหาชื่อว่าวิสัตติกานี้ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้น
เป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอันชื่อว่า วิสัตติกานี้ในโลกเสียได้
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 15
ข้อ 15, 16, 17
ผู้ใดย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย เหมือนบุคคลเว้น
ขาดหัวงูด้วยเท้า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหาอัน
ชื่อว่า วิสัตติกานี้ในโลกเสียได้
[๑๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
นรชนใดย่อมปรารถนา ไร่ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า
ทาส คนภายใน สตรี พวกพ้อง กามเป็นอันมาก.
[๑๖] คำว่า ไร่ นา ที่ดิน เงิน มีความว่า คำว่า :-
ไร่ คือ ไร่ถั่วเขียว ไร่ถั่วราชมาส ไร่ข้าวเหนียว ไร่ข้าวละมาน
ไร่งา.
นา คือ นาข้าวสาลี นาข้าวจ้าว
ที่ดิน คือ ที่เรือน ที่ฉาง ที่หน้าเรือน ที่หลังเรือน ที่สวน ที่อยู่.
เงิน คือ กหาปณะ เรียกว่า เงิน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไร่ นา ที่ดิน เงิน.
ว่าด้วยทาส ๔ จำพวก
[๑๗] คำว่า โค ม้า ทาส คนภายใน มีความว่า :-
โคทั้งหลาย เรียกว่า โค.
ปสุสัตว์เป็นต้น เรียกว่า ม้า.
คำว่า ทาส ได้แก่ ทาส ๔ จำพวก คือ ทาสที่เกิดภายใน ๑ ทาส
ที่ซื้อมาด้วยทรัพย์ ๑ ผู้ที่สมัครเข้าถึงความเป็นทาสเอง ๑ เชลยผู้ที่เข้าถึง
ความเป็นทาส ๑ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 16
ข้อ 18, 19
คนบางพวกเป็นทาสโดยกำเนิดบ้าง คนบางพวก
เป็นทาสที่เขาซื้อมาด้วยทรัพย์บ้าง คนบางพวกสมัครเข้า
เป็นทาสเองบ้าง คนบ้างพวกเป็นทาสเพราะตกเป็นเชลย
บ้าง.
คำว่า คนภายใน ได้แก่ บุรุษ ๓ จำพวก คือ คนรับจ้าง ๑
กรรมกร ๑ พวกอยู่อาศัย ๑.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โค ม้า ทาส คนภายใน.
[๑๘] คำว่า สตรี พวกพ้อง กามเป็นอันมาก มีความว่า :-
สตรีที่มีเจ้าของ เรียกว่า สตรี.
คำว่า พวกพ้อง ได้แก่ พวกพ้อง ๔ จำพวก คือ พวกพ้อง
โดยเป็นญาติ ชื่อว่า พวกพ้อง ๑ พวกพ้องโดยโคตร ชื่อว่า พวกพ้อง ๑
พวกพ้องโดยการเรียนมนต์ ชื่อว่า พวกพ้อง ๑ พวกพ้องโดยการเรียน
ศิลปะ ชื่อว่า พวกพ้อง ๑.
คำว่า กามเป็นอันมาก คือ กามมาก, กามมากเหล่านี้ ได้แก่
รูปที่ชอบใจ เสียงที่ชอบใจ กลิ่นที่ชอบใจ รสที่ชอบใจ โผฏฐัพพะที่
ชอบใจ.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สตรี พวกพ้อง กามเป็นอันมาก.
[๑๙] คำว่า นรชนใดย่อมปรารถนา มีความว่า :-
คำว่า ใด คือ เช่นใด ประกอบ อย่างใด จัดแจงอย่างใด มี
ประการอย่างใด ถึงฐานะอย่างใด ประกอบด้วยธรรมอย่างใด คือ เป็น
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือเป็นมนุษย์.
หน้า 17
ข้อ 20, 21
คำว่า นรชน คือ สัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต
ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์.
คำว่า ย่อมปรารถนา คือย่อมปรารถนา ย่อมตามปรารถนา
ย่อมปรารถนาทั่วไป ย่อมติดพัน ในวัตถุกามทั้งหลาย ด้วยกิเลสกาม
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนใดย่อมปรารถนา.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
นรชนใดย่อมปรารถนาไร่ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า
ทาส คนภายใน สตรี พวกพ้อง กามเป็นอันมาก.
[๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชนนั้น
เหล่าอันตรายย่อมย่ำยีนรชนนั้น เพราะอันตรายนั้น
ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่
แตกแล้วฉะนั้น.
[๒๑] คำว่า เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชน
นั้น มีความว่า คำว่า ไม่มีกำลัง คือ กิเลสอันไม่มีกำลัง คือทุรพล
มีกำลังน้อย มีเรี่ยวแรงน้อย เลว ทราม เสื่อม ตกต่ำ ลามก เป็นดัง
ลูกนก เล็กน้อย. กิเลสเหล่านั้น ย่อมครอบงำ ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ
กำจัด ย่ำยี บุคคลนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง
ย่อมครอบงำนรชนนั้น แม้ด้วยประการอย่างนี้.
อีกนัยหนึ่ง สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ
หิริพละ โอตตัปปพละ ไม่มีแก่บุคคลใด กิเลสเหล่านั้น ย่อมครอบงำ
หน้า 18
ข้อ 22
ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยีบุคคลนั้น ผู้ไม่มีกำลัง มีกำลัง
ทราม มีกำลังน้อย มีเรี่ยวแรงน้อย เลว ทราม เสื่อม ตกต่ำ ลามก
เป็นดังลูกนก เล็กน้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหล่ากิเลสอันไม่มี
กำลังย่อมครอบงำนรชนนั้น แม้ด้วยประการอย่างนี้.
ว่าด้วยอันตราย ๒ อย่าง
[๒๒] คำว่า เหล่าอันตราย่อมย่ำยีนรชนนั้น มีความว่า :-
คำว่า อันตราย ได้แก่ อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายที่ปรากฏ
อย่าง ๑ อันตรายที่ปกปิดอย่าง ๑.
อันตรายที่ปรากฏ เป็นไฉน ? คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสื่อเหลือง
หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมลงป่อง ตะขาบ โจร
คนที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมจะทำกรรมชั่ว, และโรคทางจักษุ โรคทาง
โสตะ โรคทางจมูก โรคทางลิ้น โรคทางกาย โรคทางศีรษะ โรคทาง
หู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ
โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด
โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู
โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรคละลอก โรคคุด-
ทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ โรคเบาหวาน โรคเริม
โรคพุพอง โรคริดสีดวง. อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปร
ปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธรู้สึกเจ็บปวด
อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม, ความหนาว ความร้อน ความหิว ความ
หน้า 19
ข้อ 22
ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ, ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม
แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อันตรายเหล่านี้ เรียกว่า อันตรายที่ปรากฏ.
อันตรายที่ปกปิดเป็นไฉน ? คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโน
ทุจริต. กามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุก-
กุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์. ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ผูก
โกรธไว้ ลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ มายา โอ้อวด หัวดื้อ
แข็งดี ถือตัว ดูหมิ่นท่าน มัวเมา ประมาท, กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง
อกุศลธรรมทั้งปวง อันตรายเหล่านี้ เรียกว่า อันตรายที่ปกปิด.
คำว่า อันตราย ความว่า เพราะอรรถว่าอะไร จึงชื่อว่าอันตราย ?
เพราะอรรถว่าครอบงำ จึงชื่อว่าอันตราย, เพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อ
ความเสื่อม จึงชื่อว่าอันตราย, เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรม
ทั้งหลายจึงชื่อว่าอันตราย.
เพราะอรรถว่า ครอบงำ จึงชื่อว่า อันตราย อย่างไร. อันตราย
เหล่านั้นย่อมครอบงำ ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยีบุคคลนั้น
เพราะอรรถว่าครอบงำ จึงชื่อว่า อันตราย อย่างนี้.
เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อม จึงชื่อว่า อันตราย อย่าง
ไร่ ? อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศล
ธรรมทั้งหลาย อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธาน
ไปแห่งกุศลธรรมเหล่าไหน ? อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม
เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้คือ ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติ
หน้า 20
ข้อ 22
สมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความ
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีล ความเป็นผู้มี
ทวารอันคุ้มครองในอินทรีย์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความ
ประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้อื่นมีสติสัมปชัญญะ ความประกอบเนือง ๆ
ในอันเจริญสติปัฏฐาน ๔ ความประกอบเนือง ๆ ในอันเจริญสัมมัปปธาน ๔
ความประกอบเนือง ๆ ในอันเจริญอิทธิบาท ความประกอบเนือง ๆ ใน
อันเจริญอินทรีย์ ๕ ความประกอบเนือง ๆในอันเจริญพละ ๕ ความ
ประกอบเนือง ๆ ในอันเจริญ โพชฌงค์ ๗ ความประกอบเนือง ๆ ในอัน
เจริญมรรคมีองค์ ๘ อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่อ
อันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ เพราะอรรถว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อม
จึงชื่อว่า อันตราย อย่างนี้.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่า
อันตราย อย่างไร ? อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น
ย่อมเป็นธรรมอยู่อาศัยในอัตภาพ เปรียบเหมือนเหล่าสัตว์ที่อาศัยรู ย่อมอยู่
ในรู ที่อาศัยน้ำ ย่อมอยู่ในน้ำ ที่อาศัยป่า ย่อมอยู่ในป่า ที่อาศัยต้นไม้
ย่อมอยู่ที่ต้นไม้ ฉันใด อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นใน
อัตภาพนั้น ย่อมเป็นธรรมอยู่อาศัยในอัตภาพ ฉันนั้น เพราะอรรถว่า
เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายจึงชื่อว่า อันตราย อย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน ผู้
อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 21
ข้อ 22
ก็ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน
ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุกอย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอัน
ลามก มีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์ อันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อม
เกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมอัน
ลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น
ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรม
อันลามกเหล่านั้นย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึง
เรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง อกุศลธรรมอันลามก มีความ
ดำริอันซ่านไปในอารมณ์ อันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ
เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต .............เพราะสูดกลิ่นด้วยฆานะ.............เพราะ
ลิ้มรสด้วยชิวหา...........เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย..........เพราะรู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปใน
ภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับ
กิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมกลุ้มรุม
ภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน ผู้อยู่ร่วม
กับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุก อย่างนี้แล เพราะอรรถว่า
เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่า อันตราย แม้ด้วยประการ
ฉะนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 22
ข้อ 22
ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน
เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน.
ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ โลภะ เป็นมลทินในภายใน เป็น
อมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรู
ในภายใน, โทสะ เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็น
ข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน. โมหะ
เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็น
เพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการนี้แล เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึก
ในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า.
โลภะ ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โลภะยัง
จิตให้กำเริบ โลภะเป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชนย่อม
ไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้โลภแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โลภแล้ว
ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใดความโลภครอบงำนรชน เมื่อนั้น
นรชนนั้น ย่อมมีความมืดตื้อ.
โทสะ ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โทสะยัง
จิตให้กำเริบ โทสะเป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชนย่อม
ไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้โกรธแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โกรธ
แล้วย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใดความโกรธครอบงำนรชน
เมื่อนั้นนรชนนั้น ย่อมมีความมืดตื้อ.
หน้า 23
ข้อ 22
โมหะ ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โมหะยัง
จิตให้กำเริบ โมหะเป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชนย่อม
ไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้หลงแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้หลงแล้ว
ย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใดความหลงครอบงำนรชน เมื่อนั้น
นรชนนั้น ย่อมมีความมืดตื้อ.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่า
อันตราย แม้ด้วยประการฉะนี้.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการ เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่ง
บุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่
ผาสุก.
ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน ? คือ โลภะ เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่ง
บุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่
ผาสุก, โทสะ เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก. โมหะ เมื่อเกิดขึ้น
ในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ
ความอยู่ไม่ผาสุก. ดูก่อนมหาพิตร ธรรม ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้น
ในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ
ความอยู่ไม่ผาสุก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
หน้า 24
ข้อ 23
โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมกำจัด
บุรุษผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่กำจัดไม้ไผ่ ฉะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่า
อันตราย แม้ด้วยประการฉะนี้.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ราคะและโทสะ มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัต
ภาพนี้ ไม่ยินดีกุศล ยินดี แต่กามคุณ ทำให้ขนลุก บาป
วิตกในใจ ตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้ ผูกจิตไว้เหมือน พวกเด็ก
ผูกกาที่ข้อเท้าไว้ ฉะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่า
อันตราย แม้ด้วยประการฉะนี้.
คำว่า เหล่าอันตรายย่อมย่ำยีนรชนนั้น มีความว่า อันตราย
เหล่านั้นย่อมครอบงำ ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยีบุคคลนั้น
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เหล่าอันตรายย่อมย่ำยีนรชนนั้น.
[๒๓] คำว่า เพราะอันตรายนั้น ทุกข์ย่อมติดตามนรชน
นั้นไป มีความว่า เพราะอันตรายนั้น ๆ ทุกข์ย่อมติดตาม ตามไป ไป
ตามบุคคลนั้น คือชาติทุกข์ ย่อมติดตาม ตามไป ไปตาม ชราทุกข์....พยาธิ
ทุกข์.......มรณทุกข์........ทุกข์คือความโศกคร่ำครวญ ลำบากกาย ทุกข์
ใจ ความแค้นใจ........ทุกข์คือความเกิดในนรก.......ทุกข์คือความเกิดใน
กำเนิดเดียรัจฉาน...........ทุกข์คือความเกิดในเปรตวิสัย.......ทุกข์คือความ
เกิดในมนุษย์.........ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล........ทุกข์มีความตั้งอยู่
หน้า 25
ข้อ 23
ในครรภ์เป็นมูล.........ทุกข์มีความตลอดจากครรภ์เป็นมูล..........ทุกข์ที่ติด
ตามสัตว์ที่เกิดเเล้ว........ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ที่เกิดแล้ว.........ทุกข์
อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน........ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของผู้
อื่น.........ทุกข์อันเกิดแต่ทุกขเวทนา.........ทุกข์อันเกิดแต่สังขาร.........ทุกข์
อันเกิดแต่ความแปรปรวน.........
โรคทางจักษุ โรคทางโสด โรคทางฆานะ โรคทางชิวหา โรค-
ทางกาย โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ
โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ
โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝีโรคกลาก โรคมองคร่อ
โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด โรค-
ละลอก โรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ โรค-
เบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง.
อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมี
ลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธ
เกิดแต่บริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธ
เกิดแต่วิบากแห่งกรรม.
ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ
ปวดปัสสาวะ.
ทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน
ทุกข์เพราะความตายแห่งมารดา ทุกข์เพราะความตายแห่งบิดา ทุกข์เพราะ
ความตายแห่งพี่ชายน้องชาย ทุกข์เพราะความตายแห่งพี่สาวน้องสาว ทุกข์
หน้า 26
ข้อ 24, 25
เพราะความตายแห่งบุตร ทุกข์เพราะความตายแห่งธิดา ทุกข์เพราะความ
ฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความ
ฉิบหายอันเกิดแค่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความ
ฉิบหายแห่งทิฏฐิ ย่อมติดตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้นเพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เพราะอันตรายนั้น ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป.
[๒๔] คำว่า เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่รั่วแล้วฉะนั้น มี
ความว่าน้ำไหลซึมเข้าสู่เรือที่รั่วแล้ว คือ น้ำย่อมซึมเข้าไป ตามเข้าไป
ไหลเข้าไป แต่ที่นั้น ๆ คือ ย่อมซึมเข้าไป เซาะเข้าไป ไหลเข้าไป
ข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ข้างท้องบ้าง แต่ข้าง ๆ บ้าง ฉันใด เพราะ
อันตรายนั้น ๆ ทุกข์ย่อมติดตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้น คือ ชาติทุกข์
ย่อมติดตาม ตามไป ไปตาม ฯลฯ ทุกข์อันเกิดแต่ทิฏฐิพยสนะ ย่อมติด
ตาม ตามไป ไปตามบุคคลนั้นฉันนั้น ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่รั่วแล้วฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า.
เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชนนั้น
เหล่าอันตรายย่อมย่ำยีนรชนนั้น เพราะอันตรายนั้น
ทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไป เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่
รั่วแล้วฉะนั้น.
ว่าด้วยผู้มีสติทุกเมื่อ
[๒๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ
หน้า 27
ข้อ 26
พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดตามเหล่านั้นแล้ว
พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง
ฉะนั้น.
[๒๖] คำว่า เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติ
ทุกเมื่อ มีความว่า :-
คำว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะฉะนั้น เพราะกาลนั้น เพราะ
เหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น สัตว์ผู้เกิดมา เมื่อเห็นโทษ
นั้นในกามทั้งหลาย ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น.
คำว่า สัตว์ผู้เกิดมา ได้แก่สัตว์ นรชน มาณพ บุรุษ บุคคล
ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์.
คำว่า ในกาลทุกเมื่อ ได้แก่ ในกาลทุกเมื่อ ในกาลทั้งปวง
ตลอดกาลทั้งปวง ตลอดก็เป็นนิจ ตลอดกาลยั่งยืน ตลอดกาลเป็น
นิรันดร์ ตลอดกาลเป็นอันเดียวกัน ตลอดกาลติดต่อ ตลอดกาลเป็น
ลำดับ ตลอดกาลไม่ขาดระยะ ตลอดกาลไม่มีระหว่าง ตลอดกาลสืบเนื่อง
ตลอดกาลไม่ขาดสาย ตลอดกาลกระชั้นชิด.
ในกาลก่อนภัต ในกาลหลังภัต ในปฐมยาม ในมัชฌิมยาม ใน
ปัจฉิมยาม ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน
ในตอนปฐมวัย ในตอนมัชฌิมวัย ในตอนปัจฉิมวัย.
คำว่า มีสติ ได้แก่ เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔ อย่าง คือ เจริญ
สติปัฏฐาน มีการตามเห็นกายในกายอยู่ ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ, เจริญสติ
ปัฏฐาน มีการตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ,
หน้า 28
ข้อ 27
เจริญสติปัฏฐานมีการตามเห็นจิตในจิตอยู่ ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ, เจริญสติ
ปัฏฐานมีการตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ, เป็น
ผู้มีสติโดยเหตุ อย่างแม้อื่นอีก คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเว้นจาก
ความเป็นผู้ไม่มีสติ ฯลฯ บุคคลเป็นผู้เข้าใกล้ เข้าชิด เข้าถึง เข้าถึงพร้อม
เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม ประกอบด้วยสตินี้ บุคคลนั้นเรียกว่า มีสติ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์ผู้เกิดมาพึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ.
[๒๗] คำว่า พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย มีความว่า กามทั้ง
หลาย ได้แก่ กาม ๒ อย่าง โดยหัวข้อ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑
วัตถุกามเป็นไฉน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่
ชอบใจ ฯลฯ กามเหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯลฯ กามเหล่านี้เรียกว่า
กิเลสกาม.
คำว่า พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย ได้แก่ พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย
โดยเหตุ ๒ ประการ คือ โดยการข่มไว้ประการ ๑ โดยการตัดขาดประ
การ ๑.
พึงเว้นขาดกามโดยการข่มไว้อย่างไร ? สัตว์ผู้เกิดมา เมื่อเห็นอยู่ว่า
กามทั้งหลายเปรียบด้วยโครงกระดูก เพราะอรรถว่า เป็นของมีความยินดี
น้อย พึงเว้น ขาดกามโดยการข่มไว้.
เมื่อเห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เพราะอรรถว่า เป็น
ของสาธารณ์แก่ชนหมู่มาก พึงเว้นขาดกามโดยการข่มไว้
เมื่อเห็นอยู่ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า เพราะอรรถว่า
เป็นของตามเผา พึงเว้นขาดกามโดยการข่มไว้ ฯลฯ แท้เจริญเนวสัญญานา-
หน้า 29
ข้อ 28, 29
สัญญายตนสมาบัติ พึงเว้นขาดกามโดยการข่มไว้. พึงเว้นขาดกามโดยการ
ข่มไว้อย่างนี้ ฯลฯ พึงเว้นขาดกามโดยการตัดขาดอย่างนี้. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย.
[๒๘] คำว่า ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะ
ได้ มีความว่า คำว่า เหล่านั้น ได้แก่ สัตว์ผู้เกิดมา กำหนดรู้
วัตถุกามทั้งหลาย ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้น ให้ถึงความไม่มีใน
ภายหลัง ซึ่งกิเลสกาม คือ ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้น ให้ถึงความ
ไม่มีในภายหลัง ซึ่งกามฉันทนิวรณ์....พยาบาทนิวรณ์....ถีนมิทธนิวรณ์....
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้น ให้ถึงความไม่มี
ในภายหลัง ซึ่งวิจิกิจฉานิวรณ์ พึงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็น
ไปล่วง กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้.
[๒๙] คำว่า เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น
มีความว่า บุคคลวิด สาดออก ทิ้งออกซึ่งน้ำในเรืออันทำให้หนัก บรรทุก
หนักแล้ว พึงไปถึงฝั่งด้วย เรือที่เบา โดยเร็วไว โดยไม่ลำบาก ฉันใด สัตว์ผู้
เกิดมา กำหนดรู้วัตถุกามทั้งหลาย ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้สูญสิ้น ให้
ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งกิเลสกาม คือ ละ ละทั่ว บรรเทา ทำให้
สูญสิ้น ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งกามฉันทนิวรณ์....พยาบาทนิวรณ์....
ถีนมิทธนิวรณ์....อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์....วิจิกิจฉานิวรณ์ พึงไปถึงฝั่งโดย
เร็วไว โดยไม่ลำบาก ฉันนั้น.
อมตนิพพาน เรียกว่า ฝั่ง ได้แก่ธรรม เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง
หน้า 30
ข้อ 29
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับ
กิเลสเครื่องร้อยรัด พึงถึง บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง.
คำว่า ถึงฝั่ง ได้แก่ ผู้ใดใคร่เพื่อจะถึงฝั่ง ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง
ผู้ใดต่อไปสู่ฝั่ง ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง ผู้ใดถึงฝั่งแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ข้ามพ้นแล้ว
ถึงฝั่งแล้ว ยืนอยู่บน ชื่อว่าเป็นพราหมณ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า พราหมณ์ เป็นชื่อพระอรหันต์
พระอรหันต์นั้นถึงฝั่งด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งด้วยการกำหนดรู้ ถึงฝั่งด้วยการละ
ถึงฝั่งด้วยการเจริญ ถึงฝั่งด้วยการทำให้แจ้ง ถึงฝั่งด้วยสมาบัติ ถึงฝั่งแห่ง
ธรรมทั้งปวงด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งแห่งทุกข์ทั้งปวงด้วยการกำหนดรู้ ถึงฝั่ง
แห่งกิเลสทั้งปวงด้วยการละ ถึงฝั่งแห่งอริยมรรค ๔ ด้วยการเจริญ ถึงฝั่ง
แห่งนิโรธด้วยการทำให้แจ้ง ถึงฝั่งแห่งสมาบัติทั้งปวงด้วยการบรรลุ.
พระอรหันต์นั้น ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล ถึง
ความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยสมาธิ ถึงความชำนาญ ถึงความ
สำเร็จในอริยปัญญา ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยวิมุตติ.
พระอรหันต์นั้น ไปสู่ฝั่งแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ไปสู่ส่วนสุดแล้ว ถึงส่วน
สุดแล้ว ไปสู่ที่สุดแล้ว ถึงที่สุดแล้ว ไปสู่ที่สุดรอบแล้ว ถึงที่สุดรอบแล้ว
ไปสู่ความสำเร็จแล้ว ถึงความสำเร็จแล้ว ไปสู่ที่ป้องกันแล้ว ถึงที่ป้องกัน
แล้ว ไปสู่ที่ลับแล้ว ถึงที่ลับแล้ว ไปสู่ที่พึ่งแล้ว ถึงที่พึ่งแล้ว ไปสู่ที่ไม่
มีภัยแล้ว ถึงที่ไม่มีภัยแล้ว ไปสู่ที่ไม่จุติแล้ว ถึงที่ไม่จุติแล้ว ไปสู่ที่ไม่
ตายแล้ว ถึงที่ไม่ตายแล้ว ไปสู่นิพพานแล้ว ถึงนิพพานแล้ว.
หน้า 31
ข้อ 29
พระอรหันต์นั้น อยู่จบแล้ว พระพฤติจรณะ มีทางไกลอันถึงแล้ว
มีทิศอันถึงแล้ว มีที่สุดอันถึงแล้ว มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว ถึงทิฏฐิ
อันอุดมแล้ว มีมรรคอันเจริญแล้ว มีกิเลสอันละเสียแล้ว มีการแทงตลอด
มิได้กำเริบ มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว มีทุกข์อันกำหนดรู้แล้ว มีสมุทัยอัน
ละแล้ว มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว มีมรรคอันเจริญแล้ว มีธรรมที่ควรรู้
ยิ่งอันได้รู้ยิ่งแล้ว มีธรรมที่ควรกำหนดรู้อันกำหนดรู้แล้ว มีธรรมที่ควร
ละอันละแล้ว มีธรรมที่ควรเจริญอันเจริญแล้ว มีธรรมที่ควรทำให้แจ้งอัน
ทำให้แจ้งแล้ว.
พระอรหันต์นั้นมีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเลียแล้ว มีกรรมเป็นดู
อันกำจัดเสียแล้ว มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอันถอนเสียแล้ว ไม่มีสังโยชน์
เป็นบานประตู เป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอันให้ตก
ไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้อง มีองค์ ๕ อันละ
เสียแล้ว ประกอบด้วยองค์ ๖ มีสติเป็นธรรมเครื่องรักษาอย่างเอก มี
ธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๘ มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างอันละเสียแล้ว มีการ
แสวงหาอันชอบไม่หย่อนประเสริฐ มีความดำริมิได้ขุ่นมัว มีการสังขาร
อันระงับแล้ว มีจิตหลุดพ้นแล้ว มีปัญญาเป็นเครื่องหลุดพ้นด้วยดี เป็น
ผู้มีความบริบูรณ์ มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ
ถึงความบรรลุปรมัตถะ.
พระอรหันต์นั้น มิได้ก่อมิได้กำจัด กำจัดตั้งอยู่แล้ว มิได้ละ มิ
ได้ถือมั่น ละแล้วจึงตั้งอยู่ มิได้เย็บ มิได้ตก เย็บแล้วจึงตั้งอยู่ มิได้ดับ
มิได้ให้ลุกดับแล้วจึงตั้งอยู่ ดำรงอยู่ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์
หน้า 32
ข้อ 29
สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ซึ่งเป็นอเสขะ
แทงตลอดอริยสัจจะแล้วตั้งอยู่ ก้าวล่วงตัณหาอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ ดับไฟ
กิเลสแล้วตั้งอยู่ ตั้งอยู่ด้วยไม่ต้องไปรอบ ยึดถือเอายอดแล้วตั้งอยู่ ตั้งอยู่
ด้วยเป็นผู้ซ่องเสพวิมุตติ ดำรงอยู่ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
อันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดำรงอยู่ในความเป็น
ผู้ไม่แข็งกระด้างด้วยตัณหาทิฏฐิมานะอันบริสุทธิ์ตั้งอยู่เพราะเป็นผู้หลุดพ้น
ตั้งอยู่เพราะเป็นผู้สันโดษ ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ
คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ตั้งอยู่ในภพอันมีในที่สุด
ตั้งอยู่ในสรีระอันมีในที่สุด ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด สมจริงดังคาถา
ประพันธ์ว่า :-
พระขีณาสพนั้นมีภพนี้เป็นที่สุด มีสรีระนี้เป็นที่
หลัง มิได้มีชาติ มรณะ สงสาร และภพใหม่.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ
พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดตามเหล่านั้นแล้ว
พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง
ฉะนั้น ดังนี้.
จบ กามสุตตนิทเทส ที่ ๑
หน้า 33
ข้อ 29
สัทธัมมปัชโชติกา
อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส
ภาคที่ ๑
อารัมภกถา
พระชินเจ้าพระองค์ใดทรงกำจัดเสียซึ่งลิ่มคือ
อวิชชา และความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความยิน
ดี อย่างถอนราก ทรงเจริญอัฏฐังคิกมรรคถูกต้อง
อมตบท. ทรงบรรลุพระโพธิญาณ เสด็จหยั่งลงสู่
อิสิปตนมฤคทายวันประกาศธรรมจักรยังเวไนยสัตว์
๑๘ โกฏิ มีพระโกณฑัญญเถระเป็นต้น ให้บรรลุธรรม
ในวันนั้นในที่นั้น.
ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระชินเจ้า
พระองค์นั้น ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง และพระธรรม
อันสูงสุด ทั้งพระสงฆ์ผู้ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า.
ก็ธรรมจักรใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อ
พระสารีบุตรผู้มีปัญญามากเกือบเท่าพระศาสดา ผู้
เกิดแต่องค์พระชินเจ้า จำแนกธรรมจักรนั้นเป็น
ส่วน ๆ กล่าวมหานิทเทสซึ่งชื่อว่าเป็นปาฐะประเสริฐ
และวิเศษ.
หน้า 34
ข้อ 29
อนึ่ง ข้าพเจ้าขอนมัสการพระสารีบุตรพุทธชิโน-
รสองค์นั้น ผู้เป็นพระเถระที่มีเถรคุณมิใช่น้อยเป็นที่
ยินดียิ่ง ผู้มีเกียรติคุณสูงสุดเพราะสภาพปัญญา และ
ผู้มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอันดี ข้าพเจ้า
อันพระเทวเถระผู้พหูสูต ผู้ประกอบด้วยคุณมีความ
อดทนเป็นต้น มีปกติกล่าวคำที่สมควรและพอดีเป็น
ต้น อาราธนาแล้วจักดำรงอยู่ในแนวสาธยายของ
พระเถระ ชาวมหาวิหาร ถือเอาข้อวินิจฉัยเก่า ๆ ที่
ควรถือเอา ไม่ทอดทิ้งลัทธิของตน และไม่ทำลัทธิ
ผู้อื่นให้เสียหาย ทั้งรวบรวมนัยแห่งอรรถกถาทั้ง
เบื้องต้นเบื้องปลายได้ตามสมควร พรรณนาตามเนื้อ
ความที่ยังไม่เคยพรรณนาของนัยนั้น อันนำมาซึ่ง
ประเภทแห่งญาณ ที่พระโยคาวจรทั้งหลายมิใช่น้อย
เสพอาศัยแล้ว ไม่ทอดทิ้งพระสูตรและข้อยุติ จัก
เริ่มพรรณนามหานิทเทสโดยย่อ ด้วยความนับถือ
มากในพระสัทธรรม มิใช่ประสงค์จะยกตน ข้าพเจ้า
จักกล่าวอรรถกถา เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน
และเพื่อความดำรงอยู่นานแห่งพระสัทธรรม ขอ
ท่านสัตบุรุษทั้งหลายจงฟัง สัทธัมมปัชโชติกา โดย
เคารพและจงทรงจำไว้ด้วยดีเถิด.
หน้า 35
ข้อ 29
เพราะได้กล่าวไว้แล้วในอารัมภกถานั้นว่า ซึ่งมหานิทเทสนั้นโดยชื่อ
อันวิเศษว่า ปาฐะวิสิฏฐนิทเทส, ปาฐะ มี ๒ อย่างคือ พยัญชน-
ปาฐะ ๑ อรรถปาฐะ ๑.
ในปาฐะทั้ง ๒ นั้น พยัญชนปาฐะ มี ๖ อย่างคือ อักขระ ๑,
บท ๑, พยัญชนะ ๑, อาการะ ๑, นิรุตติ ๑, นิทเทส ๑.
อรรถปาฐะ ก็มี ๖ อย่างคือ สังกาสนะ ๑, ปกาสนะ ๑,
ววรณะ ๑, วิภชนะ ๑, อุตตานีกรณะ ๑, บัญญัตติ ๑.
ว่าด้วยอักขระ
ในพยัญชนะปาฐะนั้น เทสนาที่เป็นไปด้วยจิตที่คิดถึงเหตุอันหมด
จด ด้วยสามารถแห่งปโยคะอันบริสุทธิ์ในไตรทวาร บัณฑิตรู้ได้ว่า
อักขระ เพราะมิได้แสดงคือไม่ได้เสวนาด้วยวาจา. อักขระนั้น พึงถือเอาว่า
ชื่อว่า อักขระ ด้วยสามารถแห่งปัญหาที่บรรดาพราหมณ์ผู้มีจุดหมายปลาย
ทางถามด้วยใจ และด้วยสามารถแห่งปัฏฐานมหาปกรณ์อัน พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าประทับนั่งพิจารณาแล้วที่รตนฆรเจดีย์.
อีกอย่างหนึ่ง บทที่ไม่บริบูรณ์ก็พึงรับรู้ว่า อักขระ ดุจในคำมีอาทิ
อย่างนี้ว่า สฏฺีวสฺสสหสฺสานิ หกหมื่นปี ดังนี้. ในคำนี้อาจารย์พวก
หนึ่งกล่าวว่า ส - อักษร และ ทุ - อักษร ก็ชื่อว่า อักขระ, หรือบทที่มี
อักขระเดียว ก็ชื่อว่า อักขระ.
ว่าด้วยบท
อักขรสันนิบาตอันส่องความที่จำแนกไว้ในคำเป็นต้นว่า ยายํ ตณฺหา
โปโนพฺภวิกา - ตัณหานี้ใดเป็นปัจจัยให้เกิดอีก ดังนี้ ชื่อว่า บท คำที่
หน้า 36
ข้อ 29
ประกอบด้วยอักขระมากมายได้ในคำเป็นต้นว่า นามญฺจ รูปญฺจ - นาม
ด้วยรูปด้วย ก็ชื่อว่า บท - อักขรสันนิบาต.
ว่าด้วยพยัญชนะ
ชื่อว่า พยัญชนะ เพราะอรรถว่า ยังเนื้อความอันเป็นประโยชน์
เกื้อกูลให้ชัดเจน คือทำให้รู้ ทำให้ปรากฏด้วยบท๑ว่า พึงทำบทที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อให้แจ่มแจ้งดังนี้ ได้แก่คำพูดนั่นเอง.
เนื้อความที่ตรัสโดยย่อว่า จตฺตาโร อิทฺธิปาทา - อิทธิบาท ๔ ก็
ชื่อว่า พยัญชนะ - ทำเนื้อความให้ชัดเจน เพราะทำเนื้อความให้ปรากฏ
ได้ในคำว่า กตเม จตฺตาโร - ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย ฉันทะ, สมาธิปธานสังขาร
คือ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา, สมาธิประธาน-
สังขาร.
ว่าด้วยอาการะ
การประกาศวิภาคแห่งพยัญชนะ ชื่อว่า อาการะ. การกระทำวิภาค
หลายอย่างซึ่งพยัญชนะที่ตรัสไว้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อิทธิบาท ๔ นั้น
ฉันทะเป็นไฉน ? ฉันทะคือความพอใจ ความเป็นผู้พอใจ ความเป็นผู้ใคร่
เพื่อจะทำ ดังนี้ ชื่อว่า อาการะ - ประกาศวิภาคแห่งพยัญชนะ.
ว่าด้วยนิรุตติ
คำขยายเนื้อความอันประกอบด้วยอาการ ชื่อว่า นิรุตติ. คำที่นำมา
กล่าวว่า ชื่อว่า ผัสสะ เพราะอรรถว่ากระทบอารมณ์, ชื่อว่า เวทนา
๑ ฉบับพม่าว่า สเรน - ด้วยสระ, หรือด้วยเสียง.
หน้า 37
ข้อ 29
เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์ ซึ่งตรัสไว้แล้วโดยอาการ มาในคำเป็นต้นว่า
ผสฺโส เวทนา ดังนี้ ก็ชื่อว่า นิรุตติ - แสดงสภาวะ.
ว่าด้วยนิทเทส
ความพิสดารแห่งคำขยาย ชื่อว่า นิทเทส เพราะอรรถว่าแสดง
เนื้อความโดยไม่เหลือ. บทที่ได้คำขยายว่า เวทยตีติ เวทนา - ชื่อว่า
เวทนา เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์ ดังนี้. ก็ชื่อว่า นิทเทส - แสดงขยาย
ความ เพราะท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถความพิสดารแห่งเนื้อความเป็นต้นว่า
สุขะ ทุกขะ อทุกขมสุขะ, ชื่อว่า สุขะ เพราะอรรถว่าเป็นไปสบาย. ชื่อว่า
ทุกขะ เพราะอรรถว่าเป็นไปลำบาก. ชื่อว่า อทุกขมสุขะ เพราะอรรถว่า
ไม่เป็นไปลำบาก ไม่เป็นไปสบาย.
ว่าด้วยสังกาสนะ
การรู้บทแห่งพยัญชนปาฐะ ๖ อย่าง ด้วยประการฉะนี้แล้ว
ประกาศแสดงในบทแห่ง อรรถปาฐะ ๖ อย่างโดยย่อ ชื่อว่า สังกาสนา
- ประกาศให้รู้ชัด. การแสดงข้อความโดยสังเขปได้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า
ภิกษุเมื่อสำคัญอยู่แล ย่อมถูกมารผูกมัด, เมื่อไม่สำคัญอยู่ ย่อมพ้นจาก
มารผู้มีบาป ดังนี้ ก็ชื่อว่า สังกาสนา - ให้รู้ชัด ก็พระเถระนี้เป็นผู้สามารถ
เพื่อจะกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้รู้ทั่วแล้ว ข้าแต่
พระสุคตเจ้า ข้าพระองค์ได้รู้ทั่วแล้ว ดังนี้ ชื่อว่า แทงตลอดแล้วซึ่งเนื้อ
ความที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วโดยสังเขปด้วยประการฉะนี้.
หน้า 38
ข้อ 29
ว่าด้วยปกาสนะ
การประกาศการแสดงแต่เบื้องต้น ซึ่งเนื้อความที่ควรกล่าวใน
เบื้องต้น ชื่อว่า ปกาสนะ. การแสดงการประกาศซึ่งเนื้อความที่ควร
กล่าวในภายหลังด้วยคำแรกได้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อา-
ทิตฺตํ - สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อนดังนี้ ก็ชื่อว่า ปกาสนะ - ประกาศ. ด้วย
การแสดงข้อความที่แสดงแล้วในครั้งแรกทำให้ปรากฏอีกอย่างนี้ เป็นอัน
ตรัสบทแห่งอรรถทั้งสองในข้อความที่ตรัสไว้มีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อะไรคือสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็น
ของร้อน, รูปเป็นของร้อน, ดังนี้ เพื่ออุปการะแก่ภิกษุผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
เพราะตรัสไว้ว่า ภิกษุผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ย่อมแทงตลอดเนื้อความที่ตรัส
ไว้โดยสังเขปได้ดังนี้.
ว่าด้วยวิวรณะ
การทรงไว้โดยพิสดารซึ่งเนื้อความที่กล่าวแล้วโดยสังเขป และการ
ทรงไว้ได้อีกซึ่งเนื้อความที่กล่าวแล้วเพียงครั้งเดียว ชื่อว่า วิวรณะ.
การขยายเนื้อความที่ตั้งไว้โดยสังเขปว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้ง
หลายที่เป็นกุศลดังนี้ ให้พิสดารด้วยสามารถแห่งนิทเทสว่า สภาวธรรม
ทั้งหลายที่เป็นกุศล เป็นไฉน ? สมัยใดกามาวจรกุศลจิต เกิดขึ้นแล้วดังนี้
เป็นต้น ก็ชื่อว่า วิวรณะ - เปิดเผย.
ว่าด้วยวิภชนะ
การทำเนื้อความนั้นเป็นส่วน ๆ ชื่อว่า วิภชนะ. การทำกุศลธรรม
ทั้งหลายที่เปิดเผยแล้วว่า ยสฺมึ สมเย ในสมัยใด ดังนี้ เป็นส่วน ๆ ว่า
หน้า 39
ข้อ 29
ในสมัยนั้น ผัสสะ ก็เกิด เวทนา ก็เกิด ดังนี้ ก็ชื่อว่า วิภชนะ - จำแนก.
ว่าด้วยอุตตานีกรณะ
การทำเนื้อความให้ถึงพร้อม ด้วยการทรงไว้โดยพิสดารซึ่งเนื้อความ
ที่จำแนกแล้ว และด้วยการตั้งไว้ซึ่งเนื้อความที่จำแนกแล้วด้วยอุปมา ชื่อว่า
อุตตานีกรณะ. เนื้อความที่เปิดเผยแล้วโดยการเปิดเผย กล่าวคือ เปิดเผย
อย่างยิ่งว่า ผัสสะมีในสมัยนั้นเป็นไฉน ? คือ ในสมัยนั้น ผัสสะ กระทบ
อารมณ์. ผุสนา - ถูกต้องอารมณ์. สัมผุสนา - สัมผัสอารมณ์ ดังนี้, และ
เนื้อความที่จำแนกแล้ว โดยการจำเเนกกล่าวอุปมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวว่า ผัลสาหารพึงเห็นได้ ดุจดังแม่โคที่ปราศจากหนังฉะนั้น ดังนี้
ก็ชื่อว่า อุตตานีกรณะ - ทำให้ง่าย.
ว่าด้วยปัญญัตติ
การยังโสมนัสให้เกิดขึ้นแก่จิตด้วยอเนกวิธี คือ ด้วยการแสดงธรรม
แก่สาธุชนผู้สดับธรรมอยู่. และการกระทำความคมกล้าของญาณด้วยอเนก
วิธี ให้แก่สาธุชนที่ยังมีปัญญายังไม่คมกล้า ชื่อว่า ปัญญัตติ เพราะอรรถ
ว่า ย่อมปรากฏแก่สาธุชนผู้สดับอยู่เหล่านั้น ด้วยความยินดีของจิตที่
ประกอบด้วยโสมนัสนั้น และด้วยความใคร่ครวญของจิตที่ประกอบด้วย
โสมนัสนั้น จึงชื่อว่า ปัญญัตติ.
ในปาฐะทั้ง ๒ นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้รู้ชัดด้วยอักขระ,
ทรงประกาศด้วยบท, ทรงเปิดเผยด้วยพยัญชนะ, ทรงจำแนกด้วย
อาการะ, ทรงทำให้ง่ายด้วยนิรุตติ, ทรงทำให้ปรากฏด้วยนิทเทส.
คำนี้มีอธิบายไว้อย่างไร ?
หน้า 40
ข้อ 29
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงกระทำเวไนยสัตว์บางพวกให้รู้
ชัดเนื้อความด้วย อักขระ ในการแสดงธรรมครั้งหนึ่ง ฯลฯ ทรงทำเนื้อ
ความให้ปรากฏด้วย นิทเทส นี้เป็นอธิบายในปาฐะทั้ง ๒ นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เวไนยสัตว์รู้ชัดด้วยอักขระ
ทั้งหลายแล้วทรงประกาศด้วยบททั้งหลาย ทรงเปิดเผยด้วยพยัญชนะ
ทั้งหลาย แล้วทรงจำแนกด้วยอาการทั้งหลาย ทรงทำให้ง่ายด้วยนิรุตติ
ทั้งหลาย แล้วทรงบัญญัติด้วยนิทเทสทั้งหลาย มีอธิบายไว้อย่างไร ?
มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำเวไนยสัตว์บางพวกใน
ฐานะบางอย่าง ด้วยพระธรรมเทศนาเห็นปานนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเมื่อทรงให้เหล่าเวไนยรู้ชัดด้วยอักขระ ทั้งหลายแล้วทรงประกาศ
ด้วยบททั้งหลาย ย่อมทรงแนะนำพวกอุคฆติตัญญู เมื่อทรงเปิดเผยด้วย
พยัญชนะทั้งหลาย แล้วทรงจำแนกด้วยอาการทั้งหลาย ย่อมทรงแนะนำพวก
วิปจิตัญญู เมื่อทรงทำให้ง่ายด้วยนิรุตติทั้งหลาย แล้วทรงบัญญัติด้วย
นิทเทสทั้งหลาย ย่อมทรงแน่ะนำพวกเนยยะ แม้ด้วยสามารถแห่งเวไนยสัตว์
ก็พึงประกอบด้วยประการฉะนี้แล.
แต่โดยใจความในที่นี้ พระสุรเสียงที่เป็นไปกับด้วยวิญญัติซึ่งรู้เนื้อ
ความ ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงแสดงพระธรรมว่า
พยัญชนปาฐะเป็นไฉน ? อรรถปาฐะเป็นไฉน ? ดังนี้นั้น ชื่อพยัญชน-
ปาฐะ. พระธรรมที่ประกอบด้วยลักษณะและรสเป็นต้นอันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพึงบรรลุ นั้นพึงทราบว่า อรรถปาฐะ.
หน้า 41
ข้อ 29
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะมี ๖ อย่าง คือ สันธายภาสิตปาฐะ พยัญชน-
ภาสิตปาฐะ สาวเสสปาฐะ อนวเสสปาฐะ นีตปาฐะ และเนยย-
ปาฐะ.
ในปาฐะเหล่านั้น ปาฐะที่กล่าวข้อความไม่น้อยมีอาทิอย่างนี้ว่า
ฆ่ามารดาบิดา และกษัตริยราชทั้งสอง ดังนี้ ชื่อ สันธายภาสิตปาฐะ.
ปาฐะที่กล่าวข้อความอย่างเดียวมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายมีใจ
ถึงก่อน ดังนี้ ชื่อ พยัญชนภาสิตปาฐะ.
ปาฐะมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
ดังนี้ ชื่อ สาวเสสปาฐะ.
ปาฐะที่ตรงกันข้ามมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งปวงย่อมมาสู่คลองใน
ญาณมุขของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า โดยอาการทั้งปวง ดังนี้ ชื่อ
อนวเสสปาฐะ.
ปาฐะที่พึงรู้อย่างที่กล่าวมีอาทิอย่างนี้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ดังนี้ ชื่อ นีตปาฐะ.
ปาฐะที่พึงระลึกถึงโดยความถูกต้องมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย บุคคลเอก ดังนี้ ชื่อเนยยปาฐะ.
อนึ่ง อรรถมีประการไม่น้อย มีอาทิ คือ ปาฐัตถะ, สภาวัตถะ,
ญายัตถะ, รูปาฐานุรูป, นปาฐานุรูป, ชาวเสสตถะ, นิรวเสสตถะ,
นีตัตถะ และ เนยยัตถะ ในอรรถเหล่านั้น :-
ปาฐะใดพ้นข้อความที่ให้รู้ซึ่งข้อความที่ยังไม่รู้ไม่เห็น ปาฐะนั้นชื่อ
ปาฐัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ
ดังนี้.
หน้า 42
ข้อ 29
ลักษณะและรสเป็นต้นของรูปธรรม และอรูปธรรมทั้งหลายข้อ
สภาวัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เจริญสัมมาทิฏฐิดังนี้.
อรรถใดอันบุคคลรู้อยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล ย่อมควร
เพื่อให้รู้พร้อมดังนี้ อรรถนั้นชื่อ ญายัตถะ ดุจในประโยกมีอาทิว่า ผู้
มีปกติกล่าวอรรถ ผู้มีปกติกล่าวธรรม ดังนี้.
อรรถที่สมควรตามปาฐะชื่อ ปาฐานุรูป อรรถที่บุคคลผู้ปฏิเสธข้อ
ความด้วยพยัญชนฉายาว่า เพราะฉะนั้น แม้จักษุก็เป็นกรรม ดังนี้.
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นกรรม
เก่า ดังนี้ กล่าวแล้ว ชื่อ นปาฐานุรูป.
อรรถนั้นโดยปาฐะมิได้ทรงอนุญาตไว้ มิได้ทรงปฏิเสธ มิได้ทรง
ประกอบไว้. ก็อรรถนั้น แม้ที่ควรสงเคราะห์ก็มิได้ทรงสงเคราะห์ หรือ
แม้ที่ควรเว้น ก็มิได้ทรงเว้นอะไร ๆ เลย มิได้ทรงปฏิเสธตรัสไว้ ชื่อ
สาวเสสัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า อาศัยจักขุประสาทและรูปารมณ์
จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งต่ออาชญา สัตว์ทั้งปวงย่อม
กลัวต่อมัจจุ ดังนี้.
อรรถที่ตรงกันข้าม ชื่อ นิรวเสสัตถะ ดุจในประโยคมีอาทิว่าทั้ง
เราทั้งท่าน แล่นไปพร้อมแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน
ข้อนั้น นอกจากบทที่เห็นแล้ว ใครรู้ใครทรงจำไว้ได้ ดังนี้.
อรรถที่พึงทราบด้วยสามารถแห่งเสียงนั้นแล ชื่อ นีตัตถะ ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า รูป เสียง รส๑ กลิ่น และโผฏฐัพพะ เป็นที่รื่นรมย์
แห่งใจ ดังนี้.
๑. น่าจะอยู่หลัง กลิ่น ตามลำดับในวิสยรูป.
หน้า 43
ข้อ 29
อรรถที่พึงทราบด้วยสามารถแห่งสมมติ ชื่อ เนยยัตถะ ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยพลาหก ๔ เหล่านั้น
ดังนี้. บุคคลรู้แจ้งทั้งปาฐะ และอรรถะดำรงอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ง่อนแง่นจาก
พวกกล่าวตรงกันข้ามทั้งหลาย ด้วยดำรงอยู่สิ้นกาลนาน.
บุคคลผู้สามารถเข้าใจด้วยเหตุและอุทาหรณ์เป็นต้น ทั้งโดยสังเขป
นัย และวิตถารนัย ย่อมอาจที่จะกล่าวจนถึงความถึงพร้อมแห่งอาคมและ
อธิคมอย่างไม่ง่อนแง่น ด้วยประการฉะนี้ ครั้นรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็น
ผู้สะอาด เพราะเว้นจากมลทินคือศีลและทิฏฐิชั่ว ด้วยความเป็นผู้สามารถ
ที่จะชำระตนและผู้อื่นให้บริสุทธิ์ได้. ด้วยว่าคนทุศีลย่อมเบียดเบียนตน เป็น
ผู้มีวาจาไม่น่าเชื่อถือ เพราะความทุศีลนั้นไม่สามารถจะนำอาหารมาได้
เดือนร้อนอยู่เป็นนิตย์โนโลกนี้ดุจลูกโค คนมีทิฏฐิชั่วย่อมเบียดเบียนผู้อื่น
และเป็นที่พึ่งอาศัยไม่ได้ เพียงดังกอบัวที่อากูลอยู่ในถ้ำของสัตว์ร้าย ก็ผู้
วิบัติทั้งสองอย่าง เป็นผู้ไม่ควรนั่งใกล้ เหมือนหีบศพที่อยู่ในคูถ และ
เหมือนงูเห่าที่อยู่ในคูถ. ส่วนผู้สมบูรณ์ทั้งสองอย่าง เป็นผู้สะอาดควรนั่ง
ใกล้และควรคบหาแม้ด้วยประการทั้งปวง เหมือนบ่อรัตนะปราศจาก
อันตรายจากวิญญูชนทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นอย่างนี้ ไม่ตระหนี่อย่างนี้ ไม่
ลืมอาจารย์ ไม่สละ ๔ อย่าง คือ สุตตะ, สุตตานุโลม, อาจริยวาท,
และ อัตตโนมติ กล่าวข้อความได้ต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งสิ่งสำคัญ ๔
อย่างนั้น อีกอย่างหนึ่งเป็นผู้ไม่สละสิ่งสำคัญ ๔ อย่างเหล่านี้คือ :-
การกล่าวโดยส่วนเดียวเป็นสุตตะที่ ๑ การกล่าวจำแนก
เป็นบทสุตตานุโลมเป็นที่ ๒ ไต่ถามเป็นอาจริยวาทที่ ๓
หน้า 44
ข้อ 29
ดำรงไว้ เป็นอัตตโนมติที่ ๔.
เพราะประกอบผู้ฟังเข้าไว้ในประโยชน์เกื้อกูล แต่สิ่งสำคัญ ๔ อย่าง
นั้นแหละ ความเข้าใจสิ่งสำคัญ ๔ อย่างเหล่านั้น ย่อมกลับเป็นไม่เกียจ
คร้าน ดังนี้แล. ในข้อนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า :-
บุคคลผู้กล่าว ผู้ไม่ง่อนแง่นเพราะรู้อรรถแห่งปาฐะ
เป็นผู้สะอาด ไม่ตระหนี่ ไม่สละสิ่งสำคัญ ๔ อย่าง
เป็นผู้แสดงไปตามประโยชน์เกื้อกูล.
บทว่า เทสกสฺส ในคาถานี้ ความว่า พึงเป็นผู้แสดง. บทว่า
หิตนฺวิโต ความว่า ผู้ไปตามด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือผู้มีจิตประกอบด้วย
ประโยชน์เกื้อกูล.
ก็บุคคลนี้นั้น เป็นที่รักเพราะเป็นผู้สะอาด เป็นที่เคารพเพราะเป็น
ผู้ไม่สละสิ่งสำคัญ ๔ อย่าง น่าสรรเสริญเพราะเป็นผู้ไม่ง่อนแง่น เป็นผู้
อดทนต่อถ้อยคำเพราะเป็นผู้ไปตามประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้กล่าวชี้แจงเรื่อง
ที่ลึกซึ้งได้ เพราะเป็นผู้รู้อรรถแห่งปาฐะ เป็นผู้ชักจูงในฐานะอันควร
เพราะเป็นผู้ไม่ตระหนี่ ดังนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสัตตกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า :-
เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ น่าสรรเสริญ รู้จักกล่าวชี้แจง
ให้เข้าใจ เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำกล่าวชี้แจงเรื่องที่ลึกซึ้งได้
ไม่ชักจูงในเรื่องเหลวไหลไร้สาระดังนี้.
ผู้แสดงเป็นผู้เกื้อกูลยิ่ง ผู้แสดงนั้น จะตั้งไว้เฉพาะในบัดนี้ก่อน ผู้
แสดงย่อมไม่ดูหมิ่นถ้อยคำเพราะเคารพธรรม ๔ ประการ ย่อมไม่ดูหมิ่น
หน้า 45
ข้อ 29
ถ้อยคำที่กล่าวแล้ว เพราะเคารพอาจารย์ ย่อมไม่ดูหมิ่นตน เพราะเป็นผู้
ประดับด้วยคุณมีศรัทธาและปัญญาเป็นต้น เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน เพราะ
เป็นผู้ไม่โอ้อวดและไม่มีมายา และเพราะเป็นผู้มุ่งพระนิพพาน ย่อม
มนสิการโดยแยบคาย เพราะเป็นผู้มีปัญญาดี. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้
ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ฟังพระ-
สัทธรรม เป็นผู้ควรที่จะก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นความชอบในกุศล
ธรรมทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ ไม่ดูหมิ่นถ้อยคำ ๑ ไม่
ดูหมิ่นถ้อยคำที่กล่าวแล้ว ๑ ไม่ดูหมิ่นตน ๑ มีจิตไม่ฟุ้งซ่านฟังธรรม ๑
จิตแน่วแน่มนสิการโดยแยบคาย ๑ ภาชนะย่อมมีเพราะถึงลักษณะนั้นแล
ก็ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ผู้เคารพธรรมาจารย์ ผู้ประดับด้วยคุณมีศรัทธาและ
ปัญญาเป็นต้น ผู้ไม่โอ้อวดและไม่มีมายา มีปัญญา มุ่ง
พระนิพพาน เป็นผู้กล่าวและเป็นผู้ฟัง ด้วยประการฉะนี้.๑
ครั้นแสดงพยัญชนะและอรรถะซึ่งมีประการดังกล่าวอย่างนี้แล้ว
บัดนี้ข้าพเจ้าจักพรรณนามหานิทเทสนั้น ซึ่งท่านเรียกว่า มหานิทเทส
เพราะอรรถว่า เป็นนิทเทสใหญ่ราวกะมหาสมุทรและมหาปฐพี เพราะท่าน
กล่าวทำให้ยอดเยี่ยม ท่านพระอานนท์สดับมหานิทเทสเช่นนั้น อันสมบูรณ์
ด้วยอรรถะ สมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ ลึกซึ้ง มีอรรถลึกซึ้ง ประกาศโลกุตตระ
ปฏิสังยุตด้วยสุญญตา ให้สำเร็จการปฏิบัติและคุณวิเสสคือมรรคผล ปฏิเสธ
๑. คาถานี้ไม่เต็มคงขาดหายไป.
หน้า 46
ข้อ 29
ธรรมที่เป็นข้าศึก เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะคือญาณของพระโยคาวจรทั้งหลาย
เป็นเหตุพิเศษที่ให้เกิดความงามแห่งธรรมกถาของพระธรรมกถึกทั้งหลาย
เป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ของผู้ที่ขลาดกลัวสังสารวัฏ มีข้อความให้เกิด
ความโปร่งใจ ด้วยการแสดงอุบายแห่งการออกไปจากทุกข์นั้น มีข้อความ
กำจัดธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการออกไปจากทุกข์นั้น และมีข้อความให้เกิด
ความยินดีแห่งหทัยของสาธุชน ด้วยการเปิดเผยอรรถแห่งสุตตบททั้งหลาย
มิใช่น้อยที่มีอรรถลึกซึ้ง อันท่านพระสารีบุตรเถระผู้เป็นธรรมเสนาบดีของ
พระธรรมราชา ผู้มีสิเนหะคือมหากรุณาแผ่ไปในชั้นทั้งสิ้น ด้วยแสงสว่าง
แห่งมหาประทีป คือ พระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัม
พุทธเจ้าอันอะไร ๆ กำจัดไม่ได้ในที่ทั้งปวง ผู้ปรารถนาให้มหาประทีปคือ
พระสัทธรรมที่รุ่งเรื่องอยู่แล้วเพื่อกำจัดความมืด คือกิเลสที่ฝั่งอยู่ในหทัย
ของเวไนยชน ได้รุ่งเรื่องอยู่นานยิ่งตลอด ๕,๐๐๐ ปี ด้วยการหลั่งสิเนหะ
ขยายคำอธิบายพระสัทธรรมนั้น ผู้อนุเคราะห์โลกเกือบเท่าพระศาสดา
ภาษิตไว้ ได้ยกขึ้นสู่สังคีติตามที่ได้สดับมานั่นแหละ ในคราวปฐมมหาสัง
คายนา.
ก็บรรดาปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก
มหานิทเทสนี้นั้นนับเนื่องในสุตตันตปิฎก.
บรรดามหานิกาย ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย
อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย มหานิทเทสนับเนื่องในขุททกมหานิกาย.
บรรดาองค์แห่งคำสอน ๕ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา
อุทาน อิทิวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ ท่านสงเคราะห์มหา
หน้า 47
ข้อ 29
นิทเทสด้วยองค์ ๒ คือ คาถาและ เวยยากรณะ.
พระธรรมที่รู้กันว่ามี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระอานนทเถระ
ผู้ธรรมภัณฑาคาริก ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ ๕ ตำแหน่ง เรียนแต่
ภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังเถรภาษิตว่า :-
ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปเหล่านี้มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรม-
ขันธ์ ข้าพเจ้าเรียนแต่พระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
เรียนแก่ภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.
ท่านสงเคราะห์มหานิทเทสนี้หลายร้อยพระธรรมขันธ์ มหานิทเทสมี
๒ วรรค คือ อัฏฐกวรรค ปารายนิกวรรคกับทั้งขัคควิสาณสูตร มหานิทเทส
มี ๓๓ สูตร มีกามสูตรเป็นต้น มีขัคควิสาณสูตรเป็นปริโยสาน แบ่งวรรคละ
๑๖ สูตร และขัคควิสาณสูตร ข้าพเจ้าจักพรรณนาเนื้อความตามลำดับบท
ของมหานิทเทสนี้ที่ท่านกำหนดไว้หลายประการอย่างนี้ ก็มหานิทเทสนี้ผู้
อุทเทสและผู้นิทเทส ทั้งโดยปาฐะและโดยอรรถะ พึงอุทเทสและพึงนิทเทส
โดยเคารพ แม้เพราะเหตุนั้น จึงควรเรียนและทรงจำไว้โดยเคารพ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร ? เพราะมหานิทเทสนี้เป็นคัมภีร์ลึกซึ้ง เพื่อให้คัมภีร์มหา-
นิทเทสนี้ดำรงอยู่ในโลกสิ้นกาลนานี้เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก ในมหานิทเทส
นั้น กามสูตรเป็นสูตรแรก. แม้ในกามสูตรนั้น คาถาว่า กามํ
กามยนานสฺส ดังนี้ เป็นคาถาแรก. การพรรณนานั้นตั้งไว้ตามส่วน
คือ อุทเทส นิทเทส ปฏินิทเทส.
หน้า 48
ข้อ 29
มหานิทเทส
อรรถกถาอัฏฐกวรรค กามสุตตนิทเทส
บทมีอาทิอย่างนี้ว่า กามํ กามยมานสฺส ดังนี้ ชื่อว่า อุทเทส.
บทว่า กาม โดยหัวข้อได้แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑
ดังนี้ ชื่อว่า นิทเทส. บทมีอาทิอย่างนี้ว่า วัตถุกามเป็นไฉน ? รูป
อันเป็นที่ชอบใจ ดังนี้ ชื่อว่า ปฏินิทเทส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ได้แก่วัตถุกามกล่าวคือธรรมอันเป็น
ไปในภูมิ ๓ มีรูปอันเป็นที่ชอบใจเป็นต้น.
บทว่า กามยนานสฺส แปลว่าปรารถนาอยู่.
บทว่า ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ ความว่า ถ้าวัตถุกล่าวคือกามนั้น
ย่อมสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนาอยู่นั้น ท่านอธิบายไว้ว่า ถ้าสัตว์นั้นได้วัตถุ
กามนั้น.
บทว่า อทฺธา ปีติมโน โหติ ความว่า ย่อมเป็นผู้มีจิตยินดีโดย
ส่วนเดียว. บทว่า ลทฺธา แปลว่า ได้แล้ว. บทว่า มจฺโจ ได้แก่สัตว์.
บทว่า ยทิจฺฉติ ความว่า ปรารถนากามใด แต่บทนี้เป็นเพียงเชื่อม
เนื้อความของบทโดยสังเขปเท่านั้น ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยนัยที่
มาในบาลีข้างบนนั่นแล. แม้ในบททั้งปวงต่อแต่นี้ ก็เหมือนในบทนี้แล.
บทว่า กามา เป็นอุททิสิตัพพบท คือบทที่ยกขึ้นตั้งเพื่อจะแสดง.
บทว่า อุทฺทานโต ก็เป็นนิททิสิตัพพบท.
บทว่า อุทฺทานโต ท่านกล่าวเป็นหมู่ ดุจในประโยคมีอาทิว่า พึง
หน้า 49
ข้อ 29
ซื้อเครื่องผูกปลา ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุททานะ เพราะให้สูง ๆ ขึ้น
ไป คือเพราะชำระให้สะอาดเบื้องบนดุจชื่อว่า ผ่องแผ้ว เพราะอรรถว่า
ขาวเป็นพิเศษ. อีกอย่างหนึ่ง :-
บทว่า กามา พึงกล่าวทำเป็นปาฐเสสะด้วยการกระทำให้พิสดาร.
บทว่า เทฺว เป็นการกำหนดจำนวน ๑ ก็ไม่ใช่ ๓ ก็ไม่ใช่.
บทว่า วตฺถุกามา จ ได้แก่ วัตถุกามมีรูปอันเป็นที่ชอบใจ เป็นต้น
และกิเลสกาม ด้วยอรรถว่าให้เร่าร้อน และด้วยอรรถว่าเบียดเบียน.
ในกาม ๒ นั้นวัตถุกามควรกำหนดรู้ กิเลสกามควรละ. ในกามทั้ง
๒ นั้น บุคคลปรารถนาวัตถุกาม. เพราะกิเลสกาม ชื่อว่า กาม เพราะ
อรรถว่าอันบุคคลใคร่. กิเลสกาม ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ
ให้บุคคลใคร่ด้วยความเป็นเหตุให้หวังวัตถุกาม. ในกาม ๒ นั้น วัตถุกาม
ท่านสงเคราะห์เข้าในขันธ์มีรูปเป็นต้น กิเลสกามท่านสงเคราะห์เข้าในสังขาร
ขันธ์. วัตถุกามรู้แจ้งได้ด้วยวิญญาณทั้ง ๖. กิเลสกามรู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ.
ชื่อว่าวัตถุกาม เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสทั้งหลาย เพราะอรรถว่า
เป็นเหตุแห่งกิเลสทั้งหลาย และเพราะอรรถว่าเป็นอารมณ์ แห่งกิเลส
ทั้งหลาย.
สิ่งสวยงามทั้งหลายในโลกเหล่านั้น มิใช่เป็นกามไป
ทั้งหมด ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความดำริ เป็น
กามของบุรุษ สิ่งสวยงามทั้งหลายย่อมดำรงอยู่ในโลก
อย่างนั้นแล เมื่อเป็นเช่นนั้น นักปราชญ์ทั้งหลาย ก็
หน้า 50
ข้อ 29
กำจัด ความพอใจในสิ่งสวยงามเหล่านี้เสีย.
ในข้อนี้มีเรื่องนันทมาณพและบุตรของโสเรยยเศรษฐี เป็นต้นเป็นตัว
อย่าง.
กิเลสกามชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่า ให้ใคร่เอง ด้วยอรรถคือให้เร่า
ร้อน ด้วยอรรถคือเบียดเบียน. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์
บุคคลผู้กำหนัดแล้วแล ถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตถูกราคะครอบงำ ย่อม
จงใจเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมจงใจเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมจงใจเบียด
เบียนทั้งคนและคนอื่นบ้าง ดังนี้, และว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัด
แล้วแล ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ย่อมลักทรัพย์บ้าง ย่อมถึงทาระของผู้อื่นบ้าง
ย่อมกล่าวมุสาบ้าง ดังนี้ ตัวอย่างมีอย่างนี้เป็นต้น. พระสารีบุตรเถระประ-
สงค์จะกล่าวมหานิทเทสนั้น แลให้พิสดารด้วย ปฏินิทเทส จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า กตเม วตฺถุกามา วัตถุกามเป็นไฉน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตเม เป็น กเถตุกัมยตาปุจฉา. ความ
จริง ปุจฉามี ๕ อย่าง วิภาคแห่งปุจฉาเหล่านั้น จักมีแจ้งในบาลีข้างหน้า
นั้นแล. บรรดาปุจฉา ๕ อย่างนั้น นี้เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนาปิกา ความว่า ชื่อว่า มนาปา
เพราะอรรถว่า ยังใจให้เอิบอาบ คือให้เจริญ มนาปา นั่นแหละ เป็น
มนาปิกา.
บทว่า รูปา ได้แก่ รูปารมณ์ ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔ คือ กรรม จิต
อุตุ อาหาร, ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าแตกดับไป อธิบายว่า เมื่อ
สีเปลี่ยนไป ย่อมประกาศภาวะที่ถึงหทัย.
หน้า 51
ข้อ 29
บรรดาวัตถุกามเหล่านั้น ชื่อว่า รูป เพราะอรรถว่าอะไร ? เพราะ
อรรถว่า แตกดับไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อะไรเล่าที่พวกเธอเรียกว่า รูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ
อรรถว่าย่อมแตกดับไปแล ฉะนั้นจึงเรียกว่า รูป, รูปนั้นย่อมแตกดับไป
ด้วยอะไร ย่อมแตกดับไปด้วยหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง ระหายบ้าง
ย่อมแตกดับไปด้วยสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ย่อมแตกดับแล ฉะนั้น จึงเรียกว่ารูป
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุปฺปติ ความว่าย่อมกำเริบ คือ สั่นรัว
ถูกบีบคั้น แตก ความแตกดับด้วยความหนาว ปรากฏในโลกันตนรก
ความหนาวปรากฏในประเทศที่หนาวจนหิมะตก มีมหิสรัฐเป็นต้น ก็ใน
มหิสรัฐเป็นต้นนั้น สัตว์ทั้งหลายมีสรีระแตก เพราะความหนาว ถึงตายก็มี.
ความสลายด้วยความร้อน ปรากฏในอวีจิมหานรก. ก็ในอวีจิมหา-
นรกนั้นสัตว์ทั้งหลายเสวยทุกข์ใหญ่ ในเวลาที่ถูกให้นอนบนปฐพีที่ร้อนแรง
ถูกจองจำ ๕ ประการเป็นต้น.
ความแตกดับด้วยความหิว ปรากฏในภูมิแห่งเปรต และในคราว
เกิดทุพภิกขภัย ก็เหล่าสัตว์ในภูมิแห่งเปรตจะใช้มือหยิบอามิสอะไร ๆ ใส่
ปากไม่ได้ ตลอด ๒ - ๓ พุทธันดร ภายในท้องเป็นเหมือนโพรงต้นไม้
อันไฟติดทั่วอยู่ ในคราวเกิดทุพภิกขภัย เหล่าสัตว์ที่ไม่ได้แม้เพียงน้ำข้าว
ถึงความตายประมาณไม่ได้ ความแตกดับด้วยความกระหายปรากฏใน
แดนกาลกัญชิกาสูรเป็นต้น.
หน้า 52
ข้อ 29
ก็ในแดงนั้นเหล่าสัตว์ไม่อาจที่จะได้หยาดน้ำเพียงชุ่มหทัยหรือเพียง
ชุ่มลิ้น, ตลอด ๒ - ๓ พุทธันดร เมื่อเหล่าสัตว์ไปแม่น้ำด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำ
น้ำก็กลายเป็นหาดทราย แม้เมื่อแล่นไปมหาสมุทร สมุทรก็เป็นแผ่นหินดาด
สัตว์เหล่านั้นซูบซีดถูกความทุกข์หนักบีบคั้น ร้องครวญครางอยู่.
ความสลายด้วยเหลือบ เป็นต้น ปรากฏในประเทศที่มากไปด้วย
เหลือบและแมลงวันเป็นต้น. ก็รูปนั้นให้พิสดารไว้แล้วในอภิธรรม โดย
นัยมีอาทิว่า รูปนั้นเป็นไฉน คือสนิทัสสนรูป๑ สัปปฏิฆรูป๒ ดังนี้.
ชื่อว่า สัทท เพราะอรรถว่า ทำเสียง อธิบายว่า เปล่งออก. เสียงมี
สมุฏฐาน ๒ คือ อุตุและจิต.
ชื่อว่า กลิ่น เพราะอรรถว่า ฟุ้งไป ความว่า ประกาศที่อยู่ของตน.
ชื่อว่า รส เพราะอรรถว่า เหล่าสัตว์เยื่อใย ความว่า ยินดี.
ชื่อว่า โผฏฐัพพะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง. กลิ่นเป็นต้น เหล่านั้น
มีสมุฏฐาน ๔ วิภาคแห่งเสียงเป็นต้นเหล่านั้น ให้พิสดารไว้แล้วในอภิธรรม
นั้นแล. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความนั้นนั่นแลโดยพิสดาร จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า อตฺถรณา ปาปุรณา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น ที่ชื่อว่า อตฺถรณา เครื่องลาด เพราะอรรถว่า
ลาดแล้วนอน. ชื่อว่า ปารุปณา เครื่องนุ่งห่ม เพราะอรรถว่า ห่มพัน
สรีระ. ทาสีด้วย ทาสด้วย ชื่อว่า ทาสีและทาส ๔ มีทาสในเรือนเบี้ย
เป็นต้น.
๑. สนิทัสสนรูป - รูปที่เห็นได้ ได้แก่รูปารมณ์.
๒. สัปปฏิฆรูป - รูปที่กระทบได้ ได้แก่ปสาทรูป ๕ กับวิสยรูป ๗.
หน้า 53
ข้อ 29
ที่เป็นที่งอกขึ้นแห่งปุพพัณชาติ ชื่อว่า นา, ที่เป็นที่งอกขึ้นแห่ง
อปรัณชาติ ชื่อว่า ที่ดิน. อีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นที่งอกขึ้นแห่งปุพพัณชาติ
และอปรัณชาติ แม้ทั้งสอง ชื่อว่า นา. พื้นที่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อย่างนั้น
ชื่อว่า ที่ดิน. อนึ่งในที่นี้ แม้บึงและสระน้ำเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์
ด้วยหัวข้อ คือ เขตตะ และวัตถุ.
บทว่า หิรญฺํ ได้แก่ กหาปณะ. บทว่า สุวณฺณํ ได้แก่ ทอง
มาสกแม้ทุกอย่าง คือ มาสกโลหะ มาสกครั่ง มาสกไม้ ก็สงเคราะห์เข้า
ด้วยศัพท์ หิรญฺ และ สุวณฺณ เหล่านั้น.
บทว่า คามนิคมราชธานิโย ความว่า กระท่อมหลังเดียวเป็นต้น
ชื่อว่า คาม. คามที่มีตลาด ชื่อว่า นิคม. สถานที่อันเป็นอาณาเขตของพระ
ราชาพระองค์หนึ่ง ชื่อว่า ราชธานี. ชนบทเอกเทศหนึ่ง ชื่อว่า รัฐ.
ชนบทกาสีและชนบทโกศลเป็นต้น ชื่อว่า ชนบท.
บทว่า โกโส ได้แก่ กองพลรบ ๔ เหล่า คือเหล่าช้าง เหล่าม้า
เหล่ารถ เหล่าราบ. บทว่า โกฏฺาคารํ ได้แก่ เรือนคลัง ๓ อย่าง คือ
เรือนคลังทรัพย์ เรือนคลังข้าวเปลือก เรือนคลังผ้า. บทว่า ยงฺกิญฺจิ
เป็นคำกำหนดว่าไม่มีอะไรเหลือ. บทว่า รชนียํ ได้แก่ ด้วยอรรถว่าควร
ยินดี.
ต่อแต่นี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะแสดงเป็นติกะ จึงได้กล่าวติกะ
๖ คือ อตีตติกะ อัชฌัตตติกะ หีนติกะ โอกาสติกะ ปโยคติกะ และ
กามาวจรติกะ.
บรรดาติกะเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในอตีตติกะก่อน ชื่อว่า อดีต
หน้า 54
ข้อ 29
เพราะอรรถว่าก้าวล่วงซึ่งสภาวะของตน หรือถึงแล้วซึ่งขณะมีอุปปาทะ
เป็นต้น. ชื่อว่า อนาคต เพราะอรรถว่ายังไม่มาถึงทั้งสองอย่างนั้น. ชื่อว่า
ปัจจุบัน เพราะอรรถว่าอาศัยเหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้น. บทนี้ท่านกำหนด
ด้วยภพ ด้วยว่า จำเดิมปฏิสนธิ เหล่าสัตว์ที่บังเกิดในภพอดีตก็ตาม
ในภพติดต่อกันก็ตาม หรือในที่สุดแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่า อดีต
ทั้งนั้น. จำเดิมแต่จุติ กามที่เกิดขึ้นภพอนาคต กำลังเกิดอยู่ในภพติดต่อ
กันก็ตาม ในที่สุดแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมดชื่อว่า อนาคต ทั้งนั้น.
กามที่เป็นไปต่อจากจุติปฏิสนธิ ชื่อว่า ปัจจุบัน.
ในอัชฌัตตติกะมีวินิจฉัยว่า กามเฉพาะบุคคลที่เป็นไปอย่างนี้ คือ
เป็นไปกระทำตนเป็นใหญ่ ได้แก่เป็นไปในสันดานของตน ด้วยความ
ประสงค์เหมือนประสงค์ว่า พวกเราจักยึดถือว่า ตน ดังนี้ ชื่อว่า
อัชฌัตตติกะ. ส่วนที่เป็นภายนอกจากนั้นเนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ไม่
เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ชื่อว่า ภายนอก. ตติยบท ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แห่งบททั้งสองนั้น.
ในหีนติกะมีวินิจฉัยว่า บทว่า หีนา ได้แก่ ลามก.
บทว่า มชฺฌิมา ความว่า ชื่อว่ามัชฌิมา ปานกลาง เพราะอรรถว่า
เป็นระหว่างกลางของกามชนิดเลวและกามชนิดประณีต ที่เหลือลงชื่อว่า
ประณีต เพราะอรรถว่าสูงสุด.
อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่าเป็นชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต
โดยเปรียบเทียบกัน จริงอยู่ กามของเหล่าสัตว์นรก ชื่อว่าเลวที่สุด เมื่อ
เปรียบเทียบสัตว์นรกเหล่านั้น.
หน้า 55
ข้อ 29
บรรดาดิรัจฉานทั้งหลาย กามของนาคและครุฑทั้งหลาย ชื่อว่า
ประณีต กามของเหล่าสัตว์ดิรัจฉานที่เหลือ ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้
ของดิรัจฉานเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบดิรัจฉานเหล่านั้น.
กามของเหล่าเปรตผู้มเหศักดิ์ ชื่อว่า ประณีต กามของเหล่าเปรต
ที่เหลือลง ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของเปรตเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว
เมื่อเปรียบเทียบเปรตเหล่านั้น.
กามของชาวชนบท ชื่อว่า ประณีต กามของชาวชายแดน ชื่อว่า
ปานกลาง กามแม้ของเขาทั้งหลายเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเลว เมื่อเปรียบเทียบ
พวกเขาเหล่านั้น.
กามของพวกนายบ้าน ชื่อว่า ประณีต กามของพวกคนรับใช้ของ
นายบ้านเหล่านั้น ชื่อว่าปานกลาง กามของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว
เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น.
กามของพวกปกครองชนบท ชื่อว่า ประณีต กามของพวกคนรับใช้
ของผู้ปกครองชนบทเหล่านั้น ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของพวกเขา
เหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบพวกเขาเหล่านั้น.
กามของพวกเจ้าประเทศราช ชื่อว่า ประณีต กามของพวกอำมาตย์
ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของพวกเขาเหล่านั้น ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบ
พวกเขาเหล่านั้น.
กามของพระเจ้าจักรพรรดิ ชื่อว่า ประณีต กามของพวกอำมาตย์
ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบ
เทียบพวกเขาเหล่านั้น.
หน้า 56
ข้อ 29
กามของเหล่าภุมมเทวดา ชื่อว่า ประณีต กามของเหล่าเทวดารับใช้
ของภุมมเทวดาเหล่านั้น ชื่อว่า ปานกลาง กามแม้ของภุมมเทวดาเหล่านั้น
ก็ชื่อว่า เลว เมื่อเปรียบเทียบภุมมเทวดาเหล่านั้น.
กามของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ชื่อว่า ประณีต จนถึงกามของ
เหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ ชื่อว่า ประณีตที่สุด โดยนัยมีอาทิดังนี้ พึงทราบ
กามชนิดเลว ชนิดปานกลาง และชนิดประณีต โดยเปรียบเทียบด้วย
ประการฉะนี้.
ในโอกาสติกะมีวินิจฉัยว่า บทว่า อาปายิกา กามา ความว่า กาม
ของสัตว์ผู้เกิดในอบาย ๔ ที่ปราศจากความเจริญ กล่าวคือไม่เจริญ ชื่อว่า
กามของสัตว์ผู้เกิดในอบาย. กามของสัตว์ผู้เกิดในหมู่มนุษย์ ชื่อว่าเป็นของ
มนุษย์ กามของสัตว์ผู้เกิดในหมู่เทวดา ชื่อว่า เป็นทิพย์.
ในปโยคติกะมีวินิจฉัยว่า กามของเหล่าสัตว์ในอบายที่เหลือ นอก
จากพวกสัตว์นรก ของเหล่ามนุษย์และของเหล่าเทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุมหา-
ราชิกาจนถึงเหล่าเทวดาชั้นดุสิต ชื่อว่า กามที่ปรากฏเฉพาะหน้า เพราะ
บริโภคกามทั้งหลายที่ปรากฏเฉพาะหน้า.
เทวดาทั้งหลายในเวลาที่ต้องการจะรื่นรมย์ด้วยอารมณ์ที่เกินกว่า
อารมณ์ที่ตกแต่งไว้ตามปกติ ย่อมเนรมิตอารมณ์ตามที่ชอบใจรื่นรมย์
ดังนั้น กามของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดีจึงชื่อว่า กามที่เนรมิตเอง.
เทวดาทั้งหลายย่อมเสพอารมณ์ที่เทวดาเหล่าอื่นรู้อัธยาศัยของตน
เนรมิตให้ ดังนั้นกามของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี จึงชื่อว่า กาม
ที่ผู้อื่นเนรมิต.
หน้า 57
ข้อ 29
บทว่า ปริคฺคหิตา ได้แก่ กามที่หวงแหนว่านั่นของเรา.
บทว่า อปริคฺคหิตา ได้แก่กามของชาวอุตตรกุรุทวีป ซึ่งมิได้
หวงแหนอย่างนั้น.
บทว่า มมายิตา ได้แก่ ที่ยึดถือว่านั่นของเรา ด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า อมมายิตา ได้แก่ ที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
บทว่า สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมที่นับเนื่องใน
กามาวจรธรรม ที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า โดยเบื้องต่ำทำนรกอเวจีให้เป็น
ที่สุดรอบ ในข้อนั้นมีเนื้อความแห่งคำดังนี้ กามโดยหัวข้อมี ๒ คือ
วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น กิเลสกาม โดยอรรถ ได้แก่ฉันทราคะความกำหนัด
ด้วยสามารถแห่งความพอใจ วัตถุกาม ได้แก่วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓
อนึ่ง กิเลสกาม ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า เป็นที่ใคร่. วัตถุกาม นอกนี้
ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า อันสัตว์ย่อมใคร่. เป็นภูมิที่ท่องเที่ยว เป็นไป
แห่งกามทั้ง ๒ นั้น มี ๑ ภูมิ คืออบายภูมิ ๔ มนุษย์ภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖.
ชื่อว่า กามาวจร เพราะอรรถว่า เป็นที่ท่องเที่ยวไปแห่งกาม.
ท่านกล่าวว่า สพฺเพปิ กามาวจรา ธมฺมา ในที่นั้น หมายเอาธรรมที่
นับเนื่องกัน. ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน.
บทว่า รูปาวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมทั้งหมด เป็น
รูปาวจรธรรม ด้วยสามารถแห่งรูปาวจรธรรมที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า
แต่เบื้องต่ำขึ้นไปจนถึงพรหมโลกเป็นที่สุด.
บทว่า อรูปวจรา ธมฺมา ความว่า ธรรมทั้งหมดที่กล่าวไว้
หน้า 58
ข้อ 29
โดยนัยมีอาทิว่า เบื้องต่ำเริ่มแต่เหล่าเทพผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะดังนี้
เป็น อรูปาวจรธรรม.
บรรดาธรรม ๒ อย่างนั้น ชื่อว่า รูปาวจรธรรม เพราะอรรถว่า
ท่องเที่ยวไปใน รูปภพ. ชื่อว่า อรูปาวจรธรรม เพราะอรรถว่า
ท่องเที่ยวไปใน อรูปภพ.
บทว่า ตณฺหาวตฺถุกา ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เพราะ
อรรถว่าเป็นที่ตั้ง และเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ.
บทว่า ตณฺหารมฺมณา ความว่า เป็นอารมณ์แห่งตัณหา ด้วย
สามารถความเป็นไปแห่งตัณหายึดหน่วงธรรมเหล่านั้นทีเดียว.
บทว่า กามนียฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่าพึงหวังเฉพาะ.
บทว่า รชนียฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่าควรยินดี.
บทว่า มทนียฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่าเป็นที่เกิดขึ้นแห่งความ
มัวเมามีความมัวเมาตระกูลเป็นต้น.
ในนิทเทสนั้น พระสารีบุตรเถระกล่าวคำเบื้องต้นว่า กตเม
วตฺถุกามา มนาปิกา รูปา แล้วกล่าวคำสุดท้ายว่า ยํกิญฺจิ รชนียํ
วตฺถุ ดังนี้ กล่าวถึงทั้งสิ่งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ คำที่เหลือพึง
ทราบว่า ติกะ ๖ ที่เกินเป็นเอกะและจตุกกะ.
พระสารีบุตรเถระแสดงวัตถุกามอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงกิเลสกาม
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตเม กิเลสกามา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ ความกำหนัดอย่างอ่อน ๆ.
บทว่า ราโค ได้แก่ความกำหนัดที่มีกำลังแรงกว่าความพอใจนั้น. ความ
หน้า 59
ข้อ 29
กำหนัดทั้งสามเบื้องบน มีกำลังแรงกว่าความกำหนัดเหล่านี้. บทว่า กาเมสุ
ได้แก่ ในกามคุณ ๕.
บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจ กล่าวคือความใคร่ ไม่ใช่
ใคร่เพื่อจะทำงาน ไม่ใช่ใคร่ในธรรม. ความกำหนัดคือความใคร่ ด้วย
อรรถว่าใคร่ และด้วยอรรถว่ายินดี ชื่อว่า กามราคะ ความกำหนัดคือ
ความใคร่.
ความเพลิดเพลินคือความใคร่ ด้วยสามารถแห่งความใคร่ และ
ด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน ฉะนั้นจึงชื่อว่า กามนนฺทิ ความ
เพลิดเพลินคือความใคร่. ในบททั้งปวงพึงทราบอย่างนี้.
ชื่อว่า กามตัณหา เพราะอรรถว่ารู้ประโยชน์ของกาม แล้วจึง
ปรารถนา.
ชื่อว่า กามสิเนหะ เพราะอรรถว่าเสน่หา.
ชื่อว่า กามปริฬาหะ เพราะอรรถว่าเร่าร้อน.
ชื่อว่า กามุจฉา เพราะอรรถว่าหลง.
ชื่อว่า กามัชโฌสานะ เพราะอรรถว่ากลืนกินสำเร็จ.
ชื่อว่า กาโมฆะ เพราะอรรถว่าท่วมทับ คือให้จมลงในวัฏฏะ.
ชื่อว่า กามโยคะ เพราะอรรถว่าประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ.
ความยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิอย่างมั่น ชื่อว่า อุปาทาน.
ชื่อว่า นีวรณะ เพราะอรรถว่ากั้นจิต คือหุ้มห่อจิตไว้.
บทว่า อทฺทสํ ได้แก่ ได้เห็นแล้ว.
บทว่า กาม เป็นอาลปนะ.
หน้า 60
ข้อ 29
บทว่า เต แปลว่า ของท่าน.
บทว่า มูลํ ได้แก่ที่ตั้ง.
บทว่า สงฺกปฺปา ได้แก่ เพราะความดำริ.
บทว่า น ตํ กปฺปยิสฺสามิ ความว่า จักไม่ทำความดำริถึงท่าน.
บทว่า น เหหิสิ แปลว่า จักไม่มี.
บทว่า อิจฺฉนานสฺส ได้แก่ หวังเฉพาะอยู่.
บทว่า สาทิยมานสฺส ได้แก่ ยินดีอยู่.
บทว่า ปฏฺยมานสฺส ได้แก่ ยังความปรารถนาให้เกิดขึ้น.
บทว่า ปิหยมานสฺส ได้แก่ ยังความอยากเพื่อจะถึงให้เกิดขึ้น.
บทว่า อภิชปฺปมานสฺส ได้แก่ไม่ให้เกิดความอิ่มด้วยอำนาจตัณหา.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรเถระกล่าว ท่านกล่าวบทว่า ขตฺติ-
ยสฺส วา เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งชาติ ๔. กล่าวบทว่า คหฏฺสฺส วา
ปพฺพชิตสฺส วา ด้วยสามารถแห่งเพศ.
กล่าวบทว่า เทวสฺส วา มนุสฺสสฺส วา ด้วยสามารถแห่งการ
เกิด.
บทว่า อิชฺฌติ ได้แก่ ย่อมสำเร็จ. บทว่า สมิชฺฌติ ได้แก่ ย่อม
สำเร็จโดยชอบ คือย่อมสำเร็จด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ. ซึ่งรูปวิเศษ
ย่อมได้ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ ซึ่งรูปที่น่าดู ย่อมได้เฉพาะด้วย
สามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งรูปที่น่าเลื่อมใส ย่อมบรรลุด้วยสามารถแห่ง
การได้เฉพาะซึ่งรูปมีสัณฐานดี ย่อมประสบด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ
ซึ่งรูปที่มีผิวพรรณน่าเลื่อมใส อีกอย่างหนึ่ง ย่อมสำเร็จด้วยความเป็นผู้ยิ่ง
หน้า 61
ข้อ 29
ใหญ่ด้วยความงามเลิศ ย่อมได้ด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยชาติ ย่อมได้
เฉพาะด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นใหญ่ ย่อมบรรลุด้วยความเป็นผู้
ยิ่งใหญ่ด้วยความสุข ย่อมประสบด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยสมบัติ ดังนี้แล.
บทว่า เอกํสวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว ห้าม
การถือเอาหลายส่วน ดุจในประโยคเป็นต้นว่า ห่มจีวรเฉวียงบ่า พยากรณ์
ปัญหาอย่างแน่ชัด ดังนี้.
บทว่า นิสฺสํสยวจนํ ได้แก่ เป็นคำเว้นจากความสงสัย อธิบายว่า
เป็นคำห้ามความสนเท่ห์
บทว่า นิกฺกงฺขวจนํ ได้แก่ เป็นคำห้ามความเคลือบแคลงว่า
นี้อย่างไร นี้อย่างไร.
บทว่า อเทฺวชฺฌวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวไม่เป็นของส่วนเพราะ
ไม่มีความเป็นสองส่วนนั้น คือเว้นจากความเป็นส่วนของ ห้ามความสงสัย
ดุจในประโยคเป็นต้นว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวาจาไม่เป็นสอง ดังนี้.
บทว่า อเทฺวฬฺหกวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวไม่เป็นสองอย่าง
เพราะไม่มีหทัยสอง เป็นคำกล่าวห้ามความเป็นของอย่างว่าร่าเริงด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า นิโยควจนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นคำกล่าวไม่รวมกันเพราะอรรถ
ว่า ไม่ประกอบสองเรื่องไว้ในข้อความเดียวกันห้ามคำสองแง่ ก็เพราะไม่
ประกอบในเรื่องอื่น จึงเป็นคำที่มาว่าไม่มีอารมณ์อนาคต.
บทว่า อปณฺณกวจนํ ได้แก่ เป็นคำกล่าวที่มีสาระเว้นจากการ
พูดพร่ำ เป็นคำกล่าวที่มีเหตุการณ์ไม่ผิด จึงชื่อว่า ไม่ผิด ดุจในประโยค
หน้า 62
ข้อ 29
เป็นต้นว่า านเมเก ดังนี้ เป็นคำกล่าวที่มีหลักฐาน ดุจเหตุแห่งการ
กระทำที่ไม่ผิด.
บทว่า อวฏฺาปนวจนเมตํ ความว่า คำนี้เป็นคำหยั่งลงตั้งไว้
คือเป็นคำกำหนดแน่ตั้งไว้.
บทเหล่าใดอันพระสารีบุตรเถระยกขึ้นจำแนกไว้ในมหานิทเทสนี้ บท
เหล่านั้น เมื่อถึงการจำแนกย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการ. เมื่อเป็น
ต่าง ๆ กัน ย่อมเป็นต่าง ๆ กันด้วยเหตุ ๔ ประการ. ก็การแสดงอีกอย่าง
หนึ่งในมหานิทเทสนี้ ย่อมถึงฐานะ ๒ ประการ. คือ บทเหล่านั้นย่อมถึง
การจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้ คือ พยัญชนะ ๑ อุปสัค ๑ อรรถ
๑. ในเหตุ ๓ ประการนั้น พึงทราบการถึงการจำแนกด้วยพยัญชนะอย่าง
นี้ว่า ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความประทุษร้าย
กิริยาที่ประทุษร้าย ความเป็นผู้ประทุษร้าย ก็ในมหานิทเทสนี้ ความโกรธ
อย่างเดียวเท่านั้น ถึงการจำแนกเป็นอย่างเดียว ด้วยพยัญชนะ อนึ่ง พึง
ทราบการถึงก็จำแนกด้วยอุปสัคอย่างนี้ว่า อิชฺฌติ สำเร็จ สมิชฺฌติ
สำเร็จโดยชอบ ลภติ ได้ ปฏิลภติ ได้เฉพาะ อธิคจฺฉติ ประสบ พึง
ทราบการถึงการจำแนกด้วยอรรถอย่างนี้ว่า ความเป็นบัณฑิต ความเป็น
ผู้ฉลาดความไร้ปัญญา ความปลอดภัย ความคิดการสอบสวน.
บรรดาบทเหล่านั้น ในนิทเทสแห่งปีติบท ย่อมได้การจำแนก ๓
อย่างเหล่านี้ก่อน ก็บทว่า ความอิ่ม ความปราโมทย์ เป็นบทถึงการ
จำแนกด้วยพยัญชนะ. บทว่า ความเบิกบาน ความบันเทิง ความร่าเริง
ความรื่นเริงเป็นบทถึงการจำแนกด้วยอุปสัค. บทว่า ความปลื้มใจ ความ
หน้า 63
ข้อ 29
ยินดี ความชื่นใจ ความชอบใจ เป็นบทถึงการจำแนกด้วยอรรถ. พึง
ทราบการถึงการจำแนกในนิทเทสแห่งบททั้งหมดโดยนัยนี้ บททั้งหลาย
แม้เมื่อเป็นต่าง ๆ กัน ก็เป็นต่าง ๆ กันด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ คือ ด้วย
ความต่างกัน โดยชื่อ ด้วยความต่างกันโดยลักษณะ. ด้วยความต่างกันโดย
กิจ ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า พยาบาทเป็นไฉน ? คือในสมัยนั้น
มีความประทุษร้าย กิริยาที่ประทุษร้ายนี้ พึงทราบความต่างกัน ด้วยความ
ต่างกัน โดยชื่ออย่างนี้ว่า ก็ความโกรธอย่างเดียวนั่นแหละ ถึงความต่างกัน
โดยชื่อเป็นสองอย่าง คือ ความพยาบาท หรือความประทุษร้าย แม้ขันธ์
๕ ก็เป็นขันธ์เดียวนั่นแล.
ด้วยอรรถว่า กอง แต่ในที่นี้ ขันธ์ ๕ ย่อมต่างกัน โดยลักษณะนี้ คือ
รูปมีความสลายไปเป็นลักษณะ เวทนามีความเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ
สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ เจตนามีความจงใจเป็นลักษณะ วิญญาณมี
ความรู้แจ้งเป็นลักษณะ พึงทราบความต่างกัน ด้วยความต่างกันโดย
ลักษณะอย่างนี้.
ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น มาในฐานะ ๔ อย่างด้วยความต่างกัน
โดยกิจว่า สัมมัปปธาน ๔ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมประคอง ย่อมเริ่ม
ตั้งจิต เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น พึง
ทราบความต่างกัน ด้วยความต่างกันโดยกิจอย่างนี้. พึงทราบความต่างกัน
ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่าอสัทธรรม ๔ ประการ
คือความเป็นผู้หนักในความโกรธ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้
หน้า 64
ข้อ 29
หนักในการลบหลู่ ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในลาภ
ไม่หนักในพระสัทธรรม ความเป็นผู้หนักในสักการะ ไม่หนักในพระสัท-
ธรรม ดังนี้.
ก็ความต่างกัน ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมไม่ได้ด้วยปีติเลย ย่อมได้ตามแต่
จะได้แม้ในบททั้งปวง. ก็คำว่า ปีติ เป็นชื่อของปีติ. คำว่า จิตตํ เป็นชื่อ
ของจิต. ก็ปีติมีความแผ่ไปเป็นลักษณะ. เวทนา มีความเสวยอารมณ์เป็น
ลักษณะ. สัญญา มีความจำได้เป็นลักษณะ. เจตนา มีความตั้งใจในอารมณ์
เป็นลักษณะ. วิญญาณ มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะ. อนึ่ง ปีติ มีความแผ่ไป
เป็นกิจ. เวทนา มีความเสวยอารมณ์เป็นกิจ. สัญญา มีความจำได้เป็นกิจ
เจตนา มีความจงใจเป็นกิจ. วิญญาณ มีความรู้แจ้งเป็นกิจ. พึงทราบ
ความต่างกัน ด้วยความต่างกันโดยกิจอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
ความต่างกัน โดยการปฏิเสธ ไม่มีในบทปีติ แต่พึงทราบความต่างกัน
ด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธอย่างนี้ว่า ในนิทเทสแห่งอโลภะเป็นต้น
ย่อมได้โดยนัยมีอาทิว่า ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความเป็นผู้มีโลภ
ดังนี้ พึงทราบความต่างกันทั้ง ๔ อย่าง ด้วยบทที่ได้ในนิทเทสแห่งบท
ทั้งปวงด้วยอาการอย่างนี้.
การแสดงอีกอย่างหนึ่งย่อมถึงฐานะ ๒ อย่างนี้ คือ ยกย่องบท หรือ
ทำให้มั่น ด้วยว่าเมื่อกล่าวบทว่า ปีติ ครั้งเดียวเท่านั้น ดุจเขี่ยด้วยปลาย
ไม้เท้า บทนั้นย่อมไม่ชื่อว่าบานขยายแล้ว ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วด้วย
อาการอย่างนี้ เมื่อกล่าวว่า ความอิ่ม ความปราโมทย์ ความเบิกบาน
ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ดังนี้ ด้วยพยัญชนะ
หน้า 65
ข้อ 29
ด้วยอุปสรรค ด้วยอรรถ บ่อย ๆ บทนั้นย่อมชื่อว่าบานขยายแล้ว ประดับ
แล้ว ตกแต่งแล้ว เหมือนอย่างว่า ให้เด็กเล็กอาบน้ำ ให้นุ่งห่มผ้าที่ชอบใจ
ให้ประดับดอกไม้ทั้งหลาย หยอดตาให้ ต่อจากนั้นก็ทำจุดมโนศิลาบน
หน้าผากของเขารอยเดียวเท่านั้น เขายังไม่ชื่อว่ามีรอยเจิมอันงดงามด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้ แต่เมื่อทำจุดหลาย ๆ จุดล้อมด้วยสีต่าง ๆ ย่อมชื่อว่ามีรอยเจิม
งดงาม ฉันใด อุปไมยเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม ก็พึงทราบ ฉันนั้น นี้
ชื่อว่า ยกย่องบท.
การกล่าวบ่อย ๆ นั่นแลด้วยพยัญชนะ ด้วยอุปสัค และด้วยบทอีก
ชื่อว่า ทำให้มั่น เหมือนอย่างว่า เมื่อกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ตาม
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ตาม ว่า ยักษ์ ก็ตาม ว่า งู ก็ตาม ย่อมไม่ชื่อว่าทำให้
มั่น แต่เมื่อกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ. ข้าแต่ท่านผู้
เจริญ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ. ยักษ์ยักษ์, งูงู, ย่อมชื่อว่าท่าให้มั่น ฉันใดเมื่อ
เพียงกล่าวว่า ปีติ ครั้งเดียวเท่านั้น ดุจเขี่ยด้วยปลายไม้เท้า ย่อมไม่ชื่อว่า
ทำให้มั่น เมื่อกล่าวว่าความอิ่ม ความปราโมทย์ ความเบิกนาน
ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ดังนี้ ด้วยพยัญชนะ
ด้วยอุปสัค ด้วยอรรถ บ่อย ๆ นั่นแล จึงชื่อว่าทำให้มั่นแล การแสดง
อีกอย่างหนึ่งย่อมถึงฐานะ ๒ อย่าง ด้วยประการฉะนี้ พึงทราบเนื้อความ
ในบททั้งปวง ในนิทเทสแห่งบทที่ได้ด้วยสามารถแห่งการแสดงอีกอย่าง
หนึ่งแม้นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น ที่ชื่อว่า ปีติ เพราะอรรถว่าอิ่ม. ปีตินั้นมีการ
แสดงความรักเป็นลักษณะ มีความอิ่มกายอิ่มใจเป็นรสก็ตาม มีการแผ่ซ่าน
หน้า 66
ข้อ 29
เป็นรสก็ตาม พึงมีความชื่นใจเป็นปัจจุปัฏฐาน พึงประกอบด้วยกามคุณ
๕ เป็นปีติที่ประกอบด้วยส่วนแห่งกาม ๕ มีรูปเป็นต้น. บทว่า ปีติ นั้น
ชื่อว่าปีติ เพราะอรรถว่า อิ่ม นี้เป็นบทแสดงสภาวะ. ความเป็นผู้เบิก
บานชื่อว่าความปราโมทย์. อาการที่เบิกบานชื่อว่า ความเบิกบาน. อาการ
ที่บันเทิงชื่อว่าความบันเทิง.
อีกอย่างหนึ่ง การเอาเภสัชหรือน้ำมันหรือน้ำร้อนน้ำเย็นรวมกัน
เรียกว่า ระคนกัน ฉันใด แม้ข้อนี้ก็ฉันนั้น เรียกว่า ระคนกัน เพราะรวม
ธรรมทั้งหลายไว้ด้วยกัน.
ก็ที่กล่าวว่า อาโมทนา ปโมทนา ความเบิกบาน ความบันเทิง
เพราะประดับด้วยอุปสัค.
ชื่อว่า ทาสะ เพราะอรรถว่า ร่าเริง. ชื่อว่า ปหาสะ เพราะ
อรรถว่า รื่นเริง. สองบทนี้เป็นชื่อของอาการที่ร่าเริงแล้ว. รื่นเริงแล้ว.
ชื่อว่า วิตตะ เพราะอรรถว่า ปลื้มใจบทนี้เป็นชื่อของทรัพย์. ก็
ทรัพย์ชื่อว่า วิตฺติ เพราะเป็นปัจจัยแห่งโสมนัสเพราะความเป็นของอัน
บุคคลเห็นเสมอด้วยความปลื้มใจ เหมือนอย่างว่าความโสมนัสย่อมเกิดขึ้น
แก่คนมีทรัพย์ เพราะอาศัยทรัพย์ ฉันใด ความโสมนัสย่อมเกิดขึ้นแก่คน
มีปีติ เพราะอาศัยปีติ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความ
ปลื้มใจ. บทนี้เป็นชื่อของปีติ ที่ตั้งอยู่โดยสภาวะแห่งความยินดี. ก็บุคคล
ผู้มีปีติ ท่านเรียกว่า มีความชื่นใจ เพราะมีกายและจิตเป็นที่ชื่นใจ.
ภาวะแห่งความชื่นใจ ชื่อ โอทัคยะ. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน
ชื่อว่า ความชอบใจ. ก็ใจของผู้ไม่ชอบใจ ย่อมไม่ชื่อว่ามีใจเป็นของตน
หน้า 67
ข้อ 29
เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ดังนั้น ความเป็นผู้มีใจเป็นของตนจึงชื่อว่า.
ความชอบใจ อธิบายว่า ภาวะแห่งใจของตน ก็เพราะความชอบใจนั้น
มิใช่เป็นความชอบใจของใคร ๆ อื่น แต่เป็นเจตสิกธรรมที่เป็นความงามแห่ง
จิตเท่านั้น ฉะนั้นพระสารีบุตรเถระจงกล่าวว่า อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ดังนี้.
ชื่อว่า จิต เพราะมีจิตวิจิตร. ชื่อว่า มโน เพราะรู้อารมณ์ มโน
นั่นแหละ. ชื่อว่า มานัส. ก็ธรรมที่สัมปยุตกับมโน ท่านกล่าวว่า มานัส.
ในที่นี้ว่า มานัสซึ่งเป็นบ่วงที่เที่ยวไปในอากาศนี้นั้น ย่อมเที่ยวไป.
พระอรหัตต์ ท่านกล่าวว่า มานัส ในคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงขวนขวาย เพื่อ
ประชาชน อย่างไรเล่า สาวกของพระองค์ ยินดี
แล้วในพระศาสนา ยังไม่บรรลุพระอรหัตต์ เป็น
เสขะอยู่ จึงทำกาลกิริยา.
แต่ในที่นี้ มานัสก็คือใจนั่นแหละ เพราะท่านขยายบทนี้ด้วยพยัญ-
ชนะ.
บทว่า หทยํ ความว่า อุระ ท่านกล่าว หทัย ในประโยคนี้ว่า
เราจักขยี้จิตของท่าน หรือจักผ่าอุระของท่านเสีย ดังนี้. จิตท่านกล่าวว่า
หทัย ในประโยคนี้ว่า จิตไปจากจิต คนอื่นไปจากคนอื่น ดังนี้. หทัย
วัตถุ ท่านกล่าวว่า หทัย ในประโยคนี้ว่า ม้าม หัวใจ ดังนี้. แต่ใน
ที่นี้ จิต นั่นแลท่านกล่าวว่า หทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน. จิตนั้น
แล ชื่อว่า บัณฑระ เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์. จิตนั้น ท่านกล่าวหมาย
เอาภวังคจิต. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
หน้า 68
ข้อ 29
ทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง ก็จิตนั้นแลอันอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาทำให้เศร้า
หมองแล้ว ดังนี้. ก็แม้กุศลจิตท่านก็กล่าวว่า บัณฑระเหมือนกัน เพราะ
ออกจากจิตนั้น ดุจน้ำคงคา ไหลจากแม่น้ำคงคา และดุจน้ำโคธาวรี
ไหลจากแม่น้ำโคธาวรี ฉะนั้น.
แต่ศัพท์ว่า มโน ในที่นี้ว่า มโน มนายตนํ ดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อ
แสดงความเป็นอายตนะแห่งใจเท่านั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแสดงความนี้ว่า จิตนี้มิใช่มนายตนะเพราะเป็น
อายตนะแห่งใจเหมือนเทวายตนะ ที่แท้อายตนะคือใจนั้นเอง เป็นมนาย-
ตนะ ดังนี้.
ในบทนี้พึงทราบอายตนะ โดยอรรถว่าเป็นที่อยู่อาศัย โดยอรรถว่า
เป็นบ่อเกิด. โดยอรรถว่าเป็นที่ประชุม. โดยอรรถว่าเป็นแดนเกิด และ
โดยอรรถว่าเป็นเหตุ.
ตัวอย่างเช่น ที่อยู่อาศัยท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคนี้มีอาทิว่า
ที่อยู่อาศัยของผู้เป็นใหญ่ในโลก ชื่อ เทวายตนะ ดังนี้.
บ่อเกิดท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า สุวรรณายตนะ
บ่อทอง รชตายตนะ บ่อเงิน ดังนี้.
ที่ประชาชนกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ก็นกทั้งหลาย
ย่อมเสพต้นไม้ในป่าอันเป็นที่ประชุมที่น่ารื่นรมณ์ใจ ดังนี้.
แดนเกิดท่านกล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่า ทักษิณาบถ
เป็นแดนเกิดของโคทั้งหลาย ดังนี้.
เหตุท่านก็กล่าวว่า อายตนะ ในประโยคมีอาทิว่าย่อมถึงความเป็นผู้
หน้า 69
ข้อ 29
พึงศึกษาในเรื่องนั้น ๆ แล ในเมื่อเหตุมีอยู่ ดังนี้.
ก็ในที่นี้ควรด้วยอรรถทั้ง ๓ คือด้วยอรรถว่าเป็นแดนเกิด ด้วย
อรรถว่าเป็นที่ประชุม ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ.
จิตนี้เป็นอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าเป็นแดนเกิด ในประโยคว่า ก็
ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ย่อมเกิดในจิตนี้ ดังนี้. เป็นอายตนะ แม้ด้วย
อรรถว่า เป็นที่ประชุมลง ได้ในประโยคว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ภายนอก ย่อมประชุมลงในจิตนี้ โดยความเป็นอารมณ์. ก็จิตบัณฑิตพึง
ทราบว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะความที่เจตสิกธรรม
ทั้งหลายมี ผัสสะ เป็นต้นเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย มีสหชาต-
ปัจจัยเป็นต้น.
จิตนั้นแล ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าสร้างความเป็นใหญ่ใน
ลักษณะแห่งการรู้ อินทรีย์ คือ มโน ชื่อว่า มนินทรีย์.
ชื่อว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์ต่าง ๆ. ขันธ์คือ
วิญญาณ ชื่อว่า วิญญาณขันธ์. พึงทราบเนื้อความแห่งวิญญาณขันธ์นั้น
ว่าเป็นกองเป็นต้น.
จริงอยู่ ขันธ์ ท่านกล่าวแล้ว ด้วยอรรถว่าเป็นกองได้ในประโยค
นี้ว่า ย่อมถึงการนับว่า มหาอุทกขันธ์ - ลำน้ำใหญ่ดังนี้. ท่านกล่าวว่า
ขันธ์ ด้วยอรรถว่า คุณ ได้ในคำว่า สีลขันธ์ - คุณคือศีล สมาธิขันธ์-
คุณคือสมาธิ เป็นต้น. ท่านกล่าวว่าขันธ์ ด้วยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ
เท่านั้น ได้ในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นกอง
ไม้ใหญ่แล้วแล.
หน้า 70
ข้อ 29
แต่ในที่นี้ท่านกล่าวขันธ์อันเจตสิกธรรมมีผัสสะเป็นต้นให้เกิดขึ้น
แล้ว. ก็เอกเทสแห่งวิญญาณขันธ์ ชื่อว่าวิญญาณอันหนึ่ง เพราะอรรถว่า
เป็นกอง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าววิญญาณแม้อันหนึ่งอันเป็นเอกเทส
แห่งวิญญาณขันธ์ ว่า วิญญาณขันธ์ อันเจตสิกธรรมมีผัสสะเป็นต้นให้เกิด
ขึ้นแล้ว ดุจคนตัดเอกเทสแห่งต้นไม้ ก็เรียกว่า ตัดต้นไม้ฉะนั้น.
บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุอัน
สมควรแก่ธรรมเหล่านั้นมีผัสสะเป็นต้นต้น. ในบทนี้ จิต อย่างเดียวเท่านั้น
ท่านกล่าวโดยชื่อแห่ง มโน ไว้ ๓ คำคือ ชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่า
รู้ ๑, ชื่อว่า วิญญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์ต่าง ๆ ๑, ชื่อว่า ธาตุ
เพราะอรรถว่า เป็นเพียงสภาวะ หรือเพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์ ๑.
ไม่ละแล้ว ชื่อว่า สหคโต. เข้าไปกับ ชื่อว่า สหชาโต. ระคน
กันสถิตอยู่ ชื่อว่า สํสฏฺโ. ประกอบพร้อมแล้วด้วยประการทั้งหลาย
ชื่อว่า สมฺปยุตฺโต. ประกอบด้วยประการทั้งหลายเป็นไฉน. ประกอบ
ด้วยประการทั้งหลายมี เอกุปฺปาทตา - การเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นต้น.
ธรรมบางเหล่า ประกอบกับธรรมบางเหล่า ไม่มีมิใช่หรือ ? ใช่.
ด้วยการปฏิเสธปัญหานี้ด้วยประการฉะนี้ ท่านจึงกล่าวอรรถว่า
สัมปโยคะ-การประกอบด้วย สามารถแห่งลักขณะมี เอกุปปาทตา-การ
เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นต้นไว้อย่างนี้ว่า ธรรมบางเหล่าเป็น สหคตะ-เกิด
ร่วมกัน, เป็นสหชาตะ-เกิดพร้อมกัน, เป็นสังสัฏฐะ-ระคนกัน, เป็น
เอกุปฺปาทะ-เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน. เป็นเอกนิโรธะ-ดับในขณะเดียว
กัน. เป็นเอกวัตถุกะ-มีที่อาศัยเดียวกัน, เป็นเอการัมมณะ-มีอารมณ์
หน้า 71
ข้อ 29
เดียวกันกับด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่มิใช่หรือ. ธรรมที่ประกอบพร้อม
ด้วยประการทั้งหลายมี เอกุปปาทตา เป็นต้น เหล่านี้ ชื่อว่า สัมปยุตตะ
ประกอบพร้อมแล้วด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เอกุปฺปาโท ได้แก่ เกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน
อธิบายว่าไม่พรากจากกัน.
บทว่า เอกนิโรธ ได้แก่ ดับพร้อมกัน.
บทว่า เอกวตฺถุโก ได้แก่ มีวัตถุที่อาศัยเดียวกัน ด้วยสามารถ
แห่งหทยวัตถุ.
บทว่า เอการมฺมโณ ได้แก่ มีอารมณ์เดียวกัน ด้วยสามารถแห่ง
รูปารมณ์ เป็นต้น.
ในที่นี้ สหคตศัพท์ ปรากฏในอรรถ ๕ ประการคือ ตพฺภาเว-
ในอรรถเดิมนั้น, โวกิณฺเณ-ในอรรถว่าเจือแล้ว, อารมฺมเณ-ในอรรถ
ว่าอารมณ์, นิสฺสเย - ในอรรถว่าอาศัย, สํสฏฺเ-ในอรรถว่าระคนแล้ว.
ความใน ตัพภาวะ-อรรถเดิมนั้น พึงทราบในคำนี้อันเป็นพุทธ-
วจนะว่า ตัณหานี้ใด นำเกิดในภพใหม่อีก, ตัณหานี้นั้น ชื่อว่า นันทิ-
ราคสหคตา อธิบายว่า เป็นความกำหนัดด้วยความเพลิดเพลิน.
อรรถว่า โวกิณณะ-เจือแล้ว พึงทราบในคำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ความไตร่ตรองอันใด เจือด้วยโกสัชชะ, ความไตร่ตรองอันนั้น
ชื่อว่า ประกอบด้วยโกสัชชะ. อธิบายว่า เจือแล้วด้วยโกสัชชะอันเกิดใน
ระหว่าง.
อรรถว่า อารัมมณะ-อารมณ์ พึงทราบในคำนี้ เป็นผู้ได้สมาบัติ
หน้า 72
ข้อ 29
มีรูปเป็นอารมณ์ หรือสมาบัติมีอรูปเป็นอารมณ์. อธิบายว่า สมาบัติมีรูป
เป็นอารมณ์-รูปฌานสมาบัติ, มีอรูปเป็นอารมณ์-อรูปฌานสมาบัติ.
อรรถว่า นิสสยะ-อาศัย พึงทราบในคำนี้ว่า พระโยคาวจรเจริญ
สติสัมโพชฌงค์มีอัฏฐิกสัญญาเป็นที่อาศัย อธิบายว่า สติสัมโพชฌงค์ อัน
พระโยคาวจรเจริญแล้ว ได้ อัฏฐิกสัญญา เพราะอาศัยความสำคัญใน
อสุภนิมิตที่มีอัฏฐิเป็นอารมณ์.
อรรถว่า สังสัฏฐะ-ระคนแล้ว พึงทราบในคำนี้ว่า สุขนี้สหรคต
คือเกิดร่วม ได้แก่สัมปยุตด้วยปีตินี้. อธิบายว่า เจือปน. ถึงในที่นี้
สังสัฏฐะศัพท์ก็มา ในอรรถว่า เจือปน.
สหชาตศัพท์ ในอรรถว่า เกิดร่วม ดุจในคำนี้ว่า สหชาตํ-
เกิดร่วม, ปุเรชาตํ-เกิดก่อน, ปจฺฉาชาตํ-เกิดหลัง.
สังสัฏฐะศัพท์ ในอรรถว่า เกี่ยวข้อง พึงทราบดุจในคำเหล่านี้
มีอาทิว่า ข้าเเต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเกี่ยวข้องอย่างนี้ ชื่อว่าความ
เกี่ยวข้องของคฤหัสถ์.
ในอรรถว่า สทิสะ-เหมือนกัน ได้ในคำว่า เว้นม้าผอมม้าอ้วน
เสียแล้ว ก็เทียมด้วยม้าเหมือนกัน.
ในความเกี่ยวพัน ได้ในคาถานี้ว่า.
ดูก่อนท่านทธิวาหนะ ต้นมะม่วงของท่าน มี
ต้นสะเดาล้อมรอบ รากกับรากเกี่ยวพันกัน กิ่งกับ
กิ่งก็ติดต่อกัน.
หน้า 73
ข้อ 29
ในธรรมอันสัมปยุตกับจิต ได้ในคำนี้ว่า เจตสิกธรรมทั้งหลาย
ประกอบกับจิต. แต่ในที่นี้ ธรรมใดเป็นธรรมมีเอกุปปาทลักขณะเป็นต้น
เพราะไม่แยกจากกัน ธรรมนั้นท่านเรียกว่า สัมปยุตตะ-ประกอบพร้อม
แล้ว ดุจธรรมที่เป็นเหตุไม่แยกในการให้ผล.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวคำว่า สหคตะ-เกิดร่วม แล้วกล่าวคำว่า
สหชาตะ-เกิดกับ ในภายหลัง ก็เพื่อจะแสดงว่า มโน นั้นไม่มี ดุจกล่าว
ด้วยอาคตศัพท์.
ท่านกล่าวคำว่า สังสัฏฐะ-เกี่ยวข้อง ก็เพื่อแสดงว่า มโนนั้นไม่
มี ดุจรูปและนามที่เกิดขึ้นพร้อมกัน.
ท่านกล่าวคำว่า สัมปยุตตะ-ประกอบพร้อมแล้ว เพื่อแสดงว่า
มโน แม้นั้นก็ไม่มี ดุจน้ำมันกับน้ำ.
ก็ธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน แม้เป็นธรรมที่ประกอบกัน พร้อมแล้ว
มีอยู่ เพราะอรรถว่า ไม่อาจทำให้แยกจากกันได้ ดุจน้ำมันกับน้ำมัน แม้
ธรรมที่เป็น วิปปยุตตะ-ไม่ประกอบกัน ก็อย่างนั้น ดุจเนยข้นที่ออก
จากน้ำมัน ธรรมที่ถึงลักษณะอย่างนี้ คือมีการเกิดพร้อมกันเป็นลักษณะ
นั่นเอง ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า เอกุปปาทะ-เกิดขึ้นพร้อมกันก็เพื่อ
แสดงดังนี้.
ในนิทเทสนี้ ธรรมที่เกิดพร้อมกันและที่เกิดร่วมกัน มีความต่างกัน
อย่างไร ?
ธรรมที่เว้นจากระหว่างในอุปปาทขณะเสียแล้ว ชื่อว่า เอกุปปาทะ
-เกิดพร้อมกัน. ธรรมที่เป็นอุปปาทะนั้น ย่อมไม่เป็นเหมือนเนยข้นที่
หน้า 74
ข้อ 29
ปรากฏ ในเมื่อนมส้มที่พ้นจากกาลเป็นน้ำนมไหลไป ๆ ย่อมไม่เป็นเหมือน
เกิดในวันเดียวกันนั่นเอง ด้วยสามารถแห่งเวลาก่อนอาหารและเวลาหลัง
อาหาร.
ชื่อว่า สหชาโต เพราะอรรถว่าเกิดในขณะเดียวกัน.
บทว่า เอกวตฺถุโก-มีที่อาศัยเดียวกัน ความว่า มีวัตถุเดียวกัน
เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยกำหนดที่ตั้งอันเดียวกัน เป็นที่ตั้งเว้นระหว่าง
ที่ตั้ง ดุจภิกษุ ๒ รูปมีที่อาศัยแห่งเดียวกัน.
บทว่า เอการมฺมโณ ความว่า มีอารมณ์เดียวกันโดยไม่แน่นอน
ไม่เหมือนจักขุวิญญาณ อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้.
บทว่า มจฺโจ เป็นมูลบท คือบทเดิม. ชื่อว่า สัตว์ เพราะ
อรรถว่า ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องแล้วในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์
สัตว์ นั้น ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแลจึงเรียกว่า สัตว์ พระเจ้าข้า.
ดูก่อน ราธะ ฉันทะอันใด ราคะอันใด ในรูปแล, ผู้ข้องในฉันทะนั้น
ข้องวิเศษแล้วในราคะนั้น ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า สัตว์. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าสัตว์เพราะประกอบด้วยความข้อง.
ชื่อว่า นระ เพราะอรรถว่า นำไปสู่สุคติแลทุคคติ.
ชื่อว่า มาณพ เพราะอรรถว่า เป็นลูก คือเป็นบุตรของพระมนู.
ชื่อว่า โปส เพราะอรรถว่า อันบุคคลอื่นเลี้ยงดูด้วยเครื่องใช้.
นรก ท่านเรียกว่า ปุํ.
หน้า 75
ข้อ 29
ชื่อว่า ปุคคล เพราะอรรถว่า กลืนกินนรกนั้น.
ชื่อว่า ชีว เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งชีวิตินทรีย์.
ชื่อว่า ชาตุ-ผู้เกิด เพราะอรรถว่า ไปสู่การเกิดจากจุติ.
ชื่อว่า ชนฺตุ เพราะอรรถว่า ย่อมเสื่อมโทรม.
ชื่อว่า อินฺทคู เพราะอรรถว่า ถึงโดยความเป็นใหญ่. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า อินฺทคู เพราะอรรถว่า ไปด้วยกรรมเป็นใหญ่. บาลีว่า
หินฺทคู ก็มี.
บทว่า หินฺทํ ได้แก่ ความตาย. ชื่อว่า หินฺทคู เพราะอรรถ
ว่า ไปสู่ความตายนั้น.
ชื่อว่า มนุชะ เพราะอรรถว่า เกิดแต่พระมนู.
บทว่า ยํ สาทิยติ ความว่า ยินดีอารมณ์มีรูปเป็นต้นใด บทที่
เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ต่อแต่นี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรุปความที่ตรัสแล้วให้
เข้าใจง่าย จึงตรัสว่า กามํ กามยมานสฺส ฯลฯ ยทิจฺฉติ ดังนี้.
ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวถึงเพียงนี้ จักกล่าวแต่ที่แปลกเท่านั้น.
บทว่า ตสฺส เจ กามยมานสฺส ความว่า เมื่อบุคคลนั้น
ปรารถนากามอยู่ หรือไปอยู่ด้วยกาม.
บทว่า ฉนฺทชาตสฺส ได้แก่ มีตัณหาเกิดแล้ว.
บทว่า ชนฺตุโน ได้แก่ สัตว์.
บทว่า เต กามา ปริหายนฺติ ความว่า ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป.
บทว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น สัตว์
หน้า 76
ข้อ 29
นั้นย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรอันทำด้วยเหล็กเป็นต้น
แทงแล้ว. ต่อแต่นี้ข้าพเจ้าจักเว้นบทที่กล่าวไว้แล้ว จักกล่าวแต่บทที่ยาก ๆ
ในบรรดาบทที่ยังไม่ได้กล่าวไว้เท่านั้น.
สัตว์ย่อมไป คือย่อมถึง ด้วยสามารถถึงอารมณ์อันเป็นความอิ่มใจ
เพราะจักษุ.
ชื่อว่า ออกไป เพราะอรรถว่า ยังจิตให้ถึงพร้อมด้วยสามารถแห่ง
อารมณ์ แม้ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าทัศนา.
ชื่อว่า ถอยไป เพราะอรรถว่า กำหนดความอิ่มใจเพราะได้ยิน
ด้วยหู ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่น่าเสพ.
ชื่อว่า แล่นไป เพราะอรรถว่า เข้าไปยึดความอิ่มจิตแล่นไปด้วย
สามารถแห่งอารมณ์ที่น่าเที่ยวไป.
บทว่า ยถา เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอุปมา.
ชื่อว่า ด้วยยานช้างบ้าง เพราะอรรถว่าไปคือถึงด้วยช้าง. วาศัพท์
ลงในอรรถวิกัป.
ชื่อว่า ด้วยยานม้าบ้าง เพราะอรรถว่าไปคือถึงด้วยม้า. ยานมียาน
เทียมด้วยโคเป็นต้น ชื่อว่า ยานโค คือถึงด้วยยานโคนั้น แม้ในยานแกะ
เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ความพอใจในกามที่เกิดด้วยสาหารถอารมณ์ที่ปรารถนา ชื่อว่า เกิด
พร้อม, ที่เกิดด้วยความเป็นอารมณ์ที่รัก ชื่อว่า เกิดขึ้น เกิดเฉพาะ. ที่
เกิดด้วยความเป็นอารมณ์ที่ชอบใจ ชื่อ ปรากฏ.
อีกอย่างหนึ่ง ความพอใจในกามที่เกิดด้วยกามราคะ ชื่อว่า เกิด
หน้า 77
ข้อ 29
พร้อม. ที่เกิดด้วยกามนันทิ ชื่อว่า เกิดขึ้น เกิดเฉพาะ, ที่เกิดด้วย
กามตัณหา ด้วยกายมสิเนหา ด้วยกามฉันทะ และด้วยกามปริฬาหะ พึง
ทราบว่า ปรากฏ.
บทว่า เต วา กามา ปริหายนฺติ ความว่า กามเหล่านั้น
คือวัตถุกามเป็นต้น เสื่อมไป คือจากไป.
บทว่า โส วา กาเมหิ ปริหายติ ความว่า สัตว์นั้น คือ
บุคคลมีกษัตริย์ เป็นต้น ย่อมเสื่อม คือจากไป จากกามทั้งหลาย มี
วัตถุกามเป็นต้น ดุจในคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า :-
โภคทั้งหลายย่อมละสัตว์ไปในก่อนแล สัตว์
ย่อมสละทรัพย์ทั้งหลายก่อนกว่าดังนี้.
บทว่า กถํ ได้แก่ ด้วยประการไร.
บทว่า ติฏฺนฺตสฺเสว ได้แก่ ดำรงอยู่นั่นแหละ.
บทว่า เต โภเค ได้แก่ โภคะทั้งหลายเหล่านั้น มีวัตถุกาม
เป็นต้น.
บทว่า ราชาโน วา ได้แก่ พวกพระราชาในแผ่นดินเป็นต้น.
บทว่า หรนฺติ ได้แก่ ยึดเอาไป หรือริบเอาไป.
บทว่า โจรา วา ได้แก่ พวกตัดช่องย่องเบาเป็นต้น.
บทว่า อคฺคิ วา ได้แก่ ไฟป่าเป็นต้น.
บทว่า ฑหติ ได้แก่ ให้ย่อยยับ คือทำให้เป็นเถ้า.
บทว่า อุทกํ วา ได้แก่ น้ำ มีน้ำหลากเป็นต้น.
บทว่า วหติ ได้แก่ พัดเอาไปลงทะเล.
หน้า 78
ข้อ 29
บทว่า อปฺปิยา วา ได้แก่ ผู้ไม่รักใคร่ ไม่ชอบใจ.
บทว่า ทายาทา หรนฺติ ความว่า ผู้มีใช่เจ้าของ เว้นจากความ
เป็นทายาท นำไป.
บทว่า นิหิตํ วา ได้แก่ ที่เก็บฝังไว้.
บทว่า นาธิคจฺฉติ ได้แก่ ไม่ประสบ คือไม่ได้คืน อธิบายว่า
ไม่ได้เห็น.
บทว่า ทุปฺปยุตฺตา ได้แก่ การงานมีกสิกรรมและพาณิชยกรรม
เป็นต้น ที่ประกอบดำเนินการไม่เรียบร้อย.
บทว่า ภิชฺชนฺติ ได้แก่ ถึงความทำลาย อธิบายว่า ดำเนินการ
ไปไม่ได้. พึงทราบความเกิดในคาถามีอาทิว่า ผู้ไม่รู้ย่อมทำลายการงาน
นั้น ดังนี้.
บทว่า กุเล วา กุลชฺฌาปโก อุปฺปชฺชติ ความว่า คน
ผลาญสกุลคือคนสุดท้ายในสกุล เกิดในสกุลกษัตริย์เป็นต้น.
บาลีว่า กุเล วา กุลงฺคาโร ดังนี้ก็มี.
บทว่า โย เต โภเค วิกิรติ ความว่า ผู้เป็นคนสุดท้ายใน
สกุลนี้ ยังโภคะมีเงินเป็นต้นเหล่านั้นให้สิ้นไป.
บทว่า วิธเมติ ได้แก่แยกเป็นส่วน ๆ ขว้างทิ้งไปไกล.
บทว่า วิทฺธํเสติ ได้แก่ ให้พินาศ คือให้ดูไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง
เป็นนักเลงหญิงเรี่ยราย, เป็นนักเลงสุรากระจัดกระจาย, เป็นนักเลงการ
พนันทำลาย. อีกอย่างหนึ่ง ผู้นี้เรี่ยรายโภคะที่เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้,
กระจัดกระจายโภคะที่เกิดขึ้นเพราะไม่รู้หลักการใช้จ่าย, ทำลายโภคะที่เกิด
หน้า 79
ข้อ 29
ขึ้น เพราะปราศจากวิธีอารักขาในสถานที่เก็บไว้.
บทว่า อนิจฺจตาเยว อฏฺฐมี ความว่า ความพินาศนั่นแลเป็น
ที่แปด.
บทว่า หายนฺติ ได้แก่ ถึงการดูไม่ได้.
บทว่า ปริหายนฺติ ได้แก่ ไม่ปรากฏอีก.
บทว่า ปริทฺธํเสนฺติ ได้แก่ เคลื่อนจากที่.
บทว่า ปริจฺจชนฺติ ได้แก่ รั่วไหล.
บทว่า อนฺตรธายนฺติ ได้แก่ ถึงความอันตรธาน คือดูไม่เห็น.
บทว่า วิปฺปลุชฺชนฺติ ได้แก่ แหลกละเอียดหมดไป.
บทว่า ติฏฺนฺเตว เต โภคา ความว่า ในเวลาที่โภคะเหล่า-
นั้นตั้งอยู่ เหมือนในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดำรงอยู่ก็ตาม. บังเกิดแล้ว
ก็ตามดังนี้.
บทว่า โส ได้แก่ บุคคลนั้นคือผู้เป็นเจ้าของโภคะ จุติจาก
เทวโลก, ตายจากมนุษยโลก, สูญหายจากโลกแห่งนาคและครุฑเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง เสื่อมด้วยสามารถแห่งเรือนคลังข้าวเปลือก, เสียหายด้วย
สามารถแห่งเรือนคลังทรัพย์, กระจัดกระจายด้วยสามารถแห่งโคงานและ
ช้างม้าเป็นต้น. รั่วไหลด้วยสามารถแห่งทาสีและทาส, อันตรธานด้วย
สามารถแห่งทาระและอาภรณ์, สูญหายด้วยสามารถแห่งน้ำเป็นต้น.
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้ดังนี้.
บทว่า อโยมเยน ได้แก่ ที่เกิดแต่โลหะดำเป็นต้น.
บทว่า สลฺเลน ได้แก่ ด้วยลูกธนู.
หน้า 80
ข้อ 29
บทว่า อฏฺิมเยน ได้แก่ ด้วยกระดูกที่เหลือเว้นกระดูกมนุษย์.
บทว่า ทนฺตมเยน ได้แก่ ด้วยงาช้างเป็นต้น.
บทว่า วิสาณมเยน ได้แก่ ด้วยเขาโคเป็นต้น.
บทว่า กฏฺมเยน ได้แก่ ด้วยไม้ไผ่เป็นต้น.
บทว่า วิทฺโธ ได้แก่ แทงด้วยลูกศรมีประการดังกล่าวแล้วอย่าง
ใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า รุปฺปติ ได้แก่ กระสับกระส่าย คือถึงวิการ.
บทว่า กุปฺปติ ได้แก่ หวั่นไหว คือยังความโกรธให้เกิดขึ้น.
บทว่า ฆฏิยติ ได้แก่ เป็นผู้ดิ้นรน.
บทว่า ปีฬิยติ ได้แก่ เป็นผู้จุกเสียด ผู้ถูกประหารย่อมหวั่นไหว
ย่อมดิ้นรนในเวลาใส่เส้นหญ้าเข้าไปล้างแผลในวันที่สาม ย่อมจุกเสียดเมื่อ
ให้น้ำด่าง หรือย่อมกระสับกระส่ายเมื่อล้างแผลที่ถูกแทง ย่อมหวั่นไหว
เพราะเกิดทุกข์นั้น ย่อมจุกเสียดเพราะใส่เส้นหญ้าเข้าไป ย่อมดิ้นรนเมื่อ
ให้น้ำด่าง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า พฺยาธิโต ได้แก่ เป็นผู้ถูกประหารแล้วเจ็บตัว.
บทว่า โทมนสฺสิโต ได้แก่ ถึงความโทมนัส.
บทว่า วิปริณามญฺถาภาเวน ได้แก่ เพราะละความเป็นปกติ
เข้าถึงความเป็นอย่างอื่น. ความเหี่ยวแห้งภายในใจ ชื่อว่า โศก, ความ
บ่นเพ้อด้วยวาจา ชื่อว่า ปริเทวะ, ความบีบคั้นทางกายเป็นต้น ชื่อว่า
ทุกข์, ความบีบคั้นทางใจ ชื่อว่า โทมนัส, และความคับแค้นใจอย่าง
แรง ชื่อว่า อุปายาส. ความโศกเป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น
หน้า 81
ข้อ 29
ย่อมเกิดขึ้น คือย่อมถึงความปรากฏ.
ในคาถาที่ ๓ มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ก็ผู้ใดเว้น ขาดกามเหล่านี้
โดยการข่มฉันทราคะในกามนั้น, หรือโดยการตัดขาด เหมือนบุคคลเว้น
ขาดหัวงูด้วยเท้าของตน. ผู้นั้นเป็นผู้เห็นภัย, เป็นผู้มีสติย่อมล่วงพ้น
ตัณหา กล่าวคือวิสัตติกาซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก, เพราะซ่านไป
ทั่วโลกตั้งอยู่.
บทว่า โย เป็นบทที่พึงจำแนก. บทว่า โย ยาทิโส เป็นต้น
เป็นบทจำแนกบทนั้น. ก็ในคาถานี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
บทที่มีเนื้อความว่า โย และบุคคลนั้นโดยไม่กำหนด. ฉะนั้น เมื่อจะ
ทรงแสดงเนื้อความของบทนั้น พระองค์จึงตรัสศัพท์ว่า โย เท่านั้น
ซึ่งแสดงบุคคลโดยไม่กำหนด. เพราะฉะนั้น ในคาถานี้พึงทราบเนื้อความ
อย่างนี้ว่า บทว่า โย ได้แก่ คนใดคนหนึ่ง. เพราะบุคคลนั้น คือ
บุคคลผู้ชื่อว่าคนใดคนหนึ่งนั้น ย่อมปรากฏโดยอาการนั้น ด้วยสามารถ
แห่งเพศ การประกอบ มีชนิดอย่างไร. มีประการอย่างไร. ถึงฐานะใด,
ประกอบด้วยธรรมใด เป็นแน่. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะประ
กาศประเภทนั้น เพื่อให้รู้บุคคลนั้น ในที่นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยา-
ทิโส ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิโส ความว่า เป็นผู้เช่นใดหรือ
เช่นนั้นก็ตาม ด้วยสามารถแห่งเพศ คือ สูง, ต่ำ, ดำ, ขาว, ผิวตก-
กระ, ผอมหรืออ้วนก็ตาม.
บทว่า ยถายุตฺโต ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยการใดหรือการ
หน้า 82
ข้อ 29
นั้นก็ตาม ด้วยสามารถแห่งการประกอบ คือ ประกอบงานก่อสร้างก็
ตาม ประกอบการเรียนการสอนก็ตาม, ประกอบธุระเครื่องนุ่งห่มก็ตาม.
บทว่า ยถาวิหิโต ความว่า เป็นผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างใด ด้วย
สามารถเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างเป็นต้น.
บทว่า ยถาปกาโร ความว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ด้วยประการใด ด้วย
สามารถเป็นผู้นำบริษัทเป็นต้น.
บทว่า ยํ านปฺปตฺโต ความว่า เป็นผู้ถึงตำแหน่งใด ด้วย
สามารถตำแหน่งเสนาบดีและตำแหน่งเศรษฐีเป็นต้น.
บทว่า ยํ ธมฺมสมนฺนาคโต ความว่า เป็นผู้เข้าถึงด้วยธรรมใด
ด้วยสามารถธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า วิกฺขมฺภนโต วา ความว่า โดยกระทำให้ไกลจากกิเลส
ทั้งหลาย ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ดุจใช้หม้อน้ำแหวกสาหร่าย.
บทว่า สมุจฺเฉทโต วา ความว่า หรือโดยการตัดขาด ด้วย
สามารถแห่งการละโดยถอนรากกิเลสทั้งหลายอย่างเด็ดขาด ทำให้เป็นไป
ไม่ได้อีก ด้วยมรรค.
บท ๑๑ บท มีบทว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยโครงกระดูก เป็น-
ต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา.
บทว่า แม้ผู้เจริญพุทธานุสสติ เป็นต้น. และบทว่า แม้ผู้เจริญ
มรณานุสสติ แม้ผู้เจริญอุปสมานุสสติ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอุปจาร-
ฌาน.
บทว่า แม้ผู้เจริญอานาปานสติ แม้ผู้เจริญกายคตาสติ แม้ผู้เจริญ
หน้า 83
ข้อ 29
ปฐมฌาน เป็นต้น. แม้ผู้เจริญเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นที่
สุด ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอัปปนาฌาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺิกงฺกลูปมา กามา ความว่า
กามทั้งหลาย ชื่อว่า เปรียบด้วยโครงกระดูก เพราะอรรถว่า กามเหล่า
นั้นมีโครงกระดูกซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติดเป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า อปฺปสาทฏฺเน ความว่า เพราะอรรถว่า เห็นว่าในกาม
นี้มีความยินดีความสุขน้อย คือนิดหน่อย มีโทษมากมาย.
บทว่า ปสฺสนฺโต ความว่า เห็นอยู่ด้วยจักษุคือญาณว่า ก็และ
สุนัขนั้นยังคงมีส่วนแห่งความลำบากความคับแค้นอยู่อย่างนั้นนั่นเอง.
บทว่า ปริวชฺเชติ ได้แก่ ไปไกล สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดีเหมือนอย่างว่า สุนัขที่ถูกความทุรพลเพราะความ
หิวครอบงำเข้าไปร้องขอต่อนายโคฆาต นายโคฆาตหรือลูกมือของนาย
โคฆาตผู้ขยันพึงเอาโครงกระดูกซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติดเลี้ยงดู
สุนัขนั้น สุนัขนั้นแทะโครงกระดูกนั้นซึ่งไม่น่ายินดี ไม่มีเนื้อและเลือดติด
พึงบรรเทาความทุรพลเพราะความหิวได้บ้างหรือหนอ นั้นเป็นไปไม่ได้
เลยพระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะโครงกระดูกนั้นไม่น่ายินดี ไม่
มีเนื้อและเลือดติด พระเจ้าข้า ก็และสุนัขนั้นยังคงมีส่วนแห่งความลำบาก
ความคับแค้น อยู่อย่างนั้นนั่นเอง แม้ฉันใด ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉัน
นั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วยประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบ
ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบ
ด้วยโครงกระดูก มีทุกข์มาก, มีความคับแค้นมาก, ในกามนี้มีโทษมากมาย
หน้า 84
ข้อ 29
ดังนี้แล้ววางอุเบกขาที่มีความต่างกัน อาศัยความต่างกันนั้นเสีย เจริญ
อุเบกขาที่มีความเป็นอย่างเดียว อาศัยความเป็นอย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ดับ
ความยึดมั่นโลกามิสไม่เหลือโดยประการทั้งปวง นั้นนั่นเทียว.
กามทั้งหลายชื่อว่า เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ เพราะอรรถว่า มีชิ้นเนื้อ
ซึ่งเป็นของสาธารณ์แก่แร้งเป็นต้น เป็นเครื่องเปรียบ. ชื่อว่า สาธารณ์
แก่ชนหมู่มาก เพราะอรรถว่า เป็นของสาธารณ์แก่ชนทั้งหลายเป็นอันมาก.
ชื่อว่า เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า เพราะอรรถว่า มีคบเพลิงหญ้าซึ่งไฟติด
ทั่วแล้ว เป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า อนุทหนฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า เผามือเป็นต้น.
ชื่อว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถว่า มีหลุมถ่านเพลิงลึกกว่า
ชั่วบุรุษ เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ปราศจากควัน เป็นเครื่อง
เปรียบ.
บทว่า มหาปริฬาหฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า ทำให้เร่าร้อน
มาก ชื่อว่า เปรียบด้วยความฝัน เพราะอรรถว่า มีความฝันว่าอารามที่
น่ารื่นรมย์เป็นต้น เป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า อิตฺตร ปจฺจุปฏฺานฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า เข้าไป
ตั้งไว้ไม่ถึง. ชื่อว่า เปรียบด้วยของขอยืม เพราะอรรถว่า มีภัณฑะมียาน
เป็นต้นที่ได้มาด้วยการขอยืม เป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า ตาวกาลิกฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า ไม่เนืองนิจ.
ชื่อว่า เปรียบด้วยต้นไม้มีผลดก เพราะอรรถว่า มีต้นไม้มีผลสมบูรณ์
เป็นเครื่องเปรียบ.
หน้า 85
ข้อ 29
บทว่า สมฺภญฺขนปริภญฺชนฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า ทำให้
กิ่งหัก และเพราะอรรถว่า ทำให้หักโดยรอบแล้วให้ต้นล้ม. ชื่อว่า เปรียบ
ด้วยดาบและมีด เพราะอรรถว่า มีดาบและมีด เป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า อธิกุฏฺฏนฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า ตัด. ชื่อว่า
เปรียบด้วย หอกหลาว เพราะอรรถว่า มีหอกหลาว เป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า วินิวิชฺฌนฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า ให้ล้มลงไป.
เพราะอรรถว่า ให้เกิดภัต. ชื่อว่า เปรียบด้วยหัวงู เพราะอรรถว่า มี
หัวงู เป็นเครื่องเปรียบ.
บทว่า สปฺปฎิภยฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า มีภัยเฉพาะหน้า.
ชื่อว่า เปรียบด้วยกองไฟ เพราะอรรถว่า มีกองไฟที่ไห้เกิดทุกข์เป็น
เครื่องเปรียบ.
บทว่า มหคฺคิตาปนฏฺเน ได้แก่ เพราะอรรถว่า ให้เกิดความ
เร่าร้อน เพราะความเป็นดังไฟกองใหญ่ให้เร่าร้อน ดังนั้นจึงเว้นขาดกาม
แล. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดีเหมือนอย่างว่า แร้ง,
นกกระสา, หรือเหยี่ยวก็ตาม กัดคาบเอาชิ้นเนื้อนั้น แม้แร้งทั้งหลาย
แม้นกกระสาทั้งหลาย แม้เหยี่ยวทั้งหลาย ก็พากันบินติดตามยื้อแย่งเอา
ชิ้นเนื้อนั่นนั้น.
ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ? ถ้าแร้ง นกกระสา
หรือเหยี่ยวนั้น ไม่สละชิ้นเนื้อนั้นทันทีทีเดียว มันต้องตาย หรือต้องถึง
ทุกข์ปางตาย เพราะเหตุที่ไม่สละชิ้นเนื้อนั้น ? อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วย
หน้า 86
ข้อ 29
ประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้น
นั้นเทียว.
ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า บุรุษถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่ว
แล้วเดินทวนลม. ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ? ถ้า
บุรุษนั้นไม่สละคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้วนั้นทันทีทีเดียว คบเพลิงหญ้า
อันไฟติดทั่วแล้วนั้นพึงไหม้มือไหม้แขน หรือพึงไหม้อวัยวะอื่น ๆ ของเขา
เขาต้องตาย หรือต้องถึงทุกข์ปางตาย เพราะเหตุที่ไม่สละคบเพลิงหญ้านั้น
อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วย
ประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า มีทุกข์มาก มีความ
คับแค้นมาก ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้นนั่นเทียว.
ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า หลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษ เต็ม
ด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ปราศจากควัน ครั้งนั้น บุรุษอยากมีชีวิต
อยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ พึงเดินมา บุรุษผู้มีกำลังสองคน
จับแขนทั้งสองของบุรุษนั้น ลากไปสู่หลุมถ่านเพลิง.
ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ? บุรุษนั้นจะพึงยัง
กายนั้นนั่นแลให้เร่าร้อนแม้ด้วยประการฉะนี้บ้างหรือหนอ ? อย่างนั้น
พระเจ้าข้าข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะบุรุษนั้นรู้ว่า
ถ้าเราจักตกหลุมถ่านเพลิง เราย่อมตาย หรือย่อมถึงทุกข์ปางตาย เพราะ
หน้า 87
ข้อ 29
เหตุที่ตกหลุมถ่านเพลิงนั้น.
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วย
ประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ฯลฯ เจริญ
อุเบกขานั้นนั่นเทียว.
ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า บุรุษฝันเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ ป่า
ที่น่ารื่นรมย์ ภูมิประเทศที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ เขาตื่น
ขึ้นไม่เห็นอะไร ๆ เลย.
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วย
ประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน ฯลฯ เจริญอุเบกขานั้น
นั่นเทียว.
ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า บุรุษขอยืมกุณฑลแก้วมณีอัน
ประเสริฐซึ่งเป็นของขอยืม ยกขึ้นสู่ยาน เขาเอากุณฑลแก้วมณีอันประเสริฐ
วางไว้ข้างหน้า แวดล้อมด้วยของขอยืมทั้งหลายเดินทางไปร้านตลาด ชน
เห็นเขานั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ คนมีโภคะหนอ ได้ยินว่าคนมี
โภคะทั้งหลายย่อมบริโภคโภคะทั้งหลายอย่างนี้ พวกเจ้าของเห็นของของตน
ตรงที่ใด ๆ พึงนำของของตนไปจากบุรุษนั้นตรงที่นั้น ๆ เอง.
ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ? บุรุษนั้นจะไม่
เป็นอย่างอื่นไปหรือหนอ ไม่อย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุ
อะไร เพราะเจ้าของทั้งหลายนำของของเขาไปเสีย พระเจ้าข้า.
หน้า 88
ข้อ 29
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วย
ประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยของขอยืม ฯลฯ เจริญอุเบกขา
นั้นนั่นเทียว.
ดูก่อนคฤหบดี เหมือนอย่างว่า ไพรสณฑ์ใหญ่ใกล้บ้านหรือนิคม.
ในไพรสณฑ์นั้นมีต้นไม้มีผลดกและกำลังออกผล และไม่มีผลไร ๆ ของ
ต้นไม้นั้นหล่นลงบนพื้นดิน ครั้งนั้น บุรุษผู้มีความต้องการผลไม้ แสวงหา
ผลไม้ เที่ยวแสวงหาผลไม้อยู่พึงมา เขาหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์นั้น พึงเห็น
ต้นไม้นั้นมีผลดกและกำลังออกผล เขาติดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้ใหญ่และมี
ผลดกและกำลังออกผล ไม่มีผลไร ๆ หล่นลงบนพื้นดิน ก็เราขึ้นต้นไม้เป็น
อย่ากระนั้นเลย เราพึงบนต้นไม้นี้ เคี้ยวกินให้อิ่ม และใส่ให้เต็มพก
ดังนี้เขาขึ้นต้นไม้นั้น เคี้ยวกินจนอิ่ม และใส่เต็มพก ครั้งนั้น บุรุษคน
ที่สองผู้มีความต้องการผลไม้ แสวงหาผลไม้ เที่ยวแสวงหาผลไม้อยู่ พึง
ถือเอาจอบอันคมมา บุรุษนั้นหยั่งลงสู่ไพรสณฑ์นั้น พึงเห็นต้นไม้นั้นมี
ผลดกและกำลังออกผล เขาคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้แลมีผลดกและกำลังออก
ผล และไม่มีผลไร ๆ หล่นลงบนพื้นดิน ก็เราขึ้นต้นไม้ไม่เป็น แต่ตัด
ต้นไม้เป็น อย่ากระนั้นเลย เราพึงตัดโคนต้นไม้นี้ เคี้ยวกินให้อิ่ม และ
ใส่ให้เต็มพกดังนี้ เขาตัดโคนต้นไม้นั้น.
ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ? บุรุษคนที่ขึ้น
ต้นไม้นั้นก่อน ถ้าเขาไม่รีบลงทันที ต้นไม้นั้นพึงล้มลงทำลายมือเท้าหรือ
อวัยวะอื่น ๆ ของเขาเสีย เขาต้องตาย หรือต้องทุกข์ปางตาย เพราะเหตุ
หน้า 89
ข้อ 29
พี่ถูกต้นไม้ทำลายนั้น. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สำเหนียกด้วย
ประการฉะนี้ เห็นข้อนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยต้นไม้มีผลดก มีทุกข์มาก มี
ความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษมากมา ดังนี้แล้ว วางอุเบกขาที่มีความ
ต่างกัน อาศัยความต่างกันนั้นเสีย เจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอย่างเดียว
อาศัยความเป็นอย่างเดียว ซึ่งเป็นที่ดับความยึดมั่นโลกามิสไม่เหลือ โดย
ประการทั้งปวงนั้นนั่นเที่ยว. พระสารีบุตรเถระแสดงวิปัสสนา โดยเปรียบ
ด้วยโครงกระดูกเป็นต้น และเปรียบด้วยกองไฟเป็นที่สุดอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะแสดงอุปจารสมาธิ จึงกล่าวคำว่า พุทฺธานุสฺสตึ ภาเวนฺโต
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น สตินั่นแหละ ชื่อว่า อนุสสติ เพราะเกิดขึ้น
บ่อย ๆ. อนึ่ง ชื่อว่า อนุสสติ เพราะอรรถว่า สติที่สมควรแก่กุลบุตร
ผู้บวชด้วยศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานะที่ควรให้เป็นไปนั่นเอง ดังนี้ก็มี.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธานุสสติ. คำว่า พุทธา-
นุสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีพระพุทธคุณ. มีความเป็นพระอรหันต์เป็นต้น
เป็นอารมณ์ ซึ่งพุทธานุสสตินั้น บทว่า ภาเวนฺโต ได้แก่ เจริญอยู่
คือเพิ่มพูนอยู่.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภพระธรรม ชื่อว่า ธรรมานุสสติ, คำว่า
ธรรมานุสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีพระธรรมคุณ, มีความเป็นธรรมอัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วเป็นต้นเป็นอารมณ์.
หน้า 90
ข้อ 29
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่า สังฆานุสสติ. คำว่า
สังฆานุสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีพระสังฆคุณ, มีความเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้น
เป็นอารมณ์.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อ ว่า สีลานุสสติ. คำว่า สีลานุสสติ
นี้ เป็นชื่อของสติที่มีศีลคุณ, มีความไม่ขาดเป็นต้นของตนเป็นอารมณ์.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภจาคะ ชื่อว่า จาคานุสสติ. คำว่า จาคานุสสติ
นี้ เป็นชื่อของสติที่มีจาคคุณ, มีความเป็นผู้มีจาคะอันละแล้วของตน
เป็นต้น เป็นอารมณ์.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภเทวดา ชื่อว่า เทวดานุสสติ. คำว่า
เทวตานุสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีคุณมีศรัทธาของตนเป็นต้น ตั้งเทวดา
ทั้งหลายไว้ในฐานะพยานเป็นอารมณ์.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภลมหายใจเข้าออก ชื่อว่า อานาปานัสสติ.
คำว่า อานาปานัสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีนิมิตแห่งลมหายใจเข้าออกเป็น
อารมณ์.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภความตาย ชื่อว่า มรณานุสสติ. คำว่า
มรณานุสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีความตายกล่าวคือความแตกแห่งชีวิติน-
ทรีย์ที่นับเนื่องในภพหนึ่งเป็นอารมณ์.
สติที่ไป, คือเป็นไปในสรีระที่นับว่ากาย เพราะเป็นความเจริญคือเป็น
บ่อเกิดของสิ่งปฏิกูลทั้งหลายมีผมเป็นต้นที่น่าเกลียด ชื่อว่า กายคตาสติ.
เมื่อควรจะกล่าวว่า กายคตสติ ท่านกล่าวว่า กายคตาสติ เพราะ
ไม่รัสสะ แม้ในที่นี้ท่านก็กล่าวคำนี้เป็น กายคตาสติ เหมือนกัน.
หน้า 91
ข้อ 29
คำว่ากายคตาสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีนิมิตปฏิกูลในส่วนของร่างกายมีผม
เป็นต้นเป็นอารมณ์.
อนุสสติที่เกิดขึ้นปรารภความสงบ ชื่อว่า อุปสมานุสสติ คำว่า
อุปสมานุสสตินี้ เป็นชื่อของสติที่มีพระนิพพานอันเป็นที่เข้าไปสงบทุกข์ทั้ง
ปวงเป็นอารมณ์.
ผู้เจริญปฐมฌานอันประกอบด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข และจิต-
เตกัคคตา. ผู้เจริญทุติยฌานอันประกอบด้วยปีติ สุข และจิตเตกัคคตา.
ผู้เจริญตติยฌานอันประกอบด้วยสุข และจิตเตกัคคตา. ผู้เจริญจตุตถฌาน
อันประกอบด้วยอุเบกขาและจิตเตกัคคตา. ฯลฯ แม้ผู้เจริญเนวสัญญานา
สัญญายตนสมาบัติ ย่อมเว้นขาดกามทั้งหลาย. พระสารีบุตรเถระแสดงการ
ละกามโดยการข่มไว้ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้เพื่อจะแสดงการละกามทั้งหลาย
โดยการตัดขาด จึงกล่าวคำว่า โสตาปตฺติมคฺคํ ภาเวนฺโตปิ ดังนี้
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น การถึงซึ่งกระแสแห่งมรรค ชื่อว่า โสดาปัตติ.
มรรคแห่งการถึงกระแสพระนิพพาน ชื่อว่า โสดาปัตติมรรค.
บทว่า อปายคมนีเย กาเม ความว่า เมื่อเจริญโสดาปัตติมรรค
ย่อมเว้นขาดจากกามอันให้ไปสู่อบาย ซึ่งเป็นเครื่องให้เหล่าสัตว์ไปสู่อบาย
เหล่านั้นโดยการตัดขาด.
ชื่อว่า สกทาคามี เพราะอรรถว่า มาปฏิสนธิยังโลกนี้คราวเดียว
เท่านั้น มรรคแห่งพระสกทาคามีนั้น ชื่อว่า สกทาคามิมรรค เมื่อเจริญ
มรรคนั้น.
หน้า 92
ข้อ 29
บทว่า โอฬาริเก ได้แก่ ถึงความเร่าร้อน. ชื่อว่า อนาคามี
เพราะอรรถว่า ไม่มาปฏิสนธิยังกามภพเลย. มรรคแห่งพระอนาคามีนั้น
ชื่อว่าอนาคามิมรรค เมื่อเจริญมรรคนั้น.
บทว่า อณุสหคเต ได้แก่ ถึงความละเอียด. ชื่อว่า พระอรหันต์
เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย เพราะกำจัดข้าศึกคือกิเลส. เพราะหักซี่ล้อ
แห่งสังสารวัฏ, เพราะไม่มีความลับในการทำบาป, และเพราะเป็นผู้ควร
แก่ปัจจัยเป็นต้น. ความเป็นแห่งพระอรหันต์ ชื่อว่า อรหัตต์. อรหัตต์
นั้นคืออะไร, คืออรหัตตผล. มรรคเเห่งอรหัตต์ ชื่อ อรหัตตมรรค เมื่อ
เจริญอรหัตตมรรคนั้น.
บทว่า สพฺเพน สพฺพํ ได้แก่ ทั้งปวงโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า สพฺพถา สพฺพํ ได้แก่ ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง.
บทว่า อเสสํ นิสฺเสสํ ได้แก่ มิได้มีส่วนเหลือ คือไม่เหลือแม้
เพียงขันธ์.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺเพน สพฺพํ กล่าวถึงมูลราก. บทว่า
สพฺพถา สพฺพํ กล่าวชี้ถึงอาการ. บทว่า อเสสํ นิสฺเสสํ กล่าวชี้
ถึงการบำเพ็ญ.
อนึ่ง ด้วยบทแรกกล่าวเพราะไม่มีทุจริต. ด้วยบทที่สองกล่าวเพราะ
ไม่มีการครอบงำ. ด้วยบทที่สามกล่าวเพราะไม่มีอนุสัย อาจารย์พวกหนึ่ง
พรรณนาไว้อย่างนี้.
บทว่า สปฺโป วุจฺจติ อหิ ความว่า งูตัวใดตัวหนึ่งเลื้อยไป.
บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ เพราะอรรถว่าอะไร.
หน้า 93
ข้อ 29
บทว่า สํสปฺปนฺโต คจฺฉติ ความว่า เพราะเสือกไป ฉะนั้น
จึงเรียกว่า สัปปะ.
บทว่า ภุชนฺโต ความว่า ขนดไป.
บทว่า ปนฺนสิโร ได้แก่ เป็นสัตว์มีหัวตก.
บทว่า สิเรน สุปติ ความว่า ชื่อว่า สิริสปะ เพราะอรรถว่า
นอนด้วยหัวโดยความเป็นโพรง เอาหัวไว้ภายในขนด. ชื่อว่า วิลาสยะ
เพราะอรรถว่า นอนในรู บาลีว่า พิลสโย ก็มี. พึงเว้นหัวงูนั้นให้ดี.
ชื่อว่าคุหาสยะ เพราะอรรถว่า นอนในถ้ำ.
บทว่า ทาฒา ตสฺส อาวุโส ความว่า เขี้ยวทั้งสองเป็นอาวุธ
กล่าวคือศัสตราเครื่องประหารของงูนั้น.
บทว่า วิสํ ตสฺส โฆรํ ความว่า พิษกล่าวคือน้ำที่เป็นพิษของ
งูนั้นร้ายแรง.
บทว่า ชิวฺหา ตสฺส ทุวิธา ความว่า งูนั้นมีลิ้นสองแฉก.
บทว่า ทฺวีหิ ชิวฺหาหิ รสํ สายติ ความว่า ย่อมรู้รส คือ
ย่อมประสบความยินดี คือย่อมยินดีด้วยลิ้นสองแฉก.
ชื่อว่า ผู้ใครต่อชีวิต เพราะอรรถว่า ใคร่เพื่อจะเป็นอยู่.
ชื่อว่า ไม่อยากตาย เพราะอรรถว่า ยังไม่อยากตาย.
ชื่อว่า อยากได้สุข เพราะอรรถว่า ใคร่ซึ่งความสุข.
บทว่า ทุกฺขปฏิกูโล ได้แก่ ไม่ปรารถนาความทุกข์.
บทว่า ปาเทน ได้แก่ ด้วยเท้าของตน.
บทว่า สปฺปสิรํ ได้แก่ หัวของงู.
หน้า 94
ข้อ 29
บทว่า วชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นข้างหน้า.
บทว่า วิวุชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นโดยประมาณของงูนั้น.
บทว่า ปริวชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นโดยรอบ.
บทว่า อภินิวชฺเชยฺย ได้แก่ พึงเว้นประมาณ ๔ ศอก.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทแรก พึงเว้นแต่หัว. ด้วยบทที่ ๒ และที่ ๓
พึงเว้นข้างทั้งสอง. ด้วยบทที่ ๔ พึงเว้นข้างหลัง.
อนึ่ง พึงเว้น เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ ซึ่งมีการแสวงหาเป็น
มูลของผู้ที่ยังไม่ถึงกามทั้งหลาย. พึงหลีก เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์
ซึ่งมีการรักษาเป็นมูลของผู้ที่ถึงกามแล้ว. พึงเลี่ยง เพราะความเป็นวัตถุ
แห่งทุกข์ที่เร่าร้อนเพราะความไม่รู้. พึงอ้อมหนี เพราะความเป็น
วัตถุแห่งทุกข์ที่เกิดจากความพลัดพรากจากของรักในปากแห่งความพินาศ
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า ความกำหนัด ด้วยสามารถความยินดี.
ชื่อว่า ความพอใจ เพราะความเป็นเพื่อนของเหล่าสัตว์ในอารมณ์
ทั้งหลาย.
ชื่อว่า ความชอบใจ เพราะอรรถว่า ยินดี.
อธิบายว่า ปรารถนา ชื่อว่า ความเพลิดเพลิน เพราะอรรถว่า
เป็นเครื่องเพลิดเพลิน ในภพใดภพหนึ่งของเหล่าสัตว์ หรือเพลิดเพลิน
เอง.
ตัณหาชื่อว่า นันทิราคะ เพราะเป็นความเพลิดเพลินด้วย เป็น
ความกำหนัดด้วย อรรถว่ายินดีด้วย.
หน้า 95
ข้อ 29
ในบทว่า นนฺทิราโค นั้น ตัณหาที่เกิดขึ้นคราวเดียวในอารมณ์
เดียวเรียกว่านันทิ. ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เรียกว่า นันทิราคะ.
บทว่า จิตฺตสฺส สาราโค ความว่า ความกำหนัดโค ท่านเรียก
ว่าความกำหนัดกล้า เพราะอรรถว่า ความยินดีมีกำลังเบื้องต่ำ ความกำหนัด
นั้น มิใช่ของสัตว์ เป็นความกำหนัดกล้าแห่งจิตเท่านั้น.
ชื่อว่า ความปรารถนา เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องปรารถนา
อารมณ์ทั้งหลาย.
ชื่อว่า ความหลง เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องหลงของเหล่าสัตว์
เพราะความเป็นกิเลสหนา.
ชื่อว่า ความติดใจ เพราะกลืนให้สำเร็วแล้วยึดไว้.
ชื่อว่า ความยินดี เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องต้องการ คือถึงความ
ยินดีของเหล่าสัตว์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ความยินดี เพราะอรรถว่า
หนาแน่น. ก็ความยินดีนั่นแล ท่านกล่าวว่า ชัฎแห่งป่าใหญ่ เพราะอรรถว่า
หนาแน่นเหมือนกัน ขยายบทที่ติดกันด้วยอุปสัค.
ชื่อว่า ความยินดีทั่วไป เพราะอรรถว่า ยินดีทุกอย่างหรือตามส่วน.
ชื่อว่า ความข้อง เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องข้องอยู่ของเหล่าสัตว์
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ความข้อง เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องข้อง.
ชื่อว่า ความติดพัน เพราะอรรถว่า จมลง.
ชื่อว่า ความแสวงหา เพราะฉุดคร่า. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า
ตัณหาชื่อว่าเอชาย่อมฉุดคร่าบุรุษนี้ เพื่อบังเกิดในภพนั้น ๆ นั่นแล.
ชื่อว่า มายา เพราะอรรถว่า ลวง.
หน้า 96
ข้อ 29
ชื่อว่า ชนิกา เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ทั้งหลายให้เกิดในวัฏฏะ. สมจริง
ดังที่กล่าวไว้ว่า ตัณหาย่อมยังบุรุษให้เกิด ย่อมวิ่งเข้าสู่จิตของบุรุษนั้น.
ชื่อว่า สัญชนนี เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ให้เกิดประกอบไว้ด้วย
ทุกข์.
ชื่อว่า สิพฺพินี เพราะอรรถว่า ติดแน่น. เพราะตัณหานี้เย็บ
คือติดแน่นเหล่าสัตว์ไว้ในวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งจุติและปฏิสนธิ ดุจช่าง
เย็บ เย็บผ้าเก่าด้วยผ้าเก่า ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่า ความเย็บไว้
เพราะอรรถว่า ติดแน่น.
ชื่อว่า ชาลินี เพราะอรรถว่า มีข่ายคืออารมณ์มีประการไม่น้อย.
หรือข่ายกล่าวคือความยึดมั่นด้วยการดิ้นรนแห่งตัณหา.
ชื่อว่า สริตา เพราะอรรถว่า เป็นดังกระแสน้ำที่ไหลเร็ว เพราะ
อรรถว่า ฉุดคร่า. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สริตา เพราะอรรถว่า
เปียกชุ่ม. สมจริงดังคำที่กล่าวไว้ว่า โสมนัสทั้งหลายที่ชุ่มชื่นและประกอบ
ด้วยความรักย่อมมีแก่สัตว์เกิด. ก็ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ทั้งชุ่มชื่น
ทั้งน่ารัก.
ชื่อว่า สุตตะ เพราะอรรถว่า เป็นดังเส้นด้ายผูกเต่า เพราะอรรถ
ว่า ให้ถึงความฉิบหายมิใช่ความเจริญ. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สุตฺตํ นี้แล เป็นชื่อของนันทิราคะ.
ชื่อว่า วิสฏา เพราะอรรถว่า แผ่ไปในรูปเป็นนี้.
ชื่อว่า อายุหนี เพราะอรรถว่า สัตว์ย่อมยังอายุให้เสื่อมไปเพื่อต้อง
การได้เฉพาะอารมณ์นั้น ๆ
หน้า 97
ข้อ 29
ชื่อว่า ทุติยา เพราะอรรถว่า เป็นสหาย เพราะไม่ให้กระวน
กระวาย. ก็ตัณหานี้ย่อมไม่ให้สัตว์ทั้งหลายกระวนกระวายในวัฏฏะ, ย่อม
ให้รื่นรมย์ยิ่ง. ดังสหายรัก ในที่ที่ไปแล้ว ๆ เพราะเหตุนั้นแล ท่านจึง
กล่าวว่า :-
บุรุษมีตัณหาเป็นสหาย ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาว
นาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏอันเป็นอย่างนี้ไม่มีอย่างอื่น.
ชื่อว่า ปณิธิ ด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น.
บทว่า ภวเนตฺติ ได้แก่ เชือกเครื่องนำไปสู่ภพ. จริงอยู่สัตว์ทั้ง
หลายอันตัณหานี้นำไป เหมือนโคทั้งหลายถูกเชือกผูกคอนำไปยังที่ที่
ปรารถนาแล้ว ๆ ฉะนั้น
ชื่อว่า วนะ เพราะอรรถว่า ติด คือคบ คือชุ่มอารมณ์นั้น ๆ
ขยายบทด้วยพยัญชนะเป็น วนถะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วนะ เพราะ
อรรถว่า เป็นราวกะป่า, ด้วยอรรถว่า ยังทุกข์อันหาประโยชน์มิได้ให้ตั้ง
ขึ้น. และด้วยอรรถว่า รกชัฏ คำนี้เป็นชื้อของตัณหาที่มีกำลัง. แต่ตัณหา
ที่มีกำลังเท่านั้นชื่อว่า วนถะ ด้วยอรรถว่า รกชัฏกว่า. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสไว้ว่า :-
เธอทั้งหลายจงตัดป่า อย่าตัดต้นไม้ ภัยย่อมเกิด
แต่ป่า พวกเธอตัดป่าน้อยและป่าใหญ่แล้ว จงเป็นผู้หมด
ป่าเถิด ภิกษุทั้งหลาย.
ชื่อว่า สันถวะ ด้วยความสามารถแห่งความเชยชิด. อธิบายว่า
เกี่ยวข้อง สันถวะนั้นมี ๒ อย่าง คือ ตัณหาสันถวะ ความเชยชิดด้วย
หน้า 98
ข้อ 29
ตัณหาหนึ่ง. มิตตสันถวะ ความเชยชิดด้วยไมตรีหนึ่ง. ใน ๒ อย่างนั้น
ในที่นี้ประสงค์เอาตัณหาสันถวะ.
ชื่อว่า เสน่หา ด้วยสามารถแห่งความรัก.
ชื่อว่า อเปกขา ความเพ่งเล็ง เพราะอรรถว่า เพ่งเล็งด้วยสามารถ
กระทำความอาลัย. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ
พระนครแปดหมื่นสี่พันของพระองค์เหล่านี้. มีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข
ขอพระองค์จงยังความพอพระราชหฤทัยให้เกิดในพระนครนี้เถิด พระเจ้า
ข้า. ขอพระองค์โปรดการทำความเพ่งเล็งในชีวิตเถิด. ก็ในข้อนี้มีเนื้อ
ความดังนี้ว่า จงกระทำความอาลัย.
ชื่อว่า ปฏิพันธา เพราะอรรถว่า ผูกพันในอารมณ์เฉพาะอย่าง ๆ
หรือผู้มีอารมณ์เฉพาะอย่างผูกพัน ด้วยอรรถว่าเป็นญาติ. ชื่อว่าพวกพ้อง
ที่เสมอด้วยตัณหาของสัตว์ทั้งหลาย แม้ด้วยอรรถว่า อาศัยเป็นนิจ ย่อม
ไม่มี.
ชื่อว่า อาสา เพราะเป็นอาหารของอารมณ์ทั้งหลาย. อธิบายว่า
เพราะท่วมทับด้วย. เพราะความพอใจไปบริโภคด้วย.
ชื่อว่า อาสิงสนา ด้วยสามารถแห่งความจำนง. ภาวะความจำนง
ชื่ออาสิงสิตัตตะ. บัดนี้ เพื่อจะแสดงฐานะที่เป็นไปของตัณหานั้น พระ
สารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า รูปาสา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น พึงถือเอาเนื้อความของอาสาว่า ความหวัง. แล้ว
ทราบบททั้ง ๙ อย่างนี้ว่า ความหวังในรูป ชื่อว่า รูปาสา. ละในบทนี้
๕ บทแรกท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกามคุณ ๕. ที่ ๖ กล่าวด้วยสามารถ
หน้า 99
ข้อ 29
แห่งความโลภในบริขาร. บทที่ ๖ นั้นกล่าวสำหรับบรรพชิตเป็นพิเศษ.
๓ บทนอกนั้นกล่าวสำหรับคฤหัสถ์ ด้วยสามารถวัตถุอันไม่เป็นที่พอใจ
เพราะคฤหัสถ์ทั้งหลาย สิ่งซึ่งเป็นที่รักกว่าทรัพย์ บุตร ละชีวิตย่อมไม่มี
ชื่อว่า ชัปปา เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ทั้งหลายให้ปรารถนาอย่าง
นี้ว่า นี้ของเรา ๆ หรือว่าคนโน้นให้สิ่งนี้ ๆ แก่เรา. ๒ บทต่อไปท่านขยาย
ด้วยอุปสรรค. ข้อนั้นท่านกล่าวบท ชปฺปา อีกเพราะปรารภจะจำแนก
ความโดยอาการอย่างอื่น. อาการที่ปรารถนา ความเป็นไปแห่งความ
ปรารถนา. ภาวะที่จิตปรารถนา ชื่อว่า ชัปปิตัตตะ.
ชื่อว่า โลลุปปะ เพราะอรรถว่า หวั่นไหว คือฉุดคร่าไว้ในอารมณ์
บ่อย ๆ. ความเป็นแห่งความหวั่นไหว ชื่อว่า โลลุปปิตัตตะ.
อาการที่หวั่นไหว ความเป็นไปแห่งความหวั่นไหว ความเป็นแห่ง
ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยความหวั่นไหวชื่อว่า โลลุปปายิตัตตะ.
บทว่า ปุจฺฉญฺจิกตา ได้แก่ ตัณหา ที่เป็นเครื่องให้สัตว์ทั้งหลาย
หวั่นไหว คือหวั่นไหวเที่ยวไปในที่มีลาภ ดุจสุนัข. บทนี้เป็นชื่อแห่งตัณหา
เครื่องหวั่นไหวนั้น.
บทว่า สาธุกมฺยตา ได้แก่ ความใคร่ดี เพราะอรรถว่า ยัง
เหล่าสัตว์ให้ใคร่ในอารมณ์ที่น่าชอบใจ ๆ ดี. ควรเป็นแห่งความใคร่
ดีนั้น ชื่อว่า สาธุกัมยตา.
ชื่อว่า อธรรมราคะ เพราะอรรถว่า ความกำหนัดในฐานะไม่
สมควร มีมารดาและป้าน้าเป็นต้น. ความโลภที่เกิดขึ้นมีกำลังแม้ในฐานะ
ที่สมควร ชื่อว่า วิสมโลภ. ฉันทราคะที่เกิดขึ้นในฐานะที่สมควรก็ตาม
หน้า 100
ข้อ 29
ในฐานะที่ไม่สมควรก็ตาม พึงทราบว่า อธรรมราคะ เพราะอรรถว่า
ผิดธรรม และว่า วิสมโลภะ เพราะอรรถว่า ไม่สม่ำเสมอ.
ชื่อว่า ความใคร่ ด้วยสามารถแห่งความใคร่ในอารมณ์ทั้งหลาย.
อาการแห่งความใคร่ ชื่อว่า นิกามนา. ชื่อว่า ความมุ่งหมาย ด้วย
สามารถแห่งความมุ่งหมายวัตถุ. ชื่อว่า ความปอง ด้วยสามารถแห่ง
ความต้องการ. ความปรารถนาด้วยดี ชื่อว่า ความปรารถนาดี. ตัณหา
ในกามคุณ ๕ ชื่อว่า กามตัณหา. ตัณหาในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่า
ภวตัณหา. ตัณหาในความไม่มี กล่าวคือขาดสูญ ชื่อว่า วิภวตัณหา.
ตัณหาในรูปภพที่บริสุทธิ์นั่นแลชื่อว่า รูปตัณหา. ตัณหาในอรูปภพ
ชื่อว่า อรูปตัณหา ได้แก่ความกำหนัดที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ. ตัณหา
ในนิโรธ ชื่อว่า นิโรธตัณหา. ตัณหาในเสียง ชื่อว่า สัททตัณหา.
แม้ในคันธตัณหาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ. โอฆะเป็นต้น มีเนื้อความได้
กล่าวไว้แล้วแล.
ชื่อว่า อาวรณะ เพราะอรรถว่า กั้นกุศลธรรมทั้งหลาย.
ชื่อว่า ฉทนะ ด้วยสามารถเป็นเครื่องปิด.
ชื่อว่า พันธนะ เพราะอรรถว่า ผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ในวัฏฏะ.
ชื่อว่า อุปกิเลส เพราะอรรถว่า เบียดเบียนจิต เศร้าหมอง คือ
ทำให้เศร้าหมอง.
ชื่อว่า อนุสยะ เพราะอรรถว่า นอนเนื่อง ด้วยอรรถว่ามีกำลัง.
ชื่อว่า ปริยุฏฐานะ เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นครอบงำจิต. ความว่า
ยึดอาจาระที่เป็นกุศลไม่ให้เกิดขึ้น อธิบายว่า ยึดมรรคา ในข้อความ
หน้า 101
ข้อ 29
เป็นต้นว่า พวกโจรครอบงำในบรรดา พวกนักเลงครอบงำในมรรคา.
แม้ในที่นี้ก็พึงทราบการครอบงำ ด้วยอรรถว่า ยึดด้วยอาการอย่างนี้.
ชื่อว่า ลตา เพราะอรรถว่า เป็นดังเถาวัลย์ ด้วยอรรถว่า พัวพัน
แม้ในอาคตสถานว่า ตัณหาก่อความยุ่งยากตั้งอยู่ดังนี้ ตัณหานี้ท่านก็
กล่าวว่า ลตา เหมือนกัน.
ชื่อว่า เววิจฉะ เพราะอรรถว่า ปรารถนาวัตถุต่าง ๆ.
ชื่อว่า ทุกขมูล เพราะอรรถว่า เป็นมูลแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.
ชื่อว่า ทุกขนิทาน เพราะอรรถว่า เป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นแล.
ชื่อว่า ทุกขปภวะ แดนเกิดแห่งทุกข์ เพราะอรรถว่า ทุกข์นั้นเกิด
แต่ตัณหานี้.
ชื่อว่า ปาสะ เพราะอรรถว่า เป็นดุจบ่วง ด้วยอรรถว่า ผูกไว้,
บ่วงแห่งมาร ชื่อว่า มารปาสะ.
ชื่อว่า พฬิสะ เพราะอรรถว่า เหมือนเบ็ด ด้วยอรรถว่า
กลืนยาก, เบ็ดแห่งมาร ชื่อว่า มารพฬิสะ.
ชื่อว่า มารวิสัย เพราะอรรถว่า เป็นวิสัยแห่งมาร โดยปริยาย
นี้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่ถูกตัณหาครอบงำแล้ว ย่อมไม่ล่วงพ้นวิสัยของมาร
ไปได้ มารย่อมใช้อำนาจเหนือสัตว์เหล่านั้น.
แม่น้ำคือตัณหา ชื่อว่า ตัณหานที ด้วยอรรถว่า ไหลไป. ข่าย
คือตัณหา ชื่อว่า ตัณหาชาละ ด้วยอรรถว่า ท่วมทับ. สุนัขทั้งหลาย
ที่ผูกไว้แน่น คนนำไปตามปรารถนาได้ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายที่ตัณหาผูกไว้
ก็ฉันนั้น.
หน้า 102
ข้อ 29
ชื่อว่า คัททละ เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนโซ่ผูกสุนัข ด้วยอรรถ
ว่า ผูกไว้แน่น. โซ่ผูกสุนัข คือตัณหา ชื่อว่า ตัณหาคัททละ.
ทะเลคือตัณหา ชื่อว่า ตัณหาสมุทร ด้วยอรรถว่า ให้เต็มได้ยาก.
ชื่อว่า อภิชฌา ด้วยอรรถว่า เพ่งเล็ง. ชื่อว่า โลภะ เพราะอรรถว่า
เป็นเครื่องได้ หรือได้เอง หรือสักว่าได้เท่านั้น. ชื่อว่า มูละ ด้วย
อรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งอกุศลทั้งหลายที่ประกอบกัน.
บทว่า วิสตฺติกา ได้แก่ ชื่อว่าซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ.
บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ ด้วยสภาวะอะไร.
บทว่า วิสตา ได้แก่ แผ่ไปแล้ว.
ชื่อว่า วิสาล เพราะอรรถว่า แผ่ไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
ชื่อว่า วิสฏา เพราะอรรถว่า แล่นไป ด้วยสามารถซ่านไปทุก
แห่งในภูมิ ๓ ก็คำแรกนี้ ท่านกล่าวจำแนกพยัญชนะ แปลง ต อักษร
เป็น ฏ อักษร.
บทว่า วิสกฺกติ ได้แก่ ปกครอง คือ อดทน ก็คนที่กำหนัด
แม้ถูกกระทบด้วยเท้าอันเป็นวัตถุแห่งราคะ ย่อมอดทนได้ ท่านกล่าว
ความซักช้า หรือความดิ้นรน ว่า วิสกฺกนํ ก็มี อาจารย์บางพวกพรรณนา
ว่า เป็นใหญ่ของกุศลและอกุศลทั้งหลาย.
บทว่า วิสํหรติ ความว่าเห็นอานิสงส์ในกามทั้งหลายอย่างนั้น ๆ
รวบรวม คือ เปลี่ยนจิตจากที่เป็นไปมุ่งเนกขัมมะ ด้วยอาการหลายอย่าง
อีกอย่างหนึ่ง ความว่า นำความทุกข์ที่มีพิษไปเสีย.
หน้า 103
ข้อ 29
บทว่า วิสํวาทิกา ความว่า เป็นเหตุให้พูดผิดว่าท่านจงยึดถือของ
ที่ไม่เที่ยงเป็นต้น ว่าเป็นของเที่ยง.
ชื่อว่า วิสมูลา มีมูลรากเป็นพิษ เพราะความเป็นเหตุแห่งกรรม
ที่ให้เกิดทุกข์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิสมูลา เพราะอรรถว่า มีทุกข์ที่มีพิษ
คือ เวทนาที่เป็นทุกข์เป็นต้น เป็นมูลราก.
ชื่อว่า วิสผลา มีผลเป็นพิษ เพราะอรรถว่า มีผลเป็นพิษเพราะ
เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ การบริโภคสิ่งที่เป็นทุกข์มีรูปเป็นต้น ซึ่งไม่ใช่
อมตะ. ย่อมมีด้วยตัณหาใด เหตุนั้น ตัณหานั้นท่านจึงกล่าวว่า วิสปริ-
โภคา บทที่สำเร็จรูปในที่ทั้งปวง พึงทราบตามหลักภาษา.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงวิสัยแห่งตัณหานั้น จึงกล่าวคำ.
เป็นต้นว่า อีกอย่างหนึ่ง ตัณหานั้นแผ่ไปในรูป ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสาลา วา ปน ได้แก่ ชื่อว่า
ตัณหา ด้วยอรรถว่า เป็นไปเพื่อความอยากใหญ่นั่นเอง. รูปเป็นต้นท่าน
กล่าวด้วยสามารถแห่งความกำหนัด ที่เป็นไปในกามคุณ ๕ บท. ๑๑ บท มี
บทว่า กุเล คเณ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแห่ง
ความโลภ.
ติกะแห่งกามธาตุ ท่านจำแนกด้วยสามารถแห่งกรรมวัฏฏ์.
ติกะแห่งกามภพ จำแนกด้วยสามารถแห่งวิปากวัฏฏ์.
ติกะแห่งสัญญาภพ จำแนกด้วยสามารถแห่งสัญญา
ติกะแห่งเอกโวการภพ จำแนกด้วยสามารถแห่งขันธ์.
ติกะแห่งอดีต จำแนกด้วยสามารถแห่งกาล.
หน้า 104
ข้อ 29
จตุกะแห่งทิฏฐธรรม จำแนกด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ติกะแห่งอบาย จำแนกด้วยสามารถแห่งโอกาส.
ติกะแห่งขันธ์ จำแนกด้วยสามารถแห่งนิสสัตตะนิชชีวะ พึงทราบ
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น. มีการแสดงเนื้อความ และการขยายเนื้อความโดย
สังเขป ดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น กามธาตุเป็นไฉน ? การที่ท่องเที่ยวไปใน
ระหว่างนี้คือเบื้องต่ำมีนรกอเวจีเป็นที่สุด เบื้องบนมีสวรรค์ชั้นปรนิมมิต-
วสวัตดีเป็นที่สุด ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ ที่นับเนื่องในกามาพจรนี้ นี้เรียกว่า กามธาตุ.
บรรดาบทเหล่านั้น รูปธาตุเป็นไฉน ? รูปธาตุที่ท่องเที่ยวไปใน
ระหว่างนี้ คือเบื้องต่ำมีพรหมโลกเป็นที่สุด เบื้องบนมีสวรรค์ชั้นอกนิษฐ์
เป็นที่สุด ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้เข้าฌานก็ดี ของผู้สำเร็จแล้วก็ดี
ของผู้มีสุขวิหารธรรมในปัจจุบันก็ดี ที่นับเนื่องในรูปาพจรนี้ นี้เรียกว่า
รูปธาตุ.
บรรดาบทเหล่านั้น อรูปธาตุเป็นไฉน ? อรูปธาตุที่ท่องเที่ยวไปใน
ระหว่างนี้คือเบื้องต่ำมีสวรรค์ชั้นอากาสานัญจายตนะเป็นที่สุด เบื้องบนมี
สวรรค์ชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นที่สุด ธรรมคือจิตและเจตสิกของผู้
เข้าฌาณก็ดี ของผู้สำเร็จแล้วก็ดี ของผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบันก็ดี ที่นับ
เนื่องในอรูปาพจรนี้ นี้เรียกว่า อรูปธาตุ ดังนี้.
หน้า 105
ข้อ 29
แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า บทว่า กามธาตุ ได้แก่ขันธ์ ๕ ใน
กามภพ. บทว่า รูปธาตุ ได้แก่ขันธ์ ๕ ในรูปภพ. บทว่า อรูปธาตุ
ได้แก่ขันธ์ ในอรูปภพ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธาตุที่ประกอบด้วยกามกล่าวคือกามภพ ชื่อว่ากาม
ธาตุ. หรือธาตุกล่าวคือกาม ชื่อว่า กามธาตุ. ธาตุที่ละกามประกอบด้วย
รูป ชื่อว่า รูปธาตุ, หรือธาตุกล่าวคือรูป ชื่อว่ารูปธาตุ. ธาตุที่ละทั้ง
กามและรูปประกอบด้วยอรูปชื่อว่า อรูปธาตุ. หรือธาตุกล่าวคืออรูป
ชื่อว่า อรูปธาตุ.
ธาตุเหล่านั้นแหละ ท่านกล่าวไว้โดยปริยายแห่งภพอีก ก็ท่านเรียก
ว่าภพ เพราะอรรถว่า เป็นอยู่. ภพที่ประกอบด้วยสัญญา ชื่อว่า สัญญา
ภพ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัญญาภพ เพราะอรรถว่า ภพของผู้มีสัญญา
หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้. สัญญาภพนั้น เป็นกามภพด้วย เป็นรูปภพที่พ้น
จากอสัญญาภพด้วย เป็นอรูปภพที่พ้นจากเนวสัญญานาสัญญาภพด้วย.
ภพที่ไม่ใช่สัญญาภพ ชื่อว่า อสัญญาภพ อสัญญาภพนั้น เป็น
เอกเทศแห่งรูปภพ.
ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา เพราะอรรถว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะ
ไม่มีความเป็นแห่งโอฬาร. ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะมีสภาวะเป็นของ
ละเอียด. ภพที่ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญานั้น ชื่อว่า เนวสัญญา
นาสัญญาภพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เนวสัญญาสัญญาภพ เพราะ
อรรถว่าในภพนี้มีเนวสัญญานาสัญญา เพราะไม่มีสัญญาอันโอฬาร และ
เพราะมีสัญญาอันละเอียด เนวสัญญานาสัญญาภพนั้น เป็นเอกเทศแห่ง
อรูปภพ.
หน้า 106
ข้อ 29
ชื่อว่า เอกโวการภพ เพราะอรรถว่า ภพที่เกลื่อนไปด้วยรูปขันธ์
หนึ่ง หรือภพนั้นมีโวการหนึ่ง. เอกโวการภพนั้น ก็คืออสัญญาภพนั่นเอง.
ชื่อว่า จตุโวการภพ เพราะอรรถว่า ภพที่เกลื่อนไปด้วยอรูปขันธ์ ๔
หรือภพนั้นมีโวการ ๔, จตุโวการภพนั้น ก็คืออรูปภพนั้นเอง.
ชื่อว่า ปัญจโวการภพ เพราะอรรถว่า ภพที่เกลื่อนไปด้วยขันธ์ ๕
หรือภพนั้นมีโวการ ๕, ปัญจโวการภพนั้น เป็นกามภพด้วย เป็นเอกเทศ
แห่งรูปภพด้วย. ติกะแห่งอดีตมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า ทิฏฺํ ได้แก่ รูปารมณ์ที่มีสมุฏฐาน ๔.
บทว่า สุตํ ได้แก่ สัททารมณ์ที่มีสมุฏฐาน ๒.
บทว่า มุตํ ได้แก่ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ที่มี
สมุฏฐาน ๔ ซึ่งบุคคลรู้แล้วพึงถือเอา.
ธรรมารมณ์ที่พึงรู้ด้วยใจ ชื่อว่า วิญญาตัพพะ. ในธรรม
ทั้งหลายที่เห็นแล้ว ฟังแล้ว ทราบแล้ว และพึงรู้แจ้งเหล่านั้น.
บทว่า วิสฏา วิตฺถตา ความว่า แผ่ไปมาก.
บทว่า อปายโลเก ได้แก่ ชื่อว่า อบาย เพราะไม่มีความ
รุ่งเรือง กล่าวคือความเจริญ. ในอบายโลกนั้น.
บทว่า ขนฺธโลเก ได้แก่ ขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า
โลก ด้วยอรรถว่าเป็นกอง.
บทว่า ธาตุโลเก ได้แก่ ธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุเป็นต้นนั่นแล ชื่อ
ว่า โลก ด้วยอรรถว่า ว่างเปล่า.
หน้า 107
ข้อ 29
บทว่า อายตนโลเก ได้แก่ อายตนะ ๑๒ นั้นแล ชื่อว่า โลก
ด้วยเหตุมีอายตนะเป็นต้น. ทั้งหมดชื่อว่าโลก ด้วยอรรถว่า สลาย. ตัณหา
ชื่อว่า วิสัตติกา เพราะอรรถว่า แล่นไป ซ่านไป ในโลกมีประการ
ดังกล่าวแล้ว.
บทว่า สโต ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ เพราะอรรถว่า ระลึก
ได้. ท่านกล่าวสติโดยเป็นบุคคล สติในบทนั้น มีความระลึกได้เป็น
ลักษณะ. ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องระลึกได้ของเหล่าสัตว์.
หรือระลึกได้เอง. หรือเพียงระลึกเท่านั้น. ก็สตินี้นั้น มีการทำซ้ำ ๆ เป็น
ลักษณะ, มีความไม่ลืมเป็นรส, มีการรักษาเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีภาวะ
มุ่งอารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน, มีความจำมั่นเป็นปทัฏฐาน, หรือมีสติ
ปัฏฐาน มีกายเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นว่าเหมือนเสาระเนียด เพราะ
ตั้งมั่นในอารมณ์. และเหมือนนายประตู เพราะรักษาจักขุทวารเป็นต้น.
พระสารีบุตรเถระเมื่อแสดงฐานะความเป็นไปของสตินั้น กล่าวสติ-
ปัฏฐาน ๔ อย่าง โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานใน
กาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเย ได้แก่ ในรูปกาย. จริงอยู่ รูป
กายท่านประสงค์เอาว่า กาย ด้วยอรรถว่า หมู่แห่งอวัยวะน้อยใหญ่ มี
ผมเป็นต้น, และแห่งธรรมทั้งหลาย ดุจหมู่ช้างหมู่รถเป็นต้น. ด้วยอรรถ
ว่าหมู่ฉันใด. ด้วยอรรถว่าประชุมแห่งสิ่งน่าเกลียด ก็ฉันนั้น. ชื่อว่า กาย
เพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมแห่งสิ่งน่าเกลียด ซึ่งน่ารังเกียจอย่างยิ่ง ดังนี้
ก็มี.
หน้า 108
ข้อ 29
ประเทศเป็นที่เกิดขึ้น ชื่อว่า อายะ. ในบทนั้นมีเนื้อความของคำ
ดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า อายะ เพราะอรรถว่า ประชุมกันในที่นั้น, อะไร
ประชุมกัน ? สิ่งน่าเกลียดมีผมเป็นต้นประชุมกัน. ชื่อว่า กาย เพราะอรรถ
ว่า เป็นที่ประชุมแห่งสิ่งน่าเกลียด ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า กายานุปสฺสนา ได้แก่ การพิจารณากาย. พึงทราบว่า แม้
ท่านกล่าวว่า กาเย ได้แล้ว ก็ยังกระทำศัพท์ว่า กาย ที่สอง ในบทว่า
กายานุปสฺสนา ไว้อีก เพื่อแสดงการแยกฆนสัญญาด้วยการกำหนด
โดยไม่ระคนกัน. เหตุนั้น ท่านจึงไม่แสดงว่า กาเย เวทนานุปสฺสนา
การพิจารณาเวทนาในกาย, หรือว่า กาเย จิตฺตธมฺมานุปสฺสนา
การพิจารณาจิตและธรรมในกาย. ที่แท้ท่านแสดงการกำหนดโดยไม่ระคน
กันด้วยการแสดงอาการพิจารณากาย ในวัตถุกล่าวคือกายว่า กายานุปัสสนา
เท่านั้น. อนึ่ง ไม่ใช่เป็นการพิจารณาธรรมอย่างหนึ่งที่พ้นจากอวัยวะน้อย
ใหญ่ในกาย. ทั่งไม่ใช่เป็นการพิจารณาสตรีและบุรุษที่พ้นจากอวัยวะที่ผม
และขนเป็นต้น.
ก็กายแม้ใดกล่าวคือหมู่แห่งมหาภูตรูปและอุปาทายรูป มีผมและขน
เป็นต้นในที่นี้ ในกายแม้นั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อแสดงโดยประการต่าง ๆ
ของวัตถุกล่าวคือกาย, เป็นอันท่านแสดงการแยกฆนสัญญาด้วยสามารถแห่ง
หมู่นั่นแลว่า ไม่ใช่เป็นการพิจารณาธรรมอย่างหนึ่ง ที่พ้นจากมหาภูตรูป
และอุปาทายรูป ที่แท้เป็นการพิจารณาหมู่อวัยวะน้อยใหญ่, ดุจการพิจารณา
ของผู้พิจารณาเครื่องรถ เป็นการพิจารณาหมู่แห่งผมและขนเป็นต้น
ดุจการพิจารณาของผู้พิจารณาเครื่องปรุงแต่งพระนคร เป็นการพิจารณาหมู่
หน้า 109
ข้อ 29
แห่งมหาภูตรูปและอุปาทายรูปทีเดียว ดุจการพิจารณาของผู้แยกลำต้น ใบ
และกาบของต้นกล้วย และดุจของผู้แทงตลอดกำมือที่ว่างเปล่า. ก็ธรรม
อะไร ๆ เป็นกายก็ตาม สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม หรืออย่างอื่นก็ตามที่พ้น
จากหมู่ตามที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้. แต่สัตว์ทั้งหลายย่อมกระทำ
ซึ่งการยึดผิดอย่างนั้น ๆ ในสิ่งสักว่าหมู่แห่งธรรมตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-
บุคคลย่อมเห็นสิ่งใด สิ่งนั้นชื่อว่าเห็นแล้วก็
หาไม่ สิ่งใดอันเขาเห็นแล้ว บุคคลชื่อว่าย่อมไม่เห็นสิ่ง
นั้น เมื่อไม่เห็นอยู่ ย่อมติด เมื่อติดก็หลงอยู่ ย่อมพ้นไป
ไม่ได้.
ก็เนื้อความแม้นี้ในที่นี้ พึงทราบด้วยอาทิศัพท์ที่กล่าวไว้ว่า เพื่อ
แสดงการแยกหมู่เป็นอาทิดังนี้ และการพิจารณากายในกายนี้นั่นแล ไม่
ใช่การพิจารณาธรรมอื่น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? ท่านอธิบายไว้ว่า :-
การพิจารณาน้ำในพยับแดดแม้ไม่มีน้ำ ฉันใด การพิจารณาว่าเป็นของ
เที่ยงเป็นสุข เป็นอัตตาและงาม ในกายนี้ซึ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
และไม่งามนั้นแล ฉันนั้นหามิได้. ที่แท้การพิจารณากาย ก็คือการ
พิจารณาหมู่แห่งอาการที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และไม่งามนั่นเอง.
อีกอย่างหนึ่ง กายนี้ใดเกิดแต่สิ่งละเอียด มีลมหายใจออกลมหายใจ
เข้าเป็นต้น มีกระดูกเป็นที่สุดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐาน
โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ป่าก็ตาม
ฯลฯ เธอเป็นผู้มีสติหายใจออกอยู่ ดังนี้. และกายใดที่พระสารีบุตรเถระ
หน้า 110
ข้อ 29
กล่าวไว้ในสติปัฏฐานกถา ในปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย ว่าบุคคล
บางคนในโลกนี้พิจารณากายคือดิน กายคือน้ำ กายคือไฟ กายคือลม
กายคือผม กายคือขน กายคือผิว กายคือหนัง กายคือเนื้อ กายคือเลือด
กายคือเอ็น กายคือกระดูก กายคือเยื่อในกระดูก โดยความเป็นของไม่
เที่ยงดังนี้. พึงทราบเนื้อความของกายนั้นทั้งหมดแม้อย่างนี้ว่า เป็นการ
พิจารณากาย โดยการพิจารณาในกายนี้เท่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า การพิจารณากายกล่าว
คือหมู่แห่งผมเป็นต้นในกาย โดยการพิจารณาหมู่แห่งธรรมต่าง ๆ มีผม
และขนเป็นต้นนั้น ๆ แหละ ไม่พิจารณาอะไร ๆ ที่จะพึงยึดถือในกายอย่าง
นี้ว่าเรา หรือว่าของเรา. อนึ่งพึงทราบเนื้อความแม้อย่างนี้ว่า การ
พิจารณากายในกาย แม้โดยการพิจารณากายกล่าวคือหมู่แห่งอาการมี
อนิจจลักษณะเป็นต้นทั้งหมดทีเดียว ซึ่งมีนัยอันมาแล้วในปฏิสัมภิทามรรค
ตามลำดับเป็นต้นว่า ย่อมพิจารณาในกายนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่
พิจารณาโดยความเป็นของเที่ยง ดังนี้ ก็เนื้อความนี้ ทั่วไปแก่สติปัฏฐาน
ทั้ง ๔.
บทว่า สติปฏฺานํ ได้แก่สติปัฏฐาน ๓ อย่าง คือสติโคจร ๑
ความที่พระศาสดาเป็นผู้ประพฤติล่วงความยินดียินร้ายในหมู่พระสาวกผู้
ปฏิบัติ ๓ อย่าง ๑ ตัวสติ ๑. ก็อารมณ์ของสติ เรียก สติปัฏฐาน. ในข้อ
ความเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับ
แห่งสติปัฏฐาน ๔ พวกเธอจงฟังข้อนั้น จงใส่ใจให้ดี ฯลฯ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย กายเกิดอย่างไร, กายเกิดเพราะอาหารเกิด ดังนี้. แม้ในข้อ
หน้า 111
ข้อ 29
ความเป็นต้นว่า การตั้งขึ้น คือกาย ไม่ใช่สติ, สติเป็นทั้งการตั้งขึ้น
เป็นทั้งสติ ดังนี้ก็เหมือนกัน ข้อนั้นมีเนื้อความดังนี้ ชื่อว่าปัฏฐาน
เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้ง. อะไรตั้ง ? สติตั้ง ที่ตั้งแห่งสติ ชื่อว่า
สติปัฏฐาน.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ตั้งคือเริ่มตั้ง. ที่ตั้งแห่งสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน
ดุจที่ตั้งแห่งช้างที่ตั้งแห่งม้าเป็นต้น. เพราะความที่แห่งพระศาสดาเป็นผู้
ประพฤติล่วงความยินดียินร้ายในหมู่พระสาวกผู้ปฏิบัติ ๓ อย่าง ท่านจึง
กล่าวว่าสติปัฏฐาน ในที่นี้ว่าพระศาสดาผู้อริยะเสพธรรมใด ธรรมนั้น
คือสติปัฏฐาน ๓ ก็เมื่อเสพธรรมนั้นอยู่จึงควรเพื่อจะตามสอนหมู่ศิษย์ดังนี้.
ข้อนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่าปัฏฐาน เพราะพึงให้ตั้ง
ความว่า พึงให้เป็นไป อะไรตั้ง ? สติตั้ง, ที่ตั้งแห่งสติชื่อว่า สติปัฏฐาน.
ก็และสตินั่นแลท่านเรียกว่า สติปัฏฐาน. ในข้อความเป็นต้นว่า สติ-
ปัฏฐาน ๔ ที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์
ดังนี้.
ข้อนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า
ตั้งอยู่. ความว่า ตั้งมั่น คือ แล่นติดต่อกันเป็นไป. สตินั่นแหละชื่อว่า
สติปัฏฐาน อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสติ ด้วยอรรถว่าระลึกได้. ชื่อว่า
ปัฏฐาน ด้วยอรรถว่า ตั้งไว้มั่น. สตินั้นด้วย ตั้งไว้มั่นด้วย เหตุนั้น
จึงชื่อว่า สติปัฏฐาน ด้วยประการฉะนี้. ในที่นี้ท่านประสงค์ความข้อนี้
คือสติปัฏฐานนั้น.
บทว่า ภาเวนฺโต ได้แก่ เจริญอยู่. ก็ในที่นี้คำใดอันท่านกล่าว
หน้า 112
ข้อ 29
แล้วว่า สติปัฏฐาน เพราะความที่พระศาสดาประพฤติล่วงความยินดี
ยินร้ายในเหล่าสาวกผู้ปฏิบัติโดยส่วนสาม, คำนั้นพึงถือเอาตามสูตรนี้
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พระศาสดาผู้อริยะเสพธรรมใด
ธรรมนั้นคือสติปัฏฐาน ๓ ก็เมื่อเสพธรรมนั้นอยู่จึงควรเพื่อจะตามสอนหมู่
ศิษย์ดังนี้ ก็คำนี้ท่านได้กล่าวไว้แล้วด้วยประการฉะนั้นและก็ท่านกล่าวคำนี้
เพราะอาศัยอะไร ? เพราะอาศัยคำนี้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศาสดาในศาสนานี้แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย
เป็นผู้อนุเคราะห์แสวงประโยชน์เกื้อกูล. อาศัยความอนุเคราะห์แสดง
ธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี้เพื่อประโยชน์เกื้อกูลของพวกเธอ, นี้เพื่อ
ความสุขของพวกเธอดังนี้. เหล่าสาวกของศาสดานั้น ไม่ปรารถนาฟัง,
ไม่เงี่ยโสตสดับ, ไม่ตั้งใจจะรู้ และหลีกไปเสียจากคำสอนของศาสดา. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายในเรื่องนั้น ตถาคตจะยินร้ายก็หามิได้. จะเสวยความยินร้าย
ก็หามิได้. ไม่ซูบซีดมีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นสติ
ปัฏฐานข้อที่ ๑.
ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก พระศาสดา ฯลฯ นี้
เพื่อความสุขของพวกเธอดังนี้. สาวกบางพวกของศาสดานั้น ไม่ปรารถนา
ฟัง ฯลฯ สาวกบางพวกปรารถนาฟัง ฯลฯ และไม่หลีกไปเสียจากคำ
สอนของศาสดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น ตถาคตจะยินร้ายก็หา
มิได้, จะเสวยความยินร้ายก็หามิได้, จะยินดีก็หามิได้, จะเสวยความยินดี
ก็หามิได้, สละวางเสียซึ่งความยินร้ายและความยินดีทั้งสองอย่าง, เป็นผู้
หน้า 113
ข้อ 29
วางเฉยมีสติสัมปชัญญะอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นสติปัฏฐานข้อ
ที่ ๒.
ฯลฯ ข้ออื่นยังมีอีก ฯลฯ นี้เพื่อความสุขของพวกเธอดังนี้. สาวก
ทั้งหลายของศาสดานั้น ปรารถนาจะฟัง ฯลฯ ไม่หลีกไปเสียจากคำสอน
ของศาสดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น ตถาคตย่อมยินดี, และ
เสวยความยินดี ทั้งไม่ซูบซีดมีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เป็น
สติปัฏฐานข้อที่ ๓.
ความไม่ซูบซีดเพราะความยินร้ายและความยินดีทั้งหลาย และความ
ล่วงพ้นความยินร้ายและความยินดีทั้งสองนั้นเพราะมีสติตั้งมั่นเป็นนิจอย่าง
นี้ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐาน ด้วยประการฉะนี้.
ได้ยินว่า ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่นเป็นนิจ มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เท่านั้น มิได้มีแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น แล.
ก็ในการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในเวทนาทั้งหลายเป็นต้น.
พึงทราบว่าต้องประกอบคำว่าเวทนาเป็นต้น เข้ากับคำว่า อนุปัสสนา
ตามที่ควรประกอบโดยนัยที่ กล่าวแล้วในกายานุปัสสนานั่นแล. เนื้อความ
แม้นี้ก็เป็นเนื้อความทั่ว ๆ ไป, คือ การพิจารณาเวทนาอย่างหนึ่ง ๆ ใน
เวทนาหลายประเภท มีสุขเวทนาเป็นต้น. โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็น
ต้นเป็นอย่าง ๆ.
การพิจารณาจิตอย่างหนึ่ง ๆในจิต ๑๖ ประเภท มีสราคจิตเป็นต้น.
โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่าง ๆ.
หน้า 114
ข้อ 29
การพิจารณาธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ในธรรมที่เป็นไปในภูมิสามที่เหลือ
นอกจากกายเวทนาและจิต. โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นเป็นอย่าง ๆ
การพิจารณาธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในสติปัฏฐานสูตร.
และในที่นี้.
เอกวจนะในบทว่า กาเย เพราะสรีระเป็นหนึ่ง.
เอกวจนะในบทว่า จิตเต เพราะจิตเป็นหนึ่ง.
พึงทราบว่าท่านทำด้วยชาติศัพท์ เพราะมีสภาวะไม่แตกต่างกัน.
อนึ่ง พึงทราบการพิจารณาเหมือนอย่างเวทนาเป็นต้นที่พึงพิจารณา
ว่า การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย, การพิจารณาจิตในจิต, การ
พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ก็เวทนาพึงพิจารณาอย่างไร ?
พึงพิจารณาสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ก่อน.
พึงพิจารณาทุกขเวทนาโดยความเป็นดังลูกศร.
พึงพิจารณาอทุกขมสุขเวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง เหมือน
อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นทุกข์
โดยความเป็นดังลูกศร. ได้เห็นอทุกขมสุขซึ่งมีอยู่นั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง. ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นชอบ.
ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายได้.
อนึ่ง เวทนาเหล่านั้นทั้งหมดนั่นเทียว พึงพิจารณาแม้โดยความเป็น
ทุกข์. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- เรากล่าวเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทั้งหมดนั้นว่าเป็นทุกข์ พึงพิจารณาสุขเวทนา แม้โดยความเป็นทุกข์.
หน้า 115
ข้อ 29
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า สุขเวทนา เป็นสุขเพราะดำรงอยู่. เป็นทุกข์
เพราะแปรปรวนไป. ทุกขเวทนา เป็นทุกข์เพราะดำรงอยู่. เป็นสุข
เพราะแปรปรวนไป. อทุกขมสุขเวทนา เป็นสุขเพราะรู้. เป็นทุกข์
เพราะไม่รู้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงพิจารณาด้วยสามารถแห่งการพิจารณาสัตว์โดย
ความเป็นอนิจจังเป็นต้น แม้ในจิตและธรรมทั้งหลาย. พึงพิจารณาจิต
ก่อน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้น ซึ่ง
มีความแตกต่างกันโดยอารมณ์, อธิบดี, สหชาตะ, ภูมิ, กรรม, และ
กิริยาเป็นต้นแห่งจิต ๑๖ ประเภท มีสราคจิตเป็นต้น. พึงพิจารณาธรรม
ทั้งหลายด้วยสามารถแห่งสุญญตธรรมของผู้ที่เป็นไปกับด้วยลักษณะและมี
สามัญญลักษณะ และแห่งการพิจารณาสัตว์โดยความเป็นอนิจจังเป็นต้น
ที่มีอยู่และไม่มีอยู่เป็นต้น.
สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ในส่วนเบื้องต้น. ด้วยว่า
บุคคลย่อมกำหนดกายด้วยจิตดวงหนึ่ง, กำหนดเวทนาทั้งหลายด้วยจิตอีก
ดวงหนึ่ง. กำหนดจิตด้วยจิตอีกดวงหนึ่ง, กำหนดธรรมทั้งหลายด้วยจิต
อีกดวงหนึ่ง. แต่ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค ย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น.
ดังนั้น สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาของผู้ที่กำหนดกายมาแต่ต้น จึง
ชื่อว่ากายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่ากายานุปัสสี.
สติ ที่สัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของผู้ที่ขวนขวายเจริญ
วิปัสสนาบรรลุอริยมรรคแล้ว ชื่อว่า กายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ
ด้วย สติ นั้น ชื่อว่า กายานุปัสสี.
หน้า 116
ข้อ 29
สติ ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ของผู้ที่กำหนดเวทนา กำหนดจิต
กำหนดธรรมทั้งหลายมาแล้ว ชื่อว่า ธรรมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ
ด้วย สติ นั้น ชื่อว่า ธรรมานุปัสสี.
สติ ที่สัมปยุตด้วยมรรคในมรรคขณะ ของผู้ที่ขวนขวายเจริญ
วิปัสสนาบรรลุอริยมรรคแล้ว ชื่อว่า ธรรมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ
ด้วย สติ นั้น ชื่อว่า ธรรมานุปัสสี. เทศนาเป็นบุคคลาธิษฐานเท่านี้
ก่อน.
สติ กำหนดกาย ละสุภสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้นจึงชื่อว่า กายานุปัสสนา.
สติ กำหนดเวทนา ละสุขสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้น จึงชื่อว่า เวทนานุปัสสนา.
สติ กำหนดจิต ละนิจจสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้น จึงชื่อว่า จิตตานุปัสสนา.
สติ กำหนดธรรม ละอัตตสัญญาวิปลาส ย่อมสำเร็จได้ด้วยมรรค
ดังนั้น จึงชื่อว่า ธรรมมานุปัสสนา.
สติที่สัมปยุตด้วยมรรคอย่างเดียวนั่นแล ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วย
อรรถว่ายังกิจ ๔ ให้สำเร็จ. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในขณะแห่ง
โลกุตตรมรรค สติปัฏฐาน ๔ ย่อมได้ในจิตดวงเดียวนั่นเอง. ท่านกล่าว
จตุกกะ ๓ อื่น ๆ ด้วยสามารถอุปการะ. ไม่เสื่อม และคุณ อีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสติปริวชฺชนาย ความว่า ไม่มี
สติ ชื่อว่า อสติ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อสติ เพราะอรรถว่า สติไม่
หน้า 117
ข้อ 29
มีในผู้นี้. คำว่า อสติ นี้ เป็นชื่อของสติที่ลืมแล้ว. บทว่า ปริวชฺชนาย
ได้แก่ เพราะการเว้นโดยรอบ. สติย่อมเกิดขึ้นเพราะการเว้นบุคคลผู้มีสติ
อันลืมแล้วเช่นกาวางก้อนข้าว, เพราะคบบุคคลผู่มีสติตั้งมั่น, และเพราะ
ความเป็นผู้มีจิตน้อมไป โน้มไป เงื้อมไป เพื่อให้สติตั้งขึ้นพร้อมในการ
ยืนและการนั่งเป็นต้น.
บทว่า สติกรณียานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่ควรทำ
ด้วยสติ.
บทว่า กตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้กระทำ อธิบายว่า เพราะ
ความเป็นผู้กระทำ คือเจริญมรรค ๔.
บทว่า สติปฏิปกฺขานํ ธมฺมานํ หตตฺตา ได้แก่ เพราะความ
เป็นผู้ทำให้กามฉันทะเป็นต้นพินาศ.
บทว่า สตินิมิตฺตานํ ธมฺมานํ อปมุฏฺตฺตา ได้แก่ เพราะ
ความเป็นผู้ไม่เสียอารมณ์ทางกายเป็นต้น ที่เป็นเหตุแห่งสติ.
บทว่า สติยา สมนฺนาคตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้มา คือ
ไม่เสื่อมจากธรรมทั้งหลายด้วยสติ.
บทว่า วสิตตฺตา ได้แก่ ถึงความชำนาญ.
บทว่า ปาคุญฺตาย ได้แก่ เพราะความคล่องแคล่ว.
บทว่า อปจฺโจโรหณตาย ได้แก่ เพราะความไม่หวนกลับ คือ
เพราะความไม่ถอยหลังกลับ.
บทว่า สตตฺตา ได้แก่ เพราะมีอยู่โดยสภาวะ.
บทว่า สนฺตตฺตา ได้แก่ เพราะมีสภาวะดับ.
หน้า 118
ข้อ 29
บทว่า สมิตตฺตา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ระงับกิเลสทั้งหลายได้.
บทว่า สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา ได้แก่ เพราะเป็นผู้ไม่เสื่อม
จากธรรมของสัตบุรุษ. พุทธานุสสติเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง
นั้นแล.
ชื่อว่า สติ ด้วยสามารถระลึกได้, นี้เป็นบทแสดงสภาวะของสติ.
ชื่อว่า อนุสสติ ด้วยสามารถระลึกถึง โดยระลึกบ่อย ๆ.
ชื่อว่า ปฏิสฺสติ ด้วยสามารถระลึกเฉพาะ. โดยระลึกราวกะมุ่ง
หน้าไป. หรือบทนี้เป็นเพียงท่านขยายด้วยอุปสรรค. อาการที่ระลึก
ชื่อว่า สรณตา.
ก็เพราะบทว่า สรณตา เป็นชื่อของแม้สรณะ ๓ ฉะนั้น ท่านจึง
ใช้ศัพท์สติอีก เพื่อกันสรณะ ๓ นั้น . ก็เนื้อความในบทนี้มีดังนี้ว่า ความ
ระลึกได้ กล่าวคือสติ.
ชื่อว่า ธารณตา เพราะความทรงจำการเล่าเรียนพระสูตร.
ความไม่เลื่อนลอยชื่อว่า อปิลาปนตา โดยอรรถว่าหยั่งลง กล่าว
คือ เข้าไปโดยลำดับ. เหมือนอย่างว่า กระโหลกน้ำเต้าเป็นต้นย่อมลอยไป
ไม่เข้าไปโดยลำดับ ฉันใด, สตินี้ไม่เหมือนฉันนั้น เมื่ออารมณ์มีอยู่ ย่อม
เข้าสู่อารมณ์โดยลำดับ, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความไม่เลื่อนลอย.
ชื่อว่า อปมุสฺสนตา เพราะความไม่ลืมเรื่องที่ทำไว้นานและคำที่
พูดไว้นาน.
ชื่อว่า อินทริยะ เพราะอรรถว่า ให้กระทำอรรถว่าเป็นใหญ่ ใน
ลักษณะที่บำรุง. อินทรีย์ กล่าวคือสติ ชื่อว่า สตินทรีย์.
หน้า 119
ข้อ 29
ชื่อว่า สติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวในความประมาท.
ชื่อว่า สัมมาสติ เพราะอรรถว่า สติแน่นอน, สตินำให้พ้นทุกข์
สติเป็นกุศล.
ชื่อว่า โพชฌังคะ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งการตรัสรู้.
โพชฌงค์ที่เขาสรรเสริญและดี ชื่อว่า สัมโพชฌงค์. สัมโพชฌงค์คือสติ
ชื่อว่า สติสัมโพชฌงค์.
บทว่า เอกายนมคฺโค ได้แก่ ทางเอก. พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้
ว่า ทางนี้ไม่ใช่ทางสองแพร่ง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะอรรถว่า พึงไปคนเดียว.
บทว่า เอเกน ความว่า พึงละความคลุกคลีด้วยหมู่ ไปคือดำเนิน
ไปด้วยความสงัดซึ่งมีอรรถว่าวิเวก.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องไปของ
เหล่าสัตว์. อธิบายว่า เหล่าสัตว์จากสังสารวัฏไปสู่พระนิพพาน.
ทางไปของบุคคลเอก ชื่อว่า เอกายนะ.
บทว่า เอกสฺส ของบุคคลเอก ได้แก่ คนประเสริฐที่สุด. ก็
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์ทั้งปวง. ฉะนั้นท่านจึง
กล่าวว่า ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ความจริง แม้สัตว์อื่น ๆ ก็ไปโดยทางนั้น
โดยแท้, ถึงอย่างนั้น ทางนั้นก็เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่นั่นเอง
เพราะพระองค์ทรงให้เกิดขึ้น. เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงยังทางที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ดังนี้เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะอรรถว่า ไป. อธิบายว่า ไป
หน้า 120
ข้อ 29
คือเป็นไป. ทางไปในที่เดียว ชื่อว่า เอกายนะ ท่านอธิบายไว้ว่า เป็น
ไปในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มิใช่ที่อื่น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อน
สุภัททะ ทางที่ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ ย่อมได้ในธรรมวินัย
นี้แล ดังนี้. นี้เป็นความต่างกันแห่งเทศนาเท่านั้น แต่เนื้อความก็อย่าง
เดียวกัน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะอรรถว่า ไปสู่ที่เดียว.
ท่านอธิบายไว้ว่า ในเบื้องแรกแม้เป็นไปโดยนัยภาวนาหัวข้อต่าง ๆ ใน
ภายหลังก็ไปสู่พระนิพพานแห่งเดียวทั้งนั้น ดังนี้. เหมือนอย่างที่ท่านท้าว
สหัมบดีพรหมได้กราบทูลแด่พระพุทธเจ้าไว้ว่า :-
พระพุทธเจ้า พระผู้ทรงเห็นพระนิพพาน ที่สุด
แห่งความเกิดและความดับจึงตรัสรู้ (สติปัฏฐาน) มรรค
คือทางดำเนินทางเดียว ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อ
กูล. พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ก็ดี และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ในกาลก่อนทุกพระองค์
ท่านได้ปฏิบัติทางสติปัฏฐานนี้. แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์และ
บรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง. ใน
กาลอนาคตเช่นกัน มหาบุรุษทั้งหลายทุกท่าน จักดำเนิน
ตามทางสติปัฏฐานนี้ แล้วจักข้ามโอฆสงสารบรรลุพระ-
นิพพานในโลกปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน. พระโคดมพุทธเจ้าและ
พระสาวกทั้งหลายของพระองค์ ทำตนเองให้บริสุทธิ์จาก
กิเลสทั้งหลาย และข้ามโอฆสงสารบรรลุพระนิพพานโดย
หน้า 121
ข้อ 29
ดำเนินทางสติปัฏฐานนี้.
บทว่า มคฺโค ได้แก่ ชื่อว่า มรรคด้วยอรรถว่าอย่างไร ? ด้วย
อรรถว่า ไปสู่พระนิพพาน. และด้วยอรรถว่า อันผู้ต้องการพระนิพพาน
พึงแสวงหา.
บทว่า อุเปโต ความว่า ไปใกล้. บทว่า สมุเปโต ความว่า
ไปใกล้กว่านั้น, อธิบายว่า ไม่เสื่อมจากสติ ทั้งสองบท.
บทว่า อุปคโต ความว่า เข้าไปตั้งอยู่ บทว่า สมุปคโต ความ
ว่า ประกอบพร้อมตั้งอยู่ บาลีว่า อุปาคโต สมุปาคโต ดังนี้ก็มี
ความว่า มาใกล้สติ ทั้งสองบท.
บทว่า อุปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงแล้ว. บทว่า สมุปปนฺโน ได้
แก่ สมบูรณ์แล้ว. บทว่า สมนฺนาคโต ได้แก่ ไม่ขาดตกบกพร่อง.
ท่านกล่าวถึงความเป็นไปด้วยบท ๒ บทว่า อุเปโต สมุเปโต.
กล่าวถึงปฏิเวธด้วยบท ๒ บทว่า อุปคโต สมุปคโต. กล่าวถึงการได้
เฉพาะ ด้วยบท ๓ บทว่า อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า โลเก เวสา วิสตฺติกา ความว่า ตัณหานี้ใดที่ได้กล่าว
แล้วโดยประการไม่น้อย ตัณหานั้นชื่อว่าวิสัตติกา. ย่อมเป็นไปในขันธโลก
นั้นแล ไม่เว้นจากขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า โลเก เวตํ วิสตฺติกํ ความ
ว่า ตัณหากล่าวคือที่ชื่อว่าวิสัตติกานั่น ซึ่งเป็นไปในขันธโลกนั่นแล.
ผู้มีสติ เว้นขาดกามทั้งหลายได้ ชื่อว่า ข้าม. ละกิเลสทั้งหลายได้
ตัดเหตุที่ตั้งของกิเลสเหล่านั้นได้ ชื่อว่า ข้ามพ้น. ก้าวล่วงสังสารวัฏได้
หน้า 122
ข้อ 29
ชื่อว่า ก้าวล่วง. ทำปฏิสนธิให้ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ชื่อว่า ล่วงเลย.
อีกอย่างหนึ่ง ข้าม ข้ามขึ้น ด้วยกายานุปัสสนา. ข้ามพ้น ด้วย
เวทนานุปัสสนา. ก้าวล่วง ด้วยจิตตานุปัสสนา. ล่วงเลยจากทุกอย่าง
ด้วยธรรมานุปัสสนา.
อีกอย่างหนึ่ง ข้าม ด้วยศีล. ข้ามขึ้นด้วยสมาธิ. ข้ามพ้น ด้วย
วิปัสสนา. ก้าวล่วงด้วยมรรค. ล่วงเลยด้วยผล. พึงประกอบความโดยนัย
มีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
คาถาที่ ๔ มีเนื้อความย่อดังต่อไปนี้ :- ผู้ใดย่อมปรารถนาไร่นาข้าว
สาลีเป็นต้นก็ตาม, ที่ดินที่มีเรือนเป็นต้นก็ตาม, เงินกล่าวคือกหาปณะ
ก็ตาม, โคและม้าชนิดต่าง ๆ ก็ตาม ทาสที่เกิดภายในเป็นต้นก็ตาม,
กรรมกรรับจ้างเป็นต้นก็ตาม, เหล่าหญิงที่ร้องเรียกกันว่าหญิงก็ตาม, พวก
พ้องโดยเป็นญาติเป็นต้นก็ตาม, หรือกามอื่น ๆ เป็นอันมากมีรูปที่น่าชอบ
ใจเป็นต้น.
บทว่า สาลิเขตฺตํ ได้แก่ ที่เป็นที่งอกงามแห่งข้าวสาลี. แม้ใน
นาข้าวจ้าวเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า วีหิ ได้แก่ ข้าวจ้าวที่เหลือลง.
ชื่อว่า มุคคะ- ถั่วราชมาส เพราะอรรถว่า ระคนกัน.
บทว่า ฆรวตฺถุํ ได้แก่ภูมิภาคที่จัดทำไว้สำหรับสร้างเรือน. แม้
ในที่ฉางเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า โกฏฺโก ได้แก่ ซุ้มประตูเป็นต้น. บทว่า ปุเร ได้แก่
หน้าเรือน. บทว่า ปจฺฉา ได้แก่ หลังเรือน.
หน้า 123
ข้อ 29
ชื่อว่า อาราม เพราะอรรถว่า เป็นที่มายินดี. คือทำใจให้ยินดีได้,
ความว่า ยินดีด้วยดอกบ้าง, ด้วยผลบ้าง, ด้วยร่มเงาบ้าง, ด้วยทัศนะบ้าง.
บทว่า ปสุกาทโย ได้แก่ แกะเป็นต้น. บทว่า อนฺโตชาตโก
ได้แก่เกิดในท้องของทาสีภายในเรือน. บทว่า ธนกฺกีโต ได้แก่ ซื้อ
ด้วยทรัพย์เปลี่ยนเจ้าของยึดถือไว้. บทว่า สามํ วา ได้แก่ เอง ก็ตาม
บทว่า ทาสวิยํ ได้แก่ ความเป็นแห่งทาส ชื่อว่าทาสัพยะ-
ความเป็นแห่งทาสนั้น. บทว่า อุเปติ ได้แก่ เข้าถึง. บทว่า อกามโก
วา ได้แก่ ผู้ถูกนำมาเป็นเชลยด้วยความไม่ชอบใจของตนเพื่อจะแสดงทาส
ทั้ง ๔ เหล่านั้นอีก. ท่านจึงกล่าวว่า อามาย ทาสาปิ ภวนฺติ เหเก
คนบางพวกเป็นทาสโดยกำเนิดบ้าง ดังนี้.
บทว่า อามาย ทาสา ได้แก่ ทาสที่เกิดภายใน. ทาสเหล่านั้น
แหละท่านกล่าวไว้แม้ในที่นี้ว่า ทาสในที่อื่นเกิดแต่หญิงรับใช้ย่างเนื้ออ้วน
ทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า ธเนน กีตา ได้แก่ ทาสที่เขาซื้อมาด้วยทรัพย์
บทว่า สามญฺจ เอเก ได้แก่ เป็นทาสเอง. บทว่า ภยาปนุณฺณา
ได้แก่ ทอดตัวยอมเป็นทาสเพราะกลัว.
บทว่า ภตกา ได้แก่ พวกเลี้ยงชีพด้วยรับจ้าง. ชื่อว่า กรรม-
กร เพราะอรรถว่า ทำงานมีกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า อุปชีวิโน ได้
แก่ ชื่อว่าพวกอยู่อาศัย เพราะอรรถว่า เข้าไปหาด้วยกิจมีการปรึกษา
หารือเป็นต้นแล้วขออยู่อาศัย.
บทว่า อิตฺถี ได้แก่ ชื่อว่าหญิง. เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งครรภ์
บทว่า ปริคฺคโห ได้แก่ มีสามี.
หน้า 124
ข้อ 29
พวกพ้องทางมารดาบิดา ชื่อว่า พวกพ้องโดยเป็นญาติ. พวกพ้อง
ร่วมโคตร ชื่อว่า พวกพ้องโดยโคตร. ผู้เริ่มมนต์ในสำนักอาจารย์
เดียวกัน หรือมนต์อย่างเดียวกัน ชื่อว่า พวกพ้องโดยการเรียนมนต์
ผู้เรียนศิลปะธนูเป็นต้นร่วมกัน ชื่อว่า พวกพ้องโดยการเรียนศิลปะ.
ปาฐะในบางคัมภีร์ปรากฏว่า แม้พวกพ้องโดยความเป็นมิตร ก็ชื่อว่า
พวกพ้อง.
บทว่า คิชฺฌติ ได้แก่ ปรารถนาด้วยกิเลสกาม. บทว่า อนุคิชฺฌติ
ได้แก่ ปรารถนาเนือง ๆ. คือปรารถนาบ่อย ๆ บทว่า ปลิคิชฺฌติ ได้แก่
ปรารถนาโดยรอบ. บทว่า ปลิพชฺฌติ ได้แก่ ปรารถนาโดยพิเศษ.
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า ปรารถนา, ตามปรารถนา,
ด้วยสามารถการถือโดยนิมิต. ด้วยความเป็นของโอฬาร. ปรารถนาทั่วไป.
ติดพัน, ด้วยสามารถการถือโดยอนุพยัญชนะ.
คาถาที่ ๕ มีเนื้อความย่อดังต่อไปนี้ :- กิเลสทั้งหลายย่อมครอบงำ,
บังคับ, ย่ำยีซึ่งบุคคลนั้น เพราะไม่มีกำลัง, หรือกิเลสที่ไม่มีกำลังย่อม
ครอบงำบุคคลนั้นผู้ไม่มีกำลัง เพราะเว้นจากกำลังคือศรัทธาเป็นต้น.
อธิบายว่า ย่อมครอบงำได้ เพราะไม่มีกำลัง. ครั้งนั้นอันตรายที่ปรากฏมี
ราชสีห์เป็นต้น, และอันตรายที่ไม่ปรากฏมีกายทุจริตเป็นต้น ย่อมครอบ
งำบุคคลนั้น ผู้ปรารถนากาม, รักษากาม, และแสวงหากาม, แต่นั้น
ทุกข์มีความเกิดเป็นต้นย่อมไปตามบุคคลนั้นผู้ที่อันตรายไม่ปรากฏครอบงำ
แล้ว, ดุจน้ำไหลเข้าเรือรั่วฉะนั้น.
บทว่า อพลา ความว่า กำลังของกิเลสเหล่านั้นไม่มี เหตุนั้น
กิเลสเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่มีกำลัง. คือเว้นจากกำลัง. บทว่า ทุพฺพลา
หน้า 125
ข้อ 29
ได้แก่ประกอบความเฉื่อยชา คือเว้นกิจที่จะพึงทำด้วยกำลัง. บทว่า
อปฺปพลา ความว่ากำลังของกิเลสเหล่านั้นน้อย คือนิดหน่อย เหตุนั้น
กิเลสเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีกำลังน้อย คือไม่สามารถจะประกอบกรรมได้.
บทว่า อปฺปถามกา ความว่า เรี่ยวแรง, ความพยายาม, ความ
อุตสาหะของกิเลสเหล่านั้นน้อย คือนิดหน่อย เหตุนั้น กิเลสเหล่านั้นจึง
ชื่อว่ามีเรี่ยวแรงน้อย.
กิเลสเหล่านั้น ชื่อว่า เลว, ทราม, เสื่อม เพราะมีความเพียรเลว.
ชื่อว่า ตกต่ำ เพราะมีเรี่ยวแรงเลว. ชื่อว่า ลามก เพราะมีปัจจัยเลว.
ชื่อว่าเป็นดังค้างคาว เพราะมีอัธยาศัยเลว. ชื่อว่า เล็กน้อยเพราะมีสติเลว.
บทว่า สหนฺติ ได้แก่ ย่ำยี คือยังการกระทบให้เกิดขึ้น. บทว่า
ปริสหนฺติ ได้แก่ ย่ำยีโดยประการทั้งปวง.
บทว่า อภิภวนฺติ ได้แก่ด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นไป ๆ มา ๆ.
บทว่า อชฺโฌตฺถรนฺติ ได้แก่ ด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บทว่า ปริยาทิยนฺติ ได้แก่ ด้วยการให้ซูบซีดตั้งอยู่. บทว่า
มทฺทนฺติ ได้แก่ ด้วยการห้ามไม่ให้กุศลเกิดขึ้น.
บทว่า สทฺธาพลํ ความว่า ชื่อว่าศรัทธา เพราะอรรถว่า เป็น
เหตุเชื่อของเหล่าสัตว์ หรือเชื่อเอง, หรือเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น.
ศรัทธานั้นมีความเชื่อเป็นลักษณะ. หรือมีความไว้ใจเป็นลักษณะ.
มีความผ่องใสเป็น รส, เหมือนแก้วมณีมีน้ำใส, หรือมีความแล่น
ไปเป็นรส เหมือนเรือแล่นข้ามห้วงน้ำ. มีความลุกขึ้นใช่กาลเป็น
ปัจจุปัฏฐาน หรือมีความพอใจเป็น ปัจจุปัฏฐาน มีวัตถุ
หน้า 126
ข้อ 29
เครื่องให้ด้วยศรัทธาเป็นปทัฏฐาน. หรือมีองค์แห่งการแรกถึง
กระแสธรรมเป็นปทัฏฐาน พึงเห็นเหมือนพืชที่ปลื้มใจในมือ.
ชื่อว่า สัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวในความไม่เชื่อ.
บทว่า วิริยพลํ ได้แก่ ภาวะของคนกล้า ชื่อว่า วิริยะ. หรือ
กรรมของคนกล้า ชื่อว่า วิริยะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิริยะ เพราะอรรถ
ว่า พึงให้เคลื่อน, คือให้เป็นไป ด้วยวิธี. ด้วยนัย, ด้วยอุบาย.
วิริยะนั่นนั้น มีความค้ำจุนเป็นลักษณะ หรือมีความประคองเป็น
ลักษณะ มีความค้ำจุนสหชาตธรรมเป็นรส. มีการไม่จมเป็น
ปัจจุปัฏฐาน. มีความสังเวชหรือเรื่องปรารภความเพียรเป็นปทัฏฐาน.
โดยพระบาลีว่า ผู้สังเวชย่อมเริ่มตั้งโดยแยบคาย. พึงเห็นว่า ความเพียร
ที่เริ่มแล้วเป็นมูลแห่งสมบัติทุกอย่าง ชื่อว่า วีริยพละ เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน.
ลักษณะเป็นต้นของสติ ได้กล่าวไว้แล้วเทียว. ชื่อว่า สติพละ
เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวในความลืมสติ.
ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่า ให้ยึดมั่น คือตั้งไว้ซึ่งสหชาต
ปัจจัยทั้งหลาย โดยชอบ. สมาธินั้น มีความเป็นหัวหน้าเป็นลักษณะ, หรือมี
ความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, หรือความไม่ฟุ้งซ่านไปเป็นลักษณะ. มี
การประมวลสหชาตธรรมทั้งหลายไว้ในอารมณ์เป็นรส, ดุจน้ำประมวล
จุรณสำหรับอาบไว้. มีความสงบหรือญาณเป็นปัจจุปัฏฐาน สมจริงดังที่
ตรัสไว้ว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ ย่อมเห็นตามเป็นจริง. โดยพิเศษมี
หน้า 127
ข้อ 29
ความสุขเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่า ความตั้งมั่นแห่งใจเหมือนความหยุด
นิ่งของเปลวประทีปในที่สงัดลม ชื่อว่า สมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่
หวั่นไหวในความฟุ้งซ่าน.
ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ชัด, รู้ชัดอะไร ? รู้ชัดอริยสัจ
ทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า นี้ทุกข์ ดังนี้. ปัญญานั้นมีการแทงตลอดตาม
สภาวะเป็นลักษณะ, หรือมีการแทงตลอดไม่พลาดเป็นลักษณะ, เหมือน
การแทงตลอดของลูกธนูที่ยิงไปด้วยธนูของผู้มีฝีมือ. มีการส่องสว่างซึ่ง
อารมณ์เป็นรส. เหมือนดวงประทีป. มีความไม่ลุ่มหลงเป็นปัจจุปัฏฐาน
เหมือนผู้ชี้แจงอย่างดีแก่ผู้ไปป่า. ชื่อว่า ปัญญาพละ เพราะอรรถว่า
ไม่หวั่นไหวในอวิชชา.
บทว่า หิริพลํ โอตฺตปฺปพลํ ความว่า ชื่อว่า หิริพละ เพราะ
อรรถว่า ไม่หวั่นไหวในคนไม่มีหิริ ชื่อว่า โอตตัปปพละ เพราะ
อรรถว่า ไม่หวั่นไหวในคนไม่มีโอตตัปปะ.
พรรณนาเนื้อความของบททั้งสองมีดังต่อไปนี้. ชื่อว่า หิริ เพราะ
อรรถว่า ละอายต่อกายทุจริตเป็นต้น. คำว่า หิริ นี้เป็นชื้อของความ
ละอาย. ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวต่อกายทุจริตเป็น
ต้นเหล่านั้นแล. คำว่า โอตตัปปะ นี้เป็นชื่อของความหวาดสะดุ้งต่อ
บาป.
เพื่อแสดงการกระทำต่าง ๆ ของหิริและโอตตัปปะเหล่านั้น ท่านเว้น
มาติกานี้ สมุฏฐานที่สำคัญมีความละอายเป็นต้นเป็นลักษณะ ดังนี้เสีย,
กล่าวกถาพิสดารต่อไปนี้ :-
หน้า 128
ข้อ 29
ชื่อว่า หิริ มีสมุฏฐานภายใน, ชื่อว่า โอตตัปปะ มีสมุฏฐาน
ภายนอก.
ชื่อว่า หิริ มีตนเป็นใหญ่. ชื่อว่า โอตตัปปะ มีโลกเป็นใหญ่.
ชื่อว่า หิริ ตั้งอยู่ด้วยสภาวะละอาย, ชื่อว่า โอตตัปปะ ตั้งอยู่
ด้วยสภาวะกลัว.
ชื่อว่า หิริ มีความตกลงเป็นลักษณะ ชื่อว่า โอตตัปปะ มี
ความเป็นผู้เห็นภัยของผู้กลัวความผิดเป็นลักษณะ.
บรรดาหิริและโอตตัปปะ ๒ นั้น บุคคลยังหิริมีสมุฏฐานภายในให้
ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๔ อย่างคือ :- พิจารณาชาติ, พิจารณาวัย, พิจารณาความ
เป็นผู้กล้า, พิจารณาความเป็นพหูสูต. อย่างไร ?
บุคคล พิจารณาชาติ อย่างนี้ก่อนว่า ชื่อว่า การกระทำบาป
ไม่ใช่การกระทำของผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ. การการทำบาปนี้ เป็นการกระทำ
ของพวกมีชาติต่ำ มีพวกประมงเป็นต้น. การกระทำกรรมนี้ไม่สมควรแก่
ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นท่าน ดังนี้. กระทำบาปมีปาณาติบาต เป็นต้น
ยังหิริให้ตั้งขึ้น.
บุคคล พิจารณาวัย อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำบาปอย่างนั้น ๆ
เป็นกรรมที่พวกคนหนุ่มพึงกระทำ. การกระทำกรรมนี้ ไม่สมควรแก่ผู้ที่
ตั้งอยู่ในวัยเช่นท่าน ดังนี้. ไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริ
ให้ตั้งขึ้น.
บุคคล พิจารณาความเป็นผู้กล้า อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำ
บาปอย่างนั้น ๆ เป็นการกระทำของพวกมีชาติทุรพล. การกระทำกรรม
หน้า 129
ข้อ 29
นี้ ไม่สมควรแก่ผู้สมบูรณ์ด้วยความเป็นผู้กล้าเช่นท่าน ดังนี้. ไม่การทำ
บาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริให้ตั้งขึ้น.
บุคคล พิจารณาความเป็นพหูสูต อย่างนี้ว่า ชื่อว่าการกระทำ
บาปอย่างนอน ๆ เป็นการกระทำของพวกอันธพาล. ไม่ใช่ของพวก
บัณฑิต. การกระทำกรรมนี้ ไม่สมควรแก่บัณฑิตผู้เป็นพหูสูตเช่นท่าน
ดังนี้. ไม่กระทำบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น ยังหิริให้ตั้งขึ้น บุคคลยังหิริให้
ตั้งขึ้น. ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. ก็และครั้นให้หิริตั้งขึ้นแล้ว
ยังหิริให้ เข้าไปในจิตของตน จึงไม่กระทำบาป. ขอว่าหิริมีสมุฏฐาน
ภายใน ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่าโอตตัปปะมีสมุฏฐานภายนอก อย่างไร ?
บุคคลพิจารณาอย่างนี้ว่า ถ้าท่านจักการทำกรรมลามก ท่านก็จัก
ถูกติเตียนในบริษัท ๔ :-
วิญญูชนทั้งหลายจักติเตียนท่าน. เหมือนชาววังติเตียน
คนไม่สะอาด. ท่านถูกผู้มีศีลทั้งหลายสละแล้ว. ท่านเป็นภิกษุ
จักกระทำอย่างไร ดังนี้.
ย่อมไม่กระทำกรรมลามก เพราะโอตตัปปะอันมีสมุฏฐานนอก ชื่อว่า
โอตตัปปะมีสมุฏฐานภายนอก อย่างนี้.
ชื่อว่า หิริมีตนเป็นใหญ่ อย่างไร ?
กุลบุตรบางคนในโลกนี้ กระทำตนให้เป็นใหญ่ คือ เจริญที่สุด
ย่อมไม่กระทำบาปด้วยพิจารณาว่า การกระทำกรรมลามก ไม่สมควรแก่ผู้
บวชด้วยศรัทธาเช่นท่าน. ผู้เป็นพหูสูต, ทรงธุดงค์ ชื่อว่า หิริมีตนเป็น
หน้า 130
ข้อ 29
ใหญ่ อย่างนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุลบุตรครั้น
กระทำตนนั่นแลให้เป็นใหญ่. ละอกุศลเจริญกุศล. ละกรรมมีโทษเจริญ
กรรมไม่มีโทษ. บริหารตนให้บริสุทธิ์.
ชื่อว่า โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่ อย่างไร ?
กุลบุตรบางตนในโลกนี้ กระทำโลกให้เป็นใหญ่ คือเจริญที่สุด
ย่อมไม่กระทำกรรมลามกเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า :- ก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่
แล. ในโลกสันนิวาสนี้ มีสมณพราหมณ์เป็นผู้มีฤทธิ์, มีทิพยจักษุ
รู้แจ้งจิตของผู้อื่น. มีพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเห็นแม้แต่ที่ไกล คนทั้ง
หลายไม่เห็นท่านแม้ในที่ใกล้ ย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต. สมณพราหมณ์
แม้เหล่านั้นจักรู้ซึ่งเราอย่างนี้ว่า :- ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
จงดูกุลบุตรนี้เขามีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน. ยังเต็มด้วย
บาปอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่. มีเทวดาเป็นผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้แจ้งจิต
ของผู้อื่น. เทวดาเหล่านั้นย่อมเห็นแม้แต่ที่ไกล คนทั้งหลายไม่เห็นท่าน
แม้ในที่ใกล้ ย่อมรู้ชัดซึ่งจิตแม้ด้วยจิต. เทวดาแม้เหล่านั้น จักรู้ซึ่งเรา
ว่า :- ดูก่อนผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรนี้ เขามีศรัทธา
ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน. ยังเต็มด้วยบาปอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่.
กุลบุตรนั้นกระทำโลกนั่นแลให้เป็นใหญ่, ละอกุศลเจริญกุศล, ละกรรม
โทษเจริญกรรมไม่มีโทษ, บริหารตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้. ชื่อว่าโอตตัปปะ
มีโลกเป็นใหญ่อย่างนี้.
ก็ในสองบทว่า หิริ ตั้งอยู่ด้วยสภาวะละอาย โอตตัปปะ ตั้งอยู่
ด้วยสภาวะกลัว นี้.
หน้า 131
ข้อ 29
บทว่า ลชฺชา ได้แก่ อาการที่ละอาย หิริตั้งอยู่ด้วยสภาวะนั้น.
บทว่า ภยํ ได้แก่ ภัยในอนาคต โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาวะนั้น
หิริและโอตตัปปะทั้งสองนั้น ย่อมปรากฏในการเว้น ขาดจากบาป,
เหมือนอย่างบุคคลบางคนก้าวลงสู่ลัชชีธรรมแล้ว ย่อมไม่ทำบาปเหมือน
บุรุษคนหนึ่งกำลังถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่, เห็นคนคนหนึ่งซึ่งควรจะละอาย,
พึงถึงอาการละอายเป็นผู้กระดากอาย ฉะนั้น บุคคลบางคนเป็นผู้กลัวแต่
ภัยในอบาย ย่อมไม่ทำบาป. ในข้อนั้นมีอุปมาดังนี้ :-
เหมือนอย่างว่า มีก้อนเหล็กสองก้อน ก้อนหนึ่งเย็น เปื้อนคูถ.
ก้อนหนึ่งร้อน ไฟลุกแดง. ในก่อนเหล็กสองก้อนนั้น คนฉลาดย่อม
รังเกียจไม่จับก้อนเย็นเพราะเปื้อนคูถ. ไม่จับก้อนร้อนเพราะกลัวร้อน.
ในข้อนั้นพึงทราบว่า การก้าวลงสู่ลัชชีธรรมภายในไม่ทำบาปเหมือนการ
ไม่จับเหล็กก้อนเย็นเพราะรังเกียจที่เปื้อนคูถ. การไม่ทำบาปเพราะกลัวภัย
ในอบายเหมือนการไม่จับเหล็กก้อนร้อนเพราะกลัวร้อน.
หิริมีความตกลงเป็นลักษณะ. โอตตัปปะ มีความเป็นผู้
เห็นภัยของผู้กลัวความผิดเป็นลักษณะ แม้ทั้งสองนี้ ย่อมปรากฏในการ
เว้นขาดจากบาปนั่นแล.
ก็บุคคลบางคนยังหิริซึ่งมีความตกลงเป็นลักษณะให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำ
บาปด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ พิจารณาความยิ่งใหญ่ของชาติ, พิจารณา
ความยิ่งใหญ่ของศาสดา, พิจารณาความยิ่งใหญ่ของมรดก, พิจารณา
ความยิ่งใหญ่ของเพื่อนพรหมจารี.
บุคคลบางคนยังโอตตัปปะซึ่งมีความเป็นผู้เห็นภัยของผู้กลัวความผิด
หน้า 132
ข้อ 29
เป็นลักษณะให้ตั้งขึ้นแล้วไม่ทำบาปด้วยอาการ ๔ อย่าง คือกลัวติเตียน
ตนเอง, กลัวผู้อื่นติเตียน, กลัวอาชญา, กลัวทุคติ.
การพิจารณาความยิ่งใหญ่ของชาติเป็นต้น และความกลัวติเตียน
ตนเองเป็นต้น พึงกล่าวให้พิศดารในเรื่องนั้น.
พละ ๗ อย่างที่กล่าวแล้วอย่างนี้ ไม่มีแก่บุคคลใด กิเลสทั้งหลาย
เหล่านั้น ย่อมครอบงำ ฯลฯ กำจัด ย่ำยีบุคคลนั้นแล.
บทว่า เทฺว ปริสฺสยา ความว่า อันตรายมี ๒ อย่าง คือที่ปรากฏ
และไม่ปรากฏเท่านั้น ไม่ใช่ ๑ ไม่ใช่ ๓. เพื่อจะแสดงอันตรายเหล่า
นั้นเป็นส่วน ๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตเม ปากฏ-
ปริสฺสยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกกา ได้แก่ สุนัขป่ามีเสียงเหมือน
เสียงร้องของนกยูง, อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า มาณวา ได้แก่ ผู้ประกอบการงานผลุนผลัน.
บทว่า กตกมฺมา ได้แก่ ผู้ทำโจรกรรมมีตัดที่ต่อเป็นต้น.
บทว่า อกตกมฺมา ได้แก่ ผู้ออกเพื่อจะทำโจรกรรม.
บทว่า อสฺส ในที่นี้ แปลว่า พึงเป็น.
บทว่า จกฺขุโรโค ได้แก่ โรคที่เกิดในจักษุ. ชื่อว่า โรค ด้วย
อรรถว่า เสียดแทง.
บทว่า จกฺขุโรโค เป็นต้น พึงทราบด้วยสามารถแห่งวัตถุ ก็
ธรรมดาโรคย่อมไม่มีแก่คนประสาทดี.
บทว่า กณฺณโรโค ได้แก่ โรคหูข้างนอก.
หน้า 133
ข้อ 29
บทว่า มุขโรโค ได้แก่ โรคที่เกิดในปาก.
บทว่า ทนฺตโรโค ได้แก่ โรคปวดฟัน.
บทว่า กาโส ได้แก่ โรคไอ.
บทว่า สาโส ได้แก่ โรคอาเจียนที่เป็นมาก.
บทว่า ปินาโส ได้แก่ โรคนาสิกข้างนอก.
บทว่า ฑโห ได้แก่ ความร้อนที่เกิดภายใน.
บทว่า มุจฺฉา ได้แก่ โรคขาดสติ.
บทว่า ปกฺขนฺทิกา ได้แก่ โรคท้องร่วงเป็นโลหิต, โรคลงแดง.
บทว่า สุลา ได้แก่ โรคเสียดท้อง.
บทว่า วิสูจิกา ได้แก่ โรคท้องร่วงอย่างแรง.
บทว่า กิลาโส ได้แก่ โรคกลาก.
บทว่า โสโส ได้แก่ โรคมองคร่อ ทำให้ผอมแห้ง.
บทว่า อปมาโร ได้แก่ โรคผีสิง เป็นโรคที่เกิดแต่ผู้มีเวร หรือ
ยักษ์เบียดเบียน.
บทว่า ททฺทุ ได้แก่ โรคหิดเปื่อย.
บทว่า กณฺฑุ ได้แก่ โรคหิดด้าน.
บทว่า กจฺฉุ ได้แก่ โรคคุดทะราด, หูด.
บทว่า รขสา ได้แก่ โรคเป็นตรงที่เล็บข่วน. บาลีว่า นขสา
ก็มี.
บทว่า วิตจฺฉิกา ได้แก่ โรคที่เกิดขึ้นที่ฝ่ามือฝ่าเท้าแตกเป็นริ้ว ๆ.
หน้า 134
ข้อ 29
บทว่า โลหิตปิตฺตํ ได้แก่ โรคดีกำเริบ. ท่านอธิบายว่า โรค
ดีแดง.
บทว่า มธุเมโห ได้แก่ โรคร้ายภายในร่างกาย. สมจริงดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่งโรคเบาหวานเป็นโรคร้ายแรง.
บทว่า อํสา ได้แก่ โรคริดสีดวงงอก.
บทว่า ปิฬกา ได้แก่ โรคพุพอง.
บทว่า ภคนฺทลา ได้แก่ โรคริดสีดวงทวาร เพราะอรรถว่า
ทำลายอวัยวะ, อธิบายว่า ผ่าวัจจมรรค.
บทว่า ปิตฺตสมุฏฺานา ความว่า มีดีเป็นสมุฏฐาน. คือเป็นที่
เกิดขึ้นของอาพาธเหล่านั้น, ได้ยินว่า อาพาธเหล่านั้นมี ๓๒ ชนิด. แม้
ในอาพาธที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐานเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า สนฺนิปาติกา ได้แก่อาพาธที่เกิดขึ้นด้วยลม ดี และ
เสมหะประชุมกัน คือรวมกัน. ชื่อว่า อาพาธ ด้วยอรรถว่า เบียด
เบียน.
บทว่า อุตุปริณามชา ได้แก่ โรคที่เกิดขึ้นเพราะฤดูแปรปรวน
คือร้อนเกินไปหนาวเกินไป.
บทว่า วิสมปริหารชา ได้แก่ เกิดการบริหารไม่สม่ำเสมอ
มียืนและนั่งเกินไปเป็นต้น.
บทว่า โอปกฺกมิกา ได้แก่ ที่เกิดด้วยความพยายามมีการฆ่าและ
จองจำเป็นต้น.
บทว่า กมฺมวิปากชา ได้แก่ เกิดแต่วิบากแห่งกรรมที่มีกำลัง.
หน้า 135
ข้อ 29
อาพาธในบทว่า สีตํ อุณฺหํ ฯ เป ฯ สมฺผสฺสา เหล่านี้ ปรากฏ
แล้วทั้งนั้น.
บทว่า กตเม ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสยา ความว่า พระสารีบุตรเถระ
ถามว่า อันตรายปกปิดที่ไม่ปรากฏ เป็นไฉน ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายทุจฺจริตํ พึงทราบว่า เจตนาใน
ปาณาติบาต, อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร.
บทว่า วจีทุจฺจริตํ พึงทราบว่า เจตนาในการพูดเท็จ, พูดส่อ
เสียด, พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ.
บทว่า มโนทุจฺจริตํ พึงทราบว่า อภิชฌา, พยาบาท และมิจฉา
ทิฏฐิ.
ชื่อว่า กายทุจริตเพราะอรรถว่า ความประพฤติชั่วที่เป็นไปทางกาย
หรือความประพฤติชั่วเพราะความเป็นผู้ประทุษร้ายด้วยกิเลส แม้ในวจี
ทุจริตเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า อันบุคคลใคร่, ได้แก่ กามคุณ ๕.
ความพอใจในกามทั้งหลาย ชื่อว่า กามฉันทะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
กาม เพราะอรรถว่า ใคร่. ความพอใจคือความใคร่ ชื่อว่า กามฉันทะ.
ความว่า ไม่ใช่ความพอใจใคร่จะทำงาน, กามตัณหานั่นแหละมีชื่ออย่าง
นี้. ชื่อว่า นิวรณ์ เพราะอรรถว่า กั้นกุศลธรรมทั้งหลาย. นิวรณ์คือ
กามฉันทะ ชื่อว่า กามฉันทนิวรณ์. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็มีนัย
อย่างนี้.
ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องถึงความพินาศ. คือ
หน้า 136
ข้อ 29
จิตเข้าถึงความเสีย หรือให้ถึงความพินาศ คือยังสมบัติคือวินัยและอาจาร
หรือประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเป็นต้น ให้พินาศ.
ความหดหู่ ชื่อว่า ถีนะ. ความเคลิบเคลิ้ม ชื่อว่า มิทธะ.
อธิบายว่า ความไม่ขะมักเขม้น และความทำลายสมบัติ. ถีนะด้วย มิทธะ
ด้วย ชื่อว่า ถีนมิทธะ. ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะ มีความไม่ขะมักเขม้น
เป็นลักษณะ. มีการบรรเทาความเพียรเป็นรส, มีความจมลงเป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน. มิทธะ มีความไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะ, มีความตก
ต่ำเป็นรส, มีความเหี่ยวแห้งหรือความเคลิ้มหลับเป็นปัจจุปัฏฐาน. ทั้ง
ถีนะและมิทธะ มีอโยนิโสมนสิการในความริษยา ความเฉื่อยชาและ
หาวนอนเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน.
ความเป็นแห่งคนฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อุทธัจจะ อุทธัจจะนั้นมีความ
ไม่สงบเป็นลักษณะ, มีความไม่ตั้งมั่นเหมือนน้ำกระเพื่อมเพราะถูกลมพัด
เป็นรส, มีจิตกวัดแกว่งเหมือนธงปฏากสะบัดเพราะถูกลมพัดเป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน, มีอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบใจเหมือนเถ้าฟุ้งขึ้นเพราะถูก
แผ่นหินทุ่มเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่าความฟุ้งซ่านแห่งจิตนั้นเอง.
ความน่าเกลียดที่บุคคลกระทำแล้ว ชื่อว่า กุกกตะ. ความเป็นแห่ง
กุกกตะนั้น ชื่อว่า กุกกุจจะ ความรำคาญ. กุกกุจจะนั้นมีความตาม
เดือดร้อนภายหลังเป็นลักษณะ, มีความเศร้าโศกถึงสิ่งที่ทำแล้วยังไม่ได้ทำ
เป็นรส, มีความร้อนใจเป็นปัจจุปัฏฐาน, มีสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ
เป็นปทัฏฐาน, พึงเห็นอุทธัจจะและกุกกุจจะเหมือนความเป็นทาส.
ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะอรรถว่า ปราศจากการเยียวยา, อีกอย่าง
หน้า 137
ข้อ 29
หนึ่ง ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องค้นคว้าสภาวะฝืดเคือง
ลำบาก. วิจิกิจฉานั้น มีความสงสัยเป็นลักษณะ, มีการเสือกสนเป็นรส,
มีความไม่ตกลงหรือความยึดถือหลายส่วนเป็นปัจจุปัฏฐาน. วิจิกิจฉามี
อโยนิโสมนสิการเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่ากระทำอันตรายแก่การปฏิบัติ.
ราคะ มีความกำหนัดเป็นลักษณะ. โทสะ มีความประทุษร้าย
เป็นลักษณะ. โมหะ มีความหลงเป็นลักษณะ.
โกธะ มีความโกรธหรือความดุร้ายเป็นลักษณะ, มีการกระทำ
ความอาฆาตเป็นรส, มีความประทุษร้ายเป็นปัจจุปัฏฐาน.
อุปนาหะ มีความผูกใจเจ็บเป็นลักษณะ, มีความจองเวรเป็น
รส, มีความเข้าไปผูกโกรธเป็นปัจจุปัฏฐาน. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่าความ
โกรธมีก่อน ความผูกโกรธมีภายหลัง เป็นต้น.
มักขะ มีความลบหลู่คุณท่านเป็นลักษณะ, มีการทำให้ท่านเหล่า
นั้นเสียหายเป็นรส, มีการปกปิดคุณความดีของท่านเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ปลาสะ มีการเทียบคู่เป็นลักษณะ, มีการกระทำคุณของตนให้
เสมอกับคุณของผู้อื่นเป็นรส, มีการยกขึ้นเทียบคุณของผู้อื่นเป็นปัจจุปัฏ-
ฐาน.
อิสสา มีการทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นไป หรือทนไม่ได้ต่อสมบัติ
นั้นเป็นลักษณะ, มีความไม่ยินดียิ่งในสมบัตินั้นเป็นรส, มีความเบือน
หน้าจากสมบัตินั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน.
มัจเฉระ มีการซ่อนสมบัติของตนเป็นลักษณะ, มีความทนไม่ได้
หน้า 138
ข้อ 29
ที่สมบัติของตนจะสาธารณ์ไปถึงผู้อื่นเป็นรส, มีความสยิ้วหน้าเป็น
ปัจจุปัฏฐาน.
มายา มีการปกปิดความชั่วที่ตัวทำเป็นลักษณะ, มีการอำพราง
ความชั่วที่ตัวทำนั้นเป็นรส, มีการกำบังความชั่วที่ตัวทำนั้นเป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน.
สาไถย มีการประกาศคุณของตนซึ่งไม่มีเป็นลักษณะ, มีการ
เปล่งถึงคุณเหล่านั้นเป็นรส, มีการทำคุณเหล่านั้นปรากฏด้วยกิริยาท่าทาง
เป็นปัจจุปัฏฐาน.
ถัมภะ มีความลำพองแห่งจิตเป็นลักษณะ, มีความประพฤติไม่
เชื่อฟังเป็นรส, มีความไม่อ่อนโยนเป็นปัจจุปัฏฐาน.
สารัมภะ มีกระทำยิ่ง ๆ ขึ้นไปเป็นลักษณะ, มีความเป็นข้าศึก
เป็นรส, มีความไม่เคารพเป็นปัจจุปัฏฐาน.
มานะ มีความหยิ่งเป็นลักษณะ, มีความทะนงตัวเป็นรส, มีความ
ลำพองเป็นปัจจุปัฏฐาน.
อติมานะ มีความหยิ่งอย่างยิ่งเป็นลักษณะ, มีความทะนงตัวเหลือ
เกินเป็นรส, มีความลำพองยิ่งเป็นปัจจุปัฏฐาน.
มานะ มีความเมาเป็นลักษณะ, มีการนำไปซึ่งความมัวเมาเป็นรส,
มีความมัวเมาเป็นปัจจุปัฏฐาน.
ปมาทะ มีความปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕ เป็นลักษณะ, มีการ
เพิ่มความปล่อยจิตเป็นรส, มีความขาดสติเป็นปัจจุปัฏฐาน. ลักษณะ๑
๑. ลักขณาทิจตุกกะ.
หน้า 139
ข้อ 29
เป็นต้นของธรรมเหล่านี้ พึงทราบด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นความย่อใน
เรื่องนี้.
ส่วนความพิสดาร พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์. มีอาทิ
ว่า บรรดาบทเหล่านั้น ความโกรธ เป็นไฉน ดังนี้. แต่ในที่นี้ พึง
ทราบเป็นพิเศษดังต่อไปนี้ :-
คนปรารถนาอามิส เมื่อตนเองไม่ได้ ย่อมโกรธคนอื่นที่ได้. ความ
โกรธของเขาที่เกิดครั้งเดียว เป็นความโกรธนั่นเอง. ที่เกิดยิ่งขึ้นไปกว่า
นั้น เป็นความผูกโกรธไว้. ผู้นั้นโกรธอย่างนี้ และผูกโกรธไว้ ย่อมลบ
หลู่คุณแม้ที่มีอยู่ของผู้อื่นที่ได้ลาภ. และตีเสมอว่าแม้เราก็เป็นเช่นนั้น. นี้
เป็นความลบหลู่คุณท่านและตีเสมอของเขา. คนที่มีความลบหลู่คุณท่าน
มีความตีเสมอนั้น ย่อมริษยา, ย่อมประทุษร้ายในลาภสักการะเป็นต้นของ
คนอื่นว่า สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อะไรแก่ผู้นี้. นี้เป็นความริษยาของเขา. ก็
ถ้าเขามีสมบัติอะไร ๆ เขาไม่อาจจะใช้จ่ายสมบัติของเขาเป็นสาธารณะได้.
นี้เป็นความตระหนี่ของเขา. เขาปกปิดโทษทั้งหลายแม้ที่มีอยู่ของตน,
เพราะเหตุแห่งลาภ. นี้เป็นมายาของเขา. เขาประกาศคุณทั้งหลายซึ่งไม่มี
อยู่เลย นี้เป็นสาไถยของเขา. เขาปฏิบัติอย่างนี้. ถ้าได้ลาภตามประสงค์
เป็นผู้กระด้าง, มีจิตไม่อ่อนโยน. ด้วยเหตุนั้นไม่อาจที่จะกล่าวสอนว่า
เรื่องนี้ไม่ควรทำอย่างนี้. นี้เป็นความหัวดื้อของเขา. ก็ถ้าใคร ๆ พูดอะไร ๆ
ว่า เรื่องนี้ ท่านไม่ควรทำอย่างนี้. ย่อมมีใจปั่นป่วนเพราะเหตุนั้น จึงมี
หน้าสยิ้วกล่าวข่มขู่ว่า แกเป็นอะไรของข้า นี้เป็นความแข่งดีของเขา. แต่
นั้นเขามีความหัวดื้อสำคัญตนว่า เราเท่านั้นประเสริฐกว่า เป็นผู้มีความ
หน้า 140
ข้อ 29
ถือตัว ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความแข่งดีว่า คนเหล่านี้เป็นอะไร. เป็นผู้ดูหมิ่น
ท่าน นี้เป็นความถือตัวและดูหมิ่นท่านของเขา. เขายังความมัวเมาหลาย
อย่างมีความมัวเมาชาติเป็นต้น ให้เกิดด้วยความถือตัวและดูหมิ่นท่านเหล่า
นั้น. เป็นผู้มัวเมาย่อมประมาทในวัตถุทั้งหลายต่างโดยกามคุณเป็นต้น. นี้
เป็นความมัวเมาและความประมาทของเขา ดังนี้.
บทว่า สพฺเพ กิเลสา ความว่า อกุศลธรรมแม้ทั้งปวง ชื่อว่า
กิเลส ด้วยอรรถว่า แผดเผา. และด้วยอรรถว่า เบียดเบียน. ชื่อว่า
ทุจริต เพราะถูกกิเลสประทุษร้าย. ชื่อว่า ความกระวนกระวาย ด้วย
อรรถว่า ทำความกระวนกระวาย. ชื่อว่า ความเร่าร้อน ด้วยอรรถว่า
ทำการเผาภายในเป็นต้น. ชื่อว่า ความเดือดร้อน ด้วยอรรถว่า เผาไหม้
ทุกเมื่อ. ชื่อว่า อกุศลธรรมทั้งปวง ด้วยอรรถว่า เกิดแต่ภาวะแห่งอกุศล.
และด้วยอรรถว่า ปรุงแต่ง.
บทว่า เกนตฺเถน ได้แก่ ด้วยอรรถอะไร ? เพื่อจะแสดงเนื้อ
ความตามอย่าง มีครอบงำเป็นต้น. พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้น
ว่า ปริสหนฺตีติ ปริสฺสยา ดังนี้.
บทว่า ปริสหนฺติ ความว่า ย่อมยังทุกข์ให้เกิดขึ้น, ย่อมครอบงำ.
บทว่า ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อสละกุศล
ธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ตตฺราสยา ความว่า อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมอาศัย คือ
ย่อมอยู่ในสรีระนั้น. อธิบายว่า ย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า เต ปริสฺสยา ได้แก่ อันตรายมีกายทุจริตเป็นต้น.
หน้า 141
ข้อ 29
บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ อนฺตรายาย ความว่า ย่อมเป็นไป
เพื่ออันตรธานไปคือเห็นไม่ได้ แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดแต่ภาวะที่เป็นกุศล
มีสัมมาปฏิปทาเป็นต้น ที่พึงกล่าวในเบื้องบน.
บทว่า สมฺมาปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่ดีงามอันบัณฑิตสรร-
เสริญ ไม่ใช่มิจฉาปฏิปทา.
บทว่า อนุโลมปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่ไม่ขัดขวาง, ไม่ใช่
ปฏิทาที่ทวนกลับ.
บทว่า อปจฺจนิกปฏิปทาย ได้แก่ ไม่ใช่ปฏิปทาเป็นข้าศึก. คือ
ไม่ใช่ปฏิปทาที่ขัดแย้ง.
บทว่า อนฺวตฺถปฏิปทาย ได้แก่ ปฏิปทาที่คล้อยตามประโยชน์,
คือปฏิปทาที่ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น. ท่านอธิบายไว้ว่า ปฏิปทาที่พึงปฏิบัติอย่าง
ที่จะเกิดประโยชน์. บาลีว่า อตฺตตฺถปฏิปทาย ดังนี้ก็มี. ข้อนั้นไม่ดี.
บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปทาย ความว่า โลกุตตรธรรม ๙ ชื่อว่า
ธรรม. วิปัสสนาเป็นต้น ชื่อว่า ธรรมอันสมควร. ปฏิปทาอันสมควรแก่
ธรรมนั้น ชื่อว่า อนุธรรมปฏิปทา แห่งความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
นั้น.
บทว่า สีเลลุ ปริปูริการิตาย ได้แก่ ความเป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล
คือพระปาฏิโมกข์ กระทำให้บริบูรณ์.
บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตาย ได้แก่ ความเป็นผู้มีทวาร
อันคุ้มครองดีแล้วในอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖. ที่ตรัสไว้โดยนัยว่า เห็นรูป
ด้วยจักษุ เป็นต้น.
หน้า 142
ข้อ 29
บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตาย ได้แก่ ความเป็นผู้มีโภชนะอัน
นับแล้วด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยประมาณในการรับเป็นต้น ละผ้าสาฎก
ที่ประดับเป็นต้นเสีย.
บทว่า ชาคริยานุโยคสฺส ได้แก่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งธรรมเป็น
เครื่องตื่น ๕ ประการ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น
ทั้งหลาย ดังนี้. ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน.
บทว่า สติสมฺปชญฺสฺส ได้แก่ สติและสัมปชัญญะซึ่งเป็น
อุปการะทุกเมื่อ แก่พระโยคาวจรทุกท่าน ผู้ประกอบการเจริญ กรรมฐาน
ทั้งปวง.
บทว่า สติปฏฺานานํ ความว่า ชื่อว่า การตั้ง เพราะคร่ำครวญ
เรียกร้องเข้าไปตั้งไว้ในอารมณ์ทั่งหลาย. การตั้งสตินั้นแล ชื่อว่า สติ-
ปัฏฐาน. ก็สติปัฏฐานนั้นมี ๔ ประเภท คือ กาย, เวทนา, จิต,
ธรรม. ให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละโดยเป็นอาการที่ไม่งาม, เป็น
ทุกข์, ไม่เที่ยง, ไม่ใช่ตัวตน, และด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จ
กิจการละความสำคัญว่า งาม, เป็นสุข, เที่ยง, เป็นตัวตน. สติ
ปัฏฐาน ๔ เหล่านั้น.
บทว่า จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ความว่า ชื่อว่า ปธาน เพราะ
อรรถว่า เป็นเครื่องเริ่มตั้ง. ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะอรรถว่า ความ
เริ่มตั้งงาม, หรือเป็นเครื่องเริ่มตั้งโดยชอบ, อีกอย่างหนึ่ง ความเริ่มตั้ง
นั้นชื่อว่างาม, เพราะเว้นจากกิเลสชนิดต่าง ๆ และชื่อว่า ปธาน เพราะ
นำมาซึ่งภาวะประเสริฐที่สุด ด้วยความเป็นคุณธรรมให้สำเร็จประโยชน์
หน้า 143
ข้อ 29
เกื้อกลและความสุข และเพราะการกระทำความเป็นปธาน ดังนั้นจึงชื่อว่า
สัมมัปปธาน. คำว่า สมฺมปฺปธานํ นี้เป็นชื่อของความเพียร. การแบ่ง
สัมมัปปธานเป็น ๔ ย่อมเป็นไปโดยให้สำเร็จกิจคือ ละ, ไม่เกิด, เกิดขึ้น
และตั้งอยู่แห่งอกุศลและกุศลทั้งหลายที่เกิดและไม่เกิดด้วย, ที่ไม่เกิดและ
เกิดด้วยสัมมัปปธาน ๔ เหล่านั้น.
ในบทว่า จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ นี้ มีวินิจฉัยว่า บรรดา ฉันทะ
วิริยะ จิตตะและวิมังสาทั้งหลาย แต่ละอย่างชื่อว่า อิทธิ เพราะ
อรรถว่า สำเร็จ. อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรื่อง คือ ย่อมผลิต. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องสำเร็จ. คือ มั่งคั่ง, เจริญ, ถึง
ความดีเลิศของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอรรถที่หนึ่ง เครื่องบรรลุคือความสำเร็จ
ชื่ออิทธิบาท อธิบายว่า ส่วนคือความสำเร็จ. ด้วยอรรถที่สอง ชื่อว่า
อิทธิบาท เพราะเป็นเครื่องถึงซึ่งความสำเร็จ.
บทว่า ปาโท ได้แก่ ที่ตั้ง อธิบายว่า อุบายเป็นเครื่องบรรลุ.
ด้วยว่าธรรมทั้งหลายย่อมยังความสำเร็จกล่าวคือความวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปให้
เกิดขึ้น. คือย่อมบรรลุ ด้วยอิทธิบาทนั้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็น
เครื่องบรรลุอิทธิบาท ๔ เหล่านั้น.
บทว่า สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ ความว่า ชื่อว่า โพชฌงค์
เพราะอรรถว่า องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้. หรือแห่งความตรัสรู้. ท่าน
อธิบายไว้ว่า ธรรมสามัคคีนี้ท่านเรียกว่า โพธิ เพราะทำวิเคราะห์ว่า
พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี กล่าวคือ สติ ธรรมวิจยะ
วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และ อุเบกขา ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่ง
หน้า 144
ข้อ 29
โลกุตตรมรรค. เป็นปฎิปักษ์ต่ออันตรายิกธรรมทั้งหลายมิใช่น้อย. มีความ
หดหู่, ความฟุ้งซ่าน การแต่งตั้ง การประมวลมา, กามสุขอัตตกิลมถา-
นุโยค, อุจเฉททิฏฐิ, สัสสตทิฏฐิและความยึดมั่นเป็นต้น.
บทว่า พุชฺฌติ ความว่า ลุกขึ้นจากความหลับอันสืบต่อกิเลส.
คือแทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานทีเดียว. ชื่อว่า
โพชฌงค์ แม้เพราะเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้, กล่าวคือ ธรรม
สามัคคีนั้น เหมือนองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้น. เพราะอริย-
สาวกแม้นี้ใด ท่านเรียกว่า ตรัสรู้ เพราะทำวิเคราะห์ว่า ตรัสรู้ด้วยธรรม
สามัคคีนั่นซึ่งมีประการตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า โพชฌงค์. แม้เพราะเป็น
องค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้นั้น เหมือนองค์แห่งเสนาเป็นต้น. เพราะ
เหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ดังนี้, โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น.
บทว่า อริยสฺส อฏงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ความว่า เรียกว่า อริยะ
ในบทว่า อริโย นั้น เพราะไกลจากกิเลสที่พึงฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ. เพราะ
การทำความเป็นอริยะ, และเพราะเป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งอริยผล. ทางชื่อว่า
อัฏฐังคิกะ เพราะอรรถว่า มีองค์ ๘. ทางนี้นั้นชื่อว่า มรรค เพราะ
อรรถว่า แสวงหา คือ ฆ่ากิเลสทั้งหมดไปสู่พระนิพพาน. เหมือนเสนา
มีองค์ ๔, ดนตรีมีองค์ ๕ ซึ่งเป็นเพียงองค์เท่านั้น ผู้ปลดเปลื้ององค์ไม่มี.
ความประกอบเนือง ๆ ในอันเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘.
บทว่า อิเมสํ กุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ กุศลธรรมอันเป็น
โลกุตตระ ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า อนฺตรายาย ได้แก่ เพื่อ
หน้า 145
ข้อ 29
เป็นอันตรายคือเพื่ออันตรธานแห่งโลกุตตรธรรมทั้งหลาย. คือเพื่อสละ
กุศลธรรมที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระในกุศลธรรมเหล่านั้น. ชื่อว่าเป็น
อันตราย เพราะอรรถว่า ไม่ให้โลกุตตรธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น. อันตราย
เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่นำความเสียหายมาให้.
บทว่า ตตฺเถเต ได้แก่ อกุศลธรรมเหล่านั้นในอัตภาพนั้น.
บทว่า ปาปกา แปลว่า ลามก.
บทว่า อตฺตภาวสนฺนิสฺสยา ความว่า อกุศลธรรมอันลามก
เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นธรรมอยู่อาศัยในอันตราย เพราะอรรถว่าเข้าไปอาศัย
อัตภาพเกิดขึ้นเป็นอารมณ์ จึงชื่อว่าอันตราย.
บทว่า ทเก แปลว่า ในน้ำ.
บทว่า วุตฺตญฺเหตํ ความว่า สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้.
บทว่า สานฺเตวาสิโก ความว่า ชื่อว่า สานเตวาสิกะ เพราะ
อรรถว่า อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน. ชื่อว่า สาจริยกะ เพราะ
อรรถว่า อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน.
บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ
แม้ในบทว่า โสเตน สทฺทํ สุตฺวา เป็นต้นข้างหน้า ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ ได้แก่ ย่อมปรากฏขึ้น.
บทว่า สรสงฺกปฺปา ได้แก่ มีความดำริเกิดขึ้นซ่านไปในอารมณ์
ต่าง ๆ.
หน้า 146
ข้อ 29
บทว่า สญฺโชนียา ได้แก่ เกื้อกูลแก่สัญโญชน์ทั้งหลาย ด้วย
ความเจริญ แห่งสัญโญชน์เข้าถึงความเป็นอารมณ์
บทว่า ตยสฺส ความว่า อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ......แห่ง
ภิกษุนั้น.
บทว่า อนฺโต วสนฺติ ความว่า ย่อมอยู่อาศัยในภายในคือในจิต.
บทว่า อนฺวาสฺสวนฺติ ความว่า ย่อมซ่านคือติดตามไปตกแต่ง
ไปตามความสืบเนื่องของกิเลส.
บทว่า เต นํ ความว่า อกุศลธรรมเหล่านั้น....บุคคลนั้น.
บทว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมประพฤติเอื้อเฟื้อคือย่อมเป็นไป
โดยชอบ.
ชื่อว่าเป็น มลทิน เพราะอรรถว่า เศร้าหมอง.
ชื่อว่าเป็น อมิตร เพราะอรรถว่า เป็นศัตรู.
ชื่อว่าเป็น ข้าศึก เพราะอรรถว่า เป็นผู้จองเวร.
ชื่อว่าเป็น เพชฌฆาต เพราะอรรถว่า ฆ่า.
ชื่อว่าเป็น ศัตรู เพราะอรรถว่า เป็นปัจจามิตร.
อีกอย่างหนึ่ง เป็นมลทิน เหมือนพลาหกเป็นเครื่องเศร้าหมองของ
ดวงอาทิตย์. เป็นอมิตร เหมือนควันของดวงอาทิตย์. เป็นข้าศึกเหมือน
หิมะของดวงอาทิตย์. เป็นเพชฌฆาต เหมือนธุลีของดวงอาทิตย์. เป็น
ศัตรู เหมือนราหูของดวงอาทิตย์.
เป็นมลทิน เหมือนมลทินของทองคำ ทำรัศมีอันวิจิตรให้พินาศ.
เป็นอมิตร เหมือนมลทินของโลหะดำ ทำความน่ารักในความวิจิตรให้
หน้า 147
ข้อ 29
พินาศ. เป็นข้าศึก เหมือนข้าศึกรบกันเป็นคู่ กำจัดธรรมที่ตั้งอยู่ในใจ.
เป็นเพชฌฆาต เหมือนคนฆ่ามนุษย์ ย่อมฆ่าธรรมเสีย. เป็นศัตรู
เหมือนความพินาศของผู้ที่พระราชาประหารห้ามทางพระนิพพาน. อาจารย์
พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อนตฺถชนโน ความว่า ชื่อว่ายังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้
เกิด เพราะอรรถว่า ยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นให้เกิดขึ้น. ธรรมที่ยัง
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้นนั้น คืออะไร ? คือโลภะ.
บทว่า จิตฺตปฺปโกปโน ความว่า ทำจิตให้กำเริบ คือกำจัด.
อธิบายว่า กั้นจิตไว้ไม่ให้บรรลุความดี.
บทว่า ภยมนฺตรโต ชาตํ ความว่า ภัยหลายอย่างเกิดในภายใน
คือในจิตของตนนั่นเอง คือเป็นเหตุแห่งภัยมีการยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
ให้เกิดเป็นต้น.
บทว่า ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ความว่า มหาชนที่เป็นพาล ย่อม
ไม่หยั่งรู้ซึ้งถึงภัยนั้น.
บทว่า อตฺถํ ความว่า บุคคลผู้โลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ที่เป็นโลกิยะ
และโลกุตตระ.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ เหตุแห่งประโยชน์นั้น.
บทว่า อนฺธตมํ ได้แก่ ความมืดตื้อ.
บทว่า ยํ แปลว่า เพราะเหตุใด หรือคนใด.
บทว่า สหเต แปลว่า ย่อมครอบงำ.
บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในสันดานของตน.
หน้า 148
ข้อ 29
บทว่า อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า พอเกิดขึ้นทีแรก
ก็เกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์. ด้วยบททั้งสองนั้น
หมายถึง เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก.
บทว่า อหิตาย ได้แก่ ทุกข์ทางใจ.
บทว่า ทุกฺขาย ได้แก่ ทุกข์ทางกาย.
บทว่า อผาสุวิหาราย ความว่า ด้วยบททั้งสองนั้นไม่ใช่เพื่อ
ความอยู่เป็นสุข.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุปฺปชฺมานา อุปฺปชฺชนฺติ ความว่า
ตั้งแต่ภวังคจลนจิต๑ จนถึงโวฏฐัพพนจิต ชื่อว่า เมื่อเกิดขึ้น. เมื่อถึง
โวฏฐัพพนจิตแล้วไม่กลับ ชื่อว่า ย่อมเกิดขึ้น อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนา
อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตจสารํว สมฺผลํ ความว่า เหมือนไม้ไผ่ซึ่งเป็นไม้มีเปลือก
แข็งต้องพินาศไปด้วยขุยของตนฉะนั้น.
บทว่า อรตี ได้แก่ ไม่พอใจในกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า รติ ได้แก่ ความยินดียิ่งในกามคุณ ๕.
บทว่า โลมหํโส ได้แก่ มีขนมีปลายชูขึ้นเช่นกับหนาม.
บทว่า อิโตนิทานา ความว่า ชื่อว่า มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เพราะ
อรรถว่า มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ คือเป็นปัจจัย.
๑. ภวังคจลนะ, ภวังคุปัจเฉทะ, ปัญจทวาราวัชชนะ ปัญจวิญญาณ, สัมปฏิจฉันนะ,
สันตีรณะ, โวฏฐัพพนะ....(ในปัญจทวารวิถี)
หน้า 149
ข้อ 29
บทว่า อิโต ชาตา ความว่า เกิดแต่อัตภาพนี้.
บทว่า อิโต สมุฏฺาย มโนวิตกฺกา ความว่า อกุศลวิตกตั้ง
ขึ้นแต่อัตภาพนี้แล้ว ย่อมปล่อยจิตเหมือนพวกเด็กเอาด้ายยาวผูกตีนกา
เอาปลาด้ายนั้นพันนิ้วมือไว้แล้วปล่อยกาไป กานั้นแม้บินไปไกล ก็กลับ
มาตกแทบเท้าของพวกเด็กเหล่านั้น ฉะนั้น.
พระสูตรแรกที่นำมาอ้างว่า สานฺเตวาสิโก ท่านกล่าวหมายเอา
การอยู่ร่วมด้วยกิเลส.
พระสูตรที่ ๒ ที่นำมาอ้างว่า ตโยเม ภิกฺขเว อนฺตรามลา ท่าน
กล่าวด้วยสามารถการทำกุศลธรรมให้เศร้าหมอง และด้วยสามารถแห่งการ
ไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
พระสูตรที่ ๓ ที่นำมาอ้างว่า ตโย โข มหาราช ปุริสสฺส ธมฺมา
อชฺฌตฺตํ อุปฺปชฺชมานา ท่านกล่าวด้วยสามารถกำจัดนิสัยของตน
พระสูตรที่ ๔ ที่นำมาอ้างว่า ราโค จ โทโส จ อิโตนิทานา
ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงที่ตั้งของกิเลสทั้งหลาย พึงทราบดังนี้
บทว่า ตโต ตโต ปริสฺสยโต ได้แก่ แต่อันตรายนั้น ๆ.
บทว่า ตํ ปุคฺคลํ ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยกิเลส
มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ทุกฺขํ อนฺเวติ ความว่า ทุกข์ย่อมติดตามเหมือนลูกโคที่
ยังไม่หย่านม ตามหลังแม่โคไป ฉะนั้น.
บทว่า อนุคจฺฉติ ความว่า ย่อมไปใกล้ ๆ เหมือนคนฆ่าโจรตาม
โจรที่ถูกสั่งประหารไปฉะนั้น.
หน้า 150
ข้อ 29
บทว่า อนฺวายิกํ โหติ ความว่า ย่อมถึงพร้อม เหมือนการ
กำหนดข้อธรรมชี้แจงเนื้อความเป็นอันมากของ ชาติศัพท์ ในบทว่า
ชาติทุกฺขํ ก่อนเหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า :-
เนื้อความของชาติศัพท์ ท่านประกาศไว้ว่า ภพ สกุล
นิกาย ศีล บัญญัติ ลักษณะ ประสูตร และปฏิสนธิ.
จริงอย่างนั้น ศัพท์ว่า ชาติ มีเนื้อความว่า ภพ ในข้อความเป็นต้น
ว่า เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ภพหนึ่งบ้าง สองภพบ้าง.
มีเนื้อความว่า สกุล ในข้อความนี้ว่า อกฺขิตฺโต อนูปกฏโ
ชาติวาเทน ซัดไป ไม่เข้าไปใกล้ ด้วยวาทะว่าสกุล.
มีเนื้อความว่า นิกาย ในข้อความนี้ว่า อตฺถิ วิสาเข นิคฺคณาฺา
นาม สมณชาติ ดูก่อนวิสาขา ชื่อว่านิครนถ์ทั้งหลายเป็นนิกายสมณะ
มีอยู่.
มีเนื้อความว่า อริยศีล ในข้อความนี้ว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย
ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้ว โดย
อริยชาติ จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้.๑
มีเนื้อความว่า บัญญัติ ในข้อความนี้ว่า ติริยา นาม ติณชาติ
นาภิยา อุคฺคนฺตวา นภํ อาหจฺจ ิตา อโหสิ บัญญัติว่าหญ้า ถึง
มีศูนย์กลางสูงขึ้นไปตั้งอยู่จดต้องฟ้า ก็ชื่อว่า ต่ำต้อย.
มีเนื้อความว่า สังขตลักษณะ ในข้อความนี้ว่า ชาติ ทฺวีหิ
ขนฺเธหิ สงฺคหิตา สังขตลักษณะ สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒.
๑. ม.ม. ๑๓/๕๓๑.
หน้า 151
ข้อ 29
มีเนื้อความว่า ประสูติ ในข้อความนี้ว่า สมฺปติชาโต อานนฺท
โพธิสตฺโต ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ประสูติบัดเดี๋ยวนี้.
เนื้อความว่า ปฏิสนธิขณะ โดยอ้อม ในข้อความนี้ว่า ภวปจฺจยา
ชาติ ปฏิสนธิขณะมีเพราะภพเป็นปัจจัย. และว่า ชาติปิ ทุกฺขา แม้
ปฏิสนธิขณะก็เป็นทุกข์. แต่โดยตรงมีเนื้อความว่า ความปรากฏครั้ง
แรกแห่งขันธ์นั้น ๆ ที่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้บังเกิดอยู่ในภพนั้น ๆ.
หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร ชาตินี้จึงเป็นทุกข์ ? พึงตอบว่า
เพราะเป็นที่ตั้งของทุกข์มิใช่น้อย. ก็ทุกข์มิใช่น้อย ได้แก่ ทุกขทุกข์
วิปริณามทุกข์, สังขารทุกข์, ปฏิจฉันนทุกข์, อัปปฏิจฉันนทุกข์,
ปริยายทุกข์, นิปปริยายทุกข์,
บรรดาทุกข์เหล่านี้ ทุกขเวทนาทางกาย ทางใจ ท่านเรียกว่า ทุกข-
ทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาวะด้วย โดยชื่อด้วย.
สุขเวทนา ท่านเรียกว่า วิปริณามทุกข์, เพราะเป็นเหตุให้เกิด
ทุกข์ในเมื่อแปรปรวนไป.
อุเบกขาเวทนาด้วย, สังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือลงด้วย, ท่าน
เรียกว่า สังขารทุกข์, เพราะถูกความเจริญและความเสื่อมบีบคั้น.
อาพาธทางกายทางใจ คือ ปวดหู, ปวดฟัน, ความเร่าร้อนเกิด
เพราะโทสะโมหะ, ท่านเรียกว่า ปฏิจฉันนทุกข์, เพราะถามจึงรู้ และ
เพราะมีความพยายามไม่ปรากฏ.
อาพาธที่มีการลงโทษ ๓๒ อย่างเป็นต้น เป็นสมุฏฐาน ท่านเรียก
หน้า 152
ข้อ 29
ว่า อัปปฏิจฉันนทุกข์, เพราะไม่ต้องถามก็รู้ และเพราะมีความพยายาม
ปรากฏ.
ทุกข์ที่เหลือ นอกจากทุกขทุกข์ มาแล้วในคัมภีร์สัจจวิภังค์.
ทุกข์แม้ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น ท่านเรียกว่า ปริยายทุกข์ เพราะ
เป็นที่ตั้งของทุกข์นั้น ๆ. ส่วนทุกขทุกข์ ท่านเรียกว่า ทุกข์โดยตรง.
บรรดาทุกข์เหล่านั้น ชาติทุกข์นี้ ได้แก่ ทุกข์ที่เป็นไปในอบาย
แม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอุปมาไว้ในพาลปัณฑิตสูตรเป็นต้น. และ
ทุกข์ประเภทที่มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ที่เกิดในมนุษยโลก แม้
ในสุคติ. ชาติเป็นทุกข์เพราะความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น. ในทุกข์เหล่านั้น
ทุกข์ประเภทที่มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ดังต่อไปนี้.
ความจริง สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในครรภ์ของมารดา มิใช่บังเกิดใน
ดอกอุบล ดอกปทุมและดอกบุณฑริกเป็นต้น ที่แท้บังเกิดในส่วนของ
ร่างกายที่เป็นท้อง ตรงกลางระหว่างแผ่นท้องและกระดูกสันหลัง อยู่ใต้
กระเพาะอาหารใหม่. เหนือกระเพาะอาหารเก่า เป็นที่คับแคบอย่างยิ่ง
มืดตื้อ อบไปด้วยกลิ่นซากศพต่าง ๆ และมีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่งอัดแน่น น่า
รังเกียจอย่างยิ่ง เหมือนหนอนในปลาเน่า ขนมสดบูดเน่าและส้วมซึม
เป็นต้น สัตว์ที่เกิดในครรภ์นั้นต้องอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๑๐ เดือน จึง
ร้อนเหมือนอาหารที่สุกแต่ความร้อน. จมอยู่เหมือนก้อนแป้ง เว้นจากการ
คู้เข้าและการเหยียดออกเป็นต้น ย่อมเสวยทุกข์มีประมาณยิ่งแล ทุกข์มี
ความเกิดในครรภ์เป็นมูล เท่านี้ก่อน.
สัตว์นั้น เวลาที่มารดาลื่นพลาด เดินนั่งลุกและพลิกตัวโดยพลัน
หน้า 153
ข้อ 29
เป็นต้น เป็นเหมือนแกะอยู่ในมือของนักเลงสุรา และเหมือนลูกงูอยู่
ในมือของคนเล่นงู ย่อมเสวยทุกข์มีประมาณยิ่ง ด้วยความพยายามมีฉุด
กระชากลากถูเป็นต้น. สัตว์นั้น เวลาที่มารดาดื่มน้ำเย็น ก็เป็นเหมือนตก
สีตนรก เวลามารดากลืนกินข้าวยาคูและภัตตาหารที่ร้อน ก็เหมือนถูกโปรย
ด้วยเม็ดฝนถ่านเพลิง, เวลาที่มารดากลืนกินของเค็มของเปรี้ยวเป็นต้น ก็
เหมือนถูกลงโทษ มีราดด้วยน้ำด่างเป็นต้น ย่อมเสวยทุกข์หนัก. นี้เป็น
ทุกข์ซึ่งมีการบริหารครรภ์เป็นมูล.
อนึ่ง ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ด้วยการตัดและการผ่าเป็นต้น
ในที่เกิดทุกข์ ซึ่งแม้มิตรอำมาตย์และเพื่อนเป็นต้นของมารดาผู้หลงครรภ์
ก็ไม่ควรเห็น นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความวิบัติแห่งครรภ์เป็นมูล.
เมื่อมารดาคลอด ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์นั้น ผู้ถูกลมกัมมชวาตพัดให้
ตกลงตรงทางกำเนิดซึ่งน่ากลัวยิ่ง เหมือนตกนรก ถูกคร่าออกทางปาก
ช่องกำเนิดที่คับแคบอย่างยิ่งเหมือนช่องกุญแจ เหมือนสัตว์นรกมหานาค
ที่ถูกภูเขาบดแหลกละเอียด นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการคลอดเป็นมูล.
อนึ่ง ในเวลาที่เขาจับมือให้อาบน้ำทำความสะอาดและเช็ดคูถด้วยผ้า
ซึ่งสรีระของเด็กอ่อนอันเช่นกับแผลอ่อนเป็นต้น ทุกข์เช่นกับการเจาะและ
การผ่าด้วยคมมีดโกนซึ่งคมเหมือนปากยุง ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว
นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีการออกภายนอกครรภ์มารดาเป็นมูล.
ในความเป็นไปต่อแต่นั้น ทุกข์ย่อมมีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนด้วยตนนั่น
แหละ ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตนและการเผากิเลสด้วยการ
ประพฤติวัตรของอเจลกเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคอาหารและหงุดหงิดเพราะ
หน้า 154
ข้อ 29
โกรธ นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความขวนขวายของตนเป็นมูล.
อนึ่ง ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้เสวยกรรมมีการฆ่าและการจองจำเป็น
ต้นแต่ผู้อื่น นี้เป็นทุกข์ซึ่งมีความขวนขวายของผู้อื่นเป็นมูล. ทุกข์
แม้ทั้งหมดนี้ ล้วนมีชาติเป็นที่ตั้งทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้. ชาติทุกข์นี้
ย่อมติดตามไป.
บทว่า ชราทุกฺขํ ได้แก่ ชรา ๒ อย่าง คือ ลักษณะที่ปรุงแต่ง ๑
ความเก่าแห่งขันธ์ที่เนื่องด้วยเอกภพในสันตติ ที่รู้กันว่าฟันหักเป็นต้น ๑.
ชรานั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้, ก็ชรานี้นั้น เป็นทุกข์เพราะความเป็นทุกข์
ในสังสารวัฏ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ทุกข์ทางกายและทางใจ ซึ่ง
มีปัจจัยไม่น้อย เป็นต้นว่าความหย่อนยานแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ ความมีรูป
เปลี่ยนไปเพราะความวิการแห่งอินทรีย์ ความเป็นหนุ่มสาวสิ้นไป ความ
เพียรอ่อนลง ความปราศจากสติและมติ และความดูแคลนแค่ผู้อื่นนี้ย่อม
เกิดขึ้น.
ชราเป็นที่ดังแห่งทุกข์นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
สัตว์ย่อมถึงทุกข์ ทางกายทุกข์ทางใจ เพราะอวัยวะ
หย่อนยาน, อินทรีย์ทั้งหลายพิการ, ความเป็นหนุ่มสาว
สิ้นไป, ความบั่นทอนกำลัง, ปราศจากสติเป็นต้น บุตร
และทาระของตนไม่เสื่อมใส, ถึงความอ่อนยิ่ง ๆ ขึ้น,
เพราะทุกข์ทั้งหมดนั้นมีชราเป็นเหตุ ฉะนั้น ชราจึงเป็น
ทุกข์.
เชื่อมความว่า ชราทุกข์นี้ย่อมติดตาม.
หน้า 155
ข้อ 29
บทว่า พฺยาธิ ความว่า ชื่อว่า พยาธิ เพราะนำทุกข์ ๒ อย่าง
มา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า พยาธิ เพราะอรรถว่า ให้ลำบาก ให้เดือด
ร้อน ให้หวั่นไหว.
แม้ในบทว่า มรณทุกฺขํ นี้ก็มีความตาย ๒ อย่าง คือลักษณะที่
ปรุงแต่ง ๑. ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ชราและมรณะ สงเคราะห์ด้วย
ขันธ์ ๒ ดังนี้ และความตัดขาดแห่งการเกี่ยวเนื่องกัน ของชีวิตินทรีย์ที่
เนื่องด้วยเอกภพ ๑ ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาว่า ความกลัวแต่ความตายเป็น
นิจ ดังนี้. ในที่นี้ ประสงค์เอามรณะนั้น แม้คำว่า มรณะเพราะชาติเป็น
ปัจจัย คือมรณะเพราะความขวนขวายของผู้อื่น มรณะเพราะสิ้นอายุ
มรณะเพราะสิ้นบุญ ก็เป็นชื่อของมรณะนั้นแหละ. พึงทราบประเภทแม้นี้
อีกว่า ขณิกมรณะ สมมติมรณะ สมุจเฉทมรณะ.
เมื่อชีวิตยังเป็นไป ความแตกแห่งรูปธรรมและนามธรรม ชื่อว่า
ขณิกมรณะ, คำนี้ว่า ติสสะตาย ปุสสะตาย ดังนี้ ชื่อว่าสมมติมรณะ,
โดยปรมัตถ์ เพราะไม่มีสัตว์ แม้คำนี้ว่า ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตาย ดังนี้
ก็ชื่อว่าสมมติมรณะ เพราะไม่มีชีวิตินทรีย์, กาลกิริยาอันไม่มีปฏิสนธิ
ของพระขีณาสพ ชื่อว่าสมุจเฉทมรณะ.
สมมติมรณะนอกนี้ เว้นสมมติมรณะภายนอกเสีย ท่านสงเคราะห์
ในที่นี้ด้วยความตัดขาดแห่งการเกี่ยวเนื่องกันตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าเป็น
ทุกข์ก็เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
คนชั่วพิจารณานิมิต มีกรรมชั่วเป็นต้น. คนดี
อดกลั้นความวิโยคซึ่งมีของรักเป็นที่ตั้ง. ทั้งคนชั่วคนดี
หน้า 156
ข้อ 29
เมื่อตาย ย่อมมีทุกข์ใจไม่ต่างกัน. อีกอย่างหนึ่ง คนทั้ง
หมดเมื่อถูกแทงจุดสำคัญของร่างกาย ย่อมมีทุกข์เกิดแต่
ร่างกาย มีการตัดที่ต่อที่ผูกพันเป็นต้นซึ่งเป็นที่รัก เพราะ
การไม่แก้ไขทุกข์นี้ เป็นเรื่องทนไม่ได้ ฉะนั้นมรณะซึ่ง
เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นี้ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นทุกข์เหมือนกัน.
ในบทว่า โลกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ นี้มีวินิจฉัย
ดังต่อไปนี้ บรรดาความโศกเป็นต้น ความเดือนร้อนใจของผู้ที่ถูกความ
ฉิบหายแห่งญาติเป็นต้น ถูกต้อง โดยลักษณะเพ่งภายใน ชื่อว่าความ
โศก. ก็ความโศกมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะความโศกนั้นเป็นทุกข
ทุกข์ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
ความโศกย่อมแทงหทัยของสัตว์ทั้งหลาย ดุจลูก-
ศรอาบยาพิษ ย่อมเผาสัตว์อีก เหมือนกรงเหล็กที่ไฟติด
แดงเผาแกลบ ฉะนั้น ความโลกย่อมนำมาซึ่งความทำลาย
กล่าวคือพยาธิ ชรา และ มรณะ และนำมาซึ่งทุกข์มี
อย่างต่าง ๆ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกข์.
การพร่ำรำพันของผู้ที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้อง ชื่อ
ว่า ปริเทวะ. ก็ปริเทวะนั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะเป็นทุกข์ใน
สังสารวัฏ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
เพราะบุคคลถูกลูกศรคือความโศกแทงแล้วคร่ำ
ครวญอยู่ย่อมถึงทุกข์ เกิดแต่โรคคอ ริมฝีปาก เพดาน
หน้า 157
ข้อ 29
ลำคอและโรคผอมแห้ง ประมาณอย่างยิ่งจนทนไม่ได้
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสปริเทวะว่า เป็นทุกข์.
ความทุกข์ทางกายมีลักษณะบีบคั้นกาย ชื่อว่าทุกข์. ก็ทุกข์นั้น
ความทุกข์เป็นอรรถ เพราะทุกข์นั้นเป็นทุกขทุกข์๑ คือเพราะนำมา
ซึ่งทุกข์ทางกายด้วย เพราะนำมาซึ่งทุกข์ทางใจด้วย. เพราะเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า :-
เพราะทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจนี้ ย่อมบีบคั้น
ยิ่ง ทั้งให้เกิดทุกข์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์เป็น
พิเศษ.
ความทุกข์ทางใจมีลักษณะบีบคั้นใจ ชื่อว่าโทมนัส ก็โทมนัสนั้นมี
ความทุกข์เป็นอรรถ เพราะโทมนัสนั้นเป็นทุกขทุกข์ และเพราะนำมา
ซึ่งทุกข์ทางกาย จริงอยู่ ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยทุกข์ทางใจ ย่อมสยายผม
ทุบอก หมุนไปหมุนมาตกหลุมที่เขาขุดไว้ นำศัสตรามา ดื่มยาพิษ ผูกคอ
ตาย เข้ากองไฟ ย่อมเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า
เพราะโทมนัสย่อมบีบคั้นใจ และนำมาซึ่งความ
บีบคั้นกาย ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์.
ความคับแค้น ที่เกิดแต่ความทุกข์ทางใจ ซึ่งมีประมาณยิ่ง ของผู้ที่
ถูกความฉิบหายแห่งญาติเป็นต้นถูกต้องนั่นแล ชื่อว่าอุปายาส. อาจารย์
พวกหนึ่งกล่าวว่า เป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเนื่องด้วยสังขารขันธ์. อุปายาส
๑. ทุกขทุกข์ หมายเอา ทุกขเวทนา ในที่ทุกแห่ง.
หน้า 158
ข้อ 29
นั้นมีความทุกข์เป็นอรรถ เพราะอุปายาสนั้นเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร-
ธรรม คือเพราะเผาใจ และเพราะทำกายให้ตกต่ำ เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า :-
เพราะอุปายาสให้เกิดทุกข์ มีประมาณยิ่ง คือเผาใจ
และทำกายให้ตกต่ำ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์.
อนึ่ง ในบทนี้ ความโศก พึงเห็นเหมือนการหุงต้มภายในภาชนะ
ด้วยไฟอ่อน ๆ. ปริเทวะ พึงเห็นเหมือนการล้นออกนอกภาชนะของ
อาหารที่หุงต้มด้วยไฟแรง. อุปายาส พึงเห็นเหมือนการเคี้ยวอาหารที่
เหลือจากล้นออกภายนอก ล้นออกไม่ได้อีก เคี่ยวภายในภาชนะนั่นแหละ
จนกว่าจะหมด.
บทว่า เนรยิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์มีการจองจำ ๕ ประการเป็น
ต้น ในนรก ย่อมติดตาม ทุกข์นั้นพึงแสดงด้วยเทวทูตสูตร เพราะเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
ถ้าสัตว์ไม่พึงเกิดในนรกทั้งหลาย พึงได้ทุกข์มีถูก
ไฟไหม้เป็นต้น ซึ่งทนไม่ได้ในที่นั้น ๆ อันจะเป็นเครื่อง
ค้ำจุน ที่ไหนได้ ฉะนั้น พระมหามุนีจึงตรัสการเกิดในโลก
นี้ว่า ทุกข์ดังนี้.
บทว่า ติรจฺฉานโยนิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์หลายอย่างมีหวดด้วย
แส้ และแทงด้วยประตักเป็นต้น ในหมู่เดรัจฉาน ย่อมติดตาม. ทุกข์นั้น
พึงถือเอาแต่พาลปัณฑิตสูตร. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
หน้า 159
ข้อ 29
ทุกข์ในเดรัจฉานทั้งหลาย เกิดแต่ถูกพิฆาตด้วยแส้
ประตักและท่อนไม้เป็นต้น ไม่น้อยนั้น พึงมีในชาตินั้น
อย่างไร นอกจากการเกิดในเดรัจฉาน การเกิดในที่นั้น ๆ
เป็นทุกข์ แม้เพราะเหตุนั้น.
บทว่า ปิตฺติวิสยิกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์ที่บังเกิดแต่ความหิว
กระหายและลมแดดเป็นต้น ในเปรตทั้งหลายด้วย ทุกข์ที่เกิดแต่หนาวจน
ทนไม่ได้เป็นต้น ในโลกันต์ซึ่งมืดตื้อด้วย ย่อมติดตาม เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
ก็ทุกข์ในเปรตทั้งหลาย เกิดแต่ความหิวกระหาย
และลมแดดเป็นต้น วิจิตร เพราะไม่มีแก่ผู้ที่ไม่เกิดใน
เปรตนั้น ฉะนั้นพระมหามุนีจึงตรัสว่า ชาติเป็นทุกข์.
ทุกข์ในอสูรทั้งหลายในโลกันต์ ซึ่งมืดตื้อและหนาวจนทน
ไม่ได้นั้น ไม่พึงมีแก่ผู้ไม่เกิดในที่นั้น ฉะนั้น ชาติการ
เกิดนี้จึงเป็นทุกข์.
บทว่า มานุสกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น
ในมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า คพฺโภกฺกนฺติมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ชาติทุกข์ที่กล่าวไว้โดย
นัยเป็นต้นว่า ความจริง สัตว์นี้เมื่อบังเกิดในครรภ์ของมารดา มิใช่บังเกิด
ในดอกอุบล ดอกปทุม และดอกบุณฑริกเป็นต้น ดังนี้. ในเบื้องแรก
ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูลนี้ก็ย่อมติดตามไป.
หน้า 160
ข้อ 29
บทว่า คพฺเภ ิติมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์กล้าที่กล่าวไว้โดยนัย
เป็นต้นว่า สัตว์นั้น เวลาที่มารดาลื่นพลาด เดิน นั่ง ลุก และพลิกตัว
โดยพลันเป็นต้น. นี้คือ ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ย่อมติดตามไป.
บทว่า คพฺภวุฏฺานมูลกทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่กล่าวไว้โดยนัย
เป็นต้นว่า ในที่เป็นที่เกิดแห่งทุกข์ ซึ่งแม้มิตรอำมาตย์และเพื่อนของ
มารดาผู้หลงครรภ์เป็นต้น ก็ไม่ควรเห็น. นี้คือ ทุกข์มีการออกนอกครรภ์
มารดาเป็นมูล ย่อมติดตามไป. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
อนึ่ง สัตว์อยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งเหมือนนรกคูถ
ครบกำหนดก็ตลอดออกภายนอก ซึ่งทุกข์ที่น่ากลัวขึงแม้นี้
เว้นชาติการเกิดเสีย ย่อมไม่มี พูดไปมากก็ไม่ได้ประโยชน์
อะไร ในที่ไหน ๆ มิใช่หรือ แม้ทุกข์อะไร ๆ นี้จะมีอยู่ใน
โลกนี้ในบางคราว เมื่อเว้นชาติเสียได้ ก็จะไม่มีเลย.
ฉะนั้น พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่จึงตรัสชาตินี้ว่า ทุกข์
ก่อนอะไรทั้งหมด.
บทว่า ชาตสฺสุปนิพนฺธิกทุกฺนํ ความว่า ทุกข์คือการบำรุงเลี้ยง
มีการอาบ ไล้ ทา กิน ดื่มเป็นต้น ซึ่งติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว ย่อม
ติดตามไป.
บทว่า ชาตสฺส ปราเธยฺยกทุกฺขํ ความว่า ทุกข์ที่ไม่มีอิสระ
ต้องอาศัยผู้อื่น คือบุคคลอื่น ย่อมติดตามไป มีอธิบายว่า ตกอยู่ใน
อำนาจของผู้อื่นทุกอย่าง เป็นทุกข์.
หน้า 161
ข้อ 29
บทว่า อตฺตูปกฺกมทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่มีแก่สัตว์ผู้ฆ่าตนด้วยตน
นั่นแหละ ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตนและการเผากิเลส ด้วย
การประพฤติวัตรของอเจลกเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคอาหารและหงุดหงิดเพราะ
ความโกรธ. นี้คือทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ย่อมติดตามไป.
บทว่า ปรูปกฺกมทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้เสวยกรรม
มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้นแต่ผู้อื่น. นี้คือทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวาย
ของผู้อื่น ย่อมติดตามไป.
บทว่า ทุกฺขทุกฺขํ ความว่า ทุกขเวทนาทางกายและทางใจ ท่าน
เรียกว่า ทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาวะและโดยชื่อ ทุกขทุกข์นี้
ย่อมติดตามไป.
บทว่า สงฺขารทุกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาเวทนา และสังขารธรรม
ที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ ชื่อว่า สังขารทุกข์ เพราะถูกความเจริญและ
ความเสื่อมบีบคั้น. สังขารทุกข์นี้ ย่อมติดตามไป.
บทว่า วิปริณามทุกฺขํ ได้แก่ สุขเวทนา ชื่อว่าวิปริณามทุกข์
เพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์ในเมื่อแปรปรวน ก็วิปริณามทุกข์นี้ ย่อมติดตาม
บทว่า มาตุมรณํ ได้แก่ ความตายของมารดา. บทว่า ปิตุมรณํ
ได้แก่ ความตายของบิดา. บทว่า ภาตุมรณํ ได้แก่ ความตายของพี่ชาย
น้องชาย. บทว่า ภคินีมรณํ ได้แก่ ความตายของพี่สาวน้องสาว.
บทว่า ปุตฺตมรณํ ได้แก่ ความตายของบุตรทั้งหลาย. บทว่า ธีตุมรณํ
ได้แก่ความตายของธิดาทั้งหลาย.
หน้า 162
ข้อ 29
บทว่า าติพฺยสนทุกฺขํ ความว่า ความฉิบหายแห่งญาติทั้งหลาย
ชื่อว่า ญาติพยสนะ อธิบายว่า ความสิ้นไปแห่งญาติ ด้วยโจรภัย
และโรคภัยเป็นต้น เป็นความฉิบหายแห่งญาติ. ทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่สัตว์
ผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาตินั้นถูกต้อง คือท่วมทับ ครอบงำ ชื่อว่า ทุกข์
เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์คือความฉิบหายแห่งญาตินั้น ย่อม
ติดตามไป แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ ส่วนความต่างกันมีดังนี้:-
ความฉิบหายแห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อว่าโภคพยสนะ อธิบายว่า
ความสิ้นไปแห่งโภคะเพราะราชภัยและโจรภัยเป็นต้น เป็นความฉิบหาย
แห่งโภคะ. ทุกข์คือความฉิบหายแห่งโภคะนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่
กล่าวแล้ว.
บทว่า โรคพฺยสนํ ความว่า ความฉิบหายคือโรค ชื่อว่า โรค-
พยสนะ ก็โรคชื่อว่าความฉิบหายเพราะอรรถว่า ยังความไม่มีโรคให้
ฉิบหายคือให้พินาศ ทุกข์คือความฉิบหายเพราะโรคนั้น ย่อมติดตามไป
โดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า สีลพฺยสนทุกฺขํ ความว่า ความฉิบหายแห่งศีล ชื่อว่า
สีลพยสนะ บทนี้เป็นชื่อของความเป็นผู้ทุศีล ทุกข์คือความฉิบหายแห่ง
ศีลนั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
ความฉิบหายคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ ชื่อว่า ทิฏฐิ-
พยสนะ ทุกข์คือความฉิบหายแห่งทิฏฐินั้น ย่อมติดตามไปโดยนัยที่กล่าว
แล้ว.
หน้า 163
ข้อ 29
และบรรดาบทเหล่านี้ ๒ บทแรกไม่สำเร็จประโยชน์ ๓ บทหลัง
สำเร็จประโยชน์ กำจัดลักษณะ ๓ อนึ่ง ๓ บทแรก เป็นกุศลก็ไม่ใช่
เป็นอกุศลก็ไม่ใช่ ความฉิบหายแห่งศีลและทิฏฐิทั้งสอง เป็นอกุศล.
บทว่า ยถา ลงในอรรถแห่งอุปมา.
บทว่า ภินฺนํ นาวํ ได้แก่เรือที่มีเครื่องผูกหย่อน เป็นเรือคร่ำ
คร่าหรือมีแผ่นกระดานหลุดถอน.
บทว่า ทีเปสึ ได้แก่ น้ำไหล คือน้ำเข้าไป.
บทว่า ตโต ตโต อุทกํ อนฺเวติ ความว่า น้ำย่อมเข้า
ไปตรงที่แตกนั้น ๆ.
บทว่า ปุรโตปิ ได้แก่ ทางส่วนข้างหน้าของเรือบ้าง.
บทว่า ปจฺฉโตปิ ได้แก่ ทางส่วนข้างหลังของเรือนั้นบ้าง.
บทว่า เหฏโตปิ ได้แก่ ทางส่วนท้องเรือบ้าง.
บทว่า ปสฺสโตปิ ได้แก่ ทางข้างทั้งสองบ้าง. บทใดที่มิได้
กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ บทนั้นพึงทราบโดยแนวแห่งพระบาลี.
เพราะฉะนั้น สัตว์เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ด้วยการเจริญกายคตาสติ
เป็นต้น เมื่อเว้นกิเลสกามแม้มีประการทั้งปวง ในวัตถุกามทั้งหลายมีรูป
เป็นต้น พึงเว้นกามทั้งหลายด้วยข่มไว้และตัดขาด. ละกามทั้งหลายเหล่า
นั้นด้วยอาการอย่างนี้แล้ว พึงข้าม พึงอาจเพื่อจะข้ามโอฆะแม้ทั้ง ๔ อย่าง
ด้วยมรรคเครื่องการทำการละกามนั้นนั่นแล. ต่อนั้น พึงวิดเรือคืออัตภาพ
ซึ่งหนักด้วยน้ำคือกิเลส พึงเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยอัตภาพเบาเหมือนบุรุษวิดเรือ
หนัก. พึงเป็นผู้ถึงฝั่ง พึงถึงซึ่งฝั่งด้วยเรือเบา โดยลำบากน้อยนั่นเทียว
หน้า 164
ข้อ 29
ฉะนั้น. เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งพระสัทธรรม คือพระนิพพาน พึงถึงด้วยการ
บรรลุพระอรหัตต์ คือด้วยการปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
พระสารีบุตรเถระจบเทศนาด้วยอดคือพระอรหัตต์ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะทุกข์มีชาติเป็นต้น ย่อมติดตาม
บุคคลนั้นฉะนั้น คือเหตุนั้น. แม้ในบทว่า ตํเหตุ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ
เพราะทุกข์มีประการดังกล่าวแล้วย่อมติดตามบุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น
เพราะทุกข์ย่อมติดตาม เพราะปัจจัยนั้น เพราะทุกข์ย่อมติดตาม เพราะ
นิทานนั้น พึงประกอบบทอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เหตุ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของบทว่า การณะ. ก็การณะ
ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า มีผลเกิดขึ้น คือเป็นไปด้วยเหตุนั้น.
ชื่อว่า ปัจจัย เพราะอรรถว่าผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิดและเป็นไป.
ชื่อว่า นิทาน เพราะอรรถว่า ย่อมมอบให้ซึ่งผลของตน ดุจ
แสดงว่า เชิญท่านทั้งหลายถือเอาสิ่งนั้นเถิด.
บทว่า ตํการณา ห้ามธรรมที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ.
บทว่า ตํเหตุ ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่เหตุและเหตุแห่งมหาภูต.
บทว่า ตปฺปจฺจยา ปฏิเสธปัจจัยที่ไม่ทั่วไปกับธรรมที่ไม่ใช่ปัจจัย.
บทว่า ตํนิทานา หมายเหตุในอาคมและนิคมกับทั้งธรรมที่ไม่ใช่
เหตุ อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เอตํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน ความว่า ดูอยู่ คือเห็น
อยู่โดยชอบซึ่งอันตรายนั้นคือมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยวิปัสสนาญาณ.
บทว่า สทา เป็นบทตั้ง.
หน้า 165
ข้อ 29
บทว่า ปุน สทา เป็นบทขยายความ.
บทว่า สทา ได้แก่ ทุกวัน.
บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ทุกเวลา.
บทว่า สพฺพกาลํ ได้แก่ ตลอดกาลทั้งปวงมีเวลาเช้าเป็นต้น
บทว่า นิจฺจกาลํ ได้แก่ ทุกวัน ๆ.
บทว่า ธุวกาลํ ได้แก่ ตลอดกาลไม่ขาด.
บทว่า สตตํ ได้แก่ ไม่มีระหว่าง.
บทว่า สมิตํ ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า อพฺโพกิณฺณํ ได้แก่ ไม่เจือปนอย่างอื่น.
บทว่า โปกฺขานุโปกฺขํ๑ ความว่าสืบต่อโดยลำดับ ดุจในประโยค
เป็นต้นว่า ย่อมปรากฏติดตามกันไปไม่ผิดพลาด.
บทว่า อุทกุมฺมิกชาตํ ได้แก่ เหมือนลูกคลื่นในน้ำที่บังเกิด
ขึ้น.
บทว่า อวีจิ ได้แก่ ไม่เบาบาง.
บทว่า สนฺตติ ได้แก่ ไม่ขาดระยะ.
บทว่า สหิตํ ได้แก่ สืบต่อ เป็นอันเดียวกัน ดุจในประโยค
เป็นต้นว่าของข้าพเจ้าสืบต่อกัน ของท่านไม่สืบต่อกัน.
บทว่า ผุสิตํ ได้แก่ ถูกต้องในที่ลมผ่านไม่ได้ ดุจในประโยค
เป็นต้นว่า ขัดกลอน ดังนี้.
สองบทว่า ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กล่าวแบ่งเวลาในกลางวัน
๑. ฉบับเทวนาครี เป็น โปงฺขานุโปงฺขํ.
หน้า 166
ข้อ 29
สามบทว่า ปุริมยามํ มชฺฌิมยามํ ปจฺฉิมยามํ กล่าวแบ่งเวลา
ในกลางคืน.
สองบทว่า กาเฬ ชุณฺเห กล่าวถึงกึ่งเดือน.
สามบทว่า วสฺเส เหมนฺเต คิมฺเห กล่าวถึงฤดู.
สามบทว่า ปุริเม วโยขนฺเธ มชฺฌิเม วโยขนฺเธ ปจฺฉิเม
วโยขนฺเธ กล่าวแบ่งวัย พึงทราบดังนี้.
บทเริ่มต้นว่า สโตติ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺานํ
ภาเวนฺโต สโต จนถึงบทสุดท้ายว่า เอวํ สมุจฺเฉทโต กาเม
ปริวชฺเชยฺย ดังนี้ มีเนื้อความตามที่ได้กล่าวแล้วนั่นแล.
อนึ่ง บทว่า สตตฺตา สโต ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติเพราะ
ความเป็นผู้มีสติ ด้วยความเป็นผู้ข้องอยู่ในวัตถุ ๓ หรือด้วยความเป็นผู้
สามารถเพื่อจะก้าวล่วงกิเลส ๓.
บทว่า สนฺตตฺตา ความว่าชื่อว่า เป็นผู้มีสติด้วยการยังกิเลสและ
อุปกิเลสให้หนีไปดำรงอยู่ และเพราะเปลื้องจากอารมณ์แล้วสงบ.
บทว่า สมิตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มี สติ เพราะเป็นผู้สงบ
ด้วยบุญที่ให้ผลอันน่าปรารถนา และจากบาปที่ให้ผลอันไม่น่าปรารถนา.
บทว่า สนฺตธมฺมสมนฺนาคตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ
เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ โดยเสพสัปปุริสธรรม
และเสวนากับพระอริยบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ความว่า รู้วัตถุกามที่เป็นไป
หน้า 167
ข้อ 29
ในภูมิ ๓ ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น ด้วยตีรณปริญญา.
บทว่า ปหาย ได้แก่ ละขาดกิเลสกามด้วย ปหานปริญญา.
บทว่า ปชหิตฺวา ได้แก่ทิ้งแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่าบรรเทา
กิเลสกาม เหมือนทิ้งหยากเยื่อด้วยตะกร้าหรือ หามิได้เลย ที่แท้บรรเทา
กิเลสกามนั้น คือข้าม นำออก ทำกิเลสกามให้สูญสิ้นเหมือนแทงโคงาน
ที่โกงด้วยประตักหรือ ? หามิได้เลย ที่แท้ทำให้สูญสิ้นซึ่งกิเลสกามนั้น
คือกระทำให้มีที่สุดไปปราศแล้ว คือกระทำกิเลสกามนั้นโดยประการที่
แม้ที่สุดก็จักไม่เหลือ แม้เพียงการทำลายโดยกำหนดมีในที่สุด ให้ถึงความ
ไม่มีว่า อย่างไรจึงจะทำกิเลสกามนั้นด้วยประการนั้น คือกระทำโดย
ประการที่ตัดขาดกิเลสกามด้วยสมุจเฉทปหานดังนี้ แม้ในกามฉันทนิวรณ์
เป็นต้นก็นัยนี้.
ในบทว่า กาโมฆํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ความกำหนัดที่
เป็นไปในกามคุณ ๕ ท่านเรียกว่า กาโมฆะ เพราะอรรถว่า จมลง.
บทว่า ภโวโฆ ได้แก่ ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ และ
ความยินดีในฌาน.
บทว่า ทิฏโโฆ ได้แก่ ความปรารถนาในภพที่ประกอบด้วย
สัสสตทิฏฐิเป็นต้นนั่นแล. ทิฏโฐฆะย่อมถึงการรวมลงในภโวฆะนั่นเอง.
อวิชโชฆะได้แก่ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔.
ในโอฆะเหล่านั้น เมื่อบุคคลยินดีใส่ใจกามคุณทั้งหลาย กาโมฆะ
ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น.
เมื่อบุคคลยินดีใส่ใจมหัคคตธรรมทั้งหลาย ภโวฆะที่ยังไม่เกิดก็เกิด
หน้า 168
ข้อ 29
ขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น. อวิชโชฆะ (อาศัยกามโอฆะ๑ ) ที่ยัง
ไม่เกิดก็เกิดขึ้น และที่เกิดแล้วก็เจริญยิ่งขึ้น ด้วยความเป็นปทัฏฐานแห่ง
วิปัลลาส ๔ ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ พึงทราบดังนี้ ธรรมฝ่ายขาว
พึงให้พิสดารโดยตรงกันข้ามกับนัยที่กล่าวแล้ว.
ผู้ปฏิบัติอัปปณิหิตวิโมกข์ พึงข้ามกาโมฆะได้. ผู้ปฏิบัติอนิมิตต-
วิโมกข์ พึงข้ามภโวฆะได้. ผู้ปฏิบัติสุญญตวิโมกข์ พึงข้ามอวิชโชฆะได้.
พึงข้ามด้วยปฐมมรรค พึงข้ามขึ้นด้วยทุติยมรรค พึงข้ามพ้นด้วยตติยมรรค
พึงก้าวล่วงด้วยจตุตถมรรค พึงเป็นไปล่วงด้วยผล ดังนี้แล. อีกอย่างหนึ่ง
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า พึงข้ามด้วยกามโอฆะ พึงข้ามด้วย
ภโวฆะ พึงข้ามขึ้นด้วยภโวฆะ พึงข้ามพ้นด้วยทิฏโฐฆะ พึงกล่าวล่วงด้วย
อวิชโชฆะพึงเป็นไปล่วงด้วยโอฆะทั้งปวง.
บทว่า ครุกํ ได้แก่ ไม่เบา.
บทว่า ภาริกํ ความว่า ชื่อว่า ภาริกะบรรทุกหนัก เพราะอรรถ
ว่า มีภัณฑะที่หนักในเรือนี้.
บทว่า อุทกํ สิญฺจิตฺวา ได้แก่วิดน้ำ.
บทว่า อุสฺสิญฺจิตฺวา ได้แก่ วิดยิ่งเกิน.
บทว่า ฉฑฺเฑตฺวา ได้แก่ ให้ตกไป.
บทว่า ลหุกาย ได้แก่ เบาพร้อม.
บทว่า ขิปฺปํ แปลว่า พลัน.
บทว่า ลหุํ ได้แก่ ขณะนั้น.
๑. ฉะบับ สิงหฬและพม่าไม่มี.
หน้า 169
ข้อ 29
บทว่า อปฺปกสิเรเนว ได้แก่ โดยไม่ลำบากเลย. อมตนิพพาน
ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ดังนั้น นิพพาน ซึ่งออกจากเครื่องร้อยรัดคือตัณหา
ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ซึ่งเป็นฝั่งนอกจากฝั่งในแห่งสักกายทิฏฐิ.
บทว่า โยโส ได้แก่ นี้ใด. บททั้งปวงมีบทว่า สพฺพสงฺขาร
สมโถ เป็นต้น หมายความถึงพระนิพพานทั้งนั้น ก็เพราะความสะเทือน
แห่งสังขารทั้งปวง ความหวั่นไหวแห่งสังขารทั้งปวง ความดิ้นรนแห่ง
สังขารทั้งปวง ย่อมสงบ ย่อมระงับ เพราะอาศัยนิพพานนั้น ฉะนั้น ท่าน
จงกล่าวนิพพานว่า เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง.
อนึ่ง เพราะอุปธิทั้งปวงย่อมเป็นอันสละคืนได้ ตัณหาทั้งปวงย่อม
สิ้นไป ความกำหนัดคือกิเลสทั้งปวงย่อมคลายไป ทุกข์ทั้งปวงย่อมดับไป
เพราะอาศัยนิพพานนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า เป็นที่สละคืน
อุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่คลายกำหนัด เป็นที่ดับ ก็ตัณหานี้
ท่านเรียกว่า วานะ เพราะวิเคราะห์ว่า ย่อมร้อยรัด ย่อมเย็บภพกับภพ
กรรมกับผล. ชื่อว่า นิพพานเพราะออกจากวานะนั้น พึงถึงฝั่ง คือพึง
ถึง พึงบรรลุฝั่งคือนิพพาน ด้วยโคตรภูญาณที่ออกโดยส่วนเดียว ด้วย
สามารถแห่งนิมิต พึงถึงฝั่งคือนิพพาน ด้วยมรรคญาณที่ออกโดยส่วน
๒ เป็นพิเศษ ด้วยความเป็นไปแห่งนิมิต พึงถูกต้อง คือพึงสัมผัส
ฝั่งคือนิพพาน ด้วยผลจิตซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์.
บทว่า สจฺฉิกเรยฺย ความว่า พืชถูกต้องด้วยสามารถแห่งคุณแล้ว
กระทำฝั่งคือนิพพานให้ประจักษ์ ด้วยปัจจเวกขณญาณ อีกอย่างหนึ่ง
อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาว่า พึงถึงฝั่งด้วยโสดาปัตติมรรค พึงบรรลุด้วย
หน้า 170
ข้อ 29
สกทาคามิมรรค พึงถูกต้องด้วยอนาคามิมรรค พึงทำให้แจ้งด้วยอรหัตมรรค
ดังนี้.
บทว่า โยปิ ปารํ คนฺตุกาโม ความว่า บุคคลคนใดคนหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ในวิปัสสนาญาณ เป็นผู้ใคร่จะถึงฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นจัก
ไปในนิพพานนั้นแน่แท้ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ปารคู ผู้ถึงฝั่ง สมจริงดังที่
ตรัสไว้ เป็นต้นว่า เราเป็นผู้ข้ามพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ดังนี้ บุคคลแม้นั้นชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง ด้วยสามารถ
แห่งอัธยาศัยในส่วนเบื้องต้น และด้วยประกอบวิปัสสนา.
บทว่า โยปิ ปารํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลแม้ใด มีความพร้อม
เพรียงด้วยมรรค ย่อมถึงฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นก็ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง.
บทว่า โยปิ ปารํ คโต ความว่า บุคคลใดให้สำเร็จกิจด้วยมรรค
ตั้งอยู่ในผล ถึงแล้วซึ่งฝั่งคือนิพพาน บุคคลแม้นั้นก็ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง เพื่อ
จะแสดงความข้อนั้นด้วยพระดำรัสของพระชินเจ้า พระสารีบุตรเถระจึง
กล่าวคำเป็นต้นว่า สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้ข้ามพ้น
แล้ว ถึงฝั่งแล้ว ดำรงอยู่บนบก ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้.
บทว่า อภิญฺาปารคู ความว่า ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะอรรถว่า
ใคร่จะถึงฝั่งคือนิพพานด้วยญาตปริญญา ถึงด้วยญาณที่บรรลุแล้ว คือ
ถึงแล้ว.
บทว่า ปริญฺาปารคู ความว่า ชื่อว่า ผู้ถึงฝั่งโดยนัยที่กล่าวแล้ว
เพราะก้าวล่วงธรรมทั้งปวงด้วยตีรณปริญญา.
บทว่า ปหานปารคู ความว่า ชื่อว่า ผู้ถึงฝั่ง โดยนัยที่กล่าวแล้ว
เพราะก้าวล่วงกิเลสทั้งหลายที่เป็นฝ่ายสมุทัยด้วย ปหานปริญญา จริงอยู่
หน้า 171
ข้อ 29
บุคคลใดกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ คือ
ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.
บรรดาปริญญา ๓ เหล่านั้น ญาตปริญญา เป็นไฉน ? บุคคลรู้
ธรรมทั้งปวงว่า ธรรมเหล่านี้มีในภายใน เหล่านี้มีภายนอก นี้เป็นลักษณะ
ของธรรมนี้ เหล่านี้เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน เป็นปทัฏฐาน ดังนี้ นี้ชื่อว่า
ญาตปริญญา.
ตีรณปริญญา เป็นไฉน ? บุคคลพิจารณาธรรมทั้งปวงด้วยสามารถ
ได้เพราะรู้อย่างนี้โดยนัยเป็นต้นว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้
นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา.
ปหานปริญญา เป็นไฉน ? บุคคลพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละฉันท-
ราคะในธรรมทั้งปวง ด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่า ปหานปริญญา แล.
พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า พระอรหันต์นั้น ถึงฝั่งด้วยการรู้ยิ่ง ถึงฝั่งด้วย
การกำหนดรู้ ถึงฝั่งด้วยการละดังนี้ หมายเอาปริญญาเหล่านี้.
บทว่า ภาวนาปารคู ความว่า ภาวนาถึงที่สุดแล้ว ถึงฝั่งคือ
นิพพานด้วยมรรค.
บทว่า สจฺฉิกิริยาปารคู ความว่า ถึงฝั่งคือผลและนิพานที่ทำให้
แจ้ง ด้วยสามารถแห่งผลและนิพพาน.
บทว่า สมาปตฺติปารคู ความว่า ถึงฝั่งแห่งสมาบัติ ๘.
บทว่า สพฺพธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมทั้งปวงมีขันธ์ ๕ เป็นต้น.
บทว่า สพฺพทุกฺขานํ ได้แก่ ทุกข์ทั้งปวงมีชาติทุกข์เป็นต้น.
บทว่า สพฺพกิเลสานํ ได้แก่ กิเลสทั้งปวงมีกายทุจริตเป็นต้น.
หน้า 172
ข้อ 29
บทว่า อริยมคฺคานํ ได้แก่ อริยมรรค ๔ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.
บทว่า นิโรธสฺส ได้แก่ นิพพาน.
บทว่า สพฺพสมาปตฺตีนํ ได้แก่ รูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ๘
ทั้งหมด.
บทว่า โส ได้แก่ พระอริยะนั้น.
บทว่า วสิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ชำนาญ. อีกอย่างหนึ่ง
ได้แก่ ถึงความเป็นผู้มีอิสระ คือความเป็นผู้สำเร็จ.
บทว่า ปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงที่สุด คือความสำเร็จ คือความ
สูงสุด ที่เรียกว่าบารมี. เพื่อจะแก้คำถามว่า ถึงในอะไร ? พระสารีบุตรเถระ
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ในอริยศีล ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยสฺมึ สีลสฺมึ ได้แก่ ในศีลที่
ปราศจากโทษ.
บทว่า อริยาย สมาธิสฺมึ ได้แก่ ในสมาธิที่ปราศจากโทษ.
บทว่า อริยาย ปญฺาย ได้แก่ ในปัญญาที่ปราศจากโทษ.
บทว่า อริยาย วิมุตฺติยา ได้แก่ ในผลวิมุติที่ปราศจากโทษ.
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ท่านถือเอาด้วยบทแรก.
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๒.
สัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิ ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๓.
ธรรมอันเหลือที่สัมปยุตด้วยอริยมรรคนั้น ท่านถือเอาด้วยบทที่ ๔.
พึงทราบดังนี้.
บทว่า อนฺตคโต ความว่า ไปสู่ส่วนสุดแห่งสังขารโลก ด้วยมรรค.
หน้า 173
ข้อ 29
บทว่า อนฺตปฺปตฺโต ความว่า ถึงส่วนสุดแห่งโลกนั้นแหละ ด้วย
ผล.
บทว่า โกฏิคโต ความว่า ไปสู่ที่สุดแห่งสังขารโลก ด้วยมรรค.
บทว่า โกฏิปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดนั้นแหละ ด้วยผล.
บทว่า ปริยนฺตคโต ความว่า ไปสู่การกำหนดที่สุดของโลก มี
ขันธโลกและอายตนโลกเป็นต้น ทำให้เป็นทางได้ด้วยมรรค.
บทว่า ปริยนฺตปฺปตฺโต ความว่า ถึงโลกนั้นแหละ ทำให้เป็นที่
สุดรอบได้ ด้วยผล.
บทว่า โวสานคโต ความว่า ไปสู่ที่สุดด้วยมรรค.
บทว่า โวสานปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดด้วยผล.
บทว่า ตาณคโต ความว่า ไปสู่ที่ต้านทานได้ด้วยมรรค.
บทว่า ตาณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ต้านทานได้ด้วยผล.
บทว่า เลณคโต ความว่า ไปสู่ที่เร้นลับได้ด้วยมรรค.
บทว่า เลณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่เร้นลับได้ด้วยผล.
บทว่า สรณคโต ความว่า ไปสู่ที่พึ่งได้ด้วยมรรค.
บทว่า สรณปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่พึ่งได้ด้วยผล.
บทว่า อภยคโต ความว่า ไปสู่ที่ไม่มีภัยได้ด้วยมรรค.
บทว่า อภยปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ไม่มีภัยคือนิพพานได้ด้วยผล.
บทว่า อจฺจุติคโต ความว่า ไปสู่ที่ไม่ตาย คือนิพพานได้ด้วย
มรรค.
หน้า 174
ข้อ 29
บทว่า อจฺจุติปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่ไม่ตายนั้นได้ด้วยผล.
บทว่า อมตคโต ความว่า ไปสู่แดนอมตะ คือนิพพานได้ด้วย
มรรค.
บทว่า อมตปฺปตฺโต ความว่า ถึงแดนอมตะนั้น ได้ด้วยผล.
บทว่า นิพฺพานคโต ความว่า ไปสู่นิพพานซึ่งออกจากเครื่องร้อย
รัดคือตัณหาได้ด้วยมรรค.
บทว่า นิพฺพานปฺปตฺโต ความว่า ถึงนิพพานนั้นแหละได้ด้วยผล.
บทว่า โส วุฏฺวาโส ความว่า พระอรหันต์นั้น ชื่อว่า อยู่จบ
แล้ว เพราะอรรถว่า อยู่แล้ว อยู่รอบแล้ว อยู่จบแล้ว ในอริยวาสธรรม
๑๐.
บทว่า จิณฺณจรโณ ความว่า ชื่อว่า ประพฤติจรณะแล้ว เพราะ
อรรถว่า มีความชำนาญประพฤติแล้วในสมาบัติ ๘ กับศีล.
บทว่า คตทฺโธ ความว่า ก้าวล่วงทางไกลคือสังสารวัฏ.
บทว่า คตทิโส ความว่า ถึงทิศคือนิพพาน ซึ่งไม่เคยไปแม้ใน
ความฝัน.
บทว่า คตโกฏิโก ความว่า เป็นผู้ถึงที่สุดคืออนุปาทิเสสนิพพาน
ดำรงอยู่.
บทว่า ปาลิตพฺรหฺมจริโย ความว่า มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว.
บทว่า อุตฺตมทิฏฺิปฺปตฺโต ความว่า ถึงสัมมาทิฏฐิอันอุดม.
บทว่า ปฏิวิทฺธากุปฺโป ความว่า แทงตลอดอรหัตผล ไม่กำเริบ
คือไม่หวั่นไหวดำรงอยู่แล้ว.
หน้า 175
ข้อ 29
บทว่า สจฺฉิกตนิโรโธ ความว่า กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือ
นิพพานดำรงอยู่แล้ว.
บทว่า ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺาตํ ความว่า ทุกข์ ๓ อย่างอันพระ
อรหันต์นั้นก้าวล่วงตัดขาดเสียแล้ว.
บทว่า อภิญฺเยฺยํ ความว่า พึงรู้ด้วยอาการอันงาม ด้วยสามารถ
แห่งการหยั่งรู้สภาวลักษณะ.
บทว่า อภิญฺาตํ ความว่า รู้แล้วด้วยญาณอันยิ่ง.
บทว่า ปริญฺเยฺยํ ความว่า พึงกำหนดรู้ทราบซึ่ง ด้วยสามารถ
แห่งการหยั่งรู้สามัญลักษณะ และด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มีกิจถึงพร้อม
บทว่า ปริฺาตํ ความว่า รู้แล้วโดยรอบ.
บทว่า ภาเวตพฺพํ ได้แก่ พึงให้เจริญ.
บทว่า สจฺฉิกาตพฺพํ ได้แก่ พึงกระทำให้ประจักษ์ ก็การกระทำ
ให้แจ้งมี ๒ อย่างคือ การกระทำให้แจ้งการได้เฉพาะ และการกระทำให้
แจ้งอารมณ์.
ในบทว่า อุกฺขิตฺตปลิโฆ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปลิโฆ ได้แก่ อวิชชาซึ่งเป็นรากเง่าแห่งวัฏฏะ ก็อวิชชานี้
ท่านเรียกว่า ลิ่ม ด้วยอรรถว่า ถอนได้ยาก ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็น
ผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว เพราะอวิชชานั้น อันพระอรหันต์
นั้นถอนได้แล้ว.
หน้า 176
ข้อ 29
ที่เรียกว่า คู ในบทว่า สงฺกิณฺณปริโข ได้แก่ อภิสังขารคือ
กรรมที่ให้ภพใหม่ คือเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพใหม่ ซึ่งได้นาม
ว่า ชาติสงสาร ด้วยสามารถให้เกิดในภพทั้งหลาย และด้วยสามารถแห่ง
การท่องเที่ยวไป ก็อภิสังขารคือกรรมนั้น ท่านเรียกว่า คู เพราะตั้งแวด
ล้อมด้วยสามารถกระทำความเกิดขึ้นบ่อย ๆ ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มี
กรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้ว เพราะกรรมอันเป็นคูนั้นอันพระอรหันต์กำจัด
เสียแล้ว คือถมเสียแล้ว.
บทว่า เอสิกา ในบทว่า อพฺพุฬฺเหสิโก ได้แก่ ตัณหาซึ่งเป็น
มูลแห่งวัฏฏะ ก็ตัณหานี้ลึกซึ้ง ท่านเรียกว่า เสาระเนียด เพราะอรรถว่า
ข้ามไปได้ยาก ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสาระเนียดอัน
ถอนเสียแล้ว เพราะตัณหานั้นอันพระอรหันต์นั้นถอนได้แล้ว คือถอนทิ้ง
ไปแล้ว.
ที่เรียกว่า อัคคฬะ ในบทว่า นิรคฺคโฬ ได้แก่ สังโยชน์ที่ใช้
เกิดกิเลสอย่างหยาบ คือโอรัมภาคิยสังโยชน์ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดในกามภพ
ก็สังโยชน์เหล่านั้นท่านเรียกว่าอัคคฬะ เพราะตั้งปิดกั้นจิตไว้ เหมือนบาน
ประตูใหญ่ที่ใช้เป็นประตูพระนครฉะนั้น ท่านเรียกพระอรหันต์ว่าเป็นผู้ไม่
มีสังโยชน์เป็นบานประตู เพราะไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตู คือสังโยชน์
เหล่านั้นอันพระอรหันต์ทำลายได้แล้ว.
บทว่า อริโย ได้แก่ ไม่มีกิเลส คือบริสุทธิ์.
บทว่า ปนฺนทฺธโช ได้แก่ มีธง คือมานะให้ตกไปแล้ว.
หน้า 177
ข้อ 29
บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ ชื่อว่า มีภาระอันปลงเสียแล้ว เพราะ
ภาระคือขันธ์ ภาระคือกิเลส ภาระคืออภิสังขาร ภาระคือกามคุณ ๕
อันพระอรหันต์นั้นปลงแล้ว คือวางลงแล้ว. อีกอย่างหนึ่งในที่นี้ท่าน
ประสงค์ว่า มีมานะอันปลงแล้ว เพราะภาระคือมานะนั่นแหละ พระอรหันต์
วางลงแล้ว.
บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ไม่เกี่ยวข้องด้วยโยคะ ๔ และกิเลส
ทั้งปวง แต่ในที่นี้ท่านประสงค์ว่า ชื่อว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่เกี่ยวข้อง
ด้วยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องคือมานะนั่นเอง.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระสารีบุตรเถระแสดงกาลที่ให้กิเลสทั้ง
หลายสิ้นไปด้วยมรรคแล้วบรรลุผลสมาบัติซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ ของ
พระขีณาสพผู้บรรลุนิโรธซึ่งเป็นธรรมเครื่องอยู่อันประเสริฐ. เหมือนอย่าง
ว่ามีนคร ๒ นคร คือโจรนคร ๑ เขมนคร ๑ ครั้งนั้น นายทหารใหญ่
คนหนึ่งเกิดความปรารถนาขึ้นว่า โจรนครนี้ยังตั้งอยู่ตราบใด เขมนคร
ย่อมไม่พ้นภยันตรายนั้น เราจักทำโจรนครให้ไม่เป็นนคร เขาสวมเกราะ
ถือพระขรรค์เข้าไปยังโจรนคร เอาพระขรรค์ฟันเสาระเนียดซึ่งเขายกขึ้นไว้
ที่ประตูนคร ทำลายที่ต่อบานประตูและหน้าต่าง ถอนลิ่มสลัก ทำลาย
กำแพง ถมคู เอาธงที่ยกขึ้นเพื่อความสง่างามของนครลง เอาไฟเผานคร
แล้วเข้าเขมนคร ขึ้นบนปราสาท แวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติ บริโภค
โภชนาหารที่มีรสอร่อย ฉันใด ข้ออุปไมยก็ฉันนั้น สักกายทิฏฐิดุจโจรนคร
นิพพานดุจเขมนคร พระโยคาวจรดุจนายทหารใหญ่ พระโยคาวจรนั้นมี
ความคิดอย่างนี้ว่า เครื่องผูกคือสักกายทิฏฐิยังผูกพันอยู่ตราบใด ความ
หน้า 178
ข้อ 29
หลุดพ้นจากกรรมกรณ์ ๓๒ จากโรค ๙๘ และจากภัยใหญ่ ๒๕ ย่อมไม่มี
พระโยคาวจรนั้นเป็นดุจนายทหารใหญ่ สวมเกราะคือศีล ถือพระขรรค์
คือปัญญา ฟันเสาระเนียดคือตัณหาด้วยอรหัตมรรคดุจฟันเสาระเนียดด้วย
พระขรรค์ ฉุดลูกตาลคือสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการดุจ
นายทหารนั้นทำลายหน้าต่างนครพร้อมทั้งบานประตูถอนลิ่มสลักคืออวิชชา
ดุจนายทหารนั้นถอนลิ่มสลักทำลายกรรมาภิสังขารถมคูคือชาติสงสาร ดุจ
นายทหารทำลายกำแพงถมคู เอาธงคือมานะลงแล้วเผานคร คือสักกายทิฏฐิ
ดุจนายทหารนั้นเอาธงที่ยกขึ้นเพื่อความสง่างามของนครลง เข้าสู่นคร
นิพพาน เสวยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ ซึ่งมีนิโรธ๑ อันเป็นอมตะเป็น
อารมณ์ ยังกาลให้ล่วงไป ดุจนายทหารนั้นเข้าสู่เขมนคร บริโภคโภชนา
หารมีรสอร่อยบนปราสาท ฉะนั้น.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีอวิชชาเป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว อย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอวิชชาแล้ว ถอนรากแล้ว
ทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีอวิชชา เป็นลิ่มสลักอันถอนเสียแล้ว
อย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นคูอันกำจัดเสียแล้ว
อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละชาติสงสารอันให้เกิด
ในภพใหม่แล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีกรรมเป็นคูอัน
กำจัดเสียแล้วอย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีตัณหาเป็น
๑. นิโรธ หมายถึง นิพพาน.
หน้า 179
ข้อ 29
เสาระเนียดอันถอนเสียแล้ว อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ละตัณหาแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีตัณหาเป็นเสา
ระเนียดอันถอนเสียแล้วอย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่มี
สังโยชน์เป็นบานประตู อย่างไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ละสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีสังโยชน์เป็นบานประตูอย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอันให้ตก
ไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้อง อย่างไร ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะแล้วถอนรากแล้ว ทำให้
เป็นดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไกลจากกิเลสอันเป็นข้าศึก มีมานะเป็นธงอัน
ให้ตกไปแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้องอย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยพระอินทร์ พระพรหม
พระประชาบดี ติดตามภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แลย่อมไม่พบ นิมิต
นี้เป็นวิญญาณของตถาคต ดังนี้.
บทว่า ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ความว่า ละองค์ ๕ มีกามฉันท์เป็นต้น
ด้วยอุบายมีอย่างต่าง ๆ ตั้งอยู่ สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ละขาดองค์ ๕ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถีนมิทธะ ละอุท-
ธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละขาดองค์ ๕
อย่างนี้แล ดังนี้.
หน้า 180
ข้อ 29
บทว่า ฉฬงฺคสมนฺนาคโต ความว่า ละอนุสัยคือปฏิฆะในอารมณ์
มีรูปเป็นต้นในทวาร ๖ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งอุเบกขา
ท่านกล่าวว่า ประกอบด้วยองค์ ๖ เพราะยังองค์ ๖ ให้เต็มตั้งอยู่แล้วด้วย
สามารถแห่งการอยู่ สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ เป็นผู้ไม่เสียใจ
มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยจมูก
ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว เป็นผู้
ไม่ดีใจ เป็นผู้ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ อย่างนี้แล ดังนี้.
บทว่า เอการกฺโข ความว่า ชื่อว่า เอการักขะ เพราะอรรถว่า
มีการรักษาอย่างเอก คือ อุดม ด้วยธรรมเครื่องรักษาคือสติ สมจริงดัง
พระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติเป็นธรรม
เครื่องรักษาอย่างเอก อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
มีใจมีสติเป็นธรรมเครื่องรักษาอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติ
เป็นธรรมเครื่องรักษาอย่างเอกนี้แล ดังนี้.
บทว่า จตุราปสฺเสโน ความว่า เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔
ด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นเครื่องอาศัย ๔ อย่าง คือ การเสพเฉพาะ,
การเว้น, การบรรเทา และการละ ด้วยปัญญา ที่ไม่เป็นไปข้างโน้น
ข้างนี้คือบรรลุธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ :- พึงให้
พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่อง
หน้า 181
ข้อ 29
อาศัย ๔ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่อง
อาศัย ๔ อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณา
แล้วเสพเฉพาะอย่าง ๑ พิจารณาแล้วเว้นอย่าง ๑ พิจารณาแล้วบรรเทา
อย่าง ๑ พิจารณาแล้วละอย่าง ๑ ดังนี้.
บทว่า ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีทิฏฐิสัจจะ
เฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว เพราะอรรถว่า ทิฏฐิสัจจะกล่าวคือเฉพาะ
อย่าง เพราะถือเอาเฉพาะอย่างเดียวอย่างนี้ว่า ทัศนะนี้เท่านั้นจริง ทัศนะ
นี้เท่านั้นจริง ดังนี้ อันพระอรหันต์นั้นบรรเทาแล้ว คือนำออกแล้ว
ละแล้ว.
บทว่า อวย ในบทว่า สมวยสฏฺเสโน ได้แก่ ไม่หย่อน.
บทว่า สฏ ได้แก่ ประเสริฐ ชื่อว่า สมวยสัฏเฐสนะ เพราะ
อรรถว่า มีการแสวงหาอันชอบ ไม่หย่อน ประเสริฐ อธิบายว่า มีการ
แสวงหาทั้งปวงประเสริฐโดยชอบ.
บทว่า เกวลี ได้แก่ เป็นผู้บริบูรณ์.
บทว่า วุสิตวา ได้แก่ เป็นผู้มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คือเป็นผู้
อยู่จบในอริยมรรคซึ่งเป็นเครื่องอยู่อันสมควรแก่โยคะบ้าง ในอริยวาส
ธรรม ๑๐ บ้าง.
บทว่า อตฺตมปุริโส ได้แก่ เป็นบุรุษวิเศษ คือเป็นบุรุษอาชาไนย
เพราะกิเลสสิ้นแล้ว.
บทว่า ปรมปุริโส ได้แก่เป็นบุรุษสูงสุด คือเป็นผู้ถึงความบรรลุ
ปรมัตถะ เพราะถึงการได้เฉพาะซึ่งประโยชน์อย่างยิ่ง คือถึงการได้เฉพาะ
หน้า 182
ข้อ 29
ซึ่งพระอรหัตต์อันอุดมที่พึงถึง เป็นบุญเขตที่ยอดเยี่ยม จึงชื่อว่าเป็นบุรุษ
สูงสุด เป็นบรมบุรุษด้วยอรรถนั้นแหละ คือเป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ
เพราะเป็นผู้ถึงการได้เฉพาะซึ่งอมตะ เพื่อเข้าสมาบัติอันยอดเยี่ยม.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า เป็นอุดมบุรุษ
ด้วยสามารถรู้ดีถึงโทษในการครองเรือนแล้วจึงเข้าศาสนา เป็นบรมบุรุษ
ด้วยสามารถรู้ดีถึงโทษในอัตภาพแล้วจึงเข้าวิปัสสนา คือ รู้ดีถึงโทษใน
กิเลสจึงเข้าสู่อริยภูมิ เป็นผู้ถึงความบรรลุปรมัตถะ.
บทว่า เนว อาจินาติ ความว่า ไม่เพิ่มวิบากแห่งกุศลและ
อกุศลเหล่านั้น เพราะละกุศลและอกุศลได้แล้ว.
บทว่า น อปจินาติ ความว่า มิได้กำจัด เพราะตั้งอยู่ในผลแล้ว.
บทว่า อปจินิตฺวา ิโต ความว่า ยังหยาดแห่งกิเลสทั้งหลายให้
แห้งตั้งอยู่แล้ว เพราะตั้งอยู่ในการละด้วยสงบระงับ.
บทว่า เนว ปชหติ ความว่า มิได้ละกิเลสทั้งหลาย เพราะไม่มี
กิเลสที่จะต้องละ.
บทว่า น อุปาทิยติ ความว่า มิได้ถือเอาด้วยตัณหามานะทิฏฐิ
เหล่านั้น เพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงถือเอาด้วยตัณหามานะทิฏฐิ.
บทว่า ปชหิตฺวา ิโต ความว่า ละแล้วจึงตั้งอยู่.
บทว่า เนว วิสิเนติ ความว่า มิได้เย็บด้วยสามารถแห่งตัณหา.
บทว่า น อุสฺสิเนติ ความว่า มิได้ยกขึ้นด้วยสามารถแห่งมานะ.
บทว่า วิสิเนตฺวา ิโต ความว่า มิได้กระทำการเย็บด้วยตัณหา
ตั้งอยู่ อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 183
ข้อ 29
บทว่า เนว วิธุเปติ ความว่า มิได้ให้ไฟคือกิเลสดับ.
บทว่า น สนฺธุเปติ ความว่า มิได้ให้ไฟคือกิเลสลุก.
บทว่า วิธุเปตฺวา ิโต ความว่า ให้ดับแล้วตั้งอยู่.
บทว่า อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน ความว่า ดำรงอยู่ คือดำรงอยู่
โดยความเป็นผู้ไม่เสื่อม เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ คือ สัมมาวาจา
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือด้วยกองแห่งศีล ซึ่งเป็นอเสขะ เพราะ
ไม่มีข้อที่จะต้องศึกษา.
บทว่า สมาธิกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยสัมมา
วายามะและสัมมาสติ.
บทว่า วิมุตติกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยขันธ์อันสัมปยุตด้วยผลวิมุตติ.
บทว่า วิมุตฺติาณทสฺสนกฺขนฺเธน ได้แก่ ด้วยปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า สจฺจํ ปฏิปาทยิตฺวา ความว่า ยังอริยสัจ ๔ ให้ถึงพร้อม
ในสันดานของตนด้วยสามารถแห่งสภาวะ คือแทงตลอดแล้วตั้งอยู่.
บทว่า เอวํ สมติกฺกมิตฺวา ได้แก่ ก้าวล่วงตัณหาเครื่องหวั่นไหว.
บทว่า กิเลสคฺคึ ได้แก่ ไฟคือกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า ปริยาทยิตฺวา ได้แก่ ให้สิ้นแล้ว คือให้ดับแล้ว.
บทว่า อปริคมนตาย ได้แก่ ด้วยการไม่ไปในสังสารวัฏ ความว่า
ไม่มีการกลับมาอีก.
บทว่า กูฏํ สมาทาย ได้แก่ ถือเอาความชนะ.
บทว่า มุตฺติปฏิเสวนตาย ได้แก่ ด้วยภาวะพ้นจากกิเลสทั้งปวง
หน้า 184
ข้อ 29
เสพอารมณ์มีรูปเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถเสพผลสมาบัติ ซึ่งพ้น
จากกิเลสทั้งปวง.
บทว่า เมตฺตาย ปาริสุทฺธิยา ได้แก่ ดำรงอยู่ด้วยเมตตาที่ตั้งอยู่
ในความบริสุทธิ์ เพราะพ้นจากอุปกิเลส แม้ในกรุณาเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อจฺจนฺตปาริสุทฺธิยา ได้แก่ ดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์
ก้าวล่วงถึงที่สุดของความบริสุทธิ์.
บทว่า อกมฺมยตา ความว่าตัณหาทิฏฐิมานะ ท่านเรียกว่า กมฺมยา
ความแข็งกระด้าง ความไม่มีแห่งตัณหาทิฏฐิมานะเหล่านั้น ชื่อว่า
อกมฺมยตา ความเป็นผู้ไม่แข็งกระด้าง ดำรงอยู่ในความเป็นผู้เว้นจาก
ตัณหามานะทิฏฐินั้น สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
คนเช่นท่านนั้น เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้มีปัญญาดี
เป็นมุนีที่ไม่แข็งกระด้างในธรรมทั้งปวง.
ดังนี้. แม้ในที่นี้ ความก็ว่า เป็นผู้เว้นจากตัณหามานะทิฏฐิ นั่นเอง.
บทว่า วิมุตฺตตฺตา ได้แก่ ด้วยความเป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งปวง.
บทว่า สนฺตุสิตตฺตา ความว่า ตั้งอยู่เพราะความเป็นผู้สันโดษ
ด้วยยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ.
บทว่า ขนฺธปรยนฺเต ความว่า เผาขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕
ด้วยไฟคือปริญญา ๓ แล้วตั้งอยู่ในส่วนสุด คือที่สุด แม้ในส่วนสุดรอบ
แห่งธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า ธาตุปริยนฺเต ได้แก่ในส่วนสุดรอบแห่งธาตุ ๑๘.
บทว่า อายตนปริยนฺเต ได้แก่ อายตนะ ๑๒.
หน้า 185
ข้อ 29
บทว่า คติปริยนฺเต ได้แก่ คติ ๕ มีนรกเป็นต้น.
บทว่า อุปปตฺติปริยนฺเต ได้แก่ในการบังเกิดในสุคติและทุคติ.
บทว่า ปฏิสนฺธิปริยนฺเต ได้แก่ในปฏิสนธิในกามภพ ที่รูปภพ
และอรูปภพ.
บทว่า ภวปริยนฺเต ได้แก่ เอกโวการภพ. จตุโวการภพ, ปัญจ
โวการภพ, สัญญาภพ, เนวสัญญานาสัญญาภพ, กามภพ, รูปภพ, และ
อรูปภพ.
บทว่า สํสารปริยนฺเต ได้แก่ ในความเป็นไปไม่ขาดแห่งขันธ์
ธาตุ อายตนะ.
บทว่า วฏฺฏปริยนฺเต ได้แก่ในส่วนสุดรอบแห่งกรรมวัฏ วิปาก
วัฏ และกิเลสวัฏ.
บทว่า อนติมภเว ได้แก่ ในอุปบัติภพอันเป็นที่สุด.
บทว่า อนฺติมสมุสฺสเย ิโต ได้แก่ ตั้งอยู่ในร่างกาย คือใน
สรีระอันเป็นที่สุด.
บทว่า อนฺติมเทหธโร ความว่า ชื่อว่า ทรงไว้ซึ่งร่างกายที่สุด
เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งร่างกายคือสรีระ อันมีในที่สุดคือเป็นที่สุด.
บทว่า อรหา ความว่า ชื่อว่า พระอรหันต์ เพราะไกลข้าศึก
เพราะกำจัดข้าศึก เพราะควรแก่ปัจจัยเป็นต้นและเพราะไม่มีที่ลับในการ
ทำชั่ว.
บทว่า ตสฺสายํ ปจฺฉิมโก ความว่า ร่างกายคืออัตภาพนี้ เป็น
ที่สุดของพระขีณาสพนั้น.
หน้า 186
ข้อ 29
บทว่า จริโม ได้แก่ น้อย เฉื่อยชา ดุจคำข้าวน้อย พระสารี-
บุตรเถระกล่าวว่าพระขีณาสพนั้นมิได้มีชาติมรณะสังสาระ และภพใหม่ดังนี้
หมายเอาความที่ปฏิสนธิไม่มีอีก.
ความเกิดชื่อว่าชาติ. ชื่อว่ามรณะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องตาย
ของสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทรงสรุปภาวะที่ตรัสไว้ว่า ความเป็นไปในสังสารวัฏ
ไม่ขาดแห่งขันธ์เป็นต้น ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นอีกดังนี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะฉะนั้นสัตว์ ฯลฯ วิดเรือแล้วเป็นผู้ถึงฝั่ง ดังนี้.
ในพระสูตรนี้ บทใดมิได้กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ บทนั้นพึงถือตาม
แนวพระบาลี.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถากามสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๑
หน้า 187
ข้อ 30, 31
คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ที่ ๒
ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ
[๓๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมาก
ปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง
นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวกก็เพราะกามทั้งหลาย
ในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.
[๓๑] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมาก
ปิดบังไว้แล้ว มีความว่า คำว่า เป็นผู้ข้อง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ก่อน ก็แต่ว่า ถ้ำ ควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ คำว่ากายก็ดี
ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี
จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดี กระท่อมก็ดี ฝีก็ดี๑ หม้อก็ดี
เหล่านี้เป็นชื่อของกาย.
คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติด
อยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้อง
ทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งดอกติดไว้ที่ฝาหรือที่ไม้ขอ
ฉะนั้น.
๑. โรคฝีดาษ.
หน้า 188
ข้อ 32
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิดเพลิน ความอยาก ความเข้าไปถือมั่น ความเข้าไปยึดถือในรูป
อันเป็นที่มานอนเนื่องแห่งอภินิเวสะ๑ อย่างมั่นคงแห่งจิต บุคคลมา
เกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ คำว่า
สัตว์ เป็นชื่อของผู้เกี่ยวต้อง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ.
คำว่า ผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว คือผู้อันกิเลสเป็นอันมากปิด
บังไว้แล้ว คือ อันความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ
ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่
ความลวง ความโอ้อวด ความดื้อ ความแข่งดี ความถือด้วย ความดู-
หมิ่น ความเมา ความประมาท ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริต
ทั้งปวง อันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง
อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บังไว้
คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำไว้
แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมาก
ปิดบังไว้แล้ว.
[๓๒] คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง มีความว่า
คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ คือนรชน เมื่อตั้งอยู่ ก็เป็นผู้กำหนัด ย่อม
ตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความกำหนัด เป็นผู้ขัดเคืองย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถ
แห่งความขัดเคือง เป็นผู้หลงย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความหลง เป็นผู้
ผูกพันย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความถือมั่น เป็นผู้ยึดถือย่อมตั้งอยู่ด้วย
๑. อภินิเวสะ - ความยึดมั่น, คำนี้เป็นชื่อของคันถะกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด.
หน้า 189
ข้อ 32
สามารถแห่งความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมดังอยู่ด้วยสามารถแห่งความฟุ้ง-
ซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความสงสัย เป็นผู้
ถึงความมั่นคงย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป
ที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบ
ด้วยกาม เป็นที่ดังแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลินชมเชย
ยึดถือรูปนั้น ตั้งอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต........
กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ........รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา........โผฏฐัพพะที่พึง
รู้แจ้งด้วยกาย........ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมโน ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่า
พอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่ หาก
ภิกษุเพลิดเพลินชมเชยยึดถือธรรมนั้น ตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญ
ญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพ
ความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา....วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา....หรือวิญญาณที่
เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง ซ่อง
เสพความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.
หน้า 190
ข้อ 32
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้า
ว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหาร
วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่ง
ลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีในที่ใด ความ
เจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่
ในที่ใด ความเกิดในภพใหญ่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่
ต่อไป มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา
มรณะต่อไป มีอยู่ในที่ใด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมี
ความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้า
ว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยากมีอยู่ในผัสสาหาร....ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยากมีอยู่ใน
มโนสัญเจตนาหาร......, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกำหนัด ความ
เพลิดเพลิน ความอยากมีอยู่ในวิญญาณาหาร วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามใน
ที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่
นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย
ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดใน
ภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด
ชาติ ชรา มรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไป มีอยู่
ในที่ใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่น
หมอง มีความคับแค้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วย
ประการอย่างนี้.
หน้า 191
ข้อ 33
คำว่า หยั่งลงในที่หลง มีความว่า กามคุณ ๕ คือ รูปที่พึงรู้
แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วย
กามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด สิ่งที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต....กลิ่นที่พึงรู้แจ้ง
ด้วยฆานะ....รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา....โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ที่น่า
ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่ง
ความกำหนัด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ที่หลง เพราะเหตุไร ? กามคุณ
๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ที่หลง เพราะเหตุว่า เทวดาและมนุษย์
โดยมากย่อมหลง หลงพร้อม หลงเสมอ เป็นผู้หลง เป็นผู้หลงพร้อม
เป็นผู้หลงเสมอ ในกามคุณ ๕ เป็นผู้อันอวิชชาทำให้ตาบอด หุ้มห่อไว้
ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำแล้ว เพราะเหตุนั้น
กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ที่หลง คำว่า หยั่งลงในที่
หลง คือหยั่งลง ก้าวลง หมกมุ่น จมลงในที่หลง เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง.
ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง
[๓๓] คำว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า
วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก.
กายวิเวกเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนา-
สนะอันสงัด คือ ป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ช่องเขา ป้าช้า
ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ คือ เดินผู้เดียว
ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว
หน้า 192
ข้อ 33
กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว
เที่ยวอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า
กายวิเวก.
จิตตวิเวกเป็นไฉน ? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาณ มีจิตสงัดจากนิวรณ์.
บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกวิจาร. บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจาก
ปีติ, บรรลุจตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์.
บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา
นานัตตสัญญา.
บรรลุวิญญานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา.
บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา
บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตน-
สัญญา.
เมื่อภิกษุนั้นเป็น โสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิ-
กิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่
ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น.
เป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์
อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่
ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น.
เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์
อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้ง
อยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น.
หน้า 193
ข้อ 33
เป็นอรหันตบุคคล มีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ
อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่
ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภาย
นอก นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก.
อุปธิวิเวกเป็นไฉน ? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่า
อุปธิ. อมตนิพพาน เรียกว่า อุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับ
สังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก
เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก.
ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนก-
ขัมมะจิตตวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิต
ผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งนิพพาน
อันเป็นวิสังขาร.
คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ใน
ถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมาก ปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชน
นั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกล
แม้จากอุปธิวิเวก คือ อยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้ มิใช่ใกล้ชิด
มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิด
นั้น เช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.
หน้า 194
ข้อ 34
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
[๓๔] คำว่า กามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละ
ได้โดยง่าย มีความว่า คำว่า กาม โดยหัวข้อ ได้แก่ กาม ๒ อย่าง
คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.
วัตถุกามเป็นไฉน ? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็น
ที่ชอบใจ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร
ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี
แว่นแคว้น ชนบท กองพลรบ คลัง และวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความ
กำหนัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วัตถุกาม. อีกอย่างหนึ่ง กามที่เป็น
อดีต กามที่เป็นอนาคต กามที่เป็นปัจจุบัน ที่เป็นภายใน ที่เป็น
ภายนอก ที่เป็นทั้งภายในและภายนอก ชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิด
ประณีต เป็นของสัตว์ผู้เกิดในอบาย เป็นของมนุษย์ เป็นของทิพย์ ที่
ปรากฏเฉพาะหน้าที่นิรมิตเอง ที่ผู้อื่นนิรมิต ที่หวงแหน ที่ไม่ได้หวงแหน
ที่ยึดถือว่าของเรา ที่ไม่ยึดถือว่าของเรา ธรรมที่เป็นกามาวจรแม้ทั้งหมด
ธรรมที่เป็นรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นอรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรม
เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เป็นอารมณ์แห่งตัณหา ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า
อันบุคคลพึงใคร่ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เพราะ
อรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา กามเหล่านั้น เรียกว่า วัตถุกาม.
กิเลสกามเป็นไฉน ? คือ ความพอใจ ความกำหนัด ความ
ดำริ ความกำหนัดมาก ความดำริและความกำหนัด ความพอใจคือความ
ใคร่ ความกำหนัดคือความใคร่ ความเพลิดเพลินคือ ความใคร่ในกาม
หน้า 195
ข้อ 35
ทั้งหลาย ความปรารถนาในกาม ความเสน่หาในกาม ความเร่าร้อนในกาม
ความหลงไหลในกาม ความติดใจในกาม ห้วงคือกาม ความประกอบ
ในกาม ความยึดถือในกาม เครื่องกั้นคือกามฉันทะ ชื่อว่า กาม.
สมจริงดังคำว่า :-
ดูก่อนกาม เราได้เห็นรากฐานของเจ้าแล้วเจ้าเกิด
เพราะความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้า เจ้าจักไม่มีอย่างนี้.
กามเหล่านี้ เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ในโลก คือ ในอบาย
โลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. คำว่า
กามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย มีความว่า
ก็กามทั้งหลายในโลก เป็นของอันนรชนละได้โดยยาก สละได้โดยยาก
สลัดได้โดยยาก ย่ำยีได้โดยยาก แหวกออกได้โดยยาก ข้ามได้โดยยาก
พ้นได้โดยยาก ก้าวล่วงได้โดยยาก ข้ามพ้นได้โดยยาก เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า กามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบัง
ไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่น
นั้นย่อมอยู่ไกลจากกิเลส ก็เพราะกามทั้งหลายในโลกไม่
เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.
[๓๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
สัตว์เหล่านั้น ผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพ
เพราะเหตุแห่งความปรารถนา มุ่งหวังอยู่ในข้างหลังบ้าง
หน้า 196
ข้อ 36
ในข้างหน้าบ้าง ปรารถนาอยู่ซึ่งกามเหล่านี้ หรือกามที่มี
ในก่อน เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และไม่ยังบุคคลอื่นให้
หลุดพ้น.
[๓๖] คำว่า ผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพเพราะเหตุ
แห่งความปรารถนา มีความว่า ตัณหาเรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่
ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ความพอใจ ความชอบใจ ความเพลิด
เพลิน ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน ความกำหนัดกล้า
แห่งจิต ความปรารถนา ความหลง ความติดใจ ความยินดี ความยินดี
ทั่วไป ความข้อง ความติดพัน ความแสวงหา ความลวง ความให้
สัตว์เกิด ความให้สัตว์เกี่ยวกับทุกข์ ความเย็บไว้ ความที่จิตเป็นดังข่าย
ความที่จิตเป็นดังกระแสน้ำ ความซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ความที่จิตเป็น
ดังเส้นด้าย ความกระจายไป ความให้อายุเสื่อมไป ความเป็นเพื่อน
ความตั้งไว้ เครื่องนำไปสู่ภพ ความติดอารมณ์ ความตั้งใจอยู่ในอารมณ์
ความสนิท ความรัก ความเพ่งเล็ง ความผูกพัน ความหวัง ความจำนง
ความประสงค์ ความหวังในรูป ความหวังในเสียง ความหวังในกลิ่น
ความหวังในรส ความหวังในโผฏฐัพพะ ความหวังในลาภ ความหวัง
ในทรัพย์ ความหวังในบุตร ความหวังในชีวิต ความปรารถนา ความ
ให้สัตว์ปรารถนา ความที่จิตปรารถนา ความเหนี่ยวรั้ง ความให้สัตว์
เหนี่ยวรั้ง ความที่จิตเหนี่ยวรั้ง ความหวั่นไหว อาการแห่งความหวั่นไหว
ความพรั่งพร้อมด้วยความหวั่นไหว ความกำเริบ ความใคร่ดี ความ
กำหนัดในที่ผิดธรรม ความโลภไม่เสมอ ความใคร่ อาการแห่งความ
หน้า 197
ข้อ 36
ใคร่ ความมุ่งหมาย ความปอง ความปรารถนาดี กามตัณหา ภวตัณหา
วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ รูป
ตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพะตัณหา ธัมม-
ตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน ความกั้น ความปิด ความบัง
ความผูก ความเข้าไปเศร้าหมอง ความนอนเนื่อง ความกลุ้มรุมจิต
ความเป็นดังเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุต่าง ๆ รากเง่าแห่งทุกข์ เหตุแห่ง
ทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงมาร เบ็ดมาร วิสัยมาร แน่น้ำ ตัณหา
ข่ายตัณหา โซ่ตัณหา สมุทรตัณหา อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล คำว่า
เพราะเหตุแห่งความปรารถนา คือ เพราะเหตุแห่งความปรารถนา
เพราะความปรารถนาเป็นเหตุ เพราะความปรารถนาเป็นปัจจัย เพราะความ
ปรารถนาเป็นตัวการ เพราะความปรารถนาเป็นแดนเกิด ฉะนั้นจึงชื่อว่า
เพราะเหตุแห่งความปรารถนา.
คำว่า ผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพ คือ ความแช่มชื่นใน
ภพอย่างหนึ่ง ได้แก่สุขเวทนา. ความแช่มชื่นในภพ ๒ อย่าง ได้แก่สุข
เวทนา ๑ วัตถุที่ปรารถนา ๑. ความแช่มชื่นในภพ ๓ อย่าง ได้แก่ความ
เป็นหนุ่มสาว ๑ ความไม่มีโรค ๑ ชีวิต ๑. ความแช่มชื่นในภพ ๔ อย่าง
ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข. ความแช่มชื่นในภพ ๕ อย่าง ได้แก่
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจ. ความแช่มชื่นในภพ ๖
อย่าง ได้แก่ความถึงพร้อมแห่งจักษุ ความถึงพร้อมแห่งโสตะ ความถึง
พร้อมแห่งฆานะ ความถึงพร้อมแห่งชิวหา ความถึงพร้อมแห่งกาย ความ
ถึงพร้อมแห่งใจ.
หน้า 198
ข้อ 37
คำว่า ผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพ คือ ผู้ติดพันในสุข
เวทนา ติดพันในวัตถุที่ปรารถนา ติดพันในความเป็นหนุ่มสาว ติดพันใน
ความไม่มีโรค ติดพันในชีวิต ติดพันในลาภ ติดพันในยศ ติดพันในสรร
เสริญ ติดพันในสุข ติดพันในรูป ติดพันในเสียง ติดพันในกลิ่น ติดพัน
ในรส ติดพันในโผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจ ติดพัน คือเกี่ยวพัน ผูกพัน
ข้อง เกี่ยว หมกมุ่นในความถึงพร้อมแห่งจักษุ ในความถึงพร้อมแห่ง
โสตะ ในความถึงพร้อมแห่งฆานะ ในความถึงพร้อมแห่งชิวหา ในความ
ถึงพร้อมแห่งกาย ในความถึงพร้อมแห่งใจ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ติด
พันด้วยความแช่มชื่นในภพ เพราะเหตุแห่งความปรารถนา.
[๓๗] คำว่า สัตว์เหล่านั้น เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และไม่
ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น มีความว่า ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่น
ในภพเหล่านั้น อันสัตว์หลุดพ้นได้ยาก หรือสัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้น
ได้ยากจากธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้น.
ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้น อันสัตว์หลุดพ้น
ได้ยาก อย่างไร ? คือ สุขเวทนา วัตถุที่ปรารถนา ความเป็นหนุ่มสาว
ความไม่มีโรค ชีวิต ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ ที่น่าพอใจ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ ความถึงพร้อมแห่งโสตะ
ความถึงพร้อมแห่งฆานะ ความถึงพร้อมแห่งชิวหา ความถึงพร้อมแห่ง
กาย ความถึงพร้อมแห่งใจ อันสัตว์พ้นได้ยาก คือหลุดพ้นได้ยาก เปลื้อง
ได้ยาก ปล่อยได้ยาก ย่ำยีได้ยาก แหวกออกได้ยาก ข้ามได้ยาก ข้ามพ้น
หน้า 199
ข้อ 37
ได้ยาก ก้าวล่วงได้ยาก ประพฤติล่วงได้ยาก ธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความ
แช่มชื่นในภพ อันสัตว์หลุดพ้นได้ยาก อย่างนี้.
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้หลุดพ้นได้ยากจากธรรมที่เป็นวัตถุแห่งความแช่ม
ชื่นในภพเหล่านั้น อย่างไร ? คือ สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้พ้นได้ยาก หลุดพ้น
ได้ยาก ถอนขึ้นได้ยาก ปลดเปลื้องได้ยาก พรากออกได้ยาก ฉุดออกได้
ยาก จากสุขเวทนา วัตถุที่ปรารถนา ความเป็นหนุ่มสาว ความไม่มีโรค
ชีวิต ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่า
พอใจ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ ความถึงพร้อมแห่งโสตะ ความถึงพร้อม
แห่งฆานะ ความถึงพร้อมแห่งชิวหา ความถึงพรอมแห่งกาย ความถึง
พร้อมแห่งใจ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก จากธรรมที่เป็นวัตถุ
แห่งความแช่มชื่นในภพเหล่านั้น อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์-
เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก อย่างนี้.
คำว่า และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น มีความว่า สัตว์เหล่านั้น
จมอยู่ด้วยตน ย่อมไม่อาจจะฉุดผู้อื่นที่จมอยู่ให้ขึ้นได้ สมจริงดังที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนจุนทะ บุคคลนั้นหนอ จมอยู่ด้วยตนแล้ว
จักฉุดผู้อื่นที่จมอยู่ขึ้นได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนจุนทะ บุคคล
นั้นหนอ ไม่ฝึกฝน ไม่อบรม ไม่ดับกิเลสด้วยตนแล้ว จักยังผู้อื่นให้ฝึก
ฝน ให้อบรม ให้ดับกิเลสได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะได้ สัตว์เหล่านั้น
ไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้นได้ อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่งไม่มีใคร ๆ อื่นที่จะ
ยังสัตว์เหล่านั้นให้พ้นได้ ถ้าสัตว์เหล่านั้นจะพึงพ้นได้ไซร้ สัตว์เหล่านั้นก็
ปฏิบัติอยู่ซึ่งสัมมาปฏิบัติ อนุโลมปฏิบัติ อปัจจนิกปฏิบัติ อนวัตถปฏิบัติ
หน้า 200
ข้อ 37
ธัมมานุธัมมปฏิบัติ โดยตนเอง ด้วยเรี่ยวแรง กำลัง ความเพียร ความ
บากบั่น เรี่ยวแรงของบุรุษ กำลังของบุรุษ ความเพียรของบุรุษ ความ
บากบั่นของบุรุษ ของตนเอง จึงจะพึงพ้นได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น ด้วยประการฉะนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนโธตกมาณพ เราไม่อาจยังใคร ๆ ที่มีความ
สงสัยในโลกให้หลุดพ้นได้ แต่ท่านรู้เฉพาะซึ่งธรรมอัน
ประเสริฐ พึงข้ามห้วงทุกข์นี้ได้ ด้วยประการอย่างนี้.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น แม้ด้วย
ประการอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความชั่วอันบุคคลกระทำด้วยตน บุคคลนั้นจักเศร้า
หมองด้วยตนเอง ความชั่วอันบุคคลไม่กระทำด้วยตน
บุคคลนั้น จะบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ และ ความ
ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน ผู้อื่นไม่พึงให้ผู้อื่นบริสุทธิ์
ได้.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น แม้ด้วย
ประการอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ข้อนี้ก็ฉันนั้น นิพพานก็ตั้งอยู่
หนทางไปนิพพานก็ตั้งอยู่ เราผู้ชักชวนก็ตั้งอยู่ ก็เมื่อเป็น
หน้า 201
ข้อ 38
ดังนั้น สาวกทั้งหลายของเรา ผู้อันเราสั่งสอนอยู่อย่างนี้
พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ บางพวกก็บรรลุถึงนิพพาน อันจบสิ้น
โดยส่วนเดียว บางพวกก็ไม่บรรลุ ดูก่อนพราหมณ์
ในเรื่องนี้เราจะทำอย่างไรได้ ดูก่อนพราหมณ์ พระตถาคต
เป็นเพียงผู้บอกหนทาง พระพุทธเจ้าย่อมบอกหนทาง
สัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิบัติอยู่ด้วยตนเอง จึงจะพึงหลุดพ้นได้
เพราะฉะนั้น จึงถือว่า และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้นแม้
ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์เหล่านั้น
เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุดพ้น
[๓๘] คำว่า มุ่งหวังอยู่ในข้างหลังบ้างในข้างหน้าบ้าง มีความ
ว่า อนาคตเรียกว่าข้างหลัง อดีตเรียกว่าข้างหน้าอีกอย่างหนึ่ง อนาคต
ใกล้อดีตก็ดี ปัจจุบันใกล้อดีตก็ดี เรียกว่า ข้างหลัง อดีตใกล้อนาคต
ก็ดี ปัจจุบันใกล้อนาคตก็ดี เรียกว่าข้างหน้า.
บุคคลทำความมุ่งหวังในข้างหน้า อย่างไร ? คือ บุคคลย่อม
หวนระลึกถึงความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นว่า ในอดีตกาล เราได้มีรูป
อย่างนี้ มีเวทนาอย่างนี้ มีสัญญาอย่างนี้ มีสังขารอย่างนี้ มีวิญญาณอย่างนี้
บุคคลชื่อว่า ทำความมุ่งหวังในข้างหน้า แม้ด้วยประการอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง วิญญาณเป็นของพัวพันด้วยฉันทราคะในอารมณ์นั้นว่า
ในอดีตกาลเราได้มีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้ เพราะวิญญาณเป็นของพัวพันด้วย
ฉันทราคะบุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินอารมณ์นั้น
จึงชื่อว่า ย่อมกระทำความมุ่งหวังในข้างหน้า แม้ด้วยประการอย่างนี้.
หน้า 202
ข้อ 38
วิญญาณเป็นของพัวพันด้วยฉันทราคะในอารมณ์นั้นว่า ในอดีตกาล
เราได้มีโสตะดังนี้ มีเสียงดังนี้....ในอดีตกาล เราได้มีฆานะดังนี้ มีกลิ่นดังนี้...
ในอดีตกาลเราได้มีชิวหาดังนี้ มีรสดังนี้...ในอดีตกาล เราได้มีกายดังนี้
มีโผฏฐัพพะดังนี้ ... ในอดีตกาล เราได้มีใจดังนี้ มีธรรมดังนี้ เพราะวิญญาณ
เป็นของพัวพันด้วยฉันทราคะ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินอารมณ์นั้น เมื่อ
เพลิดเพลินอารมณ์นั้น จึงชื่อว่า ย่อมกระทำความมุ่งหวังในข้างหน้า
แม้ด้วยประการอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมยินดี มุ่งหวัง ถึงความปลื้มใจด้วยการ
หัวเราะ การเจรจา การเล่นกับมาตุคามในกาลก่อนบุคคลจึงชื่อว่า ย่อม
กระทำความมุ่งหวังในข้างหน้า แม้ด้วยประการอย่างนี้.
บุคคลทำความมุ่งหวังในข้างหลังอย่างไร ? คือ บุคคลตามระลึก
ถึงความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นว่า ในอนาคตกาล เราพึงมีรูปอย่างนี้
เวทนาอย่างนี้ สัญญาอย่างนี้ สังขารอย่างนี้ วิญญาณอย่างนี้ บุคคล
ชื่อว่าทำความมุ่งหวังในข้างหลัง แม้ด้วยประการอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้อารมณ์ที่ยังไม่ได้ว่า ในอนาคต
กาล เราพึงมีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้ เพราะเหตุแห่งการตั้งจิตไว้ บุคคลนั้น
จึงเพลิดเพลินอารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินอารมณ์นั้น จึงชื่อว่า ย่อมกระทำ
ความมุ่งหวังในข้างหลัง แม้ด้วยประการอย่างนี้.
บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้อารมณ์ที่ไม่ได้ว่า ในอนาคตกาลเราพึงมิโสตะ
ดังนี้ มีเสียงดังนี้....ในอนาคตกาล เราพึงมีฆานะดังนี้ มีกลิ่นดังนี้.....ใน
อนาคตกาลเราพึงมีชิวหาดังนี้ มีรสดังนี้....ในอนาคตกาลเราพึงมีกายดังนี้
หน้า 203
ข้อ 39
มีโผฏฐัพพะดังนี้....ในอนาคตกาล เราพึงมีใจดังนี้ มีธรรมดังนี้ เพราะ
เหตุแห่งการตั้งจิตไว้ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลินอารมณ์นั้นเมื่อเพลิดเพลิน
อารมณ์นั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ทำความมุ่งหวังในข้างหลังแม้ด้วย
ประการอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมตั้งจิตเพื่อจะได้อารมณ์ที่ยังไม่ได้ว่า เราจัก
เป็นเทวราช หรือจักเป็นเทวดาตนใดตนหนึ่ง ด้วยศีลด้วยพรต ด้วยตบะ
หรือด้วยพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งการตั้งจิตไว้ บุคคลนั้นจึงเพลิดเพลิน
อารมณ์นั้น เมื่อเพลิดเพลินอารมณ์นั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ทำความมุ่ง
หวังในข้างหลัง แม้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุ่งหวัง
อยู่ในข้างหลังบ้าง ในข้างหน้าบ้าง.
[๓๙] คำว่า ปรารถนาอยู่ซึ่งกามเหล่านี้ หรือกามที่มีในก่อน
มีความว่า คำว่าซึ่งกามเหล่านี้ คือ อยากได้ ยินดี ปรารถนา
ทะเยอทะยาน เพ้อฝันถึงกามคุณ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน คำว่า ปรารถนา
อยู่ซึ่งกามที่มีในก่อนมีความว่า ปรารถนาอยู่ บ่นเพ้ออยู่ รำพันอยู่ ถึง
กามคุณ ๕ ที่เป็นอดีต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารถนาอยู่ซึ่งกาม
เหล่านี้หรือกามที่มีในก่อนเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
สัตว์เหล่านั้น ผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพ
เพราะเหตุแห่งความปรารถนา มุ่งหวังอยู่ในข้างหลังบ้าง
ในข้างหน้าบ้างปรารถนาอยู่ซึ่งกามเหล่านี้ หรือกามที่มีใน
ก่อน เป็นผู้หลุดพ้นได้ยาก และไม่ยังบุคคลอื่นให้หลุด
พ้น.
หน้า 204
ข้อ 40, 41
[๔๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:-
สัตว์เหล่านั้น ปรารถนา ขวนขวาย หลงใหลอยู่
ในกามทั้งหลายเป็นผู้ตกต่ำ ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ ถึง
ทุกข์แล้ว ย่อมรำพันอยู่ว่าเราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว
จักเป็นอะไรหนอ.
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
[๔๑] คำว่า ปรารถนา ขวนขวาย หลงใหลอยู่ในกาม
ทั้งหลาย มีความว่า กาม โดยหัวข้อได้แก่กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุ
กาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ กามเหล่านี้ เรียกว่า วัตถุกาม ฯลฯ กาม
เหล่านี้ เรียกว่า กิเลสกาม. ตัณหา เรียกว่า ความปรารถนา ได้
แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
สัตว์ทั้งหลาย กำหนัด ปรารถนาหลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว
พัวพัน ในวัตถุกามทั้งหลายด้วยกิเลสกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ปรารถนาในกามทั้งหลาย. คำว่า ขวนขวาย มีความว่า แม้สัตว์
เหล่าใด ย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหากามทั้งหลาย เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อ
กาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้ม
ไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า
ผู้ขวนขวายในกาม. แม้สัตว์เหล่าใด ย่อมแสวงหาเสาะหา ค้นหา รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหาเป็นผู้เที่ยวไปเพื่อ
กาม มักมากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้ม
หน้า 205
ข้อ 41
ไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า
ผู้ขวนขวายในกาม.
แม้สัตว์เหล่าใดได้เฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วย
สามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม
เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่ง
กามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกาม.
แม้สัตว์เหล่าใด บริโภครูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วย
สามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม
เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกาม
เป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกาม.
คนผู้ทำความทะเลาะชื่อว่าขวนขวายในความทะเลาะ. คนผู้ทำการ
งานชื่อว่าขวนขวายในการงาน. คนผู้เที่ยวไปในโคจร ชื่อว่าขวนขวายใน
โคจร. คนผู้เจริญฌาน ชื่อว่าขวนขวายในฌานฉันใด. แม้สัตว์เหล่าใด
ย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหา กามทั้งหลายเป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มัก
มากในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม
น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวาย
ในกามฉันนั้นเหมือนกัน.
แม้สัตว์เหล่าใด ย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหา รูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ ด้วยสามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมาก
ในกาม หนักในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม
น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวาย
ในกาม.
หน้า 206
ข้อ 42
แม้สัตว์เหล่าใดได้เฉพาะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วย
สามารถแห่งตัณหา เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม มักมากในกาม หนักในกาม
เอนไปในกาม โอนไปในกาม โน้มไปในกาม น้อมใจไปในกาม
มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ชื่อว่า ผู้ขวนขวายในกาม.
คำว่า หลงใหล มีความว่า โดยมากเทวดาและมนุษย์ย่อมหลง
หลงใหล หลงพร้อมอยู่ในกามคุณ ๕ เป็นผู้หลง หลงใหล หลงพร้อม
อันอวิชชาทำให้ตาบอด หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุม
ไว้ ครอบงำไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารถนา. ขวนขวาย
หลงใหลอยู่ในกามทั้งหลาย.
[๔๒] คำว่า สัตว์เหล่านั้น เป็นผู้ตกต่ำตั้งอยู่ในกรรมอัน
ไม่เสมอ มีความว่า คำว่า ตกต่ำ คือแม้สัตว์ผู้ไปต่ำ ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ
แม้ผู้มีความตระหนี่ ก็ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ ผู้ไม่เชื่อถือคำ ถ้อยคำ เทศนา
คำสอน ของพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ชื่อว่า
ผู้ตกต่ำ.
ผู้ไปต่ำ ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ อย่างไร ? สัตว์ผู้ไปต่ำคือสัตว์ที่ไปสู่นรก
ไปสู่ดิรัจฉานกำเนิด ไปสู่เปรตวิสัย ชื่อว่าไปต่ำ ผู้ไปต่ำอย่างนี้ จึงชื่อว่า
ผู้ตกต่ำ.
ว่าด้วยความตระหนี่ ๕ ประการ
ผู้มีความตระหนี่ ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ อย่างไร ? ความตระหนี่ ๕
ประการ คือ ความตระหนี่ที่อยู่, ความตระหนี่ตระกูล, ความตระหนี่ลาภ,
หน้า 207
ข้อ 42
ความตระหนี่วรรณะ, ความตระหนี่ธรรม, ความตระหนี่เห็นปานนี้
อาการตระหนี่ ความเป็นผู้ประพฤติตระหนี่ ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ
ความเหนียวแน่น ความเป็นผู้มีจิตหดหู่เจ็บร้อนในการให้ ความที่จิตอัน
ใคร ๆ ไม่เชื่อถือได้ในการให้ นี้เรียกว่าความตระหนี่. อีกอย่างหนึ่ง
ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะก็ดี
นี้เรียกว่า ความตระหนี่. ความมุ่งจะเอา ก็เรียกว่าความตระหนี่ นี้ชื่อว่า
ความตระหนี่. ชนผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ ไม่รู้จักถ้อยคำที่ยาจก
กล่าว ประมาทอยู่แล้ว ผู้มีความตระหนี่อย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ.
สัตว์ที่ไม่เชื่อถือคำ ถ้อยคำ เทศนา คำสอนของพระพุทธเจ้าและ
สาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ตกต่ำอย่างไร ? สัตว์ทั้งหลายไม่
เชื่อถือ ไม่ฟัง ไม่เงี่ยโสตลงฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้คำ ถ้อยคำ เทศนา
คำสอนของพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เชื่อ
ฟัง ไม่ทำตามคำ ประพฤติฝ่าฝืน เบือนหน้าไปทางอื่น สัตว์ที่ไม่เชื่อคำ
ถ้อยคำ เทศนา คำสอนของพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ตกต่ำ.
คำว่า สัตว์เหล่านั้นตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ มีความว่า
สัตว์เหล่านั้น ตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ ติดแน่น เข้าถึง ติดพัน ติดใจ
ข้อง เกี่ยว เกาะเกี่ยว ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การฆ่าสัตว์
การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การกล่าวคำเท็จ คำส่อเสียด
คำหยาบ. คำเพ้อเจ้อ ความเพ่งเล็ง ความปองร้าย ความเห็นผิด
สังขารทั้งหลาย กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ ความคิดอ่าน ความปรารถนา
หน้า 208
ข้อ 43, 44
ความตั้งใจ อันไม่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ตกต่ำ
ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ.
[๔๓] คำว่า ถึงทุกข์เข้าแล้ว ย่อมรำพันอยู่ มีความว่า คำว่า
ถึงทุกข์เข้าแล้ว คือ เข้าถึงทุกข์ ถึงทุกข์ ประสบทุกข์ ประจวบทุกข์
ถึงมาร ประสบมาร ประจวบมาร ถึงมรณะ ประสบมรณะ ประจวบ-
มรณะเข้าแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงทุกข์เข้าแล้ว. คำว่า
ย่อมรำพันอยู่ คือ ย่อมร่ำไรถึง เพ้อถึง โศกถึง ลำบากใจ รำพัน
ตบอกคร่ำครวญถึง ถึงความหลงใหล เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ถึงทุกข์
เข้าแล้ว ย่อมรำพันอยู่.
ความสงสัยในอนาคต ๑๕ ประการ
[๔๔] คำว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว จักเป็น
อะไรหนอ ? มีความว่า สัตว์เหล่านั้น แล่นไปสู่ความสงสัย แล่นไปสู่
ความเคลือบแคลง เกิดไม่แน่ใจ ย่อมพูดถึง เพ้อถึง โศกถึง ลำบากใจ
รำพันตบอกคร่ำครวญถึง ถึงความหลงใหลอยู่ว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจาก
ภพนี้แล้วจักเป็นอะไรหนอ ? คือจักเป็นสัตว์เกิดในนรก จักเป็นสัตว์เกิด
ในดิรัจฉานกำเนิด จักเป็นสัตว์เกิดในเปรตวิสัย จักเป็นมนุษย์ จักเป็น
เทวดา จักเป็นสัตว์มีรูป จักเป็นสัตว์ไม่มีรูป จักเป็นสัตว์มีสัญญา จักเป็น
สัตว์ไม่มีสัญญา หรือจักเป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เราทั้งหลาย
จักมีในอนาคตหรือหนอ หรือจักไม่มีในอนาคต เราทั้งหลายจักเป็นอะไร
หนอแลในอนาคต เราทั้งหลายจักเป็นอย่างไรหนอแลในอนาคต เราทั้ง
หน้า 209
ข้อ 45, 46
หลายจักเป็นอะไรแล้วจึงจักเป็นอะไรอีกในอนาคตกาล ดังนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า สัตว์เหล่านั้นย่อมรำพันว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว
จักเป็นอะไรหนอ ?
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
สัตว์เหล่านั้น ปรารถนา ขวนขวายหลงใหลอยู่
ในกามทั้งหลาย เป็นผู้ตกต่ำ ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่เสมอ
ถึงทุกข์เข้าแล้วย่อมรำพันอยู่ว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจากภพ
นี้แล้ว จักเป็นอะไรหนอ.
[๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เพราะฉะนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมา พึงศึกษาในศาสนา
นี้แหละ พึงรู้กรรมอันไม่เสมออย่างใดอย่างหนึ่งในโลก
ว่าเป็นกรรมอันไม่เสมอ ไม่พึงประพฤติกรรมอันไม่เสมอ
เพราะเหตุแห่งกรรมอันไม่เสมอนั้น นักปราชญ์ทั้งหลาย
ได้กล่าวชีวิตนี้ ว่าเป็นของน้อย.
ว่าด้วยสิกขา ๓
[๔๖] คำว่า เพราะฉะนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมา พึงศึกษาใน
ศาสนานี้แหละ มีความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะฉะนั้น
เพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือ
เพราะเห็นโทษนั้นในกามทั้งหลาย. คำว่า พึงศึกษา มีความว่า พึง
ศึกษาสิกขาทั้ง ๓ คือ อธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญา
สิกขา ๑
หน้า 210
ข้อ 46
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวม
แล้วด้วยการสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัย
ในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ศีลขันธ์
น้อย ศีลขันธ์ใหญ่ ศีล ที่ตั้ง เบื้องต้น ความประพฤติ ความสำรวม
ความระวังปาก ประธานแห่งความถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียก
ว่า อธิศีลสิกขา
อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัด
จากอกุศลธรรมทั้งหลายบรรลุปฐมฌาณ มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิด
แต่วิเวกอยู่ เพราะวิตกและวิจารสงบไปจึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใส
แห่งใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและ
สุขเกิดแต่สมาธิอยู่. เพราะปีติสิ้นไปจึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข
ด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัส
โทมนัสก่อน ๆ ได้ จึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็น
เหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า อธิจิตตสิกขา.
อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับ อันประเสริฐ ชำแรก
กิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านั้น
อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ
อาสวะ นี้เรียกว่า อธิปัญญาสิกขา.
หน้า 211
ข้อ 47
สัตว์ผู้เกิดมา เมื่อนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้ เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา
เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยความเชื่อ เมื่อประคองความเพียร
เมื่อตั้งสติ เมื่อตั้งจิต เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง
เมื่อกำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรม
ที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง พึงศึกษา พึงประพฤติ
เอื้อเฟื้อ พึงประพฤติเอื้อเฟื้อโดยชอบ สมาทานประพฤติ.
คำว่า ในศาสนานี้ คือ ในความเห็นนี้ ในความควรนี้ ในความ
ชอบใจนี้ ในความยึดถือนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ใน
ปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษย
โลกนี้.
คำว่า สัตว์ผู้เกิดมา คือสัตว์ นระ ฯลฯ มนุษย์เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมา พึงศึกษาในศาสนานี้
แหละ.
[๔๗] คำว่า พึงรู้กรรมอันไม่เสมออย่างใดอย่างหนึ่งในโลก
ว่าเป็นกรรมอันไม่เสมอ มีความว่า คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
ทั้งปวงโดยอาการทั้งปวง ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มี
เหลือ, คำว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เป็นเครื่องกล่าวกรรมทั้งสิ้น.
คำว่า พึงรู้ว่าเป็นกรรมอันไม่เสมอ มีความว่า สัตว์ผู้เกิดมา
พึงรู้ พึงรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้เฉพาะ แทงตลอด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา
ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขารทั้งหลาย
หน้า 212
ข้อ 48, 49
กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนาความปรารถนา ความตั้งใจ อันไม่เสมอ
ว่าเป็นกรรมอันไม่เสมอ คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ฯลฯ อายตน-
โลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงรู้กรรมอันไม่เสมออย่างใดอย่างหนึ่ง
ว่าเป็นกรรมอันไม่เสมอ.
[๔๘] คำว่า ไม่พึงประพฤติกรรมอันไม่เสมอเพราะเหตุ
แห่งกรรมอันไม่เสมอนั้น มีความว่า สัตว์ผู้เกิดมา ไม่พึงประพฤติ
ไม่พึงเอื้อเฟื้อประพฤติ ไม่พึงเอื้อเฟื้อประพฤติโดยชอบ ไม่พึงสมาทาน
ประพฤติซึ่งกรรมอันไม่เสมอ เพราะเหตุแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา
ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขารทั้งหลาย
กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนาความปรารถนา ความตั้งใจอันไม่เสมอ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่พึงประพฤติกรรมอันไม่เสมอเพราะเหตุ
แห่งกรรมอันไม่เสมอนั้น.
ชีวิตน้อยด้วยเหตุ ๒ ประการ
[๔๙] คำว่า นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของ
น้อย มีความว่า ชีวิต ได้แก่อายุ ความตั้งอยู่ ความดำเนินไป ความ
ให้อัตภาพดำเนินไป ความหมุนไป ความเลี้ยง ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์
ก็ชีวิตน้อยโดยเหตุ ๒ ประการ คือ ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย ๑ ชีวิตน้อย
เพราะมีกิจน้อย ๑.
ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย เป็นอย่างไร ? ชีวิตเป็นอยู่แล้วใน
ขณะจิตเป็นอดีต ย่อมไม่เป็นอยู่ จักไม่เป็นอยู่ ชีวิตจักเป็นอยู่ในขณะจิต
หน้า 213
ข้อ 49
เป็นอนาคต ย่อมไม่เป็นอยู่ ไม่เป็นอยู่แล้ว ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิต
เป็นปัจจุบัน ไม่เป็นอยู่แล้ว จักไม่เป็นอยู่.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมประ-
กอบกัน เสมอด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปพลัน
เทวดาเหล่าใด ย่อมตั้งอยู่ตลอดแปดหมื่นสี่พันกัปเทวดา
เหล่านั้น ย่อมไม่เป็นผู้ประกอบด้วยจิต ๒ ดวงเป็นอยู่เลย
ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ผู้ตาย หรือของสัตว์ที่เป็นอยู่ในโลก
นี้ดับแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งปวงเที่ยวเป็นเช่นเดียวกันดับไป
แล้ว มิได้สืบเนื่องกัน ขันธ์เหล่าใด แตกไปแล้วในอดีต
เป็นลำดับ และขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วในอนาคตเป็น
ลำดับ ความแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปในปัจจุบัน
กับด้วยขันธ์เหล่านั้น ย่อมมิได้มีในลักษณะสัตว์ไม่เกิดแล้ว
ด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์โลกตาย
แล้ว เพราะความแตกแห่งจิตนี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์
ขันธ์ทั้งหลายแปรไปโดยฉันทะ ย่อมเป็นไปดุจน้ำไหลไป
ตามที่ลุ่มฉะนั้น ย่อมเป็นไปตามวาระอันไม่ขาดสาย เพราะ
อายตนะ ๖ เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายแตกแล้วมิได้ถึงความ
ตั้งอยู่ กองขันธ์มิได้มีในอนาคต ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว
ย่อมตั้งอยู่ เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดทั้งอยู่บนปลายเหล็ก
แหลมฉะนั้น ก็ความแตกแห่งธรรมขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว
หน้า 214
ข้อ 49
นั้นสกัดอยู่ข้างหน้าแห่งสัตว์เหล่านั้น ขันธ์ทั้งหลายมีความ
ทำลายเป็นปกติ มิได้รวมขันธ์ที่เกิดก่อน ย่อมตั้งอยู่
ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏแตกแล้วก็ไปสู่ที่ไม่ปรากฏ
ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไป เหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ
ฉะนั้น.
ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย อย่างนี้.
ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อย อย่างไร ? ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้า
ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจออก ชีวิตเนื่องด้วยลมหาย ใจเข้าและลมหายใจออก
ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป ชีวิตเนื่องด้วยไออุ่น ชีวิตที่เนื่องด้วยอาหารที่
กลืนกิน ชีวิตเนื่องด้วยวิญญาณ กรัชกายอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจเข้า
และลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และ
ภพอันเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ปัจจัยทั้ง
หลายก็ดี ตัณหาอันเป็นแดนเกิดก่อนก็ดี รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิด
ร่วมกัน แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี อรูปธรรมที่ประ
กอบกัน แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นก็ดี ขันธ์ที่เกิดร่วมกัน
แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ตัณหาอันประกอบกันก็ดี
ก็มีกำลังทราม ธรรมเหล่านั้นมีกำลังทรามเป็นนิตย์ต่อกันและกัน มิได้ตั้งมั่น
ต่อกันและกัน ย่อมยังกันและกันให้ตกไป เพราะความต้านทานมิได้มีแก่
กันและกัน ธรรมเหล่านั้นจึงไม่ดำรงกันและกันไว้ได้ ธรรมแม้ใดให้ธรรม
เหล่านี้เกิดแล้ว ธรรมนั้นมิได้มี ก็แต่ธรรมอย่างหนึ่ง มิได้เสื่อมไปเพราะ
หน้า 215
ข้อ 49
ธรรมอย่างหนึ่ง ก็ขันธ์เหล่านี้แตกไปเสื่อมไป โดยอาการทั้งปวง ขันธ์
เหล่านี้อันเหตุปัจจัยมีในก่อนให้เกิดแล้ว แม้เหตุปัจจัยอันเกิดก่อนเหล่าใด
เหตุปัจจัยเหล่านั้นก็ตายไปแล้วในก่อน ขันธ์ที่เกิดก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภาย
หลังก็ดี มิได้เห็นกันและกันในกาลไหน ๆ ฉะนั้น ชีวิตจึงชื่อว่า เป็น
ของน้อยเพราะมีกิจน้อย อย่างนี้.
อนึ่ง เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา ชีวิตมนุษย์ก็
น้อย คือเล็กน้อยนิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปชั่วกาล
บัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้น
ดาวดึงส์......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นยามา.........เพราะเทียบชีวิตของ
เทวดาชั้นดุสิต......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นนิมมานรดี.....เพราะเทียบ
ชีวิตของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาเนื่องใน
หมู่พรหม ชีวิตมนุษย์น้อย คือเล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็น
ไปพลัน เป็นไปชั่วกาลบัดเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของพวกมนุษย์นี้น้อย
จำต้องไปสู่ปรโลก มนุษย์ทั้งหลายจำต้องประสบความตาย
ตามที่รู้กันอยู่แล้วควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์
ไม่มีมนุษย์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้
ใดย่อมเป็นอยู่นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือที่
เกินกว่า ๑๐๐ ปี ก็มีน้อย.
หน้า 216
ข้อ 49
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
อายุของพวกมนุษย์น้อย บุรุษผู้ใคร่ความดี พึงดู
หมิ่นอายุที่น้อยนี้ พึงรีบประพฤติให้เหมือนคนถูกไฟไหม้
ศีรษะ ฉะนั้น เพราะความตายจะไม่มาถึง มิได้มี วันคืน
ย่อมล่วงเลยไปชีวิตก็กระชั้นเข้าไปสู่ความตายอายุของสัตว์
ทั้งหลายย่อมสิ้นไปเหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ย่อมสิ้นไป
ฉะนั้น.
ว่าด้วยปัญญาที่เรียกว่าธี
คำว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย มี
ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายได้แก่ ผู้มีปัญญาทรงจำ ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
ทรงจำ ผู้ติเตียนบาป ปัญญาเรียกว่า ธี ได้แก่ความรู้ ความรู้ทั่ว ความ
เลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดดี
ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความ
เป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเป็นเครื่องจำแนก ปัญญา
เป็นเครื่องติด ปัญญาเป็นเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน
ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเป็นเครื่องเห็น
แจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทง ปัญญาเป็นเครื่องเห็นชัด
ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นศัสตรา ปัญญาเพียงดังปรา-
หน้า 217
ข้อ 50
สาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรื่อง ปัญญาเป็น
ดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ เพราะเป็น
ผู้ประกอบด้วยปัญญานั้น จึงชื่อว่า ธีรา อีกอย่างหนึ่ง ชนผู้มีปัญญาใน
ขันธ์ มีปัญญาในธาตุ มีปัญญาในอายตนะ มีปัญญาในปฏิจจสมุปบาท มี
ปัญญาในสติปัฏฐาน มีปัญญาในสัมมัปปธาน มีปัญญาในอิทธิบาท มีปัญญา
ในอินทรีย์ มีปัญญาในพละ มีปัญญาในโพชฌงค์ มีปัญญาในมรรค มี
ปัญญาในผล มีปัญญาในนิพพาน ชื่อว่า ธีรา ผู้มีปัญญาทั้งหลายนั้น
ได้กล่าว คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงว่า ชีวิตมนุษย์น้อย คือ
เล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปตลอดกาลบัดเดี๋ยว
เดียวตั้งอยู่ตลอดกาลไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เพราะฉะนั้นแล สัตว์ผู้เกิดมา พึงศึกษาในศาสนา
นี้แหละ พึงรู้กรรมอันไม่เสมออย่างใดอย่างหนึ่งในโลกว่า
เป็นกรรมอันไม่เสมอ ไม่พึงประพฤติกรรมอันไม่เสมอ
เพราะเหตุแห่งกรรมอันไม่เสมอนั้น นักปราชญ์ ทั้งหลาย
ได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย.
[๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราย่อมเห็นหมู่สัตว์นี้ ผู้ไปในตัณหาในภพทั้ง
หลายดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนทั้งหลายที่เลวยังไม่ปราศจาก
ตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ.
หน้า 218
ข้อ 51
สัตว์ดิ้นในอยู่ในโลกเพราะตัณหา
[๕๑] คำว่า เราย่อมเห็น.... ดิ้นรนอยู่ในโลก มีความว่า
คำว่า ย่อมเห็น คือ ย่อมเห็น ย่อมแลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู
ด้วยมังสจักษุบ้าง ทิพยจักษุบ้าง ปัญญาจักษุบ้าง พุทธจักษุบ้าง สมันตจักษุ
บ้าง.
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก
ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก.
คำว่า ดิ้นรนอยู่ คือ เราย่อมเห็น ย่อมแลดู. ตรวจดู เพ่งดู
พิจารณาดู ซึ่งหมู่สัตว์นี้ดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว
เอนเอียง กระสับกระส่ายอยู่ ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้น
รนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรนเพราะความ
ประกอบ ด้วยความดิ้นรนเพราะผลกรรม ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริต
ด้วยราคะของผู้กำหนัด ด้วยโทสะของผู้ขัดเคือง ด้วยโมหะของผู้หลงแล้ว
ด้วยมานะเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยทิฏฐิที่ยึดถือไว้ ด้วยความฟุ้งซ่านที่ฟุ้ง
แล้ว ด้วยความสงสัยที่ไม่แน่ใจ ด้วยอนุสัยที่ถึงกำลังด้วยลาภ ด้วยความ
เสื่อมลาภ ด้วยยศ ด้วยความเสื่อมยศ ด้วยสรรเสริญ ด้วยนินทา ด้วยสุข
ด้วยทุกข์ ด้วยชาติ ด้วยชรา ด้วยพยาธิ ด้วยมรณะ ด้วยโสกะปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ด้วยทุกข์คือความเกิดในนรก ด้วยทุกข์คือ
ความเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ด้วยทุกข์คือความเกิดในวิสัยแห่งเปรต
ด้วยทุกข์คือความเกิดในมนุษย์ ด้วยทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ด้วย
ทุกข์มีความทั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ด้วยทุกข์มีความตลอดจากครรภ์เป็นมูล
หน้า 219
ข้อ 51
ด้วยทุกข์อันติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว ด้วยทุกข์อันเนื่องแห่งผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด
แล้ว ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ความ
ขวนขวายของผู้อื่น ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ทุกขเวทนา ด้วยทุกข์อันเกิดแต่
สังขาร ด้วยทุกข์อันเกิดแต่ความแปรปรวน ด้วยทุกข์เพราะโรคทางจักษุ
โรคทางโสตะ โรคทางฆานะ โรคทางชิวหา โรคทางกาย โรคทางศีรษะ
โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไร้หวัด
โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด
โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ
โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด โรคหูด
โรคละลอก โรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ
โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง ด้วยอาพาธมีดีเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธ
สันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดขึ้นเพราะการบริหารไม่
สม่ำเสมอ อาพาธเกิดขึ้นแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่ผลกรรม
ด้วยความหนาว ด้วยความร้อน ด้วยความหิว ด้วยความกระหาย ด้วย
ปวดอุจจาระ ด้วยปวดปัสสาวะ ด้วยความทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง
ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งมารดา ด้วย
ทุกข์เพราะความตายแห่งบิดา ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งพี่ชายน้องชาย
ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งพี่สาวน้องสาว ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่ง
บุตร ด้วยทุกข์เพราะความตายแห่งธิดา ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่ง
ญาติ ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ด้วยทุกข์เพราะความ
หน้า 220
ข้อ 52, 53
ฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ด้วย
ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมเห็น....ดิ้นรนอยู่ในโลก.
[๕๒] คำว่า หมู่สัตว์นี้ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย มี
ความว่า คำว่า หมู่สัตว์ เป็นชื่อของสัตว์.
คำว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา
โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา.
คำว่า ผู้ไปในตัณหา คือไปในตัณหา ไปตามตัณหา ซ่านไปตาม
ตัณหา จมอยู่ในตัณหา อันตัณหาให้ตกไปแล้ว อันตัณหาครอบงำแล้ว
มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว.
คำว่า ในภพทั้งหลาย คือในกามภพ รูปภพ อรูปภพ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์นี้ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย.
[๕๓] คำว่า นรชนทั้งหลายที่เลว....ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ
มีความว่า นรชนทั้งหลายที่เลว คือผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม
มโนกรรม ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณ-
วาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขาร
ทั้งหลาย กามคุณ ๕ นิวรณ์ ๕ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจอันเลว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ชั่วหยาบ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนทั้งหลายที่เลว.
คำว่า ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ มีความว่า นรชนทั้งหลายเป็นผู้
ถึงมัจจุ ประจวบกับมัจจุเข้าถึงมัจจุถึงมาร ประจวบกับมาร เข้าถึงมาร
หน้า 221
ข้อ 54
ถึงมรณะ ประจวบกับมรณะ เข้าถึงมรณะ ย่อมร่ำไร บ่นเพ้อ เศร้าโศก
ลำบากใจ รำพัน บอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหล ใกล้ปากมัจจุ
ปากมาร ปากมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนทั้งหลายที่เลว....
ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ.
ว่าด้วยภพน้อยภพใหญ่
[๕๔] คำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่
มีความว่า ตัณหา คือ รูปตัณหา ฯลฯ ธัมมตัณหา.
คำว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ ได้แก่ ภพน้อยและภพใหญ่
คือ กรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในอรูปภพในความเกิดบ่อย ๆ ในความเป็นไปบ่อย ๆ ใน
ความเข้าถึงบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆในอันบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อย ๆ.
คำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา คือ ยังไม่ปราศจากตัณหา
มีตัณหายังไม่หมดไป มีตัณหายังไม่สละแล้ว มีตัณหายังไม่สำรอกแล้ว
มีตัณหายังไม่พ้นไปแล้ว มีตัณหายังไม่ละเสียแล้ว มีตัณหายังไม่สละคืน
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและ
ภพใหญ่.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า:-
เราย่อมเห็นหมู่สัตว์นี้ ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย
หน้า 222
ข้อ 55, 56
ดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนทั้งหลายที่เลว ยังไม่ปราศจากตัณ
หาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ.
[๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุ
ที่ยึดถือว่าต้องเรา เหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ในน้ำน้อยอัน
มีกระแสสิ้นไป นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ทำซึงตัณหา
เครื่องเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย พึงเป็นผู้ไม่ยึดถือว่าของ
เราประพฤติ.
ว่าด้วยความยึดถือ ๒ อย่าง
[๕๖] คำว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ใน
เพราะวัตถุไม่ยึดถือว่าของเรา มีความว่า ความยึดถือว่าของเรา ได้แก่
ความยึดถือว่าของเรา ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑
ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ๑.
ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา เป็นไฉน ? วัตถุที่ทำให้เป็น
เขต เป็นแดน เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือเอาว่าของ
เรา ด้วยส่วนแห่งตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือว่าของเรา ซึ่งวัตถุมี
ประมาณเท่านั้น ว่าสิ่งนี้ของเรา สิ่งนั้นของเรา สิ่งมีประมาณเท่านี้ของ
เรา สิ่งของของเรามีประมาณเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค
ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น
หน้า 223
ข้อ 56
ชนบท ฉางข้าว คลัง เป็นของของเรา ย่อมยึดถือว่าเป็นของเราแม้ซึ่งแผ่น
ดินใหญ่ทั้งสิ้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อ
ว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา.
ความยืดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ เป็นไฉน ? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ
๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ความไปคือทิฏฐิ
รกชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ
เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยืดมั่น ความยึดถือ
ทางชั่ว ทางผิด ความผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงผิด ความ
ถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือในสิ่งที่ไม่แน่นอนว่า
แน่นอน จนถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ.
คำว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ในเพราะวัตถุ
ที่ยึดถือว่าของเรา มีความว่า หมู่สัตว์แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการ
แย่งชิงวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา ย่อมดิ้นรน คือย่อมดิ้นรนเมื่อเขากำลังชิง
เอาบ้าง เมื่อเขาชิงเอาแล้วบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวน
ไปแห่งวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา ย่อมดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรน ย่อมกระเสือก
กระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา เมื่อวัตถุ
นั้นกำลังแปรปรวนอยู่บ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง ท่านทั้ง
หลายจงเห็น จงแลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู. ซึ่งหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรน
กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา
อยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้น
รนอยู่ในเพราะวัตถุที่ยึดถือว่าของเรา.
หน้า 224
ข้อ 57, 58
[๕๗] คำว่า เหมือนฝูงปลาที่ดิ้นรนอยู่ในน้ำน้อยอันมีกระ
แสสิ้นไป มีความว่า ฝูงปลาที่ถูกฝูงกา เหยี่ยว หรือนกยาง จิกฉุดขึ้น
กินอยู่ ย่อมดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง
กระสับกระส่ายไปมาในที่มีน้ำน้อย มีน้ำนิดหน่อย มีน้ำแห้งไป ฉันใด
หมู่สัตว์แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่ยึดถือว่า ของเรา ย่อม
ดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรนเมื่อเขากำลังชิงเอาบ้าง เมื่อเขาชิงเอาแล้วบ้าง
แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่ยึดถือว่าของเราย่อม
ดิ้นรน คือ ย่อมดิ้นรน ย่อมกระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว
เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา เมื่อวัตถุนั้น กำลังแปรปรวนบ้างแปรปรวน
ไปแล้วบ้างฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนฝูงปลาที่ดิ้นรนอยู่
ในน้ำน้อยอันมีกระแสสิ้นไป.
[๕๘] คำว่า นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว....พึงเป็นผู้ไม่ยึด
ถือว่าของเราประพฤติ มีความว่า เห็นแล้ว คือ ประสบ เทียบเคียง
พิจารณา ตรวจตรา ทำให้แจ่มแจ้งซึ่งโทษนั้น ในเพราะวัตถุที่ยึดถือ
ว่าของเรา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว.
คำว่า พึงเป็นผู้ไม่ยึดถือว่าของเราประพฤติ มีความว่า ความ
ยึดถือว่าของเรา ได้แก่ความยึดถือว่าของเรา ๒ อย่างคือ ความยึดถือว่า
ของเราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของ
เราด้วยทิฏฐิ นรชนพึงละความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา สละคืนความ
ยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิแล้ว ไม่ยึดถือว่าของเราซึ่งจักษุ โสตะ ฆานะ
หน้า 225
ข้อ 59
ชิวหา กาย ใจ ไม่ยึดถือว่าของเรา คือ ไม่ถือ ไม่ถือมั่น ไม่ยึดมั่น
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ
สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ. คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ, กามภพ รูปภพ อรูปภพ, สัญญาภพ
อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ, เอกโวการภพ จตุโวการภพ
ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ทิฏฐสุตมุตวิญญาตัพพธรรม
พึงประพฤติไป คือ พึงอยู่ เป็นไป หมุนไปรักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพ
ดำเนินไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว....พึง
เป็นผู้ไม่ยึดถือว่าของเราประพฤติ.
[๕๙] คำว่า ไม่ทำซึ่งตัณหาเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย มี
ความว่า ในภพทั้งหลาย คือในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ตัณหาเรียก
ว่า เครื่องเกี่ยวข้อง ได้แก่ความกำหนัด ความกำหนัด กล้า ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล. คำว่า ไม่ทำซึ่งตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในภพทั้ง
หลาย คือ ไม่ทำซึ่งตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในภพทั้งหลายคือ ไม่ทำซึ่ง
ตัณหาเครื่องเกี่ยวข้อง ไม่ทำซึ่งความพอใจ ความรัก ความกำหนัด
ความชอบใจ คือไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดเสมอ ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิด
เฉพาะในภพทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำซึ่งตัณหาเครื่อง
เกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ท่านทั้งหลายจงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ ในเพราะ
วัตถุที่ยึดถือว่าของเรา เหมือนฝูงปลาดิ้นรนอยู่ในน้ำน้อย
หน้า 226
ข้อ 60, 61
อันมีกระแสสิ้นไป นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ทำซึ่ง
ตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในภพทั้งหลาย พึงเป็นผู้ไม่ยึดถือ
ว่าของเราประพฤติ.
[๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ธีรชนพึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ กำหนดรู้
ผัสสะแล้ว ไม่เป็นผู้ตามติดใจ ตนติเตียนกรรมใด ไม่ทำ
กรรมนั้นอยู่ ย่อมไม่ติดในทิฏฐารมณ์ และสุตารมณ์.
[๖๑] คำว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ มีความว่า
ที่สุด คือ ผัสสะเป็นที่สุดอันที่ ๑ ผัสสสมุทัยเป็นที่สุดอันที่ ๒, อดีตเป็น
ที่สุดอันที่ ๑ อนาคตเป็นที่สุดอันที่ ๒, สุขเวทนาเป็นที่สุดอันที่ ๑ ทุกข-
เวทนาเป็นที่สุดอันที่ ๒, นามเป็นที่สุดอันที่ ๑ รูปเป็นที่สุดอันที่ ๒,
อายตนะภายใน ๖ เป็นที่สุดอันที่ อายตนะภายนอก ๖ เป็นที่สุดอันที่ ๒,
สักกายะเป็นที่สุดอันที่ ๑ สักกายสมุทัยเป็นที่สุดอันที่ ๒, คำว่า ความพอ
ใจ ได้แก่ ความพอใจคือความใคร่ ความกำหนัดคือความใคร่ ความ
เพลินคือความใคร่ ในกามทั้งหลาย ความปรารถนาในกาม ความเสน่หา
ในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม
ห้วงคือกาม ความประกอบในกาม ความยึดถือในกาม เครื่องกั้นกางคือ
กามฉันทะ. คำว่า พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ คือพึงกำ-
จัด พึงกำจัดเฉพาะ พึงละ พึงบรรเทา พึงทำให้สิ้นไป พึงให้ถึงความ
ไม่มีในภายหลัง ซึ่งความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒.
หน้า 227
ข้อ 62
ว่าด้วยผัสสะต่าง ๆ
[๖๒] คำว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นผู้ไม่ตามติดใจ มีความ
ว่า ผัสสะ ได้แก่ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส
กายสัมผัส มโนสัมผัส อธิวจนสัมผัส ปฏิฆสัมผัส สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่ง
สุขเวทนา สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุข
เวทนา ผัสสะอันสัปยุตด้วย กุศลจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วย กุศลจิต ผัสสะ
อันสัมปยุตด้วยอัพยากตจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกามาวจรจิต ผัสสะอันสัม-
ปยุตด้วยรูปาวจรจิต ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต ผัสสะเป็นสุญญตะ
ผัสสะเป็นอนิมิตตะ ผัสสะเป็นอัปปณิหิตะ ผัสสะเป็นโลกิยะ ผัสสะเป็น
โลกุตตระ ผัสสะเป็นอดีต ผัสสะเป็นอนาคต ผัสสะเป็นปัจจุบัน ผัสสะ
ใดเห็นปานนี้ คือความถูกต้อง ความถูกต้องพร้อม ความที่จิตถูกต้อง
พร้อม นี้ชื่อว่า ผัสสะ. คำว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้ว คือ กำหนดรู้ซึ่ง
ผัสสะ โดยปริญญา ๓ ประการ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหาน
ปริญญา.
ว่าด้วยปริญญา ๓ ประการ
ญาตปริญญา เป็นไฉน? ธีรชนย่อมรู้ซึ่งผัสสะ คือ ย่อมรู้ ย่อม
เห็นว่า นี้จักขุสัมผัส นี้โสตสัมผัส นี้ฆานสัมผัส นี้ชิวหาสัมผัส นี้กาย
สัมผัส นี้มโนสัมผัส นี้อธิวจนสัมผัส นี้ปฏิฆสัมผัส นี้สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่ง
สุขเวทนา นี้สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา นี้สัมผัสเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขม
สุขเวทนา นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกุศลจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอกุศลจิต
นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอัพยากตจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยกามาวจรจิต
นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยรูปาวจรจิต นี้ผัสสะอันสัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต
หน้า 228
ข้อ 62
นี้ผัสสะเป็นสุญญตะ นี้ผัสสะเป็นอนิมิตตะ นี้ผัสสะเป็นอัปปณิหิตะ นี้ผัสสะ
เป็นโลกิยะ นี้ผัสสะเป็นโลกุตตระ นี้ผัสสะเป็นอดีต นี้ผัสสะเป็นอนาคต
นี้ผัสสะเป็นปัจจุบัน นี้เรียกว่า ญาตปริญญา.
ตีรณปริญญา เป็นไฉน ? ธีรชนทำความรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมพิจารณา
ซึ่งผัสสะ คือ ย่อมพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
โรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นของลำบาก เป็นอาพาธ เป็นอย่าง
อื่น เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค
เป็นของหวั่นไหว เป็นของแตกพัง เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่
ต้านทาน เป็นของไม่มีที่ช่อนเร้น เป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็น
ของเปล่า เป็นของสูญ เป็นอนัตตา เป็นโทษ เป็นของมีความแปรไป
เป็นธรรมดา เป็นของไม่มีแก่นสาร เป็นมลแห่งความลำบาก เป็นดัง
เพชฌฆาต เป็นของปราศจากความเจริญ เป็นของมีอาสวะ เป็นของอัน
เหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อมาร เป็นของมีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชรา
เป็นธรรมดา เป็นของมีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะเป็นธรรมดา
เป็นของมีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดา
เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นของ
ดับไป เป็นของไม่ชวนให้แช่มชื่น เป็นอาทีนพ เป็นนิสสรณะ นี้เรียกว่า
ตีรณปริญญา.
ปหานปริญญา เป็นไฉน ? ธีรชนพิจารณาอย่างนี้แล้วย่อมละ บรร
เทาทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งฉันทราคะในผัสสะ สม
จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะใน
หน้า 229
ข้อ 63
ผัสสะใด เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้น ผัสสะนั้นจักเป็นของอันเธอ
ทั้งหลายละแล้ว มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน
ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นธรรมดา โดย
ประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า ปหานปริญญา.
คำว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้ว คือ กำหนดรู้ซึ่งผัสสะ ด้วยปริญญา
๓ นี้. คำว่า ไม่เป็นผู้ตามติดใจ มีความว่า ตัณหา เรียกว่า ความ
ติดใจ ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล ความติดใจนั้น อันบุคคลใดละได้แล้ว ขัดขาดแล้ว สงบได้
แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
บุคคลนั้นเรียกว่า เป็นผู้ไม่ติดใจ บุคคลนั้น ไม่ติดใจ คือ ไม่ถึงความ
ติดใจ ไม่หลงใหล ไม่หมกมุ่น ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริฐ สุข จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ
รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโว-
การภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบัน
กาล ทิฏฐธรรม สุตธรรม มุตธรรม วิญญาตัพพธรรม คือ เป็นผู้คลาย
ปราศจาก สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนความติดใจแล้ว คลาย
ปราศจาก สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนความกำหนัดแล้ว หมด
ความอยาก ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยความสุข มีตนเป็นดุจพรหมอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กำหนดรู้ผัสสะแล้ว ไม่เป็นผู้ตามติดใจ.
[๖๓] คำว่า ตนติเตียนกรรมใด ไม่ทำกรรมนั้น มีความว่า
หน้า 230
ข้อ 63
กรรมใด คือ ธีรชนย่อมติเตียนกรรมใดด้วยตน ธีรชนย่อมติเตียนตน
เพราะเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะกระทำ และเพราะไม่กระทำ.
ธีรชนติเตียนตนเพราะกระทำ และเพราะไม่กระทำ อย่างไร ?
ธีรชนย่อมติเตียนตนว่า เราทำกายทุจริต ไม่ทำกายสุจริต. เราทำวจีทุจริต
ไม่ทำวจีสุจริต. เราทำมโนทุจริต ไม่ทำมโนสุจริต. เราทำปาณาติบาต
ไม่ทำความงดเว้น จากปาณาติบาต. เราทำอทินนาทาน ไม่ทำความงดเว้น
จากอทินนาทาน. เราทำกาเมสุมิจฉาจาร ไม่ทำความงดเว้นจากกาเมสุมิจ-
ฉาจาร. เราทำมุสาวาท ไม่ทำความงดเว้นจากมุสาวาท. เราทำปิสุณวาจา
ไม่ทำความงดเว้นจากปิสุณวาจา. เราทำผรุสวาจา ไม่ทำความงดเว้นจาก
ผรุสวาจา. เราทำสัมผัปปลาปะ ไม่ทำความงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ. เรา
ทำอภิชฌา ไม่ทำอนภิชฌา. เราทำพยาบาท ไม่ทำอัพยาบาท. เราทำ
มิจฉาทิฏฐิ ไม่ทำสัมมาทิฏฐิ. ธีรชนย่อมติเตียนตนเพราะกระทำ และ
เพราะไม่กระทำอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ธีรชนย่อมติเตียนตนว่า เราไม่ทำ
ความบริบูรณ์ในศีล ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณใน
โภชนะไม่หมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ไม่ประกอบด้วยสติ-
สัมปชัญญะ ไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่เจริญสัมมัปปธาน ๔ ไม่เจริญ
อิทธิบาท ๔ ไม่เจริญอินทรีย์ ๕ ไม่เจริญพละ ๕ ไม่เจริญโภชฌงค์ ๗
ไม่เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย ไม่เจริญมรรค
ไม่ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ธีรชนย่อมติเตียนตนเพราะการทำ และเพราะไม่
กระทำ อย่างนี้ไม่ทำกรรมที่ตนติเตียนอย่างนี้ คือ ไม่ยังกรรมนั้นให้เกิด
ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อ
หน้า 231
ข้อ 64, 65, 66
ว่า ตนติเตียนกรรมใด ไม่กระทำกรรมนั้น.
[๖๔] คำว่า ธีรชนย่อมไม่ติดในทิฏฐารมณ์และสุตารมณ์
มีความว่า ความติด ได้แก่ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วยตัณหา ๑
ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความติดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความติดด้วยทิฏฐิ คำว่า ธีรชน คือ บุคคลผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง
ผู้ดำเนินด้วยปัญญา ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง
ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ธีรชนละความติดด้วยตัณหา สละคืน
ความติดด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่ติด คือ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด
ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว
ในทิฏฐารมณ์ สุตารมณ์ มุตารมณ์ วิญญาตารมณ์ เป็นผู้มีจิตกระทำให้
ปราศจากแดงกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธีรชนย่อมไม่ติดใน
ทิฏฐารมณ์และสุตารมณ์.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ธีรชนพึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ กำหนด
รู้ผัสสะแล้ว ไม่เป็นผู้ตามติดใจ ตนติเตียนกรรมใด ไม่
ทำกรรมนั้น ย่อมไม่ติดในทิฏฐารมณ์และสุตารมณ์.
[๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
มุนีกำหนดรู้สัญญาแล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึด
ถือทั้งหลาย พึงข้ามโอตะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว
ไม่ประมาท ประพฤติอยู่ ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า.
[๖๖] คำว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว....พึงข้ามโอตะได้ มีความ
หน้า 232
ข้อ 66
ว่า สัญญา ได้แก่ กามสัญญา พยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา เนก-
ขัมมสัญญา อัพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา รูปสัญญา สัททสัญญา
คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา สัญญาใดเห็นปานนี้
คือ ความรู้พร้อม ความเป็นคืออันรู้พร้อม นี้เรียกว่าสัญญา คำว่า
กำหนดรู้สัญญาแล้ว มีความว่า กำหนดรู้สัญญา ด้วยปริญญา ๓ คือ
ญาตปริญญา ตีรูปริญญา ปหานปริญญา.
ญาตปริญญา เป็นไฉน ? มุนีย่อมรู้ปัญญา คือ ย่อมรู้ ย่อม
เห็นว่านี้กามสัญญา นี้พยาปาทสัญญา นี้วิหิงสาสัญญา นี้เนกขัมมสัญญา
นี้อัพยาปาทสัญญา นี้อวิหิงสาสัญญา นี้รูปสัญญา นี้สัททสัญญา นี้คันธ-
สัญญา นี้รสสัญญา นี้โผฏฐัพพสัญญา นี้ธัมมสัญญา นี้เรียกว่า ญาต-
ปริญญา.
ตีรณปริญญา เป็นไฉน ? มุนีทำความรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมพิจารณา
สัญญาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็น
ดังลูกศร เป็นของลำบาก เป็นอาพาธ เป็นของอื่น เป็นของชำรุด
เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว
เป็นของแตกพัง ฯลฯ เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นของดับไป เป็นของ
ชวนให้แช่มชื่น เป็นอาทีนพ เป็นนิสสรณะ นี้เรียกว่า ตีรณปริญญา.
ปหานปริญญา เป็นไฉน ? มุนีพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมละ
บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งฉันทราคะในสัญญา
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะใน
สัญญาใด เธอทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้นเสีย สัญญานั้นจักเป็นของอัน
หน้า 233
ข้อ 67
เธอทั้งหลายละแล้ว มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอด
ด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วย
ประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า ปหานปริญญา.
คำว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว คือ กำหนดรู้สัญญา ด้วยปริญญา
๓ นี้ คำว่า พึงข้ามโอฆะได้ คือ พึงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วง
เลย ก้าวล่วงกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า กำหนดรู้สัญญาแล้ว พึงข้ามโอฆะได้.
[๖๗] คำว่า มุนีไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย มีความ
ว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ ความยึดถือด้วยตัณหา ๑
ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่า ความยึดถือด้วยตัณหา ฯลฯ
นี้เรียกว่า ความยึดถือด้วยทิฏฐิ คำว่า มุนี มีความว่า ญาณ เรียกว่า
โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น
ธรรม ความเห็นชอบ บุคคลประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่า มุนี คือผู้ถึง
ญาณที่ชื่อว่า โมนะ โมเนยยะคือ ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี มี ๓ อย่าง คือ
โมเนยยธรรมทางกาย ๑ โมเนยยธรรมทางวาจา ๑ โมเนยยธรรม
ทางใจ ๑.
โมเนยยธรรมทางกาย เป็นไฉน ? การละกายทุจริต ๓ อย่าง
ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีกายเป็นอารมณ์
กายปริญญา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในกาย ความ
ดับแห่งกายสังขาร ความบรรลุจตุตถฌาน ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย
นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย.
หน้า 234
ข้อ 67
โมเนยยธรรมทางวาจา เป็นไฉน ? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง
ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่าง ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์
วาจาปริญญา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในวาจา
ความดับแห่งวจีสังขาร ความบรรลุทุติยฌาน ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา
นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา.
โมเนยยธรรมทางใจ เป็นไฉน ? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง
ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีจิตเป็นอารมณ์
จิตตปริญญา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในจิต ความ
ดับแห่งจิตสังขาร การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ
นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย
เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็น
มุนีผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้ละกิเลส
ทั้งปวง บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวบุคคลผู้เป็นมุนีทางกาย
เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็น
มุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้มีบาปอัน
ล้างเสียแล้ว.
ชนผู้ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี ๓ อย่างนี้ ชื่อว่ามุนี มุนี
มี ๖ จำพวก คือ อาคารมุนี อนาคารมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี
มุนิมุนี.
หน้า 235
ข้อ 67
อาคารมุนี เป็นไฉน ? ชนเหล่าใด เป็นผู้ครองเรือน มีบทคือ
นิพพานอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านี้ชื่อว่า อาคารมุนี.
อนาคารมุนี เป็นไฉน ? ชนเหล่าใดออกบวช มีบทคือนิพพาน
อันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่า อนาคารมุนี.
พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่า เสขมุนี.
พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่า อเสขมุนี.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า ปัจเจกมุนี.
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มุนิมุนี.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง แต่เป็นผู้เปล่า
ไม่ใช่ผู้รู้ ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ
ละเว้นบาปทั้งหลาย เหมือนคนที่ถือเครื่องชั่งตั้งอยู่ฉะนั้น
บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นมุนี เรียกว่าเป็นมุนี โดยเหตุนั้น
และบุคคลใดย่อมรู้ อรรถทั้ง ๒ ในโลก บุคคลนั้นเรียกว่า
เป็นมุนีโดยเหตุนั้น บุคคลใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและ
ธรรมของสัตบุรุษ ในโลกทั้งปวง ทั้งภายในภายนอก
ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่ายดำรง
อยู่ เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชา บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี.
คำว่า ความติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วย
ตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความติดด้วยตัณหา ฯลฯ
หน้า 236
ข้อ 68
นี้ชื่อว่า ความติดด้วยทิฏฐิ มุนีละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วย
ทิฏฐิย่อมไม่ติด คือ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน
ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออก สละเสีย พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้วในความ
ยึดถือทั้งหลาย เป็นผู้มี่จิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มุนีไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย.
[๖๘] คำว่า เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว ไม่ประมาท ประพฤติ
อยู่ มีความว่า ลูกศร ได้แก่ลูกศร ๗ อย่าง คือ ลูกศรคือราคะ ลูกศร
คือโทสะ ลูกศรคือโมหะ ลูกศรคือมานะ ลูกศรคือทิฏฐิ ลูกศรคือความ
โสกะ ลูกศรคือความสงสัย ลูกศรเหล่านี้ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว
สงบได้แล้ว ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาแล้วด้วยไฟคือญาณ
ผู้นั้นเรียกว่า เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว คือ ถอน ชัก ดึง ฉุด กระชาก
สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนลูกศรเสียแล้ว เป็นผู้หมดความอยาก
ดับ เย็นแล้ว เสวยสุข มีตนดุจพรหมอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็น
ผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว. คำว่า ประพฤติอยู่ คือ ประพฤติอยู่ เที่ยวอยู่
เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป. คำว่า เป็น
ผู้ไม่ประมาท คือ เป็นผู้ทำด้วยความเอื้อเฟื้อ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด
มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอดธุระ ในกุศลธรรม
ทั้งหลาย. ความไม่ประมาท คือ ความพอใจ ความพยายาม ความ
อุตสาหะ ความเป็นผู้ขยัน ความเป็นผู้ไม่ถอยกลับ ความเป็นผู้มีสติ
มีสัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องให้กิเลสเร่าร้อน ความเพียรอันสูงสุด
ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ความไม่ประมาท ในกุศลธรรมนั้นว่า
หน้า 237
ข้อ 68
เราพึงยังศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ศีลขันธ์ที่
บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญาโดยอุบายอย่างไร ดังนี้. ความไม่ประมาท
คือ ความพอใจ ฯลฯ ในกุศลธรรมนั้นว่า เราพึงยังสมาธิขันธ์ที่ยังไม่
บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราพึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ
ด้วยปัญญา โดยอุบายอย่างไร ดังนี้. ความไม่ประมาทคือ ความพอใจ ฯลฯ
ในกุศลธรรมนั้นว่า เราพึงยังปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือ
พึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญา โดยอุบายอย่างไร
ดังนี้ ความไม่ประมาท คือความพอใจ ฯลฯ ในกุศลธรรมนั้นว่าเราพึง
ยังวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติขันธ์ที่
บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญาโดยอุบายอย่างไร ดังนี้. ความไม่ประมาท
คือ ความพอใจ ฯลฯ ในกุศลธรรมนั้น ว่าเราพึงยังวิมุตติญาณทัสสนขันธ์
ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่
บริบูรณ์ในที่นั้น ๆ ด้วยปัญญาโดยอุบายอย่างไร ดังนี้, ความไม่ประมาท
คือความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเป็นผู้ขยัน ความ
เป็นผู้ไม่ถอยกลับ ความเป็นผู้มีสติมีสัมปชัญญะ ความเพียรเป็นเครื่องให้
กิเลสเร่าร้อน ความเพียรอันสูงสุด ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ.
ความไม่ประมาท ในกุศลธรรมนั้นว่าเราพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้
พึงละกิเลสทั้งหลายที่ยังละไม่ได้ พึงเจริญมรรคที่ยังไม่เจริญ หรือพึงทำ
ให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่แจ้ง โดยอุบายอย่างไร ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติอยู่.
หน้า 238
ข้อ 69
[๖๙] คำว่า ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า มีความว่า ย่อม
ไม่หวังโลกนี้ คืออัตภาพของตน, ไม่หวังโลกหน้า คืออัตภาพในปรโลก.
ไม่หวังโลกนี้คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณของตน.
ไม่หวังโลกหน้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณของ
ผู้อื่น. ไม่หวังโลกนี้ คือ อายตนะภายใน ๖. ไม่หวังโลกหน้า คือ
อายตนะภายนอก ๖. ไม่หวังโลกนี้ คือ มนุษยโลก. ไม่หวังโลกหน้า
คือ เทวโลก. ไม่หวังโลกนี้ คือ กามธาตุ. ไม่หวังโลกหน้า คือ รูปธาตุ
อรูปธาตุ. ไม่หวังโลกนี้ คือ กามธาตุ รูปธาตุ. ไม่หวังโลกหน้า
คืออรูปธาตุ. ไม่หวังไม่อยากได้ ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่รักใคร่
ไม่พอใจ ซึ่งคติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร หรือวัฏฏะต่อไป
เพราะนั้น จึงชื่อว่าย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
มุนีกำหนดรู้สัญญาแล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึด
ถือทั้งหลาย พึงข้ามโอตะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว
ไม่ประมาท ประพฤติอยู่. ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ดังนี้.
จบ คุหัฏฐกสุคตนิทเทส ที่ ๒
หน้า 239
ข้อ 69
อรรถกถาคุหัฏฐกสุตตนิทเทส
ในคุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สตฺโต ได้แก่ ผู้ข้อง.
บทว่า คุหายํ ได้แก่ ในกาย. ก็กายท่านเรียกว่า ถ้ำ เพราะ
เป็นห้องที่อยู่ของกิเลสร้าย ๆ มีราคะเป็นต้น.
บทว่า พหุนาภิฉนฺโน ได้แก่ อันกิเลสมีราคะเป็นต้น มากปิดบัง
ไว้ด้วยบทว่า พหุนาภิฉนฺโน นี้ ท่านกล่าวถึงเครื่องผูกภายใน.
บทว่า ติฏํ ได้แก่ เมื่อตั้งอยู่ด้วยอำนาจราคะเป็นต้น. กามคุณ
ท่านกล่าวว่าโมหนะ ในบทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห. ด้วยว่า เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายย่อมหลงในกามคุณนี้ เป็นผู้หยั่งลงในกามคุณเหล่านั้น.
ด้วย บทว่า โมหนสฺมึ ปคาฬฺโห นี้ ท่านกล่าวถึงเครื่องผูกภายนอก.
บทว่า ทูเร วิเวกา หิ ตถาวิโธ โส ความว่า นรชนผู้มี
อย่างนั้นเป็นรูปนั้นอยู่ไกล คือไม่ใกล้ จากวิเวกทั้ง ๓ อย่าง มีกายวิเวก
เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชน
ละได้โดยง่าย. ท่านอธิบายว่า เพราะกามทั้งหลายในโลก ย่อมไม่เป็นของ
ที่นรชนจะละได้โดยง่าย.
บทว่า สตฺโตติ หิ โข วุตฺตํ ท่านกล่าวว่าโดยนัยมีอาทิอย่างนี้
ว่า สัตว์ นรชน มาณพ. พระพุทธพจน์ว่า คุหายํ ที่พระสารีบุตร
เถระอธิบายว่า คุหา ตาว วตฺตพฺพา ความว่า ถ้ำควรกล่าวก่อน.
ในบทว่า กาโยติ วา เป็นต้น ประกอบบทดังนี้ก่อนว่า กายก็ดี ถ้ำ
ก็ดี ฯลฯ หม้อก็ดี.
หน้า 240
ข้อ 69
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโย ได้กล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานกถา
ในหนหลังโดยนัยเป็นต้นว่า ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่ของสิ่ง
น่าเกลียดทั้งหลาย.
ชื่อว่า ถ้ำ เพราะอรรถว่า เป็นห้องที่อยู่ของกิเลสร้าย ๆ มีราคะ
เป็นต้น. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า เพราะอรรถว่า ปกปิด ก็มี, ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ไปรับอารมณ์ได้ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่างมี
หทัยรูปเป็นถ้ำที่อาศัย ดังนี้.
ชื่อว่า ร่างกาย เพราะอรรถว่า ถูกกิเลสมีราคะเป็นต้นเผา ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า เขาเหล่านั้นละร่างมนุษย์แล้วดังนี้.
ชื่อว่า ร่างกายของตน เพราะอรรถว่า กระทำให้มัวเมา ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ร่างกายของตนเป็นของเปื่อยเน่าทำลายไป เพราะชีวิต
มีความตายเป็นที่สุด ดังนี้.
ชื่อว่า เรือ เพราะอรรถว่า สัญจรไปในสังสารวัฏ ดุจในประโยค
มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้เถิด เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว
ดังนี้.
ชื่อว่า รถ เพราะอรรถว่า มีอิริยาบถดุจในประโยคมีอาทิว่า รถ
คือร่างกาย มีศีลเป็นเครื่องประดับ มีฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ
ดังนี้.
ชื่อว่า ธง เพราะอรรถว่าลอยเด่น ดุจในประโยคมีอาทิว่า ธง
เป็นเครื่องปรากฏของรถ ดังนี้.
หน้า 241
ข้อ 69
ชื่อว่า จอมปลวก เพราะเป็นที่อยู่ของเหล่ากิมิชาติทั้งหลาย
ดุจในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่าจอมปลวกนี้แล เป็นชื่อของกาย
ซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้. เหมือนอย่างว่า จอมปลวกภายนอกท่าน
เรียกว่า จอมปลวก ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือคายออก ผู้คายออก คาย
ความริษยาออก คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก. ด้วยว่าจอมปลวกนั้น ชื่อว่า
จอมปลวก เพราะอรรถว่า คายสัตว์ต่าง ๆ มีงู พังพอน หนู และตุ๊กแก
เป็นต้น. ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า ตัวปลวกทั้งหลายใช้จะงอย
ปากคาบดินก้อนเล็ก ๆ มาคายออกก่อขึ้นสูงประมาณสะเอวบ้าง ประมาณ
ชั่วบุรุษบ้าง แม้ฝนตกถึง ๗ สัปดาห์ก็ไม่พังทลาย เพราะน้ำมันคือน้ำลาย
ที่ตัวปลวกทั้งหลายคายออกเชื่อมยึดไว้. แม้ในฤดูร้อน เมื่อเอาดินกำมือ
หนึ่งแต่จอมปลวกนั้น มาบีบด้วยกำมือที่จอมปลวกนั้น น้ำมันก็ไหลออก.
ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก ด้วย
ประการฉะนี้. แม้กายนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่า จอมปลวก เพราะอรรถว่า
คายออกซึ่งของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า คายขี้ตาจาก
นัยน์ตา. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพทั้งหลายทิ้ง
อัตภาพด้วยสละความใคร่ในอัตภาพนี้ ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก เพราะ
อรรถว่า อันพระอริยะทั้งหลายคายแล้ว ก็มี.
อนึ่ง กายนี้อันกระดูกสามร้อยท่อนตั้งไว้ มีเอ็นเป็นเครื่องผูก มีเนื้อ
เป็นเครื่องฉาบทา หุ้มห่อไว้ด้วยหนังสด ย้อมไว้ด้วยผิว ล่อลวงเหล่าสัตว์.
ทั้งหมดนั้นอันพระอริยะทั้งหลายตายแล้วทีเดียวดังนั้นจึงชื่อว่า จอมปลวก
เพราะอรรถว่า คายความริษยาออก ก็มี. กายนี้เชื่อมไว้ด้วยน้ำมันคือ
หน้า 242
ข้อ 69
ตัณหา ที่พระอริยะทั้งหลายคายแล้วนั่นแลเพราะตัณหาให้เกิดแล้วอย่างนี้ว่า
ตัณหาให้บุรุษเกิด แล่นไปสู่จิตของบุรุษนั้น ดังนั้นจึงชื่อว่าจอมปลวก
เพราะอรรถว่า คายน้ำมันสำหรับเชื่อมออก ก็มี.
เหล่าสัตว์ต่าง ๆ ภายในจอมปลวก ย่อมเกิด ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
นอนเจ็บไข้ ตายตกไปในจอมปลวกนั้นเอง. จอมปลวกนั้น เป็นเรือน-
ตลอด เป็นส้วม เป็นโรงพยาบาล และเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้ ฉันใด แม้ร่างกายของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นก็ฉันนั้น
มีกิมิชาติประมาณแปดหมื่นเหล่า โดยการนับเหล่า อย่างนี้คือ เหล่าสัตว์
ที่อาศัยผิว เหล่าสัตว์ที่อาศัยหนัง เหล่าสัตว์ที่อาศัยเนื้อ เหล่าสัตว์ที่อาศัย
เอ็น เหล่าสัตว์ที่อาศัยกระดูก เหล่าสัตว์ที่อาศัยเยื่อในกระดูก ย่อมเกิด
ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นอนกระสับกระส่ายด้วยความไข้ตายตกไปภายในกาย
นั่นแหละ โดยไม่คิดนึกว่า นี้เป็นกายของผู้มีอานุภาพมาก ที่คุ้มครอง
รักษาแล้ว ประดับตกแต่งแล้ว กายแม้นี้ย่อมเป็นเรือนตลอด เป็นส้วม
เป็นโรงพยาบาล และเป็นสุสานของสัตว์เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้
ดังนั้นจึงนับว่า จอมปลวก.
ชื่อว่า รัง เพราะเป็นที่เก็บ คือเป็นรังแห่งโรคเป็นต้น ดุจใน
ประโยคว่า รูปนี้เป็นรังแห่งโรคผุพัง ดังนี้.
ชื่อว่า นคร เพราะอรรถว่าเป็นที่ท่องเที่ยวไปแห่งของชอบใจและ
ของไม่ชอบใจ ดุจในประโยคว่า นครคือกายของตน เป็นต้น.
ชื่อว่า กระท่อม เพราะอรรถว่า เป็นเรือนที่อยู่อาศัยแห่งปฏิสนธิ
ดุจในประโยคว่า พิจารณาในกระท่อมซึ่งมี ๕ ประตู เป็นต้น.
หน้า 243
ข้อ 69
ชื่อว่า ฝี เพราะเป็นของเปื่อยเน่า ดุจในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย คำว่า โรค ว่าฝี ว่าลูกศร นี้เป็นชื่อของกาย เป็นต้น.
ชื่อว่า หม้อ เพราะอรรถว่า แตก ดุจในประโยคว่า รู้แจ้งกายนี้
อันเปรียบได้กับหม้อ เป็นต้น.
บทว่า กายสฺเสตํ อธิวจนํ ความว่า การกล่าวนี้ คือมีประการ
ดังกล่าวแล้ว เป็นชื่อของที่อยู่ของสิ่งที่น่าเกลียดทั้งหลายซึ่งสำเร็จแต่มหาภูต
รูป ๔.
บทว่า คุหายํ ได้แก่ ในสรีระ.
บทว่า สตฺโต ได้แก่ ติดแน่น.
บทว่า วิสตฺโต ได้แก่ ติดแน่นด้วยอาการต่าง ๆ มีความกำหนัด
ในวรรณะเป็นต้น.
ชื่อว่า ข้องทั่วไป ด้วยสามารถแห่งความกำหนัด ในสัณฐาน.
ชื่อว่า ติดอยู่ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือในถ้ำนั้นว่างาม เป็นสุข
ชื่อว่า พันอยู่ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือว่าเป็นตน
บทว่า ปลิพุทฺโธ ได้แก่ ไม่ปล่อยด้วยสามารถแห่งความกำหนัด
ในผัสสะตั้งอยู่.
บทว่า ภิตฺติขีเล ได้แก่ลิ่มซึ่งตอกไว้ที่ฝา.
บทว่า นาคทนฺเต ได้แก่ ที่ไม้งอเช่นกับงาช้าง.
บทว่า สตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ลิ่มซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา.
บทว่า วิสตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ไม้ขอ.
บทว่า อาสตฺตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่ราวจีวร.
บทว่า ลคฺคํ ได้แก่ ติดอยู่ที่สายระเดียงตากจีวร.
หน้า 244
ข้อ 69
บทว่า ลคฺคิตํ ได้แก่ ติดอยู่ที่เท้าตั่ง.
บทว่า ปลิพุทฺธํ ได้แก่ติดอยู่ที่เท้าเตียง พึงประกอบความโดยนัย
มีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ลคฺคนาธิวจนํ ได้แก่ การกล่าวถึงการติดแน่นเป็นพิเศษ.
บทว่า ฉนฺโน ได้แก่ อันกิเลสทั้งหลายมีประการดังกล่าวปิดบังไว้
ชื่อว่า คลุมไว้ เพราะปิดบังไว้เหนือ ๆ ขึ้นไป โดยเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บทว่า อาวุโฏ ได้แก่ หุ้มห่อไว้.
บทว่า นิวุโต ได้แก่ กั้นไว้.
บทว่า โอผุโฏ ได้แก่ ปิดคลุมไว้.
บทว่า ปิหิโต ได้แก่ ครอบไว้ ดุจครอบปากหม้อข้าวด้วยภาชนะ.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ได้แก่ ปกคลุมไว้.
บทว่า ปฏิกุชฺชิโต ได้แก่ ให้ตั้งคว่ำหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บังไว้ ดุจหญ้าและใบไม้เป็นต้นบังไว้ คลุมไว้
ดุจสะพานคลุมแม่น้ำ หุ้มห่อไว้ ดุจกั้นทางสัญจรของประชาชน.
บทว่า วินิพนฺโธ มานวเสน ความว่า เป็นผู้ผูกพันในอารมณ์
ต่าง ๆ ตั้งอยู่ด้วยมานะและอติมานะมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า ปรามฏฺโ ทิฏฺิวเสน ความว่า เป็นผู้ยึดถือ คือลูบคลำ
ถือเอาด้วยทิฏฐิ ๖๒.
บทว่า วิกฺเขปคโต อุทฺธจฺจวเสน ความว่า เป็นผู้ถึง คือเข้า
ถึงความฟุ้งซ่านแห่งจิต ด้วยไม่ตั้งมั่นในอารมณ์.
หน้า 245
ข้อ 69
บทว่า อนิฏฺงฺคโต วิจิกิจฺฉาวเสน ความว่า เป็นผู้ไม่ถึงความ
ตกลงด้วยวิจิกิจฉากล่าวคือ ความสงสัยในพระรัตนตรัยเป็นต้น.
บทว่า ถามคโต อนุสยวเสน ความว่า เป็นผู้ถึงคือเข้าถึงภาวะ
มั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยกิเลสที่นอนเนื่องซึ่งละไม่ได้เพราะนำออกได้ยาก
บทว่า รูปูปายํ ความว่า เข้าถึงรูปทำให้เป็นอารมณ์ ด้วยสามารถ
เข้าถึงตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า วิญฺาณํ ติฏฺมานํ ความว่า วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์
เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น.
บทว่า รูปารมฺมณํ รูปปฺปติฏฺํ ความว่า หน่วงเหนี่ยวรูปนั่น
แหละเป็นอารมณ์ กระทำรูปนั่นแหละเป็นที่ตั้ง.
บทว่า นนฺทูปเสวนํ ได้แก่ วิญญาณที่รดด้วยน้ำคือตัณหาของผู้ที่
มีปีติ.
บทว่า วุฑฺฒึ ได้แก่ ความเจริญ.
บทว่า วิรูฬฺหึ ได้แก่ ความงอกงามด้วยอำนาจแห่งชวนะดวง
ต่อไป.
บทว่า เวปุลฺลํ ได้แก่ ความไพบูลย์ด้วยอำนาจตทารัมมณะ.
บทว่า อตฺถิ ราโค เป็นต้น เป็นชื่อของความโลภนั่นเอง ด้วย
ว่า ความโลภนั้น ท่านเรียกว่า ราคะ ด้วยสามารถแห่งความยินดี, เรียกว่า
นันทิ ด้วยสามารถแห่งความเพลิดเพลิน, เรียกว่า ตัณหา ด้วยสามารถ
แห่งความเป็นไปด้วยความอยาก.
หน้า 246
ข้อ 69
บทว่า ปติฏฺิตํ ตตฺถ วิญฺาณํ วิรูฬฺหํ ความว่า ตั้งอยู่และ
งอกงาม ด้วยความเป็นธรรมชาติสามารถยังกรรมให้แล่นไปแล้วคร่าไป
ด้วยปฏิสนธิ.
บทว่า ยตฺถ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ นี้ ในบทแรก ๆ ทุกบท เป็นสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า อตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ นี้ ท่านกล่าวหมายเอา
สังสารทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งวัฏฏะต่อไปแห่งนามรูปที่ตั้งอยู่ในวิปากวัฏนี้.
บทว่า ยตฺถิ อตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ความว่า
ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใด.
บรรดาสูตรเหล่านั้น สูตรแรก กล่าวด้วยสามารถการได้อารมณ์มี
รูปเป็นต้น. สูตรที่ ๒ กล่าวด้วยสามารถความเพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์
นี้นั้นแล. สูตรที่ ๓ กล่าวด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ. สูตรที่
กล่าวด้วยสามารถอาหาร ๔ อย่าง และด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณที่
เป็นกุศลและอกุศล พึงทราบดังนี้.
บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ มากมาย.
บทว่า มุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมถึงความหลง.
บทว่า สมฺมุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมหลงโดยวิเศษ.
บทว่า สมฺปมุยฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมหลงโดยอาการทั้งปวง. อีก
อย่างหนึ่ง ย่อมหลงเพราะอาศัยรูปารมณ์ ย่อมหลงพร้อมเพราะอาศัย
สัททารมณ์ ย่อมหลงเสมอเพราะอาศัยมุตารมณ์ คืออารมณ์ที่ทราบแล้ว.
หน้า 247
ข้อ 69
บทว่า อวิชฺชาย อนฺธิกตา ความว่า อันอวิชชาคือความไม่รู้
ในฐานะ ๘ ทำให้ตาบอด, อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า คตา ความว่า
เข้าถึงความบอด.
บทว่า ปคาฬฺโห ได้แก่เข้าไปแล้ว.
บทว่า โอคาฬฺโห ได้แก่ เข้าไปแล้วสู่ส่วนเบื้องต่ำ.
บทว่า อชฺโฌคาฬฺโห ได้แก่ เข้าไปสำเหนียกคือครอบงำเป็น
พิเศษ.
บทว่า นิมุคฺโค ได้แก่ ก้มหน้าเข้าไป, อีกอย่างหนึ่ง ก้าวลง
ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการเห็น หมกมุ่น ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการฟัง
จมลง ด้วยความเกี่ยวข้องด้วยการกล่าวเว้นความเกี่ยวข้องกับสัตบุรุษ
ชื่อว่าก้าวลง เว้นการฟังพระสัทธรรม ชื่อว่า หมกมุ่น หรือเว้นการ
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ชื่อว่าจมลง.
บทว่า วิเวกา ได้แก่ เงียบ คือ ว่าง.
บทว่า ตโย ได้แก่ การกำหนดจำนวน.
บทว่า กายวิเวโก ได้แก่ ความสงัด คือเว้น คือไม่ขวนขวาย
ทางกาย. แม้ใน จิตฺตวิเวก เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อธิ ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่า ภิกษุ เพราะเห็นภัยใน
สังสารวัฏ ในศาสนานี้.
บทว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ ว่าง คือ ปราศจากเสียง ความว่า มีเสียง
กึกก้องน้อย. ในคัมภีร์วิภังค์ ท่านก็หมายเอาความสงัดนี้นี่แหละ กล่าวว่า
บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า แม้ถ้าในที่อยู่มีเสนาสนะและเสนาสนะนั้นไม่
หน้า 248
ข้อ 69
เกลื่อนไปด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย เสนาสนะนั้น ชื่อว่า สงัด.
ชื่อว่า เสนาสนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่นอนและที่นั่ง คำว่า เสนาสนะ
นี้เป็นชื่อของเตียงและตั่งเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า
เสนาสนํ ความว่า แม้เตียง ก็ชื่อว่า เสนาสนะ, ฟูกหมอนก็ดี วิหารก็ดี
เพิงก็ดี ปราสาทก็ดี ทิมคดก็ดี ถ้าก็ดี ป้อมก็ดี เรือนยอดเดียวก็ดี
ที่เร้นก็ดี กอไผ่ก็ดี โคนไม้ก็ดี มณฑปก็ดี ชื่อว่า เสนาสนะ, ก็หรือ
ว่าภิกษุทั้งหลายกลับเข้าไปในที่ใด ที่นั้นทั้งหมด ชื่อว่า เสนาสนะ.
อีกอย่างหนึ่ง สถานที่นี้คือ วิหาร เพิง ปราสาท ทิมคด ถ้ำ ชื่อว่า
เสนาสนะคือวิหาร ของใช้นี้คือ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน ชื่อว่า
เสนาสนะคือเตียงตั่ง ของใช้นี้ คือ ปลอกหมอน ชิ้นหนังใช้ปู เครื่อง
ปูลาดหญ้า เครื่องปูลาดใบไม้ ชื่อว่า เสนาสนะคือสันถัต ก็หรือว่า
ภิกษุทั้งหลายกลับเข้าไปในที่ใด ที่นี้ชื่อว่า เสนาสนะคือโอกาส
เสนาสนะมี ๔ อย่าง ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้. เสนาสนะแม้
ทั้งหมดนั้น ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า เสนาสนะทั้งนั้น ก็พระสารีบุตร
เถระเมื่อจะแสดงเสนาสนะที่สมควรแก่ภิกษุผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔ ผู้เช่นกับนกนี้
จึงกล่าวคำว่า อรญฺํ รุกฺขมูลํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺํ ความว่า ป่าที่มาด้วยสามารถ
แห่งภิกษุณีทั้งหลายนี้ว่า ที่นอกเสาเขื่อนออกไปทั้งหมดนั้น ชื่อว่าป่า,
เสนาสนะด้านหลังชั่ว ๕๐๐ คันธนู ซึ่งว่า เสนาสนะป่า, ก็เสนาสนะป่า
ก็เสนาสนะนี้ ย่อมสมควรแก่ภิกษุนี้ ด้วยประการฉะนี้. ลักษณะแห่ง
เสนาสนะป่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในธุดงคนิเทศ ในวิสุทธิมรรค.
หน้า 249
ข้อ 69
บทว่า รุกฺขมูลํ ความว่า ที่สงัดมีร่มเงาหนาทึบแห่งใดแห่งหนึ่ง
ชื่อว่า โคนไม้.
บทว่า ปพฺพตํ ได้แก่ เขาศิลา, ก็ที่เขาศิลานั้น ภิกษุนั่งอยู่ที่
ร่มเงาของรุกขชาติที่เย็นเพราะน้ำในตระพังหิน ซึ่งเต็มด้วยน้ำให้ความเย็น
มีลมเย็นซึ่งพัดมาแต่ทิศต่าง ๆ รำเพยพัดอยู่ จิตย่อมแน่วแน่. น้ำท่านเรียก
ว่า ก ในบทว่า กนฺทรํ ประเทศภูเขาที่น้ำนั้นเซาะแล้ว คืออันน้ำ
ทำลายแล้ว ท่านเรียกซอกเขานั้นว่าเทือกเขาบ้าง ว่าหุบเขาบ้าง ก็ที่ซอก
เขานั้น มีทรายเช่นกับแผ่นเงิน ข้างบนมีไพรสณฑ์เหมือนเพดานแก้วมณี
มีน้ำหลั่งไหลคล้ายท่อนแก้วมณี เมื่อภิกษุขึ้นสู่ซอกเขาเห็นปานนี้ ดื่มน้ำ
ชำระร่างกาย พูนทรายลาดบังสุกุลจีวรนั่งกระทำสมณธรรมอยู่ จิตย่อม
แน่วแน่.
บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ ระหว่างภูเขาสองลูก หรือช่องใหญ่คล้าย
อุโมงค์ในที่แห่งหนึ่งนั้นแล. ลักษณะของป่าช้า ได้กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิ
มรรค.
บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ ที่ซึ่งเลยแดนบ้านออกไป ไม่เป็นที่เข้า
ไปเที่ยวของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่ไถไม่ได้หว่านไม่ได้. เพราะเหตุนั้นแหละ
ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า คำว่า วนปตฺถํ นี้เป็นชื่อของเสนาสนะทั้งหลาย
ที่ไกล.
บทว่า อพฺโภกาสํ ได้แก่ ไม่มีอะไรมุงบัง เมื่อภิกษุต้องการก็
ปักกลดอยู่ในที่นี้ได้.
บทว่า ปลาลปุญฺชํ ได้แก่ กองฟาง. ก็ภิกษุดึงเอาฟางออกจาก
หน้า 250
ข้อ 69
ลอมฟางใหญ่ทำที่อยู่คล้ายที่เร้นที่เงื้อมเขา แม้เอาฟางใส่ข้างบนกอไม้พุ่มไม้
เป็นต้น นั่งกระทำสมณธรรมอยู่ภายใต้. คำเป็นต้นว่า และเป็นผู้สงัด
ด้วยกายอยู่ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเสนาสนะนั้นทั้งหมด มีอธิบายว่า
ภิกษุรูปหนึ่งอธิษฐานจงกรมให้เป็นไป.
บทว่า อิริยติ ได้แก่ ให้อิริยาบถเป็นไป.
บทว่า วตฺตติ ได้แก่ ยังความเป็นไปแห่งอิริยาบถให้เกิดขึ้น.
บทว่า ปาเลติ ได้แก่ รักษาอิริยาบถ.
บทว่า ยเปติ ได้แก่ เป็นไป.
บทว่า ยาเปติ ได้แก่ ให้เป็นไป.
บทว่า ปมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส ได้แก่ ผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยฌานกุศล.
บทว่า นีวรเณหิ จิตฺตํ วิวิตฺตํ ความว่า ท่านกล่าวว่า ภิกษุ
ผู้บรรลุปฐมฌานมีจิตสงัดจากนิวรณ์ ดังนี้ เพื่อแสดงว่า จิตแม้สงัดจาก
นิวรณ์ด้วยอุปจาระ ก็ชื่อว่าสงัดด้วยดีภายในอัปปนา.
บทว่า ภิกษุผู้บรรลุทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาน มีจิตสงัด
จากวิตก วิจาร ปีติ สุขและทุกข์ มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า รูปสญฺาย ได้แก่ สัญญาในรูปฌาน ๑๕ ด้วยสามารถ
กุศลวิบากและกิริยา.
บทว่า ปฏิฆสญฺาย ได้แก่ ปฏิฆสัญญา กล่าวคือทวิปัญจวิญ-
ญาณ ๑๐ ด้วยสามารถกุศลวิบากและอกุศลวิบาก ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุกับ
รูปเป็นต้นกระทบกัน.
หน้า 251
ข้อ 69
บทว่า นานตฺตสญฺาย ความว่า จิตย่อมสงัด คือว่างจากกา-
มาวจรสัญญา ๔๔ ที่เป็นไปในอารมณ์ต่าง ๆ.
ในบทว่า อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส นี้ชื่อว่า อนันตะ
หาที่สุดมิได้ เพราะอรรถว่า อากาศนั้นไม่มีที่สุด อากาศหาที่สุดมิได้
ชื่อว่า อากาสานันตะ, อากาสานันตะนั่นแหละ เป็นอากาสานัญจะ,
อากาสานัญจะนั้นด้วย เป็นอายตนะแห่งฌาณพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้นด้วย
ด้วยอรรถว่า ตั้งมั่น ดุจที่อยู่แห่งเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าเทวายตนะ. เหตุนั้น
จึงชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่มีกสิณุคฆาฏิมากาส
เป็นอารมณ์ ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานนั้น คือผู้บรรลุอรูปฌาน
กุศลและอรูปฌานกิริยา.
บทว่า รูปสญฺาย ได้แก่ จากรูปาวจรฌาน และจากอารมณ์
แห่งรูปาวจรฌานนั้น ด้วยหัวข้อคือสัญญา. ด้วยว่า แม้รูปาวจรฌาน
ท่านก็เรียกว่า รูป ดุจในประโยคว่า ผู้ได้รูปาวจรแห่งฌานย่อมเห็นรูป
เป็นต้น. แม้อารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น ท่านก็เรียกว่า รูป ดุจในประ
โยคว่า เห็นอารมณ์ภายนอก ซึ่งมีวรรณะดีและมีวรรณะทรามเป็นต้น,
เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นชื่อของรูปาวจรฌาน ด้วยหัวข้อคือสัญญาอย่างนี้
ว่า สัญญาในรูป ชื่อว่ารูปสัญญาในที่นี้. ชื่อว่า รูปสัญญา เพราะ
อรรถว่า ฌานนั้นมีสัญญาในรูป อธิบายว่ารูปเป็นชื่อของฌานนั้น. อนึ่ง
คำนี้พึงทราบว่าเป็นชื่อของอารมณ์แห่งฌานนั้น ซึ่งต่างด้วยปฐวีกสิณเป็น
ต้น, จากสัญญากล่าวคือฌาน ๑๕ อย่าง ด้วยสามารถกุศลวิบากกิริยานี้
และจากรูปสัญญากล่าวคืออารมณ์ ๘ อย่าง ด้วยสามารถปฐวีกสิณเป็นต้นนี้.
หน้า 252
ข้อ 69
บทว่า ปฏิฆสฺาย ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นด้วยการกระทบกัน
ของวัตถุมีจักขุวัตถุเป็นต้น และอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชื่อปฏิฆสัญญา. คำ
นี้เป็นชื่อของรูปสัญญาเป็นต้น. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดาสัญญาเหล่า
นั้น ปฏิฆสัญญา เป็นไฉน ? คือรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา
รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา สัญญาเหล่านี้เรียกว่า ปฏิฆสัญญา. สัญญา
เหล่านั้น เป็นกุศลวิบาก ๕ เป็นอกุศลวิบาก ๕ แล. จากปฏิฆสัญญานั้น.
บทว่า นานตฺตสญฺาย ได้แก่ จากสัญญาที่เป็นไปในอารมณ์
ต่างๆ หรือจากสัญญาที่มีอารมณ์ต่าง ๆ. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดา
สัญญาเหล่านั้น นานัตตสัญญาเป็นไฉน ? ความรู้พร้อม กิริยาที่รู้พร้อม
ภาวะแห่งผู้ที่มีความรู้พร้อม กิริยาที่รู้พร้อม ภาวะแห่งผู้ที่มีความรู้พร้อม
ของภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนธาตุ หรือผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา. ท่าน
กล่าวจำแนกไว้ในคัมภีร์วิภังค์ด้วยประการฉะนี้. สัญญาเหล่านั้นท่านประ-
สงค์เอาไว้ในที่นี้. สัญญาที่สงเคราะห์ด้วยมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุ
ของภิกษุผู้ยังมิได้บรรลุ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่มีความต่างกัน คือมี
สภาวะต่างกัน ต่างโดยรูปและเสียงเป็นต้น.
ก็เพราะกามาวจรกุศลสัญญา ๘ อกุศลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุศล
วิปากสัญญา ๑๑ อกุศลวิปากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑ เหล่านี้
รวมเป็นสัญญา ๔๔ ดังพรรณนามาฉะนี้ มีความต่างกัน มีสภาวะต่างกัน
ไม่เหมือนกัน ฉะนี้ท่านจึงเรียกว่า นานัตตสัญญา. จากนานัตตสัญญานั้น.
หน้า 253
ข้อ 69
บทว่า จิตฺตํ วิวิตฺตํ โหติ ความว่า ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญ-
จายตนฌาน จิตในฌานย่อมสงัด คือเว้น คือปราศจากความขวนขวาย
จากสัญญาทั้งหลาย กล่าวคือรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และนานัตตสัญญา.
บทว่า วิญฺาณญฺจายตนํ ความว่า ฌานชื่อว่า วิญญาณัญจาย-
ตนะ เพราะอรรถว่ามีวิญญาณนั่นแหละเป็นอารมณ์ ด้วยอรรถว่า เป็น
อารมณ์ที่ตั้งมั่น. คำนี้เป็นชื่อของฌานที่มีวิญญาณซึ่งเป็นไปในอากาศเป็น
อารมณ์. ภิกษุผู้บรรลุฌานนั้น มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญาซึ่งมี
ประการดังกล่าวแล้ว.
ก็ในบทว่า อากิฺจายตนํ นี้ ฌานชื่อว่า อกิญจนะเพราะ
อรรถว่า ไม่มีความกังวล มีอธิบายว่า ฌานนั้นไม่มีอะไร ๆ ที่เหลือ โดย
ที่สุดแม้เพียงภังคขณะ. ภาวะแห่งฌานที่ไม่มีความกังวล ชื่ออากิญจัญญะ
คำนี้เป็นชื่อของอากาสานัญจายตนฌานที่ปราศจากวิญญาณ. ฌานชื่อว่า
อากิญจัญญายตนะ เพราะอรรถว่า มีอากิญจัญญะนั้นเป็นอารมณ์ด้วยอรรถ
ว่า เป็นอารมณ์ที่ตั้งมั่น. คำนี้เป็นชื่อของฌานซึ่งมีความปราศจากวิญญาณ
ที่เป็นไปในอากาศเป็นอารมณ์. ภิกษุบรรลุอากิญจัญญายตนฌานนั้น มีจิต
สงัดจากวิญญานัญจายตนสัญญานั้น.
ก็ในบทว่า เนวสญฺานาสญฺายตนํ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ฌานนั้น ท่านเรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะไม่มีสัญญาใด สัญ
ญานั้นย่อมมีแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติแล้วอย่างไร เพื่อจะแสดงสัญญานั้นก่อน ท่าน
ตั้งหัวข้อไว้ว่า เนวสัญฺี มีสัญญาก็ไม่ใช่ นาสญฺี ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
กล่าวในคัมภีร์วิภังค์ว่า ภิกษุมนสิการถึงอากิญจัญญายตนะนั้นแลโดยความ
หน้า 254
ข้อ 69
เป็นของมีอยู่ เจริญสมาบัติที่เหลือลงจากสังขาร เหตุนั้นท่านจึงเรียกว่ามี
สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
บรรดา เหล่านั้น บทว่า สนฺตโต มนสิกโรติ ความว่า ภิกษุ
มนสิการแม้ความไม่มีว่าสมาบัตินี้มีอยู่หรือไม่หนอเป็นอารมณ์อยู่ ย่อมชื่อ
ว่ามนสิการสมาบัตินั้นว่ามีอยู่ เพราะมีสิ่งที่มีอยู่เป็นอารมณ์ อย่างนี้ด้วย
ประการฉะนี้. ภิกษุนั่งบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ฌานจิต ย่อม
ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญานั้น.
บทว่า โสตาปนฺนสฺส ได้แก่ บรรลุโสดาปัตติผล.
บทว่า สกฺกายทิฏฺิยา ได้แก่จากสักกายทิฏฐิซึ่งมีวัตถุ ๒๐.
บทว่า วิจิกิจฺฉาย ได้แก่ จากความสงสัยในฐานะ ๘.
บทว่า สีลพฺพตปรามาสา ได้แก่ ทิฏฐิที่เกิดขึ้นลูบคลำว่าบริสุทธิ์
โดยศีล บริสุทธิ์โดยพรรค.
บทว่า ทิฏานุสยา ได้แก่ ทิฏฐานุสัยซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดาน
เพราะอรรถว่า ยังละไม่ได้. วิจิกิจฉานุสัยก็เหมือนกัน.
บทว่า ตเทกฏฺเหิ จ ได้แก่ และที่ตั้งอยู่โดยความเป็นอันเดียว
กันกับด้วยสักกายทิฏฐิเป็นต้นเหล่านั้น. ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่า ให้
เดือดร้อน และให้ลำบาก. จิตสงัด คือว่างจากกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น
เหล่านั้น.
บทว่า ตเทกฏฺํ ในที่นี้ ความว่า เอกัฏฐะตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
มี ๒ คือ ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ และตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
โดยเกิดร่วมกัน.
หน้า 255
ข้อ 69
ก็กิเลสทั้งหลายที่ให้ถึงอบายชื่อว่า ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน โดยการละ
เพราะอรรถว่า ตั้งอยู่ในบุคคลเดียวกันกับด้วยทิฏฐิและวิจิกิจฉาตราบที่ยัง
ละไม่ได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. ก็บรรดากิเลส ๑๐ อย่าง ทิฏฐิและวิจิกิจฉา
เท่านั้นมาในที่นี้ ส่วนกิเลสที่ให้ถึงอบายที่เหลือ ๘ อย่าง คือ โลภะ โทสะ
โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เป็นกิเลสที่ตั้งอยู่
ในเหล่าเดียวกันกับทิฏฐิและวิจิกิจฉาย่อมละได้พร้อมกับอนุสัยทั้ง ๒ ด้วย
โสดาปัตติมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บรรดากิเลสพันห้าที่มีราคะโทสะโมหะเป็นหัวหน้า
เมื่อละทิฏฐิได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ก็เป็นอันละวิจิกิจฉาได้พร้อมกับทิฏฐิ
กิเลสทั้งปวงที่ให้ถึงอบาย ย่อมละได้พร้อมทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย
ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยการละ. ส่วนที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน
โดยเกิดร่วมกัน ได้แก่กิเลสที่เหลือลงที่ดังอยู่ในจิตแต่ละดวงพร้อมด้วยทิฏฐิ
และพร้อมด้วยวิจิกิจฉา ก็เมื่อจิตที่เป็นทิฏฐิสัมปยุต และเป็นอสังขาริก
ทั้ง ๒ ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะที่เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้นย่อมละได้ด้วย
สามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. เมื่อละจิตที่เป็นทิฏฐิสัมปยุต
และเป็นสสังขาริกทั้ง ๒ กิเลสเหล่านี้คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ
อหิริกะ อโนตตัปปะ ที่เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยสามารถ
ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. เมื่อละจิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาได้
กิเลสเหล่านั้นคือโมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ที่เกิดร่วมกับจิตนั้น
ย่อมละได้ด้วยสามารถตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันโดยเกิดร่วมกัน. จิตย่อมสงัด
หน้า 256
ข้อ 69
จากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน ๒ อย่างเหล่านั้น อธิบายว่า มรรคจิต
ย่อมสงัด ผลจิตย่อมสงัด คือไม่ประกอบ ไม่ขวนขวาย คือว่าง ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า สกทาคามิสฺส โอฬาริกา กามราคสญฺโชนา ความว่า
สังโยชน์กล่าวคือ ความกำหนัดในเมถุน เป็นกิเลสหยาบ คือเป็นกิเลส
หยาบเพราะเป็นปัจจัยแห่งการก้าวล่วงในกายทวารก็กามราคะนั้น ท่าน
เรียกว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่าประกอบเหล่าสัตว์ไว้ในกามภพ.
บทว่า ปฏิฆสญฺโชนา ได้แก่ สังโยชน์คือพยาบาท. ก็พยาบาท
นั้น ท่านเรียกว่า ปฏิฆะ เพราะอรรถว่ากระทบอารมณ์. กิเลสเหล่านั้นแล
ชื่อว่า อนุสัย. เพราะอรรถว่า นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ด้วยอรรถว่ามี
กำลัง.
บทว่า อณุสหคตา ได้แก่ ละเอียดคือสุขุม. กามราคสังโยชน์
อย่างละเอียด.
บทว่า กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา ได้แก่ กามราคานุสัย
และปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด ด้วยสามารถนอนเนื่องอยู่ในสันดาน โดย
อรรถว่า ยังละไม่ได้.
บทว่า ตเทกฏฺเหิ จ ความว่า จิตย่อมสงัด คือว่างจากกิเลส
ทั้งหลาย ที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกัน ๒ อย่าง ซึ่งมีเนื้อความดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อรหโต ได้แก่ ผู้ได้นามว่า พระอรหันต์ เพราะกำจัด
ข้าศึกคือกิเลสทั้งหลายได้.
บทว่า รูปราคา ได้แก่ ฉันทราคะในรูปภพ.
หน้า 257
ข้อ 69
บทว่า อรูปราคา ได้แก่ ฉันทราคะในอรูปภพ.
บทว่า มานา ได้แก่ มานะ ที่ฆ่าได้ด้วยอรหัตมรรคนั่นแล,
อุทธัจจะ อวิชชา และมานานุสัยเป็นต้น ก็ฆ่าได้ด้วยอรหัตมรรคเหมือน
กัน. บรรดากิเลสเหล่านั้นมานะมีลักษณะพอง อุทธัจจะมีลักษณะไม่สงบ
อวิชชามีลักษณะมืด ภวราคานุสัยเป็นไปด้วยสามารถรูปราคะและอรูปราคะ.
บทว่า ตเทกฏฺเหิ จ ได้แก่ และจากกิเลสทั้งหลายที่ตั้งอยู่ร่วม
กันเหล่านั้น.
บทว่า พหิทฺธา จ สพฺพนมิตฺเตหิ ความว่า มรรคจิตย่อมสงัด
คือเว้น ไม่ขวนขวาย ผลจิตไม่ประกอบ คือไม่ขวนขวายจากสังขารนิมิต
ทั้งปวง ที่ถึงการนับว่า ภายนอก คือพ้นภายในเป็นไปภายนอก เพราะ
อาศัยอกุศลขันธ์ภายในจิตสันดาน.
ในอนุสัยเหล่านั้น พึงทราบความ ไม่มีแห่งอนุสัยโดยลำดับ ๒ อย่าง
คือลำดับ กิเลสและลำดับมรรค ก็โดยลำดับกิเลส กามราคานุสัยและปฏิฆา-
นุสัยด้วยมรรคที่ ๓, มานานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔, ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉา-
นุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๑, ภวราคานุสัยและอวิชชานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่ ๔
นั่นแล. ส่วนโดยลำดับมรรคทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยไม่มีด้วยมรรคที่
๑, กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยเบาบางด้วยมรรคที่ ๒, ไม่มีโดยประการ
ทั้งปวงด้วยมรรคที่ ๓, มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัยไม่มี
ด้วยมรรคที่ ๔.
บทว่า จิตฺตวิเวโก ความว่า ความที่มหัคคตจิตแลโลกุตตรจิตว่าง
คือเปล่าจากกิเลสทั้งหลาย.
หน้า 258
ข้อ 69
บทว่า อุปธิวิเวโก ได้แก่ ความว่างเปล่าแห่งอุปธิกล่าวคือกิเลส
ขันธ์และอภิสังขาร.
เพื่อจะแสดงอุปธิก่อน พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
อุปธิ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ดังนี้.
กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เกิดขึ้นแก่ผู้ใดย่อมทำผู้นั้นให้เดือด
ร้อนให้ลำบากด้วย เบญจขันธ์มีรูปเป็นต้น เป็นอารมณ์ของอุปาทานด้วย
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขารด้วย ชื่อ อุปธิ.
บทว่า อมตํ ความว่า นิพพานชื่อว่า อมตะ เพราะอรรถว่า
ไม่มีมตะกล่าวคือความตาย.
ชื่อว่า อมตะ เพราะอรรถว่า เป็นยา เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อพิษ
คือกิเลส ก็มี.
ตัณหา ท่านเรียกว่า วานะ เพราะอรรถว่า เย็บ คือร้อยรัดเหล่า
สัตว์ไว้ในสงสาร กำเนิด คติ อุปบัติ วิญญาณฐีติและสัตตาวาสทั้งหลาย.
ชื่อว่า นิพพาน เพราะอรรถว่า ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดใน
นิพพานนั้น.
บทว่า วูปกฏฺกายานํ ได้แก่ ผู้มีสรีระปราศจากการคลุกคลีใน
หมู่.
บทว่า เนกฺขมฺมาภิรตานํ ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะคือปฐม
ณานเป็นต้น ที่ออกจากกามเป็นต้น คือ ผู้น้อมไปในเนกขันมะนั้น.
บทว่า ปรมโวทานปฺปตฺตานํ. ได้แก่ ผู้บรรลุผลคือความเป็นผู้
บริสุทธิ์สูงสุดตั้งอยู่. อาจารย์บางพวกพรรณนาอย่างนี้ว่า ผู้มีจิตบริสุทธิ์
หน้า 259
ข้อ 69
เพราะไม่มีอุปกิเลสผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง เพราะความเป็น
ผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย ผู้มีจิตบริสุทธิ์ด้วยวิกขัมภนปหานละด้วยการข่มไว้
ผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง ด้วยสมุจเฉทปหานละด้วยตัดขาด
บทว่า นิรูปธีนํ. ได้แก่ ผู้มีอุปธิไปปราศแล้ว.
บทว่า วิสงฺขารคตานํ ได้แก่ ผู้เข้าถึงนิพพานซึ่งปราศจากสังขาร
เพราะตัดอารมณ์คือสังขาร ด้วยสามารถเป็นอารมณ์. แม้ในบทว่า วิสงฺ-
ขารคตํ จิตฺตํ นี้ ท่านก็กล่าวว่า วิสังขาร คือนิพพาน.
บทว่า วิทูเร ได้แก่ ไกลโดยประการต่าง ๆ.
บทว่า สุวิทูเร ได้แก่ ไกลด้วยดี.
บทว่า น สนฺติเก ได้แก่ ไม่ใกล้.
บทว่า น สามนฺตา ได้แก่ ไม่ใช่ข้างเคียง.
บทว่า อนาสนฺเน ได้แก่ ไม่ใกล้เกินไป.
บทว่า วูปกฏเ ได้แก่ ไม่ใกล้, ความว่า ไปปราศ.
บทว่า ตาทิโส ได้แก่ ผู้เช่นนั้น.
บทว่า ตสฺสณฺิโต ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ด้วยอาการนั้น.
บทว่า ตปฺปกาโร ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ด้วยประการนั้น.
บทว่า ตปฺปฏิภาโค ได้แก่ ผู้มีส่วนดังนั้น, อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์
พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ชื่อว่าผู้เช่นนั้น เพราะข้องอยู่ในถ้ำคืออัตภาพ,
ชื่อว่าผู้ดำรงอยู่ดังนั้น เพราะกิเลสทั้งหลายปกปิดไว้, ชื่อว่าแบบนั้น เพราะ
หยั่งลงในที่หลง, ชื่อว่าเหมือนเช่นนั้น เพราะไกลจากวิเวก ๓,
บทว่า ทุปฺปหาย ได้แก่ ไม่เป็นของอันนรชนพึงละได้โดยง่าย.
หน้า 260
ข้อ 69
บทว่า ทุจฺจชา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะละได้โดยง่าย.
บทว่า ทุปฺปริจฺจชา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะละได้โดยอาการทั้งปวง.
บทว่า ทุนฺนิมฺมทยา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะกระทำให้ไม่มัวเมา
คือให้มีความมัวเมาออกแล้ว.
บทว่า ทุพฺพินิเวธยา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะกระทำการแทงตลอด
คือ ความพ้นได้.
บทว่า ทุตฺตรา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะข้ามขึ้นก้าวล่วงไปได้.
บทว่า ทุปฺปตรา ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะข้ามโดยพิเศษได้.
บทว่า ทุสฺสมติกฺกมา ได้แก่ พึงก้าวล่วงได้โดยยาก.
บทว่า ทุพฺพีติวตฺตา ได้แก่ ยากที่จะให้เป็นไป.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์บางพวกพรรณนาอย่างนี้ว่า สลัดได้โดยยาก
ด้วยสามารถแห่งปกติ ย่ำยีได้โดยยาก ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย แหวกออกได้
โดยยาก ดุจนาคบาศ ข้ามได้โดยยาก พ้นได้โดยยาก ดุจทางกันดาร
ทะเลทรายในฤดูร้อนก้าวล่วงได้โดยยาก ดุจคงที่เสือโคร่งหวงแหนข้ามพ้น
ได้โดยยาก ดุจคลื่นในมหาสมุทร.
ระสารีบุตรเถระให้สำเร็จความว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจาก
วิเวก ด้วยคาถาที่ ๑ อย่างนี้แล้วเมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมดาของเหล่า
สัตว์อย่างนั้นอีก จึงกล่าวคาถาว่า อิจฺฉานิทานา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺฉานิทานา ได้แก่ มีตัณหาเป็น
เหตุ.
หน้า 261
ข้อ 69
บทว่า ภวสาตพนฺธา ได้แก่ ผู้ติดพ้นด้วยความแช่มชื่นในภพ
มีสุขเวทนาเป็นต้น.
บทว่า เต ทุปฺปมุญฺจา ได้แก่ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความแช่มชื่น
ในภพเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง สัตว์เหล่านั้น คือผู้ติดพันในความแช่มชื่นในภพนั้น
เป็นผู้หลุดพ้นได้โดยยาก เพราะเหตุแห่งความปรารถนา.
บทว่า น หิ อญฺโมกฺขา ความว่า ไม่อาจที่จะยังบุคคลอื่น
ให้หลุดพ้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทนั้นเป็นตติยาวิภัตติ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้หลุดพ้นได้
โดยยาก. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นผู้อันบุคคลอื่นให้หลุดพันไม่ได้ ถ้า
สัตว์ทั้งหลายจะพึงหลุดพ้น ก็พึงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังของตน เนื้อความ
ลงบทนั้นมีดังพรรณนามาฉะนี้.
บทว่า ปจฺฉา ปุเร วาปิ อเปกฺขมานา ความว่า มุ่งหวังกาม
ทั้งหลายในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง.
บทว่า อิเมว กาเม ปุริเมว ชปฺปํ ความว่า ปรารถนาอยู่ซึ่ง
กามเหล่านี้ คือที่เป็นปัจจุบัน หรือกามที่มีในก่อนทั้งสองอย่าง คือที่เป็น
อดีตและอนาคต เพราะตัณหามีกำลัง.
อนึ่ง พึงทราบก่อนว่าบททั้ง ๒ เหล่านี้ เชื่อมกับบทนี้ว่า เต
ทุปฺปมุญฺจา น หิ อญฺโมกฺขา นั่นแล.
นอกนี้ สัตว์เหล่านั้นแม้มุ่งหวังอยู่ ก็ไม่ปรากฏว่า เมื่อปรารถนา
กระทำอะไรอยู่ หรือได้กระทำอะไรแล้ว.
หน้า 262
ข้อ 69
บทว่า ภวสาตพนฺธา ความว่า ความแช่มชื่นในภพ ชื่อว่า
ภวสาตะ สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ติดพันด้วยความแช่มชื่นในภพนั้น คือด้วย
ความชื่นชมความสุขตั้งอยู่. เพื่อแสดงจำแนกความแช่มชื่นนั้น ท่านจึง
กล่าวคำว่า เอกํ ภวสาตํ สุขาเวทนา เป็นต้น.
ความเป็นแห่งความหนุ่มสาว ชื่อว่า ความเป็นหนุ่มสาว. ความ
ไม่มีแห่งโรค ชื่อว่า ความไม่มีโรค. ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า
ชีวิต.
บทว่า ลาโภ ได้แก่ การได้ปัจจัย ๔.
บทว่า ยโส ได้แก่ บริวาร.
บทว่า ปสํสา ได้แก่ ชื่อเสียง.
บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและทางใจ.
บทว่า มนาปิกา รูปา ได้แก่ รูปที่เจริญใจ. แม้ในบทที่เหลือ
ทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
บทว่า จกฺขุสมฺปทา ได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งจักษุ.
บทว่า จกฺขุสมฺปทา ท่านกล่าวหมายถึงความชื่นชมความสุขที่เกิด
ขึ้นว่า จักษุของเราสมบูรณ์ ปรากฏดุจสีหบัญชรที่ติดตั้งไว้ที่วิมานแก้ว
มณี. แม้ในบทว่า โสตสมฺปทา เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า สุขาย เวทนาย (สตฺตา) พนฺธา ฯ เป ฯ พนฺธ เป็น
บทเดิม.
บทว่า วินิพนฺธา ได้แก่ ติดพันด้วยอาการมีอย่างต่าง ๆ.
หน้า 263
ข้อ 69
บทว่า อาพนฺธา ได้แก่ ติดพันแต่ต้นโดยวิเศษ.
บทว่า ลคฺคา ได้แก่ แนบกับอารมณ์.
บทว่า ลคฺคิตา ได้แก่ คล้องไว้ดุจกระบอกน้ำอ้อยแขวนไว้ที่ไม้
นาคทันต์.
บทใดไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ บทนั้น พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวไว้ใน
บทว่า สตฺโต วิสตฺโต เป็นต้น.
บทว่า น หิ อญฺโมกฺขา ความว่า ไม่ยังบุคคลเหล่าอื่นให้
หลุดพ้น.
บทว่า เต วา ภวสาตวตฺถู ทุปฺปมุญฺจา ความว่า ธรรมที่
เป็นวัตถุแห่งความชื่นชมความสุขในภพ ยากที่จะพ้นได้.
บทว่า สตฺตา วา เอตฺโต ทุมฺโมจยา ความว่า หรือเหล่าสัตว์
นั่นแล ยากที่จะหลุดพ้นจากวัตถุแห่งความแช่มชื่นในภพนี้.
บทว่า ทุรุทฺธรา ความว่า ยากที่จะยกขึ้น.
บทว่า ทุสฺสมุทฺธรา ความว่า ยากที่จะยกขึ้นไว้ข้างบน เหมือน
ตกเงื้อมผานรกที่มีเงื้อมผาขาดแล้ว.
บทว่า ทุพฺพุฏาปนา ความว่า ยากที่จะให้ตั้งขึ้น.
บทว่า ทุสฺสมุฏาปนา ความว่า ยากเหลือเกินที่จะยกขึ้นดุจการ
ประดิษฐานอัตภาพที่ละเอียดบนแผ่นดิน.
บทว่า เต อตฺตนา ปลิปปลิปนฺนา ความว่า จมลงในเปือก-
ตมที่ลึกแค่ศีรษะ.
หน้า 264
ข้อ 69
บทว่า น สกฺโกนฺติ ปรํ ปลิปปลินฺนํ อุทฺธริตุํ ความว่า ไม่
อาจที่จะจับมือหรือศีรษะยกผู้อื่นที่จมลงอย่างนั้นแล ขึ้นตั้งไว้บนบก.
บทว่า โส ในบทว่า โส วต จุนฺท เป็นปุคคลนิทเทสโดย
อาการที่จะพึงกล่าว. นิทเทสนั้นพึงทราบว่า นำคำอุทเทสว่า โย นี้มา
เชื่อมในบทที่เหลือทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุคคลใดจมอยู่ด้วยตน ดูก่อนจุนทะ
บุคคลนั้นหนอจักฉุดผู้อื่นที่จมอยู่ขึ้นได้ ดังนี้.
บทว่า ปลิปปลิปนฺโน ท่านกล่าวบุคคลที่จมลงในเปือกตมที่ลึก.
ความว่า ดูก่อนจุนทะ เหมือนบุรุษบางคนจมลงในเปือกตมที่ลึกแค่ศีรษะ.
จักจับมือ. หรือศีรษะ. ฉุดแม้คนอื่นที่จมลงอย่างนั้นเหมือนกันขึ้น.
บทว่า เนตํ านํ วิชฺชติ ความว่า ก็ข้อที่บุคคลนั้นพึงฉุดผู้นั้น
ขึ้นให้ตั้งอยู่บนบกนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.
ก็ในบทว่า อทนฺโต อวินีโต อปรินิพฺพุโต นี้มีวินิจฉัยดังต่อ
ไปนี้. บุคคลนั้น ชื่อว่าไม่ฝึกฝนเพราะยังมีการเสพผิด ชื่อว่า ไม่อบรม
เพราะไม่ศึกษาวินัย ชื่อว่าไม่ดับกิเลส เพราะยังดับกิเลสไม่ได้. บุคคลนั้น
คือเช่นนั้นจักฝึกฝนผู้อื่น จักการทำให้มีการเสพผิดออกแล้ว จักแนะนำ
จักให้ศึกษาสิกขา ๓ จักให้ดับรอบ คือจักให้กิเลสทั้งหลายของผู้นั้นดับ.
บทว่า นตฺถญฺโ โกจิ ความว่า บุคคลอื่นใคร ๆ ที่ชื่อว่า
สามารถจะให้พ้นได้ ย่อมไม่มี.
บทว่า สเกน ถาเมน ได้แก่ ด้วยเรี่ยวแรงแห่งญาณของตน.
บทว่า พเลน ได้แก่ ด้วยกำลังแห่งญาณ.
บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรทางใจอันสัมปยุตด้วยญาณ.
หน้า 265
ข้อ 69
บทว่า ปุริสปรกฺกเมน ได้แก่ ด้วยความเพียรใหญ่ ซึ่งไม่เหยียบ
ย่ำฐานะอื่น ๆ.
บทว่า นาหํ สหิสฺสามิ มีอธิบายว่า เราจักไม่อาจ คือไม่อาจ
คือจักไม่พยายาม.
บทว่า ปโมจนาย ได้แก่ เพื่อให้หลุดพ้น.
บทว่า กถํกถึ ได้แก่ ผู้มีความสงสัย.
บทว่า โธตก เป็นอาลปนะ.
บทว่า ตเรสิ ความว่า พึงข้ามได้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความชั่วอันบุคคลกระทำด้วยตน บุคคลนั้นจัก
เศร้าหมองด้วยตนเอง ความชั่วอันบุคคลไม่กระทำด้วยตน
บุคคลนั้นจะบริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์และความไม่
บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน ผู้อื่นไม่พึงให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ได้.
ในพระพุทธพจน์นี้มีเนื้อความดังนี้ :- อกุศลกรรมอันบุคคลใด
กระทำด้วยตนเอง บุคคลนั้นจักเสวยทุกข์ในอบาย ๔ เศร้าหมองด้วยตน
เอง แต่ความชั่วอันบุคคลใดไม่กระทำด้วยตน บุคคลนั้นย่อมไปสู่สวรรค์
และนิพพานบริสุทธิ์ได้ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์กล่าวคือกุศลกรรม ความ
ไม่บริสุทธิ์กล่าวคืออกุศลกรรม เป็นของเฉพาะตน คือย่อมให้ผลในตน
นั่นแหละ แก่เหล่าสัตว์ผู้กระทำ บุคคลอื่นไม่พึงยังบุคคลอื่นให้บริสุทธิ์
คือให้บริสุทธิ์ไม่ได้ มีอธิบายว่า ให้เศร้าหมองไม่ได้ ให้บริสุทธิ์ ไม่ได้.
หน้า 266
ข้อ 69
บทว่า ติฏฺเตว นิพฺพานํ ความว่า อมตมหานิพพานก็ตั้งอยู่
นั่นแหละ.
บทว่า นิพฺพานคามิมคฺโค ได้แก่ อริยมรรคเริ่มแต่วิปัสสนา
อันเป็นส่วนเบื้องต้น.
บทว่า ติฏฺามหํ สมาทเปตา ความว่า เราผู้ให้ถือ ให้ตั้งอยู่
เฉพาะ ก็ตั้งอยู่เฉพาะ.
บทว่า เอวํ โอวทิยมานา เอวํ อนุสาสิยมานา ได้แก่
อันเรากล่าวสอนอยู่อย่างนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้, ใน ๒ บทนี้ กล่าวในเรื่อง
ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า กล่าวสอน. พร่ำสอนในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น แสดง
อนาคตเป็นต้นว่า แม้ความเสื่อมยศก็จักมีแก่ท่าน ดังนี้ชื่อว่าพร่ำสอน
แม้ผู้กล่าวต่อหน้า ก็ชื่อว่ากล่าวสอน ผู้ส่งทูตหรือคำสอนไปลับหลัง ชื่อว่า
พร่ำสอน. ผู้กล่าวครั้งเดียว ชื่อว่ากล่าวสอน. ผู้กล่าวบ่อย ๆ ชื่อว่าพร่ำสอน.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้กล่าวสอนนั่นแหละ ชื่อว่าพร่ำสอน.
บทว่า อปฺเปกจฺเจ ได้แก่ บางพวก ความว่า พวกหนึ่ง.
บทว่า อจฺจนฺตนิฏฺํ นิพฺพานํ อาราเธนฺติ ความว่า ชื่อว่า
อัจจันตะ เพราะอรรถว่า ส่วนสุดกล่าวคือความสิ้นไปและความเสื่อมไป
ล่วงไปแล้ว ส่วนสุดล่วงไปแล้วนั้นด้วย จบสิ้นแล้วเพราะไม่เป็นที่เป็นไป
แห่งสังขารทั้งปวงด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า มีส่วนสุดล่วงไปแล้ว จบสิ้นแล้ว.
ความว่า จบสิ้นโดยส่วนเดียว. สาวกบางพวกบรรลุคือถึงซึ่งนิพพานอัน
จบสิ้นโดยส่วนเดียวนั้น.
บทว่า นาราเธนฺติ ได้แก่ ไม่ถึงพร้อม, ความว่า ไม่ได้เฉพาะ.
หน้า 267
ข้อ 69
บทว่า เอตฺถ กฺยาหํ ความว่า ในเรื่องเหล่านี้ เราจะทำอะไร
อย่างไรได้.
บทว่า มคฺคกฺขายี ได้แก่ ผู้บอกทางปฏิบัติ.
บทว่า อาจิกฺขติ แปลว่า นอก.
บทว่า อตฺตนา ปฏิปชฺชมานา มุญฺเจยฺยุํ ความว่า ผู้ปฏิบัติ
อยู่พึงหลุดพ้นเอง.
บทว่า อตีตํ อุปาทาย ได้แก่ อาศัยอดีต.
บทว่า กถํ ปุเร อเปกฺขํ กโรติ ความว่า กระทำการเห็นคือ
การแลดู ด้วยประการไร.
บทว่า เอวรูโป อโหสึ ความว่า เราได้มีชาติอย่างนี้ มีรูป
อย่างนี้ คือ สูง ต่ำ ผอม อ้วน เป็นต้น.
บทว่า ตตฺถ นนฺทึ สมนฺนาเนติ ความว่า นำมา คือนำเข้า
มาโดยชอบซึ่งตัณหาในรูปารมณ์นั้น. แม้ใน เวทนา เป็นต้นก็นัยนี้
แหละ.
เมื่อจะแสดงความเกิดขึ้นแห่งตัณหาด้วยสามารถวัตถุและอารมณ์
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำว่า อิติ เม จกฺขุ เป็นต้น.
บทว่า อิติ รูปา ได้แก่ มีรูปอย่างนี้.
บทว่า ตตฺถ ฉนฺทราคปฏิพทฺธํ ความว่า ฉันทะกล่าวคือที่มี
กำลังอ่อน และราคะกล่าวคือมีกำลังแรงในจักษุและรูปเหล่านั้น พัวพัน
คือติดแน่นด้วยฉันทราคะนั้น.
บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ ชวนจิต.
หน้า 268
ข้อ 69
บทว่า ฉนฺทราคปฏิพทฺธตฺตา วิญฺาณสฺส ความว่า เพราะ
ชวนจิตนั้นพัวพันด้วยฉันทราคะ.
บทว่า ตทภินนฺทติ ความว่า ย่อมเพลิดเพลินอารมณ์นั้น ด้วย
สามารถตัณหา เมื่อเพลิดเพลินอารมณ์นั้นด้วยสามารถตัณหานั่นแล.
บทว่า ยานิสฺส ตานิ ได้แก่ การหัวเราะ การเจรจา และการ
เล่นเหล่านั้น.
บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในอดีต.
บทว่า สทฺธึ ได้แก่ ร่วมกัน.
บทว่า หสิตลปิตกีฬตานิ ได้แก่ การหัวเราะมีกัดฟันเป็นต้น
การเปล่งวาจาเจรจา และการเล่นมีการเล่นทางกายเป็นต้น.
บทว่า ตทสฺสาเทติ ความว่า ย่อมชื่นชม คือได้ความชื่นชม
คือยินดีอารมณ์นั้น.
บทว่า ตํ นิกาเมติ ความว่า ย่อมมุ่งหวัง คือหวังเฉพาะอารมณ์
นั้น.
บทว่า วิตฺตึ อาปชฺชติ ความว่า ย่อมถึงความยินดี.
บทว่า สิยํ แปลว่า พึงเป็น.
บทว่า อปฺปฏิลทฺธสฺส ปฏิลาภาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่
การถึงอารมณ์ที่ยังไม่ถึง.
บทว่า จิตฺตํ ปณิทหติ ความว่า ตั้งจิตไว้.
บทว่า เจตโส ปณิธานปจฺจยา ได้แก่ เพราะเหตุแห่งการตั้ง
จิตไว้.
หน้า 269
ข้อ 69
บทว่า สีเลน วา ได้แก่ ด้วยศีลมีศีล ๕ เป็นต้น.
บทว่า วตฺเตน วา ได้แก่ ด้วยสมาทานธุดงค์.
บทว่า ตเปน วา ได้แก่ ด้วยสมาทานความเพียร.
บทว่า พฺรหฺมจริเยน วา นี้แก่ หรือด้วยเมถุนวิรัติ.
บทว่า เทโว วา ได้แก่ เทวราชผู้มีอานุภาพมาก.
บทว่า เทวญฺตโร วา ได้แก่ เทวดาตนใดคนหนึ่งบรรดา
เทวดาเหล่านั้น.
บทว่า ชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวด้วยสามารถแห่งคุณ.
บทว่า ปชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวโดยประการ.
บทว่า อภิชปฺปนฺตา ได้แก่ กล่าวโดยพิเศษ. หรือขยายความ
ด้วยสามารถแห่งอุปสรรค.
พระสารีบุตรเถระแสดงเป็นตัวอย่างว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกล
จากวิเวก ด้วยคาถาที่ ๑, ทำให้แจ้งซึ่งธรรมดาของเหล่านรชนเช่นนั้น
ด้วยคาถาที่ ๒, บัดนี้เมื่อจะทำให้แจ้งถึงการกระทำกรรมชั่วของนรชนเหล่า
นั้น จึงกล่าวคาถาว่า กาเมสุ คิทฺธา เป็นต้น.
เนื้อความของคาถานั้นว่า สัตว์เหล่านั้น เป็นผู้ปรารถนาในกามทั้ง
หลาย ด้วยตัณหาในการบริโภค เป็นผู้ขวนขวายในกามทั้งหลาย เพราะ
ขวนขวายการแสวงหาเป็นต้น เป็นผู้หลงใหลในกามทั้งหลาย เพราะถึง
ความหลงพร้อม เป็นผู้ตกต่ำ เพราะมีการไปต่ำ เพราะมีความตระหนี่
และเพราะไม่ถือมั่นพระพุทธพจน์เป็นต้น ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ มี
กรรมอันไม่เสมอทางกายเป็นต้น ในกาลอันเป็นที่สุด เข้าถึงทุกข์ คือ
หน้า 270
ข้อ 69
ความตาย ย่อมคร่ำครวญอยู่ว่า เราทั้งหลายเคลื่อนจากภพนี้แล้ว จักเป็น
อะไรหนอ.
บทว่า คิทฺธา ได้แก่ ปรารถนาด้วยกามราคะ.
บทว่า คธิตา ความว่า เป็นผู้หวังเฉพาะด้วยความกำหนัดเพราะ
ความดำริหลงใหล.
บทว่า มุจฺฉตา ความว่า เป็นผู้มีความติดใจเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ด้วยกามตัณหา.
บทว่า อชฺโฌปนฺนา ความว่า หมกมุ่น ลุ่มหลง ด้วยความ
เพลิดเพลินในกาม.
บทว่า ลคฺคา ความว่า ติดแน่นด้วยความเสน่หาในกาม.
บทว่า ลคฺคิตา ความว่า เป็นอันเดียวกันด้วยความเร่าร้อนใน
กาม.
บทว่า ปลพุทฺธา ความว่า พัวพันด้วยความสำคัญในกาม.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ปรารถนา
ในเพราะเห็นสิ่งที่เห็นแล้ว หลงใหล ในเพราะเห็นเนือง ๆ ติดใจ ใน
เพราะการกระทำความเกี่ยวข้อง ลุ่มหลง ในเพราะการกระทำความคุ้น
เคย ข้อง ในเพราะการตามรอยด้วยความเสน่หาเกี่ยว ในเพราะความ
เข้าถึงเป็นคู่ ๆ พัวพัน คือเป็นผู้ไม่ยอมปล่อยแล้ว ๆ เล่า ๆ นั่นเอง.
บทว่า เอสนฺติ ได้แก่ หวังเฉพาะ.
บทว่า คเวสนฺติ ได้แก่ แสวงหา.
หน้า 271
ข้อ 69
บทว่า ปริเยสนฺติ ได้แก่ ต้องการคือปรารถนาด้วยอาการทั้งปวง.
อีกอย่างหนึ่ง หาดูว่า ในอารมณ์ที่เห็นแล้ว ความงาม ความไม่
งาม มี ไม่มี ดังนี้ เมื่อจะทำให้เป็นที่รักด้วยเครื่องหมายเพราะทำให้
ประจักษ์ในสุภารมณ์และอสุภารมณ์ ชื่อว่า แสวงหา ชื่อว่าเสาะหาแสวง
หา ด้วยสามารถแห่งจิต เสาะหา ด้วย สามารถแห่งการประกอบ ค้นหา
ด้วยสามารถแห่งการกระทำ. ชื่อว่า เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม เพราะอรรถ
ว่า เที่ยวไปอาศัยคือหยั่งลงสู่กาม ๒ อย่างนั้น, ชื่อว่าเป็นผู้มักมากในกาม
เพราะอรรถว่า มักมาก คือยังกามเหล่านั้นแลให้เจริญ ให้เป็นไปโดย
มาก. ชื่อว่า เป็นผู้หนักในกาม เพราะอรรถว่า ไหม้ ทำกามเหล่านั้น
แหละ ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักหน่วง, ชื่อว่าเป็นผู้เอนไปในกาม เพราะ
อรรถว่า เป็นผู้เอนคือน้อมไปในกามเหล่านั้นอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้โอนไปใน
กาม เพราะอรรถว่า เป็นผู้เอนไปในกามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้โน้ม
ไปในกาม เพราะอรรถว่า เป็นผู้น้อมไปในกามเหล่านั้นแหละ, เพราะ
เป็นผู้แขวนอยู่ที่กามเหล่านั้นอยู่, ชื่อว่าเป็นผู้น้อมใจไปในกาม เพราะ
อรรถว่า เป็นผู้ครอบงำเกี่ยวข้องด้วยความลุ่มหลงในกามเหล่านั้นเที่ยวไป,
ชื่อว่าเป็นผู้มุ่งกามเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่า ทำกามเหล่านั้นแหละให้เป็น
ใหญ่ ให้เป็นหัวหน้าเที่ยวไป, อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนา
อย่างนี้ว่า เป็นผู้เที่ยวไปเพื่อกาม เพราะปรารถนาอารมณ์, เป็นผู้มักมาก
ในกาม เพราะใคร่อารมณ์, เป็นผู้หนักในกาม เพราะชอบใจอารมณ์,
เป็นผู้เอนไปในกาม เพราะมีอารมณ์น่ารัก, เป็นผู้โอนไปในกาม เพราะ
มีอารมณ์ประกอบด้วยกาม, เป็นผู้โน้มไปในกาม เพราะมีอารมณ์เป็นที่
หน้า 272
ข้อ 69
ตั้งแห่งความกำหนัด. เป็นผู้น้อมใจไปในกาม เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้ง
แห่งความลุ่มหลง. เป็นผู้มุ่งกามเป็นใหญ่ เพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความผูกพัน.
ในบทว่า รูเป ปริเยสนฺติ เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวบท
ปริเยสนฺติ ด้วยสามารถการแสวงหาลาภของผู้ที่ยังไม่ได้ลาภ. ท่านกล่าว
บท ปฏิลภนฺติ ด้วยสามารถลาภอยู่ในมือแล้ว. ท่านกล่าวบท ปริ-
ภุญฺชนฺติ ด้วยสามารถการใช้สอย.
ชื่อว่าคนผู้ทำความทะเลาะ เพราะอรรถว่า ทำความทะเลาะวิวาท,
ชื่อว่า ขวนขวายในความทะเลาะ เพราะอรรถว่า ประกอบในความ
ทะเลาะนั้น, แม้ในคนทำการงานเป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
บทว่า โคจเร จรนฺโต ความว่า เที่ยวไปอยู่ในอโคจรมีซ่องหญิง
แพศยา เป็นต้น หรือในโคจรมีสติปัฏฐานเป็นต้น. ผู้ประกอบในโคจร
เหล่านั้น ชื่อว่า ขวนขวายในโคจร.
ชื่อว่าผู้เจริญฌาน เพราะอรรถว่า มีฌานด้วยสามารถเข้าไปเพ่งอา-
รมณ์. ผู้ประกอบในฌานนั้น ชื่อว่า ขวนขวายในฌาน.
บทว่า อวํคจฺฉนฺติ ได้แก่ ไปสู่อบาย.
บทว่า มจฺฉริโน ได้แก่ ผู้ซ่อนสมบัติของตน.
บทว่า วจนํ ได้แก่ คำพูด.
บทว่า พฺยปลํ ได้แก่ ถ้อยคำ.
บทว่า เทสนํ ได้แก่ โอวาทชี้แจง.
บทว่า อนุสิฏฺึ ได้แก่ คำพร่ำสอน.
หน้า 273
ข้อ 69
บทว่า น อาทิยนฺติ ได้แก่ ไม่เชื่อถือ ไม่ทำความเคารพ ปาฐะ
ว่า น อลฺลียนฺติ ก็มี ความก็อย่างเดียวกัน.
เพื่อแสดงความตระหนี่โดยวัตถุ ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจ มจฺฉริยานิ
อาวาสมจฺฉริยํ เป็นต้น. บรรดาความตระหนี่เหล่านั้น ความตระหนี่ใน
ที่อยู่ ชื่อว่า อาวาสมัจฉริยะ. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
อารามทั้งสิ้นก็ตาม บริเวณก็ตาม ห้องนอนห้องเดียวก็ตาม ที่พักกลางคืน
เป็นต้นก็ตาม ชื่อว่าที่อยู่, อยู่สบาย ได้ปัจจัยทั้งหลาย ในที่ใด ที่นั้นพึง
ทราบว่า อาวาส
ภิกษุรูปหนึ่งไม่ต้องการให้ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร มา
ในอาวาสนั้น คิดว่าแม้ภิกษุที่มาแล้วก็ขอให้รีบไปเสีย นี้ชื่อว่า อาวาส-
มัจฉริยะ, แต่ภิกษุผู้ไม่ต้องการให้พวกภิกษุผู้ก่อการทะเลาะวิวาท เป็นต้น
อยู่ในที่อยู่นั้น ไม่เป็นอาวาสมัจฉริยะ.
บทว่า กุลํ ได้แก่ กุลอุปัฏฐากบ้าง สกุลญาติบ้าง ภิกษุไม่ต้อง
การให้ภิกษุอื่นเข้าไปในสกุลนั้น เป็นกุลมัจฉริยะ แต่เมื่อไม่ต้องการ
ให้บุคคลลามกเข้าไป ไม่ชื่อว่าเป็นมัจฉริยะ ด้วยว่าบุคคลลามกนั้นย่อม
ปฏิบัติเพื่อทำลายความเลื่อมใสของอุปัฏฐากและญาติเหล่านั้นเสีย. แต่เมื่อ
ไม่ต้องการให้ภิกษุผู้สามารถรักษาความเลื่อมใสไว้ได้ เข้าไปในสกุลนั้น
ชื่อว่าเป็นมัจฉริยะ.
บทว่า ลาโภ ได้แก่ ลาภคือปัจจัย นั้นเอง เมื่อภิกษุผู้มีศีลรูป
อื่นได้ลาภอยู่ทีเดียว ภิกษุคิดว่า จงอย่าได้ ดังนี้ ย่อมเป็นลาภมัจฉริยะ
แก่ภิกษุใดทำสัทธาไทยให้ตกไป ให้พินาศด้วยไม่บริโภคและบริโภคไม่ดี
หน้า 274
ข้อ 69
เป็นต้น แม้ของบูดเน่าก็ไม่ให้แก่ผู้อื่น. เห็นภิกษุนั้นแล้วคิดว่า ถ้าภิกษุ
นี้ไม่ได้ลาภนี้ ภิกษุผู้มีศีลรูปอื่นพึงได้ พึงบริโภค ดังนี้ ย่อมไม่เป็น
มัจฉริยะ.
วรรณะแห่งสรีระก็ดี วรรณะคือคุณความดีก็ดี ซึ่งว่า วรรณะ.
ในวรรณะ ๒ อย่างนั้น ผู้ที่เมื่อเขากล่าวกันว่า ผู้อื่นมีรูปน่าเลื่อมใส ดังนี้
ไม่ประสงค์จะกล่าว ซึ่งว่าตระหนี่วรรณะแห่งสรีระ. ผู้ที่ไม่ประสงค์จะ
กล่าวสรรเสริญ ผู้อื่นด้วยศีลธุดงค์ปฏิปทา อาจาระ ชื่อว่าวรรณะมัจฉริยะ.
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ปริยัติธรรมและปฏิเวธธรรม บรรดาธรรม
๒ อย่างนั้น พระอริยสาวกทั้งหลายย่อมไม่ตระหนี่ปฏิเวธธรรม ย่อม
ปรารถนาให้โลกพร้อมทั้งเทวโลกแทงตลอดธรรมที่คนแทงตลอดแล้ว ย่อม
ปรารถนาว่า ขอคนอื่น ๆ จงรู้ปฏิเวธธรรมนั้นด้วย. ชื่อว่า ธรรมมัจ-
ฉริยะ ในธรรมคือพระพุทธพจน์นั่นแลมีอยู่. บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
มัจฉริยะนั้น รู้คัณฐะหรือกถามรรคที่ลี้ลับอันใด ไม่ประสงค์จะให้คน
อื่น ๆ รู้คัณฐะหรือกถามรรคอันนั้น แต่ผู้ใดไม่ให้โดยสอบสวนบุคคลแล้ว
อนุเคราะห์ด้วยธรรม หรือโดยสอบสวนธรรมอนุเคราะห์บุคคล ผู้นี้ไม่ชื่อ
ว่ามีธรรมมัจฉริยะ.
ในข้อนั้น บุคคลบางคนเป็นคนโลเล บางเวลาเป็นสมณะ บาง
เวลาเป็นพราหมณ์ บางเวลาเป็นนิครนถ์. ก็ภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่าบุคคลนี้
ทำลายข้อธรรมซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ที่มีมาโดยประเพณีเกลี้ยงเกลาละเอียด
อ่อน แล้วจักร้อนใจ ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ให้โดยสอบสวนบุคคลอนุเคราะห์
ธรรม, ส่วนภิกษุใดไม่ให้ด้วยคิดว่าธรรมนี้เกลี้ยงเกลาละเอียดอ่อน ถ้า
หน้า 275
ข้อ 69
บุคคลผู้นี้จักถือเอา ก็จักพยากรณ์พระอรหัตผลกระทำให้แจ้งซึ่งคนจัก
ฉิบหาย ภิกษุนี้ชื่อว่าไม่ให้โดยสอบสวนธรรมอนุเคราะห์บุคคล. แต่ภิกษุ
ใดไม่ให้ด้วยคิดว่า ถ้าบุคคลผู้นี้จักถือเอาธรรมนี้ ก็จักสามารถทำลายลัทธิ
ของพวกเราได้ ภิกษุนี้ชื่อว่ามีธรรมมัจฉริยะโดยแท้.
บรรดาความตระหนี่ ๕ ประการเหล่านี้ บุคคลเป็นยักษ์ก็ตามเป็น
เปรตก็ตาม ยกหยากเยื่อในอาวาสนั้นเทินไปด้วยศีรษะ เพราะอาวาส
มัจฉริยะก่อน.
เมื่อบุคคลเห็นสกุลนั้นกระทำการให้ทานและความนับถือเป็นต้นแก่ผู้
อื่น คิดว่า สกุลของเรานี้แตกแล้วหนอ ถึงแก่เลือดพุ่งออกจากปากก็มี
ท้องเดินก็มี ไส้ใหญ่ออกมาเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ก็มี เพราะกุลมัจฉริยะ.
บุคคลตระหนี่ลาภที่มีอยู่ ของสงฆ์ก็ตามของคณะก็ตาม บริโภค
เหมือนบริโภคส่วนบุคคลย่อมเกิดเป็นยักษ์ก็มี เป็นเปรตก็มี เป็นงูเหลือม
ใหญ่ก็มี เพราะลาภมัจฉริยะ.
ก็บุคคลสรรเสริญคุณที่ควรสรรเสริญของตน ไม่สรรเสริญของผู้อื่น
กล่าวโทษนั้น ๆ ว่า ผู้นี้มีคุณอย่างไร ไม่ให้ปริยัติและอะไร ๆ แก่ใคร ๆ
ย่อมมีวรรณะทรามและเป็นใบ้เหมือนแพะ เพราะความตระหนี่วรรณะแห่ง
สรีระและวรรณคือคุณความดี และเพราะความตระหนี่ปริยัติธรรม.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมหมกไหม้อยู่ในเรือนโหละ เพราะความ
ตระหนี่ที่อยู่ เป็นผู้มีลาภน้อย เพราะความตระหนี่สกุล, บังเกิดในคูถนรก
เพราะความตระหนี่ลาภ, เมื่อบังเกิดในภพ ย่อมไม่มีวรรณะ เพราะความ
หน้า 276
ข้อ 69
ตระหนี่วรรณะ, บังเกิดในกุกกุลนรก คือ นรกถ่านเพลิง เพราะความ
ตระหนี่ธรรม.
ความตระหนี่ ด้วยสามารถแห่งผู้ตระหนี่. อาการแห่งความตระหนี่
ชื่อว่าอาการตระหนี่. ภาวะแห่งผู้ประพฤติด้วยความตระหนี่ คือผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยความตระหนี่ ชื่อว่าความเป็นผู้ประพฤติตระหนี่, ชื่อว่า
ผู้ปรารถนาต่าง ๆ เพราะอรรถว่า ปรารถนาที่จะป้องกันสมบัติของคนทั้ง
หมดว่า จงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น ภาวะแห่งผู้ปรารถนา
ต่าง ๆ ชื่อว่า ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ คำนี้เป็นชื่อของความตระหนี่
อย่างอ่อน. ปุถุชน ท่านเรียกว่าผู้เหนียวแน่น. ภาวะแห่งผู้เหนียวแน่น
นั้น ชื่อว่าความเหนียวแน่น, คำนี้เป็นชื่อของความตระหนี่อย่างแรง ก็
บุคคลที่ประกอบด้วย ความตระหนี่อย่างแรงนั้น ย่อมห้ามแม้ผู้อื่นที่ให้ทาน
แก่คนอื่นอยู่.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
คนตระหนี่นี้ความดำริชั่ว แม้มิจฉาทิฏฐิ ไม่เอื้อ
เฟื้อย่อมห้ามผู้ให้ทานแก่พวกคนผู้ขอโภชนะอยู่.
ชื่อว่า ผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ เพราะอรรถว่า จิตย่อมเป็นไป
ด้วยความเจ็บร้อน คือย่อมขัดเคืองเพราะเห็นพวกยาจก. ภาวะแห่งผู้มีจิต
เจ็บร้อนในการให้ ชื่อว่าความเป็นผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้.
อีกนัยหนึ่ง การถือทัพพี ท่านเรียกว่ากฏุกะ, ก็เมื่อบุคคลจะเอา
ข้าวใส่หม้อข้าวให้เต็มถึงขอบหม้อ ใช้ทัพพีสำหรับตักข้าวที่บิดเบี้ยวไปทุก
ส่วนตักใส่ ย่อมไม่อาจใส่ให้เต็มได้, จิตของบุคคลผู้มีความตระหนี่ก็อย่าง
หน้า 277
ข้อ 69
นั้น ย่อมหดหู่ เมื่อจิตหดหู่ แม้กายของเขาก็หดหู่ โค้งงอ บิดเบี้ยว
อย่างนั้นเหมือนกัน ไม่เหยียดยื่นออกได้ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ความ
เป็นผู้มีจิตเจ็บร้อนในการให้ ชื่อว่า ความตระหนี่.
บทว่า อคฺคหิตตฺตํ จิตฺตสฺส ความว่า ความที่จิตกั้นอย่างเหยียด
ยื่นไม่ได้ถือเอาโดยอาการมีให้ทานเป็นต้น ในการกระทำอุปการะแก่คน
อื่น ๆ. ก็เพราะบุคคลผู้มีความตระหนี่ เป็นผู้ไม่ประสงค์จะให้สมบัติของ
ตนแก่คนอื่น ประสงค์จะถือเอาสมบัติของผู้อื่น. ฉะนั้น ความตระหนี่นี้
พึงทราบว่ามีลักษณะซ่อนสมบัติของตน และมีลักษณะถือเอาสมบัติของผู้
อื่น ด้วยสามารถแห่งความตระหนี่ที่เป็นไปว่า จงเป็นของเราเท่านั้น
อย่าเป็นของผู้อื่น.
บทว่า ขนฺธมจฺฉริยมฺปิ มจฺฉริยํ ความว่า อุปบัติภพกล่าวคือ
เบญจขันธ์ของตนไม่สาธารณ์ถึงคนอื่น ๆ ชื่อว่าความตระหนี่ ความตระหนี่
ที่เป็นไปว่า ขอจงเป็นของเราเท่านั้น อย่าเป็นของผู้อื่น ชื่อว่าความ
ตระหนี่ขันธ์. แม้ในความตระหนี่ธาตุและความตระหนี่อายตนะ ก็นัยนี้
แหละ.
บทว่า คาโห ได้แก่ ความถือด้วยมุ่งจะถือเอา.
บทว่า อวทญฺญุตาย ได้แก่ ด้วยความไม่รู้พระดำรัสแม้ที่พระ-
สัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสไว้.
ก็บุคคลเมื่อไม่ให้แก่ยาจกทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมไม่รู้คำที่ยาจกเหล่า
นั้นกล่าว.
บทว่า ชนา ปนตฺตา ได้แก่ ชนผู้อยู่ปราศจากสติ.
หน้า 278
ข้อ 69
บทว่า วจนํ ได้แก่ คำกล่าวอย่างย่อ.
บทว่า พฺยปถํ ได้แก่ คำกล่าวอย่างพิสดาร.
บทว่า เทสนํ ได้แก่ คำที่แสดงอุปมาชี้แจงเนื้อความ.
บทว่า อนุสฏฺึ ได้แก่ คำที่ให้กำหนดบ่อย ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวชี้แจง ชื่อว่า วจนะ. การกล่าวให้ถือ
เอาชื่อว่า พยปถะ. การกล่าวแสดงเนื้อความ ชื่อว่า เทศนา. การ
กล่าวแสดงโดยบท ชื่อว่า อนุสิฏฐิ.
อีกอย่างหนึ่ง การกล่าวให้ทุกข์คือความหวาดสะดุ้งพินาศไป ชื่อว่า
วจนะ. กุมารกล่าวให้ทุกข์คือความเร่าร้อนพินาศไป ชื่อว่า พยปถะ.
การกล่าวให้ทุกข์ในอบายพินาศไป ชื่อว่า เทศนา. การกล่าวให้ทุกข์
ในภพพินาศไป ชื่อว่า อนุสิฏฐิ.
อีกอย่างหนึ่ง คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกขสัจ
ชื่อว่า วจนะ. คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการละสมุทัยสัจ ชื่อว่า
พยปถะ, คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธสัจ ชื่อ
ว่า เทศนา คำที่ประกอบการแทงตลอดด้วยการทำมรรคสัจให้เกิด ชื่อ
ว่า อนุสิฏฐิ. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า น สุสฺสุสนฺติ ความว่า ไม่ฟัง.
บทว่า น โสตํ โอทหนฺติ ความว่า ไม่ตั้งโสตคือหูเพื่อฟัง.
บทว่า น อญฺา จิตฺตํ อุปฏฺเปนฺติ ความว่า ไม่ดำรงจิต
เพื่อจะรู้.
หน้า 279
ข้อ 69
บทว่า อนสฺสวา ความว่า ไม่ฟังโอวาท.
บทว่า อวจนกรา ความว่า ชื่อว่า ไม่ทำตามคำ เพราะอรรถ
ว่าแม้ฟังอยู่ ก็ไม่ทำตามคำ.
บทว่า ปฏิโลมวุตฺติโน ความว่า. เป็นผู้ฝ่าฝืนเป็นไป.
บทว่า อญฺเเนว มุขํ กโรนฺติ ความว่า แม้กระทำอยู่ก็ไม่ให้
เห็นหน้า.
บทว่า วิสเม ความว่า ชื่อว่า ไม่เสมอ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อ
กรรมที่เสมอ ซึ่งสมมติว่ากายสุจริตเป็นต้น ในกรรมอันไม่เสมอนั้น
บทว่า นิวิฏา ความว่า เข้าไปแล้วนำออกได้ยาก.
บทว่า กายกมฺเม ความว่า ในกายกรรมที่เป็นไปทางกายก็ตาม
ที่เป็นไปด้วยกายก็ตาม. แม้ในวจีกรรมเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บรรดากรรมเหล่านั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่าน
จำแนกด้วยสามารถแห่งทุจริต. พึงทราบว่าปาณาติบาตเป็นต้น ท่าน
จำแนกด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐. พรรณนาบทที่เป็นสาธารณะ
ในที่นี้ เท่านี้ก่อน.
ก็ในบทที่เป็นอสาธารณะทั้งหลาย การทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป
ชื่อว่า ปาณาติบาต ท่านอธิบายว่า การฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนสัตว์.
ก็ในบทว่า ปาโณ นี้ โดยโวหารได้แก่ สัตว์ โดยปรมัตถ์ได้แก่ ชีวิติน
ทรีย์. ก็เจตนาฆ่าที่เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง
ซึ่งตั้งขึ้นด้วยความเพียรเข้าไปตัดอินทรีย์คือชีวิต ของผู้มีความสำคัญใน
สัตว์มีชีวิตนั้นว่าเป็นสัตว์มีชีวิต ชื่อว่า ปาณาติบาต. ปาณาติบาตนั้น
หน้า 280
ข้อ 69
ในบรรดาสัตว์มีชีวิตทั้งหลายมีดิรัจฉานเป็นต้นที่เร้นจากคุณ ในสัตว์เล็ก
มีโทษน้อย ในสัตว์ตัวใหญ่ มีโทษมาก. เพราะเหตุไร ? เพราะปโยคะ
ใหญ่, แม้เมื่อปโยคะเท่ากัน ก็เพราะวัตถุใหญ่. บรรดามนุษย์เป็นต้น
ผู้มีคุณ สัตว์ที่มีคุณน้อย มีโทษน้อย ที่มีคุณมาก มีโทษมาก. ก็เมื่อ
สรีระและคุณเท่ากัน มีโทษน้อยเพราะกิเลสและความเพียรอ่อน, มีโทษ
มากเพราะกิเลสและความเพียรกล้าแข็ง พึงทราบดังพรรณนามาฉะนี้.
ปาณาติบาตนั้นมีองค์ ๕ คือ สัตว์มีชีวิต ๑ รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต ๑
จิตคิดจะฆ่า ๑ ทำความเพียรที่จะฆ่า ๑ สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น ๑
มีปโยคะ ๖ คือ สาหัตถิกปโยคะ อาณัตติกปโยคะ ๑ นิสสัคคิย์ปโยคะ ๑
ถาวรปโยคะ ๑ วิชชามยปโยคะ ๑ อิทธิมยปโยคะ ๑. เมื่อจะอธิบาย
เนื้อความนี้อย่างพิสดาร ก็จะยืดยาวเกินไป ฉะนั้นจักไม่อธิบายเรื่องนั้น
ให้พิสดาร. ผู้ต้องการทราบข้อความอื่นและข้อความอย่างนั้น พึงตรวจดู
สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ถือเอาเถิด.
การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ชื่อว่า อทินฺนาทานํ, ท่าน
อธิบายว่า การลัก การขโมย การทำโจรกรรม.
ในบทว่า อทินฺนาทานํ นั้น บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ของอัน
เจ้าของเขาหวงแหน ซึ่งเป็นที่เจ้าของเขาทำได้ตามความปรารถนา ไม่ควร
แก่อาชญาและไม่มีโทษ. ก็เจตนาคิดที่จะลักที่ตั้งขึ้นด้วยความเพียรถือเอา
สิ่งนั้น ของผู้มีความสำคัญในของอันเจ้าของเขาหวงแหนนั้น ว่าเป็นของ
อันเจ้าของเขาหวงแหน ชื่อว่า อทินนาทาน. อทินนาทานนั้น ในวัตถุ
ที่เป็นของตนอื่นเลว มีโทษน้อย. ในวัตถุที่เป็นของตนอื่นประณีต มีโทษ
หน้า 281
ข้อ 69
มาก. เพราะเหตุไร ? เพราะวัตถุประณีต. เมื่อวัตถุเท่ากัน ในวัตถุที่เป็น
ของผู้ยิ่งด้วยคุณ มีโทษมาก, ในวัตถุที่เป็นของผู้มีคุณทรามกว่าคุณนั้น ๆ
โดยเทียบผู้ยิ่งด้วยคุณนั้น ๆ มีโทษน้อย.
อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ของอันเจ้าของเขาหวงแหน ๑ รู้อยู่
ว่าของอันเจ้าของเขาหวงแหน ๑ จิตคิดจะลัก ๑ ทำความเพียรเพื่อที่จะ
ลัก ๑ ได้ของนั้นมาด้วยความเพียรนั้น ๑. มีปโยคะ ๖ มีสาหัตถิกปโยคะ
เป็นต้นนั่นเอง. ก็ปโยคะเหล่านั้นแล เป็นไปด้วยสามารถอวหารเหล่านี้
คือไถยาวหาร ปสัยหาวหาร ปฏิฉันนาวหาร ปริกัปปาวหาร กุสาวหาร
ตามสมควร. นี้เป็นความย่อในข้ออทินนาทานนี้ ด้วยประการฉะนี้ ส่วน
ความพิสดารได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาสมันตปาสาทิกา.
ก็ในบทว่า กาเมสุ มิจฺฉาจาโร นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ ความประพฤติเมถุน หรือวัตถุแห่งเมถุน.
บทว่า มิจฺฉาจาโร ได้แก่ ความประพฤติลามก ซึ่งต้องตำหนิ
โดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ เจตนาก้าวล่วงอคมนียฐาน ที่เป็นไปทาง
กายทวาร ด้วยความประสงค์อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร. ใน
กาเมสุมิจฉาจารนั้น จะกล่าวถึงอคมนียฐานของพวกบุรุษก่อนซึ่งได้แก่
หญิงที่มารดารักษา, หญิงที่บิดารักษา, หญิงที่มารดาบิดารักษา, หญิงที่
พี่ชายน้องชายรักษา, หญิงที่พี่สาวน้องสาวรักษา, หญิงที่ญาติรักษา,
หญิงที่โคตรรักษา, หญิงที่ธรรมรักษา, หญิงที่มีอารักขา, หญิงที่มีอาชญา,
รวมเป็นหญิง ๑๐ ประเภทมีหญิงที่มารดารักษาเป็นต้น. หญิงที่ช่วยมาด้วย
ทรัพย์, หญิงที่อยู่ด้วยความพอใจ, หญิงที่อยู่ด้วยโภคะ, หญิงที่อยู่ด้วยผ้า,
หน้า 282
ข้อ 69
หญิงที่ผู้ใหญ่จับมือคนทั้งสองจุ่มลงในน้ำแล้วมอบให้, หญิงที่บุรุษช่วยปลง
ภาระหนักแล้วมาอยู่ด้วย, หญิงที่เป็นทาสีแล้วยกขึ้นเป็นภรรยา, หญิงที่
เป็นลูกจ้างแล้วได้เป็นภรรยา, หญิงที่บุรุษไปรบชนะได้มา, หญิงที่เป็น
ภรรยาชั่วคราว, รวมเป็นหญิง ๑๐ ประเภท มีหญิงที่ช่วยมาด้วยทรัพย์
เป็นต้น รวมทั้งหมดเป็นหญิง ๒๐ ประเภท. เป็นอคมนียฐานของพวก
บุรุษ.
ส่วนในสตรีทั้งหลาย บุรุษอื่น ๆ ชื่อว่าเป็นอคมนียฐานของสตรี ๑๒
ประเภท คือ หญิงที่มีอารักขา, และหญิงที่มีอาชญา ๒ ประเภท และหญิง
ที่ช่วยมาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ ประเภท. ก็มิจฉาจารนี้นั้น ในอคมนียฐาน
ที่เว้นจากคุณมีศีลเป็นต้น มีโทษน้อย. ในอคมนียฐานที่สมบูรณ์ด้วยคุณ
มีศีลเป็นต้น มีโทษมาก.
กาเมสุมิจฉาจารนั้นมีองค์ ๔ คือ วัตถุที่ไม่พึงถึง ๑ จิตคิดจะเสพ
ในวัตถุนั้น ๑ ปโยคะในการเสพ ๑ การยังมรรคต่อมรรคให้จดกัน ๑
มีปโยคะเดียวคือสาหัตถิกปโยคะนั่นแล.
บทว่า มุสา ได้แก่ วจีปโยคะ หรือกายปโยคะ ซึ่งหักประโยชน์
ของผู้ที่มุ่งจะกล่าวให้ผิดเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายโยคะหรือวจีปโยคะซึ่งกล่าว
ให้ผิด ของผู้ที่มุ่งจะกล่าวให้ผิดนั้น ด้วยความประสงค์จะกล่าวให้ผิด
ชื่อว่ามุสาวาท.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา ได้แก่ เรื่องไม่จริง ไม่แท้.
บทว่า วาโท ได้แก่ การให้รู้เรื่องไม่จริงไม่แท้นั้นว่าจริงว่าแท้.
ก็โดยลักษณะเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยวิญญัติอย่างนั้นของผู้ประสงค์จะให้ผู้อื่นรู้
หน้า 283
ข้อ 69
เรื่องไม่จริงว่าจริง ชื่อว่า มุสาวาท มุสาวาทนั้น มีโทษน้อย, เพราะ
ประโยชน์ที่หักนั้นน้อย มีโทษมากเพราะประโยชน์ที่หักนั้นมาก.
อีกอย่างหนึ่ง สำหรับพวกคฤหัสถ์ มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยเป็น
ต้นว่า สิ่งของของตนไม่มี ด้วยความประสงค์จะไม่ให้เขา ดังนี้ มีโทษ
น้อย, มุสาวาทที่บุคคลเป็นพยานกล่าวเพื่อหักประโยชน์ มีโทษมาก,
สำหรับพวกบรรพชิต มุสาวาทที่เป็นไปโดยนัยที่ได้น้ำมัน หรือเนยใสแม้
น้อยมา แต่กล่าวว่าเต็ม ด้วยความประสงค์จะให้หัวเราะกันว่า วันนี้ใน
บ้านมีน้ำมันไหลเหมือนแม่น้ำ ดังนี้ มีโทษน้อย, แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่
ไม่ได้เห็นเลย โดยนัยเป็นต้น ว่า เห็น ดังนี้ มีโทษมาก. มุสาวาท
นั้นมีองค์ ๔ คือ เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑ เพียรกล่าวปด
ออกไป ๑ ข้อความที่ตนกล่าวนั้น คนอื่นรู้เข้าใจ ๑. มีปโยคะเดียว คือ
สาหัตถิกปโยคะนั้นแล.
ในบทว่า ปิสุณวาจา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บุคคลกล่าววาจานั้นแก่ผู้ใด กระทำความรักของคน ความส่อเสียด
ของผู้อื่น ในหทัยของผู้นั้น ด้วยวาจาใด วาจานั้น ชื่อว่า ปิสุณวาจา.
ก็บุคคลกระทำความหยาบกะตนบ้าง กะผู้อื่นบ้าง ด้วยวาจาใด
วาจาใดเป็นวาจาหยาบแม้เอง ไม่สบายหู ไม่สบายใจ วาจานี้ ชื่อว่า
ผรุสวาจา.
บุคคลพูดพร่ำคำเหลาะแหละไร้ประโยชน์ ด้วยวาทะใดวาทะนั้น
ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ. เจตนาแม้ที่เป็นมูลเหตุแห่งวาจา
หน้า 284
ข้อ 69
เหล่านั้น ก็ได้ชื่อว่า ปิสุณวาจา เป็นต้นเหมือนกัน. เจตนานั้นแหละ
ท่านประสงค์ในที่นี้ดังนี้แล.
ในบทว่า ปิสุณวาจา นั้น เจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือ
วจีปโยคะ เพื่อทำผู้อื่นให้แตกกันก็ดี เพื่อทำความรักนั้นก็ดี ของผู้ที่
มีจิตเศร้าหมอง ชื่อว่า ปิสุณวาจา ปิสุณวาจานั้น มีโทษน้อย. เพราะ
ผู้ที่ทำให้แตกกันนั้นมีคุณน้อย. มีโทษมาก เพราะผู้ที่ทำให้แตกกันมีคุณ
มาก.
ปิสุณวาจานี้มีองค์ ๔ คือ ผู้อื่นที่จะพึงให้แตกกัน ๑ ความมุ่งทำให้
แตกกันว่า คนเหล่านี้จักแตกกัน จักแยกจากกัน ด้วยประการฉะนี้ ก็ดี
ความการทำให้เป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก เป็นที่พิสวาส ด้วยประการ
ฉะนี้ ก็ดี ๑ เพียรกล่าวส่อเสียดออกไป ๑ ข้อความที่คนกล่าวนั้นคนนั้นรู้
เข้าใจ ๑.
เจตนาที่หยาบโดยส่วนเดียว ซึ่งตั้งขึ้นด้วยกายประโยคหรือวจี
ประโยคตัดจุดสำคัญของร่างกายของผู้อื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา, ปโยคะแม้
ตัคจุดสำคัญของร่างกาย ก็ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตอ่อน เหมือนอย่าง
บิดามารดาบางคราวก็กล่าวกะบุตรน้อย ๆ ถึงอย่างนี้ว่า พวกโจรจงทำพวก
เจ้าให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ ดังนี้ แต่ก็ไม่ปรารถนาแม้กลีบอุบลที่ตกลง
ข้างบนลูกน้อย ๆ เหล่านั้น. อาจารย์และอุปัชฌาย์ทั้งหลาย บางคราวก็
กล่าวกะพวกนิสิตอย่างนี้ว่า พวกนี้ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะหรือ จงขับ
พวกมันออกไป แต่ย่อมปรารถนาให้พวกนิสิตเหล่านั้น พร้อมด้วยอาคม
และอธิคมโดยแท้ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตอ่อน ฉันใด, แม้ไม่เป็น
หน้า 285
ข้อ 69
ผรุสวาจา เพราะคำกล่าวอ่อน ก็หามิได้ฉันนั้น. คำว่า ท่านทั้งหลายจง
ให้ผู้นี้นอนเป็นสุขเถิด ของผู้ประสงค์จะฆ่า จะไม่เป็นผรุสวาจา หามิได้
เลย. ก็วาจานี้เป็นผรุสวาจาแท้ เพราะจิตหยาบ. ผรุสวาจานั้น มีโทษ
น้อย เพราะผู้ที่ผรุสวาจาเป็นไปหมายถึงนั้น มีคุณน้อย. มีโทษมาก
เพราะผู้นั้นมีคุณมาก.
ผรุสวาจานั้นมีองค์ ๓ คือ ผู้อื่นที่จะพึงด่า ๑ จิตโกรธ ๑ ด่า ๑.
อกุศลเจตนาที่ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะหรือวจีปโยคะให้รู้เรื่องไม่เป็น
ประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพูดพร่ำคำเหลาะ
แหละไร้ประโยชน์. สัมผัปปลาปะนั้น มีโทษน้อย เพราะมีการซ่องเสพ
น้อย มีโทษมาก เพราะมีการซ่องเสพมาก.
สัมผัปปลาปะนั้นมีองค์ ๒ คือความมุ่งกล่าวเรื่องไร้ประโยชน์ มี
เรื่องภารตยุทธ์ และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น ๑ กล่าวกถามีอย่างนั้นเป็น
รูป ๑.
ชื่อว่า อภิชฌา เพราะอรรถว่า เพ่งเล็ง อธิบายว่า มุ่งสิ่งของ
ผู้อื่น เป็นไปด้วยความเป็นผู้น้อมไปในสิ่งของนั้น. อภิชฌานั้น
มีลักษณะเพ่งเล็งสิ่งของของผู้อื่น ว่า โอ สิ่งนี้พึงเป็นของเราหนอ
มีโทษน้อย และมีโทษมาก เหมือนอทินนาทาน.
อภิชฌานั้นมีองค์ ๒ คือ สิ่งของของผู้อื่น ๑ การน้อมมาเพื่อตน ๑.
ด้วยว่า เมื่อความโลภซึ่งมีสิ่งของของผู้อื่นเป็นที่ตั้งแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถ
ก็ยังไม่แตก. ๆ ตราบที่ยังไม่น้อมมาเพื่อตนว่า โอ สิ่งนี้พึงเป็นของเราหนอ.
ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า ยังประโยชน์เกื้อกูลและความสุข
หน้า 286
ข้อ 69
ให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้น มีลักษณะประทุษร้ายด้วยใจ เพื่อให้ผู้
อื่นพินาศ มีโทษน้อยและมีโทษมากเหมือนผรุสวาจา.
พยาบาทนั้นมีองค์ ๒ คือ สัตว์อื่น ๑ คิดให้สัตว์อื่นนั้นพินาศ ๑. ก็
เมื่อความโกรธซึ่งมีสัตว์อื่นเป็นวัตถุแม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตก
ตราบที่ยังไม่ได้คิดให้ผู้นั้นพินาศว่า โอ ผู้นี้พึงถูกทำลาย พึงพินาศหนอ.
ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เห็นผิดเพราะไม่มีความยึดถือ
ตามเป็นจริง. มิจฉาทิฏฐินั้น มีลักษณะเป็นทัศนะวิปริต โดยนัยเป็นต้น
ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล มีโทษน้อย และมีโทษมากเหมือนสัมผัปปลาปะ.
สัตว์เหล่านั้นย่อมสงสัยด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้นว่า เราทั้งหลาย
จักเป็นสัตว์มีสัญญา จักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา จักเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มี
สัญญาก็มิใช่. ย่อมสงสัยตนโดยนัยมีอาทิว่า เราทั้งหลายจักมีหรือหนอแล ?
ย่อมสงสัยความที่คนมีอยู่และไม่มีอยู่ในอนาคต เพราะอาศัยอาการแห่งสัสสต
ทิฏฐิและอาการแห่งอุจเฉททิฏฐิในข้อนั้นว่า เราทั้งหลายจักมีหรือหนอแล.
หรือจักไม่มี.
บทว่า กึ นุ โข ภวิสฺสาม ความว่า สัตว์เหล่านั้นอาศัยความ
เข้าถึงชาติและเพศ สงสัยว่า เราทั้งหลายจักเป็นกษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดาและมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือ
หนอแล ?
บทว่า กถํ นุ โข ภวิสฺสาม ความว่าอาศัยอาการแห่งทรวด
ทรงสงสัยว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้สูงต่ำ ขาว ดำ มีประมาณ และหา
ประมาณมิได้เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่าอาศัย
หน้า 287
ข้อ 69
ความเป็นใหญ่และปราศจากมานะเป็นต้น สงสัยโดยเหตุว่า เราทั้งหลาย
จักเป็นเหตุการณ์อะไรหนอแล.
บทว่า กึ หุตฺวา กึ ภวิสฺสาม นุ โข มยํ ความว่า อาศัย
ชาติเป็นต้น สงสัยคนอื่นต่อจากตนไป ว่า เราทั้งหลายเป็นกษัตริย์แล้ว
จักเป็นพราหมณ์หนอแล ฯลฯ เป็นเทวดาแล้วจักเป็นมนุษย์ ดังนี้.
ก็บทว่า อทฺธานํ ในที่ทั้งปวงนั่นเทียว เป็นชื่อของกาลเวลา.
เหตุใดท่านจึงกล่าวคำนี้ว่า ตสฺมา หิ สิกฺเขถ ฯ เป ฯ อาหุ
ธีรา ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น.
บทว่า สิกฺเขถ ความว่า พึงรำลึกถึงสิกขา ๓ บทว่า อิเธว
ได้แก่ ในศาสนานี้แหละ.
ก็ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า สิกขา เพราะอรรถว่า พึงศึกษา.
บทว่า ติสฺโส เป็นการกำหนดจำนวน.
บทว่า อธิศีลสิกฺขา ความว่า ชื่อว่า อธิศีล เพราะอรรถว่า
ศีลยิ่ง คือสูงสุด, ศีลยิ่งนั้นด้วย ชื่อว่า สิกขา เพราะพึงศึกษาด้วย
ดังนั้นจึงชื่อว่า อธิศีลสิกขา. ในอธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา
ก็นัยนี้แหละ,
และในสิกขา ๓ เหล่านี้ ศีลเป็นไฉน ? อธิศีลเป็นไฉน ? จิตเป็น
ไฉน ? อธิจิตเป็นไฉน ? ปัญญาเป็นไฉน ? อธิปัญญาเป็นไฉน ? จะได้
อธิบายต่อไป :-
อธิบายศีลก่อน ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๑. นั่นเอง. เมื่อพระพุทธเจ้า
เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ยังมิได้เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ศีลนั้นก็เป็นไปอยู่ในโลก
หน้า 288
ข้อ 69
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งเหล่าพระสาวก
ก็ให้มหาชนสมาทานในศีลนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้เป็นกรรม
วาทีด้วย พระเจ้าจักรพรรดิมหาราชด้วย พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย
ให้มหาชนสมาทาน. สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็สมาทานแม้ด้วยตนเอง.
พวกเขาเหล่านั้นบำเพ็ญกุศลธรรมนั้นแล้วย่อมเสวยราชสมบัติในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย.
ก็ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ ท่านเรียกว่า อธิศีล. อธิศีล
นั้น ยิงด้วย สูงสุดด้วยของโลกิยศีลทั้งหมด ดุจดวงอาทิตย์เป็นยอดยิ่ง
ของแสงสว่างทั้งหลาย ดุจเขาสิเนรุสูงสุดของภูเขาทั้งหลายฉะนั้น ย่อมเป็น
ไปในพุทธุปาทกาลเท่านั้น นอกจากพุทธุปาทกาล ย่อมไม่เป็นไป. ด้วย
ว่าสัตว์อื่นย่อมไม่อาจที่จะยกบัญญัตินั้นขึ้นตั้งไว้ได้, แต่พระพุทธเจ้าทั้ง
หลายเท่านั้น ทรงตัดกระแสแห่งอัชฌาจารทางกายทวารและวจีทวารโดย
ประการทั้งปวง ทรงบัญญัติศีลสังวรนั้น ซึ่งสมควรแก่การละเมิดนั้น ๆ.
ศีลแม้ของผู้สำรวมในปาติโมกข์ ซึ่งสัมปยุตด้วยมรรคผลนั้นแล ก็ชื่อว่า
อธิศีล.
กุศลจิต ๘ ดวงอันเป็นกามาพจร และจิตที่สัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘
ดวงอันเป็นโลกิยะ พึงทราบว่า จิตนั่นเอง เพราะทำร่วมกัน. ก็ความ
เป็นไปของจิตนั้นด้วย การชักชวนให้สมาทานและการสมาทานด้วย ใน
กาลที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นและมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พึงทราบตามนัยที่
กล่าวแล้วในศีลนั่นเทียว. จิตที่สัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ ซึ่งเป็นบาทแห่ง
หน้า 289
ข้อ 69
วิปัสสนา ท่านเรียกว่า อธิจิต. อธิจิตนั้น ยิ่งด้วย สงสุดด้วย ของ
โลกิยจิตทั้งหลาย เหมือนอธิศีลยิ่งด้วยสูงสุดด้วยของศีลทั้งหลายฉะนั้น
และมีในพุทธุปาทกาลเท่านั้น นอกจากพุทธุปาทกาลหามีไม่ อนึ่ง
มรรคจิตและผลจิตที่ยิ่งกว่านั้นแล ชื่อว่า อธิจิต.
กัมมัสสกตาญาณที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่
บูชาแล้วมีผล ดังนี้ ชื่อว่า ปัญญา. ปัญญานั้น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ
อุบัติขึ้นก็ตาม มิได้เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ย่อมเป็นไปอยู่ในโลก เมื่อพระ-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งเหล่าพระสาวก ก็ให้มหาชน
สมาทานในปัญญานั้น. เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พระปัจเจก
พุทธเจ้าทั้งหลายด้วย สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้เป็นกรรมวาทีด้วย
พระเจ้าจักรพรรดิมหาราชด้วย พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วย ให้มหาชน
สมาทาน. บัณฑิตทั้งหลายก็สมาทานแม้ด้วยตนเอง. จริงอย่างนั้น อังกุร
เทพบุตรได้ในมหาทานสองหมื่นปี. เวลามพราหมณ์ พระเวสสันดร และ
มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตอื่น ๆ เป็นอันมากได้ให้มหาทานทั้งหลาย. เขาเหล่านั้น
บำเพ็ญกุศลธรรมนั้นแล้วได้เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ก็
วิปัสสนาญาณที่กำหนดไตรลักษณาการ ท่านเรียกว่า อธิปัญญา. อธิปัญญา
นั้น ยิ่งด้วย สูงสุดด้วย ของโลกิยปัญญาทั้งหมด เหมือนอธิศีลและอธิจิต
ยิ่งด้วยสูงสุดด้วยของศีลและจิตทั้งหลาย และนอกจากพุทธุปาทกาล ย่อม
ไม่เป็นไปในโลก. อนึ่ง ปัญญาที่สัมปยุตด้วยมรรคผลที่ยิ่งกว่านั้นนั่นแล
ชื่อว่า อธิปัญญา.
หน้า 290
ข้อ 69
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงสิกขาเป็นอย่าง ๆ จึงกล่าวว่า
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วด้วย
ความสำรวมในปาติโมกข์อยู่ ดังนี้เป็นต้น.
คำว่า อิธ เป็นคำแสดงคำสอนซึ่งเป็นที่อาศัยของบุคคลผู้ถึงพร้อม
ด้วยกรณียกิจอันเป็นส่วนเบื้องต้น ผู้บำเพ็ญศีลโดยประการทั้งปวง และ
เป็นคำปฏิเสธภาวะอย่างนั้นของศาสนาอื่น. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมณะในศาสนานี้แล ฯลฯ ลัทธิอื่น ๆ ว่างจากสมณะ
ผู้รู้ทั่วถึงดังนี้.
คำว่า ภิกฺขุ เป็นคำแสดงบุคคลผู้บำเพ็ญศีลนั้น คำว่า ปาฏิโมกฺข-
สํวรสํวุโต นี้เป็นคำแสดงความที่บุคคลนั้นตั้งอยู่ในความสำรวมใน
ปาติโมกข์.
คำว่า วิหรติ นี้ เป็นคำแสดงความที่บุคคลนั้น มีความพร้อมเพรียง
ด้วยวิหารธรรมอันสมควรแก่ปาติโมกข์สังวรนั้น.
คำว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน นี้ เป็นคำแสดงธรรมที่เป็นอุปการะ
แก่ปาติโมกข์สังวรของบุคคลนั้น.
คำว่า อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี นี้ เป็นคำแสดงความ
ไม่เคลื่อนจากปาติโมกข์เป็นธรรมดาของบุคคลนั้น.
คำว่า สมาทาย นี้ เป็นคำแสดงการถือสิกขาบททั้งหลายโดยครบ
ถ้วนของบุคคลนั้น.
คำว่า สิกฺขติ นี้ เป็นคำแสดงความเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
สิกขาของบุคคลนั้น.
หน้า 291
ข้อ 69
คำว่า สิกฺขาปเทสุ นี้ เป็นคำแสดงธรรมที่พึงศึกษาของบุคคล
นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ
อรรถว่า เห็นภัยในสังสารวัฏ, ชื่อว่า ผู้มีศีล เพราะอรรถว่า ศีลของภิกษุ
นั้นมีอยู่, คำว่า ศีล ในที่นี้ คืออะไร. ชื่อว่า ศีล ด้วยอรรถว่า การ
ปฏิบัติ. ชื่อว่าการปฏิบัตินี้ คืออะไร? คือการสมาทาน ความว่า ความ
เป็นผู้มีกายกรรมเป็นต้นไม่กระจัดกระจาย ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้มี
ศีลดี หรือว่า เป็นที่รองรับ, ความว่า ความเป็นที่รองรับกุศลธรรมทั้ง
หลาย คือเป็นที่ตั้ง. ก็ในบทนี้ ปราชญ์ผู้รู้ลักษณะศัพท์ ย่อมรู้ตามเนื้อ
ความทั้ง ๒ นั้นนั่นแหละ. แต่อาจารย์อื่น ๆ พรรณนาไว้ว่า ชื่อว่า ศีล
ด้วยอรรถว่า ประพฤติเคร่งครัด. ด้วยอรรถว่า อาจาระ, ด้วยอรรถว่า
การปฏิบัติ. ด้วยอรรถว่า ศีรษะ, ด้วยอรรถว่า เย็น, ด้วยอรรถว่า
เป็นที่ปลอดภัย.
การปฏิบัติเป็นลักษณะของศีล แม้ที่ขยายไปเป็น
อเนกประการ เหมือนความเป็นสนิทัสสนะเป็นลักษณะ
ของรูปที่ขยายไปเป็นอเนกประการฉะนั้น.
เหมือนอย่างว่า ความเป็นสนิทัลสนะเป็นลักษณะของรูปายตนะซึ่ง
แม้ขยายเป็นอเนกประการมีชนิดเขียวและเหลืองเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วง
ความเป็นสนิทัสสนะแม้ของรูปที่ขยายเป็นชนิดเขียวเป็นต้น ฉันใด, การ
ปฏิบัติที่กล่าวไว้ด้วยสามารถสมาทานกายกรรมเป็นต้น และด้วยสามารถ
เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นั้นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้ขยายเป็น
หน้า 292
ข้อ 69
อเนกประการ มีชนิดเจตนาเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงสมาทานและความ
เป็นที่ตั้งของศีลซึ่งแม้ขยายเป็นชนิดเจตนาเป็นต้น ฉันนั้น.
ก็ความกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณอันหาโทษมิ
ได้ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า รส ของศีลซึ่งมีลักษณะอย่างนี้
ด้วยอรรถว่า เป็นกิจและสมบัติ.
เพราะฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้ พึงทราบว่า มีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีล
เป็นรส เพราะอรรถว่าเป็นกิจ ว่า มีคุณอันหาโทษมิได้เป็นรส เพราะ
อรรถว่าเป็นสมบัติ.
ศีลนี้นั้นมีความสะอาดเป็นปัจจุปปัฏฐาน โอต-
ตัปปะ และหิริ ท่านผู้รู้ทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐาน
ของศีลนั้น.
ก็ศีลนี้นั้น มีความสะอาดซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ความสะอาดกาย
ความสะอาดวาจา ความสะอาดใจเป็นปัจจุปปัฏฐาน ย่อมปรากฏ คือ ถึง
ความเป็นแห่งการรับเอาด้วยความสะอาด. ก็หิริและโอตตัปปะท่านผู้รู้ทั้ง
หลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น. อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้. ด้วย
ว่า เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีลย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่ เมื่อหิริและโอต-
ตัปปะไม่มี ศีลย่อมไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่ตั้งอยู่ ดังนี้แล. บุคคลเป็นผู้มีศีล
ด้วยศีลอย่างที่อธิบายมานี้. ธรรมมีเจตนาเป็นต้น ของบุคคลผู้งดเว้นจาก
ปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี พึงทราบว่า ชื่อ
ว่า ศีล. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า อะไรชื่อว่า ศีล ?
หน้า 293
ข้อ 69
เจตนาชื่อว่าศีล, เจตสิกชื่อว่าศีล, ความสำรวมชื่อว่าศีล การไม่ก้าวล่วง
ชื่อว่าศีล.
บรรดาศีลเหล่านั้น เจตนาของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น
ก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี ชื่อ เจตนาศีล, ความงดเว้น
ของผู้ที่งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อ เจตสิกศีล, อีกอย่างหนึ่ง
เจตนาในกรรมบถ ๗ ของผู้ละปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อ เจตนาศีล,
ธรรมคือความไม่เพ่ง ความไม่พยาบาทและสัมมาทิฏฐิ ที่ตรัสไว้ในสัง
ยุตตนิกายมหาวรรค โดยนัยเป็นต้นว่าภิกษุละความเพ่ง มีใจปราศจาก
ความเพ่งอยู่ดังนี้ชื่อ เจตสิกศีล. สังวร ในบทว่า สํวโร สีลํ นี้ พึง
ทราบว่ามี ๕ อย่าง คือ ปาติโมกขสังวร สติสังวร ญาณสังวร
ขันติสังวร วิริยสังวร การกระทำสังวรนั้นต่าง ๆ กัน จักมีแจ้งข้าง
หน้า.
บทว่า อวีติกฺกโม สีลํ ความว่า ความไม่ก้าวล่วงทางกายทาง
วาจาของผู้สมาทานศีล ก็ในที่นี้ บทว่า สํวรสึลํ อวีติกฺกมสีลํ นี้แหละ
เป็นศีลโดยตรง บทว่า เจตนาสีลํ เจดสิกสีลํ เป็นศีลโดยปริยาย พึง
ทราบดังนี้.
บทว่า ปาติโมกฺขํ ได้แก่ ศีลส่วนที่เป็นสิกขาบท. เพราะศีลนั้น
ปลด คือเปลื้องผู้ที่คุ้มครองรักษาศีลนั้นให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์ที่
เป็นไปในอบายเป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปาติโมกข์.
บทว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต ได้แก่ผู้ประกอบด้วยความสำรวม
ในปาติโมกข์.
หน้า 294
ข้อ 69
บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ
และโคจร.
บทว่า อณุมตฺเตสุ ได้แก่ มีประมาณน้อย.
บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ภยทสฺสาวี ได้แก่ เห็นภัย.
บทว่า สมาทาย ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ได้แก่ สมาทานศึกษาสิกขาบท
นั้น ๆ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า
สมาทาน ศึกษาข้อใดข้อหนึ่งซึ่งควรศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย คือใน
ส่วนแห่งสิกขาทั้งหลาย ทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทั้งหมดนั้น.
บทว่า ขุทฺทโก สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ศีลขันธ์ซึ่งมีส่วนเหลือลงมี
สังฆาทิเสสเป็นต้น.
บทว่า มหนฺโต ได้แก่ ซึ่งหาส่วนเหลือลงมิได้มีปาราชิกเป็นต้น.
ก็เพราะภิกษุชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในศาสนาด้วยปาติโมกขศีล ฉะนั้น ปา-
ติโมกขศีลนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ตั้ง. ชื่อว่า เป็นที่ตั้ง เพราะ
อรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งภิกษุ หรือเป็นที่ดังแห่งกุศลธรรมทั้งหลายเท่านั้น.
เนื้อความนี้ พึงทราบด้วยสามารถแห่งสูตรเป็นต้นว่า นระผู้มีปัญญาตั้งอยู่
ในศีลดังนี้ด้วย ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ศีลเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
ดังนี้ด้วย ว่า ดูก่อนมหาบพิตรกุศลธรรมทั้งปวงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีล
แล ย่อมไม่เสื่อมไป.
หน้า 295
ข้อ 69
ศีลนี้นั้น ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น ด้วยอรรถว่า เกิดขึ้นก่อน. สมจริง
ดังที่ตรัสไว้ว่า แน่ะขัตติยะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงชำระเบื้องต้นแห่ง
กุศลธรรมทั้งหลายแล ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ศีลที
บริสุทธิ์ตีแล้วและทิฏฐิที่ตรง ดังนี้. เหมือนอย่างว่า นายช่างสร้างนคร
ประสงค์จะสร้างนคร จึงชำระที่ตั้งนครก่อน ต่อนั้นจึงสร้างนคร แบ่ง
กำหนดเป็น ถนน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง ในภายหลัง ฉันใด.
พระโยคาวจรชำระศีลเป็นเบื้องต้น ต่อนั้นจึงทำให้แจ้งซึ่งสมาธิ วิปัสสนา
มรรค ผล และนิพพานในภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน. ก็หรือว่าช่าง
ย้อมผ้า ซักผ้าด้วยน้ำด่าง ๓ อย่างก่อน เมื่อผ้าสะอาดแล้วจึงใส่สีตามที่
ต้องการ ฉันใด, ก็หรือว่าช่างเขียนผู้ฉลาด ต้องการจะเขียนรูปภาพ จึง
ขัดฝาเป็นเบื้องต้นทีเดียว ต่อนั้นจึงสร้างรูปภาพขึ้นในภายหลัง ฉันใด,
พระโยคาวจรชำระศีลให้บริสุทธิ์แต่ต้นทีเดียว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งธรรมทั้ง-
หลายมีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้นในภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะ
ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ศีลเป็นเบื้องต้น ดังนี้.
ศีลนี้นั้น ชื่อว่า จรณะ เพราะความเป็นคุณที่พึ่งเห็นเสมอด้วย
จรณะ ก็เท้า ท่านเรียกว่า จรณะ เหมือนอย่างว่า อภิสังขารคือการไปสู่
ทิศย่อมไม่เกิดแก่คนเท้าด้วน ย่อมเกิดแก่คนมีเท้าบริบูรณ์เท่านั้น ฉันใด,
การไปแห่งญาณเพื่อบรรลุนิพพาน ย่อมไม่สำเร็จแก่บุคคลผู้มีศีลขาดด่าง
พร้อย ไม่บริบูรณ์นั้น, แต่การไปแห่งญาณเพื่อบรรลุนิพพาน ย่อมสำเร็จ
แก่บุคคลผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย บริบูรณ์ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวศีลว่า จรณะ.
หน้า 296
ข้อ 69
ศีลนั้น ชื่อว่า สังยนะ ด้วยสามารถแห่งความสำรวม. ชื่อว่า สัง
วระ ด้วยสามารถแห่งความระวัง. ดังนั้น ท่านจึงกล่าวทั้งศีลสังยมะ
ทั้งศีลสังวระ แม้ด้วยบททั้ง ๒ ก็ในบทนี้มีเนื้อความของคำว่า ชื่อว่า
สังยมะ เพราะอรรถว่าสำรวม หรือยังบุคคลผู้ดิ้นรนก้าวล่วงให้สำรวม
คือไม่ให้บุคคลนั้นดิ้นรนก้าวล่วง. ชื่อว่า สังวระ เพราะอรรถว่า กั้น
คือ ปิดทวาร ด้วยความสำรวมการก้าวล่วง.
บทว่า มุขํ ได้แก่ สูงสุด หรือเป็นประมุข. เหมือนอย่างว่า อา-
หาร ๔ อย่างของสัตว์ทั้งหลาย เข้าทางปากแล้วแผ่ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ฉัน
ใด แม้พระโยคาวจรทั้งหลายก็ฉันนั้น เข้าสู่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔ ด้วย
ปาก คือศีล ยังความสำเร็จแห่งประโยชน์ให้ถึงพร้อม. เพราะฉะนั้น บท
ว่า โมกฺขํ จึงมีความว่า ประมุข หัวหน้า เป็นสภาพถึงก่อน ประเสริฐ
ที่สุด เป็นประธาน.
บทว่า กุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา ความว่า พึงทราบว่า
เป็นประมุข เป็นหัวหน้า เป็นสภาพถึงก่อน เป็นสึงประเสริฐสุด เป็น
ประธาน เพื่อประโยชน์แก่การได้ เฉพาะซึ่งกุศลอันเป็นไปในภูมิ ๔.
บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ความว่า สงัด คือเว้น คือหลีกออก
จากกามทั้งหลาย ก็อักษรว่า เอว ในว่า วิวิจฺเจว นี้นั้น พึงทราบ
ว่า มีเนื้อความอันแน่นอน ก็เพราะมีเนื้อความอันแน่นอน ฉะนั้น ท่าน
จึงแสดงความที่กามทั้งหลายแม้ไม่มีอยู่ในเวลาเข้าปฐมฌานเป็นปฏิปักษ์ต่อ
ปฐมฌานนั้น และความบรรลุปฐมฌานนั้น ด้วยการสละกามนั่นเอง.
อย่างไร ก็เมื่อกระทำความแน่นอนอย่างนี้ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ดังนี้
หน้า 297
ข้อ 69
ปฐมฌานนี้ย่อมปรากฏ กามทั้งหลายยังเป็นปฏิปักษ์ต่อฌานนี้แน่ เมื่อกาม
เหล่าใดมีอยู่ ปฐมฌานนี้ย่อมไม่เป็นไป เหมือนเมื่อความมืดมีอยู่ แสงสว่าง
แห่งประทีปก็ไม่มี การบรรลุปฐมฌานนั้นย่อมมีด้วยการสละก้ามเหล่านั้น
นั่นแล เหมือนสละฝั่งในถึงฝั่งนอกฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกระทำ
ความแน่นอน. ในเรื่องนั้น พึงมีคำถามว่า เหตุไรความแน่นอนนี้ ท่านจึง
กล่าวไว้ในบทแรกเท่านั้น ไม่กล่าวในบทหลัง บุคคลแม้ไม่สงัดจากอกุศล
ธรรมทั้งหลาย จะพึงเข้าปฐมฌานอยู่หรือ ก็ข้อนี้อย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย
ด้วยว่าท่านกล่าวความแน่นอนในบทแรกเท่านั้น โดยการออกไปจากกาม
นั้น ก็ฌานนี้เป็นเครื่องออกไปของกามทั้งหลายนั้นแล เพราะก้าวล่วงด้วย
ดีซึ่งกามธาตุ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกามราคะ. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าว
ว่า :- การออกไปแห่งกามทั้งหลายคือเนกขัมมะ. ก็แม้ในบทหลังท่านพึง
กล่าว เหมือนที่นำอักษร เอว มากล่าวไว้ในข้อนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สมณะที่ ๑ ในศาสนานี้นั่นเทียว สมณะที่ ๒ ในศาสนานี้ดังนี้. เพราะไม่
อาจที่จะเข้าฌานอยู่ โดยไม่สงัดจากอกุศลธรรมกล่าวคือนิวรณ์แม้อื่น ๆ จาก
นี้ได้ ฉะนั้น พึงเห็นความนี้แม้ทั้งสองบทอย่างนี้ว่า สงัดจากกามทั้งหลาย
นั่นเทียว สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายนั้นเทียว. ก็ตทังควิเวก วิกขัมภน-
วิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก และจิตตวิเวก กายวิเวก
อุปธิวิเวก ย่อมถึงความสงเคราะห์ด้วยคำอันเป็นสาธารณะนี้ว่า สงัด ก็จริง
อยู่ แม้ถึงอย่างนั้น กายวิเวก จิตตวิเวก วิกขัมภนวิเวก ก็พึงเห็นในกาล
อันเป็นส่วนเบื้องต้น. กายวิเวก จิตตวิเวก สมุจเฉทวิเวก และนิสสรณวิเวก
พึงเห็นในขณะแห่งโลกุตตรมรรค.
หน้า 298
ข้อ 69
ก็ วัตถุกาม เหล่าใดที่ท่านกล่าวไว้ในที่นี้เป็นต้นว่า วัตถุกาม
เป็นไฉน ? คือรูปที่น่าชอบใจ ดังนี้ด้วย กิเลสกาม เหล่าใดที่ท่านกล่าว
ไว้ในที่นี้อย่างนี้ว่า กามคือ ฉันทะ กามคือ ราคะ กามคือ ฉันทราคะ
กามคือ สังกัปปะ กามคือ สังกัปปราคะ ดังนี้ด้วยวัตถุกาม และกิเลส
กามเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยบทนี้ว่า กาเมหิ
ดังนี้ทั้งนั้น.
เมื่อเป็นอย่างนั้น บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ มีเนื้อความว่า สงัด
แล้วแม้จากวัตถุกามทั้งหลาย ก็ถูก. ด้วยบทนั้น กายวิเวกเป็นอันกล่าว
แล้ว.
บทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ มีเนื้อความว่า สงัดแล้วจาก
กิเลสกามทั้งหลาย หรือจากอกุศลทั้งปวง ก็ถูก. ด้วยบทนั้น จิตตวิเวก
เป็นอันกล่าวแล้ว. ก็ในข้อนี้ การสละกามสุข เป็นอันท่านให้เป็นแจ้ง
แล้ว โดยคำว่า สงัดจากวัตถุกามทั้งหลายนั่นแล ด้วยบทแรก, การ
กำหนดเนกขัมมสุข เป็นอันท่านให้เป็นแจ้งแล้ว โดยคำว่าสงัดจากกิเลส
กามทั้งหลาย ด้วยบทที่ ๒. การละวัตถุแห่งสังกิเลสของกามเหล่านั้นโดย
คำว่าสงัดจากวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายอย่างนี้ เป็นอันท่านให้แจ่ม
แจ้งแล้วด้วยบทแรก. การละสังกิเลส เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย
บทที่ ๒ การสละเหตุแห่งความโลเล เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย
บทแรก การสละเหตุแห่งความเป็นพาล เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้วด้วย
บทที่ ๒. และความบริสุทธิ์แห่งความเพียร เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้งแล้ว
ด้วยบทแรก กายชำระ อาสยะ ที่อาศัยให้สะอาด เป็นอันท่านให้แจ่มแจ้ง
หน้า 299
ข้อ 69
แล้วด้วยบทที่ ๒ พึงทราบด้วยประการฉะนี้. บรรดากามทั้งหลายที่กล่าว
ไว้ในบทว่า กาเมหิ นี้ในฝ่ายวัตถุกาม มีนัยเท่านี้ก่อน.
แต่ในฝ่ายกิเลสกาม กามฉันท์นั้น แลซึ่งมีประเภทไม่น้อย เป็นต้น
ว่า ฉันทะ และราคะอย่างนี้ ท่านประสงค์ว่า กาม, ก็กามนั้นแม้นับ
เนื่องในอกุศล ท่านก็แยกกล่าวโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน ในวิภังค์ โดย
นัยว่า ในกามเหล่านั้น กามฉันทะเป็นไฉน ? คือกาม ดังนี้เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในบทแรก เพราะเป็นกิเลสกาม ใน
บทที่ ๒ เพราะนับเนื่องด้วยอกุศล. อนึ่ง ท่านไม่กล่าวว่า กามโต ท่าน
กล่าวว่า กาเมหิ โดยประเภทไม่น้อยของกามนั้น, อนึ่ง แม้เมื่อธรรม
เหล่าอื่นเป็นอกุศลมีอยู่ ท่านก็กล่าวนิวรณ์นั่นแหละ โดยแสดงความเป็น
ข้าศึกคือปฏิปักษ์ต่อองค์ฌานสูง ๆ ขึ้นไป ในวิภังค์โดยนัยเป็นต้นว่า ใน
ธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเป็นไฉน ? คือ กามฉันทะ ดังนี้, ก็นิวรณ์ทั้ง
หลายเป็นข้าศึกต่อองค์ฌานทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ว่า องค์ฌานทั้งหลาย
นั่นแล เป็นปฏิปักษ์ เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้พิฆาตนิวรณ์เหล่านั้น, จริง
อย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในปิฎกว่า สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ ปีติ
เป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท วิตกเป็นปฏิปักษ์ต่อถิ่นมิทธะ สุขเป็นปฏิปักษ์
ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา. ความสงัดด้วยความข่ม
กามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วในที่นี้ด้วยบทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ นี้
ด้วยประการฉะนี้.
ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า
วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นี้ ก็ด้วยการยึดถือสิ่งที่เขาไม่ยึดถือกัน
หน้า 300
ข้อ 69
ความสงัดด้วยความข่มกามฉันทะ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก๑
ความสงัดด้วยความข่มนิวรณ์ที่เหลือ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.๒
ด้วยประการนั้น.
ความสงัดด้วยความข่มโลภะซึ่งมีประเภทแห่งกามคุณ ๕ เป็นอารมณ์
ในอกุศลมูล ๓ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่ม
โทสะและโมหะซึ่งมีประเภทแห่งอาฆาตวัตถุเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมเป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.
อีกอย่างหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายมีโอฆะเป็นต้น ความสงัดด้วยความ
ข่มกาโมฆะ กามโยคะ กามาสวะ กามุปาทาน อภิชฌากายคันถะ และ
กามราคสังโยชน์ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก. ความสงัดด้วยความ
ข่มโอฆะ โยคะ อาสวะ อุปาทาน คันถะ และสังโยชน์ที่เหลือ เป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.
ความสงัดด้วยความข่มตัณหาและธรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหานั้น เป็น
อันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก. ความสงัดด้วยความข่มอวิชชาและธรรมที่
สัมปยุตด้วยอวิชชานั้น เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒.
อีกอย่างหนึ่ง ความสงัดด้วยความข่มจิตตุปบาท ๘ ที่สัมปยุตด้วยโลภะ
เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทแรก ความสงัดด้วยความข่มจิตตุปบาทที่เป็น
อกุศลที่ ๔ ที่เหลือเป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยบทที่ ๒. พึงทราบด้วยประการ
๑. วิวิจฺเจว กาเมหิ.
๒. วิวิจฺจ อกุสเลหิ.
หน้า 301
ข้อ 69
ก็พระสารีบุตรเถระแสดงองค์แห่งการละของปฐมฌานด้วยคำมีประ-
มาณเท่านี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงองค์แห่งการประกอบ จึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้.
บรรดาวิตกและวิจารเหล่านั้น วิตกมีลักษณะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์
วิจารมีลักษณะประคองจิตไว้ในอารมณ์ วิตกและวิจารเหล่านั้น แม้เมื่อ
ไม่แยกกันในอารมณ์อะไร ๆ วิตกเข้าถึงจิตก่อนด้วยอรรถว่าหยาบและเป็น
ธรรมชาติถึงก่อน ดุจการเคาะระฆัง. วิจารตามพัวพันด้วยอรรถว่าละเอียด
และด้วยสภาพตามเคล้า ดุจเสียงครางของระฆัง.
ก็วิตกมีการแผ่ไปในอารมณ์นี้ เป็นความไหวของจิตในเวลาที่เกิด
ขึ้นครั้งแรก ดุจการกระพือปีกของนกที่ต้องการจะบินไปในอากาศ และ
ดุจการโผลงตรงดอกปทุมของภมรที่มีใจผูกพันอยู่ในกลิ่น, วิจารมีความ
เป็นไปสงบ ไม่เป็นความไหวเกินไปของจิต ดุจการกางปีกของนกที่ร่อน
อยู่ในอากาศ และดุจการหมุนของภมรที่โผลงตรงดอกปทุม ในเบื้องบน
ของดอกปทุม.
แต่ในอรรถกถาทุกนิบาตท่านกล่าวว่า วิตกเป็นไปด้วยภาวะติดไป
กับจิตในอารมณ์ เหมือนเมื่อนกใหญ่บินไปในอากาศ ปีกทั้งสองจับลม
แล้วก็หยุดกระพือปีกไปฉะนั้น. วิจารเป็นไปด้วยภาวะตามเคล้า เหมือน
การบินไปของนกที่กระพือปีกเพื่อให้จับลมฉะนั้น. คำนั้น ย่อมควรในการ
เป็นไปด้วยการตามพัวพัน. ก็ความแปลกของวิตกวิจารเหล่านั้น ย่อม
ปรากฏในปฐมฌานและทุติยฌาน.
หน้า 302
ข้อ 69
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบุคคลใช้มือข้างหนึ่งจับภาชนะที่มีสนิมจับอย่าง
มั่น ใช้มืออีกข้างหนึ่งขัดถูด้วยแปรงทำด้วยหางม้าที่จุ่มน้ำมัน ผสมผงละ-
เอียด. วิตกเหมือนมือที่จับมั่น วิจารเหมือนมือที่ขัดถู. เหมือนเมื่อช่าง
หม้อใช้ท่อนไม้หมุนแป้นทำภาชนะอยู่ วิตกดุจมือที่กด วิจารดุจมือที่ตก
แต่งข้างโน้นข้างนี้. และเหมือนบุคคลที่ทำวงเวียน วิตกติดไปกับจิต ดุจ
ขาที่ปักกั้นอยู่ตรงกลาง, วิจารตามเคล้า ดุจขาที่หมุนรอบนอก. ฌานนี้
ท่านกล่าวว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ เพราะอรรถว่า ย่อมเป็นไปกับด้วย
วิตกนี้ด้วย ด้วยวิจารนี้ด้วย ดุจต้นไม้มีทั้งดอกและผล ด้วยประการฉะนี้.
ในบทว่า วิเวกชํ นี้ ความสงัดชื่อว่า วิเวก ความว่า ปราศจาก
นิวรณ์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิเวก เพราะอรรถว่า สงัด. อธิบายว่า
กองธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ซึ่งสงัดจากนิวรณ์. ชื่อว่า วิเวกชะ เพราะ
อรรถว่า เกิดแต่วิเวกนั้น หรือในวิเวกนั้น.
ในบทว่า ปีติสุขํ นี้ ชื่อว่า ปีติ เพราะอรรถว่า อิ่มใจ. ปีติ
นั้นมีลักษณะดื่มด่ำ. ก็ปีตินี้นั้นมี ๕ อย่างคือ ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อย ๑,
ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ ๑, โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก ๑, อุพเพง-
คาปีติ ปีติโลดลอย ๑. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน ๑.
บรรดาปีติ ๕ อย่างนั้น ขุททกาปีติ อาจทำพอให้ขนชูชันใน
สรีระทีเดียว, ขณิกาปีติ ย่อมเป็นเช่นกับฟ้าแลบ เป็นขณะ ๆ โอก-
กันติกาปีติ ให้รู้สึกซู่ลงมา ๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดฝั่งทะเล, อุพเพง-
คาปีติ เป็นมีปีติมีกำลัง ทำกายให้ลอยขึ้นโลดไปในอากาศหาประมาณไม่
ได้. ผรณาปีติ เป็นปีติมีกำลังยิ่ง ก็เมื่อผรณาปีตินั้นเกิดขึ้นแล้ว สรีระ
หน้า 303
ข้อ 69
ทั้งสิ้นจะรู้สึกเย็นซาบซ่าน ดุจเต็มไปด้วยเม็ดฝน และดุจเวิ้งเขาที่ห้วงน้ำ
ใหญ่ไหลบ่ามาฉะนั้น.
ก็ปีติทั้ง ๕ อย่างนี้เมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังปัสสัทธิ
ทั้งสองคือกายปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิให้บริบูรณ์.
ปัสสัทธิเมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังสุขทั้ง ๒ คือสุขทั้ง
ทางกายและสุขทางใจให้บริบูรณ์.
สุขเมื่อถือเอาห้องถึงความแก่กล้า ย่อมยังสมาธิ ๓ อย่างคือ ขณิก-
สมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิให้บริบูรณ์.
บรรดาปีติเหล่านั้น ผรณาปีติที่เป็นมูลแห่งอัปปนาสมาธิ เมื่อเจริญ
ถึงความประกอบด้วยสมาธิ นี้ท่านประสงค์เอาว่า ปีติ ในอรรถนี้.
ก็อีกบทหนึ่ง ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่า สบาย อธิบายว่า เกิด
ขึ้นแก่คนใด ย่อมทำคนนั้นให้ถึงความสบาย. อีกอย่างหนึ่ง ความสบาย
ชื่อว่าสุขธรรมชาติใดย่อมกลืนกินและขุดออกเสียได้โดยง่าย ซึ่งอาพาธทาง
กายทางใจ ฉะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า สุข. คำนี้เป็นชื่อของโสมนัสส
เวทนา สุขนั้นมีลักษณะสำราญ. ปีติและสุขเหล่านั้นเมื่อไม่แยกกันใน
อารมณ์อะไร ๆ ความยินดีด้วยการได้เฉพาะอารมณ์ที่น่าปรารถนา ชื่อว่า
ปีติ ความเสวยรสแห่งอารมณ์ที่ได้เฉพาะแล้ว ชื่อว่า สุข. ที่ใดมีปีติ
ที่นั้นมีสุข ที่ใดมีสุขที่นั้นมีปีติใด ไม่แน่นอน.
ปีติสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์ สุขสงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์.
คนที่ลำบากในทางกันดาร ปีติเหมือนเมื่อเห็น หรือได้ฟังป่าไม้และน้ำ,
หน้า 304
ข้อ 69
สุขเหมือนเมื่อเข้าไปสู่ร่มเงาของป่าไม้และบริโภคน้ำ ก็บทนี้พึงทราบว่า
กล่าวไว้ เพราะภาวะที่ปรากฏในสมัยนั้น ๆ.
ฌานนี้ท่านกล่าวว่า ปีติสุข เพราะอรรถว่า ปีตินี้ด้วย สุขนี้ด้วย
มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้. อีกอย่างหนึ่งปีติด้วย สุขด้วย ชื่อว่า
ปีติและสุข ดุจธรรมและวินัยเป็นต้น. ชื่อว่ามีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอย่างนี้
เพราะอรรถว่า ปีติและสุขเกิดแต่วิเวก มีอยู่แก่ฌานนี้ หรือในฌานนี้
ก็ฌานฉันใด ปีติและสุขก็ฉันนั้นย่อมเกิดแต่วิเวกทั้งนั้น ในที่นี้. ก็ปีติ
และสุขเกิดแต่วิเวกนั้น มีอยู่แก่ฌานนี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น แม้จะกล่าวว่า
วิเวก ปีติสุขํ รวมเป็นบทเดียวกันทีเดียว ย่อโดยไม่ลบวิภัตติ ก็ควร.
บทว่า ปมํ ความว่า ชื่อว่า ที่ ๑ เพราะเป็นลำดับแห่งการนับ
ชื่อว่า ที่ ๑ เพราะอรรถว่า ฌานนี้เกิดขึ้นเป็นที่ ๑ ก็มี.
บทว่า ฌานํ ได้แก่ ฌาน ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน
และ ลักขณูปนิชฌาน, ในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ ถึงการ
นับว่า อารัมมณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวี-
กสิณเป็นต้น. ก็วิปัสสนา มรรค ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน.
ในวิปัสสนา มรรค ผล เหล่านั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณู-
ปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอนิจจลักษณะเป็นต้น, มรรค ชื่อว่า
ลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจที่ทำด้วยวิปัสสนา สำเร็จด้วยมรรค. ส่วน
ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งนิโรธสัจจะ
ซึ่งเป็นลักษณะแท้.
หน้า 305
ข้อ 69
ในฌาน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์อารัมมณูปนิชณาน
ในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นประสงค์ลักขณูปนิชฌาน ในขณะแห่งโลกุตตร
มรรค เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ด้วย,
เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะด้วย. เพราะเผาข้าศึกคือกิเลสด้วย.
บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่เข้าถึงแล้ว มีอธิบายว่า บรรลุแล้ว.
อีกอย่างหนึ่งให้เข้าถึงพร้อมแล้ว มีอธิบายว่า ให้สำเร็จแล้ว.
บทว่า วิหรติ ความว่า ย่อมเคลื่อนไหวด้วยการอยู่แห่งอิริยาบท
ที่สมควรแก่ฌานนั้น คือเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยฌานซึ่งมีประการ
ดังกล่าวแล้ว ยังความเคลื่อนไหว คือความเป็นไปแห่งอัตภาพให้สำเร็จ.
ก็ปฐมฌานนี้นั้น ละองค์ ๕ ประกอบองค์ ๕ มีความงาม ๓ อย่าง
ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐.
ในปฐมฌานนั้น พึงทราบความที่ละองค์ ๕ ด้วยสามารถละนิวรณ์
๕ เหล่านั้น คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ
วิจิกิจฉา ด้วยว่า เมื่อละนิวรณ์เหล่านั้นไม่ได้ ปฐมฌานนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวนิวรณ์เหล่านี้ ว่าเป็นองค์แห่งการละของ
ปฐมฌานนั้น.
ก็อกุศลธรรมแม้เหล่าอื่น จะละได้ในขณะแห่งฌานก็จริง ถึง
อย่างนั้น นิวรณ์เหล่านั้นแหละ ก็ยังทำอันตรายแก่ฌานได้ โดยวิเสส.
ด้วยว่า จิตที่ถูกกามฉันท์เล้าโลมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมไม่ตั้งมั่นในอารมณ์
เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ หรือจิตนั้นถูกกามฉันท์ครอบงำ ย่อมไม่
ดำเนินไปเพื่อละกามธาตุ ถูกพยาบาทกระทบกระทั่งในอารมณ์ ย่อมไม่
หน้า 306
ข้อ 69
เป็นไปติดต่อ, ถูกถีนมิทธะครอบงำ ย่อมเป็นจิตไม่ควรแก่การงาน,
ถูกอุทธัจจะกุกกุจจะนำไปในเบื้องหน้า เป็นจิตไม่สงบทีเดียว ย่อมหมุน
ไปรอบ, ถูกวิจิกิจฉาเข้าไปกระทบ ย่อมไม่ขึ้นสู่ปฏิปทาที่ให้การบรรลุ.
ฌานสำเร็จ นิวรณ์เหล่านั้นแล ท่านกล่าวว่า องค์แห่งการละ เพราะ
กระทำอันตรายแก่ฌานโดยวิเสส ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะวิตกยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ วิจารประคองจิตไว้ในอารมณ์,
ปีติเกิดแต่ปโยคสมบัติแห่งจิตที่มีสังโยคอันวิตกวิจารเหล่านั้น สำเร็จแล้ว
ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การทำความเอิบอิ่ม, และสุขกระทำความเพิ่มพูน,
ลำดับนั้น เอกัคคตาซึ่งเป็นสัมปยุตธรรมที่เหลือของปฐมฌานนั้น อันการ
ติดไปกับจิต การตามเคล้า ความเอิบอิ่ม และความเพิ่มพูนเหล่านี้
อนุเคราะห์แล้วย่อมตั้งมั่นเสมอและ. โดยชอบในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความ
แน่วแน่ ฉะนั้นพึงทราบความที่ประฌานประกอบองค์ ๕ ด้วยสามารถ
ความเกิดขึ้นแห่งองค์ ๕ เหล่านี้ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิต.
ด้วยว่าเมื่อองค์ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ฌานชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุ
นั้น องค์ ๕ เหล่านี้ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นองค์ประกอบ ๕ ประการของ
ปฐมฌานนั้น.
เพราะฉะนั้น ไม่พึงถือเอาว่า มีฌานอื่นที่ประกอบด้วยองค์ ๕
เหล่านี้ เหมือนอย่างว่า ท่านกล่าวว่า เสนามีองค์ ๔ ดนตรีมีองค์ ๕
มรรคมีองค์ ๘ ก็ด้วยสามารถสักว่าองค์เท่านั้น ฉันใด, แม้ปฐมฌานนี้
ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่ามีองค์ ๕ ก็ตาม ว่าประกอบด้วยองค์ ๕
ก็ตาม ก็ด้วยสามารถสักว่าองค์เท่านั้น. ก็องค์ ๕ เหล่านั้นอยู่ในขณะแห่ง
หน้า 307
ข้อ 69
อุปจาร ก็จริง ถึงอย่างนั้นในอุปจาร ก็มีกำลังกว่าจิตปกติ แต่ใน
ปฐมฌานนี้แม้มีกำลังกว่าอุปจาร ก็สำเร็จเป็นถึงลักษณะแห่งรูปาวจร.
ก็วิตกในปฐมฌานนี้ ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เกิดขึ้นโดยอาการอัน
สะอาดมาก วิจารประคองจิตไว้กับอารมณ์อย่างยิ่ง ปีติและสุข แผ่ไปสู่
กายแม้เป็นที่สุดแห่งสภาวะ. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โดยสภาพแห่ง
กายนั้น อะไร ๆ ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกไม่ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มี.
แม้เอกัคคตาจิตก็เกิดขึ้นถูกต้องด้วยดีในอารมณ์ ดุจพื้นผอบข้างบนถูกต้อง
พื้นผอบข้างล่างฉะนั้น องค์เหล่านั้นแตกต่างจากองค์เหล่านั้นดังนี้.
ในองค์เหล่านั้น เอกัคคตาจิต มิได้แสดงไว้ในปาฐะนี้ว่า สวิตกฺกํ
สวิจารํ ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็เป็นองค์เหมือนกัน เพราะท่านกล่าวไว้
ในวิภังค์อย่างนี้ว่า บทว่า ฌานํ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
จิตดังนี้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอุทเทสด้วยอธิบายใด อธิบายนั้นแล
พระสารีบุตรเถระนี้ ประกาศแล้วในวิภังค์ ดังนี้แล.
ก็ในบทว่า ติวิธกลฺยาณํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ นี้ ความที่ปฐม-
ฌาน มีความงาม ๓ คือเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด และพึงทราบ
ความที่ปฐมฌานถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑. ด้วยสามารถแห่งลักษณะของ
เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดเหล่านั้นนั่นแล.
ในข้อนั้นมีบาลีดังนี้ :- ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน
การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลาง, ความรื่นเริงเป็นที่สุด.
ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน. เบื้องต้นมีลักษณะเท่าไร ?
เบื้องต้นมีลักษณะ ๓ จิตบริสุทธิ์จากอันตรายแห่งปฐมฌานนั้น, เพราะ
หน้า 308
ข้อ 69
บริสุทธิ์ จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง, เพราะดำเนินไป
จิตจึงแล่นไปในสมถนิมิตนั้น, จิตบริสุทธิ์จากอันตราย ๑ เพราะบริสุทธิ์
จิตจึงดำเนินไปสู่สมถนิมิต ๑ เพราะดำเนินไป จิตจึงแล่นไปในสมถ
นิมิตนั้น ๑ ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้น แห่งปฐมฌาน เบื้องต้นมีลักษณะ
๓ เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามในเบื้องต้น
และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓.
การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ท่ามกลางมีลักษณะ
เท่าไร ? ทำมกลางมีลักษณะ ๓ เข้าถึงจิตบริสุทธิ์ เข้าถึงสมถปฏิปทา
เข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์ เข้าถึงจิตบริสุทธิ์ ๑ เข้าถึงสมถปฏิปทา ๑
เข้าถึงที่ประชุมเอกัตตารมณ์ ๑ การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่ง
ปฐมฌาน ท่ามกลางมีลักษณะ ๓ เหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ประฌานมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓.
ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ที่สุดมีลักษณะเท่าไร. ที่สุดมี
ลักษณะ ๔ ชื่อว่าความรื่นเริง เพราะอรรถว่า ไม่ล่วงธรรมที่เกิด
ในปฐมฌาน นั้น, ชื่อว่า ความรื่นเริง เพราะอรรถว่า อินทรีย์
ทั้งหลายมีรสเดียวกัน, ชื่อว่า ความรื่นเริง เพราะอรรถว่า นำมา
ซึ่งความเพียรที่เข้าถึงปฐมฌานนั้น, ชื่อว่า ความรื่นเริง เพราะ
อรรถว่า คบหา. ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ที่สุดมีลักษณะ ๔
เหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามเป็นที่สุด
และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๔ ดังนี้.
หน้า 309
ข้อ 69
อาจารย์พวก ๑ พรรณนาอย่างนี้ว่า ในบาลีนั้น ชื่อว่า ปฏิปทา-
วิสุทธิ ได้แก่ อุปจาระที่เป็นไปกับด้วยสัมภาระ, ชื่อว่า การเพิ่มพูน
อุเบกขา ได้แก่ อัปปนา, ชื่อว่า ความรื่นเริง ได้แก่ การพิจารณา.
ก็เพราะท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า เอกัคคตาจิตมีปฏิปทาวิสุทธิเป็น
ลักษณะด้วย, เพิ่มพูนอุเบกขาด้วย, รื่นเริงด้วยญาณด้วย ดังนี้, ฉะนั้น
พึงทราบปฏิปทาวิสุทธิ ด้วยสามารถแห่งการมาภายในอัปปนานั่นแล. พึง
ทราบการเพิ่มพูนอุเบกขา ด้วยสามารถแห่งกิจของตัตรมัชฌัตตุเปกขา,
และพึงทราบความรื่นเริง ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จแห่งญาณที่ผ่อง
แผ้วด้วยการยังความไม่ล่วงธรรมทั้งหลายเป็นต้นให้สำเร็จ อย่างไร ? ก็
ในวาระที่อัปปนาเกิดขึ้นนั้น หมู่กิเลสกล่าวคือนิวรณ์ใดเป็นอันตรายต่อฌาน
นั้น จิตย่อมบริสุทธิ์ จากหมู่กิเลสนั้น. เพราะบริสุทธิ์ จิตจึงเว้นจากเครื่อง
กั้น ดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง, อัปปนาสมาธิที่เป็นไปพร้อม
นั่นแล ชื่อว่า สมถนิมิตอันมีในท่ามกลาง. ลำดับนั้นปุริจิตเข้าถึงความ
เป็นอย่างนั้น ด้วยการน้อมไปสู่สันตติ ๑ ชื่อว่าย่อมดำเนินไปสู่สมถนิมิต
อันมีในท่ามกลาง เพราะดำเนินไปอย่างนั้น จึงชื่อว่า ย่อมแล่นไปใน
ปฐมฌานนั้น ด้วยการเข้าถึงความเป็นอย่างนั้น. ปฏิปทาวิสุทธิที่ยังอาการ
ซึ่งมีอยู่ในปุริมจิตให้สำเร็จ พึงทราบด้วยสามารถแห่งการบรรลุในอุปปา-
ทักขณะแห่งปฐมฌานก่อน.
ก็เพราะไม่ต้องทำจิตที่บริสุทธิ์อย่างนี้ให้บริสุทธิ์อีก บุคคลจึงไม่ขวน
ขวายในการให้บริสุทธิ์ ชื่อว่า ย่อมเพ่งจิตที่บริสุทธิ์. เมื่อไม่ขวนขวายใน
การตั้งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถะ ด้วยการเข้าถึงภาวะแห่งสมถะอีก ชื่อว่าย่อม
หน้า 310
ข้อ 69
เพ่งจิตที่ดำเนินไปสู่สมถะ ก็เพราะความที่จิตนั้นดำเนินไปสู่สมถะนั่นแล
บุคคลจึงละความเกี่ยวข้องด้วยกิเลส ไม่ต้องขวนขวายในการประชุม
เอกัตตารมณ์ของจิตที่ตั้งมั่นแล้วด้วยเอกัตตารมณ์อีก ชื่อว่า ย่อมเข้าถึงที่
ประชุมเอกัตตารมณ์. พึงทราบการเพิ่มพูลอุเบกขา ด้วยสามารถแห่งกิจ
ของตัตรมัชฌัตตุเปกขา ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ธรรมที่เนื่องกันเป็นคู่ กล่าวคือสมาธิและปัญญา ซึ่งเกิดใน
ปฐมฌานนั้น อันอุเบกขาเพิ่มพูนแล้วอย่างนี้ ไม่เป็นไปล่วงกันและกันเป็น
ไป, อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น มีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะ
พ้นจากกิเลสต่าง ๆ เป็นไป. ความเพียรที่ถึงความเป็นไปกับด้วยรูป ไม่
เป็นไปล่วงธรรมเหล่านั้น สมควรแก่ภาวะที่มีรสเป็นอันเดียวกันเป็นไป.
และการคบหาที่เป็นไปในขณะนั้นแห่งปฐมฌานนั้น อาการเหล่านั้นแม้ทั้ง
หมด เพราะสำเร็จ เพราะเห็นโทษนั้น ๆ และอานิสงส์นั้น ๆ ในความ
เศร้าหมองและความผ่องแผ้ว ด้วย ญาณ จึงรื่นเริง บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ด้วย
ประการนั้น ๆ ฉะนั้น พึงทราบความรื่นเริง ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จ
กิจแห่งญาณที่ผ่องแผ้วด้วยการยังความไม่เป็นไปล่วงธรรมทั้งหลายเป็นต้น
ให้สำเร็จท่านกล่าวไว้ดังนี้.
บทว่า วิตถฺกวิจารานํ วูปสมา ความว่า เพราะองค์ ๒ เหล่านี้คือ
วิตกด้วย วิจารณ์ด้วย สงบไป มีอธิบายว่า เพราะไม่ปรากฏในขณะแห่ง
ทุติยฌาน.
ในทุติยฌานนั้น พึงทราบว่า ธรรมแห่งปฐมฌานทั้งหมด ไม่มีใน
ทุติยฌานก็จริง ถึงอย่างนั้น ผัสสะเป็นต้น ในปฐมฌานเป็นอย่าง ๑
หน้า 311
ข้อ 69
ในทุติยฌานนี้เป็นอย่าง ๑ ก็เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌาน
เป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่าน
จึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารนํ วูปสมา ดังนี้.
ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ ท่านประสงค์ภายในที่แน่นอน อธิบายว่า
เกิดในตน คือบังเกิดในสันดานของตน.
บทว่า สมฺปสาทนํ ความว่า ศรัทธา ท่านเรียกว่า สมัปสาทนะ
ความผ่องใส แม้ฌานก็ชื่อสัมปสาทนะ เพราะประกอบด้วยความผ่องใส
ดุจผ้าเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นยังใจให้ผ่องใส เพราะประกอบด้วย
ความผ่องใส และเพราะยังความกำเริบแห่งวิตกวิจารให้สงบ ฉะนั้น ท่าน
จึงเรียกว่า สัมปสาทนะ. และในอรรถวิกัปนี้ พึงทราบการเชื่อมบทอย่าง
นี้ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส มีความผ่องใสแห่งใจ ดังนี้. ส่วนในอรรถ
วิกัปแรก พึงประกอบบท เจตโส นี้ กับบท เอโกทิภาเวน ในอรรถ
วิกัปนั้นมีอรรถโยชนาดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า เอโกทิ เพราะอรรถว่า เป็นธรรมเอกผุดขึ้น อธิบายว่า เป็น
ธรรมเลิศ คือ ประเสริฐ เพราะไม่ถูกวิตกวิจารท่วมทับผุดขึ้น. ความจริง
แม้ธรรมที่ประเสริฐ ท่านก็เรียกว่า เป็นเอกในโลก.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่เว้นจากวิตกวิจาร เป็นธรรมเอก คือไม่มี
ธรรมที่เป็นไปร่วม ย่อมเป็นไปดังนี้ก็มี.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทิ เพราะอรรถว่า ยังสัมปยุตธรรมทั้งหลาย
ให้เกิด ความว่า ให้ตั้งขึ้น, ธรรมนั้นเป็นเอก เพราะอรรถว่า ประเสริฐ
หน้า 312
ข้อ 69
ด้วย ตั้งขึ้นด้วย ดังนั้น จึงชื่อว่า เอโกทิ. คำว่า เอโกทิ นี้ เป็นชื่อ
ของสมาธิ ทุติยฌานนี้มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะอรรถว่า ยัง
ธรรมเอกผุดขึ้นนี้ ให้เกิด คือให้เจริญด้วยประการฉะนี้, ก็ธรรมเอกผุด
ขึ้นนี้นั้น เพราะเป็นของใจ ไม่ใช่ของสัตว์ ไม่ใช่ของชีวิต ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวทุติยฌานนี้ว่า เจตโส เอโกทิภาวํ ดังนี้.
อนึ่ง ศรัทธานี้ และสมาธิที่ชื่อว่า เอโกทิ นี้ มีอยู่แม้ในปฐมฌาน
มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรจึงกล่าวไว้ในที่นี้เท่านั้นว่า สมฺปสาทนํ
เจตโส เอโกทิภาวํ ดังนี้ ข้อนั้นจะอธิบายดังต่อไปนี้ :-
ก็ปฐมฌานนี้ย่อมไม่ผ่องใสด้วยดี เพราะวิตกวิจารกำเริบ เหมือน
น้ำกระเพื่อมเพราะระลอกคลื่น ฉะนั้น แม้เมื่อมีศรัทธา ท่านก็ไม่กล่าวว่า
สมฺปสาทนํ และเพราะไม่ผ่องใสด้วยดีนั่นเอง แม้สมาธิก็ไม่ปรากฏด้วย
ดีในฌานนี้ ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวแม้ว่า เอโกทิภาวํ แต่ในฌานนี้
ศรัทธามีกำลังได้โอกาส เพราะไม่มีวิตกวิจารเป็นเครื่องกังวล. และทั้ง
สมาธิก็ปรากฏ เพราะได้ศรัทธาที่มีกำลังเป็นสหายนั่นเอง. เพราะฉะนั้น
พึงทราบว่า ฌานนี้เท่านั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้.
บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ ความว่า ชื่อว่า ไม่มีวิตก เพราะอรรถว่า
วิตกไม่มีในฌานนี้ หรือแก่ฌานนี้ เพราะละได้ด้วยภาวนา. ชื่อว่า ไม่มี
วิจาร ก็โดยนัยนี้แหละ. ในที่นี้ท่านท้วงว่า แม้ด้วยบทว่า วิตกฺกวิจารานํ
วูปสมา ก็สำเร็จความนี้แล้วมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึง
กล่าวว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ อีก ? ข้อนั้นจะอธิบายดังต่อไปนี้ :-
หน้า 313
ข้อ 69
ความนี้สำเร็จแล้วอย่างนี้ทีเดียว แต่บทนี้ มิได้แสดงความนั้น พวก
เราได้กล่าวแล้วมิใช่หรือ เพื่อแสดงองค์ที่หยาบว่า การบรรลุทุติยฌาน
เป็นต้นอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์ที่หยาบ ดังนี้ ท่าน
จึงกล่าวอย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะวิตกและวิจารสงบไป ฌานนี้จึงมีความผ่องใส
ไม่ใช่เพราะความสกปรกของกิเลสหมดไป และเพราะวิตกและวิจารสงบไป
จึงมีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ซึ่งไม่เหมือนอุปจารฌาน เพราะละนิวรณ์
ได้ เหมือนปฐมฌาน เพราะองค์ฌานปรากฏ คำนี้เป็นคำแสดงเหตุแห่ง
ความผ่องใสและความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่งเพราะวิตกและวิจารสงบไป ฌานนี้จึงไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่
เหมือนตติยฌานและจตุตถฌาน และไม่เหมือนจักษุวิญญาณเป็นต้น เพราะ
ไม่มี นี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งความเป็นฌานไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มิใช่แสดง
เพียงความไม่มีวิตกและวิจาร.
คำนี้อีกว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ ดังนี้ เป็นคำแสดงเพียงความไม่มี
แห่งวิตกและวิจารเท่านั้น, เพราะฉะนั้น แม้กล่าวอรรถวิกัปแรกแล้ว ก็
พึงกล่าวเหมือนกัน ดังนี้แล.
บทว่า สมาธิชํ ความว่า เกิดแต่สมาธิในปฐมฌาน หรือแต่
สมาธิที่เป็นสัมปยุตธรรม. ในบทนั้น แม้ปฐมฌานเกิดแต่สมาธิที่เป็นสัม-
ปยุตธรรมก็จริง. ถึงอย่างนั้น ฌานนี้แลก็ควรที่จะกล่าวว่า สมาธิชํ
เพราะมั่นคงที่สุด และเพราะผ่องใสด้วยดี ด้วยเว้นจากความกำเริบแห่ง
หน้า 314
ข้อ 69
วิตกและวิจาร. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวฌานนี้เท่านั้นว่า สมาธิชํ เพื่อ
กล่าวสรรเสริญฌานนี้.
บทว่า ปีติสุขํ นี้มีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
บทว่า ทุติยํ ได้แก่ ที่ ๒ โดยลำดับการนับ. ชื่อว่า ทุติยะ
เพราะอรรถว่า ฌานนี้เกิดเป็นที่ ๒ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปีติยา จ วิราคา ความว่า ความเกลียดชังก็ดี ความก้าว
ล่วงก็ดี ซึ่งปีติมีประการดังกล่าวแล้ว ชื่อว่า วิราคะ. ก็ จ ศัพท์ระหว่าง
บททั้ง ๒ มีอรรถว่าประมวล. จ ศัพท์นั้นย่อมประมวลซึ่งความสงบหรือ
ซึ่งความสงบแห่งวิตกและวิจาร, ในบทนั้น จ ศัพท์ย่อมประมวลความสงบ
นั่นแล ในกาลใด ในกาลนั้นพึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า เพราะ
ปีติสิ้นไปด้วยเพราะสงบอะไร ๆ อย่างยิ่งด้วย. ก็ด้วยความประกอบนี้ วิ-
ราคะ ย่อมมีความเกลียดชัง, เพราะฉะนั้น พึงเห็นความดังนี้ว่า เพราะ
เกลียดชัง ปีติด้วยเพราะก้าวล่วงปีติด้วย. ก็ จ ศัพท์ย่อมประมวลซึ่งความ
สงบแห่งวิตกและวิจาร ในกาลใด ในกาลนั้นพึงทราบการประกอบความ
อย่างนี้ว่า เพราะปีติสิ้นไปด้วย เพราะวิตกและวิจารอะไร ๆ สงบไปอย่าง
ยิ่งด้วย. ก็ด้วยการประกอบความนี้ วิราคะย่อมมีความว่าก้าวล่วง เพราะ
ฉะนั้น พึงเห็นความดังนี้ว่า เพราะก้าวล่วงปีติด้วย เพราะวิตกและวิจาร
สงบไปด้วย.
ก็วิตกและวิจารเหล่านี้สงบแล้วในทุติยฌานนั้นแล ก็จริง ถึงอย่าง
นั้นท่านก็กล่าวบทนี้ เพื่อแสดงมรรคของฌานนี้ และเพื่อกล่าวสรรเสริญ
ฌานนี้. ถามว่า ก็เมื่อกล่าวว่า เพราะวิตกและวิจารสงบไปดังนี้ ฌานนี้
หน้า 315
ข้อ 69
ย่อมปรากฏ ความสงบแห่งวิตกและวิจารเป็นมรรคแห่งฌานนี้ มิใช่หรือ ?
แก้ว่า เหมือนอย่างว่า เมื่อกล่าวถึงการละอย่างนี้ว่า เพราะละสังโยชน์
เบื้องต่ำ ๕ มีสักกายทิฏฐิเป็นต้น แม้ที่ยังละไม่ได้ในอริยมรรคที่ ๓ ย่อม
เป็นการกล่าวสรรเสริญ เพื่อให้เกิดอุตสาหะแก่ผู้ที่ขวนขวายเพื่อบรรลุฌาน
นั้น ฉันใด เมื่อกล่าวถึงความสงบวิตกและวิจารแม้ที่ยังไม่สงบในที่นี้ ย่อม
เป็นการกล่าวสรรเสริญ ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ความนี้ท่าน
กล่าวเพราะก้าวล่วงปีติ และเพราะวิตกและวิจารสงบไป.
ในบทว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ นี้ ชื่อว่า อุเบกขา เพราะ
อรรถว่า เห็นโดยความเข้าถึง อธิบายว่า เห็นเสมอ คือเป็นผู้ไม่ตกไป
ในฝักใฝ่เลยเห็น. ผู้พร้อมเพรียงด้วยตติยฌาน ท่านเรียกว่า ผู้มีอุเบกขา
เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง. ก็อุเบกขา
มี ๑๐ อย่าง คือ ฉฬังคุเบกขา, พรหมวิหารุเบกขา, โพชฌังคุเบกขา,
วิริยุเบกขา, สังขารุเบกขา, เวทนุเบกขา, วิปัสสนุเบกขา, ตัตรมัชฌัตตุ
เบกขา, ฌานุเบกขา, และปาริสุทธิอุเบกขา.
บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น อุเบกขาที่มีภาวะปกติคือบริสุทธิ์ เป็น
อาการละคลองแห่งอารมณ์ ๖ ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ใน
ทวาร ๖ ของพระขีณาสพ มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้มีขีณาสพ
ในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้มีอุเบกขา มี
สติสัมปชัญญะอยู่ดังนี้ นี้ชื่อว่า ฉฬังคุเบกขา.
อุเบกขาที่มีอาการเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลาย มาในบาลีอาคตสถาน
หน้า 316
ข้อ 69
อย่างนี้ว่า มีใจสหรคตด้วยอุเบกขาแผ่ไปสู่ทิศ ๑ อยู่ ดังนี้ นี้ชื่อว่า พรหม
วิหารุเบกขา.
อุเบกขาที่มีอาการเป็นกลางแห่งสหชาตธรรมทั้งหลาย มาในบาลีอา-
คตสถานอย่างนี้ว่า เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ซึ่งอาศัยวิเวก ดังนี้ นี้ชื่อว่า
โพชฌังคุเบกขา.
อุเบกขากล่าวคือความเพียรที่ไม่ปรารภเกินไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป
มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า มนสิการถึงอุเบกขานิมิตตามกาลอันสมควร
ดังนี้ นี้ชื่อว่า วิริยุเบกขา.
อุเบกขาที่พิจารณานิวรณ์เป็นต้นแล้วเป็นกลางในการถือเอา ข้อตกลง
มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า สังขารุเบกขาเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธิ
เท่าไร สังขารเปกขาเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา เท่าไร สังขารุเบก-
ขา ๘ เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธิ สังขารุเบกขา ๑๐ เกิดขึ้นด้วย
สามารถแห่งวิปัสสนา ดังนี้ นี้ชื่อว่า สังขารุเบกขา.
อุเบกขาที่เรียกกันว่าไม่ทุกข์ไม่สุข มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า
สมัยใด กุศลจิตฝ่ายกามาพจรเกิดขึ้นแล้ว สหรคตด้วยอุเบกขา ดังนี้ นี้
ชื่อว่า เวทนุเปกขา.
อุเบกขาที่เป็นกลางในการพิจารณา มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า
ละสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่นั้นเสีย ได้เฉพาะอุเบกขา ดังนี้ นี้ชื่อว่า วิปัสสนุ
เบกขา.
อุเบกขาที่มาในเยวาปนกธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น ซึ่งสหชาต-
ธรรมนำไปด้วยดีแล้ว นี้ชื่อว่า ตัตรมัชฌัตตุเปกขา.
หน้า 317
ข้อ 69
อุเบกขาที่ไม่ให้การตกไปในฝักใฝ่เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น แม้เป็นสุข
อย่างยอดเยี่ยม มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ดังนี้
นี้ชื่อว่า ฌานุเบกขา.
อุเบกขาที่บริสุทธิ์จากข้าศึกคือกิเลสทั้งปวง ไม่ต้องขวนขวายแม้ใน
การยังข้าศึกคือกิเลสให้สงบ มาในบาลีอาคตสถานอย่างนี้ว่า จึงบรรลุ
จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ดังนี้
นี้ชื่อว่า ปาริสุทธิอุเบกขา.
บรรดาอุเบกขาเหล่านั้น ฉฬังคุเปกขา พรหมวิหารุเปกขา โพชฌัง
คุเปกขา ตัตรมัชฌัตตุเปกขา ฌานุเปกขา และปาริสุทธุเปกขา โดย
ความก็เป็นตัตรมัชฌัตตุเปกขาอย่างเดียวเท่านั้น. ก็ตัตรมัชฌัตตุเปกขานั้น
มีประเภทดังนี้โดยประเภทแห่งตำแหน่งนั้น ๆ ดุจสัตว์แม้คนเดียว มี
ประเภทเป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่ เป็นเสนาบดี และเป็น
พระราชาเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ในอุเบกขาเหล่านี้ ในที่ใดมีฉฬังคุ
เปกขา ในที่นั้นไม่มีโพชฌังคุเปกขาเป็นต้น ก็หรือในที่ใดมีโพชฌังคุเปกขา
ในที่นั้นไม่มีฉฬังคุเปกขาเป็นต้น พึงทราบดังนี้.
อุเบกขาเหล่านั้น โดยความก็เป็นอย่างเดียวกัน ฉันใด แม้สังขารุ
เปกขาและวิปัสสนุเปกขา โดยความก็เป็นอย่างเดียวกัน ฉันนั้น ก็ปัญญา
นั่นแล แบ่งเป็น ๒ อย่างด้วยสามารถแห่งกิจ เหมือนอย่างว่า บุรุษถือ
ท่อนไม้เหมือนกีบแพะค้นหางูที่เข้าเรือนเวลาเย็น เห็นมันนอนอยู่ในฉาง
แกลบ พิจารณาดูว่า งูหรือมิใช่หนอ เห็นลักษณะงูชัด ๓ อย่างก็หมดสงสัย
เกิดความเป็นกลางในการค้นหาว่า งู ไม่ใช่งู ฉันใด ความเป็นกลางใน
หน้า 318
ข้อ 69
การพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลายเป็นต้น ในเมื่อเห็นไตรลักษณ์
ด้วยวิปัสสนาญาณ เกิดขึ้นแก่ผู้ปรารภวิปัสสนา ฉันนั้นนั่นแลความเป็น
กลางนี้ชื่อว่า วิปัสสนุเปกขา. ก็เมื่อบุรุษนั้นจับงูไว้มั่นด้วยท่อนไม้มีลักษณะ
เหมือนกีบแพะ คิดว่า เราจะไม่เบียดเบียนงูนี้ และจะไม่ให้งูนี้กัดเรา
จะพึงปล่อยไปอย่างไร เมื่อกำลังคิดหาวิธีปล่อยอยู่นั้นแล มีความเป็น
กลางในการจับงูไว้ ฉันใด เมื่อบุคคลเห็นภพทั้ง ๓ เหมือนถูกไฟไหม้
เพราะเห็นไตรลักษณะแล้ว ความเป็นกลางในการยึดถือสังขารมีขึ้นฉันนั้น
เหมือนกัน ความเป็นกลางนี้ชื่อว่า สังขารุเปกขา. แม้สังขารุเปกขาก็ย่อม
สำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งวิปัสสนุเปกขา ด้วยประการฉะนี้. ก็ด้วยประการ
นี้ สังขารุเปกขานี้จึงแบ่งเป็น ๒ โดยกิจ กล่าวคือความเป็นกลางในการ
พิจารณาและการยึดถือ. ส่วนวิริยุเปกขาและเวทนุเปกขาต่างกันและกัน
และต่างจากอุเบกขาที่เหลือลงทั้งหลายโดยครามเท่านั้นแล.
และท่านสรุปไว้ในที่นี้ว่า :-
อุเปกขา โดยพิสดารมี ๑๐ คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา
พรหมวิหารุเปกขา โพชฌังคุเปกขา ฉฬังคุเปกขา ฌานุ-
เปกขา ปาริสุทธุเปกขา วิปัสสนุเปกขา สังขารุเปกขา
เวทนุเปกขา วิริยุเปกขา แบ่งที่เป็นความเป็นกลางเป็น
ต้น ๖ ที่เป็นปัญญา ๒ อย่าง อย่างละ ๒ รวมเป็น ๔ ดังนี้.
บรรดาอุเบกขาเหล่านี้ ฌานุเปกขาท่านประสงค์เอาในที่นี้ ด้วย
ประโยคการฉะนี้. ฌานุเปกขานั้น มีมัชฌัตตะความเป็นกลาง เป็นลักษณะ.
ในข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า ก็ฌานุเปกขานี้ โดยความก็คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา
หน้า 319
ข้อ 69
นั่นเอง มิใช่หรือ และณานุเปกขานั้นก็มีอยู่แม้ในปฐมฌานและทุติยฌาน
ฉะนั้น ฌานุเปกขานี้จึงควรกล่าวแม้ในฌานนั้นอย่างนี้ว่า เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่
เพราะเหตุไรท่านจึงไม่กล่าวไว้ เพราะไม่ประกอบกิจที่จะต้องขวนขวาย
ด้วยว่าฌานุเปกขานั้นไม่มีกิจในฌานนั้นที่ต้องขวนขวาย เพราะวิตกเป็น
ต้นครอบงำไว้ แต่ในฌานนี้ เพราะวิตกวิจารและปีติมิได้ครอบงำ จึง
เป็นเหมือนเงยศีรษะขึ้น มีกิจที่ต้องขวนขวาย ฉะนั้น จึงกล่าวไว้.
ในบทว่า สโต จ สมฺปชาโน นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า
มีสติ เพราะอรรถว่า ระลึกได้. ชื่อว่า มีสัมปชัญญะ เพราะอรรถ
ว่า รู้ตัว. สติด้วยสัมปชัญญะด้วย ท่านกล่าวโดยบุคคลาธิษฐาน สติมี
ลักษณะระลึกได้ สัมปชัญญะมีลักษณะไม่ลุ่มหลง ในข้อนั้น สติและ
สัมปชัญญะนี้มีอยู่แม้ในฌานต้น ๆ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เมื่อบุคคลลืมสติ
ไร้สัมปชัญญะ แม้เพียงอุปจารก็ไม่สำเร็จ จะป่วยกล่าวไปใยถึงอัปปนะ.
เพราะฌานเหล่านั้นมีองค์หยาบ จิตของบุรุษก็เหมือนภาคพื้น ย่อมมีคติ
เป็นสุข. ในฌานเหล่านั้นไม่ต้องขวนขวายกิจแห่งสติสัมปชัญญะ แต่เพราะ
ฌานนี้สุขุมเพราะละองค์ที่หยาบได้ จึงต้องปรารถนาคติแห่งจิตกำหนดกิจ
แห่งสติสัมปชัญญะของบุรุษดุจคมมีดโกนนั่นแล ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
ยังมีอะไร ๆ ที่พึงทราบให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า ลูกโคที่ยังดื่มน้ำ ถูกพราก
จากแม่โค เมื่อไม่ระวังรักษา ก็เข้าหาแม่โคอีกร่ำไป ฉันใด สุขใน
ตติฌานนี้ก็ฉันนั้น ถูกพรากจากปีติ เมื่อไม่รักษาด้วยสติสัมปชัญญะ
พึงเข้าหาปีติอีกนั่นเทียว พึงสัมปยุตด้วยปีติอยู่นั่นเอง. อนึ่งเหล่าสัตว์ก็ยัง
หน้า 320
ข้อ 69
กำหนัดนักในสุขอยู่นั้นเอง. เพื่อแสดงอรรถพิเศษแม้นี้ว่า ก็สุขนี้เป็นสุข
ที่หวานยิ่งเพราะไม่มีสุขที่ยิ่งกว่านั้น ก็ความไม่กำหนัดนักในสุขในฌานนี้
ย่อมมีด้วยอานุภาพสติสัมปชัญญะ มิใช่มีด้วยอย่างอื่น ดังนี้ ท่านจึงกล่าว
คำนี้ไว้ในที่นี้นั้นแล.
บัดนี้ จะวินิจฉัยบทนี้ว่า สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ดังนี้
ความผูกใจในการเสวยสุขของผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยตติยฌาน ย่อมไม่
มีก็จริง แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยตติยฌาน
นั้นจึงมีสุขอันสัมปยุตด้วยนามกาย เพราะตติยฌานนั้น มีสุขอันสัมปยุตด้วย
นามกายอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นสมุฏฐาน เหตุใดรูปกายอันรูปที่ประณีต
จึงจะถูกต้องแล้ว เพราะรูปกายอันรูปที่ประณีตยิ่งถูกต้องแล้ว แม้ออก
จากฌานแล้วก็พึงเสวยสุข. ฉะนั้น เมื่อจะแสดงความนั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า สุขญฺจกาเยน ปฏิสํเวเทติ ดังนี้.
บัดนี้ จะวินิจฉัยในบทนี้ว่า ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺข
โก สติมา สุขวิหารี ดังนี้ พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ทรงสรรเสริญ แสดง บัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้
ตื่นขึ้นประกาศซึ่งบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยตติยฌานนั้น เพราะ
เหตุการณ์แห่งฌานใด อธิบายว่า สรรเสริญ สรรเสริญว่าอย่างไร ?
สรรเสริญว่าเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข. พึงทราบการประกอบความ
ในบทนี้อย่างนี้ว่าเข้าตติยฌานนั้นอยู่ ก็เพราะเหตุไรพระอริยะเหล่านั้น
จึงสรรเสริญตติยฌานนั้นอย่างนี้เพราะควรแก่การสรรเสริญ คือ เพราะผู้มี
อุเบกขาในตติยฌานแม้ถึงบารมีคือสุข ซึ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง ก็ไม่ถูกความ
หน้า 321
ข้อ 69
ติดสุขในฌานนั้นฉุดคร่าไว้ชีวิต เป็นผู้มีสติ เพราะความเป็นผู้มีสติ
ตั้งมั่น โดยอาการที่ปีติจะเกิดขึ้นไม่ได้และเพราะเสวยสุขที่พระอริยะยินดี
คือที่อริยชนเสพนั้นแล และเป็นสุขไม่เศร้าหมอง ด้วยนามกาย ฉะนั้น
จึงเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ พระอริยะทั้งหลายเมื่อประกาศคุณที่เป็นเหตุ
ควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้เหล่านั้น จึงสรรเสริญตติยฌานนั้นโดยควร
แก่การสรรเสริญอย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี ประการฉะนี้
พึงทราบดังนี้.
บทว่า ตติยํ ได้แก่ ที่ ๓ โดยลำดับการนับ. ฌานนี้ ชื่อว่า
ตติยะ เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นเป็นที่ ๓ ดังนี้ก็มี.
บทว่า สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ความว่า
เพราะละสุขทางกายและทุกข์ทางกาย.
บทว่า ปุพฺเพว ได้แก่ สุขและทุกข์นั้นแล ในกาลก่อน มิใช่ใน
ขณะแห่งจตุตถฌาน.
บทว่า โสมนสฺสโทนนสฺสานํ อตฺถงฺคมา ความว่า เพราะ
ถึงความดับแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้ง ๒ แม้เหล่านี้ คือ สุขทางใจ และ
ทุกข์ทางใจ ในก่อนเที่ยว ท่านอธิบายว่าเพราะละ นั่นเอง. ก็การละ
โสมนัสโทมนัสเหล่านั้นมีในกาลไร มีในขณะแห่งอุปจาระของฌานทั้ง ๔
โสมนัส ละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่ ๔ นั่นเอง.
ทุกข์โทมนัสและสุข ละได้ในขณะแห่งอุปจาระของฌานที่ ๑ ที่ ๒
และที่ ๓ พึงทราบการละสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัส ที่กล่าวไว้
แม้ในที่นี้ ตามลำดับอุทเทสแห่งอินทรีย์ทั้งหลายในอินทริยวิภังค์ ซึ่งมิได้
หน้า 322
ข้อ 69
กล่าวไว้ตามลำดับการละสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้.
ก็ถ้าสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสเหล่านี้ ละได้ในขณะแห่ง
อุปจาระของฌานนั้น ๆ เท่านั้น, เมื่อเป็นเช่นนั้นเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสความดับในฌานทั้งหลายนั้นแลไว้อย่างนี้ว่า ก็ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นใน
ที่ไหน ก็ย่อมดับไม่เหลือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัด
จากก้านทั้งหลาย ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู่ ทุกขินทริย์ที่เกิดขึ้นในปฐมฌาน
น ย่อมดับไม่เหลือ ก็โทมนัสสินทรีย์ สุขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ เกิดขึ้น
ในที่ไหน ก็ย่อมดับไม่เหลือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เพราะละสุข ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานอยู่ โสมนัสสินทรีย์ที่เกิด มโน
จตุตถฌานนี้ ก็ย่อมดับไม่เหลือ ดังนี้ เพราะดับอย่างสมบูรณ์ ก็ความ
ดับอย่างสมบูรณ์มิใช่ความดับแห่งสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสเหล่านั้น
ในปฐมฌานเป็นต้น.
อนึ่ง ความดับนั่นแหละมิใช่ความดับอย่างสมบูรณ์ในขณะแห่ง
อุปจาระ จริงอย่างนั้น ทุกขินทรีย์แม้ดับในอุปจาระแห่งปฐมฌาน ใน
เพราะการละต่าง ๆ พึงเกิดขึ้นเพราะสัมผัสแห่งเหลือบยุงเป็นต้นก็มี เพราะ
ลำบากด้วยอาสนะไม่เรียบก็มี แต่ภายในอัปปนาไม่มีเลย.
อีกอย่างหนึ่ง ทุกขินทรีย์แม้ที่ดับในอุปจาระนี้ ย่อมไม่เป็นอันดับ
ความดี เพราะไม่ถูกปฏิปักษ์กำจัด ก็กายทั้งปวงหยั่งลงสู่ความสุขด้วยการ
แผ่ไปแห่งปีติภายในอัปปนา. และทุกขินทรีย์ของกายหยั่งลงสู่ความสุข
ย่อมเป็นอันดับด้วยดี เพราะถูกปฏิปักษ์กำจัด สำหรับโทมนัสสินทรีย์ที่แม้
หน้า 323
ข้อ 69
ละได้ในอุปจาระแห่งทุติยฌานในเพราะการละต่าง ๆ นั้นแล เพราะเมื่อมี
ความลำบากกาย และความเดือนร้อนใจซึ่งมีวิตกวิจารเป็นปัจจัย โทมนัส-
สินทรีย์นั้นย่อมเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นไม่ได้ในเพราะไม่มีวิตกวิจาร. อนึ่ง
ยังละวิตกวิจารในอุปจาระแห่งทุติยฌานไม่ได้เลย ดังนั้น โทมนัสสินทรีย์นั้น
พึงเกิดขึ้นในทุติยฌานนั้น เพราะยังละปัจจัยไม่ได้. แต่ในทุติยฌานนั้น
ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะละปัจจัยได้ สุขินทรีย์แม้ที่ละได้ในอุปจาระแห่ง
ตติยฌาน ก็อย่างนั้นพึงเกิดขึ้นแก่กายที่มีปีติเป็นสมุฏฐานและรูปอันประณีต
ถูกต้องแล้ว แต่ในตติยฌานไม่ใช่อย่างนั้น.
ด้วยว่า ปีติที่เป็นปัจจัยแก่สุขในตติยฌาน ดับโดยประการทั้งปวง
แล. โสมนัสสินทรีย์แม้ที่ละได้ในอุปจาระแห่งจตุตถฌานก็อย่างนั้น พึง
เกิดขึ้นเพราะใกล้ และเพราะไม่ก้าวล่วงแล้วโดยชอบ เพราะไม่มีอุเบกขา
ที่ถึงอัปปนา แต่ในจตุตถฌานไม่ใช่อย่างนั้น.
ก็เพราะฉะนั้นแล ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นในจตุตถฌานนี้จึงดับไม่เหลือ
ดังนั้น ท่านจึงกระทำการถือเอาว่าไม่เหลือไว้ในฌานนั้น ๆ แล. ในเรื่องนี้
มีผู้ท้วงว่าเมื่อเป็นอย่างนั้น เวทนาเหล่านี้ แม้ละได้แล้วในอุปจาระแห่ง
ฌานนั้น ๆ เหตุไรจึงนำมารวมไว้ในที่นี้ แก้ว่า เพื่อถือเอาสะดวก.
ก็อทุกขมสุขเวทนาที่ท่านกล่าวว่า อทุกฺขมสุขํ นี้ใด อทุกขมสุข
เวทนานั้นสุขุม รู้แจ้งได้ยาก ใคร ๆ ไม่อาจจะถือเอาโดยสะดวก. เพราะ
ฉะนั้น จึงนำเวทนาเหล่านี้ทั้งหมดมารวมไว้ เพื่อถือเอาสะดวก เหมือน
คนเลี้ยงโคนำโคทั้งหมดมารวมไว้ในดอกแห่งหนึ่ง เพื่อจะจับโคดุที่ใคร ๆ
ไม่อาจจะเข้าไปจับได้ด้วยวิธีไร ๆ ครั้นแล้วเอานำโคออกทีละตัว ให้คน
หน้า 324
ข้อ 69
จับโคดุตัวนั้นที่หาตามลำดับ ด้วยคำว่า ตัวนี้คือโคดุตัวนั้น พวกท่านจง
จับมัน ฉะนั้นแล. ครั้นแสดงเวทนาเหล่านั้นที่นำมารวมไว้อย่างนี้แล้ว
ก็อาจที่จะถือเอาเวทนานี้ที่ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่โสมนัส ไม่ใช่โทมนัส
ว่า นี้คืออทุกขมสุขเวทนา.
อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเหล่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดง
ปัจจัยแก่เจโตวิมุตติอันเป็นอทุกขมสุข. ก็การละสุขทุกข์เป็นต้น เป็นปัจจัย
แก่เจโตวิมุตตินั้น เหมือนอย่างที่กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัยเพื่อการ
เข้าถึงเจโตวิมุตติที่เป็นอทุกขมสุข มี ๔ แล ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ เพราะละสุข ฯลฯ เข้าจตุตถฌานอยู่ ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๔
เหล่านั้นแล เพื่อการเข้าถึงเจโตวิมุตติที่เป็นอทุกขมสุขดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง สักกายทิฏฐิเป็นต้นไม้ที่ละได้ในที่อื่น ท่านก็กล่าวว่า
ละได้ในฌานนั้น เพื่อกล่าวสรรเสริญตติยมรรค๑ ฉันใด เวทนาเหล่านั้น
พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ เพื่อกล่าวสรรเสริญฌานนั้น ฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเหล่านี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวแม้เพื่อแสดง
ว่าราคะและโทสะอยู่ไกลยิ่ง ในฌานนี้ด้วยการกำจัดปัจจัย.
ด้วยว่าในเวทนาเหล่านี้ สุขเป็นปัจจัยแก่โสมนัส โสมนัสเป็นปัจจัย
แก่ราคะ ทุกข์เป็นปัจจัยแก่โทมนัส โทมนัสเป็นปัจจัยแก่โทสะ และราคะ
โทสะที่มีปัจจัยก็ถูกกำจัดด้วยการทำลายความสุขเป็นต้นเสีย ดังนั้นจึงมีอยู่
ในที่ไกลยิ่ง ฉะนี้แล.
๑. อนาคามิมรรค.
หน้า 325
ข้อ 69
บทว่า อทุกฺขมสุขํ ความว่า ชื่อว่า ไม่มีทุกข์ เพราะความไม่
แห่งทุกข์ ชื่อว่า ไม่มีสุข เพราะความไม่มีแห่งสุข.
ด้วยบทนี้ ท่านแสดงตติยเวทนาซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์สุข ใน
ฌานนี้ มิใช่แสดงเพียงความไม่มีทุกข์สุข, อทุกขมสุขที่ชื่อว่าตติยเวทนา
ท่านเรียกว่า อุเบกขา ก็มี. อุเบกขานั้น พึงทราบว่ามีความเสวยอารมณ์
ที่ตรงกันข้ามกันอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เป็น ลักษณะ มีความเป็น
กลางในอารมณ์เป็นรส มีความไม่เด่นชัดเป็นปัจจุปปัฏฐาน มีความดับ
แห่งสุขทุกข์เป็นปทัฏฐาน.
บทว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ ได้แก่ มีความบริสุทธิ์แห่งสติที่
ให้เกิดด้วยอุเบกขา. ก็สติในฌานนี้บริสุทธิ์ดี, และความบริสุทธิ์แห่งสตินั้น
การทำด้วยอุเบกขา มิใช่ด้วยอย่างอื่น. เพราะฉะนั้น ฌานนี้ท่านจึงเรียกว่า
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์แห่งสติในฌานนี้ มีด้วยอุเบกขาใด อุเบกขา
นั้น พึงทราบว่า ตัตรมัชฌัตตุเปกขา โดยความ. อนึ่งมิใช่ด้วยอุเบกขา
นั้นอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ในฌานนี้ ยังมีสัมปยุตธรรมแม้
ทั้งปวงด้วย, แต่ท่านยกสติขึ้นแสดงเป็นข้อสำคัญ.
ในฌานเหล่านั้น อุเบกขานี้มีอยู่ในฌานทั้ง ๓ หลัง ๆ กันจริง ก็
เหมือนอย่างว่าดวงจันทร์ถึงมีอยู่ในกลางวัน ก็ไม่บริสุทธิ์ผ่องใส เพราะ
ถูกรัศมีดวงอาทิตย์ครอบงำ และเพราะไม่ได้ราตรี ซึ่งเป็นสภาคะกันโดย
ความเป็นดวงจันทร์หรือโดยเป็นอุปการะแก่ตน ฉันใด ดวงจันทร์ คือ
ตัตรมัชณัตตุเปกขานี้ก็ฉันนั้น ถึงมีอยู่ก็ไม่บริสุทธิ์ ในประเภทแห่งปฐม
ฌานเป็นต้น เพราะถูกเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้นครอบงำ
หน้า 326
ข้อ 69
และเพราะไม่ได้ราตรี คืออุเบกขาเวทนาซึ่งเป็นสภาคะกัน. อนึ่ง เมื่อ
อุเบกขานั้นไม่บริสุทธิ์ สติเป็นต้นแม้เกิดร่วมกัน ก็ไม่บริสุทธิ์ไปด้วย
เหมือนรัศมีแห่งดวงจันทร์ไม่บริสุทธิ์ในกลางวัน ฉะนั้น, เพราะฉะนั้น
จึงมิได้กล่าวในฌานเหล่านั้น แม้ฌานเดียวว่า มีอุเบกขาเป็นเหตุ
ให้สติบริสุทธิ์. แต่ในจตุตถฌานนี้ ดวงจันทร์คือ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา
นี้ บริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะไม่มีเดชแห่งธรรมที่เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น
ครอบงำ และเพราะได้ราตรีคือ อุเบกขาเวทนา ซึ่งเป็นสภาคะกัน.
สติเป็นต้นแม้ที่เกิดร่วมกัน ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะตัตร-
มัชฌัตตุเปกขานั้นบริสุทธิ์ เหมือนรัศมีแห่งดวงจันทร์บริสุทธิ์ฉะนั้น
เพราะฉะนั้น จตุตถฌานนี้เท่านั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์.
บทว่า จตุตฺถํ ความว่า ที่ ๔ โดยลำดับการนับ ฌานนี้ชื่อว่า
จตุตถะ เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นเป็นที่ ๔ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปญฺญวา โหติ ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา เพราะ
อรรถว่า ปัญญาของภิกษุนั้นมีอยู่.
บทว่า อุทยตฺถคามินิยา ได้แก่ เครื่องให้ถึงความเกิดด้วย
เครื่องให้ถึงความดับด้วย.
บทว่า สนนฺนาคโต ได้แก่ บริบูรณ์.
บทว่า อริยาย ได้แก่ ปราศจากโทษ.
บทว่า นิพฺเพธิกาย ได้แก่ เป็นไปในฝักใฝ่แห่งการชำแรกกิเลส.
บทว่า ทุกฺขกฺขยคามินิคา ได้แก่ เครื่องให้ถึงนิพพาน. ในบท
หน้า 327
ข้อ 69
มีอาทิอย่างนี้ว่า โส อิทํ ทุกฺขํ ดังนี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ย่อม
รู้ชัด คือแทงตลอดทุกขสัจแม้ทั้งปวงตามความเป็นจริง ด้วยการแทง
ตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า ทุกข์มีประมาณเท่านี้ ทุกข์ไม่ยิ่งไปกว่านี้.
ย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดตัณหาซึ่งเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ นั้นตามความเป็น
จริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้ เหตุเกิดแห่งทุกข์,
ย่อมรู้ชัด คือ แทงตลอดนิพพานซึ่งเป็นฐานะที่ทุกข์และทุกขสมุทัยทั้ง ๒
นั้นถึงแล้วดับไป คือทุกข์และทุกขสมุทัยทั้ง ๒ นั้น เป็นต้นไปไม่ได้
ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรสว่า นี้ความดับ
แห่งทุกข์. และย่อมรู้ชัด คือแทงตลอดอริยมรรคเครื่องให้ถึงความดับ
แห่งทุกข์นั้น ตามความเป็นจริง ด้วยการแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งรส
ว่า นี้ ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงสัจจะทั้งหลายโดยย่ออย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะแสดงโดยปริยายด้วยสามารถแห่งกิเลส จึง กล่าวคำว่า. อิเม อาสวา
ดังนี้เป็นต้น. อาสวะเหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้ว.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงสิกขา ๓ อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะ
แสดงลำดับสิกขา ๓ เหล่านั้นอย่างบริบูรณ์ จึงกล่าวคำว่า อิมา ติสฺโส
สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺเขยฺย ดังนี้เป็นต้น.
คำนั้นมีความดังต่อไปนี้ :- สัตว์ผู้เกิดมาแม้เมื่อนึกถึงพึงศึกษาเพื่อ
ให้บริบูรณ์เป็นอย่าง ๆ, ครั้นนึกถึงแล้ว เมื่อรู้ว่า สิกขาชื่อนี้ พึงศึกษา,
ครั้นรู้แล้ว เมื่อเห็นอยู่บ่อย ๆ พึงศึกษา, ครั้นเห็นแล้ว เมื่อพิจารณา
ตามที่เห็นแล้ว พึงศึกษา, ครั้นพิจารณาแล้ว เมื่ออธิษฐานจิตให้มั่นใน
หน้า 328
ข้อ 69
สิกขา ๓ นั้นแล พึงศึกษา, แม้เมื่อกระทำกิจของตน ๆ ที่สัมปยุตด้วย
สิกขานั้น ๆ ด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พึงศึกษา, เมื่อ
กระทำกิจนั้น ๆ แม้ในกาลเป็นที่รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชื่อว่า พึงศึกษา
สิกขา ๓ ดังนี้. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิศีล. พึงประพฤติเอื้อเฟื้ออธิจิต,
พึงสมาทานประพฤติอธิปัญญา.
บทว่า อิธ เป็นบทเดิม. คำสอนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้ากล่าว
คือ ไตรสิกขานั้นแล พระสารีบุตรเถระกล่าวแล้วด้วยบท ๑๐ บท มีบท
ว่า อิมิสฺสา ทิฏฺิยา เป็นต้น. ก็คำสอนนั้นท่านเรียกว่า ทิฏฐิ
เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว. คำสอนนั้นแล ท่านเรียกว่า
ขันติ ด้วยสามารถความอดกลั้น, เรียกว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ.
เรียกว่า อาทายะ ด้วยสามารถความยึดถือ. เรียกว่า ธรรม ด้วย อรรถว่า
สภาวะ, เรียกว่า วินัย ด้วยอรรถว่า พึงศึกษา. เรียกว่า ธรรมวินัย
แม้ด้วยเหตุทั้ง ๒ นั้น. เรียกว่า ปาพจน์ ด้วยสาหารถเป็นไปทั่ว,
เรียกว่า พรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่า ประพฤติธรรมอันประเสริฐ,
เรียกว่า สัตถุศาสน์ ด้วยสามารถประทานคำพร่ำสอน.
เพราะเหตุนั้น ในบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺิยา เป็นต้น พึงทราบ
ความอย่างนี้ว่า ในพุทธธรรนวินัยนี้ ในพุทธปาพจน์นี้ ในพุทธพรหม
จรรย์นี้ ในพุทธสัตถุศาสน์นี้ ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนโคตมี ในพุทธ
ทิฏฐินี้ ในพุทธขันตินี้ ในพุทธรุจินี้ ในพุทธอาทายะนี้ ในพุทธธรรม
ในพุทธวินัยนี้ เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อมี
กำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด. เป็นไปเพื่อความประกอบ ไม่เป็น
หน้า 329
ข้อ 69
ไปเพื่อคลายความประกอบ, เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อปราศ
จากความสะสม, เป็นไปเพื่อความยึดมั่น ไม่เป็นไปเพื่อความสละวาง,
เป็นไปด้วยความมักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย, เป็นไปเพื่อความไม่
สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ, เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด, เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อ
ปรารภความเพียร, เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความ
เป็นผู้เลี้ยงง่าย. ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียว
ว่า นั้นใช่ธรรม, นั้นไม่ใช่วินัย. นั้นไม่ใช่สัตถุศาสน์ดังกล่าวมาแล้วนี้,
ดูก่อนโคตมี อนึ่งเธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแล ว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นไปเพื่อ
คลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อมีกำหนัด, ฯลฯ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เลี้ยง
ง่าย, ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่านั่นเป็น
ธรรม, นั่นเป็นวินัย, นั่นเป็นสัตถุศาสน์.
อีกอย่างหนึ่ง คำสอนทั้งสิ้น กล่าวคือ ไตรสิกขานั้น ชื่อว่า ทิฏฐิ
เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะเป็นปัจจัยแก่สัมมาทิฏฐิ
และทรงมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน. ชื่อว่า ขันติ ด้วยสามารถความควร
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ, ชื่อว่า
อาทายะ ด้วยสามารถยึดถือ, ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า ทรงการก
ของตนไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า กำจัด
ฝ่ายสังกิเลสของธรรมนั้นนั่นแล. ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า เป็น
ธรรมด้วยเป็นวินัยด้วย, อิกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า
กำจัดอกุศลธรรมทั้งหลายด้วยกุศลธรรม.
หน้า 330
ข้อ 69
เพราะเหตุนั้นแหละจึงตรัสว่า เย จ โข ตฺวํ โคตมิ ธมฺเม
ชาเนยฺยาสิ อิเม ธมฺมา วิราคาย ฯเปฯ เอกํเสน โคตมิ ชาเนยฺ-
ยาสิ เอโส ธมฺโม เอโส วินโย เอตํ สตฺถุสาสนํ ดังนี้. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษด้วยธรรม มิใช่
ด้วยอาชญา เป็นต้น, สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
คนบางพวกฝึกด้วยท่อนไม้ ด้วยขอ และด้วยแส้
ทั้งหลาย พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ทรงฝึกผู้ประเสริฐ มิ
ใช่ด้วยอาชญา มิใช่ด้วยศัสตรา. และว่า สำหรับผู้ฝึก
โดยธรรม ผู้รู้แจ้งอยู่จะต้องขะมักเขม้นอะไร.
ธรรมหรือวินัย ชื่อธรรมวินัย. ความจริงธรรมนี้นำไปให้วิเศษ
ซึ่งประโยชน์คือธรรมอันหาโทษมิได้ มิใช่นำประโยชน์มีโภคสมบัติในภพ
เป็นต้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้มิใช่เพื่อหลอกลวงประชาชน. ความพิสดาร
ว่า แม้พระปุณณเถระก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุอยู่ประพฤติพรหม
จรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้ประเสริฐ,
นำไปให้ประเสริฐโดยธรรม ชื่อว่า ธรรมวินัย. จริงอยู่ ธรรมวินัยนี้
ย่อมนำไปสู่นิพพานอันประเสริฐ จากธรรมมีสังสารวัฏเป็นต้น หรือจาก
ธรรมมีความโศกเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษ
หน้า 331
ข้อ 69
เพื่อธรรม มิใช่เพื่อพวกเจ้าลัทธิทั้งหลาย. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น
โดยธรรม นำไปให้วิเศษซึ่งธรรมนั้นแหละ.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั้นแล เป็นธรรมควรรู้ยิ่ง ควร
กำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ และควรทำให้แจ้ง ฉะนั้นแล จึงชื่อว่า
ธรรมวินัย เพราะอรรถว่า นำไปให้วิเศษในธรรมทั้งหลาย มิใช่ในสัตว์
และมิใช่ในชีวะทั้งหลาย.
ชื่อว่า ปวจนะ เพราะอรรถว่า คำเป็นประธานโดยคำของชน
เหล่าอื่น ด้วยความพร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะเป็นต้น คำเป็นประธาน
นั้นแหละ คือปาวจนะ.
ชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะเป็นความประพฤติประเสริฐกว่าความ
ประพฤติทั้งปวง.
ชื่อว่า สัตถุศาสน์ เพราะอรรถว่า เป็นคำสอนของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. หรือชื่อว่า สัตถุศาสน์
เพราะอรรถว่า คำสอนเป็นศาสดา ดังนี้ก็มี. จริงอยู่ ธรรมวินัยนั้นแล
ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมวินัยนั้นจัก
เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงไปแล้ว พึงทราบความของบท
เหล่านั้นอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
ก็เพราะภิกษุผู้บำเพ็ญสิกขา ๓ โดยประการทั้งปวง ย่อมปรากฏใน
ศาสนานี้เท่านั้น ไม่ปรากฏในศาสนาอื่น ฉะนั้น ท่านจึงทำกำหนดนี้ว่า
อิมิสฺสา และ อิมสฺมึ ในบทนั้น ๆ พึงทราบดังนี้.
ชื่อว่า ชีวิต เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องเป็นอยู่แห่งสัมปยุตธรรม
หน้า 332
ข้อ 69
นั้น ๆ. ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่า ให้กระทำอรรถว่าเป็นใหญ่ใน
ลักษณะตามรักษา. อินทรีย์คือชีวิต ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์. ชีวิตินทรีย์นั้น
มีสันตติเป็นใหญ่ในความเป็นไป. ก็ชีวิตินทรีย์นั้น มีการรักษาธรรมที่
แยกจากตนไม่ได้โดยลักษณะเป็นต้นเป็นลักษณะ, มีความเป็นไปแห่ง
ธรรมเหล่านั้นเป็นรส, มีความตั้งอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นแหละเป็นปัจจุป
ปัฏฐาน, มีธรรมที่พึงยังชีวิตให้เป็นไปเป็นปทัฏฐาน. ก็แม้เมื่อการ
ทรงไว้มีการตามรักษาเป็นลักษณะเป็นต้นมีอยู่. ชีวิตินทรีย์นั้นย่อมตาม
รักษาธรรมเหล่านั้นในขณะมีอยู่นั่นแล ดุจน้ำตามรักษาดอกอุบลเป็นต้น,
และย่อมรักษาธรรมแม้ที่เกิดขึ้นแล้วจากปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน
ดุจพี่เลี้ยงรักษากุมาร, ย่อมเป็นไปด้วยความเกี่ยวเนื่องธรรมที่ให้เป็นไป
เองดุจนายท้ายยังเรือให้แล่นไป ไม่เป็นไปล่วงภังคขณะ เพราะไม่มีธรรม
ที่พึงให้เป็นไปของตน ไม่ตั้งอยู่ในภังคขณะ เพราะทำลายอยู่เอง ดุจไส้
ตะเกียงน้ำมัน เมื่อสิ้นไป ย่อมยังเปลวประทีปให้สิ้นไปฉะนั้น, และไม่
เว้นจากอานุภาพแห่งความเป็นไปและความตั้งอยู่ เพราะยังสำเร็จกิจนั้น ๆ
ในขณะตามที่กล่าวแล้ว พึงเห็นดังนี้.
บทว่า ิติปริตฺตตาย วา ได้แก่ เพราะฐิติขณะน้อยคือหน่อยหนึ่ง.
บทว่า อปฺปกํ ได้แก่น้อย คือ ลามก.
บทว่า สรสปริตฺตาย วา ได้แก่ เพราะกิจหรือสมบัติทั้งหลาย
ซึ่งเป็นปัจจัยของตน น้อยคือ มีกำลังน้อย เพื่อจะแสดงเหตุทั้ง ๒ นั้น
เป็นส่วน ๆ พระเสรีบุตรจึงกล่าวว่า กถํ ิติปริตฺตตาย เป็นต้น.
หน้า 333
ข้อ 69
บรรดาบทเหล่านั้น บทมีอาทิอย่างนี้ว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ
ชีวิตฺถ ดังนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงอรูปชีวิต โดยความที่อรูป
เป็นประธานโดยรูป แม้เมื่อรูปธรรมทั้งหมดยังไม่ดับ ในกาลเป็นที่ดับ
แห่งจิตในความเป็นไปในปัญจโวการภพ หรือหมายถึงจุติจิตในปัญจโว
การภพ โดยความดับแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวงกับจุติจิต หรือ
หมายถึงจตุโวการภพเพราะความไม่มีแห่งรูปในจตุโวการภพ.
บทว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ ความว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยชีวิตนั้น กล่าวได้ว่าเป็นอยู่แล้ว ในกาลที่มีความพร้อมเพรียงด้วย
ภังคขณะแห่งจิตเป็นอดีต.
บทว่า น ชีวติ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอยู่ในปัจจุบัน.
บทว่า น ชีวิสฺสติ ความว่า แม้จะกล่าวว่า จักเป็นอยู่ในอนาคต
ก็ไม่ได้.
บทว่า อนาคเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิสฺสติ ความว่า กล่าวได้ว่า
จักเป็นอยู่ ในกาลที่มีความพร้อมเพรียง ด้วยขณะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งจิต
เป็นอนาคต.
บทว่า น ชีวติ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอยู่.
บทว่า น ชีวิตฺถ ความว่า แม้จะกล่าวว่าเคยเป็นอยู่แล้วในอดีต
ก็ไม่ได้.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเน จิตฺตกฺขเณ ชีวติ ความว่า กล่าวได้ว่า
เป็นอยู่ในกาลที่มีความพร้อมด้วยขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน.
บทว่า น ชีวตฺถ ความว่า กล่าวไม่ได้ว่าเคยเป็นอยู่แล้วในอดีต.
หน้า 334
ข้อ 69
บทว่า น ชีวิสฺสติ ความว่า แม้จะกล่าวว่าจักเป็นอยู่ในอนาคต
ก็ไม่ได้.
คาถานี้ว่า ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ ดังนี้ ท่านกล่าว
หมายเอาปัญจโวการภพนั่นแล เพราะถูกทุกขเวทนาที่ได้มาเพราะยังไม่พ้น
ปัญจโวการภพยึดไว้. อย่างไร ?
บทว่า ชีวิตํ ได้แก่ สังขารขันธ์โดยหัวข้อคือชีวิต.
บทว่า อตฺตภาโว ได้แก่รูปขันธ์. สุขและทุกข์กระทำอุเบกขา
เวทนาไว้ภายใน ดังนั้นจึงชื่อว่า เวทนาขันธ์ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า
อุเบกขาท่านกล่าวว่า สุข นั่นเที่ยวเพราะมีอยู่.
วิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวว่า จิต.
แม้สัญญาขันธ์ ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้แล้วด้วยสามารถแห่งการ
มุ่งลักษณะ เพราะมีลักษณะเดียวกันกับลักษณะแห่งขันธ์ เพราะขันธ์ ๔
เหล่านี้ ท่านได้กล่าวไว้แล้วแล.
ความเป็นประธานแห่งอรูปธรรม ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า
เอกจิตฺตสมายุตฺตา เพราะความไม่เป็นไปแห่งรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน
เป็นต้น ซึ่งพ้นอรูปธรรมในขันธ์ ๕ ที่กล่าวแล้วอย่างนี้.
แม้รูปในอสัญญีสัตว์ ย่อมเป็นไปไม่พ้นกำลังกรรมเข้าไปสั่งสมไว้
ในที่นี้ อย่างไร ? แม้รูปของผู้เข้านิโรธทั้งหลายก็เป็นไปไม่พ้นกำลังแห่ง
ปฐมสมาบัติเลย.
ความเป็นประธานแห่งจิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้วว่า เอกจิตฺต-
สมายุตฺตา ด้วยความเป็นเหตุแห่งประธานของความเป็นไปแห่งรูป ใน
หน้า 335
ข้อ 69
ฐานะที่เป็นไปแห่งตนของอรูปธรรมซึ่งมีสภาวะกระทำความเป็นไปแห่งรูป
ให้เป็นของมีอยู่ของตนทีเดียวเป็นไป แม้ในฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของตน
อย่างนี้. เมื่อรูปยังดำรงอยู่นั่นแล ชื่อว่าความดับของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้
ด้วยความดับแห่งจิตที่เป็นประธานของความเป็นไปแห่งรูป ในปวัตติกาล
ในปัญจโวการภพ ด้วยประการฉะนี้. ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ลหุโส
วตฺตเต ขโณ สามารถแห่งอรูปธรรมนั่นเอง.
อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายจุติจิตในปัญจโวการภพ.
เมื่อท่านกล่าวอยู่อย่างนี้ บทว่า สุขทุกฺขา จ ได้แก่ สุขเวทนาที่เป็น
ไปทางกายและทางจิต และทุกขเวทนาที่เป็นไปทางกายแห่งทางจิต. แม้
ไม่มีอยู่ในขณะแห่งจุติจิต ท่านก็กล่าวว่า ย่อมดับพร้อมกับจุติจิต ด้วย
มีสันตติร่วมกัน. พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงจตุโวการภพ ก็มี.
สัญญาขันธ์ท่านถือเอาว่า อัตภาพ ด้วยความที่ท่านกล่าวสัญญาขันธ์ว่า
อัตภาพในที่อื่น. อย่างไร ? สุข ทุกข์ และโทมนัสทางกายแม้ไม่มีในพรหม
โลก ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาเวทนาขันธ์ที่ได้โดยเวทนาสามัญว่า
สุขทุกฺขา จ ดังนี้.
บทที่เหลือ เช่นกับที่กล่าวแล้วนั่นแล, รวมทั้งในวิกัป ๓ เหล่านี้
ด้วย.
บทว่า เกวลา ความว่า ไม่มีความยั่งยืน ความสุข และความ
งามทั้งสิ้น คือ ไม่เจือปนด้วยความยั่งยืน ความสุข และความงามเหล่า
นั้น. ขณะแห่งชีวิตเป็นต้น เร็ว คือนิดหน่อยเหลือเกิน. เพราะเป็นไป
ชั่วขณะจิตเดียว ย่อมเป็นไปโดยนัยที่กล่าวแล้วว่า ลหุโส วตฺตติกฺขโณ.
หน้า 336
ข้อ 69
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความไม่เป็นไปร่วมกันของจิต ๒ ดวง
จึงกล่าวคาถาว่า จูฬาสีติ สหสฺสานิ เป็นต้น.
บทว่า จูฬาสีติ สหสฺสานิ กปฺปา ติฏนฺติ เย มรู
ความว่า หมู่เทพเหล่าใดมีอายุแปดหมื่นสี่พันกัป ย่อมตั้งอยู่ในภพชั้น
เนวสัญญานาสัญญายตนะ. บาลีว่า เย นรา ดังนี้ก็มี.
บทว่า น เตวฺว เตปิ ชีวนฺติ ทฺวีหิ จิตฺเตหิ สมาหิตา
ความว่า เทพแม้เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยจิต ๒ ดวงโดยความเป็น
อันเดียวกัน เป็นอยู่ด้วยจิตที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นคู่ หามิได้เลย แต่ย่อมเป็น
อยู่ด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงมรณกาล จึงกล่าวคาถาว่า เย
นิรุทฺธา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย นิรุทฺธา ความว่า ขันธ์เหล่าใด
ดับแล้ว คือถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้.
บทว่า นรนฺตสฺส ได้แก่ ตายแล้ว.
บทว่า ติฏมานสฺส วา ได้แก่ หรือยังดำรงอยู่.
บทว่า สพฺเพปิ สทิสา ขนฺธา ความว่า ขันธ์แม้ทั้งปวง
เป็นขันธ์ที่ดับต่อจากจุติก็ตาม เป็นขันธ์ที่ดับในเมื่อเป็นไปก็ตาม ชื่อว่า
เป็นเช่นเดียวกัน ด้วยอรรถว่า อาจที่จะสืบต่อได้อีก.
บทว่า คตา อปฺปฏิสนฺธิกา ความว่า ขันธ์เหล่านั้นท่านกล่าว.
ว่า ดับไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน เพราะไม่มีขันธ์ที่ดับแล้วมาสืบเนื่องอีก.
หน้า 337
ข้อ 69
บัดนี้พระสารีบุตรเถระเพื่อจะแสดงว่า ขันธ์ที่ดับในกาลทั้ง ๓ ไม่มี
ความต่างกัน จึงกล่าวคาถาว่า อนนฺตรา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตรา จ เย ภงฺคา เย จ
ภงฺคา อนาคตา ความว่า ขันธ์เหล่าใด เป็นอดีตติดต่อกัน แตกแล้ว
คือดับแล้ว และขันธ์เหล่าใด เป็นอนาคตก็จักแตก.
บทว่า ตทนฺตเร ได้แก่ขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน ซึ่งดับในระหว่างขันธ์
ที่เป็นอดีตและขันธ์ที่เป็นอนาคตเหล่านั้น.
บทว่า เวสมฺมํ นตฺถิ ลกฺขเณ ความว่า ความไม่เสมอกันชื่อ
ว่าความแปลกกัน ความแปลกกันนั้นไม่มี. อธิบายว่า ไม่มีความต่างกัน
จากขันธ์เหล่านั้น. ชื่อว่า ลักษณะ เพราะอรรถว่า กำหนด ในลักษณะ
นั้น.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะกล่าวความที่ขันธ์ที่เป็นอนาคต ไม่
เจือปนด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน จึงกล่าวคาถาว่า อนิพฺพตฺเตน น ชาโต
เป็นต้น.
บทว่า อนิพฺพตฺเตน น ชาโต ความว่าไม่เกิดแล้ว ด้วยขันธ์
ที่เป็นอนาคต ซึ่งยังไม่เกิด คือไม่ปรากฏ พระเถระกล่าวถึงความที่ขันธ์ที่
เป็นอนาคต ไม่เจือปนด้วยขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ชีวติ ความว่า ย่อมเป็นอยู่ด้วยขันธ์ที่เป็น
ปัจจุบัน ในขันธ์ที่เกิดขึ้นในขณะ ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า ย่อมไม่เป็นอยู่
ด้วยจิต ๒ ดวงในขณะเดียวกัน.
หน้า 338
ข้อ 69
บทว่า จิตฺตภงฺคมโต ความว่า ตายแล้วเพราะความดับแห่งจิต
เพราะความเป็นอยู่ไม่ได้ด้วยจิต ๒ ดวงในขณะเดียวกัน บาลีว่า อุปริโต
จิตฺตภงฺคา ดังนี้ก็มี, บทบาลีนั้นตรงทีเดียว.
บทว่า ปญฺตฺติ ปรมฏฺิยา ความว่า เพียงเป็นบัญญัติตามลำดับ
คำว่า รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมเสื่อมโทรม แต่ชื่อและโคตรหาเสื่อมโทรมไม่
ชื่อว่าโดยปรมัตถ์ เพราะอรรถว่า มีความตั้งมั่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น
สภาพไม่เสื่อมโทรม อธิบายว่า ตั้งมั่นโดยสภาวะ, ความจริง ตั้งอยู่เพียง
บัญญัติเท่านั้นว่า นายทัตตาย นายมิตรตาย.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปรมตฺถิยา ได้แก่ เป็นปรมัตถ์ บัญญัติชื่อ
ว่า ปรมัตถิกา เพราะอรรถว่า มีอรรถอย่างยิ่ง บัญญัติว่า ตายแล้วมิได้
กล่าวเพราะอาศัยนัยถิธรรม ดุจการกล่าวอาศัยนัตถิธรรม โดยบัญญัติว่า
อชฎากาศ - ท้องฟ้า ท่านกล่าวอาศัยธรรม กล่าวคือความแตกแห่งชีวิ-
ตินทรีย์.
บทว่า อนิธานคตา ภงฺคา ความว่า ขันธ์เหล่าใดแตกแล้วขันธ์
เหล่านั้น ย่อมไม่ถึงความทรงอยู่ คือการตั้งอยู่ ดังนั้น จึงชื่อว่า มิได้ถึง
ความตั้งอยู่.
บทว่า ปุญฺโช นตฺถิ อนาคเต ความว่า ความเป็นกลุ่ม คือความ
เป็นกอง แห่งขันธ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีแม้ในอนาคต.
บทว่า นิพฺพตฺตาเยว ติฏฺนฺติ ความว่า ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น
หน้า 339
ข้อ 69
เป็นปัจจุบัน เป็นขันธ์ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมตั้งอยู่ในฐิติขณะ
แห่งขันธ์ปัจจุบันนั้น. เหมือนอะไร ?
บทว่า อารคฺเค สาสปูปมา ความว่าเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตั้ง
อยู่บนปลายเหล็กแหลม.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความพินาศของขันธ์ทั้งหลาย จึงกล่าว
ถาคาว่า นิพฺพตฺตานํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพตฺตานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ขันธ์
ปัจจุบัน.
บทว่า ภงฺโค เนสํ ปุรกฺขโต ความว่า ความแตกแห่งขันธ์
เหล่านั้น ตั้งอยู่ข้างหน้า.
บทว่า ปโลกธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่มีความพินาศเป็นสภาวะ.
บทว่า ปุราเณหิ อมิสฺสิตา ความว่า ไม่เจือปน คือไม่เกี่ยวข้อง
ด้วยขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในก่อน.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความไม่ปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย จึง
กล่าวคาถาว่า อทสฺสนโต อายนฺติ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทสฺสนโต อายนฺติ ความว่า มา
คือ เกิดขึ้น ไม่ปรากฏเลย.
บทว่า ภงฺคา คจฺฉนฺติทสฺสนํ ความว่า แตกแล้วก็ไปสู่ความ
ไม่ปรากฏ ต่อจากที่แตก.
บทว่า วิชฺชุปฺปาโทว อากาเส ได้แก่ ดุจสายฟ้าแลบในอากาศ
กลางแจ้ง.
หน้า 340
ข้อ 69
บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ วยนฺติ จ ความว่า ย่อมเกิดขึ้นและย่อม
แตกไป พ้นเบื้องต้นและที่สุด. อธิบายว่าพินาศ ดุจในข้อความมีอาทิ
อย่างนี้ว่า ดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงลอยอยู่ ฉะนั้น.
ครั้นแสดงความตั้งอยู่เพียงเล็กน้อยอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระเถระเมื่อ
จะแสดงความมีกิจน้อย จึงกล่าวคำว่า กถํ สรสปริตฺตตาย เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสาสูปนิพพฺธํ ชีวิตํ ความว่า
ชีวิตินทรีย์ที่เนื่องด้วยลมนาสิกที่เข้าไปภายใน.
บทว่า ปสฺสาโส ได้แก่ ลมนาสิกที่ออกภายนอก.
บทว่า อสฺสาสปสฺสาสา ได้แก่ ทั้ง ๒ นั้น.
บทว่า มหาภูตูปนิพทฺธํ ความว่า ชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป คือ
ดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมีสมุฏฐาน ๔.
บทว่า กวฬิงฺการาหารูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยอาหารคือ
คำข้าวมีเครื่องบริโภคและเครื่องดื่มเป็นต้น.
บทว่า อุสฺมูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยเตโชธาตุ อันเกิดแก่กรรม.
บทว่า วิญฺาณูปนิพทฺธํ ได้แก่ เนื่องด้วยวิญญาณในภวังค์คือ
เนื่องด้วยภวังคจิต, ที่ท่านมุ่งหมายกล่าวไว้ว่า อายุ ไออุ่น และวิญญาณ
ย่อมละลายนี้ไปในกาลใด ดังนี้.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงเหตุให้มีกำลังทรามของธรรมเหล่านั้น
จึงกล่าวคำว่า มูลมฺปิ อิเมสํ ทุพฺพลํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลมฺปิ ความว่า ชื่อว่าแม้เป็นเหตุเดิม
ด้วยอรรถว่า เป็นที่ตั้ง จริงอยู่ กรชกายเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจเข้า
หน้า 341
ข้อ 69
และลมหายใจออก อวิชชา กรรม ตัณหา และอาหารเป็นเหตุเดิมแห่ง
มหาภูตรูป.
บทว่า อิเมสํ ได้แก่ ลมหายใจเข้าเป็นต้น ซึ่งมีประการดังกล่าว
แล้ว คือที่กล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งเหตุที่เนื่องด้วยชีวิตินทรีย์ บรรดา
ลมหายใจเข้าเป็นต้นเหล่านั้น เมื่ออย่างหนึ่ง ๆไม่มีชีวิตินทรีย์ก็ย่อมตั้งอยู่
ไม่ได้.
บทว่า ทุพฺพลํ ได้แก่ มีกำลังน้อย.
บทว่า ปุพฺพเหตูปิ ความว่า แม้อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน
และภพ กล่าวคือเหตุ ซึ่งเป็นเหตุแห่งวิปากวัฏนี้ในอดีตชาติ แห่งลม
หายใจเข้าเป็นต้นเหล่านี้ มีกำลังทราม.
บทว่า เยปิ ปจฺจยา เตปิ ทุพฺพลา ได้แก่ สาธารณปัจจัย
มีอารัมณปัจจัย เป็นต้น.
บทว่า ปภวิกา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นประธานเกิดขึ้น.
บทว่า สหภูปิ ได้แก่ รูปธรรมและอรูปธรรม แม้ที่ร่วมภพกัน.
บทว่า สมฺปโยคาปิ ได้แก่ อรูปธรรมแม้ที่ประกอบร่วมกัน.
บทว่า สหชาปิ ได้แก่ แม้เกิดขึ้นด้วยกันในจิตดวงเดียว.
บทว่า ยาปิ ปโยชิกา ได้แก่ ตัณหาที่เป็นมูลแห่งวัฏฏะ.
ชื่อว่า ปโยชิกา เพราะอรรถว่า ประกอบเข้าแล้ว เพื่อที่จะ
ประกอบด้วยสามารถแห่งจุติและปฏิสนธิ, สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บุรุษมีตัณหาเป็นที่ ๒.
บทว่า นิจฺจทุพฺพลา ได้แก่ มีกำลังทรามโดยไม่มีระหว่าง.
หน้า 342
ข้อ 69
บทว่า อนวฏฺิตา ได้แก่ ไม่ตั้งลง คือไม่น้อมลงตั้งอยู่
บทว่า ปริปาตยนฺติ อิเม ความว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมยังกันและ
กันให้ตกไป คือซัดไป.
บทว่า อญฺมญฺสฺส ได้แก่ แก่กันและกัน ความว่า ๑ ต่อ ๑.
หิ ศัพท์ เป็นนิบาตในอรรถแห่ง เหตุ.
บทว่า นตฺถิ ตายิตา ความว่า ความต้านทาน คือรักษา มิได้มี.
บทว่า น จาปิ เปนฺติ อญฺมญฺํ ความว่า ธรรมเหล่าอื่น
ไม่อาจดำรงธรรมอื่นไว้ได้.
บทว่า โยปิ นิพฺพตฺตโก โส น วิชฺชติ ความว่า ธรรมใด
เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้, ธรรมนั้นก็มิได้มีในบัดนี้.
บทว่า น จ เกนจิ โกจิ หายติ ความว่า ธรรมอะไร ๆ คือ
แม้สักอย่างหนึ่ง ย่อมไม่เสื่อมไปเพราะอำนาจของธรรมอะไร ๆ.
บทว่า ภงฺคพฺยา จ อิเม หิ สพฺพโส ความว่า ก็ขันธ์เหล่านี้
แม้ทั้งหมด ก็ควรถึงความดับไปโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า ปุริเมหิ ปภาวิตา ความว่า ขันธ์เหล่านี้ อันเหตุปัจจัย
มีในก่อนเหล่านี้ ให้เป็นไปคือให้เกิดขึ้น.
บทว่า เยปิ ปภวิกา ได้แก่ เหตุปัจจัยในก่อนที่เป็นไปคือให้
เกิดขึ้นเหล่านี้ใด.
บทว่า เต ปุเร มตา ความว่า ปัจจัยมีประการดังกล่าวแล้วนั้น
เป็นไปไม่ได้แล้ว ถึงความตายแล้วก่อนทีเดียว.
หน้า 343
ข้อ 69
บทว่า ปุริมาปิ จ ปจฺฉิมาปิ จ ได้แก่ ขันธ์ที่เกิดก่อน คือ
ที่มีเหตุปัจจัยในก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภายหลัง คือที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยปัจจัย
ในเมื่อเหตุปัจจัยเป็นไปก็ดี.
บทว่า อญฺมญฺํ น กทาจิ มทฺทสํสุ ความว่า ไม่เคยเห็น
กันและกันในกาลไหน ๆ ม อักษรท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบทสนธิ.
บทว่า จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ ความว่า เทวดาเหล่านั้น
ชื่อว่า จาตุมมหาราชิกา เพราะอรรถว่า มีมหาราชทั้ง ๔ กล่าวคือ ท้าว
ธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และท้าวกุเวร เป็นใหญ่. ชื่อว่า เทพ
เพราะอรรถว่า รุ่งเรืองด้วยรูปเป็นต้น. เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเหล่านั้น
อยู่ท่ามกลางสิเนรุบรรพต, บรรดาเทวดาเหล่านั้น พวกที่อยู่ที่บรรพตก็มี
พวกที่อยู่ในอากาศก็มี อยู่ต่อ ๆ กันไปถึงจักรวาลบรรพต. เทวดาเหล่านี้
คือ พวกขิฑฑาปโทสิกะ พวกมโนปโทสิกะ พวกสีตวลาหกะ พวก
อุณหวลาหกะ จันทิมเทพบุตร สุริยเทพบุตร แม้ทั้งหมดอยู่เทวโลกชั้น
จาตุมมหาราชิกาทั้งนั้น. ชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาเหล่านั้น.
บทว่า อุปาทาย ได้แก่ อาศัย.
บทว่า ปริตฺตกํ ได้แก่ ปฏิเสธความเจริญ ดุจในข้อความว่า
วัยของเราแก่รอบ ชีวิตของเราน้อย เป็นต้น.
บทว่า โถกํ ได้แก่ เหลือเวลาน้อย. ปฏิเสธวันยาวนาน.
บทว่า ขณิกํ ได้แก่ เหลือเวลาน้อย ปฏิเสธระหว่างกาล, ดุจใน
ข้อความว่า มรณะชั่วขณะ ฌานชั่วขณะ เป็นต้น.
หน้า 344
ข้อ 69
บทว่า ลหุกํ ได้แก่ เบาพร้อม ดุจในข้อความว่า ปฏิเสธความ
เกียจคร้าน เป็นไปรวดเร็วอย่างนี้เป็นต้น.
บทว่า อิตฺตรํ ได้แก่ เร็ว ปฏิเสธอย่างแข็งแรง ดุจในข้อความว่า
ภักดีเดี๋ยวเดียว ศรัทธาเดี๋ยวเดียว เป็นต้น.
บทว่า อนทฺธนิกํ ได้แก่ ทนอยู่ได้ไม่นานด้วยสามารถแห่งกาล
ดุจในข้อความว่า ตลอดกาลยาวนาน เป็นต้น.
บทว่า น จิรฏิติกํ ความว่า ชื่อว่า ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะ
อรรถว่า ตั้งอยู่ไม่นานในวัน ๆ ปฏิเสธวัน ดุจในข้อความว่า พระสัทธรรม
ดำรงอยู่ไม่นาน เป็นต้น.
บทว่า ตาวตึสานํ ความว่า ชื่อว่าดาวดึงส์ เพราะอรรถว่า ชน
๓๓ คน เกิดขึ้นในภพนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าว คำว่าดาวดึงส์ว่า
เป็นชื่อของเทวดาเหล่านั้น ดังนี้ก็มี, เทวดาแม้เหล่านั้น อยู่บรรพตก็มี
อยู่ในอากาศก็มี อยู่ต่อ ๆ กันไปถึงจักรวาลบรรพต ชั้นยามาเป็นต้น
ก็เหมือนกัน ก็แม้ในเทวโลกชั้น ๑ เหล่าเทวดาที่อยู่ต่อ ๆ กันไปไม่ถึง
จักรวาลบรรพต ย่อมไม่มี.
ชื่อว่า ยามา เพราะอรรถว่า ไป, คือถึง, ได้แก่ บรรลุถึงซึ่ง
ทิพยสุข.
ชื่อว่า ดุสิต เพราะอรรถว่า ยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว.
ชื่อว่า นิมมานรดี เพราะอรรถว่า เนรมิตโภคะทั้งหลายตามที่
ชอบใจแล้วยินดีอยู่ในกาลที่ประสงค์จะยินดีด้วยโภคะที่เกินกว่าอารมณ์ที่ตก
แต่งไว้ตามปกติ.
หน้า 345
ข้อ 69
ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตดี เพราะอรรถว่า ยังอำนาจให้เป็นไปใน
โภคะทั้งหลายที่เทวดาเหล่าอื่นรู้วาระจิตเนรมิตให้.
ชื่อว่า เนื่องในหมู่พรหม เพราะอรรถว่า ประกอบแล้วด้วยธรรม
เป็นเครื่องสืบต่อพรหมธรรมในหมู่พรหม, รูปพรหมแม้ทั้งหมด ท่านถือ
เอาแล้ว.
บทว่า คมนีโย แปลว่า ต้องไป.
บทว่า สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก.
บทว่า โย ภิกฺขเว จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ ความว่า ผู้ใด
ดำรงอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี.
บทว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย ความว่า ผู้ที่ดำรงอยู่เกิน ๑๐๐ ปี
ชื่อว่าดำรงอยู่ถึง ๒๐๐ ปีไม่มี.
บทว่า หิเฬยฺย นํ ความว่า พึงดูหมิ่นชีวิตนั้น คือพึงคิดเป็น
สิ่งเลวทราม. ท่านกล่าวว่า หิเฬยฺยานํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า อจฺจยนฺติ ได้แก่ ย่อมก้าวล่วง.
บทว่า อโหรตฺตา ได้แก่ กำหนดคืนและวัน.
บทว่า อุปรุชฺฌติ ความว่า ชีวิตินทรีย์ย่อมดับ คือเข้าถึงความ
ไม่มี.
บทว่า อายุ ขียติ มจฺจานํ ความว่า อายุสังขารของสัตว์ทั้ง
หลายย่อมถึงความสิ้นไป.
บทว่า กุนฺนทีนํว โอทกํ ความว่า น้ำในแม่น้ำน้อยที่ขาดน้ำ
ย่อมสิ้นไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป ฉันนั้น. ก็โดยปรมัตถ์
หน้า 346
ข้อ 69
ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยเหลือเกิน เพียงเป็นไปชั่วขณะจิตเดียว
เท่านั้น ล้อรถเมื่อหมุนก็หมุนด้วยประเทศแห่งดุมอย่างเดียวเท่านั้น, เมื่อ
ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ด้วยประเทศแห่งดุมอย่างเดียวนั่นแหละ ฉันใดชีวิตของสัตว์
ทั้งหลายนั้น เป็นไปชั่วขณะจิตเดียว ฉันนั้น พอจิตดวงนั้นดับ ท่านเรียก
สัตว์ว่า ดับ คือ ตาย.
บทว่า ธีรา ได้แก่ นักปราชญ์ ธีรา อีกบท ๑ ได้แก่ บัณฑิต.
บทว่า ธิติมา ความว่า ชื่อว่า ธิติมา เพราะอรรถว่า มีปัญญา
เป็นเครื่องทรง.
บทว่า ธิติสมฺปนฺนา ความว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.
บทว่า ธิกฺกิตปาปา ความว่า ผู้ติเตียนบาป. เพื่อจะแสดงปริยาย
ของบทนั้นนั่นแล พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ธี วุจฺจติ ปญฺา
ปัญญาเรียกว่า ธี ดังนี้ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ทั่ว, รู้ทั่ว
อะไร ? รู้ทั่วอริยสัจทั้งหลาย โดยนัยว่า นี้ทุกข์ เป็นต้น. แต่ในอรรถกถา
ท่านกล่าวว่า ปัญญา ด้วยสามารถประกาศให้รู้ทั่ว ประกาศให้รู้ทั่วว่า
อย่างไร ? ประกาศให้รู้ทั่วว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ปัญญานั้น ชื่อว่า
อินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ เพราะครอบงำอวิชชาเสียได้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่า ให้กระทำความเป็น
ใหญ่ ในลักษณะที่ปรากฏ. อินทรีย์คือปัญญา ชื่อว่า ปัญญินทรีย์.
ก็ปัญญานี้นั้นมีความสว่างเป็นลักษณะ และมีความรู้ทั่วเป็น
หน้า 347
ข้อ 69
ลักษณะเหมือนอย่างว่า ในเรือนมีฝา ๔ ด้าน เวลากลางคืน เมื่อจุด
ประทีป ความมืดย่อมหายไป ความสว่างย่อมปรากฏ ฉันใด ปัญญามี
ความสว่างเป็นลักษณะก็ฉันนั้น. ชื่อว่าแสงสว่างที่เสมอด้วยแสงสว่างแห่ง
ปัญญา ไม่มี. ก็เมื่อผู้มีปัญญานั่งโดยบัลลังก์เดียว หมื่นโลกธาตุย่อมมี
แสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. เพราะเหตุนั้นพระเถระจึงกล่าวว่า มหาบพิตร
บุรุษถือประทีปน้ำมันเข้าไปในเรือนที่มืด ประทีปเข้าไปแล้วย่อมกำจัด
ความมืดให้เกิดแสงสว่างส่องแสงสว่าง ทำรูปทั้งหลายให้ปรากฏได้ ฉันใด
มหาบพิตร ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเกิดขึ้น ย่อมกำจัดความมืดคือ
อวิชชา ให้เกิดแสงสว่างคือวิชชา ส่องแสงแห่งญาณ ทำอริยสัจ ๔ ให้
ปรากฏได้. มหาบพิตร ปัญญามีความสว่างเป็นลักษณะอย่างนี้ทีเดียวแล.
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนแพทย์ผู้ฉลาด ย่อมรู้โภชนะเป็นต้น ที่เป็น
สัปปายะและไม่เป็นสัปปายะ ของผู้ป่วยได้ทั้งหลาย ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้น
เมื่อเกิดขึ้น ย่อมรู้ทั่วซึ่งธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและอกุศลที่ควรเสพและ
ไม่ควรเสพ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว และมีส่วนเปรียบ. สมจริงดัง
คำที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส เพราะอรรถว่า ย่อมรู้ทั่ว
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญา รู้ทั่วอะไร ? รู้ทั่วว่า นี้ทุกข์ ดังนี้. คำนี้
พึงให้พิสดาร พึงทราบความที่ปัญญานั้น มีความรู้ทั่วเป็นลักษณะอย่างนี้.
อีกนัยหนึ่ง ปัญญามีการแทงตลอดตามภาวะเป็นลักษณะ, หรือ
มีการแทงตลอดไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ ดุจการแทงตลอดของลูกธนู
ของผู้ฉลาด, มีความสว่างในอารมณ์เป็นรส ดุจประทีป มีความไม่ลุ่มหลง
เป็นปัจจุปปัฏฐาน ดุจคนชำนาญป่าไปป่า ฉะนั้น.
หน้า 348
ข้อ 69
บทว่า ขนฺธธีรา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีปัญญาในขันธ์ เพราะ
อรรถว่า ยังญาณให้เป็นไปในขันธ์ ๕, ชื่อว่า ผู้มีปัญญาในธาตุ เพราะ
อรรถว่า ยังญาณให้เป็นไปในธาตุ ๑๘, แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็พึง
นำความไปประกอบโดยนัยนี้.
บทว่า เต ธีรา เอวมาหํสุ ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นกล่าวไว้
แล้วอย่างนี้.
บทว่า กเถนฺติ ได้แก่ กล่าวว่า น้อย นิดหน่อย.
บทว่า ภณนฺติ ได้แก่ หน่อยหนึ่ง เป็นไปชั่วขณะ.
บทว่า ทีปยนฺติ ได้แก่ เริ่มตั้งว่า เร็ว เดี๋ยวเดียว.
บทว่า โวหรนฺติ ได้แก่ แถลงด้วยวิธีต่าง ๆ ว่า ตั้งอยู่ตลอดกาล
ไม่ช้า ดำรงอยู่ได้ไม่นาน.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความเกิดขึ้นแห่งความพินาศของพวกที่
ไม่การทำอย่างนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ปสฺสามิ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามิ ได้แก่เห็นด้วยมังสจักษุเป็น
ต้น.
บทว่า โลเก ได้แก่ ในอบายเป็นต้น.
บทว่า ปริผนฺทมานํ ได้แก่ ดิ้นรนไปข้างโน้นด้วยข้างนี้ด้วย.
บทว่า ปชํ อิมํ ได้แก่ หมู่สัตว์นี้.
บทว่า ตณฺหาคตํ ได้แก่ ผู้ไปในตัณหา. อธิบายว่า ถูกตัณหา
ครอบงำให้ตกลงไป.
บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น.
หน้า 349
ข้อ 69
บทว่า หีนา นรา ได้แก่นรชนผู้มีการงานเลว.
บทว่า มจฺจุมุเข ลปนฺติ ความว่า คร่ำครวญอยู่ในปากแห่ง
มรณะที่ถึงในกาลที่สุด.
บทว่า อวีตตณฺหา เส ได้แก่ ยังไม่ปราศจากตัณหา.
บทว่า ภวา ได้แก่ กามภพเป็นต้น.
บทว่า ภเวสุ ได้แก่ ในกามภพเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพน้อยภพใหญ่. ท่านอธิบายว่า ในภพทั้งหลาย
บ่อย ๆ.
บทว่า ปสฺสามีติ มํสจกฺขุนาปิ ปสฺสามิ ความว่า มังสจักษุ ๒
อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ปสาทจักษุ. ก้อนเนื้อที่กำหนดด้วยความโค้ง
ของลูกตา ๒ ข้าง คือข้างล่างด้วยกระดูกเบ้าตา ข้างบนด้วยกระดูกคิ้ว
ข้างนอกด้วยขนตา เกี่ยวเนื่องด้วยสมองซึ่งมีเส้นเอ็นแล่นออกท่ามกลางเบ้า
ตาวิจิตรด้วยวงดำเป็นตาขาวตาดำ นี้ชื่อ สสัมภารจักษุ. ประสาทซึ่งผูก
ที่ก้อนเนื้อนี้ ติดเนื่องในชิ้นเนื้อนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้ชื่อ ปสาทจักษุ
ซึ่งประสงค์ในที่นี้.
ปสาทจักษุนั่นนั้นยังเยื่อหุ้มจักษุ ๗ ชั้นให้เอิบอาบ เหมือนปุยนุ่น
ชุ่มในน้ำมันในปุยนุ่น ๗ ชั้น ในวงกลมที่เห็นในประเทศที่เกิดขึ้นแห่ง
สัณฐานสรีระ ของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางดวงตาดำซึ่งล้อมรอบ
ดวงตาขาวของสสัมภารจักษุนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร ตาม
สมควรแก่จักขุวิญาณเป็นต้น สักว่าพอมีโอกาสโดยประมาณตั้งอยู่.
หน้า 350
ข้อ 69
ปสาทจักษุนั้น ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่า บอกให้รู้จักอะไร ๆ.
ข้าพเจ้าเห็นด้วยมังสจักษุนั้น.
บทว่า ทิพฺพจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์.
บทว่า ปญฺาจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยปัญญาจักษุที่มาอย่างนี้ว่า ธรรม
จักษุที่ปราศจากธุลีไม่มีมลทินเกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า พุทฺธจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยพุทธจักษุที่มาอย่างนี้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราตรวจดูอยู่ซึ่งโลกด้วย พุทธจักษุ ได้เห็นแล้วแล.
บทว่า สมนฺตจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยสมันตจักษุ ที่มาอย่างนี้ว่า
สัพพัญญุตญาณท่านเรียกว่า สมันตจักษุ.
บทว่า ปสฺสามิ ได้แก่ เห็นรูปด้วยมังสจักษุ เหมือนเห็นมะขาม
ป้อมในฝ่ามือด้วยมังสจักษุ.
บทว่า ทกฺขามิ ความว่า รู้พร้อมซึ่งจุติและอุบัติด้วยทิพยจักษุ.
บทว่า โอโลเกมิ ความว่า ตรวจดูอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาจักษุ.
บทว่า นิชฺฌายามิ ความว่า คิดอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น ด้วย
พุทธจักษุ.
บทว่า อุปปริกฺขามิ ความว่า เห็นโคตรอบ คือแสวงหาทางที่
ควรแนะนำ ๕ ประการ ด้วยสมันตจักษุ.
บทว่า ตณฺหาผนฺทนาย ผนฺทมานํ ได้แก่ หวั่นไหวด้วยความ
หวั่นไหวเพราะตัณหา. ความดิ้นรนเพราะทิฏฐิเป็นต้น ต่อจากนี้ ซึ่งมี
หน้า 351
ข้อ 69
สัตว์ผู้ดิ้นรนเพราะทุกข์คือความพินาศแห่งทิฏฐิเป็นที่สุด ง่ายทั้งนั้น เพราะ
มีนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า สมฺผนฺทมานํ ได้แก่ ดิ้นรนบ่อย ๆ.
บทว่า วิปฺผนฺทนานํ ได้แก่ หวั่นไหวด้วยวิธีต่าง ๆ.
บทว่า เวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่.
บทว่า ปเวธฺมานํ ได้แก่ สั่นด้วยความเพียร.
บทว่า สมฺปเวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่บ่อย ๆ, อีกอย่างหนึ่ง ท่าน
ขยายบทด้วยอุปสรรค.
บทว่า ตณฺหานุคตํ ได้แก่ เข้าไปตามตัณหา.
บทว่า ตณฺหานุสฏํ ได้แก่ แผ่ไปตามตัณหา.
บทว่า ตณฺหายาปนฺนํ ได้แก่ จมลงในตัณหา.
บทว่า ตณฺหายา ปาติตํ ได้แก่ อันตัณหาซัดไป. ปาฐะว่า ปริปา-
ติตํ ก็มี.
บทว่า อภิภูตํ ได้แก่ อันตัณหาย่ำยีคือท่วมทับแล้ว.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตํ ได้แก่ มีจิตอันตัณหายึดไว้หมดสิ้น.
อีกอย่างหนึ่ง ไปในตัณหาเหมือนไปตามห้วงน้ำ, ไปตามตัณหา
เหมือนตกไปตามปัจจัยแห่งรูปที่มีวิญญาณครอง, ซ่านไปตามตัณหา เหมือน
แหนแผ่ปิดหลังน้ำจมอยู่ในตัณหา. เหมือนจมลงในหลุมอุจจาระ, อัน
ตัณหาให้ตกไป เหมือนตกจากยอดไม้ลงเหว, อันตัณหาครอบงำ เหมือน
ประกอบรูปที่มีวิญญาณครอง.๑ มีจิตอันตัณหาครอบงำแล้ว เหมือนมี
วิปัสสนาเกิดขึ้นแก่ผู้กำหนดรูปที่มีวิญญาณครอง๑.
๑. รูปอันตัณหาและทิฏฐิเข้าไปยึดไว้โดยความเป็นผลและเป็นอารมณ์ของอุปาทานได้.
หน้า 352
ข้อ 69
อีกอย่างหนึ่งไปในตัณหา ด้วยกามฉันทะ ไปตามตัณหาด้วยความ
กระหายในกาม, ซ่านไปตามตัณหาด้วยความหมักดองในกาม, จมอยู่ใน
ในตัณหา ด้วยความเร่าร้อนเพราะกาม, อันตัณหาให้ตกไปด้วยความจบ
สิ้นเพราะกาม, อันตัณหาครอบงำเพราะโอฆะคือกาม, มีจิตอันตัณหาครอบ
งำแล้ว เพราะยึดมั่นกาม, อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า กามภเว ได้แก่ ภพกามาพจร.
บทว่า รูปภเว ได้แก่ ภพรูปาพจร.
บทว่า อรูปภเว ได้แก่ ภพอรูปาพจร. ความต่างกันของภพเหล่า
นั้นได้ประกาศแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า ภวาภเวสู ภวาภเว ความว่า บทว่า ภโว ได้แก่
กามธาตุ บทว่า อภโว ได้แก่ รูปธาตุและอรูปธาตุ.
อีกอย่างหนหลัง บทว่า ภโว ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ.
บทว่า อภโว ได้แก่ อรูปธาตุ. ในภพน้อยภพใหญ่เหล่านั้น.
บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ.
บทว่า ปุนพฺภเว ได้แก่ วิปากวัฏที่เป็นไปในภพใหม่.
บทว่า กามภเว ได้แก่ กามธาตุ.
บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ. ในบทเหล่านั้น กรรมภพ
ชื่อว่า ภพ เพราะอรรถว่า ทำให้เกิด.
บทว่า กามภเว ปุนพฺภเว ได้แก่ วิปากวัฏ ซึ่งเป็นภพที่เข้าถึง
หน้า 353
ข้อ 69
กามธาตุ. วิปากภพ ชื่อว่า ภพ เพราะอรรถว่า เกิด แม้ในรูปภพ
เป็นต้นก็นั้นแหละ.
และคำว่า กามภเว รูปภเว อรูปภเว ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอา
โอกาสภพ.
ในภพทั้ง ๓ บทว่า กมฺมภเว ได้แก่ กรรมวัฏ.
บทว่า ปุนพฺภเว ท่านกล่าวหมายเอาอุบัติภพเหมือนกัน.
บทว่า ปุนปฺปุนํ ภเว ได้แก่ ในการเกิดขึ้นไป ๆ มา ๆ.
บทว่า คติยา ได้แก่ คติ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ได้แก่ ความบังเกิดขึ้นแห่ง
อัตภาพทั้งหลาย.
บทว่า อวีตตณฺหา เป็นบทเดิม.
บทว่า อวิคตตณฺหา ความว่า ชื่อว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะ
อรรถว่า ยังปราศจากตัณหาไม่ได้ เพราะไม่มีขณิกปหานะ ดุจขณิกสมาธิ.
บทว่า อจฺจตฺตตณหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่สละแล้ว
เพราะอรรถว่า มีตัณหายังสละไม่ได้ เพราะไม่มีตทังคปหานะ.
บทว่า อวนฺตตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่สำรอกแล้ว
เพราะอรรถว่า มีตัณหายังสำรอกไม่ได้ เพราะไม่มีวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า อมุตฺตตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่พ้นไปแล้ว
เพราะอรรถว่ามีตัณหายังพ้นไปไม่ได้ เพราะไม่มีสมุจเฉทปหานะล่วงส่วน.
บทว่า อปฺปหีนตณฺหา ความว่า ชื่อว่า มีตัณหายังไม่ละเสียแล้ว
เพราะอรรถว่า มีตัณหายังละไม่ได้ เพราะไม่มีปฏิปัสสัทธิปหานะ.
หน้า 354
ข้อ 69
บทว่า อปฺปฏินิสฺสฏฺตณฺหา ความว่า ก็ชื่อว่า มีตัณหายังไม่
สละคืนแล้ว เพราะไม่สละคืนสังกิเลสล่วงส่วน ที่ตั้งมั่นอยู่ในภพ เพราะ
ไม่มีนิสสรณปหานะ.
บัดนี้ เพราะผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาดิ้นรนและบ่นเพื่ออยู่ ฉะนั้น
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชักชวนในการกำจัดตัณหา จึงกล่าวคาถาว่า
มมายิเต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มมายิเต ได้แก่ ในเพราะวัตถุที่ยึด
ถือว่าของเรา. พระเถระกล่าวเรียกผู้ฟังทั้งหลายด้วยบทว่า ปสฺสถ.
บทว่า เอตมฺปิ ได้แก่ โทษแม้นั้น บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า เทฺว มมตฺตา ได้แก่ อาลัย ๒ อย่าง.
บทว่า ยาวตา เป็นนิบาตในอรรถว่ากำหนดตัด.
บทว่า ตณฺหาสงฺขาเตน ได้แก่ ส่วนแห่งตัณหา.
บทว่า สงฺขา สงฺขาตํ โดยความเป็นอย่างเดียวกันเหมือนในข้อ
ความว่า ก็ส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีตัณหาเป็นเหตุ เป็นต้น.
บทว่า สีมกตํ ได้แก่ เว้นจากโทษที่ไม่มีขอบเขต.
บทว่า มริยาทกตํ ความว่า ดุจในข้อความว่า พึงสมมติสีมามี-
โยชน์ ๑ เป็นอย่างยิ่ง เป็นต้น.
บทว่า โอธิกตํ ได้แก่ เว้นจากโทษที่ไม่มีกำหนดถ้อยคำดุจต้นไม้
ที่อยู่ในระหว่างแดนซึ่งกำหนดไว้.
บทว่า ปริยนฺตกตํ ได้แก่ กำหนดไว้ คือ ทำที่สุดรอบว่า ต้นไม้
หน้า 355
ข้อ 69
ที่อยู่ในระหว่างแดนเป็นสาธารณะของทั้งสองฝ่าย ทำให้เป็นเหมือนแถว
ต้นตาลที่เนื่องเป็นอันเดียวกัน.
บทว่า ปริคฺคหิตํ ได้แก่ ถือเอาโดยอาการทั้งปวง พ้นที่ผู้อื่น
อาศัยแม้ในระหว่างกาล.
บทว่า มมายิตํ ได้แก่ ทำอาลัยเหมือนเสนาสนะของภิกษุผู้เข้า
จำพรรษา.
บทว่า อิทํ มม ได้แก่ ตั้งอยู่ในที่ใกล้.
บทว่า เอตํ มม ได้แก่ ตั้งอยู่ในที่ไกล.
บทว่า เอตฺตกํ ได้แก่ กำหนดบริขาร ดุจในข้อความว่า แม้
เพียงเท่านี้ก็ไม่พึงกล่าวตอบ.
บทว่า เอตฺตาวตา เป็นการกำหนดด้วยนิบาต แม้ในอรรถว่า
กำหนด ดุจในข้อความว่า ดูก่อนมหานาม ด้วยคำเพียงเท่านี้แล.
บทว่า เกวลมฺปิ มหาปวึ ได้แก่ แผ่นดินใหญ่เเม้ทั้งสิ้น.
บทว่า อฏฺสตตณฺหาวิปรีตํ ได้แก่ ขยายไปเป็นตัณหา ๑๐๘,
หากจะถามว่า เป็น ๑๐๘ ได้อย่างไร ? ตัณหาที่เป็นไปในชวนวิถีในจักขุ
ทวารเป็นต้นอย่างนี้ว่า รูปตัณหา ฯลฯ๑ ธรรมตัณหามีอารมณ์เช่นกับบิดา
ดุจได้นามฝ่ายบิดา ในข้อความมีอาทิอย่างนี้ว่า บุตรแห่งเศรษฐี บุตร
แห่งพราหมณ์ ดังนี้.
ก็ในบทนี้ ชื่อว่ารูปตัณหา เพราะอรรถว่าตัณหามีรูปเป็นอารมณ์
คือตัณหาในรูป, รูปตัณหานั้น ที่ยินดีรูปเป็นไปด้วยความกำหนัดในกาม
๑. สัททตัณหา, คันธตัณหา, รสตัณหา, โผฏฐัพพตัณหา.
หน้า 356
ข้อ 69
ชื่อ กามตัณหา, ที่ยินดีเป็นไปอย่างนี้ว่า รูปเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ด้วย
ความกำหนัดที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ ชื่อ ภวตัณหา, ที่ยินดีเป็นไป
อย่างนี้ว่า รูปขาดสูญ พินาศ ตายแล้ว จักไม่เกิด ด้วยความกำหนัดที่
สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อ วิภวตัณหา, รูปตัณหามี ๓ อย่าง อย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้.
แม้สัททตัณหาเป็นต้น ก็เหมือนรูปตัณหา. ตัณหาเหล่านั้นเป็นตัณหา
วิปริต ๑๘. ตัณหาเหล่านั้น ในรูปภายในเป็นต้น ๑๘ ในรูปภายนอกเป็นต้น
๑๘ รวมเป็น ๓๖. ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็น
๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง รูปที่อาศัยรูปภายในเป็นต้นมีอาทิอย่างนี้ว่า เมื่อบทว่า
อสฺมิ มีอยู่ บทว่า อิตฺถสฺมิ ก็ย่อมมี, เพราะอาศัยรูปภายใน มี ๑๘
รูปที่อาศัยรูปภายนอกเป็นต้นว่า เมื่อบทว่า อสฺมิ มีอยู่ด้วยบทนี้ บทว่า
อิตฺถสฺมิ ก็ย่อมมีด้วย บทว่า เพราะอาศัยรูปภายนอก มี ๑๘ รวมเป็น ๓๖.
ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ แม้
อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺิ ความว่า ชื่อว่าสักกายทิฏฐิเพราะ
อรรถว่า ทิฏฐิในกายนั้น ในเมื่อกายกล่าวคือขันธ์ปัญจกะมีอยู่ ด้วยอรรถว่า
มีอยู่ซึ่งเกิดขึ้นทำวัตถุที่เป็นไป ด้วยสามารถยึดถือเป็น ๔ ส่วน โดยนัยมี
อาทิว่า พิจารณารูปในรูปหนึ่ง ๆ แห่งขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น.
บทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺิ ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิที่เป็นไปโดย
นัยมีอาทิว่าทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล. อีกอย่างหนึ่ง.
หน้า 357
ข้อ 69
ทิฏฐิที่ไม่แน่นอน เป็นทิฏฐิที่เหลวไหลเพราะยึดถือผิด ชื่อมิจฉาทิฏฐิ
ชื่อมิจฉาทิฏฐิเพราะอรรถว่า ทิฏฐิอันบัณฑิตทั้งหลายรังเกียจ เพราะไม่นำ
ประโยชน์มาดังนี้ก็มี.
มิจฉาทิฏฐินั้นมีความยึดมั่นโดยไม่แยบคายเป็นลักษณะ, มีความ
ยึดถือเป็น รส, มีความยึดมั่นผิดเป็น ปัจจุปปัฏฐาน, มีความเป็นผู้ใคร่
เห็นพระอริยะทั้งหลายเป็น ปทัฏฐาน, พึงเห็นว่า มีโทษอย่างยิ่ง.
บทว่า ทสวตฺถุกา อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็น
ไปโดยนัยเป็นต้นว่า โลกเที่ยง, โลกไม่เที่ยง, โลกมีที่สุด, เป็นไปอย่างนี้
ด้วยสามารถทำส่วนหนึ่ง ๆ เป็นที่ตั้งยึดถือ ชื่ออันตัคคาหิกาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.
บทว่า ยา เอวรูปา ทิฏฺิ ได้แก่ ทิฏฐิที่มีชาติอย่างนี้.
บทว่า ทิฏฺิคตํ ได้แก่ ความเป็นไปในทิฏฐิทั้งหลาย. ทัศนะนี้
ชื่อว่า ทิฏฺิคตํ เพราะอรรถว่า หยั่งลงในภายในแห่งทิฏฐิ ๖๒.
รกชัฏเพราะอรรถว่าก้าวล่วงได้ยากคือทิฏฐิ ชื่อว่า รกชัฏคือทิฏฐิ
ดุจรกชัฏหญ้า รกชัฏป่า รกชัฏภูเขา.
ชื่อว่า กันดารคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้าที่น่ารังเกียจ
ดุจกันดารเพราะโจร กันดารเพราะสัตว์ร้าย กันดารเพราะขาดน้ำ และ
ดันดารเพราะข้าวยากหมากแพง.
ชื่อว่า เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่าแทงตลอด และ
เพราะอรรถว่าทวนซึ่งสัมมาทิฏฐิ. ด้วยว่ามิจฉาทัศนะเมื่อเกิดขึ้นย่อมแทง
ตลอด และทวนสัมมาทัศนะ.
หน้า 358
ข้อ 69
ชื่อว่า ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เพราะอรรถว่า ดิ้นรนจนผิดรูป
ด้วยทิฏฐิ เพราะบางครั้งก็ยึดถือความเที่ยง บางครั้งก็ยึดถือความขาดสูญ.
ก็คนผู้มีทิฏฐิย่อมไม่อาจตั้งมั่นในอารมณ์เดียว บางครั้งก็คล้อยไปตามความ
เที่ยง บางครั้งก็คล้อยไปตามความขาดสูญ.
ชื่อว่า ทิฏฐิสังโยชน์ เพราะอรรถว่า ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าสังโยชน์
ด้วยอรรถว่า ผูกพันไว้.
ชื่อว่า คาหะ ความถือ เพราะอรรถว่า ถือเอาอารมณ์ไว้มั่น
ดุจจระเข้เป็นต้นคาบบุรุษ.
ชื่อว่า ย่อมตั้งมั่น เพราะความตั้งมั่น. จริงอยู่ทิฏฐินี้ตั้งมั่นแล้ว
ถือเอาด้วยปวัตติภาพที่มีกำลัง.
ชื่อว่า อภินิเวส ยึดมั่น เพราะอรรถว่าย่อมยึดมั่นว่าเที่ยงเป็นต้น.
ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะอรรถว่า ลูบคลำไปข้างหน้าว่าเที่ยงเป็นต้น
ก้าวล่วงสภาวะแห่งธรรม.
ชื่อว่า มิจฉามัคคะ ทางชั่ว เพราะอรรถว่าทางที่บัณฑิตรังเกียจ
เพราะไม่นำประโยชน์มาหรือทางแห่งอบายที่บัณฑิตรังเกียจ.
ชื่อว่า มิจฉาปถะ เพราะเป็นทางที่ไม่แน่นอน, เหมือนอย่างว่า
ทางที่คนหลงทิศยึดถือว่า นี้เป็นทางของบ้านชื่อโน้น ย่อมไม่ทำให้เขาถึง
บ้านนั้นได้ ฉันใด ทิฏฐิที่คนมีทิฏฐิยึดถือเอาว่า เป็นทางสู่สุคติ ก็ไม่ส่ง
เขาให้ถึงสุคติได้ ฉันนั้น ดังนั้นจึงชื่อว่า ทางผิด เพราะเป็นทางที่ไม่ถูก.
ชื่อว่า ความเห็นผิด เพราะมีความเห็นผิดเป็นสภาวะ.
หน้า 359
ข้อ 69
ชื่อว่า ท่า เพราะอรรถว่า เป็นที่ข้ามแห่งคนพาลทั้งหลาย โดย
หมุนไปรอบในที่นั้นเอง. ท่านั้นด้วยเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศทั้งหลาย
ด้วย ดังนั้นจึงชื่อว่า ติตถายตนะ ลัทธิเดียรถีย์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อายตนะ ด้วยอรรถว่า เป็นประเทศที่เกิด และเป็นที่อยู่อาศัยของเดียรถีย์
ทั้งหลาย ดังนั้นจึงชื่อว่า ลัทธิเดียรถีย์ ความถือที่เป็นความแสวงหาผิด
หรือความถือโดยความแสวงหาผิด ดังนั้นจึงชื่อว่า ความถือโดยแสวงหาผิด.
ความถือผิดสภาวะ ชื่อว่าความถือวิปริต ความถือที่เปลี่ยนแปลง
ไปโดยนัยเป็นต้นว่า ถือในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ชื่อว่าความถือวิปลาส.
ความไม่ถือเอาโดยอุบาย ชื่อว่า ความถือผิด. ความถือในเรื่อง
ที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่สภาวะ ว่า แท้ แน่นอนเป็นสภาวะ ชื่อว่า ความ
ถือในสิ่งที่ไม่แน่นอนว่าแน่นอน.
บทว่า ยาวตา ได้แก่ มีประมาณเท่าใด.
บทว่า ทฺวาสฏฺิทฺิคตานิ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ ที่มาในพรหม-
ชาลสูตร.
บทว่า อจฺเฉทสงฺกิโนปิ ผนฺทนฺติ ความว่า แม้ผู้มีความหวาด
ระแวงเกิดขึ้นว่า คนทั้งหลายจักแย่งชิงข่มขี่ถือเอาโดยพลการ ย่อมหวั่นไหว.
บทว่า อจฺฉิชฺชนฺเตปิ ได้แก่ ในเมื่อเขากำลังแย่งชิงโดยนัยที่
กล่าวแล้วบ้าง.
บทว่า อจฺฉินฺเนปิ ได้แก่ ในเมื่อเขาแย่งชิงถือเอาแล้วโดยนัยที่
กล่าวแล้วบ้าง.
หน้า 360
ข้อ 69
บทว่า วิปริณามสงฺกิโนปิ ได้แก่ แม้ผู้มีความหวาดระแวง โดย
ความเป็นแปลงเป็นอย่างอื่นบ้าง.
บทว่า วิปริณามนฺเตปิ ได้แก่ ในเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง.
บทว่า วิปริณเตปิ ได้แก่ เมื่อวัตถุนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้วบ้าง.
บทว่า ผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหว.
บทว่า สุมฺผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหวโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า วิปฺผนฺทนฺติ ได้แก่ ย่อมหวั่นไหวโดยอาการมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า เวธนฺติ ได้แก่ เห็นภัยแล้วหวั่นไหว.
บทว่า ปเวธนฺติ ได้แก่ หวั่นไหวเป็นพิเศษ เพราะภัยที่น่า
หวาดเสียว.
บทว่า สมฺปเวธนฺติ ได้แก่ หวั่นไหวโดยอาการทั้งปวง เพราะ
ภัยที่ทำให้ขนลุกขนพอง.
บทว่า ผนฺทมาเน เป็นทุติยาวิภัตติ พหุวจนะ.
บทว่า อปฺโปทเก ได้แก่ มีน้ำน้อย.
บทว่า ปริตฺโตทเก ได้แก่ มีน้ำนิดหน่อย.
บทว่า อุทกปริยาทาเน ได้แก่ มีน้ำสิ้นไป.
บทว่า พลากาหิ วา ได้แก่ ฝูงปักษีที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปริปาติยมานา ได้แก่ เบียดเบียนอยู่ กระทบกระทั่งอยู่.
บทว่า อุกฺขิปิยมานา ได้แก่ นำมาแต่ระหว่างเปือกตม หรือ
กลืนกิน.
หน้า 361
ข้อ 69
บทว่า ขชฺชมานา ได้แก่ เคี้ยวกินอยู่. ปลาทั้งหลายย่อมดิ้นรน
เพราะฝูงกา ย่อมกระเสือกกระสนเพราะฝูงเหยี่ยว ย่อมทุรนทุรายเพราะฝูง
นกยาง ย่อมหวั่นไหวด้วยสามารถแห่งความตายในเวลาที่ถูกคาบด้วยจะงอย
ปาก ย่อมเอนเอียงในเวลาถูกจิก ย่อมกระสับกระส่ายในเวลาใกล้ตาย.
บทว่า ปสฺสิตฺวา ได้แก่ เห็นโทษมิใช่คุณ.
บทว่า ตุลยิตฺวา ได้แก่ เปรียบเทียบคุณและโทษ.
บทว่า ติรยิตฺวา ได้แก่ ยังคุณและโทษให้พิสดาร.
บทว่า วิภาวยิตฺวา ได้แก่ ปล่อยคือเว้นวัตถุอันทราม.
บทว่า วิภูตํ กตฺวา ได้แก่ ให้ถึงความสำเร็จ คือยกเว้น.
อีกอย่างหนึ่ง เห็นด้วยการเปลื้องโทษที่เกลื่อนกล่นแล้วจำแนกเป็น
เรื่อง ๆ. เทียบเคียงด้วยการเปลื้องโทษที่ไม่มีกำหนดแล้วทำการกำหนด,
พิจารณาด้วยการเปลื้องวัตถุโทษแล้วแบ่งเป็นส่วน ๆ. ตรวจตราด้วยการ
เปลื้องโทษความลุ่มหลงแล้วตีราคา ทำให้แจ่มแจ้งด้วยการเปลื้องโทษความ
เป็นก้อนแล้วแบ่งส่วนตามปกติ.
บทว่า ปหาย ได้แก่ ละแล้ว
บทว่า ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา ได้แก่ สละคืนแล้ว.
บทว่า อมมายนฺโต ได้แก่ ไม่กระทำอาลัยด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า อคฺคณฺหนฺโต ได้แก่ ไม่ถือเอาส่วนเบื้องต้นแห่งทิฏฐิ
ด้วยปัญญา.
บทว่า อปรามสนฺโต ได้แก่ ไม่การทำการสละลงด้วยวิตก.
บทว่า อนภินิวิสนฺโต ได้แก่ ไม่เข้าไปด้วยทิฏฐิที่ก้าวลงแน่นอน.
หน้า 362
ข้อ 69
บทว่า อกุพฺพมาโน ได้แก่ ไม่กระทำด้วยตัณหาเครื่องยึดถือ.
บทว่า อชนยมาโน ได้แก่ ไม่ให้เกิดด้วยตัณหาที่ให้เกิดในภพใหม่.
บทว่า อสญฺชนฺยมาโน ได้แก่ ไม่ให้เกิดพร้อมเป็นพิเศษ.
บทว่า อนิพฺพตฺตยมาโน ได้แก่ ไม่ให้บังเกิดด้วยตัณหาคือ
ความปรารถนา.
บทว่า อนภินิพฺพตฺตยมาโน ได้แก่ ไม่ให้บังเกิดเฉพาะด้วย
อาการทั้งปวง, อีกอย่างหนึ่ง บทเหล่านี้ ท่านขยายความด้วยอุปสรรค.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความยินดีด้วยคาถาแรก และโทษ
ด้วย ๔ คาถาต่อจากนั้น ในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เพื่อจะแสดงการสลัด
ออกพร้อมด้วยอุบาย และอานิสงส์แห่งการสลัดออก, หรือแสดงโทษความ
ต่ำช้าและความเศร้าหมองของกามทั้งหลายด้วยคาถาเหล่านี้ ทั้งหมด บัดนี้
เพื่อจะแสดงอานิสงส์ในเนกขัมมะ ท่านจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า อุโภสุ
อนฺเตสุ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภสุ อนฺเตสุ ได้แก่ ในที่สุดที่
กำหนดไว้เป็นคู่ ๆ มีผัสสะและผัสสสมุทัยเป็นต้น.
บทว่า วิเนยฺย ฉนฺทํ ได้แก่ กำจัดฉันทราคะ.
บทว่า ผสฺสํ ปริญฺาย ได้แก่ กำหนดรู้นามรูปแม้ทั้งสิ้น คือ
ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้น หรืออรูปธรรมแม้ทั้งสิ้นที่สัมปยุตด้วยผัสสะนั้น
โดยทำนองแห่งผัสสะและรูปธรรม โดยมีวัตถุทวารของอรูปธรรมเหล่านั้น
เป็นอารมณ์ ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า อนานุคิทฺโธ ได้แก่ ไม่ติดใจในธรรมทั้งปวงมีรูป เป็นต้น.
หน้า 363
ข้อ 69
บทว่า ยทตฺตครหี ตทกุพฺพมาโน ความว่า ไม่กระทำกรรมที่ตน
ติเตียน.
บทว่า น ลิมฺปตี ทิฏฺสุเตสุ ธีโร ความว่า ธีรชนผู้ถึงพร้อม
ด้วยปัญญาเห็นปานนี้นั้น ย่อมไม่ติดด้วยการติดแม้สักอย่างหนึ่งแห่งการติด
ทั้งสองในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่เห็นแล้วและฟังแล้ว คือไม่ติดอะไร ๆ เหมือน
อากาศ ย่อมเป็นผู้ถึงความผ่องแผ้วยิ่งนัก.
บทว่า ผสฺโส เอโก อนฺโต ได้แก่ ผัสสะเป็นกำหนดอันหนึ่ง.
ชื่อว่า ผัสสะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง ผัสสะนี้นั้น มีการถูกต้องเป็น
ลักษณะ, มีการเสียดสีเป็นรส, มีการประชุมเป็นปัจจุปปัฏฐาน, มี.
อารมณ์ที่อยู่ในคลองเป็นปทัฏฐาน.
ก็ผัสสะนี้แม้เป็นอรูปธรรม ก็เป็นไปโดยอาการถูกต้องในอารมณ์นั้น
แล ดังนั้นจึงชื่อว่า มีการถูกต้องเป็นลักษณะ, และแม้ไม่ติดแน่นเป็น
เอกเทส ก็เสียดสี ดุจรูปเสียดสีจักษุ เสียงเสียดสีหู จิตเสียดสีอารมณ์ ดังนั้น
จึงชื่อว่า มีการเสียดสีเป็นรส, อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า มีการเสียดสี
เป็นรส ด้วยรสแม้มีอรรถว่าสมบัติ เพราะเกิดขึ้นแต่การเสียดสีของวัตถุ
และอารมณ์. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า ผัสสะที่เป็นไปใน
ภูมิ ๔ ที่จะชื่อว่าไม่มีการถูกต้องเป็นลักษณะนั้นย่อมไม่มี ก็ผัสสะที่มีการ
เสียดสีเป็นรส ย่อมเป็นไปในทวาร ๕ ทีเดียว ด้วยว่า คำว่า มีการถูกต้อง
เป็นลักษณะก็ดี มีการเสียดสีเป็นรสก็ดี เป็นชื่อของผัสสะที่เป็นไปในทวาร
๕, คำว่า มีการถูกต้องเป็นลักษณะ, มิใช่มีการเสียดสีเป็นรส เป็นชื่อ
ของผัสสะที่เป็นไปทางมโนทวาร และท่านกล่าวคำนี้แล้ว ได้นำพระสูตร
หน้า 364
ข้อ 69
นี้มาว่า :-
มหาบพิตร เหมือนมีแพะ ๒ ตัวต่อสู้กัน พึงเห็นจักษุเหมือนแพะ
สัตว์ที่ พึงเห็นรูปเหมือนแพะตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าสู้
กันของแพะ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็น ลักษณะ และมีการเสียดสี
เป็นรส เหมือนกันฉันนั้น มหาบพิตรเหมือนสลักแอกไถ ๒ อันเสียด
เสียดกัน แม้สัตว์ทั้ง ๒ ก็พึงเบียดเสียดกัน พึงเห็นจักษุเหมือนสัตว์ตัวที่ ๑
พึงเห็นรูปเหมือนสัตว์ตัวที่ ๒ พึงเห็นผัสสะเหมือนการเข้าเบียดเสียด
กันของสัตว์ ๒ ตัวนั้น ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะ และมีการ
เสียดสีเป็นรส เหมือนกันฉันนั้น พึงทราบความพิสดารดังต่อไปนี้ :-
เหมือนอย่างว่า จักขุวิญญาณเป็นต้น ท่านกล่าวโดยชื่อว่าจักษุ ในข้อ
ความว่า เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้น ฉันใด จักขุวิญญาณเป็นต้น
เหล่านั้น แม้ในที่นี้ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวโดยชื่อว่า จักษุ ฉันนั้น.
เพราะฉะนั้น เนื้อความในข้อความว่า พึงเห็นจักษุอย่างนี้ เป็นต้น
พึงทราบโดยนัยนี้ว่า พึงเห็นจักขุวิญญาณอย่างนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น แม้
ในพระสูตรนี้ ก็ย่อมสำเร็จเนื้อความว่ามีการเสียดสีเป็นรส ด้วยรสซึ่งมีกิจ
เป็นอรรถนั่นแล เพราะการเสียดสีของจิตกับอารมณ์ แต่มีการประชุมกัน
เป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะประกาศความเสียดสีด้วยการประชุมกันแห่งธรรม
ทั้ง ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งเหตุของตน เพราะผัสสะนี้ท่านประกาศในที่นั้น
ด้วยสามารถแห่งการประกอบเหตุอย่างนี้ว่าความเป็นไปร่วมกันของธรรม
๓ อย่าง,๑ เป็นผัสสะ ดังนั้นสุตตบทนี้จึงมีเนื้อความนี้ว่า ชื่อว่า ผัสสะ
๑. ธรรม ๓ อย่างคือ จักษุ ๑ รูป ๑ จักขุวิญญาณ ๑.
หน้า 365
ข้อ 69
เพราะความเป็นไปร่วมกันของธรรม ๓ อย่าง, ผัสสะมิใช่เพียงเป็นไปร่วม
กันเท่านั้น แต่ย่อมปรากฏด้วยอาการนั้นนั่นแล เพราะท่านประกาศไว้อย่าง
นั้น ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีการประชุมกันเป็นปัจจุปปัฏฐาน อนึ่ง ผัสสะ
ชื่อว่า มีเวทนาเป็นเครื่องปรากฏ แม้ด้วยความปรากฏซึ่งมีผลเป็นอรรถ
อธิบายว่า ด้วยว่าผัสสะนี้ยังเวทนาให้ปรากฏ คือให้เกิดขึ้น. ก็ผัสสะ
นี้คือจิตซึ่งเป็นที่อาศัยของตน เพราะอาศัยจิต เมื่อให้เกิดขึ้น แม้มี
สิ่งอื่นกล่าวคือวัตถุหรืออารมณ์เป็นปัจจัย ย่อมยังเวทนาให้เกิดขึ้น มิใช่ใน
วัตถุหรือในอารมณ์ เหมือนไออุ่นที่อาศัยธาตุกล่าวคือครั่ง แม้มีความร้อน
ภายนอกเป็นปัจจัย ก็ย่อมกระทำความอ่อนในนิสัยของตน มิใช่ในความ
ร้อนกล่าวคือถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวภายนอกแม้เป็นปัจจัยของตน ฉะนั้น
พึงทราบดังนี้.
อนึ่ง ผัสสะนี้ ท่านกล่าวว่า มีอารมณ์ที่อยู่ในคลองเป็นปทัฏฐาน
เพราะเกิดขึ้นโดยไม่มีอันตราย ในอารมณ์ที่แวดล้อมด้วยอินทรีย์ซึ่งเกิดจาก
นั้นและที่ประมวลมา. ผัสสะตั้งขึ้น คือเกิดขึ้นแต่ปัจจัยใด ปัจจัยนั้นท่าน
เรียกว่า ผัสสสมุทัย. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะสฬายตนะเป็น
ปัจจัยจึงเกิดผัสสะ.
พึงทราบว่า อดีตทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกาล.
เวทนาทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสุขทุกข์ เพราะทำอุเบกขา
เวทนาให้เป็นสุขอย่างเดียว เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ก็อุเบกขา ท่านกล่าวว่า
สุขอย่างเดียว เพราะสงบ.
นามรูปทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม.
หน้า 366
ข้อ 69
อายตนะทุกะ. ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเป็นไปในสังสารวัฏ.
สักกายทุกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งเบญจขันธ์.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่าเป็นไปสบาย. ชื่อ
ว่า เวทนา เพราะอรรถว่า เสวยอารมณ์. ชื่อว่า ทุกข์ เพราะอรรถว่า
เป็นไปลำบาก. นาม มีความน้อมไปเป็นลักษณะ. รูป มีความแตกดับ
ไปเป็นลักษณะ, อายตนะภายใน ๖ มีจักขวายตนะเป็นต้น, อายตนะ
ภายนอก ๖ มีรูปายตนะเป็นต้น, เบญจขันธ์ มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นสักกายะ
ด้วยอรรถว่า มีอยู่, อวิชชา กรรม ตัณหา อาหาร ผัสสะ, และนามรูป
เป็นสักกายสมุทัย.
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ความว่า ชื่อว่า จักษุ เพราะอรรถว่า บอก
ให้รู้จักอะไร ๆ อธิบายว่า ยินดี คือทำให้แจ้งซึ่งรูป. สัมผัสที่เป็นไปทาง
จักษุ ชื่อจักขุสัมผัสสะ.
ก็จักขุสัมผัสสะนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาที่สัมปยุตกับด้วยตน ด้วยอำนาจ
ปัจจัย ๘ ปัจจัย คือ สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, วิปากะ, อาหาระ,
สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ,
ชื่อว่า โสตะ เพราะอรรถว่า ฟัง โสตะนั้น ให้สำเร็จความเป็น
วัตถุและทวารตามควรแก่โสตวิญญาณเป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐาน
ดังเจาะด้วยนิ้วมือ มีขนสีแดงบาง ๆ ขึ้นคลุม ภายในช่องสสัมภารโสตะ.
สัมผัสที่เป็นไปทางโสต ชื่อโสมสัมผัสสะ. แม้ในฆานสัมผัสสะ เป็น
ต้น ก็นัยนี้แหละ.
หน้า 367
ข้อ 69
ชื่อว่า ฆานะ เพราะอรรถว่า ดม ฆานะนั้น ให้สำเร็จความ
เป็นวัตถุและทวารตามควรแก่ฆานวิญญาณ เป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมี
สัณฐานดังกีบแพะ ภายในช่องสสัมภารฆานะ.
ชื่อว่า ชิวหา เพราะอรรถว่า เรียกชีวิต. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ชิวหา ด้วยอรรถว่า ลิ้มรส. ชิวหานั้นให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวาร
ตามควรแก่ชิวหาวิญญาณ เป็นต้น ตั้งอยู่ในประเทศมีสัณฐานดังปลายกลีบ
ดอกอุบลที่ทะลุตรงกลางใบข้างบน เว้นปลายสุด โคน และช้าง ๆ แห่ง
สสัมภารชิวหา.
ชื่อว่า กาย เพราะอรรถว่า เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมที่เป็นไปกับ
ด้วยอาสวะที่น่ารังเกียจทั้งหลาย.
บทว่า อาโย แปลว่า เป็นประเทศที่เกิดขึ้น. กายประสาทให้
สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามควรแก่กายวิญญาณเป็นต้นโดยมากตั้งอยู่
ในกายนั้น ตลอดเวลาที่ความเป็นไปแห่งสังขารที่มีใจครองยังมีอยู่ในกายนี้.
ชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่า รู้ อธิบายว่า รู้แจ้ง.
บทว่า มโน ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยอาวัชชนะ สัมผัสที่
เป็นไปทางมโน ชื่อมโนสัมผัสสะ.
เพื่อจะแสดงว่า ผัสสะทั้ง ๖ อย่าง นับเป็น ๒ อย่างเท่านั้น
ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อธิวจนสมฺผสฺโส ปฏิฆสมฺผสฺโส สัมผัส
ทางนาม สัมผัสทางรูป.
อธิวจนสัมผัสสะเป็นไปทางมโนทวาร ปฏิฆสัมผัสสะเป็นไปทาง
ปัญจทวาร เพราะเกิดขึ้นด้วยการกระทบวัตถุและอารมณ์เป็นต้น.
หน้า 368
ข้อ 69
สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งสุขเวทนา ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา.
สัมผัสเป็นอารมณ์แห่งทุกขเวทนา ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา. สัมผัส
เป็นอารมณ์แห่งอทุกขมสุขเวทนา ชื่อว่า เป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่า สุข เพราะอรรถว่า เป็นไปสบาย
อธิบายว่า เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ก็ทำให้ผู้นั้นให้มีความสุข, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ
ว่าสุข เพราะอรรถว่า ขุด และเคี้ยวกิน ซึ่งความลำบากกายและใจเสียได้
ด้วยดี.
ชื่อว่า ทุกข์ เพราะอรรถว่า เป็นไปลำบาก อธิบายว่า เกิดขึ้น
แก่ผู้ใด ก็ทำผู้นั้นให้มีความทุกข์.
ชื่อว่า อทุกขมสุข เพราะอรรถว่า ทุกข์ก็ไม่ใช่ สุขก็ไม่ใช่ ม
อักษรท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. ผัสสะที่ว่าเป็น กุสโล เป็นต้น ท่านกล่าว
ด้วยสามารถแห่งชาติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสโล ได้แก่ ผัสสะ
ที่สัมปยุตด้วยกุศลจิต ๒๑ ดวง.
บทว่า อกุสโล ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง.
บทว่า อพฺยากโต ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วย อัพยากตจิต กล่าว
คือ วิปากจิต และกิริยาจิตที่เหลือ.
พระสารีบุตรเถระเมื่อชี้แจงด้วยสามารถแห่งประเภทของภพใหม่ จึง
กล่าว กามาวจโร เป็นต้น.
ผัสสะที่สัมปยุตด้วยกามาวจรจิต ๕๔ ดวง ชื่อว่า กามาวจร.
หน้า 369
ข้อ 69
ชื่อว่า รูปาวจร เพราะอรรถว่า ละกามภพ ท่องเที่ยวไปในรูปภพ
ผัสสะที่สัมปยุตด้วยรูปาวจรจิต ๑๕ ดวง ด้วยสามารถแห่งกุศลและอัพยากตะ.
ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะอรรถว่า ละกามภพและรูปภพ ท่องเที่ยว
ไปในอรูปภพ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต ๑๒ ด้วยสามารถแห่งกุศล
และอัพยากตะ.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งความยึดมั่น จึงกล่าว
ว่า สุญฺโต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุญฺโต เป็นต้น ความว่า ท่าน
เรียกว่า สุญญตะ เพราะว่างจากราคะ โทสะ โมหะ, เรียกว่า อนิมิตตะ
เพราะไม่มีเครื่องหมายแห่งราคะ โทล่ะ โมหะ, เรียกว่า อัปปณิหิตะ
เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งราคะ โทสะ โมหะ.
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถผัสสะที่นับเนื่องและไม่นับ
เนื่องในวัฏฏะ จึงกล่าวว่า โลกิโย เป็นต้น.
วัฏฎะ ท่านเรียกว่า โลก ด้วยอรรถว่า แตกหัก พังทลาย, ผัสสะ
ชื่อว่า โลกิยะ เพราะอรรถว่า ประกอบไว้ในโลก ด้วยภาวะที่นับเนื่อง
ในโลกนั้น, ชื่อว่า อุตตระ เพราะอรรถว่า ข้ามขึ้นแล้ว, ชื่อว่า โลกุต-
ตระ เพราะอรรถว่า ข้ามขึ้นจากโลก เพราะภาวะที่ไม่นับเนื่องในโลก.
บทว่า ผุสนา ได้แก่ อาการที่ถูกต้อง.
บทว่า สมฺผุสฺนา สมฺผุสิตตฺตํ ท่านขยายด้วยอุปสัค.
บทว่า เอวํ าตํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้ปรากฏอย่างนี้, เมื่อรู้
ย่อมพิจารณา คือย่อมเห็น ย่อมคิดโดยอาการที่พึงเป็นไปเบื้องบน ย่อม
หน้า 370
ข้อ 69
พิจารณาโดยความเป็นอนิจจัง เพราะมีความเป็นไปในที่สุดคืออนิจจัง และ
แลเพราะมีเบื้องต้นและที่สุด.
ชื่อว่า โดยความเป็นทุกข์ เพราะมีความเกิดขึ้นและความเสื่อม
ไปบีบคั้น และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์.
ชื่อว่า โดยความเป็นโรค เพราะจะต้องให้เป็นไปด้วยปัจจัย และ
เพราะเป็นมูลแห่งโรค.
ชื่อว่า โดยความเป็นดังหัวฝี เพราะประกอบด้วยโรคเสียดท้อง
โดยเป็นทุกข์ เพราะมีการไหลออกแห่งของไม่สะอาดคือกิเลส และเพราะ
ขึ้นพองแก่รอบแตกไป ด้วยความเกิดขึ้น ความเสื่อมโทรมและความแตก
ดับ.
ชื่อว่า โดยความเป็นดังลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะ
เจาะแทงภายใน และเพราะมีภาวะที่นำออกได้ยาก.
ชื่อว่า โดยความเป็นของลำบาก เพราะเป็นภาวะที่น่าติเตียน
เพราะไม่นำมาซึ่งความเจริญและเพราะเป็นที่ตั้งแห่งความชั่ว.
ชื่อว่า โดยความเป็นอาพาธ เพราะไม่ให้เกิดเสรีภาพ และเพราะ
เป็นปทัฏฐานแห่งอาพาธ.
ชื่อว่า โดยความเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีอำนาจ และเพราะ
ความเป็นชื่อ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของชำรุด เพราะชำรุดด้วยพยาธิชราและ
มรณะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นเสนียด เพราะนำมาซึ่งความพินาศมิใช่น้อย.
หน้า 371
ข้อ 69
ชื่อว่า โดยความเป็นอุบาทว์ เพราะนำมาซึ่งความฉิบหายมาก
มาย ซึ่งไม่มีใครรู้ได้และเพราะเป็นที่ดังแห่งอันตรายทุกอย่าง.
ชื่อว่า โดยความเป็นภัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวง
เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อหายใจเข้าอย่างยิ่งกล่าวคือความสงบทุกข์.
ชื่อว่า โดยความเป็นอุปสรรค เพราะพัวพันด้วยความฉิบหายมิ
ใช่น้อย เพราะเข้าไปดำรงไว้ซึ่งโทษ และเพราะไม่ควรแก่การอดกลั้น
ดุจอุปสรรค.
ชื่อว่า โดยความเป็นของหวั่นไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ
ชรา และมรณะ และด้วยโลกธรรมมีลาภเป็นต้น.
ชื่อว่า โดยความเป็นของแตกพัง เพราะเข้าถึงความแตกพัง
เป็นปกติ ด้วยความเพียรและด้วยสิ่งที่มีรส.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน เพราะทำความมั่นคงทั้งปวง
ให้ถึงความพินาศ และเพราะไม่มีความมั่นคง.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีที่ต้านทาน เพราะความไม่ต้าน
ทาน และเพราะไม่ได้ความปลอดภัย.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีที่ซ่อนเร้น เพราะความเป็นของ
ไม่ควรที่จะติดแน่น และเพราะไม่กระทำกิจซ่อนเร้นแม้ของผู้ที่ติดแน่น.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง เพราะไม่มีความเป็นผู้กระทำ
ที่พึ่งจากภัย แก่ผู้อาศัยทั้งหลาย.
หน้า 372
ข้อ 69
ชื่อว่า โดยความเป็นของว่าง เพราะว่างจากอัตภาพที่ยั่งยืน งาม
เป็นสุข ตามที่กำหนดไว้.
ชื่อว่า โดยความเป็นของเปล่า เพราะความเป็นของว่างนั่นเอง
หรือเพราะเป็นของน้อย. จริงอยู่แม้ของน้อย ท่านก็เรียกว่า เปล่าในโลก.
ชื่อว่า โดยความเป็นของสูญ เพราะเว้นจากเจ้าของผู้อยู่อาศัย
ผู้รู้ ผู้กระทำ และผู้อธิษฐาน.
ชื่อว่า โดยความเป็นอนัตตา เพราะความที่ตนเองมิใช่เจ้าของ
เป็นต้น.
ชื่อว่า โดยความเป็นโทษ. เพราะมีทุกข์เป็นไป และเพราะความ
เป็นโทษของทุกข์อีกอย่างหนึ่ง.
ชื่อว่า อาทีนพ เพราะอรรถว่า พัดไป คือไป เป็นไป ซึ่ง
เบื้องต้น คำนี้เป็นชื่อของคนกำพร้า แม้ขันธ์ทั้งหลายก็กำพร้าเหมือนกัน
โดยความเป็นโทษ เพราะเป็นเช่นกับโทษ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เพราะมีปกติแปรปรวน ๒ อย่าง คือ ด้วยชราและมรณะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของไม่มีแก่นสาร เพราะทุพพลภาพ
เหมือนกระพี้ และเพราะทำลายความสุข.
ชื่อว่า โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก เพราะเป็นเหตุแห่ง
ความลำบาก.
ชื่อว่า โดยความเป็นดังเพชฌฆาต เพราะฆ่าความคุ้นเคย
เหมือนศัตรูที่อยู่ต่อหน้าทำเป็นมิตร.
หน้า 373
ข้อ 69
ชื่อว่า โดยความเป็นของปราศจากความเจริญ เพราะปราศ-
จากความเจริญ และเพราะมีความเสื่อม.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีอาสวะ เพราะมีอาสวะเป็นปทัฏฐาน.
ชื่อว่า โดยความเป็นของอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เพราะเป็น
ของอันเหตุและปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว.
ชื่อว่า โดยความเป็นเหยื่อมาร เพราะเป็นเหยื่อแห่งมัจจุมารและ
กิเลสมาร.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีชาติชราพยาธิและมรณะเป็น
ธรรมดา เพราะมีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเป็นปกติ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีโสกะ ปริเทวะ และอุปายาสะ
เป็นธรรมดา เพราะเป็นเหตุแห่งโสกะ บริเทวะ และอุปายาสะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา
เพราะมีอารมณ์แห่งตัณหาทิฏฐิทุจริต และสังกิเลสทั้งหลายเป็นธรรมดา.
ชื่อว่า โดยความเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะความเกิดขึ้นด้วย
สามารถแห่งอวิชชา กรรม ตัณหา และสฬายตนะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นของดับไป เพราะไม่มีเหตุเกิดแห่งทุกข์
เหล่านั้น.
ชื่อว่า โดยความเป็นของชวนให้แช่มชื่น เพราะความแช่มชื่น
ที่มีความหวานด้วยสามารถแห่งฉันทราคะในผัสสะ.
ชื่อว่า โดยความเป็นอาทีนพ เพราะความแปรปรวนแห่งผัสสะ.
หน้า 374
ข้อ 69
ชื่อว่า โดยความเป็นนิสสรณะ เพราะการออกไปแห่งความ
แช่มชื่นและอาทีนพทั้งสอง. ปาฐะที่เหลือในบทว่า ติเรติ เหล่านี้ พึง
เห็นในบทว่า ติเรติ ทุกบท.
บทว่า ปชหติ ความว่า นำออกจากสันดานของตน.
บทว่า วิโนเทติ ความว่า บรรเทา.
บทว่า พยนฺตีกโรติ ความว่า ทำให้สิ้นสุด.
บทว่า อนภาวงฺคเมติ ความว่า ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง.
ชื่อว่า มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว เพราะอรรถว่า มูลรากที่สำเร็จ
ด้วยตัณหาและอวิชชาของฉันทราคะเหล่านั้น ถูกตัดขาดแล้วด้วยศัสตราคือ
อริยมรรค.
ชื่อว่า ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน เพราะอรรถว่า ทำที่ตั้ง
แห่งฉันทราคะเหล่านั้น ราวกะว่าตาลยอดด้วน. เหมือนอย่างว่า ถอนต้น
ตาลขึ้นพร้อมทั้งรากแล้วทำประเทศนั้นเป็นเพียงที่ตั้งของต้นตาลนั้น ความ
เกิดขึ้นของต้นตาลนั้น ย่อมไม่ปรากฏอีก ฉันใด, ถอนรสมีรูปเป็นต้น
พร้อมทั้งราก ด้วยศัสตราคือ อริยมรรค แล้วทำจิตสันดานเป็นเพียงที่ตั้ง
แห่งฉันทราคะเหล่านั้น โดยภาวะเดิมที่เกิดขึ้นแล้วในก่อน ฉันทราคะ
เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่า ทำให้ไม่มีที่ตั้งดุจตาลยอดด้วน ฉันนั้น.
บทว่า ยสฺเสโส ได้แก่ ความติดใจนั้น ของบุคคลใด.
บทว่า สมุจฺฉินฺโน ได้แก่ ตัดขาดแล้วโดยชอบ.
บทว่า วูปสนฺโต ได้แก่ สงบได้แล้วด้วยผล.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺโธ ได้แก่ ระงับได้แล้วด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ,
หน้า 375
ข้อ 69
อีกอย่างหนึ่งท่านขยายบทด้วยอุปสรรค.
บทว่า อภพฺพุปฺปตฺติโก ได้แก่ ไม่ควรเพื่อจะเกิดขึ้นอีก.
บทว่า าณคฺคินา ทฑฺโฒ ได้แก่ เผาแล้วด้วยไฟคือมรรค
ญาณ.
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาอย่างนี้ว่า ละได้แล้วพร้อม
ด้วยวัตถุ เหมือนทิ้งไปพร้อมกับภาชนะที่ใส่ยาพิษ. ตัดพร้อมทั้งราก
เหมือนตัดรากเถาวัลย์มีพิษ ดังนั้นจึงชื่อว่า ตัดขาดแล้ว, สงบได้แล้ว
เหมือนราดน้ำดับถ่านไฟในเตา, ระงับได้แล้ว เหมือนหยาดน้ำที่ตกลง
ในถ่านไฟที่ดับแล้ว, ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เหมือนพืชที่ถูกตัดเหตุเกิด
ของหน่อเสียแล้ว. เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เหมือนต้นไม้มีพิษถูก
ฟ้าผ่า ดังนี้.
บทว่า วีตเคโธ นี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการสละภาวะของตน.
บทว่า วิคตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแห่งการสละภาวะที่ยังมีอาลัย
ในอารมณ์.
บทว่า วนฺตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงภาวะไม่ถือเอา.
บทว่า มุตฺตเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแห่งการเปลื้องจากสันตติ.
บทว่า ปหีนเคโธ นี้กล่าวด้วยสามารถแสดงความไม่ตั้งมั่น ในบาง
คราวของจิตที่พ้นแล้ว.
บทว่า ปฏินิสฺสฏฺเคโธ นี้ กล่าวด้วยสามารถแสดงการสลัดออก
ซึ่งความติดใจที่เคยยึดถือไว้.
บทว่า วีตราโค วิคตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค พึงประ
หน้า 376
ข้อ 69
กอบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บรรดาเหล่านั้น ชื่อว่า เคธะ ด้วยสามารถแห่งความติดใจ,
ชื่อว่า ราคะ ด้วยสามารถแห่งความยินดี,
บทว่า นิจฺฉาโต ได้แก่ มีตัณหาออกแล้ว. ปาฐะว่า นิจฺฉโท
ก็มีความว่า เว้นจากหลังคาคือตัณหา.
บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ มีสภาวะดับแล้ว.
บทว่า สีติภูโต ได้แก่ มีความเย็นเป็นสภาวะ.
บทว่า สุขปฏิสํเวที ได้แก่ มีสภาวะเสวยสุขทางกายและสุข
ทางใจ.
บทว่า พฺรหฺมภูเตน ได้แก่ มีสภาวะสูงสุด.
บทว่า อตฺตนา ได้แก่ จิต.
บทว่า กตตฺตา จ ได้แก่ เพราะทำกรรมชั่วด้วย.
บทว่า อกตตฺตา จ ได้แก่ เพราะไม่ทำกรรมดีด้วย.
บทว่า กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตํ เป็นต้น
กล่าวด้วยสามารถการไม่งดเว้นและการงดเว้นและการงดเว้นทางทวาร และ
ด้วยสามารถกรรมบถ.
บทว่า สีเลสุมฺหิ น ปริปูริการี เป็นต้น กล่าวด้วยสามารถ
ปาริสุทธิสีล ๔.
บทว่า ชาคริยมนนุยุตฺโต กล่าวด้วยสามารถชาครณธรรม ๕.
บทว่า สติสมฺปชญฺเน กล่าวด้วยสามารถสาตถกสัมปชัญญะ
เป็นต้น.
หน้า 377
ข้อ 69
โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายมีบทว่า จตฺตาโร สติปฏฺานา เป็นต้น
กล่าวด้วยสามารถโลกิยะและโลกุตตระ.
บททั้ง ๔ มีบทว่า ทุกฺขํ เม อปริญฺาตํ เป็นต้น กล่าวด้วย
สามารถอริยสัจพึงทราบดังนี้. บทเหล่านั้นมีเนื้อความปรากฏแล้ว เพราะมี
นัยดังที่กล่าวไว้ในที่นั้น ๆ.
บททั้ง ๗ ว่า ธีโร ปณฺฑิโต เป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้
แล้วเหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธีร ด้วยอรรถว่า ไม่หวั่นไหวใน
ทุกข์, ชื่อว่า ปณฺฑิต ด้วยอรรถว่า ไม่ลอยไปในสุข. ชื่อว่า ปญฺวา
ด้วยอรรถว่า ทำความสะสมประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ข้างหน้า, ชื่อ
ว่า พุทฺธิมา ด้วยอรรถว่า ไม่หวั่นไหวในประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน,
ซึ่งว่า าณี ด้วยอรรถว่า ลึกและตื้น และด้วยอรรถว่า ไม่ถอยหลัง,
ชื่อว่า วิภาวี ด้วยอรรถว่า แจ่มแจ้งในอรรถที่ปกปิดลึกลับ, ชื่อว่า
เมธาวี เพราะอรรถว่า เช่นกับตาชั่ง ด้วยอรรถว่า เซาะลงจนหมด
กิเลส.
บทว่า น ลิมฺปติ ความว่า ไม่ติดในความเกิดของตน เหมือน
รอยเขียนในอากาศ.
บทว่า น ปลิมฺปติ ความว่า ไม่ติดโดยพิเศษ.
บทว่า น อุปลิมฺปติ ความว่า แม้ประกอบก็ไม่ติด เหมือนรอย
เขียนในฝ่ามือ.
บทว่า อลิตฺโต ความว่า แม้ประกอบก็ไม่เศร้าหมองเหมือนแก้ว
มณีที่วางไว้ในผ้าแคว้นกาสี.
หน้า 378
ข้อ 69
บทว่า อสํลิตฺโต ความว่า ไม่เศร้าหมองเป็นพิเศษ เหมือนผ้า
แคว้นกาสีที่พันไว้ที่แก้วมณี.
บทว่า อนูปลิตฺโต ความว่า แม้เข้าไปก็ไม่ติดแน่นเหมือนหยาด
น้ำบนใบบัว.
บทว่า นิกฺขนโต ความว่า ออกไปภายนอก เหมือนหนีออก
จากเรือนจำ
บทว่า นิสฺสฏโ ความว่า ละขาดแล้ว เหมือนผ้าเศร้าหมองที่
อมิตรคลุมไว้.
บทว่า วิปฺปมุตฺโต ความว่า พันด้วยดี เหมือนยังความยินดีใน
วัตถุที่น่าถือเอาให้พินาศแล้วไม่มาอีก.
บทว่า วิสํยุตฺโต ความว่า ไม่ประกอบด้วยกิเลสทั้งหลาย โดย
ความเป็นอันเดียวกัน เหมือนคนไข้หายจากพยาธิฉะนั้น.
บทว่า วิมริยาทิกเตน เจตสา ความว่า มีจิตกระทำให้ปราศ
จากแดนกิเลส. อธิบายว่า มีจิตพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง โดยภพทั้งปวง
โดยอารมณ์ทั้งปวง.
ก็ในคาถาว่า สัญฺญํ ปริญฺา เป็นต้น ความย่อดังต่อไปนี้ มิใช่
ผัสสะแต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็อีกอย่างหนึ่งแล มุนีกำหนดรู้สัญญาต่างด้วย
กามสัญญาเป็นต้น แม้นามรูป โดยแนวแห่งสัญญาหรือโดยนัยที่กล่าวแล้ว
ในก่อนนั่นแล ด้วยปริญญา ๓ พึงข้ามพ้นโอฆะทั้ง ๔ ด้วยปฏิปทานี้
ข้อนั้นมุนีนั้นข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึดถือด้วยตัณหาและ
ทิฏฐิ เพราะละกิเลสคือตัณหาและทิฏฐิได้ เป็นมุนีมีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้
หน้า 379
ข้อ 69
ถอนลูกศรเสียแล้ว เพราะถอนลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้นได้แล้ว เป็นผู้
ไม่ประมาทเที่ยวไป เพราะถึงความไพบูลย์แห่งสติ หรือเป็นผู้ไม่ประมาท
เที่ยวไปในกาลเบื้องต้น เป็นผู้ถอนลูกศรได้ด้วยเที่ยวไปด้วยความไม่ประ
มาทนั้น ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งต่างโดยอัตภาพของตนและ
ของผู้อื่นเป็นต้น ย่อมปรินิพพานเพราะดับจริมจิตเสียได้โดยแท้ เหมือน
ไฟหมดเชื่อ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระวางระเบียบธรรมนั้นแล จบเทศนา
ด้วยอดธรรมคือพระอรหัตต์ ด้วยประการฉะนี้ แต่มิได้ยังมรรคหรือผล
ให้เกิดขึ้นด้วยเทศนานี้ เพราะท่านแสดงแก่พระขีณาสพดังนี้แล.
ชื่อว่า สัญญา เพราะอรรถว่า จำอารมณ์ ชนิดสีเขียวเป็นต้นได้.
สัญญานั้น มีความจำได้เป็นลักษณะ, มีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรส, ก็สัญญา
ที่เป็นไปในภูมิ ๔ ชื่อว่ามีความจำได้เป็นลักษณะ, สัญญาทั้งหมดมีความ
จำได้เป็นลักษณะทั้งนั้น, ก็สัญญาใดย่อมจำได้ด้วยความรู้ยิ่ง ในที่นี้
สัญญานั้น ชื่อว่ามีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรส. พึงทราบความเป็นไปของ
สัญญาที่มีความรู้ยิ่งเฉพาะเป็นรสนั้น ในเวลาที่ช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้
จำไม้นั้นได้ด้วยเครื่องหมายนั้นอีก และในเวลาที่กำหนดเครื่องหมายมีไฝ
ดำเป็นต้นของบุรุษ จำบุรุษนั้นได้ว่า ผู้นี้ คือคนชื่อโน้น ด้วยเครื่อง
หมายนั้นอีก และในเวลาที่เจ้าหน้าที่ภัณฑาคาริกผู้ดูแลเครื่องประดับของ
พระราชา ผูกหนังสือชื่อที่เครื่องประดับนั้น ๆ เมื่อมีรับสั่งว่า จงนำเครื่อง
ประดับชื่อโน้นมา ก็จุดประทีปเข้าห้องที่แข็งแรง อ่านหนังสือแล้วนำ
เครื่องประดับนั้น ๆ นั่นแลมาได้.
อีกนัยหนึ่ง สัญญามีความจำได้เป็นลักษณะ ด้วยสามารถรวบรวม
หน้า 380
ข้อ 69
ทุกอย่างไว้ได้, มีการกระทำนิมิตซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความจำได้อีกเป็นรส
เหมือนช่างถากเป็นต้นทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น. มีการกระทำความยึด
มั่นเป็นปัจจุปปัฏฐาน ด้วยสามารถนิมิตตามที่ยึดถือไว้ เหมือนคนตา
บอดดูช้าง, หรือมีความตั้งอยู่ไม่นานเป็นปัจจุปปัฏฐาน เพราะมีความ
เป็นไปไม่หยั่งลงในอารมณ์ เหมือนฟ้าแลบ, มีอารมณ์ตามที่เข้าไปตั้งมั่น
แล้วเป็น ปทัฏฐาน เหมือนความจำว่าบุรุษ ของเหล่าลูกเนื้อน้อย ๆ ที่
เกิดขึ้นในหมู่คนเลี้ยงหญ้าฉะนั้น.
ก็สัญญาใดสัมปยุตด้วยญาณในที่นี้, สัญญานั้นย่อมเป็นไปตามญาณ
นั่นแล ธรรมที่เหลือในปถพีที่เป็นไปกับด้วยสัมภาระเป็นต้น พึงทราบว่า
เหมือนปฐพีเป็นต้น.
สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยกาม ชื่อกามสัญญา, สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วย
พยาบาท ชื่อพยาปนาทสัญญา สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยวิหิงสา ชื่อวิหิงสา
สัญญา.
บรรดาสัญญาเหล่านั้นสัญญา ๒ ย่อมเกิดขึ้นทั้งในสัตว์ทั้งในสังขารทั้ง
หลาย, ก็กามสัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ตรึกถึงสัตว์หรือสังขารทั้งหลายซึ่งเป็น
ที่รักที่ชอบใจ, พยาปาทสัญญาเกิดขึ้นทั้งแต่เวลาโกรธแลดูสัตว์หรือสังขาร
ทั้งหลายซึ่งไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจ จนถึงพินาศไป, วิหิงสาสัญญาไม่
เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย ด้วยว่าสังขารที่ชื่อว่าให้ถึงทุกข์ไม่มี แต่เกิดขึ้น
ในสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาคิดว่าสัตว์เหล่านี้จงฆ่ากัน จงขาดสูญ จงพินาศ
หรืออย่าได้มี ดังนี้, สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยเนกขัมมะชื่อเนกขัมมสัญญา
เนกขัมมสัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งอสุภ เป็น
หน้า 381
ข้อ 69
รูปาวจรในอสุภฌาน, เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้นเพราะทำฌาน
นั้นให้เป็นบาท.
สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยอัพยาบาท ชื่ออัพยาปาทสัญญา อัพยาปาท
สัญญานั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา เป็นรูปาวจร
ในเมตตาฌาน, เป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้น
ให้เป็นบาท.
สัญญาที่ปฏิสังยุตด้วยอวิหิงสา ชื่ออวิหิงสาสัญญา อวิหิงสาสัญญา
นั้นเป็นกามาวจรในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา เป็นรูปาวจรในกรุณา
ฌานเป็นโลกุตตระในกาลที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้นให้เป็นบาท.
ในกาลใดอโลภะเป็นข้อสำคัญ ในกาลนั้น สัญญา ๒ เหล่านี้
ย่อมไปตามอโลภะนั้น, ในกาลใดเมตตาเป็นข้อสำคัญ ในกาลนั้นสัญญา ๒
เหล่านี้ย่อมไปตามเมตตานั้น, ในกาลใดกรุณาเป็นข้อสำคัญในกาลนั้น
สัญญา ๒ เหล่านี้ย่อมไปตามกรุณานั้นแล.
สัญญาที่เกิดขึ้นปรารภรูปารมณ์ ชื่อรูปสัญญา. แม้ในสัททสัญญา
เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. คำนี้เป็นชื่อของสัญญานั้นแหละโดยอารมณ์ แม้
วัตถุที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้น ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วทีเดียว เพราะ
ได้กล่าวอารมณ์ทั้งหลายไว้แล้ว.
บทว่า ยา เอวรูป สญฺา ความว่าพึงทราบสัญญามีอาทิอย่างนี้
ว่า. สัญญาเกิดแต่ปฏิฆสัมผัส สัญญาเกิดแต่อธิวจนสัมผัส แม้อื่น ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น.
หน้า 382
ข้อ 69
บทว่า อธิวจนสมฺผสฺสชา สฺา ได้แก่ สัญญาที่เป็นไปทาง
ทวาร ๖ โดยปริยายนั่นเอง. ก็อรูปขันธ์ ๓ ที่เป็นไปข้างหลังเอง ย่อมได้
ชื่อว่า อธิวจนสัมผัสสชาสัญญา เพราะสหชาตสัญญาของตน.
แต่โดยตรง สัญญาที่เป็นไปทางทวาร ๕ ชื่อปฏิฆสัมผัสสชา
สัญญา. สัญญาที่เป็นไปทางมโนทวาร ชื่ออธิวจนสัมผัสสชาสัญญา.
สัญญาเหล่านั้นพึงทราบว่า ท่านกำหนดเป็นอดิเรกสัญญา.
บทว่า สญฺา ได้แก่ สภาวนาม.
บทว่า สญฺชานนา ได้แก่ อาการที่รู้พร้อม.
บทว่า สญฺชานิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นคือความรู้พร้อม.
บทว่า อวิชฺโชฆํ ความว่า กายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่า ไม่พึงประสบ
ด้วยอรรถว่า ไม่ควรบำเพ็ญ. อธิบายว่า ไม่พึงได้. กายทุจริตเป็นต้นนั้น
ชื่อว่า อวิชชา. เพราะอรรถว่า ประสบสิ่งที่ไม่พึงประสบ.
กายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า พึงประสบโดยตรงกันข้ามกับกายทุจริต
เป็นต้นนั้น.
กายสุจริตเป็นต้นนั้น ชื่อว่า อวิชชา, เพราะอรรถว่า ไม่ประสบ
สิ่งที่พึงประสบ.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า กระทำอรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้ง
หลาย. อรรถว่าที่ต่อแห่งอายตนะทั้งหลาย, อรรถว่าสูญแห่งธาตุทั้งหลาย,
อรรถว่าเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย, อรรถว่าแท้แห่งสัจจะทั้งหลาย ให้
ไม่รู้แล้ว.
หน้า 383
ข้อ 69
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า กระทำเนื้อความ ๔ อย่าง ที่กล่าว
แล้วด้วยสามารถบีบคั้นทุกข์เป็นต้น ให้ไม่รู้แล้ว.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด,
คติ, ภพ, วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งหลาย ในสงสารอันไม่มีที่สุด.
ชื่อว่า อวิชชา เพราะอรรถว่า แล่นไปในสตรีและบุรุษเป็นต้น
ซึ่งไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในขันธ์เป็นต้นซึ่งมีอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดธรรมทั้งหลายที่อาศัย
วัตถุและอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นเกิดขึ้นก็มี. ซึ่งอวิชชาโอฆะนั้น.
พึงข้ามขึ้น ด้วยสามารถกาโมฆะ พึงข้ามพ้น ด้วยสามารถ
ภโวฆะ, พึงล่วงเลย ด้วยสามารถทิฏโฐฆะ, พึงก้าวล่วง ด้วยสามารถ
อวิชโชฆะ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงข้ามขึ้น ด้วยสามารถละด้วยโสดาปัตติมรรค, พึง
ข้ามพ้น ด้วยสามารถละด้วยสกทาคามิมรรค, พึงล่วงเลย ด้วยสามารถ
ละด้วยอนาคามิมรรค, พึงก้าวล่วง ด้วยสามารถละด้วยอรหัตตมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บท ๕ บทมีบทว่า ตเรยฺย เป็นต้น พึงประกอบ
ด้วยปหานะ มี ตทังคปหานะ เป็นต้น อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.
พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ดังนี้แล้ว เพื่อ
จะแสดงญาณนั้นโดยประเภท จึงกล่าวว่า ยา ปญฺา ปชานนา
เป็นต้น.
เว้นนัยที่กล่าวแล้วนั้นนั่นเอง พึงทราบบทว่า อโมโห ธมฺมวิจโย
ดังต่อไปนี้.
หน้า 384
ข้อ 69
อโมหะความไม่หลง เป็นปฏิปักษ์ต่อการไม่เจริญในกุศลธรรมทั้ง
หลาย คือเป็นเหตุให้เจริญ. บุคคลมีความไม่หลง ย่อมถือเอาไม่วิปริตจาก
การถือเอาวิปริตของคนหลง. บุคคลทรงจำความแน่นอนโดยเป็นความแน่
นอน ย่อมเป็นไปในสภาวะที่เป็นจริง ด้วยความไม่หลง. ก็คนหลงย่อม
ถือเอาความจริง ว่าไม่จริง และความไม่จริง ว่าจริง ย่อมมีทุกข์เพราะ
ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ด้วยประการนั้น.
คนไม่หลงย่อมไม่มีมรณทุกข์ เพราะเกิดแต่การพิจารณา มีอาทิ
อย่างนี้ว่า จะได้ความทุกข์นั้นแต่ไหนในที่นี้. ก็ความตายด้วยความลุ่มหลง
เป็นทุกข์ และความตายด้วยความลุ่มหลงนั้น ไม่มีแก่คนไม่หลง. บรรพชิต
ทั้งหลายย่อมอยู่ร่วมกันเป็นสุข ไม่บังเกิดในกำเนิดเดียรฉาน. ก็คนที่ลุ่ม
หลงเป็นนิจย่อมเข้าถึงกำเนิดเดียรฉานด้วยความหลง. และความไม่หลงเป็น
ปฏิปักษ์ต่อความหลง. กระทำให้ไม่มีความเป็นกลาง ด้วยอำนาจความ
หลง. อวิหิงสาสัญญา ธาตุสัญญา การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา การทำลาย
๒ คัณฐะหลัง ย่อมมีด้วยความไม่หลง. สติปัฏฐาน ๒ ข้อหลัง ย่อมสำเร็จ
ด้วย อานุภาพของความไม่หลงนั้นแล.
ความไม่หลงเป็นปัจจัยให้เป็นผู้มีอายุยืน. ด้วยว่าคนผู้ไม่หลง รู้
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์, เว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เสพเฉพาะสิ่งที่เป็น
ประโยชน์, ย่อมมีอายุยืน, ไม่เสื่อมจากอรรถสมบัติ. ก็คนผู้ไม่หลงเมื่อ
การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนนั่นแล ย่อมยังคนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่
หลง ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการอยู่อย่างประเสริฐ เป็นผู้ดับในฝ่ายที่เป็นกลาง.
หน้า 385
ข้อ 69
คนไม่หลง ย่อมเห็นอนัตตาด้วยความไม่หลง เพราะไม่มีความสงสัย
ทั้งปวง. ก็คนไม่หลงเป็นคนฉลาดถือเอาความแน่นอน ย่อมรู้ขันธปัญจก
ซึ่งไม่ใช่ผู้นำ. โดยความไม่ใช่ผู้นำ เหมือนอย่างว่า เห็นอนัตตาเพราะ
ความไม่หลง ฉันใด. ความไม่หลงเพราะเห็นอนัตตา ฉันนั้น. ก็ใครแล
รู้ความว่างเปล่าแห่งอัตตาแล้ว จะพึงถึงความลุ่มหลงอีก แล.
บทว่า เตน าเณน สมนฺนาคโต ความว่า พระเสขะเป็นต้นผู้มี
ความพร้อมเพรียงด้วยญาณมีประการดังกล่าวแล้วนั้น ชื่อว่า มุนี.
บทว่า โมนปฺปตฺโต ความว่า ถึงแล้วซึ่งความเป็นมุนี ด้วยญาณ
ที่ได้เฉพาะแล้ว.
บทว่า ตีณิ เป็นบทกำหนดจำนวน.
บทว่า โมเนยฺยานิ ได้แก่ ธรรมคือข้อปฏิบัติ ที่กระทำความ
เป็นมุนี คือกระทำให้เป็นมุนี. ในบทว่า กายโมเนยฺยํ เป็นต้น มี
วินิจฉัยดังต่อไปนี้. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งกายวิญญัตติ และรูป
กาย ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย. ข้อที่พึงบัญญัติด้วยสามารถแห่งวจี
วิญญัตติและสัททวาจา ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา. ข้อที่พึงบัญญัติ
ด้วยสามารถแห่งจิตที่เป็นไปในมโนทวารเป็นต้น ชื่อว่า โมเนยยธรรม
ทางใจ.
บทว่า ติวิธกายทุจฺจริตานํ ปหานํ ได้แก่ การละความประพฤติ
ชั่วที่เป็นไปทางกาย ๓ อย่าง มีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า กายสุจริตํ ได้แก่ ความประพฤติดีที่เป็นไปทางกาย.
หน้า 386
ข้อ 69
บทว่า กายารมฺมเณ าณํ ได้แก่ ญาณในธรรมที่มีกายเป็น
อารมณ์ ที่ทำกายให้เป็นอารมณ์เป็นไปด้วยสามารถแห่งอนิจจัง เป็นต้น.
บทว่า กายปริญฺา ได้แก่ ญาณที่เป็นไปด้วยสามารถรู้กาย ด้วย
ญาตปริญญา ตีรณปริญญา และปหานปริญญา.
บทว่า ปริญฺาสหคโต มคฺโค ได้แก่ มรรคที่พิจารณากาย
ภายในให้เกิดขึ้น ชื่อว่าสหรคตด้วยปริญญา.
บทว่า กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ ได้แก่ การละฉันทราคะ
คือตัณหาในกาย.
บทว่า กายสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับคือการปิดลมหายใจ
เข้า และลมหายใจออก, คือการเข้าสมาบัติ. คือจตุตถฌาน.
บทว่า วจีสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการปิดวิตกวิจาร,
คือการเข้าสมาบัติ, คือทุติยฌาน.
บทว่า จิตฺตสงฺขารนิโรโธ ได้แก่ ความดับ คือการกั้นสัญญา
และเวทนา คือการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.
ในบทว่า กายมุนึ เป็นต้น ในคาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า ผู้เป็นมุนีทางกาย ด้วยสามารถละกายทุจริตได้, ชื่อว่าผู้เป็นมุนี
ทางวาจา ด้วยสามารถละวจีทุจริตได้, ชื่อว่า ผู้เป็นมุนี ทางใจ ด้วย
สามารถละมโนทุจริตได้, ชื่อว่า ผู้เป็นมุนีทางใจผู้หาอาสวะมิได้ ด้วย
สามารถละอกุศลทั้งปวงได้.
บทว่า โมเนยฺยสมฺปนฺนํ ความว่า ชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่
ทำให้เป็นมุนี เพราะรู้สิ่งที่ควรรู้แล้วตั้งอยู่ในผล.
หน้า 387
ข้อ 69
บทว่า อาหุสพฺพปฺปทายินํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็น
ผู้ละกิเลสทั้งปวงเพราะละกิเลสทั้งปวงตั้งอยู่.
ในคาถาที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า นินฺหาตปาปกํ ความ
ว่าบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ล้างคือ
ชำระบาปทั้งปวง ที่เกิดขึ้นในอายตนะแม้ทั้งปวงกล่าวคือ ภายในและภาย
นอก ด้วยสามารถอารมณ์ภายในและภายนอก ด้วยมรรคญาณตั้งอยู่แล้ว
พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
มุนีผู้อยู่ครองเรือน ชื่ออคารมุนี, มุนีผู้เข้าบรรพชา ชื่ออนาคาร
มุนี. พระเสขะ ๗ ชื่อเสขมุนี, พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่ออเสขมุนี,
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อปัจเจกมุนี. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ชื่อมุนิมุนี.
พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า กตเม อคารมุนิโน อีกด้วยสามารถ
แห่งการถามเพื่อใคร่จะตอบ.
บทว่า อคาริกา ได้แก่ผู้ขวนขวายในการงานของผู้ครองเรือนมี
กสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น.
บทว่า ทิฏฺปทา ได้แก่ ผู้มีนิพพานอันเห็นแล้ว.
บทว่า วิญฺาตสาสนา ความว่า ชื่อว่ามีคำสอนอันรู้แจ้งแล้ว
เพราะอรรถว่ามีคำสอนคือไตรสิกขาอันรู้แจ้งแล้ว.
บทว่า อนาคารา ความว่า บรรพชิตทั้งหลาย ท่านเรียกว่า
อนาคารมุนี เพราะอรรถว่า ไม่มีการงานของผู้ครองเรือนมีกสิกรรมและ
โครักขกรรมเป็นต้น.
หน้า 388
ข้อ 69
บทว่า สตฺต เสกฺขา ความว่า ชื่อว่า เสขมุนี เพราะอรรถว่า
พระอริยบุคคล ๗ มีพระโสดาบันเป็นต้น ยังศึกษาในไตรสิกขา.
พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่าอเสขมุนีเพราะอรรถว่า ไม่ต้องศึกษา.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าปัจเจกมุนี เพราะอรรถว่า แต่ละองค์
นั่นแลไม่มีครูอาจารย์ อาศัยการณ์นั้น ๆ ตรัสรู้อริยสัจ ๔.
ในบทว่า มุนิมุนิโน วุจฺจนฺติ ตถาคตา นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไป
นี้ :- พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคตด้วยเหตุ ๘ ประการ
คือ :-
๑. เพราะเสด็จมาอย่างนั้น
๒. เพราะเสด็จไปอย่างนั้น
๓. เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้
๔. เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง
๕. เพราะทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง
๖. เพราะมีพระวาจาที่แท้จริง
๗. เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นการทำ
๘. เพราะทรงครอบงำ
ตถาคต ในอรรถว่าเสด็จมาอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมา
อย่างนั้น เป็นอย่างไร ?
เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ทรงขวนขวายเพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงเสด็จมาแล้ว. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ?
หน้า 389
ข้อ 69
พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ เสด็จมาด้วยอภินิหารใด พระผู้มีพระภาค
เจ้าแม้ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จมาด้วยอภินิหารนั้นเหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ :- คือบารมี ๑๐
อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ กล่าวคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา
วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา. ทรงบริจาค
มหาบริจาค ๕ ประการ :- คือ บริจาคอวัยวะ บริจาคนัยน์ตา บริจาคทรัพย์
บริจาคราชสมบัติ และบริจาคบุตรภริยา. ทรงบำเพ็ญบุพประโยค บุพจริยา
การแสดงธรรม และญาตัตถจริยาเป็นต้น. ทรงถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จ
มาแล้วอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จมาเหมือน
อย่างนั้น. อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ทรงเจริญเพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมี
องค์ ๘ เสด็จมาแล้วอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย
ก็เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะเสด็จมาอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ :-
พระมุนีทั้งหลายมีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้น เสด็จ
มาสู่ความเป็นพระสัพพัญญูในโลกนี้อย่างใด แน่พระศากยมุนีนี้
เสด็จมาเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีจักษุจึงทรงพระ
นามว่า ตถาคต ดังนี้.
ตถาคต ในอรรถว่าเสด็จไปอย่างนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่าง
นั้นเป็นอย่างไร ?
หน้า 390
ข้อ 69
เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นก็
เสด็จไป. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเสด็จไปอย่างไร ? จริงอยู่ พระผู้
พระภาคเจ้าเหล่านั้นประสูติในบัดเดี๋ยวนั่นเอง ประทับยืนบนปฐพีด้วย
พระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่าง
พระบาท ๗ ก้าว, ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์
ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระ
พักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว. เมื่อท้าวมหา-
พรหมกั้นพระเศวตฉัตร ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เรา
เป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดใน
โลก, การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีต่อไป
ดังนี้.
และการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็เป็นอาการอันแท้
ไม่แปรผัน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษหลายประการคือ
ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ก็ได้ประทับยืนด้วยพระยุคลบาท
อันเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระองค์.
อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เป็นบุพนิมิต
แห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็น
บุพนิมิตแห่งการได้รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ ประการ, อนึ่ง การยกพัด
จามรขึ้น ที่กล่าวไว้ในคำนี้ว่า พัดจามรทั้งหลายมีด้ามทอง ก็โบกสะบัดนี้
เป็นบุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งปวง, การกั้นพระเศวตฉัตร เป็น
บุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตรอันบริสุทธิ์ประเสริฐ คือพระอรหัตตวิมุตติ
หน้า 391
ข้อ 69
ธรรม, การทอดพระเนตรเหลียวดูทั่วทิศ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระ
อนาวรณญาณคือความเป็นพระสัพพัญญู, การเปล่งอาสภิวาจา เป็น
บุพนิมิตแห่งการประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ อันใคร ๆ เปลี่ยนแปลง
ไม่ได้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น และ
การเสด็จไปของพระองค์นั้น ก็ได้เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผันด้วยความ
เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษเหล่านั้นแล. ด้วยเหตุนี้ พระโบราณา-
จารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-
พระควัมบดีโคดมนั้น ประสูติแล้วในบัดเดี๋ยวนั้น ก็
ทรงสัมผัสพื้นดินด้วยพระยุคลบาทสม่ำเสมอ เสด็จย่าง
พระบาทไปได้ ๗ ก้าว และฝูงเทพยดาเจ้าก็กางกั้นเศวต-
ฉัตร พระโคดมนั้นครั้นเสด็จไปได้ ๗ ก้าว ก็ทอด
พระเนตรไปรอบทิศเสมอกัน ทรงเปล่งพระสุรเสียง
ประกอบด้วยองค์ ๘ประการ ปานดังราชสีห์ยืนอยู่บนยอด
บรรพตฉะนั้น ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น
เป็นอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ เสด็จไปแล้ว
ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นี้ ก็เหมือนกันฉันนั้นนั่นเทียว
ทรงละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะเสด็จไปแล้ว ฯลฯ ทรงละนิวรณ์ด้วย
ปฐมฌาน ทรงละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ทรงละกิเลส
ทั้งหมดได้ด้วยอรหัตตมรรค เสด็จไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปอย่างนั้น แม้เป็นอย่างนี้.
หน้า 392
ข้อ 69
ตถาคตในอรรถว่าเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่
ลักษณะที่แท้ เป็นอย่างไร.
ปฐวีธาตุมีความเข็มแข็งแท้ไม่แปรผันเป็นลักษณะ, อาโปธาตุมีการ
ไหลเป็นลักษณะ, เตโชธาตุมีความร้อนเป็นลักษณะ, วาโยธาตุมีความ
เคร่งตึงเป็นลักษณะ, อากาศธาตุมีการสัมผัสได้เป็นลักษณะ, วิญญาณธาตุ
มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ, รูปมีการสลายแปรปรวนเป็นลักษณะ.
เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ, สัญญามีการจำอารมณ์เป็น
ลักษณะ, สังขารมีการปรุงแต่งอารมณ์เป็นลักษณะ, วิญญาณมีการรู้อารมณ์
เป็นลักษณะ.
วิตกมีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นลักษณะ, วิจารมีการตามเคล้า
อารมณ์เป็นลักษณะ, ปีติมีการแผ่ไปเป็นลักษณะ, สุขมีความยินดีเป็น
ลักษณะ, เอกัคคตาจิตมีการไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, สัทธินทรีย์มีการ
น้อมใจเชื่อเป็นลักษณะ, วิริยินทรีย์มีการประคองเป็นลักษณะ, สตินทรีย์
มีการบำรุงเป็นลักษณะ, สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ
ปัญญินทรีย์มีการรู้อารมณ์ต่าง ๆ เป็นลักษณะ.
สัทธาพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความไม่เชื่อเป็น
ลักษณะ, วีริยพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน
เป็นลักษณะ, สติพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมีสติ
ฟั่นเฟือนเป็นลักษณะ, สมาธิพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์เป็นที่ตั้ง
หน้า 393
ข้อ 69
แห่งความฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, ปัญญาพละมีการไม่หวั่นไหวในอารมณ์
เป็นที่ตั้งแห่งอวิชชาเป็นลักษณะ.
สติสัมโพชฌงค์ มี อุปัฏฐานะ การบำรุงเป็นลักษณะ, ธัมมวิจย-
สัมโพชฌงค์ มีปวิจยะการเลือกเฟ้นเป็นลักษณะ, วิริยสัมโพชฌงค์ มี
ปัคคหะการประคองเป็นลักษณะ, ปีติสัมโพชฌงค์ มี ผรณะการแผ่ไปเป็น
ลักษณะ, ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มี อุปสมะความสงบเป็นลักษณะ, สมาธิ
สัมโพชฌงค์ มีอวิกเขปะความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, อุเบกขาสัมโพชฌงค์
มีปฏิสังขาการ เพ่งเฉพาะเป็นลักษณะ.
สัมมาทิฏฐิมีการเห็นเป็นลักษณะ, สัมมาสังกัปปะมีการยกจิตขึ้นสู่
อารมณ์เป็นลักษณะ, สัมมาวาจามีการกำหนดยึดถือเป็นลักษณะ, สัมมา
กัมมันตะมีการตั้งขึ้นเป็นลักษณะ, สัมมาอาชีวะมีความผ่องแผ้วเป็น
ลักษณะ, สัมมาวายามะมีการประคองเป็นลักษณะ, สัมมาสติมีการบำรุง
เป็นลักษณะ, สัมมาสมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ.
อวิชชามีความไม่รู้เป็นลักษณะ, สังขารมีความตั้งใจเป็นลักษณะ,
วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ, นามมีการน้อมไปสู่อารมณ์เป็น
ลักษณะ, รูปมีการสลายแปรปรวนเป็นลักษณะ, สฬายตนะมีการสืบต่อ
เป็นลักษณะ, ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ, เวทนามีการเสวย
อารมณ์เป็นลักษณะ, ตัณหามีความเป็นเหตุเป็นลักษณะ, อุปาทานมีการ
ยึดมั่นเป็นลักษณะ, ภพมีความเพิ่มพูนเป็นลักษณะ, ชาติมีความบังเกิดขึ้น
เป็นลักษณะ, ชรามีความทรุดโทรมเป็นลักษณะ, มรณะมีการเคลื่อนย้าย
จากภพที่ปรากฏอยู่เป็นลักษณะ,
หน้า 394
ข้อ 69
ธาตุมีความว่างเปล่าเป็นลักษณะ, อายตนะมีการสืบต่อเป็นลักษณะ,
สติปัฏฐานมีการบำรุงเป็นลักษณะ, สัมมัปปธานมีการเริ่มตั้งเป็น
ลักษณะ, อิทธิบาทมีความสำเร็จเป็นลักษณะ, อินทรีย์มีความเป็นใหญ่ยิ่ง
เป็นลักษณะ, พละมีความไม่หวั่นไหวเป็นลักษณะ, โพชฌงค์มีการนำ
ออกจากทุกข์เป็นลักษณะ, มรรคมีการเป็นเหตุเป็นลักษณะ, สัจจะมีความ
แท้เป็นลักษณะ, สมถะมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ, วิปัสสนามีการตาม
พิจารณาเห็นเป็นลักษณะ, สมถะและวิปัสสนามีรสเป็นหนึ่งเป็นลักษณะ,
ธรรมที่ขนานคู่กันมีการไม่ครอบงำเป็นลักษณะ, ศีลวิสุทธิมีการสำรวมเป็น
ลักษณะ, จิตตวิสุทธิมีความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ, ทิฏฐิวิสุทธิมีการเห็น
เป็นลักษณะ, ขยญาณมีการตัดได้เด็ดขาดเป็นลักษณะ, อนุปปาทญาณมี
การระงับเป็นลักษณะ,
ฉันทะมีมูลเป็นลักษณะ, มนสะการมีการตั้งขึ้นเป็นลักษณะ, ผัสสะ
มีการประชุมเป็นลักษณะ, เวทนามีการซ่านไปในอารมณ์เป็นลักษณะ,
สมาธิมีความประชุมเป็นลักษณะ, สติมีความเป็นใหญ่เป็นลักษณะ, ปัญญา
มีความยอดเยี่ยมกว่านั้นเป็นลักษณะ, วิมุตติมีสาระเป็นลักษณะ, พระ-
นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะมีปริโยสานเป็นลักษณะ, ซึ่งแต่ละอย่างเป็น
ลักษณะที่แท้ไม่แปรผัน, พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่ลักษณะที่เเท้ด้วย
พระญาณคติ คือ ทรงบรรลุ ทรงบรรลุโดยลำดับ ไม่ผิดพลาดอย่างนี้. เหตุ
นั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้ เป็นอย่างนี้.
หน้า 395
ข้อ 69
ตถาคต ในอรรถว่าตรัสรู้ธรรมที่แท้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้
จริง ตามที่เป็นจริง เป็นอย่างไร ?
อริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรมที่แท้จริง. อย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ เป็นธรรมที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่าง
อื่น. อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ว่า นี้ทุกข์ ดังนี้
เป็นธรรมที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น พึงทราบความพิสดาร
ต่อไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เหตุนั้น จึงได้รับ
พระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้ ก็ คต ศัพท์ในที่นี้ มี
เนื้อความว่า ตรัสรู้.
อีกอย่างหนึ่ง สภาวะที่ชราและมรณะเกิดและประชุมขึ้นเพราะมีชาติ
เป็นปัจจัย เป็นสภาวะที่แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. ฯลฯ สภาวะ
ที่สังขารทั้งหลายเกิดและประชุมขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นสภาวะที่
แท้ ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. สภาวะที่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร
ทั้งหลาย ฯลฯ. สภาวะที่ชาติเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะ เป็นสภาวะที่แท้
ไม่แปรผัน ไม่กลายเป็นอย่างอื่น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ธรรมที่แท้นั้น
ทั้งหมด แม้เพราะเหตุนั้น จึงได้รับพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้
ธรรมที่แท้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้
ธรรมที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง เป็นอย่างนี้.
หน้า 396
ข้อ 69
ตถาคต ในอรรถว่าทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นอารมณ์
ที่แท้จริง เป็นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นโดยประการทั้งปวง ซึ่งอารมณ์อัน
ชื่อว่ารูปารมณ์ ที่มาปรากฏทางจักขุทวารของหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและ
มนุษย์ในโลกนี้กับเทวโลก คือของสัตว์ทั้งหลายอันหาประมาณมิได้. และ
อารมณ์นั้นอันพระองค์ผู้ทรงรู้ทรงเห็นอยู่อย่างนี้ ทรงจำแนกด้วยสามารถ
อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น หรือด้วยสามารถ. บทที่ได้ในอารมณ์
ที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ทราบ และที่ได้รู้ ๑๓ วาระบ้าง ๕๒ นัยบ้าง
มีชื่อมากมายโดยนัยเป็นต้นว่า รูป คือรูปายตนะ เป็นไฉน ? คือรูปใด
อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นแสงสี เป็นรูปที่เห็นได้ เป็นรูปที่กระทบได้ เป็น
รูปสีเขียว เป็นรูปสีเหลือง ดังนี้ ย่อมเป็นอารมณ์ที่แท้จริงอย่างเดียว ไม่
มีแปรผัน, แม้ในอารมณ์มีเสียงเป็นต้น ที่มาปรากฏแม้ทางโสตทวารเป็น
ต้น ก็นัยนี้. ข้อนี้สมด้วยพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อารมณ์ใดที่โลกพร้อมทั้งเทวดา พร้อมทั้งมาร พร้อมทั้ง
พรหม พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ได้เห็น ได้ยิน
ได้ทราบ ได้รู้ ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ เราย่อมรู้ซึ่ง
อารมณ์นั้น รู้ยิ่งแล้วซึ่งอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นตถาคตทราบแล้ว ปรากฏ
แล้วแก่ตถาคตดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง เป็นอย่างนี้. พึงทราบความสำเร็จ บทว่า
ตถาคต มีเนื้อความว่า ทรงเห็นอารมณ์ที่แท้จริง นั้น.
หน้า 397
ข้อ 69
ตถาคตในอรรถว่ามีพระวาจาที่แท้จริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะมีพระวาจาที่แท้
จริง เป็นอย่างไร ?
ตลอดราตรีใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ ณ
โพธิมณฑลสถาน ทรงย่ำยีมารทั้ง ๔ แล้ว ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณ และตลอดราตรีใดที่พระองค์เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุ ในระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ในระหว่างนี้ คือในกาลประมาณ ๔๕
พรรษา พระวาจาใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปฐมโพธิกาลก็ดี ใน
มัชฌิมโพธิกาลก็ดี ในปัจฉิมโพธิกาลก็ดี คือสุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละ,
พระวาจานั้นทั้งหมด อันใคร ๆ ติเตียนไม่ได้ ไม่ขาด ไม่เกิน โดยอรรถะ
และโดยพยัญชนะ บริบูรณ์โดยอาการทั้งปวง บรรเทาความเมา คือ ราคะ
โทสะ โมหะ, ในพระวาจานั้นไม่มีความพลั้งพลาดแม้เพียงปลายขนทราย
พระวาจานั้นทั้งหมด ย่อมแท้จริงอย่างเดียว ไม่ผันแปร ไม่กลายเป็น
อย่างอื่น ดุจประทับไว้ด้วยตราอันเดียวกัน ดุจตวงไว้ด้วยทะนานใบเดียว
กัน และดุจชั่งไว้ด้วยตาชั่งอันเดียวกัน. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า :- ดูก่อน
จุนทะ ตลอดราตรีใดที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และตลอด
ราตรีใดปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ คำใดที่
ตถาคตกล่าว พูด แสดง คำนั้นทั้งหมด ย่อมเป็นคำแท้อย่างเดียว ไม่
เป็นอย่างอื่น เหตุนั้นจึงได้นามว่า ตถาคต ดังนี้ ก็ในที่นี้ ศัพท์ คต
มีเนื้อความเท่า คท แปลว่า คำพูด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ตถาคต เพราะมีพระวาจาแท้จริง เป็นอย่างนี้.
หน้า 398
ข้อ 69
อนึ่ง มีอธิบายว่า อาคทนํ เป็น อาคโท แปลว่า คำพูด. มี
วิเคราะห์ว่า ตโถ อวิปรีโต อาคโท อสฺสาติ ตถาคโต แปลว่า
ชื่อว่า ตถาคต เพราะมีพระวาจาแท้จริง ไม่วิปริต โดยแปลง ท เป็น
ต ในอรรถนี้ พึงทราบความสำเร็จบทอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ตถาคตในอรรถว่าทำเองและให้ผู้อื่นทำ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำเอง
และให้ผู้อื่นกระทำ เป็นอย่างไร ?
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระวรกายตรงกับพระวาจา ทรง
มีพระวาจาตรงกับพระวรกาย ฉะนั้น ทรงมีพระวาจาอย่างใด ก็ทรงกระ
ทำอย่างนั้น. และทรงกระทำอย่างใดก็ทรงมีพระวาจาอย่างนั้น อธิบายว่า
ก็พระองค์ผู้เป็นอย่างนี้มีพระวาจาอย่างใด แม้พระวรกายก็ทรงเป็นไป
คือทรงประพฤติอย่างนั้น และพระวรกายอย่างใด แม้พระวาจาก็ทรงเป็น
ไป คือทรงประพฤติอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้นแล จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด กระทำอย่างนั้น กระทำอย่างใด พูดอย่าง
นั้น. ด้วยเหตุนี้จึงชื่อว่า ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที
เหตุนั้นจึงได้พระนามว่า ตถาคต ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ
นามว่า ตถาคต เพราะทรงกระทำเองและให้ผู้อื่นกระทำ เป็นอย่างนี้.
ตถาคตในอรรถว่าครอบงำ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงครอบงำ
เป็นอย่างไร ?
หน้า 399
ข้อ 69
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบงำสรรพสัตว์ เบื้องบนถึงภวัคคพรหม
เบื้องล่างถึงอเวจีเป็นที่สุด เบื้องขวางในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ด้วย
ศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุตติ ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ การจะ
ชั่งหรือประมาณพระองค์หามีไม่ พระองค์เป็นผู้ไม่มีใครเทียบเคียงได้ อัน
ใคร ๆ ประมาณไม่ได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นพระราชาที่พระราชาทรงบูชา
คือเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย เป็นสักกะยิ่งกว่าสักกะทั้งหลาย เป็นพรหม
ยิ่งกว่าพรหมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน
โลกพร้อมทั้งเทวดา พร้อมทั้งมาร พร้อมทั้งพรหม ในหมู่สัตว์ พร้อม
ทั้งสมณะและพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่
อันใคร ๆ ครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ทรงอำนาจ เหตุนั้นจึง
ได้รับพระนามว่า ตถาคต ดังนี้.
ในข้อนั้น พึงทราบความสำเร็จบทอย่างนี้ อคโท แปลว่า โอสถ
ก็เหมือน อคโท ที่แปลว่าวาจา ก็โอสถนี้คืออะไร ? คือเทศนาวิลาส
และบุญพิเศษ. ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทรงครอบงำผู้มีวาทะตรงกัน
ข้ามทั้งหมด และโลกพร้อมทั้งเทวดา เหมือนนายแพทย์ผู้มีอานุภาพมาก
ครอบงำงูทั้งหลายด้วยทิพยโอสถ ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิต
พึงทราบว่า ทรงพระนามว่าตถาคต เพราะเหตุว่า ทรงมีพระโอสถ คือ
เทศนาวิลาส และบุญพิเศษ อันแท้ ไม่วิปริต ในการครอบงำโลกทั้ง
ปวง ดังนี้ เพราะแปลง ท เป็น ต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำ เป็นอย่างนี้.
หน้า 400
ข้อ 69
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
เสด็จไปด้วยกิริยาที่แท้ ก็มี, ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงถึง
กิริยาที่แท้ ก็มี.
บทว่า คโต ความว่า หยั่งรู้ เป็นไปล่วง บรรลุ ปฏิบัติ ใน
ความ ๔ อย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะ
ทรง หยั่งรู้ โลกทั้งสิ้นด้วยตีรณปริญญา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระ
นามว่า ตถาคต เพราะทรงเป็นไปล่วง ซึ่งโลกสมุทัยด้วยปหานปริญญา
ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรง บรรลุ โลก
นิโรธด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าด้วยกิริยาที่แท้. ทรงพระนามว่า ตถาคต
เพราะทรงปฏิบัติปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธ ชื่อว่ากิริยาที่แท้.
ด้วยเหตุนั้น พระดำรัสใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย โลกตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตพรากแล้วจากโลก. ก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย โลกสมุทัยตถาคตตรัสรู้แล้ว โลกสมุทัยตถาคตละได้แล้ว. ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกนิโรธตถาคตตรัสรู้แล้ว โลกนิโรธตถาคตทำให้
แจ้งแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธตถาคตตรัสรู้แล้ว
ปฏิปทาอันให้ถึงโลกนิโรธตถาคตเจริญแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
ชาติใดของโลกพร้อมทั้งเทวดา ฯลฯ ธรรมชาตินั้นทั้งหมดตถาคตตรัสรู้.
แล้ว เหตุนั้น จึงได้นามว่า ตถาคต ดังนี้. พึงทราบเนื้อความแห่งพระ
ดำรัสนั้น แม้อย่างนี้. อนึ่ง แม้ข้อนี้ก็เป็นเพียงมุขในการแสดงภาวะที่พระ
ตถาคตมีพระนามว่าตถาคต เท่านั้น. ที่จริง พระตถาคตเท่านั้นจะพึง
พรรณนาภาวะที่พระตถาคต มีพระนามว่า ตถาคต โดยอาการทั้งปวง
หน้า 401
ข้อ 69
ได้. อนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้มีพระคุณเสมอเหมือนแม้ด้วย
คุณของพระตถาคต. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตถาคต ด้วยสามารถแห่ง
พระพุทธเจ้าทั้งปวง.
บทว่า อรหนฺโต ความว่า พระตถาคต ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์
เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย เพราะทรงทำลายข้าศึกทั้งหลาย เพราะ
ทรงหักกำแห่งสังสารจักร เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น และเพราะไม่
มีความลับในการทำบาป. จริงอยู่ พระตถาคตนั้นทรงไกล คือทรงดำรง
อยู่ในที่ไกลแสนไกลจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เพราะทรงกำจัดกิเลสทั้งหลาย
พร้อมทั้งวาสนาได้ด้วยมรรค เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ เพราะ
ทรงไกลจากกิเลส.
พระผู้เป็นนาถะพระองค์นั้น ชื่อว่าทรงไกลจากกิเลส
และเป็นผู้ไม่มีความพร้อมเพรียง เพราะไม่ทรงพร้อมเพรียง
ด้วยโทษทั้งหลาย เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์
อนึ่ง ข้าศึกคือกิเลสเหล่านั้น พระตถาคตพระองค์นั้นทรงกำจัดแล้ว
ด้วยมรรค เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ เพราะทรงกำจัดข้าศึกทั้ง
หลาย.
เพราะข้าศึกแม้ทั้งปวงกล่าวคือ ราคะเป็นต้น พระผู้
เป็นนาถะทรงกำจัดแล้วด้วยศัสตราคือปัญญา ฉะนั้นจึง
ทรงพระนามว่า อรหันต์.
อนึ่ง สังสารจักรนั้นใด มีดุมสำเร็จด้วยอวิชชาและภวตัณหา มีกำ
คือปุญญาภิสังขารเป็นต้น. มีกงคือชราและมรณะ. อันเพลาซึ่งสำเร็จด้วย
หน้า 402
ข้อ 69
อาสวสมุทัยร้อยคุมไว้ในรถคือภพ ๓ หมุนไปตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้.
กำแห่งสังสารจักรนั้นทั้งหมด พระตถาคตนั้นประทับยืนบนปฐพีคือศีล
ด้วยพระยุคลบาทคือวิริยะ ณ โพธิมัณฑสถาน. ทรงถือขวานคือ ญาณอัน
กระทำความสิ้นไปแห่งกรรม ด้วยพระหัตถ์คือศรัทธา ทรงหักเสียแล้ว.
เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์.
เพราะกำลังแห่งสังสารจักรอันพระโลกนาถทรงหักเสีย
แล้วด้วยดาบคือ ญาณ ฉะนั้น พระองค์จึงได้พระนามว่า
อรหันต์.
อนึ่ง พระตถาคตย่อมควรซึ่งปัจจัย มีจีวรเป็นต้น และบูชาพิเศษ
เพราะทรงเป็นอัครทักขิไณยบุคคล. เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อพระตถาคต
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ผู้มเหสักข์ทั้งหลายจึงไม่บูชาในที่อื่น.
จริงอย่างนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทรงบูชาพระตถาคตด้วยพวงรัตนะ ประ
มาณเขาสิเนรุ. เหล่าเทวดาและมนุษย์อื่น ๆ มีพระเจ้าพิมพิสารและพระ
เจ้าปเสนทิโกศลเป็นต้น ก็บูชาตามกำลัง. พระเจ้าอโศกมหาราชก็ทรง
สละพระราชทรัพย์ ๖ โกฏิ สร้างวิหารแปดหมื่นสี่พันวิหารทั่วชมพูทวีป
อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงแม้ปรินิพพานแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงบูชา
พิเศษของคนอื่น ๆ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ แม้เพราะเป็นผู้
ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น.
เพราะพระโลกนาถพระองค์นี้ ย่อมควรซึ่งบูชาพิเศษ
กับด้วยปัจจัยทั้งหลาย ฉะนั้นพระชินเจ้าจึงควรแก่พระนาม
นี้ว่าอรหันต์ในโลกตามสมควรแก่อรรถ.
หน้า 403
ข้อ 69
เหมือนอย่างว่า คนพาลที่สำคัญคนว่าเป็นบัณฑิตบางพวกในโลก
กระทำบาปในที่ลับเพราะกลัวถูกตำหนิ ฉันใด พระตถาคตนี้ไม่กระทำ
บาปฉันนั้นในกาลไหน เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์ แม้เพราะไม่
มีที่ลับในการทำบาป.
เพราะที่ลับในการทำกรรมชั่ว ไม่มีแก่พระตถาคตผู้
คงที่ ฉะนั้นพระตถาคตนี้จึงปรากฏพระนามว่า อรหันต์
เพราะไม่มีที่ลับ.
แม้ในที่ทั้งปวงก็กล่าวไว้อย่างนี้ว่า :-
เพราะทรงไกลจากข้าศึกคือกิเลส และเพราะทรงกำ
จัดข้าศึกคือกิเลสเสียแล้ว พระมุนีนั้นทรงหักกำแห่งสัง-
สารจักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ไม่ทรงกระทำ
บาปทั้งหลายในที่ลับ เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า อรหันต์.
ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นผู้สม่ำเสมอกันแม้ด้วยคุณคือความเป็น
พระอรหันต์ ฉะนั้นพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อรหนฺโต ด้วยสามารถ
แห่งพระพุทธเจ้าแม้ทั้งปวง.
บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ความว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะ
ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง. จริงอย่างนั้น พระตถา-
คตนี้ ตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เองซึ่งธรรมทั้งปวง คือซึ่งธรรมที่
ควรรู้ยิ่ง โดยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง, ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ โดย
ความเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้, ซึ่งธรรมที่ควรละ โดยความเป็นธรรมที่
ควรละ, ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง โดยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง,
หน้า 404
ข้อ 69
และซึ่งธรรมที่ควรเจริญ โดยความเป็นธรรมที่ควรเจริญ เพราะเหตุนั้น
แหละ พระองค์จึงตรัสว่า:-
ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เรารู้ยิ่งแล้ว ธรรม
ที่ควรเจริญ เราเจริญแล้ว และธรรมที่ควรละ เราละได้
แล้ว ฉะนั้น เราจึงเป็น พุทธะ.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้โดยชอบและด้วย
พระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งหลายแม้ด้วยการยกขึ้นเป็นบท ๆ อย่างนี้ว่า จักษุ
ชื่อว่า ทุกขสัจ, ตัณหาอันมีมาแต่เดิม ที่เป็นสมุฏฐาน โดยความเป็นมูล
เหตุแห่งจักษุนั้น ชื่อว่าสมุทัยสัจ. ความไม่เป็นไปแห่งทุกขสัจและสมุทย-
สัจทั้ง ๒ ชื่อว่า นิโรธสัจ, ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ ชื่อว่า มรรคสัจ.
ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน ก็นัยนี้.
อนึ่ง อายตนะ ๖ มีรูปายตนะ เป็นต้น, หมวดแห่งวิญญาณ ๖
มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มี
จักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น, สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖
มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น. วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น,
ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น, กสิณ ๑๐, อนุสสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ มีอุทธุ
มาตกสัญญาเป็นต้น. อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้น, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘
ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น. อัปปมัญญา ๔
มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔. องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท โดย
ปฏิโลมมีชราและมรณะเป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น พึงประกอบ
โดยนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 405
ข้อ 69
ในบทเหล่านั้นมีการประกอบความเฉพาะบทดังต่อไปนี้ :- พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้ คือตรัสรู้โดยสมควร ได้แก่ทรงแทง
ตลอด โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งธรรมทั้งปวง ด้วยการยกขึ้น
เป็นบท ๆ อย่างนี้ว่า ชราและมรณะ ชื่อว่าทุกขสัจ, ชาติชื่อว่าสมุทยสัจ,
การสลัดออกซึ่งสัจจะทั้งสอง ชื่อว่านิโรธสัจ, ปฏิปทาเครื่องรู้ชัดนิโรธ
ชื่อว่า มรรคสัจ. ก็หรือว่า ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ ด้วยสามารถแห่งวิโมก-
ขันติกญาณ เพราะตรัสรู้โดยชอบและด้วยพระองค์เอง ซึ่งข้อควรแนะนำ
อะไร ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด ก็การจำแนกบทเหล่านั้น จักมีแจ้งข้างหน้าแล.
ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นผู้สม่ำเสมอแม้ด้วยคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า. ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธา ด้วยสามารถ
แม้แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง.
บทว่า โมเนน ความว่า จริงอยู่ บุคคลชื่อว่าเป็นมุนี ด้วยความ
เป็นผู้นิ่งด้วยมรรคญาณ กล่าวคือโมไนยปฏิปทาโดยแท้. แต่ในที่นี้
บทว่า โมเนน ท่านกล่าวหมายเอาดุษณีภาพ.
บทว่า มุฬฺหรโป ได้แก่ เป็นผู้เปล่า.
บทว่า อวิทฺทสุ ได้แก่ ไม่ใช่ผู้รู้ ด้วยว่าบุคคลแม้เป็นผู้นิ่งเห็น
ปานนี้ ก็ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี. อีกอย่างหนึ่ง ย่อมชื่อว่ามุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง
อธิบายว่า ความเป็นคนเปล่า และความเป็นคนไม่รู้อะไรเลย.
บทว่า โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห ความว่า เหมือนอย่างว่า คนยืน
ถือเครื่องชั่งอยู่ ถ้าเกินก็เอาออก ถ้าพร่องก็เพิ่มเข้า ฉันใด บุคคลนำไป
คือเว้นความชั่วเหมือนคนชั่งเอาส่วนที่เกินออก ยังความดีให้เต็ม เหมือน
หน้า 406
ข้อ 69
คนชั่งเพิ่มส่วนที่พร่องให้เต็ม ฉันนั้น. อธิบายว่า ก็เมื่อบุคคลกระทำอยู่
อย่างนี้ ถือเอาธรรมอันประเสริฐ คือสูงสุดนั้นแล กล่าวคือศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ละเว้นบาปคืออกุศลกรรมทั้งหลาย
บุคคลนั้น ชื่อว่ามุนี.
บทว่า เตน โส มุนิ ความว่า หากจะถามว่า ก็เพราะเหตุไร
ผู้นั้นจึงชื่อว่าเป็นมุนี พึงตอบว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุที่กล่าว
แล้วในหนหลังนั้น.
บทว่า โย มุนาติ อุโภ โลเก ความว่า บุคคลใดย่อมรู้อรรถ
ทั้งสองเหล่านี้ ในขันธโลกเป็นต้นนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า เหล่านั้นเป็น
ขันธ์มีในภายใน เหล่านี้ภายนอก ดังนี้ ดุจคนยกเครื่องชั่งขึ้นรู้อยู่ฉะนั้น.
บทว่า มุนิ เตน ปวุจฺจติ ความว่า เรียกว่าเป็นมุนี ก็ด้วยเหตุ
นั้นนั่นเทียว.
คาถาว่า อสตญฺจ เป็นต้น มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ธรรมของ
อสัตบุรุษและของสัตบุรุษต่างโดยเป็นอกุศลและกุศลนี้ใด บุคคลนั้นรู้ธรรม
ของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษนั้น วิญญาณเครื่องสอดส่องในโลกทั้งปวง
นี้ว่า เป็นภายในและภายนอก ล่วงเลยคือก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๗
อย่างมีราคะเป็นต้น. และข่าย ๒ อย่าง คือ ตัณหาและทิฏฐิ ดำรงอยู่
เพราะรู้ธรรมประเสริฐนั่นแล. ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยญาณ
เครื่องสอดส่องนั้น กล่าวคือโมนะ.
ก็คำว่า เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต นี้เป็นคำชมเชยบุคคลนั้น ด้วยว่า
หน้า 407
ข้อ 69
บุคคลนั้นเป็นผู้ควรแก่การบูชาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็น
มุนีผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ฉะนั้นท่านจึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า สลฺลํ เป็นบทเดิม.
บทว่า สตฺต สลฺลานิ เป็นบทกำหนดจำนวน.
บทว่า ราคสลฺลํ ความว่า ชื่อว่า ลูกศรคือราคะ เพราะอรรถว่า
ชื่อว่าลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเจ้าเข้าไปภายใน เพราะ
ถอนออกได้ยาก. คือชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่า ยินดี. แม้ในลูกศรคือ
โทสะเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อพฺพุฬฺหสลฺโล เป็นบทเดิม.
บทว่า อพฺพุหิตสลฺโล ได้แก่ นำลูกศรออกแล้ว.
บทว่า อุทฺธฏสลฺโล ได้แก่ ฉุดลูกศรขึ้น.
บทว่า สมุทฺธริตสลฺโล ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า อุปฺปาฏิตสลฺโล ได้แก่ ถอนลูกศรขึ้น.
บทว่า สมุปฺปาฏิตสลฺโล ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า สกฺกจฺจการี ความว่า เป็นผู้ทำโดยเคารพ ด้วยสามารถ
ทำโดยเคารพบุคคลหรือไทยธรรม ด้วยการเจริญกุศลธรรมมีทานเป็นต้น.
เป็นผู้ทำติดต่อ ด้วยการทำติดต่อกันไปด้วยสภาวะติดต่อ. เป็นผู้ทำไม่หยุด
ด้วยการทำโดยไม่หยุดยั้ง. กิ้งก่าไปได้หน่อยหนึ่งแล้วหยุดอยู่หน่อยหนึ่ง
ไม่ไปติดต่อกัน อุปมานี้ฉันใด บุคคลใดในวันหนึ่งให้ทานก็ดี ทำการ
บูชาก็ดี ฟังธรรมก็ดี แม้ทำสมณธรรมก็ดี ทำไม่นาน ไม่ยังการทำนั้นให้
เป็นไปติดต่อ อุปมัยนี้ก็ฉันนั้นนั่นแล. บุคคลนั้น เรียกว่าเป็นผู้ทำไม่ติด
หน้า 408
ข้อ 69
ต่อกันไป ไม่ทำให้ติดต่อกันไป. บุคคลนี้ไม่ทำอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า
เป็นผู้ทำไม่หยุด.
บทว่า อโนลีนวุตฺติโก ความว่า เป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน
หามิได้ เพราะมีการแผ่ไป กล่าวคือการทำไม่มีระหว่าง เหตุนั้นจึงชื่อว่า
เป็นผู้มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน.
บทว่า อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺโท ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ปลงฉันทะ
เพราะความที่ไม่ปลงฉันทะในความเพียรทำกุศล.
บทว่า อนิกฺขิตฺตธุโร ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ทอดธุระ เพราะ
ไม่ปลงธุระคือความเพียร อธิบายว่า เป็นผู้มีใจไม่ท้อถอย.
บทว่า โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วาจาโม จ ความว่า ความพอใจใน
ธรรมคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อกระทำ, ความพยายามกล่าวคือประกอบความ
อุตส่าห์ด้วยสามารถความขะมักเขม้น, และความเป็นผู้ขยันด้วยสามารถ
ความขะมักเขม้นมีประมาณยิ่ง. นี้ชื่อว่าความพยายาม ด้วยอรรถว่าไปสู่ฝั่ง.
นี้ชื่อว่าความอุตส่าห์ ด้วยอรรถว่าไปก่อน. นี้ชื่อว่าความเป็นผู้ขยันด้วย
อรรถว่ามีประมาณยิ่ง.
บทว่า อปฺปฏิวานี จ ได้แก่ ความไม่ถอยกลับ.
บทว่า สติ จ สมฺปชญฺญฺจ ความว่า ชื่อว่าสติ ด้วยอรรถว่า
ระลึกได้ ชื่อว่า สัมปชัญญะ ด้วยอรรถว่า รู้ตัว. อธิบายว่า รู้โดย
ประการทั้งหลายโดยรอบ. พึงทราบประเภทแห่งสัมปชัญญะนี้ คือ สาตถก
สัมปชัญญะ, สัปปายสมัปชัญญะ, โคจรสัมปชัญญะ, อสัมโมหสัมปชัญญะ.
บทวา อาตปฺปํ ได้แก่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส.
หน้า 409
ข้อ 69
บทว่า ปธานํ ได้แก่ ความเพียรอันสูงสุด.
บทว่า อธิฏฺานํ ได้แก่ ความตั้งมั่นในการทำความดี.
บทว่า อนุโยโค ได้แก่ ความประกอบเนือง ๆ.
บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่มัวเมา คือความไม่อยู่ปราศ
จากสติ.
บทว่า อิมํ โลกํ นาสึสติ เป็นบทเดิม.
บทว่า สกตฺตภาวํ ได้แก่ อัตภาพของตน.
บทว่า ปรตฺตภาวํ ได้แก่ อัตภาพในปรโลก. รูปและเวทนา
เป็นต้นของตน คือ ขันธ์ ๕ ของตน รูปและเวทนาเป็นต้นของผู้อื่น
คือ ขันธ์ ๕ ในปรโลก.
บทว่า กามธาตุํ ได้แก่ กามภพ.
บทว่า รูปธาตุํ ได้แก่ รูปภพ.
บทว่า อรูปธาตุํ ได้แก่ อรูปภพ.
เพื่อแสดงทุกข์ด้วยสามารถแห่งรูปและรูปอีก พระเถระจึงกล่าว
กามธาตุ รูปธาตุ ไว้ส่วนหนึ่ง กล่าวอรูปธาตุไว้ส่วนหนึ่ง.
บทว่า คตึ วา ความว่า คติ ๕ ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง.
บทว่า อุปปตฺตึ วา ความว่า กำเนิด ๔ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
ความบังเกิด.
บทว่า ปฏิสนฺธึ วา ความว่า ปฏิสนธิ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
การสืบต่อแห่งภพ ๓.
หน้า 410
ข้อ 69
บทว่า ภวํ วา ท่านกล่าวด้วยสามารถกรรมและภพ.
บทว่า สํสารํ วา ท่านกล่าวด้วยสามารถตัดขาดขันธ์เป็นต้น.
บทว่า วฏฺฏํ วา ความว่า ไม่หวังวัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ ดัง
นี้แล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถาคุหัฏฐกสุตตนิทเทส
จบสูตรที่ ๒
หน้า 411
ข้อ 70, 71, 72
ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส ที่ ๓
ว่าด้วยเดียรถีย์กับมุนี
[๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้ชน
เหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึง
วาทะติเตียนที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิต
จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหน ๆ.
[๗๑] คำว่า เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้
มีความว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจชั่ว คือมีใจอันโทษประทุษร้าย มีใจผิด
มีใจผิดเฉพาะ มีใจอันโทสะมากระทบ มีใจอันโทสะมากระทบเฉพาะ มีใจ
อาฆาต มีใจอาฆาตเฉพาะ ย่อมติเตียน คือเข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาค
เจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยคำไม่จริง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เดียรถีย์บาง
พวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้.
[๗๒] คำว่า แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม มี
ความว่า ชนเหล่าใด เชื่อถือ กำหนดอยู่ น้อมใจเชื่อต่อเดียรถีย์เหล่านั้น
เข้าใจว่าจริง มีความสำคัญว่าจริง, เข้าใจว่าแท้ มีความสำคัญว่าแท้.
เข้าใจว่าแน่ มีความสำคัญว่าแน่, เข้าใจว่าเป็นจริง มีความสำคัญว่าเป็น
หน้า 412
ข้อ 73
จริง. เข้าใจว่าไม่วิปริต, มีความสำคัญว่าไม่วิปริต, ชนเหล่านั้นก็ติเตียน
คือเข้าไปติเตียนพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยคำไม่จริง. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม.
[๗๓] คำว่า แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว มี
ความว่า วาทะนั้นเป็นวาทะเกิดแล้ว เป็นวาทะเกิดพร้อม บังเกิดแล้ว
บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว คือเสียงประกาศแต่บุคคลอื่น คำด่า คำ
ติเตียนพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ด้วยคำอันไม่จริง, เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า วาทะติเตียนที่เกิดแล้ว. คำว่า มุนี ในคำว่า มุนีย่อม
ไม่เข้าถึง มีความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้
ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ บุคคล
ประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือผู้ถึงญาณที่ชื่อว่า โมนะ ฯลฯ บุคคล
ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง ทั้งภายใน
ภายนอก ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่
เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วบุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. บุคคลใดจะเข้าถึง
วาทะติเตียน บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน ด้วยเหตุ ๒ ประการ. คือ
เป็นผู้กระทำ ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียนด้วยความเป็นผู้กระทำ ๑, เป็นผู้ถูก
เขาว่า เขาติเตียน ย่อมโกรธขัดเคือง โต้ตอบ ทำความโกรธ ความเคือง
ความชัง ให้ปรากฏว่า เราไม่เป็นผู้กระทำ ๑, บุคคลใดจะเข้าถึงวาทะ
ติเตียน บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้. มุนีไม่
เข้าถึงวาทะติเตียนด้วยเหตุ ๒ ประการ. คือเป็นผู้ไม่กระทำ ย่อมไม่เข้า
ถึงวาทะติเตียนด้วยความเป็นผู้ไม่กระทำ ๑, เป็นผู้ถูกเขาว่า เขาติเตียน
หน้า 413
ข้อ 74
ย่อมไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่โต้ตอบ ไม่ทำความโกรธ ความเคือง ความ
ชัง ให้ปรากฏว่า เราไม่เป็นผู้กระทำ ๑, มุนีย่อมไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง
ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นวาทะติเตียน ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว.
ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิต ๓
[๗๔] เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึงจิตจึงมิได้มีแก่มุนีใน
ที่ไหน ๆ มีความว่า คำว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะเหตุนั้น เพราะ.
การณ์นั้น เพราะดังนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ความเป็นผู้มี
จิตอันโทสะมากระทบก็ดี ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดขึ้นก็ดี ย่อม
ไม่มีแก่มุนี. กิเลสเครื่องตรึงจิต ๕ อย่างก็ดี กิเลสเครื่องตรึงจิต ๓ อย่าง
คือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ดี ย่อมไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ ไม่
เข้าไปได้ คือกิเลสนั้น ๆ เป็นกิเลสอันมุนีละเสียแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบ
แล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ.
คำว่า ในที่ไหน ๆ คือในที่ไหน ๆ ในที่ใดที่หนึ่ง ทุก ๆ แห่ง
ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะเหตุนั้นกิเลสเครื่องตรึงจิตจึงมิได้มีแก่มุนี ในที่ไหน ๆ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่ว ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้
ชนเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริง ก็ติเตียนตาม แต่มุนีย่อมไม่เข้า
ถึงวาทะติเตียนที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น กิเลสเครื่องตรึง
จิต จึงมิได้มีแก่มุนีในที่ไหน ๆ.
หน้า 414
ข้อ 75, 76
[๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้งมั่นแล้วในความ
ชอบใจพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แต่บุคคลเมื่อ
กระทำให้เต็มด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น.
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๗๖] คำว่า พึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า มีความว่า
เดียรถีย์เหล่าใด มีทิฏฐิอย่างนี้ มีความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย
ความประสงค์อย่างนี้ว่า พวกเราฆ่านางปริพาชิกาชื่อสุนทรีเสียแล้ว ประ-
กาศโทษของพวกสมณศากยบุตรแล้ว จักนำคืนมาซึ่งลาภยศสักการะ สัม-
มานะนั้น โดยอุบายอย่างนี้ เดียรถีย์เหล่านั้น ไม่อาจล่วงทิฏฐิ ความพอ
ใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้. โดยที่แท้
ความเสื่อมยศนั่นแหละ ก็กลับย้อนมาถึงพวกเดียรถีย์นั้น เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แม้ด้วยประการอย่าง
นี้.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดมีวาทะอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้ แหละจริง สิ่งอื่น
เปล่าบุคคลนั้นพึงล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลยทิฏฐิ ความพอใจ
ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้อย่างไร. ข้อนั้นเป็น
เพราะเหตุอะไร. เพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้นอันบุคคลนั้นสมาทานแล้ว ถือ
เอา ยึดถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจ ให้บริบูรณ์อย่างนั้น เพราะฉะนั้น
หน้า 415
ข้อ 77
จึงชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แม้ด้วยประการ
อย่างนี้.
บุคคลใดมีวาทะอย่างนี้ว่า โลกไม่เที่ยง....โลกมีที่สุด....โลกไม่มีที่สุด
....ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น....ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น....สัตว์เบื้อง
หน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก....สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก......
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี....สัตว์เบื้องหน้า
แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง
สิ่งอื่นเปล่า บุคคลนั้นพึงล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลยทิฏฐิ
ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของตนได้อย่าง
ไร. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร. เพราะเหตุว่า ทิฏฐินั้น อันบุคคลนั้น
สมาทานถือเอายึดถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจ ให้บริบูรณ์เหล่านั้น เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า. แม้ด้วย
ประการอย่างนี้.
[๗๗] คำว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจตั้งมั่นแล้วในความ
ชอบใจ มีความว่า ผู้ไปตามความพอใจ คือ บุคคลนั้นย่อมไป ออก
ไป ลอยไป เคลื่อนไป ตามทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิของ
ตน. บุคคลย่อมไป ออกไป ลอยไป เคลื่อนไป ด้วยยานช้าง ยานรถ
ยานม้า ยานโค ยานแกะ ยานแพะ ยานอูฐ ยานลา ฉันใด บุคคลนั้น
ย่อมไป ออกไป ลอยไป เคลื่อนไปตามทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ
ลัทธิของตน ฉันนั้นนั่นแล. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไปตามความ
พอใจ คำว่า ตั้งมั่นแล้วในความชอบใจ มีความว่า ตั้งมั่น ตั้งอยู่
หน้า 416
ข้อ 78, 79
ติดพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไป ในทิฏฐิ ความพอใจ ความชอบใจ
ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้ง
มั่นแล้วในความชอบใจ.
[๗๘] คำว่า บุคคลเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง มีความว่า
บุคคลกระทำให้เต็ม ให้บริบูรณ์ ไม่บกพร่อง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ
เป็นประธาน อุดม บวร คือยังทิฏฐินั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด
ให้บังเกิดเฉพาะด้วยตนเองว่า พระศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญู พระธรรม
นี้อันพระศาสดาตรัสดีแล้ว คณะสงฆ์นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เจริญ ปฏิปทา
นี้อันพระศาสดาทรงบัญญัติดีแล้ว มรรคนี้เป็นเครื่องนำออก เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า บุคคลเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง.
[๗๙] คำว่า รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น มีความว่า บุคคล
รู้อย่างใด ก็พึงกล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนั้น. คือ รู้อย่างใดว่า
โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ก็พึงกล่าว บอก พูด แสดง
แถลงอย่างนั้น. รู้อย่างใดว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเป็นอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่น
เปล่า ก็พึงกล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
บุคคลผู้ไปตามความพอใจ ตั้งมั่นแล้วในความชอบ
ใจ พึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แต่บุคคลเมื่อกระทำ
ให้เต็มด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น.
หน้า 417
ข้อ 80, 81
[๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนใดไม่มีใครถาม ย่อมบอกศีลและวัตรของตน
แก่ชนเหล่าอื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวชนเหล่านั้นว่า ไม่มี
อริยธรรม อนึ่ง ชนใดย่อมบอกตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลาย
ก็กล่าวชนนั้นว่า ไม่มีอริยธรรม.
[๘๑] คำว่า ชนใด....ย่อมบอกศีลและวัตรของตน มีความ
ว่า คำว่า ใด คือ เช่นใด ประกอบอย่างใด จัดแจงอย่างใด มีประการ
อย่างใด ถึงฐานะใด ประกอบด้วยธรรมใด เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์
เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็น
มนุษย์. คำว่า ศีลและวัตร มีความว่า บางแห่งเป็นศีลและเป็นวัตร
บางแห่งเป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล.
ว่าด้วยศีลและวัตร
เป็นศีลและเป็นวัตร เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี
ศีลสำรวมด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่
เป็นผู้เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ความสำรวม ความระวัง ความไม่ก้าวล่วง ในสิกขาบททั้งหลาย
นั้น นี้เป็นศีล. ความสมาทานชื่อว่าเป็นวัตร เพราะอรรถว่า สำรวม
จึงชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่า สมาทาน จึงชื่อว่า วัตร นี้เรียกว่า เป็น
ศีลและเป็นวัตร.
หน้า 418
ข้อ 81
เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล เป็นไฉน ? ธุดงค์ ๘ คือ อารัญญิกังค-
ธุดงค์ ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ปังสุกูลิกังคธุดงค์ เตจีวริกังคธุดงค์ สปทาน-
จาริกังคธุดงค์ ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ เนสัชชิกังคธุดงค์ ยถาสันถติกังค-
ธุดงค์ นี้เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล.
แม้การสมาทานความเพียร ก็เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล.
กล่าวว่า พระมหาสัตว์ทรงประคองตั้งพระทัยว่า จงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น
และกระดูก ก็ตามที เนื้อและเลือด ในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด อิฐผล
ใดอัน จะพึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความ
เพียรของบุรุษ ด้วยความยากบั่นของบุรุษ ไม่บรรลุอิฐผลนั้นแล้วจักไม่
หยุดความเพียร ดังนี้. แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็น
วัตรแต่ไม่เป็นศีล.
พระมหาสัตว์ทรงประคองตั้งพระทัยว่า จิตของเราจักยังไม่หลุดพ้น
จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นเพียงใด เราจักไม่ทำลายบังลังก์นี้เพียง
นั้น แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่
เป็นศีล.
ภิกษุประคองตั้งจิตว่า :-
เมื่อลูกศรคือตัณหาอันเรายังถอนไม่ได้แล้ว เราจัก
ไม่กิน เราจักไม่ดื่ม ไม่ออกจากวิหาร ทั้งจักไม่เอนข้าง.
ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่
เป็นศีล.
หน้า 419
ข้อ 81
ภิกษุประคองจิตว่าของเราจักยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย
เพราะไม่ถือมั่นเพียงใด เราจักไม่ลุกขึ้นจากอาสนะนี้เพียงนั้น....จักไม่ลงจาก
ที่จงกรม....จักไม่ออกจากวิหาร....จักไม่ออกจากเรือนมีหลังคาแถบเดียว.....
ไม่ออกจากปราสาท....จักไม่ออกจากเรือนโล้น ....จักไม่ออกจากถ้ำ.....จัก
ไม่ออกจากที่เร้น.....จักไม่ออกจากกุฎี.....จักไม่ออกจากเรือนยอด.....จักไม่
ออกจากป้อม....จักไม่ออกจากโรงกลม....จักไม่ออกจากเรือนที่มีเครื่องกั้น
.....จักไม่ออกจากศาลาที่บำรุง....จักไม่ออกจากมณฑป....จักไม่ออกจากโคน
ต้นไม้เพียงนั้นดังนี้. แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็น
วัตรแต่ไม่เป็นศีล.
ภิกษุประคองตั้งจิตว่า ในเช้าวันนี้แหละ เราจักนำมา นำมาด้วยดี
บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรมดังนี้ แม้การสมาทานความเพียร
เห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล.
ภิกษุประคองตั้งจิตว่า ในเที่ยงวันนี้แหละ.....ในเย็นนี้แหละ.....ในกาล
ก่อนภัตนี้แหละ....ในกาลภายหลังภัตนี้แหละ....ในยามต้นนี้แหละ....ในยาม
กลางนี้แหละ.......ในยามหลังนี้แหละ......ในข้างแรมนี้แหละ......ในข้างขึ้นนี้
แหละ....ในฤดูฝนนี้แหละ....ในฤดูหนาวนี้แหละ....ในฤดูร้อนนี้แหละ....ใน
ตอนวัยต้นนี้แหละ.....ในตอนวัยกลางนี้แหละ....ในตอนวัยหลังนี้แหละ เรา
จักนำมา นำมาด้วยดี บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรม ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล.
คำว่า ชน คือสัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด
หน้า 420
ข้อ 82
สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนใด...ย่อมบอก
ศีลและวัตรของตน.
[๘๒] คำว่า ไม่มีใครถามย่อมบอก....แก่ชนเหล่าอื่น มีความ
ว่า ชนเหล่าอื่น คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์
บรรพชิต เทวดา มนุษย์. คำว่า ไม่มีใครถาม คือ อันใคร ๆ ไม่
ถาม ไม่ไต่ถาม ไม่ขอร้อง ไม่เชิญ ไม่เชื้อเชิญ. คำว่า ย่อมบอก
คือ ย่อมอวดอ้างศีลบ้าง วัตรบ้าง ศีลและวัตรบ้างของตน ได้แก่ ย่อม
อวดอ้าง บอก พูด แสดง แถลงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง
ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง
ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง ถึงพร้อม
ด้วยความเป็นผู้มีรูปร่างงามบ้าง ถึงพร้อมด้วยทรัพย์บ้าง ถึงพร้อมด้วย
การศึกษาบ้างถึงพร้อมด้วยหน้าที่การงานบ้าง ถึงพร้อมด้วยขอบเขตศิลปะ
บ้าง ถึงพร้อมด้วยวิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยสุตะบ้าง ถึงพร้อมด้วย
ปฏิภาณบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ออกบวชจากสกุล
สูงบ้าง ออกบวชจากสกุลใหญ่บ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมากบ้าง
ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียง มียศกว่าพวก
คฤหัสถ์และบรรพชิตบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะและคิลาน
ปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงพระวินัยบ้าง
เป็นธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็น
วัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็น
วัตรบ้าง เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือ
หน้า 421
ข้อ 83, 84
ไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถืออยู่
ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง เป็น
ผู้ได้ทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้จตุตถฌานบ้าง เป็น
ผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง
เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มี
ใครถามย่อมบอก......แก่ชนเหล่าอื่น.
[๘๓] คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกชนนั้นว่า ไม่มีอริยธรรม
มีความว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ ผู้ฉลาดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือ ผู้ฉลาดในขันธ์
ผู้ฉลาดในธาตุ ผู้ฉลาดในอายตนะ ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดใน
สติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาดในอิทธิบาท ผู้ฉลาดใน
อินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ผู้ฉลาดในมรรค ผู้ฉลาดในผล
ผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นกล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่า
ธรรมนั้นของพวกอนารยชนธรรมนั้นไม่ใช่ของพวกอริยชน ธรรมนั้นของ
พวกคนพาล ธรรมนั้นไม่ใช่ของพวกบัณฑิต ธรรมนั้นของพวกอสัต
บุรุษ ธรรมนั้นไม่ใช่ของพวกสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้
ฉันใดทั้งหลายเรียกชนนั้นว่าไม่มีอริยธรรม.
[๘๔] คำว่า ชนใดย่อมบอกตนเอง มีความว่า อัตตา เรียก
ว่า ตน. คำว่า ย่อมบอกเอง ได้แก่ ย่อมอวดอ้างซึ่งตนเองนั่นแล
คือย่อมอวดอ้าง บอก พูด แสดง แถลงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
ศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อม
ด้วยชาติบ้าง ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรแห่ง
สกุลบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ถึงพร้อมด้วยทรัพย์บ้าง
หน้า 422
ข้อ 85
ถึงพร้อมด้วยการศึกษาบ้าง ถึงพร้อมด้วยหน้าที่การงานบ้าง ถึงพร้อมด้วย
ขอบเขตศิลปะบ้าง ถึงพร้อมด้วยวิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยสุตะบ้าง
ถึงพร้อมด้วยปฏิภาณบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ออก
บวชจากสกุลสูงบ้าง ออกบวชจากสกุลใหญ่บ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภค
สมบัติมากบ้าง ออกบวชจากสกุล โภคสมบัติใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมี
ยศกว่าพวกคฤหัสถ์และบรรพชิตบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรง
พระวินัยบ้าง เป็นธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือ
บิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือ
ทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร
บ้าง เป็นผู้ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร
บ้าง เป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้
ปฐมฌานบ้าง เป็นผู้ใดทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้
อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง
เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตน
สมาบัติบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนใดย่อมบอกตนเอง. เพราะเหตุ
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชนใดไม่มีใครถาม ย่อมบอกศีลและวัตรของตน
แก่ชนเหล่าอื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวชนนั้นว่า ไม่มี
อริยธรรม อนึ่งชนใดย่อมบอกตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลาย
กล่าวชนนั้นว่า ไม่มีอริยธรรม.
[๘๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
หน้า 423
ข้อ 86
แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว ไม่อวดใน
ศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุ
นั้นว่า มีอริยธรรม อนึ่ง กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่
ภิกษุใด ในที่ไหน ๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าวภิกษุ
นั้นว่า มีอริยธรรม.
ผู้ได้ชื่อว่าภิกษุ
[๘๖] คำว่า แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว มีความว่า
ชื่อว่า ผู้สงบ เพราะเป็นผู้สงบ คือระงับ เข้าไประงับ เผา ดับ
ปราศจากสงบระงับ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความ
โกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความ
ตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว
ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง
อกุศลธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่าเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ ดับ สงบระงับแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้สงบ.
คำว่า ภิกษุ มีความว่า เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม ๗ ประการจึงชื่อ
ว่า ภิกษุ คือทำลายสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ
โมหะ และมานะ ภิกษุนั้นทำลายแล้วซึ่งอกุศลธรรมอันลามก อันเป็น
ปัจจัยแห่งความมัวหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวายมีวิบาก
เป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
หน้า 424
ข้อ 87
ดูก่อนสภิยะ ผู้ใดควรแก่การชมเชยเหล่านี้ว่า ถึง
ปรินิพพานแล้ว ด้วยธรรมเป็นหนทางอันตนให้เจริญ ข้าม
ความสงสัยเสียแล้ว ละแล้วซึ่งความเสื่อมและความเจริญ
อยู่จนแล้ว และเป็นคู่มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้น ชื่อว่าภิกษุ.
อนึ่ง ผู้สงบ ชื่อว่า ภิกษุ. คำว่า ผู้ดับกิเลสในตนแล้ว
มีความว่า เพราะเป็นผู้ดับความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง
ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา
ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข็งดี ความ
ถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้ง
ปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือนร้อน
ทั้งปวง อกุศลธรรมทั้งปวง จึงชื่อว่า ผู้ดับกิเลสในตนแล้ว เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว.
[๘๗] คำว่า ไม่อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นดังนี้ มีความ
ว่า ศัพท์ว่า อิติหํ เป็นศัพท์ต่อบท เกี่ยวข้องแห่งบท บริบูรณ์แห่งบท
เป็นที่ประชุมอักษร เป็นความสละสลายแห่งพยัญชนะ ศัพท์ว่า อิติหํ
นั้นเป็นไปตามลำดับ.
คำว่า ไม่อวดในศีลทั้งหลาย มีความว่า ภิกษุบางรูปในธรรม
วินัยนี้ เป็นผู้อวด เป็นผู้โอ้อวด คือย่อมอวด ย่อมโอ้อวดว่า ข้าพเจ้า
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและ
วัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยญาติบ้าง ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วย
ความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง ถึงพร้อมด้วยความมีรูปงามบ้าง ฯลฯ เป็นผู้ได้
หน้า 425
ข้อ 88, 89
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง ภิกษุน้อมไม่อวด ไม่โอ้อวดอย่างนั้น
คือเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วย
ความอวด เป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดงกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า ไม่อวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นดังนี้.
ว่าด้วยผู้มีอริยธรรม
[๘๘] คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่านี้อริยธรรม
มีความว่า คำว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ผู้ฉลาดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง คือผู้ฉลาด
ในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาด
ในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์
ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดใน
นิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมกล่าว คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลง
อย่างนี้ว่า ธรรมนั้นของพวกอารยชน ธรรมนั้นมิใช่ของพวกอนารยชน
ธรรมนั้นของบัณฑิต ธรรมนั้นมิใช่ของพวกคนพาล ธรรมนั้นของสัตบุรุษ
ธรรมนั้นมิใช่ของอสัตบุรุษ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย
กล่าวภิกษุนั้นว่ามีอริยธรรม.
[๘๙] คำว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่ภิกษุใด ในที่
ไหน ๆ ในโลก มีความว่า คำว่า ภิกษุใด คือพระอรหันต์ผู้มีอาสวะ
สิ้นแล้ว.
คำว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้น คือกิเลสเป็นเหตุฟูขึ้น ๗ ประการ
คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และกรรม. กิเลสเป็น
หน้า 426
ข้อ 90
เหตุฟูขึ้นเหล่านี้ มิได้มี คือ ไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือเป็นธรรมชาติ
อันภิกษุนั้นละเสียแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับ ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้
เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ.
คำว่า ในที่ไหน ๆ คือในที่ไหน ๆ. ในที่ใดที่หนึ่งทุก ๆ แห่ง
ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก.
คำว่า ในโลก คือในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก
ธาตุโลก อาตนโลก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นมิได้มีแก่
ภิกษุใดในที่ไหน ๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
แต่ว่าภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสในตนแล้ว ไม่อวดใน
ศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุ
นั้นว่า อริยธรรม. อนึ่ง กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้น มิได้มีแก่
ภิกษุใด ในที่ไหน ๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายก็กล่าวภิกษุ
นั้นว่า มีอริยธรรม.
ว่าด้วยทิฏฐิธรรม
[๙๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ทิฏฐิธรรมทั้งหลายของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมที่
บุคคลนั้นกำหนดแล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่ง กระทำไว้ใน
เบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ และบุคคลนั้นเป็นผู้อาศัย
อานิสงส์ที่เห็นอยู่ในตน และอาศัยสันติที่กำเริบที่อาศัยกัน
เกิดขึ้น เขาพึงยกตนหรือข่มผู้อื่น.
หน้า 427
ข้อ 91, 92
[๙๑] คำว่า ทิฏฐิธรรมทั้งหลายของเจ้าทิฏฐิใดเป็นธรรมที่
บุคคลนั้นกำหนดแล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีความว่า คำว่า กำหนด
ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยทิฏฐิ.
คำว่า ที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ปรุงแต่ง
วิเศษแล้ว ปรุงแต่งเฉพาะแล้ว ให้ตั้งลงพร้อมแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ที่ปัจจัยปรุงแต่ง. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ที่ปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ที่ไม่
เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เป็นธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป
ความเสื่อมไป มีความสำรอก มีความดับเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ที่ปัจจัยปรุงแต่ง.
คำว่า ใด ได้แก่ แห่งเจ้าทิฏฐิ. ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า
ทิฏฐิธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิธรรมทั้งหลายของเจ้าทิฏฐิใด
เป็นธรรมที่บุคคลนั้นกำหนดแล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่ง.
[๙๒] คำว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่
มีความว่า คำว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า ได้แก่ การกระทำไว้ใน
เบื้องหน้า ๒ อย่าง คือ การกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑ การ
กระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า การกระทำไว้ในเบื้องหน้า
ด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า การการทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้น
ไม่ละการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ไม่สละคืนการการทำไว้ใน
เบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ไม่ละการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา
หน้า 428
ข้อ 93
เพราะเป็นผู้ไม่สละคืนการกระทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้นชื่อว่า
เที่ยวทำตัณหาบ้าง ทิฏฐิบ้าง ไว้ในเบื้องหน้า คือชื่อว่าเป็นผู้มีตัณหาเป็น
ธงชัย มีตัณหาเป็นธงยอด มีตัณหาเป็นใหญ่ มีทิฏฐิเป็นธงชัย มีทิฏฐิ
เป็นธงยอด มีทิฏฐิเป็นใหญ่ เป็นผู้อันตัณหาบ้าง ทิฏฐิบ้างแวดล้อม
เที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า.
คำว่า มีอยู่ ได้แก่ ย่อมมี ย่อมปรากฏ ย่อมเข้าไปได้.
คำว่า ไม่ขาวสะอาด ได้แก่ ไม่ขาวสะอาด ไม่ผ่องแผ้ว ไม่
บริสุทธิ์ คือเศร้าหมอง มัวหมอง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กระทำไว้ใน
เบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่.
[๙๓] คำว่า อานิสงส์ที่เห็นอยู่ในตน มีความว่า บทว่า
ยทตฺตนิ ตัดบทเป็น ยํ อตฺตนิ ทิฏฐิ เรียกว่า ตน. บุคคลนั้นย่อม
เห็นอานิสงส์ ๒ อย่าง แห่งทิฏฐิของตน คือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑,
อานิสงส์มีในชาติหน้า ๑.
อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาตินี้เป็นไฉน ? ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด
พวกสาวกเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น พวกสาวกย่อมสักการะ เคารพ นับถือ
บูชา ยำเกรงศาสดาผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น และย่อมได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ.
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ที่มีศาสดานั้นเป็นเหตุ นี้ชื่อว่า อานิสงส์
แห่งทิฏฐิมีในชาตินี้.
อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาติหน้า เป็นไฉน ? บุคคลนั้นย่อมหวังผล
ในอนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็น
อสูร เป็นคนธรรพ์ เป็นมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพรหม หรือเป็น
หน้า 429
ข้อ 94
เทวดา ทิฏฐินี้ควรเพื่อความหมดจด หมดจดวิเศษ บริสุทธิ์ หลุดไป
พ้นไป หลุดพ้นไป ด้วยทิฏฐินี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ
บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไป ด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด หมด
จดวิเศษ บริสุทธิ์ หลุดไป พ้นไป หลุดพ้นไปด้วยทิฏฐินี้ดังนี้ นี้ชื่อว่า
อานิสงส์แห่งทิฏฐิมีในชาติหน้า.
บุคคลนั้นย่อมเห็น แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น
ซึ่งอานิสงส์แห่งทิฏฐิของตน ๒ ประการนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อานิ-
สงส์ที่เห็นอยู่ในตน.
ว่าด้วยสันติ ๓
[๙๔] คำว่า บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์และอาศัยสันติ
ที่กำเริบ ที่อาศัยกันเกิดขึ้น มีความว่า สันติมี ๓ ประการ คือ
สันติโดยส่วนเดียว ๑, สันติโดยองค์นั้น ๆ ๑, สันติโดยสมมติ ๑.
สันติโดยส่วนเดียว เป็นไฉน ? อมตนิพพาน คือ ความระงับ
สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอก
ความดับ ความออกจากตัณหา เรียกว่าสันติโดยส่วนเดียว นี้ชื่อว่า สันติ
โดยส่วนเดียว.
สันติโดยองค์นั้น ๆ เป็นไฉน ? บุคคลผู้บรรลุปฐมฌานมีนิวรณ์
สงบไป. ผู้บรรลุทุติยฌานมีวิตกและวิจารสงบไป. ผู้บรรลุตติยฌานมีปีติ
สงบไป. ผู้บรรลุจตุตถฌานมีสุขและทุกข์สงบไป. ผู้บรรลุอากาสานัญ
จายตนฌาน มีรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา สงบไป. ผู้บรรลุ
หน้า 430
ข้อ 94
วิญญาณัญจายตนฌาน มีอากาสานัญจายตนสัญญาสงบไป. ผู้บรรลุอากิญจัญ
ญายตนฌาน มีวิญญาณัญจายตนสัญญาสงบไป. ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญ
ญายตนฌาน มีอากิญจัญญายตนสัญญาสงบไป. นี้ชื่อว่า สันติโดยองค์
นั้น ๆ.
สันติโดยสมมติ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า สันติ
โดยสมมติ. อนึ่ง สันติโดยสมมติพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า
สันติในคาถานี้.
คำว่า บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัยอานิสงส์ และอาศัยสันติที่กำเริบ
ที่อาศัยกันเกิดขึ้น มีความว่า อาศัย คือ พัวพัน ติดพัน ติดใจ
น้อมใจถึงสันติอันกำเริบ คือ สันติอันกำเริบทั่ว เอนไป เอียงไป หวั่น
ไหว กระทบกระทั่ง อันตนกำหนดแล้ว อันคนกำหนดทั่วแล้วไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป สำรอก
ไปดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นเป็นผู้อาศัย
อานิสงส์และอาศัยสันติที่กำเริบที่อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ทิฏฐิธรรมทั้งหลายของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมที่
บุคคลนั้นกำหนดแล้ว ที่ปัจจัยปรุงแต่ง กระทำไว้ใน
เบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ และบุคคลนั้นเป็นผู้อาศัย
อานิสงส์ที่เห็นอยู่ในตน และอาศัยสันติที่กำเริบที่อาศัยกัน
เกิดขึ้นเขาพึงยกตนหรือข่มผู้อื่น.
หน้า 431
ข้อ 95, 96
ว่าด้วยความถือมั่น
[๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่กล่าวล่วง
โดยง่ายเลย การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น
ก็ไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น ในความ
ถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมต่าง ยึดถือธรรมบ้าง.
[๙๖] คำว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่
ก้าวล่วงโดยง่ายเลย มีความว่า คำว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ คือ
ความถือมั่น ยึดถือมั่นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ชื่อว่า
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ หรือความถือมั่น ยึดถือมั่นว่า โลกไม่เที่ยง สิ่ง
นี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกมีที่สุด....โลกไม่มีที่สุด....ชีพอันนั้น สรีระ
ก็อันนั้น....ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น.....สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็น
อีก....สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก....สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อม
เป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี....สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ชื่อว่าความ
ถือมั่นด้วยทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ คำว่า
ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่ายเลย คือ ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าว
ล่วงโดยยาก ข้ามโดยยาก ข้ามพ้นโดยยาก ก้าวล่วงพ้นไปโดยยากเป็นไป
ล่วงโดยยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่
เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่ายเลย.
หน้า 432
ข้อ 97, 98, 99
[๙๗] คำว่า การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือ
มั่น มีความว่า คำว่า ในธรรมทั้งหลาย คือ ในทิฏฐิ ๖๒.
คำว่า ถึงความตกลง มีความว่า ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นหา
แสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจึงจับมั่น
ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึด
ถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แท้ แน่
เป็นสภาพจริง เป็นยามจริง มิได้วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การถึง
ความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.
[๙๘] คำว่า เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชน..
มีความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น คือ เพราะฉะนั้น เพราะการณ์นั้น
เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น.
คำว่า นรชน คือ สัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต
ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์.
คำว่า ในความถือมั่น เหล่านั้น คือ ในความถือมั่นด้วยทิฏฐิ
ทั้งหลายนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้น ในความถือมั่น
เหล่านั้น นรชน.
ว่าด้วยการสละ ๒ อย่าง
[๙๙] คำว่า ย่อมสละธรรมบ้าง ยึดถือธรรมบ้าง มีความว่า
คำว่า ย่อมสละ คือ ย่อมสละด้วยเหตุ ๒ ประการ คือสละด้วยการตัด
สินของผู้อื่น ๑, ไม่สำเร็จประโยชน์เองจึงสละ ๑.
หน้า 433
ข้อ 99
นรชนย่อมสละด้วยการตัดสินของผู้อื่น อย่างไร ? ผู้อื่นย่อมตัดสิน
ว่าศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู ธรรมแห่งศาสดานั้น ไม่เป็นธรรมอันศาสดา
กล่าวดีแล้ว หมู่คณะไม่เป็นผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทา
ไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรคไม่เป็นทางนำออกจากทุกข์
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้น
วิเศษ หรือความพ้นรอบมิได้มีในลัทธินี้ ประชาชนไม่หมดจด ไม่หมด
จดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ หรือไม่พ้น รอบเพราะลัทธิ
นั้น ลัทธินั้นเลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ผู้อื่นย่อมตัดสิน
อย่างนี้. เมื่อผู้อื่นตัดสินให้อย่างนี้ ย่อมสละศาสดา สละธรรมที่ศาสดานั้น
บอก สละหมู่คณะ สละทิฏฐิ สละปฏิปทา สละมรรค. นรชนย่อมสละ
ด้วยการตัดสินของผู้อื่น อย่างนี้.
นรชนไม่สำเร็จประโยชน์เองจึงสละ อย่างไร ? นรชนไม่ยังศีลให้
สำเร็จประโยชน์ ย่อมสละศีล ไม่ยังวัตรให้สำเร็จประโยชน์ ย่อมสละวัตร
ไม่ยังศีลและวัตรให้สำเร็จประโยชน์ ย่อมสละศีลและวัตร. นรชน ไม่
สำเร็จประโยชน์เองจึงสละ อย่างนี้.
คำว่า ย่อมยึดถือธรรมบ้าง คือ นรชนย่อมถือ ย่อมยึดมั่น ย่อม
ถือมั่นซึ่งศาสดา ธรรมที่ศาสดานั้นบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมสละธรรมบ้าง ยึดถือธรรมบ้าง. เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วง
โดยง่ายเลย การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น
หน้า 434
ข้อ 100, 101
ก็ไม่เป็นอาการที่ก้าวล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น ในความ
ถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมบ้าง ยึดถือธรรมบ้าง.
ว่าด้วยผู้มีปัญญา
[๑๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่
มีแก่บุคคลผู้มีปัญญา ในที่ไหน ๆ ในโลก เพราะบุคคล
ผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลส
เครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า.
[๑๐๑] คำว่า ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่
ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญา ในที่ไหน ๆ ในโลก มีความว่า
ปัญญา เรียกว่า โธนะ ได้แก่ ความรู้ ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้น
ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดความดี ความเข้า
ไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิตความเป็นผู้ฉลาด
ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเครื่องจำแนก ปัญญาเครื่องคิด ปัญญา
เครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุจแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลาย
กิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญา
เครื่องเจาะแทง ปัญญาเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง
ปัญญาเพียงดังศัสตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอัน
แจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเพียงดังแก้ว ความไม่หลง ความ
เลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ. เพราะเหตุไร ปัญญาจึงเรียกโธนา ?
หน้า 435
ข้อ 101
เพราะปัญญานั้น เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งกายทุจริต วจี-
ทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ
ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความ
โอ้อวด ความกระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา
ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง
ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุศลธรรมทั้งปวง. เพราะ
เหตุนั้น ปัญญา จึงเรียกว่า โธนา.
อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่ง
มิจฉาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ....ซึ่งมิจฉาสังกัปปะ, สัมมาวาจา....ซึ่งมิจฉา-
วาจา, สัมมากัมมันตะ.....ซึ่งมิจฉากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ.....ซึ่งมิจฉา-
อาชีวะ, สัมมาวายามะ....ซึ่งมิจฉาวายามะ. สัมมาสติ....ซึ่งมิจฉาสติ, สัมมา
สมาธิ...ซึ่งมิจฉาสมาธิ, สัมมาญาณะ....ซึ่งมิจฉาญาณะ, สัมมาวิมุตติเป็น
เครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ชักฟอก ซึ่งมิจฉาวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง อริย
มรรคมีองค์ ๘ กำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง
อกุศลกรรมทั้งปวง พระอรหันต์เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม
เข้าชิด เข้าชิดพร้อม ประกอบแล้ว ด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่อง
กำจัดเหล่านี้. เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ผู้มีปัญญา. พระอรหันต์
นั้น กำจัดราคะ บาป กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า
ผู้มีปัญญา.
หน้า 436
ข้อ 101
คำว่า ในที่ไหน ๆ คือ ใน ในที่ไหน ๆ ในที่ใดที่หนึ่งทุก ๆ
แห่ง ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก.
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก.
คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนด
ด้วยตัณหา ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความกำหนดด้วย
ตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความกำหนดด้วยทิฏฐิ.
คำว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ ได้แก่ ในภพน้อยและภพใหญ่
คือ ในกรรมวัฏ และวิปากวัฏ. ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ใน
วิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ. ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ
ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ. ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ
ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ. ในความเกิดบ่อย ๆ ในความไป
บ่อย ๆ ในความเข้าถึงบ่อย ๆ. ในปฏิสนธิบ่อย ๆ ในความบังเกิดขึ้นแห่ง
อัตภาพบ่อย ๆ.
คำว่า ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อม
ไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญา ในที่ไหน ๆ ในโลก คือ ทิฏฐิที่กำหนด
กำหนดทั่ว ปรุงแต่ง ตั้งมั่นในภพน้อยและภพใหญ่ทั้งหลาย ย่อมไม่มี
มิได้มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่บุคคลผู้มีปัญญา ในที่ไหน ๆ ในโลก
คือย่อมเป็นทิฏฐิ อันบุคคลผู้มีปัญญานั้นละเสียแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับ
ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคล
ผู้มีปัญญา ในที่ไหน ๆ ในโลก.
หน้า 437
ข้อ 102
ว่าด้วยมารยาและมานะ
[๑๐๒] คำว่า บุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว
มีความว่า ความประพฤติลวง เรียกว่า มารยา. บุคคลบางคนในโลก
นี้ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ
แล้ว ย่อมตั้งความปรารถนาอันลามก เพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น คือ
ย่อมปรารถนาว่า ใคร ๆ อย่ารู้เรา ดำริว่า ใคร ๆ อย่ารู้เรา กล่าววาจา
ว่า ใคร ๆ อย่ารู้เรา ย่อมพยายามด้วยกายว่า ใคร ๆ อย่ารู้เรา ความ
ลวง ความเป็นผู้มีความลวง ความไม่นึกถึง ความอำพราง ความปลอม
ความปิดบัง ความหลีกเลี่ยง ความซ่อน ความซ่อนเร้น ความปิดความ
ปกปิด ความไม่ทำให้ตื่น ความไม่เปิดเผย ความปิดด้วยดี ความการทำ
ชั่ว เห็นปานนี้ นี้เรียกว่า ความลวง.
คำว่า มานะ ได้แก่ ความถือตัวอย่าง คือ ความที่จิตใฝ่สูง.
ความถือตัว ๒ อย่าง คือ ความยกตน, ความข่มผู้อื่น.
ความถือตัว ๓ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา, เราเสมอ
เขา, เราเลวกว่าเขา.
ความถือตัว ๔ อย่าง คือ บุคคลยังความถือตัวให้เกิดเพราะลาภ.
ยังความถือตัวให้เกิดเพราะยศ, ยังความถือตัวให้เกิดเพราะความสรรเสริญ
ยังความถือตัวให้เกิดเพราะความสุข.
ความถือตัว ๕ อย่าง คือ บุคคลยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้
รูปที่ชอบใจ ยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้เสียงที่ชอบใจ, ยังความถือ
หน้า 438
ข้อ 102
ตัวให้เกิดว่า เราได้กลิ่นที่ชอบใจ ยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้รสที่
ชอบใจ, ยังความถือตัวให้เกิดว่า เราได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ.
ความถือตัว ๖ อย่าง คือ บุคคลยังความถือตัวให้เกิดด้วยความถึง
พร้อมแห่งตา,......ความถึงพร้อมแห่งหู ความถึงพร้อมแห่งจมูก,.........
ความถึงพร้อมแห่งลิ้น,.....ความถึงพร้อมแห่งกาย, บุคคลยังความถือตัวให้
เถิดด้วยความถึงพร้อมแห่งใจ
ความถือตัว ๗ อย่าง คือ ความถือตัว, ความถือตัวจัด, ความ
ถือตัวและความถือตัวจด, ความถือตัวเลว, ความถือตัวยิ่ง, ความถือตัว
ว่าเรามั่งมี, ความถือตัวผิด.
ความถือตัว ๘ อย่าง คือ บุคคลยังความถือตัวให้เกิดเพราะลาภ.
ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะความเสื่อมลาภ, ยังความถือตัวให้เกิดเพราะ
ยศ, ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะความเสื่อมยศ, ยังความถือตัวให้เกิด
เพราะสรรเสริญ, ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะนินทา. ยังความถือตัวให้
เกิดเพราะสุข, ยังความถือตัวเลวให้เกิดเพราะทุกข์.
ความถือตัว ๙ อย่าง คือ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนอื่น
ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอกับคนดี, ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เลวกว่าคนดี,
ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนชั้นเดียวกัน, ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอ
กับคนชั้นเดียวกัน, ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เลวกว่าคนชั้นเดียวกัน. ความ
ถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนเลว, ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอกับคนเลว,
ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เลวกว่าคนเลว.
หน้า 439
ข้อ 103
ความถือตัว ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังความถือตัว
ให้เกิดเพราะชาติ ๑ เพราะโคตร ๑ เพราะความเป็นบุตรแห่งสกุล ๑
เพราะความเป็นผู้มีรูป ๑ เพราะทรัพย์ ๑ เพราะการเรียน ๑ เพราะ
หน้าที่การงาน ๑ เพราะขอบเขตศิลปะ ๑ เพราะวิทยฐานะ ๑ เพราะสุตะ ๑
เพราะปฏิภาณ ๑ เพราะวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑๑ ความถือตัว กิริยา
ที่ถือตัว ความที่จิตถือตัว ความใฝ่สูง ความฟูขึ้น ความทนงตัว ความ
ยกตัว ความที่จิตใคร่สูงดุจธง นี้เรียกว่า ความถือตัว.
คำว่า บุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว คือบุคคล
ผู้มีปัญญา ละ เว้น บรรเทา ทำให้หมด ทำให้ไม่มี ซึ่งมารยาและมานะ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญาและมารยาและมานะได้แล้ว.
ว่าด้วยกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง
[๑๐๓] คำว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้นเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่อง
เข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า มีความว่า กิเลสเครื่องเข้าถึง
ได้แก่ กิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่างคือ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ๑ กิเลส
เครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า กิเลสเครื่องเข้าถึง คือตัณหา ฯลฯ
นี้ชื่อว่า กิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ.
บุคคลผู้มีปัญญานั้นละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลส
เครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา เพราะ
เป็นผู้สละคืนกิเลส เครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ จึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่อง
เข้าถึง.
๑. นับแล้วได้ ๑๒.
หน้า 440
ข้อ 104
บุคคลผู้มีปัญญานั้นจะพึงไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ
อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรเล่า ว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน
ถือมั่นถึงความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง ถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่อง
ปรุงแต่งเหล่านั้น อันผู้มีปัญญานั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุง
แต่งแล้ว จะพึงไปสู่คติทั้งหลายด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นสัตว์เกิดในนรก
เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น
สัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือ
เป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีเหตุ
ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเครื่องไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ทิฏฐิที่กำหนด เพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่
ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีปัญญา ในที่ไหน ๆ ในโลก เพราะ
บุคคลผู้มีปัญญาละมารยาและมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไรเล่า.
[๑๐๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะ
ติเตียนในธรรมทั้งหลายใด ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไรอย่างไรเล่า เพราะ
ทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเข้าถึงนั้น
สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ.
หน้า 441
ข้อ 105, 106
[๑๐๕] คำว่า บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึง
วาทะติเตียนในธรรมทั้งหลาย มีความว่า คำว่า กิเลสเครื่องเข้า
ถึง ได้แก่กิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่างคือ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือ ตัณหา ๑
กิเลสเครื่องเข้าถึงคือ ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า กิเลสเครื่องเข้าถึงคือ ตัณหา
ฯลฯ นี้ ชื่อว่า กิเลสเครื่องเข้าถึงคือ ทิฏฐิ.
บุคคลนั้นไม่ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ไม่สละคืนกิเลสเครื่อง
เข้าถึงคือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ไม่ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา เพราะเป็นผู้
ไม่สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ จึงเข้าถึงวาทะติเตียนในธรรมทั้งหลาย
ว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่น ถึง ความฟุ้งซ่าน
ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้น
อันบุคคลนั้นไม่ละแล้ว เพราะเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องปรุงแต่งจึงเข้าถึง
วาทะติเตียนโดยคติ คือเข้าถึง เข้าไปถึง รับถือมั่น วาทะติเตียนว่า
เป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์
เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็น
สัตว์ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลาย.
[๑๐๖] คำว่า ใคร ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลส
เครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไรอย่างไรเล่า มีความว่า คำว่า กิเลส
เครื่องเข้าถึงได้แก่กิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง คือกิเลสเครื่องเข้าถึงคือ
ตัณหา ๑ กิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึง
คือตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ.
หน้า 442
ข้อ 107
บุคคลนั้นละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเครื่องเข้าถึง
คือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องเข้าถึงคือตัณหา เพราะเป็นผู้สละคืน
กิเลสเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ.
ใคร ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรเล่าว่าเป็น
ผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่นถึงความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตก
ลงหรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุงแต่งอันบุคคลเหล่านั้นละแล้ว
เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่งแล้ว. ใคร ๆ จะพึงกล่าว คติของ
บุคคลเหล่านั้น ด้วยกิเลสอะไรเล่าว่าเป็นผู้เกิดในนรก ฯลฯ หรือเป็นผู้ที่มี
สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น ไม่มี
เหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ เครื่องกล่าว บอก พูด แสดง แถลงได้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่อง
เข้าถึง ด้วยกิเลสอะไรอย่างไรเล่า.
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๑๐๗] คำว่า เพราะทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน
ย่อมไม่มีแต่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสผู้เข้าถึงนั้น มีความว่า ทิฏฐิถือว่ามี
ตน ได้แก่สัสสตทิฏฐิย่อมไม่มี ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ
ย่อมไม่มีทิฏฐิถือว่ามีตน คือสิ่งที่ถือย่อมไม่มี ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน คือสิ่งที่
พึงปล่อยย่อมไม่มีผู้ใดมีสิ่งที่ถือ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมมีสิ่งที่พึงปล่อย ผู้ใดมีสิ่ง
ที่พึงปล่อยผู้นั้น ชื่อว่ามีสิ่งที่ถือ พระอรหันต์ก้าวล่วงความถือและความ
หน้า 443
ข้อ 108
ปล่อยล่วงเลยความเจริญและความเสื่อมเสียแล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่จบ
พรหมจรรย์เป็นเครื่องอยู่ ประพฤติธรรมเป็นเครื่องประพฤติแล้ว ฯลฯ
ไม่มีภพใหม่เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทิฏฐิถือว่ามีตัวตน ทิฏฐิถือว่าไม่มี
ตนย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง.
[๑๐๘] คำว่า เพราะบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น
สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ มีความว่า ทิฏฐิ ๖๒
อันบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น ละตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้
ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง
นั้นสลัดแล้ว คือ กำจัด กำจัดด้วยดี กำจัดออก ละ บรรเทา ทำให้
ในรูปให้ถึงความไม่มี ซึ่งทิฏฐิทั้งปวง ในโลกนี้นี่แหละ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิ
ทั้งปวง ในโลกนี้นี่แหละ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลาย ใคร ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไร อย่างไรเล่า เพราะ
ทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวง
ในโลกนี้นี่แหละดังนี้.
จบ ทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๓
หน้า 444
ข้อ 108
อรรถกถาทุฏฐัฎฐกสุตตนิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาแรก ในทุฏฐัฎฐกสูตรก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วทนฺติ ความว่า ย่อมติเตียนพระผู้มี
พระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
บทว่า ทุฏฺมนาปิ เอเก อญฺเปิ เว สจฺจมนา ความว่า
บทว่า บางพวก ได้แก่ เดียรถีย์บางพวกมีใจอันโทษประทุษร้าย บาง
พวกแม้มีความสำคัญเช่นนั้นก็มีใจอันโทษประทุษร้าย อธิบายว่า ชนเหล่า
ใดฟังเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วเชื่อ ชนเหล่านั้นเข้าใจว่าจริง.
บทว่า วาทญฺจ ชาตํ ความว่า คำด่าอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น.
บทว่า มุนิ โน อุเปติ ความว่า มุนีคือพระพุทธเจ้า ย่อมไม่เข้า
ถึงเพราะมิใช่ผู้กระทำ และเพราะความไม่กำเริบ.
บทว่า ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ความว่า เพราะ
เหตุนั้น มุนีนี้ พึงทราบว่า ไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิต ด้วยกิเลสเครื่องตรึง
จิตมีราคะเป็นต้นในที่ไหน ๆ.
บทว่า ทุฏฺมนา ความว่า มีใจอันโทษทั้งหลายที่เกิดขึ้นประทุษ
ร้ายแล้ว.
บทว่า วิรุทฺธมนา ความว่า มีใจอันกิเลสเหล่านั้นกั้นไว้ไม่ให้
ช่องแก่กุศล.
บทว่า ปฏิวิรุทฺธมนา ท่านขยายด้วยสามารถอุปสรรค.
บทว่า อาหตมนา ความว่า ชื่อว่า มีใจอันโทสะมากระทบ
หน้า 445
ข้อ 108
เพราะอรรถว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจอันปฏิฆะมากระทบแล้ว.
บทว่า ปจฺจาหตมนา ท่านขยายด้วยสามารถแห่งอุปสรรคเหมือน
กัน.
บทว่า อาฆาติตมนา ความว่า ชื่อว่า มีใจอาฆาต เพราะอรรถ
ว่า เดียรถีย์เหล่านั้นมีใจอาฆาตด้วยสามารถวิหิงสา.
บทว่า ปจฺจาฆาติตมมา ท่านขยายด้วยสามารถอุปสรรคเหมือนกัน
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีใจชั่วด้วยสามารถความโกรธ ชื่อว่ามีใจอันโทษ
ประทุษร้าย ด้วยสามารถความผูกโกรธไว้ ชื่อว่า มีใจผิด ด้วยสามารถ
ลบหลู่คุณท่าน ชื่อว่า มีใจผิดเฉพาะ ด้วยสามารถตีเสมอ ชื่อว่ามีใจอัน
โทสะมากระทบเฉพาะ ด้วยสามารถโทสะ ชื่อว่า มีใจอาฆาต อาฆาต
เฉพาะ ด้วยสามารถพยาบาท ชื่อว่า มีใจชั่ว มีใจอันโทษประทุษร้าย
แล้ว เพราะไม่ได้ปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่า มีใจผิด มีใจผิดเฉพาะ เพราะ
เสื่อมยศ ชื่อว่า มีใจอันโทสะมากระทบ มากระทบเฉพาะ เพราะติเตียน
ชื่อว่า มีใจอาฆาต อาฆาตเฉพาะ เพราะเป็นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
ทุกขเวทนา อาจารย์บางพวกพรรณนา โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้.
บทว่า อุปวทนฺติ ความว่า ยังครหาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อภูเตน ความว่า ไม่มีอยู่.
บทว่า สทฺทหนฺตา ความว่า ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นด้วยสามารถ
ความเลื่อมใส.
บทว่า โอกปฺเปนฺตา ความว่า หยั่งลงกำหนดด้วยสามารถแห่งคุณ.
หน้า 446
ข้อ 108
บทว่า อธิมุจฺจนฺตา ความว่า อดกลั้นถ้อยคำของเดียรถีย์เหล่านั้น
ลงความเห็นด้วยสามารถความเลื่อมใส.
บทว่า สจฺจมนา ความว่าเข้าใจว่าจริง.
บทว่า สจฺจสญฺิโน ความว่ามีความสำคัญว่าจริง.
บทว่า ตถมนา ความว่า เข้าใจว่าไม่วิปริต.
บทว่า ภูตมนา ความว่า เข้าใจว่ามีความเป็นจริง.
บทว่า ยาถาวมนา ความว่า เข้าใจว่าไม่หวั่นไหว.
บทว่า อวิปรีตมนา ความว่า เข้าใจว่าตั้งใจแน่วแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจมนา สจฺจสญฺิโน พึงทราบ
ว่า ท่านกล่าวคุณของผู้ที่พูดจริง.
บทว่า ตถมนา ตถสญฺิโน ท่านกล่าวคุณที่เชื่อมต่อความจริง.
บทว่า ภูตมนา ภูตสญฺิโน ท่านกล่าวคุณที่เป็นความตั้งมั่น.
บทว่า ยาถาวนนา ยาถาวสญฺิโน ท่านกล่าวคุณที่ควรเชื่อ
ถือได้.
บทว่า อวิปรีตมนา อวิปรีตสญฺิโน ท่านกล่าวคุณคือพูดไม่ผิด.
บทว่า ปรโต โฆโส ความว่า มีศรัทธาเกิดขึ้นแต่สำนักผู้อื่น.
บทว่า อกฺโกโส ความว่า คำด่า ๑๐ อย่างมีชาติเป็นต้น อย่างใด
อย่างหนึ่ง.
บทว่า โย วาทํ อุเปติ ความว่า บุคคลใดเข้าถึงคำติเตียน.
บทว่า การโก วา ความว่า ผู้มีโทสะอันการทำแล้วก็ดี.
บทว่า การกตาย ความว่า ด้วยความที่มีโทสะอันกระทำแล้ว.
หน้า 447
ข้อ 108
บทว่า วุจฺจมาโน ความว่า ถูกเขากล่าวอยู่.
บทว่า อุปวทิยนาโน ความว่า ถูกเขาติเตียนอยู่ คือว่า ถูก
ตำหนิโทษ.
บทว่า กุปฺปติ ความว่า ย่อมโกรธ.
บทว่า ขีลชาตตาปิ นตฺถิ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกิเลสเครื่องตรึง
จิตเกิดแล้ว เพราะอรรถว่า มีกิเลสเครื่องตรึงจิตคือปฏิฆะ กล่าวคือความ
เป็นหยากเยื่อแห่งจิตโดยความผูกพัน เกิดแล้ว ภาวะแห่งผู้มีกิเลสเครื่อง
ตรึงจิตเกิดแล้วนั้น ชื่อว่า ความเป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้ว ความ
เป็นผู้มีกิเลสเครื่องตรึงจิตเกิดแล้วแม้นั้น ย่อมไม่มีคือมีอยู่หามิได้.
บทว่า ปญฺจปิ เจโตขีลา ความว่า ผู้มีความกำหนัดในกาย
มีความกำหนัดในรูป บริโภคอาหารเต็มท้องพอแก่ความต้องการ ประกอบ
ความสุขในการนอน ความสุขในการดูแล ประพฤติพรหมจรรย์ ปรารถนา
เทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า เราจักเป็นเทวดา หรือเทพอื่น ๆ ด้วยศีล พรต
ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ กิเลสเครื่องตรึงใจ กล่าวคือความเป็นหยากเยื่อ
โดยความผูกพันจิต แม้ ๕ อย่าง เห็นปานนี้ ย่อมไม่มี.
ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพระอานนท-
เถระว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกกล่าวบริภาษสบประมาทอยู่อย่างนี้
กล่าวอะไรกันบ้าง พระอานนทเถระกราบทูลว่า มิได้กล่าวอะไร ๆ เลย
พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงเป็น
ผู้นิ่งในที่ทั้งปวงด้วยคิดว่า เราเป็นผู้มีศีล ด้วยว่าคนทั้งหลายในโลกย่อม
ไม่รู้ว่าบัณฑิตปนกับเหล่าพาลเมื่อไม่กล่าว ดังนี้แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
หน้า 448
ข้อ 108
คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก เพื่อจะแสดงธรรมว่า อานนท์ ภิกษุทั้งหลาย
จงท้วงตอบอย่างนี้ กะมนุษย์เหล่านั้น พระเถระเรียนพระพุทธพจน์นั้น
แล้วกล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงท้วงตอบพวกมนุษย์ด้วยคาถานี้
ภิกษุทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้น มนุษย์ที่เป็นบัณฑิตได้พากันนิ่งอยู่ ฝ่าย
พระราชาทรงส่งพวกราชบุรุษไปในที่ทั้งปวง จับพวกนักเลงที่พวกเดียรถีย์
จ้างให้ฆ่านางสุนทรี ทรงข่มขู่ จึงทรงทราบความเป็นไปนั้นได้ตรัสบริภาษ
เดียรถีย์ทั้งหลาย ผ่านมนุษย์ทั้งหลายเห็นเดียรถีย์แล้ว ก็เอาก้อนดินขว้าง
เอาฝุ่นสาด พร้อมกันกล่าวว่า พวกนี้ทำความเสื่อมยศให้เกิดขึ้นแด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระอานนทเถระเห็นดังนั้นจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค.
เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาแก่พระเถระว่า สกญฺหิ ทิฏฺึ
ฯลฯ วเทยฺย ดังนี้.
คาถานี้มีเนื้อความว่า ชนผู้เป็นเดียรถีย์มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า พวกเราฆ่า
นางสุนทรีแล้วประกาศโทษของพวกสมณศากยบุตรทั้งหลาย จักยินดี
สักการะที่ได้มาด้วยอุบายนี้ ชนผู้เป็นเดียรถีย์นั้น พึงก้าวล่วงทิฏฐินั้นได้
อย่างไร โดยที่แท้ความเสื่อมยศนั้นก็ย่อมมาถึงชนผู้เป็นเดียรถีย์นั้นเอง
ผู้ไม่อาจล่วงทิฏฐินั้นได้ หรือผู้เป็นสัสสตวาทีแม้นั้น ไปตามความพอใจ
ในทิฏฐินั้น และตั้งมั่นในความชอบใจในทิฏฐินั้น พึงล่วงทิฏฐิของตนได้
อย่างไร อีกอย่างหนึ่งเมื่อกระทำให้เต็มด้วยตนเอง คือเมื่อกระทำทิฏฐิ
เหล่านั้น ให้บริบูรณ์ด้วยตนนั่นแล พึงกล่าวที่ตนรู้ทีเดียว.
บทว่า อวณฺณํ ปกาสยิตฺวา ความว่ากระทำโทษมิใช่คุณให้
ปรากฏ.
หน้า 449
ข้อ 108
บทว่า สกฺการํ ได้แก่ การกระทำความเคารพด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า สมฺนานํ ได้แก่ การนับถือมากด้วยใจ.
บทว่า ปจฺจาหริสฺสาม ความว่า จักยังลาภเป็นต้นให้บังเกิด.
บทว่า เอวํทิฏฺิกา ได้แก่ มีลัทธิอย่างนี้ เพราะชนผู้เป็นเดียรถีย์
เหล่านั้นมีลัทธินี้ อย่างนี้ว่า พวกเราจักยังลาภเป็นต้นนั้นให้บังเกิด อนึ่ง
ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นพอใจและชอบใจว่า เรามีธรรม มีประการ
ดังกล่าวแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้น มีจิตมีภาพอย่างนี้
ทีเดียวว่า ความคิดของเรามีอยู่ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่า
ชนผู้เป็นเดียรถีย์เหล่านั้นมีความพอใจพร้อมกับทิฏฐิก็ดี มีความชอบใจ
พร้อมกับทิฏฐิและความพอใจก็ดี มีลัทธิพร้อมกับทิฏฐิความพอใจและ
ความชอบใจก็ดี มีอัธยาศัยพร้อมกับทิฏฐิความพอใจความชอบใจและลัทธิ
ก็ดี มีความประสงค์พร้อมกับทิฏฐิความพอใจ ความชอบใจ ลัทธิ และ
อัธยาศัยก็ดี ดังนี้ จึงกล่าวว่า เอวํทิฏฺิกา ฯลฯ เอวํอธิปฺปายา ดังนี้
บทว่า สกํ ทิฏฺิ ได้แก่ ทัศนะของตน.
บทว่า สกํ ขนฺตึ ได้แก่ ความอดกลั้นของตน.
บทว่า สกํ รุจึ ได้แก่ ความชอบใจของตน.
บทว่า สกํ ลทฺธึ ได้แก่ ลัทธิของตน.
บทว่า สกํ อชฺฌาสยํ ได้แก่ อัธยาศัยของตน.
บทว่า สกํ อธิปฺปายํ ได้แก่ ภาวะของตน.
บทว่า อติกฺกมิตุํ ได้แก่ เพื่อก้าวล่วงพร้อม.
บทว่า อถโข เสฺวว อยโส ความว่า ความเสื่อมยศนั้นนั่นแหละ
ย้อนมาถึงโดยส่วนเดียว.
หน้า 450
ข้อ 108
บทว่า เต ปจฺจาคโต ความว่า ย้อนมาเป็นของเดียรถีย์เหล่านั้น.
บทว่า เต เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.
บทว่า อถวา เป็นบทแสดงระหว่างเนื้อความ.
บทว่า สสฺสโต ได้แก่ เที่ยง คือยั่งยืน.
บทว่า โลโก ได้แก่ อัตภาพ.
บทว่า อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺํ ความว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริงแท้
สิ่งอื่นเปล่า.
บทว่า สมตฺตา ได้แก่ สมบูรณ์.
บทว่า สมาทินฺนา ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ.
บทว่า คหิตา ได้แก่ เข้าไปถือเอา.
บทว่า ปรามฏฺา ได้แก่ ถูกต้องถือเอาโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า อภินิวิฏฺา ได้แก่ ได้ที่พึ่งเป็นพิเศษ.
บทว่า อสสฺสโต พึงทราบโดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อนฺตวา ได้แก่ มีที่สุด.
บทว่า อนนฺตวา ได้แก่ ไม่มีที่สุดคือความเจริญ.
บทว่า ตํ ชึวํ ได้แก่ ชีพก็อันนั้น ท่านทำเป็นลิงควิปลาส.
บทว่า ชีโว ก็ได้แก่ อัตตานั่นเอง.
บทว่า ตถาคโต ได้แก่ สัตว์, อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
พระอรหันต์.
บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ ต่อจากตายไป ความว่าปรโลก.
หน้า 451
ข้อ 108
บทว่า น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า ต่อจาก
ตายไป ย่อมไม่เป็นอีก.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า
ต่อจากตายไป ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า
ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ด้วยสามารถขาดสูญ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ด้วย
สามารถเที่ยง.
บทว่า สกาย ทิฏฺิยา เป็นต้น เป็นตติยาวิภัตติ.
บทว่า อลฺลีโน ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า สยํ สมตฺตํ กโรติ ความว่า เปลื้องความบกพร่องกระทำ
ตนให้เต็มโดยชอบด้วยนี้.
บทว่า ปริปุณฺณํ ความว่า เปลื้องโทษที่เกินเลย กระทำให้
สมบูรณ์.
บทว่า อโนมํ ความว่า เปลื้องโทษที่เลว กระทำให้ไม่ลามก.
บทว่า อคฺคํ ได้แก่ เป็นต้น.
บทว่า เสฏฺํ ได้แก่ เป็นประธาน คือปราศจากโทษ.
บทว่า วิเสฏฺํ ได้แก่ เจริญที่สุด.
บทว่า ปาโมกฺขํ ได้แก่ ยิ่ง.
บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ วิเศษ คือไม่มีในเบื้องต่ำ.
บทว่า ปวรํ กโรติ ความว่ากระทำให้สูงสุดเป็นพิเศษ.
หน้า 452
ข้อ 108
อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่ง พรรณนาอย่างนี้ว่า กระทำให้เลิศ
ด้วยเปลื้องโทษที่นอนเนื่องให้ประเสริฐ ด้วยเปลื้องโทษที่เป็นสังกิเลส
ให้วิเศษ ด้วยเปลื้องโทษที่เป็นอุปกิเลสให้เป็นวิสิษฎิ์ ด้วยเปลื้องโทษที่
เต็มให้เป็นประธาน ด้วยเปลื้องโทษปานกลางให้อุดม ด้วยเปลื้องโทษ
อุดมและปานกลางให้บวร.
บทว่า อยํ สตฺถา สพฺพญฺญู ความว่า พระศาสดาของพวกเรา
นี้ เป็นพระสัพพัญญู ด้วยสามารถทรงรู้ทุกอย่าง.
บทว่า อยํ ธมฺโม สฺวากฺขาโต ความว่า พระธรรมของพวกเรา
นี้พระศาสดาตรัสแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ คโณ สุปฏิปนฺโน ความว่า พระสงฆ์ของพวกเรานี้
ปฏิบัติแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ ทิฏฺิ ภทฺทิกา ความว่า ลัทธิของพวกเรานี้ดี.
บทว่า อยํ ปฏิปทา สุปญฺตฺตา ความว่า ปฏิปทาอันเป็น
ส่วนเบื้องต้นของพวกเรานี้ อันพระศาสดาทรงบัญญัติแล้วด้วยดี.
บทว่า อยํ มคฺโค นิยฺยานิโก ความว่า มรรคเครื่องนำออก
เป็นพัก ๆ ของพวกเรานี้ เป็นเครื่องนำออก บุคคลย่อมการทำให้เต็มที่
ด้วยตนเอง ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า กเถยฺย ได้แก่ พึงพูดว่า โลกเที่ยง พึงแสดงว่า สิ่งนี้
แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า พึงแถลงว่า โลกมีที่สุด คือให้ถือเอาโดยวิธีมี
อย่างต่าง ๆ ว่า ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี.
หน้า 453
ข้อ 108
ลำดับนั้น พอล่วง ๗ วัน พระราชาก็รับสั่งให้ทิ้งซากศพนั้น เวลา
เย็นเสด็จไปวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ เมื่อความเสื่อมยศเกิดขึ้นเช่นนี้ ควรจะแจ้งแม้แก่ข้าพระองค์
มิใช่หรือ เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
มหาบพิตร การแจ้งแก่คนอื่นว่า เราเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณความดี
ดังนี้ ไม่สมควรแก่พระอริยะทั้งหลาย ดังนี้แล้วได้ทรงภาษิตคาถาที่เหลือ
ว่า โย อตฺตโน สีลวตานิ ดังนี้ เพื่อเป็นเหตุให้เกิดเรื่องนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตานิ ได้แก่ ศีลทั้งหลายมีพระ-
ปาติโมกข์เป็นต้น และธุดงควัตรทั้งหลายมีอารัญญิกธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า อนานุปุฏฺโ ได้แก่ อันใคร ๆ ไม่ถาม.
บทว่า ปาวา ได้แก่ ย่อมกล่าว.
บทว่า อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว-
ปาวา ความว่า ชนใดย่อมบอกตนว่าเที่ยงนั่นแลอย่างนี้ ผู้ฉลาดทั้งหลาย
ย่อมกล่าววาทะของชนนั้นอย่างนี้ว่า นั้นไม่ใช่ธรรมของอริยชน.
บทว่า อตฺถิ สีลญฺเจว วตฺตญฺจ ความว่า เป็นศีลด้วยนั่นเทียว
เพราะอรรถว่า สังวร เป็นวัตรด้วย เพราะอรรถว่า สมาทาน.
บทว่า อตฺถิ วตฺตํ น สีลํ. ความว่า ข้อนั้นเป็นวัตรแต่ไม่เป็น
ศีล ด้วยอรรถดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กตมํ เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา.
บทว่า อิธ ภิกฺขุ สีลวา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
หน้า 454
ข้อ 108
บทว่า สํวรฏฺเน ความว่า ด้วยอรรถว่า การทำความสำรวม
ถือด้วยอรรถว่า ปิดทวารที่ก้าวล่วง.
บทว่า สมาทานฏฺเน ความว่า ด้วยอรรถว่า ถือเอาโดยชอบ
ซึ่งสิกขาบทนั้น ๆ.
บทว่า อารญฺิกงฺคํ ความว่า ชื่อว่า อารัญญิกะ เพราะอรรถว่า
มีที่อยู่อาศัยในป่า องค์แห่งผู้มีที่อยู่อาศัยในป่า ชื่ออารัญญิกังคะ.
บทว่า ปิณฺฑปาติกงฺคํ ความว่า ก็การตกลงแห่งก้อนอามิสกล่าว
คือภิกษา ชื่อว่า บิณฑบาต ท่านอธิบายว่า การตกลงในบาตรแห่งก้อน
ภิกษาที่คนเหล่าอื่นถวาย. ชื่อว่า บิณฑปาติกะ เพราะอรรถว่า. บิณฑบาตร
นั้น คือ เข้าหาสกุลนั้น ๆ แสวงหา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า บิณฑปาตี
เพราะอรรถว่า มีการเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร.
บทว่า ปติตุํ แปลว่า การเที่ยวไป บิณฑปาตีนั่นแหละเป็น.
บิณฑปาติกะ, องค์แห่งบิณฑปาติกะผู้เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร ชื่อ
บิณฑปาติกังคะ เหตุ ท่านเรียกว่า องค์. เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเป็น
ผู้เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร ด้วยการสมาทานใด การสมาทานนั้น พึง
ทราบว่าเป็นชื่อขององค์นั้นโดยนัยนี้แหละ.
ผ้าชื่อว่า บังสุกุล เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนเกลือกกลั้วด้วยฝุ่น
ในที่นั้น ๆ ด้วยอรรถว่า ฟุ้งไป เพราะตั้งอยู่บนฝุ่นทั้งหลายในที่แห่งใด
แห่งหนึ่ง มีถนน ป่าช้า และกองหยากเยื่อเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
บังสุกุล เพราะอรรถว่า ถึงภาวะน่าเกลียดเหมือนฝุ่น ท่านอธิบายว่า ถึง
ความเป็นของน่ารังเกียจ การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลที่มีคำไขอันได้แล้วอย่างนี้
หน้า 455
ข้อ 108
ชื่อว่า บังสุกุล การทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น
ภิกษุนั้นถึงชื่อว่า บังสุกูลิก ผู้ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุล องค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้
ซึ่งผ้าบังสุกุลนั้นชื่อบังสุกูลิกังคะ.
ชื่อว่า เตจีวริก เพราะอรรถว่า มีไตรจีวรกล่าวคือ สังฆาฏิ
อุตตราสงค์ และอันตรวาสก เป็นปกติ องค์แห่งเตจีวริกผู้มีไตรจีวรเป็น
ปกติ ชื่อเตจีวริกังคะ.
บทว่า สปทานจาริกงฺคํ ความว่า ความขาด ท่านเรียกว่า ทานะ.
ปราศจากความขาด ชื่อว่า อปทานะ อธิบายว่าไม่ขาด กับด้วยการ
ปราศจากความขาด ชื่อว่า สปทานะ. ท่านอธิบายว่า เว้นจากความขาด
คือ ตามลำดับเรือน. ชื่อว่า สปทานจารี เพราะอรรถว่า มีการเที่ยวไป
ตามลำดับเรือนเป็นปกติ. สปทานจารีนั่นแหละเป็นสปทานจาริกะ. องค์
แห่งสปทานจาริกะผู้เที่ยวไปตามลำดับเรือนเป็นปกติ ชื่อสปทานจาริกังคะ.
บทว่า ขลุ ในบทว่า ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ เป็นนิบาตลงใน
อรรถปฏิเสธ มีผู้ปวารณา ภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อว่า ปัจฉาภัต. การ
บริโภคภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อว่า ปัจฉาภัตโภชน์. ชื่อว่า ปัจฉาภัตติกะ
เพราะอรรถว่า มีปัจฉาภัตเป็นปกติ. เพราะทำสัญญาในปัจฉาภัตโภชน์นั้น
ว่าปัจฉาภัต มิใช่ปัจฉาภัตติกะ. ชื่อว่า ขลุปัจฉาภัตติกะ คำนี้เป็นชื่อของการ
บริโภคมากเกินซึ่งห้ามไว้ด้วยสามารถสมาทาน. องค์แห่งขลุปัจฉาภัตติกะ
ผู้ไม่บริโภคภัตที่ได้มาภายหลัง ชื่อ ขลุปัจฉาภัตติกังคะ.
หน้า 456
ข้อ 108
บทว่า เนสชฺชิกงฺคํ ความว่า ชื่อว่า เนสัชชิกะ เพราะอรรถว่า
มีการห้ามการนอน อยู่ด้วยการนั่งเป็นปกติ องค์แห่งเนสัชชิกะ ผู้ห้าม
การนอนอยู่ด้วยการนั่ง ชื่อว่า เนสัชชิกกังคะ.
บทว่า ยถาสนฺถติกงฺคํ ความว่า เสนาสนะที่เขาจัดไว้ใด ๆ นั่น
แล ชื่อว่า เสนาสนะตามที่จัดไว้. คำนี้เป็นชื่อเสนาสนะที่เขาแสดงก่อน
อย่างนี้ว่า เสนาสนะนี้ย่อมถึงแก่ท่าน ชื่อว่า ยถาสันถติกะ เพราะอรรถว่า
มีการอยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้นั้นเป็นปกติ. องค์แห่งยถาสันถติกะผู้อยู่
ในเสนาสนะตามที่จัดไว้เป็นปกติ ชื่อว่า ยถาสันถติกังคะ.
องค์เหล่านี้ทั้งหมดนั้นแล ชื่อว่า ธุดงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์
แห่งภิกษุผู้กำจัด เพราะกำจัดกิเลสด้วยสมาทานนั้น ๆ. หรืออรรถว่า มี
ญาณที่ได้โวหารว่า ธุตะ เพราะกำจัดกิเลส เป็นองค์. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ธุดงค์ เพราะอรรถว่า ธุตะเหล่านั้นด้วย. ชื่อว่าเป็นองค์ เพราะ
กำจัดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ด้วยการปฏิบัติด้วย ดังนี้ก็มี. ในข้อนี้พึงทราบ
วินิจฉัยโดยอรรถว่าอย่างนี้ก่อน.
ก็ธุดงค์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแล มีเจตนาเครื่องสมาทานเป็นลักษณะ.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ตั้งใจแน่วแน่นั้น ย่อมตั้งใจแน่วแน่ด้วยธรรม
ใด ธรรมเหล่านั้น คือจิตและเจตสิก. เจตนาเครื่องสมาทานนั้น คือธุดงค์.
ข้อที่ห้ามนั้น คือวัตถุ. ก็ธุดงค์ทั้งหมดนั่นแล มีความกำจัดความอยากได้
เป็นรส มีความไม่อยากได้เป็นปัจจุปปัฏฐาน. มีอริยธรรมมีความ
ปรารถนาน้อยเป็นต้น เป็นปทัฏฐาน. ในข้อนี้พึงทราบวินิจฉัยโดย
ลักษณะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 457
ข้อ 108
บทว่า วิริยสมาทานมฺปิ ได้แก่ แม้การถือเอาความเพียร.
บทว่า กามํ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ส่วนเดียว.
บทว่า ตโจ จ นหารู จ ได้แก่ ผิวหนังและเส้นเอ็นทั้งหลาย.
บทว่า อฏฺิ จ ได้แก่ กระดูกทั้งหมด.
บทว่า อวสุสฺสตุ ได้แก่ จงเหือดแห้งไป.
บทว่า อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ความว่า เนื้อและเลือดทั้งหมดจง
เหือดแห้งไป.
บทว่า ตโจ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า นหารู ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า อฏฺิ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า อุปสุสฺสตุ มํสโลหิตํ ได้แก่ อวัยวะส่วนหนึ่ง.
บทว่า ยนฺตํ เป็นบทเชื่อมกับบทที่จะพึงกล่าวข้างหน้า.
บทว่า ปุริสถาเมน ได้แก่ ด้วยกำลังทางกายของบุรุษ.
บทว่า พเลน ได้แก่ ด้วยกำลังญาณ.
บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยวิริยานุภาพแห่งญาณทางใจ.
บทว่า ปรกฺกเมน ได้แก่ ด้วยการก้าวไปสู่ฐานะข้างหน้า ๆ คือ
ด้วยความเพียรที่ถึงขั้นอุตสาหะ.
บทว่า ปตฺตพฺพํ ได้แก่ อิฐผลนั้นใดที่พึงบรรลุ.
บทว่า น ตํ อปาปุณิตฺวา ได้แก่ ยังไม่บรรลุอิฐผลที่พึงบรรลุนั้น.
บทว่า วิริยสฺส สณฺฑานํ ภวิสฺสติ ความว่า ความย่อหย่อน คือ
หน้า 458
ข้อ 108
ความจมลงแห่งความเพียร ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว จักไม่มี. ปาฐะว่า
สณฺานํ ก็มี ความก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ความว่า ประคองจิต คือ อุตสาหะ.
บทว่า ปทหติ ความว่า ได้ตั้งอยู่เฉพาะ.
บทว่า นาสิสฺสํ ความว่า เราจักไม่เคี้ยวกิน คือจักไม่บริโภค.
บทว่า น ปิวิสฺสามิ ความว่า จักไม่ดื่มข้าวยาคูและน้ำดื่มเป็นต้น.
บทว่า วิหารโต น นิกฺขเม ความว่า ไม่พึงออกภายนอกเสนา-
สนะ.
บทว่า นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ความว่า จักไม่ทำให้ศีรษะตกคือ
ตั้งอยู่บนเตียง ตั่ง พื้น หรือบนที่ปูลาดคือเสื่อลำแพน.
บทว่า ตณฺหาสลฺเล อนูหเต ความว่า เมื่อลูกศรกล่าวคือตัณหา
เรายังถอนไม่ได้ อธิบายว่า ยังไม่ปราศจากไป.
บทว่า อิมํ ปลฺลงกํ ได้แก่ การนั่งเนื่องด้วยขาที่คู้เข้าโดยรอบ.
บทว่า น ภินฺทิสฺสามิ ได้แก่ จักไม่ละ.
บทว่า ยาว เม น อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือด้วยอุปาทาน ๔.
บทว่า อาสเวหิ ได้แก่ จากอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น.
บทว่า วิมุจฺจิสฺสติ ได้แก่ จักยังไม่หลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุตติ.
บทเริ่มต้นว่า น ตาวาหํ อิมมฺหา อาสนา วุฏฺหริสฺสามิ
จนถึงบทว่า รุกฺขมูลา นิกฺขมิสฺสามิ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโอกาส.
บทว่า อิมสฺมึเยว ปุพฺพณฺหสมยํ อริยธมฺมมาหริสฺสามิ จน
ถึงบทว่า คิมฺเห ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกาล.
หน้า 459
ข้อ 108
บทว่า ปุริเม วโยขนฺเธ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งวัย
เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสนา น วุฏฺหิสฺสามิ ความว่า
จักไม่ลุกจากอาสนะที่นั่งแล้ว.
บทว่า อฑฺฒโยคา ได้แก่ เรือนเพิง.
บทว่า ปาสาทา ได้แก่ ปราสาทยาว.
บทว่า หมฺมิยา ได้แก่ เรือนโล้น.
บทว่า คุหาย ได้แก่ ถ้ำฝุ่น.
บทว่า เลณา ได้แก่ ถ้าภูเขาทั้งที่มีขอบเขต และไม่มี.
บทว่า กุฏิยา ได้แก่ กุฎีที่ฉาบทาเป็นต้น.
บทว่า กูฏาคารา ได้แก่ เรือนที่ยกยอดขึ้นทำ.
บทว่า อฏฺฏา ได้แก่ หอคอยบนหลังคาประตู.
บทว่า มาฬา ได้แก่ โรงกลม. ที่อยู่อาศัยพิเศษอย่างหนึ่ง เชื่อ
ว่า เรือนที่มีเครื่องกั้น บางท่านกล่าวว่า เรือนที่มีหลังคา ก็มี.
บทว่า อุปฏฺานสาลา ได้แก่ หอประชุม หรือหอฉัน มณฑป
เป็นต้นก็ปรากฏเหมือนกัน.
บทว่า อริยธมฺมํ ได้แก่ ธรรมที่ปราศจากโทษ หรือธรรมของ
พระอริยะทั้งหลาย คือ ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระ-
สาวกทั้งหลาย.
บทว่า อาหริสฺสามิ ได้แก่ จักนำมาใกล้จิตของเราด้วยศีล.
บทว่า สมาหริสฺสามิ ได้แก่ จักนำมาเป็นพิเศษด้วยสมาธิ.
หน้า 460
ข้อ 108
บทว่า อธิคจฺฉิสฺสามิ ได้แก่ จักถึงด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ
ด้วยธุดงค์.
บทว่า ผสฺสยิสฺสามิ ได้แก่ จักถูกต้องด้วยมรรค.
บทว่า สจฺฉิกริสฺสามิ ได้แก่ จักการทำให้ประจักษ์ด้วยผล.
อีกนัยหนึ่ง จักนำมาด้วยโสดาปัตติมรรค, จักนำมาด้วยดีด้วยสกทาคา-
มิมรรค จักบรรลุด้วยอนาคามิมรรค, จักถูกต้องด้วยอรหัตตมรรค, จัก
กระทำให้แจ้งด้วยปัจจเวกขณะ.
บทว่า ผสฺสยิสฺสามิ ในนัยทั้งสอง มีความว่า จักถูกต้องนิพพาน
ด้วยนามกาย.
บทว่า อปุฏฺโ เป็นบทเดิม บทนั้นมีความว่า อันใคร ๆ ไม่ถาม.
บทว่า อปุจฺฉิโต ความว่า ไม่ให้รู้แล้ว.
บทว่า อยาจิโต ความว่า ไม่ขอร้อง.
บทว่า อนชฺเฌสิโต ความว่า ไม่บังคับ บางท่านกล่าวว่า ไม่
ปรารถนา.
บทว่า อปฺปสาทิโต ความว่า ไม่เชื้อเชิญ.
บทว่า ปาวทติ ความว่า ย่อมกล่าว.
บทว่า อหมสฺมิ แปลว่า เป็นเรา.
บทว่า ชาติยา วา ความว่า ด้วยชาติกษัตริย์และชาติพราหมณ์บ้าง.
บทว่า โคตฺเตน วา ความว่า ด้วยโคดมโคตรเป็นต้นบ้าง.
บทว่า โกลปุตฺติเยน วา ความว่า ด้วยความเป็นบุตรของ
ตระกูลบ้าง.
หน้า 461
ข้อ 108
บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ความว่า ด้วยความเป็นผู้มีรูปร่าง
งามบ้าง.
บทว่า ธเนน วา ความว่า ด้วยทรัพย์สมบัติบ้าง.
บทว่า อชฺเฌเนน วา ความว่า ด้วยกระทำการเชื้อเชิญบ้าง.
บทว่า กมฺมายตเนน วา การงานนั่นแหละ ชื่อว่ากัมมายตนะ
ด้วยการงานนั้น มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้นบ้าง.
บทว่า สิปฺปานตเนน วา ความว่า ด้วยธนูศิลป์เป็นต้นบ้าง.
บทว่า วิชฺชฏฺาเนน วา ความว่า ด้วยวิทยฐานะ ๑๘ อย่าง
บ้าง.
บทว่า สุเตน วา ความว่า ด้วยคุณคือความเป็นพหูสูตบ้าง.
บทว่า ปฏิภาเณน วา ความว่า ด้วยญาณกล่าวคือปฏิภาณใน
เหตุและมิใช่เหตุ.
บทว่า อุจฺจากุลา ความว่า จากตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงความเป็นใหญ่โดยชาติและโคตร.
บทว่า มหาโภคกุลา ความว่า จากตระกูลคฤหบดีมหาศาล.
ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงความเป็นใหญ่โดยความมั่งคั่ง.
บทว่า อุฬารโภคกุลา ความว่า จากตระกูลแพศย์ที่เหลือลงเป็น
ต้น ด้วยบทนี้ ย่อมแสดงถึงทองและเงินเป็นต้นมากมาย ด้วยว่าแม้พวก
จัณฑาลก็มีโภคะโอฬาร.
บทว่า าโต แปลว่า ปรากฏ.
บทว่า ยสสี ความว่า ถึงพร้อมด้วยบริวาร.
หน้า 462
ข้อ 108
บทว่า สุตฺตนฺติโก แปลว่า เป็นผู้ขวนขวายในพระสูตร.
บทว่า วินยธโร แปลว่า เป็นผู้ทรงพระวินัยปิฎก.
บทว่า ธมฺมกถิโก แปลว่า ผู้ชำนาญพระอภิธรรม.
บทว่า อารญฺิโก เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงข้อปฏิบัติอัน
เป็นส่วนเบื้องต้นแห่งธุดงค์.
บทว่า ปมสฺส ฌานสฺส ลาภี เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แสดงรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ๘ แล้วแสดงปฏิเวธ.
บทว่า ปาวทติ เป็นบทเดิม.
บทว่า กเถติ ความว่า ย่อมกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ผู้ทรง
ปิฎก.
บทว่า ภณติ ความว่า กระทำให้ปรากฏว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถือธุดงค์.
บทว่า ทีปยติ ความว่า ชี้แจงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รูปฌาน.
บทว่า โวหรติ ความว่า เปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อรูปฌาน.
บทว่า ขนฺธกุสลา ความว่า ผู้ฉลาดในสามัญลักษณะซึ่งเป็นไป
กับด้วยลักษณะในขันธ์ ๕ อธิบายว่า ผู้ฉลาดด้วยสามารถแห่งญาตปริญญา
ตีรณปริญญา และปหานปริญญา แม้ในธาตุ อายตนะ และปฏิจจสมุปบาท
เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ
บทว่า นิพฺพานกุสลา ความว่า ผู้ฉลาดในนิพพาน.
บทว่า อนริยานํ ได้แก่ มิใช่อริยะ.
บทว่า เอโส ธมฺโม ได้แก่ สภาวะนี้.
หน้า 463
ข้อ 108
บทว่า พาลานํ ได้แก่ พวกมิใช่บัณฑิต.
บทว่า อสปฺปุริสานํ ได้แก่ พวกมิใช่คนดี.
บทว่า อตฺตา ได้แก่ ซึ่งตน.
บทว่า สนฺโต ความว่า ชื่อว่าผู้สงบเพราะความเข้าไปสงบกิเลสมี
ราคะเป็นต้น, ชื่อว่า ผู้ดับกิเลสในตนแล้ว ก็เหมือนกัน.
บทว่า อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ความว่า ไม่อวดในศีล
ทั้งหลาย โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยประการ
ฉะนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า ไม่กล่าววาจาโอ้อวดคนซึ่งเป็นนิสิตแห่งศีล.
บทว่า ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ความว่า ผู้ฉลาดในขันธ์
เป็นต้น มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวความไม่อวดในศีลของภิกษุนั้นว่า
นี้เป็นอริยธรรม.
บทว่า ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ความว่า กิเลส ๗
ประการ มีราคะเป็นต้น เป็นเหตุฟูขึ้น มิได้มีแก่ภิกษุใด คือแก่พระขีณาสพ
ในที่ไหน ๆ ในโลก. เชื่อมความว่าผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวความไม่อวด
นั้นของภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า นี้เป็น อริยธรรม.
บทว่า สนฺโต เป็นบทเดิม.
บทว่า ราคสฺส สมิตตฺตา ความว่า เพราะระงับราคะ ซึ่งมี
ความกำหนัดเป็นลักษณะได้ แม้ในโทสะเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า วิชฺฌาตตฺตา ความว่า เพราะเผากิเลสเครื่องเร่าร้อนทั้ง
ปวงได้.
หน้า 464
ข้อ 108
บทว่า นิพฺพุตตฺตา ความว่า เพราะดับกิเลสเครื่องเผาทั้งปวงได้.
บทว่า วิคตตฺตา ความว่า เพราะปราศจากคือไกลอภิสังขารฝ่าย
อกุศลทั้งปวง.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธตฺตา ความว่า เพราะความเกิดขึ้นแห่งความ
สงบระงับโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ ภินฺนตฺตา ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่า
ภิกษุ เพราะทำลายธรรม ๗ ประการที่จะกล่าวข้างหน้าดำรงอยู่. กิเลส ๓
อย่างเหล่านั้น คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทำลายด้วย
โสดาปัตติมรรค, กิเลสอย่างหยาบ ๒ อย่างเหล่านี้ คือ กามราคะ โทสะ
ทำลายได้ด้วยสกทาคามิมรรค. กิเลส ๒ อย่างเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็นอยู่
ละเอียด ทำลายได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลส ๒ อย่างเหล่านี้ คือ โมหะ
มานะ ทำลายด้วยอรหัตมรรค.
อนึ่ง เพื่อจะแสดงกิเลสทั้งหลายที่เหลือพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
ภิกษุนั้น ทำลายแล้วซึ่งอุกุศลธรรมอันลามก ดังนี้.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ได้แก่ อันเป็นปัจจัยแห่งความมัวหมอง.
บทว่า โปโนพฺภวิกา ได้แก่ ให้เกิดในภพใหม่.
บทว่า สทฺทรา ได้แก่ ชื่อว่ามีความกระวนกระวาย เพราะอรรถ
ว่า เป็นที่มีความกระวนกระวายคือกิเลส. ปาฐะว่า สทรา ก็มี ความว่า
เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย.
บทว่า ทุกฺขวิปากา ความว่า ให้ทุกข์ในเวลาให้ผล.
หน้า 465
ข้อ 108
บทว่า อายตึ ชาติชรามรณียา ความว่า เป็นปัจจัยแก่ชาติ
ชรา และมรณะ ในอนาคตกาล.
คาถาว่า ปชฺเชน กเตน อตฺตนา เป็นต้น มีประมวลเนื้อความ
ดังนี้ว่า ผู้ใดควรแก่คำชมเชยเหล่านี้อย่างนี้ว่า ถึงปรินิพพานแล้วด้วยธรรม
อันเป็นทางอันตนให้เจริญแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว เพราะถึงความดับ
รอบกิเลส และละแล้วซึ่งความเสื่อมและความเจริญ มีประเภทคือวิบัติและ
สมบัติ ความเสื่อมและความเจริญ ความขาดสูญและความเที่ยง บาปและบุญ
อยู่จบมรรค เป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้นชื่อว่า ภิกษุ.
ปาฐะ ๒ ว่า อิติหํ ว่า อิทหํ ท่านยกปาฐะว่า อิทหํ หมาย
เอาการต่อบทเป็นต้นว่า อิติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิติ ได้แก่
บทที่กล่าวแล้ว.
บทว่า ปทสนฺธิ ได้แก่ การต่อบททั้งหลายชื่อปทสนธิความว่า
การเชื่อมบท.
บทว่า ปทสํสคฺโค ได้แก่ ความเป็นอันเดียวกันของบททั้งหลาย.
บทว่า ปทปาริปูริ ได้แก่ ความบริบูรณ์แห่งบททั้งหลาย ความ
เป็นอันเดียวกันของบททั้งสอง.
บทว่า อกฺขรสมวาโย ความว่า เพื่อแสดงว่าแม้บททั้งหลายเป็น
อันเดียวกันก็ดี ไม่บริบูรณ์ก็ดี นี้ย่อมไม่เป็นที่ประชุมคือรวมแห่งอักษรทั้ง
หลายอย่างนี้ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อกฺขรสมวาโย ดังนี้.
บทว่า พฺยญฺชนสิลิฏฺตา ความว่า ความประจักษ์แจ้งอรรถแห่ง
พยัญชนะทั้งหลาย คือแห่งอรรถและพยัญชนะที่กล่าวแล้วเพื่อความบริบูรณ์
หน้า 466
ข้อ 108
แห่งการรวบรวมพยัญชนะ ความอ่อน มิใช่ความไม่เรียบร้อยแห่งปาฐะ
เพราะเป็นความไพเราะแห่งเหตุทั้งหลาย.
บทว่า ปทานุปุพฺพตาเมตํ ความว่า ความเป็นลำดับแห่งบท
ทั้งหลาย ชื่อว่าความเป็นไปตามลำดับบท อธิบายว่า ความเป็นลำดับแห่ง
บท.
บทว่า เมตํ ได้แก่ บทนั้น หากจะถามว่า บทไหน พึงตอบว่า
บทว่า อิติ นี้ ม อักษรในบทว่า เมตํ นี้ ท่านกล่าวต่อบท.
บทว่า กตฺถี โหติ ความว่า เป็นผู้มีปกติกล่าวยกตนว่า ข้าพเจ้า
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
บทว่า กตฺถติ ความว่า ย่อมกล่าวโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า วิกตฺถติ ความว่า ย่อมกล่าวมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า กตฺถนา แปลว่า กล่าว.
บทว่า อารโต ความว่า แต่ที่ไกล.
บทว่า วิรโต ความว่า ยินดีด้วยความปราศจากด้วยลามารถก้าว
ข้ามฐานะ.
บทว่า ปฏิวิรโต ความว่า เป็นผู้ออกจากฐานะนั้นแล้วไม่ประกอบ
โดยอาการทั้งปวงยินดีบรรดาบทเหล่านั้น อารตะ คือเหมือนเห็นปีศาจ
แล้วหนีไป วิรตะ คือวิ่งไปรอบ ๆ เหมือนเมื่อช้างย่ำเหยียบ ปฏิวิรตะ
คือ ย่ำยีเหมือนทหารต่อสู่กันสำเร็จแล้วไป.
บทว่า ขีณาสวสฺส ได้แก่ ผู้มีอาสวะคือกิเลส สิ้นแล้ว.
หน้า 467
ข้อ 108
บทว่า กมฺมุสฺสโท ได้แก่ กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นแห่งกรรม กล่าวคือ
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร เพราะฟูขึ้น.
บทว่า ตสฺสิเม ความว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นเหล่านี้ มิได้มีแก่
ผู้นั้น คือผู้มีอาสวะ สิ้นแล้ว.
พระสารีบุตรเถระแสดงข้อปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัติของเดียรถีย์ทั้งหลายผู้มีทิฏฐิ จึงกล่าวว่า ปกปฺปิตา
สงฺขตา
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกปฺปิตา ความว่า อันบุคคลกำหนด
แล้ว.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า ยสฺส ความว่า ของผู้มีทิฏฐิคนใดคนหนึ่ง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย.
บทว่า ปุรกฺขตา ได้แก่ กระทำไว้เบื้องหน้า.
บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่.
บทว่า อโวทาตา ได้แก่ ไม่ขาวสะอาด.
บทว่า ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺ-
ตินฺติ ความว่า ทิฏฐิธรรมเหล่านี้ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมอันบุคคลกระทำ
ไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้เป็นอย่างนี้ คือ
เพราะเห็นสักการะเป็นต้น ที่เป็นไปในทิฏฐิธรรม และอานิสงส์มีคติวิเสส
เป็นต้นที่เป็นไปในสัมปรายภพ ของทิฏฐินั้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัย
ทิฏฐิ กล่าวคือ สันติที่กำเริบที่อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะอาศัยอานิสงส์นั้น
หน้า 468
ข้อ 108
และความกำเริบนั้นเกิดขึ้น และเพราะเป็นสันติสมมติ เขาพึงยกตนหรือ
พึงข่มผู้อื่นด้วยคุณและโทษแม้ไม่เป็นจริง เพราะอาศัยทิฏฐินั้น.
บทว่า สงฺขตา เป็นบทเดิม.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายมาประชุมกันกระทำ
ท่านขยายบทด้วย อุปสรรค.
บทว่า อภิสงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า สณฺาปิตา ความว่า ตั้งไว้โดยชอบด้วยสามารถแห่งปัจจัย
นั้นแล.
บทว่า อนิจฺจา ความว่า เพราะมีแล้วไม่มี.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ความว่า อาศัยวัตถุและอารมณ์เกิดขึ้น.
บทว่า ขยธมฺมา ความว่า มีความสิ้นไปตามลำดับเป็นสภาวะ.
บทว่า วยธมฺมา ความว่า มีความเสื่อมรอบด้วยสามารถแห่งความ
เป็นไปเป็นสภาวะ.
บทว่า วิราคธมฺมา ความว่า มีความไปปราศอย่างไม่กลับเป็น
สภาวะ.
บทว่า นิโรธธมฺมา ความว่า มีความดับเป็นสภาวะ, อธิบายว่า
มีความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือมีความเป็นแล้วดับไปเป็นสภาวะ.
บทว่า ทิฏฺิคติกสฺส ความว่า แห่งบุคคลผู้ยึดทิฏฐิ ๖๒ ตั้งอยู่.
บทว่า ปุเรกฺขา ความว่า กระทำไว้ในเบื้องหน้า.
บทว่า ตณฺหาธโช ความว่า ที่ตัณหาเป็นธงชัย ด้วยอรรถว่า
ยกขึ้น ชื่อว่ามีตัณหาเป็นธงชัย เพราะอรรถว่า มีธงคือตัณหา ชื่อว่ามี
หน้า 469
ข้อ 108
ตัณหาเป็นธงยอด เพราะอรรถว่า มีตัณหานั่นแหละเป็นธงยอด ด้วยอรรถ
ว่า เที่ยวไปข้างหน้า.
บทว่า ตณฺหาธิปเตยฺโย ความว่า ชื่อว่ามีตัณหาเป็นใหญ่ เพราะ
อรรถว่า ตัณหามาโดยความเป็นใหญ่ ด้วยสามารถความเป็นใหญ่ด้วยความ
พอใจ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีตัณหาเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่า มีตัณหา
เป็นใหญ่. แม้ในบทว่า มีทิฏฐิเป็นธงชัยเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อโวทาตา ความว่าไม่บริสุทธิ์.
บทว่า สงฺกิลิฏา ความว่า เศร้าหมองเอง.
บทว่า สงฺกิเลสิกา ความว่า เป็นอารมณ์ที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน.
บทว่า เทฺว อานิสํเส ปสฺสติ แปลว่าย่อมเห็นคุณ ๒ อย่าง.
บทว่า ทิฏฺธมฺมิกญฺจ อานิสํสํ ความว่า อานิสงส์ซึ่งเป็นธรรม
ประจักษ์ในอัตภาพนี้แหละด้วย.
บทว่า สมฺปรายิกํ ความว่า อานิสงส์ซึ่งจะพึงถึงในปรโลกด้วย.
บทว่า ยํทิฏฺิโก สตฺถา โหติ แปลว่า ศาสดาเป็นผู้มีลัทธิ
อย่างใด.
บทว่า ตํทิฏฺิกา สาวกา โหนฺติ ความว่า แม้สาวกทั้งหลาย
ผู้ฟังคำของศาสดานั้น ก็เป็นผู้มีลัทธิอย่างนั้น.
บทว่า สกฺกโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงสักการะ.
บทว่า ครุกโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงความเคารพ.
บทว่า มาเนนฺติ ความว่า ย่อมประพฤติรักด้วยใจ.
บทว่า ปูเชนฺติ ความว่า ย่อมบูชาด้วยนำปัจจัย ๔ มาบูชา.
หน้า 470
ข้อ 108
บทว่า อปจิตึ กโรนฺติ ความว่า ย่อมกระทำให้ถึงความยำเกรง.
บรรดาบทเหล่านั้นสาวกทั้งหลายสักการะ คือปรุงแต่งปัจจัย ๔ ทำ
ให้ประณีต ๆ ถวายแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายสักการะ
แล้ว สาวกทั้งหลายย่อมเริ่มตั้งถวายความเคารพในศาสดาใด ศาสดานั้น
ชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายย่อมเคารพแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมมีใจประพฤติรัก
ซึ่งศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวกทั้งหลายนับถือแล้ว สาวกทั้งหลาย
ย่อมกระทำอย่างนั้นแม้ทั้งหมดแก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอันสาวก
ทั้งหลายบูชาแล้ว สาวกทั้งหลายย่อมกระทำความเคารพอย่างยิ่ง มีกราบ
ไหว้ ลุกรับ และประนมมือเป็นต้น แก่ศาสดาใด ศาสดานั้นชื่อว่าอัน
สาวกทั้งหลายยำเกรงแล้ว อาจารย์บางพวกอธิบายว่า สักการะด้วยกาย
เคารพด้วยวาจา นับถือด้วยใจ บูชาด้วยลาภ.
บทว่า อลํ นาคตฺตาย วา ความว่า พอ คือควรเพื่อเป็น
พญานาค.
บทว่า สุปณฺณตฺตาย วา ความว่า เพื่อเป็นพญาครุฑ.
บทว่า ยกฺขตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นเสนาบดียักษ์.
บทว่า อสุรตฺตาย วา ความว่า เพื่อเป็นอสูร.
บทว่า คนฺธพฺพตฺตาย วา ความว่า เพื่อบังเกิดในหมู่เทพคน
ธรรพ์.
บทว่า มหาราชตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นท้าวมหาราช
๔ องค์ใดองค์หนึ่ง.
บทว่า อินฺทตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นท้าวสักกะ.
หน้า 471
ข้อ 108
บทว่า พฺรหฺมตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นพรหมองค์ใด
องค์หนึ่งในหมู่พรหมเป็นต้น.
บทว่า เทวตฺตาย วา ความว่า เพื่อความเป็นสมมติเทพเป็นต้น
องค์ใดองค์หนึ่ง.
บทว่า สุทฺธิยา ความว่า พอคือควรเพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์.
บทว่า วิสุทฺธิยา ความว่า เพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์ล่วงส่วนเว้น
จากมลทินทั้งปวง.
บทว่า ปริสุทฺธิยา ความว่า เพื่อความเป็นผู้บริสุทธิ์โดยอาการ
ทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น เพื่อความเป็นใหญ่ในกำเนิดเดียรฉาน ชื่อว่า
เพื่อความหมดจด เพื่อความเป็นใหญ่ในเทวโลก ชื่อว่าเพื่อความหมดจด
วิเศษ. เพื่อความเป็นใหญ่ในพรหมโลก ชื่อว่าเพื่อความบริสุทธิ์. เพื่อ
ก้าวล่วงแปดหมื่นสี่พันกัปพ้นไป ชื่อว่าเพื่อหลุดไป เพื่อพ้นไปโดยไม่
มีอันตราย ชื่อว่าเพื่อพ้นไป. เพื่อพ้นไปโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าเพื่อหลุด
พ้นไป.
บทว่า สุชฺฌนฺติ ความว่า ย่อมถึงความหมดจดด้วยความเป็น
บรรพชิตในลัทธิอื่น ๆ นั้น.
บทว่า วิสุชฺฌนฺติ ความว่า ย่อมหมดจดด้วยวิธีหลายอย่าง ด้วย
ความเป็นผู้ถือบรรพชาประกอบด้วยการปฏิบัติ.
บทว่า ปริสุชฺฌนฺติ ความว่า ถึงความสำเร็จแล้วหมดจดด้วย
อาการทั้งปวง ย่อมหลุดไปด้วยธรรมอันเป็นลัทธิอื่น ๆ ของศาสดาเหล่า
หน้า 472
ข้อ 108
นั้น ย่อมพ้นไปด้วยโอวาทของศาสดานั้น ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนุศาสน์
ของศาสดานั้น.
บทว่า สุชฺฌิสฺสามิ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอนาคต.
บทว่า อายตึ ผลปาฏิกงฺขี ความว่า หวังผลคือวิบากในอนาคต
ด้วยว่า ทิฏฐิที่พวกเจ้าทิฏฐิประพฤติล่วงนี้ เมื่อสำเร็จผลย่อมให้สำเร็จเป็น
สัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ในกำเนิดเดียรฉานบ้าง.
บทว่า อจฺจนฺตสนฺติ ความว่า สันติคือการออกไปล่วงส่วน.
บทว่า ตทงฺคสนฺติ ความว่า ฌานชื่อว่าสันติโดยองค์นั้น ๆ เพราะ
อรรถว่า ยังองค์ที่มิใช่คุณมีนิวรณ์เป็นต้นให้สงบ ด้วยองค์ที่เป็นคุณมี
ปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า สมฺมติสนฺติ ความว่า สันติโดยทิฏฐิ ด้วยสามารถกล่าว
รวม.
เพื่อแสดงสันติเหล่านั้นเป็นส่วน ๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
กตมา อจฺจนฺตสนฺติ เป็นต้น.
บททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า อมตํ นิพฺพานํ มีเนื้อความดังกล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแล.
บททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ ปมชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส นีวรณา
สนฺตา โหนฺติ ท่านกล่าวด้วยสามารถความสมบูรณ์ภายในอัปปนา.
อีกอย่างหนึ่ง สันติโดยสมมติ ประสงค์เอาว่าสันติในอรรถนี้ ดังนั้น
จึงห้ามสันติ ๒ อย่างนอกนี้ แสดงสันติโดยสมมติเท่านั้น.
บทว่า กุปฺปสนฺติ ได้แก่ สันติอันกำเริบ ด้วยสามารถให้เกิด
หน้า 473
ข้อ 108
วิบากและเปลี่ยนแปลง.
บทว่า ปกุปฺปสนฺติ ได้แก่ สันติอันกำเริบโดยพิเศษ.
บทว่า เอริตสนฺติ ได้แก่ สันติอันหวั่นไหว.
บทว่า สเมริตสนฺติ ได้แก่ สันติที่ให้กำเริบโดยพิเศษ.
บทว่า จลิตสนฺติ เป็นไวพจน์ของบทว่า สเมริตสนฺติ นั่นเอง.
บทว่า ฆฏิตสนฺติ ได้แก่ สันติที่บีบคั้น.
บทว่า สนฺตึ นิสฺสิโต ได้แก่ อาศัยสันติกล่าวคือทิฏฐิ.
บทว่า อสฺสิโต ได้แก่ ปรารถนา คืออาศัยโดยพิเศษ.
บทว่า อลฺลีโน ได้แก่ เป็นอันเดียวกัน. พึงทราบวินิจฉัยใน
การอาศัยอย่างนี้ก่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิ ย่อมไม่เป็นอาการที่เป็นไป
ล่วงโดยง่ายเลย การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้ว
ถือมั่น ก็ไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย เพราะฉะนั้น
ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสละธรรมบ้าง ย่อม
ยืดถือธรรมบ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺินิเวสา ความว่า ความถือมั่น
ด้วยทิฏฐิ กล่าวคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า น หิ สฺวาติวตฺตา ความว่า ย่อมไม่เป็นอาการที่จะพึง
เป็นไปล่วงได้โดยสะดวก.
บทว่า ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ มีอธิบายว่า ความถือมั่น
หน้า 474
ข้อ 108
ด้วยทิฏฐิที่ชี้ขาดธรรมที่ถือมั่นนั้น ๆ ในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ ว่าเป็นธรรม
ที่ยึดมั่นเป็นไปก็ไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย.
บทว่า ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ
ธมฺมํ มีอธิบายว่า เพราะไม่เป็นอาการที่เป็นไปล่วงโดยง่าย ฉะนั้น ใน
ความถือมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้นแล นรชนย่อมสละบ้าง ย่อมยึดถือบ้าง ซึ่ง
ศาสดาผู้กล่าวธรรมชนิดถือศีลแพะ ถือศีลโค ถือศีลสุนัข อยู่หลุมทราย
ซึ่งร้อน ๕ ประการ ทำความเพียรเป็นผู้กระโหย่ง และนอนบนหนาม
เป็นต้น และซึ่งธรรมนั้น ๆ ชนิดเป็นหมู่เป็นต้น เหมือนลิงป่า ละบ้าง
ถือบ้าง ซึ่งกิ่งไม้นั้น ๆ เมื่อสละบ้าง ยึดถือบ้างอย่างนี้ พึงยังยศและ
ความเสื่อมยศให้เกิดขึ้นแก่ตนเองแก่ผู้อื่นบ้าง ด้วยคุณและโทษทั้งหลายแม้
ไม่มีอยู่ เพราะความเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น.
บทว่า ทุรติวตฺตา ความว่า ยากที่จะก้าวล่วง.
บทว่า ทุตฺตรา ความว่า ข้ามขึ้นได้ยาก.
บทว่า ทุปฺปตรา, ทุสฺสมติกฺกมา, ทุพฺพีติวตฺตา ท่านขยาย
ด้วยอุปสรรค.
บทว่า นิจฺฉินิตฺวา ความว่า ตกลงว่าเที่ยง.
บทว่า วินิจฺฉินิตฺวา ความว่า ชี้ขาดด้วยวิธีต่าง ๆ ว่าเป็นอัตตา.
บทว่า วิจินิตฺวา ความว่า แสวงหา.
บทว่า ปวิจินิตฺวา ความว่า แสวงหาโดยอาการทั้งปวง ด้วยความ
ถือมั่นว่าอัตตา ปาฐะว่า นิจินิตฺวา วิจฺฉินิตฺวา ก็มี.
บทว่า โอทิสฺสคฺคาโห ความว่า ถือเอาไม่พิเศษ.
หน้า 475
ข้อ 108
บทว่า วิลคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถส่วนแบ่ง ดุจใน
ประโยคว่า แบ่งเป็นส่วน ๆ เป็นต้น.
บทว่า วรคฺคาโห ความว่า ถือเอาสูงสุด.
บทว่า โกฏฺาสคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถอวัยวะ.
บทว่า อุจฺจยคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถเป็นกอง.
บทว่า สมุจฺจยคฺคาโห ความว่า ถือเอาด้วยสามารถส่วนแบ่งและ
ด้วยสามารถเป็นกอง.
บทว่า อิทํ สจฺจํ ความว่า นี้แหละเป็นสภาวะ.
บทว่า ตจฺฉํ ความว่า แท้คือมิใช่สภาวะผันแปร.
บทว่า ตถํ ได้แก่ เว้นจากความแปรปรวน.
บทว่า ภูตํ แปลว่า จริง.
บทว่า ยาถาวํ แปลว่า ตามความเป็นจริง.
บทว่า อวิปรีตํ แปลว่า ไม่ผันแปร.
บทว่า นิรสฺสติ ความว่า ย่อมสละ คือย่อมทอดทิ้ง.
บทว่า ปรวิจฺฉินฺทนาย วา ความว่า ด้วยการชี้แจงโดยคน
เหล่าอื่น.
บทว่า อนภิสมฺภุณนฺโต วา ความว่า ไม่ถึงพร้อม หรือไม่อาจ
จึงสละ.
บทว่า ปโร วิจฺฉินฺทติ ความว่า ผู้อื่นกระทำการแยก.
บทว่า นตฺเถตฺถ ความว่า ไม่มีลัทธินี้.
บทว่า สีลํ อนภิสมฺภุณนฺโต ความว่า ไม่ยังศีลให้ถึงพร้อม.
หน้า 476
ข้อ 108
บทว่า สีลํ นิรสฺสติ ความว่า ย่อมสละศีล แม้ในบทอื่น ๆ จาก
นี้ก็นัยนี้แล.
ก็ทิฏฐิที่กำหนดเพื่อเกิดในภพน้อยและภพใหญ่ ย่อมไม่มีแก่บุคคล
ผู้ซึ่งว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำจัด โทษมีมิจฉาทิฏฐิ
ทั้งปวงเป็นต้นนั้น ในที่ไหน ๆ ในโลก เพราะบุคคลผู้มีปัญญาละมายา
และมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง จะพึงไปด้วยกิเลสอะไร
เล่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร ท่านอธิบายว่า ทิฏฐิเครื่องกำหนดในภพ
นั้น ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ชื่อว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยธรรมเครื่อง
กำจัด คือ แก่พระอรหันต์ผู้มีบาปทั้งปวงอันกำจัดเสียแล้ว ในที่ไหน ๆ
ในโลก บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะไม่มีทิฏฐิที่พวกเดียรถีย์
ทั้งหลายใช้ปกปิดกรรมชั่วที่ตนกระทำ ถึงอคติอย่างนี้ด้วยมายาบ้าง ด้วย
มานะบ้าง และเพราะละมายามานะแม้นั้น จะพึงไปด้วยโทษทั้งหลายมีราคะ
เป็นต้นอะไรเล่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงจะพึงไปสู่บัญญัติ
ในทิฏฐิธรรม หรือในคติวิเสสมีนรกเป็นต้นในสัมปรายภพด้วยกิเลสอะไร
เล่า ด้วยว่าบุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะไม่มีกิเลส
เครื่องเข้าถึงคือตัณหาและทิฏฐิทั้งสอง.
บทว่า กึการณา ได้แก่ เพราะเหตุอะไร.
บทว่า โธนา วุจฺจติ ปญฺา ความว่า ปัญญา ท่านเรียกว่า
โธนา เพราะเหตุไร ?
บทว่า ตาย ปญฺาย กายทุจฺจริตํ ความว่า ชื่อว่า ทุจริต
เพราะอรรถว่า ประพฤติชั่วหรือเพราะเสียด้วยอำนาจกิเลส ซึ่งเป็นไปทาง
หน้า 477
ข้อ 108
กาย กำจัดได้ด้วยปัญญานั้น คือที่มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า ธุตญฺจ โธตญฺจ ได้แก่ ให้หวั่นไหวแล้วและชำระแล้ว.
บทว่า สนฺโธตญฺจ ได้แก่ ชำระแล้วโดยชอบ.
บทว่า นิทฺโธตญฺจ ความว่า ซักฟอกด้วยดีโดยพิเศษ.
บทว่า ราโค ธุโต จ เป็นต้น พึงประกอบด้วยสามารถแห่งมรรค ๔.
บทว่า สมฺมาทิฏฺิยา มิจฺฉาทิฏฺิ ธุตา จ ความว่า มิจฉาทิฏฐิ
ให้หวั่นไหวชำระได้ด้วยสัมมาทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยมรรค แม้ในสัมมาสังกัปปะ
เป็นต้นก็นัยนี้แหละ. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉา-
ทิฏฐิของบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ย่อมหมดกำลัง พึงให้พระสูตรพิสดาร.
บทว่า สมฺมาาเณน ได้แก่ ญาณที่สัมปยุตด้วยมรรค หรือ
ปัจจเวกขณญาณ.
บทว่า มิจฺฉาาณํ ได้แก่ ญาณที่วิปริต คือญาณที่ไม่แท้ และ
โมหะที่เกิดขึ้นด้วยอาการพิจารณาว่า ในการกระทำบาปทั้งหลาย เราทำ
บาปด้วยสามารถความคิดที่สุขุม เป็นอันทำดีแล้ว.
บทว่า สมฺมาวิมุตฺติยา มิจฺฉาวิมุตฺติ ความว่า วิมุตติที่วิปริต
คือวิมุตติที่ไม่แท้นั่นแหละ ซึ่งเรียกกันว่าเจโตวิมุตติ กำจัดได้ด้วยสมุจเฉท-
วิมุตติ.
บทว่า อรหา อิเมหิ โธนิเยหิ ธมฺเมหิ ความว่า พระอรหันต์
ดำรงอยู่ไกลจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ย่อมเป็นผู้เข้าถึงด้วยธรรมเป็นเครื่อง
กำจัดกิเลสเหล่านี้ คือที่มีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า โธโน ได้แก่บุคคลผู้มีปัญญา เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตร
เถระจึงกล่าวว่า โส ธุตราโค เป็นต้น.
หน้า 478
ข้อ 108
บทว่า มายา วุจฺจติ วญฺจนิกา จริยา ความว่า ความประพฤติ
ชื่อว่าลวง เพราะอรรถว่า มีกิริยาลวง คือกระทำล่อลวง.
บทว่า ตปฺปฏิจฺฉาทนเหตุ ความว่า เพราะเหตุที่ไม่ประกาศ
ทุจริตเหล่านั้น.
บทว่า ปาปิกํ อิจฺฉํ ปณฺทหติ ความว่า ย่อมตั้งความปรารถนา
ลามก.
บทว่า มา มํ ชญฺญูติ อิจฺฉติ ความว่า คนอื่น ๆ อย่าได้รู้ว่า
เราทำบาป.
บทว่า สงฺกปฺเปติ ความว่า ยังวิตกให้เกิดขึ้น.
บทว่า วาจํ ภาสติ ความว่า ภิกษุทั้งที่รู้อยู่ ก้าวล่วงบัญญัติ
กระทำกรรมหนัก ทำเป็นผู้สงบ กล่าวว่า ชื่อว่าการทำผิดพระวินัยไม่มี
แก่พวกเรา.
บทว่า กาเยน ปรกฺกมติ ความว่า ประพฤติวัตรด้วยกาย เพราะ
จะปกปิดโทษที่มีอยู่ว่า เราทำกรรมลามกนี้แล้วใคร ๆ อย่าได้รู้.
ชื่อว่า มีมายา. เพราะอรรถว่า มีมายาที่ลวงตา. ภาวะแห่งผู้มี
มายา ชื่อว่า ความเป็นผู้มีมายา.
ชื่อว่า ความไม่นึกถึง เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องไม่นึกถึงอย่าง
ยิ่ง เพราะกระทำแล้ว จะปกปิดความชั่วอีกของสัตว์.
ชื่อว่า ความอำพราง เพราะอรรถว่า อำพรางโดยแสดงเป็น
อย่างอื่น ด้วยกิริยาทางกายและทางวาจา.
หน้า 479
ข้อ 108
ชื่อว่า ความปลอม เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องปลอมของสัตว์
ทั้งหลาย อธิบายว่า การทำให้ผิด.
ชื่อว่า ความปิดบัง เพราะโยนบาปทั้งหลายออกไปเสียว่า เรามิได้
กระทำอย่างนี้.
ชื่อว่า ความหลีกเลี่ยง เพราะเลี้ยงไปว่า เรามิได้กระทำอย่างนี้.
ชื่อว่า ความซ่อน เพราะสำรวมด้วยกายเป็นต้น.
ชื่อว่า ความซ่อนเร้น เพราะซ่อนโดยภาวะรอบข้าง.
ชื่อว่า ความปิด เพราะอรรถว่า ปิดบาปไว้ด้วยกายกรรมและวจี
กรรม เหมือนปิดคูถไว้ด้วยหญ้าและใบไม้.
ความปิดตามส่วนโดยประการทั้งปวง ชื่อว่า ความปกปิด
ชื่อว่า ความไม่ทำให้ตื้น เพราะอรรถว่า ไม่กระทำให้ตื้นแสดง.
ชื่อว่า ความไม่เปิดเผย เพราะอรรถว่า ไม่กระทำให้ปรากฏ
แสดง.
ความปิดด้วยดี ชื่อว่า ความปิดด้วยดี.
ชื่อว่า ความกระทำชั่ว เพราะกระทำความชั่วแม้อีก ด้วยสามารถ
แห่งการปกปิดความชั่วที่ทำแล้ว.
บทว่า อยํ วุจฺจติ ความว่า นี้เรียกว่า ชื่อว่ามายา มีลักษณะปก
ปิดความชั่วที่ทำแล้ว ที่บุคคลประกอบแล้ว ย่อมเหมือนถ่านเพลิงที่เถ้าปิด
ไว้ เหมือนตอที่น้ำปิดไว้ และเหมือนศัสตราที่ผ้าเก่าพันไว้.
บทว่า เอกวิเธน มาโน ความว่า ความถือตัวโดยกำหนดอย่าง
เดียว คือโดยส่วนเดียว.
หน้า 480
ข้อ 108
บทว่า ยา จิตฺตสฺส อุณฺณติ ความว่า ความยกจิตขึ้นสูง นี้
ชื่อว่า ความถือตัว. ในบทนี้ ท่านกล่าวถึงความถือตัวที่ให้บังเกิดขึ้นไม่
ถูกต้องบุคคล.
บทว่า อตฺตุกฺกํสนมาโน ความว่า ความถือตัวด้วยการตั้งตนไว้
ในเบื้องบน.
บทว่า ปรวมฺภนมาโน ความว่า ความถือตัวด้วยการกระทำความ
ลามกแก่ตนอื่น. ความถือตัว ๒ อย่างนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถอาการที่
เป็นไปอย่างนั้นโดยมาก.
บทว่า เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า
เราดีกว่าเขา เพราะอาศัยชาติเป็นต้น คือความถือตัวว่าไม่มีใครเสมอ. แม้
ในความถือตัวว่า เสมอเขาเป็นต้น ก็นัยนี้แล. ความถือตัว ๓ อย่างแม้นี้
ท่านก็กล่าวด้วยสามารถอาการที่เป็นไปอย่างนั้น ไม่อาศัยคุณวิเสสของ
บุคคลด้วยประการฉะนี้. บรรดาความถือตัวเหล่านั้น ความถือตัวอย่าง
หนึ่ง ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่คนดีกว่า คนเสมอกันและคนเลว แม้ทั้ง ๓. บรรดา
คน ๓ ประเภทเหล่านั้น ความถือตัวว่าเราดีกว่าเขามีความถือตัวตามความ
จริงของคนที่ดีกว่าเขานั่นแล มิใช่ความถือตัวตามความจริงของตนที่เหลือ.
ความถือตัวว่าเราเสมอเขา เป็นความถือตัวตามความจริงของตนที่เสมอกัน
นั่นและ มิใช่ความถือตัวตามความจริงของตนที่เหลือ. ความถือตัวว่า
เราเลวกว่าเขา เป็นความถือตัวตามความจริงของตนที่เลวกว่าเขานั่นแล
มิใช่ความถือตัวตามความจริงของตนที่เหลือ. ความถือตัว ๔ อย่าง ท่าน
กล่าวด้วยสามารถโลกธรรม. ความถือตัว ๕ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถ
หน้า 481
ข้อ 108
กามคุณ ๕. ความถือตัว ๖ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถความถึงพร้อม
แห่งจักษุเป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานํ ชเนติ ความว่า ยังความถือ
ตัวให้เกิดขึ้น.
ในนิทเทสความถือตัว ๗ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
บทว่า มาโน ได้แก่ ความพอง.
บทว่า อติมาโน ได้แก่ ความถือตัวที่เกิดขึ้นด้วยสามารถพูด
ดูหมิ่น ว่า คนที่เสมอเราโดยชาติเป็นต้น ไม่มี.
บทว่า มานาติมาโน ได้แก่ ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เมื่อก่อนผู้
นี้เสมอเรา บัดนี้เราเป็นผู้ประเสริฐ ผู้นี้เป็นผู้เลวกว่า ความถือตัวนี้เหมือน
ภาระซ้อนภาระ. พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า มานาติมาโน เพื่อแสดงว่า
ชื่อว่า ความถือตัวและความถือตัวจัด อาศัยความถือตัวว่าเสมอเขาที่มีใน
ก่อน.
บทว่า โอมาโน ได้แก่ ความถือตัวว่าเลว. ชื่อว่าความถือตัวที่
ท่านกล่าวว่าเราเป็นคนเลว ดังนี้ชื่อว่า ความถือตัวว่าเลว.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความถือตัวนี้ว่า ความถือตัวว่าเลวในบทนี้
ด้วยสามารถทำตนไว้ภายใต้เป็นไปอย่างนี้ว่า เจ้าเป็นผู้มีชาติ ชาติของเจ้า
เหมือนชาติกา เจ้าเป็นผู้มีโคตร โคตรของเจ้าเหมือนโคตรจัณฑาล เจ้ามี
เสียง เสียงของเจ้าเหมือนเสียงกา.
บทว่า อธิมาโน ความว่า ความถือตัวว่าบรรลุแล้ว ที่เกิดขึ้นแก่
ผู้ยังไม่บรรลุสัจจะ ๔ แต่มีความสำคัญว่าบรรลุแล้ว ผู้มีความสำคัญในกิจ
หน้า 482
ข้อ 108
ที่พึงทำด้วยมรรค ๔ ที่ตนยังมิได้ทำเลยว่าทำแล้ว ผู้มีความสำคัญในธรรม
คือสัจจะ ๔ ที่คนยังไม่บรรลุว่าบรรลุแล้ว ผู้มีความสำคัญในพระอรหัตที่
ตนยังทำไม่แจ้งว่าทำให้แจ้งแล้ว ชื่อว่า ความถือตัวยิ่ง ก็ความถือตัวนี้
ย่อมเกิดขึ้นแก่ใคร ? ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ใคร ? ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริย-
สาวกเลย. เพราะพระอริยสาวกนั้น เกิดโสมนัสด้วยการพิจารณามรรคผล
นิพพาน และกิเลสที่ได้ละแล้ว และกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีความสงสัยใน
การแทงตลอดอริยคุณ ฉะนั้น ความถือตัวว่าเราเป็นพระสกทาคามีเป็นต้น
จึงไม่เกิดขึ้นแต่พระโสดาบันเป็นต้น. ความถือตัวนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่คน
ทุศีล. เพราะคนทุศีลนั้นเป็นผู้หมดหวังในการบรรลุอริยคุณทีเดียว. ย่อม
ไม่เกิดขึ้นแม้แก่ผู้มีศีล ที่ละเลยกรรมฐาน เอาแต่หลับนอนอยู่เรื่อย. แต่
ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้ไม่ประมาทในกรรมฐาน กำหนดนามรูป
ข้ามความสงสัยได้ด้วยปัจจยปริคคหญาณ แล้วยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์
พิจารณาสังขารธรรมเริ่มวิปัสสนา. และเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเป็นผู้ได้สมถะ
ล้วน ๆ บ้าง เป็นผู้ได้วิปัสสนาล้วน ๆ บ้าง ดำรงอยู่ในระหว่าง. ก็ท่านนั้น
เมื่อไม่เห็นกิเลสกำเริบ ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ย่อมสำคัญว่าเรา
เป็นโสดาบันก็มี เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี. แต่ผู้ได้สมถะและ
วิปัสสนา ย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตทีเดียว. เพราะท่านข่มกิเลสทั้งหลาย
ได้ด้วยกำลังสมาธิ กำหนดสังขารทั้งหลายได้ด้วยกำลังวิปัสสนา ฉะนั้น
กิเลสทั้งหลายจึงไม่กำเริบคลอด ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง
พระขีณาสพเท่านั้นย่อมมีการเที่ยวไปแห่งจิต พระขีณาสพนั้น เมื่อไม่เห็น
กิเลสกำเริบตลอดกาลนั้นอย่างนี้ ถึงไม่ดำรงอยู่ในระหว่าง ก็สำคัญว่าเรา
เป็นพระอรหันต์.
หน้า 483
ข้อ 108
บทว่า อสฺมิมาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นในเบญจขันธ์ว่า
รูปเป็นต้นคือเรา โดยนัยเป็นต้นว่า เราเป็นในรูป.
บทว่า มิจฺฉามาโน ความว่า ความถือตัวที่เกิดขึ้นด้วยขอบเขต
การงาน ขอบเขตศิลปะ วิทยฐานะ สุตะ ปฏิภาณ และศีลพรตที่ลามก
และด้วยทิฏฐิที่ลามก.
บรรดาบทเหล่านั้น การงานของชาวประมง คนขังปลา และพวก
พราน ชื่อว่า ขอบเขตการงานที่ลามก.
ความเป็นผู้ฉลาดในการทอดข่ายจับปลา และทำไซดักปลา และใน
การวางบ่วงดักสัตว์และการปักขวาก เป็นต้น ชื่อว่า ขอบเขตศิลปะที่
ลามก.
วิชาที่ทำร้ายผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิทยฐานะที่ลามก.
สุตะที่ประกอบด้วยเรื่องภารตยุทธ์ และเรื่องชิงนางสีดาเป็นต้น
ชื่อว่า สุตะที่ลามก.
ปฏิภาณในการแต่งกาพย์ การฟ้อนรำ และร้องเพลงเป็นต้นที่
ประกอบด้วยคำเป็นทุพภาษิต ชื่อว่า ปฏิภาณที่ลามก.
ศีลแพะ ศีลโค ชื่อว่าศีลที่ลามก. แม้วัตรที่เป็นวัตรแพะวัตรโค
ก็เหมือนกัน.
ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐิที่ลามก.
ความถือตัว ๘ อย่างมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
ในนิทเทสความถือตัว ๙ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
หน้า 484
ข้อ 108
ความถือตัว ๙ อย่าง มีถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดีเป็นต้น ท่าน
กล่าวอาศัยบุคคล.
ก็ในบทนี้ ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ย่อมเกิดขึ้นแก่พวก
พระราชาและพวกบรรพชิต. ด้วยว่าพระราชาย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า
มีใครที่เสมอเรา ด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์และพาหนะทั้งหลาย.
แม้บรรพชิตก็กระทำความถือตัวนี้ว่า มีใครที่เสมอเรา ด้วยคุณมีศีล
และธุดงค์เป็นต้น. แม้ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี ก็เกิดขึ้นแก่
พวกพระราชาและพวกบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน. ด้วยว่า พระราชา
ย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับพระราชาเหล่าอื่น
ด้วยแว่นแคว้น หรือด้วยทรัพย์และพาหนะทั้งหลาย. แม้บรรพชิตก็กระทำ
ความถือตัวนี้ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับภิกษุอื่น ด้วยคุณมีศีลและ
ธุดงค์เป็นต้น.
แม้ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี ก็เกิดขึ้นแก่พวกพระราชา
และพวกบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน. ด้วยว่า แว่นแคว้นหรือทรัพย์และ
พาหนะเป็นต้น ของพระราชาองค์ใดไม่อุดมสมบูรณ์ พระราชาองค์นั้น
ย่อมกระทำความถือตัวนี้ว่า เราชื่อว่าพระราชาอะไร เป็นเพียงเรียกเรา
อย่างสะดวกว่าพระราชาเท่านั้น. แม้บรรพชิตที่มีลาภสักการะน้อย ก็กระทำ
การถือตัวนี้ว่า เราผู้ไม่มีลาภสักการะ ชื่อว่า ธรรมกถึกอะไร ชื่อว่า
พหูสูตอะไร ชื่อว่า มหาเถระอะไร เป็นเพียงกล่าวว่า เราเป็นธรรมกถึก
เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระเท่านั้น.
หน้า 485
ข้อ 108
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนชั้นเดียวกัน ย่อมเกิดขึ้นแก่อิสสรชน
มีอมาตย์เป็นต้น. ด้วยว่าอมาตย์ย่อมกระทำความถือตัวทั้งหลายเหล่านั้นว่า
ราชบุรุษอื่นมีใครที่เสนอเราด้วยสมบัติในแว่นแคว้น หรือโภคะยานพาหนะ
เป็นต้น ดังนี้บ้าง. ว่าเรามีการกระทำต่างอะไรกับราชบุรุษอื่น ๆ ดังนี้บ้าง,
ว่า เรามีชื่อว่า อมาตย์เท่านั้น แต่ไม่มีแม้สักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม
เราชื่อว่าอมาตย์อะไร ดังนี้บ้าง.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนเลว เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พวก
ทาสเป็นต้น. ด้วยว่าทาสย่อมกระทำความถือตัวทั้งหลายเหล่านี้ว่า ชื่อว่า
ทาสอื่นมีใครที่เสมอเราฝ่ายมารดาก็ตาม ฝ่ายบิดาก็ตาม ทาสอื่น ๆ ไม่อาจ
จะเป็นอยู่ เกิดเป็นทาสเพราะปากท้อง แต่เราดีกว่า เพราะมาตามเชื้อสาย
ดังนี้บ้าง, ว่า เรามีการกระทำต่างอะไรกับทาสชื่อโน้น ด้วยความเป็นทาส
แม้ทั้งสองฝ่าย เพราะมาตามเชื้อสาย ดังนี้บ้าง, ว่า เราเข้าถึงความเป็นทาส
เพราะปากท้อง แต่ไม่มีฐานะทาสโดยที่สุดแห่งมารดา บิดา เราชื่อว่าทาส
อะไรดังนี้บ้าง.
แม้พวกปุกกุสะและพวกจัณฑาลเป็นต้น ก็กระทำความถือตัวเหล่านี้
เหมือนทาสนั่นแล.
ก็ในบทนี้ ความถือตัวที่เกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ดีกว่าคนดี เป็นความ
ถือตัวที่แท้. ความถือตัว ๒ อย่างนอกนี้ มิใช่ความถือตัวที่แท้
บรรดาความถือตัวที่แท้และไม่แท้ ๒ อย่างนั้น ความถือตัวที่แท้
ฆ่าด้วยอรหัตตมรรค, ความถือตัวที่ไม่แท้ ฆ่าด้วยโสดาปัตติมรรค.
หน้า 486
ข้อ 108
ความถือตัวว่าเราเป็นผู้ดีกว่าคนดี ในที่นี้เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยอรรถว่าสูงสุดกว่าคนผู้สูงสุด.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เสมอกับคนดี เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เสมอ ด้วยอรรถว่า เสมอกับคนสูงสุด.
ความถือตัวว่า เราเป็นผู้เลวกว่าคนดี เป็นความถือตัวที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เลว ด้วยอรรถว่าลามกกว่าคนสูงสุด.
ความถือตัว ๓ อย่างเหล่านี้ คือ ความถือตัวว่าดีกว่าเขา ความถือ
ตัวว่าเสมอเขา ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา ย่อมเกิดขึ้นแก่คนดี ด้วย
ประการฉะนี้.
ความถือตัว ๓ อย่างว่า เราเป็นคนดี เป็นคนเสมอกัน เป็น
คนเลว ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่คนที่เสมอกัน.
แม้คนเลวก็เกิดความถือตัว ๓ อย่างว่า เราเป็นคนเลว เป็นคน
เสมอกัน เป็นคนดี.
ในนิทเทสความถือตัว ๓ อย่าง มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิเธกจฺโจ มานํ ชเนติ ความว่า บุคคลบางคนย่อมยัง
ความถือตัวให้เกิด.
บทว่า ชาติยา วา ได้แก่เพราะความถึงพร้อมด้วยชาติมีความเป็น
กษัตริย์ เป็นต้น.
บทว่า โคตฺเตน วา ได้แก่ เพราะโคตรเลิศลอย มีโคดมโคตร
เป็นต้น.
บทว่า โกลปุตฺติเยน วา ได้แก่เพราะความเป็นบุตรตระกูลใหญ่.
หน้า 487
ข้อ 108
บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้มีสรีระ
สมบูรณ์ด้วยวรรณะ ก็สรีระท่านเรียกว่า โปกขระ ความว่า เพราะความ
ที่บุคคลนั้นเป็นผู้มีรูปงาม เพราะความถึงพร้อมด้วยวรรณะ.
บทว่า ธเนน วา ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทรัพย์
ความว่า ทรัพย์ของเราที่ฝังไว้ประมาณไม่ได้.
บทว่า อชฺเฌเนน วา ได้แก่ เพราะการเรียน.
บทว่า กมฺมายตเนน วา ได้แก่ เพราะหน้าที่การงานที่เป็นไป
โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นเช่นกาปีกหัก แต่เราเป็นผู้มี
ฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก หรือว่าเราทำกรรมใด ๆ กรรมนั้น ๆ ย่อมสำเร็จ.
บทว่า สิปฺปายตเนน วา ได้แก่ เพราะขอบเขตศิลปะที่เป็นไป
โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้ไร้ศิลปะ เราเป็นผู้มีศิลปะ.
บทว่า วิชฺชฏาเนน วา นี้มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า สุเตน วา ได้แก่ เพราะสุตะมีอาทิอย่างนี้ว่า เหล่าสัตว์
ที่เหลือเป็นผู้มีสุตะน้อย แต่เราเป็นพหูสูต.
บทว่า ปฏิภาเณน วา ได้แก่ เพราะปฏิภาณมีอาทิอย่างนี้ว่า
เหล่าสัตว์ที่เหลือเป็นผู้หาปฏิภาณมิได้ แต่เรามีปฏิภาณหาประมาณมิได้
บทว่า อญฺตรญฺตเรน วตฺถุนา ได้แก่ เพราะวัตถุเคลื่อนที่
มิได้กล่าวถึง.
บทว่า โย เอวรูโป มาโน ได้แก่ ชื่อว่ามานะด้วยสามารถ
กระทำความถือตัว.
บทว่า มญฺนา มญฺิตตฺตํ แสดงความเป็นอาการ ชื่อว่า
หน้า 488
ข้อ 108
ความใฝ่สูง. ด้วยอรรถว่ายกขึ้น ชื่อว่า ความฟูขึ้น เพราะอรรถว่า ฟูขึ้น
คือยกขึ้นตั้งไว้. ซึ่งบุคคลผู้มีความถือตัวเกิดขึ้น. ชื่อว่า ความทนงตัว.
ด้วยอรรถว่า ยกขึ้นพร้อม. ชื่อว่า ความยกตัว เพราะอรรถว่า ประคอง
จิตด้วยอรรถว่ายกขึ้น ธงที่ขึ้นไปสูงในบรรดาธงเป็นอันมาก ท่านเรียกว่า
เกตุ แม้ความถือตัวเมื่อเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็ชื่อว่าเกตุ เพราะอรรถว่าเหมือน
ธง ด้วยอรรถว่า ขึ้นไปสูง โดยเทียบเคียงธงอื่น ๆ. ชื่อว่า ความใคร่
สูงดุจธง เพราะอรรถว่า ปรารถนาสูงดุจธงนั้น ภาวะแห่งความใคร่สูง
ดุจธงนั้น ชื่อว่าความใคร่สูงดุจธง. ก็ความใคร่สูงดุจธงนั้น เป็นของจิต
มิใช่ของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความที่จิตใคร่สูงดุจธง. ก็
จิตที่สัมปยุตด้วยความถือตัว ย่อมปรารถนาธง ภาวะแห่งจิตนั้น ชื่อว่า
ความถือตัว กล่าวคือธง แล.
บุคคลผู้มีปัญญาละคือเว้นมายาและมานะ คือบุคคลผู้มีปัญญานั้นใด
คือพระอรหันต์ เว้นกิเลสทั้งหลายได้ด้วยสามารถบรรเทา และทำให้ไม่มี
เป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังตั้งอยู่ บุคคลผู้มีปัญญานั้นจะพึงไป
ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้นอะไรเล่า.
บทว่า เนรยิโกติ วา ได้แก่ ว่าเป็นสัตว์ผู้บังเกิดขึ้นนรก. แม้
ในสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดดิรัจฉานเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า โส เหตุ นตฺถิ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญาพึงบังเกิดใน
คติเป็นต้น ด้วยเหตุให้เกิดใด เหตุนั้นไม่มี.
บทว่า ปจฺจโย เป็นไวพจน์ของบทว่า เหตุ นั้น.
บทว่า การณํ ได้แก่ ฐานะ ก็การณะ ท่านกล่าวว่า เป็นฐาน
หน้า 489
ข้อ 108
แห่งผลของตน เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยผลนั้น. เพราะฉะนั้น บุคคล
ผู้มีปัญญาพึงบังเกิดในคติเป็นต้น ด้วยเหตุใด ด้วยปัจจัยใด เหตุนั้นปัจจัย
นั้นซึ่งเป็นการณะ ไม่มี.
ก็ผู้ใดเป็นผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะมีกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง
นั้น ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีกิเลสเครื่องเข้าถึง ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลาย ใคร ๆ จะพึงกล่าวติเตียนบุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเครื่องเข้าถึง ด้วยกิเลสอะไร อย่างไรเล่า เพราะ
ทิฏฐิถือว่ามีตน ทิฏฐิถือว่าไม่มีตน ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้
ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง
สลัดเสียแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวง ในโลกนี้นี่แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปโย ได้แก่ ผู้อาศัยตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ ความว่า ย่อมเข้าถึงวาทะติเตียน
ในธรรมทั้งหลายนั้น ๆ อย่างนี้ว่า เป็นผู้กำหนัดบ้าง เป็นผู้ประทุษร้ายบ้าง.
บทว่า อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย ความว่า ใคร ๆ จะพึงติเตียน
พระขีณาสพผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึง เพราะละตัณหาและทิฏฐิได้ว่า
เป็นผู้กำหนัดบ้าง เป็นผู้ประทุษร้ายบ้าง ด้วยราคะหรือโทสะอะไรเล่า.
พระขีณาสพเป็นผู้อันใคร ๆ ไม่ควรกล่าวติเตียนอย่างนี้เลย. อธิบายว่า
พระขีณาสพนั้นจักเป็นผู้ปกปิดสิ่งที่กระทำแล้ว เหมือนพวกเดียรถีย์หรือ.
บทว่า อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ ความว่า เพราะ
ทิฏฐิว่ามีตน หรือทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้า
หน้า 490
ข้อ 108
ถึงนั้น. อีกอย่างหนึ่ง แม้ความถือและความปล่อยที่ร้องเรียกกันว่ามีตน
และไม่มีตน ก็ไม่มี. หากจะถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่มี.
บทว่า อโธสิ โส ทิฏฺิมิเธว สพฺพํ ความว่า เพราะบุคคล
ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องเข้าถึงนั้น สลัดเสียแล้ว ละแล้ว บรรเทาแล้ว ซึ่งทิฏฐิ
ทั้งปวง ด้วยน้ำคือญาณในอัตภาพนี้แหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบ
พระธรรมเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. พระราชาทรง
สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วทรงดีพระทัย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วเสด็จหลีกไปแล.
บทว่า รตฺโตติ วา ได้แก่ เป็นผู้กำหนัดด้วยราคะ. แม้ในบทว่า
ทุฏฺโติ วา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เต อภิสงฺขาราอปฺปหีนา ความว่า ปุญญาภิสังขาร
อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขารเหล่านั้น อันบุคคลนั้นไม่ละแล้ว.
บทว่า อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา ความว่า เพราะความ
สภาพเครื่องปรุงแต่งกรรม ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น อันบุคคลนั้น
ไม่ละแล้ว.
บทว่า คติยา วาทํ อุเปติ ความว่า ย่อมเข้าถึงการกล่าวโดย
คติ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
ย่อมเข้าถึง เข้าไปถึงวาทะติเตียนโดยคติว่าเป็นสัตว์เกิดในนรก ดังนี้.
บทว่า วเทยฺย ได้แก่ พึงกล่าว.
บทว่า คหิตํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่พึงถือเอาย่อมไม่มี.
หน้า 491
ข้อ 108
บทว่า มุญฺจิตพฺพํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่พึงปล่อยย่อมไม่มี เพราะ
ความเป็นผู้ปล่อยแล้วตั้งอยู่.
บทว่า ยสฺสตฺถิ คหิตํ ความว่า บุคคลใดมีสิ่งที่ถือว่า เรา ของเรา.
บทว่า ตสฺสตฺถิ มุญฺจิตพฺพํ ความว่า บุคคลนั้นย่อมมีสิ่งที่พึง
ปล่อย บททั้งหลายข้างหน้า พึงกลับกันประกอบ.
บทว่า คหณมุญฺจนา สมติกฺกนฺโต ความว่า พระอรหันต์
ก้าวล่วงจากความถือและความปล่อย.
บทว่า วุฑฺฒิปริหานิวีติวตฺโต ความว่า ก้าวล่วงความเจริญและ
ความเสื่อมเป็นไป.
บทตั้งต้นว่า โส วุฏฺวาโส จนถึงบทสุดท้าย าณคฺคินา
ทฑฺฒานิ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า อโธสิ ความว่า ตัดแล้ว.
บทว่า ธุนิ สนฺธุนิ นิทฺธุนิ ท่านขยายด้วยอุปสรรค แล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถา มหานิทเทส
อรรถกถาทุฏฐัฏฐกสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๓
หน้า 492
ข้อ 109, 110, 111
สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
[๑๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า :-
เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็น
อย่างยิ่ง ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน เพราะความเห็น
บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้รู้แล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม
ดังนี้ ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อว่า
เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด.
[๑๑๐] คำว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้
ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง มีความว่า เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด คือเรา
ย่อมเห็น ย่อมแลดู เพ่งดู ตรวจดู พิจารณาเห็นนรชนผู้หมดจด คำว่า
ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง คือถึงความเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ถึงธรรม
อันเกษม ถึงธรรมเป็นที่ต้านทาน ถึงธรรมเป็นที่เร้น ถึงธรรมเป็นสรณะ
ถึงธรรมเป็นที่ไปข้างหน้า ถึงธรรมไม่มีภัย ถึงธรรมไม่เคลื่อน ถึงธรรม
ไม่ตาย ถึงนิพพานเป็นอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เราย่อมเห็น
นรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง.
[๑๑๑] คำว่า ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน เพราะความ
เห็น มีความว่า ความหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ความพ้น
พ้นวิเศษ พ้นรอบ ย่อมมีแก่นรชน คือนรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ
หน้า 493
ข้อ 112, 113
หมดจดรอบ ย่อมพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ เพราะความเห็นรูปด้วยจักขุ-
วิญญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน
เพราะความเห็น.
[๑๑๒] คำว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความ
เห็นนี้เป็นเยี่ยม ดังนี้. มีความว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะ คือ รู้ทั่ว รู้วิเศษ
รู้วิเศษเฉพาะ แทงตลอดอยู่อย่างนี้ รู้แล้วคือ ทราบแล้ว สอบสวนแล้ว
พิจารณาแล้ว ตรวจตราแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม
คือ เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน เป็นสงสุด เป็นอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่า ความ
เห็นนี้เป็นเยี่ยม. ดังนี้.
[๑๑๓] คำว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคล
นั้น ชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด มีความว่า บุคคลใด
ย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมด
จด คำว่า ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นญาณ มีความว่า บุคคลนั้น
ย่อมเชื่อความเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ ว่าเป็นญาณ เป็นทาง เป็นคลอง
เป็นเครื่องนำออก. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้น
เป็นญาณ บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เราย่อมเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็น
อย่างยิ่ง ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชนเพราะความเห็น
บุคคลเมื่อรู้เฉพาะอย่างนี้ รู้แล้วว่าความเห็นนี้เป็นเยี่ยม
หน้า 494
ข้อ 114, 115, 116, 117
ดังนี้ ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นญาณ บุคคลนั้นชื่อ
ว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด.
[๑๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:-
หากว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยความเห็น
หรือว่านรชนนั้น ย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ นรชนนั้นผู้
ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น เพราะทิฏฐิย่อม
บอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น.
ว่าด้วยความหมดจดเป็นต้น
[๑๑๕] คำว่า หากว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยความ
เห็น มีความว่า หากว่า ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมด
จดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ย่อมมีแก่นรชน คือ
นรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ ย่อมพ้น พ้นวิเศษ
พ้นรอบ ด้วยความเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า หาก
ว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยความเห็น.
[๑๑๖] คำว่า หรือว่า นรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณ
ไซร้ มีความว่า หากว่า นรชนย่อมละชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์
มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความร่ำไร ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความ
คับแค้นใจ ได้ด้วยความเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณไซร้. เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า หรือว่า นรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้.
[๑๑๗] คำว่า นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วย
มรรคอื่น มีความว่า นรชนย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ
หน้า 495
ข้อ 118
ย่อมพ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ. ด้วยมรรคอื่น คือมรรคอันไม่หมดจด
ปฏิปทาผิด ทางอันไม่นำออก นอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิ
บาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค ๘ คำว่า ผู้ยังมีอุปธิ คือยังมี
ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส อุปาทาน. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น.
[๑๑๘] คำว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูด
อย่างนั้น มีความว่า ทิฏฐินั้นแหละย่อมบอกบุคคลนั้นว่า บุคคลนี้เป็น
มิจฉาทิฏฐิมีความเห็นวิปริต. แม้เพราะเหตุนั้น คำ เป็นผู้พูดอย่างนั้น
คือ เป็นผู้พูด บอก กล่าว แสดง แถลงอยู่อย่างนั้น คือ เป็นผู้พูด
บอก กล่าว แสดง แถลงว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ
โลกไม่เทียง....โลกมีที่สุด....โลกไม่มีที่สุด....ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น....
ชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เป็นอย่างอื่น....สัตว์เบื้องหน้าแก่ตายย่อมเป็นอีก....
สัตว์เบื้องหน้าแก่ตายย่อมไม่เป็นอีก....สัตว์เบื้องหน้าแก่ตาย ย่อมเป็นอีก
ก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี....สัตว์เบื้องหน้าแก่ตาย ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อม
ไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อ
ว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หากว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชน ด้วยความเห็น
หรือว่านรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ นรชนนั้น
ผู้ยังมีอุปธิ ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น เพราะทิฏฐิย่อม
บอกนรชนนั้นว่า เป็นผู้พูดอย่างนั้น.
หน้า 496
ข้อ 119, 120
[๑๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น
อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดย
มรรคอื่น พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ละ
เสียซึ่งตน. เรียกว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้.
[๑๒๐] คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่
เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรค
อื่น มีความว่า ศัพท์ว่า น เป็นปฏิเสธ. คำว่า พราหมณ์ มีความว่า
บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ คือ
เป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ
มานะ และบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น ลอยเสียแล้วซึ่งอกุศลธรรมอันลามก
ทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความ
กระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติชราและมรณะต่อไป
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนสภิยะ บุคคลใดลอยบาปทั้งปวงเสียแล้ว
ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่นด้วยดี มีตนตั้งอยู่แล้ว บุคคล
นั้น เรียกว่า เป็นผู้สำเร็จกิจเพราะล่วงสงสารได้แล้ว อัน
ตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ เรียกว่า เป็นพราหมณ์.
ว่าด้วยการเชื่อถือว่าเป็นมงคล ไม่เป็นมงคล
คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจด.......โดยมรรคอื่น มี
ความว่า พราหมณ์ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความ
หน้า 497
ข้อ 120
หมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ โดยมรรคอื่น คือ โดยมรรคอันไม่หมดจด ปฏิปทาผิด ทาง
อันไม่นำออก นอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ
โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์ไม่
กล่าวความหมดจด....โดยมรรคอื่น คำว่า ในอารมณ์ที่เห็น อารมณ์ที่
ได้ยิน ศีลและวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ มีความว่า สมณพราหมณ์
บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปบางอย่างว่า เป็นมงคล ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปบาง
อย่างว่า ไม่เป็นมงคล.
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเหล่าไหนว่า เป็น
มงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ย่อมเห็นรูปทั้งหลายที่ถึงเหตุ
เป็นมงคลยิ่ง คือ เห็นนกแอ่นลม เห็นผลมะตูมอ่อนที่เกิดขึ้นโดยบุษย์ฤกษ์
เห็นหญิงมีครรภ์ เห็นคนที่ให้เด็กหญิงขี่คอเดินไป เห็นหม้อน้ำเต็ม เห็น
ปลาตะเพียน เห็นม้าอาชาไนย เห็นรถที่เทียมด้วยม้าอาชาไนย เห็นโคตัว
ผู้ เห็นแม่โคด่าง ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่า เป็นมงคล.
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมซึ่งถือการเห็นรูปเหล่าไหนว่า ไม่เป็น
มงคล สมณพราหมณ์เหล่านั้นเห็นกองฟาง เห็นหม้อเปรียง เห็นหม้อ
เปล่า เห็นนักฟ้อน เห็นสมณะเปลือย เห็นลา เห็นยานที่เทียมด้วยลา
เห็นยานที่เทียมด้วยพาหนะตัวเดียว เห็นคนตาบอด เห็นคนง่อย เห็นคน
กระจอก เห็นคนเปลี้ย เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย ย่อมเชื่อ
ถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่า ไม่เป็นมงคล พอควร สมณพราหมณ์เหล่านี้
หน้า 498
ข้อ 120
นั้น เป็นผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป ย่อมเชื่อถือความหมด
จด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นรูป.
มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจด ด้วยการได้ยิน
เสียง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่า เป็น
มงคล ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่า ไม่เป็นมงคล
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเหล่าไหนว่า เป็น
มงคล พอควร. สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ย่อมได้ยินเสียงทั้ง
หลายที่ถึงเหตุเป็นมงคลยิ่ง คือ ได้ยินเสียงว่าเจริญ เสียงว่าเจริญอยู่ เสียง
ว่าเต็มแล้ว เสียงว่าขาด เสียงว่าไม่เศร้าโศก เสียงว่ามีใจดี เสียงว่าฤกษ์ดี
เสียงว่ามงคลดี เสียงว่ามีสิริ หรือเสียงว่าเจริญด้วยสิริ ย่อมเชื่อถือการได้
ยินเสียงเห็นปานนี้ว่า เป็นมงคล.
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเหล่าไหนว่า ไม่
เป็นมงคล ? สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมได้ยินเสียงว่าคนตาบอด เสียง
ว่าคนง่อย เสียงว่าคนกระจอก เสียงว่าคนเปลี้ย เสียงว่าคนแก่ เสียงว่าคน
เจ็บ เสียงว่าคนตาย เสียงว่าถูกตัด เสียงว่าถูกทำลาย เสียงว่าไฟไหม้
เสียงว่าของหา หรือเสียงว่าของไม่มี ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเห็นปาน
นี้ว่า ไม่เป็นมงคล สมณพราหมณ์เหล่านี้นั้นเป็นผู้ปรารถนาความหมดจด
ด้วยการได้ยินเสียง ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความ
หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการได้ยิน
เสียง.
หน้า 499
ข้อ 120
ว่าด้วยความหมดจดด้วยศีล
มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจดด้วยศีล สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความ
หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล
เหตุสักว่าความสำรวม เหตุสักว่าความระวัง เหตุสักว่าความไม่ละเมิดศีล
ปริพาชกผู้เป็นบุตรนางปริพพาชิกา ชื่อสมณมุณฑิกา. กล่าวอย่างนี้ว่า ดู
ก่อนช่างไม้ เราย่อมบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้
แล ว่าเป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงพระอรหัต
อันอุดมที่ควรถึง เป็นสมณะ เป็นผู้อันใคร ๆ ต่อสู้ไม่ได้ธรรม ๔ ประ
การเป็นไฉน. ดูก่อนช่างไม้ บุรุษบุคคลในโลกนี้ ย่อมไม่ทำบาปกรรม
ด้วยกาย ๑ ย่อมไม่กล่าววาจาอันลามก ๑ ย่อมไม่ดำริถึงเหตุที่พึงดำริอัน
ลามก ๑ ย่อมไม่อาศัยอาชีพอันลามกเป็นอยู่ ๑ ดูก่อนช่างไม้ เราย่อม
บัญญัติบุรุษผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ว่าเป็นผู้มีกุศลถึงพร้อม
แล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงพระอรหัตอันอุดมที่ควรถึง เป็น
สมณะ เป็นผู้อันใคร ๆ ต่อสู้ไม่ได้ สมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนา
ความหมดจดด้วยศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความ
พ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล เหตุสักว่าความสำรวม เหตุสักว่าความระวัง
เหตุสักว่าความไม่ละเมิดศีล อย่างนี้แล.
ว่าด้วยความหมดจดด้วยวัตร
มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาดูวามหมดจดด้วยวัตร สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติหัตถีวัตรบ้าง ประพฤติอัสสวัตรบ้าง
หน้า 500
ข้อ 120
ประพฤติโควัตรบ้าง ประพฤติกุกกุรวัตรบ้าง ประพฤติกากวัตรบ้าง
ประพฤติวาสุเทววัตรบ้าง ประพฤติพลเทววัตรบ้าง ประพฤติปุณณภัตร-
วัตรบ้าง ประพฤติมณีภัตรวัตรข้าง ประพฤติอัคคิวัตรบ้าง พระพฤตินาค
วัตรบ้าง ประพฤติสุปัณณวัตรบ้าง ประพฤติยักขวัตรบ้าง ประพฤติอสุร
วัตรบ้าง ประพฤติคันธัพพวัตรบ้าง ประพฤติมหาราชวัตรบ้าง ประพฤติ
จันทวัตรบ้าง ประพฤติสุริยวัตรบ้าง ประพฤติอินทวัตรบ้าง ประพฤติ
พรหมวัตรบ้าง ประพฤติเทววัตรบ้าง ประพฤติทิสวัตรบ้าง สมณพราหมณ์
เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความ
หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยวัตร.
มีสมณพราหมณ์บางพวก ปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ที่
ทราบ มีพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ย่อมจับต้องแผ่นดิน จับต้อง
ของสดเขียว จับต้องโคมัย จับต้องเต่า เหยียบข่าย จับต้องเกวียนบรรทุก
งา เคี้ยวกินงาสีขาว ทาน้ำมันงาสีขาว เคี้ยวไม้สีฟันขาว อาบน้ำด้วยดินสอ-
พอง นุ่งขาว โพกผ้าโพกสีขาว สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความ
หมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้น วิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยอารมณ์
ที่ทราบ.
คำว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น
อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรคอื่น
มีความว่า พราหมณ์ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงความ
หมดจด โดยความหมดจดด้วยการเห็นรูปบ้าง โดยความหมดจดด้วยการ
หน้า 501
ข้อ 121, 122
ได้ยินเสียงบ้าง โดยความหมดจดด้วยศีลบ้าง โดยความหมดจดด้วยวัตรบ้าง
โดยความหมดจดด้วย อารมณ์ที่ทราบบ้าง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พราหมณ์
ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ ที่เห็น อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและ
วัตร หรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรคอื่น.
ว่าด้วยการละบุญบาป
[๑๒๑] คำว่า พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป มี
ความว่า กุสลาภิสังขารอันให้ปฏิสนธิในไตรธาตุ (กามธาตุ รูปธาตุ
อรูปธาตุ) อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าบุญ. อกุศลทั้งหมดเรียกว่าบาปไม่
ใช่บุญ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เป็นสภาพ
อันพราหมณ์ละเสียแล้ว มีมูลรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ตั้งอยู่ไม่ได้ดุจตาล
ยอดด้วน ทำให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น
ธรรมดา ในกาลใดในกาลนั้น พราหมณ์นั้นชื่อว่าย่อมไม่ติด ไม่ติดพัน
ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออกไป
สละเสีย พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ในบุญและบาป เป็นผู้มีจิตกระทำให้
ปราศจากแดนกิเลสอยู่ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป.
ว่าด้วยการละตน
[๑๒๒] คำว่า ละเสียซึ่งตนเรียกว่า เป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่
ในโลกนี้ มีความว่า ละเสียซึ่งตน คือละทิฏฐิที่ถือว่าเป็นตน หรือละ
หน้า 502
ข้อ 123, 124
ความถือมั่น. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ละเสียซึ่งตน ได้แก่ ความถือ ยึด
ถือ ถือมั่น ติดใจ น้อมใจไป ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่ง
ทิฏฐิ ความถือเป็นต้นนั้นทั้งปวง เป็นธรรมชาติอันพราหมณ์นั้นสละแล้ว
สำรอก ปล่อย ละ สละคืนเสียแล้ว. คำว่า ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้
คือ ไม่ทำเพิ่มเติม ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร
คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ละเสียซึ่งตน เรียกว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่
ในโลกนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดในอารมณ์ที่เห็น
อารมณ์ที่ได้ยิน ศีลและวัตรหรืออารมณ์ที่ทราบ โดยมรรค
อื่น พราหมณ์นั้นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญบาป ละเสียซึ่งตน
เรียกว่าเป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมในโลกนี้.
[๑๒๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ละต้น อาศัยหลัง ไปตาม
ความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้ สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นย่อมจับถือ ย่อมละ เหมือนลิงจับ และ
ละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น.
ว่าด้วยการจับ ๆ วาง ๆ พ้นกิเลสไม่ได้
[๑๒๔] คำว่า ละต้น อาศัยหลัง มีความว่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้น ละศาสดาต้น อาศัยศาสดาหลัง ละธรรมที่ศาสดาต้นบอก อาศัย
หน้า 503
ข้อ 125, 126
ธรรมที่ศาสดาหลังบอก ละหมู่คณะต้น อาศัยหมู่คณะหลัง ละทิฏฐิต้น
อาศัยทิฏฐิหลัง ละปฏิปทาต้น อาศัยปฏิปทาหลัง ละมรรคต้น อาศัย อิง-
อาศัย พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงมรรคหลัง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อ
ว่า ละต้น อาศัยหลัง.
[๑๒๕] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นไปตามความแสวง
หา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้ มีความว่า ตัณหา เรียกว่า
ความแสวงหา ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล. คำว่า ไปตามความแสวงหา คือไปตาม ไปตามแล้ว
แล่นไปตาม ถึงแล้ว ตกไปตามความแสวงหา อันความแสวงหาครอบงำ
แล้ว มีจิตอันความแสวงหาควบคุมแล้ว. คำว่า ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่อง
เกี่ยวข้องได้ คือ ย่อมไม่ข้าม ไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวพ้น ไม่
ก้าวล่วง ไม่ล่วงเลย ซึ่งกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ
ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต, เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นไป
ตามความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้.
[๑๒๖] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ มี
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมถือศาสดา ละศาสดานั้นแล้วย่อม
ถือศาสดาอื่น ย่อมถือธรรมที่ศาสดาอื่นบอก ละธรรมที่ศาสดาบอกนั้น
แล้ว ย่อมถือธรรมที่ศาสดาอื่นบอก ย่อมถือหมู่คณะ ละหมู่คณะนั้นแล้ว
ย่อมถือหมู่คณะอื่น ย่อมถือทิฏฐิ ละทิฏฐินั้นแล้วถือทิฏฐิอื่น ย่อมถือปฏิ-
ปทา ละปฏิปทานั้นแล้ว ถือปฏิปทาอื่น ย่อมถือมรรค ละมรรคนั้นแล้ว
ถือมรรคอื่น ย่อมถือและปล่อย คือ ย่อมยึดถือและย่อมละ. เพราะฉะนั้น
หน้า 504
ข้อ 127, 128, 129
จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมจับถือ ย่อมละ.
[๑๒๗] คำว่า เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น
มีความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมจับถือและปล่อย คือย่อมยึด
ถือและสละทิฏฐิเป็นอันมาก เหมือนลิงเที่ยวไปในป่าใหญ่ ย่อมจับกิ่งไม้
ละกิ่งไม้นั้นแล้วจับกิ่งอื่น ละกิ่งอื่นนั้นแล้วจับกิ่งอื่น ฉะนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เหมือนลิงจับและละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น. เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ละต้น อาศัยหลัง ไป
ตามความแสวงหา ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องได้
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมจับถือ ย่อมละ เหมือนลิงจับ
และละกิ่งไม้เบื้องหน้า ฉะนั้น.
[๑๒๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:-
ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง เป็นผู้ข้องใน
สัญญา ย่อมดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้
ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจ
แผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ.
ว่าด้วยการดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
[๑๒๙] คำว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง มีความว่า
คำว่า สมาทานเอง ได้แก่ สมาทานเอาเอง. คำว่า วัตรทั้งหลาย
ความว่า ชันตุชน ถือเอา สมาทาน ถือเอาแล้ว ถือเอาโดยเอื้อเฟื้อ
หน้า 505
ข้อ 130, 131
สมาทานแล้ว รับเอาแล้ว ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งหัตถีวัตร อัสสวัตร
โควัตร กุกกุรวัตร กากวัตร วาสุเทววัตร พลเทววัตร ปุณณภัตรวัตร
มณิภัตรวัตร อัคคิวัตร นาควัตร สุปัณณวัตร ยักขวัตร อสุรวัตร ฯลฯ
ทิสวัตร คำว่า ชันตุชน ได้แก่ สัตว์ นรชน ฯลฯ มนุษย์. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง.
[๑๓๐] คำว่า เป็นผู้ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
มีความว่า จากศาสดาต้นถึงศาสดาหลัง จากธรรมที่ศาสดาต้นบอกถึงธรรม
ที่ศาสดาหลังบอก จากหมู่คณะต้นถึงหมู่คณะหลัง จากทิฏฐิต้นถึงทิฏฐิหลัง
จากปฏิปทาต้นถึงปฏิปทาหลัง จากมรรคต้นถึงมรรคหลัง. คำว่า เป็นผู้
ข้องในสัญญา คือ เป็นผู้ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่
เกี่ยวพันอยู่ ในกามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา
เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่
ที่ตาปูอันตอกติดฝา หรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้
ข้องในสัญญา ย่อมดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ.
ผู้รู้ธรรม ๗ ประการ
[๑๓๑] คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้ง
หลาย มีความว่า คำว่า มีความรู้ ได้แก่ มีความรู้ คือถึงวิชชา มี
ญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเป็นเครื่องทำลาย
กิเลส.
หน้า 506
ข้อ 131
คำว่า ด้วยความรู้ทั้งหลาย มีความว่า ญาณในมรรคทั้ง ๔
ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่อง
พิจารณา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ เรียกว่า ความรู้. บุคคลผู้มีความรู้นั้น
ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงที่สุดรอบ บรรลุที่สุด
รอบ ถึงที่สิ้นสุด บรรลุที่สิ้นสุด ถึงที่ป้องกัน บรรลุที่ป้องกัน ถึงที่ลับ
บรรลุที่ลับ ถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึ่ง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่
จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงนิพพาน บรรลุ
นิพพาน แห่งชาติชรา และมรณะ ด้วยความรู้ทั้งหลายเหล่านั้น. อีก
อย่างหนึ่ง บุคคลชื่อว่า เวทคู เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดแห่งความรู้ทั้ง
หลายบ้าง. เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดด้วยความรู้ทั้งหลายบ้าง. และชื่อว่า
เวทคู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งสักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และเป็นผู้รู้
แจ้งซึ่งอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย อันทำความเศร้าหมอง ให้เกิดใน
ภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติชรา
และมรณะต่อไป. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนสภิยะ บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งสั้น ของพวก
สมณพราหมณ์ที่มีอยู่เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง
ล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเวทคู.
คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย มี
ความรู้ รู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า สังขารทั้งปวง
ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เพราะอวิชชา
หน้า 507
ข้อ 131
เป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะ
สฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะ
เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะ
อุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็น
ปัจจัยจึงมีชราและมรณะ เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ
วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะ
จึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะ
อุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและ
มรณะจึงดับ. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้
ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุ
ให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ.
ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ
ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง. และรู้ รู้เฉพาะ
ซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก
แห่งผัสสะสายตนะ ๖. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕. และรู้ รู้
เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งมหาภูตรูป ๔. และรู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ
หน้า 508
ข้อ 132, 133
เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย.
[๑๓๒] คำว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่
ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ มีความว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน
ย่อมไม่จากศาสดาต้นถึงศาสดาหลัง ไม่จากธรรมที่ศาสดาต้นบอกถึงธรรม
ที่ศาสดาหลังบอก ไม่จากหมู่คณะต้นถึงหมู่คณะหลัง ไม่จากทิฏฐิต้นถึง
ทิฏฐิหลัง ไม่จากปฏิปทาต้นถึงปฏิปทาหลัง ไม่จากมรรคต้นถึงมรรคหลัง
คำว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน คือมีปัญญาใหญ่ มี
ปัญญามาก มีปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง มีปัญญาไว มีปัญญาคมกล้า มี
ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส. แผ่นดิน ตรัสว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วย
ปัญญากว้างขวางแผ่ไปเสมอด้วยแผ่นดินนั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคล
ผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชันตุชนสมาทานวัตรทั้งหลายเอง เป็นผู้ข้องใน
สัญญา ย่อมดำเนินผิดๆ ถูกๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้
ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจ
แผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
[๑๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน
หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง ใคร ฯ ในโลกนี้พึง
หน้า 509
ข้อ 134
กำหนดซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นผู้ประพฤติเปิดเผย
ด้วยกิเลสอะไรเล่า.
ว่าด้วยมารเสนา
[๑๓๔] บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวงคือ ในรูปที่เห็น เสี่ยงที่ได้ยิน หรือ
อารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความว่า กองทัพมาร เรียกว่า
เสนา. กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ
อุปนาหะ ฯลฯ อกุศลกรรมทั้งปวง ชื่อว่า กองทัพมาร. สมจริงดังที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า.
กิเลสกาม เรากล่าวว่าเป็นกองทัพที่ ๑ ของท่าน
ความไม่ยินดี เป็นกองทัพที่ ๒ ความหิวกระหาย เป็น
กองทัพที่ ๓ ตัณหา เรากล่าวว่าเป็นของทัพที่ ๔ ของ
ท่าน ความหดหู่และความง่วงเหงา เป็นกองทัพที่ ๕ ของ
ท่าน ความขลาดเรากล่าวว่าเป็นกองทัพที่ ๖ ความลังเล
ใจ เป็นกองทัพที่ ๗ ของท่าน ความลบหลู่คุณท่านและ
หัวดื้อ เป็นกองทัพที่ ๘ ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ
และยศที่ได้โดยทางผิด เป็นกองทัพที่ ๙ ของท่าน ยกตน
และข่มขู่ผู้อื่น เป็นกองทัพที่ ๑๐ ของท่าน ดูก่อนพระยา
มาร กองทัพของท่านนี้ เป็นผู้มีปกติกำจัดผู้มีธรรมดำ คน
ขลาดจะเอาชนะกองทัพของท่านนั้นไม่ได้ คนกล้าย่อม
ชนะได้ และครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข.
หน้า 510
ข้อ 135
เมื่อใดกองทัพมารทั้งหมด และกิเลสที่กระทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้ง
หมด อันบุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้นชนะแล้ว ให้แพ้แล้ว
ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้ว ด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เรียกว่าเป็นผู้กำจัดเสนา. บุคคล
นั้นเป็นผู้กำจัด เสนาในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ อารมณ์ที่
รู้แจ้ง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน
นั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น เสียงที่
ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
[๑๓๕] คำว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นผู้ประพฤติ
เปิดเผย มีความว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นธรรมอันหมดจด เห็น
ธรรมอันหมดจดพิเศษ เห็นธรรมอันหมดจดรอบ เห็นธรรมอันขาว เห็น
ธรรมอันขาวรอบ อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความเห็นอันหมดจด มีความเห็นอัน
หมดจดวิเศษ มีความเห็นอันหมดจดรอบ มีความเห็นอันขาว มีความเห็น
อันขาวรอบ. คำว่า เปิดเผย มีความว่า เครื่องปิดบังคือตัณหา เครื่อง
ปิดบังคือกิเลส เครื่องปิดบังคืออวิชชา เครื่องปิดบังเหล่านั้น อันบุคคล
นั้นเปิดเผยแล้ว กำจัด เลิกขึ้น เปิดขึ้น ละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่
ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. คำว่า ผู้ประพฤติ คือ ผู้
ประพฤติ ผู้เที่ยวไป เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพ
ดำเนินไป. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้
ประพฤติเปิดเผย.
หน้า 511
ข้อ 136
[๑๓๖] คำว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด....ด้วยกิเลส
อะไรเล่า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ
ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้นละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว. ใคร ๆ จะพึงกำ-
หนดบุคคลนั้น ด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา
อนุสัย อะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลงผูกพัน ถือมั่น ถึง
ความฟุ้งซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุง
แต่ง เหล่านั้นอันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่ง
เหล่านั้นแล้ว. ใคร ๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้น ด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า
เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์
เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์
ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มี
เหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึง
ความกำหนดแห่งใคร ๆ. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก
เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ใคร ๆ
ในโลกนี้พึงกำหนด....ด้วยกิเลสอะไรเล่า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือในโลกที่เห็น เสียงที่ได้ยิน
หน้า 512
ข้อ 137, 138
หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่ง ใคร ๆ ในโลกนี้พึง
กำหนดซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย
ด้วยกิเลสอะไรเล่า
[๑๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหา
และทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า
เป็นความหมดจดส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็น
เครื่องถือมั่น ผูกพันร้อยรัดแล้ว ไม่ทำความหวังในที่
ไหน ๆ ในโลก.
ว่าด้วยคุณลักษณะของสัตบุรุษ
[๑๓๘] คำว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่
ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
กำหนดด้วยทิฏฐิ สัตบุรุษเหล่านั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืน
ความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละ
คืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว สัตบุรุษเหล่านั้นจึงไม่กำหนดซึ่งความ
กำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิด
พร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่
กำหนด.
หน้า 513
ข้อ 139, 140
คำว่า ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า
ความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่างคือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑
ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้า
ด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ. สัตบุรุษเหล่านั้น
ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วย
ทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความ
ทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว จึงไม่กระทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า
เที่ยวไป คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด ไม่มีตัณหา
เป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่
เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่แวดล้อมเที่ยวไป. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ใน
เบื้องหน้า.
[๑๓๙] คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความ
หมดจดส่วนเดียว มีความว่า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าว ไม่บอก
ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความไม่หมดจดส่วนเดียว ความหมดจด
จากสงสาร ความหมดจดโดยอกิริยทิฏฐิ วาทะว่า สัตว์สังขารเที่ยง ว่า
เป็นความหมดจดส่วนเดียว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สัตบุรุษเหล่านั้น
ย่อมไม่กล่าวว่า เป็นความหมดจดส่วนเดียว.
[๑๔๐] คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็นเครื่องถือมั่น
ผูกพัน ร้อยรัดแล้ว มีความว่า คำว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน
ได้แก่ กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน ๔ อย่าง คือ กิเลส เป็นเครื่องผูกพันทาง
หน้า 514
ข้อ 141
กายคือ อภิชฌา พยาบาท สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
ความกำหนัด ความเพ่งเล็งด้วยทิฏฐิของตนเป็นกิเลสเครื่องผูกพันทางกาย.
ความอาฆาต ความไม่ยินดี ความพยาบาทในถ้อยคำของชนอื่น. สีลัพพต
ปรามาสคือความยึดถือศีลหรือวัตร หรือทั้งศีลและวัตรของตน ความเห็น
ความยึดถือว่าสิ่งนี้จริง ของคน เป็นกิเลสเครื่องผูกพันทางกาย. เพราะ
เหตุไรจึงเรียกว่าเป็นกิเลสเครื่องถือมั่นผูกพันเพราะสัตว์ทั้งหลายย่อมถือ
เข้าไปถือ จับ ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สังสารวัฏ ด้วยกิเลสเป็นเครื่องผูกพันเหล่านั้น.
เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า เป็นกิเลสเครื่องถือมั่นผูกพัน.
คำว่า ละ คือ สลัด หรือละกิเลสเป็นเครื่องผูกพันทั้งหลาย. อีก
อย่างหนึ่ง. สัตบุรุษเหล่านั้น แก้หรือละกิเลสทั้งหลายที่ผูกพัน ร้อยรัด
รัดรึง พ้น ตรึง เหนี่ยวรั้ง ติด ข้อง เกี่ยวพัน พันอยู่ เหมือนชน
ทั้งหลายทำความปลดปล่อยไม่กำหนดวอ รถ เกวียน หรือรถมีเครื่อง
ประดับ ฉะนั้น อีกอย่างหนึ่ง สัตบุรุษเหล่านั้น แก้หรือละกิเลสทั้งหลาย
ที่ผูกพัน ร้อยรัด รัดรึง พัน ตรึง เหนี่ยวรั้ง ติด ข้อง เกี่ยวพัน
พ้นอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็นเครื่องถือ
มั่นผูกพัน ร้อยรัดแล้ว.
[๑๔๑] คำว่า ย่อมไม่ทำความหวังในที่ไหน ๆ ในโลก มี
ความว่า ตัณหา เรียกว่า ความหวัง ได้แก่ความกำหนัด ความกำหนัด
กล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล.
หน้า 515
ข้อ 142, 143
คำว่า ย่อมไม่ทำความหวัง มีความว่า ย่อมไม่ทำความหวัง
ไม่ให้ความหวังเกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ.
คำว่า ในที่ไหน ๆ ได้แก่ ในที่ไหน ๆ ในที่ใดที่หนึ่งทุก ๆ แห่ง
ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในภายนอก.
คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมไม่ทำความหวัง ในที่ไหน ๆ ในโลก. เพราะ
เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่ทำตัณหา
และทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวว่า
เป็นความหมดจดส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเป็น
เครื่องถือมั่น ผูกพัน ร้อยรัดแล้ว ไม่ทำความหวังในที่
ไหน ๆ ในโลก.
[๑๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว ทั้งรู้
ทั้งเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ มิได้มีความกำหนัดใน
กามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำหนดในสมาบัติเป็นที่คลาย
กำหนัด มิได้มีความยึดถือว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม.
ว่าด้วยพระอรหันต์
[๑๔๓] คำว่า พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว
ทั้งรู้ทั้งเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ มีความว่า คำว่า แดน ได้แก่
หน้า 516
ข้อ 143
แดน ๔ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัยคือ
ทิฏฐิ อนุสัยคือวิจิกิจฉา และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกันนี้เป็นแดนที่ ๑.
สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัย
คือปฏิฆะ ส่วนหยาบ ๆ และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๒.
สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัย
คือปฏิฆะ ส่วนละเอียด และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นแดนที่ ๓.
รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อนุสัยคือมานะ
อนุสัยคือภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา และเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ฝ่ายเดียวกัน
นี้เป็นแดนที่ ๔.
เมื่อใด พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี ล่วงเลย
แดน ๔ อย่างเหล่านี้ ด้วยอริยมรรค ๔. เมื่อนั้น พระอรหันต์นั้น จึง
เรียกว่าเป็นผู้ล่วงแดนแล้ว.
คำว่า ลอยบาปแล้ว ความว่า ชื่อว่าผู้ลอยบาปแล้ว เพราะเป็น
ผู้ลอยแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว
เป็นผู้คงที่ จึงเรียกท่านว่าเป็นพรหม.
คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ขีณาสพ.
คำว่า รู้แล้ว คือผู้รู้แล้วด้วยปรจิตตญาณ หรือรู้แล้วด้วยปุพเพ-
นิวาสานุสสติญาณ.
คำว่า เห็นแล้ว คือเห็นแล้วด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพยจักษุ.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว
ทั้งรู้ทั้งเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ.
หน้า 517
ข้อ 144
คำว่า ความยืดถือ ความว่า พระอรหันต์นั้น มิได้มี ความถือ
ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ
เป็นใหญ่ สูงสุด บวร.
คำว่า ไม่มี ความว่า ย่อมไม่มี มีอยู่หามิได้ ไม่ปรากฏ ไม่เข้า
ไปได้. ความยึดถือนั้นอันพระอรหันต์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่
ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระ
อรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว รู้และเห็นแล้ว มิได้
มีความยืดถือ.
[๑๔๔] คำว่า มิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด
มิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด มีความว่า ชนเหล่าใด
กำหนัด รักใคร่ หลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว พัวพัน ใน
กามคุณ ๕ ชนเหล่านั้น เรียกว่า กำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด. ชน
เหล่าใด กำหนัด รักใคร่ หลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้องเกี่ยว พัวพัน
ในรูปาวจรสมาบัติและอรูปาวจรสมาบัติ ชนเหล่านั้น เรียกว่า กำหนัดแล้ว
ในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด.
คำว่า มิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้
กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด ความว่า เมื่อใดกามราคะ รูป
ราคะ และอรูปราคะ เป็นกิเลสอันพระอรหันต์นั้นละ ตัดมูลรากขาดแล้ว
ทำให้ตั้งอยู่ไม่ได้ดังตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น
ธรรมดา เมื่อนั้น พระอรหันต์ ชื่อว่ามิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่
กำหนัด มิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลายกำหนัด ด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น.
หน้า 518
ข้อ 145
[๑๔๕] คำว่า มิได้มีความข้อถือว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม มีความว่า
คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันต์ขีณาสพ พระอรหันต์นั้นมิได้มีความถือ
ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ
วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร.
คำว่า ไม่มี ความว่า ย่อมไม่มี มีอยู่หามิได้ ไม่ปรากฏ ไม่เข้า
ไปได้. ความยึดถือนั้น อันพระอรหันต์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ
ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
มิได้มีความยึดถือว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า :-
พระอรหันต์นั้นผู้ล่วงแดนแล้ว ลอยบาปแล้ว ทั้งรู้
ทั้งเห็นแล้ว มิได้มีความยึดถือ มิได้มีความกำหนัดใน
กามคุณเป็นที่กำหนัด มิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลาย
กำหนัด มิได้มีความยืดถือว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม ดังนี้.
จบสุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
หน้า 519
ข้อ 145
อรรถกถาสุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
ในสุทธัฏฐกสูตรที่ ๔ พึงทราบเนื้อความในคาถาแรกก่อน :- พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหมดจดย่อมมีเพราะ
ความเห็น เห็นปานนี้หามิได้ อีกอย่างหนึ่งแล คนพาลผู้มีทิฏฐิเห็น
พราหมณ์จันทาภะ หรือคนเห็นปานนี้อื่น ผู้ไม่หมดจดเพราะขุ่นมัวด้วย
กิเลส ผู้มีโรคเพราะถูกโรคคือกิเลสถึงทับ ย่อมรู้เฉพาะ ย่อมเห็นผู้หมด
จดว่าเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ก็ความหมดจดดีย่อมมีแก่นรชน เพราะ
ความเห็นกล่าวคือทิฏฐินั้นดังนี้.
คนพาลนั้นรู้เฉพาะอยู่อย่างนี้ รู้แล้วว่า ความเห็นเป็นเยี่ยม เป็นผู้
พิจารณาเห็นความหมดจดในความเห็นนั้น ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็น
มรรคญาณ แต่ความเห็นนั้นมิได้เป็นมรรคญาณ.
บทว่า ปรมํ อาโรคฺยํ ปตฺตํ ความว่า ถึงความไร้พยาธิอันอุดม
ตั้งอยู่.
บทว่า ตาณปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองอย่างนั้น.
บทว่า เลณปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมเป็นที่แอบแฝง.
บทว่า สรณปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมเป็นที่พึ่ง หรือถึงธรรม
เครื่องยังทุกข์ให้พินาศ.
บทว่า อจฺจุตปฺปตฺตํ ความว่า ถึงความปลอดภัย.
บทว่า อจฺจุตปฺปตฺตํ ความว่า ถึงภาวะเที่ยง.
หน้า 520
ข้อ 145
บทว่า อมตปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมไม่ตาย คือมหานิพพาน.
บทว่า นิพฺพานปฺปตฺตํ ความว่า ถึงธรรมที่เว้นจากตัณหาเครื่อง
ร้อยรัด.
บทว่า อภิชานนฺโต ความว่า รู้โดยวิเศษ.
บทว่า อาชานนฺโต ความว่า รู้ทั่ว.
บทว่า วิชานนฺโต ความว่า รู้หลายอย่าง.
บทว่า ปฏวิชานนฺโต ความว่า รู้แจ้งเพราะอาศัยความเห็นนั้น ๆ.
บทว่า ปฏิวิชฺฌนฺโต ความว่า กระทำไว้ในหทัย.
บทว่า จกฺขุวิญฺาเณน รูปทสฺสนํ ความว่า ความเห็นรูปด้วย
จักขุวิญญาณ
บทว่า าณนฺติ ปจฺเจติ ความว่า ย่อมเชื่อว่าเป็นปัญญา.
บทว่า มคฺโคติ ปจฺเจติ ความว่า ย่อมเชื่อว่าเป็นอุบาย.
บทว่า ปโถ ความว่า เป็นที่สัญจร.
บทว่า นียานํ ความว่า เครื่องถือไป, ปาฐะว่า นิยฺยานํ ก็มี.
คาถาที่ ๒ ว่า ทิฏเน เจ สุทฺธิ เป็นต้น เนื้อความของคาถา
นั้นว่า ถ้าความหมดจดจากกิเลสย่อมมีแก่นรชน ด้วยความเห็น กล่าวคือ
ความเห็นรูปนั้น. หรือว่า ถ้านรชนนั้นย่อมละทุกข์มีชาติเป็นต้น. ด้วย
ญาณนั้นไซร้ เมื่อเป็นอย่างนั้น นรชนนั้นย่อมหมดจดด้วยมรรคอันไม่
หมดจดอื่นจากอริยมรรคนั่นแล. คือย่อมถึงความเป็นผู้ที่จะพึงกล่าวว่า
เป็นผู้ยังมีอุปธิด้วยอุปธิมีราคะเป็นต้นอยู่นั่นแลหมดจด และไม่เป็นอย่าง
หน้า 521
ข้อ 145
นั้นหมดจด เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่าเป็นผู้พูดอย่างนั้น คือทิฏฐิ
นั้นแหละย่อมบอกว่า ผู้นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่บอกอย่างนั้น ๆ โดยนัยว่า
โลกเที่ยงเป็นต้น สมควรแก่ทิฏฐิ.
ชื่อว่า ยังมีราคะ เพราะอรรถว่า เป็นไปกับด้วยราคะ. ความว่า
มีราคะ แม้ในบทว่า สโทโส เป็นต้นก็นัยนี้แล.
คาถาที่ ๓ ว่า น พฺราหฺมโณ เป็นต้น เนื้อความของคาถานั้น
ว่าก็ผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยคือย่างบาปเสียแล้ว ผู้นั้นถึงความ
สิ้นอาสวะ เป็นพราหมณ์ขีณาสพ ด้วยมรรค ไม่กล่าวความหมดจดด้วย
มิจฉาญาณที่เกิดขึ้น ในอารมณ์ที่เห็นกล่าวคือรูปที่สมมติว่าเป็นมงคลยิ่ง
ในอารมณ์ที่ได้ยินกล่าวคือเสียงอย่างนั้น ในศีลกล่าวคือความไม่ก้าวล่วง
ในวัตรต่างโดยหัตถีวัตรเป็นต้น และในอารมณ์ที่ทราบต่างโดยปฐพีเป็น
ต้น ซึ่งอื่นจากอริยมรรคญาณ. คำนี้ท่านกล่าวด้วยการกล่าวสรรเสริญ
พราหมณ์ขีณาสพ.
ก็พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่เข้าไปติดในบุญที่เป็นไปในธาตุสาม และใน
บาปทั้งปวง เป็นผู้ละเสียซึ่งตน เพราะเหตุไร ? เพราะละตนนั้นได้คือ
เพราะละความเห็นว่าตนหรือความยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่ง. ท่านกล่าวว่า
เป็นผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ให้โลกนี้ เพราะไม่การทำปุญญาภิสังขารเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบการเชื่อมบทนั้น ทั้งหมดนั้นแล ด้วยบทแรกว่า พราหมณ์
ผู้ไม่เข้าไปติดในบุญและบาป ผู้ละเสียซึ่งตน ผู้ไม่ทำเพิ่มเติมอยู่ในโลกนี้
ไม่กล่าวความหมดจด โดยมรรคอื่น.
บทว่า นาติ ปฏิกฺเขโป ความว่า น ศัพท์เป็นศัพท์ปฏิเสธ.
หน้า 522
ข้อ 145
คาถาว่า พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ เป็นต้น มีความว่า บุคคล
ใดลอยบาปทั้งปวงเสียแล้วด้วยมรรคที่ ๔ (อรหัตตมรรค) ชื่อว่ามีตนตั้งอยู่
แล้ว เพราะทิฏฐิตั้งอยู่ไม่ได้ และเพราะลอยบาปเสียแล้วนั่นแล ชื่อว่า
ปราศจากมลทิน. คือถึงความเป็นผู้ปราศจากมลทินคือความเป็นพรหม
ความเป็นผู้ประเสริฐ ชื่อว่ามีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยมรรคสมาธิและผลสมาธิ
ซึ่งสละมลทินคือกิเลสที่การทำความฟุ้งซ่านแก่สมาธิ. ท่านเรียกว่าเป็นผู้
สำเร็จกิจ เพราะความเป็นผู้มีกิจอันสำเร็จแล้ว เพราะล่วงสงสารได้แล้ว
เพราะก้าวล่วงเหตุแห่งสงสาร ว่าเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เพราะ
ความเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว. และว่าเป็นผู้คงที่ เพราะไม่มี
พิการด้วยโลกธรรม บุคคลนั้น ควรชมเชยอย่างนี้ จึงเรียกว่าเป็นผู้ประเสริฐ
คือเป็นพราหมณ์.
บทว่า อญฺตฺร สติปฏฺาเนหิ ความว่า พ้นสติปัฏฐาน ๔
แม้ในสัมมัปปธานเป็นต้น ก็นัยนี้แล.
บทว่า สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ความว่า สมณพราหมณ์บาง
พวกได้โวหารว่า สมณพราหมณ์ ด้วยการกำหนดของโลก มีอยู่.
บทว่า ทิฏฺสุทฺธิกา ความว่า ปรารถนาความหมดจด ด้วยการ
เห็นรูป.
บทว่า เต เอกจฺจานํ รูปานํ ทสฺสนํ ความว่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้น ปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป ย่อมเชื่อการแลดูรูปารมณ์
เหล่านั้น.
หน้า 523
ข้อ 145
บทว่า มงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมให้ตั้งไว้ซึ่งเหตุแห่งความ
สำเร็จ เหตุแห่งความเจริญ เหตุแห่งสมบัติทั้งปวง.
บทว่า อมงฺคลํ ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมให้ตั้งไว้ซึ่งเหตุแห่ง
ความสำเร็จ หามิได้. ซึ่งเหตุแห่งความเจริญ หามิได้, ซึ่งเหตุแห่งสมบัติ
ทั้งปวง หามิได้.
บทว่า เต กาลโล วุฏฺหิตฺวา ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น
คือพวกเชื่อถือสิ่งที่เห็นเป็นต้นว่าเป็นมงคล ลุกขึ้นก่อนกว่าทีเดียว.
บทว่า อภิมงฺคลคตานิ ความว่า ที่ถึงเหตุแห่งความเจริญโดย
พิเศษ.
บทว่า รูปานิ ปสฺสนฺติ ความว่า ย่อมเห็นรูปารมณ์มีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า วาตสกุณํ ความว่า นกมีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า ปุสฺสเวฬุวลฏฺึ ความว่า ผลมะตูมอ่อนที่เกิดขึ้นโดย
บุษยฤกษ์.
บทว่า คพฺภินิตฺถึ ความว่า หญิงมีครรภ์.
บทว่า กุมารกํ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา คจฺฉนฺตํ ความว่า คน
ที่ยกเด็กรุ่น ๆ ขึ้นบ่าเดินไป.
บทว่า ปุณฺณฆฏํ ความว่า หม้อเต็มด้วยน้ำ.
บทว่า โรหิตมจฺฉํ ความว่า ปลาตะเพียนแดง.
บทว่า อาชญฺรถํ ความว่า รถเทียมม้าสินธพ.
บทว่า อุสภํ ความว่า โคตัวผู้เป็นมงคล.
หน้า 524
ข้อ 145
บทว่า โคกปิลํ ความว่า แม่โคดำแดง.
บทว่า ปลาลปุญฺชํ ความว่า กองข้าวเปลือก.
บทว่า ตกฺกฆฏํ ความว่า ถาดที่เต็มไปด้วยเปรียงโคเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตฆฏํ ความว่า หม้อเปล่า
บทว่า นฏํ ความว่า การฟ้อนรำของนักฟ้อนเป็นต้น. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า กิริยาของนักเลง.
บทว่า นคฺคสมณกํ ความว่า สมณะไม่นุ่งผ้า.
บทว่า ขรํ ความว่า ลา.
บทว่า ขรยานํ ความว่า ยวดยานเป็นต้นที่เทียมลา.
บทว่า เอกยุตฺตยานํ ความว่า ยานที่เทียมด้วยสัตว์พาหนะตัวเดียว.
บทว่า กาณํ ความว่า คนตาบอดข้างเดียวและสองข้าง.
บทว่า กุณึ ความว่า คนมือง่อย.
บทว่า ขญฺชํ ความว่า คนเท้ากระจอก คือมีเท้าไปขวาง.
บทว่า ปกฺขหตํ ความว่า คนพิการ.
บทว่า ชิณฺณกํ ความว่า คนแก่เพราะชรา.
บทว่า พฺยาธิกํ ความว่า คนถูกพยาธิเบียดเบียน.
บทว่า มตํ ความว่า คนตาย.
บทว่า สุตสุทฺธิกา ความว่า ปรารถนาความหมดจดด้วยการได้
ยินเสียงด้วยโสตวิญญาณ.
บทว่า สทฺทานํ สวนํ ความว่า การได้ยินสัททารมณ์.
หน้า 525
ข้อ 145
บทว่า วฑฺฒาติ วา เป็นต้น ท่านกล่าวถือเอาสักว่าเป็นเสียงที่
เป็นไปในโลก แต่เสียงที่กล่าวโดยชื่อนั้น ๆ ว่า กาโณ เป็นต้นนั่นแล
ไม่เป็นมงคล.
บทว่า ฉินฺนนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกตัดมือและเท้าเป็นต้น.
บทว่า ภินฺนนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกตีศีรษะเป็นต้น.
บทว่า ทฑฺฒนฺติ วา ความว่า เสียงว่าถูกไฟไหม้.
บทว่า นฏฺนฺติ วา ความว่า เสียงว่าพินาศเพราะพวกโจรเป็น
ต้น.
บทว่า นตฺถีติ วา ความว่า หรือเสียงว่าของไม่มี.
บทว่า สีลสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยศีล.
บทว่า สีลมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสังวร.
บทว่า สญฺมมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่าเข้าไปยินดี.
บทว่า สํวรมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่ากั้นทวาร.
บทว่า อวีติกฺกมมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุสักว่าไม่ก้าวล่วงศีล.
บทว่า สมณมุณฑิกาปุตฺโต เป็นชื่อที่ได้มาทางฝ่ายมารดา.
บทว่า สมฺณปนฺนกุสลํ ความว่า มีกุศลบริบูรณ์.
บทว่า ปรมกุสลํ ความว่า มีกุศลสูงสุด.
บทว่า อุตฺตมปตฺติปฺปตฺตํ ความว่า ผู้ถึงพระอรหันต์อันอุดมที่
พึงตั้งอยู่.
บทว่า อโยชฺฌํ ความว่า สมณะผู้อันใคร ๆ ไม่อาจให้แพ้.
หน้า 526
ข้อ 145
บทว่า วตฺตสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร
คือการสมาทาน.
บทว่า หตฺถิวตฺติกา วา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติหัตถี
วัตร เพราะอรรถว่า มีหัตถีวัตรที่สมาทานไว้.
อธิบายว่า กระทำกิริยาอย่างช้างทั้งปวง ทำอย่างไร ? สมณพราหมณ์
เหล่านั้น เกิดความคิดขึ้นอย่างนี้ว่า จำเดิมแต่วันนี้ไป เราจักการทำสิ่งที่ช้าง
ทั้งหลายทำจึงกระทำอาการเดิน ยืน นั่ง นอน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะอย่าง
ช้างทั้งหลาย และอาการที่เห็นช้างอื่น ๆ แล้วชูงวงเดินไปทุกอย่าง ดังนั้น
จึงชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติหัตถีวัตร.
แม้ในบทว่า เป็นผู้พระพฤติอัสสวัตรเป็นต้น ก็พึงประกอบบทตาม
ที่ควรประกอบ ด้วยสามารถบทที่ได้มา.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ทิสาวตฺติกา วา ซึ่งเป็นบทสุดท้าย
มีความว่า เป็นผู้ประพฤติทิสวัตรที่สมาทาน ด้วยสามารถนมัสการทิศมีทิศ
บูรพาเป็นต้น. การสมาทานวัตรของสมณพราหมณ์มีประการดังกล่าวแล้ว
เหล่านั้น เมื่อสำเร็จย่อมนำเข้าไปถึงความเป็นเพื่อนกับช้างเป็นต้น. แต่ถ้า
มิจฉาทิฏฐิมีแก่เขาผู้คิดอยู่ว่า เราย่อมเป็นเทวดา หรือเทวดาองค์ใดองค์
หนึ่ง ด้วยการสมาทานศีลและวัตร และความประพฤติอันประเสริฐนี้ พึง
ทราบว่า นรกและกำเนิดดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมี.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนปุณณะ บุคคล
บางคนในโลกนี้บำเพ็ญวัตรสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญศีลสุนัข
บริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญสมาธิสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย บำเพ็ญอากัปปะ
หน้า 527
ข้อ 145
สุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บุคคลนั้นบำเพ็ญวัตรสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย.
บำเพ็ญศีลสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย, บำเพ็ญสมาธิสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย.
บำเพ็ญอากัปปะสุนัขบริบูรณ์ไม่วุ่นวาย. ครั้นแตกกายตายไปแล้วย่อมเข้า
ถึงความเป็นเพื่อนกับสุนัขทั้งหลาย. ก็ถ้าเขามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราจักเป็น
เทวดาหรือเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีล วัตรหรือพรหมจรรย์นี้ ทิฏฐิของ
เขานั้นย่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ดูก่อนปุณณะเรากล่าวว่าคนมิจฉาทิฏฐิมีคติ ๒
อย่างคือนรก หรือกำเนิดดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง. ดูก่อนปุณณะ
วัตรสุนัขเมื่อสำเร็จ ย่อมนำเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับสุนัขทั้งหลาย. เมื่อ
ไม่สำเร็จย่อมนำเข้าสู่นรก. ไม่พึงถือเอาเนื้อความว่า ผู้ประพฤติคันธัพพวัตร
เป็นต้น ย่อมเข้าถึงความเป็นเพื่อนกับคนธรรพ์เป็นต้น. แต่พึงถือเอาว่า
ย่อมเข้าถึงนรกและกำเนิดดิรัจฉานนั่นแล เพราะถือเอาด้วยมิจฉาทิฏฐิ.
บทว่า มุตสุทฺธิกา ความว่า ผู้ปรารถนาความหมดจด ด้วย
อารมณ์ที่ถูกต้อง.
บทว่า ปวึ อามสนฺติ ความว่า ย่อมถูกต้องแผ่นดินใหญ่ที่มี
สัมภาระ ด้วยกาย.
บทว่า หริตํ ความว่า หญ้าแพรกเขียวสด.
บทว่า โคมยํ ความว่า โคมัยของโคเป็นต้น.
บทว่า กจฺฉปํ ความว่า เต่าหลายชนิดมีเต่ากระดูกเป็นต้น.
บทว่า ชาลํ อกฺกมนฺติ ความว่า ย่ำเหยียบข่ายเหล็ก.
บทว่า ติลวาหํ ความว่า เกวียนบรรทุกงา หรือกองงา.
หน้า 528
ข้อ 145
บทว่า ปุสฺสติลํ ขาทนฺติ ความว่า เคี้ยวกินงาที่ประกอบด้วย
มงคล.
บทว่า ปสฺสเตลํ มกฺเขนฺติ ความว่า ทำน้ำมันงาอย่างนั้นเป็น
เครื่องพรมสรีระ.
บทว่า ทนฺตวฏํ ความว่า ไม้สีฟัน.
บทว่า มตฺติกาย นหายนฺติ ความว่า ถูสรีระด้วยดินอ่อน มี
ดินสอพองเป็นต้นแล้วอาบน้ำ.
บทว่า สาฏกํ นิวาเสนฺติ ความว่า นุ่งห่มผ้าที่ประกอบด้วย
มงคล.
บทว่า เวฏฺนํ เวฏฺนฺติ ความว่า วาง คือ สวมผ้าโพกศีรษะ
ซึ่งเป็นผ้าไหมเป็นต้นบนศีรษะ.
บทว่า เตธาตุกํ กุสลาภิสงฺขารํ ความว่า ปัจจยาภิสังขารซึ่งเกิด
แต่ความฉลาด ให้ปฏิสนธิในกามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุ.
บทว่า สพฺพํ อกุสลํ ความว่า อกุศลซึ่งเกิดแต่ความไม่ฉลาด ๑๒,
บทว่า ยโต ได้แก่ ในกาลใด. ปุญญาภิสังขาร ๑๓ อปุญญาภิ
สังขาร ๑๒ และอาเนญชาภิสังขาร ๔ เป็นอันละได้แล้ว ด้วยสมุจเฉทปหาน
ตามสมควร.
บทว่า อตฺตทิฏฺิญฺชโห ความว่า ละทิฏฐิที่ถือว่า นั่นเป็นตัว
ตนของเรา.
บทว่า คาหญฺชโห ความว่า ละความยึดถือที่สัมปยุตด้วยมานะว่า
เราเป็นนั่น.
หน้า 529
ข้อ 145
บทว่า อตฺตญฺชโห มีความอีกว่า บทเป็นต้นว่า ความถือลูบคลำ
ความจับต้องแต่ข้างหน้า ความถือมั่นในอัตตานั้น ความติดใจกลืนด้วย
สามารถตัณหามีกำลัง และความปรารถนามีกำลัง ด้วยสามารถความยึดถือ
ด้วยตัณหาและด้วยสามารถความยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่า นั่นของเรา ความถือ
เป็นต้นทั้งปวงนั้นย่อมเป็นอันพราหมณ์นั้นสละแล้ว ดังนี้ มีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
ครั้นกล่าวว่า พราหมณ์ไม่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่น อย่างนี้
แล้ว บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความที่ทิฏฐินั้น ของพวกมีทิฏฐิ
ที่กล่าวความหมดจดโดยมรรคอื่นเหล่านั้น เป็นทิฏฐินำทุกข์ออกไม่ได้ จึง
กล่าวคาถา ปุริมํ ปหาย ดังนี้ เป็นต้น.
คาถานั้นมีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นแม้เป็นผู้กล่าวความหมด
จดโดยมรรคอื่น ละศาสดาต้น เป็นต้น อาศัยศาสดาหลัง เพราะถูกความ
ถือและความปล่อยครอบงำ เพราะละทิฏฐินั้นไม่ได้ ไปตามตัณหากล่าวคือ
ความแสวงหา คือถูกตัณหาครอบงำ ย่อมไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง
ต่างโดยราคะเป็นต้น และเมื่อไม่ข้ามกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ย่อมเรียนด้วย
ย่อมละด้วยซึ่งธรรมนั้น ๆ เหมือนลิงเกาะกิ่งไม้.
บทว่า ปุริมํ สตฺถารํ ปหาย ความว่า เว้นปฏิญญาของศาสดา
ที่ถือไว้ในก่อน.
บทว่า อปรํ สตฺถารํ นิสฺสิตา ความว่า อาศัย คือ ติดแน่น
ปฏิญญาของศาสดาอื่น. แม้ในบทว่า ปุริมํ ธมฺมกฺขานํ ปหาย เป็น
ต้นก็นัยนี้แล.
บทว่า เอชานุคา ความว่า ไปตามตัณหา.
หน้า 530
ข้อ 145
บทว่า เอชานุคตา ความว่า ไปตามตัณหาแล้ว.
บทว่า เอชานุสุฏา ความว่า ซ่านไปตาม หรือแล่นไปตามตัณหา.
บทว่า เอชาย ปนฺนา ปติตา ความว่า จมลงในตัณหา และอัน
ตัณหาเก็บเสียแล้ว.
บทว่า มกฺกโฏ ได้แก่ ลิง.
บทว่า อรญฺเ ความว่า ในทุ่ง.
บทว่า ปวเน ความว่า ในป่าใหญ่.
บทว่า จรมาโน ความว่า ไปอยู่.
บทว่า เอวเมว เป็นบทอุปไมย เครื่องยังบทอุปมาให้ถึงพร้อม.
บทว่า ปุถุ ความว่า ต่าง ๆ.
บทว่า ปุถุทิฏฺิคตานิ ความว่า ทิฏฐิมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า คณฺหนฺติ จ มุญฺจนฺติ จ ความว่า ย่อมจับด้วยสามารถ
แห่งการถือ และย่อมปล่อยด้วยสามารถแห่งการสละ.
บทว่า อาทิยนฺติ จ นิรสฺสชนฺติ จ ความว่า ย่อมการทำความ
กังวล ย่อมสละ และย่อมซัดไป.
เนื้อความที่ตรัสไว้ว่า เพราะทิฏฐิย่อมบอกนรชนนั้นว่าเป็นผู้พูด
อย่างนั้น นั้นเชื่อมความในคาถาที่ ๕ ว่า สยํ สมาทาย สมาทานวัตรทั้ง
หลายเอง เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สยํ แปลว่า เอง.
บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอา.
บทว่า วตฺตานิ ความว่า วัตรทั้งหลายมีหัตถีวัตรเป็นต้น.
หน้า 531
ข้อ 145
บทว่า อุจฺจาวจํ ความว่า กลับไปกลับมา หรือเลวและประณีต
คือ จากศาสดาสู่ศาสดา เป็นต้น.
บทว่า สญฺสตฺโต ความว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในกามสัญญา เป็นต้น.
บทว่า วิทฺธา จ เวเทหิ สเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ส่วนผู้มีความ
รู้ คือพระอรหันต์ ตรัสรู้สัจจธรรม ๔ อันเป็นปรมัตถ์ ด้วยความรู้คือ
มรรคญาณ ๔. บทที่เหลือ ปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า สยํ สมาทาย ความว่า ถือของทีเดียว.
บทว่า อาทาย ความว่า ถือเอาแล้ว คือรับเอาแล้ว.
บทว่า สมาทาย ความว่า ถือเอาแล้ว โดยชอบ.
บทว่า อาทิยิตฺวา ความว่า กระทำความกังวล.
บทว่า สมาทิยิตฺวา ความว่า กระทำความกังวลโดยชอบ.
บทว่า คณฺหิตฺวา ความว่า ไม่สละ.
บทว่า ปรามสิตฺวา ความว่า แสดงแล้ว.
บทว่า อภินิวิสิตฺวา ความว่า ตั้งมั่นแล้ว.
บทว่า กามสัญญา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
บทว่า วิทฺธา แปลว่า ผู้มีปัญญา.
บทว่า วิชฺชาคโต ความว่า ผู้ถึงความรู้แจ้ง.
บทว่า าณี ความว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา.
บทว่า วิภาวี ความว่า ผู้พิจารณาด้วยญาณ,
บทว่า เมธาวี ความว่า ผู้มีญาณตรึกตรองโดยอนิจจลักษณะเป็น
ต้น.
หน้า 532
ข้อ 145
บทว่า ปญฺา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า จตุสจฺจธมฺมํ วิจินาติ ความว่า ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์
เนื้อความของโพชฌงค์ กล่าวไว้แล้วในหนหลังเทียว.
บทว่า วีมํสา ความว่า ปัญญาเครื่องค้นคว้าสัจจธรรม ๔ นั่นแล
ท่านอธิบายว่า วิมังสา คือการคิดธรรม.
บทว่า วิปสฺสนา ความว่า ปัญญาเครื่องเห็นโดยอาการต่าง ๆ ที่
สัมปยุตด้วยมรรคนั้นแล.
บทว่า สมฺมาทิฏฺิ ความว่า สัมมาทิฏฐิที่งาม บัณฑิตสรรเสริญ
ดี สัมปยุตด้วยมรรค.
บทว่า เตหิ เวเทหิ ความว่า ด้วยมรรคญาณ ๔ เหล่านั้นนั่นแล.
บทว่า อนฺตคโต ความว่า ถึงที่สุดชาติ ชรา และมรณะ.
บทว่า โกฏิคโต เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า เวทานํ วา อนฺตคโต ความว่า ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่พึงรู้.
บทว่า เวเทหิ วา อนฺตคโต ความว่า ถึงพระนิพพานกล่าวคือ
ที่สุด โดยเป็นที่สุดรอบแห่งทุกข์ในวัฏฏะ ด้วยปัญญา คือมรรคญาณ ๔.
บทว่า วิทิตตฺตา ความว่า เพราะความเป็นผู้รู้แจ้ง คือ เพราะ
ความเป็นผู้รู้.
คาถาว่า เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ เป็นต้น มีความว่า ผู้ใด
กระทำความสิ้นกิเลสด้วยเวทคือมรรคญาณ ๔ ถึงแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าถึงเวท
โดยปรมัตถ์. อนึ่ง ผู้ใดเลือกเฟ้นเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าศาสตร์ ของ
สมณพราหมณ์ทั้งปวง ด้วยสามารถอนิจจลักษณะเป็นต้นโดยกิจ ด้วยมรรค
หน้า 533
ข้อ 145
ภาวนานั้นแล. ก้าวล่วงเวททั้งปวงนั้นนั่นแล. ด้วยการละฉันทราคะใน
เวทนั้น เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ที่เกิดขึ้นเพราะเวทเป็น
ปัจจัย หรือโดยประการอื่น. เพราะเหตุนั้น เมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น
ถูกทูลถามว่า ผู้ถึงเวทกล่าวถึงการบรรลุอะไร ? มิได้ตรัสตอบว่า การ
บรรลุนี้ ตรัสว่า บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งหลาย ฯลฯ ชื่อว่าเป็นเวทคู ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะผู้ใดเลือกเฟ้นเวททั้งหลายด้วยปัญญาเครื่องเลือก
เฟ้น ย่อมเป็นไปก้าวล่วงเวททั้งปวงด้วยการละฉันทราคะในเวทนั้น. ผู้นั้น
ถึง คือรู้ คือก้าวล่วงเวททั้งหลายที่เรียกกันว่าศาสตร์. ผู้ใดปราศจากราคะ
ในเวทนาทั้งหลาย แม้ผู้นั้นก็ถึง คือก้าวล่วงเวททั้งหลายที่เรียกกันว่า
เวทนา คือถึงเวทนายิ่ง. แม้ดังนั้นก็ชื่อว่า เวทคู ฉะนั้น เมื่อจะทรง
แสดงเนื้อความว่า จึงมิได้ตรัสว่า การบรรลุนี้ แต่ตรัสว่า บุคคลเลือก
เฟ้นเวททั้งหลาย ฯลฯ ชื่อว่าเป็นเวทคู ดังนี้.
บทว่า สเมจฺจ ความว่า มาพร้อมด้วยญาณ.
บทว่า อภิสเมจฺจ ความว่า แทงตลอดด้วยญาณ.
บทว่า ธมฺมํ ความว่า สัจจธรรม ๔.
บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ความว่า ธรรมพร้อมด้วยปัจจัยทั้งปวง.
ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นชื่อว่าสังขารอันปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมร่วมกระทำด้วย
ปัจจัยทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขาร. สังขารเหล่านั้นท่านกล่าวโดยวิเศษ
ว่า สังขตะ เพราะร่วมกระทำด้วยปัจจัยทั้งหลายด้วยประการฉะนี้. ใน
อรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า ธรรมมีรูปที่เป็นไปในภูมิ ๓ เป็นต้น ที่บังเกิด
เพราะกรรม ชื่อว่า อภิสังขตสังขาร. อภิสังขตสังขารแม้เหล่านั้น ย่อม
หน้า 534
ข้อ 145
สงเคราะห์เข้าในสังขตสังขารทั้งหลาย. ในประโยคว่า สังขารทั้งหลายไม่
เที่ยงหนอ เป็นต้น สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นแลมาในประโยคว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุรุษบุคคลผู้ไปด้วยอวิชชานี้ ย่อมปรุงแต่งปุญญาภิสัง-
ขาร เป็นต้น. กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า
สังขารเครื่องปรุงแต่งความเพียรทางกายและความเพียรทางใจ ที่มาใน
ประโยคว่า คติแห่งอภิสังขารมีประมาณเท่าใด ไปประมาณเท่านั้น เข้าใจ
ว่าได้ตั้งอยู่กำจัดอินทรีย์ เป็นต้น ชื่อว่า ปโยคาภิสังขาร. วิตกวิจารที่
มาในประโยคว่าแน่ะท่านวิสาขะ วจีสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ
แลย่อมดับก่อน ต่อแต่นั้นกายสังขารดับ ต่อแต่นั้น จิตตสังขารดับ เป็นต้น
ชื่อ วจีสังขาร เพราะอรรถว่า ปรุงแต่งวาจา. ลมอัสสาสะลมปัสสาสะ
ชื่อ กายสังขาร เพราะอรรถว่า ปรุงแต่งกาย. สัญญาและเวทนา ชื่อ
จิตตสังขาร เพราะอรรถว่า ปรุงแต่งจิต แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอา
สังขตสังขาร.
บทว่า อนิจฺจา ความว่า เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
บทว่า ทุกฺขา ความว่า เพราะอรรถว่า เบียดเบียน.
บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ความว่า ท่านกล่าวทำแม้พระนิพพานไว้
ภายใน.
บทว่า อนตฺตา ความว่า เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ.
ในบทว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ผลมาอาศัยธรรมใดเกิด
ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า เป็นปัจจัย.
หน้า 535
ข้อ 145
บทว่า ปฏิจฺจ ความว่า เว้นไม่ได้ อธิบายว่า ไม่ห้าม.
บทว่า เอติ ความว่า เกิดขึ้นและเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง มีความ
ว่า อุปการะ มีความว่า เป็นปัจจัย อวิชชานั่นด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่า
อวิชชาเป็นปัจจัย เพราะเหตุนั้น สังขารทั้งหลายจึงมีอวิชชาเป็นปัจจัย.
บทว่า สมฺภวนฺติ ความว่า ย่อมบังเกิดเฉพาะพึงประกอบศัพท์
สมฺภวนฺติ แม้ด้วยบทที่เหลือทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
ในอวิชชาและสังขารเหล่านั้น อวิชชาเป็นไฉน ? ความไม่รู้ในทุกข์,
ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย, ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ, ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ
คามินีปฏิปทา, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้น, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องปลาย
ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ในธรรมที่อาศัย
กันและกันเกิดขึ้น คืออิทัปปัจจยตา.
สังขารเป็นไฉน ? ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อาเนญชาภิ-
สังขาร, กายสังขาร, วจีสังขาร , จิตตสังขาร.
กามาวจรกุศลจิต ๘ รูปาวจรกุศลจิต ๕ เป็นปุญญาภิสังขาร.
อกุศลจิต ๑๒ เป็นอปุญญาภิสังขาร.
อรูปาวจรกุศลจิต ๔ เป็นอาเนญชาภิสังขาร.
กายสัญเจตนาเป็นกายสังขาร.
วจีสัญเจตนาเป็นวจีสังขาร
มโนสัญเจตนาเป็นจิตตสังขาร.
พึงมีคำถามในบทนั้นว่า ข้อว่า สังขารเหล่านี้มีอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น
พึงรู้ได้อย่างไร ? รู้ได้โดยภาวะในความเป็นอวิชชา.
หน้า 536
ข้อ 145
ก็ความไม่รู้ กล่าวคืออวิชชาในธรรม ๘ ประการมีทุกข์เป็นต้น อัน
บุคคลใดยังละไม่ได้ บุคคลนั้นถือเอาทุกข์ในสังสารวัฏด้วยความสำคัญว่า
เป็นสุข ปรารภสังขารแม้ทั้ง ๓ อย่างที่เป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นแล เพราะ
ความไม่รู้ในทุกข์และส่วนเบื้องต้นเป็นต้นก่อน.
บุคคลปรารภสังขารทั้งหลายที่เป็นบริขารแห่งตัณหาแม้เป็นเหตุแห่ง
ทุกข์ สำคัญว่าเป็นเหตุแห่งสุข เพราะความไม่รู้ในสมุทัย.
บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญในคติวิเศษแม้ไม่ใช่ความดับทุกข์ ว่าเป็น
ความดับทุกข์เป็นผู้มีความสำคัญในการเซ่นสรวง และการบำเพ็ญพรตเพื่อ
เป็นเทวดาเป็นต้น แม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์เลย ว่าเป็นทางแห่งความ
ดับทุกข์ เมื่อปรารถนาความดับทุกข์ ย่อมปรารภสังขารทั้ง ๓ อย่าง ด้วย
การเซ่นสรวงและการบำเพ็ญพรตเพื่อเป็นเทวดาเป็นต้นเป็นข้อสำคัญ เพราะ
ความไม่รู้ในนิโรธและในมรรค.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลนั้นไม่รู้ทุกข์ กล่าวคือ ผลบุญแม้เต็มไปด้วย
โทษมีชาติ ชรา และมรณะเป็นต้นว่าเป็นทุกข์โดยวิเศษ เพราะความที่ยัง
ละอวิชชาในสัจจะ ๔ ไม่ได้นั้น. ย่อมปรารภปุญญาภิสังขาร ชนิดกายสังขาร
วจีสังขาร จิตตสังขาร เพื่อบรรลุผลนั้น เหมือนผู้ใคร่เป็นเทวดาและเทพ
อัปสร ปรารภเงื้อมผาเทวดาฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลแม้ไม่เห็นความเป็นวิปริณามทุกข์ที่ให้เกิดความ
เร่าร้อนใหญ่ในที่สุดแห่งผลบุญนั้น ซึ่งสมมติว่าเป็นสุข และความไม่ชอบ
ใจ ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล อันเป็น
ปัจจัยแห่งทุกข์นั้น. เหมือนแมงเม่าบินเข้าหาเปลวไฟ, และเหมือนคน
หน้า 537
ข้อ 145
อยากหยาดน้ำหวาน เลียคมศัสตราที่ทาน้ำหวานฉะนั้น.
อนึ่ง บุคคลไม่เห็นโทษในการเข้าไปเสพกามเป็นต้น ซึ่งมีวิบาก ย่อม
ปรารภอปุญญาภิสังขารที่เป็นไปในไตรทวาร เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และ
เพราะความที่ถูกกิเลสครอบงำ เหมือนเด็กอ่อนเล่นคูถ และเหมือนคน
อยากตายเคี้ยวกินยาพิษฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลไม่รู้ความเป็นวิปริณามทุกข์แห่งสังขารในอรูป
วิบาก ย่อมปรารภอาเนญชาภิสังขารที่เป็นจิตตสังขาร ด้วยวิปลาสว่าเที่ยง
เป็นต้น เหมือนคนหลงทิศเดินทางตรงไปเมืองปีศาจฉะนั้น.
เพราะมีอวิชชานั่นแล จึงมีสังขาร. เพราะไม่มีอวิชชา จึงไม่มี
สังขาร. ด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นพึงทราบข้อนี้วา สังขารเหล่านั้นย่อมมี
อวิชชาเป็นปัจจัย.
ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า พวกเราถือเอาเนื้อความนี้ก่อนว่า อวิชชาเป็น
ปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย. ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้น เป็นปัจจัยแก่สังขาร
ทั้งหลายหรือ หรือว่ามีปัจจัยอื่น ๆ อีก. ก็ถ้าการกล่าวถึงเหตุหนึ่งจากเหตุ
หนึ่งเท่านั้น ย่อมถึงก่อนไซร้. เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัจจัยแม้อื่น ๆ ก็ย่อมมี
การชี้แจงเหตุหนึ่งว่า :- สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นปัจจัย จะไม่เกิดขึ้น
ในข้อนี้หรือ ? ไม่เกิดขึ้นหามิได้. เพราะเหตุไร ? เพราะ :-
ผลอย่างหนึ่งย่อมมีแต่เหตุอย่างเดียวในโลกนี้ หา
มิได้ ผลหลายอย่างแต่เหตุแม้หลายอย่าง ก็หามิได้ ผล
อย่างหนึ่งมีอยู่ หามิได้ แต่ประโยชน์ในการแสดงเหตุผล
อย่างหนึ่งมีอยู่.
หน้า 538
ข้อ 145
ด้วยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุก็ตามผลก็ตาม อย่างเดียว
เท่านั้น. โดยสมควรแก่ความงามของเทศนา และแก่เหล่าเวไนยสัตว์.
เพราะเป็นประธานในที่บางแห่ง ปรากฏในที่บางแห่ง เป็นอสาธารณะใน
ที่บางแห่ง. ฉะนั้นอวิชชาในข้อนี้เมื่อเหตุแห่งสังขารทั้งหลายมีวัตถุอารมณ์
และสหชาตธรรมเป็นต้นอื่น ๆ แม้มีอยู่ ก็พึงทราบว่า ทรงแสดงโดยความ
เป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย. เพราะเป็นประธานว่า เป็นเหตุของเหตุแห่ง
สังขารทั้งหลาย มีตัณหาเป็นต้นแม้อื่น ๆ เพราะปรากฏและเพราะเป็น
อสาธารณะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีปัญญา ได้ด้วยอวิชชา
ย่อมปรุงแต่งแม้ปุญญาภิสังขาร โดยพระบาลีว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็น
ตามความพอใจ และว่าเพราะอวิชชาเกิด อาสวะจึงเกิด. และพึงทราบ
การประกอบในการแสดงเหตุผลเป็นอย่าง ๆ ในที่ทั้งปวง ด้วยการแสดง
บริหารและกล่าวถึงเหตุผลเป็นอย่าง ๆ นี้นั่นเทียวแล. ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า
แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ความที่อวิชชาซึ่งมีโทษมีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วน
เดียวเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขาร จะถูกได้อย่างไร
เพราะอ้อยจะเกิดแต่พืชสะเดาหาได้ไม่ จักไม่ถูกได้อย่างไร. เพราะใน
โลก :-
บุคคลที่เป็นศัตรูก็ตาม เป็นมิตรก็ตาม ที่คล้ายกัน
ก็ตาม ไม่คล้ายกันก็ตาม สำเร็จเป็นปัจจัยแห่งธรรมทั้ง
หลาย บุคคลเหล่านั้นจะเป็นวิบากทั้งนั้นก็หามิได้.
อวิชชานี้แม้มีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว ด้วยสามารถแห่ง
วิบาก, และมีโทษ ด้วยสามารถแห่งสภาวะ, ก็พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่ง
หน้า 539
ข้อ 145
ปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. ด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่ง
ฐานะกิจสภาวะศัตรูและมิตร. และด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งผู้ที่คล้ายกัน
และไม่คล้ายกัน ตามสมควร. อนึ่ง ยังมีปริยายอื่นอีกว่า :-
ผู้ใดลุ่มหลงในจุติและอุบัติในสังสารวัฏในลักษณะ
แห่งสังขาร และในธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ผู้นั้น
ย่อมปรุงแต่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้นเพราะอวิชชาเป็นปัจ-
จัยแห่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้นทั้งหมด.
นระผู้บอดแต่กำเนิด เป็นผู้นำไม่ได้ บางคราวไป
ถูกทาง บางคราวก็ไปผิดทาง แม้ฉันใด คนพาลท่อง
เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏเป็นผู้นำไม่ได้ บางคราวทำบุญ บาง
คราวก็ทำบาป. ก็ผู้นั้นรู้ธรรมแล้วบรรลุสัจจะทั้งหลายใน
กาลใด จักเป็นผู้เข้าไปสงบจากอวิชชาเที่ยวไปในกาลนั้น.
บทว่า สงฺขารปจฺจยา วิญฺาณํ ได้แก่หมวดแห่งวิญญาณ ๖ คือ
จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ. บรรดาวิญญาณเหล่านั้น จักขุวิญญาณมี ๒ อย่าง คือ
ที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ที่เป็นอกุศลวิบาก ๑. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ
ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณก็เหมือนกัน. ส่วนมโนวิญญาณมี ๒๒
อย่าง คือวิปากมโนธาตุ ๒, อเหตุกวิปากมโนวิญญาณธาตุ ๓, สเหตุก
วิปากจิต ๘, รูปาวจรวิปากจิต ๕, อรูปาวจรวิปากจิต ๔, วิปากวิญ-
ญาณฝ่ายโลกิยะทั้งหมดมี ๓๒ ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 540
ข้อ 145
ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า ก็ข้อว่า วิญญาณซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว
นี้มีสังขารเป็นปัจจัยนี้จะพึงรู้ได้อย่างไร ? พึงรู้ได้เพราะไม่มีวิบาก ใน
เพราะไม่มีกรรมที่สั่งสมไว้.
เรื่องวิบากนี้พึงทราบว่า วิบากจะไม่เกิดขึ้นในเพราะไม่มีกรรมที่สั่ง
สมไว้. ถ้าจะพึงเกิดขึ้น วิบากทั้งปวงของกรรมทุกอย่างพึงเกิดขึ้น แต่จะ
ไม่เกิดขึ้น. ดังนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า วิญญาณนี้ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย.
ก็วิญญาณนี้ทั้งหมดนั่นแล ย่อมเป็นไปโดยประการ ๒ คือ ปวัตติ
และปฏิสนธิ. ใน ๒ ประการนั้น วิญญาณ ๕ ทั้ง ๒ ฝ่าย๑ (เป็น ๑๐).
มโนธาตุ ๒, อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยโสมนัส ๑, รวมเป็น
วิญญาณ ๑๓ เหล่านี้ ย่อมเป็นไปในปวัตติเท่านั้น ในปัญจโวการภพ.
วิญญาณ ๑๙ ที่เหลือ ย่อมเป็นไปทั้งในปวัตติ ทั้งในปฏิสนธิ ในภพ ๓
ตามสมควร.
วิญญาณที่ได้ปัจจัยเป็นเพียงธรรมนี้ย่อมเข้าถึง
ระหว่างภพ ด้วยประการฉะนี้ วิญญาณนั้นไม่ข้ามภพนั้น
ไปได้ เว้นเหตุจากภพนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ปรากฏ.
ก็วิญญาณที่ได้ปัจจัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นเพียงรูปธรรมและอรูปธรรม
เรียกว่า ย่อมเข้าถึง ระหว่างภพ ด้วยประการฉะนี้. ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่
ชีวะ และวิญญาณนั้นย่อมไม่ข้ามอดีตภพไปได้ในโลกนี้. ทั้งเว้น เหตุจาก
อดีตภพนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ปรากฏในโลกนี้.
ก็ในข้อนี้ท่านเรียกวิญญาณดวงแรกว่า จุติ เพราะเคลื่อนไป เรียก
วิญญาณดวงหลังว่า ปฏิสนธิ เพราะสืบต่อในระหว่างภพเป็นต้น.
๑. เรียกทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ (วิญญาณ ๔ * ๒).
หน้า 541
ข้อ 145
ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า เมื่อไม่มีการข้ามและความปรากฏ อย่างนี้
เพราะขันธ์ทั้งหลายในอัตภาพมนุษย์นี้ดับ. เพราะกรรมซึ่งมีปัจจัยแห่งผล
ไม่ดำเนินไปในภพนั้น และเพราะประการอื่นแห่งกรรมอื่น ผลนั้นพึงมีมิ
ใช่หรือ ? ก็เนื้อไม่มีมีผู้ใช้สอย ผลนั้นจะพึงมีแก่ใคร ฉะนั้นวิธีนี้ไม่ถูก. ใน
ข้อนั้นท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า :-
ผลในสันดานมิใช่ของกรรมอื่นและโดยประการอื่น
การปรุงแต่งพืชทั้งหลายให้สำเร็จประโยชน์นั้น การสมมติ
ผู้ใช้สอย สำเร็จได้ด้วยการเกิดขึ้นแห่งผลนั่นแล เหมือน
ต้นไม้ที่สมมติกันว่าผลิตผล ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผล
ฉะนั้น.
แม้ผู้ใดพึงกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้นมีอยู่ก็ตาม
ไม่มีอยู่ก็ตาม พึงเป็นปัจจัยแห่งผล. ก็ถ้ามีอยู่ วิบากแห่งสังขารเหล่านั้น
พึงมีในปวัตติขณะทีเดียว. ถ้าไม่มี สังขารเหล่านั้นพึงนำผลมาเป็นนิจ ทั้ง
ก่อนและหลังปวัตติขณะบุคคลเหล่านั้น. พึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-
สังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัยเพราะกระทำ นำผลมา
เป็นนิจก็หามิได้ พึงทราบการชี้แจงในข้อนั้น ซึ่งมีผู้รับ
รองเป็นต้น.
ในบทว่า วิญฺาณปจฺจยา นามรูปํ นี้ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์
และสังขารขันธ์ เป็นนาม. มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปของมหาภูต
รูป ๔ เป็นรูป.
หน้า 542
ข้อ 145
ในปฏิสนธิขณะของคัพภเสยยกสัตว์ที่ไม่มีภาวะ และของเหล่าสัตว์ผู้
เกิดในไข่ วัตถุทสกะและกายทสกะ รวมเป็นรูปขันธ์ ๒๐ รูป. และ
นามขันธ์อีก ๓ รวมขันธ์เหล่านี้เป็นธรรม ๒๓. พึงทราบว่าเพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัยจึงมีนามรูป. เพิ่มภาวทสกะของเหล่าสัตว์ผู้มีภาวะ รวมเป็น ๓๓.
ในปฏิสนธิขณะของเหล่าสัตว์ชั้นพรหมกายิกาทั้งหลายในบรรดา
เหล่าโอปปาติกสัตว์ทั้งหลาย จักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะ และ
ชีวิตนวกะ รวมเป็นรูปขันธ์ ๓ รูป. และนามขันธ์อีก ๓ รวมธรรม
เหล่านั้นเป็น ๔๒. พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป.
ส่วนในปฏิสนธิขณะของเหล่าโอปปาติกสัตว์ที่เหลือผู้เกิดในที่ชื้นแฉะ
โสโครกก็ตาม ผู้มีภาวะมีอายตนะบริบูรณ์ก็ตาม จักขุทสกะ. โสตทสกะ,
ฆานทสกะ, ชิวหาทสกะ, กายทสกะ, วัตถุทสกะ, ภาวทสกะ, (อย่าง
ละ ๑๐ รวม ๗๐) และนามขันธ์ ๓ รวมธรรมเหล่านั้นเป็น ๗๓. พึงทราบ
ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยยิ่งมีนามรูป พึงทราบอย่างอุกฤษฏ์ด้วย
ประการฉะนี้. แต่อย่างต่ำ พึงทราบการปรุงแต่งนามรูปเพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัยในปฏิสนธิที่ค่อย ๆ เสื่อมลงด้วยสามารถแห่งขันธ์นั้น ๆ แห่งทสกะ
ที่บกพร่องนั้น ๆ.
ก็นามขันธ์ ๓ ของเหล่าอรูปสัตว์นั่นแล พึงทราบว่า ชีวิตนวกะ
นั่นเอง โดยรูปแห่งอสัญญีสัตว์แล. พึงทราบนัยในปฏิสนธิเท่านี้ก่อน.
ก็ในการแสดงความเป็นไปแห่งรูปในที่ทั้งปวงที่เป็นไป ย่อมปรากฏ
สุทธัฏฐกะที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน โดยที่เป็นไปกับปฏิสนธิจิต ในฐีติขณะ
หน้า 543
ข้อ 145
แห่งปฏิสนธิจิต. จำเดิมแต่ภวังคจิตดวงแรก ย่อมปรากฏสุทธัฏฐกะที่มีจิต
เป็นสมุฏฐาน. รูปขันธ์ ๒๖ ด้วยสามารถแห่งสุทธัฏฐกะที่มีอาหารเป็น
สมุฏฐานอย่างนี้ คือสุทธัฏฐกะที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานของเหล่าสัตว์ผู้อาศัย
กวฬิงการาหารเป็นอยู่ ซึ่งเป็นสัททนวกะโดยอุตุและจิต ในกาลที่เสียง
ปรากฏ และแห่งนวกะทั้งสองที่มีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐาน และรูปขันธ์ ๗๐
ที่มีกรรมดังกล่าวแล้วเป็นสมุฏฐาน ซึ่งเกิดขึ้น ๓ ครั้ง ในจิตดวงหนึ่ง ๆ
รวมเป็นรูปขันธ์ ๙๖ และอรูปขันธ์ ๓ รวมเป็นธรรม ๙๙ พึงทราบว่า
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป ตามสมควรที่จะเกิดได้.
พึงมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า ปฏิสนธินามรูปย่อมมีเพราะ
วิญญาณเป็นปัจจัย นั้นจะรู้ได้อย่างไร ? รู้ได้โดยสูตรและโดยยุติ.
ก็โดยสูตร คือ:- ความที่เวทนาเป็นต้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยโดยส่วน
มาก สำเร็จโดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปตามจิต.
แต่โดยยุติคือ :-
ก็นามรูปย่อมสำเร็จด้วยรูปที่เกิดแต่จิต ที่เห็นได้ใน
ภพนี้วิญญาณเป็นปัจจัยแต่รูปแม้ที่เห็นไม่ได้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
นาม ในบทว่า นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ ได้กล่าวไว้แล้ว
นั่นแล. ก็ในที่นี้ รูปมี ๑๑ อย่าง คือ มหาภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖ และ
ชีวิตินทรีย์รูป ๑ โดยแน่นอน. ส่วนอายตนะมี ๖ คือ จักขายตนะ
โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ และมนายตนะ. พึง
มีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้น จะรู้ได้
หน้า 544
ข้อ 145
อย่างไร ? รู้ได้โดยภาวะในความเป็นนามรูป. ด้วยว่าอายตนะนั้น ๆ ย่อมมี
ในภาวะแห่งนานและรูปนั้น ๆ มิใช่มีโดยประการอื่นแล.
บทว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ความว่า :-
ผัสสะอย่างย่อมี ๖ เท่านั้น มีจักขุสัมผัสเป็นต้น
ผัสสะเหล่านั้นอย่างพิสดารมี ๓๒ เหมือนวิญญาณ.
บทว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา ความว่า :-
เวทนากล่าวโดยทวารมี ๖ เท่านั้น มีจักขุสัมผัสสชา
เวทนาเป็นต้น เวทนาเหล่านั้นกล่าวโดยประเภทในที่นี้
มี ๓๒.
บทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ความว่า :-
ตัณหาท่านแสดงในที่นั้นมี ๖ โดยประเภทมีรูป
ตัณหาเป็นต้น ตัณหาแต่ละอย่างรู้กันว่ามี ๓ อย่าง โดย
อาการที่เป็นไปในตัณหานั้น คือผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาสุข
ผู้มีสุขย่อมปรารถนาสุขยิ่ง ๆ ขึ้น ส่วนอุเบกขาท่านกล่าวว่า
เป็นสุขแท้เพราะสงบ ฉะนั้นเวทนาทั้ง ๓ จงเป็นปัจจัยแก่
ตัณหา พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่จึงตรัสว่า เพราะเวทนา
เป็นปัจจัยจึงมีตัณหา แล.
บทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ความว่า อุปาทาน ๔ คือ
กามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพตุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน. ในบทว่า
อุปาทานปจฺจยา ภโว นี้ ประสงค์เอากรรมภพ แต่อุปปัตติภพท่าน
กล่าวด้วยสามารถแห่งการยกบทขึ้นแสดง.
บทว่า ภวปจฺจยา ชาติ ความว่า เพราะกรรมภพเป็นปัจจัย
หน้า 545
ข้อ 145
จึงปรากฏปฏิสนธิขันธ์ทั้งหลาย. หากจะมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า ภพ
เป็นปัจจัยแก่ชาติ นั้นจะรู้ได้อย่างไร ? รู้ได้โดยความปรากฏต่างกันมีเลว
และประณีตเป็นต้นแม้ในความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยภายนอก.
ด้วยว่าความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของเหล่า สัตว์ตั้งร้องคู่
ย่อมปรากฏแม้ในความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยภายนอก มีบิดามารดา ความ
บริสุทธิ์เลือดและอาหารเป็นต้น. และความต่างกันนั้นไม่มีเหตุก็หามิได้
เพราะไม่มีในกาลทั้งปวงและแก่สัตว์ทั้งปวงเลย. มีเหตุอื่นจากกรรมภพ ก็
หามิได้ เพราะไม่มีเหตุอย่างอื่นในสันดานภายในของเหล่าสัตว์ผู้บังเกิดใน
ภพนั้น. ดังนั้นจึงชื่อว่า มีกรรมภพเป็นเหตุแท้ เพราะกรรมเป็นเหตุแห่ง
ความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย. ฉะนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต. เพราะ
ฉะนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ ดังนี้.
ในบทว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า เพราะ
เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะและธรรมมีโสกะเป็นต้น ย่อมไม่มี. แต่เมื่อชาติมี
ชรามรณะ และธรรมมีโสกะเป็นต้นที่เนื่องด้วยชรามรณะเป็นต้น ของชน
พาลผู้อันทุกขธรรมกล่าวคือชรามรณะถูกต้องแล้วก็ตาม ที่ไม่เกี่ยวเนื่อง
ของชนพาลผู้อันทุกขธรรมนั้น ๆ ถูกต้องแล้วก็ตาม ย่อมมี. ฉะนั้น เพราะ
ชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ.
บทว่า สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ประกอบด้วยญาณ
แทงตลอดสัจจธรรม ๔.
หน้า 546
ข้อ 145
ครั้นแสดงความเป็นไปแห่งปัจจยาการ ๑๒ บท อย่างนี้แล้ว บัดนี้
เพื่อจะแสดงความดับอวิชชาเป็นต้นด้วยสามารถแห่งวิวัฎฏะ พระสารีบุตร-
เถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ สเมจฺจ
อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิชฺชานโรธา ความว่า เพราะดับ
อย่างไม่เกิดขึ้น คือ เพราะดับอย่างเป็นไปไม่ได้อีกแห่งอวิชชา.
บทว่า สงฺขารนิโรโธ ความว่า ย่อมมีความดับอย่างไม่เกิดขึ้น
แห่งสังขารทั้งหลาย. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็อย่างนี้.
บทว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล.
บทว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺยา ความว่า ธรรมอันเป็นไปใน
ภูมิ ๓ เหล่านั้น พึงทราบโดยสภาวะ ด้วยสามารถหยั่งรู้สภาวะและลักษณะ
หรือด้วยญาณอันยิ่ง โดยอาการอันงาม.
บทว่า ปริญฺเยฺยา ความว่า พึงกำหนดรู้ด้วยสามารถหยั่งรู้
สามัญลักษณะ และด้วยสามารถสำเร็จกิจ.
บทว่า อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพา ความว่า ธรรมที่เป็นไปในฝ่าย
สมุทัยเหล่านั้น พึงละด้วยองค์คุณนั้น ๆ.
บทว่า ภาเวตพฺพา ความว่า พึงเจริญ.
บทว่า สจฺฉิกาตพฺพา ความว่า พึงทำให้ประจักษ์ การทำให้แจ้ง
มี ๒ อย่าง คือ การทำให้แจ้งการได้เฉพาะ และการทำให้แจ้งโดยความ
เป็นอารมณ์.
หน้า 547
ข้อ 145
บทว่า ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ ความว่า อายตนะ ๖ มีจักขุ
เป็นต้น.
บทว่า สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ ความว่า ความเกิดและความ
ดับ.
บทว่า ภูริปญฺโ ความว่า ปัญญาชื่อว่า ภูริ เพราะอรรถว่า
เหมือนแผ่นดิน ผู้ประกอบด้วยปัญญาเหมือนแผ่นดินนั้น ชื่อว่าผู้มีปัญญา
กว้างขวางดังแผ่นดิน. ในบทว่า มหาปญฺโ เป็นต้น ความว่า
ประกอบด้วยปัญญาใหญ่เป็นต้น. ความต่างกันแห่งผู้มีปัญญาใหญ่เป็นต้น
ในบทเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้.
ปัญญาใหญ่เป็นไฉน ? ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนด
อรรถใหญ่, ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนดธรรมใหญ่.
นิรุตติใหญ่, ปฏิภาณใหญ่. ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนด
สีลขันธ์ใหญ่.
ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนดสมาธิขันธ์ ปัญญา-
ขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ใหญ่.
ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนดฐานาฐานญาณใหญ่
วิหารสมาบัติใหญ่ อริยสัจใหญ่ สติปัฏฐานใหญ่ สัมมัปปธานใหญ่ อิทธิ-
บาทใหญ่ อินทรีย์ใหญ่ พละใหญ่ โพชฌงค์ใหญ่ อริยมรรคใหญ่
สามัญญผลใหญ่ อภิญญาใหญ่ และนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถ์ใหญ่.
ปัญญามากเป็นไฉน ? ชื่อว่า ปัญญามาก เพราะอรรถว่า ญาณ
เป็นไปในขันธ์ต่าง ๆ มาก. ชื่อว่า ปัญญามาก. เพราะอรรถว่า ญาณ
หน้า 548
ข้อ 145
เป็นไปในธาตุต่าง ๆ มาก, ในอายตนะต่าง ๆ มาก, ในปฏิจจสมุปบาท
ต่างๆ มาก, ในการไม่รับความว่างเปล่าต่างๆ มาก, ในอรรถต่าง ๆ มาก,
ในธรรม ในนิรุตติ ในปฏิภาณ ในสีลขันธ์ต่าง ๆ มาก, ในสมาธิ ปัญญา
วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่าง ๆ มาก, ในฐานาฐานญาณต่าง ๆ มาก,
ในวิหารสมาบัติต่าง ๆ มาก, ในอริยสัจจ์ต่าง ๆ มาก, ในสติปัฏฐานต่าง ๆ
มาก. ในสันมัปปธาน ในอิทธิบาท ในอินทรีย์ ในพละ ในโพชฌงค์ ใน
อริยมรรคต่าง ๆ มาก. ในสามัญญผล ในอภิญญา ในนิพพานซึ่งเป็น
ปรมัตถ์ ล่วงเลยธรรมที่สาธารณะแก่ชนต่าง ๆ มาก.
ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริงเป็นไฉน ? ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่น
เริง เพราะอรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยความรื่นเริง
มากด้วยเวท มากด้วยความยินดี มากด้วยความปราโมทย์ ยังศีลให้บริบูรณ์.
ยังอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์. ยังโภชเนมัตตัญญุตาให้บริบูรณ์ ยังชาคริยา-
นุโยค, ยังสีลขันธ์, ยังสมาธิขันธ์, ยังปัญญาขันธ์, ยังวิมุตติขันธ์, ยัง
วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ให้บริบูรณ์, ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง
เพราะอรรถว่า ผู้มากด้วยความรื่นเริง มากด้วยความปราโมทย์ แทงตลอด
ฐานาฐานญาณ.
ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่า ผู้มากด้วยความ
รื่นเริงย่อมยังวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์. ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง
เพราะอรรถว่า ผู้มากด้วยความรื่นเริง แทงตลอดอริยสัจ, เพราะอรรถ
ว่า เจริญสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่า เจริญสัมมัปปธาน, อิทธิบาท, อินทรีย์,
พละ, โพชฌงค์, อริยมรรค.
หน้า 549
ข้อ 145
ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่า ผู้มากด้วยความ
รื่นเริงย่อมทำให้แจ้งซึ่งสามัญผล.
ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่า แทงตลอด
อภิญญา.
ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง เพราะอรรถว่า ผู้มากด้วยความ
รื่นเริง มากด้วยเวท ความยินดี ความปราโมทย์ การทำให้แจ้งนิพพาน
ซึ่งเป็นปรมัตถ์.
ปัญญาไวเป็นไฉน ? ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่
รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ตาม ภาย
นอกก็ตาม โอฬารก็ตาม สุขุมก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม ไกลก็ตาม
ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดโดยเป็นอนิจจัง ได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า แล่นไป โดยเป็นทุกขังเป็น
อนัตตาได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะว่า แล่นไปสู่เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ฯลฯ ไกลก็ตาม
ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดโดยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่จักษุ ฯลฯ ชราและ
มรณะซึ่งเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า ตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง
คือทำให้แจ้งซึ่งรูปที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันว่าเป็นอนิจจัง เพราะ
หน้า 550
ข้อ 145
อรรถว่าสิ้นไป ว่าเป็นทุกขัง เพราะอรรถว่าน่ากลัว ว่าเป็นอนัตตา
เพราะอรรถว่าหาสาระมิได้ แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า ตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง
คือทำให้แจ้งซึ่งรูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันว่าเป็นอนิจจัง เพราะ
อรรถว่าสิ้นไป, ว่าเป็นทุกขัง เพราะอรรถว่าน่ากลัว, น่าเป็นอนัตตา
เพราะอรรถว่าหาสาระมิได้ แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า ตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง
คือทำให้แจ้งซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและ
มรณะที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันว่าเป็นอนิจจัง เพราะอรรถว่า
สิ้นไป, ว่าเป็นทุกขัง เพราะอรรถว่า น่ากลัว, ว่าเป็นอนัตตา เพราะ
อรรถว่าหาสาระมิได้. แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับชราและมรณะได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า ตรึกตรอง พิจารณา ไตร่ตรอง
คือทำให้แจ้งซึ่งรูปที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ว่าเป็นอนิจจัง อัน
ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความ
เสื่อมเป็นธรรมดา มีความคลายกำหนัดเป็นธรรมดา มีความดับเป็น
ธรรมดา แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูปได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาไว เพราะอรรถว่า ตรึกตรอง พิจารณา ไตร่
ตรอง คือทำให้แจ้งซึ่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ
ชราและมรณะที่เป็นอดีต อนาคต ละปัจจุบัน ว่าเป็นอนิจจัง ฯลฯ
มีความดับเป็นธรรมดา แล่นไปในนิพพานซึ่งเป็นที่ดับรูป ได้ไว.
หน้า 551
ข้อ 145
ปัญญาคมกล้าเป็นไฉน ? ชื่อว่า ปัญญาคมกล้า เพราะอรรถว่า
ตัดกิเลสทั้งหลายได้ไว.
ชื่อว่า ปัญญาคมกล้า เพราะอรรถว่า ยังกามวิตกที่เกิดขึ้นให้อยู่-
ทับไม่ได้ ยังพยาปาทวิตกที่เกิดขึ้น วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นบาปอกุศลธรรม
ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ๆ ราคะที่เกิดขึ้น โทสะ โมหะ ความโกรธ ผูกโกรธไว้
ลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ มารยา โอ้อวด หัวดื้อ แข่งดี
ถือตัว ดูหมิ่นท่าน มัวเมา เลินเล่อ ที่เกิดขึ้น กิเลสทั้งปวง ทุจริต
ทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมเครื่องไปสู่ภพทั้งปวงให้อยู่ทับไม่ได้ คือ
ละบรรเทาทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี.
ชื่อว่า ปัญญาคมกล้า เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องบรรลุ คือทำ
ให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖
ได้ในอาสนะเดียว.
ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลสเป็นไฉน ? ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่อง
ทำลายกิเลส เพราะอรรถว่าบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยความ
ตื่นเต้น มากด้วยความสะดุ้ง, มากด้วยความกระสัน, มากด้วยความไม่
ยินดี, มากด้วยความไม่ยินดียิ่ง, เบือนหน้าไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง,
ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลายกองโลภะที่ไม่เคยแทงตลอด ไม่เคยทำลายใน
สังขารทั้งปวง.
ชื่อว่า ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส เพราะอรรถว่า เป็น
เครื่องแทงตลอด, เป็นเครื่องทำลาย กองโทสะ, กองโมหะ, ความ
โกรธ, ผูกโกรธไว้ ฯลฯ กรรมเครื่องไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่เคยแทงตลอด
หน้า 552
ข้อ 145
ไม่เคยทำลาย.
บทว่า ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยํกิญฺจิ ทิฏฺํว สุตํ
มุตํ วา ความว่า ผู้มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดินนั้น คือพระขีณาสพ
ชื่อว่าเป็นผู้กำจัดเสนา เพราะความเป็นผู้ยังเสนามารในธรรมทั้งปวงเหล่า
นั้น รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบอย่างใดอย่างหนึ่งให้
พินาศตั้งอยู่.
บทว่า ตเมว ทสฺสึ ความว่า ซึ่งบุคคลนั้นนั่นแหละ ผู้เห็นความ
หมดจด.
บทว่า วิวฏํ จรนฺตํ ความว่า ผู้ประพฤติเปิดเผย เพราะปราศ
จากเครื่องปกปิดคือตัณหาเป็นต้น.
บทว่า เกนีธ โลกสฺมึ วิกปฺปเยยฺย ความว่า ใคร ๆ ในโลก
นี้พึงกำหนด ด้วยกิเลสอะไรเล่า ? คือด้วยความกำหนดด้วยตัณหา หรือ
ด้วยความกำหนดด้วยทิฏฐิ หรือด้วยกิเลสที่กล่าวแล้วในก่อนมีราคะเป็นต้น
เพราะละกิเลสเหล่านั้นได้แล้ว.
ในคาถา ๔ คาถาว่า กามา เต ปมา เสนา เป็นต้น มีเนื้อ
ความดังต่อไปนี้ เพราะกิเลสกามทั้งหลายทำเหล่าสัตว์ผู้ครองเรือนให้หลง
อยู่ในวัตถุกามทั้งหลายแต่ต้นเทียว ความไม่ยินดีในเสนาสนะที่สงัด หรือ
ในธรรมที่เป็นกุศลอันยิ่งอื่น ๆ ย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ผู้ครอบงำกิเลสเหล่า
นั้นเข้าถึงความเป็นบรรพชิต, สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส
บรรพชิตแลทำความยินดียิ่งได้ยาก. ฉะนั้น ความหิวและความกระหาย
ย่อมเบียดเบียนบรรพชิตเหล่านั้น เพราะมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น. เมื่อถูก
หน้า 553
ข้อ 145
ความหิวและความกระหายเบียดเบียน ตัณหาในการแสวงหาย่อมทำจิตให้
ลำบาก. ลำดับนั้น ความหดหู่และความง่วงเหงาย่อมเยี่ยมกราบผู้มีใจ
ลำบากเหล่านั้น. ต่อนั้น ความกลัวที่รู้กัน ว่าความหวาดสะดุ้ง ย่อมเกิดแก่
ผู้ที่ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ. ผู้อยู่ในเสนาสนะในป่าและหมู่ไม้ที่เกิดกลิ่นเหม็น
เมื่อเขาเหล่านั้นไม่ไว้ใจหวาดระแวง ทำใจให้ยินดีรสวิเวกอยู่ ย่อมเกิด
ความสงสัยในปริยัติว่า ทางนี้จะพึงมีหรือหนอ. เมื่อบรรเทาความสงสัย
นั้นได้ ความถือตัว ลบหลู่คุณท่าน และหัวดื้อ ย่อมเกิด. เพราะบรรลุ
คุณวิเศษมีประมาณน้อย. เมื่อบรรเทาความถือตัว ลบหลู่คุณท่าน และ
หัวดื้อแม้เหล่านั้นได้. ลาภสักการะและความสรรเสริญย่อมเกิดขึ้น เพราะ
อาศัยการบรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งกว่านั้น. ผู้ที่หมกมุ่นอยู่ในลาภเป็นต้น ประ
กาศธรรมปฏิรูปได้รับยศที่ผิดแล้วดำรงอยู่ในยศนั้น ย่อมยกตนข่มท่าน
ด้วยชาติเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงกองทัพ ๑๐ อย่างนี้ อย่างนี้แล้ว
เมื่อจะทรงชี้แจงว่า เหมือนความเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมคำนั้น ย่อมเป็น
ไปเพื่ออุปการะแก่ผู้กำจัดผู้มีธรรมดำ ฉะนั้นจึงเป็นกองทัพของท่าน ดังนี้
จึงตรัสว่า เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิปฺปหาริณี ความว่า เป็นผู้ฆ่า คือ
บดขยี้ การทำอันตรายสมณพราหมณ์ทั้งหลาย.
บทว่า น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ ความ
ว่าคนไม่กล้า คือคนผู้เพ่งเล็งกายและชีวิต ย่อมชนะกองทัพมารอย่างนี้ไม่
หน้า 554
ข้อ 145
ได้ แต่คนกล้าย่อมชนะได้ และครั้นชนะแล้ว ย่อมได้สุขเกิดแต่มรรคและ
สุขเกิดแต่ผล.
บทว่า ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ ความว่า ด้วยมรรค ๔ กล่าวคือ
เครื่องถึงพระนิพพาน ซึ่งไม่มีโทษในกาลใด.
บทว่า มารเสนา ความว่า กองทัพของมาร ผู้ทำตามคำสั่ง ได้
แก่ กิเลส.
บทว่า ปฏิเสนิกรา ความว่า กระทำความเป็นปฏิปักษ์.
บทว่า ชิตา จ ความว่า ให้ถึงซึ่งความปราชัย.
บทว่า ปราชิตา จ ความว่า ข่มขี่.
บทว่า ภคฺคา ความว่า ทำลาย.
บทว่า วิปฺปลุตฺตา ความว่า ทำให้แหลกละเอียด.
บทว่า ปรมฺมุขา ความว่า ให้ถึงความหลบหน้า.
บทว่า วิเสนิภูโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากกิเลสตั้งอยู่.
บทว่า โวทานทสฺสี ความว่า ผู้เห็นพระนิพพานอันเป็นอารมณ์
ของโวทาน.
บทว่า ตานิ ฉทนานิ ความว่า เครื่องปิดบังคือ กิเลสมีตัณหา
เป็นต้นเหล่านั้น.
บทว่า วิวฏานิ ความว่า ทำให้ปรากฏ.
บทว่า วิทฺธํสิตานิ ความว่า นำออกไปจากฐานที่ตั้งอยู่.
บทว่า อุคฺฆาติตานิ ความว่า เพิกขึ้น.
บทว่า สมุคฺฆาติตานิ ความว่า เพิกขึ้นเป็นพิเศษ.
หน้า 555
ข้อ 145
คาถาว่า น กปฺปยนฺติ เป็นต้น มีการเชื่อมความและเนื้อความ
ดังต่อไปนี้. จะกล่าวบางอย่างโดยยิ่ง ก็สัตบุรุษเหล่านั้น คือเช่นนั้น ย่อม
ไม่กำหนดด้วยความกำหนด ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมไม่ทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า ด้วยการทำไว้ในเบื้องหน้าอย่างใดอย่าง
หนึ่ง สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวอกิริยทิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ ซึ่งมิใช่
ความหมดจดส่วนเดียวกัน ว่าเป็นความหมดจดส่วนเดียว เพราะเป็นผู้
บรรลุความหมดจดส่วนเดียวซึ่งเป็นปรมัตถ์.
บทว่า อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺช ความว่า ละ คือตัดคันถะ
เป็นเครื่องยึดมั่น อย่าง คือเกี่ยวเนื่องในจิตตสันดานของตน เพราะ
เป็นผู้ยึดมั่นธรรมมีรูปเป็นต้น ด้วยศัสตราคืออริยมรรค. บทที่เหลือปรากฏ
แล้วนั้นเทียว.
บทว่า อจฺจนฺตสุทฺธึ ความว่า ความหมดจดส่วนเดียวคืออย่างยิ่ง.
บทว่า สํสารสุทฺธึ ความว่า ความหมดจดจากสงสาร.
บทว่า อกิริทิฏฺิ ความว่า อกิริยทิฏฐิว่า ผู้กระทำบาป ชื่อว่า
ไม่เป็นอันกระทำ.
บทว่า สสฺสตวาทํ ความว่า ไม่กล่าว คือไม่พูดว่า เที่ยง ยั่งยืน
แน่นอน.
บทว่า คนฺถา ความว่า ชื่อว่า ผูกพัน เพราะอรรถว่า ผูกพัน
นามกาย คือสืบต่อในวัฏฏะด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ. อภิชฌานั้นด้วย
เป็นเครื่องผูกพันด้วยสามารถการสืบต่อนามกายด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า
เครื่องผูกพันทางกายคืออภิชฌา. ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า ยัง
หน้า 556
ข้อ 145
ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้นด้วย เป็น
เครื่องผูกพันโดยนัยที่กล่าวแล้วด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า เครื่องผูกพันทาง
กายคือพยาบาท.
บทว่า สีลพฺพตปรามาโส ความว่า ความลูบคลำโดยประการอื่น
ว่า หมดจดด้วยศีล หมดจดด้วยวัตร ของเหล่าสมณพราหมณ์นอกศาสนา
นี้.
บทว่า อิทํสจฺจาภินิเวโส ความว่า การห้ามแม้ภาษิตของพระ-
สัพพัญญูเสียแล้ว ยึดมั่นโดยอาการนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่ง
อื่นเป็นโมฆะ ชื่อว่า ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺิยา ราโค ความว่า ฉันทราคะด้วยทิฏฐิ
ที่ตนยึดมั่นถือเอา.
บทว่า ปรวาเทสุ อาฆาโต ความว่า ความโกรธในเพราะคำ
ของคนอื่น.
บทว่า อปฺปจฺจโย ความว่า อาการที่ไม่ยินดี.
บทว่า อตฺตโน สีลํ วา ความว่า ศีลมีโคศีลเป็นต้นที่ตนสมา-
ทานแล้วก็ดี.
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺิ ความว่า ทิฏฐิที่ตนถือคือลูบคลำ.
บทว่า เตหิ คนฺเถหิ ความว่า ด้วยกิเลสเครื่องสืบต่อนามกายที่
กล่าวแล้วเหล่านี้.
บทว่า รูปํ อาทิยนฺติ ความว่า ย่อมถือ คือจับรูปารมณ์ซึ่งมี
สมุฏฐาน ๔.
หน้า 557
ข้อ 145
บทว่า อุปาทิยนฺติ ความว่า เข้าไปถือ จักด้วยตัณหา ถือมั่น
ด้วยทิฏฐิ ยึดมั่นด้วยมานะ.
บทว่า วฏฺฏํ ความว่า วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า คนฺเถ ความว่า กิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า โวสฺสชฺชิตฺวา ความว่า สละโดยชอบ.
บทว่า คถิเต ความว่า กิเลสเครื่องผูกพัน
บทว่า คนฺถิเต ความว่า ที่ผูกพันด้วยกิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า วิพนฺเธ ความว่า ที่ผูกพันเป็นพิเศษ.
บทว่า อาพนฺเธ ความว่า ที่ผูกพันหลายอย่าง.
บทว่า ปลิพุทฺเธ ความว่า กิเลสเครื่องผูกพันที่พ้นไม่ได้.
บทว่า โผฏยิตฺวา ความว่า ทำลายเครื่องผูกพัน คือตัณหามานะ
ทิฏฐิ.
บทว่า วิสชฺช ความว่า สละ.
ก็การนำกิเลสเครื่องผูกพัน ๔ อย่างเหล่านี้มาตามลำดับกิเลสก็ดี ตาม
ลำดับมรรคก็ดี ย่อมควรตามลำดับกิเลส. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือ
อภิชฌา ละได้ด้วยอรหัตตมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท
ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือสีลัพพตปรามาส
กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือ ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ละได้ด้วยโสดา
ปัตติมรรค. ตามลำดับมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือสีลัพพต-
ปรามาส กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือ ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ละได้ด้วย
โสดาปัตติมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท ละได้ด้วย
หน้า 558
ข้อ 145
อนาคามิมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือ อภิชฌา ละได้ด้วยอรหัตต
มรรค. ดังนี้แล. กิเลสเครื่องผูกพัน อย่างเหล่านี้มีอยู่แก่ผู้ใด ย่อมผูก
พัน คือสืบต่อผู้นั้นไว้ในวัฏฏะ ด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ ดังนั้นจึงชื่อว่า
กิเลสเครื่องผูกพัน. กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้นมี ๔ ประเภท สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมเพ่งเล็งด้วยอภิชฌานี้ คือตัวอภิชฌาเองเพ่งเล็งก็ตาม อภิชฌานี้เป็น
เพียงความเพ่งเล็งเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นจึงชื่อว่าอภิชฌา คือความโลภ
นั้นเอง. ชื่อว่ากิเลสเครื่องผูกพันทางกาย เพราะอรรถว่า ผูกพันนามกาย
คือ สืบต่อไว้ในวัฏฏะด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ.
ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องที่จิตถึงความพินาศ
คือถึงความเป็นจิตเสีย หรือทำอาจาระคือวินัย รูปสมบัติ ประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขเป็นต้น ให้ถึงความพินาศ.
ความลูบคลำว่า หมดจดด้วยศีล หมดจดด้วยวัตร ของเหล่าสมณ-
พราหมณ์นอกศาสนานี้ ชื่อว่า สีลัพพตปรามาส. ชื่อว่าความยึดมั่นว่า
สิ่งนี้จริง เพราะอรรถว่า ห้ามแม้ภาษิตของพระสัพพัญญูเสียแล้วยึดมั่น
โดยอาการเป็นต้นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.
พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงสิ่งที่ปรุงแต่งมีวอเป็นต้น เป็นเครื่อง
เปรียบเทียบในการแยกแยะกิเลสเครื่องผูกพันทั้งหลาย จึงกล่าวคำเป็นต้น
ว่า ยถา วยฺหํ วา ดังนี้.
บทว่า น ชเนนฺติ ความว่า ไม่ให้เกิดขึ้น.
บทว่า น สญฺชเนนฺติ ความว่า ไม่ให้บังเกิด. ท่านขยายบทว่า
นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ด้วยอุปสรรค.
หน้า 559
ข้อ 145
บทว่า น สญฺชเนนฺติ ความว่า ไม่ยังลักษณะที่เกิดขึ้นให้บังเกิด.
บทว่า นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ท่านกล่าวหมายเอาลักษณะที่เป็นไป.
พระอรหันต์ชื่อว่าล่วงแดนแล้ว เพราะล่วงแดนคือกิเลส ๔, และ
ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยบาปเสียแล้ว และพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นอย่างนี้
รู้ด้วยปรจิตตญาณ และปุพเพนิวาสญาณ หรือเห็นด้วยมังสจักษุและทิพยจักษุ
จึงไม่มีความยึดถืออะไร ๆ. ท่านอธิบายว่า ตั้งมั่น.
อนึ่ง พระอรหันต์นั้น ชื่อว่ามิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่
กำหนัด เพราะไม่มีกามราคะ. ชื่อว่ามิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลาย
กำหนัด เพราะไม่มีรูปราคะและอรูปราคะ. เพราะพระอรหันต์นั้นเป็น
อย่างนี้ จึงไม่มีความนับถืออะไร ๆ ในที่นี้ว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม. พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยเอกคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า จตสฺโส สีมาโย ความว่า เขตที่กำหนด ๔ อย่าง.
บทว่า ทิฏฺานุสโย ความว่า ทิฏฐินั้นด้วย เป็นอนุสัยเพราะ
อรรถว่ายังละไม่ได้ด้วย ดังนี้จึงชื่อว่าทิฏฐานุสัย แม้ในอนุสัยคือวิจิกิจฉา
เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่า อนุสัย ด้วยอรรถว่าอะไร ?
ด้วยอรรถว่านอนเนื่อง.
ชื่อว่า มีอรรถว่านอนเนื่องนี้ เป็นอย่างไร ?
มีอรรถว่าละไม่ได้. เพราะกิเลสเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมนอนเนื่อง
ในสันดานของสัตว์นั้น ๆ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้จึงเรียกว่า อนุสัย.
หน้า 560
ข้อ 145
บทว่า อนุเสนฺติ ความว่า ได้เหตุที่สมควรย่อมเกิดขึ้น หากจะมี
คำถามว่า อาการที่ละไม่ได้ ชื่อว่ามีอรรถว่า นอนเนื่อง ก็ไม่ควรจะ
กล่าวว่า อาการที่ละไม่ได้ เกิดขึ้น ฉะนั้น อนุสัยทั้งหลายจึงไม่เกิดขึ้น
ในข้อนั้นมีคำตอบดังนี้ อาการที่ยังละไม่ได้ ไม่ใช่อนุสัย, แต่กิเลสที่มี
กำลัง ท่านเรียกว่า อนุสัย เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้อนุสัยที่เป็นจิตต-
สัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ เป็นไปกับด้วยเหตุเพราะอรรถว่าเป็นไป
กับด้วยปัจจัย เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว เป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง
เป็นปัจจุบันบ้าง ฉะนั้นจึงควรกล่าวว่า เกิดขึ้น นี้เป็นประมาณในข้อนั้น.
ในอภิสมยกถา คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ท่านถามก่อนว่า ละกิเลส
ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างไร ดังนี้แล้วกล่าวว่า ผู้มีกำลังย่อมละอนุสัยได้
เพราะอนุสัยทั้งหลายมีความเป็นปัจจุบัน.
ในบทภาชนะแห่งโมหะคัมภีร์ธัมมสังคณี ท่านกล่าวความที่โมหะเกิด
ขึ้นกับอกุศลจิตว่า อนุสัยคืออวิชชา การครอบงำคือ อวิชชา ลิ่มคือวิชชา
โมหะ เป็นอกุศลมูล โมหะนี้ มีในสมัยนั้น.
ในคัมภีร์กถาวัตถุ ท่านปฏิเสธวาทะทั้งหมดว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต
อนุสัยเป็นอเหตุกะ อนุสัยเป็นจิตตวิปปยุต. ในอุปปัชชนวาระบางแห่ง
แห่งมหาวาร ๗ ในอนุสยยมก ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า อนุสัยคือกามราคะ
เกิดขึ้นแก่ผู้ใด อนุสัยคือปฏิฆะก็เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่ไหม ? เพราะฉะนั้น
คำที่ท่านกล่าวว่า บทว่า อนุเสนฺติ ความว่าได้เหตุที่สมควรย่อมเกิดขึ้นนั้น
พึงทราบว่า ท่านกล่าวดีแล้ว โดยประมาณที่เป็นแบบแผนนี้.
หน้า 561
ข้อ 145
คำที่ท่านกล่าวแล้วว่า อนุสัยที่เป็นจิตตสัมปยุตเป็นไปกับด้วยอารมณ์
เป็นต้น แม้นั้นก็เป็นอันท่านกล่าวดีแล้วทีเดียว. ในข้อนี้พึงตกลงว่า
ก็ชื่อว่าอนุสัยนี้ สำเร็จแล้ว เป็นอกุศลธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต.
บรรดาอนุสัยเหล่านั้นทิฏฐานุสัย ท่านกล่าวไว้ในอนุสัยที่สัมปยุต
ด้วยทิฏฐิ ๔.
วิจิฉานุสัย กล่าวไว้ในอนุสัยที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา.
อวิชชานุสัย กล่าวไว้ในอกุศลจิต ๑๒ ดวง ด้วยสามารถแห่ง
สหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ทิฏฐิวิจิกิจฉาและโมหะแม้ทั้ง ๓ กล่าวไว้ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓
ที่เหลือ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ก็ในที่นี้ กามราคานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่สหรคตด้วยโลภะทั้งหลาย
ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
โลภะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ ซึ่งเป็นที่
ชอบใจด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั้นแล.
ปฏิฆานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่สหรคตด้วยโทมนัส ด้วยสามารถแห่ง
สหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
โทสะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ ซึ่งไม่เป็นที่
ชอบใจ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแล.
มานานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่วิปปยุตด้วยทิฏฐิและสหรคตด้วยโลภะ
ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
หน้า 562
ข้อ 145
มานะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ และในธรรม
เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร ซึ่งเว้นจากทุกขเวทนา ด้วยสามารถแห่ง
อารมณ์นั้นแล.
ภวราคานุสัย แม้เมื่อเกิดขึ้น ก็กล่าวไว้ในจิตที่วิปปยุตด้วยทิฏฐิ ๔
ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรม.
แต่โลภะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นรูปารูปาวจระด้วยสามารถ
แห่งอารมณ์นั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏานุสโย ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อย่าง.
บทว่า วิจิกิจฺฉานุสโย ได้แก่ วิจิกิจฉามีวัตถุ ๘.
บทว่า ตเทกฏฺา จ กิเลสา ความว่า ตั้งอยู่โดยความเป็นอัน
เดียวกัน ด้วยสามารถเกิดร่วมกัน. และตั้งอยู่แห่งเดียวกัน คือ ด้วยสามารถ
ทิฏฐิและวิจิกิจฉาเกิดร่วมกันและตั้งอยู่แห่งเดียวกัน.
บทว่า มานานุสโย ได้แก่มานะ ๙ อย่าง.
บทว่า ปรจิตฺตาเณน วา ตฺวา ความว่า รู้ด้วยปัญญาเครื่อง
รู้วาระจิตของผู้อื่น. ท่านอธิบายว่า รู้ด้วยเจโตปริยญาณ.
บทว่า ปุพฺเพ นิวาสานุสฺสติาเณน วา ความว่า รู้ด้วยญาณ
เครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในอดีต.
บทว่า มํสจกฺขุนา วา ได้แก่ด้วยจักษุปกติ (ตาธรรมดา)
บทว่า ทิพฺพจกฺขุนา วา ความว่า เห็นด้วยทิพยจักษุ ซึ่งคล้าย
ทิพย์หรืออาศัยทิพยวิหาร.
บทว่า ราครตฺตา ความว่า ยินดีด้วยราคะ
หน้า 563
ข้อ 145
บทว่า เย ปญฺจสุ กามคุเณสุ ความว่า ชนเหล่าใดกำหนัดใน
ส่วนคือวัตถุกามมีรูปเป็นต้น ๕ อย่าง.
บทว่า วิราครตฺตา ความว่า กำหนัดยิ่ง คือติดแน่น ในรูป
สมาบัติและอรูปสมาบัติ กล่าวคือ วิราคะ.
บทว่า ยโต กามราโค จ ความว่า ในกาลใด กามราคะ แม้
ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้แหละ.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส
อรรถกถา สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
จบสูตรที่ ๔
หน้า 564
ข้อ 146, 147, 148
ปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕
[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชันตุชนยึดถืออยู่ทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม
ย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงนั้น
จากสิ่งนั้นว่าเลว เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่
ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย.
ว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ
[๑๔๗] คำว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม
มีความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
รับ รับเอา ถือเอา ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า สิ่งนี้
ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษเป็นใหญ่ สูงสุด บวร ย่อมอยู่ อยู่ร่วม
อยู่อาศัย อยู่รอบ ด้วยทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลาย
อยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มี
กิเลสอยู่ในกองกิเลสฉะนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ
ทั้งหลายว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม.
[๑๔๘] คำว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก มีความว่า
คำว่า ยทํ แปลว่า ใดคำว่า ย่อมทำให้ยิ่ง มีความว่า ชันตุชนย่อม
ทำสิ่งใดให้ยิ่ง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร คือย่อม
ให้บังเกิด บังเกิดเฉพาะว่า พระศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญู พระธรรมนี้
หน้า 565
ข้อ 149, 150
อันพระศาสดาตรัสดีแล้ว คณะสงฆ์นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เจริญ ปฏิปทานี้
พระศาสดาบัญญัติดีแล้วมรรคนี้ให้พ้นทุกข์ได้. คำว่า ชันตุชน ได้แก่
สัตว์ นรชน ฯลฯ มนุษย์ คำว่า ในโลก ได้แก่ อบายโลก ฯลฯ
อายตนโลก. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก.
[๑๔๙] คำว่า ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่า
เลว มีความว่า ชันตุชนย่อมคัดค้าน โต้แย้ง ปฏิเสธ ซึ่งลัทธิอื่นทั้งปวง
เว้นศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก คณะสงฆ์ ทิฏฐิปฏิปทา มรรค ของตน
คือกล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสนานั้นไม่ใช่สัพพัญญู
ธรรมไม่เป็นธรรมอันศาสดากล่าวดีแล้ว หมู่คณะไม่เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว
มรรคไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ มิได้มีใน
ลัทธินั้น พวกถือลัทธินั้น ย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ
ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ หรือไม่พ้นรอบในลัทธินั้น พวกถือลัทธินั้นย่อม
เป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่าเลว.
[๑๕๐] คำว่า เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วง
เลยวิวาททั้งหลาย มีความว่า เพราะฉะนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะ
เหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วง
เลยไม่ก้าวล่วง ไม่ก้าวล่วงพร้อม ซึ่งความทะเลาะเพราะทิฏฐิ บาดหมาง
แก่งแย่ง วิวาท มุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชน
หน้า 566
ข้อ 151, 152
นั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชันตุชนยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม
ย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่น
จากสิ่งนั้น ว่าเลว เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่
ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย.
[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ใน
อารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็
ดี ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี นรชนนั้นถือมั่นซึ่งทิฏฐินั้นนั่น
แหละในลัทธิของตนนั้น ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความ
เป็นของเลว.
ว่าด้วยอานิสงส์ในทิฏฐิ
[๑๕๒] คำว่า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็
ดี ในอารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี
ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี มีความว่าศัพท์ว่า ยทตฺตนิ ตัดบทเป็น
ยํ อตฺตนิ ทิฏฐิเรียกว่า ตน นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ ใน
ทิฏฐิของตน คือ อานิสงส์ในชาตินี้ ๑ อานิสงส์ในชาติหน้า ๑.
อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาตินี้ เป็นไฉน ? ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด
พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น พวกสาวกย่อมสักการะ เคารพ นับถือ
หน้า 567
ข้อ 152
บูชา ยำเกรง ซึ่งศาสดาผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น และย่อมได้ จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่มีการสักการะเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ
นี้ชื่อว่า อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาตินี้.
อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาติหน้า เป็นไฉน ? นรชนย่อมหวังผลใน
อนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร
เป็นคนธรรพ์ เป็นมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพรหม หรือเป็นเทวดา
ทิฏฐินี้เหมาะสมเพื่อความหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ พ้น พ้น-
วิเศษ พ้นรอบ สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ
พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ ด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด หมดจดวิเศษหมด
จดรอบ พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ ด้วยทิฏฐินี้ ดังนี้ นี้ชื่อว่า อานิสงส์
ในทิฏฐิมีในชาติหน้า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตน ๒ ประ-
การนี้.
นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์
ที่เห็น คือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์มีในชาติหน้า ๑ ย่อมเห็น
อานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้ยิน ย่อมเห็น
อานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยศีล ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒
ประการ แม้ในความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้
ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ คือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์
มีในชาติหน้า ๑.
อานิสงส์ไม่ในความหมดจดด้วย อารมณ์ที่ทราบ มีในชาตินี้เป็นไฉน ?
หน้า 568
ข้อ 153, 154
ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น ฯลฯ นั้นชื่อ
ว่าอานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบมีในชาตินี้.
อานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ มีในชาติหน้า เป็น
ไฉน. นรชนนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค
ฯลฯ นี้ชื่อว่าอานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบมีในชาติหน้า
นรชนย่อมเห็น คือแลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น อานิสงส์
๒ ประการเหล่านี้คำนี้ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใด ในทิฏฐิของตนก็ดี ใน
อารมณ์ที่เห็นก็ดี อารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี ใน
อารมณ์ที่ทราบก็ดี.
[๑๕๓] คำว่า นรชนนั้นถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละในลัทธิ
ของตนนั้น มีความว่า คำว่า ตเทว ได้แก่ ซึ่งทิฏฐินั้น. คำว่า ตตฺถ
ได้แก่ ในทิฏฐิของตน ในความควรของตน ในความชอบใจของตน ใน
ลัทธิของตน คำว่า ถือมั่น ได้แก่ ถือ ถือเอา รับเอา ยึดมั่น ถือมั่น
ว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนนั้นถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละ ในลัทธิของ
ตนนั้น.
[๑๕๔] คำว่า ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว
มีความว่า นรชนนั้นย่อมเห็น คือ แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณา
เห็น ซึ่งศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น
โดยความเป็นของเลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะ
หน้า 569
ข้อ 155, 156
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว เพราะ
เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ใน
อารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลวัตรก็ดี
ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี นรชนนั้น ถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละ
ในลัทธิของตนนั้น ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็น
ของเลว.
[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัยแม้นั้น
ว่า เป็นเครื่องร้อยรัด เห็นทัศนะอื่นว่าเลว เพราะฉะนั้น
แหละ ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์
ที่ทราบ หรือศีลและวัตร.
ว่าด้วยทัศนะของผู้ฉลาด
[๑๕๖] คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัย
แม้นั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด มีความว่า คำว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ ผู้ฉลาด
ในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาด
ในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์
ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดใน
นิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ คือย่อมกล่าว บอก พูด
แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ทัศนะนั้นเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด เป็นกิเลส
หน้า 570
ข้อ 157, 158
เครื่องยึดเหนี่ยว เป็นกิเลสเครื่องผูกพัน เป็นกิเลสเครื่องพัวพัน. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัย แม้
นั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด.
[๑๕๗] คำว่า ทัศนะที่ตนอาศัยแล้ว เห็นทัศนะอื่นว่าเลว
มีความว่า คำว่า ทัศนะที่ตนอาศัยแล้ว ได้แก่ ภิกษุอาศัย อิงอาศัย
ติดพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงทัศนะใด คือ ศาสดา ธรรม ที่ศาสดา
บอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด คำว่า เห็นทัศนะอื่นว่าเลว
ได้แก่ ย่อมเห็น แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น ซึ่งทัศนะ
อื่น คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น
โดยความเป็นของเลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ทัศนะที่ตนอาศัยแล้ว เห็นทัศนะอื่นว่าเลว.
[๑๕๘] คำว่า เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุที่ไม่พึงอาศัยรูป
ที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีลและวัตร มีความว่า
เพราะฉะนั้น คือเพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะ
นิทานนั้น ภิกษุไม่พึงอาศัย ไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น ซึ่งรูป
ที่เห็นบ้าง ความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความ
หมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะ
อารมณ์ที่ทราบบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้าง ความ
หมดจดเพราะวัตรบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เพราะฉะนั้นแหละ
ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีล
และวัตร. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 571
ข้อ 159, 160, 161
ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัยแม้นั้นว่า
เป็นเครื่องร้อยรัด เห็นทัศนะอื่นว่าเลว เพราะฉะนั้นแหละ
ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ
หรือศีลและวัตร.
[๑๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้
ด้วยศีลและวัตร ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา ไม่
พึงสำคัญตนว่าเลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา.
ว่าด้วยภิกษุไม่พึงมีทิฏฐิมานะ
[๑๖๐] คำว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลกด้วยญาณ
หรือแม้ด้วยศีลและวัตร มีความว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดซึ่งทิฏฐิ
คือไม่พึงให้เกิด ไม่พึงให้เกิดพร้อม ไม่พึงให้บังเกิด ไม่พึงให้บังเกิด
เฉพาะ ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ ด้วยมิจฉาญาณ ด้วย
ศีล ด้วยวัตร หรือด้วยศีลและวัตร. คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก
มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้ด้วย
ศีลและวัตร.
[๑๖๑] คำว่า ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา มีความว่า
ไม่พึงนำไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้เสมอเขาด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วย
ความเป็นบุตรแห่งสกุล ด้วยความเป็นผู้มีรูปงาม ด้วยทรัพย์ ด้วยการ
หน้า 572
ข้อ 162, 163, 164
ปกครอง ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์ ด้วยวิทยฐานะ
ด้วยการศึกษา ด้วยปฏิภาณ หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา.
[๑๖๒] คำว่า ไม่พึงสำคัญตนว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่า
วิเศษกว่าเขา มีความว่า ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้เลวกว่า
เขาด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุล ฯลฯ หรือด้วยวัตถุ
อื่น ๆ และไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ด้วย
ชาติ ด้วยโคตร ฯลฯ หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่พึง
สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือ
แม้ด้วยศีลและวัตร ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา
ไม่พึงสำคัญตนว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา.
[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
นรชนนั้นละตนแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ทำนิสัยแม้ใน
เพราะญาณ เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่น
ไปกับพวก ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ.
[๑๖๔] คำว่า ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น มีความว่า คำว่า ละตน
แล้ว ได้แก่ ละความเห็นว่าเป็นตน. คำว่า ละตนแล้ว ได้แก่ ละความ
ถือ. คำว่า ละตนแล้ว ได้แก่ ละ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำ
ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไป ด้วย
หน้า 573
ข้อ 165, 166, 167
สมารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ. คำว่า ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น
ได้แก่ ไม่ถือมั่น คือไม่ยึด ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น ด้วยอุปาทาน ๔.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น.
[๑๖๕] คำว่า นรชนนั้น ไม่ทำนิสัยแม้ในเพราะญาณ มี
ความว่า นรชนนั้นไม่ทำตัณหานิสัยหรือทิฏฐินิสัย คือไม่ให้เกิด ไม่ให้
เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ ในเพราะญาณในสมาบัติ ๘
ในเพราะญาณในอภิญญา ๕ หรือในเพราะมิจฉาญาณ. เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า นรชนนั้น ไม่ทำนิสัยแม้ในเพราะญาณ.
[๑๖๖] คำว่า เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่น
ไปกับพวก มีความว่า เมื่อชนทั้งหลายแยกกัน แตกกัน ถึงความเป็น
สองฝ่าย เกิดเป็นสองพวกมีทิฏฐิต่างกัน มีความควรต่างกัน มีความชอบใจ
ต่างกัน มีลัทธิต่างกัน อาศัยทิฏฐินิสัยต่างกัน ถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติ
ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ นรชนนั้นย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ
ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยอำนาจแห่งราคะ โทสะ โมหะ
มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ไม่ไป ดำเนินไป เลื่อนลอยไป
แล่นไป เพราะธรรมทั้งหลายอันทำความเป็นพวก. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่นไปกับพวก
[๑๖๗] คำว่า ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ มีความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ อันนรชนนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ ควรทำไม่ให้เกิดขึ้น
เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณนรชนนั้นไม่ถึงเฉพาะ ไม่มาถึงเฉพาะ ซึ่งทิฏฐิ
หน้า 574
ข้อ 168, 169
อะไร ๆ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
นรชนนั้นละตนแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ทำนิสัยแม้ใน
เพราะญาณ เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่น
ไปกับพวกไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ.
[๑๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระ
อรหันต์ขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือ
โลกหน้า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไร ๆ
ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.
ว่าด้วยภูมิธรรมของพระอรหันต์
[๑๖๙] คำว่า ความตั้งใจซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่
พระอรหันตขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลก
หน้า มีความว่า คำว่า ใด ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ส่วนสุด
ได้แก่ผัสสะ เป็นส่วนสุดที่ ๑ ผัสสสมุทัยเป็นส่วนสุดที่ ๒ อดีตเป็นส่วน
สุดที่ ๑ อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒ สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนา
เป็นส่วนสุดที่ ๒ นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒ อายตนะภาย
ใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒ กายของ
คนเป็นส่วนสุดที่ ๑ สมุทัยแห่งกายของตนเป็นส่วนสุดที่ ๒ ตัณหา เรียก
หน้า 575
ข้อ 169
ว่า ความตั้งไว้ ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล.
คำว่า เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ได้แก่ เพื่อภพน้อยภพใหญ่ คือ
เพื่อกรรมวัฏและวิปากวัฏ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ เพื่อ
วิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ
เพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ
เพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ เพื่อความเกิดบ่อย ๆ เพื่อความไป
บ่อย ๆ เพื่อความเข้าถึงบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิบ่อย ๆ เพื่อบังเกิดขึ้นแห่ง
อัตภาพบ่อย ๆ.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ อัตภาพของตน.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อัตภาพของผู้อื่น.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ของตน.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร สัญญาณ
ของผู้อื่น.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ มนุษยโลก.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ เทวโลก.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ กามธาตุ.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ รูปธาตุ อรูปธาตุ.
หน้า 576
ข้อ 170
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อรูปธาตุ.
คำว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต
ขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า มีความว่า
ความตั้งใจไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่
พระอรหันตขีณาสพใด เมื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า
คือความตั้งไว้นั้น ย่อมเป็นกิริยาอันพระอรหันต์ขีณาสพใดละ ตัดขาด
สงบ ระงับเสียแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่
พระอรหันต์ขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลก.
หน้า.
[๑๗๐] คำว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่
อะไร ๆ มีความว่า คำว่า เครื่องอยู่ ได้แก่ เครื่องอยู่. ๒ อย่าง คือ
เครื่องอยู่ คือตัณหา ๑ เครื่องอยู่คือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่ คือ
ตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่คือทิฏฐิ.
คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพนั้น. คำว่า พระอรหันต
ขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่ คือ เครื่องอยู่นั้นไม่มี ไม่ปรากฏ
ย่อมไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละ ตัดขาด
สงบ ระงับ ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไร ๆ.
หน้า 577
ข้อ 171, 172
[๑๗๑] คำว่า ย่อมไม่สังการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลาย
แล้วถือมั่น มีความว่า คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒.
คำว่า ถึงความตกลง มีความว่า ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นคว้า แสวงหา
เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้เป็นแจ้งแล้วจึงจับมั่น ยึดมั่น
ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือความถือ ความยึดถือ ความ
ยึดมั่น ความถือมั่น ความพร้อมน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แท้ แน่ เป็น
ตามสภาพ เป็นตามจริง มิได้วิปริตดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไป
ได้ หรือเป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสองย่อมไม่มีแก่พระ
อรหันตขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลก
หน้า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไร ๆ
ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.
[๑๗๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนด
แล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบใน
โลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น ใคร ๆ ในโลกนี้ พึง
กำหนดซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ
ด้วยกิเลสอะไรเล่า.
หน้า 578
ข้อ 173, 174
ว่าด้วยอรหันต์ได้ชื่อว่าพราหมณ์
[๑๗๓] คำว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญา
กำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ
ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น มีความว่า คำว่า นั้น ได้แก่
พระอรหันตขีณาสพ ทิฏฐิอันสัญญาให้เกิดขึ้น อันสัญญากำหนด ปรุงแต่ง
ตั้งไว้ เพราะเป็นทิฏฐิมีสัญญาเป็นประธานมีสัญญาเป็นใหญ่ และความถือ
ต่างด้วยสัญญา ในรูปที่เห็นบ้าง ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง ในเสียง
ที่ได้ยินบ้าง ในความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ในอารมณ์ที่ทราบ
บ้าง ในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้า
ไปได้ แก่พระอรหันต์ขีณาสพนั้น คือ ทิฏฐินั้นอันพระอรหันตขีณาสพละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญา
กำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ
ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น.
[๑๗๔] คำว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือ
ทิฏฐิ มีความว่า คำว่า พราหมณ์ ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ชื่อว่าเป็น
พราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ ผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ เรียกว่า เป็นพราหมณ์. คำว่า ซึ่งพระอรหันต์
นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ มีความว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น
ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือ ไม่ถือเอา ไม่ถือมั่น ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ
หน้า 579
ข้อ 175
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ยึดถือ
ทิฏฐิ.
[๑๗๕] คำว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด....ด้วยกิเลส
อะไรเล่า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ
ความกำหนดด้วยตัณหา ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้นละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว ใคร ๆ จะพึงกำหนด
บุคคลนั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุ-
สัยอะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่นถึงความฟุ้ง
ซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่า
นั้น อันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงเหล่านั้นแล้ว
ใคร ๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้นด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นผู้เกิดขึ้น
นรกเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น
สัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือ
เป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนด. คำว่า
........ในโลก ได้แก่ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุ-
โลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด
.......ด้วยกิเลสอะไรเล่า. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 580
ข้อ 176, 177
ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนด
แล้วในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ใน
โลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น ใคร ๆ ในโลกนี้ พึง
กำหนดซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ
ด้วยกิเลสอะไรเล่า.
[๑๗๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อม
ไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า. แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้ง
หลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว
พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วย
ศีลและพรตย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งไม่กลับมา เป็นผู้คงที่.
พระอรหันต์ได้ชื่อต่าง ๆ
[๑๗๗] คำว่า พระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด
ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า คำว่า กำหนด
ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ ๑.
ความกำหนดด้วยตัณหาเป็นไฉน ? วัตถุที่ทำให้เป็นเขต เป็นแดน
เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือเอาว่าของเรา ด้วยส่วนแห่ง
ตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือเอาว่าของเรา ซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้น
ว่า สิ่งนี้ของเรา สิ่งนั้นของเรา สิ่งมีประมาณเท่านี้ของเรา สิ่งของของ
เรามีประมาณเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด
หน้า 581
ข้อ 177
เครื่องนุ่งห่ม ทาสีและทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา
นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉาง
คลังเป็นของเรา ย่อมยึดถือว่านั่นของของเรา แม้ซึ่งแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น
ด้วยสามารถแห่งตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา.
ความกำหนดด้วยทิฏฐิเป็นไฉน ? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิ
มีวัตถุ ๑๐ อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกเรี้ยวคือ
ทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่อง
ประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือ ทาง
ผิด คลองผิด ความเห็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด
ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือในสิ่งไม่แน่นอนว่า
เป็นสิ่งแน่นอนเห็นปานนี้ ตลอดถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่า ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ.
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืน
ความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละ
คืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นจึงไม่กำหนด
ความกำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือไม่ให้เกิด ไม่ให้
เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่
กำหนด.
คำว่า ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า
คำว่า ทำไว้ในเบื้องหน้า ได้แก่ ความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่าง
หน้า 582
ข้อ 178, 179
คือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วย
ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
ทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายละความทำไว้ใน
เบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะ
เป็นผู้ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้า
ด้วยทิฏฐิแล้ว พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นจึงไม่กระทำตัณหาหรือทิฏฐิไว้
เบื้องหน้าเที่ยวไป คือเป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด
ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิ
เป็นใหญ่ จึงชื่อว่าเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่แวดล้อมเที่ยวไป เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อม
ไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า.
[๑๗๘] คำว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายอันพระอรหันต์
เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว มีความว่าทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่า ธรรม
คำว่า เหล่านั้นได้แก่ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น คำว่าไม่ปรารถนา
เฉพาะแล้ว ความว่า ไม่ปรารถนาเฉพาะว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเป็นโมฆะ ไม่ปรารถนาเฉพาะว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้อง
หน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่า
นั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิ
ทั้งหลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว.
[๑๗๙] คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่
พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต มีความว่า ศัพท์ว่า น เป็นปฏิเสธ.
หน้า 583
ข้อ 180
คำว่า พราหมณ์ ความว่า พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอย
เสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว
เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์ คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์
อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต ความว่า พระอรหันต์ผู้
เป็นพราหมณ์ ย่อมไม่ไป ไม่ออกไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วย
ศีลหรือด้วยพรต หรือด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์
ผู้เป็นพราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต.
[๑๘๐] คำว่า ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งไม่กลับมาเป็นผู้คงที่ มีความ
ว่า อมตนิพพาน เรียกว่าฝั่ง ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความ
ออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ผู้ใดไปถึงฝั่ง บรรลุฝั่งแล้ว ไปถึงส่วน
สุด เพราะส่วนสุดแล้ว ไปถึงที่สุด บรรลุที่สุดแล้ว ฯลฯ ภพใหม่มิได้มี
แก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง.
คำว่า ย่อมไม่กลับ ความว่า กิเลสเหล่าใด อันอริยบุคคลละ
แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึงไม่กลับมา
สู่กิเลสเหล่านั้น. กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยสกทาคามิมรรค อริย
บุคคลนั้น ย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมา สู่กิเลสเหล่านั้น กิเลสเหล่า
ใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยอนาคามิมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่
กลับถึง ไม่กลับมา สู่กิเลสเหล่านั้น. กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้ว
ด้วยอรหัตตมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมา
สู่กิเลสเหล่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา.
หน้า 584
ข้อ 180
คำว่า เป็นผู้คงที่ ความว่า พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ โดย
อาการ ๕ คือ เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เป็นผู้คงที่เพราะ
อรรถว่าสละแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะ
อรรถว่าพ้นแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์
อย่างไร ? พระอรหันต์เป็นผู้คงที่แม้ในลาภ แม้ในความเสื่อมลาภ แม้
ในยศ แม้ในความเสื่อมยศ แม้ในสรรเสริญ แม้ในนินทา แม้ในสุข
แม้ในทุกข์ หากว่าชนทั้งหลายพึงลูบไล้แขนข้างหนึ่งแห่งพระอรหันต์ด้วย
เครื่องหอม พึงถากแขนข้างหนึ่งด้วยมีด พระอรหันต์ย่อมไม่มีความยินดีใน
การลูบไล้ด้วยเครื่องหอมโน้น และไม่มีความยินร้ายในการถากด้วยมีดโน้น
เป็นผู้ละการยินดียินร้ายเสียแล้ว เป็นผู้ล่วงเลยการดีใจและการเสียใจแล้ว
เป็นผู้ก้าวล่วงความยินดีความยินร้ายเสียแล้ว พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้
คงที่ ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าสละแล้ว อย่างไร ?
พระอรหันต์ สละ คาย ปล่อย ละ สละคืนเสียแล้ว ซึ่งความกำหนัด
ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่
ความดีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความ
กระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง พระอรหันต์
ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าสละ อย่างนี้.
หน้า 585
ข้อ 180
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว อย่างไร ?
พระอรหันต์ข้ามแล้ว ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี เป็นไป
ล่วงซึ่งกาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ และคลองแห่งสงสาร
ทั้งปวง พระอรหันต์นั้นอยู่จบแล้ว ประพฤติจรณะแล้ว ฯลฯ ภพใหม่
มิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่
เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว อย่างนี้.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า พ้นแล้ว อย่างไร ?
พระอรหันต์มีจิตพ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว พ้นดีแล้ว จากความกำหนัด
และขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความ
ตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระ
ด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง พระอรหันต์ชื่อ
ว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าพ้นแล้ว อย่างนี้.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ อย่าง
ไร ? พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศีล ใน
เมื่อศีลมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศรัทธา ใน
เมื่อศรัทธามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีความเพียร
ในเมื่อความเพียรมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีสติ
ในเมื่อสติมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้ตั้งมั่น ใน
เมื่อสมาธิมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีปัญญา ใน
หน้า 586
ข้อ 180
เมื่อปัญญามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีวิชชา ๓
ในเมื่อวิชชา ๓ มีอยู่. ซึ่งว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มี
อภิญญา ๖ ในเมื่ออภิญญา ๖ มีอยู่. พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่
เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ อย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อม
เป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมาเป็นผู้คงที่. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงตรัสว่า :-
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลาย อัน
พระอรหันต์เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็น
พราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต ย่อมเป็น
ผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่ดังนี้.
จบปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕
หน้า 587
ข้อ 180
อรรถกถาปรมัฏฐกสุตตนิทเทส
ในปรมัฏฐกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปรมนฺติ ทิฏฺีสุ ปริพฺพสาโน ความว่า ยึดถืออยู่ใน
ทิฏฐิของตน ๆ ว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม.
บทว่า ยทุตฺตรึ กุรุเต ความว่า ย่อมทำสิ่งใด มีศาสดาของตน
เป็นต้นให้ประเสริฐที่สุด.
บทว่า หีนาติ อญฺเ ตโต สพฺพมาห ความว่า ชันตุชน
นั้นกล่าวสิ่งทั้งปวง เว้นศาสดาของตนเป็นต้นนั้น ชื่อว่า อื่นจากสิ่งนั้น
ชื่อว่าเหล่านี้เลวทั้งหมด.
บทว่า ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ความว่า เพราะเหตุนั้น
ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยการทะเลาะเพราะทิฏฐิได้เลย.
บทว่า วสนฺติ ความว่า อยู่ด้วยสามารถทิฏฐิที่เกิดขึ้นครั้งแรก.
บทว่า สํวสนฺติ ความว่า เข้าไปอยู่.
บทว่า อาวสนฺติ ความว่า อยู่โดยวิเศษ.
บทว่า ปริวสนฺติ ความว่า อยู่โดยภาวะทุกอย่าง.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังบทนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า ยถา อาคาริกา วา ดังนี้.
บทว่า อาคาริกา วา ได้แก่ พวกเจ้าของเรือน.
หน้า 588
ข้อ 180
บทว่า ฆเรสุ วสนฺติ ความว่า เป็นผู้ปราศจากความหวาดหวั่น
อยู่อาศัยในเรือนของตน.
บทว่า สาปตฺติกา วา ได้แก่ ผู้มากด้วยอาบัติ.
บทว่า สกิเลสา ได้แก่ ผู้มากด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า อุตฺตรึ กโรติ ความว่า กระทำให้ยิ่งเกิน.
บทว่า อยํ สตฺถา สพฺพญฺญู ความว่า พระศาสดาของพวก
เรานี้รู้ธรรมทั้งปวง.
บทว่า สพฺเพ ปรปฺปวาเท ขิปติ ความว่า ทิ้งลัทธิอื่นทั้งหมด.
บทว่า อุกฺขิปติ ความว่า นำออก.
บทว่า ปริกฺขิปติ ความว่า ทำลับหลัง.
บทว่า ทิฏิเมธคานิ ได้แก่ ความมุ่งร้ายเพราะทิฏฐิ.
คาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ผู้ไม่ล่วงเลยไปได้อย่างนี้ เห็นอานิสงส์ใด คือมีประการดังกล่าว
แล้วในก่อน ในคนกล่าวคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นในวัตถุ ๔ เหล่านี้ คือ ในรูป-
ที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและพรต ในอารมณ์ที่ทราบ ผู้ไม่ล่วงเลยไป
ได้นั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนนั้นว่าสิ่งนี้ ประเสริฐที่สุด เห็นสิ่งอื่น
ทั้งปวงมีศาสดาอื่นเป็นต้น โดยความเป็นของเลว.
บทว่า เทฺว อานิสงฺเส ปสฺสติ ความว่า แลดูคุณ ๒ ประการ.
บทว่า ทิฏฺธมฺมิกญฺจ ได้แก่ คุณที่ให้ผลในปัจจุบัน คือใน
อัตภาพที่ประจักษ์.
หน้า 589
ข้อ 180
บทว่า สมฺปรายิกญฺจ ได้แก่ คุณที่พึงได้เฉพาะในโลกหน้า.
บทว่า ยํทิฏฺิโก สตฺถา ความว่า เป็นผู้มีลัทธิอย่างใด คือเป็น
เจ้าลัทธิเดียรถีย์.
บทว่า อลํ นาคตฺตาย วา ความว่า ต้องการเพื่อความเป็นนาค
แม้ในความเป็นครุฑ ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า เทวตฺตาย วา ได้แก่ เพื่อความเป็นสมมติเสพเป็นต้น
บทว่า อายตึ ผลปฏิกงฺขี โหติ ความว่า ย่อมปรารถนาผล
อันเป็นวิบากในอนาคต.
บทว่า ทิฏฺวิสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสงฺเส ปสฺสติ ความว่า
แลดูคุณ ๒ ประการ ด้วยการยึดถือสิ่งที่คนยึดถือ แม้เพราะความเป็นเหตุ
แห่งความหมดจด ด้วยสามารถแห่งรูปายตนะที่เห็นด้วยจักขุวิญญาณ แม้
ในความหมดจดด้วยเสียงที่ได้ยินเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
คาถาที่ ๓ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนแม้เห็นอยู่อย่างนี้ อาศัยศาสดา
ของตนเป็นต้น. เห็นผู้อื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้นว่าเลว นั้นว่าเป็นเครื่องร้อย
รัดนั่นเทียว มีอธิบายว่า เครื่องผูกพัน เพราะข้อนั้นแหละ ฉะนั้นภิกษุ
จึงไม่อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีลและพรต มี
อธิบายว่า ไม่ยึดมั่น.
บทว่า กุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดในเพราะรู้ธรรมมีขันธ์เป็นต้น.
บทว่า ขนฺธกุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดในขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น.
แม้ในธาตุอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท
หน้า 590
ข้อ 180
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค ผล และนิพพาน ก็นัยนี้แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺคกุสลา ได้แก่ ฉลาด ในมรรค ๔.
บทว่า ผลกุสลา ได้แก่ ฉลาดในผล ๔.
บทว่า นิพฺพานกุสลา ได้แก่ ฉลาดในนิพพาน ๒ อย่าง.
บทว่า เต กุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาดในประการ
ที่กล่าวแล้วเหล่านี้.
บทว่า เอวํ วทนฺติ ความว่า กล่าวอย่างนี้.
บทว่า คณฺโ เอโส ความว่า ผู้ฉลาดย่อมกล่าวทัศนะที่อาศัย
ศาสดาของตนผู้เห็นอยู่เป็นต้น และทัศนะอื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้น โดยความ
เป็นของเลวว่า นี้เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด คือผูกพ้น.
บทว่า ลมฺพนํ เอตํ ความว่า ทัศนะนั้นคือมีประการดังกล่าว
แล้ว เป็นกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยวลงต่ำ ดุจคล้องไว้ที่หลักที่แขวนหมวก.
บทว่า พนฺธนํ เอตํ ความว่า ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน ดุจ
เครื่องผูกพันมีโซ่เป็นต้น เพราะอรรถว่า ยากที่จะตัดออก.
บทว่า ปลิโพโธ เอโส ความว่า นี้ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน
เพราะอรรถว่าไม่ยอมให้ออกจากสงสาร.
คาถาที่ ๔ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น และเสียงที่ได้ยินเป็นต้นอย่างเดียวก็หามิ
ได้ ก็อีกอย่างหนึ่ง ไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิสูง ๆ ขึ้นไป ซึ่งมิได้เกิดในโลก
มีอธิบายว่า ไม่พึงให้เกิด เช่นไร ? ไม่พึงกำหนดทิฏฐิที่ตนจักกำหนดด้วย
ญาณหรือแม้ด้วยศีลและวัตร คือด้วยญาณมีญาณในสมาบัติเป็นต้น หรือ
หน้า 591
ข้อ 180
ด้วยศีลและวัตรนั้น ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิอย่างเดียวก็หามิได้ ก็อีกอย่าง
หนึ่ง ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งคนว่า เป็นผู้เสมอเขา ด้วยเหตุมีชาติเป็นต้น หรือ
ไม่พึงสำคัญว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่า วิเศษกว่าเขา แม้เพราะมานะ.
บทว่า อฏสมาปตฺติาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยสมาบัติ ๘.
บทว่า ปญฺจาภิญฺาาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยอภิญญา ๕ อันเป็นโลกิยะ.
บทว่า มิจฺฉาาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาที่เป็นไปโดยสภาพ
วิปริต หรือด้วยมิจฉาญาณที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ในสิ่งที่ยังไม่พ้นว่า พวกเรา
พ้นแล้ว.
คาถาที่ ๕ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ก็นรชนนั้นไม่กำหนดและไม่สำคัญทิฏฐิอย่างนี้ ละตนแล้วไม่ถือมั่น
คือละตนที่เคยยึดถือแล้วไม่ยึดถือตนอื่นอีก ย่อมไม่กระทำนิสัย ๒ อย่างใน
เพราะญาณแม้นั้น คือแม้ในญาณที่มีประการดังกล่าวแล้ว และเมื่อไม่
กระทำ นรชนนั้นแล เมื่อเหล่าสัตว์แยกกัน คือแตกกันด้วยสามารถแห่ง
ทิฏฐิต่าง ๆ เป็นผู้แล่นไปกับพวก คือเป็นผู้มีอันไม่ไปด้วยสามารถความ
พอใจเป็นต้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่ถึงเฉพาะซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ ในบรรดา
ทิฏฐิ ๖๒ มีอธิบายว่า ย่อมไม่กลับมา.
บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ ได้แก่ ด้วยความยึดมั่น ๔ อย่าง มี
กามุปาทานเป็นต้น.
หน้า 592
ข้อ 180
บทว่า ส เว ววฏฺิเตสุ ความว่า บุคคลนั้น เมื่อคนทั้งหลาย
ไม่ปรารถนากันและกัน.
บทว่า ภินฺเนสุ ความว่า แตกกันเป็น ๒ พวก.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะกล่าวสรรเสริญพระขีณาสพที่กล่าว
ไว้ในคาถานี้นั้น จงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า ยสฺสูภยนฺเต เป็นต้น.
บรรดาคาถา ๓ คาถานั้น คาถาแรกมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :- บทว่า
ยสฺสูภยนฺเต ความว่า ต่างโดยผัสสะที่กล่าวแล้วในก่อนเป็นต้น.
บทว่า ปณิธิ ได้แก่ ตัณหา.
บทว่า ภวาภวาย ได้แก่ เพื่อเกิดบ่อย ๆ.
บทว่า อิธ วา หุรํ วา ได้แก่ ในโลกนี้ต่างโดยอัตภาพของตน
เป็นต้น หรือในโลกหน้าต่างโดยอัตภาพของผู้อื่นเป็นต้น.
บทว่า ผสฺโส เอโก อนฺโต ความว่า จักขุสัมผัสเป็นต้นเป็น
ส่วนที่ ๑.
บทว่า ผสฺสสมุทโย ความว่า มีวัตถุเป็นอารมณ์ เพราะตั้งขึ้น
คือเกิดขึ้น ผัสสะนั้นจึงชื่อสมุทัย.
บทว่า ทุติโย อนฺโต ความว่า เป็นส่วนที่ ๒.
บทว่า อตีตํ ความว่า เป็นไปล่วงแล้ว ชื่อว่า อดีตมีอธิบายว่า
ก้าวล่วง.
บทว่า อนาคตํ ความว่า ยังไม่มาถึง ชื่อว่า อนาคต มีอธิบายว่า
ยังไม่เกิดขึ้น. สุขเวทนาเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นวิสภาคกัน
หมวด ๒ แห่งนามรูป ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการนอบน้อมและการ
หน้า 593
ข้อ 180
เปลี่ยนแปลง อายตนะภายในเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอายตนะ
ภายในและอายตนะภายนอก กายของตนเป็นต้น พึงทราบว่าท่านกล่าว
ด้วยสามารถแห่งความเป็นไป และความเกิดขึ้นแห่งขันธปัญจกทั้งหลาย.
บทว่า สกตฺตภาโว ได้แก่ อัตภาพของตน.
บทว่า ปรตฺตภาโว ได้แก่ อัตภาพของผู้อื่น.
คาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทิฏฺเ วา ได้แก่ ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง ใน
เสียงที่ได้ยินเป็นต้น ก็นัยนี้.
บทว่า สญฺา ได้แก่ ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อปรามสนฺตํ ความว่า ไม่ถือมั่นด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ.
บทว่า อภินิวิสนฺตํ ความว่า ไม่ยึดมั่นด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ
เหล่านั้น.
บทว่า วินิพนฺโธติ วา ความว่า หรือว่า ผูกพันด้วยมานะ.
บทว่า ปรามฏฺโติ วา ความว่า หรือว่า ถือมั่นด้วยความ
เที่ยงความสุขและความงามเป็นต้นแต่ผู้อื่น.
บทว่า วิกฺเขปคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถอุทธัจจะ.
บทว่า อนิฏฺงฺคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถวิจิกิจฉา.
บทว่า ถามคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถอนุสัย.
บทว่า คติยา ท่านกล่าวด้วยสามารถ ภพที่จะพึงไป.
คาถาที่ ๓ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
หน้า 594
ข้อ 180
บทว่า ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตา เส ความว่า แม้ธรรมคือ
ทิฏฐิ ๖๒ อันพระอรหันต์เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะอย่างนี้ว่า สิ่งนี้แหละ
จริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.
บทว่า ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทิ ความว่า พระอรหันต์ผู้ถึง
ฝั่งคือนิพพาน ย่อมไม่มาสู่กิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้วด้วยมรรคนั้น ๆ อีก
และเป็นผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺิ ได้แก่ ทิฏฐิในวิชชมานกาย
ชึ่งกระทำขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้ง เป็นไปโดยอาการสี่ ๆ ในขันธ์หนึ่ง ๆ โดย
นัยเป็นต้นว่า พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน.
บทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปโดยนัย
เป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล.
บทว่า อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺิ ทิฏฐิทีถือเอาว่า ส่วนสุดหนึ่ง ๆ มี
อยู่ ซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็น
โมฆะ.
บทว่า ยา เอวรูปา ทิฏฺิ เป็นบทตั้ง ซึ่งทั่วไปแก่บท ๑๙ บท
ที่กล่าวอยู่ในบัดนี้ พึงเชื่อมความแม้ทั้งหมดว่า ทิฏฐิอันใด ความไปคือ
ทิฏฐิก็อันนั้นแหละ ทิฏฐิอันใด รกเรี้ยวคือทิฏฐิก็อันนั้นแหละ.
อันใดชื่อว่าทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นไม่แน่นอน อันนั้นแหละชื่อว่า
ทิฏฐิคตะ เพราะอรรถว่าไป คือ เห็นในทิฏฐิทั้งหลาย เพราะหยั่งลงภาย
ในทิฏฐิ ๖๒. เนื้อความของบทนั้น กล่าวไว้แล้วทีเดียวแม้ในหนหลัง.
ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ เพราะไปแล้วโดยส่วนเดียวของส่วนสุดทั้ง ๒.
หน้า 595
ข้อ 180
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสฺสโต ได้แก่ เที่ยง.
บทว่า โลโก ได้แก่ ตน, สรีระในโลกนี้เท่านั้นพินาศไป แต่
ตนคงเป็นตนนั่นแหละทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เข้าใจกันดังนี้.
ก็ตนนั้น เข้าใจกันว่าโลก เพราะวิเคราะห์ว่าแลดูเป็นสามัญทั้งนั้น.
บทว่า อสสฺสโต ได้แก่ ไม่เที่ยงตนย่อมพินาศไปพร้อมกับสรีระ
เข้าใจกันดังนี้.
บทว่า อนนฺตวา ความว่า ทำฌานให้เกิดขึ้นในกสิณเล็กน้อยแล้ว
เข้าใจเจตนาที่มีกสิณเล็กน้อยเป็นอารมณ์นั้นว่าเป็นตนที่มีในที่สุดรอบ.
บทว่า อนนฺตวา ความว่า มีที่สุดหามิได้ คือทำฌานให้เกิดขึ้น
ในกสิณหาประมาณมิได้แล้วเข้าใจเจตนาที่มีกสิณหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์
นั้น ว่าเป็นตนที่มีที่สุดรอบหามิได้.
บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทั้งชีพทั้งสรีระก็อันนั้นแหละ.
บทว่า ชีโว ได้แก่ นี้ท่านกล่าวเป็นนปุงสกลิงค์ด้วยลิงควิปลาส.
บทว่า สรีรํ ความว่า ชื่อว่าขันธปัญจกะ ด้วยอรรถว่ายินดี.
บทว่า อญฺํ ชีวํ อญฺํ สรีรํ ความว่า ชีพเป็นอย่างหนึ่ง
ขันธปัญจกะเป็นอีกอย่างหนึ่ง.
บทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า สัตว์เบื้องหน้า
แต่มรณะ ย่อมมี คือ มีอยู่ ไม่พินาศไป.
ก็บทว่า ตถาคโต นี้ เป็นชื่อของสัตว์ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
บทว่า ตถาคโต ได้แก่ พระอรหันต์.
หน้า 596
ข้อ 180
บทว่า อิเม น โหติ ความว่า เห็นโทษในฝ่ายหนึ่ง แล้วถือ
เอาอย่างนี้.
บทว่า น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า แม้ขันธ์นั้น
หลายย่อมพินาศในโลกนี้เท่านั้น และสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อมไม่มี คือ
ขาดสูญ.
บทว่า อิเม โหติ ความว่าเห็นโทษในฝ่ายหนึ่งแล้วถือเอาอย่างนี้.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านี้เห็น
โทษในการยึดถือฝ่ายหนึ่ง ๆ แล้วถือเอาทั้งสองฝ่าย.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านี้เห็น
การต้องโทษ ๒ อย่างในการยึดถือทั้ง ๒ ฝ่าย จึงถือฝ่ายที่ดิ้นได้ไม่ตายตัว
ว่า มีอยู่ ก็มี ไม่มีอยู่ ก็มี.
ก็ในข้อนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้ :-
ท่านกล่าวประเภทแห่งทิฏฐิโดยอาการ ๑๐ อย่างว่า สสฺสโต โลโก
วา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสฺสโต โลโก ความว่า ทิฏฐิที่เป็น
ไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ของผู้ที่ยึดถือว่าขันธปัญจกะชื่อว่าโลก แล้ว
ยึดถือว่า โลกนี้เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปทุกกาล.
บทว่า อสสฺสโต ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าขาด
สูญของผู้ที่ยึดถือโลกนั้นนั่นแหละว่า ขาดสูญ คือ พินาศ.
บทว่า อนฺตวา ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกมี
ที่สุด ของผู้ได้กสิณเล็กน้อย ผู้เข้ากสิณเพียงกระด้งหรือเพียงถ้วย ยึดถือ
หน้า 597
ข้อ 180
รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่ามีที่สุด
โดยที่กำหนดด้วยกสิณด้วย ทิฏฐินั้นย่อมเป็นทั้งสัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ
แต่ผู้ได้กสิณไพบูลย์ เข้ากสิณนั้น ยึดถือรูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไป
ภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่าไม่มีที่สุดโดยที่สุดที่กำหนดด้วยกสิณด้วย
ย่อมมีทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐินั้นก็เป็นทั้ง
สัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ.
บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึด
ถือว่าขาดสูญ ว่าเมื่อสรีระขาดสูญ แม้ชีพก็ขาดสูญ เพราะยึดถือว่า เป็น
ชีพของสรีระซึ่งมีการแตกไปเป็นธรรมดานั่นเองด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าว
ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ว่าแม้เมื่อสรีระขาดสูญ ชีพก็ไม่
ขาดสูญ เพราะถือว่าชีพเป็นอื่นจากสรีระ. ในบทว่า โหติ ตถาคโต
เป็นต้นมีความว่า ทิฏฐิ ๑ ชื่อว่า สัสสตทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า สัตว์
ชื่อว่าตถาคต สัตว์นั้นเบื้องหน้าแต่มรณะ มีอยู่ ทิฏฐิที่ ๒ ชื่อว่าอุจเฉท
ทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า ไม่มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๓ ชื่อว่า เอกัจจสัสสต
เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี. ทิฏฐิที่ ๔ ชื่อว่าอมราวิกเขป
ทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้. ทิฏฐิ ๑๐ อย่าง
มีประการดังกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้. ทิฏฐิมี ๒ อย่าง ตามกิเลส คือ
ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น แม้สักอย่างหนึ่ง พระ
ขีณาสพเหล่านั้นก็ไม่ปรารถนา.
บทว่า เย กิเลสา ความว่า กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้ว
หน้า 598
ข้อ 180
ด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่กลับถึงกิเลสเหล่านั้นอีก คือไม่
ยังกิเลสเหล่านั้นให้กลับบังเกิดอีก.
บทว่า น ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ไม่มาภายหลัง.
บทว่า ปญฺจหากาเรหิ ตาทิ ความว่า เป็นผู้เช่นกับด้วยเหตุ
หรือส่วน ๕ อย่าง.
บทว่า อิฏฺานิฏฺเ ตาทิ ความว่า เป็นผู้เช่นกับในเหตุ ๒ อย่าง
คือ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เพราะเปลื้องความยินดีและยินร้ายได้
ตั้งอยู่.
บทว่า จตฺตาวี ได้แก่ ละกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า ติณฺณาวี ได้แก่ ก้าวล่วงสงสาร.
บทว่า มุตฺตาวี ได้แก่ พ้นจากราคะเป็นต้น.
บทว่า ตํ นิทฺเทสา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้เช่นกัน เพราะแสดง
ออก คือกล่าวชี้แจงด้วยคุณมีศีลและศรัทธาเป็นต้นนั้น ๆ.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวอาการ ๕ อย่างนั้นให้พิสดาร จึง
กล่าวว่า กถํ อรหา อิฏานิฏฺเ ตาทิ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลาเภปิ ความว่า แม้ในการได้
ปัจจัย ๔.
บทว่า อลาเภปิ ความว่า แม้ในการเสื่อมปัจจัย ๔ เหล่านั้น.
บทว่า ยเสปิ ได้แก่ แม้ในบริวาร.
บทว่า อยเสปิ ได้แก่ แม้ในคราวเสื่อมบริวาร.
บทว่า ปสํสายปิ ได้แก่ แม้ในการกล่าวสรรเสริญ.
หน้า 599
ข้อ 180
บทว่า นินฺทายปิ ได้แก่ แม้ในการติเตียน.
บทว่า สุเขปิ ได้แก่ แม้ในความสุขทางกาย.
บทว่า ทุกฺเขปิ ได้แก่ แม้ในความทุกข์ทางกาย.
บทว่า เอกํ เจ พาหํ คนฺเธน ลิมฺเปยฺยุํ ความว่า หากชน
ทั้งหลายพึงให้การลูบไล้เบื้องบน ๆ แขนข้างหนึ่ง ด้วยของหอมที่ปรุงด้วย
จตุรชาติ.
บทว่า วาสิยา ตจฺเฉยฺยํ ความว่า หากนายช่างเอามีดถากแขน
ข้างหนึ่งทำให้บาง.
บทว่า อมุสฺมึ นตฺถิ ราโค ความว่า ความเสน่หาในการสูบไล้
ด้วยของหอมโน้นไม่มี คือมีอยู่หามิได้.
บทว่า อมุสฺมึ นตฺถิ ปฏิฆํ ความว่า ความยินร้ายกล่าวคือการ
กระทบ ได้แก่ความโกรธ ในการถากด้วยมีดโน้นไม่มี คือมีอยู่หามิได้.
บทว่า อนุนยปฏิฆวิปฺปหีโน ความว่า ละความเสน่หาและความ
โกรธตั้งอยู่.
บทว่า อุคฺฆาตินิคฺฆาติ วีติวตฺโต ความว่า ก้าวล่วงการช่วย
เหลือด้วยสามารถแห่งความยินดี และการข่มขี่ด้วยสามารถแห่งความยินร้าย
ตั้งอยู่.
บทว่า อนุโรธวิโรธสมติกฺกนฺโต ความว่า ก้าวล่วงโดยชอบ
ซึ่งความยินดีและความยินร้าย.
บทว่า สีเล สติ ความว่า เมื่อศีลมีอยู่.
บทว่า สีลวา ความว่า ถึงพร้อมด้วยศีล.
หน้า 600
ข้อ 180
พระอรหันต์ย่อมได้การแสดงออก คือการกล่าว ด้วยศีลนั้น เหตุ
นั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้คงที่. แม้ในบทอย่างนี้ว่า สทฺธาย สติ สทฺโธ เป็น
ต้นก็นัยนี้แหละ.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาฯ มหานิทเทส
อรรถกถาปรมัฏฐกสุตตนิทเทส
จบสูตรที่ ๕
หน้า 601
ข้อ 181, 182
ชราสุตตนิทเทสที่ ๖
[๑๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชีวิตนี้น้อยหนอ มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี แม้หากว่า
มนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป มนุษย์นั้นย่อมตายเพราะชราโดย
แท้แล.
ว่าด้วยชีวิตเป็นของน้อย
[๑๘๒] คำว่า ชีวิตนี้น้อยหนอ มีความว่า คำว่า ชีวิต ได้แก่
อายุ ความตั้งอยู่ ความดำเนินไป ความให้อัตภาพดำเนินไป ความเป็น
ไป ความหมุนไป ความเลี้ยง ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์. อนึ่ง ชีวิต
น้อย คือชีวิตนิดเดียว โดยเหตุ ๒ ประการ คือ ชีวิตน้อยเพราะตั้ง
อยู่น้อย ๑ ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อย ๑.
ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย อย่างไร ? ชีวิตเป็นอยู่แล้วในขณะจิตเป็น
อดีต ย่อมไม่เป็นอยู่ จักไม่เป็นอยู่. ชีวิตจักเป็นอยู่ในขณะจิตเป็นอนาคต
ย่อมไม่เป็นอยู่ ไม่เป็นอยู่แล้ว. ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิตเป็นปัจจุบัน
ไม่เป็นอยู่แล้ว จักไม่เป็นอยู่.
สมจริงดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 602
ข้อ 182
ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวล เป็นธรรม
ประกอบกันเสมอด้วยจิตดวงเดียว. ขณะย่อมเป็นไปพลัน.
เทวดาเหล่าใดย่อมตั้งอยู่ตลอดแปดหมื่นสี่พันกัป แม้เทวดา
เหล่านั้นย่อมไม่เป็นผู้ประกอบด้วยจิตของดวงเป็นอยู่เลย.
ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ที่ตาย หรือของสัตว์ที่ดำรงอยู่ในโลก
นี้ดับแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งปวงเทียว เป็นเช่นเดียวกันดับ
ไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน. ขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วใน
อดีตเป็นลำดับ และขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วในอนาคต
เป็นลำดับ ความแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปใน
ปัจจุบันกับขันธ์เหล่านั้น มิได้มีในลักษณะ. สัตว์ไม่เกิด
ด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์โลก
ตายแล้วเพราะความแตกแห่งจิต นี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์.
ขันธ์ทั้งหลายแปรไปโดยฉันทะ ย่อมเป็นไปดุจน้ำไหลไป
ตามที่ลุ่มฉะนั้น. ย่อมเป็นไปตามวาระอันไม่ขาดสาย
เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย. ขันธ์ทั้งหลายแตกแล้ว ถึง
ความตั้งอยู่ไม่ได้ กองขันธ์มิได้มีในอนาคต ขันธ์ทั้ง
หลายที่เกิดแล้วนั้นแล ย่อมตั้งอยู่เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาด
ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม. ก็ความแตกแห่งธรรมขันธ์ทั้ง
หลายที่เกิดแล้ว สกัดอยู่ข้างหน้าแห่งสัตว์เหล่านั้น. ขันธ์
ทั้งหลายมีความทำลายเป็นธรรมดามิได้เจือปนกับขันธ์ที่
เกิดก่อนตั้งอยู่. ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏ แตกแล้ว
หน้า 603
ข้อ 182
ไปสู่ที่ไปไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไปเหมือนสายฟ้า
แลบในอากาศ. ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่ อย่างนี้.
ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อยอย่างไร ? ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้า
เนื่องด้วยลมหายใจออก เนื่องด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก เนื่อง
ด้วยมหาภูตรูป เนื่องด้วยไออุ่น เนื่องด้วยกวฬิงการาหาร เนื่องด้วยวิญ
ญาณ. กรัชกายอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นก็ดี
อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และภพอันเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจ
เข้าและลมหายใจออกก็ดี ปัจจัยทั้งหลายก็ดี ตัณหาอันเป็นแดนเกิดก่อน
ก็ดี รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดร่วมกันก็ดี อรูปธรรมที่ประกอบกันก็ดี
ขันธ์ที่เกิดร่วมกันแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ตัณหาอัน
ประกอบกันก็ดี ก็มีกำลังทราม. ธรรมเหล่านั้นมีกำลังทรามเป็นนิตย์ต่อกัน
และกัน มิได้ตั้งมั่นต่อกันและกัน ย่อมยังกันและกันให้ตกไป เพราะ
ความต้านทานมิได้มีแก่กันและกัน ธรรมเหล่านี้จึงไม่ดำรงกันและกันไว้ได้
ธรรมใดให้ธรรมเหล่านี้เกิดแล้ว ธรรมนั้นมิได้มี. ก็แต่ธรรมอย่างหนึ่ง
มิได้เสื่อมไปเพราะธรรมอย่างหนึ่ง. ก็ขันธ์เหล่านี้แตกไปเสื่อมไปโดย
อาการทั้งปวง ขันธ์เหล่านี้อันเหตุปัจจัยมีในก่อนให้เกิดแล้ว. แม้เหตุปัจจัย
อันเกิดก่อนเหล่าใด แม้เหตุปัจจัยเหล่านั้นก็ดับแล้วในก่อน. ขันธ์ที่เกิด
ก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภายหลังก็ดี มิได้เห็นกันและกันในกาลไหน ๆ. ฉะนั้น
ชีวิตจึงชื่อว่า เป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อย อย่างนี้.
อนึ่ง เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช ชีวิตของพวก
มนุษย์ก็น้อย คือเล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็น
หน้า 604
ข้อ 182
ไปชั่วกาลเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน. เพราะเทียบชีวิตของ
พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์.... เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาชั้นยามา.....
เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาดุสิต ...... เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดา
ชั้นนิมมานรดี..... เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.....
เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาที่เนื่องในหมู่พรหม ชีวิตของมนุษย์ก็น้อย
คือเล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปชั่วกาล
เดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของพวกมนุษย์นี้น้อย
จำต้องละไปสู่ปรโลก มนุษย์ทั้งหลายจำต้องประสบความตายตาม
ที่รู้กันอยู่แล้ว ควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มี
มนุษย์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดอยู่นาน
ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี หรือที่เกินกว่าร้อยปีก็มีน้อย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
อายุของพวกมนุษย์น้อย บุรุษผู้ใคร่ความดีพึงดูหมิ่น
อายุที่น้อยนี้ พึงรีบประพฤติให้เหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะ
ฉะนั้น. เพราะความตายจะไม่มาถึงมิได้มี วันคืนย่อมล่วง
เลยไป ชีวิตก็กระชั้นเข้าไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้ง
หลายย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อยน้อยสิ้นไปฉะนั้น.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชีวิตนี้น้อยหนอ.
หน้า 605
ข้อ 183, 184, 185
[๑๘๓] คำว่า มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี มีความว่า มนุษย์
ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไป ในกาลที่เป็นกลละบ้าง, ในกาลที่เป็น
น้ำล้างเนื้อบ้าง, ในกาลที่เป็นชิ้นเนื้อบ้าง, ในกาลที่เป็นก้อนเนื้อบ้าง,
ในกาลที่เป็นปัญจสาขาได้แก่มือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ บ้าง, แม้พอเกิดก็
ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไปก็มี. ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไปใน
เรือนที่ตลอดก็มี. ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไปเมื่อชีวิตครั้งเดือนก็มี.
เดือน ๑ ก็มี. ๒ เดือนก็มี. ๓ เดือนก็มี. ๔ เดือนก็มี. ๕ เดือนก็มี.
๖ เดือนก็มี. ๗ เดือนก็มี. ๘ เดือนก็มี. ๙ เดือนก็มี. ๑๐ เดือนก็มี.
๑ ปีก็มี. ๒ ปีก็มี. ๓ ปีก็มี. ๔ ปีก็มี. ๕ ปีก็มี. ๖ ปีก็มี. ๗ ปีก็มี.
๘ ปีก็มี. ๙ ปีก็มี. ๑๐ ปีก็มี. ๒๐ ปีก็มี. ๓๐ ปีก็มี. ๔๐ ปีก็มี. ๕๐
ปีก็มี. ๖๐ ปีก็มี. ๗๐ ปีก็มี. ๘๐ ปีก็มี. ๙๐ ปีก็มี. เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี.
[๑๘๔] คำว่า แม้หากว่ามนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป มีความ
ว่ามนุษย์ใดเป็นอยู่เกินร้อยปีไป มนุษย์นั้นเป็นอยู่ ๑ ปีบ้าง. ๒ ปีบ้าง.
๓ ปีบ้าง. ๔ ปีบ้าง. ๕ ปีบ้าง. ๑๐ ปีบ้าง. ๒๐ ปีบ้าง. ๓๐ ปีบ้าง.
๔๐ ปีบ้าง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้หากมนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป.
[๑๘๕] คำว่า มนุษย์ผู้นั้นย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล
มีความว่า เมื่อใดมนุษย์เป็นคนแก่ เจริญวัย เป็นผู้ใหญ่โดยกำเนิด
ล่วงกาลผ่านวัย มีฟันหัก ผมหงอก ผมบาง ศีรษะล้าน หนังย่น ตัว
ตกกระ คด ค่อม ถือไม้เท้าไปข้างหน้า เมื่อนั้น มนุษย์นั้น ย่อมเคลื่อน
หน้า 606
ข้อ 185
ตาย หาย สลายไปเพราะชรา การพ้นจากความตายไม่มี สมจริงดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สัตว์ที่เกิดมามีภัยโดยความตายเป็นนิตย์ เหมือน
ผลไม้ที่สุกแล้วมีภัย โดยการหล่นในเวลาเช้าฉะนั้น.
ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุด
แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น. มนุษย์
ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ โง่ และฉลาด ทั้งหมดย่อมไปสู่อำนาจ
มัจจุ มีมัจจุสกัดอยู่ข้างหน้า เมื่อมนุษย์เหล่านั้นถูกมัจจุสกัด
ข้างหน้าแล้ว ถูกมัจจุครอบงำ บิดาก็ต้านทานบุตรไว้ไม่
ได้ หรือพวกญาติก็ต้านทานญาติไว้ไม่ได้ เมื่อพวกญาติ
กำลังแลดูกันอยู่นั่นแหละกำลังรำพันกันอยู่เป็นอันมากว่า
ท่านจงดู ตนคนเดียวเท่านั้นแห่งสัตว์ทั้งหลายอันมรณะ
นำไปได้ เหมือนโคลูกนำไปฆ่าฉะนั้น. สัตว์โลกอัน
มัจจุและชราครอบงำไว้อย่างนี้.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มนุษย์ผู้นั้นย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชีวิตนี้มีน้อยหนอ มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี
แม้หากว่ามนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เป็นไป มนุษย์ผู้นั้นย่อมตาย
เพราะชราโดยแท้แล.
หน้า 607
ข้อ 186, 187
[๑๘๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศกในเพราะวัตถุที่ถือว่าของ
เราความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย การยึดถือ
นี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว กุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว
ไม่ควรอยู่ครองเรือน.
ว่าด้วยคนเศร้าโศกเพราะการยึดถือ
[๑๘๗] คำว่า ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศกในเพราะวัตถุที่ถือ
ว่าของเรา มีความว่า คำว่า ชนทั้งหลาย ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์. คำว่า ยึดถือว่า
ของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าของเรา ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของ
เราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าของเราด้วย
ทิฏฐิชนทั้งหลายแม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่ถือว่าของเรา
ย่อมเศร้าโศก คือ ย่อมเศร้าโศกเมื่อเขากำลังแย่งชิงเอาบ้าง เมื่อเขาแย่ง
ชิงเอาไปแล้วบ้าง ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุ
ที่ถือว่าของเรา ย่อมเศร้าโศก คือ ย่อมเศร้าโศก ลำบาก คร่าครวญ
ทุบอกร่ำไร ถึงความหลงใหล เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรปรวนไปอยู่บ้าง เมื่อ
วัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อม
เศร้าโลกในเพราะวัตถุถือว่าของเรา.
หน้า 608
ข้อ 188
[๑๘๘] คำว่า ความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย
มีความว่า คำว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ ความ
ยึดถือด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือ
ด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยทิฏฐิ. ความยึดถือด้วยตัณหา
เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยความประชุมกันแห่งปัจจัยเกิดขึ้น
มีความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับไป ความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา. ความยึดถือด้วยทิฏฐิ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยความประชุมกันแห่งปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับไป ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาสมจริงดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอย่อมเห็นหรือว่า ความ
ยอดถือที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรปรวนไปเป็น
ธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้น แหละเสมอด้วยของเที่ยง.
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นไม่มีเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นถูกละ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย แม้เราก็ไม่ตามเห็นว่า ความยึดถือนั้น เป็น
ความยึดถือที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นนั่นแหละเสมอด้วยของ
เที่ยง.
หน้า 609
ข้อ 189, 190
ความยึดถือ เป็นของเที่ยงยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนไป
เป็นธรรมดา ย่อมไม่มี คือไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย.
[๑๘๙] คำว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว
มีความว่า มีความเป็นต่าง ๆ กัน ความพลัดพราก ย่อมเป็นอย่างอื่น มี
อยู่ ปรากฏอยู่ เข้าไปได้อยู่. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนอานนท์ อย่าเลย เธออย่าเศร้าโศก อย่า
คร่ำครวญไปเลย ดูก่อนอานนท์ ข้อนั้นเราได้บอกไว้ก่อน
แล้วมิใช่หรือว่า ความเป็นต่าง ๆ กัน ความพลัดพราก
ความเป็นอย่างอื่น จากสัตว์สละสังขารอันเป็นที่รักใคร่พอ
ใจทั้งหลายทีเดียวมีอยู่ ดูก่อนนี้ จะพึงได้แต่ที่ไหน สิ่งใดที่
เกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความสลายไปเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้น อย่าสลายไปเลย ต่อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะ
มีได้ เพราะขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก่อน ๆ แปรปรวนไป
เป็นอย่างอื่น ขันธ์ธาตุและอายตนะหลัง ๆ ก็ย่อมเป็นไป
ดังนี้. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพราก
เป็นที่สุดทีเดียว.
[๑๙๐] คำว่า กุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว ไม่ควรอยู่ครองเรือน
มีความว่า ศัพท์ว่า อิติ เป็นบทสนธิ เป็นบทอุปสรรค เป็นบทบริบูรณ์
เป็นที่ประชุมอักษร เป็นศัพท์ที่มีพยัญชนะสละสลวย ศัพท์ว่า อิติ นี้เป็น
ลำดับแห่งบท. กุลบุตรเห็นแล้ว พบแล้ว เทียบเคียง ตรวจตรา สอบ.
สวนทำให้แจ่มแจ้ง ในวัตถุที่ถือว่าของเราทั้งหลาย ดังนี้แล้ว เพราะฉะนั้น
หน้า 610
ข้อ 191, 192
จึงชื่อว่า เห็นดังนี้แล้ว. คำว่า ไม่ควรอยู่ครองเรือน ความว่า กุลบุตร
ตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ
ตัดกังวลในมิตรและอมาตย์ ตัดกังวลในความสั่งสมทั้งหมด ปลงผมและ
หนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความ
เป็นผู้ไม่มีห่วงใย พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป คือ อยู่ เป็นไป หมุนไป
รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กุลบุตร
เห็นดังนี้ แล้วไม่ควรอยู่ครองเรือน. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศกในเพราะวัตถุที่ถือว่าของ
เรา ความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย การยึด
ถือนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว กุลบุตรเห็นดังนี้
แล้ว ไม่ควรอยู่ครองเรือน.
[๑๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจ-
ขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละไปแม้เพราะความตาย พุทธ-
มามกะผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรน้อมไป
เพื่อความยึดถือว่าของเรา.
ว่าด้วยการยึดถือเบญจขันธ์
[๑๙๒] คำว่า เบญจขันธ์นั้นอันบุรุษนั้น ย่อมละไปแม้เพราะ
ความตาย มีความว่า คำว่า ความตาย ได้แก่ ความจุติ ความเคลื่อน
จากหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งเหล่าสัตว์นั้น ๆ ควรทำลาย ความหายไป มัจจุ-
หน้า 611
ข้อ 193
มรณะ กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความทอดทิ้งร่างกาย
ความเข้าไปตัดแห่งชีวิตินทรีย์. คำว่า เบญจขันธ์นั้น ได้แก่ รูปเวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ คำว่า ย่อมละ ความว่าเบญจขันธ์ อันบุรุษ
นั้นย่อมละ สละทิ้ง หายไป สลายไป สมจริงดังภาษิตว่า:-
โภคสมบัติทั้งหลายย่อมละทิ้งสัตว์ไปก่อนบ้าง สัตว์
ย่อมละทิ้งโภคสมบัติเหล่านั้นไปก่อนบ้าง ดูก่อนราชโจรผู้
ใคร่กาม พวกชนเป็นผู้มีโภคสมบัติมิได้เที่ยง เพราะฉะนั้น
เราจึงไม่เศร้าโศก ในเวลาเศร้าโศก ดวงจันทร์ย่อมขึ้น
ย่อมเต็มดวง ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว
ย่อมจากไป ดูก่อนศัตรู โลกธรรมทั้งหลาย เรารู้แล้ว
เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เศร้าโศกในเวลาเศร้าโศก.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เบญจขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละไปแม้เพราะ
ความตาย.
[๑๙๓] คำว่า บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา มี
ความว่า คำว่า เบญจขันธ์ใด ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ. คำว่า บุรุษ ได้แก่ ความนับ ความหมายรู้ บัญญัติ โวหาร
ของโลก นาม การตั้งนาม ความทรงนาม ความพูดถึง การแสดง
ความหมาย การพูดปราศรัย. คำว่า ย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้
ของเรา มีความว่า ย่อมสำคัญด้วยความสำคัญด้วยตัณหา ด้วยความสำคัญ
ด้วยทิฏฐิ ด้วยความสำคัญด้วยมานะ ด้วยความสำคัญด้วยกิเลส ด้วยความ
สำคัญด้วยทุจริต ด้วยความสำคัญด้วยประโยค ด้วยความสำคัญด้วยวิบาก.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุรุษย่อมลำดับเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา.
หน้า 612
ข้อ 194, 195
[๑๙๔] คำว่า ผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว มีความว่า
ทราบ รู้ เทียบเคียง ตรวจทราบ สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งโทษนั้น
ในวัตถุที่ยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า รู้เห็นโทษแม้นั้น
แล้วละ คำว่า บัณฑิต ได้แก่ ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง
ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษ
แม้นั้นแล้ว.
[๑๙๕] คำว่า พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่า
ของเรา มีความว่า คำว่า ความยึดถือว่าของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่า
ของเรา ๒ อย่างคือ ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของ
เรา ด้วยทิฏฐิ ๑. คำว่า พุทธมามกะ ได้แก่ ผู้นับถือพระพุทธ พระ-
ธรรม พระสงฆ์ คือบุคคลผู้นั้นย่อมนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าของเรา
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงกำหนดบุคคลผู้นั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้คดโกง
กระด้าง พูดพล่อย กรีดกราย มีมานะจัด มีจิตไม่ตั้งมั่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่นับถือเรา เป็น
ผู้ไปปราศแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมไม่ถึงความเจริญ
งอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายส่วนว่า
ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย ปัญญาไม่กระ-
ด้าง มีจิตตั้งมั่นดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็น
หน้า 613
ข้อ 195
ผู้นับถือเรา ไม่ปราศแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมถึงความ
เจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
ชนทั้งหลายเป็นผู้คดโกง กระด้าง พูดพล่อย กรีด
กราย มีมานะจัด มีจิตไม่ตั้งมั่น ชนเหล่านั้นย่อมไม่งอก
งามในธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ส่วน
ชนทั้งหลายเป็นผู้ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย มีปัญญา ไม่
กระด้าง มีจิตตั้งมั่นดี ชนเหล่านั้นแล ย่อมงอกงามใน
ธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
คำว่า พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าของเรา
มีความว่า พุทธมามกะละความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา สละคืนความ
ยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ไม่พึงน้อมโน้มไปเพื่อความยึดถือว่าของเรา คือ
ไม่พึงเป็นผู้น้อมไป เอนไป โอนไป โน้มไป ในความยึดถือว่าของเรา
นั้น ไม่พึงเป็นผู้มีความยึดถือว่าของเรานั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือของเรา. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจ-
ขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละไปแม้เพราะความตาย พุทธ
มามกะผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรน้อมไป
เพื่อความยึดถือว่าของเรา.
หน้า 614
ข้อ 196, 197, 198, 199
[๑๙๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุรุษตื่นแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่มาประจวบด้วยความ
ฝัน แม้ฉันใด ใคร ๆ ก็ไม่เห็นชนที่รักซึ่งตายจากไปแล้ว
แม้ฉันนั้น.
เปรียบสิ่งที่ได้เหมือนความฝัน
[๑๙๗] คำว่า สิ่งที่มาประจวบด้วยความฝันแม้ฉันใด มีความ
ว่า สิ่งที่มาประจวบ คือ สิ่งที่มาปรากฏมาตั้งมั่นประชุมกันแล้ว เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า สิ่งที่มาประจวบด้วยความฝัน แม้ฉันใด.
[๑๙๘] คำว่า บุรุษตื่นแล้ว ย่อมไม่เห็น มีความว่า บุรุษผู้ฝัน
เห็นดวงจันทร์ เห็นดวงอาทิตย์ เห็นมหาสมุทร เห็นขุนเขาสิเนรุ เห็น
ช้าง เห็นม้า เห็นรถ เห็นคนเดินเท้า เห็นขบวนเสนา เห็นสวนที่น่า
รื่นรมย์ เห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ เห็นสระโบกขรณี
ที่น่ารื่นรมย์ ครั้นตื่นแล้ว ย่อมไม่เห็นอะไร ๆ ฉันใด เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า บุรุษตื่นแล้ว ย่อมไม่เห็น.
[๑๙๙] คำว่า ชนที่รัก........แม้ฉันนั้น มีความว่า ศัพท์ว่า
ฉันนั้น เป็นอุปไมยเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม. คำว่า ชนที่รัก ได้แก่
ชนที่รัก ที่ถือว่าของเรา ซึ่งได้แก่ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว
น้องสาว บุตร ธิดา มิตร อมาตย์ หรือ ญาติสาโลหิต เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ชนที่รัก........แม้ฉันนั้น.
หน้า 615
ข้อ 200, 201, 202, 203
[๒๐๐] คำว่า ย่อมไม่เห็น........ผู้ตายจากไปแล้ว มีความว่า
ชนผู้ตาย ทำกาละแล้ว เรียกว่า ผู้จากไปแล้ว ย่อมไม่เห็น ไม่แลเห็น
ไม่ประสบ ไม่พบ ไม่ได้เฉพาะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมไม่เห็น....
....ฝ่ายจากไปแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุรุษตื่นแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่มาประจวบด้วยความ
ฝันแม้ฉันใด ใคร ๆ ก็ไม่เห็นชนที่รักซึ่งตายจากไปแล้ว
แม้ฉันนั้น.
[๒๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายที่เห็นกันก็ดี ที่ได้ยินชื่อเรียกกันก็ดี
ชนเหล่านั้นที่จากไปแล้ว ยังเหลือแต่ชื่อเท่านั้น ที่พูดถึง
กันอยู่.
ว่าด้วยสิ่งต่าง ๆ ย่อมสลายไปเหลือแต่ชื่อ
[๒๐๒] คำว่า ชนทั้งหลายที่เห็นกันก็ดี ที่ได้ขึ้นเรียกชื่อกัน
ก็ดี มีความว่า คำว่า ที่เห็นกัน ได้แก่ ชนทั้งหลายมีรูปที่รู้กันด้วยจักขุ-
วิญญาณ. คำว่า ที่ได้ยินกัน ได้แก่ มีเสียงที่รู้กันได้ด้วยโสตวิญญาณ-
คำว่า ชนเหล่านั้น ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์
บรรพชิต เทวดา มนุษย์. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชนทั้งหลายที่เห็น
กันก็ดี ที่ได้ขึ้นเรียกชื่อกันก็ดี.
[๒๐๓] คำว่า มีชื่อเรียกกัน มีความว่า คำว่า เยสํ ได้แก่
กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์.
หน้า 616
ข้อ 204, 205
คำว่า มีชื่อ ได้แก่ มีชื่อที่นับ มีชื่อที่หมายรู้ มีชื่อที่บัญญัติ มีชื่อที่
เรียกกันทางโลก มีนาม มีความตั้งนาม มีความทรงนาม มีชื่อที่พูดถึง
มีชื่อที่แสดงความหมาย มีชื่อที่กล่าวเฉพาะ. คำว่า เรียก ได้แก่ กล่าว
พูด แสดง แถลง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มีชื่อเรียกกัน.
[๒๐๔] คำว่า ยังเหลือแต่ชื่อเท่านั้น ที่พูดถึงกันอยู่ มีความ
ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันบุคคลละไป สละไป ทิ้ง
ไป หายไป สลายไป มีเหลือแต่ชื่อเท่านั้น. คำว่า ที่พูดถึงกันอยู่ ได้แก่
เพื่อบอก เพื่อกล่าว เพื่อพูด เพื่อแสดง เพื่อแถลง เพราะฉะนั้นจึงชื่อ
ว่า ยังเหลือแต่ชื่อเท่านั้น ที่พูดถึงกันอยู่. คำว่า ชนเหล่านั้นที่จากไป.
แล้ว มีความว่า คำว่า ที่จากไปแล้ว ได้แก่ ตายแล้ว กระทำกาละ
แล้ว. คำว่า ชน ได้แก่ สัตว์ นระ มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต
ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชนเหล่านั้นที่
จากไปแล้ว........ที่พูดถึงกันอยู่. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายที่เห็นกันก็ดี ที่ได้ยินชื่อเรียกกันก็ดี
ชนเหล่านั้นที่จากไปแล้ว ยังเหลือแต่ชื่อเท่านั้นที่พูดถึง
กันอยู่.
[๒๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายผู้ติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมไม่
ละความโศก ความคร่ำครวญและความหวงแหน เพราะ
หน้า 617
ข้อ 206
ฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดโปร่ง ละซึ่งความยึด
ถือได้เที่ยวไปแล้ว.
[๒๐๖] คำว่า ชนทั้งหลายผู้ติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา
ย่อมไม่ละความโศกความคร่ำครวญและความหวงแหน มีความ
ว่า :-
คำว่า ความโศก ได้แก่ ความโศก กิริยาที่เศร้าโศก ความเป็น
ผู้เศร้าโศก ความที่จิตเศร้าโศก ความเศร้าโศกในภายใน ความเศร้าโศก
รอบในภายใน ความเร่าร้อนในภายใน ความเร่าร้อนรอบในภายใน
ความตรอมตรมแห่งจิต โทมนัส ลูกศรคือความเศร้าโศก ของชนผู้ถูก
ความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าบ้าง ถูกความเสื่อมแห่งโภคะกระทบเข้าบ้าง
ถูกความเสื่อมเพราะโรคกระทบเข้าบ้าง ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้า-
บ้าง ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าบ้าง ที่ประจวบกับความเสื่อม
อย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้าบ้าง.
คำว่า ความคร่ำครวญ ได้แก่ ความเพ้อถึง ความคร่ำครวญ
อาการที่เพ้อถึง อาการที่คร่ำครวญถึง ความเป็นผู้เพ้อถึง ความเป็นผู้-
คร่ำครวญถึง ความพูดเพ้อ ความบ่นเพ้อ ความบ่นเพ้อแปลก ๆ อาการ
พร่ำเพ้อ กิริยาที่พร่ำเพ้อ ความเป็นผู้พร่ำเพ้อ ของชนผู้ถูกความเสื่อม
แห่งญาติกระทบเข้าบ้าง ฯลฯ ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าบ้าง ที่
ประจวบกับความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่าง
หนึ่งกระทบเข้าบ้าง.
หน้า 618
ข้อ 206
คำว่า ความหวงแหน ได้แก่ ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ
ความตระหนี่ที่อยู่ ความตระหนี่ตระกูล ความตระหนี่ลาภ ความตระหนี่
วรรณะ ความตระหนี่ธรรม ความตระหนี่เห็นปานนี้ อาการที่ตระหนี่
ความเป็นผู้ประพฤติตระหนี่ ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ ความเหนียวแน่น
ความเป็นผู้มีจิตหดหู่เจ็บร้อนในการให้ ความที่จิตอันใคร ๆ เชื่อถือไม่ได้
ในการให้ นี้เรียกว่าความตระหนี่, อีกอย่างหนึ่ง ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี
ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะก็ดี นี้เรียกว่า ความตระหนี่
ความมุ่งจะเอาก็เรียกว่าความตระหนี่ นี้เรียกว่าความตระหนี่ ตัณหาเรียกว่า
ความติดใจ ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล.
คำว่า ความยึดถือว่าของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าของเรา ๒
อย่าง คือ ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของเราด้วย
ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
ยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ. ชนทั้งหลายแม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่ง
ชิงวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมเศร้าโศก คือย่อมเศร้าโศกเมื่อเขากำลังแย่งชิง
เอาบ้าง เมื่อเขาแย่งชิงเอาไปแล้วบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความ
แปรปรวนไปแห่งวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกเมื่อ
วัตถุนั้นกำลังแปรปรวนไปบ้าง เมื่อวัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง แม้ผู้มี
ความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมคร่ำครวญ คือ
ย่อมคร่ำครวญเมื่อเขากำลังแย่งชิงเอาบ้าง เมื่อเขาแย่งชิงเอาไปแล้วบ้าง
แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อม
หน้า 619
ข้อ 207
คร่ำครวญ คือย่อมคร่ำครวญเมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรปรวนไปบ้าง เมื่อวัตถุ
นั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง. ชนทั้งหลายย่อมรักษา คุ้มครอง ป้องกันวัตถุ
ที่ถือว่าของเรา หวงแหนวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมเศร้าโศก คือ ไม่ละ
ไม่สละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้สิ้นไป ไม่ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งความโศก
ความคร่ำครวญ ความหวงแหน ความติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมไม่
ละความโศก ความคร่ำครวญ และความหวงแหน.
ว่าด้วยโมไนยธรรม
[๒๐๗] คำว่า เพราะฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอด
โปร่งละซึ่งความยืดถือได้เที่ยวไปแล้ว มีความว่า :-
คำว่า เพราะฉะนั้น ได้แก่ เพราะเหตุนั้น เพราะการณะนั้น
เพราะฉะนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือเห็นโทษนั้นในวัตถุ
ที่ยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า เพราะฉะนั้น.
คำว่า มุนีทั้งหลาย ความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา
ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ชนทั้ง
หลายผู้ประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือผู้ถึงแล้วซึ่งญาณชื่อว่าโมนะ
โมไนยธรรม คือธรรมที่ทำให้เป็นมุนี มี ๓ ประการ คือ โมไนยธรรม
ทางกาย ๑, โมไนยธรรมทางวาจา ๑, โมไนยธรรมทางใจ ๑.
โมไนยธรรมทางกายเป็นไฉน ? การละกายทุจริต ๓ อย่าง ซึ่งว่า
โมไนยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีกายเป็นอารมณ์ การ
หน้า 620
ข้อ 207
กำหนดรู้กายมรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในกาย นี้ชื่อ
ว่าโมไนยธรรมทางกาย.
โมไนยธรรมทางวาจาเป็นไฉน ? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่า
โมไนยธรรมทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่าง ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ การ
กำหนดรู้วาจามรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในวาจา ความ
ดับแห่งวจีสังขาร ความบรรลุทุติยฌานชื่อว่าโมไนยธรรมทางวาจา นี้ชื่อ
ว่าโมไนยธรรมทางวาจา.
โมไนยธรรมทางใจเป็นไฉน ? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า
โมไนยธรรมทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ การ
กำหนดรู้จิตมรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในใจ ความดับ
แห่งจิตสังขาร การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่าโมไนยธรรมทางจิต
นี้ชื่อว่าโมไนยธรรมทางใจ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนีผู้เป็นมุนีทางกาย เป็น
มุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้ละกิเลสทั้งปวง
บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนีผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทาง
วาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นผู้ถึงพร้อม
ด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว ฯลฯ
ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่ายดำรงอยู่
เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วบุคคลนั้น ชื่อว่ามุนี.
หน้า 621
ข้อ 208
คำว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ ความยึดถือ
ด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยตัณหา
ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยทิฏฐิ มุนีทั้งหลายละความยึดถือด้วยตัณหา
สละคืนความยึดถือด้วยทิฏฐิเสียแล้ว ได้ประพฤติแล้ว เที่ยวไป เป็นไป
หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป.
คำว่า ผู้เห็นความปลอดโปร่ง มีความว่า อมตนิพพาน เรียกว่า
ความปลอดโปร่ง ได้แก่ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหา เป็นเครื่อง
ร้อยรัด คำว่า เห็นความปลอดโปร่ง ได้แก่ เห็นความปลอดโปร่ง เห็น
ที่ต้านทาน เห็นที่เร้น เห็นที่พึ่ง เห็นความไม่มีภัย เห็นความไม่เคลื่อน
เห็นอมตะ เห็นนิพพาน. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีทั้งหลายผู้เห็น
ความปลอดโปร่ง ละซึ่งความยืดถือได้เที่ยวไปแล้ว เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายผู้ติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมไม่
ละความโศก ความคร่ำครวญ และความหวงแหน เพราะ
ฉะนั้นมุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดโปร่ง ละซึ่งความ
ยึดถือได้เที่ยวไปแล้ว.
[๒๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพนั้น
ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น ผู้คบที่นั่งอันสงัดว่าเป็นความ
พร้อมเพรียง.
หน้า 622
ข้อ 209, 210
ว่าด้วยผู้ประพฤติหลีกเร้น
[๒๐๙] คำว่า ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น มีความว่า พระ
เสขะ ๗ จำพวก เรียกว่า ผู้ประพฤติหลีกเร้น. พระอรหันต์ เรียกว่า
ผู้หลีกเร้น. พระเสขะ ๗ จำพวก เรียกว่า ผู้ประพฤติหลีกเร้น เพราะเหตุไร ?
พระเสขะเหล่านั้น ยังจิตให้หลีกเร้น หดกลับ ถอยกลับ ปิดกั้น ข่ม
ห้าม รักษา คุ้มครองจิตจากอารมณ์นั้น ๆ ย่อมประพฤติ อยู่เป็นไป
หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป ยังจิตให้หลีกเร้น หดกลับ
ถอยกลับ ปิดกั้น ข่ม ห้าม รักษา คุ้มครองจิตจากอารมณ์นั้น ๆ ให้จักขุ
ทวารประพฤติ อยู่ เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนิน
ไปยังจิตให้หลีกเร้น หดกลับ ถอยกลับ ปิดกั้น ข่ม ห้าม รักษา คุ้มครอง
จิตจากอารมณ์นั้น ๆ ในโสตทวาร....ในฆานทวาร....ในชิวหาทวาร....ใน
กายทวาร....ยังจิตให้หลีกเร้น หดกลับ ถอยกลับ ปิดกั้น ข่ม ห้าม รักษา
คุ้มครองจิตจากอารมณ์นั้น ๆ ในมโนทวาร ย่อมประพฤติ อยู่ เป็นไป
หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป เปรียบเหมือนขนไก่
หรือเส้นเอ็นที่ใส่เข้าไปในไฟ ย่อมหด งอ ม้วน ไม่คลี่ออกฉะนั้น เพราะ
เหตุนั้น พระเสขะ ๗ จำพวก จึงเรียกว่า ผู้ประพฤติหลีกเร้น. คำว่า
ของภิกษุ ได้แก่ ของภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน หรือของภิกษุผู้เป็น
พระเสขะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ของภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น.
[๒๑๐] คำว่า ผู้คบที่นั่งอันสงัด มีความว่า ที่เป็นที่นั่ง เรียกว่า
อาสนะ ได้แก่ เตียง ตั่ง เบาะ เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดทำด้วยหญ้า
เครื่องลาดทำด้วยใบไม้ เครื่องลาดทำด้วยฟาง ที่นั่งนั้นว่าง เงียบ สงัด
หน้า 623
ข้อ 211
จากการเห็นรูปไม่เป็นที่สบาย จากการได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย จากการ
สูดดมกลิ่นไม่เป็นที่สบาย จากการได้ลิ้มรสไม่เป็นที่สบาย จากการถูกต้อง
โผฏฐัพพะไม่เป็นที่สบาย จากกามคุณ ๕ ไม่เป็นที่สบาย ผู้คบอยู่ คบเสมอ
เสพ เข้าไปเสพ คบหา ซ่องเสพ ซึ่งที่นั่งนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ผู้คบที่นั่งอันสงัด.
ว่าด้วยสามัคคี ๓ อย่าง
[๒๑๑] คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพ
นั้นว่าเป็นความพร้อมเพรียง มีความว่า คำว่า ความพร้อมเพรียง
ได้แก่ สามัคคี ๓ อย่าง คือ คณะสามัคคี ๑, ธรรมสามัคคี ๑, อนภินิพ-
พัตติสามัคคี ๑.
คณะสามัคคีเป็นไฉน ? ภิกษุทั้งหลายแม้มาก พร้อมเพรียงกัน ชื่น
ชมกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดังน้ำเจือด้วยน้ำนม แลดูกันและกันด้วยจักษุ
เป็นที่รักอยู่ นี้ชื่อว่า คณะสามัคคี.
ธรรมสามัคคีเป็นไฉน ? สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านั้น
ย่อมแล่นไป ผ่องใส ประดิษฐานด้วยดี พ้นวิเศษ โดยความเป็นอันเดียว
กัน ความวิวาท ความขัดแย้งกัน แห่งธรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี นี้ชื่อว่า
ธรรมสามัคคี.
หน้า 624
ข้อ 212
อนภินิพพัตติสามัคคีเป็นไฉน ? ภิกษุทั้งหลายแม้มาก ย่อมปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความบกพร่องหรือความเต็มแห่งนิพพาน.
ธาตุของภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่ปรากฏ นี้ชื่อว่า อนภินิพพัตติสามัคคี.
คำว่า ในภพ ความว่า นรกเป็นภพของพวกสัตว์ที่เกิดในนรก
กำเนิดดิรัจฉานเป็นภพของพวกสัตว์ที่เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย
เป็นภพของพวกสัตว์ที่เกิดขึ้นเปรตวิสัย มนุษยโลกเป็นภพของพวกมนุษย์
เทวโลกเป็นภพของพวกเทวดา.
คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพนั้น ว่าเป็น
ความพร้อมเพรียง ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าว บอก พูด แสดง
แถลงอย่างนี้ว่า ภิกษุใดปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ไม่พึงแสดงตนในนรก ใน
กำเนิดดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย ในมนุษยโลก ในเทวโลก การไม่แสดง
ตนของภิกษุนั้น เป็นความพร้อมเพรียง คือ ข้อนั้นเป็นการปกปิด เป็น
การควร เป็นการสมควร เป็นอนุโลม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพนั้น ว่าเป็นความพร้อมเพรียง
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนในภพนั้นของ
ภิกษุผู้ประพฤติหลีกเร้น ผู้คบที่นั่งอันสงัด ว่าเป็นความ
พร้อมเพรียง.
[๒๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
มุนีไม่อาศัยแล้วในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำสัตตสังขารว่า
เป็นที่รัก และไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่ชัง ความคร่ำครวญ
หน้า 625
ข้อ 213
และความหวงแหนมิได้ติดในมุนีนั้น เหมือนน้ำไม่ติดใน
ใบบัวฉะนั้น
[๒๑๓] คำว่า มุนีไม่อาศัยแล้วในสิ่งทั้งปวง มีความว่า
อายตนะ ๑๒ คือ จักขุ - รูป, หู - เสียง, จมูก - กลิ่น, ลิ้น - รส, กาย-
โผฏฐัพพะ, ใจ - ธรรมารมณ์ เรียกว่า สิ่งทั้งปวง. คำว่า มุนี มีความว่า
ญาณ เรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็น
เครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์
บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี.
คำว่า ไม่อาศัย มีความว่า ความอาศัย ๒ อย่าง คือ ความอาศัย
ด้วยตัณหา ๑ ความอาศัยด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยตัณหา
ฯลฯ นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยทิฏฐิ. มุนีละความอาศัยด้วยตัณหา สละคืน
ความอาศัยด้วยทิฏฐิแล้ว ไม่อาศัย คือ ไม่อิงอาศัย ไม่พัวพัน ไม่เข้าถึง
ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจถึง ออกไป สละเสีย พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่ง
จักขุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัย เภสัช บริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ
อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ
จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ทิฏฐธรรม สุตธรรม
มุตธรรม วิญญาตัพพธรรม เป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีไม่อาศัยแล้วในสิ่งทั้งปวง.
หน้า 626
ข้อ 214
ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก ๒ อย่าง
[๒๑๔] คำว่า ไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่รัก และไม่ทำสัตต
สังขารว่าเป็นที่ชัง มีความว่า คำว่า ที่รัก ได้แก่ สิ่งเป็นที่รัก ๒
อย่าง คือ สัตว์ ๑ สังขาร ๑.
สัตว์ทั้งหลายเป็นที่รักเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ใคร่
ความเจริญ ใคร่ประโยชน์เกื้อกูล ใคร่ความผาสุก ใคร่ความปลอดโปร่ง
จากโยคกิเลส คือ เป็นมารดาบ้าง เป็นบิดาบ้าง เป็นพี่ชายน้องชายบ้าง
เป็นพี่สาวน้องสาวบ้าง เป็นบุตรบ้าง เป็นธิดาบ้าง เป็นมิตรบ้าง เป็น
อมาตย์บ้าง เป็นญาติบ้าง เป็นสาโลหิตบ้าง แห่งบุคคลนั้น สัตว์เหล่า
นี้ชื่อว่าเป็นที่รัก.
สังขารทั้งหลายเป็นที่รักเป็นไฉน ? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
เป็นที่ชอบใจ สังขารเหล่านี้ชื่อว่าเป็นที่รัก.
คำว่า เป็นที่ชัง ได้แก่ สิ่งเป็นที่ชัง ๒ อย่างคือ สัตว์ ๑ สังขาร ๑.
สัตว์ทั้งหลายเป็นที่ชังเป็นไฉน ? สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ใคร่
ความเสื่อม ใคร่สิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ใคร่ความไม่ผาสุก ใคร่
ความไม่ปลอดโปร่งจากโยคกิเลส ใคร่เพื่อจะปลงจากชีวิตของบุคคลนั้น
สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเป็นที่ชัง.
สังขารทั้งหลายเป็นที่ชังเป็นไฉน ? รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ไม่เป็นที่ชอบใจ สังขารเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นที่ชัง.
คำว่า ไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่รัก และไม่ทำสัตตสังขาร
ว่าเป็นที่ชัง ความว่า มุนีไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่รัก ด้วยสามารถแห่ง
หน้า 627
ข้อ 215
ความกำหนัดว่า สัตว์นี้เป็นที่รักของเรา และสังขารเหล่านี้เป็นที่ชอบใจ
ของเรา และไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่ชัง ด้วยสามารถแห่งความขัดเคืองว่า
สัตว์นี้เป็นที่ชังของเรา และสังขารเหล่านี้ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา คือไม่ให้
เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ. เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า ไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่รัก และไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็น
ที่ชัง.
[๒๑๕] คำว่า ความคร่ำครวญและความหวงแหนมิได้ติด
ในมุนีนั้น เหมือนน้ำไม่ติดในใบบัวฉะนั้น มีความว่า คำว่า ใน
มุนีนั้น ได้แก่ในบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ.
คำว่า ความคร่ำครวญ ได้แก่ ความเพ้อถึง ความคร่ำครวญ
กิริยาที่เพ้อถึง กิริยาที่คร่ำครวญ ความเป็นผู้เพ้อถึง ความเป็นผู้คร่ำครวญ
ความพูดเพ้อ ความบ่นเพ้อ ความพร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ กิริยาที่พร่ำเพ้อ
ความเป็นผู้พร่ำเพ้อของชนผู้ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าบ้าง ถูกความ
เสื่อมแห่งโภคสมบัติกระทบเข้าบ้าง ถูกความเสื่อมเพราะโรคกระทบเข้าบ้าง
ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้าบ้าง ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าบ้าง
ที่ประจวบกับความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใด
อย่างหนึ่งกระทบเข้าบ้าง.
คำว่า ความหวงแหน ได้แก่ ความตระหนี่ ๕ ประการคือ ความ
ตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่
วรรณ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ความ
หน้า 628
ข้อ 215
เป็นผู้ประพฤติตระหนี่ ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ ความเหนียวแน่น
ความเป็นผู้มีจิตหดหู่เจ็บร้อนในการให้ ความที่จิตอันใคร ๆ ไม่เชื่อถือได้
ในการไห้เห็นปานนี้ นี้เรียกว่าความตระหนี่ อีกอย่างหนึ่ง ความตระหนี่
ขันธ์ก็ดี ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะก็ดี เรียกว่า ความ
ตระหนี่ ความมุ่งจะเอาก็เรียกว่าความตระหนี่ นี้เรียกว่าความตระหนี่.
คำว่า ไม่ติดเหมือนน้ำไม่ติดในใบบัวฉะนั้น ความว่า ใบปทุม
เรียกว่า ใบบัว น้ำเรียกว่า วารี ความคร่ำครวญและความตระหนี่ ย่อม
ไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด คือ ย่อมเป็นของไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่
เข้าไปติด ในมุนีนั้น คือในบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ เหมือนน้ำ
ย่อมไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด คือเป็นของไม่ติด ไม่ติดพร้อม
ไม่เข้าไปติดในใบปทุมฉะนั้น และบุคคลนั้นย่อมไม่ติด ไม่ติดพร้อม
ไม่เข้าไปติด คือเป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด เป็นผู้
ออกไป สละเสียแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ด้วยกิเลสเหล่านั้น
เป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความ
คร่ำครวญและความหวงแหนย่อมไม่ติดในมุนีนั้น เหมือนน้ำย่อม
ไม่ติดในใบบัวฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
มุนีไม่อาศัยแล้วในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำสัตตสังขารว่า
เป็นที่รัก และไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่ซึ่ง ความคร่ำครวญ
และความหวงแหนมิได้ติดในมุนีนั้น เหมือนน้ำไม่ติดใน
หน้า 629
ข้อ 216, 217, 218, 219
[๒๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
หยาดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัว วารีย่อมไม่ติดในดอก
บัว ฉันใด มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน
และอารมณ์ที่รู้ฉันนั้น.
[๒๑๗] คำว่า หยาดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัว มีความว่า หยดน้ำ
เรียกว่า หยาดน้ำ ใบปทุม เรียกว่าใบบัว หยาดน้ำย่อมไม่ติด ไม่ติด
พร้อม ไม่เข้าไปติด คือ เป็นของไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติดใน
ใบบัว ฉันใด เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า หยาดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัว.
[๒๑๘] คำว่า วารีย่อมไม่ติดในดอกบัว ฉันใด มีความว่า
ดอกปทุม เรียกว่า ดอกบัว น้ำเรียกว่า วารี วารีย่อมไม่ติด ไม่ติด
พร้อม ไม่เข้าไปติด คือ เป็นของไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติดใน
ดอกบัว ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วารีย่อมไม่ติดในดอกบัว
ฉันใด.
[๒๑๙] คำว่า มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน
และอารมณ์ทราบ ฉันนั้น มีความว่า คำว่า ฉันนั้น เป็นอุปไมย
เครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อมเฉพาะ. คำว่า มุนี มีความว่า ญาณ เรียกว่า
โมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและ
ตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว บุคคล
นั้นชื่อว่า มุนี.
คำว่า ติด ได้แก่ ความติด ๒ อย่าง คือความติดด้วยตัณหา ๑
ความ ติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วย
หน้า 630
ข้อ 220, 221
ทิฏฐิ มุนีละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิเสียแล้ว ย่อม
ไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด คือเป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด
เป็นผู้ออกไป สละเสียแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้ว ในรูปที่เห็น
เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่รัก อารมณ์ที่รู้แจ้ง เป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจาก
แดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น
เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่รู้ ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หยาดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัว วารีย่อมไม่ติดในดอก
บัว ฉันใด มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน
และอารมณ์ที่รู้ฉันนั้น.
[๒๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัดย่อมไม่สำคัญ
ในรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ทราบ พระอรหันต์
นั้นย่อมไม่ปรารถนาความหมดจดด้วยมรรคอื่น ย่อมไม่
กำหนัดย่อมไม่คลายกำหนัดเลย.
[๒๒๑] คำว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด ย่อม
ไม่สำคัญในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่ทราบ มีความว่า
คำว่า โธนะ ความว่า ปัญญา เรียกว่า โธนา ได้แก่ ความ รู้ความรู้ทั่ว ฯลฯ
ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ เพราะเหตุไรปัญญาจึง
หน้า 631
ข้อ 221
เรียกว่าโธนา ? เพราะปัญญานั้นเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก
ซึ่งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ
ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่
ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความ
ดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความ
กระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง
อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะเหตุนั้น ปัญญาจึงชื่อว่า โธนา.
อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ
ซักฟอกซึ่งมิจฉาทิฏฐิ.
สัมมาสังกัปปะเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ชักฟอกซึ่งมิจฉา-
สังกัปปะ.
สัมมาวาจาเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาวาจา.
สัมมากัมมันตะเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉา-
กัมมันตะ.
สัมมาอาชีวะเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาอาชีวะ.
สัมมาวายามะเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ชักฟอกซึ่งมิจฉา-
วายามะ.
สัมมาสติเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาสติ.
สัมมาสมาธิเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาสมาธิ.
สัมมาญาณเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาญาณ.
สัมมาวิมุตติเป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอกซึ่งมิจฉาวิมุตติ.
หน้า 632
ข้อ 221
อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ
ซักฟอกซึ่งกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง
ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง.
พระอรหันต์เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าชิด
เข้าชิดพร้อมแล้ว ด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องกำจัดเหล่านี้ เพราะ
เหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่ามีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด พระอรหันต์นั้น
เป็นผู้กำจัดราคะ บาป กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด.
คำว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญ
ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ทราบ ความว่า พระ
อรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด ย่อมไม่สำคัญซึ่งรูปที่เห็น ย่อมไม่สำคัญ
ในรูปที่เห็น ย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น ย่อมไม่สำคัญว่า รูปเราเห็นแล้ว,
ย่อมไม่สำคัญ ซึ่งเสียงที่ได้ยิน ย่อมไม่สำคัญในเสียงที่ได้ยิน ย่อมไม่สำคัญ
แต่เสียงที่ได้ยิน ย่อมไม่สำคัญว่าเสียงที่เราได้ยินแล้ว, ย่อมไม่สำคัญ ซึ่ง
อารมณ์ที่ทราบ ย่อมไม่สำคัญในอารมณ์ที่ทราบ ย่อมไม่สำคัญแต่อารมณ์
ที่ทราบ ย่อมไม่สำคัญว่า อารมณ์เราทราบแล้ว. ย่อมไม่สำคัญซึ่งอารมณ์
ที่รู้แจ้ง ย่อมไม่สำคัญในอารมณ์ที่รู้แจ้ง ย่อมไม่สำคัญแต่อารมณ์ที่รู้แจ้ง
ย่อมไม่สำคัญว่า อารมณ์เรารู้แจ้งแล้ว. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนได้สำคัญว่า เรามีอยู่
ว่าเราย่อมไม่มี ว่าเราจักมีว่าเราจักไม่มี ว่าเราจักเป็นสัตว์
หน้า 633
ข้อ 222, 223
มีรูปว่าเราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป ว่าเราจักเป็นสัตว์มีสัญญา
ว่าเราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา ว่าเราจักเป็นสัตว์มีสัญญา
มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ และปุถุชนได้สำคัญว่าเป็นดังโรค
เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นอุบาทว์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนิว่า เราจัก
เป็นผู้มีจิตไม่สำคัญอยู่ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด
ย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินและอารมณ์ที่ทราบ.
[๒๒๒] คำว่า พระอรหันต์ย่อมไม่ปรารถนาความหมดจด
ด้วยมรรคอื่น ความว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด ย่อมไม่
ปรารถนา ไม่ยินดี ไม่ประสงค์ ไม่รัก ไม่ชอบใจ ซึ่งความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความ
พ้นรอบด้วยมรรคอื่น คือด้วยมรรคอันไม่หมดจด ด้วยปฏิปทาผิด ด้วย
ทางอันไม่นำออกจากทุกข์ เว้นจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระ
อรหันต์ย่อมไม่ปรารถนาความหมดจดด้วยมรรคอื่น.
[๒๒๓] คำว่า พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่คลาย
กำหนัดเลย ความว่า พาลปุถุชนทั้งปวงย่อมกำหนัด พระอริยบุคคลผู้
เสขะ ๗ จำพวก ตลอดถึงกัลยาปุถุชน ย่อมคลายกำหนัด ส่วนพระอรหันต์
ย่อมกำหนัดหามิได้ ย่อมคลายกำหนัดก็หามิได้ เพราะพระอรหันต์นั้น
คลายกำหนัดแล้ว เพราะเป็นผู้ปราศจากราคะ โดยราคะสิ้นไปแล้วเพราะ
หน้า 634
ข้อ 223
เป็นผู้ปราศจากโทสะ โดยโทสะสิ้นไปแล้ว เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ
โดยโมหะสิ้นไปแล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่จบแล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว
ฯลฯ ภพใหม่มิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์
นั้น ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่คลายกำหนัดเลย. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด ย่อมไม่
สำคัญในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ทราบ
พระอรหันต์นั้นย่อมไม่ปรารถนาความหมดจดด้วยมรรคอื่น
ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่คลายกำหนัดเลย ดังนี้.
จบ ชราสุตตนิทเทสที่ ๖
หน้า 635
ข้อ 223
อรรถกถาชราสุตตนิทเทส
ในชราสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ อทํ ความว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย
นี้หนอน้อย คือ นิดหน่อย.
บทว่า ิติปริตฺตตาย สรสปริตฺตตาย มีนัยดังกล่าวแล้วแม้ใน
คุหัฏฐกสูตร.
บทว่า โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ ความว่า ย่อมตายภายในร้อยปี
ในกาลเป็นกลละเป็นต้นก็มี.
บทว่า อติจฺจ ความว่าเกินร้อยปี.
บทว่า ชรสาปิ มิยฺยติ ความว่า ย่อมตายแม้เพราะชราความ
ต่อแต่นี้พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาคุหัฏฐกสูตรนั่นแล.
บทว่า อปฺปํ ได้แก่ น้อย.
บทว่า คมนี โย สมฺปราโย ความว่า พึงไปปรโลก. ชื่อว่า
กลละ ในบทว่า กลลกาเลปิ ในขณะปฏิสนธิเป็นกลละที่ใสแจ๋ว
ประมาณเท่าหยาดน้ำมัน ซึ่งติดอยู่ที่ปลายเส้นด้ายทำด้วยขนสัตว์ ๓ เส้น
ที่ท่านหมายกล่าวไว้ว่า :-
หยาดน้ำมันงา ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวฉันใด รูปที่มี
ส่วนเปรียบด้วย วรรณะ ก็ฉันนั่น เรียกว่า กลละ แม้
ในกาลเป็นกลละนั้น.
หน้า 636
ข้อ 223
บทว่า จวติ ความว่า เคลื่อนจากชีวิต.
บทว่า มรติ ความว่า ถึงความพรากจากชีวิต.
บทว่า อนฺตรธายติ ความว่า ถึงการเห็นไม่ได้.
บทว่า วิปฺปลุชฺชติ ความว่า ขาด อาจารย์บางพวกอธิบายอย่าง
นี้ว่าเคลื่อนในกำเนิดอัณฑชะ ตายในกำเนิดชลาพุชะ หายในกำเนิด
สังเสทชะสลายไปในกำเนิดโอปปาติกะ.
บทว่า อมฺพุทกาเลปิ ความว่า ชื่อว่า อัมพุทะ ย่อมมีสีเหมือน
น้ำล้างเนื้อ เมื่อเป็นกลละได้ ๗ วัน ชื่อว่า กลละ ย่อมหายไป สม
จริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นอัมพุทะได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยน
ภาวะที่เป็นอัมพุทะนั้น เกิดเป็นสภาพชื่อว่า เปสิ แม้ใน
กาลเป็นเปสินั้น.
บทว่า เปสิกาเลปิ ความว่า เมื่อเป็นอัมพุทะแม้นั้นได้ ๗ วัน
ย่อมเกิดเป็นสภาพชื่อว่าเปสิเช่นกับดีบุกที่ละลายคว้าง เปสินั้น พึงแสดง
ด้วยพริกและน้ำอ้อย ก็พวกเด็กชาวบ้านเก็บพริกที่สุกดี ห่อที่ชายผ้า คั้น
เอายอดรสใส่กระเบื้องวางตากแดด ยอดรสนั้นจะแห้งเข้า ๆ พ้นจากส่วน
ทั้งปวง เปสิย่อมมีลักษณะอย่างนั้น ชื่อว่า อัมพุทะย่อมหายไป สม
จริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นกลละได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยน
ภาวะที่เป็นกลละนั้นเกิดเป็นสภาพชื่อว่าอัมพุทะ แม้ใน
กาลเป็นอัมพุทะนั้น.
หน้า 637
ข้อ 223
บทว่า ฆนกาเลปิ ความว่า เมื่อเป็นเปสิแม้นั้นได้ ๗ วันย่อม
บังเกิดก้อนเนื้อชื่อว่าฆนะมีสัณฐานเหมือนฟองไข่ไก่ ชื่อว่า เปสิย่อม
หายไป สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นเปสิได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยน
ภาวะที่เป็นเปสินั้นสภาพชื่อว่า ฆนะ ฟองไข่ของแม่ไก่
เป็นวงราบโดยรอบฉันใดสัณฐานของฆนะบังเกิดเพราะ
กรรมเป็นปัจจัย ก็ฉันนั้น แม่ในกาลเป็นฆนะนั้น.
บทว่า ปญฺจสาขกาเลปิ ความว่า ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดต่อม ๕
ต่อม เป็นมือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อม ๕ ต่อมย่อมตั้งขึ้นแต่กรรมในสัปดาห์ที่
๕ ดังนี้ แม้ในกาลเป็นสาขานั้น ต่อแต่นั้น พระสารีบุตรเถระย่อเทศนา
ข้ามสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้นไปเสีย ในกาลที่เปลี่ยนไป ๔๒ สัปดาห์
เป็นกาลเกิดขึ้นแห่งผมขนและเล็บเป็นต้นและสายรก ที่ตั้งขึ้นแต่นาภีของ
ทารกนั้นย่อมเนื่องเป็นอันเดียวกันกับด้วยพื้นอุทรของมารดา สายรกนั้น
เป็นรูคล้ายก้านบัว รสอาหารแล่นไปทามสายรกนั้น ยังรูปซึ่งมีอาหารเป็น
สมุฏฐานให้ตั้งขึ้น ทารกนั้นยังอัตภาพให้เป็นไปตลอด ๑๐ เดือนด้วย
อาการอย่างนี้พระเถระกล่าวว่า สูติฆเร มิได้กล่าวเรื่องทั้งปวงนั้นที่ท่าน
หมายกล่าวว่าผมขน และแม้เล็บ.
ก็มารดาของนระนั้น บริโภคอาหารใด ทั้งข้าวน้ำ
และโภชนะนระที่อยู่ในครรภ์มารดาย่อมยังอัตภาพให้เป็น
ไปในที่นั้น ด้วยอาหารนั้น
หน้า 638
ข้อ 223
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูติฆเร ความว่าในเรือนตลอด คือ
ในเรือนเป็นที่คลอด ปาฐะว่า สูติกาฆเร ก็มี ตัดบทเป็น สูติกาย.
บทว่า อฑฺฒมาสิโกปิ ความว่า ชื่อว่า อัทฒมาสกะ เพราะ
อรรถว่ามีชีวิตอยู่กึ่งเดือนตั้งแต่วันคลอด แม้ในบทว่ามีชีวิตอยู่ ๒ เดือน
เป็นต้นก็นัยนี้แหละ. ชื่อว่า สังวัจฉริกะ เพราะอรรถว่า มีชีวิตอยู่
๑ ปี ตั้งแต่วันเกิด แม้ในบทว่ามีชีวิตอยู่ ๒ ปี เป็นต้น เบื้องบนก็
นัยนี้แหละ.
บทว่า ยทาชิณฺโณ โหติ ความว่าในกาลใด มนุษย์เป็นผู้คร่ำ
คร่าเพราะชรา เป็นผู้เหี่ยวแห้ง.
บทว่า วุฑฺโฒ ความว่า เจริญวัย.
บทว่า มหลฺลโก ความว่า เป็นผู้ใหญ่โดยกำเนิด.
บทว่า อทฺธคโต ความว่าล่วงกาลทั้ง ๓.
บทว่า วโยอนุปฺปตฺโต ความว่า ถึงวัยที่ ๓ ตามลำดับ
บทว่า ขณฺฑทนฺโต ความว่า ชื่อว่ามีฟันหัก เพราะอรรถว่า
มีฟันร่วงและห่างในระหว่าง ๆ และฟันหัก ด้วยอานุภาพของชรา.
บทว่า ปลิตเกโส ความว่า มีผมขาว บทว่า วิลูนํ ความว่า
ล้านดุจเส้นผมถูกจับถอน.
บทว่า ปลิตสิโร ความว่า มีศีรษะล้านมาก.
บทว่า วลินํ ความว่ารอยย่นที่เกิดเอง.
บทว่า ติลกาหตคตฺโต ความว่า มีสรีระเกลื่อนไปด้วยกระขาว
และกระดำ.
หน้า 639
ข้อ 223
บทว่า โภคฺโค ความว่า หักแล้วพระเถระแสดงความคดของสรีระ
นั้น แม้ด้วยบทนี้.
บทว่า ทณฺฑปรายโน ความว่า มีไม้เท้าเป็นที่พึ่งอาศัย คือมี
ไม้เท้าเป็นเพื่อน.
บทว่า โส ชรายปิ ความว่าบุคคลนั้นแม้ถูกชราครอบงำแล้วย่อม
ตาย.
บทว่า นตฺถิ มรณมฺหา โมกฺโข ความว่า อุบายเป็นเครื่อง
พ้นจากความตาย ไม่มี คือไม่เข้าไปได้.
บทว่า ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ภยํ ความว่า
เหมือนพวกเจ้าของผลไม้กลัวผลไม้สุกมีผลขนุนเป็นต้น ที่สุกงอมมีขั้วหย่อน
หล่นแน่ในเวลาเช้าตรู่ บทว่า เอวํ ชาตานมจฺจานํ มิจฺจํ มรณโต
ภยํ ความว่า เหล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วมีภัยแต่ความตายกล่าวคือมัจจุ ตลอด
กาลที่เป็นไปติดต่อ ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ยถาปิ กุมฺภการสฺส ความว่า ผู้กระทำภาชนะดิน ชื่อ
ฉันใด.
บทว่า กตํ มตฺติกภาชนํ ความว่า ภาชนะที่นายช่างนั้นให้
สำเร็จ บทว่า สพฺพํ เภทปริยนฺตํ ความว่า ภาชนะดินที่เผาสุกและ
ไม่สุกทั้งหมด ชื่อว่ามีความแตกเป็นที่สุด เพราะอรรถว่ามีความแตก คือ
ทำลาย เป็นที่สุด คือจบลง.
บทว่า เอวํมจฺจานชีวิตํ ความว่า อายุสังขารของสัตว์ทั้งหลาย
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 640
ข้อ 223
บทว่า ทหรา จ มหนฺตา จ ความว่า ทั้งหนุ่ม ทั้งแก่.
บทว่า เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา ความว่าทั้งคนโง่ที่มีชีวิต
เนื่องด้วยลมหายใจเข้าลมหายใจออกทั้งคนฉลาดที่ประกอบด้วยความเป็น
บัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺติ ความว่า คนหนุ่มเป็นต้นทั้งหมด
ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงซึ่งอำนาจของมัจจุ.
บทว่า เตสํ มจฺจุปเรตานํ ความว่า คนเหล่านั้นอันมัจจุแวด
ล้อมแล้ว.
บทว่า คจฺฉตํ ปรโลกโต ความว่า ไปจากมนุษยโลกนี้สู่ปรโลก.
บทว่า นปิตา ตายเต ปุตฺตํ ความว่า บิดาย่อมรักษาบุตรไว้
ไม่ได้.
บทว่า าตี วา ปน าตเก ความว่า หรือพวกญาติฝ่าย
มารดาบิดา ก็ไม่อาจรักษาญาติเหล่านั้นไว้ได้เลย.
บทว่า เปกฺขตญฺเว าตีนํ ความว่า เมื่อพวกญาติอย่างที่
กล่าวแล้วนั่นแล กำลังเพ่งดู คือแลดูกันอยู่นั่นแหละ.
บทว่า ปสฺส ลาลปฺปตํ ปุถุ ความว่า คำว่า ปสฺส เป็น
อาลปนะ. เมื่อพวกญาติกำลังรำพันกันอยู่คือบ่นเพ้อกันอยู่เป็นอันมาก คือ
มีประการต่าง ๆ.
บทว่า เอกมโกว มจฺจานํ โควชฺโฌ วิย นิยฺยติ ความว่า
เหล่าสัตว์แต่ละคนอันมรณะนำไป คือให้ถึงความตาย เหมือนโคถูกนำ
ไปฆ่า
หน้า 641
ข้อ 223
บทว่า เอวํ อพฺภาหโต โลโก ความว่า สัตว์โลกถูกนำมา
เป็นเครื่องประดับอย่างนี้เท่านั้น.
บทว่า มจฺจุนา จ ชราย จ ความว่า ความตายและความแก่
ครอบงำไว้.
บทว่า มมายิเต ความว่า เพราะเหตุแห่งวัตถุที่ถือว่าของเรา.
บทว่า วนาภาวสนฺตมวทํ ความว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพราก
คือความพลัดพรากมีอยู่ทีเดียว ท่านอธิบายว่า ไม่อาจที่จะไม่พลัดพราก.
บทว่า โสจนฺติ ความว่า กระทำความเศร้าโศกด้วยจิตคืออาการ
เศร้าใจ.
บทว่า กิลมนฺติ ความว่า ถึงความลำบากด้วยกาย.
บทว่า ปรทวนฺติ ความว่า ถึงความบ่นเพ้อด้วยวาจามีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า อุรตฺตาฬึ กนฺทนฺติ ความว่า ทุบอกชกตัวคร่ำครวญอยู่
บทว่า สมฺโมหํ อาปชฺชนฺติ ความว่า ถึงความหลงใหล.
บทว่า อนิจฺโจ ความว่า ด้วยอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
บทว่า สงฺขโต ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันกระทำ.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ความว่า อาศัยคือไม่บอกคือสามัคคีที่
เป็นปัจจัย เกิดขึ้นร่วมกันและโดยชอบ.
บทว่า ขยธมฺโม ความว่า มีการถึงความสิ้นไปเป็นสภาพ.
บทว่า วยธมฺโม ความว่า มีการถึงความเสื่อมไปเป็นสภาพ อธิบาย
ว่ามีการถึงความทำลายเป็นสภาพ.
หน้า 642
ข้อ 223
บทว่า วิราคธมฺโม ความว่า มีความคลายกำหนัดเป็นสภาพ.
บทว่า นิโรธธมฺโน ความว่า มีความดับเป็นสภาพ.
บทว่า ยฺวายํ ปริคฺคโห ความว่า ความยึดถือนี้ใด ปาฐะว่า
ยายํ ปริคฺคโห ก็มี ตัดบทก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า นิจฺโจ ความว่า เป็นไปตลอดกาลติดต่อ.
บทว่า ธุโว ความว่า มั่น.
บทว่า สสฺสโต ความว่า ไม่เคลื่อน.
บทว่า อวิปริณามธมฺโม ความว่า มีการไม่ละปกติเป็นสภาพ.
บทว่า สสฺสติสมํ ตเถว สฺสติ ความว่า พึงตั้งอยู่ เหมือน
ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสิเนรุ มหาสมุทร แผ่นดิน และภูเขาเป็นต้น.
บทว่า นานาภาโว ความว่า สภาพต่าง ๆ โดยกำเนิด.
บทว่า วินาภาโว ความว่า ความพลัดพรากเพราะความตาย.
บทว่า อญฺถาภาโว ความว่า ความเป็นอย่างอื่นโดยภพ.
บทว่า ปุริมานํ ปุริมานํ ขนฺธานํ ความว่า ขันธ์ที่เกิดขึ้นใน
ก่อนติด ๆ กัน.
บทว่า วิปริณามญฺถาภาวา เชื่อมความว่า ขันธ์เป็นต้นหลัง ๆ
ละภาวะปกติแล้วเป็นไป คือเกิดขึ้นโดยภาวะอย่างอื่น.
บทว่า สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ความว่า รกชัฏในความเป็นคฤหัสถ์
ทั้งสิ้น.
บทว่า าติมิตฺตามจฺจปลิโพธํ ความว่า ญาติฝ่ายมารดาบิดา
มิตร สหาย อำมาตย์ พวกหมู่.
หน้า 643
ข้อ 223
บทว่า สนฺนิธิปลิโพธํ ความว่า ทิ้งรกชัฏในสมบัติที่เก็บฝังไว้.
บทว่า เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา ความว่า ปลงผมและหนวด.
บทว่า กาสายานิ วตฺถานิ ความว่า ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด.
บทว่า มามโก ความว่า ถึงการนับว่าอุบาสกหรือภิกษุของเรา หรือ
นับถือวัตถุมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ว่าของเรา.
บทว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ เป็นบทแสดงทั่วไปถึงเหล่าสัตว์มิใช่
น้อย ก็เมื่อกล่าวอยู่แม้ตลอดวันอย่างนี้ว่า ยัญทัตตาย โสมทัตตาย สัตว์
ทั้งหลายย่อมไม่ถือเอาเลย การแสดงอรรถอื่นทั้งปวงย่อมไม่สำเร็จ แต่คน
บางคนจะไม่ถือเอาด้วยบททั้งสองนี้ก็หามิได้ การแสดงอรรถอื่นบางอย่าง
จึงไม่สำเร็จ.
บทว่า ตมฺหา ตมฺหา นี้เป็นบทแสดงทั่วไปถึงหมู่สัตว์มิใช่น้อย
ด้วยสามารถแห่งคติ.
บทว่า สตฺตนิกายา ความว่า จากหมู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย อธิบาย
ว่า จากกลุ่มสัตว์ จากประชุมแห่งสัตว์.
บทว่า จุติ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเคลื่อน บทนี้เป็นคำ
สามัญของจุติที่มีขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.
บทว่า จวนตา แสดงถึงลักษณะด้วยคำแสดงภาวะ.
บทว่า เภโท แสดงถึงความเกิดขึ้นแห่งการแตกสลายของขันธ์.
บทว่า อนฺตรธานํ แสดงถึงความไม่มีที่สุดโดยปริยายอย่างใดอย่าง
หนึ่งของขันธ์ที่แตกแล้ว ดุจหม้อแตก.
หน้า 644
ข้อ 223
บทว่า มจฺจุมรณํ ความว่า ความตายกล่าวคือมัจจุ มิใช่ตายชั่วขณะ
ผู้กระทำที่สุดชื่อว่ากาละ ชื่อว่า กาลกิริยา เพราะอรรถว่า กระทำกาละ
นั้น ความตายโดยสมมติ ท่านแสดงแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงโดยปรมัตถ์ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำว่า
ขนฺธานํ เภโท เป็นต้น.
ก็โดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้นแตก ชื่อว่า สัตว์ไม่มีใครตาย แต่เมื่อ
ขันธ์แตก สัตว์ย่อมตาย จึงมีโวหารว่า เมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกแล้ว สัตว์
ตายแล้ว และในที่นี้ ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยสามารถแห่ง
จตุโวการะ และปัญจโวการะ การทอดทิ้งร่างกาย ย่อมมีด้วยสามารถแห่ง
เอกโวการะ อีกอย่างหนึ่ง ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยสามารถ
แห่งจตุโวการะเท่านั้น พึงทราบความทอดทิ้งร่างกาย ด้วยสามารถแห่ง
โวการะทั้งสองที่เหลือ. เพราะเหตุไร ? เพราะเกิดร่างกายกล่าวคือรูปกาย
ในกรรมภพทั้งสอง.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะขันธ์ทั้งหลายในจาตุมหาราชิกาเป็นต้น ย่อม
แตกไปเลย ไม่ทอดทิ้งอะไร ๆ ไว้ ฉะนั้น ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายจึง
มีด้วยสามารถแห่งขันธ์เหล่านั้น มนุษย์เป็นต้นมีการทอดทิ้งร่างกาย ก็ใน
ที่นี้ท่านกล่าวมรณะว่า การทอดทิ้งร่างกาย เพราะเหตุแห่งการทอดทิ้ง
ร่างกาย ชื่อว่ามรณะย่อมมีแก่ร่างกายที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น ด้วยบทว่า
ชีวิตินฺทริยสฺส อุปจฺเฉโท นี้ ร่างกายที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ย่อมไม่มี
มรณะ พระสารีบุตรเถระแสดงดังนี้.
หน้า 645
ข้อ 223
ส่วนคำว่า นายบุษตาย นายดิษตาย เป็นเพียงโวหารเท่านั้น แต่
โดยเนื้อความคำทั้งหลายเห็นปานนี้ ย่อมแสดงถึงความสิ้นไปและความเสื่อม
ไปของข้าวกล้าเป็นต้นนั่นเอง.
บทว่า รูปคตํ ความว่า รูปคตะ คือรูปนั้นแหละ แม้ในบทว่า
เวทนาคตํ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพว มจฺจํ ความว่า โภคสมบัติ
ทั้งหลายย่อมละทิ้งสัตว์ไปก่อนกว่านั่นเทียวบ้าง สัตว์ย่อมละโภคสมบัติทั้ง
หลายไปก่อนกว่าบ้าง พระเถระเรียกขุนโจรว่า ผู้ใคร่กาม ความว่า แน่ะ
ผู้ใคร่กามผู้เจริญ พวกชนผู้มีกามโภคะทั้งหลายมิได้เที่ยวในโลก เมื่อโภคะ
ทั้งหลายฉิบหายไป เป็นอยู่ไม่มีโภคะบ้าง ละโภคะทั้งหลาบฉิบหายเองบ้าง
เพราะฉะนั้น แม้ในเวลาที่มหาชนเศร้าโศก เราจึงไม่เศร้าโศก พระเถระ
เรียกขุนโจรด้วยคำว่า ดูก่อนศัตรู โลกธรรมทั้งหลายเรารู้แล้ว ความว่า
แน่ะศัตรูผู้เจริญ โลกธรรม เป็นต้นว่า ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ
เรารู้แล้ว เหมือนอย่างว่า ดวงจันทร์ย่อมขึ้น ย่อมเต็มดวง และย่อมลับไป
และดวงอาทิตย์ส่องแสงไปยังประเทศทั่วโลกใหญ่กำจัดความยึด เวลาเย็น
ก็หนีลับไป คืออัสดงคต ไม่ปรากฏอีกฉันใด โภคสมมติทั้งหลายย่อมเกิด
ขึ้นด้วย ย่อมฉิบหายไปด้วย ฉันนั้นเหมือนกัน เศร้าโศกในเพราะ
โภคสมบัตินั้นจะได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เศร้าโศก.
บทว่า ตณุหามญฺนาย มญฺติ ความว่า ย่อมสำคัญ คือการทำ
ความนับถือ ด้วยความสำคัญ ด้วยมานะที่ให้เกิดด้วยตัณหา.
หน้า 646
ข้อ 223
บทว่า ทิฏิมญฺนาย ความว่า ด้วยความสำคัญที่เกิดขึ้น กระทำ
ทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย.
บทว่า มานมญฺนาย ความว่า ด้วยความสำคัญด้วยมานะที่เกิด
ร่วมกัน.
บทว่า กิเลสมญฺนาย ความว่า ย่อมสำคัญด้วยความสำคัญ ด้วย
กิเลส ด้วยอรรถว่าเข้าไปทรมานตัวเอง ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กุหา ความว่า ทำให้ประหลาด.
บทว่า ถทฺธา ความว่า กระด้างเหมือนตอไม้.
บทว่า ลปา ความว่า พูดพล่อยด้วยปัจจัยนิมิต.
บทว่า สงฺคตํ ความว่า สิ่งที่มาประจวบ คือสิ่งที่เห็นแล้ว หรือ
แม้ถูกต้องแล้ว.
บทว่า ปิยายิตํ ความว่า การทำให้เป็นที่รัก.
บทว่า สงฺคตํ ความว่า อยู่พร้อมหน้า.
บทว่า สมาคตํ ความว่า มาใกล้.
บทว่า สมาหิตํ ความว่า เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า สนฺนิปติตํ ความว่า ประมวลไว้.
บทว่า สุปินคโต ความว่า เข้าไปแล้วสู่ความฝัน.
บทว่า เสนาวิยูหํ ปสฺสติ ความว่า เห็นการตั้งค่ายของเสนา.
บทว่า อารามรามเณยฺยกํ ความว่า ความน่ารื่นรมณ์แห่งสวน
ดอกไม้เป็นต้น.
แม้ในบท วนรามเณยฺยกํ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 647
ข้อ 223
บทว่า เปตํ ความว่า จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก.
บทว่า กาลกตํ ความว่า ตายแล้ว.
บทว่า นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ ความว่า ธรรมชาติมีรูป
เป็นต้นทั้งหมดอันบุคคลละไป เหลือแต่เพียงชื่อเท่านั้น เพื่อนับคือเรียก
อย่างนี้ว่า พุทธรักขิต ธรรมรักขิต.
บทว่า เย จกฺขุวิญฺาณาภิสมฺภูตา ความว่า รูปที่ทราบกันได้
ด้วยจักขุวิญญาณ มีสุมุฏฐาน ๔ ที่ทำให้เป็นกองเห็นแล้ว.
บทว่า โสตวิญฺาณาภิสมฺภูตา ความว่า เสียงที่มีสมุฏฐาน ๒
ที่ทำให้เป็นกองไว้ได้ฟังแล้วด้วยโสตวิญญาณซึ่งกองแต่อื่น.
บทว่า มุนโย ได้แก่มุนีผู้เป็นขีณาสพ.
บทว่า เขมทสฺสิโน ความว่า เห็นพระนิพพาน. ในโสกนิทเทส
บทว่า โสโก มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า พยสนะ เพราะอรรถว่า
เสื่อม อธิบายว่า ซัดไป คือกำจัดประโยชน์เกื้อกูลและความสุข ความ
เสื่อมแห่งญาติ ชื่อญาติพยสนะ อธิบายว่า เพราะโจรโรคภัยเป็นต้น จึง
สิ้นญาติเสื่อมญาติ เพราะความเสื่อมแห่งญาตินั้น.
บทว่า ผุฏสฺส ความว่า ท่วมทับ คือ ครอบงำ ประจวบ แม้
ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ความแปลกกันดังนี้ ความเสื่อม
แห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อโภคพยสนะ อธิบายว่า เพราะราชภัยและโจรภัยเป็น
ต้น โภคะจึงสิ้นไปพินาศไป, ความเสื่อมคือโรค ชื่อโรคพยสนะ ด้วยว่า
โรคทำความไม่มีโรคให้ฉิบหายไปพินาศไป ฉะนั้นจึงชื่อว่าพยสนะ. ความ
เสื่อมแห่งศีล ชื่อสีลพยสนะ บทนี้เป็นชื่อของความทุศีล. ความเสื่อมคือ
หน้า 648
ข้อ 223
ทิฏฐิที่เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศไป ชื่อทิฏฐิพยสนะ. ก็ในที่นี้ ความ
เสื่อม ๒ อย่างแรกสำเร็จ ๓ อย่างหลังไม่สำเร็จ ถูกกำจัดด้วยไตรลักษณ์
และความเสื่อม ๓ อย่างแรก เป็นกุศลก็ไม่ใช่ เป็นอกุศลก็ไม่ใช่ ความ
เสื่อมแห่งศีลและทิฏฐิทั้งสองเป็นอกุศล.
บทว่า อญฺตรญฺตเรน ความว่า อันความเสื่อมแห่งมิตรและ
อำมาตย์เป็นต้น ที่ยึดถือก็ตามไม่ยึดถือก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า สมนฺนาคตสฺส ความว่า ตามผูกพัน คือไม่พ้นไป.
บทว่า อญฺตรญฺตเรน ทุกฺขธมฺเมน ความว่า อันอุบัติเหตุ
แห่งทุกข์คือความโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า โสโก ความว่า ชื่อว่าความโศก ด้วยสามารถแห่งความ
เศร้าโศก บทนี้เป็นสภาวะเฉพาะตนแห่งความโศกที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเหล่านี้.
บทว่า โสจนา ได้แก่ อาการที่เศร้าโศก.
บทว่า โสจิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นผู้เศร้าโศก.
บทว่า อนฺโตโสโก ได้แก่ ความเศร้าโศกในภายใน ท่านขยาย
บทที่ ๒ ด้วยอุปสรรค ด้วยว่าความเศร้าโศกนั้นเกิดขึ้นทำภายในให้แห้ง
ให้แห้งรอบ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ความเศร้าโศกในภายใน ความเศร้า
โศกรอบในภายใน.
บทว่า อนฺโตฑาโห ได้แก่ ความเร่าร้อนในภายใน ท่านขยาย
บทที่ ๒ ด้วยอุปสรรค.
บทว่า เจตโส ปริชฺฌายนา ได้แก่ อาการคือความตรอมตรม
แห่งจิต ด้วยว่าความเศร้าโศกเมื่อเกิดขึ้น ย่อมยังจิตให้ไหม้ คือเผาจิต
หน้า 649
ข้อ 223
เหมือนไปทำให้พูดว่า จิตของเราถูกเผาอยู่ อะไร ๆ ไม่แจ่มแจ้งแก่เรา ใจ
ถึงทุกข์ ชื่อว่าทุกข์ใจ ภาวะแห่งทุกข์ใจ ชื่อว่าโทมนัส ลูกศรคือความ
เศร้าโศก ด้วยอรรถว่าเข้าไปโดยลำดับ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ลูกศรคือความ
เศร้าโศก.
ในปริเทวนิทเทสมิวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า อาเทวะ เพราะ
อรรถว่า เป็นเหตุเพ้อคือร้องให้ถึงอย่างนี้ว่า ธิดาของฉัน บุตรของฉัน.
ชื่อว่า ปริเทวะ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุที่เพ้อสรรเสริญคุณนั้น ๆ. บท ๒
คู่นอกจากนั้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงไขภาวะแห่งอาการของ ๒ บท
แรกนั่นเอง.
บทว่า วาจา ได้แก่ คำพูด.
บทว่า ปลาโป ได้แก่ คำพูดที่เปล่าคือไร้ประโยชน์. ชื่อว่า วิป-
ปลาปะ เพราะอรรถว่า ความบ่นเพ้อแปลก ๆ ด้วยสามารถกล่าวนอก
เรื่องและกล่าวเรื่องอื่น ๆ.
บทว่า ลาลปฺโป ได้แก่ เพ้อบ่อย ๆ. อาการพร่ำเพ้อชื่อ ลาลัปปนา.
ความเป็นแห่งผู้พร่ำเพ้อ ชื่อว่าความเป็นผู้พร่ำเพ้อ. ความตระหนี่เป็นต้น
มีเนื้อความได้กล่าวไว้ทั้งนั้น.
คาถาที่ ๗ ท่านกล่าวเพื่อแสดงข้อปฏิบัติอันสมควรในโลกที่ถูกมรณะ
กำจัดอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิลีนจรสฺส ความว่าผู้ประพฤติทำ
จิตหลีกเร้นจากอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ กัลยาณปุถุชนบ้าง เสขบุคคลบ้าง.
หน้า 650
ข้อ 223
บทว่า สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย
ความว่า ภิกษุใดปฏิบัติอย่างนี้ ไม่พึงแสดงตนในภพต่างโดยนรกเป็นต้น
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนนั้นของภิกษุนั้นว่าสมควร. อธิบายว่า
ด้วยว่าภิกษุนั้นพึงพ้นจากมรณะนี้ ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า ปฏิลีนจรา วุจฺจนฺติ ความว่า เรียกว่า ผู้ประพฤติโดย
เอื้อเฟื้อซึ่งจิตละอายแต่อารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า สตฺต เสกฺขา ความว่า ชื่อว่า เสขบุคคล ๗ จำพวก
ตั้งต้นแต่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค เพราะ
อรรถว่า ศึกษาในสิกขา ๓ มีอธิศีลสิกขาเป็นต้น.
บทว่า อรหา ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น. ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตต-
ผลนั้น ชื่อว่า หลีกเร้นเพราะเสร็จกิจแล้ว.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุในความประพฤติหลีกเร้นของพระ
เสขะทั้งหลาย จึงกล่าวว่า กึการณา เป็นต้น.
บทว่า เต ตโต ตโต ความว่า พระเสขะ ๗ จำพวกเหล่านั้น
ยังจิตให้หลีกเร้น จากอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า จิตตํ ปฏิลีเนนฺตา ความว่า ยังจิตของตนให้หลีกเร้น.
บทว่า ปฏิกุฏฺเฏนฺตา ความว่า ให้หด.
บทว่า ปฏิวฏฺเฏฺนฺตา ความว่า ม้วนเหมือนเสื่อรำแพน.
บทว่า สนฺนิรุทฺธนฺตา ความว่า กีดขวาง
บทว่า สนฺนิคฺคณฺหนฺตา ความว่า ทำซึ่งการข่ม.
บทว่า สนฺนิวาเรนฺตา ความว่า ห้าม.
หน้า 651
ข้อ 223
บทว่า รกฺขนฺตา ความว่า ทำการรักษา.
บทว่า โคเปนฺตา ความว่า คุ้มครองไว้ในหีบคือจิต.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งทวาร พระสารีบุตรเถระจึงกล่าว
ว่า จกฺขุทฺวาเร เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุทฺวาเร ได้แก่ ทวารคือจักขุ-
วิญญาณ. แม้ในโสตทวารเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนบ้าง ภิกษุผู้เป็น
เสขบุคคลบ้าง ฉะนั้นพระเถระจึงไม่กล่าวเนื้อความแห่งคำของศัพท์ว่าภิกษุ
แสดงภิกษุที่ประสงค์เอาในที่นี้เท่านั้น.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าปุถุชน เพราะยังถอนกิเลส
ทั้งหลายไม่ได้และชื่อว่ากัลยาณะ เพราะประกอบด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น
ฉะนั้นจึงชื่อว่า กัลยาณปุถุชน กัลยาณปุถุชนนั่นแหละ ชื่อว่าผู้เป็น
กัลยาณปุถุชน แห่งภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนนั้น.
ชื่อว่า เสขะ เพราะอรรถว่า ศึกษาอธิศีลเป็นต้น แห่งภิกษุนั้น
ผู้เป็นเสขะบ้าง คือผู้เป็นพระโสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง พระอนาคา
มีบ้าง.
ชื่อว่า อาสนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่นั่ง คือจมลง.
บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอาสนะเหล่าใดมีเตียงและตั่งเป็นต้น.
บทว่า มญฺโจ เป็นต้น เป็นคำแสดงประเภทของอาสนะ แม้เตียง
ท่านก็กล่าวไว้ในอาสนะทั้งหลายในที่นี้ เพราะเป็นโอกาสแม้สำหรับนั่ง
ก็เตียงนั้น เป็นเตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา เตียงมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียว
หน้า 652
ข้อ 223
กันกับขาเตียงมีขาเหมือนปู. และเตียงมีขาจดแม่แคร่ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แม้ตั่งก็เป็นตั่งแบบนั้น อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง.
บทว่า ภิสิ ได้แก่ เบาะขนสัตว์ เบาะผ้า เบาะเปลือกไม้ เบาะ
หญ้า และเบาะใบไม้ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ตฏฏิกา ได้แก่ เสื่อที่ทอด้วยใบตาลเป็นต้น.
บทว่า จมฺมกฺขณฺโฑ ได้แก่ ท่อนหนังอย่างใดอย่างหนึ่งที่ควร
แก่การนั่ง เครื่องลาดทำด้วยหญ้าเป็นต้น ได้แก่เครื่องลาดที่ถักด้วยหญ้า
เป็นต้น.
บทว่า อสปฺปายรูปทสฺสเนน ความว่าจากการแลดูรูปที่ปรารถนา
อันไม่เป็นที่สบาย.
บทว่า วิตฺตํ ความว่า ว่างจากภายใน.
บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า เปล่าจากการเข้าไปแต่ภายนอก.
บทว่า ปวิวิตฺตํ ความว่า เปล่าเป็นอดิเรกว่า ไม่มีคฤหัสถ์ไร ๆ
ในที่นั้น แม้ในการได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปญฺจหิ กามคุเณหิ ความว่า จากส่วนแห่งกาม ๕ คือ
รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของหญิง สมจริงดังที่ท่านกล่าว
ไว้ว่า :-
กามคุณ ๕ ในโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ
โผฏฐัพพะที่น่ารื่นรมย์ เห็นได้ในร่างของหญิง.
บทว่า ภชโต ความว่า ทำการเสพด้วยจิต.
บทว่า สมฺภชโต ความว่า เสพโดยชอบ.
หน้า 653
ข้อ 223
บทว่า เสวโต ความว่า เข้าไปหา.
บทว่า นิเสวโต ความว่า เสพเป็นที่อาศัย.
บทว่า สํเสวโต ความว่า เสพด้วยดี.
บทว่า ปฏิเสวโต ความว่าเข้าไปหาบ่อย ๆ.
บทว่า คณสามคฺคี ได้แก่ความที่สมณะทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กัน คือพร้อมเพรียงกัน.
บทว่า ธมฺมสามคฺคี ได้แก่ความประชุมแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗
ประการ.
บทว่า อนภินิพฺพตฺติสามคฺคี ได้แก่ ประชุมแห่งพระอรหันต์
ทั้งหลายผู้ไม่บังเกิด คือไม่เกิดขึ้น ผู้ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุ.
บทว่า สมคฺคา ความว่า ไม่แยกกันทางกาย.
บทว่า สมฺโนทมานา ความว่า มีจิตบันเทิง คือยินดีด้วยดี.
บทว่า อวิวทมานา ความว่า ไม่กระทำการวิวาทกันด้วยวาจา.
บทว่า ขีโรทกีภูตา ความว่า เป็นเช่นกับน้ำผสมด้วยน้ำนม.
บทว่า เต เอกโต ปกฺขนฺทนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านั้น คือ
โพธิปักขิยธรรม ย่อมเข้าไปสู่อารมณ์เดียวกัน.
บทว่า ปสีทนฺติ ความว่า ย่อมถึงความผ่องใสในอารมณ์นั้นนั่นแล.
บทว่า อนุปาทิเสสาย ความว่า เว้นจากอุปาทาน.
บทว่า นิพฺพานธาตุยา ความว่า ด้วยอมตมหานิพพานธาตุ.
หน้า 654
ข้อ 223
ในบทว่า โอนตฺตํ วา นี้ ความพร่อง ชื่อว่าโอนัตตะ อธิบายว่า
ความไม่สมบูรณ์.
บทว่า ปุณฺณตฺตํ วา ความว่า ความบริบูรณ์ ชื่อว่าปุณณัตตะ
อธิบายว่า หรือความเต็มย่อมไม่ปรากฏ คือไม่มี.
บทว่า เนรยิกานํ ความว่า ชื่อว่าเนรยิกา สัตว์นรก เพราะอรรถ
ว่า ควรกะนรก เพราะความที่มีกรรมให้บังเกิดในนรกของสัตว์นรกเหล่า
นั้น.
บทว่า นิรโย ภวนํ ความว่า นรกนั่นแลเป็นที่อยู่ คือเป็นเรือน
ของสัตว์นรกเหล่านั้น.
แม้ในบทว่า ติรจฺฉานโยนิกานํ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตสฺเสสา สามคฺคี ความว่า การไม่แสดงตนนั้นของภิกษุ
นั้น คือของพระขีณาสพ เป็นนิพพานสามัคคี.
บทว่า เอตํ ฉนฺนํ ความว่า ข้อนั้นเป็นการสมควร.
บทว่า ปฏิรูปํ ความว่า เช่นกัน มีส่วนเปรียบเทียบ คือมิใช่ไม่
เช่นกัน ไม่มีส่วนเปรียบเทียบ.
บทว่า อนุจฺฉวิกํ ความว่า ข้อนั้นสมควรแก่ธรรมที่ทำให้เป็น
สมณะบ้าง แก่ธรรมที่เป็นคำสอนเกี่ยวด้วยมรรคผลนิพพานบ้าง (ย่อม
คล้อยตาม ไปตามความดีงาม) เพราะความสมควรแก่ธรรมเหล่านั้นด้วย
ธรรมเหล่านั้นแต่ที่ใกล้นั่นเองโดยแท้แล ข้อนั้นเป็นอนุโลมและย่อมอนุโลม
แก่ธรรมเหล่านั้น เพราะสมควรนั่นเอง มิได้ตั้งอยู่ในความเป็นข้าศึกที่ขัด
แย้งเลย.
หน้า 655
ข้อ 223
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระกล่าวคาถา ๓ คาถา ต่อจากนี้ เพื่อจะกล่าว
สรรเสริญพระขีณาสพที่ท่านสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า โย อตฺตานํ ภวเน น
ทสฺสเย ดังนี้.
บรรดาคาถา ๓ คาถาเหล่านั้น คาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า ในอายตนะ ๑๒. ในนิทเทสว่า น ปิยํ
กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ มีความว่า :-
บทว่า ปิยา ความว่า กระทำปีติในใจ.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงสัตว์และสังขารเหล่านั้นเป็นส่วน ๆ จึง
กล่าวว่า กตเม สตฺตา ปิยา อิธ ยสฺส เต โหนฺติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เต ตัดบทเป็น เย อสฺส เต
ความว่า สัตว์เหล่านั้น.
บทว่า โหนฺติ ความว่า เป็น.
บทว่า อตฺถกามา ความว่า ผู้ใคร่ความเจริญ.
บทว่า หิตถามา ความว่า ผู้ใคร่ความสุข.
บทว่า ผาสุกามา ความว่า ผู้ใคร่อยู่เป็นสุข.
บทว่า โยคกฺเขมกามา ความว่า ผู้ใคร่ความเกษม คือปลอดภัย
จากโยคะ ๔.
ชื่อว่า มารดา เพราะอรรถว่า ถนอมรัก.
ชื่อว่า บิดา เพราะอรรถว่า ประพฤติน่ารัก.
ชื่อว่า พี่น้องชาย เพราะอรรถว่า คบกัน.
แม้ในบทว่า ภคินี นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 656
ข้อ 223
ชื่อว่า บุตร เพราะอรรถว่า ทำสกุลให้บริสุทธิ์ คือรักษาวงศ์สกุล.
ชื่อว่า ธิดา เพราะอรรถว่า ดำรงวงศ์สกุลไว้.
มิตร ได้แก่สหาย. อามาตย์ ได้แก่คนเลี้ยงดู. ญาติ ได้แก่ญาติ
ฝ่ายบิดา. สาโลหิต ได้แก่ญาติฝ่ายมารดา.
บทว่า อิเม สตฺตา ปิยา ความว่า สัตว์เหล่านั้นยังปีติให้เกิด สัตว์
เป็นที่ชัง พึงทราบโดยปริยายตรงกัน ข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
ก็ในบทว่า ยทิทํ ทิฏฺสุตํ มุเตสุ วา นี้ พึงทราบการเชื่อมความ
อย่างนี้ว่า มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือธรรมารมณ์
ที่ทราบ ฉันนั้น.
บทว่า อุทกเถโว ได้แก่ หยดแห่งน้ำ ปาฐะว่า อุทกตฺเถวโก
ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปทุมปตฺเต ได้แก่ บนใบบัว.
แม้ในบทว่า โธโน น หิ เตน มญฺติ ยทิทํ ทิฏฺสุตํ มุเตสุ
วา นี้ก็พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้เหมือนกันว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญา
เป็นเครื่องกำจัดย่อมไม่สำคัญด้วยวัตถุที่เห็นหรือที่ได้ยินนั้น หรือย่อมไม่
สำคัญในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่ทราบ.
บทว่า น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชติ ความว่า ย่อมไม่กำหนัด
นัก เหมือนพาลปุถุชน ย่อมไม่คลายกำหนัด เหมือนกัลยาณปุถุชน
และเสขบุคคล แต่ย่อมถึงการนับว่า เป็นผู้คลายกำหนัดแล้ว เพราะมีราคะ
สิ้นแล้ว บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้นแล.
หน้า 657
ข้อ 223
บทว่า ตาย ปญฺาย กายทุจฺจริตํ ความว่า พระโยคีกำหนด
สิ่งที่ควรกำหนด ด้วยปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐินั้น หรือด้วยปัญญาอันเป็น
ส่วนเบื้องต้นนั่นเอง กำจัดกายทุจริต ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งการตัดขาด.
ก็บุคคลนี้เมื่อกำจัดวิปันนธรรมในเทศนาธรรมทั้งหลาย เป็นบุคคลผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยธุตธรรม จึงชื่อว่าย่อมกำจัด ก็ผู้ใช้ปัญญาเป็นเครื่องกำจัด
ธรรมเหล่านั้น เริ่มที่จะกำจัดในขณะที่เป็นปัจจุบันของตน ท่านเรียกว่า
ผู้กำจัด เหมือนคนที่เริ่มบริโภค เขาเรียกว่า ผู้บริโภค อนึ่ง พึงทราบ
ลักษณะโดยศัพท์ศาสตร์ในที่นี้.
บทว่า ธุตํ เป็นกัตตุสาธนะ กำจัดด้วยโสดาปัตติมรรค. ล้างด้วย
สกทาคามิมรรค. ชำระด้วยอนาคามิมรรค. ซักฟอกด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า โธโน ทิฏฺํ น มญฺติ ความว่า พระอรหันต์ย่อม
ไม่สำคัญรูปายตนะที่เห็นด้วยมังสจักษุก็ตาม ด้วยความสำคัญ ๓ อย่าง
อย่างไร ? พระอรหันต์ไม่เห็นรูปายตนะด้วยสุภสัญญาและสุขสัญญา. ย่อม
ไม่ยังฉันทราคะให้เกิดในรูปายตนะนั้น. ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลินรูปายตนะ
นั้น. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหา อย่างนี้.
ก็หรือว่าพระอรหันต์ไม่หวังความเพลิดเพลินในรูปายตนะนี้ว่า รูป
ของเราในอนาคตกาลพึงเป็นดังนี้ หรือเมื่อหวังรูปสมมติ ไม่ให้ทาน ไม่
สมาทานศีล ไม่กระทำอุโบสถกรรม พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็น
ด้วยความสำคัญด้วยตัณหา อย่างนี้ก็มี ก็พระอรหันต์มิได้อาศัยสมาบัติและ
วิบัติแห่งรูป ทั้งของตนและคนอื่นยังมานะให้เกิดว่า เราประเสริฐกว่าผู้นี้
หน้า 658
ข้อ 223
บ้าง เราเสมอผู้นี้บ้าง เราเลวกว่าผู้นี้บ้าง. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่
เห็น ด้วยความสำคัญด้วยมานะอย่างนี้. ก็พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญ
รูปายตนะว่าเที่ยง ยั่งยืน แน่นอน ไม่สำคัญคนว่ามีด้วยตน ไม่สำคัญสิ่งไม่
เป็นมงคลว่าเป็นมงคล. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็น ด้วยความ
สำคัญด้วยทิฏฐิ อย่างนี้.
บทว่า ทิฏฺสฺมึ น มญฺติ ความว่า เมื่อไม่สำคัญตนในรูป
โดยนัยแห่งการพิจารณาเห็น ชื่อว่าย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น พระอรหันต์
เมื่อไม่สำคัญว่ากิเลสมีราคะเป็นต้นในรูป เหมือนน้ำนมในถัน ชื่อว่าย่อม
ไม่สำคัญในรูปที่เห็น.
ก็ความสำคัญด้วยตัณหาและมานะ พึงทราบว่า ไม่มีแก่พระอรหันต์
นั้นผู้ไม่ยังสิเนหาและมานะให้เกิดขึ้นในวัตถุที่คนไม่สำคัญ ด้วยความสำคัญ
ด้วยทิฏฐินั้นแหละ พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญ ในรูปที่เห็นอย่างนี้.
ก็บทว่า ทิฏฺโต ในบททั้งหลายว่า ทิฏฺโต น มญฺติ นี้เป็น
ปัญจมีวิภัตติ. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เมื่อไม่สำคัญอุบัติหรือความเข้าถึงแต่
รูปที่เห็นมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว ของตนก็ตามของผู้อื่นก็ตามพร้อมทั้ง
อุปกรณ์ หรือว่าตนเป็นอื่นจากรูปที่เห็น พึงทราบว่า ไม่สำคัญแต่รูปที่
เห็น พระอรหันต์นั้นไม่มีความสำคัญด้วยทิฏฐินี้ แม้ความสำคัญด้วยตัณหา
และมานะพึงทราบว่า ไม่มีแก่พระอรหันต์นั้นผู้ไม่ยังสิเนหาและมานะให้
เกิดขึ้นในวัตถุที่ตนไม่สำคัญด้วยความสำคัญด้วยทิฏฐินั้นแหละ.
ก็ในบทว่า ทิฏฺิ เมติ น มญฺติ นี้ ความว่า พระอรหันต์
หน้า 659
ข้อ 223
ไม่ยึดถือเป็นของเรา ด้วยสามารถแห่งตัณหาว่า นั่นของเรา ย่อมไม่สำคัญ
รูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหา.
บทว่า สุตํ ความว่า ได้ยินดีด้วยมังสโสตก็ตาม ได้ยินด้วยทิพโสต
ก็ตาม บทนี้เป็นชื่อแห่งสัททายตนะ.
บทว่า มุตํ ความว่า เข้าไปจดอารมณ์ที่ทราบและนับแล้วถือเอา
ท่านอธิบายไว้ว่า อารมณ์แห่งอินทรีย์ทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น
ด้วยสังกิเลส บทนี้เป็นชื่อแห่งคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะ.
บทว่า วิญฺาตํ ความว่า รู้แจ้งด้วยใจ บทนี้เป็นชื่อแห่งอายตนะ
๗ ที่เหลือ แม้ธรรมารมณ์ในที่นี้ ก็ย่อมได้อารมณ์ที่เนื่องด้วยสักกายทิฏฐิ
นั่นแล ส่วนความพิสดารในข้อนี้ พึงทราบตามนี้ที่กล่าวแล้วในทิฏฐวาระ.
ในบัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งสูตรที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ จึงกล่าวคำว่า อสฺมีติ ภิกฺขเว เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺมิ ความว่า มีอยู่ บทนี้เป็นชื่อ
ของความเที่ยง.
บทว่า มญฺิตเมตํ ความว่า ข้อนั้นเป็นเครื่องกำหนดด้วยทิฏฐิ.
บทว่า มม อหมสฺมิ ความว่า เรามีอยู่ คือเป็นอยู่แก่เรา.
บทว่า อญฺตฺร สติปฏฺาเนหิ ความว่า เว้นสติปัฏฐาน ๔.
บทว่า สพฺเพ พาลปุถุชฺชนา รชฺชนฺติ ความว่า ชนต่าง ๆ
ผู้เป็นอันธพาลทั้งสิ้นย่อมติด.
หน้า 660
ข้อ 223
บทว่า สตฺต เสกฺขา วิรชฺชนฺติ ความว่า อริยชน ๗ จำพวก
มีพระโสดาบันเป็นต้น ย่อมถึงความคลายกำหนัด.
บทว่า อรหา เนว รชฺชติ โน วิรชฺชติ ความว่า ด้วยว่า
พระอรหันต์ย่อมไม่ทำทั้งสองอย่าง เพราะกิเลสทั้งหลายดับสนิทแล้ว.
บททั้ง ๓ ว่า ขยา ราคสฺส เป็นต้น คือพระนิพพานนั่นแล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถา มหานิทเทส
อรรถกถา ชราสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๖
หน้า 661
ข้อ 224, 225
ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๗
[๒๒๔] ท่านพระติสสเมตเตยยะ กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก
ซึ่งความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุน-
ธรรม พวกข้าพระองค์ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว จัก
ศึกษาในวิเวก.
ว่าด้วยเมถุนธรรม
[๒๒๕] คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนื่อง ๆ ในเมถุนธรรม
ความว่า ชื่อว่า เมถุนธรรม ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ ธรรมของชาว
บ้าน ธรรมของคนเลว ธรรมชั่วหยาบ ธรรมมีน้ำเป็นที่สุด ธรรมอัน
พึงทำในที่ลับ ธรรมคือความถึงพร้อมด้วยธรรมของคนคู่กัน.
เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเมถุนธรรม ? เพราะเป็นธรรมของคนทั้งสอง
ผู้กำหนัด กำหนัดกล้า ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะ
ครอบงำ เป็นเช่นเดียวกันทั้งสองคน เพราะเหตุดังนี้นั้น จึงเรียกว่า
เมถุนธรรม.
คน ๒ คนทำความทะเลาะกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนทำความ
มุ่งร้ายกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนทำความอื้อฉาวกัน เรียกว่าคนคู่,
หน้า 662
ข้อ 226
คน ๒ คนทำความวิวาทกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนก่ออธิกรณ์กัน
เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนพูดกัน เรียกว่าคนคู่ คน ๒ คนปราศรัยกัน
เรียกว่าคนคู่, ฉันใด ธรรมนั้นเป็นธรรมของคนทั้งสองผู้กำหนัด กำหนัด
กล้า ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะครอบงำ เป็นเช่น
เดียวกันทั้งสองคน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้แล้ว จึงเรียกว่า
เมถุนธรรม.
คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม ได้แก่
ของบุคคลผู้ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบเอื้อเฟื้อ ประกอบพร้อม ใน
เมถุนธรรม คือผู้ประพฤติในเมถุนธรรม มักมากในเมถุนธรรม หนักใน
เมถุนธรรม น้อมไปในเมถุนธรรม โน้นไปในเมถุนธรรม โอนไปใน
เมถุนธรรม น้อมใจไปในเมถุนธรรม มีเมถุนธรรมนั้นเป็นใหญ่ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม.
[๒๒๖] คำว่า ท่านพระติสสเมตเตยยะกราบทูลถามพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า มีความว่า ศัพท์ว่า อิติ เป็นบทสนธิเชื่อมบท เป็น
ปทปูรณะ ควบอักษร เป็นศัพท์มีพยัญชนะสละสลวย เป็นลำดับบท.
คำว่า อายสฺมา เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความ
เคารพ เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ เป็นคำกล่าวด้วยความ
ยำเกรง.
คำว่า ติสฺส เป็นนาม เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ
เป็นโวหาร เป็นชื่อ เป็นความตั้งขึ้น เป็นความทรงชื่อ เป็นเครื่องกล่าว.
ถึง เป็นเครื่องแสดงความหมาย เช่นเครื่องกล่าวเฉพาะ แห่งพระเถระนั้น.
หน้า 663
ข้อ 227, 228, 229
คำว่า เมตเตยยะ เป็นโคตร เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้
เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร แห่งพระเถระนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่าน
พระติสสเมตเตยยะกราบทูลถามผู้มีพระภาคเจ้าว่า.
[๒๒๗] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรด
ตรัสบอกซึ่งความคับแค้น มีความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ
โปรดบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้แสดง
ประกาศซึ่งความคับแค้น คือ ความเข้าไปกระทบ ความเบียดเบียน ความ
กระทบกระทั่ง ความระทมทุกข์ ความขัดข้อง.
คำว่า มาริสะ เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความ
เคารพ เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ เป็นคำกล่าวด้วยความ
ยำเกรง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์
โปรดตรัสบอกซึ่งความคับแค้น.
[๒๒๘] คำว่า ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว มีความว่า ได้
ฟัง ได้สดับ ศึกษา เข้าไปทรง เข้าไปกำหนด ซึ่งพระดำรัส คำเป็นทาง
เทศนา คำพร่ำสอนขอพรพระองค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้ฟังคำสอน
ของพระองค์แล้ว.
ว่าด้วยวิเวก ๓
[๒๒๙] คำว่า จักศึกษาในวิเวก มีความว่า คำว่า วิเวก ได้แก่
วิเวก ๓ คือ กายวิเวก, จิตวิเวก, อุปธิวิเวก.
หน้า 664
ข้อ 229
กายวิเวกเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอัน
สงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฎ ที่แจ้ง
ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดกายอยู่ คือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว
นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่หลีกเร้น
ผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไปอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ
ประพฤติรักษา เป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.
จิตตวิเวกเป็นไฉน ? ภิกษุเข้าปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์. เข้า
ทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร. เข้าตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ.
เข้าจตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์. เข้าอากาสานัญจายตนฌาน มี
จิตสงัดจากรูปสัญญา ปฎิฆสัญญา นานัตตสัญญา. เข้าวิญญาณัญจาย-
ตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา. เข้าอากิญจัญญายตนฌาน
มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา. เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มี
จิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา. เมื่อเป็นพระโสดาบัน มีจิตสงัดจาก
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
จากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น. เป็นพระสก-
ทาคามี มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย
ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราค-
สังโยชน์เป็นต้นนั้น. เป็นพระอนาคามี มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์
ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด และจากกิเลสที่
ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น. เป็น
พระอรหันต์ มีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
หน้า 665
ข้อ 229
มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับ
รูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่า
จิตตวิเวก.
อุปธิวิเวกเป็นไฉน ? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่า
อุปธิ อมตนิพพาน เรียกว่า อุปธิวิเวก ได้แก่ ความระงับสังขารทั้งปวง
ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความ
ออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก.
ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออก ผู้ยินดียิ่งในเนกขัมมะ.
จิตตวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้ว
อย่างยิ่ง. อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็น
วิสังขาร.๑
คำว่า จักศึกษาในวิเวก มีความว่า พระเถระนั้นมีสิกขาอันศึกษา
แล้วโดยปกติ อีกอย่างหนึ่ง พระเถระนั้นเมื่อจะทูลขอพระธรรมเทศนา
จึงกราบทูลอย่างนี้ว่า จักศึกษาในวิเวก เพราะเหตุนั้น พระติสสเมตเตยย
เถระจึงกราบทูลอย่างนี้ว่า :- (ท่านพระติสสเมตเตยยะกราบทูลถามพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก
ซึ่งความคับแค้นของบุคคลประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม
พวกข้าพระองค์ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว จักศึกษา
ในวิเวก.
๑. วิสังขารธรรม - ธรรมอันเป็นปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว.
หน้า 666
ข้อ 230, 231
[๒๓๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนเมตเตยยะ)
คำสั่งสอนของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุน
ธรรมย่อมเลอะเลือน และบุคคลนั้นย่อมปฏิบัติผิด นี้เป็น
ธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น.
[๒๓๑] คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม
ความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ ธรรมของชาวบ้าน
ธรรมของคนเลว ธรรมชั่วหยาบ ธรรมมีน้ำเป็นที่สุด ธรรมอันพึงทำใน
ที่ลับ ธรรมคือความถึงพร้อมด้วยธรรมของคนคู่กัน.
เพราะเหตุไรจึงเรียกเมถุนธรรม ? เพราะเป็นธรรมของตนทั้งสอง
ผู้กำหนัด กำหนัดกล้า ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะ
ครอบงำ เป็นเช่นเดียวกันทั้งสองคน เพราะเหตุดังนี้นั้น จึงเรียกว่า
เมถุนธรรม.
คน ๒ คนทำความทะเลาะกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนทำความ
มุ่งร้ายกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนทำความอื้อฉาวกัน เรียกว่าคนคู่, คน
๒ คนทำความวิวาทกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนก่ออธิกรณ์กัน เรียกว่า
คนคู่, คน ๒ คนพูดกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนปราศรัยกัน เรียกว่า
คนคู่, ฉันใด ธรรมนั้นเป็น ธรรมของคนทั้งสองผู้กำหนัด กำหนัดกล้า
ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะครอบงำ เป็นเช่นเดียวกัน
ทั้งสองคน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น จึงเรียกว่า เมถุนธรรม.
คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม ได้แก่
ของบุคคลผู้ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบเอื้อเฟื้อ ประกอบพร้อมใน
หน้า 667
ข้อ 231
เมถุนธรรม คือผู้ประพฤติในเมถุนธรรม มักมากในเมถุนธรรม หนักใน
เมถุนธรรม น้อมไปในเมถุนธรรม โน้มไปในเมถุนธรรม โอนไปใน
เมถุนธรรม น้อมใจไปในเมถุนธรรม มีเมถุนธรรมนั้นเป็นใหญ่ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระนั้น โดยโคตรว่า เมตเตยยะ.
คำว่า ภควา เป็นพระนามเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะอรรถว่า ทรงทำลายราคะ
ทำลายโทสะ ทำลายโมหะ ทำลายมานะ ทำลายทิฏฐิ ทำลายเสี้ยนหนาม
ทำสายกิเลส และเพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรงจำแนกวิเศษ ทรง
จำแนกวิเศษเฉพาะ ซึ่งธรรมรัตนะ เพราะอรรถว่า ทรงทำซึ่งที่สุดแห่ง
ภพทั้งหลาย เพราะอรรถว่า มีพระกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว
มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะ
และป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากชนผู้
สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
อันเป็นอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
หน้า 668
ข้อ 231
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔
อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘
อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณ-
สมาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ อสุภสมาบัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่ง สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปป-
ธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพลญาณ ๑๐ เวสา-
รัชชธรรม ๔ ปฏิสัมภิทา ๘ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภควา.
พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระ
ภคินี มิตร อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้
เฉลิมให้พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม เป็นสัจฉิกาบัญญัติ
พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ โคนแห่งต้นโพธิ์ ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมตเตยยะ.
หน้า 669
ข้อ 232, 233
[๒๓๒] คำว่า คำสั่งสอน....ย่อมเลอะเลือน มีความว่า คำสั่ง
สอนย่อมเลอะเลือนด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ คำสั่งสอนทางปริยัติย่อม
เลอะเลือน ๑ คำสั่งสอนทางปฏิบัติย่อมเลอะเลือน ๑.
คำสั่งสอนทางปริยัติเป็นไฉน ? คำสั่งสอนใด คือ สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ
อันบุคคลนั้นศึกษาแล้ว นี้ชื่อว่าคำสั่งสอนทางปริยัติ คำสั่งสอนทางปริยัติ
แม้นั้น ย่อมเลอะเลือน ฟั่นเฝือ เหินห่าง. คำสั่งสอน....ย่อมเลอะ
เลือนแม้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
คำสั่งสอนทางปฏิบัติเป็นไฉน ? ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติ
สมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ความ
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้กระทำให้สมบูรณ์ในศีล ความ
เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
ในโภชนะ ความประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ พละ ๕ โพชฌงค์
๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ชื่อว่าคำสั่งสอนทางปฏิบัติ คำสั่งสอนทางปฏิบัติ
แม้นั้น ย่อมเลอะเลือน ฟั่นเฝือ เหินห่าง คำสั่งสอนย่อมเลอะเลือนแม้
อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
[๒๓๓] คำว่า บุคคลนั้นย่อมปฏิบัติผิด มีความว่า บุคคลนั้น
ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง. ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้น
เฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักปล้นที่หนทางเปลี่ยวบ้าง คบหาภรรยาของ
ผู้อื่นบ้าง กล่าวคำเท็จบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อม
ปฏิบัติผิด.
หน้า 670
ข้อ 234, 235, 236
[๒๓๔] คำว่า นี้เป็นธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น มี
ความว่า ข้อปฏิบัติผิดนี้ เป็นธรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นธรรมของตน
พาล เป็นธรรมของตนหลง เป็นธรรมของตนไม่รู้. เป็นธรรมของคนมี
ถ้อยคำดิ้นได้ไม่ตายตัว ในบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นี้เป็น
ธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงตรัสว่า :- (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมตเตยยะ.)
คำสั่งสอนของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุน
ธรรมย่อมเลอะเลือน และบุคคลนั้นย่อมปฏิบัติผิด นี้เป็น
ธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น.
[๒๓๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลใดเป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น ย่อมซ่อง
เสพเมถุนธรรม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่าเป็น
ปุถุชนคนเลวในโลก เหมือนยวดยานที่หมุนไป ฉะนั้น.
ว่าด้วยผู้บวชแล้วสึก
[๒๓๖] คำว่า เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น มีความว่า เป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยส่วนบรรพชา
๑, ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ ๑.
เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น ด้วยส่วนบรรพชาอย่างไร ? บุคคล
ตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ
หน้า 671
ข้อ 237, 238
ตัดกังวลในมิตรและอำมาตย์ ตัดกังวลในความสั่งสม ปลงผมและหนวด
นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล
เป็นผู้เดียวเที่ยวไป คือ อยู่ เปลี่ยนกิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป
ให้เป็นไป ยังอัตภาพให้เป็นไป ชื่อว่า เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้อง
ต้น ด้วยส่วนบรรพชาอย่างนี้.
เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่อย่าง
ไร ? บุคคลนั้นบวชแล้วอย่างนั้น เป็นผู้เดียว ซ่องเสพเสนาสนะ อันเป็น
ป่าละเมาะและป่าทึบ อันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้องปราศจาก
ชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น
ภิกษุนั้น เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อ
บิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่หลีกเร้นผู้เดียว อธิษฐานจงกรม
ผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็น
ไป ให้เป็นไป ชื่อว่า เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น ด้วยการละ
ความคลุกคลีด้วยหมู่ อย่างนี้.
[๒๓๗] คำว่า บุคคลใด ย่อมซ่องเสพเมถุนธรรม มีความว่า
ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ธรรมของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า
เมถุนธรรม คำว่า บุคคลใด....ย่อมซ่องเสพเมถุนธรรม ความว่า
สมัยต่อมา บุคคลนั้นบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา
เวียนมาเป็นคฤหัสถ์ ย่อมเสพ ซ่องเสพ หมกมุ่น เสพเฉพาะซึ่งเมถุนธรรม
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลใด....ย่อมซ่องเสพเมถุนธรรม.
[๒๓๘] คำว่า บุคคลนั้น....ในโลก เหมือนยวดยานที่หมุน
หน้า 672
ข้อ 238
ไปฉะนั้น มีความว่า คำว่า ยาน ได้แก่ ยานช้าง ยานม้า ยานโค ยานแกะ
ยานแพะ ยานอูฐ ยานลา ที่หมุนไป คือที่เขามิได้ฝึกหัด มิได้ฝึกฝน
มิได้อบรม ย่อมแล่นไปผิดทาง คือ ย่อมขึ้นบนตอไม้บ้าง กองหินบ้าง
ที่ไม่เรียบ ทำลายยานบ้าง ผู้ขับขี่บ้าง ตกไปในเหวบ้าง ยานนั้นที่หมุน
ไปคือที่เขามิได้ฝึกหัด มิได้ฝึกฝน มิได้อบรม ย่อมแล่นไปผิดทาง ฉันใด
บุคคลนั้นหมุนผิดไป เปรียบเหมือนยานที่หมุนไป ย่อมถึงทางผิด คือถือ
มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ ถือมิจฉาสมาธิ ก็ฉันนั้น ยานนั้นที่หมุนไป คือที่เขามิ
ได้ฝึกหัด มิได้ฝึกฝน มิได้อบรม ย่อมขึ้นบนตอไม้บ้าง กองหินบ้างที่
ไม่เรียบร้อย ฉันใด บุคคลนั้นหมุนไปผิด เปรียบเหมือนยานที่หมุนไป
ย่อมขึ้นสู่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ปาณาติบาต อทินนาทาน
กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมฝัปปลาป อภิชฌา
พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ สังขาร กามคุณ ๕ นิวรณ์ อันไม่เสมอ ฉันนั้น
เหมือนกัน ยานนั้นที่หมุนไป คือที่เขามิได้ฝึกหัด มิได้ฝึกฝน มิได้อบรม
ย่อมทำลายแม้ผู้ขับขี่ ฉันใด บุคคลนั้นหมุนไปผิด เปรียบเหมือนยาน
ที่หมุนไป ย่อมทำลายตนในนรก ทำลายตนในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ทำลาย
ตนในวิสัยแห่งเปรต ทำลายตนในมนุษย์โลก ทำลายตนในเทวโลก ฉัน
นั้น ยานนั้นที่หมุนไป คือที่เขามิได้ฝึกฝน มิได้ฝึกหัด มิได้อบรม ย่อม
ตกเหวบ้าง ฉันใด บุคคลนั้นหมุนไปผิด เปรียบเหมือนยานที่หมุนไป
ย่อมตกไปสู่เหวคือชาติบ้าง ตกไปสู่เหวคือชราบ้าง ตกไปสู่เหวคือพยาธิบ้าง
ตกไปสู่เหวคือมรณะบ้าง ตกไปสู่เหวคือโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
และอุปายาสบ้าง ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 673
ข้อ 239
คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก ฯลฯ มนุษยโลก เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้น......ในโลกเหมือนยวดยานที่หมุนไป
ฉะนั้น.
[๒๓๙] คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นปุถุชนคนเลว มี
ความว่า คำว่า ปุถุชน ความว่า ชื่อปุถุชน เพราะอรรถว่าอะไร ?
ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า ยังกิเลสอันหนาแน่นให้เกิด เพราะอรรถ
ว่า มีสักกายทิฏฐิที่ยังไม่ได้กำจัดหนาแน่น เพราะอรรถว่า ปฏิญาณต่อ
ศาสดามาก เพราะอรรถว่า อันคติทั้งปวงร้อยไว้มาก เพราะอรรถว่า
ผู้อันอภิสังขารต่าง ๆ ปรุงแต่งไว้มาก เพราะอรรถว่า ผู้ลอยไปตามโอฆ-
กิเลสต่าง ๆ มาก เพราะอรรถว่า ผู้เดือดร้อนด้วยความเดือนร้อนต่าง ๆ
มาก เพราะอรรถว่า ผู้เร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนต่าง ๆ มาก เพราะอรรถ
ว่า ผู้กำหนัด ปรารถนา ยินดี ติดใจ ลุ่มหลง ข้องเกี่ยว เกี่ยวพัน
พัวพัน ในกามคุณ ๕ มาก และเพราะอรรถว่า อันนิวรณ์ ๕ ร้อยรัด
ปกคลุม หุ้มห่อ ปิดบัง ปกปิด ครอบงำไว้มาก.
คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นปุถุชนคนเลว มีความว่า
ได้กล่าว บอก พูด แสดง แถลงอย่างนี้ว่าเป็นปุถุชนคนเลว ทราม
ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวว่าเป็นปุถุชนคนเลว เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุคคลใดเป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น ย่อมซ่อง
เสพเมถุนธรรม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่าเป็น
ปุถุชนคนเลวในโลก เหมือนยวดยานที่หมุนไป ฉะนั้น.
หน้า 674
ข้อ 240, 241
[๒๔๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ยศและเกียรติในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อมเสื่อมไป
ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละเมถุน
ธรรมเสีย.
ว่าด้วยยศและเกียรติ
[๒๔๑] คำว่า ยศและเกียรติในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อม
เสื่อมไป. มีความว่า ยศเป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
อันชนทั้งหลายสักการะเคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมแล้วเป็นผู้ได้จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ในกาลก่อน คือใน
คราวเป็นสมณะ นี้เรียกว่า ยศ
เกียรติเป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้อันชนทั้งหลาย
สรรเสริญเกียรติคุณว่า เป็นบัณฑิตผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูตร มีถ้อย
คำไพเราะ มีปฏิภาณดี ทรงจำพระสูตรบ้าง ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็น
พระธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือ
การทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก
เป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการห้ามภัตในภายหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือการ
อยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตรบ้าง เป็นผู้พูดปฐมฌานบ้าง เป็นผู้
ได้ทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้จตุตถฌานบ้าง เป็นผู้
ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง
หน้า 675
ข้อ 242
เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตน
สมาบัติบ้าง ในกาลก่อน คือในคราวเป็นสมณะ นี้เรียกว่า เกียรติ.
คำว่า ยศและเกียรติในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อมเสื่อมไป
มีความว่า สมัยต่อมา เมื่อภิกษุนั้นบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
สิกขา เวียนมาเป็นคฤหัสถ์ ยศนั้นและเกีตรตินั้นย่อมเสื่อมไปคือ เสื่อมรอบ
สิ้นไป หมดไป สิ้นไป สลายไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ยศและเกียรติ
ในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อมเสื่อมไป.
ว่าด้วยสิกขา ๓ อย่าง
[๒๔๒] คำว่า ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้วพึงศึกษาเพื่อ
ละเมถุนธรรมเสีย มีความว่า คำว่า นั้น คือ ภิกษุเห็น พบ เทียบ-
เตียงพิจารณาทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่งสมบัติและวิบัตินั้น คือ
ยศและเกียรติในกาลก่อน คือในคราวเป็นสมณะ กลายเป็นความเสื่อมยศ
และเสื่อมเกียรติของภิกษุผู้บอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา
แล้วเวียนมาเป็นคฤหัสถ์ในภายหลัง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นความ
เสื่อมแม้นั้นแล้ว.
คำว่า พึงศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา ๑
อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑.
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วย
ความสำรวมในปาติโมกข์ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจระ เห็นภัยในโทษ
หน้า 676
ข้อ 242
ทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ศีลขันธ์
น้อย ศีลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องต้น เป็นเครื่องประพฤติ เป็น
ความสำรวม เป็นความระวัง เป็นปาก เป็นประธาน แห่งความถึงพร้อม
แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า อธิศีลสิกขา.
อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก
อยู่ เพราะวิตกวิจารสงบไป บรรลุทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตใน
ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิด
แต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป จึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย
นามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็น
ผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัส
ก่อน ๆ ได้ บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ
บริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า อธิจิตตสิกขา.
อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปัญญาประ
กอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ
นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ
นี้เรียกว่า อธิปัญญาสิกขา.
คำว่า เมถุนธรรม มีความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ ธรรม
ของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เมถุนธรรม.
หน้า 677
ข้อ 243, 244
คำว่า ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละ
เมถุนธรรมเสีย มีความว่า ภิกษุพึงศึกษาแม้อธิศีล พึงศึกษาแม้อธิจิต
พึงศึกษาแม้อธิปัญญา เพื่อละ เพื่อสงบ เพื่อสละคืน เพื่อระงับเมถุนธรรม
คือภิกษุเมื่อนึก เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อ
น้อมจิตไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร เมื่อเข้าไปตั้งสติ เมื่อตั้งจิต
ให้มั่น เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่พึงรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่
พึงกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่พึงละ เมื่อเจริญธรรมที่พึงเจริญ เมื่อทำให้แจ้ง
ซึ่งธรรมที่พึงทำให้แจ้ง พึงศึกษา พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติด้วยดี
สมาทานประพฤติซึ่งสิกขา ๓ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภิกษุเห็น
ความเสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละเมถุนธรรมเสีย เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ยศและเกียรติในกาลก่อนของภิกษุนั้นย่อมเสื่อมไป
ภิกษุเห็นความเสื่อมแม้นั้นแล้ว พึงศึกษาเพื่อละเมถุนธรรม
เสีย.
[๒๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ภิกษุนั้นถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา เหมือน
คนกำพร้า ได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อม
เป็นผู้เก้อเขินเป็นผู้เช่นนั้น.
ว่าด้วยข้อเสียของภิกษุ
[๒๔๔] คำว่า ภิกษุนั้นถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา
เหมือนคนกำพร้า มีความว่าภิกษุนั้น อันความดำริในกาม ดำริใน
หน้า 678
ข้อ 245
พยาบาท ดำริในควานเบียดเบียน ดำริด้วยทิฏฐิ ถูกต้อง ครอบงำ กลุ้มรุม
ประกอบ ย่อมซบเซา. ซึมเซา เซื่อมซึม หงอยเหงา เหมือนคนกำพร้า
คนโง่ คนหลงใหล นกเค้าคอยดักจับหนูอยู่ที่กิ่งไม้ ย่อมซบเซา ซึมเซา
เซื่อมซึม หงอยเหงา ฉันใด สุนัขจิ้งจอก ดักจับปลาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ
ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่อมซึม หงอยเหงา ฉันใด แมวคอยดักจับหนู.
อยู่ในที่ต่อ ที่ท่อน้ำ ที่ฝั่งน้ำมีเปือกตม ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่อมซึม
หงอยเหงา ฉันใด ลามีแผลที่หลัง ย่อมซบเซา ซึมเซา เซื่อมซึม
หงอยเหงาอยู่ในที่โขดหิน ที่ท่าน้ำ และฝั่งมีเปือกตม ฉันใด ภิกษุนั้น
ผู้หมุนไปผิด อันความดำริในกาม ดำริในพยาบาท ดำริในความเบียดเบียน
ดำริด้วยทิฏฐิ ถูกต้อง ครอบงำ กลุ้มรุม ประกอบ ย่อมซบเซา ซึมเซา
เซื่อมซึม หงอยเหงา ฉันนั้น เหมือนคนกำพร้า คนโง่ คนหลงใหล
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภิกษุนั้นถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา
เหมือนคนกำพร้า.
[๒๔๕] คำว่า ได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อม
เป็นผู้เก้อเขิน เป็นผู้เช่นนั้น มีความว่า คำว่า ชนเหล่าอื่น คือ
อุปัชฌาย์บ้าง อาจารย์บ้าง ชนชั้นอุปัชฌาย์บ้าง ชนชั้นอาจารย์บ้าง มิตร
บ้าง คนที่เคยเห็นกันบ้าง คนที่เคยคบกันบ้าง สหายบ้าง ย่อมตักเตือนว่า
ดูก่อนอาวุโส ไม่ใช่ลาภของท่านแล ท่านเอาดีไม่ได้แล้ว คือข้อที่ท่าน
ได้พระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่เห็นปานนี้ บวชในธรรมวินัยที่พระศาสดาตรัสดี
แล้วอย่างนี้ ได้คณะพระอริยะเห็นปานนี้แล้ว บอกคืนพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ สิกขา แล้วเวียนมาเพื่อความเป็นคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งเมถุน
หน้า 679
ข้อ 246
ธรรมอันเลว ท่านชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธาในกุศลธรรมทั้งหลายบ้าง เป็น
ผู้ไม่มีหิริในกุศลธรรมทั้งหลายบ้าง เป็นผู้ไม่มีโอตตปปะในกุศลธรรม
ทั้งหลายบ้าง เป็นผู้ไม่มีสติในกุศลธรรมทั้งหลายบ้าง เป็นผู้ไม่มีปัญญา
ในกุศลธรรมทั้งหลายบ้าง ดังนี้ ภิกษุนั้นได้ยิน ได้ฟัง กำหนด พิจารณา
ตรวจตราแล้ว ซึ่งถ้อยคำ คำเป็นคลอง คำแสดง คำสั่งสอน ของ
อุปัชฌาย์เป็นต้นเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน คือ ขวยเขิน อึดอัด กระ-
ดากอาย เสียใจ.
คำว่า ผู้เป็นเช่นนั้น ได้แก่ ภิกษุผู้หมุนไปผิดนั้น ย่อมเป็นผู้
เช่นนั้น คือ เป็นผู้เหมือนกันเช่นนั้น เป็นผู้ดำรงอยู่อย่างนั้น เป็นผู้มี
ประการอย่างนั้น เป็นผู้มีส่วนเปรียบอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้
ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน เป็นผู้
เช่นนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ภิกษุนั้น ถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา
เหมือนคนกำพร้า ได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว
ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน เป็นผู้เช่นนั้น.
[๒๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกวาทะของชนเหล่าอื่นตัก
เตือน ย่อมกระทำศัสตรา การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้นเป็น
เครื่องผูกพันภิกษุนั้น ภิกษุนั้นย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูด
เท็จ.
หน้า 680
ข้อ 247, 248
[๒๔๗] คำว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกวาทะของชนเหล่าอื่น
ตักเตือน ย่อมกระทำศัสตรา มีความว่า ศัพท์ว่า อถ เป็นบทสนธิ
เชื่อมบท เป็นปทปูรณะควบอักษร เป็นศัพท์มีพยัญชนะสละสลวย เป็น
ลำดับบท.
คำว่า ศัสตรา ได้แก่ ศัสตรา ๓ อย่าง คือ ศัสตราทางกาย ๑
ศัสตราทางวาจา ๑ ศัสตราทางใจ ๑. กายทุจริต ๓ อย่าง เป็นศัสตรา
ทางกาย วจีทุจริต ๔ อย่าง เป็นศัสตราทางวาจา มโนทุจริต ๓ อย่าง
เป็นศัสตราทางใจ.
คำว่า ถูกวาทะของชนเหล่าอื่นตักเตือน ความว่า ภิกษุนั้น
อันอุปัชฌาย์บ้าง อาจารย์บ้าง ชนชั้นอุปัชฌาย์บ้าง ชนชั้นอาจารย์บ้าง
มิตรบ้าง คนที่เคยเห็นกันบ้าง คนที่เคยคบกันบ้าง สหายบ้าง ตักเตือน
แล้ว ย่อมกล่าวเท็จทั้งรู้ คือย่อมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ายินดี
ยิ่งในบรรพชา แต่ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงมารดา ฉะนั้นจึงต้องลาสิกขา ข้าพเจ้า
ต้องเลี้ยงบิดาต้องเลี้ยงพี่ชายน้องชาย ต้องเลี้ยงพี่สาวน้องสาวต้องเลี้ยงบุตร
ต้องเลี้ยงธิดา ต้องเลี้ยงมิตรต้องเลี้ยงอำมาตย์ต้องเลี้ยงญาติ ต้องเลี้ยงคน
ที่สืบเชื้อสาย ฉะนั้นจึงต้องลาสิกขา ดังนี้ชื่อว่าย่อมทำศัสตราทางวาจา คือ
ย่อมให้ศัสตราทางวาจาเกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้น ถูกวาทะของชนเหล่าอื่น
ตักเตือน ย่อมกระทำศัสตรา.
[๒๔๘] คำว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพัน
ภิกษุนั้น มีความว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพัน คือ
หน้า 681
ข้อ 249
เป็นป่าใหญ่ เป็นป่าชัฎใหญ่ เป็นทางกันดารให้ เป็นทางไม่เสมอมาก.
เป็นทางคดมาก เป็นหล่มมาก เป็นเปือกตมมาก เป็นเครื่องกังวลมาก เป็น
เครื่องผูกรัดมาก ของภิกษุนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า การกล่าวเท็จทั้ง
รู้อยู่นั้นเป็นเครื่องผูกพันภิกษุนั้น.
[๒๔๙] คำว่า ภิกษุนั้นหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ มีความ
ว่า มุสาวาท เรียกว่า ความเป็นผู้พูดเท็จ บุคคลบางตนในโลกนี้ อยู่ใน
สภาก็ดี อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ท่ามกลางญาติก็ดี อยู่ท่ามกลางสมาคมก็ดี
อยู่ท่ามกลางราชสกุลก็ดี ถูกเขานำไปถามเป็นพยานว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ
ท่านรู้สิ่งใด ก็จงบอกสิ่งนั้น บุคคลนั้น เมื่อไม่รู้ก็บอกว่ารู้บ้าง เมื่อรู้ก็
บอกว่าไม่รู้บ้าง เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าเห็นบ้าง เมื่อเห็นก็บอกว่าไม่เห็น
บ้าง ย่อมกล่าวเท็จทั้งเพราะเหตุแห่งตนบ้าง เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง
เพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการดังนี้ นี้เรียกว่าความเป็นผู้พูด
เท็จ อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อย่าง คือในเบื้องต้น
บุคคลนั้นมีความรู้ว่า เราจักพูดเท็จ เมื่อพูดอยู่ก็รู้ว่าเรากำลังพูดเท็จ เมื่อ
พูดแล้วก็รู้ว่าเราพูดเท็จแล้ว มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อย่างเหล่านี้ อีก
อย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๔ อย่าง ย่อมมีด้วยอาการ ๕ อย่าง
ย่อมมีด้วยอาการ ๖ อย่าง ย่อมมีด้วยอาการ ๗ อย่าง ย่อมมีด้วยอาการ ๘ อย่าง
คือในเบื้องต้นบุคคลนั้นมีความรู้ว่า เราจักพูดเท็จ เมื่อพูดอยู่ก็รู้ว่าเรา
กำลังพูดเท็จ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่าเราพูดเท็จแล้ว ปิดบังซึ่งทิฏฐิ ความควร
ความชอบใจ ความสำคัญ ความจริง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ อย่าง
เหล่านี้. คำว่า ย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ ความว่า ย่อมหยั่ง
หน้า 682
ข้อ 250, 251, 252
ลง ก้าวลงยึดถือเข้าไปสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อม
หยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ว่า :-
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกวาทะของชนเหล่าอื่นตัก
เตือน ย่อมกระทำศัสตรา การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็น
เครื่องผูกพันภิกษุนั้น ภิกษุนั้นย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูด
เท็จ.
[๒๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นบัณฑิต อธิษฐานความ
ประพฤติผู้เดียว แม้ภายหลังประกอบเมถุนธรรม จักเศร้า
หมอง เหมือนคนโง่ฉะนั้น.
ว่าด้วยต้นตรงปลายคด
[๒๕๑] คำว่า ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นบัณฑิต มีความว่า
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อันชนทั้งหลายสรรเสริญเกียรติคุณว่า
เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูตร มีถ้อยคำไพเราะ มี
ปฏิภาณดี ทรงจำพระสูตรบ้าง ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็นพระธรรมกถึก
บ้าง ฯลฯ เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง ในกาลก่อน คือ
ในคราวเป็นสมณะ เป็นผู้อันประชุมชนรู้ หมายรู้ เลื่องลือกันอย่างนี้
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นบัณฑิต.
[๒๕๒] คำว่า อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว มีความว่า
อธิษฐานความประพฤติผู้เดียวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยส่วนบรรพชา ๑
หน้า 683
ข้อ 253, 254
ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ ๑ อธิษฐานความประพฤติผู้เดียวด้วยส่วน
บรรพชาอย่างไร ? ภิกษุตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ฯลฯ อธิษฐานความ
ประพฤติผู้เดียวด้วยส่วนบรรพชาอย่างนี้ อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว
ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ อย่างไร ? ภิกษุนั้นบวชแล้วอย่างนั้น
เป็นผู้เดียวซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะและป่าทึบ อันสงัด ฯลฯ
อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่อย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว.
[๒๕๓] คำว่า แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม มีความว่า
ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ธรรมของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้นจึงเรียก
ว่า เมถุนธรรม. คำว่า แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม ความ
ว่าสมัยต่อมา ภิกษุนั้นบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขา
แล้วเวียนมาเป็นคฤหัสถ์ ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบด้วยความเอื้อเฟื้อ
ประกอบด้วยดี ในเมถุนธรรม เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ภายหลัง
ประกอบเมถุนธรรม.
ว่าด้วยการลงโทษ
[๒๕๔] คำว่า จักเศร้าหมอง เหมือนคนโง่ฉะนั้น มีความว่า
บุคคลนั้นจักลำบาก จักเศร้าหมอง มัวหมอง เหมือนคนกำพร้า เหมือน
คนหลงใหล ฉะนั้น. คือ ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง
ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้นเรือนหลังเดียวบ้าง ดักปล้นที่หนทางเปลี่ยวบ้าง
คบหาภรรยาของผู้อื่นบ้าง กล่าวเท็จบ้าง จักลำบาก จักเศร้าหมอง
มัวหมอง แม้อย่างนี้ พระราชารับสั่งให้จับกุมบุคคลนั้นแล้ว ให้ทำ
หน้า 684
ข้อ 254
กรรมกรณ์ต่าง ๆ คือ ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตีด้วย
ไม้พลองบ้าง ให้ตัดมือบ้าง ให้ตัดเท้าบ้าง ให้ตัดมือและเท้าบ้าง ให้ตัด
ใบหูบ้าง ให้ตัดจมูกบ้าง ให้ตัดใบหูและจมูกบ้าง วางก้อนเหล็กแดงบน
ศีรษะบ้าง ถลกหนังศีรษะออกแล้วขัดให้ขาวเหมือนสังข์บ้าง ใส่ไฟลุก
โพลงเข้าไปในปากจนโลหิตไหลออกเต็มปากเหมือนปากราหูบ้าง พันตัว
ด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็นบ้าง พ้นมือด้วยผ้าจุดไฟให้ลุกเหมือนประทีป
บ้าง ถลกหนังตั้งแต่คอลงมาถึงข้อเท้า ลุกเดินเหยียบหนังนั้นจนล้มลงบ้าง
ถลกหนังตั้งแต่คอลงมาถึงบันเอว ทำให้เป็นดังนุ่งผ้าคากรองบ้าง สวม
ปลอกเหล็กที่ข้อศอกและเข่าทั้งหมดแล้วเสียบหลาวเหล็ก ๕ ทิศ ตั้งไว้เผา
ไฟบ้าง เอาเบ็ดเกี่ยวหนังเนื้อเอ็นออกมาบ้าง เอามีดเฉือนเนื้อออกเป็น
แว่น ๆ ดังเหรียญกษาปณ์บ้าง เฉือนหนังเนื้อเอ็นออกเหลือแต่กระดูกบ้าง
เอาหลาวเหล็กแทงที่ช่องหูจนทะลุถึงกัน เสียบติดดินแล้วจับขาหมุนไปโดย
รอบบ้าง ทุบให้กระดูกละเอียดแล้วถลกหนังออกเหลือแต่กองเนื้อดังตั่งใบ
ไม้บ้าง เอาน้ำมันเดือดพล่านรดตัวบ้าง ให้สุนัขกัดกินจนเหลือแต่กระดูก
บ้าง เสียบหลาวยกขึ้นนอนหงายทั้งเป็นบ้าง เอาดาบตัดศีรษะบ้าง บุคคล
นั้นจักลำบาก จักเศร้าหมอง มัวหมองแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคล
นั้นถูกกามตัณหาครอบงำแล้ว มีจิตอันกามตัณหาตรึงไว้แล้ว เมื่อแสวงหา
โภคทรัพย์ ย่อมแล่นไปสู่มหาสมุทรด้วยเรือ ฝ่าหนาว ฝ่าร้อน ถูกสัมผัส
แห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลานเบียดเบียน ถูกความหิว
กระหายเบียดเบียนอยู่ ไปคุมพรัฐ ไปตักโกลรัฐ ไปตักกสิลรัฐ ไปกาล-
มุขรัฐ ไปมรณปารรัฐ ไปเวสุงครัฐ ไปเวราปถรัฐ ไปชวรัฐ ไปกมลิรัฐ
หน้า 685
ข้อ 254
ไปวังกรัฐ ไปเอฬวัททนรัฐ ไปสุวัณณกูฏรัฐ ไปสุวัณณภูมิรัฐ ไปตัมพ-
ปัณณิรัฐ ไปสุปปารรัฐ ไปภรุกรัฐ ไปสุรัทธรัฐ ไปอังคเณกรัฐ ไป
คังคณรัฐ ไปปรมคังคณรัฐ ไปโยนรัฐ ไปปีนรัฐ ไปอัลลสันทรัฐ ไป
มรุกันดารรัฐ เดินทางที่ต้องไปด้วยเข่า เดินทางที่ต้องไปด้วยแกะ เดินทาง
ที่ต้องไปด้วยแพะ เดินทางที่ต้องโหนไปด้วยเชือกและหลัก เดินทางที่
ต้องโดดลงด้วยร่มหนังแล้วจึงเดินไปได้ เดินทางที่ต้องไปด้วยพะองไม้ไผ่
เดินทางตามทางนก เดินทางตามทางหนู เดินทางตามทางซอกภูเขา เดิน
ทางตามลำธารที่ท้องไต่ไปตามเส้นหวาย จักลำบาก จักเศร้าหมอง
มัวหมองแม้อย่างนี้ เมื่อแสวงหาไม่ได้ ย่อมเสวยทุกข์และโทมนัสแม้มี
ความไม่ได้เป็นมูล จักลำบาก จักเศร้าหมอง มัวหมองแม้อย่างนี้ เมื่อ
แสวงหาได้ ครั้นได้แล้วก็เสวยทุกข์และโทมนัสแม้มีความรักษาเป็นมูล
ด้วยวิตกอยู่ว่า ด้วยอุบายอะไรหนอ พระราชาจึงจะไม่ริบโภคทรัพย์ของเรา
พวกโจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่พัดไป พวกทายาทอัปรีย์จะ
ไม่ขนเอาไป เมื่อรักษาปกครองอย่างนี้ โภคทรัพย์ย่อมสลายไป บุคคล
นั้นก็เสวยทุกข์และโทมนัส แม้มีความสลายไปแห่งทรัพย์เป็นมูล จักลำบาก
จักเศร้าหมอง มัวหมองแม้อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าจักเศร้าหมอง
เหมือนคนโง่ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นบัณฑิต อธิษฐานความ
ประพฤติผู้เดียว แม้ภายหลังประกอบเมถุนธรรม จักเศร้า
หมองเหมือนคนโง่ ฉะนั้น.
หน้า 686
ข้อ 255, 256
[๒๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความ
เป็นสมณะก่อนในธรรมวินัยนี้ พึงทำความประพฤติผู้เดียว
ให้มั่น ไม่พึงเสพเมถุนธรรม.
ว่าด้วยปฏิปทาของมุนี
[๒๕๖] คำว่า มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่น
แต่ความเป็นสมณะก่อน ในธรรมวินัยนี้ มีความว่า คำว่า นั้น
ได้แก่ มุนี ทราบ รู้ เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่ง
สมบัติและวิบัตินั้น คือ ยศและเกียรติในกาลก่อน คือ ในคราวเป็น
สมณะ ย่อมกลายเป็นความเสื่อมยศและเสื่อมเกียรติ ของภิกษุผู้บอกคืน
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขาแล้วเวียนมาเป็นคฤหัสถ์ใน
ภายหลัง.
คำว่า มุนี ความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ได้แก่ ปัญญา
ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย ดำรง
อยู่ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่า มุนี.
คำว่า ในธรรมวินัยนี้ ได้แก่ ในทิฏฐิ ในความควร ในความ
ชอบใจ ในเขตแดน ในธรรม ในวินัย ในธรรมวินัย ในปาพจน์ ใน
พรหมจรรย์ ในสัตถุศาสน์ ในอัตภาพ ในมนุษยโลกนี้ เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่า มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็น
สมณะก่อน ในธรรมวินัยนี้.
หน้า 687
ข้อ 257
[๒๕๗] คำว่า พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง มีความ
ว่าพึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยส่วน
บรรพชา ๑, ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ ๑.
พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง ด้วยส่วนบรรพชาอย่างไร ?
มุนีตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลใน
ญาติ ตัดกังวลในมิตรและอมาตย์ ตัดกังวลในความสั่งสมแล้ว ปลงผม
และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว เข้าถึง
ความเป็นผู้ไม่มีกังวล พึงเป็นผู้เดียวประพฤติ คือ อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ
ประพฤติ รักษา เป็นไป ยิ่งอัตภาพให้เป็นไป มุนีพึงทำความประพฤติ
ผู้เดียวให้มั่นคง ด้วยส่วนบรรพชาอย่างนี้.
พึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่
อย่างไร ? มุนีนั้นบวชแล้วอย่างนั้น พึงเป็นผู้เดียวซ่องเสพเสนาสนะอัน
เป็นป่าละเมาะและป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง
ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่
การหลีกเร้น มุนีนั้นพึงเดินผู้เดียว พึงยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว
เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐาน
จงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวประพฤติ คือ อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ
รักษา เป็นไป มุนีพึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง ด้วยการละความ
คลุกคลีด้วยหมู่อย่างนี้ มุนีพึงทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคงถาวร มี
การสมาทานมั่นคง มีการสมาทานตั้งลงในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า พึงกระทำความประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง.
หน้า 688
ข้อ 258, 259, 260
[๒๕๘] คำว่า ไม่พึงเสพเมถุนธรรม มีความว่า ชื่อว่าเมถุน-
ธรรม ได้แก่ธรรมของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าเมถุนธรรม
มุนีไม่พึงเสพ ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงร่วม ไม่พึงเสพเฉพาะ ซึ่งเมฤุนธรรม
เพาะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่พึงเสพเมถุนธรรม เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความ
เป็นสมณะก่อน ในธรรมวินัยนี้ พึงทำความประพฤติ
ผู้เดียวให้มั่น ไม่พึงเสพเมถุนธรรม.
[๒๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว เพราะความประพฤติ
วิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยะทั้งหลาย บุคคล
ไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวก
นั้น บุคคลนั้นแลย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพาน.
[๒๖๐] คำว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั้นเทียว มีความว่า คำว่า
วิเวก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่างคือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑
กายวิเวกเป็นไฉน ? ฯลฯ นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก ก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้
มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิต
บริสุทธิ์ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคล
ผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งพระนิพพานอันเป็นวิสังขาร.
คำว่า ศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คืออธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตต-
สิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา.
หน้า 689
ข้อ 261, 262, 263
คำว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว ความว่าพึงศึกษา พึง
ประพฤติเอื้อเฟื้อ พึงประพฤติด้วยดี พึงสมาทานประพฤติวิเวกนั่นเทียว
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว.
[๒๖๑] คำว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุด
ของพระอริยะทั้งหลาย มีความว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้า เรียกว่า พระอริยะ ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจ
อันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร ของพระอริยะทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของ
พระอริยะทั้งหลาย.
[๒๖๒] คำว่า บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วย
ความประพฤติวิเวกนั้น มีความว่าบุคคลไม่พึงทำความกำเริบขึ้น ไม่พึง
ทำความยกตน ไม่พึงทำความถือตัว ไม่พึงทำความกระด้างด้วยความ
ประพฤติวิเวกนั้น คือ ไม่พึงยังความถือตัวให้เกิด ไม่พึงทำความผูกพัน
ด้วยความประพฤติวิเวกนั้น ไม่พึงเป็นผู้กระด้าง เย่อหยิ่ง หัวสูง ด้วย
ความประพฤติวิเวกนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เรา
เป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น.
[๒๖๓] คำว่า บุคคลนั้นแลย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพาน มี
ความว่า บุคคลนั้นย่อมเข้าไปในที่ใกล้ ในที่ใกล้รอบ ในที่ใกล้เคียง ไม่
ห่างไกล ใกล้ชิดต่อพระนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลนั้นแล
ย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า :-
หน้า 690
ข้อ 264, 265
บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว เพราะความประพฤติ
วิเวกนั้น เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยะทั้งหลาย บุคคล
ไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวก
นั้น บุคคลนั้นแลย่อมเข้าไปใกล้พระนิพพาน.
[๒๖๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
หมู่สัตว์ผู้ยินดีในถามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนี
ผู้ประพฤติว่าง ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลาย ผู้ข้ามโอฆะ
ได้แล้ว.
[๒๖๕] คำว่า ต่อมุนีผู้ประพฤติว่าง มีความว่า คำว่า ว่าง
คือ ผู้ว่าง ผู้เปล่า ผู้สงัด จากกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ
โทสะ โนหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ
ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความ
แข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลส
ทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง
ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง.
คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ได้แก่ปัญญา ความรู้
ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องต้องและตัณหาเพียงดังข่าย ดำรงอยู่
และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วบุคคลนั้นชื่อว่ามุนี คำว่า ผู้ประพฤติ
ความว่า ผู้เที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป
ยังอัตภาพให้เป็นไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ต่อมุนีผู้ประพฤติว่าง.
หน้า 691
ข้อ 266, 267
[๒๖๖] คำว่า ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลาย มีความว่า คำว่า
กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่างโดยหัวข้อ คือ วัตถุกาม ๑. กิเลสกาม ฯลฯ
นี้เรียกว่าวัตถุกาม ฯลฯ นี้เรียกว่ากิเลสกาม มุนีกำหนดรู้วัตถุกาม ละเว้น
บรรเทา ทำให้สิ้นให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสกาม ชื่อว่าไม่มีอาลัยในกาม
ทั้งหลาย คือ สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนกามเสียแล้ว ปราศจาก
ราคะ คือ สละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนราคะเสียแล้ว เป็นผู้หมด
ตัณหา ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลาย.
[๒๖๗] คำว่า หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกามทั้งหลายย่อมรักใคร่....
ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว มีความว่า คำว่า ปชา เป็นชื่อของสัตว์ หมู่สัตว์
ผู้กำหนัด ปรารถนา ยินดี ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว พัวพัน ในกาม
ทั้งหลาย หมู่สัตว์เหล่านั้นย่อมอยากได้ ยินดี ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ
ต่อมุนีผู้ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วงซึ่ง
กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ และทางแห่งสงสารทั้งปวง
ผู้ไปสู่ฝั่งถึงฝั่งแล้ว ไปสู่ส่วนสุดถึงส่วนสุดแล้ว ไปสู่ที่สุดถึงที่สุดแล้ว ไปสู่
ส่วนสุดรอบถึงส่วนสุดรอบแล้ว ไปสู่ที่จบถึงที่จบแล้ว ไปสู่ที่ต้านทานถึง
ที่ต้านทานแล้ว ไปสู่ที่ลี้ลับถึงที่ลี้ลับแล้ว ไปสู่ที่พึ่งถึงที่พึ่งแล้ว ไปสู่ที่ไม่มี
ภัยถึงที่ไม่มีภัยแล้ว ไปสู่ที่ไม่เคลื่อนถึงที่ไม่เคลื่อนแล้ว ไปสู่อมตะถึงอมตะ
แล้ว ไปสู่นิพพานถึงนิพพานแล้ว พวกลูกหนี้ย่อมปรารถนารักใคร่ความ
เป็นผู้หมดหนี้ ฉันใด พวกป่วยไข้ย่อมปรารถนารักใคร่ความเป็นผู้หายโรค
ฉันใด พวกติดอยู่ในเรือนจำย่อมปรารถนารักใคร่ความพ้นจากเรือนจำ
หน้า 692
ข้อ 267
ฉันใด พวกเป็นทาสย่อมปรารถนารักใคร่ความเป็นไท ฉันใด พวกเดิน
ทางกันดารย่อมปรารถนารักใคร่ภาคพื้นที่เกษม ฉันใด หมู่สัตว์ผู้กำหนัด
ปรารถนา ยินดี ติดใจ ลุ่มหลง ข้อง เกี่ยว พัวพันในกามทั้งหลาย
หมู่สัตว์เหล่านั้นย่อมอยากได้ ยินดี ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ ต่อมุนี
ผู้ข้ามคือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ
ภวโอฆะ ฯลฯ ไปสู่นิพพานถึงนิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์ผู้ยินดีในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่....
ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หมู่สัตว์ ผู้ยินดีในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนี
ผู้ประพฤติว่าง ไม่มีอาลัยในกามทั้งหลาย ผู้ข้ามโอฆะ
ได้แล้ว ดังนี้.
จบ ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๗
หน้า 693
ข้อ 267
อรรถกถาติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส
ในติสสเมตเตยยสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เมถุนมนุยุตฺตสฺส ความว่า ผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุน-
ธรรม.
บทว่า อิติ ความว่า ท่านพระติสสเมตเตยยะกราบทูลอย่างนี้.
บทว่า อายสฺมา เป็นคำแสดงความรัก.
บทว่า ติสฺโส เป็นชื่อของพระเถระนั้น พระเถระแม้นั้นก็ปรากฏ
โดยชื่อว่า ติสสะ พระเถระนี้ได้ปรากฏด้วยสามารถแห่งโคตรนั่นแลว่า
เมตเตยยะ เพราะฉะนั้น ในอัตถุปปัตติกถาท่านจึงกล่าวว่า มีสหาย ๒ คน
ชื่อติสสเมตเตยะ.
บทว่า วิฆาตํ ได้แก่ ความเข้าไปกระทบ.
บทว่า พฺรูหิ แปลว่า โปรดบอก.
บทว่า มาริส เป็นคำแสดงความรัก ท่านอธิบายว่า ท่านผู้นิรทุกข์.
บทว่า สุตฺวาน ตว สาสนํ ความว่า ฟังพระดำรัสของพระองค์
แล้ว. ท่านพระติสสเมตเตยยะกราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมปรารภ
สหาย ก็พระเถระนั้นเป็นผู้มีการศึกษาดีทีเดียว.
บทว่า เมถุนธมฺโม นาม นี้เป็นบทอุทเทสเมถุนธรรมที่พึงชี้แจง.
บทว่า อสทฺธมฺโม ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษคือชนชั้นต่ำ.
บทว่า คามธมฺโม ได้แก่ ธรรมที่พวกชาวบ้านประพฤติ.
หน้า 694
ข้อ 267
บทว่า วสลธมฺโม ได้แก่ ธรรมของคนถ่อย อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
วสลธรรม เพราะอรรถว่า เป็นธรรมชั่ว ดุจฝน เพราะกิเลสรั่วรด.
บทว่า ทุฏฐุลฺโล ความว่า ชื่อว่า ชั่วหยาบ เพราะอรรถว่า ชื่อ
ว่าชั่ว เพราะกิเลสประทุษร้าย ชื่อว่าหยาบเพราะไม่ละเอียด ก็เพราะความ
เห็นก็ดี ความยึดถือก็ดี ความลูบคลำก็ดี ความถูกต้องก็ดี ความกระทบ
ก็ดี ที่เป็นบริวารของธรรมนั้น ชั่วหยาบ ฉะนั้น ธรรมที่ชั่วหยาบนั้น
จึงเป็นเมถุนธรรม.
บทว่า โอทกนฺติโก ความว่า ชื่อว่า มีน้ำเป็นที่สุด เพราะอรรถ
ว่า ถือเอาน้ำ เพื่อความบริสุทธิ์ในที่สุดแห่งธรรมนั้น อุทกันตะนั่นแหละ
เป็นโอทกันติกะ ชื่อว่า เป็นธรรมอันพึงทำในที่ลับ เพราะเป็นธรรมที่
พึงทำในที่ลับ คือในโอกาสที่ปกปิด ปาฐะว่า วินเย ปน ทุฏฐุลฺลํ
โอทกนฺติกํ รหสฺสํ ดังนี้ก็มี.
ในบท ๓ บทเหล่านั้น พึงเปลี่ยนบท โย โส ประกอบเป็น ยํ ตํ
ความว่า อันใดชั่วหยาบ อันนั้นเป็นเมถุนธรรม, อันใดมีน้ำเป็นที่สุด
อันนั้นเป็นเมถุนธรรม, อันใดพึงทำในที่ลับ อันนั้นเป็นเมถุนธรรม. แต่
ในที่นี้ พึงทราบการประกอบบท อย่างนี้ว่า ธรรมใดเป็นธรรมของ
อสัตบุรุษ ธรรมนั้นเป็นเมถุนธรรม ฯลฯ ธรรมใดเป็นธรรมอันพึงทำ
ในที่ลับ ธรรมนั้นเป็นเมถุนธรรม ชื่อว่าธรรมคือความถึงพร้อมด้วยธรรม
ของคนคู่กัน เพราะเป็นธรรมอันคนคู่ ๆ กันพึงถึงพร้อม ประกอบความ
ในบทนั้นว่า ความถึงพร้อมด้วยธรรมของคนคู่กันนั้น ชื่อว่าเมถุนธรรม.
หน้า 695
ข้อ 267
บทว่า กึการณา วุจฺจติ เมถุนธมฺโม ความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม
ด้วยเหตุอะไร ด้วยปริยายอะไร พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุนั้น
ซึ่งท่านกล่าวด้วยประการฉะนี้ จึงกล่าวว่า อุภินฺนํ รตฺตานํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภินฺนํ รตฺตานํ ความว่า แห่งหญิง
และชาย ๒ คน อันราคะย้อมแล้ว.
บทว่า อวสฺสุตานํ ความว่า ชุ่มแล้วด้วยกิเลส.
บทว่า ปริยุฏฺิตานํ ความว่า กำจัดและย่ำยีอาจาระที่เป็นกุศลตั้ง
อยู่ ดุจในประโยคว่า โจรปล้นในหนทาง เป็นต้น.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตานํ ความว่า ผู้มีจิตกำจัดกุศลจิต คือทำให้
สิ้นไปตั้งอยู่.
บทว่า อุภินฺนํ สทิสานํ ความว่า ทั้ง ๒ คนมีกิเลสพอกัน.
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวะ.
บทว่า ตํ การณา ความว่า เพราะเหตุนั้น.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังความข้อนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงกล่าวว่า
อุโภ กลหการกา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ กลหการกา ความว่า ในกาล
อันเป็นส่วนเบื้องต้น คน ๒ คนทำความทะเลาะกัน.
บทว่า เมถุนกาติ วุจฺจนฺติ ความว่า เรียกว่า คนเป็นเช่นเดียวกัน.
บทว่า ภณฺฑนการกา ความว่า ไปการทำความมุ่งร้ายกันในที่นั้น ๆ.
บทว่า ภสฺสการกา ความว่า ทำความทะเลาะกันด้วยวาจา.
บทว่า วิวาทการกา ความว่า กระทำคำพูดต่าง ๆ.
หน้า 696
ข้อ 267
บทว่า อธิกรณการกา ความว่า กระทำเหตุพิเศษที่ถึงการวินิจฉัย.
บทว่า วาทิโน ความว่า กล่าวและกล่าวตอบกัน.
บทว่า สลฺลาปกา ความว่า กล่าวเจรจา.
บทว่า เอวเมวํ เป็นคำเปรียบเทียบด้วยอุปมา.
บทว่า ยุตฺตสฺส ความว่า ประกอบพร้อม.
บทว่า ปยุตฺตสฺส ความว่า ประกอบโดยเอื้อเฟื้อ.
บทว่า อายุตฺตสฺส ความว่า ประกอบเป็นพิเศษ.
บทว่า มายุตฺตสฺส ความว่า ประกอบโดยความเป็นอันเดียวกัน.
บทว่า ตญฺจริตสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตพฺพหุลสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้นให้มาก.
บทว่า ตคฺครุกสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้นให้หนัก.
บทว่า ตนฺนินฺนสฺส ความว่า มีจิตน้อมไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตปฺโปณสฺส ความว่า มีกายน้อมไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตปฺปพฺภารสฺส ความว่า มีกายมุ่งหน้าไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตทธิมุตฺตสฺส ความว่า มีใจเที่ยวไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตทาธิปเตยฺยสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้นให้เป็น
ใหญ่เป็นหัวหน้าเป็นไป.
บทว่า วิฆาตํ เป็นบทอุทเทสแห่งบทที่จะพึงชี้แจง.
บทว่า วิฆาตํ ความว่า ความเบียดเบียน.
บทว่า อุปฆาตํ ความว่า ความเบียดเบียนทำใกล้ ๆ.
บทว่า ปีฬนํ ความว่า ความกระทบกระทั่ง.
หน้า 697
ข้อ 267
บทว่า ฆฏฺฏนํ ความว่า ความบีบคั้น บททุกบทเป็นไวพจน์กัน
และกันทั้งนั้น.
บทว่า อุปทฺทวํ ความว่า ความเบียดเบียน.
บทว่า อุปสคฺคํ ความว่า อาการที่เข้าไปเบียดเบียนในที่นั้น ๆ.
บทว่า พฺรูหิ แปลว่า โปรดตรัสบอก.
บทว่า อาจิกฺขุ แปลว่า โปรดวิสัชนา.
บทว่า เทเสหิ แปลว่า โปรดแสดง.
บทว่า ปญฺาเปหิ แปลว่า โปรดให้ทราบ.
บทว่า ปฏฺเปหิ แปลว่า โปรดตั้งไว้.
บทว่า วิวร แปลว่า โปรดทำให้ปรากฏ.
บทว่า วิภช แปลว่า โปรดจำแนก.
บทว่า อุตฺตานีกโรหิ แปลว่า โปรดให้ถึง.
บทว่า ปกาเสหิ แปลว่า โปรดทำให้ปรากฏ.
บทว่า ตุยฺหํ วจนํ แปลว่า พระดำรัสของพระองค์.
บทว่า พฺยปถํ แปลว่า พระดำรัส.
บทว่า เทสนํ แปลว่า พระดำรัสบอก.
บทว่า อนุสาสนํ แปลว่า พระโอวาท.
บทว่า อนุสิฏฺึ แปลว่า พระดำรัสพร่ำสอน.
บทว่า สุตฺวา ความว่า ฟังแล้วด้วย โสตวิญญาณ
บทว่า สุณิตฺวา เป็นไวพจน์ของบทว่า สุตฺวา นั่นแหละ.
บทว่า อุคฺคเหตฺวา ความว่า ถือเอาโดยชอบ.
หน้า 698
ข้อ 267
บทว่า อุปธารยิตฺวา ความว่า ไม่ให้ลืม.
บทว่า อุปลกฺขยิตฺวา ความว่า กำหนดไว้.
บทว่า มุสฺสเต วาปิ สาสนํ ความว่า คำสั่งสอนทั้งสองอย่าง
คือปริยัติและปฏิบัติ ย่อมเสียหาย.
บทว่า วาปิ สักว่าเป็นปทปูรณะ.
บทว่า เอตํ ตสฺมึ อนาริยํ ความว่า นี้คือมิจฉาปฏิปทา เป็น
ธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น.
บทว่า คารวาธิวจนํ เป็นคำกล่าวถึงความเคารพต่อครูผู้สูงสุดของ
สัตว์ผู้ประเสริฐด้วยคุณ เพราะเหตุนั้น โบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐสุด คำว่า ภควา
เป็นคำสูงสุด เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรง
ควรแก่ความเคารพโดยฐานเป็นครู ฉะนั้นจึงทรงพระนาม
ว่า ภควา.
จริงอยู่ นามมี ๔ อย่าง คือ อาวัตถิกนาม ๑ ลิงคิกนาม ๑
เนมิตตกนาม ๑ อธิจจสมุปปันนนาม ๑.
มีคำอธิบายว่า นามที่ตั้งขึ้นตามความปรารถนา ตามโวหารของ
ชาวโลก ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม.
บรรดานามเหล่านั้น นามเป็นต้นว่า ลูกโค โคถึก โคงาน อย่าง
นี้ชื่อว่า อาวัติถิกนาม.
นามเป็นต้นว่า คนมีไม้เท้า คนมีร่ม สัตว์มีหงอน สัตว์มีงวง
อย่างนี้ชื่อว่า ลิงคิกนาม.
หน้า 699
ข้อ 267
นามเป็นต้นว่า ผู้ได้วิชา ๓ ผู้ได้อภิญญา ๖ อย่างนี้ชื่อว่า
เนมิตตกนาม.
นามเป็นต้นว่า เจริญศรี เจริญทรัพย์ ซึ่งตั้งขึ้นโดยมิได้เพ่งเนื้อ
ความของถ้อยคำ อย่างนี้ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม.
ก็พระนามว่า ภควา นี้เป็น เนมิตตกนาม พระนางสิริมหามายา
ก็มิได้ทรงขนาน พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็มิได้ทรงขนาน พระญาติแปด
หมื่นก็มิได้ทรงขนาน เทวดาวิเศษทั้งหลายมีท้าวสักกเทวราชและท้าวสัน
ดุสิตเทวราชเป็นต้น ก็มิได้ทรงขนาน จริงอยู่ พระสารีบุตรเถระกล่าว
ไว้ว่า พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดาก็มิได้ทรงขนาน ฯลฯ พระ
นามว่า ภควา นี้เกิดขึ้นที่สุดแห่งวิโมกข์ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ แก่พระ
ผู้มีพระภาคผู้พุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมกับการได้เฉพาะซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ
ณ ควงไม้โพธิ อีกนัยหนึ่งว่า :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีโชค ทรงหักกิเลส ทรงประ
ประกอบด้วยภคธรรม ทรงจำแนกแจกธรรม ทรงคบธรรม
และทรงคายกิเลสเป็นเครื่องไปในภพทั้งหลายได้แล้ว เหตุ
นั้นจึงทรงพระนามว่า ภควา.
ในคาถานั้น ท่านกล่าวนิรุตติศาสตร์ไว้ ๕ อย่าง คือ การลงอักษร
ใหม่ ๑ การเปลี่ยนอักษร ๑ การแปลงอักษร ๑ การลบอักษร ๑ และการ
ประกอบด้วยความสมบูรณ์แห่งเนื้อความของธาตุทั้งหลาย บัณฑิตพึงถือ
เอาลักษณะแห่งนิรุตติศาสตร์ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ทราบความสำเร็จแห่ง
บทด้วยประการฉะนี้.
หน้า 700
ข้อ 267
บรรดานิรุตติศาสตร์ ๕ อย่างนั้น ก็ลงอักษรซึ่งไม่มีอยู่ ดุจการ
ลง ร อักษรในประโยคนี้ว่า นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ ดังนี้ ชื่อว่า
การลงอักษรใหม่.
การเปลี่ยนอักษรที่มีอยู่ โดยเอาข้างหน้าไว้ข้างหลังดุจเมื่อควรจะ
กล่าวว่า หึสนา หึโส ก็กล่าวเสียว่า สีโห ดังนี้ ชื่อว่า การเปลี่ยน
อักษร.
การแปลงอักษรให้เป็นอักษรอื่น ดุจการแปลง อ อักษรเป็น เอ
อักษร ในประโยคนี้ว่า นวิจฺฉนฺทเก ทาเน ทิยติ ดังนี้ ชื่อว่าการ
แปลงอักษร.
การลบอักษรที่มีอยู่ ดุจเมื่อควรจะกล่าวว่า ชีวนสฺส มุโต
ชีวนมุโต ก็ลบ ว อักษร และ น อักษรเสีย เป็น ชีมุโต ดังนี้ ชื่อ
ว่าการลบอักษร.
การประกอบเนื้อความเป็นพิเศษตามที่ประกอบในที่นั้น ๆ ดุจการทำ
บทว่า ปกฺรุพฺพมาโน ในประโยคนี้ ว่า ผรุสาหิ วาจาหิ ปกฺรุพฺพ
มาโน อาสชฺช มํ ตฺวํ วทสิ กุมาร ให้สำเร็จเนื้อความว่า อติภวมาโน
ดังนี้ ชื่อว่าการประกอบด้วยความสมบูรณ์แห่งเนื้อความของธาตุทั้งหลาย.
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีภาคยะที่ถึงฝั่งมีทานและศีลเป็น
ต้น ซึ่งให้บังเกิดโลกิยสุขและโสกุตตรสุข ฉะนั้น เมื่อควรจะถวายพระ
นามว่า ภาคฺยวา พึงทราบว่า ท่านถือเอาลักษณะแห่งนิรุตติศาสตร์
อย่างนี้หรือถือเอาลักษณะคือการเพิ่มศัพท์มีปิโสทร๑ ศัพท์เป็นต้น โดยนัย
แห่งศัพท์ศาสตร์ ถวายพระนามว่า ภควา.
๑. ปิโสทร - ที่ท้องมีรอยจุด.
หน้า 701
ข้อ 267
อนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงหักกิเลส เครื่องกระวนกระ-
วาย เครื่องเร่าร้อนทุกอย่างนับแสน มีประเภทคือ โลภะ โทสะ โมหะ
มนสิการวิปริต อหิริกะ อโนตตัปปะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ
อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ
ปมาทะ ตัณหา อวิชชา อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ สังกิเลส ๓ วิสมสัญญา
๓ วิตก ๓ ปปัญจะ ๓ วิปริเยสะ ๔ อาสวะ ๔ คันถะ ๘ โอฆะ ๔
โยคะ ๔ อคติ ๔ ตัณหา ๔ อุปาทาน ๔ เจโตขีละ ๕ วินิพันธะ ๕
นิวรณ์ ๕ อภินันทนะ ๕ วิวาทมูล ๖ กองตัณหา ๖ อนุสัย ๗ มิจ-
ฉัตตะ ๘ ตัณหามูล ๙ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทิฏฐิ ๖๒ ตัณหาวิปริต ๑๐๘
หรือโดยย่อ ซึ่งมาร ๕ คือ กิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร
และเทวบุตรมาร ฉะนั้น เมื่อควรจะถวายพระนามว่า ภคฺควา เพราะทรง
หักอันตรายเหล่านี้ได้แล้ว แต่ถวายพระนามว่า ภควา อนึ่ง ท่านกล่าว
ไว้ในที่นี้ว่า :-
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงหักราคะ โทสะ โมหะ
ได้แล้ว ทรงหาอาสวะมิได้ ธรรมอันลามกทั้งหลาย พระ-
องค์ก็ทรงหักเสียแล้ว เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า ภควา.
อนึ่ง สมบัติแห่งรูปกายของพระองค์ผู้ทรงบุญลักษณะตั้งร้อย เป็น
อันท่านแสดงแล้วด้วยความที่พระองค์ทรงมีภาคยะ สมบัติแห่งธรรมกาย
ของพระองค์ เป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยความที่พระองค์ทรงหักโทสะเสียได้
อนึ่ง ความที่พระองค์เป็นผู้อันโลกิยชนและอริยบุคคลทั้งหลายนับถือแล้ว
มาก ความเป็นผู้อันคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายพึงเข้าเฝ้า ความเป็นผู้
หน้า 702
ข้อ 267
สามารถกำจัดทุกข์กายทุกข์ใจ ของคนผู้เข้าเฝ้าเหล่านั้น ความเป็นผู้มี
อุปการะด้วยอามิสทานและธรรมทาน ความเป็นผู้สามารถประกอบคนเหล่า
นั้นไว้ด้วยโลกิยสุขและโลกุตตรสุข เป็นต้นท่านแสดงแล้ว.
อนึ่ง เพราะ ภค ศัพท์ เป็นไปในธรรม ๖ ประการในโลก คือ
อิสสริยะ ธรรม ยศ สิริ กาม และความขวนขวาย ก็พระผู้มีพระภาค
เจ้าพระองค์นั้น ทรงมีอิสสริยะในพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง หรือทรงมี
อิสสริยะบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ที่ชาวโลกรู้กันแล้ว มีหายตัวและล่อง
หนเป็นต้น.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีโลกุตตรธรรม ทรงมี
พระยศบริสุทธิ์ยิ่งนัก ที่ทรงบรรลุด้วยพระคุณตามที่เป็นจริง อันระบือไป
ในโลกทั้ง ๓ มีพระสิริแห่งอังคาพยพน้อยใหญ่ทุกส่วน บริบูรณ์ด้วยอาการ
ทั้งปวง สามารถยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ตาและใจของชนผู้ขวนขวายใน
การชมพระรูปกาย ทรงมีความปรารถนาที่รู้กันแล้วว่า ความสำเร็จประ-
โยชน์ที่ทรงปรารถนา เพราะไม่ว่าประโยชน์ใด ๆ ที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย
ปรารถนา จะเป็นประโยชน์คนหรือประโยชน์ผู้อื่นก็ตาม ประโยชน์นั้น ๆ
สำเร็จได้ดังนั้นทีเดียว อนึ่ง พระองค์ทรงมีความขวนขวาย กล่าวคือความ
พยายามชอบ อันเป็นตัวเหตุให้เกิดความเป็นครูของโลกทั้งปวง เพราะ
ฉะนั้น บัณฑิตจึงถวายพระนามว่า ภควา ด้วยอรรถนี้ว่า เพราะพระองค์
ทรงมีภคธรรม แม้เพราะทรงประกอบด้วยภคธรรมเหล่านี้.
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระองค์ทรงแจก คือจำแนก เปิดเผย มีอธิบาย
ว่า แสดง ซึ่งธรรมทั้งปวง โดยประโยคเภทมีกุศลเป็นต้น. หรือซึ่งธรรมมี
หน้า 703
ข้อ 267
กุศลเป็นต้น โดนประเภทเป็นต้นว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์
และปฏิจจสมุปบาท. หรือซึ่ง ทุกขอริยสัจ ด้วยอรรถว่าบีบคั้น อันปัจจัย
ปรุงแต่ง ทำให้เร่าร้อนและแปรปรวน. ซึ่ง สมุทัยอริยสัจ ด้วยอรรถว่า
เหตุประมวลมา เป็นเหตุมอบให้ซึ่งผล เป็นเหตุประกอบและเป็นเหตุกังวล.
ซึ่ง นิโรธอริยสัจ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องสลัดออก เป็นความสงัด ไม่มี
ปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นธรรมไม่ตาย. ซึ่ง มรรคอริยสัจ ด้วยอรรถว่า
เป็นเครื่องนำออกเป็นเหตุ เป็นทัศนะ และเป็นใหญ่. ฉะนั้น เมื่อควร
ถวายพระนามว่า วิภตฺตวา แต่ถวายพระนามว่า ภควา.
อนึ่ง พระองค์ทรงคบ คือทรงเสพ ทรงกระทำให้มาก ซึ่งทิพย-
วิหาร พรหมวิหาร และอริยวิหาร ซึ่งกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก
ซึ่งสุญญตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ และซึ่งอุตตริ-
มนุษยธรรมเหล่าอื่น ทั้งที่เป็นโลกิยะทั้งที่เป็นโลกุตตระ ฉะนั้น เมื่อควร
ถวายพระนามว่า ภตฺตวา แต่ถวายพระนามว่า ภควา.
อนึ่ง เพราะพระองค์ทรงคายการไป กล่าวคือ ตัณหาในภพ ๓
เสียแล้ว ฉะนั้น เมื่อควรถวายพระนามว่า ภเวสุ วนฺตคมโน ทรงคาย
การไปในภพทั้งหลาย. ท่านถือเอา ภ อักษร จาก ภว ศัพท์, ค อักษร
จาก คมน ศัพท์. ว อักษร จาก วนฺต ศัพท์ ทำให้เป็นทีฆะแล้วถวาย
พระนามว่า ภควา เหมือนในทางโลก เมื่อควรจะกล่าวว่า เมหนสฺส
ขสฺส มาลา เครื่องประดับของลับ ก็กล่าวว่า เมขลา เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้แจงปริยายแม้อื่นอีก จึง
กล่าวว่า ภคฺคราโคติ ภควา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มี
หน้า 704
ข้อ 267
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ภัคคราคะ เพราะพระองค์ทรงทำลายราคะได้
แล้ว แม้ในบท ภคฺคโทโส เป็นต้น ก็นัยนี้นั่นเอง.
บทว่า กณฺฏโก ได้แก่ กิเลสนั้นแล ด้วยอรรถว่าแทงตลอด.
บทว่า ภชิ ความว่า ทรงจำแนกเป็นส่วนด้วยสามารถแห่งอุทเทส.
บทว่า วิภชิ ความว่า ทรงจำแนกเป็นอย่าง ๆ ด้วยสามารถแห่ง
นิทเทส.
บทว่า ปฏิภชิ ความว่า ทรงจำแนกวิเศษโดยประการด้วยสามารถ
แห่งปฏินิทเทส. ทรงจำแนกด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นอุคฆติตัญญู,
ทรงจำแนกวิเศษด้วย สามารถแห่งบุคคลผู้เป็นวิปจิตัญญู. ทรงจำแนกวิเศษ
เฉพาะด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นเนยยะ.
บทว่า ธมฺมรตนํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกเป็น ๓
อย่าง ซึ่งธรรมรัตนะที่ทรงสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า :-
เครื่องใช้สอยของสัตว์อย่างเยี่ยม ทำไว้งดงามและ
มีค่ามาก ไม่มีที่เปรียบ หาดูได้ยาก เรียกว่า รัตนะ นั่นแล.
บทว่า ภวานํ อนฺตกโร ความว่า ทรงกระทำ กำหนด คือ ที่สุด
รอบ ทางรอบ แห่งภพ ๙ มีกามภพ เป็นต้น.
บทว่า ภาวิตกาโย ความว่า มีพระกายอันเจริญแล้ว แม้ในบท
นอกนี้ก็เหมือนกัน.
บทว่า ภชิ ได้แก่ ทรงเสพแล้ว.
บทว่า อรญฺวนปตฺถานิ ความว่า นอกเสาเขื่อนของบ้านก็ตาม
หน้า 705
ข้อ 267
ของเมืองก็ตาม ชื่อว่า ป่าละเมาะ ไพรสณฑ์ที่เลยบริเวณรอบ ๆ ถิ่นมนุษย์
ชื่อว่าป่าทึบ.
บทว่า ปนฺตานิ ความว่า เสนาสนะไกล ไม่เป็นที่ไถหว่านของ
พวกมนุษย์ แต่อาจารย์บางท่านกล่าวว่า :-
บทว่า วนปตฺถานิ ความว่า เพราะเสือโคร่งเป็นต้น มีอยู่ในป่าใด
เสือโคร่งเป็นต้นเหล่านั้นย่อมคุ้มครองรักษาป่านั้น ฉะนั้น เสนาสนะเหล่า
นั้นชื่อว่า วนปัตถะ เพราะเสือโคร่งเป็นต้นเหล่านั้นรักษา.
บทว่า เสนาสนานิ ความว่า ชื่อว่า เสนาสนะ เพราะอรรถว่า
เป็นที่นอนและที่นั่ง.
บทว่า อปฺปสทฺทานิ ความว่า มีเสียงน้อย ด้วยเสียงของคำพูด.
บทว่า อปฺปนิคโฆสานิ ความว่า ปราศจากเสียงกึกก้อง ด้วยเสียง
กึกก้องในบ้านและเมืองเป็นต้น.
บทว่า วิชนวาตานิ ความว่า เว้นจากลมสรีระของชนผู้สัญจรภาย
ใน ปาฐะว่า วิชนวาทานิ ก็มี ความว่า เว้นจากวาทะของชนภายใน
ปาฐะว่า วีชนวาตานิ ก็มี ความว่า เว้นจากคนสัญจร.
บทว่า มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ความว่า เป็นที่กระทำกรรมลับของ
พวกมนุษย์.
บทว่า ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ ความว่า เหมาะแก่วิเวก.
บทว่า ภาคี วา ความว่า ชื่อว่าทรงมีส่วน เพราะอรรถว่า
พระองค์ทรงมีส่วน คือส่วนมีจีวรเป็นต้น ชื่อว่าทรงมีส่วน เพราะอรรถ
ว่า พระองค์ทรงมีส่วนแห่งอรรถรสเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ.
หน้า 706
ข้อ 267
บทว่า อตฺถรสสฺส ได้แก่ อรรถรสกล่าวคือความถึงพร้อมแห่งผล
ของเหตุ.
บทว่า ธมฺมรสสฺส ได้แก่ ธรรมรสกล่าวคือความถึงพร้อมแห่งเหตุ
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ญาณในผลของเหตุ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา ญาณ
ในเหตุ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
บทว่า วิมุตฺติรสสฺส ได้แก่ วิมุตติรสกล่าวคือความถึงพร้อมแห่ง
ผล สมจริงดังที่ตรัสไว้ร่า เรียกว่า รส ด้วยอรรถว่าความถึงพร้อมแห่ง
กิจ.
บทว่า จตุนฺนํ ฌานานํ ได้แก่ ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า จตุนฺนํ อปฺปมญฺานํ ได้แก่ พรหมวิหาร ๔ มีเมตตา
เป็นต้น ที่เว้นจากประมาณในการแผ่ คือ แผ่ไปโดยไม่มีประมาณ.
บทว่า จตุนฺนํ อรูปสมาปตฺตีนํ ได้แก่ อรูปฌาน มีอากา-
สานัญจายตนฌานเป็นต้น.
บทว่า อฏฺนฺนํ วิโมกฺขานํ ได้แก่ วิโมกข์ ๘ ที่พ้นจากอารมณ์
ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายดังนี้.
ฌานทั้งหลายชื่อว่า อภิภายตนะ ในบทว่า อภิภายตนานํ นี้
เพราะอรรถว่า ฌานเหล่านั้นมีอายตนะเป็นยิ่ง.
บทว่า อายตนานิ ได้แก่ ฌานมีกสิณเป็นอารมณ์ กล่าวคือ
อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งอารมณ์อย่างมั่นคง จริงอยู่บุคคลผู้ยิ่งด้วย
ญาณ มีญาณบริสุทธิ์ ย่อมเข้าสมบัติครอบงำอารมณ์เหล่านั้นว่า เราจะพึง
เข้าสมาบัติในอารมณ์นี้ทำไม ภาระในการการทำเอกัคคตาจิตไม่มีในเรา
หน้า 707
ข้อ 267
อธิบายว่า ทำอัปปนาให้บังเกิดในอารมณ์นี้พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งนิมิต
นั้นเอง ฌานที่ให้เกิดขึ้นอย่างนี้ เรียกว่า อภิภายตนะ แห่งอภิภายตนะ
๘ เหล่านั้น.
บทว่า นวนฺนํ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนํ ความว่า ชื่อว่า
อนุปุพพวิหารสมาบัติ เพราะพึงอยู่ คือพึงเข้าถึง ตามก่อน ๆ คือตามลำดับ
อธิบายว่า พึงเข้าถึงตามลำดับ แห่งอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เหล่านั้น.
บทว่า ทสนฺนํ สญฺาภาวนานํ ได้แก่ สัญญาภาวนา ๑๐ มี
อนิจจสัญญาเป็นต้น ที่นาในคิริมานนทสูตร.
บทว่า ทสนฺนํ กสิณสหาปตฺตีนํ ได้แก่ ฌาน ๑๐ มีปถวีกสิณ-
ฌานเป็นต้น กล่าวคือกสิณ ด้วยอรรถว่าทั่วไป.
บทว่า อานาปานสฺสติสมาปตฺติยา ได้แก่ สมาธิที่สัมปยุตด้วย
อานาปานสติ.
บทว่า อสุภสมาปตฺติยา ได้แก่ การเข้าฌานมีอสุภะเป็นอารมณ์.
บทว่า ทสนฺนํ ตถาคตพลานํ ได้แก่ ญาณอันเป็นกำลังของ
พระทศพล ๑๐ ประการ.
บทว่า จตุนฺนํ เวสารชฺชานํ ได้แก่ เวสารัชชธรรม ๔ ซึ่งเป็น
ความแกล้วกล้า.
บทว่า จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทานํ ได้แก่ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔.
บทว่า ฉนฺนํ อภิญฺานํ ได้แก่ อภิญญา ๖ มีอิทธิวิธเป็นต้น.
บทว่า ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมานํ ได้แก่ พุทธธรรม ๖ ที่มาในเบื้อง
บนโดยนัยเป็นต้นว่า กายกรรมทุกอย่างเป็นไปตามญาณ. จีวรเป็นต้น ใน
หน้า 708
ข้อ 267
บทนั้นท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งภาคยสมบัติ. อรรถรสตุกะ ท่านกล่าว
ด้วยสามารถแห่งปฏิเวธ. อธิสีลติกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งปฏิบัติ.
ฌานติกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งรูปฌานและอรูปฌาน. วิโมกขติกะ
ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสมาบัติ สัญญาพาจตุกกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แห่งอุปจาระและอัปปนา. สติปัฏฐาน เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่ง
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.
บทว่า ตถาคตพลานํ เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แห่งธรรมพิเศษ.
บทว่า ภควาติ เนตํ นามํ เป็นต้น ต่อจากนี้ ทานกล่าวเพื่อให้
ทราบว่า บัญญัตินี้ไปตามเนื้อความ.
ในบทว่า สมณพฺราหฺมเณหิ นั้น ได้แก่ พวกสมณะ พวก
พราหมณ์ที่เข้าบรรพชา มีวาทะว่าเจริญ สงบบาปหรือลอยบาปแล้ว เทวดา
มีท้าวสักกะเป็นต้น และพรหมทั้งหลาย.
บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ ได้แก่ วิโมกข์ คือ อรหัตตมรรค ที่สุด
แห่งวิโมกข์ คืออรหัตตผล มีในที่สุดแห่งวิโมกข์นั้น ชื่อว่า วิโมกขันติกะ
ด้วยว่า ความเป็นพระสัพพัญญูย่อมสำเร็จด้วยอรหัตตมรรค คือเป็นอัน
สำเร็จแล้วด้วยการบรรลุอรหัตตผล ฉะนั้น ความเป็นสัพพัญญูจึงมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์ แม้เนมิตตกนามนั้น ก็เป็นนามที่มีในที่สุดแห่งวิโมกข์ เหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ ดังนี้.
บทว่า โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา ความ
หน้า 709
ข้อ 267
ว่า กับการได้เฉพาะพระสัพพัญญุตญาณ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว ณ โคน
ต้นมหาโพธิ.
บทว่า สจฺฉิกา ปญฺตฺติ ความว่า เป็นบัญญัติที่เกิดด้วยการทำให้
แจ้งพระอรหัตตผล หรือด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง.
บทว่า ยทิทํ ภควา ความว่า บัญญัติว่า ภควา นี้.
บทว่า ทฺวีหิ การเณหิ ได้แก่ ด้วยส่วน ๒.
บทว่า ปริยตฺติสาสนํ ได้แก่ พุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก.
บทว่า ปฏิปตฺติ ความว่า ชื่อว่า ปฏิบัติ เพราะอรรถว่า เป็น
เครื่องถึงเฉพาะ.
บทว่า ยํ ตสฺส ปริยาปุตํ ความว่า คำสั่งสอนใดอันบุคคลนั้น
ศึกษาแล้ว คือ สาธยายแล้ว. คำว่า ตสฺส นั้นเป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงใน
อรรถแห่งตติยาวิภัตติ ปาฐะว่า ปริยาปุฏํ ก็มี.
บทว่า สุตฺตํ ความว่า คัมภีร์อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร
มงคลสูตร รตนสูตร ตุวฏกสูตรในสุตตนิบาต และพระดำรัสของพระ
ตถาคตที่ได้นามว่าสูตรแม้อื่น พึงทราบว่า สุตตะ พระสูตรที่มีคาถาแม้
ทั้งหมด.
พึงทราบบทว่า เคยยะ สคาถวรรคแม้ทั้งสิ้นในสังยุต. พึงทราบว่า
เคยยะ เป็นพิเศษ.
บทว่า เวยฺยากรณํ ความว่า พระอภิธรรมปิฎก ทั้งสิ้น พระสูตร
ที่ไม่มีคาถา และพระพุทธพจน์ที่มิได้สงเคราะห์ด้วยองค์ ๘ นั้นพึงทราบว่า
เวยยากรณะ.
หน้า 710
ข้อ 267
บทว่า คาถา ความว่าคาถาธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถาและคาถา
ล้วน ๆ ที่มิได้ชื่อว่าพระสูตร ในสุตตนิบาต พึงทราบว่าคาถา.
บทว่า อุทานํ ความว่า พระสูตร ๘๒ สูตร ที่ปฏิสังยุตด้วยคาถา
เจือด้วยโสมนัสญาณ พึงทราบว่า อุทาน.
บทว่า อิติวุตฺตกํ ความว่า พระสูตร ๑๑๐ สูตร ที่เป็นไปโดย
นัยเป็นต้นว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา ดังนี้ พึงทราบว่า อิติวุตตกะ.
บทว่า ชาตกํ ความว่า ชาดก ๕๕๐ เรื่อง มีอปัณณกชาดกเป็นต้น
พึงทราบว่า ชาดก.
บทว่า อพฺภูตธมฺมํ ความว่า พระสูตรที่ปฏิสังยุตด้วยอัพภูตธรรม
น่าอัศจรรย์ทั้งปวงที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อจฺฉริ-
ยา อพฺภูตธมฺมา อานนฺเท ภิกษุทั้งหลาย ข้ออัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ อย่างนี้
หาได้ในอานนท์ ดังนี้ พึงทราบว่า อัพภูตธรรม.
บทว่า เวทลฺลํ ความว่า พระสูตรแบบถามตอบซึ่งผู้ถามได้ทั้ง
ความรู้และความพอใจ ถามต่อไป แม้ทั้งหมด มีจูฬเวทัลลสูตร มหา
เวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนียสูตร และ
มหาปณณมสูตรเป็นต้น พึงทราบว่า เวทัลละ.
บทว่า อิทํ ปริยตฺติสาสนํ ความว่า พระพุทธวจนะคือพระไตร
ปิฎก ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนี้ ชื่อว่าคำสั่งสอนทางปริยัติ เพราะทำ
วิเคราะห์ว่า ชื่อว่าปริยัติ เพราะอรรถว่าพึงเล่าเรียน ซึ่งว่าคำสั่งสอน
เพราะอรรถว่าพร่ำสอน.
หน้า 711
ข้อ 267
บทว่า ตมฺปิ มุสฺสติ ความว่า คำสั่งสอนทางปริยัติแม้นั้น ย่อม
สูญหาย.
บทว่า ปริมุสฺสติ ความว่า ย่อมสูญหายแต่ต้น.
บทว่า ปริพาหิโร โหติ ความว่า ต่อหน้า.
บทว่า กตมํ ปฏิปตฺติสาสนํ ความว่า ส่วนเบื้องต้นแต่โลกุตตร
ธรรม ชื่อว่าปฏิบัติ เพราะอรรถว่าอันบุคคลปฏิบัติอรรถนั้น ชื่อว่าคำ
สั่งสอน เพราะอรรถว่า อันศาสดาสั่งสอนเหล่าเวไนยทั้งหลายในอรรถนี้.
บทว่า สมฺมาปฏิปทา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า ปาณมฺปิ หนติ ความว่า ฆ่าอินทรีย์คือชีวิตบ้าง.
บทว่า อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ความว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ
หวงแหนบ้าง.
บทว่า สนฺธิมปิ ฉินฺทติ ความว่า ตัดที่ต่อของเรือนบ้าง.
บทว่า นิลฺโลปมฺปิ หรติ ความว่า ประหารชาวบ้านทั้งหลายทำ
การปล้นใหญ่บ้าง.
บทว่า เอกาคาริกมฺปิ กโรติ ความว่า ล้อมจับเป็นเรียกค่าไถ่
ด้วยทรัพย์ประมาณ ๕๐ บ้าง ๖๐ บ้าง.
บทว่า ปริปนฺเถปิ ติฏติ ความว่า ทำการรีดเงินที่หนทาง
เปลี่ยว.
บทว่า ปรทารมฺปิ คจฺฉติ ความว่า ถึงความประพฤติในภรรยา
ของผู้อื่น.
บทว่า มุสาปิ ภณติ ความว่า กล่าวเท็จหักประโยชน์.
หน้า 712
ข้อ 267
บทว่า อนริยธมฺโม ความว่า มิใช่สภาวะที่ประเสริฐ.
บทว่า เอโก ปุพฺเพ จริตฺวาน ความว่า เทียวไปในเบื้องต้น คือ
ในโลก ด้วยส่วนบรรพชาก็ตาม ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ก็ตาม.
บทว่า ยานํ ภนฺตํว ตํ โลเก หีนมาหุ ปุถุชฺชนํ ความว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้น คือผู้หมุนไปผิด ว่าเป็นปุถุชนคนเลว
เหมือนยวดยานที่หมุนไปฉะนั้น ด้วยการขึ้นสู่ทางที่ไม่เรียบมีกายทุจริตเป็น
ต้น ด้วยการทำลายตนในนรกเป็นต้น และด้วยการตกลงในเหวคือชาติ
เป็นต้น เหมือนยวดยานมียานช้างเป็นต้น ที่ไม่ได้ฝึกย้อมขึ้นสู่ทางที่ไม่
เรียบบ้าง ทำลายคนขี่เสียบ้าง ตกลงในเหวบ้าง ฉะนั้น.
บทว่า ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน ความว่า ด้วยส่วนบรรพชาก็ตาม
คือด้วยการขึ้นสู่การนับว่าเป็นบรรพชิต ว่าเป็นสมณะ ก็ตาม.
บทว่า คณาววสฺสคฺคฏเน วา ความว่า ด้วยการสละความยินดี
ในความคลุกคลีด้วยหมู่เทียวไปก็ตาม.
บทว่า เอโก ปฏิกฺกมติ ความว่า ผู้เดียวเท่านั้นกลับจากบ้าน.
บทว่า โย นิเสวติ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง
บทว่า อเปเรน สมเยน ความว่า ในกาลอื่น คือ ในกาลอัน
เป็นส่วนอื่นอีก.
บทว่า พุทฺธํ ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญู.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระธรรมซึ่งประกอบด้วยคุณมีความเป็น
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วเป็นต้น.
หน้า 713
ข้อ 267
บทว่า สงฺฆํ ได้แก่ พระสงฆ์ผู้ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้
ปฏิบัติดีเป็นต้น.
บทว่า สิกฺขํ ได้แก่ สิกขาที่ต้องศึกษา มีอธิสีลสิกขาเป็นต้น.
บทว่า ปจฺจกฺขาย ความว่า ห้ามพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า หีนาย ความว่า เพื่อความเป็นคนเลว คือเพื่อความเป็น
คฤหัสถ์.
บทว่า อาวตฺติตฺวา ความว่า กลับ.
บทว่า เสวติ ความว่า เสพครั้งเดียว.
บทว่า นิเสวติ ความว่า เสพหลายวิธี.
บทว่า สํเสวติ ความว่า เสพชุ่ม.
บทว่า ปฏิเสวติ ความว่า เสพบ่อย ๆ.
บทว่า ภนฺตํ ความว่า หมุนไปผิด.
บทว่า อทนฺตํ ความว่า มิได้นำเข้าไปสู่ความเป็นสัตว์อันเขาฝึก
แล้ว.
บทว่า อการิตํ ความว่า ไม่ได้รับการศึกษากิริยาที่ศึกษาดีแล้ว.
บทว่า อวินิตํ ความว่า ไม่ได้ศึกษาด้วยอาจารสมบัติ.
บทว่า อุปฺปถํ คณฺหาติ ความว่า ยานมีประการดังกล่าวแล้ว
ประกอบด้วยความเป็นสัตว์อันเขามิได้ฝึกเป็นต้นหมุนไป ย่อมเข้าถึงทางที่
ไม่เรียบ.
บทว่า วิสมํ ขาณุมฺปิ ปาสาณมฺปิ อภิรูหติ ความว่า ย่อม
หน้า 714
ข้อ 267
ขึ้นบนตอไม้ตะเคียนเป็นต้นตั้งอยู่ไม่เรียบบ้าง กองหินบนภูเขาที่ตั้งอยู่ไม่
เรียบอย่างนั้นบ้าง.
บทว่า ยานมฺปิ อาโรหกมฺปิ ภญฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย
ยานมีวอเป็นต้นบ้าง ทำลายมือเท้าเป็นต้นของผู้ที่ขึ้นขี่ขับไปบ้าง.
บทว่า ปปาเตปิ ปปตติ ความว่า ย่อมตกไปในเหวแห่งเงื้อมผา
ที่ขาดด้านเดียวบ้าง.
บทว่า โส วิพฺภนฺตโก ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ถอยกลับ.
บทว่า ภนฺตยานปาฏิภาโค ความว่า เช่นกับยานที่ไม่ตั้งมั่น.
บทว่า อุปฺปถํ คณฺหาติ ความว่า ถอยกลับจากกุศลกรรมบถเข้า
ไปนอกทาง คือทางผิด ซึ่งเป็นทางแห่งอบาย.
บทว่า วิสมํ กายกมฺมํ อภิรูหติ ความว่า ย่อมขึ้นสู่กายกรรม
อันไม่เสมอ กล่าวคือกายทุจริต อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความเสมอ แม้ใน
บทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
บทว่า นิรเย อตฺตานํ ภญฺชติ ความว่า กระทำอัตภาพให้
แหลกละเอียด ในนรก กล่าวคือที่หาความยินดีมิได้.
บทว่า มนุสฺสโลเก อตฺตานํ ภญฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย
ด้วยสามารถแห่งการกระทำกรรมมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า เทวโลเก อตฺตานํ ภญฺชติ ความว่า ด้วยสามารถแห่ง
ทุกข์ มีทุกข์เกิดแต่ความพลัดพรากจากของรักเป็นต้น.
บทว่า ชาติปปาตมฺปิ ปปตติ ความว่า ตกไปในเหวคือชาติ
บ้าง แม้ในบทว่า ชราปปาต เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. พระสารีบุตร
เถระแสดงโลกที่ประสงค์ในที่นี้นั่นแล ด้วยบทว่า มนุสฺสโลเก.
หน้า 715
ข้อ 267
บทว่า ปุถุชฺชนา เป็นบทอุทเทสแห่งบทที่จะต้องชี้แจง บรรดา
บทที่จะต้องชี้แจง บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุถุชฺชนา ความว่า :-
ชื่อว่าปุถุชน ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังกิเลสหนา
ให้เกิดเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ชนนี้ชื่อว่ามีกิเลสหนา
เพราะหยั่งลงภายในชนที่มีกิเลสหนา ดังนี้แล.
ก็ชนนั้นชื่อว่าปุถุชน ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังกิเลสเป็นต้นที่หนา
คือมีประการต่าง ๆ ให้เกิดเป็นต้น เพื่อจะแสดงปุถุชนนั้นโดยวิภาค พระ
สารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปุถู กิเลเส ชเนนฺติ ดังนี้ ชื่อว่า
ปุถุชนในนิทเทสนั้นเพราะอรรถว่า ยังสักกายทิฏฐิเหล่านั้นให้เกิด หรือ
อันสักกายทิฏฐิเหล่านั้นให้เกิด เพราะยังกำจัดสักกายทิฏฐิมีประการต่าง ๆ
เป็นอันมากไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง ชนศัพท์ ย่อมกล่าวถึงว่ายังกำจัดไม่ได้
นั่นเอง.
ในบทว่า ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกา นี้มีเนื้อความของคำว่า
ชื่อว่าปุถุชน เพราะอรรถว่า มีปฏิญญาต่อศาสดาทั้งหลายมากคือต่าง ๆ.
ในบทว่า ปุถุ สพฺพคตีหิ อวุฏิตา นี้ชื่อว่า เกิดคติ เพราะ
อรรถว่าพึงให้เกิด หรือเป็นที่เกิด ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า มีกิเลส
เกิดมาก ชื่อว่า เกิดอภิสังขารเป็นต้น เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเกิดกิเลส
นอกนี้ ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า มีอภิสังขารเหล่านี้ พึงเห็นว่าชน-
ศัพท์มีเนื้อความว่าปรุงแต่งเป็นต้นนั่นเอง.
บทว่า นานาสนฺตาเปหิ สนฺตปฺปนฺติ ความว่า ความเดือด
ร้อนทั้งหลายมีไฟคือราคะเป็นต้น เหล่านั้นแหละ หรือแม้ทั้งหมด ชื่อว่า
กิเลสเครื่องเร่าร้อน.
หน้า 716
ข้อ 267
ในบทว่า ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ นี้ชื่อว่า ชน เพราะอรรถ
ว่าเกิด ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า มีการเกิด มีอาทิอย่างนี้ว่า ความ
กำหนัด ความต้องการมาก อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นว่าชนศัพท์ลงในอรรถ
ว่า กำหนัดเป็นต้นนั่นเอง อย่างนี้ว่า เกิดแล้ว กำหนัดแล้ว มาก.
บทว่า ปลิพุทฺธา ความว่า พัวพัน.
บทว่า อาวุฏา ความว่า ร้อยรัด.
บทว่า นิวุฏา ความว่า กั้น.
บทว่า โอผุฏา ความว่า ปิดเบื้องบน.
บทว่า ปิหิตา ความว่า ปิดเบื้องล่าง.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺนา ความว่า ไม่ปรากฏ.
บทว่า ปฏิกุชฺชิตา ความว่า ครอบไว้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุชน แม้เพราะหยั่งลงภายในของพวกกิเลส
หนา หรือของเหล่าชนผู้หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติเอื้อเฟื้อธรรมต่ำ
ทราม ซึ่งเหลือที่จะนับได้. ชื่อว่า ปุถุชน แม้เพราะอรรถว่า บุคคลนี้
มีกิเลสหนาบ้าง เป็นชนผู้ถึงการนับ คือคลุกคลีด้วยอริยชนผู้ประกอบด้วย
คุณมีศีลและสุตะเป็นต้นบ้าง ปุถุชนอย่างนี้ ได้แก่ปุถุชน ๒ พวกที่ท่าน
กล่าวว่า :-
พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสปุถุชน ๒
จำพวก คืออันธพาลปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑.
ใน ๒ จำพวกนั้น อันธพาลปุถุชนพึงทราบว่า เป็นผู้ที่ท่านกล่าวถึง.
บทว่า ยโส กิตฺตี จ ได้แก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ.
หน้า 717
ข้อ 267
บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในความเป็นบรรพชิต.
บทว่า หายเต วาปิ ตสฺส สา ความว่า ยศนั้นด้วย เกียรติ
นั้นด้วย ของภิกษุนั้นคือผู้หมุนไปผิด ย่อมเสื่อมไป.
บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา ความว่า เห็นการได้ยศและเกียรติในกาล
ก่อน และความเสื่อมในภายหลังแม้นั้น.
บทว่า สิกฺเขถ เมถุนํ วิปฺปหาตเว ความว่า พึงศึกษาสิกขา ๓
เพื่อเหตุอะไร เพื่อละเมถุนธรรม มีอธิบายว่า เพื่อต้องการละเมถุนธรรม.
บทว่า กิตฺติวณฺณภโต ความว่า ภิกษุผู้ได้รับสรรเสริญเกียรติคุณ
ย่อมเป็นผู้ยกเสียงสรรเสริญ และคุณที่พรรณนาขึ้นกล่าว ชื่อว่า มีถ้อยคำ
ไพเราะ เพราะอรรถว่า มีการกล่าวโดยนัยต่าง ๆ ไพเราะ.
บทว่า กลฺยาณปฏิภาโณ ความว่า มีปัญญาดี.
บทว่า หายติ เป็นบท อุทเทส แห่งบทที่ต้องชี้แจง.
บทว่า ปริหายติ ความว่า ย่อมเสื่อมไปโดยรอบ.
บทว่า ปริธํสติ ความว่า ย่อมตกไปเบื้องต่ำ.
บทว่า ปริปตฺติ ความว่า ย่อมไปปราศโดยรอบ.
บทว่า อนฺตรธายติ ความว่า ย่อมถึงการเห็นไม่ได้.
บทว่า วิปฺปลุชฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย.
บทว่า ขุทฺทโก สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ถุลลัจจัยเป็นต้น.
บทว่า มหนฺโต สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ปาราชิกและสังฆาทิเสส.
บทว่า เมถุนธมฺมสฺส ปหานาย ความว่า เพื่อต้องการละด้วย
ตทังคปหานเป็นต้น.
หน้า 718
ข้อ 267
บทว่า วูปสมาย ความว่า เพื่อต้องการเข้าไปสงบมลทินทั้งหลาย.
บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย ความว่า เพื่อต้องการแล่นไป สละขาด
และสละคืน.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธิยา ความว่า เพื่อต้องการผล กล่าวคือความ
สงบระงับ.
ก็ภิกษุใดไม่ละเมถุนธรรม ภิกษุนั้นถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อม
ซบเซา เหมือนคนกำพร้าได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อมเป็น
ผู้เก้อเขิน เป็นผู้เช่นนั้นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเรโต ความว่า ประกอบ.
บทว่า ปเรสํ นิคฺโฆสํ ความว่า คำติเตียนของอุปัชฌาย์เป็นต้น.
บทว่า มงฺกุ โหติ ความว่า เป็นผู้เสียใจ.
บทว่า กามสงฺกปฺเปน ความว่า อันวิตกที่ปฏิสังยุตด้วยกามแม้
ในบทที่ตั้งอยู่เหนือ ๆ ขึ้นไป ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า ผุฏฺโ ความว่า อันวิตกทั้งหลายถูกต้องแล้ว.
บทว่า ปเรโต ความว่า ไม่เสื่อมรอบ.
บทว่า สโมหิโต ความว่า ปลง คือเข้าไปในภายในโดยชอบ.
บทว่า กปโณ วิย ความว่า เหมือนคนตกยาก.
บทว่า มนฺโท วิย ความว่า เหมือนคนไม่มีความรู้.
บทว่า โมมูโห วิย ความว่า เหมือนคนลุ่มหลง.
บทว่า ฌายติ ความว่า ย่อมคิด.
บทว่า ปชฺฌายติ ความว่า ย่อมคิดหนัก.
หน้า 719
ข้อ 267
บทว่า นิชฺฌายติ ความว่า ย่อมคิดหลายอย่าง.
บทว่า อวชฺฌายติ ความว่า ย่อมคิดนอกไปจากนั้น.
บทว่า อุลูโก ได้แก่ นกเค้าแมว.
บทว่า รุกฺขสาขายํ ความว่า ที่กิ่ง ซึ่งตั้งขึ้นบนต้นไม้ หรือที่
ค่าคบ.
บทว่า มูสิกํ คมยมาโน ความว่า แสวงหาหนู, อาจารย์บาง
ท่านกล่าวว่า มคฺคยมาโน ดังนี้ก็มี.
บทว่า โกตฺถุ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก.
บทว่า วิลาโร ได้แก่ แมว.
บทว่า สนฺธิสมลสปงฺกตีเร ความว่า ในระหว่างเรือน ๒ หลังที่
ท่อน้ำ เปือกตม ที่ทิ้งหยากเยื่อ และที่เนินค่าย.
บทว่า วหจฺฉินฺโน ความว่า มีเนื้อหลังและคอขาดไป คาถาต่อ
จากนี้ปรากฏความเกี่ยวเนื่องกันแล้วทั้งนั้น.
บทว่า สตฺถานิ ในคาถานั้น ได้แก่ กายทุจริตเป็นต้น ก็กาย
ทุจริตเป็นต้นเหล่านั้น ท่านเรียกว่า ศัสตรา เพราะอรรถว่า ตัดทั้งตน
และผู้อื่น ก็ภิกษุนี้ เมื่อกล่าวว่า ข้าพเจ้าสึกเพราะเหตุนี้ ชื่อว่าย่อมกระทำ
ศัสตรา คือกล่าวเท็จแต่ต้นก่อนโดยวิเสส ในบรรดาศัสตราเหล่านั้น
เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอส ขฺวสฺส มหา
เคโธ โมสวชฺชํ ปคาหติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส ขฺวสฺส ตัดบทเป็น เอโส โข
อสฺส.
หน้า 720
ข้อ 267
บทว่า มหาเคโธ ได้แก่ เครื่องผูกพันใหญ่หากจะถามว่า เป็น
ไฉน ? ก็ได้แก่ การหยั่งลงสู่มุสาวาท พึงทราบว่า เป็นเครื่องผูกพันของ
ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ.
บทว่า ตีณิ สตฺถามิ ได้แก่ เครื่องตัด ๓ อย่าง กายทุจริตทั้ง
หลายชื่อว่าศัสตราทางกาย แม้ในศัสตราทางวาจาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือน
กันเพื่อจะแสดงศัสตรานั้นเป็นส่วน ๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ติวิธํ
กายทุจฺจริตํ กายสตฺถํ ดังนี้.
บทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ความว่า รู้อยู่กล่าววาจาไร้
ประโยชน์.
บทว่า อภิรโต อหํ ภนฺเต อโหสึ ปพฺพชฺชาย ความว่า
ข้าพเจ้าเป็นผู้มิได้เว้นจากความยินดียิ่งต่อการบรรพชาในพระศาสนา.
บทว่า มาตา เม โปเสตพฺพา ความว่า ข้าพเจ้าเลี้ยงดูมารดา.
บทว่า เตนฺมหิ วิพฺภนฺโตติ ภณติ ความว่า เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ก้าวกลับคือลาสิกขา.
แม้ในบทว่า ปิตา มยา โปเสตพฺโพ ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงบิดา
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เอโส ตสฺส มหาเคโธ ความว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่
นั้นเป็นเครื่องผูกพันใหญ่ของบุคคลนั้น.
บทว่า มหาวนํ ได้แก่ ป่าใหญ่.
บทว่า คหณํ ได้แก่ ก้าวล่วงได้ยาก.
บทว่า กนฺตาโร ความว่า เช่นกับกันดารเพราะโจรเป็นต้น.
หน้า 721
ข้อ 267
บทว่า วิสโม ความว่า ไม่เสมอเพราะหนาม.
บทว่า กุฏิโล ความว่า เช่นกับโค้ง.
บทว่า ปงฺโก ความว่า เช่นกับสระน้อย.
บทว่า ปลิโป ความว่า เช่นกับเปือกตม.
บทว่า ปลิโพโธ ความว่า เข้าถึงได้ยากมาก.
บทว่า มหาพนฺธนํ ความว่า เครื่องผูกรัดใหญ่เปลื้องได้ยาก.
บทว่า ยทิทํ สมฺปชานมุสาวาโท ความว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้
อยู่นี้ใด.
บทว่า สภคฺคโต วา ความว่า อยู่ในสภาก็ดี.
บทว่า ปริสคฺคโต วา ความว่า อยู่ในที่ประชุมชาวบ้านก็ดี.
บทว่า าติมชฺฌคโต วา ความว่า อยู่ท่ามกลางทายาททั้งหลาย
ก็ดี.
บทว่า ปูคมชฺฌคโต วา ความว่า อยู่ท่ามกลางกองทหารก็ดี.
บทว่า ราชกุลมชฺฌคโต วา ความว่า อยู่ในที่วินิจฉัยใหญ่ท่าม
กลางราชสกุลก็ดี.
บทว่า อภินีโต ความว่า ถูกนำไปเพื่อต้องการถาม.
บทว่า สกฺขิปุฏฺโ ความว่า ถูกถามเป็นพยาน.
บทว่า เอหิ โภ ปุริส นี้เป็นคำร้องเรียก.
บทว่า อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา ความว่า เพราะเหตุแห่ง
อวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้นบ้าง เพราะเหตุแห่งทรัพย์บ้าง ของตนบ้างของ
ผู้อื่นบ้าง.
หน้า 722
ข้อ 267
บทว่า อามิส ในบทว่า อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา นี้ ท่าน
ประสงค์เอาลาภ.
บทว่า กิญฺจิกฺขํ ความว่า อามิสอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีประมาณ
น้อยโดยที่สุดเพียงนกกระทา นกกระจาบ ก้อนเนยใสและก้อนเนยข้นเป็น
ต้น อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งลาภบางอย่าง.
บทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ความว่า รู้อยู่นั่นแลทำมุสาวาท.
อนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงปริยายอื่นอีก จึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า ตีหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ปุพฺเพวสฺส โหติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีหากาเรหิ ความว่า ด้วยเหตุ ๓
อย่าง ซึ่งเป็นองค์ของสัมปชานมุสาวาท.
บทว่า ปุพฺเพวสฺส โหติ ความว่า ในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น
นั่นแล บุคคลนั้นมีความรู้อย่างนี้ว่า เราจักพูดเท็จ.
บทว่า ภณนฺตสฺส โหติ ความว่าเมื่อกำลังพูดก็รู้.
บทว่า ภณิตสฺส โหติ ความว่า เมื่อพูดแล้วบุคคลนั้นก็รู้ อธิบาย
ว่า เมื่อกล่าวคำที่พึงกล่าวนั้นแล้ว ก็รู้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภณิตสฺส ความว่าเมื่อกล่าวออกไปแล้ว คือ
พูดจบแล้ว ก็รู้ ในข้อนี้ท่านแสดงเนื้อความดังนี้ว่า บุคคลใดย่อมรู้แม้
ในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น คือแม้กำลังกล่าวอยู่ก็รู้ แม้ภายหลังก็รู้ ว่าเรา
กล่าวเท็จแล้ว บุคคลนั้นเมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกมัดด้วยกรรมคือกล่าว
เท็จ.
หน้า 723
ข้อ 267
ในข้อนี้ท่านแสดงเนื้อความไว้แล้วก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเนื้อ
ความพิเศษ ดังต่อไปนี้ :- ถามก่อนว่า กาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นว่าเราจัก
กล่าวเท็จ มีอยู่, กาลอันเป็นส่วนภายหลังว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ไม่มี. เพียง
คำที่กล่าวเท่านั้น ใครๆ ก็ลืมได้ จะเป็นมุสาวาทแก่บุคคลนั้นหรือไม่ ?
คำถามนั้นท่านวิสัชนาไว้แล้วในอรรถกถาทั้งหลายอย่างนี้ ในตอนแรก
รู้ว่าเราจักกล่าวเท็จ และเมื่อกล่าวอยู่ ก็รู้ว่าเรากำลังกล่าวเท็จ. ในตอนหลัง
รู้ว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจที่จะไม่เป็น แม้หากจะไม่เป็นก็คงเป็น
มุสาวาทอยู่นั่นเอง ด้วยว่า ๒ องค์แรกนั่นแลเป็นประมาณ. แม้ผู้ใดใน
ตอนแรกไม่ตั้งใจว่าเราจักกล่าวเท็จ แต่เมื่อกล่าว รู้ว่าเรากำลังกล่าวเท็จ
แม้เมื่อกล่าวแล้ว ก็รู้ว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ไม่พึงปรับผู้นั้นด้วยมุสาวาท
เพราะตอนแรกเป็นประมาณกว่า เมื่อไม่เป็นมุสาวาท ย่อมเป็นการกล่าว
เล่นหรือกล่าวเสียงร้องเท่านั้น.
อนึ่ง พึงสละภาวะคือญาณในมุสาวาทนั้น และการประชุมแห่งญาณ
ในข้อนี้เสีย.
บทว่า ตญฺาณตา ปริจฺจิตพฺพา ความว่า บุคคลย่อมรู้ว่า
เราจักกล่าวเท็จ ด้วยจิตดวงใด ย่อมรู้ว่าเรากล่าวเท็จ และว่าเรากล่าวเท็จ
แล้ว ด้วยจิตดวงนั้นนั่นเอง ย่อมรู้ในขณะ ๓ ด้วยจิตดวงเดียวนั่นแหละ
อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นจึงควรสละภาวะคือญาณในมุสาวาทนั้นอัน
นี้เสีย ด้วยว่าบุคคลไม่อาจจะรู้จิตดวงนั้นด้วยจิตดวงนั้นนั่นเองได้เหมือน
ไม่อาจจะใช้ดาบเล่มนั้นนั่นเองฟันดาบเล่มนั้นได้ ก็จิตดวงแรก ๆ เป็น
ปัจจัยตามที่เกิดขึ้นของจิตดวงหลัง ๆ แล้วดับไป เพราะเหตุนั้นท่านจึง
กล่าวว่า :-
หน้า 724
ข้อ 267
กาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นแลเป็นประมาณ เมื่อกาล
อันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้นมีอยู่ กาลทั้ง ๒ นั้นจึงไม่มี วาจา
ประกอบด้วยองค์ ๓ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า าณสโมธานํ ปริจฺจชิตพฺพํ ความว่าจิต ๓ ดวงเหล่า
นี้ไม่พึงถือเอาว่า ย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน ก็ชื่อว่าจิตนี้ :-
เมื่อดวงแรกยังไม่ดับ ดวงหลังย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะ
เกิดขึ้นติด ๆ กัน จึงปรากฏเหมือนดวงเดียว.
ต่อแต่นี้ บุคคลนี้ใดไม่รู้อยู่เลย กล่าวเท็จทั้งรู้โดยนัยเป็นต้นว่า เรา
รู้เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า นี้ไม่จริง บุคคลนั้นก็มีลัทธิอยู่ดังนี้เท่า
นั้น. อนึ่งบุคคลนั้นเห็นด้วยและชอบใจอย่างนี้ว่า นี้ไม่จริง บุคคลนั้นมี
ความสำคัญอย่างนี้ มีสภาวะอย่างนี้เท่านั้น และมีจิตว่า นี้ไม่จริง. แต่
เมื่อใดประสงค์จะกล่าวเท็จ เมื่อนั้นเขาปิดบัง คือทอดทิ้ง ปกปิด ซึ่ง
ทิฏฐินั้นบ้าง, ซึ่งความควรกับทิฏฐิบ้าง, ซึ่งความชอบใจกับทิฏฐิและ
ความควรบ้าง, ซึ่งความสำคัญกับทิฏฐิความควรและความชอบใจบ้าง,
ซึ่งความจริงกับทิฏฐิความควรความชอบใจและความสำคัญบ้าง ย่อมกล่าว
ไม่เด่นชัด ฉะนั้นเพื่อจะแสดงประเภทขององค์ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิเป็น
ต้นแม้เหล่านั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อปิจ จตูหากาเรหิ
เป็นต้น.
บทว่า วินิธาย ทิฏึ ในที่นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการ
ปิดบังธรรมที่มีกำลัง.
หน้า 725
ข้อ 267
บทว่า วินิธาย ขนฺตึ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการ
ปิดบังธรรมที่ทุรพลกว่านั้น.
แต่บทว่า วินิธาย สญฺํ นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการปิด
บังธรรมที่ทุรพลทั้งหมดในที่นี้. ข้อว่าบุคคลไม่ปิดบังชื่อแม้เพียงความ
สำคัญ จักกล่าวเท็จทั้งรู้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้แล.
บทว่า มนฺโทว ปริกิสฺสติ ความว่า กระทำการฆ่าสัตว์เป็นต้น
เสวยทุกข์ซึ่งมีเหตุเกิดแต่การฆ่าสัตว์เป็นต้นนั้น กระทำการแสวงหาและ
การรักษาโภคสมบัติ ย่อมเศร้าหมองเหมือนคนหลงใหล.
บทว่า ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา กมฺมกรณา กาเรนฺติ
ความว่า พระราชาทั้งหลายมิได้ทรงกระทำเอง พวกบุรุษผู้จัดแจงของ
พระราชากระทำกรรมกรณ์มีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า กสาหิปิ ตาเฬนฺติ ความว่า คุกคามด้วยท่อนแส้บ้าง.
บทว่า เวตฺเตหิ ได้แก่ เส้นหวาย.
บทว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ ได้แก่ ไม้ค้อนหรือไม้พลองที่ตัดท่อน
ละ ๔ ศอก ๒ ท่อน ถือเอาเพื่อให้สำเร็จการประหาร.
บทว่า พิลงฺคถาลิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบหม้อข้าวต้ม เมื่อ
กระทำกรรมกรณ์นั้น เปิดกระโหลกศีรษะ เอาคีมจับก้อนเหล็กแดงที่ร้อน
ใส่เข้าในกระโหลกศีรษะนั้น มันสมองเดือดล้นออกเพราะเหตุนั้น.
บทว่า สงฺขมุณฺฑิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบทำให้เกลี้ยงเหมือน
สังข์เมื่อการทำกรรมกรณ์นั้น เฉือนหนัง กำหนดเหนือริมฝีปากถึงจอนหู
หน้า 726
ข้อ 267
สองข้างวงไปรอบคอ แล้วรวบเส้นผมทั้งหมดเป็นขมวดพันท่อนไม้เพิก
ขึ้นหนังกับผมทั้งหลายจะตั้งขึ้น ต่อนั้นเอาก้อนกรวดหยาบ ๆ ขัดกระโหลก
ศีรษะ ล้างทำให้มีสีเหมือนสังข์.
บทว่า ราหุมุขํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบหน้าราหู เมื่อกระทำ
กรรมกรณ์นั้น เปิดปากด้วยหอกแล้วเอาไฟลุกโพลงใส่ภายในปาก หรือ
เอาสิ่วเจาะตั้งแต่จอนหูทั้งสองข้างจนถึงปาก เลือดไหลออกเต็มปาก.
บทว่า โชติมาลิกํ ความว่า เอาผ้าชุบน้ำมันพันสรีระทั้งสิ้นแล้ว
เอาไฟเผา.
บทว่า หตฺถปชฺโชติกํ ความว่า เอาผ้าชุบน้ำมันพันมือทั้งสอง
แล้วจุดไฟให้ลุกโพลงต่างประทีป.
บทว่า เอรกวตฺติกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบเป็นไปบนตะใคร่น้ำ
เมื่อการทำกรรมกรณ์นั้น ถลกหนังหุ้มตัวตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า ลำดับ
นั้นเอาเชือกผูกเขาแล้วฉุดไป เขาเหยียบ ๆ หนังหุ้มตัวของตนล้มลง.
บทว่า จิรกวาสิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบนุ่งผ้าคากรอง เมื่อ
กระทำกรรมกรณ์นั้น ถลกหนังหุ้มตัวเหมือนอย่างนั้นแลลงไปแค่สะเอว
แล้วถลกหนังตั้งแต่สะเอวลงไปถึงข้อเท้า หนังตอนบนหุ้มห่อสรีระตอน
ล่างเหมือนนุ่งผ้าคากรอง.
บทว่า เอเณยฺยกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แนบเนื้อทราย เมื่อกระทำ
กรรมกรณ์นั้น สวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกสองข้าง และเข่าสองข้างแล้ว
หน้า 727
ข้อ 267
เสียบหลาวเหล็ก เขาอยู่บนพื้นดินด้วยหลาวเหล็ก ๔ เล่ม ลำดับนั้น คน
ทั้งหลายใส่ไฟรอบตัวเขา เขาเหมือนเนื้อทรายที่ไฟติดโชติช่วง แม้ใน
อาคตสถานท่านก็กล่าวดังนี้แหละ ด้วยประการฉะนี้ คนทั้งหลายถอน
หลาวออกจากที่เสียบแล้ววางเขาไว้ด้วยปลายกระดูก ๔ ท่อนเท่านั้น นอก
จากเหตุเห็นปานนี้ไม่มีอะไรเหลือ.
บทว่า พฬิสมํสิกํ ความว่า เอาเบ็ดสองหน้าเกี่ยวหนังเนื้อเอ็น
ออกมา.
บทว่า กหาปณกํ ความว่า เอามีดคม ๆ เฉือนสรีระทั้งสิ้น ตั้งแต่
ศีรษะออกเป็นแว่น ๆ เท่าเหรียญกษาปณ์.
บทว่า ขาราปตจฺฉิกํ ความว่า ใช้อาวุธต่าง ๆ ทิ่มแทงสรีระตาม
ที่นั้น ๆ แล้วเอาขี้เถ้าขัดถูด้วยแปรงหวายจนหนังเนื้อเอ็นหลุดไหลออก
เหลือตั้งอยู่แต่โครงกระดูกเท่านั้น.
บทว่า ปลิฆปริวตฺติกํ ความว่า ให้นอนตะแคงข้างหนึ่งแล้วเสียบ
หลาวเหล็กในช่องหูทะลุลงติดแผ่นดิน ต่อนั้นก็จับเท้าเขาหมุนไปรอบ ๆ.
บทว่า ปลาลปีกํ ความว่า ผู้รู้เหตุการณ์ที่ฉลาดถลกหนังออก
แล้วใช้ที่รองหินลับมีดทุบกระดูกทั้งหลาย จับที่ผมยกขึ้นเป็นกองเนื้อที่
เดียว ต่อนั้นก็หุ้มห่อเขาด้วยผมทั้งหลายนั่นแหละจับไว้ พันทำเป็นเหมือน
ดั่งใบไม้.
บทว่า สุนเขหิปิ ความว่า ให้สุนัขที่หิวเพราะไม่ให้อาหารมา
๒ - ๓ วันกัดกิน ครู่เดียวพวกสุนัขเหล่านั้นก็กัดกินเหลือแต่โครงกระดูกเท่า
นั้น.
หน้า 728
ข้อ 267
บทว่า เอวมฺปิ กิสฺสติ ความว่า ย่อมถึงความพิฆาตแม้ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า ปริกิสฺสติ ความว่า ย่อมถึงความพิฆาตโดยส่วนทั้งปวง.
บทว่า ปริกิลิสฺสติ ความว่า ย่อมถึงความหวาดเสียว.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุการณ์อย่างอื่นอีก จึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า อถวา กามตณฺหาย อภิภูโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามตณฺหาย ได้แก่ ความโลภที่
ประกอบด้วยกามคุณ ๕.
บทว่า อภิภูโต ความว่า ย่ำยีแล้ว.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺโต ความว่า มีจิตถูกกามตัณหายึดไว้ยัง
อาจาระที่เป็นกุศลให้สิ้นไป.
บทว่า โภเคปริเยสนฺโต ความว่า แสวงหาทรัพย์.
บทว่า นาวาย มหาสมุทฺทํ ปกฺขนฺทติ ความว่า เข้าไปสู่สาคร
ที่มีเกลือด้วยเรือกล่าวคือเรือกำปั่น.
บทว่า สีตสฺส ปุรกฺขโต ความว่า ผจญหนาว.
บทว่า อุณฺหสฺส ปุรกฺขโต ความว่า ผจญร้อน.
บทว่า ฑํสา ได้แก่ แมลงวันเหลืองอ่อน.
บทว่า มกสา ได้แก่ ยุงนั่นเอง.
บทว่า ริสฺสมาโน ความว่า ถูกสัมผัสแห่งเหลือบเป็นต้นเบียดเบียน.
หน้า 729
ข้อ 267
บทว่า ขุปฺปิปาสาย ปีฬิยมาโน ความว่า ถูกความหิวความ
กระหายย่ำยี.
บท ๒๔ บท มีบทว่า คุมฺพํ คจฺฉติ เป็นต้น มีบทว่า มรุกนฺตารํ
คจฺฉติ เป็นที่สุด ท่านกล่าวโดยนามของรัฐ.
บทว่า มรุกนฺตารํ คจฺฉาติ ความว่า เดินทางทะเลทรายโดยใช้
ดาวเป็นสำคัญ.
บทว่า ชณฺณุปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องไปด้วยเข่า.
บทว่า อชปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องไปด้วยแพะ แม้ในทางที่ต้องไป
ด้วยแกะ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สงฺกุปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องไปด้วยหลัก ซึ่งต้องดอกหลัก
ทั้งหลายแล้วก้าวลงไปตามหลักเหล่านั้น เมื่อจะไปทางนั้น ยืนที่เชิงเขาเอา
เชือกผูกกระจับเหล็กโยนขึ้นไปให้คล้องภูเขาแล้วโหนเชือกขึ้นไป แล้วเอา
เหล็กสกัดซึ่งมีปลายแข็งเหมือนเพชรเจาะภูเขาตอกหลัก ยืนบนหลักนั้น
แขวนเชือกหนังไว้ ถือเชือกหนังนั้นลงไปผูกที่หลักอันล่าง มือซ้ายจับ
เชือก มือขวาถือค้อน แก้เชือกถอนหลักออกแล้วขึ้นสูงขึ้นไปอีก คือตอก
ทอย โดยอุบายนี้ เขาขึ้นถึงยอดเขาข้ามลงไปเบื้องหน้า ตอกหลักบนยอด
เขาก่อนโดยนัยแรกนั่นแหละ ผูกเชือกที่กระเช้าหนัง พันหลักไว้ ตัวเอง
นั่งภายในกระเช้า โรยเชือกลงโดยอาการแมลงมุมชักใย เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ทางที่ต้องตอกหลักทั้งหลายแล้วก้าวลงไปตามหลักเหล่านั้น.
หน้า 730
ข้อ 267
บทว่า ฉตฺตปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องถือร่มหนังอุ้มลมร่อนไปเหมือน
นกทั้งหลาย.
บทว่า วํสปถํ ความว่า บทว่า วํสปถํ คจฺฉติ พึงทราบว่า
ท่านกล่าวหมายเอาทางที่บุคคลเมื่อทำทางใช้มีดสำหรับตัดตัดกอไผ่ ใช้ขวาน
ผ่าต้นไม้ ทำบันไดในป่าไผ่ ขึ้นบนกอไผ่ ตัดไม้ไผ่ให้ล้มทับไผ่กออื่น
แล้วเดินไปตามยอดกอไผ่นั่นแหละ.
บทว่า คเวสนฺโต น วินฺทติ อลาภมูลกมฺปิ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ
ปฏิสํเวเทติ ความว่า ย่อมได้รับทุกข์กายทุกข์ใจแม้มีความไม่ได้เป็นมูล.
บทว่า ลทฺธา แปลว่า ครั้นได้แล้ว.
บทว่า อารกฺขมูลกํ ความว่า แม้มีการรักษาเป็นมูล.
บทว่า กินฺติ เม โภเค ความว่า ด้วยวิตกอยู่ว่า ด้วยอุบายอะไร
พระราชาจึงจะไม่ริบโภคทรัพย์ของเรา พวกโจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้
น้ำจะไม่พัดไป พวกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่ขนเอาไป.
บทว่า โคปยโต ความว่า คุ้มครองด้วยหีบเป็นต้น.
บทว่า วิปฺปลุชฺชนฺติ ความว่า พินาศ.
บทว่า เอตมาทีนวํ ตฺวา มุนิ ปพฺพาปเร อิธ ความว่า มุนี
ทราบโทษนั้น คือความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อน ที่กล่าว
ไว้จำเดิมแต่นี้ว่า ยศและเกียรติที่เสื่อมไปในกาลก่อนนั้นของภิกษุนั้น ใน
ความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อน คือในความเป็นผู้สึกจาก
ความเป็นสมณะในศาสนานี้.
บทว่า ทฬฺหํ กเรยฺย เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
หน้า 731
ข้อ 267
บทว่า ถิรํ กเรยฺย ความว่า พึงกระทำให้ไม่ย่อหย่อน.
บทว่า ทฬฺหสมาทาโน อสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มีปฏิญญามั่นคง.
บทว่า อวฏฺิตสมาทาโน ความว่า มีปฏิญญาตั้งลงพร้อม.
บทว่า เอตทริยานมุตฺตมํ ความว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็น
กิจอันสูงสุดของพระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น อธิบายว่า เพราะ
ฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาวิเวกทีเดียว.
บทว่า น เตน เสฏฺโ มญฺเถ ความว่า ไม่พึงสำคัญตนว่า
เราเป็นผู้ประเสริฐสุด ด้วยความสงัดนั้น ท่านอธิบายว่า ไม่พึงเป็นผู้กระ
ด้างเพราะมานะด้วยความสงัดนั้น.
บทว่า อุณฺณตึ ได้แก่ การยกขึ้น.
บทว่า อุณฺณมํ ได้แก่ การตั้งตนขึ้นไว้สูง.
บทว่า มานํ ได้แก่ ความก้าวร้าวด้วยความถือดี.
บทว่า ถมฺภํ ได้แก่ ทำตามอำเภอใจ.
บทว่า พนฺติ ได้แก่ เหตุผูกพัน.
บทว่า ถทฺโธ ได้แก่ ไม่อ่อนโยน.
บทว่า ปตฺถทฺโธ ได้แก่ ไม่อ่อนโยนโดยพิเศษ.
บทว่า ปคฺคหิตสิโร ได้แก่ หัวสูง.
บทว่า สมนฺตา ได้แก่ ไม่ห่าง.
บทว่า อาสนฺเน ได้แก่ ไม่ไกล.
บทว่า อวิทูเร ได้แก่ ใกล้.
บทว่า อุปกฏฺเ ได้แก่ ในสำนัก.
หน้า 732
ข้อ 267
บทว่า ริตฺตสฺส ความว่า ว่าง คือเว้นจากกายทุจริตเป็นต้น.
บทว่า โอฆติณฺณสฺส ปิหยนฺติ กาเมสุ คธิตา ปชา ความว่า
สัตว์ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในวัตถุกามย่อมรักใคร่ต่อมุนีนั้น ผู้ข้ามโอฆะ ๔ ได้
แล้ว เหมือนคนเป็นหนี้รักใคร่ต่อคนไม่เป็นหนี้ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงจบเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัตต์ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ริตฺตสฺส ได้แก่ ว่างจากกิเลสทุกอย่าง.
บทว่า วิวิตฺตสฺส ได้แก่ เปล่า.
บทว่า ปวิวิตฺตสฺส ได้แก่ ผู้เดียว.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงกิเลสทั้งหลายที่มุนีว่างเว้น จึง
กล่าวคำเป็นต้นว่า กายทุจฺจริเตน ริตฺตสฺส ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความว่าง ๒ อย่างคือ ตามลำดับกิเลส
อย่าง ๑ ตามลำดับมรรคอย่าง ๑ พึงทราบตามลำดับกิเลสก่อน มุนีเป็น
ผู้ว่างจากกิเลส ๖ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โมหะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ
มทะ ด้วยอรหัตตมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ โทสะ
โกธะ อุปนาหะ ปมาทะ ด้วยอนาคามิมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส ๗ อย่าง
เหล่านี้ คือ อติมานะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย
ด้วยโสดาปัตติมรรค.
ส่วนตามลำดับมรรค พึงทราบดังต่อไปนี้ มุนีเป็นผู้ว่างจากกิเลส
๗ อย่างเหล่านี้ คือ อติมานะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา
สาไถย ด้วยโสดาปัตติมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ
โทสะ โกธะ อุปนาหะ ปมาทะ ด้วยอนาคามิมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส
หน้า 733
ข้อ 267
๖ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โมหะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ มทะ ด้วย
อรหัตตมรรค. แม้กิเลสที่เหลือลงทั้งหลาย ก็พึงประกอบตามที่ประกอบไว้
โดยนัยเป็นต้นว่า ตีณิ ทุจฺจริตานิ สพฺพกิเลเสหิ ดังนี้.
บทว่า วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ความว่า รู้วัตถุกามทั้งหลายที่
เป็นไปในภูมิ ๓ ด้วยสามารถเข้าถึงแล้วด้วยญาณปริญญาและตีรณปริญญา.
บทว่า กิเลสกาเม ปหาย ความว่า กิเลสกามทั้งหลายมีฉันทะ
เป็นต้น ด้วยปหานปริญญา.
บทว่า พฺยนฺตีกริตฺวา ความว่า กระทำให้มีที่สุดไปปราศแล้ว คือ
ให้ปราศจากที่สุด.
บทว่า กาโมฆํ ติณฺณสฺส ความว่า ข้ามกาโมฆะกล่าวคือ การ
วนเวียนตั้งอยู่ ด้วยอนาคามิมรรค.
บทว่า ภโวฆํ ความว่า ข้ามภโวฆะ ด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า ทิฏฺโฆํ ความว่า ข้ามทิฏโฐฆะ ด้วยโสดาปัตติมรรค.
บทว่า อวิชฺโชฆํ ความว่า ข้ามอวิชโชฆะ ด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า สพฺพสงฺขารปถํ ความว่า ข้ามทางกล่าวคือ ลำดับแห่ง
ขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งปวงตั้งอยู่ ด้วยอรหัตตมรรคนั่นแหละ.
ข้ามขึ้นโดยโสดาปัตติมรรค, ข้ามพ้นด้วยสกทาคามิมรรค, ก้าวล่วง
กามธาตุด้วยอนาคามิมรรค, ล่วงเลยภพทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค, เป็นไป
ล่วงด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติ.
บทว่า ปารํ คตสฺส เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งพระ-
นิพพาน.
หน้า 734
ข้อ 267
บทว่า ยถา อิณายิถา อานณฺยํ ความว่า พวกกู้หนี้ที่มีดอกเบี้ย
ย่อมปรารถนาความหมดหนี้.
บทว่า ปฏฺเนฺติ ความว่า ยังความปรารถนาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อาพาธิกา อาโรคฺยํ ความว่า ผู้กระสับกระส่ายเพราะโรค
ดีพิการเป็นต้น ย่อมปรารถนาความสงบโรค คือความไม่มีโรค ด้วย
ประกอบเภสัช.
บทว่า ยถา พนฺธนฺพนฺธา ความว่า ในวันนักขัตฤกษ์ พวกที่ติด
อยู่ในเรือนจำ ย่อมปรารถนาความพ้นจากเรือนจำ.
บทว่า ยถา ทาสา ภุชิสฺสํ ความว่า เพราะคนที่เป็นไทย่อมทำ
อะไร ๆ ได้ตามปรารถนา ไม่มีใครจะให้เขากลับจากการกระทำนั้นได้ด้วย
พลการ ฉะนั้น ทาสทั้งหลายจึงปรารถนาความเป็นไท.
บทว่า ยถา กนฺตารทฺธานํ ปกฺขนฺนา ความว่า เพราะพวกคน
ที่มีกำลัง จับช้างสาร ตระเตรียมอาวุธ พร้อมด้วยบริวาร เดินทางกันดาร
พวกโจรเห็นเขาแล้วย่อมหนีไปแต่ไกลทีเดียว พวกเขาพ้นทางกันดาร ถึง
แดนเกษมด้วยความสวัสดี ย่อมร่าเริงยินดี ฉะนั้น พวกเดินทางกันดาร
จึงปรารถนาภาคพื้นที่เกษม.
เวลาจบเทศนา พระติสสเถระบรรลุโสดาปัตติผล ภายหลังบวชได้
กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตต์ดังนี้แล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถาติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๗
หน้า 735
ข้อ 268, 269
ปสูรสุตตนิทเทสที่ ๘
[๒๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ความหมดจด
ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่า
อื่น อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างาม ในเพราะทิฏฐิ
ของตนนั้น สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะ
เฉพาะอย่าง.
ว่าด้วยความหมดจด
[๒๖๙] คำว่า สมณพราหมณ์ ย่อมกล่าวว่า ความหมดจด
ในธรรมนี้เท่านั้น มีความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าว บอก พูด
แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ในธรรมนี้เท่านั้น คือ ย่อม-
กล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ว่า
โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง
แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น
ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ว่า โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างอื่น สรีระอย่างอื่น สัตว์เบื้องหน้า
หน้า 736
ข้อ 270, 271
แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก สัตว์
เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี. สัตว์เบื้องหน้า
แต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้. สิ่งนี้ เท่านั้น
จริง สิ่งอื่นเปล่า. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อม
กล่าวว่า ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น.
[๒๗๐] คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น
มีความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมทิ้ง ทอดทิ้ง ละทิ้งวาทะอื่นทั้งหมด
เว้นศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคของตน
ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู
ธรรมไม่เป็นธรรมอันศาสดานั้นกล่าวดีแล้ว คณะสงฆ์ไม่เป็นผู้ปฏิบัติดี
ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิเจริญ ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว มรรค
ไม่เป็นธรรมนำออกจากทุกข์ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความ
หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ ย่อมไม่มีใน
ธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ
ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ หรือไม่พ้นรอบ ในเพราะธรรมทั้งหลายนั้นคือย่อม
เป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้นจึงชื่อ
ว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่น.
[๒๗๑] อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างาม ในเพราะทิฏฐิ
ของตนนั้น มีความว่า อาศัยสิ่งใด คือ อาศัย อาศัยด้วยดี พัวพัน
เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึง, สิ่งใด คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว
คณะสงฆ์ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด.
หน้า 737
ข้อ 272
คำว่า ในเพราะทิฏฐิของตนนั้น คือ ในเพราะทิฏฐิ ความควร
ความชอบใจ ลัทธิของตน.
คำว่า กล่าวสิ่งนั้นว่างาม คือ กล่าวสิ่งนั้นว่าดี กล่าวว่าเป็น
บัณฑิต กล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ กล่าวว่าเป็นญาณ กล่าวว่าเป็นเหตุ กล่าว
ว่าเป็นลักษณะ กล่าวว่าเป็นการณะ กล่าวว่าเป็นฐานะ โดยลัทธิของตน
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้น ว่างาม ในเพราะ
ลัทธิของตนนั้น.
[๒๗๒] คำว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นผู้ตั้งมั่นใน
สัจจะเฉพาะอย่าง มีความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ตั้งมั่น
ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้น
จริงสิ่งอื่นเปล่า ตั้งมั่น ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปว่า
โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นผู้ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่าง เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
สมณพราหมณ์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ความหมดจด
ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรม
เหล่าอื่น อาศัยสิ่งใดแล้ว กล่าวสิ่งนั้นว่างาม ในเพราะ
ทิฏฐิของตนนั้น สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นผู้ตั้งมั่นใน
สัจจะเฉพาะอย่าง.
หน้า 738
ข้อ 273, 274, 275
[๒๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท
เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล สมณพราหมณ์
เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้วย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน เป็น
ผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าคนเป็นคนฉลาด.
ว่าด้วยการยกวาทะ
[๒๗๔] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไป
สู่บริษัท มีความว่า คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ
ได้แก่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นใคร่วาทะ ต้องการวาทะ ประสงค์วาทะ
มุ่งหมายวาทะ เที่ยวแสวงหาวาทะ คำว่า เข้าไปสู่บริษัท ได้แก่เข้าไป
หยั่งลง เข้าถึง เข้าหา ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท
สมณบริษัท เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ
เข้าไปสู่บริษัท.
[๒๗๕] คำว่า เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล
มีความว่า คำว่า เป็นคู่ปรับ ได้แก่ เป็นคนสองฝ่าย เป็นผู้ทำความ
ทะเลาะกันทั้งสองฝ่าย ทำความหมายมั่นกันทั้งสองฝ่าย ทำความอื้อฉาวกัน
ทั้งสองฝ่าย ทำความวิวาทกันทั้งสองฝ่าย ก่ออธิกรณ์กันทั้งสองฝ่าย มี
วาทะกนทั้งสองฝ่าย โต้เถียงกันทั้งสองฝ่าย สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมมุ่ง
กันและกัน คือ ดู เห็น แลดู เพ่งดู พิจารณาดู กันและกัน โดย
ความเป็นคนพาล เป็นคนเลว เป็นคนเลวทราม เป็นคนต่ำช้า เป็นคน
หน้า 739
ข้อ 276, 277
ลามก เป็นคนสกปรก เป็นคนต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นคู่ปรับ
ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล.
[๒๗๖] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยสิ่งอื่นแล้ว
ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน มีความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัย
อาศัยด้วยดี พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงสิ่งอื่น คือ ศาสดา ธรรม
ที่ศาสดากล่าว สมณะสงฆ์ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค.
ความทะเลาะกัน ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความ
มุ่งร้าย เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน อีกอย่างหนึ่ง ถ้อยคำที่ไม่มีน้ำมีนวล
เรียกว่า คำคัดค้านกัน สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว คือ พูด
แสดง แถลง ซึ่งคำคัดค้านกัน คำหมายมั่นกัน คำแก่งแย่งกัน คำวิวาท
กัน คำมุ่งร้ายกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น
อาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน.
[๒๗๗] คำว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตนเป็น
คนฉลาด มีความว่า คำว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ ได้แก่ เป็น
ผู้ใคร่ความสรรเสริญ ต้องการความสรรเสริญ ประสงค์ความสรรเสริญ
มุ่งหมายความสรรเสริญ เที่ยวแสวงหาความสรรเสริญ. คำว่า กล่าวว่าตน
เป็นคนฉลาด ได้แก่ พูดว่าตนเป็นคนฉลาด พูดว่าตนเป็นบัณฑิต
พูดว่าตนเป็นนักปราชญ์ พูดว่าตนเป็นผู้มีญาณ พูดว่าคนเป็นผู้มีเหตุ
พูดว่าตนเป็นผู้มีลักษณะ พูดว่าตนเป็นผู้มีการณะ ด้วยลัทธิของตน เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตนเป็นผู้ฉลาด
เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
หน้า 740
ข้อ 278, 279, 280
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร่วาทะ เข้าไปสู่บริษัท
เป็นคู่ปรับ ย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล สมณพราหมณ์
เหล่านั้นอาศัยสิ่งอื่นแล้ว ย่อมกล่าวถ้อยคำคัดค้านกัน
เป็นผู้ใคร่ความสรรเสริญ กล่าวว่าตนเป็นคนฉลาด.
[๒๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยาก
ได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป ย่อมขัดเคืองเพราะ
ความติเตียนย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว.
ว่าด้วยแพ้วาทะแล้วขัดเคือง
[๒๗๙] คำว่า ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่านกล่างบริษัท มี
ความว่า ชนผู้ประกอบ คือ ประกอบทั่ว ประกอบเอื้อเฟื้อ ประกอบ
ด้วยดี ประกอบพร้อม ในถ้อยคำของตน เพื่อกล่าวในท่ามกลางขัตติย
บริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้น จึงชื่อ
ว่า ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท.
[๒๘๐] คำว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเล
ใจ มีความว่า คำว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ได้แก่ เมื่ออยากได้
ยินดี ปรารถนา ชอบใจ รักใคร่. คำว่า ความสรรเสริญ คือ ความชมเชย
ความมีเกียรติ ความยกย่องคุณ. คำว่า ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ความว่า ก่อน
แต่โต้ตอบ ย่อมเป็นผู้สงสัย ลังเลใจ คือ ก่อนแต่โต้ตอบ ย่อมเป็นผู้สงสัย
หน้า 741
ข้อ 281
ลังเลใจอย่างนี้ว่า เราจักมีชัยหรือปราชัยหนอ เราจักข่มเขาอย่างไร จักทำ
ลัทธิของเราให้เชิดชูอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้วิเศษอย่างไร จักทำ
ลัทธิของเราให้วิเศษเฉพาะอย่างไร จักทำความผูกมัดเขาอย่างไร จักทำ
ความปลดเปลื้องอย่างไร จักทำความตัดรอนวาทะเขาอย่างไร จักขนาบ
วาทะเขาอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ
ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ.
[๒๘๑] คำว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตนถูก
เขาค้านตกไป มีความว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา ผู้เป็นสมาชิกของที่ประชุม
ผู้มีความกรุณา ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือย่อมคัดค้านโดยอรรถะ ว่าคำที่
ท่านกล่าว ปราศจากอรรถะ, ย่อมคัดค้านโดยพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าว
ปราศจากพยัญชนะ, ย่อมคัดค้านโดยอรรถะ และพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าว
ปราศจากทั้งอรรถะและพยัญชน, ย่อมคัดค้านว่า เนื้อความท่านชักมาไม่ดี
พยัญชนะท่านยกขึ้นไม่ดี อรรถะและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี ยกขึ้นไม่ดี,
ความข่มผู้อื่นท่านไม่กระทำ, ความเชิดชูลัทธิ ท่านทำไม่ดี. วาทะอันวิเศษ
ท่านไม่กระทำ, วาทะอันพิเศษเฉพาะ ท่านทำไม่ดี, ความผูกมัดผู้อื่น
ท่านไม่กระทำ, ความปลดเปลื้อง ท่านทำไม่ดี. ความตัดรอนวาทะผู้อื่น
ท่านไม่กระทำ, ความขนาบวาทะผู้อื่น ท่านทำไม่ดี, ท่านพูดชั่ว กล่าวชั่ว
เจรจาชั่ว เปล่งวาจาชั่ว ภาษิตชั่ว. คำว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อ
ถ่อยคำของตนถูกเขาค้านตกไป ความว่า เมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาค้าน
ตกไปย่อมเป็นผู้เก้อเขิน คือ อับอาย กระวนกระวาย ลำบากกาย ทุกข์
หน้า 742
ข้อ 282, 283
ใจ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ในเมื่อถ้อยคำของตน
ถูกเขาค้านตกไป
[๒๘๒] คำว่า ย่อมขัดเคืองเพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้
แสวงหาช่องทางแก้ตัว มีความว่า คำว่า เพราะความติเตียน ได้แก่
เพราะความนินทา ครหา ไม่ชมเชย ไม่สรรเสริญคุณ. คำว่า ย่อมขัด
เคือง ได้แก่ ขัดเคือง ขัดใจ หมายแก้แค้น ย่อมทำความโกรธ ความ
เคือง ความไม่ยินดี ให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมขัดเคือง
เพราะความติเตียน คำว่า ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว ได้แก่
ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว แสวงหาความผิด ความพลั้ง ความ
พลาด ความเผลอ และช่องทาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมขัดเคือง
เพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชนผู้ประกอบถ้อยคำในท่ามกลางบริษัท เมื่ออยาก
ได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเมื่อถ้อยคำของตนถูกเขาคัดค้านตกไป ย่อมขัดเคือง
เพราะความติเตียน ย่อมเป็นผู้แสวงหาช่องทางแก้ตัว.
[๒๘๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนผู้พิจารณาปัญหา กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว
คัดค้านให้ตกไป ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน
เศร้าโศก ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาล่วงเลยเรา.
หน้า 743
ข้อ 284, 285, 286
ว่าด้วยถูกข่มด้วยวาทะแล้วเสียใจ
[๒๘๔] คำว่า กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว มีความว่า ชนผู้
พิจารณาปัญหาย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งวาทะของชนนั้น
ว่า เลว เลวทราม เสื่อมเสีย เสียหาย ไม่บริบูรณ์ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า กล่าววาทะของชนนั้นว่าเลว.
[๒๘๕] คำว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา......คัดค้านให้ตกไป มี
ความว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา ผู้เป็นสมาชิกของที่ประชุม ผู้มีความกรุณา
ย่อมคัดค้านให้ตกไป คือย่อมคัดค้านโดยอรรถะว่า คำที่ท่านกล่าว ปราศจาก
อรรถะ, ย่อมคัดค้านโดยพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าว ปราศจากพยัญชนะ,
ย่อมคัดค้านโดยอรรถะและพยัญชนะว่า คำที่ท่านกล่าว ปราศจากทั้งอรรถะ
ทั้งพยัญชนะ, ย่อมคัดค้านว่า เนื้อความท่านชักมาไม่ดี, พยัญชนะท่านยก
ขึ้นไม่ดี, อรรถะและพยัญชนะท่านชักมาไม่ดี, ยกขึ้นไม่ดี, ความข่มผู้อื่นท่าน
ไม่กระทำ, ความเชิดชูลัทธิท่านทำไม่ดี, วาทะอันวิเศษท่านไม่กระทำ,
วาทะอันวิเศษเฉพาะท่านทำไม่ดี, ความผูกมัดผู้อื่น ท่านไม่การทำ, ความ
ปลดเปลื้อง ท่านทำไม่ดี ความตัดรอนวาทะผู้อื่น ท่านไม่กระทำ, ความ
ขนาบวาทะผู้อื่น ท่านทำไม่ดี, ท่านพูดชั่ว กล่าวชั่ว เจรจาชั่ว เปล่ง
วาจาชั่ว ภาษิตชั่ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชนผู้พิจารณาปัญหา....คัด
ค้านให้ตกไป.
[๒๘๖] คำว่า ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้า
โศก มีความว่าคำว่า ย่อมรำพัน ได้แก่ เป็นผู้มีการพูดเพ้อ บ่นเพ้อ
พร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ เห็นปานนี้ว่า
หน้า 744
ข้อ 287
เหตุการณ์อื่นเรานึก คิด พิจารณา ใคร่ครวญแล้ว เขามีพวกมาก มี
บริษัทมาก มีบริวารมาก ก็บริษัทนี้เป็นพวกแต่ไม่พร้อมเพรียงกัน การ
เจรจาปราศรัยจงมีเพื่อความพร้อมเพรียงกัน เราจักทำลายเขาอีก เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมรำพัน. คำว่า ย่อมเศร้าโศก ได้แก่ ย่อมเศร้าโศก
ลำบากใจ รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ถึงความหลงใหลว่า เขามีชัย เรา
ปราชัย เขามีลาภ เราเสื่อมลาภ เขามียศ เราเสื่อมยศ เขาได้ความสรร-
เสริญ เราได้ความนินทา เขามีสุข เรามีทุกข์ เขาได้รับสักการะ เคารพ
นับถือ บูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร เราไม่ได้รับสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ไม่ได้
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ย่อมรำพัน เศร้าโศก. คำว่า มีวาทะเสื่อมไปแล้ว ได้แก่
มีวาทะเสื่อมไปแล้ว มีวาทะเลวทราม มีวาทะเสื่อมรอบ มีวาทะอันเขาให้
เสื่อมรอบ มีวาทะไม่บริบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชนนั้นมีวาทะ
เสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน เศร้าโศก.
[๒๘๗] คำว่า ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาล่วงเลยเรา มีความว่า
ทอดถอน อยู่ว่า เขา ล่วง ล้ำ เกิน เลย ล่วงเลย ซึ่งวาทะเราด้วยวาทะ
เขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เขาล่วงเลยเรา แม้ด้วยประการอย่างนี้ อีก
อย่างหนึ่ง ทอดถอนใจอยู่ว่า เขากดขี่ ครอบงำ ย่ำยีวาทะเราด้วยวาทะ
เขาแล้ว ย่อมประพฤติอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ หมุนไป รักษาเป็นไป ยิ่ง
อัตภาพให้เป็นไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เขาล่วงเลยเรา แม้ด้วยประการ
อย่างนี้ การพูดเพ้อ การบ่นเพ้อ การพร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความ
หน้า 745
ข้อ 288, 289
เป็นแห่งอาการพร่ำเพ้อ เรียกว่า ทอดถอนใจอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ทอดถอนใจอยู่ว่า เขาล่วงเลยเราเพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
ชนผู้พิจารณาปัญหา กล่าววาทะของตนนั้นว่าเลว
คัดค้านให้ตกไป ชนนั้นมีวาทะเสื่อมไปแล้ว ย่อมรำพัน
เศร้าโศกทอดถอนใจอยู่ว่า เขาล่วงเลยเรา.
[๒๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย
ความยินดีและความยินร้าย ย่อมมีในเพราะความวิวาท
เหล่านั้น บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงงดเว้นการคัดค้าน
กัน เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อม
ไม่มี.
ว่าด้วยโทษของการวิวาท
[๒๘๙] คำว่า ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะ
ทั้งหลาย มีความว่า คำว่า สมณะ ได้แก่ ชนบางเหล่าผู้เป็นปริพาชก
ภายนอกพระศาสนานี้ ความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะ
ทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความมุ่ง
ร้ายกันเพราะทิฏฐิ เกิดแล้ว คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ
ปรากฏแล้ว ในสมณะทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความวิวาทกัน
เหล่านี้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย.
หน้า 746
ข้อ 290, 291
[๒๙๐] คำว่า ความยินดีและความยินร้าย ย่อมมีในเพราะ
ความวิวาทเหล่านั้น มีความว่า ย่อมมีความชนะและความแพ้, ลาภ
และความเสื่อมลาภ, ยศและความเสื่อมยศ, นินทาและสรรเสริญ, โสมนัส
และโทมนัส, อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์, ความปลอดโปร่งและความ
กระทบกระทั่ง, ความยินดีและความยินร้าย, ความดีใจและความเสียใจ
คือ จิตยินดีเพราะความชนะ จิตยินร้ายเพราะความแพ้, จิตยินดีเพราะ
ลาภ จิตยินร้ายเพราะความเสื่อมลาภ, จิตยินดีเพราะยศ จิตยินร้ายเพราะ
ความเสื่อมยศ, จิตยินดีเพราะสรรเสริญ จิตยินร้ายเพราะนินทา, จิตยินดี
เพราะสุข จิตยินร้ายเพราะทุกข์, จิตยินดีเพราะโทมนัส, จิตยินดีเพราะ
เฟื่องฟูขึ้น จิตยินร้ายเพราะตกอับ, เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความยินดีและ
ความยินร้าย ย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่านั้น.
[๒๙๑] คำว่า บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงงดเว้นการคัด
ค้านกัน มีความว่า คำว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว ได้แก่ เห็น พบ
เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่งโทษนั้น ในเพราะ
ความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่ง
กันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะทิฏฐิ ความมุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นี้แล้ว. คำว่า พึงงดเว้นการคัด
ค้านกัน ได้แก่ ความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน
ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เรียกว่า การคัดค้านกัน, อีกอย่างหนึ่ง
ถ้อยคำที่ไม่มีน้ำมีนวล เรียกว่า ถ้อยคำคัดค้านกัน บุคคลไม่พึงทำถ้อยคำ
คัดค้านกัน คือ ไม่พึงทำความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความ
หน้า 747
ข้อ 292
แก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้น
ไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน
ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน คือ พึงเป็นผู้งด เว้น
เว้นขาดออกไป สละ พ้น พ้นขาด พรากออกจากความทะเลาะกัน
ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน และความมุ่งร้ายกัน
พึงเป็นผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคล
เห็นโทษแม้นี้แล้วพึงงดเว้นการคัดค้านกัน.
[๒๙๒] คำว่า เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ
ย่อมไม่มี มีความว่า ไม่มีประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ คือ
ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสอง ประโยชน์มีในชาตินี้
ประโยชน์มีในชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับ
ประโยชน์ปิดบัง ประโยชน์ที่ควรนำไป ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์
ไม่มีโทษ ประโยชน์ปราศจากกิเลส ประโยชน์ผ่องแผ้ว ประโยชน์อย่าง
ยิ่ง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เพราะ
ประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ความวิวาทกันเหล่านี้ เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย
ความยินดีและความยินร้ายย่อมมีในเพราะความวิวาทเหล่า
นั้น บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว พึงงดเว้นการคัดค้านกัน
เพราะประโยชน์ อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มี.
หน้า 748
ข้อ 293, 294, 295, 296
[๒๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ก็หรือว่า บุคคลกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท
ย่อมได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น บุคคลนั้นย่อม
หัวเราะ และเฟื้องฟูขึ้นด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น
เพราะบุคคลนั้น บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ได้เป็นผู้สมใจ
นึก.
[๒๙๔] คำว่า ก็หรือว่า....ย่อมได้รับสรรเสริฐในเพราะทิฏฐิ
นั้น มีความว่า คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ได้แก่ บุคคลย่อมเป็นผู้
อันชนหมู่มากสรรเสริญ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณ ในเพราะทิฏฐิ
ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ก็หรือว่า....
ย่อมได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น.
[๒๙๕] คำว่า กล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท มีความว่า
กล่าวบอก พูด แสดง แถลง ให้รุ่งเรือง บัญญัติ กำหนด ซึ่งวาทะ
ของตนและวาทะอนุโลมแก่วาทะของตน ในท่ามกลางขัตติยบริษัท
พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กล่าว
วาทะในท่ามกลางบริษัท.
[๒๙๖] คำว่า บุคคลนั้นย่อมหัวเราะและเฟื่องฟูขึ้นด้วย
ประโยชน์ในความชนะนั้น มีความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ยินดี หัวเราะ
ร่าเริง ชอบใจ มีความดำริ บริบูรณ์ ด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น
อีกอย่างหนึ่งบุคคลนั้นหัวเราะจนเห็นฟัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลนั้น
ย่อมหัวเราะ. คำว่า และเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น
หน้า 749
ข้อ 297, 298, 299
ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เฟื่องฟูขึ้น คือ เห่อเหิมเป็นดุจธงชัยยกย่องตนขึ้น
ความที่จิตใคร่ยกไว้ดังธงยอด ด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมหัวเราะและเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์
ในความชนะนั้น.
[๒๙๗] คำว่า เพราะบุคคลนั้นบรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ได้
เป็นผู้สมใจนึก มีความว่า บรรลุ คือ ถึง ได้ ประสบ ได้เฉพาะ
ซึ่งประโยชน์ในความชนะนั้นแล้ว. คำว่า ได้เป็นผู้สมใจนึก ความว่า
ได้เป็นผู้สมใจนึก คือ สมเจตนา สมควรดำริ สมดังวิญญาณ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า เพราะบุคคลนั้น บรรลุประโยชน์นั้นแล้วได้เป็นผู้สม
ใจนึก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ก็หรือว่า บุคคลกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท
ย่อมได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น บุคคลนั้นย่อม
หัวเราะและเฟื่องฟูขึ้นด้วยประโยชน์ในความชนะนั้น
เพราะบุคคลนั้นบรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ได้เป็นผู้สมใจนึก.
[๒๙๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความเฟื่องฟูเป็นพื้นย่ำยีแห่งบุคคลนั้น บุคคลนั้น
ย่อมกล่าวความถือตัวและความดูหมิ่น บุคคลเห็นโทษแม้
นั้นแล้วไม่ควรวิวาทกัน ผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวความหมดจด
เพราะวิวาทนั้น.
[๒๙๙] คำว่า ความเฟื่องฟูเป็นพื้นย่ำยีแห่งบุคคลนั้น มีความ
ว่า ความเฟื่องฟู คือความเห่อเหิม ความเป็นดุจธงชัย ความยกย่องตนขึ้น
หน้า 750
ข้อ 300, 301
ความที่จิตใคร่ยกไว้ดังธงยอดใด ความเฟื่องฟูนั้นเป็นพื้น ย่ำยี คือเป็น
พื้นตัดรอน เป็นพื้นเบียดเบียน เป็นพื้นบีบคั้น เป็นพื้นอันตราย เป็นพื้น
อุปสรรคแห่งบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความเฟื้องฟูเป็นพื้น
ย่ำยีแห่งบุคคลนั้น.
[๓๐๐] คำว่า บุคคลนั้นย่อมกล่าวความถือตัวและความดู
หมิ่น มีความว่า บุคคลนั้นย่อมกล่าวความถือด้วย และย่อมกล่าวความ
ดูหมิ่น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมกล่าวความถือตัวและ
ความหมิ่น.
[๓๐๑] คำว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรวิวาทกัน มีความ
ว่า เห็น พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว
ซึ่งโทษนั้นในเพราะความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกัน เพราะ
ทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะทิฏฐิ ความมุ่ง
ร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว. คำว่า ไม่
ควรวิวาทกัน ความว่า ไม่พึงทำความทะเลาะ ความหมายมั่น ความ
แก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน คือ พึงละบรรเทา ทำให้
สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน
ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกัน และความมุ่งร้ายกัน คือพึงเป็นผู้งด
เว้น เว้นขาด ออกไป สละ พ้นขาด พรากออกไป จากความทะเลาะกัน
ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน ความวิวาทกันและความมุ่งร้ายกัน
พึงเป็น ผู้มีจิตกระทำให้ปราศจากแดนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เห็นโทษ
แม้นั้นแล้ว ไม่ควรวิวาทกัน.
หน้า 751
ข้อ 302, 303
[๓๐๒] คำว่า ผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพราะวิวาท
นั้น มีความว่า คำว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ ผู้ฉลาดในขันธ์ ฉลาดในธาตุ
ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในสติปัฏฐาน ฉลาดใด
สัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์ ฉลาดในพละ ฉลาด
ในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาด
เหล่านั้น ย่อมไม่กล่าว ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลงถึงความ
หมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้นความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ เพราะความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะ
ทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกัน เพราะละทิฏฐิ ความมุ่ง
ร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวความ
หมดจดเพราะวิวาทนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ความเฟื่องฟูเป็นพื้นย่ำยีแห่งบุคคลนั้น บุคคลนั้น
ย่อมกล่าวถือตัว และความดูหมิ่น บุคคลนั้นเห็นโทษแม้
นั้นแล้วไม่ควรวิวาทกัน ผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวความหมดจด
เพราะวิวาทนั้น.
[๓๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
คนกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยของควรเคี้ยว
คะนองปรารถนาคนกล้าที่เป็นศัตรู ย่อมพบคนกล้าที่
เป็นศัตรูฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้าทิฏฐิ ฉันนั้น ดูก่อน
ท่านผู้กล้า เจ้าทิฏฐิอยู่ที่ใด ท่านจงไปเสียจากที่นั้น กิเลส
ทั้งหลายของตถาคตมิได้มีในเบื้องต้นเพื่อจะรบ.
หน้า 752
ข้อ 304, 305, 306
[๓๐๔] คำว่า คนกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยของควร
เคี้ยว มีความว่า คำว่า คนกล้า ได้แก่ คนกล้า คนมีความเพียร คนต่อสู้
คนไม่ขลาด คนไม่หวาดเสียว คนไม่ครั่นคร้าม คนไม่หนี. คำว่า ที่
พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยของควรเคี้ยว ความว่า ผู้อันพระราชาทรง
ชุบเลี้ยง คือพวกเลี้ยง บำรุง เพิ่มพูน ให้เจริญ ด้วยของควรเคี้ยวของ
พระราชา ด้วยของควรบริโภคของพระราชา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า คน
กล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยของควรเคี้ยว.
[๓๐๕] คำว่า ผู้คะนองปรารถนาคนกล้าที่เป็นศัตรู ย่อม
พบคนกล้าที่เป็นศัตรู ฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้าทิฏฐิ ฉันนั้น
ว่า คนกล้านั้น ผู้คะนอง ร้องท้าทาย บันลือลั่น ปรารถนา ยินดี
มุ่งหวัง ประสงค์ พอใจ ซึ่งคนกล้าผู้เป็นศัตรู คือบุรุษที่เป็นปฏิปักษ์
ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์ นักรบที่เป็นปฏิปักษ์ ย่อมพบ คือ ถึง เข้าถึง ซึ่ง
คนกล้าที่เป็นศัตรู เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้คะนองปรารถนาคนกล้าที่
เป็นศัตรู ย่อมพบคนกล้าที่เป็นศัตรู ฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้า
ทิฏฐิฉันนั้น.
[๓๐๖] คำว่า ดูก่อนท่านผู้กล้า เจ้าทิฏฐิอยู่ที่ใด ท่านจงไป
เสียจากที่นั้น มีความว่า เจ้าทิฏฐินั้นอยู่ที่ใด ท่านจงไป คือ จงดำเนิน
เดินก้าวไปเสียจากที่นั้นนั่นแหละ เพราะเจ้าทิฏฐินั้น เป็นคนกล้าที่เป็นศัตรู
คือเป็นบุรุษที่เป็นปฏิปักษ์ ศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์ นักรบที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อ
ท่าน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ดูก่อนท่านผู้กล้า เจ้าทิฏฐิอยู่ที่ใด ท่าน
จงไปเสียจากที่นั้น.
หน้า 753
ข้อ 307, 308
[๓๐๗] คำว่า กิเลสทั้งหลายของตถาคตมิได้มีในเบื้องต้น
เพื่อจะรบ มีความว่า กิเลสเหล่าใด อันทำความขัดขวาง ทำความเป็น
ข้าศึก ทำความเป็นเสี้ยนหนาม ทำความเป็นปฏิปักษ์ กิเลสเหล่านั้น
มิได้มี คือ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ เป็นบาปธรรมอัน
ตถาคตละตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือญาณ ในเบื้องต้นนั่นแหละ คือ ที่โคนโพธิพฤกษ์. คำว่า
เพื่อจะรบ ได้แก่. เพื่อต้องการรบ เพื่อความทะเลาะ เพื่อความหมายมั่น
เพื่อความแก่งแย่ง เพื่อความวิวาท เพื่อความมุ่งร้าย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
กิเลสทั้งหลายของตถาคต มิได้มีในเบื้องต้นเพื่อจะรบ เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
คนกล้าที่พระราชาทรงชุบเลี้ยงด้วยของควรเคี้ยว
ผู้คะนองปรารถนาคนกล้าที่เป็นศัตรู ย่อมคบคนกล้าที่เป็น
ศัตรูฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้าทิฏฐิ ฉันนั้น ดูก่อนท่าน
ผู้กล้า เจ้าทิฏฐิอยู่ที่ใดท่านจงไปเสียจากที่นั้น กิเลส
ทั้งหลายของตถาคตมิได้มีในเบื้องหน้าเพื่อจะรบ.
[๓๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนเหล่าใดถือทิฏฐิแล้ว ย่อมวิวาทกัน และย่อม
กล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ดังนี้ ท่านจงกล่าวกะชนเหล่านั้น
เพราะกิเลสที่ทำความขัดขวางกัน ในเมื่อวาทะเกิดแล้ว
ย่อมไม่มีในที่นี้.
หน้า 754
ข้อ 309, 310, 311
ว่าด้วยวิวาทกันเพราะทิฏฐิ
[๓๐๙] คำว่า ชนเหล่าใดถือทิฏฐิแล้ว ย่อมวิวาทกัน มี
ความว่า ชนเหล่าใด ถือ คือ จับถือ ถือเอา ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่ง
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมวิวาทกัน คือ ทำความ
ทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความมุ่งร้ายกันว่า
ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เรารู้ธรรมวินัยนี้, ท่านจักรู้ธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร,
ท่านปฏิบัติผิดเราปฏิบัติชอบ, คำของเรามีประโยชน์ คำของท่านไม่มี
ประโยชน์, คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวทีหลัง, คำที่ควรกล่าวทีหลัง
ท่านกล่าวก่อน คำที่คล่องแคล่วของท่านกลับขัดข้องไป, เราใส่โทษท่าน
แล้ว ท่านถูกเราปราบแล้ว ท่านจงเที่ยวไป หรือจงแก้ไขเพื่อเปลื้องวาทะ
ถ้าท่านสามารถเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชนเหล่าใดถือทิฏฐิแล้วย่อม
วิวาทกัน.
[๓๑๐] คำว่า และย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ดังนี้ มี
ความย่อมกล่าว คือ ย่อมบอก พูด แสดง แถลงว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้
เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า ย่อมกล่าว คือ ย่อมบอก พูดแสดง แถลงว่า
โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้นจึงซึ่งว่า และ
ย่อมกล่าวว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง ดังนี้.
[๓๑๑] คำว่า ท่านจงกล่าวกับชนเหล่านั้น เพราะกิเลสที่
ทำความขัดขวางกัน ในเมื่อวาทะเกิดแล้ว ย่อมไม่มีในที่นี้ มี
ความว่า ท่านจงกล่าวกะชนเหล่านั้น คือผู้เป็นเจ้าทิฏฐิ คือ ท่าน
หน้า 755
ข้อ 311
จงทำความข่มด้วยความข่มทำกรรมตอบด้วยกรรมตอบ ทำกรรมแปลกด้วย
กรรมแปลกทำกรรมแปลกเฉพาะด้วยกรรมแปลกเฉพาะ ทำความผูกมัด
ด้วยความผูกมัดทำความปลดเปลื้องด้วยความปลดเปลื้อง ทำความตัดด้วย
ความตัด ทำความขนาบด้วยความขนาบ ชนเหล่านั้นเป็นคนกล้าที่เป็นศัตรู
เป็นบุรุษที่เป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูที่เป็นปฏิปักษ์ เป็นนักรบที่เป็นปฏิปักษ์
ต่อท่านเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านกล่าวกะชนเหล่านั้น.
คำว่า เพราะกิเลสที่ทำความขัดขวางกัน ในเมื่อวาทะเกิด
แล้วย่อมไม่มีในที่นี้ มีความว่า เมื่อวาทะเกิดแล้ว เกิดพร้อม บังเกิด
บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว กิเลสเหล่าใดที่ทำความขัดขวางกัน ความขัด
แย้งกัน ความเป็นเสี้ยนหนามกัน ความเป็นปฏิปักษ์กัน พึงทำความ
ทะเลาะ หมายมั่น แก่งแย่ง วิวาท มุ่งร้ายกัน กิเลสเหล่านั้นย่อมไม่มี
คือ ย่อมไม่มีพร้อม ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ ย่อมเป็นบาปธรรมอันตถาคต
ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย
ไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านจงกล่าวกะชนเหล่านั้น เพราะ
กิเลสที่ทำความขัดขวางกัน ในเมื่อวาทะเกิดแล้ว ย่อมไม่มีใน
ที่นี่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ก็ชนเหล่าใดถือทิฏฐิแล้ว ย่อมวิวาทกัน และย่อม
กล่าวว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง ดังนี้ ท่านจงกล่าวกะชนเหล่านั้น
เพราะกิเลสที่ทำความขัดขวางกัน ในเมื่อวาทะเกิดแล้ว
ย่อมไม่มีในที่นี้.
หน้า 756
ข้อ 312, 313
[๓๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด กำจัดเสนาแล้ว ไม่
กระทบทิฏฐิด้วยทิฏฐิย่อมเที่ยวไป ดูก่อนปสูระ ท่านพึงได้
อะไรในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ผู้ไม่มีความถือว่าสิ่ง
นี้ประเสริฐ.
ว่าด้วยมารเสนา
[๓๑๓] คำว่า ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด กำจัดเสนา
แล้ว....ย่อมเที่ยวไป มีอธิบายดังต่อไปนี้ มารเสนา เรียกว่า เสนา กาย
ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความ
ผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง
ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น
ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวน
กระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลา-
ภิสังขารทั้งปวง เป็นมารเสนา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
กิเลสกามเรากล่าวว่าเป็นกองทัพที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดีเป็นกองทัพ
ที่ ๒ ฯลฯ ส่วนคนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้ว ย่อมได้สุข ดังนี้.
เพราะมารเสนาทั้งหมด และกิเลสอันทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด อันบุคคล
นั้นชนะแล้ว ไม่แพ้แล้ว ทำลายแล้ว กำจัดแล้ว ทำให้ไม่สู้หน้าแล้ว
ด้วยอริยมรรค ๔ ฉะนั้นจึงเรียกบุคคลนั้นว่า เป็นผู้กำจัดเสนาแล้ว.
หน้า 757
ข้อ 314, 315, 316
คำว่า เหล่าใด ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ย่อมเที่ยวไป
ได้แก่ ย่อมเที่ยวไปอยู่ ผลัดเปลี่ยนกิริยาบถ ประพฤติ รักษา เป็นไป
ยังอัตภาพให้เป็นไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่า
ใดกำจัดเสนาแล้วย่อมเที่ยวไป.
[๓๑๔] คำว่า ไม่กระทบทิฏฐิด้วยทิฏฐิ มีความว่า ทิฏฐิ ๖๒
อันพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นละแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้
ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น
ไม่กระทบ คือ ไม่กระทั่ง ไม่บั่นรอน ไม่ทำลายซึ่งทิฏฐิด้วยทิฏฐิ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่กระทบทิฏฐิด้วยทิฏฐิ.
[๓๑๕] คำว่า ดูก่อนปสูระ ท่านพึงได้อะไรในพระอรหันต
ขีณาสพเหล่านั้น มีความว่า ดูก่อนท่านผู้กล้าเป็นปฏิปักษ์ คือ เป็น
บุรุษปฏิปักษ์ เป็นศัตรูปฏิปักษ์ เป็นนักรบปฏิปักษ์ ท่านพึงได้อะไรใน
พระอรหัน ขีณาสพเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ดูก่อน ปสูระ ท่าน
พึงได้อะไรในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น.
[๓๑๖] คำว่า ผู้ไม่มีความถือว่าสิ่งนี้ประเสริฐ มีความว่า ความ
ถือ ความยึดมั่น ความติดใจ ความน้อมใจไปว่า สิ่งนี้ประเสริฐ คือ
เลิศ เป็นใหญ่ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด บวร ย่อมไม่มี คือย่อมไม่
ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด คือเป็นกิเลสอัน
พระอรหันตขีณาสพนั้นละตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น
เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีความถือว่าสิ่งนี้
ประเสริฐ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 758
ข้อ 317, 318
ก็พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด กำจัดเสนาแล้ว ไม่
กระทบทิฏฐิด้วยทิฏฐิ ย่อมเที่ยวไป ดูก่อนปสูระ ท่านพึง
ได้อะไรในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ผู้ไม่มีความถือว่า
สิ่งนี้ประเสริฐ.
[๓๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ก็ท่านตรึกคิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจมาแล้ว
ท่านมาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา ท่าน
ไม่อาจเพื่อเทียมทันได้เลย.
ว่าด้วยพระปัญญาของพระพุทธเจ้า
[๓๑๘] บทว่า อถ ในคำว่า ก็ท่านตรึก....มาแล้ว เป็นบทสนธิ
เชื่อมบท เป็นบทบริบูรณ์ เป็นศัพท์ประชุมอักษร เป็นศัพท์ทำพยัญชนะ
ให้สละสลวย.
บทว่า อถ นี้เป็นลำดับบท คำว่า ท่านตรึก....มาแล้ว มีความ
ว่า ท่านตรึกตรอง ดำริ คือ ตรึก ตรอง ดำริอย่างนี้ว่า เราจักมีชัย
หรือจักปราชัยหนอ เราจักข่มเขาอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้เชิดชูอย่าง
ไร จักทำลัทธิของเราให้วิเศษอย่างไร จักทำลัทธิของเราให้วิเศษเฉพาะ
อย่างไร จักทำความผูกพันเขาอย่างไร จักทำความปลดเปลื้องอย่างไร จัก
ทำความตัดรอนวาทะเขาอย่างไร จักขนาบวาทะเขาไว้อย่างไร ดังนี้ เป็น
ผู้มาแล้ว คือ เข้ามา มาถึง มาประจวบแล้วกับเรา เพราะฉะนั้นจึงชื่อ
ว่า ก็ท่านตรึก....มาแล้ว.
หน้า 759
ข้อ 319, 320
[๓๑๙] คำว่า คิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจ มีความว่า คำว่า ใจ
ได้แก่ จิต ใจ มานัส หทัย บัณฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรีย์
วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่เกิดแต่ผัสสะเป็นต้นนั้น ท่าน
คิดนึกถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยจิตว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง ฯลฯ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า คิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจ.
[๓๒๐] ในคำว่า ท่านมาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญา
ชื่อว่าโธนา ท่านไม่อาจเพื่อเทียมทันได้เลย มีอธิบายดังต่อไปนี้
ปัญญา เรียกว่า โธนา ได้แก่ ความรู้ ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง
ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ. เพราะเหตุไร ปัญญาจึงเรียกว่าโธนา
เพราะปัญญานั้น เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งกายทุจริต
ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องกำจัด
ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ. สัมมาวิมุตติเป็นเครื่องกำจัด
ล้าง ชำระ ชักฟอก ซึ่งมิจฉาวิมุตติ อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘
เป็นเครื่องกำจัด ล้าง ชำระ ซักฟอก ซึ่งอกุศลทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง
อกุสสาภิสังขารทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป
เข้าไปพร้อม เข้าชิด เข้าชิดพร้อม ประกอบแล้วด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็น
เครื่องกำจัดเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า ปัญญา
เป็นเครื่องกำจัด. พระผู้มีภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงกำจัดราคะ บาป
หน้า 760
ข้อ 320
กิเลส ความเร่าร้อนเสียแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีปัญญาเป็นเครื่อง
กำจัด.
คำว่า ท่านมาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาถือว่าโธนา
ท่านไม่อาจเพื่อเทียมทันได้เลย มีความว่า ปสูรปริพาชกไม่อาจมาแข็ง
คู่ คือมาเพื่อจับคู่ เพื่อสนทนา ปราศรัย โต้ตอบ กับพระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะปสูรปริ-
พาชกเป็นคนเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ส่วนพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน บวร.
ปสูรปริพาชกไม่อาจมาแข่งคู่ คือ มาเพื่อจับคู่ เพื่อสนทนา ปราศรัย
โต้ตอบ กับพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา.
เปรียบเหมือนกระต่ายไม่อาจมาแข่งคู่ คือ มาเพื่อจับคู่กับช้างใหญ่ซับมัน.
เหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ไม่อาจมาแข่งคู่กับสีหะเป็นมฤคราช. เหมือนลูกโค
ตัวเล็กยังไม่อดนม ไม่อาจมาแข่งคู่ คือ มาเพื่อจับคู่กับโคที่มีกำลังมาก
เหมือนกาไม่อาจมาแข่งคู่ คือ มาเพื่อจับคู่กับครุฑเวนไตย. เหมือนคนจัณ-
ฑาลไม่อาจมาแข่งคู่ คือ มาเพื่อจับคู่กับพระเจ้าจักรพรรดิ. และเหมือน
ปีศาจเล่นฝุ่นไม่อาจมาแข่งคู่ คือ มาเพื่อจับคู่กับพระอินทร์ผู้เป็นเทวราช.
ฉะนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะปสูรปริพาชกเป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญา
ทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย.
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง
มีปัญญารื่นเริง มีปัญญาแล่น มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาชำแรกกิเลส
ฉลาดในประเภทปัญญา มีปัญญาแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงถึง
หน้า 761
ข้อ 320
เวสารัชชญาณ ๔ ทรงทศพลญาณ เป็นบุรุษองอาจ เป็นบุรุษสีหะ เป็น
บุรุษนาค เป็นบุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษนำธุระไป มีญาณหาที่สุดมิได้
มีเดชหาที่สุดมิได้ มียศหาที่สุดมิได้ เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีปัญญา
เป็นทรัพย์ เป็นผู้นำ เป็นผู้แนะนำ เป็นผู้นำไปเนือง ๆ ให้รู้จักประโยชน์
ให้เพ่งพินิจ เป็นผู้เห็นประโยชน์ เป็นผู้ให้แล่นไป.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงทำมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น
ให้เกิดขึ้น ทรงทำมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ตรัสบอกมรรคที่
ไม่มีใครบอก ทรงรู้มรรค ทรงรู้แจ้งมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็และ
ในบัดนี้ พระสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ดำเนิน
ตามมรรคอยู่ เป็นผู้ประกอบด้วยสีลาที่คุณในภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น เป็นผู้มีพระ
จักษุ มีพระญาณ มีธรรม เป็นพรหม เป็นผู้ตรัสบอก เป็นผู้แนะนำ
เป็นผู้นำออกซึ่งอรรถ เป็นผู้ให้อมตธรรม เป็นธรรมสามี เป็นพระตถาคต
สิ่งที่ไม่รู้ สิ่งที่ไม่เห็น สิ่งที่ไม่ทราบชัด สิ่งที่ไม่ทำให้แจ้ง สิ่งที่มิได้ถูก
ต้องด้วยปัญญา ย่อมไม่มีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ธรรมทั้งปวง
รวมทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองในมุข คือพระญาณของ
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าประโยชน์ที่
ควรแนะนำทุก ๆ อย่าง อันชนควรรู้ มีอยู่ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น
ประโยชน์ทั้งสองอย่าง ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติหน้า ประ-
โยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ปกปิด ประโยชน์ที่
ควรแนะนำ ประโยชน์ที่บัณฑิตแนะนำแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษ ประ-
หน้า 762
ข้อ 320
โยชน์ที่ปราศจากกิเลส ประโยชน์ผ่องแผ้ว ประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์
ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ กายกรรม วจีกรรม
มโนกรรมทั้งหมด ย่อมเป็นไปตามพระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระ
พุทธเจ้า. พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า มิได้ขัดข้องใน
อดีต อนาคต ปัจจุบัน บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณก็เท่านั้น
พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมีส่วนสุดรอบ
แห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ บทธรรมที่ควรแนะนำ ก็มีส่วนสุดรอบแห่ง
พระญาณ พระญาณย่อมไม่เป็นไปเกินบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่ง
บทธรรมที่ควรแนะนำก็มิได้เกินพระญาณไป ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วน
สุดรอบของกันและกัน เมื่อชั้นผอบ ๒ ชั้น ปิดสนิทพอดีกัน ชั้นผอบ
ข้างล่างก็ไม่เกินชั้นผอบข้างบน ชั้นผอบข้างบนก็ไม่เกินชั้นผอบข้าง
ล่าง ชั้นผอบทั้ง ๒ ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน ฉันใด บท
ธรรมที่ควรแนะนำก็ดี พระญาณก็ดี ของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า
ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระ
ญาณก็เท่านั้น พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณ
มีส่วนสุดรอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ ก็มีส่วนสุดรอบแห่งพระญาณ.
พระญาณย่อมไม่เป็นไปเกินบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรมที่
ควรแนะนำก็มิได้เกินพระญาณไป ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของ
กันและกัน ฉันนั้น พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้าย่อม
เป็นไปในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวง เนื่องด้วยความนึก เนื่องด้วยความ
หวัง เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท แห่งพระผู้มีพระภาคผู้เป็น
หน้า 763
ข้อ 320
พระพุทธเจ้า พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมเป็น
ไปในสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จริต
อธิมุตติ แห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบซึ่งเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีคือกิเลสน้อย
ในจักษุ มีธุลีคือกิเลสมากในจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน
มีอาการดี มีอาการทราม ให้รู้แจ้งได้โดยง่าย ให้รู้แจ้งได้โดยยาก เป็น
อภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธ
ญาณ ปลาและเต่าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รวมทั้งปลาติมิ ปลาติมิงคละ และ
ปลาติมิติมิงคละ เป็นที่สุดย่อมเป็นไปในภายในมหาสมุทร ฉันใด โลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน.
นกเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รวมทั้งครุฑเวนไตย เป็นที่สุด ย่อมเป็นไปใน
ประเทศอากาศ ฉันใด พระพุทธสาวกทั้งหลายผู้เสมอกับพระสารีบุตร
เถระด้วยปัญญาแม้เหล่านั้น ก็เป็นไปในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉัน
นั้นเหมือนกัน. พระพุทธญาณย่อมแผ่คลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้ง
หลายตั้งอยู่ พวกบัณฑิตผู้เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ มีปัญญา
ละเอียด รู้วาทะของผู้อื่น เหมือนนายขมังธนูยิงขนหางสัตว์แม่น เที่ยวไป
ดุจทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่งปัญหา
แล้วเข้าไปเฝ้าพระตถาคตทูลถามปัญหา ปัญหาเหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสย้อนถามและตรัสแก้แล้ว เป็นปัญหามีเหตุที่ทรงแสดงไขและทรง
หน้า 764
ข้อ 320
ใส่เข้าแล้ว บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี
พระภาคเจ้าย่อมทรงไพโรจน์ยิ่งด้วยพระปัญญาในที่นั้นโดยแท้แล เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านมาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา ท่าน
ไม่อาจเพื่อเทียมทันได้เลย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ท่านตรึกคิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจมาแล้ว ท่าน
มาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่า โธนา ท่านไม่
อาจเพื่อเทียมทันได้เลย.
จบ ปสูรสุตตนิทเทสที่ ๘
หน้า 765
ข้อ 320
อรรถกถาปสูรสุตตนิทเทส
ในปสูรสุตตนิทเทส พึงทราบความย่อของคาถาแรกก่อน.
เจ้าทิฏฐิเหล่านั้นย่อมกล่าวว่า ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น หมายเอา
ทิฏฐิของตน แต่มิได้กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่นเลย สมณ-
พราหมณ์เป็นอันมากอาศัยศาสดาของตนเป็นต้นใด เป็นผู้กล่าวว่างามใน
เพราะศาสดาของตนเป็นต้นนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า วาทะนี้งาม ตั้งมั่นใน
สัจจะเฉพาะอย่างว่า โลกเที่ยง เป็นต้น.
บทว่า สพฺเพ ปรวาเท ขิปนฺติ ความว่าย่อมทิ้งลัทธิอื่นทั้งหมด.
บทว่า อุกฺขิปนฺติ ความว่า ทิ้งไปไกล.
บทว่า ปริกฺขิปนฺติ ความว่า ทิ้งไปโดยรอบ.
บทว่า สุภวาทา เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
บทว่า โสภณวาทา ความว่า กล่าวว่า งาม อย่างนี้.
บทว่า ปณฺฑิตวาทา ความว่า กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราเป็น
บัณฑิต.
บทว่า ธีรวาทา ความว่า กล่าวว่าพวกเรากล่าววาทะที่ปราศจากโทษ.
บทว่า ายวาทา๑ ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ควร.
บทว่า เหตุวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ประกอบ
ด้วยเหตุ.
๑. บาลีเป็นาณวาทา.
หน้า 766
ข้อ 320
บทว่า ลกฺขณวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่
ควรกำหนด.
บทว่า การณวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่
ประกอบด้วยอุทาหรณ์.
บทว่า านวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ไม่อาจ
จะหลีกเลี่ยงได้.
บทว่า นิวิฏฺา ความว่า เข้าไปในภายใน.
บทว่า ปติฏฺิตา ความว่า ตั้งอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่างนั้นนั่นแหละ
ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ด้วยประการฉะนี้แล.
คาถาที่ ๒ ว่า เต วาทกามา เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลํ ทหนฺติ มิถู อญฺมญฺํ
ความว่า ชนทั้งสองพวกย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล คือย่อมเห็นโดย
ความเป็นพาล ย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นพาล ผู้นี้เป็นพาล.
บทว่า เต อญฺสิตา กโถชฺชํ ความว่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้นอาศัยศาสดาเป็นต้น กล่าวทะเลาะกันและกัน.
บทว่า ปสํสกามา กุสลาวทานา ความว่า ทั้งสองพวก เป็น
ผู้มีความต้องการความสรรเสริญ มีความสำคัญอย่างนี้ว่า พวกเรากล่าวว่า
ตนเป็นคนฉลาด คือกล่าวว่าเป็นบัณฑิต.
บทว่า วาทตฺถิกา ความว่า มีความต้องการด้วยวาทะ.
บทว่า วาทาธิปฺปายา ความว่า มีความมุ่งหมายวาทะ.
หน้า 767
ข้อ 320
บทว่า วาทปุเรกฺขารา ความว่า ทำวาทะนั่นแลไว้เบื้องหน้า
เที่ยวไป.
บทว่า วาทปริเยสนํ จรนฺตา ความว่า เที่ยวแสวงหาวาทะ
นั่นแล.
บทว่า วิคฺคยฺห ความว่า เข้าไปแล้ว.
บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า หยั่งลงแล้ว.
บทว่า อชฺโฌคเหตฺวา ความว่า จมแล้ว.
บทว่า ปวิสิตฺวา ความว่า ไปในภายใน.
บทว่า อโนชวนฺตี ความว่า ไม่มีน้ำมีนวล อธิบายว่า เว้นจาก
เดช.
บทว่า สา กถา ได้แก่ วาจานี้.
บทว่า กโถชฺชํ วทนฺติ ความว่า กล่าวคำที่ไร้เดช ก็บรรดา
พวกเขาที่กล่าวอย่างนี้ กำหนดได้คนเดียวเท่านั้น.
คาถาว่า ยุตฺโย กถายํ เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺโต กถายํ ความว่า ผู้ขวนขวาย
ในการกล่าววาทะ.
บทว่า ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ ความว่า เมื่อปรารถนาความ
สรรเสริญเพื่อตน เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างไรที่จะกล่าวก่อน โดยนัยเป็นต้นว่า
เราจักข่มเขาอย่างไรหนอ ชื่อว่าย่อมเป็นผู้ลังเลใจ.
บทว่า อปาหตสฺมึ ความว่า ในเมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณา
หน้า 768
ข้อ 320
ปัญหา ค้านโดยนัยเป็นต้นว่า ท่านกล่าวคำปราศจากอรรถะ ท่านกล่าวคำ
ปราศจากพยัญชนะ.
บทว่า นินฺทาย โส กุปฺปติ ความว่า นรชนนั้นย่อมขัดเคือง
ในเมื่อวาทะถูกเขาคัดค้าน และเพราะความติเตียนที่เกิดขึ้น.
บทว่า รนฺธเมสิ ความว่า แสวงหาความผิดของผู้อื่นนั่นแล.
บทว่า โถมนํ ได้แก่ กล่าวสรรเสริญ.
บทว่า กิตฺตึ ได้แก่ กระทำให้ปรากฏ.
บทว่า วณฺณหาริยํ ได้แก่ ยกย่องคุณความดี.
บทว่า ปุพฺเพว สลฺลาปา ความว่า ก่อนที่จะโต้ตอบกันนั่นแหละ
ชื่อว่า กถังกถา เพราะอรรถว่า คำนี้อย่างไร คำนี้อย่างไร ชื่อว่า
กถังกถี เพราะอรรถว่า มีกถังกถา ถ้อยคำว่าอย่างไร.
บทว่า ชโย นุโข เม ความว่า เราชนะ.
บทว่า กถํ นิคฺคหํ ความว่า ข่มด้วยประการไร.
บทว่า ปฏิกมฺมํ กริสฺสามิ ความว่า เราจักกระทำลัทธิของเรา
ให้บริสุทธิ์.
บทว่า วิเสสํ ความว่า ยิ่งเกิน.
บทว่า ปฏิวิเสสํ ความว่า วิเศษบ่อย ๆ.
บทว่า อาเวธิยํ กริสฺสามิ ความว่า จักกระทำความผูกพัน.
บทว่า นิพฺเพธิยํ ความว่า ความปลดเปลื้อง คือ ความพ้น
ความออกไปของเรา.
บทว่า เฉทนํ ความว่า การตัดวาทะ.
หน้า 769
ข้อ 320
บทว่า มณฺฑลํ ความร่า การขนาบวาทะ.
บทว่า ปาริสชฺชา ความว่า ผู้เข้าที่ประชุม.
บทว่า ปาสาทนิยา ความว่า ผู้มีความกรุณา.
บทว่า อปหรนฺติ ความว่า ย่อมห้าม.
บทว่า อตฺถาปคตํ ความว่า ปราศจากอรรถะ อธิบายว่า ไม่มี
อรรถะ
บทว่า อตฺถโต อปหรนฺติ ความว่า ย่อมห้ามจากอรรถะ.
บทว่า อตฺโถ เต ทุนฺนีโต ความว่า ท่านมิได้นำอรรถะเข้า
ไปโดยชอบ.
บทว่า พฺยญฺชนนฺเต ทุโรปิตํ ความว่า ท่านตั้งพยัญชนะไม่ดี.
บทว่า นิคฺคโห เต อกโต ความว่า ท่านไม่กระทำความข่ม.
บทว่า ปฏิกมฺมนฺเต ทุกฺกฏํ ความว่า การตั้งลัทธิของตน ท่าน
ทำไม่ดี คือทำไม่เรียบร้อย.
บทว่า ทุกฺกถิตํ ความว่า ท่านพูดไม่ชอบ.
บทว่า ทุพฺภณิตํ ความว่า แม้เมื่อกล่าว ก็กล่าวไม่ดี.
บทว่า ทุลฺลปิตํ ความว่า ชี้แจงไม่ชอบ.
บทว่า ทุรุตฺตํ ความว่า กล่าวโดยประการอื่น.
บทว่า ทุพฺภาสิตํ ความว่า กล่าวผิดรูป.
บทว่า นินฺทาย ความว่า ความติเตียน.
บทว่า ครหาย ความว่า กล่าวโทษ.
บทว่า อกิตฺติยา ความว่า กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นคุณ.
หน้า 770
ข้อ 320
บทว่า อวณฺณหาริกาย ความว่า เพิ่มสิ่งที่ไม่เป็นคุณ.
บทว่า กุปฺปติ ความว่า ละปกติภาพแล้วหวั่นไหว.
บทว่า พฺยาปชฺชติ ความว่า ถึงภาวะเสียด้วยสามารถแห่งโทสะ.
บทว่า ปติตฺถียติ ความว่า ถึงความแค้นใจด้วยสามารถแห่งความ
โกรธ.
บทว่า โกปญฺจ ความว่า ความโกรธ.
บทว่า โทสญฺจ ความว่า ความประทุษร้าย.
บทว่า อปฺปจฺจยญฺจ ความว่า อาการไม่ยินดี.
บทว่า ปาตุกโรติ ความว่า กระทำให้ปรากฏ.
บทว่า รนฺธเมสี ความว่า แสวงหาระหว่าง.
บทว่า วิรนฺธเมสี ความว่า แสวงหาช่อง.
บทว่า อปรนฺธเมสี ความว่า นำคุณออก แล้วแสวงหาโทษเท่า
นั้น.
บทว่า ขลิตเมสี ความว่า แสวงหาความพลั้งพลาด.
บทว่า คลิตเมสี ความว่า แสวงหาความตกไป ปาฐะว่า
ฆฏฏิตเมสี ก็มี ความแห่งปาฐะนั้นว่า แสวงหาความบีบคั้น.
บทว่า วิวรเมสี ความว่า แสวงหาโทษ.
อนึ่ง มิใช่โกรธอย่างเดียว แต่พึงทราบคาถาว่า ยมสฺส วาทํ เป็น
ต้น โดยแท้แล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริหีนมาหุ อปาหตํ ความว่า ย่อม
กล่าวว่าเลว คัดค้านให้ตกไป โดยอรรถสละพยัญชนะเป็นต้น.
หน้า 771
ข้อ 320
บทว่า ปริเทวติ ความว่า ต่อนั้นเขาบ่นเพ้อถึงนิมิตโดยนัยว่าเรา
คิดถึงสิ่งอื่นเป็นต้น.
บทว่า โสจติ ความว่า ย่อมเศร้าโศกปรารภว่าเขาชนะเป็นต้น.
บทว่า อุปจฺจคา มนฺติ อนุตฺถุนาติ ความว่า บ่นเพ้อยิ่งขึ้นไป
อีกโดยนัยเป็นต้นว่า เขากล่าวก้าวล่วงเราด้วยวาทะ.
บทว่า ปริหาปิตํ ความว่า ให้เจริญไม่ได้.
บทว่า อญฺํ มยา อาวชฺชิตํ ความว่า เรารำพึงถึงเหตุอื่น.
บทว่า จินฺติตํ ความว่า พิจารณา.
บทว่า มหาปกฺโข ความว่า ชื่อว่า มีพวกมาก เพราะอรรถว่า
มีพวกญาติมาก.
บทว่า มหาปริโส ความว่า มีบริษัทโดยความเป็นบริวารมาก.
บทว่า มหาปริวาโร ความว่า มีทาสและทาสีเป็นบริวารมาก.
บทว่า ปริสา จายํ วคฺคา ความว่า ก็บริษัทนี้เป็นพวก ๆ ไม่เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน.
บทว่า ปุน ภญฺชิสฺสามิ ความว่า จักทำลายอีก.
ก็ในบทว่า เอเต วิวาทา สมเณสุ นี้ เหล่าปริพาชกภายนอก
เรียกว่า สมณะ.
บทว่า เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ โหติ ความว่า เมื่อถึงความ
ที่จิตยินดีหรือยินร้ายด้วยสามารถแห่งความแพ้และความชนะเป็นต้น ชื่อ
ว่าความยินดีและความยินร้ายย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้.
บทว่า วิรเม กโถชฺชํ ความว่า พึงละความทะเลาะกันเสีย.
หน้า 772
ข้อ 320
บทว่า น หญฺทตฺถตฺถิ ปสํสลาภา ความว่า เพราะประโยชน์
อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มีในเพราะความวิวาทนี้.
บทว่า อุตฺตาโน วา ความว่า ไม่ลึกเหมือนในประโยคว่า กาม
คุณ ๕ เหล่านี้ เป็นต้น.
บทว่า คมฺภีโร ความว่า เข้าไปได้ยาก ตั้งอยู่ไม่ได้เหมือนธรรม
ที่อาศัยกันเกิดขึ้น.
บทว่า คุฬฺโห ความว่า ปกปิดตั้งอยู่ เหมือนในประโยคว่า
จงรื่นรมย์เถิด นันทะ เราเป็นผู้รับรองของเธอ เป็นต้น.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่า ไม่ปรากฏ เหมือนในประโยคว่า
ฆ่ามารดาบิดา เป็นต้น.
บทว่า เนยฺโย วา ความว่า ควรนำออกกล่าว เหมือนในประโยค
ว่า เป็นผู้ไม่มีศรัทธาและเป็นคนอกตัญญู เป็นต้น.
บทว่า นีโต วา ความว่า พึงกล่าวโดยทำนองที่ตั้งไว้ในบาลี
เหมือนในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ เหล่านี้ เป็นต้น.
บทว่า อนวชฺโช วา ความว่า ประโยชน์ที่ปราศจากโทษ เหมือน
ในประโยคว่า กุศลธรรม เป็นต้น.
บทว่า นิกฺกิเลโส วา ความว่า เว้นจากกิเลส เหมือนวิปัสสนา.
บทว่า โวทาโน วา ความว่า บริสุทธิ์ เหมือนโลกุตตระ.
บทว่า ปรมตฺโถ วา ความว่า ประโยชน์สูงสุด คือ ประโยชน์ที่
เป็นประโยชน์สูงสุด เหมือนขันธ์ ธาตุ อายตนะ และพระนิพพาน
คาถาที่ ๖ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
หน้า 773
ข้อ 320
เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มี ฉะนั้นแม้
เมื่อได้ลาภอย่างยิ่ง ก็ย่อมได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้นว่า คนนี้ก็
แสดงวาทะนั้นในท่ามกลางบริษัท ต่อนั้นเขาถึงความยินดี หรือความยิ้ม
แย้ม ย่อมหัวเราะและเฟื่องฟูขึ้นด้วยมานะ เพราะอรรถว่าชนะนั้น เพราะ
เหตุอะไร เพราะบรรลุประโยชน์คือความชนะนั้น เป็นผู้สมใจนึก.
บทว่า ถมฺภยิตฺวา ความว่า ให้เต็ม.
บทว่า พฺรูหยิตฺวา ความว่า ให้เจริญ นิทเทสของคาถานี้
มีเนื้อความง่าย.
อนึ่ง เมื่อเฟื่องฟูขึ้นอย่างนี้ พึงทราบคาถาว่า ยา อุณฺณตี เป็นต้น
ดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานาติมานํ วทเต ปเนโส ความว่า
ก็บุคคลนั้นไม่รู้อยู่ว่าความเฟื่องฟูนั้นเป็นพื้นย่ำยี จึงกล่าวความถือตัวและ
ความดูหมิ่น นิทเทสแห่งคาถาแม้นี้ก็มีเนื้อความง่าย.
ครั้นแสดงโทษในวาทะอย่างนี้แล้ว บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ
ไม่ทรงรับวาทะของปริพาชกนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า สูโร เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชขทาย มีอธิบายว่า ด้วยของควร
เคี้ยวซึ่งเป็นของพระราชทาน คือภัตตาหาร. ด้วยบทว่า อภิคชฺชเมติ
ปฏิสูรมิจฺฉํ ทรงแสดงว่า ผู้คะนองอยู่นั้น เมื่อปรารถนาคนกล้าที่เป็น
ศัตรู ย่อมพบ ฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้าทิฏฐิ ฉันนั้น.
บทว่า เยเนว โส เตน ปเลหิ ความว่า คนกล้าที่เป็นศัตรูต่อ
ท่านนั้นมีอยู่ที่ใด ท่านจงไปเสียจากที่นั้น. ด้วยบทว่า ปุพฺเพว นตฺถี
หน้า 774
ข้อ 320
ยทิทํ ยุทฺธาย ทรงแสดงว่า ก็ความลำบากนี้ใดพึงมีเพื่อการรบ ความ
ลำบากนั้นมิได้มีในเบื้องต้นเลยในที่นี้ ตถาคตละเสียแล้วที่โคนไม้โพธิ
นั้นแล.
บทว่า สูโร เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง ชีวิตด้วยดี ชื่อ
สูระ ความว่า ละชีวิต ถวายชีวิต.
บทว่า วีโร ความว่า มีความบากบั่น.
บทว่า วิกฺกนฺโต ความว่า เข้าสู่สงคราม.
บทว่า อภิรุ เป็นต้นมีนัยดังกล่าวนั้นแล.
บทว่า ปุฏฺโ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
บทว่า โปสิโต ความว่า ทำให้มีกำลัง.
บทว่า อาปาทิโต ความว่า เข้าไปเลี้ยงดู.
บทว่า ปฏิปาทิโต วฑฺฒิโต ความว่า ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น.
บทว่า คชฺชนฺโต ความว่า คะนองด้วยบทของคนโง่.
บทว่า อุคฺคชฺชนฺโต ความว่า กระทำการโห่ร้อง.
บทว่า อภิคชฺชนฺโต ความว่า กระทำสีหนาท.
บทว่า เอติ ความว่า ย่อมมา.
บทว่า อุเปติ ความว่า ไปใกล้จากนั้น.
บทว่า อุปุคจฺฉติ ความว่า ไปใกล้จากนั้นแล้วไม่กลับ.
บทว่า ปฏิสูรํ ความว่า ปลอดภัย.
บทว่า ปฏิปุริสํ ความว่า บุรุษผู้เป็นศัตรู.
บทว่า ปฏิสตฺตุํ ความว่า ผู้เป็นศัตรูยืนอยู่เฉพาะหน้า.
หน้า 775
ข้อ 320
บทว่า ปฏิมลฺลํ ความว่า เป็นผู้ขัดขวางต่อสู้อยู่.
บทว่า อิจฺฉนฺโต ความว่า หวังอยู่.
บทว่า ปเลหิ ความว่า จงไป.
บทว่า วชฺช ความว่า จงอย่ายืนอยู่.
บทว่า คจฺฉ ความว่า เข้าไปหาใกล้ ๆ
บทว่า อภิกฺกม ความว่า จงกระทำความบากบั่น.
บทว่า โพธิยา มูเล ความว่า ที่ใกล้มหาโพธิพฤกษ์.
บทว่า เย ปฏิเสนิกรา กิเลสา ความว่า กิเลสเหล่าใดอัน
กระทำความเป็นปฏิปักษ์.
บทว่า ปฏิโลมกรา ความว่า กระทำความเสื่อม.
บทว่า ปฏิกณฺฏกกรา ความว่า กระทำความทิ่มแทง.
บทว่า ปฏิปกฺขกรา ความว่า กระทำเป็นศัตรู คาถาที่เหลือต่อ
จากนี้ มีความเกี่ยวเนื่องปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวาทิยนฺติ ความว่า ย่อมวิวาทกัน.
บทว่า ปฏิเสนิกตฺตา ความว่า กิเลสที่ทำความขัดขวางกัน คำที่
ขัดแย้งกันโดยนัยว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เป็นต้น ชื่อวิวาท.
บทว่า สหิตมฺเม ความว่า คำของเราประกอบด้วยประโยชน์.
บทว่า อสหิตนฺเต ความว่า คำของท่านไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
บทว่า อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ ความว่า คำที่สั่งสมนั้นใด
เป็นคำคล่องแคล่วด้วยสามารถเสวนะตลอดกาลนาน คำนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะอาศัยวาทะของเรา.
หน้า 776
ข้อ 320
บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ความว่า เรายกโทษไว้เบื้องบน
ท่าน.
บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า ท่านจงถือห่อข้าวเข้าไป
หาท่านนั้น ๆ เที่ยวแสวงหายิ่งขึ้น หรือจงแก้ไขเพื่อต้องการเปลื้องวาทะ
อีกอย่างหนึ่ง ท่านจงเปลื้องตนให้พ้นจากโทษที่เรายกขึ้น.
บทว่า สเจ ปโหสิ ความว่า ถ้าท่านสามารถ.
บทว่า อาเวธิกาย อาเวธิกํ ความว่า การกลับด้วยการกลับผูก
มัด.
บทว่า นิพฺเพธิกาย นิพฺเพธิกํ ความว่า ความปลดเปลื้องด้วย
ความปลดเปลื้องจากโทษ คำมีอาทิอย่างนี้ว่า เฉเทน เฉทํ พึงประกอบ
ตามที่ควรประกอบ เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
บทว่า วิเสนิกตฺวา ความว่า ยังกองทัพกิเลสให้พินาศ. พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเรียกปริพาชกนั้นว่า ปสูระ คาถาแม้นี้ว่า เยสีธ นตฺถิ
ก็มีนิทเทสมีเนื้อความง่ายเหมือนกัน.
บทว่า ปวิตกฺกํ ความว่า วิตกว่า เราจักมีชัยหรือหนอ เป็นต้น.
บทว่า โธเนน ยุคํ สมาคมา ความว่า ถึงการจับคู่กับพระ
พุทธเจ้าผู้กำจัดกิเลสแล้ว.
บทว่า น หิ ตฺวํ สกฺขสิ สมฺปยาตเว ความว่า ท่านจักไม่อาจ
เพื่อจะจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา เทียมทันเสมอเป็นหนึ่ง
กับเรา คือจักไม่อาจจับคู่เพื่อเทียมทันเรานั้นได้เลย เหมือนหมาไนเป็นต้น
ไม่อาจจับคู่เทียมทันกับราชสีห์เป็นต้นได้.
หน้า 777
ข้อ 320
บทว่า มโน เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
บทว่า ยํ จิตฺตํ ความว่า ชื่อว่าจิต เพราะวิจิตรด้วยจิต. ชื่อว่า
มนะ เพราะอรรถว่า รู้ คือทราบอารมณ์.
บทว่า มานสํ ได้แก่ ใจนั่นเอง ก็ธรรมที่สัมปยุตด้วยใจ เรียก
ว่ามนัส ในประโยคนี้ว่า บ่วงที่ลอยเที่ยวไปในอากาศ ชื่อมานัส.
พระอรหัตต์เรียกว่ามานัส ในคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงขวนขวายประโยชน์
เพื่อประชาชน สาวกของพระองค์ยินดีในศาสนา ยังไม่
บรรลุพระอรหันต์ ยังเป็นเสขะอยู่ จะพึงทำกาละเสีย
อย่างไรเล่า.
แต่ในที่นี้ มานัสคือใจ.
บทว่า มานสํ ท่านขยายด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ.
บทว่า หทยํ ได้แก่ จิต อก เรียกว่า หทัย ในประโยคนี้ว่าเรา
จักซัดจิตของท่านเสีย หรือจักผ่าอกของท่าน จิต เรียกว่า หทัย ใน
ประโยคนี้ว่า เข้าใจว่าถากจิตด้วยจิตเพื่อพระอรหัตตผล หัวใจ เรียกว่า
หทัย ในประโยคนี้ว่า ไต หัวใจ แต่ในที่นี้จิตนั่นแล เรียกว่า หทัย
ด้วยอรรถว่าภายใน จิตนั้นแลชื่อว่าปัณฑระ ด้วยอรรถว่าบริสุทธิ์ จิตนี้
ท่านกล่าวเอาภวังค์จิตเหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุด
ผ่อง ก็จิตนั้นแลถูกอุปกิเลสที่จะมาทำให้เศร้าหมองดังนี้ แม้อกุศลที่ออก
จากจิตนั้น ก็เรียกว่า ปัณฑระเหมือนกัน เหมือนแม่น้ำคงคาไหลออกจาก
แม่น้ำคงคา และเหมือนแม่น้ำโคธาวรีไหลออกจากแม่น้ำโคธาวรี.
หน้า 778
ข้อ 320
ก็ มโน ศัพท์ในที่นี้ว่า มนะ มนายตนะ ท่านกล่าวเพื่อแสดง
ความเป็นอายตนะแห่งใจ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า อายตนะแห่งใจ
ชื่อมนายตนะ ดุจเทวายตนะนี้หามิได้ ที่แท้อายตนะ คือใจ ชื่อมนายตนะ
พึงทราบอายตนะ ในบทว่า ด้วยอรรถว่าที่อยู่อาศัย ด้วยอรรถว่าบ่อเกิด
ด้วยอรรถว่าที่ประชุม ด้วยอรรถว่าประเทศที่เกิด และด้วยอรรถว่าเหตุ
จริงอย่างนั้น. ที่อยู่อาศัย เรียกว่า อายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ที่
อยู่ของอิสรชน ที่อยู่ของวาสุเทพ ในโลก. บ่อเกิด เรียกว่า อายตนะ
ในประโยคเป็นต้นว่า บ่อเกิดทอง บ่อเกิดรัตนะ. ที่ประชุมเรียกว่า
อายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ผู้ไปในอากาศทั้งหลายย่อมคบเขาในที่
ประชุมที่น่ารื่นรมย์ในศาสนา. ประเทศที่เกิด เรียกว่า อายตนะ ใน
ประโยคเป็นต้นว่า ทักษิณาบถเป็นประเทศที่เกิดของโคทั้งหลาย. เหตุ
เรียกว่า อายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น พยานย่อมถึง
ความเป็นผู้ควร ในที่นั้น ๆ ทีเดียว. ก็ในที่นี้เป็นไปทั้ง ๓ อย่าง คือด้วย
อรรถว่าประเทศที่เกิด ๑ ด้วยอรรถว่าที่ประชุม ๑ ด้วยอรรถว่าเหตุ ๑ มนะ
นี้พึงทราบว่าอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าประเทศที่เกิดว่า ก็ธรรมทั้งหลาย
ผัสสะเป็นต้น ย่อมเกิดในมนะนี้. พึงทราบว่า อายตนะ แม้ด้วยอรรถว่า
ประชุมว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และอารมณ์ภายนอก
ย่อมประชุมลงในมนะนี้ตามสภาพ. พึงทราบว่า อายตนะ แม้ด้วยอรรถว่า
เหตุ เพราะความเป็นเหตุแห่งผัสสะเป็นต้น ด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัยแห่ง.
สหชาตธรรมเป็นต้น.
หน้า 779
ข้อ 320
มนินทรีย์มีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่า วิญญาณ เพราะ
อรรถว่า รู้แจ้ง. ขันธุ์ คือ วิญญาณ ชื่อวิญญาณขันธ์ พึงทราบเนื้อ
ความแห่งขันธ์นั้น ด้วยสามารถแห่งกองเป็นต้น. ก็ท่านกล่าวขันธ์ด้วย
อรรถว่ากอง ในประโยคนี้ว่า. ย่อมถึงการนับว่ากองน้ำใหญ่ทีเดียว ท่าน
กล่าวด้วยอรรถว่าคุณ ในประโยคเป็นต้นว่า สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ท่าน
กล่าวด้วยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ ในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้วแลซึ่งกองไม้ใหญ่ แต่ในที่นี้ท่านกล่าวขันธ์โดย
รุฬหีศัพท์ ก็เอกเทศแห่งวิญญาณขันธ์ เป็นวิญญาณดวงหนึ่ง ด้วยอรรถว่า
เป็นกอง เพราะเหตุนั้นวิญญาณแม้ดวงเดียว ซึ่งเป็นเอกเทศแห่งวิญญาณ
ขันธ์ท่านกล่าวว่า วิญญาณขันธ์ โดยรุฬหีศัพท์ เหมือนเมื่อตัดส่วนหนึ่ง
ของต้นไม้ ก็เรียกว่า ตัดต้นไม้ ฉะนั้น.
บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺาณธาตุ ความว่า มโนวิญญาณธาตุ
อันสมควรแก่ธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้น ก็ในบทนี้จิตดวงเดียวนั่นแหละ
เรียกเป็น ๓ ชื่อ คือมนะ ด้วยอรรถว่า รู้, วิญญาณ ด้วยอรรถว่า รู้แจ้ง,
ธาตุ ด้วยอรรถว่า สภาวะบ้าง ด้วยอรรถว่า ไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นบุคคล
บ้าง.
บทว่า สทฺธึ ยุคํสมาคมา ความว่า ร่วมต่อสู้ด้วยกัน.
บทว่า สมาคนฺตฺวา ความว่า ถึงแล้ว.
บทว่า ยุคคฺคาหํ คณฺหิตฺวา๑ ความว่า จับคู่แข่งขันกัน.
บทว่า สากจฺเฉตุํ ความว่า เพื่อกล่าวด้วยกัน.
บทว่า สลฺลปิตุํ ความว่า เพื่อทำการสนทนาปราศรัยกัน.
๑. บาลีเป็น คณหิตุํ.
หน้า 780
ข้อ 320
บทว่า สากจฺฉํ สมาปชฺชิตุํ ความว่า เพื่อดำเนินการกล่าว
ร่วมกัน.
อนึ่ง เพื่อจะแสดงเหตุในความที่ปสูรปริพาชก เป็นผู้ไม่สามารถ
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตํ กิสฺส เหตุ ปสูโร ปริพฺ-
พาชโก หีโน ดังนี้.
บทว่า โส หิ ภควา อคฺโค จ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้เลิศ เพราะไม่มีใครเหมือน คือเพราะไม่มีใครมี
ปัญญาเสมอ.
บทว่า เสฏโ จ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยอรรถว่า
ไม่มีใครเปรียบเทียบด้วยคุณทั้งปวง.
บทว่า โมกฺโข จ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้พ้น เพราะพ้นจากกิเลส
พร้อมทั้งวาสนา.
บทว่า อุตฺตโม จ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สูงสุด เพราะไม่อวด
อุตตริมนุษยธรรมของพระองค์.
บทว่า ปวโร จ ความว่า ชื่อว่าบวร เพราะเป็นผู้ที่ชาวโลกทั้ง
ปวงปรารถนายิ่ง.
บทว่า มตฺเตน มาตงฺเคน ได้แก่ ช้างซับมัน.
บทว่า โกตฺถุโก ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกแก่.
บทว่า สีเหน มิครญฺา สทฺธึ ความว่า กับพญาไกรสรสีหะผู้
เป็นมฤคราช.
บทว่า ตรุณโก ความว่า ลูกนก.
หน้า 781
ข้อ 320
บทว่า เธนูปโก ความว่า ยังดื่มนม.
บทว่า อุสเภน ความว่า วัวผู้ที่ยอมรับตกลงกันว่าเป็นมงคล.
บทว่า วลกกุนา สทฺธึ ความว่า กับโคที่มีหนอกไหวอยู่.
บทว่า ธงฺโก ได้แก่ กา.
บทว่า ครุเฬน ในบทว่า ครุเฬน เวนเตยฺเยน สทฺธึ เป็น
ชื่อด้วยสามารถแห่งชาติ.
บทว่า เวนเตยฺเยน เป็นชื่อด้วยสามารถแห่งโคตร.
บทว่า จณฺฑาโล ได้แก่ คนจัณฑาลโดยกำเนิด.
บทว่า รญฺา จกฺกวตฺตินา ได้แก่ พระเจ้าจักรพรรดิผู้ครอง
ทวีปทั้ง ๔.
บทว่า ปํสุปิสาจโก ได้แก่ ยักษ์ ที่บังเกิดในที่ทั้งหยากเยื่อ.
บทว่า อินฺเทน เทวรญฺา สทฺธึ ความว่า กับท้าวสักกเทวราช.
บท ๖ บทว่า โส หิ ภควา มหาปญฺโ เป็นต้น ให้พิสดาร
แล้วในหนหลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺปเภทกุสโล ความว่า เป็นผู้
ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาซึ่งมีวิกัปไม่มีที่สุดของตน.
บทว่า ปภินฺนาโณ ความว่า ได้ญาณชนิดไม่มีที่สุด แม้เมื่อมี
ความเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ท่านก็แสดงความที่ปัญญาเหล่านั้น
มีประเภทไม่มีที่สุด ด้วยบทว่า ปภินฺนาโณ นี้.
บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิโท ความว่า ได้เฉพาะปฏิสัมภิทาอันเลิศ ๔
อย่าง.
หน้า 782
ข้อ 320
บทว่า จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ความว่า บรรลุญาณกล่าวคือความ
เป็นผู้แกล้วกล้า ๔ อย่าง. เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
ไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใคร ๆ ก็ตามในโลก จักทักท้วงเราด้วยธรรมในข้อนั้นเลยว่า ธรรมเหล่า
นี้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงปฏิญาณธรรมเหล่านั้นมิได้ตรัสรู้. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม
ถึงความปลอดภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
ไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ
ใคร ๆ ก็ตามในโลกนี้ จักทุกท้วงเราด้วยธรรมในข้อนั้นได้เลยว่า อาสวะ
เหล่านั้นของพระขีณาสพผู้ปฏิญาณธรรมเหล่านั้น ยังไม่หมดสิ้นว่า ก็ธรรม
เหล่านั้นเหล่าใดที่ตรัสว่าเป็นธรรมกระทำอันตราย เมื่อเสพเฉพาะธรรม
เหล่านั้น ไม่เป็นไปเพื่ออันตราย ว่า ก็พระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อ
ประโยชน์แก่ผู้ใด ผู้นั้นเมื่อกระทำตามนั้น ย่อมไม่ออกไปจากความสิ้นทุกข์
โดยชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ ย่อมเป็น
ผู้ถึงความเกษม ถึงความปลอดภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่.
บทว่า ทสพลพลธารี ความว่า ชื่อว่า พระทศพล เพราะอรรถ
ว่า มีกำลัง ๑๐ กำลังทั้งหลายของพระทศพล ชื่อว่ากำลังพระทศพล
ชื่อว่าทรงกำลังพระทศพล เพราะอรรถว่า ทรงกำลังเหล่านั้น ท่านแสดง
เพียงหัวข้อประเภทธรรมที่ควรแนะนำซึ่งมีประเภทมากมาย. ด้วยคำ ๓ คำ
เหล่านี้ บุคคลผู้นั้นแล ชื่อว่า บุรุษองอาจ ด้วยอรรถว่า ยอมรับตกลง
กันว่าเป็นมงคลยิ่ง ด้วยสามารถประกอบด้วยปัญญา. ชื่อว่า บุรุษสีหะ
หน้า 783
ข้อ 320
ด้วยอรรถว่า ไม่หวาดสะดุ้ง. ชื่อว่า บุรุษนาค ด้วยอรรถว่า ใหญ่. ชื่อว่า
บุรุษอาชาไนย ด้วยอรรถว่า รู้พร้อม. ชื่อว่า บุรุษนำธุระไป ด้วยอรรถว่า
นำกิจธุระของโลกไป.
ลำดับนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณวิเศษที่ได้แต่ญาณ
อันหาที่สุดมิได้ มีเดชเป็นต้น เมื่อแสดงความที่เดชเป็นต้นเหล่านั้นมีญาณ
อันหาที่สุดมิได้เป็นมูล จึงกล่าวว่า อนนฺตาโณ แล้วกล่าวว่า อนนฺต-
เตโช เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตาโณ ความว่า มีญาณเว้นจาก
ที่สุด ด้วยสามารถแห่งคุณ และด้วยสามารถแห่งสภาวะ.
บทว่า อนนฺตเตโช ความว่า มีเดชเกิดแต่ญาณอันหาที่สุดมิได้
ด้วยการกำจัดมืด คือโมหะในสันดานของเวไนยสัตว์.
บทว่า อนนฺตยโส ความว่า เสียงสรรเสริญอันหาที่สุดมิได้ที่แผ่
ไปในโลก ๓ ด้วยปัญญาคุณนั่นแล.
บทว่า อทฺโฒ ความว่า เป็นผู้สำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งทรัพย์คือ
ปัญญา.
บทว่า มหทฺธโน ความว่า ชื่อว่า มีทรัพย์มาก เพราะอรรถว่า
มีทรัพย์คือปัญญา เป็นไปมากด้วยความมากตามสภาวะ แม้ด้วยความมาก
แห่งทรัพย์คือปัญญา ปาฐะว่า มหาธโน ก็มี.
บทว่า ธนวา ความว่า ผู้เป็นไปด้วยทรัพย์คือปัญญาที่พึงสรรเสริญ
ผู้เป็นไปด้วยทรัพย์คือปัญญาที่ประกอบไว้เป็นนิจ ผู้เป็นไปด้วยทรัพย์คือ
หน้า 784
ข้อ 320
ปัญญา โดยเป็นความดียิ่ง ชื่อว่า ผู้มีทรัพย์. ผู้รู้ศัพท์ ย่อมปรารถนา
คำนี้ในอรรถ ๓ แม้เหล่านี้.
พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงความสำเร็จอัตตสมบัติของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ด้วยปัญญาคุณอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความสำเร็จโลกหิตสมบัติ
ด้วยปัญญาคุณนั้นแลอีก จึงกล่าวคำว่า เนตา เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้นำเหล่าเวไนยสัตว์ในที่นั้น จากที่มีภัย
กล่าวคือสังสารวัฏ สู่ที่ปลอดภัยกล่าวคือพระนิพพาน. ทรงเป็นผู้แนะนำ
เหล่าเวไนยสัตว์ ด้วยสามารถแห่งสังขารวินัยและปหานวินัยในกาลเป็นที่
แนะนำในที่นั้นนั่นแล. ทรงเป็นผู้นำเนือง ๆ ด้วยการตัดความสงสัยใน
เวลาทรงแสดงพระธรรมนั้นแล. เมื่อทรงตัดความสงสัยแล้วให้รู้ประโยชน์
ที่ควรให้รู้ ชื่อว่าให้รู้จักประโยชน์ทรงให้เพ่งพินิจ ด้วยเหตุแห่งการตั้งใจ
แน่วแน่ถึงประโยชน์ที่ให้รู้จักอย่างนั้น. ทรงเป็นผู้เห็นประโยชน์ที่ให้เพ่ง
พินิจแล้วอย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการประกอบการปฏิบัติ ทรงให้ยินดี
ด้วยผลแห่งการปฏิบัติในประโยชน์ที่ดำเนินไปแล้วอย่างนั้น หิ ศัพท์ใน
บทว่า โส หิ ภควา เป็นนิบาตที่ยืนยันถึงเหตุแห่งประโยชน์ที่กล่าว
ไว้ติดต่อกัน.
บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา ความว่า ทรง
ทำอริยมรรคซึ่งเป็นเหตุแห่งอสาธารณญาณ ๖ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสันดาน
ของพระองค์ ให้เกิดขึ้นในสันดานของพระองค์ ณ โคนไม้โพธิ เพื่อ
เกื้อกูลแก่สัตว์โลก.
หน้า 785
ข้อ 320
บทว่า อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชเนตา ความว่า ทรงทำ
มรรคอันเลิศ ซึ่งเป็นเหตุแห่งสาวกบารมีญาณ ที่ไม่เคยเกิดพร้อมใน
สันดานของเวไนยสัตว์ ให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์. จำเดิมแต่
ทรงยังธรรมจักรให้เป็นไป จนถึงกาลทุกวันนี้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
ชื่อว่า ทรงให้เกิดพร้อม เพราะทรงทำอริยมรรคให้เกิดพร้อมในสันดาน
แม้ของเหล่าพระสาวกผู้เวไนย ตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
นั้นแล.
บทว่า อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา ความว่า ตรัสบอก
อริยมรรคที่เกิดขึ้น ณ โคนไม้โพธิ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าของเหล่า
โพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ สร้างอภินิหารเพื่อความเป็น
พระพุทธเจ้าไว้แล้ว. หรือด้วยเหตุเพียงพยากรณ์มรรคคือความเป็นบารมี
ซึ่งไม่เคยประทานพยากรณ์ตรัสบอกว่า จักเป็นพระพุทธเจ้านัยนี้ ย่อม
ได้แม้ในการพยากรณ์พระปัจเจกโพธิสัตว์.
บทว่า มคฺคญฺ ความว่า ทรงรู้อริยมรรคที่เกิดขึ้นแก่พระองค์
ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา.
บทว่า มคฺควิทู ความว่า ฉลาดในอริยมรรคที่พึงให้เกิดในสันดาน
ของเวไนยสัตว์.
บทว่า มคฺคโกวิโท ความว่า เห็นแจ้งในมรรคที่ควรบอกแก่
เหล่าโพธิสัตว์. อีกอย่างหนึ่ง ทรงรู้มรรคเครื่องบรรลุอภิสัมโพธิญาณ.
ทรงรู้แจ้งมรรคเครื่องบรรลุปัจเจกโพธิญาณ. ทรงฉลาดในมรรคเครื่อง
บรรลุสาวกโพธิญาณ. อีกอย่างหนึ่งเหล่าสัตว์ย่อมกระทำการประกอบในที่
หน้า 786
ข้อ 320
นี้ตามลำดับ ด้วยสามารถแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระสาวกในอดีตในอนาคตและปัจจุบันตามที่ประกอบ มีความตาม
พระบาลีว่า.
สัตว์ทั้งหลายข้ามโอฆะแล้วในอดีต จักข้ามใน
อนาคตและกำลังข้านอยู่ในปัจจุบัน ด้วยมรรคนี้.
ด้วยสามารถแห่งสุญญตมรรค อนิมิตตมรรคและอัปปณิหิตมรรคและด้วย
สามารถแห่งมรรคของอุคฆติตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคล และเนยยบุคคล.
บทว่า มคฺคานุคา จ ปน ความว่า เป็นผู้ดำเนินตามมรรคที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินแล้ว จ ศัพท์ ในที่นี้ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า
เหตุ. ด้วย จ ศัพท์นี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเหตุแล้วเพื่อ
บรรลุคุณมีความเกิดขึ้นแห่งมรรคเป็นต้น. ปน ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถ
ว่ากระทำแล้ว ย่อมเป็นอันตรัสการกระทำมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ทรงกระทำแล้ว.
บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา ความว่า ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็น
ต้น ภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จไปก่อนแล้ว.
เพราะคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ทั้งหมด
อาศัยอรหัตตมรรคเท่านั้นมาแล้ว ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวคุณอาศัยอรหัต
มรรคเท่านั้น ด้วยบทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา เป็น
ต้น ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ชานํ ชานาติ ความว่า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ อธิบายว่า
ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่เป็นทางที่ควรแนะ
นำทุกอย่างด้วยปัญญา เพราะความเป็นพระสัพพัญญู.
หน้า 787
ข้อ 320
บทว่า ปสฺสํ ปสฺสติ ความว่า ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น อธิบาย
ว่า ทรงเห็นทางที่ควรแนะนำนั้นนั่นแหละ ด้วยปัญญาจักษุทรงทำให้เป็น
เหมือนเห็นด้วยจักษุ เพราะความเป็นผู้เห็นทุกอย่าง.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลบางคนเมื่อถือวิปริต ถึงรู้อยู่ก็ไม่เป็นอันรู้ ถึง
เห็นอยู่ก็ไม่เป็นอันเห็นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเป็นฉันนั้น แต่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือตามสภาวะ เมื่อทรงรู้ก็เป็นอันรู้ทีเดียว เมื่อ
ทรงเห็นก็เป็นอันเห็นทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั่น ทรงมีพระจักษุ
ด้วยอรรถว่าเป็นปริณายกแห่งการเห็น. ทรงมีพระญาณ ด้วยอรรถว่าเป็น
ผู้กระทำให้รู้แจ้ง. ทรงมีธรรม ด้วยอรรถว่า มีสภาวะไม่วิปริต หรือ
เพราะอรรถว่าสำเร็จด้วยธรรมทรงดำริด้วยพระหฤทัยแล้ว ทรงเปล่งด้วย
พระวาจา โดยทรงแนะนำปริยัตติธรรม ทรงเป็นพรหม ด้วยอรรถว่า
ประเสริฐ.
อีกอย่างหนึ่ง ทรงมีพระภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนจักษุ.
ทรงมีพระญาณ เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนพระญาณ. ทรงมีธรรม เพราะ
อรรถว่า เป็นเหมือนธรรม. ทรงเป็นพรหม เพราะอรรถว่า เป็นเหมือน
พรหม. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้นเป็นผู้ตรัสบอก เพราะตรัสบอกธรรม
หรือตรัสสอนธรรม เป็นผู้แนะนำ เพราะตรัสบอกหรือตรัสสอนโดยประการ
ต่าง ๆ. เป็นผู้นำออกซึ่งประโยชน์ เพราะทรงนำประโยชน์ออกแสดง
เป็นผู้ให้อมตธรรม เพราะทรงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุอมตธรรม หรือ
ให้สัตว์บรรลุอมตธรรม ด้วยพระธรรมเทศนาที่ประกาศอมตธรรม. เป็น
ธรรมสามี เพราะอรรถว่า เป็นใหญ่ในธรรมทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ยัง
หน้า 788
ข้อ 320
โลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้น. และเพราะประทานโลกุตตรธรรมตามสบาย
โดยอนุรูปแก่เวไนยสัตว์. บทว่า ตถาคโต มีเนื้อความดังกล่าวแล้วในหน
หลัง.
บัดนี้พระเถระประสงค์จะแสดงคุณที่กล่าวไว้ด้วยบทว่า ชานํ ชา-
นาติ เป็นต้น ให้วิเศษ ด้วยความเป็นพระสัพพัญญู เมื่อยังความเป็น
พระสัพพัญญูให้สำเร็จ จึงกล่าวว่า นตฺถิ เป็นต้น.
ก็ชื่อว่าสิ่งที่ไม่รู้. ย่อมไม่มีแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็น
อย่างนั้น เพราะทรงปราศจากความลุ่มหลงพร้อมทั้งวาสนา ในธรรมทั้ง
ปวงด้วย อรหัตตมรรคญาณที่สำเร็จแต่อำนาจผลบุญบารมี เพราะรู้ธรรมทั้ง
ปวงโดยไม่ลุ่มหลง และชื่อว่าสิ่งที่ไม่เห็นก็ย่อมไม่มีเหมือนอย่างนั้นเทียว
เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยญาณจักษุเหมือนด้วยจักษุ ชื่อว่าสิ่งที่ไม่
ทราบชัดย่อมไม่มี เพราะทรงบรรลุแล้วด้วยพระญาณ ชื่อว่าสิ่งที่ไม่ทำให้
แจ้งย่อมไม่มีเพราะทรงการทำให้แจ้งแล้ว ด้วยการการทำให้แจ้งซึ่งไม่
ลุ่มหลง ชื่อว่าสิ่งที่มิได้ถูกต้องด้วยปัญญาย่อมไม่มี เพราะทรงถูกต้องแล้ว
ด้วยปัญญาที่ไม่ลุ่มหลง.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนํ ได้แก่ กาลหรือธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า.
บทว่า อุปาทาย ได้แก่ถือเอา ความว่า กระทำไว้ภายใน แม้
พระนิพพานที่พ้นกาลเวลา ก็เป็นอันถือเอาแล้วทีเทียว ด้วยคำว่า อุปาทาย
นั้นเอง.
ก็คำว่า อตีตํ เป็นต้น ย่อมต่อเนื่องด้วยคำว่า นตฺถิ เป็นต้นบ้าง.
ด้วยคำว่า สพฺเพ ธมฺมา เป็นต้นบ้าง.
หน้า 789
ข้อ 320
บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ได้แก่ ความควบคุมสังขตธรรมและ
อสังขตธรรมทั้งหมด.
บทว่า สพฺพากาเรน ได้แก่ ความควบคุมอาการทุกอย่างมีอาการ
ไม่เที่ยงเป็นต้น แห่งธรรมแต่ละอย่างทีเดียว ในธรรมทั้งปวง.
บทว่า าณมุเข ได้แก่ ตรงหน้าพระญาณ.
บทว่า อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ความว่า เข้าถึงการประชุม.
บทว่า ชานิตพฺพํ ท่านกล่าวเพื่อไขความของบทว่า เนยฺยํ.
วา ศัพท์ ในบทว่า อตฺตตฺโถ วา เป็นต้น เป็นสมุจจยัตถะมีอรรถ
ว่ารวบรวม.
บทว่า อตฺตตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์ของตน.
บทว่า ปรตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์ของผู้อื่นคือของโลก ๓.
บทว่า อุภยตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คราวเดียวกัน
ทีเดียว คือทั้งของตนและของผู้อื่น.
บทว่า ทิฏฺธมฺมิโก ได้แก่ ประโยชน์ที่ประกอบในปัจจุบันชื่อว่า
ทิฏฐธรรมประโยชน์. ประโยชน์ชื่อว่า สัมปรายิก เพราะอรรถว่า ประกอบ
ในภายหน้า ชื่อว่า สัมปรายประโยชน์. ประโยชน์ที่พึงกล่าวด้วยสามารถ
แห่งโวหาร ในบทว่า อุตฺตาโน เป็นต้น ชื่อว่าประโยชน์ตื้น เพราะดำรง
ไว้สะดวก. ประโยชน์ที่พึงกล่าวล่วงเลยโวหารเสีย เป็นประโยชน์ที่ปฏิสังยุต
ด้วยสุญญตาชื่อว่าประโยชน์ลึก เพราะดำรงไว้ได้ยาก ได้แก่โลกุตตร
ประโยชน์. ชื่อว่าประโยชน์ลี้ลับ เพราะเห็นได้แต่ภายนอกล่วงส่วน. ชื่อว่า
ประโยชน์ปกปิด เพราะปกปิดไว้ด้วยความไม่เที่ยงเป็นต้น และด้วยเมฆ
หน้า 790
ข้อ 320
คือโมหะเป็นต้น. ประโยชน์ที่พึงกล่าวด้วยโวหารว่าไม่เจริญ ชื่อว่า
ประโยชน์ที่ควรแนะนำ เพราะไม่ถือเอาประโยชน์ตามที่กล่าวแล้วแนะนำถึง
ความประสงค์. ประโยชน์ที่พึงกล่าวด้วยโวหารว่าเจริญ ชื่อว่าประโยชน์ที่
บัณฑิตแน่ะนำแล้ว เพราะแนะนำถึงความประสงค์ ด้วยสักว่าคำเท่านั้น
ประโยชน์ของศีลสมาธิและวิปัสสนาที่บริสุทธิ์ดี ชื่อว่าประโยชน์ที่ไม่มีโทษ
เพราะเว้นจากโทษ ด้วยสามารถแห่งตทังคปหานและวิกขัมภนปหาน.
ประโยชน์ของอริยมรรค ชื่อว่าประโยชน์ที่ปราศจากกิเลส เพราะตัดกิเลส
ได้เด็ดขาด. ประโยชน์ของอริยผล ชื่อว่าประโยชน์ผ่องแผ้วเพราะกิเลสสงบ
ระงับแล้ว. พระนิพพานชื่อว่าประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นธรรมเลิศใน
บรรดาสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย.
บทว่า ปริวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปซึมซาบ หรือประดับ
โคตรอบหรือโดยพิเศษ ในภายในพระพุทธญาณ เพราะมิได้อยู่ภายนอก
แต่ภาวะวิสัยแห่งพระพุทธญาณ พระเถระแสดงความเป็นวิสัยแห่งญาณของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยบทว่า สพฺพํ กายกมฺมํ เป็นต้น.
บทว่า าณานุปริวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามพระญาณ
อธิบายว่า ย่อมไม่เว้นจากพระญาณ พระเถระแสดงความปราศจากความ
ขัดข้อง ด้วยบทว่า อปฺปฏิหตํ.
พระเถระประสงค์จะยังความเป็นพระสัพพัญญูให้สำเร็จด้วยอุปมาอีก
จึงกล่าวคำว่า ยาวตกํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่าบทธรรมที่ควรแนะนำ เพราะอรรถว่า
ควรรู้. ชื่อว่าพระญาณมีส่วนสุดรอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ เพราะ
หน้า 791
ข้อ 320
อรรถว่า พระญาณนั้นมีส่วนสุดรอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำคือที่สุด
แห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ ก็ที่สุดแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำนั่นแล ย่อม
ไม่มีแก่ผู้ที่มิใช่สัพพัญญู. แม้ในบทธรรมที่ควรแนะนำที่มีส่วนสุดรอบแห่ง
พระญาณก็นัยนี้เหมือนกัน. ในคู่แรกมีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล พระ
เถระแสดงให้วิเศษด้วยคู่นี้ แสดงกำหนดด้วยสามารถปฏิเสธ ด้วยคู่ที่ ๓
ก็ในที่นี้บทธรรมที่ควรแนะนำ ชื่อว่าทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ.
บทว่า อญฺมญฺปริยนฺตฏฺายิโน ความว่า มีปกติตั้งอยู่ใน
ส่วนสุดรอบของกันและกัน โดยตั้งซึมซาบทั้งบทธรรมที่ควรแนะนำและ
ญาณ.
บทว่า อาวชฺชนปฏิพทฺธา ความว่า อาศัยความนึกทางมโนทวาร
อธิบายว่า ย่อมรู้ในลำดับความนึกนั้นนั่นเอง.
บทว่า อากงฺขปฏิพทฺธา ความว่า อาศัยความชอบใจ อธิบาย
ว่าย่อมรู้ด้วยชวนะญาณในลำดับความนึก บท ๒ บทนอกนี้. ท่านกล่าว
เพื่อประกาศเนื้อความตามลำดับ ของบท ๒ บทเหล่านี้.
ชื่อว่า อาสยะ ในบทว่า อาสยํ ชานาติ นี้ เพราะอรรถว่าเป็น
ที่พักพิงคืออาศัยของเหล่าสัตว์. บทนี้เป็นชื่อของสันดานที่ได้รับอบรมด้วย
มิจฉาทิฏฐิบ้าง ด้วยสัมมาทิฏฐิบ้าง ด้วยกามเป็นต้นบ้าง ด้วยเนกขัมมเป็น
ต้นบ้าง.
ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่า นอนเนื่อง คือเป็นไปตามสันดาน
ของสัตว์ คำนี้เป็นชื่อของกามราคะเป็นต้นที่มีกำลัง กถาว่าด้วยอนุสัยว่า
อนุสยํ ชานาติ ดังนี้ กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
หน้า 792
ข้อ 320
บทว่า จริตํ ได้แก่กุศลกรรมที่ทำไว้ในก่อน.
บทว่า อธิมุตฺตึ ได้แก่ การสละจิตในกุศลก็ตาม ในอกุศลก็ตาม
บทว่า อปฺปรชกฺเข ความว่า ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยในจักษุ
เพราะอรรถว่ามีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้น ในจักษุที่สำเร็จด้วยปัญญาน้อย
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยในจักษุเพราะอรรถว่า มีธุลีคือกิเลส
มีราคะเป็นต้นน้อย.
บทว่า มหารชกฺเข ความว่า ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมากในญาณจักษุ
เพราะอรรถว่า มีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้น ในจักษุที่สำเร็จด้วยญาณมาก
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ผู้มีธุลีคือกิเลสมากในจักษุ เพราะอรรถว่า มีธุลีคือ
กิเลสมีราคะเป็นต้นมาก.
บทว่า ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย ความว่าชื่อว่า มีอินทรีย์แก่
กล้า เพราะอรรถว่า มีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า. ชื่อว่ามีอินทรีย์
อ่อนเพราะอรรถว่า มีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นอ่อน.
บทว่า สฺวากาเร ทฺวากาเร ความว่า ชื่อว่ามีอาการดี เพราะ
อรรถว่า มีอาการคือโกฏฐาส มีศรัทธาเป็นต้น อันเป็นธรรมดี. ชื่อว่า
มีอาการเลว เพราะอรรถว่า มีอาการคือโกฏฐาส มีอศรัทธาเป็นต้น
อันเป็นธรรมน่าเกลียด น่าติเตียน.
บทว่า สุวิญฺาปเย ทุพฺพิญฺาปเย ความว่า สัตว์เหล่าใด
กำหนดเหตุการณ์ที่กล่าวแล้ว อาจให้รู้แจ้งได้โดยง่าย สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า
ให้รู้แจ้งได้โดยง่าย. สัตว์ทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าให้
รู้แจ้งได้โดยยาก.
หน้า 793
ข้อ 320
บทว่า ภพฺพาภพฺเพ ได้แก่ เป็นภัพพสัตว์ และเป็นอภัพพสัตว์.
ชื่อว่าเป็นภัพพสัตว์เพราะอรรถว่า เป็น คือเกิดในอริยชาติ เป็นคำ
ปัจจุบันกาล ลงในอรรถว่า ใกล้ที่กำลังเป็นไปอยู่. ชื่อว่าเป็นภัพพสัตว์
เพราะอรรถว่า จักเป็น หรือจักเกิด ความว่า เป็นภาชนะ สัตว์เหล่าใด
เป็นผู้สมควร คือถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งการแทงตลอดอริยมรรค สัตว์
เหล่านั้นเป็นภัพพสัตว์. เหล่าสัตว์ที่เป็นคนละฝ่ายกับสัตว์ที่กล่าวแล้ว เป็น
อภัพพสัตว์.
บทว่า สตฺเต ปชานาติ ความว่า ย่อมทรงทราบซึ่งเหล่าสัตว์
ผู้ข้องคือติดอยู่ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.
บทว่า สเทวโก โลโก เป็นต้นความว่าพร้อมกับเทวดาทั้งหลาย
ชื่อ สเทวกะ. พร้อมกับมาร ชื่อ สมารกะ. พร้อมกับพรหม ชื่อ
สพรหมกะ. พร้อมกับสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อ สัสสมณพราหมณี.
ชื่อ ปชา เพราะความเป็นหมู่สัตว์. พร้อมกับเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ชื่อ สเทวมนุสสา.
บทว่า ปชา นี้เป็นคำเรียกสัตวโลกโดยปริยาย บรรดาคำเหล่านั้น
ด้วยคำว่า สเทวกะ หมายเอาเทวดาชั้นกามาพจร ๕ ชั้น
ด้วยคำว่า สมารกะ หมายเอาเทวดาชั้นกามาพจรที่ ๖
ด้วยคำว่า สพรหมกะ หมายเอาพรหม มีพรหมกายิกะเป็นต้น.
ด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณี หมายเอาสมณพราหมณ์ที่เป็นข้าศึก
เป็นปัจจามิตรต่อพระศาสนา และหมายเอาสมณพราหมณ์ผู้สงบบาปผู้ลอย
บาปแล้ว.
หน้า 794
ข้อ 320
ด้วยคำว่า ปชา หมายเอาสัตวโลก.
ด้วยคำว่า สเทวมนุสสา หมายเอาสมมติเทพและพวกมนุษย์ที่
เหลือลงในที่นี้พึงทราบว่าโอกาสโลก ถือเอาด้วยบท ๓ บท สัตวโลกด้วย
สามารถเป็นหมู่สัตว์ ถือเอาด้วยบท ๒ บทด้วยประการฉะนี้.
อีกนัยหนึ่ง อรูปาวจรโลก ถือเอาด้วยศัพท์ว่า สเทว. ฉกามาวจร
โลกถือเอาด้วยศัพท์ว่า สมาร. รูปาวจรพรหมโลก ถือเอาด้วยศัพท์ว่า
สพฺรหฺม. มนุษยโลกพร้อมกับสมมติเทพด้วยสามารถแห่งบริษัท ๔ หรือ
สัตวโลกที่เหลือลง ถือเอาด้วยศัพท์ว่า สัสสมณพราหมณี เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง การกำหนดอย่างเลิศลอยด้วยคำว่า สเทวกะ ในที่นี้ย่อม
ยังความเป็นไปในภายในพระพุทธญาณให้สำเร็จแก่โลกแม้ทั้งปวง จากนั้น
ชนเหล่าใดพึงมีความสงสัยว่า มารมีอานุภาพมาก เป็นใหญ่ฝนสวรรค์ชั้น
กามาพจร ๖ ชั้นเป็นผู้ยังอำนาจให้เป็นไป มารแม้นั้นจะเป็นไปในภายใน
พระพุทธญาณได้อย่างไร พระเถระเมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้น
จึงกล่าวว่า สมารโก ดังนี้.
อนึ่ง ชนเหล่าใดพึงมีความสงสัยว่า พรหมมีอานุภาพมาก แผ่แสง
สว่างไปในพันจักรวาล ๑ ด้วยนิ้วมือ ๑ นิ้ว ในพันจักรวาล ๒ ด้วยนิ้ว
มือ ๒ นิ้ว ฯลฯ ในพันจักรวาล ๑๐ ด้วยนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว และเสวยสุขเกิดแต่
ฌานสมาบัติ ที่ไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า พรหมแม้นั้นจะเป็นไปในภายในพระพุทธ
ญาณได้อย่างไร พระเถระเมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้น จึงกล่าว
ว่า สพฺรหฺมโก ดังนี้ จากนั้น ชนเหล่าใดพึงมีความสงสัยว่าสมณพราหมณ์
เป็นอันมากที่เป็นข้าศึกต่อพระศาสนา สมณพราหมณ์ แม้เหล่านั้นจะเป็น
หน้า 795
ข้อ 320
ไปในภายในพระพุทธญาณได้อย่างไร พระเถระเมื่อจะกำจัดความสงสัยของ
ชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา ดังนี้. พระเถระ
ครั้นประกาศความเป็นไปในภายในพระพุทธญาณของเหล่าผู้เลิศลอยอย่างนี้
แล้วต่อนั้นเมื่อจะประกาศความเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ ของสัตวโลก
ที่เหลือ ด้วยสามารถแห่งการกำหนดอย่างเลิศลอย รวมทั้งสมมติเทพและ
มนุษย์ที่เหลือลง จึงกล่าวว่า สเทวมนุสฺสา ดังนี้ ในข้อนี้มีลำดับอนุสนธิ
ดังนี้ แต่โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า บทว่า สเทวโก ได้แก่ สัตวโลก
ที่เหลือลงกับเทวดาทั้งหลาย.
บทว่า สมารโก ได้แก่สัตวโลกที่เหลือลงกับมาร.
บทว่า สพฺรหฺมโก ได้แก่ สัตวโลกที่เหลือลงกับพรหมทั้งหลาย
พระเถระใส่เหล่าสัตว์ผู้เข้าถึงภพ ๓ แม้ทั้งหมดเข้าในบท ๓ บท ด้วย
อาการ ๓ แล้วจึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา
เพื่อถือเอาด้วยอาการ ๒ อีก ธาตุ ๓ นั่นแลย่อมเป็นอันท่านถือเอาแล้วด้วย
อาการนั้น ๆ ด้วยบททั้งหลาย ๕ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อนฺตมโส ความว่า โดยที่สุดเบื้องบน.
ในบทว่า ติมิติมิงฺคลํ นี้ มัจฉาชาติชนิดหนึ่งชื่อติมิ. มัจฉาชาติ
ชนิดหนึ่งชื่อติมิงคละ ตัวใหญ่กว่าปลาติมินั้น สามารถกลืนกินปลาติมิได้.
มัจฉาชาติชนิดหนึ่งชื่อติมิติมิงคละ ตัวยาวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ สามารถ
กลืนกินแม้ปลาติมิงคละได้. ในที่นี้พึงทราบว่าท่านทำเอกวจนะด้วยศัพท์ว่า
ชาติ.
ในบทว่า ครุฬํ เวนเตยฺยํ นี้ :-
หน้า 796
ข้อ 320
บทว่า ครุโฬ เป็นชื่อโดยชาติ.
บทว่า เวนเตยฺโย เป็นชื่อโดยโคตร.
บทว่า ปเทเส ได้แก่ เอกเทส.
บทว่า สารีปุตฺตสฺมา พึงทราบว่าท่านกล่าวถือเอาพระธรรมเสนา-
บดีเถระทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ด้วยว่า พระสาวกที่เหลือทั้งหลาย
ที่มีปัญญาเสมอด้วยพระธรรมเสนาบดีเถระ ไม่มี เหมือนอย่างที่ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก สารีบุตรเป็น
เลิศ และในอรรถกถาท่านกล่าวว่า :-
ก็เหล่าสัตว์อื่น ๆ บรรดามี เว้นพระโลกนาถเสีย
ย่อมมีปัญญาไม่ถึงเสี้ยวที่ ๖ ของพระสารีบุตร.
บทว่า ผริตฺวา ความว่า พระพุทธญาณถึงปัญญาแม้ของเทวดา
และมนุษย์ทั้งปวง คือแผ่คลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงเหล่านั้น
ตั้งอยู่ตามฐาน.
บทว่า อภิภวิตฺวา ความว่า ก้าวล่วงปัญญาแม้ของเทวดาและ
มนุษย์ทั้งปวง ครอบงำบทธรรมที่ควรแนะนำทั้งหมดว่า แม้เป็นวิสัยของ
เทวดา และมนุษย์เหล่านั้นตั้งอยู่ แต่ปาฐะในปฏิสัมภิทามรรคว่า อติฆํสิตฺวา
ความว่า บด ขัดสี พระเถระแสดงเหตุที่ประจักษ์ของการแผ่คลุมตั้งอยู่
อย่างนี้ ด้วยบทว่า เยปิ เต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา ความว่า ผู้ประกอบด้วย
ความเป็นบัณฑิต.
หน้า 797
ข้อ 320
บทว่า นิปุณา ความว่า ละเอียดอ่อน. คือสามารถแทงตลอดใน
ระหว่างอรรถที่สุขุมของผู้มีปัญญาสุขุม.
บทว่า กตกรปฺปวาทา ความว่า รู้วาทะของผู้อื่น และร่วมกับ
ผู้อื่นสนทนากัน.
บทว่า วาลเวธิรูปา ความว่า เช่นกับนายขมังธนูผู้ยิงขนหางสัตว์.
บทว่า โวภินฺทนฺตา มญฺเ จรนฺติ ปญฺาคเตน ทิฏฺิคตานิ
ความว่า เที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของตนเหล่าอื่น แม้ละเอียดดังขนหางสัตว์
ด้วยปัญญาของตน.
อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาคตะ คือปัญญานั่นแหละ ทิฏฐิคตะ คือทิฏฐิ
นั่นแหละ ดุจในประโยคว่า คูถมูตร เป็นต้น.
บทว่า ปญฺเห อภิสงฺขริตฺวา อภิสงฺขริตฺวา ความว่า แต่งคำ
ถาม ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง กล่าว ๒ ครั้งเพื่อรวบรวมปัญหา
ทั้งหมด เพราะปัญหาเหล่านั้นมากเหลือเกิน ปาฐะที่เหลือว่า ข้อความที่
ลี้ลับและปกปิดบ้าง.
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นวินัยของบัณฑิตเหล่านั้น อย่างนั้น
แล้วมีพระพุทธพระสงค์อย่างนี้ว่าจงถามปัญหาที่ตนปรุงแต่งเถิด. บัณฑิต
เหล่านั้นจึงทูลถามปัญหา แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ประทานโอกาสเพื่อ
ถามแก่คนเหล่าอื่นเลย ทรงแสดงธรรมแก่พวกที่เข้าเฝ้าอยู่ เหมือนอย่างที่
กล่าวว่าบัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่งปัญหาด้วยคิดว่า พวกเราจักเข้าเฝ้าพระ
สมณโคดมทูลถามปัญหานี้ ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จัก
พยากรณ์อย่างนี้แก่พวกเราไซร้ พวกเราจักยกวาทะของพระองค์เสียอย่างนี้
หน้า 798
ข้อ 320
แม้ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จักพยากรณ์อย่างนี้แก่พวกเราไซร้
พวกเราก็จักยกวาทะของพระองค์เสียแม้อย่างนี้ บัณฑิตเหล่านั้น เข้าไปเฝ้า
พระสมณโคดมถึงที่ประทับ พระสมณโคดมทรงชี้ชวน ปลุก ปลอบ
บัณฑิตเหล่านั้นด้วยธรรมมีกถา บัณฑิตเหล่านั้นที่พระสมณโคดมทรงชี้ชวน
ปลุกปลอบด้วยธรรมมีกถา ย่อมไม่ทูลถามปัญหากะพระสมณโคดมเลย
จักยกวาทะของพระองค์แค่ไหน ย่อมเป็นสาวกเลื่อมใสต่อพระสมณโคดม
โดยแท้ทีเดียว หากจะถามว่าเพราะเหตุไรจึงไม่ทูลถามปัญหา ได้ยินว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัทแสดงธรรมในท่ามกลาง
บริษัท ลำดับนั้นทรงทรามว่า บัณฑิตเหล่านี้มาทำปัญหามีรหัสลี้ลับเป็น
เครื่องผูกมัด บัณฑิตเหล่านั้นยังไม่ทันถามเลย พระองค์ทรงทราบว่า
ในการถามปัญหามีโทษเท่านี้ ในการวิสัชนามีโทษเท่านี้ ในอรรถ บท
อักษรมีโทษเท่านี้ และทรงทราบว่า เมื่อจะถามปัญหานี้ พึงถามอย่างนี้
เมื่อจะวิสัชนา พึงวิสัชชนาอย่างนี้ จึงทรงใส่ปัญหาทั้งหลายที่พวกบัณฑิต
นำมาทำเป็นเครื่องผูกมัดพระสงค์ เข้าไปในระหว่างธรรมกถา แสดงด้วย
ประการฉะนี้. บัณฑิตเหล่านั้นคิดว่า เป็นความประเสริฐของพวกเราหนอ
ที่พวกเราไม่ทูลถามปัญหาเหล่านี้ แม้ถ้าพวกเราทูลถาม พระสมณโคดม
พึงทำให้พวกเราตั้งตัวไม่ติดซัดทิ้งไป ดังนี้ ย่อมพากันดีใจ. อนึ่ง ธรรมดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแผ่พระเมตตาไปยัง
บริษัทมหาชน ย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ด้วยทรงแผ่พระเมตตา
ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยรูป สมบูรณ์
หน้า 799
ข้อ 320
ด้วยทัศนะ มีพระสุรเสียงไพเราะ พระชิวหาอ่อน ริมฝีพระโอษฐ์สนิทดี
ตรัสพระธรรมเหมือนรดหทัยด้วยน้ำอมฤต. ในการนั้น พวกบัณฑิตผู้มีจิต
เลื่อมใสด้วยการแผ่พระเมตตาเหล่านั้น ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราจัก
ไม่อาจจับคู่เป็นข้าศึกกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสกถาไม่เป็นที่น่าสงสัย
กถาไม่เป็นโมฆะ กถาเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ จึงไม่ทูลถาม
ปัญหาด้วยความเลื่อมใสของตน ดังนี้แล.
บทว่า กถิตา จ วิสชฺชิตา จ ความว่า ปัญหาเหล่านั้นย่อมเป็น
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วทีเดียว ด้วยการเปล่งพระสุรเสียงถึงปัญหาที่
พวกบัณฑิตไม่ทูลถาม ว่า พวกท่านจงถามอย่างนี้ และปัญหาเหล่านั้น
ย่อมเป็นอันทรงวิสัชนาแล้วทีเดียวโดยประการที่ควรจะวิสัชนา.
บทว่า นิทฺทิฏการณา ความว่า ปัญหาเหล่านั้นย่อมมีเหตุที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไขและทรงใส่เข้าแล้ว ด้วยทรงวิสัชนากระทำให้
มีเหตุอย่างนี้ว่า ด้วยการณ์นี้ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นอย่างนี้.
บทว่า เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ ความว่า พวกบัณฑิตผู้เป็น
กษัตริย์เป็นต้น ที่ถูกชักชวนเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมเป็นสาวก
เลื่อมใสบ้าง เป็นอุบาสกเลื่อมใสบ้าง ด้วยการวิสัชนาของพระผู้มีพระภาค
เจ้านั้นแล มีอธิบายว่า ย่อมถึงสมบัติของสาวกบ้าง สมบัติของอุบาสกบ้าง.
บทว่า อถ ลงในอรรถว่า ไม่มีระหว่าง. ความว่า ใกล้ที่สุดต่อ
สมบัติที่ทรงใส่เข้าแก่บัณฑิตเหล่านั้นทีเดียว.
บทว่า ตตฺถ ความว่า ในที่นั้นหรือในอธิการนั้น.
หน้า 800
ข้อ 320
บทว่า อติโรจติ ความว่า ย่อมทรงรุ่งเรืองสว่างไสวเหลือเกิน.
บทว่า ยทิทํ ปญฺาย ความว่า พระปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นี้ใด ด้วยพระปัญญานั้น. อธิบายว่า และพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง
รุ่งเรืองยิ่ง. อิติ ศัพท์ ลงในอรรถว่า เหตุ ความว่า เพราะเหตุนั้นคำ
ที่เหลือปรากฏแล้วในที่ทั้งปวงนั่นเทียวแล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถาปสูรสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๘
หน้า 801
ข้อ 321, 322, 323
มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙
ว่าด้วยเมถุนธรรม
[๓๒๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้นี้ เพราะเห็น
นางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย ความพอใจใน
เมถุนธรรม ไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตร
และกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วย
เท้า.
[๓๒๒] คำว่า แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มี เพราะ
เห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย มีความว่า ความพอใจก็
ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักก็ดี ในเมถุนธรรม มิได้มีเพราะเห็น คือ
ประสบ มารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มี เพราะเห็นนาง
ตัณหา นางอรดีและนางราคาเลย.
[๓๒๓] คำว่า ความพอใจในเมถุนธรรมไฉนจักมีเพราะเห็น
สรีระอันเต็มด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้อง
สรีระนั้นแม้ด้วยเท้า มีความว่า ความพอใจในเมถุนธรรมไฉนจักมี
เพราะเห็นสรีระนี้ อันเต็มด้วยมูตร เต็มด้วยกรีส เต็มด้วยเสมหะ เต็มด้วย
หน้า 802
ข้อ 324, 325
เลือด มีกระดูกเป็นโครง มีเส้นเอ็นเป็นเครื่องผูกพันไว้ มีเลือดและเนื้อ
เป็นเครื่องฉาบทา อันหนังหุ้มห่อไว้ อันผิวหนังปิดบังไว้ มีช่องน้อยและ
ช่องใหญ่ ไหลเข้าไหลออกเป็นปกติ อันหมู่หนอนอยู่อาศัย บริบูรณ์ด้วย
มลทินโทษต่าง ๆ เราไม่ปรารถนาจะเหยียบด้วยเท้า การสังวาสหรือ
สมาคมจักมีแต่ไหน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความพอใจในเมถุนธรรม
ไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่
ปรารถนาจะแตะต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มีเพราะเห็นนาง
ตัณหา นางอรดี และนางราคาเลย ความพอใจในเมถุน-
ธรรมไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มด้วยมูตรและกรีสนี้
เล่า เราไม่ปรารถนาจะแตะต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า.
[๓๒๔] มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามว่า :-
ถ้าท่านไม่ปรารถนานารีผู้เป็นอิตถีรัตน์เช่นนี้ ที่
พระราชาเป็นอันมาก ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนปรารถนากัน
แล้วไซร้ ท่านย่อมกล่าวทิฏฐิ ศีล พรต ชีวิต และอุบัติ
ภพว่าเป็นเช่นไร.
[๓๒๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยะ
การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า
เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น และเราเห็นโทษใน
หน้า 803
ข้อ 326, 327
ทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยึดถือ เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้วซึ่ง
ความสงบภายใน.
[๓๒๖] คำว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น มี
ความว่า คำว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ความว่า เราย่อมกล่าวสิ่งนี้ คือ ย่อม
กล่าวสิ่งนั้น กล่าวเท่านั้น กล่าวโดยเหตุเท่านั้น กล่าวทิฏฐิว่า โลก
เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก
ก็หามิได้.
คำว่า ย่อมไม่มีแต่เรานั้น ความว่า มิได้มีแก่เรา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า มาคันทิยะ.
คำว่า ภควา เป็นชื่อที่กล่าวโดยเคารพ ฯลฯ
คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า:- ดูก่อนมาคันทิยะ
ว่าด้วยทิฏฐิ ๖๒
[๓๒๗] คำว่า การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือ
มั่น มีความว่า คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒ คำว่า
ถึงความตกลง ความว่า ตัดสินแล้ว คือ ชี้ขาด ค้นหา แสวงหา เทียบ
เคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจึงจับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น
รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดถือ ความยึดมั่น
ความถือมั่น ความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แท้ แน่นอน เป็นตามสภาพ
หน้า 804
ข้อ 328
มิได้วิปริต ดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมอัน
พระตถาคตละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสีย
แล้วติดไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า การถึงความตกลงในธรรม
ทั้งหลายแล้วถือมั่น.
[๓๒๘] คำว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยืดถือ มี
ความว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมไม่ถือ คือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือ
มั่นซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น
ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และเราเห็นโทษในทิฏฐิ
ทั้งหลาย ไม่ยึดถือ.
อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า โลกเที่ยง
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ เป็นทิฏฐิรกเรี้ยว เป็นทิฏฐิเสี้ยนหนาม
เป็นทิฏฐิข้าศึก เป็นทิฏฐิดิ้นรน เป็นทิฏฐิเครื่องประกอบไว้ มีทุกข์ มี
ความลำบาก มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อ
หน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็น
ไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่นซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย
อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย
ไม่ยึดถือ.
อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐินี้ว่า โดยไม่
เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอัน
หน้า 805
ข้อ 328
สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อม
ไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ เป็นทิฏฐิรกเรี้ยว
เป็นทิฏฐิเสี้ยนหนาม เป็นทิฏฐิข้าศึก เป็นทิฏฐิดิ้นรน เป็นทิฏฐิเครื่อง
ประกอบไว้ มีทุกข์ มีความลำบาก มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน
ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไป
เพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็น
ไปเพื่อความตรัสรู้. ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น
ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น
ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และเราเห็นโทษในทิฏฐิ
ทั้งหลาย ไม่ยึดถือ.
อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ อัน-
บุคคลถืออย่างนี้ ลูบคลำอย่างนี้ ย่อมมีคติอย่างนี้ มีภพหน้าอย่างนี้ จึง
ไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้ง
หลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้
จึงชื่อว่า และเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยึดถือ.
อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ เป็นไป
เพื่อให้เกิดในนรก เป็นไปเพื่อให้เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อ
ให้เกิดในเปรตวิสัย จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย
อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเราไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น แม้
หน้า 806
ข้อ 329
ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่
ยึดถือ.
อีกอย่างหนึ่ง เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายว่า ทิฏฐิเหล่านี้ไม่เที่ยง
อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความ
เสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น
ธรรมดา จึงไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายเรา
ไม่พึงถือ ไม่พึงลูบคลำ ไม่พึงยึดมั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
และเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยึดถือ.
[๓๒๙] คำว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้ว ซึ่งความสงบ
ภายใน มีความว่า ซึ่งความสงบ ความเข้าไปสงบ ความดับ ความระงับ
ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา
ตระหนี่ ลวง โอ้อวด หัวดื้อ แข็งดี ถือตัว ดูหมิ่น มัวเมา ประมาท
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง คำว่า เมื่อเลือก
เฟ้นอยู่ ความว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ คือ ค้นหา แสวงหา เทียบเคียง
ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้ง
ปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา คำว่า ได้เห็นแล้ว
ความว่า ได้เห็นแล้ว คือ ได้ประสบ พบเห็น แทงตลอด เพราะฉะนั้น
จึงซึ่งว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้วซึ่งความสงบภายใน เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยะ
หน้า 807
ข้อ 330, 331
การถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้ว ถือมั่นว่า
เรากล่าวสงนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรานั้น และเราเห็นโทษ
ในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ยืดถือ เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ได้เห็นแล้ว
ซึ่งความสงบภายใน.
[๓๓๐] มาคันทิยะพราหมณ์ทูลถามว่า :-
ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจดำริแล้ว ท่านมุนีไม่ถือมั่น
ทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่า ความสงบภายในอรรถนั้น
ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ?
[๓๓๑] คำว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจดำริแล้ว มีความว่า ทิฏฐิ
๖๒ ประการ เรียกว่า ทิฏฐิที่ตกลงใจ.
คำว่า ดำริแล้ว ได้แก่ กำหนดแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ตั้งไว้ด้วยดี
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดำริแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลาย ไม่
เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มี
ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น
ธรรมดา มีความเปรปรวนเป็นธรรมดา แม้เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ดำริ
แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจดำริแล้ว.
ศัพท์ว่า อิติ ในบทว่า อิติ มาคนฺทิโย เป็นบทสนธิ ฯลฯ ศัพท์
ว่าอิติ นี้เป็นลำดับบท.
บทว่า มาคนฺทิโย เป็นนาม เป็นเครื่องนับ เป็นที่หมายรู้เป็น
เครื่องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อิติ มาคนฺทิโย.
หน้า 808
ข้อ 332, 333
[๓๓๒] คำว่า ท่านเป็นมุนีไม่ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น กล่าว
อรรถใดว่า ความสงบภายใน มีความว่า คำว่า ทิฏฐิเหล่านั้น
ได้แก่ทิฏฐิ ๖๒.
คำว่า มุนี ความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ได้แก่ปัญญา ความ
รู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหาเพียงดังข่าย บุคคล
นั้นชื่อว่า มุนี
คำว่า ไม่ถือมั่น ความว่า ท่านรับรองว่า เราเห็นโทษในทิฏฐิ
ทั้งหลาย จึงไม่ถือ ไม่ลูบคลำ ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย และกล่าวว่า
ความสงบภายใน.
คำว่า อรรถนั้นใด ได้แก่อรรถอย่างยิ่งใด เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ท่านเป็นมุนีไม่ถือมั่นในทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่า ความ
สงบภายใน.
[๓๓๓] คำว่า อรรถนั้น ธีรชนทั้งหลาย ประกาศไว้อย่าง
ไรหนอ มีความว่า คำว่า อย่างไรหนอ เป็นคำถามโดยสงสัย เป็น
คำถามโดยแคลงใจ เป็นคำถาม ๒ ทาง เป็นคำถามโดยส่วนเป็นอเนก
ว่าอย่างนั้น หรือหนอ ว่ามิใช่หรือหนอ ว่าเป็นอย่างไรหรือหนอ ว่าอย่าง
ไรเล่าหนอ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อย่างไรหนอ.
คำว่า ธีรชนทั้งหลาย ได้แก่ บัณฑิต บุคคลผู้มีปัญญา ผู้มี
ความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ.
คำว่า ประกาศไว้ ได้แก่ กล่าว ประกาศ บอก แสดง บัญญัติ
แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อ
หน้า 809
ข้อ 334, 335
ว่าอรรถนั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ เพราะเหตุนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามว่า :-
ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจดำริแล้ว ท่านเป็นมุนีไม่ถือ
มั่นทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวอรรถใดว่า ความสงบภายในอรรถ
นั้น ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ?
[๓๓๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยพราหมณ์
บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิไม่กล่าว
ความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต บุคคล
ย่อมถึงความสงบภายในด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มี
สุตะด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มี
พรตก็หามิได้ บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น
เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ.
[๓๓๕] คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ
ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ญาณมีความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่
แถลงซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความ
พ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยทิฏฐิ....แม้ด้วยสุตะ....แม้ด้วย
ทิฏฐิและสุตะ....แม้ด้วยญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บัณฑิตไม่กล่าว
ความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ
หน้า 810
ข้อ 336, 337
ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
พราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า มาคันทิยะ.
คำว่า ภควา เป็นชื่อที่กล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้เป็น
สัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า....พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อน
มาคันทิยะ.
[๓๓๖] คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจด แม้ด้วยศีล
และพรต มีความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง
ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยศีล....แม้ด้วยพรต
.....แม้ด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บัณฑิตไม่กล่าวความ
หมดจดแม้ด้วยศีลและพรต.
[๓๓๗] คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความ
ไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่
มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ แม้ทิฏฐิพึง
ประสงค์เอาสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้แล้วย่อมมีผล การบูชาย่อม
มีผล การเช่นสรวงย่อมมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและกรรมที่ทำชั่วมีอยู่
โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีอยู่ บิดามีอยู่ เหล่าสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ
มีอยู่ สมณพราหมณ์ที่ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และ
โลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศมีอยู่ในโลก. แม้สุตะพึงประสงค์
เอาเสียงแต่บุคคลอื่น คือ สุตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน
อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวลัลละ แม้ญาณพึงประสงค์เอากัมมัสส-
หน้า 811
ข้อ 338
กตาญาณ สัจจานุโลมิกญาณ อภิญญาญาณ สมาปัตติญาณ แม้ศีลพึงประสงค์
เอาปาติโมกขสังวรศีล แม้วัตรพึงประสงค์เอาธุดงค์ ๘ คือ อารัญญิกังคธุดงค์
ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ปังสุกูลิกังคธุดงค์ เตจีวริกังคธุดงค์ สปทานจาริ-
กังคธุดงค์ ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ เนสัชชิกังคธุดงค์ ยถาสันถติกังค-
ธุดงค์.
คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ
ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วย
ความไม่มีพรต ก็หามิได้ ความว่า บุคคลเป็นผู้บรรลุถึงความสงบ
ภายใน ด้วยธรรมสักว่าสัมมาทิฏฐิ ก็หามิได้. ด้วยธรรมสักว่าการฟัง ก็
หามิได้. ด้วยธรรมสักว่าญาณ ก็หามิได้. ด้วยธรรมสักว่าศีล ก็หามิได้
ด้วยธรรมสักว่าพรต ก็หามิได้. ย่อมบรรลุถึงความสงบภายใน เว้นจาก
ธรรมเหล่านี้ ก็หามิได้. ก็เพราะธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องอุดหนุน เพื่อถึง
บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้งซึ่งความสงบภายใน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
บุคคลย่อมถึงความสงบภายในด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่
มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มี
พรต ก็หามิได้.
[๓๓๘] คำว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น มี
ความว่า การละโดยความกำจัดธรรมฝ่ายดำ ด้วยธรรมเหล่านี้ จำต้อง
ปรารถนา ความหมดตัณหาในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศลอันมีในไตรธาตุ จำ
ต้องปรารถนา ธรรมฝ่ายดำเป็นธรรมอันบุคคลละได้แล้ว ด้วยการละโดย
ความจำกัด มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง
ความไม่มีภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา และความหมด
หน้า 812
ข้อ 339
ตัณหาในธรรมทั้งหลาย ฝ่ายกุศลอันมีในไตรธาตุ ย่อมมีได้โดยเหตุใด
บุคคลย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น แม้โดยเหตุเท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง
ธรรมฝ่ายคำเหล่านั้น บุคคลไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่นแม้ด้วย
เหตุอย่างนี้จึงชื่อว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น.
ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ เป็นกิเลสชาติอันบุคคลละได้แล้ว มีราก
อันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โดยเหตุใด บุคคลย่อมไม่ถือ ไม่ยึด
มั่น ไม่ถือมั่น แม้โดยเหตุเท่านั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น.
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เป็นสภาพอัน
บุคคลละได้แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน
ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โดยเหตุใด
บุคคลย่อมไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น แม้โดยเหตุเท่านั้น แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น.
[๓๓๙] คำว่า เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ มี
ความว่า คำว่า เป็นผู้สงบ ได้แก่ ชื่อว่า เป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ
ดับระงับแล้ว เพราะราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ
ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความ
โอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา
ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง
หน้า 813
ข้อ 339
ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง
สงบ ถึงความสงบ เข้าไปสงบ ไหม้แล้ว ระงับแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
เป็นผู้สงบ.
นิสัย ในคำว่า ไม่อาศัยแล้ว มี ๒ อย่างคือ ตัณหานิสัย ๑
ทิฏฐินิสัย ฯลฯ นี้ชื่อว่า ตัณหานิสัย ฯลฯ นี้ชื่อว่าทิฏฐินิสัย บุคคล
ละตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัยเสียแล้ว ไม่อาศัย คือไม่ถือ ไม่ยึดมั่น
ไม่ถือมั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ
อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ
จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อันธาตุ ปัจจุบัน ธรรมที่ได้เห็น
ที่ได้ยิน ที่ทราบ ที่รู้แจ้ง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้สงบไม่อาศัย
แล้ว. คำว่า ไม่พึงหวังภพ ความว่า ไม่พึงหวัง ไม่พึงประสงค์ไม่
พึงปรารถนา ซึ่งกามภพ รูปภพ อรูปภพ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้
สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยพราหมณ์
บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าว
ความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต บุคคล
ย่อมถึงความสงบภายในด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่
หน้า 814
ข้อ 340, 341
มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้
บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่
อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ.
[๓๔๐] มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า :-
ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ทิฏฐิไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมด
จดแม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต
บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วย
ความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณด้วยความไม่มีศีล ด้วย
ความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของ
ท่านว่า เป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้ เพราะสมณ-
พราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ.
[๓๔๑] คำว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้
ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมด
จดแม้ด้วยญาณ มีความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง
ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยทิฏฐิ....แม้ด้วยสุตะ....
แม้ด้วยทิฏฐิและสุตะ....แม้ด้วยญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้ยินว่า ถ้า
บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจด
แม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ.
หน้า 815
ข้อ 342, 343, 344
ศัพท์ว่า อิติ ในบทว่า อิติ มาคนฺทิโย เป็นบทสนธิ ฯลฯ
ศัพท์ว่า อิติ นี้เป็นลำดับบท.
บทว่า มาคนฺทิโย เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
อิติ มาคนฺทิโย.
[๓๔๒] คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและ
พรต มีความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง
ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ แม้ด้วยศีล ซึ่ง
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ แม้ด้วยวัตร ซึ่ง
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้น
วิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บัณฑิต
ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต.
[๓๔๓] คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายในด้วยความไม่
มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มี
ศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ มีความว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า
แม้ทิฏฐิก็พึงประสงค์ แม้สุตะก็พึงประสงค์ แม้ญาณก็พึงประสงค์ แม้ศีลก็
พึงประสงค์ แม้พรตก็พึงประสงค์ ท่านไม่อาจอนุญาตโดยส่วนเดียว ท่าน
ไม่อาจห้ามโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลย่อมถึงความสงบ
ภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มี
ญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้.
[๓๔๔] คำว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของท่านว่าเป็นธรรม
ของคนโง่เขลาโดยแท้ มีความว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญ คือ ย่อมรู้ทั่ว
หน้า 816
ข้อ 345
ย่อมแทงตลอดอย่างนี้ว่า ธรรมของท่านนี้เป็นธรรมของตนโง่เขลา คือ
เป็นธรรมของคนพาล เป็นธรรมของคนหลง เป็นธรรมของตนไม่มีความรู้
เป็นธรรมกวัดแกว่งไม่ตายตัว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญ
ธรรมของท่านว่าเป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้.
[๓๔๕] คำว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความ
หมดจดด้วยทิฏฐิ มีความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมด
จด คือความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิ คือสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด
คือความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด คือความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิว่า
โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วย
ทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น มาคันทิยพราหมณ์นั้นจึงทูลว่า :-
ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความ
หมดจดแม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและ
พรต บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ
ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล
หน้า 817
ข้อ 346, 347, 348
ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรม
ของท่านว่า เป็นธรรมของตนโง่เขลาโดยแท้ เพราะสมณ-
พราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ.
[๓๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยะ
ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนื่อง ๆ ได้ถึงความ
หลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือแล้ว และท่านไม่ได้
เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงประสบ
แต่ความหลง.
[๓๔๗] คำว่า ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนือง ๆ มี
ความว่า มาคันทิยพราหมณ์อาศัยทิฏฐิถามทิฏฐิ อาศัยความเกี่ยวข้องถาม
ความเกี่ยวข้อง อาศัยความผูกพันถามความผูกพัน อาศัยความกังวลถาม
ความกังวล.
คำว่า ถามอยู่เนือง ๆ ได้แก่ ถามอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนือง ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์
นั้นโดยชื่อว่า มาคันทิยะ.
คำว่า ภควา เป็นชื่อที่กล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้
เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนมาคันทิยพราหมณ์
[๓๔๘] คำว่า ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่าน
ยึดถือแล้ว มีความว่า ทิฏฐิใดอันท่านถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ
น้อมใจ เชื่อแล้ว ท่านเป็นผู้หลง หลงใหล ลุ่มหลง ถึงความหลง ถึง
ความหลงใหล ถึงความลุ่มหลง เป็นผู้แล่นไปสู่ที่มืดด้วยทิฏฐินั้นนั่นแหละ
หน้า 818
ข้อ 349, 350
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึด
ถือแล้ว.
[๓๔๙] คำว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้
มีความว่า ท่านย่อมไม่ได้พบสัญญาอันควร สัญญาอันถึงแล้ว สัญญาใน
ลักษณะ สัญญาในการณะ หรือสัญญาในฐานะ จากธรรมนี้ คือจากความ
สงบภายใน จากความปฏิบัติ หรือจากธรรมเทศนา ท่านจักได้ญาณแต่ที่
ไหน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้
น้อยจากธรรมนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านไม่ได้พบเบญจขันธ์อันไม่เที่ยงบ้าง ญาณอัน
อนุโลมแก่อนิจจสัญญาบ้าง เบญจขันธ์อันเป็นทุกข์บ้าง ญาณอันอนุโลม
แก่ทุกขสัญญาบ้าง เบญจขันธ์อันเป็นอนัตตาบ้าง ญาณอันอนุโลมแก่
อนัตตสัญญาบ้าง ธรรมสักว่าความเกิดขึ้นแห่งสัญญาบ้าง ธรรมเป็นนิมิต
แห่งสัญญาบ้าง ท่านจักได้ญาณแต่ที่ไหน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้.
[๓๕๐] คำว่า เพราะฉะนั้นท่านจึงประสบแต่ความหลง
มีความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น ได้แก่ เพราะฉะนั้น คือ เพราะ
การณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ท่าน
จึงประสบคือ พบ เห็น แลเห็น เพ่งเห็น พิจารณาเห็นแต่ธรรม
ของคนหลงคือ ธรรมของคนพาล ธรรมของคนหลงใหล ธรรม
ของคนไม่มีความรู้ ธรรมอันกวัดแกว่งไม่ตายตัว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
หน้า 819
ข้อ 351, 352
เพราะฉะนั้นท่านจึงประสบแต่ความหลง เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยะ
ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนือง ๆ ได้ถึงความ
หลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือแล้ว และท่านไม่ได้
เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบ
แต่ความหลง.
[๓๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือ
ว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น บุคคล
ไม่หวั่นไหวในความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เรา
เสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ย่อมไม่มี
แก่บุคคลนั้น.
[๓๕๒] คำว่า ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา
หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้น พึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น มีความ
ว่าผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเป็นผู้เสมอเขาก็ดี เราเป็นผู้ดีกว่าเขาก็ดี เราเป็น
ผู้เลวกว่าเขาก็ดี ผู้นั้นพึงทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่ง
แย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกัน ด้วยความถือตัวนั้นบ้าง ด้วยทิฏฐิ
นั้นบ้าง ด้วยบุคคลนั้นบ้างว่าท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เรารู้ธรรมวินัยนี้ ท่าน
จักรู้ธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติชอบ คำของเรามี
ประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวที
หลัง คำที่ควรกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน คำที่คล่องแคล่วของท่านกลับ
หน้า 820
ข้อ 353
ขัดข้องไป เราใส่โทษท่านแล้ว ท่านถูกเราปรามแล้ว ท่านจงเที่ยวไป
หรือแก้ไขเพื่อเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ใดย่อม
สำคัญว่า เราเสนอเขาเราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้น
พึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น.
[๓๕๓] คำว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓
อย่างความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลว
ว่าเขาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น มีความว่า ความถือตัว ๓ อย่างนั้น
บุคคลใดละได้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผา
เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียงไปใน
เพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเป็นผู้เสมอเขาก็ดี เราเป็น
ผู้ดีกว่าเขาก็ดี เราเป็นผู้เลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว.
คำว่า ย่อมไม่มีแต่บุคคลนั้น ความว่า ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความ
สำคัญว่า เราเสนอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลว ว่าเขา ย่อม
ไม่มีแก่บุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือ
ว่าเราเลวกว่าเขาผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น บุคคล
ไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า
เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ย่อมไม่
มีแก่บุคคลนั้น.
หน้า 821
ข้อ 354, 355, 356
[๓๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่า สิ่งนั้น
เท็จ ด้วยความถือตัวอะไรเล่า. ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี
ความสำคัญว่าเลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณา-
สพใด พระอรหันตขีณาสพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วย
ความถือตัวอะไรเล่า.
[๓๕๕] คำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไร
ว่าจริงเล่า มีความว่า คำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ความว่า ชื่อว่า
เป็นพราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ บุคคลนั้นอัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ เรียกว่า เป็นพราหมณ์ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า. คำว่า พึงกล่าวสิ่งอะไร ความว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์พึงกล่าว
คือพึงบอก พูด แสดง สิ่งอะไรเล่า ว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่ง
อื่นเปล่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์พึงกล่าว คือ พึงบอก พูด แสดง แถลง
สิ่งอะไรเล่าว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า.
[๓๕๖] คำว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่า
สิ่งนั้นเท็จ ด้วยความถือตัวอะไรเล่า มีความว่า พราหมณ์พึงทำความ
หน้า 822
ข้อ 357, 358
ทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความ
มุ่งร้าย ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ด้วยทิฏฐิอะไรเล่า หรือด้วยบุคคลอะไร
เล่า ว่าคำของเราเท่านั้นจริง คำของท่านเท็จ ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ
หรือปลดเปลื้องวาทะถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า หรือบุคคลผู้
เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่า สิ่งนั้นเท็จด้วยความถือตัวอะไร
เล่า.
[๓๕๗] คำว่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดี
กว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันต-
ขีณาสพใด มีความว่า ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอเขา ความถือตัวจัด
ว่าเราเป็นผู้ดีกว่าเขา ความถือตัวต่ำว่าเราเป็นผู้เลวกว่าเขา ย่อมไม่มี คือ
ย่อมไม่ปรากฏ ย่อมไม่เข้าไปได้ ในพระอรหันตขีณาสพใดคือ ย่อมเป็น
กิเลส อันพระอรหันตขีณาสพละแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้
ไม่ควรเกิดขึ้นเผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความ
สำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่า
เลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณาสพใด.
[๓๕๘] คำว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น จะพึงโต้ตอบวาทะ
ด้วยความถือตัวอะไรเล่า มีความว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น พึงโต้ตอบ
คือพึงโต้เถียงวาทะ ทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง
ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกัน ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ด้วยทิฏฐิ
อะไรเล่า หรือด้วยบุคคลไรเล่า ว่าท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ เพื่อปลด
เปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันตขีณา-
หน้า 823
ข้อ 359, 360
สพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ พึงโต้เถียงว่า สิ่งนั้นเท็จ
ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความ
สำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลวว่าเขาก็ดี ย่อมไม่
มีในพระอรหันตขีณาสพใด พระอรหันตขีณาสพนั้นจะพึง
โต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า.
[๓๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลที่อยู่แล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำ
ความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมาย
อัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน.
[๓๖๐] ครั้งนั้นแล คหบดีชื่อหาลินทกานิ เข้าไปหาท่านพระมหา
กัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าว
กะท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหากัจจานะผู้เจริญ พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสพระพุทธภาษิตนี้ไว้ในมาคันทิยปัญหา อันมีมาในอัฏฐก-
วรรคว่า :-
บุคคลที่อยู่แล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำ
ความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมาย
อัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน ดังนี้.
หน้า 824
ข้อ 360
ข้าแต่พระมหากัจจานะผู้เจริญ เนื้อความแห่งพระพุทธภาษิตที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อนี้ จะพึงเห็นโดยพิสดารได้อย่างไร ?
ท่านพระมหากัจจานะตอบว่า ดูก่อนคหบดี รูปธาตุเป็นที่อาศัยแห่ง
วิญญาณ ก็แหละวิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูปธาตุ เรียกว่า ท่อง
เที่ยวไปสู่ที่อยู่ ดูก่อนคหบดี เวทนาธาตุ....สัญญาธาตุ....สังขารธาตุเป็นที่
อาศัยแห่งวิญญาณ ก็แหละวิญญาณที่ผูกพันไว้ด้วยราคะในสังขารธาตุเรียกว่า
ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ ดูก่อนคหบดี บุคคลเป็นผู้ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความปรารถนา
อุบายและอุปาทานอันเป็นเหตุยึดมั่นถือมั่น และนอนเนื่องแห่งจิตใดในรูป
ธาตุ ความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว มีราก
อันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระ-
ตถาคตว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่. ดูก่อนคหบดี ความพอใจ ความกำหนัด
ความเพลิน ความปรารถนา อุบายและอุปาทานอันเป็นเหตุยึดมั่นถือมั่น
และนอนเนื่องแห่งจิตใดในเวทนาธาตุ....ในสัญญาธาตุ.....ในสังขารธาตุ.....
ในวิญญาณธาตุความพอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว
มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีใน
ภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียก
พระตถาคตว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่. ดูก่อนคหบดีบุคคล เป็นผู้ไม่ท่อง
เที่ยวไปสู่ที่อยู่ อย่างนี้แล.
หน้า 825
ข้อ 360
ดูก่อนคหบดี ก็บุคคลเป็นผู้ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่อย่างไร ? ดูก่อนคหบดี
ความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือรูปนิมิต สัททนิมิต คันธนิมิต
รสนิมิต โผฏฐัพพนิมิต ธรรมนิมิต เรียกว่า ความท่องเที่ยวไปในที่อยู่.
ดูก่อนคหบดี บุคคลเป็นผู้ท่องเที่ยวไปในที่อยู่อย่างนี้แล ดูก่อนคหบดี ก็
บุคคลเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปในที่อยู่อย่างไร ? ดูก่อนคหบดี ความท่องเที่ยว
ไปและความผูกพันในที่อยู่คือรูปนิมิต อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว มี
รากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภาย
หลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรม เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระ
ตถาคตว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ ดูก่อนคหบดี ความท่องเที่ยวไปและ
ความผูกพันในที่อยู่คือสัททนิมิต คันธนิมิต รสนิมิต โผฏฐัพพนิมิต และ
ธรรมนิมิต อันพระตถาคตทรงละเสียแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้
ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อ
ไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกพระถตาคตว่า ไม่ท่องเที่ยว
ไปสู่ที่อยู่. ดูก่อนคหบดี บุคคลเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็บุคคลเป็นผู้เกิดความเยื่อใยในกาม อย่างไร ? ดูก่อน
คหบดี ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์ทั้งหลาย
เพลินร่วมกัน โศกร่วมกัน เมื่อพวกคฤหัสถ์ถึงความสุข ก็สุขด้วย ถึง
ความทุกข์ ก็ทุกข์ด้วย เมื่อพวกคฤหัสถ์มีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ช่วยเหลือ
ด้วยตนเอง. ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้เกิดความเยื่อใยในกาม อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็บุคคลเป็นผู้ไม่เกิดความเยื่อใยในกาม อย่างไร ? ดูก่อน
ก่อนคหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกคฤหัสถ์ ไม่
หน้า 826
ข้อ 360
เพลินร่วมกัน ไม่โศกร่วมกัน เมื่อพวกคฤหัสถ์ถึงความสุข ก็ไม่สุขด้วย
ถึงความทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ด้วย เมื่อพวกคฤหัสถ์มีกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ก็ไม่
ช่วยเหลือด้วยตนเอง. ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่เกิดความเยื่อใยในกาม
อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่เปล่าจากกามทั้งหลายอย่างไร ? ดูก่อน
คหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความ
พอใจ ความรักใคร่ ความหวัง ความเร่าร้อน ความปรารถนาในกาม
ทั้งหลาย. ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่เปล่าจากกามทั้งหลาย อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้เปล่าจากกามทั้งหลายอย่างไร ? ดูก่อน
คหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ
ความรักใคร่ ความหวัง ความเร่าร้อน ความปรารถนา ในกามทั้งหลาย
ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้เปล่าจากกามทั้งหลาย อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้มุ่งหมายอัตภาพต่อไป อย่างไร ? ดูก่อน
คหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคต
กาลขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ถึงความเพลินในรูปนั้น มีความปรารถนาอย่าง
นี้ว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้....ขอเราพึงมีสัญญาอย่างนี้....
ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้....ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้ ถึงความเพลินใน
วิญญาณนั้น. ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้มุ่งหมายอัตภาพต่อไป อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป อย่างไร ? ดู
ก่อนคหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ในอนาคต
กาล ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ไม่ถึงความเพลินในรูปนั้น ไม่มีความปรารถนา
หน้า 827
ข้อ 360
อย่างนี้ว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงมีเวทนาอย่างนี้....ขอเราพึงมีสัญญา
อย่างนี้....ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้....ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้ ไม่ถึงความ
เพลินในวิญญาณนั้น. ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป
อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี ก็ภิกษุเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน อย่างไร ?
ดูก่อนคหบดี ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า
ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่าน
สามารถ ดูก่อนคหบดี ภิกษุเป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน อย่างนี้
แล.
ดูก่อนคหบดี ก็ภิกษุไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน อย่างไร
ดูก่อนคหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ท่าน
ไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ
ดูก่อนคหบดี ภิกษุไม่เป็นผู้ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน อย่างนี้แล.
ดูก่อนคหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธภาษิตใด ในมาคัน-
ทิยปัญหาอันมีมาในอัฏฐกวรรคว่า :-
บุคคลที่อยู่แล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำ
ความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมาย
อัตภาพต่อไปไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน ดังนี้.
ดูก่อนคหบดี เนื้อความแห่งพระพุทธภาษิตที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสแล้วโดยย่อนี้แล พึ่งเห็นโดยพิสดารอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 828
ข้อ 361, 362, 363
บุคคลละที่อยู่แล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่
ทำความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมาย
อัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน.
[๓๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลชื่อว่านาค สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึง
เที่ยวไปในโลก บุคคลถือว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่า
นั้นกล่าว ดอกบัวมีก้านขรุขระ เกิดแต่อัมพุคือน้ำ อันน้ำ
และเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด มุนีผู้กล่าวความสงบ
ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดในกามและในโลก ฉันนั้น.
[๓๖๒] คำว่า สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไป
ในโลก มีความว่า คำว่า เหล่าใด ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย. คำว่า สงัด
แล้ว ความว่า สงัด ว่าง เปล่า จากกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ราคะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง. คำว่า พึงเที่ยวไป ความว่า พึง
เที่ยวไปอยู่ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง ยังชีวิตให้เป็น
ไป. คำว่า ในโลก ได้แก่ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก.
[๓๖๓] คำว่า บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้น
กล่าว มีความว่า คำว่า นาค ความว่า ชื่อว่า นาค เพราะอรรถ
ว่า ไม่ทำความชั่ว. ชื่อว่า นาค เพราะอรรถว่า ไม่ถึง. ชื่อว่า นาค
เพราะอรรถว่า ไม่มา.
หน้า 829
ข้อ 363
บุคคลชื่อว่านาค เพราะอรรถว่า ไม่ทำความชั่ว อย่างไร ? ธรรม
ทั้งหลายที่เป็นบาปเป็นอกุศล ทำความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มี
ความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และ
มรณะต่อไป เรียกว่า ความชั่ว สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนสภิยะ
บุคคลไม่ทำความชั่วใด ๆ ในโลก สลัดกิเลสเป็น
เครื่องผูกในความประกอบทั้งปวง ไม่เกี่ยวข้องในธรรม
ทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้คงที่ บัณฑิตกล่าวว่า
นาค เพราะเป็นผู้เที่ยงตรง.
บุคคลชื่อว่านาค เพราะอรรถว่า ไม่ทำความชั่ว อย่างนี้.
บุคคลชื่อว่านาค เพราะอรรถว่า ไม่ถึง อย่างไร ? บุคคลชื่อว่า
นาคย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่
ถึงด้วยสามารถแห่งราคะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งโทสะ ไม่ถึงด้วยสามารถ
แห่งโมหะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งมานะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ ไม่
ถึงด้วยสามารถแห่งอุทธัจจะ ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งวิจิกิจฉา ไม่ถึงด้วย
สามารถแห่งอนุสัย ย่อมไม่ไป ดำเนินไป แล่นไป เพราะธรรมทั้งหลาย
อันทำความเป็นพวกบุคคลชื่อว่านาค เพราะอรรถว่า ไม่ถึง อย่างนี้.
บุคคลชื่อว่านาค เพราะอรรถว่า ไม่มา อย่างไร ? กิเลสเหล่าใด
อันบุคคลนั้นละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค บุคคลนั้นย่อมไม่มา ไม่ย้อน
มาไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก กิเลสเหล่าใดอันบุคคลนั้นละได้แล้วด้วย
สกทาคามิมรรค....ด้วยอนาคามิมรรค....ด้วยอรหัตตมรรค บุคคลนั้นย่อม
หน้า 830
ข้อ 364, 365
ไม่มา ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก บุคคลชื่อว่านาค เพราะ
อรรถว่า ไม่มา อย่างนี้.
คำว่า บุคคลถือว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว
ความว่า บุคคลชื่อว่านาค ไม่ถือ คือ ไม่พึงจับถือเอา ไม่ยึดมั่น ไม่
ถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น กล่าวคือ บอก พูด แสดง แถลงว่า โลกเที่ยง
โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ก็หามิได้ ย่อม
ไม่เป็นอีก ก็หามิได้ สิ่งนี้ เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าว.
[๓๖๔] คำว่า ดอกบัวมีก้านขรุขระ เกิดแต่อัมพุคือน้ำ
อันน้ำและเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด มีความว่า น่าเรียกว่าเอละ
น้ำเรียกว่าอัมพุ ดอกบัวเรียกว่าอัมพุชะ ก้านขรุขระเรียกว่าก้านมีหนาม
น้ำเรียกว่าวารี ดอกบัวที่เกิดแต่น้ำเป็นอยู่ในน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่ติด
ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไปติด คือเป็นของอันน้ำและเปือกตมไม่ติด ไม่ติด
พร้อมไม่เข้าไปติด ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดอกบัวมีก้านขรุขระ
เกิดแต่อัมพุคือน้ำ อันน้ำและเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด.
[๓๖๕] คำว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด
ในกามและในโลก ฉันนั้น มีความว่า ศัพท์ว่า เอวํ เป็นอุปไมย
เครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม. คำว่า มุนี ความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ
ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่า
มุนี คำว่า ผู้กล่าวความสงบ ความว่า มุนี ผู้กล่าวธรรมสงบ กล่าว
หน้า 831
ข้อ 365
ธรรมต้านทาน กล่าวธรรมที่หลีกเร้น กล่าวธรรมเป็นที่พึ่ง กล่าวธรรม
ที่ไม่มีภัย กล่าวธรรมที่ไม่เคลื่อน กล่าวธรรมที่ไม่ตาย กล่าวนิพพาน
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ....ฉันนั้น. คำว่า ไม่ติดพัน
ความว่าตัณหาเรียกว่า ความติดพัน ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัด
กล้า ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ความติดพันนั้น อันมุนีใดละ ตัด
ขาดสงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว ด้วยไฟคือญาณ
มุนี นั้นเรียกว่า ผู้ไม่ติดพัน มุนีนั้น ไม่ติดพัน ไม่พัวพัน ไม่หมกมุ่น
ไม่ลุ่มหลง ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส
ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช-
บริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญา-
ภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ
ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน ในธรรมที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ที่
ทราบ ที่รู้แจ้ง คือ เป็นผู้มีความติดพันอันปราศจาก สละ คาย พ้น
ละ สละคืนแล้ว เป็นผู้มีความกำหนัดอันปราศจาก สละ คาย พ้น ละ
สละคืนแล้ว เป็นผู้ไม่หิว เป็นผู้ดับ เป็นผู้เย็น เป็นผู้มีตนอันประเสริฐ
เสวยสุขอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ ไม่ติดพัน......
ฉันนั้น.
คำว่า ไม่เข้าไปติดในกามและในโลก ความว่า กาม โดยหัว
ข้อมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่าวัตถุกาม
ฯลฯ นี้เรียกว่ากิเลสกาม. คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษย์
โลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก คำว่า ความติด ได้แก่
หน้า 832
ข้อ 366, 367
ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วยตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ
นี้ชื่อว่าความติดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยทิฏฐิ มุนีละความ
ติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิแล้ว ย่อมไม่ติด ไม่ติดพร้อม
ไม่เข้าไปติด คือ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ติด ไม่ติดพร้อม ไม่เข้าไป
ติด ในกามและในโลก เป็นผู้ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง
มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีผู้กล่าวความสงบ
ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติดในกามและในโลก ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลชื่อว่านาค สงัดแล้วจากทิฏฐิเหล่าใด พึง
เที่ยวไปในโลก บุคคลชื่อว่านาค ไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้น
กล่าว ดอกบัวมีก้านขรุขระ เกิดแต่อัมพุคือน้ำ อันน้ำและ
เปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด มุนีผู้กล่าวความสงบ ไม่
ติดพัน ไม่เข้าไปติดในกามและในโลกฉันนั้น.
[๓๖๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความ
ถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา อัน
ธรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ เป็นผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย.
[๓๖๗] คำว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึง
ความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ มีความว่า ศัพท์ว่า น เป็นปฏิเสธ.
คำว่า ผู้ถึงเวท ความว่า ญาณในมรรค ๔ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญา
หน้า 833
ข้อ 367
พละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา วิปัสสนา สัมมา
ทิฏฐิ เรียกว่า เวท. มุนีนั้นเป็นผู้ถึงที่สุด บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด
บรรลุส่วนสุด ถึงที่สุดรอบ บรรลุที่สุดรอบ ถึงที่สิ้นสุด บรรลุที่สิ้นสุด
ถึงที่ป้องกัน บรรลุที่ป้องกัน ถึงที่หลีกเร้น บรรลุที่หลีกเร้น ถึงที่พึ่ง
บรรลุที่พึ่ง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่เคลื่อน บรรลุที่ไม่เคลื่อน
ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงนิพพาน บรรลุนิพพาน แห่งชาติ ชรา
และมรณะ ด้วยเวทเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ชื่อว่าเวท เพราะอรรถว่า ถึงที่สุดด้วยเวท
ทั้งหลายบ้าง หรือเพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือ รู้แจ้งสักกาย-
ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ เป็นผู้รู้
แจ้งซึ่งอกุศลธรรมอันลามก อันทำความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่
มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และ
มรณะต่อไป สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนสภิยะ
บุคคลเลือกเฟ้นเวททั้งสิ้นของสมณพราหมณ์ทั้ง
หลายที่มีอยู่ เป็นผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ล่วง
เวททั้งปวงแล้วชื่อว่า เวทคู.
คำว่า ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ อันมุนีนั้นละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
มุนีนั้น ย่อมไม่ไป ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยทิฏฐิ
ทั้งไม่ย้อน ไม่กลับมาสู่ทิฏฐินั้นโดยความเป็นสาระ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ.
หน้า 834
ข้อ 368
คำว่า ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ ความว่า มุนีนั้น
ไม่ถึง ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งความถือ
ตัว ด้วยรูปที่ทราบก็ดี ด้วยเสียงแห่งผู้อื่นก็ดี ด้วยสมบัติแห่งมหาชนก็ดี
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึง
ความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ.
คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา ความว่า มุนี ย่อมเป็นผู้ไม่มี
ตัณหา คือ ไม่เป็นผู้มีตัณหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เป็นผู้มีตัณหาเป็นเบื้องหน้า
ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ ตัณหา ทิฏฐิและมานะ
เป็นสภาพอันมุนีละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน
ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุ
เท่าใด มุนีนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีตัณหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหา
เป็นเบื้องหน้า ด้วยเหตุเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มี
ตัณหา.
[๓๖๘] คำว่า เป็นผู้อันธรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไป
ได้ มีความว่า คำว่า อันธรรม....ไม่ ความว่า มุนีนั้น ย่อมไม่ไป
ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยปุญญาภิสังขารบ้าง อปุญญา
ภิสังขารบ้าง อาเนญชาภิสังขารบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันกรรม....ไม่,
คำว่า เป็นผู้อันเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ ความว่า มุนีย่อมไม่ไป
ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยความหมดจดแห่งเสียงที่ได้
ยินก็ดี ด้วยเสียงแห่งผู้อื่นก็ดี ด้วยสมบัติแห่งมหาชนก็ดี เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า เป็นผู้อันกรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้.
หน้า 835
ข้อ 369, 370
[๓๖๙] คำว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่
อาศัยทั้งหลาย มีความว่า คำว่า ความนำเข้าไป ได้แก่ ความนำเข้า
ไป ๒ อย่าง คือ ความนำเข้าไปด้วยตัณหา ๑ ความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ ๑
ฯลฯ นี้ชื่อว่าความนำเข้าไปด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความนำเข้าไปด้วย
ทิฏฐิ มุนีนั้นละความนำเข้าไปด้วยตัณหา สละคืนความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ
แล้ว เพราะเป็นผู้ละความนำเข้าไปด้วยตัณหา สละคืนความนำเข้าไปด้วย
ทิฏฐิ มุนีนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไป ไม่เข้าไปติด
ไม่เข้าถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจ ออกไป สละแล้ว พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง
แล้ว มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
มุนีผู้ถึงเวรนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความ
ถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา อัน
ธรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ เป็นผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย.
[๓๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้ว
จากสัญญา โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา
ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบ
กระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก.
หน้า 836
ข้อ 371, 372, 373
[๓๗๑] คำว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้น
แล้วจากสัญญา มีความว่า มุนีใดเจริญอริยมรรคมีสมถะเป็นเบื้องต้น
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด เป็นสภาพอันมุนีนั้นข่มเสียแล้ว ตั้งแต่กาลเบื้อง
ต้นเมื่อมุนีนั้นถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด โมหะ
นิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา และทิฏฐิสัญญา เป็น
สภาพอันพระอรหันต์ละเสียแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง
ความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้วจาก
สัญญา.
[๓๗๒] คำว่า โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา
มีความว่า มุนีใดเจริญอริยมรรคมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น โมหะเป็นสภาพ
อันมุนีนั้นข่มเสียแล้วตั้งแต่กาลเบื้องต้น เมื่อมุนีนั้นถึงความเป็นพระ
อรหันต์แล้ว โมหะ กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด นิวรณ์ กามสัญญา
พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา เป็นสภาพอันพระอรหันต์ละเสีย
แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความ
ไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา.
[๓๗๓] คำว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่า
นั้นกระทบกระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก มีความว่า ชนเหล่า
ใดยังถือสัญญา คือกามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหญิงสาสัญญา ชนเหล่านั้น
ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือเบียดเบียนกัน ด้วยสามารถแห่งสัญญา แม้เป็น
หน้า 837
ข้อ 373
พระราชา ก็ย่อมวิวาทกับพวกพระราชา แม้เป็นกษัตริย์ ก็ย่อมวิวาทกับ
พวกกษัตริย์ แม้เป็นพราหมณ์ ก็ย่อมวิวาทกับพวกพราหมณ์ แม้เป็น
คหบดี ก็ย่อมวิวาทกับพวกคหบดี แม้มารดาก็ย่อมวิวาทกับบุตร แม้บุตร
ก็ย่อมวิวาทกับมารดา แม้บิดาก็ย่อมวิวาทกับบุตร แม้บุตรก็ย่อมวิวาทกับ
บิดา แม้พี่ชายน้องชายก็ย่อมวิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้พี่สาวน้องสาวก็
ย่อมวิวาทกับ พี่สาวน้องสาว แม้พี่ชายน้องชายก็ย่อมวิวาทกับพี่สาวน้องสาว
แม้พี่สาวน้องสาวก็ย่อมวิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้สหายก็ย่อมวิวาทกับ
สหาย ชนเหล่านั้นถึงความทะเลาะแก่งแย่งวิวาทกัน ย่อมทำร้ายกันและ
กันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ใน
เพราะวิวาทกันนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตาย
บ้าง ในเพราะการทำร้ายกันนั้น ชนเหล่าใดยังถึงทิฏฐิว่า โลกเที่ยง ฯลฯ
หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หา
มิได้ ชนเหล่านั้น ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือเบียดเบียนกันด้วยสามารถ
แห่งทิฏฐิ กล่าวคือ ย่อมกระทบกระทั่งศาสดาแต่ศาสดา ย่อมกระทบ
กระทั่งการบอกธรรมแก่การบอกธรรม ย่อมกระทบกระทั่งคณะแต่คณะ
ย่อมกระทบกระทั่งทิฏฐิแต่ทิฏฐิ ย่อมกระทบกระทั่งปฏิปทาแต่ปฏิปทา
ย่อมกระทบกระทั่งมรรคแต่มรรค.
อีกอย่างหนึ่ง ชนเหล่านั้นย่อมวิวาทกัน คือทำความทะเลาะกัน
ทำความหมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความ
มุ่งร้ายกัน ว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้อง
วาทะ ถ้าท่านสามารถ ชนเหล่านั้นยังละอภิสังขารไม่ได้ เพราะยังละ
หน้า 838
ข้อ 373
อภิสังขารไม่ได้ จึงกระทบกระทั่งกันในคติ คือย่อมกระทบกระทั่งกันใน
นรกย่อมกระทบกระทั่งกันในกำเนิดดิรัจฉาน ย่อมกระทบกระทั่งกันใน
เปรตวิสัย ย่อมกระทบกระทั่งกันในมนุษยโลก ย่อมกระทบกระทั่งกันใน
เทวโลกย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนคติด้วยคติ ย่อมกระทบกระทั่งเบียด
เบียนอุปบัติด้วยอุปบัติ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ
ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนภพด้วยภพ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียน
สงสารด้วยสงสาร ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนวัฏฏะด้วยวัฏฏะ กระทบ
กระทั่งกันอยู่ย่อมเที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษาบำรุง
ยังชีวิตให้เป็นไป. คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก
เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชน
เหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันอยู่
ย่อมเที่ยวไปในโลก เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้ว
จากสัญญา โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา
ชนเหล่าใด ยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบ
กระทั่งกันอยู่ย่อมเที่ยวไปในโลก.
จบ มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙
หน้า 839
ข้อ 373
อรรถกถามาคันทิยสุตตนิทเทส
ในมาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ พึงทราบความใน
คาถาแรกก่อนว่า แม้เพียงความพอใจในเมถุนก็มิได้มี เพราะเห็นธิดามาร
คือนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ผู้เนรมิตรูปต่าง ๆ มาอย่างใคร่จัด
ที่โคนไม้อชปาลนิโครธ แล้วเหตุไรความพอใจในเมถุนจักมีเพราะเห็นรูป-
นี้ที่เต็มไปด้วยมูตรและกรีสของทาริกานี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องรูป
นั้นด้วยประการทั้งปวงแม้ด้วยเท้า การอยู่ร่วมกับรูปนั้นจักมีแต่ไหน.
บทว่า มุตฺตปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยมูตรที่ตั้งอยู่เต็มภายใน
กระเพาะปัสสาวะ ด้วยสามารถแห่งอาหารและฤดู.
บทว่า กรีสปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยวัจจะที่ตั้งอยู่ปลายไส้ใหญ่
สูงขึ้นไปประมา ๘ องคุลี ระหว่างนาภีกับ กระดูกสันหลังส่วนล่าง กล่าว
คือกระเพาะอาหารเก่า.
บทว่า เสมฺหปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยเสมหะประมาณแล่งหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ที่พื้นห้อง.
บทว่า รุหิรปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยเลือด ๒ อย่าง กล่าวคือ
เลือดที่สั่งสมไว้ประมาณเต็มบาตรใบ ๑ เต็มส่วนล่างของตับแล้วค่อย ๆ
ไหลไปในหัวใจม้ามและปอด ทำม้ามหัวใจตับและปอดให้ชุ่มตั้งอยู่อย่าง
หนึ่งกล่าวคือเลือดเครื่องแล่นไป ซึ่งแผ่ไปทั่วร่างที่มีใจครอง โดยแล่น
หน้า 840
ข้อ 373
ไปตามเส้นเลือด เว้นที่ผม ขน เล็บ ฟันพ้นจากเนื้อ และหนังด้าน
หนังแห้ง ตั้งอยู่อย่างหนึ่ง
บทว่า อฏฺิสงฺฆาตํ ความว่าเบื้องต่ำในสรีระทั้งสิ้นมีกระดูกกว่า
สามร้อยท่อนอยู่เบื้องบนกระดูกทั้งหลาย กระดูกเหล่านั้นติดต่อกัน.
บทว่า นหารุสมฺพนฺธํ ความว่า ในสรีระทั้งสิ้นมีเส้นเอ็น ๙๐๐
ผูกพันกระดูกทั้งหลายไว้ ผูกพัน คือผูกรัดด้วยเส้นเอ็นเหล่านั้น.
บทว่า รุหิรมํสเลปนํ ความว่า สรีระที่ฉาบด้วยเลือดเครื่องแล่น
ไป และด้วยชิ้นเนื้อเก้าร้อยชิ้นซึ่งตั้งฉานทาบกระดูกกว่า ๓๐๐ ท่อนไว้.
บทว่า จมฺมวินทฺธํ ความว่า หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใต้ผิว บนพังผืดที่
ป่า ปกปิดสรีระทั้งสิ้น อันหนังนั้นหุ้มห่อไว้คือปกปิดไว้ บาลี
จมฺมาวนทธํ ก็มี.
บทว่า ฉวิยา ปฏิจฺฉนฺนํ ความว่า อันผิวหนังที่ละเอียดยิ่งปิดบัง
คือปกปิดไว้.
บทว่า ฉิทฺทาวฉิทฺทํ ความว่า มีช่องไม่น้อย.
บทว่า อุคฺฆรึ ความว่า ไหลเข้าทางตาและปากเป็นต้น.
บทว่า ปคฺฆรึ ความว่า ไหลออกทางส่วนเบื้องต่ำ.
บทว่า กิมิสํฆนิเสวิตํ ความว่า อันหมู่สัตว์ที่มีชาติเดียวกันต่าง ๆ
มีพวกปากเข็มเป็นต้นอาศัยแล้ว.
บทว่า นานากลิมลปริปูรํ ความว่า เต็มไปด้วยส่วนที่ไม่สะอาด
หลายอย่าง.
หน้า 841
ข้อ 373
ลำดับนั้น มาคันทิยพราหมณ์กล่าวคาถาที่ ๒ เพื่อจะทูลถามว่า
ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายละกามที่เป็นของมนุษย์แล้ว ย่อมบวชเพื่อต้อง
การ กามอันเป็นทิพย์ ก็สมณะนี้ไม่ปรารถนากามแม้เป็นทิพย์ แม้นี้ก็เป็น
อิตถีรัตน์ สมณะนี้มีทิฏฐิอย่างไรหนอ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิสญฺจ รตนํ พราหมณ์มาคันทิยะ
กล่าวหมายเอาอิตถีรัตน์ที่เป็นทิพย์.
บทว่า นารึ หมายเอาธิดาของตน.
บทว่า ทิฏฺิคตํ สีลพฺพตํ นุชีวิตํ ความว่าทิฏฐิ ศีล วัตร
และชีวิต.
บทว่า ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ความว่า หรือท่านกล่าว
อุบัติภพของตนว่าเป็นเช่นไร ?
คาถา ๒ คาถาต่อจากนี้ มีความเกี่ยวเนื่องปรากฏแล้วทีเดียว เพราะ
เป็นไปโดยนัยแห่งการวิสัชนาและปุจฉา บรรดาคาถา ๒ คาถาเหล่านั้น
คาถาแรกมีเนื้อความย่อว่า ดูก่อนมาคันทิยะการตกลงในธรรมคือทิฏฐิ
๖๒ แล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้อย่างนี้ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
ดังนี้ มีอยู่หามิได้ คือ ย่อมไม่มี ไม่ประสบแก่เรานั้น เพราะเหตุไร
เพราะเมื่อเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ถือมั่นทิฏฐิอะไร ๆ เมื่อเลือก
เฟ้นสัจจะทั้งหลายอยู่ ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบภายใน เพราะ
ความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นในภายในสงบแล้ว.
บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ อันตราย.
บทว่า สทุกฺขํ ความว่า มีทุกข์ ด้วยทุกข์ทางกาย.
หน้า 842
ข้อ 373
บทว่า สิวฆาตํ ความว่า มีทุกข์ด้วยทุกข์ทางใจ.
บทว่า สอุปายสํ ความว่า ประกอบด้วยความคับแค้น.
บทว่า สปริฬาหํ ความว่า เป็นไปด้วยความกระวนกระวาย.
บทว่า น นิพฺพิทาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อต้องการความเบื่อ
หน่ายในวัฏฏะ.
บทว่า น วิราคาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อต้องการความคลาย
กำหนัดในวัฏฏะ.
บทว่า น นิโรธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อดับวัฏฏะ.
บทว่า น อุปสมาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อเข้าไปสงบวัฏฏะ.
บทว่า น อภิญฺาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งพระนิพพาน.
บทว่า น สมฺโพธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้แจ้งวัฏฏะด้วย.
บรรลุถึงความดับกิเลส.
บทว่า น นิพฺพานาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์คือ
อมตนิพพาน ก็บทว่า นิพฺพิทาย ในที่นี้ได้แก่ วิปัสสนา.
บทว่า วิราคาย ได้แก่มรรค.
บทว่า นิโรธาย อุปสมาย ได้แก่นิพพาน.
บทว่า อภิญฺาย สมฺโพธาย ได้แก่ มรรค.
บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่นิพพานนั่นเอง. วิปัสสนาท่านกล่าวใน
ฐานะเดียว มรรคท่านกล่าวในฐานะ ๓ นิพพานท่านกล่าวในฐานะ ๓
ด้วยประการอย่างนี้แล. พึงทราบกถาว่าด้วยการกำหนดด้วยประการฉะนี้.
หน้า 843
ข้อ 373
ก็โดยปริยาย บทเหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมเป็นไวพจน์ของมรรคบ้าง เป็น
ไวพจน์ของนิพพานบ้างนั่นแล.
บทว่า อชฺฌตฺตํ ราคสฺส สนฺตึ ความว่า ได้เห็นนิพพานกล่าว
คือความสงบภายในเพราะความที่ราคะภายในสงบแล้วดับแล้ว แม้ในบทว่า
โทสสฺส สนฺตึ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า ปจินํ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
บทว่า วิจินนฺโต ความว่า ยังสัจจะทั้งหลายให้เจริญคือให้เป็น
แจ้ง.
บทว่า ปวิจินนฺโต ความว่ายังสัจจะเหล่านั้นนั่นแลให้เป็นแจ้ง
เฉพาะอย่าง อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า แสวงหาอยู่.
บทว่า อทฺทสํ ความว่า แลดูแล้ว.
บทว่า อทฺทกฺขึ ความว่า แทงตลอดแล้ว.
บทว่า อผุสึ ความว่า ถูกต้องด้วยปัญญา.
บทว่า ปฏิวิชฺฌึ ความว่า ได้กระทำให้ประจักษ์ด้วยญาณ.
คาถาที่ ๒ มีเนื้อความย่อว่า ทิฏฐิเหล่านั้นใดที่มาคันทิยพราหมณ์
กล่าวว่า วินิจฺฉยา เพราะเหล่าสัตว์นั้น ๆ ตกลงใจถือเอาแล้ว. และว่า
ปกปฺปิตานิ โดยนัยมีภาวะอันปัจจัยทั้งหลายของตนปรุงแต่งเป็นต้น ท่าน
เป็นมุนีไม่ถือธรรมคือทิฏฐิเหล่านั้นเลย กล่าวคือบอกอรรถนั้นใดว่า ความ
สงบภายใน มาคันทิยพราหมณ์กล่าวแก่เราว่า ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้
อย่างไรหนอ คืออรรถนั้นธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไร นิทเทสแห่ง
หน้า 844
ข้อ 373
คาถานี้มีเนื้อความง่าย นอกจากบทที่เป็นปรมัตถ์. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ยํ ปรมตฺถํ ได้แก่ นิพพานอันสูงสุดใด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงอุบายที่ธีรชนทั้งหลาย
ใช้เป็นเครื่องประกาศอรรถนั้นพร้อมทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม แก่
พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระคาถาว่า น ทิฏฺิยา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธศีลและพรตภาย
นอกจากญาณที่ได้แต่สมาบัติ ด้วยพระดำรัสว่า น ทิฏฺิยา เป็นต้น
บัณฑิตพึงนำ ๓ บทแรกไปประกอบ อาห ศัพท์ ที่ตรัสไว้ในบทนี้ว่า
สุทฺธิมาห กับ น อักษร ในที่ทุกแห่งแล้วพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า
ไม่กล่าว คือไม่บอกความหมดจดด้วยทิฏฐิ ก็ในบทนี้ฉันใด แม้ในบท
ต่อ ๆ ไปก็ฉันนั้น.
และในบทเหล่านั้น.
บทว่า อทิฏฺิยา นาห ความว่า ไม่กล่าวเว้นสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.
บทว่า อสฺสุติยา ก็เหมือนกัน ความว่า ไม่กล่าวเว้นการฟัง.
บทว่า อาณา ความว่า เว้นกัมมัสสกตาญาณและสัจจานุโลมิกญาณ.
บทว่า อสีลตา ความว่า เว้นปาติโมกขสังวร.
บทว่า อพฺพตา ความว่า เว้นธุดงควัตร.
บทว่า โน ปิ เตน พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เราไม่กล่าว
แม้ด้วยธรรมสักว่าทิฏฐิเป็นต้นแต่ละอย่างในบรรดาธรรมเหล่านั้น.
บทว่า เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ความว่า สละธรรมฝ่าย
ดำชนิดเป็นทิฏฐิเก่าเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยกระทำการถอนขึ้น และไม่ถือมั่น
หน้า 845
ข้อ 373
แม้ธรรมฝ่ายขาวชนิดทิฏฐิเป็นต้นที่มีภายหลัง ด้วยการถึงความไม่ต้องถอน
ขึ้น.
บทว่า สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ความว่า เป็นผู้สงบ
ด้วยความเข้าไปสงบราคะเป็นต้น ด้วยการปฏิบัตินี้ ไม่อาศัยธรรมอะไร ๆ
ในจักษุเป็นต้น ไม่พึงหวังแม้ภพเดียว คือพึงเป็นผู้ไม่เริ่มตั้งใกล้เหตุ
อธิบายว่า นี้เป็นความสงบภายในของเขา.
บทว่า สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า แม้การฟังด้วยสามารถแห่ง
สุตตะเป็นต้นก็พึงหวัง.
บทว่า สมฺภารา อิเม ธมฺมา ความว่า ธรรมเหล่านี้มีสัมมาทิฏฐิ
เป็นต้น เป็นสัมภาระ ด้วยอรรถว่าเป็นอุปการะ.
บทว่า กณฺหปกฺขิกานํ ความว่า ไปในฝ่ายอกุศล.
บทว่า สมุคฺฆาตโต ปหานํ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า พึงหวังการ
ละโดยการกำจัดคือการถอนขึ้นโดยชอบ.
บทว่า เตธาตุเกสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า ที่เกิดแต่ความ
ฉลาด เป็นไปในภูมิ ๓ กล่าวคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ.
บทว่า อตมฺมยตา ได้แก่ ความปราศจากตัณหา.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาคันทิยพราหมณ์มิได้
กำหนดเนื้อความของพระดำรัสจึงกล่าวคาถาว่า โน เจ กิร เป็นต้น
อนึ่งพึงประกอบ อาห ศัพท์ กับ โน เจ กิร ศัพท์.
เห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าว คือ ได้ยินว่า
ถ้าบัณฑิตไม่พูด ดังนี้.
หน้า 846
ข้อ 373
บทว่า โมมุหํ ได้แก่ ความหลงยิ่ง หรือความหลง.
บทว่า ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมรู้. นิทเทสของคาถาแม้นี้ง่าย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงอาศัยทิฏฐินั้น ปฏิเสธคำถาม
ของพราหมณ์นั้น จึงตรัสคาถาว่า ทิฏฺึ สุนิสฺสาย เป็นต้น คาถานั้น
มีเนื้อความว่า ดูก่อนมาคันทิยะ ท่านอาศัยทิฏฐิถามอยู่บ่อย ๆ ทิฏฐิเหล่าใด
ที่ท่านถอนขึ้นแล้ว ท่านมาสู่ความลุ่มหลงในทิฏฐิที่ท่านถอนขึ้นเหล่านั้น
นั่นแหละ ท่านไม่เห็นสัญญาที่ควรแม้น้อย แต่ธรรมนี้คือแต่ความสงบภาย
ในที่เรากล่าวแล้ว หรือแต่การปฏิบัติ หรือแต่ธรรมเทศนา เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงเห็นธรรมนี้แต่ความหลง.
บทว่า ลคฺคนํ นิสฺสาย ลคฺคนํ ความว่า ติดแน่นความเกี่ยว
ข้องทิฏฐิ.
บทว่า พนฺธนํ ได้แก่ ความผูกพันทิฏฐิ.
บทว่า ปลิโพธํ ได้แก่ ความกังวลทิฏฐิ.
บทว่า อนุธการํ ปกฺขนฺโตสิ ความว่า ท่านเป็นผู้เข้าไปแล้วสู่
ความมืดตื้อ.
บทว่า ยุตฺตสญฺํ ความว่า สัญญาอันควรในสมณธรรม.
บทว่า ปตฺตสญฺํ ความว่า สัญญาที่ได้เฉพาะแล้วในสมณธรรม.
บทว่า ลกฺขณสญฺํ ความว่า สัญญาที่ให้รู้จัก.
บทว่า การณสญฺํ ความว่า สัญญาในเหตุ.
บทว่า านสญฺํ ความว่า สัญญาในการณ์.
บทว่า น ปฏิลภสิ ความว่า ย่อมไม่ประสบ.
หน้า 847
ข้อ 373
บทว่า กุโต าณํ ความว่า ก็ท่านจักได้มรรคญาณด้วยเหตุอะไร.
บทว่า อนิจฺจํ วา ความว่า เบญจขันธ์ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะ
อรรถว่า มีแล้วไม่มี.
บทว่า อนิจฺจสญฺานุโลมํ วา ความว่า สัญญาที่เกิดขึ้นว่า
เบญจขันธ์ทั้งหลายไม่เที่ยง ชื่อว่า อนิจจสัญญา ญาณที่อนุโลม คือไม่
ปฏิกูลแก่สัญญานั้น ชื่อว่า ญาณอันอนุโลมแก่อนิจจสัญญา ญาณนั้น คือ
อะไร ? คือ วิปัสสนาญาณ. แม้ญาณที่อนุโลมแก่ทุกขสัญญาและอนัตต-
สัญญา ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็และครั้นทรงแสดงการถึงความวิวาทด้วยความหลงใหลในทิฏฐิที่
ยึดถือไว้ แก่มาคันทิยพราหมณ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์ผู้ปราศจากความลุ่มหลงในธรรมเหล่านั้น
และเหล่าอื่น เป็นผู้ไม่มีความวิวาท จึงตรัสคาถาว่า สโม วิเสสี เป็นต้น
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยความถือตัวก็ตาม ด้วยทิฏฐิก็
ตามด้วยบุคคลก็ตาม โดยส่วน ๓ อย่างนั้น ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัว
นั้นด้วยทิฏฐินั้น หรือด้วยบุคคลนั้น แต่ผู้ใด อย่างตถาคต ไม่หวั่นไหว
ในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา
หรือว่าเลวกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ผู้นั้น ปาฐะที่เหลือว่า น จ หีโน นิทเทส
ของคาถาแม้นี้ ก็ง่ายเหมือนกัน จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.
คาถาว่า สจฺจนฺติ โส เป็นต้นนั้น มีเนื้อความว่า บุคคลผู้เป็น
พราหมณ์โดยนัยมีความเป็นผู้ลอยบาปแล้วเป็นต้น นั้น คือ เห็นปานนั้น
คือ ละมานะและทิฏฐิได้แล้ว เช่น ตถาคต จะพึงกล่าวสิ่งอะไร คือ
หน้า 848
ข้อ 373
จะพึงพูดเรื่องอะไร หรือจะพึงพูดด้วยเหตุอะไร ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง
หรือจะพึงวิวาท ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ หรือด้วยบุคคลอะไร ว่า ของเรา
จริง ของท่านเท็จ ความสำคัญว่าเสมอเขา โดยเป็นไปว่า เราเสมอเขา
หรือความสำคัญว่าไม่เสมอเขา โดยเป็นไปด้วยความเป็น ๒ อย่างคือดีกว่า
เขาและเลวกว่าเขา นอกนี้ย่อมไม่มีในพระขีณาสพใด คือเช่นตถาคต
พระขีณาสพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วยเหตุมีความเป็นผู้ถือตัวเป็นต้น
อะไรเล่า นิทเทสของคาถาแม้นี้ก็ง่าย.
บุคคลเห็นปานนี้ พึงทราบอย่างแน่ชัดทีเดียวมิใช่หรือ คาถาว่า
โอกมฺปหาย เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกมฺปหาย ความว่า รูปธาตุเป็นต้น
เป็นที่อยู่ของวิญญาณ ละทิ้งด้วยการละฉันทราคะในรูปธาตุเป็นต้นนั้น.
บทว่า อนิเกตสารี ความว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่คือรูปนิมิต
เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา.
บทว่า กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี ความว่า ไม่กระทำความ
เชยชิดอย่างคฤหัสถ์ในกาม.
บทว่า กาเมหิ ริตฺโต ความว่า เป็นผู้ว่างจากกามทั้งปวง เพราะ
ไม่มีฉันทราคะในกามทั้งหลาย.
บทว่า อปุเรกฺขราโน ความว่า ไม่ยังอัตภาพให้บังเกิดยิ่งต่อไป.
บทว่า กถนฺนุ วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ความว่า พึงกล่าวคำ
แก่งแย่งกับด้วยชน.
บทว่า หลิทฺทกานิ ความว่า คหบดีผู้มีชื่ออย่างนี้.
หน้า 849
ข้อ 373
บทว่า เยน ในประโยคว่า เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนู-
ปสงฺกมิ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้น
พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พระมหากัจจานะอยู่ในที่ใด คหบดีเข้าไป
หาในที่นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายเข้าไปหาพระมหากัจจานะด้วยเหตุใด คหบดีก็เข้าไปหาด้วยเหตุนั้น
อีกอย่างหนึ่ง คหบดีเข้าไปหาพระมหากิจจานะด้วยเหตุอะไร ด้วย
ความประสงค์บรรลุคุณวิเศษมีประการต่าง ๆ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผลิตดอก
ผลเป็นนิจ อันฝูงนกทั้งหลายเข้าไปหาด้วยความประสงค์กินผลที่ดี.
บทว่า อุปสงฺกมิ มีอธิบายว่า เข้าไปใกล้.
บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นบทแสดงความสิ้นสุดแห่งการเข้าไปหา
อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ไปอย่างนั้น จากนั้นไปสู่ที่ระหว่างอาสนะ
กล่าวคือที่ใกล้พระมหากัจจานะ.
บทว่า อภิวาเทตฺวา ความว่า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ บัดนี้
คหบดีประสงค์จะถามถึงประโยชน์ที่เป็นเหตุให้ตนมาสู่ที่บำรุงพระมหา-
กัจจานะ จึงนั่งประคองอัญชลีที่รุ่งเรื่องด้วยประชุมสิบนิ้วไว้เหนือศีรษะ
อยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.
บทว่า เอกมนฺตํ เป็นภาวนปุงสกนิทเทส เหมือนในประโยคว่า
พระจันทร์พระอาทิตย์เวียนไปไม่พร้อมกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงเห็น
เนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า นั่งอย่างไร ? นั่งที่แห่งหนึ่ง คือนั่งอย่างนี้ อีก
หน้า 850
ข้อ 373
อย่างหนึ่ง บทว่า เอกมนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมี
วิภัตติ.
บทว่า นิสีทิ ความว่า สำเร็จการนั่ง จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต เข้าไปหาผู้ที่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ย่อมนั่ง ณ
ที่ควรแห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอาสนะและคหบดีนี้ก็เป็นคนหนึ่ง
ในบรรดาผู้ที่เป็นบัณฑิตเหล่านั้น ฉะนั้นจึงนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง ก็นั่ง
อย่างไร ชื่อว่า นั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง เว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง คือ
ไกลเกินไป ๑ ใกล้เกินไป ๑ เหนือลม ๑ ที่สูง ๑ ตรงหน้าเกินไป ๑
ข้างหลังเกินไป ๑. นั่งไกลเกินไป ถ้าต้องการจะถาม จะต้องถามด้วยเสียง
ดัง, นั่งใกล้เกินไป จะทำการเสียดสี, นั่งเหนือลม จะเบียดเบียนหรือ
กลิ่นตัว, นั่งที่สูง ประกาศความไม่เคารพ นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าต้อง
การจะดู ก็จะต้องสวนตากัน, นั่งหลังเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะต้องยื่น
คอดู, เพราะฉะนั้น คหบดีแม้นี้จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง เพราะ
เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ นั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้กล่าวคำนี้ว่า วุตฺตมิทํ ภนฺเต
กจฺจาน ภควตา อฏฺกวคฺคิเย มาคนฺทิยปญฺเห ดังนี้ มาคันทิยปัญหา
มีอยู่ในปัญหานั้น อันมีมาในอัฏฐกวรรค.
บทว่า รูปธาตุ ประสงค์เอารูปขันธ์.
บทว่า รูปธาตุราควินิพนฺธํ ความว่า ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูป
ธาตุ.
บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ กัมมวิญญาณ.
หน้า 851
ข้อ 373
บทว่า โอกสารี ความว่า ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่มีเรือนเป็นต้น. ถาม
ว่า ก็เหตุไรพระมหากัจจานะจึงไม่กล่าวในที่นี้ว่า วิญฺาณธาตุ โข
คหปติ ตอบว่า เพื่อกำจัดความหลงใหล.
ก็บทว่า โอโก โดยอรรถท่านกล่าวถึงปัจจัย กัมมวิญญาณที่เกิด
ก่อน ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่กรรมวิญญาณ ทั้งแก่วิปากวิญญาณ ที่เกิดที่
หลัง และวิปากวิญญาณที่เกิดก่อน ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่วิปากวิญญาณ
ทั้งแก่กัมมวิญญาณที่เกิดทีหลัง ฉะนั้น พึงมีความหลงใหลว่า วิญญาณใน
ที่นี้ ดวงไหนหนอ เพื่อกำจัดความหลงใหลนั้น พระมหากัจจานะจึงไม่
ถือเอาวิญญาณนั้นกระทำการแสดงไม่ให้ปนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าว
อภิสังขารและวิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถเป็นอารมณ์ของวิบาก แม้เพื่อ
แสดงอภิสังขารและวิญญาณฐิติเหล่านั้น จึงไม่เอาวิญญาณในที่นี้.
บทว่า อุปายุปาทานา ความว่า อุบาย ๒ ด้วยสามารถแห่งตัณหา
อุบายและทิฏฐิอุบาย อุปาทาน ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น.
บทว่า เจตโส อธิฏานาภินิเวสานุสยา ความว่า เป็นเหตุยึด
มั่น เป็นเหตุถือมั่น และเป็นเหตุนอนเนื่อง แห่งอกุศลจิต.
บทว่า ตถาคตสฺส ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จริงอยู่ ความ
พอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระขีณาสพทั้งหลายแม้ทั้งปวงละได้แล้วทีเดียว
แต่ความเป็นขีณาสพของพระศาสดาปรากฏยิ่งในโลก ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
คำว่า ตถาคต นี้โดยที่สุดเบื้องบน.
เพราะเหตุไร ? ท่านจึงถือเอาวิญญาณ ในบทว่า วิญฺาณธาตุยา นี้
หน้า 852
ข้อ 373
เพื่อแสดงการละกิเลส เพราะในขันธ์ หรือขันธ์ ๕ ยังละกิเลสไม่ได้หมดที่
เดียว ฉะนั้น ท่านจึงถือเอาเพื่อแสดงการละกิเลส.
บทว่า เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ความว่า พระตถาคต
ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ด้วยกัมมวิญญาณ จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่
ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า รูปนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธา ความว่า รูปนั้นแลชื่อว่า
นิมิต ด้วยอรรถว่า เป็นปัจจัยของกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าที่อยู่ ด้วยอรรถ
ว่า เป็นที่อยู่ กล่าวคือเป็นกิริยาแห่งอารมณ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ที่อยู่คือรูป
นิมิต ความท่องเที่ยวไปด้วย ความผูกพันด้วย ชื่อว่าความท่องเที่ยวไป
และความผูกพัน ท่านกล่าวความที่กิเลสทั้งหลายแผ่ไป และความผูกพัน
ของกิเลสทั้งหลาย แม้ด้วยบททั้งหลาย ความท่องเที่ยวไปและความผูกพัน
ในที่อยู่คือรูปนิมิต ชื่อว่า ความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือ
รูปนิมิต เพราะฉะนั้น จึงเป็นความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่
คือรูปนิมิต อธิบายว่า ด้วยความท่องเที่ยวไปของกิเลส และด้วยความ
ผูกพันของกิเลสที่เกิดขึ้นในที่อยู่คือรูปนิมิต.
บทว่า นิเกตสารีติ วุจฺจติ ความว่า เรียกว่า ความท่องเที่ยวไป
ในที่อยู่ ด้วยอรรถว่า เป็นที่อยู่อาศัย ด้วยสามารถแห่งการการทำอารมณ์.
บทว่า ปหีนา ความว่า ความท่องเที่ยวไปและผูกพันของกิเลส
ในที่อยู่คือรูปนิมิตเหล่านั้น พระตถาคตละได้แล้ว.
ก็เหตุไรในที่นี้ ท่านจึงเรียก เบญจขันธ์ ว่า โอก เรียกอารมณ์
๖ ว่า นิเกต.
หน้า 853
ข้อ 373
ก็ในเพราะความวิเสสด้วยอรรถว่าอาลัย ของเบญจขันธ์และอารมณ์
เหล่านั้นแม้ที่มีอยู่เพราะฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย ท่านจึงเรียกเรือน
ล้วน ๆ นั่นแหละว่า โอก โดยตรง.
บทว่า นิเกตํ ได้แก่ อุทยานเป็นที่อยู่อาศัยเป็นต้น ของผู้ที่
กำหนดหมายกันไว้ว่า วันนี้พวกเราจักเล่นในที่โน้น ในข้อนั้นฉันทราคะ
ในเรือนที่ประกอบ ด้วย บุตร ภรรยา และข้าวเปลือก ย่อมมีกำลัง
ฉันใด ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปในภายใน ก็ฉันนั้น เหมือนอย่างว่า
ฉันทราคะในที่อุทยานเป็นต้นมีกำลังน้อยกว่าฉันทราคะในเรือนนั้น ฉันใด
ในอารมณ์ ๖ ภายนอก ก็ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านแสดง
เทศนาอย่างนี้เพราะความที่ฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย.
บทว่า สุขิเตสุ สุขิโต ความว่า เมื่อพวกอุปัฏฐากมีความสุข
ด้วยสามารถแห่งทรัพย์ ข้าวเปลือก และลาภเป็นต้น ย่อมเป็นผู้มีความ
สุขด้วยความสุขอาศัยเรือนว่า บัดนี้ เราจักได้จีวรที่ชอบใจ โภชนะที่
ชอบใจเที่ยวเสวยสมบัติที่ถึงแล้วด้วยตนกับด้วยอุปัฏฐากเหล่านั้น.
บทว่า ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต ความว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแก่
อุปัฏฐากเหล่านั้นด้วยเหตุอะไร ๆ ก็ตาม ตนเองย่อมมีความทุกข์ถึง ๒ เท่า
บทว่า กิจฺจกรณีเยสุ ได้แก่ กรณียะกล่าวคือหน้าที่การงาน.
บทว่า โวโยคํ อาปชฺชติ ความว่า ตนเองย่อมถึงการบำเพ็ญ
ประโยชน์ คือความที่กิจเหล่านั้นอันตนพึงทำ,
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ วัตถุกาม.
หน้า 854
ข้อ 373
บทว่า เอวํ โข คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ความว่า
เป็นผู้ไม่เปล่าจากกิเลสกามทั้งหลาย คือไม่ว่าง เพราะมีกิเลสภายใน
อย่างนี้. ในฝ่ายขาว พึงทราบว่า เป็นผู้เปล่า คือว่าง เพราะไม่มีกิเลส
เหล่านั้น.
บทว่า ปุเรกฺขราโน ความว่า กระทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.
บทว่า เอวรูโป สยํ เป็นต้น ความว่า ย่อมปรารถนาในรูปทั้ง
หลายมีรูป สูง ต่ำ ดำ ขาว เป็นต้น ว่าขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ย่อม
ปรารถนาในเวทนาทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้น ว่า ขอเราพึงมีเวทนา
อย่างนี้ ย่อมปรารถนาในสัญญาทั้งหลาย มีนีลสัญญาเป็นต้น ว่า ขอเรา
พึงมีสัญญาอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในสังขารทั้งหลายมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น
ว่า ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในวิญญาณทั้งหลายมีจักษุ
วิญญาณเป็นต้นว่า ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้.
บทว่า อปุเรกฺขราโน ความว่า ไม่การทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.
บทว่า สหิตมฺเม อสหิตนฺเต ความว่า คำของท่านไม่มีประโยชน์
ไม่สละสลวย คำของข้าพเจ้ามีประโยชน์ สละสลวย หวานเหมือนน้ำผึ้ง.
บทว่า อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ ความว่า คำใดที่ท่านสะสม
ฝึกฝนเป็นเวลานานคล่องแคล่วดี คำนั้นทั้งหมดเปลี่ยนแปลงกลับไปชั่วขณะ
เพราะอาศัยวาทะของเรา.
บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ความว่า เรายกโทษของท่านขึ้น
แล้ว.
หน้า 855
ข้อ 373
บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า ท่านจงเข้าไปหาอาจารย์
นั้น ๆ แสวงหาที่เก่ง ๆ เดินทางเที่ยวไปเพื่อเปลื้องวาทะนี้.
บทว่า นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสิ ความว่า ถ้าท่านสามารถ
เองทีเดียว ก็จงแก้ไขเสียในที่นี้นั่นแหละ คนแบบนี้นั้นน่าศึกษา.
คาถาว่า เยหิ วิวิตฺโต เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ บรรดาบท
เหล่านั้น.
บทว่า เยหิ ความว่า จากทิฏฐิเป็นต้นเหล่าใด.
บทว่า วิวิตฺโต วิจเรยฺย ความว่า ว่างแล้วพึงเที่ยวไป.
บทว่า น ตานิ อคฺคยฺห วเทยฺย นาโค ความว่า บุคคลชื่อ
ว่านาคไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าวโดยนัยว่า ไม่กระทำความชั่ว เป็นต้น.
บทว่า เอลมฺพุชํ ความว่า เกิดในน้ำกล่าวคือเอละ.
บทว่า กณฺฏกวาริชํ ความว่า ดอกบัวมีก้านเป็นหนาม มีอธิบาย
ว่า ปทุม.
บทว่า ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ความว่า ดอกบัวนั้น
อันน้ำเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด.
บทว่า เอวํ มุนิ สนฺติวโท อคิทฺโธ ความว่า มุนีผู้กล่าวความ
สงบภายใน ไม่ติดพัน เพราะไม่มีความติดพัน.
บทว่า กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ความว่า เป็นผู้ไม่เข้า
ไปติดในกามแม้ ๒ อย่าง และในโลกมีอบายเป็นต้น ด้วยกิเลสทั้งหลาย ๒.
บทว่า อาคุํ น กโรติ ความว่า ไม่การทำโทษมีอกุศลเป็นต้น.
บทว่า น คจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่ถึงโทษด้วยอำนาจอคติ.
บทว่า นาคจฺฉติ ความว่า ไม่เข้าถึงกิเลสที่ละแล้ว.
หน้า 856
ข้อ 373
บทว่า ปาปกา แปลด่า ลามก.
บทว่า อกุสลา ความว่า เกิดแต่ความเป็นผู้ไม่ฉลาด.
บทว่า เต กิเลเส น ปุเนติ ความว่า กิเลสเหล่าใด อันบุคคล
นั้นละได้แล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่มาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก.
บทว่า น ปจฺเจติ ความว่า ไม่กลับเข้าถึง.
บทว่า น ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ไม่กลับมาอีก.
บทว่า ขรทณฺโฑ ความว่า ก้านของใบขรุขระ คือก้านหยาบ.
บทว่า จตฺตเคโธ ความว่า สละความติดพัน.
บทว่า วนฺตเคโธ ความว่า คายความติดพัน.
บทว่า มุตฺตเคโธ ความว่า ตัดความติดพันที่เป็นเครื่องผูกพัน.
บทว่า ปหีนเคโธ ความว่า ละความติดพัน.
บทว่า ปฏินิสฺสฏเคโธ ความว่า สละคืนความติดพันด้วยประ-
การที่ไม่งอกขึ้นสู่จิตอีก แม้ในบทว่าเป็นผู้มีความกำหนัดอันสละคืนแล้ว
เป็นต้น ต่อไปก็นัยนี้เหมือนกัน บทเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล เป็นไวพจน์
แสดงภาวะที่คุ้นเคยแห่ง คหิต ศัพท์ จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.
คาถาว่า น เวทคู เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เวทคู ทิฏฺิยา ความว่า มุนีผู้ถึง
เวทคือมรรค ๔ เช่นเราย่อมเป็นผู้ไม่ไปด้วยทิฏฐิ คือย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ
หรือไม่ย้อมมาสู่ทิฏฐินั้นโดยสาระ ในคำเหล่านั้นมีเนื้อความของคำ ดัง
ต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า ทิฏฺิยายก เพราะอรรถว่า ด้วยทิฏฐิ เป็นตติยาวิภัตติ.
หน้า 857
ข้อ 373
ชื่อว่า ทิฏฺิยายก เพราะอรรถว่า ไปสู่ทิฏฐิ เป็นทุติยาวิภัตติ.
แม้ที่เป็นฉัฏฐีวิภัตติ เป็น ทิฏฺิยา เพราะอรรถว่า การไปของ
ทิฏฐิ ก็มี.
บทว่า น มุติยา ส มานเมติ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความ
ถือตัวแม้ด้วยอารมณ์ที่ทราบ ชนิดมีรูปที่เขาทราบเป็นต้น.
บทว่า น หิ ตมฺมโย โส ความว่า เป็นผู้ไม่มีตัณหา คือเป็นผู้
ไม่มีตัณหานั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยสามารถแห่งตัณหาและทิฏฐิ แต่
ผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.
บทว่า น กมฺมุนา นาปิ สุเตน เนยฺโย ความว่า มุนีนั้น
ย่อมไม่เป็นผู้อันกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น หรือเสียงที่ได้ยินมีความ
หมดจดที่ได้ยินเป็นต้น นำไปได้.
บทว่า อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้อัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปแล้วในที่อาศัย คือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง เพราะ
ละความนำเข้าไปทั้งสองได้แล้ว.
กลิ่น รส และโผฏฐัพพะชื่อว่ารูปที่เขาทราบแล้ว ในบทว่า มุตรูเปน
วา นี้.
บทว่า มานํ เนติ ความว่า ย่อมไม่ถึงอัสมิมานะการถือเราถือเขา.
บทว่า น อุเปติ ความว่า ย่อมไม่มาสู่ที่ใกล้.
บทว่า น อุปคจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่เข้าไปตั้งอยู่.
บทว่า ตมฺมโย ได้แก่ การทำความอิ่มใจ และแก่มุนีนั้นผู้เป็น
อย่างนี้.
หน้า 858
ข้อ 373
คาถาว่า สญฺาวิรตฺตสฺส เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ บรรดา
บทเหล่านั้น.
บทว่า สญฺาวิรตฺตสฺส ความว่า แก่มุนีผู้ละกามสัญญาเป็นต้น
ด้วยภาวนาซึ่งมีเนกขัมมสัญญาเป็นสภาพถึงก่อน ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์
เอาผู้มีสมถะเป็นยานซึ่งเป็นอุภโตภาควิมุต.
บทว่า ปฺาวิมุตฺตสฺส ความว่า แก่มุนีผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
ด้วยภาวนาซึ่งมีวิปัสสนาเป็นสภาพถึงก่อน ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์เอา
ผู้เป็นสุกขวิปัสสก.
บทว่า สญฺญฺจ ทิฏฺิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏมานา
วิวทนฺติ โลเก ความว่า ก็ชนเหล่าใดยังถือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้น
ชนเหล่านั้น โดยเฉพาะพวกคฤหัสถ์ยังถือทิฏฐิซึ่งมีกามเป็นเหตุนั่นแหละ
ชนเหล่านั้นโดยเฉพาะพวกบรรพชิต ย่อมกระทบกระทั่งวิวาทกันและกัน
มีธรรมเป็นเหตุ.
บทว่า โย สมถปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ความว่า บุคคล
ใดกระทำสมถะให้เป็นสภาพถึงก่อน คือให้เป็นปุเรจาริก เจริญอริยมรรค
พร้อมวิปัสสนา ยังสมาธิให้เกิดขึ้นก่อน ยังอริยมรรคพร้อมวิปัสสนาให้เกิด
ขึ้นภายหลัง.
บทว่า ตสฺส อาทิโต ความว่า อันบุคคลนั้นข่มเสียแล้วแต่ปฐม-
ฌานเป็นต้น.
บทว่า อุปาทาย ความว่า อิงแล้ว อาศัยแล้ว.
หน้า 859
ข้อ 373
บทว่า คนฺถา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ความว่า กิเลสเป็นเครื่อง
ร้อยรัด ย่อมเป็นของอันบุคคลนั้นกระทำให้ไกลแล้ว.
บทว่า อรหตฺตปฺปตฺเต บรรลุอรหัตตผล.
บทว่า อรหโต ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล กิเลสทั้งปวงมี
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดและโมหะเป็นต้น ย่อมเป็นสภาพอันพระอรหันต์
ละเสียแล้ว.
บทว่า โย วิปสฺสนาปุพพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ความว่า
บุคคลใดกระทำวิปัสสนาให้เป็นสภาพถึงก่อน คือให้เป็นปุเรจาริก เจริญ
อริยมรรค ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้นก่อน เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอริยมรรค
ภายหลัง.
บทว่า ตสฺส อาทิโต อุปาทาย ความว่า อันบุคคลนั้นอาศัย
วิปัสสนาจำเดิมแต่เห็นแจ้ง.
บทว่า ภิกฺขมฺภิตา ในบทว่า โมหา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ นี้
ความว่า ให้ถึงที่ไกล.
บทว่า สญฺาวเสน ฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ชนเหล่าใดยังถือกาม
สัญญาเป็นต้น ชนเหล่านั้นย่อมเบียดเบียนกันด้วยสามารถแห่งสัญญา.
บทว่า สงฺฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนกันกว่านั้น ๆ.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงเหล่าชนที่เบียดเบียนกัน ท่านจึงกล่าวความ
พิสดาร โดยนัยว่า ราชาโนปิ ราชูหิ วิวทนฺติ เป็นต้น.
ในบทว่า อญฺมญฺํ ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ ความว่า ย่อม
ประหารกันและกันด้วยมือทั้งสอง.
หน้า 860
ข้อ 373
บทว่า เลฑฺฑูหิ ได้แก่ ด้วยก้อนดิน.
บทว่า ทณฺเฑหิ ได้แก่ ด้วยไม้พอง.
บทว่า สตฺเถหิ ได้แก่ ด้วยศัสตราสองคม.
บทว่า อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา ความว่า เพราะความที่ยัง
ละปุญญาภิสังขารเป็นต้นไม่ได้.
บทว่า คติยา ฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนกัน คือ ย่อม
ถึงความกระทบกระทั่งกัน ในคติอันเป็นที่พึ่งซึ่งจะต้องไป แม้ในนรก
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าว
แล้ว.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถา มาคันทิยสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๙
เล่มจริงที่ 66 (685 หน้า · 0001 – 0685)
กระโดดไปหน้า (685 หน้า)
หน้า 1
ข้อ 374, 375
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย มหานิทเทส
เล่มที่ ๕ ภารที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อัฏฐกวัคคิกะ๑
ปุราเภทสุตตนิทเทสที่ ๑๐
[๓๗๔] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) บุคคลมีความเห็นอย่างไร
มีศีลอย่างไร อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ถูกถามแล้ว ขอจงตรัสบอก
บุคคลนั้น ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม แก่ข้าพระองค์.
ว่าด้วยคำถามของพระพุทธนิมิต
[๓๗๕] คำว่า มีความเห็นอย่างไร ในคำว่า บุคคลมีความเห็น
อย่างไร มีศีลอย่างไร อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว
ความว่า บุคคลประกอบด้วยความเห็นเช่นไร คือ ด้วยความดำรงอยู่
อย่างไร ด้วยประการอย่างไร ด้วยส่วนเปรียบอย่างไร เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มีความเห็นอย่างไร. คำว่า มีศีลอย่างไร ความว่า บุคคลประกอบ
๑. บาลีเล่มที่ ๒๙. คำนี้พม่าเป็นอัฏฐกวัคคะ.
หน้า 2
ข้อ 376, 377
ด้วยศีลเช่นไร คือ ด้วยความดำรงอยู่อย่างไร ด้วยประการอย่างไร ด้วย
ส่วนเปรียบอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความเห็นอย่างไร มีศีล
อย่างไร. คำว่า อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว ความว่า อัน
บัณฑิตกล่าว เรียก บอก พูด แสดง แถลงว่า เป็นผู้สงบเข้าไปสงบ
ดับ ระงับแล้ว. พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาว่า มีความเห็นอย่างไร
ตรัสถามถึงอธิศีลว่า มีศีลอย่างไร ตรัสถามถึงอธิจิตว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร
อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว.
[๓๗๖] คำว่า ซึ่งบุคคลนั้น ในคำว่า ข้าแต่พระโคดม . . . ขอ
จงตรัสบอกบุคคลนั้น. . .แก่ข้าพระองค์ ความว่า บุคคลที่ถาม ที่ขอ
ให้บอก ขอจงตรัสบอก ขอให้ประสาท พระพุทธนิมิตนั้น ย่อมตรัส
เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พุทธเจ้า โดยพระโคตรว่า ข้าแต่พระโคดม.
คำว่า ขอจงตรัสบอก คือ ตรัสเล่า บอก แสดง แถลง แต่งตั้ง เปิด
เผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระ-
โคดม... ขอจงตรัสบอกบุคคลนั้น... แก่ข้าพระองค์.
[๓๗๗] คำว่า ถูกถามแล้ว ในคำว่า ถูกถามแล้ว ... ซึ่งเป็น
นรชนผู้อุดม ความว่า ถูกถาม ถูกสอบถาม ขอให้บอก ขอเชิญให้
ทรงแสดง ขอให้ประสาท. คำว่า ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม ความว่า ซึ่งเป็น
นรชนผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด บวร เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตจึงตรัสว่า
บุคคลมีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร อันบัณฑิต
กล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว ข้าแต่พระโคดม พระองค์
หน้า 3
ข้อ 378, 379
ถูกถามแล้ว ขอจงตรัสบอกบุคคลนั้น ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม
แก่ข้าพระองค์
[๓๗๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ก่อนแต่กายแตก
พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากตัณหา ผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น
อันใคร ๆ ไม่นับได้ในส่วนท่ามกลาง ความทำไว้ใน
เบื้องหน้ามิได้มี แก่พระอรหันต์นั้น.
อธิบายคำว่า ภควา
[๓๗๙] คำว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ก่อนแต่กายแตก
พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากตัณหา ความว่า ก่อนแต่กายแตก คือ
ก่อนแต่อัตภาพแตก ก่อนแต่ทอดทิ้งซากศพ ก่อนแต่ขาดชีวิตินทรีย์
พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากตัณหา คือ เป็นผู้มีตัณหาหายไป สละไป
สำรอกออก ปล่อย ละ สละคืน เป็นผู้ปราศจากราคะ คือ เป็นผู้มี
ราคะหายไป สละไป สำรอกออก ปล่อย ละ สละคืนแล้ว เป็นผู้หาย
หิว ดับแล้ว เย็นแล้ว เป็นผู้เสวยสุขมีตนดังพรหมอยู่. บทว่า ภควา
เป็นคำกล่าวเรียกด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะ
อรรถว่า ผู้ทำลายราคะ ทำลายโทสะ ทำลายโมหะ ทำลายมานะ ทำลาย
ทิฏฐิ ทำลายเสี้ยนหนาม ทำลายกิเลส และเพราะอรรถว่า ทรงจำแนก
แจกแจง ซึ่งธรรมรัตนะ เพราะอรรถว่า ทรงทำที่สุดแห่งภพทั้งหลาย
เพราะอรรถว่า มีพระกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรม
แล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงซ่องเสพเสนา-
สนะอันเป็นป่าละเมาะ ป่าทึบ อันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง
หน้า 4
ข้อ 379
ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่
หลีกออกเร้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอธิศีล
อธิจิต อธิปัญญา อันมีอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔
อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ (ฌานเป็นที่ตั้งแห่งความครอบงำ
อารมณ์) อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญา-
เวทยิตนิโรธ ๑) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ
อสุภฌานสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพละ ๑๐ เวสารัชญาณ ๔
ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาคา พระภคินี มิตร
อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้เฉลิมให้
พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันตินาม (พระนามมีในอรหัตผลในลำดับ
แห่งอรหัตมรรค) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทำให้แจ้งซึ่ง
พระอรหัตผลและธรรมทั้งปวง) พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญญุต-
ญาณ ณ ดวงแห่งโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว
หน้า 5
ข้อ 380
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ก่อนแต่กายแตก พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากตัณหา.
[๓๘๐] อดีตกาล ท่านเรียกว่า ส่วนเบื้องต้น ในคำว่า ผู้ไม่
อาศัยส่วนเบื้องต้น พระอรหันต์ปรารภถึงอดีตกาล ละตัณหา สละคืน
ทิฏฐิเสียแล้ว เพราะละตัณหา ละคืนทิฏฐิเสียแล้ว จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่อาลัย
ส่วนเบื้องต้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ไม่เป็นไปตามความเพลินในรูปว่า ใน
อดีตกาลเราได้มีรูปอย่างนี้ ไม่เป็นไปตามความเพลินในนามว่า ในอดีต-
กาล เราได้มีเวทนาอย่างนี้ ... มีสัญญาอย่างนี้ ... มีสังขารอย่างนี้ ... มี
วิญญาณอย่างนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์มิได้มีวิญญาณเนื่องด้วยฉันทราคะใน
จักษุและรูปว่า ในอดีตกาล เราได้มีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้ เพราะเป็น
ผู้ไม่มีวิญญาณเนื่องด้วยฉันทราคะ. จึงไม่เพลินซึ่งจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่
เพลินซึ่งจักษุและรูปนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ มิได้มีวิญญาณเนื่องด้วยฉันทราคะในหูและเสียงว่า ในอดีตกาล
เราได้มีหูดังนี้ มีเสียงดังนี้ ในอดีตกาล เราได้มีจมูกดังนี้ มีกลิ่นดังนี้...
ในอดีตกาล เราได้มีลิ้นดังนี้ มีรสดังนี้ ในอดีตกาล เราได้มีกายดังนี้
มีโผฏฐัพพะดังนี้ ในอดีตกาล เราได้มีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้ เพราะ
เป็นผู้ไม่มีวิญญาณเนื่องด้วยใจและธรรมารมณ์นั้น จึงไม่เพลินซึ่งใจและ
ซึ่งธรรมารมณ์นั้น เมื่อไม่เพลินซึ่งใจและซึ่งธรรมารมณ์นั้น จึงชื่อว่า
เป็นผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้.
หน้า 6
ข้อ 381, 382
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ย่อมไม่พอใจ ไม่ชอบใจซึ่งความหัวเราะ
การเจรจา การปราศรัยและการเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน และไม่ถึง
ความปลื้มใจด้วยความหัวเราะ การเจรจา การปราศรัยและการเล่นหัว
กับมาคุคามที่มีในคราวก่อนนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้.
[๓๘๑] ปัจจุบันกาล ท่านเรียกว่า ส่วนท่ามกลาง ในคำว่า
ผู้อันใคร ๆ ไม่นับได้ในส่วนท่ามกลาง พระอรหันต์ปรารภถึงปัจจุบัน-
กาล ละตัณหา สละคืนทิฏฐิแล้ว เพราะละตัณหา สละคืนทิฏฐิแล้ว อัน
ใคร ๆ ไม่นับได้ว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดข้อง หลงใหล ผูกพัน ยึดถือ
ถึงความกวัดแกว่ง ถึงความไม่ตกลง ถึงโดยเรี่ยวแรง พระอรหันต์ละ
อภิสังขารเหล่านั้นได้แล้ว เพราะละอภิสังขารได้แล้ว อันใคร ๆ ไม่นับ
ได้โดยคิดว่า เป็นผู้เกิดในนรก เกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย
เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มี
สัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
พระอรหันต์นั้น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเครื่องถึง
การนับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้อันใคร ๆ ไม่นับได้ในส่วนท่ามกลาง.
ว่าด้วยความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่าง
[๓๘๒] คำว่า นั้น ในคำว่า ความทำไว้ในเบื้องหน้ามิได้มีแก่
พระอรหันต์นั้น คือ พระอรหันตขีณาสพ ชื่อว่า ความทำไว้เบื้องหน้า
ได้แก่ความทำไว้ในเนื่องหน้า ๒ อย่าง คือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วย
ตัณหา ๑ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความทำไว้
หน้า 7
ข้อ 382
ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ
พระอรหันต์นั้น ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำ
ไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา
สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ จึงไม่กระทำตัณหา หรือทิฏฐิ
ไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไป คือ ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด
ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิ
เป็นใหญ่ ไม่เป็นผู้อันตัณหาหรือทิฏฐิแวดล้อมทั่วไป แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า ความทำไว้ในเบื้องหน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น .
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ไม่เป็นไปตามความเพลินในรูปว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีรูปอย่างนี้ ไม่เป็นไปตามความเพลินในนามว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ ... มีสัญญาอย่างนี้ ... มีสังขารอย่าง
นี้ ... มีวิญญาณอย่างนี้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความทำไว้ในเบื้อง
หน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ย่อมไม่ตั้งจิตเพื่อได้จักษุและรูปที่ยังไม่
ได้ว่า ในอนาคตกาลเราพึงมีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้ เพราะเหตุไม่ตั้งจิตไว้
จึงไม่เพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลินจักษุและรูปนั้น ความทำไว้ใน
เบื้องหน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ไม่ทั้งจิตเพื่อได้หู
และเสียงที่ยังไม่ได้ว่า ในอนาคตกาลเราพึงมีหูดังนี้ ... ในอนาคตกาล
เราพึงมีจมูกดังนี้ มีกลิ่นดังนี้... ในอนาคตกาล เราพึงมีลิ้นดังนี้ มีรส
ดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีกายดังนี้ มีโผฏฐัพพะดังนี้ ... ในอนาคต-
กาล เราพึงมีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้ เพราะเหตุไม่ตั้งจิตไว้ จึงไม่
หน้า 8
ข้อ 383, 384
เพลินซึ่งใจและธรรมารมณ์นั้น เมื่อไม่เพลินซึ่งใจ และธรรมารมณ์นั้น
ความทำไว้ในเบื้องหน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ย่อมไม่ตั้งจิตเพื่อได้ภพที่ยังไม่ได้ว่า เรา
จักเป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทวดาตนใดตนหนึ่ง ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ
หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ เพราะเหตุไม่ตั้งจิตไว้ จึงไม่เพลินภพนั้น เมื่อ
ไม่เพลินภพนั้น ความทำไว้ในเบื้องหน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ก่อนแต่กายแตก พระ-
อรหันต์เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้นอัน
ใคร ๆ ไม่นับได้ในส่วนท่ามกลาง ความทำไว้ในเบื้อง
หน้ามิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น.
[๓๘๓] บุคคลนั้นแล ผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่
มีความคะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน สำรวมวาจา
เป็นมุนี.
ว่าด้วยเหตุให้เกิดความโกรธ ๑๐ อย่าง
[๓๘๔] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่โกร ในคำว่า ผู้ไม่
โกรธไม่สะดุ้ง ก็แต่ว่าความโกรธควรกล่าวก่อน ความโกรธ ย่อมเกิด
ด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติ
สิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑ เขากำลังประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์
แก่เรา ๑ เขาจักประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ เขาได้ประพฤติสิ่ง
หน้า 9
ข้อ 384
ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักชอบใจของเราแล้ว ๑ เขากำลังประ -
พฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักชอบใจของเรา ๑ เขาจัก
ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ เขา
ได้ประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา๑ เขา
กำลังประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
ความโกรธย่อมเกิดในที่มิใช่เหตุ ๑.
ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความขุ่นเคือง ความ
เคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชัง
เสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยา
ที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความ
พยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความ
พิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่แช่มชื่นแห่ง
จิต นี้เรียกว่า ความโกรธ.
อีกอย่างหนึ่ง ควรรู้ความโกรธมากโกรธน้อย บางครั้งความโกรธ
เป็นแต่เพียงทำจิตให้ขุ่นมัว แต่ยังไม่ถึงให้หน้าเง้าหน้างอก็มี บางครั้ง
ความโกรธเป็นเพียงทำให้หน้าเง้าหน้างอแต่ยังไม่ทำให้คางสั่นก็มี บางครั้ง
ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้คางสั่น แต่ยังไม่ให้เปล่งผรุสวาจาก็มี บาง
ครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้เปล่งผรุสวาจา แต่ยังไม่ให้เหลียวดูทิศ
ต่าง ๆ ก็มี บางครั้งความโกรธเป็นแต่เพียงให้เหลียวดูทิศต่าง ๆ แต่ยัง
ไม่ให้จับท่อนไม้และศาสตราก็มี บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้จับ
ท่อนไม้และศาสตรา แต่ยังไม่ให้เงื้อท่อนไม้และศาสตราก็มี บางครั้งความ
หน้า 10
ข้อ 385
โกรธเป็นแต่เพียงให้เงื้อท่อนไม้และศาสตรา แต่ยังไม่ให้ท่อนไม้และ
ศาสตราถูกต้องก็มี บางครั้ง ความโกรธเป็นแต่เพียงให้ท่อนไม้และศาสตรา
ถูกต้อง แต่ยังไม่ทำให้เป็นแผลเล็กแผลใหญ่ก็มี บางครั้ง ความโกรธเป็น
แต่เพียงทำให้เป็นแผลเล็กแผลใหญ่ แต่ยังไม่ให้กระดูกหักก็มี บางครั้ง
ความโกรธเป็นแต่เพียงให้กระดูกหักแต่ยังไม่ให้อวัยวะน้อยใหญ่หลุดไปก็มี
บางครั้งความโกรธเป็นแต่เพียงให้อวัยวะน้อยใหญ่หลุดไป แต่ยังไม่ให้
ชีวิตดับก็มี บางครั้งความโกรธเป็นแต่เพียงให้ชีวิตดับ แต่ยังไม่เสียสละ
ชีวิตของตนให้หมดไปก็มี เมื่อใด ความโกรธให้ฆ่าบุคคลอื่นแล้ว จึงให้
ฆ่าคน เมื่อนั้น ความโกรธเป็นไปรุนแรงอย่างหนัก ถึงความเป็นของ
มากอย่างยิ่ง ความโกรธนั้น อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้
ไม่โกรธ บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ไม่โกรธ เพราะละความโกรธได้แล้ว เพราะ
กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ เพราะตัดเหตุแห่งความโกรธเสีย เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่โกรธ.
ว่าด้วยผู้ไม่สะดุ้ง
[๓๘๕] คำว่า ผู้ไม่สะดุ้ง ความว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้สะดุ้ง หวาดเสียว สยดสยอง ภิกษุนั้น ย่อมสะดุ้ง หวาดเสียว
สยดสยองกลัว ถึงความสะดุ้งว่า เราไม่ได้สกุล ไม่ได้หมู่คณะ ไม่ได้
อาวาส ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้สุข ไม่ได้จีวร ไม่
ได้บิณฑบาต ไม่ได้เสนาสนะ ไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่ได้
บุคคลผู้พยาบาลในคราวเป็นไข้ เราจะไม่เป็นผู้มีชื่อเสียงปรากฏ ภิกษุใน
หน้า 11
ข้อ 386
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่สยดสยอง ภิกษุนั้น ย่อม
ไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่สยดสยอง ไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งว่า เรา
ไม่ได้สกุล ไม่ได้หมู่คณะ ไม่ได้อาวาส ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้
สรรเสริญ ไม่ได้สุข ไม่ได้จีวร ไม่ได้บิณฑบาต ไม่ได้เสนาสนะ ไม่ได้
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่ได้บุคคลผู้พยาบาลในคราวเป็นไข้ เราไม่เป็น
ผู้มีชื่อเสียงปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่โกรธ ผู้ไม่สะดุ้ง.
ว่าด้วยไม่โอ้อวด
[๓๘๖] คำว่า ผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีความรำคาญ ความว่า ภิกษุ
บางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อวด โอ้อวด ภิกษุนั้น ย่อมอวด ย่อม
โอ้อวดว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อม
ศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง ถึงพร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อม
ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ถึง
พร้อมด้วยทรัพย์บ้าง ถึงพร้อมด้วยการปกครองบ้าง ถึงพร้อมด้วยหน้าที่
การงานบ้าง ถึงพร้อมด้วย หลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์บ้าง ถึงพร้อมด้วย
วิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยการศึกษาบ้าง ถึงพร้อมด้วยปฏิภาณบ้าง ถึง
พร้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ออกบวชจากสกุลสูงบ้าง ออกบวช
จากสกุลใหญ่บ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออกบวชจากสกุล
มีโภคสมบัติยิ่งใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงปรากฏมียศกว่าพวกคฤหัสถ์และ
บรรพชิตบ้าง เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัช
บริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็นธรรมกถึก
บ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรบ้าง
หน้า 12
ข้อ 387
เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง
เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือไม่ฉันภัต
ในภายหลังเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถือไม่นอนเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ใน
เสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง เป็นผู้
ได้ทุติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้ตติยฌานบ้าง เป็นผู้ได้จตุตถฌานบ้าง เป็นผู้
ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง
เป็นผู้ได้อากิญจัญายตนสมาบัติบ้าง เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตน-
สมาบัติบ้าง บุคคลไม่อวด ไม่โอ้อวดอย่างนี้ บุคคลงด เว้น เว้นขาด
ออก สลัด พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยความอวด เป็นผู้มีจิตปราศจากแดน
กิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่โอ้อวด.
ว่าด้วยผู้ไม่มีความรำคาญ
[๓๘๗] ชื่อว่า ความรำคาญ ในคำว่า ผู้ไม่มีความรำคาญ ได้แก่
ความรำคาญมือบ้าง ความรำคาญเท้าบ้าง ความรำคาญทั้งมือและเท้าบ้าง
ความสำคัญในสิ่งไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งควรว่าไม่ควร ความ
สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ ความสำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ
ความรำคาญ กิริยาที่รำคาญ ความเป็นผู้รำคาญ ความเดือนร้อนจิต
ความกลุ้มใจเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า ความรำคาญ อีกอย่างหนึ่ง ความ
รำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุ ๒ ประการ
คือ เพราะกระทำและเพราะไม่กระทำ.
ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะ
กระทำและเพราะไม่กระทำอย่างไร ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต
ความกลุ้มใจย่อมเกิดขึ้นว่า เราทำแต่กายทุจริต เราไม่ได้ทำกายสุจริต
หน้า 13
ข้อ 387
เราทำแต่วจีทุจริต เราไม่ได้ทำวจีสุจริต เราทำแต่มโนทุจริต เราไม่ได้
ทำมโนสุจริต เราทำแต่ปาณาติบาต เราไม่ได้ทำเจตนางดเว้นจากปาณาติ-
บาต เราทำแต่อทินนาทาน เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจาก
อทินนาทาน เราทำแต่กาเมสุมิจฉาจาร เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้น
จากกาเมสุมิจฉาจาร เราทำแต่มุสาวาท เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้น
จากมุสาวาท เราทำแต่ปิสุณาวาจา เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจาก
ปิสุณาวาจา เราทำแต่ผรุสวาจา เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากผรุส-
วาจา เราทำแต่สัมผัปปลาปะ เราไม่ได้ทำเครื่องงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ
เราทำแต่อภิชฌา เราไม่ได้ทำอนภิชฌา เราทำแต่พยาบาท เราไม่ได้ทำ
อัพยาบาท เราทำแต่มิจฉาทิฏฐิ เราไม่ได้ทำสัมมาทิฏฐิ ความรำคาญ
ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะกระทำและเพราะไม่
กระทำอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ
ย่อมเกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ไม่กระทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เราเป็น
ผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
เราเป็นผู้ไม่หมั่นประกอบในความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เราเป็นผู้ไม่
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญ
สัมมัปปธาน ๔ เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕
เราไม่ได้เจริญพละ ๕ เราไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้เจริญอริย-
มรรคมีองค์ ๘ เราไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ได้ละสมุทัย เราไม่ได้เจริญ
มรรค เราไม่ได้ทำให้แจ้งนิโรธ ความรำคาญนี้ อันบุคคลใดละตัดขาด
สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
หน้า 14
ข้อ 388, 389
บุคคลนั้นเรียกว่าไม่มีความรำคาญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่โอ้อวด
ไม่มีความรำคาญ.
ว่าด้วยปัญญาเรียกว่ามันตา
[๓๘๘] คำว่า ผู้พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ความว่า ปัญญา
เรียกว่ามันตา ได้แก่ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือก
เฟ้นธรรม ความเห็นชอบ บุคคลกำหนดกล่าววาจาด้วยปัญญา แม้กล่าว
มาก พูดมาก แสดงมาก แถลงมาก ก็ไม่กล่าววาจาที่กล่าวชั่ว พูดชั่ว
เจรจาชั่ว ปราศรัยชั่ว บอกเล่าชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้พูดด้วย
ปัญญา. ความฟุ้งซ่าน ในคำว่า ผู้ไม่ฟุ้งซ่านเป็นไฉน ความฟุ้งซ่าน
ความไม่สงบจิต ความที่จิตกวัดแกว่ง ความที่จิตหมุนไป นี้เรียกว่า
ความฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่านนั้น อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับ
แล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้นได้ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นชื่อว่า
ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน.
ว่าด้วยการสำรวมวาจา
[๓๘๙] คำว่า บุคคลนั้นแล สำรวมวาจา เป็นมุนี ความว่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดจริง ดำรง
คำสัตย์ มีถ้อยคำมั่นคงเชื่อถือได้ ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดแก่โลก ละปิสุณา-
วาจา เว้นขาดจากปิสุณาวาจา ฟังจากข้างนี้แล้ว ไม่ไปบอกข้างโน้น
เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้นแล้ว ไม่มาบอกคนหมู่นี้ เพื่อ
ทำลายคนหมู่โน้น เป็นผู้สมานคนที่แตกกันบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียง
หน้า 15
ข้อ 389
กันบ้าง มีความพร้อมเพรียงเป็นที่มายินดี ยินดีในบุคคลที่พร้อมเพรียง
กัน มีความเพลิดเพลินในบุคคลที่พร้อมเพรียงกัน กล่าววาจาที่ทำให้เขา
พร้อมเพรียงกัน ด้วยประการฉะนี้ ละผรุสวาจา เว้นขาดจากผรุสวาจา
กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ อันไพเราะโสต เป็นที่ตั้งแห่งความรัก หยั่งลงถึง
หทัย เป็นคำของชาวเมือง ที่ชนหมู่มากพอใจชอบใจ ละสัมผัปปลาปะ
เว้นขาดจากสัมผัปปลาปะ พูดโดยกาลควร พูดจริง พูดอิงอรรถ พูด
อิงธรรม พูดอิงวินัย กล่าววาจาเป็นหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีส่วนสุด
ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร เป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต ๔
กล่าววาจาปราศจากโทษ ๔ งดเว้น เว้นขาด ออก สลัด พ้นขาด
ไม่ประกอบด้วยดิรัจฉานกถา ๓๒ ประการ เป็นผู้มีจิตปราศจากเขตแดน
อยู่ ย่อมกล่าวกถาวัตถุ ๑๐ อย่าง คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวก-
กถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา
วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา สติปัฏฐานกถา สัมมัปปธานกถา
อิทธิบาทกถา อินทริยกถา พลกถา โพชฌังคกถา มรรคกถา ผลกถา
นิพพานกถา.
คำว่า ผู้สำรวมวาจา คือ ผู้สำรวม สำรวมเฉพาะ คุ้มครอง
ปกครอง รักษา ระวัง สงบแล้ว. คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่า
โมนะ ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเครื่องข้อง และตัณหาเพียงดังว่าข่าย บุคคล
นั้นชื่อว่า มุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นแล สำรวมวาจา เป็น
มุนี เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
หน้า 16
ข้อ 390, 391
บุคคลผู้นั้นแลผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่
มีความรำคาญ พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน สำรวมวาจา
เป็นมุนี.
[๓๙๐] บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต ไม่
เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย
และไม่ถูกนำไปในเพราะทิฏฐิทั้งหลาย.
ว่าด้วยผู้ไม่มีตัณหา
[๓๙๑] คำว่า บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต
ความว่า ตัณหา เรียกว่า ตัณหา เครื่องเกี่ยวข้อง ได้แก่ความกำหนัด
ความกำหนัดนัก ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตัณหาเครื่องเกี่ยวข้อง
นั้น อันบุคคลใดละ. ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผา
เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีตัณหา
เครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่เป็นไปตามความเพลินในรูปว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีรูปอย่างนี้ ไม่เป็นไปตามความเพลินในนามว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีเวทนาอย่างนี้ มีสัญญาอย่างนี้ มีสังขารอย่างนี้ มี
วิญญาณอย่างนี้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีตัณหาเครื่อง
เกี่ยวข้องในอนาคต.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อได้จักษุและรูปที่ยังไม่ได้ว่า ใน
อนาคตกาล เราพึงมีจักษุดังนี้ มีรูปดังนี้ เพราะเหตุที่ไม่ตั้งจิตไว้ จึง
ไม่เพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลินจักษุและรูปนั้น ก็เป็นผู้ไม่มีตัณหา
หน้า 17
ข้อ 392
เครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ไม่ตั้งจิตเพื่อได้หูและ
เสียงที่ยังไม่ได้ว่า ในอนาคตกาล เราพึงมีหูดังนี้ มีเสียงดังนี้ ... ใน
อนาคตกาล เราพึงมีจมูกดังนี้ มีกลิ่นดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึง
มีลิ้นดังนี้ มีรสดังนี้... ในอนาคตกาล เราพึงมีกายดังนี้ มีโผฏฐัพพะ
ดังนี้ ... ในอนาคตกาล เราพึงมีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้ เพราะเหตุ
ที่ไม่ดังจิตไว้ จึงไม่เพลินซึ่งใจและธรรมารมณ์นั้น เมื่อไม่เพลินซึ่งใจ
และธรรมารมณ์นั้น ก็เป็นผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต แม้ด้วย
เหตุอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้ภพที่ยังไม่ได้ว่า เราจักเป็น
เทพหรือเทวดาตนใดตนหนึ่ง ด้วยศีล ด้วยวัตร ด้วยตบะ หรือด้วย
พรหมจรรย์นี้ เพราะเหตุที่ไม่ตั้งจิตไว้ จึงไม่เพลินภพนั้น เมื่อไม่เพลิน
ภพนั้น ก็เป็นผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้.
ว่าด้วยผู้ไม่เศร้าโศก
[๓๙๒] คำว่า ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ความว่า ไม่
เศร้าโศกถึงวัตถุที่แปรปรวน หรือเมื่อวัตถุแปรปรวนไปแล้ว ก็ไม่เศร้า
โศกถึง คือ ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่รำพันถึง ไม่ทุบอกคดร่ำครวญ
ไม่ถึงความหลงใหลว่า จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ของเรา แปร-
ปรวนไปแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ของเรา แปรปรวนไปแล้ว
สกุล หมู่ คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ของเรา แปรปรวน
ไปแล้ว จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของเรา
แปรปรวนไปแล้ว มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง
หน้า 18
ข้อ 393
บุตร ธิดา มิตร พวกพ้อง ญาติสาโลหิต ของเรา แปรปรวนไปแล้ว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว.
ว่าด้วยผัสสะ
[๓๙๓] ชื่อว่า ผัสสะ ในคำว่า ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย
ได้เเก่จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส
มโนสัมผัส อธิวจนสัมผัส ปฏิฆสัมผัส สัมผัสอันเกื้อกูลแก่สุขเวทนา
สัมผัสอันเกื้อกูลแก่ทุกขเวทนา สัมผัสอันเกื้อกูลแก่อทุกขมสุขเวทนา ผัสสะ
อันเป็นกุศล ผัสสะอันเป็นอกุศล ผัสสะอันเป็นอัพยากตะ ผัสสะอันเป็น
กามาวจร ผัสสะอันเป็นรูปาวจร ผัสสะอันเป็นอรูปาวจร ผัสสะอันเป็น
สุญญตะ ผัสสะอันเป็นอนิมิตตะ ผัสสะอันเป็นอัปปณิหิตะ ผัสสะอันเป็น
โลกิยะ ผัสสะอันเป็นโลกุตระ ผัสสะอันเป็นอดีต ผัสสะอันเป็นอนาคต
ผัสสะอันเป็นปัจจุบัน ผัสสะความถูกต้อง กิริยาที่ถูกต้อง ความเป็นแห่ง
ความถูกต้องเห็นปานนี้ นี้ชื่อว่าผัสสะ. คำว่า ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย
ความว่า บุคคลเห็นจักษุสัมผัสว่า เป็นของว่างจากความเป็นคนบ้าง จาก
ธรรมที่เนื่องในตนบ้าง จากความเที่ยงบ้าง จากความยั่งยืนบ้าง จาก
ความเป็นของเที่ยงบ้าง จากธรรมที่ไม่แปรปรวนบ้าง เห็นโสตสัมผัส
เห็นฆานสัมผัส เห็นชิวหาสัมผัส เห็นกายสัมผัส เห็นมโนสัมผัส เห็น
อธิวจนสัมผัส เห็นปฏิฆสัมผัส เห็นสัมผัสอันเกื้อกูลแก่สุขเวทนา เห็น
สัมผัสอันเกื้อกูลแก่ทุกขเวทนา เห็นสัมผัสอันเกื้อกูลแก่อทุกขมสุขเวทนา
เห็นผัสสะอันเป็นกุศล เห็นผัสสะอันเป็นอกุศล เห็นผัสสะอันเป็นอัพยา-
กตะ เห็นผัสสะอันเป็นกามาวจร เห็นผัสสะอันเป็นรูปาวจร เห็นผัสสะ
หน้า 19
ข้อ 394
อันเป็นอรูปาวจร เห็นผัสสะอันเป็นสุญญตะ เห็นผัสสะอันเป็นอนิมิตตะ
เห็นผัสสะอันเป็นอัปปณิหิตะ เห็นผัสสะอันเป็นโลกิยะ เห็นผัสสะอันเป็น
โลกุตระว่า เป็นของว่างจากความเป็นคนบ้าง จากธรรมที่เนื่องในตนบ้าง
จากความเที่ยงบ้าง จากความยั่งยืนบ้าง จากความเป็นของเที่ยงบ้าง จาก
ธรรมที่ไม่แปรปรวนบ้าง.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมเห็นผัสสะอันเป็นอดีตว่า เป็นของว่าง
จากผัสสะอันเป็นอนาคตและผัสสะอันเป็นปัจจุบัน เห็นผัสสะอันเป็น
อนาคตว่า เป็นของว่างจากผัสสะอันเป็นอดีตและผัสสะอันเป็นปัจจุบัน
เห็นผัสสะอันเป็นปัจจุบันว่า เป็นของว่างจากผัสสะอันเป็นอดีตและผัสสะ
อันเป็นอนาคต.
อีกอย่างหนึ่ง ผัสสะเหล่าใด เป็นอริยะ ไม่มีอาสนะเป็นโลกุตระ
อันปฏิสังยุตด้วยสุญญตผัสสะ บุคคลย่อมเห็นผัสสะเหล่านั้นว่า เป็นของ
ว่างจากราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่
ความดีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความ
กระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความ
ประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความ
เร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย.
[๓๙๔] คำว่า และไม่ถูกนำไปในเพราะทิฏฐิทั้งหลาย ความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ อันบุคคลนั้นละ ตักขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิด
ขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลอันทิฏฐิย่อมไม่นำไป ไม่นำออกไป
ไม่ลอยไป ไม่เลื่อนไป และบุคคลนั้นไม่กลับถึง ไม่กลับมาสู่ทิฏฐินั้น
หน้า 20
ข้อ 395, 396, 397
โดยความเป็นแก่นสาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และไม่ถูกนำไปในเพราะ
ทิฏฐิทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องในอนาคต ไม่
เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย
และไม่ถูกนำไปเพราะทิฏฐิทั้งหลาย.
[๓๙๕] บุคคลเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน
ไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่รังเกียจและไม่ประกอบ
ในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด.
ว่าด้วยผู้หลีกเร้น
[๓๙๖] คำว่า เป็นผู้หลีกเร้น ในคำว่า บุคคลเป็นผู้หลีกเร้น
ไม่หลอกลวง ความว่า เพราะละเสียแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ความ
โกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง จึงชื่อว่า ผู้หลีกเร้น
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็น
ผู้หลีกเร้นอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละ
ความถือตัวว่า เป็นเราแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาล
ยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้หลีกเร้นอย่างนี้แล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นผู้หลีกเร้น.
ว่าด้วยความหลอกลวง ๓ อย่าง
[๓๙๗] เรื่องความหลอกลวง ในคำว่า ไม่หลอกลวง มี ๓ อย่าง
หน้า 21
ข้อ 397
คือเรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย ๑ เรื่องความ
หลอกลวงอาศัยอิริยาบถ ๑ เรื่องความหลอกลวง กล่าวด้วยการพูดเลียบ
เคียง ๑.
เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัยเป็นไฉน พวก
คฤหบดีในโลกนี้ ย่อมนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขารภิกษุนั้นมีความปรารถนาลามกอันความปรารถนา
ครอบงำ มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร อาศัย ความเป็นผู้อยากได้มาก ย่อมบอกคืนจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอย่อมพูดอย่างนี้ว่า ประโยชน์
อะไรแก่สมณะด้วยจีวรมีค่ามาก สมณะควรเที่ยวเลือกเก็บผ้าเก่าจากป่าช้า
กองหยากเยื่อ หรือร้านตลาด แล้วทำสังฆาฏิใช้ ข้อนั้นเป็นการสมควร
ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยบิณฑบาตอันมีค่ามาก สมณะควรสำเร็จความ
เป็นอยู่ด้วยก้อนข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง โดยความประพฤติแสวงหา ข้อนั้น
เป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยเสนาสนะมีค่ามาก สมณะ
ควรอยู่ที่โคนต้นไม้ อยู่ที่ป่าช้า หรืออยู่ในที่แจ้ง ข้อนั้นเป็นการสมควร
ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีค่ามาก สมณะพึง
ทำยาด้วยมูตรเน่าหรือชิ้นลูกสมอ ข้อนั้นเป็นการสมควร เธออาศัยความ
เป็นผู้อยากได้มากนั้น จึงทรงจีวรที่เศร้าหมอง ซ่องเสพเสนาสนะที่
เศร้าหมอง และฉันคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่เศร้าหมอง พวกคฤหบดี
เห็นภิกษุนั้นแล้ว ย่อมทราบอย่างนี้ว่า สมณะนี้มีความปรารถนาน้อย
เป็นผู้สันโดษสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร มีวาทะ
กำจัดกิเลส ก็ยิ่งนิมนต์เธอด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
หน้า 22
ข้อ 397
เภสัชบริขาร เธอก็กล่าวอย่างนี้ว่า เพราะประจวบด้วยเหตุ ๓ ประการ
กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมประสบบุญมาก คือเพราะประจวบด้วยศรัทธา
กุลบุตรผู้มีศรัทธาก็ประสบบุญมาก เพราะประจวบด้วยไทยธรรม กุลบุตร
ผู้มีศรัทธาย่อมประสบบุญมาก เพราะประจวบด้วยพระทักขิไณยบุคคล
กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมประสบบุญมาก พวกท่านมีศรัทธานี้อยู่ มีไทยธรรม
นี้อยู่ ทั้งอาตมาก็เป็นปฏิคาหก ถ้าอาตมาจักไม่รับ พวกท่านก็จักเสื่อมจาก
บุญไป อาตมาไม่มีความต้องการด้วยปัจจัยนี้ แต่อาตมาจะรับด้วยความ
อนุเคราะห์พวกท่าน จำเดิมแต่นั้น เธอก็รับจีวรมาก รับบิณฑบาตมาก
รับเสนาสนะมาก รับคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมาก ความกำหน้าสยิ้ว
ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้
หลอกลวง เห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการ
ซ่องเสพปัจจัย.
เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถเป็นไฉน ภิกษุบางรูปใน
ธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ มีความ
ประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้
จึงสำรวมการเดิน สำรวมการนั่ง สำรวมการนอน ย่อมตั้งสติเดิน ตั้งสติ
ยืน ตั้งสตินั่ง ตั้งสตินอน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิยืน ทำเหมือนภิกษุมี
สมาธินั่ง ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินอน และทำเหมือนภิกษุที่เจริญอาปาถก-
ฌาน (เจริญฌานต่อหน้าพวกมนุษย์) การตั้งใจ ตั้งการดำรงอิริยาบถ
ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่
หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวง เห็นปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความ
หลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถ.
หน้า 23
ข้อ 397
เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียงเป็นไฉน ภิกษุ
บางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ
มีความประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบาย
อย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือพูดว่า สมณะใดทรงจีวรอย่างนี้
สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดทรงบาตรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก
สมณะใดทรงภาชนะโลหะ ทรงธมกรก ทรงผ้าสำหรับกรองน้ำ ถือลูก
กุญแจ สวมรองเท้า ใช้ประคดเอว ใช้สายโยกบาตรอย่างนี้ สมณะนั้น
มีศักดิ์มาก พูดว่า สมณะใดมีอุปัชฌากะอย่างนี้ มีอาจารย์อย่างนี้ มีพวก
ร่วมอุปัชฌายะอย่างนี้ มีพวกร่วมอาจารย์อย่างนี้ มีมิตรอย่างนี้ มีพวก
อย่างนี้ มีพวกที่คบกันมาอย่างนี้ มีสหายอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก
พูดว่า สมณะใดอยู่ในวิหารเช่นนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดอยู่ใน
เรือนมีหลังคาแถบเดียวอย่างนี้ อยู่ในปราสาทอย่างนี้ อยู่ในเรือนมีหลังคา
โล้นอย่างนี้ อยู่ในถ้ำอย่างนี้ อยู่ในที่หลีกเร้นอย่างนี้ อยู่ในกุฎีอย่างนี้
อยู่ในเรือนยอดอย่างนี้ อยู่ในป้อมอย่างนี้ อยู่ในโรงกลมอย่างนี้ อยู่ใน
เรือนที่พักอย่างนี้ อยู่ในศาลาที่ประชุมอย่างนี้ อยู่ในมณฑปอย่างนี้ อยู่ที่
โคนต้นไม้อย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีหน้า
บูดเบี้ยว ทำหน้าย่นยู่ยี่ หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง อันผู้อื่น
สรรเสริญด้วยความที่คนวางหน้าว่า สมณะนี้ได้วิหารสมาบัติ อันมีอยู่เห็น
ปานนี้ ภิกษุนั้นย่อมกล่าวถ้อยคำเช่นนั้น อันปฏิสังยุตด้วยโลกุตรธรรมและ
นิพพานอันลึกลับ สุขุม ละเอียด ปิดบัง ความทำหน้าสยิ้ว ความเป็นผู้มี
หน้าสยิ้ว ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวง เห็น
ปานนี้ นี้เรียกว่า เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง.
หน้า 24
ข้อ 398
เรื่องความหลอกลวง ๓ อย่างนี้ อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับ
แล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า
ผู้ไม่หลอกลวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้หลีกเร้นไม่หลอกลวง.
[๓๙๘] ตัณหา เรียกว่า ความทะเยอทะยาน ในคำว่า ผู้ไม่
ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ ได้แก่ ความกำหนัด ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล ความทะเยอทะยานนั้น อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับ
แล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า
ผู้ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากได้ ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่ชอบใจรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล หมู่คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ
สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ
อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญา-
นาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต
ปัจจุบัน รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบและธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง
เพราฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่ทะเยอทะยาน.
ว่าด้วยความคะนอง ๓ อย่าง
คำว่า ผู้ไม่ตระหนี่ ความว่า ความตระหนี่ ๕ อย่าง คือความ
ตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่
วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ความตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ความ
เป็นผู้ตระหนี่ ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ ความเหนียวแน่น ความเป็น
ผู้มีจิตหดหู่เจ็บร้อนในการให้ ความที่จิตอันใคร ๆ ไม่เชื่อถือได้ในการให้
เห็นปานนี้ นี้เรียกว่า ความตระหนี่.
หน้า 25
ข้อ 399
อีกอย่างหนึ่ง ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความ
ตระหนี่อายตนะก็ดี นี่เรียกว่าความตระหนี่ ความมุ่งจะเอาก็เรียกว่าความ
ตระหนี่ ความตระหนี่นั้นอันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำ
ไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้ไม่
ตระหนี่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่.
ว่าด้วยความคะนอง ๓ อย่าง
[๓๙๙] ชื่อว่า ความคะนอง ในคำว่า ผู้ไม่คะนอง ไม่เป็นที่
รังเกียจ ได้แก่ ความคะนอง ๓ อย่าง คือความคะนองทางกาย ๑ ความ
คะนองทางวาจา ๑ ความคะนองทางจิต ๑.
ความคะนองทางกายเป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้อยู่ใน
สงฆ์ก็ดี อยู่ในคณะก็ดี อยู่ในโรงฉันก็ดี อยู่ในเรือนไฟก็ดี อยู่ที่ท่าน้ำ
ก็ดี กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านก็ดี เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วก็ดี ก็แสดง
ความคะนองทางกาย.
ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางกายอย่างไร ? ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในสงฆ์ ไม่ทำความยำเกรง ยืนเบียดพวกภิกษุที่เป็น
เถระบ้าง นั่งเบียดพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง นั่งบังหน้า
บ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะตนบ้าง ยืนตัวแข็ง (ไม่ก้ม)
พูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางกาย
อย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ? ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัย อยู่ในคณะ ไม่ทำความยำเกรง เมื่อพวกภิกษุที่เป็นเถระ
หน้า 26
ข้อ 399
ไม่สวมรองเท้าเดินอยู่ ก็สวมรองเท้าเดินไป เมื่อพวกภิกษุที่เป็นเถระเดิน
อยู่ในที่จงกรมต่ำ ก็เดินในที่จงกรมสูง เมื่อพวกภิกษุที่เป็นเถระเดินอยู่
บนแผ่นดิน ก็เดินในที่จงกรม ยืนเบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง
นั่งบังหน้าบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะตนบ้าง ยืนตัวแข็ง
พูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางกาย
อย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในโรงฉันแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ? ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในโรงฉัน ไม่ทำความยำเกรง นั่งแทรกแซงพวก
ภิกษุบางรูปที่เป็นเถระบ้าง นั่งกีดกันอาสนะพวกภิกษุที่เป็นนวกะบ้าง
ยืนเบียดบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง นั่งบังหน้าบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง
นั่งคลุมศีรษะคนบ้าง ยืนตัวแข็งพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ใน
โรงฉันแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในเรือนไฟแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ? ภิกษุบาง
รูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ในเรือนไฟ ไม่ทำความยำเกรง ยืนเบียดพวกภิกษุ
ที่เป็นเถระบ้าง นั่งเบียดพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง นั่งบัง
หน้าบ้าง นั่งบนอาสนะที่สูงบ้าง ไม่บอกก่อนแล้วใส่ฟืนบ้าง ไม่บอก
ก่อนแล้วปิดประตูบ้าง ภิกษุอยู่ในเรือนไฟแสดงความคะนองทางกาย
อย่างนี้.
ภิกษุอยู่ที่ท่าน้ำแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ? ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ที่ท่าน้ำ ไม่ทำความยำเกรง ลงเบียดพวกภิกษุที่เป็น
เถระบ้าง ลงข้างหน้าบ้าง อาบเบียดบ้าง อาบข้างหน้าบ้าง อาบเหนือ
หน้า 27
ข้อ 399
น้ำบ้าง ขึ้นเบียดบ้าง ขึ้นข้างหน้าบ้าง ขึ้นข้างเหนือหน้าบ้าง ภิกษุอยู่ที่ท่า
น้ำ แสดงความคะนองทางกายอย่างนี้.
ภิกษุกำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ?
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน ไม่ทำความยำเกรง
เดินเบียดพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง เดินข้างหน้าบ้าง เดินขึ้นหน้าพวกภิกษุ
ที่เป็นเถระบ้าง ภิกษุกำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านแสดงความคะนองทางกาย
อย่างนี้.
ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว แสดงความคะนองทางกายอย่างไร ?
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว เมื่อเขาไม่บอกว่าเข้า
ไปเถิดพระคุณเจ้า ก็เข้าไป เมื่อเขาไม่บอกว่า ยืนเถิดพระเจ้าข้า ก็ยืน
เมื่อเขาไม่บอกว่า นั่งเถิดพระคุณเจ้า ก็นั่ง เข้าไปสู่ที่เป็นโอกาสไม่ควร
บ้าง ยืนในที่เป็นโอกาสไม่ควรบ้าง นั่งในที่เป็นโอกาสไม่ควรบ้าง
ผลุนผลันเข้าไปในห้องเล็กลับปิดบังของสกุล อันเป็นที่นั่งอยู่แห่งหญิง
ของสกุล ธิดาของสกุล สะใภ้ของสกุล กุมารีของสกุลบ้าง จับศีรษะ
เด็กบ้าง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้
นี้ชื่อว่าความคะนองทางกาย.
ความคะนองทางวาจาเป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อยู่
ในสงฆ์ก็ดี อยู่ในคณะก็ดี เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วก็ดี ย่อมแสดงความ
คะนองทางวาจา.
ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร ? ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในสงฆ์ ไม่ทำความยำเกรง ไม่บอกพวกภิกษุที่เป็น
เถระก่อน หรืออันพวกภิกษุที่เป็นเถระไม่เชื้อเชิญ ก็แสดงธรรมแก่ภิกษุ
หน้า 28
ข้อ 399
ทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง สวดปาติโมกข์เอง ยืนตัวแข็งพูด
บ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางวาจา
อย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร ? ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในคณะไม่ทำความยำเกรง ไม่บอกแก่พวกภิกษุที่เป็น
เถระก่อน หรืออันพวกภิกษุที่เป็นเถระไม่เชื้อเชิญ ก็แสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง ยืนตัวแข็งพูดบ้าง แกว่งแขนพูด
บ้าง แสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แสดงธรรมแก่อุบาสก
ทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายที่อยู่ในอาราม
แก้ปัญหาเอง ยืนตัวแข็งพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในคณะ
แสดงความคะนองทางวาจาอย่างนี้.
ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร ?
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วพูดกะสตรีบ้าง กุมารี
บ้าง พูดฟุ้งไปว่า ดูก่อนหญิงมีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ สิ่งอะไรมีอยู่
ยาคูมีไหม ภัตมีไหม ของควรเคี้ยวมีไหม พวกเราจะดื่มอะไร จะฉันอะไร
จะเคี้ยวอะไร สิ่งอะไรมีหรือ หรือท่านทั้งหลายจะให้อะไรแก่เรา ภิกษุ
เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางวาจาอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความ
คะนองทางวาจา.
ความคะนองทางจิตเป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มิใช่
เป็นผู้ออกบวชจากสกุลสูง ก็มีจิตวางคนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจาก
หน้า 29
ข้อ 400
สกุลสูง มิใช่เป็นผู้ออกบวชจากสกุลใหญ่ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุ
ที่ออกบวชจากสกุลใหญ่ มิใช่เป็นผู้ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมาก
ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมาก มิใช่เป็น
ผู้ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่ ก็มีจิตวางคนเหมือนกับภิกษุที่ออก
บวชจากสกุลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่ มิใช่เป็นผู้ทรงจำพระสูตร ก็มีจิต
วางตนเหมือนกับภิกษุผู้ทรงจำพระสูตร มิใช่เป็นผู้ทรงจำพระวินัย...มิใช่
เป็นพระธรรมกถึก . . . มิใช่เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร . . . มิใช่เป็นผู้ถือเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตร . . . มิใช่เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร. . .มิใช่เป็นผู้
ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร . . . มิใช่เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอก
เป็นวัตร . . . มิใช่เป็นผู้ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตร . . . มิใช่เป็นผู้ถือไม่
นอนเป็นวัตร . . . มิใช่เป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตร
...มิใช่เป็นผู้ได้ปฐมฌาน ฯลฯ มิใช่เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตน-
สมาบัติ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
นี้ชื่อว่าความคะนองทางจิต.
ความคะนอง ๓ ประการนี้ บุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้ไม่
คะนอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่คะนอง.
ว่าด้วยผู้น่ารังเกียจและไม่น่ารังเกียจ
[๔๐๐] คำว่า ผู้ไม่เป็นที่รังเกียจ ความว่า บุคคลผู้เป็นที่
รังเกียจก็มี ผู้ไม่เป็นที่รังเกียจก็มี.
หน้า 30
ข้อ 400
ก็บุคคลผู้เป็นที่รังเกียจเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น
คนทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติอันไม่สะอาดที่พึงระลึกด้วยความ
ระแวง มีการงานอันปกปิด ไม่ใช่สมณะ ก็ปฏิญาณว่าคนเป็นสมณะ
มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ก็ปฏิญาณว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็น
ผู้มีความเน่าอยู่ ณ ภายใน มีจิตชุ่มอยู่ด้วยราคะ เป็นดังว่าหยากเยื่อ บุคคล
นี้เรียกว่า เป็นที่รังเกียจ.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้มักโกรธ มีความแค้นเคืองมาก ถูกใครว่า
เข้าแต่น้อย ก็ขัดใจ โกรธเคือง มุ่งร้าย ปองร้าย ทำความโกรธ ความ
เคือง ความไม่ยินดีให้ปรากฏ บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นที่รังเกียจ.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา
ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา เป็นผู้กระด้าง ถือตัวจัด มีความปรารถนา
ลามก มีความเห็นผิด มีความถือทิฏฐิของตน มีความถือรั้น มีความสละ
คืนยาก บุคคลนี้เรียกว่า ผู้เป็นที่รังเกียจ.
ก็บุคคลผู้ไม่เป็นที่รังเกียจเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
มีศีลสำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรเห็นภัยใน
โทษทั้งหลาย มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาทั้งหลาย บุคคล
นี้เรียกว่า ผู้ไม่เป็นที่รังเกียจ.
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลไม่เป็นผู้มักโกรธ ไม่มีความแค้นเคืองมาก
แม้อันใคร ๆ ว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่มุ่งร้าย ไม่ปองร้าย
ไม่ทำความโกรธ ความเคือง ความไม่ยินดีให้ปรากฏ บุคคลนี้เรียกว่า
ผู้ไม่เป็นที่รังเกียจ.
หน้า 31
ข้อ 401
อีกอย่างหนึ่ง บุคคลเป็นผู้ไม่ถือโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่
ไม่ตีเสมอ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่กระด้าง
ไม่ถือตัวจัด ไม่มีความปรารถนาลามก ไม่มีความเห็นผิด ไม่ถือทิฏฐิ
ของตน ไม่มีความถือรั้น มีความสละคืนง่าย บุคคลนี้เรียกว่าผู้ไม่เป็นที่
รังเกียจ อริยบุคคลทั้งหมดรวมทั้งกัลยาณปุถุชน เรียกว่าผู้ไม่เป็นที่รังเกียจ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่คะนอง ไม่เป็นที่รังเกียจ.
ว่าด้วยผู้ส่อเสียด
[๔๐๑] ชื่อว่า ความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด ในคำว่า และไม่
ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากข้างนี้แล้วไปบอก
ข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อ
ทำลายคนหมู่โน้น เป็นผู้ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง สนับสนุนคนที่
แตกกันแล้วบ้าง ชอบผู้ที่เป็นก๊กกัน ยินดีผู้ที่เป็นก๊กกัน เพลินผู้ที่เป็น
ก๊กกัน เป็นผู้กล่าววาจาที่ทำให้เป็นก๊กกัน นี้เรียกว่าความเป็นผู้มีคำ
ส่อเสียด อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยเหตุ ๒ ประการ
คือด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รัก ๑ มีความประสงค์ให้เขาแตกกัน ๑.
บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างไร ? บุคคล
นำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างนี้ว่า เราจักเป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจ เป็นผู้สนิท เป็นภายใน เป็นที่ดีใจ ของบุคคลนี้ บุคคล
นำคำส่อเสียดเข้าไป ด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างนี้.
หน้า 32
ข้อ 402, 403
บุคคลเป็นผู้มีความประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้พึง
เป็นต่างกัน แยกกัน เป็นก๊กกันเป็นสองเหล่า สองพวก สองฝ่า อย่างไร
คนเหล่านั้นพึงแตกกัน ไม่ปรองดองกัน พึงอยู่ลำบาก ไม่ผาสุก บุคคลมี
ความประสงค์ให้เขาแตกกัน นำคำส่อเสียดเข้าไปอย่างนี้.
คำส่อเสียดนี้ บุคคลใด ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้
ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นไม่ประกอบ ไม่ประกอบ
ทั่ว ไม่มาประกอบ ไม่มาประกอบพร้อม ในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และไม่ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน
ไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่รังเกียจ และไม่ประกอบ
ในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด.
[๔๐๒] บุคคลผู้ไม่มีความยินดีในวัตถุเป็นที่ยินดี ไม่ประกอบ
ในความถือตัวจัด ผู้ละเอียด มีปฏิภาณไม่เชื่อใคร ๆ
และไม่คลายกำหนัด.
ว่าด้วยกามคุณ
[๔๐๓] กามคุณ ๕ เรียกว่าวัตถุเป็นที่ยินดี ในคำว่า บุคคลผู้ไม่
มีความยินดีในวัตถุเป็นที่ยินดี เพราะเหตุว่า เทวดาและมนุษย์ย่อมอยาก
ได้ ยินดี ปรารถนา รักใคร่ พอใจกามคุณ ๕ โดยส่วนมาก เพราะ-
เหตุนั้น กามคุณ ๕ จึงเรียกว่าวัตถุเป็นที่ยินดี. ความยินดี คือความ
หน้า 33
ข้อ 404
ปรารถนานั้น อันชนเหล่าใดยังละไม่ได้แล้ว ชนเหล่านั้นก็มีรูปตัณหา
ไหลหลั่ง เลื่อนไหล เป็นไปในทางจักษุ มีสัททตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล
เป็นไปทางหู มีคันธตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางจมูก มีรส-
ตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางลิ้น มีโผฏฐัพพตัณหาหลั่งไหล
เลื่อนไหล เป็นไปทางกาย มีธรรมตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไป
ทางใจ ความยินดี คือความปรารถนานั้น อันชนเหล่าใดละ ตัดขาด
สงบระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชน
เหล่านั้นก็ไม่มีรูปตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางจักษุ ไม่มีสัทท-
ตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางหู ไม่มีคันธตัณหาหลั่งไหล เลื่อน-
ไหล เป็นไปทางจมูก ไม่มีรสตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางลิ้น
ไม่มีโผฏฐัพพตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางกาย ไม่มีธรรม-
ตัณหาหลั่งไหล เลื่อนไหล เป็นไปทางใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มี
ความยินดีในวัตถุเป็นที่ยินดี.
ว่าด้วยความดูหมิ่น
[๔๐๔] คำว่า ไม่ประกอบในความดูหมิ่น ความว่า ความดูหมิ่น
เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมดูหมิ่นผู้อื่นโดยชาติบ้าง โดย
โคตรบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ความถือตัว กิริยาที่ถือ
ตัว ความกำเริบขึ้น ความฟูขึ้น ความถือตัวดังว่าธงชัย ความยกย่องตน
ความที่จิตใคร่เป็นดังว่าธงยอดเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า ความดูหมิ่นนั้น อัน
บุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นไม่ประกอบ ไม่ประกอบทั่ว ไม่มาประกอบ
หน้า 34
ข้อ 405, 406
ไม่มาประกอบพร้อม ในความดูหมิ่น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่ประกอบ
ในความดูหมิ่น.
[๔๐๕] คำว่า ผู้ละเอียด มีปฏิภาณ ความว่า ชื่อว่าผู้ละเอียด
เพราะประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สติปัฏฐาน สัมมัปป-
ธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันละเอียด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ละเอียด.
ผู้มีปฏิภาณ ๓ จำพวก
[๔๐๖] คำว่า มีปฏิภาณ ความว่า บุคคลมีปฏิภาณ ๓ จำพวก
คือ บุคคลมีปฏิภาณเพราะปริยัติ ๑ บุคคลมีปฏิภาณเพราะปริปุจฉา ๑
บุคคลมีปฏิภาณเพราะอธิคม ๑.
บุคคลมีปฏิภาณเพราะปริยัติเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในพระ-
ศาสนานี้ เล่าเรียนพระพุทธพจน์ คือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา
อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ญาณของบุคคลนั้น
ย่อมแจ่มแจ้งเพราะอาศัยปริยัติ บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณเพราะปริยัติ.
บุคคลมีปฏิภาณเพราะปริปุจฉาเป็นไฉน ? บุคคลบางตนในพระ-
ศาสนานี้ เป็นผู้ไต่ถามในประโยชน์ของตน ในประโยชน์ที่ควรรู้ ใน
ลักษณะ ในเหตุ ในฐานะและอฐานะ ญาณของบุคคลนั้นย่อมแจ่มแจ้ง
เพราะอาศัยการไต่ถามนั้น บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณเพราะปริปุจฉา.
บุคคลมีปฏิภาณเพราะอธิคมเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในพระ-
ศาสนานี้เป็นผู้ได้บรรลุธรรมทั้งหลาย คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
หน้า 35
ข้อ 407
สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ บุคคลนั้นรู้อรรถ รู้ธรรม
รู้นิรุตติ เมื่อรู้อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อ
รู้นิรุตติ นิรุตติก็แจ่มแจ้ง ญาณในอรรถ ธรรมและนิรุตติ ทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา บุคคลใดเข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม
เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม ประกอบแล้ว ด้วยปฏิภาณปฏิสัมภิทาน บุคคล
ใดไม่มีประยัติ ไม่มีปริปุจฉา ไม่มีอธิคม ญาณอะไรเล่าจะแจ่มแจ้งแก่
บุคคลนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ละเอียดมีปฏิภาณ.
ว่าด้วยรู้ธรรมแล้วไม่ต้องเชื่อใครอีก
[๔๐๗] คำว่า ไม่เชื่อใคร ๆ ในคำว่า ไม่เชื่อใคร ๆ ไม่คลาย
กำหนัด ความว่า ภิกษุนั้นย่อมไม่เชื่อธรรมที่รู้ยิ่งด้วยตนเอง อันประจักษ์
แก่ตนเองต่อใคร ๆ อื่น ซึ่งเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือ
พรหม คือไม่เชื่อธรรมที่รู้ยิ่งด้วยตนเอง อันประจักษ์แก่ตนเองว่า สังขาร
ทั้งปวงไม่เที่ยง . . .สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ . . .ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา...
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี
ชรามรณะ.. . . เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ฯลฯ เพราะชาติดับ ชรา
มรณะจึงดับ . . .นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหล่านั้น
อาสวะ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ . . .ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
ฯลฯ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ต่อใคร ๆ อื่นซึ่งเป็นสมณะ พราหมณ์
เทวดา มาร หรือพรหม และไม่เชื่อธรรมที่รู้ยิ่งด้วยตนเอง อันประจักษ์
แก่ตนเอง คือความเกิด ความดับ คุณ โทษ อุบายเครื่องสลัดออกไป
หน้า 36
ข้อ 407
แห่งผัสสายตนะ ๖ และความเกิด ความดับ คุณ โทษ อุบายเครื่อง
สลัดออกไป แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ และความเกิด ความดับ คุณ โทษ
อุบายเครื่องสลัดออกไป แห่งมหาภูตรูป ๔ ต่อใคร ๆ อื่นซึ่งเป็นสมณะ
พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหม และไม่เชื่อธรรมที่รู้ยิ่งด้วยตนเอง
อันประจักษ์แก่ตนเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา ต่อใคร ๆ อื่นซึ่งเป็นสมณะ พราหมณ์
เทวดา มาร หรือพรหม.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เธอย่อมเชื่อ
หรือว่า สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมชาติ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ
เป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด. ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ ข้าพระองค์ไม่ถึงความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ที่บุคคล
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมชาติ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็น
เบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัทธินทรีย์เป็นต้นนั้น
ชนเหล่าใดยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ ไม่ทำให้แจ้ง ไม่ถูกต้องแล้ว ด้วย
ปัญญา ชนเหล่านั้น พึงถึงความเชื่อต่อชนอื่นในข้อนั้นโดยแน่นอนว่า
สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ที่บุคคลเจริญเล้ว ทำให้มากแล้ว เป็น
คุณชาติ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ส่วนว่า สัทธินทรีย์เป็นต้นนั้น ชนเหล่าใดรู้เห็น ทราบ
ทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่านั้น ไม่มีความเคลือบแคลง
สงสัยในข้อนั้นว่า สัทธินทรีย์...ปัญญินทรีย์...ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้
หน้า 37
ข้อ 407
มากแล้ว เป็นคุณชาติ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะ
เป็นที่สุด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัทธินทรีย์เป็นต้นนั้น ข้าพระองค์รู้
เห็น ทราบ ทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ข้าพระองค์ไม่มีความ
เคลือบแคลงสงสัยในข้อนั้นว่า สัทธินทรีย์. . .ปัญญินทรีย์ ที่บุคคลเจริญ
แล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า
มีอมตะเป็นที่สุด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ถูกละ ๆ
ดูก่อนสารีบุตร ความจริง สัทธินทรีย์เป็นต้นนั้น ชนเหล่าใด ยังไม่รู้
ไม่เห็น ไม่ทราบ ไม่ทำให้แจ้ง ไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่านั้น
พึงถึงความเชื่อต่อชนอื่นในข้อนั้นว่า สัทธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์
ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นคุณชาติ หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ
เป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
นรชนใด เป็นผู้ไม่เชื่อใคร ๆ รู้ว่านิพพาน อันปัจจัย
อะไร ๆ ทำไม่ได้ ตัดที่ต่อ กำจัดโอกาส คลายความหวัง
เสียแล้ว นรชนนั้นแล ชื่อว่าเป็นอุดมบุรุษ ดังนี้.
ว่าด้วยผู้ไม่คลายกำหนัด
คำว่า ไม่คลายกำหนัด ความว่า พาลปุถุชนทั้งหมดย่อมกำหนัด
พระเสขะ ๗ จำพวก รวมทั้งกัลยาณปุถุชน ย่อมคลายกำหนัด พระอรหันต์
ย่อมไม่กำหนัด ทั้งไม่คลายกำหนัด พระอรหันต์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้เว้น
หน้า 38
ข้อ 408, 409
เพราะสิ้นราคะ ปราศจากราคะ สิ้นโทสะ ปราศจากโทสะ สิ้นโมหะ
ปราศจากโมหะ พระอรหันต์นั้น อยู่จบพรหมจรรย์ มีจรณะอันประพฤติ
แล้ว ฯลฯ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เธอใคร ๆ ไม่คลาย
กำหนัด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลผู้ไม่มีความยินดีในวัตถุเป็นที่ยินดี ไม่ประกอบ
ในความดูหมิ่น ผู้ละเอียด มีปฏิภาณ ไม่เชื่อใคร ๆ
และไม่คลายกำหนัด.
[๔๐๘] บุคคลไม่ศึกษา เพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธ เพราะ
ไม่ได้ลาภ เป็นผู้ไม่พิโรธ และไม่ติดใจในรส เพราะ
ตัณหา.
ว่าด้วยศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
[๔๐๙] พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ไม่พึงศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ ดังต่อไปนี้ บุคคลย่อมศึกษาเพราะอยากได้
ลาภอย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นภิกษุผู้ได้
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความดำริ
อย่างนี้ว่า เพราะเหตุอะไรหนอ ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า เพราะเหตุอะไร
หนอ ท่านผู้นี้เป็นผู้ทรงจำพระสูตร ด้วยเหตุนั้น ท่านผู้นี้จึงได้จีวร
บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอหวังได้ลาภก็เล่าเรียน
พระสูตร เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยเเห่งลาภ เพราะการณะแห่ง
หน้า 39
ข้อ 409
ลาภ เพราะความเกิดขึ้นแห่งลาภ ภิกษุย่อมศึกษาเพราะอยากได้ลาภ แม้
อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นภิกษุผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า เพราะเหตุอะไรหนอ
ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอ
มีความดำริอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ทรงจำพระวินัย ฯลฯ ท่านผู้นี้เป็นผู้
ทรงจำพระอภิธรรม ด้วยเหตุนั้น ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอหวังได้ลาภ ก็เล่าเรียนพระอภิธรรม
เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณะแห่งลาภ และ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งลาภ ภิกษุย่อมศึกษาเพราะอยากได้ลาภ แม้
อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นภิกษุผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า เพราะเหตุอะไรหนอ
ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอ
มีความดำริอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร ถือ
การเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตร
ถือการนั่งเป็นวัตร ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตร
ด้วยเหตุนั้น ท่านผู้นี้จึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร เธอหวังได้ลาภ ก็เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ฯลฯ เป็น
ผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตร เพราะเหตุแห่งลาภ
หน้า 40
ข้อ 410
เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณะแห่งลาภ และเพราะความเกิดขึ้นแห่ง
ลาภ ภิกษุย่อมศึกษาเพราะความอยากได้ลาภ แม้อย่างนี้.
ภิกษุไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภอย่างไร ? ภิกษุย่อมไม่ศึกษา
เพราะเหตุแห่งลาภ ไม่ศึกษาเพราะปัจจัยแห่งลาภ ไม่ศึกษาเพราะการณะ
แห่งลาภ ไม่ศึกษาเพราะความเกิดขึ้นแห่งลาภ ไม่หวังได้ลาภ ย่อม
เล่าเรียนพระสูตร ย่อมเล่าเรียนพระวินัย ย่อมเล่าเรียนพระอภิธรรม
เพื่อประโยชน์ฝึกตน เพื่อสงบตน เพื่อให้ตนปรินิพพาน อย่างเดียว
เท่านั้น ภิกษุไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ แม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุไม่ศึกษาเพราะเหตุแห่งลาภ ไม่ศึกษาเพราะ
ปัจจัยแห่งลาภ ไม่ศึกษาเพราะการณะแห่งลาภ ไม่ศึกษาเพราะความเกิด
ขึ้นแห่งลาภ ไม่หวังได้ลาภ ย่อมเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตร ถือทรงผ้าบังสกุลเป็นวัตร ถือทรงผ้าไตรจีวรเป็นวัตร
ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็น
วัตร ถือการนั่งเป็นวัตร ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็น
วัตร เพราะอาศัยความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลากิเลส
ความสงัด ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยกุศลนี้แต่อย่างเดียวเท่านั้น
ภิกษุไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ แม้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่
ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ.
ว่าด้วยโกรธเพราะไม่ได้ลาภ
[๔๑๐] พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ ดัง
ต่อไปนี้ บุคคลย่อมโกรธเพราะไม่ได้ลาภอย่างไร ? ภิกษุบางรูปในธรรม-
หน้า 41
ข้อ 411
วินัยนี้ ยังโกรธ ขัดเคือง แค้นใจ ทำความโกรธ ความขัดเคืองและ
ความไม่ยินดีให้ปรากฏว่า เราย่อมไม่ได้สกุล ไม่ได้คณะ ไม่ได้ลาภ ไม่ได้
ยศ ไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้สุข ไม่ได้จีวร ไม่ได้บิณฑบาต ไม่ได้เสนาสนะ
ไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่ได้บุคคลเป็นคิลานุปัฏฐาก เราเป็นผู้มี
ชื่อเสียงไม่ปรากฏ บุคคลย่อมโกรธ เพราะไม่ได้ลาภอย่างนี้.
บุคคลย่อมไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภอย่างไร ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่แค้นใจ ไม่ทำความโกรธ ความขัดเคือง
และความไม่ยินดีให้ปรากฏว่า เราย่อมไม่ได้สกุล ไม่ได้คณะ ไม่ได้อาวาส
ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้จีวร ไม่ได้บิณฑบาตไม่ได้
เสนาสนะ ไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่ได้บุคคลเป็นคิลานุปัฏฐาก
เราเป็นผู้ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ บุคคลย่อมไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธเพราะ
ไม่ได้ลาภ.
ว่าด้วยความพิโรธ
[๔๑๑] คำว่า ความพิโรธ ในคำว่า เป็นผู้ไม่พิโรธ และไม่
ติดใจในรสเพราะตัณหา ดังนี้ ได้แก่ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความ
ขุ่นเคือง ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชัง
ทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความ
โกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็น
ผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ
หน้า 42
ข้อ 411
ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ประทุษร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่
แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า ความพิโรธ ความพิโรธนั้น อันบุคคลใด
ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้ไม่พิโรธ. ชื่อว่าตัณหา ได้แก่
รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรม-
ตัณหา. ชื่อว่ารส ได้แก่ รสที่ราก รสที่ลำต้น รสที่เปลือก รสที่ใบ
รสที่ดอก รสที่ผล รสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ดร้อน รสเค็ม
รสปร่า รสเฝื่อน รสฝาด รสอร่อย รสไม่อร่อย รสเย็น รสร้อน.
มีสมณพราหมณ์บางพวกติดใจในรส สมณพราหมณ์พวกนั้น เที่ยวแสวง
หารสอันเลิศ ด้วยปลายลิ้น ได้รสเปรี้ยวก็แสวงหารสไม่เปรี้ยว ได้รส
ไม่เปรี้ยวก็แสวงหารสเปรี้ยว ได้รสหวานก็แสวงหารสไม่หวาน ได้รส
ไม่หวานก็แสวงหารสหวาน ได้รสขมก็แสวงหารสไม่ขม ได้รสไม่ขมก็
แสวงหารสขม ได้รสเผ็ดร้อนก็แสวงหารสไม่เผ็ดร้อน ได้รสไม่เผ็ดร้อน
ก็แสวงหารสเผ็ดร้อน ได้รสเค็มก็แสวงหารสไม่เค็ม ได้รสไม่เค็มก็
แสวงหารสเค็ม ได้รสปร่าก็แสวงหารสไม่ปร่า ได้รสไม่ปร่าก็แสวงหา
รสปร่า ได้รสเฝื่อนก็แสวงหารสฝาด ได้รสฝาดก็แสวงหารสเฝื่อน ได้
รสอร่อยก็แสวงหารสไม่อร่อย ได้รสไม่อร่อยก็แสวงหารสอร่อย ได้
รสเย็นก็แสวงหารสร้อน ได้รสร้อนก็แสวงหารสเย็น สมณพราหมณ์
พวกนั้นได้รสใด ๆ แล้ว ย่อมไม่ยินดีด้วยรสนั้น ๆ ย่อมแสวงหารสอื่นๆ
อีก เป็นผู้กำหนัด ปรารถนา ยินดี ติดใจ ลุ่มหลง ข้องเกี่ยว
พัวพัน ในรสที่ชอบใจ. ตัณหาในรส อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ
หน้า 43
ข้อ 411
ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้น
พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ย่อมฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อ
เมา ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง ไม่ฉันเพื่อประดับ ฉันเพื่อความดำรงร่างกาย
นี้ เพื่อให้ร่างกายนี้เป็นไป เพื่อกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่
พรหมจรรย์อย่างเดียวเท่านั้น ด้วยมนสิการว่า เราจะบำบัดเวทนาเก่า
เสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำเนินไป ความเป็นผู้ไม่มีโทษ
ความอยู่สบายของเรา จักมีด้วยอุบายดังนี้ คนทาแผลเพื่อจะบ่มผิว
คนหยอดน้ำมันเพลาเกวียนเพื่อจะขนภาระ คนกินเนื้อบุตรเป็นอาหาร
เพื่อจะออกจากทางกันดารอย่างเดียวเท่านั้นฉันใด ภิกษุพิจารณาด้วย
ปัญญาแล้วพึงฉันอาหารก็ฉันนั้น ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อเมา ไม่
ฉันเพื่อตกแต่ง ไม่ฉันเพื่อประดับ ฉันเพื่อความดำรงกายนี้ เพื่อให้
ร่างกายนี้เป็นไป เพื่อกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์
อย่างเดียวเท่านั้น ด้วยมนสิการว่า เราจักบำบัดเวทนาเก่าเสีย จักไม่ให้
เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำเนินไป ความเป็นผู้ไม่มีโทษ ความอยู่
สบายของเรา จักมีด้วยอุบายดังนี้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นซึ่งรส
ตัณหา ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง เป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก
สลัด พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยรสตัณหา เป็นผู้มีจิตปราศจากเขต
แดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่พิโรธและไม่ติดใจ ในรส
เพราะตัณหา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลไม่ศึกษา เพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธ เพราะ
ไม่ได้ลาภ เป็นผู้ไม่พิโรธ และไม่ติดใจในรส เพราะ
ตัณหา.
หน้า 44
ข้อ 412, 413
[๔๑๒] บุคคลเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญ
ว่าเสมอเขา ไม่สำคัญว่าดีกว่าเขา ไม่สำคัญว่าต่ำกว่า
เขาในโลก กิเลสอันหนาทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคล
นั้น.
ว่าด้วยอุเบกขามีองค์ ๖
[๔๑๓] คำว่า มีอุเบกขา ในคำว่า บุคคลเป็นผู้มีอุเบกขา มี
สติทุกเมื่อ ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ กล่าวคือ
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
ได้ยินเสียงด้วยหู สูดดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ เห็นรูปที่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่
ติดใจ ไม่ยินดี ไม่ให้ราคะเกิด กายของบุคคลนั้นตั้งอยู่ (ไม่หวั่นไหว)
จิตก็ตั้งอยู่ ดำรงดีอยู่ ณ ภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว. อนึ่ง เห็นรูปที่ไม่
ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ก็ไม่เสียใจ ไม่โกรธ ไม่หดหู่ ไม่พยาบาท
กายของบุคคลนั้น ตั้งอยู่ จิตก็ตั้งอยู่ ดำรงดีอยู่ ณ ภายใน พ้นวิเศษ
แล้ว ได้ยินเสียงที่ชอบใจด้วยหู สูดดมกลิ่นที่ชอบใจด้วยจมูก ลิ้มรส
ที่ชอบใจด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะที่ชอบใจด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์
ที่ชอบใจด้วยใจแล้ว ย่อมไม่ติดใจ ไม่ยินดี ไม่ให้ราคะเกิด กายของ
บุคคลนั้น ตั้งอยู่ จิตก็ตั้งอยู่ ดำรงดีอยู่ ณ ภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว
รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ไม่ชอบใจด้วยใจแล้ว ก็ไม่เสียใจ ไม่โกรธ ไม่หดหู่
ไม่พยาบาท กายของบุคคลนั้นตั้งอยู่ จิตก็ตั้งอยู่ ดำรงดีอยู่ ณ ภายใน
พ้นวิเศษดีแล้ว เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว กายของบุคคลนั้นตั้งเฉยอยู่ในรูปที่
ชอบใจและไม่ชอบใจ จิตก็ตั้งเฉยดำรงดีอยู่แล้ว ณ ภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว
หน้า 45
ข้อ 413
ได้ยินเสียงด้วยหู สูดดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะ
ด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว กายของบุคคลนั้นตั้งเฉยอยู่ใน
ธรรมารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ จิตก็ตั้งเฉย ดำรงดีอยู่ ณ ภายใน
พ้นวิเศษดีแล้ว เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในอารมณ์เป็น
ที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่โกรธในอารมณ์เป็นที่ตั้ง
แห่งความโกรธ ไม่เศร้าหมองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง
ไม่มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ได้ยินเสียงด้วยหู สูดดม
กลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความ
กำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่หลงใน
อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่โกรธในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ
ไม่เศร้าหมองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง ไม่มัวเมาใน
อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา บุคคลนั้นเป็นแต่เพียงเห็นในรูปที่เห็น
เป็นแต่เพียงได้ยินในเสียงที่ได้ยิน เป็นแต่เพียงทราบในกลิ่นรสโผฎ-
ฐัพพะที่ทราบ เป็นแต่เพียงรู้แจ้งในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ไม่คิดในรูป
ที่เห็น ไม่ติดในเสียงที่ได้ยิน ไม่ติดในกลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่ทราบ
ไม่ติดในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ไม่มีตัณหา อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ไม่
พัวพัน พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องในรูปที่เห็น ย่อมมีจิตปราศจากแดนกิเลส
อยู่ ไม่มีตัณหา อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นขาด ไม่
เกี่ยวข้อง ในเสียงที่ได้ยิน ในกลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่ทราบ ใน
ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ย่อมมีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ พระอรหันต์มีจักษุ
ปรากฏ ย่อมเห็นรูปด้วยจักษุ แต่มิได้มีฉันทราคะ มีจิตพ้นวิเศษ
หน้า 46
ข้อ 413
ดีแล้ว มีหูปรากฏ ย่อมได้ยินเสียงด้วยหู แต่มิได้มีฉันทราคะ มีจิต
พ้นวิเศษดีแล้ว มีจมูกปรากฏ ย่อมสูดดมกลิ่นด้วยจมูก แต่มิได้มี
ฉันทราคะ มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว มีลิ้นปรากฏ ย่อมลิ้มรสด้วยลิ้น แต่
มิได้มีฉันทราคะ มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว มีกายปรากฏ ย่อมถูกต้อง
โผฏฐัพพะด้วยกาย แต่มิได้มีฉันทราคะ มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว มีใจปรากฏ
ย่อมรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ แต่มิได้มีฉันทราคะ มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว
จักษุเป็นธรรมชาติชอบรูป ยินดีในรูป ชื่นชมในรูป พระอรหันต์ฝึก
คุ้มครอง รักษา สำรวมจักษุ และย่อมแสดงธรรมเพื่อความสำรวม
จักษุนั้น หูเป็นธรรมชาติชอบเสียง จมูกเป็นธรรมชาติชอบกลีน ลิ้น
เป็นธรรมชาติชอบรส กายเป็นธรรมชาติชอบโผฏฐัพพะ ใจเป็น
ธรรมชาติชอบธรรมารมณ์ ยินดีในธรรมารมณ์ ชื่นชมในธรรมารมณ์
พระอรหันต์ฝึกคุ้มครอง รักษา สำรวมใจ และแสดงธรรมเพื่อความ
สำรวมใจนั้น
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ชนทั้งหลาย ย่อมนำพาหนะที่เขาฝึกแล้วไปสู่ที่
ประชุม พระราชาทรงขึ้นพาหนะที่เขาฝึกแล้ว บุคคล
ผู้ฝึกฝนแล้วอดกลั้นถ้อยคำที่ล่วงเกินได้ เป็นผู้ประเสริฐ
สุดในหมู่มนุษย์ ม้าอัสดร ม้าสินธพผู้อาชาไนย ช้าง
ใหญ่กุญชร ที่เขาฝึกแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ บุคคล
ผู้ฝึกตนแล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น ใคร ๆ ไม่พึง
ไปถึงนิพพาน อันเป็นทิศที่ไม่เคยไป ด้วยยานเหล่านั้น
เหมือนบุคคลผู้ฝึกแล้ว มีตนอันฝึกแล้ว ฝึกดีแล้ว ย่อม
หน้า 47
ข้อ 414
ไปถึงได้ พระอรหันต์ไม่หวั่นไหวในมานะทั้งหลาย เป็น
ผู้พ้นขาดแล้วจากภพใหม่ เป็นผู้บรรลุถึงแล้วซึ่งภูมิที่ฝึก
แล้ว๑ พระอรหันต์เหล่านั้นเป็นผู้ชนะแล้วในโลก ผู้ใด
อบรมอินทรีย์ทั้งหลาย ในโลกทั้งปวง ทั้งในภายใน
ทั้งในภายนอก ผู้นั้นฝึกดีแล้ว ทราบโลกนี้และปรโลก
แล้ว รอคอยอยู่ซึ่งกาลมรณะ.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอุเบกขา.
คำว่า ทุกเมื่อ คือ ในกาลทุกเมื่อ ในกาลทั้งปวง ตลอด
นิตยกาล ตลอดกาลยั่งยืน ฯลฯ ในตอนวัยหลัง. คำว่า ผู้มีสติ คือ
เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ กล่าวคือ เมื่อเจริญกายานุปัสสนาสติ-
ปัฏฐานในกายก็ชื่อว่ามีสติ เมื่อเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในเวทนา
ทั้งหลายก็ชื่อว่ามีสติ เมื่อเจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานในจิตก็ชื่อว่ามีสติ
เมื่อเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานในธรรมทั้งหลายก็ชื่อว่ามีสติ ฯลฯ
บุคคลนั้นเรียกว่า มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ
ทุกเมื่อ.
ว่าด้วยมานะ
[๔๑๔] คำว่า ไม่สำคัญว่าเสมอเขา...ในโลก ความว่า ไม่ยัง
มานะให้เกิดโดยชาติบ้าง โดยโคตรบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอย่างใดอย่าง
หนึ่งบ้าง ว่าเราเสมอเขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่สำคัญว่าเสมอเขา....
ในโลก.
๑. อรหัตผล.
หน้า 48
ข้อ 415, 416, 417
[๔๑๕] คำว่า ไม่สำคัญว่าดีกว่าเขา ไม่สำคัญว่าต่ำกว่าเขา
ความว่า ไม่ยังความดูหมิ่นให้เกิดขึ้นโดยชาติบ้าง โดยโคตรบ้าง ฯลฯ
โดยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ว่า เราดีกว่าเขา ไม่ยังความถือตัวให้
เกิดขึ้นโดยชาติบ้าง โดยโคตรบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง
บ้าง ว่า เราเลวกว่าเขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่สำคัญว่าดีกว่าเขา
ไม่สำคัญว่าต่ำกว่าเขา.
ว่าด้วยกิเลสหนา ๗ ประการ
[๔๑๖] คำว่า นั้น ในคำว่า กิเลสอันหนาทั้งหลายย่อมไม่มี
แก่บุคคลนั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ. ชื่อว่ากิเลสอันหนาทั้งหลาย
คือกิเลสอันหนา ๗ ประการ กล่าวคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ
ทิฏฐิ กิเลส และกรรม กิเลสอันหนาเหล่านี้มิได้มี คือย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ
ไม่เข้าไปได้แก่บุคคลนั้น เป็นบาปธรรมอันบุคคลนั้นละ ตัดขาด สงบ
ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสอันหนาทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติทุกเมื่อ ย่อมไม่สำคัญว่า
เสมอเขา ไม่สำคัญว่าดีกว่าเขา ไม่สำคัญว่าต่ำกว่าเขา
ในโลก กิเลสอันหนาทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น.
[๔๑๗] ผู้ใดไม่มีความอาศัย รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย ไม่มี
ตัณหาในภพหรือในความปราศจากภพ.
หน้า 49
ข้อ 418, 419
ว่าด้วยความอาศัย
[๔๑๘] คำว่า ผู้ใด ในคำว่า ผู้ใดไม่มีความอาศัย คือพระ-
อรหันตขีณาสพ. ชื่อว่า ความอาศัย ได้แก่ นิสัย ๒ ประการ คือ
ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐินิสัย ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าตัณหานิสัย ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ทิฏฐินิสัย ฯลฯ ผู้นั้น ละตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัย เพราะละตัณหานิสัย
สละคืนทิฏฐินิสัย ความอาศัยมิได้มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้แก่ผู้ใด คือ
ความอาศัยนั้น อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้
ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใด
ไม่มีความอาศัย.
[๔๑๙] คำว่า รู้แล้ว ในคำว่า รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย ความว่า
รู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งว่า สังขาร
ทั้งปวงไม่เที่ยง...สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์....ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ
รู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งว่า สิ่งใด
สิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา.
คำว่า ไม่อาศัย ได้แก่ นิสัย ๒ ประการ คือตัณหานิสัย ๑
ทิฏฐินิสัย ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าตัณหานิสัย ฯลฯ นี้ชื่อว่าทิฏฐินิสัย ผู้ใดละ
ตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัย เป็นผู้ไม่อาศัย ไม่พัวพัน ไม่เข้าถึง
ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจไป ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งจักษุ
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล
คณะ อาวาส ฯลฯ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
ที่ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง เป็นผู้มีจิตทำให้ปราศจากแดงกิเลสอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย.
หน้า 50
ข้อ 420, 421, 422
ว่าด้วยตัณหา
[๔๒๐] ชื่อว่า ตัณหา ในคำว่า ไม่มีตัณหาในภพและในความ
ปราศจากภพ คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา
โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า ใด คือ พระอรหันตขีณาสพ.
คำว่า ในภพ คือ ในภวทิฏฐิ. คำว่า ในความปราศจากภพ คือ ใน
วิภวทิฏฐิ. คำว่า ในภพ คือ ในสัสสตทิฏฐิ. คำว่า ในความปราศจาก
ภพ คือ ในอุจเฉททิฏฐิ. คำว่า ในภพ คือ ในความเกิดบ่อย ๆ ใน
ความไปบ่อย ๆ ในอุปบัติบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆ ในอันให้อัตภาพ
เกิดบ่อยๆ ตัณหาย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้แก่ผู้ใด คือตัณหา
นั้นอันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดไม่มีตัณหาในภพและในความ
ปราศจากภพ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้ใดไม่มีความอาศัย รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย ไม่มี
ตัณหาในภพ และในความปราศจากภพ.
[๔๒๑] เรากล่าวบุคคลนั้นผู้ไม่เพ่งในกามทั้งหลายว่า เป็น
ผู้เข้าไปสงบ กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อม
ไม่มีแก่บุคคลนั้น บุคคลนั้นได้ข้ามตัณหา อันชื่อว่า
วิสัตติกาแล้ว.
[๔๒๒] คำว่า เรากล่าวบุคคลนั้น...ว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ ความ
ว่า เรากล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งบุคคลนั้นว่าเป็นผู้สงบ
หน้า 51
ข้อ 423, 424
เข้าไปสงบ เงียบ ดับ ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรากล่าว
บุคคลนั้น....ว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ.
ว่าด้วยกาม ๒
[๔๒๓] โดยอุทานว่า กาม ในคำว่า ผู้ไม่เพ่งในกามทั้งหลาย
กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ กามเหล่านี้เรียกว่า
วัตถุกาม ฯลฯ กามเหล่านั้นเรียกว่ากิเลสกาม บุคคลนั้นกำหนดรู้วัตถุ
กามแล้ว ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นให้ถึงความไม่มีในภายหลังแล้ว
ซึ่งกิเลสกาม ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เพ่งในกามทั้งหลาย คือเป็นผู้ปราศจาก สละ
สำรอก ปล่อย ละ สละคืนกามเสียแล้ว เป็นผู้ปราศจาก สละ สำรอก
ปล่อย ละ สละคืนราคะเสียแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับแล้ว เย็นแล้ว
เสวยสุข มีตนเป็นดุจพรหมอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่เพ่งในกาม
ทั้งหลาย.
ว่าด้วยเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง
[๔๒๔] ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ในคำว่า กิเลสเครื่อง
ร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น คือกิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง
ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออภิชฌา พยาบาท สีลัพพัตต-
ปรามาส อิทังสัจจาภินิเวส (ความถือมั่นว่าสิ่งนี้จริง) ความกำหนัดใน
ทิฏฐิของตน. ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออภิชฌา ความ
อาฆาต ความไม่ยินดี ในวาทะของชนเหล่าอื่น. ชื่อว่า กิเลสเครื่อง
ร้อยรัดทางกาย คือพยาบาท. ความยึดถือศีลหรือพรต หรือศีลและพรต
หน้า 52
ข้อ 425
ของตน. ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คือสีลัพพัตตปรามาส
ทิฏฐิของตน. ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออิทังสัจจาภินิเวส.
คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด
ทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย
ย่อมไม่มี คือมิได้มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือเป็นกิเลสอันบุคคล
นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย
ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น.
ว่าด้วยตัณหามีชื่อต่าง ๆ
[๔๒๕] คำว่า บุคคลนั้นได้ข้ามตัณหาอันชื่อว่าวิสัตติกาแล้ว
ความว่า ตัณหาเรียกว่าวิสัตติกา ได้แก่ ราคะ สาราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า วิสัตติกา ความว่า เพราะอรรถว่า
อะไร ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา. เพราะอรรถว่า ซ่านไป เพราะอรรถว่า แผ่
ไป เพราะอรรถว่า แล่นไป เพราะอรรถว่า ไม่สม่ำเสมอ เพราะอรรถว่า
ครอบงำ เพราะอรรถว่า สะท้อนไป เพราะอรรถว่า เป็นเหตุให้พูดผิด
เพราะอรรถว่า มีมูลรากเป็นพิษ เพราะอรรถว่า มีผลเป็นพิษ เพราะ
อรรถว่า มีเครื่องบริโภคเป็นพิษ ตัณหาจึงชื่อว่า วิสัตติกา.
อีกอย่างหนึ่ง ตัณหานั้นแผ่ไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
สกุล คณะ อาวาส ฯลฯ แล่นไป ซ่านไปในรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยิน
กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง เพราะฉะนั้น ตัณหา
จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า บุคคลนั้นได้ข้ามตัณหาอันชื่อว่าสัตติกาแล้ว
หน้า 53
ข้อ 426, 427
ความว่า บุคคลนั้น ได้ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วงเลย เป็นไป
ล่วงตัณหาอันชื่อว่าวิสัตติกานี้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นได้
ข้ามตัณหาอันชื่อว่าวิสัตติกาแล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า
เรากล่าวบุคคลนั้นผู้ไม่เพ่งในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้
เข้าไปสงบ กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่
บุคคลนั้น บุคคลนั้นได้ข้ามตัณหาอันชื่อว่าวิสัตติกาแล้ว.
[๔๒๖] บุตร ปศุสัตว์ ไร่นา และที่ดิน ย่อมไม่มีแก่
บุคคลนั้น อัตตทิฏฐิก็ดี นิรัตตทิฏฐิก็ดี ย่อมไม่เข้าไปได้
ในบุคคลนั้น.
ว่าด้วยบุตรเป็นต้น
[๔๒๗] ศัพท์ว่า น ในคำว่า บุตร ปศุสัตว์ ไร่นา และที่ดิน
ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น เป็นปฏิเสธ, คำว่า นั้น คือ พระอรหันตขีณาสพ.
ชื่อว่าบุตร ได้แก่บุตร ๔ จำพวก คือ บุตรเกิดแต่ตน ๑ บุตรเกิดในเขต ๑
บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่เกิดในสำนัก ๑. คำว่า ปศุสัตว์ คือ แพะ แกะ
ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา. คำว่า ไร่นา คือ ไร่ข้าวสาลี ไร่ข้าวเจ้า
ไร่ถั่วราชมาษ ไร่ข้าวเหนียว ไร่ข้าวละมาน ไร่งา. คำว่า ที่ดิน คือ
ที่เรือน ที่ฉาง ที่หน้าเรือน ที่หลังเรียน ที่สวน ที่อยู่. คำว่า บุตร
ปศุสัตว์ ไร่นา และที่ดิน ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น คือ ความยึดถือบุตร
ความยึดถือปศุสัตว์ ความยึดถือไร่นา ความยึดถือที่ดิน ย่อมไม่มี มิได้
หน้า 54
ข้อ 428, 429
มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้แก่บุคคลนั้น คือ เป็นสภาพอันบุคคลนั้นละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุตร ปศุสัตว์ ไร่นา และที่ดิน ย่อมไม่มีแก่
บุคคลนั้น.
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๔๒๘] สัสสตทิฏฐิชื่อว่าอัตตา ในคำว่า อัตตทิฏฐิก็ดี นิรัตต-
ทิฏฐิก็ดี ย่อมไม่เข้าไปได้ในบุคคลนั้น ดังนี้ ย่อมไม่มี. อุจเฉททิฏฐิ
ชื่อว่านิรัตตา ย่อมไม่มี สิ่งที่ยึดถือชื่อว่า อัตตา ย่อมไม่มี สิ่งที่พึง
ปล่อยวางชื่อว่า นิรัตตา ย่อมไม่มี. สิ่งที่ยึดถือย่อมไม่มีแก่บุคคลใด สิ่ง
ที่พึงปล่อยวางก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น สิ่งที่พึงปล่อยวางย่อมไม่มีแก่บุคคลใด
สิ่งที่พึงยึดถือก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น บุคคลนั้นผู้เป็นพระอรหันต์ ก้าวล่วง
ความถือและปล่อยวางแล้ว ล่วงเลยความเจริญและความเสื่อมแล้ว บุคคล
นั้นอยู่จบแล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ฯลฯ ภพใหม่ ย่อมไม่มีแก่
บุคคลนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อัตตทิฏฐิก็ดี นิรัตตทิฏฐิก็ดี ย่อมไม่
เข้าไปได้ในบุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุตร ปศุสัตว์ ไร่นา และที่ดิน ย่อมไม่มีแก่บุคคล
นั้น อัตตทิฏฐิก็ดี นิรัตตทิฏฐิก็ดี ย่อมไม่เข้าไปได้ใน
บุคคลนั้น.
[๔๒๙] พวกปุถุชนทั้งพวกสมณะและพราหมณ์ พึงกล่าว
โดยโทษใด โทษนั้นไม่ห้อมล้อมบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น
บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย.
หน้า 55
ข้อ 430
[๔๓๐] คำว่า ปุถุชน ในคำว่า พวกปุถุชนทั้งพวกสมณะและ
พราหมณ์ พึงกล่าวโดยโทษใด ความว่า เพราะอรรถว่า กระไร จึงชื่อว่า
ปุถุชน เพราะอรรถว่า ให้กิเลสหนาเกิด เพราะอรรถว่า เป็นผู้มีสักกาย-
ทิฏฐิอันยังไม่กำจัดมาก เพราะอรรถว่า เป็นผู้เลือกหน้าศาสดามาก
เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันคติทั้งปวง ร้อยไว้มาก เพราะอรรถว่า ย่อม
ปรุงแต่งด้วยอภิสังขารต่าง ๆ มาก เพราะอรรถว่า ย่อมลอยไปเพราะ
ห้วงกิเลสต่าง ๆ มาก เพราะอรรถว่า ย่อมเดือดร้อนเพราะกิเลส เป็น
เหตุให้เร่าร้อนต่าง ๆ มาก เพราะอรรถว่า เป็นผู้กำหนัดยินดี ชอบใจ
หลงใหล ติดใจ เกาะเกี่ยว พัวพันมากในกามคุณ ๕ เพราะอรรถว่า
เป็นผู้อันนิวรณ์ ๕ ร้อยรัด ปกคลุม ปิดบัง หุ้มห่อไว้มาก จึงชื่อว่า
ปุถุชน. คนพวกใดพวกหนึ่งผู้เข้าถึง ถึงพร้อมด้วยการบวชภายนอก
ศาสนานี้ ชื่อว่า สมณะ. คนพวกใดพวกหนึ่ง ผู้อ้างตนว่าเป็นผู้เจริญ
ชื่อว่า พราหมณ์. คำว่า พวกปุถุชนทั้งพวกสมณะและพราหมณ์ พึง
กล่าวโดยโทษใด ความว่า พวกปุถุชนพึงกล่าวโดยราคะ โทสะ โมหะ
มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉาใด และพึงกล่าวโดยอนุสัยใดว่า เป็น
ผู้กำหนัด ขัดเคือง หลงใหล ผูกพัน ถือมั่น ถึงความฟุ้งซ่าน ถึง
ความไม่แน่นอน หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่านั้น อัน
บุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงแต่งได้แล้ว พวกปุถุชน
พึงกล่าวถึงคติโดยเหตุใดว่า บุคคลนั้นเกิดในนรก เกิดในกำเนิด
เดียรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป
เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัญญีสัตว์ เป็นอสัญญีสัตว์ เป็นเนวสัญญีนาสัญญี-
สัตว์ บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะที่เป็นเครื่องกล่าว คือ
หน้า 56
ข้อ 431, 432
บอก พูด แสดง แถลง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกปุถุชนทั้งพวก
สมณะและพราหมณ์พึงกล่าวโดยโทษใด.
ว่าด้วยพระอรหันต์ไม่มีโทษห้อมล้อม
[๔๓๑] คำว่า นั้น ในคำว่า โทษนั้นไม่ห้อมล้อมบุคคลนั้น
ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ. ชื่อว่าความห้อมล้อม ได้แก่ความห้อมล้อม ๒
อย่าง คือ ความห้อมล้อมแห่งตัณหา ๑ ความห้อมล้อมแห่งทิฏฐิ ๑ ฯลฯ
นี้ข้อว่าความห้อมล้อมแห่งตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความห้อมล้อมแห่งทิฏฐิ.
บุคคลนั้นละความห้อมล้อมแห่งตัณหา สละคืนความห้อมล้อมแห่งทิฏฐิ
เสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละความห้อมล้อมแห่งตัณหา สละคืนความห้อมล้อม
แห่งทิฏฐิเสียแล้ว จึงไม่ทำตัณหาและทิฏฐิออกหน้า คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหา
เป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็น
ธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ ไม่เป็นผู้อันตัณหาหรือ
ทิฏฐิห้อมล้อมเที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โทษนั้นไม่ห้อมล้อมบุคคลนั้น.
[๔๓๒] คำว่า ตสฺมา ในคำว่า เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่
หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณะ
นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น บุคคลนั้นย่อม
ไม่หวั่นไหว คือ ไม่โยกโคลง ไม่เอน ไม่เอียง ไม่สะท้าน ไม่สะเทือน
ในเพราะวาทะ ในเพราะอุปวาทะทั้งหลาย คือ เพราะความนินทา
ติเตียน ความไม่สรรเสริญ ไม่ยกย่องคุณความดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะว่าวาทะทั้งหลาย เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
หน้า 57
ข้อ 433, 434
พวกปุถุชนทั้งพวกสมณะและพราหมณ์ พึงกล่าวโดย
โทษใด โทษนั้นไม่ห้อมล้อมบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น
บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย.
[๔๓๓] บุคคลนั้นเป็นมุนี ปราศจากความกำหนัด ไม่ตระหนี่
ย่อมไม่กล่าวในความเป็นผู้สูงกว่าเขา ไม่กล่าวในความ
เป็นผู้เสมอเขา ไม่กล่าวในความเป็นผู้ต่ำกว่าเขา เป็น
ผู้ไม่มีความกำหนัด ย่อมไม่ถึงความกำหนัด.
[๔๓๔] ตัณหาเรียกว่า ความกำหนัด ในคำว่า ปราศจากความ
กำหนัด ไม่ตระหนี่ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล ความกำหนัดนั้น อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว ด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นเรียกว่าผู้ปราศ-
จากความกำหนัด. บุคคลนั้นไม่กำหนัด ไม่ยินดี ไม่หลง ไม่ติดใจ เป็น
ผู้ที่มีความกำหนัดปราศไป กำจัด คลายออก ปล่อย สละคืนแล้ว ในรูป
ฯลฯ ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบ
ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง เป็นผู้หายหิว ดับแล้ว เย็นแล้ว เป็นผู้มีตนเป็นดัง
พรหมเสวยสุขอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปราศจากความกำหนัด.
ชื่อว่า ความตระหนี่ ในคำว่า ไม่ตระหนี่ ได้แก่ความตระหนี่ ๕
ประการ คือ ความตระหนี่อาวาส ความตระหนี่สกุล ความตระหนี่ลาภ
ความตระหนี่วรรณะ ความตระหนี่ธรรม ความตระหนี่ ฯลฯ ความ
หวงไว้ นี้เรียกว่า ความตระหนี่. ความตระหนี่นั้น อันบุคคลใดละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
หน้า 58
ข้อ 435, 436
บุคคลนั้น เรียกว่า ไม่ตระหนี่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปราศจากความ
กำหนัด ไม่ตระหนี่.
[๔๓๕] คำว่า มุนี ในคำว่า บุคคลนั้นเป็นมุนี ย่อมไม่กล่าว
ในความเป็นผู้สูงกว่าเขา ไม่กล่าวในความเป็นผู้เสมอเขา ไม่กล่าวใน
ความเป็นผู้ต่ำกว่าเขา ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ฯลฯ ก้าวล่วงธรรม
เป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี บุคคลผู้เป็น
มุนี ย่อมไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลงว่า เราเป็น
ผู้ดีกว่าเขาบ้าง เราเป็นผู้เสมอเขาบ้าง เราเป็นผู้เลวกว่าเขาบ้าง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นเป็นมุนี ย่อมไม่กล่าวในความเป็นผู้สูงกว่าเขา
ไม่กล่าวในความเป็นผู้เสมอเขา ไม่กล่าวในความเป็นผู้ต่ำกว่าเขา.
ว่าด้วยความกำหนด ๒ อย่าง
[๔๓๖] ชื่อว่า ความกำหนด ในคำว่า เป็นผู้ไม่มีความกำหนด
ย่อมไม่ถึงความกำหนด ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนด
ด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วย
ตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้นละความกำหนด
ด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละความกำหนดด้วยทิฏฐิ จึงย่อมไม่ถึง คือ ย่อมไม่
เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งความกำหนดด้วย
ทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่ถึงความกำหนด.
ชื่อว่า ความกำหนด ในคำว่า เป็นผู้ไม่มีความกำหนด ได้แก่
หน้า 59
ข้อ 437, 438
ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วย
ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ บุคคลนั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืน ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความ
กำหนดด้วยทิฏฐิ จึงย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วย
ทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความกำหนด ย่อมไม่ถึงความกำหนด
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลนั้นเป็นมุนี ปราศจากความกำหนัด ไม่ตระหนี่
ย่อมไม่กล่าวในความเป็นผู้สูงกว่าเขา ไม่กล่าวในความ
เป็นผู้เสมอเขา ไม่กล่าวในความเป็นผู้ต่ำกว่าเขา เป็นผู้
ไม่มีความกำหนด ย่อมไม่ถึงความกำหนด.
[๔๓๗] ผู้ใดไม่มีความถือว่าของในในโลก เมื่อสิ่งที่ถือว่า
ของตนไม่มี ย่อมไม่เศร้าโศก และไม่ถึงความลำเอียง
ในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่า ผู้สงบ.
ว่าด้วยผู้ไม่ความยึดถือ
[๔๓๘] คำว่า ผู้ใด ในคำว่า ผู้ใดไม่มีความถือว่าของตนใน
โลก คือ พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ไม่มีความถือว่าของตน คือ ผู้ใด
ไม่ความถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความติดใจ ความน้อมใจถึง
หน้า 60
ข้อ 439
ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไร ๆ ว่า นี้ของเรา หรือว่า
นี้ของตนเหล่าอื่น ฯลฯ เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อ
ว่า ผู้ใดไม่มีความถือว่าของคนในโลก.
ว่าด้วยผู้ไม่เศร้าโศก
[๔๓๙] คำว่า เมื่อสิ่งที่ถือว่าของตนไม่มี ย่อมไม่เศร้าโศก
ความว่า ไม่เศร้าโศกถึงวัตถุที่แปรปรวนไปแล้ว หรือเมื่อวัตถุแปรปรวน
ไปแล้วไม่เศร้าโศกถึง คือไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ
ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงใหลว่า จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย
ใจของเรา แปรปรวนไปแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของเรา
แปรปรวนไปแล้ว สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารของเรา แปรปรวนไปแล้ว
มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง บุตร ธิดา มิตร
พวกพ้อง ญาติสาโลหิตของเรา แปรปรวนไปแล้ว แม้เพราะเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ไม่มี.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเป็นผู้อันความไม่ยินดี คือ ทุกขเวทนาถูกต้อง
ครอบงำ กลุ้มรุม ประกอบแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่
คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงใหล คือ เป็นผู้อันโรคจักษุ
โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคที่หู โรคปาก
โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม
โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน
หน้า 61
ข้อ 440
โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู. โรคหิดเปื่อย โรคหิตด้าน
โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคน้ำดีเดือด
โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน
อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต
อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธ
เกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว
ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ความ
สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลานถูกต้อง
ครอบงำ กลุ้มรุม ประกอบเข้า ย่อมไม่เศร้าโศกถึง ไม่ลำบากใจ ไม่
คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความหลงใหล แม้เพราะเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ไม่มี.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวัตถุไม่มีอยู่ คือไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ ย่อม
ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไร ไม่ถึงความ
หลงใหลว่า โอ สิ่งนั้นของเราหนอ สิ่งนั้นไม่มีแก่เราหนอ สิ่งนั้นควรมี
แก่เราหนอ เราไม่ได้สิ่งนั้นหนอ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เมื่อ
สิ่งที่ถือว่าของตนไม่มี ย่อมไม่เศร้าโศกถึง.
ว่าด้วยผู้ไม่ลำเอียง
[๔๔๐] คำว่า และย่อมไม่มีความลำเอียงในธรรมทั้งหลาย
ความว่า ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ
ไม่ถึงด้วยสามารถแห่งราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธจัจะ วิจิกิจฉา
หน้า 62
ข้อ 441
อนุสัยไม่ดำเนินออก เลื่อน เคลื่อนไปด้วยธรรมทั้งหลาย อันทำให้
เป็นพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ถึงความลำเอียงในธรรมทั้งหลาย.
ว่าด้วยผู้สงบ
[๔๔๑] คำว่า บุคคลนั้นแลเรียกว่า ผู้สงบ ความว่า ผู้นั้น
เราเรียก คือ บอก พูด แสดง แถลงว่า ผู้สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบ
พิเศษ ดับ ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นแล เรียกว่า ผู้สงบ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้ใดไม่มีความถือว่าของตนในโลก เมื่อสิ่งที่ถือว่า
ของตนไม่มีอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศกถึง และไม่ถึงความ
ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่า ผู้สงบ.
จบปุราเภทสุตตนิทเทสที่ ๑๐
หน้า 63
ข้อ 441
สัทธัมมปัชโชติกา
อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส
ภาคที่ ๒
อรรถกถาปุราเภทสุตตนิทเทสที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในปุราเภทสุตตนิเทสที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
พึงทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยเหมือนกันแห่งสัตว์นี้ว่า กถํทสฺสี
บุคคลมีความเห็นอย่างไร ดังนี้เป็นต้น และสูตรอื่นจากสูตรนี้อีก ๕ สูตร
คือ กลหวิวาทสูตร ๑ จูฬวิยูหสูตร ๑ มหาวิยูหสูตร ๑ ตุวฏกสูตร ๑
อัตตทัณฑสูตร ๑ แต่โดยต่างกันพึงทราบดังต่อไปนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงธรรมให้เป็นที่สบายของ
เทวดาที่เป็นราคจริตในมหาสมัยนั้น ทรงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามปัญหา
กะพระองค์แล้วจึงได้ตรัส สัมมาปริพพชานียสูตร ขึ้นด้วยประการใด
ในมหาสมัยนี้ก็ด้วยประการนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ
จิตของทวยเทพผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า ก่อนกายแตกควรจะทำอะไรหนอ เพื่อ
ทรงอนุเคราะห์ทวยเทพเหล่านั้น จึงทรงพาพระพุทธนิมิตพร้อมด้วยภิกษุ
บริวาร ๒,๕๐๐ รูปม้าทางอากาศ แล้วทรงให้พระพุทธนิมิตทูลถามพระ-
องค์ จึงได้ตรัสพระสูตรนี้. ตรัสไว้อย่างไร. ตรัสไว้ดังต่อไปนี้ ธรรมดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ใหญ่ยิ่ง เป็นสัตว์ผู้วิเศษ รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้
ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ได้ถึง ได้แสวงหา ได้เที่ยวตามไปด้วยใจ
ของโลกพร้อมด้วยเทวโลกด้วยตนเอง บรรดารูปารมณ์ที่จำแนกออกไป
โดยมีสีเขียวเป็นต้น รูปารมณ์ไร ๆ หรือบรรดาสัททารมณ์ที่จำแนกออก
หน้า 64
ข้อ 441
ไปโดยมีเสียงกลองเป็นต้น อารมณ์มีสัททารมณ์เป็นต้นไร ๆ มิได้มีในที่
ไหน ๆ คือไม่มาสู่คลองในห้วงพระญาณของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเลย.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เทวดา
และมนุษย์ได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้ ได้รู้แจ้ง ได้ถึง ได้เที่ยวตามไปด้วยใจของ
โลกพร้อมด้วยเทวโลก เราย่อมรู้สิ่งนั้น เราได้รู้ทั่วถึงสิ่งนั้นดังนี้. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงกระทำทวยเทพเหล่านั้นทั้งหมดให้เป็น ๒ ส่วน
โดยเป็นภัพพะ (ควร) และอภัพพะ (ไม่ควร). สัตว์ทั้งหลายที่กล่าวไว้
โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยเครื่องกั้นคือกรรม ชื่อว่า
อภัพพะ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้ทรงเหลียวแลสัตว์เหล่านั้น แม้อยู่ใน
ที่เดียวกัน. ส่วนสัตว์ตรงกันข้าม ชื่อว่า ภัพพะ. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เสด็จไปสงเคราะห์สัตว์เหล่านั้นแม้อยู่ไกล. ในที่ประชุมเทวดานั้น เทวดา
เหล่าใดเป็นอภัพพะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเทวดาเหล่านั้น ทรงสำรวจ
เทวดาพวกที่เป็นภัพพะ ครั้นทรงสำรวจแล้วได้ทรงทำให้เป็น ๖ ส่วน
ตามจริต คือพวกที่เป็นราคจริตประมาณเท่านี้ พวกที่เป็นโทสจริตเป็นต้น
ประมาณเท่านี้. ต่อแต่นั้น พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงพระธรรมเทศนา
เป็นที่สบายของเทวดาเหล่านั้น จึงทรงกำหนดเทศนาไว้ว่า เราจักแสดง
สัมมาปริพพาชนียสูตรแก่เทวดาจำพวกราคจริต จักแสดงกลหวิวาทสูตร
แก่เทวดาจำพวกโทสจริต จักแสดงมหาวิยูหสูตรแก่เทวดาจำพวกโมหจริต
จักแสดงจูฬวิยูหสูตรแก่เทวดาจำพวกวิตกจริต จักแสดงตุวฏกสูตรแก่
เทวดาจำพวกศรัทธาจริต จักแสดงปุราเภทสูตรแก่เทวดาจำพวกพุทธิจริต
แล้วทรงคำนึงถึงบริษัทนั้นต่อไปว่า บริษัทจะพึงรู้โดยอัตตัชฌาสัย
(อัธยาศัยของตน) โดยปรัชฌาสัย (อัธยาศัยของผู้อื่น) โดยอัตถุปัตติกะ
หน้า 65
ข้อ 441
(เรื่องราวที่เกิดขึ้น) หรือโดยปุจฉาวสะ (อำนาจของคำถาม) หนอ. ครั้น
พระองค์ทรงทราบว่า บริษัทจะพึงรู้ได้ด้วยอำนาจคำถาม จึงทรงดำริว่าจะมี
ใครบ้างไหมหนอที่สามารถจะกำหนดอัธยาศัยของเทวดาทั้งหลาย แล้วถาม
ปัญหาตามจริต ทรงเห็นว่า บรรดาภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้นแม้แต่รูป
เดียวก็ไม่สามารถ. แล้วจึงทรงหวนระลึกถึงพระอสีติมหาสาวก และ
พระอัครสาวกทั้งสอง ทรงเห็นว่า แม้ท่านเหล่านั้นก็ไม่สามารถ จึงทรงดำริ
ต่อไปว่า หากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเล่าจะสามารถหรือไม่หนอ ทรงทราบ
ว่า แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่สามารถ จึงหวนระลึกถึงท้าวสักกะและท้าว
สุยามะเป็นต้น องค์ใดองค์หนึ่งจะพึงสามารถบ้าง หากท้าวสักกะและ
ท้าวสุยามะองค์ใดองค์หนึ่งสามารถก็จะให้ถาม พระองค์จะแก้ด้วยพระองค์
เอง. แต่ท่านเหล่านั้นก็ไม่มีใครสามารถ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พระพุทธเจ้าเช่นเรา
เท่านั้นพึงสามารถ แต่ยังมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นในที่ไหนอีกบ้างไหม.
พระองค์จึงแผ่พระญาณอันหาที่สุดมิได้ไปในโลกธาตุอันไม่มีที่สุด ตรวจดู
โลก มิได้ทรงเห็นพระพุทธเจ้าองค์อื่นเลย ข้อที่พระองค์มิได้ทรงเห็นผู้
เสมอด้วยพระองค์ในบัดนี้ไม่น่าอัศจรรย์เลย แม้ในที่พระองค์ประสูติก็
มิได้ทรงเห็นผู้เสมอด้วยพระองค์ ตามนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถาพรหม-
ชาลสูตร จึงได้ทรงบันลือสีหนาทแม้ในธรรมที่ใคร ๆ ให้เป็นไปไม่ได้ว่า
อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้เลิศแห่งโลกดังนี้. ครั้นพระองค์มิได้ทรง
เห็นผู้อื่นเสมอด้วยพระองค์อย่างนี้จึงทรงดำริว่า หากเราถามแล้วตอบด้วย
ตนเอง เทวดาเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะรู้แจ้งแทงตลอดได้ ก็เมื่อพระ-
พุทธเจ้าองค์อื่นถาม และเมื่อเราตอบจักน่าอัศจรรย์กว่า และเทวดา
หน้า 66
ข้อ 441
ทั้งหลายก็จักสามารถรู้แจ้งแทงตลอดได้ เพราะฉะนั้น เราจักเนรมิตพระ-
พุทธนิมิต แล้วทรงเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาท ทรงกระทำบริกรรมด้วย
กามาวจรจิตว่า การถือบาตรและจีวร การดู การเหลียว การคู้ การเหยียด
จงเหมือนเราเถิด. แล้วทรงอธิษฐานด้วยรูปาวจรจิตว่า ขอพระพุทธนิมิต
จงมา ดุจแหวกมณฑลพระจันทร์ซึ่งโผล่ขึ้นจากการล้อมของภูเขายุคนธร
ด้านทิศปราจีนเถิด. หมู่เทพเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า คะโน่นท่านทั้งหลาย
พระจันทร์โผล่ขึ้นอีกดวงแล้ว. พอใกล้เข้ามา หมู่เทพละพระจันทร์กล่าวว่า
ไม่ใช่พระจันทร์ พระอาทิตย์ขึ้น พอใกล้เข้ามาอีก ไม่ใช่พระอาทิตย์ เป็น
เทพวิมานองค์หนึ่ง พอใกล้เข้ามา ไม่ใช่เทพวิมาน เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง
พอใกล้เข้ามาอีก ไม่ใช่เทพบุตร เป็นมหาพรหมองค์หนึ่ง พอใกล้เข้ามา
อีก ไม่ใช่มหาพรหม เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเสด็จมา ดังนี้. บรรดา
ทวยเทพเหล่านั้น เทพที่เป็นปุถุชนคิดกันว่า การประชุมเทวดานี้จักมี
พระพุทธเจ้าองค์เดียวหรือมีถึงสององค์. พวกเทพที่เป็นอริยะคิดกันว่า
โลกธาตุหนึ่งมิได้มีพระพุทธเจ้าถึงสองพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าคงจะ
ทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นให้คล้ายพระองค์เป็นแน่.
ลำดับนั้น เมื่อหมู่เทพกำลังดูอยู่นั้นเอง พระพุทธนิมิตเสด็จมาถึง
มิได้ไหว้พระทศพล ทำเสมอ ๆ กันในที่เฉพาะพระพักตร์แล้วประทับนั่ง ณ
อาสนะที่เนรมิตไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระมหาปุริสุลักษณะ ๓๒ แม้
พระพุทธนิมิตก็มี ๓๒ เหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระฉัพพรรณ-
รังสีซ่านออกจากพระวรกาย แม้พระพุทธนิมิตก็เหมือนกัน. พระรัศมีใน
พระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมกระทบในพระวรกายของพระ-
พุทธนิมิต. พระรัศมีของพระพุทธนิมิตก็ย่อมกระทบในพระวรกายของ
หน้า 67
ข้อ 441
พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระรัศมีเหล่านั้นพุ่งออกจากพระวรกายของพระ-
พุทธเจ้าทั้งสองพระองค์จรดถึงภวัคคพรหม กลับจากภวัคคพรหมจรดลง
บนที่สุดขม่อมของทวยเทพแล้วประดิษฐาน ณ ขอบปากจักรวาล. ห้อง
จักรวาลทั้งสิ้นไพโรจน์ดุจเรือนเจดีย์ที่ผูกด้วยไม้จันทันโค้งทำด้วยทองคำ.
ทวยเทพในหมื่นจักรวาลรวมกันในจักรวาลเดียวเข้าไปยืนอยู่ระหว่างห้อง
พระรัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์.
พระพุทธนิมิต พอประทับนั่งเท่านั้น เมื่อจะทูลถามถึงอธิปัญญา
เป็นต้น จึงตรัสคาถาโดยนัยมีอาทิว่า กถํทสฺสี กถํสีโล อุปสนฺโตติ วุจฺจติ
ความว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร อันบัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้
เข้าไปสงบแล้ว ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นก่อน. พระพุทธนิมิตนั้นถามถึงอธิ-
ปัญญาว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลว่า มีศีลอย่างไร ถาม
ถึงอธิจิตว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว. บทที่เหลือชัดเจนดีแล้ว. เพื่อความ
แจ่มแจ้งในปัญหาที่พระพุทธนิมิตถามเป็นต้น ท่านกล่าวได้ในปิฎก๑ว่าดังนี้.
บุคคลสอบถามอยู่ ย่อมเข้าถึงธรรมอันเป็นกุศล-
ประกอบด้วยประโยชน์ ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่เกิด พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงกล่าวถึงบุคคลนั้นเป็นไฉน.
บุคคลมีสงสารสิ้นไปแล้ว ยังไม่คลายความกำหนัด
ยังไม่เป็นพระเสกขะ ยังไม่เห็นธรรม ยังไม่เป็นพระ-
ขีณาสพ ยังทรงร่างกายไว้ในที่สุด พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมทรงกล่าวถึงบุคคลนั้นเป็นไฉน.
๑. อรรถกถาว่า ไม่มีในพระไตรปิฎก.
หน้า 68
ข้อ 441
บุคคลเป็นผู้ไม่พร้อมด้วยทุกขสัจจะ ไม่พร้อมด้วย
มรรคสัจจะ จะดับจากสมุทยสัจจะทั้งใกล้ไกลได้แต่ไหน
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงกล่าวถึงบุคคลนั้นเป็นไฉน.
จิตนั้นไม่มีเหตุ มีอาศัยรูป มีปัจจัย ไม่ใช่อสังขตะ
มีอสังขตะเป็นอารมณ์ ไม่ใช่รูป พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง
กล่าวถึงบุคคลนั้นเป็นไฉน.
ในคาถาเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึง พระ-
พุทธนิมิต. คาถาที่สองกล่าวหมายถึงพระโพธิสัตว์ผู้มีภพสุดท้าย. คาถาที่
สามกล่าวหมายถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. คาถาที่สี่พึงทราบว่า ท่านกล่าว
หมายถึงจิตตฺ๑สมังคีอันเป็นปุเรจาริก (เที่ยวไปในก่อน) ในมโนทวารแห่ง
การพิจารณาถึงนิพพานในอรูปภพ.
บทว่า กีทิเสน ทสฺสเนน คือ ด้วยการเห็นเช่นไร. บทว่า
กึสณฺิเตน ด้วยความดำรงอยู่อย่างไร คือด้วยการเห็นคล้ายกันอย่างไร.
บทว่า กึปกาเรน ด้วยประการอย่างไร คือด้วยวิธีอย่างไร. บทว่า
กึปฏิภาเคน ด้วยส่วนเปรียบอย่างไร คือด้วยอาการอย่างไร. บทว่า ยํ
ปุจฺฉามิ ได้แก่ ข้าพระองค์ถามถึงบุคคลใด ขอจงตรัสพยากรณ์ถึงบุคคล
นั้นแก่ข้าพระองค์. บทว่า ยาจามิ คือ ขอให้บอก. บทว่า อชฺเฌสามิ
คือ ขอให้ตรัสบอก. บทว่า ปสาเทมิ ขอให้ประสาท คือขอยังความ
โสมนัสให้เกิดในพระสันดานของพระองค์. บทว่า พฺรูหิ ตรัสเล่าเป็น
บทยกหัวข้อของบทไขความ. บทว่า อาจิกฺข บอก คือกล่าวด้วยอำนาจ
แห่งธรรมที่ควรแสดง. บทว่า เหเสหิ แสดง คือชี้ให้เห็น. บทว่า
ปญฺาเปหิ แถลง คือให้รู้ ท่านกล่าวว่าตั้งอัปปนา (ความแนบแน่น)
๑. ได้แก่ มโนทวารวัชชนะจิต.
หน้า 69
ข้อ 441
ไว้ด้วยหัวข้อคือญาณจึงแถลงให้รู้. บทว่า ปฏฺเปหิ แต่งตั้ง คือบัญญัติ
อธิบายว่า ให้เป็นไป. หรือขอจงตั้งไว้ด้วยหัวข้อคือญาณ. บทว่า วิวร
เปิดเผย คือขอจงทำให้เปิดเผย อธิบายว่า เปิดเผยแล้วจึงแสดง. บทว่า
วิภช จำแนก ความว่า ชี้แจงด้วยการจำแนกแสดง. บทว่า อุตฺตานีกโรหิ
ทำให้ตื้น คือขอจงทำให้ปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาจิกฺข เป็น
รากเหง้าของบททั้งหลาย ๖ บทมีเทศนาเป็นต้น. ท่านกล่าวบท ๖ บทมี
เทศนาเป็นต้น เพื่อเปิดเผยความนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เทเสหิ
ความว่า ขอพระองค์จงแสดงโดยยกหัวข้อก่อนโดยสังเขปเพื่ออุคฆติตัญญู
(เพียงยกหัวขึ้นก็รู้ทันที). จริงอยู่บุคคลผู้เป็นอุคฆติตัญญู ย่อมรู้แจ้งแทง
ตลอดธรรมที่ท่านกล่าวโดยย่อและรู้ครั้งแรก. บทว่า ปญฺาเปหิ ความว่า
ขอพระองค์จงทรงแถลงด้วยการขยายความแห่งบทที่ย่อไว้ก่อนโดยพิสดาร
เมื่อ วิปจิตัญญู (รู้ต่อเมื่อขยายความในหัวข้อออกไป) ผู้มีปัญญาด้วยใจ
ยินดีต่อธรรมเหล่านั้น. บทว่า ปฏฺเปหิ ความว่า ขอพระองค์จงทรงแต่ง
ตั้งด้วยการขยายความจำแนกข้อความที่ขยายให้กว้างขวางออกไปอีก. บทว่า
วิวร ความว่า ขอพระองค์จงทรงเปิดเผยถ้อยคำแห่งบทที่ขยายนั้นบ่อย ๆ.
บทว่า วิภช ความว่า ขอพระองค์จงทรงจำแนกด้วยการอธิบายจำแนก
ข้อความที่ตรัสไว้แล้วบ่อย ๆ. บทว่า อุตฺตานีกโรหิ ความว่า ขอพระ-
องค์จงทรงทำให้ตื้นด้วยตรัสข้อที่เปิดเผยแล้วให้พิสดาร และด้วยตรัสข้อที่
พิสดารด้วยการชี้แจง. เทศนานี้เพื่อรู้แจ้งแทงตลอดของเนยยบุคคล
(บุคคลผู้ควรแนะนำสั่งสอนได้). ก็ในการตอบปัญหาพระผู้มีพระภาคเจ้า
มิได้ทรงแก้อธิปัญญาเป็นต้น โดยสรุปเมื่อจะทรงแสดงถึงการสงบกิเลสที่
ท่านกล่าวว่าเป็นผู้เข้าไปสงบ โดยสภาวะมีอธิปัญญาเป็นต้น โดยอนุโลม
หน้า 70
ข้อ 441
แก่อัธยาศัยของเทวดาต่าง ๆ จึงได้ตรัสคาถามีคาถาอาทิว่า วีตตณฺโห ผู้
ปราศจากตัณหา ดังนี้.
ในคาถาเหล่านั้น พึงทราบการเชื่อมคาถานี้ว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต
เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นผู้เข้าถึงความสงบแล้วดังนี้ แห่ง ๘ คาถาตอนต้น.
แต่นั้นพึงทราบนัยการพิจารณาบทตามลำดับ ด้วยบทหลังทั้งหมดนี้ว่า
สเว สนฺโตติ วุจฺจติ ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นผู้สงบ ดังนี้ แห่งคาถา
ทั้งหลายอื่น.
บทว่า วีตตณฺโห ปุรา เภทา ก่อนแต่กายแตกพระอรหันต์เป็นผู้
ปราศจากตัณหา คือพระอรหันต์ละตัณหาได้ก่อนแต่กายแตกแล้ว. บทว่า
ปุพฺพมนฺตมนิสฺสิโต คือ ผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้นมีกาลในอดีตเป็นต้น.
บทว่า เวมชฺเฌ นูปสงฺเขยฺโย อันใคร ๆ นับไม่ได้ในส่วนกลาง คือ
อันใคร ๆ นับไม่ได้โดยนัยมีอาทิว่า พระอรหันต์ยินดีแล้วในกาลอันเป็น
ปัจจุบัน. บทว่า ตสฺส นตฺถิ ปุเรกฺขตํ การทำไว้ในเบื้องหน้ามิได้มี
แก่พระอรหันต์นั้น คือพระอรหันต์นั้นมิได้มีแม้การทำไว้ในเบื้องหน้าใน
กาลอันเป็นอนาคต เพราะไม่มีการทำไว้เบื้องหน้าทั้งสอง พึงทราบการ
ประกอบความอย่างนี้ว่า เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว ดังนี้.
บทว่า ปุรา กายสฺส เภทา ก่อนแต่กายแตก คือก่อนแต่กรช-
กาย (ร่างกาย) แตกนั่นเอง. บทว่า อตฺตภาวสฺส ได้แก่ อัตภาพ
ทั้งสิ้น. บทว่า กเฬวรสฺส นิกฺเขปา ก่อนแต่ทิ้งซากศพ คือตั้งสรีระไว้.
บทว่า ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉทา ก่อนแต่ขาดชีวิตินทรีย์ คือ
ก่อนแต่ขาดชีวิตินทรีย์สองอย่าง.
หน้า 71
ข้อ 441
บทว่า ปุพฺพนฺโต วุจฺจติ อตีโต อทฺธา อดีตกาลท่านเรียกว่าส่วน
เบื้องต้น คืออดีตกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นท่านกล่าวว่า กาลล่วงไปแล้ว.
บทว่า อตีตํ อทฺธานํ อารพฺภ พระอรหันต์ปรารภถึงอดีตกาล คือ
ละตัณหาได้เพราะอาศัยอดีตกาล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึง ภัทเทกรัตตปริยาย (ปริยาย
ว่าด้วยราตรีเดียวเจริญ) แม้อื่นอีกจึงตรัสคำมีอาทิว่า อถวา อีกอย่างหนึ่ง
ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า เอวรูโป อโหสึ เราได้มีรูปอย่างนั้น คือ
เราได้มีรูปอย่างนั้นโดยเป็นรูปที่น่าพอใจอย่างนี้ว่า แม้จะดำก็ได้มีสีเหมือน
แก้วมณีสีคราม. ในอดีตกาลเราได้มีเวทนาอย่างนี้ ด้วยอำนาจสุขเวทนา
โสมนัสเวทนาอันเป็นกุศล เราได้มีสัญญาอย่างนี้ ได้มีสังขารอย่างนี้ ได้มี
วิญญาณอย่างนี้ ด้วยอำนาจสัญญาเป็นต้นอันสัมปยุตด้วยเวทนานั้นนั่นเอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทึ สมนฺนาเนติ ไม่เป็นไปตามความเพลิด-
เพลิน คือพระอรหันต์ทั้งหลายไม่เป็นไปตามความอยากในรูปเป็นต้น
เหล่านั้น หรือทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยความอยากนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงมหากัจจานภัทเทกรัตตปริ-
ยายโดยปริยายอื่นอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า อถวา อิติ เม จกฺขุํ อโหสิ
อีกอย่างหนึ่ง เราได้มีจักษุดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า จกฺขุํ ได้แก่ จักษุ-
ประสาท. บทว่า รูปา ได้แก่ รูปอันมีสมุฏฐาน ๔. โดยนัย
นี้พึงทราบแม้อายตนะที่เหลือ. บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ วิญญาณอัน
เป็นที่อาศัย. บทว่า น ตหภินนฺทติ ไม่เพลินจักษุและรูปนั้น คือไม่
เพลินจักษุและรูปนั้นด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า มโน ในบทนี้
ว่า อิติ เม มโน อโหสิ อิติ ธมฺมา เราได้มีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้
หน้า 72
ข้อ 441
เป็นภวังคจิต. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมารมณ์อันเป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า หสิตลปิตกีฬิตานิ ได้แก่ หัวเราะเจรจาเล่น คือหัวเราะจน
เห็นฟัน เจรจาพร่ำเพรื่อและเล่นกายกรรมเป็นต้น. บทว่า น ตทสฺสาเทติ
คือ พระอรหันต์ย่อมไม่พอใจการหัวเราะเป็นต้น เหล่านั้น. บทว่า น ตํ
นิกาเมติ ไม่ชอบใจการหัวเราะเป็นต้นนั้น คือไม่ทำความใคร่. บทว่า
น เตน จ วิตฺตึ อาปชฺชติ คือ พระอรหันต์ไม่ถึงความปลื้มใจ คือความ
ยินดีด้วยการหัวเราะเป็นต้นนั้น.
บทว่า ตํ ตํ ปจฺจยํ ปฏิจฺจ อุปฺปนฺโน เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย
นั้น ๆ คือปัจจุบัน. บทว่า รตฺโตติ นูปสงฺเขยฺโย คือ อันใคร ๆ นับ
ไม่ได้ว่าเป็นผู้กำหนัดด้วยความยินดี. แม้ในตอนต่อ ๆ ไปก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. พึงทราบความเป็นไปตามความเพลิน อันได้แก่ความเป็นไปด้วย
ตัณหาและทิฏฐิ ด้วยอำนาจรูปที่ประณีตและน่าพึงพอใจเป็นต้น แม้ใน
บทมีอาทิว่า เอวํรูโป สิยา พึงเป็นผู้มีอย่างนี้เป็นรูปดังนี้. บทว่า น
ปณิทหติ คือ ไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจความปรารถนา. บทว่า อปฺปณิธาน-
ปจฺจยา เพราะเหตุไม่ตั้งใจไว้ คือเพราะเหตุไม่ตั้งความปรารถนาไว้.
บทว่า อสนฺตาสี ผู้ไม่สะดุ้ง คือไม่สะดุ้งเพราะไม่ได้นั้น ๆ. บท
ว่า อวิกตฺถี ผู้ไม่โอ้อวด คือมีปกติไม่โอ้อวดด้วยศีลเป็นต้น. บทว่า
อกุกฺกุจฺโจ ไม่มีความคะนอง คือเว้นจากความคะนองมือเป็นต้น. บทว่า
มนฺตภาณี พูดด้วยปัญญา คือกำหนดด้วยปัญญาก่อนแล้วจึงกล่าว. บทว่า
อนุทฺธโต ไม่ฟุ้งซ่าน คือเว้น จากการฟุ้งซ่าน. บทว่า สเว วาจายโต
สำรวมวาจา คือสำรวมระวังการพูด เป็นผู้กล่าววาจาเว้น จากโทษ ๔
ประการ.
หน้า 73
ข้อ 441
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่โกรธในคำว่าผู้ไม่โกรธ คือเว้น
จากความโกรธ ก็แต่ว่าความโกรธควรกล่าวก่อนที่จะกล่าวคำใด. บทว่า
โกโธ ตาว วตฺตพฺโพ ได้แก่ ควรกล่าวความโกรธก่อน. บทว่า
ทสหากาเรหิ โกโธ ชายติ ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง.
บทว่า อนตฺถํ เม อจริ เขาได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา คือ
ได้กระทำความไม่เจริญให้แก่เรา. พึงทราบความในทุกบทโดยทำนองนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดในที่ไม่ใช่ฐานะ คือไม่ใช่เหตุที่ควร
โกรธ เพราะบางคน ฝนตกมากก็โกรธ ฝนไม่ตกเลยก็โกรธ พระอาทิตย์
ร้อนไปก็โกรธ ไม่ร้อนก็โกรธ เมื่อลมพัดก็โกรธ ไม่พัดก็โกรธ ไม่
สามารถจะกวาดใบไม้ที่ต้นโพธิ์ได้ก็โกรธ ไม่สามารถจะห่มจีวรได้ก็โกรธ
ลม สะดุดหกล้มก็โกรธตอ ท่านกล่าวว่า ความอาฆาตย่อมเกิดในที่อัน
ไม่ใช่ฐานะหมายถึงข้อนี้. ความต่างแห่งกรรมบถย่อมมีได้เพราะเกิดขึ้น
ปรารภสัตว์ทั้งหลายในฐานะ ๙ อย่างในหนหลังนั้น. แต่ความอาฆาตในที่
ไม่ใช่ฐานะเกิดในสังขารทั้งหลายย่อมไม่กระทำความต่างแห่งกรรมบถ. จิต
ปองร้ายเพราะจิตเกิดอาฆาต. ความมุ่งร้ายมีกำลังกว่า. ความขัดเคืองด้วย
อำนาจความเบียดเบียน. ความขุ่นเคืองเพราะโกรธตอบ. ความเคืองด้วย
อำนาจความโกรธ. บทว่า ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ เพิ่มด้วยอำนาจ
ของอุปสัค. ความชังด้วยอำนาจการประทุษร้าย. บทว่า ความชังทั่ว ความ
ชังเสมอ เพิ่มด้วยอำนาจของอุปสัค. ความที่จิตเห็นผิด อาการเห็นผิด
อาการเปลี่ยนแปลง ชื่อว่าความพยาบาทแห่งจิต. ชื่อว่าความประทุษร้าย
ทางใจเพราะใจเกิดประทุษร้าย. ความโกรธด้วยอำนาจความเคือง. กิริยาที่
โกรธมีอาการเคือง. ความเป็นผู้โกรธคือความเป็นผู้เคือง. ความชังเพราะ
หน้า 74
ข้อ 441
ความประทุษร้าย. อาการชังคือกิริยาที่ชัง. ความเป็นผู้ชังคือความเป็นผู้
ประทุษร้าย. ความพยาบาทคือความปองร้ายเพราะละภาวะเดิม. อาการ
ปองร้ายคือกิริยาที่พยาบาท. ความพิโรธเพราะความมุ่งร้าย. ความพิโรธ
ตอบเพราะความมุ่งร้ายบ่อย ๆ. บทนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจของอาการพิโรธ
และอาการพิโรธตอบ. คนกระด้างดุร้ายท่านกล่าวว่า ความเป็นผู้ดุร้าย
ความเป็นผู้ดุร้ายชื่อว่าจัณฑิกกะ. ชื่อว่าเป็นผู้เพาะวาจาชั่ว เพราะไม่เป็นผู้
เพาะวาจาดี การพูดชั่วยังไม่บริบูรณ์ทีเดียว. จริงอยู่ ในเวลาโกรธย่อมไม่มี
คำพูดที่บริบูรณ์. แม้บทว่าวาจาบริบูรณ์จะมีแก่ใคร ๆ ก็ไม่เป็นประมาณ.
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ชื่อว่า อัสสุโรปะ เพราะเพาะน้ำตา ด้วยอรรถ
ว่าให้เกิดน้ำตา. นั่นไม่ใช่เหตุเพราะแม้ดีใจก็เกิดน้ำตาได้. ความไม่แช่มชื่น
แห่งจิตเพราะไม่มีใจแช่มชื่น โดยตรงกันข้ามกับมีใจแช่มชื่นดังได้กล่าวไว้
ในหนหลัง. ก็เพราะความไม่แช่มชื่นแห่งจิตนั้นย่อมมีแก่จิตเท่านั้นไม่มี
แก่สัตว์ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า จิตฺตสฺส แห่งจิต. บทว่า อธิมตฺตปริตฺตตา
เวทิตพฺพา ควรรู้ความโกรธมากโกรธน้อย คือความมากและความน้อย
อธิบายว่า ความโกรธมีกำลังมากและมีกำลังอ่อน. บทว่า กิญฺจิ กาเล
คือ บางครั้ง. ปาฐะว่า กิญฺจิ กาลํ บางเวลาบ้าง. บทว่า จิตฺตาวิล-
กรณมตฺโต โหติ คือ ความโกรธเป็นเพียงทำจิตให้ขุ่นมัว. อธิบายว่า
เป็นเพียงทำจิตให้เศร้าหมอง. ปาฐะว่า จิตฺตปิฬากรณมตฺโต เป็น
เพียงกระทำการบีบคั้นจิตบ้าง. นั้นไม่ดี. อธิบายว่า เป็นเพียงทำจิตนั้น
ให้ลำบาก. บทว่า น จ ตาว มุขกุลานวิกุลาโน โหติ แต่ยังไม่
ถึงให้หน้าเง้าหน้างอก็มี คือไม่ถึงทำหน้าเบี้ยวหน้าบูดก็มี. บทว่า น จ
ตาว หนุสญฺโจปโน โหติ ความโกรธไม่ถึงทำให้คางสั่นก็มี คือไม่ถึง
หน้า 75
ข้อ 441
ทำให้คางสั่นไปมาก็มี. บทว่า น จ ตาว ผรุสวาจํ นิจฺฉารโณ โหติ
ความโกรธยังไม่ให้เปล่งผรุสวาจาก็มี คือความโกรธยังไม่ถึงออกภายนอก
ด้วยการเปล่งผรุสวาจาตัดจุดสำคัญของร่างกายของตนอื่น. บทว่า น จ
ตาว ทิสาวิทิสํ อนุวิโลกโน โหติ ความโกรธไม่ถึงให้เหลียวดูทิศต่าง ๆ
ก็มี คือไม่ถึงให้เหลียวดูทิศน้อยบ่อย ๆ เพื่อหาท่อนไม้เป็นต้น เพื่อเงื้อตี
คนอื่น. บทว่า น จ ตาว ทณฺฑสตฺถปรามสโน โหติ ความโกรธ
ยังไม่ถึงจับท่อนไม้และศัสตราก็มี คือไม่ถึงจับท่อนไม้และศัสตรามีคมข้าง
เดียวเป็นต้น เพื่อความอาฆาต. บทว่า น จ ตาว ทณฺฑสตฺถํ อพฺภุกฺ-
กิรโณ โหติ ความโกรธยังไม่ถึงเงื้อท่อนไม้และศัสตราก็มี คือไม่ถึง-
เงื้อท่อนไม้และศัสตราประหารดังที่กล่าวไว้แล้วก็มี. บทว่า น จ ตาว
ทณฺฑสตฺถํ อภินิปาตโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงให้ท่อนไม้และศัสตรา
ถูกต้องก็มี คือยังไม่ถึงขว้างท่อนไม้และศัสตราสองอย่างเพื่อประหารคน
อื่น. บทว่า น จ ตาว ฉิทฺทวิฉิทฺหกรโณ โหติ ความโกรธยังไม่ถึงทำ
ให้เป็นแผลใหญ่ก็มี คือไม่ทำให้ร่างกายคนอื่นแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ด้วย
การขว้างท่อนไม้และศัสตราเป็นต้น และไม่ทำให้เป็นแผลโดยอาการหลาย
อย่าง. ปาฐะว่า ฉินฺหวิฉินฺทกรโณ ก็มีบ้าง. บทว่า น จ ตาว
สมฺภญฺชนปลิภญฺชโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงทำให้กระดูกหักก็มี คือ
ยังไม่ถึงทำให้ร่างกายขาดเป็นจุณวิจุณไป. บทว่า น จ ตาว องฺคมงฺคา-
ปกฑฺฒโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่หลุดไปก็มี คือ
ยังไม่ถึงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่แหลกละเอียดไป. บทว่า น จ ตาว ชีวิตา
ปนาสโน โหติ ความโกรธยังไม่ถึงให้ชีวิตดับก็มี คือยังไม่ถึงให้ชีวิตินทรีย์
ดับ. บทว่า น จ ตาว สพฺพงฺคปริจฺจาคาย สณฺิโต โ หติ ความโกรธ
หน้า 76
ข้อ 441
ไม่ถึงเสียสละชีวิตของตนให้หมดไปก็มี คือยังไม่ถึงเพื่อให้ชีวิตทั้งหมดของ
ผู้อื่นพินาศ หรือชีวิตของตนพินาศ. ข้อนี้ท่านอธิบายว่า เมื่อใดดำรงอยู่
เพื่อฆ่าผู้อื่นแล้วจึงฆ่าคน เมื่อนั้นชื่อว่าสละอวัยวะให้หมด. สมดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้ย่อมอยู่เป็นสุข ฆ่าความ
โกรธได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดูก่อนพราหมณ์ พระอริย-
เจ้าทั้งหลาย ทรงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีราก
เป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธได้
แล้วย่อมไม่เศร้าโศก.
บทว่า ยโต แปลว่า เมื่อใด. บทว่า ปรปุคฺคลํ ฆาเตตฺวา
ความโกรธให้ฆ่าบุคคลอื่น คือทำบุคคลอื่นให้พินาศ. บทว่า อตฺตานํ
ฆาเตติ ความโกรธให้ฆ่าตน คือยังตนให้ตาย. บทว่า ปรมุสฺสาหคโต
ความโกรธเป็นไปรุนแรงอย่างหนัก คือถึงความมีกำลังอย่างยิ่ง. บทว่า
ปรมเวปุลฺลปฺปตฺโต คือ ถึงความเป็นของมากอย่างยิ่ง. บทว่า โกธสฺส
ปหีนตฺตา เพราะละความโกรธได้เเล้ว คือเพราะความโกรธมีประการดังกล่าว
แล้วได้ด้วยอนาคามิมรรค. บทว่า โกชวตฺถุสฺส ปริญฺาตตฺตา เพราะ
กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ คือเพราะกำหนดรู้วัตถุอันได้แก่สิ่งน่ารัก
ไม่น่ารัก และสิ่งอันไม่ใช่ฐานะอันเป็นที่ตั้งเป็นเหตุแห่งความโกรธ ด้วย
ญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการรู้) ติรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการ
พิจารณา). บทว่า โกธเหตุสฺส อุปจฺฉินฺนตฺตา เพราะตัดเหตุแห่งความ
โกรธเสีย คือเพราะตัดจิตตุปบาทอันสหรคตด้วยโทมนัสอันเป็นเหตุให้
ความโกรธเกิด.
หน้า 77
ข้อ 441
บทว่า ตาสี เป็นผู้สะดุ้ง คือมีความกลัวเป็นปกติ. บทว่า อุตฺตาสี< /B>
เป็นผู้หวาดเสียว คือมีความกลัวอย่างยิ่งเป็นปกติ. บทว่า ปริตฺตาสี
เป็นผู้สยดสยอง คือมีความกลัวเป็นปกติโดยรอบ. บทว่า ภายติ ย่อมกลัว
คือย่อมถึงความกลัว. บทว่า สนฺตาสํ อาปชฺตติ ย่อมถึงความสะดุ้ง
คือย่อมถึงความผิดรูป. บทว่า กตฺถี โหติ เป็นผู้อวด คือมีปกติกล่าว
คุณของคน. บทว่า วิกตฺถี เป็นผู้โอ้อวด คือเป็นผู้มีปกติกล่าวคุณโดย
ประการต่าง ๆ หลายอย่าง. บทว่า ชาติยา วา ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง
คือถึงพร้อมด้วยชาติมีความเป็นกษัตริย์เป็นต้น. บทว่า โคตฺเตน วา ด้วย
โคตรบ้าง คือโคตรชั้นอุกฤษฏ์ มีโคตมโคตรเป็นต้น. บทว่า โกลปุตฺ-
ติเกน วา ด้วยเป็นบุตรแห่งตระกูลบ้าง คือด้วยความเป็นผู้มีตระกูล
ใหญ่. บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย วา ด้วยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง คือ
ด้วยความเป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ. สรีระท่านเรียกว่า โปกขระ
อธิบายว่า เพราะมีรูปงามสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณแห่งสรีระนั้น. บทว่า
ธเนน วา เป็นอาทิ มีความง่ายทั้งนั้น .
บทว่า กุกฺกุจฺจํ ความรำคาญ เป็นบทแสดงหัวข้อของบทขยาย.
ในบทนั้น การทำที่น่าเกลียดชื่อว่า กุกฺกตํ. ความเป็นแห่งการกระทำอัน
น่าเกลียดนั้น ชื่อว่า กุกกุจจะ. ความน่าเกลียดนั้นพึงเห็นว่า มีความเดือด
ร้อนในภายหลังเป็นลักษณะ มีการเศร้าโศกถึงสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ
เป็นรส มีความเดือดร้อนเป็นปัจจุปัฏฐานะ (ความปรากฏ) มีการกระทำ
และไม่กระทำเป็นปทัฏฐานดุจความเป็นทาส. บทว่า หตฺถกุกฺกุจฺจมฺปิ
ความรำคาญมือบ้าง คือท่าความน่าเกลียดด้วยมือ ชื่อว่า กุกฺกตํ. ความเป็น
แห่งความน่าเกลียดด้วยมือนั้นชื่อว่า หัตถกุกกุจจะ แม้ในความทำความ
หน้า 78
ข้อ 441
รำคาญด้วยเท้าเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺ-
ิตา ความสำคัญในสิ่งไม่ควรว่าควร คือเคี้ยวกินเนื้อหมีว่าเป็นเนื้อสุกร
บริโภคโภชนะอันเป็นอกัปปิยะว่าเป็นโภชนะอันเป็นกัปปิยะ บริโภคใน
เวลาวิกาลด้วยสำคัญว่าเป็นกาล ดื่มน้ำที่เป็นอกัปปิยะ ว่าเป็นน้ำกัปปิยะ นี้
ชื่อว่าความสำคัญในสิ่งไม่ควรว่าควร. บทว่า กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺิตา
ความสำคัญในสิ่งควรว่าไม่ควร คือเคี้ยวกินเนื้อสุกรว่าเป็นเนื้อหมี เคี้ยว
กินเนื้อมฤคว่าเป็นเนื้อเสือเหลือง บริโภคโภชนะที่เป็นกัปปิยะว่าเป็น
โภชนะที่เป็นอกัปปิยะ บริโภคในกาลสำคัญว่าเป็นในเวลาวิกาล ดื่มน้ำ
ที่เป็นกัปปิยะว่าเป็นอกัปปิยะ นี้ชื่อว่าสำคัญในสิ่งควรว่าไม่ควร. บทว่า
อวชฺเช วชฺชสญฺิตา คือ ความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษว่ามีโทษ. บทว่า
วชฺเช วชฺชสญฺิตา คือ ความสำคัญในสิ่งมีโทษว่าไม่มีโทษ. บทว่า
กุกฺกุจฺจายนา ความรำคาญ คืออาการแห่งความรำคาญ. บทว่า กุกฺกุจฺ-
จายิตฺตฺตํ กิริยาที่รำคาญ คือความเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ. บทว่า เจตโส
วิปฺปฏิสาโร ความเดือดร้อนจิต คือจิตผิดรูปจิตพล่าน. บทว่า มโน-
วิเลโข คือ ความกลุ้มใจ. บทว่า กตตฺตา จ อกตตฺตา จ เพราะทำและ
เพราะไม่ทำ คือเพราะทำกายทุจริตเป็นต้น และเพราะไม่ทำกายสุจริตเป็น
ต้น. บทว่า กตํ เม กายทุจฺจริตํ เราทำกายทุจริต คือเราทำความ
ประพฤติทุจริตทางกาย เพราะความเน่าของกิเลสทางกาย. บทว่า อกตํ
เม กายสุจริตํ เราไม่ทำกายสุจริต คือเราไม่ทำความประพฤติสุจริตทางกาย.
แม้ในวจีทุจริต และวจีสุจริตเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จิตฺตสฺส แห่งจิต คือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล. บทว่า
อุทฺธจฺจํ ฟุ้งซ่าน. บทว่า อวูปสโม คือ ไม่สงบ. บทว่า เจตโส วิกฺเขโป
หน้า 79
ข้อ 441
ได้แก่ จิตกวัดแกว่ง. บทว่า ภนฺตตฺตํ จิตฺตสฺส ความที่จิตหมุนไป
คือความที่จิตหมุนไป ดุจยานหมุนไปและโคหมุนไปเป็นต้น. ด้วยบทนี้
ท่านกล่าวความดิ้นรนในอารมณ์เดียวนั่นแล. จริงอยู่ ความฟุ้งซ่านย่อม
ดิ้นรนไปในอารมณ์เดียว ความสงสัยย่อมดิ้นรนไปในอารมณ์ต่าง ๆ
บทว่า อิทํ วุจฺจติ อุทฺธจฺจํ คือ นี้ท่านเรียกว่าความฟุ้งซ่าน.
บทว่า มุสา ในบทว่ามุสวาทํ ปหาย ละมุสาวาท นี้เป็นวจีประโยค
หรือกายประโยค อันหักเสียซึ่งประโยชน์ของผู้มุ่งจะกล่าวให้ผิด เจตนาอัน
มีกายประโยคหรือวจีประโยคเป็นที่ตั้งของผู้พูดเพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิด โดย
ความประสงค์จะพูดให้ผิด ชื่อว่ามุสาวาท. อีกนัยหนึ่ง. บทว่า มุสา คือเป็น
วัตถุที่ไม่จริง ไม่แท้. บทว่า วาโท คือ การให้เขารู้วัตถุนั้นโดยความเป็น
จริงโดยความแท้. อนึ่งโดยลักษณะเจตนาอันจะให้เขารู้อย่างนั้นตั้งขึ้นแก่ผู้
ประสงค์จะให้ผู้อื่นรู้วัตถุอันไม่เป็นจริงโดยความเป็นจริง ก็ชื่อว่ามุสาวาท.
ซึ่งมุสาวาทนั้น. บทว่า ปหาย ละมุสาวาทนั้น คือละความเป็นผู้ทุศีลอันได้
แก่ เจตนาจะพูดเท็จนี้เสีย. บทว่า ปฏิวิรโต เว้นขาด คืองดเว้นจาก
ความเป็นผู้ทุศีลนั้นตั้งแต่เวลาละได้แล้ว. พึงทราบความในบททั้งหลายเห็น
ปานนี้แม้อื่นโดยนัยนี้ว่า แม้ความคิดว่าจักล่วงก็ยังไม่มี จะกล่าวไปทำไมถึง
ธรรมอันควรรู้ด้วยจักษุโสตะและกายเล่า. ชื่อว่า สจฺจวาที เพราะพูดจริง.
ชื่อว่า สจฺจสนฺโธ ดำรงคำสัตย์ เพราะสืบทอดคำสัตย์ไว้ด้วยความจริง
อธิบายว่า ไม่พูดเท็จในระหว่าง ๆ. เพราะคนใดบางครั้งพูดเท็จ บาง
ครั้งพูดจริง คำสัตย์ของบุคคลนั้นไม่สืบต่อด้วยความสัตย์ เพราะเขาพูด
เท็จในระหว่าง เพราะฉะนั้น คนนั้นได้ชื่อว่าไม่ดำรงคำสัตย์. บุคคลนี้ไม่พูด
เท็จ แม้เพราะเหตุความเป็นอยู่ ย่อมดำรงความสัตย์ไว้ด้วยความสัตย์เหมือน
หน้า 80
ข้อ 441
กัน ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงคำสัตย์, บทว่า เถโต คือมั่นคง. อธิบายว่า
มีถ้อยคำมั่นคง, บุคคลคนหนึ่งเป็นผู้มีถ้อยคำไม่มั่นคง ดุจสีย้อมผ้า ดุจหลัก
ปักที่กองแกลบ และดุจฟักวางบนหลังม้าฉะนั้น คนหนึ่งมีถ้อยคำมั่นคง
ดุจรอยจารึกบนแผ่นหิน และดุจเสาเขื่อนฉะนั้น. แม้จะเอาดาบตัดศีรษะก็
ไม่ยอมพูดเป็นคำสอง. บุคคลนี้ท่านเรียกว่าผู้มีวาจามั่นคง. บทว่า ปจฺจยิโก
คือเชื่อถือได้ อธิบายว่า มั่นอยู่ในคำสัตย์. จริงอยู่ คนบางคนเชื่อถือไม่ได้
เมื่อเขากล่าวว่า คนโน้นพูดเรื่องอะไร ก็พูดว่า พวกท่านอย่าเชื่อคำของ
เขาเลย. คนหนึ่งเชื่อถือได้ เมื่อเขากล่าวว่า คนโน้นพูดเรื่องอะไรก็พูดว่า
ผิว่า คนนั้นพูดถือเป็นประมาณได้ ไม่ต้องสอบสวน นี้ต้องเป็นอย่างนั้น
ดังนี้ บุคคลนี้ท่านกล่าวว่า เป็นบุคคลเชื่อถือได้. บทว่า อวิสํวาทโก
โลกสฺส ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดแก่โลก อธิบายว่า ไม่พูดให้ชาวโลก
เข้าใจผิด เพราะเป็นผู้กล่าวคำสัตย์นั้น. พึงทราบความในบทมีอาทิว่า
ปิสุณาวาจํ ปหาย ละปิสุณาวาจา ดังต่อไปนี้ วาจาที่บุคคลพูดทำให้
เขารักตน ทำความส่อเสียดแก่ผู้อื่น ชื่อว่าปิสุณาวาจา. วาจาที่ทำความหยาบ
ให้คนบ้าง ให้ผู้อื่นบ้าง แม้วาจาเองก็หยาบไม่เพราะหู ไม่สุขใจ ชื่อว่า
ผรุสวาจา. บุคคลผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อไม่มีประโยชน์ ชื่อว่าสัมผัปปลาปะ. แม้
เจตนาใดอันเป็นเหตุแห่งคำพูดเหล่านั้น ย่อมได้ชื่อว่าปิสุณาวาจาเป็นต้น
เหมือนกัน เจตนานั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้. บทว่า อิเมสํ เภทาย เพื่อ
ทำลายคนหมู่นี้ คือเพื่อทำลายผู้ที่ฟังในสำนักของผู้ที่กล่าววาจาแต่สำนักนี้.
บทว่า ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สมานคนที่แตกกัน คือเมื่อมิตร
สองคนหรือผู้ที่ร่วมอุปัชฌาย์กันเป็นต้น แตกกันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง
เข้าไปหาคน ๆ หนึ่ง แล้วกล่าวคำมีอาทิว่า การแตกกันนี้ไม่สมควรแก่
หน้า 81
ข้อ 441
ท่านทั้งหลายผู้เกิดในตระกูลเช่นผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้ ชื่อว่าทำความสมาน.
บทว่า อนุปฺปทาตา ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกัน คือส่งเสริมคนที่
สมานกัน. อธิบายว่า เห็นคนสองคนพร้อมเพรียงกัน แล้วกล่าวคำ
มีอาทิว่า นี้สมควรแก่พวกท่านผู้เกิดในตระกูลเห็นปานนี้ ประกอบด้วย
คุณเห็นปานนี้แล้วทำให้หนักแน่นยิ่งขึ้น. ชื่อว่า สมคฺคาราโม เพราะ
มีความพร้อมเพรียงเป็นที่มายินดี. อธิบายว่า ความพร้อมเพรียงไม่มีในที่ใด
ไม่ควรแม้จะอยู่ในที่นั้น. บาลีว่า สมคฺคราโม ดังนี้บ้าง. ความอย่างเดียว
กัน. บทว่า สมคฺครโต คือ ยินดีในบุคคลผู้พร้อมเพรียงกัน อธิบายว่า
ละบุคคลเหล่านั้นแล้วไม่ปรารถนาจะไปในที่อื่น. ชื่อว่า สมคฺคนนฺที เพราะ
เห็นก็ดี ฟังก็ดี ซึ่งบุคคลผู้พร้อมเพรียงกันย่อมยินดี. บทว่า สมคฺคกรณึ
วาจํ ภาสิตา กล่าววาจาทำให้เขาพร้อมเพรียงกัน คือกล่าววาจาที่ทำให้
สัตว์ทั้งหลายพร้อมเพรียงกันอันแสดงถึงคุณของความสามัคคี มิใช่นอก
เหนือไป. เจตนาหยาบโดยส่วนเดียวยังกายประโยคและวจีประโยคให้ตั้งขึ้น
ตัดความรักของบุคคลอื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา. บทว่า เนลา กล่าววาจา
ที่ไม่มีโทษ โทษท่านเรียกว่าเอลา. ชื่อว่า เนลา เพราะวาจาไม่มีโทษ.
ดุจ เนลา ที่ท่านกล่าวไว้ในคาถานี้ว่า เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท ไม่มีโทษ
(บริสุทธิ์ ) คลุมด้วยผ้าขาว. บทว่า กณฺณสุขา ไพเราะโสต คือวาจาสบายหู
เพราะไพเราะด้วยพยัญชนะไม่เกิดแสลงหูดุจเข็มแทงหู. ชื่อว่า เปมนิยา
เพราะไม่เกิดความโกรธ ให้เกิดความรักไปทั่วกาย เพราะไพเราะ
ด้วยอรรถบทว่า หทยงฺคมา วาจาหยั่งลงถึงหทัย. ชื่อว่า หทยงฺคมา
เพราะไม่มีอะไรกระทบไปถึงหทัยเข้าไปสู่จิตโดยสะดวก. ชื่อว่า โปรี เพราะ
เป็นคำของชาวเมือง บริบูรณ์ด้วยคุณ. อนึ่ง ชื่อว่า โปรี เพราะเป็นเด็กดี
หน้า 82
ข้อ 441
ดุจนารีผู้เจริญในบุรี. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า โปรี เพราะเป็นวาจาของชาวเมือง.
อธิบายว่า เป็นคำพูดของชาวเมือง. จริงอยู่ ชาวเมืองเป็นผู้พูดเหมาะสม
ย่อมเรียกคนปูนบิดาว่าบิดา คนปูนพี่ว่าพี่. ชื่อว่า พหุชนกนฺตา เพราะ
คำพูดเห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่พอใจของชนหมู่มาก. ชื่อว่า พหุชนมนาปา
เพราะเป็นที่ชอบใจของชนหมู่มาก ทำความงดงามให้แก่ใจ ด้วยเป็นวาจา
ที่พอใจ. อกุศลเจตนาอันยังกายประโยค และวจีประโยคให้ตั้งขึ้นด้วย
ให้รู้ความไม่มีประโยชน์ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ. ชื่อว่า กาลวาที เพราะพูด
ถูกกาลอันควร. อธิบายว่า พูดตามกำหนดกาลที่ควรพูด. ชื่อว่า ภูตวาที
เพราะพูดจริงแท้ตามความจริง. ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะพูดอิงประโยชน์
ปัจจุบันและประโยชน์ในภายหน้า. ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะพูดอิงโลกุตร-
ธรรม ๙. ชื่อว่า วินยวาที เพราะพูดอิงสังวรวินัย (การสำรวม) และ
ปหานวินัย (การละ). ชื่อว่า นิธานวตี เพราะมีวาจาเป็นหลักฐาน ที่ท่าน
เรียกว่านิธาน. อธิบายว่า กล่าวคำพูดอันควรจำไว้ในหทัย. บทว่า กาเลน
โดยกาลอันควร คือแม้เมื่อจะกล่าววาจาเห็นปานนี้ก็ไม่กล่าวในกาลอันไม่
ควรว่า เราจักกล่าววาจาอันมีหลักฐาน. แต่กล่าวในกาลอันควร. บทว่า
สาปเทสํ มีที่อ้างอิง อธิบายว่า พร้อมด้วยอุปมา พร้อมด้วยเหตุ.
บทว่า ปริยนฺตวตึ มีส่วนสุด อธิบายว่า แสดงหัวข้อแล้วกล่าวไปตามที่
หัวข้อของวาจานั้นปรากฏ. บทว่า อตฺถสญฺหิตํ ประกอบด้วยประโยชน์
คือกล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์ เพราะมีประกอบด้วยอรรถที่ผู้นั้น
กล่าว สมบูรณ์ด้วยอรรถอันผู้กล่าวจำแนกไว้หลายนัย สามารถถือเอาได้.
อธิบายว่า มิใช่ยกบทอื่นแล้วกล่าวบทอื่น. บทว่า จตุทฺโทสาปคตํ วาจํ
ภาสติ กล่าววาจาปราศจากโทษ ๔ คือกล่าววาจาปราศจากโทษ ๔
มีมุสาวาทเป็นต้น.
หน้า 83
ข้อ 441
บทว่า ทฺวตฺตึสาย ติรจฺฉานกถาย คือ ไม่ประกอบด้วยดิรัจฉาน-
กถา ๓๒ ประการของสัตว์ผู้พ้นจากสวรรค์. บทว่า ทส กถาวตฺถูนิ
กถาวัตถุ ๑๐ ประการ คือเหตุอันเป็นวัตถุแห่งกถาอาศัยวิวัฏฏะ (นิพพาน)
๑๐ ประการมีความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยเป็นต้น. บทว่า อปฺปิจฺโฉ
มีความปรารถนาน้อย ในบทว่า อปฺปิจฺฉกถํ นี้ ได้แก่ เว้นความปรารถนา
ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความอยาก. อันที่จริงพยัญชนะ ในบทว่า อปฺ-
ปิจฺโฉ นี้ ดูเหมือนจะยังมีพยัญชนะเหลืออยู่. แต่อรรถไม่มีอะไรเหลืออยู่
เลย. เพราะพระขีณาสพไม่มีความปรารถนาแม้แต่น้อย. อีกอย่างหนึ่ง
ในความปรารถนานี้พึงทราบประเภทดังนี้ คือความปรารถนาลาภคนอื่น
เพื่อตน ความปรารถนาลามก ความปรารถนาใหญ่ ความปรารถนาน้อย.
ในประเภทความปรารถนาเหล่านั้นพึงทราบดังนี้ ความปรารถนาลาภ
ของผู้อื่นเพราะไม่อิ่มในลาภของตน ชื่อว่าปรารถนาลาภคนอื่นเพื่อตน.
ผู้ประกอบด้วยความปรารถนาลาภคนอื่นเพื่อตนนั้น แม้ขนมสุกในภาชนะ
หนึ่งที่เขาใส่บาตรของตน ก็ปรากฏเหมือนยังไม่สุกดีและเหมือนเล็กน้อย.
วันรุ่งขึ้นเขาใส่บาตรของผู้อื่น ก็ปรากฏเหมือนสุกดีแล้วและเหมือนมาก.
ความสรรเสริญในคุณอันไม่มี และความไม่รู้จักประมาณในการรับ ชื่อว่ามี
ความปรารถนาลามก. ความปรารถนาลามกนั้นมาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า คน
บางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธาปรารถนาว่า ขอให้ชนรู้จักเราว่าเป็นผู้มี
ศรัทธา. บุคคลผู้ประกอบด้วยความปรารถนาลาภนั้น ย่อมตั้งอยู่ในความ
หลอกลวง. ความสรรเสริญคุณอันมีอยู่ และความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณใน
การรับ ชื่อว่ามีความปรารถนาใหญ่. แม้ความปรารถนาใหญ่นั้น ก็มา
แล้วโดยนัยนี้ว่า คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมปรารถนาว่า ชน
หน้า 84
ข้อ 441
จงรู้จักเราว่าเป็นผู้มีศรัทธา ย่อมปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราว่าเป็นผู้มีศีล
ดังนี้ บุคคลผู้ประกอบด้วยความปรารถนาใหญ่นั้นเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยท่อนผ้า,
แม้มารดาผู้ให้กำเนิดก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความคิดของเขาได้. สมดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
กองไฟ มหาสมุทร และบุคคลผู้มีความปรารถนา
ใหญ่ ชนทั้งหลายให้ปัจจัยจนเต็มเกวียน แม้ทั้งสาม
ประเภทนั้นก็หาอิ่มไม่.
ส่วนความเป็นผู้ปิดบังคุณอันมีอยู่ และรู้จักประมาณในการรับ ชื่อ
ว่า มีความปรารถนาน้อย. บุคคลผู้ประกอบด้วยความปรารถนาน้อยนั้น
เพราะประสงค์จะปกปิดคุณแม้ที่มีอยู่ในตน ถึงมีศรัทธา ก็ไม่ปรารถนาว่า
ขอชนจงรู้จักเราว่าเป็นผู้มีศรัทธา ถึงมีศีล เป็นผู้สงัด เป็นพหูสูต เป็นผู้
ปรารภความเพียร เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ เป็นผู้มีปัญญาเป็นพระขีณาสพ
ก็ไม่ปรารถนาว่าชนจงรู้จักเราว่า เป็นพระขีณาสพ เหมือนพระมัชฌัน-
ติกเถระฉะนั้น. ก็แลภิกษุผู้มีความปรารถนาน้อยอย่างนี้ ย่อมยังลาภ
ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทำลาภที่เกิดขึ้นแล้วให้ถาวร ยังจิตของทายกให้ยินดี.
มนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใสแล้วในวัตรของภิกษุนั้นย่อมถวายมาก โดยอาการ
ที่ภิกษุนั้นเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย จึงรับแต่น้อย.
ยังมีความปรารถนาน้อยอื่นอีก ๔ อย่าง คือ ปรารถนาน้อยใน
ปัจจัย ปรารถนาน้อยในธุดงค์ ปรารถนาน้อยในปริยัติ ปรารถนาน้อยใน
อธิคม (ความสำเร็จ, การบรรลุ). ใน ๔ อย่างนั้น ความปรารถนาน้อย
ในปัจจัย ๔ ชื่อว่า ปรารถนาน้อยในปัจจัย. ภิกษุใดรู้กำลังของทายก
รู้กำลังของไทยธรรม รู้กำลังของตน ผิว่า ไทยธรรมมีมาก ทายกประสงค์
หน้า 85
ข้อ 441
จะให้น้อยย่อมรับแต่น้อยด้วยกำลังของทายก. ไทยธรรมมีน้อย ทายก
ประสงค์จะให้มาก ย่อมรับแต่น้อยด้วยกำลังของไทยธรรม. แม้ไทยธรรม
ก็มีมาก แม้ทายกก็ประสงค์จะให้มาก รู้กำลังของตนย่อมรับพอประมาณ
เท่านั้น. ไม่ประสงค์จะให้รู้ว่าการสมาทานธุดงค์มีอยู่ในตน ภิกษุนั้น
ชื่อว่า เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยในธุดงค์. ส่วนภิกษุใดไม่ประสงค์จะ
ให้รู้ว่าตนเป็นพหูสุต ภิกษุนี้ชื่อว่า เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยในปริยัติ.
ส่วนภิกษุใดได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ปรารถนา
จะให้รู้ว่าตนเป็นพระโสดาบันเป็นต้น ภิกษุนี้ชื่อว่า เป็นผู้มีความปรารถนา
น้อยในอธิคม. ส่วนพระขีณาสพละความปรารถนาลาภคนอื่นเพื่อตน
ความปรารถนาลามก ความปรารถนาใหญ่ได้แล้ว ชื่อว่า เป็นผู้มีความ
ปรารถนาน้อย เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยความปรารถนาน้อยด้วยความ
บริสุทธิ์ คือไม่โลภอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความปรารถนาโดยประการทั้งปวง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงโทษในธรรมเหล่านั้นว่า ดูก่อนอาวุโส
ทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ คือความปรารถนาลาภคนอื่นเพื่อตน ความ
ปรารถนาลามก ความปรารถนาใหญ่ควรละเสีย ทรงแสดงว่า ควรประ-
พฤติสมาทานความเป็นผู้ปรารถนาน้อยเห็นปานนี้ ชื่อว่าตรัส อปฺปิจฺฉกถา
ความปรารถนาน้อย.
เราจักแสดงอรรถที่ต่างกันในบทเป็นต้นว่า สนฺตุฏฺิกถํ กล่าวถึง
สันโดษ. แต่พึงทราบการประกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า สนฺ-
ตุฏฺิกถํ คือกถาอิงความยินดีปัจจัยตามมีตามได้. ก็สันโดษนั้นมี ๑๒ อย่าง.
๑๒ อย่างนั้นอย่างไร. คือสันโดษในจีวรมี ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ๑
ยถาพลสันโดษ ๑ ยถาสารุปปสันโดษ ๑. แม้ในบิณฑบาตเป็นต้นก็เหมือน
กัน. จะพรรณนาถึงประเภทของสันโดษนั้นต่อไป.
หน้า 86
ข้อ 441
ภิกษุในศาสนานี้ได้จีวรดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม ภิกษุนั้นใช้สอยจีวรนั้น
เท่านั้น ไม่ปรารถนาอย่างอื่น แม้ได้ก็ไม่รับ นี้ชื่อว่า ยินดีตามได้ในจีวร
ของภิกษุนั้น (ยถาลาภสันโดษ). อนึ่ง ภิกษุใดปกติมีกำลังน้อย หรือถูก
อาพาธและชราครอบงำ ห่มจีวรหนักย่อมลำบาก ภิกษุนั้นแลกเปลี่ยน
จีวรนั้นกับภิกษุที่ชอบกัน แล้วใช้สอยจีวรผืนที่เบาเป็นผู้สันโดษ. นี้ชื่อ
ว่า ยินดีตามกำลังในจีวรของภิกษุนั้น (ยถาพลสันโดษ). ภิกษุรูปอื่นได้
ปัจจัยประณีต ภิกษุนั้นได้จีวรมีค่ามาก มีจีวรผ้าไหมเป็นต้นผืนใดผืนหนึ่ง
หรือจีวรหลายผืนแล้วถวายว่า ผืนนี้สมควรแก่พระเถระผู้บวชนาน ผืนนี้
สมควรแก่ท่านผู้เป็นพหูสูต ผืนนี้สมควรแก่ภิกษุอาพาธ ผืนนี้สมควร
แก่ภิกษุผู้มีลาภน้อย ดังนี้ แล้วเลือกจีวรเก่า ๆ ของภิกษุเหล่านั้น หรือ
จีวรที่เปื้อนจากกองหยากเยื่อเป็นต้น เอาจีวรเหล่านั้นใช้เป็นสังฆาฏิ ย่อม
เป็นผู้สันโดษ. นี้ชื่อว่า ยินดีตามความสมควรในจีวรของภิกษุนั้น (ยถา-
สารุปปสันโดษ).
ส่วนภิกษุในศาสนานี้ได้บิณฑบาตเศร้าหมองก็ตาม ประณีตก็ตาม
ภิกษุนั้นยังชีวิตให้เป็นไปด้วยบิณฑบาตนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาอย่างอื่น
แม้ได้ก็ไม่รับ นี้ชื่อว่า ยินดีตามได้ในบิณฑบาตของภิกษุนั้น. อนึ่ง
ภิกษุใดได้บิณฑบาตอันแสลงหรือผิดสำแดงของตน ฉันบิณฑบาตนั้นแล้ว
ไม่สบาย ภิกษุนั้นถวายบิณฑบาตนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบพอกันแล้วฉันโภชนะ
เป็นที่สบายจากมือของภิกษุนั้น แล้วบำเพ็ญสมณธรรม ย่อมเป็นผู้สันโดษ.
นี้ชื่อว่า ยินดีตามกำลังในบิณฑบาตของภิกษุนั้น. ภิกษุรูปอื่นได้บิณฑบาต
อันประณีตมาก ภิกษุนั้นถวายแก่ภิกษุผู้บวชนาน ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีลาภน้อย
ผู้อาพาธ เหมือนถวายจีวรนั้น หรือเที่ยวบิณฑบาต แล้วฉันอาหารสำรวม
หน้า 87
ข้อ 441
ที่เหลือของภิกษุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้สันโดษ. นี้ชื่อว่า ยินดีตามสมควร
ในบิณฑบาตของภิกษุนั้น.
อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้ได้เสนาสนะที่ชอบใจก็ตาม ไม่ชอบใจก็ตาม
ภิกษุนั้นไม่เกิดโสมนัส ไม่เกิดขุ่นข้องด้วยเสนาสนะนั้น ย่อมยินดีตาม
ได้ แม้โดยที่สุดเครื่องลาดทำด้วยหญ้า. นี้ชื่อว่า ยินดีตามได้ในเสนาสนะ
ของภิกษุนั้น. อนึ่งภิกษุใดได้เสนาสนะอันทำลายสุขภาพก็ตาม ทำให้
เจ็บป่วยก็ตาม เมื่ออยู่ในเสนาสนะใดไม่สบาย ภิกษุนั้นให้เสนาสนะนั้น
แก่ภิกษุผู้ชอบพอกัน แม้อยู่ในเสนาสนะอันเป็นที่สบายในสำนักของภิกษุ
นั้น ก็เป็นผู้สันโดษ. นี้ชื่อว่า ยินดีตามกำลังในเสนาสนะของภิกษุนั้น
ภิกษุรูปอื่นมีบุญมาก ได้เสนาสนะอันประณีตมาก มีถ้ำ มณฑป และ
เรือนยอดเป็นต้น ภิกษุนั้นถวายแก่ภิกษุผู้บวชนาน เป็นพหูสูต มีลาภน้อย
ผู้อาพาธ เหมือนถวายจีวรเหล่านั้นแล้ว แม้จะอยู่ในที่ไหน ๆ ก็ย่อมเป็น
ผู้สันโดษ. นี้ชื่อว่า ยินดีตามสมควรในเสนาสนะของภิกษุนั้น. แม้ภิกษุใด
สำเหนียกอยู่ว่า ชื่อว่าเสนาสนะดีเกินไป เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เมื่อภิกษุนั่ง ณ เสนาสนะนั้นย่อมถูกความหลับครอบงำ ย่อมก้าวลงสู่ความ
ง่วงเหงาหาวนอน ความวิตกลามกย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ตื่นอยู่อีกแล้วไม่
รับเสนาสนะเช่นนั้นแม้มาถึงแล้ว ภิกษุนั้นปฏิเสธเสนาสนะนั้นแล้ว แม้
อยู่ในกลางแจ้งและโคนต้นไม้เป็นต้น ก็เป็นผู้สันโดษ. แม้นี้ก็ชื่อว่า ยินดี
ตามสมควรในเสนาสนะของภิกษุนั้น.
อนึ่ง ภิกษุได้เภสัชเศร้าหมองก็ตาม ภิกษุนั้นได้เภสัชใดยินดีด้วย
เภสัชนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาอย่างอื่น แม้ได้ก็ไม่รับ. นี้ชื่อว่า ยินดีตาม
หน้า 88
ข้อ 441
ได้ในคิลานปัจจัยของภิกษุนั้น. อนึ่ง ภิกษุใดต้องการน้ำมันแต่ได้น้ำอ้อย
ภิกษุนั้นถวายน้ำอ้อยนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบพอกันแล้วรับน้ำมันจากมือของภิกษุ
นั้น หรือแสวงหาอย่างอื่น แม้เอาน้ำมันและน้ำอ้อยเหล่านั้นทำเภสัช ก็
เป็นผู้สันโดษเหมือนกัน. นี้ชื่อว่า ยินดีตามกำลังในคิลานปัจจัยของภิกษุ
นั้น. ภิกษุรูปอื่นมีบุญมากได้เภสัชอันประณีต มีน้ำมันและน้ำอ้อยเป็นต้น
ภิกษุนั้นถวายแก่ภิกษุผู้บวชนาน ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีลาภน้อย ผู้อาพาธ
เหมือนถวายจีวรนั้นแล้ว แม้ยังชีวิตของภิกษุเหล่านั้นรูปใด ๆ ที่มาแล้ว ๆ
ให้เป็นไป ก็เป็นผู้สันโดษเหมือนกัน. อนึ่งภิกษุใดอันภิกษุตั้งของหวาน ๔
อย่างไว้ในภาชนะเดียวกันแล้วกล่าวว่า พระคุณเจ้าจงรับสมอดองด้วย
น้ำมูตรในภายในภาชนะหนึ่งที่พระคุณเจ้าปรารถนาเถิด หากโรคของ
ภิกษุนั้นสงบด้วยขนานใดขนานหนึ่งในยาเหล่านั้น ห้ามของหวาน ๔ ว่า
ชื่อว่า สมอดองด้วยน้ำมูตร อันพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงสรรเสริญ แล้ว
เอาสมอดองด้วยน้ำมูตรทำเภสัช ย่อมเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งทีเดียว. นี้ชื่อว่า
ยินดีตามสมควรในคิลานปัจจัยของภิกษุนั้น. บรรดาสันโดษแต่ละ ๓ อย่าง
ในปัจจัยทั้งหลาย เฉพาะอย่างเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า ยถาสารุปปสันโดษ
(ยินดีตามสมควร) เป็นเลิศ. พระอรหันต์เป็นผู้สันโดษด้วยสันโดษแม้
๓ อย่างเหล่านั้นในปัจจัยอย่างหนึ่ง ๆ.
บทว่า ปวิเวกกถํ ได้แก่ กถาเกี่ยวกับความสงัด. จริงอยู่ ความ
สงัดมี ๓ อย่าง คือ สงัดกาย ๑ สงัดจิต ๑ สงัดจากอุปธิ (กิเลส) ๑. ใน
ความสงัด ๓ อย่างนั้น รูปหนึ่งเดิน รูปหนึ่งยืน รูปหนึ่งนั่ง รูปหนึ่งนอน
รูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาต รูปหนึ่งก้าวไป รูปหนึ่งเดินจงกรม รูปหนึ่ง
เที่ยวไป รูปหนึ่งอยู่ นี้ชื่อว่า กายปวิเวก (สงัดกาย). สมาบัติ ๘ ชื่อว่า
หน้า 89
ข้อ 441
จิตตปวิเวก (สงัดจิต). นิพพานชื่อว่า อุปธิปวิเวก (สงัดจากกิเลส). สมดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า กายปวิเวกของผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด จิตตปวิเวกของ
ผู้ยินดีในเนกขัมมะแล้ว อุปธิปวิเวกของบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ผู้มีจิตบริสุทธิ์
ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง ถึงนิพพานแล้วดังนี้.
สังสัคคะ (ความเกี่ยวข้อง) ในบทว่า อสํสคฺคกถํ (กถาเรื่องการ
ไม่เกี่ยวข้องกัน) นี้มีอยู่ ๕ อย่าง คือ สวนสังสัคคะ (เกี่ยวข้องด้วยการฟัง) ๑
ทัสสนสังสัคคะ (เกี่ยวข้องด้วยการเห็น) ๑ สมุลลปนสังสัคคะ (เกี่ยวข้อง
ด้วยการสนทนา) ๑ สัมโภคสังสัคคะ (เกี่ยวข้องด้วยการบริโภคร่วมกัน) ๑
กายสังสัคคะ (เกี่ยวข้องทางกาย) ๑.
ในสังสัคคะ ๕ อย่างนั้น ภิกษุในศาสนานี้ได้ฟังมาว่า ที่บ้านหรือ
นิคมโน้นมีหญิงหรือหญิงวัยรุ่น มีรูปสวย น่าดู น่ารัก ประกอบด้วยผิว
พรรณงามยิ่งนัก ดังนี้ ภิกษุนั้นได้ฟังดังนั้นแล้วตกหลุมรัก ไม่สามารถ
จะประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ หมดกำลังที่จะเล่าเรียน เวียนมาเพื่อความ
เป็นคนเลว เพราะเหตุนั้น ราคะจึงเกิดด้วยวิถีแห่งโสตวิญญาณของภิกษุนั้น
ผู้ฟังซึ่งสมบัติมีรูปเป็นต้นที่คนอื่นบอกอย่างนี้ หรือฟังเสียงแม้หัวเราะ
และรำพันด้วยตนเอง ชื่อว่า สวนสังสัคคะ.
ภิกษุในศาสนานี้ไม่ได้ฟัง แต่เห็นเองซึ่งหญิงหรือหญิงวัยรุ่นรูปสวย
น่าดู น่ารัก ประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก ภิกษุนั้นเห็นเข้าแล้ว
ตกหลุมรัก ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ หมดกำลังที่จะเล่าเรียน
เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพราะเหตุนั้น ราคะจึงเกิดด้วยวิถีแห่งจักขุ-
วิญญาณของภิกษุผู้แลดูรูปอันเป็นข้าศึกอย่างนี้ ชื่อว่า ทัสสนสังสัคคะ.
หน้า 90
ข้อ 441
อนึ่ง ราคะเกิดด้วยการสนทนาปราศรัยกันและกัน ชื่อว่า สมุล-
ลปนสังสัคคะ.
ราคะเกิดด้วยภิกษุรับของของภิกษุณี หรือภิกษุณีรับของของภิกษุ
แล้วบริโภคร่วมกัน ชื่อว่า สัมโภคสังสัคคะ.
อนึ่ง ราคะเกิดด้วยการจับมือเป็นต้น ชื่อว่า กายสังสัคคะ.
พระอรหันต์ ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ๔ ด้วยสังสัคคะ ๕ เหล่านี้
พ้นจากการยึดถือ และพ้นจากการเกี่ยวข้อง กล่าวสรรเสริญคุณของการ
ไม่เกี่ยวข้อง ชื่อว่ากล่าว อสังสัคคกถา.
ในบทว่า วีริยารมฺภกถา กถาปรารภความเพียรนี้ มีความว่า ภิกษุ
ใดเป็นผู้ประคองความเพียรไว้ เป็นผู้มีความเพียรทางกายและทางจิต
บริบูรณ์ ในเวลาเดิน ก็ไม่ให้กิเลสเกิด ในเวลายืน นั่ง นอน ก็ไม่ให้
กิเลสเกิด ประพฤติดุจจับบีบงูเห่าด้วยมนต์ และดุจเหยียบศัตรูที่คอ กล่าว
สรรเสริญคุณของผู้ปรารภความเพียรเช่นนั้น ชื่อว่ากล่าว วีริยารัมภกถา.
บทว่า สีลํ ในบทว่า สีลกถํ กถาว่าด้วยศีลนี้ ได้แก่ จตุปาริ-
สุทธศีล. บทว่า สมาธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ อันมีวิปัสสนาเป็นบาท.
บทว่า ปญฺา ได้แก่ ญาณอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า วิมุตฺติ
ได้แก่ วิมุตติอัน เป็นอรหัตผล. บทว่า วิมุตฺติาณทสฺสนํ ได้แก่ ปัจจเวก-
ขณญาณ ๑๙ อย่าง. เมื่อจะประกาศคุณของศีลเป็นต้น ชื่อว่า กล่าวกถา
เรื่องศีลเป็นต้น. บทมีอาทิว่า สติปฏฺานกถํ อันเป็นบทสุดท้ายของบทว่า
สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ก้าวล่วงธรรมเครื่องข้อง และตัณหาเพียง
ดังว่าตาข่าย บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นมุนี พึงทราบโดยทำนองดังกล่าว
แล้วในบทก่อน ๆ.
หน้า 91
ข้อ 441
บทว่า นิราสตฺตี บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเกี่ยวข้อง คือไม่มี
ตัณหา. บทว่า วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ ผู้มีปกติเห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย
ได้แก่เห็นวิเวก ในความเป็นตนเป็นต้น ในจักษุสัมผัสเป็นต้น อันเป็น
ปัจจุบัน. บทว่า ทิฏฺีสุ จ น นิยฺยติ และไม่ถูกนำไปในเพราะทิฏฐิ
ทั้งหลาย ได้แก่ไม่ถูกนำไปในเพราะทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิ ๖๒.
บทว่า วิปริณตํ วา วติถุํ น โสจติ ไม่เศร้าโศกถึงวัตถุที่แปรปรวน
คือละภาวะเดิมแล้วย่อมไม่ถึงความเศร้าโศกในวัตถุไร ๆ ที่เสื่อมไป. บทว่า
วิปริณตสฺมึ วา คือ เมื่อวัตถุแปรปรวนไปแล้ว . บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส
ได้แก่ ผัสสะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ ทำจักษุให้เป็นวัตถุ ชื่อว่า จักขุ-
สัมผัส. แม้ในผัสสะที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน . อนึ่ง ในบทนี้ผัสสะที่มีใน
ก่อน ก็มีจักขุประสาทเป็นต้นเป็นวัตถุทั้งนั้น. มโนสัมผัส มีหทยะเป็นวัตถุ
ก็มี ไม่มีวัตถุก็มี ทั้งหมดเป็นผัสสะเป็นไปในภูมิ ๔. บทว่า อธิวจน-
สมฺผสฺโส คือ เป็นชื่อของสัมผัสนั้นโดยปริยาย. เพราะอรูปขันธ์ ๓ อย่าง
หมุนไปตามข้างหลังเอง ย่อมทำชื่อของสัมผัสที่เกิดพร้อมกับตนว่าอธิวจน-
สัมผัส. บทว่า ปฏิฆสมฺผสฺโส ปฏิฆสัมผัสโดยนิปริยาย สัมผัสเป็นไปใน
ปัญจทวาร ชื่อปฏิฆสัมผัส สัมผัสเป็นไปในมโนทวาร ชื่อว่าอธิวจนสัมผัส.
บทว่า สุขเวทนีโย ผสฺโส ได้แก่ ผัสสะอันเกิดขึ้นเกื้อกูลแก่สุขเวทนา.
แม้ในสัมผัสทั้งสองนอกจากนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า กุสโล ผสฺโส
ผัสสะอันเป็นกุศล ได้แก่ผัสสะอันเกิดพร้อมกับกุศลจิต ๒๑. บทว่า อกุสโล
ผัสสะเป็นอกุศล ได้แก่ผัสสะอันเกิดพร้อมกับอกุสลจิต ๑๒. บทว่า
อุพฺยากโต ผัสสะอันเป็นอัพยากฤต ได้แก่ผัสสะอันเกิดพร้อมกับอัพยากต-
จิต ๕๖. บทว่า กามารจโร ผัสสะอันเป็นกามาวจร ได้แก่ผัสสะอัน
หน้า 92
ข้อ 441
เกิดพร้อมกับกามาวจรจิต ๕๔. บทว่า รูปาวจโร ผัสสะอันเป็นรูปาวจร
ได้แก่ ผัสสะอันเกิดพร้อมกับรูปาวจรจิต ๑๕ มีกุศลจิตเป็นต้น. บทว่า
อรูปาวจโร ผัสสะอันเป็นอรูปาวจร ได้แก่ผัสสะที่สัมปยุตด้วยอรูปาวจรจิต
๑๒ ด้วยอำนาจแห่งกุศลจิตและอัพยากตจิต. บทว่า สุญฺโต ผัสสะอัน
เป็นสุญญตะ ได้แก่มรรคอันเกิดขึ้นแก่ผู้เห็นแจ้งด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุ-
ปัสสนา ชื่อว่า สุญญตะ ความเป็นของสูญ. ผัสสะอันเกิดพร้อมกับมรรค
นั้นชื่อว่า สุญญตผัสสะ. แม้ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ใน
บทว่า อนิมิตฺโต ผัสสะอันเป็นอนิมิตตะนี้ ได้แก่มรรคอันเกิดขึ้นแก่ผู้
เห็นแจ้งด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า อนิมิตตะ (หานิมิตมิได้).
บทว่า อปฺปณิหิโต ผัสสะอันเป็นอัปปณิหิตะ (ไม่มีที่ตั้ง) ได้แก่มรรค
อันเกิดขึ้นแก่ผู้เห็นแจ้งด้วยอำนาจทุกขานุปัสสนาชื่อว่า อัปปณิหิตะ. บทว่า
โลกิโย ผัสสะอันเป็นโลกิยะ คือวัฏฏะท่านเรียกว่าโลก เพราะอรรถว่า
เสื่อมโทรมแตกสลายไป ธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นโลกิยะเพราะประกอบ
อยู่ในโลกด้วยความนับเนื่องกันในวัฏฏะนั้น. บทว่า โลกุตฺตโร ผัสสะ
อันเป็นโลกุตระ ได้แก่ผัสสะ ชื่อว่าโลกุตระเพราะข้ามพ้นไปจากโลก.
ผัสสะอันเป็นโลกุตระ เพราะไม่นับเนื่องในโลก. บทว่า อตฺเตน วา
คือ จากความเป็นคนบ้าง. บทว่า อตฺตนิเยน วา คือ จากธรรมที่เนื่อง
ในตนบ้าง.
บทว่า ปฏิลีโน บุคคลเป็นผู้หลีกเร้น คือปราศจากอกุศลธรรม
นั้น เพราะละราคะเป็นต้นได้. บทว่า อกุหโก ไม่หลอกลวง คือไม่ทำ
ให้พิศวงด้วยวัตถุเป็นเครื่องหลอกลวง ๓ อย่าง. บทว่า อปิหาลุ คือ มี
ปกติไม่ทะเยอทะยาน. ท่านอธิบายว่า เว้นจากความปรารถนาและความ
หน้า 93
ข้อ 441
อยาก. บทว่า อมจฺฉรี ไม่ตระหนี่ คือเว้นจากความตระหนี่ ๕ อย่าง.
บทว่า อปฺปคพฺโภ ผู้ไม่คะนอง คือเว้นจากความเป็นผู้คะนองกายเป็นต้น.
บทว่า อเชคุจฺโฉ ไม่เป็นที่รังเกียจ คือไม่น่ารังเกียจ ชื่นตา ชื่นใจ
เพราะสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นต้น.
บทว่า เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต ไม่ประกอบในความเป็นผู้มีวาจา
ส่อเสียด คือไม่ประกอบในความส่อเสียดอันควรนำเข้าไปด้วยอาการสอง
อย่าง.
บทว่า ราคสฺส ปหีนตฺตา เพราะละเสียซึ่งราคะ คือเพราะละราค-
กิเลสได้ด้วยอรหัตมรรค. บทว่า อสฺมิมาโน ปหีโน โหติ เป็นผู้ละความ
ถือตัวว่าเป็นเรา คือละความหยิ่งและความถือตัวว่าเป็นเราได้โดยเด็ดขาด.
บทว่า ตีณิ กุหนวตฺถูนิ วัตถุแห่งความหลอกลวง ๓ อย่าง คือเหตุให้เกิด
ความพิศวง ๓ อย่าง. ในบทมีอาทิว่า ปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาตํ กุหนวตฺถุํ
เรื่องความหลอกลวงกล่าวด้วยการเสพปัจจัย มีความว่า เมื่อภิกษุได้รับ
นิมนต์ด้วยจีวรเป็นต้น ทั้งมีความต้องการจีวรนั้นเหมือนกัน อาศัยความ
ปรารถนาลามก และรู้ว่าคหบดีเหล่านั้นมีศรัทธาตั้งมั่นด้วยดีในตนเพราะ
การปฏิเสธ เมื่อคหบดีเหล่านั้นคิดว่า น่าอัศจรรย์ใจ พระคุณเจ้ามีความ
ปรารถนาน้อย ไม่ปรารถนาจะรับอะไร ๆ อีก พึงเป็นสิ่งที่เราได้ดีแล้วหนอ
หากพระคุณเจ้าจะพึงรับอะไร ๆ แม้มีประมาณน้อยดังนี้ แสดงความประ-
สงค์จะอนุเคราะห์เขาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ทำให้พิศวงด้วยการรับ อันเป็น
เหตุให้เขานำของเข้าไปถวายเป็นเกวียน ๆ. พึงทราบว่า นี้คือเรื่อง
หลอกลวงกล่าวด้วยการเสพปัจจัย. อนึ่ง เมื่อภิกษุมีความปรารถนาลามกทำ
ให้พิศวงด้วยอิริยาบถอันแสดงความประสงค์จะยกย่อง พึงทราบว่า นี้คือ
หน้า 94
ข้อ 441
เรื่องการหลอกลวงอาศัยอิริยาบถ. อนึ่ง เมื่อภิกษุมีความปรารถนาลามก ทำ
ให้พิศวงด้วยอาการนั้น ๆ โดยการกล่าวแสดงถึงการบรรลุอุตริมนุสธรรม
พึงทราบว่า นี้คือเรื่องหลอกลวงกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง.
ในบทว่า เรื่องการหลอกลวงกล่าวด้วยการเสพปัจจัยเป็นไฉนนี้ พึง
ทราบว่า ได้แก่การหลอกลวงกล่าวด้วยการเสพปัจจัย คือกล่าวอย่างนี้ว่า
การซ่องเสพปัจจัย. บทว่า อิธ คหปติกา ภิกฺขุํ นิมนฺเตนติ คือ คหบดี
ในโลกนี้ย่อมนิมนต์ภิกษุ. ปาฐะอย่างนี้เหมือนกัน . อาจารย์บางพวกกล่าว
ว่า นิมนฺเตนฺติ บ้าง วทนฺติ บ้าง. บทว่า จีวรํ ปจฺจกฺขาติ บอกคืน
จีวร คือปฏิเสธจีวร. บทว่า เอตํ สารุปฺปํ ยํ สมโณ ข้อนั้นเป็นการ
สมควรแก่สมณะ คือข้อนี้สมณะทำการทรงจีวรไว้เป็นการสมควร คือ
เหมาะสม. บทว่า ปาปณิกา วา นนฺตกานิ ผ้าเก่าจากตลาด คือผ้าขี้ริ้ว
เว้นผ้าใหม่อันตกอยู่ที่ประตูตลาด. บทว่า อุจฺจินิตฺวา คือ เก็บเอามา. บทว่า
อุญฺฉาจริยาย คือ ด้วยการเที่ยวไปเพื่อภิกษา. บทว่า ปิณฺฑิยาโลเปน ได้
แก่ ข้าวทำเป็นก้อนได้มา. บทว่า ปูติมุตฺเตน วา ด้วยน้ำมูตรเน่า คือ
น้ำมูตรโค. บทว่า โอสธํ กเรยฺย คือ พึงทำเป็นยา. บทว่า ตทุปาทาย
คือ ตั้งแต่นั้นมา. บทว่า ธุตวาโท มีวาทะกำจัดกิเลสคือกล่าวคุณแห่งธุดงค์.
บทว่า ภิยฺโย ภิยฺโย นิมนฺเตนฺติ ยิ่งนิมนต์ คือนิมนต์บ่อย ๆ. บทว่า
สมฺมุขีภาวา คือ เพราะประจวบกัน. อธิบายว่า เพราะความมีอยู่. บทว่า
ปสวติ คือ ย่อมได้. สามารถจะทำโดยประจวบด้วยศรัทธา เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า สทฺธาย สมฺมุขีภาวา เพราะประจวบด้วยศรัทธาเป็นอาทิ.
ไทยธรรมหาได้ง่ายแต่ทักขิไณยบุคคลและศรัทธาหาได้ยาก. เพราะศรัทธา
ของปุถุชนไม่มั่นคงเปลี่ยนไปทุก ๆ ย่างก้าว. ด้วยเหตุนั้นแลแม้พระอัคร-
หน้า 95
ข้อ 441
สาวกเช่นกับพระมหาโมคคัลลานะ ยังไม่สามารถเป็นผู้รับรองปุถุชนนั้น
ได้ จึงกล่าวว่า ดูก่อนผู้อาวุโส พระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถรับรอง
ธรรมสองอย่าง คือโภคะและชีวิตของท่านได้ แต่จะรับรองท่าน
ได้ด้วยศรัทธา. บทว่า ปุญฺเน ในบทว่า เอวํ ตุมฺเห ปุญฺเน
ปริหีนา ภวิสฺสถ ท่านทั้งหลายจักเป็นผู้เสื่อมจากบุญด้วยอาการอย่างนี้
เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ. คือท่านจักเป็นผู้เสื่อมจาก
บุญคือหันหลังให้บุญ. บทว่า ภากุฏิกา หน้าสยิ้ว คือทำหน้าสยิ้วด้วยการ
เห็นหน้ายู่ยี่. อธิบายว่า มีหน้าเบี้ยวบูด. ชื่อว่า ภากุฏิกะ เพราะมีหน้าสยิ้ว.
ความเป็นผู้มีหน้าสยิ้ว ชื่อว่าภากุฏิกะ บทว่า กุหนา ความหลอกลวง คือ
ความพิศวง. กิริยาที่หลอกลวง ชื่อว่า กุหายนา. ความเป็นผู้หลอกลวง
ชื่อว่า กุหิตัตตะ.
บทว่า ปาปิจฺโฉ มีความปรารถนาลามก คือใคร่จะแสดงคุณที่
ไม่มีอยู่. บทว่า อิจฺฉาปกโต คือ ถูกความปรารถนาครอบงำ. บทว่า
สมฺภาวนาธิปฺปาโย มีความประสงค์ในการยกย่อง คือมีอัธยาศัยถือตัวจัด.
บทว่า คมนํ สณฺเปติ สำรวมการเดิน คือระมัดระวังการเดินมีการก้าว
ไปเป็นต้น. อธิบายว่า ทำความน่าเลื่อมใส. แม้ในบทนอกนี้ก็มีนัยนี้
เหมือนกัน . บทว่า ปณิธาย คจฺฉติ ตั้งสติเดิน คือตั้งใจเดิน. แม้ใน
บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สนาหิโต วิย คจฺฉติ ทำเหมือน
ภิกษุมีสมาธิเดิน คือทำเหมือนภิกษุได้อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน .
บทว่า อาปาถกชฺฌายีว โหติ ทำเหมือนภิกษุที่เจริญอาปาถกฌาน
(เจริญฌานต่อหน้าพวกมนุษย์) คือแสดงความเป็นผู้สงบ ทำเป็นเหมือน
หน้า 96
ข้อ 441
เข้าฌานต่อหน้าพวกมนุษย์ที่เดินมา. บทว่า อิริยาปถสฺส ได้แก่ อิริยา-
บถ ๔. บทว่า อาปนา การตั้งใจ คือ จงใจไว้แต่ต้นหรือตั้งใจไว้โดย
เอื้อเฟื้อ บทว่า ปนา คือ การตั้งใจ. บทว่า สณฺปนา ทำเป็น
ตั้งใจ อธิบายว่า ทำความน่าเลื่อมใส. บทว่า อริยธมฺมสนฺนิสิตํ
กล่าววาจาอิงอริยธรรม คือเนื่องด้วยโลกุตรธรรม. บทว่า กุญฺจิกํ คือ ลูก
กุญแจสำหรับเปิด. บทว่า มิตฺตา คือ มีความเยื่อใย. บทว่า สนฺทิฏฺา
คือ เพียงเห็นกัน . บทว่า สนฺภตฺตา คือ เป็นมิตรสนิทกันมาก. บทว่า
อุทฺทณฺโฑ ได้แก่ เรือนที่พักหลังหนึ่ง. บทว่า โกรชิกโกรชิโก คือ
ทำหน้าบูดเบี้ยว. อธิบายว่า หน้านิ่วยิ่งนัก. ปาฐะว่า โกรชโก ก็มี.
บทว่า ภากุฏิกภากุฏิโก ทำหน้าสยิ้วบูดเบี้ยว คือทำหน้าสยิ้วเป็นปกติ
เหลือเกิน บทว่า กุหกกุหโก หลอกลวง คือทำให้พิศวงยิ่งนัก. บทว่า
ลปกลปโก ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง คือช่างพูดเกินไป. บทว่า มุขสมฺ-
ภาวิโต อันผู้อื่นสรรเสริญ คือผู้อื่นสรรเสริญด้วยปากของตน. อาจารย์
บางท่านกล่าวว่า อปฺปิตจิตฺโต คือ ไม่หนำใจ. บทว่า สนฺตานํ มีอยู่
คือมีอยู่เพราะสืบเนื่องด้วยกิเลส. บทว่า สมาปตฺตีนํ สมาบัติ คือธรรม
ที่ควรบรรลุ บทว่า คมฺภีรํ ลึกซึ้ง คือที่พึ่งขาดหายไป. บทว่า คุฬฺหํ ลับ
คือยากที่จะให้เห็นได้. บทว่า นิปุณํ คือ สุขุม. บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ ปิดบัง
คืออธิบายให้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากด้วยอรรถแห่งบท. บทว่า โลกุตฺตรํ
คือ แสดงถึงโลกุตรธรรม. บทว่า สุญฺตาปฏิสญฺญุตํ คือ ปฏิสังยุต
ด้วยนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โลกุตฺตรสุญฺตาปฏิสญฺญุตํ ได้แก่
ปฏิสังยุตด้วยนิพพานอันเป็นโลกุตรธรรม.
บทว่า กายิกํ ปคพฺภิยํ ความคะนองทางกาย คือเป็นไปทางกาย
หน้า 97
ข้อ 441
ชื่อว่ากายิกะ. แม้ความคะนองเป็นไปทางวาจาและเป็นไปทางจิต ก็มีนัยนี้
เหมือนกัน . บทว่า อจิตฺติการกโต ไม่ทำความเคารพ คือเว้นจากความ
นับถือมาก. บทว่า อนุปาหนานํ จงฺกมนฺตานํ เมื่อภิกษุผู้เป็นเถระเดิน
ไม่สวมรองเท้า คืออยู่ในที่ใกล้ภิกษุผู้เป็นเถระผู้เดินไม่สวมรองเท้า หรือ
บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอนาทระ คือแปลว่า เมื่อ. บทว่า สอุปาหโน
คือ เดินสวมรองเท้า. บทว่า นีเจ จงฺกเม จงฺกมนฺตานํ เมื่อภิกษุผู้เป็น
เถระเดินในที่จงกรมต่ำ คือเมื่อภิกษุผู้เป็นเถระเดินจงกรมในพื้นที่ที่มิได้ทำ
การกำหนดไว้ เดินจงกรมในที่จงกรมซึ่งกำหนดไว้ เกลี่ยทรายทำที่เกาะ
แม้ต่ำ. บทว่า อุจฺเจ จงฺกเม จงฺกมติ เดินในที่จงกรมสูง คือในที่
จงกรมสูงล้อมด้วยเวทีก่ออิฐ. หากล้อมด้วยกำแพงประกอบด้วยซุ้มประตู
ก็ย่อมควรเพื่อเดินในที่จงกรมเช่นนั้น ซึ่งปกปิดไว้ด้วยดี ในระหว่างภูเขา
ระหว่างป่าและระหว่างพุ่มไม้. แม้ในที่ไม่ปกปิดละอุปจารเสียก็ควร. บท
ว่า ฆฏยนฺโตปิ ติฏฺติ ยืนเบียดบ้าง คือยืนใกล้เกินไป. บพว่า ปุรโตปิ-
ติฏฺติ คือ ยืนบังหน้าบ้าง. บทว่า ิตโกปิ ภณติ ยืนทื่อพูดบ้าง คือ
พูดไม่ก้มเหมือนตอไม้. บทว่า พาหาวิกฺเขปโก แกว่งแขน คือแกว่งแขน
ไปข้างโน้นข้างนี้พูด. บทว่า อนุปขชฺช นั่งแทรกแซง คือเข้าไปยังที่ที่
พระเถระทั้งหลายนั่ง. บทว่า นเวปิ ภิกฺขู อาสเนน ปฏิพาหติ นั่งกีด
กันอาสนะพวกภิกษุนวกะบ้าง คือไม่นั่งบนอาสนะที่ถึงตนแล้ว เข้าไป
แทรกข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้าง ชื่อว่ากีดกันอาสนะ. บทว่า อนาปุจฺฉาปิ
กฏฺํ ปกฺขิปติ ไม่บอกก่อนแล้วใส่ฟืนบ้าง คือไม่บอกไม่ขอความยินยอม
แล้วใส่ฟืนในไฟบ้าง. บทว่า ทฺวารํ ปิทหติ ปิดประตู คือปิดเรือนไฟ.
บทว่า โอตรติ หยั่งลง คือเข้าไปยังท่าน้ำ บทว่า นหายติ อาบน้ำ คือ
หน้า 98
ข้อ 441
ชำระร่างกาย. บทว่า อุตฺตรติ ขึ้น คือขึ้นฝั่งจากท่าน้ำ. บทว่า โวกฺ-
กมฺมาปิ คือเดินเลยหน้าบ้าง. บทว่า โอวรกานิ ห้องเล็ก คือห้องนอน
ที่เขาตกแต่งเป็นห้อง. บทว่า คุฬฺหานิ คือ ปิดบัง. บทว่า ปฏิจฺฉนฺนานิ
ปกปิด คือมีอย่างอื่นบังไว้. บทว่า อนชฺฌิฏฺโ วา ไม่ได้เชื้อเชิญ คือ
พระเถระมิได้ขอร้องและเธอเชิญว่า ท่านจงฟังธรรมเถิดดังนี้.
บทว่า ปาปธมฺโม มีบาปธรรม คือมีธรรมลามก. บทว่า อสุจิ-
สงฺกสฺสรสมาจาโร มีความประพฤติไม่สะอาดที่พึงระลึกด้วยความระแวง
คือชื่อว่ามีความประพฤติไม่สะอาดที่พึงระลึกด้วยความระแวง เพราะมี
ความประพฤติ คือมีการประกอบที่ผู้อื่นพึงระลึกด้วยความระแวง ผู้เป็น
คนทุศีลดังนี้. บทว่า ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต มีการงานอันปกปิด คือมี
การงานทางกายและวาจาอันปกปิด. บทว่า อสฺสมโณ คือ มิใช่สมณะ.
บทว่า สมณปฏิญฺโ คือ ปฏิญาณณว่าเราเป็นสมณะ. บทว่า อพฺรหฺมจารี
คือ เว้นจากถารประพฤติอันประเสริฐ. บทว่า พฺรหฺมจารีปฏิญฺโ ปฏิ-
ญาณว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ คือตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. บทว่า
อนฺโตปูติ เน่าใน คือถึงความเป็นผู้เน่าใน เพราะเว้นจากกุศลธรรมใน
ภายใน. บทว่า อวสฺสุโต คือ ชุ่มอยู่ด้วยราคะ. บทว่า กสมฺพุชาโต
คือ มีสภาพเป็นหยากเยื่อ.
ในบทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
นี้พึงทราบความต่อไปนี้ ภิกษุมีความเคารพ มีความยำเกรง ถึงพร้อม
ด้วยหิริและโอตตัปปะ นุ่งเรียบร้อย ห่มเรียบร้อย ก้าว ถอย มอง เหลียว
คู้ เหยียด น่าเลื่อมใส ทอดตา ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ คุ้มครองทวารใน
อินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในการบริโภค ประกอบความเพียรเนือง ๆ
หน้า 99
ข้อ 441
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ มักน้อยสันโดษ ปรารภความเพียร ทำความ
เคารพในอภิสมาจาริกวัตร มากไปด้วยความยำเกรงครู นี้ท่านเรียกว่า
อาจาระ. พึงทราบอาจาระเพียงเท่านี้ก่อน. ส่วนโคจรมี ๓ อย่าง คือ
อุปนิสสยโคจร (โคจรอันเป็นอุปนิสัย) ๑ อารักขโคจร (โคจรอันควร
รักษาไว้) ๑ อุปนิพันธโคจร (โคจรอันเข้าไปผูกพัน) ๑.
ในโคจร ๓ อย่างนั้น อุปนิสสยโคจรเป็นอย่างไร. ภิกษุประกอบ
ด้วยคุณคือกถาวัตถุ ๑๐ มีมิตรดี เข้าไปอาศัยมิตรดีย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังมิได้
เคยฟัง ย่อมทำสิ่งที่ฟังแล้วให้เเจ่มแจ้ง ข้ามความสงสัย ทำความเห็นให้
ตรง ทำจิตให้ผ่องใส เมื่อศึกษาตามย่อมเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา นี้ชื่อว่า อุปนิสสยโคจร. อารักขโคจรเป็นอย่างไร. ภิกษุในศาสนา
นี้ เข้าไปในระหว่างเรือนแล้ว เดินไปตามถนน ทอดตา มองดูเพียงชั่ว
แอก สำรวมเป็นอย่างดีเดินไป ไม่มองดูช้าง ม้า รถ คนเดินทาง สตรี
บุรุษ ไม่แหงนดู ไม่ก้มดู ไม่จ้องทิศน้อยใหญ่เดินไป นี้ชื่อว่าอารักขโคจร.
อุปนิพันธโคจรเป็นอย่างไร. สติปัฏฐาน ๔ จิตเข้าไปผูกพันไว้ในสติ-
ปัฏฐานข้อใด. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็โดยจรเป็นของตน เป็นของบิดา เป็นวิสัยคืออะไร คือสติปัฏฐาน ๔ นี้
ชื่อว่า อุปนิพันธโคจร. ภิกษุเข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยอาจาระ
นี้ และด้วยโคจรนี้ด้วยประการฉะนี้แหละ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงเรียก อาจาร-
โคจรสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจร. บทว่า อณุ-
มตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย คือ
มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายอันมีประเภทเป็นต้นว่า การต้องอาบัติโดย
ไม่เจตนา เสขิยะวัตรและจิตตุปบาทอันเป็นอกุศล มีประมาณน้อย. บทว่า
หน้า 100
ข้อ 441
สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย คือ
ถือเอาโดยชอบศึกษาสิกขาบทที่ควรศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่งในสิกขาบททั้ง-
หลาย. อนึ่ง ในบทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุ โต สำรวมระวังในพระปาติโมกข์
นี้ ท่านแสดงถึงศีล คือการสำรวมในพระปาติโมกข์ด้วยเทศนาอันเป็น
บุคลาธิษฐาน ด้วยเหตุเพียงเท่านี้. พึงทราบบททั้งปวงมีอาทิว่า อาจาร-
โคจรสมฺปนฺโน ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงการปฏิบัติ ของผู้ปฏิบัติที่มีศีล
สมบูรณ์แล้ว.
บทว่า สาติเยสุ อนสิสาวี บุคคลผู้ไม่มีความยินดีในวัตถุเป็นที่
น่ายินดี คือเว้นจากความชมเชยด้วยตัณหาในกามคุณทั้งหลาย อันเป็น
วัตถุที่น่ายินดี. บทว่า สณฺโห ผู้ละเอียด คือประกอบด้วยกายกรรม
เป็นต้นอันละเอียด. บทว่า ปฏิภาณวา มีปฏิภาณ คือประกอบด้วยปริยัติ
ปริปุจฉา (การสอบกาม) อธิคม (การบรรลุ) และปฏิภาณ. บทว่า น
สทฺโธ ไม่มีศรัทธา คือไม่เชื่อถึงธรรมที่บรรลุเองของใคร ๆ. บทว่า
น วิรชฺชติ ไม่คลายกำหนัด คือไม่คลายกำหนัดในบัดนี้ เพราะความ
กำหนัดคลายไปแล้วเพราะความสิ้นไป.
บทว่า เยสํ เอสา สาติยา ความยินดีนั้นของบุคคลเหล่าใด
ได้แก่ความปรารถนาในกามคุณ มีวัตถุน่ายินดีของบุคคลเหล่าใด. บทว่า
ตณฺหา อปฺปหีนา ตัณหาอันสัมปยุตด้วยความชมเชย อันบุคคลยังละไม่ได้
ด้วยอรหัตมรรค. บทว่า เตสํ จกฺขุโต รูปตณฺหา สวติ ชนเหล่านั้น
ก็มีรูปตัณหาไหลหลั่งไปทางจักษุ คือตัณหามีรูปเป็นอารมณ์สัมปยุตด้วย
ชวนวิถีจิตอันเป็นไปแล้ว ย่อมเกิดจากจักขุทวารของชนเหล่านั้น. บทว่า
ปสวติ ไหลไป คือ โดยภูมิตัณหาย่อมไหลไปถึงภวัคคพรหม โดยธรรม
ย่อมไหลไปถึงโคตรภู. บทว่า สนฺทติ หลั่งไหล คือไหลไปสู่ปากเบื้องต่ำ
หน้า 101
ข้อ 441
ดุจกระแสน้ำ. บทว่า ปวตฺตติ ย่อมเป็นไป คือเป็นไปด้วยเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ตัณหาเป็นอันละแล้วด้วยดีด้วย
อรหัตมรรคโดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้วในธรรมฝ่ายขาว รูปตัณหาย่อม
ไม่ไหลไปทางจักษุของชนเหล่านั้น.
บทว่า สณฺเหน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต เป็นผู้ประกอบด้วย
กายกรรมอันละเอียด คือเป็นผู้พร้อมเพรียงเป็นอันเดียวกันด้วยกายกรรม
อันอ่อนโยนไม่หยาบ. แม้ในวจีกรรมเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน . ในบท
ทั้งหลายมีอาทิว่า สณฺเหหิ สติปฏฺาเนหิ ความว่า สติปัฏฐานเป็นต้น
เป็นธรรมเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ ปัญญาอันได้แก่ปฏิภาณ ๓ สอบ
สวนถึงอรรถอันได้เล่าเรียนมาเป็นต้น สามารถทำการสังเกตการทำให้แจ้ง
การกำหนด ด้วยการบรรลุโลกิยธรรมและโลกุตรธรรมมีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้น
ชื่อว่ามีปฏิภาณ. บทว่า ตสฺส ปริยตฺตึ นิสฺสาย ปฏิภายติ ญาณของ
บุคคลนั้นย่อมแจ่มแจ้งเพราะอาศัยปริยัติ คือญาณของบุคคลนั้นที่ได้เรียน
มาแน่นแฟ้นแจ่มแจ้ง เป็นญาณปรากฏอยู่เฉพาะหน้า. บทว่า จตฺตาโร
สติปฏฺานา สติปัฏฐาน ๔ คือท่านกล่าวโพธิปักขิยธรรม ๓๗ โดยเจือ
ปนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ. พึงทราบว่า ท่านกล่าวปฏิสัมภิทา ๔ ด้วย
โลกุตระอันเกิดจากมรรคผล และอภิญญา ๖ ด้วยสามารถอันมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์. ในบทเหล่านั้น บทว่า จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย ได้แก่
ประเภทของญาณ ๔. บทว่า ฉ อภิญฺา ได้แก่ อภิญญา ๖ อันยิ่ง
มีอิทธิวิธี (แสดงฤทธิ์ได้) เป็นต้น มีอาสวักขยะ (การสิ้นอาสวะ) เป็น
ที่สุด. บทว่า ตสฺส คือ ของบุคคล. พึงเชื่อมว่า อตฺโถ ปฏิภายติ
อรรถก็แจ่มแจ้ง. บทว่า อตฺโถ เป็นผลอันเกิดแต่เหตุโดยสังเขป. เพราะ
หน้า 102
ข้อ 441
บุคคลย่อมถึง ย่อมบรรลุอรรถนั้นด้วยแล่นไปตามเหตุ ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า อตฺโถ ผล. แต่โดยประเภทธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือปัจจยุปบัน
(ผล) อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ นิพพาน ๑ อรรถแห่งภาษิต ๑ วิบาก ๑
กิริยา ๑ พึงทราบว่า อรรถะ. เมื่อพิจารณาถึงอรรถะนั้น เป็นอันรู้ชัด
อรรถะนั้นโดยประเภท. บทว่า ธมฺโม เป็นปัจจัย (เหตุ) โดยสังเขป.
เพราะปัจจัยนั้นย่อมจัดการสืบทอดให้เป็นไปและให้ถึงอรรถนั้น ๆ ฉะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า ธรรมะ. แต่โดยประเภทธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือธรรม
ที่ให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ เหตุ ๑ อริยมรรค ๑ ภาษิตที่เป็นกุศล ๑
ที่เป็นอกุศล ๑ พึงทราบว่า ธรรมะ. เมื่อพิจารณาธรรมนั้น เป็นอันรู้ชัด
ธรรมนั้นโดยประเภท, การใช้ภาษาตามสภาวะ การออกเสียง การพูด
อันใดในอรรถและในธรรมนั้น เมื่อบุคคลนั้น การทำเสียงในการใช้ภาษา
ตามสภาวะ ให้เป็นการพูดการกล่าวการเปล่งเสียง ในการพูด ในการกล่าว
ในการเปล่งเสียงให้เป็นอารมณ์แล้วพิจารณา ก็เป็นอันรู้ชัดการใช้ภาษา
นั้น. พึงทราบความในบทต่อไปนี้ บทว่า อตฺเถ าเต อตฺโถ
ปฏิภายติ เมื่อรู้อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง คือเมื่ออรรถอันมีประเภทดังที่
นำเสียงของบุคคลนั้นมากล่าวแล้วปรากฏ อรรถมีประเภทดังกล่าวแล้วก็
แจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้มุ่งต่อญาณ. บทว่า ธมฺเม าเต
ธมฺโม ปฏิภายติ เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง คือเมื่อธรรมมีประเภท
ดังกล่าวแล้วปรากฏ ธรรมมีประเภทดังกล่าวแล้วก็แจ่มแจ้ง. บทว่า
นิรุตฺติยา าตาย นิรุตฺติ ปฏิภายติ เมื่อรู้นิรุตติ นิรุตติก็แจ่มแจ้ง
คือเมื่อนิรุตติมีประเภทดังกล่าวแล้วปรากฏ นิรุตติมีประเภทดังกล่าวแล้ว
ก็แจ่มแจ้ง. บทว่า อิเมสุ ตีสุ าเณสุ าํ ญาณในญาณ ๓ เหล่านี้
หน้า 103
ข้อ 441
คือเมื่อบุคคลทำญาณทั้งหมดในญาณ ๓ เหล่านั้น คืออรรถธรรมและนิรุตติ
ให้เป็นอารมณ์แล้วพิจารณา ญาณอัน มีประเภทในญาณ ๓ เหล่านั้น หรือ
ญาณอันมีความพิสดารด้วยโคจรกิจเป็นต้น ในญาณ ๓ เหล่านั้นดังที่กล่าว
แล้ว ชื่อว่า ปฏิสัมภิทาญาณ. บทว่า อิมาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย
ด้วยปฏิภาณปฏิสัมภิทานี้ ท่านกล่าวสรุปว่า บุคคลเข้าไปถึงปัญญากว้าง-
ขวางดังกล่าวแล้วนี้ บุคคลนั้นท่านเรียกว่าผู้มีปฏิภาณ. พระพุทธพจน์
ชื่อว่าประยัติ ในบทว่า ยสฺส ปริยตฺติ นตฺถิ ผู้ใดไม่มีปริยัติ ดังนี้.
จริงอยู่ ความแตกฉาน ความฉลาด ย่อมมีแก่บุคคลผู้เรียนปริยัตินั้น
ประยัติเห็นปานนั้นไม่มีแก่บุคคลใด. บทแห่งคัณฐี (ประมวลคำศัพท์) บท
แห่งอรรถ คำวินิจฉัยในบาลีและอรรถกถาเป็นต้น ชื่อว่า ปริปุจฉา ในบท
ว่า ปริปุจฺฉา นตฺถิ ไม่มีปริปุจฉา (การตรวจสอบ). ความแตกฉาน
ความฉลาดย่อมมีแก่บุคคลผู้กล่าวอรรถในบาลีที่ได้เรียนมาเป็นต้น. การ
บรรลุพระอรหัต ชื่อว่า อธิคมะ ในบทว่า อธิคมะ นตฺถิ ไม่มีอธิคม.
จริงอยู่ ความแตกฉาน ความฉลาดย่อมมีแก่ผู้บรรลุพระอรหัต. สมบัติ
๓ อย่างดังกล่าวแล้วไม่มีแก่บุคคลใด ญาณอะไรเล่าจักปรากฏแก่บุคคลนั้น
คือญาณอันถึงความเป็นประเภทจักปรากฏแก่บุคคลนั้นด้วยเหตุอะไร.
บทว่า สานํ คือ ตนเอง. บทว่า สยมภิญฺาตํ ธรรมที่รู้ยิ่งด้วย
ตนเอง คือรู้ด้วยญาณนั้นด้วยตนเอง. บทว่า อตฺตปจฺจกฺขํ ธมฺมํ ธรรม
อันประจักษ์ด้วยตนเอง คือตนเห็นเอง. บทว่า น กสฺสจิ สทฺหหติ ไม่
เชื่อใคร ๆ คือไม่เชื่อผู้อื่น คือไม่ไปด้วยศรัทธา เพราะประจักษ์ด้วยตน
เอง. ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สังขารทั้งหลาย
มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ด้วยเห็นปัจจยาการ ๑๒. ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า
หน้า 104
ข้อ 441
อวิชฺขานิโรธา เพราะดับอวิชชาหมายถึงการกลับไปแห่งสังสารวัฏ. ท่าน
กล่าวว่า อิทํ ทุกฺขํ นี้เป็นทุกข์เป็นต้น ด้วยเห็นอริยสัจ . ท่านกล่าวว่า
อิเม อาสวา อาสวะเหล่านี้เป็นต้น โดยปริยายอย่างอื่นด้วยอำนาจกิเลส
ด้วยอำนาจการเห็นสัจธรรม. ท่านกล่าวว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺยา
ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งเป็นต้น ด้วยอำนาจการเห็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ที่ควร
กำหนดรู้ ที่ควรละและที่ควรทำให้แจ้ง. ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า ฉนฺนํ
ผสฺสายตนานํ ผัสสายตนะ ๖ ด้วยอำนาจการเห็น การเกิด การดับคุณโทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกไปแห่งสฬายตนะ ๖ ขันธ์ทั้งหลายท่านกล่าวด้วย
อำนาจการเห็นมีอาทิอย่างนี้ ความเกิดและความเสื่อมแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
โดยอาการ ๒๕ อย่าง ความพอใจด้วยอำนาจฉันทราคะในขันธ์เหล่านั้น
ความปรวนแปรและโทษของขันธ์เหล่านั้น นิพพานอันได้แก่การสลัดออก
ไป ความเกิดมีอวิชชาเป็นต้น แห่งมหาภูตรูป ๔ และความดับในนิโรธ
มีอวิชชาเป็นต้น. พึงทราบธรรมเหล่านี้โดยนัยที่กล่าวแล้วในที่นั้น ๆ.
บทว่า อมฺโคตธํ หยั่งลงสู่อมตะ ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตายอัน
ได้แก่มรณะ. ชื่อว่า อมตะ คือเป็นยาบ้าง เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส.
ชื่อว่า อมโตคธํ เพราะน้อมไปในอมตะนั้น. บทว่า อมตปรายนํ มี
อมตะเป็นเบื้องหน้า คือมีอมตะดังกล่าวแล้วเป็นเบื้องหน้า เป็นที่ไป เป็น
ทางไปเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อมตปรายนํ. บทว่า อมตปริโย-
สานํ มีอมตะเป็นที่สุด คือมีอมตะนั้นเป็นที่สุด เพราะสิ้นสุดสังสารวัฏแล้ว
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อมตปริโยสานํ.
บทว่า ลาภกมฺยา น สิกฺขติ บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
คือไม่ศึกษาในพระสูตรเป็นต้น เพราะปรารถนาลาภ. บทว่า อวิรุทฺโธ
หน้า 105
ข้อ 441
จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ ไม่มีการทำร้ายและไม่ติดในรสแห่ง
ตัณหา คือเป็นผู้ไม่มีวิโรธ เพราะไม่มีความโกรธและไม่ถึงความอยาก
ในรสอันเป็นรากเหง้าแห่งตัณหาเป็นต้น.
บทว่า เกน นุ โข เพราะอะไรหนอ คือความเป็นผู้ตกไปในความ
คิดถึงเหตุเพื่อจะได้ลาภ คือในการแสวงหาความริษยา. บทว่า ลาภาภิ-
นิพฺพตฺติยา เพราะความเกิดขึ้นแห่งลาภ คือเพราะความเกิดขึ้นแห่ง
ปัจจัย ๔ ด้วยความวิเศษ. บทว่า ลาภํ ปริปาเจนฺโต คือ เจริญงอกงาม
ในปัจจัย. บทว่า อตฺตทมตฺถาย เพื่อฝึกตน คือเพื่อฝึกตนด้วยปัญญา
อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. บทว่า อตฺตสมตฺถาย เพื่อสงบตน คือเพื่อความ
ตั้งมั่นแห่งตนด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยสมาธิ. บทว่า อตฺตปรินิพฺพา-
ปนตฺถาย เพื่อให้ตนปรินิพพาน คือเพื่อให้ตนปรินิพพานด้วยอนุปาทาปริ-
นิพพานของตนด้วยญาณแม้สองอย่าง. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า อยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อนิพพานด้วยอนุปาทาปรินิพพาน.
บทว่า อปฺปิจฺฉญฺเว นิสฺสาย เพราะอาศัยความปรารถนาน้อย. ความ
ปรารถนาน้อย ในบทนี้มี ๔ อย่าง คือ ความปรารถนาน้อยในปัจจัย ๑
ความปรารถนาน้อยในอธิคม ๑ ความปรารถนาน้อยในปริยัติ ๑ ความ
ปรารถนาน้อยในธุดงค์ ๑. ความต่างกันแห่งความปรารถนาน้อยเหล่านั้น
มีพิสดารแล้วในหนหลัง. ติดแน่นอยู่กับความปรารถนาน้อยนั้น. บทว่า
สนฺตุฏฺิเยว ความสันโดษ คือติดแน่นอยู่กับความสันโดษ ๓ อย่างใน
ปัจจัย ๔. ความแจ่มแจ้งแห่งสันโดษเหล่านั้นมีพิสดารแล้วในหนหลัง.
บทว่า สลฺเลขญฺเว ได้แก่ ความขัดเกลากิเลส. บทว่า อิทมตฺถิตญฺเว
ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยกุศลนี้ คือความที่บุคคลนั้นมีความต้องการ
หน้า 106
ข้อ 441
ด้วยกุศลธรรมเหล่านี้ จึงชื่อว่า อิทมตฺถิตา อาศัยติดแน่นอยู่กับความ
เป็นผู้มีความต้องการด้วยกุศลนี้นั่นแล.
บทว่า รโส รส เป็นบทยกขึ้นแสดงถึงบทไขความ. บทว่า มูลรโส
มีรสที่ราก คือมีรสเกิดขึ้นเพราะอาศัยรากอย่างใดอย่างหนึ่ง. แม้ในรส
เกิดที่ลำต้น ก็มีนัยนี้แล. บทว่า อมฺพิลํ รสเปรี้ยว มีรสเปรี้ยวของ
เปรียงเป็นต้น . บทว่า มธุรํ มีรสหวาน คือมีนมโคและเนยใสเป็นต้น
มีรสหวานโดยส่วนเดียว. แต่น้ำผึ้งผสมกับรสฝาดเก็บไว้นานก็เฝื่อนได้.
น้ำอ้อยผสมกับรสเค็มเก็บไว้นานก็มีรสปร่าได้. ส่วนเนยใส เก็บไว้นาน
แม้ละสีและกลิ่นก็ไม่เสียรส เพราะฉะนั้นเนยใสนั้นจึงมีรสหวานส่วนเดียว.
บทว่า ติตฺตกํ รสขม ได้แก่ ใบสะเดาเป็นต้น. บทว่า กฏุกํ รสเผ็ด
ได้แก่ ขิง และพริกไทยเป็นต้น. บทว่า โลณิกํ รสเค็ม ได้แก่ เกลือ
สินเธาว์เป็นต้น. บทว่า ขาริกํ รสปร่า ได้แก่มะอึกและหน่อไม้เป็นต้น .
บทว่า ลมฺพิลํ๑ รสเฝื่อน ได้แก่ พุทรา มะขวิดและใบโลทเป็นต้น.
บทว่า กสาวํ รสฝาด ได้แก่สมอไทยเป็นต้น . รสแม้ทั้งหมดเหล่านั้นท่าน
ก็กล่าวไว้โดยเป็นวัตถุ. แต่ในที่นี้พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงรสอันมีรสนั้น ๆ
เป็นวัตถุ โดยชื่อมีรสเปรี้ยวเป็นต้น. บทว่า สาทุ รสอร่อย คือรสที่ชอบ.
บทว่า อสาทุ รสไม่อร่อย คือรสที่ไม่ชอบ. แม้ด้วยสองบทนี้ก็เป็นอัน
มุ่งหมายถึงรสแม้ทั้งหมด. บทว่า สีตํ คือ มีรสเย็น. บทว่า อุณฺหํ คือ
มีรสร้อน. รสนี้แม้จะต่างกันโดยประเภทมีรสที่รากเป็นต้น อย่างนี้ก็ไม่
ต่างกันโดยลักษณะเป็นต้น. รสทั้งหมดนี้มีการกระทบที่ลิ้นเป็นลักษณะ
ความรู้สึกที่ลิ้นเป็นรส มีรสนั้นนั่นแลเป็นอาหาร เป็นเครื่องปรากฏ.
บทว่า เต ชิวฺหคฺเคน รสคฺคานิ คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้น เที่ยว
๑. ม. ลมฺพิกํ
หน้า 107
ข้อ 441
แสวงหารสอันเลิศด้วยปลายชิวหาประสาท. บทว่า ปริเยสนฺตา คือ เที่ยว
แสวงหา. บทว่า อาหิณฺฑนฺติ คือ เที่ยวไปในที่นั้นๆ. บทว่า เต อมฺพิลํ
ลภิตฺวา อนนฺพิลํ ปริเยสนฺติ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ได้รสเปรี้ยว
ก็แสวงหารสไม่เปรี้ยว คือได้รสเปรี้ยวมีเปรียงเป็นต้น ก็แสวงหารสไม่
เปรี้ยว. เปลี่ยนไปแล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่ทั้งหมดอย่างนี้. บทว่า ปฏิสงฺขา
โยนิโส อาหารํ อาหาเรติ ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร
คือรู้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาแล้วจึงฉันโดยอุบายแยบคาย.
บัดนี้เพื่อทรงแสดงอุบายอันแยบคาย จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เนว
ทวาย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เน หวาย คือ ไม่ฉันเพื่อเล่น. ในบทนั้น
นักฟ้อน นักกระโดด เป็นต้น ชื่อว่า บริโภค เพื่อประโยชน์ในการละเล่น.
จริงอยู่ การละเล่นอันได้แก่การฟ้อน การขับร้อง นักกลอน นักโศลก
ของผู้บริโภคอาหารใด ย่อมประสบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้น ชนเหล่านั้น
แสวงหาอาหารนั้นบริโภคโดยไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม. แต่ภิกษุนี้มิได้ฉัน
อย่างนั้น. บทว่า น มทาย ไม่ฉันเพื่อเมา คือไม่ฉันเพื่อความเจริญแห่ง
ความเมาด้วยความถือตัวและความเมาแห่งบุรุษ. ในบทนั้น พระราชา
มหาอำมาตย์ของพระราชา ชื่อว่าบริโภคเพื่อความเมา. เพราะพระราชา
และมหาอำมาตย์เหล่านั้นบริโภคอาหารประณีต มีอาหารที่มีรสกลมกล่อม
เป็นต้น เพื่อต้องการความเจริญแห่งความเมาด้วยความถือตัว และความ
เมาแห่งบุรุษ. แต่ภิกษุนี้ไม่ฉันอย่างนั้น . บทว่า น มณฺฑนาย คือ ไม่
ฉันเพื่อตกแต่งร่างกาย. ในบทนั้น สตรีที่อาศัยรูปเลี้ยงชีพและชาววังจึงดื่ม
เนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น บริโภคอาหารละเอียดอ่อนและนุ่ม ด้วยหวังว่า
หน้า 108
ข้อ 441
ข้อนิ้วมือของเราจักเรียบ ผิวพรรณในร่างกายจักผ่องใสด้วยอาหารอย่างนี้.
แต่ภิกษุนี้ไม่ฉันอย่างนั้น . บทว่า น วิภูสนาย ไม่ฉันเพื่อประดับ คือไม่
ฉันเพื่อประดับเนื้อในร่างกาย. ในบทนั้น นักมวยอาชีพ นักมวยปล้ำและ
คนใช้กำลังเป็นต้น ย่อมให้ร่างกายอิ่มเอิบด้วยเนื้อและปลาเป็นต้น อัน
ละเอียดอ่อนด้วยหวังว่า เนื้อของเราจะบริบูรณ์ เพื่อทนต่อการชกต่อยดังนี้.
แต่ภิกษุนี้ไม่ฉันเพื่อประดับแต่งเนื้อในร่างกายอย่างนั้น. บทว่า ยาวเทว
เป็นการแสดงข้อกำหนดนิยมถึงประโยชน์ของการฉันอาหาร. บทว่า อิมสฺส
กายสฺส ิติยา ฉันเพื่อดำรงกายนี้ คือฉันเพื่อดำรงกรชกายอันมีมหาภูต-
รูป ๔ นี้. อธิบายว่า นี้เป็นประโยชน์ในการฉันของภิกษุนั้น . บทว่า ยาปนาย
เพื่อให้ร่างกายเป็นไป คือฉันเพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป. บทว่า วิหึสุปรติยา
เพื่อกำจัดความลำบาก คือความหิวเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ไม่บริโภค ชื่อว่า
ความลำบาก ฉันเพื่อสงบความลำบากนั้น. พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย เพื่อ
อนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ คือสิกขา ๓. คำสอนทั้งสิ้น ชื่อว่าพรหมจรรย์
ฉันเพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์นั้น. บทว่า อิติ เป็นคำไขของอุบาย
แยบคาย ได้แก่ด้วยอุบายนี้. บทว่า ปุราณญฺจ เจทนํ ปฏิหงฺขามิ
เราจักบำบัดเวทนาเก่าเสีย เวทนาเกิดเพราะเหตุไม่ฉัน ชื่อว่าเวทนาเก่า
ฉันด้วยตั้งใจว่า เราจักบำบัดเวทนาเก่านั้นเสีย ดังนี้. บทว่า นวญฺจ
เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ เราจักไม่ยังเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น เวทนาเกิด
ขึ้น เพราะเหตุฉันมากเกินไป ชื่อว่าเวทนาใหม่ ฉันด้วยตั้งใจว่า เรา
จักไม่ยังเวทนาใหม่นั้นให้เกิดขึ้นดังนี้. เวทนาเกิดขึ้นเพราะเหตุฉันแล้ว
ชื่อว่าเวทนาใหม่ ฉันเพื่อเวทนาใหม่ที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น. บทว่า
ยาตฺรา จ เม ภวิสฺสติ การดำเนินไปจักมีแก่เรา คือชีวิตของเราจัก
หน้า 109
ข้อ 441
ดำเนินต่อไปได้. ในบทว่า อนวชฺชตา จ ความไม่มีโทษนี้ ได้แก่ มีโทษ
และไม่มีโทษ. ในบทนั้น การแสวงหาไม่เป็นธรรม การรับไม่เป็นธรรม
การบริโภคไม่เป็นธรรม นี้ชื่อว่ามีโทษ. การแสวงหาโดยธรรม รับโดย
ธรรม พิจารณาแล้วบริโภค ชื่อว่าไม่มีโทษ. ภิกษุบางรูปทำสิ่งไม่มีโทษ
ให้เป็นสิ่งมีโทษฉันเสียเกินพอดี เพราะนึกว่าไหน ๆ เราก็ได้มาแล้ว
ไม่สามารถจะให้อาหารนั้นย่อยได้ ย่อมลำบากด้วยต้องขึ้น และท้องเดิน
เป็นต้น. ภิกษุทั้งหลายในวิหารทั้งสิ้น ขวนขวายในการเยียวยารักษา
และแสวงหายาให้แก่ภิกษุนั้น เมื่อถูกถามว่า เป็นอะไรเล่า ก็บอกว่า
ภิกษุรูปโน้นท้องขึ้น ย่อมนินทาติเตียนว่า ภิกษุรูปนี้ปกติก็เป็นอย่างนี้
ตลอดเวลา ช่างไม่รู้จักประมาณท้องของตนเสียบ้างเลย. ภิกษุนี้ชื่อว่า
กระทำสิ่งไม่มีโทษ ให้เป็นสิ่งมีโทษ. ภิกษุไม่ทำอย่างนั้น ฉันด้วยคิดว่า
ความไม่มีโทษจักมีแก่เรา. แม้ในบทว่า ผาสุวิหาโร จ ความอยู่สบายนี้
ก็มีทั้งอยู่สบาย และมีทั้งอยู่ไม่สบาย. ในบทนั้น การบริโภคของพราหมณ์
๕ คนเหล่านี้คือ อาหรหัตถกะ ๑ อลังสาฏกะ ๑ ตัดรวัฏฏกะ ๑ กากมาสกะ ๑
ภุตตวมิตกะ ๑ ชื่อว่าอยู่ไม่สบาย. ในพราหมณ์ ๕ คนเหล่านั้น พราหมณ์
ชื่อว่าอาหรหัตถกะ บริโภคมากไม่สามารถจะลุกขึ้นตามธรรมดาของตนได้
พูดว่า ช่วยฉุดมือที. พราหมณ์ชื่อว่าอลังสาฏกะ เพราะค่าที่ตนมีท้องพลุ้ย
เกินไป แม้ลุกขึ้นได้ก็ไม่อาจนุ่งผ้าสาฏกได้. พราหมณ์ชื่อว่าตัตรวัฏฏกะ
ไม่สามารถจะลุกขึ้นได้กลิ้งไปในที่นั้น ๆ นั่นเอง. พราหมณ์ชื่อว่ากากมาสกะ
บริโภคจนล้นปากโดยที่กาสามารถจิกกินได้. พราหมณ์ชื่อว่าภุตตวมิตกะ
ไม่อาจให้อาหารอยู่ในปากได้คายเสียในที่นั้น ๆ เอง. ภิกษุไม่กระทำอย่าง
นี้ ฉันด้วยคิดว่า ความอยู่สบายจักมีแก่เรา. ความเป็นผู้มีท้องเหลือจาก
หน้า 110
ข้อ 441
อาหารสี่ห้าคำ ชื่อว่าอยู่สบาย. อิริยาบถ ๔ ของผู้บริโภคพอดี ๆ แล้ว
ดื่มน้ำย่อมเป็นไปด้วยความสุข. เพราะฉะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร
จึงกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
บริโภคเหลือไว้สี่ห้าคำแล้วพึงดื่มน้ำ เป็นความเพียง
พอสำหรับอยู่สบาย ของภิกษุผู้ทำความเพียร.
อนึ่ง พึงประมวลองค์ทั้งหลายไว้ในที่นี้ . ไม่ฉันเพื่อเล่นเป็นองค์หนึ่ง
ไม่ฉันเพื่อเมาเป็นองค์หนึ่ง ไม่ฉันเพื่อตกแต่งเป็นองค์หนึ่ง ไม่ฉันเพื่อ
ประดับเป็นองค์หนึ่ง ฉันเพื่อดำรงกายนี้ เพื่อให้ร่างกายนี้เป็นไปเป็น
องค์หนึ่ง ฉันเพื่อกำจัดความลำบากเป็นองค์หนึ่ง ฉันเพื่ออนุเคราะห์
แก่พรหมจรรย์อย่างเดียวเท่านั้นเป็นองค์หนึ่ง ด้วยมนสิการว่า เราจัก
บำบัดเวทนาเก่าเสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นเป็นองค์หนึ่ง ความ
ดำเนินไปจักมีแก่เราเป็นองค์หนึ่ง. ในบทว่า อนวชฺชตา จ ผาสุวิหาโร จ
ความไม่มีโทษ ความอยู่สบายนี้เป็นอานิสงส์ของการฉัน. พระมหาสิวเถระ
กล่าวไว้ว่า องค์สี่ที่ห้ามควรอยู่ข้างล่าง ควรประมวลองค์แปดไว้ข้างบน.
ในองค์แปดนั้น ฉันเพื่อดำรงกายนี้เป็นองค์หนึ่ง ฉันเพื่อให้ร่างกาย
เป็นไปเป็นองค์หนึ่ง ฉันเพื่อกำจัดความลำบากเป็นองค์หนึ่ง ฉัน
เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์เป็นองค์หนึ่ง ด้วยมนสิการว่า เราจัก
บำบัดเวทนาเก่าเป็นองค์หนึ่ง เราจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นเป็นองค์
หนึ่ง ความดำเนินไปจักมีแก่เราเป็นองค์หนึ่ง ความไม่มีโทษเป็นองค์
หนึ่ง. ความอยู่สบายเป็นอานิสงส์ของการฉัน. ภิกษุฉันอาหารประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อย่างนี้.
หน้า 111
ข้อ 441
บทว่า อุเปกฺขโก มีอุเบกขา คือเป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา.
บทว่า สโต มีสติ ได้แก่ประกอบด้วยสติในกายานุปัสสนาเป็นต้น.
อะไรชื่อว่าธรรม คืออุเบกขามีองค์ ๖ ในบทว่า อุเปกฺขโกติ
ฉฬงฺคุเปกฺขา สมนฺนาคโต นี้ คือญาณเป็นต้น. เมื่อกล่าวว่า ญาณ
ก็ได้แก่กิริยาญาณสัมปยุต ๔. เมื่อกล่าวว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่เนือง ๆ
ก็ได้แก่มหาจิต ๘ ดวง. เมื่อกล่าวว่า ไม่มีกำหนัดและขัดเคือง ก็ได้แก่
จิต ๑๐ ดวง. โสมนัส ได้แก่อาเสวนะ. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว คือเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ สามารถเห็นรูปที่ได้
ด้วยสิ่งที่ชื่อว่าจักษุโดยเหตุ. แต่โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า จักษุย่อม
ไม่เห็นรูปเพราะไม่มี แม้จิตก็ย่อมไม่เห็นรูป เพราะไม่มีจักษุ แต่ย่อม
เห็นได้ด้วยจิตอัน มีประสาทเป็นวัตถุกระทบอารมณ์ทางทวาร ก็ในฐานะ
เช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการกล่าวรวมกัน ดุจในประโยคมีอาทิว่า บุรุษยิงด้วยธนู
ดังนี้ เพราะฉะนั้น ความในบทนี้จึงมีว่า เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณดังนี้
บทว่า เนว สุมโน โหติ ไม่ดีใจ คือไม่มีโสมนัสด้วยเกิดโลภะ ด้วยเกิด
ฉันทราคะ. บทว่า น ทุมฺมโน ไม่เสียใจ คือไม่มีจิตประทุษร้าย ด้วยเกิด
ปฏิฆะ. บทว่า อุเปกฺขโก โหติ วางเฉย คือเห็นเพียงเกิด. เป็นผู้ไม่ตกไป
ในฝักฝ่ายทำอิริยาบถให้ปกติ. บทว่า สโต สมฺปชาโน คือ มีสติสมบูรณ์
ด้วยญาณ. บทว่า มนาปํ นาภิคิชฺฌติ ไม่ติดใจ คือไม่อยากไม่ปรารถนา
อารมณ์ที่น่าปรารถนาอันเจริญใจ. บทว่า นาภิหํสติ คือ ไม่ยินดี. บทว่า
น ราคํ ชเนติ ไม่ให้ราคะเกิด คือไม่เกิดความกำหนัดในอารมณ์ที่น่า
ปรารถนานั้น. บทว่า ตสฺส ิโตว กาโย โหติ กายของบุคคลนั้นก็ตั้งอยู่
คือกายมีจักษุเป็นต้นของพระขีณาสพนั้นก็ตั้งอยู่ คือไม่หวั่นไหว เพราะ
หน้า 112
ข้อ 441
เว้นจากความหวั่นไหวได้. บทว่า อมนาปํ ไม่ชอบใจ ได้แก่ อารมณ์ที่
ไม่น่าปรารถนา. บทว่า น มงกุ โหต ไม่เป็นผู้เก้อ คือไม่เสียใจ. บทว่า
อปฺปติฏฺิตจิตฺโต ไม่โกรธ คือไม่มีใจตั้งอยู่ด้วยความโกรธ. บทว่า
อาลีนนนโส คือ ไม่หดหู่. บทว่า อพฺยาปนฺนเจตโส ไม่พยาบาท คือมี
จิตเว้นจากพยาบาท. บทว่า รชนีเย น รชฺชติ ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็น
ที่ตั้งแห่งความกำหนัด คือไม่เกิดราคะในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
บทว่า โทสนีเย น ทุสฺสติ ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
คือไม่เกิดโทสะในวัตถุอันทำให้เกิดโทสะ. บทว่า โมหนีเย น มุยฺหติ
ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง คือไม่ให้โมหะเกิดในวัตถุเป็นที่
ตั้งแห่งโมหะ. บทว่า โกปนีเย น กุปฺปติ ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้ง
แห่งความขัดเคือง คือไม่หวั่นไหวในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ. บทว่า
มทนีเย น มชฺชติ ไม่มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา คือไม่
จมลงในวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา. บทว่า กิเลสนีเย น กิลิสฺสติ
ไม่เศร้าหมอง คือไม่เข้าไปเดือดร้อนในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเข้าไป
เดือดร้อน. บทว่า ทิฏฺเ ทิฏฺมตฺโต เป็นเพียงแต่เห็นในรูปที่เห็น คือ
เป็นเพียงแต่เห็นในรูปารมณ์ด้วยจักขุวิญญาณ. บทว่า สุเต สุตมตฺโต
เป็นแต่เพียงได้ยินในเสียงที่ได้ยินในสัททายตนะด้วยโสตวิญญาณ. บทว่า
มุเต มุตมตฺโต เป็นเพียงแต่ทราบในสิ่งที่ทราบ คือเป็นเพียงแต่ยึดถือใน
สิ่งที่ถึงแล้วยึดถือไว้ด้วยฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ.
บทว่า วิญฺาเต วิญฺาตมตฺโต เป็นแต่เพียงรู้แจ้งในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง
คือเป็นแต่เพียงรู้ในธรรมารมณ์ที่รู้ด้วยมโนวิญญาณ. บทว่า ทิฏฺเ น
ลิมฺปติ ไม่ติดในรูปที่เห็น คือไม่ติดในรูปารมณ์ ที่เห็นแล้วด้วยจักขุ-
หน้า 113
ข้อ 441
วิญญาณ ด้วยการติดด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ทิฏฺเ อนุปโย ไม่มี
ตัณหาในรูปที่เห็น คือไม่มีตัณหาในรูปารมณ์นั้นเอง. บทว่า อนปาโย
ได้แก่ ไม่มีจิตประทุษร้าย. บทว่า สํริชฺชติ ย่อมปรากฏ คือย่อมเข้าไป
ได้. บทว่า ปสฺสติ คือ แลดู. บทว่า ฉนฺทราโค ความกำหนัดด้วย
ความพอใจ คือความเยื่อใย. บทว่า รูปารามํ ชอบรูปารมณ์ ชื่อว่า
รูปารามะ เพราะมีรูปเป็นที่ชอบ. บทว่า รูปรตํ คือ ยินดีในรูป. บทว่า
รูปสมฺมุทิตํ คือ ชื่นชมในรูป.
บทว่า ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ ชนทั้งหลายย่อมนำพาหนะที่ฝึกแล้วไปสู่
ที่ประชุม คือชนทั้งหลายเมื่อไปท่ามกลางมหาชนในสวน สนามกีฬาเป็นต้น
ย่อมเทียมโคหรือม้าที่ฝึกดีแล้วที่ยาน แล้วนำไป. บทว่า ราชา ความว่า
แม้พระราชาเมื่อจะเสด็จไปสู่ที่เช่นนั้น ก็ทรงขึ้นพาหนะที่ฝึกดีแล้วนั่นแล.
บทว่า มนนุสฺเสสุ ความว่า บุคคลผู้ฝึกฝนแล้วด้วยอริยมรรค ๔
หมดพยศเป็นผู้ประเสริฐสุดแม้ในหมู่มนุษย์. บทว่า โยติวากฺยํ อดกลั้น
ด้วยคำที่ล่วงเกิน ความว่า บุคคลใดอดกลั้น ไม่โต้ตอบ ไม่เดือดร้อน
ต่อคำพูดล่วงเกินเห็นปานนั้น แม้เขาพูดอยู่บ่อย ๆ บุคคลเห็นปานนี้
ฝึกฝนดีแล้วชื่อว่าผู้ประเสริฐที่สุด. บทว่า อสฺสตรา ม้าอัสดร คือม้าที่เกิด
จากแม่ม้า พ่อลา. บทว่า อาชานียา ม้าอาชาไนย คือม้าสามารถรู้
เหตุการณ์ที่สารถีฝึกม้าให้ทำได้เร็วพลัน. บทว่า สินฺธวา ได้แก่ ม้าที่
เกิดในแคว้นสินธพ. บทว่า มหานาคา ช้างใหญ่ คือช้างชาติกุญชร.
บทว่า อตฺตทนฺโต บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว อธิบายว่า ม้าอัสดรก็ดี ม้าสินธพก็ดี
ช้างชาติกุชรก็ดี ที่เขาฝึกแล้วเป็นสัตว์ประเสริฐ ที่เขาไม่ฝึกก็เป็นสัตว์
หน้า 114
ข้อ 441
ไม่ประเสริฐ แต่บุคคลใดฝึกตนดีแล้ว เพราะฝึกตนด้วยธรรมคือมรรค ๔
หมดพยศ บุคคลนี้เป็นผู้ประเสริฐกว่านั้น คือยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหมดเหล่านั้น.
บทว่า น หิ เอเตหิ ยาเนหิ อันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยยานเหล่านั้น
ความว่า บุคคลใด ๆ ไม่พึงไปสู่ทิศ คือนิพพานที่เรียกว่า อคตะ เพราะ
เป็นทิศไม่เคยไปแม้แต่ฝันด้วยยานมียานช้างเป็นต้น เหมือนบุคคลผู้ฝึกตน
แล้วมีตนฝึกด้วยการฝึกอินทรีย์ในเบื้องต้น มีตนฝึกดีแล้วด้วยอริยมรรค-
ภาวนาในเบื้องปลาย หมดพยศ มีปัญญา ย่อมไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป คือถึง
ภูมิที่ฝึกตนแล้ว (พระอรหันต์) เพราะฉะนั้นการฝึกตนนั้นแลจึงประเสริฐ.
บทว่า วิธาสุ น วิกมฺปนฺติ ไม่หวั่นไหวในมานะทั้งหลาย คือไม่หวั่น
ไหวในมานะมีอาทิว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าผู้ที่ประเสริฐ. บทว่า
วิปฺปมุตฺตา ปุนพฺภวา เป็นผู้พ้นขาดแล้วจากภพใหม่ คือเป็นผู้พ้น
ด้วยดีแล้วจากการเกิดบ่อย ๆ โดยการถือปฏิสนธิในภพใหม่. บทว่า
ทนฺตภูมิ อนุปฺปตฺตา เป็นผู้บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว คือบรรลุถึงภูมิคือ
อรหัตผล อันเป็นที่ฝึกโดยส่วนเดียว. บทว่า เต โลเก วิชิตาวิโน
พระอรหันต์เหล่านั้นเป็นผู้ชนะแล้วในโลก คือพระอรหันต์เหล่านั้นเป็นผู้
ชื่อว่ามีชัยชนะอย่างวิเศษในสัตวโลก.
ก็เพราะผู้มีอินทรีย์อบรมแล้ว ไม่มีภัย ไม่ผิดปกติ ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตน
แล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ยสฺสินฺทฺริยานิ ดังนี้เป็นต้น. บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ผู้ใดยกอินทรีย์
หกมีจักขุนทรีย์เป็นต้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ มีลักษณะที่ไม่เที่ยงเป็นต้น
ด้วยโคจรภาวนา (การเจริญอารมณ์) แล้วให้ยึดถือสติและสัมปชัญญะ
ด้วยวาสนาภาวนา (บุญหรือบาปที่อบรมมา) แล้วจึงอบรมอินทรีย์เหล่านั้น
หน้า 115
ข้อ 441
ทั้งภายนอกอย่างนี้ ด้วยโคจรภาวนาในภายใน. บทว่า สพฺพโลเก ใน
โลกทั้งปวง อธิบายว่า บุคคลรู้แจ้งแทงตลอดโลกนี้ และโลกอื่น คือ
ขันธโลกอันสืบต่อจากโลกของตนและคนอื่น อย่างนี้ว่า ความบกพร่อง
หรือมีความบกพร่องของอินทรีย์ทั้งหลายในที่ใด ๆ อบรมอินทรีย์ในที่นั้น ๆ
ด้วยการไม่เพ่งเล็งเป็นต้น แล้วประสงค์จะตาย ตายอย่างผู้ฝึกตนแล้วหวัง
จะตาย รอคอยเวลาสิ้นชีวิต ไม่กลัวต่อความตาย. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เราไม่กลัวความตาย เราไม่มีความใคร่ในชีวิต เรา
ไม่หวังมรณะ ไม่หวังชีวิต เรารอคอยความตาย เหมือน
ลูกจ้างรอรับของไม่มีพิษฉะนั้น.
บทว่า ภาวิโต ส ทนฺโต คือ ผู้นั้นมีอินทรีย์อบรมแล้วฝึกตนแล้ว.
บทว่า นิสฺสยา นิสัย คือตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย. บทว่า ตฺวา ธมฺมํ
รู้ธรรม คือรู้ธรรมโดยอาการทั้งหลาย มีความไม่เที่ยงเป็นต้น . บทว่า
อนิสฺสิโต คือ อันนิสัยสองอย่างนั้นไม่อาศัยแล้วอย่างนี้. ท่านแสดงไว้ว่า
ไม่มีนิสัย คือตัณหาและทิฏฐินอกจากรู้ธรรม. บทว่า ภวาย วิภวาย วา
ในภพ หรือในความปราศจากภพ คือ สัสสตทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ.
การขยายความแห่งคาถานี้ง่าย.
บทว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวบุคคลนั้นว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ
คือเรากล่าวบุคคลนั้นดังที่กล่าวไว้แล้วในคาถาหนึ่ง ๆ ว่า เป็นผู้สงบ.
บทว่า อตริ โส วิสตฺติกํ บุคคลนั้นข้ามตัณหาอันชื่อว่า วิสัตติกา คือ
ได้ข้ามตัณหาใหญ่อันชื่อว่า วิสัตติกา เพราะมีความอยากเป็นต้นนี้ได้แล้ว.
หน้า 116
ข้อ 441
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺิยา ราโค อภิชฺฌากายคนฺโถ ความกำหนัด
ในทิฏฐิของตน ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคืออภิชฌา ความว่า
ความกำหนัด กล่าวคือความยินดีในทิฏฐิที่คนยึดถือ ชื่อว่า กายคันถะ
(กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย) คืออภิชฌา. บทว่า ปรวาเทสุ อาฆาโต
อปฺปจฺจโย ความอาฆาต ความไม่ยินดีในวาทะของคนอื่น คือความโกรธ
และอาการแสดงความไม่ยินดีในวาทะและการโต้วาทะของคนเหล่าอื่น ชื่อ
ว่า กายคันถะ คือพยาบาท. บทว่า อตฺตโน สีลํ วา วตํ วา ศีลหรือ
พรตของตน คือ ศีลอันได้แก่การเว้นจากเมถุนที่ตนยึดถือไว้ หรือพรต
มีการประพฤติพรตเยี่ยงโคเป็นต้น. บทว่า สีลพฺพตํ วา หรือศีลและ
พรตทั้งสองนั้น. บทว่า ปรามาโส การยึดถือ คือยึดถือจากอื่นด้วยคำ
มีอาทิว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีด้วยสิ่งนี้. บทว่า อตฺตโน ทิฏฺิ อิทํ-
สจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ทิฏฐิของตน คือความถือมั่นว่าสิ่งนี้จริง
ถือทิฏฐิที่คนยึดถือ ชื่อว่า กายคันถะ คือความยึดถือโดยไม่แยบยลว่า
สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ ชื่อว่ากายคันถะ คือถือมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า คนฺถา ตสฺส น วิชฺชนฺติ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่
มีแก่บุคคลนั้น ได้แก่ทิฏฐิคันถะทั้งสองย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นด้วย
โสดาปัตติมรรค. พยาปาทกายคันถะ ย่อมไม่มีด้วยอนาคามิมรรค.
อภิชฌากายคันถะ ย่อมไม่มีด้วยอรหัตมรรค.
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงสรรเสริญผู้เข้าไปสงบนั้น จึง
ตรัสคำมีอาทิว่า น ตสฺส ปุตฺตา บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตา ได้แก่ บุตร ๔ จำพวก มีบุตรเกิดแต่ตน
หน้า 117
ข้อ 441
เป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงกำหนดบุตรโดยชื่อว่า
บุตรเป็นต้น. ก็บุตรเหล่านั้นย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น อธิบายว่า เพราะไม่มี
บุตรเหล่านั้น บุตรเป็นต้นจึงไม่มี.
บทว่า อตฺตา ความว่า สัสสตทิฏฐิที่ถือว่า อัตตามีอยู่ย่อมไม่มี. บทว่า
นิรตฺตา ความว่า อุจเฉททิฏฐิที่ถือว่าขาดสูญ. บทว่า คหิตํ นตฺถิ ความว่า
สิ่งที่ควรยึดถือย่อมไม่มี. บทว่า มุญฺจิตพฺพํ นตฺถิ ความว่า สิ่งที่ควร
ปล่อยวางย่อมไม่มี. บทว่า ยสฺส นตฺถิ คหิตํ ได้แก่ สิ่งที่ยึดถือด้วย
อำนาจตัณหา และทิฏฐิ ย่อมไม่มีแก่บุคคลใด. บทว่า ตสฺส นตฺถิ
มุญฺจิตพฺพํ สิ่งที่ควรปล่อยวางก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. บทว่า คาหมุญฺจนํ
สมติกฺกนฺโต ความว่า พระอรหันต์ก้าวล่วงความถือและปล่อยวางแล้ว.
บทว่า วุฑฺฒิปริหานิวีติวตฺโต ความว่า พระอรหันต์ล่วงเลยความเจริญและ
ความเสื่อมแล้ว.
บทว่า เยน นํ วชฺชุํ ปุถุชฺชนา อโถ สมณพฺราหฺมณา พวก
ปุถุชนทั้งพวกสมณะและพราหมณ์ พึงกล่าวโดยโทษใด คือพวกปุถุชน
แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดรวมทั้งสมณพราหมณ์ พึงกล่าวกะเขาว่า เขา
เป็นผู้กำหนัดแล้วก็ดีเป็นผู้ประทุษร้ายแล้วก็ดี ด้วยโทษมีราคะเป็นต้นใด.
บทว่า ตํ ตสฺส อปุรกฺขตํ โทษนั้นไม่ห้อมล้อมบุคคลนั้น คือโทษมี
ราคะเป็นต้นนั้นไม่ห้อมล้อมบุคคลผู้เป็นพระอรหันต์นั้น. บทว่า ตสฺมา
วาเทสุ เนญฺชติ เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว ในเพราะ
วาทะทั้งหลาย คือไม่หวั่นไหวในเพราะคำพูดนินทา. บทว่า เนญฺชติ
เป็นบทยกขึ้นแสดงบทขยายความ. บทว่า น อิญฺชติ คือ ไม่ทำความ
หวั่นไหว. บทว่า น จลติ คือ ไม่น้อมไปในเพราะวาทะนั้น. บทว่า
หน้า 118
ข้อ 441
น เวธติ ได้แก่ ไม่ดิ้นรน เพราะไม่สามารถจะให้หวั่นไหวได้. บทว่า
น ปเวธติ คือ ไม่สะท้าน. บทว่า น สมฺปเวธติ คือ ไม่สะเทือน.
บทว่า น อุสฺเสสุ วทเต ไม่กล่าวในความเป็นผู้สูงกว่าเขา คือ
ทำตนในความวิเศษไว้ภายใน แล้วไม่กล่าวดูหมิ่นว่า เราเป็นผู้วิเศษกว่า
เขา. ในสองบทนอกนั้นก็มีนัยนี้.
บทว่า กปฺปนฺเนติ อกปฺปิโย คือ เป็นผู้ไม่มีความกำหนด ย่อมไม่ถึง
ความกำหนดสองอย่าง. เพราะเหตุไร. เพราะท่านกล่าวไว้ว่า เป็นผู้ไม่มี
ความกำหนด คือละความกำหนดได้แล้ว. การขยายความคาถานี้ง่าย.
บทว่า สกํ ของตน คือยึดถือว่า ของเรา. บทว่า อสตา จ
น โสจติ เมื่อสิ่งที่ถือว่า ของตนไม่มี ย่อมไม่เศร้าโศก คืออวิชชาและ
มานะเป็นต้น ไม่มี ย่อมไม่เศร้าโศก. บทว่า ธมฺเมสุ จ น คจฺฉติ
ไม่ถึงความลำเอียงในธรรมทั้งหลาย คือไม่ถึงความลำเอียงด้วยอำนาจ
ฉันทาคติเป็นต้นในธรรมทั้งปวง. บทว่า สเว สนฺโตติ วุจฺจติ คือ บุคคล
นั้นแลเป็นผู้สูงสุดกว่าคน เรียกว่า เป็นผู้สงบ. การขยายความคาถาแม้นี้
ก็ง่าย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา เทวดาเสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต. การนับจำนวนพระ-
โสดาบันเป็นต้นไม่มี.
จบอรรถกถาปุราเภทสุตตนิเทสที่ ๑๐
หน้า 119
ข้อ 442, 443
กลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑
[๔๔๒]๑ (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ความทะเลาะ ความ
วิวาท ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่ ความถือ
ตัว ความดูหมิ่น และคำพูดส่อเสียด มีมาแต่อะไร
ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกว่า กิเลสเหล่านั้นมีมาแต่อะไร ?
ว่าด้วยความทะเลาะวิวาท
[๔๔๓] ชื่อว่า ความทะเลาะ ในคำว่า ความทะเลาะ ความ
วิวาท มีมาแต่อะไร ? ความว่า ความทะเลาะและความวิวาททั้งสอง
นั้นเป็นอย่างเดียวกัน โดยอาการเดียวกัน คือ ความทะเลาะใด ความ
ทะเลาะนั้นเป็นความวิวาท ความวิวาทใด ความวิวาทนั้นเป็นความ
ทะเลาะ อีกอย่างหนึ่ง โดยอาการอื่น ความวิวาทที่เป็นเบื้องต้นแห่ง
ความทะเลาะ เรียกว่า ความวิวาท กล่าวคือแม้พระราชาก็วิวาทกับพวก
พระราชา แม้พวกกษัตริย์ก็วิวาทกับพวกกษัตริย์ แม้พวกพราหมณ์ก็
วิวาทกับพวกพราหมณ์ แม้พวกคฤหบดีก็วิวาทกับพวกคฤหบดี แม้มารดา
ก็วิวาทกับบุตร แม้บุตรก็วิวาทกับมารดา แม้บิดาก็วิวาทกับบุตร แม้
บุตรก็วิวาทกับบิดา แม้พี่น้องชายก็วิวาทกับพี่น้องหญิง แม้พี่น้องหญิงก็
วิวาทกับพี่น้องชาย แม้สหายก็วิวาทกับสหาย นี้ชื่อว่า ความวิวาท.
ความทะเลาะเป็นไฉน ? พวกบุคคลผู้ครองเรือนขวนขวายหาโทษ
กัน ก็ทำความทะเลาะกันด้วยกาย ด้วยวาจา พวกบรรพชิตต้องอาบัติอยู่
ก็ทำความทะเลาะกันด้วยกาย ด้วยวาจา นี่ชื่อว่า ความทะเลาะ.
๑. เลขข้อในบาลีเล่ม ๒๙ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๔๔๑ ซึ่งซ้ำกับเลขข้อสุดท้าย
ของสูตรที่ ๑๐ แต่ในที่นี้เรียงตามเป็นจริง แก้เป็น ๔๔๒ ในจนจบข้อ ๙๘๗ ในบาลี ซึ่งใน
ที่นี้จะเป็นข้อ ๙๘๘
หน้า 120
ข้อ 444
คำว่า ความทะเลาะ ความวิวาท มีมาแต่อะไร ? ความว่า
พระพุทธนิมิตสอบถาม ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้
ประสาท ซึ่งมูล เหตุ นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร
อารมณ์ ปัจจัย สมุทัยแห่งความทะเลาะและ.ความวิวาทว่า ความทะเลาะ
และความวิวาทมีมาคือเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ
มาแต่อะไร คือ มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ
มีอะไรเป็นแดงเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความทะเลาะ ความวิวาท
มีมาแต่อะไร.
ว่าด้วยความรำพัน
[๔๔๔] ชื่อว่า ความรำพัน ในคำว่า ความรำพัน ความโศก
ความตระหนี่ ความว่า ความเพ้อถึง ความรำพัน กิริยาที่เพ้อถึง กิริยา
ที่รำพันถึงความเป็นผู้เพ้อถึง ความเป็นผู้รำพันถึง ความพูดเพ้อ ความ
บ่นเพ้อ ความพร่ำเพ้อ อาการพร่ำเพ้อ ความเป็นผู้พร่าเพ้อ ของตน
ผู้ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมเพราะโรคกระทบ
เข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าบ้าง ที่ประจวบกับความ
เสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบ
เข้าบ้าง.
ว่าด้วยความโศก
ชื่อว่า ความโศก คือ ความเศร้าโศก กิริยาเศร้าโศก ความ
เป็นผู้เศร้าโศก ความเศร้าโศกภายใน ความตรมตรอมในภายใน ความ
หน้า 121
ข้อ 445
เดือดร้อนในภายใน ความเร่าร้อนในภายใน ความตรอมเตรียมแห่งจิต
ความโทมนัส ลูกศรคือความเศร้าโศก ของคนที่ถูกความเสื่อมแห่งญาติ
กระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งโภคสมบัติกระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความ
เสื่อมเพราะโรคกระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้าบ้าง ที่
ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าบ้าง ที่ประจวบกับความเสื่อมอย่างใด
อย่างหนึ่งบ้าง ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้าบ้าง.
ว่าด้วยความตระหนี่
ชื่อว่า ความตระหนี่ ได้แก่ ความตระหนี่ ๕ ประการ คือ ความ
ตระหนี่อาวาส ความตระหนี่สกุล ความตระหนี่ลาภ ความตระหนี่วรรณะ
ความตระหนี่ธรรม ความตระหนี่เห็นปานนี้ กิริยาที่ตระหนี่ ความเป็น
ผู้ประพฤติตระหนี่ ความเป็นผู้ปรารถนาต่าง ๆ ความเหนียวแน่น ความ
เป็นผู้มีจิตหดหู่เจ็บร้อนในการให้ ความที่จิตอันใคร ๆ ไม่เชื่อถือได้ใน
การให้ นี้เรียกว่า ความตระหนี่. อีกอย่างหนึ่ง ความตระหนี่ขันธ์ก็ดี
ความตระหนี่ธาตุก็ดี ความตระหนี่อายตนะก็ดี นี้เรียกว่า ความตระหนี่.
ความมุ่งจะเอา ก็เรียกว่าความตระหนี่. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความรำพัน
ความโศก ความตระหนี่.
ว่าด้วยความถือตัว
[๔๔๕] ชื่อว่า ความถือตัว ในคำว่า ความถือตัว ความดูหมิ่น
และความพูดส่อเสียด พึงทราบอธิบายดังนี้ บุคคลบางคนในโลกนี้
ยังความถือตัวให้เกิดโดยชาติบ้าง โดยโคตรบ้าง โดยความเป็นบุตรแห่ง
หน้า 122
ข้อ 445
สกุลบ้าง โดยความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง โดยทรัพย์บ้าง โดยการปกครอง
บ้าง โดยหน้าที่การงานบ้าง โดยหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์บ้าง โดย
วิทยฐานะบ้าง โดยการศึกษาบ้าง โดยปฏิภาณบ้าง โดยวัตถุอย่างใด
อย่างหนึ่งบ้าง.
ว่าด้วยความดูหมิ่น
ชื่อว่า ความดูหมิ่น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมดูหมิ่นผู้อื่น
โดยชาติบ้าง โดยโคตรบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง.
ว่าด้วยการพูดส่อเสียด
ชื่อว่า ความพูดส่อเสียด คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มี
วาจาส่อเสียด คือฟังจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่นี้
หรือฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายคนหมู่โน้น เป็นผู้
ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง สนับสนุนคนที่แตกกันแล้วบ้าง ชอบผู้ที่
เป็นก๊กกัน ยินดีผู้ที่เป็นก๊กกัน เพลินคนที่เป็นก๊กกัน เป็นผู้กล่าววาจาที่
ทำให้เป็นก๊กกัน นี้เรียกว่า ความพูดส่อเสียด. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมนำ
คำส่อเสียดเข้าไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ นำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความ
มุ่งหมายเป็นที่รัก ๑ มีความประสงค์ให้เขาแตกกัน จึงนำคำส่อเสียด
เข้าไป ๑.
บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างไร ?
บุคคลนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างนี้ว่า เราจักเป็น
ที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่สนิท เป็นภายใน เป็นที่ดีใจ ของบุคคลนี้.
หน้า 123
ข้อ 446
บุคคลผู้มีความประสงค์ให้เขาแตกกัน จึงนำคำส่อเสียดเข้าไป
อย่างไร ? บุคคลผู้มีความประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างนี้ว่า ชนเหล่านั้น
พึงเป็นต่างกัน แยกกัน เป็นก๊กกัน เป็นสองเหล่า สองพวก สองฝ่าย
ชนเหล่านี้ พึงแตกกัน ไม่ปรองดองกัน พึงอยู่ลำบาก ไม่ผาสุกด้วยอุบาย
อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความถือตัว ความดูหมิ่น และความพูด
ส่อเสียด.
[๔๔๖] คำว่า ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกว่า กิเลสเหล่านั้น มี
มาแต่อะไร ? ความว่า พระพุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัส
บอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาท ซึ่งมูล เหตุ นิทาน เหตุเกิด
แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งกิเลส ๘ ประการ
นี้ว่า กิเลส ๘ ประการนี้ คือ ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน
ความโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และความพูดส่อเสียด
มีมา คือ เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร
คือ มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็น
แดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสเหล่านั้นมีมาแต่อะไร. คำว่า ขอ
เชิญพระองค์จงตรัสบอก คือขอเชิญพระองค์จงตรัสบอก ตรัสตอบ
แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกว่า กิเลสเหล่านั้นมีมาแต่อะไร เพราะ.
เหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถานว่า
ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก
ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และความพูด
ส่อเสียด มีมาแต่อะไร ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกว่า
กิเลสเหล่านั้นมีมาแต่อะไร
หน้า 124
ข้อ 447, 448
[๔๔๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ความทะเลาะ
ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่ ความ
ถือตัว ความดูหมิ่น และความพูดส่อเสียด มีมาแต่สิ่ง
ที่รัก ความทะเลาะ ความวิวาท ประกอบในความตระหนี่
และเมื่อความวิวาทกันเกิดแล้ว ความพูดส่อเสียดก็มี.
ว่าด้วยความทะเลาะ...มาจากสิ่งที่รัก
[๔๔๘] ชื่อว่า สิ่งที่รัก ในคำว่า ความทะเลาะ ความวิวาท
ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่...มีมาแต่สิ่งที่รัก ได้แก่วัตถุ
เป็นที่รัก ๒ อย่าง คือ สัตว์ ๑ สังขาร ๑.
สัตว์ผู้เป็นที่รักเป็นไฉน ? ชนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นผู้ใคร่ความ
เจริญ ใคร่ประโยชน์ ใคร่ความสบาย ใคร่ความปลอดโปร่งจากโยค-
กิเลส คือ เป็นมารดา เป็นบิดา เป็นพี่น้องชาย เป็นพี่น้องหญิง เป็น
บุตร เป็นธิดา เป็นมิตร เป็นพวกพ้อง เป็นญาติ หรือเป็นสาโลหิต
ชนเหล่านี้ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นที่รัก. สังขารเป็นที่รักเป็นไฉน ? รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจเหล่านั้นชื่อว่า สังขารเป็นที่รัก.
ชนทั้งหลาย แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่รัก ย่อม
ทะเลาะกัน คือเมื่อวัตถุที่รักกำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมทะเลาะกันบ้าง
เมื่อวัตถุที่รักถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมทะเลาะกันบ้าง แม้ผู้มีความหวาด
ระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่รัก ย่อมทะเลาะกัน คือเมื่อวัตถุ
ที่รักกำลังแปรปรวนไป ย่อมทะเลาะกันบ้าง เมื่อวัตถุที่รักแปรปรวนไป
แล้ว ย่อมทะเลาะกันบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่รัก
หน้า 125
ข้อ 449
ย่อมวิวาทกัน คือเมื่อวัตถุที่รักกำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมวิวาทกันบ้าง
เมื่อวัตถุที่รักถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมวิวาทกันบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวง
ในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่รัก ย่อมวิวาทกัน คือเมื่อวัตถุที่รัก
กำลังแปรปรวนไป ย่อมวิวาทกันบ้าง เมื่อวัตถุที่รักแปรปรวนไปแล้ว
ย่อมวิวาทกันบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่รักย่อม
รำพัน คือเมื่อวัตถุที่รักกำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมรำพันบ้าง เมื่อ
วัตถุที่รักถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมรำพันบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงใน
ความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่รัก ย่อมรำพัน คือเมื่อวัตถุที่รักกำลังแปร-
ปรวนไปแล้ว ย่อมรำพันบ้าง เมื่อวัตถุที่รักแปรปรวนไปแล้ว ย่อมรำพัน
บ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่รัก ย่อมเศร้าโศก คือ
เมื่อวัตถุที่รักกำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุที่รักถูก
แย่งชิงไปแล้วย่อมเศร้าโศกบ้าง แม้ผู้มีความหวาดระแวงในความแปร-
ปรวนไปแห่งวัตถุที่รัก ย่อมเศร้าโศก คือเมื่อวัตถุที่รักกำลังแปรปรวน
ไปย่อมเศร้าโศกบ้าง เมื่อวัตถุที่รักแปรปรวนไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกบ้าง
และย่อมรักษา ปกครอง ป้องกัน หวงห้าม ตระหนี่วัตถุที่รัก เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความเศร้าโศก
ความตระหนี่ มีมาแต่สิ่งที่รัก.
[๔๔๙] คำว่า ความถือตัว ความดูหมิ่น และความพูดส่อเสียด
ความว่า ชนทั้งหลายย่อมยังความถือตัวให้เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่รัก ย่อม
ยังความดูหมิ่นให้เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่รัก.
ชนทั้งหลายย่อมยังความถือตัวให้เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่รักอย่างไร ?
หน้า 126
ข้อ 450, 451
ชนทั้งหลายย่อมยังความถือตัวให้เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่รักอย่างนี้ว่า พวก
เรามีปกติได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ชอบใจ.
ชนทั้งหลาย ย่อมยังความถือตัวให้เกิด เพราะอาศัยวัตถุที่รัก
อย่างไร ? ชนทั้งหลายย่อมยังความถือตัวให้เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่ารัก
อย่างนี้ว่า พวกเรามีปกติได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ. ที่ชอบใจ
ส่วนชนเหล่านั้น ไม่ได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจ.
คำว่า ความพูดส่อเสียด ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น
ผู้มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่
นี้ ฯลฯ บุคคลผู้มีความประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างนี้ว่า... ชนเหล่านี้พึง
แตกกัน ไม่ปรองดองกัน พึงอยู่ลำบาก ไม่ผาสุก ด้วยอุบายอย่างไร
ก็นำคำส่อเสียดเข้าไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความถือตัว ความดูหมิ่น
และความพูดส่อเสียด.
[๔๕๐] คำว่า ความทะเลาะ ความวิวาท ประกอบในความ
ตระหนี่ ความว่า กิเลส ๗ ประการนี้ คือ ความทะเลาะ ความวิวาท
ความรำพัน ความเศร้าโศก ความถือตัว ความดูหมิ่น ความพูดส่อเสียด
ประกอบ ตกแต่ง เนื่อง สืบเนื่อง ในความตระหนี่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความทะเลาะ ความวิวาท ประกอบในความตระหนี่.
[๔๕๑] คำว่า เมื่อความวิวาทกันเกิดแล้ว คำพูดส่อเสียดก็มี
ความว่า เมื่อความวิวาทกันเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ
แล้ว ชนทั้งหลายย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไป คือ ฟังจากข้างโน้นเพื่อทำลาย
คนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้นแล้ว มาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายคนหมู่โน้น
เป็นผู้ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง สนับสนุนคนที่แตกกันแล้วบ้าง
หน้า 127
ข้อ 451
ชอบผู้ที่เป็นก๊กกันบ้าง ยินดีผู้ที่เป็นก๊กกัน เพลินคนที่เป็นก๊กกัน เป็น
ผู้กล่าววาจาที่ทำให้เป็นก๊กกัน นี้เรียกว่า ความพูดส่อเสียด อีกอย่างหนึ่ง
ชนทั้งหลายย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ นำคำส่อเสียด
เข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รัก ๑ มีความประสงค์ให้เขาแตกกัน จึง
นำคำส่อเสียดเข้าไป ๑.
ชนทั้งหลายนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างไร ?
ชนทั้งหลายนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างนี้ว่า พวก
เราจักเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่สนิท เป็นภายใน เป็นที่ดีใจของ
บุคคลผู้นี้.
ชนทั้งหลายผู้มีความประสงค์ให้เขาแตกกัน จึงนำคำส่อเสียดเข้าไป
อย่างไร ? ชนทั้งหลายผู้มีความประสงค์ให้เขาแตกกันอย่างนี้ว่า ชน
เหล่านี้พึงเป็นต่างกัน แยกกัน เป็นก๊กกัน เป็นสองเหล่า เป็นสองพวก
เป็นสองฝ่าย ชนเหล่านั้นพึงแตกกัน ไม่ปรองดองกัน พึงอยู่ลำบาก ไม่
ผาสุก ด้วยอุบายอย่างไร ก็นำคำส่อเสียดเข้าไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อความวิวาทกันเกิดแล้ว ความพูดส่อเสียดก็มี เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความเศร้า-
โศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และ
ความพูดส่อเสียด มีมาแต่สิ่งที่รัก ความทะเลาะ ความ
วิวาท ประกอบในความตระหนี่ และเมื่อความวิวาทกัน
เกิดแล้ว ความพูดส่อเสียดก็มี.
หน้า 128
ข้อ 452, 453, 454
[๔๕๒] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก
มีอะไรเป็นนิทาน และชนเหล่าใดแล ย่อมเที่ยวไปใน
โลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้นมีอะไร
เป็นนี้ทาน อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จหวังที่มีแก่
นรชน. เพื่อข้างหน้านั้น มีอะไรเป็นนิทาน ?
ว่าด้วยอะไรเป็นต้นเหตุแห่งสิ่งที่รัก
[๔๕๓] คำว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก มีอะไรเป็นนิทาน
ความว่า พระพุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก อัญเชิญให้
ทรงแสดง ขอให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งสิ่งที่รักทั้งหลายว่า สิ่ง
ที่รักทั้งหลายมีอะไรเป็นนิทาน คือ เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ
ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็น
ชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก
มีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๕๔] คำว่า และชนเหล่าใดแล ในคำว่า และชนเหล่าใดแล
ย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ได้แก่พวกกษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์. คำว่า เพราะความ
โลภ คือความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ความกำหนัดนัก
กิริยาที่กำหนัดนัก ความเป็นผู้กำหนัดนัก อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล.
คำว่า เที่ยวไป คือ เที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง
เยียวยา. คำว่า ในโลก คือในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก
หน้า 129
ข้อ 455, 456, 457
ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และชนเหล่าใดแล ย่อม
เที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ.
[๔๕๕] คำว่า ความหวังและความสำเร็จหวัง ... มีอะไรเป็น
นิทาน ? ความว่า พระพุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก
อัญเชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งความหวัง
และความสำเร็จหวังว่า ความหวังและความสำเร็จหวัง มีอะไรเป็นนิทาน
คือ เกิด บังเกิด เกิดพร้อม บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไร
เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวังและความสำเร็จหวัง มีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๕๖] คำว่า ที่มีแก่นรชนเพื่อข้างหน้า ความว่า ความหวัง
และความสำเร็จหวังที่เป็นไปในเบื้องหน้า เป็นเกาะ เป็นที่ป้องกัน เป็นที่
แอบแฝง เป็นที่ระลึกของนรชน คือ นรชนเป็นผู้มีความสำเร็จหวังเป็น
ไปในเบื้องหน้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้า
เพราะฉะนั้น พระพุทธนิมิตจึงตรัสถามว่า
สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก มีอะไรเป็นนิทาน และชน
เหล่าใดแล ย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความ
โลภของชนเหล่านั้นมีอะไรเป็นนิพาน อนึ่ง ความหวัง
และความสำเร็จหวังที่มีแก่นรชนเพื่อข้างหน้านั้น มีอะไร
เป็นนิทาน.
[๔๕๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) สิ่งที่รักทั้งหลาย
ในโลก มีฉันทะเป็นนิทาน และชนเหล่าใดแล ย่อม
หน้า 130
ข้อ 458
เที่ยงไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่า-
นั้น มีฉันทะนี้เป็นนิทาน อนึ่ง ความหวังและความ
สำเร็จหวังที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้านั้น ก็มีฉันทะนี้เป็น
นิทาน.
[๔๕๘] ชื่อว่า ฉันทะ ในคำว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลกมีฉันทะ
เป็นนิทาน ได้แก่ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลิน
ในกาม ความอยากในกาม ความรักในกาม ความเร่าร้อนในกาม
ความหลงในกาม ความชอบใจในกาม กามโอฆะ กามโยคะ กามุ-
ปาทาน กามฉันทนิวรณ์ ในกามทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ฉันทะ
๕ ประการ คือ ความพอใจในการแสวงหา ๑ ความพอใจในการได้ ๑
ความพอใจในการบริโภค ๑ ความพอใจในการสั่งสม ๑ ความพอใจใน
การสละ ๑.
ความพอใจในการแสวงหาเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้
ชอบใจ มีความต้องการ เกิดความพอใจ ย่อมแสวงหารูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ นี้ชื่อว่า ความพอใจในการแสวงหา.
ความพอใจในการได้เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบใจ
มีความต้องการ เกิดความพอใจ ย่อมได้ซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ นี้ชื่อว่า ความพอใจในการได้.
ความพอใจในการบริโภคเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้
ชอบใจ มีความต้องการ เกิดความพอใจ ย่อมบริโภครูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ นี้ชื่อว่า ความพอใจในการบริโภค.
ความพอใจในการสั่งสมเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบใจ
หน้า 131
ข้อ 459
มีความต้องการ เกิดความพอใจ ย่อมทำการสั่งสมทรัพย์ด้วยความหวังว่า
จักมีประโยชน์ในคราวเกิดอันตรายทั้งหลาย นี้ชื่อว่า ความพอใจในการ
สั่งสม.
ความพอใจในการสละเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ชอบใจ
มีความต้องการ เกิดความพอใจ ย่อมสละทรัพย์เพื่อพวกพลช้าง พวก
พลม้า พวกพลรถ พวกพลถือธนู พวกพลเดินเท้า ด้วยความหวังว่า
คนพวกนี้จักรักษาคุ้มครองป้องกันเรา นี้ชื่อว่า ความพอใจในการสละ.
ว่าด้วยสิ่งที่รัก ๒ ประการ
คำว่า สิ่งที่รักทั้งหลาย คือสิ่งที่รัก ๒ ประการ ได้แก่สัตว์ ๑
สังขาร ๑ ฯลฯ เหล่านั้นชื่อว่าสัตว์เป็นที่รัก ฯลฯ เหล่านี้ชื่อว่าสังขารเป็น
ที่รัก คำว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก มีฉันทะเป็นนิทาน คือสิ่งที่รัก
ทั้งหลายมีฉันทะเป็นนิทาน มีฉันทะเป็นสมุทัย มีฉันทะเป็นชาติ มีฉันทะ
เป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก มีฉันทะ
เป็นนิทาน.
[๔๕๙] คำว่า และชนเหล่าใดแล ในคำว่า และชนเหล่าใด
แล ย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ได้แก่พวกกษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์. คำว่า เพราะความ
โลภ คือความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ความกำหนัดนัก
กิริยาที่กำหนดนัก ความเป็นผู้กำหนัดนัก อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล.
คำว่า เที่ยวไป คือเที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา
บำรุง เยียวยา. คำว่า ในโลก คือในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก
หน้า 132
ข้อ 460
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และชนเหล่าใดแล ย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะ
ความโลภ.
ว่าด้วยความหวัง
[๔๖๐] คำว่า อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จหวัง ก็มีฉันทะ
นี้เป็นนิทาน ความว่า ตัณหา เรียกว่าความหวัง ได้แก่ราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า ความสำเร็จหวัง ความว่า บุคคลบาง
คนในโลกนี้ เมื่อแสวงหารูป ได้รูป เป็นผู้มีความสำเร็จหวังในรูป เมื่อ
แสวงหาเสียง ... กลิ่น ... รส ... เมื่อแสวงหาโผฏฐัพพะ ได้โผฏฐัพพะ
เป็นผู้มีความสำเร็จหวังในโผฏฐัพพะ เมื่อแสวงหาสกุล...คณะ... อาวาส...
ลาภ ... ยศ ... สรรเสริญ ... สุข ... จีวร... บิณฑบาต... เสนาสนะ ...
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร.. พระสูตร... พระวินัย ... พระอภิธรรม...
อารัญญิกังคธุดงค์...ปิณฑปาติกังคธุดงค์...สปทานจาริกังคธุดงค์... ขลุ-
ปัจฉาภัตติกังคธุดงค์... เนสัชชิกังคธุดงค์... ยถาสันถติกังคธุดงค์... ปฐม-
ฌาน... ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน... อากาสานัญจายตน-
สมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ... เมื่อ
แสวงหาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ
เป็นผู้มีความสำเร็จหวังในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลย่อมไถนาด้วยความหวัง หว่านพืชด้วยความ
หวัง พวกพ่อค้าหาทรัพย์ ไปสู่สมุทรด้วยความหวัง เรา
ย่อมตั้งอยู่ด้วยความหวังใด ความหวังนั้นของเราย่อม
สำเร็จ ดังนี้.
หน้า 133
ข้อ 461, 462
ความสำเร็จแห่งความหวัง เรียกว่าความสำเร็จหวัง. คำว่า ความ
หวังและความสำเร็จหวัง ก็มีฉันทะนี้เป็นนิทาน ความว่า ความหวัง
และความสำเร็จหวัง ก็มีฉันทะนี้เป็นนิทาน คือมีฉันทะเป็นสมุทัย มี
ฉันทะเป็นชาติ มีฉันทะเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวัง
และความสำเร็จหวัง ก็มีฉันทะนี้เป็นนิทาน.
[๔๖๑] คำว่า ที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้า ความว่า ความหวัง
และความสำเร็จหวังที่เป็นเบื้องหน้า เป็นเกาะ เป็นที่ป้องกัน เป็นที่
แอบแฝง เป็นที่ระลึกของนรชน คือนรชนเป็นผู้มีความสำเร็จหวังเป็น
เบื้องหน้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่มีแก่นรชนเพื่อภพหน้า เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สิ่งที่รักทั้งหลายในโลก มีฉันทะเป็นนิทาน และ
นรชนเหล่าใดแล ย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ
ความโลภของนรชนเหล่านั้น มีฉันทะนี้เป็นนิทาน อนึ่ง
ความหวังและความสำเร็จหวังที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้า
นั้น ก็มีฉันทะนี้เป็นนิทาน.
[๔๖๒] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ฉันทะในโลกมีอะไรเป็น
นิทาน และความตัดสินใจมีมาแต่อะไร อนึ่ง ความ
โกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัย มีมาแต่
อะไร และธรรมเหล่าใดแล อันพระสมณะตรัสไว้แล้ว
ธรรมเหล่านั้นมีมาแต่อะไร.
หน้า 134
ข้อ 463, 464, 465
ว่าด้วยฉันทะ...มีอะไรเป็นเหตุ
[๔๖๓] คำว่า ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน ความว่า พระ-
พุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก อัญเชิญให้ทรงแสดง ขอ
ให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งฉันทะว่า ฉันทะมีอะไรเป็นนิทาน คือ
เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไร
เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๖๔] คำว่า และความตัดสินใจมีมาแต่อะไร ความว่า พระ-
พุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก อัญเชิญให้ทรงแสดง ขอ
ให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งความตัดสินใจว่า ความตัดสินใจมีมา
แต่อะไร คือเกิด เกิดพร้อม บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือ
มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดน
เกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และความตัดสินใจมีมาแต่อะไร.
[๔๖๕] ชื่อว่า ความโกรธ ในคำว่า อนึ่ง ความโกรธ ความ
เป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัย คือความความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัด-
เคือง ความขุ่นเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความ
ชั่งทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ
ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความ
เป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความ
พิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความ
เป็นผู้ไม่แช่มชื่นแห่งจิต ความกล่าวเท็จ เรียกว่าความเป็นผู้พูดเท็จ
หน้า 135
ข้อ 466, 467
ความสงสัย เรียกว่า กถังกถา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง ความโกรธ
ความเป็นผู้พูดเท็จและความสงสัย.
[๔๖๖] คำว่า และธรรมเหล่าใด ในคำว่า และธรรมเหล่าใด
อันพระสมณะตรัสรู้แล้ว ความว่า ธรรมทั้งหลายใด สหรคต เกิด
ร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบกัน มีความเกิดขึ้นคราวเดียวกัน มีความ
ดับคราวเดียวกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน กับความโกรธ
ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่าธรรมเหล่าใด.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ธรรมเหล่าใด คือกิเลสทั้งหลายมีชาติเป็นอย่างอื่น
ตั้งอยู่แล้วโดยอาการอื่น กิเลสเหล่านั้น เรียกว่าธรรมเหล่าใด. คำว่า อัน
พระสมณะตรัสแล้ว ความว่า อันพระพุทธะผู้เป็นสมณะมีบาปธรรมอัน
ระงับแล้ว เป็นพราหมณ์มีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว เป็นภิกษุมีมูลแห่ง
กิเลสอันทำลายแล้ว ผู้พ้นขาดจากอกุศลมูลเป็นเครื่องผูกทั้งปวง ตรัสไว้
แล้ว คือตรัสโดยทั่ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้ตื้น ประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และธรรมเหล่าใดอัน
พระสมณะตรัสไว้แล้ว เพราะฉะนั้น พระพุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถามว่า
ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน และความตัดสินใจ
มีมาแต่อะไร อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และ
ความสงสัยมีมาแต่อะไร และธรรมเหล่าใดอันพระสมณะ
ตรัสไว้แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาแต่อะไร.
[๔๖๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความเสียใจในโลก ฉันทะ
หน้า 136
ข้อ 468, 469, 470
ย่อมมีมาเพราะอาศัยธรรมนั้น ชันตุชนเห็นความไม่มี
และความมีในรูปทั้งหลาย ย่อมทำความตัดสินใจในโลก.
[๔๖๘] คำว่า ความดีใจ ในคำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรม
ใด คือความดีใจ ความเสียใจ ในโลก ได้แก่สุขเวทนาและวัตถุที่น่า
ปรารถนา. คำว่า ความเสียใจ ได้แก่ทุกขเวทนาและวัตถุที่ไม่น่า
ปรารถนา. คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด ...ในโลก คือบัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวบอก พูด แสดง แถลงธรรมใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความเสียใจ ในโลก.
[๔๖๙] คำว่า ฉันทะย่อมมีมาเพราะอาศัยธรรมนั้น ความว่า
ฉันทะย่อมมีมา คือมีทั่วไป เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ เพราะ
อาศัย ความดีใจและความเสียใจ คืออาศัยสุขและทุกข์ โสมนัสและโทมนัส
วัตถุที่น่าปรารถนาและวัตถุที่ไม่น่าปรารถนา ความยินดีและความยินร้าย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฉันทะย่อมมีมาเพราะอาศัยธรรมนั้น.
ว่าด้วยความเกิดแห่งรูป
[๔๗๐] คำว่า ในรูปทั้งหลาย ในคำว่า เห็นความไม่มีและมี
ในรูปทั้งหลาย ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปแห่งมหาภูตรูป ๔.
ความมีแห่งรูปทั้งหลายเป็นไฉน. ความมี คือความเกิด ความเกิด-
พร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งรูปทั้งหลาย
นี้ชื่อว่า ความมีแห่งรูปทั้งหลาย.
ความไม่มีแห่งรูปทั้งหลายเป็นไฉน ความสิ้น ความเสื่อม ความ
หน้า 137
ข้อ 471
แตก ความแตกรอบ ความไม่เที่ยง ความหายไป แห่งรูปทั้งหลาย นี้ชื่อว่า
ความไม่มีแห่งรูปทั้งหลาย.
คำว่า เห็นความไม่มีและความมีในรูปทั้งหลาย คือเห็น พบ
พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ซึ่งความมีและความไม่มีในรูปทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นความไม่มีและความมีในรูปทั้งหลาย.
ว่าด้วยการตัดสินใจ ๒ อย่าง
[๔๗๑] ชื่อว่า ความตัดสินใจ ในคำว่า ชันตุชน... ย่อมทำ
ความตัดสินใจในโลก ได้แก่ความตัดสินใจ ๒ ประการ คือ ความตัด
สินใจด้วยตัณหา ๑ ความตัดสินใจด้วยทิฏฐิ ๑.
สัตว์ย่อมทำความตัดสินใจด้วยตัณหาอย่างไร. บุคคลบางคนในโลก
นี้ มีโภคสมบัติที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดขึ้น และมีโภคสมบัติที่เกิดขึ้นแล้ว
ก็ถึงความหมดสิ้นไป เขาจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า โภคสมบัติของเราที่ยัง
ไม่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดขึ้น และโภคสมบัติที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป
เพราะเหตุอะไรหนอ และเขามีความดำริอย่างนี้ต่อไปว่า เมื่อเราประกอบ
เนือง ๆในเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ในเพราะการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัย โภคสมบัติที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงมิได้เกิดขึ้น และโภคสมบัติที่
เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป เมื่อเราประกอบเนืองๆในการเที่ยวไป
ในถนนในเวลาค่ำคืน. . . เมื่อเราเที่ยวดูมหรสพมากไป ...เมื่อเราประกอบ
เนือง ๆ ในเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ในเพราะการเล่นการพนัน ...
เมื่อเราประกอบเนือง ๆ ในการคบปาปมิตร . . . เมื่อเราประกอบเนือง ๆ
ในความเป็นคนเกียจคร้าน โภคสมบัติที่ยังไม่เกิดขึ้น และโภคสมบัติที่
หน้า 138
ข้อ 471
เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว เขาจึงไม่ประพฤติ
ทางความฉิบหายแห่งโภคสมบัติ ๖ ประการ ชันตุชนย่อมทำความตัด
สินใจด้วยตัณหา แม้ด้วยประการอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อม
ประกอบการงานด้วยกสิกรรมบ้าง ด้วยพาณิชยกรรมบ้าง ด้วยโครักข-
กรรมบ้าง ด้วยธนูศิลป์บ้าง ด้วยการรับราชการบ้าง ด้วยศิลป์ อย่างใด
อย่างหนึ่งบ้าง ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยตัณหา แม้ด้วยประการ
อย่างนี้.
ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยทิฏฐิอย่างไร. เมื่อจักษุเกิดขึ้น
แล้ว ชันตุชนก็รู้ว่า คนของเราเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจักษุหายไป ก็รู้ว่าตน
ของเราหายไปแล้ว คนของเราปราศจากไปแล้ว ชันตุชนย่อมทำความ
ตัดสินใจด้วยทิฏฐิ แม้ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อโสตะ. . . เมื่อฆานะ. . .
เมื่อชิวหา . . . เมื่อกาย . . . เมื่อรูป . . . เมื่อเสียง . . . เมื่อกลิ่น . . . เมื่อรส
เมื่อโผฏฐัพพะเกิดขึ้นแล้ว ชันตุชนก็รู้ว่า คนของเราเกิดขึ้นแล้ว เมื่อ
โผฏฐัพพะหายไป ก็รู้ว่า คนของเราหายไปแล้ว ตนของเราปราศจากไป
ไปแล้ว ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยทิฏฐิ คือให้เกิด ให้เกิดพร้อม
ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ แม้ด้วยประการอย่างนี้.
คำว่า ชันตุชน คือสัตว์ นระ มาณพ ฯลฯ มนุษย์. คำว่า ในโลก
คือในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชน. . .
ย่อมทำความตัดสินใจในโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความ
เสียใจ ในโลก ฉันทะย่อมมีมา เพราะอาศัยธรรมนั้น
หน้า 139
ข้อ 472, 473
ชันตุชนเห็นความไม่มีในรูปทั้งหลาย ย่อมทำความตัด
สินใจในโลก.
[๔๗๒] ธรรมแม้เหล่านี้ คือความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ
และความสงสัย เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสอง
มีอยู่ ก็มีมา บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทาง
แห่งญาณ และธรรมเหล่าใดอันพระสมณะทราบแล้ว
จึงตรัสไว้ ธรรมเหล่านั้น เมื่อความดีใจและความเสียใจ
ทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา.
[๔๗๓] ชื่อว่า ความโกรธ ในคำว่า ความโกรธ ความเป็น
ผู้พูดเท็จ และความสงสัย คือความปองร้าย ความมุ่งร้าย ฯลฯ ความ
ไม่แช่มชื่นแห่งจิต ความกล่าวเท็จ เรียกว่า ความเป็นผู้พูดเท็จ ความ
สงสัย เรียกว่า กถังกถา ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนา
บ้าง เพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง ความกล่าวเท็จ ย่อมเกิด
เพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาบ้าง เพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง
ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาบ้าง เพราะอาศัยวัตถุ
ที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง.
ว่าด้วยเหตุให้เกิดความโกรธ
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร ความ
โกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา
หน้า 140
ข้อ 473
แล้ว. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์แก่เรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติ
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว. ความ
โกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่
บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขา
จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา.
ความโกรธย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์
แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว. ความโกรธย่อมเกิดด้วย
อาการว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก
ที่ชอบใจของเรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาจักประพฤติ
สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา. ความโกรธ
ย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างนี้.
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร. แม้บุคคล
ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่น่าปรารถนา ย่อมมีความโกรธ
เกิด คืนเมื่อวัตถุที่น่าปรารถนากำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมมีความโกรธ
เกิดบ้าง เมื่อวัตถุที่น่าปรารถนาถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมมีความโกรธเกิด
บ้าง แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่น่า
ปรารถนา ย่อมมีความโกรธเกิด คือเมื่อวัตถุที่น่าปรารถนาแปรปรวนไป
แล้ว ย่อมมีความโกรธเกิดบ้าง ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่า
ปรารถนาอย่างนี้.
หน้า 141
ข้อ 473
ว่าด้วยเหตุให้เกิดการกล่าวเท็จ
มุสาวาท ย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร. บุคคล
บางคนในโลกนี้ ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือขื่อ ย่อมกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้อยู่
เพื่อพ้นจากเครื่องจำนั้น ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำ คือเชือก . . . ถูกเขาจำ
ด้วยเครื่องจำคือโซ่ตรวน . . . ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือหวาย . . . ถูกเขาจำ
ด้วยเครื่องจำคือเถาวัลย์ . . . ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือเครื่องล้อม . . . ถูกเขา
จำด้วยเครื่องจำ คือบ้าน นิคมและนคร . . . ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือ
ชนบท ย่อมกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้อยู่ เพื่อพ้นจากเครื่องจำนั้น มุสาวาทย่อม
เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างนี้.
มุสาวาท ย่อมเกิดเพราะอาศัย วัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร. บุคคล
บางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่เพราะเหตุแห่งรูปที่ชอบใจ ย่อม
กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่เพราะเหตุแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจ
เพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ
เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มุสาวาทย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุ
น่าปรารถนาอย่างนี้.
ว่าด้วยเหตุให้เกิดความสงสัย
ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร. ความ
สงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาว่า เราจักพ้นจากโรค
นัยน์ตาหรือหนอ หรือเราจักไม่พ้นจากโรคนัยน์ตา เราจักพ้นจากโรค
จมูกหรือหนอ จากโรคที่ลิ้นหรือหนอ จากโรคกาย. . . จากโรคศีรษะ
หรือหนอ จากโรคที่ใบหู จากโรคปาก เราจักพ้นจากโรคฟันหรือหนอ
หน้า 142
ข้อ 474, 475
หรือเราจักไม่พ้นจากโรคฟัน ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่า
ปรารถนาอย่างนี้.
ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร ความ
สงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาว่า เราจักได้รูปที่ชอบใจ
หรือหนอ หรือเราจักไม่ได้รูปที่ชอบใจ เราจักได้เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ เราจักได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่ชอบใจหรือหนอ หรือเรา
จักไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่ชอบใจ ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัย
วัตถุที่น่าปรารถนาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความโกรธ ความเป็น
ผู้พูดเท็จและความสงสัย.
[๔๗๔] คำว่า ธรรมแม้เหล่านี้ . . . เมื่อความดีใจและความเสีย
ใจทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา ความว่า เมื่อความดีใจและเสียใจมีอยู่ คือเมื่อ
สุขและทุกข์ โสมนัสและโทมนัส วัตถุที่น่าปรารถนาและวัตถุที่ไม่น่า
ปรารถนา ความยินดีและเพราะความยินร้าย มีอยู่ คือปรากฏ อันตน
เข้าไปได้อยู่ ธรรมแม้เหล่านี้ . . . ก็มีมา ฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมแม้เหล่านี้
. . . เมื่อความดีใจและความเสียใจ ทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา.
ว่าด้วยสิกขา ๓
[๔๗๕] คำว่า บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่ง
ญาณ ความว่า แม้ญาณก็ชื่อว่าทางแห่งญาณ แม้อารมณ์แห่งญาณก็ชื่อว่า
ทางแห่งญาณ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิดร่วมกับญาณก็ชื่อว่าทางแห่งญาณ
เปรียบเหมือนอริยมรรคก็ชื่อว่าทางแห่งอริยะ เทวมรรคก็ชื่อว่าทางแห่ง
หน้า 143
ข้อ 475
เทวดา พรหมมรรคก็ว่าทางแห่งพรหมฉันใด แม้ญาณก็ชื่อว่าทางแห่ง
ญาณ แม้อารมณ์แห่งญาณชื่อว่าทางแห่งญาณ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิด
ร่วมกับญาณก็ชื่อว่าทางแห่งญาณฉันนั้น. สิกขา ในคำว่า พึงศึกษา มี
๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑.
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวม
แล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ
เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ศีลขันธ์น้อย ศีลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่พึ่ง เป็นเบื้องต้น เป็น
เบื้องบาท เป็นความสำรวม เป็นความระวัง เป็นปาก เป็นประธาน
แห่งความถึงพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายฝ่ายอกุศล นี้ชื่อว่า อธิศีลสิกขา.
อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
จึงบรรลุจตุตถฌาน นี้ชื่อว่า อธิจิตตสิกขา.
อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรก
กิเลส อันให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็น
จริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา และรู้ชัดตามความเป็น
จริงว่า เหล่านี้อาสวะ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ นี้ชื่อว่า
อธิปัญญาสิกขา.
คำว่า ผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ความว่า บุคคล
ผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ลังเล เป็นสองทาง ไม่แน่ใจ พึงศึกษา
อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง เพื่อความบรรลุญาณ เพื่อความ
ถูกต้องญาณ เพื่อความทำให้แจ่มแจ้งญาณ บุคคลเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้
หน้า 144
ข้อ 476
พึงศึกษา คือเมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อม
ใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร เมื่อตั้งสติ เมื่อตั้งจิต เมื่อรู้ชัด
ด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรม
ที่ควรทำให้แจ้ง ก็พึงศึกษา ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อโดยชอบ
สมาทานประพฤติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษา
เพื่อทางแห่งญาณ.
ว่าด้วยธรรมที่พระสมณะทราบ
[๔๗๖] คำว่า และธรรมเหล่าใด อันพระสมณะทราบแล้ว จึง
ตรัสไว้ ความว่า ธรรมทั้งหลายอันพระสมณะทรงทราบ ทรงรู้ พิจารณา
เทียบเคียงให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว ตรัสไว้ ตรัสสอน ตรัสบอก
ทรงแสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศแล้ว
คือทรงทราบ ทรงรู้ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง
แล้ว ตรัสไว้ ตรัสสอน ตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย
จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง
เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
ฯลฯ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เพราะอวิชชาดับ สังขาร
จึงดับ ฯลฯ เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ
ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านั้นควรละ
ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ความเกิด ความดับ
หน้า 145
ข้อ 476
คุณ โทษ อุบายเครื่องสลัดออก แห่งผัสสายตนะ ๖ แห่งอุปาทานขันธ์ ๕
แห่งมหาภูตรูป ๔ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง
มีความดับเป็นธรรมดา.
สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง เราไม่แสดงธรรมเพื่อความ
ไม่รู้ยิ่ง เราแสดงธรรมมีเหตุ เราไม่แสดงธรรมไม่มีเหตุ เราแสดงธรรม
มีปาฏิหาริย์ เราไม่แสดงธรรมไม่มีปาฏิหาริย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
เราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่แสดงธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง แสดงธรรม
มีเหตุ ไม่แสดงธรรมไม่มีเหตุ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ไม่แสดงธรรม
ไม่มีปาฏิหาริย์อยู่ เธอทั้งหลายควรทำตามโอวาท ควรทำตามอนุสาสนี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เธอทั้งหลายควรยินดีปราโมทย์ ควรโสมนัสว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นสวาก-
ขาตธรรม พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็เมื่อคำเป็นไวยากรณ์นี้ อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ โลกธาตุหมื่นหนึ่งหวั่นไหวแล้ว ดังนี้ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า และธรรมเหล่าใดอันพระสมณะทราบแล้ว จึงตรัสไว้
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธรรมแม้เหล่านี้ คือความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ
และความสงสัย เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสอง
มีอยู่ ก็มีมา บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่ง
ญาณและธรรมเหล่าใดอันพระสมณะทราบแล้วจึงตรัสไว้
ธรรมเหล่านั้น เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมี
อยู่ ก็มีมา.
หน้า 146
ข้อ 477, 478, 479, 480
[๔๗๗] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ) ความดีใจและความ
เสียใจ มีอะไรเป็นนิทาน เมื่อไม่มีอะไร ความดีใจและ
ความเสียใจเหล่านี้จึงไม่มี อรรถนั้นใด คือความไม่มี
และความมี ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถนั้นว่า มีสิ่งใด
เป็นนิทาน แก่ข้าพระองค์.
ว่าด้วยต้นเหตุความดีใจและความเสียใจ
[๔๗๘] คำว่า ความดีใจและความเสียใจ มีอะไรเป็นนิทาน
ความว่า พระพุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก อัญเชิญให้
ทรงแสดง ขอให้ประสาท ซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัย แห่งความดีใจและความ
เสียใจว่า ความดีใจและความเสียใจ มีอะไรเป็นนิทาน คือเกิด เกิดพร้อม
บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไรเป็นนิทาน มีอะไร
เป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ความดีใจและความเสียใจ มีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๗๙] คำว่า เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจ
เหล่านั้นจึงไม่มี ความว่า เมื่ออะไรไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ ความ
ดีใจและความเสียใจ จึงไม่มี ไม่เป็น ไม่เกิด ไม่เกิดพร้อม ไม่บังเกิด
ไม่บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและ
ความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี.
[๔๘๐] คำว่า อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมี ความว่า
ความมีแห่งความดีใจและความเสียใจเป็นไฉน ความมี ความเป็น ความ
เกิด ความเกิดพร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏ
หน้า 147
ข้อ 481, 482
แห่งความดีใจและความเสียใจใด นี้ชื่อว่า ความมีแห่งความดีใจและความ
เสียใจ ความไม่มีแห่งความดีใจและความเสียใจเป็นไฉน ความสิ้น ความ
เสื่อม ความแตก ความแตกรอบ ความไม่เที่ยง ความหายไปแห่ง
ความดีใจและความเสียใจใด นี้ชื่อว่า ความไม่มีแห่งความดีใจและความ
เสียใจ. คำว่า อรรถนั้นใด คืออรรถอย่างยิ่งใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมี.
[๔๘๑] คำว่า นั้น ในคำว่า ขอจงตรัสบอกอรรถนั้นว่า มีสิ่ง
ใดเป็นนิทานแก่ข้าพระองค์ ความว่า อรรถที่ข้าพระองค์ทูลถาม ขอให้
ตรัสบอก อัญเชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาท. คำว่า ขอจงตรัสบอก
คือขอจงตรัสบอก ทรงแจ้ง ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้ตื้น ทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงตรัสบอกอรรถนั้น
... แก่ข้าพระองค์. คำว่า มีสิ่งใดเป็นนิทาน ความว่า มีสิ่งใดเป็นนิทาน
มีสิ่งใดเป็นสมุทัย มีสิ่งใดเป็นชาติ มีสิ่งใดเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ขอจงตรัสบอกอรรถนั้นว่า มีสิ่งใดเป็นนิทานแก่ข้าพระองค์
เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
ความดีใจและความเสียใจ มีอะไรเป็นนิทาน เมื่อ
อะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี
อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมี ขอพระองค์จงตรัส
บอกอรรถนั้นว่า มีสิ่งใดเป็นนิทาน แก่ข้าพระองค์.
[๔๘๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ความดีใจและ
ความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน เมื่อผัสสะไม่มี ความ
ดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี อรรถนั้นใด คือ
หน้า 148
ข้อ 483, 484
ความไม่มีและความมี ข้าพระองค์ขอบอกอรรถนั้นว่า มี
ผัสสะนี้เป็นนิทาน แก่พระองค์.
[๔๘๓] คำว่า ความดีใจและความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน
ความว่า สุขเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา
เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นนั่นแหละดับไป สุขเวทนาอัน
เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ที่เสวยอยู่ อันเกิด
แต่ผัสสะนั้น ก็ดับสงบไป ทุกขเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็น
ที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นนั่นแหละ
ดับไป ทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข-
เวทนา ที่เสวยอยู่ อันเกิดแต่ผัสสะนั้น ก็ดับสงบไป อทุกขมสุขเวทนา
เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา เพราะผัสสะ
อันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นนั่นแหละดับไป อทุกขมสุขเวทนา
อันเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ อันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา ที่เสวยอยู่
อันเกิดแต่ผัสสะนั้น ก็ดับสงบไป. คำว่า ความดีใจและความเสียใจ มี
ผัสสะเป็นนิทาน ความว่า ความดีใจและความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน
มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นชาติ มีผัสสะเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความดีใจ ความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน.
[๔๘๔] คำว่า เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจ
เหล่านั้นจึงไม่มี ความว่า เมื่อผัสสะไม่มี คือไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้อยู่
ความดีใจและความเสียใจจึงไม่มี คือไม่เป็น ไม่เกิด ไม่เกิดพร้อม ไม่
บังเกิด ไม่บังเกิดเฉพาะ ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อผัสสะ
ไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้น จึงไม่มี.
หน้า 149
ข้อ 485, 486, 487
[๔๘๕] คำว่า อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมี ความว่า
ภวทิฏฐิก็ดี วิภวทิฏฐิก็ดี ก็มีผัสสะเป็นนิทาน. คำว่า อรรถนั้นใด คือ
อรรถอย่างยิ่งใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อรรถนั้นใด คือความไม่มีและ
ความมี.
[๔๘๖] คำว่า นั้น ในคำว่า ขอบอกอรรถนั้นว่า ผัสสะนี้เป็น
นิทานแก่พระองค์ ความว่า อรรถที่พระองค์ตรัสถาม ขอให้บอก เชิญ
ให้บอก ให้ประสาท. คำว่า ขอบอก คือขอตอบ บอก แสดง บัญญัติ
แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ขอบอกอรรถนั้น. . .แก่พระองค์. คำว่า มีผัสสะนี้เป็นนิทาน คือมีผัสสะ
นี้เป็นนิทาน มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นชาติ มีผัสสะเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอบอกอรรถนั้นว่า มีผัสสะนี้เป็นนิทานแก่
พระองค์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ความดีใจและความเสียใจ มีผัสสะเป็นนิทาน เมื่อ
ผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี
อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมี ข้าพระองค์ขอ
บอกอรรถนั้นว่า มีผัสสะนี้เป็นนิทาน แก่พระองค์.
[๔๘๗] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ผัสสะในโลก มีอะไร
เป็นนิทาน และความยึดถือมีมาแต่อะไร เมื่ออะไรไม่มี
ความถือว่าของเราจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่
ถูกต้อง.
หน้า 150
ข้อ 488, 489, 490, 491
ว่าด้วยต้นเหตุของผัสสะ...
[๔๘๘] คำว่า ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน ความว่า พระ-
พุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้
ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งผัสสะว่า ผัสสะมีอะไรเป็นนิทาน คือเกิด
เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไรเป็น
นิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๘๙] คำว่า และความยึดถือมีมาแต่อะไร ความว่า พระพุทธ-
นิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาท
ซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัย แห่งความยึดถือทั้งหลายว่า ความยึดถือมีมาแต่อะไร
คือเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไร
เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และความยึดถือมีมาแต่อะไร.
[๔๙๐] คำว่า เมื่ออะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี ความว่า
เมื่อไม่มีอะไร ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้อยู่ ความถือว่าของเราจึงไม่มี
ไม่เป็น ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือความถือว่า ของเรา อันพระสมณะละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี.
[๔๙๑] คำว่า เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ความว่า เมื่อ
อะไรไม่มี ไม่เป็น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วงแล้ว ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง เพราะเหตุนั้น
พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
หน้า 151
ข้อ 492, 493
ผัสสะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน และความยึดถือ มี
มาแต่อะไร เมื่ออะไรไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี
เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง.
[๔๙๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ผัสสะเกิดขึ้น
เพราะอาศัยนามและรูป ความยึดถือมีความปรารถนา
เป็นนิทาน เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเรา
จึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง.
[๔๙๓] คำว่า ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความว่า
จักษุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป ประชุมธรรม ๓ ประการ
คือจักษุ รูปในส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นจักษุสัมผัส
เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้. โสตวิญญาณ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง ประชุมธรรม ๓ ประการ คือหู เสียงใน
ส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นโสตสัมผัส เป็นผัสสะ
ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป แม้อย่างนี้. ฆานวิญญาณเกิดขึ้น
เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ประชุมธรรม ๓ ประการ คือจมูก กลิ่นใน
ส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นฆานสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะ
เกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้. ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยลิ้นและรส ประชุมธรรม ๓ ประการ คือลิ้น รสในส่วนรูป และ
สัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นชิวหาสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้. กายวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยกายเละโผฏ-
ฐัพพะ ประชุมธรรม ๓ ประการ คือกาย โผฏฐัพพะในส่วนรูป และ
หน้า 152
ข้อ 494, 495
สัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นกายสัมผัส เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะ
อาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้. มโนวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและ
ธรรมารมณ์ ประชุมธรรม ๓ ประการ คือวัตถุ รูป ในส่วนรูป ธรรม
ทั้งหลายที่มีรูปในส่วนรูป และสัมปยุตธรรมในส่วนนาม เว้นมโนสัมผัส
เป็นผัสสะ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูปแม้อย่างนี้.
ว่าด้วยความยึดถือมีความปรารถนาเป็นต้นเหตุ
[๔๙๔] คำว่า ความยึดถือมีความปรารถนาเป็นนิทาน ความว่า
ตัณหา เรียกว่าความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา
โสภะ อกุศลมูล ชื่อว่าความยึดถือ ได้แก่ความยึดถือ ๒ ประการ คือความ
ยึดถือด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือ
ด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือด้วยทิฏฐิ. คำว่า ความยึดถือมีความ
ปรารถนาเป็นนิทาน ความว่า ความยึดถือทั้งหลาย มีความปรารถนา
เป็นเหตุ มีความปรารถนาเป็นปัจจัย มีความปรารถนาเป็นการณะ
มีความปรารถนาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความยึดถือมีความ
ปรารถนาเป็นนิทาน.
[๔๙๕] คำว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเราจึง
ไม่มี ความว่า ตัณหา เรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ
ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ชื่อว่า ความถือว่าของเรา ได้แก่ความ
ถือว่าของเรา ๒ อย่าง คือ ความถือว่าของเราด้วยตัณหา. ความถือว่า
ของเราด้วยทิฏฐิ ๑ ฯ ลฯ นี้ชื่อว่า ความถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯ ลฯ
นี้ชื่อว่า ความถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ. คำว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี
หน้า 153
ข้อ 496
ความถือว่าของเราจึงไม่มี ความว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี ไม่ปรากฏ
ไม่เข้าไปได้อยู่ ความถือว่าของเราจึงไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ
ความถือว่าของเราเหล่านั้น อันพระสมณะละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าของเราจึงไม่มี.
ว่าด้วยมหาภูตรูป ๔
[๔๙๖] คำว่า รูป ในคำว่า เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง
ได้แก่มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูปของมหาภูตรูป ๔. คำว่า เมื่อรูปไม่มี
คือรูปย่อมไม่มีโดยเหตุ ๔ อย่าง คือโดยการรู้ โดยการพิจารณา โดย
การละ โดยการก้าวล่วง.
รูปไม่มีโดยการรู้อย่างไร พระสมณะย่อมรู้รูป คือย่อมรู้ ย่อม
เห็นว่า รูปหมดทุกอย่าง ชื่อว่ารูป ได้แก่มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูปของ
มหาภูตรูป ๔ รูปไม่มีโดยการรู้อย่างนี้.
รูปไม่มีโดยการพิจารณาอย่างไร พระสมณะครั้นรู้รูปอย่างนี้แล้ว
จึงพิจารณารูป คือพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค
เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นของลำบาก เป็นอาพาธ เป็นอย่างอื่น
เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของ
หวั่นไหว เป็นของแตกพัง เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ซ่อนเร้น
เป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ เป็นอนัตตา
เป็นโทษ เป็นของมีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เป็นของไม่มีแก่น-
สาร เป็นมูลแห่งความลำบาก เป็นดังเพชฌฆาต เป็นของปราศจากความ
หน้า 154
ข้อ 496
เจริญ เป็นของมีอาสวะ เป็นของอันเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อแห่งมาร
เป็นข้องมีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชราเป็นธรรมดา เป็นของมีพยาธิ
เป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะเป็นธรรมดา เป็นของมีความโศก ความ
รำพัน ความเจ็บกาย ความเจ็บใจและความแค้นใจเป็นธรรมดา เป็นของ
มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นของดับไป
เป็นของชวนให้หลงแช่มชื่น เป็นอาทีนพ เป็นนิสสรณะ รูปไม่มีโดย
การพิจารณาอย่างนี้.
รูปไม่มีโดยการละอย่างไร พระสมณะครั้นพิจารณาอย่างนี้แล้ว
จึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งฉันทราคะ
ในรูป.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันท-
ราคะในรูปใด พวกท่านจงละฉันทราคะนั้นเสีย ฉันทราคะนั้นจักเป็นของ
อันพวกท่านละแล้ว มีมูลอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน
ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โดยประการ
อย่างนี้ รูปไม่มีโดยการละอย่างนี้.
รูปไม่โดยการก้าวล่วงอย่างไร ผู้ที่ได้อรูปสมบัติทั้ง ๔ แล้วเป็น
ผู้ไม่มีรูป คือไม่เจริญรูป ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงรูปเสียได้แล้ว
รูปไม่มีโดยการก้าวล่วงอย่างนี้ รูปย่อมไม่มีโดยเหตุ ๔ ประการนี้.
คำว่า เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ความว่า เมื่อรูปไม่มี
ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้ว ผัสสะ ๕ ประการ คือจักษุ-
สัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส ย่อมไม่ถูกต้อง
หน้า 155
ข้อ 497, 498, 499, 500
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความยึดถือ
มีความปรารถนาเป็นนิทาน เมื่อความปรารถนาไม่มี
ความถือว่าของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูก
ต้อง.
[๔๙๗] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร
รูปจึงไม่มี อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มีอย่างไร รูปเป็นต้น
ไม่มีด้วยประการใด ขอพระองค์ตรัสบอกประการนั้น
แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ตั้งใจว่า จะรู้ประการนั้น.
[๔๙๘] คำว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงไม่มี ความว่า
เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร คือปฏิบัติอย่างไร เปลี่ยนอิริยาบถอย่างไร
ประพฤติอย่างไร รักษาอย่างไร บำรุงอย่างไร เยียวยาอย่างไร รูปจึง
ไม่มี คือไม่เป็นล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงไม่มี.
[๔๙๙] คำว่า อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มีอย่างไร ความว่า สุขก็ดี
ทุกข์ก็ดี ไม่มี คือไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงอย่างไร เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง สุขและทุกข์ไม่มีอย่างไร.
[๕๐๐] คำว่า ประการนั้น ในคำว่า รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการ
ใด ขอพระองค์ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ประการที่
หน้า 156
ข้อ 501, 502
ข้าพระองค์ถามขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาท เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ประการนั้น. คำว่า ขอตรัสบอก...แก่ข้าพระองค์ คือ
ตรัสบอก ทรงเล่า ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ประกาศแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอตรัสบอก . . .แก่ข้า
พระองค์. คำว่า รูปเป็นต้นไม่มี ด้วยประการใด คือรูปไม่มี ไม่เป็น
ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ด้วยประการใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการใด ขอพระองค์ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้า-
พระองค์.
[๕๐๑] คำว่า จะรู้ประการนั้น ในคำว่า ข้าพระองค์ได้ตั้งใจว่า
จะรู้ประการนั้น ความว่า จะรู้ จะรู้ทั่วถึง จะรู้แจ่มแจ้ง จะแทงตลอด
ประการนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จะรู้ประการนั้น. คำว่า ข้าพระองค์
ได้ตั้งใจ คือข้าพระองค์ได้ตั้งจิต ตั้งความดำริ ตั้งวิญญาณ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ได้ตั้งใจว่า จะรู้ประการนั้น เพราะเหตุนั้น พระ-
พุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงไม่มี อนึ่ง สุขและ
ทุกข์ไม่มีอย่างไร รูปเป็นต้นไม่มีด้วยประการใด ขอ
พระองค์ตรัสบอกประการนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์
ได้ตั้งใจว่า จะรู้ประการนั้น.
[๕๐๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) บุคคลไม่เป็นผู้มี
สัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิด
ปกติ ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญาและไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา
หน้า 157
ข้อ 503, 504, 505
เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้รูปจึงไม่มี เพราะว่าส่วนแห่ง
ธรรมเครื่องให้เนินช้า มีสัญญาเป็นนิทาน.
[๕๐๓] คำว่า บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็น
ผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ ความว่า ชนเหล่าใด ตั้งอยู่โดยสัญญาปกติ
ชนเหล่านั้นเรียกว่า เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ บุคคลนั้นไม่ตั้งอยู่โดย
สัญญาปกติ ชนเหล่าใดเป็นบ้า และเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ชนเหล่านั้นเรียกว่า
เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ บุคคลนั้นไม่เป็นบ้า ทั้งไม่เป็นผู้มีจิต
ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ
ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ.
[๕๐๔] คำว่า ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญา และไม่เป็นผู้ปราศจาก
สัญญา ความว่า ชนเหล่าใดเข้านิโรธ และเป็นอสัญญีสัตว์ ชนเหล่านั้น
เรียกว่า เป็นผู้ไม่มีสัญญา. บุคคลนั้นไม่ใช่ผู้เข้านิโรธทั้งไม่ใช่เป็นอสัญญี-
สัตว์ ชนเหล่าใดได้อรูปสมาบัติ ๔ ชนเหล่านั้นเรียกว่า ไม่เป็นผู้ปราศจาก
สัญญา. บุคคลนั้นไม่เป็นผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่
เป็นผู้ไม่มีสัญญาและไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา.
[๕๐๕] คำว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี ความว่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ เพราะละสุข ภิกษุนั้นเมื่อ
จิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควร
แก่การงาน ตั้งมั่นถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ
ประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วย
ธรรมเป็นทางแห่งอรูปสมาบัติ เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ คือปฏิบัติ ผลัด
เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยาอยู่อย่างนี้ ด้วยประการ
หน้า 158
ข้อ 506, 507
ดังนี้ รูปจึงไม่มี ไม่เป็น ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วง เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี.
ว่าด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า
[๕๐๖] คำว่า เพราะว่าส่วนแห่งธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า มีสัญญา
เป็นนิทาน ความว่า ธรรมเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า คือตัณหา ทิฏฐิ มานะ
เป็นธรรมมีสัญญาเป็นนิทาน มีสัญญาเป็นสมุทัย มีสัญญาเป็นชาติ มีสัญญา
เป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะว่าส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่อง
เนิ่นช้า มีสัญญาเป็นนิทาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มี
สัญญาโดยสัญญาผิดปกติ ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญาและไม่
เป็นผู้ปราศจากสัญญา เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึง
ไม่มี เพราะว่าส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า มี
สัญญาเป็นนิทาน.
[๕๐๗] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ข้าพระองค์ได้ถูกถาม
ธรรมใดแล้ว พระองค์ได้ทรงแถลงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์
แล้ว ข้าพระองค์จะขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์
ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกธรรมนั้น ก็สมณพราหมณ์บาง
พวกอ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวหมดจดแห่ง
ยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ
หน้า 159
ข้อ 508, 509, 510
หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวความหมดจดอย่าง
อื่นกว่าอรูปสมาบัตินี้.
[๕๐๘] คำว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ได้
ทรงแถลงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ความว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถาม
คือขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาทซึ่งธรรมใด. คำว่า
ได้ทรงแสดงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว คือพระองค์ทรงแถลง แถลง
ออก ตรัสบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ประกาศธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์
ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ได้ทรงแถลงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์
แล้ว.
[๕๐๙] คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์
ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกธรรมนั้น ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ
ขอให้ตรัสบอก เชิญให้ทรงแสดง ขอให้ประสาท ซึ่งธรรมส่วนอื่น กะ
พระองค์ คือจะขอทูลถามธรรมยิ่งขึ้นไปกะพระองค์. คำว่า ขอเชิญพระ-
องค์จึงตรัสบอกธรรมนั้น คือขอเชิญพระองค์จงตรัสบอก ชี้บอก แสดง
บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศธรรมนั้น เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอเชิญ
พระองค์ตรัสบอกธรรมนั้น.
ว่าด้วยความหมดจดด้วยอรูปสมาบัติ
[๕๑๐] คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนเป็นบัณฑิตใน
โลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแต่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือหนอ
หน้า 160
ข้อ 511
ว่าเป็นธรรมอันเลิศ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกย่อมกล่าว บอก พูด
แสดง แถลง (ความหมดจด) ว่าเป็นธรรมอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ
เป็นประธาน อุดม บวร ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือ. คำว่า ยักษ์ คือ
แห่งสัตว์ นรชน มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม
มนุษย์. คำว่า ความหมดจด คือความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความ
หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ. คำว่า อ้างตนเป็น
บัณฑิตในโลกนี้ คือเป็นผู้กล่าวว่าตนเป็นบัณฑิต เป็นผู้กล่าวว่าตนเป็น
ธีรชน ผู้กล่าวว่าตนมีญาณ ผู้กล่าวโดยเหตุ ผู้กล่าวโดยลักษณะ ผู้กล่าว
โดยการณ์ ผู้กล่าวโดยฐานะ ในโลกนี้โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อม
กล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรม
อันเลิศ.
[๕๑๑] คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวความหมด
จดอย่างอื่นกว่าอรูปสมาบัตินี้ ความว่า หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก
ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงอรูปสมาบัติเหล่านี้ ย่อมกล่าว บอก พูด
แสดง แถลง ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบแห่งยักษ์อย่างอื่น คือยิ่งกว่าอรูป-
สมาบัตินี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าว
ความหมดจดอย่างอื่นกว่าอรูปสมาบัตินี้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น
จึงตรัสถามว่า
ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ทรง
แถลงธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอทูลถาม
หน้า 161
ข้อ 512, 513
ธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอก
ธรรมนั้น ก็สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนว่า เป็นบัณฑิต
ในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูป-
สมาบัติเท่านี้หรือหนอ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่าสมณ-
พราหมณ์บางพวก กล่าวความหมดจดอย่างอื่นกว่าอรูป-
สมาบัตินี้.
[๕๑๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ก็สมณพราหมณ์
บางพวก อ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความ
หมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้ ว่าเป็นธรรม
อันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์
อีกบางพวก อ้างตนเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบใน*
อนุปาทิเสส.
[๕๑๓] คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก อ้างตนเป็นบัณฑิต
ในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัตินี้ ว่าเป็น
ธรรมอันเลิศ ความว่า ผู้กล่าวความเที่ยง ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง
แถลง (ความหมดจด) ว่าเป็นธรรมอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็น
ประธาน อุดม บวรด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้. คำว่า ยักษ์ คือแห่งสัตว์ นรชน
มาณพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิตผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า
ความหมดจด คือความหมดจด ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้น
วิเศษ ความพ้นรอบ. คำว่า อ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ คือเป็นผู้กล่าว
๑. ความสงบและอนุปาทิเสสฝ่ายอุจเฉททิฏฐิ.
หน้า 162
ข้อ 514
ตนเป็นบัณฑิต เป็นผู้กล่าวว่าตนเป็นนรชน ผู้กล่าวว่าตนมีญาณ ผู้กล่าว
โดยเหตุ ผู้กล่าวโดยลักษณะ ผู้กล่าวโดยการณ์ ผู้กล่าวโดยฐานะ ใน
โลกนี้ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก
อ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูป-
สมาบัติเท่านี้ ว่าเป็นธรรมอันเลิศ.
[๕๑๔] คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์
อีกบางพวกอ้างตนเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบในอนุปาทิเสส
ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแหละ สมณพราหมณ์บางพวก
ผู้กล่าวความขาดสูญ กลัวต่อภพ ย่อมยินดีความไม่มีภพ สมณพราหมณ์
พวกนั้น ย่อมกล่าวความสงบ คือความเข้าไปสงบ ความเงียบ ความดับ
ความระงับ แห่งสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ตนนี้เพราะกายแตก ย่อม
ขาดสูญ พินาศไป ย่อมไม่มีเบื้องหน้าแต่มรณะ โดยเหตุใด อนุปาทิเสส
ย่อมมีโดยเหตุเท่านั้น. คำว่า อ้างตนเป็นผู้ฉลาด ความว่า กล่าวว่าตนเป็น
ผู้ฉลาด กล่าวว่าตนเป็นธีรชน กล่าวว่าตนมีญาณ ผู้กล่าวโดยเหตุ ผู้กล่าว
โดยลักษณะ ผู้กล่าวโดยการณ์ ผู้กล่าวโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่าหนึ่ง สมณพราหมณ์อีกบาง
พวกอ้างว่า ตนเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบในอนุปาทิเสส เพราะ-
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ก็สมณพราหมณ์บางพวก อ้างตนเป็นบัณฑิตในโลกนี้
ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัติเท่านี้
ว่าเป็นธรรมอันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น
หน้า 163
ข้อ 515, 516, 517
สมณพราหมณ์อีกบางพวก อ้างตนเป็นผู้ฉลาด ย่อม
กล่าวความสงบในอนุปาทิเสส.
[๕๑๕] มุนีนั้นมีปัญญาเครื่องพิจารณา รู้สมณพราหมณ์
เหล่านั้นว่า เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย และรู้ว่าเป็นผู้
มีทิฏฐิเป็นที่อาศัย รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความ
วิวาท เป็นนรชน ย่อมไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่.
ว่าด้วยผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา
[๕๑๖] คำว่า เหล่านั้น ในคำว่า รู้สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็น
ผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย ความว่า พวกสมณพราหมณ์ที่ดำเนินด้วยทิฏฐิ.
คำว่า เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย ความว่า มุนีนั้นรู้ ทราบ พิจารณา
เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งว่า เป็นผู้อันสัสสตทิฏฐิอาศัยแล้ว
เป็นผู้อันอุจเฉททิฏฐิอาศัยแล้ว เป็นผู้อันสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิอาศัย
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้สมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า เป็นผู้อันทิฏฐิ
เข้าไปอาศัย.
[๕๑๗] ชื่อว่า มุนี ในคำว่า มุนีนั้นผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา
รู้ว่า เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่อาศัย ความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ ฯลฯ
ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องบุคคลนั้นชื่อว่า มุนี. มุนี รู้ ทราบ พิจารณา
เทียบเคียง ให้เเจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้วว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น
เป็นผู้อันสัสสตทิฏฐิอาศัยแล้ว เป็นผู้อันอุจเฉททิฏฐิอาศัยแล้ว เป็นผู้อัน
สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิอาศัยแล้ว. คำว่า มุนีนั้นผู้มีปัญญาเครื่อง
หน้า 164
ข้อ 518, 519
พิจารณา คือเป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง
มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นผู้มีปัญญาเครื่อง
พิจารณารู้ว่า เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่อาศัย.
[๕๑๘] คำว่า รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความวิวาท ความ
ว่า รู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว
เป็นผู้พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ พ้นวิเศษดี โดยความพ้นวิเศษ เพราะ
ไม่ถือมันโดยส่วนเดียว คือรู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ให้เเจ่มแจ้ง
ทำให้แจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรม
ทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา จึงเป็นผู้พ้นวิเศษ พ้นรอบ พ้นวิเศษดี
โดยความพ้นวิเศษ เพราะไม่ถือมั่นโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว. คำว่า ไม่ถึงความวิวาท ความว่า ไม่ทำความทะเลาะ
ไม่ทำความบาดหมาง ไม่ทำความโต้เถียง ไม่ทำความวิวาท ไม่ทำความ
หมายมั่น.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุ
ผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่วิวาทกับใคร ๆ ก็เรื่องใดที่เขาพูดกัน
ในโลก ภิกษุนั้นก็มิได้ถือมั่นพูดโดยเรื่องนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้แล้ว
พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความวิวาท.
[๕๑๙] คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ ในคำว่า เป็นธีรชน ย่อม
ไม่ถึงพร้อมในภพน้อยและภพใหญ่ ความว่า ย่อมไม่ถึงพร้อม ไม่มา
ถึงพร้อม ไม่ถือเอาไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ในภพน้อยและภพใหญ่ คือใน
กรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏ
หน้า 165
ข้อ 519
เป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ใน
วิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในความเกิดบ่อย ๆ ในความไปบ่อย ๆ
ในความเข้าถึงบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆ ในความบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพ
บ่อย ๆ. คำว่า เป็นธีรชน คือเป็นนักปราชญ์ เป็นบัณฑิต มีปัญญา
มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นธีรชน ย่อมไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่ เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจงตรัสว่า
มุนีนั้นมีปัญญาเครื่องพิจารณา รู้สมณพราหมณ์เหล่า
นั้นว่า. เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย และรู้ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ
เป็นที่อาศัยอยู่ รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความ
วาที เป็นธีรชน ย่อมไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่
ดังนี้.
จบกลหวิวาทสุตตนิเทสสที่ ๑๑
อรรถกถากลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในกลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กุโต ปหูตา กลหวิวาทา ความทะเลาะความวิวาทมีมาแต่
อะไร ได้แก่กิเลสเหล่านี้ คือความทะเลาะและความวิวาทอันเป็นส่วน
เบื้องต้นของความทะเลาะนั้น เกิดมาแต่อะไร. บทว่า ปริเทวโสกา
หน้า 166
ข้อ 519
สหมจฺฉรา จ ความรำพันความโศก ความตระหนี่ เกิดมาแต่อะไร. บทว่า
มานาติมานา สหเปสุณา จ ความถือตัว ความดูหมิ่น และคำพูดส่อเสียด
เกิดมาแต่อะไร. บทว่า เต ได้แก่ กิเลส ๘ อย่างทั้งหมดเหล่านั้น. บทว่า
ตทิงฺฆ พฺรูหิ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกเถิด คือพระพุทธนิมิตทูลว่า
ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน ขอพระองค์จงตรัสบอกความที่ข้าพระองค์ทูล
ถามนั้นเถิด. บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต มีความว่าขอร้อง.
บทว่า เอเกน อากาเรน คือ โดยอาการอย่างเดียวกัน. บทว่า
อปเรน อากาเรน คือ โดยอาการอื่น. บทว่า อาคาริกา ทณฺฑปสุตา๑
ผู้ครองเรือนหาโทษใส่กัน คือคหบดีเบียดเบียนกัน. บทว่า ปพฺพชิตา
อาปตฺตึ อาปชฺชนฺตา คือ บรรพชิตต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในกอง
อาบัติ ๗ กอง. บทว่า กุโต ปหูตา คือ มีมาแต่ไหน. บทว่า กุโต ชาตา
เกิดมาแต่ไหน คือได้อัตภาพมาแต่ไหน. เพิ่มอุปสัตไปเป็น กุโต
สญฺชาตา คือ เกิดพร้อมมาแต่ไหน. บทว่า กุโต นิพฺพตฺตา บังเกิดมา
แต่ไหน คือถึงลักษณะพร้อมที่จะเกิดมาแต่ไหน. เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น
กุโต อภินิพฺพตฺตา คือ บังเกิดเฉพาะมาแต่ไหน. บทว่า ปาตุภูตา คือ
ปรากฏมาแต่ไหน. พึงทราบความในบทว่า กึนิทานา มีอะไรเป็นนิทาน
เป็นต้นต่อไปนี้ ชื่อว่า นิทานะ เพราะมอบผลของตน. ชื่อ สมุทยะ
เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้นแห่งผล. ชื่อว่า ชาติ เพราะเป็นเหตุเกิดผล. ชื่อว่า
ปภวะ เพราะเป็นแดงเกิดแห่งผล. บทว่า มูลํ ปุจฺฉติ พระพุทธนิมิต
ทูลถานถึงมูลแห่งการทะเลาะ. เพราะการณะชื่อว่า มูละ เพราะเป็นที่ตั้ง.
ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า ปรารถนา คือเป็นไปเพื่อสำเร็จผลแก่ตน.
๑. บาลีเป็น รนฺธปสุตา.
หน้า 167
ข้อ 519
ชื่อว่า นิทาน เพราะมอบผลของตนดุจแสดงว่า ขอเชิญท่านรับผลนั้นเถิด.
ชื่อว่า สัมภวะ เพราะเป็นเหตุเกิดแห่งผล. ชื่อว่า ปภวะ เพราะเป็น
แดงเกิดแห่งผล. ชื่อว่า สมุฏฐานะ เพราะเป็นที่เกิดแห่งผล หรือเป็น
เครื่องเกิดแห่งผล. ชื่อว่า อาหาระ เพราะนำมาซึ่งผลของตน. ชื่อว่า
อารัมมณะ เพราะยังผลของตนให้ยินดี. ชื่อว่า ปัจจยะ เพราะไม่ปฏิเสธ
ผลที่เป็นไปเพราะอาศัยสิ่งนั้น. ชื่อว่า สมุทยะ เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้น
แห่งผล. เพราะฉะนั้น พึงทราบคำบรรยายแห่งบทเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้. พระสังคีติกาจารย์กล่าวแสดงโดยนัยมีอาทิว่า พระพุทธนิมิตทูล
ถามมูลแห่งการทะเลาะและวิวาท หมายถึงสมุทัย เหตุแห่งความทะเลาะ
วิวาทนั้น.
บทว่า ปิยปฺปหูตา คือ เกิดจากวัตถุเป็นที่รัก. บทว่า มจฺเฉรยุตฺตา
กลหาวิวาทา ความทะเลาะวิวาทประกอบด้วยความตระหนี่ ด้วยบทนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงถึงความตระหนี่วัตถุ อันเป็นที่รักอย่าง
เดียวเท่านั้น ว่าเป็นเหตุแห่งความทะเลาะวิวาท. พึงทราบว่าธรรมทั้งหมด
เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยหัวข้อกลหวิวาทะ. ความวิวาทเป็นเหตุ
แห่งคำพูดส่อเสียด เหมือนความตระหนี่เป็นเหตุแห่งความวิวาทฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อความวิวาทกันเกิดขึ้นแล้ว
คำพูดส่อเสียดก็มี. การชี้แจงคาถานี้มีความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ
โลเก พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลกนี้มีอะไรเป็นเหตุ
และชนเหล่าใดแลย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความว่า สิ่งที่รัก
ทั้งหลายเหล่าใดที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า ความทะเลาะเกิดแต่สิ่งที่รักดังนี้
หน้า 168
ข้อ 519
สิ่งที่รักทั้งหลายเหล่านั้น ในโลกมีอะไรเป็นเหตุ มิได้กล่าวถึงสิ่งที่รักอย่าง
เดียว แม้กษัตริย์เป็นต้น ยังเที่ยวไปเพราะความโลภ ถูกความโลภครอบงำ
ย่อมเที่ยวไปเพราะความโลภเป็นเหตุ. พระพุทธนิมิตทูลถามสองความ
ด้วยคาถาเดียวว่า ก็ความโลภนั้นของชนเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุ. อนึ่ง
ในบทว่า กุโตนิทานา นี้ พึงทราบว่า แปลง โต เป็นปฐมาวิภัตติว่า กึนิ-
นิทานา กึเหตุกา. แต่ในสมาสไม่มีลบ โต นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
นิทานา แปลว่า เกิดแล้ว ความว่า เกิดขึ้นแล้ว. เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า กุโตนิทานา จึงมีความว่า เกิดจากอะไร เกิดขึ้นแล้วจากอะไร.
บทว่า อาสา จ นิฏฺา จ ได้แก่ ความหวังและความสำเร็จความหวังนั้น.
บทว่า เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ได้แก่ ความหวังและความสำเร็จ
ความหวังที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้า ท่านอธิบายว่า เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
นี้เป็นคำถามข้อหนึ่งเท่านั้น.
บทว่า ทีปา โหนฺติ เป็นเกาะ คือเป็นที่พึ่ง. บทว่า สรณา โหนฺติ
เป็นที่ระลึก คือเป็นที่ให้ทุกข์พินาศไป. บทว่า นิฏฺาปรายโน โหติ
คือ เป็นผู้มีความสำเร็จเป็นเบื้องหน้า.
บทว่า ฉนฺทานิทานานิ มีฉันทะเป็นนิทาน ได้แก่ มีฉันทะ มีความ
พอใจในกามเป็นต้นเป็นนิทาน. บทว่า เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ คือ
ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น เที่ยวไปเพราะความโลภ แม้ความโลภของ
ชนเหล่านั้น ก็มีฉันทะเป็นนิทาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แก้ความทั้งสองรวมกัน. บทว่า อิโตนิทานา มีฉันทะที่เป็นนิทานเท่านั้น
ท่านอธิบายว่า มีฉันทะเป็นนิทานอย่างเดียว. เพราะบทว่า อิโตนิทานา
หน้า 169
ข้อ 519
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงฉันทะ. ด้วยว่าความโลภเป็นต้น มีฉันทะ
เป็นนิทาน. อนึ่ง พึงทราบความสำเร็จรูปศัพท์ ในบทว่า อิโตนิทานา
นี้ โดยนัยดังกล่าวแล้ว. ในบทว่า กุโตนิทานา นี้นั่นแล ความสำเร็จ
ด้วยความหวัง ท่านเรียกว่า นิฏฺา เพราะเหตุนั้น ความสำเร็จแห่งอัธยาศัย
ท่านกล่าวว่า เป็นการได้เฉพาะ.
บทว่า วินิจฺฉยา ความตัดสินใจ ได้แก่ ตัณหาวินิจฉัย และทิฏฐิ-
วินิจฉัย. บทว่า เย จาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา ธรรมเหล่าใดแล อัน
พระสมณะตรัสไว้ คือธรรมแม้อื่นเหล่าใดแล หรืออกุศลธรรมทั้งหลาย
เห็นปานนั้น ประกอบด้วยความโกรธเป็นต้น อันพระพุทธสมณะตรัสไว้
แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาแต่อะไร.
บทว่า อญฺชาติกา กิเลสทั้งหลายมีชาติเป็นอย่างอื่น คือมีสภาพ
เป็นอย่างอื่น. บทว่า อฺวิหิตกา คือ ตั้งอยู่แล้วโดยการอื่น. บทว่า
สมิตปาเปน ผู้มีบาปอันระงับแล้ว คือมีบาปอันดับแล้ว. บทว่า พาหิต-
ปาปธมฺเมน มีบาปธรรมอันลอยแล้ว คือมีธรรมอันลามกละได้แล้ว.
บทว่า ภินฺนกิเลสมูเลน มีมูลแห่งกิเลสอันทำลายแล้ว คือตัดรากเหง้า
แห่งกิเลสได้แล้วดำรงอยู่. บทว่า สพฺพากุสลพนฺธนา ปมุตฺเตน ผู้พ้น
ขาดจากอกุศลมูลเป็นเครื่องผูกทั้งปวง คือปล่อยเครื่องผูก คืออกุศลมูล
๑๒ อย่าง แล้วดำรงอยู่. บทว่า วุตฺตา คือ อันพระสมณะตรัสไว้แล้ว.
บทว่า ปวุตฺตา ตรัสโดยทั่ว คือตรัสทุกสิ่งทุกอย่าง.
บทว่า ตมฺปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท ฉันทะย่อมมี เพราะอาศัย
ธรรมนั้น คือฉันทะย่อมมี ด้วยความปรารถนาอยู่ร่วมกัน และพรากจาก
หน้า 170
ข้อ 519
กัน เพราะอาศัยความดีใจและความเสียใจ กล่าวคือทั้งสองอย่างนั้น อัน
ได้แก่สุขเวทนาและทุกขเวทนา. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันพระพุทธสมณะ
ทรงแก้ปัญหานี้ว่า ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน. บทว่า รูเปสุ ทิสฺวา
วิภวํ ภวญฺจ เห็นความไม่มีและความมีในรูปทั้งหลาย คือเห็นความเสื่อม
และความเกิดในรูปทั้งหลาย. บทว่า วินิจฺฉยํ กูรุเต ชนฺตุ โลเก สัตว์
เกิดย่อมทำความตัดสินในโลก คือสัตว์เกิดนี้ย่อมทำความตัดสินด้วยตัณหา
เพื่อให้ได้ลาภ และความตัดสินด้วยทิฏฐิ โดยนัยมีอาทิว่า อัตตาของเรา
เกิดแล้วดังนี้. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันพระพุทธสมณะทรงแก้ปัญหา
นี้ว่า แม้ความตัดสินเกิดมาแต่ไหน ดังนี้.
บทว่า สาตาสาตํ นิสฺสาย อาศัยความยินดีและความเสียใจ คือ
ทำอุปนิสัยให้ชุ่มชื่นและร่วงโรย. บทว่า อิฏฺานิฏฺํ ได้แก่ อารมณ์น่า
ปรารถนา และอารมณ์ไม่น่าปรารถนา. บทว่า สุรา ในบทนี้ว่า สุรา-
เมรยมชฺชปมาทฏฺานานุโยคํ ประกอบเนือง ๆ ในเหตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาทในเพราะการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย สุรามี ๕ อย่าง
คือสุราทำด้วยแป้ง ๑ สุราทำด้วยขนม ๑ สุราทำด้วยข้าวสุก ๑ สุราใส่
น้ำเชื้อ ๑ สุราผสมด้วยเครื่องปรุง ๑. บทว่า เมรยํ ได้แก่ น้ำดอง ๕
อย่าง คือน้ำดองดอกไม้ ๑ น้ำดองผลไม้ ๑ น้ำดองดอกมะซาง ๑ น้ำดอง
น้ำอ้อยงบ ๑ น้ำดองผสมเครื่องปรุง ๑. แม้ทั้งหมดนั้นก็เป็นน้ำเมา ด้วย
ทำผู้อื่นให้เมา. บทว่า ปมาทฏฺานํ คือ เป็นเหตุแห่งความประมาท.
บทนี้เป็นชื่อของเจตนาของผู้ที่ดื่มน้ำเมานั้น. บทว่า อนุโยคํ ได้แก่
ประกอบเนือง ๆ ในเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทในเพราะการดื่มน้ำเมา
หน้า 171
ข้อ 519
คือสุราและเมรัยนั้น คือทำบ่อย ๆ. ก็เพราะเมื่อเราประกอบเนือง ๆ ซึ่งเหตุ
เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท โภคสมบัติที่เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมไป และที่
ยังไม่เกิดจึงไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น ย่อมรู้ว่าโภคสมบัติของเราย่อมถึงความเสื่อม
สิ้นไป. ในบททั้งปวงก็เหมือนอย่างนี้. บทว่า วิกาลวิสิขาจริยานุโยคํ
ประกอบเนือง ๆ ในการเที่ยวมากไปในถนนในเวลาค่ำคืน คือในเวลาไม่
สมควร. บทว่า สมชฺชาภิจรณํ เที่ยวดูมหรสพบ่อย ๆ คือไปดูมหรสพ
เช่นดูการฟ้อนรำเป็นต้นบ่อยครั้ง. บทว่า อาลสฺสานุโยคํ ประกอบ
เนือง ๆ ในความเป็นคนเกียจคร้าน คือขวนขวายมุ่งแต่อยู่ในความเป็นคน
เกียจคร้าน. บทว่า อปายมุขานิ น เสวติ ไม่เสพทางแห่งความฉิบหาย
คือไม่เสพประตูแห่งความฉิบหายแห่งโภคสมบัติทั้งหลาย . บทว่า กสิยา วา
คือ ด้วยกสิกรรมบ้าง. บทว่า วณิชฺชาย วา คือ ด้วยพาณิชยกรรมอันเป็น
ธรรมบ้าง. บทว่า โครกฺเขน วา ด้วยโครักขกรรม คือการเลี้ยงโคบ้าง.
บทว่า อิสฺสตฺเถน วา คือ ด้วยธนะศิลป์บ้าง. บทว่า ราชโรปริเสน วา
คือ ด้วยรับราชการบ้าง. บทว่า สิปฺปญฺตเรน วา คือ ด้วยศิลปะอย่างใด
อย่างหนึ่ง ในบรรดาศิลปะ มีช่างทำหม้อเป็นต้น. บทว่า ปฏิปชฺชติ
คือ ประกอบการงาน. บทว่า จกฺขุสฺมึ อุปฺปนฺเน ชานาติ คือ เมื่อจักษุ
เกิดขึ้น สัตว์ก็รู้ คือยึดถือทิฏฐิว่า อัตตาของเราเกิดขึ้นแล้ว. บทว่า
จกฺขุสฺมึ อนฺตรหิเต คือ เมื่อจักษุนั้นหายไป. บทว่า อตฺตา เม อนฺตรหิโต
อัตตาของเราหายไปแล้ว คือยึดถือทิฏฐิว่า อัตตาของเราหายไปแล้ว.
บทว่า วิคโต เม อตฺตา คือ อัตตาของเราล่วงไปแล้ว. แม้ในบทมี
อาทิว่า โสตสฺมึ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 172
ข้อ 519
บทว่า เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต ธรรมแม้เหล่านี้ เมื่อ
ความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ คือธรรมมีความโกรธเป็นต้นเหล่านี้
เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา คือเกิดขึ้น. ด้วยเหตุ
เพียงนี้ก็เป็นอันพระพุทธสมณะทรงแก้แม้ปัญหาข้อที่ ๓ แล้ว. พระพุทธ-
สมณะเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายละความสงสัย ของผู้ที่ยังมีความสงสัยใน
ปัญหาที่พระองค์แก้แล้วอย่างนี้ จึงตรัสว่า กถํกถี าณปถาย สิกฺเข
ผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ดังนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า พึง
ศึกษาสิกขา ๓ เพื่อบรรลุญาณคือญาณทัสสนะ. เพราะเหตุไร. เพราะ
ธรรมอันพระสมณะทราบแล้ว จึงตรัสไว้ คือเพราะว่าพระพุทธสมณะทรงรู้
ธรรมทั้งหลายแล้วจึงตรัสไว้. ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายมิได้มีแก่พระสมณะ
นั้น แต่บุคคลผู้มีความสงสัยไม่รู้ธรรมเหล่านั้น เพราะความที่ตนไม่มีญาณ
ก็ไม่พึงรู้ คือไม่พึงรู้ด้วยโทษแห่งการแสดงก็หาไม่ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า
ผู้สงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ เพราะธรรมอันพระสมณะทรงรู้แล้ว
จึงตรัสไว้.
บทว่า ปกฺเขปพนฺธเนน วา พนฺโธ คือ ถูกเขาจำด้วยการขังไว้ใน
เรือนจำ. บทว่า ปริกฺเขปพนฺธเนน วา พนฺโธ ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำ
คือล้อมรั้ว. ในบทมีอาทิว่า คามพนฺธเนน ด้วยเครื่องจำคือบ้าน
มีอธิบายว่า เมื่อไม่ได้เพื่อจะออกไปจากที่นั้น ๆ ก็ชื่อว่าถูกเขาจำด้วย
เครื่องจำคือบ้านเป็นต้น.
บทว่า ตสฺส พนฺธนสฺส โมกฺขตฺถาย คือ เพื่อพ้นจากเครื่องจำ
ดังที่กล่าวแล้วนั้น.
บทว่า าณมฺปิ าณปโถ แม้ญาณ ก็ชื่อว่าทางแห่งญาณ คือ
ญาณที่เกิดขึ้นก่อนเป็นสื่อของญาณที่เกิดต่อ ๆ มา เพราะเหตุนั้นแม้ญาณ
หน้า 173
ข้อ 519
ก็เป็นทางแห่งญาณ. บทว่า ณาณสฺส อารมฺมณมฺปิ าณปโล แม้อารมณ์
แห่งญาณ ก็ชื่อว่าเป็นทางแห่งญาณ คือแม้ปัจจัยแห่งญาณ ก็ชื่อว่าเป็นทาง
แห่งญาณ เพราะหน่วงอารมณ์นั้นแล้วเกิดขึ้น. บทว่า าณสหภูโนปิ
ธมฺมา าณปโถ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิดร่วมกับญาณ ก็ชื่อว่าทาง
แห่งญาณ คือแม้ธรรมทั้งหลายที่เป็นจิตเจตสิกอันเหลือ เกิดร่วมกับญาณ
ก็เป็นทางแห่งญาณ. บัดนี้ พระพุทธสมณะเมื่อจะทรงให้แจ่มแจ้งด้วย
อุปมา จึงตรัสว่า ยถา อริยมคฺโค อริยปโถ เปรียบเหมือนอริยมรรค
ก็ชื่อว่าทางแห่งอริยะ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า กถํกถี ปุคฺคโล คือ บุคคลผู้มีความสงสัย. บทว่า สกงฺโข
คือ มีความเคลือบแคลง. บทว่า สวิเลโข มีความลังเล คือมีความขัดแย้ง
ในจิต. บทว่า สเทฺวฬฺหโก เป็นสองทาง คือกังขาอยู่. บทว่า สริจิกิจฺโฉ
คือ ไม่แน่ใจ. บทว่า าณาธิคมาย คือ เพื่อได้ญาณ. บทว่า าณทสฺส-
นาย เพื่อเห็นญาณ คือเพื่อแทงตลอดญาณ. อีกอย่างหนึ่งเพื่อประสบญาณ.
บทว่า าณสจฺฉิกิริยาย คือ เพื่อทำให้แจ่มแจ้งซึ่งญาณ.
บทว่า สนิทานาหํ เราแสดงธรรมมีเหตุ คือเรา (พระพุทธสมณะ)
แสดงธรรมมีเหตุมีปัจจัย. บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ เราแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์
คือนำสัตว์ให้พ้นทุกข์. บทว่า โน อปฺปาฏิหาริยํ เราไม่แสดงธรรมไม่มี
ปาฏิหาริย์ คือแสดงธรรมไม่ทำให้สัตว์พ้นจากทุกข์.
บทว่า สาตาสาตํ ในบทว่า สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา ความ
ดีใจและความเสียใจมีอะไรเป็นนิทาน นี้ท่านประสงค์เอาสุขเวทนาและ
ทุกขเวทนานั่นเอง. บทว่า น ภวนฺติ เหเต คือ ความดีใจและเสียใจ
เหล่านั้นย่อมไม่มี. บทว่า วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ เอตมฺเม ปพฺรูหิ
หน้า 174
ข้อ 519
ยโตนิทานํ ความว่า อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมีแห่งความ
ดีใจและความเสียใจ ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถนั้นว่า มีสิ่งใดเป็น
นิทานแก่ข้าพระองค์ ในบทนี้ เปลี่ยนรูปลิงค์. ควรจะเป็นดังที่ท่าน
อธิบายไว้ว่า สาตาสาตานํ วิภโว ภโว จาติ โย เอส อตฺโถ เอตมฺมํ
ปพฺรูหิ. ความอย่างเดียวกับที่กล่าวแล้ว. ในบทว่า ยโตนิทานํ นี้ พึงทราบ
โดยอรรถว่า ความไม่มีและความมี คือความเห็นว่าไม่มีและมีนั่นเอง
อันเป็นวัตถุแห่งความดีใจและความเสียใจ. เป็นความจริงดังนั้นในฝ่าย
แก้ปัญหานี้ แม้ความเห็นว่ามี ก็มีผัสสะเป็นนิทาน แม้ความเห็นว่าไม่มี
ก็มีผัสสะเป็นนิทาน เพราะเหตุนั้น จักกล่าวในนิเทศต่อไป. ในนิเทศ
แห่งคาถานี้ไม่มีข้อที่ควรกล่าว.
บทว่า อิโตนิทานํ คือ มีผัสสะเป็นนิทาน. บทว่า กิสฺมึ วิภูเต
น ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่ออะไรไม่มีผัสสะจึงไม่ถูกต้อง คือเมื่ออะไรล่วงไปแล้ว
ผัสสะ ๕ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น จึงไม่ถูกต้อง แม้คาถานี้ก็ไม่มีอะไรควรกล่าว.
บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนาม
และรูป คือเพราะอาศัยนามที่ประกอบกัน และรูปคือวัตถุเป็นอารมณ์.
บทว่า รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง
คือเมื่อรูปล่วงแล้ว ผัสสะ ๕ จึงไม่ถูกต้อง.
บทว่า ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส ประชุมธรรม ๓ ประการ ผัสสะ
จึงเกิดขึ้น. คือผัสสะย่อมเกิดขึ้นเพราะประชุมธรรม ๓ ประการ คือจักษุ
รูปและวิญญาณ. บทว่า จกฺขุญฺจ รูปา จ รูปสฺมึ จักษุรูป ในส่วนรูป
คือ ประสาทจักษุ รูปารมณ์ อารมณ์ตั้งไว้ในส่วนรูป. บทว่า จกฺขุสมฺผสฺสํ
เปตฺวา เว้นจักษุสัมผัส คือปล่อยผัสสะอันเกิดขึ้นเพราะประชุมธรรม
หน้า 175
ข้อ 519
๓ ประการ. บทว่า สมฺปยุตฺตกา ธมฺมา นามสฺมึ สัมปยุตธรรมในส่วน
นาม ธรรมในส่วนนามเกิดพร้อมกับผัสสะ มีเวทนาเป็นต้นที่เหลือ.
แม้ในบทว่า โสตญฺจ ปฏิจฺจ อาศัยหูเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จตูหิ การเณหิ รูปํ วิภูตํ โหติ คือ รูปล่วงไปด้วยเหตุ ๔ อย่าง
(โดยการรู้ โดยการพิจารณา โดยการละ โดยการก้าวล่วง). บทว่า
ญาตวิภูเตน โดยการรู้ คือทำให้ปรากฏแล้วก้าวล่วง. บทว่า ตีรณวิภูเตน
โดยการพิจารณา คือพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้ว
ก้าวล่วง. บทว่า ปหานวิภูเตน โดยการละ คือโดยการล่วงไป เพราะ
ละฉันทราคะ. บทว่า สมติกฺกมวิภูเตน โดยการก้าวล่วง คือโดยการ
ก้าวล่วงด้วยสามารถการได้อรูปสมาบัติ ๔.
บทว่า กถํ สเมตสฺส คือ ปฏิบัติอย่างไร. บทว่า วิโภติ รูปํ รูปจึง
ไม่มี หรือไม่พึงมี. บทว่า สุขํ ทุกฺขํ วา ความว่า พระพุทธนิมิตทูลถาม
ถึงรูปที่น่าปรารถนา และไม่น่าปรารถนานั่นเอง.
บทว่า ชาเนยฺยาม คือ จักรู้. บทว่า อาชาเนยฺยาม คือ จักรู้ทั่ว
ถึง. บทว่า วิชาเนยฺยาม คือ จักรู้แจ้งหลาย ๆ อย่าง. บทว่า ปฏิวิชา-
เนยฺยาม จักรู้แจ่มเเจ้ง คือจักรู้โดยชอบ. บทว่า ปฏิวิชฺเฌยฺยาม จัก
แทงตลอด คือจักตรัสรู้ด้วยจิต.
บทว่า น สญฺสญฺี บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญา โดยสัญญาปกติ
คือบุคคลนั้นไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างนี้ รูป
จึงไม่มี. บทว่า น วิสญฺสญฺญ บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ
คือไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ แม้ไม่มีสัญญา ได้แก่คนบ้าหรือคน
มีจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า โนปิ อสญฺี ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญา คือแม้เว้นจาก
หน้า 176
ข้อ 519
สัญญาก็ไม่ใช่. ได้แก่ ท่านผู้เข้านิโรธ หรือสัตว์ไม่มีสัญญา. บทว่า น
วิภูตสญฺี ไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา คือไม่เป็นผู้มีสัญญาก้าวล่วงแล้ว
โดยนัยมีอาทิว่า สพฺพโส รูปสญฺานํ แห่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
คือได้อรูปฌาน. บทว่า เอวํ สเมตสฺส วิโภติ รูปํ เมื่อปฏิบัติอย่างนี้รูปจึง
ไม่มี คือบุคคลนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ ไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีสัญญา
โดยสัญญานี้แล้ว ฯลฯ ย่อมนำจิตที่ท่านกล่าวไว้แล้วนั้นไป เพื่อได้
อากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้นเมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างนี้ คือมีความ
พร้อมในอรูปมรรค รูปจึงไม่มี. บทว่า สญฺานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา
เพราะส่วนแห่งธรรมที่เนิ่นช้ามีสัญญาเป็นนิทาน ท่านแสดงไว้ว่า แม้เมื่อ
บุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ธรรมที่เนิ่นช้ามีตัณหาเป็นต้น อันมีสัญญานั้น
เป็นนิทานเป็นอันยังละไม่ได้เลย.
บทว่า อสญฺญฺโน วุจฺจนฺติ นิโรธสมาปนฺนา ผู้เข้านิโรธท่านเรียกว่า
เป็นผู้ไม่มีสัญญา คือผู้เข้านิโรธเพราะดับสัญญาและเวทนา ท่านกล่าวว่า
เป็นผู้ไม่มีสัญญา เพราะสัญญาไม่มี. บทว่า อสญฺสตฺตา เป็นอสัญญีสัตว์
คือเกิดในอสัญญีภพ เพราะไม่มีสัญญาโดยประการทั้งปวง. บทว่า โส ใน
บทนั้นว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ได้แก่ ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิอยู่อย่าง
นี้. บทว่า เอวํ นี้ แสดงถึงการก้าวไปสู่จตุตถฌาน. อธิบายว่า ได้จตุตถฌาน
ตามลำดับนี้. บทว่า สมาหิเต คือ จิตเป็นสมาธิด้วยสมาธิในจตุตถฌานนี้.
อนึ่ง ในบทว่า ปริสุทฺเธ เป็นต้น ได้แก่ จิตบริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์
แห่งอุเบกขาและสติ. ชื่อว่าจิตผุดผ่อง เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์นั้นเอง.
อธิบายว่า ผ่องใส. ชื่อว่าจิตไม่มีกิเลส เพราะกิเลสมีราคะเป็นต้น ถูก
กำจัดออกไปด้วยการทำลายปัจจัยมีสุขเวทนาเป็นต้น ชื่อว่าจิตปราศจาก
หน้า 177
ข้อ 519
อุปกิเลส เพราะไม่มีกิเลสนั่นเอง. จิตเศร้าหมองด้วยกิเลส ชื่อว่าจิตอ่อน
เพราะอบรมดีแล้ว. อธิบายว่า จิตถึงความชำนาญ. เพราะจิตเป็นไปใน
อำนาจ จึงเรียกว่าจิตอ่อน. ชื่อว่าจิตควรแก่การงานเพราะจิตอ่อนนั่นเอง
ท่านอธิบายว่า ควรแก่การงาน เหมาะแก่การงาน. เพราะว่าจิตอ่อน
เป็นจิตที่ควรแก่การงาน เหมือนทองคำบริสุทธิ์. แม้จิตทั้งสองอย่างนั้น
ก็เป็นจิตที่อบรมดีแล้วนั่นเอง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างเดียว เหมือนจิตที่อบรม
แล้วทำให้มากแล้วเป็นจิตอ่อนควรแก่การงานนี้เลย.
ในบรรดาจิตเหล่านั้นชื่อว่าจิตตั้งมั่น เพราะตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์
เป็นต้น. ชื่อว่าจิตถึงความไม่หวั่นไหว เพราะเป็นจิตตั้งมั่นนั่นเอง. อธิบาย
ว่าไม่หวั่น ไม่ไหว. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าจิตตั้งมั่น เพราะตั้งอยู่ในอำนาจของ
ตนโดยความเป็นจิตอ่อนและควรแก่การงาน. ชื่อว่าจิตถึงความไม่หวั่นไหว
เพราะกำหนดไว้ด้วยศรัทธาเป็นต้น. จริงอยู่ จิตที่กำหนดไว้ด้วยศรัทธา
ย่อมไม่หวั่น เพราะความไม่เชื่อ. จิตที่กำหนดไว้ด้วยความเพียรย่อมไม่
หวั่นไหว เพราะความเกียจคร้าน. จิตที่กำหนดไว้ด้วยสติย่อมไม่หวั่นไหว
เพราะความประมาท. จิตที่กำหนดไว้ด้วยสมาธิย่อมไม่หวั่นไหว เพราะ
ความฟุ้งซ่าน. จิตที่กำหนดไว้ด้วยปัญญาย่อมไม่หวั่นไหว เพราะอวิชชา
จิตที่กำหนดไว้ด้วยแสงสว่าง ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะความมืดคือกิเลส
เป็นอันว่าจิตถึงความไม่หวั่นไหว กำหนดแล้วด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านั้น
จิตประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นจิตควรแก่อภินิหาร (อำนาจบุญกุศล) เพราะ
ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ.
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าจิตมีสมาธิ เพราะมีสมาธิในจตุตถฌาน. ชื่อว่า
หน้า 178
ข้อ 519
จิตบริสุทธิ์ เพราะไกลจากนิวรณ์. ชื่อว่าจิตผ่องแผ้ว เพราะก้าวล่วงวิตก
เป็นต้น. ชื่อว่าจิตไม่มีกิเลส เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวไปในความ
ปรารถนาลามกอันเป็นข้าศึกแก่การได้ฌาน. บทว่า อิจฺฉาวจรานํ มีอธิบาย
ว่า เคลื่อนไปในความปรารถนา คือหยั่งลงเป็นไปด้วยอำนาจความ
ปรารถนาเป็นปัจจัยแห่งความโกรธมีประการต่าง ๆ. อนึ่ง ชื่อว่าจิตปราศ-
จากอุปกิเลส เพราะปราศจากอุปกิเลสแห่งจิตมีอภิชฌาเป็นต้น. พึงทราบ
แม้ทั้งสองอย่างนั้นโดยทำนองเดียวกันกับอนังคณสูตรและวัตถุสูตร. ชื่อว่า
จิตอ่อน เพราะถึงความชำนาญ. ชื่อว่าจิตควรแก่การงาน เพราะเข้าถึง
อิทธิบาท. ชื่อว่าจิตตั้งมั่นถึงความไม่หวั่นไหว เพราะเข้าถึงความประณีต
ด้วยการบำเพ็ญภาวนาให้บริบูรณ์. อธิบายว่า จิตตั้งมั่นโดยอาการที่จิต
ไม่มีความหวั่นไหว ไม่ถึงความหวั่นไหว. จิตประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้
เป็นจิตควรแก่อภินิหาร เป็นบาท คือเป็นปทัฏฐานเพื่อได้อากาสานัญจา-
ยตนสมาบัติ.
บทว่า อรูปมคฺคสมงฺคี เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรมเป็นทางแห่ง
อรูปสมาบัติ คือเป็นผู้ไม่เสื่อมจากธรรมเป็นทางให้ถึงอรูปสมาบัติ. บทว่า
ปปญฺจาเยว ปปญฺจสงฺขา ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้ามีตัณหาเป็นต้น
ชื่อว่า ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า.
บทว่า เอตฺตาวตคฺคํ โน ฯลฯ วทนฺติ เอตฺโต ก็สมณพราหมณ์
บางพวกอ้างคนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์
ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ หรือว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่าสมณพราหมณ์
บางพวกกล่าวความหมดจดอย่างอื่นกว่าอรูปสมาบัตินี้ คือพระพุทธนิมิต
ทูลถามว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด
หน้า 179
ข้อ 519
ของสัตว์ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ หรือว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่ากล่าว
ความหมดจดแม้อย่างอื่นยิ่งกว่าอรูปสมาบัตินี้. บทว่า เอตฺโต อรูปสมา-
ปตฺติโต คือ กว่าอรูปสมาบัตินี้.
บทว่า เอตฺตาวตฺคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง บางพวกสำคัญคนว่าเป็นบัณฑิต
ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ว่า เป็นธรรม
อันเลิศ. บทว่า เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ คือ บรรดาสมณพราหมณ์
เหล่านั้น สมณพราหมณ์อีกบางพวก มีวาทะว่าสูญย่อมกล่าวความสงบว่า
เป็นความสูญ. บทว่า อนุปาทิเสเส กุสลาวทานา คือ สมณพราหมณ์
อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบในอนุปาทิเสส.
บทว่า ภวตชฺชิตา กลัวต่อภพ. บทว่า วิภวํ อภินนฺทนฺติ ย่อมยินดี
ความไม่มีภพ คือยินดีเพราะอาศัยความขาดสูญ. บทว่า เตสตฺตสฺส สมํ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าวถึงความสงบแห่งสัตว์ คือสมณพราหมณ์
เหล่านั้นผู้มีวาทะว่าสูญ ย่อมกล่าวถึงความสงบ คือความไม่เกิดของบุคคล.
บทว่า อุปสมํ ความเข้าไปสงบ คือความสงบอย่างยิ่ง. บทว่า วูปสมํ
ความเงียบ คือสันติ. บทว่า นิโรธํ ความดับ คือความไม่เกิด. บทว่า
ปฏิปสฺสทฺธํ ความระงับ คือไม่เกิดอีกต่อไป.
บทว่า เอเต จ ตฺวา อุปนิสฺสิตา มุนีรู้สมณพราหมณ์นั้นว่า
เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย คือรู้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีทิฏฐิ
อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ตฺวา มุนิ นิสฺสเย โส วิมํสี
มุนีนั้นมีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา รู้ว่าสมณพราหมณ์เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่
อาศัย คือมุนีนั้นเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เป็นบัณฑิต เป็นพระ-
หน้า 180
ข้อ 519
พุทธมุนี รู้ว่าสมณพราหมณ์เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่อาศัย. บทว่า ตฺวา
วิมุตฺโต รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว คือรู้ธรรมทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์และ
ไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วพ้นวิเศษ. บทว่า ภวาภวาย น สเมติ ไม่ถึง
พร้อมในภพน้อยภพใหญ่ คือไม่ถึงพร้อมด้วยการเกิดบ่อย ๆ. บทว่า
อปรามสํ ความว่า ภิกษุนั้นมิได้ถือมั่น คือไม่ถึงความถือมั่น.
จบอรรถกถากลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑
หน้า 181
ข้อ 520, 521, 522
จูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒
[๕๒๐] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) มีสมณพราหมณ์บางพวก
มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตน
เป็นผู้ฉลาดพูดต่าง ๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อ
ว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายัง
เป็นผู้ไม่บริบูรณ์หรือ.
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๕๒๑] คำว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ ความว่า มี
สมณพราหมณ์บางพวกผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์บางพวกนั้น
ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ เปรียบเหมือน
พวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่าย่อมอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิต
ผู้มีอาบัติ ชื่อว่าย่อมอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส
ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ.
[๕๒๒] คำว่า ถือ ในคำว่า ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด
พูดต่าง ๆ ความว่า ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น. คำว่า พูดต่าง ๆ
ความว่า พูดไปต่าง ๆ พูดมีอย่างต่าง ๆ พูดอย่างอื่น ๆ พูดมาก ไม่พูด
ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงอย่างเดียว. คำว่า อ้างตนเป็นผู้
ฉลาด ความว่า อ้างตนเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน
อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดย
หน้า 182
ข้อ 523, 524, 525
การณ์ อ้างตนโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐิ
นั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาดพูดต่าง ๆ.
[๕๒๓] คำว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว
ความว่า บุคคลใดรู้ธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า
รู้ ทราบ เห็น แทงตลอดธรรมแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลใดรู้
อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว.
[๕๒๔] คำว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่
บริบูรณ์ ความว่า บุคคลใดคัดค้านธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้
บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ไม่เต็มรอบ คือ ยังเป็น
ผู้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล
ใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น พระ-
พุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์บางพวก มีความอยู่รอบในทิฏฐิของ
ตน ๆ ถือทิฏฐิแล้วอ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่าง ๆ ว่า
บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใด
คัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์หรือ.
[๕๒๕] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์
บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ ย่อมวิวาท และกล่าวว่า
คนอื่นโง่ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะ
ไหนจะจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด
ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.
หน้า 183
ข้อ 526, 527, 528, 529
ว่าด้วยวิวาทกันเพราะถือทิฏฐิ
[๕๒๖] คำว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้
ย่อมวิวาท ความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น
ยึดมั่นทิฏฐิอย่างนี้ ย่อมวิวาท คือทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น
ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรม
วินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ย่อมวิวาท.
[๕๒๗] คำว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด ความว่า กล่าว
บอก พูด แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก
สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่มีความรู้ ถึงอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญา
แจ่มแจ้ง มีปัญญาทึบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่
ไม่ฉลาด.
[๕๒๘] คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาหะไหนจะจริง
หนอ ความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้ แน่
เป็นจริงไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านั้น
วาทะไหนจะจริงหนอ.
[๕๒๙] คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้าง
คนว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตน
ว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน อ้างคนเป็นผู้มีญาณ
อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดยการณ์ อ้างตนโดยฐานะ
โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น
หน้า 184
ข้อ 530, 531, 532, 533
ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น
จึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ย่อมวิวาท
และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์
เหล่านี้ วาทะไหนจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้
ทั้งหมดต่างก็อ้างคนว่าเป็นผู้ฉลาด.
[๕๓๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ข้าพระองค์ไม่
อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล ลามก มี
ปัญญาเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มีปัญญา
เสื่อมทราม สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบ
ในทิฏฐิ.
[๕๓๑] คำว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น ความว่า ไม่อนุญาต
ไม่เห็นตาม ไม่อนุมัติ ไม่อนุโมทนา ซึ่งธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา
มรรค ของคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น.
[๕๓๒] คำว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว ความว่า
คนอื่นเป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว
มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญา
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว.
[๕๓๓] สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดเทียว เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า
ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า
หน้า 185
ข้อ 534, 535, 536
มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณะพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม.
[๕๓๔] คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบ
ในทิฏฐิ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นผู้ดำเนินไปด้วย
ทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น
ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่
อยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ เปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่า
ย่อมอยู่ในเรือน พวกบรรพชิตผู้มีอาบัติ ชื่อว่าย่อมอยู่ในอาบัติ หรือ
พวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลสฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณ-
พราหมณ์ทั้งปวงเทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ข้าพระองค์ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล
ลามก มีปัญญาเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มี
ปัญญาเสื่อมทราม สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความ
อยู่รอบในทิฏฐิ.
[๕๓๕] ก็ถ้าพวกสมณะพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของ
คน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้
บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใคร ๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญา
เสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์
แม้เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.
[๕๓๖] คำว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน ความว่า
เป็นผู้ผ่องแผ้ว ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิ ความควร ความ
หน้า 186
ข้อ 537, 538, 539
ชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะ
ทิฏฐิของตน.
[๕๓๗] คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความ
รู้ไซร้ ความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจด มีปัญญาหมดจดวิเศษ มีปัญญา
หมดจดรอบ มีปัญญาผ่องแผ้ว มีปัญญาผ่องใส อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้มี
ความเห็นหมดจด มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบ
มีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มี
ปัญญาหมดจดดี. คำว่า เป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต
มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด. คำว่า มีความรู้
ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ
มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มี
ปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.
[๕๓๘] คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร ๆ จะไซร้
เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร ๆ
จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มี
ปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย สมณพราหมณ์ทั้งหมด จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ
มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดม
มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใคร ๆ
จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ.
[๕๓๙] คำว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์
เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น ความว่า ทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ-
หน้า 187
ข้อ 540, 541, 542
พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์ สมาทาน ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ
น้อมใจไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอัน
สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของ
ตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้
บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใคร ๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญา
เสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์
แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.
[๕๔๐] คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล
ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์
ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้นแหละ พวก
สมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
[๕๔๑] ศัพท์ว่า น ในคำว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง
เป็นศัพท์ปฏิเสธ. คำว่า ทิฏฐินั้น คือ ทิฏฐิ ๖๒ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์
จึงไม่กล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ประกาศทิฏฐิ ๖๒ นั้นว่า จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง.
[๕๔๒] คำว่า คนคู่ ในคำว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกัน-
และกันว่าเป็นพาล ความว่า คน ๒ คน ได้แก่คนสองคนผู้ความ
หน้า 188
ข้อ 543, 544
ทะเลาะกัน คนสองคนผู้ทำความหมายมั่นกัน คนสองคนผู้ทำความอื้อฉาว
กัน คนสองคนผู้ทำความวิวาทกัน คนสองคนผู้ก่ออธิกรณ์กัน คนสอง
คนผู้พูดกัน คนสองคนผู้ปราศรัยกัน คนคู่เหล่านั้น กล่าว บอก พูด
แสดง แถลง กะกันและกันอย่างนี้ว่า ท่านเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า
ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใด
กะกันและกันว่าเป็นพาล.
[๕๔๓] คำว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง
ความว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง โดยอ้างว่า โลก
เที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เทียง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่น
เปล่า ฯลฯ สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์
ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง.
[๕๔๔] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวก
สมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะ
การณ์นั้นจึงเห็น คือ มองเห็น แลดู เพ่งดู พินิจดู พิจารณาดูซึ่งคน
อื่นว่า เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล
ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์
ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้นแหละ พวก
สมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
หน้า 189
ข้อ 545, 546, 547, 548
[๕๔๕] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บาง
พวก กล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวกอื่น
ก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ
ทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณ-
พราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.
[๕๔๖] คำว่า สมณพราหมณ์ บางพวกกล่าวธรรมค่าจริงแท้
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่ง
ธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ จริง แท้
เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์
บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้.
[๕๔๗] คำว่า สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่า
เปล่าเท็จ ความว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง
แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรม
นี้เปล่าเท็จ ไม่เป็นจริง เหลวไหล ไม่เป็นตามจริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ.
[๕๔๘] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว
วิวาทกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น
ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน คือ ทำความทะเลาะกัน ทำความ
หมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรม-
วินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน.
หน้า 190
ข้อ 549, 550, 551
[๕๔๙] คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไร พวก
สมณพราหมณ์ จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะ การณะ
เหตุ ปัจจัย นิทาน สมุทัย ชาติ เหตุเป็นแดนเกิดอะไร พวกสมณ-
พราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่าง ๆ กัน กล่าวหลาย
อย่าง กล่าวคำอื่น ๆ กล่าว พูด บอก แสดง แถลงมากอย่าง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่าง
เดียวกัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์ต่างพวก กล่าวธรรมใดว่าจริงแท้
สมณพราหมณ์แม้พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน
เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่าง
เดียวกัน.
[๕๕๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ก็หมู่สัตว์รู้ชัด
สัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้
มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวดสัจจะต่าง ๆ
ไปเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าว
เป็นอย่างเดียวกัน.
ว่าด้วยสัจจะมีอย่างเดียว
[๕๕๑] คำว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง
ความว่า นิพพาน คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ความสงบสังขารทั้งปวง
หน้า 191
ข้อ 552, 553
ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับ
ตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว
อีกอย่างหนึ่ง มรรคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ
การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจ
มั่นชอบ เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะนั้นมีอย่าง
เดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง.
[๕๕๒] คำว่า ใด ในคำว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาท
กัน ความว่า ในสัจจะใด. คำว่า ปชา เป็นชื่อของสัตว์ หมู่สัตว์ รู้ชัด
รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ปรุโปร่ง รู้ตลอด ซึ่งสัจจะใด ไม่พึงทำความทะเลาะกัน
ไม่พึงทำความหมายมั่นกัน ไม่พึงทำความแก่งแย่งกัน ไม่พึงทำความ
วิวาทกัน ไม่พึงทำความมุ่งร้ายกัน คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้
ถึงความไม่มี ซึ่งความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน
ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะ
ใด ไม่พึงวิวาทกัน.
[๕๕๓] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่าง ๆ ไปเอง
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวด พูด บอก กล่าว แสดง แถลง
ซึ่งสัจจะต่าง ๆ ไปเองว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลก
ไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่าง ๆ ไปเอง.
หน้า 192
ข้อ 554, 555, 556
[๕๕๔] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้น สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะเหตุนั้น
คือ เพราะการณะ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึง
ไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่าง ๆ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำ
อื่น ๆ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ก็หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่วิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่าง
เดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น
อวดสัจจะต่าง ๆ ไปเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์
เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.
[๕๕๕] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) เพราะเหตุไรหนอ
พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ คือ เป็นผู้อ้าง
ตนว่าเป็นผู้ฉลาด กล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง ก็สัจจะ
ที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะมากอย่าง
ต่าง ๆ กัน หรือสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมระลึกตรึก
เอาเอง.
[๕๕๖] คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไรหนอ พวก
สมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ ความว่า เพราะเหตุไร คือ
เพราะการณะ เหตุ ปัจจัย นิทานอะไร พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าว
สัจจะต่าง ๆ คือ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำอื่น ๆ กล่าว บอก พูด แสดง
หน้า 193
ข้อ 557, 558, 559
แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไรหนอ พากสมณ-
พราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ.
[๕๕๗] คำว่า กล่าวยืนยัน ในคำว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด
กล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง ความว่า พูดพร่ำมากไป จึงชื่อว่ากล่าว
ยืนยันบ้าง อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวยืนยัน คือ
บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิของตน ๆ ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละ
จริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปย่อมเป็น
อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า. คำว่า
เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือ กล่าวว่าคนเป็นบัณฑิต กล่าวว่าคนเป็น
ธีรชน กล่าวว่าตนเป็นผู้มีญาณ กล่าวว่าคนพูดโดยเหตุ กล่าวว่าตนพูด
โดยลักษณะ กล่าวว่าตนพูดโดยการณ์ กล่าวว่าตนพูดโดยฐานะ
โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดกล่าว
ยืนยัน.
[๕๕๘] คำว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะ
มากอย่างต่าง ๆ กัน ความว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว
เป็นสัจจะมาก ต่าง ๆ หลายอย่าง อื่น ๆ เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะหลายอย่างต่าง ๆ
กัน.
[๕๕๙] คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอา
เอง ความว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมดำเนินไป เลื่อนไป
เคลื่อนไป เป็นไป ด้วยความตรึก ด้วยความตรอง ด้วยความดำริ แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึก
หน้า 194
ข้อ 560, 561
เอาเอง อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว บอก พูด แสดง
แถลง ซึ่งสัจจะที่คนรวบรวมมาด้วยความตรึก ที่ตนคิดกันด้วยความ
พิจารณาที่ตนรู้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์
เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัส
ถามว่า
เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะ
ไปต่าง ๆ คือ เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ยืนยันสัจจะ
หลายอย่าง ก็สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็น
สัจจะหลายอย่างต่าง ๆ กัน หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่า
นั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง.
[๕๖๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) สัจจะมากอย่าง
ต่าง ๆ กัน มิได้มีเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอน ด้วยสัญญา
ในโลก พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย
แล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำ
ของท่านเท็จ.
ว่าด้วยความจริงไม่ต่างกัน
[๕๖๑] คำว่า สัจจะมากอย่างต่าง ๆ กันมิได้มีเลย ความว่า
สัจจะมากอย่าง ต่าง ๆ กัน หลายอย่าง อื่น ๆ เป็นอันมากมิได้มีเลย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะมากอย่างต่าง ๆ กันมิได้มีเลย.
หน้า 195
ข้อ 562, 563
[๕๖๒] คำว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก ความ
ว่า เว้นจากสัจจะที่ถือว่าเที่ยงด้วยสัญญา กล่าวว่า สัจจะอย่างเดียวเท่านั้น
ที่บัณฑิต กล่าว พูด แสดง แถลง ในโลก ได้แก่ทุกขนิโรธ นิพพาน
ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อย
รัด อีกอย่างหนึ่ง มรรคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิ-
ปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งจิตมั่น
ชอบ เรียกว่า เป็นสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เว้นแต่สัจจะ
ที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก.
[๕๖๓] คำว่า ก็พวกสมณพราหมณ์คำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย
แล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่าง คำของเราจริง คำของท่านเท็จ
ความว่า พวกสมณพราหมณ์ตรึกตรองดำริแล้ว ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด
ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ในบังเกิดเฉพาะ ครั้นแล้วได้กล่าว บอก พูด
แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าว
ธรรมเป็น ๒ อย่าง คำของเราจริง คำของท่านเท็จ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
สัจจะมากอย่างต่าง ๆ กันมิได้มีเลย เว้นแต่สัจจะที่
แน่นอน ด้วยสัญญาในโลก ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริ
ตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่าง
ว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ.
หน้า 196
ข้อ 564, 565, 566
[๕๖๔] เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้
ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงอารมณ์
ดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิ เป็นที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริง
อยู่กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด.
เจ้าทิฏฐิแสดงความดูหมิ่นผู้อื่น
[๕๖๕] คำว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือรูปที่เห็น เสียง
ที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น
ความว่า เจ้าทิฏฐิอาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งรูป
ที่เห็นบ้าง ความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความ
หมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตร
บ้าง ความหมดจดเพราะวัตรบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะ
อารมณ์ที่ทราบบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล
พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ. คำว่า อาศัยธรรมเหล่านี้ เป็นผู้แสดงความ
ดูหมิ่นผู้อื่น ความว่า เจ้าทิฏฐินั้น ไม่นับถือ แม้เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น อีกอย่างหนึ่ง ยังโทมนัสให้เกิด แม้เพราะ
เหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐิ
อาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์
ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น.
[๕๖๖] คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ ความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า วินิจฉัย. เจ้าทิฏฐิตั้งอยู่ ตั้งมั่น ถือ ยึดมั่น
ถือมั่น ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็น
หน้า 197
ข้อ 567, 568, 569
ที่วินิจฉัยแล้ว. คำว่า ร่าเริงอยู่ คือ เป็นผู้ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ
มีความดำริบริบูรณ์ อีกอย่างหนึ่ง หัวเราะจนฟันปรากฏ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นที่วินิจฉัย ร่าเริงอยู่.
[๕๖๗] คำว่า กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด ความว่า
กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นเป็นพาล เลวทราม
ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่รู้แจ้ง ไปแล้วในอวิชชา
ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าว
ว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ตอบว่า
เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้
ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความ
ดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่
กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด.
[๕๖๘] เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็
กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้าง
ว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูด
เช่นนั้นเหมือนกัน.
เจ้าทิฏฐิเห็นคนอื่นเป็นพาล
[๕๖๙] คำว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด
ความว่า เจ้าทิฏฐิเห็น มองเห็น แลดู เพ่งพินิจ พิจารณาซึ่งบุคคลอื่น
หน้า 198
ข้อ 570, 571, 572
โดยความเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ด้วยเหตุ
ใด คือ ด้วยปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้า
ทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด.
[๕๗๐] คำว่า และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น
ความว่า ตน เรียกว่า อาตมา เจ้าทิฏฐิแม้นั้น กล่าวถึงตนว่า เราเป็น
ผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มี
ปัญญาทำลายกิเลส ด้วยเหตุนั้น คือ ด้วยปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดน
เกิดนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น.
[๕๗๑] คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าคนฉลาดด้วยตนเอง ความ
ว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าคนฉลาดด้วยตนเอง คืออวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต
อวดอ้างว่าเป็นธีรชน อวดอ้างว่าเป็นผู้มีญาณ อวดอ้างว่าพูดโดยเหตุ
อวดอ้างว่าพูดโดยลักษณะ อวดอ้างว่าพูดโดยการณ์ อวดอ้างว่าพูดโดย
ฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตน
ฉลาดด้วยตนเอง.
[๕๗๒] คำว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน
ความว่า เพราะไม่นับถือ จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น อีกอย่างหนึ่ง
เพราะยังโทมนัสให้เกิด จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น. คำว่า และพูด
เช่นนั้นเหมือนกัน ความว่า ย่อมพูดถึงทิฏฐินั้นว่า แม้ด้วยเหตุดังนี้
บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม
ดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
หน้า 199
ข้อ 573, 574
เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็
กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวด-
อ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และ
พูดเช่นนั้นเหมือนกัน.
[๕๗๓] เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ (ทิฏฐิล่วง
แก่นสาร) เป็นผู้เมาด้วยความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตน
เองด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น.
ทิฏฐิ ๖๒ เรียกอติสารทิฏฐิ
[๕๗๔] คำว่า เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ ความ
ว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร ทิฏฐิ ๖๒
ประการ จึงเรียกว่า อติสารทิฏฐิ ทิฏฐิทั้งปวงนั้น ล่วงเหตุ ล่วงลักษณะ
ถึงความเป็นของต่ำช้า เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิ ๖๒ ประการ จึงเรียกว่า
อติสารทิฏฐิ เดียรถีย์แม้ทั้งหมดเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร เดียรถีย์
แม้ทั้งหมด จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เดียรถีย์เหล่านั้น ล่วง ก้าวล่วง
ล่วงเลยกันและกัน ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้
บังเกิดเฉพาะ เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ทั้งหมด จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ.
คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์ ความว่า เป็นผู้บริบูรณ์เต็มรอบ ไม่
บกพร่องด้วยอติสารทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์
ด้วยอติสารทิฏฐิ.
หน้า 200
ข้อ 575, 576, 577, 578
[๕๗๕] คำว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ
ความว่า เป็นผู้เมา เมาทั่ว เมาขึ้น เมายิ่ง ด้วยความถือตัว เพราะทิฏฐิ
ของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว. คำว่า มีความ
ถือตัวเต็มรอบ ความว่า มีความถือตัวเต็มรอบ มีความถือตัวบริบูรณ์
มิได้บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความ
ถือตัวเต็มรอบ.
[๕๗๖] คำว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ ความว่า ย่อมอภิเษกตน
เองด้วยจิตว่า เราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ
มีปัญญาแจ่มแจ้ง ปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อภิเษกตน
เองด้วยใจ.
[๕๗๗] คำว่า เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น ความ
ว่า ทิฏฐินั้น ของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น คือเป็นทิฏฐิอันเจ้าทิฏฐิ
นั้นสมาทาน ถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปแล้วอย่างนั้น เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ เป็นผู้
เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตนเอง
ด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น.
[๕๗๘] ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคล
นั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีก
หน้า 201
ข้อ 579, 580, 581, 582
อย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้ ใคร ๆ
ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.
[๕๗๙] คำว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้
ความว่า ถ้าคนอื่นเป็นคนพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย
เพราะคำ เพราะถ้อยคำ คือ เพราะเหตุนินทา ติเตียน ค่อนว่าของคน
อื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้.
[๕๘๐] คำว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วย
คนอื่นนั้น ความว่า แม้บุคคลนั้นก็เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม
มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย พร้อม
ด้วยคนอื่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทราม
พร้อมด้วยคนอื่นนั้น.
[๕๘๑] คำว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเอง
ไซร้ ความว่า บุคคลเป็นธีรชน เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้
มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้.
[๕๘๒] คำว่า ใคร ๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็น
คนพาล ความว่า ใคร ๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ เป็นคนพาล เลว
ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่มี คือ คนทั้งหมดนั่นแหละ
จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาใหญ่
มีปัญญาอุดม มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ ในบรรดา
สมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสตอบว่า
หน้า 202
ข้อ 583, 584, 585
ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคล
นั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีก
อย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้ ใคร ๆ
ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.
[๕๘๓] ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชน
เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้
ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนั้นโดยทิฏฐิ
มาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความกำหนัด
เพราะทิฏฐิของตน.
[๕๘๔] คำว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้
ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์
ความว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค
อื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ พลั้ง พลาด คลาด เคลื่อน
ทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดรอบ ทางแห่งความผ่องแผ้ว
ทางแห่งความผ่องแผ้วรอบ ชื่อว่าพลาดจากอรหัตผล เป็นผู้ไม่บริบูรณ์
ไม่เต็มเปี่ยม ไม่เต็มรอบ คือ เป็นพวกเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความ
หมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์.
ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ
[๕๘๕] คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก
ความว่า ทิฏฐิเรียกว่า ติตถะ เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์
หน้า 203
ข้อ 586, 587, 588
ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.
[๕๘๖] คำว่า เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความ
กำหนัด เพราะทิฏฐิของตน ความว่า เดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผู้ยินดี
ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ
พวกเดียรถีย์ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัด เพราะทิฏฐิของตน เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชน
เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดหางแห่งความหมดจด เป็นผู้
ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก
เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความกำหนัด
เพราะทิฏฐิของตน.
[๕๘๗] พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้
เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น
พวกเดียรถีย์ตั้งนั่นแม้อย่างนี้ โดยทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าว
ยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น.
ว่าด้วยทิฏฐิของพวกเดียรถีย์
[๕๘๘] คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีใน
ธรรมนี้เท่านั้น ความว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง
ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น
หน้า 204
ข้อ 589, 590
ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ในธรรมนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง
สิ่งอื่นเปล่า . . . โลกไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็น
อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้
เท่านั้น.
[๕๘๙] คำว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น
ความว่า พวกเดียรถีย์นั้น ย่อมคัดค้าน โต้เถียงวาทะของคนอื่นทั้งหมด
เว้นแต่ศาสดา ธรรมที่ศาสดากล่าว หมู่คณะทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน
คือ กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสดานั้นไม่ใช่สัพพัญญู
ธรรมนั้นไม่ใช่สวากขาตธรรม หมู่คณะนั้นมิใช่ผู้ปฏิบัติดี ทิฏฐินั้นมิใช่
ทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทานั้นมิใช่บัญญัติดี มรรคนั้นไม่เป็นมรรคนำให้พ้น
ทุกข์ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น
ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ มิได้มีในธรรมนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อม
ไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ ไม่พ้น
รอบ ในเพราะธรรมนั้น แต่เป็นผู้เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษ ในธรรมทั้ง
หลายอื่น.
[๕๙๐] คำว่า พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก ความ
ว่า ทิฏฐิเรียกว่า ติตถะ เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ตั้งมั่น
ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปในทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.
หน้า 205
ข้อ 591, 592, 593, 594
[๕๙๑] คำว่า เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของ
ตนนั้น ความว่า ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทาง
ดำเนินของตน เป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งแรง กล่าวเที่ยง
แท้ ในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้
กล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้
เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอัน
พวกเดียรถีย์ตั้งมั่นแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าว
ยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น.
[๕๙๒] อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทาง
ของตน พึงเห็นใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น
เจ้าทิฏฐินั้น กล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจด
เป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง.
[๕๙๓] คำว่า อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทาง
ดำเนินของตน ความว่า ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรม
เป็นทางดำเนินของตน เป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคง กล่าวแข็งแรง
กล่าวเที่ยงแท้ ในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้ยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน.
[๕๙๔] คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ในคำว่า พึงเห็นใครอื่นว่า
เป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า พึงเห็น ดู แลดู ตรวจดู พินิจ
หน้า 206
ข้อ 595, 596, 597
พิจารณา ซึ่งใครอื่นโดยความเป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย ในเพราะทิฏฐิ คือความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเห็นใครอื่นว่าเป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น.
[๕๙๕] คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความ
ไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความมุ่งร้ายเอง ความว่า เจ้าทิฏฐิ
นั้นว่า กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า บุคคลอื่นเป็นพาล
เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีความไม่หมดจด ไม่หมดจด-
วิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่ขาว เป็นธรรมดา พึงนำมา นำมาพร้อม
ถือมา ถือมาพร้อม ชักมา ชักมาพร้อม ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งความ
ทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง ด้วย
ตนเองแท้ ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล
มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความทุ่มเถียงเอง.
อนึ่ง เจ้าทิฏฐิเป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทาง
ดำเนินของตน พึงเห็นใครอื่นว่า เป็นพาล ในเพราะ
ทิฏฐินั้น เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่า เป็นพาล มีความ
ไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความทุ่มเถียงเอง.
[๕๙๖] เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว
ย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก ชันตุชนละทิฏฐิที่
ตกลงใจทั้งปวง ย่อมไม่ทำความบาดหมางในโลก.
[๕๙๗] คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่าทิฏฐิที่ตกลงใจ เจ้าทิฏฐิ ตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ
หน้า 207
ข้อ 598, 599, 600
ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ในทิฏฐิที่คนตัดสินแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้ง
อยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ. คำว่า นับถือเองแล้ว ความว่า นับถือ ตรวจเอง
แล้วว่า ศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญู ธรรมนี้อันพระศาสดาตรัสดีแล้ว
หมู่คณะนี้ปฏิบัติแล้ว ทิฏฐินี้เป็นทิฏฐิเจริญ ปฏิปทานี้อันศาสดาบัญญัติ
ดีแล้ว มรรคนี้เป็นมรรดนำให้พ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ใน
ทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว.
[๕๙๘] คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก
ความว่า อนาคต เรียกว่า ข้างหน้า เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งวาทะของตนใน
ข้างหน้า ย่อมถึง เข้าถึง เข้าไปถึง ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งความทะเลาะ
ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง ด้วยตนเอง
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้า
ในโลก อีกอย่างหนึ่ง เจ้าทิฏฐินั้น ย่อมทำความทะเลาะ ความหมายมั่น
ความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความทุ่มเถียง กับบุคคลอื่นผู้กล่าวใน
ข้างหน้าว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้อง
วาทะ ถ้าท่านสามารถ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมถึงความ
วิวาทในข้างหน้าในโลก.
[๕๙๙] คำว่า ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงแล้ว ความว่า ทิฏฐิ ๖๒
ประการ เรียกว่า ทิฏฐิที่ตกลงใจ ชันตุชน ละ สละ ทิ้ง ปลดปล่อย
บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งทิฏฐิที่ตนตัดสินแล้วทั้งปวง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละทิฏฐิตกลงใจทั้งปวงแล้ว.
[๖๐๐] คำว่า ชันตุชน . . . ย่อมไม่ทำความทุ่มเถียงในโลก
ความว่า ชันตุชนย่อมไม่ทำความทะเลาะ ไม่ทำความหมายมั่น ไม่ทำ
หน้า 208
ข้อ 600
ความแก่งแย่ง ไม่ทำความวิวาท ไม่ทำความทุ่มเถียง สมจริงตามที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้
ย่อมไม่โต้เถียง ไม่วิวาทกับใคร ๆ สิ่งใดที่เขากล่าวกันในโลก ก็กล่าว
ตามสิ่งนั้น มิได้ถือมั่น. ชื่อว่าชันตุชน คือสัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล
ผู้มีชีวิต ผู้เกิด สัตว์เกิด ผู้มีกรรม มนุษย์. คำว่า ในโลก คือในอบาย-
โลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชน . . .ย่อมไม่ทำความบาดหมางในโลก เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
เจ้าทิฏฐินั้น ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว
ย่อมถึงความวิวาทในข้างหน้าในโลก ชันตุชนละทิฏฐิที่
ตกลงใจทั้งปวงแล้ว ย่อมไม่ทำความบาดหมางในโลก
ดังนี้.
จบจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒
อรรถกถาจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒
พึงทราบวินิจฉัยในจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สกํ สกํ ทิฏฺิปรินิพฺพาสนา สมณพราหมณ์บางพวกมี
ความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ. ในมหาสมัยนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสพระสูตรแม้นี้ เพื่อจะทรงประกาศความนั้นแก่เทวดาทั้งหลายบางพวก
ผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า สมณพราหมณ์ผู้ถือทิฏฐิเหล่านี้ทั้งหมดถือว่า เราเป็นผู้ดี
หน้า 209
ข้อ 600
สมณพราหมณ์เหล่านั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิของตนเท่านั้น จึงเป็นผู้ดีหรือ หรือว่า
ถือเอาทิฏฐิอย่างอื่นด้วย จึงทรงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์. ใน
พระสูตรนั้น สองคาถาข้างต้น เป็นคาถาถาม.
ในคาถาเหล่านั้น บทว่า สกํ สกํ ทิฏฺิปริพฺพาสนา คือ สมณ-
พราหมณ์ทั้งหลายอยู่ด้วยทิฏฐิของตน ๆ. บทว่า วิคฺคยฺห นานา กุสลา
วทนฺติ อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่าง ๆ คือถือทิฏฐิอย่างแรง ปฏิญาณว่า
เราเป็นผู้ฉลาดในทิฏฐินั้น พูดมาก ไม่พูดครั้งเดียว. บทว่า โย เอวํ
ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส บุคคลใดรู้อย่างนี้
บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายัง
เป็นผู้ไม่ใช่บริบูรณ์ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า บุคคลใด
รู้อย่างนี้หมายถึงทิฏฐินั้น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม แต่ถ้าบุคคลใดคัดค้านธรรม
นี้ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นคนเลว ดังนี้.
บทว่า นานา วทนฺติ คือ พูดเหตุต่าง ๆ กัน. บทว่า วิวิธํ วทนฺติ
คือ พูดหลาย ๆ อย่าง. บทว่า อญฺโญฺํ วทนฺติ พูดอย่างอื่นๆ คือไม่
พูดอย่างเดียวพูดจับโน่นจับนี่. บทว่า อเกวลี โส บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็น
ผู้ไม่บริบูรณ์ คือไม่ฉลาด. บทว่า อสมฺตโต คือ ไม่บริบูรณ์. บทว่า
อปริปุณฺโณ คือ ไม่ครบถ้วน.
บทว่า พาโล คือ คนเลว. บทว่า อกุสโล คือ ไม่ฉลาด.
ต่อไปนี้เป็นคาถาแก้สามคาถา. คาถาเหล่านั้นรวบรวมความที่กล่าว
ไว้โดยคาถาก่อน ด้วยคาถาหลังตั้งไว้ พระสูตรนี้จึงได้ชื่อว่า จูฬวิยูหสูตร
เพราะมีความน้อยกว่าสูตรก่อน ด้วยการรวบรวมนั้น.
หน้า 210
ข้อ 600
ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่หนึ่งก่อน. บทว่า ปรสฺส
เจ ธมฺมํ ธรรมของคนอื่น คือทิฏฐิของคนอื่น. บทว่า สพฺเพปิเม พาลา
สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นคนพาล อธิบายว่า เมื่อเป็นอย่างนี้
สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นจึงเป็นพาล. เพราะอะไร เพราะสมณ-
พราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้ มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
บทว่า สนฺทิฏฺิยา เจ ปน เววทาตา สํสุทฺธปญฺา กุสลา มตีมา
ความว่า ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์ เป็นผู้ผ่องแผ้ว หมดจด ไม่เศร้าหมอง
เพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจด เป็นผู้ฉลาด มีความรู้. บทว่า
น เตสํ โกจิ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น
จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมแม้แต่คนเดียว. เพราะอะไร เพราะทิฏฐิเป็น
ธรรมชาติอันสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์เหมือนอย่างสมณ-
พราหมณ์พวกอื่น.
พึงทราบเนื้อความสังเขปแห่งคาถาว่า น วาหเมตํ ดังนี้ คนคู่
คือชนสองคนเหล่านั้น กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้า-
พระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าเป็นจริง เป็นของแท้. เพราะอะไร เพราะ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเป็นโมฆะ. เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่น
ว่าเป็นพาล.
ก็ในบทนี้มีปาฐะสองอย่าง คือ ตจฺฉํ ตถวํ. บทว่า ตจฺฉํ คือ
ไม่เปล่า. บทว่า ตถวํ จริง คือไม่วิปริต. บทว่า ภูตํ เป็นจริง คือมีอยู่.
บทว่า ยถาวํ เป็นตามจริง คือมีอยู่พร้อม. บทว่า อวิปรีตํ ไม่วิตก
คือไม่ผิดสังเกต.
หน้า 211
ข้อ 600
ในคาถาที่เป็นคำถามว่า ยมาหุ คือ สมณพราหมณ์บางคนกล่าว
ทิฏฐิสัจจะใดว่าจริงแท้ พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า เอกํ หิ สจฺจํ
สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น คือนิโรธหรือมรรค. ทว่า ยสฺมึ ปชา โน
วิวเท ปชานํ คือ หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน. บทว่า สยํ กุนนฺติ
อวดไปเอง คือ กล่าวด้วยตนเอง.
พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำถามว่า กสฺมานุ เพราะเหตุไรหนอ.
บทว่า ปวาทิยาเส คือ พูดอวดอ้าง. บทว่า เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นระลึกตรึกเอาเอง คือสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเอาเอง
หรือไปตามเพียงความตรึกของตนเอง. บทว่า ตกฺกปริยาหฏํ รวบรวม
ไว้ด้วยความตรึก คือตรึกเอาเอง. บทว่า วิมํสานุจริตํ ที่ตนคิดกันด้วย
ความพิจารณา คือคิดด้วยปัญญาอันเข้าไปปรากฏแก่ตน. บทว่า สยํ
ปฏิภาณํ คือ รู้ด้วยตนเอง.
พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า น เหว มิได้มีเลย ดังนี้.
บทว่า อญฺตฺร สญฺาย นิจฺจานิ เว้นสัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญา คือ
เว้นจากการยึดถือว่าเที่ยงเพียงสัญญา. บทว่า ตกฺกญฺจ ทิฏฺีสุ ปกปฺป-
ยิตฺวา ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย คือเพียงความดำริเป็นนิจของตนให้
เกิดในทิฏฐิทั้งหลาย. ก็เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหลายยังความตรึกในทิฏฐิ
ทั้งหลายให้เกิด แม้ยังทิฏฐิให้เกิดอีก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
คำมีอาทิว่า สมณพราหณ์ทั้งหลายยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม.
บทว่า ชเนนฺติ ให้เกิด คือยังทิฏฐิให้เกิดสูงขึ้นๆ ชื่อว่าให้เกิด. บทมี
อาทิว่า สญฺชเนนฺติ ให้เกิดพร้อม ท่านเพิ่มบทอุปสัคขึ้นกล่าว. บทว่า
มยฺหํ สจฺจํ คือ คำพูดของเราจริง.
หน้า 212
ข้อ 600
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสัจจะต่างไม่มีอยู่ เพื่อจะทรงแสดง
ถึงการปฏิบัติผิดของพวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิ ระลึกถึงเพียงความตรึก
จึงได้ตรัสคาถามีอาทิว่า ทิฏฺเ สุเต รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺเ อธิบายว่า รูปที่ได้เห็นเป็นความ
เห็นอันบริสุทธิ์. ในเสียงที่ได้ฟังเป็นต้นก็มีดังนี้. บทว่า เอเต จ นิสฺสาย
วิมานทสฺสี เป็นผู้แสดงอารมณ์ดูหมิ่นผู้อื่นเพราะอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ
แสดงความดูหมิ่นเหยียดหยาม อันได้แก่ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ เพราะอาศัย
ธรรมคือทิฏฐิเหล่านี้. บทว่า วินิจฺฉเย ตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร
อกุสโลติ จาห ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่าคนอื่นว่า
เป็นคนพาลไม่ฉลาด ความว่า แม้แสดงความดูหมิ่นอย่างนี้ ก็ยังตั้งอยู่ใน
ทิฏฐิที่วินิจฉัยนั้น (คือวินิจฉัยด้วยทิฏฐิ) เป็นผู้ยินดี ร่าเริง กล่าวอย่างนี้
ว่าคนอื่นเลวและโง่ ดังนี้.
บทว่า นสมฺมาเนตีติปิ วิมานทสฺสี เจ้าทิฏฐินั้นไม่นับถือแม้เพราะ
เหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงความดูหมิ่น คือไม่ทำการนับถือมาก เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น คือไม่แสดงความนับถืออย่างมาก.
บทว่า โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ ยังความโทมนัสให้เกิด ความว่า ยังความ
โทมนัสให้เกิดในเวลาที่ติดแน่นซึ่งทิฏฐิวินิจฉัยก่อน แล้วได้ความโสมนัส
ภายหลังจึงตั้งอยู่ในทิฏฐิวินิจฉัย. บทว่า วินิจฺฉิตทิฏฺิยา ตฺวา ตั้งอยู่
ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว คือตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ลงความเห็นถือเอาแล้ว. พึง
ทราบคาถาว่า เยเนว เป็นต้นดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สยมตฺตนา คือ ด้วยตนเอง. บทว่า วิมาเนติ
หน้า 213
ข้อ 600
ดูหมิ่น คือติเตียน. บทว่า ตเทว ปาวา คือ พูดคำนั้น ทิฏฐินั้น
หรือบุคคลนั้น.
พึงทราบความแห่งคาถาว่า อติสารทิฏฺิยา ทิฏฐิล่วงแก่นสาร
เป็นต้นดังนี้. เจ้าทิฏฐินั้นมีความถือด้วยเต็มที่อย่างนี้ว่า เราสมบูรณ์ บริบูรณ์
พองด้วยความพองอันเป็นทิฏฐิล่วงสาระ ล่วงสาระอันเป็นลักษณะอย่างนี้
และสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยทิฏฐิมานะนั้นสิ้นเชิง. อภิเษกตนเองด้วยใจว่า
เราเป็นบัณฑิต. เพราะอะไร. เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สพฺพา ทิฏฺิโย ลกฺขณาติกฺกนฺตา ทิฏฐิทั้งปวงล่วงลักษณะ
คือทิฏฐิ ๖๒ ทั้งหมดเหล่านั้นล่วงลักษณะ. บทว่า อติยนฺติ ก้าวล่วงแล้ว.
บทว่า อโนโม คือ ไม่บกพร่อง.
พึงเชื่อมความคาถาว่า ปรสฺส เจ แห่งบุคคลอื่นดังนี้. อนึ่ง มี
ความอะไรที่ยิ่งไปอีก มีดังนี้ เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่
กล่าวว่าคนอื่นเป็นพาลไม่ฉลาด. ก็หากว่า บุคคลนั้นกล่าวว่าเลวเพราะคำ
ของคนอื่นนั้น. บทว่า ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโ บุคคลนั้นย่อม
เป็นคนมีปัญญาทราม พร้อมด้วยบุคคลอื่นนั้น คือบุคคลแม้นั้นย่อมเป็น
ผู้มีปัญญาทรามพร้อมด้วยบุคคลนั้น แม้เขาจะพูดว่าบุคคลนั้นเป็นพาล.
เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้อยคำของเขาเอาประมาณไม่ได้. แต่บุคคลนั้นเป็นผู้ถึง
เวท เป็นธีรชนด้วยตนเอง. เมื่อเป็นอย่างนั้นใคร ๆ ในบรรดาสมณ-
พราหมณ์ย่อมไม่เป็นคนพาล เพราะทั้งหมดเหล่านั้นเป็นบัณฑิตตามความ
ปรารถนาของตน. บทว่า วาจาย คือ เพราะคำ. บทว่า วจเนน คือ
เพราะถ้อยคำ. บทว่า นินฺทิตการณา คือ เพราะเหตุนินทา. บทว่า
หน้า 214
ข้อ 600
ครหิตการณา คือ เพราะเหตุติเตียน. บทว่า อุปวทิตการณา คือ เพราะ
เหตุค่อนว่า.
พึงทราบการเชื่อมและความของคาถาว่า อญฺํ อิโต ธรรมอื่นจาก
ธรรมนี้ต่อไป เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงเวทเป็น
ธีรชนเอง ใคร ๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ย่อมไม่มีคนพาลดังนี้ พึงมี
คำถามว่า เพราะเหตุ เพื่อใคร ๆ. ในข้อนั้นขอตอบว่า เพราะชนเหล่าใด
ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่ง
ความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนั้นโดย
ทิฏฐิมาก คือชนเหล่าใดย่อมสรรเสริญทิฏฐิอื่นจากทิฏฐินี้ ชนเหล่านั้น
ย่อมเป็นผู้ฉลาด คือล้มเหลวทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ฉะนั้น
ท่านอธิบายว่า เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวอย่างนี้. หากถามว่า เพราะเหตุไร
จึงกล่าวอย่างนี้. ตอบว่า เพราะพวกเดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วย
ความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.
บทว่า เต สุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจด คืออัญญเดียรถีย์
เหล่านั้น ย่อมพลั้งพลาด คลาด ทางอันไม่เศร้าหมอง. บทว่า วิสุทฺธิมคฺคํ
ทางแห่งความหมดจดวิเศษ คือทางที่ไม่มีโทษ. บทว่า ปริสุทฺธิมคฺคํ
ทางแห่งความหมดจดรอบ คือทางแห่งธรรมขาว. บทว่า โอทาตมคฺคํ
ทางแห่งความผ่องแผ้ว คือทางผ่องใส. บทว่า ปริโยทาตมคฺคํ ทาง
ผ่องแผ้วรอบ คือทางมีแสงสว่าง. บทว่า วิรทฺธา พลั้ง คือพลั้งจากทาง
ที่กล่าวแล้วดำรงอยู่. บทว่า อปรทฺธา พลาด คือพลาดไปแล้วดำรงอยู่.
บทว่า ขลิตา คลาด คือเสื่อม. บทว่า คลิตา เคลื่อน คือตกจากที่นั้น.
บทว่า อญฺาย คือ ด้วยไม่รู้. บทว่า อปรทฺธา พลาด คือถึงความปราชัย.
หน้า 215
ข้อ 600
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ายาปรทฺธา บ้าง ความว่า พลาดจากทางที่ควรรู้
พวกเดียรถีย์ยินดียิ่งอย่างนี้.
พึงทราบคาถาว่า อิเธว สุทฺธึ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจด
ว่ามีในธรรมนี้เท่านั้น ดังต่อไปนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สกายเน คือ
ในทางของตน. บทว่า ทฬฺหํ วทานา กล่าวยืนยัน คือกล่าวหนักแน่น.
บทว่า ถิรวาทา กล่าวมั่นคง คือกล่าวลงความเห็น. บทว่า พลิกวาทา
คือ กล่าวแข็งแรง. บทว่า อรฏฺิตวาทา กล่าวเที่ยงแท้ คือกล่าวด้วย
ความมั่นใจ.
บรรดาเดียรถีย์ผู้วาทะมั่นคงอย่างนี้ เดียรถีย์คนใดคนหนึ่ง เป็นผู้
พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็นใครอื่นว่าเป็นพาล
ในเพราะทิฏฐินั้น เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ผู้พูดยืนยันว่านี้เท่านั้นจริง ใน
ทางดำเนินของตน อันมีอาทิว่าโดยสังเขป ได้แก่ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉท-
ทิฏฐิ โดยพิสดาร ได้แก่ นัตถิกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี) อเหตุกทิฏฐิ
(ความเห็นว่าหาเหตุมิได้) อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่เป็นอัน ทำ) พึง
เห็นใครอื่นโดยธรรมร่วมกัน ว่าเป็นคนพาลในทิฏฐินี้ แม้เดียรถีย์ทั้งหมด
ก็เป็นบัณฑิต เป็นผู้ปฏิบัติชอบตามความเห็นของเขามิใช่หรือ เมื่อเป็น
อย่างนี้ เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่น ว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็น
ธรรมดา พึงนำมาซึ่งความบาดหมางกันเอง เพราะเจ้าทิฏฐินั้นกล่าวคน
อื่นว่า ผู้นี้เป็นพาล และมีธรรมไม่บริสุทธิ์ พึงนำความทะเลาะมาด้วย
ตนเอง. เพราะเหตุไร. เพราะเจ้าทิฏฐิทั้งหมดก็เป็นบัณฑิตเหมือนกัน
และเป็นผู้ปฏิบัติชอบเหมือนกัน ตามความเห็นของเขา.
หน้า 216
ข้อ 600
แม้ในบททั้งหมดพึงทราบอย่างนี้ว่า เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตก
ลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาทในโลกยิ่งๆ ขึ้นไป. ก็สัตว์ครั้น
รู้โทษในทิฏฐิที่ตกลงใจอย่างนี้แล้ว ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงด้วยอริย-
มรรค ไม่ทำความบาดหมางกันในโลก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบ
เทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอด คือพระอรหัต.
บทว่า สยํ ปมาย คือ นับถือตนเอง บทว่า ปมินิตฺวา คือ ทำการ
คาดคะเน. ปาฐะว่า ปจินิตฺวา บ้าง บทนั้นไม่ดี. บทว่า อุทฺธํ วาเทน
สทฺธึ คือ ทำความทุ่มเถียงกับบุคคลอื่นผู้กล่าวในข้างหน้าของตน.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้ตรัสรู้ธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตร
นั่นแล.
จบอรรถกถาจูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒
หน้า 217
ข้อ 601, 602, 603
มหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๖๐๑] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) สมณพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง มีความอยู่รอบในทิฏฐิ ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้
แหละจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ย่อม
ถูกนินทา หรือย่อมได้สรรเสริญ ในเพราะทิฏฐินั้น.
[๖๐๒] คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในคำว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่งนี้ มีความอยู่รอบในทิฏฐิ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง
ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เหล่า
ใดเหล่าหนึ่งนี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิ
ความว่า มีสมณพราหมณ์เหล่าหนึ่งผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์
เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใด
อย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ เปรียบ
เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่าย่อมอยู่ในเรือน พวกบรรพชิต
ผู้มีอาบัติ ชื่อว่าย่อมอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส
ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้มีความ
อยู่รอบในทิฏฐิ.
[๖๐๓] คำว่า ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง ความว่า ย่อมกล่าว
บอก พูด แสดง แถลงว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ย่อม
กล่าว บอก พูด แสดง แถลงว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่
หน้า 218
ข้อ 604, 605, 606
ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่ง
อื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง.
[๖๐๔] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมถูก
นินทา ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมถูกความนินทา
ติเตียน ไม่สรรเสริญเลย คือเป็นผู้ถูกชนทั้งหลายนินทาติเตียนไม่สรรเสริญ
ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อม
ถูกนินทา.
[๖๐๕] คำว่า หรือย่อมได้สรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า
หรือว่าย่อมได้ ได้เฉพาะ ประจวบ ประสบ ซึ่งความสรรเสริญ ความ
ยกย่อง ความชมเชย เกียรติคุณ ในเพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ
ลัทธิของตนนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือย่อมได้สรรเสริญในเพราะ
ทิฏฐินั้น เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ มีความอยู่รอบใน
ทิฏฐิ ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง สมณพราหมณ์เหล่า-
นั้นทั้งหมดเทียว ย่อมถูกนินทา หรือย่อมได้สรรเสริญ
ในเพราะทิฏฐินั้น.
[๖๐๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ก็ควรสรรเสริญ
นั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์ย่อม
กล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้
นั้นแล้ว เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรมชาติ
เกษม ไม่พึงวิวาท.
หน้า 219
ข้อ 607, 608
[๖๐๗] คำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ในคำว่า ก็ความ
สรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ความสรรเสริญ
นั้นเป็นส่วนน้อย ต่ำช้า นิดหน่อย ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย. คำว่า ไม่พอเพื่อสงบกิเลส
ความว่า ไม่พอเพื่อยังราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ
ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา ความโอ้อวด
ความกระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความ
มัวเมา กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความ
เร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ให้สงบ
เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไปทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ให้
สงบ เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความ
สรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส.
ว่าด้วยผลแห่งความวิวาท ๒ อย่าง
[๖๐๘] คำว่า ย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง ความว่า
ความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่ง
กันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกัน เพราะทิฏฐิ ความทุ่มเถียงกันเพราะทิฏฐิ
มีผล ๒ อย่าง คือความชนะและแพ้ ความมีลาภและความเสื่อมลาภ ความ
มียศและความเสื่อมยศ ความนินทาและความสรรเสริญ สุขและทุกข์
โสมนัสและโทมนัส อารมณ์ที่น่าปรารถนา และอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา
ความชอบและความชัง ความฟูขึ้นและความฟุบลง ความยินดีและความ
ยินร้าย อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์ย่อมกล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง
หน้า 220
ข้อ 609, 610
เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศว่ากรรมนั้นให้เป็นไปในนรก เป็น
ไปในกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปในวิสัยแห่งเปรต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง.
[๖๐๙] คำว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ในคำว่า บุคคลเห็นโทษแม้
นั้นแล้ว . . .ไม่พึงวิวาท ความว่า เห็นพบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้
แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว ซึ่งโทษนั้น ในความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ
ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกัน
เพราะทิฏฐิ ความทุ่มเถียงกัน เพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษ
แม้นั้นแล้ว. คำว่า ไม่วิวาท ความว่า ไม่พึงทำความทะเลาะกัน ไม่พึง
ทำความหมายมั่นกัน ไม่พึงทำความแก่งแย่งกัน ไม่พึงทำความวิวาทกัน
ไม่พึงทำความทุ่มเถียงกัน คือพึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี
ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง
พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออกไป สลัดออก พ้น ขาด ไม่เกาะเกี่ยว
มีจิตอันทำให้ปราศจากเขตแดน จากความทะเลาะ ความหมายมั่น ความ
แก่งแย่ง ความวิวาทและความทุ่มเถียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษ
แม้นั้นแล้ว . . .ไม่พึงวิวาท.
[๖๑๐] คำว่า เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรม-
ชาติเกษม ความว่า อมตนิพพาน ได้แก่ความสงบสังขารทั้งปวง ความ
สละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา
ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เรียกว่า ภูมิแห่งความไม่วิวาท.
บุคคลเห็น ดู แลดู พินิจ พิจารณาซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทนั้น โดย
ความเป็นธรรมชาติเกษม เป็นที่ต้านทาน เป็นที่ลี้ภัย เป็นที่พึ่ง เป็นที่
หน้า 221
ข้อ 611, 612, 613
ไม่มีภัย เป็นที่ไม่เคลื่อน เป็นที่ไม่ตาย เป็นที่ดับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรมชาติเกษม เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส
ข้าพระองค์ย่อมกล่าวผลแห่งวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคล
เห็นโทษแม้นั้นแล้ว เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า
เป็นธรรมชาติเกษม ไม่พึงวิวาท.
[๖๑๑] สมมติ (ทิฏฐิ) เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ที่เกิดแต่ปุถุชน
บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น บุคคล
ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น ไม่ทำความชอบใจในรูป
ที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึง
อะไรเล่า.
[๖๑๒] คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในคำว่า สมมติเหล่าใดเหล่า-
หนึ่งนี้ ที่เกิดแต่ปุถุชน ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดย
ประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เหล่าใดเหล่า
หนึ่งนี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า สมมติ คือทิฏฐิ ๖๒ ประการ
เรียกว่าสมมติ. คำว่า ที่เกิดแต่ปุถุชน คือสมมติเหล่านั้นอันปุถุชนให้เกิด
หรือว่าอันชนเจ้าทิฏฐิต่าง ๆ มากให้เกิด ฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่เกิดแต่ปุถุชน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ที่เกิดแต่ปุถุชน.
[๖๑๓] คำว่า บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น
ความว่า บุคคลผู้มีความรู้ ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา
หน้า 222
ข้อ 614, 615
ทำลายกิเลส ย่อมไม่ถึง ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น
ซึ่งสมมติทั้งปวงเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่
ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น.
ว่าด้วยกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง
[๖๑๔] ชื่อว่า กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง ในคำว่า บุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น ... พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอะไรเล่า
ได้แก่ กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง คือ กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือ
ตัณหา ๑ กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเครื่อง
เข้าถึงคือตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ บุคคลนั้น
ละกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ
เพราะเป็นผู้ละกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเป็นเครื่องเข้า
ถึงคือทิฏฐิ ชื่อว่าไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง พึงเข้าถึง เข้าไปถือ ยึดมั่น
ถือมั่น ซึ่งรูปอะไร เวทนาอะไร สัญญาอะไร สังขารอะไร วิญญาณ
อะไร คติอะไร อุปบัติอะไร ปฏิสนธิอะไร ภพอะไร สงสารอะไร
วัฏฏะอะไร ว่าเป็นตนของเรา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น... พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอะไรเล่า.
[๖๑๕] คำว่า ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน
ความว่า ไม่ทำความชอบใจ ความพอใจ ความรัก ความกำหนัด คือ
ไม่ยังความชอบใจเป็นต้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิด
เฉพาะ ในรูปที่เห็น หรือในความหมดจดเพราะรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้
ยิน หรือในความหมดจดเพราะในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ หรือ
หน้า 223
ข้อ 616, 617
ในความหมดจด เพราะอารมณ์ที่ทราบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำ
ความชอบใจในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ที่เกิดแต่ปุถุชน บุคคลผู้มี
ความรู้ ย่อมไม่ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่มี
กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็น
ในเสียงที่ได้ยิน พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอะไร
เล่า.
[๖๑๖] พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม สมาทานวัตร
แล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวม
ว่า เราทั้งหลายศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และความหมดจด
แห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้เข้าถึงภพ และ
กล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด.
ว่าด้วยผู้มีกุศลถึงพร้อมประกอบด้วยธรรม ๔
[๖๑๗] คำว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม... ได้กล่าว
ความหมดจดด้วยความสำรวม ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก ผู้
กล่าวอ้างว่าศีลอุดม สมณพราหมณ์พวกนั้นได้กล่าว ย่อมกล่าว บอก
พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจด-
รอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล ด้วย
เหตุสักว่าความสำรวม ด้วยเหตุสักว่าความระวัง ด้วยเหตุสักว่าความไม่
ล่วง เหมือนดังปริพาชกบุตรของนางปริพาชิกา ชื่อสมณมุณฑิกา กล่าว
หน้า 224
ข้อ 618
อย่างนี้ว่า ดูก่อนช่างไม้เราย่อมบัญญัติปุริสบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการแลว่า เป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงอรหัต
อันอุดมที่ควรถึง เป็นสมณะ เป็นผู้อันใคร ๆ ต่อสู้ไม่ได้ ธรรม ๔ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนช่างไม้ บุคคลในโลกนี้ ย่อมไม่ทำบาปกรรมด้วยกาย ๑
ย่อมไม่กล่าววาจาอันลามก ๑ ย่อมไม่ดำริถึงเหตุที่พึงดำริอันลามก ๑ ย่อม
ไม่อาศัยอาชีพอันลามกเป็นอยู่ ๑ ดูก่อนช่างไม้ เราย่อมบัญญัติปุริสบุคคล
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลว่า เป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศล
เป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงอรหัตอันอุดมที่ควรถึง เป็นสมณะ เป็นผู้อันใคร ๆ
ต่อสู้ไม่ได้ฉันใด มีสมณพราหมณ์บางพวกผู้กล่าวอ้างว่าศีลอุดม สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าว ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่ง
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความ
พ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล ด้วยเหตุสักว่าความสำรวม
ด้วยเหตุสักว่าความระวัง ด้วยเหตุสักว่าความไม่ล่วงฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม... กล่าวความ
หมดจดด้วยความสำรวม.
ว่าด้วยการสมาทานวัตรต่าง ๆ
[๖๑๘] คำว่า วัตร ในคำว่า สมาทานวัตรแล้วเข้าไปตั้งอยู่
ความว่า สมาทาน ถือเอา รับ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งหัตถิวัตร (ประพฤติ
อย่างกิริยาช้าง) อัสสวัตร โควัตร อชวัตร กุกกุรวัตร กากวัตร วาสุ-
เทววัตร ปุณณภัททวัตร มณิภัททวัตร อัคคิวัตร นาควัตร สุปัณณวัตร
ยักขวัตร อสุรวัตร คันธัพพวัตร มหาราชวัตร จันทวัตร สุริยวัตร
หน้า 225
ข้อ 619, 620
อินทวัตร พรหมวัตร เทววัตร หรือทิศวัตร แล้วเข้าไปตั้งอยู่ เข้าไป
ตั้งอยู่เฉพาะ. พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมาทานวัตรแล้วเข้าไปตั้งอยู่.
[๖๑๙] คำว่า ในทิฏฐินี้ ในคำว่า เราทั้งหลายศึกษาในทิฏฐิ
นี้แหละ และความหมดจดแห่งวัตรนั้น ความว่า ศึกษา ประพฤติเอื้อ-
เฟื้อ ประพฤติเต็มใจ สมาทานแล้วประพฤติ ในทิฏฐิ ความควร ความ
ชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ศึกษาในทิฏฐินี้แหละ.
คำว่า และความหมดจดแห่งวัตรนั้น ความว่า และความหมดจด ความ
หมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้น-
รอบ แห่งวัตรนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และ
ความหมดจดแห่งวัตรนั้น.
[๖๒๐] คำว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ ในคำว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ และ
กล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ เข้าไปใกล้ภพ ติดใจอยู่ใน
ภพ น้อมใจไปในภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ. คำว่า
และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า มีวาทะว่าเป็นผู้ฉลาด มีวาทะว่าเป็น
บัณฑิต มีวาทะว่าเป็นธีรชน มีวาทะว่าเป็นผู้มีญาณ มีวาทะโดยเหตุ มี
วาทะโดยลักษณะ มีวาทะโดยการณ์ มีวาทะโดยฐานะ โดยลัทธิของตน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม สมาทานวัตร
แล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวม
หน้า 226
ข้อ 621, 622
ว่า เราทั้งหลายศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และความหมดจด
แห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เข้าถึงภพ
และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด.
[๖๒๑] ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต บุคคลนั้น
พลาดกรรมแล้วย่อมหวั่นไหว ย่อมเพ้อถึงและปรารถนา
ถึงความหมดจด เหมือนบุรุษผู้ออกจากเรือนตามไปไม่ทัน
พวกฉะนั้น.
ว่าด้วยเหตุให้เคลื่อนจากศีลและพรต
[๖๒๒] คำว่า ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต ความว่า
บุคคลย่อมเคลื่อนจากศีลและพรตเพราะเหตุ ๒ ประการ คือย่อมเคลื่อน
เพราะความชี้ขาดของผู้อื่น ๑ ไม่บรรลุจึงเคลื่อน ๑.
บุคคลย่อมเคลื่อนเพราะความ ขาดของผู้อื่นอย่างไร ผู้อื่นย่อม
ชี้ขาดว่า ศาสดานั้นไม่ใช่เป็นสัพพัญญู ธรรมอันศาสดานั้นกล่าวไม่ดี
หมู่คณะไม่ปฏิบัติดี ทิฏฐิไม่เจริญ ปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติไม่ดี มรรค
ที่เป็นมรรคนำออกจากทุกข์ ความหมดจดก็ดี ความหมดจดวิเศษก็ดี
ความหมดจดรอบก็ดี ความพ้นก็ดี ความพ้นวิเศษก็ดี ความพ้นรอบก็ดี
ไม่มีในธรรมนั้น ชนทั้งหลายไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ
ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ ไม่พ้นรอบ ในธรรมนั้น คือเป็นผู้เลว ทราม ต่ำ-
ช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ผู้อื่นย่อมชี้ขาดอย่างนี้ บุคคลเมื่อผู้อื่นขี้ขาด
อย่างนี้ ย่อมเคลื่อนจากศาสดา เคลื่อนจากธรรมที่ศาสดากล่าว เคลื่อน
หน้า 227
ข้อ 623, 624
จากหมู่คณะ เคลื่อนจากทิฏฐิ เคลื่อนจากปฏิปทา เคลื่อนจากมรรค
บุคคลย่อมเคลื่อนเพราะความชี้ขาดของผู้อื่นอย่างนี้.
บุคคลไม่บรรลุย่อมเคลื่อนอย่างไร บุคคลไม่บรรลุศีล ย่อมเคลื่อน
จากศีล ไม่บรรลุพรต ย่อมเคลื่อนจากพรต ไม่บรรลุศีลและพรต ย่อม
เคลื่อนจากศีลและพรต บุคคลไม่บรรลุย่อมเคลื่อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต.
[๖๒๓] คำว่า บุคคลนั้น... ย่อมหวั่นไหว ในคำว่า บุคคล
นั้นพลาดกรรมแล้ว ย่อมหวั่นไหว ความว่า หวั่นไหวสะทกสะท้านอยู่
ว่า ศีลก็ดี พรตก็ดี ศีลและพรตก็ดี เราผิดพลาดคลาดไปแล้ว เราพลั้ง
พลาดไปจากอรหัตผล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้น ... ย่อมหวั่นไหว.
คำว่า พลาดกรรม คือบุคคลนั้นย่อมหวั่นไหวสะทกสะท้านอยู่ว่า ปุญญาภิ-
สังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อเนญชาภิสังขารก็ดี เราผิดพลั้งพลาด
คลาดไปแล้ว เราพลั้งพลาดจากอรหัตผล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล
นั้นพลาดกรรมแล้ว ย่อมหวั่นไหว.
[๖๒๔] คำว่า ย่อมเพ้อถึง ในคำว่า ย่อมเพ้อถึงและปรารถนา
ถึงความหมดจด ความว่า ย่อมเพ้อถึง รำพันถึง ใฝ่ฝันถึงศีลบ้าง
พรตบ้าง ศีลและพรตบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเพ้อถึง. คำว่า
และปรารถนาถึงความหมดจด ความว่า ปรารถนา ชอบใจ ใฝ่ฝันถึง
ความหมดจดเพราะศีลบ้าง ความหมดจดเพราะพรตบ้าง ความหมดจด
เพราะศีลและพรตบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเพ้อถึงและปรารถนา
ถึงความหมดจด.
หน้า 228
ข้อ 625, 626, 627
[๖๒๕] คำว่า เหมือนบุรุษผู้ออกจากเรือนตามไปไม่ทันพวก
ฉะนั้น ความว่า บุรุษผู้ออกจากเรือน อยู่กับพวก ย่อมติดตามพวกนั้น
ไป หรือว่าย่อมกลับมาเรือนของตน ฉันใด บุคคลนั้น ผู้ดำเนินไปโดย
ทิฏฐิ ย่อมถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งศาสดานั้น หรือศาสดาอื่น ธรรมที่
ศาสดาบอกนั้น หรือธรรมที่ศาสดาบอกอื่น หมู่คณะนั้น หรือหมู่คณะ
อื่น ทิฏฐินั้น หรือทิฏฐิอื่น ปฏิปทานั้น หรือปฏิปทาอื่น มรรคนั้น
หรือมรรคอื่น ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนบุรุษผู้ออกจากเรือน
ตามไปไม่ทันพวกฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ถ้าบุคคลผู้เคลื่อนจากศีลหรือพรต บุคคลนั้นพลาด
กรรมแล้ว ย่อมหวั่นไหว ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึง
ความหมดจด เหมือนบุรุษผู้ออกจากเรือนตามไปไม่ทัน
พวกฉะนั้น.
[๖๒๖] อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวง ละกรรมนั้นอันเป็น
สาวัชชกรรม และอนวัชชกรรม ไม่ปรารถนาความ
หมดจด และความไม่หมดจด เป็นผู้เว้นแล้ว ไม่ยึดถือ
ทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป.
[๖๒๗] คำว่า ละศีลและพรตทั้งปวง ความว่า ละ เว้น บรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความหมดจดเพราะศีลทั้งหมด ความ
หมดจดเพราะพรตทั้งหมด ความหมดจดเพราะศีลและพรตทั้งหมด เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ละศีลและพรตทั้งปวง.
หน้า 229
ข้อ 628, 629
ว่าด้วยสาวัชชกรรม อนวัชชกรรม
[๖๒๘] คำว่า ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและอนวัชช-
กรรม ความว่า กรรมคำมีผลดำ เรียกว่า สาวัชชกรรม กรรมขาวมี
ผลขาว เรียกว่า อนวัชชกรรม ละ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึง
ความไม่มีซึ่งสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละ
กรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม.
[๖๒๙] คำว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด
ความว่า พวกปุถุชนย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือปรารถนาอกุศล-
ธรรม ย่อมปรารถนาความหมดจด คือปรารถนาเบญจกามคุณ ย่อม
ปรารถนาความไม่หมดจด คือปรารถนาอกุศลธรรมและเบญจกามคุณ
ย่อมปรารถนาความหมดจด คือปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความ
ไม่หมดจด คือปรารถนาอกุศลธรรม เบญจกามคุณและทิฏฐิ ๖๒ ย่อม
ปรารถนาความหมดจด คือปรารถนากุศลธรรมอันทีในไตรธาตุ ย่อม
ปรารถนาความไม่หมดจด คือปรารถนาอกุศลธรรม เบญจกามคุณ ทิฏฐิ
๖๒ และกุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ พวกกัลยาณปุถุชนย่อมปรารถนา
ความหมดจด คือปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค พระเสขะย่อม
ปรารถนาอรหัตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วพระ-
อรหันต์ย่อมไม่ปรารถนาอกุศลธรรม ไม่ปรารถนาเบญจกามคุณ ไม่
ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ไม่ปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ ไม่ปรารถนา
ความย่างเข้าสู่อริยมรรค ไม่ปรารถนาอรหัตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ พระ-
อรหันต์ก้าวล่วงความปรารถนาแล้ว ล่วงเลยความเจริญและความเสื่อม
เสียแล้ว ท่านอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ฯลฯ มิได้
หน้า 230
ข้อ 630, 631, 632
มีภพใหม่ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและ
ความไม่หมดจด.
[๖๓๐] คำว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ในคำว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ไม่ยึด-
ถือทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป ความว่า ละเว้น งดเว้น ออก สละ
พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความหมดจดและความไม่หมดจด เป็นผู้มีจิต
ทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เว้นแล้ว. คำว่า
พึงประพฤติไป ความว่า พึงประพฤติ พึงเที่ยวไป ผลัดเปลี่ยน ดำเนิน
ไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ...
พึงประพฤติไป. คำว่า ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่ คือทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่าทิฏฐิ
ที่มีอยู่ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่นทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวง ละกรรมนั้นอันเป็น
สาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม ไม่ปรารถนาความหมดจด
และความไม่หมดจด เป็นผู้เว้นแล้ว ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่
พึงประพฤติไป.
[๖๓๑] พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น อาศัย
รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ผู้กล่าวความ
หมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพ
น้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
[๖๓๒] คำว่า พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะที่เกลียดชังนั่น
ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะเกลียดชังตบะ มีความเกลียด
หน้า 231
ข้อ 633, 634, 635
ชังตบะเป็นสาระ อิง อาศัย พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปสู่ตบะ
ที่เกลียดชัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะที่
เกลียดชังนั้น ๆ.
[๖๓๓] คำว่า อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่
ทราบ ความว่า อาศัย เข้าไปอาศัย ถือยึดมั่น ถือมั่นรูปที่เห็น หรือ
ความหมดจดเพราะรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรือความหมดจดเพราะเสียงที่
ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบหรือความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ.
[๖๓๔] คำว่า ผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า...ย่อม
พร่ำพูดถึงความหมดจด ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกผู้กล่าวความ
หมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์พวกไหนผู้กล่าวความหมดจดใน
สงสารข้างหน้า คือพวกสมณพราหมณ์ผู้ถือความหมดจดโดยส่วนเดียว
ถือความหมดจดโดยสงสาร ผู้เป็นกิริยทิฏฐิ ผู้เป็นสัสสตวาทะ สมณ-
พราหมณ์พวกนี้ ชื่อว่าผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น พร่ำถึง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้น
รอบโดยสงสาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้าง
หน้า...ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
[๖๓๕] ชื่อว่า ตัณหา ในคำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพ
น้อยภพใหญ่ คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏ-
ฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ ความว่า ในภพ
หน้า 232
ข้อ 636
น้อยและภพใหญ่ คือในกรรมวัฏ และวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่อง
เกิดในกามภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็น
เครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในความ
เกิดบ่อย ๆ ในความไปบ่อย ๆ ในความเข้าถึงบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆ
ในความบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อย ๆ.
คำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา ความว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา
ยังไม่หมดตัณหา ยังไม่สละตัณหา ยังไม่สำรอกตัณหา ยังไม่ปล่อยตัณหา
ยังไม่ละตัณหา ยังไม่สละคืนตัณหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยังไม่ปราศจาก
ตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ตอบว่า
พวกสมณพราหมณ์ อาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น อาศัย
รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ผู้กล่าว
ความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่ปราศจากตัณหา
ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
[๖๓๖] วัตถุทั้งหลายเป็นของอันผู้ปรารถนาชอบใจ อนึ่ง
ความหวั่นไหว ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนด
แล้ว ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดใน
ธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจ
ในที่ไหน (ไม่หวั่นไหว ไม่ชื่ออะไร ๆ).
หน้า 233
ข้อ 637, 638, 639
[๖๓๗] คำว่า วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนา
ชอบใจ ความว่า เรียกว่าความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า ปรารถนา ความว่า ปรารถนา อยาก-
ได้ ยินดี รักใคร่ ชอบใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปรารถนา. คำว่า
ชอบใจ ความว่า ตัณหา เรียกว่าความชอบใจ ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นของอันบุคคลผู้
ปรารถนาชอบใจ.
[๖๓๘] ชื่อว่า ความกำหนด ในคำว่า ความหวั่นไหว ย่อมมี
ในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ
ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
กำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ แม้บุคคลผู้มีความ
หวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุ ย่อมหวั่นไหว คือแม้เมื่อวัตถุกำลังถูก
แย่งชิงเอาไป ก็ย่อมหวั่นไหว แต่เมื่อวัตถุถูกแย่งชิงเอาไปแล้ว ก็ย่อม
หวั่นไหว แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุ
ย่อมหวั่นไหว คือแม้เมื่อวัตถุกำลังแปรปรวนไปก็ย่อมหวั่นไหว แม้เมื่อ
วัตถุแปรปรวนไปแล้ว ก็ย่อมหวั่นไหว สะทกสะท้าน เอนเอียง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว.
[๖๓๙] คำว่า แก่ภิกษุใด ในคำว่า ความเคลื่อนและความ
เข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ความว่า ความมา ความไป
ความไปและความมา ความตาย คติ ภพน้อยและภพใหญ่ ความเคลื่อน
ความเข้าถึง ความเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ มิได้มี คือ
ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพ คือความ
หน้า 234
ข้อ 640
เคลื่อนและความเข้าถึงนั้น อันพระอรหันตขีณาสพตัดขาด สงบ ระงับ
แล้ว ทำไม่ควรให้เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้.
[๖๔๐] คำว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจ
ในที่ไหน ความว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ
ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย อะไรว่า เป็นผู้กำหนัดบ้าง ประทุษร้าย
บ้าง หลงใหลบ้าง มีมานะเป็นเครื่องผูกพันบ้าง ยึดถือบ้าง ถึงความ
ฟุ้งซ่านบ้าง ถึงความไม่แน่ใจบ้าง ถึงโดยเรี่ยวแรงบ้าง และภิกษุนั้นละ
อภิสังขารเหล่านั้นเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารแล้ว พึงหวั่นไหว
โดยคติด้วยเหตุอะไรว่า เป็นผู้ไปเกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา
เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัญญีสัตว์ เป็นอสัญญีสัตว์ ภิกษุนั้น
ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเหตุให้หวั่นไหวสะทกสะท้าน
เอนเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร.
คำว่า พึงชอบใจในที่ไหน ความว่า พึงชอบใจ รักใคร่ พอใจในที่ไหน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจใน
ที่ไหน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจ
อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนด
แล้ว ความเคลื่อนและความเข้าถึง มิได้มีแก่ภิกษุใดใน
ธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึง
ชอบใจในที่ไหน.
หน้า 235
ข้อ 641, 642, 643, 644, 645
[๖๔๑] สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม
แต่สมณพราหมณ์พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า
เลว วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริง
เล่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตน
ว่าเป็นผู้ฉลาด.
[๖๔๒] คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็น
เยี่ยม ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลง
ซึ่งธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า ธรรมนี้เป็นเยี่ยม เลิศ
ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม.
[๖๔๓] คำว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นนั่น-
แหละว่าเลว ความว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง
แถลงซึ่งธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรมนี้
เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่
สมณพราหมณ์พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว.
[๖๔๔] คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะ
จริงเล่า ความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้
แน่ เป็นจริง เป็นยามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะของ
สมณพรหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า.
[๖๔๕] คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้าง
ตนว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งปวงต่างก็อ้าง
ตนว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน อ้างตนเป็นผู้มี
หน้า 236
ข้อ 646, 647, 648
ญาณ อ้างตนว่ากล่าวโดยเหตุ อ้างตนว่ากล่าวโดยลักษณะ อ้างตนว่ากล่าว
โดยการณะ อ้างตนว่ากล่าวโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า.
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม
แต่สมณพราหมณ์พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า
เลว วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า
เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็น
ผู้ฉลาด.
[๖๔๖] ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่า
บริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว พวกสมณ-
พราหมณ์ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน พวก
สมณพราหมณ์กล่าวทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง.
[๖๔๗] คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่า
บริบูรณ์ ความว่า ก็สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง
แถลง ซึ่งธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน อย่างนี้ว่า ธรรมนี้
บริบูรณ์ เต็มรอบไม่บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็สมณพราหมณ์
บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์.
[๖๔๘] คำว่า แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว ความว่า สมณ-
พราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือทิฏฐิ-
ปฏิปทา มรรค ของสมณพราหมณ์อื่น อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ เลว ทราม
หน้า 237
ข้อ 649, 650, 651
ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่กล่าวธรรม
ของสมณพราหมณ์อื่นว่าเลว.
[๖๔๙] คำว่า ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน ความว่า
ถือ ยึดถือ ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน คือย่อม
ทำความทะเลาะกัน ทำความหมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความ
วิวาทกัน ทำความทุ่มเถียงกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้
ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าทานสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐิ
แม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน.
[๖๕๐] คำว่า กล่าวทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง ความว่า กล่าวว่า
โลกเที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
กล่าวทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ตอบว่า
ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่า
บริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว พวกสมณ-
พราหมณ์ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน พวก
สมณพราหมณ์กล่าวทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง.
[๖๕๑] หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิ
ไซร้ ใคร ๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะ
ว่า ปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว
หน้า 238
ข้อ 652, 653, 654, 655
ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของ
ตน.
[๖๕๒] คำว่า หากว่าบุคคลพึงเป็นคนเลวเพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิ
ไซร้ ความว่า หากว่าบุคคลอื่นย่อมเป็นคนโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก
สกปรก ต่ำต้อย เพราะเหตุถ้อยคำที่ผู้อื่นตำหนิติเตียนค่อนว่าไซร้ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้.
[๖๕๓] คำว่า ใคร ๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย
ความว่า ใคร ๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม
บวรในธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษ
ในธรรมทั้งหลาย.
[๖๕๔] คำว่า เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความ
เป็นธรรมเลว ความว่า ปุถุชนแม้มากย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา
ติเตียนธรรมของปุถุชนมาก ย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนคำของ
ปุถุชนคนเดียว โดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย ปุถุชนแม้คนเดียวย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรม
ของปุถุชนมากคน โดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย ปุถุชนแม้คนเดียวย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรม
ของปุถุชนคนเดียว โดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่น
โดยความเป็นธรรมเลว.
[๖๕๕] ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทาง
ดำเนินของตน ๆ ในคำว่า ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็น
หน้า 239
ข้อ 656, 657
ทางดำเนินของตน ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าวมั่นคง กล่าว
แข็งแรง กล่าวเที่ยงแท้ในธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิ
ไซร้ ใคร ๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะ
ว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว
ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของ
คน.
[๖๕๖] ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวก
สมณพราหมณ์เป็นของจริง เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์
สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน วาทะทั้งปวงก็พึง
เป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวกพราหมณ์
เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น.
[๖๕๗] การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ในคำว่า ก็การ
บูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวกสมณพราหมณ์ เป็นของ
จริง เป็นไฉน พวกสมณพราหมณ์ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
ศาสดาของตนว่า ศาสดานี้เป็นสัพพัญญู นี้ชื่อว่าการบูชาธรรมเป็นทาง
ดำเนินของตน พวกสมณพราหมณ์ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชา
ธรรมที่ศาสดาของตนบอก หมู่คณะของตน ทิฏฐิของตน ปฏิปทาของ
ตน มรรคของตนว่า มรรคนี้เป็นทางให้พ้นทุกข์ นี้ชื่อว่าการบูชาธรรม
หน้า 240
ข้อ 658, 659, 660
เป็นทางดำเนินของตน. คำว่า การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน
เป็นของจริง ความว่า การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน เป็นของ
จริง แท้ แน่นอน เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวกสมณพราหมณ์
เป็นของจริง.
[๖๕๘] ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทาง
ดำเนินของตน ในคำว่า เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรม
เป็นทางดำเนินของตน พวกสมณพราหมณ์ย่อมสรรเสริญ ชม ยกย่อง
พรรณนาธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนดัง
พวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน.
[๖๕๙] คำว่า วาทะทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง ความว่า วาทะ
ทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง แท้ แน่นอน เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่
วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง.
[๖๖๐] คำว่า เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์
เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น ความว่า ความหมดจด ความ
หมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้น
รอบ ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็น
ของเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวก
สมณพราหมณ์เป็นของจริง เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์
สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน วาทะทั้งปวงก็พึง
หน้า 241
ข้อ 661, 662
เป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์
เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น.
[๖๖๑] ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์
(พระอรหันต์) ความตัดสินใจแล้วจึงถือมั่นในธรรม
ทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์
จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่งความวิวาททั้งหลาย เพราะ
พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรม
ประเสริฐ.
[๖๖๒] ศัพท์ว่า น ในคำว่า ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำย่อม
ไม่มีแก่พราหมณ์ เป็นปฏิเสธ. ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ คือบุคคลชื่อว่า
เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ๑ อัน
ตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า ญาณอัน
บุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ ความว่า ความเป็นผู้มีญาณ
อันบุคคลอื่นพึงแน่ะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ คือพราหมณ์เป็นผู้มีญาณ
อันผู้อื่นไม่ต้องแน่ะนำ ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ไม่เชื่อผู้อื่น ไม่ดำเนินเนื่อง
ด้วยผู้อื่น เป็นผู้ไม่หลงใหล มีความรู้สึก มีความระลึกได้ ย่อมรู้ ย่อม
เห็นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็น
อนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความ
ดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ
ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์.
๑. ดูข้อ ๓๕๕.
หน้า 242
ข้อ 663, 664, 665
[๖๖๓] คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า ความตัดสินใจแล้ว
จึงถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ ความว่า ในทิฏฐิ ๖๒
ประการ. คำว่า ตัดสินใจแล้ว คือตัดสินใจแล้ว ชี้ขาด ค้นหา แสวงหา
เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจึงจับมั่น ยึดมั่น
ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ ถือ ความถือ ความยึดถือ ความ
ยึดมั่น ความถือมั่น ความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แน่ แท้ เป็นตาม
สภาพ เป็นตามจริง ไม่วิปริตดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้
คือเป็นธรรมอันพราหมณ์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ แล้ว ทำให้ไม่ควร
เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความตัดสินใจ
แล้วจึงถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์.
[๖๖๔] คำว่า เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่ง
ความวิวาททั้งหลาย ความว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะการณะ เหตุ ปัจจัย
นิทานนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงพร้อม เป็นไปล่วง
ซึ่งความทะเลาะ ด้วยทิฏฐิ ความหมายมั่นด้วยทิฏฐิ ความแก่งแย่งด้วย
ทิฏฐิ ความวิวาทด้วยทิฏฐิ ความทุ่มเถียงด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่งความวิวาททั้งหลาย.
[๖๖๕] คำว่า เพราะพราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความ
เป็นธรรมประเสริฐ ความว่า พราหมณ์ย่อมไม่เห็น ไม่พบ ไม่แลเห็น
ไม่พินิจ ไม่พิจารณาเห็นซึ่งธรรม คือศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ
ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค อื่น นอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นธรรมประเสริฐ วิเศษ
เป็นประธาน อุดม บวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะพราหมณ์ย่อมไม่
หน้า 243
ข้อ 666, 667
เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์
ความตัดสินใจแล้วจึงถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่
พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้ว
ซึ่งความวิวาททั้งหลาย เพราะพราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรม
อื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐ.
[๖๖๖] สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมเชื่อความหมดจดด้วย
ทิฏฐิว่า เราย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งความหมดจดนั้นจริงแท้
หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์
ผู้เห็นนั้นจะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นเล่า พวก
สมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วย
ทัศนะอื่น.
[๖๖๗] คำว่า ย่อมรู้ ในคำว่า เราย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งความหมด
จดนั้นแท้จริง ความว่า เราย่อมรู้ด้วยญาณเครื่องรู้จิตของผู้อื่น หรือย่อม
รู้ด้วยญาณเครื่องรู้ระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน คำว่า ย่อมเห็น
ความว่า เราย่อมเห็นด้วยมังสจักษุหรือย่อมเห็นด้วยทิพยจักษุ. คำว่า ซึ่ง
ความหมดจดนั้นจริงแท้ ความว่า ซึ่งความหมดจดนั้นแน่แท้ เป็นจริง
เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งความ
หมดจดนั้นจริงแท้.
หน้า 244
ข้อ 668, 669
[๖๖๘] คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจดด้วย
ทิฏฐิ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจด ความหมด-
จดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ
ด้วยทิฏฐิ คือสมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจด ความหมดจด
วิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วย
ทิฏฐิว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่ง
อื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความ
หมดจดด้วยทิฏฐิ.
[๖๖๙] คำว่า ได้เห็นแล้ว ในคำว่า หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่ง
ได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็น
นั้นเล่า ความว่า ได้เห็นแล้วด้วยญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น ได้รู้แล้วด้วยญาณ
เครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน ได้เห็นแล้วด้วยมังสจักษุ หรือ
ได้เห็นแล้วด้วยทิพยจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่าสมณพราหมณ์ผู้
หนึ่งได้เห็นแล้ว. คำว่า สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้น จะมีประโยชน์อะไร
ด้วยการเห็นนั้นเล่า ความว่า สมณพราหมณ์นั้นจะมีประโยชน์อะไรด้วย
การเห็นนั้น คือความกำหนดรู้ทุกข์จะมีได้อย่างไร ความละสมุทัยก็ไม่มี
ความเจริญมรรคก็ไม่มี ความทำให้แจ้งซึ่งผลก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาด
ซึ่งราคะก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาดซึ่งโทสะก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาด
ซึ่งโมหะก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาดซึ่งกิเลสทั้งหลายก็ไม่มี ความตัดขาด
ซึ่งสังสารวัฏก็ไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้
เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้นั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นเล่า.
หน้า 245
ข้อ 670
[๖๗๐] คำว่า พวกสมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อนกล่าวความ
หมดจดด้วยทัศนะอื่น ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย ก้าวล่วง
เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดวิเศษ
ทางแห่งความหมดจดรอบ ทางขาว ทางขาวรอบ ย่อมกล่าว บอก พูด
แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ อื่นจากสติปัฏฐาน อื่นจาก
สัมมัปปธาน อื่นจากอิทธิบาท อื่นจากอินทรีย์ อื่นจากพละ อื่นจาก
โพชฌงค์ อื่นจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยทิฏฐิ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้
จึงชื่อว่าพวกสมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยทัศนะ
อื่น อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระพุทธสาวกทั้งหลายก็ดี
พระปัจเจกพุทธะทั้งหลายก็ดี ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งทาง
แห่งความไม่หมดจด ทางแห่งความไม่หมดจดวิเศษ ทางแห่งความไม่
หมดจดรอบ ทางแห่งความไม่ขาว ทางไม่ขาวรอบ โดยทิฏฐิแห่งสมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความ
พ้นรอบ ด้วยสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕
พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึง
ชื่อว่าพระอริยะมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความ
หมดจดด้วยธรรมอื่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมเชื่อความหมดจดด้วย
ทิฏฐิว่า เราย่อมรู้ย่อมเห็นความหมดจดนั้นจริงแท้ หาก
ว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้เห็น
หน้า 246
ข้อ 671, 672, 673
นั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นเล่า พวกสมณ-
พราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยทัศนะ
อื่น.
[๖๗๑] นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนามรูป หรือเห็นแล้วก็จักรู้นาม-
รูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนานรูปมากบ้าง น้อยบ้าง
โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความ
หมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้นเลย.
[๖๗๒] คำว่า นรชนเมื่อเห็น ในคำว่า นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนาม-
รูป ความว่า นรชนเมื่อเห็นด้วยญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น เมื่อเห็นด้วยญาณ
เครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน เมื่อเห็นด้วยมังสจักษุ หรือเมื่อ
เห็นด้วยทิพยจักษุ ก็เห็นนามรูปเท่านั้นโดยเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข
โดยความเป็นอัตตา มิได้เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษ หรืออุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อเห็น
นามรูป.
[๖๗๓] คำว่า หรือเห็นแล้วก็รู้จักนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น ความว่า
ครั้นเห็นแล้วด้วยญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น เห็นแล้วด้วยเครื่องระลึกถึงขันธ์
ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน เห็นแล้วด้วยมังสจักษุ หรือเห็นแล้วด้วยทิพยจักษุ
ก็เห็นเพียงนามรูปเท่านั้น แล้วจักรู้โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็น
สุข โดยความเป็นอัตตา จักไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ อุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือเห็นแล้ว
ก็จักรู้นามรูปเหล่านั้นเท่านั้น.
หน้า 247
ข้อ 674, 675
[๖๗๔] คำว่า เห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้าง โดยแท้ ความว่า
เมื่อเห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้าง ก็เห็นโดยความเป็นของเที่ยง โดยความ
เป็นสุข โดยความเป็นอัตตา โดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นนามรูป
มากบ้าง น้อยบ้าง โดยแท้.
[๖๗๕] คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ในคำว่า ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาด
ทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้น ความว่า
พวกผู้ฉลาดในขันธ์ ผู้ฉลาดในธาตุ ผู้ฉลาดในอายตนะ ผู้ฉลาดใน
ปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาด
ในอิทธิบาท ผู้ฉลาดในอินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์
ผู้ฉลาดในมรรค ผู้ฉลาดในผล ผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้น
ย่อมไม่กล่าว ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด
ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความ
พ้นรอบ เพียงความเห็นนามรูป ด้วยญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น ด้วยญาณ
เครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน ด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพย-
จักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าว
ความหมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้นเลย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนามรูป หรือเห็นแล้วก็จักรู้นาม-
รูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนานรูปมากบ้าง น้อยบ้าง
โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความ
หมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้นเลย.
หน้า 248
ข้อ 676, 677, 678, 679
[๖๗๖] ก็นรชนผู้กล่าวด้วยถือมั่น เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึง
แนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิกำหนดไว้ในเบื้องหน้า
อาศัยวัตถุใด ก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิ นรชน
ผู้กล่าวความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น.
[๖๗๗] คำว่า ก็นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใคร ๆ
ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ ความว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่นว่า โลกเที่ยง
สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ผู้กล่าวด้วยความถือมั่นว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่ง
นี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า. คำว่า เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้
ความว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใคร ๆ ยากที่จะแนะนำ
ได้ ยากที่จะให้รู้ได้ ยากที่จะให้เข้าใจได้ ยากที่จะให้เห็นได้ ยากที่จะ
ให้เลื่อมใสได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น
เป็นผู้อันใคร ๆไม่พึงแนะนำให้ดีได้.
[๖๗๘] คำว่า เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้า ความว่า
เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนด ปรุงแต่ง ตั้งอยู่ดีแล้ว ไว้ในเบื้องหน้า คือทำ
ทิฏฐิออกหน้าเที่ยวไป มีทิฏฐิเป็นธงชัย มีทิฏฐิเป็นธงยอด มีทิฏฐิเป็น
ใหญ่ ถูกทิฏฐิห้อมล้อมเที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่
กำหนดไว้ในเบื้องหน้า.
[๖๗๙] คำว่า อาศัยวัตถุใด ในคำว่า อาศัยวัตถุใด ก็กล่าว
วัตถุนั้นว่างามในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า อาศัย อิงอาศัย พัวพัน เข้าถึง
ติดใจ น้อมใจ ถึงแล้ว ซึ่งวัตถุ คือศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ
หน้า 249
ข้อ 680
ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยวัตถุใด. คำว่า ใน
เพราะทิฏฐนั้น ความว่า ในเพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิ
ของตน. คำว่า ก็กล่าววัตถุนั้นว่างาม ความว่า เป็นผู้กล่าววัตถุนั้นว่างาม
กล่าวว่าดี กล่าวว่าเป็นบัณฑิต กล่าวว่าเป็นธีรชน กล่าวว่ามีญาณ กล่าว
โดยลักษณะ กล่าวโดยการณะ กล่าวโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยวัตถุใด ก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะทิฏฐิ.
[๖๘๐] คำว่า ผู้กล่าวความหมดจด ในคำว่า ผู้กล่าวความ
หมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น ความว่า กล่าวความหมดจด
กล่าวความหมดจดวิเศษ กล่าวความหมดจดรอบ กล่าวความขาว
กล่าวความขาวรอบ อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความเห็นความหมดจด มีความ
เห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นความหมดจดรอบ มีความเห็นความขาว
มีความเห็นความขาวรอบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้กล่าวความหมดจด.
คำว่า ในทิฏฐินั้น คือในทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน.
คำว่า ได้เห็นว่าแท้ ความว่า ได้เห็น ได้พบ ได้ประสบ ได้แทงตลอด
ว่า แท้ แน่นอน จริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
นรชนผู้กล่าวความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่
พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้า
อาศัยวัตถุใดก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะทิฏฐินั้น นรชน
ผู้กล่าวความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น.
หน้า 250
ข้อ 681, 682, 683
[๖๘๑] พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความ
กำหนด ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือ
ทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ พราหมณ์นั้นรู้แล้ว ย่อม
วางเฉยซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด ส่วนสมณ-
พราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น.
[๖๘๒] ศัพท์ว่า น ในคำว่า พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้วย่อม
ไม่เข้าถึงความกำหนด เป็นศัพท์ปฏิเสธ ชื่อว่าพราหมณ์ คือบุคคลชื่อว่า
เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ อัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า ความ
กำหนด ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ
ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ
นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. ญาณ เรียกว่าสังขาร ได้แก่ความรู้ ความ
รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ. คำว่า
พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด ความว่า
พราหมณ์ทราบ พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งด้วยญาณ
ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้แล้ว
ย่อมไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งความกำหนด
ด้วยตัณหา หรือความกำหนด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์
ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด.
[๖๘๓] คำว่า ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิ
หน้า 251
ข้อ 684, 685
เป็นเครื่องผูกเพราะญาณ ความว่า พราหมณ์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ
ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ ประการ
ไม่ดำเนิน ไม่ออก ไม่เลื่อน ไม่เคลื่อนไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ถึง ไม่กลับ
มาถึงทิฏฐินั้นโดยความเป็นสาระ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้แล่นไป
ด้วยทิฏฐิ. คำว่า ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ ความ
ว่า พราหมณ์ย่อมไม่ทำตัณหาเป็นเครื่องผูก หรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูก คือ
ไม่ยังตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้
บังเกิดเฉพาะ เพราะญาณในสมาบัติ ๘ เพราะญาณในอภิญญา ๕ หรือ
เพราะญาณที่ผิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มี
ตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ.
[๖๘๔] คำว่า รู้แล้ว ในคำว่า พราหมณ์นั้นรู้แล้ว . . . ซึ่งสมมติ
ทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด ความว่า รู้ ทราบ พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่ม-
แจ้ง ทำให้เป็นแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไป
เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์นั้นรู้แล้ว ทิฏฐิ ๖๒ประการ
เรียกว่า สมมติ. ทิฏฐิทั้งหลายชื่อว่า ปุถุชชา เพราะทิฏฐิเหล่านั้น อัน
ปุถุชนให้เกิด หรือเพราะชนต่างๆ มากให้เกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พราหมณ์นั้นรู้แล้ว . . .ซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด.
[๖๘๕] คำว่า ย่อมวางเฉย ส่วนพวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่น
ย่อมถือมั่น ความว่า พวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือ ยึดมั่น ถือมั่น
ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ ส่วนพระอรหันต์ย่อมวาง
เฉย ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมวางเฉย
หน้า 252
ข้อ 686, 687
ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสตอบว่า
พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความ
กำหนด ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือ
ทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ พราหมณ์นั้นรู้แล้ว ย่อม
วางเฉยซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด ส่วนพวกสมณ-
พราหมณ์เหล่าอื่น ย่อมถือมั่น.
[๖๘๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอีกว่า) มุนีสละแล้วซึ่ง
กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อชนทั้งหลายเกิด
วิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยธรรมที่ทำให้เป็นพวก
มุนีนั้นเมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่
ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ย่อมถือมั่น.
[๖๘๗] ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ในคำว่า มุนีสละแล้ว
ซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัด
๔ อย่าง คือกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออภิชฌา พยาบาท สีลัพพัตต-
ปรามาส ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง. ความกำหนัดในทิฏฐิของตน ชื่อว่า
กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คืออภิชฌา. ความอาฆาต ความไม่ยินดี
ในถ้อยคำของผู้อื่น ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดทางกาย คือพยาบาท. ความ
ยึดถือศีลพรต หรือทั้งศีลและพรตของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยรัด
ทางกาย คือสีลัพพัตตปรามาส. ทิฏฐิของตน ชื่อว่าเครื่องร้อยรัดทาง
กาย คืออิทังสัจจาภินิเวสะ ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง. คำว่า สละแล้ว
หน้า 253
ข้อ 688, 689
ความว่า ปล่อยหรือวางแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง
ความว่า แก้แล้วหรือคลายแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดที่ผูก รัด พัน เหนี่ยว
รั้ง เกาะเกี่ยว พัวพัน คล้องไว้ เหมือนชนทั้งหลาย ทำความปลดปล่อย
คานหาม รถ หรือเกวียนฉะนั้น. คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่า
โมนะ ได้แก่ ความรู้ ความรู้ชัด ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง
และตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. คำว่า ในโลกนี้ คือในทิฏฐินี้
ฯลฯ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเป็น
เครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้.
[๖๘๘] คำว่า เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วย
ธรรมที่ทำให้เป็นพวก ความว่า เมื่อชนทั้งหลายมีความวิววาทกันเกิดขึ้น
เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ คือเมื่อชนทั้งหลายถึงฉันทาคติ
ถึงโทสาคติ ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ มุนีย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ
ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยสามารถราคะ โทสะ โมหะ มานะ
ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ย่อมไม่ดำเนิน ออก เคลื่อน เคลื่อนไป
ด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อชนทั้งหลาย
เกิดวิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยธรรมที่ทำให้เป็นพวก.
[๖๘๙] คำว่า สงบ ในคำว่า มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ
ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบเงียบ ดับ
ระงับแล้ว เพราะเป็นผู้มีราคะ โทสะโมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง
สงบ เงียบ เข้าไปสงบ เย็น ดับ หายไป ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบ. คำว่า เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ คือเมื่อชนทั้งหลาย
ไม่สงบ ไม่เข้าไปสงบ ไม่เงียบ ไม่ดับ ไม่ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ. คำว่า มุนีนั้น . . . เป็นผู้วาง
หน้า 254
ข้อ 690, 691, 692
เฉย ความว่า พระอรหันต์เป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ คือเห็น
รูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติ มีสัมปชัญญะ
ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ฯลฯ บุคคลนั้นเป็นผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ฝึกดี
แล้ว รอคอยกาลมรณะอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลาย
ไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย.
[๖๙๐] คำว่า เป็นผู้ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือ
มั่น ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ย่อมถือ ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยสามารถ
ตัณหา ด้วยสามารถทิฏฐิ พระอรหันต์ย่อมวางเฉย ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น
ไม่ถือมั่น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่น
ย่อมถือมั่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้
เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไปด้วย
ธรรมที่ทำให้เป็นพวก มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ
ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่น
ย่อมถือมั่น.
[๖๙๑] มุนีละอาสวะอันมีในก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่ ไม่เป็น
ผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความ
ถือมั่น มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย
ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก.
[๖๙๒] คำว่า มุนีละอาสวะอันมีในก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่ ความ
ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนอดีต เรียกว่า อาสวะอันมี
หน้า 255
ข้อ 693, 694
ในก่อน กิเลสเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารส่วนอดีต มุนีละ
สลัด บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสเหล่านั้น เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ละอาสวะอันมีในก่อน. คำว่า ไม่ทำอาสวะใหม่ ความว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนปัจจุบัน เรียกว่า อาสวะใหม่.
มุนีไม่ทำความพอใจ ไม่ทำความรักใคร่ ไม่ทำความกำหนัด ปรารภถึง
สังขารส่วนปัจจุบัน คือไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้
บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีละอาสวะอันมีในก่อน ไม่ทำ
อาสวะใหม่.
[๖๙๓] คำว่า ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ ในคำว่า ไม่
เป็นผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น
ความว่า ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ
ไม่ถึงด้วยสามารถราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา
อนุสัย ไม่ดำเนิน ออก เลื่อน เคลื่อนไปด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็น
พวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้ดำเนินด้วยความพอใจ. คำว่า
ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ความว่า นรชนเป็นผู้กล่าวด้วยความ
ถือมั่นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้แหละ
จริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ (ไม่เป็นผู้
กล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนั่น) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้ดำเนิน
ด้วยความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น.
[๖๙๔] คำว่า มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิ ความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ อันมุนีนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควร
หน้า 256
ข้อ 695
เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นเป็นผู้พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง
ด้วยทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่. คำว่า เป็นธีรชน
คือเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่อง
ตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย.
ว่าด้วยเหตุที่ติเตียนมี ๒ อย่าง
[๖๙๕] ชื่อว่า ความติด ในคำว่า ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อม
ติดในโลก ได้แก่ความติด ๒ อย่าง คือความติดด้วยตัณหา ๑ ความติด
ด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดตัวตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติด
ด้วยทิฏฐิ มุนีนั้นละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิแล้ว
เพราะละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิ จึงเป็นผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่เข้าไปติด ย่อมไม่ติด ไม่เปื้อน ไม่เข้าไปติด ในอบายโลก
มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก คือเป็นผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่ติด ไม่เปื้อน ไม่เข้าไปติด ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่
เกี่ยวข้องแล้ว เป็นผู้มีจิตปราศจากเขตแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ย่อมไม่ติดในโลก. คำว่า ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ความว่า บุคคลย่อมติเตียน
ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือเพราะกระทำอย่างหนึ่ง เพราะไม่การทำอย่างหนึ่ง
บุคคลย่อมติเตียนตนเพราะกระทำและเพราะไม่กระทำอย่างไร บุคคลย่อม
ติเตียนตนได้ว่า เราทำกายทุจริต เราไม่ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต
เราไม่ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ทำมโนสุจริ เราทำปาณาติบาต
ฯลฯ เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ทำสัมมาทิฏฐิ บุคคลย่อมติเตียนตนเพราะ
หน้า 257
ข้อ 696
กระทำและเพราะไม่การทำอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมติเตียนตนว่า
เราเป็นผู้ไม่ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวาร
ในอินทรีย์ทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ เราเป็นผู้ไม่
หมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เราเป็นผู้ไม่ประกอบด้วยสติ
สัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญสัมมัปปธาน ๔
เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕ เราไม่ได้เจริญพละ ๕
เราไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เราไม่
กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ละสมุทัย เราไม่เจริญมรรค เราไม่ทำให้แจ้งซึ่ง
นิโรธ บุคคลย่อมติเตียนตนเพราะกระทำและเพราะไม่กระทำอย่างนี้ มุนี
ไม่กระทำกรรมเป็นเหตุ ติเตียน คือไม่ยังกรรมนั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม
ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะอย่างนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ติเตียนตน เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อมไม่ติดในโลก เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
มุนีละอาสระอันมีในก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่ ไม่เป็น
ผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความ
ถือมั่น มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย
ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก.
[๖๙๖] มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่
เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้น เป็น
ผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่
หน้า 258
ข้อ 697
เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่าดังนี้.
[๖๙๗] มารเสนา เรียกว่า เสนา ในคำว่า มุนีนั้น กำจัดเสนา
แล้วในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความ
ผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง
ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความ
เมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวาย
ทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขาร
ทั้งปวง ชื่อว่ามารเสนา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
กิเลสกาม เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑ ของท่าน
ความไม่ยินดี เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๒ ของท่าน
ความหิวกระหาย เรากล่าวว่าเห็นมารเสนาที่ ๓ ของท่าน
ตัณหาเรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๔ ของท่าน ความง่วง-
เหงาหาวนอน เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๕ ของท่าน
ความขลาด เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๖ ของท่าน ความ
ลังเลใจ เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๗ ของท่าน ความ
ลบหลู่ ความกระด้าง เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๘ ของ
ท่าน ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ และยศ ที่ได้
มาโดยหางผิด เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๙ ของท่าน
ความยกตนและข่มคนอื่น เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑๐
หน้า 259
ข้อ 698
ของท่าน ดูก่อนพระยามาร เสนาของท่านนี้เป็นผู้มีปกติ
กำจัดบุคคลผู้มีธรรมดำ คนไม่กล้าย่อมไม่ชนะมารเสนา
นั้นได้ ส่วนคนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้
ความสุข ดังนี้.
เมื่อใด มารเสนาทั้งหมด และกิเลสอันทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด
อันมุนีชนะ ให้พ่ายแพ้ ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้ว ด้วย
อริยมรรค ๔ เมื่อนั้น มุนีนั้น เรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนาแล้ว มุนีนั้น
กำจัดเสนาในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ ในอารมณ์
ที่รู้แจ้งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรม
ทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ.
ว่าด้วยภาระ ๓ อย่าง
[๖๙๘] ชื่อว่าภาระ ในคำว่า มุนีนั้น เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว
พ้นขาด ได้แก่ภาระ ๓ อย่าง คือ ขันธภาระ ๑ กิเลสภาระ ๑
อภิสังขารภาระ ๑.
ขันธภาระเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ในปฏิสนธิ นี้ชื่อว่า ขันธภาระ.
กิเลสภาระเป็นไฉน ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขาร
ทั้งปวง นี้ชื่อว่า กิเลสภาระ.
อภิสังขารภาระเป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร
อเนญชาภิสังขาร นี้ชื่อว่า อภิสังขารภาระ. ขันธภาระ กิเลสภาระ และ
อภิสังขารภาระ เป็นสภาพอันมุนีละแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้
มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้น
หน้า 260
ข้อ 698
ต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อใด เมื่อนั้น มุนีนั้นเรียกว่า เป็นผู้ปลงภาระ
ลงแล้ว มีภาระตกไปแล้ว มีภาระอันปลดแล้ว มีภาระอันปล่อยแล้ว
มีภาระอันวางแล้ว มีภาระระงับแล้ว.
ว่าด้วยโมเนยยะ ๓ อย่าง
คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ได้แก่ปัญญา ความรู้ทั่ว
ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดดี
ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความ
เป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเป็นเครื่องจำแนก
ปัญญาเป็นเครื่องคิด ปัญญาเป็นเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวาง
ดุจแผ่นดิน ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญา
เป็นเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทง ปัญญา
เป็นเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเป็นดัง
ศาสตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง
ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม
ความเห็นชอบ บุคคลประกอบด้วยญาณนั้น ชื่อว่าเป็นมุนี คือ ผู้ถึงญาณ
ที่ชื่อว่าโมนะ โมเนยยะ (ธรรมเครื่องทาความเป็นมุนี) มี ๓ อย่า คือ
โมเนยยธรรมทางกาย ๑ โมเนยยธรรมทางวาจา ๑ โมเนยยธรรม
ทางใจ ๑.
โมเนยยธรรมทางกายเป็นไฉน การละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า
โมเนยยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีกายเป็นอารมณ์ ความ
กำหนดรู้กาย มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในกาย
หน้า 261
ข้อ 698
ความดับแห่งการสังขาร ความบรรลุจตุตถฌาน แต่ละอย่าง ๆ ชื่อว่า
โมเนยยธรรมทางกาย นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย.
โมเนยยธรรมทางวาจาเป็นไฉน การละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่า
โมเนยยธรรมทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่าง ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ ความ
กำหนดรู้วาจา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในวาจา
ความดับแห่งวจีสังขาร ความบรรลุทุติยฌาน แต่ละอย่าง ๆ ชื่อว่า
โมเนยยธรรมทางวาจา นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา.
โมเนยยธรรมทางใจเป็นไฉน การละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า
โมเนยธรรมทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ ความ
กำหนดรู้จิต มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในจิต ความ
ดับแห่งจิตตสังขาร ความบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ละอย่าง ๆ ชื่อว่า
โมเนยยธรรมทางใจ นี้ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนี ผู้เป็นมุนีทางกาย เป็น
มุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะว่า เป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้ละกิเลสทั้งปวง
บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนีผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนี
ทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะว่า เป็นผู้ถึงพร้อม
ด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว.
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนีเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นมุนีมี
๖ จำพวก คือ อาคารมุนี อนาคารมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี
มุนิมุนี. อาคารมุนีเป็นไฉน ชนเหล่าใดเป็นผู้ครองเรือน มีบทคือนิพพาน
หน้า 262
ข้อ 699
อันเห็นแล้วมีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านี้ ชื่อว่าอาคารมุนี. อนาคารมุนี
เป็นไฉน ชนเหล่าใดออกบวช มีบทคือนิพพานอันเห็นแล้ว มีศาสนา
อันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านี้ชื่อว่า อนาคารมุนี. พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่า
เสขมุนี. พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่า อเสขมุนี. พระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ชื่อว่า ปัจเจกมุนี พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ชื่อว่า มุนิมุนี.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
บุคคลไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นแต่ผู้เปล่า
มิใช่ผู้รู้ ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ
ละเว้นบาปทั้งหลาย เหมือนคนที่ถือเครื่องชั่งตั้งอยู่ฉะนั้น
บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นมุนี เรียกว่ามุนีโดยเหตุนั้น บุคคลใด
ย่อมรู้โลกทั้ง ๒ บุคคลนั้นเรียกว่ามุนีโดยเหตุนั้น บุคคล
ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษ ในโลก
ทั้งปวงทั้งภายในและภายนอก ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่อง
ข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่ายดำรงอยู่ เป็นผู้อันเทวดา
และมนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นมุนี.
คำว่า พ้นขาดแล้ว ความว่า จิตของมุนีพ้น พ้นขาด พ้นวิเศษดี
แล้วจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว.
[๖๙๙] ชื่อว่า ความกำหนด ในคำว่า ไม่มีความกำหนด ไม่
เข้ารูปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดังนี้ ได้แก่
ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
หน้า 263
ข้อ 699
กำหนดด้วยทิฏฐิ มุนีนั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนด
ด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ จึงย่อมไม่กำหนดความกำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิด
เฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีความกำหนด. คำว่า ไม่เข้าไปยินดี
ความว่า พาลปุถุชน ทั้งปวงย่อมกำหนัด พระเสขะ ๗ จำพวกรวมทั้ง
กัลยาณปุถุชน ย่อมยินดี ยินดียิ่ง ยินดียิ่งเฉพาะ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
ส่วนพระอรหันต์เป็นผู้ยินดี ยินดียิ่ง ยินดียิ่งเฉพาะแล้ว คือ เป็นผู้ออก
สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี. คำว่า ไม่มีความ
ปรารถนา ความว่า ตัณหา เรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่ ราค-
สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ความปรารถนานั้น อันมุนีใด
ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ
คือญาณ มุนีนั้น เรียกว่าผู้ไม่มีความปรารถนา. คำว่า ภควา เป็นเครื่อง
กล่าวด้วยความเคารพ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะอรรถว่า ผู้ทำลายราคะแล้ว
ทำลายโทสะแล้ว ทำลายโมหะแล้ว ทำลายมานะแล้ว ทำลายทิฏฐิแล้ว
ทำลายเสี้ยนหนามแล้ว ทำลายกิเลสแล้ว เพราะอรรถว่า ทรงจำแนก
วิเศษ ทรงจำแนกเฉพาะแล้ว ซึ่งธรรมรัตนะ. ชื่อว่า ภควา
เพราะอรรถว่า ทรงทำซึ่งที่สุดแห่งภพทั้งหลาย มีพระกายอันอบรมแล้ว
มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
หน้า 264
ข้อ 699
ซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะและป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อยปราศจาก
เสียงกึกก้อง ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของ
มนุษย์ ควรแก่วิเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อันมีอรรถรส
ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔
อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ
(ฌานเป็นที่ตั้งแห่งความครอบงำอารมณ์) ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณ-
สมาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ อสุภสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพละ ๑๐ เวสารัชช-
ญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภควา. พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระภคินี
มิตรอำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้เฉลิมให้
หน้า 265
ข้อ 699
พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลใน
ลำดับแห่งอรหัตมรรค) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทำให้แจ่ม-
แจ้งซึ่งอรหัตผลและธรรมทั้งปวง) พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญ-
ญุตญาณ ณ ควงโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้แล้ว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความ
ปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดังนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูป
ที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้น เป็น
ผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่
เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่าดังนี้ ฉะนี้แล.
จบมหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓
อรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในมหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
แม้บทนี้ว่า เยเกจิเม ทิฏฺิปริพฺพสานา สมณพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่งมีความอยู่รอบในทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงทำความ
นั้นให้แจ้งแก่เทวดาทั้งหลาย บางพวกที่มีจิตเกิดขึ้นว่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้น มีความอยู่รอบในทิฏฐิย่อมได้รับนินทาอย่างเดียวหรือ หรือว่า
หน้า 266
ข้อ 699
ได้รับความสรรเสริญด้วย จากสำนักของท่านผู้รู้ทั้งหลาย จึงทรงให้
พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์ แล้วจึงตรัสโดยนัยก่อนนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ความว่า ย่อมติดความเนือง ๆ
ย่อมนำมาบ่อยๆ. บทว่า นินฺทเมว อนฺเวนฺติ ย่อมถูกนินทาอย่างเดียว คือ
ย่อมเข้าถึงการติเตียน.
บัดนี้ เพราะพวกเจ้าทิฏฐิทั้งหลาย แม้กล่าวอยู่ว่า นี้เท่านั้นจริง
ย่อมได้รับแม้ความสรรเสริญในบางครั้งบางคราว ผลแห่งวาทะ คือความ
สรรเสริญนั้นน้อยไม่สามารถเพื่อสงบกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวอะไร
ถึงผลแห่งการนินทาครั้งที่สอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง
แสดงความนั้น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน มีอาทิว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็น
ของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น
๒ อย่าง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งวิวาท
๒ อย่าง ได้แก่ นินทา และสรรเสริญ หรือความชนะและความแพ้
เป็นต้น อันมีส่วนเสมอกันกับนินทาและสรรเสริญนั้น. บทว่า เอตมฺปิ
ทิสฺวา คือ เห็นโทษในผลแห่งวิวาทแม้นั้นว่า นินทาเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา
เลย ความสรรเสริญน้อยไม่พอเพื่อสงบกิเลสได้เลย. บทว่า เขมาภิปสฺสํ
อวิวาทภูมึ๑ คือ เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาท คือนิพพานว่าเป็นธรรม-
ชาติเกษม.
บทว่า อปฺปกํ คือ น้อย. บทว่า ปริตฺตกํ คือ นิดหน่อย. บทว่า
โอมกํ คือ ต่ำช้า. บทว่า ลามกํ คือ ลามก. บทว่า สมาย คือ เพื่อ
ความสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า อุปสมาย เพื่อเข้าไปสงบ คือเพื่อ
๑. บาลีว่า อวิวาทภุมฺมํ.
หน้า 267
ข้อ 699
ความสงบสูงขึ้นรูป. บทว่า วูปสมาย เพื่อสงบวิเศษ คือเพื่อให้จมหายไป.
บทว่า นิพฺพาปนาย เพื่อดับ คือเพื่อประโยชน์แก่อมตมหานิพพาน.
บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย เพื่อสละคืน คือเพื่อสละกิเลสทั้งหลายด้วยมรรค.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธิยา เพื่อระงับ คือไม่พอเพื่อไม่ให้เกิดความระงับ
ด้วยผล. เพราะอย่างนี้จึงไม่วิวาทกัน.
พึงทราบคาถาว่า ยากาจิมา ทิฏฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นต้นดังนี้ .
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมติโย คือ ทิฏฐิทั้งหลาย. บทว่า ปุถุชฺชา
คือ ที่เกิดแต่ปุถุชน. บทว่า โส อุปยํ กิเมยฺย บุคคลนั้น พึงถึงสังขาร
ธรรมอันควรเข้าถึงอย่างไรเล่า ความว่า บุคคลนั้น พึงเข้าถึงธรรมแม้
อย่างหนึ่งในบรรดารูปเป็นต้น อันควรเข้าถึงอย่างไรเล่า หรือพึงเข้าถึง
ด้วยเหตุไรเล่า. บทว่า ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน คือ ไม่ทำความ
ชอบใจในรูปที่เห็นและในเสียงที่ฟังอันหมดจดทั้งหลาย.
บทว่า ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา คือ สมมติเหล่านั้นอันปุถุชนให้เกิด.
บทว่า ตา สมฺมติโย ได้แก่ ทิฏฐิเหล่านั้น. บทว่า ปุถุนานา-
ชเนหิ ชนิตา วา คือ หรือว่าอันเป็นเจ้าทิฏฐิต่าง ๆ มากให้เกิด. บทว่า
เนติ ตัดบทเป็น น เอติ คือ ไม่ถึง. บทว่า น อุเปติ ไม่เข้าถึง คือ
ไม่เข้าไปใกล้. บทว่า น อุปคจฺฉติ ไม่เข้าไปถึง คือกลับ. บทว่า
นาภินิวิสติ ไม่ยึดมั่น คือไม่เข้าไปตั้งมั่น. นอกเหนือไปจากนี้ พึงทราบ
คาถาว่า สีลุตฺตมา สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้สำคัญว่า ศีลอุดม ดังนี้
เป็นต้น ต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกสำคัญว่า ศีลอุดม
สมาทานวัตรมีวัตรของช้างเป็นต้น แล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้กล่าวความหมดจด
หน้า 268
ข้อ 699
ด้วยความสำรวมว่า ความหมดจดของศาสดานั้น ในทิฏฐินี่แหละ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เข้าถึงภพ สยบอยู่ในภพ ย่อมกล่าวว่าเป็น
ผู้ฉลาด. อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่า เป็นผู้ฉลาด คือ มีวาทะ
อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ฉลาด. บรรดาสมณพราหมณ์ผู้มีศีลอุดม อย่างนี้
เหล่านั้น สมณพราหมณ์คนใดคนหนึ่งปฏิบัติอย่างนั้น พึงทราบคาถาว่า
สเจ จุโต ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
บทนั้นมีความดังนี้ ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต คือเป็นผู้
เคลื่อน ด้วยการตัดขาดจากบุคคลอื่น หรือไม่บรรลุ บุคคลนั้นพลาดมรรค
คือศีลและพรตนั้น หรือกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น แล้วย่อมหวั่นไหว
ถึงภพ อนึ่ง ย่อมอยาก เพ้อเจ้อ และปรารถนาถึงความหมดจดของศีล
และพรตนั้น. เหมือนอะไร. เหมือนบุรุษออกจากเรือนตามไปไม่ทันพวก
ฉะนั้น เขาปรารถนาเรือนนั้นหรือพวก ด้วยการชี้ขาดของคนอื่น ถูกคนอื่น
ห้ามหรือไม่บรรลุ เพราะเหตุนั้นจึงไม่ยังการปฏิบัตินั้นให้สมบูรณ์ได้. บทว่า
ายาปรทฺโธ พลาดจากอรหัตผล คือ เสื่อมจากนิพพาน หรือจากมรรค.
บทว่า ตํ วา สตฺถํ อนุพนฺธติ คือ ติดตามพวกนั้นไปข้างหลัง
ในทุกแห่งหน. พึงทราบคาถาว่า อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวง
อันเป็นเหตุให้ศีลอุดมหวั่นไหวได้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สาวชฺชานวชฺชํ ละกรรมอันมีโทษและ
ไม่มีโทษ คือ อกุศลทั้งหมด และกุศลที่เป็นโลกิยะ. บทว่า เอตํ สุทธึ
อสุทฺธินฺติ อปฏฺยาโน ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจดนี้
คือ ไม่ปรารถนาความหมดจด อันได้แก่กามคุณ ๕ เป็นต้น และความ
ไม่หมดจด อันได้แก่อกุศลเป็นต้น.
หน้า 269
ข้อ 699
บทว่า วิรโต จเร เป็นผู้เว้นแล้ว จึงประพฤติ คือ เป็นผู้เว้นแล้ว
จากความหมดจดและความไม่หมดจด พึงปฏิบัติ. บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย
คือ ไม่ยึดถือทิฏฐิ.
บทว่า กณฺหํ กณฺหวิปากํ กรรมดำมีผลดำ คือ อกุศลกรรมให้ผล
เป็นอกุศลวิบาก. บทว่า สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ กรรมขาวมีผลขาว คือ กุศล
เป็นโลกิยะให้ผลขาว เช่นเดียวกับด้วยตน. บทว่า นิยามาวกฺกนฺตึ คือ
ปรารถนาเข้าสู่อริยมรรค.
บทว่า เสกฺขา คือ พระเสขะ ๗ จำพวก. บทว่า อคฺคธมฺมํ คือ
ธรรมสูงสุด ได้แก่อรหัตผล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงการกำจัดวาทะอันหมดจด
ด้วยการสำรวมในศีลอุดม ภายนอกจากนี้อย่างนี้ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น
และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้ว บัดนี้เพื่อทรงแสดง
วาทะอันบริสุทธิ์ภายนอกโดยประการอื่น จึงตรัสคาถานี้ว่า ตมูปนิสฺสาย
พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะนั้น ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ มีสมณพราหมณ์แม้พวกอื่นอาศัยตบะที่เกลียด
ชังนั้น หรืออาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดารูปที่เห็นอันหมดจดเป็นต้น
เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้าด้วยอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจาก
ตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
บทว่า ตโปชิคุจฺฉวาทา มีวาทะเกลียดชังตบะ คือ สมณพราหมณ์
ทั้งหลาย มีวาทะละอายต่อบาปด้วยทำความเพียรมีทรมานร่างกายเป็นต้น.
บทว่า ตโปชิคุจฺฉสารา มีความเกลียดชังตบะเป็นสาระ คือมี
หน้า 270
ข้อ 699
ความละอายด้วยตบะนั้นเป็นสาระ. บทว่า อุทฺธํสราวาทา คือ กล่าวความ
หมดจดด้วยสงสาร.
อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาอย่างนี้
ยังกล่าวถึงความหมดจด แม้ผู้ใดสำคัญตนว่าถึงความหมดจดแล้ว เมื่อ
ผู้นั้นยังปรารถนาวัตถุนั้น ๆ ในภพน้อยภพใหญ่ เพราะยังไม่ปราศจาก
ตัณหา ย่อมมีความอยากได้อยู่บ่อย ๆ นั่นเอง. จริงอยู่ ตัณหาที่บุคคลเสพ
เป็นอาจิณ ย่อมเพิ่มความทะเยอทะยานหนักขึ้น ไม่เพียงความอยากอย่าง
เดียว แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดไว้แล้ว.
ท่านอธิบายว่า แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมี ในเพราะวัตถุที่กำหนดไว้
ด้วยตัณหาและทิฏฐิ. พึงเชื่อมความแห่งคาถานี้ว่า การจุติและอุปบัติ
ต่อไป ไม่มีแก่ภิกษุใดในศาสนานี้ เพราะปราศจากตัณหาแล้วในภพน้อย
และภพใหญ่ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจในที่ไหน
ดังนี้.
บทว่า อาคมนํ คือ มาบ่อย ๆ. บทว่า คมนํ คือ ไปในภพอื่น
จากภพนี้. บทว่า คมนาคมนํ ไปและมา คือไปจากนี้แล้วกลับมาอีก.
บทว่า กาลํ คือ ความตาย. บทว่า คติ คือ ควรไปตามคติด้วย
อำนาจแห่งการไป.
บทว่า ยมาหุ ธมฺมํ สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็น
เยี่ยมดังนี้. เป็นคาถาถาม. เพราะในวาทะเหล่านี้วาทะจริงไม่มีแม้แต่อย่าง
เดียว เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเพียงแต่เห็นอย่างเดียว ฉะนั้น
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน
ว่า สกํ หิ ธรรมของตนบริบูรณ์ ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 271
ข้อ 699
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมตึ คือ ทิฏฐิ. บทว่า อโนนํ คือ ไม่พร่อง.
เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านี้ กล่าวธรรมของตนว่า เป็นธรรมบริบูรณ์ กล่าว
ธรรมของตนอื่นว่าเลว พึงทราบความว่า หากว่าบุคคลเป็นคนเลว
เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ ผิว่า บุคคลพึงเป็นคนเลว เพราะเหตุที่ผู้อื่น
ตำหนิไซร้ ใคร ๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษ คือ เลิศในธรรมทั้งหลาย เพราะ
อะไร เพราะปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่น โดยความเป็นธรรมเลว
ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตนเท่านั้น.
บทว่า วมฺภยิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นตำหนิ คือ เพราะถูกกำจัด.
บทว่า ครหิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นติเตียน คือ เพราะเหตุที่ตน
ทำความลามกไว้. บทว่า อุปวทิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นค่อนคือด่า.
บทว่า สกายนํ คือ ทางดำเนินของตน. มีอะไรที่จะกล่าวอีก
มีดังต่อไปนี้.
พึงทราบคาถาว่า สธมฺมบูชา การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของ
ตนต่อไป. บทนั้นมีความดังนี้ ก็แม้การบูชาธรรมของสมณพราหมณ์
เหล่านั้นย่อมเป็นของจริง เหมือนดังพวกเดียรถีย์เหล่านั้นสรรเสริญธรรม
เป็นทางดำเนินของตน เพราะพวกเขานับถือบูชาศาสดาเป็นต้นอย่างยิ่ง
ผิว่า พวกเขาพึงถือเป็นประมาณในข้อนั้นได้ เมื่อเป็นอย่างนั้น วาทะ
ทั้งหมดก็พึงเป็นของจริง. เพราะอะไร. เพราะความหมดจดของสมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น. ความสำเร็จนั้นย่อมไม่สำเร็จ
ในบุคคลอื่น แม้โดยปรมัตถ์ก็ไม่มี. เพราะความหมดจดนั้นเป็นเพียง
ยึดถือด้วยความเห็นเท่านั้น ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น ผู้มีปัญญาอัน
หน้า 272
ข้อ 699
บุคคลอื่นพึงแนะนำ. บทว่า ปจฺจตฺตเมว คือ เฉพาะตัวเท่านั้น. อนึ่ง
โดยตรงกันข้าม ผู้ใดชื่อว่า เป็นสมณพราหมณ์ เพราะลอยบาปได้แล้ว
พึงทราบคาถาว่า ญาณอันบุคคลอื่นแน่ะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.
บทนั้นมีความดังนี้ ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่
พราหมณ์ เพราะเป็นผู้เห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง
ไม่เที่ยงดังนี้ แม้ความตัดสินใจแล้วยึดมั่นในธรรม คือทิฏฐิทั้งหลายว่า
นี้เท่านั้นจริงดังนี้ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงก้าวล่วง
เสียแล้วซึ่งความทะเลาะกันด้วยทิฏฐิ เพราะพราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรม
อื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า น ปรเนยฺโย คือ พราหมณ์ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นแนะนำ คือให้รู้.
บทว่า ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย คือ ไม่เชื่อผู้อื่น. บทว่า น ปรปฏิพทฺธคู
คือ ไม่ดำเนินเนื่องด้วยผู้อื่น.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เราย่อมรู้ดังนี้
เป็นต้นต่อไป. เพราะพราหมณ์ชั้นเยี่ยม (ปรมัตถพราหมณ์) ย่อมไม่เห็น
ธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐอย่างนี้ก่อน ส่วนเดียรถีย์พวกอื่น
รู้อยู่ด้วยปรจิตตญาณ (ญาณรู้ใจผู้อื่น) เป็นต้น แม้เห็นอยู่ แม้กล่าวอยู่
อย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็นความหมดจดนี้เป็นของจริง ชื่อว่าย่อมเห็นความ
หมดจดด้วยทิฏฐิ. เพราะเหตุไร. เพราะบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นหาก
ว่าแม้สมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้ได้เห็นเนื้อความ
ตามเป็นจริงด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็น
นั้นของสมณพราหมณ์นั้นเล่า จะทำอะไรได้เล่า จะกำหนดรู้ทุกข์ให้สำเร็จ
ได้อย่างไรเล่า หรือว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ล่วงอริยมรรคแม้โดยประการ
หน้า 273
ข้อ 699
ทั้งปวงอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาการละเหตุแห่งทุกข์เป็นต้น ย่อมกล่าว
ความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่น พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงก้าวล่วงเดียรถีย์
เหล่านั้น ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่นนั่นแล.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อ
เห็นดังนี้เป็นต้น. มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านี้อีก มีดังต่อไปนี้. นรชนใด
ได้เห็นด้วยปรจิตตญาณเป็นต้น นรชนนั้นเมื่อเห็นก็ย่อมเห็นนามรูปไม่อื่น
ไปจากนั้น หรือเห็นแล้วก็รู้จักนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น โดยความเป็นของ
เที่ยงหรือโดยความเป็นสุข ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นรชนเมื่อเห็นอย่างนี้
เห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้าง โดยความเป็นของเที่ยง และโดยเป็นสุข
โดยแท้ ถึงอย่างนั้นผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความหมดจดด้วยความ
เห็นนามรูปนั้นเลย.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า นิวิสฺสวาที นรชนผู้กล่าว
ด้วยความถือมั่นดังนี้เป็นต้นต่อไป. แม้เมื่อความบริสุทธิ์ไม่มีด้วยความ
เห็นนั้น นรชนใดกล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น ความ
บริสุทธิ์นั้นเป็นจริง หรืออาศัยความเห็นนั้น ถือความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ
กล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นจริง นรชนนั้นเป็นผู้อันใคร ๆ
ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดปรุงแต่งแล้วไว้ในเบื้องหน้า
นรชนั้นนอาศัยวัตถุใดมีศาสดาเป็นต้น ก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะ
ทิฏฐินั้น สำคัญตนว่า เราเป็นผู้มีวาทะหมดจด มีวาทะบริสุทธิ์ดังนี้ ได้
เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น คือได้เห็นความไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น. อธิบาย
ว่า ทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างใด ได้เห็นทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างนั้น ไม่ปรารถนา
จะเห็นโดยประการอื่น.
หน้า 274
ข้อ 699
บทว่า นิวสฺสวาที คือ กล่าวเพราะความมั่นใจ. บทว่า ทุพฺพินโย
คือ ยากที่จะแนะนำได้. บทว่า ทุปฺปญฺาปโย คือ ยากที่จะให้รู้ คือ
ให้ได้อย่างใจได้.
บทว่า ทุนฺนิชฺฌาปโย ยากที่จะให้เข้าใจได้ คือ ยากที่จะให้เข้าใจ
บ่อย ๆ เพื่อทดสอบใจแล้วถือเอาได้. บทว่า ทุปฺเปกฺขาปโย คือ ยาก
ที่จะให้เห็นได้. บทว่า ทุปฺปสาทโย คือ ยากที่ให้จิตเกิดความเลื่อมใส
ได้. บทว่า อปสฺสิ ได้เห็นแล้ว คือได้บรรลุปฏิเวธด้วยญาณ. บทว่า
ปฏิวชฺฌิ ได้แทงตลอด คือได้บรรลุความตรัสรู้ด้วยจิต. พึงทราบความ
ในเดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้าดังต่อไปนี้.
พึงทราบคาถาว่า น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ๑ พราหมณ์
ทราบด้วยญาณแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ๒ ความว่า ทราบแล้ว คือรู้แล้ว. บทว่า
นปิ าณพนฺธุ ไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ คือไม่
ทำตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น. ในบท
นั้นมีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ
เพราะมีวิเคราะห์ว่า ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันอันทำแล้วด้วย
ญาณ. บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติคือทิฏฐิ. บทว่า ปุถุชฺชา คือ
เป็นแดนเกิดของปุถุชน. บทว่า อุคฺคหณนฺติ มญฺเ คือ สมณพราหมณ์
เหล่าอื่นย่อมถือมั่น. อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่นทิฏฐิ
เหล่านั้น. บทว่า อุเปกฺขติ ย่อมวางเฉย คือไม่เพ่งดูตั้งแต่เกิด. มีอะไร
ที่กล่าวให้ยิ่งไปอีก มีดังต่อไปนี้.
๑. ๒. ม. สงฺขา แก้เป็น สงฺขาย.
หน้า 275
ข้อ 699
พึงทราบคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อย-
รัดทั้งหลายในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห
คือเว้นจากความถือมั่น. ชื่อ อนุคฺคโห เพราะไม่มีการถือมั่น หรือเพราะ
ไม่ถือมั่น. บทว่า คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วางกิเลสเครื่องร้อยรัด
ทั้งหลาย คือสละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า
วิสชฺช สละแล้ว คือละโดยไม่ยึดมั่นอีก. บทว่า คถิเต รัด คือผูกแน่น.
บทว่า คนฺถิเต พัน คือพันไว้เหมือนจับด้าย. บทว่า พนฺเธ เหนี่ยวรั้ง
คือรั้งไว้อย่างดี. บทว่า วิพนฺเธ เกาะเกี่ยว คือเกาะเกี่ยวหลายอย่าง.
บทว่า ปลิพุทฺเธ พัวพัน คือผูกติดกันโดยรอบ. บทว่า พนฺธเน ผูก
ไว้ คือผูกไว้ด้วยกิเลส. บทว่า โผฏยิตฺวา คือ คลายแล้ว. บทว่า สชฺชํ๑
วิสชฺชํ กโรนฺติ ทำการปลดปล่อย คือทำให้เป็นของใช้ไม่ได้. บทว่า
วิโกปนฺติ คือ ทำให้แหลกไปเป็นชิ้น ๆ. มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านั้นอีก
มีดังต่อไปนี้.
นรชนเห็นปานนั้นพึงทราบคาถาว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะอันมี
ก่อน ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้นปรารภ
รูปในอดีตเป็นต้น. บทว่า นเว ไม่ทำอาสวะใหม่ ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้น
ปรารภรูปในปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า น ฉนฺทคู ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วย
ความพอใจ คือไม่ไปด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้น. บทว่า อนตฺตครหี ไม่
เป็นผู้ติเตียนคน คือไม่ติเตียนคนด้วยการกระทำและไม่กระทำ อย่างนี้แล
ชื่อว่าไม่ติเตียนตน. พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้น
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง.
๑. ม. สจฺจํ.
หน้า 276
ข้อ 699
ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพธมฺเมสุ คือ ในธรรมอันได้แก่ทิฏฐิ
๖๒ อันมีประเภทอย่างนี้ว่า รูปที่เห็นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า
ปนฺนภาโร คือ เป็นผู้ปลงภาระแล้ว. บทว่า น กปฺปิโย คือ ไม่มี
กำหนด. อธิบายว่า ไม่ทำความกำหนดแม้ ๒ อย่าง. บทว่า นูปรโต
ไม่เข้าไปยินดี คือไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปยินดีดุจพระเสกขะผู้เป็น
กัลยาณปุถุชน. บทว่า น ปตฺถิโย ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีความ
ทะเยอทะยาน. จริงอยู่ ตัณหา ชื่อว่า ปตฺถิยา เพราะมีความปรารถนา.
ชื่อว่า น ปตฺถิโย เพราะไม่มีความปรารถนา. ก่อนหลังจากนี้มี
ความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้น ๆ. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนา
ได้มีผู้บรรลุเช่นกับที่กล่าวแล้วใน ปุราเภทสูตร นั่นแล.
จบอรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓
หน้า 277
ข้อ 700, 701
ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔
[๗๐๐] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ข้าพระองค์ขอทูลถาม
พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ผู้สงัด แสวงหาคุณ
ใหญ่ว่า ภิกษุเห็นอย่างไรแล้ว จึงไม่ถือมั่นซึ่งสังขาร
อะไรในโลก ย่อมดับ.
ว่าด้วยปุจฉามี ๓ อย่าง
[๗๐๑] ชื่อว่า ปุจฉา ในคำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ปุจฉามี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติฉทนาปุจฉา ๑.
ทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะใดที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่
พิจารณา ไม่เทียบเคียง ไม่กระจ่าง ไม่แจ่มแจ้งโดยปกติ บุคคลย่อม
ถามปัญหาเพื่อจะรู้ เพื่อเห็น เพื่อพิจารณา เพื่อเทียบเคียง เพื่อกระจ่าง
เพื่อแจ่มแจ้งซึ่งลักษณะนั้น นี้ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา.
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะใดที่รู้ เห็น พิจารณา
เทียบเคียง กระจ่าง แจ่มแจ้งแล้วโดยปกติ บุคคลย่อมถามเพื่อต้องการ
สอบสวนลักษณะนั้นกับบัณฑิตอื่น ๆ นี้ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา.
วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน บุคคลเป็นผู้แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง
สงสัยเป็นสองทางว่า เป็นอย่างนี้หรือหนอ หรือไม่เป็นอย่างนี้ เป็นอะไร
หนอ หรือเป็นอย่างไร บุคคลนั้นถามปัญหาเพื่อต้องการตัดความเคลือบ-
แคลงสงสัย นี้ชื่อว่า วิมติเฉทนาปุจฉา ปุจฉามี ๓ อย่างนี้.
หน้า 278
ข้อ 701
ปุจฉาอีก ๓ อย่าง คือ มนุสสปุจฉา ๑ อมนุสสปุจฉา ๑ นิมมิต-
ปุจฉา ๑.
มนุสสปุจฉาเป็นไฉน มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา คือพวกภิกษุย่อมทูลถาม พวกภิกษุณีย่อม
ทูลถาม พวกอุบาสกย่อมทูลถาม พวกอุบาสิกาย่อมทูลถาม พระราชาย่อม
ทูลถาม กษัตริย์ย่อมทูลถาม พราหมณ์ย่อมทูลถาม แพศย์ย่อมทูลถาม
ศูทรย่อมทูลถาม คฤหัสถ์ย่อมทูลถาม บรรพชิตย่อมทูลถาม นี้ชื่อว่า
มนุสสปุจฉา.
อมนุสสปุจฉาเป็นไฉน พวกอมนุษย์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา คือนาคย่อมทูลถาม ครุฑย่อมทูลถาม
ยักษ์ย่อมทูลถาม อสูรย่อมทูลถาม คนธรรพ์ย่อมทูลถาม ท้าวมหาราช
ย่อมทูลถาม พระอินทร์ย่อมทูลถาม พรหมย่อมทูลถาม เทวดาย่อมทูล
ถาม นี้ชื่อว่าอมนุสสปุจฉา.
นิมมิตปุจฉาเป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตพระพุทธรูป
ใด อันสำเร็จด้วยพระหฤทัย มีอวัยวะครบทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่วิการ
พระพุทธนิมิตนั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ตรัสถาม
ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่านิมมิตปุจฉา ปุจฉามี
๓ อย่างนี้.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือ การถามถึงประโยชน์ตน ๑ การถามถึง
ประโยชน์ผู้อื่น ๑ การถามถึงประโยชน์ทั้งสองอย่าง ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงประโยชน์ในภพนี้ ๑ การถาม
ถึงประโยชน์ในภพหน้า ๑ การถามถึงประโยชน์อย่างยิ่ง ๑.
หน้า 279
ข้อ 701
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงประโยชน์ไม่มีโทษ ๑ การ
ถามถึงประโยชน์ไม่มีกิเลส ๑ การถามถึงประโยชน์แห่งธรรมขาว ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงธรรมส่วนอดีต ๑ การถามถึง
ธรรมส่วนอนาคต ๑ การถามถึงธรรมส่วนปัจจุบัน ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงธรรมเป็นภายใน ๑ การถาม
ถึงธรรมเป็นภายนอก ๑ การถามถึงธรรมทั้งเป็นภายในและภายนอก ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงกุศลธรรม ๑ การถามถึง
อกุศลธรรม ๑ การถามถึงอพยากตธรรม ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงขันธ์ ๑ การถามถึงธาตุ ๑
การถามถึงอายตนะ ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงสติปัฏฐาน ๑ การถามถึง
สัมมัปปธาน ๑ การถามถึงอิทธิบาท ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงอินทรีย์ ๑ การถามถึงพละ ๑
การถามถึงโพชฌงค์ ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงมรรค ๑ การถามถึงผล ๑
การถามถึงนิพพาน ๑.
คำว่า ขอทูลถามพระองค์ ความว่า ขอทูลถาม ขออ้อนวอน
ขอเชื้อเชิญ ขอวิงวอนว่า ขอได้โปรดตรัสบอกธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอทูลถามพระองค์.
คำว่า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ความว่า พระสุริยะ เรียกว่า
พระอาทิตย์ พระอาทิตย์เป็นโคดมโดยโคตร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็
เป็นโคดมโดยพระโคตร พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏโดยโคตรพระอาทิตย์
หน้า 280
ข้อ 702
เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอทูลถามพระองค์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์.
ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง
[๗๐๒] ชื่อว่า วิเวก ในคำว่า ผู้สงัด มีสันติบท แสวงหาคุณ
ใหญ่ ดังนี้ วิเวกมี ๓ อย่าง คือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑.
กายวิเวกเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอัน
สงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง
และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ เธอเดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้
เดียว เข้าสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่หลีกเร้นผู้เดียว
อธิษฐานจงกรมผู้เดียว ผู้เดียวเที่ยวไป ยับยั้งอยู่ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา นี้ชื่อว่ากายวิเวก.
จิตตวิเวกเป็นไฉน ภิกษุบรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุ
ทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุ
จตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิต
สงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และมานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตน-
ฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นพระโสดาบัน
มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจ-
ฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น
เป็นพระสกทาคามี มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์
หน้า 281
ข้อ 702
กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ ๆ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่า
เดียวกันกับกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น เป็นพระอนาคามี มีจิตสงัดจาก
กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ๆ
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น เป็น
พระอรหันต์ มีจิตสงัดจากรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย
ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้น
นั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก.
อุปธิวิเวกเป็นไฉน กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่า
อุปธิ อมตนิพพาน เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่
ดับตัณหา เป็นที่ออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก.
ก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ
จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้ว
อย่างยิ่ง อุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็น
วิสังขาร.
คำว่า สันติ ได้แก่สันติบ้าง สันติบทบ้าง โดยอาการอย่างเดียวกัน
ก็สันติบทนั้นนั่นแล คือ อมตนิพพาน ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้ง-
ปวง . . . เป็นที่ออกจากตัณหาเครื่องร้อยรัด สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า บทใด คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง . . . เป็นที่ออกจาก
ตัณหาเครื่องร้อยรัด บทนั้นเป็นความสงบ เป็นธรรมชาติประณีต อีก
อย่างหนึ่ง โดยอาการอื่น ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุความสงบ
เพื่อถูกต้องความสงบ เพื่อทำให้แจ้งความสงบ คือ สติปัฏฐาน ๔
หน้า 282
ข้อ 702
สัมมัปปธาน อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริย-
มรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้ เรียกว่าสันติบท บทสงบ ตาณบท บทที่
ต้านทาน เลณบท บทที่ซ่อนเร้น สรณบท บทที่พึ่ง อภยบท บทไม่มีภัย
อัจจุตบท บทไม่เคลื่อน อมตบท บทไม่ตาย นิพพานบท บทดับตัณหา.
คำว่า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสวงหาคุณใหญ่ คือทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ใหญ่
สมาธิขันธ์ใหญ่ ปัญญาขันธ์ใหญ่ วิมุตติขันธ์ใหญ่ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์
ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณใหญ่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งความทำลาย
กองมืดใหญ่ ความทำลายวิปลาสใหญ่ ความถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่
ความปลดเปลื้องโครงคือทิฏฐิใหญ่ ความกำจัดธงคือมานะใหญ่ ความ
ระงับอภิสังขารใหญ่ ความปิดกั้นโอฆะใหญ่ ความปลงภาระใหญ่ ความ
ดับสังสารวัฏใหญ่ ความดับความเดือดร้อนใหญ่ ความระงับความเร่าร้อน
ใหญ่ ความยกขึ้นซึ่งธงคือธรรมใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา
คุณใหญ่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งสติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริย-
มรรคมีองค์ ๘ อมตนิพพานเป็นปรมัตถ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้
แสวงหาคุณใหญ่.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้อันสัตว์ทั้งหลายที่มีศักดิ์มาก
แสวงหา เสาะหา ค้นหาว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าเป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาประทับอยู่ที่ไหน
หน้า 283
ข้อ 703, 704
พระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชนประทับอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้
แสวงหาคุณใหญ่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้สงัด มีสันติบท แสวงหา
คุณใหญ่.
[๗๐๓] คำว่า ภิกษุเห็นอย่างไรแล้ว . . .ย่อมดับ ความว่า ภิกษุ
เห็น พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง
อย่างไรจึงดับ สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ระงับ ซึ่งราคะ โทสะ
โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความ
ริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี
ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริต
ทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อน
ทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงของตน. คำว่า ภิกษุ คือภิกษุที่เป็น
กัลยาณปุถุชนหรือภิกษุที่เป็นเสขบุคคล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุเห็น
อย่างไรแล้ว . . . ย่อมดับ.
[๗๐๔] คำว่า ไม่ถือมั่นซึ่งสังขารอะไรในโลก ความว่า ไม่ถือ
มั่น ไม่ยึด ไม่จับต้องด้วยอุปาทาน ๔. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก
มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก อายตนโลก. คำว่า สังขารอะไร คือ
สังขารอะไร ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ไม่ถือมั่นซึ่งสังขารอะไรในโลก เพราะฉะนั้น พระพุทธนิมิตนั้น
จึงตรัสถามว่า
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระ-
อาทิตย์ ผู้สงัด มีสันติบท แสวงหาคุณใหญ่ว่า ภิกษุเห็น
อย่างไรแล้วจึงไม่ถือมั่นซึ่งสังขารอะไรในโลก ย่อมดับ.
หน้า 284
ข้อ 705, 706
[๗๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุพึงกำจัดบาป
ธรรมทั้งปวง คือกิเลสที่เป็นรากเหง้าแห่งส่วนธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าและอัสมิมานะ ด้วยปัญญา ก็ตัณหาอย่างใดอย่าง
หนึ่งที่มี ณ ภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดซึ่ง
ตัณหาเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ.
ว่าด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า
[๗๐๖] คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุพึงกำจัด
บาปธรรมทั้งปวง คือกิเลสที่เป็นรากเหง้าแห่งส่วนธรรมเครื่องเนิ่นช้า
และอัสมิมานะ ด้วยปัญญา ความว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้านั่นแหละ ชื่อว่า
ส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ได้แก่ส่วนแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า คือ
ตัณหาและส่วนแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือทิฏฐิ.
รากเหง้าของธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหาเป็นไฉน อวิชชา อโย-
นิโสมนสิการ อัสมิมานะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ นี้เป็นรากเหง้า
แห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหา.
รากเหง้าแห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือทิฏฐิเป็นไฉน อวิชชา อโย-
นิโสมนสิการ อัสมิมานะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ นี้เป็นรากเหง้า
แห่งธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือทิฏฐิ.
คำว่า ภควา เป็นพระนามเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. อีกอย่าง
หนึ่ง คำว่า ภควา ความว่า ชื่อว่า ภควา เพราะอรรถว่า ผู้ทำลายราคะ
ทำลายโทสะ ทำลายโมหะ ทำลายมานะ ทำลายทิฏฐิ ทำลายเสี้ยนหนาม
ทำลายกิเลส และเพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรงจำแนกพิเศษ ทรง
หน้า 285
ข้อ 706
จำแนกเฉพาะซึ่งธรรมรัตนะ เพราะอรรถว่า ทรงทำซึ่งที่สุดแห่งภพทั้ง-
หลาย เพราะอรรถว่า มีพระกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิต
อันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะ ป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจาก
เสียงกึกก้อง ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์
สมควรแก่วิเวก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
เพราฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
อันมีอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปสมาบัติ ๔
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่ง
วิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ (ฌานเป็นที่ตั้งแห่งความครอบงำอารมณ์)
อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑)
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่ง
สัญญาภาวหา ๑๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ อสุภสมาบัติ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัป-
ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมี
ส่วนแห่งตถาคตพละ ๑๐ เวสารัชชธรรม ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖
พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. พระนามว่า ภควา นี้
หน้า 286
ข้อ 707
พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระภคินี มิตรอำมาตย์ พระญาติ-
สาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้เฉลิมให้ พระนามว่า ภควา นี้
เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนานมีในอรหัตผลในลำดับแห่งอรหัตมัค) เป็น
สัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงแห่ง
โพธิพฤกษ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว .
คำว่า พึงกำจัดบาปธรรมทั้งปวง... อัสมิมานะ ด้วยปัญญา
ความว่า ปัญญา เรียกว่า มันตา ได้แก่ความรู้ ความรู้ชัด ฯ ล ฯ ความ
ไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ. คำว่า อัสมิมานะ คือ
อัสมิมานะ อัสมิฉันทะ อัสมิอนุสัย ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ.
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุพึงกำจัดบาปธรรมทั้งปวง
คือกิเลสที่เป็นรากเหง้าแห่งส่วนธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า และอัสมิมานะ
ด้วยปัญญา ความว่า ภิกษุพึงกำจัด สกัด ดับ สงบ ปราบปราม ระงับ
ซึ่งบาปธรรมทั้งปวง คือกิเลสที่เป็นรากเหง้าแห่งส่วนธรรมเครื่องเนิ่นช้า
และอัสมิมานะ ด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสตอบว่า ภิกษุพึงกำจัดบาปธรรมทั้งปวง คือกิเลสที่เป็นรากเหง้าแห่ง
ส่วนธรรมเครื่องเนิ่นช้าและอัสมิมานะ ด้วยปัญญา.
[๗๐๗] คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ในคำว่า ตัณหาอย่างใดอย่าง
หนึ่งที่มี ณ ภายใน ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดย
ประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า อย่างใด
อย่างหนึ่ง นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า ตัณหาคือ รูปตัณหา ฯ ล ฯ
ธรรมตัณหา. คำว่า ที่มี ณ ภายใน คือตัณหานั้นตั้งขึ้นภายใน เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า มี ณ ภายใน. อีกอย่างหนึ่ง จิต เรียกว่า ภายใน ได้แก่
หน้า 287
ข้อ 708
จิต มนะ มานัส หทัย ปัณฑระ มนะ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกัน (กับผัสสะเป็นต้น ) ตัณหานั้น
สหรคต เกิดร่วม เกี่ยวข้อง สัมปยุต มีความเกิดร่วมกัน มีความดับ
ร่วมกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันกับด้วยจิตคือใจ แม้เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่มี ณ ภายใน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตัณหาอย่างใด
อย่างหนึ่งที่มี ณ ภายใน.
ว่าด้วยผู้มีสติโดยเหตุ ๔
[๗๐๘] คำว่า ในกาลทุกเมื่อ ในคำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา
เพื่อกำจัดซึ่งตัณหาเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ ความว่า ในกาลทุกเมื่อ ใน
กาลทั้งปวง ตลอดกาลทั้งปวง ตลอดกาลเป็นนิตย์ ตลอดกาลยั่งยืน
ตลอดกาลนิรันดร์ ตลอดกาลเป็นอันเดียว ตลอดกาลติดต่อ ตลอดกาล
เป็นลำดับ ตลอดกาลไม่ขาดระยะ ตลอดกาลไม่มีระหว่าง ตลอดกาลสืบ
เนื่อง ตลอดกาลไม่ขาดสาย ตลอดกาลกระชั้นชิด ในกาลก่อนภัต ใน
กาลหลังภัต ในยามต้น ในยามกลาง ในยามหลัง ในข้างแรม ในข้าง
ขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอนวัยกลาง
ในตอนวัยหลัง.
คำว่า ผู้มีสติ ได้แก่ เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔ อย่าง คือเมื่อเจริญ
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานในกาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญเวทนานุปัสสนา-
สติปัฏฐานในเวทนาทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญจิตตานุปัสสนา-
สติปัฏฐานในจิต ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เมื่อเจริญธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานใน
ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔.
หน้า 288
ข้อ 708
อีกประการหนึ่ง คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเว้นจากความเป็นผู้
ไม่มีสติ เพราะเป็นผู้กระทำธรรมทั้งหลายที่ควรทำด้วยสติ เพราะเป็นผู้
กำจัดธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสติ เพราะเป็นผู้ไม่หลงลืมธรรมอันเป็น
นิมิตแห่งสติ เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔.
อีกประการหนึ่ง คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วย
สติ เป็นผู้อยู่ด้วยสติ เพราะเป็นผู้คล่องแคล่วด้วยสติ เพราะเป็นผู้ไม่
หวนกลับจากสติ เป็นผู้มีสติโดยเหตุ ๔.
อีกประการหนึ่ง คือ ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะเป็นผู้ระลึกได้ เพราะ
เป็นผู้สงบ เพราะเป็นผู้ระงับ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ
ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ เพราะพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ
จาตานุสสติ เทวดานุสสติ อานาปานสติ มรณสติ กายคตาสติ อุปสมา-
นุสสติ.
ความระลึก ความระลึกถึง ความระลึกเฉพาะ ความระลึก กิริยา
ที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์
สติพละ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค นี้เรียกว่าสติ บุคคล
เป็นผู้เข้าใกล้ เข้าชิด เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม
ประกอบด้วยสตินี้ บุคคลนั้นเรียกว่า เป็นผู้มีสติ.
คำว่า พึงศึกษา ได้แก่สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา
อธิปัญญาสิกขา.
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล เป็นผู้
สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยใน
โทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ศีลขันธ์
หน้า 289
ข้อ 708
น้อย ศีลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องต้น เป็นเบื้องบาท เป็นความ
สำรวม เป็นความระวัง เป็นปาก เป็นประธาน แห่งความถึงพร้อมด้วย
กุศลธรรมทั้งหลาย นี้ชื่อว่าอธิศีลสิกขา.
อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัด
จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก
อยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุด
ขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกและวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิด
แต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป จึงมีอุเบกขา มสติสัมปชัญญะ เสวยสุข
ด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุ
ให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้ชื่อว่าอธิจิตตสิกขา.
อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรก
กิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เหล่านั้นอาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึง
ความดับอาสวะ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา.
คำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดซึ่งตัณหาเหล่านั้น ใน
กาลทุกเมื่อ ความว่า ภิกษุพึงศึกษาอธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง
คือ เมื่อนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้ ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึงศึกษา เมื่อเห็นก็
พึงศึกษา เมื่อพิจารณาก็พึงศึกษา เมื่อตั้งจิตก็พึงศึกษา เมื่อน้อมใจเธอ
หน้า 290
ข้อ 709, 710
ด้วยศรัทธาก็พึงศึกษา เมื่อประกอบความเพียรก็พึงศึกษา เมื่อเข้าไปตั้งสติ
ก็พึงศึกษา เมื่อตั้งจิตก็พึงศึกษา เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญาก็พึงศึกษา เมื่อรู้ยิ่ง
ซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งก็พึงศึกษา เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ก็พึงศึกษา
เมื่อละธรรมที่ควรละก็พึงศึกษา เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญก็พึงศึกษา
เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็พึงศึกษา คือประพฤติ ประพฤติ
เอื้อเฟื้อ ประพฤติด้วยดี สมาทานประพฤติ เพื่อกำจัด กำจัดเฉพาะ
ละ สงบ สละคืน ระงับซึ่งตัณหาเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ
พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดซึ่งตัณหาเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ เพราะเหตุ-
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุฟังคำจัดบาป
ธรรมทั้งปวง คือกิเลสที่เป็นรากเหง้าแห่งส่วนธรรมเครื่อง
เนิ่นช้าและอัสมิมานะ ด้วยปัญญา ก็ตัณหาอย่างใดอย่าง
หนึ่งที่มี ณ ภายใน ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา เพื่อกำจัดซึ่ง
ตัณหาเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ.
[๗๐๙] ภิกษุพึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นภายใน
หรือเป็นภายนอก ไม่พึงทำความถือตัวด้วยคุณธรรมนั้น
เพราะการทำความถือตัวนั้น อันผู้สงบทั้งหลายไม่กล่าวว่า
เป็นความดับกิเลส.
[๗๑๐] คำว่า ภิกษุพึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นภายใน
ความว่า ภิกษุพึงรู้คุณธรรมของตนอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นกุศลธรรม หรือ
เป็นอัพยากตธรรม.
หน้า 291
ข้อ 711
คุณธรรมของตนเป็นไฉน ? ภิกษุเป็นผู้ออกบวชจากสกุลสูงบ้าง
ออกบวชจากสกุลใหญ่บ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออก
บวชจากสกุลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่บ้าง เป็นผู้มีชื่อเสียงมียศกว่าคฤหัสถ์และ
บรรพชิตทั้งหลาย เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัย.
เภสัชบริขารบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง ทรงพระวินัยบ้าง เป็นธรรม-
กถึกบ้าง เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
บ้าง ถือการทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง ถือการทรงไตรจีวรเป็นวัตรบ้าง
ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตรบ้าง ถือการไม่ฉันภัตหน
หลังเป็นวัตรบ้าง ถือการไม่นอนเป็นวัตรบ้าง ถือการอยู่ในเสนาสนะ
ที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตรบ้าง เป็นผู้ได้ปฐมฌานบ้าง ได้ทุติยฌานบ้าง
ได้ตติยฌานบ้าง ได้จตุตถฌานบ้าง ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติบ้าง
ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติบ้าง ได้เนว-
สัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง คุณธรรมเหล่านี้เรียกว่า คุณธรรมของ
ตน. ภิกษุพึงรู้ รู้ทั่ว รู้ชัด รู้แจ่มแจ้ง แทงตลอดซึ่งคุณธรรมของตน
อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่าง
หนึ่งที่เป็นภายใน.
คำว่า หรือเป็นภายนอก ความว่า คุณธรรมเหล่านั้น เป็นของ
พระอุปัชฌายะหรืออาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือเป็นภายนอก.
[๗๑๑] คำว่า ไม่พึงทำความรุนแรงด้วยคุณธรรมนั้น ความว่า
ภิกษุไม่พึงทำความรุนแรง คือไม่พึงทำความกระด้าง ไม่พึงทำความถือตัว
ไม่พึงทำความเย่อหยิ่ง ไม่พึงทำความจองหอง ด้วยคุณธรรมของตน
หน้า 292
ข้อ 712, 713, 714
หรือด้วยคุณธรรมของคนเหล่าอื่น ไม่พึงให้ความถือตัวเกิดด้วยคุณธรรม
นั้น ไม่พึงเป็นผู้กระด้างจองหองหัวสูงด้วยคุณธรรมนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ไม่พึงทำความรุนแรงด้วยคุณธรรมนั้น.
[๗๑๒] คำว่า เพราะทำความรุนแรงนั้น อันผู้สงบทั้งหลาย
กล่าวว่าเป็นความดับกิเลส ความว่า การทำความรุนแรงนั้น อันพระ-
พุทธเจ้า พระพุทธสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นสัตบุรุษ ไม่กล่าว
ไม่พูด ไม่บอก ไม่แสดง ไม่บัญญัติ ไม่แต่งตั้ง ไม่เปิดเผย ไม่จำแนก
ไม่ทำให้ตื้น ไม่ประกาศว่าเป็นความดับกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะการทำความรุนแรงนั้น อันผู้สงบทั้งหลายไม่กล่าวว่าเป็นความดับ
กิเลส เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุพึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นภายใน หรือ
ภายนอก ไม่พึงทำความรุนแรงด้วยคุณธรรมนั้น เพราะ
การทำความรุนแรงนั้น อันผู้สงบทั้งหลายไม่กล่าวว่าเป็น
ความดับกิเลส.
[๗๑๓] ภิกษุไม่พึงสำคัญว่าดีกว่าเขา ว่าต่ำกว่าเขา หรือแม้ว่า
เสมอเขา ด้วยคุณธรรมนั้น ภิกษุผู้เพียบพร้อมด้วยคุณ-
ธรรมเป็นอเนก ไม่พึงกำหนดตนดำรงอยู่.
ว่าด้วยมานะ (ความสำคัญตัว)
[๗๑๔] คำว่า ภิกษุไม่พึงสำคัญว่าดีกว่าเขา . . .ด้วยคุณธรรม
นั้น ความว่า ภิกษุไม่พึงยังความถือตัวให้เกิดว่า เราเป็นผู้ดีกว่าเขา ด้วย
หน้า 293
ข้อ 715, 716, 717
ชาติ ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุล ด้วยความเป็นผู้มีรูปงาม
ด้วยทรัพย์ ด้วยความเชื้อเชิญ ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยหลักวิชา ด้วย
วิทยฐานะ ด้วยการศึกษา ด้วยปฏิภาณ หรือด้วยวัตถุอื่นๆ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงสำคัญว่าดีกว่าเขา. . .ด้วยคุณธรรมนั้น.
[๗๑๕] คำว่า ต่ำกว่าเขา หรือแม้ว่าเสมอเขา ความว่า ภิกษุ
ไม่พึงยังความถือตัว ตกต่ำให้เกิดว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา ด้วยชาติ ด้วย
โคตร ฯลฯ หรือด้วยวัตถุอื่นๆ ไม่พึงยังความถือตัวให้เกิดว่า เราเป็น
ผู้เสมอเขา ด้วยขาด ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุล ด้วยความ
เป็นผู้มีรูปงาม ด้วยทรัพย์ ด้วยความเชื้อเชิญ ด้วยหน้าที่การงาน ด้วย
หลักวิชา ด้วยวิทยฐานะ ด้วยการศึกษา ด้วยปฏิภาณ หรือด้วยวัตถุอื่นๆ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ต่ำกว่าเขา หรือแม้ว่าเสมอเขา.
[๗๑๖] คำว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนก ความว่า
ผู้เพียบพร้อม ห้อมล้อม พรั่งพร้อม ประกอบด้วยอาการหลายอย่าง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนก.
[๗๑๗] คำว่า ไม่พึงกำหนดตนดำรงอยู่ ความว่า ตนเรียกว่า
อาตมันไม่พึงกำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนดตน ดำรงอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงกำหนดตนดำรงอยู่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงสำคัญว่าดีกว่าเขา ว่าต่ำกว่าเขา หรือแม้ว่า
เสมอเขาด้วยคุณธรรมนั้น ภิกษุผู้เพียบพร้อมด้วยคุณ-
ธรรมเป็นอเนก ไม่พึงกำหนดตนดำรงอยู่.
หน้า 294
ข้อ 718, 719, 720, 721
[๗๑๘] ภิกษุพึงสงบกิเลสเป็นภายในนี้แหละ ไม่พึงแสวงหา
ความสงบโดยทางอื่น เมื่อภิกษุสงบกิเลสเป็นภายในแล้ว
อัตตทิฏฐิหรือนิรัตตทิฏฐิ ย่อมไม่มีแต่ที่ไหนๆ.
[๗๑๙] คำว่า ภิกษุพึงสงบกิเลสเป็นภายในนี้แหละ ความว่า
ภิกษุพึงสงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับ ซึ่งกิเลส เป็น
ภายใน คือราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่
ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความ
กระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงสงบกิเลส
เป็นภายในนี้แหละ.
[๗๒๐] คำว่า ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น ความว่า
ภิกษุไม่พึงแสวงหา ค้นหา เสาะหา ซึ่งความสงบ ความเข้าไปสงบ ความ
เข้าไปสงบวิเศษ ความดับ ความระงับ โดยทางแห่งความไม่หมดจด
โดยปฏิปทาผิด โดยธรรมไม่เป็นทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างอื่น นอกจาก
สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค
มีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น.
[๗๒๑] คำว่า เมื่อสงบกิเลสเป็นภายในแล้ว ความว่า เมื่อสงบ
เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับ ซึ่งกิเลสเป็นภายใน คือราคะ
โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อ
สงบกิเลสเป็นภายในแล้ว .
หน้า 295
ข้อ 722, 723, 724
[๗๒๒] คำว่า นตฺถิ ในคำว่า อัตตทิฏฐิ หรือนิรัตตทิฏฐิ ย่อม
ไม่มีแต่ที่ไหน ๆ ดังนี้ เป็นปฏิเสธ. คำว่า อัตตทิฏฐิ คือสัสสตทิฏฐิก็ไม่มี
คำว่า นิรัตตทิฏฐิ คืออุจเฉททิฏฐิก็ไม่มี ความถือว่าตนย่อมไม่มี ความ
ปล่อยว่าไม่มีตนก็ไม่มี ความถือไม่มีแก่ภิกษุใด ความปล่อยก็ไม่มีแก่ภิกษุ
นั้น ความปล่อยไม่มีแก่ภิกษุใด ความถือก็ไม่มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุผู้เป็น
อรหันต์ ก้าวล่วงความถือและความปล่อยเสียแล้ว ล่วงเลยความเจริญ
และความเสื่อมเสียแล้ว ภิกษุนั้นอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีจรณะอัน
ประพฤติแล้ว ฯลฯ ภิกษุนั้นมิได้มีความเกิดใหม่ต่อไป เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า อัตตทิฏฐิ หรือนิรัตตทิฏฐิ ย่อมไม่มีแต่ที่ไหนๆ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุพึงสงบกิเลสเป็นภายในนี้แหละ ไม่พึงแสวงหา
ความสงบโดยทางอื่น เมื่อภิกษุสงบกิเลสเป็นภายในแล้ว
อัตตทิฏฐิหรือนิรัตตทิฏฐิ ย่อมไม่มีแต่ที่ไหน ๆ.
[๗๒๓] คลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรสงบ
อยู่ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้หยุดอยู่ ไม่มีความหวั่นไหว
ฉันนั้น ภิกษุไม่ควรทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นในที่ไหนๆ.
[๗๒๔] คำว่า คลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทร
สงบอยู่ฉันใด ความว่า โดยส่วนลึก สมุทรลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ น้ำข้าง
ล่าง ๔๐,๐๐๐ โยชน์ ย่อมหวั่นไหวเพราะปลาและเต่าทั้งหลาย น้ำข้างบน
๔๐,๐๐๐ โยชน์ ย่อมหวั่นไหวเพราะลม น้ำระหว่างกลาง ๔๐,๐๐๐ โยชน์
หน้า 296
ข้อ 725
ย่อมไม่หวั่นไหวกำเริบวนไปวนมา ปั่นป่วน ปั่นป่วนพร้อม เป็นสมุทรไม่
หวั่นไหว ไม่เกลื่อนกล่น ไม่กำเริบ ไม่วน ไม่ป่วน ไม่ปั่น สงบอยู่
คลื่นไม่เกิดในระหว่างกลางแห่งสมุทรนั้น เป็นสมุทรนิ่งอยู่ แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่าคลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางสมุทร สมุทรหยุดอยู่
ฉันใด อีกอย่างหนึ่ง สมุทรสีทันดรมีอยู่ในระหว่างภูเขาทั้ง ๗ น้ำใน
สมุทรสีทันดรนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวกำเริบ วนไปวนมา ปั่นป่วน ปั่นป่วน-
พร้อม เป็นสมุทรไม่หวั่นไหว ไม่เกลื่อนกล่น ไม่กำเริบ ไม่วน ไม่ป่วน
ไม่ปั่น สงบอยู่ คลื่นไม่เกิดในสมุทรสีทันดรนั้นเป็นสมุทรนิ่งอยู่ แม้ด้วย
เหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่าคลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางสมุทร สมุทรหยุด
อยู่ ฉันใด.
[๗๒๕] คำว่า เอวํ ในคำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้หยุดอยู่ไม่มีความหวั่น
ไหวฉันนั้น เป็นอุปไมยเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม. คำว่า เป็นผู้หยุดอยู่
คือภิกษุไม่หวั่นไหว กำเริบ วุ่นวาย สะเทือน สะท้าน ปั่นป่วน แม้ใน
เพราะลาภ แม้ในเพราะความเสื่อมลาภ แม้ในเพราะยศ แม้ในเพราะ
ความเสื่อมยศ แม้ในเพราะความสรรเสริญ แม้ในเพราะความนินทา แม้
ในเพราะสุข แม้ในเพราะทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้หยุด
อยู่ ฉันนั้น. ตัณหาเรียกว่าความหวั่นไหว ในคำว่า ไม่มีความหวั่นไหว
ได้แก่ ราคะ สาราคะ ฯ ลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตัณหาที่ชื่อว่า
ความหวั่นไหวนั้น อันภิกษุใดละ. ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้เกิดขึ้น
เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นเรียกว่า ไม่มีความหวั่นไหว เพราะ
เป็นผู้ละความหวั่นไหวเสียแล้ว ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ไม่มีความหวั่นไหว
หน้า 297
ข้อ 726, 727
ภิกษุนั้นย่อมไม่หวั่นไหว วุ่นวาย สะเทือน สะท้าน ปั่นป่วน แม้ใน
เพราะลาภ . . . แม้ในเพราะทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้หยุด
อยู่ ไม่มีความหวั่นไหว ฉันนั้น.
กิเลสเครื่องฟู ๗ ประการ
[๗๒๖] ชื่อว่ากิเลสเครื่องฟูขึ้น ในคำว่า ภิกษุไม่ควรทำกิเลส
เครื่องฟูขึ้นในที่ไหน ๆ ได้แก่ กิเลสเครื่องฟู ๗ ประการ คือกิเลสเครื่อง
ฟูขึ้น คือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส กรรม ภิกษุไม่ควร
ทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นนั้น ไม่พึงให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิด
เฉพาะ. คำว่า ในที่ไหน ๆ คือในที่ไหน ๆ ในที่ใด ๆ ในที่ทุก ๆ แห่ง
ทั้งภายใน ทั้งภายนอก ทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภิกษุไม่ควรทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นในที่ไหน ๆ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
คลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรสงบ
อยู่ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้หยุดอยู่ ไม่มีความหวั่นไหว
ฉันนั้น ภิกษุไม่ควรทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นในที่ไหนๆ.
[๗๒๗] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้ง ได้ทรงแสดงสักขิธรรมเครื่องกำจัด
อันตราย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสตอบ
ปฏิปทา คือปาติโมกข์ หรือแม้สมาธิ.
หน้า 298
ข้อ 728
ว่าด้วยจักษุ ๕
[๗๒๘] คำว่า ได้ทรงแสดง ในคำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มี
พระจักษุแจ่มแจ้งได้ทรงแสดง ความว่า ได้ทรงแสดง แสดงรอบ ตรัส
บอก เทศนา บัญญัติ แต่ตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศแล้ว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ทรงแสดงแล้ว. คำว่า ผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้ง
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยพระจักษุ ๕ ประการ
คือมีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยมังสจักษุ มีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยทิพย-
จักษุ มีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยปัญญาจักษุ มีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วย
พุทธจักษุ มีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยสมันตจักษุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยมังสจักษุอย่าง-
ไร ? สี ๕ อย่าง คือสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ และสีขาว มีอยู่ใน
พระมังสจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขนพระเนตรทั้งหลายตั้งอยู่เฉพาะใน
ที่ใด ที่นั้นมีสีเขียว เขียวสนิท น่าชม น่าดู เหมือนดอกผักตบ ต่อจาก
ที่นั้น มีสีเหลือง เหลืองนวล สีเหมือนทองคำ น่าชม น่าดู. เหมือนดอก
กรรณิการ์ เบ้าพระเนตรทั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีสีแดง แดงงาม
น่าชม น่าดู. เหมือนสีปีกแมลงทับ ที่ท่ามกลางพระเนตร มีสีดำ ดำงาม
ไม่หมองมัว สนิท น่าชม น่าดู เหมือนสีสมอดำ (อิฐแก่ไฟ) ต่อจาก
ที่นั้น มีสีขาว ขาวงาม เปล่งปลั่ง ขาวนวล น่าชม น่าดู เหมือนสีดาว
ประกายพรึก พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระมังสจักษุนั้นเป็นปกติ เนื่องใน
พระวรกาย เกิดขึ้นเพราะสุจริตกรรมในภพก่อน จึงทรงเห็นตลอดโยชน์
หนึ่งโดยรอบทั้งกลางวันทั้งกลางคืน.
หน้า 299
ข้อ 728
แม้เมื่อใด มีมืด ประกอบด้วยองค์ ๔ คือพระอาทิตย์อัสดงคต
ไป ๑ วัน อุโบสถมีในกาฬปักษ์ ๑ แนวป่าทึบ ๑ อกาลเมฆใหญ่ตั้งขึ้น ๑
เมื่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ ในที่มืด
ประกอบด้วยองค์ ๔ แม้เห็นปานนี้ ที่หลุมก็ดี บานประตูก็ดี กำแพงก็ดี
ภูเขาก็ดี กอไม้ก็ดี เถาวัลย์ก็ดี เป็นเครื่องบังการเห็นรูปทั้งหลายย่อมไม่มี
หากว่า บุคคลพึงเอางาเมล็ดหนึ่งทำเป็นเครื่องหมายใส่ลงในเกวียนบรรทุก
งานั้นแหละขึ้นได้ พระมังสจักษุเป็นปกติของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์
อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยมังสจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยทิพยจักษุอย่าง-
ไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว
ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณงาม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอัน
บริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ว่า
สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระ-
อริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตาย
ไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านั้นประกอบด้วย
กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ
ยึดถือการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว
ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ
อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ และทรงทราบหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วย
ประการดังนี้ ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประสงค์ พึงทรงเห็น
แม้โลกธาตุหนึ่ง แม้โลกธาตุสอง แม้โลกธาตุสาม แม้โลกธาตุสี่ แม้
หน้า 300
ข้อ 728
โลกธาตุห้า แม้โลกธาตุสิบ แม้โลกธาตุยี่สิบ แม้โลกธาตุสามสิบ แม้
โลกธาตุสี่สิบ แม้โลกธาตุห้าสิบ แม้โลกธาตุพันหนึ่งเป็นส่วนเล็ก แม้
โลกธาตุสองพันเป็นส่วนปานกลาง แม้โลกธาตุสามพัน แม้โลกธาตุ
หลายพัน หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์เท่าใด ก็พึงทรง
เห็นเท่านั้น ทิพยจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์อย่างนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยปัญญาจักษุ
อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระปัญญามาก มีพระปัญญากว้าง-
ขวาง มีพระปัญญารื่นเริง มีพระปัญญาแล่นไป มีพระปัญญาเฉียบแหลม
มีพระปัญญาชำแรกกิเลส ทรงฉลาดในประเภทปัญญา มีพระญาณแตก
ฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชญาณ ๔ ทรงทศพลญาณ
ทรงเป็นบุรุษผู้องอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็น
บุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไปเป็นปกติ มีพระญาณหาที่สุดมิได้
มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศหาที่สุดมิได้ เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก
มีปัญญาเป็นทรัพย์ เป็นผู้นำ เป็นผู้นำไปโดยวิเศษ นำเนืองๆ ผู้ให้รู้จัก
ประโยชน์ ผู้ให้เพ่งพิจารณา ผู้เห็นประโยชน์ ผู้ให้แล่นไปด้วยปสาทะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ให้มรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
ทรงให้มรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดขึ้นพร้อม ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มี
ใครบอก ทรงรู้ซึ่งมรรค ทรงทราบซึ่งมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละ
ในบัดนี้ พระสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้
ดำเนินตามมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสีลาทิคุณในภายหลัง
หน้า 301
ข้อ 728
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็น
ธรรมที่ควรเห็น มีพระจักษุ มีธรรม มีญาณ มีพรหมธรรม ผู้ตรัสบอก
ทรงแนะนำ ทรงนำออกซึ่งอรรถ ทรงประทานอมตธรรม เป็นธรรมสามี
เป็นพระคถาคต สิ่งที่ไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ในทรงทราบ ไม่ทรงทำให้
แจ่มแจ้ง ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญา ย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ธรรมทั้งปวง รวมทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมมาสู่
คลองแห่งพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว โดยอาการทั้งปวง
ชื่อว่าประโยชน์ที่ควรแนะนำทุกๆอย่างที่ควรรู้มีอยู่ ประโยชน์ตน ประ-
โยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองอย่าง ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ใน
ชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ที่ปกปิด
ประโยชน์ที่ควรแนะนำ ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษ
ประโยชน์ที่ไม่มีกิเลส ประโยชน์อันผ่องแผ้ว ประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์
ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระญาณไม่ขัดข้องในอดีต มี
พระญาณไม่ขัดข้องในอนาคต มีพระญาณไม่ขัดข้องในปัจจุบัน กายกรรม
วจีกรรม มโนกรรมทั้งหมด ย่อมเป็นไปตามพระญาณของพระผู้มีพร.่
ภาคจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว บทแห่งธรรมที่ควรแน่ะนำเท่าได้ พระญาณก็เท่านั้น-
พระญาณเท่าใด บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมีส่วนสุด
รอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ บทธรรมที่ควรแน่ะนำมีส่วนสุดรอบแห่ง
พระญาณ พระญาณย่อมไม่เป็นไปเกินบทแห่งธรรมที่ควรแนะนำ ทาง
แห่งบทธรรมที่ควรแน่ะนำก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในส่วน
สุดรอบของกันและกัน เมื่อชั้นผอบทั้งสองปิดกันสนิทพอดี ชั้นผอบ
หน้า 302
ข้อ 728
ข้างล่างก็ไม่เกินชั้นผอบข้างบน ชั้นผอบข้างบนก็ไม่เกินชั้นผอบข้างล่าง
ชั้นผอบทั้งสองชั้น ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน ฉันใด บทธรรม
ที่ควรแนะนำก็ดี พระญาณก็ดี ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ตั้ง
อยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณ
ก็เท่านั้น พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมี
ส่วนสุดรอบแห่งธรรมที่ควรแนะนำ บทแห่งธรรมที่ควรแนะนำก็มีส่วน
สุดรอบแห่งพระญาณ พระญาณไม่เป็นไปเกินบทธรรมที่ควรแนะนำ
ทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ใน
ส่วนสุดรอบของกันและกัน ฉันนั้น พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปรอบในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงเนื่องด้วย
ความนึก เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว.
พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปรอบใน
สัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จริต
อธิมุตติ แห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อย ใน
ปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์
อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้แนะนำได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก
เป็นภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายใน
พระพุทธญาณ ปลาและเต่าทุกชนิด รวมทั้งปลาติมิ ปลาติมิงคละและ
ปลาติมิติมิงคละ โดยที่สุด ย่อมเป็นไปภายในมหาสมุทร ฉันใด โลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
หน้า 303
ข้อ 728
เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ ฉันนั้น นกทุก
ชนิดรวมทั้งครุฑเวนไตรโคตร โดยที่สุดย่อมเป็นไปในประเทศอากาศ
ฉันใด พระพุทธสาวกทั้งหลายผู้เสมอด้วยพระสารีบุตรเถระโดยปัญญา
ย่อมเป็นไปในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้น. พระพุทธญาณย่อมแผ่
ปกคลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พวกบัณฑิตที่เป็นกษัตริย์
พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ มีปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ เหมือน
นายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วย
ปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้น ปรุงแต่งปัญญาแล้วเข้ามาเผ้าพระตถาคต
ทูลถามปัญหา ปัญหาเหล่านั้น อัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสย้อนถามและตรัส
แก้แล้ว เป็นปัญหามีเหตุที่ทรงแสดงออกและทรงสลัดออก บัณฑิต
เหล่านั้น ย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง
ไพโรจน์ยิ่งด้วยพระปัญญาในที่นั้นโดยแท้แล พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระ-
จักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยพุทธจักษุ
อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรง
เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญา
จักษุ มีอินทรีย์แก่กล้ามีอินทรีย์อ่อน มีอาหารดี มีอาการทราม ผู้แนะนำ-
ได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยในปรโลก
อยู่ ในกอบัวเขียวก็ดี ในกอบัวแดงก็ดี ในกอบัวขาวก็ดี บางเหล่าเกิด
ในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นตามน้ำ จมอยู่ในน้ำ อันน้ำหล่อเลี้ยงไว้ ดอกบัว
เขียวก็ดี ดอกบัวแดงก็ดี ดอกบัวขาวก็ดี บางเหล่าเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ
ตั้งอยู่เสมอน้ำ ดอกบัวเขียวก็ดี ดอกบัวแดงก็ดี ดอกบัวขาวก็ดี บางเหล่า
หน้า 304
ข้อ 728
เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ น้ำมิได้ติด แม้ฉันใด พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย
ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์
แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้แนะนำได้โดยง่าย
ผู้แนะนำได้โดยยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่ ฉันนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลเหล่านั้นเป็นราคจริต
บุคคลนี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต บุคคลนี้เป็นวิตักกจริต บุคคล
นี้เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสบอก
อสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต ย่อมตรัสบอกเมตตาภาวนาแก่บุคคลผู้
เป็นโทสจริต ย่อมทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ดำรงอยู่ในการเรียน
ในการไต่ถาม ในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาล
ในการอยู่ร่วมกับครู ย่อมตรัสบอกอานาปานสติแก่บุคคลผู้เป็นวิตักกจริต
ย่อมตรัสบอกพระสูตรอันเป็นนิมิตดี ความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความ
เป็นธรรมดีแห่งพระธรรม ความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์ และศีลทั้งหลาย
ของตน อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสแก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต ย่อม
ตรัสบอกธรรมอันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนา ซึ่งมีอาการไม่เที่ยง มีอาการ
เป็นทุกข์ มีอาการเป็นอนัตตา แก่บุคคลผู้เป็นญาณจริต.
สมจริงดังประพันธคาถาว่า
บุรุษยืนอยู่บนยอดภูเขาศิลา พึงเห็นหมู่ชนโดยรอบ
แม้ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดี มีจักษุ
โดยรอบ พระองค์มีความโศกไปปราศแล้ว ทรงขึ้นสู่
หน้า 305
ข้อ 729
ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม ขอจงทรงพิจารณาเห็นหมู่-
ชนผู้อาเกียรณด้วยความโศก ถูกชาติชราครอบงำอยู่
แล้ว ฉันนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยพุทธจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยสมันตจักษุ
อย่างไร ? พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไปใกล้ ไปไกลดีแล้ว เข้าถึง เข้าถึงดีแล้ว เข้าไปถึง เข้าไปถึงดีแล้ว
ประกอบแล้วด้วยสัพพัญญุตญาณ.
สมจริงดังประพันธคาถาว่า
สิ่งอะไร ๆ ในไตรโลกธาตุนี้ อันพระปัญญาจักษุของ
พระตถาคตนั้นไม่เห็น ย่อมไม่มี อนึ่ง ธรรมชาติอะไร ๆ
ที่ควรรู้ อันพระพุทธญาณไม่รู้แจ้งย่อมไม่มี ธรรมชาติที่
ควรแนะนำใดมีอยู่ พระตถาคตทรงทราบแล้วซึ่งธรรมชาติ
ที่ควรแนะนำนั้นทั้งหมด เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึง
ชื่อว่า ผู้มีสมันตจักษุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้ง แม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้งได้ทรง
แสดงแล้ว.
ว่าด้วยสักขิธรรม
[๗๒๙] คำว่า ซึ่งสักขิธรรม ในคำว่า ซึ่งสักขิธรรม เครื่อง
กำจัดอันตราย ความว่า ธรรมที่ประจักษ์แก่พระองค์ อันพระองค์ทรง
หน้า 306
ข้อ 729
ทราบดีเอง มิใช่โดยต้องเชื่อผู้อื่น ว่าธรรมนี้เป็นดังนี้ มิใช่โดยได้ยิน
ต่อ ๆ กันมา มิใช่โดยถือตามลำดับสืบ ๆ กันมา มิใช่โดยอ้างตำรา มิใช่
โดยนึกเดาเอา มิใช่โดยคาดคะเน มิใช่โดยตรึกตามอาการ มิใช่โดยชอบ
ว่าควรแก่ทิฏฐิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สักขิธรรม. ชื่อว่าอันตราย
ในคำว่า เป็นเครื่องกำจัดอันตราย ได้แก่อันตราย ๒ อย่าง คืออันตราย
ปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑.
ว่าด้วยอันตราย ๒ อย่าง
อันตรายปรากฏเป็นไฉน ? ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี
เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมลงป่อง ตะขาบ โจร คน
ที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมจะทำกรรมชั่ว และโรคจักษุ โรคหู โรคจมูก
โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ
โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลม
สลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก
โรคมงคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิตด้าน โรคคุดทะราด
โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด
โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏ-
ฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธ-
สันนิบาต อาพาธเกิดแก่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำ-
เสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม
ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวด
หน้า 307
ข้อ 729
ปัสสาวะ ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน
อันตรายเหล่านี้เรียกว่า อันตรายปรากฏ.
อันตรายปกปิดเป็นไฉน ? กายทุจริต วจีทุริต มโนทุจริต กาม-
ฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์
วิจิกิจฉานิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธไว้
ความลบลู่คุณท่าน ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา
ความโออวด ความหัวดื้อ ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน
ความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวน
กระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง ลกุสลาภิ-
สังขารทั้งปวง อันตรายเหล่านี้เรียกว่า อันตรายปกปิด.
ที่ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อะไรจึงชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถ
ว่า ครอบงำ จึงชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อม จึง
ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่า
อันตราย เพราะอรรถว่า ครอบงำ จึงชื่อว่าอันตรายอย่างไร อันตราย
เหล่านั้นย่อมครอบงำ ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยีบุคคลนั้น
เพราะอรรถว่า ครอบงำ จึงชื่อว่าอันตรายอย่างนี้.
เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อม จึงชื่อว่าอันตรายอย่างไร ?
อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศล-
ธรรมทั้งหลาย อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตร-
ธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่าไหน อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความ
เสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ คือความปฏิบัติชอบ
ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตาม
หน้า 308
ข้อ 729
ประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ใน
ศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้
รู้จักประมาณในโภชนะ ความประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติ
สัมปชัญญะ ความประกอบเนือง ๆ ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัป-
ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘ อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไป
แห่งกุศลเหล่านี้ เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อม จึงชื่อว่าอันตราย
อย่างนี้.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่าอันตราย
อย่างไร ? อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น ย่อม
เป็นธรรมอยู่อาศัยในอัตภาพ เปรียบเหมือนเหล่าสัตว์ที่อาศัยรูย่อมอยู่ในรู
ที่อาศัยน้ำย่อมอยู่ในน้ำ ที่อาศัยป่าย่อมอยู่ในป่า ที่อาศัยต้นไม้ย่อมอยู่ที่
ต้นไม้ ฉันใด อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น
ย่อมเป็นธรรมอยู่อาศัยในอัตภาพ ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เพราะ
อรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่าอันตรายอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้อยู่ร่วมกับอันเตวาสิก ผู้อยู่ร่วมกับอาจารย์ ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับอันเตวาสิก ผู้อยู่ร่วมกับอาจารย์
ย่อมอยู่ลำบาก ไม่ผาสุกอย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอัน
ลามก มีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์อันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิด
ขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมอันลามก
เหล่านั้น ย่อมซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง
หน้า 309
ข้อ 729
เรียกภิกษุนั้นว่า ผู้อยู่ร่วมกับอันเตวาสิก อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น
ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุนี้นั้น ท่านจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้อยู่ร่วม
กับอาจารย์ อีกประการหนึ่ง อกุศลธรรมอันลามก มีความดำริซ่านไป
ในอารมณ์อันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะได้ยินเสียงด้วย
หู เพราะสูดดมกลิ่นด้วยจมูก เพราะลิ้มรสด้วยลิ้น เพราะถูกต้องโผฏ-
ฐัพพะด้วยกาย เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ อกุศลธรรมอันลามก
เหล่านั้น ย่อมซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุนี้นั้น ท่านจึง
เรียกภิกษุนั้นว่า ผู้อยู่ร่วมกับอันเตวาสิก อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น
ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้อยู่
ร่วมกับอาจารย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่อยู่ร่วมกับอันเตวาสิก ผู้อยู่
ร่วมกับอาจารย์ ย่อมอยู่ลำบากไม่ผาสุกอย่างนี้แล เพราะฉะนั้น เพราะ
อรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลทั้งหลาย จึงชื่อว่าอันตรายอย่างนี้.
ธรรม ๓ ประการเป็นมลทินภายใน
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
๓ ประการนี้เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกใน
ภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน ธรรม ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือโลภะเป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็น
ข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน โทสะ
เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็น
เพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน โมหะเป็นมลทินในภายใน เป็น
อมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็น
ศัตรูในภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล เป็น
หน้า 310
ข้อ 729
มลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌ-
ฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบ
ลงแล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
โลภะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โลภะยังจิตให้
กำเริบ โลภะเป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชนย่อมไม่
รู้สึกภัยนั้น คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็น
ธรรม ความโลภย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืด
ตื้อย่อมมีในขณะนั้น โทสะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้
เกิด โทสะยังจิตให้กำเริบ โทสะเป็นภัยเกิดขึ้นในภาย
ใน พาลชนย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ
คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธย่อมครอบงำนรชน.
ในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น โมหะยังสิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โมหะยังจิตให้กำเริบ โมหะ
เป็นภัยเกิดขึ้นในภายใน พาลชนย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น คน
หลงย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลง
ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีใน
ขณะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่าอันตรายอย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม
๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรม ๓ ประการเป็น
หน้า 311
ข้อ 729
ไฉน ? ได้แก่ธรรมคือโลภะแล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิด
ขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรมคือ
โทสะแล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรมคือโมหะแล เมื่อเกิดขึ้น
ในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ
ความอยู่ไม่ผาสุก ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้น
ในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ
ความอยู่ไม่ผาสุก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมกำจัด
บุรุษผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่กำจัดไม้ไผ่ฉะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่าอันตราย
อย่างนี้.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ราคะและโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัตภาพนี้
ไม่ยินดีกุศล ยินดีแต่กามคุณ ทำให้ขนลุก วิตกทางใจ
ตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้แล้วผูกจิตไว้ เหมือนพวกเด็กผูกกาที่
ข้อเท้าไว้ฉะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงชื่อว่าอันตราย
อย่างนี้.
หน้า 312
ข้อ 730, 731
คำว่า เป็นเครื่องกำจัดอันตราย คือเป็นเครื่องกำจัดอันตราย
เป็นเครื่องละอันตราย เป็นเครื่องสงบอันตราย เป็นเครื่องสละคืนอันตราย
เป็นเครื่องระงับอันตราย เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่ง
สักขิธรรมเป็นเครื่องกำจัดอันตราย.
[๗๓๐] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอก
ปฏิปทา ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปฏิปทา คือขอพระองค์โปรด
ตรัสบอก ชี้แจง แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ประกาศซึ่งปฏิปทาชอบ ปฏิปทาสมควร ปฏิปทาไม่เป็นข้าศึก ปฏิปทา
เป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความทำให้
บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความประกอบเนือง ๆ ในความเป็น
ผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และ
ปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก
ปฏิปทา. พระพุทธนิมิตนั้นทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วว่า ภทฺทนฺเต.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ภัตทันเต ความว่า พระองค์ตรัสบอก แสดง บัญญัติ
แต่งตั้ง เปิดเผย ทำให้ตื้น ประกาศแล้วซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นทั้งหมด
เป็นธรรมดี เจริญ งาม ไม่มีโทษ ควรซ่องเสพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอกปฏิปทา.
[๗๓๑] คำว่า ปาติโมกข์ ในคำว่า ปาติโมกข์หรือแม้สมาธิ
ความว่า ศีลเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องบาท เป็นความสำรวม เป็นความระวัง
เป็นปาก เป็นประธาน แห่งความถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย. คำว่า
หน้า 313
ข้อ 732, 733
หรือแม้สมาธิ ได้แก่ความตั้งมั่น ความดำรงอยู่ ความตั้งลง ความไม่
แล่นไป ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ความเป็นผู้มีใจอันอะไร ๆ ไม่ให้เเล่น
ไปได้ ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า คือปาติโมกข์หรือแม้สมาธิ เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตจึง
ตรัสถามว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้ง ได้ทรง
แสดงสักขิธรรม เครื่องกำจัดอันตราย ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอกปฏิปทา คือปาติโมกข์
หรือแม้สมาธิ.
[๗๓๒] ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุทั้งหลาย พึงป้องกันหู
จากคามกถา ไม่พึงติดใจในรส ไม่พึงยึดถือสังขาร
อะไร ๆ ว่าของเราในโลก.
ว่าด้วยผู้โลเลด้วยจักษุ
[๗๓๓] คำว่า ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุทั้งหลาย ความว่า
ภิกษุเป็นผู้โลเลด้วยจักษุอย่างไร ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้
โลเลด้วยจักษุ ประกอบด้วยความเป็นผู้โลเลด้วยจักษุคิดว่า รูปที่ยังไม่
เคยดูเราควรดู รูปที่เคยดูเราควรผ่านไป ดังนี้ เป็นผู้ประกอบเนือง ๆ
ซึ่งความเที่ยวไปนาน ซึ่งความเที่ยวไปไม่แน่นอน สู่อารามแต่อาราม
สู่สวนแต่สวน สู่บ้านแต่บ้าน สู่นิคมแต่นิคม สู่นครแต่นคร สู่แว่นแคว้น
หน้า 314
ข้อ 733
แต่แว่นแคว้น สู่ชนบทแต่ชนบท เพื่อจะดูรูป ภิกษุเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ
แม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนนเป็นผู้ไม่
สำรวม เดินไป คือแลดูช้าง แลดูม้า แลดูรถ แลดูพลเดินเท้า แลดู
สตรี แลดูบุรุษ แลดูกุมาร แลดูกุมารี แลดูร้านตลาด แลดูหน้ามุข
เรือน แลดูข้างบน แลดูข้างล่าง แลดูทิศน้อย ทิศใหญ่ เดินไป ภิกษุ
เป็นผู้โลเลด้วยจักษุ แม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วย จักษุแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือ
อนุพยัญชนะ. ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว
จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น
ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์ ย่อมไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุเป็นผู้
โลเลด้วยจักษุ แม้อย่างนี้.
อนึ่ง ท่านสมณพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา
แล้ว ย่อมขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือการฟ้อน
การขับ การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย เพลงปรบ-
มือ ฆ้อง ระนาด หนัง เพลงขอทาน เล่นไต่ราว การเล่นหน้าศพ
ชนช้าง แข็งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ชน
นกกระทา รำกระบี่กระบอง ชกมวย มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล
การจัดกระบวนทัพ กองทัพ ฉันใด ภิกษุเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ แม้
ฉันนั้น.
ภิกษุไม่เป็นผู้โลเลด้วยจักษุอย่างไร ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไป
สู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน เป็นผู้สำรวมเดินไป ไม่แลดูช้าง ไม่
หน้า 315
ข้อ 734
แลดูม้า ไม่แลดูรถ ไม่แลดูคนเดินเท้า ไม่แลดูสตรี ไม่แลดูบุรุษ ไม่
แลดูกุมาร ไม่แลดูกุมารี ไม่แลดูร้านตลาด ไม่แลดูหน้ามุขเรือน ไม่
แลดูข้างบน ไม่แลดูข้างล่าง ไม่แลดูทิศน้อยทิศใหญ่ เดินไป ภิกษุไม่
เป็นผู้โลเลด้วยจักษุ แม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถือ
อนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่ไม่สำรวมแล้วจะเป็น
เหตุให้อกุศลธรรมลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมรักษา
จักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุไม่เป็นผู้โลเลด้วย
จักษุ แม้อย่างนี้.
อนึ่ง ท่านสมณพราหมณ์บางพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา
แล้ว ย่อมขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือการฟ้อน
การขับ การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย ฯลฯ
กองทัพ ฉันใด ภิกษุเป็นผู้เว้นขาดจากการขวนขวายในการดูการเล่นอัน
เป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ ภิกษุเป็นผู้ไม่โลเลด้วยจักษุ แม้อย่างนี้.
คำว่า ไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ ความว่า พึงละ บรรเทา ทำ
ให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ คือเป็นผู้งดเว้น
เว้นขาด ออกไป สลัดออกไป หลุดพ้นไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความเป็นผู้
โลเลด้วยจักษุ เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ.
ว่าด้วยติรัจฉานกถา
[๗๓๔] ติรัจฉานกถา ๓๒ ประการ คือเรื่องพระราชา เรื่องโจร
หน้า 316
ข้อ 735
เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องยาน เรื่อง
ที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องบ้าน เรื่องนิคม
เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก
เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่อง
ทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วยประการนั้น เรียกว่า คามกถา
ในคำว่า พึงป้องกันหูจากคามกถา เพราะฉะนั้น จ่งชื่อว่า จากคามกถา.
คำว่า พึงป้องกันหู คือพึงป้องกัน ห้าม สกัดกั้น รักษา คุ้มครอง
ปิด ตัดขาด ซึ่งหู จากคามกถา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงป้องกันหูจาก
คามกถา.
ว่าด้วยรสต่าง ๆ
[๗๓๕] ชื่อว่า รส ในคำว่า ไม่พึงติดใจในรส ได้แก่รสที่ราก
รสที่ลำต้น รสที่เปลือก รสที่ใบ รสที่ดอก รสที่ผล รสเปรี้ยว รส
หวาน รสขม รสเผ็ดร้อน รสเค็ม รสปร่า รสเฝื่อน รสฝาด รสอร่อย
รสไม่อร่อย รสเย็น รสร้อน มีสมณพราหมณ์บางพวก ติดใจในรส
เที่ยวแสวงหารสอันเลิศด้วยปลายลิ้น ได้รสเปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสไม่
เปรี้ยว ได้รสไม่เปรี้ยวแล้วก็แสงหารสเปรี้ยว ฯลฯ ได้รสเย็นแล้วก็
แสวงหารสร้อน ได้รสร้อนแล้วก็แสวงหารสเย็น สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ได้รสใด ๆ แล้ว ย่อมไม่พอใจด้วยรสนั้น ๆ ย่อมเที่ยวแสวงหารสอื่น ๆ
เป็นผู้กำหนัด ปรารถนา ยินดี ติดใจ หลงใหล เกี่ยวข้อง พัวพัน
ในรสที่ชอบใจ ความอยากในรสนั้น อันภิกษุใดละ ตัดขาด ฯลฯ เผา
เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ย่อมฉันอาหาร
หน้า 317
ข้อ 736
ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อเมา ไม่ฉันเพื่อตบแต่ง ไม่ฉันเพื่อประดับ
ฉันเพื่อดำรงอยู่แห่งกายนี้ เพื่อให้กายนี้เป็นไป เพื่อกำจัดความลำบาก
เพื่อความอนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ อย่างเดียวเท่านั้น ฯลฯ ความอยู่
สบายของเราจักมีด้วยอุบายดังนี้ บุคคลทาแผลเพื่อให้แผลหาย หยอด
น้ำมันเพลาเกวียนเพื่อจะขนภาระ กินเนื้อบุตรเพื่อจะออกจากทางกันดาร
อย่างเดียวเท่านั้น ฉันใด ภิกษุพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว จึงฉันอาหาร
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ฉันเพื่อเล่น ฯลฯ ความไม่มีโทษและความอยู่
สบายจักมีด้วยอุบายดังนี้ ภิกษุพึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความ
ไม่มี ซึ่งความอยากในรส คือเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ
พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความอยากในรส พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดน
กิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงติดใจในรส.
ว่าด้วยความถือว่าของเรา
[๗๓๖] ชื่อว่า ความถือว่าของเรา ในคำว่า ไม่พึงถือสังขาร
อะไร ๆ ว่าของเราในโลก ได้แก่ความถือ ๒ อย่าง คือความถือว่าของ
เราด้วยตัณหา ๑ ความถือว่าของเราด้วย ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
ถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ภิกษุ
ละความถือว่าของเราด้วยตัณหา สละคืนความถือว่าของเราด้วยทิฏฐิแล้ว
ไม่ถือ ไม่จับ ไม่ยึดถือ ไม่ถือมั่นจักษุว่าของเรา ไม่ถือ ไม่จับ ไม่ยึดถือ
ไม่ถือมั่น หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล
คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ
หน้า 318
ข้อ 737, 738
อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ
จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปที่เห็น เสียง
ที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ว่าของเรา. คำว่า สังขาร
อะไร ๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไร ๆ. คำว่า
ในโลก คือ ในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ไม่พึงถือสังขารอะไร ๆ ว่าของเราในโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุทั้งหลาย พึงป้องกันหู
จากคามกถา ไม่พึงติดใจในรส ไม่พึงถือสังขารอะไร ๆ
ว่าของเราในโลก.
[๗๓๗] ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว เมื่อใด เมื่อนั้น
ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหน ๆ ไม่พึงปรารถนาภพ และ
ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความขลาดกลัว.
ว่าด้วยโรคต่าง ๆ
[๗๓๘] คำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว เมื่อใด
ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะ คือโรคถูกต้อง ครอบงำ กลุ้มรุม
ประกอบเข้าแล้ว คือเป็นผู้ถูกโรคจักษุ โรคตา โรคจมูก โรคลิ้น โรค
ทางร่างกาย โรคทางศีรษะ โรคในหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรค
หืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ
โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรค
หน้า 319
ข้อ 739, 740
มงคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิตเปื่อย โรคหิตด้าน โรคหูด โรคละลอก
โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม
โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดขึ้นแต่
ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดขึ้นแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดขึ้น
แต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดขึ้นแต่วิบากของกรรม ความหนาว
ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ความ
สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ถูกต้อง ครอบงำ
กลุ้มรุม ประกอบเข้าแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะ
กระทบเข้าแล้ว เมื่อใด.
[๗๓๙] คำว่า เมื่อนั้น ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหน ๆ ความว่า
ภิกษุนั้นไม่ควรทำความรำพัน ความร่ำไห้ อาการรำพัน อาการพูดถึง
ความเป็นผู้รำพัน ความเป็นผู้พูดถึง ความร่ำไร ความเพ้อ ความ
บอกเล่า อาการที่บอกเล่า ความเป็นผู้บอกเล่า คือไม่พึงให้เกิด ไม่ให้
เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ. คำว่า ในที่ไหน ๆ คือใน
ที่ไหน ๆ ในที่ทุกแห่งในภายใน ในภายนอก ทั้งในภายในและภายนอก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อนั้น ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหนๆ.
[๗๔๐] คำว่า ไม่พึงปรารถนาภพ ความว่า ไม่พึงปรารถนา
ไม่พึงปรารถนาทั่ว ไม่พึงปรารถนาเฉพาะ ซึ่งกามภพ รูปภพ อรูปภพ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงปรารถนาภพ.
หน้า 320
ข้อ 741
ว่าด้วยภัยและความขลาดกลัว
[๗๔๑] ชื่อว่า ความขลาดกลัว ในคำว่า และไม่หวั่นไหว
ในเพราะความขลาดกลัว ความว่า ภัยก็ดี ความขลาดกลัวก็ดี โดย
อาการก็อย่างเดียวกัน สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภัย ความ
ขลาดกลัวนี้นั้น ย่อมมีมาแน่ ภัยนั้นท่านกล่าวว่ามีวัตถุภายนอกเป็น
อารมณ์ คือราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค
กระบือ ช้าง งู แมลงป่อง ตะขาบ โจร คนที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียม
จะทำกรรมชั่ว อนึ่ง โดยอาการอื่น ความกลัว กิริยาที่กลัว ความหวาด
หวั่น ความเป็นผู้มีขนลุก อันเกิดแก่จิตในภายใน ความหวาดเสียว ความ
สะดุ้งแห่งจิต ภัยแต่ชาติ ภัยแต่ชรา ภัยแต่พยาธิ ภัยแต่มรณะ ภัยแต่
พระราชา ภัยแต่โจร ภัยแต่ไฟ ภัยแต่น้ำ ภัยแต่ความติเตียนตน ภัย
แต่ความติเตียนผู้อื่น ภัยแต่อาชญา ภัยแต่ทุคติ ภัยแต่คลื่น ภัยแต่จระเข้
ภัยแต่วังวน ภัยแต่ปลาร้าย ภัยแต่การเลี้ยงชีพ ภัยแต่ความติเตียน ภัย
แต่ความครั่นคร้ามในประชุมชน ความขลาด ความหวาดหวั่น ความ
เป็นผู้มีขนลุก ความหวาดเสียว ความสะดุ้งแห่งจิต เรียกว่าภัย.
คำว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความขลาดกลัว คือภิกษุเห็นหรือ
ได้ยินวัตถุที่น่ากลัว ไม่พึงสะดุ้งสะทกสะท้าน หวั่นไหว หวาดเสียว
ครั้นคร้าม เกรงกลัว ถึงความสะดุ้งกลัว คือพึงเป็นผู้ไม่ขลาด ไม่
หวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนีไป พึงเป็นผู้ละความกลัวความขลาดเสีย
ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพองอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึง
หวั่นไหวในเพราะความขลาดกลัว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสตอบว่า
หน้า 321
ข้อ 742, 743
ภิกษุพึงเป็นผู้ถูกผัสสะกระทบเข้าแล้ว เมื่อใด เมื่อนั้น
ไม่พึงทำความรำพันในที่ไหน ๆ ไม่พึงปรารถนาภพ และ
ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความขลาดกลัว.
[๗๔๒] ภิกษุได้แล้วซึ่งข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของควรเคี้ยวก็ดี ผ้า
ก็ดี ไม่ควรทำการสั่งสม เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้น ก็ไม่
พึงสะดุ้ง.
ว่าด้วยข้าวน้ำและของควรเคี้ยว
[๗๔๓] คำว่า ข้าว ในคำว่า ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของควรเคี้ยวก็ดี
ผ้าก็ดี ได้แก่ ข้าวสุก ขนมกุมมาส สัตตู ปลา เนื้อ. คำว่า น้ำ ได้แก่
ปานะ ๘ อย่าง คือน้ำผลมะม่วง น้ำผลหว้า น้ำผลกล้วยมีเมล็ด น้ำผล
กล้วยไม่มีเมล็ด น้ำผลมะซาง น้ำผลจันทน์ น้ำรากบัว น้ำผลลิ้นจี่.
ปานะ ๘ อีกอย่างหนึ่ง คือน้ำผลสะคร้อ น้ำผลกระเบา น้ำผล
พุทรา ปานะที่ทำด้วยเปรียง น้ำมัน น้ำข้าวยาคู น้ำนม ปานะที่ทำ
ด้วยรส. คำว่า ของควรเคี้ยว ได้แก่ของควรเคี้ยวที่ทำด้วยแป้ง ของ
ควรเคี้ยวที่ทำเป็นขนม ของควรเคี้ยวที่ทำด้วยเหง้าไม้ ของควรเคี้ยวที่ทำ
ด้วยเปลือกไม้ ของควรเคี้ยวที่ทำด้วยใบไม้ ของควรเคี้ยวที่ทำด้วยดอกไม้
ของควรเคี้ยวที่ทำด้วยผลไม้. คำว่า ผ้า ได้แก่จีวร ๖ ชนิด คือ ผ้า
เปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้
เป็นต้น เจือกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของควรเคี้ยว
ก็ดี ผ้าก็ดี.
หน้า 322
ข้อ 744, 745
ว่าด้วยการได้โดยธรรม
[๗๔๔] คำว่า ได้แล้ว ในคำว่า ได้แล้ว...ไม่ควรทำการสั่งสม
ความว่า ได้แล้ว รับแล้ว ได้มาแล้ว ประสบแล้ว ได้เฉพาะแล้ว มิใช่
ได้ด้วยความโกหก มิใช่ได้ด้วยความพูดเลียบเคียง มิใช่ได้ด้วยการทำนิมิต
มิใช่ได้ด้วยความกำจัดคุณเขา มิใช่ได้ด้วยความแสวงหาลาภด้วยลาภ มิใช่
ได้ด้วยการให้ไม้จริง มิใช่ได้ด้วยการให้ไม้ไผ่ มิใช่ได้ด้วยการให้ใบไม้
มิใช่ได้ด้วยการให้ดอกไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้ผลไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้
เครื่องอาบน้ำ มิใช่ได้ด้วยการให้จุรณ มิใช่ได้ด้วยการให้ดินเหนียว มิใช่
ได้ด้วยการให้ไม้สีฟัน มิใช่ได้ด้วยการให้น้ำล้างหน้า มิใช่ได้ด้วยคำพูด
มุ่งให้เขารักตน มิใช่ได้ด้วยถ้อยคำเหลาะแหละ มิใช่ได้ด้วยกิริยาประจบ
เขา มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้นั่งบนตั่ง (ความตีสนิทเขา) มิใช่ได้ด้วยวิชา
ดูพื้นที่ มิใช่ได้ด้วยดิรัจฉานวิชา มิใช่ได้ด้วยวิชาดูลักษณะ มิใช่ได้ด้วย
วิชาดูฤกษ์ยาม มิใช่ได้ด้วยการเดินเป็นทูต มิใช่ได้ด้วยความเป็นคนรับใช้
มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้เดินสาสน์ มิใช่ได้ด้วยเวชกรรม มิใช่ได้ด้วยนว-
กรรม มิใช่ได้ด้วยการให้ก้อนข้าวตอบแทน มิใช่ได้ด้วยการให้และการ
เพิ่มให้ แต่ว่าได้แล้ว รับแล้ว ได้มาแล้ว ประสบแล้ว ได้เฉพาะแล้ว
โดยธรรมสม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้แล้ว.
คำว่า ไม่ควรทำการสั่งสม คือ ไม่พึงทำการสั่งสมข้าว การสั่งสม
น้ำ การสั่งสมผ้า การสั่งสมยาน การสั่งสมที่นอน การสั่งสมเครื่องหอม
การสั่งสมอามิส คือ ไม่ยังการสั่งสมนั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด
ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้แล้ว... ไม่ควรทำการสั่งสม.
[๗๔๕] คำว่า เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้นก็ไม่พึงสะดุ้ง ความว่า
หน้า 323
ข้อ 746, 747
ภิกษุไม่พึงตกใจ ตื่นเต้น สะดุ้ง กลัว ถึงความหวาดเสียวไปว่า เรา
ไม่ได้ข้าว ไม่ได้น้ำ ไม่ได้ผ้า ไม่ได้สกุล ไม่ได้คณะ ไม่ได้อาวาส
ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้สุข ไม่ได้จีวร ไม่ได้บิณฑบาต
ไม่ได้เสนาสนะ ไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ไม่ได้คิลานุปัฏฐาก ไม่
เป็นผู้มีชื่อเสียงปรากฏดังนี้ คือ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้ขลาด หวาดเสียว ไม่
สะดุ้งกลัว ไม่หนีไป พึงเป็นผู้ละความกลัวและความขลาดเสีย ปราศจาก
ความเป็นผู้ขนลุกขนพองอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้น
นั้นก็ไม่พึงสะดุ้ง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุได้แล้วซึ่งข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของควรเคี้ยวก็ดี ผ้า
ก็ดี ไม่ควรทำการสั่งสม เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้นนั้น ก็ไม่
พึงสะดุ้ง.
[๗๔๖] ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า พึง
เว้นขาดจากความคะนอง ไม่พึงประมาทและพึงอยู่ในที่
นั่ง ในที่นอน ที่มีเสียงน้อย.
ว่าด้วยผู้มีฌาน
[๗๔๗] คำว่า มีฌาน ในคำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึง
เป็นผู้โลเลเพราะเท้า ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยปฐมฌาน
พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยทุติยฌาน พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยตติยฌาน พึงเป็น
ผู้มีฌานแม้ด้วยจตุตถฌาน พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานมีวิตกวิจาร พึง
หน้า 324
ข้อ 747
เป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานไม่มีวิตกมีแต่วิจาร พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌาน
ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานมีปีติ พึงเป็นผู้มีฌานแม้
ด้วยฌานไม่มีปีติ พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานอันสหรคตด้วยปีติ พึงเป็น
ผู้มีฌานแม้ด้วยฌานอันสหรคตด้วยสุข พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานอัน
สหรคตด้วยอุเบกขา พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานเป็นสุญญตะ พึงเป็นผู้มี
ฌานแม้ด้วยฌานเป็นอนิมิตตะ พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานเป็นอัปปณิหิตะ
พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานเป็นโลกิยะ พึงเป็นผู้มีฌานแม้ด้วยฌานเป็น
โลกุตระ คือ เป็นผู้ยินดีแล้วในฌาน ขวนขวายในความเป็นผู้มีจิตมี
อารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า พึงเป็นผู้มีฌาน.
ว่าด้วยผู้โลเลเพราะเท้า
คำว่า ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า ความว่า ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะ
เท้าอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้โลเลเพราะเท้า คือประกอบ
ด้วยความโลเลเพราะเท้า เป็นผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเที่ยวไปนาน
ซึ่งความเที่ยวไปไม่แน่นอน สู่อารามแต่อาราม สู่สวนแต่สวน สู่บ้านแต่
บ้าน สู่นิคมแต่นิคม สู่นครแต่นคร สู่แว่นแคว้นแต่แว่นแคว้น สู่ชนบท
แต่ชนบท ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะเท้าแม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยความโลเลเพราะเท้าในภายใน
สังฆาราม ไม่ใช่เดินไปเพราะเหตุแห่งการทำ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบ
เดินไปสู่บริเวณแต่บริเวณ เดินไปสู่วิหารแต่วิหาร เดินไปสู่เรือนมีหลังคา
แถบเดียวแต่เรือนมีหลังคาแถบเดียว เดินไปสู่ปราสาทแต่ปราสาท เดิน
หน้า 325
ข้อ 748
ไปสู่เรือนหลังคาโล้นแต่เรือนหลังคาโล้น เดินไปสู่ถ้ำแต่ถ้ำ เดินไปสู่ที่
หลีกเร้นแต่ที่หลีกเร้น เดินไปสู่กุฎีแต่กุฎี เดินไปสู่เรือนยอดแต่เรือนยอด
เดินไปสู่ป้อมแต่ป้อม เดินไปสู่โรงปะรำแต่โรงปะรำ เดินไปสู่เรือนที่พัก
แต่เรือนที่พัก เดินไปสู่เรือนที่เก็บของแต่เรือนที่เก็บของ เดินไปสู่โรงฉัน
แต่โรงฉัน เดินไปสู่โรงกลมแต่โรงกลม เดินไปสู่โคนต้นไม้แต่โคนต้นไม้
หรือเดินไปในสถานที่ภิกษุทั้งหลายนั่งกัน เธอเป็นที่สองของภิกษุหนึ่งรูป
เป็นที่สามของภิกษุสองรูป เป็นที่สี่ของภิกษุสามรูป ย่อมพูดเรื่องเพ้อเจ้อ
มากในที่นั้น ๆ คือ เรของพระราชา เรื่องโจร... เรื่องทะเล เรื่องความ
เจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะเท้าแม้
อย่างนี้.
คำว่า ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า ความว่า ภิกษุพึงละ
บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเป็นผู้โลเลเพราะเท้า
คือพึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง ด้วย
ความเป็นผู้โลเลเพราะเท้า พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดงกิเลสอยู่ ประพฤติ
เอื้อเฟื้อ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติไป รักษา บำรุง เยียวยา ภิกษุนั้น
พึงเป็นผู้ชอบในความสงัด ยินดีในความสงัด ขวนขวายในความสงบจิต
ณ ภายใน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่ใน
เรือนว่างเปล่า เป็นผู้มีฌาน ยินดีในฌาน ขวนขวายในความเป็นผู้มีจิต
มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า.
[๗๔๘] คำว่า ความคะนอง ในคำว่า พึงเว้นจากความคะนอง
ไม่พึงประมาท ความว่า แม้ความคะนองมือ ความคะนองเท้า ความ
หน้า 326
ข้อ 748
คะนองมือและเท้าก็ชื่อว่าความคะนอง ความสำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร
ความสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ
ความสำคัญในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ความรำคาญ กิริยาที่รำคาญ ความ
เป็นผู้รำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ นี้เรียกว่าความรำคาญ.
ว่าด้วยความรำคาญเกิดเพราะเหตุ ๒ ประการ
อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ
ย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุ ๒ ประการคือเพราะกระทำและไม่การทำ ความ
รำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะกระทำและ
เพราะไม่การทำอย่างไร ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ
ย่อมเกิดขึ้นว่า เราทำกายทุจริต เราไม่ได้ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต
เราไม่ได้ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ได้ทำมโนสุจริต เราทำ
ปาณาติบาต เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต เราทำ
อทินนาทาน เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากอทินนาทาน เราทำกาม-
สุมิจฉาจาร เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เราทำ
มุสาวาท เราไม่ทำเจตนาเครื่องงดเว้น จากมุสาวาท เราทำปิสุณาวาจา
เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากปิสุณาวาจา เราทำผรุสวาจา เราไม่ได้
ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากผรุสวาจา เราทำสัมผัปปลาปะ เราไม่ได้ทำเจตนา
เครื่องงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เราทำอภิชฌา เราไม่ได้ทำอนภิชฌา เราทำ
พยาบาท เราไม่ได้ทำอัพยาบาท เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ได้ทำสัมมาทิฏฐิ
ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะกระทำ
และไม่กระทำอย่างนี้.
หน้า 327
ข้อ 748
อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ
ย่อมเกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ไม่ทำความบริบูรณ์ในศีล เราเป็นผู้ไม่คุ้มครอง
ทวารในอินทรีย์ เราเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ เราเป็นผู้ไม่ได้
ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เราเป็นผู้ไม่ได้ประกอบด้วยสติสัมป-
ชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญสัมมัปปธาน ๔ เรา
ไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕ เราไม่ได้เจริญพละ ๕
เราไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เราไม่ได้
กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ได้ละสมุทัย เราไม่ได้เจริญมรรค เราไม่ได้ทำให้
แจ้งซึ่งนิโรธ.
คำว่า พึงเว้นจากความคะนอง ความว่า พึงงด เว้น เว้นขาด
จากความคะนอง พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความ
คะนอง คือพึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง
กับความคะนอง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า พึงเว้นจากความคะนอง.
ว่าด้วยความไม่ประมาท
คำว่า ไม่พึงประมาท ความว่า พึงเป็นผู้ทำโดยเอื้อเฟื้อ ทำติดต่อ
ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอดธุระ ไม่
ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ความพอใจ ความพยายาม ความ
อุตสาหะ ความเป็นผู้ขยัน ความมีเรี่ยวแรง ความไม่ถอยกลับ ความ
ระลึกได้ ความรู้สึกตัว ความเพียรเป็นเครื่องให้กิเลสร้อนทั่ว ความ
เพียรอันพึงตั้งไว้ ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรมนั้นว่า
หน้า 328
ข้อ 748
เมื่อไร เราพึงยังศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราพึงอนุเคราะห์
ศีลขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้นด้วยปัญญา ดังนี้ ชื่อว่าความไม่ประมาทในธรรม
ทั้งหลายฝ่ายกุศล.
ความพอใจ ความพยายาม ...ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรม
นั้นว่า เมื่อไร เราพึงยังสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราพึง
อนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้นด้วยปัญญา ดังนี้ ชื่อว่าความไม่
ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล.
ความพอใจ ความพยายาม...ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรม
นั้นว่า เมื่อไร เราพึงยังปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเรา
พึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้นด้วยปัญญา ดังนี้ ชื่อว่าความ
ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล.
ความพอใจ ความพยายาม... ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรม
นั้นว่า เมื่อไรเราพึงยังวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือเราพึง
อนุเคราะห์วิมุตติขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้นด้วยปัญญา ดังนี้ ชื่อว่าความไม่
ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล.
ความพอใจ ความพยายาม ...ความประกอบเนือง ๆ ในกุศลธรรม
นั้นว่า เมื่อไร เราพึงยังวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์
หรือเราพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ในที่นั้นด้วยปัญญา
ดังนี้ ชื่อว่าความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล.
ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความเป็นผู้ขยัน ความ
มีเรี่ยวแรง ความไม่ถอยกลับ ความระลึกได้ ความรู้สึกตัว ความเพียร
เป็นเครื่องให้กิเลสร้อนทั่ว ความเพียรอันพึงตั้งใจ ความตั้งใจ ความ
หน้า 329
ข้อ 749, 750
ประกอบเนือง ๆ ในกุศลนั้นว่า เมื่อไร เราพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่
กำหนดรู้ เราพึงละกิเลสทั้งหลายที่ยังละไม่ได้ เราพึงยังมรรคที่ยังไม่เจริญ
ให้เจริญ หรือว่าเราพึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ดังนี้ ชื่อว่า
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล. เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พึง
เว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาท.
[๗๔๙] บทว่า อถ ในคำว่า และภิกษุพึงอยู่ในที่นั่ง ในที่นอน
ที่มีเสียงน้อย เป็นบทสนธิ ฯลฯ ภิกษุย่อมนั่งในที่ใด ที่นั้นเรียกว่าที่
นั่ง ได้แก่ เตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดหญ้า เครื่อง
ลาดใบไม้ เครื่องลาดฟาง เสนาสนะเรียกว่าที่นอน ได้แก่ วิหาร เรือน
หลังคาแถบเดียว ปราสาทเรือนมีหลังคาโล้น. ถ้ำ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ในที่นั่ง ในที่นอน. คำว่า ภิกษุพึงอยู่ ...ที่มีเสียงน้อย ความว่า ภิกษุ
พึงเที่ยวไป ยับยั้งอยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียว า
ในเสนาสนะที่มีเสียงน้อย คือมีเสียงกึกก้องน้อย ปราศจากชนผู้สัญจรไป
มา ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกออกเร้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า และภิกษุพึงอยู่ในที่นั่ง ในที่นอน ที่มีเสียงน้อย. เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า พึง
เว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาทและพึงอยู่ในที่นั่ง
ในที่นอน ที่มีเสียงน้อย.
[๗๕๐] ภิกษุไม่พึงทำความหลับให้มาก พึงมีความเพียร
ซ่องเสพความเป็นผู้ตื่น พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความ
หน้า 330
ข้อ 751, 752
ลวง ความหัวเราะ การเล่น เมถุนธรรมอันเป็นไปกับ
ด้วยการประดับ.
ว่าด้วยการแบ่งเวลา
[๗๕๑] คำว่า ภิกษุไม่พึงทำความหลับให้มาก ความว่า ภิกษุ
พึงแบ่งกลางคืนและกลางวันให้เป็น ๖ ส่วนแล้ว ตื่นอยู่ ๕ ส่วน นอน
หลับ ๑ ส่วน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงทำความหลับให้มาก.
[๗๕๒] คำว่า พึงมีความเพียรซ่องเสพความเป็นผู้ตื่น ความว่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องกางกั้น
ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน พึงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรม
เป็นเครื่องกางกั้น ด้วยการเดินจงกรมและการนั่ง ตลอดปฐมยามแห่ง
ราตรี พึงสำเร็จสีหไสยา โดยช้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติ
สัมปชัญญะ ทำสัญญาในการตื่นขึ้นไว้ในใจ ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี
กลับตื่นขึ้นแล้ว พึงชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากธรรมเป็นเครื่องกางกั้น ด้วย
การเดินจงกรมและการนั่ง ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี.
คำว่า ซ่องเสพความเป็นผู้ตื่น คือพึงซ่องเสพ ซ่องเสพพร้อม
ซ่องเสพเฉพาะ ซึ่งความเป็นผู้ตื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงซ่องเสพ
ความเป็นผู้ตื่น.
คำว่า มีความเพียร ความว่า วิริยะเรียกว่าความเพียร ได้แก่การ
ปรารภความเพียร ความก้าวออก ความก้าวหน้า ความย่างขึ้นไป
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขยัน ความมั่นคง ความทรงไว้
ความก้าวหน้ามิได้ย่อหย่อน ความไม่ปลงฉันทะ ความไม่ทอดธุระ ความ
หน้า 331
ข้อ 753
ประคองธุระไว้ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันเป็นไป
ทางจิต ภิกษุเป็นผู้เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าไปถึง
เข้าไปถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยความเพียรนี้ ภิกษุนั้นเรียกว่า มีความ
เพียร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงมีความเพียรซ่องเสพความเป็นผู้ตื่น.
ว่าด้วยความเกียจคร้าน
[๗๕๓] ชื่อว่า ความเกียจคร้าน ในคำว่า พึงละเว้นความ
เกียจคร้าน ความลวง ความหัวเราะ การเล่น เมถุนธรรมอันเป็นไป
กับด้วยการประดับ ได้แก่ ความเกียจคร้าน กิริยาที่เกียจคร้าน ความ
เป็นผู้เกียจคร้าน ความเป็นผู้มีใจเกียจคร้าน ความขี้เกียจ กิริยาที่ขี้เกียจ
ความเป็นคนขี้เกียจ นี้เรียกว่าความเกียจคร้าน. คำว่า ความลวง ความว่า
ความประพฤติลวง เรียกว่าความลวง บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติ
ทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจแล้ว ตั้ง
ความปรารถนาลามกเพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น คือย่อมปรารถนาว่า
ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา (ว่าเราประพฤติชั่ว ) ย่อมดำริว่า ใครๆ อย่ารู้จักเรา
คิดว่า ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา ดังนี้แล้ว กล่าววาจา (ว่าตนไม่มีความ
ประพฤติชั่ว) คิดว่า ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา ดังนี้แล้ว ก็บากบั่นด้วยกาย.
ความลวง ความเป็นผู้ลวง กิริยาเป็นเครื่องปิดบัง กิริยาที่ซ่อน
ความจริง กิริยาที่บังความผิด กิริยาที่ปกปิดความผิด กิริยาที่เลี่ยงความผิด
กิริยาที่หลบความผิด กิริยาที่ซ่อนความชั่ว กิริยาที่พรางความชั่ว กิริยา
ที่บังความชั่ว กิริยาที่ปกปิดความชั่ว ความทำให้ลับ ความไม่เปิดเผย
กิริยาที่คลุมความผิด กิริยาที่ชั่ว นี้เรียกว่าความลวง.
หน้า 332
ข้อ 753
ว่าด้วยการเล่น ๒ อย่าง
คำว่า ความหัวเราะ ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม
หัวเราะเกินประมาณจนฟันปรากฏ สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหัวเราะเกินประมาณจนฟันปรากฏนี้เป็น
กิริยาของเด็ก ในอริยวินัย. ชื่อว่าการเล่น ได้แก่การเล่น ๒ อย่าง คือการ
เล่นทางกาย ๑ การเล่นทางวาจา ๑
การเล่นทางกายเป็นไฉน ชนทั้งหลายย่อมเล่นช้างบ้าง เล่นม้า
บ้าง เล่นรถบ้าง เล่นธนูบ้าง เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตาบ้าง เล่น
หมากรุกแถวละ ๑๐ ตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่น
หมากไหวบ้าง เล่นโยนบ่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เห็นรูปต่าง ๆ
บ้าง ๆ เล่นสกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อย ๆ บ้าง เล่นหก-
คะเมนบ้าง เล่นกังหันบ้าง เล่นตวงทรายบ้าง เล่นรถน้อย ๆ บ้าง เล่น
ธนูน้อย ๆ บ้าง เล่นเขียนทายกันบ้าง เล่นทายใจกันบ้าง เล่นเลียนคน
ขอทานบ้าง นี้ชื่อว่าการเล่นหางกาย.
การเล่นทางวาจาเป็นไฉน เล่นตีกลองปาก เล่นพิณพาทย์ปาก
เล่นรัวกลองด้วยปาก เล่นผิวปาก เล่นกระเดาะปาก เล่นเป่าปาก เล่น
ซ้อมเพลง เล่นโห่ร้อง เล่นร้องเพลง เล่นหัวเราะกัน นี้ชื่อว่าการเล่น
ทางวาจา.
ว่าด้วยเมถุน
ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ ธรรมของชาวบ้าน
ธรรมของคนเลว ธรรมชั่วหยาบ ธรรมมีน้ำชำระเป็นส่วนสุด ธรรมที่
หน้า 333
ข้อ 753
ทำในที่ลับ ธรรมเป็นความถึงพร้อมแห่งคนคู่ ๆ กัน เพราะเหตุไร
บัณฑิตจึงกล่าวว่า เมถุนธรรม ธรรมของคนคู่กันผู้กำหนัด กำหนัดนัก
ผู้ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะครอบงำ เป็นคนเช่นเดียว
กันทั้งสองคน เพราะเหตุดังนี้นั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า เมถุนธรรม คน
สองคนทำความทะเลาะกัน เรียกว่าคนคู่กัน คนสองคนทำความหมาย-
มั่นกัน เรียกว่าคนคู่กัน คนสองคนทำความอื้อฉาว เรียกว่าคนคู่กัน
คนสองคนทำความวิวาทกัน เรียกว่าคนคู่กัน คนสองคนก่ออธิกรณ์กัน
เรียกว่าคนคู่กัน คนสองคนพูดกัน เรียกว่าคนคู่กัน คนสองคนปราศรัย
กัน เรียกว่าคนคู่กัน ฉันใด ธรรมของคนคู่กันผู้กำหนัด กำหนัดนัก
ผู้ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะครอบงำ เป็นคนเช่นเดียว
กันทั้งสองคน เพราะเหตุดังนี้นั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า เมถุนธรรม ฉันนั้น.
ว่าด้วยการประดับ ๒ อย่าง
ชื่อว่าการประดับ ได้แก่การประดับมีอยู่ ๒ อย่าง คือการประดับ
ของคฤหัสถ์ ๑ การประดับของบรรพชิต ๑
การประดับของคฤหัสถ์เป็นไฉน การแต่งผม การแต่งหนวด
การทัดดอกไม้ การประพรมเครื่องหอม การย้อมผิว การแต่งเครื่อง
ประดับ การแต่งเครื่องแต่งตัว การนุ่งห่มผ้าสวยงาม การประดับข้อมือ
การทรงผ้าโพก การอบตัว การนวดตัว การอาบน้ำ การตัดตัว การ
ส่องกระจก การแต้มตา การสวมพวงดอกไม้ การทาปาก การเจิมหน้า
การผูกข้อมือ การเกล้าผม การใช้ไม้เท้า การใช้ทะนาน การใช้ดาบ
การใช้ร่ม การสวมรองเท้าที่งาม การสวมเขียงเท้า การติดกรอบหน้า
หน้า 334
ข้อ 754
การปักปิ่น การใช้พัด การนุ่งห่มผ้าขาว การนุ่งห่มผ้าชายยาว นี้ชื่อว่า
การประดับของคฤหัสถ์.
การประดับของบรรพชิตเป็นไฉน การตกแต่งจีวร การตกแต่ง
บาตร หรือการตกแต่ง การประดับ การเล่นสนุก ในการประดับ การ
เพลินในการประดับ การปรารถนาในการประดับ ความชอบใจในการ
ประดับ กิริยาที่ประดับ ความเป็นแห่งการประดับ ซึ่งกายอันเปื่อยเน่านี้
หรือบริขารทั้งหลายอันเป็นภายนอก นี้ชื่อว่าการประดับของบรรพชิต.
คำว่า พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความลวง ความหัวเราะ การ
เล่นเมถุนธรรมอันเป็นไปกับด้วยการประดับ ความว่า พึงละเว้น บรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเกียจคร้าน ความลวง ความหัวเราะ
การเล่น เมถุนธรรมอันเป็นไปกับด้วยการประดับ คือทั้งบริวาร ทั้ง
บริภัณฑ์ ทั้งบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงละเว้นความเกียจคร้าน
ความลวง ความหัวเราะ การเล่น เมถุนธรรมอันเป็นไปกับด้วยการ
ประดับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงทำความหลับให้มาก พึงมีความเพียร
ซ่องเสพความเป็นผู้ตื่น พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความ
ลวง ความหัวเราะ การเล่น เมถุนธรรมอันเป็นไปกับ
ด้วยการประดับ.
[๗๕๔] ภิกษุผู้นับถือ ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การ
ทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์ ไม่พึงซ่อง-
หน้า 335
ข้อ 755
เสพการทายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และ
การรักษาโรค.
ว่าด้วยการทำอาถรรพณ์
[๗๕๕] คำว่า ภิกษุผู้นับถือ ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์
การทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์ ความว่า พวกคน
ที่มีมนต์ทำอาถรรพณ์ ย่อมประกอบการทำอาถรรพณ์ คือเมื่อนครถูกล้อม
หรือเมื่อสงครามตั้งประชิดกัน ย่อมทำให้เสนียดจัญไรเกิดขึ้น ให้อุปัทวะ
เกิดขึ้น ให้โรคเกิดขึ้น ให้โรคจุกเสียดเกิดขึ้น ให้โรคลงรากเกิดขึ้น
ให้โรคไข้เชื่อมซึมเกิดขึ้น ให้โรคบิดเกิดขึ้น ในพวกข้าศึกที่เป็นศัตรูกัน
พวกชนที่มีมนต์ทำอาถรรพณ์ ย่อมประกอบการทำอาถรรพณ์อย่างนี้.
ว่าด้วยการทำนายฝัน
พวกชนที่ทำนายฝัน ย่อมทำนายฝันว่า คนฝันเวลาเช้า จะมีผล
อย่างนี้ คนฝันเวลาเที่ยง จะมีผลอย่างนี้. คนฝันเวลาเย็น จะมีผลอย่างนี้
คนฝันยามต้น จะมีผลอย่างนี้ คนฝันยามกลาง จะมีผลอย่างนี้ คนฝัน
ยามหลัง จะมีผลอย่างนี้ คนนอนข้างขวาฝัน จะมีผลอย่างนี้ คนนอน
ข้างซ้ายฝัน จะมีผลอย่างนี้ คนนอนหงายฝัน จะมีผลอย่างนี้ คนนอน
คว่ำฝัน จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นพระจันทร์ จะมีผลอย่างนี้ คนฝัน
เห็นพระอาทิตย์ จะมีผลอย่างนี้ ฝันเห็นพาสมุทร จะมีผลอย่างนี้
ฝันเห็นขุนเขาสิเนรุราช จะมีผลอย่างนี้ ฝันเห็นช้าง จะมีผลอย่างนี้
หน้า 336
ข้อ 755
ฝันเห็นรถ จะมีผลอย่างนี้ ฝันเห็นพลเดินเท้า จะมีผลอย่างนี้ คน
ฝันเห็นหมู่เสนา จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์ จะมีผลอย่างนี้
ฝันเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ จะมีผลอย่างนี้ คนฝันเห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์
จะมีผลอย่างนี้ ฝันเห็นสระที่น่ารื่นรมย์ จะมีผลอย่างนี้ พวกชนที่
ทำนายฝัน ย่อมทำนายฝันอย่างนี้.
ว่าด้วยการทำนายลักษณะ
พวกชนที่ทำนายลักษณะ ย่อมทำนายลักษณะ คือลักษณะแก้ว
ลักษณะไม้เท้า ลักษณะผ้า ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะ
อาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะกุมารี ลักษณะกุมาร ลักษณะ
ทาสี ลักษณะทาส ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะ
โค ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกคุ่ม ลักษณะเหี้ย
ลักษณะช่อฟ้า ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค พวกชนที่ท่านายลักษณะ ย่อม
ทำนายลักษณะอย่างนี้.
ว่าด้วยการดูฤกษ์
พวกชนที่ดูฤกษ์ ย่อมตรวจดูฤกษ์ว่า ฤกษ์มีอยู่ ๒๘ ฤกษ์ งาน
มงคลขึ้นบ้านใหม่ พึงทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลผูกเครื่องประดับ พึงทำ
โดยฤกษ์นี้ งานมงคลแต่งงาน พึงทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลปลูกพืช พึง
ทำโดยฤกษ์นี้ งานมงคลอยู่เรือน พึงทำโดยฤกษ์นี้ พวกชนผู้ดูฤกษ์
ย่อมตรวจดูฤกษ์อย่างนี้.
หน้า 337
ข้อ 756
คำว่า ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทาย
ลักษณะ และการดูฤกษ์ ความว่า ไม่พึงประกอบ คือไม่พึงประพฤติ
ไม่พึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ไม่พึงยึดถือประพฤติ ซึ่งการทำอาถรรพณ์
การทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์ อีกอย่างหนึ่ง ไม่ควรยึด
ไม่ควรถือ ไม่ควรทรงจำไว้ ไม่ควรเข้าไปทรงจำไว้ ไม่ควรเข้าไปกำหนด
ไม่ควรประกอบ ซึ่งการทำอาถรรพณ์ การทำนายฝัน การทายลักษณะ
และการดูฤกษ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์
การทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์.
ว่าด้วยการทำนายเสียงนกและเนื้อ
[๗๕๖] เสียงเนื้อและเสียงนก เรียกว่าเสียร้อง ในคำว่า ภิกษุ
ผู้นับถือไม่พึงซ่องเสพการทายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์
และการรักษาโรค ความว่า พวกชนที่รู้เสียงเนื้อและนก ย่อมทำนายเสียง
เนื้อและนก คือย่อมรู้เสียงร้องเสียงเจรจากัน แห่งนกหรือสัตว์สี่เท้า พวก
ชนที่รู้เสียงเนื้อและนก ย่อมทำนายเสียงเนื้อและนกอย่างนี้.
ว่าด้วยครรภ์ไม่ตั้งด้วยเหตุ ๒ ประการ
พวกชนปรุงยาให้ตั้งครรภ์ ย่อมยังครรภ์ให้ตั้งขึ้น ครรภ์ย่อมไม่
ตั้งขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือด้วยเหล่าตัวสัตว์ ๑ ด้วยลมกำเริบ ๑ พวก
ชนที่ปรุงยาให้ตั้งครรภ์ ย่อมให้ยาเพื่อบำบัดเหล่าตัวสัตว์ หรือเพื่อบำบัด
ลมกำเริบ พวกชนที่ปรุงยาให้ตั้งครรภ์ ย่อมยังครรภ์ให้ตั้งขึ้นอย่างนี้.
หน้า 338
ข้อ 756
ว่าด้วยการรักษาโรค
ชื่อว่าการรักษาโรค ได้แก่การรักษาโรค ๕ อย่าง คือรักษาทางตา
รักษาทางผ่าตัด รักษาทางยา รักษาทางภูตผี รักษาทางกุมาร. คำว่า
ภิกษุผู้นับถือ คือภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้า ผู้นับถือพระธรรม ผู้นับถือ
พระสงฆ์ ภิกษุผู้นับถือนั้น ย่อมนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับบุคคลนั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้หลอกลวง กระด้าง พูด
เหลาะแหละ ชอบตกแต่ง มีมานะสูง เหมือนไม้อ้อ ไม่มีสมาธิ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่นับถือเรา เป็นผู้ปราศไปจาก
ธรรมวินัยนี้ และย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ไม่หลอกลวง ไม่พูดเหลาะ
แหละ มีปัญญา ไม่กระด้าง มีสมาธิดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น
ชื่อว่าเป็นผู้นับถือเรา เป็นผู้ไม่ปราศไปจากธรรมวินัย และย่อมถึงความ
เจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
พวกภิกษุผู้หลอกลวง กระด้าง พูดเหลาะแหละ ชอบ
เครื่องประดับ มีมานะสูงดังไม้อ้อ ไม่มีสมาธิ ภิกษุ
เหล่านั้น ย่อมไม่งอกงามในธรรมวินัยที่พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ส่วนพวกภิกษุผู้ไม่หลอกลวง
ไม่พูดเหลาะแหละ มีปัญญา ไม่กระด้าง มีสมาธิดี
หน้า 339
ข้อ 757, 758
ภิกษุเหล่านั้น ย่อมงอกงามในธรรมรินัยที่พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
คำว่า ภิกษุผู้นับถือ ไม่พึงซ่องเสพการทายเสียงสัตว์ร้อง การ
ปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค ความว่า ภิกษุผู้นับถือไม่พึงเสพ
ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงซ่องเสพเฉพาะ ไม่พึงประพฤติ ไม่พึงประพฤติ
โดยเอื้อเฟื้อ ไม่พึงยึดถือประพฤติ ซึ่งการทายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยา
ให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค อีกอย่างหนึ่ง ไม่พึงยึด ไม่พึงถือ ไม่พึง
ทรงไว้ ไม่พึงเข้าไปทรงไว้ ไม่พึงเข้าไปกำหนด ไม่พึงประกอบ ซึ่งการ
ทายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภิกษุผู้นับถือ ไม่พึงซ่องเสพการทา เสียงสัตว์ร้อง การปรุงยา
ให้ตั้งครรภ์ และการรักษาโรค เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสตอบว่า
ภิกษุผู้นับถือ ไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ การ
ทำนายฝัน การทายลักษณะ และการดูฤกษ์ ไม่พึง
ซ่องเสพการทายเสียงสัตว์ร้อง การปรุงยาให้ตั้งครรภ์
และการรักษาโรค.
[๗๕๗] ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความนินทา ถูกเขา
สรรเสริญแล้วไม่พึงฟูขึ้น พึงบรรเทาความโลภ พร้อม
กับความตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียด.
ว่าด้วยไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ
[๗๕๘] คำว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความนินทา ความว่า
หน้า 340
ข้อ 759, 760
คนบางพวกในโลกนี้ ย่อมนินทา ติเตียน ค่อนขอดภิกษุโดยชาติบ้าง
โดยโคตรบ้าง โดยความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง โดยความเป็นผู้มีรูปงาม
บ้าง โดยทรัพย์บ้าง โดยความเชื้อเชิญบ้าง โดยหน้าที่การงานบ้าง โดย
ศิลปศาสตร์บ้าง โดยวิทยฐานะบ้าง โดยการศึกษาบ้าง โดยปฏิภาณบ้าง
โดยวัตถุอื่น ๆ บ้าง ภิกษุถูกนินทาติเตียนค่อนขอดแล้ว ไม่พึงหวั่น
หวั่นไหว เอนเอียง สะดุ้ง ดิ้นรน กระวนกระวายกลัว ถึงความหวาด
เสียว คือไม่พึงเป็นผู้ขลาด ครั่นคร้าม หวาดเสียว หนีไป ในเพราะ
ความนินทา ติเตียน ค่อนขอด เสื่อมเสียเกียรติ ถูกกล่าวโทษพึงเป็น
ผู้ละความกลัวความขลาด ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพองอยู่ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความนินทา.
[๗๕๙] คำว่า ภิกษุถูกเขาสรรเสริญแล้วไม่พึงฟูขึ้น ความว่า
คนบางพวกในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณภิกษุ
โดยชาติบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอื่น ๆ บ้าง ภิกษุถูกเขาสรรเสริญ ชมเชย
ยกย่องพรรณนาคุณแล้ว ไม่ควรทำความฟูขึ้น ไม่ควรทำความกำเริบขึ้น
ไม่ควรทำความถือตัว ไม่ควรทำความกระด้าง คือไม่ควรเป็นผู้จองหอง
เป็นผู้ปั้นปึ่ง เป็นผู้หัวสูง เพราะความสรรเสริญ เพราะความชมเชย
เพราะความยกย่อง เพราะความพรรณนาคุณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ
ถูกเขาสรรเสริญแล้วไม่พึงฟูขึ้น.
ว่าด้วยความตระหนี่ ๕ ประการ
[๗๖๐] ชื่อว่า ความโลภ ในคำว่า พึงบรรเทาความโลภพร้อม
กับความตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียด ได้แก่ความโลภ
หน้า 341
ข้อ 760
กิริยาที่โลภ ความกำหนัดนัก กิริยาที่กำหนัดนัก ความเป็นผู้กำหนัดนัก
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ชื่อว่าความตระหนี่ คือความตระหนี่ ๕ ประการ
ได้แก่ความตระหนี่อาวาส ฯลฯ ความหวงไว้ นี้เรียกว่าความตระหนี่.
ชื่อว่าความโกรธ คือความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความ
ขุ่นเคือง ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความ
ชังทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ
ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความ
เป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความ
พิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความโกรธจนร้องไห้ ความ
ไม่แช่มชื่นแห่งจิต. คำว่า ความพูดส่อเสียด ความว่า บุคคลบางคน
ในโลกนี้ เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด คือได้ฟังจากข้างนี้แล้ว ไปบอกข้างโน้น
เพื่อทำลายคนหมู่นี้ หรือได้ฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลาย
คนหมู่โน้น เป็นผู้ทำลายคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง สนับสนุนคนที่แตกกัน
บ้าง ชอบคนที่เป็นก๊กกัน ยินดีคนที่เป็นก๊กกัน เพลินกับคนที่เป็น
ก๊กกัน เป็นผู้กล่าววาจาที่ทำให้เป็นก๊กกัน นี้เรียกว่าความเป็นผู้มีวาจา
ส่อเสียด อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยเหตุ ๒ ประการ
คือด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รัก ๑ มีความประสงค์ให้เขาแตกกัน ๑ บุคคล
นำคำส่อเสียดเข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างไร บุคคลนำคำส่อเสียด
เข้าไปด้วยความมุ่งหมายเป็นที่รักอย่างนี้ว่า เราจักเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ
เป็นผู้สนิท เป็นคนภายใน เป็นที่ดีใจของบุคคลนี้ บุคคลเป็นผู้มีความ
ประสงค์ให้เขาแตกกัน นำคำส่อเสียดเข้าไปอย่างไร บุคคลมีความประสงค์
ให้เขาแตกกันอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้พึงเป็นต่างกัน แยกกัน เป็นก๊กกัน
หน้า 342
ข้อ 761, 762
เป็นสองเหล่า เป็นสองพวก เป็นสองฝ่าย คนเหล่านี้พึงแตกกัน ไม่
ปรองดองกัน พึงอยู่ลำบากไม่ผาสุก ด้วยอุบายอย่างไร ดังนี้ บุคคลผู้มี
ความประสงค์ให้เขาแตกกัน นำคำส่อเสียดเข้าไปอย่างนี้.
คำว่า พึงบรรเทาความโลภ พร้อมกับความตระหนี่ ความโกรธ
และการพูดส่อเสียด ความว่า ภิกษุพึงบรรเทา พึงสละ กำจัด ทำให้
สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความโลภ ความตระหนี้ ความโกรธ และ
การพูดส่อเสียด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงบรรเทาความโลภ พร้อมกับ
ความตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียด เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความนินทา ถูกเขาสรร-
เสริญแล้วไม่พึงฟูขึ้น พึงบรรเทาความโลภ พร้อมกับ
ความตระหนี่ ความโกรธ และการพูดส่อเสียด.
[๗๖๑] ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย ไม่พึงทำกิเลส
เป็นเครื่องค่อนขอดในที่ไหน ๆ ไม่พึงเกี่ยวข้องในบ้าน
และไม่พึงพูดเลียบเคียงกะชน เพราะความอยากได้ลาภ.
[๗๖๒] คำว่า ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อการขาย ความว่า การ
ซื้อการขายเหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้ในวินัย การซื้อ
การขายเหล่านั้นมิได้ทรงพระประสงค์เอาในอรรถนี้ ภิกษุตั้งอยู่ในการซื้อ
การขายอย่างไร ภิกษุทำความลวง หรือปรารถนาความเจริญ ย่อมแลก
เปลี่ยนบาตรก็ดี จีวรก็ดี บริขารอื่นอะไรๆ ก็ดี กับสหธรรมิก ๕ จำพวก
ภิกษุตั้งอยู่ในการซื้อการขายอย่างนี้.
หน้า 343
ข้อ 763
ภิกษุไม่ตั้งอยู่ในการซื้อการขายอย่างไร ภิกษุไม่ทำความลวง
หรือไม่ปรารถนาความเจริญ ย่อมแลกเปลี่ยนบาตรก็ดี จีวรก็ดี บริขาร
อื่นอะไร ๆ ก็ดี กับสหธรรมิก ๕ จำพวก ภิกษุไม่ตั้งอยู่ในการซื้อขาย
อย่างนี้. คำว่า ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อ การขาย ความว่า ภิกษุไม่
พึงตั้งอยู่ ไม่พึงดำรงอยู่ในการซื้อ การขา พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้น
ไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งการซื้อการขาย พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ
ออกไป สลัด พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง กับการซื้อการขาย พึงเป็นผู้มีจิต
ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อ
การขาย.
ว่าด้วยกิเลส
[๗๖๓] คำว่า ภิกษุไม่พึงทำกิเลส เป็นเครื่องค่อนขอดในที่
ไหน ๆ ความว่า กิเลสเป็นเครื่องทำความค่อนขอดเป็นไฉน มีสมณ-
พราหมณ์บางพวกผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จักจิตผู้อื่น สมณพราหมณ์
พวกนั้น คนเห็นได้แต่ไกลบ้าง อยู่ใกล้ไม่ปรากฏบ้าง รู้จักจิตด้วยจิตบ้าง
พวกเทวดาผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จักจิตผู้อื่น เทวดาพวกนั้น คนเห็น
ได้แก่ไกลบ้าง อยู่ใกล้ไม่ปรากฏบ้าง รู้จักจิตด้วยจิตบ้าง สมณพราหมณ์
และเทวดาเหล่านั้น ย่อมค่อนขอดด้วยกิเลสหยาบบ้าง ด้วยกิเลสปานกลาง
บ้าง ด้วยกิเลสละเอียดบ้าง. กิเลสหยาบเป็นไฉน กายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต เหล่านี้เรียกว่า กิเลสหยาบ. กิเลสปานกลางเป็นไฉน กามวิตก
พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เหล่านั้นเรียกว่า กิเลสปานกลาง. กิเลสละเอียด
เป็นไฉน ความวิตกถึงญาติ ความวิตกถึงชนบท ความวิตกถึงอมรเทพ
หน้า 344
ข้อ 764
ความวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น ความวิตกอันปฏิสังยุต
ด้วยลาภสักการะ และความสรรเสริญ ความวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความ
ไม่ถูกดูหมิ่น วิตกเหล่านี้เรียกว่า กิเลสละเอียด.
สมณพราหมณ์และเทวดาเหล่านั้น พึงค่อนขอดด้วยกิเลสหยาบบ้าง
ด้วยกิเลสปานกลางบ้าง ด้วยกิเลสละเอียดบ้าง ภิกษุไม่พึงทำกิเลสเป็น
เครื่องค่อนขอด คือไม่ควรทำกิเลสทั้งหลาย อันเป็นเครื่องทำความค่อน-
ขอด ไม่ควรยังกิเลสเหล่านั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิด
เฉพาะ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสทั้งหลาย
อันเป็นเครื่องทำความค่อนขอด พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออกไป
สลัด พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลสอันเป็นเครื่องทำความค่อนขอด พึง
เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่. คำว่า ในที่ไหน ๆ คือในที่ไหนๆ
ในที่ทุกๆแห่ง ภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกบ้าง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงทำกิเลสเป็นเครื่องค่อนขอดในที่ไหน.
[๗๖๔] พึงทราบวินิจฉัยคำว่า ไม่พึงเกี่ยวข้องในบ้าน ดังต่อ
ไปนี้ ภิกษุย่อมเกี่ยวข้องในบ้านอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมอยู่
เกี่ยวข้อง ร่วมยินดี ร่วมเศร้าโศก กับพวกคฤหัสถ์ในบ้าน เมื่อพวก
คฤหัสถ์มีสุขก็สุขด้วย มีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย มีธุรกิจที่ต้องทำเกิดขึ้น ก็ถึง
ความช่วยเหลือด้วยตน ภิกษุย่อมเกี่ยวข้องในบ้านแม้อย่างนี้ อีกอย่าง
หนึ่ง เวลาเช้า ภิกษุนุ่งสบงแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังบ้านหรือ
นิคมเพื่อบิณฑบาต ไม่รักษากาย ไม่รักษาวาจา ไม่รักษาจิต ไม่
ตั้งสติมั่น ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอย่อมเกี่ยวข้องในที่นั้นๆ ย่อมรับในที่
หน้า 345
ข้อ 765
นั้น ๆ ย่อมติดอยู่ในที่นั้น ๆ ถึงความฉิบหายในที่นั้นๆ ภิกษุย่อมเกี่ยว-
ข้องในบ้านแม้อย่างนี้ ภิกษุย่อมไม่เกี่ยวข้องในบ้านอย่างไร ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่อยู่เกี่ยวข้อง ไม่ร่วมยินดี ไม่ร่วมเศร้าโศก กับพวก
คฤหัสถ์ในบ้าน เมื่อพวกคฤหัสถ์มีสุขก็มีสุขด้วย มีทุกข์ก็ไม่ทุกข์ด้วย
เมื่อมีธุรกิจที่ต้องทำเกิดขึ้น ก็ไม่ถึงความช่วยเหลือด้วยตน ภิกษุย่อมไม่
เกี่ยวข้องในบ้านแม้อย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง เวลาเช้าภิกษุนุ่งสบงแล้ว ถือ
บาตรและจีวรเข้าไปยังบ้านหรือนิคมเพื่อบิณฑบาต รักษากาย รักษาวาจา
รักษาจิต ตั้งสติมั่น สำรวมอินทรีย์ ย่อมไม่เกี่ยวข้องในที่นั้นๆ ย่อม
ไม่รับในที่นั้นๆ ย่อมไม่ติดอยู่ในที่นั้นๆ ไม่ถึงความฉิบหายในที่นั้น ๆ
ภิกษุย่อมไม่เกี่ยวข้องในบ้านแม้อย่างนี้.
คำว่า ไม่เกี่ยวข้องในบ้าน ความว่า ภิกษุไม่พึงเกี่ยวข้อง ไม่รับ
ไม่ติด ไม่พัวพันในบ้าน ไม่พึงเป็นผู้กำหนัดยินดีหลงใหลติดใจในบ้าน
พึงเป็นผู้หายกำหนัด ปราศจากกำหนัด สละกำหนัดเสียแล้ว ฯลฯ พึง
เป็นผู้มีตนดุจพรหมอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงเกี่ยวข้องในบ้าน.
ว่าด้วยการพูดเลียบเคียง
[๗๖๕] พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะชน
เพราะความอยากได้ลาภ ดังต่อไปนี้
การพูดเลียบเคียงเป็นไฉน การพูดหว่านล้อม การพูดเลียบเคียง
การพูดเลียบเคียงด้วยดี การพูดยกย่อง การพูดยกย่องด้วยดี การพูดผูก
พัน การพูดผูกพันด้วยดี การพูดอวดอ้าง การพูดอวดอ้างด้วยดี การ
พูดฝากรัก ความเป็นผู้พูดมุ่งให้เขารักตน ความเป็นผู้พูดเหลวไหลดังว่า
หน้า 346
ข้อ 765
แกงถั่ว ความเป็นผู้พูดประจบ ความเป็นผู้พูดแคะได้ (ดุจกินเนื้อหลัง
ผู้อื่น) ความเป็นผู้พูดอ่อนหวาน ความเป็นผู้พูดไพเราะ ความเป็นผู้พูด
ด้วยไมตรี ความเป็นผู้พูดไม่หยาบคายแก่ชนเหล่าอื่น แห่งภิกษุผู้มั่นหมาย
ลาภสักการะและความสรรเสริญ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนา
ครอบงำ เป็นผู้เห็นแก่อามิส หนักอยู่ในโลกธรรม กิริยานี้เรียกว่า
การพูดเลียบเคียง.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพูดเลียบเคียงกะชนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือตั้งตนต่ำ
ยกผู้อื่นสูง พูดเลียบเคียงกะชน ๑ ยกตนสูง ตั้งผู้อื่นต่ำ พูดเลียบเคียง
กะชน ๑.
ภิกษุตั้งตนต่ำ ยกผู้อื่นสูง พูดเลียบเคียงกะชนอย่างไร ภิกษุ
ตั้งตนต่ำ ยกผู้อื่นสูง พูดกะชนอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายมีอุปการะมาก
แก่ฉัน ฉันได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
เพราะอาศัยท่านทั้งหลาย แม้คนอื่น ๆ ย่อมสำคัญเพื่อจะให้หรือเพื่อจะทำ
แก่ฉัน คนเหล่านั้น อาศัยท่านทั้งหลาย เห็นแก่ท่านทั้งหลาย จึงให้
จึงทำแก่ฉัน แม้ชื่อเก่าเป็นของมารดาและบิดา ชื่อแม้นั้นของฉันหายลับ
ไป ฉันย่อมปรากฏเพราะท่านทั้งหลายว่า เป็นกุลุปกะของอุบาสกโน้น
เป็นกุลุปกะของอุบาสิกาโน้น ภิกษุตั้งตนต่ำ ยกผู้อื่นสูง พูดเลียบเคียง
กะชนอย่างนี้.
ภิกษุยกตนสูง ตั้งผู้อื่นต่ำ พูดเลียบเคียงกะชนอย่างไร ภิกษุ
ยกตนสูง ตั้งผู้อื่นต่ำ พูดเลียบเคียงกะชนแม้อย่างนี้ว่า ฉันมีอุปการะมาก
แก่พวกท่าน พวกท่านอาศัยฉันจึงถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ ถึงพระ-
ธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้น
หน้า 347
ข้อ 766
ขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท
เว้นขาดจากเหตุที่เป็นที่ตั้งแห่งความประมาทในเพราะดื่มน้ำเมา คือสุรา
และเมรัย ฉันย่อมบอกให้พระบาลี ย่อมบอกให้คำอธิบายพระบาลี ย่อม
บอกอุโบสถ ย่อมอำนวยการก่อสร้าง แก่ท่านทั้งหลาย ก็แต่เมื่อท่าน
ทั้งหลายลืมฉันเสียแล้ว ย่อมสักการะเคารพนับถือบูชาภิกษุเหล่าอื่น ภิกษุ
ยกตนสูง ตั้งผู้อื่นต่ำ พูดเลียบเคียงกะชนแม้อย่างนี้.
คำว่า ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะชนเพราะความอยากได้ลาภ ความ
ว่า ภิกษุเมื่อจะให้ลาภสำเร็จ ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะชน คือพึงละบรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งการพูดเลียบเคียงกะชน เป็นผู้งด เว้น
เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องการพูดเลียบเคียงเพราะ
เหตุแห่งลาภ เพราะการณะแห่งลาภ เพราะความบังเกิดขึ้นแห่งลาภ พึง
เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงพูดเลียบ-
เคียงกะชน เพราะความอยากได้ลาภ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงตั้งอยู่ในการซื้อขาย ไม่พึงทำกิเลสเป็น
เครื่องค่อนขอดในที่ไหนๆ ไม่พึงเกี่ยวข้องในบ้าน ไม่
พึงพูดเลียบเคียงกะชนเพราะความอยากได้ลาภ.
[๗๖๖] ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจามุ่งได้
ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง และไม่พึงกล่าวถ้อยคำ
แก่งแย่ง.
หน้า 348
ข้อ 767, 768
ว่าด้วยการพูดโอ้อวด
[๗๖๗] พึงทราบอธิบายในคำว่า ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด
ดังต่อไปนี้.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พูดโอ้อวด อวดอ้าง ภิกษุนั้น
ย่อมพูดโอ้อวด อวดอ้างว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลบ้าง ถึงพร้อม
ด้วยวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยชาติบ้าง ถึง
พร้อมด้วยโคตรบ้าง ถึงพร้อมด้วยความเป็นบุตรสกุลบ้าง ถึงพร้อมด้วย
ความเป็นผู้มีรูปงามบ้าง ถึงพร้อมด้วยทรัพย์บ้าง ถึงพร้อมด้วยความเชื้อ
เชิญบ้าง ถึงพร้อมด้วยหน้าที่การงานบ้าง ถึงพร้อมด้วยศิลปศาสตร์บ้าง
ถึงพร้อมด้วยวิทยฐานะบ้าง ถึงพร้อมด้วยการศึกษาบ้าง ถึงพร้อมด้วย
ปฏิภาณบ้าง ถึงพร้อมด้วยวัตถุอื่นๆบ้าง เราออกบวชจากสกุลสูงบ้าง
ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมากบ้าง ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติยิ่ง
ใหญ่บ้าง เป็นผู้ทรงจำพระสูตรบ้าง เป็นผู้ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็นพระ-
ธรรมกถึกบ้าง เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรบ้าง ฯลฯ เป็นผู้ได้เนวสัญญานา-
สัญญายตนสมาบัติบ้าง ภิกษุไม่พึงพูดโอ้อวดอย่างนี้ คือพึงละ บรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งความพูดโอ้อวด พึงเป็นผู้งด เว้น เว้น-
เฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับการพูดโอ้อวด พึงเป็น
ผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูด
โอ้อวด.
ว่าด้วยการกล่าววาจามุ่งได้
[๗๖๘] พึงทราบอธิบายในคำว่า ไม่พึงกล่าววาจามุ่งได้ ดัง
ต่อไปนี้
หน้า 349
ข้อ 769
วาจามุ่งได้เป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมกล่าววาจา
มุ่งได้จีวร กล่าววาจามุ่งได้บิณฑบาต กล่าววาจามุ่งได้เสนาสนะ กล่าว
วาจามุ่งได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร วาจานี้เรียกว่า วาจามุ่งได้. อีกอย่าง
หนึ่ง ภิกษุพูดจริงบ้าง พูดเท็จบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง พูดไม่ส่อเสียดบ้าง
พูดหยาบบ้าง พูดไม่หยาบบ้าง พูดเพ้อเจ้อบ้าง พูดไม่เพ้อเจ้อบ้าง พูด
ด้วยปัญญาบ้าง เพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุ
แห่งเสนาสนะ เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้วาจานี้ก็เรียกว่า
วาจามุ่งได้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุมีจิตเลื่อมใส แสดงธรรมแก่ชนทั้งหลาย
อื่นด้วยคิดว่า โอหนอ ขอชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ครั้นฟังแล้ว
พึงเลื่อมใสธรรม ครั้นเลื่อมใสแล้วพึงทำอาการของคนผู้เลื่อมใสต่อเรา
วาจานี้ก็เรียกว่า วาจามุ่งได้.
คำว่า ไม่พึงกล่าววาจามุ่งได้ ความว่า ภิกษุไม่พึงกล่าว ไม่พึง
บอก ไม่พึงพูด ไม่พึงแสดง ไม่พึงแถลงวาจามุ่งได้ ตลอดถึงวาจาแสดง
ธรรมเป็นที่สุด คือพึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่ง
วาจามุ่งได้ พึงเป็นผู้งดเว้น เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่
เกี่ยวข้องกับวาจามุ่งได้ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ไม่พึงกล่าววาจามุ่งได้.
ว่าด้วยความคะนอง ๓ อย่าง
[๗๖๙] ชื่อว่า ความคะนอง ในคำว่า ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้
คะนอง ได้แก่ความคะนอง ๓ อย่าง คือความคะนองทางกาย ๑ ความ
คะนองทางวาจา ๑ ความคะนองทางใจ ๑
หน้า 350
ข้อ 769
ความคะนองทางกายเป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ใน
สงฆ์ก็ดี อยู่ในคณะก็ดี อยู่ในโรงฉันก็ดี อยู่ในเรือนไฟก็ดี อยู่ที่ท่าน้ำ
ก็ดี กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านก็ดี เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วก็ดี ก็แสดง
ความคะนองทางกาย.
ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางกายอย่างไร ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในสงฆ์ ไม่ทำความยำเกรง ยืนเบียดพวกภิกษุที่เป็น
เถระบ้าง นั่งเบียดพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง นั่งบังหน้า
บ้าง นั่งบนอาสนะสูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะตนบ้าง (ยืนตัวแข็ง) ยืนไม่ก้ม
พูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางกาย
อย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในคณะ ไม่ทำความยำเกรง เมื่อพวกภิกษุที่เป็นเถระ
ไม่สวมรองเท้าเดินอยู่ ก็สวมรองเท้าเดินไป เมื่อพวกภิกษุที่เป็นเถระเดิน
อยู่ในที่จงกรมต่ำ ก็เดินในที่จงกรมสูง เมื่อพวกภิกษุที่เป็นเถระเดินอยู่
บนแผ่นดิน ก็เดินในที่จงกรม ยืนเบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง ยืนบังหน้า
บ้าง นั่งบังหน้าบ้าง นั่งบนอาสนะสูงบ้าง นั่งคลุมศีรษะตนบ้าง ยืนตัว
แข็งพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทาง
กายอย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในโรงฉันแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ภิกษุบาง
รูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ในโรงฉัน ไม่ทำความยำเกรง นั่งแทรกแซงพวก
ภิกษุที่เป็นเถระบ้าง นั่งกีดกันอาสนะพวกภิกษุที่เป็นนวกะบ้าง ยืนเบียด
บ้าง นั่งเบียดบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง นั่งบังหน้าบ้าง นั่งบนอาสนะสูงบ้าง
หน้า 351
ข้อ 769
นั่งคลุมศีรษะตนบ้าง ยืนตัวแข็งพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ใน
โรงฉันแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในเรือนไฟแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ภิกษุบาง
รูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ในเรือนไฟ ไม่ทำความยำเกรง ยืนเบียดพวกภิกษุ
ที่เป็นเถระบ้าง นั่งเบียดพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ยืนบังหน้าบ้าง นั่งบัง
หน้าบ้าง นั่งบนอาสนะสูงบ้าง ไม่บอกก่อนแล้วใส่ฟืนบ้าง ไม่บอกก่อน
แล้วปิดประตูบ้าง. ภิกษุอยู่ในเรือนไฟแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้.
ภิกษุอยู่ที่ท่าน้ำแสดงความคะนองทางกายอย่างไร ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ที่ท่าน้ำ ไม่ทำความยำเกรง ลงเบียดพวกภิกษุที่เป็น
เถระบ้าง ลงข้างหน้าบ้าง อาบเบียดบ้าง อาบข้างหน้าบ้าง อาบข้าง
เหมือน้ำบ้าง ขึ้นเบียดบ้าง ขึ้นข้างหน้าบ้าง ขึ้นข้างเหมือน้ำบ้าง ภิกษุ
อยู่ที่ท่าน้ำแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้.
ภิกษุกำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน แสดงความคะนองทางกาย
อย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน ไม่ทำ
ความยำเกรง เดินเบียดพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง เดินข้างหน้าบ้าง เดิน
ขึ้นหน้าพวกภิกษุที่เป็นเถระบ้าง ภิกษุกำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน แสดง
ความคะนองทางกายอย่างนี้.
ภิกษุเข้าไปในละแวกบ้านแล้ว แสดงความคะนองทางกายอย่างไร
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว เมื่อเขาไม่บอกว่า
เข้าไปเถิด พระคุณเจ้า ก็เข้าไป เมื่อเขาไม่บอกว่า ยืนอยู่เถิด พระคุณเจ้า
ก็ยืน เมื่อเขาไม่บอกว่า นั่งเถิด พระคุณเถิด ก็นั่ง เข้าไปสู่ที่เป็นโอกาส
หน้า 352
ข้อ 769
ไม่ควรบ้าง ยืนอยู่ในที่เป็นโอกาสไม่ควรบ้าง นั่งอยู่ในที่เป็นโอกาสไม่
ควรบ้าง ถลันเข้าไปในห้องเล็กลับปิดบังของสกุล อันเป็นที่นั่งอยู่แห่ง
พวกหญิงของสกุล ธิดาของสกุล สะใภ้ของสกุล กุมารีของสกุลบ้าง ภิกษุ
เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วแสดงความคะนองทางกายอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความ
คะนองทางกาย.
ความคะนองทางวาจาเป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ใน
สงฆ์ก็ดี อยู่ในคณะก็ดี เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้วก็ดี ก็แสดงความคะนอง
ทางวาจา.
ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในสงฆ์ไม่ทำความยำเกรง ไม่นอกพวกภิกษุที่เป็น
เถระก่อน หรืออันพวกภิกษุที่เป็นเถระไม่เชื้อเชิญ ก็แสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง สวดปาติโมกข์เอง ยืนตัวแข็งพูด
บ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในสงฆ์แสดงความคะนองทางวาจา
อย่างนี้.
ภิกษุอยู่ในคณะแสดงความคะนองทางวาจาอย่างไร ภิกษุบางรูป
ในธรรมวินัยนี้ อยู่ในคณะไม่แสดงความยำเกรง ไม่บอกพวกภิกษุที่เป็น
เถระก่อน หรืออันพวกภิกษุที่เป็นเถระไม่เชื้อเชิญ ก็แสดงธรรมแก่ภิกษุ
ทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แก้ปัญหาเอง ยืนตัวแข็ง พูดบ้าง แกว่งแขนพูด
บ้าง แสดงธรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แสดงธรรมแก่อุบาสก
ทั้งหลายที่อยู่ในอาราม แสดงธรรมแก่อุบาสิกาทั้งหลายที่อยู่ในอาราม
แก้ปัญหาเอง ยืนตัวแข็งพูดบ้าง แกว่งแขนพูดบ้าง ภิกษุอยู่ในคณะ
แสดงความคะนองทางวาจาอย่างนี้.
หน้า 353
ข้อ 769
ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว แสดงความคะนองทางวาจา
อย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว พูดกะ
สตรีบ้าง กุมารีบ้าง และพูดฟุ้งไปว่า ดูก่อนหญิงมีชื่ออย่างนี้ มีโคตร
อย่างนี้ สิ่งอะไรมีหรือ ยาคูมีไหม ภัตมีไหม ของควรเคี้ยวมีไหม พวก
เราจักดื่มอะไร จักฉันอะไร จักเคี้ยวอะไร สิ่งอะไรมีหรือ หรือพวกท่าน
จะให้อะไรแก่เรา ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว แสดงความคะนองทาง
วาจาอย่างนี้ นี้ชื่อว่าความคะนองทางวาจา.
ความคะนองทางใจเป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ใช่
เป็นผู้ออกบวชจากสกุลสูง ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจาก
สกุลสูง ไม่ใช่เป็นผู้ออกบวชจากสกุลใหญ่ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุ
ที่ออกบวชจากสกุลใหญ่ ไม่ใช่เป็นผู้ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมาก
ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติมาก ไม่ใช่
เป็นผู้ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่ ก็มีจิตวางตนเหมือนกับภิกษุ
ที่ออกบวชจากสกุลมีโภคสมบัติยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เป็นผู้ทรงจำพระสูตร ก็มี
จิตวางตนเหมือนกับภิกษุที่ทรงจำพระสูตร ไม่ใช่เป็นผู้ทรงวินัย...ไม่ใช่
เป็นพระธรรมกถึก ... ไม่ใช่เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร . .. ไม่ใช่เป็นผู้ถือ
เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร.. . ไม่ใช่เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร. . . ไม่ใช่
เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร... ไม่ใช่เป็นผู้ถือไม่
ฉันภัตหนหลังเป็นวัตร. ..ไม่ใช่เป็นผู้ถือเนสัชชิกธุดงค์เป็นวัตร. . .ไม่ใช่
เป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไรเป็นวัตร... ไม่ใช่เป็นผู้ได้ปฐม-
ฌาน... ไม่ใช่เป็นผู้ได้ทุติยฌาน... ไม่ใช่เป็นผู้ได้ตติยฌาน... ไม่ใช่เป็น
ผู้ได้จตุตถฌาน...ไม่ใช่เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ... ไม่ใช่เป็น
หน้า 354
ข้อ 770
ผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ...ไม่ใช่เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ...
ไม่ใช่เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญาตนสมาบัติ ก็มีจิตวางตนเหมือนภิกษุ
ผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าความคะนองทางใจ.
คำว่า ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง คือภิกษุไม่พึงศึกษา ไม่พึง
ประพฤติเอื้อเฟื้อ ไม่พึงประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี ไม่พึงสมาทานประพฤติ
ซึ่งความเป็นผู้คะนอง คือพึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี
ซึ่งความเป็นผู้คะนอง พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ. ออก สลัดออก
พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้คะนอง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดน
กิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง.
[๗๗๐] พึงทราบอธิบายในคำว่า ไม่พึงกล่าวคำแก่งแย่ง ดัง
ต่อไปนี้
ถ้อยคำแก่งแย่งเป็นไฉน ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้กล่าว
ถ้อยคำเห็นปานนี้ว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขถ้าท่าน
สามารถ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ เมื่อ
ถ้อยคำที่แก่งแย่งกันมีอยู่ ก็ต้องพูดมาก เมื่อพูดมาก ก็ต้องมีความฟุ้งซ่าน
เมื่อฟุ้งซ่าน ความไม่สำรวมก็ต้องมี เมื่อไม่สำรวม จิตก็ห่างไกลจาก
สมาธิ ดังนี้.
คำว่า ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่ง ความว่า ไม่พึงกล่าว พูด
แสดง แถลง ถ้อยคำแก่งแย่ง พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความ
ไม่มี ซึ่งถ้อยคำแก่งแย่ง พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก
พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับถ้อยคำแก่งแย่ง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลส
หน้า 355
ข้อ 771, 772
อยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงกล่าว ถ้อยคำแก่งแย่ง เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจามุ่งได้
ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง และไม่พึงกล่าวถ้อยคำ
แก่งแย่ง.
[๗๗๑] ภิกษุพึงเว้นจากความพูดเท็จ เมื่อรู้สึกตัว ไม่พึงทำ
ความโอ้อวด อนึ่ง ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่น ด้วยความเป็น
อยู่ด้วยปัญญา ด้วยศีลและวัตร.
ว่าด้วยมุสาวาทมีด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ
[๗๗๒] คำว่า พึงเว้นจากความพูดเท็จ ความว่า มุสาวาทเรียกว่า
ความพูดเท็จ บุคคลบางคนในโลกนี้ อยู่ในสภาก็ดี อยู่ในที่ประชุมชน
ก็ดี ฯลฯ เป็นผู้กล่าวคำเท็จทั้งที่รู้สึกตัว เพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อย
บ้าง นี้เรียกว่าความพูดเท็จ.
อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อย่าง คือในเบื้องต้น
บุคคลนั้นก็มีความรู้ว่า เราจักพูดเท็จ ๑ เมื่อกำลังพูดอยู่ก็รู้ว่า เรากำลัง
พูดเท็จ ๑ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่า เราพูดเท็จแล้ว ๑ มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ
๓ อย่างนี้.
อนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๔ ด้วยอาการ ๕ ด้วยอาการ ๖
ด้วยอาการ ๗ ด้วยอาการ ๘ คือในเบื้องต้น บุคคลนั้นก็มีความรู้ว่า
เราจักพูดเท็จ ๑ เมื่อกำลังพูดอยู่ก็รู้ว่า เรากำลังพูดเท็จ ๑ เมื่อพูดแล้ว
หน้า 356
ข้อ 773, 774
ก็รู้ว่า เราพูดเท็จแล้ว ๑ ปกปิดทิฏฐิ ๑ ปกปิดความควร ๑ ปกปิด
ความชอบใจ ๑ ปกปิดสัญญา ๑ ปกปิดความจริง ๑ มุสาวาทย่อมมีด้วย
อาการ ๘ อย่างนี้.
คำว่า พึงเว้นจากความพูดเท็จ ความว่า ภิกษุพึงเว้นจากความ
พูดเท็จ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความพูดเท็จ
เป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องความ
พูดเท็จ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึง
พ้นจากความพูดเท็จ.
[๗๗๓] คำว่า เมื่อรู้สึกตัว ไม่พึงทำความโอ้อวด ความว่า ความ
เป็นผู้โอ้อวดเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้
อวดอ้างความโอ้อวด กิริยาที่โอ้อวด ความเป็นผู้โอ้อวด ความเป็นผู้
กระด้าง กิริยาที่กระด้าง ความเป็นผู้เห่อ กิริยาที่เห่อ ที่มีในบุคคลนั้น
ลักษณะนี้เรียกว่าความเป็นผู้โอ้อวด.
คำว่า เมื่อรู้สึกตัว ไม่พึงทำความโอ้อวด ความว่า เมื่อเป็นผู้รู้สึก
ตัว ไม่พึงทำความเป็นผู้โอ้อวด ไม่พึงยังความโอ้อวดให้เกิด ไม่ให้เกิด
พร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป
ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออก
สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องความเป็นผู้โอ้อวด พึงเป็นผู้มีจิตปราศจาก
แดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อรู้สึกตัว ไม่พึงทำความโอ้อวด.
[๗๗๔] ศัพท์ว่า อถ ในคำว่า อนึ่ง ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วย
ความเป็นอยู่ด้วยปัญญา ด้วยศีลและวัตร ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯลฯ ศัพท์ว่า
หน้า 357
ข้อ 774
อถ นี้เป็นไปตามลำดับบท. ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นอยู่อย่าง
เศร้าหมอง ย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่อย่างประณีตว่า ก็ภิกษุนี้ ทำไม่
จึงมีความเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย ย่อมได้ฉันพืชทั้งปวง คือพืชแต่ราก พืช
แต่ลำต้น พืชแต่ผล พืชแต่ยอด พืชแต่พืชเป็นที่ ๕ ภิกษุนี้ข้าม (ทุกข์)
ไม่ได้แล้วเพราะความที่ตนมีความเพียร เสมอด้วยฟ้าแลบและพะเนินเหล็ก
ภิกษุนั้นย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่อย่างประณีต ด้วยความเป็นอยู่เศร้า-
หมอง ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นอยู่อย่างประณีต ย่อมดูหมิ่นภิกษุ
อื่นที่เป็นอยู่อย่างเศร้าหมองว่า ภิกษุนี้ทำไมจึงมีบุญน้อย มีศักดิ์น้อย
ไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุนั้น
ย่อมดูหมิ่นภิกษุอื่นที่เป็นอยู่อย่างเศร้าหมอง ด้วยความเป็นอยู่อย่าง
ประณีต.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ใครถาม
ปัญหาแล้ว ก็แก้ได้ เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
ปัญญา ส่วนภิกษุอื่นเหล่าอื่น ไม่ถึงพร้อมด้วยปัญญา เธอก็ดูหมิ่นภิกษุ
อื่น ด้วยความถึงพร้อมด้วยปัญญานั้น.
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมแล้ว
ด้วยความสำรวมในปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ
เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย เธอมีความดำริอย่างนี้ เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ส่วนภิกษุอื่น
เหล่านี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม เธอก็ดูหมิ่นภิกษุอื่นด้วยความถึงพร้อม
ด้วยศีลนั้น.
หน้า 358
ข้อ 775
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร คือเป็นผู้ถือ
อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ถือทรงผ้าบังสกุล
เป็นวัตร เป็นผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตาม
ลำดับตรอกเป็นวัตร เป็นผู้ถือไม่ฉันภัตหนหลังเป็นวัตร เป็นผู้ถือ
เนสัชชิกธุดงค์เป็นวัตร หรือเป็นผู้ถืออยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไร
เป็นวัตร เธอมีความดำริอย่างนี้ เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร ส่วนภิกษุ
อื่นเหล่านี้ ไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร เธอก็ดูหมิ่นภิกษุอื่นด้วยความถึง
พร้อมด้วยวัตรนั้น.
คำว่า อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ ด้วยปัญญา ด้วย
ศีลและวัตร ความว่า ไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ประณีต
ด้วยความถึงพร้อมด้วยปัญญา ด้วยความถึงพร้อมด้วยศีล หรือด้วยความ
ถึงพร้อมด้วยวัตร คือไม่พึงให้ความถือตัวเกิดขึ้นด้วยความเป็นอยู่เป็นต้น
นั้น ไม่พึงเป็นผู้หัวดื้อ หัวแข็ง หัวสูง ด้วยความเป็นอยู่เป็นต้นนั้น
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ด้วยปัญญา
ด้วยศีลและวัตร เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุพึงเว้นจากความพูดเท็จ เมื่อรู้สึกตัว ไม่พึงทำ
ความโอ้อวด อนึ่ง ภิกษุไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็น
อยู่ด้วยปัญญา ด้วยศีลและวัตร.
[๗๗๕] ภิกษุถูกประทุษร้าย ได้ฟังวาจามากของพวกสมณะ
หรือของพวกคนผู้มีถ้อยลำมาก ไม่พึงโต้ตอบกะคน
หน้า 359
ข้อ 776, 777
เหล่านั้นด้วยคำหยาบ เพราะภิกษุผู้สงบ ย่อมไม่ทำ
ผู้อื่นให้เป็นศัตรู.
[๗๗๖] คำว่า ถูกประทุษร้าย ในคำว่าภิกษุถูกประทุษร้าย ได้
ฟังวาจามากของพวกสมณะ หรือของพวกคนผู้มีถ้อยคำมาก ความว่า
คนอื่นประทุษร้าย ด่า เสียดสี เหยียดหยาม ติเตียน ค่อนว่าเข้าแล้ว.
คำว่า ของพวกสมณะ คือพวกชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้เข้าถึงการบวช
ยอมตัวบวช ในภายนอกแต่ศาสนานี้. คำว่า ของพวกคนผู้มีถ้อยคำมาก
คือพวกกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา
มนุษย์ ชนเหล่านั้นพึงด่า บริภาษ ติเตียน สาปแช่ง เบียดเบียน ย่ำยี
ให้ฆ่า เข้าไปฆ่าเอง ทำความเข้าไปฆ่า ด้วยวาจาเป็นอันมาก อันไม่น่า
ปรารถนารักใคร่ชอบใจ ภิกษุได้ฟัง ได้ยิน จำไว้ เข้าไปทรงจำไว้
กำหนดแล้วซึ่งวาจามาก ของชนเหล่านั้น อันไม่น่าปรารถนารักใคร่
ชอบใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุถูกประทุษร้าย ได้ฟังวาจาของพวก
สมณะ หรือของพวกคนผู้มีถ้อยคำมาก.
[๗๗๗] คำว่า ด้วยคำหยาบ ในคำว่า ไม่พึงโต้ตอบกะคน
เหล่านั้นด้วยคำหยาบ ความว่า ด้วยคำหยาบคาย. คำว่า ไม่พึงโต้ตอบ
คือไม่พึงกล่าวตอบ ไม่พึงด่าตอบคนที่ด่า ไม่พึงแช่งตอบคนที่แช่ง ไม่
พึงขัดเคืองตอบคนที่ขัดเคือง ไม่พึงทำความทะเลาะ ไม่พึงทำความ
ขัดเคือง ไม่พึงทำความแก่งแย่ง ไม่พึงทำความวิวาท ไม่พึงทำความ
ทุ่มเถียง พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความทะเลาะ
ความขัดเคือง ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง พึงงด เว้น
เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องกับความทะเลาะ ความ
หน้า 360
ข้อ 778, 779, 780
ขัดเคือง ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง พึงเป็นผู้มีจิต
ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงโต้ตอบกะคนเหล่านั้น
ด้วยคำหยาบ.
[๗๗๘] คำว่า ผู้สงบ ในคำว่า เพราะภิกษุผู้สงบย่อมไม่ทำผู้
อื่นให้เป็นศัตรู ความว่า ภิกษุชื่อว่าผู้สงบ เข้าไปสงบ สงัด ดับ ระงับ
เพราะราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิ-
สังขารทั้งปวง เป็นบาปธรรมสงบ ถึงความสงบ สงัด ไหม้ ดับ หายไป
ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้สงบ. คำว่า ภิกษุผู้สงบ ย่อมไม่ทำ
ผู้อื่นให้เป็นศัตรู ความว่า ภิกษุผู้สงบ ย่อมไม่ทำผู้อื่นให้เป็นศัตรู ให้
เป็นข้าศึก ให้เป็นเวร ให้เป็นปฏิปักษ์ คือไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม
ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุผู้สงบ ย่อม
ไม่ทำผู้อื่นให้เป็นศัตรู เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุถูกประทุษร้าย ได้ฟังวาจามากของพวกสมณะ
หรือของพวกคนผู้มีถ้อยคำมาก ไม่พึงโต้ตอบกะชน
เหล่านั้นด้วยคำหยาบ เพราะภิกษุผู้สงบ ย่อมไม่ทำผู้อื่น
ให้เป็นศัตรู.
[๗๗๙] ก็ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้วค้นคว้าอยู่ พึงเป็นผู้มีสติ ศึกษา
ในกาลทุกเมื่อ ภิกษุรู้ความดับว่าเป็นความสงบแล้ว ไม่
พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม.
[๗๘๐] คำว่า นั้น ในคำว่า ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้ว คือธรรมที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส บอก ทรงแสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
หน้า 361
ข้อ 781
ทำให้ตื่นประกาศแล้ว. คำว่า รู้ธรรมนั้นแล้ว ความว่า รู้ พิจารณา
เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้
จึงชื่อว่ารู้ธรรมนั้นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง รู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง
ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว ซึ่งธรรมอันเสมอ ธรรมอันไม่เสมอ ธรรมเป็นทาง
ธรรมไม่เป็นทาง ธรรมมีโทษ ธรรมไม่มีโทษ ธรรมเลว ธรรมประณีต
ธรรมดำ ธรรมขาว ธรรมที่วิญญูชนติเตียน ธรรมที่วิญญูชนสรรเสริญ
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่ารู้ธรรมนั้นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง รู้ ทราบ
พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว ซึ่งความปฏิบัติชอบ
ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตาม
ประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำความ
บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความหมั่นประกอบความเพียรเป็น
เครื่องตื่นอยู่ สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน ธรรม
เป็นข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงนิพพาน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่ารู้
ธรรมนั้นแล้ว.
[๗๘๑] คำว่า ค้นคว้าอยู่ ในคำว่า ภิกษุค้นคว้าอยู่ พึงเป็น
ผู้มีติ ศึกษาในกาลทุกเมื่อ ความว่า ค้นคว้าอยู่ คือค้นหา พิจารณา
เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็น
ธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ค้นคว้าอยู่. คำว่า ในกาลทุกเมื่อ คือ
ในกาลทุกเมื่อ ในกาลทั้งปวง ตลอดกาลทั้งปวง ฯลฯ ในตอนวัยหลัง
หน้า 362
ข้อ 782, 783
คำว่า มีสติ คือมีสติโดยเหตุ ๔ อย่าง คือเมื่อเจริญสติปัฏฐานพิจารณา
กายในกาย ก็มีสติ ฯลฯ ภิกษุนั้นเรียกว่าเป็นผู้มีสติ. คำว่า พึงศึกษา
ความว่า สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯลฯ
นี้ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา ภิกษุนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้อยู่ ก็พึงศึกษา ฯลฯ
พึงศึกษา คือพึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทาน
ประพฤติไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุค้นคว้าอยู่ พึงเป็นผู้มีสติ ศึกษา
ในกาลทุกเมื่อ.
[๗๘๒] คำว่า รู้ความดับว่าเป็นความสงบแล้ว ความว่า รู้ ทราบ
พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว ซึ่งความดับราคะ
โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ว่าเป็นความสงบ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ความดับว่าเป็นความสงบแล้ว.
[๗๘๓] คำว่า ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ความว่า
ในศาสนาของพระโคดม คือในพุทธศาสนา ในศาสนาของพระชินเจ้า
ในศาสนาของพระตถาคต ในศาสนาของท่านผู้เป็นเทพ ในศาสนาของ
พระอรหันต์. คำว่า ไม่พึงประมาท ความว่า พึงเป็นผู้ทำโดยเอื้อเฟื้อ ทำ
ติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอดธุระ
ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ฝ่ายกุศล ความพอใจ ความพยายาม
ความอุตสาหะ ความเป็นผุ้ขยัน ความเป็นผู้มีเรี่ยวแรง ความไม่ถอยกลับ
ความระลึกได้ ความรู้สึกตัว ความเพียรเป็นเครื่องให้กิเลสร้อนทั่ว
ความเพียรอันพึงตั้งไว้ ความตั้งใจ ความหมั่นประกอบในกุศลธรรมนั้น
ว่า เมื่อไรเราพึงยังศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ ฯลฯ เมื่อไรเรา
พึงยังสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ที่ยังไม่
หน้า 363
ข้อ 784, 785, 786
บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ เมื่อไรเราฟังกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ก็ดี พึง
ละกิเลสทั้งหลายที่ยังละไม่ได้ก็ดี พึงเจริญมรรคที่ยังไม่เจริญก็ดี พึงทำ
ให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยังไม่ทำให้แจ้งแล้วก็ดี ชื่อว่าความไม่ประมาทในธรรม
ทั้งหลายฝ่ายกุศล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงประมาทในศาสนาของ
พระโคดม เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้วค้นคว้าอยู่ พึงเป็นผู้มีสติ ศึกษา
ในกาลทุกเมื่อ ภิกษุรู้ความดังว่าเป็นความสงบแล้ว ไม่
พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม.
[๗๘๔] ก็ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ไม่ถูกครองงำได้เห็นแล้ว
ซึ่งสักขิธรรมโดยไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นแหละ
ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระผู้มีพระภาค
เจ้านั้น นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้.
[๗๘๕] คำว่า ก็ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ไม่ถูกครอบงำ ความว่า
ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำ เพราะครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ เป็นผู้ไม่ถูกกิเลสอะไรครอบงำ อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ครอบงำ
เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง อันให้เกิดในภพใหม่ ให้มี
ความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์อันเป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะ
ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ไม่ถูกครอบงำ.
[๗๘๖] คำว่า ซึ่งสักขิธรรม ในคำว่า ได้เห็นแล้วซึ่งสักขิธรรม
โดยไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่น ความว่า ได้เห็น เห็นทั่ว พบเห็น แทงตลอด
หน้า 364
ข้อ 787, 788
แล้วซึ่งธรรมที่ประจักษ์แก่ตน อันตนรู้ยิ่งเอง มิใช่โดยต้องเชื่อต่อผู้อื่นว่า
ธรรมนี้เป็นดังนี้ ธรรมนี้เป็นดังนี้ มิใช่โดยได้ฟังต่อ ๆ กันมา มิใช่โดย
ถือตามลำดับสืบ ๆ กันมา มิใช่โดยได้อ้างตำรา มิใช่โดยนึกเดาเอาเอง
มิใช่โดยคาดคะเนเอา มิใช่โดยได้ตรึกตามอาการ มิใช่โดยเห็นว่าควรแก่
ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้เห็นแล้วซึ่งสักขิธรรมโดยไม่ต้อง
เชื่อต่อผู้อื่น.
[๗๘๗] คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้นแหละ...
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ความว่า เพราะฉะนั้น เพราะ
การณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น. คำว่า
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ความว่า ในศาสนาของพระผู้มี
พระภาคเจ้านั้น คือในศาสนาของพระโคดม ในพุทธศาสนา ในศาสนา
ของพระชินเจ้า ในศาสนาของพระตถาคต ในศาสนาของท่านผู้เป็นเทพ
ในศาสนาของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้นแหละ...
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
[๗๘๘] คำว่า พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ในคำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้
ไม่ประมาท นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสดังนี้ ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ทำโดยความเคารพ ฯลฯ ไม่
ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล. คำว่า ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทุกเมื่อ
ในกาลทั้งปวง ฯลฯ ในตอนวัยหลัง. คำว่า นมัสการอยู่ ความว่า นมัสการ
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิต
ด้วยปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์หรือด้วยความปฏิบัติธรรม. คำว่า พึงหมั่น
ศึกษา ความว่า สิกขา ๓ คืออธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
หน้า 365
ข้อ 788
ฯลฯ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา. ภิกษุนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้อยู่ ฯลฯ ทำให้
แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งอยู่ ก็พึงศึกษา พึงประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี
สมาทานประพฤติ. คำว่า ภควา เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ ฯลฯ
เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาท...
นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ไม่ถูกครอบงำ ได้เห็นแล้ว
ซึ่งสักขิธรรมโดยไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นแหละ
ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระผู้มีพระภาค-
เจ้านั้น นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล.
จบตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔
อรรถกถาตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔ ดังต่อไปนี้.
แม้บทว่า ปุจฺฉามิ ตํ นี้ ในมหาสมัยนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงประกาศความนั้นแก่เทวดาทั้งหลายบางพวก ผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า
การปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตเป็นอย่างไรหนอ จึงทรงให้พระพุทธนิมิต
ตรัสถามพระองค์ แล้วตรัสโดยนัยก่อนนั่นแล.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความคาถาที่เป็นคำถามต้นก่อน ท่าน
จำแนกคำถามด้วย อทิฏฐโชตนาปุจฉา เป็นต้น ไว้ในบทนี้ว่า ปุจฺฉามิ
หน้า 366
ข้อ 788
ข้าพระองค์ขอทูลถามดังนี้. บทว่า อาทิจฺจพนฺธุ คือผู้เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์. บทว่า วิเวกํ สนฺติปทญฺจ ได้แก่ ผู้สงัด และผู้ดำเนิน
สู่ความสงบ. บทว่า กถํ ทิสฺวา คือภิกษุเห็นอย่างไรแล้ว. ท่านอธิบายว่า
เป็นผู้เห็นความเป็นไปอย่างไร.
บทว่า ติสฺโส ปุจฺฉา คำถามมี ๓ คำถาม เป็นการกำหนดจำนวน.
คำถามเพื่อทำสิ่งที่ยังไม่เห็น ยังไม่แทงตลอดให้ปรากฏ ชื่อว่า
อทิฏฐโชตนาปุจฉา.
คำถามเพื่อเทียบเคียงสิ่งที่เห็นแล้วด้วยญาณจักษุ ชื่อว่า ทิฏฐสัง-
สันทนาปุจฉา.
คำถามเพื่อตัดความสงสัย ชื่อว่า วิมติจเฉทนาปุจฉา.
บทว่า ปกติยา ลกฺขณํ อาตํ คือ ลักษณะที่แท้ของธรรมทั้งหลาย
ที่ยังไม่รู้โดยปกติ. บทว่า อทิฏฺํ คือ ไม่เห็น.
บทว่า อตุลิตํ ไม่พิจารณา คือไม่พิจารณาดุจพิจารณาด้วยเครื่องชั่ง.
บทว่า อติริตํ ไม่เทียบเคียง คือไม่เทียบเคียงด้วยการไตร่ตรอง.
บทว่า อวิภูตํ ไม่กระจ่าง คือไม่ปรากฏ. บทว่า อวิภาวิตํ ไม่
แจ่มแจ้ง คือไม่เจริญด้วยปัญญา. บทว่า ตสฺส าณาย เพื่อรู้ธรรม
นั้น คือเพื่อประโยชน์แก่การรู้ลักษณะของธรรมนั้น. บทว่า ทสฺสนาย
คือ เพื่อประโยชน์แก่การเห็น.
บทว่า ตุลนาย เพื่อพิจารณา คือเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา.
บทว่า ติรณาย เทียบเคียง คือเพื่อประโยชน์แก่การเทียบเคียง. บทว่า
วิภาวนาย เพื่อกระจ่าง คือเพื่อทำความกระจ่าง. บทว่า อญฺเหิ
หน้า 367
ข้อ 788
ปณฺฑิเตหิ ด้วยบัณฑิตเหล่าอื่น คือด้วยผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้เหล่าอื่น.
บทว่า สํสยปกฺขนฺโน๑ บุคคลผู้แล่นไปสู่ความสงสัย คือเข้าไปสู่ความ
สนเท่ห์.
บทว่า มนุสฺสปุจฺฉา คือ คำถามของมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า
อมนุสฺสปุจฺฉา คือ คำถามของอมนุษย์ มีนาคและครุฑเป็นต้น. บทว่า
คหฏฺา คือ คฤหัสถ์ที่เหลือ.
บทว่า ปพฺพชิตา บรรพชิตทั้งหลายกล่าวโดยเพศ. บทว่า นาคา
ได้แก่ นาค ชื่อว่าสุปัสสะเป็นต้น . บทว่า สุปณฺณา ครุฑ พึงทราบ
โดยที่รู้จักกันว่าเป็นครุฑ. บทว่า ยกฺขา พึงทราบโดยที่รู้จักกันว่าเป็น
ยักษ์. บทว่า อสุรา ได้แก่ อสูรทั้งหลาย มีปหาราทอสูรเป็นต้น.
บทว่า คนฺธพฺพา ได้แก่ พวกคนธรรพ์มีบุตรคนธรรพ์ ชื่อว่า ปัญจสิกขะ
เป็นต้น. บทว่า มหาราชาโน ได้แก่ มหาราชทั้ง ๔.
บทว่า อหินินฺทฺริยํ มีอินทรีย์ไม่เลว คือมีอินทรีย์ไม่วิการ.
บทว่า โส นิมฺมิโต คือ พระพุทธเจ้า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเนรมิต.
บทว่า โวทานตฺถปุจฺฉา การถามถึงประโยชน์แห่งธรรมขาว คือถาม
ธรรมอันวิเศษ. บทว่า อตีตปุจฺฉา การถามถึงส่วนอดีต คือการถาม
ปรารภธรรมอันเป็นอดีต. แม้ในธรรมอันเป็นอนาคต ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กุสลปุจฺฉา ถามถึงกุศลธรรม คือถามธรรมที่ไม่มีโทษ.
บทว่า อกุสลปุจฺฉา ถามธรรมที่เป็นอกุศล คือถามธรรมที่มีโทษ. บทว่า
อพฺยากตปุจฺฉา ถามถึงอัพยากตธรรม คือถามถึงธรรมอันตรงกันข้าม
กับธรรมทั้งสองนั้น. บทว่า อชฺเฌสามิ ตํ คือ ข้าพระองค์ขอวิงวอน
พระองค์. บทว่า กถยสฺสุ เม คือ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกธรรม
๑. ม. สํสยปกฺขนฺโท.
หน้า 368
ข้อ 788
นั้นแก่ข้าพระองค์. บทว่า โคตฺตาตโก คือ ผู้เป็นญาติโดยโคตร. บทว่า
โคตฺตพนฺธุ เป็นเผ่าพันธุ์โดยโคตร คือเป็นญาติใกล้ชิดโดยโคตร.
บทว่า เอเกนากาเรน คือ โดยส่วนเดียว. บทว่า สนฺติปทํ สันติบท
คือบทคือนิพพาน กล่าวคือสันติ. บทว่า เย ธมฺมา สนฺตาธิคมาย ธรรม
เหล่าใดเป็นไปเพื่อบรรลุความสงบ คือธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้นเหล่าใด
เป็นไปเพื่อได้นิพพาน. บทว่า สนฺติผุสนาย เพื่อถูกต้องความสงบ
คือเพื่อถูกต้องนิพพานด้วยความถูกต้องคือญาณ. บทว่า สจฺฉิกิริยาย
เพื่อทำให้แจ้ง คือเพื่อทำให้ประจักษ์. บทว่า มหนฺตํ สีลกฺขนฺธํ
ศีลขันธ์ใหญ่ คือกองศีลใหญ่. แม้ในสมาธิขันธ์เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ศีลขันธ์เป็นต้นเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตระ. วิมุตติญาณทัสสนะเป็นโลกิยะ
อย่างเดียว.
บทว่า ตโมกายสฺส ปทาลนํ ทำลายกองมืด คือกำจัดกองอวิชชา.
บทว่า วิปลฺลาสสฺส เภทนํ ทำลายวิปัลลาส คือทำลายวิปัลลาส
๔ อย่าง. บทว่า ตณฺหาสลฺลสฺส อพฺพุหณํ คือ ถอนลูกศรคือตัณหา.
บทว่า อภิสงฺขารสฺส วูปสมํ ระงับอภิสังขาร คือดับอภิสังขารมีปุญญา-
ภิสังขารเป็นต้น . บทว่า ภารสฺส นิกฺเขปนํ การปลงภาระ คือวางภาระ
อันได้แก่เบญจขันธ์. บทว่า สํสารวฏฺฏสฺส อุปจฺเฉทํ การตัดสังสารวัฏ
คือตัดความเป็นไปแห่งสังสารวัฏ. บทว่า สนฺตาปสฺส นิพฺพาปนํ ดับความ
เดือดร้อน คือดับความร้อนคือกิเลส. บทว่า ปริฬาหสฺส ปฏิปสฺสทฺธึ
ระงับความเร่าร้อน คือสงบความเร่าร้อน คือกิเลส. บทว่า เทวเทโว
คือพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเมื่อทรงเห็น จึงทรงกำจัด
หน้า 369
ข้อ 788
กิเลสทั้งหลายเสียได้ด้วยประการใด ครั้นทรงเห็นด้วยประการนั้นแล้ว
ทรงเห็นความเป็นไปอย่างนั้น จึงเสด็จปรินิพพาน ฉะนั้นเมื่อจะทรงทำ
ความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงทรงชักชวนเทพบริษัทนั้นในการละกิเลสด้วย
ประการทั้งปวง ทรงเริ่มตรัสคาถา ๕ คาถา มีอาทิว่า มูลํ ปปญฺจสงฺขาย
กิเลสเป็นรากเหง้าแห่งส่วนธรรมเครื่องเนิ่นช้า ดังนี้.
ในคาถานั้น พึงทราบความโดยสังเขปแห่งคาถาต้นก่อน. บทว่า
ปปญฺจ ในบทว่า ปปญฺจสงฺขา ส่วนธรรมเครื่องเนิ่นช้า คือตัณหาที่ท่าน
บอกไว้. ปปญฺจา คือ ตัณหานั้นแล ชื่อว่า ปปญฺจสงฺขา ส่วนแห่งธรรม
เครื่องเนิ่นช้า. กิเลสทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น เป็นรากเหง้าแห่งปปัญจ-
ธรรมนั้น. ภิกษุพึงกำจัดกิเลสทั้งปวงอันเป็นไปอยู่ คือกิเลสที่เป็นรากเหง้า
แห่งส่วนธรรมเครื่องเนิ่นช้า และอัสมิมานะด้วยปัญญา ก็ตัณหาที่มี
ณ ภายในอย่างใดอย่างหนึ่งพึงเกิดขึ้น ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา เพื่อ
กำจัดเพื่อละตัณหาเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ คือพึงเป็นผู้มีสติตั้งมั่นศึกษา.
บทว่า อชฺฌตฺตสมุฏฺานา วา มีตัณหาในภายในเป็นสมุฏฐาน
คือตัณหาเกิดขึ้นในจิต. บทว่า ปุเรภตฺตํ ในกาลก่อนภัต คือก่อนอาหาร
กลางวัน. บทว่า ปุเรภตฺตํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ
แปลว่าสิ้นกาลก่อนภัต. แต่โดยอรรถเป็นสัตตมีวิภัตติ แปลว่า ในกาล
ก่อนภัต. ในภายหลังภัตเป็นต้นก็มีนัยนี้. บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ในภายหลัง
ภัย คือหลังอาหารกลางวัน. บทว่า ปุริมยานํ ในยามต้น คือส่วนแรก
ของราตรี. มชฺฌิมยามํ ในยามกลาง คือส่วนที่สองของราตรี. บทว่า
ปจฺฉินยามํ ในยามหลัง คือส่วนที่สามของราตรี. บทว่า กาเฬ คือ
ในข้างแรม. บทว่า ชุณฺเห คือ ในข้างขึ้น. บทว่า วสฺเส ในฤดูฝน
หน้า 370
ข้อ 788
คือในฤดูฝน ๔ เดือน. บทว่า เหมนฺเต ในฤดูหนาว คือในฤดูหนาว
๔ เดือน. บทว่า คิมฺเห ในฤดูร้อน คือในฤดูร้อน ๔ เดือน. บทว่า
ปุริเม วโยกฺขนฺเธ ในขันธ์วัยต้น คือในส่วนของวัยแรก ได้แก่ใน
ปฐมวัย. ก็ใน ๓ วัยเหล่านั้น สำหรับคนมีอายุ ๑๐๐ ปีเป็นเกณฑ์ ในวัย
หนึ่ง ๆ ก็มีอายุ ๓๓ ปี กับ ๔ เดือน.
พึงทราบความในคาถาแรกอย่างนี้ก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรง
แสดงเทศนาประกอบด้วยไตรสิกขา ด้วยธรรมเป็นยอด คืออรหัตแล้ว
เพื่อทรงแสดงด้วยการละความถือตัวอีก จึงตรัสคาถา มีอาทิว่า ยํกิญฺจิ
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํกิญฺจิ ธมฺมมภิชญฺา อชฺฌตฺตํ ภิกษุ
พึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นภายใน คือพึงรู้คุณธรรมของตน
มีความเป็นผู้มีตระกูลสูงเป็นต้น. บทว่า อถวาปิ พหิทฺธา คือ หรือพึง
รู้คุณของอาจารย์และอุปัชฌาย์ในภายนอก. บทว่า น เตน ถามํ กุพฺเพถ
ไม่พึงทำความถือตัวด้วยคุณธรรมนั้น. บทว่า สตานํ อันผู้สงบทั้งหลาย
คือผู้มีคุณธรรมคือความสงบ. บทว่า สนฺตานํ คือ เป็นผู้ดับมานะ. บทว่า
น วุตฺตา แปลว่า ไม่กล่าว. บทว่า นปฺปวุตฺตา คือ ไม่แก้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีไม่ทำความถือตัว
นั้น จึงตรัสคาถาว่า เสยฺโย น เตน ภิกษุไม่พึงสำคัญว่าดีกว่าเขาด้วยคุณ
ธรรมนั้น ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราดีกว่าเขา เราต่ำกว่าเขา
หรือแม้ว่าเราเสมอเขาด้วยมานะนั้น ภิกษุผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็น
หน้า 371
ข้อ 788
อันมาก มีความเป็นผู้มีตระกูลสูงเป็นต้นเหล่านั้น ไม่พึงกำหนดตนดำรง
อยู่โดยนัยมีอาทิว่า เราบวชแล้วจากตระกูลสูง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดง แม้ด้วยการละมานะอย่างนี้ บัดนี้
เพื่อจะทรงแสดงด้วยการสงบกิเลสทั้งปวง จึงตรัสคาถาว่า อฺฌตฺตเมว
กิเลสภายในนี้แล ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺตเมว อุปสเม ภิกษุพึงสงบกิเลส
ภายในนี้แล คือพึงสงบกิเลสทั้งหมดมีราคะเป็นต้นในตนนั่นแล. บทว่า
น อญฺโต ภิกขุ สนฺตฺเมเสยฺย ภิกษุไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น
คือไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอื่น นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า กุโต นิรตฺตํ วา ความว่า ความไม่มีด้วยตนย่อมไม่มีแต่ที่ไหน ๆ.
บทว่า น เอเสยฺย คือ ไม่พึงแสวงหาด้วยศีลและพรตเป็นต้น. บทว่า
น คเวเสยฺย ไม่พึงค้นหา คือ ไม่พึงมองดู. บทว่า น ปริเยเสยฺย
ไม่พึงเข้าหา คือไม่พึงเห็นบ่อย ๆ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้คงที่ของ
พระขีณาสพผู้สงบแล้วในภายใน จึงตรัสคาถาว่า มชฺเฌ ยถา เหมือน
คลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางสมุทร ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีความดังนี้ คลื่นย่อมไม่เกิดในท่ามกลางประมาณ ๔,๐๐๐
โยชน์ คืออยู่ระหว่างกลางส่วนบนและส่วนล่างของมหาสมุทร หรือใน
ท่ามกลางสมุทรที่ตั้งอยู่ในระหว่างภูเขา สมุทรนั้นสงบไม่หวั่นไหวฉันใด
ภิกษุผู้เป็นพระขีณาสพพึงเป็นผู้หยุดอยู่ ไม่มีความหวั่นไหวฉันนั้น ภิกษุ
เช่นนั้นไม่พึงทำกิเลสเครื่องฟูขึ้นมีราคะเป็นต้นในที่ไหน ๆ.
บทว่า อุพฺเพเธน คือ โดยส่วนเบื้องล่าง บทว่า คมฺภีโร คือ
หน้า 372
ข้อ 788
มหาสมุทรลึกประมาณ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ตั้งแต่หลังน้ำ. ปาฐะว่า อุพฺเพโธ
บ้าง. บทนั้นไม่ดี. บทว่า เหฏฺา น้ำข้างล่าง คือน้ำภายใน. บทว่า อุปริ
น้ำข้างบน คือน้ำเบื้องบน. บทว่า มชฺเฌ คือ ระหว่างกลาง. บทว่า
น กมฺปติ คือ ไม่หวั่นไหวจากที่ตั้ง. บทว่า น วิกมฺปติ คือไม่วนไปวนมา.
บทว่า น จลติ คือ ไม่ปั่นป่วน. บทว่า น เวธติ คือ ไม่กระเพื่อม.
บทว่า นปฺปเวธติ คือ ไม่ซัดไปมา. บทว่า น สมฺปเวธติ คือไม่ม้วนไปมา.
บทว่า อเนริโต คือ เป็นสมุทรไม่หวั่นไหว. บทว่า อฆฏฺฏิโต คือ ไม่
กำเริบ. บทว่า อจลิโต คือ ไม่หวั่นไหว. บทว่า อนาลุลิโต ไม่ขุ่นมัว
คือไม่มีเปือกตม. บทว่า ตตฺร อุมิ โน ชายติ คลื่นไม่เกิดในที่นั้น.
บทว่า สตฺตนฺนํ ปพฺพตานํ อนฺตริกาสุ คือ สมุทรสีทันดร มีอยู่ในระหว่าง
ภูเขาทั้ง ๗ มีภูเขายุคันธรเป็นต้น. บทว่า สีทนฺตรา สมุทรสีทันดร ชื่อว่า
สีทา เพราะแม้ที่สุดปุยนุ่นตกไปในสมุทรเหล่านั้นก็จม. ชื่อว่า อนฺตรา
เพราะเกิดในระหว่างภูเขา. ปาฐะว่า สีตนฺตรา๑ ก็มี
บัดนี้ พระพุทธนิมิต เมื่อจะทรงอนุโมทนาพระธรรมเทศนาที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัตให้ยิ่งขึ้นไป เมื่อ
ตรัสถามปฏิปทาเบื้องต้น ของพระอรหัตนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า อกิตฺตยิ
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น อกิตฺตยิ แปลว่า ได้ทรงแสดงแล้ว . วิวฏจกฺขุ
ผู้มีพระจักษุแจ่มแจ้ง คือประกอบด้วยจักษุ ๕ แจ่มแจ้ง คือไม่มีเครื่อง
กั้น. บทว่า สกฺขิธมฺมํ สักขิธรรม คือธรรมที่ประจักษ์แก่พระองค์
อันพระองค์ได้รู้ยิ่งแล้วเพื่อประกาศ. บทว่า ปริสฺสยินยํ ธรรมเครื่อง
กำจัดอันตราย คือเพื่อกำจัดอันตราย. บทว่า ปฏิปทํ วเทหิ คือ ขอ
๑. ม. อนฺตรสีทา.
หน้า 373
ข้อ 788
พระองค์จงตรัสตอบข้อปฏิบัติในบัดนี้เถิด. บทว่า ภทฺทนฺเต ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ คือพระพุทธนิมิตตรัสเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอ
ความเจริญจงมีแด่พระองค์เถิด. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ขอพระ-
องค์จงทรงตอบปฏิปทาอันเจริญดีแก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า ปาฏิโมกฺขํ
อถวาปิ สมาธึ คือ ปาติโมกข์หรือแม้สมาธิ พระพุทธนิมิตตรัสถามแบ่ง
ปฏิปทานั้นนั่นเอง. ตรัสถามมรรคด้วยบทว่า ปฏิปทํ. ตรัสถามศีล
และสมาธิด้วยบทนอกนี้.
บทว่า มํสจกฺขุนาปิ แม้ด้วยมังสจักษุ คือแม้ด้วยมังสจักษุอันเป็น
ไปกับด้วยบารมีธรรมที่สะสมมา. บทว่า ทิพฺพจกฺขุนาปิ แม้ด้วยทิพยจักษุ
จักษุชื่อว่า ทิพฺพ เพราะเป็นเช่นกับของทิพย์. จริงอยู่ เทวดาทั้งหลาย
มีปสาทจักขุเป็นทิพย์ เกิดขึ้นเพราะกรรมสุจริต ไม่เกลือกกลั้วด้วยดี
เสมหะและเลือดเป็นต้น สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้นจาก
สิ่งเศร้าหมอง. แม้ทิพยจักษุนี้ก็เกิดขึ้นด้วยกำลังการบำเพ็ญความเพียร
ญาณจักษุก็เช่นเดียวกัน เพราะเหตุนั้นชื่อว่า ทิพฺพ เพราะเป็นเช่นกับ
ของทิพย์ เพราะได้มาด้วยทิพพวิหารธรรม เพราะอันตนอาศัยอยู่ใน
ทิพพวิหารธรรมบ้าง เพราะรุ่งเรืองมากด้วยกำหนดอาโลกสัญญาบ้าง.
ทั้งหมดพึงทราบโดยทำนองเดียวกันกับศัพทศาสตร์. ชื่อว่าทิพยจักษุเพราะ
มีจักษุเป็นทิพย์. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยทิพยจักกษุ
นั้น.
บัดนี้ พระสังคีติกาจารย์เพื่อจะกล่าวจักษุ ๕ อย่างโดยพิสดาร จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า กถํ ภควา มํสจกฺขุนา วิวฏจกฺขุ พระผู้มีพระภาคเจ้า
มีพระจักษุแจ่มแจ้งด้วยมังสจักขุ เป็นอย่างไรดังนี้.
หน้า 374
ข้อ 788
พึงทราบความในบทนี้ว่า มํสจกฺขุมฺหิ ภควโต ปญฺจ วณฺณา
สํวิชฺชนฺติ สี ๕ สีมีในพระมังสจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ สี ๕ สี
ย่อมได้เฉพาะพระองค์ ในพระจักษุอันประกอบด้วยพระบารมีธรรมที่
สะสมมาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า. บทว่า นีโล จ วณฺโณ สีเขียว คือสี
ดอกผักตบ. บทว่า ปีตโก จ วณฺโณ สีเหลือง คือสีดอกกรรณิการ์. บทว่า
โลหิตโก จ วณฺโณ สีแดง คือสีปีกแมลงทับ. บทว่า กณฺโห จ วณฺโณ สีดำ
คือสีดอกอัญชัน. บทว่า โอหาโต จ วณฺโณ สีขาว คือสีดาวประกายพรึก.
บทว่า ยตฺถ จ อกฺขิโลมานิ ปติฏฺิตานิ คือ ขนพระเนตรทั้งหลายตั้งอยู่
เฉพาะที่ใด. บทว่า นีลํ ในบทนี้ว่า ตํ นีลํ โหติ สุนีลํ ที่นั้นมีสีเขียว
เขียวสนิทดังนี้ ท่านกล่าวโดยรวมไว้ทั้งหมด. บทว่า สุนีลํ คือ เขียวสนิท
เว้นช่องว่าง. บทว่า ปาสาทิกํ น่าชม คือให้เกิดความน่าชม. บทว่า
ทสฺสนียํ น่าดู. บทว่า อุมฺมารปุปฺผสมานํ เหมือนดอกผักตบ คือเช่น
กับดอกบัวจงกลนี. บทว่า ตสฺส ปรโต ต่อจากนั้น คือที่ข้างภายนอก
โดยรอบขนพระเนตรนั้น. บทว่า ปีตกํ สีเหลือง ท่านกล่าวรวบยอด.
บทว่า สุปิตกํ เหลืองนวล คือเหลืองสนิทเว้นช่องว่าง. บทว่า อุภยโต
จ อกฺขิกูฏานิ เบ้าพระเนตรทั้งสอง คือท้ายพระเนตรทั้งสองข้าง. บทว่า
โลหิตกานิ มีสีแดงกล่าวรวบยอด. บทว่า สุโลหิตกานิ คือ แดงสนิท
ไม่ปรากฏช่อง. บทว่า มชฺเณ ภณฺหํ ท่ามกลางพระเนตรมีสีดำ คือดำ
คล้ายดอกอัญชันตั้งอยู่กลางพระเนตร. บทว่า สุกณฺหํ ดำงาม คือดำสนิท
เว้นช่องว่าง. บทว่า อลูขํ ไม่หมองมัว คือมีสิริ. บทว่า สินิทฺธํ สนิท
คือประณีต. บทว่า อฬาริฏฺกสมานํ ๑ เหมือนสีสมอดำ คือเช่นกับ
ผลสมอดำที่เอาเปลือกออกแล้ว. บาลีว่า อทฺทาริฏฺกสมานํ เหมือนลูก
๑. ม. ภทฺทาริฏฺฐฺกสสมานํ คล้ายเมล็ดในผลมะคำดีควายที่ปอกเปลือก.
หน้า 375
ข้อ 788
ประคำดีควายดังนี้ก็มี. อธิบายความบาลีนั้นว่า เช่นกับกาเปียกชุ่ม. บทว่า
โอทาตํ สีขาว ท่านกล่าวโดยรวม. บทว่า สุโวทาตํ ขาวงาม คือขาวสนิท
เช่นเงินกลมเว้นช่องว่าง. ท่านแสดงความเป็นสีขาวยิ่งด้วยสองบทว่า เสตํ
ปณฺฑรํ คือ ขาวผ่อง. บทว่า ปากติเกน มํสจกฺขุนา คือ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้ามีพระมังสจักขุเป็นปกติ. บทว่า อตฺตภาวปริยาปนฺเนน คือ อาศัย
อยู่ในพระวรกาย. บทว่า ปุรินสุจริตกมฺมาภินิพฺพตฺเตน เกิดขึ้นเพราะ
สุจริตกรรมในภพก่อน คือเกิดขึ้นเพราะกรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ใน
อัตภาพที่เกิดแล้วในภพก่อน. บทว่า สมนฺตา โยชนํ ปสฺสติ ทรงเห็น
โยชน์หนึ่งโดยรอบ คือทรงเห็นที่อยู่ภายในฝาเป็นต้น ในที่โยชน์หนึ่ง
ประมาณ ๔ คาวุตโดยรอบ เว้นจากเครื่องกีดกั้นด้วยมังสจักขุปกติ. บทว่า
ทิวา เจว รตฺตึ คือ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน. บทว่า จตุรงฺคสมนฺนาคโต
คือ มีมืดเค็มที่เว้นแสงสว่างประกอบด้วยองค์ ๔. บทว่า สุริโย จ อตฺถงฺ-
คมิโต พระอาทิตย์อัสดงคต คือพระอาทิตย์เกิดแสงกล้าดังขึ้นแล้วตกไป.
บทว่า กาฬปกฺโข จ อุโปสโถ วันอุโบสถข้างแรม คือวันอุโบสถ
แรม ๑๕ ค่ำ ในกาฬปักษ์. บทว่า ติพฺโพ จ วนสณฺโฑ แนวป่าทึบ
คือแนวไม้รกชัฏ. บทว่า มหา จ อกาลเมโฆ อพฺภุฏฺิโต อกาลเมฆใหญ่
ตั้งขึ้น คือพื้นหมอกดำใหญ่ตั้งขึ้น. บทว่า กุฑฺโฑ วา ฝาก็ดี คือฝา
ก่อด้วยอิฐ. บทว่า กวาฏํ วา บานประตูก็ดี คือบานประตูและบานหน้าต่าง
ก็ดี. บทว่า ปากาโร วา กำแพงก็ดี คือกำแพงดินเหนียวเป็นต้นก็ดี.
ปพฺพโต วา ภูเขาก็ดี คือภูเขามีภูเขาดินเป็นต้นก็ดี. บทว่า คจฺฉํ วา
กอไม้ก็ดี คือกอไม้อ่อนก็ดี. บทว่า ลตา วา เถาวัลย์ก็ดี คือเถาวัลย์
มีสีดำเป็นต้นก็ดี. บทว่า อาวรณํ รูปานํ ทสฺสนาย เป็นเครื่องบังการเห็น
หน้า 376
ข้อ 788
รูปทั้งหลาย คือเป็นเครื่องกั้นเพื่อเห็นรูปารมณ์ทั้งหลาย. บทว่า เอกติลผลํ
นิมิตฺตํ กตฺวา คือ เอาเมล็ดงาเมล็ดหนึ่งทำเป็นเครื่องหมาย. บทว่า ติลวาเห
ปกฺขิเปยฺย คือ ใส่สงในเกวียนบรรทุกงา. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
กระพองช้างและเกวียนสองเล่ม ชื่อว่าวาหะ. บทว่า ตญฺเว ติลผลํ
อุทฺธเรยฺย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหยิบเอาเมล็ดงานั้นแหละขึ้นมาได้ คือ
ทรงหยิบเมล็ดงาที่ทำเครื่องหมายไว้นั้นขึ้นมาได้.
บทว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา นี้ มีความได้กล่าวไว้แล้ว . บทว่า วิสุทฺ-
เธน ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ คือด้วยการเห็นจุติและอุปบัติอันบริสุทธิ์
เพราะเหตุมีทิฏฐิบริสุทธิ์ จริงอยู่ ผู้ใดเห็นเพียงจุติอย่างเดียว ไม่เห็น
อุปบัติ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมถือเอาซึ่งอุจเฉททิฏฐิ. ผู้ใดเห็นอุปบัติอย่างเดียว
ไม่เห็นจุติ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมถือเอาซึ่งสัสสตทิฏฐิ เพราะปรากฏสัตว์เกิดใหม่.
ส่วนผู้ใดเห็นทั้งสองอย่างนั้น เพราะผู้นั้นก้าวล่วงทิฏฐิแม้ทั้งสองอย่างนั้น
เสีย ฉะนั้น ความเห็นของเขาจึงเป็นเหตุแห่งความเห็นบริสุทธิ์. ส่วน
พระพุทธบุตรทั้งหลายย่อมเห็นทั้งสองอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
ความเห็นชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะเป็นเหตุแห่งความเห็นบริสุทธิ์. เห็นความ
บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ เพราะเห็นรูปล่วงอุปจารของมนุษย์. อีก
อย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ชื่อว่าล่วงจักษุของมนุษย์ เพราะล่วงมังสจักษุอัน
เป็นของมนุษย์. ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์นั้น. บทว่า
สตฺเต ปสฺสติ ทรงเห็นหมู่สัตว์ คือทรงแลดูหมู่สัตว์ ดุจมนุษย์ทั้งหลาย
ดูด้วยตาเนื้อฉะนั้น. ในบทว่า จวมาเน อุปปชฺชมาเน นี้ พึงทราบ
ความดังนี้ ในขณะจุติก็ดี ขณะอุปบัติก็ดี ไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยทิพย-
จักษุ ท่านประสงค์เอาว่า ก็สัตว์เหล่าใดใกล้จะจุติ จักจุติเดี๋ยวนี้ สัตว์
หน้า 377
ข้อ 788
เหล่านั้นก็กำลังจุติอยู่. ส่วนสัตว์เหล่าใดถือปฏิสนธิและเกิดแล้วในทันที
สัตว์เหล่านั้นกำลังเกิดอยู่. ท่านแสดงไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง
เห็นสัตว์เหล่านั้นที่กำลังจุติ และกำลังอุปบัติ. บทว่า หีเน เลว คือเลว
เพราะประกอบด้วยผลอันเกิดแต่โมหะ. ประณีตตรงกันข้ามกับเลวนั้น.
บทว่า สุวณฺเณ มีผิวพรรณดี คือมีผิวพรรณน่าปรารถนา น่าใคร่น่าเอ็นดู
เพราะประกอบด้วยผลอันเกิดแต่อโทสะ. ผิวพรรณชั่วตรงกันข้ามกับผิว-
พรรณดีนั้น คือมีรูปพิกลตรงข้ามกับรูปสวย. บทว่า สุคเต ได้ดี คือมั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก เพราะประกอบด้วยผลอันเกิดแต่อโลภะ. บทว่า ทุคฺคเต
ได้ชั่ว คือยากจน ไม่มีข้าวและน้ำ เพราะประกอบด้วยผลอันเกิดแต่โลภะ.
บทว่า ยถากมฺมูปเค หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม คือเข้าถึงกรรมที่ตน
สะสมไว้.
ในบทเหล่านั้น ท่านกล่าวถึงกิจของทิพยจักษุ ด้วยบทมีอาทิว่า
จวมาเน อันมีในบทก่อน. แต่ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงกิจ คือความรู้หมู่
สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม. นี้เป็นลำดับของการเกิดขึ้นแห่งญาณนั้น ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ เจริญอาโลกสัญญามุ่งถึงนรก เห็นหมู่สัตว์นรกกำลัง
เสวยทุกข์ใหญ่. การเห็นนั้นเป็นกิจต้องทิพยจักษุเท่านั้น. ภิกษุนั้นกระทำ
ไว้ในใจอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านี้ทำกรรมอะไรไว้หนอจึงเสวยทุกข์นี้ ดังนี้.
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นก็เกิดญาณอันมีกรรมนั้นเป็นอารมณ์ว่า เพราะทำกรรม
อย่างนี้ ๆ ดังนี้. อนึ่ง ภิกษุเจริญอาโลกสัญญามุ่งสู่เทวโลกในเบื้องบน
เห็นหมู่สัตว์ในสวนนันทวัน มิสสกวันและปารุสกวันเป็นต้น เสวยมหา-
สมบัติอยู่. แม้ความเห็นนั้นก็เป็นกิจของทิพยจักษุเหมือนกัน. ภิกษุนั้น
กระทำไว้ในใจอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านั้นทำกรรมอะไรไว้หนอ จึงเสวยสมบัติ
นี้ ดังนี้. ลำดับนั้น ภิกษุนั้นก็เกิดญาณอันมีกรรมนั้นเป็นอารมณ์ว่า
หน้า 378
ข้อ 788
เพราะทำกรรมอย่างนี้ ๆ ดังนี้. นี้ชื่อว่า ยถากัมมูปคญาณ (รู้ว่าสัตว์เป็น
ไปตามกรรม). ญาณนี้ไม่มีบริกรรมต่างหาก. ญาณนี้ฉันใด แม้อนาคตัง-
สญาณ ก็ฉันนั้น. เพราะว่าญาณเหล่านั้นมีทิพยจักษุเป็นบาท จึงย่อมสำเร็จ
พร้อมกับทิพยจักษุนั่นเอง.
บทว่า อิเม ในบทมีอาทิว่า อิเม วต โภนฺโต สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้
เป็นคำแสดงถึงการเห็นด้วยทิพยจักษุ บทว่า วต เป็นนิบาตลงในอรรถ
แห่งความเศร้า. บทว่า โภนฺโต คือ ผู้เจริญ. ชื่อว่า ทุจริต เพราะ
ประพฤติชั่วหรือประพฤติประทุษร้าย เพราะมีใจเน่าด้วยกิเลส. ชื่อว่า
กายทุจริต เพราะประพฤติชั่วทางกาย หรือประพฤติชั่วเกิดแต่กาย. แม้
ในบทนอกนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สมนฺนาคตา คือ มีความพร้อม.
บทว่า อริยานํ อุปวาทกา ติเตียนพระอริยเจ้า คือเป็นผู้ประสงค์
ความพินาศต่อพระอริยเจ้าผู้เป็นพุทธะ ปัจเจกพุทธะ และสาวกพุทธะ
โดยที่สุดแม้พระโสดาบันผู้เป็นคฤหัสถ์ กล่าวติเตียนด้วยอันติมวัตถุ (โทษ
มีในที่สุด) หรือด้วยกำจัดคุณ. ท่านอธิบายว่า ได้แก่ด่า ติเตียน. กล่าวว่า
ภิกษุเหล่านี้ไม่มีสมณธรรม ภิกษุเหล่านี้ ไม่ใช่สมณะ ดังนี้ ชื่อว่าติเตียน
ด้วยอันติมวัตถุ. กล่าวว่าภิกษุเหล่านี้ไม่มีฌาน วิโมกข์ มรรค หรือผล
ดังนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าติเตียนด้วยกำจัดคุณ อนึ่ง ภิกษุนั้นรู้อยู่ก็ดี ไม่รู้
อยู่ก็ดี พึงติเตียน ย่อมเป็นอันติเตียนพระอริยเจ้าแม้ทั้งสองอย่างนั้น.
กรรมหนัก เช่นอนันตริยกรรม ที่ห้ามสวรรค์และห้ามมรรค ยังแก้ไขได้.
เพราะฉะนั้น ผู้ใดติเตียนพระอริยเจ้า ผู้นั้นควรไป หากตนเป็นผู้ใหญ่กว่า
ควรนั่งน้อมกาย แล้วกล่าวขอขมาว่า ผมได้กล่าวอย่างนี้ ๆ กะท่าน ขอ
ท่านได้ยกโทษให้แก่ผมด้วยเถิด ดังนี้ หากตนอ่อนกว่าพึงไหว้น้อมกาย
หน้า 379
ข้อ 788
ประคองอัญชลี แล้วขอขมาว่า กระผมได้กล่าวอย่างนี้ ๆ ขอพระคุณเจ้า
โปรดยกโทษให้แก่กระผมด้วยเถิด ดังนี้ . แม้หากว่าท่านไปที่อื่น ควร
ไปเองหรือส่งสัทธิวิหาริกเป็นต้นไป ให้ท่านยกโทษ. หากไม่สามารถจะ
ไปได้หรือไม่สามารถจะส่งไปได้. ก็ไปหาภิกษุที่อยู่ในวิหารนั้น หากว่าภิกษุ
เหล่านั้นอ่อนกว่า พึงนั่งน้อมกาย หากแก่กว่าควรปฏิบัติตามนัยที่กล่าว
แล้วในภิกษุผู้ใหญ่นั้นแล แล้วกล่าวขอขมาว่า ท่านผู้เจริญ กระผมได้กล่าว
อย่างนี้ ๆ กะพระคุณเจ้าชื่อโน้น ขอพระคุณเจ้านั้นจงยกโทษให้แก่กระผม
ด้วยเถิด ดังนี้. แม้เมื่อไม่ขอขมาต่อหน้า ก็ควรทำเช่นเดียวกัน. หาก
ภิกษุเที่ยวไปรูปเดียว ที่อยู่ที่ไปของภิกษุนั้นไม่ปรากฏ. พึงไปหาภิกษุ
ผู้ฉลาดรูปหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กระผมได้กล่าวอย่างนี้ ๆ กะท่าน
ผู้มีอายุชื่อโน้น เมื่อกระผมนึกไป ๆ ถึงท่านก็มีความเดือนร้อน กระผม
จะทำอย่างไรดี. ภิกษุผู้ฉลาดรูปนั้นก็จักกล่าวว่า คุณอย่าคิดมากไปเลย
พระเถระยกโทษให้แก่คุณ ขอให้คุณสงบใจเสียเถิด. พึงประคองอัญชลี
มุ่งตรงไปยังทิศที่พระอริยเจ้านั้นไป แล้วพึงกล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าโปรด
ยกโทษเถิด ดังนี้. ผิว่า พระอริยเจ้านั้นนิพพานไปแล้ว ควรไปยังที่ตั้ง
เตียงที่ท่านนิพพาน แล้วไปขอขมาจนถึงอัฐิที่บรรจุไว้. เมื่อทำอย่างนี้แล้ว
จึงเป็นอันไม่ห้ามสวรรค์ไม่ห้ามมรรค ย่อมเป็นเหมือนเดิมนั่งเอง.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิกา คือ มีความเห็นวิปริต. บทว่า มิจฺฉาทิฏฐิกมฺม-
สมาทาน ยึดถือการทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ คือยึดถือการกระทำต่าง ๆ
หลายอย่างด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ อนึ่ง ผู้ใดชักชวนแม้ผู้อื่นในกายกรรม
เป็นต้น อันเป็นมูลแห่งมิจฉาทิฏฐิ ผู้นั้นก็ชื่อว่า เป็นผู้ยึดถือการกระทำ
ต่าง ๆ หลายอย่าง. อนึ่ง ในบทนี้ แม้เมื่อมิจฉาทิฏฐิสงเคราะห์ด้วยการ
หน้า 380
ข้อ 788
ถือเอาวจีทุจริต และด้วยการถือเอามโนทุจริตในการติเตียนพระอริยเจ้า
คำกล่าวของทั้งสองอย่างเหล่านั้นพึงทราบว่า เพื่อแสดงความมีโทษมาก
เพราะผู้ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นผู้มีโทษมาก เช่นเดียวกับอนัตริยกรรม
แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุถึง
พร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา พึงให้ผู้อื่นยินดีในทิฏฐธรรมด้วย แม้
ฉันใด ดูก่อนสารีบุตร ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น เรากล่าวว่าผู้ไม่ละคำพูด
นั้น ไม่ละจิตนั้น ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเก็บสะสมไว้ เหมือนยินดีใน
นรก.
ไม่มีอย่างอื่นที่มีโทษมากกว่ามิจฉาทิฏฐิเลย. เหมือนอย่างที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้
สักอย่างเดียว ที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
โทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง.
บทว่า กายสฺส เภทา กายแตก คือสละขันธ์ที่ยังมีชีวิตอยู่. บทว่า
ปรมฺมรณา เมื่อตายไป คือยึดขันธ์อันจะเกิดในลำดับนั้น . อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า กายสฺส เภทา คือ ตัดชีวิตินทรีย์. บทว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้า
แต่จุติจิต. บทว่า อปายํ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของนรกทั้งหมด. เพราะ
ว่านรกชื่อว่า อบาย เพราะปราศจากความเจริญที่สมมติว่าบุญ อันเป็น
เหตุแห่งสวรรค์และนิพพาน หรือเพราะไม่มีความเจริญแห่งความสุข
ทั้งหลาย. นรกชื่อว่า ทุคติ เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของทุกข์. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ทุคติ เพราะเกิด คือถึงด้วยกรรมชั่วอันมากไปด้วยโทษ. นรก
ชื่อว่า วินิปาตะ เพราะเป็นที่ที่อวัยวะน้อยใหญ่แตกพินาศไป. ชื่อว่า
นิรยะ เพราะเป็นที่ที่ไม่มีความเจริญที่รู้กันว่าเป็นความชอบใจ.
หน้า 381
ข้อ 788
ท่านแสดง กำเนิดเดียรัจฉาน ด้วย อปาย ศัพท์. จริงอยู่ กำเนิด
เดียรัจฉาน ชื่อว่า อบาย เพราะปราศจาก สุคติ ไม่ชื่อ ทุคติ. เพราะ
ยังเป็นที่เกิดของนาคราชเป็นต้น ผู้มีศักดิ์ใหญ่.
ท่านแสดง ปิตติวิสัย (ที่อยู่ของเปรต) ด้วย ทุคคติ ศัพท์. จริงอยู่
ปิตติวิสัย ชื่อว่า อบายและทุคติ เพราะปราศจากสุคติและเพราะไปหา
ทุกข์ ส่วนนรกชื่อว่า วินิบาต. ส่วนวินิบาตไม่ชื่อว่า ปิตติวิสัย เพราะ
ไม่ตกไปเช่นอสูร.
ท่านแสดง อสุรกาย ด้วย วินิปาต ศัพท์. จริงอยู่ อสุรกายนั้นชื่อว่า
อบายและทุคติตามความที่กล่าวไว้แล้ว และท่านเรียกว่า วินิบาต เพราะ
ตกไปทั้งร่างกาย.
ท่านแสดง นรก มีหลายอย่าง มีอเวจีเป็นต้น ด้วย นิรย ศัพท์.
บทว่า อุปฺปนฺนา เข้าไปถึงแล้ว . ในบทนั้นท่านประสงค์เอาว่าเกิดแล้ว.
พึงทราบธรรมฝ่ายขาวโดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. แต่ความต่าง
กันมีดังต่อไปนี้. ในบทนั้น แม้มนุษยคติท่านก็สงเคราะห์ด้วย สุคติ ศัพท์.
เทวดาก็เหมือนกันท่านสงเคราะห์ด้วย สัคค ศัพท์. ในบทนั้น ชื่อว่า สุคติ
เพราะมีทางไปดี. ชื่อว่า สัคคะ เพราะเลิศไปด้วยอารมณ์มีรูปเป็นต้นดี.
แม้ทั้งหมดนั้นมีความว่า ชื่อว่า โลก เพราะแตกสลาย. บททั้งปวงว่า
อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา เป็นต้นเป็นคำสรุป. ความสังเขปในบทนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นด้วยทิพยจักขุด้วยประการฉะนี้แล.
ทิพยจักษุญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔ ด้วยอำนาจแห่งปริตต-
อารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์และพหิทธอารมณ์. ยถากัมมู-
หน้า 382
ข้อ 788
ปคญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๕ ด้วยอำนาจแห่งปริตตอารมณ์
มหัคคตอารมณ์ อดีตอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์ และพหิทธอารมณ์
อนาคตังสญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยอำนาจแห่งปริตตอารมณ์
มหัคคตอารมณ์ อัปปมาณอารมณ์ มรรคอารมณ์ อนาคตอารมณ์
อัชฌัตตอารมณ์ พหิทธอารมณ์ และนวัตตัพพอารมณ์.
บทว่า อากงฺขมาโน จ ภควา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนา
อยู่. บทว่า เอกมฺปิ โลกธาตุํ ปสฺเสยฺย พึงทรงเห็นแม้โลกธาตุหนึ่ง
คือพึงทรงเห็นจักรวาลหนึ่ง. ในบทว่า สหสฺสิมฺปิ จูฬนิกา แม้โลกธาตุ
พันหนึ่งเป็นส่วนเล็กนี้ พึงทราบดังต่อไปนี้ โลกธาตุนี้ชื่อว่าพันหนึ่ง
เป็นส่วนเล็กในอาคตสถานว่า
โลกทรงไว้ซึ่งโลกธาตุพันหนึ่ง ตลอดเวลาที่พระจันทร์
และพระอาทิตย์ยังเดินอยู่ ยังสว่างไสว หมุนไปทั่วทิศ
อำนาจของท่านย่อมเป็นไปในโลกนี้.
บทว่า จูฬนิกํ คือ เล็กน้อย. ในบทว่า ทฺวิสหสฺสิมฺปิ มชฺฌิมิกํ
โลกธาตุํ แม้โลกธาตุสองพันเป็นส่วนปานกลางนี้ พึงทราบความดังนี้
ปริมาณจักรวาลล้านหนึ่งคูณจักรวาลพันหนึ่ง ด้วยส่วนของพัน รวมเป็น
หนึ่งล้าน ชื่อว่าโลกธาตุสองพันเป็นส่วนปานกลาง. ด้วยโลกธาตุนี้
ท่านแสดงถึงเขตอันเป็นกำเนิดของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ ที่
ประมาณเท่านี้ย่อมหวั่นไหว ในวันเคลื่อนจากเทวโลกในภพสุดท้ายของ
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย แล้วถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา ในวันประสูติ
จากครรภ์ ในวันเสด็จออกผนวช และในวันตรัสรู้ ในวันแสดงพระธัมม-
จักกัปปวัตตนสูตร ในวันปลงอายุสังขาร และในวันเสด็จปรินิพพาน.
หน้า 383
ข้อ 788
บทว่า ติสหสฺสึ มหาสหสฺสิมฺปิ โลกธาตุ โลกธาตุสามพัน เพราะ
คูณด้วยหลายพัน แม้โลกธาตุหลายพัน คือชื่อว่า มหาสหสฺสี หลายพัน
เพราะคูณโลกธาตุตั้งแต่พันหนึ่ง สามพันที่สาม พันที่หนึ่ง แล้วคูณโลก-
ธาตุพันหนึ่งเป็นส่วนปานกลาง. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านแสดงถึงโลกมี
ปริมาณแสนโกฏิจักรวาล. อนึ่ง พระคณกปุตตติสสเถระกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
นั่น ไม่ใช่ปริมาณของโลกธาตุสามพันและหลายพัน เพราะปริมาณนี้ ชื่อว่า
โลกธาตุสามพันหลายพัน เป็นความงมงายในการท่องบ่นของอาจารย์
ทั้งหลาย เป็นที่เสื่อมของวาจา เป็นที่กำหนดจักรวาลล้านโกฏิ. ก็ด้วย
เหตุมีประมาณเพียงเท่านี้ เป็นอันท่านแสดงถึงอาณาเขตของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. อานุภาพของอาฏานาฏิยปริตร อิสิคิลิปริตร ธชัคคปริตร โพช-
ฌังคปริตร ขันธปริตร โมรปริตร เมตตปริตร และรัตนปริตร ย่อม
แผ่ไปในระหว่างนี้. บทว่า ยาตา วา ปน อากงฺเขยฺย คือ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงปรารถนาเท่าใด. ด้วยบทนี้เป็นอันท่านแสดงวิสัยเขต
(เขตของวิสัย ) จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีการกำหนดปริมาณของ
วิสัยเขต. พระสังคีติกาจารย์ นำข้ออุปมาในความไม่มีวิสัยเขตนี้มา ดัง
ต่อไปนี้.
หากใคร ๆ เอาเมล็ดผักกาดมาให้เต็มในแสนโกฏิจักรวาล ตลอดถึง
พรหมโลก แล้วเอาเมล็ดผักกาดเมล็ดหนึ่งใส่ลงในจักรวาลหนึ่งทางทิศ
ตะวันออก เมล็ดผักกาดเหล่านั้นแม้ทั้งหมดก็ถึงความสิ้นไป ส่วนจักรวาล
ทั้งหลายทางทิศตะวันออกไม่สิ้นไป. แม้ในทิศใต้เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือน
กัน . ชื่อว่าความไม่มีวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในการกำหนดประมาณ
นั้นย่อมไม่มี. บทว่า ตาวตกํ ปสฺเสยฺย คือ พึงทรงเห็นได้เท่านั้น.
หน้า 384
ข้อ 788
ทิพยจักษุกถาก็จบลงด้วยบทว่า ทิพยจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์
อย่างนี้.
บทว่า กถํ ภควา ปญฺาจกฺขุนา วิวฏจกฺขุ พระผู้มีพระภาคเจ้า
มีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างไร คือมีพระจักษุอันปัญญา
จักษุไม่ปิดแล้วด้วยเหตุไร.
บทว่า มหาปญฺโ ปุถุปญฺโ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีปัญญามาก
มีปัญญากว้างขวางเป็นต้น. บทสุดท้ายว่า ตตฺถ อติโรจติ ยทิทํ ปญฺาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไพโรจน์ยิ่ง ด้วยพระปัญญาในที่นั้น ดังนี้ มีความ
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า พุทฺธจกฺขุนา ด้วยพุทธจักษุ คือด้วยอินทรียปโรปริยัตตญาณ
(ปรีชากำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย) เเละ
ด้วยอาสยานุสยญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยดีเลว และอนุสัยกิเลสอัน
นอนเนื่องอยู่ในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย). มีญาณสองเหล่านี้ จึงชื่อว่า
พุทธจักษุ. สัพพัญญุตญาณ ชื่อว่าสมันตจักษุ (จักษุรอบตอบ). มรรค-
ญาณ ๓ ชื่อว่าธรรมจักษุ. บทว่า โลกํ โวโลเกนฺโต อทฺทส สตฺเต คือ
ทรงตรวจดูโลก ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย. พึงทราบความในบทว่า อปฺปร-
ชกฺเข มีกิเลสเป็นเพียงดังธุลีน้อยเป็นต้น ธุลีมีราคะเป็นต้น ในปัญญาจักษุ
โดยนัยที่กล่าวแล้วของสัตว์เหล่าใดน้อย สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีกิเลสน้อย.
ธุลีมีราคะเป็นต้นของสัตว์เหล่านั้นมาก สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีกิเลสเพียงดัง
ธุลีมาก. อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นของสัตว์เหล่าใดกล้า สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า
มีอินทรีย์กล้า. อินทรีย์เหล่านั้นของสัตว์เหล่าใดอ่อน สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามี
อินทรีย์อ่อน. อาการศรัทธาเป็นต้นเหล่านั้นของสัตว์เหล่าใดดี สัตว์เหล่านั้น
หน้า 385
ข้อ 788
ชื่อว่ามีอาการดี. สัตว์เหล่าใดกำหนดเหตุที่กล่าวแล้วสามารถรูได้โดยง่าย
สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าแนะนำได้โดยง่าย. สัตว์เหล่าใดเห็นปรโลกและวัฏฏะ
โดยความเป็นภัย สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเห็นภัยในปรโลกและวัฏฏะ. บทว่า
อุปฺปลินิยํ คือ ในกอบัว. แม้ในบทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า
อนฺโต นิมุคฺคโปสินี คือ จมอยู่ในน้ำอันน้ำหล่อเลี้ยงไว้. บทว่า อุทกา
อจฺจุคฺคมฺม ติฏฺนฺติ โผล่ขึ้นจากน้ำ คือตั้งขึ้นพ้นน้ำ. ในดอกบัวเหล่านั้น
ดอกบัวใดโผล่ขึ้นพ้นน้ำ ดอกบัวนั้นรอต้องแสงพระอาทิตย์ ก็จะบานใน
วันนี้. ดอกบัวใดตั้งอยู่เสมอน้ำ ดอกบัวนั้นจะบานในวันรุ่งขึ้น. ดอกบัว
ใดยังไม่พ้นจากน้ำจมอยู่ในน้ำ น้ำเลี้ยงไว้ ดอกบัวนั้นจะบานในวันที่สาม
นั่นแล. ดอกบัวใดไม่บานเลยก็จักเป็นอาหารของปลาและเต่าไปเท่านั้น
เอง ดอกบัวนั้นท่านแสดงไว้ว่ามิได้ยกขึ้นสู่บาลี แต่ก็ควรนำมากล่าวไว้.
ท่านแสดงถึงบุคคล จำพวก คืออุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ
ปทปรมะ เหมือนดอกบัว ๔ ชนิดฉะนั้น. บุคคลใดรู้ธรรมในเวลาที่ท่าน
ยกขึ้นมากล่าว บุคคลนี้ท่านเรียกว่า อุคฆติตัญญู.
บุคคลใด เมื่อท่านขยายความโดยพิสดารแห่งภาษิตที่ยกขึ้นกล่าว
โดยย่อ จึงรู้ธรรม บุคคลนี้ท่านเรียกว่า วิปจิตัญญู.
บุคคลใด สอบถามใส่ใจ เสพคบนั่งใกล้กัลยาณมิตร จึงรู้ธรรม
บุคคลนี้ท่านเรียกว่า เนยยะ.
บุคคลใด แม้บอกมาก กล่าวมาก ทรงไว้มาก สอนมาก ก็ไม่รู้
ธรรมในชาตินั้น บุคคลนี้ท่านเรียกว่า ปทปรมะ.
ในบุคคลเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุ
เช่นกับดอกบัวเป็นต้น ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้ว่า วันนี้
หน้า 386
ข้อ 788
อุคฆติตัญญูจะบาน วันนี้วิปจิตัญญูจะบาน ดังนี้. พระธรรมเทศนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จะสำเร็จประโยชน์แก่บุคคล ๓ จำพวกในอัตภาพ
นี้แล พระธรรมเทศนาก็จะเป็นวาสนาแก่บุคคลผู้เป็นปทปรมะในอนาคต.
พึงทราบความในบทว่า ราคจริโต เป็นราคจริตเป็นต้นนี้ ดังนี้
ชื่อว่าเป็นราคจริต เพราะมีความประพฤติในอารมณ์ด้วยความกำหนัด.
ชื่อว่าเป็นโทสจริต เพราะมีความประพฤติในอารมณ์ด้วยความประทุษ-
ร้าย. ชื่อว่าเป็นโมหจริต เพราะมีความประพฤติด้วยความหลง. ชื่อว่า
เป็นวิตกจริต เพราะมีความประพฤติในอารมณ์ ด้วยความวิตกด้วยความ
ตรึก. ชื่อว่าเป็นศรัทธาจริต เพราะมีความประพฤติในอารมณ์ด้วยความ
เชื่อง่าย. ชื่อว่าเป็นญาณจริต เพราะมีความประพฤติเป็นความรู้ ประพฤติ
ด้วยความรู้ ประพฤติโดยความรู้ หรือประพฤติเพื่อความรู้. บทว่า
ราคจริตสฺส แก่บุคคลผู้เป็นราคจริต คือราคะหนา ราคะจัด. แม้บทอื่น
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อสุภกถํ กเถติ ตรัสอสุภกถา คือทรงบอกกถาปฏิสังยุต
ด้วยอสุภะ ๑๐ อย่าง มีอุทธุมาตกะ (ขึ้นอืด) เป็นต้น. ดังที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ควรเจริญอสุภะเพื่อละราคะ ดังนี้. บทว่า เมตฺตา-
ภาวนํ อาจิกฺขติ คือ ตรัสบอกเมตตาภาวนา คือตรัสเมตตาภาวนาอันจับจิต.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พึงเจริญเมตตา เพื่อละพยาบาท
ดังนี้.
บทว่า อุทฺเทเส ในการเรียน คือในการท่องบ่น. บทว่า ปริ-
ปุจฺฉาย ในการไต่ถาม คือในการกล่าวเนื้อความ. บทว่า กาเลน
ธมฺมสฺสวเน ในการฟังธรรมตามกาล คือในการฟังปริยัติธรรมให้ยิ่งใน
หน้า 387
ข้อ 788
เวลาเรียน. บทว่า ธมฺมสากจฺฉา ในการสนทนาธรรม คือในการ
สนทนากับผู้อื่น. บทว่า คุรุสํวาเส ในการอยู่ร่วมกับครู คือในการเข้า
ใกล้ครู. บทว่า นิเวเสติ ให้อยู่ คือให้ตั้งอยู่ในสำนักของอาจารย์.
บทว่า อานปานสฺสตึ กเถติ บอกอานาปานสติ คือบอกกรรมฐาน
สัมปยุตด้วยอานาปานสติ (กำหนดลมหายใจเข้าออก) ดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดวิตก. บทว่า ปาสาท-
นียํ นิมิตฺตํ อาจิกฺขติ ตรัสบอกพระสูตรอัน เป็นนิมิตดี คือตรัสบอก
พระสูตรอันให้เกิดความเลื่อมใส มีจุลลเวทัลลสูตรและมหาเวทัลลสูตร
เป็นต้น.
บทว่า พุทฺธสุโพธึ ความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า คือการตรัสรู้
ความเป็นพุทธะของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า. บทว่า ธมฺมสุธมฺมํ ความ
เป็นธรรมดีแห่งพระธรรม คือความที่โลกุตรธรรม ๙ อย่าง อันพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว. บทว่า สงฺสุปฏิปตฺตึ การปฏิบัติของพระสงฆ์
คือการปฏิบัติดี มีการปฏิบัติชอบของพระอริยสงฆ์ ๘ จำพวก.
บทว่า สีลานิ จ อตฺตโน ศีลของตน คือทรงบอกศีลอันเป็นของ
ตน. บทว่า วิปสฺสนานิมิตฺตํ ธรรมอันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนา คือทรง
บอกธรรมอันปฏิสังยุตด้วยวิปัสสนา มีความเกิดและความดับเป็นต้น.
บทว่า อนิจฺจาการํ มีอาการไม่เที่ยง คือมีอาการมีแล้วไม่มี. บทว่า
ทุกฺขาการํ มีอาการเป็นทุกข์ คือมีอาการบีบคั้น คือความเกิดและความ
ดับ. บทว่า อนตฺตาการํ มีอาการไม่เป็นไปในอำนาจ.
บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺิโต คือ บุรุษยืนอยู่บนยอดภูเขา
ศิลาหนาทึบ. เมื่อยืนบนภูเขานั้นก็ไม่มีกิจที่จะขึ้นต้นไม้เพื่อดูเลย. บทว่า
หน้า 388
ข้อ 788
ตถูปมํ เปรียบเหมือนภูเขานั้น คือเปรียบด้วยภูเขาศิลาอันปฏิภาคกันนั้น.
ในบทนี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้
บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดเขาศีลา พึงเห็นหมู่ชน
โดยรอบฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดี
คือมีปัญญาประเสริฐ มีพระจักษุโดยรอบ พระองค์มี
ความโศกไปปราศแล้ว ทรงขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วย
ธรรม สำเร็จด้วยปัญญา ขอจงทรงพิจารณาใคร่ครวญ
ไตร่ตรองถึงหมู่ชนผู้อาเกียรณด้วยความโศก และถูกชาติ
ชราครอบงำแล้วฉันนั้น.
ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายทำพื้น
ที่อันใหญ่โดยรอบเชิงภูเขา แล้วปลูกกระท่อมไว้ที่แนวพื้นที่อันเหมาะแก่
การเพาะปลูก ณ ที่นั้น นึกก่อไฟในเวลากลางคืน และพึงมีความมืด
ประกอบด้วยองค์ ๔ ทีนั้นเมื่อบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขานั้นมองดู
พื้นที่ พื้นที่ไม่ปรากฏ แนวเพาะปลูกไม่ปรากฏ กระท่อมไม่ปรากฏ
มนุษย์ที่นอนในกระท่อมไม่ปรากฏ ปรากฏแต่เพียงเปลวไฟในกระท่อม
ฉันใด เมื่อพระตถาคตทรงขึ้นสู่ธรรมปราสาททรงตรวจดูหมู่สัตว์ สัตว์
เหล่าใดไม่ทำความดีไว้ สัตว์เหล่านั้นแม้นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวาใน
วิหารเดียวกัน ก็ไม่มาสู่คลองแห่งพุทธจักษุ เหมือนลูกศรที่ซัดไปใน
ตอนกลางคืนฉะนั้น ส่วนสัตว์เหล่าใด ทำความดีไว้ เป็นเวไนยบุคคล
สัตว์เหล่านั้นแม้อยู่ไกลพระตถาคตก็ย่อมมาสู่คลองพุทธจักษุ สัตว์เหล่านั้น
ดุจไฟ และดุจภูเขาหิมวันตะ. ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
หน้า 389
ข้อ 788
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขา
หิมวันตะ อสัตบุรุษทั้งหลายไม่ปรากฏในที่นี้ เหมือน
ลูกศรที่ซัดไปในตอนกลางคืนฉะนั้น.
พึงทราบความในบทว่า สพฺพญฺญุตาณํ พระสัพพัญญุตญาณนี้
ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่า สัพพัญู เพราะรู้ทั่วถึงสิ่งทั้งปวงอันเป็นคลองแห่งธรรม
ที่ควรแน่นำ ๕ ประการ. ธรรมทั้งปวงมีประเภทเป็นสังขตธรรมและ
อสังขตธรรม ชื่อว่าเป็นคลองแห่งธรรมที่ควรแนะนำ ๕ ประการ คือ
สังขาร ๑ วิการ ๑ ลักษณะ ๑ นิพพาน ๑ บัญญัติ ๑ ความเป็นแห่ง
สัพพัญญู ชื่อว่าสัพพัญญุตา. สัพพัญญุตานั่นเอง คือาณํ ควรจะกล่าว
ว่า สพฺพญฺญุตาาณํ ท่านก็กล่าวว่า สพฺพญฺญุตาณํ. บทว่า สพฺพญฺญู
รู้สิ่งทั้งปวง คือพึงถึงเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง ๕ อย่าง คือกมสัพพัญญู (รู้สิ่ง
ทั้งปวงตามลำดับ) ๑. สกึสัพพัญญู (รู้สิ่งทั้งปวงคราวเดียว) ๑. สตต-
สัพพัญญู (รู้สิ่งทั้งปวงเนืองๆ ) ๑. สัตติสัพพัญญู (รู้สิ่งทั้งปวงตาม
ความสามารถ) ๑. ญาตสัพพัญญู (รู้สิ่งทั้งปวงที่รู้แล้ว) ๑.
ในสัพพัญญู ๕ อย่างนั้น เพราะไม่มีกาลอันจะรู้สิ่งทั้งปวงตามลำดับ
จึงไม่ชื่อว่า กมสัพพัญญู. เพราะไม่มีการยึดถืออารมณ์คราวเดียว จึง
ไม่ชื่อว่า สกึสัพพัญญู. เพราะมีจิตมีอารมณ์แน่นอนในจักขุวิญญาณ
เป็นต้น เพราะดับภวังคจิต และเพราะไม่มีการประกอบ จึงไม่ชื่อว่า
สตตสัพพัญญู. เพราะสามารถรู้สิ่งทั้งปวงโดยไม่เหลือ พึงเป็นสัตติ-
สัพพัญญู หรือเพราะรู้แจ้งธรรมทั้งปวง พึงเป็นญาตสัพพัญญู. การ
รู้สิ่งทั้งปวงไม่มีในสัตติสัพพัญญู ด้วยประการฉะนี้. แม้ข้อนั้นก็ไม่ถูก
หน้า 390
ข้อ 788
เพราะท่านกล่าวไว้ว่า สิ่งอะไร ๆ ในโลกนี้ อันพระปัญญาจักษุของพระ-
ตถาคตนั้นไม่เห็น ย่อมไม่มี ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า
ผู้มีสมันตจักษุ. ญาตสัพพัญญูนั่นแลถูก. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้สัพพัญญู
ย่อมมี โดยกิจ โดยไม่หลง โดยสำเร็จแต่การณะ โดยอาศัยอาวัชชนะ.
บทว่า เตน าเณน ด้วยญาณนั้น คือด้วยญาณอันรู้สิ่งทั้งปวงนั้น. เพื่อ
สำเร็จความเป็นสัพพัญญูโดยปริยายอื่นอีก ท่านจึงกล่าวคาถาว่า น ตสฺส
ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น ตสฺส อทิฏฺมิธตฺถิ กิญฺจิ อะไร ๆ ใน
โลกนี้ อันพระปัญญาจักษุของพระตถาคตไม่เห็นย่อมไม่มี ความว่า อะไร ๆ
ในไตรโลกนี้ อันพระปัญญาจักษุของพระตถาคตนั้น ไม่เห็นในกาล
ปัจจุบันนี้ แม้ประมาณน้อยย่อมไม่มี. บทว่า อตฺถิ นี้ เป็นบทอาขยาต
เป็นไปในปัจจุบันแล. ด้วยบทนี้ ท่านจึงแสดงความที่ธรรมทั้งปวงอัน
เป็นไปในปัจจุบันกาล อันพระตถาคตรู้แล้ว. ก็ในคาถานี้ประกอบ ธ
เข้าไป เพื่อสะดวกในการแต่งคาถา. อโถ ศัพท์ ในบทว่า อโถ วิญฺาตํ
อนึ่ง ธรรมชาติอะไร ๆ ที่ควรรู้ นี้เป็นนิบาตลงในความรับรองคำพูด.
บทว่า อวิญฺาตํ มีปาฐะที่เหลือว่า ธรรมชาติอะไร ๆ ชื่อว่า อันพระ-
พุทธญาณไม่รู้แจ้ง อันเป็นกาลในอดีต มิได้มี. แม้เว้นปาฐะที่เหลือใน
การถือเอา อัตถิ ศัพท์ อันเป็นอัพยยศัพท์ ก็ควรเหมือนกัน. ด้วยบทนี้
ท่านแสดงถึงความที่ธรรมทั้งปวง อันเป็นอดีตกาลอัน พระตถาคตรู้แล้ว.
บทว่า อชานิตพฺพํ ไม่ควรรู้ คือธรรมชาติที่ไม่ควรรู้ อันเป็นอนาคตกาล
จักไม่มีหรือย่อมไม่มี. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงความที่ธรรมทั้งปวงอันเป็น
หน้า 391
ข้อ 788
อนาคตกาล อันพระตถาคตทรงรู้แล้ว. อ อักษรในบทว่า อชานิตพฺพํ
นี้ เพียงเป็นวิเสสนะของกิริยารู้นั่นเอง.
ในบทว่า สพฺพํ อภิญฺาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ พระตถาคตทรงทราบ
แล้วซึ่งธรรมชาติ ที่ควรแนะนำนั้นทั้งหมด นี้พึงทราบดังนี้.
ธรรมชาติอะไร ๆ อันใดที่ควรแนะนำ ควรรู้ เป็นไปใน ๓ กาล
หรือพ้นกาลไปแล้วมีอยู่ พระตถาคตทรงทราบ คือทรงรู้ทรงแทงตลอด
ธรรมชาตินั้นทั้งหมด ด้วยพระสัพพัญญุตญาณอันยิ่ง. ในบทนี้พึงเห็นว่า
อัตถิ ศัพท์ เป็นอัพยยศัพท์ในกาล โดยถือเอา ๓ กาลและพ้นกาลด้วย อัตถิ
ศัพท์. บทว่า ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขุ ด้วยเหตุนั้นพระตถาคตจึง
ชื่อว่าผู้มีสมันตจักษุ คือชื่อว่า สมันตจักษุ เพราะมีญาณจักษุอันเป็นไปแล้ว
โดยรอบคือโดยประการทั้งปวง เพราะแสดงโดยไม่เหลือด้วยกาลด้วย
โอกาส. ท่านอธิบายไว้ว่า เพราะเหตุตามที่กล่าวแล้วนั้น พระตถาคต
จึงเป็นพระสัพพัญญูผู้มีสมันตจักษุ พระสัพพัญญุตญาณ สำเร็จลงแล้วด้วย
เทศนาอันเป็นบุคลาธิษฐานด้วยคาถานี้.
บทว่า น อิติหิติหํ คือ มิใช่โดยต้องเชื่อต่อผู้อื่นว่า ธรรมนี้เป็น
ดังนี้ ธรรมนี้เป็นดังนี้. บทว่า น อิติกิริยาย คือ มิใช่โดยได้ยินต่อ ๆ
กันมาว่า ได้ยินว่านี้เป็นอย่างนี้. บทว่า น ปรมฺปราย คือ มิใช่โดยถือตาม
ลำดับสืบ ๆ กันมา. บทว่า น ปิฏกสมฺปทาย มิใช่โดยอ้างตำรา คือมิใช่
โดยอ้างว่านี้เหมาะสมกับตำราพระไตรปิฎกของเรา. บทว่า น ตกฺกเหตุ
มิใช่โดยนึกเอา คือมิใช่โดยคาคคะเนเอา บทว่า น อาการปริวิตกฺเกน
มิใช่โดยตรึกตามอาการ คือมิใช่ตรึกตามเหตุอย่างนี้ว่า เหตุการณ์นี้ดี.
หน้า 392
ข้อ 788
บทว่า น ทิฏฺินินชฺฌานกฺขนฺติยา มิใช่โดยชอบว่าควรแก่ทิฏฐิของตน คือ
มิใช่ว่าเหมาะสมกับทิฏฐิที่เราชอบแล้วถือเอา.
พึงทราบความในบทว่า อถวาปิ สมาธึ นี้ดังนี้ บทว่า สมาธึ คือ
ชื่อว่าสมาธิ เพราะจิตเป็นกุศลมีอารมณ์เดียว. ชื่อว่าสมาธิด้วยอรรถว่า
กระไร. ด้วยอรรถว่าตั้งใจมั่น. ชื่อว่าการตั้งใจมั่นนี้เป็นอย่างไร. คือการ
ตั้งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียวเสมอและโดยชอบ. ท่านอธิบายว่า
การตั้งไว้. เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกทั้งหลาย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวาย
ตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใดเสมอและโดยชอบ นี้พึง
ทราบว่าการตั้งใจมั่น.
ท่านกล่าวถึงสมาธินั้นเป็นคาถาประพันธ์ว่า
สมาธินั้น มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ มีความกำจัด
ความฟุ้งซ่านเป็นรส มีความไม่หวั่นไหวเป็นเครื่องปรากฏ
มีความสุข ความเจริญเป็นปทัฏฐาน.
สมาธิ ชื่อว่าตั้งมั่น เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์โดยความไม่ขุ่นมัวไม่
หวั่นไหว. สองบทต่อไปเพิ่มอุปสัค. ชื่อว่าตั้งอยู่พร้อม เพราะรวบรวม
แม้อารมณ์ในสัมปยุตธรรมตั้งอยู่. ซึ่งว่าตั้งลง เพราะไม่เข้าไปเกาะอารมณ์
ตั้งอยู่. จริงอยู่ ในฝ่ายกุศลธรรมมี ๔ อย่าง คือศรัทธา สติ สมาธิและปัญญา
ย่อมหยั่งลงในอารมณ์. ด้วยเหตุนั้นแล ศรัทธาท่านจึงกล่าวว่าแน่วแน่.
สติท่านกล่าวว่าไม่เลื่อนลอย. สมาธิท่านกล่าวว่าตั้งลงดิ่ง. ปัญญาท่าน
กล่าวว่าหยั่งลง. ส่วนในฝ่ายอกุศลธรรมมี ๓ อย่าง คือ ตัณหา ทิฏฐิและ
อวิชชาย่อมหยั่งลงในอารมณ์. ด้วยเหตุนั้นธรรมเหล่านั้นท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 393
ข้อ 788
เป็น โอฆะ. อนึ่ง ในฝ่ายอกุศลนี้ จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ แต่ไม่มีกำลัง.
เหมือนอย่างว่า เมื่อบุคคลเอาน้ำรดในที่เปรอะด้วยธุลีแล้วถู ธุลีหายไป
ชั่วขณะเล็กน้อย เมื่อแห้งแล้วธุลีก็ปรากฏตามเดิมอีกฉันใด ความที่จิตมี
อารมณ์เป็นหนึ่งในฝ่ายอกุศล จึงไม่มีกำลังฉันนั้นเหมือนกัน. ชื่อว่าไม่
มีความฟุ้งซ่าน เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่าน อันเป็นไปแล้วด้วย
อำนาจความฟุ้งซ่านและความสงสัย. จิตแล่นไปด้วยอำนาจความฟุ้งซ่าน
และความสงสัยนั่นแล ชื่อว่าย่อมฟุ้งซ่าน. แต่สมาธินี้ไม่ฟุ้งซ่านอย่างนั้น
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าไม่ฟุ้งซ่าน. จิตแล่นไป คือแล่นไปข้างโน้นข้างนี้
ด้วยอำนาจความฟุ้งซ่านและความสงสัย. แต่ความเป็นผู้มีใจอันอะไร ๆ ไม่
ให้ฟุ้งซ่านไปได้อย่างนี้ ชื่อว่า อวิสาหฏมานสตา ความมีใจไม่ฟุ้งซ่าน.
บทว่า สมโถ ความสงบ มี ๓ อย่างคือจิตตสมถะ (ความสงบจิต) ๑ อธิกรณ-
สมถะ (ความสงบอธิกรณ์) ๑ สัพพสังขารสมถะ (ความสงบสังขาร
ทั้งปวง) ๑. ในสมถะ ๓ อย่างนั้น ชื่อว่าจิตตสมถะ เพราะจิตมีอารมณ์
เป็นหนึ่งในสมาบัติ ๘. เพราะจิตหวั่นไหว จิตดิ้นรน สงบระงับเพราะ
อาศัยสมถะนั้น ฉะนั้น สมถะนั้นท่านจึงเรียกว่า จิตตสมถะ.
ชื่อว่า อธิกรณสมถะ (ความสงบอธิกรณ์) มี ๗ อย่าง มี
สัมมุขาวินัย (ในที่พร้อมหน้าบุคคล วัตถุ และธรรม) เป็นต้น. อธิกรณ์
ทั้งหลายนั้น ๆ สงบระงับไปเพราะอาศัยสมถะนั้น เพราะฉะนั้น สมถะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า อธิกรณสมถะ แต่เพราะสังขารทั้งหลายทั้งปวงสงบระงับ
ไป เพราะอาศัยนิพพาน ฉะนั้น นิพพานนั้นท่านจึงเรียกว่า สัพพสังขาร-
สมถะ. ในความนี้ท่านประสงค์เอาจิตตสมถะ. ชื่อว่า สมาธินทริยะ
เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะของสมาธิ. ชื่อว่า สมาธิพละ เพราะ
หน้า 394
ข้อ 788
ไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ บทว่า สมฺมาสมาธิ ได้แก่ สมาธิแน่นอน
สมาธินำสัตว์ออกไป.
ลำดับนั้น เพราะอินทรีย์สังวรเป็นการรักษาศีล หรือเพราะเทศนานี้
ที่พระองค์ทรงแสดงตามลำดับนี้ เป็นที่สบายของเทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงปฏิปทาเริ่มตั้งแต่อินทรีย์สังวรไป
จึงทรงปรารภคำมีอาทิว่า จกฺขูหิ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขูหิ เนว โลลสฺส ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเล
ด้วยจักษุทั้งหลาย คือไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุทั้งหลาย ด้วยอำนาจมีรูปที่
เราไม่เคยดู ควรดูเป็นต้น. บทว่า คามกถาย อาวรเย โสตํ พึงป้องกันหู
จากคามกถา (คำพูดของชาวบ้าน) คือพึงป้องกันหูจากติรัจฉานกถา.
บทว่า จกฺขุโลลิเยน ความเป็นผู้โลเลด้วยจักษุ คือความเป็นผู้
โลเลด้วยจักษุ ด้วยอำนาจความโลภอันเกิดขึ้นแล้วในจักษุทวาร. บทว่า
อทิฏฺํ ทกฺขิตพฺพํ รูปที่เราไม่เคยดู ควรดู คือรูปารมณ์ที่เราไม่เคยดูควร
เพื่อจะดู. บทว่า ทิฏฺํ สมติกฺกมิตพฺพํ รูปที่เคยเห็นแล้วควรผ่านไป
คือรูปารมณ์ที่เคยเห็นแล้วควรผ่านไป. บทว่า อาราเมน อารามํ สู่สวน
แต่สวน คือสู่สวนผลไม้ สวนดอกไม้เป็นต้น แต่สวนมีสวนดอกไม้เป็น
ต้น. บทว่า ทีฆจาริกํ คือ เที่ยวไปนาน. บทว่า อนวฏฺิตจาริกํ เที่ยวไป
ไม่แน่นอน คือเที่ยวไปโดยไม่ตกลงใจ. บทว่า อนุยุตฺโต โหติ
รูปทสฺสนาย เป็นผู้ขวนขวายเพื่อจะดูรูป คือเป็นผู้ขวนขวายบ่อย ๆ
เพื่อจะดูรูปารมณ์. บทว่า อนฺตรฆรํ ปวิฏฺโ เข้าไปสู่ละแวกบ้าน คือ
เข้าไปถึงภายในธรณีประตู. บทว่า วีถึ ปฏิปนฺโน เดินไปตามถนน คือ
ก้าวไประหว่างถนน. บทว่า ฆรมุขานิ โอโลเกนฺโต แลดูหน้ามุขเรือน
หน้า 395
ข้อ 788
คือมองดูประตูเรือน. บทว่า อุทฺธํ โอโลเกนฺโต แลดูข้างบน คือแหงน
หน้ามองดูเบื้องบน. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เห็นรูปด้วยจักษุ คือ
เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณอันสามารถเห็นรูป ที่เรียกว่าจักษุด้วยอำนาจของ
เหตุ. แต่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า จักษุไม่เห็นรูป เพราะไม่มีจิต
จิตไม่เห็นรูป เพราะไม่มีจักษุ ย่อมเห็นด้วยจิตอันมีปสาทจักษุกระทบ
อารมณ์ทางทวาร. ก็กถาเช่นนี้ชื่อว่าสสัมภารกถา (กล่าวรวมกัน ) ดุจใน
ประโยคมีอาทิว่า ยิงด้วยธนูเพราะฉะนั้น ความในข้อนี้จึงมีว่า เห็นรูป
ด้วยจักษุวิญญาณ. บทว่า นิมิตฺตคฺคาหี เป็นผู้ถือนิมิต คือถือนิมิตหญิง
และชาย หรือนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส มีสุภนิมิตเป็นต้นด้วยอำนาจ
ฉันทราคะ. เพียงเห็นเท่านั้นนิมิตไม่ปรากฏ. บทว่า อนุพฺยญฺชนคฺคาหี
ถืออนุพยัญชนะ คือถืออากาหันต่างด้วยมือ เท้า หัวเราะ ขบขัน พูด
ชำเลืองดูและการเหลียวดูเป็นต้น เรียกว่าอนุพยัญชนะเพราะทำให้ปรากฏ
โดยเป็นเหตุให้กิเลสทั้งหลายปรากฏ. พึงทราบความในบทว่า ยตฺวาธิ-
กรณเมนํ เป็นต้น ดังต่อไปนี้. ธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นเหล่านี้
พึงครอบงำติดตามบุคคลนั้นผู้ไม่สำรวมจักขุนทรีย์ด้วยประตูคือสติ ผู้ไม่ปิด
จักษุทวารอันเป็นเหตุแห่งการไม่สำรวมจักขุนทรีย์ บทว่า ตสฺส สํรราย
น ปฏิปชฺชติ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ คือย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อ
ปิดจักขุนทรีย์นั้นด้วยประตูคือสติ. ท่านกล่าวว่า ภิกษุเป็นอย่างนี้ ชื่อว่า
ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์บ้าง. ในบทนั้น
การสำรวมหรือไม่สำรวม ย่อมไม่มีในจักขุนทรีย์โดยแท้. เพราะสติหรือ
การหลงลืมย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะอาศัย จักษุประสาท อีกอย่างหนึ่ง เมื่อใด
รูปารมณ์มาสู่คลองจักษุ เมื่อนั้นเมื่อภวังคจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปสองครั้ง
หน้า 396
ข้อ 788
กิริยามโนธาตุยังอาวัชชนกิจให้สำเร็จ เกิดขึ้นแล้วดับไป. แต่นั้นจักษุ-
วิญญาณก็ทำหน้าที่เห็น. แต่นั้นวิปากมโนธาตุ ทำหน้าที่รับ. แต่นั้น
วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ทำหน้าที่พิจารณา. แต่นั้นกิริยาอเหตุก-
มโนวิญญาณธาตุยังโวฏฐัพพกิจให้สำเร็จ เกิดขึ้นแล้วดับไป. ในลำดับนั้น
ชวนจิตย่อมแล่นไป. ความไม่สำรวมหรือความสำรวมย่อมไม่มีในสมัย
แห่งภวังคจิตแม้นั้น ย่อมไม่มีในสมัยใดสมัยหนึ่ง บรรดาอาวัชชนจิตเป็น
ต้น. ก็ในขณะชวนะจิต หากว่า ความเป็นผู้ทุศีล ความหลงลืม ความไม่รู้
ความไม่อดทน หรือความเกียจคร้านเกิดขึ้น ความไม่สำรวมย่อมมี. ภิกษุ
เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ท่านเรียกว่าเป็นผู้ไม่สำรวมในจักขุนทรีย์. เพราะเหตุ
ไร. เพราะเมื่อไม่มีการสำรวมในจักขุนทรีย์มีอยู่ แม้ทวารก็ไม่เป็นอัน
คุ้มครอง แม้ภวังคจิต แม้วิถีจิต มีอาวัชชนะเป็นต้น ก็ไม่เป็นอันคุ้มครอง
เหมือนอะไร. เหมือนเมื่อประตู ๔ ด้านในนครไม่ปิด แม้จะปิดประตู
เรือนซุ้มและห้องเป็นต้นข้างในก็ตาม ถึงดังนั้นก็ไม่เป็นอันรักษาคุ้มครอง
ทรัพย์ทั้งหมดภายในนครนั่นเอง โจรทั้งหลายเข้าไปทางประตูนคร พึง
ทำตามความต้องการฉันใด เมื่อความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้น เกิดขึ้นในชวนะจิต
เมื่อไม่มีการสำรวมนั้น แม้ทวารก็ไม่เป็นอันคุ้มครอง แม้ภวังคจิต แม้วิถี
จิตมีอาวัชชนะเป็นต้น ก็ไม่เป็นอันคุ้มครองฉันนั้นนั่นแล.
บทว่า สทฺธาเทยฺยานิ โภชนะอันเขาถวายด้วยศรัทธา คือโภชนะ
อันเขาเชื่อกรรม ผลของกรรม โลกนี้โลกหน้าแล้วถวาย. อธิบายว่า ไม่
ได้ถวายด้วยอาการอย่างนี้ว่า ภิกษุนี้เป็นญาติ เป็นมิตรของเรา จักทำสิ่งนี้
หรือเขาเคยทำสิ่งนี้ ดังนี้. การถวายอย่างนี้ ไม่ชื่อว่าถวายด้วยศรัทธา.
อนึ่ง บทว่า โภชนานิ นี้ เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. แต่โดยอรรถ ท่านกล่าว
หน้า 397
ข้อ 788
คำทั้งหมดนี้ว่า ภิกษุบริโภคโภชนะที่เขาถวายด้วยศรัทธา ห่มจีวร เสพ
เสนาสนะ บริโภคบริขารคือยาอันเป็นปัจจัยแห่งคนไข้. บทว่า เสยฺยถีทํ
เป็นนิบาต มีความว่า นั้นเป็นไฉน. การฟ้อนอย่างใดอย่างหนึ่งชื่อว่า
นัจจะ. ภิกษุแม้เดินไปบ้านก็ไม่ควรแหงนดู. บทว่า คีตํ การขับ ได้แก่
การขับย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า วาทิตํ ได้แก่ การประโคมอย่างใด
อย่างหนึ่ง. บทว่า เปกฺขํ ได้แก่ มหรสพมีการรำเป็นต้น. บทว่า อกฺขานํ
การเล่านิยาย คือเล่าเรื่องภารตะและรามายณะเป็นต้น (เรื่องรามเกียรติ์)
ภิกษุไม่ควรไปในที่ที่เขาเล่านิยายกัน. บทว่า ปาณิสฺสรํ คือ เพลงปรบมือ.
บทว่า เวตาฬํ คือ ฆ้อง. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การร่ายมนต์บนร่าง
ของผู้ตาย. บทว่า กุมฺภถูนํ ระนาด คือการตีบนราง ๔ เหลี่ยม. บทว่า
โสภนครกํ คือ หนัง. ท่านอธิบายว่า นครงาม คือมีผู้ทำให้วิจิตรด้วย
ความเฉียบแหลม. บทว่า จณฺฑาลํ เล่นตีคลี. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
กีฬาชักเปลือกไม้ของคนจัณฑาล. บทว่า วํสํ เล่นไต่ราว คือยกไม้ไผ่
ขึ้นเล่น. บทว่า โธวนํ คือ การเล่นหน้าศพ. ได้ยินว่า ในชนบทบางแห่ง
เมื่อญาติตายเขาไม่เผา ขุดหลุมฝัง. ญาติรู้เวลาที่ผู้ตายนั้นจะเน่า จึงนำ
ออกแล้วล้างกระดูกเอาของหอมทาเก็บไว้. ครั้นถึงวันนักขัตฤกษ์ พวก
ญาติตั้งกระดูกไว้ในที่หนึ่ง ตั้งสุราเป็นต้นไว้ในที่หนึ่ง แล้วพากันร้องไห้
คร่ำครวญไป ดื่มสุราไป. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ในทักขิณาชนบทมีตำบลหนึ่งชื่อโธวนะ ทำตำบลนั้นมีข้าวน้ำ
ลงเคี้ยว ของบริโภค ของลิ้มมากมาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตำบลโธวนะ
นั้นยังมีอยู่ เราไม่กล่าวว่าไม่มี ดังนี้. แต่อาจารย์บางพวกกล่าว การล้าง
หน้า 398
ข้อ 788
กระดูกด้วยการเล่นกล ชื่อโธวนะ. ในการยุทธหัตถีเป็นต้น ภิกษุไม่ควร
รบด้วยช้างเป็นต้น ไม่ควรให้เขารบกัน ไม่ควรดูเขารบกัน.
บทว่า นิพฺพุทฺธํ คือ มวยปล้ำ. บทว่า เสนาพฺยูหํ การจัดกระบวน
ทัพ คือค่ายทหารที่พักนักรบ มีกองทัพเกวียนเป็นต้น. บทว่า อนีกทสฺสนํ
กองทัพ คือดูกองทัพที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า กองทัพช้างมีช้าง ๓
เชือกเป็นที่สุด.
บทว่า น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ ภิกษุไม่ถือนิมิต คือไม่ถือนิมิตดังที่
กล่าวแล้วด้วยอำนาจฉันทราคะ. แม้บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม
กับที่กล่าวแล้ว. อนึ่ง ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังว่า เมื่อความเป็นผู้ทุศีล
เกิดขึ้นแล้วในชวนะจิต เมื่อไม่มีความสำรวม แม้ทวารก็เป็นอันคุ้มครอง
ไม่ได้ แม้ภวังคจิต แม้วิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้น ก็คุ้มครองไม่ได้ฉันใด
ในที่นี้ก็ฉันนั้น เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วในภิกษุนั้น แม้ทวารก็เป็นอันคุ้มครอง
ได้ แม้ภวังคจิตก็เป็นอันคุ้มครองได้ แม้วิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้นก็คุ้ม-
ครองได้. เหมือนอะไร. เหมือนเมื่อปิดประตูนครแล้ว แม้ภายในเรือน
เป็นต้น ไม่ได้ปิดก็จริง ถึงดังนั้นทรัพย์สินทั้งหมดในภายในนครก็เป็น
อันรักษาดีแล้ว คุ้มครองดีแล้วนั่นเอง เมื่อประตูนครปิดแล้ว โจรทั้ง
หลายก็เข้าไปไม่ได้ฉันใด เมื่อศีลเป็นต้นเกิดแล้วในชวนะจิต แม้ทวารก็
เป็นอันคุ้มครองได้ แม้ภวังคจิตก็คุ้มครองได้ แม้วิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้น
ก็คุ้มครองได้. เพราะฉะนั้น ความสำรวมแม้เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนะจิต
ท่านก็กล่าวว่า เป็นความสำรวมในจักขุนทรีย์. ต่อจากนี้ทั้งข้างหลังข้าง
หน้าพึงทราบความโดยปริยายที่ท่านกล่าวแล้ว. บทว่า วิสูกทสฺสนา คือ
การดูสิ่งอันเป็นข้าศึกแก่กุศล.
หน้า 399
ข้อ 788
บทว่า คามกถา คือ คำพูดของชาวบ้าน. บทว่า พตฺตึส คือ ๓๒.
คำพูดอันเป็นเครื่องปิดกั้นทางไปสวรรค์และทางแห่งความหลุดพ้น ชื่อว่า
ติรัจฉานกถา เพราะเป็นคำพูดที่ไม่นำสัตว์ออกไป. ในคามกถาเหล่านั้น
คำพูดที่ปรารภพระราชาเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า พระมหาสมมตราช พระ-
เจ้ามันธาตุราช พระเจ้าธรรมาโศกราช มีอานุภาพอย่างนี้ ๆ ชื่อว่า ราชกถา
พูดเรื่องพระราชา. ใน โจรกถา (พูดเรื่องโจร) เป็นต้นก็มีนัยนี้. ใน
คามกถา เหล่านี้ คำพูดอาศัยเคหะโดยนัยมีอาทิว่า พระราชาพระองค์โน้น
มีพระโฉมงามน่าชม ดังนี้ เป็น ติรัจฉานกถา. อนึ่ง คำพูดที่เป็นไปอย่าง
นี้ว่า แม้พระราชาพระองค์นั้นมีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ก็ยังสวรรคต ชื่อว่า
ตั้งอยู่ในความเป็นกรรมฐาน. แม้ในพวกโจรคำพูดอาศัยเคหะว่า อัศจรรย์
โจรผู้กล้าหาญทั้งหลายอาศัยการกระทำของพวกโจร ว่ามูลเทพ มีอานุภาพ
มากอย่างนี้ เมฆมาล มีอานุภาพมากอย่างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ติรัจฉานกถา.
แม้ในการรบคำพูดด้วยความชอบใจในเรื่องภารตยุทธ์เป็นต้นว่า ทหารชื่อ
โน้นถูกทหารชื่อโน้นฆ่าอย่างนี้ ถูกแทงอย่างนี้ ก็ชื่อว่า ติรัจฉานกถา.
ส่วนคำพูดที่เป็นไปอย่างนี้ว่า แม้คนนั้นก็ยังตาย ดังนี้ ย่อมเป็นกรรมฐาน
ในที่ทั้งหมด.
อีกอย่างหนึ่งในอาหารมีข้าวเป็นต้น ไม่ควรพูดด้วยความชอบใจ
ในกามว่า เราเคี้ยว กิน ดื่มบริโภค อาหารมีสี มีกลิ่น มีรส ถึงพร้อม
ด้วยผัสสะ อย่างนี้ ดังนี้. อนึ่ง ควรทำให้ประกอบด้วยประโยชน์แล้วพูด
ว่า เมื่อก่อน เราได้ถวายข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน ดอกไม้กลิ่นหอมอัน
สมบูรณ์ด้วยสีเป็นต้นอย่างนี้ แก่ท่านผู้มีศีลทั้งหลาย เราได้กระทำการ
บูชาพระเจดีย์ ดังนี้. แม้ใน ญาติกถา (พูดเรื่องญาติ) เป็นต้น ก็ไม่
ควรพูดด้วยความชอบใจว่า ญาติของเราเป็นผู้สามารถ หรือเมื่อก่อนเรา
หน้า 400
ข้อ 788
ได้เที่ยวไปด้วยยานอันวิจิตรอย่างนี้ ดังนี้. อนึ่ง ควรพูดว่าญาติทั้งหลาย
ได้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ไว้ แม้ญาติทั้งหลายของเราก็ตายเสียแล้ว หรือ
เมื่อก่อนเราได้ถวายรองเท้าอย่างนี้แก่สงฆ์. แม้ในคามกถา (คำพูดของ
ชาวบ้าน) เป็นต้น ก็ไม่ควรพูดด้วยความชอบใจอย่างนี้ว่า พวกที่อยู่
บ้านโน้นเป็นคนกล้า มีความสามารถด้วยการมีหลักฐานดี ยากจน
หากินง่าย หากินลำบาก ดังนี้. ควรพูดว่า คนนั้นทำสิ่งมีประโยชน์มี
ศรัทธา เลื่อมใส หรือคนนั้นได้ตายเสียแล้ว แม้ในนิคมกถา (พูดเรื่อง
นิคม) นครกถา (พูดเรื่องนคร) ชนนพกถา (พูดเรื่องชนบท) ก็มีนัยนี้
เหมือนกัน. แม้อิตถีกถา (พูดเรื่องสตรี) ก็ไม่ควรพูดด้วยความชอบใจ
เกี่ยวกับผิวและรูปร่างเป็นต้น. ควรพูดอย่างนี้อย่างเดียวว่า หญิงผู้มี
ศรัทธาเลื่อมใสได้ตายเสียแล้ว . แม้ สูรกถา (พูดเรื่องคนกล้า) ก็ไม่ควร
พูดด้วยความชอบใจว่า นักรบชื่อว่านันทิมิตรเป็นคนกล้า. ควรพูดอย่าง
นี้อย่างเดียวว่า นักรบผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้ตายเสียแล้ว ดังนี้. แม้วิสิขา-
กถา (พูดเรื่องตรอก) ก็ไม่ควรพูดด้วยความพอใจว่า ตรอกโน้นเรียบ
ไม่เรียบ. แม้สุรกถา (พูดเรื่องคนกล้า) ก็ไม่ควรพูดด้วยความพอใจว่า
คนโน้นเป็นผู้กล้าเป็นผู้สามารถ ดังนี้. ควรพูดได้อย่างเดียวว่า คนกล้าที่มี
ศรัทธาเลื่อมใสได้ตายไปเสียแล้ว ดังนี้. บทว่า กุมฺภฏฺานกถา (พูด
เรื่องท่าน้ำ) ท่านกล่าวว่า อุทกติฏฺกถา บ้าง ได้แก่ กุมฺภทาสีกถา
(พูดเรื่องนางกุมภทาสี). ไม่ควรพูดด้วยความพอใจว่า แม้นางกุมภาสี
นั้น น่าเลื่อมใสเป็นหญิงฉลาดเพื่อฟ้อนรำ เพื่อขับร้อง. ควรพูดโดยนัยมี
อาทิว่า นางกุมภทาสีนั้นเป็นหญิงมีศรัทธาเลื่อมใส. บทว่า ปุพฺพเปตกถา
(พูดเรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว) คือพูดถึงญาติที่ตายไปแล้ว . ในบทนั้นพึง
ทราบวินิจฉัยเช่นเดียวกับพูดถึงญาติที่กำลังเป็นอยู่. บทว่า นานตฺตกถา
หน้า 401
ข้อ 788
(พูดเรื่องเบ็ดเตล็ด) คือพูดไรประโยชน์พ้นจากกถาก่อนและกถาหลัง ที่
เหลือมีสภาพต่าง ๆ กัน. บทว่า โลกกฺขายิกา (พูดเรื่องโลก) คือพูดให้
ชาวโลกหลงเชื่อมีอาทิอย่างนี้ว่า โลกนี้ใครสร้าง คนโน้นสร้าง กามีสีขาว
เพราะกระดูกขาว นกยางโทนมีสีแดง เพราะเลือดแดง. สมุทฺทกฺขายิกา
(พูดเรื่องทะเล) เพราะเหตุไรจึงชื่อว่า สมุทฺทกฺขายิกา. การพูดเรื่อง
สมุทรมีอาทิอย่างนี้ว่า ชื่อว่าสาครเพราะเทพเจ้าประจำสาครขุด ชื่อสมุทร
เพราะประกาศให้รู้ด้วยการชี้นิ้วว่า สาครเราขุด. บทว่า ภโว คือ ความเจริญ.
บทว่า อภโว คือ ความเสื่อม. การพูดถึงเหตุอันไรประโยชน์ธรรมดา ๆ ว่า
ความเจริญเป็นอย่างนี้ ความเสื่อมเป็นอย่างนี้ ดังนี้ ชื่อว่า อิติภวาภวกถา
(พูดเรื่องความเจริญ และความเสื่อม). บทว่า อาวเรยฺย พึงป้องกัน คือ
พึงทำการป้องกัน. บทว่า นิวาเรยฺย พึงห้าม คือพึงกั้นจากอารมณ์.
บทว่า สนฺนิวาเรยฺย พึงสกัดกั้น คือพึงกั้นทำให้ไม่มีเหลือโดยชอบ.
บทว่า รกฺเขขฺย พึงรักษา คือพึงทำการรักษา. บทว่า โคเปยฺย พึง
คุ้มครอง คือพึงคุ้มครองเสมอ. บทว่า ปิทเหยฺย พึงปิด คือพึงทำการ
ปิด. บทว่า ปจฺฉินฺเทยฺย พึงตัดขาด คือพึงตัดกระแสคือตัณหา. บทว่า
เตน เตน น ตุสฺสิ ไม่พอใจด้วยรสนั้น ๆ คือไม่พอใจด้วยรสมีรส
เปรี้ยวเป็นต้นนั้น ๆ. บทว่า อปราปรํ ปริเยสนฺติ ย่อมเที่ยวแสวงหารส
อื่น ๆ คือย่อมแสวงหารสสูง ๆ ขึ้นไป.
บทว่า ผสฺเสน ได้แก่ ผัสสะคือโรค. บทว่า ภวญฺจ นาภิชปฺเปยฺย
ไม่พึงปรารถนาภพ คือไม่พึงปรารถนาภพมีกามภพเป็นต้น เพื่อบรรเทา
ผัสสะนั้น. บทว่า เภรเวสุ จ น สมฺปเวเธยฺย ไม่พึงหวั่นในเพราะ
ความขลาดกลัว คือไม่พึงหวั่นไหวในเพราะความขลาดกลัว มีราชสีห์และ
หน้า 402
ข้อ 788
เสือโคร่งเป็นต้น อันเป็นปัจจัยแห่งผัสสะนั้น. หรือไม่พึงหวั่นไหวใน
อารมณ์ อันเป็นวิสัยแห่งฆานินทรีย์และมนินทรีย์ที่เหลือ. ด้วยประการ
ฉะนี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นทรงแสดงความสำรวมอินทรีย์ด้วยบทก่อนแล้ว ด้วยบทนี้จึงทรงแสดง
ว่า อันภิกษุผู้อยู่ในป่า ได้เห็นหรือได้ยินสิ่งที่น่ากลัว ไม่พึงหวั่นไหวดังนี้.
บทว่า เอเกนากาเรน คือ ด้วยเหตุอย่างเดียวกัน บทว่า ภยมฺปิ
เภรวมฺปิ ตญฺเว ภัยก็ดี ความขลาดกลัวก็ดีนั้นแล คือภัยก็ดีความขลาด-
กลัวก็ดี ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ก็เป็นนิมิตแห่งความหวาดสะดุ้งเหมือนกัน. เพื่อ
แสดงความนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า วุตฺตญฺเหตํ สมจริงดังที่พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้. บทว่า ภยํ คือ ภัยเกิดขึ้นเพราะความขลาดกลัวเป็น-
เหตุ. บทว่า ภยานกํ แสดงถึงอาการ คือกิริยาที่กลัว. บทว่า ฉมฺภิตตฺตํ
ความหวาดหวั่น คือมีกายหวั่นไหวด้วยอำนาจความกลัว. บทว่า โลมหํโส
ความเป็นผู้มีขนลุก คือขนลุกชัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นแสดงภัยโดย
กิจด้วยบททั้งสองนี้แล้ว ทรงแสดงโดยสภาวะอีกว่า ความหวาดเสียว ความ
สะดุ้งแห่งจิต. บทว่า อุพฺเพโค ความหวาดเสียว คือความขลาด. บทว่า
อุตฺราโส ความสะดุ้ง คือความกำเริบแห่งจิต. บทว่า ชาติภยํ ภัยแต่
ชาติ คือภัยเกิดขึ้นเพราะอาศัยชาติ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ภัยเกิดแด่พระราชา ชื่อ ราชภัย. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อตฺตานุวาทภยํ ภัยแต่การติเตียนตน คือภัยเกิดแต่การติเตียนตน
ผู้ทำกรรมชั่ว. บทว่า ปรานุวาทภยํ คือ ภัยเกิดแต่การติเตียนของผู้อื่น.
บทว่า ทณฺฑภยํ ภัยแต่อาชญา คือภัยเกิดขึ้นเพราะอาศัยพระราช-
อาชญาหรือโทษทางวินัยของนักบวช. บทว่า ทุคฺคติภยํ ภัยแต่ทุคติ คือภัย
หน้า 403
ข้อ 788
เกิดขึ้นเพราะอาศัยอบาย ๔. บทว่า อูมิภยํ ภัยแต่คลื่น คือภัยเกิดแก่
ผู้ลงน้ำในมหาสมุทร. นัยว่า ในมหาสมุทรมีคลื่นชื่อมหินทะผุดพลุ่งขึ้น
ประมาณ ๕๐ โยชน์ คลื่นซึ่งว่าโรหิณี ผุดพลุ่งขึ้นประมาณ ๔๐ โยชน์
ภัยเกิดเพราะอาศัยคลื่นชื่อว่า อูมิภัย. ภัยเกิดจากจระเข้ ชื่อว่า กุมภีลภัย
ภัยแต่จระเข้. ภัยแต่วังวน ชื่อว่า อาวัฏฏภัย. ปลาดุเรียกว่า สุํสุกา
ภัยแต่ปลาดุนั้น ชื่อว่า สุงสุกาภัย. บทว่า อาชีวกภยํ ภัยแต่การเลี้ยงชีพ
ชื่อว่า อาชีวกภัย. บทว่า อสิโลกภยํ คือ ภัยแต่ความติเตียน.
บทว่า ลทฺธา น สนฺธึ กยิรา ได้แล้วไม่ควรทำการสะสม คือได้
อย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาข้าวเป็นต้นเหล่านั้นแล้ว ไม่ควรคิดว่า อันภิกษุ
ผู้อยู่ในป่าหาได้ยากแล้วทำการสะสม. บทว่า โอทโน ได้แก่ ข้าวสุกเกิด
จากข้าวสารของข้าวเปลือก และอนุโลมด้วยข้าวเปลือก ๗ อย่าง คือข้าว
สาลี ๑ ข้าวเปลือก ๑ ข้าวเหนียว ๑ ข้าวละมาน ๑ ข้าวฟ่าง ๑ ลูกเดือย ๑
หญ้ากับแก้ ๑. บทว่า กุมฺมาโส ขนมกุมมาส คือเกิดจากข้าวเหนียว.
บทว่า สตฺตุ ข้าวสัตตู คือข้าวสัตตุทำด้วยข้าวสาลีเป็นต้น . สัตว์เกิดใน
น้ำ ชื่อว่าปลา. เนื้อความชัดอยู่แล้ว. บทว่า อมฺพปานํ น้ำผลมะม่วง
ได้แก่น้ำที่ทำด้วยผลมะม่วงดิบหรือสุก. เมื่อจะทำด้วยผลดิบ ควรผ่าผล
มะม่วงอ่อนแล้วแช่น้ำผึ่งแดด กรองผสมกับน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดและ
การบูรเป็นต้นทำปานะ. บทว่า ชมฺพุปานํ คือ น้ำทำด้วยผลหว้า. บทว่า
โจจปานํ คือ น้ำทำด้วยผลกล้วยมีเมล็ด. บทว่า โมจปานํ คือ น้ำทำด้วย
ผลกล้วยไม่มีเมล็ด. บทว่า มธุกปานํ น้ำผลมะซาง คือน้ำทำด้วยรสชาติ
แห่งผลมะซาง. อนึ่ง น้ำผลมะซางนั้นควรผสมน้ำ ล้วน ๆ ไม่ควร.
บทว่า มุทฺทิกปานํ น้ำผลจันทน์ คือน้ำที่ขยำผลจันทน์ลงในน้ำ แล้ว
หน้า 404
ข้อ 788
ทำเหมือนน้ำผลมะม่วง. บทว่า สาลุภปานํ น้ำรากบัว คือน้ำที่ทำขยำ
รากบัวของบัวแดงและบัวเขียวเป็นต้น. บทว่า ผารุสกปานํ น้ำผลลิ้นจี่
คือน้ำที่ทำด้วยผลลิ้นจี่ดุจน้ำผลมะม่วง. บทว่า โกสมฺพปานํ คือ น้ำทำ
ด้วยผลสะคร้อ. บทว่า โกลปานํ คือ น้ำทำด้วยผลกระเบา. บทว่า
พทรปานํ น้ำผลพุทรา คือนำทำด้วยผลพุทราลูกใหญ่ เหมือนน้ำผล
มะม่วง. ปานะ ๑๑ อย่างเหล่านี้ เย็นบ้าง สุกด้วยแสงอาทิตย์บ้างก็ควร.
บทว่า ฆฏปานํ ปานะที่ทำด้วยเปรียง ได้แก่ น้ำเนยใส. บทว่า เตลปานํ
น้ำมัน ได้แก่ น้ำมันงาเป็นต้น. บทว่า ปโยปานํ ได้แก่ น้ำนม.
บทว่า ยาคุปานํ น้ำข้าวยาคู คือนำข้าวยาตูมีรสเปรี้ยวเป็นต้น. บทว่า
รสปานํ คือ ปานะที่ทำด้วยรสมีรสผักเป็นต้น. บทว่า ปิฏฺขชฺชกํ ของ
ควรเคี้ยวทำด้วยแป้ง คือของควรเคี้ยวทำด้วยแป้งมีอาทิอย่างนี้ คือแป้ง
ขนุน แป้งขนุนสำมะลอ แป้งมะกอก แป้งเมล็ดผักกาดและแป้งเถาน้ำนม.
ปูวขัชชกะ แม้ของควรเคี้ยวที่ทำเป็นขนม ก็ทำด้วยแป้งเหล่านี้เหมือน
หัน. บทว่า มูลขชฺชกํ ของควรเคี้ยวทำด้วยเหง้าไม้ มีอาทิอย่างนี้คือ
เหง้าเผือก เหง้าไม้ช้างน้าว เหง้ามัน. บทว่า ตจขชฺชกํ ของควรเคี้ยว
ทำด้วยเปลือกไม้ มีเปลือกอ้อยเป็นต้น. บทว่า ปตฺตขชฺชกํ ของควร
เคี้ยวทำด้วยใบไม้ มีใบสะเดา ใบมวกเหล็ก ใบกระดอม และใบอัญชัน
เขียวเป็นต้น. บทว่า ปุปฺผขชฺชกํ ของเคี้ยวทำด้วยดอกไม้ มีดอกเผือก
ดอกไม้ช้างน้าว กุ่มขาว มะรุม อุบลและปทุมเป็นต้น. บทว่า ผลขชฺชกํ
ของเคี้ยวทำด้วยผลไม้มีขนุน ขนุนสำมะลอ มะพร้าว มะกอก มะขาม
มะงั่ว มะขวิด น้ำเต้า ฟักผลขาว มะพลับ แตงกวา มะเขือ กล้วยมี
เมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด เป็นต้น.
หน้า 405
ข้อ 788
บทว่า น กุหนาย มิใช่ได้ด้วยความโกหก คือมิใช่ได้ด้วยความ
พิศวง. บทว่า น ลปนาย ไม่ใช่ได้ด้วยความพูดเลียบเคียงเพื่อปัจจัย
คือมิใช่เห็นพวกมนุษย์มาวิหารแล้วพูดเลียบเคียงอย่างนี้ว่า พวกท่านมา
เพื่ออะไร มาเพื่อนิมนต์ภิกษุหรือ ผิว่าอย่างนั้นพวกท่านกลับไปก่อน
อาตมาจะตามไปทีหลัง. อีกอย่างหนึ่งมิใช่จะแน่ะนำตน แล้วพูดเลียบเคียง
อย่างนี้ว่า อาตมาชื่อติสสะ พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา มหาอำมาตย์
ของพระราชาชื่อโน้น ๆ ก็เลื่อมใสในอาตมา ดังนี้. บทว่า น เนมิตฺติ-
กตาย คือมิใช่ได้ด้วยทำนิมิตทางกายและวาจาอย่างใดอย่างหนึ่งแก่คนอื่น
ให้เกิดความรู้สึกจะถวายปัจจัย. บทว่า น นิปฺเปสิกตาย มิใช่ได้ด้วยกำจัด
คุณเขา คือแสดงกิริยามีการด่าผู้อื่นเป็นต้น ชื่อว่ากำจัดครอบงำคุณของ
ผู้อื่นอย่างไม่มีดี ดุจไม้ไผ่ชิ้นเล็กๆ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะการบดขยี้คุณของ
ผู้อื่นให้แหลกรานแล้วแสวงหาลาภ ดุจบดคันธชาตแล้วหากลิ่นหอมฉะนั้น
ดังนั้นท่านจึงเรียกว่า นิปฺเปสิกตา กำจัดคุณเขา. มิใช่ได้ด้วยกำจัดคุณเขา
เห็นปานฉะนี้. บทว่า นิชิคึสนตา ในบทว่า น ลาเภน ลาภํ นิชิคุสนตาย
มิใช่ได้ด้วยแสวงหาลาภด้วยลาภนี้ คือการแสวงหา. การแสวงหาลาภด้วย
ด้วยการนำลาภที่ได้แล้วจากที่อื่นไปแลกเปลี่ยนในที่อื่น. มิใช่ได้ด้วยการ
แสวงหาลาภด้วยลาภเห็นปานฉะนี้. บทว่า น ทารุทาเนน มิใช่ได้ด้วยการ
ให้ไม้จริง คือมิใช่ได้ด้วยการให้ไม้จริงอันเป็นเหตุเป็นปัจจัย. จริงอยู่ ไม่
ควรให้ไม้จริงที่ขึ้นในวิหาร หรือที่นำมาจากที่อื่นแล้วรักษาคุ้มครองไว้
แก่อุปัฏฐากทั้งหลายด้วยคิดว่า อุปัฏฐากเหล่านั้นจักให้ปัจจัยแก่เราด้วย
อาการอย่างนี้. เพราะเมื่อภิกษุสำเร็จชีวิตอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นอยู่โดยมิจฉา-
ชีพ การแสวงหาที่ไม่สมควร. ภิกษุนั้นย่อมได้รับความติเตียนในปัจจุบัน
หน้า 406
ข้อ 788
และจะต้องจมอยู่ในอบายในภพหน้า. ภิกษุให้ไม้จริงอันเป็นส่วนของตน
เพื่อสงเคราะห์ตระกูล ย่อมต้องอาบัติทุกกฏ ชื่อว่า กุลทูสกะ ให้ของ
คนอื่นด้วยไถยจิตถูกปรับเป็นภัณฑไทย. แม้ในของสงฆ์ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
แต่ถ้าให้ของนั้นเพราะคนเป็นผู้มีอำนาจ ย่อมต้องอาบัติข้อสละครุภัณฑ์.
ก็ไม้จริงอย่างไหนเป็นครุภัณฑ์ อย่างไหนไม่เป็นครุภัณฑ์. ไม้ที่ไม่ได้
ปลูกไว้ก่อน เกิดเองในที่ที่สงฆ์กำหนดเขตไว้นั้นแลเป็นครุภัณฑ์. นอก
จากนั้นไม่เป็นครุภัณฑ์. ไม้ในที่ที่ปลูกไว้ก็เป็นครุภัณฑ์ทั้งหมด. ไม้มี
ประมาณเท่าเล่นเข็มโดยประมาณก็เป็นครุภัณฑ์.
แม้ในบททั้งหลายมีอาทิว่า น เวฬุทาเนน มิใช่ได้ด้วยให้ไม้ไผ่
พึงทราบบททั้งปวงมีอาทิว่า ไม่ใช่ได้ด้วยการให้ไม้ไผ่อันเป็นเหตุเป็น
ปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้ว ในบทนี้ว่า น ทารุทาเนน ดังนี้. อนึ่ง ไม้ไผ่
มีประมาณเท่าหลอดน้ำมันโดยประมาณเป็นครุภัณฑ์ ต่ำกว่านั้นไม่เป็น
มนุษย์ทั้งหลายไปวิหารขอไม้ไผ่. ภิกษุให้ไม่ได้เพราะเป็นของสงฆ์. มนุษย์
ทั้งหลายอ้อนวอนหรือแค่นไค้บ่อยๆ ภิกษุทั้งหลายควรพูดว่า พวกท่าน
ทำทัณฑกรรมแล้วถือเอาเถิด. ไม่มีการให้ไม้ไผ่. หากมนุษย์ทั้งหลาย
เหล่านั้นถวายมีดและขวานเป็นต้น หรือของเคี้ยวของฉันก็ไม่ควรรับ . แต่
ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาวินัยว่า มนุษย์ถูกไฟเผาเรือน ถือเอาไปไม่ควร
ห้าม หากจอมปลวกเกิดที่กอไผ่ของสงฆ์ เมื่อไม่ทำลายจอมปลวกนั้น ไม้
ไผ่จะเสียหาย ควรทำอย่างไร. ควรบอกพวกมนุษย์ในเวลาออกบิณฑบาต.
หากพวกมนุษย์ไม่ปรารถนาจะทำลาย ควรกล่าวว่า พวกท่านจักทำให้
พื้นเสมอกันได้ไหม. พวกมนุษย์ก็ไม่ปรารถนาอยู่นั่นเอง ควรบอกว่า
พวกท่านจักได้สองส่วน. แม้อย่างนี้พวกมนุษย์ก็ยังไม่ปรารถนาอยู่อีก
หน้า 407
ข้อ 788
ควรกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่ทำให้เสียหาย เมื่อพวกท่านมีเวลาพวกท่าน
จักทำฑัณฑกรรม ทำลายแล้วเอาไปเถิด. ไม่มีการให้ไม้ไผ่. แม้เมื่อกอไผ่
ถูกไฟไหม้ แม้ไม้ไผ่ที่ลอยน้ำมาก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยนี้ในการให้ใบไม้ เพราะเป็นครุภัณฑ์ต่อไป.
ก็ในที่ใดเขาขายใบไม้กัน ผู้ต้องการกลิ่นเอาไปเพื่ออบกลิ่นเป็นต้น
ในที่ที่หายากเช่นนั้น ใบไม้ก็เป็นครุภัณฑ์. พึงทราบวินิจฉัยในใบทอง-
กวาวและใบตาลใช้เป็นเครื่องประดับหูเป็นต้นก่อน. แม้ใบตาลก็ควร
กล่าวไว้ในที่นี้เหมือนกัน. เพราะใบตาลในป่าตาลที่เกิดขึ้นเอง ก็เป็น
ครุภัณฑ์ในที่ที่สงฆ์กำหนดเขตไว้เหมือนกัน. ออกจากนั้นไม่เป็น. ใบ
ตาลที่ปลูกแม้ทั้งหมดก็เป็นครุภัณฑ์. ใบลานเปล่าแม้ประมาณ ๘ องคุลี
ในที่สุดเบื้องต่ำ ก็เป็นประมาณของครุภัณฑ์นั้น. แม้หญ้าก็ควรนำมา
กล่าวไว้ในที่นี้เหมือนกัน ก็ในที่ใดไม่มีหญ้า มนุษย์ทั้งหลายก็เอาฟาง
ใบมะพร้าวปกคลุมในที่นั้น. เพราะฉะนั้น แม้ฟางและใบมะพร้าวเหล่านั้น
ก็สงเคราะห์เข้าด้วยหญ้าได้เหมือนกัน. ด้วยเหตุนี้ บรรดาหญ้าปล้อง
ฟางเป็นต้น หญ้าอย่างใดอย่างหนึ่งประมาณกำมือหนึ่ง และบรรดาใบ
มะพร้าวเป็นต้น แม้ใบเดียวที่เขาถวายแก่สงฆ์ก็ดี เกิดเองในที่นั้นก็ดี
หญ้าที่เกิดในพื้นที่ของสงฆ์นอกวัด หญ้าที่สงฆ์รักษาคุ้มครองไว้แล้วก็ดี
ย่อมเป็นครุภัณฑ์. อนึ่ง เมื่อสงฆ์จะทำสังฆกรรมและเจติยกรรม ควรให้
ครุภัณฑ์นั้นในบุคลิกกรรม (ส่วนบุคคล) ดีกว่า. แม้ในไม้จริงและไม้ไผ่
ที่ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังก็มีนัยเหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในการให้ดอกไม้ดังต่อไปนี้.
หน้า 408
ข้อ 788
ดอกไม้ที่กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย จงสละดอกไม้ใน
ต้นไม้ประมาณเท่านี้ แล้วนำเข้าไปเพื่อข้าวยาคูและภัตร ในต้นไม้ประ-
มาณเท่านี้จงนำเข้าไปในการปฏิสังขรณ์เสนาสนะดังนี้ ย่อมเป็นครุภัณฑ์.
ผิว่า สามเณรทั้งหลายเก็บดอกไม้แล้วทำให้เป็นกองไว้ ภิกษุผู้แบ่งดอกไม้
ประกอบด้วยองค์ ๕ นับสงฆ์แล้วทำให้เป็นส่วน ๆ ภิกษุนั้นย่อมได้
เพื่อที่จะไม่ต้องบอกสงฆ์ในที่ประชุมแล้วให้. ส่วนภิกษุที่ยังไม้ได้รับ
สมมติ ควรบอกก่อนแล้วจึงให้. ก็ภิกษุย่อมได้เพื่อจะให้ดอกไม่แก่ใคร
ไม่ได้เพื่อจะให้แก่ใคร. ภิกษุแม้ไปเรือนมารดาบิดา เรียกมารดาบิดา
ออกจากเรือนแล้วกล่าวว่า โยมจงเอาไปบูชาพระ ดังนี้ ย่อมได้เพื่อจะให้
ย่อมไม่ได้ เพื่อเอาไปประดับศิวลึงค์ อนึ่ง ไม่ควรนำไปใหญ่ญาติที่เหลือ
ควรเรียกมาแล้วจึงให้เพื่อเอาไปบูชาพระ. เมื่อชนที่เหลือไปพร้อมกันยังที่
บูชา คนที่ไม่หวังจะได้ก็ควรให้. ไม่มีการให้ดอกไม้. ดอกไม้ในวิหาร
บานมาก. ภิกษุผู้ไปเที่ยวบิณฑบาตเห็นมนุษย์ทั้งหลายพึงกล่าวว่า พวก
ท่านจงบูชาดอกไม้เป็นอันมากในวิหารเถิด. เพียงพูดไม่มีโทษ. แต่ไม่
ควรพูดด้วยคิดว่า พวกมนุษย์จักถือเอาของเคี้ยวของบริโภคมาถวาย. หาก
ภิกษุพูด ไม่ควรฉันของเคี้ยวของฉัน. พวกมนุษย์ถามว่า ดอกไม้ในวิหาร
ยังมีตามธรรมดาหรือ แล้วกล่าวว่า ในวันโน้นพวกข้าพเจ้าจักมาวิหาร
พระคุณเจ้าทั้งหลายอย่าให้สามเณรเก็บดอกไม้เลย. ภิกษุลืมบอกสามเณร.
สามเณรพากันเก็บดอกไม้. พวกมนุษย์เข้าไปหาภิกษุกล่าวว่า ในวันโน้น
พวกข้าพเจ้าได้เรียนพระคุณเจ้าทั้งหลายว่า อย่าให้สามเณรเก็บดอกไม้
ทำไมพระคุณเจ้าไม่ห้ามเหล่า. ควรกล่าวว่า อาตมาลืมไป ดอกไม้เพียง
หน้า 409
ข้อ 788
เก็บเท่านั้น ยังไม่ได้ทำการบูชาเลย. ไม่ควรกล่าวว่า พวกท่านเอาไป
บูชากันเถิด หากภิกษุพูด ไม่ควรฉันอาหาร. ภิกษุอีกรูปหนึ่งบอกแก
สามเณรทั้งหลายว่า ชาวบ้านโน้นพูดว่า อย่าเก็บดอกไม้ แม้มนุษย์
ทั้งหลายก็นำอาหารมาถวายท่านแล้วกล่าวว่า พวกมนุษย์ของพวกกระผม
ไม่มาก ขอพระคุณเจ้าโปรดสั่งให้สามเณรทั้งหลายเก็บดอกไม้กับพวก
กระผมเถิด, ควรกล่าวว่า อุบาสก พวกสามเณรได้ภิกษาแล้ว พวกที่
ไม่ไปบิณฑบาตอุบาสกจักรู้ด้วยตนเอง ดังนี้. ได้นัยเพียงเท่านี้ แล้วทำ
สามเณรผู้เป็นบุตรหรือเป็นพี่น้องชายให้เก็บดอกไม้ ไม่มีโทษ. ไม่มีการ
ให้ดอกไม้.
พึงทราบวินิจฉัยการให้ผลไม้ดังนี้. แม้ผลไม้ที่กำหนดไว้เหมือน
ดอกไม้ ก็เป็นครุภัณฑ์. เมื่อมีผลาผลมากในวิหาร พวกมนุษย์ไม่มีความ
สบายพากันมาขอ ภิกษุให้ไม่ได้เพราะเป็นของสงฆ์ พวกมนุษย์เดือดร้อน
พากันแช่งด่า ควรทำอย่างไรในเรื่องนั้น. ควรกำหนดผลไม้หรือต้นไม้
แล้วทำกติกาว่า ในต้นไม้ต้นโน้น ๆ ถือเอาผลไม้ได้ประมาณเท่านี้ หรือ
ในต้นไม้ประมาณเท่านี้ถือเอาผลไม้ได้ไม่ควรห้าม. พวกโจรหรืออิสรชน
ถือเอาด้วยพลการไม่ควรห้าม. เพราะพวกนั้นโกรธ แม้วิหารทั้งสิ้นก็จะ
เสียหาย. แต่ควรกล่าวถึงความผิด.
พึงทราบวินิจฉัยในการให้เครื่องอาบน้ำดังต่อไปนี้. จุณที่ใช้อาบน้ำ
บดแล้วไม่เป็นครุภัณฑ์. เปลือกไม้ที่อยู่ในต้นไม้เป็นครุภัณฑ์. แต่จุณ
สำหรับใช้ย้อมควรแก่ภิกษุไม่เป็นไข้. จุณอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมควรแก่
ภิกษุไข้ทั้งนั้น. มิใช่ได้ด้วยการให้จุณไม้ซึกเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วใน
บทว่า น จุณฺณทาเนน มิใช่ได้ด้วยการให้จุณ.
หน้า 410
ข้อ 788
พึงทราบวินิจฉัยการให้ดินเหนียวดังนี้. ก็ในที่ใดหาดินเหนียว
ได้ยาก ดินเหนียวในที่นั้นแลเป็นครุภัณฑ์. แม้ดินเหนียวนั้นอย่างต่ำที่สุด
มีประมาณเท่าลูกตาลและงบน้ำอ้อย ต่ำกว่านั้นไม่เป็นครุภัณฑ์
พึงทราบวินิจฉัยในการให้ไม้สีฟันดังนี้. ไม้สีฟันที่ยังไม่ได้ตัดเป็น
ครุภัณฑ์. สามเณรเหล่าใดถึงวาระที่จะได้ไม้สีฟันจากสงฆ์ สามเณรเหล่านั้น
จะให้แก่อาจารย์และอุปัชฌาย์ของตนเฉพาะตัวไม่ได้. อนึ่ง สามเณรเหล่า
ใดกำหนดไว้ว่า พึงนำไม้สีฟันมาประมาณเท่านี้ดังนี้ แล้วถือเอาตามวาระ
สามเณรเหล่านั้นจะให้ไม้สีฟันยิ่งกว่านั้นแก่อาจารย์และอุปัชฌาย์ได้. ภิกษุ
รูปเดียวไม่ควรถือเอาไม้สีฟันมาจากต้นไม้ที่ใช้เป็นไม้สีฟัน ควรถือเอาอัน
เดียวเท่านั้นทุก ๆ วัน. แม้ภิกษุอยู่รูปเดียวนับภิกษุสงฆ์แล้วควรถือเอาไม้
สีฟันเท่าที่ถึงแก่ตนเท่านั้น. เมื่อภิกษุทั้งหลายกำลังมาในระหว่างหรือมา
แล้ว ควรหลีกไปสู่ทิศ นำไม้สีฟันมาเก็บไว้ในที่ที่ตนเอาไป. บทว่า
น มุโขทกทาเนน คือ มิใช่ได้ด้วยการให้น้ำล้างหน้า.
ท่านกล่าว จาฏุกมฺยตา ในบทว่า น จาฏุกมฺยตาย มิใช่ได้ด้วย
คำพูดมุ่งให้เขารักตนเป็นต้น คือวางคนไว้ในที่ต่ำดุจเป็นทาส แล้วอ้าง
คำพูดที่ได้พูดพลาดพลั้งแก่คนอื่น กล่าวยกย่องมุ่งให้เขารักคน บทว่า
มุคฺคสูปตาย คือ ด้วยถ้อยคำที่เหลาะแหละ. บทว่า มุคฺคสูปตา นี้ เป็นชื่อ
ของการสำเร็จชีวิตอยู่ได้ด้วยคำพูดเหลาะแหละ. ในบุคคลผู้สำเร็จชีวิตอยู่
ได้ด้วยคำพูดเหลาะแหละ. มีคำพูดเหลาะแหละมาก มีคำพูดจริงน้อย
เหมือนเช่นการต้มแกงถั่ว ถั่วเขียวส่วนมากสุก ส่วนน้อยไม้สุกฉะนั้น.
หรือคนผู้มีปกติพูดถ้อยคำเหลาะแหละ ย่อมไม่มั่นคง เหมือนที่น้ำไม่เข้าสู่
หน้า 411
ข้อ 788
ภายในของแกงถั่วฉะนั้น. คนพูดถ้อยคำเหลาะแหละ ย่อมตั้งอยู่ในสาย
ทางที่ตนปรารถนาแล้ว เหมือนทางสี่แพร่งฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น ความที่
บุคคลนั้นพูดเท็จ ท่านจึงเรียกว่า มุคฺคสูปตา ความเป็นผู้มีถ้อยคำเหลาะ-
แหละ เหมือนแกงถั่ว. บทว่า น ปาริภฏฺยตาย มิใช่ได้ด้วยกิริยาประจบเขา
คือมิใช่ได้ด้วยความเป็นบ่าว. การงานของบ่าว ชื่อว่า ปาริภัฏยะ ความ
เป็นผู้ทำการงานเป็นบ่าว ชื่อว่า ปาริภัฏยตา. บทนี้เป็นชื่อของการทำของ
เล่นให้เด็ก ด้วยการทำเครื่องประดับเป็นต้น . บทว่า น ปีมทฺทิกตาย
มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้นั่งบนตั่ง (ความตีสนิทเขา) คือไม่ใช่ได้ด้วยความ
เป็นผู้รีบร้อนเข้าไปเรือนแล้วนั่งบนตั่ง.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า น วตฺถุวิชฺชาย มิใช่ได้ด้วยวิชา
ดูพื้นที่ดังนี้ ตำรารู้ถึงหลักฐานมั่นคงไม่มั่นคง ของชาวบ้าน ชาวนิคม
และชาวเมืองเป็นต้น ชื่อว่า วัตถุวิชชา. วิชาที่เหลือมีศาสตร์ว่าด้วยลักษณะ
และตำราทำนายฝันเป็นต้น อันปิดกั้นทางสวรรค์และทางไปสู่ความหลุด
พ้น เพราะไม่นำสัตว์ออกไปจากทุกข์ได้ ชื่อว่า ติรัจฉานวิชชา. การรู้
ลักษณะความมีบุญไม่มีบุญของหญิงและชาย ชื่อว่า อังควิชชา. ตำรารู้
การประกอบของนักษัตรทั้งหลาย ชื่อว่า นักขัตตวิชชา วิชาดูฤกษ์.
บทว่า น ทูตคมเนน คือ มิใช่ได้ด้วยการเดินเป็นทูต. บทว่า
น ปหิณคมเนน มิใช่ได้ด้วยความเป็นคนรับใช้ คือมิใช่ด้วยการรับสาสน์
ของคฤหัสถ์แล้วออกจากเรือนไปส่งถึงเรือน. บทว่า น ชงฺฆเปสนีเยน
มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้เดินสาสน์ คือมิใช่ได้ด้วยการนำสาสน์และตอบ
สาสน์ของคฤหัสถ์เหล่านั้น ๆ ในละแวกบ้านหรือในละแวกท้องถิ่นเป็นต้น.
หน้า 412
ข้อ 788
ชื่อว่า ความเป็นผู้เดินสาสน์นี้ สมควรด้วยการรับสาสน์ของผู้ที่บำรุงมารดา
บิดาของภิกษุนั้น แล้วไปส่งให้แก่มารดาบิดาของตน. การนำสาสน์ของ
ช่างไม้ผู้กระทำการงานแก่เจดีย์ก็ดี แก่สงฆ์ก็ดี แก่ตนก็ดี ควร. มนุษย์
ทั้งหลายกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักให้ทาน ข้าพเจ้าจักทำการบูชา ขอพระคุณ
เจ้าจงแจ้งแก่ภิกษุสงฆ์ ดังนี้. ถวายบิณฑบาต ยา หรือจีวรโดยกล่าวว่า
พระคุณเจ้าจงถวายแก่ภิกษุรูปโน้น มอบดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้
เป็นต้น หรือธงชัยธงแผ่นผ้าเป็นต้นให้ โดยกล่าวว่า พระคุณเจ้าจงทำ
การบูชา ดังนี้. นำไปทั้งหมดควร. ไม่มีการเดินสาสน์. เมื่อภิกษุถือ
สาสน์นอกเหนือไปจากนี้ เป็นอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ ก้าว.
บทว่า น เวชฺชกมฺเมน มิใช่ได้ด้วยเวชกรรม คือมิใช่ได้ด้วยเป็น
แพทย์ปรุงยามียารักษาร่างกายเป็นต้น. แต่ควรปรุงยาแก่สหธรรมิกทั้ง ๕
คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี. เพราะจะไม่ปรุงยา
แก่สหธรรมิกเหล่านั้น ผู้มีศีลศรัทธาและปัญญาเสมอกัน ผู้ประกอบแล้ว
ในไตรสิกขาไม่ได้. จะปรุงยาแม้แก่คนทั้ง ๕ เหล่านี้ คือมารดาบิดา
ผู้บำรุงมารดาบิดา ตนเอง ไวยาจักร ผู้เป็นโรคผอมเหลือง ก็ควร.
อันภิกษุผู้จะปรุงยาให้แก่คน ๑๐ จำพวก แม้เหล่านี้ คือ พี่ชาย น้องชาย
พี่สาว น้องสาว น้าสาว ป้า อา ลุง อาน้องสาวของพ่อ น้า ควร
ถือเอาเภสัชอันเป็นของชนเหล่านั้นปรุงให้อย่างเดียว. หากไม่พอ ควรให้
ตาวกาลิก (ของบริโภคชั่วคราวตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง) อันเป็นของตน. เมื่อ
ภิกษุให้นำปัจจัย ๔ มา ให้แก่ชนเหล่านั้น สืบมาตั้งแต่บุตรจนถึง ๗ ชั่ว
ตระกูล ชื่อว่า ไม่ทำวิญญัติ (พูดแกมขอ) เมื่อภิกษุปรุงยาให้แก่คน
หน้า 413
ข้อ 788
เหล่านั้นก็ไม่เป็นเวชกรรม หรือไม่เป็นอาบัติเพราะทำลายตระกูล
(กูลทุสกะ). บทว่า น ปิณฑปฏิปิณฺฑเกน มิใช่ได้ด้วยการให้ก้อนข้าว
ตอบแทน. ก้อนข้าวในบทนี้ ควรให้แก่ใคร ไม่ควรให้แก่ใคร. ควรให้แก่
มารดาบิดา ผู้บำรุงมารดาบิดา ไวยาวัจกร คนเป็นโรคผอมเหลือง
โจรทามริกะมาประจันหน้า (โจรขบถ) แม้แก่อิสรชน. แม้ให้แก่ชนเหล่านี้
แล้วกลับได้ในภายหลัง ก็ไม่เป็น ปิณฺฑปฏิปิณฺฑํ ให้ก้อนข้าวตอบแทน.
บทว่า น ทานานุปฺปทาเนน มิใช่ได้ด้วยการให้และการเพิ่มให้ คือมิใช่ได้
ด้วยการให้ตอบแก่คนที่ให้แก่ตน. บทว่า ธมฺเมน คือ เกิดขึ้นโดยธรรม.
บทว่า สเมน โดยเสมอ คือโดยกายสุจริตเป็นต้น. บทว่า ลทฺธา ได้
แล้ว คือได้แล้วทางกาย. บทว่า ลภิตฺวา รับแล้ว คือถึงแล้วทางใจ.
บทว่า อธิคนฺตฺวา ได้มาแล้ว คือถึงพร้อมแล้ว. บทว่า วินฺทิตฺวา
ประสบแล้ว คือประสบแล้วด้วยญาณ. บทว่า ปฏิลภิตฺวา ได้เฉพาะแล้ว
คือได้บ่อย ๆ.
ในบทว่า อนฺนสนฺนิธึ การสะสมข้าวนี้ พึงทราบกถาสองอย่าง คือ
โดยทางวินัย และโดยทางขัดเกลากิเลส. พึงทราบโดยทางวินัยก่อน ข้าว
อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้รับในวันนี้ ทำการสะสมไว้ในวันอื่นอีก ต้องอาบัติ
ปาจิตตีย์ในเพราะฉันข้าวนั้น. แต่ให้ข้าวที่ตนได้แก่สามเณรทั้งหลาย แล้ว
เก็บข้าวที่สามเณรเหล่านั้นได้ไว้ฉันในวันที่สอง ควร, แต่ไม่เป็นการขัด
เกลากิเลส. แม้ในการสะสมน้ำดื่มก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ชื่อว่า ปานะ ใน
บทนี้ ปานะ ๘ อย่างมีปานะทำด้วยผลมะม่วงเป็นต้น อนุโลมเข้ากันได้
กัปปานะเหล่านี้.
หน้า 414
ข้อ 788
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า วตฺถสนฺนิธึ สะสมผ้า ดังนี้. ผ้า
ที่มิได้อธิษฐานและมิได้วิกัป จัดเป็นสันนิธิ คือการสะสม และยังสัลเลข-
ปฏิบัติให้กำเริบ. นี้พูดโดยนิปริยายไม่อ้อมค้อม. แต่โดยปริยายคืออ้อม-
ค้อม ภิกษุควรเป็นผู้สันโดษในไตรจีวร. ได้ผืนที่สี่มา ควรให้แก่ภิกษุรูป
อื่น. หากไม่สามารถจะให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งได้ ประสงค์จะให้แก่รูปใด
รูปนั้นไปเพื่อเรียนหรือเพื่อสอบถาม ควรให้ในทางที่ท่านกลับมา. ไม่ให้
ไม่ควร. อนึ่ง เมื่อจีวรไม่พอ เมื่อมีความหวัง ควรกำหนดเวลาที่อนุญาต
ไว้. เพราะไม่ได้ภิกษุผู้ทำจีวรโดยเย็บด้วยด้วยและเข็ม แม้ต่อจากนั้นก็ควร
ทำวินัยกรรมเก็บไว้. เมื่อจีวรเก่าจะเก็บไว้ด้วยคิดว่า เราจักได้จีวรเช่นนี้
แต่ไหนอีกเล่า ไม่ควร. เป็นทั้งสันนิธิ ทั้งยังสัลเลขปฏิบัติให้กำเริบ.
พึงทราบวินิจฉัยในการสะสมยานดังนี้. ชื่อว่า ยาน ได้แก่ ล้อ
เลื่อน รถ เกวียน ระแทะ วอ เก้าอี้. นั่นมิใช่ยานของบรรพชิต.
แต่รองเท้าเป็นยาน. รองเท้าสองคู่อย่างดีควรแก่ภิกษุรูปหนึ่ง คือคู่หนึ่ง
สำหรับไปป่า คู่หนึ่งสำหรับล้างเท้า, ได้คู่ที่สามควรให้แก่ภิกษุรูปอื่น.
เมื่อรองเท้าเก่าจะเก็บไว้ด้วยคิดว่า เราจักได้รองเท้าอื่นแต่ไหนอีก ไม่
ควร. เป็นทั้งสันนิธิและทั้งยังสัลเลขปฏิบัติให้กำเริบ.
พึงทราบวินิจฉัยในการสะสมที่นอนดังนี้. บทว่า สยนํ ที่นอน
คือเตียง. เตียงสองเตียงอย่างดี ย่อมควรแก่ภิกษุรูปหนึ่ง คือในห้องหนึ่ง
เตียง ในที่พักกลางวันหนึ่งเตียง. ได้เกินกว่านั้นควรให้แก่ภิกษุรูปอื่น
หรือแก่คณะ. ไม่ให้ ไม่ควร. เป็นทั้งสันนิธิ ทั้งยังสัลเลขปฏิบัติให้กำเริบ.
พึงทราบวินิจฉัยในการสะสมเครื่องหอมดังนี้. เมื่อมีอาพาธด้วย
โรคฝี หิด อันเป็นโทษแก่ผิวหนังเป็นต้น เครื่องหอมย่อมควรแก่ภิกษุ
หน้า 415
ข้อ 788
เมื่อโรคสงบด้วยเครื่องหอมนั้น ควรให้แก่ภิกษุอาพาธรูปอื่น ๆ หรือนำ
ไปเจิมเรือนที่ประตู. จะเก็บไว้ด้วยคิดว่าเผื่อจะมีโรคอีก ดังนี้ไม่ควร.
เป็นทั้งคันธสันนิธิเป็นทั้งยังสัลเลขปฏิบัติให้กำเริบ.
พึงทราบบทว่า อามิสํ เป็นต้น นอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว. เช่น
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ให้นำ งา ข้าวสาร ถั่วเขียว ถั่วทอง มะพร้าว
เกลือ ปลา เนื้อแห้ง เนยใส น้ำมัน ภาชนะดิน เป็นต้น มาเก็บไว้
ด้วยคิดว่า ของเหล่านั้นจักมีประโยชน์ในกาลนั้น ๆ. ภิกษุนั้นในฤดูฝนให้
สามเณรต้มข้าวยาคูแต่เช้ามืดแล้วฉัน ส่งสามเณรไปสั่งว่า สามเณร การ
เข้าไปบ้านในขณะน้ำเฉอะแฉะลำบาก เธอจงไปยังตระกูลโน้นบอกว่า
เรามานั่งอยู่ในวิหารแล้ว เธอจงนำนมส้มเป็นต้นมาแต่ตระกูลโน้น ดังนี้.
เมื่อภิกษุทั้งหลายถามว่า ทำไมท่านไม่เข้าไปสู่บ้านเล่าขอรับ ภิกษุนั้น
ตอบว่า เดี๋ยวนี้บ้านนั้นเข้าไปลำบากซิคุณ. ภิกษุเหล่านั้น กล่าวว่า ไม่เป็น
ไรดอกขอรับ ท่านอยู่เถิด พวกผมจะหาภิกษามาเอง แล้วพากันไป.
ลำดับนั้นสามเณรนำนมส้มเป็นต้นมา นำเข้าไปถวายพร้อมทั้งภัตรและผัก.
เมื่อภิกษุฉันอาหารนั้นอยู่นั่นเอง พวกอุปัฏฐากก็ส่งภัตรไปถวาย. แต่นั้น
ภิกษุนั้นก็ฉันอย่างเอร็ดอร่อย. ต่อมาภิกษุทั้งหลายรับบิณฑบาตแล้วกลับ
มา. ภิกษุนั้นก็ยังฉันอย่างเอร็ดอร่อยจนล้นคอหอยนั่นเอง. แม้สี่เดือน
ล่วงไป. ภิกษุนี้ท่านเรียกว่ามีชีวิตอยู่อย่างกุฎุมพีโล้น มิใช่อยู่อย่างสมณะ.
ภิกษุเห็นปานนี้ชื่อว่า เป็นผู้สะสมอามิส. แต่ในที่อยู่ของภิกษุ การเก็บ
อามิสมีประมาณเท่านี้ คือข้าวสารทะนานหนึ่ง น้ำอ้อยงบหนึ่งก้อน เนยใส
ประมาณ ๔ ส่วน ควร เพื่อประโยชน์แก่โจรที่มาถึงในเวลาอันไม่ควร.
เพราะโจรเหล่านั้นเมื่อไม่ได้ปฏิสันถารด้วยอามิส มันก็จะฆ่าเสีย. เพราะ-
หน้า 416
ข้อ 788
ฉะนั้น หากไม่มีอามิสเท่านี้ก็ควรหามาเก็บไว้. อนึ่ง ในเวลาไม่สบาย
จะฉันอามิสที่เป็นกัปปิยะ. แม้ด้วยตนเองก็ควร. อนึ่ง แม้เก็บอามิสมาก
ไว้ในกัปปิยกุฏิก็ไม่เป็นสันนิธิ.
บทว่า ฌายี น ปาทโลลสฺส ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน และ
ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า. บทว่า วิรเม กุกฺกุจฺจํ นปฺปมชฺเชยฺย พึง
เว้นขาดจากความคะนองไม่พึงประมาท คือพึงบรรเทาความคะนอง มี
คะนองมือเป็นต้น และไม่พึงประมาทในที่นี้ เพราะภิกษุเป็นผู้ที่เขาทำ
ความเคารพอยู่แล้ว.
บทว่า เอกตฺตมนุยุตฺโต คือ ขวนขวายในความเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์
เป็นหนึ่ง. บทว่า สทตฺถครุโถ เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน คือ
หนักในประโยชน์อันสูงสุด. ปาฐะว่า สกตฺถครุโก ก็มี แปลว่า หนักอยู่
ในประโยชน์ของตน. บทว่า ปฏิสลฺลานาราโม พึงเป็นผู้ชอบในความ
หลีกเร้น คือสถานที่ชอบใจ ชื่อว่า อาราม. ภิกษุรวบรวมจากอารมณ์
นั้น ๆ แล้วชอบใจในความหลีกเร้น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า
ปฏิสลฺลานาราโม. บทว่า อสฺส คือ พึงเป็น. ภิกษุยินดีแล้วใน
ความหลีกเร้นนั้น ชื่อว่า ปฏิสลฺลานรโต. ท่านแสดงถึงความเป็นผู้
บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายด้วยบทเหล่านี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร. เพราะแม้
ภิกษุผู้มีศีลวิบัติ มีอารมณ์เป็นหนึ่งก็ยังไม่สำเร็จ. บทว่า อชฺฌตฺตํ
เจโตสมถมนุยุตฺโต ขวนขวายในความสงบจิต ณ ภายใน คือขวนขวายใน
ความสงบจิตของตน. บทว่า อชฺฌตฺตํ ในภายในก็ดี อตฺตโน ของตนก็ดี
มีความอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน . บทว่า เจโตสมถํ นี้
เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ แปลว่า ในความสงบจิต.
หน้า 417
ข้อ 788
สำเร็จรูปด้วยการประกอบด้วยอุปสัคนี้ว่า อนุ. บทว่า อนิรากตชฺฌาโน
ไม่เหินห่างจากฌาน คือไม่นำฌานออกไปภายนอก หรือไม่ยังฌานให้
เสื่อม. อนึ่ง พึงเห็นประโยคในบทมีอาทิว่า นี้ชื่อว่า มิใช่ไม่กระทำเพื่อ
ความนำออกและเพื่อความเสื่อม เป็นความพระพฤติสุภาพ เพราะไม่
หัวดื้อ. บทว่า วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต ประกอบด้วยวิปัสสนา คือ
ประกอบด้วยอนุปัสสนา ๗ อย่าง.
อนุปัสสนา ๗ คืออนิจจานุปัสสนา พิจารณาเนือง ๆ ในความ
ไม่เที่ยง ๑ ทุกขานุปัสสนา พิจารณาเนือง ๆ ในความเป็นทุกข์ ๑
อนัตตานุปัสสนา พิจารณาเนือง ๆ ในความเป็นอนัตตา ๑ นิพพิทานุ-
ปัสสนา พิจารณาเนือง ๆ ในความเบื่อหน่าย ๑ วิราคานุปัสสนา
พิจารณาเนือง ๆ ในความคลายกำหนัด ๑ นิโรธานุปัสสนา พิจารณา
เนือง ๆ ในความดับตัณหา๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา พิจารณาเนืองๆ ใน
ความสละคืน ๑, วิปัสสนาเหล่านั้นพิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า พฺรูเหตา สุญฺาคารานํ คือ เพิ่มพูนสุญญาคาร. ก็ในบทนี้
พึงทราบว่า ภิกษุเรียนกรรมฐานทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
แล้ว เข้าไปนั่งยังสุญญาคารตลอดคืนและวัน ชื่อว่า เพิ่มพูนสุญญาคาร.
แม้บำเพ็ญอยู่ในปราสาท อันมีพื้นชั้นเดียวเป็นต้น ก็พึงเห็นว่าเพิ่มพูน
สุญญาคาร.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สกฺกจฺจการี พึงเป็นผู้ทำโดยความเคารพ
ดังต่อไปนี้. พึงเป็นผู้ทำความเคารพ ด้วยทำความเคารพต่อบุคคลหรือ
ต่อไทยธรรม เพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมมีทานเป็นต้น. บทว่า อสฺส คือ พึง
เป็น. ความเป็นผู้ทำเนือง ๆ ชื่อว่า สาตจฺจ ความทำติดต่อชื่อว่า สาตจฺจ-
หน้า 418
ข้อ 788
การี เป็นผู้ทำเนือง ๆ. เพราะทำติดต่อไม่มีระหว่าง ชื่อว่า อฏิิตการี เป็น
ผู้ทำไม่หยุด. บุคคลใดให้ทาน ทำการบูชา ฟังธรรม หรือบำเพ็ญสมณ-
ธรรมวันหนึ่ง อีกนานจึงทำอีก ไม่เป็นไปติดต่อกัน บุคคลนั้นท่านเรียกว่า
ิตการี ทำแล้วหยุด เหมือนปูเดินไปได้หน่อยหนึ่ง หยุดหน่อยหนึ่ง
ไม่เดินต่อไปฉะนั้น. ส่วนบุคคลใดไม่ทำอย่างนั้น บุคคลนั้นชื่อว่า อฏฺิต-
การี ทำไม่หยุด. บทว่า อโนลีนวุตฺติโก มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน
คือมีความประพฤติย่อหย่อนหามิได้ เพราะมีความแผ่ขยายออกไป อัน
ได้แก่ ทำติดต่อกันไป. บทว่า อนิกฺขิตฺตฉนฺโท ไม่ปลงฉันทะ คือชื่อว่า
ไม่ปลงฉันทะ เพราะความเป็นผู้ไม่ปลงฉันทะในการทำความเพียร เพื่อ
กุศลกิริยา. บทว่า อนิกฺขิตฺตธุโร ไม่ทอดธุระ คือไม่วางธุระในการทำ
ความเพียร อธิบายว่า ไม่มีใจท้อถอย. บทว่า อปฺปฏิวาณี คือ ความไม่
ถอยกลับ. บทว่า อธิฏฺานํ ความตั้งใจ คือมีความตั้งมั่นในการทำกุศล.
บทว่า อนุโยโค คือความประกอบเนือง ๆ. บทว่า อปฺปมาโท คือ
ความไม่อยู่ปราศจากสติ.
บทว่า ตนฺทึ มายํ หสึ ขิฑฺฑํ คือ ความเกียจคร้าน ความหลอก-
ลวง ความหัวเราะ และการเล่นทางกาย และวาจา. บทว่า สวิภูสํ คือ
กับด้วยเครื่องประดับ.
บทว่า รตฺตินฺทิวํ ฉโกฏฺาสํ กริตฺวา ภิกษุพึงแบ่งกลางคืนและ
กลางวันให้เป็น ๖ ส่วน คือพึงแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน กลางคืน ๓ ส่วน
คือยามต้น ยามกลาง ยามสุดท้าย กลางวันก็เหมือนกัน. บทว่า ปญฺจ-
โกฏฺาสํ ชาคเรยฺย พึงตื่น ๕ ส่วน คือพึงสละยามกลางในกลางคืนแล้ว
ไม่หลับ ใน ๕ ส่วนที่เหลือ. บทว่า เอกํ โกฏฺานํ นิปชฺเชยฺย นอนหลับ ๑
หน้า 419
ข้อ 788
ส่วน คือมีสติสัมปชัญญะ นอนหลับตอนยามกลาง ๑ ส่วน. บทว่า อิธ ภิกฺขุ
ทิวสํ คือ แบ่งกลางวันออกเป็น ๓ ส่วน คือเช้า กลางวัน เย็น. บทว่า
จงฺกเมน นิสชฺชาย ด้วยการเดินจงกรมและการนั่ง คือบริหารด้วย
อิริยาบถทั้งสองนี้ตลอดวัน พึงชำระจิตจากธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต หรือ
จากอกุศลธรรมทั้งปวงอันได้แก่นิวรณ์ ๕. บทว่า จิตฺตํ ปริโสเธยฺย พึง
ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากธรรมเหล่านั้น. ในที่นี้มิได้กำหนดการยืนไว้ก็จริง
ถึงดังนั้นก็ควรกำหนดเอาการยืน อาศัยการเดินจงกรมและการนั่งนั่นแล.
บทว่า ปมํ ยามํ คือ ตลอดยามต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เสยฺยํ การนอน ดังนี้. การนอนมี ๔
อย่าง คือ กามโภคีเสยฺยา ๑ เปตเสยฺยา ๑ สีหเสยฺยา ๑ ตถาคต
เสยฺยา ๑.
ในการนอน ๔ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย คนบริโภคกามโดยมากนอนโดยข้างซ้าย นี้ชื่อว่า กามโภคี-
ไสยา. จริงอยู่ คนบริโภคกามเหล่านั้นย่อมไม่นอนโดยข้างขวา. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เปรตโดยมากนอนหงาย นี้ชื่อว่า เปตไสยา. จริงอยู่
เพราะเปรตมีเนื้อและเลือดน้อย เปรตห่อหุ้มด้วยโครงกระดูก จึงไม่อาจ
จะนอนโดยข้างหนึ่งได้ จึงต้องนอนหงาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สีหมฤค-
ราชสำเร็จการนอนโดยข้างขวา ฯลฯ จึงพอใจ นี้ชื่อว่า สีหไสยา.
จริงอยู่ สีหมฤคราชเพราะมีอำนาจสูง วางเท้าทั้งสองไว้ที่เท้าหลังข้างหนึ่ง
ในที่เดียวกัน สอดหางไว้หว่างขา กำหนดโอกาสที่เท้าหน้าเท้าหลังและ
หางตั้งอยู่ แล้ววางศีรษะลงบนที่สุดเท้าหน้าทั้งสองนอนแม้นอนหลับตลอด
วัน เมื่อตื่นก็ตื่นอย่างไม่หวาดสะดุ้ง เงยศีรษะสังเกตโอกาสที่เท้าหน้า
หน้า 420
ข้อ 788
เป็นต้นตั้งอยู่. หากที่ไร ๆ ละไปตั้งอยู่ไม่เรียบร้อย สีหมฤคราชก็เสียใจว่า
นี้ไม่สมควรแก่เจ้าผู้มีความกล้าหาญโดยกำเนิด จึงนอนต่อไปในที่นั้น
ไม่ไปแสวงหาอาหาร แต่ครั้นเมื่อไม่ละ ตั้งอยู่เรียบร้อย สีหะก็ดีใจว่า
นี้สมควรแก่เจ้าผู้มีความกล้าหาญโดยกำเนิด จึงลุกบิดกายอย่างสีหะ สลัด
ขนที่คอ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วจึงไปหาอาหาร. ส่วนการนอน
ด้วยจตุตถฌานเรียกว่า ตถาคตไสยา (พระตถาคตนอน). ในไสยา ๔
อย่างเหล่านั้น ในที่นี้หมายเอาสีหไสยา. เพราะไสยานี้ ชื่อว่าเป็นไสยา
อย่างสูงที่สุด เพราะเป็นอิริยาบถที่มีอำนาจสูง.
บทว่า ปาเท ปาทํ ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า คือเท้าซ้ายทับเท้าขวา.
บทว่า อจฺจาธาย คือ ตั้งเท้าเหลื่อมเท้าเลยไปนิดหน่อย. เพราะเมื่อข้อเท้า
เสียดสีกับข้อเท้า เข่าเสียดสีกับเข่า นอนไม่สบาย. เมื่อตั้งเท้าเลยไปโดยที่ไม่
เสียดสีกันเวทนาย่อมไม่เกิดจิตก็มีอารมณ์เป็นหนึ่ง นอนสบาย. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า. บทว่า สโต สมฺปชา-
โน คือ เป็นผู้ประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะ. ด้วยบทนี้ กล่าวถึงสติ
สัมปชัญญะที่กำหนดไว้ดีแล้ว. บทว่า อุฏฺานสญฺญํ มนสิการิตฺวา ทำ
สัญญาในการตื่นขึ้นไว้ในใจ คือตั้งอุฏฐานสัญญากำหนดเวลาตื่นขึ้นไว้ใน
ใจอย่างนี้ว่า เราจักตื่นขึ้นในเวลาโน้นดังนี้. เพราะทำอย่างนี้แล้วนอน
จะตื่นขึ้นในเวลาที่กำหนดไว้เป็นแน่.
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งวิริยินทรีย์ ดังต่อไปนี้. บทว่า
เจตสิโก นี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่าความเพียรเป็นไปทางจิตโดยแน่นอน.
เพราะความเพียรนี้ท่านกล่าวว่า เจตสิก ก็เพื่อแสดงว่า ความเพียรเป็นไป
ทางกายไม่มี มีแต่เป็นไปทางจิตเท่านั้น ดุจกายวิญญาณ แม้กล่าวว่าเป็น
หน้า 421
ข้อ 788
ไปทางกาย เพราะเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำจงกรมเป็นต้น ในพระสูตรทั้งหลาย
มีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเพียรเป็นไปทางกายแม้ใด
ความเพียรนั้นก็คือวิริยสัมโพชฌงค์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเพียรเป็น
ไปทางจิตแม้ใด ความเพียรนั้นก็คือวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น
ความเพียรนี้ย่อมมาสู่อุเทศด้วยประการฉะนี้.
บทว่า วิริยารมฺโภ ความว่า อารัมภะคือวิริยะ.
จริงอยู่ อารัมภศัพท์นี้มาแล้วในเนื้อความไม่น้อย คือในกรรม ใน
อาบัติ ในกิริยา ในวิริยะ ในความเบียดเบียน ในการทำร้าย.
อารัมภะ มาในความว่า กรรม ในคาถานี้ว่า
ทุกข์ทั้งปวงอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิด เพราะมี
อารัมภะ (กรรม) เป็นปัจจัย ความเกิดทุกข์ไม่มี เพราะ
ดับอารัมภะเสียได้.
อารัมภะ มาในความว่า อาบัติ ในบทนี้ว่า ย่อมปรารภ และย่อม
เป็นความเดือดร้อน.
อารัมภะ มาในความว่า กิริยา มีอุปกรณ์ในการบูชายัญเป็นต้น ใน
บทนี้ว่าบรรดาทั้งหลายมีความเพียรมากมหายัญเหล่านั้นไม่มีผลมากเลย
อารัมภะ มาในความว่า วิริยะ ในบทนี้ว่า ท่านทั้งหลา จงพยายาม
จงออกไป จงขวนขวายในพระพุทธศาสนาเถิด.
อารัมภะ มาในความว่า ความเบียดเบียน ในประโยคนี้ว่า ชน
ทั้งหลายย่อมเบียดเบียนสัตว์ เจาะจงพระสมณโคดม.
อารัมภะ มาในความว่าการประทุษร้าย มีการตัดและทำลายเป็นต้น
ในบทนี้ว่า เป็นผู้เว้นจากการทำลายพืชคาม (เมล็ดพันธุ์ไม้) ภูตคาม
หน้า 422
ข้อ 788
ไม้ที่งอกแล้ว). ในที่นี้ท่านประสงค์เอาวิริยะเท่านั้น. ที่ท่านกล่าวว่า
บทว่า กิริยารมฺโภ ได้แก่ อารัมภะ คือความเพียร.
จริงอยู่ ความเพียร ท่านเรียกว่า อารัมภะ ด้วยสามารถแห่งความ
พยายาม. บทว่า วิริยารมฺโภ นี้ เป็นบทแสดงถึงสภาวะของความเพียร
นั้น. การก้าวออกด้วยการออกไปจากความเกียจคร้าน. การก้าวหน้าด้วย
การก้าวไปสู่ฐานะอื่นๆ. ความขวนขวายด้วยการย่างขึ้นไป. ความพยายาม
ด้วยการไปไม่หยุด. ความอุตสาหะด้วยความขะมักเขม้น. ความขยันด้วย
ความขะมักเขม้นอย่างสูง. ความมั่นคงด้วยตั้งอยู่ในความหนักแน่น. ความ
ทรงไว้ เพราะทรงไว้ด้วยสามารถการทรงจิตและเจตสิกไว้ได้ หรือทรง
ความสืบต่อแห่งกุศลไว้ด้วยสามารถความเป็นไปโดยไม่ขาดตอน.
อีกนัยหนึ่ง ความก้าวออกนี้เพื่อบรรเทากามทั้งหลาย. ความ
ก้าวหน้านี้เพื่อตัดความผูกพัน. ความขวนขวายนี้เพื่อถอนโอฆะ. ความ
พยายามนี้เพื่อไปถึงฝั่ง. ความอุตสาหะนี้เพื่อไปข้างหน้า. ความขยันนี้
เพื่อความยิ่งขึ้นไป. ความมั่นคงนี้เพื่อถอนกิเลสเพียงดังกลอนเหล็ก. ความ
ทรงไว้นี้เพื่อไม่หยุดยั้ง. ความก้าวหน้ามิได้ย่อหย่อน ด้วยสามารถการ
ก้าวไปไม่หยุดในกาลอันเป็นไปอย่างนี้ว่า หนังเอ็นและกระดูกจงเหลืออยู่
ก็ตาม. อธิบายว่า ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง. อนึ่ง เพราะความเพียรนี้
ไม่ปลงฉันทะ ไม้ทอดธุระ ไม่ข้ามไป ไม่สละ นำมาซึ่งความเป็นผู้ไม่
ท้อถอย ในที่ที่ทำกุศลกรรม ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความไม่ปลงฉันทะ
ความไม่ทอดธุระ ดังนี้. เหมือนอย่างว่าชนทั้งหลายกล่าวว่า พวกท่าน
จงคอ จับโคนำสินค้าไปในที่ที่เจิ่งไปด้วยน้ำใกล้ฝั่งคงคา โคนั้นแม้คุกเข่า
ลงที่พื้นก็ยังนำสินค้าไปได้ ไม่ให้สินค้าตกลงที่พื้นฉันใด ภิกษุไม่ทอด
หน้า 423
ข้อ 788
ธุระ ประคองความเพียรไว้ในที่ที่ทำกุศลกรรม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ประคองธุระไว้ ชื่อว่า วิริยินทรีย์ เพราะ
ทำความเป็นใหญ่ในลักษณะประคองไว้. ชื่อว่า วิริยพละ เพราะไม่หวั่น-
ไหวไปในความเกียจคร้าน. ชื่อว่า สัมมาวายามะ เพราะพยายามในกุศล
อันนำสัตว์ออกไปจากทุกข์ได้แน่นอน.
บทว่า ตนฺทิ ความเกียจคร้าน. บทว่า ตนฺทิยา คือ อาการเกียจ-
คร้าน. บทว่า ตนฺทิมนกตา ความเป็นผู้เกียจคร้าน คือความเป็นผู้มีจิต
ถูกความเกียจคร้านครอบงำ. ความเป็นแห่งความขี้เกียจ ชื่อว่า อาลสิยํ
ความขี้เกียจ. อาการแห่งความขี้เกียจ ชื่อว่า อาลสายนา กิริยาที่ขี้เกียจ.
ความเป็นแห่งคนขี้เกียจ ชื่อว่า อาลสายิตตฺตํ ความเป็นคนขี้เกียจ.
ด้วยบทเหล่านี้แม้ทั้งหมด ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ขี้เกียจทางกายด้วย
อำนาจกิเลส. บทว่า วญฺจนิกา จริยา คือ กิริยาหลอกลวง. บทว่า มา มํ
ชญฺาติ วาจํ ภาสติ กล่าววาจาคิดว่าใคร ๆ อย่ารู้จักเรา คือภิกษุทั้ง ๆ
รู้อยู่ ล่วงข้อบัญญัติทำกรรมหนัก แต่กล่าวทำเป็นเหมือนผู้สงบว่า เรา
ไม่มีการละเมิดเลย. บทว่า กาเยน ปรกฺกมติ บากบั่นด้วยกาย คือทำ
ความปกปิดทางกายว่า ใคร ๆ อย่ารู้บาปกรรมที่เราทำนี้เลย. ความลวง
คือทำเป็นลวงให้หลงทางตา โดยปกปิดโทษที่มีอยู่. ความเป็นแห่งความ
เป็นผู้หลอกลวง ชื่อว่า มายาวิตา ความเป็นผู้ลวง. ชื่อว่า อจฺจสรา
เพราะทำความชั่วแล้วปิดบัง. ชื่อว่า วญฺจนา เพราะซ่อนความจริงโดย
ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ด้วยวาจาและกิริยา. ชื่อว่า นิกติ เพราะบังความผิด.
อธิบายว่า ทำผิด. ชื่อว่า นิกิรณา เพราะปิดความผิดด้วยคิดว่า เราจะ
ไม่ทำอย่างนี้อีก. ชื่อว่า ปริหรณา เพราะเลี่ยงความผิดด้วยคิดว่า เราจะ
หน้า 424
ข้อ 788
ไม่ทำอย่างนี้อีก. ชื่อว่า คูหณา ซ่อนความผิดโดยสำรวมกายเป็นต้น.
ชื่อว่า ปริคูหณา คือ ซ่อนผิดทุกส่วนโดยประการทั้งปวง. ชื่อว่า ฉาทนา
เพราะปิดบังความชั่วด้วยกายกรรมและวจีกรรม ดุจปิดบังคูถด้วยใบหญ้า
ฉะนั้น. ชื่อว่า ปริจฺฉาทนา เพราะปิดบังทุกส่วนโดยประการทั้งปวง. ชื่อว่า
อนุติตานีกมฺมํ เพราะไม่แสดงเปิดเผย. ชื่อว่า อนาวิกมฺมํ เพราะไม่แสดง
ให้ปรากฏ. ชื่อว่า โวจฺฉาทนา เพราะคลุมความผิดไว้อย่างดี. ชื่อว่าปาป-
กิริยา เพราะทำชั่วใหม่อีก โดยปกปิดความชั่วที่ทำมาแล้ว. บทว่า
อยํ วุจฺจติ คือ นี้เรียกว่าความลวง มีลักษณะปกปิดความชั่วที่ทำมาแล้ว.
บุคคลมีมายาดุจถ่านปกปิดด้วยขี้เถ้า ดุจตอปกปิดด้วยน้ำ และดุจศัสตรา
ปกปิดด้วยเอาผ้าเก่าพัน.
บทว่า อติเวลํ ทนฺตวิทํสกํ หสติ บุคคลย่อมหัวเราะเกินประมาณ
จนฟันปรากฏ คือเปิดฟันแสดงแก่คนอื่น ยังความชื่นชมโสมนัสให้เกิด
แล้วหัวเราะเกินประมาณ. บทว่า กายิกา จ ขิฑฺฑา การเล่นทางกาย
คือการเล่นอันเป็นไปทางกาย. แม้ในทางวาจาก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า
หตฺถีหิปิ กีฬนฺติ เล่นช้าง คือเล่นด้วยการเล่นมีนั่งเป็นต้นบนหลัง ให้
วิ่งให้กระโดดไปข้างหน้าโดยให้ช้างเล่น. แม้ในม้าและรถก็มีนัยนี้. บทว่า
อฏฺปเทปิ กีฬนฺติ เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตาบ้าง คือชื่อว่า อฏฺปทํ
เพราะแถวหนึ่งๆมี ๘ ตา. ในแถวละ ๘ ตานั้น. แม้ในแถวละ ๑๐ ตา
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อากาเส คือ เล่นหมากเก็บเหมือนเล่นหมากรุก
แถวละ ๘ ตานั่นแล. บทว่า ปริหารปเถหิปิ เล่นชิงนางบ้าง คือขีด
เส้นลงบนดินทำให้เป็นวงกลม แล้วเล่นไล่จับกันในที่นั้น. บทว่า สนฺติ-
กายปิ กีฬนฺติ คือ เล่นหมากไหวบ้าง. เอาตาสกาหรือก้อนกรวดตั้งไว้
หน้า 425
ข้อ 788
รวมกันไม่ให้ไหว เอาเล็บเขี่ยออกและเขี่ยเข้า. หากก้อนกรวดอะไรๆในที่
นั้นไหวเป็นแพ้. บทว่า ขลิกาย คือ เล่นโยนบ่วงบนกระดานพนัน. บทว่า
ฆฏิกาย เล่นไม้หึ่ง คือเล่นโดยเอาท่อนไม้ยาวตีกับท่อนไม้สั้น เรียกว่า
ฆฏิกา. บทว่า สลากหตฺเถน เล่นฟาดให้เห็นรูปร่างๆ คือเอาเส้นหญ้า
ชุบด้วย ครั่ง ฝาง หรือแป้งเปียก แล้วฟาดเส้นหญ้านั้นลงบนพื้นดิน
หรือที่ฝา ดูว่าจะเป็นรูปอะไร แล้วเล่น แสดงให้เห็นเป็นรูปช้างและม้า
เป็นต้น. บทว่า อกฺเขน คือ เล่นสกา. บทว่า ปงฺกจีเรน เล่นเป่าใบ
ไม้ ใบไม้เรียกว่า ปงฺกจีรํ เล่นเป่าใบไม้นั้น. บทว่า วงฺกเกน เล่นไถ
น้อย ๆ คือไถเล็กๆสำหรับเด็กชาวบ้านเล่น. บทว่า โมกฺขจิกาย คือ
เล่นหกคะเมน. ท่านอธิบายว่า กระโดดรับท่อนไม้บนอากาศ หรือวาง
หัวลงกับพื้นดินแล้วเล่นหกคะเมน. บทว่า จิงฺคุลเกน เล่นกังหัน คือเล่น
เครื่องหมุนตีลมทำด้วยใบตาลเป็นต้นเรียกว่า จิงฺคุลกํ. บทว่า ปตฺตาฬฺ-
หเกน เล่นตวงทราย คือ เล่นตวงทรายเป็นต้นด้วยทะนานใบไม้ เรียกว่า
ปตฺตาฬฺหกํ. บทว่า รถเกน คือ รถน้อยๆ. บทว่า ธนุเกน คือ ธนู
น้อย ๆ. บทว่า อกฺขริกาย เล่นเขียนทายกัน คือเล่นเขียนอักษรบน
อากาศ หรือบนหลังทายกัน เรียกว่า อกฺขริกา. บทว่า มเนสิกาย
เล่นทายใจกัน คือเล่นให้รู้ความคิดทางใจ เรียกว่า มเนสิกา. บทว่า
ยถาวชฺเชน เล่นเลียนคนขอทาน คือเล่นเลียนคำพูดของตนตาบอด คน
ง่อย คนกระจอก เป็นต้น เรียกว่า ยถาวชฺชํ.
บทว่า มุขเภริยํ เล่นตีกลองปาก คือ เป่าเสียงออกทางปากเหมือน
กลอง บทว่า มุขาฬมฺพทํ๑ คือ เล่นพิณพาทย์ทางปาก. บทว่า มุขเฑณฺ-
ฑิมกํ คือ เล่นรัวกลองทางปาก. บทว่า มุขวลิมกํ เล่นผิวปาก คือทำลิ้น
๑. สี. ม. มุขาลมฺพรํ
หน้า 426
ข้อ 788
ที่เนื้อริมฝีปากให้มีเสียง. ปาฐะว่า มุขวาลิกํ บ้าง. คือผิวรอบ ๆ ปาก.
บทว่า มุขเภรุฬกํ เล่นกระเดาะปาก คือเป่าเป็นกลองทางปาก บทว่า
นาฏกํ เล่นซ้อมเพลง คือแสดงให้เรียนท่าใหม่ๆ ปาฐะว่า นฏฺฏกํ บ้าง
บทว่า ลาสํ เล่นโห่ร้อง คือทำเสียงตะโกน. บทว่า คีตํ เล่นร้องเพลง
คือขับร้อง. บทว่า ทวกมฺมํ คือ เล่นหัวเราะกัน. บทว่า อยํ วาจสิกา
ขิฑฺฑา คือ นี้ชื่อว่าการเล่นเกิดทางวาจา คือเกิดแล้วในวจีทวาร.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เกสา จ มสฺสุ จ เป็นอาทิ ดังต่อไปนี้.
เอากรรไกรตัดผมไม่ให้แหว่ง, แต่งหนวดให้เป็นเขี้ยว, กำดอกไม้มีก้าน
เป็นกำเดียวกันเป็นต้น ของหอมมีกลิ่นที่รากเป็นต้น เครื่องลูบไล้ทำการ
ย้อมผิว เครื่องประดับตกแต่งที่คอเป็นต้น เครื่องประดับตกแต่งสวมศีรษะ
ผ้านุ่งอย่างวิจิตร สร้อยสังวาล เครื่องรัดและเครื่องประดับผ้าโพกศีรษะ.
พึงทราบวินิจฉัยในการอบตัวเป็นต้น ดังนี้. กลิ่นกายของทารก
ที่เกิดจากครรภ์มารดา จะหมดไปในเมื่ออายุได้ประมาณ ๑๒ ปี. เพื่อนำ
กลิ่นกายของทารกกลับมา มารดาบิดาจึงอบด้วยจุณขมิ้นเป็นต้น การอบ
อย่างนี้ไม่ควร. แต่บิดามารดาให้ทารกมีบุญนอนบนขาอ่อนทั้งสอง แล้ว
ทาด้วยน้ำมันนวด เพื่อให้ส่วนต่าง ๆ มีมือ เท้า ขาอ่อน และต้องเป็นต้น
สมบูรณ์. การนวดอย่างนี้ก็ไม่ควร. บทว่า นหาปนํ คือ การอาบน้ำ คือ
อาบทารกเหล่านั้นด้วยของหอมเป็นต้น. บทว่า สมฺพาหนํ คือ การดัดตัว
คือเอาไม้ค้อนเป็นต้นทุบเบา ๆ ที่มือและเท้า ดุจของนักมวยปล้ำ แล้วดัด
แขน. บทว่า อาทาสํ คือ การส่องกระจก การส่องกระจกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ควร. บทว่า อญฺชนํ คือ แต้มตา. บทว่า มาลา คือ สวมพวงดอกไม้
หรือไม่สวม. บทว่า วิเลปนํ คือ ทำการย้อมผิวอย่างใดอย่างหนึ่ง บทว่า
หน้า 427
ข้อ 788
มุขจุณฺณกํ มุขาเลปํ การเจิมหน้าการทาปาก ชนทั้งหลายเพื่อจะเอาไฝดำ
ที่ใบหน้าออก จึงใช้ยางเหนียวของดินแต้ม เมื่อเลือดออกด้วยยางเหนียว
ของดินนั้น ใช้ยางเหนียวของเมล็ดผักกาดแต้ม เมื่อเมล็ดผักกาดนั้นกัด
ฝีดำที่เป็นโทษแล้ว ให้ยางเหนียวของงา เมื่อเลือดสงบด้วยยางเหนียว
ของงา จึงให้ยางเหนียวของขมิ้น เมื่อผิวพรรณผ่องด้วยยางเหนียวของ
ขมิ้นนั้น จึงเจิมหน้าด้วยเครื่องเจิมหน้า.
พึงทราบวินิจฉัยในการผูกข้อมือเป็นต้น ดังต่อไปนี้.
ชนทั้งหลายผูกสังข์และกระเบื้องอันวิจิตรที่ข้อมือเที่ยวไป. เครื่อง
ประดับข้อมือทั้งหมดนั้นหรืออย่างอื่นไม่ควร. ชนอีกพวกหนึ่ง ผูกแหยม
เที่ยวไป และล้อมแหยมนั้นด้วยป่านทองวลัยมุกดา. ทั้งหมดนั้นไม่ควร.
ชนอีกพวกหนึ่ง ถือไม้เท้า ๔ ศอก หรือไม้เท้าประดับอย่างอื่นเที่ยวไป.
อนึ่ง ชนทั้งหลาย คล้องขวดยาวิจิตรไปด้วยรูปหญิงและชายเป็นต้น
ล้อมรอบเป็นอย่างดีที่บ่าข้างซ้าย. ชนอีกพวกหนึ่ง คล้องดาบอันคมกริบ
มีฝักวิจิตรตระการตา กางร่มวิจิตรด้วยเขี้ยวมังกรเย็บด้วยด้าย ๕ สี สวม
รองเท้าล้อมด้วยแววหางนกยูงเป็นต้น วิจิตรด้วยทองและเงิน. บางคน
ไว้ผมยาวประมาณศอกหนึ่งกว้าง ๔ องคุลี สวมกรอบหน้าที่หน้าผากดุจ
สายฟ้าที่ปากเมฆ แล้วปักปิ่น ใช้พัดจามรีและพัดวาลวิชนี. ทั้งหมดนั้น
ไม่ควร.
บทว่า อิมสฺส วา ปูติกายสฺส กายอันเปื่อยเน่านี้ คือร่างของศพ
อันสำเร็จด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้. บทว่า เกฬนา คือ การเล่นสนุก. บทว่า
ปริเกฬนา การเล่นเพลิน คือเล่นได้ทุกส่วนโดยประการทั้งปวง. บทว่า
เคธิตตา คือ การปรารถนา. บทว่า เคธิตตฺตํ คือ ความชอบ ความ
หน้า 428
ข้อ 788
ปรารถนา. บทว่า จปลนา กิริยาที่ประดับ คือทำการประดับ. บทว่า
จาปลฺยํ คือ ความเป็นแห่งการประดับ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สวิภูสํ เป็นต้น ดังต่อไปนี้. เป็นไป
กับด้วยความประดับ ชื่อว่า สวิภูสํ. เป็นไปกับด้วยบริวาร คือการทำการ
ย้อมผิว ชื่อว่า สปริวารํ. เป็นไปกับด้วยของใช้ ชื่อว่า สปริภณฺฑํ.
เป็นไปกับด้วยบริขาร ชื่อว่า สปริกฺขารํ.
บทว่า อาถพฺพณํ อาถรรพณ์ คือประกอบมนต์ทำอาถรรพณ์. บทว่า
สุปินํ คือ ตำราทำนายฝัน. บทว่า ลกฺขณํ การทายลักษณะ คือมีการ
ทายลักษณะตัว แก้วมณีเป็นต้น . บทว่า โน วิเทเห คือ ไม่พึงประกอบ.
บทว่า วิรุทญฺจ การทายเสียงสัตว์ร้อง คือเสียงร้องของสัตว์มีเนื้อเป็นต้น.
บทว่า อาถพฺพณิกา พวกคนที่มีมนต์ทำอาถรรพณ์ คือรู้มนต์เพื่อ
ฆ่าผู้อื่น. ชื่อว่า อาถพฺพณิกา เพราะประกอบอาถรรพณ์ ได้ยินมาว่า
พวกประกอบอาถรรพณ์ บริโภคของไม่เค็มตลอด ๗ วัน ปูหญ้าคานอน
บนพื้นดินประพฤติตบะ ในวันที่ ๗ เตรียมพื้นสุสาน ยืนอยู่บนทางที่ ๗
ชูมือร่ายวิชา. ที่นั้นการงานของพวกเขาก็สำเร็จ. พระสังคติกาจารย์
กล่าวว่า ประกอบอาถรรพณ์ หมายถึงพวกรู้มนต์ทำอาถรรพณ์พวกนี้
แหละ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปโยเชนฺติ คือ เป็นผู้ขวนขวายในการ
ประกอบอาถรรพณ์. บทว่า นคเร วา รุทฺเธ เมื่อนครถูกล้อม คือเมื่อ
นครถูกปิดกั้นไว้โดยรอบ. บทว่า สงฺคาเม วา ปจฺจุปฏฺิเต คือ หรือเมื่อ
สงครามตั้งประชิดกัน. บทว่า ปจฺจติถิเกสุ ปจฺจามิตฺเตสุ คือ ในพวก
ข้าศึกที่เป็นศัตรูกัน. บทว่า อีตึ อุปฺปาเทนฺติ ยังจัญไรให้เกิดขึ้น คือ
ทำความหวั่นไหวปั่นป่วนให้เกิดขึ้นแก่ข้าศึก. บทว่า อุปทฺทวํ อันตราย
หน้า 429
ข้อ 788
คือทำการบีบคั้นทางกาย. บทว่า โรคํ คือ พยาธิ. บทว่า ปชฺชรกํ คือ
โรคไข้เชื่อมซึม. บทว่า สุลํ คือ โรคจุกเสียด. บทว่า วิสูจิกํ คือ โรค
ลงราก. บทว่า ปกฺขนฺทิกํ คือ โรคบิด. บทว่า กโรนฺติ คือ ให้เกิดขึ้น.
บทว่า สุปินปากา คือ พวกทำนายฝัน. บทว่า อาทิสนฺติ คือ
พยากรณ์. ในบทมีอาทิว่า โย ปุพฺพณฺหสมยํ สุปินํ ปสฺสติ ผู้ใดเห็น
ฝันในเวลาเช้า เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ แปลว่า
ในเวลาเช้า. บทว่า เอวํ วิปาโก โหติ จะมีผลอย่างนี้ คือจะมีผลเห็น
ปานนี้ โดยเป็นผลที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา. บทว่า อวกุชฺชนิ-
ปนฺโน คนนอนคว่ำ คือนอนคว่ำฝัน พวกทำนายฝันจะท่านายฝัน
อย่างนี้.
อนึ่ง ผู้ฝันย่อมฝันด้วยเหตุ ๔ ประการ คือธาตุโขภะ ธาตุกำเริบ ๑
อนุภูตปุพพะ เคยเสพมาก่อน ๑ เทวโตปสังหาระ เทวดาดลใจ ๑ ปุพพ-
นิมิต ลางบอกเหตุ ๑.
ในความฝัน ประการนั้น ผู้มีธาตุกำเริบ เพราะดีเป็นต้นกำเริบ
ชื่อว่าฝันโดยธาตุกำเริบ. ผู้ฝันโดยเคยเสพมาก่อนแล้ว ย่อมเห็นอารมณ์
ที่เคยเสพมาแล้วในกาลก่อน. ฝันโดยเทวดาดลใจ ย่อมเห็นอารมณ์
ทั้งหลายด้วยอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย. ฝันโดยบอกเหตุล่วงหน้า ย่อม
ฝันเห็นลางบอกเหตุล่วงหน้าแห่งสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ อันประสงค์จะให้เกิดด้วยอำนาจบุญและบาป. ในความฝัน
เหล่านั้น ฝันโดยธาตุกำเริบและโดยที่เคยเสพมาก่อนแล้ว ไม่เป็นจริง.
ฝันโดยเทวดาดลใจ จริงบ้างไม่จริงบ้าง. เพราะเทวดาโกรธ ประสงค์จะ
ให้ถึงความพินาศโดยอุบาย ก็แสดงทำให้วิปริต. ฝันโดยบอกเหตุล่วง
หน้า จริงโดยสิ้นเดียว.
หน้า 430
ข้อ 788
ประเภทแห่งความฝัน ย่อมมีโดยประเภทแห่งความเกี่ยวข้องกันของ
มูลเหตุ ๔ อย่างเหล่านี้ ปุถุชนผู้เป็นเสกขะย่อมฝัน ๔ อย่างนี้ เพราะยัง
ละความวิปลาสไม่ได้. พระอเสกขะไม่ฝัน เพราะละวิปลาสได้แล้ว เมื่อฝัน
หลับฝันหรือตื่นฝัน หรือไม่หลับไม่ตื่น. ในข้อนี้ ผิว่าหลับฝัน ผิดทาง
อภิธรรมโดยแท้ เพราะว่าฝันด้วยจิตเข้าสู่ภวังค์ (ไม่รู้สึกตัว) ความฝัน
นั้นไม่มีอารมณ์มีรูปนิมิตเป็นต้น หรือไม่สัมปยุตตด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.
อนึ่ง เมื่อฝันจิตเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ตื่นฝันจึงผิดทางวินัย
เพราะว่าตื่นฝัน ย่อมฝันด้วยจิตเป็นอัพโพหาริก (มีเหมือนไม่มี) ชื่อว่า
ไม่เป็นอาบัติในเพราะทำการละเมิดด้วยจิตเป็นอัพโพหาริกไม่มี เมื่อผู้ฝัน
ทำการละเมิด ไม่เป็นอาบัติโดยส่วนเดียวเท่านั้น ดังนั้นไม่หลับไม่ตื่นฝัน
ใคร ๆ ก็ไม่ฝัน เมื่อเป็นอย่างนี้ ความฝันก็ไม่มี ไม่ฝันก็ไม่มี. เพราะเหตุไร.
เพราะฝันเช่นเดียวกับลิงหลับ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า มหา-
บพิตร ฝันย่อมเห็นเช่นกับลิงหลับแล. บทว่า กปิมิทฺธปเรโต คือ ประกอบ
แล้วด้วยการนอนหลับของลิง. การหลับใดเปลี่ยนไปเร็ว เพราะเจือด้วยจิต
เป็นกุศลเป็นต้นบ่อย ๆ การออกจากภวังคจิตบ่อย ๆ ย่อมมีในความเป็นไป
ของการหลับใด ย่อมฝันประกอบด้วยการหลับนั้น เหมือนการหลับของลิง
เปลี่ยนแปลงไปได้เร็วฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น ความฝันนี้ จึงเป็นกุศลบ้าง
อกุศลบ้าง อัพยากฤตบ้าง. ในความฝันนั้นพึงทราบว่า ความฝันของ
บุคคลผู้กระทำการไหวพระเจดีย์ การฟังธรรม และแสดงธรรมเป็นต้น
เป็นกุศล ความฝันของบุคคลผู้กระทำปาณาติบาตเป็นต้นเป็นอกุศล ความ
ฝันนอกเหนือจากสองอย่างนั้นเป็นอัพยากฤต ในขณะที่อารมณ์นั้นเป็น
หน้า 431
ข้อ 788
อาวัชชนะ. ความฝันนั้นไม่สามารถฉุดรั้งปฏิสนธิได้ เพราะมีกำลังน้อย
แต่กุศลอกุศลอื่นค้ำจุน ย่อมให้วิบากได้ในเพราะยังเป็นไปอยู่.
พึงทราบวินิจฉัยในลักษณะแก้วมณี ดังต่อไปนี้. พวกทำนาย
ลักษณะ ย่อมทำนายลักษณะของแก้วมณีเป็นต้น ด้วยสีและสัณฐานเป็นต้น
อย่างนี้ว่า แก้วมณีอย่างนี้ประเสริฐ อย่างนี้ไม่ประเสริฐ ย่อมเป็นเหตุ
แห่งความไม่มีโรคและความเป็นใหญ่แก่เจ้าของ. ในลักษณะเหล่านั้น
บทว่า อาวุธลกฺขณํ ลักษณะอาวุธ คืออาวุธที่เหลือเว้นดาบเป็นต้น.
แม้ลักษณะหญิงเป็นต้น ก็พึงทราบด้วยอำนาจความเจริญและความเสื่อม
ของตระกูลที่หญิงและชายเป็นต้นอยู่. ส่วนในลักษณะแพะเป็นต้น ควร
ทราบความต่างกัน คือเนื้อของแพะเป็นต้นอย่างนี้ควรกิน อย่างนี้ไม่ควร
กิน. ในลักษณะเหี้ย พึงทราบความวิเศษดังนี้ บรรดาจิตรกรรมและเครื่อง
ประดับเป็นต้น เมื่อเหี้ยเห็นปานนี้มีอยู่. สิ่งนี้ย่อมมี. ลักษณะช่อฟ้าพึง
ทราบด้วยอำนาจแห่งช่อฟ้า เครื่องประดับบ้าง ช่อฟ้าเรือนบ้าง แม้
ลักษณะเต่าก็เช่นเดียวกับลักษณะเหี้ยนั่นแล. ลักษณะเนื้อ ท่านกล่าว
สงเคราะห์เนื้อทุกชนิด ด้วยอำนาจแห่งลักษณะของสัตว์ ๔ เท้าทั้งหมด.
บทว่า เอวํ ลกฺขณปากา ลกฺขณํ อาทิสนฺติ คือ ผู้บอกตำราทายลักษณะ
ย่อมทายคือย่อมบอกลักษณะอย่างนี้.
บทว่า น นกฺขตฺตานิ คือ ฤกษ์ ๒๘ อย่างมีกัตติกาฤกษ์เป็นต้น . บทว่า
อิมินา นกฺขตฺเตน ฆรปฺปเวโส กตฺตพฺโพ คือ งานมงคลขึ้นบ้านใหม่
ควรทำด้วยฤกษ์นี้. บทว่า มกุฏํ พนฺธิตพฺพํ คือ งานมงคลผูกเครื่อง
ประดับ. บทว่า วาเรยฺยํ งานมงคลแต่งงาน คือ พวกดูฤกษ์ถึงการทำ
อาวาหมงคลว่า ท่านทั้งหลายจงนำหญิงจากตระกูลโน้นมาให้แก่ชายด้วย
หน้า 432
ข้อ 788
ฤกษ์โน้น และบอกการทำวิวาหมงคลว่า พวกท่านจงให้หญิงนี้แก่ชายชื่อ
โน้นด้วยฤกษ์โน้น ความเจริญจักมีแก่เขาทั้งสองด้วยประการฉะนี้ แล้ว
ทายว่า พึงทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล คือการแต่งงาน. บทว่า
พีชนีหาโร งานมงคลปลูกพืช คือการนำพืชออกไปภายนอกเพื่อจะหว่าน.
บาลีว่า นิหาโร ก็มี.
บทว่า มิคจกฺกํ เสียงเนื้อและเสียงนกนี้ เป็นชื่อรวมสัตว์ทุกชนิด
ท่านกล่าวด้วยสามารถการรู้เสียงร้องของนกและสัตว์สี่เท้าทุกชนิด. บทว่า
มิคจกฺกปากา ผู้รู้เสียงเนื้อและเสียงนก คือผู้ทายเสียงของนกและสัตว์
สี่เท้า. บทว่า มิคจกฺกํ อาทิสนฺติ ย่อมทายเสียงเนื้อและนก คือฟังเสียง
สัตว์เหล่านั้นแล้วทาย. บทว่า รุทํ คือ เสียง. บาลีว่า รุตํ ก็มี. บทว่า
วสฺสิตํ คือ คำพูด. บทว่า คพฺภกรณียา พวกชนปรุงยาให้ตั้งครรภ์
คือปรุงยาให้ตั้งครรภ์ด้วยการให้ยาเพื่อมิให้แพ้. จริงอยู่ ครรภ์ย่อมแพ้
ด้วยเหตุ ๓ ประการ คือด้วยลม ๑ ด้วยสัตว์ทั้งหลาย ๑ ด้วยกรรม ๑.
ในเหตุ ๓ ประการนั้นเมื่อแพ้ด้วยลม ก็ให้ยาเย็นเพื่อแก้ลม. เมื่อแพ้ด้วย
สัตว์ก็ทำการต่อต้านสัตว์ทั้งหลาย. แต่เมื่อแพ้ด้วยกรรม แม้พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายก็ไม่สามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้น ในที่นี้ จึงไม่ถึงอาการแพ้
ด้วยกรรมนั้น. บทว่า สาลากิยํ คือ รักษาทางตา. บทว่า สลฺลกฺกิตฺติยํ
คือ รักษาทางผ่าตัด. บทว่า กายติกิจฺฉา รักษาทางกา คือประกอบยา
ด้วยรากไม้เป็นต้นแล้วรักษากาย. บทว่า ภูติยํ คือ รักษาทางภูตผี.
บทว่า โกมารกเวชฺชํ รักษาโรคเด็ก.
บทว่า กุหา คือ เป็นผู้หลอกลวง. บทว่า ถทฺธา กระด้าง คือมีร่าง
กายกระด้างเหมือนท่อนไม้. บทว่า ลปา พูดเหลาะแหละ คือพูดเกี่ยวกับ
หน้า 433
ข้อ 788
ปัจจัย. บทว่า สิงฺคี คือ ชอบเครื่องประดับเป็นปกติ. บทว่า อุนฺนฬา
คือ มีมานะยกขึ้นสูงดังไม้อ้อ. บทว่า อสมาหิตา ไม่มีสมาธิ คือเว้น จาก
อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า น คณฺเหยฺย เป็นต้น ดังต่อไปนี้ ไม่พึง
ถือเอาด้วยการยกขึ้นแสดง. ไม่พึงยึดถือด้วยการท่อง. ไม่พึงทรงไว้ด้วย
การตั้งไว้ในจิต. ไม่พึงเข้าไปทรงไว้ด้วยการตั้งไว้ใกล้. ไม่พึงเข้าไป
กำหนดด้วยการสอบสวน. ไม่พึงประกอบด้วยการบอกแก่คนเหล่าอื่น.
บทว่า เปสุเณยฺยํ คือ การพูดส่อเสียด. การชี้แจงที่เหลือมีความ
ได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า กยวิกฺกเย ในการซื้อและการขาย คือไม่ควรตั้งอยู่ด้วยการ
หลอกลวงกับ ด้วยสหธรรมิกทั้ง ๕ หรือด้วยปรารถนาความเจริญ. บทว่า
อุปวาทํ ภิกฺขุ น กเรยฺย ภิกษุไม่ควรทำความค่อนขอด คือไม่ให้เกิด
กิเลสทำความค่อนขอด ไม่พึงยังความค่อนขอดด้วยสมณะและพราหมณ์
อื่นเกิดขึ้นในตน. บทว่า คาเม จ นาภิสชฺเชยฺย ไม่พึงเกี่ยวข้องใน
บ้าน คือไม่พึงเกี่ยวข้องด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์เป็นต้นในบ้าน. บทว่า
ลาภมฺยตา ชนํ น ลเปยฺย คือ ไม่พึงพูดเลียบเคียงกะชน เพราะความ
อยากได้ลาภ.
บทว่า เย กยวิกฺกยา วินเย ปฏิกิขิตฺตา การซื้อและการขาย
เหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้ในวินัย คือการซื้อและการขาย
เหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้ใน กยวิกฺกยสิกขาบท ด้วย
การให้และการรับ ว่าไม่ควร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงการซื้อและการขายที่ประสงค์
หน้า 434
ข้อ 788
ในที่นี้ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ปญฺจนฺนํ สทฺธึ ปตฺตึ วา จีวรํ วา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจนินํ สทฺธึ คือ กับด้วยสหธรรมิก ๕ จำพวก.
สหธรรมิก ๕ จำพวกได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร และ
สามเณรี. บทว่า จญฺจนิยํ วา ความหลอกลวง คือแสดงความหลอกลวง
ว่าสมควร. บทว่า อุทยํ วา ปฏฺยนฺโต คือ ปรารถนาความเจริญ.
บทว่า ปริวตฺเตติ คือ ทำการแลกเปลี่ยน.
บทว่า อิทฺธิมนฺโต มีฤทธิ์ คือมีอำนาจให้เกิดความสำเร็จ. บทว่า
ทิพฺพจกฺขุกา คือ มีญาณจักขุเช่นกับทิพย์. อีกอย่างหนึ่ง ได้ญาณจักษุด้วย
ธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัยพร้อมด้วยทิพพวิหารธรรม. บทว่า ปรจิตฺตวิทุโน
รู้จิตผู้อื่น คือรู้จิตของผู้อื่นด้วยจิตของตน. บทว่า เต ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ
สมณพราหมณ์พวกนั้น คนเห็นได้แต่ไกลบ้าง คือเห็นแต่จักรวาลโยชน์
หนึ่งบ้าง ๑๐๐ โยชน์บ้าง ๑,๐๐๐ โยชน์บ้าง ๑๐๐,๐๐๐ โยชน์บ้าง
จักรวาลหนึ่งบ้าง ๒-๓-๔-๕-๑๐- ๒๐- ๔๐-๑,๐๐๐ จักรวาลบ้าง ยิ่ง
กว่านั้นบ้าง. บทว่า อาสนฺนาปิ น ทิสฺสนฺติ อยู่ใกล้ไม่ปรากฏบ้าง
คือยืนอยู่ใกล้บ้าง นั่งอยู่ใกล้บ้าง ย่อมไม่ปรากฏ. บทว่า เจตสาปิ จิตฺตํ
ปชานนฺติ คือ รู้จิตผู้อื่นแม้ด้วยจิตของตน. บทว่า เทวตาปิ โข สนฺติ
อิทฺธิมนฺตินิโย พวกเทวดาผู้มีฤทธิ์ คือเทวดาผู้มีอำนาจให้ความสำเร็จมี
อยู่อย่างนี้. บทว่า ปรจิตตวิทุนิโย คือ รู้จิตของผู้อื่น
บทว่า โอฬาริเกหิ วา กิเลเสหิ ด้วยกิเลสหยาบ คือด้วยความ
เดือดร้อนมีกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า มชฺฌิมเกหิ วา กิเลสปานกลาง
มีกามวิตกเป็นต้น. บทว่า สุขุมเกหิ วา กิเลสละเอียดมีวิตกถึงญาติเป็นต้น.
หน้า 435
ข้อ 788
พึงทราบกายทุจริตเป็นต้น ด้วยกรรมบถ. พึงทราบกามวิตกเป็นต้น ด้วย
กิเลสอันมีวัฏฏะเป็นมูล.
พึงทราบวินิจฉัยในวิตกถึงญาติเป็นต้น ดังต่อไปนี้ :- วิตกเกิดขึ้น
เพราะปรารภญาติทั้งหลายด้วยความรัก อาศัยกามคุณ ๕ อย่างนี้ว่า ญาติ
ทั้งหลายของเรามีความเป็นอยู่สบายมีสมบัติดังนี้ ชื่อว่าวิตกถึงญาติ. แต่
วิตกเป็นไปอย่างนี้ว่า ญาติทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใสได้ถึงความสิ้นไป
เสื่อมไปเสียแล้วดังนี้ ไม่ชื่อว่าวิตกถึงญาติ. วิตกเกิดขึ้นด้วยความรัก
อาศัยเรือนของผู้มีใจยินดีว่า ชนบทของเรามีภิกษาหาได้ง่าย มีข้าวกล้า
สมบูรณ์ดังนี้ ชื่อว่าวิตกถึงชนบท. วิตกเป็นไปอย่างนี้ว่า มนุษย์ทั้งหลาย
ในชนบทของเรา ที่มีศรัทธาเลื่อมใสได้ถึงความสิ้นไป ความเสื่อมไป
เสียแล้วดังนี้ ไม่ชื่อว่าวิตกถึงชนบท. วิตกถึงความไม่ตาย หรือว่าความ
วิตกถึงอมรเทพ ชื่อว่าวิตกถึงอมรเทพ. วิตกประกอบแล้วด้วยการทำ
ทุกรกิริยานั้น ของทำทุกข์กิริยาด้วยคิดว่า ตนจะมีความสุขไม่ตายในภพ
หน้า ถึงจะแก่แล้ว ด้วยทุกข์ทั้งหลายมีการทำความเพียรด้วยการนั่งกระหย่ง
เป็นต้น ชื่อว่าวิตกถึงความไม่ตาย. ส่วนเจ้าทิฏฐิถูกเขาถามคำมีอาทิว่า
ท่านจงบอกถึงสัสสตทิฏฐิดังนี้ ย่อมถึงความลำบากใจว่า เราไม่รู้ว่า
อย่างนี้ก็ใช่ เราไม่รู้ว่า อย่างนั้นก็ใช่ อย่างอื่นก็ใช่ เราก็ไม่รู้ว่า ไม่มี
ก็ใช่ เราไม่รู้ว่า ไม่มีหามิได้ก็ใช่ ดังนี้ วิตกของเจ้าทิฏฐินั้น เป็นวิตก
ประกอบด้วยทิฏฐิ. เทพชื่ออมรเพราะไม่ตาย โดยไม่มีสัณฐานแม้ในส่วน
เดียว เหมือนปลาชื่อว่าอมร ใคร ๆ ไม่อาจจบในน้ำเอามาฆ่าได้ ว่ายไป
ข้างโน้น ช้างนี้จนจับไม่ได้ฉะนั้น แม้ทั้งสองนั้น ท่านกล่าวรวมเป็นอันเดียว
กันว่า อมรวิตกฺโก วิตกถึงเทพอมร. บทว่า ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต
หน้า 436
ข้อ 788
วิตกประกอบด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น คือประกอบด้วยความรักอาศัย
เรือนเหมือนกันกับความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น คือเมื่ออุปัฏฐากยินดีและเศร้าโศก
ภิกษุย่อมยินดีและเศร้าโศกสองเท่ากับด้วยอุปัฏฐากเหล่านั้น เมื่ออุปัฏฐาก
เหล่านั้นมีความสุข ภิกษุก็มีความสุขสองเท่า เมื่ออุปัฏฐากมีความทุกข์
ภิกษุก็มีความทุกข์สองเท่า เมื่อกิจที่จะต้องทำเกิดขึ้น ภิกษุขวนขวายย่อม
ทำกิจนั้นให้สำเร็จ ย่อมล่วงบัญญัติ ยังสัลเลขปฏิบัติให้กำเริบ. วิตกใด
อาศัยเรือนในเพราะอยู่เกี่ยวข้องกัน หรือในเพราะขวนขวายช่วยเหลือกัน
นั้น นี้ชื่อว่าวิตกประกอบด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น. บทว่า ลาภสกฺ-
การสิโลกปฏิสํยุตฺโต วิตกประกอบด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญ
คือวิตกประกอบด้วยทำความยินดีกับด้วยลาภมีจีวรเป็นต้น ด้วยสักการะ
และด้วยชื่อเสียง. บทว่า อนวญฺตฺติปฏิสํยุตฺโต วิตกประกอบด้วยความ
ไม่ถูกดูหมิ่น คือวิตกเกิดกับความปรารถนาความไม่ถูกดูหมิ่นอย่างนี้ว่า
ไฉนหนอ คนอื่นจะไม่พึงดูหมิ่นเรา ไม่พึงพูดทักท้วงข่มเหงเรา. วิตก
เกิดขึ้นอาศัยเรือนคือกามคุณ ๕ ในเมื่อจิตเกิดขึ้นว่าคนอื่นอย่าได้ดูหมิ่น
เราเลยดังนี้ ชื่อว่าวิตกประกอบด้วยความไม่ถูกดูหมิ่น.
บทว่า ตตฺถ ตตฺถ สชฺชติ คือ ภิกษุย่อมเกี่ยวข้องในที่นั้น ๆ คือ
ติดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ. บทว่า ตตฺถ ตตฺถ คณฺหาติ ย่อมรับในที่นั้นๆ
คือเข้าไปสู่อารมณ์ดังกล่าวแล้ว. บทว่า พชฺฌติ ผูกพัน คือย่อมผูกพัน
ย่อมเป็นอันเดียวกันกับด้วยอารมณ์นั้น ๆ. บทว่า อนยพฺพยสนํ ความ
ฉิบหาย คือความไม่เจริญและความพินาศในที่นั้น ๆ. บทว่า อาปชฺชติ
แปลว่า ย่อมถึง.
บทว่า อามิสฺสจกฺขุกสฺส ภิกษุผู้เห็นแก่อามิส คือผู้โลเลด้วย
หน้า 437
ข้อ 788
อามิสมีจีวรเป็นต้น. บทว่า โลกธมฺมครุกสฺส หนักอยู่ในโลกธรรม คือ
ละโลกุตรธรรม พูดหนักอยู่แต่โลกธรรมมีรูปเป็นต้นเท่านั้น. บทว่า
อาลปนา การพูดหว่านล้อม คือเห็นมนุษย์ทั้งหลายมาวิหาร แล้วพูด
เลียบเคียงตั้งแต่ต้นอย่างนี้ว่า ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านมาเพื่ออะไร
หรือจะมานิมนต์ภิกษุ หากว่าเป็นอย่างนั้น เชิญพวกท่านไปเถิด อาตมา
จะมารับภายหลัง.
อีกอย่างหนึ่ง พูดแนะนำคนแล้วพูดเลียบเคียง แนะนำตนอย่างนี้ว่า
อาตมาชื่อติสสะ พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา มหาอำมาตย์ของพระ-
ราชาชื่อโน้น ๆ ก็เลื่อมใสในอาตมา ดังนี้ ชื่อว่าพูดหว่านล้อม. บทว่า
ลปนา พูดเลียบเคียง คือเมื่อถามแล้วก็พูดเลียบเคียงดังที่ได้กล่าวแล้ว
นั้นแล. บทว่า สลฺลปนา พูดเลียบเคียงด้วยดี. คือหาโอกาสให้ของที่ดี
เลิศแก่คหบดีทั้งหลายแล้วพูดเลียบเคียงด้วยดี. บทว่า อุลฺลปนา การพูด
ยกย่อง คือพูดยกให้สูงอย่างนี้ว่า เป็นมหากุฎุมพี เป็นผู้ให้ทานมาก
เป็นมหาทานบดีดังนี้. บทว่า สมุลฺลปนา พูดยกย่องด้วยดี คือพูดยก
ให้สูงในทุกส่วนด้วยประการทั้งปวง. บทว่า อุนฺนหนา การพูดผูกพัน
คือภิกษุพูดว่า อุบาสกทั้งหลาย เมื่อในกาลเช่นนี้พวกท่านให้ทานใหม่
เพราะเหตุไรเดี๋ยวนี้ไม่ให้เล่า พวกอุบาสกกล่าวคำเป็นต้นว่า พระคุณเจ้า
กระผมจักถวายตลอดเวลา แต่พวกกระผมยังไม่ได้โอกาส. ชื่อว่าพูด
ผูกพันให้สูงไว้ก่อน.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นเขาถืออ้อย ถามว่า อุบาสกเอาอ้อยมาจาก
ไหน. เขาตอบว่า เอามาจากไร่อ้อย ขอรับ. ถามว่า อ้อยที่ไร่นั้นมีรส
อร่อยดีดอกหรือ. เขาตอบว่า พระคุณเจ้าฉันแล้วจะรู้เอง. ควรพูดว่า
หน้า 438
ข้อ 788
อุบาสก พวกท่านอย่าถวายอ้อยแก่ภิกษุเลย. การพูดผูกพันแม้ของภิกษุ
ผู้ไขความอย่างนี้ ก็ชื่อว่าพูดผูกพัน. การพูดผูกพันบ่อย ๆ ทุกส่วนโดย
ประการทั้งปวง ชื่อว่าการพูดผูกพ้นด้วยดี. บทว่า อุกฺกาจนา การพูด
อวดอ้าง คือพูดอวดอย่างนี้ว่า ตระกูลนั้นรู้จักเราดี หากไทยธรรมเกิด
ขึ้นในที่นี้ ก็จะให้เราแน่นอน. อธิบายว่า การอวดอ้าง. การพูดอวด
บ่อย ๆ ทุก ๆ ส่วนโดยประการทั้งปวง ชื่อว่าการพูดอวดอ้างด้วยดี.
บทว่า อนุปฺปิยภาณิณา การพูดฝากรัก คือพูดด้วยคำน่ารัก
บ่อย ๆ ด้วยอำนาจปัจจัย. บทว่า สณฺหวาจตา การพูดอ่อนหวาน คือ
พูดอ่อนโยน. บทว่า สขิลราจตา พูดไพเราะ คือพูดพอดี ๆ หรือพูด
แต่น้อย. บทว่า ลิตฺตวาจตา คือ พูดหนักแน่น. บทว่า อผรุสวาจตา
พูดไม่หยาบ คือพูดไพเราะ. บทว่า โปราณํ มาตาเปตฺติกํ คือ ชื่อ
ครั้งที่เกิดเป็นของมารดาบิดาตั้งให้. บทว่า อาหิตํ คือ ชื่อนั้นปกปิด
เป็นเรื่องภายใน. บทว่า ายามิ คือ ฉัน ย่อมปรากฏ. บทว่า อสุกสฺส
กุลุปโก เป็นกุลูปกะ (ผู้เข้าสู่ตระกูล) ของอุบาสกโน้น คือเป็นผู้เข้าถึง
ตระกูลของอำมาตย์โน้น. บทว่า อสุกาย คือ อุบาสิกาโน้น. บทว่า
มํ อุสฺสชิชิตฺวา คือ ลืมฉันเสียแล้ว.
บทว่า ปยุตฺตํ คือ มุ่งแต่จะได้ด้วยจีวรเป็นต้น. หรือมุ่งประโยชน์
นั้น. การขยายความคาถานี้ทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า โมสฺชเชน นิยฺเยถ คือ ภิกษุพึงเว้นจากการพูดเท็จ
บทว่า ชีวิเตน คือ ด้วยความเป็นอยู่. บทว่า สโ เป็นผู้โอ้อวด คือไม่พูด
ชอบ เพราะแสดงคุณที่ไม่มี. เป็นผู้โอ้อวดทุก ๆ ส่วนโดยประการทั้งปวง
ชื่อว่าเป็นผู้อวดอ้าง. บทว่า ยํ ตตฺถ คือ ที่มีในบุคคลนั้น. บทว่า สํ
หน้า 439
ข้อ 788
ความโอ้อวด คือหลอกลวงแสดงคุณที่ไม่มี. บทว่า สตา กิริยาที่
โอ้อวด คืออาการโอ้อวด. ทว่า สาเยฺยํ คือ ความเป็นผู้โอ้อวด.
บทว่า กกฺกรตา ความเป็นผู้พูดกระด้าง คือความเป็นผู้หยาบคาย ไม่
กล้าจับต้องดุจความระคายของก้านบัวฉะนั้น. แม้บทว่า กกฺกริยํ ก็เป็น
ไวพจน์ของบทว่า กกฺกรตา นั้นนั่นเอง. ท่านกล่าวความหลอกลวง
อย่างหนักแน่นดุจฝังไว้ด้วยสองบทว่า ปริกฺขตฺตตา ปริกฺขตฺติยํ ความ
เป็นผู้เห่อเหิม กิริยาที่เห่อเหิม. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาความนี้ว่า
บทว่า กกฺกรตา คือ พูดยกย่อง. บทว่า กกฺกริยํ กิริยาที่พูดยกย่อง.
บทว่า ปริกฺขตฺตตา คือ อาการตกแต่ง. บทว่า ปริกฺขติติยํ คือ กิริยาที่
ตกแต่ง. บทว่า อิทํ วุจฺจติ คือ นี้ท่านเรียกว่าเป็นผู้โอ้อวด มีลักษณะ
ประกาศคุณที่ไม่มีอยู่แก่ตน. ต้องหรือหลังของบุคคลผู้ประกอบด้วยความ
โออวดนั้น ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะรู้ได้. เช่นเดียวกับยักขสุกรกล่าวไว้
อย่างนี้ว่า
สุกร เป็นอยู่โดยเบื้องซ้าย แพะและเนื้อเป็นอยู่
โดยเบื้องขวา แกะเป็นอยู่ด้วยเสียง โคแก่เป็นอยู่
ด้วยเขา.
บทว่า อติมญฺติ ย่อมดูหมิ่น คือล่วงเกิน. บทว่า กึ ปนายํ
พหุลาชีโว คือ ภิกษุนี้ทำไมจึงมีความเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย. บทว่า สพฺพํ
สมฺภกฺเขติ ย่อมฉันพืชทั้งปวง คือฉันพืชที่ได้แล้ว ๆ. บทว่า อปฺปปุญฺโ
คือ มีบุญน้อย. บทว่า อปฺเปสกฺโข มีศักดิ์น้อย คือไม่มีบริวาร. บทว่า
ปญฺาสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยปัญญา คือมีปัญญาสมบูรณ์บริบูรณ์
บทว่า ปญฺหํ วิสชฺเชติ คือ กล่าวแก้ปัญหาได้.
หน้า 440
ข้อ 788
บทว่า สุตฺวา ทฺสิโต พหุํ วาจํ สมณานํ วา ปุถุชนานํ ภิกษุ
ถูกประทุษร้ายได้ฟังวาจามากของพวกสมณะ หรือของคนผู้มีถ้อยคำมาก
คือถูกประทุษร้าย เสียดสี ได้ฟังวาจาที่ไม่น่าปรารถนาแม้มากของสมณะ
เหล่านั้น หรือของปุถุชนเหล่าอื่นมีกษัตริย์เป็นต้น . บทว่า น ปฏิวชฺช คือ
ไม่พึงโต้ตอบ. เพราะอะไร. เพราะภิกษุผู้สงบย่อมไม่ทำผู้อื่นให้เป็นศัตรู.
บทว่า กกฺขเลน คือ ด้วยคำหยาบ. บทว่า สนฺโต ผู้สงบ คือดับ
กิเลสได้แล้ว. บทว่า ปฏิเสนึ คือ ศัตรู. บทว่า ปฏิมลฺลํ คือ ข้าศึก.
บทว่า ปฏิกณฺฏํ คือ เป็นเวร. บทว่า ปฏิปกฺขํ เป็นปฏิปักษ์ คือเป็น
ปฏิปักษ์ด้วยกิเลส. อธิบายว่า ไม่ทำความเกี่ยวข้องด้วยอำนาจกิเลส.
บทว่า เอตญฺจ ธมฺมมญฺาย รู้ธรรมนั้นแล้ว คือรู้ธรรมตาม
ที่กล่าวแล้วนั้นทั้งหมด. บทว่า วิจินํ คือ ค้นคว้าอยู่. บทว่า สนฺตึติ
นิพฺพุตึ ตฺวา คือ รู้ความดับราคะเป็นต้นว่า เป็นความสงบ.
บทว่า สมญฺจ ธรรมอันเสมอ คือกายสุจริตเป็นต้น . บทว่า วิสมญฺจ
ธรรมอันไม่เสมอมีกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า ปถญฺจ ธรรมเป็นทาง คือ
กุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า วิปถญฺจ ธรรมไม่เป็นทาง คืออกุศล-
กรรมบถ ๑๐. บทว่า สาวชฺชญฺจ ธรรมมีโทษ คืออกุศล. บทว่า
อนวชฺชญฺจ ธรรมไม่มีโทษ คือกุศล. แม้บทว่า หีนปฺปณีตกณฺหสุกฺก-
วิญฺญูครหิตปฺปสตฺถํ ธรรมเลว ธรรมประณีต ธรรมดำ ธรรมขาว
ธรรมที่วิญญูชนติเตียน ธรรมที่วิญญูชนสรรเสริญแม้นี้ ก็เป็นกุศลและ
อกุศลนั่นเอง. ในธรรมเป็นกุศลและอกุศลเหล่านั้น กายสุจริตเป็นต้นเป็น
ธรรมอันเสมอ เพราะทำให้เสมอ. กายทุจริตเป็นต้นเป็นธรรมอันไม่เสมอ
เพราะทำให้ไม่เสมอ. กุศลกรรมบถเป็นทาง เพราะเป็นทางไปสุคติ.
หน้า 441
ข้อ 788
อกุศลกรรมบถไม่เป็นทาง เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อการไปสุคติ เพราะเป็น
ทางไปอบาย. อกุศลชื่อว่า เป็นธรรมมีโทษ เพราะเป็นไปกับด้วยโทษ.
กุศลชื่อว่า เป็นธรรมไม่มีโทษ เพราะมีโทษออกไปแล้ว. อนึ่ง พึงทราบว่า
ชื่อว่า เป็นธรรมเลว เพราะประกอบด้วยโมหะบ้าง โมหะและโทสะบ้าง
โมหะและโลภะบ้าง. ชื่อว่า เป็นธรรมประณีต เพราะประกอบด้วยอโลภะ
อโทสะ และอโมหะ. ชื่อว่า เป็นธรรมดำ เพราะมีวิบากดำ. ชื่อว่า
เป็นธรรมขาว เพราะมีวิบากขาว. ชื่อว่า เป็นธรรมอันวิญญูชนติเตียน
เพราะวิญญูชนมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงติเตียน. ชื่อว่า เป็นธรรมอัน
วิญญูชนสรรเสริญ เพราะอันวิญญูชนเหล่านั้นนั่นแล สรรเสริญ.
หากถามว่า เพราะเหตุไร ภิกษุไม่พึงประมาท. พึงทราบคาถาว่า
อภิภู หิ โส เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิภู คือ เป็นผู้ครอบงำรูปเป็นต้น. บทว่า
อนภิภูโต ไม่ถูกครองงำ คือไม่ถูกรูปเป็นต้น เหล่านั้นครอบงำ. บทว่า
สกฺขิธมฺมํ อนีติหมทสฺสี ได้เห็นแล้วซึ่งสักขิธรรมโดยไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่น
คือได้เห็นธรรมแจ่มแจ้งแล้วโดยไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่น. บทว่า สทา นมสฺส-
มนุสิกฺเข นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ คือนมัสการอยู่
พึงศึกษาสิกขา ๓.
บทว่า เกหิจิ กิเลเสหิ คือ ด้วยกิเลสอันทำให้เร่าร้อนมีราคะเป็นต้น
อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อธิโภสิ เน คือ ครอบงำกิเลสเหล่านั้นได้แล้ว.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว.
แต่ในที่นี้พึงทราบการสำรวมอินทรีย์ ด้วยบทมีอาทิว่า ไม่เป็นผู้
โลเลด้วยจักษุอย่างเดียวเท่านั้น. พึงทราบปัจจยปฏิเสวนศีล (ศีลคือการ
หน้า 442
ข้อ 788
เสพปัจจัย) มีการห้ามการสะสมเป็นหลัก ด้วยบทมีอาทิว่า แห่งข้าวหรือ
แห่งน้ำทั้งหลาย. พึงทราบปาติโมกขสังวรศีล (ศีลคือการสำรวมในปาติ-
โมกข์) ด้วยบทมีอาทิว่า เว้นการพูดเท็จ. พึงทราบอาชีวปาริสุทธศีล
(ศีลคืออาชีวะบริสุทธิ์) ด้วยบทมีอาทิว่า ทำอาถรรพณ์ ทำนายฝัน ทำนาย
ลักษณะ พึงทราบสมาธิด้วยบทนี้ว่า พึงเป็นผู้เพ่ง. พึงทราบไตรสิกขา
โดยสังเขปด้วยบทมีอาทิว่า พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสการสงเคราะห์และการบรรเทา อันเป็นอุปจาระแห่งศีล สมาธิ
ปัญญา ด้วยบทมีอาทิว่า ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่งที่นอนอันมีเสียงน้อย ไม่พึง
เห็นแก่นอนมากนัก. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสปฏิปทาบริบูรณ์แก่พระ-
พุทธนิมิตอย่างนี้แล้ว ทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นเดียวกันกับที่กล่าวไว้แล้วใน
ปุราเภทสูตรนั้นแล.
จบอรรถกถาตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔
หน้า 443
ข้อ 789, 790
อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕
[๗๘๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ภัยเกิดแต่อาชญาของ
ตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดง
ความสังเวชตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว.
ว่าด้วยภัย ๒ เกิดจากอาชญา ๓ อย่าง
[๗๙๐] ชื่อว่า อาชญา ในคำว่า ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ได้แก่
อาชญา ๓ อย่าง คือ อาชญาทางกาย ๑ อาชญาทางวาจา ๑ อาชญาทางใจ ๑
กายทุจริต ๓ ชื่อว่าอาชญาทางกาย วจีทุจริต ๔ ชื่อว่าอาชญาทางวาจา
มโนทุจริต ๓ ชื่อว่าอาชญาทางใจ. ชื่อว่าภัย คือ ภัย ๒ อย่าง ได้แก่
ภัยมีในชาตินี้ ๑ ภัยมีในชาติหน้า ๑.
ภัยมีในชาตินี้เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริต
ด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ฆ่าสัตว์บ้าง
ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นทุกหลังคาเรือนบ้าง ปล้นเฉพาะเรือน
หลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิงอยู่ที่หนทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาแห่งชาย
อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง พวกราชบุรุษจับคนผู้นั้นได้แล้ว ทูลแด่พระราชาว่า
ขอเดชะ บุรุษผู้นี้เป็นโจร ประพฤติชั่ว พระองค์จงลงอาชญาที่ทรง
พระประสงค์แก่บุรุษนี้เถิด พระราชากทรงตวาดบริภาษคนผู้นั้น คนนั้น
ของเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุที่ถูกบริภาษ ทุกข์โทมนัสนั้นเป็นภัย
ของคนนั้นเกิดแต่อะไร ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ
ปรากฏแต่อาชญาของตน. พระราชายังไม่พอพระทัย แม้ด้วยการบริภาษ
เท่านี้ ย่อมรับสั่งให้จองจำคนนั้นด้วยเครื่องจองจำคือขื่อคาบ้าง ด้วยเครื่อง
หน้า 444
ข้อ 790
จองจำคือเชือกบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวนบ้าง ด้วยเครื่องจองจำ
คือหวายบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเถาวัลย์บ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือการ
ควบคุมบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเครื่องล้อมบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือ
บ้านบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือนครบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือแว่นแคว้นบ้าง
ด้วยเครื่องจองจำคือชนบทบ้าง โดยที่สุดทรงบังคับว่า มันจะหนีจาก
ถามที่จองจำนี้ไปไม่ได้ คนนั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุการ
จองจำนั้น ภัยทุกข์โทมนัสของคนนั้นเกิดแต่อะไร ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม
บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน.
พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วยการจองจำนั้น ย่อมรับสั่งให้
ริบทรัพย์ของคนนั้นร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่งบ้าง คนนั้น
ต้องเสวยทุกข์และโทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งความเสื่อมทรัพย์ ทุกข์โทมนัส
นั้นเป็นภัยของคนนั้นเกิดแต่อะไร ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด
บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน. พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วย
การริบทรัพย์เท่านั้น ย่อมรับสั่งให้ทำกรรมกรณ์ต่าง ๆ กะคนนั้น คือ
ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ดีด้วยไม้พลองบ้าง ให้
ตัดมือบ้าง ให้ตัดเท้าบ้าง ให้ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ให้ตัด
จมูกบ้าง ให้ตัดทั้งใบหูทั้งจมูกบ้าง วางก้อนเหล็กแดงบนศีรษะบ้าง
ถลกหนังศีรษะออกแล้วขัดให้ขาวเหมือนสังข์บ้าง ใส่ไฟลุกโพลงเข้าไป
ในปากจนโลหิตไหลออกเต็มปากเหมือนปากราหูบ้าง พันตัวด้วยผ้า
ชุบน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็นบ้าง พันมือด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วจุดไฟให้ลุก
เหมือนประทีปบ้าง ถลกหนังตั้งแต่คอลงมาถึงข้อเท้าลากให้เดินเหยียบ
หนังนั้นจนล้มลงบ้าง ถลกหนึ่งตั้งแต่คอลงมาถึงบั้นเอวทำให้เป็นดังนุ่งผ้า
หน้า 445
ข้อ 790
คากรองบ้าง สวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกและเข่าทั้งหมดแล้วเสียบหลาวเหล็ก
๔ ทิศตั้งไว้เผาไฟบ้าง เอาเบ็ดเกี่ยวหนังเนื้อเอ็นออกมาบ้าง เอามีดเฉือน
เนื้อออกเป็นแว่น ๆ ดังเหรียญกษาปณ์บ้าง เฉือนหนังเนื้อเอ็นออกเหลือ
แต่กระดูกบ้าง แทงหลาวเหล็กที่ช่องหูจนทะลุถึงกันเสียบติดดินแล้วจับ
หมุนไปโดยรอบบ้าง ทุบให้กระดูกละเอียดแล้วถลกหนังออกเหลือแต่กอง
เนื้อดังตั่งใบไม้บ้าง เอาน้ำมันเดือดพล่านรดตัวบ้าง ให้สุนัขกัดกินทั้งเป็น
จนเหลือแต่กระดูกบ้าง เสียบหลาวยกขึ้นนอนหงายทั้งเป็นบ้าง เอาดาบ
ตัดศีรษะบ้าง คนนั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งกรรมกรณ์
ภัยทุกข์โทมนัสนั้นของคนนั้นเกิดแต่อะไร ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด
บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน.
พระราชาเป็นใหญ่ในอาชญา ๔ อย่างเหล่านี้ คนนั้นเมื่อตายไปแล้ว
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมของตน พวกนาย
นิรยบาลย่อมให้ทำกรรมกรณ์อันมีเครื่องจองจำ ๕ กะสัตว์นั้น คือ (ให้สัตว์
นั้นนอนหงายแล้ว) เอาหลาวเหล็กแดงตรึงไว้ที่มือขวา ๑ ที่มือซ้าย ๑
ที่เท้าขวา ๑ ที่เท้าซ้าย ๑ ที่ท่ามกลางอก ๑ สัตว์นั้นได้เสวยทุกขเวทนา
แสบร้อนร้ายแรงในนรกนั้น แต่ยังไม่ตาย ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยัง
ไม่สิ้น ภัยทุกข์และโทมนัสนั้นของสัตว์นั้นเกิดแต่อะไร ภัยนั้นเกิด เกิด
พร้อม บังเกิด เกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน.
พวกนายนิรยบาลให้สัตว์นั้นนอนลงแล้วเอาผึ่งถาก สัตว์นั้นได้
เสวยทุกขเวทนาแสบร้อนร้ายแรงในนรกนั้น แต่ยังไม่ตาย ตลอดเวลาที่
บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น พวกนายนิรยบาลจับสัตว์นั้นเอาเท้าชี้ขึ้นข้างบนเอา
หัวห้อยลงข้างล่างแล้วเอามีดถาก เทียมสัตว์นั้นเข้าที่รถแล้ว ให้วิ่งไปข้าง
หน้า 446
ข้อ 790
หน้าบ้าง ให้วิ่งกลับมาข้างหลังบ้าง บนแผ่นดินที่ไฟติดทั่ว มีไฟลุก
โพลง ฯลฯ พวกนายนิรยบาลไล่ต้อนให้สัตว์นั้นขึ้นบนภูเขาถ่านเพลิง
ใหญ่ที่ไฟติดทั่ว มีไฟลุกโพลงบ้าง ไล่ต้อนให้ลงจากภูเขานั้นบ้าง ฯลฯ
พวกนายนิรยบาลจับสัตว์นั้นเอาเท้าชี้ขึ้นข้างบน เอาหัวห้อยลงข้างล่าง
แล้วเหวี่ยงลงไปในหม้อเหล็กอันร้อน ที่ไฟติดทั่ว มีไฟลุกโพลง สัตว์นั้น
เดือดพล่านอยู่ในหม้อเหล็กเหมือนฟองน้ำที่เดือด เมื่อเดือดพล่านอยู่ใน
หม้อเหล็กเหมือนฟองน้ำที่เดือด บางครั้งก็เดือดพล่านไปข้างบน บางครั้ง
ก็เดือดพล่าไปข้างล่าง บางครั้งก็เดือดพล่านไปทางขวาง สัตว์นั้นได้
เสวยทุกขเวทนา แสบร้อนร้ายแรงอยู่ในหม้อเหล็กนั้น แต่ยังไม่ตาย
ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น ภัย ทุกข์และโทมนัสของสัตว์นั้นเกิด
แต่อะไร ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่
อาชญาของตน. พวกนายนิรยบาลโยนสัตว์นั้นลงไปในมหานรก
ว่าด้วยมหานรก
ก็แหละมหานรกนั้น มีมุมสี่เหลี่ยมจตุรัส มีประตู
สี่ช่อง ซึ่งจำแนกนับออกโดยส่วน มีกำแพงเหล็กล้อม-
รอบ มีแผ่นเหล็กครอบไว้ มหานรกนั้นมีภาคพื้นสำเร็จ
ด้วยเหล็ก มีเปลวไฟรุ่งโรจน์ ประกอบด้วยไฟร้อน แผ่ไป
ร้อยโยชน์โดยรอบตั้งอยู่ตลอดกาลทั้งปวง มหานรกอัน
เป็นที่น่าสยดสยองเผาผลาญสัตว์ให้มีทุกข์ร้ายแรง มี
เปลวไฟ แสนยากที่จะเข้าใกล้ น่าขนลุกขนพอง น่า
กลัว ให้เกิดภัย ให้เกิดทุกข์ กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝา
หน้า 447
ข้อ 790
ด้านตะวันออกแล้ว แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่าน
ไปกระทบฝาด้านตะวันตก กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้าน
ตะวันตกแล้ว แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไป
กระทบฝาด้านตะวันออก กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้าน
เหนือแล้ว แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบ
ฝาด้านใต้ กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านใต้แล้วแผดเผา
เหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบฝาด้านเหนือ กอง
เปลวไฟที่น่ากลัวตั้งขึ้นแต่ภาคพื้นข้างล่างแล้ว แผดเผา
เหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบฝาปิดข้างบน
ของเปลวไฟที่น่ากลัวตั้งขึ้นแต่ฝาปิดข้างบนแล้ว แผดเผา
เหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบภาคพื้นข้างล่าง
แผ่นเหล็กที่ไฟติดทั่วร้อนอยู่เสมอ มีไฟลุกรุ่งโรจน์ ฉันใด
อเวจีนรกข้างล่าง ข้าง และโดยรอบ ก็ฉันนั้น.
สัตว์ทั้งหลายในนรกนั้น มีกรรมหยาบมาก ทำกรรม
ร้ายแรงมาก มีบาปกรรมโดยส่วนเดียว ย่อมหมกไหม้
อยู่ แต่ไม่ตาย ร่างกายของเหล่าสัตว์ที่อยู่ในนรกนั้น
เหมือนไฟที่ลุกอยู่ เชิญดูความมั่นคงของกรรม เถ้าและ
เขม่ามิได้มีเลย เหล่าสัตว์วิ่งไปข้างตะวันออกแล้ว ก็วิ่ง
ย้อนกลับมาข้างตะวันตก วิ่งไปข้างเหนือแล้ว ก็วิ่งย้อน
กลับมาข้างใต้ วิ่งไปทิศใด ๆ ประตูทิศนั้น ๆ ก็ปิดเอง
สัตว์เหล่านั้นมีความหวังเพื่อจะออก เป็นผู้แสวงหา
หน้า 448
ข้อ 791, 792
ประตูที่จะออก สัตว์เหล่านั้นไม่ได้เพื่อจะออกไปจากนรก
นั้น เพราะบาปกรรมเป็นปัจจัย เพราะบาปกรรมที่สัตว์
เหล่านั้นทำไว้มาก ยังมิได้ให้ผลหมดสิ้น ดังนี้.
ทุกข์และโทมนัสนั้นเป็นภัยของสัตว์นั้นเกิดแต่อะไร ภัยนั้นเกิด
เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน ทุกข์ที่มี
ในนรกก็ดี ทุกข์ที่มีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ทุกข์ที่มีในเปรตวิสัยก็ดี
ทุกข์ที่มีในมนุษย์ก็ดี ทุกข์เหล่านั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ
ปรากฏแต่อะไร ทุกข์เหล่านั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ
ปรากฏแต่อาชญาของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภัยเกิดแต่อาชญา
ของตน.
[๗๙๑] คำว่า คน ในคำว่า ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน
คือพวกกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา
มนุษย์ คำว่า ที่ทุ่มเถียงกัน ความว่า ท่านทั้งหลายจงดู แลดู เหลียวดู
เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งคนที่ทุ่มเถียงกัน คือคนที่ทะเลาะกัน คนที่ทำร้าย
กัน คนที่ทำร้ายตอบกัน คนที่เคืองกัน คนที่เคืองตอบกัน คนที่ปองร้าย
กัน คนที่ปองร้ายตอบกัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า จงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน.
[๗๙๒] คำว่า เราจักแสดงความสังเวช ความว่า เราจักแสดง
ชี้แจง บอก เล่า บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ
ซึ่งความสังเวช คือความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความกลัว ความบีบคั้น
ความกระทบ ความเบียดเบียน ความขัดข้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เราจักแสดงความสังเวช.
หน้า 449
ข้อ 793, 794, 795
[๗๙๓] คำว่า ตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว ความว่า ตามที่เรา
ได้สังเวชมาแล้ว คือสะดุ้ง ถึงความหวาดเสียวมาแล้วด้วยตนทีเดียว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่
ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดงความสังเวชตามที่เราได้สังเวช
มาแล้ว.
[๗๙๔] ภัยเข้ามาถึงแล้ว เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ เหมือน
ปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย และเพราะเห็นสัตว์
ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน.
ว่าด้วยทุกข์ต่าง ๆ
[๗๙๕] คำว่า ปชา ในคำว่า เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่
เป็นชื่อของสัตว์ ซึ่งหมู่สัตว์ดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่น-
ไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วย
ความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลสด้วยความดิ้นรนเพราะ
ทุจริต ด้วยความดิ้นรนเพราะประโยค ด้วยความดิ้นในเพราะผลกรรม
ด้วยราคะของผู้กำหนัด ด้วยโทสะของผู้ขัดเคือง ด้วยโมหะของผู้หลง
ด้วยมานะเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยทิฏฐิเป็นเครื่องถือมั่น ด้วยความฟุ้งซ่าน
ที่ฟุ้งเฟ้อแล้ว ด้วยความสงสัยที่ไม่แน่ใจ ด้วยอนุสัยที่ถึงกำลัง ด้วยลาภ
หน้า 450
ข้อ 795
ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส ทุกข์
อันมีในนรก ทุกข์อันมีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ทุกข์อันมีในเปรตวิสัย
ทุกข์อันมีในมนุษย์ ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความอยู่ใน
ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์อันติดตามสัตว์ผู้
เกิดแล้ว ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นของสัตว์ผู้เกิดแล้ว ทุกข์อันเกิดแต่ความ
ขวนขวายของตน ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ทุกข์อันเนื่อง
แต่ทุกขเวทนา ทุกข์อันเกิดแต่สังขาร ทุกข์อันเกิดแต่ความแปรปรวน
ทุกข์เพราะโรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรค
ที่ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ
โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรค
ลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรค
หิตเปื่อย โรคหิตด้าน โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียน
โลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง
อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็น
สมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดเพราะฤดูแปรปรวน อาพาธเกิด
เพราะการบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดเพราะทำความเพียรเกินกำลัง
อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ด้วยความหนาว ความร้อน ความหิว ความ
ระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแก่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม
แดด และสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย
ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่หญิงน้องหญิงตาย ทุกข์เพราะ
หน้า 451
ข้อ 796, 797
บุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์เพราะญาติตาย ทุกข์เพราะความ
ฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะ
ความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ. คำว่า เพราะ
เห็น คือเพราะประสบ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เเจ่ม
แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่.
[๗๙๖] คำว่า เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย ความ
ว่า ปลาทั้งหลายอันกา นกตะกรุม นกยาง จิกเฉี่ยวฉุดขึ้นกินอยู่ ย่อม
ดิ้นรนกระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่าย
อยู่ในที่มีน้ำน้อย คือในที่มีน้ำเล็กน้อย ในที่มีน้ำจะแห้งไป ฉันใด หมู่
สัตว์ย่อมดิ้นรนกระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับ
กระส่ายไปมาด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ฯลฯ ด้วยทุกข์เพราะความ
ฉิบหายแห่งทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนปลา
ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย.
[๗๙๗] คำว่า สัตว์ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน ความว่า สัตว์
ทั้งหลายทำร้ายกัน ทำร้ายตอบกัน เคืองกัน เคืองตอบกัน ปองร้ายกัน
ปองร้ายตอบกัน คือแม้พวกพระราชาก็วิวาทกับพวกพระราชา แม้พวก
กษัตริย์ก็วิวาทกับพวกกษัตริย์ แม้พวกพราหมณ์ก็วิวาทกับพวกพราหมณ์
แม้พวกคฤหบดีก็วิวาทกับพวกคฤหบดี แม้มารดาก็วิวาทกับบุตร แม้บุตร
ก็วิวาทกับมารดา แม้บิดาก็วิวาทกับบุตร แม้บุตรก็วิวาทกับบิดา แม้
พี่น้องชายก็วิวาทกับพี่น้องชาย แม้พี่น้องหญิงก็วิวาทกับพี่น้องหญิง แม้
พี่น้องชายก็วิวาทกับพี่น้องหญิง แม้พี่น้องหญิงก็วิวาทกับพี่น้องชาย แม้
สหายก็วิวาทกับสหาย สัตว์เหล่านั้นถึงความทะเลาะ ความแก่งแย่งและ
หน้า 452
ข้อ 798, 799, 800
ความวิวาทกัน ในเพราะการทำร้ายกันและกันนั้น ย่อมประทุษร้ายกัน
และกันด้วยมือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศาสตราบ้าง
สัตว์เหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ย่อมถึงทุกข์ปางตายบ้าง ในเพราะ
ความประทุษร้ายกันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์ทั้งหลายทำร้าย
กันและกัน.
[๗๙๘] คำว่า เพราะเห็น ในคำว่า ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว เพราะ
เห็น ความว่า ภัย คือความเบียดเบียน ความกระทบกระทั่ง อุบาทว์
อุปสรรคเข้ามาถึงเราเพราะเห็น ประสบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้
แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว
เพราะเห็น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่
เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย และเพราะ
เห็นสัตว์ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน.
[๗๙๙] โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร สังขารทั้งหลายหวั่นไหว
แล้วตลอดทิศทั้งปวง เมื่อเราปรารถนาความเจริญเพื่อตน
ไม่ได้เห็นซึ่งฐานะอะไร ๆ อันไม่ลูกครองงำ.
ว่าด้วยโลก
[๘๐๐] คำว่า โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร ความว่า โลกนรก
โลกดิรัจฉานกำเนิด โลกเปรตวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกขันธ์
หน้า 453
ข้อ 800
โลกธาตุ โลกอายตนะ โลกนี้ โลกอื่น ทั้งโลกพรหม ทั้งโลกเทวดา
นี้ชื่อว่าโลก โลกนรกไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร ปราศจากแก่นสาร
โดยแก่นสารที่เป็นของเที่ยง โดยแก่นสารที่เป็นสุข โดยแก่นสารที่เป็น
ตัวตน โดยความเป็นสภาพเที่ยง โดยความเป็นสภาพยั่งยืน โดยความ
เป็นสภาพมั่นคง หรือโดยความเป็นธรรมไม่มีความแปรปรวน โลก-
ดิรัจฉานกำเนิด โลกเปรตวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกขันธ์ โลก-
ธาตุ โลกอายตนะ โลกนี้ โลกอื่น ทั้งพรหมโลก ทั้งเทวโลกไม่เป็น
แก่นสาร ไม่มีแก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารที่เป็นของเที่ยง
โดยแก่นสารที่เป็นสุข โดยแก่นสารที่เป็นตัวตน โดยความเป็นสภาพเที่ยง
โดยความเป็นสภาพยั่งยืน โดยความเป็นสภาพมั่นคง หรือโดยความเป็น
ธรรมไม่มีความแปรปรวน ต้นอ้อไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด ต้นละหุ่งไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด ต้นมะเดื่อไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด ต้นทองหลางไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด ต่อมฟองน้ำไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด พยับแดดไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด ต้นกล้วยไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร
ปราศจากแก่นสาร ฉันใด มายาไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร ปราศจาก
แก่นสาร ฉันใด โลกนรกไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีแก่นสาร ปราศจาก
แก่นสาร ฯลฯ ทั้งพรหมโลก ทั้งเทวโลก ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มี
แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารที่เป็นของเที่ยง... หรือโดย
หน้า 454
ข้อ 801
ความเป็นธรรมไม่มีความแปรปรวน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร.
ว่าด้วยสังขารไม่เที่ยง
[๘๐๑] คำว่า สังขารทั้งหลายหวั่นไหวแล้วตลอดทิศทั้งปวง
ความว่า สังขารทั้งหลายในทิศตะวันออก แม้สังขารเหล่านั้นก็หวั่นไหว
สะเทื้อน สะท้าน เอนเอียง เพราะเป็นสภาพไม่เที่ยงจึงเป็นสภาพอัน
ชาติติดตาม ชราห้อมล้อม พยาธิครอบงำ ถูกมรณะกำจัด ตั้งอยู่ใน
กองทุกข์ ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่หลีกเร้น ไม่มีที่พึ่ง เป็นสภาพไม่มีที่พึ่ง
สังขารทั้งหลายในทิศตะวันตก ในทิศเหนือ ในทิศใต้ ในทิศอาคเนย์
ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องต่ำ ในทิศเบื้องบน
ในสิบทิศ แม้สังขารเหล่านั้น หวั่นไหว สะเทื้อน สะท้าน เอนเอียง
เพราะเป็นของไม่เที่ยง จึงเป็นสภาพอันชาติติดตาม ชราห้อมล้อม พยาธิ
ครอบงำ ถูกมรณะกำจัด ตั้งอยู่ในกองทุกข์ ไม่มีที่ป้องกัน ไม่มีที่หลีก
เร้น ไม่มีที่พึ่ง เป็นสภาพไม่มีที่พึ่ง สมจริงตามภาษิตนี้ว่า
ก็วิมานนี้ สว่างรุ่งเรืองอยู่ในทิศอุดรแม้โดยแท้ แต่
บัณฑิตเห็นความชั่ว (โทษ) ในรูปแล้ว หวั่นไหวทุกเมื่อ
เพราะเหตุนั้น ท่านผู้มีปัญญาดีย่อมไม่ยินดีในรูป โลก
อันมัจจุกำจัด อันชราห้อมล้อม ถูกลูกศร คือตัณหา
แทงติดอยู่ ลุกเป็นควันเพราะความปรารถนาทุกเมื่อ โลก
ทั้งปวงอันไฟติดทั่ว โลกทั้งปวงอันไฟให้ลุกสว่าง โลก
ทั้งปวงอันไฟให้ลุกรุ่งโรจน์ โลกทั้งปวงหวั่นไหว.
หน้า 455
ข้อ 802, 803
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สังขารทั้งหลายหวั่นไหวแล้วตลอดทิศทั้งปวง.
[๘๐๒] คำว่า เมื่อเราปรารถนาความเจริญเพื่อตน ความว่า
เมื่อเราปรารถนา ยินดี ประสงค์ รักใคร่ ชอบใจ ซึ่งความเจริญ คือ
ที่ป้องกัน ที่หลีกเร้น ที่พึ่ง ที่ดำเนิน ที่ก้าวหน้า เพื่อตน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เมื่อเราปรารถนาความเจริญเพื่อตน.
[๘๐๓] คำว่า ไม่ได้เห็นซึ่งฐานะอะไร ๆ อันไม่ถูกครอบงำ
ความว่า เราไม่ได้เห็นซึ่งฐานะอะไร อันไม่ถูกครองงำ คือได้เห็นฐานะ
ทั้งปวงถูกครอบงำทั้งนั้น ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงถูกชราครอบงำ ความ
เป็นผู้ไม่มีโรคทั้งปวงถูกพยาธิครอบงำ ชีวิตทั้งปวงถูกมรณะครอบงำ
ลาภทั้งปวงถูกความเสื่อมลาภครอบงำ ยศทั้งปวงถูกความเสื่อมยศครอบงำ
ความสรรเสริญทั้งปวงถูกความนินทาครอบงำ สุขทั้งปวงถูกทุกข์ครอบงำ.
สมจริงดังภาษิตว่า
ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือลาภ ความเสื่อมลาภ
ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ เป็น
ของไม่เที่ยง ไม่มั่นคง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ได้เห็นซึ่งฐานะอะไร ๆ อันไม่ถูกครอบงำ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร สังขารทั้งหลายหวั่นไหว
แล้วตลอดทิศทั้งปวง เมื่อเราปรารถนาความเจริญเพื่อตน
ไม่ได้เห็นซึ่งฐานะอะไร ๆ อันไม่ถูกครอบงำ.
หน้า 456
ข้อ 804, 805, 806
[๘๐๔] เพราะได้เห็นที่สิ้นสุด ที่สกัดกั้น เราจึงได้มีความไม่
ยินดี อนึ่ง เราได้เห็นลูกศรอันเห็นได้ยาก อาศัยหทัย
ในสัตว์ทั้งหลายนั้น.
[๘๐๕] คำว่า ที่สิ้นสุด ในคำว่า ที่สิ้นสุด ที่สกัดกั้น ความว่า
ชรายังความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงให้สิ้นสุดไป พยาธิยังความเป็นผู้ไม่มีโรค
ทั้งปวงให้สิ้นสุดไป มรณะยังชีวิตทั้งปวงให้สิ้นสุดไป ความเสื่อมลาภยัง
ลาภทั้งปวงให้สิ้นสุดไป ความนินทายังความสรรเสริญทั้งปวงให้สิ้นสุดไป
ทุกข์ยังสุขทั้งปวงให้สิ้นสุดไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่สิ้นสุด. คำว่า ที่
สกัดกั้น ความว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาความเป็นหนุ่มสาว ถูกชรา
สกัดกั้นไว้ สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาความไม่มีโรค ถูกพยาธิสกัดกั้นไว้
สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาชีวิต ถูกมรณะสกัดกั้นไว้ สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนา
ลาภ ถูกความเสื่อมลาภสกัดกั้นไว้ สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนายศ ถูกความ
เสื่อมยศสกัดกั้นไว้ สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาความสรรเสริญ ถูกความ
นินทาสกัดกั้นไว้ สัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนาความสุข ถูกความทุกข์สกัดกั้น
ไว้ คือปิดไว้ มากระทบ มากระทบเฉพาะ ทำลาย ทำลายเฉพาะ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่สิ้นสุดที่สกัดกั้น.
[๘๐๖] คำว่า เพราะได้เห็น ในคำว่า เพราะได้เห็น ... เราจึง
ได้มีความไม่ยินดี ความว่า เพราะเห็น ประสบ พิจารณา เทียบเคียง
ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะได้เห็น.
คำว่า เราจึงได้มีความไม่ยินดี ความว่า ความไม่ยินดี ความไม่ยินดี
ยิ่ง กิริยาที่ไม่ยินดียิ่ง ความระอา ความเบื่อ ได้มีแล้ว เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เพราะได้เห็น... เราจึงได้มีความไม่ยินดี.
หน้า 457
ข้อ 807, 808
[๘๐๗] ศัพท์ว่า อถ ในคำว่า อนึ่ง เราได้เห็นลูกศร... ใน
สัตว์ทั้งหลาย นั้น เป็นบทสนธิ ฯลฯ ศัพท์ว่า อถ นี้ เป็นไปตาม
ลำดับบท. คำว่า ใน นั้น เพ่งความว่า ในสัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่า ลูกศร
ได้แก่ ลูกศร ๗ ประการ คือลูกศรคือราคะ ลูกศรคือโทสะ ลูกศรคือ
โมหะ. ลูกศรคือมานะ ลูกศรคือทิฏฐิ ลูกศรคือความโศก ลูกศรคือ
ความสงสัย. คำว่า เราได้เห็นแล้ว ความว่า ได้ประสบ ได้พบ ได้เห็น
แทงตลอดแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง เราได้เห็นลูกศร... ในสัตว์
ทั้งหลายนั้น.
[๘๐๘] คำว่า อันเห็นได้ยาก ในคำว่า อันเห็นได้ยาก อาศัย
หทัย ความว่า เห็นได้ยาก ดูได้ยาก พบได้ยาก รู้ได้ยาก ตามรู้ได้ยาก
แทงตลอดได้ยาก จิตได้แก่จิต ใจ มานัส หทัย ปัณฑระ มโน
มนายตนะ มนินเทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสม
กัน . เรียกว่าหทัย ในคำว่า อันอาศัยหทัย. คำว่า อันอาศัยหทัย
คืออันอาศัยหทัย อาศัยจิต ร่วมอาศัยจิต ไปร่วม เกิดร่วม เกี่ยวข้อง
สัมปยุตด้วยจิต เกิดขึ้นพร้อมกัน ดับพร้อมกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์
เดียวกันกับจิต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันเห็นได้ยาก อาศัยหทัย
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เพราะได้เห็นที่สิ้นสุด ที่สกัดกั้น เราจึงได้มีความ
ไม่ยินดี อนึ่ง เราได้เห็นลูกศรอันเห็นได้ยาก อาศัยหทัย
ในสัตว์ทั้งหลายนั้น.
หน้า 458
ข้อ 809, 810
[๘๐๙] สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้ว ย่อมแล่นพล่านไปสู่ทิศ
ทั้งปวง เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ ย่อมไม่แล่นไป
ย่อมไม่ล่มจม.
ว่าด้วยลูกศร ๗ ประการ
[๘๑๐] ชื่อว่า ลูกศร ในคำว่า สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้วย่อม
แล่นพล่านไปสู่ทิศทั้งปวง ได้แก่ ลูกศร ๗ ประการ คือลูกศรราคะ
ลูกศรโทสะ ลูกศรโมหะ ลูกศรมานะ ลูกศรทิฏฐิ ลูกศรความโศก
ลูกศรความสงสัย.
ลูกศรราคะเป็นไฉน ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความยินดี
ความชอบใจ ความเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน ความที่
จิตกำหนัดนัก ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล นี้ชื่อว่า ลูกศรราคะ.
ลูกศรโทสะเป็นไฉน ความอาฆาตย่อมเกิดว่า คนโน้นได้ประพฤติ
ความพินาศแก่เราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดว่า คนโน้นย่อมประพฤติ
ความพินาศแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดว่า คนโน้นจักประพฤติความ
พินาศแก่เรา ฯลฯ ความเป็นคนดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่
แช่มชื่นแห่งจิต นี้ชื่อว่า ลูกศรโทสะ.
ลูกศรโมหะเป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ความไม่รู้ใน
ปฏิปทาอันให้ถึงความดับทุกข์ ความไม่รู้ส่วนเบื้องต้น ความไม่รู้ส่วน
เบื้องปลาย ความไม่รู้ส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ใน
ธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือความที่ปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชานี้เป็น
ปัจจัย ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่ตามตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้
หน้า 459
ข้อ 810
ชอบ ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเหตุด้วยดี ความไม่หยั่งรู้เหตุ
ความไม่เพ่งพินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความไม่
ผ่องแผ้ว ความเป็นคนโง่ ความหลง ความหลงทั่ว ความหลงพร้อม
อวิชชา อวิชชาโอฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐาน
อวิชชาลังคี (ลิ่มคืออวิชชา) โมหะ อกุศลมูล นี้ชื่อว่า ลูกศรโมหะ.
ลูกศรมานะเป็นไฉน ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา ความถือตัวว่า
เราเสมอเขา ความถือตัวว่า เราเลวกว่าเขา ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว
ความเป็นผู้ถือตัว ความใฝ่สูง ความฟูขึ้น ความทะนงตัว ความยกตัว
ความที่จิตใฝ่สูง ดุจธง นี้ชื่อว่า ลูกศรมานะ.
ลูกศรทิฏฐิเป็นไฉน สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐
อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกเรี้ยวคือทิฏฐิ
กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่องประกอบ
คือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือทางผิด คลอง-
ผิด ความเป็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด ความถือวิปริต
ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือแน่นอนว่าจริงในสิ่งที่ไม่จริง
อันใดเห็นปานนี้ และทิฏฐิ ๖๒ มีประมาณเท่าใด นี้ชื่อว่า ลูกศรทิฏฐิ.
ลูกศรความโศกเป็นไฉน ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก
ความโศกในภายใน ความตรอมเตรียมในภายใน ความเร่าร้อนในภายใน
ความแห้งผากในภายใน ความตรอมเตรียมแห่งจิต ความโทมนัสแห่ง
บุคคลที่ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งโภค-
สมบัติกระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมเพราะโรคกระทบเข้าบ้าง ที่ถูก
ความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้าบ้าง ที่ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าบ้าง
หน้า 460
ข้อ 811
ที่ประจวบกับความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใด
อย่างหนึ่งกระทบเข้าบ้าง นี้ชื่อว่า ลูกศรความโศก.
ลูกศรความสงสัยเป็นไฉน ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยใน
ทุกขสมุทัย ความสงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา ความสงสัยในส่วนเบื้องต้น ความสงสัยในส่วนเบื้องปลาย ความ
สงสัยในส่วนเบื้องต้น และส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในธรรมทั้งหลายที่
อาศัยกันเกิดขึ้น คือความที่ปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชานี้เป็นปัจจัย ความ
สงสัย กิริยาที่สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความลังเล
ความเป็นสองทาง ความไม่แน่ใจ ความไม่แน่นอน ความไม่ตกลงใจ
ความไม่อาจตัดสิน ความไม่กำหนดถือเอาได้ ความที่จิตหวั่นไหวอยู่
ความติดขัดในใจ นี้ชื่อว่า ลูกศรความสงสัย.
ว่าด้วยภาวะของสัตว์ที่ถูกลูกศร
[๘๑๑] คำว่า สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้ว ย่อมแล่นพล่านไป
สู่ทิศทั้งปวง ความว่า สัตว์อันลูกศรราคะปักติดแล้ว คือแทงเข้าไป
ถูกต้อง ติดเสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ย่อม
ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ย่อมประพฤติทุจริตด้วยใจ ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง
ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลัง
เดียวบ้าง ดักแย่งชิงที่ทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาบุรุษอื่นบ้าง พูดเท็จ
บ้าง สัตว์อันลูกศรราคะปักติดแล้ว คือแทงเข้าไปถูกต้อง ติด เสียบแน่น
คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปแม้อย่างนี้.
หน้า 461
ข้อ 811
อนึ่ง สัตว์อันลูกศรราคะปักติดแล้ว คือแทงเข้าไป ถูกต้อง ติด
เสียบแน่น คาอยู่แล้ว เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นไปสู่มหาสมุทร
ด้วยเรือ ฝ่าหนาว ฝ่าร้อน ถูกสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์
เสือกคลานเบียดเบียน ถูกความหิวระหายเบียดเบียน ไปคุมพรัฐ ไปตัก-
โกลรัฐ ไปตักกสิลรัฐ ไปกาลมุขรัฐ ไปมรณปารรัฐ ไปเวสุงครัฐ ไปเวรา-
ปถรัฐ ไปชวรัฐ ไปตัมพลิงครัฐ ไปวังกรัฐ ไปเอฬวันธนรัฐ ไปสุวรรณ-
กูฏรัฐ ไปสุวรรณภูมิรัฐ ไปตัมพปัณณิรัฐ ไปสุปปารรัฐ ไปภรุกรัฐ ไป
สุรัทธรัฐ ไปอังคเณกรัฐ ไปคังคณรัฐ ไปปรมคังคณรัฐ ไปโยนรัฐ ไป
ปินกรัฐ ไปอัลลสัณฑรัฐ ไปมรุกันตารรัฐ เดินทางที่ต้องไปด้วยเข่า เดิน
ทางที่ต้องไปด้วยแกะ เดินทางที่ต้องไปด้วยแพะ เดินทางที่ต้องโหนไป
ด้วยเชือกและหลัก เดินทางที่ต้องโดดลงด้วยร่มหนังแล้วจึงเดินไปได้ เดิน
ทางที่ต้องไปด้วยพะองไม้ไผ่ เดินทางตามทางนก เดินทางตามทางหนู
เดินทางตามซอกภูเขา เดินทางตามลำธารที่ต้องได้ไปตามเส้นหวาย เมื่อ
แสวงหาไม่ได้ ก็เสวยทุกข์โทมนัสแม้มีความไม่ได้เป็นมูล เมื่อแสวงหาได้
ครั้นได้แล้วก็เสวยทุกข์โทมนัสแม้มีความรักษาเป็นมูล ด้วยวิตกอยู่ว่า ด้วย
อุบายอะไรหนอ พระราชาจึงจะไม่ริบทรัพย์ของเราไป พวกโจรจะไม่
ลักไป ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่พัดไป พวกทายาทที่ไม่เป็นที่รักไม่เอาไป
เมื่อเขารักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ ทรัพย์เหล่านั้นย่อมวิบัติไป เขาก็เสวยทุกข์
โทมนัสแม้มีการพลัดพรากทรัพย์เป็นมูล สัตว์อันลูกศรราคะปักติดแล้ว
คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่น
พล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปแม้อย่างนี้ สัตว์อันลูกศรโทสะ ลูกศรโมหะ
ลูกศรมานะ ปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คา
หน้า 462
ข้อ 811
อยู่แล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ย่อมประพฤติทุจริตด้วยวาจา ย่อม
ประพฤติทุจริตด้วยใจ ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง
ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิงที่ทาง
เปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาบุรุษอื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง สัตว์อันลูกศรมานะปัก
ติดแล้ว คือแทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น
แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปแม้อย่างนี้.
สัตว์อันลูกศรทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบ
แน่น คาอยู่แล้ว ย่อมเป็นคนเปลือยกาย ไร้มารยาท เลียมือ เขาเชิญ
ให้มาริบภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้
ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเฉพาะ ไม่รับภิกษาที่เขาเชื้อเชิญ ไม่รับภิกษา
ปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมธรณี
ประตูนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้นำมา ไม่รับภิกษาที่
บุคคลยืนคร่อมสากนำมา ไม่รับภิกษาของตน ๒ คนที่กำลังบริโภคอยู่
ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงที่กำลังให้ลูกดูดนม
ไม่รับภิกษาของหญิงที่คลอเคลียบุรุษ ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่
รับภิกษาในที่ซึ่งสุนัขได้รับเลี้ยงดู ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็น
กลุ่ม ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง เขา
รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว เยียวยาอัตภาพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษา
ที่เรือน ๒ หลัง เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง ฯลฯ รับภิกษาที่
เรือน ๗ หลัง เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง เยียวยาอัตภาพด้วย
ภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ฯลฯ ๗ ใบบ้าง กินอาหาร
ที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ฯลฯ ๗ วันบ้าง เป็นผู้ประกอบ
หน้า 463
ข้อ 811
ความขวนขวายในการบริโภคอาหารที่เวียนมาตั้งกึ่งเดือนเช่นนี้บ้าง สัตว์
อันลูกศรทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น
คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้ อนึ่ง
สัตว์อันลูกศรทิฏฐิปักติดแล้ว คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น
คาอยู่แล้ว เป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูก
เดือยเป็นภักษาบ้าง มีกากข้าวเป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภิกษาบ้าง
มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มี
โคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่น
เยียวยาอัตภาพ เขานุ่งห่มผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกันบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้า
เปลือกไม้บ้าง หนังเสือบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง หนังเสือทั้งเล็บบ้าง ผ้า
คากรองบ้าง ผ้าเปลือกปอกรองบ้าง ผ้าผลไม้กรองบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วย
ผมคนบ้าง ผ้ากัมพลทำด้วยชนปีกนกเค้าบ้าง เป็นผู้ถอนผมและหนวด
คือ เป็นผู้ประกอบความขวนขวายในการถอนผมและหนวดบ้าง เป็นผู้
ยืน คือ ห้ามอาสนะ (การนั่ง) บ้าง เป็นผู้กระหย่ง คือ ประกอบความ
เพียรในการกระหย่งบ้าง เป็นผู้นอนบนหนาม คือ สำเร็จการนอนบน
หนามบ้าง สำเร็จการนอนบนแผ่นกระดานบ้าง สำเร็จการนอนบนเนิน
ดินบ้าง เป็นผู้นอนตะแคงข้างเดียวบ้าง เป็นผู้หมักหมมด้วยธุลีบ้าง เป็น
ผู้อยู่กลางแจ้งบ้าง เป็นผู้นั่งบนอาสนะตามที่ลาดไว้บ้าง เป็นผู้บริโภคคูถ
คือ ประกอบการขวนขวายในการบริโภคคูถบ้าง เป็นผู้ห้ามน้ำเย็น คือ
ขวนขวายในการห้ามน้ำเย็นบ้าง เป็นผู้อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง คือ ประกอบ
ความขวนขวายในการลงน้ำบ้าง เป็นผู้ประกอบความขวนขวายในการให้
กายเดือดร้อน เร่าร้อนหลายอย่างเช่นนี้ สัตว์อันลูกศรทิฏฐิปักติดแล้ว
หน้า 464
ข้อ 811
คือ แทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่น
พล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปแม้อย่างนี้.
สัตว์อันลูกศรความโศกปักติดแล้ว คือแทงเข้าไป ถูกต้อง ติด
เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ รำพัน ทุบอกคร่ำครวญ
ถึงความหลงใหล สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์
เรื่องเคยมีมาแล้วในพระนครสาวัตถีนี้นี่แหละ หญิงคนหนึ่งมารดาตายไป
หญิงนั้นเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านเพราะมารดาตาย จากถนนนี้เข้าไปยังถนน
โน้น จากตรอกนี้เข้าไปยังตรอกโน้น พูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายเห็น
มารดาฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายเห็นมารดาฉันบ้างไหม ดูก่อนพราหมณ์
เรื่องเคยมีมาแล้วในพระนครสาวัตถีนี้นี่แหละ หญิงคนหนึ่งบิดาตายไป
พี่ชายน้องชายตายไป... พี่หญิงน้องหญิงตายไป... บุตรตายไป... ธิดา
ตายไป... สามีตายไป หญิงนั้นเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านเพราะสามีตาย จาก
ถนนนี้เข้าไปยังถนนโน้น จากตรอกนี้เข้าไปยังตรอกโน้น พูดอย่างนี้ว่า
ท่านทั้งหลายเห็นสามีฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายเห็นสามีฉันบ้างไหม ดู
ก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้วในพระนครสาวัตถีนี้นี่แหละ บุรุษ
คนหนึ่งมารดาตายไป บุรุษนั้นเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านเพราะมารดาตาย
จากถนนนี้เข้าไปยังถนนโน้น จากตรอกนี้ เข้าไปยังตรอกโน้น พูด
อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายเห็นมารดาฉันบ้างไหม ท่านทั้งหลายเห็นมารดาฉัน
บ้างไหม ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้วในพระนครสาวัตถีนี้นี่แหละ
บุรุษคนหนึ่งบิดาตายไป... พี่ชายน้องชายตายไป... พี่หญิงน้องหญิงตาย
ไป... บุตรตายไป... ธิดาตายไป... ภรรยาตายไป บุรุษนั้นเป็นบ้า
จิตฟุ้งซ่านเพราะภรรยาตาย จากถนนนี้เข้าไปยังถนนโน้น จากตรอกนี้
หน้า 465
ข้อ 811
เข้าไปยังตรอกโน้น พูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายเห็นภรรยาฉันบ้างไหม
ท่านทั้งหลายเห็นภรรยาฉันบ้างไหม ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องเคยมีมาแล้ว
ในพระนครสาวัตถีนี้นี่แหละ หญิงคนหนึ่งไปสู่สกุลแห่งญาติ พวกญาติ
ของหญิงนั้น ปรารถนาจะพรากสามีเสีย แล้วยกหญิงนั้นให้แก่บุรุษอื่น
หญิงนั้นไม่พอใจบุรุษอื่นนั้น ครั้งนั้นแหละ หญิงนั้นได้บอกกะสามีว่า
ข้าแต่ท่านลูกเจ้า ญาติเหล่านี้ประสงค์จะพรากท่านแล้วยกฉันให้บุรุษอื่น
เราทั้งสองจักพากันตาย ในทันใดนั้น บุรุษก็ฟันหญิงนั้นขาด ๒ ท่อน
แล้วก็ฆ่าตนเองพร้อมด้วยหวังว่า เราทั้งสองจักมี (พบกัน ) ในโลกหน้า
สัตว์อันลูกศรความโศกปักติดแล้วคือแทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น
คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้.
สัตว์อันลูกศรความสงสัยปักติดแล้ว คือแทงเข้าไป ถูกต้อง ติด
เสียบแน่น คาอยู่แล้ว เป็นผู้แล่นไปสู่ความสงสัยเคลือบแคลงเป็นสองทาง
ว่า ในอดีตกาล เราได้เป็นแล้วหรือหนอ๑ หรือเราไม่ได้เป็นแล้ว เรา
ได้เป็นอะไรแล้วหรือหนอ เราได้เป็นแล้วอย่างไรหนอ เราได้เป็นอะไร
มาแล้วจึงเป็นอะไรต่อมาหนอ ในอนาคตกาล เราจักเป็นหรือหนอ หรือ
เราจักไม่เป็น เราจักเป็นอะไรหนอ เราจักเป็นอย่างไรหนอ เราจักเป็น
อะไรแล้ว จึงจักเป็นอะไรต่อไปอีกหนอ ในปัจจุบันกาลบัดนี้ ก็มีความ
สงสัยอยู่ ณ ภายในว่า เราย่อมเป็นหรือหนอ หรือเราย่อมไม่เป็น เรา
ย่อมเป็นอะไรหรือหนอ เราย่อมเป็นอย่างไรหนอ เราเป็นสัตว์มาแต่ไหน
หนอ เราจักเป็นสัตว์ไปเกิดที่ไหนหนอ สัตว์อันลูกศรความสงสัยปักติด
๑. ความสงสัย ๑๖ อย่าง คือ อดีตกาล ๕ อนาคตกาล ๕ ปัจจุบันกาล ๖ เรียกว่าโสฬสกังขา.
หน้า 466
ข้อ 812
แล้ว คือแทงเข้าไป ถูกต้อง ติด เสียบแน่น คาอยู่แล้ว ย่อมแล่น
แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปอย่างนี้ สัตว์นั้นย่อมปรุงแต่งให้ลูกศร
เหล่านั้นเกิด ก็แล่นไปสู่ทิศตะวันออก แล่นไปสู่ทิศตะวันตก แล่นไปสู่
ทิศเหนือ แล่นไปสู่ทิศใต้ ด้วยสามารถแห่งการปรุงแต่งให้ลูกศรเกิด สัตว์
เป็นผู้ละอภิสังขารคือลูกศรเหล่านั้นไม่ได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขาร
คือลูกศรไม่ได้ จึงแล่นไปในคติ แล่นไปในนรก แล่นไปในดิรัจฉาน-
กำเนิด แล่นไปในเปรตวิสัย แล่นไปในมนุษยโลก แล่นไปในเทวโลก
ย่อมแล่น แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไปจากคตินี้สู่คติโน้น จาก
อุปบัตินี้สู่อุปบัติโน้น จากปฏิสนธินี้สู่ปฏิสนธิโน้น จากภพนี้สู่ภพโน้น
จากสงสารนี้สู่สงสารโน้น จากวัฏฏะนี้สู่วัฏฏะโน้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้ว ย่อมแล่นพล่านไป สู่ทิศทั้งปวง.
[๘๑๒] คำว่า เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไป
ย่อมไม่ล่มจม ความว่า สัตว์ถอน ถอด ชัก ดึง ฉุด กระชากออก
ละเว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งลูกศรราคะ ลูกศร
โทสะ ลูกศรโมหะ ลูกศรมานะ ลูกศรทิฏฐิ ลูกศรความโศก ลูกศร
ความสงสัยนั้นได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปสู่ทิศตะวันออก ไม่แล่นไปสู่ทิศ
ตะวันตก ไม่แล่นไปสู่ทิศเหนือ ไม่แล่นไปสู่ทิศใต้ สัตว์เป็นผู้ละ
อภิสังขารคือถูกศรเหล่านั้นได้แล้วเพราะเป็นผู้ละอภิสังขารคือลูกศรได้แล้ว
จึงไม่แล่นไปในคติ ไม่แล่นไปในนรก ไม่แล่นไปในดิรัจฉานกำเนิด
ไม่แล่นไปในเปรตวิสัย ไม่แล่นไปในมนุษยโลก ไม่แล่นไปในเทวโลก
ไม่แล่นไป แล่นพล่าน วนเวียน ท่องเที่ยวไป จากคตินี้สู่คติโน้น จาก
อุปบัตินี้สู่อุปบัติโน้น จากปฏิสนธินี้สู่ปฏิสนธิโน้น จากภพนี้สู่ภพโน้น
หน้า 467
ข้อ 813, 814
จากสงสารนี้สู่สงสารโน้น จากวัฏฏะนี้สู่วัฏฏะโน้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไป. คำว่า ย่อมไม่ล่มจม
ความว่า ไม่ล่มจม ไม่จมพร้อม ไม่ล่มลง ไม่จมสง ไม่ตกลงไป
ในกามโอฆะ ในภวโอฆะ ในทิฏฐิโอฆะ ในอวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่ล่มจม
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้ว ย่อมแล่นพล่านไปสู่ทิศ
ทั้งปวง เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไป
ย่อมไม่ล่มจม.
[๘๑๓] ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงการศึกษา ในเพราะกามคุณ
เป็นที่พัวพันในโลก บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการ
ศึกษาหรือในกามคุณเหล่านั้น รู้ชัดกามทั้งหลายโดย
ประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษาความดับของตน.
ว่าด้วยศึกษาเพื่อได้กามคุณ
[๘๑๔] ชื่อว่า การศึกษา ในคำว่า ชนทั้งหลายกล่าวถึงการ
ศึกษา ในเพราะกามคุณเป็นที่พัวพันในโลก ได้แก่ การศึกษาเรื่องช้าง
การศึกษาเรื่องม้า การศึกษาเรื่องรถ การศึกษาเรื่องธนู ความเป็นหมอ
เสกเป่า ความเป็นหมอทางผ่าตัด ความเป็นหมอทางยา ความเป็นหมอทาง
ภูตผี ความเป็นหมอทางกุมาร. คำว่า ย่อมกล่าวถึง ความว่า กล่าวถึง
พูดถึง เล่าถึง แสดงถึง แถลงถึง อีกอย่างหนึ่ง ย่อมกล่าวถึง คือย่อม
หน้า 468
ข้อ 815, 816
เรียน เล่าเรียน ทรงจำ เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนด เพื่อได้เฉพาะซึ่ง
กามคุณเป็นที่พัวพัน. เบญจกามคุณ คือ๑รูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา
พอใจ ชอบใจ รักใคร่ อันประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
เรียกว่ากามคุณเป็นที่พัวพัน. เหตุไร เบญจกามคุณ จึงเรียกว่ากามคุณ
เป็นที่พัวพัน. เทวดาและมนุษย์ ย่อมปรารถนา ยินดี รักใคร่ ชอบใจ
กามคุณโดยมาก เหตุนั้น เบญจกามคุณ จึงเรียกว่ากามคุณเป็นที่พัวพัน.
คำว่า ในโลก คือในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลาย
ย่อมกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณเป็นที่พัวพันในโลก.
[๘๑๕] บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษา หรือในกาม-
คุณเหล่านั้น ความว่า บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษา หรือใน
เบญจกามคุณเหล่านั้น คือพึงเป็นผู้ไม่น้อม ไม่โน้ม ไม่โอนเอน ไม่
น้อมใจไปในการศึกษาหรือในเบญจกามคุณเหล่านั้น ไม่พึงเป็นผู้มีการ
ศึกษาหรือเบญจกามคุณเหล่านั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล
พึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษาหรือในเบญจกามคุณเหล่านั้น.
[๘๑๖] คำว่า รู้ชัด ในคำว่า รู้ชัดกามทั้งหลายโดยประการ
ทั้งปวง ความว่า แทงตลอดแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขาร
ทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า โดยประการทั้งปวง คือทั้งปวง
โดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ.
คำว่า โดยประการทั้งปวง เป็นเครื่องกล่าวรวมหมดโดย อุทานว่า กาม
กามมี ๒ อย่าง คือวัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่า
๑. บาลีคงตกหายไป จึงมีแต่รูป น่าจะมีเสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะด้วย.
หน้า 469
ข้อ 817, 818, 819
วัตถุกาม ฯลฯ นี้เรียกว่ากิเลสกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ชัดกาม
ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง.
[๘๑๗] ชื่อว่า ศึกษา ในคำว่า พึงศึกษาความดับของตน ได้แก่
สิกขา ๓ อย่าง คืออธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯลฯ
นี้ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา. คำว่า ความดับของตน ความว่า พึงศึกษา
แม้อธิศีล ศึกษาแม้อธิจิต ศึกษาแม้อธิปัญญา เพื่อความดับ เพื่อความสงบ
เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความเข้าไปสงบวิเศษ เพื่อความดับ เพื่อความ
สละคืน เพื่อความระงับ ซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขาร
ทั้งปวงของตน เมื่อนึกถึงสิกขา ๓ เหล่านี้ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึงศึกษา ฯลฯ
เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำให้แจ้งก็พึงศึกษา ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ
ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทานประพฤติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พึงศึกษาความดับของตน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ชนทั้งหลายกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณ เป็น
ที่พัวพันในโลก บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษา
หรือในกามคุณเหล่านั้น รู้ชัดกามทั้งหลายโดยประการ
ทั้งปวงแล้ว พึงศึกษาความดับของตน.
[๘๑๘] บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ปราศ-
จากตำส่อเสียด มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความ
โลภอันลามก และความหวงแหน.
[๘๑๙] คำว่า พึงเป็นผู้มีสัจจะ ในคำว่า บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ
ไม่คะนอง ความว่า พึงเป็นผู้ประกอบด้วยสัจวาจา ประกอบด้วย
หน้า 470
ข้อ 820
สัมมาทิฏฐิประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็น
ผู้มีสัจจะ. คำว่า ไม่คะนอง ความว่า ความคะนองมี ๓ อย่าง คือความ
คะนองทางกาย ๑ ความคะนองทางวาจา ๑ ความคะนองทางจิต ๑ ฯลฯ
นี้ชื่อว่าความคะนองทางจิต ความคะนอง ๓ อย่างนี้ อันบุคคลใดละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
บุคคลนั้น เรียกว่าผู้ไม่คะนอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงเป็นผู้มี
สัจจะ ไม่คะนอง.
ว่าด้วยความเป็นผู้มีมายา
[๘๒๐] ความประพฤติลวงเรียกว่า มายา ในคำว่า ไม่มีมายา
ปราศจากคำส่อเสียด ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วย
กาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ย่อมตั้งความปรารถนา
ลามกเพราะเหตุจะปกปิดทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา
(ว่าเราประพฤติชั่ว) ย่อมดำริว่า ใคร ๆ อย่ารู้จักเรา คิดว่า ใคร ๆ อย่า
รู้จักเรา ดังนี้ แล้วก็กล่าววาจา (ว่าตนไม่มีความประพฤติชั่ว) คิดว่า
ใครๆ อย่ารู้จักเรา ดังนี้แล้วก็บากบั่นด้วยกาย (เพื่อจะปกปิดความประ-
พฤติชั่วของตน).
ความลวง ความเป็นผู้ลวง กิริยาเป็นเครื่องปกปิด กิริยาที่ซ่อน
ความจริง กิริยาบังความผิด กิริยาที่ซ่อนความผิด กิริยาที่พรางความชั่ว
กิริยาที่ซ่อนความชั่ว ความทำให้ลับ ความไม่เปิดเผย กิริยาที่คลุมความผิด
กิริยาที่ชั่ว นี้เรียกว่ามายา. มายานี้ อันบุคคลใดละ ตัดขาด สงบ
ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้น
หน้า 471
ข้อ 821
เรียกว่า ผู้ไม่มีมายา. ชื่อว่า คำส่อเสียด ในคำว่า ปราศจากคำส่อเสียด
ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด ฯลฯ บุคคล
มุ่งให้เขาแตกกันย่อมนำคำส่อเสียดเข้าไปอย่างนี้ คำส่อเสียดนี้ อันบุคคล
ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
ด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้น เรียกว่าผู้ปราศจากคำส่อเสียด คือมีคำ
ส่อเสียดปราศจากไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีมายา ปราศจาก
คำส่อเสียด.
[๘๒๑] ข้อว่า มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภ
อันลามกและความหวงแหน ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่
มีความโกรธ ก็แต่ว่าความโกรธควรกล่าวก่อน ความโกรธย่อมเกิดด้วย
เหตุ ๑๐ อย่าง ฯลฯ ความโกรธนั้น อันมุนีใดละ ตัดขาด สงบ
ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้น
เรียกว่าผู้ไม่มีความโกรธ เพราะมุนีนั้นละความโกรธ กำหนดรู้วัตถุแห่ง
ความโกรธ ตัดเสียซึ่งเหตุแห่งความโกรธแล้ว จึงชื่อว่าผู้ไม่มีความโกรธ
ชื่อว่าความโลภ คือความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ความตระหนี่ ๕ อย่าง เรียกว่าความหวงแหน
ได้แก่ความตระหนี่อาวาส ฯลฯ ความถือเอาไว้ เรียกว่าความตระหนี่.
คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่า โมนะ ได้แก่ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ
ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่าย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี.
คำว่า มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภอันลามกและความ
หวงแหน ความว่า มุนีได้ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย
เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งความโลภอันลามกและความหวงแหน เพราะฉะนั้น
หน้า 472
ข้อ 822, 823
จึงชื่อว่า มุนีมุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้นความโลภอันลามกหวงแหน
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา
ปราศจากคำส่อเสียด มุนีไม่พึงมีความโกรธ พึงข้ามพ้น
ความโลภอันลามก และความหวงแหน.
[๘๒๒] นรชนพึงปราบความหลับ ความเกียจคร้าน ความ
ย่อท้อ ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ไม่พึงตั้งอยู่ในความ
ดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีใจน้อม ปรนนิพพาน.
ว่าด้วยความเกียจคร้าน
[๘๒๓] ชื่อว่า ความหลับ ในคำว่า พึงปราบความหลับ ความ
เกียจคร้าน ความย่อท้อ คือความที่กายเป็นไข้ ความที่กายไม่ควรแก่การ
งาน อาการที่หยุด อาการที่พัก อาการที่พักผ่อน ณ ภายใน ความง่วง
ความหลับ กิริยาที่โงกง่วง กิริยาที่หลับ ความเป็นผู้หลับ. ชื่อว่าความ
เกียจคร้าน คือความคร้าน กิริยาที่คร้าน ความเป็นผู้มีใจคร้าน ความ
เกียจคร้าน กิริยาที่เกียจคร้าน ความเป็นผู้เกียจคร้าน. ชื่อว่าความย่อท้อ
คือความที่จิตเป็นไข้ ความที่จิตไม่ควรแก่การงาน กิริยาที่หดหู่ กิริยา
ย่นย่อ ความย่อท้อ กิริยาที่ย่อท้อ ความที่จิตย่อท้อ ความหดหู่ กิริยา
ที่หดหู่ ความที่จิตหดหู่. คำว่า นรชนพึงปราบความหลับ ความเกียจ-
คร้าน ความย่อท้อ ความว่า นรชนพึงปราบปราม ครอบงำ กดขี่
หน้า 473
ข้อ 824, 825
กำจัด ซึ่งความหลับ ความเกียจคร้าน ความย่อท้อ เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า นรชนพึงปราบความหลับ ความเกียจคร้าน ความย่อท้อ.
[๘๒๔] ความประมาท ในคำว่า ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท
ความกล่าวถึง ความปล่อย หรือความเพิ่มเติมซึ่งความปล่อยซึ่งจิตใน
เบญจกามคุณ เพราะกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือการไม่ทำ
ความเอื้อเฟื้อ การไม่ทำความติดต่อ การทำความหยุดเนือง ๆ ความ
ประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่ซ่องเสพ
ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่หมั่นประกอบ
ในการเจริญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ชื่อว่าความประมาท. ความประมาท
กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ เรียกว่าความประมาท.
คำว่า ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ความว่า ไม่พึงร่วม ไม่พึงอยู่อาศัย
ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยความประมาท คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้
ถึงความไม่มีซึ่งความประมาท พึงเป็นผู้งด งดเว้น เว้นขาด ออก สลัด
ออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องความประมาท พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดง
กิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท.
[๘๒๕] ชื่อ ความดูหมิ่น ในคำว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น
มีอธิบายว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมดูหมิ่นผู้อื่นโดยชาติบ้าง โดย
โคตรบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง ความถือตัว กิริยาที่
ถือตัว ความเป็นผู้ถือตัว ความกำเริบขึ้น ความฟูขึ้น ความถือตัวดังว่า
ธงชัย ความประคองจิตไว้ ความที่จิตใคร่เป็นดังว่าธงยอดเห็นปานนี้
เรียกว่า ความดูหมิ่น. คำว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น ความว่า ไม่พึง
ตั้งอยู่ ดำรงอยู่ในความดูหมิ่น คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึง
หน้า 474
ข้อ 826
ความไม่มีซึ่งความดูหมิ่น พึงเป็นผู้งด งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดออก
พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องความดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น.
ว่าด้วยทำบุญต้องมุ่งนิพพาน
[๘๒๖] คำว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน ความว่า
นรชนบางคนในโลกนี้ ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถกรรม เข้าไป
ตั้งไว้ซึ่งน้ำดื่มน้ำใช้ กวาดบริเวณ ไหว้พระเจดีย์ บูชาด้วยเครื่องหอมและ
ดอกไม้ที่พระเจดีย์ ทำประทักษิณพระเจดีย์ บำเพ็ญกุศลที่ควรบำเพ็ญอย่าง
ใดอย่างหนึ่งอันเป็นไตรธาตุ ก็ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งคติ ไม่บำเพ็ญ
เพราะเหตุแห่งอุปบัติ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งปฏิสนธิ ไม่บำเพ็ญ
เพราะเหตุแห่งภพ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งสงสาร ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุ
แห่งวัฏฏะ เป็นผู้มีความประสงค์ในอันพรากออกจากทุกข์ มีใจน้อมโน้ม
โอนไปในนิพพาน ย่อมบำเพ็ญกุศลทั้งปวงนั้น แม้เพราะเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.
อนึ่ง นรชนบังคับจิตให้กลับจากสังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้ง-
ปวง น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาติใด คือ ความสงบแห่ง
สังขารทั้งปวง สละคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอก
ตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ธรรมชาติ
นี้สงบ ประณีต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจ
น้อมไปในนิพพาน.
หน้า 475
ข้อ 827
สมจริงดังพระพุทธภาษิตว่า
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเหตุแห่งสุข
อันก่อให้เกิดอุปธิ แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อ
ความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพต่อไป โดย
ส่วนเดียว บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่เจริญฌานเพราะ
เหตุแห่งสุขอันก่อให้เกิดอุปธิ เพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิต
เหล่านั้น ย่อมเจริญฌานเพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อ
นิพพานอันไม่มีภพต่อไปโดยสิ้นเดียว บัณฑิตเหล่านั้น
มุ่งนิพพาน มีจิตเอนไปในนิพพาน น้อมจิตไปในนิพพาน
ย่อมให้พาน บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีนิพพานเป็น
เบื้องหน้า เหมือนแม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่ทะเลฉะนั้น.
เพราะฉะนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
นรชนพึงปราบความหลับ ความเกียจคร้าน ความ
ย่อท้อ ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ไม่พึงตั้งอยู่ในความ
ดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.
[๘๒๗] นรชนพึงออกจากความพูดเท็จ ไม่พึงทำความเสน่หา
ในรูป พึงกำหนดรู้มานะ และพึงประพฤติเว้นจากความ
ผลุนผลัน.
หน้า 476
ข้อ 828, 829
ว่าด้วยมุสาวาทมีด้วยอาดาร ๓ ฯลฯ
[๘๒๘] มุสาวาท เรียกว่า ความพูดเท็จ ในคำว่า นรชนพึง
ออกจากความพูดเท็จ บุคคลบางคนในโลกนี้ อยู่ในที่ประชุม อยู่ใน
ประชุมชน อยู่ในท่ามกลางญาติ อยู่ในท่ามกลางข้าราชการ หรืออยู่ใน
ราชสกุล เขาถูกนำไปถามเป็นพยานว่า บุรุษผู้เจริญ มาเถิด ท่านรู้สิ่งใด
ก็จงบอกสิ่งนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้ก็บอกว่ารู้บ้าง เมื่อรู้ก็บอกว่าไม่รู้บ้าง
เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าเห็นบ้าง เมื่อเห็นก็บอกว่าไม่เห็นบ้าง เป็นผู้กล่าว
คำเท็จทั้งที่รู้ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง เพราะเห็นแก่อามิส
เล็กน้อยบ้าง ด้วยประการดังนี้ นี้เรียกว่า ความพูดเท็จ.
อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อาการ อาการ ๕
อาการ ๖ อาการ ๗ อาการ ๘ ฯลฯ มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ นี้.
คำว่า นรชนพึงออกจากความพูดเท็จ ความว่า ไม่พึงดำเนิน ไม่พึง
ประกอบ ไม่พึงนำเข้าไปด้วยความพูดเท็จ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป
ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความพูดเท็จ พึงเป็นผู้งด เว้น เว้น เฉพาะ ออก
สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องความพูดเท็จ พึงเป็นผู้มีจิตปราศจาก
แดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนพึงออกจากความพูดเท็จ.
[๘๒๙] ชื่อว่ารูป ในคำว่า ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป คือ
มหาภูตรูป และอุปาทายรูปแห่งมหาภูตรูป ๔. คำว่า ไม่พึงทำความเสน่หา
ในรูป ความว่า ไม่ควรทำความเสน่หา ไม่ควรทำความพอใจ ไม่ควรทำ
ความรัก ไม่ควรทำความกำหนัดในรูป คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม
ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ไม่พึงทำความ
เสน่หาในรูป.
หน้า 477
ข้อ 830
ว่าด้วยมานะลักษณะต่าง ๆ
[๘๓๐] ชื่อว่ามานะ ในคำว่า พึงกำหนดรู้มานะ คือ มานะ
อย่างหนึ่ง ได้แก่ความฟูขึ้นแห่งจิต. มานะ ๒ อย่าง ได้แก่มานะในความ
ยกตน ๑ มานะในความข่มผู้อื่น ๑. มานะ ๓ อย่าง ได้แก่มานะว่า เราดี
กว่าเขา ๑ มานะว่า เราเสมอเขา ๑ มานะว่า เราเลวกว่าเขา ๑. มานะ
๔ อย่าง ได้แก่บุคคลให้มานะเกิดเพราะลาภ ๑ ให้มานะเกิดเพราะยศ ๑
ให้มานะเกิดเพราะสรรเสริญ ๑ ให้มานะเกิดเพราะสุข ๑. มานะ ๕ อย่าง
ได้แก่บุคคลให้มานะเกิดว่า เราได้รูปที่ชอบใจ . ให้มานะเกิดว่า เรา
ได้เสียงที่ชอบใจ ๑ ให้มานะเกิดว่า เราได้กลิ่นที่ชอบใจ ๑ ให้มานะเกิด
ว่า เราได้รสที่ชอบใจ ๑ ให้มานะเกิดว่า เราได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ๑.
มานะ ๖ อย่าง ได้แก่บุคคลให้มานะเกิดเพราะความถึงพร้อมแห่งจักษุ ๑
ให้มานะเกิดเพราะความถึงพร้อมแห่งหู ๑ ให้มานะเกิดเพราะความถึง
พร้อมแห่งจมูก ๑ ให้มานะเกิดเพราะความถึงพร้อมแห่งลิ้น ๑ ให้มานะ
เกิดเพราะความถึงพร้อมแห่งกาย ๑ ให้มานะเกิดเพราะความถึงพร้อมแห่ง
ใจ ๑. มานะ ๗ อย่าง ได้แก่ความถือตัว ๑ ความดูหมิ่น ๑ ความถือตัว
และความดูหมิ่น ๑ ความถือตัวต่ำ ๑ ความถือตัวสูง ๑ ความถือตัวว่า
เรามั่งมี ๑ ความถือตัวผิด ๑. มานะ ๘ อย่าง ได้แก่บุคคลให้ความถือ
ตัวเกิดเพราะลาภ ๑ ให้ความถือตัวต่ำเกิดเพราะความเสื่อมลาภ ๑ ให้
ความถือตัวเกิดเพราะยศ ๑ ให้ความถือตัวต่ำเกิดเพราะความเสื่อมยศ ๑
ให้ความถือตัวเกิดเพราะความสรรเสริญ ๑ ให้ความถือตัวต่ำเกิดเพราะ
ความนินทา ๑ ให้ความถือตัวเกิดเพราะสุข ๑ ให้ความถือตัวต่ำเกิดเพราะ
ทุกข์ ๑. มานะ ๙ อย่าง ได้แก่มานะว่า เราดีกว่าคนที่ดี ๑ มานะว่า
หน้า 478
ข้อ 830
เราเสมอกับคนที่ดี ๑ มานะว่า เราเลวกว่าคนที่ดี ๑ มานะว่า เราดีกว่า
ผู้เสมอกัน ๑ มานะว่า เราเสมอกับผู้เสมอกัน ๑ มานะว่า เราเสมอ
กับผู้เลว ๑ มานะว่า เราดีกว่าผู้เลว ๑ มานะว่า เราเสมอกับผู้เลว ๑
มานะว่า เราเลวกว่าผู้เลว ๑. มานะ ๑๐ อย่าง ได้แก่บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ยังมานะ ให้เกิดเพราะชาติบ้าง เพราะโคตรบ้าง ฯลฯ เพราะ
วัตถุอื่น ๆ บ้าง ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ความเป็นผู้ถือตัว ความ
กำเริบขึ้น ความฟูขึ้น มานะดังว่า ธงชัย มานะอันประคองจิตไว้ ความ
ที่จิตใคร่ดังว่าธงยอดเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า มานะ.
คำว่า พึงกำหนดรู้มานะ ความว่า พึงกำหนดรู้มานะด้วย
ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.
ญาตปริญญาเป็นไฉน นรชนย่อมรู้จักมานะ คือ ย่อมรู้ย่อมเห็นว่า
นี้เป็นมานะอย่างหนึ่ง ได้แก่ความฟูขึ้นแห่งจิต นี้เป็นมานะ ๒ อย่าง
ได้แก่มานะในการยกตน มานะในการข่มผู้อื่น ฯ ลฯ. นี้เป็นมานะ
๑๐ อย่าง ได้แก่บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมานะให้เกิดเพราะชาติบ้าง
เพราะโคตรบ้าง ฯลฯ เพราะวัตถุอื่น ๆ บ้าง นี้ชื่อว่า ญาตปริญญา.
ตีรณปริญญา เป็นไฉน นรชนรู้อย่างนี้แล้วย่อมพิจารณามานะ
โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยอุบายเป็นเครื่อง
สลัดทุกข์ นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา.
ปหานปริญญาเป็นไฉน นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมละ
บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งมานะ นี้ชื่อว่า ปหานปริญญา.
คำว่า ฟังกำหนดรู้มานะ คือ พึงกำหนดรู้มานะด้วยปริญญา ๓ นี้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงกำหนดรู้มานะ.
หน้า 479
ข้อ 831, 832
[๘๓๑] ความประพฤติผลุนผลัน ในคำว่า พึงประพฤติเว้นจาก
ความผลุนผลัน เป็นไฉน ความประพฤติด้วยราคะแห่งคนผู้กำหนัด.
ความประพฤติด้วยโทสะแห่งคนผู้ขัดเคือง ความประพฤติด้วยโมหะแห่ง
คนผู้หลง ความประพฤติด้วยมานะแห่งคนที่มานะผูกพัน ความประพฤติ
ด้วยทิฏฐิแห่งคนผู้ถือมั่น ความประพฤติด้วยอุทธัจจะแห่งคนผู้ถึงความ
ฟุ้งซ่าน ความประพฤติด้วยวิจิกิจฉาแห่งคนผู้ถึงความไม่ตกลง ความ
ประพฤติด้วยอนุสัยแห่งคนผู้ถึงโดยเรี่ยวแรง ชื่อว่าความประพฤติผลุน-
ผลัน (แต่ละอย่าง) นี้ชื่อว่า ความประพฤติผลุนผลัน.
คำว่า พึงประพฤติเว้นจากความผลุนผลัน ความว่า นรชนพึงเป็น
ผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยความ
ประพฤติผลุนผลัน พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ พึงประพฤติ
เที่ยวไป ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นไปรักษา บำรุง เยียวยา เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่า พึงประพฤติเว้นจากความผลุนผลัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
นรชนพึงออกจากความพูดเท็จ ไม่พึงทำความเสน่หา
ในรูป พึงกำหนดรู้มานะ และพึงประพฤติเว้นจากความ
ผลุนผลัน.
[๘๓๒] ไม่พึงยินดีสังขารเก่า ไม่พึงทำความชอบใจในสังขาร
ใหม่ เมื่อสังขารเสื่อมไป ก็ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงเป็น
ผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง.
หน้า 480
ข้อ 833, 834, 835
[๘๓๓] คำว่า ไม่พึงยินดีสังขารเก่า ความว่า รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ล่วงแล้ว เรียกว่า สังขารเก่า บุคคลไม่ควร
ยินดี ไม่ควรบ่นถึง ไม่ควรติดใจ ซึ่งสังขารทั้งหลายที่ล่วงแล้วด้วยสามารถ
แห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้
ถึงความไม่มี ซึ่งความชอบใจ ความบ่นถึง ความติดใจ ความถือ
ความยึดถือ ความถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงยินดีสังขารเก่า.
[๘๓๔] คำว่า ไม่พึงทำความชอบใจสังขารใหม่ ความว่า รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นปัจจุบัน เรียกว่า สังขารใหม่
ไม่ควรทำความชอบใจ ความพอใจ ความรัก ความกำหนัด ในสังขาร
ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ คือ
ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ไม่พึงทำความชอบใจในสังขารใหม่.
[๘๓๕] คำว่า เมื่อสังขารเสื่อมไป ไม่พึงเศร้าโศก ความว่า
เมื่อสังขารเสื่อมไป เสียไป ละไป แปรไป หายไป อันตรธานไป
ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงลำบากใจ ไม่พึงถือมั่น ไม่พึงร่ำไร ไม่พึงทุบอก
คร่ำครวญ ไม่พึงถึงความหลงใหล คือ เมื่อจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ
สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
เสื่อมไป เสียไป ละไป แปรไป หายไป อันตรธานไป ไม่พึงเศร้าโศก
ไม่พึงลำบากใจ ไม่พึงถือมั่น ไม่พึงร่ำไร ไม่พึงทุบอกคร่ำครวญ ไม่พึง
ถึงความหลงใหล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อสังขารเสื่อมไป ไม่พึง
เศร้าโศก.
หน้า 481
ข้อ 836, 837
ว่าด้วยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง
[๘๓๖] ตัณหา เรียกว่า กิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ในคำว่า ไม่พึง
เป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล เหตุไรตัณหาจึงเรียกว่ากิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง บุคคลย่อม
เกี่ยวข้อง เกาะเกี่ยว ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ด้วยตัณหาใด เหตุนั้น
ตัณหานั้นจึงเรียกว่า กิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง. คำว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลส
เครื่องเกี่ยวข้อง ความว่า บุคคลไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา พึงละ บรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา เป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออก
สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องตัณหา พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลส
อยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ไม่พึงยินดีสังขารเก่า ไม่พึงทำความชอบใจในสังขาร
ใหม่ เมื่อสังขารเสื่อมไป ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงเป็นผู้
อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง.
[๘๓๗] เราย่อมกล่าวความกำหนัดว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่ กล่าว
ความว่องไว (อาชวะ) ว่า เป็นความปรารถนา กล่าว
อารมณ์ว่า เป็นความหวั่นไหว เปือกตมคือกามเป็นสภาพ
ล่วงได้โดยยาก.
หน้า 482
ข้อ 838, 839, 840, 841
ว่าด้วยเรียกตัณหาว่าเป็นห้วงน้ำใหญ่
[๘๓๘] ตัณหา เรียกว่า ความกำหนัด ในคำว่า เราย่อมกล่าว
ความกำหนัดว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่ ได้แก่ราคะ สารคะ ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล ตัณหา เรียกว่าห้วงน้ำใหญ่ ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า เราย่อมกล่าวความกำหนัดว่า เป็น
ห้วงน้ำใหญ่ ความว่า เราย่อมกล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง
เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศความกำหนัดว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวความกำหนัดว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่.
[๘๓๙] ตัณหา เรียกว่า ความว่องไว ในคำว่า กล่าวความ
ว่องไวว่า เป็นความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล ตัณหา เรียกว่าความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. คำว่า กล่าวความว่องไวว่า เป็นความปรารถนา
ความว่า เราย่อมกล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้ตื้น ประกาศความว่องไวว่า เป็นความปรารถนา เพราะฉะนั้น จึงชื่อ
ว่า กล่าวความว่องไวว่า เป็นความปรารถนา.
[๘๔๐] ตัณหา เรียกว่า อารมณ์ ในคำว่า กล่าวอารมณ์ว่า เป็น
ความกำหนด ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
ตัณหา เรียกว่าความกำหนด ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าวอารมณ์ว่า เป็นความกำหนด.
ว่าด้วยเปรียบกามเหมือนเปือกตม
[๘๔๑] คำว่า เปือกตมคือกามเป็นสภาพล่วงได้โดยยาก ความ
หน้า 483
ข้อ 842, 843, 844
ว่า เปือกตมคือกาม หล่มคือกาม กิเลสคือกาม โคลนคือกาม ความ
กังวลคือกาม เป็นสภาพล่วงได้โดยยาก ก้าวล่วงได้โดยยาก ข้ามได้ยาก
ข้ามพ้นได้ยาก ก้าวพ้นยาก ล่วงเลยได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เปือก
ตมคือกามเป็นสภาพล่วงได้โดยยาก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า
เราย่อมกล่าวความกำหนัดว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่ กล่าว
ความว่องไวว่า เป็นความปรารถนา กล่าวอารมณ์ว่า
เป็นความกำหนด เปือกตมคือกามเป็นสภาพล่วงได้โดย
ยาก.
[๘๔๒] ผู้เป็นมุนีไม่ก้าวล่วงจากสัจจะ เป็นพราหมณ์ตั้งอยู่
บนบก ผู้นั้นสลัดสิ่งทั้งปวง ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นผู้
สงบ.
[๘๔๓] คำว่า ผู้เป็นมุนีไม่ก้าวล่วงจากสัจจะ ความว่า ไม่ก้าว
ล่วงจากสัจวาจา ไม่ก้าวล่วงจากสัมมาทิฏฐิ ไม่ก้าวล่วงจากอริยมรรคมี
องค์ ๘. คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ๑ ได้แก่ปัญญา ความรู้
ทั่ว ๆ ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้น
ชื่อว่ามุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เป็นมุนีไม่ก้าวล่วงจากสัจจะ.
ว่าด้วยอมตนิพพานเรียกว่าบก
[๘๔๔] อมตนิพพาน เรียกว่า บก ในคำว่า เป็นพราหมณ์ตั้ง
อยู่บนบก ได้แก่ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
๑. ดูข้อ ๖๙๘.
หน้า 484
ข้อ 845
ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหา
เป็นเครื่องร้อยรัด. คำว่า พราหมณ์๑ ความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์
เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ๆ ฯ ล ฯ ผู้อันตัณหาและทิฏฐิ
ไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า เป็นพราหมณ์ตั้ง
อยู่บนบก ความว่า เป็นพราหมณ์ตั้งอยู่บนบก คือตั้งอยู่ในธรรมเป็นที่
พึ่ง ตั้งอยู่ในธรรมเป็นที่ป้องกัน ตั้งอยู่ในธรรมเป็นที่พักพิง ตั้งอยู่ใน
ธรรมเป็นสรณะ ตั้งอยู่ในธรรมไม่มีภัย ตั้งอยู่ในธรรมไม่มีความเคลื่อน
ตั้งอยู่ในอมตะ ตั้งอยู่ในนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์
ตั้งอยู่บนบก.
[๘๔๕] คำว่า ผู้นั้นสลัดสิ่งทั้งปวงแล้ว ความว่า อายตนะ ๑๒
คือจักษุ รูป ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ เรียกว่าสิ่งทั้งปวง ฉันทราคะ
ในอายตนะภายในและภายนอก เป็นกิเลสอันผู้นั้นละแล้ว ตัดรากขาด
แล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความ
ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ สิ่งทั้งปวงชื่อ
ว่าอันผู้นั้นสละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนแล้ว ตัณหาก็ดี ทิฏฐิก็ดี
มานะก็ดี เป็นกิเลสอันผู้นั้นละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดัง
ตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็น
ธรรมดา ด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ สิ่งทั้งปวงชื่อว่าอันผู้นั้นสละ
สำรอก ปล่อย ละ สละคืนแล้ว ปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี
อเนญชาภิสังขารก็ดี เป็นสภาพอันผู้นั้นละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่
ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้น
๑. ดูข้อ ๖๘๒.
หน้า 485
ข้อ 846, 847, 848, 849
ต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ สิ่งทั้งปวงชื่อว่าอันผู้นั้น
สละ สำรอก ปล่อย ละ ละคืนแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้น
สลัดสิ่งทั้งปวงเสียแล้ว.
[๘๔๖] คำว่า ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า เป็นผู้สงบ ความว่า ผู้นั้น
เราย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงว่า เป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ เข้าไป
สงบวิเศษ ดับ ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า
เป็นผู้สงบ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้เป็นมุนีไม่ก้าวล่วงจากสัจจะ เป็นพราหมณ์ตั้งอยู่
บนบก ผู้นั้นสลัดสิ่งทั้งปวงแล้ว ผู้นั้นแลเรากล่าวว่า
เป็นผู้สงบ.
[๘๔๗] ผู้นั้นแลมีความรู้ เป็นเวทคู รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย
ผู้นั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ใฝ่ฝันต่อใครในโลกนี้.
[๘๔๘] คำว่า มีความรู้ ในคำว่า ผู้นั้นแลมีความรู้ เป็นเวทคู
ความว่า มีความรู้ ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้ง
มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า เป็นเวทคู ความว่า ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า
เวท ฯลฯ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งปวง ล่วงเวทนา
ทั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเป็นเวทคู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นแลมีความรู้
เป็นเวทคู.
[๘๔๙] คำว่า รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย ความว่า รู้แล้ว คือ ทราบ
พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว ทำให้เป็นแจ้งแล้วว่า สังขาร
หน้า 486
ข้อ 850
ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิด
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า ไม่อาศัย
ความว่า ความอาศัย ๒ ประการ คือ ความอาศัยด้วยตัณหา ๑ ความ
อาศัยด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความอาศัยด้วยทิฏฐิ ผู้นั้นละความอาศัยด้วยตัณหา สละคืนความอาศัยด้วย
ทิฏฐิ เป็นผู้ไม่อาศัย ไม่พัวพัน ไม่เข้าถึง ไม่เยื่อใย ไม่น้อมใจไป ออก
สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฯลฯ รูปที่เห็น
เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบ และธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง เป็น
ผู้มีจิตอันทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว
ไม่อาศัย.
[๘๕๐] คำว่า ผู้นั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ความว่า ฉันทราคะใน
อายตนะภายในและภายนอก เป็นกิเลสอันผู้นั้นละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว
ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้น
ต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้ด้วยเหตุเท่านี้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเที่ยวไป
อยู่ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยาอยู่ในโลกโดยชอบ
ปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อาเนญชาภิสังขารก็ดี เป็นสภาพ
อันผู้นั้นละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึง
ความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาด้วยเหตุใด แม้
ด้วยเหตุเท่านี้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเที่ยวไป อยู่ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ
รักษา บำรุง เยียวยาอยู่ในโลกโดยชอบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นอยู่
ในโลกโดยชอบ.
หน้า 487
ข้อ 851, 852, 853
ว่าด้วยตัณหาเรียกว่าความใฝ่ฝัน
[๘๕๑] คำว่า ย่อมไม่ใฝ่ฝันต่อใคร ๆ ในโลกนี้ ความว่า ตัณหา
เรียกว่าความใฝ่ฝัน ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
ตัณหาอันเป็นความใฝ่ฝันนั้น อันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำ
ไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นย่อมไม่ใฝ่ฝันต่อใคร ๆ
เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็นแพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม
เป็นคฤหัสถ์ก็ดี เป็นบรรพชิตก็ตาม เป็นเทวดาก็ตาม เป็นมนุษย์ก็ตาม
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่ใฝ่ฝันต่อใคร ๆ ในโลกนี้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้นั้นแลมีความรู้ เป็นเวทคู รู้ธรรมแล้วไม่อาศัย
ผู้นั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ใฝ่ฝันต่อใคร ๆ ในโลก
นี้.
[๘๕๒] ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลาย และเครื่องข้อง ที่ล่วงได้
โดยยากในโลก ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโคก ย่อมไม่เพ่งเล็ง
เป็นผู้มีกระแสอันตัดเสียแล้ว มิได้มีเครื่องผูก.
ว่าด้วยกาม ๒ อย่าง
[๘๕๓] คำว่า ผู้ใด ในคำว่า ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลาย และ
เครื่องข้องที่ล่วงได้โดยยากในโลก ความว่า ผู้ใด คือ เช่นใด ประกอบ
อย่างไร ชนิดอย่างไร มีประการอย่างไร ถึงฐานะใด ประกอบด้วยธรรม
ใด เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็นแพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม
เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม เป็นเทวดาก็ตาม เป็นมนุษย์ก็
หน้า 488
ข้อ 854
ตาม. โดยอุทานว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลส-
กาม ๑ ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม
ชื่อว่าเครื่องข้อง ได้แก่เครื่องข้อง ๗ ประการ คือ เครื่องข้องคือราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก
มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. คำว่า ที่ล่วงได้
โดยยาก ความว่า ผู้ใดได้ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไป
ล่วงแล้ว ซึ่งกามและเครื่องข้องที่ล่วงได้โดยยาก ล่วงไปได้ยาก ข้ามขึ้น
ได้ยาก ข้ามพ้นได้ยาก ก้าวล่วงได้ยาก เป็นไปล่วงได้ยาก เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลาย และเครื่องข้องที่ล่วงได้โดยยากใน
โลก.
[๘๕๔] คำว่า ผู้นั่นย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง ความว่า
ย่อมไม่เศร้าโศกถึงวัตถุที่แปรปรวนไป หรือเมื่อวัตถุแปรปรวนไปแล้ว
ก็ไม่เศร้าโศกถึง คือ ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน ไม่ทุบอก
คร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหลว่า จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มารดา บิดา พี่น้องชาย
พี่น้องหญิง บุตร ธิดา มิตร พวกพ้อง ญาติสาโลหิต ของเรา แปรปรวน
ไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่เศร้าโศก. คำว่า ย่อมไม่เพ่งเล็ง
ความว่า ย่อมไม่เพ่งเล็ง ไม่เพ่งถึง ไม่มุ่งถึง ไม่มุ่งหมายถึง อีกอย่าง
หนึ่ง ผู้นั้นย่อมไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง.
หน้า 489
ข้อ 855, 856, 857
ว่าด้วยตัณหาเรียกว่ากระแส
[๘๕๕] คำว่า เป็นผู้มีกระแสอันตัดเสียแล้ว ไม่มีเครื่องผูก
ความว่า ตัณหาเรียกว่ากระแส ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล ตัณหากระแสนั้น เป็นกิเลสชาติอันผู้ใดละ ตัดขาด
สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้น
เรียกว่าเป็นผู้มีกระแสอันตัดเสียแล้ว. คำว่า ไม่มีเครื่องผูก ความว่า
เครื่องผูก ๗ ประการ คือ เครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ
กิเลส ทุจริต เครื่องผูกเหล่านี้อันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำ
ไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้น เรียกว่าไม่มีเครื่องผูก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีกระแสอันตัดเสียแล้ว ไม่มีเครื่องผูก
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลาย และเครื่องข้องที่ล่วงได้
โดยยากในโลก ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง
เป็นผู้มีกระแสอันตัดเสียแล้ว ไม่มีเครื่องผูก.
[๘๕๖] กิเลสชาติที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภถึงสังขารใน
กาลก่อน ท่านจงให้เหือดหายไปเสีย กิเลสชาตเครื่อง
กังวลที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภถึงสังขารในภายหลัง
อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอาสังขารในท่ามกลาง
ท่านจักเป็นผู้เข้าไปสงบประพฤติไป.
[๘๕๗] คำว่า กิเลสชาตที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภถึงสังขาร
ในกาลก่อน ท่านจงให้เหือดหายไปเสีย ความว่า กิเลสเหล่าใดพึงเกิด
หน้า 490
ข้อ 858, 859
ขึ้น เพราะปรารภถึงสังขารทั้งหลายเป็นส่วนอดีต ท่านจงยังกิเลสเหล่านั้น
ให้เหือดไป เหือดหายไป เหือดแห้งไป คือ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้น
ไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า กิเลส-
ชาตที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภสังขารในกาลก่อน ท่านจงให้เหือดหายไป
เสีย อีกอย่างหนึ่ง อภิสังขาร คือกรรมเป็นส่วนอดีตเหล่าใด ที่ยังมิได้
ให้ผล ท่านจงยังอภิสังขารคือกรรมเหล่านั้นให้เหือดไป เหือดหายไป
เหือดแห้งไป คือ จงทำให้สิ้นพืช ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความ
ไม่มีในภายหลัง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า กิเลสชาตที่พึงเกิดขึ้น
เพราะปรารภถึงสังขารในกาลก่อน ท่านจงให้เหือดหายไป.
ว่าด้วยอนาคตเรียกว่าภายหลัง
[๘๕๘] คำว่า กิเลสชาตเครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภ
ถึงสังขารในภายหลัง อย่าได้มีแก่ท่าน ความว่า อนาคต เรียกว่า
ภายหลัง กิเลสชาตเครื่องกังวลเหล่าใด คือ กิเลสชาตเครื่องกังวลคือราคะ
โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขาร
ทั้งหลายในอนาคต กิเลสชาตเครื่องกังวลเหล่านี้ อย่าได้มีแก่ท่าน คือ
ท่านอย่าทำให้ปรากฏ อย่าให้เกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด อย่า
ให้บังเกิดเฉพาะ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสชาตเครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภ
ถึงสังขารในภายหลัง อย่าได้มีแก่ท่าน.
[๘๕๙] คำว่า ถ้าท่านจักรไม่ถือเอาสังขารในท่ามกลาง ความว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นปัจจุบัน เรียกว่า ท่ามกลาง
หน้า 491
ข้อ 860, 861
ท่านจักไม่ถือเอา ไม่ยึด ไม่ถือ ไม่ยึดถือ ไม่ยินดี ไม่พูดถึง ไม่ติดใจ
คือ จักละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งความ
ยินดี ความพูดถึง ความติดใจ ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น
ซึ่งสังขารทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่ง
ทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าท่านจักไม่ถือเอาสังขารในท่ามกลาง.
[๘๖๐] คำว่า ท่านจักเป็นผู้เข้าไปสงบประพฤติไป ความว่า
ท่านจักเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับแล้ว เพราะราคะ
โทสะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นสภาพสงบ สงบเงียบ เข้าไป
สงบวิเศษ ถูกเผา ดับ ปราศไป ระงับ ประพฤติ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านจักเป็นผู้
เข้าไปสงบประพฤติไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
กิเลสชาติที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภถึงสังขารใน
กาลก่อน ท่านจงให้เหือดหายไปเสีย กิเลสชาตเครื่อง
กังวลที่พึงเกิดขึ้น เพราะปรารภถึงสังขารในภายหลัง
อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอาสังขารในท่ามกลาง
ท่านจักเป็นผู้เข้าไปสงบประพฤติไป.
[๘๖๑] ความถือว่าของเราในนามรูป ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด โดย
ประการทั้งปวง และผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศก เพราะสิ่งที่
ถือว่าของเราไม่มีอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมในโลก.
หน้า 492
ข้อ 862, 863
ว่าด้วยนามและรูป
[๘๖๒] คำว่า โดยประการทั้งปวง ในคำว่าความถือว่า ของเรา
ในนามรูป ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง ความว่า ทั้งปวงโดย
กำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ คำว่า
ทั้งปวงนั้น เป็นเครื่องกล่าวรวบหมด. อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม มหาภูต-
รูป ๔ และอุปาทายรูปแห่งมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่ารูป. คำว่า แก่ผู้ใด คือ
แก่พระอรหันตขีณาสพ ชื่อว่าความถือว่าของเรา ได้แก่ความถือว่าของ
เรา ๒ อย่าง คือความถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑ ความถือว่าของเราด้วย
ทิฏฐิ ฯลฯ นี้ ชื่อว่าความถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯ ลฯ นี้ชื่อว่าความ
ถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ. คำว่า ความถือว่าของเราในนามรูป ย่อมไม่
แก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง ความว่า ความถือว่าของเราในนามรูป ย่อม
ไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้แก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง คือ อันผู้ใดละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือ
ญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความถือว่าของเราในนามรูป ย่อมไม่มีแก่
ผู้ใดโดยประการทั้งปวง.
ว่าด้วยผู้ไม่เศร้าโศก
[๘๖๓] คำว่า และผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ถือว่าของเรา
ไม่มีอยู่ ความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกถึงวัตถุที่แปรปรวน หรือเมื่อวัตถุ
แปรปรวนไปแล้วก็ย่อมไม่เศร้าโศกถึง คือ ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ
ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหลว่า จักษุ โสตะ มานะ
ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส
หน้า 493
ข้อ 864
ลาภ ฯลฯ ญาติสาโลหิต ของเราแปรปรวนไปแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ถือว่าของเราไม่มีอยู่.
อีกอย่างหนึ่งผู้ใดเป็นผู้อันทุกขเวทนาซึ่งไม่สำราญกระทบ ครอบงำ
ย่ำยี มาถึงเข้าแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม้รำพัน ไม่ทุบอก
คร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหล แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
ย่อมไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ถือว่าของเราไม่มีอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใด
เป็นผู้อันโรคตากระทบ ครอบงำ ฯลฯ เป็นผู้อันสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง
ลม แดด และสัตว์เสือกคลานกระทบ ครอบงำ ย่ำยี มาถึงเข้าแล้ว ย่อมไม่
เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหล
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อมไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ถือว่าของเรา
ไม่มีอยู่ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนามรูปนั้นไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ ผู้ใด
ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความ
หลงใหลว่า นามรูปของเราได้มีแล้วหนอ นามรูปย่อมไม่มีแก่เราหนอ
นามรูปของเราพึงมีหนอ เราย่อมไม่ได้นามรูปนั้นหนอ แม้ด้วยเหตุอย่าง
นี้ดังนี้ จึงชื่อว่า และผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ถือว่าของเราไม่มีอยู่.
ว่าด้วยความเสื่อมมีแก่ผู้ยึดถือ
[๘๖๔] คำว่า ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมในโลก ความว่า ความถือ
ความยึดถือ ความถือมั่น ความชอบใจ ความน้อมใจถึงรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า สิ่งนี้ของตน
เหล่าอื่น ย่อมมีแก่ผู้ใด ความเสื่อมย่อมมีแก่ผู้นั้น สมจริงตามภาษิตว่า
หน้า 494
ข้อ 864
ท่านเสื่อมแล้วจากรถ ม้า แก้วมณี และกุณฑล เสื่อม
แล้วจากบุตรและภรรยา ทั้งจากโภคสมบัติทั้งปวง ที่ไม่
ได้เสพ เหตุไร ท่านจึงไม่เดือดร้อนในเวลาเศร้าโศก
โภคสมบัติทั้งหลาย ย่อมละสัตว์ไปก่อนบ้าง สัตว์ย่อมละ
โภคสมบัติเหล่านั้นไปก่อนบ้าง ผู้ใคร่กามมีโภคสมบัติ
ทั้งหลายเหล่าเป็นผู้ไม่มีอะไรเป็นของของตน เหตุนั้น เรา
จึงไม่เศร้าโศกในเวลาเศร้าโศก ดวงจันทร์ย่อมขึ้น ย่อม
เต็มดวง ย่อมเสื่อมไป ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้วก็ลับไป
โลกธรรมทั้ง ๘ เรารู้แล้ว เหตุนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกใน
เวลาเศร้าโศก.
ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความชอบใจ ความน้อมใจ
ถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า
สิ่งนี้ของตนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความเสื่อมก็ไม่มีแก่ผู้นั้น สมจริง
ตามภาษิตว่า ดูก่อนสมณะ ท่านย่อมยินดีหรือ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เรา
ได้อะไรเล่าจึงจะยินดี. ดูก่อนสมณะ ถ้าอย่างนั้น ท่านย่อมเศร้าโศกหรือ.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สิ่งอะไร ๆ เล่าเสื่อมไปแล้ว เราจึงจะเศร้าโศก. ดูก่อน
สมณะ ถ้าอย่างนั้น ท่านย่อมไม่ยินดี ย่อมไม่เศร้าโศกหรือ. เป็นอย่าง
นั้น ท่านผู้มีอายุ.
และสมจริงตามภาษิตว่า
เป็นเวลานานหนอ เราจึงได้เห็นภิกษุผู้เป็นพราหมณ์
ตัดรอบแล้ว ไม่มียินดี ไม่มีทุกข์ ข้ามตัณหาเครื่อง
เกาะเกี่ยวในโลก.
หน้า 495
ข้อ 865, 866
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมในโลก เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ความถือว่าของเราในนามรูป ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดโดย
ประการทั้งปวง และผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศก เพราะสิ่งที่
ถือว่าของเราไม่มีอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมในโลก.
[๘๖๕] ความกังวลอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า สิ่งนี้ของ
คนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความถือว่า
ของเรา ก็ไม่เศร้าโศกว่าสิ่งนี้ย่อมไม่มีแก่เรา.
[๘๖๖] คำว่า แก่ผู้ใด ในคำว่า ความกังวลอะไร ๆ ว่าสิ่งนี้
ของเรา หรือว่า สิ่งนี้ของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความว่า แก่
พระอรหันตขีณาสพ ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความชอบใจ
ความน้อมใจถึงสังขารอะไร ๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า สิ่งนี้ของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่
เข้าไปได้แก่ผู้ใด คือ อันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควร
เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
ความกังวลอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า สิ่งนี้ของคนเหล่าอื่น ย่อม
ไม่มีแก่ผู้ใด.
ว่าด้วยอิทัปปัจจยตา
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้
ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ทั้งไม่ใช่ของคนเหล่าอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 496
ข้อ 866
กายนี้ อันกรรมเก่าควบคุมแล้ว อันจิตประมวลเข้าแล้ว ท่านทั้งหลาย
พึงเห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ แล้ว
ย่อมมนสิการถึงปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ โดยแยบคายเป็นอย่างดีในกาย
นั้นว่า เพราะเหตุนี้ ๆ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็
เกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ กล่าวคือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ
ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ เพราะ
อวิชชานั้นแลดับด้วยสามารถความสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ ฯลฯ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ความกังวลอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า สิ่ง
นี้ของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด.
และสมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนโมฆราช ท่านจงมีสติพิจารณาเห็นโลกโดย
ความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พึงเป็นผู้
ข้ามพ้นมัจจุได้ด้วยอาการอย่างนี้ มัจจุราชย่อมไม่เห็น
บุคคลผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความกังวลอะไร ๆ . . . ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด.
และสมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสียเถิด สิ่งนั้นที่
ท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ตลอดกาลนาน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละรูปเสียเถิด รูปนั้นที่ท่าน
หน้า 497
ข้อ 866
ทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ตลอดกาลนาน เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละ
วิญญาณนั้นเสียเถิด วิญญาณนั้นที่ท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อสุข ตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หญ้า ไม้กิ่งไม้และใบไม้ในวิหารเชตวันนี้
คนพึงนำไป เผาเสีย หรือว่าทำตามปัจจัย ท่านทั้งหลายพึงมีความดำริ
อย่างนี้ หรือว่าคนย่อมนำไป เผาเสีย ซึ่งเราทั้งหลาย หรือทำตามปัจจัย
ความดำรินั้นไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุ
ว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ตนหรือของเนื่องด้วยตนแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย
เถิด สิ่งนั้นที่ท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์ เพื่อสุข ตลอด
กาลนาน ฉันนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งอะไรไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย . . . วิญญาณไม่ใช่ของท่าน
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสียเถิด วิญญาณนั้นที่ท่านทั้งหลาย
ละเสียแล้ว จักมีเพื่อประโยชน์เพื่อสุข ตลอดกาลนาน แม้ด้วยเหตุอย่าง
นี้ จึงชื่อว่า ความกังวลอะไร ๆ. . . ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด.
และสมจริงตามภาษิตว่า
ดูก่อนคามณี เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง
ธรรมล้วน และความสืบต่อแห่งสังขารล้วน ตามเป็นจริง
ภัยก็ไม่มี เมื่อใด บุคคลเห็นขันธโลกเสมอด้วยหญ้าและ
ไม้ ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้นก็ไม่ปรารถนาอะไร ๆ
อื่น นอกจากนิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ.
หน้า 498
ข้อ 866
นางวชิราภิกษุณีได้กล่าวคาถานี้กะมารผู้ลามก๑ว่า
ดูก่อนมาร ทิฏฐิของท่านย่อมเชื่อสิ่งอะไรหนอว่าสัตว์
ร่างกายนี้เป็นกองแห่งสังขารล้วน บัณฑิตย่อมไม่ได้ที่จะ
เรียกว่าเป็นสัตว์ในกองสังขารล้วนนี้ เสียงว่ารถย่อมมี
เพราะคุมกันเข้าแห่งส่วนประกอบ ฉันใด เมื่อขันธ์
ทั้งหลายมีอยู่ ความสมมติว่าสัตว์ก็มี ฉันนั้น ก็ทุกข์
อย่างเดียวย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่ และย่อมแปรไป
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ.
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความกังวลอะไร ๆ...ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด.
และสมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุย่อมค้นหารูปอย่างนั้นแหละ ตลอดถึงคติของรูปที่มีอยู่ ภิกษุย่อมค้น
หาเวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ตลอดถึงคติของวิญญาณที่มีอยู่
เมื่อภิกษุนั้นค้นหารูปตลอดถึงคติของรูปที่มีอยู่ เมื่อค้นหาเวทนา . . .
สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ตลอดถึงคติของวิญญาณที่มีอยู่ แม้ความ
ถือว่าเราก็ดี ว่าของเราก็ดี ว่าเราย่อมมีก็ดี ความถือแม้นั้นก็มิได้มีแก่ภิกษุ
นั้นๆ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความกังวลอะไรๆ... ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด.
ว่าด้วยโลกสูญ
ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล
พระองค์จึงตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
๑. ส. ส. ๑๕/ข้อ ๕๕๕.
หน้า 499
ข้อ 867, 868
ดูก่อนอานนท์ เพราะสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้น เราจึง
กล่าวว่าโลกสูญ ดูก่อนอานนท์ ก็สิ่งอะไรที่สูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่อง
ด้วยตน ดูก่อนอานนท์ จักษุสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน รูป
ก็สูญ... จักษุวิญญาณ... จักษุสัมผัส... สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี
อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้น
ก็สูญ หู ... เสียง ... จมูก ... กลิ่น... ลิ้น... รส... กาย ...โผฏฐัพพะ...
ใจ... ธรรมารมณ์... มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส ... สุขเวทนาก็ดี
ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย
แม้เวทนานั้นก็สูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ดูก่อนอานนท์ เพราะ
โลกสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า โลกสูญ
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความกังวลอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า
สิ่งนี้ของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีแก่บุคคลใด.
[๘๖๗] ชื่อว่า ความถือว่าของเรา ในคำว่า ผู้นั้น เมื่อไม่ได้
ความถือว่าของเรา ได้แก่ ความถือว่าของเรา ๒ อย่าง คือ ความถือว่า
ของเราด้วยตัณหา ๑ ความถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ.
ผู้นั้นละความถือว่าของเราด้วยตัณหา สละคืนความถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ
แล้ว เมื่อไม่ได้ ไม่พบ ไม่ประสบ ไม่ได้เฉพาะ ซึ่งความถือว่าของเรา
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้น เมื่อไม่ได้ความถือว่าของเรา.
[๘๖๘] คำว่า ก็ไม่เศร้าโศกว่า สิ่งนี้ย่อมไม่มีแก่เรา ความว่า
ผู้นั้น ย่อมไม่เศร้าโศกถึงวัตถุที่แปรปรวนไป หรือเมื่อวัตถุนั้นแปรปรวน
ไปแล้ว ก็ไม่เศร้าโศกถึง และไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน ไม่
หน้า 500
ข้อ 869, 870
ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหลว่า จักษุของเราแปรปรวนไปแล้ว
หูของเราแปรปรวนไปแล้ว ฯลฯ สาโลหิตของเราแปรปรวนไปแล้ว
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ไม่เศร้าโศกว่า สิ่งนี้ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ความกังวลอะไร ๆ ว่า สิ่งนี้ของเรา หรือว่า สิ่งนี้ของ
คนเหล่าอื่น ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้น เมื่อไม่ได้ความถือ
ว่าของเรา ก็ไม่เศร้าโศกว่า สิ่งนี้ย่อมไม่มีแก่เรา.
[๘๖๙] บุคคลเป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ตามติดใจ ไม่หวั่นไหว
เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่มี
ความหวั่นไหว ก็บอกอานิสงส์นั้น.
ว่าด้วยผู้ไม่ริษยา
[๘๗๐] ความริษยา ในคำว่า เป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ตามติดใจ
เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ริษยา คือ ย่อมริษยา ชิงชัง
ผูกความริษยา ในลาภ สักการะ การเคารพ การนับถือ การไหว้และ
การบูชาของบุคคลอื่น ความเป็นผู้ริษยา การทำความเป็นผู้ริษยา ความ
ริษยา กิริยาที่ริษยา ความเป็นผู้ริษยา ความชิงชัง กิริยาที่ชิงชัง ความ
เป็นผู้ชิงชัง นี้เรียกว่าความริษยา ความริษยานั้น อันผู้ใดละ ตัดขาด
สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้น
เรียกว่า เป็นผู้ไม่ริษยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่ริษยา. คำว่า
ไม่ตามติดใจ ความว่า ตัณหา เรียกว่าความตามติดใจ ได้แก่ ราคะ
หน้า 501
ข้อ 871
สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ความติดใจนั้น อันผู้ใดละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
ผู้นั้น เรียกว่าเป็นผู้ไม่ตามติดใจ ผู้นั้นไม่ติดใจ คือไม่ถึงความติดใจ
ไม่หลง ไม่หมกมุ่นในรูป ฯลฯ ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่
ทราบและธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง คือเป็นผู้ปราศจากความติดใจ หายจาก
ความติดใจ สละความติดใจ สำรอกความติดใจ ปล่อยความติดใจ ละ
ความติดใจ สละคืนความติดใจแล้ว ปราศจากความกำหนัด หายจาก
ความกำหนัด สละความกำหนัด สำรวมความกำหนัด ปล่อยความกำหนัด
ละความกำหนัด สละคืนความกำหนัดแล้ว หายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว
เป็นผู้เสวยสุขมีตนดุจพรหมอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเป็นผู้ไม่
ริษยา ไม่ตามติดใจ.
ว่าด้วยผู้ไม่หวั่นไหว
[๘๗๑] คำว่า ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง
ความว่า ตัณหา เรียกว่าความหวั่นไหว ได้แก่ ราคะ สาราคะ ฯลฯ
อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น อันผู้ใดละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือ
ญาณ ผู้นั้น เรียกว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ไม่หวั่นไหว
เพราะละความหวั่นไหวเสียแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว เอนเอียง ดิ้นรน
ยุ่ง วุ่นไป แม้ในลาภ แม้ในความเสื่อมลาภ แม้ในยศ แม้ในความ
เสื่อมยศ แม้ในความสรรเสริญ แม้ในความนินทา แม้ในสุข แม้ในทุกข์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่หวั่นไหว. คำว่า เป็นผู้เสมอในอายตนะ
หน้า 502
ข้อ 872, 873, 874
ทั้งปวง ความว่า อายตนะ ๑๒ คือ จักษุ รูป ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์
เรียกว่าอายตนะทั้งปวง เมื่อใด ฉันทราคะในอายตนะภายในและภายนอก
อันบุคคลละ ตัดรากเสียแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความ
ไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้น ผู้นั้น
เรียกว่าเป็นผู้เสมอ คงที่ วางตนเป็นกลาง เพิกเฉย ในอายตนะทั้งปวง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง.
[๘๗๒] คำว่า เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่มีความหวั่นไหว ก็บอก
อานิสงส์นั้น ความว่า เราถูกถาม สอบถาม ขอให้บอก อัญเชิญให้
บอก ขอให้ประสาทถึงบุคคลผู้ไม่มีความหวั่นไหว ก็บอกอานิสงส์ ๔ นี้
คือ บอก ชี้แจง ฯลฯ ประกาศว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ตาม
ติดใจ ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง ดังนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่มีความหวั่นไหว ก็บอกอานิสงส์นั้น
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลเป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ตามติดใจ ไม่หวั่นไหว
เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่มี
ความหวั่นไหว ก็บอกอานิสงส์นั้น.
[๘๗๓] อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว
รู้แจ้งอยู่ บุคคลนั้น งดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ย่อมเห็น
ความปลอดโปร่งในที่ทั้งปวง.
[๘๗๔] ตัณหา เรียกว่า ความหวั่นไหว ในคำว่า แก่บุคคล
ผู้ไม่หวั่นไหว รู้แจ้งอยู่ ได้แก่ ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ
หน้า 503
ข้อ 875, 876
อกุศลมูล ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น อันผู้ใดละ ตัดขาด สงบ
ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้น เรียกว่า
ผู้ไม่หวั่นไหว บุคคลชื่อว่าไห่หวั่นไหว เพราะละความหวั่นไหวเสียแล้ว
ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว เอนเอียง ดิ้นรน ยุ่ง วุ่นไป แม้ในลาภ แม้
ในความเสื่อมลาภ แม้ในยศ แม้ในความเสื่อมยศ แม้ในความสรรเสริญ
แม้ในความนินทา แม้ในสุข แม้ในทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แก่
บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว. คำว่า รู้แจ้งอยู่ ความว่า รู้ รู้ทั่ว รู้แจ้งเฉพาะ
แทงตลอดว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใด
สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว รู้แจ้งอยู่.
[๘๗๕] คำว่า อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มี ความว่า ปุญญาภิ-
สังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เรียกว่า อภิสังขาร. ปุญญา-
ภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อาเนญชาภิสังขารก็ดี อันบุคคลนั้นละ
ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุเท่านี้ อภิสังขารทั้งหลายก็
ไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือเป็นสภาพอันบุคคลนั้นละ ตัดขาด
สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มี.
[๘๗๖] คำว่า บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ความว่า
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เรียกว่า อภิสังขาร.
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร อันบุคคลนั้นละ
ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภาย-
หน้า 504
ข้อ 877, 878, 879
หลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุเท่านี้ บุคคลชื่อว่า
เป็นผู้งด เว้น เว้นขาด เว้นเฉพาะ ออก สลัดออก พ้นขาด
ไม่เกี่ยวข้องอภิสังขาร เป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร.
[๘๗๗] คำว่า ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทั้งปวง ความว่า
ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ กิเลสทั้งหลาย อันก่อให้เกิดภัย เพราะ
ผู้นั้นเป็นผู้ละราคะ อันก่อให้เกิดภัย ฯลฯ ละกิเลสทั้งหลายอันก่อให้เกิด
ภัยเสียแล้ว ชื่อว่าย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทั้งปวง คือ ย่อมเห็นความ
ไม่มีภัย ไม่มีเสนียด ไม่มีอุบาทว์ ไม่มีอุปสรรค ความระงับ ในที่ทุก
สถาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทั้งปวง
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว
รู้แจ้งอยู่ บุคคลนั้น งดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ย่อมเห็น
ความปลอดโปร่งในที่ทั้งปวง.
[๘๗๘] มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวก
คนที่ต่ำกว่า ในพวกคนที่สูงกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ผู้
ปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ ย่อมไม่สลัด
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ ).
ว่าด้วยคุณสมบัติของมุนี
[๘๗๙] คำว่า มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกตนที่เสมอกัน ใน
หน้า 505
ข้อ 880, 881
พวกคนที่ตำกว่า ในพวกตนที่สูงกว่า ความว่า ญาณเรียกว่า โมนะ
ได้แก่ ปัญญา ความรู้ ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหา
เพียงดังข่ายดำรงอยู่ บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี มุนีย่อมไม่พูดถึง ไม่กล่าว ไม่
บอก ไม่แสดง ไม่แถลง ว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา หรือว่าเราเลว
กว่าเขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอ
กัน ในพวกคนที่ต่ำกว่า ในพวกคนที่สูงกว่า.
[๘๘๐] คำว่า เป็นผู้สงบ ในคำว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจาก
ความตระหนี่ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ
ดับแล้ว ระงับแล้ว เพราะราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขาร
ทั้งปวง เป็นสภาพสงบ สงบเงียบ เข้าไปสงบวิเศษ ถูกเผา ดับ ปราศไป
ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ.
คำว่า ปราศจากความตระหนี่ ความว่า ความตระหนี่ ๕ ประการ
คือ ความตระหนี่อาวาส ฯลฯ ความหวงไว้ นี้เรียกว่า ความตระหนี่
ความตระหนี่นั้น อันมุนีใดละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควร
เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นเรียกว่า ผู้ปราศจากความ
ตระหนี่ หายจากความตระหนี่ กำจัดความตระหนี่ สำรอกความตระหนี่
พ้นความตระหนี่ ละความตระหนี่ สละคืนความตระหนี่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจากความตระหนี่.
[๘๘๑] คำว่า ย่อมไม่ยึดถือ ในควานว่า ย่อมไม่ยึดถือ ย่อม
ไม่สลัด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้ ความว่า มุนีนั้น ย่อมไม่ยึดถือ
ไม่ถือเอา ไม่เข้าไปถือ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งรูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ยึดถือ.
หน้า 506
ข้อ 881
คำว่า ย่อมไม่สลัด ความว่า มุนีนั้น ย่อมไม่ละ ไม่บรรเทา
ไม่ทำให้สิ้นไป ไม่ให้ถึงความไม่มี ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ย่อมไม่สลัด. คำว่า ภควา เป็นคำเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ.
บทว่า ภควา นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า
มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวก
คนที่ต่ำกว่า ในพวกคนที่สูงกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ
ปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ ย่อมไม่สลัด
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้).
จบอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕
อรรถกถาอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕
พึงทราบวินิจฉัยในอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้.
พึงทราบความในคาถาที่หนึ่ง มีคำเริ่มต้นว่า อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ
ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ดังนี้.
ภัยใด เป็นไปในโลกปัจจุบัน หรือเป็นไปในสัมปรายภพเกิดแล้ว
ภัยนั้นทั้งหมดเกิดแต่อาชญาของตน คือเกิดแต่เหตุประพฤติชั่วของตน
เมื่อเป็นอย่างนี้ พวกท่านจงดูชนที่ทุ่มเถียงกัน คือจงดูชนมีเจ้าศากยะ
เป็นต้นนี้ ทุ่มเถียงกันและกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงอบรมชน
หน้า 507
ข้อ 881
ผู้ทำร้ายกัน ผู้ปฏิบัติผิดต่อกันนั้นอย่างนี้แล้ว เพื่อให้ชนนั้นเกิดความ
สังเวชด้วยการแสดงถึงการปฏิบัติชอบของพระองค์ จึงตรัสว่า
เราจักแสดงความสังเวชตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว.
อธิบายว่า เมื่อก่อนเราเป็นพระโพธิสัตว์ ระลึกได้แล้ว.
บทว่า ตโย คือ กำหนดจำนวน. บทว่า ทณฺฑา อาชญา คือ
ทุจริต. บทว่า กายทณฺโฑ อาชญาทางกาย คือ กายทุจริต. แม้ในอาชญา
ทางวาจาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ติวิธํ กายทุจฺจริตํ กายทุจริต
มี ๓ อย่าง อันได้แก่ความประพฤติชั่วเป็นไปทางกาย มีปาณาติบาต
เป็นต้น. หรือประพฤติชั่ว เพราะเน่าด้วยกิเลส เพราะเหตุนั้น จึงได้
ชื่อว่า ทุจริต ๓ อย่าง. บทว่า จตุพฺพิธํ คือ วจีทุจริต ๔ อย่างมีมุสาวาท
เป็นต้น. บทว่า ติวิธํ คือ มโนทุจริต ๓ อย่าง มีอภิชฌา (โลภอยาก
ได้ของเขา) เป็นต้น. บทว่า ทิฏฺธมฺมิกํ ภัยในชาตินี้ คือภัยที่ได้รับใน
ชาตินี้ คือในอัตภาพนี้. บทว่า สมฺปรายิกํ คือ ภัยที่ได้รับในอัตภาพยังมา
ไม่ถึง. บทว่า อาคุจารี คือ เป็นผู้ประพฤติชั่วประพฤติผิด. บทว่า ตเมนํ
ราชา ปริภาสติ พระราชาทรงบริภาษคนผู้นั้น คือพระราชาทรงบริภาษ
คนทำชั่ว ให้เกิดความกลัว. บทว่า ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ให้เสวย
ทุกข์โทมนัส คือเสวยทุกข์ทางกาย โทมนัสทางใจ. บทว่า เอตํ ภยํ ทุกฺขํ
โทมนสฺสํ คือ ภัยทุกข์และโทมนัสนั้น. บทว่า กุโต ตสฺส คือ เกิดแต่
อะไร. บทว่า อตฺตทณฺฑโต ชาตํ เกิดแต่อาชญา คือเกิดแต่ทุจริตที่ตน
กระทำ. บทว่า อนฺตมโส คือ โดยอย่างต่ำ. บทว่า สวจนียมฺปิ กโรติ น เต
ลพฺภา อิโต ปกฺกมิตุํ พระราชามีพระกระแตรับสั่งว่า มันจะหนีจากสถาน
เป็นที่จองจำนี้ไปไม่ได้ คือทรงบังคับว่า โจรพวกนั้นมันจะไปจากบ้าน
หน้า 508
ข้อ 881
เป็นต้นนี้ ออกไปภายนอกไม่ได้. บทว่า ธนชานิปจฺจยาปิ คือ แม้
เพราะเหตุแห่งความสูญเสียทรัพย์. พระราชารับสั่งให้ลงโทษโจรนั้นหลาย
อย่าง. บทว่า กสาหิปิ ตาเฬนฺติ คือ ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง. เวตฺเตหิปิ
ตาเฬนฺติ คือ ให้เฆี่ยนด้วยหวายมีหนามบ้าง. บทมีอาทิว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ
ด้วยไม้พลอง มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺติ
ให้สุนัขกัดกินบ้าง คือให้สุนัขที่หิวเพราะไม่ได้อาหารมา ๒-๓ วัน กัดกิน.
สุนัขเหล่านั้น เพียงครู่เดียวก็กัดกินเหลือแต่ร่างกระดูกเท่านั้น. บทว่า
สูเล อุตฺตาเสนฺติ คือ ให้นอนบนหลาวบ้าง. บทว่า ราชา อิเมสํ จตุนฺนํ
ทณฺฑานํ อิสฺสโร พระราชาเป็นใหญ่ในอาชญา ๔ อย่างแหล่านี้ คือ
พระราชาสามารถจะลงอาชญา ๔ อย่างเหล่านี้. บทว่า สเกน กมฺเมน
คือ ด้วยกรรมที่ตนทำ. ในบทว่า ตเมนํ นิรยปาลา นี้ พระเถระบางพวก
กล่าวว่า พวกนายนิรยบาลไม่มีให้ทำกรรมกรณ์ ดุจรูปยนต์เท่านั้น.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พวกนายนิรยบาลมีในนรก. ในอภิธรรมรับรอง
ไว้โดยนัยมีอาทิว่า เออ ผู้ลงกรรมกรณ์มีอยู่. พวกนิรยบาลในนรกมีเหมือน
ในมนุษยโลก ที่มีพวกลงโทษ. บทว่า ตตฺตํ อโยขิลํ หลาวเหล็กร้อน
คือให้สัตว์นรกมีร่างกาย ๓ คาวุต นอนหงายบนแผ่นดินโลหะ ไฟลุก
โพลงแล้วเอาหลาวเหล็กประมาณเท่าลำตาลสอดเข้าไปที่มือขวา ในมือซ้าย
เป็นต้นก็เหมือนกัน. ให้สัตว์นรกนอนคว่ำบ้าง ตะแคงซ้ายบ้าง ตะแคง
ขวาบ้าง เหมือนให้นอนหงายลงกรรมกรณ์นั้น. บทว่า สํเวเสตฺวา ให้
นอนลง คือให้ร่างประมาณ ๓ คาวุต นอนลงบนแผ่นดินเหล็กอันลุก
โพลง. บทว่า กุธารีหิ ด้วยผึ่ง คือเอาผึ่งใหญ่ประมาณปีกข้างหนึ่งของ
หลังคาเรือนถาก. เลือดไหลเหมือนน้ำไหล. เปลวไฟลุกขึ้นจากแผ่นดิน
หน้า 509
ข้อ 881
โลหะจดถึงที่ถาก. เกิดมหาทุกข์. อนึ่ง เมื่อถาก ถากไปตามเส้นบรรทัด
เป็น ๘ เหลี่ยมบ้าง ๖ เหลี่ยมบ้าง เหมือนถากไม้. บทว่า วาสีหิ คือ
ด้วยมีด ประมาณเท่ากระด้งใหญ่. บทว่า รเถ โยเชตฺวา เทียมเข้าที่รถ
คือเทียมที่รถมีไฟลุกโพลงไปทั่วกับแอก เชือก กระพอง ล้อ ทูบ ปฏัก.
บทว่า มหนฺตํ คือ ภูเขาถ่านเพลิงให้ประมาณเท่าเรือนยอด. บทว่า
อาโรเปนฺติ ให้ขึ้น คือเอาค้อนเหล็กมีไฟลุกโพลงโบยให้ขึ้นภูเขาถ่าน
เพลิง. บทว่า สกิมฺปิ อุทฺธํ บางครั้งก็เดือดพล่านไปข้างบน คือไปข้าง
บนข้างล่างและทางขวาง เหมือนข้าวสารที่ใส่ไว้ในหม้ออันเดือดพล่าน.
บทว่า มหานิรเย คือ ในอเวจีมหานรก.
บทว่า จตุกฺกณฺโณ มหานรกมี ๔ มุม คือเช่นกับหีบสี่เหลี่ยม
จตุรัส. บทว่า วิภตฺโต คือ จำแนกออกโดยประตู ๔ ช่อง. บทว่า ภาคโส
มิโต จำแนกออกโดยส่วน คือสร้างจำแนกออกโดยส่วนแห่งประตูและ
ถนน. บทว่า ปริยตฺโต คือ ล้อมรอบ. บทว่า อยสา คือ มีแผ่นเหล็ก
ประมาณ ๙ โยชน์ครอบไว้ข้างบน. บทว่า สนนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา
ติฏฺติ แผ่ไปร้อยโยชน์ตั้งอยู่โดยรอบ คือแผ่ไปตั้งอยู่ โดยที่เมื่อบุคคล
ยืนแลดูอยู่ในที่ร้อยโยชน์โคตรอบ ตาทั้งสองข้างจะถลนออกเหมือนลูกกลม
คู่. บทว่า กทริยา ตปนา มหานรกอันเป็นที่น่าสยดสยองเผาผลาญ คือ
มหานรก ๘ ขุม กับอุสสทนรก แม้ทั้งหมดเหล่านั้น เป็นที่น่าสยดสยอง
เผาผลาญสัตว์อยู่เป็นนิจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กทริยา ตปนา. มหานรก
ชื่อว่า ร้ายแรง เพราะให้เกิดทุกข์ร้ายแรง ชื่อว่า มีเปลวไฟ เพราะมีเปลว-
ไฟตั้งอยู่ตลอดกัป ชื่อว่า แสนยากที่จะเข้าใกล้ เพราะทำได้ยากเพื่อจะให้
ขัดเคือง เพื่อกระทบกระทั่ง ชื่อว่า น่าขนลุกขนพอง เพราะเพียงเห็น หรือ
หน้า 510
ข้อ 881
เพียงได้ยินขนก็ลุกชันเสียแล้ว ชื่อว่า น่ากลัว เพราะน่าครั่นคร้าม ชื่อว่า
ให้เกิดภัย เพราะให้เกิดความกลัว ชื่อว่า ให้เกิดทุกข์ เพราะไม่มีความสุข.
พึงทราบความสังเขปแห่งคาถามีอาทิว่า ปุรตฺถิมาย จ ภิตฺติยา
เปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านทิศตะวันออกอย่างนี้ถึงอเวจีมหานรกเป็นที่สุด,
มหานรกชื่ออเวจี เพราะไม่มีคลื่น๑ในระหว่างของเปลวไฟ หรือของสัตว์
ทั้งหลาย หรือของทุกข์ของสัตว์เหล่านั้น. เพราะว่าในอเวจีนั้น กลุ่ม
เปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านทิศตะวันออกเป็นต้น แล้วเผาบุคคลผู้มีกรรมชั่ว
พังฝาด้านทิศตะวันตกออกไป. กลุ่มเปลวไฟทะลุฝาเหล่านั้นพุ่งไปข้างหน้า
๑๐๐ โยชน์. กลุ่มเปลวไฟตั้งอยู่ข้างล่างไปกระทบข้างบน ดังอยู่ข้างบนลง
กระทบข้างล่าง. ในอเวจีนี้ชื่อว่าไม่มีคลื่นของเปลวไฟเลยอย่างนี้. ที่ ๑๐๐
โยชน์ในภายในอเวจีนั้น เต็มไปด้วยสัตว์นรกไม่มีช่องว่าง เหมือนทะนาน
เต็มไปด้วยแป้งทำด้วยเถาน้ำนม. สัตว์นรกสุดแดนนรก ไม่มีกำหนดด้วย
อิริยาบถ ๔. สัตว์นรกไม่เบียดเบียนกัน หมกไหม้อยู่ในที่เดียวกัน. ใน
นรกอเวจีนี้ชื่อว่าไม่มีคลื่นของสัตว์นรกอย่างนี้. อนึ่ง หยาดน้ำผึ้ง ๖ หยาด
บนปลายลิ้น ย่อมเป็นอัพโพหาริก เพราะหยาดน้ำทองแดงหยาดที่ ๗
มีกำลังเผาไหม้หมด ฉันใด อุเบกขาอกุสลวิบาก ๖ ที่เหลือ ย่อมเป็น
อัพโพหาริก เพราะมีกำลังในการเผาผลาญในนรกนั้น. ทุกข์เท่านั้นปรากฏ
ไม่มีระหว่าง. ในนรกอเวจีนี้ชื่อว่าไม่มีคลื่นของทุกข์เลยอย่างนี้. ชื่อว่า
นรกเพราะปราศจากความยินดี.
บทว่า ตตฺถ สตฺตา มหาลุทฺทา คือ สัตว์ที่เกิดในนรกอเวจีนั้น มี
กรรมหยาบมาก. บทว่า มหากิพฺพิสการิโน คือ ทำกรรมร้ายแรงมาก.
บทว่า อจฺจนฺตปาปกมฺมนฺตา คือ มีบาปกรรมโดยส่วนเดียว. บทว่า
๑. คือไม่มีความขาดตอน.
หน้า 511
ข้อ 881
ปจฺจนฺติ น จ มิยฺยเร คือ หมกไหม้อยู่ในระหว่างเปลวไฟ แต่ไม่ตาย.
บทว่า ชาตเวทสโม กาโย คือ ร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้น เช่นกับ
ไฟ. บทว่า เตสํ นิรยวาสีนํ คือ สัตว์ผู้อยู่ในนรกเหล่านั้น เป็นผู้มีบาป-
กรรม. บทว่า ปสฺส กมฺมานํ ทฬฺหตฺตํ คือ จงดูความมั่นคงของบาป-
กรรม. บทว่า น ภสฺมา โหนฺติ นปิ มสิ คือ เถ้าและเขม่ามิได้มีเลย.
บทว่า ปุรตฺถิเมน ข้างทิศตะวันออก คือตราบใดประตูยังไม่ปิด สัตว์
นรกก็วิ่งมุ่งหน้าไปทางประตูนั้น. ผิวหนังเป็นต้นของสัตว์นรกเหล่านั้น
ย่อมไหม้ที่ประตูนั้น. เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นไปถึงใกล้ประตู ประตูนั้นก็
ปิด ประตูหลังปรากฏดุจไม่ได้ปิดไว้. ในบททั้งหมดก็มีนัยนี้. บทว่า
นิกฺขมิตาสา เต คือ สัตว์นรกเหล่านั้นมีความหวังเพื่อจะออก จึงชื่อว่า
นิกฺขมิตาสา. บทว่า โมกฺขํ คเวสิโน คือ แสวงหาอุบายที่จะออก.
บทว่า น เต ตโต นิกฺขมิตุํ ลภนฺติ กมฺมปจฺจยา คือ สัตว์เหล่านั้นออก
จากนรกนั้นไม่ได้ เพราะบาปกรรมเป็นปัจจัย. บทว่า เตสญฺจ
ปาปกมฺมนฺตํ อวิปกฺกํ กตํ พหุํ เพราะบาปกรรมที่สัตว์เหล่านั้นทำไว้มาก
ยังมิได้ให้ผลหมดสิ้น คือกรรมลามกหยาบช้าที่สัตว์เหล่านั้นทำสะสมไว้มี
อยู่มากมายนานัปการ ยังไม่ให้ผล.
บทว่า สํเวคํ ความสังเวช คือความระอา. บทว่า อุพฺเพคํ ความ
สะดุ้ง คือไปจากที่ยืนอยู่. บทว่า อุตฺราสํ ความหวาดเสียว คือความ
ยุ่งยากใจ ไม่ตกลงใจ. บทว่า ภยํ ความกลัว คือจิตสะดุ้ง. บทว่า
ปีฬนํ ความบีบคั้น คือความเสียดสี. บทว่า ฆฏฺฏนํ ความกระทบ คือ
ทำการบีบคั้น. บทว่า อุปทฺทวํ ความเบียดเบียน คือจัญไร. บทว่า
อุปสคฺคํ ความขัดข้อง คือการปิดกั้น.
หน้า 512
ข้อ 881
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงประการที่พระองค์ทรง
สังเวชมาแล้ว จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ผนฺทมานํ หมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทมานํ คือ ดิ้นรนด้วยตัณหาเป็นต้น.
บทว่า อปฺโปทเก คือ ในน้ำน้อย. บทว่า อญฺมญฺเหิ พฺยารุทฺเธ
ทิสฺวา เห็นสัตว์ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน คือเห็นสัตว์ต่าง ๆ ทำร้ายกับ
สัตว์อื่น ๆ. บทว่า มํ ภยมามิสิ คือ ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว.
บทว่า กิเลสผนฺทนาย ผนฺทมานํ ดิ้นรนเพราะกิเลส คือหวั่นไหว
ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า ปโยโค ได้แก่ กายประโยค วจีประโยค
และมโนประโยค. บทว่า วิรุทฺธา ทำร้ายกัน คือถึงความพิโรธกัน.
บทว่า ปฏิวิรุทฺธา ทำร้ายตอบกัน คือหันหน้าทะเลาะกัน. หรือตรงเข้า
ทำร้ายกัน . บทว่า อาหตา เคืองกัน คือประกันประหารกันด้วยความ
โกรธ. บทว่า ปจฺจาหตา เคืองตอบกัน คือเป็นมวยปล้ำต่อสู้กัน. บทว่า
อาฆาติตา ปองร้ายกัน คือกระทบกระทั่งกัน . บทว่า ปจฺจาฆฏฺฏิตา
ปองร้ายตอบกัน คือกระทบกระทั่งกันอย่างแรง. บทว่า ปาณีหิปิ
อุปกฺกมนฺติ คือ ตบตีกันด้วยมือบ้าง.
บทว่า สมนฺตมสาโร โลโก โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร คือโลก
ทั้งหมดตั้งแต่นรกเป็นต้น. ไม่เป็นแก่นสาร คือเว้นจากแก่นสารที่เป็น
ของเที่ยงเป็นต้น. บทว่า ทิสา สพฺพา สเมริตา คือ สังขารทั้งหลาย
หวั่นไหวแล้วตลอดทิศทั้งปวง เพราะความไม่เที่ยง. บทว่า อิจฺฉํ ภวน-
มตฺตโน เมื่อปรารถนาความเจริญเพื่อตน คือเมื่อปรารถนาความต้านทาน
เพื่อตน. บทว่า นาทฺทสาสึ อโนสิตํ คือ ไม่ได้เห็นฐานะอะไรๆ อัน
ไม่ถูกครอบงำด้วยชราเป็นต้น.
หน้า 513
ข้อ 881
บทว่า อสฺสาโร คือ ไม่เป็นแก่นสารหรือเว้นจากแก่นสาร. บทว่า
นิสฺสาโร คือ เว้นจากแก่นสารด้วยประการทั้งปวง. บทว่า สาราปคโต
คือ ปราศจากแก่นสาร. บทว่า นิจฺจสารสาเรน วา โดยแก่นสารที่เป็น
ของเที่ยง คือแก่นสารที่นับว่าเป็นแก่นสารตลอดไป. แม้สองบทต่อไป
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า เย ปุรตฺถิมาย ทิสาย สงฺขารา สังขาร
ทั้งหลายในทิศตะวันออก คือสังขารทั้งหลายที่ร่วมกันทำขึ้นด้วยปัจจัยใน
ทิศตะวันออก. บทว่า เตปิ เอริตา คือ แม้สังขารเหล่านั้นก็หวั่นไหว.
บทว่า สเมริตา สะเทือน คือหวั่นไหวยิ่ง. บทว่า จลิตา สะท้าน คือ
ไปสู่ความหวั่นไหว. บทว่า ฆฏฺฏิตา เอนเอียง คือถูกความเกิดความดับ
บีบคั้น. บทว่า อนิจฺจตาย คือ เพราะเป็นแล้วไม่เป็น. บทว่า ชาติยา
อนุคตา อันชาติติดตาม คืออันความเกิดเข้าไปติดตาม. บทว่า ชราย
อนุสฏา อันชราห้อมล้อม คือถูกเบียดเบียนเพราะความแก่หง่อม. บทว่า
พฺยาธินา อภิภูตา อันพยาธิครอบงำ คือถูกพยาธิอันเกิดขึ้นเพราะความ
เปลี่ยนแปลงของธาตุครอบงำ. บทว่า มรเณน อพฺภาหตา คือ ถูกมรณะ
กำจัด. บทว่า อตาณา ไม่มีที่ต้านทาน คือเว้นจากการรักษา. บทว่า
อเลณา ไม่มีที่หลีกเร้น คือเว้นจากที่หลีกเร้น. บทว่า อสรณา คือ ไม่
มีที่พึ่ง. บทว่า อสรณีภูตา เป็นสภาพไม่มีที่พึ่ง คือไม่ทำกิจของที่พึ่ง
เอง. บทว่า อตฺตโน ภวนํ ความเจริญเพื่อตน เป็นบทยกขึ้นเพื่อขยาย
ความ. บทว่า ตาณํ ที่ป้องกัน คือที่รักษา. บทว่า เลณํ คือ ที่หลีกเร้น.
บทว่า สรณํ ที่พึ่ง คือที่ยังทุกข์ให้พินาศไป. บทว่า คตึ ที่ดำเนิน คือ
ที่อาศัย. บทว่า ปรายนํ ที่ก้าวหน้า คือที่ไปในเบื้องหน้า ชื่อว่า ปรายนํ.
บทว่า อชฺโณสิตํ เยว อทฺทสํ ได้เห็นฐานะทั้งปวงถูกครอบงำ คือได้
หน้า 514
ข้อ 881
เห็นฐานะทั้งปวงถูกชราเป็นต้นย่ำยี. บทว่า สพฺพํ โยพฺพญฺํ คือ ความ
เป็นหนุ่มสาวทั้งปวง ชื่อว่า โยพฺพญฺํ. ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงของ
สัตว์ผู้ยังมีจิตใจ. บทว่า ชราย โอสิตํ ถูกชราครอบงำ คือถูกชรา คือ
ความแก่หง่อมครอบงำย่ำยี. ในบททั้งปวงก็เป็นอย่างนี้.
บทว่า โอสาเน เตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรติ อหุ
เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายมีที่สิ้นสุดมีที่สกัดกั้น เราจึงได้มีความไม่ยินดี
คือได้เห็นสัตว์ทั้งหลายมีที่สิ้นสุด มีที่ตั้งอยู่ไม่ได้ มีที่พินาศทั้งนั้น มีที่
สกัดกั้น มีจิตถูกกำจัดด้วยความชราเป็นต้นของความเป็นหนุ่มสาว เรา
จึงได้มีความไม่ยินดี. บทว่า อเถตฺถ สลฺลํ อนึ่ง เราได้เห็นลูกศรอันเห็น
ได้ยากในสัตว์เหล่านั้น คือลูกศรมีราคะเป็นต้น ในสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้.
บทว่า หทยนิสฺสิตํ คือ อาศัยจิต. บทว่า โยพฺพญฺํ ชรา โวสาเปติ
ชรายังความหนุ่มสาวให้สิ้นสุด คือให้สัตว์อยู่ไม่ได้ ให้พินาศไป. ในบท
ทั้งปวงก็มีนัยอย่างนี้.
ลูกศรมีอานุภาพอย่างไร. พึงทราบคาถาว่า เยน สลฺเลน โอติณฺโณ
สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ทิสา สพฺพา วิธาวติ สัตว์ย่อมแล่นไปสู่ทิศทั้งปวง คือ
สัตว์ย่อมแล่นไปสู่ทิศที่เป็นทุจริตบ้าง ทิศมีทิศตะวันออกเป็นต้นบ้าง
ทิศที่เป็นคติบ้าง. บทว่า ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีหติ
เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่จมลง. คือ เพราะ
ถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไปสู่ทิศเหล่านั้น และไม่จมลงใน
โอฆะ ๔.
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อาณํ ความไม่รู้ต่อไป. ความ
หน้า 515
ข้อ 881
ไม่รู้ ความไม่เห็น เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้ความเห็น ชื่อว่าไม่
ตรัสรู้ เพราะเป็นผู้มุ่งหน้าแล้วต่อญาณไม่รวมลงในธรรม คือไม่ประชุม
กัน. ชื่อว่าตามตรัสรู้ เพราะรู้ธรรมตามสมควร. ชื่อว่าไม่ตามตรัสรู้
เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อการตามตรัสรู้นั้น. ชื่อว่าไม่ตรัสรู้ชอบ เพราะไม่
ตรัสรู้ประกอบด้วยพระไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ชื่อว่า
ไม่ตรัสรู้ชอบ เพราะรู้ความไม่สงบ และความไม่เหมาะสมบ้าง. ชื่อว่าไม่
แทงตลอด เพราะไม่แทงตลอดอริยสัจ ๔. ชื่อว่าไม่ถือเหตุด้วยดี เพราะไม่
ถือธรรมอย่างหนึ่งในรูปเป็นต้น โดยความเป็นสามัญ ลักษณะมีความไม่
เที่ยงเป็นต้น. ชื่อว่าไม่หยั่งรู้เหตุ เพราะไม่หยั่งลงสู่ธรรมนั้นนั่นเอง. ชื่อว่า
ความไม่เพ่งพินิจ เพราะไม่เพ่งโดยสม่ำเสมอ. ชื่อว่าความไม่พิจารณา
เพราะไม่พิจารณาเฉพาะสภาวะของธรรมทั้งหลาย. ชื่อว่ากรรมที่ไม่ทำให้
ประจักษ์ เพราะไม่มีกรรมแม้อย่างเดียวให้ประจักษ์แก่โมหะนั้น เพราะ
ประพฤติวิปริตในกุศลกรรมและอกุศลกรรม หรือเพราะไม่มีการถือความ
เป็นจริงหรือไม่มีการการทำกรรมไร ๆ ให้ประจักษ์เอง. ชื่อว่าความไม่
ผ่องแผ้ว เพราะเมื่อโมหะยังไม่เกิด จิตสันดานใดพึงเป็นความผ่องแผ้ว
สะอาดบริสุทธิ์ จิตสันดานอันเป็นความผ่องแผ้วนั้นถูกโมหะนี้ประทุษร้าย.
ชื่อว่าความเป็นคนโง่ เพราะความเป็นพาล. ชื่อว่าความหลง เพราะลุ่มหลง
ความหลงมีกำลัง ชื่อว่าความหลงทั่ว. ชื่อว่าความหลงพร้อม เพราะหลง
รอบด้าน. ชื่อว่า อวิชชา เพราะไม่รู้ โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้ อวิชชา-
โอฆะ (ห้วงอวิชชา) อวิชชาโยคะ (ประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออวิชชา)
ทั้งสองนี้มีความได้กล่าวไว้แล้ว. ชื่อว่า อนุสัย เพราะนอนเนื่องด้วยความ
มีกำลัง ชื่อว่า ปริยุฏฐานะ เพราะท่วมทับครอบงำจิต. ชื่อว่า ลังคิ (ลิ่มคือ
หน้า 516
ข้อ 881
อวิชชา) เพราะไม่สามารถจะมุ่งหน้าไปสู่ประโยชน์เกื้อกูลได้ เพราะไม่มี
การถือประโยชน์ ย่อมติดแน่นอยู่โดยแท้ อธิบายว่า กะโผลกกะแผลก.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าลังคิ เพราะกำจัดได้ยาก. แม้โมหะนี้ ก็ชื่อว่าลังคิ
เพราะเป็นดุจลิ่ม. บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบความในบทว่า ยา เอวรูปา กงฺขา ดังนี้เป็นต้นต่อไป
ชื่อว่าความสงสัย ด้วยอำนาจแห่งความเคลือบแคลง. ชื่อว่ากิริยาที่สงสัย
เพราะเดินไปสู่ความสงสัย. ความสงสัยยิ่งกว่าความสงสัยในก่อน ชื่อว่า
กิริยาที่สงสัย. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวบทนี้ด้วยอำนาจแห่งอาการ. จิต
ที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย ชื่อว่าความเป็นไปกับด้วยความสงสัย เพราะ
เนื่องด้วยความสงสัย. ความเป็นแห่งความเป็นไปกับด้วยความสงสัย ชื่อว่า
ความเป็นผู้สงสัย. ไม่มีความเห็น ชื่อว่าความเคลือบแคลง. ชื่อว่าความ
ลังเล เพราะเป็นเหตุค้นหาสภาวธรรมอยู่ยากลำบาก. วิจิกิจฉานั้น มี
ความสงสัยเป็นรส มีความหวั่นไหวเป็นลักษณะ มีความไม่ตัดสินใจ
เป็นเครื่องปรากฏ หรือมีความยึดถือหลาย ๆ ส่วนเป็นเครื่องปรากฏ มีการ
ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย เป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่า ความสงสัยทำ
อันตรายแก่การปฏิบัติ. ชื่อว่าความเป็นสองทาง เพราะเอนเอียงไป
สองส่วนด้วยความหวั่นไหว. ชื่อว่าเป็นทางสองแพร่ง เพราะเป็นดุจทาง
สองแยก ด้วยห้ามการปฏิบัติ. ชื่อว่าไม่แน่ใจ เพราะอยู่โดยรอบ เพราะ
ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ในอาการอย่างเดียว ด้วยความเป็นไปมีอาทิว่า
นี้เที่ยงหรือไม่เที่ยงดังนี้. ข้อว่าความไม่แน่นอน เพราะไม่ตกลงใจ เพราะ
ไม่สามารถจะถือเอาส่วนเดียวได้. ชื่อว่าความไม่ตกลงใจ เพราะไม่สามารถ
จะตัดสินใจถอยจากอารมณ์ได้. ชื่อว่าไม่อาจตัดสินใจ เพราะไม่สามารถ
หน้า 517
ข้อ 881
จะหยั่งลงไปโดยรอบได้. ชื่อว่าไม่กำหนดถือเอาได้ เพราะไม่สามารถจะ
กำหนดเอาได้. ชื่อว่าความที่จิตหวั่นไหว เพราะไม่สามารถเพื่อเป็นไป
ในอารมณ์ ด้วยความแน่ใจได้. อธิบายว่า ความที่จิตผูกพัน. จริงอยู่
ความสงสัยเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้จิตผูกพัน. อนึ่ง เพราะความสงสัยนั้น
เมื่อเกิดยึดอารมณ์ไว้ดุจขีดเขียนใจ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มโนวิเลโข
ความติดขัดในใจ.
บทว่า วิทฺโธ แทงเข้าไป คือได้ประหารด้วยลูกศร. บทว่า ผุฏฺโ
ถูกต้องแล้ว คือเสียบเข้าไป. บทว่า ปเรโต เสียบติดแน่น คือกดลงไป
บทว่า ธาวติ ย่อมแล่น คือวิ่งไปข้างหน้า. บทว่า วิธาวติ แล่นพล่าน
คือไปโดยวิธีต่าง ๆ. บทว่า สนฺธาวติ วนเวียน คือแล่นไปโดยเร็ว.
บทว่า สํสรติ ท่องเที่ยวไป คือเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้. บทว่า อเจลโก
คนเปลือย คือเปลือยไม่มีผ้านุ่ง. บทว่า มุตฺตาจาโร คือ ไร้มารยาท. ไม่
ประพฤติเยี่ยงกุลบุตรชาวโลก ในการถ่ายอุจจาระเป็นต้น ยืนถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะ ยืนเคี้ยวกินอาหาร. บทว่า หตฺถาวเลขโณ เลียมือ คือเมื่อ
ก้อนข้าวในมือหมดก็เลียมือ. ถ่ายอุจจาระแล้วสำคัญว่าไม้ชำระอยู่ในมือ
เอามือเช็ด. ได้ยินว่า พวกอเจลกเหล่านั้นบัญญัติไม้ชำระว่าเป็นสัตว์. ชื่อว่า
นเอหิภทนฺติโก เพราะเมื่อเขากล่าวว่า เชิญมารับอาหารซิท่าน ก็ไม่มา.
ชื่อว่า นติฏฺภทนิติโก เพราะแม้เมื่อเขากล่าวว่า ถ้ากระนั้นเชิญหยุด
ก่อนซิท่าน ก็ไม่หยุด. นัยว่า ผู้ถูกศรทิฏฐิปักติดนั้นไม่ทำแม้ทั้งสองอย่าง
ด้วยคิดว่า จักเป็นอันกระทำตามถ้อยคำของเขาแล้ว.
บทว่า นาภิหฏํ คือ ไม่รับภิกษุที่เขาแบ่งไว้ก่อน. บทว่า น อุทฺทิสฺส
กตํ คือไม่รับภิกษาที่เขาบอกอย่างนี้ว่า นี้ทำเฉพาะท่าน. บทว่า น นิมนฺ-
หน้า 518
ข้อ 881
ตนํ คือ ไม่ยินดี ไม่รับแม้ภิกษาที่เขานิมนต์อย่างนี้ว่า นิมนต์เข้าไปยัง
ตระกูล ถนน หรือบ้านโน้นเถิด. บทว่า น ภุมฺภิมุขา คือ ไม่รับภิกษา
ที่เขาคดจากหม้อถวาย. บทว่า น กโฬปิมุขา หม้อข้าวหรือกระจาด
ชื่อว่า กโฬปิ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าวนั้น. เพราะเหตุไร. เพราะ
หม้อข้าวทั้งหลายย่อมได้การกระทบด้วยทัพพี เพราะอาศัยเรา.
บทว่า น เอฬกมนฺตรํ คือ ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมธรณีประตู
ถวาย เพราะเหตุไร. เพราะผู้นี้อาศัยเราจึงยืนคร่อมประตู. แม้ในการยืน
คร่อมท่อนไม้และสากก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บุทว่า ทฺวินฺนํ คือ ไม่รับภิกษา
เมื่อคนสองคนกำลังบริโภคอาหารอยู่. คนหนึ่งลุกขึ้นมาถวาย. เพราะ
เหตุไร. เพราะมีอันตรายจากดำข้าว. อนึ่ง พึงทราบความในบทมีอาทิว่า
น คพฺภินิยา ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ดังนี้ต่อไป ทารกในท้องของ
หญิงมีครรภ์ย่อมลำบาก. เมื่อทารกกำลังดื่มจะเป็นอันตรายเพราะน้ำนมได้.
ไม่รับภิกษาของหญิงที่คลอเคลียกับบุรุษ เพราะจะเป็นอันตรายแก่ความ
อภิรมย์ของหญิงที่อยู่กับชาย. บทว่า น สงฺกิตฺตีสุ คือ ไม่รับภิกษาที่นัดแนะ
กันทำไว้. ได้ยินว่า ในสมัยข้าวยาก พวกสาวกของอเจลกชวนกันให้นำ
ข้าวสารเป็นต้นมาหุงข้าว เพื่อประโยชน์แก่พวกอเจลก. อเจลกที่เคร่งครัด
ไม่ยอมรับจากอาหารนั้น. บทว่า น ยตฺถ สา คือ ไม่รับภิกษาที่เขาไม่
ให้แก่สุนัข ในที่ที่สุนัขคิดว่า เราจักได้ก้อนข้าว ซึ่งเขาเลี้ยงดูนำมาถวาย.
เพราะเหตุไร. เพราะจะเป็นอันตรายแก่ก้อนข้าวของสุนัขนั้น.
บทว่า สณฺฑสณฺฑจารินี คือ ไม่รับอาหารที่มีแมลงวันไต่ตอม.
เพราะหากว่ามนุษย์ทั้งหลายเห็นอเจลกแล้ว คิดว่า เราจักถวายภิกษาแก่
อเจลกนี้ จึงเข้าครัว เมื่อมนุษย์เข้าไป แมลงวันที่เกาะอยู่บนปากหม้อข้าว
หน้า 519
ข้อ 881
เป็นต้น จะกระโดดบินเป็นกลุ่มๆ หนีไป. จึงไม่รับภิกษาที่นำมาจากหม้อ
นั้น. เพราะเหตุไร. เพราะอาศัยเราจะเกิดอันตรายแก่อาหารของแมลงวัน
ทั้งหลาย. บทว่า ถุโสทกํ คือ ยาดองทำด้วยเครื่องปรุงคือข้าวทุกชนิด.
ในบรรดาสิ่งเหล่านี้สุราบานเท่านั้นมีโทษ. แต่อเจลกนี้ มีความสำคัญ
ในวัตถุทุกชนิดว่ามีโทษ. บทว่า เอกาคาริโก รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว
คือได้ภิกษาในเรือนหลังเดียวเท่านั้นก็กลับ. บทว่า เอกาโลปิโก คือ ยัง
อัตภาพให้เป็นไปด้วยข้าวคำเดียวเท่านั้น. แม้ในบทว่า ทฺวาคาริโก ยิ่ง
อัตภาพให้เป็นไปด้วยข้าวสองคำเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า
เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา คือ ในถาดน้อยใบเดียว. ถาดเล็ก ๆ ใบหนึ่งชื่อว่า
ทตฺติ. ใส่ภิกษาเลิศลงในถาดเล็กใบนั้น. บทว่า เอกาหิกํ คือ บริโภค
อาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่ง. บทว่า อฑฺฒมาสิกํ คือ บริโภคอาหาร
ที่เก็บไว้กึ่งเดือนบ้าง. บทว่า ปริยายภตฺตโภชนํ คือ บริโภคอาหาร
ที่เวียนมาถึงตามวาระ. บริโภคอาหารที่มาถึงตามวาระอย่างนี้ วันหนึ่ง
สองวัน เจ็ดวัน กึ่งเดือน. บทว่า สากภกฺโข มีผักดองเป็นภิกษาเป็นต้น
มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า อุพฺภฏฺโก เป็นผู้ยืนตรง คือยืนตรง. บทว่า อุกฺกุฏิกปฺ-
ปธานมนุยุตฺโต เป็นผู้ประกอบความเพียรในการกระหย่ง คือเดินกระหย่ง
กระโดดไป. บทว่า กณฺฏกาปสฺสยิโก นอนบนหนาม คือปักหนามเหล็ก
หรือหนามธรรมดาลงบนแผ่นดิน แล้วปูหนังลงบนนั้น ยืนและจงกรม
เป็นต้น. บทว่า เสยฺยํ คือ แม้นอนก็สำเร็จการนอนบนหนามนั้นนั่นเอง.
บทว่า ผลกเสยฺยํ คือ นอนบนแผ่นไม้กระดาน. บทว่า ถณฺฑิลเสยฺยํ
หน้า 520
ข้อ 881
คือ นอนบนเนินดินมีพื้นดินสูง. บทว่า เอกปสฺสสยิโก คือ นอนตะแคง
ข้างเดียวเท่านั้น.
บทว่า รโชชลฺลธโร หมักหมมด้วยธุลี คือเอาน้ำมันทาร่างกาย
แล้วยืนในที่ที่หมักหมมด้วยธุลี. แต่นั้นธุลีย่อมติดในร่างกายของเขาหมัก-
หมมธุลีนั้นไว้. บทว่า ยถาสนฺถติโก นั่งบนอาสนะตามที่ลาดไว้ คือ
พอใจอาสนะที่ได้ แล้วนั่งบนอาสนะที่ได้นั้นเป็นปกติ. ในบทว่า
เวกฏิโก คูถเรียกว่า วิกฏํ คือ บริโภคคูถ. บทว่า อปานโก คือ ห้าม
ดื่มน้ำเย็น. ชื่อว่า สายตติยกํ คือ อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง, ประกอบ
ความขวนขวายในการลงอาบน้ำด้วยตั้งใจว่า เราจักลอยบาปวันละ ๓ ครั้ง
คือเช้า กลางวัน เย็น.
บทว่า เต สลฺเล อภิสงฺขโรติ สัตว์นั้นย่อมปรุงแต่งลูกศรเหล่านั้น
คือยังลูกศร ๗ ลูก มีราคะเป็นต้นให้เกิด. บทว่า อภิสงฺขโรนฺโต เมื่อ
ปรุงแต่ง คือเมื่อให้เกิด. บทว่า สลฺลาภิสงฺขารวเสน ด้วยสามารถ
แห่งการปรุงแต่งลูกศร คือเพราะเหตุให้ลูกศรเกิด. บทว่า ปุรตฺถิมํ
ทิสํ ธาวติ คือ แล่นไปสู่ทิศตะวันออก. บทว่า สลฺลาภิสงฺขารานํ
อปฺปหีนตฺตา เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารคือลูกศรไม่ได้ คือเพราะละการ
ประกอบลูกศรไม่ได้. บทว่า คติยา ธาวติ คือ แล่นไปในคติ. บทว่า
คติยา คตึ คือ จากคตินี้สู่คติโน้น. บทว่า น สีทติ คือ ไม่จม. บทว่า
น สํสีทติ คือ ไม่จมโดยรอบ. บทว่า น โอสีทติ คือ ไม่ล่มลง. บทว่า
น อวสีทติ คือ ไม่จมลง. บทว่า น อวคจฺฉติ คือ ไม่ตกลงไปเบื้องต่ำ.
เมื่อสัตว์ทั้งหลายตกลงไปด้วยลูกศรมีอานุภาพใหญ่อย่างนี้ พึงทราบ
คาถามีอาทิว่า ตตฺถ สิกฺขานคียนฺติ ยานิ โลเก คธิตานิ สัตว์ทั้งหลาย
หน้า 521
ข้อ 881
ย่อมกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณเป็นที่พัวพันในโลก ดังนี้.
บทนั้นมีอธิบายดังนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมกล่าวถึง หรือย่อมเรียนการ
ศึกษาไม่น้อย มีการศึกษาเรื่องช้างเป็นต้น อันเป็นนิมิตในเพราะ
กามคุณที่ท่านกล่าวว่าเป็นที่พัวพัน เพราะพัวพันด้วยกามคุณ ๕ ในโลก
หรือเพราะพัวพันในกาลนาน ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต
ตลอดเวลาที่ขวนขวายต่อสู้อยู่กับโลก ไม่พึงน้อมไปในความกำหนัดเหล่า
นั้น หรือในการศึกษาเหล่านั้น พึงรู้ชัดกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
ด้วยการเห็นความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นโดยแท้ พึงศึกษาความดับของ
คนเท่านั้น. บทว่า ปฏิวิชฺฌิตฺวา คือ แทงตลอดด้วยญาณ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อ
การดับ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สจฺโจ สิยา บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะ
ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺโจ คือ ประกอบด้วยวาจาสัจ ญาณสัจ
มรรคสัจ. บทว่า ริตฺตเปสุโณ ปราศจากคำส่อเสียด คือละคำส่อเสียด.
บทว่า เวววิจฺฉํ คือ ความตระหนี่.
บทว่า นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ บุคคลพึงปราบความหลับ ความ
เกียจคร้าน ความท้อแท้ คือพึงครอบงำธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ คือความ
ง่วงเหงาหาวนอน ๑ ความเกียจคร้านทางกาย ความเกียจคร้านทาง
ใจ ๑. บทว่า นิพฺพานมนโส คือ เป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.
บทว่า กายสฺส อกลฺยตา ความที่กายเป็นไข้ คือความที่นามกาย
อันได้แก่ขันธ์ ๓ เป็นไข้. ก็เพราะความไข้ท่านเรียกว่า อกลฺลโก เป็นโรค.
แม้ในวินัยท่านก็กล่าวไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลโก ท่านขอรับ ผมไม่
เป็นไข้. บทว่า อกมฺมญฺตา ความที่กายไม่ควรแก่การงาน คืออาการ
หน้า 522
ข้อ 881
ไม่ควรแก่การงาน กล่าวคือความที่กายเจ็บป่วยลง. ชื่อว่า โอนาโห
อาการที่หยุด เพราะยังกายให้หยุด ดุจเมฆยังอากาศให้หยุดฉะนั้น.
อาการที่หยุดโดยทุก ๆ ส่วนชื่อว่า ปริโยนาหะ คือ อาการที่พัก. ชื่อว่า
อนฺโต สโมโรโธ เพราะพักผ่อนในภายใน. ชื่อว่า มิทฺธํ เพราะง่วง.
อธิบายว่า ลำบากเพราะความไม่ควรแก่การงาน. ชื่อว่า สุปฺปํ เพราะ
เป็นเหตุหลับ. ชื่อว่า ปจลายิกา เพราะทำให้หนังตาหลุบลง. บทว่า
สุปนา สุปิตตฺตํ กิริยาที่หลับ คือความเป็นผู้หลับ แสดงถึงอาการ. บทว่า
โอลิยนา ความหดหู่ คืออาการที่หดหู่ บททีสองเพิ่มอุปสัค. บทว่า ลีนํ
ความท้อแท้ คืองอไม่ผึ่งผาย. อีกสองบทนอกนี้ แสดงถึงความเป็น
อาการ. บทว่า ถีนํ ความหงอยเหงา คือตั้งอยู่เป็นก้อน เพราะไม่
กระจายเหมือนก้อนเนยใส. บทว่า ถียนา แสดงถึงอาการหงอยเหงา คือ
ความเป็นผู้หงอยเหงา ชื่อว่า ถียิตตฺตํ อธิบายว่า ถูกผูกมัดไว้ไม่ผึ่งผาย.
บทว่า สพฺพสงฺขารธาตุยา คือ สังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง.
บทว่า จิตฺตํ ปฏิวาเปตฺวา คือ ยังจิตให้กลับ. บทว่า เอตํ สนฺตํ
ธรรมชาตินี้สงบ คือนิพพานนี้ชื่อว่าสงบ เพราะสงบจากกิเลส ชื่อว่า
ประณีต เพราะไม่เดือดร้อน.
บทว่า อุปธิสุขสฺส เหตุ เพราะเหตุ แห่งสุขอันก่อให้เกิดอุปธิ คือ
บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้ทาน เพราะเหตุแห่งกามสุขอัน เป็นความเกิดที่
ชั่ว. บทว่า กามญฺจ เต อุปธิ ปริกฺขยาย แต่บัณฑิตเหล่านั้นให้ทาน
เพื่อความหมดสิ้นแห่งอุปธิโดยแท้ คือบัณฑิตเหล่านั้นให้ทานเพื่อความสิ้น
กามโดยแท้. บทว่า อปุนพฺภวาย เพื่อไม่เกิดอีก คือเพื่อนิพพาน. บทว่า
ฌานานิ ภาเวนฺติ เจริญฌาน คือยังปฐมฌานเป็นต้นให้เจริญ. บทว่า
หน้า 523
ข้อ 881
ปุนพฺภวาย คือ เพื่อเกิดใหม่. บัณฑิตเหล่านั้นเป็นผู้ให้เพราะมุ่งต่อ
นิพพาน.
บทว่า สาหสา ความผลุนผลัน คือเพราะเหตุความผลุนผลันมี
ราคจริตเป็นต้นของผู้กำหนัด.
บทว่า ปุราณํ นาภินนฺเทยฺย คือ ไม่พึงพอใจรูปเป็นต้นในอดีต.
บทว่า นเว คือ ในปัจจุบัน . บทว่า หียมาเน คือ พินาศ. บทว่า
อากสฺสํ น สิโต สิยา ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสที่เกี่ยวข้อง คือไม่พึงเป็น
ผู้อาศัยตัณหา. จริงอยู่ ตัณหาท่านเรียกว่า อากสฺส เพราะเกี่ยวข้องกับรูป
เป็นต้น. บทว่า เวมาเน แปรไป คือไม่เป็นอยู่. บทว่า วิคจฺฉมาเน
หายไป คือปราศจากไป. ปาฐะสองอย่าง คือ อากาสติ อากสฺสติ
แปลว่า เกี่ยวข้อง.
หากถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่เป็นผู้อาศัยกิเลสที่เกี่ยวข้อง พึง
ทราบพระคาถาว่า เพราะเรากล่าวความกำหนัดนี้ว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่
ดังนี้.
บทนั้น มีความดังนี้ เพราะเรากล่าวตัณหาคือความเกี่ยวข้องนี้ว่า
เป็นความกำหนัด เพราะกำหนัดในรูปเป็นต้น และกล่าวว่า เคธะ
ความอยาก. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก. มีดังต่อไปนี้ :- เรากล่าวความ
กำหนัดว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่ เพราะอรรถว่า ท่วมทับ กล่าวว่า เป็นความ
ว่องไว อรรถว่า ไปไว กล่าวว่า เป็นความปรารถนา เพราะคอยกระซิบว่า
นี้ของเรา กล่าวว่า เป็นอารมณ์ เพราะอรรถว่า ปล่อยได้ยาก และกล่าว
ว่า เป็นความหวั่นไหว เพราะอรรถว่า ทำความหวั่นไหว และกล่าวความ
กำหนัดนั้นว่า เป็นเปือกตมคือกาม เป็นสภาพล่วงได้โดยยาก เพราะ
หน้า 524
ข้อ 881
อรรถว่า เป็นความห่วงใยของโลก และเพราะอรรถว่า ก้าวไปได้ยาก.
บทว่า อาจมํ ชื่อว่า อาจมะ เพราะมาว่องไวตั้งแต่ปฏิสนธิ. บทนี้เป็น
ชื่อของตัณหาให้ปฏิสนธิในภพใหม่อันมีวัฏฏะเป็นมูล. บทว่า ชปฺปนํ นี้เป็น
ชื่อของตัณหาอันเป็นความปรารถนา. บทว่า อารมฺมณมฺปิ วุจฺจติ ตณฺหา
แม้อารมณ์ก็เรียกว่าตัณหา คือท่านกล่าวว่า ตัณหาเกิดขึ้นในอารมณ์มีรูป
เป็นต้น ชื่อว่าเป็นอารมณ์ เพราะไม่สามารถปล่อยไปได้. บทว่า
กามปงฺโก เปือกตมคือกาม ชื่อว่าเปือกตม เพราะอรรถว่า จมลง
บทว่า กทฺทโม ความว่า หล่มคือกาม ชื่อว่าหล่ม เพราะอรรถว่า ติดอยู่.
ชื่อว่ากิเลส เพราะอรรถว่า เผาผลาญ. ชื่อว่า ปลิโป โคลนคือกาม
เพราะอรรถว่า ให้ติดแน่นดุจยาง. ชื่อว่า ปลิเคโธ ความกังวลคือกาม
เพราะอรรถว่า ปิดทรงไว้. ความกังวลคือกามมิได้อาศัยช่องอันเป็น
ปริยายมีความกำหนัดเป็นต้นนี้ ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบคาถา มีอาทิว่า สจฺจา อโวกฺกมํ เป็นมุนีไม่ก้าวล่วง
สัจจะดังนี้ต่อไป. บทนั้นมีความดังนี้ ชื่อว่ามุนี เพราะปฏิบัติเพื่อความ
เป็นมุนี ไม่ก้าวล่วงสัจจะแม้ ๓ อย่าง ดังที่กล่าวไว้แล้วในคราวก่อน
เป็นพราหมณ์ ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน ผู้นั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ
เพราะสละเสียได้ซึ่งอายตนะทั้งปวง. ในนิเทศไม่มีข้อควรกล่าว. มีอะไร
ยิ่งไปกว่านั้นอีก. พึงทราบคาถามีอาทิว่า สเว วิทฺธา ผู้นั้นแลมีความรู้
ดังนี้ต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวา ธมฺนํ คือ รู้สังขตธรรมโดยนัยมีอาทิ
ว่า ความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า สมฺมา โส โลเก อิริยาโน ผู้นั้นอยู่
หน้า 525
ข้อ 881
ในโลกโดยชอบ คือผู้นั้นอยู่ในโลกโดยชอบ เพราะละกิเลสอันทำให้อยู่
โดยมิชอบ.
ก็เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ พึงทรามความว่า โย จ กาเม ผู้ใดข้ามพ้น
กามทั้งหลายดังนี้เป็นต้นต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคํ เครื่องข้อง
คือผู้ใดข้ามพ้นเครื่องข้อง ๗ อย่างได้. บทว่า นาชฺเฌติ คือ ย่อมไม่
เพ่งเล็ง เพราะฉะนั้น บรรดาเธอทั้งหลาย เรากล่าวถึงผู้ปรารถนา
เพื่อจะเป็นอย่างนั้น.
พึงทราบคาถามีอาทิว่า ยํ ปุพฺเพ ดังนี้ต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า
ปุพิเพ คือ กิเลสชาตและกรรมในอดีต ที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึง
สังขารในอดีต. บทว่า ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ กิเลสชาตเครื่องกังวล
มีราคะเป็นต้น อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขารแม้ในอดีต อย่าได้มี
แก่ท่าน. บทว่า มชฺเณ เจ โน คเหสฺสติ หากท่านไม่ถือเอาสังขารใน
ท่ามกลาง คือหากท่านจักไม่ถือธรรมมีรูปเป็นต้นในปัจจุบันไซร้ ท่าน
จักเป็นผู้เข้าไปสงบประพฤติอย่างนี้.
บทว่า อพีชํ โรหิ จงทำให้สิ้นพืช ความว่า จงทำให้สิ้นพืช
ด้วยมรรคญาณ. บทว่า ราคกิญฺจนํ กิเลสชาตเครื่องกังวลคือราคะ
ความว่า บรรเทากิเลสคือราคะ แม้ในบทว่า โทหสกิฺจนํ เป็นต้น ก็นัยนี้
เหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว
บัดนี้ได้ตรัสคาถาทั้งหลายต่อจากนี้ ด้วยทรงสรรเสริญพระอรหัตต่อไป.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความแห่งคาถามีอาทิว่า สพฺพโส โดย
ประการทั้งปวงดังนี้ต่อไป. บทว่า มมายิตํ การถือว่าของเรา คือทำความ
หน้า 526
ข้อ 881
ถือว่าเป็นตนของเรา. หรือถือวัตถุว่านี้เป็นของเรา. บทว่าอสตา จ น โสจติ
และผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศก เพราะสิ่งที่ถือว่าของเราไม่มีอยู่ คือไม่เศร้าโศก
เพราะเหตุไม่มีความยินดี เพราะความไม่มีอยู่เป็นเหตุ. บทว่า น ชียติ
คือ ไม่ถึงความเสื่อม. บทว่า อหุ วต เม คือ นามรูปของเราได้มีแล้วหนอ.
บทว่า ตํ วต เม นตฺถิ นามรูปย่อมไม่มีแก่เราหนอ คือนามรูปที่ได้
มีแล้วในอดีต บัดนี้ ไม่มีแก่เรา. บทว่า สิยา วต เม นามรูปของเรา
พึงมีหนอ คือเราไม่ได้นามรูปที่จักมีแก่เราหนอ บัดนี้เราจะไม่บรรลุ
โดยส่วนเดียว. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
พึงทราบคาถามีอาทิว่า ยสฺส นตฺถิ ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ดังนี้ต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจนํ ความกังวล คือธรรมชาติมีรูป
เป็นต้นอะไร ๆ. บทว่า อภิสงฺขตํ คือ อันกรรมควบคุมแล้ว. บทว่า
อภิสญฺเจตยิกํ คือ อันจิตประมวลเข้าแล้ว. บทว่า อวิชฺชาย เตฺวว ตัดบท
เป็น อวิชฺชาย ตุ เอว. บทว่า อเสสวิราคนิโรธา เพราะดับด้วยความ
สำรอกโดยไม่เหลือ คือเพราะดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค อันได้แก่ความ
สำรอก.
บทว่า สุญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ จงพิจารณาเห็นโลกโดยความ
เป็นของสูญ คือจงดูโลกโดยความเป็นของสูญด้วยอาการสองอย่าง คือ
ด้วยการกำหนดความไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ ด้วยเข้าไปพิจารณาสังขารโดย
ความเป็นของเปล่า ๑. บทว่า อตฺตานุทิฏฺึ โอหจฺจ ถอนอัตตานุสทิฏฐิ
(ความเห็นเป็นตัวตน) เสียแล้ว คือถอนสักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุ
ถือตัวถือตน). บทว่า เอวํ มจฺจุตโร สิยา พึงเป็นผู้ข้ามมัจจุราชได้
ด้วยอาการอย่างนี้ คือพึงเป็นผู้ข้ามมรณะได้ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า เอวํ
หน้า 527
ข้อ 881
โลกํ อเวกฺขนฺตํ มัจจุราชย่อมไม่เห็นผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้. บทว่า
มจฺจุราชา น ปสฺสติ คือ มัจจุราชไม่เหลียวแลดู. บทว่า นาญฺํ
ปฏฺยเต กิญฺจิ บุคคลไม่ปรารถนาอะไร ๆ อื่น คือไม่ปรารถนาไม่ต้อง
การอย่างอื่นแม้มีประมาณน้อย. บทว่า อญฺตฺร อปฺปฏิสนฺธิยา คือ นอก
จากนิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ อาจารย์ทั้งหลายกล่าวทำเป็นบทเดียวด้วย
ประการฉะนี้. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
พึงทราบคาถามีอาทิว่า อนิฏฺฐุรี ไม่มีริษยา ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิฏฺฐุรี คือ ไม่มีริษยา. อาจารย์บางพวกกล่าว
ว่า อนิฏฺรี บ้าง. บทว่า สพฺพธิ สโม คือ เป็นผู้เสมอในอายตนะ
ทั้งปวง. อธิบายว่า เป็นผู้วางเฉย. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดไม่เศร้าโศกว่า นั้นไม่มีแก่เรา เราถูกถามถึง
บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว ก็บอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้นนี้ว่า บุคคล
เป็นผู้ไม่มีริษยา ไม่ตามติดใจ ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะ
ทั้งปวง.
บทว่า นิฏฺฐุริโย คือ เป็นผู้ริษยา. ความเป็นผู้ริษยา ชื่อว่า
นิฏฺฐุริยํ คือ เป็นผู้ริษยา. ความเป็นผู้ริษยา ชื่อว่า นิฏฺฐุริยํ อธิบายว่า
คุณแม้มีประมาณน้อยก็ย่อมไม่มี เพราะอาศัยความเป็นผู้ริษยานั้น เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เขฬปาตนํ ถ่มน้ำลาย. บทว่า นิฏฺฐุริยกมฺนํ คือ
การทำความเป็นผู้ริษยา. จริงอยู่ คฤหัสถ์อาศัย คฤหัสถ์อยู่ หรือภิกษุอาศัย
ภิกษุอยู่ ครั้นโกรธด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็พูดว่าอาศัยผู้นั้นแล้ว
ไม่มีคุณแม้สักน้อย จึงทำเสมือนชื่อว่าความเป็นผู้ริษยา เสมือนถ่มน้ำลาย
แล้วเอาเท้าขยี้ฉะนั้น การกระทำของผู้นั้นเรียกว่า นิฏฐุริยกรรม คือ
หน้า 528
ข้อ 881
การทำความเป็นผู้ริษยา. บทว่า อิสฺสา แสดงความเป็นสภาวะ คือ
ความริษยาสองอย่าง ต่อจากนั้นเป็นการแสดงความเป็นอาการ. สามอย่าง
นอกนั้น เป็นคำกล่าวโดยปริยาย. อนึ่ง ความริษยานั้น โดยลักษณะเป็นต้น
มีความหวงสมบัติของผู้อื่นเป็นลักษณะ มีความไม่ยินดีในสมบัตินั้นเป็นรส
มีความเพิกเฉยต่อสมบัติของผู้อื่นนั้นเป็นเครื่องปรากฏ มีสมบัติของผู้อื่น
เป็นปทัฏฐาน. บทว่า ลาเภปิ น อิญฺชติ ไม่หวั่นไหวแม้ในลาภ คือไม่
หวั่นไหวในเพราะการได้ปัจจัย. บทว่า อลาเภปิ คือ แม้ในการไม่ได้
ปัจจัยทั้งหลาย. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
พึงทราบคาถามีอาทิว่า อเนชสฺส ผู้ไม่หวั่นไหว ดังนี้เป็นต้น
ต่อไป. ในบทเหล่านั้นบทว่า นิสงฺขิติ ได้แก่ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในบรรดาอภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. เพราะอภิสังขารนั้นอันบุญ
กรรมต่กแต่ง หรือย่อมตกแต่ง ฉะนั้น จึงเรียกว่า นิสงฺขิติ คือ อภิสังขาร.
บทว่า วิยารมฺภา ได้แก่ อภิสังขาร มีปุญญาภิสังขารเป็นต้นหลายอย่าง.
บทว่า เขมํ ปสฺสติ สพฺพธิ ย่อมเห็นความปลอดโปร่ง คือความ
ไม่มีภัยในที่ทั้งปวง. บทา อารมฺภา คือ การพยายามทำกรรมครั้งแรก.
บทว่า วิยารมฺภา คือ พยายามหลายอย่างสูงในรูป. บทนี้เป็นชื่อของ
กรรมอันยังปฏิสนธิให้เกิดใน ๓ ภพ. เพราะฉะนั้น เว้นจากวิยารัมภะ
(ความพยายามยิ่งขึ้นไป) จึงเห็นอย่างนี้.
พึงทราบคาถามีอาทิว่า น สเมสุ ดังนี้เป็นต้นต่อไป. ในบท
เหล่านั้น บทว่า น สเมสุ คือ มุนี ไม่พูดถึงตนแม้ในบุคคลผู้เสมอตนด้วย
มานะมีอาทิว่า เราเป็นผู้เสมอกับเขา. แม้ในคนที่ต่ำกว่า ในคนที่สูงกว่า
ก็ไม่พูด. บทว่า นาเทติ น นิรสฺสติ ย่อมไม่ยึดถือ ย่อมไม่สลัด คือ
หน้า 529
ข้อ 881
ไม่ยึดถือ ไม่สละธรรมอะไร ๆ ในรูปเป็นต้น. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง
ชัดดีแล้ว เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้น ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต.
จบอรรถกถาอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕
หน้า 530
ข้อ 882, 883, 884
สารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖
ว่าด้วยกระแสเสียงของพระพุทธเจ้าประกอบด้วยองค์ ๘
[๘๘๒] (ท่านพระสารีบุตรกล่าวดังนี้ว่า) พระศาสดาผู้มี
พระกระแสเสียงอันไพเราะ เสด็จจากภพดุสิตมาสู่ความ
เป็นพระคณาจารย์อย่างนี้ ก่อนแต่นี้ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น
เลย ทั้งไม่เคยได้ยินต่อใคร ๆ เลย.
[๘๘๓] คำว่า แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย ความว่า ใน
กาลก่อนแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นด้วย
จักษุนี้ ด้วยอัตภาพนี้เลย คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาที่บัณฑุ-
กัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ (ต้นทองหลาง) ในภพดาวดึงส์
อันหมู่เทวดาห้อมล้อมเสด็จลงสู่สังกัสสนคร โดยบันไดอันสำเร็จด้วยแก้ว
มณีในท่ามกลาง ในกาลนั้น ข้าพเจ้าเว้นการเห็นครั้งนี้ ไม่เคยเห็นใน
กาลก่อนเลย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก่อนแต่นี้ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย.
[๘๘๔] บทว่า อิติ ในคำว่า ท่านพระสารีบุตรกล่าวดังนี้ว่า
เป็นบทสนธิ เป็นบทอุปสัค เป็นบทปทปูรณะ เป็นศัพท์ประชุมอักขระ
เป็นศัพท์สละสลวยด้วยพยัญชนะ เป็นลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็น
เครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ เป็นเครื่อง
กล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความ
ยำเกรง. คำว่า สารีบุตร เป็นนาม เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมาย
เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร เป็นชื่อ เป็นความตั้งชื่อ เป็นความทรงชื่อ
เป็นเครื่องกล่าวถึง เป็นเครื่องแสดงความหมาย เป็นเครื่องกล่าวเฉพาะ
หน้า 531
ข้อ 885, 886
แห่งพระเถระนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพระสารีบุตรกล่าว
ดังนี้ว่า.
[๘๘๕] ศัพท์ว่า น ในคำว่า ทั้งไม่เคยได้ยินต่อใคร ๆ เลย
เป็นปฏิเสธ. ศัพท์ว่า อุท เป็นบทสนธิ เป็นบทอุปสัค เป็นบทปท-
ปูรณะ เป็นศัพท์ประชุมอักขระ เป็นศัพท์สละสลวยด้วยพยัญชนะ เป็น
ลำดับบท. คำว่า ต่อใคร ๆ คือ ต่อใคร ๆ ที่เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์
เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา หรือเป็น
มนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทั้งไม่เคยได้ยินต่อใคร ๆ เลย.
[๘๘๖] คำว่า พระศาสดาผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะอย่างนี้
ความว่า พระศาสดามีพระกระแสเสียงอันไพเราะ คือมีพระกระแสเสียง
อันเสนาะ มีพระกระแสเสียงเป็นที่ตั้งแห่งความรัก มีพระกระแสเสียง
ดูดดื่มหทัย มีพระกระแสเสียงเพราะดังเสียงนกการเวก เสียงอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการ ย่อมเปล่งออกจากพระโอฐแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้นคือ เป็นเสียงไม่ขัดข้อง ๑ เป็นเสียงผู้ฟังทราบได้ง่าย ๑ เป็นเสียง
ไพเราะ ๑ เป็นเสียงน่าฟัง ๑ เป็นเสียงกลมกล่อม ๑ เป็นเสียงไม่
แปร่ง ๑ เป็นเสียงลึก ๑ เป็นเสียงก้องกังวาน ๑ เมื่อใดพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น จะทรงยังบริษัทให้ทราบด้วยเสียง เมื่อนั้นเสียงของพระผู้-
มีพระภาคเจ้านั้นย่อมไม่ออกไปนอกบริษัท ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มี
เสียงเหมือนเสียงพรหม มีเสียงดังเสียงนกการเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
มีพระกระแสเสียงอันไพเราะอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำพวก ชื่อว่า
พระศาสดา บุคคลผู้นำพวก ย่อมนำพวกให้ข้ามทางกันดาร คือให้ข้าม
ข้ามขึ้น ข้ามออก ข้ามพ้น ซึ่งทางกันดารแต่โจร ทางกันดารแต่สัตว์ร้าย
หน้า 532
ข้อ 887
ทางกันดารแต่ที่อดอยาก ทางกันดารแต่ที่ไม่มีน้ำ ให้ถึงพร้อมซึ่งภูมิภาค
อันเกษม ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำออก ข้ามออก ข้ามพ้น ซึ่ง
กันดารแต่ชาติ กันดารแต่พยาธิ กันดารแต่มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส และอุปายาส กันดารแต่ราคะ กันดารแต่โทสะ โมหะ มานะ
ทิฏฐิ กิเลสและทุจริต รกชัฏคือราคะ รกชัฏคือโทสะ โมหะ มานะ
และทิฏฐิ รกชัฏคือกิเลส ให้ถึงพร้อมซึ่งอมตนิพพานอันเป็นส่วนเกษม
ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า
ผู้นำพวก.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้นำ ผู้แนะนำ ผู้นำเนือง ๆ ผู้ให้รู้ดี
ผู้ให้พินิจ ผู้เพ่งดู ผู้ให้เลื่อมใส แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจึงชื่อว่า ผู้นำพวก.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรง
ยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ผู้ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก
ทรงทราบมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค ทางฉลาดในมรรค ก็แหละในบัดนี้
สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ดำเนินตามมรรค
อยู่ เป็นผู้ประกอบศีลาทิคุณในภายหลัง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า ผู้นำพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระศาสดา
ผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะอย่างนี้.
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าเป็นพระคณาจารย์
[๘๘๗] คำว่า เสด็จจากภพดุสิตมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจุติจากชั้นดุสิต ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ
หน้า 533
ข้อ 887
ลงสู่พระครรภ์พระมารดา แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เสด็จจาก
ภพดุสิตมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์.
อีกอย่างหนึ่ง พวกเทวดาท่านกล่าวว่า ดุสิต เทวดาเหล่านั้นยินดี
พอใจ ชอบใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาก
ดุสิตเทวโลกมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
เสด็จจากภพดุสิตมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์.
อีกอย่างหนึ่ง พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า ดุสิต พระอรหันต์
เหล่านั้นยินดี พอใจ ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์ว่า พระผู้มีพระภาค-
เจ้าเสด็จมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์แห่งพระอรหันต์ทั้งหลาย แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เสด็จจากภพดุสิตมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์.
คำว่า คณี ความว่า มีคณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าเป็นคณี
เพราะอรรถว่า เป็นพระคณาจารย์ เพราะอรรถว่า เป็นพระศาสดาของ
คณะ เพราะอรรถว่า พระองค์ทรงบริหารคณะ เพราะอรรถว่า พระองค์
ตรัสสอนคณะ เพราะอรรถว่า พระองค์ทรงพร่ำสอนคณะ เพราะอรรถว่า
พระองค์มีความองอาจเสด็จเข้าไปสู่คณะ เพราะอรรถว่า คณะย่อมตั้งใจ
ฟังต่อพระองค์ เงี่ยโสตลงฟัง เข้าไปตั้งจิตเพื่อความรู้ เพราะอรรถว่า
พระองค์ทรงยังคณะให้ออกจากอกุศล ให้ตั้งอยู่ในกุศล เป็นคณาจารย์
ของคณะภิกษุ เป็นคณาจารย์ของคณะภิกษุณี เป็นคณาจารย์ของคณะ
อุบาสก เป็นคณาจารย์ของคณะอุบาสิกา เป็นคณาจารย์ของคณะพระราชา
เป็นคณาจารย์ของคณะกษัตริย์ เป็นคณาจารย์ของคณะพราหมณ์ เป็น
คณาจารย์ของคณะแพศย์ เป็นคณาจารย์ของคณะศูทร เป็นคณาจารย์ของ
คณะเทวดา เป็นคณาจารย์ของคณะพรหม พระศาสดาเป็นผู้มีหมู่ มีคณะ
หน้า 534
ข้อ 888, 889, 890
เป็นพระคณาจารย์ เสด็จมา เข้าไป เข้าไปพร้อม ถึงพร้อมแล้ว ซึ่ง
สังกัสสนคร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เสด็จจากภพดุสิตมาสู่ความเป็น
พระคณาจารย์ เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
(ท่านพระสารีบุตรกล่าวดังนี้ว่า) พระศาสดาผู้มีพระ-
กระแสเสียงอันไพเราะ เสด็จจากภพดุสิต มาสู่ความ
เป็นพระคณาจารย์อย่างนี้ ก่อนแต่นี้ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น
ทั้งไม่เคยได้ยินต่อใคร ๆเลย.
[๘๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ย่อมปรากฏเด่นชัด
แก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก พระองค์ทรงกำจัดมืดทั้งปวง
เป็นบุคคลผู้เอก บรรลุแล้วถึงความยินดี.
[๘๘๙] คำว่า แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก ความว่า แก่โลกพร้อม
ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก แก่หมู่สัตว์พร้อมสมณพราหมณ์ เทวดา
และมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าปรากฏแก่เทวดาและมนุษย์
[๘๙๐] คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ย่อมปรากฏ
เด่นชัด ความว่า พวกเทวดาย่อมเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแสดง
ธรรมอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ ในภพดาวดึงส์
ฉันใด พวกมนุษย์ก็ย่อมเห็นฉันนั้น พวกมนุษย์ย่อมเห็นฉันใด พวก
เทวดาก็ย่อมเห็นฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมปรากฏแก่พวกเทวดา
ฉันใด ก็ย่อมปรากฏแก่พวกมนุษย์ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมปรากฏ
หน้า 535
ข้อ 890
แก่มนุษย์ฉันใด ก็ย่อมปรากฏแก่พวกเทวดาฉันนั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุย่อมปรากฏเด่นชัด อีกอย่าง
หนึ่ง ท่านสมณพราหมณ์บางพวกมิได้ฝึกตน ก็ปรากฏเพศแห่งบุคคล
ผู้ฝึกตน มิได้สงบ ก็ปรากฏโดยเพศแห่งบุคคลผู้สงบ มิได้ระงับ ก็ปรากฏ
โดยเพศแห่งบุคคลผู้ระงับ มิได้ดับ ก็ปรากฏโดยเพศแห่งบุคคลผู้ดับ
สมจริงดังภาษิตว่า๑
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ไม่บริสุทธิ์ ณ ภายใน งาม
แต่ภายนอก เป็นผู้อันบริวารห้อมล้อมเที่ยวไปในโลก
เหมือนหม้อน้ำทำด้วยดินหุ้มทองคำ และเหมือนเหรียญ
มาสกโลหะชุบทองคำฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงฝึกพระองค์แล้ว ย่อมปรากฏโดยเพศแห่งพระพุทธเจ้าผู้ฝึกแล้ว ทรง
สงบแล้ว ย่อมปรากฏโดยเพศแห่งพระพุทธเจ้าผู้สงบแล้ว ทรงระงับแล้ว
ย่อมปรากฏโดยเพศแห่งพระพุทธเจ้าผู้ระงับแล้ว ทรงดับแล้ว ย่อมปรากฏ
โดยเพศแห่งพระพุทธเจ้าผู้ดับแล้ว โดยความจริงโดย เป็นจริง โดยถ่องแท้
โดยความเป็นจริง โดยไม่วิปริต โดยสภาพ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย
ผู้เป็นพระพุทธเจ้า มีพระอิริยาบถมิได้กำเริบ ทรงสมบูรณ์ด้วยปณิธิ
(ความปรารถนา) แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มีพระจักษุย่อมปรากฏเด่นชัด.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระเกียรติอันบริสุทธิ์ ทรง
เพียบพร้อมด้วยพระเกียรติยศและความสรรเสริญ เป็นเช่นนี้ เช่นนั้น และ
๑. สํ. ส. ๑๕/ข้อ ๓๕๘.
หน้า 536
ข้อ 890
อย่างยิ่ง ในภพนาค ภพครุฑ ภพยักษ์ ภพอสูร ภพคนธรรพ์ ภพ-
มหาราช ภพอินทร์ ภพพรหม แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพละ ๑๐ ย่อมปรากฏ ประจักษ์ รู้ได้ด้วย
เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เดชธรรม
พลธรรมคุณธรรม วิริยะ ปัญญา สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขา
หิมวันต์ฉะนั้น อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏในที่นั้น
เหมือนลูกศรที่ยิ่งไปในกลางคืนฉะนั้น.
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ
ย่อมปรากฏเด่นชัด.
ว่าด้วยจักษุ ๕ ประการ
คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ความว่า พระผู้มีพระภาค-
เจ้ามีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการ คือมีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุ มี
พระจักษุแม้ด้วยทิพยจักษุ มีพระจักษุแม้ด้วยปัญญาจักษุ มีพระจักษุแม้
ด้วยพุทธจักษุ มีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างไร. สี ๕ อย่าง
คือสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ และสีขาว ย่อมปรากฏมีอยู่ในมังสจักษุ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขนพระเนตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งอยู่ในที่ใด
ที่นั้นมีสีเขียว เขียวสนิท น่าชม น่าดู. เหมือนดอกผักตบ ต่อจากที่นั้น
มีสีเหลือง เหลืองนวล สีเหมือนทองคำ น่าชมน่าดู เหมือนดอกกรรณิการ์
ขอบเบ้าพระเนตรทั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีสีแดง แดงงาม น่าชม
หน้า 537
ข้อ 890
น่าดู. เหมือนสีปีกแมลงทับ ที่ท่ามกลางพระเนตรมีสีดำ ดำงาม ไม่หมองมัว
ใสสนิท น่าชม น่าดู เหมือนสีสมอดำ (อิฐแก่ไฟ) ต่อจากที่นั้นมีสีขาว
ชาวงาม เปล่งปลั่ง ขาวนวล น่าชม น่าดู เหมือนสีดาวประกายพฤกษ์
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระมังสจักษุนั้นเป็นปกติ เนื่องในพระวรกาย เกิด
เฉพาะด้วยสุจริตกรรมในภพก่อน ทรงเห็นตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบทั้ง
กลางวันทั้งกลางคืน แม้เมื่อใด มีมืดประกอบด้วยองค์ ๔ คือพระอาทิตย์
อัสดงคต ๑ วันอุโบสถมีในกาฬปักษ์ ๑ แนวป่าทึบ ๑ ก้อนอกาลเมฆใหญ่
ตั้งขึ้น ๑ เมื่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ
ในที่มืดอันประกอบด้วยองค์ ๔ แม้เห็นปานนี้ ที่หลุมก็ดี บานประตูก็ดี
กำแพงก็ดี ภูเขาก็ดี กอไม้ก็ดี เถาวัลย์ก็ดี เป็นเครื่องบังการเห็นรูป
ทั้งหลาย ย่อมไม่มี หากว่าบุคคลพึงเอางาเมล็ดหนึ่งทำเป็นเครื่องหมาย
ใส่ลงในเกวียนบรรทุกงา พระผู้มีพระภาคเจ้าก็พึงทรงหยิบเอาเมล็ดงา
นั้นแหละขึ้นได้ พระมังสจักษุเป็นปกติของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์
อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างไร. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต
มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์
เหล่านั้นหนอ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน
พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตาย
ไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบ
ด้วย กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมา-
หน้า 538
ข้อ 890
ทิฏฐิ ยึดถือการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อคายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลัง
อุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ และทรงทราบหมู่สัตว์ผู้เป็นไป
ตามกรรมด้วยประการดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงพระประสงค์ พึงเห็นแม้โลกธาตุหนึ่ง
แม้โลกธาตุ ๒ แม้โลกธาตุ ๓ แม้โลกธาตุ ๔ แม้โลกธาตุ ๕ แม้โลก-
ธาตุ ๒๐ แม้โลกธาตุ ๓๐ แม้โลกธาตุ ๔๐ แม้โลกธาตุ ๕๐ แม้โลก-
ธาตุพันหนึ่งเป็นส่วนเล็ก แม้โลกธาตุสองพันเป็นส่วนกลาง แม้โลกธาตุ
สามพัน แม้โลกธาตุหลายพัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระประสงค์
เท่าใด ก็พึงทรงเห็นเท่านั้น ทิพยจักษุของพระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์
อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างไร. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญารื่นเริง มี
ปัญญาแล่นไป มีปัญญาคมกล้า มีปัญญาชำแรกกิเลส ทรงฉลาดในประเภท
ปัญญา มีญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชชญาณ ๔
ทรงทศพลญาณ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษ
นาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไปเป็นปกติ มีพระญาณ
หาที่สุดมิได้ มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง
ทรงมีทรัพย์มาก ทรงมีปัญญาเป็นทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงนำไปโดย
วิเศษ นำเนือง ๆ ให้รู้จักประโยชน์ ให้เพ่งพิจารณาให้เห็นประโยชน์
ให้แล่นไปด้วยปสาทะ.
หน้า 539
ข้อ 890
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ให้มรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น
ให้เกิดขึ้น ทรงให้มรรคที่ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ให้เกิดขึ้นพร้อม ผู้ตรัส
บอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้ซึ่งมรรค ทรงทราบซึ่งมรรค ทรงฉลาด
ในมรรค ก็แหละในบัดนี้ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น เป็นผู้ดำเนินตามมรรคอยู่ เป็นผู้ประกอบด้วยศีลาทิคุณในภายหลัง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรม
ที่ควรเห็น มีพระจักษุ มีพระญาณ มีธรรม มีพรหมธรรม ผู้ตรัสบอก
ผู้ตรัสบอกโดยประการ เป็นผู้นำออกซึ่งอรรถ ทรงประทานอมตธรรม
ทรงเป็นธรรมสามี เป็นพระตถาคต สิ่งที่ไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรง
ทราบ ไม่ทรงทำให้แจ่มแจ้ง ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญา ย่อมไม่มีแก่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ธรรมทั้งปวง รวมทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน
ย่อมมาสู่คลองในมุข คือพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วโดย
อาการทั้งปวง ชื่อว่าประโยชน์ที่ควรแนะนำทุก ๆ อย่างอันชนควรรู้ มีอยู่
คือประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองอย่าง ประโยชน์มีใน
ชาตินี้ ประโยชน์มีในชาติหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์
ลี้ลับ ประโยชน์ที่ปกปิด ประโยชน์ที่ควรแน่ะนำ ประโยชน์ที่บัณฑิต
แนะนำไปแล้ว ประโยชน์ที่ไม่มีโทษ ประโยชน์ไม่มีกิเลส ประโยชน์อัน
ผ่องแผ้ว ประโยชน์อย่างยิ่ง ประโยชน์ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปรอบใน
ภายในพระพุทธญาณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระญาณไม่ขัดข้องในอดีต มี
พระญาณไม่ขัดข้องในอนาคต มีพระญาณไม่ขัดข้องในปัจจุบัน กายกรรม
วจีกรรม มโนกรรมทั้งหมด ย่อมเป็นไปตามพระญาณของพระผู้มีพระ-
หน้า 540
ข้อ 890
ภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณก็เท่านั้น
พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมีส่วนสุดรอบ
แห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ บทธรรมที่ควรแนะนำก็มีส่วนสุดรอบแห่ง
พระญาณ พระญาณไม่เป็นไปรอบเกินบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่ง
บทธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณไป ธรรมเหล่านั้นมีความตั้งอยู่
ในส่วนสุดรอบของกันและกัน เมื่อชั้นผอบสองชั้นปิดกันสนิทพอดี ชั้น
ผอบข้างล่างก็ไม่เกินผอบข้างบน ชั้นผอบข้างบนก็ไม่เกินชั้นผอบข้างล่าง
ชั้นผอบทั้งสองนั้นมีความตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน ฉันใด บท
ธรรมที่ควรแนะนำก็ดี พระญาณก็ดี ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรรู้แล้ว
ผู้มีความตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด
พระญาณก็เท่านั้น พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระ-
ญาณมีส่วนสุดรอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ บทธรรมที่ควรแนะนำก็มี
ส่วนสุดรอบแห่งพระญาณ พระญาณไม่เป็นไปเกินบทธรรมที่ควรแนะนำ
ทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้น มีความ
ตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปรอบใน
ธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยความนึก เนื่องด้วยความหวัง เนื่อง
ด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปรอบในสัตว์
ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย จริต อธิมุตติ
แห่งสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงทราบเหล่าสัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อย ในปัญญาจักษุ
มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี
หน้า 541
ข้อ 890
มีอาการทราม ผู้ควรแนะนำได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก เป็นภัพพ-
สัตว์ เป็นอภัพพสัตว์.
โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปรอบในภายในพระพุทธ-
ญาณ ปลาและเต่าทุกชนิด โดยที่สุดรวมทั้งปลาติมิ ปลาติมิงคละ และ
ปลาติมิติมิงคละ ย่อมเป็นไปรอบในภายในมหาสมุทร ฉันใด โลกพร้อม
ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา
และมนุษย์ ย่อมเป็นไปรอบในภายในพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน.
นกทุกชนิด โดยที่สุดรวมทั้งครุฑเวนไตยโคตร ย่อมเป็นไปรอบใน
ประเทศอากาศ ฉันใด พระพุทธสาวกทั้งหลายผู้เสมอด้วยพระสารีบุตร
โดยปัญญา ย่อมเป็นไปรอบในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือน
กัน.
พระพุทธญาณย่อมแผ่ปกคลุมปัญญาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย
ตั้งอยู่ พวกบัณฑิตผู้เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ มีปัญญา
ละเอียด รู้วาทะของผู้อื่น เหมือนนายขมังธนูยิงขนหางทรายแม่น เที่ยว
ไปดุจทำลายทิฏฐิของผู้อื่นด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้น ปรุงแต่ง
ปัญหาแล้ว เข้ามาเฝ้าพระตถาคต ทูลถามปัญหาเหล่านั้นอันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสย้อนถาม และตรัสแก้แล้ว เป็นปัญหามีเหตุที่ทรงแสดงออก
และทรงสลัดออก บัณฑิตเหล่านั้นเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงไพโรจน์ยิ่งด้วยพระปัญญา ในที่นั้นโดยแท้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างนี้.
หน้า 542
ข้อ 890
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างไร พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์
ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มี
อินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้ควรแนะนำ
ได้โดยง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยในปรโลก
อยู่ ในกอบัวเขียว ในกอบัวแดง หรือในกอบัวขาว ดอกอุบล ดอกบัว
แดง หรือดอกบัวขาว บางดอกเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นตามน้ำ จม
อยู่ในนำ อันน้ำล่อเลี้ยงไว้ บางดอกเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่เสมอ
น้ำ บางดอกเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่ติดแม้ฉันใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพระพุทธจักษุ ได้ทรง
เห็นสัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มี
อินทรีย์กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม ผู้แนะนำได้โดย
ง่าย ผู้แนะนำได้โดยยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่
ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้เป็นราคจริต บุคคล
นี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต บุคคลนี้เป็นวิตักกจริต บุคคลนี้
เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสบอกอสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต
ย่อมตรัสบอกเมตตาภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต ทรงเเนะนำบุคคล
ผู้เป็นโมหจริตให้ตั้งอยู่ในการเรียน ในการไต่ถาม ในการฟังธรรมตาม
กาลอันควร ในการสนทนาธรรมตามกาลอันควร ในการอยู่ร่วมกับครู
ย่อมตรัสบอกอานาปานสติแก่บุคคลผู้เป็นวิตักกจริต ย่อมตรัสบอกพระ-
หน้า 543
ข้อ 890
สูตรอันเป็นนิมิตดี ความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมดีแห่ง
พระธรรม ความปฏิบัติดีแห่งพระสงฆ์ และศีลทั้งหลายของตน อันเป็น
ที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต ย่อมตรัสบอกธรรม
อันเป็นนิมิตแห่งวิปัสสนาซึ่งมีอาการไม่เที่ยง มีอาการเป็นทุกข์ มีอาการ
เป็นอนัตตาแก่บุคคลผู้เป็นญาณจริต.
สมจริงดังประพันธ์คาถาว่า
บุรุษยืนอยู่บนยอดภูเขาศิลา พึงเห็นหมู่ชนโดยรอบ
ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาดี มีพระ-
จักษุโดยรอบ พระองค์มีความโศกไปปราศจากแล้ว ทรง
ขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม ขอจงทรงตรวจดูหมู่ชน
ผู้อาเกียรณด้วยความโศก ถูกชาติและชราครอบงำฉันนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างไร. พระ-
สัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันตจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าไปใกล้ ไปใกล้ดี
แล้วเข้าถึง เข้าถึงดีแล้ว เข้าไปถึงดีแล้ว ประกอบแล้วด้วยพระสัพพัญ-
ญุตญาณ.
สมจริงดังประพันธ์คาถาว่า
สิ่งอะไร ๆ ในไตรโลกธาตุนี้ อันปัญญาจักษุของพระ-
ตถาคตนั้นไม่เห็นแล้ว ย่อมไม่มี อนึ่ง ธรรมชาติอะไร ๆ
อันพระพุทธญาณไม่รู้แจ้งแล้วและที่ไม่พึงรู้ ย่อมไม่มี
ธรรมชาติที่ควรแนะนำใดมีอยู่ พระตถาคตทรงทราบแล้ว
หน้า 544
ข้อ 891, 892
ซึ่งธรรมชาติที่ควรแนะนำนั้นทั้งหมด เพราะเหตุนั้น พระ-
ตถาคตจึงชื่อว่า ผู้มีสมันตจักษุ.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุย่อมปรากฏเด่นชัด.
[๘๙๑] คำว่า ทรงกำจัดมืดทั้งปวง ความว่า ทรงบรรเทา กำจัด
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความมืดเพราะราคะ ความมืดเพราะ
โทสะ ความมืดเพราะโมหะ ความมืดเพราะมานะ ความมืดเพราะทิฏฐิ
ความมืดเพราะกิเลส ความมืดเพราะทุจริตทั้งปวงอันทำให้เป็นคนบอด
ทำไม่ให้มีจักษุ ทำไม่ให้มีญาณ อันดับปัญญา เป็นไปในฝ่ายแห่งความ
ลำบาก ไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงกำจัดมืด
ทั้งปวง.
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้เอก
[๘๙๒] คำว่า เป็นบุคคลเอก ทรงบรรลุแล้วซึ่งความยินดี ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะส่วนแห่งบรรพชา ทรงเป็น
บุคคลผู้เอก เพราะเป็นผู้ไม่มีเพื่อน ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะความละ
ตัณหา ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากราคะโดย
ส่วนเดียว ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากโทสะ
โดยส่วนเดียว ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากโมหะ
โดยส่วนเดียว ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสใด
ส่วนเดียว ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้เสด็จไปตามเอกายน-
หน้า 545
ข้อ 892
มรรค ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้เดียวตรัสรู้ซึ่งพระ-
สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะส่วนแห่งบรรพชา
อย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงหนุ่มฉกรรจ์ มีพระเกศาดำสนิท ยัง
หนุ่มแน่น อยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดาและพระบิดาไม่ทรงปรารถนา
ให้ผนวช มีพระพักตร์ชุ่มด้วยน้ำพระเนตรทรงกัน แสงรำพันอยู่ ทรงสละ
หมู่พระญาติ ทรงตัดความกังวลในยศทั้งหมด ทรงตัดความกังวลใน
พระโอรสพระชายา ทรงตัดความกังวลในพระญาติ ทรงตัดความกังวล
ในมิตรอำมาตย์ ทรงตัดกังวลในการสั่งสม ทรงปลงพระเกศาและพระ-
มัสสุ ทรงครองผ้ากาสายะเสด็จออกผนวช ถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล เสด็จ-
เที่ยวไป ยับยั้งอยู่ พักผ่อน ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา ลำพัง
พระองค์เดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะส่วนแห่ง
บรรพชาอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะไม่มีเพื่อน
อย่างไร. พระองค์ทรงผนวชแล้วอย่างนี้ พระองค์เดียว ซ่องเสพ
เสนาสนะเป็นป่าและป่าใหญ่น้อยอันสงัด มีเสียงน้อย ไม่มีเสียงกึกก้อง
ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่วิเวก
พระองค์ทรงพระดำเนินพระองค์เดียว ประทับยืนพระองค์เดียว ประทับ
นั่งพระองค์เดียว ทรงบรรทมพระองค์เดียว เสด็จเข้าบ้านเพื่อทรงบิณฑ-
บาตพระองค์เดียว เสด็จออกไปพระองค์เดียว ประทับอยู่ในที่ลับพระองค์
เดียว ทรงอธิษฐานจงกรมพระองค์เดียว ทรงเที่ยวไป ยับยั้งอยู่ พักผ่อน
หน้า 546
ข้อ 892
ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา ลำพังพระองค์เดียว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะไม่มีเพื่อนอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอ เพราะความละตัณหา
อย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระองค์เดียว ไม่มีเพื่อนอย่างนี้
ไม่ทรงประมาท มีความเพียร มีพระทัยเด็ดเดี่ยว ทรงตั้งพระมหาปธาน
อยู่ที่ควงโพธิพฤกษ์ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงกำจัดมารทั้งเสนามารที่ไม่ให้
มหาชนพ้นไป เป็นเผ่าพันธุ์ผู้ประมาท ทรงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไปซึ่ง
ตัณหาเพียงดังข่ายอันให้แล่นไป ให้เกาะเกี่ยวอารมณ์อยู่.
สมจริงดังประพันธ์คาถาว่า
บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อน แล่นไปสู่ความเป็นอย่างนี้
และความเป็นอย่างอื่นตลอดกาลนาน ไม่ล่วงพ้นสงสาร
ไปได้ ภิกษุรู้จักโทษนี้ รู้จักตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์
จึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความยึดถือ มีสติ พึง
เว้นรอบ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะความละตัณหา
อย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้
ปราศจากราคะ โดยส่วนเดียวอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น
บุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะ
อรรถว่า ทรงละราคะเสียแล้ว ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็น
ผู้ปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละโทสะเสียแล้ว ทรงเป็นบุคคล
ผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละ
หน้า 547
ข้อ 892
โมหะเสียแล้ว ทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสโดย
ส่วนเดียว เพราะทรงละกิเลสทั้งหลายเสียแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้
เสด็จไปตามเอกายนมรรคอย่างไร. สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
เรียกว่า เอกายนมรรค (ธรรมเป็นหนทางเป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว).
สมดังประพันธ์คาถาว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เห็นธรรมเป็นส่วนสุดแห่ง
ความสิ้นชาติ ผู้ทรงอนุเคราะห์ด้วยพระทัยเกื้อกูล ย่อม
ทรงทราบมรรคเป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว บัณฑิตทั้งหลาย
ได้ข้ามก่อนแล้ว จักข้าม และย่อมข้ามซึ่งโอฆะด้วย
มรรคนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้
เสด็จไปตามเอกายนมรรคอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้
เดียวตรัสรู้ ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมอย่างไร ญาณ ปัญญา
ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิมังสา วิปัสสนา สัมมา-
ทิฏฐิ ในมรรค ๔ เรียกว่า โพธิ ด้วยโพธิญาณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสรู้ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ตรัสรู้ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ตรัสรู้ว่า
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ตรัสรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
ฯลฯ ตรัสรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ ตรัสรู้ว่า เพราะ
อวิชชาดับ สังขารจึงดับ ฯลฯ เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ
หน้า 548
ข้อ 892
ตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ ตรัสรู้ว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ตรัสรู้ว่า นี้ความดับทุกข์
ตรัสรู้ว่า นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ ตรัสรู้ว่า เหล่านี้อาสวะ ตรัสรู้ว่า
นี้เหตุให้เกิดอาสวะ ตรัสรู้ว่า นี้ความดับอาสวะ ตรัสรู้ว่า นี้ปฏิปทาให้
ถึงความดับอาสวะ ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้
ควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านั้นควรละ ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านั้น
ควรให้เจริญ ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ความเกิด ความ
ดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตรัสรู้ความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
ตรัสรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
มหาภูตรูป ๔ ตรัสรู้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ คามตรัสรู้ ตรัสรู้เฉพาะ
ตรัสรู้พร้อม ตรัสรู้ชอบ ทรงบรรลุ ทรงได้เฉพาะ ทรงถูกต้อง ทรง
ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรตรัสรู้ ควรตรัสรู้เฉพาะ ควรตรัสรู้พร้อม
ควรบรรลุ ควรถูกต้อง ควรทำให้แจ้งทั้งปวงด้วยโพธิญาณนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงเป็นบุคคลผู้เอก เพราะอรรถว่า เป็นผู้เดียวตรัสรู้ซึ่ง
สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมอย่างนี้.
คำว่า ซึ่งความยินดี ในคำว่า บรรลุแล้วซึ่งความยินดี ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุ ทรงถึงเฉพาะ ทรงถูกต้อง ทรงทำให้แจ้ง
ซึ่งความยินดีในเนกขัมมะ ความยินดีในความสงัด ความยินดีในความ
สงบ ความยินดีในสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นบุคคลผู้เอก
บรรลุแล้วซึ่งความยินดี เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า
หน้า 549
ข้อ 893, 894
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ย่อมปรากฏเด่นชัด
แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรง
กำจัดมืดทั้งปวง เป็นบุคคลผู้เอก บรรลุแล้วซึ่งความยินดี.
[๘๙๓] เรามีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาถึงพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ผู้ไม่อาศัย ผู้คงที่ ผู้ไม่หลอกลวง ผู้มาเป็น
พระคณาจารย์ของคนหมู่มาก ซึ่งเนื่องในศาสนานี้.
ว่าด้วยพระนามว่าพุทธะ
[๘๙๔] ชื่อว่า พุทธะ ในคำว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่
อาศัย ผู้คงที่ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระสยัมภู ไม่มีใครเป็นอาจารย์
ตรัสรู้ซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายอันพระองค์ไม่เคยสดับมาก่อน
ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในเพราะความตรัสรู้นั้น และทรงถึงความ
เป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า พุทฺโธ ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า
เพราะอรรถว่าอะไร ? ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะ
ทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ เพราะเป็นพระสัพพัญญู เพราะ
เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง เพราะเป็นผู้ไม่มีผู้อื่นแนะนำ เพราะเป็นผู้เบิกบาน
เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะ เพราะเป็นผู้ไม่มีอุปกิเลส เพราะอรรถว่า เป็นผู้
ปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากโทสะโดยส่วน
เดียว เพราะอรรถว่า เป็นผู้ปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า
เป็นผู้ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า เป็นผู้เสด็จไปตามเอกายน-
มรรค เพราะอรรถว่า เป็นผู้เดียวตรัสรู้ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอัน
หน้า 550
ข้อ 895
ยอดเยี่ยม ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเว้นจากความไม่รู้ เพราะได้เฉพาะ
ความรู้ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระภคินี
มิตร อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณะ พราหมณ์ เทวดา มิได้เฉลิมให้
พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลใน
ลำดับแห่งอรหัตมรรค) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทำแจ่ม-
แจ้ง ซึ่งพระอรหัตผลและธรรมทั้งปวง) พร้อมด้วยการทรงบรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณ ณ ควงแห่งโพธิพฤกษ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย
ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
[๘๙๕] ความอาศัย ในคำว่า ไม่อาศัย มี ๒ อย่าง คือความ
อาศัยด้วยตัณหา ๑ ความอาศัยด้วยทิฏฐิ ๑.
ความอาศัยด้วยตัณหาเป็นไฉน ? วัตถุที่ทำให้เป็นเขต เป็นแดน
เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือเอาว่าของเรา ด้วยส่วนแห่ง
ตัณหามีประมาณเท่าใด ความยึดถือว่าของเรา ซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้น
ว่า สิ่งนี้ของเรา สิ่งนั้นของเรา สิ่งมีประมาณเท่านี้ของเรา สิ่งของของ
เรามีประมาณเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่อง
นุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน
ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉาง คลัง เป็นของ
ของเรา ความยึดถือว่าเป็นของเรา แม้ซึ่งแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้นด้วยสามารถ
แห่งตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่าความอาศัยด้วยตัณหา.
ว่าด้วยทิฏฐิ
ความอาศัยด้วยทิฏฐิเป็นไฉน ? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิ
หน้า 551
ข้อ 896
มีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกเรี้ยว
คือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ
เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือ
ทางผิด คลองผิด ความเป็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด
ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือว่าแน่นอน ว่าจริง
ในสิ่งที่ไม่จริงอันใด เห็นปานนี้ และทิฏฐิ ๖๒ มีประมาณเท่าใด นี้ชื่อว่า
ความอาศัยด้วยทิฏฐิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละความอาศัยด้วยตัณหา สละ
คืนความอาศัยด้วยทิฏฐิ เพราะทรงละความอาศัยด้วยตัณหา สละคืนความ
อาศัยด้วยทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่อาศัย ไม่อิงอาศัย ไม่พัวพัน
ไม่เข้าถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจถึง เป็นผู้ทรงออกไป สละ พันขาด ไม่เกี่ยว
ข้องซึ่งจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
(ธรรมารมณ์) สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ
กาม รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนรสัญญานาสัญญาภพ
เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน
รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ ธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ทรงเป็นผู้
มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าพระองค์
นั้น เป็นผู้ไม่อาศัย.
ว่าด้วยผู้คงที่โดยอาการ ๕
[๘๙๖] คำว่า ผู้คงที่ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็น
หน้า 552
ข้อ 896
ผู้คงที่โดยอาการ ๕ คือ เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ๑ เป็นผู้
คงที่ เพราะอรรถว่า สละแล้ว ๑ เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า ข้ามแล้ว ๑
เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า พ้นแล้ว ๑ เป็นผู้คงที่ เพราะทรงแสดงออก
ซึ่งธรรมนั้น ๆ ๑.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐา-
รมณ์ อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้คงที่แม้ในลาภ แม้ใน
ความเสื่อมลาภ แม้ในยศ แม้ในความเสื่อมยศ แม้ในสรรเสริญ แม้ใน
นินทา แม้ในสุข แม้ในทุกข์ หากว่า ชนทั้งหลายพึงลูบไล้พระพาหา
ข้างหนึ่งแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเครื่องหอม พึงถากพระพาหาข้างหนึ่ง
ด้วยมีด พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ทรงมีความยินดีในการลูบไล้ด้วยเครื่อง
หอมโน้น และไม่ทรงมีความยินร้ายในการถากด้วยมีดโน้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงละความยินดีและความยินร้ายเสียแล้ว ทรงล่วงเลยความ
ดีใจและความเสียใจแล้ว ทรงก้าวล่วงความพอใจและความพิโรธเสียแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ในอิฐารมณ์และอนิฐารมณ์อย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า สละแล้ว.
อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสละ คาย ปล่อย ละ สละคืนราคะ
โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความดีเสมอ
ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง
ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลส
ทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง
ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า
เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า สละแล้ว อย่างนี้.
หน้า 553
ข้อ 896
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า ข้ามแล้วอย่าง
ไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้าม คือ ข้ามขึ้น ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วย
ดี ล่วงเลยแล้ว ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ และ
คลองแห่งสงสารทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงอยู่จบแล้ว ทรงประ-
พฤติจรณะแล้ว ดำเนินถึงทางไกลแล้ว ดำเนินถึงทิศแล้ว ดำเนินถึงที่สุด
แล้ว ทรงรักษาพรหมจรรย์แล้ว ทรงบรรลุอุดมทิฏฐิแล้ว เจริญมรรคแล้ว
ละกิเลสแล้ว มีการแทงตลอดมิได้กำเริบ มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดรู้ทุกข์ ทรงละสมุทัย ทรงเจริญมรรค ทรง
ทำให้เเจ่มแจ้งซึ่งนิโรธ ทรงรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ทรงกำหนดรู้ธรรมที่
ควรกำหนดรู้ ทรงละธรรมที่ควรละ ทรงเจริญธรรมที่ควรเจริญ ทรง
ทำให้เเจ่มแจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรง
ถอนอวิชชาอันเป็นดุจลิ่มสลักออกแล้ว ทรงเรี่ยรายกรรมอันเป็นดังคูเสีย
แล้ว ทรงถอนตัณหาเป็นดังเสาระเนียดขึ้นแล้ว ไม่มีสังโยชน์เป็นบาน-
ประตู เป็นผู้ไกลจากกิเลสเป็นข้าศึก มีมานะเป็นดุจธงอันตกไปแล้ว
ทรงปลงภาระเสียแล้ว มีโยคกิเลสมิได้เกี่ยวข้อง มีองค์ ๕ อันละเสียแล้ว
ประกอบด้วยองค์ ๖ มีสติเป็นธรรมเอกเครื่องรักษา มีธรรมเป็นเครื่อง
อาศัย ๔ มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งอันทรงบรรเทาเสียแล้ว มีการ
แสวงหาอันชอบไม่หย่อนอันประเสริฐ มีความดำริมิได้ขุ่นมัว มีกายสังขาร
อันระงับแล้ว มีจิตพ้นดีแล้ว มีปัญญาพ้นดีแล้ว เป็นผู้มีความบริบูรณ์
มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ถึงความบรรลุ
เป็นอย่างยิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมิได้ก่อ มิได้กำจัด กำจัดดำรงอยู่แล้ว
มิได้ละ มิได้ถือมั่น ละแล้วดำรงอยู่ มิได้เย็บ มิได้ยาก เย็บแล้วดำรงอยู่
หน้า 554
ข้อ 896
มิได้ดับ มิได้ให้ลุก ดับแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่เพราะเป็นผู้ประกอบด้วย
ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์
เป็นอเสขะ แทงตลอดอริยสัจแล้วดำรงอยู่ ก้าวล่วงตัณหาอย่างนี้แล้วจึง
ดำรงอยู่ ดับไฟกิเลสแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่เพราะไม่ต้องไป ยึดถือเอายอดชัย
แล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ในความซ่องเสพวิมุตติ ดำรงอยู่ด้วยความเมตตา
กรุณา มุทิตา อุเบกขาอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว
ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่แข็งกระด้าง ด้วยตัณหา ทิฏฐิ มานะ อันบริสุทธิ์
ดำรงอยู่เพราะเป็นผู้หลุดพ้น ดำรงอยู่เพราะเป็นผู้สันโดษ ดำรงอยู่ใน
ส่วนสุดรอบแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร
วัฏฏะ ดำรงอยู่ในภพอันมีในที่สุด ดำรงอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด ทรง
ไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด.
สมจริงดังประพันธ์คาถาว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีภพนี้เป็นที่สุด มีอัตภาพนี้
เป็นทีหลัง มิได้มีชาติ มรณะและสงสาร ไม่มีภพใหม่.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าคงที่ เพราะอรรถว่า ข้ามแล้วอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า พ้นแล้วอย่าง
ไร ? พระทัยของพระมีผู้พระภาคเจ้าพ้นแล้ว พ้นวิเศษ พ้นดีแล้ว จากราคะ
โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ
ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความ
แข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง
ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความ
หน้า 555
ข้อ 897
เดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็น
ผู้คงที่ เพราะอรรถว่า พ้นแล้วอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกซึ่งธรรม
นั้น ๆ อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออก
ว่า เป็นผู้มีศีล ในเมื่อศีลมีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า เป็น
ผู้มีศรัทธา ในเมื่อศรัทธามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า
เป็นผู้มีวิริยะ ในเมื่อวิริยะมีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า
เป็นผู้มีสติ ในเมื่อสติมีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า เป็น
ผู้มีสมาธิ ในเมื่อสมาธิมีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า เป็น
ผู้มีปัญญา ในเมื่อปัญญามีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า
เป็นผู้มีวิชชา ๓ ในเมื่อวิชชามีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกว่า
เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ในเมื่ออภิญญามีอยู่ ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะทรงแสดง
ออกว่า เป็นผู้มีพละ ๑๐ ในเมื่อพละมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็น
ผู้คงที่เพราะทรงแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่อาศัย ผู้คงที่.
ว่าด้วยวัตถุแห่งความหลอกลวง ๓ อย่าง
[๘๙๗] ชื่อว่า ผู้ไม่ทรงหลอกลวง ในคำว่า ผู้ไม่หลอกลวง
ผู้มาเป็นพระคณาจารย์ มีอธิบายว่า วัตถุแห่งความหลอกลวง ๓ อย่าง คือ
วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย ๑ วัตถุแห่งความ
หลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถ ๑ วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการพูด
เลียบเคียง ๑.
หน้า 556
ข้อ 897
วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัยเป็นไฉน ?
พวกคฤหบดีในโลกนี้ ย่อมนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุนั้นมีความปรารถนาลามก อันความ
ปรารถนาครอบงำ มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร อาศัยความเป็นผู้อยากได้มาก ย่อมบอกคืน
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร พูดอย่างนี้ว่า
ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยจีวรมีค่ามาก การที่สมณะเที่ยวเลือกเก็บ
ผ้าเก่าจากป่าช้า กองหยากเยื่อ หรือร้านตลาด แล้วทำสังฆาฏิใช้ เป็น
การสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยบิณฑบาตมีค่ามาก การที่สมณะ
สำเร็จความเป็นอยู่ ด้วยก้อนข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง โดยความประพฤติ
แสวงหา เป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยเสนาสนะมีค่ามาก
การที่สมณะอยู่โคนต้นไม้ อยู่ที่ป่าช้า หรืออยู่ที่แจ้ง เป็นการสมควร
ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีค่ามาก การที่สมณะ
พึงทำยาด้วยน้ำมูตรเน่าหรือชิ้นลูกสมอ เป็นการสมควร ภิกษุนั้นอาศัย
ความเป็นผู้อยากได้มาก จึงทรงจีวรที่เศร้าหมอง ฉันบิณฑบาตที่
เศร้าหมอง ซ่องเสพเสนาสนะที่เศร้าหมอง และฉันคิลานปัจจัยเภสัช-
บริขารที่เศร้าหมอง พวกคฤหบดีเห็นภิกษุนั้นแล้ว ย่อมทราบอย่างนี้ว่า
สมณะนี้เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย สันโดษชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วย
หมู่คณะ ปรารภความเพียร มีวาทะกำจัดกิเลส ก็ยิ่งนิมนต์เธอด้วยจีวร
บิณฑบาตเสนาสนะคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุนั้นก็กล่าวว่า เพราะ
ประกอบด้วยเหตุ ๓ ประการ กุลบุตรผู้มีศรัทธา ก็ประสบบุญมาก คือ
เพราะประจวบด้วยศรัทธา ๑ เพราะประจวบด้วยไทยธรรม ๑ เพราะ
หน้า 557
ข้อ 897
ประจวบด้วยทักขิไณยบุคคล ๑ ท่านทั้งหลายมีศรัทธานี้อยู่ มีไทยธรรมนี้
อยู่ ทั้งอาตมาก็เป็นปฏิคาหก (ผู้ทักขิไณยบุคคล) ถ้าอาตมาจักไม่รับ
ท่านทั้งหลายก็จักเสื่อมจากบุญไป อาตมาไม่มีความต้องการด้วยปัจจัยนี้
ก็แต่ว่าอาตมาจะรับด้วยความอนุเคราะห์ท่านทั้งหลาย จำเดิมแต่นั้น ภิกษุ
นั้นก็รับจีวรมาก รับบิณฑบาตมาก รับเสนาสนะมาก รับคิลานปัจจัย-
เภสัชบริขารมาก ความทำหน้ายู่ยี่ ความเป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ ความหลอกลวง
กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวง เห็นปานนี้ เรียกว่า วัตถุแห่ง
ความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย.
วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถเป็นไฉน ? ภิกษุบาง
รูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ
มีความประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบาย
อย่างนี้ จึงสำรวมการเดิน สำรวมการยืน สำรวมการนั่ง สำรวมการนอน
ย่อมตั้งสติเดิน ตั้งสติยืน ตั้งสตินั่ง ตั้งสตินอน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิเดิน
ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิยืน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินั่ง ทำเหมือนภิกษุมี
สมาธินอน และทำเหมือนภิกษุที่เจริญอาปาถกฌาน (เจริญฌานต่อหน้า
พวกมนุษย์) การดังใจทำ การทำ ก้าวดำรงอิริยาบถ ความทำหน้ายู่ยี่
ความเป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้
หลอกลวง เห็นปานนี้ เรียกว่า วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวอันตราย
อิริยาบถ.
วัตถุแห่งดงามหลอกลวงกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียงเป็นไฉน ?
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนา
ครอบงำ มีความประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชนจักยกย่องเรา
ด้วยอุบายอย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะใดทรงจีวร
หน้า 558
ข้อ 897
อย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดทรงบาตรอย่างนี้... ทรงภาชนะ
โลหะอย่างนี้ ... ทรงธมกรกอย่างนี้ .. . ทรงผ้ากรองน้ำอย่างนี้ ... ถือ
ลูกกุญแจอย่างนี้... สวมรองเท้าอย่างนี้. .. ใช้ประคดสำหรับคาดกาย
อย่างนี้... ใช้สายโยกบาตอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก พูดว่า สมณะ
ใด มีอุปัชฌายะอย่างนี้ มีอาจารย์อย่างนี้ ... มีพวกร่วมอุปัชฌายะอย่าง
นี้ ... มีพวกร่วมอาจารย์อย่างนี้ ... มีมิตรอย่างนี้ ... มีพวกอย่างนี้ ...
มีพวกที่คบกันมาอย่างนี้ ... มีสหายอย่างนี้ ... สมณะนั้นมีศักดิ์มาก
พูดว่า สมณะใดอยู่ในวิหารเช่นนี้ ... อยู่ในเรือนมีหลังคาแถบเดียว
อย่างนี้ ... อยู่ในปราสาทอย่างนี้ ... อยู่ในเรือนมีหลังคาโล้นอย่างนี้...
อยู่ในถ้ำอย่างนี้ ... อยู่ในที่เร้นอย่างนี้ ... อยู่ในกุฎีอย่างนี้ . . . อยู่ใน
เรือนยอดอย่างนี้ ... อยู่ในซุ้มประตูอย่างนี้ ... อยู่ในโรงกลมอย่างนี้ ...
อยู่ในโรงที่พัก (ปะรำ) อย่างนี้ ... อยู่ในศาลาที่ประชุมอย่างนี้ ... อยู่
ในมณฑปอย่างนี้ ... อยู่ที่โคนต้นไม้อย่างนี้... สมณะนั้นมีศักดิ์มาก
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้วางหน้าเฉยเมย ทำหน้ายู่ยี่ หลอกลวง ปลิ้นปล้อน
ตลบตะแลง อันผู้อื่นสรรเสริญ ด้วยความที่ตนวางหน้าว่า สมณะนี้ได้
วิหารสมบัติอันมีอยู่เห็นปานนี้ ภิกษุนั้น ย่อมกล่าวถ้อยคำเช่นนั้น อัน
ปฏิสังยุตด้วยโลกุตรธรรม และนิพพาน อันลึกลับ สุขุม ละเอียด ปิดบัง
ความท่าหน้ายู่ยี่ ความเป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง
ความเป็นผู้หลอกลวง เห็นปานนี้ เรียกว่า วัตถุแห่งควานหลอกลวง
กล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง.
วัตถุแห่งความหลอกลวง ๓ อย่างนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้
แล้ว ทรงละ ตัดขาด ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้ว
หน้า 559
ข้อ 898
ด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า
ผู้ไม่หลอกลวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่หลอกลวง
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระคณาจารย์
[๘๙๘] คำว่า ผู้มาเป็นพระคณาจารย์ ความว่า พระผู้มีพระภาค-
เจ้าชื่อว่า คณี เพราะอรรถว่า มีคณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า เป็นคณี
เพราะอรรถว่า เป็นพระคณาจารย์ ชื่อว่า เป็นคณี เพราะอรรถว่า เป็น
พระศาสดาของคณะ ชื่อว่า เป็นคณี เพราะอรรถว่า พระองค์ทรงบริหาร
คณะ ชื่อว่า เป็นคณี เพราะอรรถว่า พระองค์ตรัสสอนคณะ ชื่อว่า เป็น
คณี เพราะอรรถว่า พระองค์ทรงพร่ำสอนคณะ ชื่อว่า เป็นคณี เพราะ
อรรถว่า พระองค์มีความองอาจเสด็จเข้าไปสู่คณะ ชื่อว่า เป็นคณี เพราะ
อรรถว่า คณะย่อมฟังด้วยดีต่อพระองค์ เงี่ยโสตลงฟัง เข้าไปตั้งจิตเพื่อ
ความรู้ ชื่อว่า เป็นคณี เพราะอรรถว่า พระองค์ยังคณะให้ออกจากอกุศล
ให้ตั้งอยู่เฉพาะในกุศล. ชื่อว่า เป็นคณีของคณะภิกษุ ชื่อว่า เป็นคณีของ
คณะภิกษุณี ชื่อว่า เป็นคณีของคณะอุบาสก ชื่อว่า เป็นคณีของคณะ
อุบาสิกา ชื่อว่า เป็นคณีของคณะพระราชา ชื่อว่า เป็นคณีของคณะ
กษัตริย์ ชื่อว่า เป็นคณีของคณะพราหมณ์ ชื่อว่า เป็นคณีของคณะแพศย์
ชื่อว่า เป็นคณีของคณะศูทร ชื่อว่า เป็นคณีของคณะเทวดา ชื่อว่า เป็น
คณีของคณะพรหม พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีหมู่ มีคณะ เป็นพระคณา-
จารย์ เสด็จมา เข้ามา เข้ามาพร้อม ถึงพร้อมแล้วซึ่งสังกัสสนคร เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่หลอกลวง ผู้มาเป็นพระคณาจารย์.
หน้า 560
ข้อ 899, 900, 901
[๘๙๙] คำว่า ของคนหมู่มาก ในคำว่า ของคนหมู่มากซึ่งเนื่อง
ในศาสนานี้ ความว่า ของกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์
บรรพชิต เทวดา มนุษย์ เป็นอันมาก. คำว่า เนื่อง คือ เป็นผู้เนื่อง
มีความประพฤติเนื่องกัน เป็นผู้บำรุง เป็นศิษย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ของคนหมู่มากซึ่งเนื่องในศาสนานี้.
[๙๐๐] คำว่า เรามีความประสงค์ด้วยปัญหาจึงมา ความว่า
เราเป็นผู้มีความประสงค์ด้วยปัญหามาแล้ว คือเรามีความประสงค์เพื่อจะ
ทูลถามปัญหามาแล้ว เรามีความประสงค์เพื่อจะฟังปัญหามาแล้ว แม้ด้วย
เหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เรามีความประสงค์ด้วยปัญหาจึงมา. อีกอย่าง
หนึ่ง ความมา ความก้าวไปเฉพาะ ความเข้าไปหา ความเข้าไปนั่งใกล้
พึงมีแก่ชนทั้งหลาย ผู้มีความต้องการด้วยปัญหา ผู้ถามปัญหา ผู้ประสงค์
เพื่อจะฟังปัญหา แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เรามีความประสงค์
ด้วยปัญหาจึงมา. อีกอย่างหนึ่ง อาคม (สูตร) แห่งปัญหาของพระองค์มี
อยู่ พระองค์เป็นผู้สามารถจะตรัสถาม กล่าวแก้กับข้าพระองค์ ข้อนี้จง
เป็นภาระของพระองค์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เรามีความประ-
สงค์ด้วยปัญหาจึงมา เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาถึงพระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่อาศัย ผู้คงที่ ผู้ไม่หลอกลวง ผู้
มาเป็นพระคณาจารย์ของคนหมู่มากซึ่งเนื่องในศาสนานี้.
[๙๐๑] เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ ซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า รุกขมูล
สุสาน หรือที่นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย.
หน้า 561
ข้อ 902
ว่าด้วยปฏิปทาของภิกษุ
[๙๐๒] คำว่า เมื่อภิกษุ ในคำว่า เนื้อภิกษุเกลียดอยู่ ความว่า
เมื่อภิกษุที่เป็นกัลยาณปุถุชน หรือที่เป็นเสขชน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อภิกษุ. คำว่า เกลียดอยู่ คือ เกลียด อึดอัด ระอา เบื่อหน่าย ด้วยชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทุกข์ในนรก
ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ในเปรตวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีความเกิด
ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความคลอดจาก
ครรภ์เป็นมูล ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ผู้เกิด ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด
ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของตน ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น
ทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขเวทนา (ทุกขเวทนามีในกายและใจ) ทุกข์เกิดแต่สังขาร
ทุกข์เกิดแต่ความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคจักษุ ทุกข์เพราะโรคหู
ทุกข์เพราะโรคจมูก ทุกข์เพราะโรคลิ้น ทุกข์เพราะโรคกาย ทุกข์เพราะ
โรคศีรษะ ทุกข์เพราะโรคในหู ทุกข์เพราะโรคปาก ทุกข์เพราะโรคฟัน
โรคไอ โรคหืด โรคไขหวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง
โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรค
กลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู. โรคหิตเปื่อย โรคหิตด้าน โรคหูด
โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ โรคเบาหวาน
โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมี
เสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธ
เกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิด
แต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว
ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์
หน้า 562
ข้อ 903, 904, 905
เกิดแต่ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ทุกข์
เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย
ทุกข์เพราะพี่หญิงน้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย
ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์
ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล
ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อภิกษุเกลียด
อยู่.
[๙๐๓] คำว่า ซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า ความว่า ที่ใดเป็นที่นั่ง
คือเตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดด้วยหญ้า เครื่องลาดด้วยใบไม้
เครื่องลาดด้วยฟาง ที่นั้นเรียกว่าที่นั่ง ที่นั่งนั้น ว่าง เปล่า สงัด เงียบ
จากการเห็นรูปไม่เป็นที่สบาย ว่าง เปล่า สงัด เงียบจากการได้ยินเสียง
ไม่เป็นที่สบาย ฯลฯ ว่าง เปล่า สงัด เงียบจากเบญจกามคุณไม่เป็นที่
สบาย เมื่อภิกษุซ่องเสพ ซ่องเสพเสมอ เสพอาศัย ซ่องเสพเฉพาะที่
นั่งนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อภิกษุซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า.
[๙๐๔] คำว่า รุกขมูล สุสาน ความว่า รุกขมูล คือโคนต้นไม้
สุสานคือป่าช้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รุกขมูล สุสาน.
[๙๐๕] คำว่า หรือที่นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย ความว่า
บรรพตคือภูเขา กันทระคือซอก คิริคุหาคือถ้ำในภูเขา ท้องภูเขาแห่ง
ภูเขาทั้งหลาย เรียกว่า ระหว่างภูเขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือที่นั่ง
ในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงทูลถามว่า
เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ ซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า รุกขมูล
สุสาน หรือที่นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย.
หน้า 563
ข้อ 906, 907, 908, 909
[๙๐๖] ในที่นอนทั้งหลายอันสูงและต่ำ ภิกษุร้องอยู่ เพราะ
ในที่นั้นมีอารมณ์อันน่าหวาดเสียว อันเป็นเหตุให้ภิกษุไม่
พึงหวั่นไหว ในที่นอนที่นั่งอันไม่มีเสียงก้อง.
ว่าด้วยที่นอนสูงต่ำ
[๙๐๗] คำว่า อันสูงและต่ำ ในคำว่า ในที่นอนอันสูงและต่ำ
ความว่า สูงและตำ คือเลวประณีต ดีและชั่ว เสนาสนะ คือวิหาร
เรือนมีหลังคาแถบเดียว ปราสาท เรือนโล้น ถ้ำ เรียกว่า ที่นอน ในคำว่า
ในที่นอนทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในที่นอนทั้งหลายอันสูง
และต่ำ.
[๙๐๘] คำว่า ร้องอยู่ ในคำว่า ภิกษุร้องอยู่ เพราะในนั้น
มีอารมณ์อันน่าหวาดเสียว ความว่า ภิกษุร้อง เรียกว่า บันลือ ออก
เสียงอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า อารมณ์อันน่าหวาดเสียว มีเท่าไร มี
อย่างไร มีประมาณเท่าไร มีกำหนดเท่าไร มีมากเท่าไร ชื่อว่าอารมณ์
น่าหวาดเสียวเหล่านั้น คือราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว
หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมลงป่อง ตะขาบ โจร คนที่ทำกรรมชั่ว
หรือคนที่เตรียมทำกรรมชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุร้องอยู่ เพราะ
ในที่นั้นมีอารมณ์อันน่าหวาดเสียว.
[๙๐๙] คำว่า อารมณ์อันน่าหวาดเสียว ในคำว่า อันเป็นเหตุ
ให้ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว ความว่า ภิกษุเห็นหรือได้ยินแล้วซึ่งอารมณ์อันน่า
หวาดกลัวเหล่าใด อันเป็นเหตุให้ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน
ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่ตกใจ ไม่กลัว ไม่ถึงความ
หน้า 564
ข้อ 910, 911, 912
สยดสยอง ไม่พึงเป็นผู้ขลาด ไม่ขยาด ไห่หวาดหวั่น ไม่หนี ละความ
กลัว ความหวาดเสียว ปราศจากขนลุกชูชัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อันเป็นเหตุให้ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว.
[๙๑๐] คำว่า ในที่นอนที่นั่งอันไม่มีเสียงกึกก้อง ความว่า ใน
เสนาสนะอันมีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา
เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ในที่นอนที่นั่งอันไม่มีเสียงกึกก้อง เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตร
เถระจึงทูลถามว่า
ในที่นอนทั้งหลายอันสูงและต่ำ ภิกษุร้องอยู่ เพราะ
ในที่นั้นมีอารมณ์อันน่าหวาดเสียว อันเป็นเหตุให้ภิกษุไม่
พึงหวั่นไหว ในที่นอนที่นั่งอันไม่มีเสียงกึกก้อง.
[๙๑๑] เมื่อภิกษุไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ภิกษุพึงปราบปราม
อันตรายเหล่าใด ในที่นอนที่นั่งอันสงัด อันตรายเหล่านั้น
มีเท่าไรในโลก.
ว่าด้วยอันตราย ๒ อย่าง
[๙๑๒] คำว่า มีเท่าไร ในคำว่า อันตรายเหล่านั้นมีเท่าไร
ในโลก ความว่า มีเท่าไร มีประมาณเท่าไร มีกำหนดเท่าไร มีมาก
เท่าไร ชื่อว่าอันตราย ได้แก่อันตราย ๒ อย่าง คืออันตรายปรากฏ ๑
อันตรายปกปิด ๑.
อันตรายปรากฏเป็นไฉน ? ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี
หน้า 565
ข้อ 912
เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมลงป่อง ตะขาบ โจร คน
ที่ทำกรรมชั่ว คนที่เตรียมทำกรรมชั่ว โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น
โรคกาย โรคศีรษะ โรคในหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด
โรคไขหวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ
โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรค
มองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคหูด โรคละลอก
โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม
โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่
ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความ
เพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน
ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ความสัมผัสแห่ง
เหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน อันตรายเหล่านั้น เรียกว่า
อันตรายปรากฏ.
อันตรายปกปิดเป็นไฉน ? กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
กามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจนิวรณ์
วิจิกิจฉานิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความ
ลบหลู่คุณท่าน ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา โอ้อวด
ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความ
ประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความ
เร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อันตราย
เหล่านี้ เรียกว่า อันตรายปกปิด.
หน้า 566
ข้อ 912
ที่ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่ากระไร จึงชื่อว่า อันตราย
เพราะอรรถว่า ครอบงำ จึงชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อ
ความเสื่อม จึงชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศล
ทั้งหลาย จึงชื่อว่า อันตราย.
เพราะอรรถว่า ครอบงำอย่างไร จึงชื่อว่า อันตราย. อันตราย
เหล่านั้น ย่อมครอบงำ ปราบปราม กดขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยี ซึ่ง
บุคคลนั้น เพราะอรรถว่า ครอบงำอย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย.
เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างไร จึงชื่อว่า อันตราย.
อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศล
ธรรมทั้งหลาย. อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไป เพื่อความเสื่อม เพื่ออันตร-
ธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่าไหน ? อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่อความ
เสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ คือความปฏิบัติชอบ
ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตาม
ประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีล
ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ
ความประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ ความประกอบ
เนือง ๆ ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ความประกอบเนือง ๆ ในการเจริญ
สัมมัปปธาน ๔ ความประกอบเนือง ๆ ในการเจริญอิทธิบาท ๔ ความ
ประกอบเนือง ๆ ในการเจริญอินทรีย์ ๕ ความประกอบเนือง ๆ ในการ
เจริญพละ ๕ ความประกอบเนือง ๆ ในการเจริญโพชฌงค์ ๗ ความ
ประกอบเนือง ๆ ในการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ อันตรายเหล่านั้นย่อม
หน้า 567
ข้อ 912
เป็นไปเพื่อความเสื่อม เพื่ออันตรธานไปแห่งกุศลธรรมเหล่านั้น เพราะ
อรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายอย่างไร จึงชื่อว่า
อันตราย. อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น อยู่
อาศัยในอัตภาพ เปรียบเหมือนเหล่าสัตว์ที่อาศัยรูย่อมอยู่ในรู ที่อาศัยน้ำ
ย่อมอยู่ในน้ำ ที่อาศัยป่าย่อมอยู่ในป่า ที่อาศัยต้นไม้ย่อมอยู่ที่ต้นไม้ฉันใด
อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพนั้น อยู่อาศัยใน
อัตภาพ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรม
ทั้งหลาย แม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่
ลำบากไม่ผาสุก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัย
ในภายใน อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบากไม่ผาสุกอย่างไร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันลามกมีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์
อันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูป
ด้วยจักษุ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่ง
ภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอัน
อยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น
เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน อีก
ประการหนึ่ง อกุศลธรรมอันลามกมีความดำริอันซ่านไปในอารมณ์ อัน
เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมเกิดแก่ภิกษุ เพราะได้ยินเสียงด้วยหู ... เพราะสูด
กลิ่นด้วยจมูก ... เพราะลิ้มรสด้วยลิ้น ... เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย
หน้า 568
ข้อ 912
กาย... เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น
ย่อมอยู่ซ่านไปในภายในแห่งภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึง
เรียกว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสอันอยู่อาศัยในภายใน อกุศลธรรมอันลามก
เหล่านั้น ย่อมกลุ้มรุมภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้นจึงเรียกว่า
ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่อยู่ร่วมกับกิเลส
อันอยู่อาศัยในภายใน ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ลำบากไม่ผาสุก
อย่างนี้แล เพราะฉะนั้น เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรม
ทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรม ๓ ประการ นี้ เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็น
ข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน ธรรม
๓ ประการเป็นไฉน ? คือโลภะ เป็นมลทินในภายใน... เป็นศัตรูใน
ภายใน โทสะ เป็นมลทินในภายใน... เป็นศัตรูในภายใน โมหะ เป็น
มลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน เป็นเพชฌ-
ฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการ
นี้แล เป็นมลทินในภายใน เป็นอมิตรในภายใน เป็นข้าศึกในภายใน
เป็นเพชฌฆาตในภายใน เป็นศัตรูในภายใน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
โลภะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โลภะยังจิตให้
กำเริบ โลภะเป็นภัยเกิดในภายใน พาลชนย่อมไม่รู้สึก
ภัยนั้น คนผู้โลภย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โลภย่อมไม่เห็น
๑. ขุ. อํ. ๒๕/ข้อ ๒๖๘.
หน้า 569
ข้อ 912
ธรรม ความโลภครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อ
ย่อมมีในขณะนั้น.
โทสะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โทสะยังจิตให้
กำเริบ โทสะเป็นภัยเกิดในภายใน พาลชนย่อมไม่รู้สึก
ภัยนั้น คนผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โกรธย่อมไม่เห็น
ธรรม ความโกรธครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อ
ย่อมมีในขณะนั้น.
โมหะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เถิด โมหะยังจิตให้
กำเริบ โมหะเป็นภัยเกิดในภายใน พาลชนย่อมไม่รู้สึก
ภัยนั้น คนผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้หลงย่อมไม่เห็น
ธรรม ความหลงครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อ
ย่อมมีในขณะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม
๓ ประการแล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรม ๓ ประการ
เป็นไฉน ? คือโลภะเมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก โทสะเมื่อเกิดขึ้นใน
ภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ
ความอยู่ไม่ผาสุก โมหะเมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อมิใช่
ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ดูก่อนมหาบพิตร
หน้า 570
ข้อ 913
ธรรม ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในภายในแห่งบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ
มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า๑
โลภะ โทสะ และโมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมกำจัด
บุรุษผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่กำจัดไม้ไผ่ฉะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า
อันตราย.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส๒ไว้ว่า
ราคะ และโทสะ มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัตภาพ
นี้ ไม่ยินดีกุศล ยินดีแต่กามคุณ หำให้ขนลุกขนพอง
บาปวิตกในใจตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้แล้วผูกจิตไว้ เหมือน
พวกเด็กผูกกาไว้ที่ข้อเท้า ฉะนั้น.
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า
อันตราย. คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อันตรายเหล่านั้นมีเท่าไรในโลก.
ว่าด้วยทิศที่ไม่เคยไป ( อมตนิพพาน)
[๙๑๓] คำว่า เมื่อภิกษุไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ความว่า อมต-
นิพพาน คือความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความ
สิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
๑. ขุ. อิ. ๒๕/ข้อ ๒๒๘, ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๒๐.
หน้า 571
ข้อ 914, 915, 916, 917
เรียกว่าทิศที่ไม่เคยไป ทิศที่ยังไม่เคยไปโดยกาลยืดยาวนี้ ชื่อว่าทิศที่ไม่
เคยไป บุคคลพึงประคองภาชนะน้ำมัน อันเต็มเสมอขอบปาก เต็มเปี่ยม
ฉันใด พระโยคาวจรเมื่อปรารถนาทิศที่ยังไม่เคยไป ก็พึงรักษาจิตของตน
เนืองๆ ฉันนั้น เมื่อภิกษุไป ดำเนินไป ก้าวไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อภิกษุไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป.
[๙๑๔] คำว่า ภิกษุพึงปราบปรามอันตรายเหล่าใด ความว่า
ภิกษุพึงปราบปราม ครอบงำ กำจัด ขับไล่ ย่ำยีอันตรายเหล่าใด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงปราบปรามอันตรายเหล่าใด.
[๙๑๕] คำว่า ในที่นอนที่นั่งอันสงัด ความว่า ในที่นอนที่นั่ง
อันสงัดเป็นที่สุด ส่วนสุด ส่วนสุดรอบ เป็นส่วนสุดแห่งภูเขาหิน เป็น
ส่วนสุดแห่งป่า เป็นส่วนสุดแห่งน้ำ หรือเป็นส่วนสุดแห่งแม่น้ำ เป็น
สถานที่เขาไม่ไถ ไม่หว่าน ไม่เป็นอุปจารแห่งพวกมนุษย์ ล่วงเลยหมู่
ชน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในที่นอนที่นั่งอันสงัด เพราะเหตุนั้น
พระสารีบุตรเถระจึงทูลถามว่า
เมื่อภิกษุไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ภิกษุพึงปราบปราม
อันตรายเหล่าใด ในที่นอนที่นั่งอันสงัด อันตรายเหล่านั้น
มีเท่าไรในโลก.
[๙๑๖] เมื่อภิกษุอบรมตนอยู่ เธอพึงเป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำ
อย่างไร พึงเป็นผู้มีโคจรในศาสนานี้อย่างไร พึงเป็น
ผู้มีศีลและวัตรอย่างไร.
[๙๑๗] คำว่า เธอพึงเป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำอย่างไร ความว่า
หน้า 572
ข้อ 917
พระเถระ ย่อมทูลถามถึงความบริสุทธิ์แห่งวาจาว่า ภิกษุนั้น พึงเป็นผู้
ประกอบด้วยคลองแห่งถ้อยคำเช่นไร คือด้วยคลองแห่งถ้อยคำที่ดำรงไว้
อย่างไร มีชนิดอย่างไร มีส่วนเปรียบอย่างไร.
ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งวาจา
ความบริสุทธิ์แห่งวาจาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละมุสาวาท
เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท คือพูดจริง ดำรงคำจริง มีถ้อยคำมั่นคง มี
ถ้อยคำเชื่อถือได้ ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดแก่โลก ละปิสุณาวาจา เป็นผู้เว้น
ขาดจากปิสุณาวาจา คือฟังจากข้างนี้แล้ว ไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลาย
คนหมู่นี้ หรือฟังจากข้างโน้นแล้ว ไม่มาบอกคนหมู่นี้ เพื่อทำลายคนหมู่
โน้น เป็นผู้สมานคนที่แตกกันบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง
มีความพร้อมเพรียงเป็นที่มายินดี ยินดีในบุคคลที่พร้อมเพรียงกัน มีความ
เพลิดเพลินในบุคคลที่พร้อมเพรียงกัน กล่าววาจาที่ทำให้เขาพร้อมเพรียง
กันด้วยประการดังนี้ ละผรุสวาจา เป็นผู้เว้นขาดจากผรุสวาจา คือกล่าว
วาจาที่ไม่มีโทษ อันไพเราะโสต เป็นที่ตั้งแห่งความรัก หยั่งลงถึงหทัย
เป็นคำของชาวเมือง ที่คนหมู่มากพอใจ ชอบใจ ละสัมผัปปลาปะ เป็น
ผู้เว้นขาดจากสัมผัปปลาปะ คือพูดโดยกาลควร พูดจริง พูดอิงอรรถ
พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย กล่าววาจาเป็นหลักฐานมีที่อ้างอิง มีส่วนสุด
ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลควร เป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต ๔ กล่าว
วาจาปราศจากโทษ ๔ งด เว้น เว้น ขาด ออก สลัด พ้นขาด ไม่ประกอบ
ด้วยติรัจฉานกถา ๓๒ ประการ เป็นผู้มีจิตปราศจากเขตแดนกิเลสอยู่
ย่อมกล่าวกถาวัตถุ ๑๐ อย่าง คืออัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา
หน้า 573
ข้อ 918
อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา
วิมุตติญาณทัสสนกถา ย่อมกล่าวสติปัฏฐานกถา สัมมัปปธานกถา
อิทธิบาทกถา อินทรียกถา พลกถา โพชฌงคกถา มรรคกถา ผลกถา
นิพพานกถา เป็นผู้ประกอบ สำรวม สำรวมเฉพาะ คุ้มครอง ปกครอง
รักษา ระวังด้วยวาจา นี้ชื่อว่าความบริสุทธิ์แห่งวาจา ภิกษุพึงเป็นผู้
ประกอบด้วยความบริสุทธิ์แห่งวาจาเช่นนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เธอพึง
เป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำอย่างไร.
[๙๑๘] คำว่า เธอพึงเป็นผู้มีโคจรในศาสนานี้อย่างไร ความว่า
พระเถระย่อมทูลถามถึงโคจรว่า ภิกษุนั้น พึงเป็นผู้ประกอบด้วยโคจร
เช่นไร คือด้วยโคจรที่ดำรงไว้อย่างไร มีชนิดอย่างไร มีส่วนเปรียบ
อย่างไร อโคจรมีอยู่ โคจรมีอยู่.
ว่าด้วยอโคจร
อโคจรเป็นไฉน ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีหญิงแพศยา
เป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีหญิงหม้ายเป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีสาวเทื้อเป็นโคจร
บ้าง เป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจรบ้าง เป็นผู้มีภิกษุณีเป็นโคจรบ้าง เป็น
ผู้มีโรงสุราเป็นโคจรบ้าง อยู่คลุกคลีด้วยพวกพระราชา พวกมหาอำมาตย์
ของพระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกของเดียรถีย์ ด้วยความคลุกคลี
กับคฤหัสถ์อันไม่สมควร.
อนึ่ง สกุลบางแห่งไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไม่เป็นดุจบ่อน้ำ มัก
ด่า มักบริภาษ มุ่งความเสื่อม มุ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล มุ่งความ
ไม่สบาย มุ่งความไม่ปลอดโปร่งจากโยคกิเลส แก่พวกภิกษุ พวกภิกษุณี
หน้า 574
ข้อ 918
พวกอุบาสก พวกอุบาสิกา ภิกษุย่อมซ่องเสพ คบหา ติดต่อกับสกุล
เห็นปานนั้น นี้เรียกว่าอโคจร.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน เป็นผู้
ไม่สำรวมเดินไป คือแลดูช้าง แลดูม้า แลดูรถ แลดูพลเดินเท้า แลดู
สตรี แลดูบุรุษ แลดูกุมาร แลดูกุมารี แลดูร้านตลาด แลดูหน้ามุขเรือน
แลดูข้างบน แลดูข้างล่าง แลดูทิศน้อยทิศใหญ่เดินไป แม้เช่นนี้ก็
เรียกว่าอโคจร.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ
ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุ
ให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมไม่
รักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึงความไม่สำรวมในจักจุนทรีย์ ฯลฯ รู้แจ้ง
ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อ
สำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอัน
ลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมไม่รักษามนินทรีย์ ย่อม
ถึงความไม่สำรวมในมนินทรีย์ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าอโคจร.
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่า ท่านสมณพราหมณ์บางพวกฉัน
โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
เห็นปานนี้ คือการฟ้อน การขับ การประโคม มหรสพ มีการรำ
เป็นต้น การเล่านิยาย เพลงปรบมือ ฆ้อง ระนาด หนัง เพลงขอทาน
ไต่ราว การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ
ชนแกะ ชนไก่ ชนนกกระทา รำกระบี่กระบอง ชกมวย มวยปล้ำ
การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ ท่านสมณพราหมณ์
หน้า 575
ข้อ 918
บางพวก ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ แม้เช่นนี้
ก็เรียกว่าอโคจร.
แม้กามคุณ ๕ ก็ชื่อว่า อโคจร สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าเที่ยวไปในแดนอื่นซึ่ง
เป็นอโคจร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเที่ยวไปในแดนอื่นซึ่ง
เป็นอโคจร มารจักได้ช่องได้อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แดนอื่น
ซึ่งเป็นอโคจรของภิกษุ คืออะไร. คือกามคุณ ๕. กามคุณ ๕ เป็นไฉน ?
คือรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา พอใจ ชอบใจ รักใคร่
ประกอยด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยหู
กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้ง
ด้วยกาย อันน่าปรารถนา พอใจ ชอบใจ รักใคร่ ประกอบด้วย
กาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า
แดนอื่นเป็นอโคจรของภิกษุ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าอโคจร.
โคจรเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็น
โคจร ไม่เป็นผู้มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีสาวเทื้อเป็นโคจร ไม่
เป็นผู้มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีภิกษุณีเป็นโคจร ไม่เป็นผู้มีโรง
สุราเป็นโคจร ไม่อยู่คลุกคลีด้วยพวกพระราชา พวกมหาอำมาตย์ของ
พระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกของเดียรถีย์ ด้วยความคลุกคลีกับ
คฤหัสถ์อันไม่สมควร.
อนึ่ง สกุลบางแห่งมีศรัทธาเลื่อมใส เป็นดุจบ่อน้ำ รุ่งเรืองด้วย
ผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นที่เดินสวนกันเข้าออกแห่งภิกษุผู้แสวงหา มุ่งความ
เจริญ มุ่งประโยชน์เกื้อกูล มุ่งความสบาย มุ่งความปลอดโปร่งจากโยค-
หน้า 576
ข้อ 918
กิเลส แก่พวกภิกษุ พวกภิกษุณี พวกอุบาสก พวกอุบาสิกา ภิกษุย่อม
ซ่องเสพ คบหา ติดต่อกันสกุลเห็นปานนั้น นี้เรียกว่าโคจร.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน ย่อมเป็น
ผู้สำรวมเดินไป คือไม่แลดูช้าง ไม่แลดูม้า ไม่แลดูรถ ไม่แลดูพลเดิน
เท้า ฯลฯ ไม่แลดูทิศน้อยทิศใหญ่ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุ-
พยัญชนะ ฯลฯ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่า
โคจร.
อีกอย่างหนึ่งว่า เหมือนอย่างว่า ท่านสมณพราหมณ์บางพวก
ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ไม่ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึก
แก่กุศลเห็นปานนี้ คือการฟ้อน การขัน การประโคม ฯลฯ กองทัพ
ภิกษุเป็นผู้เว้นขาดจากการขวนขวายดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็น
ปานนี้ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร.
แม้สติปัฏฐาน ๔ ก็ชื่อว่าโคจร สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในแดนเป็นของ
บิดาของตนซึ่งเป็นโคจร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไป
ในแดนเป็นของบิดาของตนซึ่งเป็นโคจร มารย่อมไม่ได้ช่อง ไม่ได้
อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แดนเป็นของบิดาของคนซึ่งเป็นโคจรของ
ภิกษุคืออะไร คือสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย มี
ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่
เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิต
หน้า 577
ข้อ 919
เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มี
สติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า
แดนเป็นของบิดาของตนซึ่งเป็นโคจรของภิกษุ แม้เช่นนี้ก็เรียกว่าโคจร
ภิกษุพึงเป็นผู้ประกอบด้วยโคจรเช่นนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็น
ผู้มีโคจรในศาสนานี้อย่างไร.
ว่าด้วยศีลและวัตร
[๙๑๙] คำว่า พึงเป็นผู้มีศีลและวัตรอย่างไร ความว่า พระเถระ
ย่อมทูลถามถึงความบริสุทธิ์แห่งศีลและวัตรว่า ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ประกอบ
ด้วยศีลและวัตรอย่างไร คือด้วยศีลและวัตรที่ดำรงไว้อย่างไร มีชนิด
อย่างไร มีส่วนเปรียบอย่างไร.
ความบริสุทธิ์แห่งศีลและวัตรเป็นไฉน ? บางแห่งเป็นศีลและ
เป็นวัตร บางแห่งเป็นวัตร แต่ไม่เป็นศีล.
ศีลและวัตรเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวม
ด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เป็นผู้เห็น
ภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย
ความสำรวม ความระวัง ความไม่ก้าวล่วงในสิกขาบททั้งหลายนั้น นี่เป็น
ศีล. ความสมาทาน ชื่อว่า เป็นวัตร เพราะอรรถว่า สำรวม จึงชื่อว่า
ศีล เพราะอรรถว่า สมาทาน จึงชื่อว่า วัตร นี้เรียกว่าศีลและวัตร.
เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีลเป็นไฉน ? ธุดงค์ ๘ คืออารัญญิกังคธุดงค์ ๑
ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ๑ ปังสุกุลิกังคธุดงค์ ๑ เตจีวริกังคธุดงค์ ๑ สปทาน-
หน้า 578
ข้อ 919
จาริกังคธุดงค์ ๑ ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ ๑ เนสัชชิกังคธุดงค์ ๑
ยถาสันถติกังคธุดงค์ ๑ นี้เรียกว่าเป็นวัตร แต่ไม่เป็นศีล.
แม้การสมาทานความเพียร ก็เรียกว่าเป็นวัตร ไม่เป็นศีล กล่าว
คือ พระมหาสัตว์ทรงประคองตั้งพระทัยว่า จงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น
กระดูก ก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ผลใดอัน
บุรุษพึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียร
ของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ การไม่บรรลุผลนั้นแล้วหยุดความ
เพียรเสียจักไม่มี ดังนี้ แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่า
เป็นวัตร ไม่เป็นศีล ภิกษุประคองตั้งจิตว่า
เมื่อลูกศรคือตัณหาเรายังถอนไม่ได้แล้ว เราจักไม่
กิน จักไม่ดื่ม จักไม่ออกจากวิหาร ทั้งจักไม่เอนข้าง
[ไม่นอน] ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตร ไม่เป็นศีล.
พระมหาสัตว์ทรงประคองตั้งพระทัยว่า เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้จนตลอด
เวลาที่จิตของเราจักไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตร ไม่เป็นศีล
ภิกษุประคองตั้งจิตว่า จิตของเราจักไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะ
ไม่ถือมั่นเพียงใด เราจักไม่ลุกขึ้นจากอาสนะนี้เพียงนั้น จิตของเราจักยัง
ไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นเพียงใด เราจักไม่ลงจากที่
จงกรม จักไม่ออกจากวิหาร จักไม่ออกจากเรือนมีหลังคาแถบเดียว จัก
ไม่ออกจากปราสาท จักไม่ออกจากเรือนโล้น จักไม่ออกจากเพิง จัก
ไม่ออกจากถ้ำ จักไม่ออกจากกุฎี จักไม่ออกจากเรือนยอด จักไม่ออก
หน้า 579
ข้อ 920
จากป้อม จักไม่ออกจากโรงกลม จักไม่ออกจากเรือนที่มีเครื่องกั้น จัก
ไม่ออกจากศาลาที่บำรุง จักไม่ออกจากมณฑป จักไม่ออกจากโคนต้นไม้
เพียงนั้น ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตร ไม่เป็นศีล
ภิกษุประคองตั้งจิตว่า ในเวลาเช้านี้แหละ เราจักนำมา จักนำมาพร้อม
จักบรรลุ จักถูกต้อง จักทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรม ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตร ไม่เป็นศีล
ภิกษุประคองตั้งจิตว่า ในเวลาเที่ยงนี้แหละ ในเวลาเย็นนี้แหละ ในกาล
ก่อนภัตนี้แหละ ในกาลภายหลังภัตนี้แหละ ในยามต้นนี้แหละ ในยาม
กลางนี้แหละ ในยามหลังนี้แหละ ในฤดูร้อนนี้แหละ ในตอนวัยต้น
นี้แหละ ในตอนวัยกลางนี้แหละ ในตอนวัยหลังนี้แหละ เราจักนำมา จัก
นำมาพร้อม จักบรรลุ จักถูกต้อง จักทำให้แจ้ง ซึ่งอริยธรรม ดังนี้.
แม้การสมาทานความเพียรเห็นปานนี้ ก็เรียกว่าเป็นวัตร ไม่เป็นศีล
นี้ชื่อว่าความบริสุทธิ์ แห่งศีลและวัตร ภิกษุพึงเป็นผู้ประกอบด้วยความ
บริสุทธิ์แห่งศีลและวัตรเช่นนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เธอพึงเป็นผู้มีศีล
และวัตรอย่างไร.
ว่าด้วยการอบรมตน
[๙๒๐] คำว่า อบรมตนอยู่ ในคำว่า เมื่อภิกษุอบรมตนอยู่
ความว่า ปรารภความเพียร มีความเพียรแรงกล้า มีความบากบั่นมั่นคง
มิได้ปลงฉันทะ มิได้ทอดธุระ ในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล อีกอย่างหนึ่ง
ผู้ส่งตนไป คือตนอันภิกษุส่งไปในอรหัตผลอันเป็นประโยชน์ของตน ใน
หน้า 580
ข้อ 921
อริยมรรค ในลักษณะ ในเหตุ ในฐานะ และอฐานะ คือส่งตนไปว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ส่งตนไปว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ส่งตนไปว่า
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ส่งตนไปว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร
ฯลฯ ส่งตนไปว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ ส่งตนไปว่า
เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ ฯลฯ ส่งตนไปว่า เพราะชาติดับชราและ
มรณะจึงดับ ส่งตนไปว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ส่งตนไปว่า นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึง
ความดับทุกข์ ส่งตนไปว่า เหล่านี้อาสวะ ฯลฯ ส่งตนไปว่า นี้ปฏิปทา
เครื่องให้ถึงความดับอาสวะ ส่งตนไปว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯลฯ
ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ส่งตนไปถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ส่งตนไปถึงความเกิด ความ
ดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ แห่งมหา-
ภูตรูป ๔ ส่งตนไปว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า เมื่อภิกษุ ความว่า เมื่อภิกษุ
ที่เป็นกัลยาณปุถุชน หรือเมื่อภิกษุที่เป็นพระเสขะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อภิกษุอบรมตนอยู่ เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงทูลถามว่า
เมื่อภิกษุอบรมตนอยู่ เธอพึงเป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำ
อย่างไร พึงเป็นผู้มีโคจรในศาสนานี้อย่างไร พึงเป็นผู้มี
ศีลและวัตรอย่างไร.
[๙๒๑] ภิกษุนั้นสมาทานสิกขาอะไร จึงเป็นผู้มีสมาธิ เป็น
ธรรมเอกผุดขึ้น มีปัญญารักษาตน มีสติ พึงกำจัดมลทิน
ของตน เหมือนช่างทองจำจัดมลทินแห่งทองฉะนั้น.
หน้า 581
ข้อ 922
ว่าด้วยสมาทานสิกขา ๓
[๙๒๒] คำว่า ภิกษุนั้นสมาทานสิกขาอะไร ความว่า ภิกษุนั้น
ถือเอา สมาทาน ยึดถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งสิกขาอะไร เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นสมาทานสิกขาอะไร. คำว่า มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุด
ขึ้น ในคำว่า จึงเป็นผู้มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น มีปัญญารักษาตน
มีสติ ความว่า มีจิตมีอารมณ์เดียว มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่ถูกอารมณ์ร้าย
กระทบ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น. คำว่า มี
ปัญญารักษาตน ความว่า มีปัญญารักษาตน เป็นบัณฑิต มีปัญญา มี
ความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า มีสติ
ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือภิกษุเมื่อเจริญสติปัฏฐานพิจารณา
เห็นกายในกาย ก็ชื่อว่ามีสติ เมื่อเจริญสติปัฏฐานพิจารณาเห็นเวทนาใน
เวทนาทั้งหลาย ก็ชื่อว่ามีสติ เมื่อเจริญสติปัฏฐานพิจารณาเห็นจิตในจิต
ก็ชื่อว่ามีสติ เมื่อเจริญสติปัฏฐานพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ก็
ซึ่งว่ามีสติ ภิกษุนั้น เรียกว่ามีสติ พระเถระย่อมทูลถามถึงอธิศีลสิกขา
ด้วยคำว่า ภิกษุนั้นสมาทานสิกขาอะไร ทูลถามถึงอธิจิตสิกขาด้วยคำว่า
มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ทูลถามถึงอธิปัญญาสิกขาด้วยคำว่า มีปัญญา
รักษาตน ทูลถามถึงความบริสุทธิ์แห่งสติด้วยคำว่า มีสติ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นสมาทานสิกขาอะไร จึงเป็นผู้มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุด
ขึ้น มีปัญญารักษาตน มีสติ.
หน้า 582
ข้อ 923
ว่าด้วยการกำจัดมลทิน
[๙๒๓] คำว่า พึงกำจัดมลทินของตน เหมือนช่างทอง กำจัด
มลทินแห่งทองฉะนั้น ความว่า คนทำทอง เรียกว่าช่างทอง ทองคำ
เรียกว่าทอง ช่างทองย่อมเป่า ไล่ กำจัดมลทินอย่างหยาบแห่งทองบ้าง
เป่า ไล่ กำจัดมลทินอย่างกลางแห่งทองบ้าง เป่า ไล่ กำจัดมลทิน
อย่างละเอียดแห่งทองบ้าง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป่า ไล่
กำจัด ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสอย่างหยาบ
ของตนบ้าง ซึ่งกิเลสอย่างกลางของตนบ้าง ซึ่งกิเลสอย่างละเอียดของตน
บ้าง. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุย่อมเป่า ไล่ กำจัด ละ บรรเทา ทำให้สิ้น
ไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งมลทินคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ
กิเลส ทุจริต ของตน อันทำให้เป็นคนบอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำให้ไม่
มีญาณ อันดับปัญญา อันเป็นไปในฝ่ายแห่งทุกข์ ไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพาน
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุย่อมเป่า ไล่ กำจัด ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความ
ไม่มีซึ่งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ ซึ่งมิจฉาสังกัปปะ ด้วยสัมมาสังกัปปะ
ซึ่งมิจฉาวาจา ด้วยสัมมาวาจา ซึ่งมิจฉากัมมันตะ ด้วยสัมมากัมมันตะ ซึ่ง
มิจฉาอาชีวะ ด้วยสัมมาอาชีวะ ซึ่งมิจฉาวายามะ ด้วยสัมมาวายามะ ซึ่ง
มิจฉาสติ ด้วยสัมมาสติ ซึ่งมิจฉาสมาธิ ด้วยสัมมาสมาธิ ซึ่งมิจฉาญาณ
ด้วยสัมมาญาณ ซึ่งมิจฉาวิมุตติ ด้วยสัมมาวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุ
ย่อมเป่า ไล่ กำจัด ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่ง
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ด้วยอริยมรรค
มีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงกำจัดมลทินของตน เหมือนช่างทอง
กำจัดมลทินแห่งทองฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงทูลถามว่า
หน้า 583
ข้อ 924, 925
ภิกษุนั้นสมาทานสิกขาอะไร จึงเป็นผู้มีสมาธิเป็น
ธรรมเอกผุดขึ้น มีปัญญารักษาตน มีสติ พึงกำจัดมลทิน
ของตน เหมือนช่างทองกำจัดมลทินแห่งทองฉะนั้น.
[๙๒๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบดังนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร)
เราจะกล่าวซึ่งความผาสุกและธรรมตามสมควรนั้น ของ
ภิกษุผู้เกลียด ผู้ซ่องเสพ ที่นั่งและที่นอนอันสงัด ผู้
ปรารถนาสัมโพธิแก่ท่าน ตามที่รู้.
ว่าด้วยความผาสุก
[๙๒๕] คำว่า ผู้เกลียด ในคำว่า ความผาสุก ...ของ ภิกษุ
ผู้เกลียด ความว่า ผู้เกลียด ผู้อึดอัด ผู้เอือมระอา ด้วยชาติ ชรา พยาธิ
มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ฯลฯ ทุกข์เพราะ
ความฉิบหายแห่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เกลียด. คำว่า ความผาสุก
ความว่า เราจักบอกความผาสุก คือความอยู่เป็นผาสุก ความอยู่เป็น
ผาสุกเป็นไฉน ? ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่
เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควร
แก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวาร
ในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความประกอบ
เนืองๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘
หน้า 584
ข้อ 926
นิพพานและปฏิปทาเครื่องให้ถึงนิพพาน นี้ชื่อว่า ความอยู่เป็นผาสุก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความผาสุก... ของภิกษุผู้เกลียด.
อธิบายคำว่า ภควา
[๙๒๖] คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบดังนี้ว่า ดูก่อนสารี-
บุตร ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระนั้นโดยชื่อ. คำว่า
ภควา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ชื่อว่า ภควา
เพราะอรรถว่า ทรงทำลายราคะ ทรงทำลายโทสะ ทรงทำลายโมหะ
ทรงทำลายมานะ ทรงทำลายทิฏฐิ ทรงทำลายเสี้ยนหนาม ทรงทำลาย
กิเลส เพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรงจำแนกวิเศษ ทรงจำแนกเฉพาะ
ซึ่งธรรมรัตนะ เพราะอรรถว่า ทรงทำที่สุดแห่งภพทั้งหลาย เพราะอรรถว่า
มีพระกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญา
อันอบรมแล้ว อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่า
ละเมาะและป่าทึบ อันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจาก
คนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่วิเวก เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่ง อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
อันมีอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔
อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
หน้า 585
ข้อ 927
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘
(ฌานเป็นที่ตั้งแห่งความครอบงำอารมณ์) อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณ-
มาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ อสุภสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัป-
ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพลญาณ ๑๐ เวสา-
รัชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ภควา พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา
พระภคินี มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้เฉลิม
ให้ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลใน
ลำดับ แห่งอรหัตมรรค) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยอาการทรงบรรลุ
พระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงโพธิพฤกษ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย
ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบดังนี้ว่า
ดูก่อนสารีบุตร.
[๙๒๗] คำว่า ผู้ซ่องเสพที่นั่งและที่นอนอันสงัด ความว่า ที่ใด
เป็นที่นั่ง คือเตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดด้วยหญ้า เครื่อง
ลาดด้วยใบไม้ เครื่องลาดด้วยฟาง เรียกว่าที่นั่ง เสนาสนะ คือวิหาร
เรือนมีหลังคาแถบเดียว ปราสาทเรือนมีหลังคาโล้น ถ้ำ ที่นอนและที่นั่ง
หน้า 586
ข้อ 928
อันสงัด ว่าง เงียบ สงัด จากการเห็นรูปไม่เป็นที่สบาย จากการได้ยิน
เสียงไม่เป็นที่สบาย ฯลฯ อันสงัด ว่าง เงียบสงัด จากเบญจกามคุณ
อันไม่เป็นที่สบาย ผู้ซ่องเสพ อาศัยซ่องเสพ ซ่องเสพเสมอ ซ่องเสพเฉพาะ
ซึ่งที่นอนและที่นั่งอันสงัด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ซ่องเสพที่นั่งและ
ที่นอนอันสงัด.
ว่าด้วยสัมโพธิและธรรมอันควรแก่สัมโพธิ
[๙๒๘] คำว่า ผู้ปรารถนาสัมโพธิ . . . และซึ่งธรรมอันสมควร
ความว่า ญาณ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ ในมรรค ๔ เรียกว่า
สัมโพธิ. ผู้ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้ ปรารถนาเพื่อจะตามตรัสรู้ ปรารถนา
เพื่อจะตรัสรู้เฉพาะ ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้พร้อม ปรารถนาเพื่อจะบรรลุ
ปรารถนาเพื่อจะถูกต้อง ปรารถนาเพื่อจะทำให้แจ้ง ซึ่งสัมโพธินั้น
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปรารถนาสัมโพธิ. คำว่า ซึ่งธรรมอันสมควร
ความว่า ธรรมอันสมควรต่อโพธิเป็นไฉน ? ความปฏิบัติชอบ ความ
ปฏิบัติอันสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตาม
ประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีล
ทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จัก
ประมาณในโภชนะ ความประกอบเนื่อง ๆ ในความเป็นผู้อื่น สติสัม-
ปชัญญะ ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ธรรมอันสมควรต่อโพธิ. อีกอย่างหนึ่ง
วิปัสสนาในส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค ๔ เรียกว่า ธรรมอันสมควรต่อโพธิ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปรารถนาสัมโพธิ... และซึ่งธรรมอันสมควร.
หน้า 587
ข้อ 929, 930, 931
[๙๒๙] คำว่า นั้น ในคำว่า เราจักกล่าว...นั้น แก่ท่าน ตาม
ที่รู้ ความว่า ธรรมอันสมควรแก่โพธิ. คำว่า เราจักกล่าว ความว่า
จักบอกกล่าว ชี้แจง แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ประกาศ. คำว่า ตามที่รู้ คือเรารู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด
อย่างไร จักกล่าวซึ่งธรรมที่ประจักษ์แก่ตน อันตนรู้ยิ่งเอง มิใช่โดยต้อง
เชื่อต่อผู้อื่นว่า ธรรมนี้เป็นดังนี้ ธรรมนี้เป็นดังนี้ มิใช่โดยอ้างตำรา
มิใช่โดยนึกเดาเอาเอง มิใช่โดยคาดคะเนเอาเอง มิใช่โดยตรึกตามอาการ
มิใช่โดยเห็นว่าควรแก่ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักกล่าว
... นั้นแก่ท่าน ตามที่รู้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบดังนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร)
เราจักกล่าวซึ่งความผาสุก และธรรมตามสมควรนั้น ของ
ภิกษุผู้เกลียด ผู้ซ่องเสพที่นั่งและที่นอนอันสงัด ผู้
ปรารถนาสัมโพธิแก่ท่าน ตามที่รู้.
[๙๓๐] ภิกษุผู้เป็นธีรชน มีสติ ประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุด
รอบ ไม่พึงกลัวต่อภัย ๕ ประการ คือตัวเหลือบ สัตว์
ไต่ตอม สัตว์เลื้อยคลาน สัมผัสแต่มนุษย์ และภัยแต่
สัตว์สี่เท้า.
ว่าด้วยภิกษุเป็นธีรชน
[๙๓๑] คำว่า ผู้เป็นธีรชน ในคำว่า ผู้เป็นธีรชน...ไม่พึงกลัว
ต่อภัย ๕ ประการ ความว่า ผู้เป็นธีรชน เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญา-
หน้า 588
ข้อ 932
ตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส ไม่พึงกลัว
ไม่พึงสะดุ้ง ไม่พึงหวาดเสียว ไม่พึงครั่นคร้าม ไม่พึงถึงความสยดสยอง
ต่อภัย ๕ ประการ คือเป็นผู้ไม่ขลาด ไม่ครั้นคร้าม ไม่หวาดเสียว ไม่หนี
เป็นผู้ละความกลัว ความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกอยู่
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เป็นธีรชน...ไม่พึงกลัวต่อภัย ๕ ประการ.
[๙๓๒] คำว่า ภิกษุ ในคำว่า ภิกษุ...มีสติ ประพฤติธรรมเป็น
ส่วนสุดรอบ คือภิกษุที่เป็นกัลยาณปุถุชน หรือภิกษุที่เป็นพระเสขะ.
คำว่า มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือเมื่อเจริญสติปัฏฐาน
คือพิจารณาเห็นกายในกาย ก็ชื่อว่ามีสติ. เมื่อเจริญสติปัฏฐานคือพิจารณา
เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ก็ชื่อว่ามีสติ. เมื่อเจริญสติปัฏฐานคือ
พิจารณาเห็นจิตในจิต ก็ชื่อว่ามีสติ. เมื่อเจริญสติปัฏฐานคือพิจารณาเห็น
ธรรมในธรรมทั้งหลาย ก็ชื่อว่ามีสติ. ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า เป็นผู้มีสติ.
ธรรมเป็นส่วนสุดรอบ ในคำว่า ประพฤติธรรมเป็นส่วนสุดรอบ มี ๔
ประการ คือธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือศีลสังวร ๑ ธรรมเป็นส่วนสุดรอบ
คืออินทรียสังวร ๑ ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือโภชเนมัตตัญญุตา ๑ ธรรม
เป็นส่วนสุดรอบคือชาคริยานุโยค ๑.
ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือศีลสังวรเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศีล สำรวมอยู่ในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
เป็นผู้เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย พิจารณาถึงความเสีย ณ ภายใน ชื่อว่าประพฤติในธรรมเป็นส่วน
สุดรอบคือศีลสังวร ณ ภายใน มิได้ทำลายศีลอันเป็นเขตแดน นี้ชื่อว่า
ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือศีลสังวร.
หน้า 589
ข้อ 932
ธรรมเห็นส่วนสุดรอบคืออินทรียสังวรเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรม
วินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติ
เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรม
อันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึง
ความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น
ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถือ
อนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึง
เป็นเหตุให้อกุศลธรรม อันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อม
รักษามนินทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ พิจารณาอาทิตตปริยาย-
เทศนา ชื่อว่าประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุดรอบ คืออินทรียสังวรในภายใน
มิได้ทำลายอินทรีสังวรอันเป็นเขตแดน นี้ชื่อว่า ธรรมเป็นส่วนสุดรอบ
คืออินทรียสังวร.
ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือโภชเนมัตตัญญุตาเป็นไฉน ? ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้ว ฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อ
เล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง ฉันเพื่อ
ความตั้งอยู่แห่งกายนี้ เพื่อจะให้กายนี้เป็นไป เพื่อเว้นความลำบากแห่ง
กายนี้ เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยมนสิการว่า เราจะบำบัดเวทนา
เก่า จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น และความดำเนินของเรา ความที่เรา
ไม่มีโทษ ความอยู่สบายของเราจักมี ดังนี้ อย่างเดียวเท่านั้น พิจารณา
อาหารเปรียบด้วยน้ำมันสำหรับหยอดเพลาเกวียน ผ้าสำหรับปิดแผลและ
เนื้อบุตร (ของคนที่เดินทางกันดาร) ชื่อว่า ประพฤติในธรรมเป็นส่วน
สุดรอบ คือโภชเนมัตตัญญุตา ย่อมไม่ทำลายโภชเนมัตตัญญุตาอันเป็น
หน้า 590
ข้อ 933
เขตแดนในภายใน นี้ชื่อว่า ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือโภชเนมัตตัญ-
ญุตา.
ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือชาคริยานุโยคเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลาย อันเป็นเครื่องกั้นกาง
ด้วยการเดินการนั่งตลอดวัน ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมทั้งหลาย
อันเป็นเครื่องกั้นกาง ด้วยการเดินการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี ย่อม
สำเร็จสีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อม
เท้า มีสติสัมปชัญญะ ใส่ใจถึงสัญญาในความลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยาม
แห่งราตรี กลับลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากธรรมทั้งหลายอันเป็น
เครื่องกั้นกาง ด้วยการเดิน การนั่ง ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี พิจารณา
ถึงความอยู่แห่งบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ ชื่อว่า ประพฤติในธรรมเป็น
ส่วนสุดรอบคือชาคริยานุโยคในภายใน ย่อมไม่ทำลายชาคริยานุโยคอัน
เป็นเขตแดน นี้ชื่อว่า ธรรมเป็นส่วนสุดรอบคือชาคริยานุโยค เพราะเหตุ
นั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ...มีสติ ประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุดรอบ.
ลักษณะตัวเหลือบเป็นต้น
[๙๓๓] แมลงมีตาเหลือง เรียกว่า เหลือบ ในคำว่า ตัวเหลือบ
สัตว์ไต่ตอม สัตว์เลื้อยคลาน แมลงวันแม้ทั้งปวง เรียกว่าสัตว์ไต่ตอม
เหตุไรแมลงวันแม้ทั้งปวง จึงเรียกว่าสัตว์ไต่ตอม สัตว์เหล่านั้น ย่อมบิน
ตอม กัดกิน เหตุนั้น จึงเรียกว่า สัตว์ไต่ตอม งูทั้งหลาย เรียกว่า สัตว์
เลื้อยคลาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตัวเหลือบ สัตว์ไต่ตอม สัตว์เลื้อย
คลาน.
หน้า 591
ข้อ 934, 935
[๙๓๔] คำว่า สัมผัสแต่มนุษย์ และภัยแต่สัตว์ ๔ เท้า ความว่า
พวกโจร คนที่ทำกรรมชั่ว หรือคนที่เตรียมทำกรรมชั่ว เรียกว่า สัมผัส
แต่มนุษย์ มนุษย์เหล่านั้น พึงถามปัญหาบ้าง พึงยกวาทะกะภิกษุบ้าง
พึงด่า ค่อนว่า แช่ง เสียดสี เบียดเบียน ย่ำยี กดขี่ ข่มเหง ฆ่า เข้า
ไปฆ่า หรือทำความพยายามฆ่า ความกระทบกระทั่งแต่มนุษย์อย่างใด
อย่างหนึ่ง ชื่อว่าสัมผัสแต่มนุษย์. คำว่า ภัยแต่สัตว์ ๔ เท้า ความว่า
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง
สัตว์ ๔ เท้าเหล่านั้น พึงย่ำยี กัดกิน เบียดเบียน รังแก กดขี่ ข่มเหง
ฆ่า เข้าไปฆ่า ทำความพยายามฆ่าภิกษุ ความกระทบกระทั่งแต่สัตว์ ๔
เท้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภัยแต่สัตว์ ๔ เท้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สัมผัสแต่มนุษย์และภัยแต่สัตว์ ๔ เท้า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า
ภิกษุผู้เป็นธีรชน มีสติ ประพฤติในธรรมเป็นส่วน
สุดรอบ ไม่พึงกลัวภัย ๕ ประการ คือตัวเหลือบ สัตว์
ไต่ตอม สัตว์เลื้อยคลาน สัมผัสแต่มนุษย์ และภัยแต่
สัตว์ ๔ เท้า.
[๙๓๕] ภิกษุไม่พึงหวาดเสียว แม้ต่อคนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น
แม้เห็นอารมณ์อันให้เกิดความขลาดมากของคนที่ตั้งอยู่ใน
ธรรมอื่นนั้น ก็ไม่พึงหวาดเสียว อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้
แสวงหากุศล พึงย่ำยีอันตรายอื่น ๆ.
หน้า 592
ข้อ 936, 937
ว่าด้วยสหธรรมิก
[๙๓๖] คำว่า ภิกษุไม่พึงหวาดเสียวแม้ต่อคนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น
แม้เห็นอารมณ์อันให้เกิดความขลาดมาก ของคนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น
นั้น ก็ไม่พึงหวาดเสียว ความว่า เว้นสหธรรมิกชน ๗ จำพวก (คือภิกษุ
ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา) คนเหล่าใด
เหล่าหนึ่งผู้ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ไม่เลื่อม-
ใสในพระสงฆ์ เรียกว่า คนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น คนพวกนั้นถามปัญหา
บ้าง พึงยกวาทะกะภิกษุบ้าง พึงด่า ค่อนว่า แช่ง เสียดสี เบียดเบียน
ย่ำยี กดขี่ ข่มเหง ฆ่า เข้าไปฆ่า ทำความพยายามฆ่า ภิกษุเห็นหรือ
ได้ยินอารมณ์อันให้เกิดความขลาดเป็นอันมากของคนเหล่านั้นแล้ว ไม่
พึงหวั่นไหวสะทกสะท้าน ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรนหวาดเสียว ครั่นคร้าม ไม่
พึงกลัว ไม่พึงถึงความสยดสยอง คือเป็นผู้ไม่ขลาด ไม่ครั่นคร้าม ไม่
หวาดเสียว ไม่หนีไป เป็นผู้ละความกลัว ความขลาดเสียแล้ว ปราศจาก
ความเป็นผู้มีขนลุกอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงหวาดเสียวแม้
ต่อคนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น เมื่อเห็นอารมณ์อันให้เกิดความขลาดมาก
ของตนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่นนั้น ก็ไม่พึงหวาดเสียว.
อันตราย ๒ อย่าง
[๙๓๗] คำว่า อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้ตามแสวงหากุศล พึงย่ำยี
อันตรายอื่น ความว่า อนึ่ง อันตรายแม้เหล่าอื่น อันภิกษุทั้งหลายผู้ตาม
แสวงหากุศลพึงย่ำยี ครอบงำ ข่มขี่ กำจัด ขับไล่ มีอยู่ ชื่อว่าอันตราย
ได้แก่อันตราย ๒ อย่าง คืออันตรายที่ปรากฏ ๑ อันตรายที่ปกปิด ๑ ฯลฯ
หน้า 593
ข้อ 938, 939
เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลายแม้อย่างนี้ ชื่อว่า
อันตราย. คำว่า ภิกษุทั้งหลายผู้ตามแสวงหากุศล ความว่า อันตราย
ทั้งหลายอันผู้แสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติ
สมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ฯลฯ
อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และปฏิปทาเครื่องให้ถึงนิพพาน พึงย่ำยี
ครอบงำ ข่มขี่ กำจัด ขับไล่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย
ผู้แสวงหากุศล พึงย่ำยีอันตรายอื่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า
ภิกษุไม่พึงหวาดเสียวแม้ต่อคนที่ตั้งอยู่ในธรรมอื่น แม้
เห็นอารมณ์อันให้เกิดความขลาดมาก ของคนที่ตั้งอยู่ใน
ธรรมอื่นนั้น ก็ไม่พึงหวาดเสียว อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้ตาม
แสวงหากุศล พึงย่ำยีอันตรายอื่น.
[๙๓๘] ภิกษุถูกผัสสะคือโรคและความหิวกระหายแล้ว พึง
อดทนความหนาวและความร้อน ภิกษุนั้นอันผัสสะเหล่า-
นั้นกระทบแล้วโดยอาการมากอย่าง เป็นผู้ไม่เปิดโอกาส
พึงทำความบากบั่น คือความเพียรให้มั่นไว้.
[๙๓๙] คำว่า ภิกษุถูกผัสสะคือโรคและความหิวกระทำแล้ว
ความว่า ความกระทบคือโรค เรียกว่า ผัสสะคือโรค ภิกษุเป็นผู้อันผัสสะ
คือโรคกระทบ ถูกต้อง ตั้งลง ครอบงำ คือ เป็นผู้อันโรคตา โรคหู
โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย ฯลฯ สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและ
สัตว์เลื้อยคลานกระทบเข้า ถูกต้อง ตั้งลง ครอบงำแล้ว ความอยากกิน
หน้า 594
ข้อ 940, 941
เรียกว่าความหิว ภิกษุเป็นผู้อันความหิวกระทบเข้า ถูกต้อง ตั้งลง ครอบงำ
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุถูกผัสสะคือโรคและความหิวกระทบ
แล้ว.
ความหนาวมีด้วยเหตุ ๒ อย่าง
[๙๔๐] คำว่า ความหนาว ในคำว่า พึงอดทนความหนาวและ
ความร้อน ความว่า ความหนาวย่อมมีด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ความหนาว
ย่อมมีด้วยสามารถแห่งอาโปธาตุภายในกำเริบ ๑ ความหนาวย่อมมีด้วย
สามารถแห่งฤดูภายนอก ๑. คำว่า ความร้อน ความว่า ความร้อนย่อมมี
ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ความร้อนย่อมมีด้วยสามารถแห่งเตโชธาตุภายใน
กำเริบ ๑ ความร้อนย่อมมีด้วยสามารถแห่งฤดูภายนอก ๑. คำว่า พึง
อดทนความหนาวและความร้อน ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้อดทนต่อความ
หนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม
แดด และสัตว์เสือกคลาน พึงเป็นผู้มีปกติอดกลั้นต่อทางถ้อยคำที่เขา
กล่าวชั่ว มาร้าย และทุกขเวทนาอันเกิดขึ้นในสรีระที่กล้าแข็ง เผ็ดร้อน
ไม่สบาย ไม่ชอบใจ สามารถนำชีวิตไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงอดทน
ความหนาวและความร้อน.
[๙๔๑] คำว่า ภิกษุนั้นอันผัสสะเหล่านั้น ในคำว่า ภิกษุนั้นอัน
ผัสสะเหล่านั้นกระทบแล้วโดยอาการมากอย่าง เป็นผู้ไม่เปิดโอกาส
ความว่า ภิกษุนั้น เป็นผู้อันผัสสะคือโรค ความหิว ความหนาว และ
ความร้อนกระทบเข้า ถูกต้อง ตั้งลง ครอบงำแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภิกษุนั้น อันผัสสะเหล่านั้นกระทบแล้ว. คำว่า โดยอาการมากอย่าง
หน้า 595
ข้อ 942
ความว่า กระทบเข้า ถูกต้อง ตั้งลง ครอบงำ โดยอาการมีชนิดเป็นอเนก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้น อันผัสสะเหล่านั้นกระทบเข้าแล้วโดย
อาการมากอย่าง. คำว่า เป็นผู้ไม่เปิดโอกาส ความว่า ย่อมไม่ทำโอกาส
แก่วิญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขาร แม้เพราะเหตุดังนี้ จึงชื่อว่า ไม่เปิด
โอกาส อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่ทำโอกาสแก่กายทุจริต วจีทุจริต มโน-
ทุจริต แม้เพราะเหตุดังนี้ จึงชื่อว่า ไม่เปิดโอกาส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภิกษุนั้น อันผัสสะเหล่านั้นกระทบแล้วโดยอาการมากอย่าง เป็นผู้ไม่
เปิดโอกาส.
ว่าด้วยการทำความบากบั่น
[๙๔๒] คำว่า พึงทำความบากบั่นคือความเพียรให้มั่นไว้ ความว่า
ความปรารถนาความเพียร ความก้าวหน้าไป ความบากบั่น ความดำเนิน
ไป ความพยายาม ความอุตสาหะ ความหมั่น ความไม่ถอยหลัง ความ
ออกแรง ความตั้งไว้ ความบากบั่นคือไม่ย่อหย่อน ความไม่ปลงฉันทะ
ความไม่ทอดธุระ ความปกครองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมา-
วายามะ ที่เป็นไปทางจิต เรียกว่า ความบากบั่นคือความเพียร ภิกษุพึง
ทำความบากบั่นคือความเพียรให้มั่นไว้ คือ พึงเป็นผู้สมาทานมั่น มี
สมาทานตั้งลงมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงทำความบากบั่นคือความ
เพียรให้มั่นไว้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุถูกผัสสะคือโรคและความหิวกระทบแล้ว พึง
อดทนความหนาวและความร้อน ภิกษุนั้น อันผัสสะ
หน้า 596
ข้อ 943, 944, 945
เหล่านั้นกระทบแล้วโดยอาการมากอย่าง เป็นผู้ไม่เปิด
โอกาส พึงทำความบากบั่นคือความเพียรให้มั่นไว้.
[๙๔๓] ภิกษุไม่พึงทำความเป็นขโมย ไม่พึงพูดเท็จ พึงแผ่
เมตตาไปยังสัตว์ทั้งที่สะดุ้งและผู้มั่นคง เมื่อใด ภิกษุพึง
รู้ความขุ่นใจ เมื่อนั้น พึงบรรเทาเสียซึ่งความขุ่นใจด้วย
มนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ.
[๙๔๔] คำว่า ภิกษุไม่พึงทำความเป็นขโมย ในคำว่า ภิกษุไม่
พึงทำความเป็นขโมย ไม่พึงพูดเท็จ ความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละ
อทินนาทาน เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของที่เขาให้ หวัง
ได้แต่ของที่เขาให้ พึงเป็นผู้มีจิตไม่เป็นขโมยเป็นจิตสะอาดอยู่ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงทำความเป็นขโมย. คำว่า ไม่พึงพูดเท็จ
ความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท คือ
พูดจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำมั่นคงเชื่อถือได้ ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดแก่
โลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงทำความเป็นขโมย ไม่พึงพูด
เท็จ.
การแผ่เมตตา
[๙๔๕] ชื่อว่า เมตตา ในคำว่า พึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งที่
สะดุ้งและผู้มั่นคง คือ ความไมตรี กิริยาที่รัก ความเป็นผู้มีความรัก
ความเอ็นดู กิริยาที่เอ็นดู ความเป็นผู้เอ็นดู ความแสวงหาประโยชน์
ความอนุเคราะห์ ความไม่พยาบาท ความไม่ปองร้าย ความไม่โกรธ
หน้า 597
ข้อ 946
กุศลมูล สัตว์เหล่าใดยังละตัณหา อันทำให้สะดุ้งไม่ได้ และยังละความกลัว
และความขลาดไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าผู้สะดุ้ง เพราะเหตุอะไร สัตว์
เหล่านั้นจึงเรียกว่าสะดุ้ง สัตว์เหล่านั้นย่อมสะดุ้งหวาดเสียว ครั้นคร้าม กลัว
ถึงความสยดสยอง เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าผู้สะดุ้ง สัตว์
เหล่าใดละตัณหาอันทำให้สะดุ้งได้แล้ว และละความกลัวและความขลาด
ได้แล้ว สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าผู้มั่นคง เพราะเหตุไร สัตว์เหล่านั้น จึงเรียกว่า
ผู้มั่นคง สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่สะดุ้ง ไม่หวาดเสียว ไม่ครั้นคร้าม ไม่กลัว
ไม่ถึงความสยดสยอง เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงเรียกว่าผู้มั่นคง. คำว่า
พึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งที่สะดุ้งและผู้มั่นคง ความว่า พึงถูกต้อง พึง
แผ่เมตตา คือพึงเป็นผู้มีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็น
ใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่พยาบาท แผ่ไปยังสัตว์ทั้งผู้สะดุ้งและ
ผู้มั่นคง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งที่สะดุ้ง
และผู้มั่นคง.
คำว่าใจมีชื่อต่าง ๆ
[๙๔๖] คำว่า เมื่อใด ในคำว่า เมื่อใด ภิกษุพึงรู้ความขุ่นใจ
ความว่า ในกาลใด. คำว่า ใจ คือ จิต ใจ มานัส หทัย บัณฑระ มนะ
มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกันกับ
ผัสสะเป็นต้นนั้น จิตเป็นธรรมชาติขุ่นมัว เศร้าหมอง ยุ่ง วุ่น หวั่นไหว
หมุนไป ไม่สงบ เพราะกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ
โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา
ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความ
หน้า 598
ข้อ 947
ถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง สุจริตทั้งปวง
ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง
อกุสลาภิสังขารทั้งปวง. คำว่า เมื่อใด ภิกษุพึงรู้ความขุ่นใจ ความว่า
ภิกษุพึงรู้ รู้ทั่ว รู้วิเศษ รู้วิเศษเฉพาะ แทงตลอดความที่จิตขุ่น เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อใด ภิกษุพึงรู้ความขุ่นใจ.
บรรเทาความขุ่นใจด้วยมนสิการ
[๙๔๗] ผู้ให้สัตว์ตาย ผู้มีกรรมดำ ผู้เป็นใหญ่ ผู้ให้สัตว์ถึงความ
ตาย ผู้ไม่ให้สัตว์พ้นไป ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งผู้ประมาท ชื่อว่า ผู้มีกรรม
ดำ ในคำว่า เมื่อนั้น พึงบรรเทาเสียด้วยมนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่าย
แห่งมารผู้มีกรรมดำ. คำว่า เมื่อนั้น พึงบรรเทาเสียด้วยมนสิการว่า นี่
เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ ความว่า พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป
ให้ถึงความไม่มีด้วยมนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่ายผู้มีกรรมดำ เป็นฝักฝ่ายมาร
เป็นบ่วงมาร เป็นเบ็ดมาร เป็นเหยื่อมาร เป็นวิสัยมาร เป็นเครื่องให้
เดือดร้อนของมาร เป็นอาหารมาร เป็นเครื่องผูกของมาร แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เมื่อนั้น พึงบรรเทาเสียด้วยมนสิการว่า นี่เป็น
ฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ. อีกอย่างหนึ่ง พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป
ให้ถึงความไม่มี ด้วยมนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่ายผู้มีกรรมดำ เป็นฝักฝ่ายมาร
เป็นฝักฝ่ายอกุศล เป็นเครื่องให้เกิดทุกข์ เป็นสภาพมีวิบากเป็นทุกข์
เป็นเหตุให้เป็นไปในนรก เป็นเหตุให้เป็นไปในกำเนิดดิรัจฉาน เป็นเหตุ
ให้เป็นไปในเปรตวิสัย แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เมื่อนั้น พึง
หน้า 599
ข้อ 948, 949
บรรเทาเสียด้วยมนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุไม่พึงทำความเป็นขโมย ไม่พึงพูดเท็จ พึงแผ่
เมตตาไปยังสัตว์ทั้งที่สะดุ้งและผู้มั่นคง เมื่อใด ภิกษุพึงรู้
ความขุ่นใจ เมื่อนั้น พึงบรรเทาเสียด้วยมนสิการว่า นี่
เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ.
[๙๔๘] ภิกษุไม่พึงลุอำนาจแห่งความโกรธและความดูหมิ่น
พึงขุดรากความโกรธและความดูหมิ่นนั้นดำรงอยู่ อนึ่ง
ภิกษุเมื่อปราบก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังเสียโดยแท้.
ความโกรธและความดูหมิ่น
[๙๔๙] ชื่อว่า ความโกรธ ในคำว่า ภิกษุไม่พึงลุอำนาจ
ความโกรธและความดูหมิ่น คือ ความอาฆาต ความมุ่งร้าย ฯลฯ
ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพราะวาจาชั่ว ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต ชื่อว่า
ความดูหมิ่น คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมดูหมิ่นผู้อื่น โดยชาติบ้าง
โดยโคตรบ้าง ฯลฯ โดยวัตถุอื่น ๆ บ้าง. คำว่า ภิกษุไม่พึงลุอำนาจ
ความโกรธและความดูหมิ่น ความว่า ไม่พึงลุอำนาจความโกรธและความ
ดูหมิ่น คือ พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความโกรธ
และความดูหมิ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงลุอำนาจความโกรธ
และความดูหมิ่น.
หน้า 600
ข้อ 950, 951
รากของความโกรธและความดูหมิ่น
[๙๕๐] รากแห่งความโกรธ ในคำว่า พึงขุดรากความโกรธและ
ความดูหมิ่นนั้นดำรงอยู่ เป็นไฉน อวิชชา อโยนิโสมนสิการ อัสมิมานะ
อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ (แต่ละอย่าง) เป็นรากแห่งความโกรธ.
รากแห่งความดูหมิ่นเป็นไฉน อวิชชา อโยนิโสมนสิการ อัสมิมานะ
อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ (แต่ละอย่าง) เป็นรากแห่งความดูหมิ่น.
คำว่า พึงขุดรากความโกรธและความดูหมิ่นนั้นดำรงอยู่ ความว่า พึงขุด
รื้อ ถอน ฉุด กระชาก ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี
ซึ่งความโกรธและความดูหมิ่นเสียดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงขุด
รากความโกรธและความดูหมิ่นนั้นดำรงอยู่.
ว่าด้วยที่รัก ๒ อย่าง
[๙๕๑] บทว่า อถ ในคำว่า อนึ่ง ภิกษุ เมื่อปราบก็พึงปราบที่รัก
และที่เกลียดชังเสียโดยแท้ เป็นบทสนธิ เป็นบทอุปสัค เป็นบทปท-
ปูรณะ ศัพท์ที่ประชุมอักขระ เป็นศัพท์สละสลวยด้วยพยัญชนะ เป็นลำดับ
บท. ชื่อว่าเป็นที่รัก ได้แก่ที่รัก ๒ อย่าง คือ สัตว์ ๑ สังขาร ๑ สัตว์เป็น
ที่รักเป็นไฉน สัตว์ในโลกนี้เป็นผู้ปรารถนาความเจริญ ปรารถนาประโยชน์
เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความปลอดโปร่งจากโยคกิเลส
แก่บุคคลนั้น คือ เป็นมารดาบิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง บุตร
ธิดา มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต (ผู้สืบสาย) สัตว์เหล่านี้ ชื่อว่าเป็น
ที่รัก. สังขารเป็นที่รักเป็นไฉน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อัน
เป็นที่ชอบใจ สังขารเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นที่รัก ชื่อว่าที่เกลียดชัง ได้แก่เป็น
หน้า 601
ข้อ 952
ที่เกลียดชัง ๒ อย่าง คือ สัตว์ ๑ สังขาร ๑ สัตว์เป็นที่เกลียดชังเป็นไฉน
สัตว์ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ปรารถนาความเจริญ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่ปลอดโปร่ง
จากโยคกิเลส ปรารถนาจะปลงเสียจากชีวิต แก่บุคคลนั้น สัตว์เหล่านี้
ชื่อว่าเป็นที่เกลียดชัง. สังขารเป็นที่เกลียดชังเป็นไฉน รูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ อันไม่เป็นที่ชอบใจ สังขารเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นที่เกลียดชัง.
คำว่า โดยแท้ เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นคำกล่าวโดยไม่มีความสงสัย
เป็นคำกล่าวโดยไม่มีความเคลือบแคลง เป็นคำกล่าวไม่เป็นสองส่วน เป็น
คำกล่าวไม่เป็นสองอย่าง เป็นคำกล่าวมิได้รวมกัน เป็นคำกล่าวไม่ผิด.
คำว่า โดยแท้นี้ เป็นคำกล่าวกำหนดแน่. คำว่า อนึ่ง ภิกษุเมื่อปราบ
ก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังเสียโดยแท้ ความว่า ภิกษุเมื่อปราบก็พึง
ปราบ เมื่อย่ำยีพึงย่ำยีซึ่งที่รักและที่เกลียดชัง ที่ยินดีและยินร้าย สุขและ
ทุกข์ โสมนัสและโทมนัส อิฐารมณและอนิฐารมณ์ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า อนึ่ง ภิกษุเมื่อปราบก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังเสียโดยแท้
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุไม่พึงลุอำนาจแห่งความโกรธ และความดูหมิ่น
พึงขุดรากความโกรธและความดูหมิ่นนั้นดำรงอยู่ อนึ่ง
ภิกษุเนื้อปราบก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังเสียโดยแท้.
[๙๕๒] ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า มีปีติงาม พึงข่มอันตราย
เหล่านั้น พึงปราบความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด พึง
ปราบธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน ๔ อย่าง.
หน้า 602
ข้อ 953
ว่าด้วยการทำปัญญาไว้เบื้องหน้าและมีปีติงาม
[๙๕๓] ชื่อว่า ปัญญา ในคำว่า ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า
มีปีติงาม ได้แก่ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว
ความเลือกเฟ้นธรรม ฯลฯ อโมหะ ธรรมวิจยะ สัมมาทิฏฐิ. คำว่า
ทำปัญญาไว้เบื้องหน้า ความว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ทำปัญญา
ไว้เบื้องหน้าประพฤติ เป็นผู้มีปัญญา เป็นธงชัย มีปัญญาเป็นธงยอด
มีปัญญาเป็นใหญ่ มีความเลือกเฟ้นมาก มีความเลือกเฟ้นทั่วมาก
มีปัญญาเครื่องเห็นมาก มีความเสาะหามาก อยู่ด้วยความเป็นผู้ทำให้
แจ่มแจ้ง ประพฤติด้วยปัญญา มีปัญญามาก ตระหนักอยู่ด้วยปัญญา เอน
ไปในปัญญา โอนไปในปัญญา โน้มไปในปัญญา น้อมไปในปัญญา
มีปัญญานั้นเป็นใหญ่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ทำปัญญาไว้
เบื้องหน้า.
อนึ่ง ภิกษุเมื่อเดินก็รู้ว่า เดิน เมื่อยืนก็รู้ว่า ยืน เมื่อนั่งก็รู้ว่า นั่ง
หรือเมื่อนอนก็รู้ว่า นอน หรือว่ากายของเธอตั้งอยู่อย่างใด ๆ ภิกษุนั้น
ก็รู้กายนั้นอย่างนั้น ๆ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ทำปัญญา
ไว้เบื้องหน้า.
อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ
ทำความรู้สึกตัวในการแล ในการเหลียว ทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า
ในการเหยียดออก ทำความรู้สึกตัวในการครองสังฆาฏิ บาตรและจีวร
ทำความรู้สึกตัวในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ทำความรู้สึกตัว
ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง
หน้า 603
ข้อ 954, 955
การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
ทำปัญญาไว้เบื้องหน้า.
คำว่า มีปีติงาม ความว่า ปีติ ปราโมทย์ ที่เกิดขึ้นด้วยความ
สามารถแห่งพุทธานุสสติ ชื่อว่า ปีติงาม ปีติ ปราโมทย์ ที่เกิดขึ้นด้วย
สามารถธรรมานุสสติ... สังฆานุสสติ... สีลานุสสติ... จาคานุสสติ...
เทวดานุสสติ...อานาปานสติ... มรณานุสสติ... กายคตาสติ... อุปสมานุสสติ
ชื่อว่า ปีติงาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า
มีปีติงาม.
ว่าด้วยอันตราย ๒ อย่าง
[๙๕๔] ชื่อว่า อันตราย ในคำว่า พึงข่มอันตรายเหล่านั้น
ได้แก่ อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายปรากฏ อันตรายปกปิด ๑ ฯลฯ
อันตรายเหล่านี้ ชื่อว่าอันตรายปรากฏ ฯลฯ อันตรายเหล่านี้ ชื่อว่าอันตราย
ที่ปกปิด ฯ ล ฯ เพราะอรรถว่า เป็นที่แห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย
แม้อย่างนี้ จึงชื่อว่า อันตราย. คำว่า พึงข่มอันตรายเหล่านั้น ความว่า
พึงข่ม ปราบปราม ครอบงำ กำจัด ย่ำยี ซึ่งอันตรายเหล่านั้น เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข่มอันตรายเหล่านั้นเสีย.
[๙๕๕] ชื่อว่า ความไม่ยินดี ในคำว่า พึงปราบความไม่ยินดี
ในท่านอนอันสงัด คือ ความไม่ยินดี ความไม่ชอบใจ ความไม่ยินดียิ่ง
ความไม่ยินดีเฉพาะ ความเบื่อ ความระอา. คำว่า ในที่นอนอันสงัด
ความว่า พึงปราบ ข่ม ครอบงำ กำจัด ย่ำยี ซึ่งความไม่ยินดีใน
หน้า 604
ข้อ 956, 957, 958
เสนาสนะอันสงัด หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นอธิกุศลอื่น ๆ เพราฉะนั้น
จึงชื่อว่า พึงปราบความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด.
[๙๕๖] คำว่า พึงปราบธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน ๔ อย่าง
ความว่า พึงปราบ ข่ม ครอบงำ กำจัด ย่ำยี ซึ่งธรรมอันเป็นเหตุ
แห่งความรำพัน ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงปราบธรรมอันเป็น
เหตุแห่งความรำพัน ๔ อย่าง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า
ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า มีปีติงาม พึงข่มอันตราย
เหล่านั้น พึงปราบความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด พึง
ปราบธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน ๔ อย่าง.
[๙๕๗] เราจักฉันอะไร เราจักฉันที่ไหน วันนี้เรานอนลำบาก
หนอ พรุ่งนี้เราจักนอนที่ไหน ภิกษุผู้เสขะ พึงบำบัด
เสียซึ่งวิตกเหล่านี้อันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน พึงเป็นผู้
ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป.
ว่าด้วยความวิตกอันเป็นที่ตั้งความรำพัน
[๙๕๘] คำว่า เราจักฉันอะไร ในคำว่า เราจักฉันอะไร เราจัก
ฉันที่ไหน ความว่า เราจักฉันอะไร คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง
ปลา หรือเนื้อ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักฉันอะไร. คำว่า เราจัก
ฉันที่ไหน ความว่า เราจักฉันที่ไหน คือ ในสกุลกษัตริย์ สกุลพราหมณ์
หน้า 605
ข้อ 959, 960, 961
สกุลแพศย์ หรือสกุลศูทร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักฉันอะไร
เราจักฉันที่ไหน.
[๙๕๙] คำว่า วันนี้เรานอนลำบากหนอ พรุ่งนี้เราจักนอนที่ไหน
ความว่า คืนนี้เรานอนลำบากบนแผ่นกระดาน บนเสื่อ บนท่อนหนัง
บนเครื่องลาดด้วยหญ้า บนเครื่องลาดด้วยใบไม้ หรือบนเครื่องลาดด้วยฟาง
คืนพรุ่งนี้เราจักนอนสบายที่ไหน คือที่เตียง ที่ตั้ง ที่ฟูก ที่หมอน ที่วิหาร
ที่เรือนมีหลังคาแถบเดียว ที่ปราสาท ที่เรือนมีหลังคาโล้น หรือที่ถ้ำ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วันนี้เรานอนลำบากหนอ พรุ่งนี้เราจักนอน
ที่ไหน.
[๙๖๐] คำว่า ซึ่งวิตกเหล่านี้อันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน ความ
ว่า ซึ่งวิตกอันปฏิสังวยุตด้วยบิณฑบาต ๒ อย่าง ซึ่งวิตกอันปฏิสังยุตด้วย
เสนาสนะ ๒ อย่าง อันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน คือ เป็นฐานแห่งความ
ปรับทุกข์ เป็นมูลฐานแห่งความรำพัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่งวิตก
เหล่านี้อันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน.
อธิบายคำว่าเสขะและคำว่าศึกษา
[๙๖๑] ชื่อว่า เสขะ ในคำว่า ภิกษุผู้เสขะพึงบำบัดเสีย พึง
เป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป ความว่า เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า เสขะ
เพราะศึกษาจึงชื่อว่า เสขะ ศึกษาอะไร ศึกษาอธิศีลบ้าง ศึกษา
อธิจิตบ้าง ศึกษาอธิปัญญาบ้าง อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า
อธิปัญญาสิกขา. ภิกษุคำนึงถึงสิกขาสมมตินี้ ก็ชื่อว่า ศึกษา รู้ก็ชื่อว่า
ศึกษา เห็นก็ชื่อว่า ศึกษา พิจารณาก็ชื่อว่า ศึกษา ตั้งจิตก็ชื่อว่า ศึกษา
หน้า 606
ข้อ 962
น้อมใจไปด้วยศรัทธาก็ชื่อว่า ศึกษา ประคองความเพียรก็ชื่อว่า ศึกษา
เข้าไปตั้งสติก็ชื่อว่า ศึกษา ตั้งจิตไว้ก็ชื่อว่า ศึกษา รู้ชัดด้วยปัญญาก็ชื่อว่า
ศึกษา รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งก็ชื่อว่า ศึกษา กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้
ก็ชื่อว่า ศึกษา ละธรรมที่ควรละก็ชื่อว่า ศึกษา ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่
ควรทำให้แจ้งก็ชื่อว่า ศึกษา เจริญธรรมที่ควรเจริญก็ชื่อว่า ศึกษา คือ
ย่อม ประพฤติเอื้อเฟื้อ ย่อมประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี ย่อมสมาทานศึกษา
เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า เสขะ ภิกษุผู้เสขะศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต
แม้อธิปัญญา เพื่อบำบัด กำจัด ละเว้น สงบ สละคืน ระงับเสีย
ภิกษุผู้เสขะเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึงศึกษา ฯลฯ เมื่อ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็พึงศึกษา คือพึงประพฤติเอื้อเฟื้อ
ประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทานประพฤติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุผู้
เสขะพึงบำบัดเสีย.
ว่าด้วยการเที่ยวไปโดยไม่มีกังวล
[๙๖๒] คำว่า พึงเป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป ความว่า ภิกษุ
เป็นผู้มีกังวลท่องเที่ยวไปอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประ-
กอบด้วยความกังวลสกุล ด้วยความกังวลคณะ ด้วยความกังวลอาวาส
ด้วยความกังวลจีวร ด้วยความกังวลบิณฑบาต ด้วยความกังวลเสนาสนะ
ด้วยความกังวลคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุเป็นผู้มีกังวลท่องเที่ยวไป
อย่างนี้.
ภิกษุเป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไปอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ไม่เป็นผู้ประกอบด้วยความกังวลสกุล ไม่เป็นผู้ประกอบด้วยความกังวล
หน้า 607
ข้อ 963
คณะ อาวาส จีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุ
เป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไปอย่างนี้.
สมจริงดังภาษิตว่า
ภิกษุทั้งหลายไปมคธรัฐ ไปโกศลรัฐ มีอยู่ ภิกษุที่
ไปมคธรัฐบางพวก เที่ยวไปต่างหมู่ แต่วัชชีภูมิ เป็นผู้
ไม่มีกังวลยู่ ความเที่ยวไปให้ประโยชน์สำเร็จ ความ
เที่ยวไปดีให้ประโยชน์สำเร็จ ความเป็นผู้ไม่กังวลอยู่ ให้
ประโยชน์สำเร็จทุกเมื่อ การถามถึงประโยชน์เป็นกรรม
ของผู้ขยัน นั่นเป็นความเสมอกันแห่งความไม่กังวล
ดังนี้.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุผู้เสขะพึงบำบัดเสีย พึงเป็นผู้ไม่มีกังวล
ท่องเที่ยวไป เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
เราจักฉันอะไร เราจักฉันที่ไหน วันนี้เรานอนลำบาก
หนอ พรุ่งนี้เราจักนอนที่ไหน ภิกษุผู้เสขะพึงบำบัดเสีย
ซึ่งวิตกเหล่านี้ อันเป็นที่ตั้งแห่งความรำพัน พึงเป็นผู้
ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป.
[๙๖๓] ภิกษุนั้นในธรรมวินัย ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มใน
กาล พึงรู้จักประมาณเพื่อสันโดษ ภิกษุนั้นสำรวมใน
ปัจจัยเหล่านั้น เป็นผู้สำรวมเที่ยวไปในบ้าน แม้ถูกเขาด่า
ก็ไม่ควรกล่าววาจาหยาบ.
หน้า 608
ข้อ 964
ว่าด้วยได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มโดยธรรม
[๙๖๔] ชื่อว่า อาหาร ในคำว่า ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม
ในกาล คือข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ. ชื่อว่า เครื่องนุ่งห่ม
ได้แก่จีวร ๖ ชนิด คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน
ผ้าด้ายเจือไหม. คำว่า ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มในกาล ความว่า
ภิกษุนั้นได้จีวรและบิณฑบาต มิใช่ได้ด้วยการหลอกลวง มิใช่ได้ด้วย
การพูดเลียบเคียง มิใช่ได้ด้วยการบอกใบ้ มิใช่ได้ด้วยความกำจัดคุณเขา
มิใช่ได้ด้วยการแสวงหาลาภด้วยลาภ มิใช่ได้ด้วยการให้ฟืน มิใช่ได้ด้วย
การให้ไม้ไผ่ มิใช่ได้ด้วยการให้ใบไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้ดอกไม้ มิใช่
ได้ด้วยการให้ผลไม้ มิใช่ได้ด้วยการให้เครื่องอาบน้ำ มิใช่ได้ด้วยการ
ให้จุรณ มิใช่ได้ด้วยการให้ดินเหนียว มิใช่ได้ด้วยการให้ไม้สีฟัน มิใช่
ได้ด้วยการให้น้ำบ้วนปาก มิใช่ได้ด้วยคำพูดมุ่งให้เขารักตน มิใช่ได้ด้วย
ถ้อยคำเหลวไหลดังแกงถั่ว มิใช่ได้ด้วยกิริยาประจบเขา มิใช่ได้ด้วยความ
เป็นผู้นั่งบนตั่ง (ด้วยความตีสนิทเขา) มิใช่ได้ด้วยวิชาดูพื้นที่ มิใช่ได้ด้วย
ติรัจฉานวิชา มิใช่ได้ด้วยอังควิชา (รู้จักลักษณะดีร้ายของหญิงชาย) มิใช่
ได้ด้วยนักขัตวิชา (รู้จักฤกษ์ยาม) มิใช่ได้ด้วยการเดินเป็นทูต มิใช่ได้
ด้วยความเป็นผู้รับใช้ มิใช่ได้ด้วยความเป็นผู้เดินสาสน์ มิใช่ได้ด้วย
เวชกรรม มิใช่ได้ด้วยนวกรรม มิใช่ได้ด้วยการให้ก้อนข้าวและก้อนข้าว
ตอบแทน มิใช่ได้ด้วยการให้และการเพิ่มให้ ได้รับได้เฉพาะ โดยธรรม
สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มในกาล.
หน้า 609
ข้อ 965
ความรู้จักประมาณ ๒ อย่าง
[๙๖๕] คำว่า ภิกษุนั้นพึงรู้จักประมาณ ในคำว่า ภิกษุนั้นใน
ธรรมวินัยนี้... พึงรู้จักประมาณเพื่อสันโดษ ความว่า รู้จักประมาณโดย
เหตุ ๒ อย่าง คือรู้จักประมาณโดยการรับ ๑ รู้จักประมาณโดยการ
บริโภค ๑.
ภิกษุรู้จักประมาณโดยการรับอย่างไร เมื่อทายกถวายสิ่งของแม้
น้อย ภิกษุก็รับเพื่อความเอ็นดูแก่สกุล เพื่อความรักษาสกุล เพื่อ
อนุเคราะห์แก่สกุล เมื่อทายกถวายสิ่งของแม้มาก ภิกษุรับจีวรพอบริหาร
กาย รับบิณฑบาตพอบริหารท้อง ภิกษุรู้จักประมาณโดยการรับ
อย่างนี้.
ภิกษุรู้จักประมาณโดยการบริโภคอย่างไร ภิกษุพิจารณาโดย
อุบายอันแยบคายแล้วจึงใช้จีวร เพื่อบำบัดความหนาว เพื่อบำบัดความ
ร้อน เพื่อบำบัดสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เสือกคลาน
เพื่อจะปกปิดอวัยวะที่ให้ความละอายกำเริบ เป็นกำหนดเท่านั้น ภิกษุ
พิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้ว จึงฉันบิณฑบาต ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉัน
เพื่อเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง ฉันเพื่อความดำรงกายนี้
เพื่อให้กายนี้เป็นไป เพื่อเว้นความลำบากแห่งกายนี้ เพื่ออนุเคราะห์แก่
พรหมจรรย์ ด้วยมนสิการว่า เราจะบำบัดเวทนาเก่า จักไม่ให้เวทนา
ใหม่เกิดขึ้น ความเป็นไปสะดวก ความไม่มีโทษ ความผาสุกจักมีแก่เรา
ดังนี้ เป็นกำหนดเท่านั้น ภิกษุพิจารณาโดยอุบายอันแยบคาย แล้วจึง
เสพเสนาสนะ เพื่อบำบัดความหนาว เพื่อบำบัดความร้อน เพื่อบำบัด
สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เสือกคลาน เพื่อความบรรเทา
หน้า 610
ข้อ 966
อันตรายอันเกิดแต่ฤดู เพื่อความยินดีในความหลีกเร้น เป็นกำหนด
เท่านั้น ภิกษุพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้วจึงใช้คิลานปัจจัย เภสัช-
บริขาร เพื่อบำบัดทุกขเวทนา อันเกิดเพราะธาตุกำเริบ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว
เพื่อความลำบากเป็นอย่างยิ่งเป็นกำหนดเท่านั้น ภิกษุรู้จักประมาณโดย
การบริโภคอย่างนี้.
คำว่า ภิกษุนั้นพึงรู้จักประมาณ คือ รู้ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ
แทงตลอด ซึ่งประมาณ โดยเหตุ ๒ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภิกษุนั้นพึงรู้จักประมาณ.
[๙๖๖] คำว่า ในธรรมวินัยนี้... เพื่อสันโดษ ความว่า ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร และกล่าวคุณแห่งความสันโดษด้วย
จีวรตามมีตามได้ ทั้งไม่ถึงความแสวงหาผิดอันไม่สมควรเพราะเหตุแห่ง
จีวร ไม่ได้จีวรก็ไม่สะดุ้ง และได้จีวรแล้วก็ไม่ติดใจ ไม่หลง ไม่พัวพัน
เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดทุกข์ บริโภคอยู่ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น
ด้วยความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่
เกียจคร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติ ในจีวรสันโดษนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า
เป็นผู้ดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์เลิศ อันมีมาแต่
โบราณ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ และ
กล่าวคุณแห่งความสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ ทั้งไม่ถึงความ
แสวงหาผิดอันไม่สมควรเพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ได้บิณฑบาตก็ไม่
สะดุ้ง และได้บิณฑบาตแล้วก็ไม่ติดใจ ไม่หลง ไม่พัวพัน เห็นโทษ
มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดทุกข์ บริโภคอยู่ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความ
หน้า 611
ข้อ 966
สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน
มีความรู้สึกตัว มีสติ ในบิณฑบาตสันโดษนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้
ดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์เลิศ อันมีมาแต่โบราณ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ และกล่าว
คุณแห่งความสันโดษด้วยเสนาสนะ ทั้งไม่ถึงความแสวงหาผิดอันไม่สมควร
เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ ไม่ได้เสนาสนะก็ไม่สะดุ้ง และได้เสนาสนะแล้ว
ก็ไม่ติดใจ ไม่หลง ไม่พัวพัน เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดทุกข์
บริโภคอยู่ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความสันโดษ ด้วยเสนาสนะตามมี
ตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติ
ในเสนาสนะสันโดษนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ในวงศ์แห่งพระ-
อริยะที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์เลิศ อันมีมาแต่โบราณ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุสันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมี
ตามได้ และกล่าวคุณแห่งความสันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมี
ตามได้ ทั้งไม่ถึงความแสวงหาผิดอันไม่สมควรเพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร ไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารก็ไม่สะดุ้ง ได้คิลานปัจจัย
เภสัชบริขารแล้วก็ไม่ติดใจ ไม่หลง ไม่พัวพัน เห็นโทษ มีปัญญาเป็น
เครื่องสลัดทุกข์ บริโภคอยู่ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความสันโดษด้วย
คิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้นั้น ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจ-
คร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติ ในคิลานปัจจัยเภสัชบริขารสันโดษนั้น ภิกษุ
นี้เรียกว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ในวงศ์แห่งพระอริยะที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์เลิศ
อันมีมาแต่โบราณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นในธรรมวินัยนี้...
พึงรู้จักประมาณเพื่อสันโดษ.
หน้า 612
ข้อ 967, 968
ว่าด้วยการสำรวม
[๙๖๗] คำว่า ภิกษุนั้นสำรวมในปัจจัยเหล่านั้น ในคำว่า ภิกษุ
นั้นสำรวมในปัจจัยเหล่านั้น เป็นผู้สำรวมเที่ยวไปในบ้าน ความว่า
สำรวม คุ้มครอง รักษา ระวัง ในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย
เภสัชบริขารแม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นสำรวมในปัจจัย
เหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนั้นสำรวม คุ้มครอง รักษา ระวังในอายตนะ
ทั้งหลาย แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นสำรวมในปัจจัย
เหล่านั้น. คำว่า เป็นผู้สำรวมเที่ยวไปในบ้าน ความว่า เป็นผู้สำรวม
ระวัง ระวังเฉพาะ คุ้มครอง ครอบครอง รักษา สังวร เที่ยวไปในบ้าน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นสำรวมในปัจจัยเหล่านั้น เป็นผู้สำรวม
เที่ยวไปในบ้าน.
ว่าด้วยการไม่ด่าตอบคนที่ด่า
[๙๖๘] คำว่า แม้ถูกเขาด่าก็ไม่ควรกล่าววาจาหยาบ ความว่า
ถูกเขาด่า แช่ง ดูหมิ่น เสียดสี ติเตียน ค่อนว่าเข้าแล้ว ไม่พึงกล่าว
ตอบผู้ที่กล่าว ไม่พึงด่าตอบผู้ที่ด่า ไม่พึงแช่งตอบผู้ที่แช่ง ไม่พึงหมายมั่น
ตอบผู้ที่หมายมั่นด้วยถ้อยคำหยาบ กระด้าง ไม่ควรทำความทะเลาะ ไม่
ควรทำความหมายมั่น ไม่ควรทำความแก่งแย่ง ไม่ควรทำความวิวาท
ไม่ควรทำความทุ่มเถียง พึงละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี
ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความทุ่มเถียง
พึงเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออก สลัดออก ปล่อยเสีย ไม่เกี่ยวข้องซึ่ง
ความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาทและความทุ่มเถียง
หน้า 613
ข้อ 969, 970
พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ถูกเขาด่าก็
ไม่ควรกล่าววาจาหยาบ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุนั้นในธรรมวินัยนี้ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม
ในกาล พึงรู้จักประมาณเพื่อสันโดษ ภิกษุนั้นสำรวมใน
ปัจจัยเหล่านั้น เป็นผู้สำรวมเที่ยวไปในบ้าน แม้ถูกเขาด่า
ก็ไม่ควรกล่าววาจาหยาบ.
[๙๖๙] ภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมจักษุ ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า
พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน พึงเป็นผู้ตื่นอยู่มาก พึงเป็น
ผู้ปรารภอุเบกขามีจิตตั้งมั่น และพึงเข้าไปตัดความตรึก
ธรรมที่อาศัยอยู่แห่งความตรึก และความรำคาญ.
ว่าด้วยการสำรวมจักษุ
[๙๗๐] พึงทราบอธิบาย ในคำว่า พึงเป็นผู้สำรวมจักษุ ไม่พึง
เป็นผู้โลเลเพราะเท้า ดังต่อไปนี้.
ภิกษุเป็นผู้ทอดจักษุไปอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้
โลเลเพราะจักษุ ประกอบด้วยความเป็นผู้โลเลเพราะจักษุ คิดว่า เราพึง
เห็นรูปที่ยังไม่ได้เห็น พึงผ่านเลยรูปที่ได้เห็นแล้ว ดังนี้ จึงเป็นผู้ประกอบ
เนือง ๆ ซึ่งความเที่ยวไปนาน ซึ่งความเที่ยวไปไม่แน่นอน เพื่อ
เห็นรูป จากอารามนี้ ไปยังอารามโน้น จากสวนนี้ไปยังสวนโน้น จาก
บ้านนี้ไปยังบ้านโน้น จากนิคมนี้ไปยังนิคมโน้น จากนครนี้ไปยังนคร
โน้น จากแคว้นนี้ไปยังแคว้นโน้น จากชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น ภิกษุ
เป็นผู้ทอดจักษุไปแม้อย่างนี้.
หน้า 614
ข้อ 970
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน ไม่สำรวม
เดินไป เดินแลดูกองพลช้าง แลดูกองพลม้า แลดูกองพลรถ แลดู
กองพลเดินเท้า แลดูพวกสตรี แลดูพวกบุรุษ แลดูพวกกุมาร แลดู
พวกกุมารี แลดูร้านตลาด แลดูหน้ามุขเรือน แลดูข้างบน แลดูข้างล่าง
แลดูทิศน้อยทิศใหญ่ ภิกษุเป็นผู้ทอดจักษุไปแม้อย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง
ภิกษุเห็นรูปด้วยจักแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติ
เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรม
อันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ย่อมไม่รักษาจักขุนทรีย์
ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุเป็นผู้ทอดจักษุไปแม้อย่างนี้.
อนึ่ง เหมือนอย่างว่า ท่านสมณพราหมณ์จำพวกหนึ่ง ฉันโภชนะ
ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็น
ปานนี้ คือ การฟ้อน การขับ การประโคมมหรสพมีการรำเป็นต้น
การเล่านิยาย เพลงปรบมือ ฆ้อง ระนาด หนัง เพลงขอทาน ไต่ราว
การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข็งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ
ชนไก่ ชนนกกระทา รำกระบี่กระบอง ชกมวย มวยปล้ำ การบ การ
ตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ ภิกษุเป็นผู้ทอดจักษุไปแม้
อย่างนี้.
ภิกษุเป็นผู้ไม่ทอดจักษุอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้
โลเลเพราะจักษุ ไม่ประกอบด้วยความเป็นผู้โลเลเพราะจักษุ ไม่คิดว่า
เราพึงเห็นรูปที่ยังไม่ได้เห็น พึงผ่านเลยรูปที่ได้เห็นแล้วดังนี้ เป็นผู้ไม่
ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเที่ยวไปนาน ซึ่งความเที่ยวไปไม่แน่นอน
เพื่อเห็นรูป จากอารามนี้ไปยังอารามโน้น ... จากชนบทนี้ไปยังชนบท
หน้า 615
ข้อ 971
โน้น ภิกษุไม่เป็นผู้ทอดจักษุไปแม้อย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่
ละแวกบ้าน เดินไปตามทาง ย่อมสำรวมเดินไป ไม่เดินแลดูกอง
พลช้าง ฯลฯ ไม่แลดูทิศน้อยทิศใหญ่ ภิกษุเป็นผู้ไม่ทอดจักษุไปแม้
อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วย จักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุ-
พยัญชนะ ฯลฯ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุไม่เป็นผู้ทอด
จักษุไปแม้อย่างนี้.
อนึ่ง เหมือนอย่างว่า ท่านสมณพราหมณ์จำพวกหนึ่ง ฉันโภชนะ
ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ฯลฯ กองทัพ ภิกษุเว้นขาดจากดูการเล่นอัน
เป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ ภิกษุไม่เป็นผู้ทอดจักษุไปแม้อย่างนี้ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมจักษุ.
ว่าด้วยไม่โลเลเพราะเท้า
[๙๗๑] พึงทราบอธิบายในคำว่า ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า
ดังต่อไปนี้.
ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะเท้าอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้โลเลเพราะเท้า ประกอบด้วยความเป็นผู้โลเลเพราะเท้า คือ เป็นผู้
ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเที่ยวไปนาน ซึ่งความเที่ยวไปไม่แน่นอน จาก
อารามนี้ไปยังอารามโน้น ฯลฯ ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะเท้าแม้อย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะเท้า ประกอบด้วยความเป็นผู้
โลเลเพราะเท้า ในภายในแห่งสังฆาราม ไม่ใช่เดินไปเพราะเหตุแห่ง
ประโยชน์ ไม่ใช่เดินไปเพราะเหตุแห่งการให้ทำ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน มีจิต
หน้า 616
ข้อ 972
ไม่สงบ จากบริเวณนี้ไปยังบริเวณโน้น ฯลฯ พูดเรื่องความเจริญและ
ความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ ภิกษุเป็นผู้โลเลเพราะเท้าแม้อย่างนี้.
คำว่า ไม่เป็นผู้โลเลเพราะเท้า ความว่า ภิกษุพึงละ บรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเป็นผู้โลเลเพราะเท้า คือ พึงเป็น
ผู้งดเว้น เว้น เว้นขาด ออก สละ พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งความ
เป็นผู้โลเลเพราะเท้า พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ พึงเป็นผู้ชอบ
ในความสงัด ยินดีในความสงัด ขวนขวายในความสงบจิต ณ ภายใน
ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่ในเรือน
ว่างเปล่า เป็นผู้มีฌาน ยินดีในฌาน ขวนขวายในความเป็นผู้มีจิตมี
อารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภิกษุพึงเป็นผู้สำรวมจักษุ ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า.
ว่าด้วยผู้ขวนขวายในฌาน
[๙๗๒] คำว่า พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน ในคำว่า พึงเป็นผู้
ขวนขวายในฌาน เป็นผู้ตื่นอยู่มาก ความว่า เป็นผู้ขวนขวายในฌาน
ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือเป็นผู้ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบโดยเอื้อเฟื้อ
มาประกอบด้วยดี เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อ
ความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่งคติยฌาน
ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้ขวนขวายในฌาน.
หน้า 617
ข้อ 973
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุซ่องเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งปฐมฌานที่เกิด
ขึ้นแล้ว ทุติยฌานที่เกิดขึ้นแล้ว ตติยฌานที่เกิดขึ้นแล้ว หรือจตุตถฌาน
ที่เกิดขึ้นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้ขวนขวายในฌาน.
คำว่า เป็นผู้ตื่นอยู่มาก ความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชำระจิต
ให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องกั้น ด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน
ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากธรรมเป็นเครื่องกั้น ด้วยการเดินจงกรมและการ
นั่ง ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ย่อมสำเร็จสีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์)
โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ใส่ใจถึงสัญญา
ในการลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี กลับลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้
บริสุทธิ์ จากกรรมเป็นเครื่องกั้น ด้วยการเดินจงกรมและการนั่ง ตลอด
ปัจฉิมยามแห่งราตรี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน
เป็นผู้ตื่นอยู่มาก.
ว่าด้วยอุเบกขา
[๙๗๓] ความเพิกเฉย กิริยาที่เพิกเฉย กิริยาที่เพิกเฉยยิ่ง ความ
ที่จิตสงบ ความที่จิตระงับ ความที่จิตเป็นกลาง ในจตุตถฌาน. ชื่อว่า
อุเบกขา ในคำว่า พึงเป็นผู้ปรารภอุเบกขามีจิตตั้งมั่น ความหยุด
ความนิ่ง ความแน่วแน่ ความไม่กวัดแกว่ง ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต
ความที่มีใจกวัดแกว่ง ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ชื่อว่า ความเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น. คำว่า พึงเป็นผู้ปรารภอุเบกขามีจิตตั้งมั่น
ความว่า ปรารภอุเบกขาในจตุตถฌาน เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
หน้า 618
ข้อ 974
มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีใจอันอะไร ๆ ไม่ให้กวัดแกว่งได้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้ปรารภอุเบกขามีจิตตั้งมั่น.
ว่าด้วยความตรึก ๙ อย่าง
[๙๗๔] ชื่อว่า ความตรึก ในคำว่า พึงเข้าไปตัดความตรึก
ธรรมเป็นที่อาศัยอยู่แห่งความตรึก ละความรำคาญ ได้แก่ความ
ตรึก ๙ อย่าง คือความตรึกในกาม ความตรึกในความพยาบาท ความ
ตรึกในความเบียดเบียน ความตรึกถึงญาติ ความตรึกถึงชนบท ความ
ตรึกถึงเทพเจ้า ความตรึกอันปฏิสังยุตด้วยความเป็นผู้เอ็นดูผู้อื่น ความ
ตรึกอันปฏิสังยุตด้วยลาภ สักการะ และความสรรเสริญ ความตรึกอัน
ปฏิสังยุตด้วยความไม่ถูกดูหมิ่น เหล่านี้เรียกว่า ความตรึก ๙ อย่าง.
กามสัญญาเป็นที่อาศัยอยู่แห่งกามวิตก พยาบาทสัญญาเป็นที่อาศัยอยู่แห่ง
พยาบาทวิตก วิหิงสาสัญญาเป็นที่อาศัยอยู่แห่งวิหญิงสาวิตก.
อีกอย่างหนึ่ง อวิชชา อโยนิโสมนสิการ อัสมิมานะ อโนตตัปปะ
อุทธัจจะ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งความตรึก คือความดำริทั้งหลาย ชื่อว่า
ความรำคาญ คือความรำคาญมือบ้าง ความรำคาญเท้าบ้าง ความรำคาญ
มือและเท้าบ้าง ความสำคัญในสิ่งไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งควรว่า
ไม่ควร ความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษว่ามีโทษ ความสำคัญในสิ่งมีโทษว่า
ไม่มีเทษ ความรำคาญ กิริยาที่รำคาญ ความเป็นผู้รำคาญ ความเดือด
ร้อนจิต ความกลุ้มใจเห็นปานนี้ เรียกว่า ความรำคาญ. อีกอย่างหนึ่ง
ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุ
๒ ประการ คือเพราะกระทำและไม่กระทำ.
หน้า 619
ข้อ 974
ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะ
กระทำ และเพราะไม่กระทำอย่างไร ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต
ความกลุ้มใจ ย่อมเกิดขึ้นว่า เราทำกายทุจริต เราไม่ได้ทำกายสุจริต
เราทำวจีทุจริต เราไม่ได้ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ได้ทำมโน-
สุจริต เราทำปาณาติบาต เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติปาต
เราทำอทินนาทาน เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากอทินนาทาน เรา
ทำกาเมสุมิจฉาจาร เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้น จากกาเมสุมิจฉาจาร
เราทำมุสาวาท เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากมุสาวาท เราทำปิสุณา-
วาจา เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากปิสุณาวาจา เราทำผรุสวาจา
เราไม่ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้นจากผรุสวาจา เราทำสัมผัปปลาปะ เราไม่
ได้ทำเจตนาเครื่องงดเว้น จากสัมผัปปลาปะ เราทำอภิชฌา เราไม่ได้ทำ
อนภิชฌา เราทำพยาบาท เราไม่ได้ทำอัพยาบาท เราทำมิจฉาทิฏฐิ เรา
ไม่ได้ทำสัมมาทิฏฐิ ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจย่อม
เกิดขึ้นเพราะกระทำและเพราะไม่กระทำอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญ ความเดือดร้อนจิต ความกลุ้มใจ
ย่อมเกิดขึ้นว่า เราเป็นผู้ไม่ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ
เราเป็นผู้ไม่หมั่นประกอบในความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ เราเป็นผู้ไม่
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญ
สัมมัปปธาน ๔ เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕
เราไม่ได้เจริญพละ ๕ เราไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้เจริญอริยมรรค
มีองค์ ๘ เราไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ได้ละสมุทัย เราไม่ได้เจริญมรรค
หน้า 620
ข้อ 975, 976
เราไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ. คำว่า พึงเข้ารูปตัดความตรึก ธรรมเป็นที่
อาศัยอยู่แห่งความตรึก และความรำคาญ ความว่า ภิกษุพึงเข้าไปตัด
ตัดขาด ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความตรึก
ธรรมเป็นที่อาศัยอยู่แห่งความตรึก และความรำคาญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พึงเข้าไปตัดความตรึก ธรรมเป็นที่อาศัยอยู่แห่งความตรึกและความรำคาญ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุ ไม่พึงเป็นผู้โลเลเพราะเท้า
พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน พึงเป็นผู้ตื่นอยู่มาก พึงเป็น
ผู้ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่น และพึงเข้าไปตัดความตรึก
ธรรมเป็นที่อาศัยอยู่แห่งความตรึกและความรำคาญ.
[๙๗๕] ภิกษุลูกตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ พึง
ทำลายความเป็นผู้กระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย พึง
เปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต ไม่
พึงคิดเพื่อธรรม คือการว่ากล่าวซึ่งชน.
ว่าด้วยการยินดีในการตักเตือน
[๙๗๖] คำว่า ถูกตักเตือน ในคำว่า ภิกษุถูกตักเตือนด้วยวาจา
พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ ความว่า พระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ พระเถระ
ปูนอุปัชฌายะ พระเถระปูนอาจารย์ มิตรผู้เคยเห็นกัน ผู้ที่เคยคบกันมา
หรือสหาย ตักเตือนว่า ท่านผู้มีอายุ กรรมนี้ไม่ควรแก่ท่าน กรรมนี้ยัง
ไม่ถึงแก่ท่าน กรรมนี้ไม่เหมาะแก่ท่าน กรรมนี้ไม่งดงามแก่ท่าน ภิกษุ
หน้า 621
ข้อ 977
ผู้ถูกตักเตือนนั้น พึงเข้าไปตั้งสติยินดี ชอบใจ เบิกบานใจ อนุโมทนา
อยากได้ ประสงค์ ปรารถนา รักใคร่ ติดใจ ซึ่งความตักเตือนนั้น
เหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นสาวเป็นหนุ่ม กำลังเจริญ ชอบแต่งตัว อาบน้ำ
ดำเกล้าแล้ว ได้พวงมาลัยดอกบัวก็ดี พวงมาลัยดอกมะลิก็ดี พวงมาลัย
ดอกลำดวนก็ดี รับด้วยมือทั้งสองแล้ว เอาวางไว้บนศีรษะ ซึ่งเป็นอวัยวะ
สูงสุด พึงยินดี ชอบใจ เบิกบานใจ อนุโมทนา อยากได้ ประสงค์
ปรารถนา รักใคร่ ติดใจ ฉันใด ภิกษุผู้ถูกตักเตือนนั้น พึงเข้าไปตั้ง
สติยินดี ชอบใจ เบิกบานใจ อนุโมทนา อยากได้ ประสงค์ ปรารถนา
รักใคร่ ติดใจ ซึ่งความตักเตือนนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บุคคลพึงเห็นผู้ใด ผู้แสดงโทษ กล่าวข่มขี่ มีปัญญา
ว่าเป็นเหมือนบุคคลผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ให้ พึงคบหาบุคคล
เช่นนั้น ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณ
อันประเสริฐ ไม่มีโทษลามกเลย บุคคลพึงกล่าวสอน
พึงพร่ำสอน และพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ บุคคล
นั้นเป็นที่รักของพวกสัตบุรุษเท่านั้น เป็นที่ชังของพวก
อสัตบุรุษ ดังนี้.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุถูกตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ.
[๙๗๗] ชื่อว่า สพรหมจารี ในคำว่า พึงทำลายความเป็นผู้
กระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย คือ บุคคลที่มีกรรมเป็นอันเดียวกัน มี
อุเทศเป็นอันเดียวกัน มีสิกขาเสมอกัน. คำว่า พึงทำลายความเป็นผู้
กระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย ความว่า พึงทำลายความเป็นผู้มีจิตอัน
หน้า 622
ข้อ 978
ความโกรธกระทบเข้าแล้ว ความเป็นผู้มีจิตกระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย
คือพึงทำลายความกระด้างแห่งจิตทั้ง ๕ พึงทำลายความกระด้างแห่งจิต
ทั้ง ๓ พึงทุบ ทำลาย กำจัด ซึ่งความกระด้างเพราะราคะ ความกระด้าง
เพราะโทสะ ความกระด้างเพราะโมหะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงทำลาย
ความเป็นผู้กระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย.
ว่าด้วยขอบเขตการเปล่งวาจา ๒ อย่าง
[๙๗๘] คำว่า พึงเปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่พึงเปล่งวาจาเกิน
ขอบเขต ความว่า พึงเปล่งวาจาอันเกิดขึ้นแต่ญาณ คือ พึงเปล่ง
เปล่งออก เปล่งออกดี ซึ่งวาจาอันประกอบด้วยอรรถ อันประกอบด้วย
ธรรม ซึ่งเป็นวาจาประกอบด้วยประโยชน์ มีที่อ้างอิง มีที่สุด ตามกาล
อันควร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเปล่งวาจาที่อันเป็นกุศล. ชื่อว่า ขอบ
เขต ในคำว่า ไม่พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต ได้แก่ ขอบเขต ๒ อย่าง
คือขอบเขตกาล ๑ ขอบเขตศีล ๑.
ขอบเขตกาลเป็นไฉน ภิกษุไม่พึงกล่าววาจาล่วงเกินกาล ไม่พึง
กล่าววาจาล่วงเกินเวลา ไม่พึงกล่าววาจาล่วงเกินกาลและเวลา ไม่พึง
กล่าววาจาที่ยังไม่ถึงกาล ไม่พึงกล่าววาจาที่ยังไม่ถึงเวลา ไม่พึงกล่าววาจา
ที่ยังไม่ถึงกาลและเวลา.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ก็ผู้ใด เมื่อยังไม่ถึงกาลอันควร ย่อมกล่าววาจาเกิน
เวลา ผู้นั้นย่อมถูกฆ่านอนอยู่ เหมือนลูกของนางนก
ดุเหว่าที่นางกาเลี้ยงไว้ฉะนั้น ดังนี้.
นี้ชื่อว่า ขอบเขตกาล.
หน้า 623
ข้อ 979
ขอบเขตศีลเป็นไฉน บุคคลผู้กำหนัดไม่ควรกล่าววาจา ผู้โกรธ
เคืองไม่ควรกล่าววาจา ผู้หลงไม่ควรกล่าววาจา แลไม่ควรกล่าว บอก
พูด แสดง แถลง ซึ่งมุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
นี้ชื่อว่า ขอบเขตศีล. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเปล่งวาจาเป็นกุศล ไม่
พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต.
ไม่ควรคิดที่จะว่าเขาด้วยศีลวิบัติ
[๙๗๙] ชื่อว่า ชน ในคำว่า ไม่พึงคิดเพื่อธรรมคือการว่ากล่าว
ซึ่งชน คือ บุคคลที่เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร
เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ ภิกษุไม่พึงคิด คือ
ไม่พึงยังความคิดให้เกิดขึ้น ไม่พึงยังความดำริแห่งจิตให้เกิดขึ้น ไม่พึง
ยังมนสิการให้เกิดขึ้นเพื่อการกล่าว การค่อนว่า การนินทา การติเตียน
การไม่สรรเสริญ การไม่พรรณนาคุณแห่งชน ด้วยศีลวิบัติ ด้วยอาจาร-
วิบัติ ด้วยทิฏฐิวิบัติ หรือด้วยอาชีววิบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึง
คิดเพื่อธรรมคือการว่ากล่าวซึ่งชน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า
ภิกษุถูกตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ พึง
ทำลายความเป็นผู้กระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย พึง
เปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต ไม่
พึงคิดเพื่อธรรม คือการกล่าวว่าซึ่งชน.
หน้า 624
ข้อ 980, 981
[๙๘๐] ลำดับต่อไป ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา เพื่อกำจัด
ราคะเหล่าใด ราคะเหล่านั้น เป็นธุลี ๕ ประการในโลก
พึงปราบปราม ราคะในรูป เสียง กลิ่น รส และ
ผัสสะ.
ว่าด้วยธุลี ๕ ประการ
[๙๘๑] บทว่า อถ ในคำว่า ลำดับต่อไป...ราคะเหล่านั้น เป็น
ธุลี ๕ ประการในโลก เป็นบทสนธิ เป็นบทอุปสัค เป็นบทปทปูรณะ
เป็นศัพท์ประชุมอักขระ เป็นศัพท์สละสลวยด้วยพยัญชนะ เป็นลำดับบท.
คำว่า ธุลี ๕ ประการ คือราคะในรูป ราคะในเสียง ราคะในกลิ่น
ราคะในรส ราคะในโผฏฐัพพะ. อนึ่ง ได้แก่ราคะดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า
ราคะเรากล่าวว่าเป็นธุลี มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี.
คำว่า ธุลี เป็นชื่อของราคะ บัณฑิตทั้งหลายนั้นละธุลี
นี้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
โทสะเรากล่าวว่าเป็นธุลี มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี.
คำว่า ธุลี เป็นชื่อของโทสะ บัณฑิตทั้งหลายนั้นละธุลี.
นี้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.
โมหะเรากล่าวว่าเป็นธุลี มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี.
คำว่า ธุลี เป็นชื่อของโมหะ. บัณฑิตทั้งหลายนั้น ละ
ธุลีนี้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
ธุลี.
หน้า 625
ข้อ 982
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก
ธาตุโลก อายตนโลก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ลำดับต่อไป... ราคะ
เหล่านั้นเป็นธุลี ๕ ประการในโลก.
[๙๘๒] คำว่า ราคะเหล่าใด ในคำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ
ศึกษาเพื่อกำจัดราคะเหล่าใด ความว่า ราคะในรูป ราคะในเสียง
ราคะในกลิ่น ราคะในรส ราคะในโผฏฐัพพะ. คำว่า เป็นผู้มีสติ
ความว่า ความระลึก ความระลึกถึง ความระลึกเฉพาะ สติความระลึก
ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สตินทรีย์ สติพละ
สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค นี้เรียกว่า สติ. ภิกษุเป็นผู้ถึง
เข้าไปถึง เข้าไปถึงพร้อม ไปใกล้ ไปใกล้พร้อม ประกอบด้วยสตินี้
ภิกษุนั้นเรียกว่า มีสติ.
สิกขา ในคำว่า พึงศึกษา มี ๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตต-
สิกขา อธิปัญญาสิกขา อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ฯลฯ นี้ชื่อว่า อธิปัญญา
สิกขา.
คำว่า พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดราคะเหล่าใด ความว่า บุคคล
ผู้มีสติ พึงศึกษาแม้อธิศีล ศึกษาแม้อธิจิต ศึกษาแม้อธิปัญญา เพื่อ
กำจัด เพื่อกำจัดเฉพาะ เพื่อละ เพื่อสงบ เพื่อสละคืน เพื่อระงับ ซึ่ง
ราคะเหล่าใด คือ ราคะในรูป ราคะในเสียง ราคะในกลิ่น ราคะในรส
ราคะในโผฏฐัพพะ นึกถึงอยู่ ชื่อว่า พึงศึกษาสิกขา ๓ นี้ รู้ก็ชื่อว่าพึง
ศึกษา ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ก็ชื่อว่าพึงศึกษา พึง
ประพฤติเอื้อเฟื้อ พึงประพฤติเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทาน ประพฤติไป
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดราคะเหล่าใด.
หน้า 626
ข้อ 983, 984, 985
[๙๘๓] คำว่า พึงปราบปรามราคะเหล่านั้น คือ ราคะในรูป
เสียง กลิ่น รส และผัสสะ ความว่า พึงปราบ ปราบปราม ครอบงำ
ครอบงำเฉพาะ กำจัด ย่ำยี ซึ่งราคะในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึ่งปราบปรามราคะเหล่านั้น คือ
ราคะในรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ลำดับต่อไป ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อกำจัดราคะ
เหล่าใด ราคะเหล่านั้นเป็นธุลี ๕ ประการในโลก ภิกษุ
พึงปราบปรามราคะเหล่านั้น คือราคะในรูป เสียง กลิ่น
รส และผัสสะ.
[๙๘๔] ภิกษุเป็นผู้มีสติ มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว พึงกำจัดฉันทะ
ในธรรมเหล่านั้น ภิกษุนั้น เมื่อกำหนดพิจารณาธรรม
โดยชอบตามกาล เป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึง
กำจัดความมืดเสีย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดังนี้.
[๙๘๕] คำว่า เหล่านั้น ในคำว่า พึงกำจัดฉันทะในธรรม
เหล่านั้น ความว่า ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ. ชื่อว่าฉันทะ
คือความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลินในกาม ความ
ปรารถนาในกาม ความเสน่หาในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความหลง
ในกาม ความติดใจในกาม กามโอฆะ กามโยคะ กามุปาทาน กาม-
ฉันทนิวรณ์ในกามทั้งหลาย. คำว่า พึงกำจัดฉันทะในธรรมเหล่านั้น
ความว่า พึงกำจัด กำจัดเฉพาะ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึง
หน้า 627
ข้อ 986
ความไม่มี ซึ่งฉันทะในธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงกำจัด
ฉันทะในธรรมเหล่านั้น.
[๙๘๖] ชื่อว่า ภิกษุ ในคำว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ มีจิตพ้นวิเศษ
ดีแล้ว คือภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน หรือภิกษุผู้เสขะ. คำว่า มีสติ ความว่า
ความระลึก ความระลึกถึง ฯลฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค
นี้เรียกว่า สติ. ภิกษุเป็นผู้เข้าถึง ฯลฯ ประกอบด้วยสตินี้ ภิกษุนั้น
เรียกว่ามีสติ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ. คำว่า เป็นผู้มีจิต
พ้นวิเศษดีแล้ว ความว่า จิตของภิกษุผู้เข้าปฐมฌาน พ้น พ้นวิเศษ
พ้นวิเศษดีแล้วจากนิวรณ์ทั้งหลาย. จิตของภิกษุผู้เข้าทุติยฌาน พ้น พ้น-
วิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากวิตกและวิจาร. จิตของภิกษุผู้เข้าตติยฌาน พ้น
พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากปีติ. จิตของภิกษุผู้เข้าจตุตถฌาน พ้น พ้น-
วิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากสุขและทุกข์. จิตของภิกษุผู้เข้าอากาสานัญจาย-
ตนฌาน พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตต-
สัญญา. จิตของภิกษุผู้เข้าวิญญานัญจายตนฌาน พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษ-
ดีแล้วจากอากาสานัญจายตนสัญญา. จิตของภิกษุผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน
พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากวิญญาณัยจายตนสัญญา. จิตของภิกษุผู้
เข้าเนวสัญญานาสัญญาตนฌาน พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากอากิญ-
จัญญจายตนสัญญา. จิตของพระโสดาบัน พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้ว
จากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
จากเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ในฝ่ายเดียวกันกับวิจิกิจฉาเป็นต้นนั้น. จิตของพระ-
สกทาคามี พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจากกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
อย่างหยาบ และจากเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ในฝ่ายเดียวกันกับกามราคานุสัย
หน้า 628
ข้อ 987
เป็นต้นนั้น. จิตของพระอนาคามี พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจาก
กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ จากกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วน
ละเอียด และจากเหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ในฝ่ายเดียวกันกับกามราคสังโยชน์
เป็นต้นนั้น. จิตของพระอรหันต์ พ้น พ้นวิเศษ พ้นวิเศษดีแล้วจาก
รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธจัจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย
อวิชชานุสัย เหล่ากิเลสที่ตั้งอยู่ในฝ่ายเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และ
จากสรรพนิมิตภายนอก. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุเป็นผู้มีสติ มีจิต
พ้นวิเศษดีแล้ว.
ว่าด้วยจิตที่เป็นกาลของสมถะและวิปัสสนา
[๙๘๗] คำว่า ตามกาล ในคำว่า ภิกษุนั้น เมื่อกำหนดพิจารณา
ธรรมโดยชอบตามกาล ความว่า เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านเป็นกาลของสมถะ
เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นกาลของวิปัสสนา.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
โยคีผู้ใด ย่อมประคองจิตในกาล ย่อมข่มจิตใน
กาลอื่น ย่อมให้จิตรื่นเริงโดยกาล ย่อมตั้งจิตไว้ในกาล
ย่อมวางเฉยตามกาล โยคีผู้นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในกาล
ความประคองจิตควรมีในกาลไหน ความข่มจิตควรมีใน
กาลไหน กาลเป็นที่ให้จิตรื่นเริงควรมีในกาลไหน และ
กาลของสมถะเป็นกาลเช่นไร บัณฑิตย่อมแสดงกาลเป็น
ที่วางเฉยแห่งจิตของโยคีบุคคลอย่างไร เมื่อจิตของโยคี
บุคคลย่อหย่อน เป็นกาลที่ควรประคองไว้ เมื่อจิตของ
หน้า 629
ข้อ 988
โยคีบุคคลฟุ้งซ่านเป็นกาลที่ควรข่มไว้ โยคีบุคคลพึงยัง
จิตที่ถึงความแช่มชื่นให้รื่นเริงในกาลนั้น จิตเป็น
ธรรมชาติรื่นเริงไม่ย่อหย่อน ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมมีในกาล
ใด กาลนั้นเป็นกาลของสมถะ ใจพึงยินดีในภายใน
อุบายนั้นนั่นแหละ จิตเป็นธรรมชาติตั้งมั่น ย่อมมีใน
กาลใด ในกาลนั้น โยคีบุคคลพึงวางเฉยไว้ซึ่งจิตที่ตั้งมั่น
แล้วด้วยปัญญา ธีรชนผู้รู้แจ้งกาล ทราบกาล ฉลาดใน
กาล พึงกำหนดอารมณ์อันเป็นนิมิตของจิต ตลอดกาล
ตามกาล อย่างนี้.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้น... ตามกาล. คำว่า เมื่อกำหนดพิจารณา
ธรรมโดยชอบ ความว่า เมื่อกำหนดพิจารณาธรรมโดยชอบ สังขาร
ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็น
ธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อกำหนดพิจารณาธรรมโดยชอบ.
[๙๘๘] คำว่า มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ในคำว่า เป็นผู้มีจิต
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงกำจัดความมืด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดังนี้ ความว่า เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่
กวัดแกว่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น. คำว่า
ภิกษุนั้นฟังคำจัดความมืด ความว่า พึงขจัด กำจัด ละ บรรเทา
ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความมืดคือราคะ ความมืดคือโทสะ
ความมืดคือโมหะ ความมืดคือมานะ ความมืดคือทิฏฐิ ความมืดคือกิเลส
หน้า 630
ข้อ 988
ความมืดคือทุจริต อันทำให้บอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำให้ไม่มีฌาน ดับ
ปัญญา เป็นฝักฝ่ายความลำบาก ไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพาน. คำว่า ภควา
เป็นคำเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะ-
อรรถว่า ผู้ทำลายราคะ ทำลายโทสะ ทำลายโมหะ ทำลายมานะ ทำลาย
ทิฏฐิ ทำลายเสี้ยนหนาม ทำลายกิเลส เพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรง
แจกแจง ทรงจำแนกเฉพาะซึ่งธรรมรัตนะ เพราะอรรถว่า ทรงทำที่สุด
แห่งภพทั้งหลาย เพราะอรรถว่า มีพระกายอันทรงอบรมแล้ว มีศีลอัน
อบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะ
และป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากชน
ผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกออก
เร้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
อันมีอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔
อรูปสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘
อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสมาบัติ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภควา.
หน้า 631
ข้อ 988
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณ-
สมาบัติ ๑๐ อานาปานสติสมาธิ อสุภสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัป-
ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค
มีองค์ ๘ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ภควา.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งตถาคตพลญาณ ๑๐ เวสา-
รัชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภควา. พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา
พระภคินี มิตร อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้
เฉลิมให้ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีใน
อรหัตผลในลำดับแห่งอรหัตมรรค) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยการ
ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงโพธิพฤกษ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุด
ขึ้น พึงกำจัดความมืด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดังนี้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ภิกษุเป็นผู้มีสติ มีจิตพ้นวิเศษแล้ว พึงกำจัดฉันทะใน
ธรรมเหล่านั้น ภิกษุนั้น เมื่อกำหนดพิจารณาธรรมโดย
ชอบตามกาล เป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงกำจัด
ความมืด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดังนี้ ฉะนี้แล.
จบสารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖
สุตตนิทเทส ๑๖ นิทเทสในอัฏฐกวรรคจบบริบูรณ์
หน้า 632
ข้อ 988
อรรถกถาสารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖
พึงทราบวินิจฉัยในสารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖ มีคำเริ่มต้นว่า
น เม ทิฏฺโ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อิโต ปุพฺเพ ก่อนแต่นี้ คือ ก่อนแต่พระ-
ศาสดาเสด็จหยั่งลงที่สังกัสสนครนี้. บทว่า วคฺคุวโท คือ มีกระแสเสียง
อันไพเราะ. บทว่า ตุสิตา คณิมาคโต พระศาสดาเสด็จจากดุสิตมาสู่
ความเป็นคณาจารย์ คือเสด็จมาจากดุสิต เพราะเคลื่อนจากดุสิตมาสู่ครรภ์
พระมารดา. ชื่อว่า คณี เพราะเป็นคณาจารย์ หรือว่าเสด็จมาจากเทวโลก
ชื่อว่า ดุสิต. เพราะเป็นที่ยินดี แล้วมาเป็นคณาจารย์. หรือว่าเสด็จมาเป็น
คณาจารย์ของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ยินดีแล้ว.
บทว่า อิมินา จกฺขุนา ด้วยจักษุนี้ คือ ด้วยมังสจักษุตามปกติอัน
เนื่องอยู่ในอัตภาพนี้. บทว่า อิมินา อตฺตภาเวน คือ ด้วยอัตภาพครั้ง
สุดท้ายนี้. บทว่า ตาวตึสภวเน คือ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. บทว่า
ปาริจฺฉตฺตกมูเล ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ คือภายใต้ไม้ทองหลาง. บทว่า
ปณฺฑุกมฺพลสิลายํ ปัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ คือหลังแผ่นหินเช่นกับผ้า
กัมพลสีแดง. บทว่า วสฺสํ วุฏฺโ คือ ประทับจำพรรษา. บทว่า
เทวคณปริวุโต อันหมู่เทวดาห้อมล้อมแล้ว. บทว่า โอติณฺโณ คือ
เสด็จลงแล้ว. บทว่า อิมํ ทสฺสนํ ปุพฺเพ คือ เว้นการเห็นครั้งนี้ ไม่
เคยเห็นมาก่อนเลย. บทว่า น ทิฏฺโ คือ ไม่เคยเห็นในกาลอื่น. บทว่า
ขตฺติยสฺส วา คือ ไม่เคยได้ยินต่อกษัตริย์ตรัสบอก. แม้ในพราหมณ์
เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 633
ข้อ 988
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า มธุรวโท มีพระกระแสเสียงอัน
เสนาะดังต่อไปนี้.
ชื่อว่า มีพระกระแสเสียงอันเสนาะ เพราะพระศาสดาตรัสไพเราะ
สมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ. ชื่อว่า มีกระแสเสียงเป็นที่ตั้งแห่งความรัก เพราะ
พระองค์ตรัสชวนให้เกิดความรัก ควรแก่ความรัก. ชื่อว่า มีพระกระแส
เสียงดูดดื่มหทัย เพราะพระองค์ตรัสดูดดื่มหทัยซึ้งเข้าไปในดวงจิต ชื่อว่า
มีพระกระแสเสียงเพราะดุจนกการเวก เพราะพระองค์มีพระกระแสเสียง
ไพเราะดุจนกการเวก. บทว่า วิสฺสฏฺโ จ เป็นเสียงไม่ขัดข้อง คือ
ไม่แหบเครือ ไม่ติดขัด. บทว่า วิญฺเยฺโย จ เป็นเสียงที่ผู้ฟังรู้
ได้ง่าย คือชัดเจน. บทว่า มญฺชุ จ เป็นเสียงไพเราะ คืออ่อนหวาน.
บทว่า สวนีโย จ เป็นเสียงน่าฟังคือเสนาะ. บทว่า พินฺทุ จ คือ เป็น
เสียงกลมกล่อม. บทว่า อวิสารี จ เป็นเสียงไม่แปร่ง คือไม่พร่า.
บทว่า คมฺภีโร จ เป็นเสียงลึก คือซึ้ง. บทว่า นินฺนาทิ จ เป็นเสียงก้อง
คือมีกังวาน. บทว่า อสฺส คือ ของพระศาสดาพระองค์นั้น. บทว่า
พหิทฺธา ปริสาย คือ ภายนอกบริษัท. บทว่า น นิจฺฉรติ คือ
ไม่ออกไป. เพราะอะไร. เพราะพระผู้มีพระสุรเสียงเสนาะเห็นปานนี้
จงอย่าหายไปโดยไม่มีเหตุผล. บทว่า พฺรหฺมสโร มีพระสุรเสียงเหมือน
พรหม คือชนเหล่าอื่นมีเสียงขาดไปบ้าง มีเสียงแตกไปบ้าง มีเสียงเหมือน
กาบ้าง. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ มีพระสุรเสียงเช่นกับเสียงของ
มหาพรหม. เพราะเสียงของมหาพรหมแจ่มใส เพราะไม่แหบเครือด้วยดี
และเสมหะ. แม้กรรมที่พระองค์ทรงกระทำไว้ ก็ทำให้ที่ตั้งของเสียง
บริสุทธิ์. เสียงตั้งขึ้นตั้งแต่พระนาภี เพราะเป็นที่ตั้งบริสุทธิ์จึงแจ่มใส
หน้า 634
ข้อ 988
ตั้งขึ้นประกอบด้วยองค์ ๘ ชื่อว่า มีพระกระแสเสียงดุจเสียงนกการเวก
เพราะตรัสดุจเสียงนกการเวก. อธิบายว่า มีพระสุรเสียงไพเราะเหมือน
เสียงร้องของนกการเวก.
บทว่า ตาเรติ ให้ข้าม คือให้พ้นที่อันไม่ปลอดภัย. บทว่า
อุตฺตาเรติ ข้ามขึ้น คือข้ามให้ถึงพื้นที่อันปลอดภัย. บทว่า นิตฺตาเรติ
ข้ามออก คือข้ามให้เลยที่อัน ไม่ปลอดภัย. บทว่า ปตฺตาเรติ ข้ามพ้น
คือกำหนดข้าม. อธิบายว่า ข้ามเหมือนเอามือจับ. การข้ามการข้ามขึ้น
เป็นต้นทั้งหมดนี้ เป็นที่ตั้งในที่อันปลอดภัยนั่นเอง เพราะเหตุนั้น
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ให้ถึงพื้นที่อันเป็นที่ปลอดภัย. บทว่า สตฺเต
ได้แก่ เวไนยสัตว์. ความกันดารคือชาตินั่นแล ชื่อว่า ชาติกันดาร
เพราะรกชัฏมาก เพราะไม่มีประโยชน์มาก และเพราะข้ามไปได้ยาก. ซึ่ง
ชาติกันดารนั้น. บทว่า คณสฺส สุสฺสูสติ คือ คณะย่อมตั้งใจฟังพระองค์.
บทว่า โสตํ โอทหติ เงี่ยหูฟัง คือเงี่ยหูประสงค์จะฟัง. บทว่า อญฺาจิตฺตํ
อุปฏฺเปติ คือ เข้าไปตั้งใจเพื่อประสงค์จะรู้.
บทว่า คณํ อกุสลา วุฏฺาเปตฺวา พระองค์ยังคณะให้ออกจาก
อกุศล คือยังหมู่ชนให้ออกจากอกุศล คือความไม่ฉลาด. บทว่า กุสเล
ปติฏฺาเปติ คือ ให้ตั้งอยู่ในกุศลอันเป็นความฉลาด. บทว่า สงฺฆี ชื่อว่า
สังฆี เพราะมีหมู่โดยเป็นชุมนุมใหญ่. ชื่อว่า คณี เพราะมีคณะโดยมี
บริษัท. ชื่อว่า คณาจริโย เพราะเป็นอาจารย์ของคณะ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สอง ต่อไป.
บทว่า สเทวกสฺส โลกสฺส ยถา ทิสฺสติ ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ย่อมปรากฏแม้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ดุจปรากฏแก่โลกพร้อมทั้ง
หน้า 635
ข้อ 988
เทวโลก. หรือปรากฏโดยแท้จริง โดยไม่วิปริต ดุจปรากฏแก่โลกพร้อม
ด้วยเทวโลก. บทว่า จกฺขุมา ผู้มีพระจักษุอุดม. บทว่า เอโก คือ เป็น
บุคคลเอกด้วยคุณธรรมอันได้แก่บรรพชาเป็นต้น. บทว่า รตึ คือ มี
ความยินดีต่อเนกขัมมะเป็นต้น.
บทว่า ปฏิรูปโก คือ กุณฑลที่ทำด้วยทองคำ. บทว่า มตฺติกา-
กุณฺฑโล คือ ดุจกุณฑลที่ทำด้วยดิน. บทว่า โลหมาโสว สุวณฺณจฺฉนฺโน
คือ เหมือนเหรียญมาสกโลหะหุ้มด้วยทองคำ. บทว่า ปริวารจฺฉนฺนา คือ
อันบริวารห้อมล้อม. บทว่า อนฺโต อสุทฺธา คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้ไม่บริสุทธิ์ ณ ภายใน ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า พหิ โสภมานา
คือ งามแต่ภายนอกด้วยจีวรเป็นต้น. บทว่า อกปฺปิตอิริยาปถา จ มีพระ-
อิริยาบถมิได้กำเริบ คือมีพระอิริยาบถมิได้สละออกไปแล้ว. บทว่า
ปณิธิสมิปนฺนา ความว่า มีความปรารถนาบริบูรณ์. บทว่า วิสุทฺธสทฺโท
ความว่า มีพระกิตติศัพท์บริสุทธิ์. อธิบายว่า มีชื่อเสียงยกย่องตามความ
เป็นจริง. บทว่า ภฏกิตฺติสทฺทสิโลโก ทรงเพียบพร้อมด้วยพระเกียรติยศ
และชื่อเสียง คือทรงได้รับพระเกียรติยศและความสรรเสริญเป็นปกติ.
หากถามว่า มีพระกิตติศัพท์ในที่ไหน. ตอบว่า ในที่ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว
โดยนัยมีอาทิว่า ในนาคพิภพ และสุบรรณพิภพ. บทว่า ตโต จ ภิยฺโย
และยิ่งกว่านั้น คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรากฏยิ่งกว่านั้น คือยิ่งกว่าที่
กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของเวไนยสัตว์.
บทว่า สพฺพํ ราคตมํ คือ ความมืด เพราะราคะทั้งสิ้น. แม้ใน
ความมืด เพราะโทสะก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อนฺธกรณํ อันทำให้
คนบอด คือทำการปิดกั้นโลกด้วยปัญญา. บทว่า อจกฺขุกรณํ ทำให้ไม่มี
หน้า 636
ข้อ 988
จักษุ คือทำให้ไม่มีปัญญาจักษุ. บทว่า อญาณกรณํ คือ ทำให้ไม่รู้ด้วย
ญาณ. บทว่า ปฺานิโรธิกํ คือ ทำให้ดวงตา คือปัญญาเสียไป.
บทว่า วิฆาตปกฺขิกํ อันเป็นไปในฝ่ายแห่งความลำบาก คือความเบียด-
เบียน. บทว่า อนิพฺพานสํตฺตนิกํ ไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพาน คือไม่ให้
เป็นไปเพื่อนิพพานอันเป็นอมตะไม่มีปัจจัย.
บทว่า สพฺพนฺตํ เตน โพธิาเณน พุชฺฌิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสรู้ธรรมที่ควรตรัสรู้ทั้งปวงด้วยพระโพธิญาณ คือตรัสรู้ธรรมทั้งสิ้น
นั้นด้วยอำนาจแห่งมรรคญาณ ๔. ทรงรู้ ตรัสรู้ตามด้วยอำนาจแห่งปฐม-
มรรค ได้ทรงรู้ทั่ว ทรงแทงตลอดด้วยทุติยมรรค ทรงบรรลุ ตรัสรู้
พร้อมซึ่งปฏิเวธ ด้วยอำนาจแห่งตติยมรรค ตรัสรู้โดยชอบด้วยแทงตลอด
ไม่มีส่วนเหลือ ด้วยอำนาจแห่งจตุตถมรรค. ควรประกอบ ๓ บทนี้ คือ
อธิคจฺฉิ ทรงบรรลุเฉพาะ ๑ ผุเสสิ ทรงถูกต้อง ๑ สจฺฉิกาสิ ทรง
ทำให้แจ้ง ๑ ด้วยอำนาจแห่งผล. ทรงได้เฉพาะ ด้วยอำนาจแห่งปฐม-
มรรคและทุติยมรรค ทรงถูกต้องแล้ว ด้วยอำนาจแห่งตติยมรรค ทรงได้
กระทำให้ประจักษ์ ด้วยอำนาจแห่งจตุตถมรรค. อีกอย่างหนึ่ง แม้ทั้ง
๓ บทนั้น ย่อมได้ผลอย่างหนึ่ง ๆ นั่นเอง.
บทว่า เนกฺขมฺมรตึ ความยินดีในเนกขัมมะ คือความยินดีเกิดขึ้น
เพราะอาศัยบรรพชาเป็นต้น. บทว่า ปวิเวกรตึ ความยินดีในความสงัด
คือความยินดีเกิดขึ้นในความสงัดกายเป็นต้น. บทว่า อุปสมรตึ ความ
ยินดีในความสงบ คือความยินดีในความสงบกิเลส. บทว่า สมฺโพธิรตึ
ความยินดีในสัมโพธิญาณ คือความยินดีเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณามรรค.
หน้า 637
ข้อ 988
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า พหูนมิธ ปฏฺานํ๑ ของคนหมู่มากอันเนื่องในศาสนานี้
คือของคนหมู่มากมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้เที่ยวปรารถนาอยู่ในโลกนี้. เพราะว่า
ศิษย์ทั้งหลายท่านเรียกว่า พทฺธ ผู้เนื่อง เพราะมีความประพฤติเนื่องด้วย
อาจารย์. บทว่า อตฺถี ปญฺเหน อาคมํ คือ เรามีความต้องการปัญหา
จึงมา. หรือมาด้วยปัญหาของผู้มีความต้องการ หรือมีปัญหาจึงมา.
ท่านกล่าวว่า พุทฺโธ ด้วยประสงค์จะแสดงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์
นั้น ในบทว่า ตํ พุทฺธํ แม้ไม่มีบทว่า พุทฺโธ.
บทว่า สยมฺภู ผู้เป็นพระสยัมภู คือเป็นเองไม่มีผู้แนะนำสั่งสอน.
บทว่า อนาจริโย ไม่มีใครเป็นอาจารย์ เป็นคำขยายความของบทว่า
สยมฺภู. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่มีอาจารย์ ทรงรู้แจ้ง
แทงตลอดอริยสัจด้วยพระองค์เอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงชื่อ
ว่า สยมภู พระผู้เป็นเอง. บทว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ในธรรมทั้งหลาย
อันพระองค์ไม่เคยสดับมาก่อนเป็นต้น เป็นบทประกาศความของความที่
พระองค์เป็นผู้ไม่เคยมีอาจารย์. บทว่า อนนุสฺสุเตสุ คือ ไม่เคยสดับมา
แต่อาจารย์. บทว่า สามํ คือ พระองค์เอง. บทว่า อภิสมฺพุชฺฌิ ตรัสรู้
ยิ่ง คือตรัสรู้ธรรมอันยิ่งด้วยพระองค์เอง. บทว่า ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ
ปาปุณิ คือ ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในอริยสัจนั้น. ท่านกล่าว
อย่างนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ เหมือนพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายตรัสรู้อริยสัจ ทรงเป็นพระสัพพัญญู ปาฐะว่า สพฺพญฺุตํ ปตฺโต
บ้าง.
บทว่า พเลสุ จ วสีภาวํ ทรงถึงความเป็นผุ้ชำนาญในพลธรรม
๑. บาลีเป็น พทฺธานํ.
หน้า 638
ข้อ 988
ทั้งหลาย คือทรงถึงความเป็นใหญ่ในพลญาณของพระตถาคต ๑๐ ประการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เป็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ท่านเรียกว่า พุทฺโธ. พระพุทธเจ้าเป็นสัตว์วิเศษ เป็นการบัญญัติขึ้นเพราะ
อาศัยพระญาณอัน อะไร ๆ กำจัดไม่ได้ พระนิมิตอันยอดเยี่ยม การบรรลุ
พระนิพพาน และพระขันธสันดานอบรมมาแล้วในธรรมทั้งปวง หรือ
เป็นบัญญัติขึ้น เพราะอาศัยการตรัสรู้อริยสัจ อันเป็นปทัฏฐานแห่งพระ-
สัพพัญญุตญาณ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันประกาศความเป็นพุทธะ
แจ่มแจ้งแล้วโดยอรรถ.
บัดนี้ พระสารีบุตร เมื่อจะให้แจ่มแจ้งโดยพยัญชนะ จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า พุทฺโธติ เกนตฺเถน พุทฺโธ. บทว่า พุทฺโธ ชื่อว่า เป็นพระ-
พุทธเจ้า เพราะอรรถว่าอะไร. ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้
อริยสัจ เหมือนอย่างพระผู้ตรัสรู้ ตรัสรู้แล้วในโลก. ชื่อว่า พระพุทธเจ้า
เพราะยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้ เหมือนพูดกันว่า ใบไม้แห้ง เพราะลมพัดให้
ใบไม้แห้ง. สองบทว่า สพฺพญฺณุตาย พุทฺโธ อธิบายว่า ชื่อว่า เป็น
พระพุทธเจ้าด้วยปัญญาสามารถรับรู้ธรรมทั้งปวง. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะ
ทรงเห็นธรรมทั้งปวง อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรง
เห็นธรรมทั้งปวงด้วยญาณจักษุ. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะไม่มีผู้อื่นแนะนำ
อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มิใช่
ผู้อื่นทำให้ตรัสรู้. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้เบิกบาน อธิบายว่า ชื่อว่า
เป็นพระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้เบิกบานดุจปทุมจากสวนชนิดที่มีคุณต่าง ๆ.
ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะ อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะเป็นผู้ตื่นจากหลับคือกิเลสทุกชนิด ด้วยละธรรมอันนำให้จิตกำเริบ
หน้า 639
ข้อ 988
โดยปริยาย ๖ เป็นอาทิ เหมือนบุรุษตื่นจากสิ้นสุดการนอนหลับ. บทว่า
สงฺขา สงฺขาตํ โดยอรรถมีความอย่างเดียวกัน. บทว่า สงฺขาเตน ความ
ว่า โดยส่วนของคำพูด. ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว
ทำให้วิเศษด้วยคำว่าโดยส่วนเดียว เพราะละกิเลสทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนา
กล่าวคือไม่มีกิเลสเข้าไปฉาบทา เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือตัณหาและ
ทิฏฐิ. เป็นผู้ไม่มีกิเลสด้วยกิเลสทั้งปวงอันเหลือ คือราคะ โทสะ และ
โมหะ. เพราะเป็นผู้เสด็จไปตามเอกายนมรรค (ทางทางเดียว) คือธาตุ
ทั้งหลายเป็นประโยชน์ในการไป แม้เพราะตรัสรู้ เพราะรู้ธาตุอันเป็น
ประโยชน์ในการไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะเสด็จไปสู่เอกายนมรรค. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวเอกายนมรรคโดย
ชื่อว่า มคฺค ที่กล่าวโดยชื่อว่า อยน ในหลายชื่อของ ทาง คือ
มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมายนํ
นานา อุตฺตรเสตุ จ กุลฺโล จ ภิสิ สงฺกโม.
คำทั้งหมดนี้เป็นชื่อของทาง.
เพราะฉะนั้น ทางจึงเป็นทางเดียว. อธิบายว่า ไม่ใช่สองทาง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนมรรค เพราะเป็นทางอันบุคคลเดียวพึง
ดำเนินไป. บทว่า เอเกน คือสงัดเพราะละการคลุกคลีด้วยหมู่. บทว่า
อยิตพฺโพ คือ พึงดำเนินไป อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะเป็นเหตุ
ไป. อธิบายว่า ไปสู่นิพพานจากสังสารวัฏ. ชื่อว่า เอกายโน เพราะเป็น
ทางไปของคนประเสริฐ. บทว่า เอเกสํ คือ คนประเสริฐ. ด้วยว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าสัตว์ทั้งปวง. เพราะ-
ฉะนั้น ท่านอธิบายไว้ว่า มรรคเป็นทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น
หน้า 640
ข้อ 988
เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะไปถึง. อธิบายว่า ไป คือ
เป็นไป. ชื่อว่า เอกายนมคฺโค เพราะเป็นทางไปในที่เดียว. ท่าน
อธิบายว่า มรรคเป็นไปในพระพุทธสาสนาแห่งเดียวเท่านั้น ไม่เป็นไป
ในที่อื่น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายโน เพราะไปทางเดียว. ท่าน
อธิบายว่า ในเบื้องต้นแม้เป็นไปโดยมุขภาวหาและนัยต่าง ๆ ในเบื้อง
ปลายก็ไปนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เอกายน-
มรรค อธิบายว่า เป็นทางไปสู่นิพพานอย่างเดียว. ชื่อว่า เป็นพระพุทธ-
เจ้า เพราะเป็นผู้เดียวตรัสรู้ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม มิใช่
ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้าเพราะตรัสรู้ด้วยผู้อื่น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร
ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิ-
ญาณอันยอดเยี่ยมด้วยพระองค์เองเท่านั้น. คำว่าชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะเว้นจากความไม่รู้ เพราะได้เฉพาะความรู้ นี้เป็นปริยายของบทว่า
พุทฺธิ พุทฺธํ โพโธ. ท่านอธิบายเพื่อให้รู้ว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะทรงประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างพูดว่า ผ้าเขียว
ผ้าแดง เพราะประกอบด้วยมีสีเขียวสีแดง.
นอกจากนั้น ศัพท์ว่า พุทฺโธ ในบทมีอาทิว่า พุทฺโธติ เนตํ นามํ
พระมารดาเป็นต้นมิได้เฉลิมให้ นี้ท่านกล่าวไว้เพื่อให้รู้ว่านี้เป็นบัญญัติ
ตามอรรถ. ในบทว่า พุทฺโธ พระมารดาเป็นต้นมิได้เฉลิมให้นั้น คือ
มิตร สหาย อำมาตย์ คนเลี้ยงดู ญาติฝ่ายบิดา สาโลหิตฝ่ายมารดา
สมณะ ผู้เข้าถึงบรรพชา โภวาทีพราหมณ์ ผู้สงบบาป ผู้ลอยบาป หรือ
เทวดามีท้าวสักกะเป็นต้นและพรหม ก็มิได้เฉลิมให้. บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ
หน้า 641
ข้อ 988
เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลและในลำดับแห่งอรหัตมรรค)
คืออรหัตมรรคอันเป็นวิโมกข์. ที่สุดแห่งวิโมกข์ คืออรหัตผล ความมี
ในที่สุดแห่งวิโมกข์นั้น ชื่อว่า วิโมกขัตติกะ. เพราะว่าความเป็นพระ-
สัพพัญญูย่อมสำเร็จด้วยอรหัตมรรค. ความสำเร็จย่อมมีได้ในความเกิดขึ้น
ของพระอรหัตผล. เพราะฉะนั้น ความเป็นพระสัพพัญญู จึงมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์. แม้เนมิตตกนามนั้น ก็เป็นชื่อมีในที่สุดแห่งวิโมกข์ ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ. บทว่า
พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
บทว่า โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตาณสฺส ปฏิลาภา
ความว่า พร้อมกับได้พระสัพพัญญุตญาณ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว
ณ ควงไม้มหาโพธิ. บทว่า สจฺฉิกา ปญฺตฺติ คือ บัญญัติเกิดขึ้นด้วย
การทำให้แจ้งพระอรหัตผล หรือด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง คือ
บัญญัติว่า พุทฺโธ. บทว่า พุทฺโธ นี้ โดยพยัญชนะ ได้แก่ การประกาศ
ความเป็นพระพุทธเจ้า. ต่อจากนี้ บทสุดท้ายว่า วหสฺเสตํ ภารํ ข้อนี้
จงเป็นภาระของพระองค์ ย่อมดำเนินไปตามบาลี เพราะมีนัยดังได้กล่าว
แล้วในที่นั้น ๆ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วิชิคุจฺฉโต เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ คืออึดอัดด้วยชาติเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตมาสนํ ที่นั่งอันว่างเปล่า คือเตียงและตั่งอันสงัด. บทว่า
ปพฺพตานํ คุหาสุ วา คือ ในถ้ำแห่งภูเขาทั้งหลาย. ควรเชื่อมบทว่า ริตฺต-
มาสนํ ภชโค เสพที่นั่งอันว่างเปล่า. บทว่า ชาติยา วิชิคุจฺฉโต คือ
เกลียดชาติ. แม้ในบทว่า ชราย พฺยาธินา เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน
หน้า 642
ข้อ 988
พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า เสวโต เป็นต้นต่อไป.
บทว่า เสวโต คือ เสพ. บทว่า นิเสวโต คือ เสพเสมอ.
บทว่า สํเสวโต คือ เสพบ่อย ๆ. บทว่า ปฏิเสวโต คือ เข้าไปเสพ.
บทว่า ภชโต คือ เสพที่นั่งอันว่างเปล่า. บทว่า ปพฺพตปพฺภรา คือ
ท้องภูเขา.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อุจฺจาวเจสุ ในที่นอนสูงและต่ำ คือเลวและประณีต.
บทว่า อาสเนสุ คือ เสนาสนะมีวิหารเป็นต้น. บทว่า คีวนฺโต คือ
ร้องอยู่. ปาฐะว่า กีวนฺโต บ้าง. อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งความกลัว
ในที่นั้นมีประมาณเท่าไร. บทว่า คฺรีวนฺโต คือ ส่งเสียงอยู่. บทว่า
กุชนฺโต คือ เรียกอยู่ ได้แก่ ทำเสียงเบา ๆ. บทว่า นทนฺโต บันลืออยู่
คือทำเสียงดัง. บทว่า สทฺทํ กโรนฺโต คือ ออกเสียง. บทว่า กติ
มีเท่าไร เป็นคำถาม. บทว่า กิตฺตกา มีประมาณเท่าไร เป็นคำถาม
โดยประมาณ. บทว่า กีวตกา มีกำหนดเท่าไร เป็นคำถามกำหนด.
บทว่า กีวพหุกา มีประมาณเพียงไร เป็นคำถามกำหนดประมาณ. บทว่า
เต เภรวา อารมณ์น่ากลัวเหล่านั้น คืออันตรายเกิดแต่ความน่ากลัว
เหล่านั้น คืออารมณ์น่ากลัว. บทว่า กีวพหุกา มีมากเท่าไร พระสารี-
บุตร เพื่อแสดงอารมณ์ที่ถาม จึงแก้ด้วยบทมีอาทิว่า สีหา พฺยคฺฆา
ทีปิ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กตี ปริสฺสายา คือ อันตรายมีเท่าไร. บทว่า อคตํ ทิสํ
ทิศที่ไม่เคยไปคือนิพพาน. จริงอยู่ นิพพานนั้น ชื่อว่า อคตํ เพราะไม่
หน้า 643
ข้อ 988
เคยไป ชื่อว่า ทิสา เพราะควรชี้แจง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
อคตํ ทิสํ ดังนี้. บาลีว่า อมตํ ทิสํ ก็มี. บทว่า อภิสมฺภเว ความว่า
พึงบรรลุ. บทว่า ปนฺตมฺหิ สงัด คือสุดเขต. ทิศที่ไม่เคยไป แม้แต่
ฝันชื่อว่า อคตปุพฺพา. ทิศนั้นไม่เคยไป เพราะเหตุนั้น ทิศนั้น จึงชื่อ
ว่า อคตปุพฺพา โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อิมินา ทีเฆน อทฺธุนา คือ โดยกาลยาวนานนี้. บทว่า
สนติตฺติกํ คือ ภาชนะน้ำมันเต็มถึงขอบปากภายใน. บทว่า อนวเสกํ
คือ มิให้ไหลรด ได้แก่ ภาชนะน้ำมันที่ใส่น้ำมันลงไปจนเต็มทำมิให้
ไหลรด. บทว่า ปริหเรยฺย พึงประคอง คือพึงนำไป พึงถือเอาไป.
บทว่า เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตนเนืองๆฉันนั้น คือภิกษุ
วางจิตของตนดุจภาชนะเต็มด้วยน้ำมันนั้นไว้ในระหว่างธรรมทั้งสองอย่าง
คือด้วยกายคตาสติและด้วยสติอันสัมปยุตในโคจร แล้วไม่ฟุ้งซ่านไปใน
โคจรภายนอกแม้ครู่เดียวฉันใด พระโยคาวจรผู้ฉลาด พึงรักษา คุ้มครอง
ฉันนั้น. เพราะอะไร. เพราะ
การฝึกจิตที่ข่มได้ยาก เบา มักตกไปในอารมณ์ใคร่
เป็นความดี จิตที่ฝึกแล้ว จะนำความสุขมาให้.
เพราะฉะนั้น
นักปราชญ์พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก
มันตกไปในอารมณ์ใคร่ จิตที่คุ้มครองแล้ว จะนำความ
สุขมาให้.
เพราะจิตนี้
ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็น
ที่อาศัย ผู้ใดสำรวมจิตไว้ได้ ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงมาร.
หน้า 644
ข้อ 988
ปัญญาของผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ไม่รู้สัทธรรม มีความ
เลื่อมใสเลื่อนลอย ย่อมไม่บริบูรณ์.
อนึ่ง ภัยย่อมไม่มีแก่ผู้ตื่นอยู่ ผู้มีกรรมฐานมั่นคง
เป็นสหาย มีจิตไม่ขวนขวาย มีจิตไม่ถูกกำจัด ละบุญ
และบาปได้แล้ว.
เพราะฉะนั้น
นักปราชญ์ย่อมทำจิตนั้นซึ่งดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษา
ยาก ห้ามยาก ให้ตรง เหมือนช่างศรดัดศรให้ตรงฉะนั้น.
เมื่อทำจิตให้ตรงอย่างนี้ พึงคามรักษาจิตตองตน. บทว่า ปตฺถ-
ยาโน ทิสํ อคตปุพฺพํ พระโยคาวจรเมื่อปรารถนาทิศที่ไม่เคยไป ความ
ว่า เมื่อปรารถนาทิศที่ไม่เคยไปในสงสารอันไม่มีเบื้องต้นและที่สุด เพราะ
ปรารถนากรรมในกรรมฐานคือกายคตาสตินี้ พึงรักษาจิตของตนโดยนัย
ที่กล่าวแล้ว.
ก็อะไรชื่อว่าทิศนั้น ท่านกล่าวมารดาบิดาเป็นต้น ชื่อว่าทิศใน
คาถาแม้ว่า
มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา
บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรและอำมาตย์เป็นทิศ
เบื้องซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่าง สมณพราหมณ์
เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ผู้มีตนสมควรพึงนมัสการทิศ
เหล่านี้ ดังนี้.
ทิศมีทิศบูรพาเป็นต้นท่านกล่าวว่า ทิศ ในคาถานี้ว่า
หน้า 645
ข้อ 988
ทิศทั้งหลาย ๑๐ เหล่านี้ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔
ทิศเบื้องบน ๑ ทิศเบื้องล่าง ๑ พระยานาคประดิษฐาน
อยู่ทิศไหน จึงได้เห็นเขาสัตว์ทั้ง ๖ ในความฝัน ดังนี้.
ท่านกล่าวนิพพานว่าเป็นทิศในคาถานี้ว่า
ผู้ครองเรือนให้ข้าวน้ำและผ้าแก่ผู้มีชื่อทั้งหลาย ย่อม
กล่าวถึงทิศ ผู้มีความทุกข์ทั้งหลาย ถึงทิศอันมีธงขาว
อย่างยิ่ง ย่อมมีความสุข ดังนี้.
พระนิพพานนั้นแลท่านประสงค์เอาในที่นี้. พระนิพพานนั้นจัก
ปรากฏ จักยืนยันได้ด้วยบทมีอาทิว่า ตณฺหกฺขยํ วิราคํ นิพพานเป็นที่
สิ้นตัณหา สำรอกกิเลส ดังนี้ เพราะฉะนั้น นิพพานจึงเรียกว่าทิศ.
นิพพานท่านเรียกชื่อว่าทิศไม่เคยไป เพราะพาลปุถุชนไร ๆ แม้แต่ฝันถึง
ก็ไม่เคย. ผู้ปรารถนานิพพานนั้น ควรทำความเพียรด้วยกายคตาสติ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า วชโต ดังนี้ เมื่อภิกษุไปสู่ที่ใกล้
แต่การเกิดแห่งมรรค ดำเนินไปในขณะดำรงอยู่ ก้าวไปแต่การเห็นมรรค.
บทว่า อนฺเต คือ ตั้งอยู่ในที่สุด. บทว่า ปนฺเต คือ ตั้งอยู่ลึกเข้าไป
ในป่าชัฏ. บทว่า ปริยนฺเต คือ ตั้งอยู่ในที่สุดรอบเพราะความไกล.
บทว่า เสลนฺเต คือ ส่วนสุดแห่งภูเขาหิน. บทว่า วนนฺเต คือ ส่วนสุด
แห่งป่าทึบ. บทว่า นทนฺเต คือ ส่วนสุดแห่งแม่น้ำ. บทว่า อุทกนฺเต
คือ ในที่สุดสายน้ำ. บทว่า น กสิยติ น วปิยติ คือ เป็นที่ที่เขาไม่ไถ
ไม่หว่าน. บทว่า ชนนฺตํ อติกฺกมิตฺวา ิเต มนุสฺสานํ อนูปจารํ
ไม่เป็นอุปจารแห่งมนุษย์ล่วงเลยหมู่ชน คือเสนาสนะที่มนุษย์ทั้งหลายไม่
เข้าไปทำมาหากินด้วยการไถและการหว่าน.
หน้า 646
ข้อ 988
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กยาสฺส พฺยปฺปถโย อสฺสุ ภิกษุพึงเป็นผู้มีคลองแห่ง
ถ้อยคำเช่นไร คือคำพูดของภิกษุนั้นพึงเป็นเช่นไร.
บทว่า มุสา ในบทนี้ว่า มุสาวาทํ ปหาย ละมุสาวาท คือ
วจีประโยค หรือกายประโยคอันหักเสียซึ่งประโยชน์ของผู้มุ่งจะพูดให้ผิด.
อนึ่ง เจตนาอันยังกายประโยคและวจีประโยคของผู้พูดให้คนอื่นเข้าใจผิด
ตั้งขึ้นแก่เขาด้วยประสงค์จะพูดให้ผิด ชื่อว่า มุสาวาท. อีกนัยหนึ่ง
บทว่า มุสา คือ วัตถุไม่จริง ไม่แท้. บทว่า วาโท คือ พูดให้เขารู้
โดยเป็นความจริง โดยเป็นความแท้. อนึ่ง เจตนาอันยังการบอกกล่าว
อย่างนั้นให้ตั้งขึ้นแก่ผู้ประสงค์จะให้คนอื่นรู้วัตถุอันไม่เป็นจริง โดยเป็น
ความจริง ชื่อว่า มุสาวาท. มุสาวาทนั้นหักเสียซึ่งประโยชน์ใด เพราะ
ประโยชน์นั้นน้อย จึงมีโทษน้อย เพราะประโยชน์มากจึง มีโทษมาก
อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทมีโทษน้อยแก่คฤหัสถ์เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า
ไม่เป็นมุสาวาท เพราะประสงค์จะไม่ให้ของของตน. ผู้เป็นพยานพูดเพื่อ
หักเสียซึ่งประโยชน์มีโทษมาก มีโทษน้อยแก่บรรพชิตเป็นไปแล้วโดย
นัยมีอาทิว่า ด้วยประสงค์จะให้ขบขัน เพราะได้น้ำมันหรือเนยใสน้อยว่า
วันนี้น้ำมันไหลเข้าไปในบ้านเหมือนแม่น้ำ. มีโทษมากแก่บรรพชิตผู้พูด
โดยนัยมีอาทิว่า สิ่งที่ไม่เห็นได้เห็นแล้ว.
มุสาวาทนั้นมีองค์ ๔ คือ เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑
พยายามจะพูดเรื่องนั้น ๑ ผู้อื่นรู้ความนั้น ๑.
มุสาวาทเป็นสาหัตถิกประโยค (ด้วยน้ำมือของตนเอง) เท่านั้น. พึง
เห็นสาหัตถิกประโยคนั้น ในการกระทำกิริยาให้ผู้อื่นสำคัญผิด ด้วยกายก็ดี
หน้า 647
ข้อ 988
ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี. หากผู้อื่นรู้ความนั้นด้วยกิริยานั้น
เจตนาอันตั้งขึ้นด้วยกิริยานี้ ย่อมสำเร็จเป็นกรรมคือมุสาวาทในขณะนั้น
เอง. ชื่อว่า สจฺจวาที เพราะพูดจริง. ชื่อว่า สจฺจสนฺโธ ดำรงความ
จริง เพราะติดต่อ สืบต่อ ความจริงด้วยความจริง. อธิบายว่า ไม่พูดเท็จ
ในระหว่าง ๆ. คนใดบางครั้งพูดเท็จ บางครั้งพูดจริง ความจริงกับ
ความจริงไม่ต่อเนื่องกัน เพราะความจริงนั้น เป็นไปในระหว่างด้วย
มุสาวาท เพราะฉะนั้น คนนั้นไม่ชื่อว่า สจฺจสนฺโธ ผู้ดำรงความจริง.
อนึ่ง คนนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ไม่พูดเท็จ แม้เพราะเหตุชีวิต ความจริงกับ
ความจริงติดต่อกันไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สจฺจสนฺโธ.
บทว่า เถโต คือ ผู้มั่นคง. อธิบายว่า มีถ้อยคำมั่นคง. บุคคล
คนหนึ่ง มีถ้อยคำไม่มั่นคง ดุจผ้าย้อมด้วยขมิ้น ดุจตอไม้ปักที่กองแกลบ
และดุจลูกฟักวางไว้บนหลังม้า. บุคคลคนหนึ่งมีถ้อยคำมั่นคง ดุจจารึกบน
แผ่นหิน และดุจเสาเขื่อน แม้จะเอาดาบตัดศีรษะก็ไม่พูดเป็นคำสอง
บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีถ้อยคำมั่น. บทว่า ปจฺจยิโก คือ มีถ้อยคำเชื่อถือได้.
อธิบายว่า เชื่อได้. เพราะบุคคลบางคนเชื่อถือไม่ได้. ถามว่า คำนี้ใครพูด
เมื่อเขาตอบว่า คนโน้นพูด ควรจะพูดว่า พวกท่านอย่าเชื่อถ้อยคำของ
คนนั้น. บุคคลหนึ่งเป็นผู้เชื่อถือได้. ถามว่า คำนี้ใครพูด. ตอบว่า คน
โน้นพูด ผิว่า คนนั้นพูด ถ้อยคำนี้เป็นประมาณได้ ไม่มีข้อควรสอบสวน
ในบัดนี้ ควรจะพูดว่า ถ้อยคำนี้เป็นอย่างนั้นทีเดียว. บุคคลนี้เรียกว่า มี
ถ้อยคำควรเชื่อถือได้. บทว่า อวิสํวาทโก โลกสฺส ไม่พูดให้คลาดเคลื่อน
แก่โลก ความว่า ไม่ให้ชาวโลกเข้าใจผิด เพราะคำพูดจริงนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยบทมีอาทิว่า ปิสุณํ วาจํ ปหาย ละวาจา
หน้า 648
ข้อ 988
ส่อเสียดต่อไป, กล่าววาจาของตนที่ทำความน่ารักในหัวใจ ของบุคคลนั้น
และส่อเสียดบุคคลอื่น ชื่อว่า ปิสุณวาจา วาจาส่อเสียด. วาจาที่ทำตนบ้าง
ผู้อื่นบ้างให้หยาบ หรือวาจาที่หยาบเองเพราะหู ไม่สุขใจ ชื่อว่า ผรุส-
วาจา วาจาหยาบ. คำพูดเพ้อเจ้อไม่มีประโยชน์ ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ.
แม้เจตนาอันเป็นมูลเหตุของคำพูดเหล่านั้น ก็ได้ชื่อว่า ปิสุณวาจา เป็น-
ต้นนั่นเอง. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาปิสุณวาจานั่นเอง.
ในวาจาเหล่านั้น เจตนาอันยังกายประโยคและวจีประโยคให้ตั้งขึ้น
ของผู้มีจิตเศร้าหมอง เพื่อทำลายผู้อื่นหรือเพราะประสงค์จะให้เขารักตน
ชื่อว่า ปิสุณวาจา. ปิสุณวาจานั้น ชื่อว่ามีโทษน้อย เพราะผู้ที่ถูกทำ
ความแตกกันมีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมาก เพราะผู้ที่ถูกทำความแตกกันมี
คุณมาก.
ปิสุณวาจานั้นมีองค์ ๔ คนอื่นที่ควรให้แตกกันมุ่งจะให้แตกกัน
ด้วยคิดว่าคนเหล่านี้จักแตกกันอย่างนี้ ๑ ใคร่ให้เป็นที่รัก ด้วยคิดว่า
เราจักเป็นทั้รักเป็นผู้คุ้นเคยอย่างนี้ ๑ พยายามจะทำให้เขาแตกกัน ๑
ผู้นั้นรู้ความนั้น ๑.
บทว่า อิเมสํ เภทาย เพื่อทำลายคนหมู่นี้ คือเพื่อทำลายคนที่ฟัง
ในสำนักของผู้ที่กล่าวว่า ฟังจากข้างนี้ดังนี้. บทว่า ภินฺนานํ วา สนิธาตา
เป็นผู้สมานคนที่แตกกัน คือเมื่อมิตรสองคนหรือผู้ร่วมอุปัชฌาย์เดียวกัน
แตกกันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เข้าไปหาคนหนึ่ง ๆ แล้วกล่าวว่า การแตก
กันนี้ไม่สมควรแก่พวกท่านผู้เกิดในตระกูลเช่นนี้ ผู้เป็นพหูสูตอย่างนี้
แล้วทำความสมานกัน. บทว่า อนุปฺปทาตา คือ ส่งเสริมคนที่พร้อม-
เพรียงกัน ความว่า เห็นคนสองคนสามัคคีกัน แล้วกล่าวคำมีอาทิว่า เมื่อ
หน้า 649
ข้อ 988
เกิดในตระกูลเห็นปานนี้ ประกอบด้วยคุณเห็นปานนี้ ข้อนี้เป็นความ
สมควร แล้วทำให้มั่นคง. ชื่อว่า สมคฺคาราโม เพราะมีความพร้อม-
เพรียงกัน เป็นที่มายินดี. อธิบายว่า ความพร้อมเพรียงกันไม่มีในที่ใด
ไม่ปรารถนาแม้จะอยู่ในที่นั้น. บาลีว่า สมคฺครโต บ้าง. ความ
อย่างเดียวกัน. บทว่า สมคฺครโต คือ ยินดีแล้วในความพร้อมเพรียง.
อธิบายว่า ไม่ปรารถนาจะละความพร้อมเพรียงเหล่านั้นไปอยู่ที่อื่น. ชื่อว่า
สมคฺคนนฺที เพราะเห็นบ้าง ฟังบ้าง คนที่พร้อมเพรียงกันย่อมเพลิดเพลิน.
บทว่า สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา กล่าววาจาทำให้เขาพร้อมเพรียงกัน
คือกล่าววาจาแสดงคุณของความพร้อมเพรียงกัน อันทำให้สัตว์ทั้งหลาย
พร้อมเพรียงกัน ไม่กล่าวคำนอกไปจากนี้.
เจตนาหยาบโดยส่วนเดียว ยังกายประโยคและวจีประโยคตัดส่วน
สำคัญของร่างกายของตนอื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา. วจีประโยค แม้ตัดส่วน
สำคัญของร่างกาย ก็ไม่เป็นผรุสวาจา เพราะจิตละเอียดอ่อน. จริงอยู่
มารดาบิดา บางครั้งพูดกะบุตรอย่างนี้ว่า ขอให้โจรฟาดฟันพวกเจ้า
ให้เป็นชิ้น ๆ ทีเถิด ดังนี้ ทั้ง ๆ ที่มารดาบิดาไม่ปรารถนาแม้ใบบัวตก
บนศีรษะของพวกลูก ๆ เหล่านั้น. อนึ่ง อาจารย์และอุปัชฌาย์บางครั้ง
กล่าวกะศิษย์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า อะไรพวกนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะเสียเลย
พวกเจ้าจงไล่เขาออกไป. ที่แท้อาจารย์และอุปัชฌาย์ปรารถนาให้ศิษย์
ทั้งหลายถึงพร้อมด้วยอาคมและอธิคม. อนึ่ง เพราะจิตละเอียดอ่อนย่อม
ไม่เป็นผรุสวาจาฉันใด เพราะคำพูดละเอียดอ่อนไม่เป็นผรุสวาจาหามิได้
ฉันนั้น. คำพูดของผู้ประสงค์จะให้เขาตายว่า จงให้ผู้นี้นอนให้สบายเถิด
ดังนี้ ไม่เป็นผรุสวาจาหามิได้ เพราะจิตหยาบคาย ลำพูดนั้นจึงเป็นผรุส-
หน้า 650
ข้อ 988
วาจาแท้. วาจามีโทษน้อย เพราะผู้ที่พูดหมายถึงมีคุณน้อย มีโทษมาก
เพราะผู้ที่พูดหมายถึงมีคุณมาก.
ผรุสวาจานั้นมีองค์ ๓ คือคนอื่นที่พึงด่า ๑ จิตโกรธ ๑ การด่า ๑.
บทว่า เนลา โทษ ท่านเรียกว่า เอลา. ชื่อว่า เนลา เพราะ
วาจาไม่มีโทษ. ดุจคำว่า เนล ที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า เนลงฺโค
เสตปจฺฉาโท ราชรถไม่มีโทษคลุมด้วยสีขาว. บทว่า กณฺณสุขา ไพเราะหู
คือวาจาเป็นสุขแก่หู เพราะไพเราะด้วยพยัญชนะ ไม่ทำให้เกิดเสียดแทงหู
ดุจแทงด้วยเข็ม. วาจาชื่อว่า เปมนียา เพราะมิให้เกิดความโกรธแล้ว
ให้เกิดความรักในสกลกาย เพราะไพเราะด้วยอรรถ. วาจาชื่อว่า หทยงฺ-
คมา เพราะหยั่งลงถึงหทัย เข้าไปถึงจิตได้โดยง่ายไม่ติดขัด. วาจาชื่อว่า
โปรี เพราะเป็นถ้อยคำของชาวเมืองบริบูรณ์ด้วยคุณธรรม. เพราะเป็น
ถ้อยคำดีดุจนารีเจริญแล้วในเมือง. เพราะเป็นถ้อยคำของชาวเมือง จริงอยู่
ชาวเมืองย่อมเป็นผู้กล่าวถ้อยคำเหมาะสม กล่าวกะคนปูนพ่อว่า พ่อ คน
ปูนพี่ว่า พี่. วาจา ชื่อว่า พหุชนกนฺตา เพราะถ้อยคำเห็นปานนั้น
ชนหมู่มากพอใจ. ชื่อว่า พหุชนมนาปา เพราะชนหมู่มากชอบใจ ทำ
ความเจริญแก่ใจด้วยความเป็นผู้พอใจ. อกุศลเจตนาอันยังกายประโยค
และวจีประโยคที่จะให้เขารู้ไม่มีประโยชน์ตั้งขึ้น ชื่อว่า สมฺผปฺปลาโป.
สัมผัปปลาปะนั้นมีโทษน้อย เพราะอาเสวนะ (การคบหา การเสพ) น้อย
มีโทษมาก เพราะอาเสวนะมาก.
สัมผัปปลาปะมีองค์ ๒ คือมุ่งกล่าวคำไม่มีประโยชน์ มีเรื่อง
ภารตยุทธ์และเรื่องชิงสีดาเป็นต้น ๑ กล่าวถ้อยคำแบบนั้น ๑.
ชื่อว่า กาลวาที เพราะพูดโดยกาลอันควร. อธิบายว่า พูด
หน้า 651
ข้อ 988
กำหนดกาลที่ควรพูด. ชื่อว่า ภูตวาที เพราะพูดคำจริงแท้ ที่เป็นตาม
สภาวะ. ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะพูดอิงประโยชน์ในปัจจุบันและภพหน้า.
ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะพูดอิงโลกุตรธรรม ๙. ชื่อว่า วินยราที เพราะพูด
อิงสังวรวินัย (การสำรวม) และปหานวินัย (การละ). วาจาเป็นหลักฐาน
เรียกว่า นิธาน. ชื่อว่า นิธานวาที เพราะพูดมีหลักฐานอ้างอิง อธิบายว่า
กล่าววาจาอันควรจำไว้ในหทัย. บทว่า กาเลน โดยกาลอันควร คือแม้
กล่าววาจาเห็นปานนี้ว่า เราจักพูดวาจามีหลักฐานดังนี้ ก็ชื่อว่า ไม่กล่าวใน
กาลอันไม่ควร อธิบายว่า พิจารณากาลอันควรแล้วจึงพูด. บทว่า สาปเทสํ
มีที่อ้างอิง ความว่า มีเปรียบเทียบ และมีเหตุผล. บทว่า ปริยนฺตวตึ
มีส่วนสุด อธิบายว่า แสดงหัวข้อ แล้วกล่าวโดยอาการที่หัวข้อของวาจา
นั้นปรากฏ. บทว่า อตฺถสญฺหิตํ ประกอบด้วยประโยชน์ คือถึงพร้อม
ด้วยประโยชน์ เพราะอันผู้จำแนกโดยนัยไม่น้อยไม่สามารถจะถือเอาได้.
บุคคลผู้กล่าวประโยชน์นั้นย่อมกล่าวถึงประโยชน์ใด ย่อมกล่าววาจาอัน
ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะตั้งอยู่ด้วยประโยชน์นั้น ท่านอธิบายว่า
ไม่ยกอย่างอื่นแล้วกล่าวอย่างอื่น. บทว่า จตูหิ วจีสุจริเตหิ คือ ด้วยการ
ประพฤติดี อันประกอบแล้วด้วยวาจา ๔ อย่างดังกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิว่า
มุสาวาทํ ปหาย ละการพูดเท็จดังนี้. บทว่า สมนฺนาคโต ประกอบแล้ว
คือไม่เสื่อม. บทว่า จตุทฺโทสาปคตํ วาจํ ภาสติ คือ กล่าววาจา
ปราศจากโทษ ๔ อย่าง มีไม่เป็นที่รักเป็นต้น.
บทว่า อตฺถิ โคจโร พระเถระประสงค์จะกล่าวถึงสมณโคจรโดย
แท้จึงยกบทว่า อโคจโร มีอยู่ โคจร ก็มีอยู่ ดังนี้. เหมือนอย่างว่า บุรุษ
ผู้ฉลาดหนทาง เมื่อบอกหนทางย่อมบอกทางมีภัยอันเป็นทางมีอันตรายที่
หน้า 652
ข้อ 988
ควรเว้นก่อนว่า ท่านจงเว้นทางซ้าย ถือเอาทางขวา ดังนี้ ภายหลังจึงบอก
ทางตรงอันเป็นทางปลอดภัยที่ควรถือเอา ฉันใด พระธรรมเสนาบดี
เช่นกับบุรุษผู้ฉลาดในทางก็ฉันนั้นเหมือนกัน บอกอโคจรที่พระพุทธเจ้า
ทรงติเตียน ควรละก่อน แล้วประสงค์จะบอกโคจรในภายหลัง จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า กตโม อโคจโร อโคจรเป็นไฉน. ทางที่บุรุษบอกจะถูกก็ได้
ผิดก็ได้. แต่ทางที่พระตถาคตตรัสบอกไม่ผิดหวัง ย่อมประชุมลงสู่นคร
คือนิพพานนั่นเอง ดุจวชิระที่พระอินทร์ขว้างออกไปฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า บุรุษผู้ฉลาดในทาง คำนั้นเป็นชื่อของพระ-
ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. หรือเพราะการบำเพ็ญ
กัลยาณธรรมของผู้ละบาปธรรมได้แล้ว ดุจวิธีการตกแต่งเครื่องประดับมี
ดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ของบุคคลผู้ชำระเหงื่อมลทินและ
สะเก็ด ด้วยการอาบน้ำตลอดศีรษะ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระบอกอโคจร
ที่ควรละก่อน ดุจเหงื่อมลทินและสะเก็ด แล้วประสงค์จะบอกโคจรใน
ภายหลัง ดุจวิธีตกแต่งเครื่องประดับมีดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้
เป็นต้น ของบุคคลผู้ชำระเหงื่อมลทินและสะเก็ด ฉะนั้น จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า กตโม อโคจโร ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โคจโร ได้เเก่ ที่สมควรเข้าไปเพื่อบิณฑบาต
เป็นต้น. อโคจร คือที่ไม่ควรเข้าไป. ชื่อว่า เวสิยโคจโร เพราะมีหญิง
แพศยาเป็นโคจร. อธิบายว่า ไม่เป็นที่ควรเข้าไปด้วยอำนาจความคุ้นเคย
ฉันมิตร. หญิงอาศัยรูปเลี้ยงชีพชื่อว่า เวสิยะ. เข้าไปหาหญิงเหล่านั้น
ร่วมประเวณีได้ง่าย ด้วยอำนาจมิตรสันถวสิเนหา ชื่อว่าเป็น เวสิยโคจร.
เพราะฉะนั้น ไม่ควรเข้าไปอย่างนั้น. เพราะอะไร. เพราะวิบัติด้วยการ
อารักขา. จริงอยู่ เมื่อภิกษุเข้าไปอย่างนั้น สมณธรรมที่รักษาคุ้มครองมา
หน้า 653
ข้อ 988
เป็นเวลานานย่อมฉิบหายไปด้วยวันเล็กน้อยนั่นเอง แม้หากไม่ฉิบหายก็ได้
รับความติเตียน. เมื่อเข้าไปเกี่ยวกับทักษิณา ควรตั้งสติเข้าไป. หญิงผัว
ตายหรือผัวทิ้ง ชื่อว่า วิธวา หญิงหม้าย.
บทว่า ถูลกุมาริโย สาวเทื้อ คือหญิงแก่ คือไม่มีความเป็นหญิงสาว
เหลืออยู่. บทว่า ปณฺฑกา บัณเฑาะก์ คือพวกนปุงสกะ (กะเทย) มาก
ไปด้วยคำพูดอิงโลก มีกิเลสหนา เร่าร้อนไม่หาย. โทษในการเข้าไป
หากะเทยเหล่านั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. แม้ในภิกษุณี
ทั้งหลานก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง ธรรมดาภิกษุทั้งหลายย่อมเป็นผู้มี
พรหมจรรย์สูง. ภิกษุณีก็เหมือนกัน. ภิกษุเหล่านั้นยังสมณธรรมที่รักษา
คุ้มครองแล้วให้ฉิบหายไปโดยวันเล็กน้อย ด้วยการทำสันถวะกะกันและ
กัน. แต่การไปถามเรื่องเจ็บป่วยควร. ได้ดอกไม้แล้วไป เพื่อบูชาบ้าง
เพื่อโอวาทบ้าง ควรเหมือนกัน. บทว่า ปานาคารํ คือ โรงเหล้า โรง
เหล้านั้นย่อมทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ เป็นที่ไม่สงัดจากพวกนักเลงเหล้า.
การเข้าไปในที่นั้นด้วยความชอบพอกับพวกนักเลงเหล้าเหล่านั้นไม่ควร.
ย่อมเป็นอันตรายแก่พรหมจรรย์.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สํสฏฺโ วิหรติ วาชูหิ อยู่คลุกคลี
ด้วยพระราชา ต่อไป. บทว่า ราชาโน ได้แก่ ปกครองราชสมบัติ จะ
อภิเษกแล้วหรือยังไม่อภิเษกก็ตาม เรียกว่า พระราชา ผู้ประกอบด้วย
ความเป็นอิสระอันใหญ่ เช่นเดียวกับความเป็นอิสระของพระราชาทั้งหลาย
เรียกว่า มหาอำมาตย์ของพระราชา. นักบวชนอกศาสนา มีความเห็น
วิปริต เรียกว่า เดียรถีย์. ผู้ให้ปัจจัยแก่เดียรถีย์เหล่านั้นด้วยความภักดี
เรียกว่า สาวกของเดียรถีย์. อธิบายว่า เป็นผู้คลุกคลีกับสาวกเดียรถีย์
หน้า 654
ข้อ 988
เหล่านั้น. บทว่า อนนุโลมิเกน คิหิสํสคฺเคน ด้วยความคลุกคลีกับ
คฤหัสถ์อันไม่สมควร คือภิกษุได้รับอันตรายของพรหมจรรย์ การล่วง
บัญญัติ และความเสื่อมสัลเลขปฏิบัติ ด้วยความคลุกคลีอันเป็นข้าศึกไม่
สมควรแก่ไตรสิกขา ชื่อว่าความคลุกคลีอันไม่สมควร. เหมือนอย่างว่า
ความเศร้าโศกร่วมกัน ความยินดีร่วมกัน ความมีสุขทุกข์ร่วมกัน กับพระ-
ราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา เมื่อกิจที่ควรทำเกิดขึ้น ถึงความ
ขวนขวายด้วยตน ความเป็นผู้มีอาจารย์ร่วมกันด้วยความพอใจความชอบ
ใจเป็นอันเดียวกันกับสาวกของเดียรถีย์. การนำมาซึ่งความเป็นผู้มีอาจาระ
เสมอกันด้วยความพอใจชอบใจเป็นอันเดียวกัน หรือความชื่นชมมีมาก
ด้วยความเสน่หา. การคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา
เป็นการกระทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ การคลุกคลีกับเดียรถีย์นอกนี้เป็น
การถือลัทธิ. อันผู้สามารถทำลายวาทะของเดียรถีย์เหล่านั้น แล้วให้ถือ
ลัทธิของตน เข้าไปหาควร.
บัดนี้พระสารีบุตรเพื่อจะแสดงอโคจรโดยปริยายอื่น จึงเริ่มคำมี
อาทิว่า ยานิ วา ปน ตานิ กุลานิ อนึ่ง ตระกูลบางตระกูล ดังนี้. ใน
บทเหล่านั้น ว่า อสฺสทฺธานิ ไม่มีศรัทธา คือเว้นจากศรัทธาในพระ-
พุทธเจ้าเป็นต้น. ตระกูลทั้งหลายย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระ-
สัพพัญญู พระธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ดังนี้.
บทว่า อปฺปสนฺนานิ ไม่เลื่อมใส คือไม่สามารถทำจิตให้ผ่องใสไม่ขุ่นมัว
ได้. บทว่า อกฺโกสกปริภาสกานิ คือ มักด่ามักบริภาษ. อธิบายว่า
ย่อมด่าด้วยอักโกสวัตถุ (เรื่องที่ด่า) ๑๐ อย่าง อย่างนี้คือ ท่านเป็นโจร
เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นอูฐ เป็นโค เป็นลา เป็นคนตกในอบาย
หน้า 655
ข้อ 988
เป็นสัตว์นรก เป็นเดียรัจฉาน ท่านไม่มีสุคติ ท่านหวังทุคติอย่างเดียว
และบริภาษด้วยการแสดงภัยอย่างนี้ว่า ช่างเถิด ประเดี๋ยวเราจักประหาร
จักจองจำ จักฆ่าท่าน.
บทว่า อนตฺถกามานิ มุ่งความเสื่อม คือไม่ปรารถนาประโยชน์
ปรารถนาความเสื่อมอย่างเดียว. บทว่า อหิตกามานิ มุ่งสิ่งไม่มีประโยชน์
เกื้อกูล คือปรารถนาความไม่มีประโยชน์เกื้อกูลอย่างเดียว ไม่ปรารถนา
ความมีประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า อผาสุกามานิ มุ่งความไม่สบาย คือไม่
ปรารถนาความสบาย ปรารถนาความไม่สบายอย่างเดียว. บทว่า อโยคกฺ-
เขมกามานิ มุ่งความไม่ปลอดโปร่งจากกิเลส คือไม่ปรารถนาความ
ปลอดโปร่งจากโยคะ ๔ คือความไม่มีภัย ปรารถนาความมีภัยอย่างเดียว.
แม้สามเณรทั้งหลายก็สงเคราะห์เข้าในบทนี้ว่า ภิกฺขูนํ ดังนี้. สิกขมานาก็ดี
สามเณรีก็ดี สงเคราะห์เข้าในบทว่า ภิกฺขุนีนํ ดังนี้นี้. การมุ่งความเสื่อม
เหล่านั้นแก่บริษัท ๔ ทั้งปวง ผู้บวชและถึงความเป็นสมณะ อุทิศพระผู้มี
พระภาคเจ้า. บทว่า ตถารูปานิ กุลานิ คือ ตระกูลทั้งหลายมีตระกูลกษัตริย์
เป็นต้นเห็นปานนั้น. บทว่า เสวติ คือ อาศัยเป็นอยู่. บทว่า ภชติ คบหา
คือเข้าไปใกล้. บทว่า ปยิรุปาสติ ติดต่อ คือเข้าไปใกล้บ่อย ๆ. บทว่า
อยํ วุจฺจติ พึงทราบว่า นี้เรียกว่า อโคจร เป็นโคจรอันไม่สมควร
๓ ประการ คืออโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น ของผู้เที่ยวหาหญิงแพศยา
เป็นต้น อโคจรมีพระราชาเป็นต้น ของผู้คลุกคลีกับพระราชาเป็นต้น
อโคจรมีตระกูลไม่มีศรัทธาเป็นต้น ของผู้คบตระกูลไม่มีศรัทธาเป็นต้น.
พึงทราบความเป็นอโคจรของภิกษุนั้นโดยปริยายแม้นี้. พึงทราบ
อโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น ชื่อว่า อโคจร เพราะอาศัยในกามคุณ ๕ ก่อน.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อะไรเป็นแดนอื่น ซึ่งเป็น
หน้า 656
ข้อ 988
อโคจรของภิกษุ คือกามคุณ ๕. พึงทราบอโคจรด้วยทำให้เกิดกิเลส ๔ อย่าง
คืออโคจรมีพระราชาเป็นต้น ชื่อว่า อโคจร เพราะไม่เป็นอุปนิสัยแห่ง
การประกอบเนือง ๆ ในฌาน และเพราะเหตุแห่งการบีบด้วยวิตกอันข้อง
อยู่ในลาภสักการะและเป็นเหตุให้ทิฏฐิวิบัติ ๑ อโคจรมีตระกูลไม่มีศรัทธา
เป็นต้น ชื่อว่าอโคจร เพราะนำความเสื่อมศรัทธาและความประทุษร้าย
ทางจิตมาให้ ๑ อโคจรมีการเข้าไปตามละแวกเรือนเป็นต้น ชื่อว่าอโคจร
เพราะเห็นรูปด้วยจักษุแล้วถือเป็นนิมิต และบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วย
ศรัทธาแล้วขวนขวายในการดูสิ่งอันเป็นข้าศึกแห่งกุศล ๑ กามคุณห้า ๑.
บทว่า มา ภิกฺขเว อโคจเร จรถ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงอย่าเที่ยวไปในอโคจร คืออย่าเที่ยวไปในที่ที่ไม่ควรเที่ยวไป. บทว่า
ปรวิสเย ในแดนอื่น คือแดนศัตรู. บทว่า อโคจเร ภิกฺขเว จรตํ คือ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอเที่ยวไปในอโคจรอันเป็นที่ไม่สมควร. บทว่า
ลจฺฉติ คือ จักได้ จักเห็น. บทว่า มาโร ได้แก่ เทวบุตรมารบ้าง มัจจุมาร
บ้าง. บทว่า โอตารํ ได้แก่ ช่องโอกาส.
พึงทราบวินิจฉัยใน โคจรนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า น
เวสิยโคจโร โหติ ภิกษุไม่เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจรดังนี้ พึงทราบ
โดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวไว้แล้ว. แต่ความต่างกันมีดังนี้. บทว่า จตฺตาโร
สติปฏฺานา โคจโร คือ สติปัฏฐาน ๔ เป็นโคจร ด้วยเป็นที่สมควร
ประพฤติ. บทว่า สเก คือ เป็นของของตน. บทว่า เปตฺติเก วิสเย
คือ เป็นแดนอันมาแล้วแต่บิดา.
บทว่า อารทฺธวิริยสฺส ปรารภความเพียร คือมีความเพียรอัน
ได้แก่สัมมัปปธาน ๔ เข้าไปตั้งไว้แล้วโดยชอบ. บทว่า ถามรโต คือ
หน้า 657
ข้อ 988
มีกำลัง. บทว่า ทฬฺหปรกิกมสฺส คือ มีความเพียรมั่น. บทว่า ยสฺสตฺตา
เปสิโต ตนอันภิกษุส่งไปแล้ว คือสละอัตภาพเพื่อพระอรหัต. บทว่า
อตฺตตฺเถ จ คือ ในอรหัตผลอันเป็นประโยชน์ของตน. บทว่า าเย จ
คือ ในมรรคมีองค์ ๘ อัน เป็นอริยะ. บทว่า ลกฺขเณ จ คือ ในการ
แทงตลอดลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น. บทว่า การเณ จ คือ ใน
เหตุ. บทว่า านาาเน จ คือ ในฐานะและอฐานะ อธิบายว่า ในเหตุ
และมิใช่เหตุ. บัดนี้พระสารีบุตรเพื่อแสดงให้พิสดาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยใน คาถาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. บทว่า เอโกทิ นิปโก
เป็นผู้มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น คือเป็นบัณฑิตมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
บทว่า ชาตรูปสฺส โอฬาริกมฺปิ มลํ ธมติ ช่างทองกำจัดมลทินแม้อย่าง
หยาบของทอง คือนำมลทินหยาบของทองออกด้วยใช้ไฟ. บทว่า สนฺธมติ
คือ นำออกโดยชอบ. บทว่า นิทฺธมติ กำจัด คือนำออกไป ทำไม่ให้
เกิดอีก. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ณาเปติ คือ เผา. บทว่า มชฺณิมกมฺปิ
อย่างกลางบ้าง คือละเอียดกว่านั้นบ้าง. บทว่า สุขุมกมฺปิ ละเอียดบ้าง
คือละเอียดยิ่งบ้าง. บทว่า เอวเมว เป็นบทแสดงเปรียบเทียบ. บทว่า
อตฺตโน โอฬาริเกปิ กิเลเส ธมติ กำจัดกิเลสอย่างหยาบของตน คือ
นำกิเลสหยาบมีกายทุจริตเป็นต้นออกไปด้วยความเพียรเผากิเลส. บทว่า
มชฺฌิมเกปิ กิเลเส กำจัดกิเลสอย่างกลาง คือกิเลสอย่างกลางระหว่าง
กิเลสอย่างหยาบและอย่างละเอียด มีกามวิตกเป็นต้น. บทว่า สุขุมเกปิ
กิเลสอย่างละเอียด คือกิเลสอย่างละเอียดยิ่งมีวิตกถึงญาติเป็นต้น. บทว่า
สมฺมาทิฏฺิยา มิจฺฉาทิฏฺึ ธมติ กำจัดมิจฉาทิฏฐิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ คือ
หน้า 658
ข้อ 988
นำออกซึ่งมิจฉาทิฏฐิอันวิปริตด้วยสัมมาทิฏฐิ ที่สัมปยุตด้วยมรรคพร้อมกับ
วิปัสสนา. แม้ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันท่านพระสารีบุตรสรรเสริญด้วยคาถา ๓
คาถา แล้วทูลถามถึงเสนาสนะ โคจร ศีลและพรต เป็นต้น เพื่อประ-
โยชน์แก่ศิษย์ทั้งหลาย ๕๐๐ เพื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงเริ่มวิสัชนา
โดยนัยมีอาทิว่า วิชิคุจฺฉมานสฺส ของภิกษุผู้เกลียด ดังนี้.
ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบความแห่ง คาถาต้น ก่อน. ดูก่อนสารี-
บุตร เราจะกล่าวซึ่งความผาสุกและธรรมตามสมควรนั้นของภิกษุผู้เกลียด
ด้วยชาติเป็นต้น ผู้เสพ ที่นั่ง ที่นอน อันสงัด ผู้ปรารถนาสัมโพธิแก่เธอ
ตามที่รู้ คือเรารู้อย่างใดก็จะกล่าวอย่างนั้น.
บทว่า ยํ ผาสุวิหารํ คือ ความอยู่เป็นผาสุก. บทว่า อสปฺปาย-
รูปทสฺสเนน จากการเห็นรูปไม่เป็นที่สบาย คือเห็นรูปไม่เป็นที่สบายของ
สมณะมีรูปสตรีเป็นต้น. บทว่า ตํ สมฺโพธึ พุชฺณิตุกามสฺส ปรารถนา
เพื่อจะตรัสรู้สัมโพธินั้น คือปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้สัมโพธิ อันได้แก่
มรรคญาณ ๔ นั้น. บทว่า อนุพุชฺฌิตุกามสฺส ปรารถนาจะตรัสรู้ตาม คือ
ปรารถนาจะตรัสรู้ด้วยการปฏิบัติตามสมควร. บทว่า ปฏิวิชฺฌิตุกามสฺส
ปรารถนาจะตรัสรู้เฉพาะ คือปรารถนาจะแทงตลอดทำไว้ในที่เฉพาะหน้า.
บทว่า สมฺพุชฺฌิตุกามสฺส ปรารถนาจะตรัสรู้พร้อม คือปรารถนาจะ
ตรัสรู้ชอบด้วยการไม่ให้กิเลสที่ละได้แล้วกลับมา. บทว่า อธิคนฺตุกามสฺส
คือ ปรารถนาจะบรรลุ. บทว่า สจฺฉิกาตุกามสฺส ปรารถนาจะทำให้แจ้ง
คือปรารถนาจะบรรลุด้วยการได้เฉพาะและการทำให้แจ้ง. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า พุชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้โสดาปัตติมรรคญาณ. บทว่า
หน้า 659
ข้อ 988
อนุพุชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้สกทาคามิมรรคญาณอีก. บทว่า
ปฏิวิขฺณิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้ด้วยการแทงตลอดอนาคามิมรรค-
ญาณ. บทว่า สนฺพุชฺฌิตุกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะรู้โดยชอบซึ่ง
อรหัตมรรคญาณ. ปรารถนาจะบรรลุแม้ทั้ง ๔ ญาณ. บทว่า ผุสิตุกามสฺส
ปรารถนาจะถูกต้อง คือปรารถนาจะถูกต้องด้วยญาณ. บทว่า สจฺฉิกาตุ-
กามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจะทำให้ประจักษ์ด้วยการพิจารณา. บทว่า
จตุนฺนํ มคฺคานํ ปุพฺพภาเค วิปสฺสนา วิปัสสนาในส่วนเบื้องต้นแห่ง
มรรค ๔ คือวิปัสสนาญาณมีอุทยัพพยญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความ
เกิดและความดับ) เป็นต้น อันเกิดขึ้นแล้วในเบื้องต้นของอริยมรรค ๔.
พึงทราบความใน คาถาที่สอง ดังต่อไปนี้. บทว่า สปฺปริยนฺตจารี
ประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุด คือประพฤติในธรรมเป็นส่วนสุด ๔ อย่าง
มีศีลเป็นต้น. บทว่า ฑํสาธิปาตานํ ได้แก่ เหลือบและแมลงวัน. เพราะ
เหลือบและแมลงวันเหล่านั้นบินออกจากที่นั้น ๆ แล้วกัด เพราะฉะนั้น
จึงเรียกว่า อธิปาตา (สัตว์ไต่ตอม). บทว่า มนุสฺสผสฺสานํ สัมผัสแต่
มนุษย์ คือสัมผัสแต่โจรเป็นต้น.
บทว่า จตฺตาโร ปริยนฺตา ประพฤติธรรมเป็นส่วนสุดรอบมี ๔
อย่าง ได้แก่ศีลอันเป็นเขตแดน ศีลอันเป็นข้อกำหนด. บทว่า อนฺโต
ปูติภาวํ ปจฺจเวกฺขมาโน พิจารณาความเสีย ณ ภายใน คือตรวจดูความ
น่าเกลียดในภายใน ความเป็นผู้เว้นจากศีล. บทว่า อนฺโตสีลสํรรปริ-
ยนฺเต จรติ ได้แก่ ประพฤติในธรรมภายในอันกำหนดด้วยศีลสังวร.
บทว่า มริยาทํ น ภินฺทติ มิได้ทำลายศีลอันเป็นเขตแดน คือไม่ทำศีล
หน้า 660
ข้อ 988
อันเป็นเขตแดน ศีลอันเป็นข้อกำหนดให้กำเริบ. บทว่า อาทิตฺตปริยายํ
ปจฺจเวกฺขมาโน คือ พิจารณาอาทิตตปริยาเทศนา.
บทว่า อกฺขพฺภญฺชนวณปฏิจฺฉาทนปุตฺตมํสูปมํ ปจฺจเวกฺขมาโน
พิจารณาอาหารเปรียบด้วยน้ำมันหยอดเพลาเกวียน ผ้าพันแผลและเนื้อ
บุตร คือพิจารณาอาหารดุจน้ำมันหยอดเพลาของเกวียน อุปมาด้วยผ้าเก่า
ชุบน้ำมันพันแผลของตนเป็นโรคเรื้อน และอุปมาด้วยการกินเนื้อบุตร
ของผัวเมียที่เดินทางกันดาร. บทว่า ภทฺเทกรตฺตวิหารํ ปจฺจเวกฺขมาโน
พิจารณาถึงความเป็นอยู่แห่งบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือพิจารณาภัทเทก-
รัตตวิหารธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า
บุคคลไม่ควรคำนึงถึงอดีต ไม่ควรหวังถึงอนาคต มุนี
ผู้สงบ เรียกบุคคลนั้นแลว่า เป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้.
บทว่า ตา อุปฺปติตฺวา อุปฺปติตฺวา ขาทนฺติ แมลงวันเหล่านั้นย่อม
บินตอมกัดกิน.
พึงทราบความแห่ง คาถาที่สาม ดังต่อไปนี้. คนภายนอกแม้ทั้ง
หมดเว้นสหธรรมิก ๗ จำพวก ชื่อว่า ปรธมฺมิกา คนที่ตั้งอยู่ในธรรม
อื่น. บทว่า กุสลานุเอสี ผู้แสวงหากุศล คือแสวงหากุศลธรรม. บทว่า
สตฺต สหธมฺมิเก เปตฺวา เว้นสหธรรมิก ๗ จำพวก คือเว้นภิกษุ
ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา. บทว่า
อถาปรานิปิ อตฺถิ อภิสมฺโภตพฺพานิ คือ อนึ่ง อันตรายแม้เหล่าอื่น
มีอยู่ ภิกษุทั้งหลายพึงย่ำยี.
พึงทราบความใน คาถาที่สี่ ดังต่อไปนี้. บทว่า อาตงฺกผสฺเสน
ได้แก่ ผัสสะคือโรค. บทว่า สีตํ อถุณฺหํ ได้แก่ ความหนาวและความ
หน้า 661
ข้อ 988
ร้อน. บทว่า โส เตหิ ผุฏฺโ พหุธา คือ ภิกษุนั้นอันผัสสะเหล่านั้นมี
โรคเป็นต้น กระทบแล้วโดยอาการไม่น้อย. บทว่า อโนโก เป็นผู้ไม่เปิด
โอกาส คือไม่ให้โอกาสแก่วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขารเป็นต้น. บทว่า
อพฺภนฺตรธาตุสงฺโกปวเสน วา ความหนาวย่อมมีด้วยสามารถแห่งอาโป-
ธาตุภายในร่างกายกำเริบ คือด้วยสามารถแห่งอาโปธาตุภายในกำเริบ หรือ
ด้วยสามารถแห่งธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งกำเริบ. บทว่า อุณฺหํ ความร้อน
คือความร้อนย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งเตโชธาตุภายในร่างกายกำเริบ.
บทว่า อภิสงฺขารสหคตวิญฺาณสฺส วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขาร
คือจิตที่สัมปยุตด้วยกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา. บทว่า โอกาสํ น กโรติ
ไม่เปิดโอกาส คือไม่เปิดช่องที่อาศัย. บทว่า อรฏฺิตสมาทาโน พึง
เป็นผู้สมาทานมั่น คือหยั่งลงยึดไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแก้ความที่พระสารีบุตรถามด้วยคาถา ๓
คาถามีอาทิว่า เมื่อภิกษุเกลียดอยู่อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแก้ปัญหาที่พระ-
สารีบุตรถามโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีคลองแห่งถ้อยคำอย่างไร จึง
ตรัสคำมีอาทิว่า ภิกษุไม่พึงทำการขโมย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผสฺเส คือ พึงแผ่. บทว่า ยทาวิลตฺตํ
มนโส วิชญฺา ความว่า ภิกษุพึงรู้ความขุ่นใจ พึงบรรเทาเสียซึ่งความ
ขุ่นใจนั้นทั้งหมด ด้วยมนสิการว่า นี่เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า อทินฺนาทานํ ปหาย ภิกษุละอทินนา-
ทานเสีย ดังต่อไปนี้ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ชื่อว่า อทินนาทาน.
การนำไปมีคำอธิบายว่า การขโมยของคนอื่นท่านกล่าวว่า เป็นโจร. ใน
บทเหล่านั้น บทว่า อทินฺนํ คือ ของที่คนอื่นหวงแหน. คนอื่นถึงความเป็น
หน้า 662
ข้อ 988
ผู้ทำตามความปรารถนา ไม่ควรลงอาชญา และไม่ควรว่ากล่าวติเตียน ใน
ของที่ผู้อื่นหวงแหนใด โดยเจตนาอันยังความพยายามเพื่อถือเอาของที่ผู้
อื่นหวงแหนนั้น ตั้งขึ้น ของผู้มีความสำคัญในของที่ผู้อื่นหวงแหนว่า เป็น
ของอันผู้อื่นหวงแหนเป็นอทินนาทาน. อทินนาทานนั้นมีโทษน้อยในของ
ผู้อื่นที่เลว มีโทษมากในของที่ประณีต. เพราะเหตุไร. เพราะวัตถุ
ประณีต. เมื่อวัตถุสมบูรณ์มีโทษมาก ในวัตถุ อันเป็นของของผู้ยิ่งด้วย
คุณธรรม. มีโทษน้อยในวัตถุอันเป็นของของผู้มีคุณเลวกว่าผู้ยิ่งด้วยคุณ
นั้นๆ.
อทินนาทานั้นมีองค์ ๕ คือของอันผู้อันหวงแหน ๑ รู้อย่าว่าผู้อื่น
หวงแหน ๑ จิตคิดจะขโมย ๑ พยายามที่จะขโมย ๑ นำไปได้ด้วย
ความพยายามนั้น ๑.
บทว่า ปหาย คือ ละความเป็นผู้ทุศีล อันได้แก่เจตนาที่จะถือเอา
ของที่เขาไม่ให้ตน. บทว่า ปฏิวิรโต คือ งดเว้นจากความเป็นผู้ทุศีลนั้น
ตั้งแต่เวลาที่ละได้แล้ว. ชื่อว่า ทินฺนาทายี เพราะถือเอาแต่ของที่เขาให้
อย่างเดียว. ชื่อว่า ทินฺนปาฏิกงฺขี เพราะหวังได้แต่ของที่เขาตั้งใจให้
อย่างเดียว. ชื่อว่า เถโน คือ ขโมย. พึงเป็นผู้มีจิตไม่เป็นขโมย.
เป็นผู้มีจิตสะอาดเพราะเป็นผู้มีจิตไม่ขโมย. บทว่า อตฺตา คือ ด้วยความ
เป็นตน. ท่านอธิบายว่า ทำความเป็นตนให้มีจิตสะอาดมีจิตไม่ขโมย. ต่อ
จากนี้ มีนัยดังกล่าวแล้ว.
ความไมตรีด้วยอำนาจความเมตตา. อาการแห่งความเมตตา ชื่อว่า
เมตตฺายนา. ความที่จิตมีความพร้อมเพรียงด้วยเมตตา ชื่อว่า เมตฺตา-
ยิตตฺตํ. ชื่อว่า อนุทฺทยนา เพราะย่อมเอ็นดู. อธิบายว่า ย่อมรักษา.
อาการแห่งความเอ็นดู ชื่อว่า อนุทฺทยนา. ความเป็นผู้เอ็นดู ชื่อว่า
หน้า 663
ข้อ 988
อนุทฺทายิตตฺตํ. การแสวงหาประโยชน์ด้วยอำนาจแห่งการหาประโยชน์
เกื้อกูล. ความอนุเคราะห์ด้วยอำนาจแห่งความช่วยเหลือ. ด้วยบทแม้ทั้ง
หมดเหล่านี้ท่านกล่าวว่า เมตตา อันถึงอุปจาร (ใกล้เคียง) และอัปปนา
(แนบแน่น). พึงเห็นความที่เมตตาไพบูลย์ด้วยการแผ่ไปในบทนี้ว่า วิปุเลน
ด้วยความไพบูลย์. จิตนั้นถึงความเป็นใหญ่ด้วยอำนาจภูมิ. ไม่มีประมาณ
ด้วยอำนาจความคล่องแคล่ว. อนึ่ง ไม่มีประมาณด้วยอำนาจสัตตารมณ์
(มีสัตว์เป็นอารมณ์) ไม่มีเวรด้วยการละข้าศึกคือพยาบาท ชื่อว่าไม่มี
พยาบาทเพราะละโทมนัส. อธิบายว่า ไม่มีทุกข์. บทว่า อาวิลํ ขุ่นมัว
คือไม่ผ่องใส. บทว่า ลุลิตํ เศร้าหมอง คือเป็นกลละ (เปือกตม).
บทว่า เอริตํ ยุ่ง คือไม่ตกลง. บทว่า ฆฏฺฏิตํ วุ่น คือถึงความกระทบ
ด้วยอารมณ์. บทว่า จลิตํ หวั่นไหว คือสั่นสะเทือน. บทว่า ภนฺตํ
หมุนไป คือละหน้าที่. บทว่า อวูปสนฺตํ ไม่สงบ คือไม่ดับ.
พึงทราบวินิจฉัยบททั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า โย โส มาโร ดังนี้
ต่อไป. ชื่อว่า มาร เพราะชักชวนมหาชนให้ประกอบความฉิบหายแล้ว
ฆ่า. ชื่อว่า กณฺห เพราะมีกรรมดำ. ชื่อว่า อธิปติ เพราะเป็นใหญ่
ในกามาวจร. ชื่อว่า อนฺตคู เพราะให้สัตว์ถึงความตาย. ชื่อว่า นมุจิ
เพราะไม่ให้สัตว์พ้นไปได้. ชื่อว่า มารพฬิสํ เพราะเป็นเบ็ดมาร. ชื่อว่า
มารามิสํ เพราะเป็นเหยื่อมารโดยอาศัยวัฏฏะ. ชื่อว่า มารนิสโย เพราะ
เป็นวิสัยแห่งมารโดยให้อยู่ในอำนาจ. ชื่อว่า มารนิวาโป เพราะเป็น
เหยื่อของมารโดยเป็นอารมณ์. ชื่อว่า มารโคจโร เพราะเป็นอารมณ์ของ
มารโดยเที่ยวไปสู่กาม. ชื่อว่า มารพนฺธนํ เพราะเป็นเครื่องผูกของมาร
โดยแก้ออกได้ยาก. ชื่อว่า ทุกฺขพนฺธโน เพราะทำให้เกิดทุกข์.
หน้า 664
ข้อ 988
บทว่า มูลมฺปิ เตสํ ปลิขญฺ ติฏฺเ ภิกษุพึงขุดรากความโกรธ
และความดูหมิ่นเหล่านั้นตั้งอยู่ คือพึงขุดรากมีอวิชชาเป็นต้นของความ
โกรธและความดูหมิ่นเหล่านั้นตั้งอยู่. บทว่า อทฺธา ภวนฺโต อภิสมฺ-
ภเวยฺย คือ ภิกษุเมื่อปราบก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังโดยส่วนเดียว
เท่านั้น. อธิบายว่า ไม่พึงยินดีสิ่งที่รัก ไม่พึงเกลียดสิ่งที่ไม่น่ารัก.
บทว่า อวิชฺชา มูลํ คือ อวิชชาเป็นต้น เป็นมูลแห่งความโกรธ
ด้วยอำนาจอุปนิสยปัจจัยและสหชาตปัจจัยเป็นต้น. ธรรมสองอย่างเหล่านี้
คือไม่ทำไว้ในใจโดยอุบาย ๑ การถือตัว ๑ เป็นมูลของความโกรธด้วย
อำนาจอุปนิสยปัจจัย. ธรรมสามอย่างเหล่านี้ คือความไม่ละอาย ๑ ความ
ไม่เกรงกลัว ๑ ความฟุ้งซ่าน ๑ เป็นมูลของความโกรธ ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสยปัจจัยและสหชาตปัจจัย. แม้แห่งอติมานะ (ความดูหมิ่น) ก็
เหมือนกัน.
บทว่า ปญฺํ ปุรกฺขิตฺวา คือ ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า. บทว่า
กลฺยาณปีติ มีปีติงาม คือประกอบด้วยกัลยาณปีติ. บทว่า จตุโร
สเหถ ปริเทวธมฺเม คือ พึงปราบปริเทวธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความรำพัน) สี่อย่าง ที่ท่านกล่าวไว้ในคาถาเป็นลำดับไป.
บทว่า วิจยพหุโล มีความเลือกเฟ้นมาก คือมีความไตร่ตรองมาก.
บทว่า ปวิจยพหุโล มีความเลือกเฟ้นทั่วมาก คือมีความไตร่ตรองมาก
เป็นพิเศษ. บทว่า โอกฺขายนพหุโล มีปัญญาเครื่องเห็นมาก คือมีความ
เห็นมาก. บทว่า สเมกฺขายนพหุโล มีความเสาะหามาก คือมีการแสวง
หามาก. บทว่า วิภูตวิหารี คือ อยู่ด้วยการทำความรู้ให้ปรากฏ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ในการก้าวไป
หน้า 665
ข้อ 988
ในการถอยกลับนี้ต่อไป. การเดินไปเรียกว่า ก้าวไป การเดินกลับเรียกว่า
ถอยกลับ. แม้ทั้งสองนั้นก็ได้ในอิริยาบถ ๔ พึงทราบความในการเดิน
ก่อน การนำกายไปข้างหน้า ชื่อว่า ก้าวไป การยังกายให้ถอยกลับ ชื่อว่า
ถอยกลับ. ยืนอยู่กับที่น้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่า ก้าวไป ถอยไปข้างหลัง
ชื่อว่า ถอยกลับ. นั่งอยู่กับที่ หันหน้าหมุนไปทางอาสนะ ชื่อว่า ก้าวไป
หมุนอวัยวะไปข้างหลัง ชื่อว่า ถอยกลับ. แม้ในการนอนก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. บทว่า สมฺปชานการี โหติ คือ การทำกิจทั้งหมดด้วย สัมปชัญญะ.
หรือว่าการทำความรู้สึกตัวนั่นเอง. จริงอยู่ ผู้มีสัมปชัญญะนั้นย่อมทำความ
รู้สึกตัวในการก้าวไปเป็นต้น เป็นผู้ไม่เว้นจากความรู้สึกตัวไม่ว่าในที่ไหน ๆ.
พึงทราบความในบทว่า อาโลกิเต วิโลกิเต ในการแลดูในการ
เหลียวดูนี้ต่อไป. การเพ่งไปข้างหน้า ชื่อว่า การแลดู การเพ่งดูไปตาม
ทิศ ชื่อว่า การเหลียวดู. แม้อย่างอื่นที่มีการก้มการแหงนการมองดูไปทั่วๆ
ด้วยการเพ่งดูไปข้างล่างข้างบนข้างหลัง. ในที่นี้มิได้ถือเอาอย่างนั้น. แต่
โดยสรุปถือเอาสองอย่างเหล่านี้ หรือถือเอาทั้งหมดโดยเป็นหัวข้อนี้เท่านั้น.
บทว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ได้แก่
ในการคู้เข้าการเหยียดออกซึ่งอวัยวะทั้งหลาย.
พึงทราบความในบทว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ ในการครอง
สังฆาฏิ บาตร และจีวรนี้ต่อไป. การใช้ด้วยการนุ่งและการห่มสังฆาฏิ
และจีวร ด้วยการรับภิกษาแห่งบาตร ชื่อว่า ธารณ (การครอง).
พึงทราบความในบทว่า อสิต การฉัน เป็นต้นต่อไป. บทว่า
อสิเต คือ ในการฉันบิณฑบาต. บทว่า ปีเต คือ ในการดื่มข้าวยาคู.
เป็นต้น. บทว่า ขายิเต คือ ในการเคี้ยวมีของเคี้ยวทำด้วยแป้งเป็นต้น.
หน้า 666
ข้อ 988
บทว่า สายิเต คือ ในการลิ้มมีน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น. บทว่า อุจฺจาร-
ปสิสาวกมฺเม คือ ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ.
พึงทราบในบทว่า คต เป็นต้นต่อไป. บทว่า คเต คือ ในการ
เดิน. บทว่า ิเต คือ ในการยืน. บทว่า นิสินฺเน คือ ในการนั่ง.
บทว่า สุตฺเต คือ ในการนอน. บทว่า ชาคริเต คือ ในการตื่น.
บทว่า ภาสิเต คือ ในการพูด. ในบทว่า ภาสิเต นั้นมีความดังนี้.
เมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ชื่อว่าพูด เมื่อ
สัททายตนะยังเป็นไปได้ ก็ชื่อว่าพูดได้ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้กำหนด
ชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการพูด. ภิกษุแสดงธรรมในหัวข้อ วิมุต-
ตายตนะ (การหลุดพ้น) บ้าง ละติรัจฉานกถา ๓๒ กล่าวกถาอิงกถา-
วัตถุ ๑๐ บ้าง ก็ชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการพูด. บทว่า ตุณฺหีภาเว
ในการนิ่ง คือไม่พูด. ในบทว่า ตุณฺหีภาเว นั้น มีความดังนี้ ชื่อว่า
ความเป็นผู้นิ่งย่อมไม่มี ในเมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปยังเป็นไป
ได้อยู่ ย่อมมีได้ในเมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปเป็นไปไม่ได้ ด้วย
เหตุนั้น ภิกษุผู้กำหนดจึงชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง.
ภิกษุนั่งเรียนกัมมัฏฐานอันเป็นที่ชอบใจในอารมณ์ ๓๘ ก็ดี เข้าทุติยฌาน
ก็ดี ชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง. อนึ่ง ในบทนี้ อิริยาบถ
หนึ่งมาแล้วในฐานะสอง. ในบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้ เมื่อภิกษุ
เดินไปเดินมายังบ้านเพื่อภิกษาจาร ท่านกล่าวถึงภิกษุนั้นในภายหลังด้วย
การเดินทางไกล. ในบทว่า คเต ิเต นิสินฺเน พึงทราบว่า ท่านกล่าว
ด้วยการยกเท้าอันมีฝุ่นละอองในวิหาร. บทมีอาทิว่า พุทฺธานุสฺสติวเสน
ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุสสติ ท่านประกาศไว้แล้วในที่นั้น ๆ ในหนหลัง.
หน้า 667
ข้อ 988
บทว่า อรติ ความไม่ยินดี คือห้ามความยินดี. บทว่า อรติกา คือ
อาการไม่ยินดี. บทว่า อนภิรติ คือ ความไม่ยินดียิ่ง. บทว่า อนภิรมนา
คือ อาการไม่ยินดีเฉพาะ. บทว่า อุกฺกณฺิกา คือ อาการเบื่อ. บทว่า
ปริตฺตสิกา ความระอา คือความระอาด้วยความเบื่อ.
บทว่า กึสุ อสิสฺสามิ คือ เราจักฉันอะไร. บทว่า กุวํ วา อสิสฺสํ
คือ เราจักฉันที่ไหน. บทว่า ทุกฺขํ วต เสตฺถ กุวชฺช เสสฺสํ คือ วันนี้
เรานอนลำบากตลอดคืนนี้ พรุ่งนี้เราจักนอนที่ไหน. บทว่า เอเต วิตกฺเก
ได้แก่ วิตก ๔ อย่าง คือวิตกอาศัยบิณฑบาต ๒ อย่าง อาศัยเสนาสนะ
๒ อย่าง. บทว่า อนิเกตจารี ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป ไม่มี
ตัณหาท่องเที่ยวไป.
บทว่า ผลเก วา บนแผ่นกระดาน คือบนหลังกระดานมีกระดาน
คดเป็นต้น. บทว่า อาคมนรตฺตึ คือ ราตรีที่จะมาถึง. บทว่า อาเทว-
เนยฺเย เป็นฐานแห่งความปรับทุกข์ คือปรับทุกข์เป็นพิเศษ. บทว่า
ปริเทวเนยฺเย เป็นฐานแห่งความรำพัน คือรำพันไปรอบ ๆ.
บทว่า กาเล คือ ในเวลาออกบิณฑบาต. อธิบายว่า ได้ข้าว
คือบิณฑบาตหรือเครื่องนุ่งห่ม คือจีวรโดยธรรมโดยเสมอ. บทว่า มตฺตํ
โส ชญฺา ภิกษุนั้นพึงรู้จักประมาณ คือพึงรู้จักประมาณในการรับและ
การบริโภค. บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้. หรือบทว่า อิธ นี้ เป็น
เพียงนิบาตเท่านั้น. บทว่า โตสนตฺถํ คือ เพื่อสันโดษ. ท่านอธิบายว่า
พึงรู้จักประมาณเพื่อประโยชน์นั้น. บทว่า โส เตสุ คุตฺโต คือ ภิกษุ
นั้นสำรวมในปัจจัยเหล่านั้น. บทว่า ยตจารี คือ เป็นผู้สำรวมเที่ยวไป.
ท่านอธิบายว่า รักษาอิริยาบถ และรักษากายทวาร วจีทวาร มโนทวาร.
หน้า 668
ข้อ 988
ปาฐะว่า ยติจารี บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน. บทว่า รุสิโต คือ ถูกเขา
ด่า. อธิบายว่า ถูกเขาเสียดสี.
บทว่า ทฺวีหิ การเณหิ มตฺตํ ชาเนยฺย คือ พึงรู้จักประมาณด้วย
เหตุ ๒ อย่าง. บทว่า ปฏิคฺคหณโต วา โดยการรับ คือโดยกาลรับของ
ที่ผู้อื่นถวาย. บทว่า ปริโภคโต วา โดยการบริโภค คือ โดยกาลบริโภค.
บทว่า โถเกปิ ทียมาเน คือ เมื่อทายกถวายแม้น้อย. บทว่า กุลานุทฺทยาย
คือ เพื่อความเอ็นดูแก่ตระกูล. บทว่า กุลานุรกฺขาย คือ เพื่อรักษา
ตระกูล. บทว่า ปฏิคฺคณฺหาติ คือ รับแม้น้อย. บทว่า พหุเกปิ ทียมาเน
คือ เมื่อทายกถวายแม้มาก.
พึงทราบความในบทว่า กายปริหาริยํ จีวรํ ปฏิคฺคณฺหาติ ภิกษุ
รับจีวรพอบริหารกายนี้ต่อไป ชื่อว่า กายปริหาริยํ เพราะบริหารเลี้ยง
ร่างกาย. ชื่อว่า กุจฺฉิปริหาริยํ เพราะบริหารเลี้ยงท้อง. บริขาร ๘ คือ
ไตรจีวร บาตร มีดตัดไม้ชำระฟัน เข็ม ประคดเอว หม้อกรองน้ำ
ย่อมควรแก่ ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้. สมดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
บริขาร ๘ เหล่านี้ คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม
ประคดเอว หม้อกรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบความ
เพียร ดังนี้.
บริขารทั้งหมดนั้น เป็นทั้งการบริหารกาย เป็นทั้งการบริหารท้อง.
อย่างไร. ไตรจีวร ย่อมบริหารเลี้ยงกายในเวลานุ่งและห่มเที่ยวไป
เพราะเหตุนั้น จึงเป็นการบริหารกาย. ไตรจีวรบริหารเลี้ยงท้อง ในเวลา
เอาชายจีวรกรองน้ำดื่ม และในเวลารับผลไม้น้อยใหญ่ที่ควรเคี้ยว เพราะ
เหตุนั้น จึงเป็นการบริหารท้อง. แม้บาตรก็เป็นการบริหารกาย ในเวลา
หน้า 669
ข้อ 988
เอาบาตรตักน้ำอาบ และในเวลาทำความสะอาดกุฏิ เป็นการบริหารท้อง
ในเวลารับอาหารฉัน . แม้มีดก็เป็นการบริหารกาย ในเวลาเอามีดนั้นตัด
ไม้สีฟัน และในเวลาแต่งเชิงเตียง และตั่ง จีวร และใช้ไม้ทำกุฏิ เป็น
การบริหารท้อง ในเวลาตัดอ้อยและปอกมะพร้าว. เข็มเป็นการบริหารกาย
ในเวลาเย็บจีวร เป็นการบริหารท้อง ในเวลาจิ้มขนมหรือผลไม้กิน. รัด
ประคดเป็นการบริหารกาย ในเวลาพันกายเที่ยวไป เป็นการบริหารท้อง
ในเวลามัดอ้อยเป็นต้นถือเอา. หม้อกรองน้ำเป็นการบริหารกาย ในเวลา
เอาหม้อกรองนั้นกรองน้ำอาบ และในเวลาทำความสะอาดเสนาสนะ เป็น
การบริหารท้อง ในเวลากรองน้ำดื่ม และในเวลารับงา ข้าวสาร ข้าวเม่า
เป็นต้น ด้วยหม้อกรองน้ำนั้นฉัน.
บทว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส พิจารณาโดยแยบคาย อธิบายว่า
พิจารณาโดยอุบาย คือโดยทำนองคลองธรรม. อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบ
ว่า การพิจารณาโดยนัยมีอาทิว่า สีตสฺส ปฏิฆาตาย เพื่อกำจัดความหนาว
เป็นการพิจารณาโดยแยบคาย ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า จีวรํ ได้แก่
จีวรผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาอันตรวาสก (ผ้าสบง) เป็นต้น. บทว่า
ปฏิเสวติ คือ ใช้. ได้แก่ นุ่งหรือห่ม. บทว่า ยาวเทว เป็นคำกำหนด
เขตของประโยชน์ เพราะว่าประโยชน์ในการใช้จีวรของพระโยคีมีเพียง
เท่านี้ คือเพื่อกำจัดความหนาวเป็นต้นไม่ยิ่งไปกว่านั้น. บทว่า สีตสฺส
ความหนาว คือความหนาวอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเกิดขึ้นด้วยธาตุภายใน
กำเริบ หรือความเปลี่ยนแปลงฤดูในภายนอก. บทว่า ปฏิฆาตาย คือ
เพื่อกำจัด. เพื่อบรรเทาอาพาธโดยอาการที่ไม่ให้อาพาธนั้นเกิดในร่างกาย.
เพราะเมื่อร่างกายถูกความหนาวเบียดเบียน ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่านไม่สามารถ
หน้า 670
ข้อ 988
ตั้งความเพียรโดยแยบคายได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง
อนุญาตว่า ภิกษุพึงใช้จีวรเพื่อกำจัดความหนาวดังนี้. ในบททั้งปวงก็มี
นัยนี้. เพราะในบทนี้มีอย่างเดียว. บทว่า อุณฺหสฺส ความร้อน คือ
ความร้อนของไฟ. ความร้อนของไฟนั้นพึงทราบว่า เกิดขึ้นในเพราะ
ไฟไหม้ป่าเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ว่า ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสานํ
สัมผัส เหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลานต่อไป. บทว่า ฑํส
คือ เหลือบ. ท่านเรียกว่า อนฺธมกฺขิกา บ้าง. บทว่า มกส คือยุง
นั่นเอง. บทว่า วาต คือ ลมเกิดแต่เสียงและเกิดแต่การหมุนของวงล้อ.
บทว่า อาตโป คือ ความร้อนจากดวงอาทิตย์. บทว่า สิรึสป คือ ทีฆชาติ
ประเภทใดประเภทหนึ่ง มีงูเป็นต้น เลื้อยคลานไป. สัมผัสเหล่านั้น สัมผัส
สองอย่าง คือทัฏฐสัมผัส (ถูกกัด) ๑ ผุฏฐสัมผัส (ถูกต้อง) ๑. สัมผัสแม้นั้น
ย่อมไม่เบียดเบียนภิกษุผู้นั่งห่มจีวร. เพราะฉะนั้น ภิกษุใช้จีวรเพื่อกำจัด
สัมผัสเหล่านั้น ในฐานะเช่นนั้น. จะกล่าวถึงบทว่า ยาวเทว อีก คือ
เพื่อแสดงกำหนดเขตของประโยชน์ที่แน่นอน. เพราะประโยชน์ที่แน่นอน
คือการปกปิดอวัยวะที่ยังความละอายให้กำเริบ. นอกนี้ย่อมเป็นบางครั้ง
บางคราว. ในบทเหล่านั้น บทว่า หิริโกปินํ ยังหิริให้กำเริบ คืออวัยวะ
นั้นๆ เป็นที่คับแคบ. เพราะเมื่ออวัยวะใด ๆ เปิด หิริย่อมกำเริบคือเสียหาย
ท่านจึงเรียกอวัยวะนั้น ๆ ว่า หิริโกปิน เพราะยังหิริให้กำเริบ ชื่อว่า
หิริโกปินปฏิจฺฉาทนตฺถํ เพราะปกปิดอวัยวะอันจะยังหิริให้กำเริบนั้น.
ปาฐะว่า หิริโกปินํ ปฏิจฺฉาทนฺตฺถํ บ้าง ความอย่างเดียวกัน.
บทว่า ปิณฺฑปาตํ คือ อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง. จริงอยู่ ท่าน
หน้า 671
ข้อ 988
เรียกอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ปิณฺฑปาต เพราะตกไปในบาตรของ
ภิกษุโดยความเป็นก้อน. หรือชื่อว่า ปิณฺฑปาโต เพราะก้อนข้าวตกลง
ไป. อธิบายว่า รวบรวมภิกษาที่ได้ในที่นั้น ๆ. บทที่เหลือมีนัยดังได้
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า เสนาสนํ คือ ที่นอนและที่นั่ง. ก็ภิกษุนอนที่ใด ๆ จะเป็น
ในวิหาร หรือในเรือนมุงด้านเดียว ที่นั้นเรียกว่า เสนะ คือ ที่นอน.
ภิกษุนั่งในที่ใด ๆ ที่นั้นเรียกว่า อาสนะ คือ ที่นั่ง. ที่นอนที่นั่งเป็นอัน
เดียวกัน เรียกว่า เสนาสนะ คือที่นอนที่นั่ง. บทว่า อุตุปริสฺสยวิโนทน-
ปฏิสลฺลานารามตฺถํ เพื่อบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู เพื่อความยินดีใน
การหลีกเร้น คือฤดูนั่นแหละเป็นอันตราย จึงเรียกว่า อุตุปริสฺสย. เพื่อ
บรรเทาอันตรายแต่ฤดู. และเพื่อความยินดีในการหลีกเร้น. ฤดูใดเป็นฤดู
ไม่สบายทำให้ร่างกายและจิตใจผิดปกติ พึงบรรเทาฤดูนั้นด้วยการใช้
เสนาสนะ. เพื่อบรรเทาฤดูนั้น. อธิบายว่า เพื่อความสุขอัน เป็นเอกภาพ.
ท่านกล่าวการบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู ด้วยบทมีอาทิว่า สีต-
ปฏิฆาต กำจัดความหนาวโดยแท้. ท่านกล่าวว่า ก็เพราะประโยชน์ที่
แน่นอน คือการปกปิดอวัยวะอันจะยังหิริให้กำเริบในการใช้จีวร นอกนั้น
เป็นบางครั้งบางคราวฉันใด แม้ในบทนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าว
ดังนี้หมายถึงความแน่นอน คือการบรรเทาอันตรายอันเกิดแต่ฤดู. อีก
อย่างหนึ่ง ฤดูที่ได้กล่าวแล้วนี้คืออุตุเท่านั้น.
แต่อันตรายมีสองอย่าง คืออันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑
ในอันตรายสองอย่างนั้น อันตรายปรากฏ ได้แก่ ราชสีห์และเสือโคร่ง
เป็นต้น. อันตรายปกปิด ได้แก่ ราคะและโทสะเป็นต้น. อันตราย
หน้า 672
ข้อ 988
เหล่านั้นไม่ทำการเบียดเบียนด้วยการไม่คุ้มครอง และด้วยการเห็นรูปไม่
เป็นที่สบายเป็นต้น ในเสนาสนะใด ภิกษุรู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว ใช้
เสนาสนะนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า พิจารณาเสนาสนะโดยแยบคาย ฯลฯ
ใช้เสนาสนะเพื่อบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู.
พึงทราบความในบทนี้ว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ บริขาร
คือคิลานปัจจัยเภสัชต่อไป. ชื่อว่า ปจฺจโย เพราะต่อต้านโรค อธิบายว่า
ถึงความเป็นข้าศึกกัน. บทนี้ เป็นชื่อแห่งความสบายอย่างใดอย่างหนึ่ง
การกระทำของหมอ ชื่อว่า เภสัชชะ เพราะอนุญาตให้ใช้ยาเป็นปัจจัยแห่ง
คนไข้. เภสัช ก็คือคิลานปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่า คิลานปัจจัยเภสัช. ท่าน
อธิบายว่า การการทำของหมอ เป็นที่สบายของคนไข้ด้วยเภสัช มีน้ำมัน
น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ปริกฺขาโร ท่านเรียกว่า
บริวารในประโยคมีอาทิว่า นครล้อมไว้เป็นอย่างดีด้วยการล้อมนคร ๗ ชั้น.
เรียกว่าเครื่องประดับ ในประโยคมีอาทิว่า รถประดับด้วยสีขาว มีฌานเป็น
เพลา มีวิริยะเป็นล้อ. เรียกว่าของใช้ ในบทมีอาทิว่า บรรพชิตควรหา
ของใช้อันจำเป็นแก่ชีวิต. แต่ในที่นี้ เป็นของใช้บ้าง เป็นบริวารบ้างก็
ควร. อนึ่ง คิลานปัจจัยเภสัชนั้น ชื่อว่า เป็นบริวารของชีวิตบ้าง เพราะ
ป้องกัน ไม่ให้ช่องเพื่อเกิดอาพาธ อันจะทำความเสียหายแก่ชีวิต, ชื่อว่า
เป็นของใช้บ้าง เพราะเป็นเหตุให้ชีวิตเป็นไปได้นาน. เพราะฉะนั้น
จึงเรียกว่า ปริกฺขาโร. ชื่อว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร เพราะเป็น
คิลานปัจจัยเภสัช และเป็นบริขาร. ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้น. ท่าน
อธิบายว่า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น อันหมออนุญาตแล้วอย่างใด
หน้า 673
ข้อ 988
อย่างหนึ่ง เป็นที่สบายของคนไข้ ชื่อว่าเป็น ชีวิตบริขาร. บทว่า
อุปปนฺนานํ คือ เกิดแล้ว เป็นแล้ว บังเกิดแล้ว.
บทว่า พฺยาพาโธ ในบทว่า เวยฺยาพาธิกานํ นี้ คือ ธาตุกำเริบ.
โรคเรื้อน ฝี ฝีหัวขาดเป็นต้น ซึ่งมีธาตุกำเริบเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า
เวยฺยาพาธิกา เพราะเกิดจากธาตุกำเริบ. บทว่า เวทนา ได้แก่ ทุกข-
เวทนา คือเวทนาอันเป็นผลแห่งอกุศล. เพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่
ธาตุกำเริบเหล่านั้น. บทว่า อพฺยาปชฺฌปรมตาย เพื่อความไม่ลำบาก
เป็นอย่างยิ่ง คือเพื่อความไม่มีทุกข์เป็นอย่างยิ่ง. อธิบายว่า ตลอดเวลา
ที่ละทุกข์ได้หมด.
บทว่า สนฺตุฏฺโ โหติ ภิกษุเป็นผู้สันโดษ คือสันโดษด้วยปัจจัย.
บทว่า อิตรีตเรน จีวเรน ด้วยจีวรตามมีตามได้ คือไม่ใช่สันโดษด้วย
จีวรผืนใดผืนหนึ่ง บรรดาจีวรเนื้อหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต
ยังใหม่ และเก่า ที่แท้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรผืนใดผืนหนึ่งตามมีตามได้
ในบรรดาจีวรตามที่ได้แล้วเป็นต้น. จริงอยู่ ในจีวรมีสันโดษ ๓ อย่าง คือ
ยถาลาภสันโดษ (สันโดษตามที่ได้) ๑ ยถาพลสันโดษ (สันโดษตาม
กำลัง) ๑ ยถาสารุปปสันโดษ (สันโดษตามสมควร) ๑. แม้ในบิณฑบาต
เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า วณฺณวาที กล่าวคุณ ความว่า ภิกษุ
รูปหนึ่งเป็นผู้สันโดษย่อมไม่กล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งเป็นผู้ไม่
สันโดษ ย่อมกล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งทั้งเป็นผู้ไม่สันโดษ
ทั้งไม่กล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งทั้งเป็นผู้สันโดษ ทั้งเป็นผู้กล่าว
คุณของความสันโดษ เพื่อแสดงถึงการกล่าวคุณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า อิตรีตรสนฺตุฏฺิยา จ วณฺณวาที ผู้กล่าวคุณแห่งความสันโดษ
หน้า 674
ข้อ 988
ด้วยจีวรตามมีตามได้ ดังนี้. บทว่า อเนสนํ การแสวงหาผิด คือการ
แสวงหาไม่สมควรมีประการต่าง ๆ มีประเภทเช่นเป็นทูตส่งข่าว เดิน
ส่งข่าว. บทว่า อปฺปฏิรูปํ คือ ไม่สมควร. บทว่า ลทฺธา จ คือ ได้แล้ว
โดยธรรมโดยเสมอ. บทว่า อคธิโต ไม่อยาก คือปราศจากความโลภ.
อนุจฺฉิโต ไม่หลง คือไม่หลงด้วยอยากได้ให้มาก. บทว่า อนชฺฌาปนฺโน
ไม่พัวพัน คือไม่ถูกตัณหาท่วมทับ ไม่พัวพันด้วยตัณหา. บทว่า
อาทีนวทสฺสาวี เห็นโทษ คือเห็นโทษในการแสวงหาไม่สมควร และ
ในการบริโภคด้วยความอยาก. บทว่า นิสฺสรณปญฺโ มีปัญญาเป็น
เครื่องสลัดทุกข์ คือรู้เครื่องสลัดทุกข์ ดังที่กล่าวแล้วว่า ยาวเทว สีตสฺส
ปฏิฆาตาย เพียงเพื่อกำจัดความหนาว.
บทว่า อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺิยา คือ ด้วยความสันโดษด้วยจีวร
ตามมีตามได้. บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ไม่ยกตน คือไม่ยกตนว่าเรา
เป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เราถือปังสุกูลิกังคธุดงค์ในเรือนยอดตั้งแต่วัน
อุปสมบท ไม่มีใครเช่นกับเรา. บทว่า น ปรํ วมฺเภติ ไม่ข่มผู้อื่น คือ
ไม่ข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า ภิกษุอื่นเหล่านั้นไม่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร หรือภิกษุ
เหล่านั้นแม้เพียงถือผ้าบังกุกุลเป็นวัตรก็ไม่มี.
บทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยันในจีวรสันโดษนั้น
คือภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ฉลาด เฉียบแหลม ในการกล่าวคุณเป็นต้นใน
จีวรสันโดษนั้น. บทว่า อนลโส ไม่เกียจคร้าน คือเว้นจากความเกียจ-
คร้านด้วยการกระทำเนือง ๆ. บทว่า สมฺปชาโน ปติสฺสโต มีสัมป-
ชัญญะ มีสติ คือประกอบด้วยปัญญาคือความรู้สึกตัวและด้วยสติ. บทว่า
โปราเณ มีมาแต่โบราณ คือมิใช่เพิ่งเกิดในบัดนี้. บทว่า อคฺคญฺเ
หน้า 675
ข้อ 988
คือที่รู้กันว่าเป็นวงศ์เลิศ. บทว่า อริยวํเส ิโต คือ ดำรงอยู่ในวงศ์ของ
พระอริยะทั้งหลาย.
อนึ่ง บทว่า อริยวํโส คือ อริยวงศ์ที่ ๘ แม้นี้ เป็นเชื้อสายของ
พระอริยะ ชื่อว่า เป็นประเพณีของพระอริยะ เหมือนวงศ์กษัตริย์ วงศ์-
พราหมณ์ วงศ์แพศย์ วงศ์ศูทร วงศ์สมณะ วงศ์ตระกูล ราชวงศ์
ฉะนั้น. อริยวงศ์นี้นั้นท่านกล่าวว่า เลิศกว่าวงศ์เหล่านี้ เหมือนกลิ่น
กระลำพักเป็นต้น เลิศกว่ากลิ่นไม่มีกลิ่นที่รากเป็นต้น . ก็วงศ์ของ
พระอริยะทั้งหลายเป็นใครบ้าง. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธะ
ทั้งหลาย และสาวกของพระตถาคตทั้งหลาย ท่านเรียกว่าเป็นอริยะ วงศ์
ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อริยวงศ์. จริงอยู่ ก่อนแต่นี้ไปในที่สุด
สื่อสงไขยกับแสนกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ คือพระตัณ-
หังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร. พระพุทธเจ้าเหล่านั้น
เป็นอริยะ วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อริยวงศ์. ต่อมาหลังจาก
พระพุทธเจ้าเหล่านั้นปรินิพพานล่วงไปหนึ่งอสงไขย พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่าโกณฑัญญะทรงบังเกิด. ในกัปนี้พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติ
คือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระผู้มีพระภาคเจ้าของ
พวกเราคือพระโคดม วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อริยวงศ์. อนึ่ง
วงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย ผู้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ
พระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่า
อริยวงศ์. ประดิษฐานอยู่ในอริยวงศ์นั้น.
บทว่า อิตรีตเรน ปิณฺฑปาเตน คือ ด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้
อย่างใดอย่างหนึ่ง. แม้ในเสนาสนะเป็นต้นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 676
ข้อ 988
บทว่า อายตเนสุ คือ ในอายตนะทั้งหลายมีจักขวายตนะเป็นต้น.
บทว่า ยโต คือ สำรวมแล้ว. บทว่า ยตฺโต คือ ระวังแล้ว. บทว่า
ปฏิยตฺโต คือ ระวังอย่างยิ่ง. บทว่า คุตฺโต คือ คุ้มครองแล้ว. บทว่า
โคปิโต ครอบครองแล้ว คือตั้งไว้แล้วดุจตั้งไว้ในหีบ. บทว่า รกฺขิโต
รักษาแล้ว คือเก็บไว้เเล้ว. บทว่า สํวุโต สำรวมแล้ว คือปิดแล้วด้วย
การกันทวาร. บทว่า ขุํสิโต คือ ถูกติเตียน. บทว่า วมฺภิโต ถูกเขา
ดูหมิ่น คือถูกเขาไม่เลื่อมใส. ฆฏฺฏิโต คือ ถูกเขาเสียดสี. บทว่า
ครหิโต คือ ถูกเขาเหยียดหยาม. บทว่า อุปวทิโต ถูกเขาค่อนว่า คือ
ถูกเขาด่า. บทว่า ผรุเสน ด้วยถ้อยคำหยาบ คือด้วยคำตัดจุดสำคัญของ
ร่างกาย. บทว่า กกฺขเฬน ด้วยถ้อยคำกระด้าง คือทารุณ บทว่า
น ปฏิวชฺชา๑ คือ ไม่พึงกล่าวโต้ตอบ.
บทว่า ฌานานุยุตฺโต พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน คือประกอบด้วย
ฌานที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเสพฌานที่เกิดแล้ว. บทว่า อุเปกฺข-
มารพฺภ สมาหิตตฺโต พึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นปรารภอุเบกขา คือพึงเป็นผู้
มีจิตดังมั่น ยังอุเบกขาในจตุตถฌานให้เกิด. บทว่า ตกฺกาสยํ กุกฺกุจฺจิ-
ยูปจฺฉินฺเท พึงตัดวิตก ที่อยู่ของวิตกและความคะนอง คือพึงตัดวิตกมี
กามวิตกเป็นต้น ที่อยู่ของวิตกมีกามสัญญาเป็นต้น และความคะนองมี
คะนองมือเป็นต้น.
บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส วา ปมณานสฺส อุปฺปาทาย เพื่อความเกิด
ขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิด คือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิด
ในอัตภาพนั้น หรือเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เพื่อได้เฉพาะในสันดานของตน
๑. ในบาลีไม่มี แต่ ม. ยุ. มีคำนี้.
หน้า 677
ข้อ 988
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุปฺปนฺนญฺจ ปมชฺฌานํ อาเสวติ
เสพปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วต่อไป ในบทนี้มีความว่า เสพโดยเอื้อเฟื้อ
กระทำให้คล่องแคล่ว ทำให้เกิด ทำให้เจริญ ทำให้มาก ทำบ่อย ๆ.
บทว่า อุเปกฺขา ความเพิกเฉย คือตัตรมัชฌัตตุเบกขาอันเกิดขึ้นในจตุตถ-
ฌาน. บทว่า อุเปกฺขา เป็นบทแสดงสภาวะ.
บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่เพิกเฉย คืออาการเห็นแต่การเข้าถึง.
บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา กิริยาเพิกเฉยยิ่ง คือเห็นเป็นอย่างยิ่ง. บทว่า
จิตฺตสมตา ความที่จิตสงบ คือความที่จิตเสมอเว้นความหย่อนและความ
มากเกินไป. บทว่า จิตฺตปสฺสทฺธตา ความที่จิตระงับ อธิบายว่า ความ
ที่จิตไม่คะนอง จิตไม่กระด้าง. บทว่า มชฺฌตฺตตา จิตฺตสฺส ความที่จิต
เป็นกลาง อธิบายว่า ความที่จิตไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เป็นกลาง. ว่า
จตุตฺเถ ฌาเน อุเปกฺขํ อารพฺภ ปรารภอุเบกขาในจตุตถฌาน คืออาศัย
ตัตรมัขฌัตตุเบกขา อันเกิดขึ้นในจตุตถฌาน. บทว่า เอกคฺคจิตฺโต
คือเป็นผู้มีจิตเป็นไปแล้วในอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า อวิกฺขิตฺตจิตฺโต คือ
เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่านเว้นจากอุทธัจจะ วิตก ๙ มีนัยดังกล่าวแล้ว. บทว่า
กามวิตกฺกานํ กามสญฺาสโย กามสัญญาเป็นที่อาศัยอยู่แห่งกามวิตก.
อธิบายว่า กามสัญญาอันเกิดขึ้นแก่ผู้ตรึกอยู่ด้วยกามวิตก เป็นที่อาศัย เป็น
โอกาสที่อยู่ของวิตกเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า กามสญฺาสโย.
แม้ในพยาปาทวิตกเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จุทิโต วจีภิ สติมาภินนฺเท ภิกษุถูกติเตียนด้วยวาจา พึง
เป็นผู้มีสติชอบใจ คือภิกษุถูกติเตียนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติ ยินดีคำ
ตักเตือนนั้น. บทว่า วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ พึงเปล่งวาจาเป็นกุศล คือเปล่ง
หน้า 678
ข้อ 988
วาจาอันตั้งขึ้นด้วยญาณ. บทว่า นาติเวลํ ไม่เกินขอบเขต คือ ไม่พึง
เปล่งวาจาเกินขอบเขต คือ เกินขอบเขตของกาล และขอบเขตของศีล.
บทว่า ชนวาทธมฺมาย คือ เนื้อธรรม คือ การว่ากล่าวชน. บทว่า น
เจตเยยฺย คือ ไม่พึงยังความคิดให้เกิด.
บทว่า อิทํ เต อปฺปตฺตํ คือ กรรมนี้ไม่ถึงแก่ท่าน. บทว่า อสารุปฺปํ
คือ กรรมนี้ไม่สมควรที่ท่านจะประกอบ. บทว่า อสีลฏฺํ ไม่ดังอยู่ในศีล
คือ ชื่อว่า อสีลฏฺํ เพราะไม่ตั้งอยู่ในศีลอันเป็นความขวนขวายของ
ท่าน. อธิบายว่า กรรมนี้ไม่เป็นประโยคสมบัติของท่านผู้ตั้งอยู่ในศีล.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อสิลิฏฺํ คือ ไม่งดงาม. ท่านพรรณนาความไว้
ว่า มีวาจาไม่เกลี้ยงเกลา. บทว่า นิธีนํ ขุมทรัพย์ คือหม้อทรัพย์เต็มไป
ด้วยเงินและทองที่เขาฝังตั้งเอาไว้. บทว่า ปวตฺตารํ ผู้บอก คือดุจผู้ทำ
ความอนุเคราะห์มนุษย์เข็ญใจ มีความเป็นอยู่คับแค้น กล่าวว่า เจ้าจงมา
เราจะบอกอุบายเลี้ยงชีพอย่างเป็นสุขแก่เจ้า แล้วนำไปยังที่ฝังทรัพย์ไว้
เหยียดมือบอกว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์นี้เลี้ยงชีพให้เป็นสุขเถิด.
บทว่า วชฺชทสฺสินํ ผู้แสดงโทษ ความว่า ผู้ชี้โทษมี ๒ จำพวก
คือผู้คอยเสาะแสวงหาโทษด้วยประสงค์ว่า เราจักข่มภิกษุนั้นในท่ามกลาง
สงฆ์ ด้วยกรรมอันไม่สมควร หรือด้วยความพลั้งพลาดนี้ และผู้ตั้งอยู่
ในสภาพที่จะชี้โทษด้วยการตรวจดูโทษนั้นๆ เพราะความเป็นผู้ใคร่ความ
เจริญแก่เขาด้วยศีลเป็นต้น เพื่อให้รู้สิ่งที่ไม่รู้ เพื่ออนุเคราะห์สิ่งที่รู้แล้ว.
ในที่นี้ประสงค์เอาข้อนี้. ภิกษุไม่ควรโกรธบุคคลผู้เห็นความไม่สมควรหรือ
ความผิดพลาด แล้วบอกกล่าว พึงเป็นผู้มีความยินดีอย่างเดียว ควรขอร้อง
ว่า ท่านขอรับ ท่านได้ทำกรรมแก่กระผมอย่างใหญ่หลวง ขอท่านพึงตั้งอยู่
หน้า 679
ข้อ 988
ในฐานะอาจารย์และอุปัชฌาย์ของกระผม แล้วว่ากล่าวตักเตือนกระผม
อีก ด้วยโอวาทดังนี้ เหมือนคนเข็ญใจ ไม่โกรธผู้คุกคาม แม้โบยตี
แล้วแสดงขุมทรัพย์ให้ว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์นี้เถิด กลับพอใจเสียอีก
ฉะนั้น.
บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ กล่าวข่มขี่ คือ ภิกษุบางรูปเห็นความไม่
สมควร หรือความผิดพลาดของสัทธิวิหาริกเป็นต้นแล้ว ไม่ว่ากล่าวด้วย
คิดว่า ภิกษุรูปนี้อุปัฏฐากเราด้วยการให้น้ำบ้วนปากเป็นต้นโดยเคารพ
หากเราจักว่ากล่าวเธอ เธอก็จักไม่อุปัฏฐากเรา เราก็จักเสื่อมไปด้วย
ประการฉะนี้ ดังนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวข่มขี่. ภิกษุนั้นโปรยหยากเยื่อลงใน
ศาสนานี้ ส่วนภิกษุใดเห็นโทษอย่างนั้นแล้ว คุกคามตามสมควรแก่โทษ
ประณามทำทัณฑกรรม นำออกจากวิหารให้ศึกษา ภิกษุนี้ชื่อว่า เป็นผู้
กล่าวข่มขี่ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น. สมดังที่พระองค์
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวข่มผู้ที่ควรข่ม เรากล่าวยกย่องผู้ที่ควร
ยกย่อง ผู้ที่มีคุณความดีจักดำรงอยู่ได้.
บทว่า เมธาวึ ผู้มีปัญญา คือผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะเกิด
แต่ธรรม. บทว่า ตาทิสํ คือ พึงคบ พึงเข้าใกล้บัณฑิตเห็นปานนั้น.
เพราะว่าเมื่ออันเตวาสิกคบอาจารย์เช่นนั้น ย่อมมีแต่ความประเสริฐอย่าง
เดียว ไม่มีความลามก มีแต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อม
ฉะนี้.
บทว่า โอวเทยฺย พึงกล่าวสอน คือ เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วกล่าวสอน
ชื่อว่า โอวาท เมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้นพึงชี้ให้เห็นโทษในอนาคต ด้วยคำมี
อาทิว่า แม้โทษก็จะพึงมีแก่ท่าน ดังนี้ ชื่อว่า อนุสาสน์ แม้กล่าวสอนต่อ
หน้า 680
ข้อ 988
หน้าก็ชื่อว่า โอวาท ส่งทูตหรือคำสอนไปลับหลัง ชื่อว่า อนุสาสน์ กล่าว
สอนแม้ครั้งเดียวก็ชื่อว่า โอวาท กล่าวสอนบ่อย ๆ ชื่อว่า อนุสาสน์ หรือให้
โอวาทอย่างเดียวก็ชื่อว่า อนุสาสน์ เพราะเหตุนั้น ภิกษุพึงให้โอวาทและ
อนุสาสน์ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อสพฺภา จากอสัตบุรุษ ความว่า พึง
ห้ามจากอกุศลธรรม พึงให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรม. บทว่า สตํ หิ โส ปิโย
โหติ เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษ คือ บุคคลเห็นปานนั้น
ย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. อนึ่ง ภิกษุ
ผู้ให้โอวาทอนุสาสน์ ย่อมไม่เป็นที่รักของภิกษุผู้เป็นอสัตบุรุษ ผู้ไม่เห็น
ธรรม ผู้ข้ามปรโลกเสียแล้ว ผู้เพ่งต่ออามิส บวชเพื่อดำรงชีวิต ยังกล่าว
ทิ่มแทงด้วยหอกคือปากว่า ท่านมิใช่อุปัชฌาย์อาจารย์ของพวกผม เพราะ
เหตุไรจึงมาสั่งสอนพวกผม ดังนี้.
บทว่า เอกกมฺมํ คือ มีกรรมเป็นอันเดียวกัน มีอปโลกนกรรม
คือ การบอกเล่าเป็นต้น. บทว่า เอกุทฺเทโส มีอุเทศเป็นอันเดียวกัน คือ
มีนิทานุเทศเป็นต้นเป็นอันเดียว. บทว่า สมสิกฺขตา คือ มีสิกขาเสมอ
กัน. บทว่า อาหตจิตฺตตํ คือ ความเป็นผู้มีจิตอันความโกรธกระทบแล้ว.
บทว่า ขิลชตตํ คือ ความเป็นผู้มีจิตกระด้าง. บทว่า ปญฺจปิ เจโตขิเล
คือ พึงทำลายความกระด้างแห่งจิต ในสิ่งทั้ง ๕ คือ ในพระพุทธเจ้า ๑
ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในเพื่อนพรหมจรรย์ ๑.
บทว่า าณสมุฏฺิตํ วาจํ คือ พึงเปล่งวาจาอันเกิดขึ้นในจิตสัมปยุตด้วย
ญาณ. บทว่า มุญฺเจยฺย คือ พึงเปล่ง. บทว่า อตฺถูปสํหิตํ คือ วาจา
ประกอบด้วยอรรถ. บทว่า ธมฺมูปสํหิตํ คือ วาจาประกอบด้วยธรรม.
บทว่า กาลาติกฺกนฺตํ วาจํ น ภาเสยฺย คือ ไม่พึงเปล่งวาจาเกินกาล
หน้า 681
ข้อ 988
เพราะเวลานั้นล่วงไปแล้ว. บทว่า เวลาติกฺกนฺตํ เกินขอบเขต คือ
ไม่พึงกล่าววาจาเกินขอบเขต เพราะขอบเขตของวาจาล่วงไปแล้ว. พึง
ทราบกาลและเวลาด้วยบททั้งสอง.
บทว่า โย จ กาเล อสมฺปตฺเต ก็บุคคลใดยังไม่ถึงกาลอันควร
คือ ยังไม่ถึงกาลที่ตนพูด. บทว่า อติเวลํ เกินเวลา คือ พูดเกินเวลาที่
กำหนด. บทว่า นิหโต เสติ คือ ถูกฆ่านอนอยู่. บทว่า โกกิลาเยว
อตฺรโช คือ เหมือนลูกนกดุเหว่าเกิดแต่ดุเหว่า อันนางกาเลี้ยงไว้.
บทว่า อถาปรํ คือ ลำดับต่อไปนี้. บทว่า ปญฺจ รชานิ ธุลี ๕
ประการ คือ ธุลี ๕ มีรูปราคะเป็นต้น. บทว่า เยสํ สติมา วินยาย
สิกฺเข ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา คือ พึงตั้งสติศึกษาไตรสิกขา เพื่อกำจัด
กิเลส. เพราะเมื่อศึกษาอยู่อย่างนี้ ย่อมอดกลั้นความกำหนัดในรูป ฯลฯ
ในผัสสะ ไม่อดกลั้นอย่างอื่น. บทว่า รูปรโช ธุลีในรูป คือ ธุลีมี
ราคะเป็นต้น เกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป. แม้ในบทว่า สทฺทรโช เป็นต้นก็
มีนัยเหมือนกัน.
แต่นั้นภิกษุศึกษาเพื่อกำจัดฉันทะในธรรมเหล่านั้น พึงทราบคาถา
ว่า เอเตสุ ธมฺเมสุ โดยลำดับ. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเตสุ คือ ใน
รูปเป็นต้น. บทว่า กาเลน โส สมฺมา ธมฺมํ ปริวิมํสมาโน ภิกษุนั้น
พึงพิจารณาธรรมโดยชอบตามกาล คือ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาสังขตธรรม
ทั้งปวง โดยนัยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ตามกาลที่ท่านกล่าวไว้
โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อจิตฟุ้งซ่านเป็นกาลของสมถะ. บทว่า เอโกทิภูโต
วิหเน ตมํ โส ภิกษุเป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงกำจัดความมืดเสีย
หน้า 682
ข้อ 988
คือ ภิกษุนั้นมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง พึงกำจัดความมืดมีโมหะทั้งหมด
เป็นต้นเสีย ไม่มีความสงสัยในข้อนี้.
บทว่า อุทฺธเต จิตฺเต เมื่อจิตฟุ้งซ่าน คือ เมื่อจิตไม่สงบด้วยอำนาจ
แห่งวิริยินทรีย์. จริงอยู่ ความเพียรมีกำลัง สมาธิอ่อน ย่อมครอบงำ
ความฟุ้งซ่าน เพราะความเพียรเป็นฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่าน เมื่อจิต
ไม่ฟุ้งซ่านอย่างนี้. บทว่า สมถสฺส กาโล คือ เป็นกาลแห่งความเจริญ
สมาธิ. บทว่า สมาหิเต จิตฺเต คือ เมื่อจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารและอัปปนา.
จริงอยู่ สมาธิมีกำลัง ความเพียรอ่อน ย่อมครอบงำความเกียจคร้าน เพราะ
สมาธิเป็นฝ่ายแห่งความเกียจคร้าน สมาธิอันวิริยะผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ตก
ไปในความเกียจคร้าน. วิริยะอันสมาธิผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ตกไปในความ
ฟุ้งซ่าน. เพราะฉะนั้น ทั้งสองอย่างนั้นพึงทำให้เสมอกัน เพราะความที่
ธรรมทั้งสองเสมอกัน จึงเป็นอัปปนา. บทว่า วิปสฺสนาย กาโล เป็นกาล
แห่งวิปัสสนา คือ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ เป็นกาลแห่งวิปัสสนาหลาย
อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอนิจจลักษณะเป็นต้น ศรัทธาแม้มีกำลังก็ควรแก่
ผู้ประกอบสมาธิ. เมื่อเชื่อคือเชื่อมั่นอย่างนี้ ย่อมถึงอัปปนา. ศรัทธามีกำลัง
ในสมาธิและปัญญา ย่อมควร เพราะผู้ประกอบสมาธิมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
จริงอยู่ ผู้นั้นย่อมถึงอัปปนาด้วยอาการอย่างนี้. ปัญญามีกำลังย่อมควรแก่
ผู้ประกอบวิปัสสนา. เพราะผู้นั้นย่อมบรรลุการแทงตลอดลักษณะด้วย
ประการฉะนี้. แม้เมื่อทั้งสองอย่างเสมอกัน ก็เป็นอัปปนาแท้.
บทว่า กาเล ปคฺคณฺหติ จิตฺตํ ประคองจิตไว้ในกาลอันควร คือ
ในสมัยใด จิตหดหู่เพราะความเพียรย่อหย่อนยิ่งนักเป็นต้น ในสมัยนั้น
ประคองจิตไว้ด้วยการตั้งอยู่ในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์
หน้า 683
ข้อ 988
และปีติสัมโพชฌงค์. บทว่า นิคฺคณฺหาติ ย่อมข่ม คือ ในสมัยใด จิต
ฟุ้งซ่านด้วยปรารภความเพียรเกินไปเป็นต้น ในสมัยนั้น ข่มจิตไว้ด้วย
ตั้งอยู่ในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
บทว่า สมฺปหํสติ กาเลน ย่อมให้จิตรื่นเริงโดยกาล คือ ในสมัยใด จิต
ไม่มีอัสสาทะ (ความยินดี) เพราะความขวนขวายด้วยปัญญาอ่อน หรือ
เพราะไม่ได้รับความสุขอันเกิดแต่ความสงบ ในสมัยนั้น ให้เกิดความสังเวช
ด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ (วัตถุให้เกิดความสังเวช) ๘ ประการ. สังเวค-
วัตถุ ๘ ประการ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ รวมเป็น ๔ ทุกข์ใน
อบายเป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีตเป็นที่ ๖ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูล
ในอนาคตเป็นที่ ๗ ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบันเป็นที่ ๘.
ทำจิตให้เกิดความเลื่อมใสด้วยระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย. นี้เรียกว่า
ให้จิตรื่นเริงตามกาล.
บทว่า จิตฺตํ สมาทเห พึงตั้งจิตไว้ คือ สมัยใด ความที่ศรัทธา
และปัญญา สมาธิ และวิริยะ เสมอกัน สมัยนั้น พึงตั้งจิต คือ พึงให้ถึง
อัปปนา. บทว่า อชฺฌุเปกฺขติ กาเลน วางเฉยตามกาล คือ สมัยใด จิต
อาศัยสัมมาปฏิบัติ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน มีอัสสาทะ เป็นไปเสมอในอารมณ์
ดำเนินสู่วิถีแห่งสมาธิ สมัยนั้น จิตนั้นย่อมไม่ถึงความขวนขวายในการ
ประคอง ข่ม ให้ร่าเริง เหมือนสารถี เมื่อม้าวิ่งเรียบก็วางเฉยได้ นี้
เรียกว่า วางเฉยตามกาล. บทว่า โส โยคี กาลโกวิโท โยคีผู้นั้นชื่อว่า
เป็นผู้ฉลาดในกาล คือ โยคีผู้นั้นเป็นผู้ประกอบแล้วในกรรมฐาน มี
ประการดังกล่าว เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลมในกาล คือ ยกย่อง ข่ม ให้
ร่าเริง ตั้งมั่น และวางเฉย.
หน้า 684
ข้อ 988
พระผู้พระภาคเจ้าตรัสตามกาลมีการประคองเป็นต้น ด้วยพระ-
ดำรัส มีอาทิว่า กิมฺหิ กาลมฺหิ ในกาลไหน ดังนี้. บัดนี้ เมื่อจะทรง
วิสัชนากาลมีการประคองเป็นต้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ลีเน จิตฺตมฺหิ
เมื่อจิตหดหู่ ดังนี้.
เมื่อจิตถึงความหดหู่เพราะความเพียรย่อหย่อนยิ่งนักเป็นต้น เป็นกาล
ที่ควรประคองไว้ด้วยการตั้งอยู่ด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์
แลปีติสัมโพชฌงค์. บทว่า อุทฺธตสฺมึ วินิคฺคโห เมื่อจิตฟุ้งซ่านเป็นกาล
ที่ควรข่มไว้ คือ เมื่อจิตฟุ้งซ่านเพราะปรารภความเพียรเกินไป เป็นกาล
ที่ควรข่มด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขา
สัมโพชฌงค์. บทว่า นิรสฺสาทคตํ จิตฺตํ สมฺปหํเสยฺย ตาวเท โยคีพึง
ยังจิตที่ถึงความไม่แช่มชื่นให้รื่นเริงในกาลนั้น คือ โยคีพึงยังจิตที่เว้นจาก
ความแช่มชื่น เพราะขวนขวายทางปัญญาอ่อน หรือเพราะไม่ได้รับสุข
อันเกิดแต่ความสงบ ให้รื่นเริงด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ ประการ หรือ
ด้วยระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยในขณะนั้น.
บทว่า สมฺปหฏฺํ ยทา จิตฺตํ จิตรื่นเริงในกาลใด คือ ในกาลใดจิต
เป็นธรรมชาติรื่นเริงตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. ว่า อลีนํ ภวติ นุทฺธตํ
จิตเป็นธรรมชาติ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน คือ จิตเว้นจากความหดหู่และฟุ้ง-
ซ่าน เพราะผูกไว้ด้วยวิริยะและสมาธิ. บทว่า สมถนิมิตฺตสฺส ของสมถ-
นิมิต คือ สมถะและนิมิตของกาลนั้น ชื่อว่าสมถนิมิต. ทว่า โส กาโล
คือ กาลที่ท่านกล่าวถึงกาล ที่เว้นจากความหดหู่และฟุ้งซ่าน. บทว่า อชฺฌ-
ตตํ รมเย มโน ใจพึงยินดีในภายใน คือ จิตสัมปยุตด้วยฌาน พึงยินดี
พึงให้อภิรมย์ในภายในอารมณ์มีกสิณเป็นต้น . บทว่า เอเตน เมวุปาเยน
หน้า 685
ข้อ 988
โดยอุบายนั้นนั่นแล คือ โดยอุบายดังที่กล่าวแล้วนั้นนั่นแล. ม อักษร
ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. บทว่า อชฺฌุเปกฺเขยฺย ตาวเท พึงวางเฉยใน
กาลนั้น คือ ในกาลใด จิตนั้นตั้งมั่นด้วยอุปจารและอัปปนา ในกาลนั้น
ชื่อว่า จิตตั้งมั่นแล้ว เพราะเหตุนั้น โยคีรู้แล้วไม่พึงทำความขวนขวาย
ในการประคอง การข่ม การให้ร่าเริง ควรกระทำการวางเฉยอย่างเดียว
ในขณะนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงย่อคาถาที่พระองค์ตรัสถามว่า
กิมฺหิ กาลมฺหิ ปคฺคาโห ความประคองจิตควรมีในกาลไหน จึงตรัส
พระดำรัส มีอาทิว่า เอวํ กาลวิทู ธีโร ธีรชนผู้รู้แจ้งกาลอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า กาเลน กาลํ จิติตสฺส นิมิตฺตมุปลกฺขเย พึงกำหนด
อารมณ์อันเป็นนิมิตของจิตตลอดกาลตามกาล ความว่า พึงกำหนด เข้า
ไปกำหนดอารมณ์ของจิตอันสัมปยุตด้วยสมาธิตามกาลอันสมควร. บทที่
เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรม
เป็นยอด คือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสารีปุตตนิเทสที่ ๑๖
จบอรรถกถาอัฏฐกวรรคในมหานิทเทส
อรรถกถามหานิทเทส จบบริบูรณ์