← ฉบับมหามกุฏฯ ๔๕ เล่ม

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔

ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส-ปฏิสัมภิทามรรค
2,751 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 67, 68, 69

เล่มจริงที่ 67 (740 หน้า · 0001 – 0740)

กระโดดไปหน้า (740 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 1, 2, 3, 4
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส๑ เล่มที่ ๖ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปารายนวรรค วัตถุคาถา ว่าด้วยศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไป [๑] พาวรีพราหมณ์ เป็นผู้เรียนจบมนต์ ปรารถนาความ เป็นผู้ไม่มีกังวล ออกจากพระนครโกศลอันน่ารื่นรมย์ ไปสู่ทักขิณาปถชนบท. [๒] พราหมณ์นั้นอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี อันเป็นพรมแดน แว่นแคว้นอัสสกะและแว่นแคว้นมุฬกะต่อกัน เลี้ยงชีวิต อยู่ด้วยการเที่ยวภิกขาและผลไม้. [๓] เมื่อพราหมณ์นั้นเข้าไปอาศัย (อยู่) บ้านได้เป็นหมู่ ใหญ่ ด้วยความเจริญอันเกิดแต่บ้านนั้น พราหมณ์นั้น ได้บูชามหายัญ. [๔] พราหมณ์นั้นบูชามหายัญแล้วก็กลับเข้าไปสู่อาศรม เมื่อพราหมณ์นั้นกลับเข้าไปแล้ว พราหมณ์อื่นก็มา. ๑. บาลีเล่มที่ ๓๐.
หน้า 2 ข้อ 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12
[๕] พราหมณ์อื่นมีเท้าพิการ เดินงกงัน ฟันเขลอะ มี ธุลีบนศีรษะ เข้าไปหาพาวรีพราหมณ์แล้ว ขอทรัพย์ ห้าร้อย. [๖] พาวรีพราหมณ์เห็นพราหมณ์นั้นเข้าแล้ว ก็เชิญให้ นั่ง แล้วก็ถามถึงความสุขสำราญและความไม่มีโรค และ ได้กล่าวคำนี้ว่า [๗] ทรัพย์ของเรามีอันจะพึงให้ เราสละหมดแล้ว ดูก่อน พราหมณ์ ท่านเชื่อเราเถิด ทรัพย์ห้าร้อยของเราไม่มี. [๘] ถ้าเมื่อเราขอ ท่านจักไม่ให้ ในวันที่เจ็ด ศีรษะของ ท่านจงแตกเจ็ดเสี่ยง. [๙] พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก ปรุงแต่งแสดงเหตุให้ กลัว พาวรีพราหมณ์ได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ก็เป็น ทุกข์. [๑๐] มีลูกศรคือความโศกเสียบแทงแล้ว ไม่บริโภคอาหาร ก็ซูบผอม ใช่แต่เท่านั้น ใจของพาวรีพราหมณ์ผู้มีจิต เป็นอย่างนั้นย่อมไม่ยินดีในการบูชา. [๑๑] เทวดา (ที่สิงอยู่ใกล้อาศรมของพาวรีพราหมณ์) ผู้ ปรารถนาประโยชน์ เห็นพาวรีพราหมณ์หวาดกลัวเป็น ทุกข์อยู่ จึงเข้าไปหาพาวรีพราหมณ์แล้วได้กล่าวว่า [๑๒] พราหมณ์ผู้มีความต้องการทรัพย์นั้น เป็นคนโกหก ย่อมไม่รู้จักศีรษะ ความรู้จักศีรษะหรือธรรมอันให้ศีรษะ ตกไป ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.
หน้า 3 ข้อ 13, 14, 15, 16, 17, 18
[๑๓] พาวรีพราหมณ์ดำริว่า เทวดานี้อาจรู้ได้ในบัดนี้ (กล่าว ว่า) ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกศีรษะและธรรมอัน ให้ศีรษะตกไปแก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะขอฟังคำของ ท่าน. [๑๔] แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไป ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ความเห็นซึ่งศีรษะและ ธรรมอันให้ศีรษะตกไป ย่อมมีแก่พระชินเจ้าทั้งหลาย เท่านั้น. [๑๕] พา. ก็ในบัดนี้ ใครในปฐพีมณฑลนี้ย่อมรู้จักศีรษะ และธรรมอันให้ศีรษะตกไป ดูก่อนเทวดา ขอท่านจงบอก ท่านผู้นั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด. [๑๖] เท พระสักยบุตร เป็นวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช เสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์บุรี เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำ สัตวโลก เป็นผู้กระทำ (แสดง) ธรรมให้สว่าง. [๑๗] ดูก่อนพราหมณ์ พระสักยบุตรนั่นแหละ เป็น พระสัมพุทธเจ้า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุ กำลังแห่งอภิญญาทั้งปวง มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรง ถึงธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งธรรมทั้งปวง ทรงน้อมพระทัย ไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ. [๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระพุทธเจ้าใน โลก มีพระจักษุ ย่อมทรงแสดงธรรม ท่านจงไปทูลถาม พระองค์เถิด พระองค์จักทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่าน.
หน้า 4 ข้อ 19, 20, 21, 22, 23
[๑๙] พาวรีพราหมณ์ได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า แล้วมี ความเบิกบานใจ มีความโศกเบาบาง และได้ปีติอัน ไพบูลย์. [๒๐] พาวรีพราหมณ์นั้น มีใจยินดี มีความเบิกบาน โสมนัส ถามถึง (พระผู้มีพระภาคเจ้า) กะเทวดานั้น (และ ประกาศว่า) พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ประทับอยู่ ณ ที่ใด คือบ้าน นิคม หรือชนบทไหน เราทั้งหลายพึงไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่า ณ ที่ใด. [๒๑] เท. พระสักยบุตรนั้น เป็นพระชินะ มีพระปัญญา สามารถ มีพระปัญญากว้างขวางเช่นแผ่นดินอันประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ไม่มีอาสวะ ทรงรู้แจ้งศีรษะและธรรมอัน ให้ศีรษะตกไป ทรงองอาจกว่านรชน ประทับอยู่ ณ พระ ราชมณเฑียรแห่งพระเจ้าโกศลในพระนครสาวัตถีนั้น. [๒๒] ลำดับนั้น พาวรีพราหมณ์ได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์มา (บอกว่า) ดูก่อนมาณพ ทั้งหลาย มานี่เถิด เราจักบอก ขอท่านทั้งหลายจง ฟังคำของเรา. [๒๓] ความปรากฏเนืองๆ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ- องค์ใดนั้น ยากที่จะหาได้ในโลก วันนี้ พระผู้มีพระภาค- เจ้าพระองค์นั้น เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มีพระนาม
หน้า 5 ข้อ 24, 25, 26, 27, 28, 29, 30
ปรากฏว่า พระสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงรีบไปเมือง สาวัตถี ดูพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์. [๒๔] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วจะ รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ข้าพเจ้าทั้งหลายจะ รู้จักพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยอุบายอย่างไร ขอท่าน จงบอกอุบายนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด. [๒๕] พา. ก็มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วใน มนต์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้ง บริบูรณ์แล้วโดย ลำดับ. [๒๖] ท่านผู้ใดมีมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้นในกายตัว ท่านผู้ นั้นมีคติเป็นสองอย่างเท่านั้น มิได้มีคติเป็นที่สาม. [๒๗] คือ ถ้าอยู่ครองเรือน พึงครอบครองแผ่นดินนี้ ย่อม ปกครองโดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ ศัสตรา. [๒๘] และถ้าท่านผู้นั้นออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิเลสดังหลังคาอันเปิด แล้ว ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า. [๒๙] พาวรีพราหมณ์ (บอกแล้ว) ซึ่งชาติ โคตร ลักษณะ และมนต์อย่างอื่นอีก กะพวกศิษย์ (ได้สั่งว่า) ท่าน ทั้งหลายจงถามถึงศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไปด้วย ใจเท่านั้น. [๓๐] ถ้าท่านผู้นั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า ผู้เห็นธรรมไม่มี
หน้า 6 ข้อ 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37
เครื่องกั้น เมื่อท่านทั้งหลายถามปัญหาด้วยใจแล้ว ก็จัก แก้ด้วยวาจา. [๓๑] พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นศิษย์ คือ อชิตพราหมณ์ ติสสเมตเตยยพราหมณ์ ปุณณกพราหมณ์ เมตตคู- พราหมณ์. [๓๒] โธตกพราหมณ์ อุปสีวพราหมณ์ นัททพราหมณ์ เหมกพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์. กัปปพราหมณ์ ชตุกัณณีพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิต. [๓๓] ภัทราวุธพราหมณ์ อุทยพรามณ์ โปสาลพราหมณ์ โมฆราชพราหมณ์ผู้เป็นนักปราชญ์ ปิงคิยพราหมณ์ผู้ แสวงหาคุณใหญ่ ได้ฟังวาจาของพาวรีพราหมณ์แล้ว. [๓๔] ทั้งหมดนั้น เฉพาะคนหนึ่ง ๆ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ปรากฏแก่โลกทั้งปวง เป็นผู้เจริญฌาน ยินดีในฌาน เป็นธีรชนผู้มีจิตอบรมด้วยวาสนาในกาลก่อน. [๓๕] พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทุกคน ทรงชฎาและหนังเสือ อภิวาทพาวรีพราหมณ์และกระทำประทักษิณแล้ว มุ่งหน้า เดินไปทางทิศอุดร. [๓๖] สู่สถานเป็นที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมุฬกะ เมืองมาหิสสติ ในกาลนั้น เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ เมืองวนสวหยะ. [๓๗] เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองสาวัตถี เป็นเมือง อุดม เมืองเสตัพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารา.
หน้า 7 ข้อ 38, 39, 40, 41, 42, 43, 44, 45
[๓๘] เมืองปาวา โภคนคร เมืองเวสาลี เมืองมคธและ ปาสาณเจดีย์ อันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์ใจ. [๓๙] พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา (ปาสาณเจดีย์) เหมือนคนระหายน้ำรีบหาน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ารีบหา ลาภใหญ่ และเหมือนคนถูกความร้อนแผดเผาและรีบหา ร่มฉะนั้น. [๔๐] ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์ห้อม- ล้อมแล้วทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลาย ประหนึ่ง ว่าราชสีห์บันลือสีหนาทอยู่ในป่า. [๔๑] อชิตพราหมณ์ ได้เห็นเพระสัมพุทธเจ้าผู้เพียงดังว่า ดวงอาทิตย์มีรัศมีฉายออกไป และเหมือนดวงจันทร์ เต็มดวงในวันเพ็ญ. [๔๒] ลำดับนั้น อชิตพราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง รื่นเริงใจเพราะได้เห็นอนุพยัญชนะบริบูรณ์ ในพระกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทูลถามปัญหาด้วยใจ. [๔๓] อ. ท่านเจาะจงใคร จงบอกโคตรพร้อมด้วยลักษณะ บอกความสำเร็จในมนต์ทั้งหลาย พราหมณ์สอนมาณพ เท่าไร. [๔๔] พ. พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร ลักษณะ ๓ อย่างมีในตัวของพราหมณ์นั้น พราหมณ์นั้น เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท. [๔๕] พาวรีพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในธรรมของตน สอน
หน้า 8 ข้อ 46, 47, 48, 49, 50, 51, 52
มาณพ ๕๐๐ ในมหาบุรุษลักษณะ และคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์. [๔๖] ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดเสียซึ่งตัณหา ขอพระองค์ทรงประกาศความกว้างแห่งลักษณะทั้งหลาย ของพาวรีพราหมณ์ ความสงสัยอย่าได้มีแก่ข้าพระองค์ ทั้งหลายเลย. [๔๗] พราหมณ์นั้นย่อมปกปิดหน้าได้ด้วยลิ้น มีอุณาโลมอยู่ ในระหว่างคิ้ว และมีอวัยวะที่ซ่อนอยู่ในผ้า อยู่ในฝัก ดูก่อนมาณพ ท่านจงรู้อย่างนี้. [๔๘] ชนทั้งปวงไม่ได้ฟังใคร ๆ ซึ่งเป็นผู้ถาม ได้ฟังปัญหา ทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้แล้ว เกิดความ โสมนัส ประนมอัญชลี ย่อมคิดไปต่าง ๆ (ว่า) [๔๙] ใครหนอ เป็นเทวดา เป็นพระพรหม หรือเป็น พระอินทร์ผู้สุชัมบดี เมื่อเขาถามปัญหาด้วยใจ จะแก้ ปัญหานั้นกะใครได้. [๕๐] อ. พาวรีพราหมณ์ย่อมถามถึงศีรษะ และธรรมอัน ทำให้ศีรษะตกไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหา ขอพระองค์ทรงโปรดพยากรณ์ข้อนั้น กำจัดเสียซึ่งความ สงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด. [๕๑] พ. ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาประกอบ กับศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ เป็นธรรม เครื่องยังศีรษะให้ตกไป. [๕๒] ลำดับนั้น อชิตมาณพผู้อันความโสมนัสเป็นอันมาก
หน้า 9 ข้อ 53, 54, 55, 56, 57
อุดหนุนแล้ว กระทำซึ่งหนังเสือเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้ว ซบเศียรลงแทบพระยุคลบาท (ทูลว่า) [๕๓] ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พาวรีพราหมณ์ พร้อมด้วยพวกศิษย์ มีจิตเบิกบานโสมนัส ขอถวายบังคม พระยุคลบาทของพระองค์. [๕๔] พ. พาวรีพราหมณ์พร้อมด้วยพวกศิษย์จงเป็นผู้มีสุข ดูก่อนมาณพ และแม้ท่านก็ขอให้มีความสุข มีชีวิตอยู่ ยืนนานเถิด. [๕๕] เราให้โอกาสแก่พาวรีพราหมณ์ แก่ท่าน และแก่ พราหมณ์ทั้งหมดตลอดข้อสงสัยทั้งปวง ท่านทั้งหลายย่อม ปรารถนาปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ ก็จงถามเถิด. [๕๖] เมื่อพระสัมพุทธเจ้าทรงประทานโอกาสแล้ว อชิต- พราหมณ์นั่งประนมมือ แล้วทูลถามปฐมปัญหากะ พระตถาคต ในบริษัทนั้น. จบวัตถุคาถา อชิตมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอชิตะ [๕๗] (ท่านอชิตะทูลถามปัญหาว่า) โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะเหตุ อะไรสิ อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์ จงตรัสบอก อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น.
หน้า 10 ข้อ 58, 59, 60, 61
[๕๘] คำว่า โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้ ความว่า โลกนรก โลก ดิรัจฉาน โลกเปตติวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลก กับทั้งเทวโลก นี้เรียกว่าโลก โลกนี้อันอะไรปกปิด ปิดบัง ปกคลุม หุ้มห่อ ครอบไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้. [๕๙] บทว่า อิติ ในอุเทศว่า " อิจฺจายสฺมา อชิโต " เป็นบท สนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นบทยังบทให้บริบูรณ์ เป็นความประชุม แห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ บทว่า อิติ นี้เป็นไปตาม ลำดับบท. บทว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่อง กล่าวโดยเคารพ. บทว่า อายสฺมา นี้เป็นเครื่องกล่าวถึง เป็นไปกับ ด้วยความเคารพและความยำเกรง. บทว่า อชิโต เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ เป็นเครื่องร้องเรียก เป็นนาม เป็นการ ตั้งชื่อ เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฏ เป็นเครื่องกล่าวเฉพาะของพราหมณ์ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า " อิจฺจายสฺมา อชิโต. " [๖๐] คำว่า โลกไม่ปราก เพราะเหตุอะไรสิ ความว่า โลกไม่ ปรากฏ ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ไม่แจ่ม ไม่กระจ่าง เพราะ เหตุอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกไม่ปรากฏ เพราะเหตุอะไรสิ. [๖๑] คำว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์จง ตรัสบอก ความว่า อะไรเป็นเครื่องฉาบทา เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่อง ผูก เป็นเครื่องเข้าไปเศร้าหมอง ของโลกนั้น คือ โลกอันอะไรฉาบทา ติดให้เปื้อน ให้มัวหมอง เปื้อน ระคนไว้ ข้องไว้ คล้องไว้ พัวพันไว้ ขอพระองค์จงตรัสบอก เล่า แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
หน้า 11 ข้อ 62, 63, 64
ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทา โลกนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอก. [๖๒] คําว่า อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ความว่า อะไร เป็นภัยใหญ่ เป็นเครื่องบีบคั้น เป็นเครื่องเสียดสี เป็นอันตราย เป็น เครื่องขัดข้องของโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ ของโลกนั้น. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า (อชิตมาณพทูลถามปัญหา ว่า) โลกอันอะไรสิหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะเหตุ อะไรสิ อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์ จงตรัสบอก อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น. [๖๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูก่อนอชิตะ) โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะความ ตระหนี่ เรากล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์ เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น. [๖๔] ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ใน ทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนสุด เบื้องต้น ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องปลาย ความไม่รู้ทั้งในส่วนสุดเบื้องต้น และส่วนสุดเบื้องปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย อันอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น คือความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้ ชื่อว่า " อวิชา " ความไม่รู้ ความ ไม่เห็น ความไม่ถึงพร้อมเฉพาะ ความไม่ตามตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้พร้อม
หน้า 12 ข้อ 65
ความไม่แทงตลอด ความไม่ถึงพร้อม ความไม่ถึงรอบ ความไม่เห็นเสมอ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความรู้ได้ยาก ความเป็นคน เขลา ความไม่รู้ทั่วพร้อม ความหลงใหล ความมัวเมา อวิชชาเป็นโอฆะ อวิชชาเป็นโยคะ อวิชชาเป็นอนุสัย อวิชชาเป็นเครื่องกลุ้มรุม อวิชชา เป็นข่าย โมหะ อกุศลมูล ชื่อว่า " อวิชชา " ในอุเทศว่า อวิชฺชาย นิวุโต โลโก นี้เรียกว่า อวิชชา. โลกนรก โลกเดียรัจฉาน โลก เปตติวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลกกับทั้งเทวโลก นี้เรียกว่า โลก. โลกอัน อวิชชานี้ ปิดบัง ปกคลุม หุ้มห่อ ครอบไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้. [๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า " อชิตะ " บทว่า ภควา นี้เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงทำลายราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรงทำลาย โทสะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรงทําลายโมหะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรงทำลายมานะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรง ทำลายทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรงทำลายเสี้ยนหนาม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรงจำแนก ทรงแจกวิเศษ ทรงจำแนก เฉพาะซึ่งธรรมรัตนะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา ทรงทำซึ่งที่สุดแห่ง ภพทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา มีกายอันอบรมแล้ว เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา มีศีลอันอบรมแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันเจริญแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา.
หน้า 13 ข้อ 65
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่า เปลี่ยว เงียบเสียง ไม่มีเสียงกึกก้อง ปราศจากลมแต่หมู่ชน ควรทำ กรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกออกเร้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งอรรถรส ธรรมรส วิมุตติ- รส แห่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งฌาน อัปปมัญญา ๔ อรูป- สมาบัติ ๔ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนเเห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๒๐ กสิณ- สมาบัติ ๑๐ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานัสสติ อสุภฌานสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปป- ธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมี องค์ ๘ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีส่วนแห่งกำลังของพระตถาคต ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะเหตุ นั้น จึงชื่อว่า ภควา. พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดามิได้ทรงตั้ง พระบิดามิได้ทรงตั้ง พระภคินีมิได้ทรงตั้ง พระภาดามิได้ทรงตั้ง มิตร
หน้า 14 ข้อ 66
และอำมาตย์มิได้ตั้ง พระญาติสายโลหิตมิได้ทรงตั้ง สมณพราหมณ์แล เทวดาก็มิได้ตั้ง พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม คือพระนาม ที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความหลุดพ้น พระนามว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกา- บัญญัติ พระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว พร้อมด้วย การบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้มหาโพธิ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า "อชิตาติ ภควา. " [๖๖] คำว่า โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ มีความว่า ความ ตระหนี่ ๕ ประการ คือ อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่ ๑ กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล ๑ ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ ๑ วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่ วรรณะ ๑ ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม ๑ ท่านเรียกว่า เววิจฉะ ความ ตระหนี่ กิริยาที่ตระหนี่ ความเป็นผู้ตระหนี่ ความปรารถนาต่าง ๆ ความเหนียวแน่น ความเป็นผู้มีจิตหดหู่ โดยความเป็นจิตเผ็ดร้อน ความที่แห่งจิตอันใครเชื่อไม่ได้เห็นปานนี้ เรียกว่า ความตระหนี่. อีกอย่างหนึ่ง แม้ความตระหนี่ขันธ์ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ แม้ความ ตระหนี่ธาตุ ท่านก็เรียกว่ามัจฉริยะ. ความประมาท สมควรกล่าว การปล่อยจิต ความเพิ่มการปล่อย จิต ในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณ ก็ดี หรือความเป็นผู้ทำโดยความไม่เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ทำไม่ติดต่อ ความเป็นผู้หยุด ๆ ความเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ความเป็นผู้ ปลงฉันทะ ความเป็นผู้ทอดธุระ ความเป็นผู้ไม่ซ่องเสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนือง ๆ ในการ บำเพ็ญกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นความประมาท ความมัวเมา กิริยาที่
หน้า 15 ข้อ 67
มัวเมา ความเป็นผู้มัวเมา เห็นปานนี้ เรียกว่า ประมาท. คำว่า โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ เพราะความประมาท ความว่า โลกไม่ปรากฏ ไม่สว่าง ไม่รุ่งเรือง ไม่ไพโรจน์ ไม่แจ่ม ไม่กระจ่าง เพราะความตระหนี่นี้ เพราะความประมาทนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกไม่ปรากฏ เพราะความตระหนี่ เพราะความประมาท. [๖๗] คำว่า เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก ความว่า ตัณหา เรียกว่า ชัปปา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความยินดี ความพลอยยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความปรารถนา ความหลง ความติดใจ ความ อยาก ความพัวพัน ความข้อง ความจม ความหวั่นไหว ความลวง ธรรมชาติอันให้สัตว์เกิด ธรรมชาติอันให้สัตว์เกิดกับทุกข์ ธรรมชาติอัน เย็บไว้ ธรรมชาติเพียงดังข่าย ธรรมชาติอันไหลไป ธรรมชาติอันซ่าน ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ความเป็นผู้หลับ ความกว้างขวาง ธรรมชาติอัน ให้อายุเสื่อม ความเป็นเพื่อน ความตั้งใจไว้ ธรรมชาติอันเป็นเหตุนําไป สู่ภพ ธรรมชาติเพียงดังว่าป่า ธรรมชาติเพียงดังว่าหมู่ไม้ในป่า ความ สนิทสนม ความมีเยื่อใย ความเพ่ง ความพัวพัน ความหวัง กิริยาที่ หวัง ความเป็นผู้หวัง ความหวังในรูป ความหวังในเสียง ความหวังในกลิ่น ความหวังในรส ความหวังในโผฏฐัพพะ ความหวังในลาภ ความหวังใน ทรัพย์ ความหวังในบุตร ความหวังในชีวิต ความกระซิบ ความกระซิบทั่ว ความกระซิบยิ่ง กิริยาที่กระซิบ ความเป็นผู้กระซิบ ความโลภ กิริยาที่โลภ ความเป็นผู้โลภ ความที่ตัณหาหวั่นไหว ความเป็นผู้ต้องการให้สำเร็จ ความกำหนัดผิดธรรมดา ความโลภไม่สม่ำเสมอ ความใคร่ กิริยาที่ใคร่
หน้า 16 ข้อ 68
ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ความประสงค์ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา รูปตัณหา อรูปตัณหา นิโรธตัณหา รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน ธรรมชาติเป็นเครื่องกั้น ธรรมชาติเป็นเครื่องบัง ธรรมชาติเป็นเครื่องปิด ธรรมชาติเป็นเครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย กิเลส เครื่องกลุ้มรุม ธรรมชาติเพียงดังว่าเถาวัลย์ ความตระหนี่ มูลแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงมาร เบ็ดมาร วิสัยมาร โคจรแห่งมาร เครื่อง ผูกแห่งมาร ตัณหาเพียงดังว่าแม่น้ำ ตัณหาเพียงดังว่าข่าย ตัณหาเพียง ดังว่าสายโซ่ ตัณหาเพียงดังว่าทะเล อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล นี้เรียกว่า ชัปปา (ตัณหา) ตัณหานี้เป็นเครื่องทา เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูก เป็นอุปกิเลสของโลก โลกอันตัณหานี้ไล้ทา ฉาบทา ให้หมอง ให้ มัวหมอง ให้เปื้อน ระคนไว้ ข้องไว้ คล้องไว้ พันไว้ เราย่อมกล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก. [๖๘] ชื่อว่า ทุกข์ ในอุเทศว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทุกข์ในนรก ทุกข์ในกำเนิดดิรัจฉาน ทุกข์ในเปตติ- วิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีการตั้งอยู่ใน ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความออกจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์เนื่องแต่สัตว์ผู้เกิด ทุกข์เนื่องแก่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เกิดแต่ความเพียรของตน ทุกข์เกิด แต่ความเพียรของผู้อื่น ทุกข์ในทุกข์ สงสารทุกข์ วิปริณามทุกข์ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคในศีรษะ โรคในหู โรคในปาก
หน้า 17 ข้อ 68
โรคฟัน โรคไอ โรคมองคร่อ โรคริดสีดวงจมูก โรคร้อนใน โรคชรา โรคในท้อง โรคสลบ โรคลงแดง โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู หิดด้าน หิดเปื่อย คุดทะราด ลำลาบ คุดทะราดใหญ่ โรครากเลือด โรคดี โรคเบาหวาน โรคริดสีดวงทวาร โรคต่อม บานทะโรค อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏ- ฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีดีเป็นต้นประชุมกัน อาพาธ เกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิดเพราะเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอกัน อาพาธเกิดเพราะความเพียร อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์ แต่เหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ความตายของ มารดาก็เป็นทุกข์ ความตายของบิดาก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่น้องชาย ก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่น้องหญิงก็เป็นทุกข์ ความตายของบุตรก็ เป็นทุกข์ ความตายของธิดาก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งญาติก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายเพราะโรคก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งศีลก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งทิฏฐิก็เป็นทุกข์. ความ เกิดขึ้นของธรรมทั้งหลายเหล่าใด ย่อมปรากฏตั้งแต่ต้น ธรรมทั้งหลาย เหล่านั้นเมื่อตั้งอยู่ไม่ได้ ความดับย่อมปรากฏ. วิบากอาศัยกรรม กรรม อาศัยวิบาก รูปอาศัยนาม นามก็อาศัยรูป นามรูปไปตามชาติ ชราก็ติดตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ตั้งอยู่ในทุกข์ ไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มี อะไรเป็นที่เร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง นี้เรียกว่าทุกข์ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ เป็นเครื่องบีบคั้น เป็นเครื่องเสียดสี เป็นอันตราย เป็น
หน้า 18 ข้อ 69, 70
เครื่องขัดข้อง ของโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของ โลกนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะความ ตระหนี่ เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์ เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น. [๖๙] (ท่านอชิตะทูลถามว่า) กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง อะไร เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสบอก ธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสทั้งหลาย อันอะไรย่อมปิดกั้นได้. [๗๐] กระแส คือ ตัณหา กระแส คือ ทิฏฐิ, กระแส คือ กิเลส, กระแส คือ ทุจริต, กระแส คือ อวิชชา ชื่อว่ากระแสใน อุเทศว่า " สวนฺติ สพฺพธิ โสตา." บทว่า สพฺพธิ คือ ในอายตนะ ทั้งปวง. บทว่า สวนฺติ ความว่า ย่อมไหลไป ย่อมไหลหลั่ง ย่อมเลื่อน ไป ย่อมเป็นไป คือ ย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็น ไปในรูปทางจักษุ ในเสียงทางหู ในกลิ่นทางจมูก ในรสทางลิ้น ใน โผฏฐัพพะทางกาย ย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็นไป ในธรรมารมณ์ทางใจ รูปตัณหา ย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็นไปทางจักษุ สัททตัณหาย่อมไหลไป . . . ทางหู คันธตัณหา ย่อมไหลไป . . . ทางจมูก รสตัณหาย่อมไหลไป. . . ทางลิ้น โผฏฐัพพ-
หน้า 19 ข้อ 71, 72, 73
ตัณหาย่อมไหลไป . . . ทางกาย ธรรมตัณหาย่อมไหลไป ย่อมหลั่งไป ย่อมเลื่อนไป ย่อมเป็นไปทางใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแสทั้งหลาย ย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง. [๗๑] คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อชิโต เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นบทยังบทให้บริบูรณ์ เป็นความประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ. คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. บทว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวถึง เป็นไปกับด้วยความเคารพและ ความยำเกรง. บทว่า อชิโต เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ เป็นเครื่องร้องเรียก เป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นเครื่อง ทรงชื่อ เป็นภาษาที่เรียกร้องกัน เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฏ เป็นเครื่อง กล่าวเฉพาะของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า " อิจฺจายสฺมา อชิโต. " [๗๒] คำว่า อะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ความว่า อะไร เป็นเครื่องกัน คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องรักษา เป็นเครื่องคุ้มครองกระแสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อะไรเป็น เครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. [๗๓] คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแส ทั้งหลาย ความว่า ขอพระองค์จงตรัส คือ จงทรงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องรักษา เป็น เครื่องคุ้มครองกระแสทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์จง ตรัสบอกซึ่งธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย.
หน้า 20 ข้อ 74, 75, 76
[๗๔] คำว่า กระแสทั้งหลายอันอะไรย่อมปิดกั้นได้ ความว่า กระแสทั้งหลายอันอะไรย่อมปิดบังได้ คือ ย่อมตัดขาด ย่อมไม่ไหล ย่อมไม่หลั่ง ย่อมไม่เลื่อน ย่อมไม่เป็นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแส ทั้งหลายอันอะไรย่อมปิดได้. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า (อชิตมาณพทูลถามว่า) กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง อะไร เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสบอก ธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสทั้งหลายอัน อะไรย่อมปิดกั้นได้. [๗๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอบว่า ดูก่อนอชิตะ) กระแส เหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรา กล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้. [๗๖] คำว่า กระแสเหล่าใดในโลก ความว่า กระแสเหล่านี้ใด เราบอกแล้ว เล่าแล้ว แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นแล้ว ประกาศแล้ว คือ กระแสตัณหา กระแส ทิฏฐิ กระแสกิเลส กระแสทุจริต กระแสอวิชชา. บทว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแสเหล่าใดในโลก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อชิตะ.
หน้า 21 ข้อ 77, 78, 79
[๗๗] ความระลึก คือ ความตามระลึก ความระลึกเฉพาะ สติ ความระลึก ความทรง ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค (มรรคที่เป็นไปแห่งบุคคลผู้เดียว). ชื่อว่า สติ ในอุเทศว่า "สติ เตสํ นิวารณํ" นี้เรียกว่า สติ. บทว่า เป็น เครื่องกั้น ความว่า เป็นเครื่องกั้น คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่อง ป้องกัน เป็นเครื่องรักษา เป็นเครื่องคุ้มครอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น. [๗๘] คำว่า เราย่อมกล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ความว่า เราย่อมกล่าว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ย่อมประกาศ ซึ่งธรรมเป็น เครื่องกั้น คือ เป็นเครื่องห้าม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องรักษา เป็นเครื่องคุ้มครอง กระแสทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อม กล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. [๗๙] ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือก เฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า ปัญญา ในอุเทศว่า ปญฺาเยเต ปิถิยฺ- ยเร. ข้อว่า กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้ ความว่า กระแส เหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมตัดขาด ไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อัน ปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่ เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า ธรรมทั้งปวงเป็น
หน้า 22 ข้อ 79
อนัตตา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้ รู้เห็นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคล ผู้รู้เห็นว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็น ไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญา ของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ย่อมปิดกั้น ได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ย่อม ปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแส เหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็น ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแส เหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและ มรณะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคล ผู้รู้เห็นว่า เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะ สฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ
หน้า 23 ข้อ 79
ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพ จึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมปกปิด ย่อมไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข- สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่ เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ อาสวะ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคล ผู้รู้เห็นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ย่อมปิดกั้น ได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ย่อม ปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็นความ เกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคลผู้รู้เห็น ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปแห่งมหาภูต- รูป ๔ ย่อมปิดกั้นได้ ... ไม่เป็นไป กระแสเหล่านี้ อันปัญญาของบุคคล ผู้รู้เห็นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมี ความดับไปเป็นธรรมดา ย่อมปิดกั้นได้ คือ ย่อมปกปิด ย่อมไม่ไหลไป ไม่หลั่งไป ไม่เลื่อนไป ไม่เป็นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
หน้า 24 ข้อ 80, 81, 82
กระแสเหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแส เหล่านั้น เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านี้ อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้. [๘๐] (ท่านอชิตะทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ปัญญา สติ และนามรูป ย่อมดับไป ณ ที่ไหน ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระ องค์จงตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๘๑] ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความกำหนดพร้อม ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความ เป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียดอ่อน ปัญญาเป็นเครื่อง จำแนกความคิด ความพิจารณา ปัญญาดังแผ่นดิน ความปรีชา ปัญญาอัน น้อมไป ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาอันเจาะแทงเหมือนประตัก ปัญญินทรีย์ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาเพียงดังศาสตรา ปัญญาเป็นเพียง ดังปราสาท ปัญญาเพียงดังแสงสว่าง ปัญญาเพียงดังรัศมี ปัญญาเพียงดัง ประทีป ปัญญาเพียงดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา- ทิฏฐิ. ชื่อว่า ปัญญา ในอุเทศว่า "ปญฺา เจว สติ จาปิ" ความระลึก ความตามระลึก ฯ ล ฯ สัมมาสติ ชื่อว่า สติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อชิตมาณพทูลถามว่า ปัญญา สติ. [๘๒] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... นามรูป ความว่า อรูป- ขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม. มหาภูตรูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่า รูป. บทว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย
หน้า 25 ข้อ 83, 84, 85
เคารพ. บทว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ และความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ... นามรูป. [๘๓] คำว่า เอตมฺเม ในอุเทศว่า "เอตมฺเม ปุฏฺโ ปพฺรูหิ " ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ทูลวิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทข้อความ ใด. บทว่า ปุฏฺโ ความว่า ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว คือ ทูลวิงวอน ทูลขอเชิญให้ประสาท. บทว่า ปพฺรูหิ ความว่า ขอจงตรัส จงบอก จง แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์จงตรัสบอกความ ข้อนั้นแก่ข้าพระองค์. [๘๔] คำว่า กตฺเถตํ อุปรุชฺฌติ ความว่า นั่นย่อมดับ คือ ย่อม สงบ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อ ว่า นั่นย่อมดับ ณ ที่ไหน. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ปัญญา สติ และนามรูป ย่อมดับไป ณ ที่ไหน ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระ- องค์จงตรัสบอกข้อความนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๘๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ดูก่อนอชิตะ ท่านได้ถามปัญหาข้อใดแล้ว เราจะแก้ ปัญหาข้อนั้นแก่ท่าน นามและรูปดับไปไม่มีส่วนเหลือ ณ
หน้า 26 ข้อ 86, 87, 88, 89
ที่ใด นามรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่ง วิญญาณ. [๘๖] บทว่า ยเมตํ ในอุเทศว่า " ยเมตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ" คือ ปัญญา สติ และนามรูป. บทว่า อปุจฺฉิ คือ มาถาม มาวิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านได้ถามปัญหาใดแล้ว. [๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า " อชิ- ตะ" ในอุเทศว่า "อชิต ตํ วทามิ เต." บทว่า ตํ คือ ปัญญา สติ และนามรูป. บทว่า วทามิ ความว่า เราจะกล่าว จะบอก จะแสดง จะบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศปัญหานั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนอชิตะ เราจะกล่าวปัญหานั้นแก่ท่าน. [๘๘] อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม ในอุเทศว่า " ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ." มหาภูตรูป ๔ รูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่า รูป. คำว่า อเสสํ ความว่า ไม่เหลือ คือทั้งหมด โดยกำหนด ทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า อเสสํ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า อุปรุชฺฌติ ความว่า ย่อมดับ คือสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นาม- รูปย่อมดับไม่เหลือ ณ ที่ใด. [๘๙] คำว่า นามรูปนั้นดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ ความว่า ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในสงสารมีส่วน เบื้องหน้าและที่สุดอันรู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อม สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ อันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ.
หน้า 27 ข้อ 89
ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในภพ ๕ เว้นภพ ๒ ธรรมเหล่านั้น ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วย สกทาคามิมรรคญาณ. ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้นในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุ เว้นภพ ๑ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความ ตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุต ด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยอนาคามิมรรคญาณ. ธรรมเหล่าใด คือ นามและรูป พึงเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่ง วิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขารธรรม ด้วยอรหัตมรรคญาณ เมื่อพระ- อรหันต์ปรินิพพาน ด้วยปรินิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญา สติและนามรูป ย่อมดับ คือ ย่อมสงบ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมระงับไป ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณดวงสุดท้าย๑ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นามรูปนั้นย่อมดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอชิตะ ท่านได้ถามปัญหาข้อใดแล้ว เราจะ แก้ปัญหาข้อนั้นแก่ท่าน นามและรูปดับไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด นามรูปนั้นก็ดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่ง วิญญาณ. ๑. บาลีไทยเป็นปุริมวิญฺญาณสฺส วิญญาณดวงก่อน อรรถกถาเป็นจริมวิญฺญาณสฺส ได้แก่ วิญญาณดวงสุดท้าย แปลตามอรรถกถา เพราะตรงตามสภาวะ.
หน้า 28 ข้อ 90, 91
[๙๐] (ท่านอชิตะทูลถามว่า) พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และ พระเสขบุคคลเหล่าใดในที่นี้มีมาก ข้าแต่พระองค์ผู้ นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา ได้โปรดตรัสบอกความดำเนินของพระขีณาสพและเสข- บุคคลเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๙๑] คำว่า "เย จ สงฺขาตธมฺมา เส" ความว่า พระอรหันต- ขีณาสพ ท่านกล่าวว่ามีสังขาตธรรม เพราะเหตุไร พระอรหันตขีณาสพ ท่านจึงกล่าวว่า มีสังขาตธรรม เพราะเหตุว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น มีธรรมอันนับแล้ว คือ มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันพินิจแล้ว มีธรรม อันพิจารณาแล้ว มีธรรมอันเป็นแจ้งแล้ว มีธรรมอันแจ่มแจ้งแล้ว คือ มีธรรมอันนับแล้วว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ ลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา. อนึ่ง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ คติ อุบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ อันพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นนับพร้อมแล้ว อนึ่ง พระอรหันต- ขีณาสพเหล่านั้น ตั้งอยู่แล้วในที่สุดแห่งขันธ์ ในที่สุดแห่งธาตุ ในที่สุด แห่งอายตนะ ในที่สุดแห่งคติ ในที่สุดแห่งอุบัติ ในที่สุดแห่งปฏิสนธิ ในที่สุดแห่งภพ ในที่สุดแห่งสงสาร ในที่สุดแห่งวัฏฏะ ตั้งอยู่ในภพ อันมีในที่สุด ตั้งอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด เป็นพระอรหันต์ผู้ทรงไว้ซึ่ง กายอันมีในที่สุด.
หน้า 29 ข้อ 92
ภพและอัตภาพ คือความเกิด ความตาย และสงสาร นี้ของพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นมีเป็นครั้งสุดท้าย ท่าน ไม่มีการเกิดในภพใหม่อีก. เหตุนั้น พระอรหันตขีณาสพ ท่านจึงกล่าวว่า มีสังขาตธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด ผู้มีสังขาตธรรม. [๙๒] คำว่า "เสกฺขา" ในอุเทศว่า "เย จ เสกฺขา ปุถู อิธ" ความว่า เพราะเหตุไร จึงเรียกว่า พระเสขะ เพราะยังต้องศึกษาต่อไป ศึกษาอะไร ศึกษาอธิศีลสิกขาบ้าง อธิจิตตสิกขาบ้าง อธิปัญญาสิกขา บ้าง. ก็ อธิศีลสิกขาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวม ในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษ แม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ศีลขันธ์แม้เล็ก ศีลขันธ์แม้ใหญ่ ศีลเป็นที่พึ่ง เป็นเครื่องกั้น เป็นความสำรวม เป็นความ ระวัง เป็นประมุข เป็นประธานแห่งความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย นี้ชื่อว่า อธิศีลสิกขา. ก็ อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัด จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก อยู่ บรรลุทุติฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้ชื่อว่า อธิจิตตสิกขา. ก็ อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา เห็นความเกิดและความดับ เป็นอริยะ เป็นเครื่องชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุย่อมรู้ชัดตาม
หน้า 30 ข้อ 93
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี- ปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทา เครื่องให้ถึงความดับอาสวะ นี้ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา. พระเสขะทั้งหลาย คำนึงถึงไตรสิกขานี้ศึกษาอยู่ รู้ศึกษาอยู่ อธิษ- ฐานจิตศึกษาอยู่ น้อมใจไปด้วยศรัทธาศึกษาอยู่ ประคองความเพียร ศึกษาอยู่ ตั้งสติไว้ศึกษาอยู่ ตั้งจิตศึกษาอยู่ รู้ทั่วด้วยปัญญาศึกษาอยู่ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งศึกษาอยู่ กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ศึกษาอยู่ ละธรรมที่ควรละศึกษาอยู่ เจริญธรรมที่ควรเจริญศึกษาอยู่ ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษาอยู่ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเต็มใจ สมาทานประพฤติไป เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า พระเสขะ. บทว่า ปุถู ความว่า มีมาก คือ พระเสขะเหล่านี้ ได้แก่ พระ- โสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อสกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออนาคามิผล พระอรหันต์ และท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตผล. บทว่า อิธ ในที่นี้ คือ ในทิฏฐินี้ ใน ความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในความถือนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ ใน อัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และพระเสขะทั้งหลาย ในที่นี้มีมาก. [๙๓] อุเทศว่า "เตสํ เม นิปโก อิริยํ ปุฏฺโ ปพฺรูหิ มาริส" ความว่า แม้พระองค์ มีปัญญา เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีฌาน มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว คือ ไต่ถาม ทูลวิงวอน ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ให้ประสาทแล้ว
หน้า 31 ข้อ 94, 95
ขอจงตรัส คือ จงบอก แสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ ตื้น ประกาศซึ่งความดำเนิน คือ ความประพฤติ ความเป็นไป ความ ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ธรรมอันเป็นโคจร ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ข้อปฏิบัติ ของพระอรหันตขีณาสพผู้มีสังขาตธรรมและพระเสขะเหล่านั้น. บทว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ เป็น เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ ผู้มีปัญญาจงตรัสบอกถึงความดำเนินของพระอรหันตขีณาสพ และพระ- เสขะเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม และ พระเสขบุคคลเหล่าใดในที่นี้มีมาก ข้าแต่พระองค์ผู้นิร- ทุกข์ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ผู้มีปัญญา จง ตรัสบอกความดำเนินของพระอรหันตขีณาสพ และพระ- เสขบุคคลเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๙๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ดูก่อนอชิตะ ภิกษุไม่พึงติดใจในกามทั้งหลาย มีใจ ไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง พึงมีสติเว้นรอบ. [๙๕] โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า "กาเมสุ นาภิคิชฺเฌยฺย" ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.
หน้า 32 ข้อ 95
วัตถุถามเป็นไฉน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าพอใจ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว เรือนคลัง วัตถุอันชวนให้กำหนัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วัตถุกาม. อีกอย่างหนึ่ง กามส่วนอดีต กามส่วนอนาคต กามส่วนปัจจุบัน กามภายใน กามภายนอก กามทั้งภายในภายนอก กามเลว กามปานกลาง กามประณีต กามมีในอบาย กามมีในมนุษย์ กามอันเป็นทิพย์ กามที่ ปรากฏ กามที่นิรมิตเอง กามที่ผู้อื่นนิรมิต กามที่หวงแหน กามที่ไม่ หวงแหน กามที่ถือว่าของเรา กามที่ไม่ถือว่าของเรา กามาวจรธรรม ทั้งปวง รูปาวจรธรรมทั้งปวง อรูปาวจรธรรมแม้ทั้งปวง ธรรมอันเป็น วัตถุแห่งตัณหา ธรรมอันเป็นอารมณ์แห่งตัณหา ชื่อว่า กาม เพราะ อรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เหล่านี้เรียกว่า วัตถุ กาม. กิเลสกามเป็นไฉน ฉันทะ ราคะ ฉันทราคะ สังกัปปะ ราคะ สังกัปปราคะ เป็นกาม ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความ เพลิดเพลินในกาม ตัณหาในกาม เสน่หาในกาม ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความติดใจในกาม ความหลงในกาม ความพัวพัน ในกาม ในกามทั้งหลาย กามโอฆะ กามโยคะ กามุปาทาน กามฉันท- นิวรณ์ ดูก่อนกาม เราได้เห็นรากเหง้าของเจ้าแล้ว. ดูก่อนกาม เจ้าเกิดเพราะความดำริถึง เราจักไม่ดำริ ถึงเจ้าละ ดูก่อนกาม เจ้าจักไม่มีด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 33 ข้อ 96
เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่า ความติดใจ. คำว่า ไม่ติดใจในกามทั้งหลาย ความว่า ไม่ติดใจ คือ ไม่พัวพัน เป็นผู้ไม่ติดใจ ไม่ถึงความติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน ปราศจาก ความติดใจ สละความติดใจ คายความติดใจ ปล่อยความติดใจ ละความ ติดใจ สลัดความติดใจ ปราศจากความกำหนัด สละความกำหนัด คาย ความกำหนัด ปล่อยความกำหนัด ละความกำหนัด สลัดความกำหนัด ในกิเลสกามทั้งหลาย ในวัตถุกามทั้งหลาย เป็นผู้ไม่หิว ดับสนิท เย็นแล้ว เป็นผู้เสวยสุข มีตนอันประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติดใจใน กามทั้งหลาย. [๙๖] จิต มนะ มานัส หทัย ธรรมชาติขาวผ่อง อายตนะ คือใจ อินทรีย์คือใจ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ชื่อว่า ใจ ในอุเทศว่า "มนสานาวิโล สิยา" จิตเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ยุ่งไป เป็นไป สืบต่อ หวั่นไหว หมุนไป ไม่สงบ เพราะกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ จิตเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ยุ่งไป เป็นไป สืบต่อไป หวั่นไหว หมุนไป ไม่สงบ เพราะกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวาย ทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขาร ทั้งปวง. คำว่า พึงเป็นผู้มีใจไม่ขุ่นมัว ความว่า พึงเป็นผู้ไม่ขุ่นมัว คือไม่ ยุ่งไป ไม่เป็นไป ไม่สืบต่อไป ไม่หวั่นไหว ไม่หมุนไป สงบแล้วด้วยจิต
หน้า 34 ข้อ 97
คือพึงละ สละ บรรเทา กระทำให้มีในที่สุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลส ทั้งหลาย อันทำความขุ่นมัว พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นขาด ออกไป สลัด สงบ ระงับ หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสทั้งหลาย อันทำความขุ่นมัว พึงเป็นผู้มีใจปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มีใจ ไม่ขุ่นมัวอยู่. [๙๗] คำว่า กุสโล สพฺพธมฺมานํ ความว่า เป็นผู้ฉลาดในธรรม ทั้งปวงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ ล ฯ สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น ธรรมดา พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงแม้ด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง โดยเป็นสภาพที่ไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ เป็นอย่างอื่น เป็นสภาพชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นสภาพไม่สำราญ เป็นภัย เป็นอุปสรรค หวั่นไหว ผุพัง ไม่ยั่งยืน ไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มีที่เร้น ไม่มีสรณะ ไม่เป็นที่พึ่ง ว่าง เปล่า สูญ เป็นอนัตตา มีโทษ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่เป็นแก่นสาร เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นผู้ฆ่า เป็นสภาพปราศจากความเจริญ มีอาสวะ มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อแห่งมาร มีชาติเป็นธรรมดา มีชราเป็นธรรมดา มีพยาธิเป็นธรรมดา มีมรณะเป็นธรรมดา มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา โดยความเกิด โดยความดับ ไม่มีคุณ มีโทษ ไม่มีอุบายเป็นเครื่องออกไป พึงเป็น ผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวงแม้ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 35 ข้อ 98
อีกอย่างหนึ่ง พึงเป็นผู้ฉลาดในขันธ์ ... ธาตุ ... อายตนะ ... ปฎิจจสมุปบาท ... สติปีฏฐาน ... สัมมัปปธาน ... อิทธิบาท ... อินทรีย์ ... พละ ... โพชฌงค์ ... มรรค ... ผล ... นิพพาน พึงเป็นผู้ฉลาดในธรรม ทั้งปวงแม้ด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง อายตนะ ๑๒ คือ จักษุ รูป หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะ ใจ ธรรมารมณ์ เรียกว่า ธรรมทั้งปวง. ก็ภิกษุเป็นผู้ละความกำหนัดในอายตนะภายในภายนอก คือ ตัดรากขาด แล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งเหมือนตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความ ไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุใด ภิกษุพึงเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง แม้ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฉลาดในธรรม ทั้งปวง. [๙๘] บทว่า สโต ในอุเทศว่า "สโต ภิกขุ ปริพฺพเช" ความ ว่า ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในกาย ๑ มีสติเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในเวทนาทั้งหลาย ๑ มีสติ เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานในจิต ๑ มีสติเจริญธัมมานุปัสสนาสติ- ปัฏฐานในธรรมทั้งหลาย ๑. ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อื่นอีก คือ มีสติเพราะเว้นความ เป็นผู้ไม่มีสติ ๑ เพราะทำธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความทำสติ ๑ เพราะละ ธรรมเป็นข้าศึกแก่สติ ๑ เพราะไม่หลงลืมธรรมอันเป็นนิมิตแห่งสติ ๑. ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อื่นอีก คือ มีสติเพราะความเป็น ผู้ประกอบด้วยสติ ๑ เพราะถึงความชำนาญด้วยสติ ๑ เพราะความเป็นผู้ คล่องแคล่วด้วยสติ ๑ เพราะไม่กลับปลงจากสติ ๑.
หน้า 36 ข้อ 98
ภิกษุมีสติด้วยเหตุ ๔ ประการแม้อื่นอีก คือ มีสติเพราะความเป็น ผู้มีสติเสมอ ๑ เพราะความเป็นผู้สงบ ๑ เพราะความเป็นผู้ระงับ ๑ เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของผู้สงบ ๑. มีสติเพราะพุทธานุสสติ เพราะธัมมานุสสติ เพราะสังฆานุสสติ เพราะสีลานุสสติ เพราะจาคานุสสติ เพราะเทวตานุสสติ เพราะอานา- ปานัสสติ เพราะมรณานุสสติ เพราะกายคตาสติ เพราะอุปสมานุสสติ สติ ฯ ล ฯ สัมมาสติ สติสัมโพชฌงค์ เอกายนมรรค นี้เรียกว่า สติ ภิกษุ เป็นผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยสตินี้ ภิกษุนั้นเรียกว่า มีสติ. คำว่า "ภิกขุ" คือ ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้ทำลายสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ภิกษุนั้นเป็นผู้ทำลายอกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้า- หมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็น ที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป. (พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อน๑สภิยะ) ภิกษุนั้นบรรลุถึงปรินิพพานแล้ว เพราะธรรมเป็น หนทางที่ตนทำ (ดำเนิน) แล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้ แล้ว ละแล้วซึ่งความเสื่อมและความเจริญ อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว. คำว่า ภิกษุพึงมีสติเว้นรอบ ความว่า ภิกษุพึงมีสติเว้นรอบ คือ พึงมีสติเดิน พึงมีสติยืน พึงมีสตินั่ง พึงมีสตินอน พึงมีสติก้าวไปข้างหน้า ๑. ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๖๖.
หน้า 37 ข้อ 99
พึงมีสติถอยกลับ พึงมีสติแลดู พึงมีสติเหลียวดู พึงมีสติคู้เข้า พึงมีสติ เหยียดออก พึงมีสติทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร พึงมีสติเที่ยวไป พึง มีสติอยู่ คือ เป็นไป เปลี่ยนแปลง รักษา บำรุง เยียวยา ให้เยียวยา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงมีสติเว้นรอบ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุไม่พึงติดใจในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง พึงมีสติเว้นรอบ. [๙๙] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค) ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกัน มีความประสงค์ร่วมกัน มีความ อบรมวาสนาร่วมกัน กับอชิตพราหมณ์นั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา และจิตของ อชิตพราหมณ์นั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่น น้ำ ผม และหนวดของอชิตพราหมณ์ หายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุอรหัต. อชิตพราหมณ์นั้น เป็นภิกษุ ครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร เพราะการปฏิบัติ ตามประโยชน์ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้า พระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบอชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑
หน้า 38 ข้อ 99
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย จูฬนิทเทส อรรถกถาปารายนวรรค อรรถกถาอชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยในอชิตสุตตนิทเทส๑ที่ ๑ แห่งปารายนวรรค ดัง ต่อไปนี้. อชิตมาณพได้ทูลถามปัญหาว่า โลกอันอะไรหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏ เพราะเหตุ อะไร อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้น ขอพระองค์จง ตรัสบอก อะไรเล่าเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น. เราจะเว้นบทที่กล่าวแล้วในปัญหาที่ ๑ ที่อชิตมาณพทูลถามใน ปัญหาที่สูงขึ้นไป และในนิทเทสทั้งหลาย และบทที่ง่าย จักกล่าวเฉพาะ ความต่างกันเท่านั้น. ในบทเหล่านั้นบทว่า นิวุโต คือหุ้มห่อไว้. บทว่า กิสฺสาภิเลปนํ พฺรูสิ คืออะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทาโลก ขอพระองค์จงตรัสบอก. บทว่า อาวุโต คือ ปกปิด. บทว่า โอผุโฏ ปิดบัง คือปิดเบื้องล่าง. บทว่า ปิหิโต ปกคลุม คือคลุมส่วนบน. บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน หุ้มห่อ คือไม่ ๑. ในปารายนวรรกนี้ อรรถกถาใช้คำว่า สุตตนิทเทส แทนปัญหานิทเทสทั้ง ๑๖ ปัญหา เพราะ อธิบายพระสูตรในสุตตนิบาต ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๔๒๕ - ๔๔๓.
หน้า 39 ข้อ 99
เปิดออก. บทว่า ปฏิกุชฺชิโต ครอบไว้ คือครอบให้มีหน้าคว่ำลง. บทว่า นปฺปกาสติ คือ ไม่ปรากฏ. บทว่า นปฺปภาสติ ไม่สว่าง คือ ไม่ทำความสว่างด้วยญาณ. บทว่า น ตปติ ไม่รุ่งเรือง คือไม่ทำความ รุ่งเรืองด้วยญาณ. บทว่า น วิโรจติ ไม่ไพโรจน์ คือไม่ทำความไพโรจน์ ด้วยญาณ. บทว่า น สญฺายติ คือ ไม่แจ่ม. บทว่า น ปญฺายติ คือ ไม่กระจ่าง. บทว่า เกน ลิตฺโต คือ อะไรเล่าเป็นเครื่องฉาบทา. เพิ่มอุปสัคเป็น ปลิตฺโต อุปลิตฺโต คือ ฉาบทาทั่ว เข้าไปฉาบทา. พึง เห็นความอย่างนี้ว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกด้วยอุเทศ(ยกหัวข้อขึ้นแสดง) จงทรงแสดงด้วยนิเทศ (การจำแนกแสดง) ทรงบัญญัติด้วยปฏินิเทศ (การรวมแสดง) เมื่อรู้อรรถโดยประการนั้น ๆ จงทรงแต่งตั้ง เมื่อ แสดงเหตุแห่งมรรคนั้น ๆ จงทรงเปิดเผย เมื่อแสดงความเป็นพยัญชนะ จงทรงจำแนก เมื่อนำออกเสียได้ซึ่งความครอบไว้และความลึกซึ้งแล้ว ให้เกิดที่ดังของญาณทางหู จงทรงทำให้ตื้น เมื่อกำจัดความมืดคือความ ไม่รู้ทางหูด้วยอาการเหล่านั้นแม้ทั้งหมด จงทรงประกาศดังนี้. บทว่า เววิจฺฉา นปฺปกาสติ โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ คือไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่เป็นเหตุ และเพราะความประมาทเป็น เหตุ. จริงอยู่ ความตระหนี่ ย่อมไม่ให้เพื่อประกาศคุณทั้งหลายมีทาน เป็นต้นแก่เขา และความประมาทมัวเมาย่อมไม่ให้เพื่อประกาศคุณทั้งหลาย มีศีลเป็นต้น. บทว่า ชปฺปาภิเลปนํ ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาโลกนั้นไว้ ดุจตังดักลิง เป็นเครื่องฉาบทาของลิงฉะนั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ มีชาติเป็นต้น. บทว่า เยสํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่าใด. บทว่า อาทิโต สมุทาคมนํ ปญฺายติ คือ ความเกิดขึ้นย่อมปรากฏ
หน้า 40 ข้อ 99
ตั้งแต่ขณะแรก (อุปาทขณะ ). บทว่า อตฺถงฺคมโต นิโรโธ คือ เมื่อ แตกดับ ความดับย่อมปรากฏ. บทว่า กมฺมนิสฺสิโต วิปาโก วิบาก อาศัยกรรม คือกุศลวิบากและอกุศลวิบาก ท่านเรียกว่า วิบากอาศัยกรรม เพราะไม่ละกรรมเป็นไป. บทว่า วิปากนิสฺสิตํ กมฺมํ กรรมอาศัยวิบาก คือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ท่านเรียกว่า กรรมอาศัยวิบาก เพราะ กระทำโอกาสแก่วิบากตั้งอยู่. บทว่า นามนิสฺสิตํ รูปํ รูปอาศัยนาม คือรูปในปัญจโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๕ ) ท่านเรียกว่า รูปอาศัยนาม เพราะไม่ละนามเป็นไป. บทว่า รูปนิสฺสิตํ นามํ นามอาศัยรูป คือ นามในปัญจโวการภพ ท่านเรียกว่า นามอาศัยรูป เพราะไม่ละรูปเป็นไป. บทว่า สวนฺติ สพฺพธิ โสตา กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปใน อายตนะทั้งปวง คือกระแสทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้น ย่อมไหลไปในอายตนะ มีรูปเป็นต้นทั้งปวง. บทว่า โสตานํ กึ นิวารณํ คือ อะไรเป็นเครื่อง กั้น อะไรเป็นเครื่องรักษากระแสเหล่านั้น. บทว่า สํวรํ พฺรูหิ ขอ พระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลายเหล่านั้น. อชิต- มาณพทูลถามถึงการละธรรมที่เป็นเครื่องกั้นกระแสที่เหลือด้วยบทนี้. บท ว่า เกน โสตา ปิถิยฺยเร กระแสทั้งหลายอันอะไรปิดกั้นไว้ คือกระแส เหล่านั้นอันธรรมอะไรปิดกั้นไว้ คือตัดขาด. ด้วยบทนี้ อชิตมาณพทูล ถามถึงการละกระแสที่ไม่เหลือ. บทว่า สวนฺติ ย่อมไหลไป คือย่อม เกิดขึ้น. บทว่า อาสวนฺติ ย่อมไหลหลั่ง คือไหลลงเบื้องต่ำ. บทว่า สนฺทนฺติ ย่อมเลื่อนไป คือไหลไปไม่มีสิ้นสุด. บทว่า ปวตฺตนฺติ ย่อม เป็นไป คือเป็นไปบ่อย ๆ. บทว่า สติ เตสํ นิวารณํ สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น คือ
หน้า 41 ข้อ 99
สติอาศัยเสมอ ๆ ซึ่งคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมทั้งหลายอันประกอบ ด้วยวิปัสสนา เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น. บทว่า โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย อธิบายว่า เรากล่าวสตินั่นแล ว่าเป็นธรรมเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย. บทว่า ปญฺาเยเต ปิถิยฺยเร กระแสเหล่านั้นอันปัญญาย่อมปิดกั้นไว้ คือกระแสเหล่านี้อันมรรคปัญญา ที่สำเร็จด้วยการแทงตลอดความเป็นของไม่เที่ยงในรูปเป็นต้น ปิดกั้นไว้ โดยประการทั้งปวง. บทว่า ปจฺฉิชฺชนฺติ คือ ตัดขาด. บทว่า สมุทยญฺจ ความเกิด คือปัจจัย. บทว่า อตฺถงฺคมญฺจ ความดับ คือเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ถึงความไม่มี หรือเมื่อยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิด. บทว่า อสฺสาทํ ความ พอใจ คืออานิสงส์. บทว่า อาทีนญฺจ คือโทษ. บทว่า นิสฺสรณญฺจ คือ อุบายเป็นเครื่องออกไป. พึงทราบความแห่งคาถาที่เป็นปัญหาว่า ปญฺาเจว ดังนี้เป็นต้น ต่อไป. พึงทราบความสังเขปอย่างนี้ว่า ปัญญา สติ และนามรูป ตามที่ พระองค์ตรัสไว้แล้วทั้งหมดนั้น ย่อมดับไป ณ ที่ไหน. ขอพระองค์จงตรัส บอกปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถามเถิด. บทว่า กตฺเถตํ นิรุชฺฌติ คือ นาม- รูปนั้นดับ ณ ที่ไหน. บทว่า วูปสมติ คือ ย่อมดับ. บทว่า อตฺถงฺคจฺฉติ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือถึงความไม่มี. บทว่า ปฏิปสฺสมฺภติ ย่อม ระงับ คือย่อมสงบ. อนึ่ง พึงทราบคาถาวิสัชนาปัญหาของอชิตมาณพนั้นต่อไป. เพราะ ปัญญาและสติสงเคราะห์เข้าเป็นนามเท่านั้น ฉะนั้น จะไม่กล่าวถึงปัญญา และสติไว้ต่างหาก. ความย่อในบทวิสัชนานี้มีดังนี้. ดูก่อนอชิตะ ท่าน ได้ถามปัญหาข้อใดกะเราว่า นามรูปนั้นย่อมดับ ณ ที่ไหน เพราะเหตุนั้น
หน้า 42 ข้อ 99
เราจะบอกปัญหานั้นกะท่านว่า นามและรูปใดดับไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด นามและรูปนั้น ก็ดับ ณ ที่นั้นพร้อมกับความดับแห่งวิญญาณนั้น ๆ นั่นเอง ไม่ก่อนไม่หลัง คือย่อมดับในเพราะวิญญาณดับนี้เอง เพราะวิญญาณดับ ในภายหลังอย่างนี้ นามและรูปนั้นจึงเป็นอันดับไปด้วย. ท่านอธิบายว่า นามและรูปนั้นไม่เลยไป. บทว่า โสตาปตฺติมคฺคาเณน อภิสงฺขาร- วิญฺาณสฺส นิโรเธน เพราะความดับแห่งวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิ- สังขารด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ คือเพราะความดับจิตที่สัมปยุตด้วยกุศล และอกุศลเจตนา ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นอันไม่สมควรเสียได้ ด้วยปัญญา อันสัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรค. ในบทนั้น นิโรธ มี ๒ อย่าง คือ อนุปาทินนกนิโรธ ๑ อุปา- ทินนกนิโรธ ๑ จิต ๕ ดวง คือจิตที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตที่สหรคตด้วย วิจิกิจฉา ๑ ดวง ย่อมดับไปด้วย โสดาปัตติมรรค. จิตเหล่านั้นให้รูป เกิดขึ้น. รูปนั้นเป็นรูปขันธ์ที่ไม่มีใจครอง. จิตเหล่านั้นเป็นวิญญาณขันธ์. เวทนา สัญญา สังขาร ที่สัมปยุตกับวิญญาณขันธ์นั้นเป็นอรูปขันธ์ ๓. ใน อรูปขันธ์นั้น หากพระโสดาบันไม่ได้อบรมโสดาปัตติมรรคแล้วไซร้ จิต ๕ ดวงเหล่านั้นพึงถึงความแผ่ซ่านไปในอารมณ์ ๖. แต่โสดาปัตติมรรค ห้ามความเกิดแห่งความแผ่ซ่านไปของจิตเหล่านั้น กระทำการเพิกถอนซึ่ง ความเกิดอันไม่สมควรเสีย ด้วยอริยมรรค ชื่อว่า อนุปาทินนกนิโรธ ดับอนุปาทินนกะ. จิต ๖ ดวง ด้วยอำนาจแห่งกามราคะและพยาบาทอันหยาบ คือจิต
หน้า 43 ข้อ 99
๔ ดวงที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ จิต ๒ ดวงที่สหรคตด้วยโทมนัส ย่อมดับ ด้วยสกทาคามิมรรค. จิต ๖ ดวงเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งกามราคะและพยาบาทที่สหร- คตด้วยส่วนที่ละเอียด ( อณุสหคต) ย่อมดับด้วย อนาคามิมรรค. อกุศลจิต ๕ ดวง คือจิต ๔ ดวงที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ และจิต ๑ ดวงที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ย่อมดับด้วย อรหัตมรรค. ในจิตเหล่านั้น หากว่าพระอริยะเหล่านั้นไม่อบรมมรรคเหล่านั้น แล้วไซร้ จิตเหล่านั้นพึงถึงความแผ่ซ่านไปในอารมณ์ ๖. อนึ่ง มรรค ของพระอริยะเหล่านั้น ห้ามความเกิดแห่งความแผ่ซ่านไป กระทำการ ถอนเสียซึ่งความที่จิตเหล่านั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยอริยมรรค ชื่อว่า อนุปาทนนกนิโรธ ดับอนุปาทินนกะ. พึงทราบความดับอนุปาทินนกะ อย่างนี้. ก็หากว่าพระโสดาบันไม่ได้เป็นผู้อบรมโสดาปัตติมรรค ความเป็น ไปแห่งอุปาทินนกขันธ์พึงเป็นไปได้ในสังสารวัฏ มีเบื้องต้นเบื้องปลาย อันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗ เพราะเหตุไร. เพราะมีเหตุแห่ง ความเป็นไปของโสดาปัตติมรรคนั้น. ก็มรรคนั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมถอนกิเลส ๕ อย่างเหล่านี้ได้ คือสังโยชน์ ๓ ทิฏฐานุสัย ๑ วิจิกิจฉานุสัย ๑. ความ เป็นไปแห่งอุปาทินนกะของพระโสดาบัน จักเป็นไปในสังสารวัฏมีเบื้องต้น เบื้องปลาย อันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ เว้นภพ ๗ ได้แต่ไหนในบัดนี้. โสดาปัตติมรรคเมื่อกระทำอุปาทินนกะให้เป็นไปไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่า อุปา- ทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ. หากว่า พระสกทาคามีไม่ได้เป็นผู้อบรมสกทาคามิมรรค ความเป็น
หน้า 44 ข้อ 99
ไปแห่งอุปาทินนกะพึงเป็นไปได้ในภพ ๕ เว้นภพ ๒. เพราะเหตุไร. เพราะมีเหตุแห่งความเป็นไปของสกทาคามิมรรคนั้น. มรรคนั้นเมื่อเกิด ย่อมถอนกิเลส ๔ เหล่านี้ได้ คือกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่าง หยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ. ความเป็นไปแห่งอุป- ทินนกะของพระสกทาคามีจักเป็นไปในภพ ๕ เว้นภพ ๒ ได้แต่ไหนใน บัดนี้. สกทาคามิมรรคเมื่อกระทำอุปาทินนกะให้เป็นไปไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่า อุปาทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ. หากว่า พระอนาคามีไม่ได้เป็นผู้อบรมอนาคามิมรรค ความเป็นไป แห่งอุปาทินนกะพึงเป็นไปในภพที่ ๒ เว้นภพที่ ๑. เพราะเหตุไร. เพราะ มีเหตุแห่งความเป็นไปของอนาคามิมรรคนั้น. ก็มรรคนั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อม ถอนกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ได้ คือกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อันสหร- คตด้วยส่วนละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอันสหรคตด้วยส่วนละเอียด ความเป็นไปแห่งอุปาทินนกะของพระอนาคามี จักเป็นไปในภพที่ ๒ เว้น ภพที่ ๑ ได้แต่ไหนในบัดนี้ อนาคามิมรรคเมื่อกระทำให้อุปาทินนกะเป็น ไปไม่ได้อย่างนี้ ชื่อว่า อุปาทินนกนิโรธ ดับอุปาทินนกะ. หากว่า พระอรหันต์ไม่ได้อบรมอรหัตมรรค ความเป็นไปแห่ง อุปาทินนกะพึงเป็นไปในรูปภพและอรูปภพได้. เพราะเหตุไร. เพราะมี เหตุแห่งความเป็นไปของอรหัตมรรคนั้น. อนึ่ง มรรคนั้นเมื่อเกิดย่อม ถอนกิเลส ๘ อย่างเหล่านี้ได้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย. ความเป็นไปแห่งอุปา- ทินนกะของพระขีณาสพ จักเป็นไปในภพใหม่ได้แต่ไหนในบัดนี้. อรหัต-
หน้า 45 ข้อ 99
มรรคเมื่อกระทำอุปาทินนกะไม่ให้เป็นไปได้อย่างนี้ ชื่อว่า อุปาทินนก- นิโรธ ดับอุปาทินนกะ. อนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า โสดาปัตติมรรคย่อมดับอบายภพ. สกทาคามิมรรคย่อมดับได้ส่วนหนึ่งของสุคติกามภพ. อนาคามิมรรคย่อม ดับกามภพได้. อรหัตมรรคย่อมดับรูปภพอรูปภพ แม้ในภพทั้งปวงได้. พึงทราบอุปาทินนกนิโรธ การดับอุปาทินนกะด้วยประการฉะนี้. พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงแสดงการดับอนุปาทินนกะด้วยบทนี้ว่า อภสงฺขารวิญฺา- ณสฺส นิโรเธน ด้วยการดับวิญญาณอันสัมปยุตด้วยอภิสังขาร. ทรง แสดงการดับอุปาทินนกะด้วยบทนี้ว่า เย อุปฺปชฺเชยฺยุํ นามญฺจ รูปญฺจ เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ ธรรมเหล่าใด คือนามและรูปพึงเกิดขึ้น ณ ที่ใด ธรรมเหล่านั้น ย่อมดับไป ณ ที่นั้น. ในบทเหล่านั้นบทว่า สตฺต ภเว เปตฺวา เว้นภพ ๗ คือเว้น ภพ ๗ ของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปสู่กามภพจากกามภพ. บทว่า อนมตคฺเค สํสาเร ในสังสารมีเบื้องต้นเบื้องปลาย อันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้ คือ ธรรมทั้งหลายพึงเกิดขึ้นในสังสารวัฏที่พรรณนาไว้ว่า ลำดับขันธ์ ธาตุ อายตนะ ทั้งหลาย อันเป็นไปไม่ ขาดสาย ท่านเรียกว่า สงสาร. บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ ได้แก่ ธรรมเหล่านี้ คือนาม อันได้แก่ ขันธ์ ๔ มีการน้อมไปเป็นลักษณะ และรูปอันได้แก่ภูตรูปและอุปาทายรูป มีการสลายไปเป็นลักษณะ พึงเกิดขึ้น. บทว่า เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับไป ณ ที่นั้น คือธรรมอันได้แก่นามและรูปเหล่านี้ ย่อมถึงการดับไป ด้วยอำนาจการเกิดอันไม่สมควรในโสดาปัตติมรรคนี้.
หน้า 46 ข้อ 99
พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า สกทาคามิมคฺคาเณน ด้วยสกทาคา- มิมรรคญาณเป็นต้น ชื่อว่าสกทาคามี เพราะมาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจปฏิสนธิ. มรรคแห่งสกทาคามีนั้น ชื่อว่าสกทาคามิมรรค. ด้วย ญาณอันประกอบด้วยมรรคนั้น. บทว่า เทฺว ภเว เปตฺวา เว้นภพ ๒ คือเว้นภพ ๒ อันเป็นกามธาตุ ด้วยอำนาจการปฏิสนธิ. บทว่า ปญฺจสุ ภเวสุ คือ (เกิด) ในภพ ๕ อัน เหลือจากภพ ๒ นั้น. บทว่า เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ คือ ธรรมเหล่านี้ย่อมดับไป โดยนัยที่กล่าวแล้วด้วยสกทาคามิ- มรรค ณ ที่นี้. บทว่า เอกํ ภวํ เปตฺวา เว้นภพ ๑ คือเว้นภพ ๑ ด้วยรูปธาตุหรืออรูปธาตุ ด้วยอำนาจแห่งความอุกฤษฏ์. บทว่า รูป- ธาตุยา วา อรูปธาตุยา วา ได้แก่ รูปธาตุและอรูปธาตุในภพที่ ๒. ในบทว่า นามญฺจ รูปญฺจ นี้ ในรูปภพได้แก่ นามและรูป ในอรูปภพ ได้แก่ นามเท่านั้น. บทว่า เอตฺเถเต นิรุชฺฌนฺติ ได้แก่ ธรรมอัน เป็นนามและรูปเหล่านี้ ย่อมดับไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ด้วยอรหัตมรรค ณ ที่นี้. บทว่า อรหโต ได้แก่ พระขีณาสพ ได้ชื่อว่าพระอรหันต์เพราะ เป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย. บทว่า อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ด้วยนิพพานธาตุอันเป็นอนุปาทิเสส คือนิพพานธาตุมี ๒ อย่าง เป็น อุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน. ในบทนั้นชื่อว่า อุปาทิ เพราะยึดมั่น คือยึดถือมั่นว่า เรา ของเรา. บทนี้เป็นชื่อของขันธ์ ๕. อุปาทิอันเหลือชื่อว่า อุปาทิเสสะ. ชื่อว่า สอุ- ปาทิเสสะ เพราะเป็นไปกับด้วยเบญจขันธ์ที่เหลืออยู่. ชื่อว่า อนุปาทิ- เสสะ เพราะไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่. อนุปาทิเสสะนี้. ด้วยนิพพานธาตุ อันเป็นอนุปาทิเสสะนั้น. บทว่า นิพฺพายนฺตสฺส ได้แก่ ดับ คือเป็นไป
หน้า 47 ข้อ 99
ไม่ได้ เหมือนไฟหมดเชื้อฉะนั้น. บทว่า จริมวิญฺาณสฺส นิโรเธน เพราะดับวิญญาณดวงสุดท้าย คือเพราะดับลมหายใจเข้าออกในเบญจขันธ์ นี้. จริมะ (สุดท้าย) มี ๓ คือ ภวจริมะ, ฌานจริมะ, จุติจริมะ. ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจเข้าออกย่อมเป็นไปในกามภพ ไม่เป็น ไปในรูปภพและอรูปภพ ฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะ นั้น จึงชื่อว่า ภวจริมะ. ในฌานทั้งหลาย ลมหายใจเข้าออกย่อมเป็นไปใน ๓ ฌานต้น ไม่เป็นไปในฌานที่ ๔ เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะจึงชื่อว่า ฌาน- ภวจริมะ. อนึ่ง ธรรมเหล่าใดเกิดพร้อมกับจิตที่ ๑๖ ก่อนหน้าจุติจิต ธรรม เหล่านั้นย่อมดับไปพร้อมกับจุติจิต นี้ชื่อว่า จุติจริมะ. จุติจริมะนี้ประสงค์ เอาว่า จริมะ ในที่นี้. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก ทั้งหลาย โดยที่สุดแม้แต่มดดำมดแดงทั้งหมด ย่อมกระทำกาละด้วย ภวังคจิตนั่นแหละ อันเป็นอัพยากฤต เป็นทุกขสัจเหมือนกันหมด. เพราะฉะนั้น คำว่า จริมวิญฺาณสฺส นิโรเธน เพราะดับวิญญาณดวง สุดท้าย จึงหมายถึงเพราะดับจุติจิต. พึงกำหนดเอาอรูปขันธ์ ๔ ด้วยบทเหล่านี้ คือ ปญฺา จ สติ จ นามญฺจ ปัญญา สติ และนาม. พึงกำหนดเอามหาภูตรูป ๔ และ อุปาทายรูป ๒๔ ด้วยบทนี้ว่า รูปญฺจ ดังนี้. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายการดับนามรูป นั้น จึงตรัสว่า เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนี้จึงดับ ณ ที่นี้. บทเหล่านั้น บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ จริมวิญญาณบ้าง อภิสังขาร- วิญญาณบ้าง. เพราะละและดับอภิสังขารวิญญาณ นามและรูปนี้จึงดับ
หน้า 48 ข้อ 99
ณ ที่นี้ ย่อมถึงความไม่มีบัญญัติดุจเปลวประทีปฉะนั้น. เพราะความที่จริม- วิญญาณเป็นปัจจัยแห่งความไม่เกิด นามและรูปจึงดับไปด้วยอำนาจความ ไม่เกิดขึ้น ด้วยความดับ คือความไม่เกิด (แห่งจริมวิญญาณ). ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศทุกขสัจ ด้วยบทนี้ว่า ทุกฺขมสฺส มหพฺภยํ ทุกข์เป็นภัยใหญ่หลวงของโลก ทรงประกาศสมุทยสัจด้วยบทนี้ว่า ยานิ โสตานิ กระแสเหล่าใด ทรง ประกาศมรรคสัจด้วยบทนี้ว่า ปญฺาเยเต ปิถิยฺยเร กระแสเหล่านี้อัน ปัญญาปิดกั้นไว้. ทรงประกาศนิโรธสัจด้วยบทนี้ว่า อเสสํ อุปรุชฺฌติ ดับไม่มีเหลือ อชิตมาณพแม้ฟังสัจจะ ๔ ประการอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ แล้ว ก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ เมื่อจะทูลถามถึงปฏิปทาของพระเสกขะและ พระอเสกขะอีก จึงทูลว่า เย จ สงฺขาตธมฺมาเส พระอรหันตขีณาสพ เหล่าใดผู้มีสังขาตธรรม. ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขาตธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่พิจารณาแล้ว โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทนี้เป็นชื่อของพระอรหันต์ทั้งหลาย. บทว่า เสกฺขา คือ ผู้ยังต้องศึกษาศีลเป็นต้น ได้แก่ อริยบุคคล ที่เหลือ. บทว่า ปุถู มาก ได้แก่ ชนเป็นอันมาก. บทว่า เตสํ เม นิปโก อริยํ ปุฏฺโ ปพฺรูหิ คือ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์ ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา ได้โปรดบอกถึงข้อปฏิบัติของพระเสกขะและอเสกขะ เหล่านั้น แก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า เตสํ ขนฺธา สงฺขาตา ขันธ์ของ พระขีณาสพเหล่านั้นมีธรรมอันนับได้แล้ว คือขันธ์ ๕ ของพระขีณาสพ เหล่านั้นสิ้นไปแล้ว กระทำให้ไม่มีปฏิสนธิ หรือสิ้นสุดไปแล้ว. แม้ใน ธาตุทั้งหลายเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อิริยํ คือ การประกอบ.
หน้า 49 ข้อ 99
บทว่า จริยํ คือ การกระทำ. บทว่า วุตฺตึ คือ การเข้าถึง. บทว่า อาจารํ คือ ความประพฤติ. บทว่า โคจรํ คือ ปัจจัย. บทว่า วิหารํ คือ การเป็นไปแห่งอิริยาบถ. บทว่า ปฏิปทํ คือ การปฏิบัติ.๑ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะกิเลสทั้งหลายตั้งแต่กามฉันท- นิวรณ์เป็นต้น อันพระเสกขะพึงละ ฉะนั้น จึงแสดงถึงเสกขปฏิปทาแก่ อชิตมาณพนั้นด้วยคาถากึ่งหนึ่งมีอาทิว่า กาเมสุ ในกามทั้งหลาย ดังนี้. บทนั้นมีความดังนี้ ภิกษุไม่พึงติดใจในวัตถุกามทั้งหลายด้วยกิเลส- กาม ละธรรมอันทำใจให้ขุ่นมัวมีกายทุจริตเป็นต้น พึงมีใจไม่ขุ่นมัว. อนึ่ง เพราะพระอเสขะชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง เพราะ เป็นผู้พิจารณาโดยรอบคอบถึงสังขารทั้งปวงเป็นต้น โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง เป็นผู้มีสติด้วยเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นผู้ถึง ความเป็นภิกษุ เพราะทำลายสักกายทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเว้นรอบในอิริยาบถ ทั้งปวง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงปฏิปทาของพระ- อเสกขะด้วยคาถากึ่งหนึ่งว่า กุสโล เป็นผู้ฉลาด ดังนี้เป็นต้น. บทว่า นาภิคิชฺเฌยฺย ไม่ติดใจ คือไม่ถึงความกำหนัด. บทว่า น ปลิคิชฺเฌยฺย ไม่พัวพัน คือไม่ถึงความโลภ. บทว่า น ปลิพุชฺเฌยฺย ไม่หมกมุ่น คือไม่ติดแน่นด้วยอำนาจความโลภ. บทว่า อาวิลกเร กิเลเส ปชเหยฺย คือ พึงละกิเลสทั้งหลายอันทำให้ขุ่นมัว ได้แก่ พึงละกิเลสอันได้แก่ความ เดือนร้อนอันทำให้จิตขุ่นมัว. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือ ท่าน กล่าวถึงการทํานิพพานไว้ในภายใน. บทว่า ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีปัจจัยเป็นสภาพ. ๑. ม. เป็นวิปัสสนา.
หน้า 50 ข้อ 99
บทว่า สห คาถาปริโยสานา คือ พร้อมด้วยเวลาจบคาถา. บท ว่า เยเต พฺราหฺมเณน สทฺธึ เอกจฺฉนฺทา เทวดาและมนุษย์ต่างมี ฉันทะร่วมกันกับพราหมณ์ คือมีกัลยาณฉันทะ มีอัธยาศัยร่วมกันกับอชิต- มาณพ. บทว่า เอกปฺปโยคา มีประโยคร่วมกัน คือมีกายประโยค วจี- ประโยค และมโนประโยคร่วมกัน. บทว่า เอกาธิปฺปายา คือ มีความ ประสงค์ มีความพอใจร่วมกัน. อธิบายว่า มีความชอบใจเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน. บทว่า เอกวาสนวาสิตา มีการอบรมวาสนาร่วมกัน คือมี การอบรมร่วมกันมาในคำสอนของพระพุทธเจ้าในอดีต. บทว่า อเนเกสํ ปาณสหสฺสานํ คือ แก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน. บทว่า วิรชํ วีตมลํ ปราศจากธุลีมลทิน คือปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น และปราศจากมลทิน มีราคะเป็นต้น. โสดาปัตติมรรคท่านประสงค์เอาในบทว่า ธมฺมจกฺขุํ นี้ ในที่อื่นประสงค์เอามรรคเบื้องต่ำ ๓ ท่านกล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับเป็นธรรมดา เพื่อแสดงเหตุ แห่งการเกิดมรรคนั้น. เพราะโสดาปัตติมรรคนั้น ทํานิโรธสัจให้เป็น อารมณ์ แล้วแทงตลอดสังขตธรรมทั้งปวงอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งกิจ ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า ตสฺส จ พฺราหฺมณสฺส อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจิ. จิตของพราหมณ์พ้นแล้วจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น คือ จิตของอชิตพราหมณ์นั้น และอันเตวาสิกหนึ่งพัน เมื่อพ้นจากกามาสวะ เป็นต้นในขณะมรรค พ้นแล้วในขณะผล เพราะไม่ถือมั่นด้วยตัณหาเป็นต้น. บทว่า สห อรหตฺตปฺปตฺตา พร้อมด้วยการบรรลุพระอรหัต คือหนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่น เป็นต้น ของท่านอชิตะพร้อมด้วย อันเตวาสิกหายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุอรหัตนั่นเอง. ทั้งหมดทรง
หน้า 51 ข้อ 99
บาตรจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ มีผม ๒ องคุลี เป็นเอหิภิกขุ นั่งถวาย นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่ในบาลีปรากฏเฉพาะ พระอชิตเถระ เท่านั้น. ในบทเหล่านั้นบทว่า อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา เพราะการปฏิบัติตาม ประโยชน์ คือเพราะได้การปฏิบัติอันเป็นสัจจาภิเษก (อภิเษกด้วยสัจจะ). อธิบายว่า เพราะได้พระนิพพาน. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วย ประการฉะนี้. จบอรรถกถาอชิตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑
หน้า 52 ข้อ 100, 101, 102
ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านติสสเมตเตยยะ [๑๐๐] (ท่านติสสเมตเตยยะทูลถามว่า) ใครยินดีแล้วในโลกนี้ ความหวั่นไหวของใครย่อม ไม่มี ใครรู้สิ้นสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลาง ด้วยปัญญา พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ ใคร ล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. [๑๐๑] คำว่า ใครยินดีแล้วในโลกนี้ ความว่า ใครพอใจ คือ ชอบใจ มีความดำริบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครยินดีแล้วใน โลกนี้. บทว่า อิติ ในอุเทศว่า "อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตเตยฺโย" ดังนี้ เป็นบทสนธิ คือเป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นบทยังเนื้อความให้บริบูรณ์ เป็นความประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ. บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วย ความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่อง กล่าวถึงเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่า ติสฺสเมตฺ- เตยฺโย เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ เป็น เครื่องร้องเรียก เป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นเครื่องทรงชื่อ เป็นภาษา ที่ร้องเรียกกัน เป็นเครื่องแสดงให้ปรากฏ เป็นเครื่องกล่าวเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า "อิจฺจายสฺมา ติสฺสเมตฺเตยฺโย." [๑๐๒] คำว่า ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี ความว่า ความ หวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะ
หน้า 53 ข้อ 103, 104, 105, 106
มานะ ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความ หวั่นไหวเหล่านี้ของใครย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ คือ ความ หวั่นไหวอันใครละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว มีความ ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวของใครย่อมไม่มี. [๑๐๓] คำว่า ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ความว่า ใครรู้จัก คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครรู้จักส่วนสุดทั้งสองแล้ว. [๑๐๔] คำว่า ไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา ความว่า ไม่ติด คือไม่เข้าไปติด ออกไป สลัดออกไป หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจ ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติดในท่ามกลางด้วย ปัญญา. [๑๐๕] คำว่า พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ ความว่า พระองค์ตรัสเรียกใคร คือตรัสใคร ทรงสำคัญใคร ทรงชมเชยใคร ทรงเห็นใคร ทรงบัญญัติใครว่าเป็นมหาบุรุษ คือเป็นอัครบุรุษ บุรุษ สูงสุด บุรุษวิเศษ บุรุษประธาน อุดมบุรุษ บุรุษประเสริฐ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ. [๑๐๖] คำว่า ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลก นี้ ความว่า ใครล่วงแล้ว คือเข้าไปล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว พ้นแล้ว เป็นไปล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า
หน้า 54 ข้อ 107, 108
ใครยินดีแล้วในโลกนี้ ความหวั่นไหวของใครย่อม ไม่มี ใครรู้ส่วนสุดทั้งสองแล้ว ย่อมไม่ติดในท่ามกลาง ด้วยปัญญา พระองค์ย่อมตรัสเรียกใครว่าเป็นมหาบุรุษ ใครล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. [๑๐๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเมตเตยยะ) ภิกษุ มีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ ทราบ แล้ว ดับแล้ว ไม่มีความหวั่นไหว ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสอง และ ท่ามกลางด้วยปัญญาแล้วไม่ติดอยู่ เราเรียกภิกษุนั้นว่าเป็นมหาบุรุษ ภิกษุ นั้นล่วงเสียแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. [๑๐๘] โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า "กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา" ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกกิเลสกาม คำว่า มีพรหมจรรย์ ความว่า ความงด ความเว้น ความเว้นขาด ความขับไล่เวร กิริยาที่ไม่กระทำ ความไม่ทำ ความไม่ต้อง ความไม่ล่วงแดน ซึ่งความถึงพร้อมด้วย อสัทธรรมเรียกว่าพรหมจรรย์. อีกอย่างหนึ่ง โดยตรงท่านเรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ คือสัมมา- ทิฏฐิ ฯ ล ฯ สัมมาสมาธิ ว่าพรหมจรรย์ ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า มีพรหมจรรย์ เขาเรียกบุคคลว่า มีทรัพย์ เพราะ ทรัพย์ เรียกกันว่า มีโภคะ เพราะโภคะ เรียกกันว่ามียศ เพราะยศ เรียกกันว่า มีศิลป เพราะศิลป เรียกกันว่ามีศีล เพราะศีล เรียกกันว่า มีความเพียร เพราะความเพียร เรียกกันว่ามีปัญญา เพราะปัญญา เรียก
หน้า 55 ข้อ 109
กันว่ามีวิชชา เพราะวิชชาฉันใด ภิกษุใดเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ภิกษุนั้นท่านก็เรียกว่า มีพรหมจรรย์ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า มีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยโคตรว่า ดูก่อนเมต- เตยยะ. คำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนเมตเตยยะ. [๑๐๙] รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ" ภิกษุใดละตัณหานี้ขาดแล้ว คือตัด ขาดแล้ว สงบแล้ว มีความไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือ ญาณ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า ปราศจากตัณหา คือสละตัณหาแล้ว คายตัณหา แล้ว ปล่อยตัณหาแล้ว ละตัณหาแล้ว สละคืนตัณหาแล้ว มีราคะไป ปราศจากแล้ว สละราคะแล้ว คายราคะแล้ว ปล่อยราคะแล้ว ละราคะแล้ว สละคืนราคะแล้ว เป็นผู้ไม่มีความหิว เป็นผู้ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยสุข มีตนเป็นเพียงดังพรหมอยู่. คำว่า สทา ความว่า ทุกเมื่อ คือทุกสมัย ตลอดกาลทั้งปวง กาลเป็นนิตย์ กาลยั่งยืน ติดต่อ เนืองๆ เนื่องกัน ต่อลำดับไม่สับสนกัน ไม่ว่าง ประกอบด้วยความพร้อมเพรียง ถูกต้องกัน กาลเป็นปุเรภัต กาล เป็นปัจฉาภัต ตลอดยามต้น ตลอดยามกลาง ตลอดยามหลัง ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอน วัยกลาง ในตอนวัยหลัง.
หน้า 56 ข้อ 110
คำว่า มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ชื่อว่ามีสติ เพราะเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน คือการพิจารณาเห็นกายในกาย ๑ ... การ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ๑ ... การพิจารณาเห็นจิตในจิต๑ ... การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย ๑ ฯ ล ฯ ภิกษุนั้นท่านเรียกว่า ผู้มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ. [๑๑๐] ญาณ ปัญญา กิริยาที่รู้ ความเลือกเฟ้น ฯ ลฯ ความ ไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ปัญญาอันเห็นชอบ ชื่อว่า สังขา ในอุเทศว่า สงฺขาย นิพฺพุโต ภิกฺขุ. คำว่า ทราบแล้ว ความว่า ทราบ คือรู้ เทียบเคียง พิจารณา เจริญทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง ทราบ ... ทำให้แจ่นแจ้งแล้วโดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นโรค ... เป็นดังหัวฝี ... เป็นดังลูกศร ฯล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องออกไป. คำว่า ดับแล้ว ความว่า ชื่อว่าดับแล้ว เพราะเป็นผู้ดับราคะ โทสะ โมหะ ... มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวน กระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลา- ภิสังขารทั้งปวง. คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ทำลายธรรม
หน้า 57 ข้อ 111, 112
๗ ประการ ฯ ลฯ ภิกษุนั้น ... อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว เพราฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... ทราบแล้ว ดับแล้ว. [๑๑๑] คำว่า ตสฺส ในอุเทศว่า "ตสฺส โน สนฺติ อิญฺชิตา" ความว่า พระอรหันตขีณาสพไม่มีความหวั่นไหว คือความหวั่นไหว เพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกิเลส ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความหวั่นไหว เหล่านี้ย่อมไม่มี ได้แก่ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่ภิกษุนั้น คือความ หวั่นไหวเหล่านี้ภิกษุนั้นละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นไม่มีความ หวั่นไหวทั้งหลาย. [๑๑๒] คำว่า ที่สุด ในอุเทศว่า "โส อุภนฺตมภิญฺาย มชฺเฌ มนฺตา น ลิมฺปติ" ดังนี้ ความว่า ผัสสะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุให้ เกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่สอง ความดับผัสสะเป็นท่ามกลาง อดีตเป็นส่วน สุดข้างหนึ่ง อนาคตเป็นส่วนสุดที่สอง ปัจจุบันเป็นท่ามกลาง. สุขเวทนา เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง ทุกขเวทนาเป็นส่วนสุดที่สอง อทุกขมสุขเวทนาเป็น ท่ามกลาง. นามเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง รูปเป็นส่วนสุดที่สอง วิญญาณเป็น ท่ามกลาง. อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่สอง วิญญาณเป็นท่ามกลาง. สักกายะเป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง เหตุให้เกิดสักกายะเป็นส่วนสุดที่สอง ความดับสักกายะเป็นท่ามกลาง. ปัญญา ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ ฯ ลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น ธรรม ปัญญาอันเห็นชอบ เรียกว่า มนฺตา. ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดเพราะตัณหา ๑ ความติดเพราะ
หน้า 58 ข้อ 113
ทิฏฐิ ๑ ชื่อว่า เลปา. ความติดเพราะตัณหาเป็นไฉน การทำเขต การ ทำแดน การทำส่วน การทำความกำหนด ความหวงแหน ความยึดถือ โดยส่วนแห่งตัณหาว่า นี้ของเรา นั่นของเรา เท่านี้ของเรา ประมาณ เท่านี้ของเรา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด เครื่อง นุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา ไร่ นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉางข้าว คลังของเรา บุคคลย่อมยึดถือเอามหาปฐพีแม้ทั้งสิ้นว่าเป็นของเรา ด้วย สามารถแห่งตัณหาและตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้เป็นความติดเพราะตัณหา. ความติดเพราะทิฏฐิเป็นไฉน สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ความเห็น รกชัฏคือทิฏฐิ ทาง กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ ความประกอบ ไว้คือทิฏฐิ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทางชั่ว ทางผิด ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยความแสวงหาผิด ความถืออันวิปริต ความถืออันวิปลาส ความถือผิด ความถือในวัตถุอัน ไม่จริงว่าวัตถุจริง ทิฏฐิ ๖๒ เท่าใด นี้เป็นความติดเพราะทิฏฐิ. คำว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญา แล้วไม่ติดอยู่ ความว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่ง ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ คือไม่เข้าไปติด ไม่ทา ไม่เปื้อน ออกไป สละไป หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องแล้ว มีจิตปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นรู้ยิ่งซึ่งส่วนสุดทั้งสองและท่ามกลางด้วยปัญญาแล้วไม่ติดอยู่. [๑๑๓] คำว่า ตํ พฺรูมิ มหาปุริโส ความว่า เราย่อมเรียก
หน้า 59 ข้อ 114
กล่าว สำคัญ บอก เห็น บัญญัติภิกษุนั้นว่าเป็นมหาบุรุษ คือเป็น อัครบุรุษ บุรุษสูงสุด บุรุษวิเศษ บุรุษเป็นประธาน อุดมบุรุษ บุรุษประเสริฐ. ท่านพระสารีบุตรทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า มหาบุรุษ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นมหาบุรุษ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนสารีบุตร เรากล่าวว่าเป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิต หลุดพ้น เราไม่กล่าวว่าเป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้น้อมจิตเธอ ดูก่อน สารีบุตร ก็ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างไร ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายใน มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุนั้น พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้ง- หลาย... ในจิต... เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ เมื่อภิกษุนั้น พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น จากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้น แล้วอย่างนี้แล ดูก่อนสารีบุตร เรากล่าวว่าเป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิต หลุดพ้นแล้ว เราไม่กล่าวว่าเป็นมหาบุรุษ เพราะเป็นผู้น้อมจิตเชื่อ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า " เราย่อมเรียกภิกษุนั้นว่า มหาบุรุษ. " [๑๑๔] คำว่า ภิกษุนั้นล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ใน โลกนี้ ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
หน้า 60 ข้อ 115
ตรัสว่า ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้นั้น อัน ภิกษุใดละแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ไม่อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ภิกษุนั้นล่วงแล้ว คือเข้าไปล่วงแล้ว ล่วง ไปแล้ว ล่วงเลยไปแล้ว ซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่าล่วงแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ในโลกนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุมีพรหมจรรย์ในเพราะกามทั้งหลาย ปราศจาก ตัณหา มีสติทุกเมื่อ ทราบแล้ว ดับแล้ว ไม่มีความ หวั่นไหว ภิกษุนั้นรู้ส่วนสุดทั้งสอง และท่ามกลางด้วย ปัญญาแล้วย่อมไม่ติดอยู่ เราเรียกภิกษุนั้นว่าเป็นมหา บุรุษ ภิกษุนั้นล่วงเสียแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บไว้ ในโลกนี้. [๑๑๕] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค) ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกัน มีความประสงค์ร่วมกัน มีความอบรม วาสนาร่วมกันกับติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั่งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา และจิตของ ติสสเมตเตยยพราหมณ์นั้นพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่น น้ำ ผม และหนวดของติสสเมต- เตยยพราหมณ์หายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุพระอรหัต. ติสสเมตเตยย- พราหมณ์นั้นเป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร เพราะการปฏิบัติตามประโยชน์ นั่งประนมอัญชลีนมัสการ
หน้า 61 ข้อ 115
พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒ อรรถกถาติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยในติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๒ มีบทเริ่มต้นว่า โกธ สนฺตุสิโต ใครยินดีแล้วในโลกนี้ ดังนี้. ก็เมื่อ อชิตสูตร๑จบแล้ว โมฆราชมาณพเริ่มจะทูลถามอย่างนี้ว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็นผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ทราบว่า อินทรีย์ของโมฆราชมาณพนั้นยังไม่แก่พอ จึงตรัสห้ามว่า หยุดก่อนโมฆราช คนอื่นจงถามเถิด. ลำดับนั้น ติสสเมตเตยยะเมื่อจะ ทูลถามความสงสัยของตน จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า โกธ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธ สนฺตุสิโต คือ ใครยินดีแล้วในโลกนี้. บทว่า อิญฺชิตา ความหวั่นไหว คือความดิ้นรนด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า อุภนฺตมภิญฺาย คือ ใครรู้ส่วนสุดทั้งสอง. บทว่า มนฺตา น ลิมฺปติ คือ ย่อมไม่ติดด้วยปัญญา. บทว่า ปริปุณฺณสงฺกปฺโป มีความ ดำริบริบูรณ์ คือมีความปรารถนาบริบูรณ์ด้วยเนกขัมมวิตกเป็นต้น. บทว่า ตณฺหิญฺชิตํ คือ ความหวั่นไหวเพราะตัณหา. แม้ในความหวั่นไหว เพราะทิฏฐิเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า กามิญฺชิตํ ความหวั่นไหว เพราะกาม คือความหวั่นไหวดิ้นรนเพราะกิเลสกาม. ปาฐะว่า กมฺมิญฺชิตํ บ้าง. บทนั้นไม่ดี บุรุษใหญ่ ชื่อว่า มหาบุรุษ. บุรุษสูงสุด ชื่อว่า ๑. อรรถกถาใช้คำว่า สูตร แทนปัญหา ทั้ง ๑๖ ปัญหา.
หน้า 62 ข้อ 115
อัครบุรุษ. บุรุษเป็นประธาน ชื่อว่า เสฏฐบุรุษ. บุรุษไม่ลามก ชื่อว่า วิสิฏฐบุรุษ. บุรุษผู้ใหญ่ชื่อว่า ปาโมกขบุรุษ. บุรุษไม่ต่ำ ชื่อว่าอุตตมบุรุษ. บุรุษผู้ถึงความเป็นยอดของบุรุษ ชื่อว่า เป็นบุรุษประธาน. บุรุษผู้อันคน ทั้งหมดต้องการ ชื่อว่า บวรบุรุษ. บทว่า สิพฺพนิมจฺจคา คือ ล่วง ตัณหาอันเป็นเครื่องเย็บ. บทว่า อุปจฺจคา คือ ล่วงตัณหา. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่ติสสเมตเตยย- มาณพนั้น จึงตรัสสองคาถาว่า กาเมสุ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ พฺรหฺมจริยวา ภิกษุมีพรหมจรรย์ ในเพราะกามทั้งหลาย คือมีพรหมจรรย์มีกามเป็นนิมิต. อธิบายว่า เห็น โทษในกามทั้งหลาย แล้วประกอบด้วยมรรคพรหมจรรย์ ด้วยเหตุเพียง เท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเป็นผู้สันโดษ. ทรงแสดงความ เป็นผู้ไม่หวั่นไหว. ด้วยบทมีอาทิว่า วีตตณฺโห คือ เป็นผู้ปราศจากตัณหา. ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขาย นิพฺพุโต พิจารณาแล้วดับ คือพิจารณาธรรม ทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นแล้ว ดับด้วยการดับราคะ เป็นต้น. บทว่า อสทฺธมฺมสมาปตฺติยา ความถึงพร้อมด้วยอสัทธรรม คือประกอบด้วยธรรมต่ำ. บทว่า อารตี ความงด คือ ไกลความยินดี. บทว่า วิรติ ความเว้น คือเว้นจากความยินดีนั้น. บทว่า ปฏิวิรติ ความ เว้นขาด คือเว้นขาดจากความยินดีนั้น. บทว่า เวรมณี ความขับไล่เวร คือให้เวรพินาศไป. บทว่า อกิริยา กิริยาที่ไม่กระทำ คือตัดขาดกิริยา. บทว่า อกรณํ ความไม่ทำ คือตัดขาดการกระทำ. บทว่า อนชฺฌาปตฺติ คือ ความไม่ต้อง. บทว่า เวลาอนติกฺกโม คือ ความไม่ล่วงแดน บทที่ เหลือชัดดีแล้ว เพราะมีนัยได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้น ๆ.
หน้า 63 ข้อ 115
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือ พระอรหัตด้วยประการฉะนี้. เมื่อจบเทศนา พราหมณ์แม้นี้พร้อมด้วย อันเตวาสิกหนึ่งพันได้ตั้งอยู่ในพระอรหัต. ธรรมจักษุเกิดขึ้นแล้วแก่ชน เหล่าอื่นอีกหลายพัน บทที่เหลือเช่นเดียวกันกับบทก่อนนั้นแล. จบอรรถกถาติสสเมตเตยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๒
หน้า 64 ข้อ 116, 117
ปุณณกมาณวกปัญหานิมเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านปุณณกะ [๑๑๖] (ท่านปุณณกะทูลถามดังนี้ว่า) ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า พระองค์ผู้ไม่มีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้เห็นมูล ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้อาศัย อะไร จึงพากันแสวงหายัญให้แก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอ พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๑๑๗] คำว่า ผู้ไม่มีตัณหาเครื่องหวั่นไหว ผู้เห็นมูล ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่า ความหวั่นไหว ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละขาดแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดุจตาล ยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะ- เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่มีความหวั่นไหว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า อเนชะ เพราะพระองค์ทรงละตัณหาเครื่องหวั่นไหวขาดแล้ว ย่อม ไม่ทรงหวั่นไหวเพราะลาภ แม้เพราะความเสื่อมลาภ แม้เพราะยศ แม้ เพราะความเสื่อมยศ แม้เพราะสรรเสริญ แม้เพราะนินทา แม้เพราะสุข แม้เพราะทุกข์ ... ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่คลอนแคลน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อเนชะ.
หน้า 65 ข้อ 117
คำว่า มูลทสฺสาวี ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นมูล คือ ทรงเห็นเหตุ ทรงเห็นนิทาน ทรงเห็นสมภพ ทรงเห็นสมุฏฐาน ทรง เห็นอาหาร ทรงเห็นอารมณ์ ทรงเห็นปัจจัย ทรงเห็นสมุทัย อกุศลมูล ๓ คือ โลภะอกุศลมูล ๑ โทสะอกุศลมูล ๑ โมหะอกุศลมูล ๑. สมจริง ตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความเกิดขึ้นแห่งกรรม ๓ ประการนี้ คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดา มนุษย์ หรือสุคติอย่างใดอย่าง หนึ่งแม้อื่น ย่อมไม่ปรากฏ เพราะกรรมเกิดแต่โลภะ เพราะกรรมเกิด แต่โทสะ เพราะกรรมเกิดแต่โมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้ อื่น ย่อมปรากฏ เพราะกรรมเกิดแต่โลภะ เพราะกรรมเกิดแต่โทสะ เพราะกรรมเกิดแต่โมหะ อกุศลมูล ๓ ประการนี้ เพื่อความเกิดแห่ง อัตภาพในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นมูล ฯลฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. กุศลมูล ๓ ประการ คือ อโลภะกุศลมูล ๑ อโทสะกุศลมูล ๑ อโมหะกุศลมูล ๑ สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ว่า กุศลมูล ๓ ประการนี้ ฯ ล ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นรก กำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย หรือทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมไม่ ปรากฏ เพราะกรรมเกิดแต่อโลภะ เพราะกรรมเกิดแต่อโทสะ เพราะ กรรมเกิดแต่อโมหะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ เทวดา มนุษย์ หรือสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น ย่อมปรากฏ เพราะกรรมเกิดแต่
หน้า 66 ข้อ 117
อโลภะ เพราะกรรมเกิดแต่อโทสะ เพราะกรรมเกิดแต่อโมหะ กุศลมูล ๓ ประการนี้ เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพในเทวดา และใน มนุษย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงเห็นมูล ฯ ล ฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอกุศล เป็นส่วนอกุศล เป็นฝ่ายอกุศล ธรรมทั้งหมดนั้น มีอวิชชาเป็นมูล มีอวิชชาเป็นที่รวม มีอวิชชาอันอรหัตมรรคกำจัดได้ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นมูล ฯ ล ฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นกุศล เป็นส่วนกุศล เป็น ฝ่ายกุศล ธรรมทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล มีความไม่ ประมาทเป็นที่รวม ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่ง ธรรมเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้. พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงเห็นมูล ฯ ล ฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ทรงเห็นว่า อวิชชา เป็นมูลแห่งสังขาร สังขารเป็นมูลแห่งวิญญาณ วิญญาณเป็นมูลแห่งนาม- รูป นามรูปเป็นมูลแห่งสฬายตนะ สฬายตนะเป็นมูลแห่งผัสสะ ผัสสะ เป็นมูลแห่งเวทนา เวทนาเป็นมูลแห่งตัณหา ตัณหาเป็นมูลแห่งอุปาทาน อุปาทานเป็นมูลแห่งภพ ภพเป็นมูลแห่งชาติ ชาติเป็นมูลแห่งชราและ
หน้า 67 ข้อ 118
มรณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้ทรงเห็นดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นมูล ฯ ล ฯ ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอกุศล เป็นส่วนอกุศล เป็นฝ่ายอกุศล ธรรมทั้งหมดนั้น มีอวิชชาเป็นมูล มีอวิชชาเป็นที่รวม มีอวิชชาอันอรหัตมรรคกำจัดได้ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นมูล ทรงเห็นเหตุ ทรงเห็นนิทาน ทรงเห็น สมภพ ทรงเห็นสมุฏฐาน ทรงเห็นอาหาร ทรงเห็นอารมณ์ ทรงเห็น ปัจจัย ทรงเห็นสมุทัย แม้ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเห็นมูล. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า ปุณฺณโก เป็นชื่อ ของพราหมณ์นั้น. [๑๑๘] คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า คือข้าพระองค์ ประสงค์จะทูลถามปัญหาจึงมาเฝ้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มี ความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วยประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะทูลถามปัญหา คือประสงค์จะฟังปัญหาจึงมาเฝ้า คือเข้ามาเฝ้า เข้าใกล้ นั่งใกล้ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วย ประการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า พระองค์ทรงมีประสงค์ด้วยปัญหาจึงเสด็จมา
หน้า 68 ข้อ 119, 120
คือแม้พระองค์ก็ทรงอาจ ทรงสามารถ ทรงเป็นผู้ควรจะตรัส จะวิสัชนา จะทรงแสดง จะชี้แจง ซึ่งปัญหาที่ข้าพระองค์ทูลถาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า แม้ด้วยประการ ฉะนี้. [๑๑๙] คำว่า กึนิสฺสิตา ในอุเทศว่า กึนิสฺสิตา อิสโย มนุชา ความว่า อาศัย คือหวัง เยื่อใย เข้าไปใกล้ พัวพัน น้อมใจถึงซึ่ง อะไร บุคคลพวกใดพวกหนึ่งมีชื่อว่าฤาษี คือผู้ที่บวชเป็นฤาษี เป็น อาชีวก เป็นนิครนถ์ เป็นชฎิล เป็นดาบส ชื่อว่า อิสโย. พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสเรียกมนุษย์ว่า มนุชา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าฤๅษีมนุษย์ อาศัยอะไร. [๑๒๐] ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า กษัตริย์ ในอุเทศว่า "ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ." ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่า มีวาทะเจริญ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า พราหมณ์. คำว่า เทวตานํ ความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวก. สาวก นิครนถ์เป็นเทวดาของพวกนิครนถ์สาวก ชฎิลเป็นเทวดาของพวก ชฎิลสาวก ปริพาชกเป็นเทวดาของพวกปริพาชกสาวก ดาบสเป็นเทวดา ของพวกดาบสสาวก ช้างเป็นเทวดาของพวกพระพฤติหัตถีพรต ม้าเป็น เทวดาของพวกประพฤติอัสสพรต โคเป็นเทวดาของพวกประพฤติโคพรต สุนัขเป็นเทวดาของพวกประพฤติกุกกุรพรต กาเป็นเทวดาของพวก ประพฤติกากพรต ท้าววาสุเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติวาสุเทวพรต พลเทพเป็นเทวดาของพวกประพฤติพลเทพพรต ท้าวปุณณภัทร์เป็น เทวดาของพวกประพฤติปุณณภัททพรต ท้าวมณิภัทร์เป็นเทวดาของพวก
หน้า 69 ข้อ 121
ประพฤติมณิภัททพรต ไฟเป็นเทวดาของพวกประพฤติอัคคิพรต นาค เป็นเทวดาของพวกประพฤตินาคพรต ครุฑเป็นเทวดาของพวกประพฤติ สุบรรณพรต ยักษ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติยักขพรต อสูรเป็นเทวดา ของพวกประพฤติอสูรพรต คนธรรพ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติคัน- ธัพพพรต ท้าวมหาราชเป็นเทวดาของพวกประพฤติมหาราชพรต จันท- เทวบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติจันทรพรต สุริยเทพบุตรเป็นเทวดา ของพวกประพฤติสุริยพรต อินทเทพบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติ อินทพรต พรหมเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรหมพรต พวกเทพเป็น เทวดาของพวกประพฤติเทพพรต ทิศทั่งหลา เป็นเทวดาของพวกประพฤติ ทิศาพรต พระทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็น เทวดาของชนเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์. . . พราหมณ์. . . เทวดาทั้งหลาย. [๑๒๑] ไทยธรรม คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย เภสัชบริขาร ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่ นอน ที่พัก เครื่องประทีป ท่านเรียกว่า ยัญ ในอุเทศว่า "ยญฺมกปฺปึสุ บุถูธ โลเก" คำว่า แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า แม้ชนเหล่าใดย่อม แสวงหา เสาะหา สืบหายัญ คือจีวร . . . เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้น ก็ชื่อว่าแสวงหายัญ แม้ชนเหล่าใดย่อมจัดแจงยัญ คือจีวร . . . เครื่อง ประทีปแม้ชนเหล่านั้น ก็ชื่อว่า แสวงหายัญ แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อม บูชา ย่อมบริจาคยัญ คือจีวร . . . เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า แสวงหายัญ.
หน้า 70 ข้อ 122
คำว่า เป็นอันมาก คือยัญเหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือ พระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก. ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร ยัญเหล่านั้นมาก คือ จีวร . . . เครื่อง ประทีป ยัญเหล่านั้นมากอย่างนี้. ผู้บูชายัญนั้นมากอย่างไร ผู้บูชายัญนั้นมาก คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์ ผู้บูชายัญนั้นมาก อย่างนี้. หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นมากอย่างไร พระทักขิไณยบุคคลนั้น มาก คือ สมณะ พราหมณ์ ยาจก วณิพก สาวก หรือพระทักขิไณย- บุคคลนั้นมากอย่างนี้. คำว่า ในโลกนี้ คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มาก ในโลกนี้ . . . แสวงหาแล้วซึ่งยัญ. [๑๒๒] การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐ- สังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ชื่อว่า ปุจฉา ในอุเทศว่า "ปุจฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ." อทิฏฐโชตนปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เทียบ- เคียง ไม่พิจารณา ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถาม ปัญหาเพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อเทียบเคียง เพื่อพิจารณา เพื่อต้องการให้ แจ่มแจ้ง เพื่อต้องการให้ปรากฏ ซึ่งลักษณะนั้น ชื่อว่า อทิฏฐโชตนา- ปุจฉา. ทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะที่รู้ เห็น เทียบเคียง
หน้า 71 ข้อ 122
พิจารณาแจ่มแจ้ง ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการ สนทนากับบัณฑิตอื่น ๆ ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา. วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน บุคคลแล่นไปสู่ความสงสัย ความ เคลือบแคลง มีใจเป็นสองว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่ เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็นอย่างไร ดังนี้ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการตัดความเคลือบแคลงเสีย นี้ชื่อว่า วิมติเฉทนาปุจฉา ปุจฉา ๓ ประการนี้. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ มนุสสปุจฉา ๑ อมนุสสปุจฉา ๑ นิมมิตปุจฉา ๑. มนุสสปุจฉาเป็นไฉน มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา ภิกษุทั้งหลาย . . . ภิกษุณีทั้งหลาย . . . อุบาสกทั้งหลาย . . . อุบาสิกาทั้งหลาย . . . พระราชาทั้งหลาย . . . กษัตริย์ ทั้งหลาย . . . พราหมณ์ทั้งหลาย . . . แพศย์ทั้งหลาย . . . ศูทรทั้งหลาย . . . คฤหัสถ์ทั้งหลาย . . . บรรพชิตทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า มนุสสปุจฉา. อมนุสสปุจฉาเป็นไฉน อมนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นาคทั้งหลาย . . . ครุฑทั้งหลาย . . . ยักษ์ทั้งหลาย . . . อสูรทั้งหลาย . . . คนธรรพ์ทั้งหลาย . . . ท้าวมหาราช ทั้งหลาย . . . พระอินทร์ทั้งหลาย . . . พระพรหมทั้งหลาย . .. เทวดา ทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า อนนุสสปุจฉา. นิมมิตปุจฉาเป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตพระรูปใด
หน้า 72 ข้อ 122
อันสำเร็จด้วยพระทัย มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง พระ- พุทธนิรมิตนั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมตรัสถาม ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่า นิมมิตปุจฉา ปุจฉา ๓ ประการนี้. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามประโยชน์ตน ๑ การถาม ประโยชน์ผู้อื่น ๑ การถามประโยชน์ทั้งสอง ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๑ การถามถึงสัมปรายิกัตถประโยชน์ ๑ การถามถึงปรมัตถประโยชน์ ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเนื้อความอันไม่มีโทษ ๑ การถามถึงเนื้อความอันไม่มีกิเลส ๑ การถามถึงเนื้อความอันผ่องแผ้ว ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเรื่องอดีต ๑ การถามถึง เรื่องอนาคต การถามถึงเรื่องปัจจุบัน ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องภายใน ๑ การถามเรื่อง ภายนอก ๑ การถามเรื่องทั้งภายในภายนอก ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องกุศล ๑ การถามเรื่อง อกุศล ๑ การถามเรื่องอัพยากฤต ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องขันธ์ ๑ การถามเรื่อง ธาตุ ๑ การถามเรื่องอายตนะ ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องสติปัฏฐาน ๑ การถาม เรื่องสัมมัปปธาน ๑ การถามเรื่องอิทธิบาท ๑. ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องอินทรีย์ ๑ การถามเรื่อง พละ ๑ การถามเรื่องโพชฌงค์ ๑.
หน้า 73 ข้อ 123
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องมรรค ๑ การถามเรื่อง ผล ๑ การถามเรื่องนิพพาน ๑. คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ความว่า ข้าพระองค์ทูล ถาม คือทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาท ซึ่งปัญหานั้นว่า ขอ พระองค์จงตรัสบอกปัญหาแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้า- พระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นคำกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้า- พระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส . . . ขอพระองค์จงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า พระองค์ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้เห็นมูล ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้ อาศัยอะไร จึงพากัน แสวงหายัญให้แก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จง ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๑๒๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนปุณณกะ) ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ เป็นอันมากในโลกนี้ พากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย ดูก่อนปุณณกะ ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ เป็น
หน้า 74 ข้อ 124, 125, 126
อันมาก ในโลกนี้ เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัยชรา จึงพากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย. [๑๒๔] คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า "เยเกจิเม อิสโย มนุชา" ดังนี้ ความว่า ทั้งหมด โดยกำหนดทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิเม นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง มีชื่อว่า ฤๅษี คือ พวกที่บวชเป็นฤๅษี อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า ฤๅษี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมนุษย์ ว่า มนุชา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฤๅษี มนุษย์. . . เหล่าใดเหล่าหนึ่ง นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ. พระ- นามว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนปุณณกะ. [๑๒๕] ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า กษัตริย์ ในอุเทศว่า "ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ." ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่ามีวาทะเจริญเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า พราหมณ์. คำว่า เทวตานํ ความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวก สาวก ฯ ล ฯ ทิศทั้งหลายเป็นเทวดาของพวกประพฤติทิศาพรต พระ- ทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็นเทวดาของชน เหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์ พราหมณ์. . . แก่เทวดา ทั้งหลาย. [๑๒๖] ไทยธรรม คือ จีวร . . . เครื่องประทีป ท่านเรียกว่า ยัญ ในอุเทศว่า ยญฺมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก. แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า
หน้า 75 ข้อ 127, 128
แม้ชนเหล่าใดย่อมแสวงหา เสาะหา สืบหา ยัญคือจีวร . . . เครื่อง ประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าแสวงหายัญ. คำว่า เป็นอันมาก คือ ยัญ เหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร ฯ ล ฯ หรือพระทักขิไณยบุคคลมากอย่างนี้. คำว่า ในโลกนี้ คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มากในโลกนี้ . . . แสวงหาแล้วซึ่งยัญ. [๑๒๗] คำว่า อาสึสมานา ในอุเทศว่า อาสึสมานา ปุณฺณก อิตฺถตํ ความว่า หวัง คือหวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้กลิ่น หวัง ได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้ภรรยา หวังได้ทรัพย์ หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลคฤหบดี มหาศาล หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก หวังได้อัตภาพใน เทวดาชาวดาวดึงส์ หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวยามา หวังได้อัตภาพใน เทวดาชาวดุสิต หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวนิมมานรดี หวังได้อัตภาพ ในเทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี หวัง คือปรารถนา ยินดี ประสงค์ รักใคร่ ชอบใจ ซึ่งการได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หวัง. คำว่า ปุณฺณก อิตฺถตํ ความว่า หวังความเกิดแห่งอัตภาพใน ฐานะนี้ คือหวังความเกิดแห่งอัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาลนี้ . . . ชอบใจ ซึ่งความเกิดแห่งอัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนปุณณกะ . . .หวังความเป็นอย่างนี้. [๑๒๘] คำว่า ชรํ สิตา ในอุเทศว่า ชรํ สิตา ยญฺมกปฺปึสุ
หน้า 76 ข้อ 128
ความว่า อาศัยชรา อาศัยพยาธิ อาศัยมรณะ อาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส บุคคลพวกนั้นแสวงหายัญในเทวดา เพราะ อาศัยชาติ หรือว่าอาศัยชาติ จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญใน เทวดา เพราะอาศัยชรา หรือว่าอาศัยชรา จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยพยาธิ หรือว่าอาศัยพยาธิ จึงแสวงหา ยัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยมรณะ หรือว่าอาศัย มรณะ จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส หรือว่าอาศัยโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญใน เทวดาเพราะอาศัยคติ หรือว่าอาศัยคติจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวง หายัญในเทวดาเพราะอาศัยอุบัติ หรือว่าอาศัยอุบัติจึงแสวงหายัญ ในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะอาศัยปฏิสนธิ หรือว่าอาศัย ปฏิสนธิจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะอาศัยภพ หรือว่าอาศัยภพจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะ อาศัยสงสาร หรือว่าอาศัยสงสารจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญ ในเทวดาเพราะอาศัยวัฏฏะ หรือว่าอาศัยวัฏฏะจึงแสวงหายัญในเทวดา ปรารถนา พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยชรา จึงแสวงหายัญ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ เป็นอันมากในโลกนี้ แสวงหายัญ แก่เทวดาทั้งหลาย ดูก่อนปุณณกะ ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็น
หน้า 77 ข้อ 129, 130
อันมากในโลกนี้เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัย ชราจึงแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย. [๑๒๙] (ท่านปุณณกะทูลถามว่า) มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ มี เป็นอันมากในโลกนี้ แสวงหาแล้วซึ่งยัญ แก่เทวดา ทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญ เหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่ง ชาติชราบ้างหรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์เถิด. [๑๓๐] คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า เยเกจิเม อิสโย มนุชา ดังนี้ ฯ ล ฯ คำว่า กจฺจิสุ เต ภควา ยญฺปเถ อปฺปมตฺตา ความว่า การถามเพื่อตัดความสงสัย การถามเพื่อตัดความเคลือบแคลง การถาม เพื่อตัดความมีใจเป็นสอง การถามโดยไม่ใช่ส่วนเดียว เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉน หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บ้างหรือ. คำว่า เต ความว่า ผู้บูชายัญ คำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกา- บัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลพวก นั้น . . . บ้างหรือ. คำว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ความว่า ยัญนั่นแหละท่าน กล่าวว่าทางยัญ อริยมรรค ทางอริยะ มรรคเทวดา ทางเทวดา มรรค-
หน้า 78 ข้อ 131, 132
พรหม ทางพรหม ฉันใด ยัญนั่นแหละ ท่านกล่าวว่าทางยัญ ฉันนั้น เหมือนกัน. คำว่า ไม่ประมาทแล้ว ความว่า ไม่ประมาทแล้ว คือ ทำโดยความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ทอดฉันทะ ไม่ทอดธุระ ในทางยัญ คือประพฤติอยู่ในทางยัญนั้น มากอยู่ในทางยัญนั้น หนักอยู่ในทางยัญนั้น น้อมไปในทางยัญนั้น โอน ไปในทางยัญนั้น เงื้อมไปในทางยัญนั้น น้อมใจไปในทางยัญนั้น มีทาง ยัญนั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ แม้ ชนเหล่าใดแสวงหา สืบหา เสาะหายัญ คือ จีวร . . . เครื่องประทีป เป็นผู้กระทำโดยเคารพ ฯ ล ฯ มีทางยัญนั้นเป็นใหญ่ แม้ชนเหล่านั้นเป็น ผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ แม้ชนเหล่าใดจัดแจงยัญ คือ จีวร . . . แม้ ชนเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อม บูชา ย่อมบริจาคยัญ คือ จีวร . . . แม้ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท แล้วในทางยัญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้บูชา ยัญเหล่านั้น ไม่ประมาทในทางยัญ . . . บ้างหรือ. [๑๓๑] คำว่า " อตารุํ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส " ความว่า ผู้ บูชายัญเหล่านั้นได้ข้ามพ้นแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ก้าวล่วง แล้ว ล่วงไปแล้ว ซึ่งชาติ ชรา และมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่อง กล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็น เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้น ได้ข้าม พ้นแล้ว ซึ่งชาติและชรา. [๑๓๒] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า " ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ
หน้า 79 ข้อ 133
เม ตํ " ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทุลถาม คือขอทูลวิงวอน ขอ เชิญ ขอให้ทรงประสาท ขอจงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นั้น เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกา- บัญญัติ. คำว่า พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส คือขอจง บอก ขอจงแสดง ขอจงบัญญัติ ขอจงแต่งตั้ง ขอจงเปิดเผย ขอจง จำแนก ขอจงทำให้ตื้น ขอจงทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัส บอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่ง มีเป็น อันมากในโลกนี้ แสวงหาซึ่งยัญแก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประ- มาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติและชราบ้าง หรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. [๑๓๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปุณณกะ) ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ) ย่อมบูชา อาศัยลาภแล้ว ย่อมชอบกามทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่านั้นประกอบการบูชายัญ กำหนัดแล้วด้วยความ กำหนัดในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.
หน้า 80 ข้อ 134
[๑๓๔] คำว่า อาสึสนฺติ ในอุเทศว่า อาสึสนฺติ โถมยนฺติ อภิชปฺปนฺติ ชุหนฺติ ดังนี้ ความว่า หวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้ กลิ่น หวังได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้ภรรยา หวัง ได้ทรัพป หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์ มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุล คฤหบดีมหาศาล หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก ฯ ล ฯ หวัง ยินดี ปรารถนา รักใคร่การได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง. คำว่า ย่อมชม ความว่า ย่อมชมยัญบ้าง ย่อมชมผลบ้าง ย่อม ชมทักขิไณยบุคคลบ้าง. ย่อมชมยัญอย่างไร ย่อมชม คือยกย่อง พรรณนา สรรเสริญ ว่า เราให้ของรัก เราให้ของเจริญใจ เราให้ของประณีต เราให้ของที่ ควร เราเลือกให้ เราให้ของไม่มีโทษ เราให้เนือง ๆ เมื่อกำลังให้ จิต ก็เลื่อมใส ย่อมชมยัญอย่างนี้. ย่อมชมผลอย่างไร ย่อมชม ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า เพราะยัญนี้เป็นเหตุ จักได้รูป . . . จักได้โผฏฐัพพะ จักได้อัตภาพใน สกุลกษัตริย์มหาศาล ฯ ล ฯ จักได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่ พรหม ย่อมชมผลอย่างนี้. ย่อมชมทักขิไณยบุคคลอย่างไร ย่อมชม ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า พระทักขิไณยบุคคลเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยชาติ ถึงพร้อมด้วย โคตร เป็นผู้ชำนาญมนต์ ทรงมนต์ เรียนจบไตรเพท พร้อมด้วย คัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกตุภศาสตร์ เป็นประเภทอักขระ มีคัมภีร์อิติหาส
หน้า 81 ข้อ 135
เป็นที่ห้า เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกาย- ตนะและตำราทํานายมหาบุรุษลักษณะ เป็นผู้ปราศจากราคะบ้าง ปฏิบัติ เพื่อกำจัดราคะบ้าง เป็นผู้ปราศจากโทสะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะบ้าง เป็นผู้ปราศจากโมหะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะบ้าง ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ย่อมชมทักขิไณยบุคคล อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม. คำว่า อภิชปฺปนฺติ ความว่า ย่อมชอบการได้รูป . . . ชอบการ ได้โผฏฐัพพะ ชอบการได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล ฯ ล ฯ ชอบ การได้อัตภาพในเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ. คำว่า ชุหนฺติ ความว่า ย่อมบูชา คือย่อมให้ ย่อมสละ ย่อม บริจาคซึ่งจีวร . . . เครื่องประทีป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ ย่อมบูชา. คำว่า ปุณฺณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัส เรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปุณณกะ. [๑๓๕] คำว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ความว่า อาศัยการได้รูปแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ฯ ล ฯ อาศัยการได้อัตภาพใน เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมแล้ว ย่อมชอบ คือยินดี ปรารถนากาม ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย.
หน้า 82 ข้อ 136
[๑๓๖] คำว่า เต ในอุเทศว่า "เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ" ดังนี้ ความว่า ผู้บูชายัญ. คำว่า ยาชโยคา ความว่า ผู้ประกอบ คือประกอบทั่ว ประกอบ ทั่วด้วยดี ในการบูชาทั้งหลาย คือประพฤติในการบูชา มากอยู่ในการ บูชา หนักอยู่ในการบูชา เอนไปในการบูชา โอนไปในการบูชา เงื้อม ไปในการบูชา น้อมใจไปในการบูชา มีการบูชาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประกอบในการบูชายัญเหล่านั้น. คำว่า ภวราครตฺตา ความว่า ตัณหาท่านเรียกว่า ภวราคะ (อนึ่ง) ความพอใจในภพ ความกำหนัดในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ตัณหา ในภพ ความเยื่อใยในภพ ความกระหายในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความลุ่มหลงในภพ ความหมกมุ่นในภพ ในภพทั้งหลาย เรียกว่า ภวราคะ ผู้บูชายัญเหล่านั้น กำหนัดแล้ว คือติดใจ หลงใหล หมกมุ่น ข้อง เกี่ยวข้อง พัวพันแล้วในภพทั้งหลายด้วยความกำหนัดในภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา ยินดีแล้วด้วยภวราคะ. คำว่า นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อมกล่าว คือ ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก ย่อมทำให้ตื้น ย่อมประกาศว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา กำหนัดแล้วด้วยภวราคะ ไม่ข้าม คือไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชรา และมรณะ คือเป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ ล่วง ไม่พ้น ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ ภายในชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้ เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะห้ำหั่น ไม่มี
หน้า 83 ข้อ 137, 138
ที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบใน การบูชา ยินดีด้วยภวราคะ ไม่ข้ามพ้นซึ่งชาติ ชรา และมรณะไปได้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนปุณณกะ ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ) ย่อมบูชา อาศัยลาภแล้ ย่อมชอบกาม ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่านั้น ประกอบการ บูชายัญ กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้ามพ้น ชาติและชราไปได้. [๑๓๗] (ท่านปุณณกะทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบ การบูชาด้วยยัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ บัดนี้ ใครเล่าใน เทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอ พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. [๑๓๘] คำว่า เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา ความว่า ผู้บูชายัญ เหล่านั้น ประกอบในการบูชา กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้าม คือไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา และ มรณะ คือเป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ล่วง ไม่พ้น ไม่เป็นไปล่วง จากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม
หน้า 84 ข้อ 139, 140, 141
พยาธิครอบงำ มรณะห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไร เป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบในการบูชา ไม่ข้ามพ้น. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ ฯลฯ ท่านปุณณกะ. [๑๓๙] คำว่า อญฺเหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ความว่า ด้วย ยัญเป็นอันมาก คือด้วยยัญต่าง ๆ ชนิด ด้วยยัญมากมาย. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย เคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและ ความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยญฺเหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส. [๑๔๐] คำว่า อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ความว่า เมื่อเป็นดังนั้น ใครเล่าในโลก พร้อมทั้ง เทวโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ มนุษย์ ข้ามแล้ว คือข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา และมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย เคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ ยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชราไปได้. [๑๔๑] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ข้า- พระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น คือขอวิงวอน ขอเชื้อเชิญ ขอให้ทรง
หน้า 85 ข้อ 142
ประสาทปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก. . . ขอจง ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบ ในการบูชายัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ ใครเล่าในเทวโลก และมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา ข้าแต่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์ จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. [๑๔๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปุณณกะ) เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ มิได้ มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบ ฝั่งนี้และฝั่ง โน้นในโลก พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ ขจัด ทุจริตเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้าม แล้วซึ่งชาติและชรา.
หน้า 86 ข้อ 143, 144
[๑๔๓] ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความ เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ตรัสว่า สังขา ในอุเทศว่า " สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ. " คำว่า ปโรปรานิ ความว่า มนุษยโลกตรัสว่าฝั่งนี้ เทวโลก ตรัสว่าฝั่งโน้น กามธาตุตรัสว่าฝั่งนี้ รูปธาตุและอรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น กามธาตุรูปธาตุตรัสว่าฝั่งนี้ อรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น. คำว่า สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ ความว่า เพราะทราบ คือ รู้ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งฝั่งนี้และฝั่งโน้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดัง ลูกศร ฯ ล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออกได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทราบฝั่งโน้นและฝั่งนี้ในโลก. คำว่า ปุณณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัส เรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อนปุณณกะ. [๑๔๔] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า " ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก " ดังนี้ ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า อิญฺชิตํ คือ ความ หวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะ กิเลส ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความ หวั่นไหวเหล่านั้น ไม่มี คือไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่พระอรหันต- ขีณาสพใด คือความหวั่นไหวเหล่านี้ พระอรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว
หน้า 87 ข้อ 145
ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย ไฟคือญาณ. คำว่า กุหิญฺจิ ความว่า ไหน ๆ คือแห่งไหน แห่งไร ภายใน หรือภายนอก หรือทั้งภายในภายนอก. คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ มิได้มีแก่พระอรหันต- ขีณาสพใด. [๑๔๕] คำว่า สนฺโต ในอุเทศว่า " สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ " ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า สันตะ เพราะเป็น ผู้มีราคะสงบ มีโทสะสงบ มีโมหะสงบ ชื่อว่าสงบแล้ว คือเข้าไปสงบ แล้ว ระงับแล้ว ดับแล้ว ระงับเฉพาะแล้ว เพราะเป็นผู้สงบแล้ว ถึง ความสงบแล้ว เข้าไปสงบแล้ว เผาแล้ว ดับแล้ว ปราศจากแล้ว ระงับ เฉพาะแล้วซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความ กระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สงบ. คำว่า วิธูโม ความว่า กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อัน พระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว กำจัดแล้ว ทำให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุด แล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ . . . ความประมาท กิเลส ทั้งปวง . . . อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อันพระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว กำจัดแล้ว ทำให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว.
หน้า 88 ข้อ 145
อนึ่ง ความโกรธ ท่านกล่าวว่าเป็นดังควัน ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่อง หาบ มีความโกรธเปรียบเหมือนควัน มีการพูดเท็จ เปรียบเหมือนเถ้า มีลิ้นเปรียบเหมือนทัพพี หฤทัยของ สัตว์ทั้งหลายเปรียบเหมือนสถานที่บูชายัญของท่าน ตน ที่ฝึกดีแล้ว เป็นกำเนิดของบุรุษ. อนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ความโกรธ เกิดด้วยผูกใจว่า คนโน้นได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นจักประพฤติ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็น ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่ง สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจัก ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คน โน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจะประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ ของเรา ๑ อีกอย่างหนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดในฐานะอันไม่ควร ๑ ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความโกรธตอบ ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ
หน้า 89 ข้อ 145
ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่พอใจของจิต นี้เรียกว่า ความโกรธ. อนึ่ง พึงทราบความโกรธมาก โกรธน้อย ความโกรธเป็นแต่ เพียงทำจิตให้ขุ่นมัวในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงให้มีหน้าเง้าหน้างอ ความ โกรธเป็นแต่เพียงทำให้หน้าเง้าหน้างอในบางครั้งก็มี แต่ไม่ถึงให้คาง สั่น ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้คางสั่นในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงเปล่ง ผรุสวาจา ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เปล่งผรุสวาจาในบางครั้งก็มี แต่ ยังไม่ถึงให้เหลียวดูทิศทางต่าง ๆ ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เหลียวดูทิศ ต่างๆ ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงการจับท่อนไม้และศัสตรา ความโกรธ เป็นแต่เพียงทำให้จับท่อนไม้และศัสตราในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงเงื้อ ท่อนไม้และศัสตรา ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เงื้อท่อนไม้และศัสตรา ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงตีฟัน ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ตีฟันใน บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผล ความโกรธเป็นแต่เพียงทำ ให้ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผลในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้หักให้แหลก ความ โกรธเป็นแต่เพียงทำให้หักให้แหลกในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้อวัยวะน้อย ใหญ่เคลื่อนที่ ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่เคลื่อนที่ใน บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้ชีวิตดับ ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ชีวิตดับใน บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงความสละบริจาคอวัยวะทั้งหมด เมื่อใดความโกรธ ให้ฆ่าบุคคลอื่นแล้วให้ฆ่าตน เมื่อนั้นความโกรธถึงความเป็นความโกรธ แรงยิ่ง ถึงความเป็นความโกรธมากยิ่ง โดยอาการอย่างนี้. ความโกรธนั้น อันพระอรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบระงับแล้ว ทำ ไม่ให้อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น
หน้า 90 ข้อ 145
เรียกว่าผู้กำจัดกิเลสเพียงดังควัน. พระอรหันตขีณาสพชื่อว่าวิธูมะ เพราะ เป็นผู้ละความโกรธ เพราะเป็นผู้กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ เพราะเป็น ผู้ตัดขาดซึ่งเหตุแห่งความโกรธ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิธูมะ. คำว่า อนีโฆ ความว่า ราคะเป็นทุกข์ โทสะเป็นทุกข์ โมหะ เป็นทุกข์ ความโกรธเป็นทุกข์ ความผูกโกรธเป็นทุกข์ ฯ ล ฯ อกุสลา- ภิสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละได้ แล้ว . . . เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า ผู้ไม่มีทุกข์. คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหาเรียกว่าความหวัง ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่าความหวัง ตัณหา อันเป็นความหวังนั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละได้แล้ว เผาเสียได้แล้ว ด้วยไฟคือ ญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า ผู้ไม่มีความหวัง. ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความ เกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะ ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ชื่อว่า ชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ใน หมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า ชรา. คำว่า สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อมกล่าว . . . ย่อมประกาศว่า พระอรหันตขีณาสพใด เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ และไม่มีความหวัง พระอรหันตขีณาสพนั้นข้ามได้แล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ล่วงแล้ว
หน้า 91 ข้อ 145
เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรา ย่อมกล่าวว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่า ควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ข้ามได้แล้วซึ่งชาติและชรา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ มิได้ มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบฝั่งนี้และฝั่งโน้น ในโลก พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลส เพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้ามแล้ว ซึ่งชาติและชรา. พร้อมด้วยวาจาจบคาถา ฯ ล ฯ ท่านพระปุณณกะนั้น เป็นภิกษุ ครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร นั่งประนม อัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓ อรรถกถาปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัย ในปุณณกสุตตนิทเทสที่ ๓. บทว่า อเนชํ ผู้ไม่หวั่นไหวแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้าม โมฆราชตรัสแล้ว โดยนัยก่อนนั่นแล.
หน้า 92 ข้อ 145
ในบทเหล่านั้นบทว่า มูลทสฺสาวี ผู้เห็นมูล คือเห็นมูลของอกุศล. บทว่า อิสโย ฤๅษี ชฎิลทั้งหลายมีชื่อว่าฤาษี. บทว่า ยญฺํ คือ ไทย- ธรรม. บทว่า อกปฺปึสุ คือ แสวงหา. บททั้งหมดมีอาทิว่า เหตุทสฺสาวี ทรงเห็นเหตุ เป็นไวพจน์ของการณะ (เหตุ). เพราะการณะย่อมปรารถนา ย่อมเป็นไปเพื่อผลของตน ฉะนั้น จึงเรียกว่าเหตุ. เพราะการณะย่อมมอบ ให้ซึ่งผลนั้นดุจตั้งใจว่า เชิญพวกท่านรับผลนั้นเถิด ฉะนั้น จึงเรียกว่า นิทาน. บทห้าบทมีอาทิว่า สมฺภวทสฺสาวี ทรงเห็นสมภพ มีนัยดังที่ แสดงไว้แล้วในหนหลัง. เพราะการณะนั้นอาศัยผลนั้นย่อมเป็นไป ผลนั้น จึงเกิดขึ้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า ปัจจัยและสมุทัย. บทว่า ยา วา ปนญฺาปิ กาจิ สุคติโย สุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น คือมนุษย์กำพร้าและผู้มี อาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้ยาก มีศักดิ์น้อยมีอุตตรมารดาเป็นต้น พ้น แล้วจากอบาย ๔ พึงทราบว่าเป็นผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน. บทว่า ยา วา ปนญฺาปิ กาจิ ทุคฺคติโย ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น เป็นต้นว่า พระยายม พระยานาค ครุฑ เปรต และผู้มีฤทธิ์. บทว่า อตฺตภาวาภิ- นิพฺพตฺติยา เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพ คือเพื่อได้อัตภาพด้วยปฏิสนธิใน ฐานะ ๓. บทว่า ชานาติ คือ ย่อมทรงรู้ด้วยสัพพัญญุตญาณ. บทว่า ปสฺสติ คือ ย่อมทรงเห็นด้วยสมันตจักษุ. บทว่า อกุสลา ได้แก่ ความ เป็นผู้ไม่ฉลาด. บทว่า อกุสลํ ภชนฺติ ย่อมเสพธรรมเป็นอกุศล คือใน ส่วนที่เป็นอกุศล. บทว่า อกุสลปกฺเข ภว คือ เป็นฝ่ายอกุศล. ชื่อว่า อวิชฺชามูลกา เพราะธรรมทั้งหมดเหล่านั้นมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ. ชื่อว่า อวิชฺชาสโมสรณา เพราะมีอวิชชาเป็นที่รวมโดยชอบ. บทว่า อวิชฺชา- สมุคฺฆาตาย คือ มีอวิชชาอันอรหัตมรรคถอนได้. บทว่า สพฺเพ เต
หน้า 93 ข้อ 145
สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด ได้แก่ อกุศลกรรม ดังกล่าวแล้ว อกุศลกรรมทั้งหมดเหล่านั้นย่อมถึงความถูกกำจัด. บทว่า อปฺปมาทมูลกา ได้แก่ ชื่อว่า อปฺปมาทมูลกา เพราะมีความไม่ประมาท คือความไม่อยู่ปราศจากสติเป็นมูลเหตุ. ชื่อว่า อปฺปมาทสโมสรณา เพราะ รวมลงในความไม่ประมาทโดยชอบ. บทว่า อปฺปมาโท เตสํ ธมฺมานํ อคฺคมกฺขายติ ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งธรรมเหล่านั้น คือแม้ผู้ท่องเที่ยวไปในกามาวจรก็ชื่อว่าเป็นยอด เพราะมีธรรมเป็นไปใน ภูมิ ๔ เป็นที่พึ่งอาศัย. บทว่า อลมตฺโต คือ เป็นผู้สามารถ. บทว่า มยา ปุจฺฉิตํ คือ อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว. บทว่า วหสฺเสตํ ภารํ คือ จงนำภาระที่นำมาแล้วไป. บทว่า เยเกจิ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตา ชน เหล่าใดเหล่าหนึ่งบวชเป็นฤๅษี ปาฐะว่า อิสิปพฺพชฺชา ปพฺพชิตา บวช เป็นฤๅษีดังนี้บ้าง. บทว่า อาชีวกสาวกานํ อาชีวกา เทวตา อาชีวก เป็นเทวดาของพวกอาชีวกสาวก คือชนเหล่าใด เชื่อฟังคำของอาชีวก ชนเหล่านั้น ชื่อว่า อาชีวก. อาชีวกของอาชีวกสาวกเหล่านั้นย่อมรับไทย- ธรรมของอาชีวกสาวก อาชีวกเหล่านั้นจึงเป็นเทวดา. ในบททั้งปวงก็ อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า เย เยสํ ทกฺขิเณยฺยา พระทักขิไณยบุคคล ผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด คืออาชีวกเป็นต้นเหล่าใด ผู้มีทิศ เป็นที่สุด สมควรแก่ไทยธรรมของกษัตริย์เป็นต้นเหล่าใด. บทว่า เต เตสํ เทวดา คือ อาชีวกเหล่านั้นเป็นเทวดาของกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า ยญฺํ เอเสนฺติ คือ ปรารถนาไทยธรรม. บทว่า คเวสนฺติ แสวง หา คือแลดู. บทว่า ปริเยสนฺติ เสาะหา คือให้เกิดขึ้น. บทว่า ยญฺา วา เอเต ปุถู คือ ยัญเหล่านั้นก็มาก. บทว่า ยญฺยาชกา วา ผู้บูชายัญ
หน้า 94 ข้อ 145
คือผู้บูชาไทยธรรมเหล่านั้นก็มาก. บทว่า ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู ทักขิไณยบุคคลก็มาก คือทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมก็มาก เหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงยัญเหล่านั้นโดยพิสดาร จึงตรัสว่า ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร. บทว่า อาสึสมานา หวังอยู่ คือปรารถนาในรูปเป็นต้น. บทว่า อิตฺถตฺตํ คือ ปรารถนาความมีอยู่. อธิบายว่า ปรารถนาความเป็น มนุษย์เป็นต้น. บทว่า ชรํ สิตา คือ อาศัยชรา. ในบทนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสถึงทุกข์ในวัฏฏะทั้งหมดด้วยหัวข้อว่า ชรา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า อาศัยทุกข์ในวัฏฏะไม่พ้นจากทุกข์นั้นจึงแสวงหา. บทว่า รูปปฏิลาภํ อาสึสมานา หวังได้รูป คือปรารถนาได้สมบัติอันเป็นบ่อเกิด แห่งวรรณะ. แม้ในเสียงเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ขตฺติย- มหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ หวังได้อัตภาพในตระกูลกษัตริย์มหาศาล คือปรารถนาได้อัตภาพ คือปฏิสนธิในตระกูลมหาศาลอันเพียบพร้อมด้วย สมบัติ. แม้ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทนี้ว่า พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ ในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ท่านกล่าวหมาย ถึงส่วนเบื้องต้น. บทว่า อตฺถ คือ ในตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. บทว่า ชรนิสฺสิตา คือ อาศัยชรา. แม้ในบทมีอาทิว่า พฺยาธินิสฺสิตา อาศัย พยาธิ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ด้วยบทเหล่านี้ เป็นอันทรงแสดงถือเอาทุกข์ ในวัฏฏะทั้งหมด. ยัญนั้นแหละคือทางยัญ ในบทนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่ง ชาติชราบ้างหรือ. ข้อนี้มีอธิบายว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วใน
หน้า 95 ข้อ 145
ยัญ ปรารถนายัญ ได้ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏฏะบ้างหรือ. บทว่า เยปิ ยญฺํ ยชนฺติ คือ บูชายัญด้วยการให้ไทยธรรม. บทว่า ปริจฺจชนฺติ คือ สละ. บทว่า อาสึสนฺติ หวัง คือปรารถนาได้รูปเป็นต้น. บทว่า โถมยนฺติ ยินดี คือสรรเสริญยัญเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้ว ย่อมมีผล. บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมชม คือกล่าววาจาเพื่อได้ลาภเป็นต้น. บทว่า ชุหนฺติ คือ ย่อมบูชา. บทว่า กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภํ ชมกามเพราะอาศัยลาภ คือชมกามทั้งหลายบ่อย ๆ เพราะอาศัยการได้ รูปเป็นต้น กล่าวว่า ไฉนหนอกามทั้งหลายจะพึงมีแก่เราบ้าง. อธิบายว่า เพิ่มพูนตัณหาในกามนั้น. บทว่า ยาชโยคา ผู้ประกอบในการบูชา. คือน้อมไปในการบูชา. บทว่า ภวราครตฺตา ยินดีแล้วด้วย ภวราคะ. คือยินดีแล้วด้วยภวราคะนั่นเอง ด้วยความหวังเป็นต้นเหล่านี้อย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ยินดีแล้วในภวราคะ กระทำความหวังเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า นาตรึสุ คือ ไม่ข้ามทุกข์ในวัฏฏะมีชาติเป็นต้นได้. บทว่า ยญฺํ วา โถเมนฺติ คือ ชนทั้งหลายย่อมสรรเสริญการให้. บทว่า ผลํ วา คือ การได้มีรูปเป็นต้น. บทว่า ทกฺขิเณยฺยํ วา คือ ทักขิไณยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น. บทว่า สุจิทินฺนํ คือ กระทำ ให้สะอาดแล้วให้. บทว่า มนาปํ คือ ยังใจให้เจริญ. บทว่า ปณีตํ คือ มีรสอร่อย. บทว่า กาเลน คือ ในกาลอันถึงพร้อมแล้วนั้น ๆ. บทว่า กปฺปิยํ คือ เว้นสิ่งที่เป็นอกัปปิยยะแล้วให้. บทว่า อนวชฺชํ คือ ไม่มีโทษ. บทว่า อภิณฺหํ คือ บ่อย ๆ. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทิตํ เมื่อให้จิต ผ่องใส คือเมื่อให้ จิตขณะบริจาคก็ผ่องใส เพราะเหตุนั้น จึงสรรเสริญ ชมเชย. บทว่า กิตฺเตนฺติ ย่อมประกาศ คือย่อมทำคุณให้ปรากฏ. บทว่า
หน้า 96 ข้อ 145
วณฺเณนฺติ คือ ย่อมกล่าวสรรเสริญ. บทว่า ปสํสนฺติ คือ ย่อมให้ถึงความ เลื่อมใส. บทว่า อิโต นิทานํ คือ เพราะให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้เป็นเหตุ. บทว่า อชฺฌยกา คือ ร่ายมนต์. บทว่า มนฺตธรา คือ ผู้ทรงไว้ซึ่งมนต์. บทว่า ติณฺณํ เวนานํ คือ ไตรเพท มีอิรุพเพท ยชุพเพท สามเพท. ชื่อว่า ปารคู เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยกระทำให้กระทบริมฝีปาก พร้อมด้วยคัมภีร์ นิฆัณฑุศาสตร์ และเกฏุภศาสดร์. บทว่า นิฆณฺฑุ เป็นศาสตร์ บอกชื่อ ของต้นไม้เป็นต้น. บทว่า เกฏุภํ การกำหนดกิริยามารยาท อันเป็น ศาสตร์เพื่อเป็นอุปการะของกวีทั้งหลาย. เป็นประเภทอักขระ พร้อมด้วย อักขระประเภท. การศึกษา และภาษา ชื่อว่า อักขรประเภท. บทว่า อิติหาสปญฺจมานํ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕. ชื่อว่า อิติหาสปญฺจโม เพราะมีคัมภีร์อิติหาส (หนังสือประเภทประวัติศาสตร์และประเพณีโบราณ) กล่าวคือ เรื่องราวเก่า ๆ ประกอบด้วยคำพูดเช่นนี้ว่า อิติห อาส อิติห อาส เป็นที่ ๕ มีอาถรรพณเวทเป็นที่ ๔. ชื่อว่า เป็นผู้เข้าใจตัวบทเข้าใจ ไวยากรณ์ เพราะเรียนรู้ตัวบทและไวยากรณ์อันเหลือจากตัวบทนั้น. ตำรา พูดให้คนหลงเชื่อ เรียกว่า โลกายตนะ. ตำราประมาณ ๑๒,๐๐๐ บท แสดงลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้เป็นพระมหาบุรุษ ชื่อว่า มหา- ปุริสลักษณะ ได้ชื่อว่า เป็นพุทธมนต์ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คาถา. ธรรมดา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประกอบด้วยพระลักษณะนี้ด้วยอำนาจแห่งพุทธมนต์ ใด ด้วยพุทธมนต์นี้ ย่อมรู้ความต่างกันว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัคร- สาวก พระอสีติมหาสาวก พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา อัครอุปัฏฐาก อัครอุปัฏฐายิกา พระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า อนวยา ไม่บกพร่อง คือในคัมภีร์โลกายตนะ และคัมภีรมหาปุริสลักษณะไม่พร่อง บริบูรณ์
หน้า 97 ข้อ 145
อธิบายว่า ไม่ขาดตกบกพร่อง. ผู้ใดไม่สามารถทรงศาสตร์เหล่านั้นไว้ได้ โดยอรรถและโดยคัณฐะ (คัมภีร์) ผู้นั้นชื่อว่า บกพร่อง. บทว่า วีตราคา คือ ละราคะได้แล้ว. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. ท่านกล่าว ถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคด้วยบทนี้ว่า ราควินยาย วา ปฏิปนฺนา เป็นผู้ ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ. บทว่า วีตโทสา ปราศจากโทสะ คือด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล. ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิ- มรรคด้วยบทนี้ว่า โทสวินยาย ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ. บทว่า วีตโมหา ปราศจากโมหะ คือด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงท่านผู้ตั้งอยู่ใน อรหัตผล. ท่านกล่าวถึงผู้ที่ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคด้วยบทนี้ว่า โมหวินยาย ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกําจัดโมหะ. บทว่า สีลสมาธิปญฺาวิมุตฺติ- สมฺปนฺนา ความว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้น อันเจือด้วยโลกิยะและ โลกุตระ ๔ เหล่านี้ คือศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ. พึงทราบว่า ท่าน กล่าวถึงผู้ถึงพร้อมด้วยปัจจเวกขณญาณด้วยบทนี้ว่า วิมุตฺติาณทสฺสน- สมฺปนฺนา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ. ญาณนั้นเป็นโลกิยะ อย่างเดียว. บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมชอบ คือย่อมปรารถนา. บทว่า ชปฺปนฺติ คือ ย่อมหวัง. บทว่า ปชปฺปนฺติ ย่อมอ้อนวอน คือย่อมหวัง อย่างยิ่ง. บทว่า ยาเค ยุตฺตา ผู้ประกอบในการบูชายัญ คือประกอบ ด้วยการบูชาอย่างยิ่งในไทยธรรมที่เขาบูชาให้. ท่านปุณณกะทูลถามว่า อถ โก จรหิ เมื่อเป็นเช่นนั้น บัดนี้ ใครเล่าได้ข้ามพ้นแล้ว. บทว่า สงฺขาย คือ พิจารณาแล้วด้วยญาณ. บทว่า ปโรปรานิ คือ ฝั่งนี้และฝั่งโน้น. อธิบายว่า ฝั่งนี้และฝั่งโน้นมี อัตภาพของคนอื่น และอัตภาพของตนเป็นต้น. บทว่า วิธูโม ปราศจาก
หน้า 98 ข้อ 145
ควัน คือปราศจากควันมีกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า อนิโฆ คือ ปราศจาก ทุกข์มีราคะเป็นต้น. บทว่า อตาริ โส คือ พระอรหันต์นั้นได้ข้าม ชาติและชราได้แล้ว. บทว่า สกรูปา คือ รูปของตน. บทว่า ปรรูปา คือ รูปของคนอื่น. บทว่า กายทุจฺจริตํ วิธูมิตํ กำจัดกายทุจริต คือทำความ กำจัดกายทุจริต ๓ อย่าง. บทว่า วิธมิตํ คือ ทำให้พินาศไป. บทว่า มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร ดูก่อนพราหมณ์ ท่าน มีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่องหาบ คือยกมานะขึ้นอาศัยวัตถุเป็นที่ตั้งแห่ง มานะ มีชาติ โคตร ตระกูลเป็นต้น ให้เกิดริษยาในมานะนั้น ๆ ย่อมจม ในอบาย เหมือนอย่างแบกเครื่องหาบไป แม้ตั้งอยู่ข้างบนก็ยังสัมผัส แผ่นดินในที่เหยียบแล้ว ๆ ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนเครื่องหาบ. บทว่า โกโธ ธูโม คือ ความโกรธเปรียบเหมือนควัน เพราะอรรถว่า เป็นความ เศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของท่าน. ไฟคือญาณเศร้าหมองด้วยความ โกรธเปรียบดังควันนั้น ย่อมไม่ไพโรจน์. บทว่า ภสฺมนิ โมสวชฺชํ คือ มีการพูดเท็จเปรียบเหมือนเถ้า เพราะไม่รุ่งเรือง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า เหมือนอย่างว่าไฟถูกเถ้าปกปิดย่อมไม่รุ่งเรืองฉันใด ญาณ ของท่านถูกปกปิดด้วยการพูดเท็จก็ฉันนั้น. บทว่า ชิวฺหา สุชา มีลิ้น เปรียบเหมือนทัพพี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ลิ้นพอที่จะให้เกิดการ บูชาธรรมของเราเป็นทัพพี เหมือนทัพพีเพื่อให้เกิดการบูชายัญที่ทำด้วย ทองคํา เงิน โลหะ ไม้และดินเหนียว อย่างใดอย่างหนึ่งของท่านฉะนั้น. บทว่า หทยํ โชติฏฺานํ หทัยของสัตว์ทั้งหลายเปรียบเหมือนที่บูชายัญ คือ หทัยของสัตว์ทั้งหลายเป็นที่บูชายัญ เพราะเป็นที่ให้เกิดการบูชาธรรมของ
หน้า 99 ข้อ 145
เรา เหมือนที่บูชายัญ ณ ฝั่งแม่น้ำของท่านฉะนั้น. บทว่า อตฺตา คือ จิต. บทว่า ชาติ คือ เป็นกำเนิดด้วยอำนาจแห่งความเกิด. บทนี้เป็น สภาพเฉพาะตัวในที่นี้. สัญชาติ (ความเกิดพร้อม) ด้วยอำนาจแห่งความ เกิดร่วมกัน. เพิ่มบทอุปสัค. บทว่า โอกฺกนฺติ (ความก้าวลง) ด้วยอำนาจ แห่งการหยั่งลง. หรือชื่อว่า ชาติ ด้วยอรรถว่าเกิด. ความเกิดนั้น ประกอบด้วยอายตนะยังไม่ครบ. ชื่อว่า สญฺชาติ ด้วยอรรถว่าเกิดพร้อม. สัญชาตินั้นประกอบด้วยอายตนะครบ. ชื่อว่า โอกฺกนฺติ เพราะอรรถว่า ก้าวลง. โอกกันตินั้นย่อมควรด้วยอัณฑชะกำเนิด (เกิดแต่ฟอง) และ ชลาพุชะกำเนิด (เกิดแต่น้ำ). เพราะสัตว์เหล่านั้นก้าวลงเข้าไปสู่ฟองไข่ และช่องมดลูกย่อมถือปฏิสนธิดุจก้าวลงเข้าไป. ชื่อว่า อภินิพฺพตฺติ (เกิด เฉพาะ) เพราะอรรถว่า เกิดยิ่ง. อภินิพพัตตินั้นย่อมควรด้วยสังเสทชะ- กำเนิด (เกิดแต่เหงื่อไคล) และโอปปาติกะกำเนิด (ผุดเกิดขึ้น). จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้นเกิดปรากฏเป็นตัวตนเลย. นี้เป็นเพียงสมมติกถา. บัดนี้จะ พูดถึงปรมัตถกถา. จริงอยู่ โดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้นปรากฏ ไม่ใช่สัตว์ ปรากฏ. ในบทว่า ขนฺธานํ พึงทราบการถือเอาขันธ์หนึ่งในเอกโวการภพ ภพที่มีขันธ์หนึ่ง, ขันธ์ ๔ ในจตุโวการภพภพที่มีขันธ์๔, ขันธ์ ๕ ใน ปัญจโวการภพภพที่มีขันธ์ ๕. บทว่า ปาตุภาโว ความปรากฏ คือความเกิด. ในบทว่า อายตนานํ นี้ พึงทราบการสงเคราะห์อายตนะอันเกิดขึ้นในขันธ์ นั้น ๆ. บทว่า ปฏิลาโภ การได้เฉพาะ คือความปรากฏในปฏิสนธิ นั่นเอง. จริงอยู่ อายตนะเหล่านั้นเมื่อปรากฏอยู่ เป็นอันชื่อว่าได้แล้ว. อนึ่ง ชาตินี้นั้นมีการเกิดครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ มีการมอบให้ เป็นรส มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพในอดีตเป็นเครื่องปรากฏ หรือมีความ
หน้า 100 ข้อ 145
เป็นผู้เต็มไปด้วยทุกข์ด้วยอำนาจแห่งผลเป็นเครื่องปรากฏ. บทว่า ชรา ความแก่ เป็นสภาพเฉพาะตน. บทว่า ชิรณตา ความเสื่อม แสดงถึง อาการ. บท ๓ บทมีอาทิว่า ขณฺฑิจฺจํ ความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น แสดง ถึงกิจในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไป. ๒ บทหลังแสดงถึงปกติ. แสดงโดย ความเป็นสภาพด้วยบทนี้ว่า อยํ หิ ชรา นี่แหละชรา. นี้เป็นสภาพ เฉพาะตนของชราด้วยบทนั้น. แสดงโดยกิจ คือการทำฟันและเล็บให้หัก ในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปด้วยบทนี้ว่า ขณฺฑิจฺจํ ความเป็นผู้มีฟันหัก. แสดง โดยกิจ คือการทำให้ผมและขนหงอก ด้วยบทนี้ว่า ปาลิจฺจํ ความเป็นผู้มี ผมหงอก. แสดงโดยกิจ คือการทำให้เนื้อเหี่ยวหนังย่นด้วยบทนี้ว่า วลิตฺต- จตา ความเป็นผู้มีหนังย่น. บท ๓ บทมีอาทิว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้. แสดงกิจ ในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปแห่งชรานั้น. ด้วยบทเหล่านั้นท่านแสดงชรา ปรากฏชัดด้วยการเห็นความวิการเหล่านี้. เหมือนอย่างว่า ทางไปของน้ำ ลม ไฟ หรือหญ้าต้นไม้เป็นต้นย่อมปรากฏ เพราะหักโค่นล้มหรือเพราะ ถูกไฟไหม้ แต่ทางไปไม่ปรากฏ น้ำเป็นต้นไม่ปรากฏ ฉันใด ทางไป ของชราย่อมปรากฏโดยความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น แม้ลืมตาคอยจับความ เป็นผู้มีฟันหักเป็นต้นไม่ปรากฏ ชราก็ไม่ปรากฏฉันนั้น. เพราะชราไม่พึงรู้ ด้วยตา. บทว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ความว่า ท่านแสดงตามปกติ กล่าวคือความ เสื่อมแห่งอายุและความแก่แห่งอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้น เพราะรู้เท่าทัน ในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไปด้วยบทเหล่านี้. พึงทราบว่า สองบทหลังนี้แสดง ถึงปกติของอายุนั้น. ในบทนั้นเพราะเมื่อถึงชราอายุย่อมเสื่อม ฉะนั้น ชรา ท่านกล่าวด้วยความใกล้เคียงผลว่า ความเสื่อมแห่งอายุ ก็เพราะเมื่อยังเป็น
หน้า 101 ข้อ 145
หนุ่ม อินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้นแจ่มใสดี สามารถจับวิสัยของตนแม้ ละเอียดอ่อนได้โดยง่าย เมื่อถึงชราอินทรีย์ก็แก่หง่อม ขุ่นมัว เศร้าหมอง ไม่สามารถจะจับวิสัยของตนแม้หยาบได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวโดยใกล้เคียง ผลว่า อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย. ก็เมื่อได้แสดงถึงชรานั้นอย่างนี้แล้วจึงสรุปได้ว่า ชรามีสองอย่าง คือ ชราปรากฏ และชราปกปิด. ในชราทั้งสองนั้น ชราในรูปธรรม ชื่อว่า ชราปรากฏ เพราะแสดงความมีฟันหักเป็นต้น. แต่ชราในอรูปธรรม ชื่อว่า ชราปกปิด เพราะไม่เห็นความวิการเช่นนั้น. ความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น จักปรากฏเป็นสีของฟันเป็นต้นเช่นนั้น. ครั้นเห็นสีนั้นด้วยตา คิดด้วยใจ จึงรู้ชราว่าขันธ์ทั้งหลายถูกชรากำจัดเสียแล้ว. ดุจแลดูจันทน์เหลืองเป็นต้น ที่เขาผูกไว้ในที่มีน้ำ แล้วก็รู้ว่าน้ำมีอยู่ข้างล่าง. ชรายังมีอีกสองอย่าง คือ อวิจิชรา ๑ สวิจิชรา ๑ ในชราสองอย่าง นั้น ชราชื่อว่า อวิจิชรา เพราะรู้ในความแตกต่างของสี มีมณี ทอง เงิน แก้วประพาฬ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เป็นต้นในระหว่าง ๆ ได้ยาก ดุจ ของสัตว์มีชีวิต ในบรรดาพระเจ้ามันธาตุราชและท้าวสักกะเป็นต้น และ ดุจของสิ่งไม่มีชีวิต ในบรรดาดอกไม้ ผลไม้ และใบไม้อ่อนเป็นต้น. อธิบายว่า ชราต่อเนื่อง. ชราชื่อว่า สวิจิชรา เพราะรู้ความแตกต่างของ สิ่งในระหว่าง ๆ ในสิ่งอื่นจากนั้นตามที่กล่าวแล้วได้ง่าย. ในชราสองอย่าง นั้น สวิจิชราพึงแสดงอย่างนี้ด้วยอุปาทินนกะ. เพราะว่าเด็กเล็กฟันน้ำนม ขึ้นก่อน แต่ไม่มั่นคง. เมื่อฟันน้ำนมหักฟันก็ขึ้นอีก. ฟันเหล่านั้นตอนแรก ก็ขาว ครั้นถึงคราวลมชรากระทบก็ดำ. ส่วนผมตอนแรกก็แดงบ้างดำ บ้าง. ส่วนผิวมีสีแดง เมื่อเจริญเติบโตก็ปรากฏเป็นผิวขาวผิวดำ. ครั้น
หน้า 102 ข้อ 145
ถึงคราวถูกลมชรากระทบก็เกิดรอยย่น เวลาอบด้วยตนเองก็ขาว ภายหลัง ก็เขียวแก่. ครั้นถูกลมชรากระทบก็ขาว. ควรเปรียบด้วยหน่อมะม่วง. อนึ่ง ชรานั้นมีความแก่ของขันธ์ เป็นลักษณะ. มีการนำเข้าไปสู่มรณะ เป็นรส มีการหมดความเป็นหนุ่มสาว เป็นเครื่องปรากฏ. บทที่เหลือใน บททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบพระสูตรนี้ ลงด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัตด้วยประการฉะนี้. เมื่อจบเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยอันเตวาสิก ๑,๐๐๐ ก็ตั้งอยู่ใน พระอรหัต. ธรรมจักษุเกิดขึ้นแล้วแก่ชนเหล่าอื่นหลายพัน. บทที่เหลือ เช่นกับที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. จบอรรถกถาปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓
หน้า 103 ข้อ 146, 147, 148
เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านเมตตคู [๑๔๖] (ท่านเมตตคูทูลถามว่า) ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้า- พระองค์ ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่าเป็นผู้จบ เวท มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว ทุกข์มีชนิดเป็นอันมาก เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ในโลก เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ. [๑๔๗] การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐสัง- สันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ฯลฯ (เหมือนในข้อ ๑๒๒) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู เป็นคำเชื่อมบท ฯ ล ฯ ชื่อว่า อิจฺจา- ยสฺมา เมตฺตคู. [๑๔๘] คำว่า มญฺามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ ความว่า ข้าพระ- องค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่า ผู้จบเวท ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์อันอบรม แล้ว คือ ข้าพระองค์ย่อมสำคัญ ย่อมรู้ ย่อมรู้ทั่ว ย่อมรู้แจ้งเฉพาะ ย่อม แทงตลอดอย่างนี้ว่า พระองค์เป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเวทอย่างไร ฌาน ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิมังสา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ เรียกว่า เวท. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงที่สุด ทรงบรรลุถึงที่สุด ทรงไปสู่ที่สุด
หน้า 104 ข้อ 148
ทรงบรรลุซึ่งที่สุด ทรงถึงส่วนสุดรอบ ถึงส่วนสุดแล้ว ทรงถึงความจบ ทรงบรรลุความจบแล้ว แห่งชาติ ชรา และมรณะ ทรงถึงที่ต้านทาน ทรงบรรลุถึงที่ต้านทาน ทรงถึงที่เร้น ทรงบรรลุถึงที่เร้น ทรงถึงที่พึ่ง ทรงบรรลุถึงที่พึ่ง ทรงถึงความไม่มีภัย ทรงบรรลุถึงความไม่มีภัย ทรง ถึงความไม่เคลื่อน ทรงบรรลุถึงความไม่เคลื่อน ทรงถึงความไม่ตาย ทรงบรรลุถึงความไม่ตาย ทรงถึงนิพพาน ทรงบรรลุนิพพาน ด้วยเวท เหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงที่สุดแห่งเวททั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เวทคู. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงที่สุดด้วยเวททั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เวทคู. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ชื่อว่า เวทคู เพราะพระองค์ ทรงทราบแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ คือทรงทราบสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และพระองค์ทรงทราบ อกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความ กระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะ ต่อไป. (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสภิยะ๑) บุคคลเลือกเวทเหล่าใดทั้งสิ้น เวทเหล่านั้น ของ สมณพราหมณ์ก็มีอยู่ บุคคลนั้นปราศจากราคะในเวทนา ทั้งปวง ล่วงเวททั้งปวงแล้ว ชื่อว่าเวทคู. ๑. ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๖๙.
หน้า 105 ข้อ 148
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระองค์อันให้เจริญแล้วอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระกาย มีศีล มีจิต มีปัญญา มีสติปัฏฐาน มี สัมมัปปธาน มีอิทธิบาท มีอินทรีย์ มีพละ มีโพชฌงค์ มีมรรค อันให้เจริญ แล้ว ทรงละกิเลสแล้ว ทรงแทงตลอดอกุปปธรรมแล้ว มีนิโรธอันทรง ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว พระองค์ทรงกำหนดรู้ทุกข์ ทรงละสมุทัย ทรงเจริญ มรรค ทรงทำให้แจ้งนิโรธแล้ว ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ทรงกำหนด รู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ทรงละธรรมที่ควรละ ทรงเจริญธรรมที่ควรเจริญ ทรงทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง พระองค์มีธรรมไม่น้อย มีธรรม มาก มีธรรมลึก มีธรรมประมาณไม่ได้ มีธรรมยากที่จะหยั่งลงได้ มี ธรรมรัตนะมาก เปรียบเหมือนทะเลหลวง ทรงประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา. พระองค์ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ดีพระทัย ไม่เสียพระทัย ทรงวางเฉย มีสติสัมปชัญะอยู่ ทรงได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรง ดมกลิ่นด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ดี พระทัย ไม่เสียพระทัย ทรงวางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่. ทรงเห็นรูปอันน่าพอใจด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ทรงติดใจ ไม่ทรง รักใคร่ ไม่ทรงยังราคะให้เกิด พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว ทรงเห็นรูปนั้นอันไม่เป็นที่ชอบ ใจด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ทรงเก้อเขิน มีพระทัยมิได้ขัดเคือง มีพระทัย ไม่หดหู่ มีพระทัยไม่พยาบาท พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว ทรงได้ยินเสียงอันน่าพอใจด้วย พระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นอันน่าพอใจด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสอัน
หน้า 106 ข้อ 148
น่าพอใจด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะอันน่าพอใจด้วยพระ- กายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์อันน่าพอใจด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรง ติดใจ ไม่ทรงรักใคร่ ไม่ทรงยังราคะให้เกิด พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว ทรงรู้แจ้ง ธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงเก้อเขิน มีพระทัย มิได้ขัดเคือง มีพระทัยไม่หดหู่ มีพระทัยไม่พยาบาท พระองค์มีพระกาย คงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว. ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว มีพระกายคงที่ในรูปทั้งที่ชอบใจและ ไม่ชอบใจ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว ทรง ได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรส ด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบ ธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว มีพระกายคงที่ในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่ชอบใจ และไม่ชอบใจ มีพระทัยคงที่ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว ทรง เห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ทรงรักในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่ทรง ชังในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความชัง ไม่ทรงหลงในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความ หลง ไม่ทรงโกรธในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่ทรงมัวเมาในรูป อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่ทรงเศร้าหมองในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความ เศร้าหมอง ทรงได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นด้วยพระฆานะ แล้ว ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงรักในธรรมอันเป็นที่ตั้ง แห่งความรัก ไม่ทรงขัดเคืองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่ ทรงหลงในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่ทรงโกรธในธรรมอันเป็นที่
หน้า 107 ข้อ 148
ตั้งแห่งความโกรธ ไม่ทรงมัวเมาในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่ทรงเศร้าหมองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นแต่เพียงทรงเห็นรูปที่ทรงเห็น เป็นแต่เพียง ทรงได้ยินในเสียงที่ทรงได้ยิน เป็นแต่เพียงทรงทราบในอารมณ์ที่ทรง ทราบ เป็นแต่เพียงทรงรู้ในธรรมารมณ์ที่ทรงรู้แจ้ง ไม่ทรงติดในรูปที่ ทรงเห็น ในเสียงที่ทรงได้ยิน ในอารมณ์ที่ทรงทราบ ในธรรมารมณ์ที่ ทรงรู้แจ้ง ไม่ทรงเข้าถึง ไม่ทรงอาศัย ไม่ทรงเกี่ยวข้อง ทรงพ้นวิเศษแล้ว ไม่ทรงเกี่ยวข้องในรูปที่ทรงเห็น มีพระทัยอันไม่ให้มีเขตแดนอยู่ ไม่ทรง เข้าถึง . . . ไม่ทรงเกี่ยวข้อง ในเสียงที่ทรงได้ยิน ในอารมณ์ที่ทรงทราบ ในธรรมารมณ์ที่ทรงรู้แจ้ง มีพระทัยอันไม่มีเขตแดนอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระจักษุ ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุ แต่ ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมี พระโสต ทรงสดับเสียงด้วยพระโสต แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัย พ้นวิเศษดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระฆานะ ทรงสูดกลิ่นด้วย พระฆานะ แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงมีพระชิวหา ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหา แต่ไม่ทรงมีฉันท- ราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระกาย ทรง ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกาย แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษ ดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมนัส ทรงรู้แจ้งธรรมด้วยพระมนัส แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวม พระจักษุอันชอบใจในรูป ยินดีในรูป พอใจในรูป และทรงแสดงธรรม
หน้า 108 ข้อ 148
เพื่อสำรวมจักษุนั้น ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระ- โสตอันชอบใจในเสียง ยินดีในเสียง ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงสำรวม พระฆานะอันชอบใจในกลิ่น ยินดีในกลิ่น ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรง รักษา ทรงสำรวมพระชิวหาอันชอบใจในรส ยินดีในรส ทรงข่ม ทรง คุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระกายอันชอบใจในโผฏฐัพพะ พระ- มนัสอันชอบใจในธรรมารมณ์ ยินดีในธรรมารมณ์ พอใจในธรรมารมณ์ และทรงแสดงธรรมเพื่อสำรวมใจนั้น. ชนทั้งหลาย ย่อมนำยานที่ตนฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชา ย่อมทรงประทับยานที่สารถีฝึกแล้ว บุคคลที่ ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐในหมู่มนุษย์. บุคคลใดย่อมอดทน คำที่ล่วงเกินได้ บุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐ. ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่คือกุญชร ที่เขาฝึกแล้ว จึงประเสริฐ บุคคลฝึกตนแล้ว ประเสริฐ กว่ายานมีม้าอัสดร ที่สารถีฝึกแล้วเป็นต้นนั้น. ใคร ๆ พึงไปสู่ทิศที่ไม่เคยไปด้วยยานเหล่านี้ เหมือน บุคคลที่มีคนฝึก (ด้วยความฝึกอินทรีย์) ฝึกดี (ด้วย อริยมรรคภาวนา) ฝึกแล้ว ย่อมไปสู่ทิศที่ไม่เคยไปฉะนั้น หาได้ไม่. พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่หวั่นไหว ในเพราะ มานะทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นจากกรรมกิเลส อัน เป็นเหตุให้เกิดบ่อย ๆ บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว (อรหัตผล)
หน้า 109 ข้อ 149
พระขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้มีความชนะในโลกอินทรีย์ ทั้งหลาย. พระขีณาสพใดให้เจริญแล้ว อายตนะภายใน อายตนะภายนอก พระขีณาสพนั้น ทำให้หมดพยศแล้ว พระขีณาสพนั้น ล่วงแล้วซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ในโลก ทั้งปวง มีธรรมอันให้เจริญแล้ว ฝึกดีแล้ว ย่อมหวัง มรณกาล. คำว่า เอวํ ภควา ภาวิตตฺโต ความว่า ข้าพระองค์ย่อมสำคัญ ซึ่งพระองค์ว่า จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว. [๑๔๙] คำว่า กุโต นุ ในอุเทศว่า " กุโต นุ ทุกฺขา สมุปาคตา- เม " ความว่า เป็นการถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความ เคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้ เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่อะไรหนอ. ชื่อว่า ทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์ คือ ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้น ใจ ทุกข์ในนรก ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ในปิตติวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีการตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์ มีความออกจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์เนื่องแต่สัตว์ผู้เกิด ทุกข์เนื่องแต่ผู้อื่น แห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เกิดแต่ความเพียรของตน ทุกข์เกิดแต่ความเพียรของ ผู้อื่น ทุกข์ในทุกข์ สังสารทุกข์ วิปริณามทุกข์ โรคตา โรคหู โรคจมูก
หน้า 110 ข้อ 149
โรคลิ้น โรคกาย โรคในศีรษะ โรคที่หู โรคในปาก โรคฟัน โรคไอ โรคมองคร่อ โรคริดสีดวงจมูก โรคร้อนใน โรคชรา โรคในท้อง โรคสลบ โรคลงแดง โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน โรคฝี กลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู หิดด้าน หิดเปื่อย คุดทะราด ลำลาบ คุดทะราดใหญ่ โรครากเลือด โรคดี โรคเบาหวาน โรคริดสีดวงทวาร โรคต่อม บานทะโรค อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็น สมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีดีเป็นต้นประชุมกัน อาพาธ เกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิดเพราะเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอกัน อาพาธเกิดเพราะความเพียร อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์แต่ เหลือบยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ความตายของมารดา ก็เป็นทุกข์ ความตายของบิดาก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่ชายน้องชาย ก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่หญิงน้องหญิงก็เป็นทุกข์ ความตายของ บุตรก็เป็นทุกข์ ความตายของธิดาก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งญาติก็เป็น ทุกข์ ความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งศีลก็เป็น ทุกข์ ความฉิบหายแห่งทิฏฐิก็เป็นทุกข์ รูปาทิธรรมเหล่าใดมีความเกิด ในเบื้องต้นปรากฏ รูปาทิธรรมเหล่านั้นก็มีความดับไปในเบื้องปลาย ปรากฏ วิบากอาศัยกรรม กรรมอาศัยวิบาก รูปอาศัยนาม นามก็อาศัย รูป นามรูปไปตามชาติ ชราก็ติดตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ตั้งอยู่ในทุกข์ ไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มีอะไรเป็นที่เร้น ไม่มีอะไรเป็น สรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เหล่านี้เรียกว่าทุกข์.
หน้า 111 ข้อ 150
ท่านพระเมตตคูย่อมทูลถาม ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรง ประสาทซึ่งมูล เหตุ นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งทุกข์เหล่านี้ ทุกข์เหล่านี้เข้ามาถึงพร้อม เกิด ประจักษ์ บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วแต่อะไร มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไร เป็นสมุทัย มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์เหล่านั้น เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ. [๑๕๐] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า " เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา " ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ. บทว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า โลกสฺมึ ความว่า ในอบายโลก ในมนุษยโลก ในเทวโลก ในขันธโลก ในธาตุโลก ในอายตนโลก. คำว่า อเนกรูปา ความว่า ทุกข์ทั้งหลายมีอย่างเป็นอเนก คือ มี ประการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอเนก อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่าเป็นผู้จบเวท มีพระ- องค์อันให้เจริญแล้ว ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ.
หน้า 112 ข้อ 151, 152, 153
[๑๕๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเมตตคู) ท่านถามถึงเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว เรารู้อยู่อย่างไร ก็จะบอกเหตุนั้นแก่ท่าน ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก มีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมเกิดขึ้น. [๑๕๒] คำว่า ทุกฺขสฺส ในอุเทศว่า " ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ " ความว่า แห่งชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์ คือความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แห่งทุกข์. คำว่า เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ ความว่า ท่านถาม วิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทซึ่งมูล เหตุ นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งทุกข์กะเรา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านถาม ถึงเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า เมตตคู. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา เป็นสัจฉิกา- บัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อน เมตตคู. [๑๕๓] คำว่า ตนฺเต ปวกฺขามิ ในอุเทศว่า " ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ " ดังนี้ ความว่า เราจักกล่าว . . . จักประกาศ ซึ่งมูล . . . สมุทัยแห่งทุกขึ้นในแก่ท่าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักกล่าวซึ่งมูล แห่งทุกข์นั้นแก่ท่าน. คำว่า ยถา ปชานํ ความว่า เรารู้อยู่ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดอย่างไร จะบอกธรรมที่ประจักษ์แก่ตนที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง
หน้า 113 ข้อ 154, 155
โดยจะไม่บอกว่า กล่าวกันมาดังนี้ ๆ ไม่บอกตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอก ตามลำดับสืบ ๆ กันมา ไม่บอกโดยการอ้างตำรา ไม่บอกตามที่นึกเดา เอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกด้วยความตรึกตามอาการ ไม่บอกด้วยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรารู้อย่างไร. [๑๕๔] คำว่า อุปธิ ในอุเทศว่า " อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา " ดังนี้ ได้แก่อุปธิ ๑๐ ประการ คือ ตัณหูปธิ ทิฏฐูปธิ กิเลสูปธิ กัมมูปธิ ทุจจริตูปธิ อาหารูปธิ ปฏิฆูปธิ อุปธิคืออุปาทินนธาตุ ๔ อุปธิคือ อายตนะภายใน ๖ อุปธิคือหมวดวิญญาณ ๖ ทุกข์แม้ทั้งหมดก็เป็น อุปธิ เพราะอรรถว่า ยากที่จะทนได้ เหล่านี้เรียกว่าอุปธิ ๑๐. คำว่า ทุกฺขา คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ฯ ล ฯ ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เหล่านี้เรียกว่าทุกข์ ทุกข์ เหล่านี้มีอุปธิเป็นนิทาน มีอุปธิเป็นเหตุ มีอุปธิเป็นปัจจัย มีอุปธิเป็น การณะ ย่อมมี ย่อมเป็น เกิดขึ้น เกิดพร้อม บังเกิด ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลายมีอุปธิเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น. [๑๕๕] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า " เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา " ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า โลกสฺมึ ความว่า ในอบายโลก ในมนุษยโลก ในเทวโลก ใน ธาตุโลก ในอายตนโลก. คำว่า อเนกรูปา ความว่า ทุกข์ทั้งหลายมี อย่างเป็นอเนก มีประการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลาย มีชนิดเป็นอันมาก อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก.
หน้า 114 ข้อ 156, 157, 158
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านได้ถามเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว เรารู้อยู่อย่างไร ก็จะบอกเหตุนั้นแก่ท่าน ทุกข์ทั้งหลาย มีชนิดเป็นอันมาก อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก มีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมเกิดขึ้น. [๑๕๖] ผู้ใดแลมิใช่ผู้รู้ ย่อมทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อม เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้รู้อยู่ ไม่พึง ทำอุปธิ เป็นผู้พิจารณาเหตุเกิดแห่งทุกข์. [๑๕๗] คำว่า โย ในอุเทศว่า " โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ " ดังนี้ ความว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือมนุษย์ผู้ใด คือ เช่นใด ควรอย่างไร ชนิดใด ประการใด ถึงฐานะใด ประกอบด้วยธรรมใด. คำว่า อวิทฺวา ความว่า ไม่รู้ คือ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม. คำว่า อุปธึ กโรติ ความว่า กระทำซึ่งตัณหูปธิ . . . อุปธิ คือ หมวดวิญญาณ ๖ คือ ให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิใช่ผู้รู้กระทำอุปธิ. [๑๕๘] คำว่า ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ ในอุเทศว่า " ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท " ดังนี้ ความว่า ย่อมถึง คือ เข้าถึง เข้าไปถึง ย่อม จับ ย่อมลูบคลำ ย่อมยึดมั่น ซึ่งชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณ- ทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ.
หน้า 115 ข้อ 159, 160
คำว่า มนฺโท ความว่า เป็นคนเขลา คือ เป็นคนหลงมิใช่ผู้รู้ ไป แล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นคนเขลา เข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ. [๑๕๙] คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า " ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา " ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น บุคคลเมื่อเห็นโทษนี้ในอุปธิทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น. คำว่า ปชานํ คือ รู้ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด คือ รู้ ... แทงตลอดว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า อุปธึ น กยิรา ความว่า ไม่พึงกระทำตัณหูปธิ ... อุปธิ คือ อายตนะภายใน ๖ คือ ไม่พึงให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ. [๑๖๐] คำว่า ทุกฺขสฺส ความว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นแดนเกิด คือ เป็นผู้พิจารณาเห็นมูล เหตุ นิทาน สมภพ แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์ คือความโศก ความร่ำไร ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ปัญญา คือ ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือก เฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิเรียกว่า อนุปัสสนา บุคคลเป็นผู้เข้าไป คือ เข้าไป พร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วย
หน้า 116 ข้อ 161, 162
ปัญญาอันพิจารณาเห็นนี้ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้พิจารณาเห็น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้พิจารณาเห็นแดนเกิดแห่งทุกข์. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ใดแลมิใช่ผู้รู้ ย่อมทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้รู้อยู่ ไม่ พึงทำอุปธิ เป็นผู้พิจารณาเห็นแดนเกิดแห่งทุกข์. [๑๖๑] ข้าพระองค์ได้ทูลถามแล้วซึ่งปัญหาใด พระองค์ ได้ตรัสบอกปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ ทั้งหลาย จะขอทูลถามปัญหาข้ออื่น ขอพระองค์โปรด ตรัสบอกปัญหานั้น ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้อย่างไรหนอ พระองค์ เป็นพระมุนี ขอทรงโปรดแก้ปัญหาแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยดี แท้จริง ธรรมนั้น อันพระองค์ทรงทราบแล้ว. [๑๖๒] คำว่า ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยี โน ความว่า ข้าพระ- องค์ทั้งหลายได้ทูลถาม คือ ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท แล้วซึ่งปัญหาใด. คำว่า อกิตฺตยี โน ความว่า พระองค์ได้ตรัส คือ บอก ... ทรง ทำให้ง่าย ทรงประกาศแล้ว ซึ่งปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทูลถามปัญหาใดแล้ว พระ- องค์ได้ตรัสแก้ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย.
หน้า 117 ข้อ 163
[๑๖๓] คำว่า กถํ นุ ในอุเทศว่า " อญฺํ ตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฑํ ชาติชฺชรํ โสกปริเทวญฺจ " ดังนี้ ความว่า เป็นการถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความเคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็น อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อย่างไรหนอ. คำว่า ธีรา คือ นักปราชญ์ บัณฑิต ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า โอฆํ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ ความ เกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่ สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ชื่อว่า ชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ใน หมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ชื่อว่า ชรา. ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก ความโศก ณ ภายใน ความกรมเกรียม ณ ภายใน ความร้อน ณ ภายใน ความเร่าร้อน ณ ภายใน ความเกรียมกรอมแห่งจิต โทมนัส ลูกศรคือความโศก ของคน ที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้า หรือของคนที่ถูกความฉิบหายแห่ง โภคะกระทบเข้า ของคนที่ถูกความฉิบหายเพราะโรคกระทบเข้า หรือของ คนที่ถูกความฉิบหายแห่งศีลกระทบเข้า ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิ กระทบเข้า ของคนที่ประจวบกับความฉิบหายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือของ
หน้า 118 ข้อ 164
คนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ความโศก. ความร้องไห้ ความรำพัน กิริยาที่ร้องไห้ กิริยาที่รำพัน ความ เป็นผู้ร้องไห้ ความเป็นผู้รำพัน ความพูดถึง ความพูดเพ้อเจ้อ ความ พูดบ่อย ๆ ความร่ำไร กิริยาที่ร่ำไร ความเป็นผู้ร่ำไร ของคนที่ถูกความ ฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้า ... หรือของตนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่าง หนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ปริเทวะ. คำว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและ ปริเทวะได้อย่างไรหนอ ความว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้ อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามโอฆะ ชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะได้อย่างไรหนอ. [๑๖๔] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า " ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ " ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมทูลถาม ทูลวิงวอน ทูลให้ทรงประกาศ ปัญหาใด ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น ธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนี พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกอบด้วยญาณนั้น จึงเป็นมุนี คือ ถึงความเป็นพระมุนี โมเนยยะ (ความเป็นมุนี) ๓ ประการ คือ กายโมเนยยะ วจีโมเนยยะ มโนโม- เนยยะ. กายโมเนยยะเป็นไฉน การละกายทุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโม- เนยยะ กายสุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ ญาณมีกายเป็นอารมณ์ เป็นกายโมเนยยะ ความกำหนดรู้กาย เป็นกายโมเนยยะ มรรคอันสหรคต ด้วยความกำหนดรู้ เป็นกายโมเนยยะ ความละฉันทราคะในกาย เป็นกาย-
หน้า 119 ข้อ 164
โมเนยยะ ความดับกายสังขาร ความเข้าถึงจตุตถฌาน เป็นกายโมเนยยะ นี้ชื่อว่า กายโมเนยยะ. วจีโมเนยยะเป็นไฉน การละวจีทุจริต ๔ อย่าง เป็นวจีโมเนยยะ วจีสุจริต ๔ อย่าง เป็นวจีโมเนยยะ ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ เป็นวจี- โมเนยยะ การกำหนดรู้วาจา เป็นวจีโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยการ กำหนดรู้ เป็นวจีโมเนยยะ การละฉันทราคะในวาจาเป็นวจีโมเนยยะ ความดับวจีสังขาร ความเข้าทุติยฌาน เป็นวจีโมเนยยะ นี้ชื่อว่า วจีโม- เนยยะ. มโนโมเนยยะเป็นไฉน การละมโนทุจริต ๓ อย่าง เป็นมโนโม- เนยยะ มโนสุจริต ๓ อย่าง เป็นมโนโมเนยยะ ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ เป็นมโนโมเนยยะ การกำหนดรู้จิต เป็นมโนโมเนยยะ มรรคอันสหรคต ด้วยความกำหนดรู้ เป็นมโนโมเนยยะ การละฉันทราคะในจิต ความดับ จิตสังขาร ความเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้ชื่อว่า มโนโมเนยยะ. บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงมุนี ผู้เป็นมุนีโดยกาย เป็น มุนีโดยวาจา เป็นมุนีโดยใจ ผู้ไม่มีอาสวะถึงพร้อมด้วย ความเป็นมุนีว่า เป็นผู้ละอกุศลธรรมทั้งปวง บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวถึงมุนี ผู้เป็นมุนีโดยกาย เป็นมุนีโดยวาจา เป็นมุนีโดยใจ ผู้ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี ว่า เป็นผู้มีบาปอันลอยแล้ว. มุนีผู้ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นมุนีเหล่านี้ เป็นมุนี ๖ จำพวก คือ เป็นอาคารมุนี ๑ อนาคารมุนี ๑ เสกขมุนี ๑ อเสกขมุนี ๑ ปัจเจก-
หน้า 120 ข้อ 165
มุนี ๑ มุนิมุนี ๑. อาคารมุนีเป็นไฉน คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน มีบทอันเห็น แล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้ง นี้ชื่อว่า อาคารมุนี. อนาคารมุนีเป็นไฉน บรรพชิตผู้มีบทอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้ แจ้งแล้ว นี้ชื่อว่า อนาคารมุนี. พระเสกขบุคคล ๗ จำพวก ชื่อว่า เสขมุนี. พระอรหันต์ ชื่อว่า อเสกขมุนี. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า ปัจเจกมุนี. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า มุนิมุนี. บุคคลย่อมไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นผู้หลง มิใช่ผู้รู้ ก็ไม่เป็นมุนี ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต ถือธรรม อันประเสริฐ เหมือนบุคคลประคองตราชั่ง ย่อมละเว้น บาปทั้งหลาย บุคคลนั้นเป็นมุนี โดยเหตุนั้น บุคคลนั้น เป็นมุนี บุคคลใดรู้จักโลกทั้งสอง บุคคลนั้นท่านเรียกว่า เป็นมุนี โดยเหตุนั้น บุคคลใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและ ธรรมของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง ทั้งในภายในทั้งใน ภายนอก อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว บุคคล นั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหา ดังว่าข่าย ชื่อว่า เป็นมุนี. คำว่า สาธุ วิยากโรหิ ความว่า ขอพระองค์ทรงตรัสบอก คือ ทรงแสดง ... ทรงประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์เป็น มุนี ขอทรงโปรดแก้ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี. [๑๖๕] คำว่า ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ความว่า จริง อย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว คือ ทรงรู้แล้ว ทรง เทียบเคียงแล้ว ทรงพิจารณาแล้ว ทรงให้เจริญแล้ว ทรงแจ่มแจ้งแล้ว
หน้า 121 ข้อ 166, 167
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนี้อันพระองค์ทรงทราบ แล้ว. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามแล้วซึ่งปัญหาใด พระองค์ได้ ตรัสบอกปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ ทั้งหลายจะขอทูลถามปัญหาข้ออื่น ขอพระองค์โปรดตรัส บอกปัญหานั้น ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะได้อย่างไรหนอ พระองค์เป็น พระมุนี ขอทรงโปรดแก้ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยดี แท้จริง ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว. [๑๖๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมตตคู) เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์ แก่ตน ที่บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้าม ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกแก่ท่าน. [๑๖๗] คำว่า เราจักบอกธรรม ... แก่ท่าน ความว่า เราจักบอก ... ประกาศซึ่งพรหมจรรย์ อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏ- ฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมแก่ท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์ นั้นโดยชื่อว่า เมตตคู.
หน้า 122 ข้อ 168
[๑๖๘] คำว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ในอุเทศว่า " ทิฏฺเ ธมฺเม อนี- ติหํ " ดังนี้ ความว่า ในธรรมที่เราเห็น รู้ เทียบเคียง พิจารณา ให้ เจริญแล้ว ปรากฏแล้ว คือ ในธรรมอันเห็นแล้ว ... ปรากฏแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เราจักบอกทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว จัก บอกสมุทัยในสมุทัยที่เราเห็นแล้ว จักบอกมรรคในมรรคที่เราเห็นแล้ว จักบอกนิโรธในนิโรธที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า จักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เราจักบอกธรรมที่จะพึงเห็นเอง ไม่ ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน พึงรู้เฉพาะตน ในธรรมที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรม ที่เราเห็นแล้ว. คำว่า อนีติหํ อวามว่า เราจักบอกซึ่งธรรมอันประจักษ์แก่ตน ที่เรา รู้เฉพาะด้วยตนเอง โดยไม่บอกว่ากล่าวกันมาอย่างนี้ ไม่บอกตามที่ได้ยิน กันมา ไม่บอกตามลำดับสืบ ๆ กันมา ไม่บอกโดยการอ้างตำรา ไม่บอก ตามที่นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกโดยความ ตรึกตรองตามอาการ ไม่บอกโดยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน.
หน้า 123 ข้อ 169, 170
[๑๖๙] คำว่า ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ความว่า กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้รู้ ... ทำให้ แจ่มแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญ สติปัฏฐานเป็นเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ บุคคลนั้นเรียกว่า มีสติ. คำว่า จรํ คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ธรรมใดแล้ว เป็นผู้มี สติเที่ยวไป. [๑๗๐] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า " ตเร โลเก วิสตฺติกํ. " ชื่อว่า วิสัตติกา ในคำว่า วิสตฺติกา เพราะอรรถว่า กระไร เพราะ อรรถว่า แผ่ไป เพราะอรรถว่า กว้างขวาง เพราะอรรถว่า ซ่านไป เพราะ อรรถว่า ครอบงำ เพราะอรรถว่า นำไปผิด เพราะอรรถว่า ให้กล่าวผิด เพราะอรรถว่า มีรากเป็นพิษ เพราะอรรถว่า มีผลเป็นพิษ เพราะอรรถว่า มีการบริโภคเป็นพิษ. อนึ่ง ตัณหานั้นกว้างขวาง ซ่านไป แผ่ไป แผ่ซ่านไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญา-
หน้า 124 ข้อ 171, 172
นาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบันกาล ธรรม คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ ที่ได้ทราบ และธรรมที่รู้แจ้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า โลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. คำว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งตัณหาอันเกาะเกี่ยวใน อารมณ์ต่างๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยว ในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์ แก่ตนที่บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้าม ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกแก่ท่าน. [๑๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ ชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น และธรรมอันสูงสุดที่ บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามพ้นตัณหา อันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้. [๑๗๒] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า " ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ " ความว่า ซึ่งพระดำรัส คือ ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์. คำว่า อภินนฺทามิ คือ ข้าพระองค์ย่อมยินดี ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอ ประสงค์ รักใคร่ ติดใจ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น.
หน้า 125 ข้อ 173
[๑๗๓] คำว่า มเหสี ในอุเทศว่า มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่ากระไร. ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ซึ่งสมาธิ- ขันธ์ใหญ่ ซึ่งปัญญาขันธ์ใหญ่ ซึ่งวิมุตติขันธ์ใหญ่ ซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ ขันธ์ใหญ่. ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสวงหา เสาะหา ค้นหาแล้วซึ่งความทำลายกองมืดใหญ่ ซึ่งความทำลาย วิปลาสใหญ่ ซึ่งความถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่ ซึ่งความตัดความสืบต่อ ทิฏฐิใหญ่ ซึ่งความให้มานะเป็นเช่นธงใหญ่ตกไป ซึ่งความระงับอภิสังขาร ใหญ่ ซึ่งความสละโอฆะใหญ่ ซึ่งความปลงภาระใหญ่ ซึ่งความตัด สังสารวัฏใหญ่ ซึ่งการให้ความเร่าร้อนใหญ่ดับไป ซึ่งความสงบระงับ ความเดือดร้อนใหญ่ ซึ่งความยกขึ้นซึ่งธรรมเป็นดังว่าธงใหญ่ ซึ่งสติ- ปัฏฐานใหญ่ ซึ่งสัมมัปปธานใหญ่ ซึ่งอิทธิบาทใหญ่ ซึ่งอินทรีย์ใหญ่ ซึ่งพละใหญ่ ซึ่งโพชฌงค์ใหญ่ ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ใหญ่ ซึ่งอมตนิพพานอันเป็นปรมัตถ์ใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า อันสัตว์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่แสวงหา เสาะหา สืบหาว่า พระพุทธเจ้า ประทับ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาประทับ ณ ที่ไหน พระนราสภประทับ ณ ที่ไหน. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า เป็นธรรมอุดม ในคำว่า ธมฺมมุตฺตมํ.
หน้า 126 ข้อ 174, 175
คำว่า อุตฺตมํ คือ ธรรมอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ... ซึ่ง ธรรมอุดม. [๑๗๔] คำว่า ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ความว่า ทำให้ทราบ คือ เทียบเคียงพิจารณา ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญ สติปัฏฐานเป็นเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ บุคคลนั้นท่านกล่าว ว่า เป็นผู้มีสติ. คำว่า จรํ คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ... เยียวยา เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป. [๑๗๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า " ตเร โลเก วิสตฺติกํ. " วิสัตติกา ในบทว่า วิสตฺติกา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ล ฯ ซ่าน ไป แผ่ซ่านไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ฯ ล ฯ ธรรม คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมที่รู้แจ้ง เพราะ- เหตุนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ อายตนโลก. คำว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหา อันเกาะเกี่ยวใน
หน้า 127 ข้อ 176, 177, 178
อารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยว ในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ ชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น และธรรมอันสูงสุดที่ บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้. [๑๗๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเมตตคู) ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพันและวิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้ง อยู่ในภพ. [๑๗๗] คำว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ท่าน ย่อมรู้ คือ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดซึ่งธรรมอย่างใดอย่าง หนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า เมตตคู. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนเมตตคู. [๑๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนาตว่า ชั้นสูง ในอุเทศว่า " อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ " ดังนี้ ตรัสอดีตว่า ชั้นต่ำ ตรัสปัจจุบันว่า
หน้า 128 ข้อ 179
ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสเทวโลกว่า ชั้นสูง ตรัสนิรยโลกว่า ชั้นต่ำ ตรัสมนุษยโลกว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสกุศลธรรมว่า ชั้นสูง ตรัส อกุศลธรรมว่า ชั้นต่ำ ตรัสอพยากตธรรมว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัส อรูปธาตุว่า ชั้นสูง ตรัสกามธาตุว่า ชั้นต่ำ ตรัสรูปธาตุว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสสุขเวทนาว่า ชั้นสูง ตรัสทุกขเวทนาว่า ชั้นต่ำ ตรัส อทุกขมสุขเวทนาว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสส่วนเบื้องบนตลอดถึงพื้น เท้าว่า ชั้นสูง ตรัสส่วนเบื้องต่ำตลอดถึงปลายผมว่า ชั้นต่ำ ตรัสส่วน กลางว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชั้นสูง ชั้นต่ำ และ ชั้นกลางส่วนกว้าง. [๑๗๙] คำว่า เอเตสุ ในอุเทศว่า " เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺาณํ ภเว น ติฏฺเ " ดังนี้ ความว่า ในธรรมทั้งหลายที่เรา บอกแล้ว ... ประกาศแล้ว ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่าความยินดี. ความพัวพันในบทว่า นิเวสนํ มี ๒ อย่าง คือ ความพัวพันด้วย ตัณหา ๑ ความพัวพันด้วยทิฏฐิ ๑ ความพัวพันด้วยตัณหาเป็นไฉน ความ ถือว่าของเราอันทำให้เป็นแดน ... ด้วยส่วนตัณหาเท่าใด ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความพัวพันด้วยตัณหา. ความพัวพันด้วยทิฏฐิเป็นไฉน สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความพัวพันด้วยทิฏฐิ. คำว่า ปนุชฺช วิญฺาณํ ความว่า วิญญาณอันสหรคตด้วยปุญญา- ภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วย อเนญชาภิสังขาร ท่านจงบรรเทา คือ จงสลัด จงถอน จงถอนทิ้ง จงละ จงทําให้ไกล จงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความยินดี ความพัวพัน
หน้า 129 ข้อ 180
และวิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขารในธรรมเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณในธรรม เหล่านี้. ภพมี ๒ คือ กรรมภพ ๑ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ ๑ ชื่อว่า ภพ ในอุเทศว่า " ภเว น ติฏฺเ " กรรมภพเป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้เป็นกรรมภพ. ภพใหม่อันมีใน ปฏิสนธิเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีในปฏิสนธิ นี้เป็นภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ. คำว่า ภเว น ติฏฺเ ความว่า เมื่อละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความยินดี ความพัวพัน วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิ- สังขาร กรรมภพ และภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ ไม่พึงตั้งอยู่ในปฏิสนธิ ไม่พึงอยู่ในกรรมภพ ไม่พึงดำรงอยู่ ไม่พึงประดิษฐานอยู่ในภพใหม่ อันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านจงบรรเทา ... วิญญาณไม่ พึงตั้งอยู่ในภพ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้น สูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง ส่วนกว้าง ท่านจงบรรเทา ความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณในธรรมเหล่านั้น เสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ. [๑๘๐] ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท มีความ รู้แจ้ง ละความยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว เที่ยวไป พึงละ ชาติ ชรา ความโศกและความรำพัน อันเป็นทุกข์ใน อัตภาพนี้เสียทีเดียว.
หน้า 130 ข้อ 181
[๑๘๑] คำว่า เอวํวิหารี ในอุเทศว่า " เอวํวิหารี สโต อปฺป- มตฺโต " ดังนี้ ความว่า ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่ง ความยินดี ความพัวพัน วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขาร กรรมภพ และภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปกติอยู่อย่างนี้. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญ สติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯล ฯ ภิกษุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสว่า เป็นผู้มีสติ. คำว่า อปฺปมตฺโต ความว่า ภิกษุเป็นผู้ทำด้วยความเต็มใจ คือ ทำ เนือง ๆ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอด ธุระ ไม่ประมาท ในกุศลธรรม คือ ความพอใจ ความพยายาม ความ หมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความ เพียรให้กิเลสร้อนทั่ว ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนืองๆ ใด ในกุศลธรรมนั้นว่า เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้ บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ศีลขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรม นั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือ พึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึง บำเพ็ญวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติ ขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ความพอใจ
หน้า 131 ข้อ 182, 183
เป็นต้นนั้น ชื่อว่า ความไม่ประมาทในกุศลธรรม ความพอใจ ความ พยายาม ... ความตั้งใจ ความประกอบเนือง ๆ ใด ในกุศลธรรมนั้นว่า เมื่อไร เราพึงกำหนดทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ เราพึงละกิเลสทั้งหลายที่ยัง ไม่ได้ละ เราพึงเจริญมรรคที่ยังไม่เจริญ หรือเราพึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ความพอใจเป็นต้นนั้น ชื่อว่า ความไม่ประมาทในกุศล- ธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ เป็นผู้มีสติไม่ ประมาท. [๑๘๒] ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ดี ภิกษุเป็นพระเสขะก็ดี ชื่อว่า ภิกษุ ในอุเทศว่า " ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ " ดังนี้. คำว่า จรํ ความว่า เที่ยวไป คือเที่ยวไป ... เยียวยา. ความยึดถือว่าของเรามี ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของเรา ด้วย อำนาจตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของ เราด้วยอำนาจทิฏฐิ ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเรา ละความยึดถือว่าของ เราด้วยอำนาจตัณหา สละคืนความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... ละแล้วซึ่งความยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เที่ยวไป. [๑๘๓] ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะ ทั้งหลายในหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ชื่อว่า ชาติ ในอุเทศว่า " ชาติชฺชรํ โสกปริทฺเทวญฺจ อิเมว วิทฺวา ปชฺชเหยฺย ทุกขํ " ดังนี้ ความแก่ ความเสื่อม ... ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ชื่อว่า ชรา
หน้า 132 ข้อ 184
ความโศก กิริยาที่โศก ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่าง หนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ความโศก. ความร้องไห้ ความรำพัน ... หรือของ คนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ปริเทวะ. คำว่า อิธ ความว่า ในทิฏฐินี้ ฯ ล ฯ ในมนุษยโลกนี้. คำว่า วิทฺวา ความว่า ผู้รู้แจ้ง คือ ถึงความรู้แจ้ง มีญาณ มีความ แจ่มแจ้ง เป็นนักปราชญ์ ชาติทุกข์ ฯ ล ฯ ทุกข์คือโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ชื่อว่า ทุกข์. คำว่า ชาติชฺชรํ โสกปริทฺเทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชฺชเหยฺย ทุกฺขํ ความว่า ผู้รู้แจ้ง คือ ถึงความรู้แจ้ง มีญาณ มีความแจ่มแจ้งเป็นปราชญ์ พึงละ คือ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งชาติ ชรา ความโศก และความร่ำไรในอัตภาพนี้เทียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้รู้แจ้งพึงละชาติ ชรา ความโศก และความร่ำไรอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เทียว เพราะ- ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท มีความ รู้แจ้ง ละความยึดถือว่าเป็นของเรา แล้วเที่ยวไป พึงละ ชาติ ชรา ความโศก และความรำพันอันเป็นทุกข์ใน อัตภาพนี้เสียทีเดียว. [๑๘๔] ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัส ของ พระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว เป็น ธรรมไม่มีอุปธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละทุกข์ได้แล้ว
หน้า 133 ข้อ 185, 186, 187
เป็นแน่ จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบ แล้ว. [๑๘๕] คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า " เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน " ดังนี้ ความว่า ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของ พระองค์. คำว่า อภินนฺทามิ ความว่า ย่อมยินดี คือ ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอประสงค์ รักใคร่ ติดใจ. คำว่า มเหสิโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ศีลขันธ์ใหญ่ ฯ ล ฯ พระนราสภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่. [๑๘๖] คำว่า สุกิตฺติตํ ในอุเทศว่า " สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ " ดังนี้ ความว่า อันพระองค์ตรัสแล้ว คือ ตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตรัสดีแล้ว. กิเลสทั้งหลายก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า อุปธิ ในอุเทศว่า " โคตม นูปธีกํ " เป็นธรรมที่ละอุปธิ คือ เป็นที่สงบอุปธิ ที่สละคืนอุปธิ ที่ระงับอุปธิ อมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่ พระโคดม ... ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ. [๑๘๗] คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า " อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกฺขํ " ดังนี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มี ความสงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มีความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าว โดยไม่เป็นสองแง่ เป็นเครื่องกล่าวแน่นอน เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด.
หน้า 134 ข้อ 188, 189
คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวแน่แท้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่อง กล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ปหาสิ ทุกฺขํ ความว่า พระองค์ทรงละ คือ ทรงละขาด ทรงบรรเทา ทรงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่. [๑๘๘] คำว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว ความว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว คือ ทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้แจ่มแจ้ง ปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของ พระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว เป็น ธรรมไม่มีอุปธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละทุกข์ได้แล้ว เป็นแน่ จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบ แล้ว. [๑๘๙] พระองค์เป็นพระมุนีตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อย ๆ ก็ ชนแม้เหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่ ข้าพระองค์มาพบ แล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ จักขอนมัสการ
หน้า 135 ข้อ 190, 191, 192
พระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสสอนข้าพระองค์ บ่อย ๆ. [๑๙๐] คำว่า เต จาปิ ในอุเทศว่า " เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุํ ทุกฺขํ " ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ พึงละได้. คำว่า ทุกฺขํ ความว่า พึงละ คือ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึง ความไม่มีซึ่งชาติทุกข์ ... ความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็แม้ ชนเหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่. [๑๙๑] คำว่า เย ในอุเทศว่า " เย ตฺวํ มุนี อฏฺิตํ โอวเทยฺย " ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ เมตตคูพราหมณ์ย่อมกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตฺวํ. ญาณ เรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯ ล ฯ บุคคลนั้นล่วงแล้ว ซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย ย่อมเป็นมุนี. คำว่า อฏฺิตํ โอวเทยฺย ความว่า ตรัสสอนโดยเอื้อเฟื้อ คือ ตรัส สอนเนือง ๆ ตรัสสอน พร่ำสอนบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ- องค์เป็นพระมุนีตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อย ๆ. [๑๙๒] เมตตคูพราหมณ์กล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตํ ใน อุเทศว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคํ. คำว่า นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการ คือ ขอสักการะ เคารพ นับถือ บูชาด้วยกาย ด้วยจิต ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตาม ประโยชน์ หรือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
หน้า 136 ข้อ 192
คำว่า สเมจฺจ ความว่า ข้าพระองค์มาพบ คือ มาประสบ มาหา มาเฝ้าแล้ว ขอนมัสการพระองค์เฉพาะพระพักตร์. คำว่า นาคํ ความว่า ผู้ไม่มีความชั่ว พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง ทำความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค ไม่เสด็จมาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำความชั่วอย่างไร เพราะฉะนั้น จึง ทรงพระนามว่า นาค. อกุศลธรรมทั้งปวงอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดใน ภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป ท่านกล่าวว่า ความชั่ว. บุคคลไม่ทำความชั่วน้อยหนึ่งในโลก สลัดแล้วซึ่งกิเลสเครื่อง ประกอบสัตว์ไว้ทั้งปวง ซึ่งเครื่องผูกทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่ เกี่ยวข้องในที่ทั้งปวง บุคคลนั้นท่านกล่าวว่าเป็นนาค ผู้คงที่ มีจิต อย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำความชั่วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรง พระนามว่า นาค. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จไปอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระ- นามว่า นาค พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จไปสู่ฉันทาคติ ไม่เสด็จไปสู่ โทสาคติ ไม่เสด็จไปสู่โมหาคติ ไม่เสด็จไปสู่ภยาคติ พระองค์ไม่เสด็จไป ด้วยอำนาจราคะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจโมหะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจมานะ ไม่เสด็จไปด้วย อำนาจอุทธัจจะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจ อนุสัย ไม่ดำเนิน ไม่เสด็จออก ไม่ถูกพัดไป ไม่ถูกนำไป ไม่ถูกเคลื่อน
หน้า 137 ข้อ 193, 194
ไปด้วยธรรมอันเป็นพวก พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จไปอย่างนี้ เพราะ- ฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จมาอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระ- นามว่า นาค พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลส ทั้งหลาย ที่พระองค์ทรงละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ... ด้วยสกทาคามิ- มรรค .... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่เสด็จมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มาพบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนาค จึงขอนมัสการ พระองค์. [๑๙๓] คำว่า อปฺเปว มํ ภควา อฏิิตํ โอวเทยฺย ความว่า ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อย ๆ คือ โปรดตรัสสอนโดย เอื้อเฟื้อ ตรัสสอนเนือง ๆ ตรัสสอน พร่ำสอนบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อย ๆ บ้าง เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า พระองค์เป็นพระมุนี ตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อย ๆ ก็ ชนแม้เหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่ ข้าพระองค์มาพบ แล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ จักขอนมัสการ พระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสสอนข้าพระองค์ บ่อย ๆ. [๑๙๔] บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท ไม่มี กิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ ผู้นั้นข้ามได้
หน้า 138 ข้อ 195, 196
แล้วซึ่งโอฆะนี้โดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสา เขื่อน ไม่มีความสงสัย. [๑๙๕] คำว่า พฺราหฺมณํ ในอุเทศว่า ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺา ความว่า ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ เป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพัตตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ เป็นผู้ลอยอกุศลบาปธรรมอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดใน ภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป. (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนสภิยะ๑) พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ลอยเสียแล้วซึ่งธรรมอันลามกทั้งปวง ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่นดี มีจิตคงที่ ล่วงแล้วซึ่ง สงสาร เป็นผู้บริบูรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นอันตัณหา และทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ ประเสริฐ. ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่าเวท ในคำว่า เวทคุํ ฯ ล ฯ พราหมณ์นั้น เป็นเวทคู เพราะล่วงเสียซึ่งเวททั้งปวง. คำว่า อภิชญฺา ความว่า พึงรู้จัก คือ พึงรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้ง เฉพาะ แทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท. [๑๙๖] คำว่า อกิญฺจนํ ในอุเทศว่า อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ดังนี้ ความว่า เครื่องกังวล คือ ราคะ เครื่องกังวล คือ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เครื่องกังวลเหล่านี้อันผู้ใดละขาดแล้ว ตัด ๑. ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๖๗.
หน้า 139 ข้อ 197, 198
ขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล. โดยอุทานว่า กาม กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ตรัสว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ตรัสว่า กิเลสกาม. ชื่อว่า ภพ คือ ภพ ๒ อย่าง คือ กรรมภพ ๑ ภพใหม่อันมีใน ปฏิสนธิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ. คำว่า อกิญฺจรนํ กามภเว อสตฺตํ ความว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยว คือ ไม่ข้องแวะ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่พัวพัน ในกามภพ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ. [๑๙๗] คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ดังนี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยส่วนเดียว ฯ ล ฯ. คำว่า อทฺธา นี้เป็นเครื่อง กล่าวแน่แท้. คําว่า โอฆํ คือ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชา- โอฆะ. คำว่า อตาริ ความว่า ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามพ้นแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นได้ข้ามแล้ว ซึ่งโอฆะนี้โดยแท้. [๑๙๘] คำว่า ติณฺโณ ในอุเทศว่า " ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโข " ดังนี้ ความว่า ผู้นั้นข้ามได้แล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วงพ้น แล้ว เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ มีความอยู่จบแล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว มีทางไกลอันถึงแล้ว มีทิศ อันถึงแล้ว มีที่สุดอันถึงแล้ว มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว ถึงแล้วซึ่งทิฏฐิ อันอุดม มีมรรคอันเจริญแล้ว มีกิเลสอันละแล้ว มีอกุปปธรรมอันแทง ตลอดแล้ว มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัย
หน้า 140 ข้อ 198
แล้ว เจริญมรรคแล้ว ทํานิโรธให้แจ่มแจ้งแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง แล้ว กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละซึ่งธรรมที่ควรละแล้ว เจริญซึ่งธรรมที่ควรเจริญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ผู้นั้นมีอวิชชาเพียงดังกลอนอันถอดออกแล้ว มีชาติสงสารเพียงดังคูอัน กลบแล้ว มีตัณหาเพียงดังเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว ไม่มีลิ่มสลัก เป็น ผู้ไกลจากกิเลสดังข้าศึก มีอัสมิมานะดังว่าธงล้มไปแล้ว มีภาระปลงเสีย แล้ว เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ละนิวรณ์มีองค์ ๕ เสียแล้ว ประกอบด้วย อุเบกขามีองค์ ๖ มีสติเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก มีธรรมเป็นที่พึ่งพิง ๔ มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่ง ๆ บรรเทาเสียแล้ว มีความแสวงหาอัน ประเสริฐบริบูรณ์โดยชอบ มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารระงับแล้ว มีจิตพ้นวิเศษดีแล้ว มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว เป็นบุรุษอุดม เป็นบุรุษประเสริฐ เป็นผู้ถึงอรหัตผล อันประเสริฐ. ผู้นั้นย่อมไม่ก่อ ไม่ทำลาย ทำลายเสร็จแล้วดำรงอยู่ ไม่ต้องละ ไม่ต้องยึดถือ ละเสร็จแล้วดำรงอยู่ ย่อมไม่เย็บ ไม่ยก ตัดเสร็จแล้วดำรง อยู่ ไม่ต้องกำจัด ไม่ต้องก่อ ก่อเสร็จแล้วดำรงอยู่ ชื่อว่า ดำรงอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ ยังอริยสัจทั้งปวงให้ถึง เฉพาะแล้วดำรงอยู่ ล่วงเสียอย่างนี้แล้วดำรงอยู่ ดับไฟกิเลสแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่วนเวียน ยึดถือความชนะเสร็จแล้วดำรงอยู่ ดำรง อยู่ในความส้องเสพวิมุตติ ดำรงอยู่ในเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์ส่วนเดียว ดำรงอยู่ในความเป็นผู้
หน้า 141 ข้อ 198
ไม่มีกัมมัญญะ (ตัณหา ทิฏฐิ มานะ) ดำรงอยู่เพราะความเป็นผู้พ้นวิเศษ แล้ว ดำรงอยู่เพราะความเป็นผู้มีจิตสงบ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งขันธ์ ดำรง อยู่ในที่สุดแห่งธาตุ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งอายตนะ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่ง คติ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งอุปบัติ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งปฏิสนธิ ดำรงอยู่ ในที่สุดแห่งภพ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งสังขาร ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งวัฏฏะ ดำรงอยู่ในภพอันมีในที่สุด ดำรงอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด เป็นพระ- อรหันต์ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด. พระขีณาสพนั้น มีภพนี้เป็นครั้งหลัง มีอัตภาพนี้ และมีสงสาร คือ ชาติ ชรา และมรณะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีภพใหม่. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสํารอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่า ฝั่ง ในบทว่า ปารํ ดังนี้. ผู้นั้นถึงแล้วซึ่งฝั่ง คือ บรรลุถึงฝั่ง ไปสู่ส่วนสุด ถึงส่วนสุด ไปสู่ที่สุด ถึงที่สุด ไปสู่ส่วน สุดรอบ ถึงส่วนสุดรอบ ไปสู่ที่จบ ถึงที่จบ ไปสู่ที่ต้านทาน ถึงที่ต้านทาน ไปสู่ที่เร้น ถึงที่เร้น ไปสู่ที่พึ่ง ถึงที่พึ่ง ไปสู่ที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่มีภัย ไปสู่ ที่ไม่เคลื่อน ถึงที่ไม่เคลื่อน ไปสู่อมตะ ถึงอมตะ ไปสู่นิพพาน ถึงนิพพาน ผู้นั้นมีพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องอยู่จบแล้ว มีจรณะประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ ไม่มีสงสาร คือ ชาติ ชรา และมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้วถึงฝั่ง. คำว่า ไม่มีเสาเขื่อน คือ ราคะเป็นเสาเขื่อน โทสะเป็นเสาเขื่อน
หน้า 142 ข้อ 199
โมหะเป็นเสาเขื่อน ความโกรธเป็นเสาเขื่อน ความผูกโกรธเป็นเสาเขื่อน ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นเสาเขื่อน ผู้ใดละเสาเขื่อนเหล่านี้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีเสาเขื่อน. คำว่า ผู้ไม่มีความสงสัย คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยใน ทุกขสมุทัย ความสงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินี- ปฏิปทา ความสงสัยในเงื่อนเบื้องต้น ความสงสัยในเงื่อนเบื้องปลาย ความ สงสัยในปฏิจจสมุปปันธรรม คือ ความเป็นปัจจัยแห่งสังขาราทิธรรมนี้ ความสงสัย กิริยาที่สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ ตกลง ความเป็นสองแง่ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือเอา โดยส่วนเดียว ความระแวง ความระแวงรอบ ความตัดสินไม่ลง ความ มีจิตครั่นคร้าม ความมีใจสนเท่ห์เห็นปานนี้ ผู้ใดละความสงสัยเหล่านี้ ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือ ญาณ ผู้นั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีความสงสัย เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้วถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความสงสัย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลส เครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ ผู้นั้นได้ข้ามแล้วซึ่ง โอฆะนี้โดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่ มีความสงสัย. [๑๙๙] นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู สลัดแล้ว ซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่
หน้า 143 ข้อ 200, 201
นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. [๒๐๐] คำว่า วิทฺวา ในอุเทศว่า " วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ " ดังนี้ ความว่า ไปแล้วในวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา ทำลายกิเลส. คำว่า โย ความว่า ฯ ล ฯ มนุษย์ใด คือ เช่นใด. ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่า เวท ในบทว่า เวทคู นรชนนั้น ชื่อว่า เป็นเวทคู เพราะล่วงเสียซึ่งเวททั้งปวง. คำว่า นโร ได้แก่ สัตว์ นระ มาณพ ผู้อันเขาเลี้ยง บุคคลผู้เป็น อยู่ ผู้ถึงชาติ สัตว์เกิด ผู้ถึงความเป็นใหญ่ ชนผู้เกิดแต่พระมนู. คำว่า อิธ คือ ในทิฏฐินี้ ฯ ล ฯ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู. [๒๐๑] คำว่า ภวาภเว ในอุเทศว่า " ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช " ดังนี้ ความว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ คือ ในกรรมภพ (กรรมวัฏ) ใน ปุนัพภพ (วิปากวัฏ) ในกามภพ (กามธาตุ) ในกรรมภพ ในกามภพ ในปุนัพภพ ในรูปภพ ในกรรมภพ ในรูปภพ ในปุนัพภพ ในอรูปภพ ในกรรมภพ ในวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ ในอรูปภพ ในภพบ่อย ๆ ในคติบ่อย ๆ ในอุปบัติบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆ ในความเกิดแห่ง อัตภาพบ่อย ๆ. บาปธรรมเป็นเครื่องข้อง ในบทว่า สงฺคํ มี ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เป็นเครื่องข้อง. คำว่า สละแล้ว คือ สลัดแล้ว ซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้อง ทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เปลื้องปล่อยบาปธรรมเป็นเครื่องข้อง
หน้า 144 ข้อ 202
ทั้งหลาย คือ เป็นเครื่องผูก เครื่องพัน เครื่องคล้อง เครื่องเกี่ยวข้อง เครื่องผูกพัน เครื่องพัวพัน เปรียบเหมือนชนทั้งหลายย่อมทำความปลด. ปล่อยยาน คานหาม รถ เกวียน หรือล้อเลื่อน ย่อมทำให้เสียไป ฉันใด นรชนนั้น สละสลัดบาปธรรมเป็นเครื่องข้องเหล่านั้น หรือปลดเปลื้อง บาปธรรมทั้งหลายเป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูกไว้ เป็นเครื่องพัน เป็น เครื่องคล้องไว้ เป็นเครื่องเกี่ยวข้อง เป็นเครื่องพัวพัน เป็นเครื่องผูกพัน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สลัดแล้วซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่อง ข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่. [๒๐๒] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า " โส วีตตณฺโห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ " ดังนี้ นรชนใดละตัณหานี้แล้ว... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือ ญาณ นรชนนั้นตรัสว่า เป็นผู้ปราศจากตัณหา คือ เป็นผู้สละตัณหา คายตัณหา ปล่อยตัณหา ละตัณหา สละคืนตัณหา ปราศจากราคะ สละราคะ คายราคะ ปล่อยราคะ ละราคะ สละคืนราคะ ไม่มีความหิว เป็นผู้ดับ เยือกเย็นแล้ว เสวยสุขอยู่ด้วยตนอันประเสริฐ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา. คำว่า อนิโฆ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูก โกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ นรชนใดละทุกข์เหล่านี้ แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ นรชนนั้นตรัสว่า ไม่มีทุกข์. คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่าความหวัง นรชนใดละความหวัง คือ
หน้า 145 ข้อ 202
ตัณหานี้แล้ว... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ นรชนนั้นตรัสว่า ไม่มี ความหวัง. ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์นั้น ๆ ชื่อว่า ชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ... ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายในหมู่สัตว์นั้น ๆ เเห่งสัตว์นั้น ๆ ชื่อว่า ชรา. ความตาย ความจุติ ... ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ ทั้งหลาย จากหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์นั้น ๆ ชื่อว่า มรณะ. คำว่า นรชน นั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้ว ซึ่งชาติ ชรา ความว่า นรชนนั้นใดเป็นผู้ปราศจาก ตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าว บอก ... ประกาศว่า นรชน นั้นได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชราและ มรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้ว ซึ่งชาติและชรา เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู สลัดแล้ว ซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่ นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่านรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา เมตตคูพราหมณ์ ฯ ล ฯ นั่งประนม อัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หน้า 146 ข้อ 202
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้ แล. จบเมตตคูมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๔ อรรถกถาเมตตคูมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยใน เมตตคูสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า มญฺามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ คือ ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่ง พระองค์ว่าเป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว. บทว่า อปริตฺโต คือ ไม่น้อย. บทว่า มหนฺโต มาก คือ ไม่เล็ก น้อย. บทว่า คมฺภีโร ลึกซึ้ง คือไม่ง่าย. บทว่า อปฺปเมยฺโย ประมาณ ไม่ได้ คือ ไม่สามารถจะนับได้. บทว่า ทุปฺปริโยคาฬฺโห คือ ยากที่จะ หยั่งลงได้. บทว่า พหุรตโน สาครูปโม มีธรรมรัตนะมาก เปรียบ เหมือนทะเลหลวง คือ มีธรรมรัตนะมาก เพราะเป็นบ่อเกิดของธรรม- รัตนะมาก เช่นกับสาคร คือ ดุจสมุทรอันบริบูรณ์ด้วยรัตนะหลาย ๆ อย่าง. บทว่า น มงฺกุ โหติ ไม่ทรงเก้อเขิน คือ ไม่ทรงเสียหน้า. บทว่า อปฺปติฏฺีนจิตฺโต มีพระทัยมิได้ขัดเคือง คือ มิได้มีพระทัยเป็นไปด้วย อำนาจโทสะ. บทว่า อทินมนโส๑ คือ มีพระทัยไม่หดหู่. บทว่า อพฺยา- ปนฺนเจตโส มีพระทัยไม่พยาบาท คือ มิได้มีพระทัยประทุษร้าย. บทว่า ทิฏฺเ ทิฏมตฺโต เพียงแต่ทรงเห็นรูปที่ทรงเห็น คือ เป็นแต่เพียงเห็น รูปารมณ์อันเป็นวิสัยของจักษุเท่านั้น. อารมณ์ที่เห็นด้วยจักษุเป็นเพียงสี ๑. บาลีว่า อาทินมนโส. ม. ว่า อลีนมนโส.
หน้า 147 ข้อ 202
เท่านั้น ไม่มีผู้กระทำหรือผู้ให้กระทำ. แม้ในเสียงที่ได้ยินเป็นต้นก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ทิฏฺเ ท่านแสดงวรรณาตนะเพราะประกอบ ด้วยการเห็น แสดงสัททายตนะเพราะประกอบด้วยการฟัง แสดงฆานายตนะ ชิวหายตนะ และกายายตนะ เพราะประกอบด้วยการทราบ. ท่านแสดง คันธะ เป็นอายตนะของฆานะ แสดงรส เป็นอายตนะของชิวหา แสดง โผฏฐัพพะ คือ ปฐวี เตโช วาโย เป็นอายตนะของกาย แสดงธัมมายตนะ เพราะประกอบด้วยการรู้แจ้ง. บทว่า ทิฏฺเ อนูปโย ไม่ทรงติดในรูปที่ ทรงเห็น คือเว้นจากการติดด้วยราคะในรูปที่เห็นด้วยจักษุวิญญาณ. บทว่า อนปฺปิโย คือ เว้นจากความโกรธ ไม่มีปฏิฆะ. บทว่า อนิสฺสิโต ไม่ ทรงอาศัย คือ ไม่ติดอยู่ด้วยตัณหา. บทว่า อปฺปฏิพทฺโธ ไม่ทรงเกี่ยว ข้อง คือ ไม่เกี่ยวข้องผูกพันด้วยมานะ. บทว่า วิปฺปมุตฺโต ทรงพ้น วิเศษแล้ว คือพ้นจากอารมณ์ทั้งปวง. บทว่า วิสญฺญุโต ทรงแยกออก แล้ว คือแยกจากกิเลส ดำรงอยู่. บทว่า สํวิชฺชติ ภควโต จกฺขุํ จักษุ ของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงได้มังสจักษุ ตามปกติ. บทว่า ปสฺสติ คือ ทรงเห็น ทรงดู. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทรงเห็นรูปด้วยจักษุ คือ ทรงเห็นรูปารมณ์ด้วยจักษุวิญญาณ. บทว่า ฉนฺทราโค ฉันทราคะ คือ ความพอใจในตัณหา. บทว่า ทนตํ นยนฺติ สมิตึ ชนทั้งหลายย่อมนำยานที่ตนฝึกแล้วไป สู่ที่ประชุม คือ ชนทั้งหลายผู้ไปสู่ท่ามกลางมหาชนในอุทยาน และสนาม กีฬาเป็นต้น ย่อมเทียมโคหรือม้าอาชาไนยที่ฝึกแล้ว เทียมในยานนำไป. บทว่า ราชา คือ แม้พระราชาเสด็จไปสู่สถานที่เช่นนั้น ก็ประทับยานที่
หน้า 148 ข้อ 202
สารถีฝึกแล้วนั่นเอง. บทว่า มนุสฺเส คือ บุคคลที่ฝึกแล้วหมดพยศ เป็น ผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่มนุษย์ด้วยอริยมรรค ๔. บทว่า โยติวากฺยํ ความว่า บุคคลใดย่อมอดทน ไม่กระสับกระส่ายไม่เดือดร้อนต่อถ้อยคำล่วงเกินเห็น ปานนี้ แม้เขาพูดอยู่บ่อย ๆ บุคคลเห็นปานนี้ ชื่อว่า เป็นผู้ฝึกแล้ว เป็น ผู้ประเสริฐที่สุด บทว่า อสฺสตรา ม้าอัสดร คือ ม้าที่เกิดจากแม่ม้า พ่อลา. บทว่า อาชานิยา ม้าอาชาไนย คือ ม้าที่สามารถรู้เหตุที่สารถี ผู้ฝึกให้ทำได้โดยเร็ว. บทว่า สินฺะวา ม้าสินธพ คือ ม้าที่เกิดในแคว้น สินธพ. บทว่า มหานาคา คือ ช้างใหญ่จำพวกกุญชร. บทว่า อตฺตทนฺโต ฝึกตนแล้ว ความว่า ม้าอัสดรก็ดี ม้าสินธพก็ดี ช้างกุญชรก็ดี เหล่านั้น ที่ฝึกแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ ที่ยังมิได้ฝึก เป็นสัตว์ไม่ประเสริฐ อนึ่ง บุคคลใดฝึกตนแล้ว เพราะฝึกตนด้วยมรรค ๔ เป็นผู้หมดพยศ บุคคลนี้ เป็นผู้ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ยังมิได้ฝึกตนนั้น คือ ประเสริฐยิ่งกว่ายาน เหล่านั้นทั้งหมด. บทว่า น หิ เอเตหิ ยาเนหิ บุคคลพึงไปสู่ทิศที่ไม่ เคยไปด้วยยานเหล่านี้หาได้ไม่ ความว่า บุคคลไรๆ พึงไปสู่ทิศคือนิพพาน ที่ไม่เคยไป เพราะไม่เคยไปแม้แต่ฝันด้วยยานอันสูงสุด มียานช้างเป็นต้น หาได้ไม่ โดยที่บุคคลผู้มีปัญญาหมดพยศฝึกแล้วด้วยการฝึกอินทรีย์ในเบื้อง ต้น ภายหลังฝึกดีแล้วด้วยอริยมรรคภาวนา ย่อมไปสู่ทิศที่ไม่เคยไปนั้นได้ คือ ถึงภูมิที่ตนฝึกแล้ว เพราะฉะนั้น การฝึกตนนั่นแลประเสริฐกว่า. บทว่า วิธาสุ น วิกมฺปติ คือ พระขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่หวั่น ไหวในส่วนของมานะ ๙ อย่าง. บทว่า วิปฺปมุตฺตา ปุนพฺภวา พ้นจาก การเกิดอีก คือ พ้นด้วยดีจากกรรมกิเลสด้วยสมุจเฉทวิมุตติ. บทว่า ทนฺตภูมึ อนุปฺปตฺตา บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว คือ บรรลุพระอรหัตผลตั้ง
หน้า 149 ข้อ 202
อยู่แล้ว. บทว่า เต โลเก วิชิตาโน พระขีณาสพเหล่านั้นเป็นผู้ชนะ แล้วในโลก คือ พระขีณาสพดังกล่าวแล้วนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ชนะแล้วใน สัตวโลก. บทว่า ยสฺสนฺทฺริยานิ ภาวิตานิ พระขีณาสพเป็นผู้เจริญ อินทรีย์แล้ว คือ พระขีณาสพเจริญอินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นให้ บรรลุถึงอรหัตผล. บทว่า อชฺฌติตญฺจ พหิทฺธา จ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก คือ ทำอายตนะภายในมีจักขวายตนะเป็นต้น และ อายตนะภายนอกมีรูปายตนะเป็นต้น ให้หมดพยศ. บทว่า สพฺพโลเก ในโลกทั้งปวง คือ ในโลกมีธาตุ ๓ ทั้งสิ้น. บทว่า นิพฺพิชฺฌ อิมญฺจ ปรญฺจ โลกํ พระขีณาสพนั้นล่วงแล้วซึ่งโลกนี้และโลกอื่น คือ พระ- ขีณาสพล่วงอัตภาพนี้และอัตภาพในโลกอื่นตั้งอยู่แล้ว. บทว่า กาลํ กงฺขติ ภาวิโต สุทนฺโต มีธรรมอันให้เจริญแล้ว ฝึกแล้วย่อมหวังมรณ- กาล คือ พระขีณาสพนั้น ฝึกแล้วตั้งต้นแต่จักขวายตนะ มีจิตเจริญแล้ว ย่อมปรารถนามรณกาล. บทว่า เยสํ ธมฺมานํ อาทิโต สมุทาคมนํ ปญฺายติ ธรรมเหล่า ใด มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นปรากฏ คือธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่าใด มี ความเกิดขึ้นปรากฏ. บทว่า อตฺถงฺคมโต นิโรโธ คือ ความไม่มีธรรม เหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งการดับปรากฏ. บทว่า ธมฺมสนฺนิสฺสิโต วิปาโก วิบากอาศัยกรรม คือวิบากอาศัยกุศลกรรมและอกุศลกรรม ชื่อว่าวิบาก อาศัยกรรม เพราะไม่ปล่อยกรรมเป็นไป. บทว่า นามสนฺนิสฺสิตํ รูปํ รูปอาศัยนาม คือ รูปทั้งหมดชื่อว่าอาศัยนาม เพราะยึดถือนามเป็นไป. บทว่า ชาติยา อนุคตํ นามรูปไปตามชาติ คือ นามรูปมีกรรมเป็นต้น
หน้า 150 ข้อ 202
ทั้งหมด เข้าไปตามชาติ. บทว่า ชราย สนุสฏํ ชราก็ติดตาม คือถูกชรา ครอบงำ. บทว่า พฺยาธินา อภิภูตํ พยาธิก็ครอบงำ คือถูกพยาธิทุกข์ ย่ำยี. บทว่า มรเณน อพฺภาหตํ คือ ถูกมรณะเบียดเบียน. บทว่า อตาณํ ไม่มีอะไรต้านทาน คือไม่มีอะไรต้านทาน เพราะบุตรเป็นต้นก็ต้านทาน ไม่ได้ ไม่มีการรักษา ไม่ได้รับความปลอดภัย. บทว่า อเลณํ ไม่มี อะไรเป็นที่เร้น คือไม่อาจหลีกเร้นอาศัยอยู่ คือทำกิจเป็นที่หลีกเร้นไม่ได้. บทว่า อสรณํ ไม่มีอะไรเป็นสรณะ คือผู้อาศัยจะนำภัยออกไปก็ไม่ได้ จะ ทำภัยให้พินาศไปก็ไม่ได้. บทว่า อสรณีภูตํ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง คือ ไม่มีที่พึ่ง เพราะความไม่มีของตนแต่การเกิดในกาลก่อน อธิบายว่า ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งตลอดกาลที่เกิดนั่นเอง. ศัพท์ว่า อ ในบทว่า อปุจฺฉสิ นี้ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ทำ บทให้เต็ม แปลว่า ย่อมถามเท่านั้น. บทว่า ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ เราจะบอกตามที่เรารู้ คือเรารู้อย่างใดก็จักบอกอย่างนั้น. บทว่า อุปธิ- นิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา ทุกข์ทั้งหลายมีอุปธิเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น คือทุกข์ พิเศษ มีชาติทุกข์เป็นต้น มีอุปธิคือตัณหาเป็นต้นเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น. บทว่า ตณฺหูปธิ ความว่า ตัณหานั้นแล ชื่อว่า ตัณหูปธิ. สัสสตทิฏฐิและ อุจเฉททิฏฐินั่นแล ชื่อว่า ทิฏฐูปธิ. กิเลสมีราคะเป็นต้นนั้นแล ชื่อว่า กิเลสูปธิ. กรรมมีบุญเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า กัมมูปธิ. ทุจริต ๓ อย่างนั่นแล ชื่อว่า ทุจจริตูปธิ. อาหารมีกพฬีการาหารเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า อาหารูปธิ. โทสะและปฏิฆะนั่นแล ชื่อว่า ปฏิฆูปธิ. ธาตุ ๔ มีปฐวีธาตุเป็นต้นที่กรรม ถือเอา มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั่นแล ชื่อว่า อุปธิคืออุปาทินนธาตุ ๔. อายตนะภายใน ๖ มีจักขวายตนะเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า อายตนูปธิ.
หน้า 151 ข้อ 202
หมวดวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า อุปธิคือหมวด วิญญาณ ๖. บทว่า สพฺพมฺปิ ทุกฺขํ ทุกฺขมนฏฺเน คือทุกข์แม้ทั้งหมด อันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปธิ เพราะอรรถว่า ยากที่จะทนได้. เมื่อทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะมีอุปธิเป็นเหตุอย่างนี้ พึงทราบคาถา มีอาทิว่า โย เว อวิทฺวา ผู้ใดแลมิใช่ผู้รู้ดังนี้ต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปชานํ รู้อยู่ คือบุคคลผู้รู้อยู่ซึ่งสังขาร ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขสฺส ชาติปฺป- ภวานุปสฺสี เป็นผู้พิจารณาเหตุแห่งทุกข์ คือพิจารณาว่าอุปธิเป็นเหตุเกิด แห่งทุกข์ในวัฏฏะ ในนิเทศแห่งคาถานี้ไม่มีคำที่จะพึงกล่าว. บทว่า โสกปริทฺเทวญฺจ คือ ความโศกและความร่ำไร. บทว่า ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม แท้จริงธรรมนั้นอันพระองค์ทรง ทราบแล้ว คือธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้วด้วยอำนาจแห่งการ ดำรงอยู่ของญาณ โดยอาการที่สัตว์ทั้งหลายรู้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตรนฺติ ย่อมข้าม คือย่อมข้ามทิฏโฐฆะด้วยปฐมมรรค. บทว่า อุตฺตรนฺติ ย่อมข้ามขึ้น คือย่อมข้ามขึ้นด้วยการทำกาโมฆะให้เบาบางด้วยทุติยมรรค. บทว่า ปตรนฺติ ย่อมข้ามพ้น คือข้ามกาโมฆะนั่นแลโดยพิเศษด้วยตติย- มรรค ด้วยอำนาจแห่งการละไม่ให้เหลือ. บทว่า สมติกฺกมนฺติ ย่อม ก้าวล่วง คือก้าวล่วงโดยชอบด้วยจตุตถมรรคด้วยอำนาจแห่งการละภโวฆะ และอวิชโชฆะ. บทว่า วีติวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไปล่วง คือบรรลุผลตั้งอยู่. บทว่า กิตฺติยิสฺสามิ เต ธมฺมํ เราจักบอกธรรมแก่ท่าน คือเราจัก แสดงนิพพานธรรม และธรรมอันเป็นปฏิปทาให้เข้าถึงนิพพานแก่ท่าน. บทว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ในธรรมมีทุกข์เป็นต้นที่เราเห็นแล้ว คือในอัตภาพ
หน้า 152 ข้อ 202
นี้. บทว่า อนีติหํ คือ ประจักษ์แก่ตน. บทว่า ยํ วิทิตฺวา รู้ชัดแล้ว คือพิจารณารู้ชัดธรรมใด โดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อาทิกลฺยาณํ งามในเบื้องต้น คือเราแม้ ละแล้วก็จักบอกธรรมอันเป็นความสุขเกิดแต่วิเวก หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ แก่ท่าน เมื่อเราบอกธรรมนั้นน้อยก็ตาม มากก็ตาม จักบอกประการมี ธรรมงามในเบื้องต้นเป็นต้นแก่ท่าน. อธิบายว่า เราจักประกาศธรรมทำ ให้งามให้เจริญให้ไม่มีโทษในเบื้องต้น แม้ในท่ามกลาง แม้ในที่สุด เรา ก็จักประกาศธรรมทำให้เจริญ ทำให้ไม่มีโทษเหมือนกัน. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแม้คาถาหนึ่งใด คาถานั้น งามในเบื้องต้นด้วยบาทแรกของธรรม งามในท่ามกลางด้วยบาทที่สอง ที่สาม งามในที่สุดด้วยบาทที่สี่ เพราะเป็นคาถาที่เจริญครบถ้วน. พระสูตรที่มีอนุสนธิเป็นอันเดียวกัน งามในเบื้องต้นด้วยนิทาน งามใน ที่สุดด้วยบทสรุป ง่ามในท่ามกลางด้วยบทที่เหลือ. พระสูตรที่มีอนุสนธิ ต่าง ๆ กัน งามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิที่หนึ่ง งามในที่สุดด้วยอนุสนธิ สุดท้าย งามในท่ามกลางด้วยอนุสนธิที่เหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้น เพราะมีนิทานและมีเรื่องราว ที่เกิดขึ้น ชื่อว่างามในท่ามกลาง เพราะมีอรรถไม่วิปริต และเพราะ ประกอบด้วยการยกเหตุขึ้นมาอ้าง โดยอนุรูปแก่เวไนยสัตว์. ชื่อว่า งามในที่สุด เพราะทำให้ผู้ฟังทั้งหลายได้เกิดศรัทธา และเพราะบทสรุป. จริงอยู่ ศาสนธรรมทั้งสิ้นงามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นประโยชน์ ของตน งามในท่ามกลางด้วยสมถะ วิปัสสนา มรรค และผล งามใน ที่สุดด้วยนิพพาน. หรืองามในเบื้องต้นด้วยศีลและสมาธิ งามในท่ามกลาง
หน้า 153 ข้อ 202
ด้วยวิปัสสนาและมรรค งามในที่สุดด้วยผลและนิพพาน. หรือชื่อว่างาม ในเบื้องต้น เพราะเป็นการตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า ชื่อว่างามใน ท่ามกลาง เพราะพระธรรมเป็นธรรมดี ชื่อว่างามในที่สุด เพราะเป็น การปฏิบัติดีของสงฆ์. ชื่อว่างามในเบื้องต้น เพราะอภิสัมโพธิญาณ อันผู้ฟังธรรมนั้น ปฏิบัติ เพื่อความเป็นอย่างนั้นแล้วพึงบรรลุ ชื่อว่างามในท่ามกลาง เพราะปัจเจกโพธิญาณ (รู้เฉพาะตัว) ชื่อว่างามในที่สุด เพราะสาวก โพธิญาณ. ธรรมอันผู้ฟังนั้นย่อมนำความงามมาให้แม้ด้วยการฟัง เพราะ ข่มนิวรณ์เสียได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า งามในเบื้องต้น. ธรรมอันผู้ ปฏิบัติอยู่ ย่อมนำความงามมาให้แม้ด้วยการปฏิบัติ เพราะนำความสุข อันเกิดแต่สมถะและวิปัสสนามาให้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า งามในท่าม- กลาง. เมื่อผลแห่งการปฏิบัติสำเร็จลงแล้ว ย่อมนำความงามมาให้แก่ ผู้ปฏิบัติอย่างนั้น ๆ แม้ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ เพราะนำมาซึ่งความเป็น ผู้คงที่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า งามในที่สุด. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมใด ย่อมประกาศ ศาสนพรหมจรรย์ และมรรคพรหมจรรย์ ย่อมทรงแสดงโดยนัยต่าง ๆ. ย่อมทรงแสดงธรรมตามสมควร คือพร้อมทั้งอรรถ เพราะสมบูรณ์ด้วย อรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะสมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ พร้อมทั้งอรรถ เพราะประกอบพร้อมด้วยการชี้แจง การประกาศ เปิดเผย จำแนก ทำ ให้ง่าย บัญญัติและบทแห่งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะสมบูรณ์ ด้วยบทอักษร บทพยัญชนะ ภาษา และนิเทศ พร้อมทั้งอรรถ เพราะ ลึกซึ่งด้วยอรรถ ลึกซึ้งด้วยปฏิเวธ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะลึกซึ้ง
หน้า 154 ข้อ 202
ด้วยธรรม ลึกซึ้งด้วยเทศนา พร้อมทั้งอรรถ เพราะเป็นวิสัยแห่งอรรถ- ปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทา พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเป็นวิสัย แห่งธรรมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา พร้อมทั้งอรรถ เพราะเป็นที่ เลื่อมใสแก่ชนผู้ตรวจสอบ โดยความเป็นผู้ฉลาด พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเป็นที่เลื่อมใสแก่โลกิยชน โดยความเป็นผู้เชื่อถือ พร้อมทั้งอรรถ โดยอธิบายได้ลึกซึ้ง พร้อมทั้งพยัญชนะ โดยบทที่ยาก บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะไม่มีข้อที่ควรนำเข้าไปได้อีกโดยบริบูรณ์ทุกอย่าง. บริสุทธิ์ เพราะ ไม่มีข้อที่ควรตัดออกไปโดยความไม่มีโทษ. อีกอย่างหนึ่ง พร้อมทั้งอรรถ เพราะเฉียบแหลมในความสำเร็จ แห่งการปฏิบัติ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเฉียบแหลมในการศึกษา คัมภีร์แห่งปริยัติ บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะประกอบด้วยธรรมขันธ์ ๕ มี ศีลขันธ์เป็นต้น บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส เพราะเป็นไปเพื่อต้องการ ข้ามไป และเพราะไม่เพ่งต่อโลกามิส ชื่อว่าเป็นพรหมจรรย์ เพราะอัน ผู้ประเสริฐเป็นดุจพรหมควรประพฤติ และเพราะเป็นธรรมที่ควรประพฤติ เพราะกำหนดด้วยไตรสิกขา. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงปริยัติธรรมอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อ ทรงแสดงถึงโลกุตรธรรม จึงตรัสว่า จตฺตาโร สติปฏฺานา ดังนี้เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการแล้ว เพื่อทรงแสดงโลกุตรธรรมอันเกิดขึ้นแล้ว จึงตรัสว่า นิพฺพานญฺจ ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ ปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราจักบอกธรรมคือศีลสมาธิและวิปัสสนาอันเป็น
หน้า 155 ข้อ 202
ส่วนเบื้องต้น. บทว่า ทุกฺเข ทิฏฺเ ทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่า เราจักบอกทุกขสัจในทุกขสัจที่เราเห็นแล้ว พร้อม ด้วยรสและลักษณะ. แม้ในสมุทัยเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของ พระองค์นั้น เมตตคูทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาพระดำรัสของพระองค์ เพื่อรู้ธรรมที่พระองค์ตรัสนั้น. บทว่า ธมฺมมุตฺตมํ ธรรมอันอุดม คือ ข้าพระองค์ชอบใจธรรมอันอุดมนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า มหโต ตโมกายสฺส ปทาลนํ ทำลายกองมืด ใหญ่ คือตัดอวิชชาใหญ่. แสวงหาด้วยอนิจจลักษณะ เสาะหาด้วยทุกข- ลักษณะ สืบหาด้วยอนัตลักษณะโดยรอบ. บทว่า มหโต วิปลฺลาสสฺส ปเภทนํ คือ ทำลายวิปลาสใหญ่ ๑๒ อย่าง โดยมีอาทิว่า อสุเภ สุภํ เห็นใน สิ่งไม่งามว่างามดังนี้. บทว่า มหโต ตณฺหาสลฺลสฺส อพฺพูหนํ ถอน ลูกศรคือตัณหาใหญ่ คือถอนหนามคือตัณหาใหญ่เพราะเจาะแทงใน ภายใน. บทว่า ทิฏฺิสงฺฆาฏสฺส วินิเวธนํ ตัดความสืบต่อทิฏฐิใหญ่ คือความสืบต่อ เพราะอรรถว่า ติดต่อกันไปโดยไม่ขาดสายแห่งทิฏฐิ การ กลับความสืบต่อทิฏฐินั้น. บทว่า มานทฺธชสฺส ปาตนํ ให้มานะเป็นธง ตกไป คือให้มานะเป็นเช่นธงมีลักษณะเย่อหยิ่ง เพราะอรรถว่า ยกขึ้นตก ไป. บทว่า อภิสงฺขารสฺส วูปสมํ ระงับอภิสังขาร คือระงับอภิสังขาร มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. บทว่า โอฆสฺส นิตฺถรณํ สละโอฆะใหญ่ คือ ถอนซัดไปซึ่งโอฆะมีกาโมฆะเป็นต้น อันให้สัตว์จมในวัฏฏะ. บทว่า ภารสฺส นิกฺเขปนํ ปลงภาระใหญ่ คือซัดทิ้งภาระคือเบญจขันธ์มีรูป เป็นต้น. บทว่า สํสารวฏฺฏสฺส อุปจฺเฉทํ ตัดสังสารวัฏใหญ่ คือตัด
หน้า 156 ข้อ 202
สังสารวัฏอันเป็นไปแล้วด้วยการท่องเที่ยวไปตามลำดับ มีขันธ์เป็นต้น. บทว่า สนฺตาปสฺส นิพฺพาปนํ ให้ความเร่าร้อนดับไป คือดับความเร่า- ร้อนคือกิเลส. บทว่า ปริฬาหสฺส ปฏิปสฺสทฺธึ สงบระงับความเดือนร้อน คือสงบระงับความเร่าร้อนคือกิเลส. บทว่า ธมฺมทฺธชสฺส อุสฺสาปนํ ยก ขึ้นซึ่งธรรมเป็นดุจธง คือยกโลกุตรธรรม ๙ ประการตั้งไว้. บทว่า ปรมตฺถํ อมตํ นิพฺพานํ ซึ่งอมตนิพพานเป็นปรมัตถ์ คือชื่อว่า ปรมัตถะ เพราะ- อรรถว่า สูงสุด. ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย. ชื่อว่า อมตะ เพราะ เป็นยาห้ามพิษคือกิเลสบ้าง. ชื่อว่า นิพพาน เพราะดับความครอบงำใน สังสารทุกข์. ชื่อว่า นิพพาน เพราะไม่มีเครื่องร้อยรัดคือตัณหาในนิพพาน นี้บ้าง. บทว่า มเหสกฺเขหิ สตฺเตหิ สัตว์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่ คือท้าว สักกะเป็นต้นผู้มีอานุภาพใหญ่ยิ่ง. บทว่า ปริเยสิโต คือ แสวงหาแล้ว. บทว่า กหํ เทวเทโว คือ เทวดาผู้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลายอยู่ที่ไหน. บทว่า นราสโภ คือ บุรุษผู้สูงสุด. บทว่า อุทฺธํ ชั้นสูง ในบทนี้ว่า อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ ชั้นสูง ชั้นต่ำ ชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านกล่าวถึงทางยาวนานในอนาคต. บทว่า อโธ คือ ทางยาวนานในอดีต. บทว่า ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ คือ ทางยาวนานในปัจจุบัน. บทว่า เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺาณํ ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพันและวิญญาณในธรรม เหล่านี้ คือท่านจงบรรเทาตัณหาความพัวพัน ความถือทิฏฐิ และอภิสังขาร วิญญาณ ในธรรมชั้นสูงเป็นต้นเหล่านี้ ครั้นบรรเทาได้แล้วไม่ตั้งอยู่ในภพ คือว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่พึงตั้งอยู่ในภพแม้สองอย่าง. ศัพท์ว่า ปนุชฺช พึงเชื่อมในอรรถวิกัปนี้ว่า ปนุเทหิ. บทว่า ปนุทิตฺวา ในอรรถวิกัปนี้
หน้า 157 ข้อ 202
พึงเชื่อมความว่า ภเว น ติฏฺเ ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ. เอาความว่า ครั้น บรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณเหล่านี้ได้แล้ว ไม่พึงตั้งอยู่ ในภพแม้สองอย่าง. ในบทเหล่านั้นบทว่า กุสลา ธมฺมา ธรรมเป็นกุศล คือธรรมเป็น กุศลตรัสว่าชั้นสูง เพราะละอบายแล้วให้ปฏิสนธิในเบื้องบน. ธรรมเป็น อกุศลตรัสว่าชั้นต่ำ. เพราะให้ปฏิสนธิในอบายทั้งหลาย. อัพยากตธรรม ตรัสว่าชั้นกลางส่วนกว้าง. เทวโลกพร้อมด้วยโอกาสโลกตรัสว่าชั้นสูง. อบายโลกตรัสว่าชั้นต่ำ. มนุษยโลกตรัสว่าชั้นกลาง. สุขเวทนาตรัสว่าชั้น สูง ด้วยให้เกิดอาพาธทางกายและจิต. ทุกขเวทนาตรัสว่าชั้นต่ำ ด้วยให้ ถึงทุกข์. อทุกขมสุขเวทนาตรัสว่าชั้นกลาง ด้วยอำนาจแห่งความไม่ทุกข์ ไม่สุข. อรูปธาตุตรัสว่าชั้นสูง ด้วยอยู่เบื้องบนธรรมทั้งปวง. กามธาตุ ตรัสว่าชั้นต่ำ ด้วยอยู่ชั้นต่ำกว่าธรรมทั้งปวง. รูปธาตุตรัสว่าชั้นกลาง ด้วยอยู่ระหว่างธรรมทั้งสองนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงการกำหนด ด้วยอำนาจแห่ง อัตภาพ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อุทฺธนฺติ อุทธํ ปาทตลา ตั้งแต่ พื้นเท้าถึงส่วนเบื้องบนตรัสว่าชั้นสูง. ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทธํ ปาทตลา คือ ส่วนเบื้องบนตั้งแต่พื้น เท้าขึ้นไป บทว่า อโธ เกสมตฺถกา ส่วนเบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา. บทว่า มชฺเณ ชั้นกลางคือระหว่างทั้งสอง. บทว่า ปุญฺาภิสงฺขาร- สหคตํ วิญฺาณํ วิญญาณสหรคตด้วยปุญญาภิสังขาร คือกรรมวิญญาณ อันสัมปยุตด้วยปุญญาภิสังขาร ๑๓ ประเภท. บทว่า อปุญฺาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺาณํ วิญญาณสหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร คือกรรมวิญญาณที่สัมปยุต ด้วยอปุญญาภิสังขาร ๑๒ ประเภท. บทว่าอเนญฺชาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺาณํ
หน้า 158 ข้อ 202
วิญญาณสหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร คือกรรมวิญญาณอันสหรคตด้วย อเนญชาภิสังขาร ๔ ประเภท. บทว่า นุชฺช จงบรรเทา คือจงซัดไป. บทว่า ปนุชฺช คือ จงสลัดไป. บทว่า นุท คือ จงดึงออก. บทว่า ปนุท คือจงถอนทิ้ง. บทว่า ปชห คือ จงละ. บทว่า วิโนเทหิ คือ จงทำ ให้ไกล. บทว่า กมฺมภวญฺจ กรรมภพ คือเจตนามีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. บทว่า ปฏิสนฺธิกญฺจ ปุนพฺภวํ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ คือภพใหม่มี รูปภพเป็นต้นแห่งปฏิสนธิ. ละด้วยปฐมมรรค. บรรเทาด้วยทุติยมรรค. ทำให้สิ้นไปด้วยตติยมรรค. ให้ถึงความไม่มีด้วยจตุตถมรรค. บทว่า กมฺมภเว น ติฏฺเยฺย ไม่พึงตั้งอยู่ในกรรมภพ คือ ไม่พึงตั้งอยู่ใน อภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. ภิกษุนั้น ครั้นบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณ เหล่านั้นได้แล้ว. ไม่ตั้งอยู่ในภพ. พึงทราบคาถามีอาทิว่า เอวํ วิหารี ภิกษุมีปกติประพฤติอยู่อย่างนี้ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้ หรือในอัตภาพนี้แล. นิเทศแห่งคาถานี้มีความง่ายทั้งนั้น. บทว่า นูปธิกํ เป็นธรรมไม่มีอุปธิ ในบทนี้ว่า สุกิตฺติตํ โคตม นูปธิกํ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์ที่ตรัส ไว้ดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิคือ นิพพาน. เมตตคูมาณพ เมื่อจะทูล สนทนากะพระผู้มีพระภาคเจ้า หมายถึงนิพพานนั้น จึงทูลว่า สุกิตฺติตํ โคตม นูปธิกํดังนี้เป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า กิเลสา จ คือ กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เพราะอรรถว่า ทำให้เดือดร้อน เบญจ-
หน้า 159 ข้อ 202
ขันธ์อันเป็นวิบาก เพราะอรรถว่า เป็นกอง และเจตนาคืออภิสังขารมีกุศล เป็นต้น ท่านเรียกว่าอุปธิ. ละอุปธิด้วยตทังคปหาน. สงบอุปธิด้วย วิกขัมภนปหาน. สละอุปธิด้วยสมุจเฉทปหาน. สงบอุปธิด้วยผล. มิใช่ละทุกข์ได้อย่างเดียวเท่านั้น พึงทราบคาถาต่อไปว่า เต จาปิ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺิตํ คือ โดยความเคารพหรือ โดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ คือ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ จักขอนมัสการพระองค์. บทว่า สเมจฺจ คือ เข้าไปใกล้. เมตตคูมาณพ ทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระนาคะ ผู้ประเสริฐ. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า สเมจฺจ คือ รู้ หรือ เป็นอยู่ร่วมกัน. บทว่า อภิสเมจฺจ คือ รู้แจ้งแทงตลอด. บทว่า สมาคนฺตวา คือ อยู่พร้อมหน้ากัน. บทว่า อภิสมาคนฺตฺวา คือ เข้าไป ใกล้. บทว่า สมฺมุขา คือ ต่อหน้า. บทว่า อาคุํ น กโรติ คือ ไม่ กระทำบาป. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้พราหมณ์นั้นรู้อย่างนี้ว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละทุกข์ได้แน่นอน ก็ยังไม่น้อมตนเข้าไป เมื่อจะ ตรัสสอนพราหมณ์ ด้วยบุคคลผู้ละทุกข์ได้แล้ว จึงตรัสคาถาว่า ยํ พฺราหฺมณํ ดังนี้เป็นอาทิ. บทนั้นมีความดังนี้ บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ เพราะ ลอยบาปได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ถึงเวท เพราะไปด้วยเวททั้งหลาย ชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เพราะล่วงกิเลสเครื่องกังวลได้แล้ว ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ข้องในกามภพ เพราะไม่ติดอยู่ในกามและในภพดังนี้ ผู้นั้นได้ ข้ามโอฆะนี้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อนนี้ ไม่มีความสงสัยโดยแท้.
หน้า 160 ข้อ 202
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ราค- กิญฺจนํ เครื่องกังวลคือราคะ ได้แก่เครื่องห่วงใยคือราคะ แม้ในบทว่า โทสกิญฺจนํ เป็นอาทิ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ข้ามกาโมฆะได้ด้วยอนาคามิ- มรรค. ข้ามทิฏโฐฆะได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. ข้ามอวิชโชฆะได้ด้วย อรหัตมรรค. ข้ามคลองแห่งสงสารทั้งหมดได้ด้วยการตัดกุศลกรรมและ อกุศลกรรม. ข้ามขึ้นไปได้ด้วยปฐมมรรค. ข้ามออกไปได้ด้วยทุติยมรรค. ก้าวล่วงไปด้วยตติยมรรค. ก้าวพ้นไปได้ด้วยจตุตถมรรค. ล่วงเลยไปแล้ว ด้วยผล. มีอะไรอีก. มีซิ. พึงทราบคาถามีอาทิว่า วิทฺวา จ โย ผู้ใดมี ความรู้ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อิธ คือในศาสนานี้หรือในอัตภาพนี้. บทว่า วิสชฺช คือ สละแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า สชฺชํ คือปล่อย. บทว่า วิสชฺชํ คือ สละ. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดแห่ง พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้ตรัสรู้ธรรมเช่นกับที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. จบอรรถกถาเมตตคูมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๔
หน้า 161 ข้อ 203, 204
โธตกมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านโธตกะ [๒๐๓] (ท่านโธตกะทูลถามว่า) ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้า- พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาธรรมอันใหญ่ ข้า- พระองค์ย่อมหวังพระวาจาของพระองค์ บุคคลได้ฟัง พระดำรัสของพระองค์แล้ว พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. [๒๐๔] คำถามในคำว่า ปุจฺฉามิ ในอุเทศว่า " ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรุหิ เม ตํ " ดังนี้ มี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐ- สังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ฯ ล ฯ ปุจฉา ๓ อย่างนี้ ฯ ล ฯ ถามถึงนิพพาน. คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาทปัญหานี้ว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหา นั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหา นั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ โปรดบอก . . . ขอทรงโปรดประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่
หน้า 162 ข้อ 205, 206, 207
พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรด ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. คำว่า อิจฺจ ในอุเทศว่า " อิจฺจายสฺมา โธตโก " ดังนี้ เป็น บทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า โธตโก เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพระโธตกะทูลถามว่า. [๒๐๕] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาธรรมใหญ่ ข้าพระองค์ ย่อมหวังพระวาจาของพระองค์ มีความว่า ข้าพระองค์ย่อมหวัง คือย่อม จำนง ปรารถนา ยินดี ประสงค์ รักใคร่ ชอบใจ ซึ่งพระดำรัส คือ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์. คำว่า มเหสี ความว่า ชื่อว่ามเหสี เพราะอรรถว่า กระไร ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ฯ ล ฯ พระนราสภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาธรรมใหญ่ ข้า- พระองค์ย่อมหวังเฉพาะซึ่งพระวาจาของพระองค์. [๒๐๖] คำว่า บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ความว่า บุคคลได้ฟัง คือ ได้ยิน ศึกษา เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้ว ซึ่ง พระดำรัส คือ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิของพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว. [๒๐๗] สิกขา ในคำว่า สิกฺเข ในอุเทศว่า " สิกฺเข นิพฺพาน- มตฺตโน " ดังนี้ มี ๓ อย่าง คือ อธิสีลสิกขา ๑ อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่ออธิปัญญาสิกขา.
หน้า 163 ข้อ 208
คำว่า นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต แม้อธิปัญญา เพื่อดับราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ เพื่อสงบ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อสงบวิเศษ เพื่อดับ เพื่อสละคืน เพื่อระงับ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เมื่อนึกถึงสิกขา ๓ อย่างนี้ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึง ศึกษา เมื่อเห็นก็พึงศึกษา เมื่อพิจารณาก็พึงศึกษา เมื่ออธิษฐานจิตก็พึง ศึกษา เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธาก็พึงศึกษา เมื่อประคองความเพียรก็พึง ศึกษา เมื่อเข้าไปตั้งสติก็พึงศึกษา เมื่อตั้งจิตก็พึงศึกษา เมื่อรู้ด้วยปัญญา ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ยิ่งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งก็พึงศึกษา เมื่อกำหนดรู้ด้วยปัญญา เครื่องกำหนดรู้ก็พึงศึกษา เมื่อละธรรมที่ควรละก็พึงศึกษา เมื่อเจริญ ธรรมที่ควรเจริญก็พึงศึกษา เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งก็พึง ศึกษา สมาทานประพฤติ สมาทานปฏิบัติไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงศึกษานิพพานเพื่อตน เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาธรรมอันใหญ่ ข้าพระองค์ย่อม หวังพระวาจาของพระองค์ บุคคลได้ฟังพระดำรัสของ พระองค์แล้ว พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. [๒๐๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ) ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความ เพียรในทิฏฐินี้นี่แหละ บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษานิพพานเพื่อตน.
หน้า 164 ข้อ 209, 210, 211
[๒๐๙] คำว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจง . . . ทำความเพียร ความว่า ท่านจงทำความเพียร ทำความหมั่น ทำความเป็นผู้มีความหมั่น ทำความ พยายาม ทำความทรงจำ ทำความเป็นผู้กล้า ยังฉันทะให้เกิด ให้เกิด พร้อม ให้เข้าไปตั้งไว้ ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจง . . . ทำความเพียร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า โธตกะ ใน อุเทศว่า โธตกาติ ภควา. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนโธตกะ. [๒๑๐] คำว่า อิธ ในอุเทศว่า " อิเธว นิปฺปโก สโต " ดังนี้ คือในทิฏฐินี้ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในความถือนี้ ในธรรม นี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุ- ศาสน์นี้ ในอัตภาพนี้ ในมนุษยโลกนี้. คำว่า นิปโก ความว่า เป็นผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญ สติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ ผู้นั้นตรัสว่า มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา มีสติ . . . ในทิฏฐินี้นี่แหละ. [๒๑๑] คำว่า ได้ฟังคําแต่ปากเรานี้แล้ว ความว่า ได้ยิน คือ ได้ฟัง ศึกษา เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้วซึ่งถ้อยคำ คำเป็นทาง
หน้า 165 ข้อ 212, 213, 214
เทศนา อนุสนธิ ของเรา แต่ปากเรานี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล ได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว. [๒๑๒] สิกขา ในคำว่า สิกฺเข ในอุเทศว่า " สิกฺเข นิพฺพาน- มตฺตโน " ดังนี้ มี ๓ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯ ล ฯ นี้ ชื่อว่า อธิปัญญาสิกขา. คำว่า นิพฺพานมตฺตโน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล แม้อธิจิต แม้อธิปัญญา . . . สมาทานปฏิบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงศึกษา นิพพานเพื่อตน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มีสติ ทำความ เพียรในทิฏฐินี้นี่แหละ บุคคลได้ฟังคำแต่ปากเรานี้แล้ว พึงศึกษานิพพานเพื่อตน. [๒๑๓] ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ผู้ไม่มีเครื่อง กังวล เป็นพราหมณ์ เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ข้าพระองค์ขอนมัสการ พระองค์นั้น ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้อง ข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย. [๒๑๔] เทพ ในคำว่า เทว ในอุเทศว่า " ปสฺสามหํ เทว- มนุสฺสโลเก " ดังนี้ มี ๓ คือ สมมติเทพ ๑ อุปบัติเทพ ๑ วิสุทธิ- เทพ ๑. สมมติเทพเป็นไฉน พระราชา พระราชกุมารและพระเทวี เรียก ว่า สมมติเทพ.
หน้า 166 ข้อ 215
อุปบัติเทพเป็นไฉน เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้นปรนิม- มิตวสวัตดี เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม และเทวดาในชั้นที่สูงกว่านั้น เรียกว่า อุปบัติเทพ. วิสุทธิเทพเป็นไฉน พระอรหันตขีณาสพสาวกของพระตถาคต และพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เรียกว่า วิสุทธิเทพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเทพ เป็นเทพยิ่งกว่าสมมติเทพ กว่าอุบัติ เทพ และกว่าวิสุทธิเทพทั้งหลาย เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นสีหะยิ่งกว่า สีหะ เป็นนาคยิ่งกว่านาค เป็นเจ้าคณะยิ่งกว่าเจ้าคณะ เป็นมุนียิ่งกว่ามุนี เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา. คำว่า ปสฺสามหํ เทวมนุสฺสโลเก ความว่า ข้าพระองค์ย่อมเห็น พระองค์ผู้เป็นเทพ คือ ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นอติเทพ ย่อมเห็น ย่อมดู ย่อมแลดู ย่อมเพ่งดู ย่อมเข้าพิจารณาซึ่งพระองค์ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพ ... ใน มนุษยโลก. [๒๑๕] คำว่า อกิญฺจนํ ในอุเทศว่า " อกิญฺจนํ พฺราหฺมณํ อริยมานํ " ดังนี้ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เป็นเครื่องกังวล เครื่องกังวลเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ไม่มีเครื่องกังวล.
หน้า 167 ข้อ 216
คำว่า พฺราหฺมณํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะทรงลอยธรรม ๗ ประการแล้ว คือ ทรงลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทรงลอยธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอกุศลอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะ ต่อไป. (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสภิยะ) พระผู้มีพระภาคเจ้า ลอยเสียแล้วซึ่งธรรมอันลามก ทั้งปวง ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่น มีจิตคงที่ ล่วงแล้ว ซึ่งสงสาร เป็นผู้บริบูรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตัณหา และทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ บัณฑิตกล่าวว่า เป็น ผู้ประเสริฐ. คำว่า อริยมานํ ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ รักษา เป็นไป เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีเครื่องกังวล เป็น พราหมณ์เที่ยวไป. [๒๑๖] โธตกพราหมณ์กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตํ ในอุเทศ ว่า " ตนฺตํ นมสฺสามิ สมนฺตจกฺขุ " ดังนี้. คำว่า นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการด้วยกาย ด้วย วาจา ด้วยจิต ขอนมัสการด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตามประโยชน์ หรือ ขอนมัสการสักการะ เคารพ นับถือ บูชาด้วยการปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม.
หน้า 168 ข้อ 217
พระสัพพัญญุตญาณเรียกว่า สมันตจักษุ ในบทว่า สมนฺตจกฺขุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น. พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ทรงเห็นอะไรๆน้อยหนึ่ง ในโลกนี้ อนึ่ง ไม่ทรงรู้อะไร ๆ ที่ไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มีเลย พระตถาคตทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ธรรมชาติใดที่ควร แนะนำมีอยู่ พระตถาคตทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมชาตินั้นแล้ว เพราะฉะนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ข้าพระองค์ นมัสการพระองค์. [๒๑๗] คำว่า สกฺก ในอุเทศว่า " ปมุญฺจ มํ สกฺก กถํกถาหิ " ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวชจากศากยสกุล แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่า สักกะ พระองค์มีทรัพย์ เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือ โอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือ สติปัฏฐาน ทรัพย์คือสัมมปปธาน ทรัพย์คืออิทธิบาท ทรัพย์คืออินทรีย์ ทรัพย์คือพละ ทรัพย์คือโพชฌงค์ ทรัพย์คือมรรค ทรัพย์คือผล ทรัพย์ คือนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้ามั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ด้วย รัตนทรัพย์หลายอย่างนี้ แม้เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า สักกะ อีก อย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อาจ ผู้องอาจ อาจหาญ มีความ สามารถ ผู้กล้า ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียว
หน้า 169 ข้อ 217
ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็น ผู้ขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ. วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย ความ สงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความสงสัย ในเงื่อนเบื้องหน้า ความสงสัยในเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยทั้งในเงื่อน เบื้องต้นและเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยในธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือ ความที่สังขาราทิธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความสงสัย กิริยาที่ สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ตกลง ความเป็น สองแง่ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือเอาโดยส่วนเดียว ความระแวง ความระแวงโดยรอบ ความตัดสินใจไม่ลง ความที่จิต ครั่นคร้าม ใจสนเท่ห์เรียกว่า กถังกถา. คำว่า ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลาย ความว่า ขอพระองค์จงปลดเปลื้อง จงปล่อย จงถอนขึ้น จงฉุดชัก จงให้ข้าพระองค์ออกไปจากลูกศร คือความสงสัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดปล่อยข้า- พระองค์จากความสงสัยทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงทูลว่า ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพเจ้า ผู้ไม่มี เครื่องกังวล เป็นพราหมณ์เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก ข้าแต่ พระองค์ผู้มีสมันตจักษุ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์ นั้น ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระ- องค์ จากความสงสัยทั้งหลาย.
หน้า 170 ข้อ 218, 219
[๒๑๘] ดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความ สงสัยในโลกนี้ได้ ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ พึงข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้. [๒๑๙] คำว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง ความว่า เราไม่อาจปลด เปลื้อง แก้ ปล่อย ถอนขึ้น ฉุดชักท่านให้ออกจากลูกศร คือความ สงสัยได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง. อีกอย่างหนึ่ง เราไม่อาจ ไม่สามารถ ไม่อุตสาหะ ไม่พยายาม ไม่กระทำความหมั่น ไม่กระทำความเป็นผู้มีความหมั่น ไม่กระทำเรี่ยว แรง ไม่ทำความทรงจำ ไม่ทำความเพียร ไม่ยังฉันทะให้เกิด ให้เกิด- พร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพื่อจะแสดงธรรมกะบุคคลผู้ไม่มี ศรัทธา ไม่มีฉันทะ ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลว ไม่ปฏิบัติตาม แม้ ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง. อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลนั้นพึงปลดเปลื้องได้ ก็ไม่ต้องมีใคร ๆ อื่น ช่วยปลดเปลื้อง บุคคลทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันชอบ ปฏิปทา สมควร ปฏิปทาอันเป็นไปตามประโยชน์ ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ด้วยเรี่ยวแรง กำลัง ความเพียร ความบากบั่น ของตน ด้วยเรี่ยวแรง ของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น ของบุรุษ อันเป็นส่วนของตนเอง พึงปลดเปลื้องได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง. สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนจุนทะ บุคคลนั้นหนอ เป็นผู้ติดหล่มอยู่ด้วยตน จักถอนขึ้นซึ่งบุคคลอื่นผู้ติด หล่มได้ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนจุนทะ บุคคลนั้นหนอ ไม่ได้
หน้า 171 ข้อ 220
ฝึก ไม่ได้ถูกแนะนำ ไม่ดับรอบแล้วด้วยตนเอง จักฝึกจักแนะนำให้บุคคล อื่นให้ดับรอบได้ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้องได้. สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กรรมชั่วอันบุคคลทำด้วยตนเองแล้ว จักเศร้าหมอง ด้วยตนเอง กรรมชั่วอันบุคคลไม่ทำด้วยตนเองแล้ว ย่อม บริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์เฉพาะ ตน ผู้อื่นจะช่วยชำระผู้อื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่. แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง. สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ นิพพานก็ตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ หนทางนิพพานก็ตั้งอยู่ เราผู้แนะนำก็ตั้ง อยู่ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ สาวกทั้งหลายของเรา เราก็ตักเตือนอย่างนี้ พร่ำ สอนอย่างนี้ บางพวกบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จส่วนเดียว บางพวก ก็ไม่บรรลุ ดูก่อนพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้ ดูก่อน พราหมณ์ ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ใครถามทางแล้วก็บอกให้ บุคคล ทั้งหลายปฏิบัติอยู่ด้วยตน พึงพ้นได้เอง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง. [๒๒๐] คำว่า ดูก่อนโธตกะ ... ใคร ๆ ผู้มีความสงสัยในโลก ความว่า ซึ่งบุคคลผู้มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง มีความระแวง มีความเห็นเป็นสองทาง มีวิจิกิจฉา. คำว่า กญฺจิ ความว่า ใคร ๆ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือมนุษย์.
หน้า 172 ข้อ 221, 222, 223
คำว่า โลเก ความว่า ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนโธตกะ ... ใคร ๆ ผู้มีความสงสัยในโลก. [๒๒๑] คำว่า ก็แต่ ... เมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ความว่า อมตนิพพาน ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความ สิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่อง ร้อยรัด ตรัสว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ. คำว่า เสฏฺํ ความว่า อันเลิศ คือ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม. คำว่า อาชานมาโน ความว่า รู้ทั่ว คือ รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็แต่ ... รู้ทั่วธรรมอันประเสริฐ. [๒๒๒] คำว่า ท่านพึงข้ามโอฆะนี้ด้วยความรู้อย่างนี้ ความว่า ท่านพึงข้าม คือ พึงก้าวล่วง พึงเป็นไปล่วง ซึ่งโอฆะคือกาม โอฆะ คือภพ โอฆะคือทิฏฐิ โอฆะคืออวิชชา ด้วยความมารู้อย่างนี้ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามพ้นโอฆะนี้ด้วยความรู้อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความ สงสัยในโลกนี้ ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ พึง ข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความมารู้อย่างนี้. [๒๒๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรงพระ- กรุณา ตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้ ข้า- พระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้ นี่แหละ ไม่อาศัยแล้วพึงเที่ยวไป.
หน้า 173 ข้อ 224, 225, 226
[๒๒๔] คำว่า อนุสาส พฺรหฺเม ในอุเทศว่า " อนุสาส พฺรหฺเม กรุณายมาโน " ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรด ตรัสสอน คือ อนุเคราะห์ เอ็นดู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน. คำว่า กรุณายมาโน ความว่า โปรดกรุณา ปรานี รักษา อนุเคราะห์ เอ็นดู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ โปรดทรงพระกรุณาตรัสสอน. [๒๒๕] อมตนิพพาน ... ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่าเป็นธรรมอันสงัด ในอุเทศว่า " วิเวกธมฺมํ ยมหํ วิชญฺํ. " คำว่า ยมหํ วิชญฺํ ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ คือ พึงรู้แจ้ง พึงรู้แจ้งเฉพาะ พึงแทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมอันสงัดที่ ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง. [๒๒๖] คำว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ ความว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน เหมือนอากาศอันไม่ขัดข้อง คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง เหมือนอากาศ ข้าพระองค์ไม่รัก ไม่ชัง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เหมือน อากาศที่ใคร ๆ ย้อมด้วยน้ำครั่ง น้ำขมิ้น น้ำสีเขียว น้ำสีฝาด ไม่ได้ ฉะนั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง เหมือน อากาศ ข้าพระองค์ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง เหมือนอากาศ ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง แม้ ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ.
หน้า 174 ข้อ 227
[๒๒๗] คำว่า อิเธว สนฺโต ในอุเทศว่า อิเธว สนฺโต อสิโต จเรยฺย ความว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ คือ เป็นผู้นั่งอยู่ในที่นี้ นี่แหละ เป็นผู้นั่งอยู่แล้ว ณ อาสนะนี้นี่แหละ เป็นผู้นั่งอยู่แล้วในบริษัท นี้นี่แหละ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้ นี่แหละ. อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับแล้วในที่นี้นี่แหละ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบ อยู่ในที่นี้นี่แหละ. คำว่า อสิโต ความว่า นิสัยมี ๒ อย่าง คือ ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐิ นิสัย ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ตัณหานิสัย ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ทิฏฐินิสัย ข้าพระองค์ ละตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัย ไม่อาศัย จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ไม่อาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่อาศัย สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่อาศัยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัชบริขาร ไม่อาศัยกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ไม่ อาศัยกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่อาศัยสัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญา- นาสัญญาภพ ไม่อาศัยเอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ไม่ อาศัยอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่อาศัย ไม่แอบ ไม่เข้าถึง ไม่พัวพัน ไม่น้อมใจ ออก สละ พ้นขาดแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ ที่ได้ทราบและธรรมที่พึงรู้แจ้ง มีจิตอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อาศัย. คำว่า จเรยฺยํ ความว่า พึงเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติไป เป็นไป เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็น
หน้า 175 ข้อ 228, 229
ผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อาศัยแล้ว พึงเที่ยวไป เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรง พระกรุณาตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้ ข้า- พระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้ นี่แหละ ไม่อาศัยแล้ว พึงเที่ยวไป. [๒๒๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ) เราจักบอกความสงบในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประ- จักษ์แก่ตนแก่ท่าน ที่บุคคลได้ทราบแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้. [๒๒๙] คำว่า เราจักบอกความสงบ ... แก่ท่าน ความว่า เราจัก บอก คือ จักเล่า ... จักประกาศซึ่งความสงบราคะ ความสงบโทสะ ความ สงบโมหะ ความสงบ เข้าไปสงบ ความเข้าไปสงบวิเศษ ความดับ ความ ระงับซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความ ริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความ เดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจัก บอกความสงบ ... แก่ท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดย ชื่อว่า โธตกะ ในอุเทศว่า โธตกาติ ภควา ดังนี้.
หน้า 176 ข้อ 230
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนโธตกะ. [๒๓๐] คำว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ในอุเทศว่า ทิฏฺเ ธมฺเม อนีติหํ ดังนี้ ความว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว คือ ในธรรมที่เรารู้แล้ว เทียบ เคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ปรากฏแล้ว แจ่มแจ้งแล้ว คือ ในธรรมที่เรา เห็นแล้ว ... แจ่มแจ้งแล้ว สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เราจักบอกทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว จักบอกสมุทัย ในสมุทัยที่เราเห็นแล้ว จักบอกมรรคในมรรคที่เราเห็นแล้ว จักบอก นิโรธในนิโรธที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ในธรรม ที่เราเห็นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เราจักบอกธรรมอันบุคคลผู้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน พึงรู้เฉพาะตน ในธรรมที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว. คำว่า ประจักษ์แก่ตน ความว่า เราจักบอกซึ่งธรรมอันประจักษ์ แก่ตน ที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง โดยไม่บอกว่ากล่าวกันมาดังนี้ ไม่บอก ตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอกตามลำดับสืบ ๆ กันมา ไม่บอกด้วยอ้างตำรา ไม่บอกตามที่นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกด้วย
หน้า 177 ข้อ 231, 232
ความตรึกตามอาการ ไม่บอกด้วยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน. [๒๓๑] คำว่า ที่บุคคลรู้แจ้งแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้รู้แจ้ง ... แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น ธรรมดา. คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติ เจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ บุคคลนั้นตรัสว่า เป็นผู้มีสติ. คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป. [๒๓๒] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า " ตเร โลเก วิสตฺติกํ." คำว่า วิสตฺติกา ความว่า ตัณหาชื่อวิสัตติกา เพราะอรรถว่า กระไร ฯ ล ฯ เพราะอรรถว่า ซ่านไป กว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก. คำว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ความว่า พึงเป็นผู้มี สติข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งตัณหาอันซ่าน
หน้า 178 ข้อ 233, 234
ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหา อันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เราจักบอกความสงบในธรรมที่เราเห็นแล้วอันประจักษ์ แก่ตน แก่ท่าน ที่บุคคลได้ทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้. [๒๓๓] ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ ชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น และสันติอันสูงสุดที่ บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนี้. [๒๓๔] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ ความว่า ซึ่ง พระดำรัส คือ ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์. คำว่า อภินนฺทามิ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมยินดี ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา พอใจ ปรารถนา รักใคร่ ติดใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น. คำว่า มเหสี ในอุเทศว่า มเหสี สนฺติมุตฺตมํ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งสมาธิขันธ์ใหญ่ ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเทวดาล่วงเทวดา ประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระนราสภประทับอยู่ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี.
หน้า 179 ข้อ 235, 236
อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ ความออกจากตัณหาเป็น เครื่องร้อยรัด เรียกว่า สันติ ในอุเทศว่า " สนฺติมุตฺตมํ. " คำว่า อุตฺตมํ ความว่า เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธานสูงสุด อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี สนฺติมุตฺตมํ. [๒๓๕] คำว่า ที่บุคคลรู้แจ้งแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้รู้แจ้ง ... แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น ธรรมดา. คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติ เจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ลฯ บุคคลนั้นเรียกว่า เป็นผู้มีสติ. คำว่า จรํ ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป. [๒๓๖] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า " ตเร โลเก วิสตฺติกํ. " คำว่า วิสตฺติกา ความว่า ตัณหาชื่อวิสัตติกา เพราะอรรถว่า กระไร ฯ ล ฯ เพราะอรรถว่า ซ่านไป กว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา.
หน้า 180 ข้อ 237, 238
คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก. คำว่า พึง ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ความว่า พึงเป็นผู้มีสติ ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหาอันซ่านไปใน อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่าน ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ ชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น และสันติอันสูงสุดที่ บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้. [๒๓๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ) ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านรู้ธรรมนี้ว่า เป็น เครื่องข้องอยู่ในโลกแล้ว อย่าได้ทำตัณหาเพื่อภพน้อย และภพใหญ่. [๒๓๘] คำว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ท่าน ย่อมรู้ คือ ย่อมรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า โธตกะ ในอุเทศว่า " โธตกาติ ภควา. " คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา
หน้า 181 ข้อ 239, 240, 241
นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนโธตกะ. [๒๓๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนาคตว่า ชั้นสูง ในอุเทศว่า " อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ " ดังนี้ ตรัสอดีตว่า ชั้นต่ำ ตรัสปัจจุบันว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. อีกอย่างหนึ่ง ตรัสสุขเวทนาว่า ชั้นสูง ตรัสทุกข- เวทนาว่า ชั้นต่ำ ตรัสอทุกขมสุขเวทนาว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสกุศล ธรรมว่า ชั้นสูง ตรัสอกุศลธรรมว่า ชั้นต่ำ ตรัสอัพยากตธรรมว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสเทวโลกว่า ชั้นสูง ตรัสอบายโลกว่า ชั้นต่ำ ตรัสมนุษย- โลกว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสอรูปธาตุว่า ชั้นสูง ตรัสกามธาตุว่า ชั้นต่ำ ตรัสรูปธาตุว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสส่วนเบื้องบนตลอดถึงพื้นเท้าว่า ชั้นสูง ตรัสส่วนเบื้องต่ำตลอดถึงปลายผมว่า ชั้นต่ำ ตรัสส่วนกลางว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง ส่วนกว้าง. [๒๔๐] คำว่า ท่านรู้แล้ ซึ่งธรรมนั้นว่า เป็นเครื่องข้องในโลก ความว่า รู้ คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ว่า ธรรมนี้เป็นเครื่องข้อง ธรรมชาตินี้เป็นเครื่องขัดข้อง ธรรมชาตินี้ เป็นเครื่องผูกพัน ธรรมนี้เป็นเครื่องกังวล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้แล้ว ซึ่งธรรมนั้นว่า เป็นเครื่องข้องในโลก. [๒๔๑] คำว่า อย่าได้ทำแล้วซึ่งตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่ ความว่า รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า เพื่อภพน้อยและภพใหญ่ ความว่า ท่านอย่าได้ทำ คือ
หน้า 182 ข้อ 241
อย่าให้ตัณหาเกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด อย่าให้บังเกิดเฉพาะ จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา เพื่อภพน้อยและภพ ใหญ่ คือ เพื่อกรรมภพ (กรรมวัฏ) เพื่อปุนัพภพ (วิปากวัฏ) เพื่อกามภพ (กามธาตุ) เพื่อกรรมภพ (กรรมวัฏ) เพื่อกามภพ เพื่อปุนัพภพ (วิปากวัฏ) เพื่อรูปภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ใน รูปภพ เพื่ออรูปภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อวิปากวัฏ อันให้เกิดใหม่ใน อรูปภพ เพื่อภพบ่อย ๆ เพื่อคติบ่อย ๆ เพื่ออุบัติบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิ บ่อย ๆ เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อย่า ได้ทำตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านรู้ธรรมนี้ว่า เป็น เครื่องข้องในโลกแล้ว อย่าได้ทำตัณหาเพื่อภพน้อยและ ภพใหญ่. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบโธตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕
หน้า 183 ข้อ 241
อรรถกถาโธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยในโธตกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า วาจาภิกงฺขามิ คือ ข้าพระองค์ย่อมหวังพระวาจาของ พระองค์. บทว่า สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน พึงศึกษานิพพานเพื่อตน คือพึงศึกษาอธิศีลเป็นต้นเพื่อดับราคะเป็นต้นของตน. ในนิเทศไม่มีบท ที่ไม่เคยกล่าว. บทว่า อิโต คือ แต่ปากของเรา. พึงทราบความในนิเทศ ต่อไป. บทว่า อาตปฺปํ ความเพียร คือความเพียรเผากิเลส. บทว่า อุสฺสาหํ ทำความหมั่น คือไม่สยิ้วหน้า. บทว่า อุสฺโสฬฺหึ ทำความ เป็นผู้มีความหมั่น. คือทำความเพียรมั่น. บทว่า ถามํ ทำความพยายาม คือไม่ย่อหย่อน. บทว่า ธิตึ ทำความทรงจำ คือทรงไว้. บทว่า วิริยํ กโรหิ คือ จงทำความเป็นผู้ก้าว คือทำความก้าวไปข้างหน้า. บทว่า ฉนฺท ชเนหิ ยังฉันทะให้เกิด คือให้เกิดความชอบใจ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกะพอใจ สรรเสริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทูลวิงวอนขอความปลดเปลื้องจากความสงสัย จึงกราบทูลคาถาว่า ปสฺสามหํ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามหํ เทวมนุสฺสโลเก คือ ข้าพระ- องค์เห็นพระองค์ผู้เป็นเทพเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก. บทว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ คือ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์นั้น. บทว่า ปมุญฺจ คือ ขอพระองค์ จงทรงปลดเปลื้อง.
หน้า 184 ข้อ 241
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า ปจฺเจกสมฺพุทฺธา ชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้ตรัสรู้อริยสัจด้วยตนเอง ถึงการ รู้แจ้งแทงตลอดอารมณ์นั้น ๆ เฉพาะตัว. บทว่า สีหสีโห คือ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นดังสีหะยิ่งกว่าสีหะ เพราะไม่ทรงหวาดสะดุ้ง. บทว่า นาคนาโค คือ เป็นดังนาคยิ่งกว่านาค เพราะไม่มีกิเลส หรือเพราะเป็น ใหญ่. บทว่า คณิคณี คือ เป็นเจ้าคณะยิ่งกว่าเจ้าคณะทั้งหลาย. บทว่า มุนิมุนี เป็นมุนียิ่งกว่ามุนี คือ มีความรู้ยิ่งกว่าผู้มีความรู้ทั้งหลาย. บทว่า ราชราชา เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา คือเป็นพระราชาผู้สูงสุด. บทว่า มุญฺจ มํ คือ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์. บทว่า ปมุญฺจ มํ คือ ขอพระองค์จงปล่อยข้าพระองค์โดยวิธีต่าง ๆ. บทว่า โมเจหิ มํ ขอพระ- องค์จงปลดปล่อยข้าพระองค์ คือทำให้หย่อน. บทว่า ปโมเจหิ มํ คือ ขอพระองค์จงทรงทำให้หย่อนอย่างยิ่ง. บทว่า อุทฺธร มํ ขอพระองค์จง ยกข้าพระองค์ขึ้น คือยกข้าพระองค์จากเปือกตม คือสงสารแล้วให้ตั้งอยู่ บนบก. บทว่า สมุทฺธร มํ ขอพระองค์จงฉุดชัก คือฉุดข้าพระองค์ โดยชอบแล้วให้ตั้งอยู่บนบก. บทว่า วุฏฺาเปหิ คือ ขอให้นำข้าพระองค์ ออกจากลูกศรคือความสงสัย แล้วทำให้อยู่ต่างหากกัน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงความปลดเปลื้องจาก ความสงสัยอันยิ่ง ด้วยพระองค์โดยหัวข้อคือการข้ามโอฆะ จึงตรัสคาถา ว่า นาหํ ดังนี้เป็นอาทิ. ในบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ สมิสฺสามิ คือ เราไม่อาจไม่สามารถ. อธิบายว่า เราจักไม่พยายาม. บทว่า ปโมจนาย คือ เพื่อปลดเปลื้อง. บทว่า กถํกถี คือ ความสงสัย. บทว่า ตเรสิ คือ พึงข้าม.
หน้า 185 ข้อ 241
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า น อีหามิ เราไม่อาจ คือไม่ทำความขวนขวาย. บทว่า น สมิหามิ ไม่สามารถ คือไม่ทำความขวนขวายยิ่ง. บทว่า อสฺสทฺเธ ปุคฺคเล กะบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา คือกะบุคคลผู้ปราศจากศรัทธาในพระ- รัตนตรัย. บทว่า อจฺฉนฺทิเก ผู้ไม่มีฉันทะ คือปราศจากความชอบใจ เพื่อมรรคผล. บทว่า กุสีเต ผู้เกียจคร้าน คือผู้ปราศจากสมาธิ. บทว่า หีนวีริเย ผู้มีความเพียรเลว คือผู้ไม่มีความเพียร. บทว่า อปฺปฏิปชฺช- มาเน ผู้ไม่ปฏิบัติตาม คือไม่ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกะพอใจ เมื่อจะ สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลวิงวอนขอคำสั่งสอน จึงกล่าวคาถามี อาทิว่า อนุสาส พฺรหฺเม ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม นี้ เป็นคำแสดงถึงพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ว่าเป็นผู้ประเสริฐ. ด้วยเหตุนั้น โธตกะเมื่อจะทูลกะพระผู้มี พระภาคเจ้า จึงทูลว่า อนุสาส พฺรหฺเม ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ขอ พระองค์จงทรงพร่ำสอน. บทว่า วิเวกธมฺมํ ธรรมอันสงัด ได้แก่ธรรม คือนิพพานอันสงัดจากสังขารทั้งปวง. บทว่า อพฺยาปชฺชมาโน คือ ไม่ขัดข้องมีประการต่าง ๆ. บทว่า อิเธว สนฺโต เป็นผู้สงบในที่นี้นี่แหละ คือมีอยู่ในที่นี้. บทว่า อสิโต คือ ไม่อาศัยแล้ว. สองคาถาต่อจากนี้ไป มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในเมตตคูสูตรนั่นเอง ความต่างกันมีอยู่อย่างเดียวในเมตตคูสูตรนั้นว่า ธมฺมํ อิธ สนฺตึ ธรรม มีอยู่ในที่นี้ดังนี้. แม้ในคาถาที่ ๓ กึ่งคาถาก่อน ก็มีนัยดังกล่าวแล้วใน
หน้า 186 ข้อ 241
เมตตคูสูตรนั่นเอง. บทว่า สงฺโค ในกึ่งคาถาต่อไป ได้แก่ฐานะเป็น เครื่องข้อง อธิบายว่า ติดแล้ว. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรกถถาโธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕
หน้า 187 ข้อ 242, 243
อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอุปสีวะ [๒๔๒] (ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว ไม่อาจข้ามโอฆะใหญ่ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันต- จักษุ ขอพระองค์จงตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้ อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะได้. [๒๔๓] คำว่า เอโก ในอุเทศว่า เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีบุคคลเป็นเพื่อน หรือไม่มีธรรมเป็นเพื่อน ข้าพระองค์อาศัยบุคคลหรืออาศัยธรรมแล้ว พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เดียว. คำว่า สกฺก คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศากยราช พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงผนวชจากศากยสกุล แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่า มีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าสักกะ พระองค์มีทรัพย์เหล่านี้ คือทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ฯ ล ฯ ทรัพย์คือนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้ามั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ด้วยทรัพยรัตนะหลายอย่างนี้ แม้เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อาจ ผู้องอาจ มีความสามารถ อาจหาญ ผู้กล้า ผู้มีความแกล้วกล้า ก้าวหน้า ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว
หน้า 188 ข้อ 244, 245
ไม่สะดุ้ง ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็นผู้ มีขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า เป็นพระสักกะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว... โอฆะใหญ่ได้. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า " อิจฺจายสฺมา อุปสีโว " ดังนี้ เป็น บทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า อุปสีโว เป็นชื่อ ฯ ลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุปสีวะทูลถามดังนี้. [๒๔๔] คำว่า อนิสฺสิโต ในอุเทศว่า " อนิสฺสิโต โน วิสหามิ ตาริตุํ " ดังนี้ ความว่า ไม่อาศัยบุคคลหรือไม่อาศัยธรรมแล้ว. คำว่า ไม่อาจ คือ ไม่อุตสาหะ ไม่อาจ ไม่สามารถ. คำว่า ข้าม คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่ง กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อาศัยแล้วไม่อาจข้ามได้. [๒๔๕] คำว่า " อารมฺมณํ พฺรุหิ " ในอุเทศว่า " อารมฺมณํ พฺรูหิ สมนฺตจกฺขุ " ความว่า ขอพระองค์ตรัส คือ บอก... ประกาศซึ่งอารมณ์ คือ ที่ยึดเหนี่ยว ที่อาศัย ที่เข้าไปอาศัย พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงเข้า เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น. พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ทรงเห็นอะไร ๆ น้อยหนึ่งในโลกนี้ อนึ่ง ไม่ทรงรู้อะไร ๆ ที่ไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มีเลย พระตถาคต ทรงรู้ยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งปวง ธรรมชาติใดที่ควรแนะนำมีอยู่ พระตถาคต ทรงรู้ยิ่ง
หน้า 189 ข้อ 246, 247, 248
ซึ่งธรรมชาตินั้น เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์ ตรัสบอกอารมณ์. [๒๔๖] คำว่า ยํ นิสฺสิโต ในอุเทศว่า " ยํ นิสฺสิโต โอฆมิมํ ตเรยฺยํ " ดังนี้ ความว่า อาศัยบุคคล หรืออาศัยธรรมแล้ว. คำว่า พึงข้ามโอฆะนี้ได้ คือ พึงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยอันใดแล้วพึงข้ามโอฆะนี้ได้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัย แล้วไม่อาจข้ามโอฑะใหญ่ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระ- สมันตจักษุ ขอพระองค์ตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้ อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะนี้ได้. [๒๔๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ) ท่านจงเป็นผู้มีสติ เพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ท่านจงละกามทั้งหลาย เว้นจากความ สงสัยทั้งหลาย พิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอด คืนและวันเถิด. [๒๔๘] คำว่า ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า พราหมณ์นั้นได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยปกติ ไม่รู้ว่าเป็นที่
หน้า 190 ข้อ 248
อาศัยว่า สมาบัตินี้เป็นที่อาศัยของเรา พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสบอก สมาบัติเป็นที่อาศัยและธรรมเป็นทางที่ออกยิ่งขึ้นไป แก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้ว จงเพ่งดู คือ ตรวจดู พินิจดู พิจารณาดู ซึ่งธรรม คือจิต และเจตสิกที่เกิดใน สมาบัตินั้น โดยความเป็นธรรม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี เป็นลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ เป็นของชำรุด เป็นเสนียด เป็นอุบาทว์ เป็นของไม่สำราญ เป็นภัย เป็นอุปสรรค เป็นของหวั่นไหว เป็นของทำลาย เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่มีที่ต้านทาน เป็นของไม่มี ที่เร้น เป็นของไม่เป็นสรณะ เป็นของไม่เป็นที่พึ่ง เป็นของว่าง เป็นของเปล่า เป็นของสูญ เป็นอนัตตา เป็นโทษ เป็นวิปริณามธรรม เป็นของไม่มีแก่นสาร เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นของไม่เจริญ เป็นของ มีอาสวะ เป็นดังเพชฌฆาต เป็นธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง เป็นเหยื่อมาร เป็นของมีชาติเป็นธรรมดา เป็นของมีชราเป็นธรรมดา เป็นของมีพยาธิ เป็นธรรมดา เป็นของมีมรณะเป็นธรรมดา เป็นของมีโสกะปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาสเป็นธรรมดา เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา เป็นของมีความดับเป็นธรรมดา เป็นของไม่น่าพอใจ เป็นของมีอาทีนพ- โทษ เป็นของไม่มีเครื่องสลัดออก. คำว่า มีสติ ความว่า ความระลึก ความตามระลึก ความระลึก เฉพาะ ฯ ล ฯ ความระลึกชอบ นี้เรียกว่า สติ. พราหมณ์นั้นผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยสตินี้ ตรัสว่า มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
หน้า 191 ข้อ 249, 250
พราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้. เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ. [๒๔๙] คำว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่ง ไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ดังนี้ ความว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะ อรรถว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี เพราะเหตุไร พราหมณ์นั้นเป็นผู้ มีสติ เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ไม่ยัง วิญญาณนั้นนั่นแหละให้เจริญ ให้เป็นแจ้ง ให้หายไป ย่อมเห็นว่าอะไร ๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี ท่านจงอาศัย คือเข้าไปอาศัย สมาบัตินั้น ทำให้เป็นอารมณ์ ให้เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว แล้วจงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะเถิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มีดังนี้แล้ว ข้ามโอฆะเถิด. [๒๕๐] โดยหัวข้อว่า กามา ในอุเทศว่า กาเม ปหาย วิรโต กถาหิ ดังนี้ ความว่า กามมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ละกามทั้งหลาย ความว่า กำหนดรู้วัตถุกามทั้งหลาย ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลสกามทั้งหลาย เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกามทั้งหลาย.
หน้า 192 ข้อ 251
วิจิกิจฉาเรียกว่า ความสงสัย ในอุเทศว่า วิรโต กถาหิ ความ สงสัยในทุกข์ ฯ ล ฯ ความที่จิตครั่นคร้าม ใจสนเท่ห์ งด เว้น ขาด ออก สลัด หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยความสงสัย ย่อมมีใจทำให้ ปราศจากเขตแดนอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เว้นจากความ สงสัยทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง งด เว้น เว้นขาด ออก สลัด หลุดพ้น ไม่เกี่ยว ข้องด้วยดิรัจฉานกถา ๓๒ ประการ ย่อมมีใจทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกามทั้งหลายแล้ว เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย. [๒๕๑] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏ- ฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า " ตณฺหกฺขยํ รตฺตมหาภิปสฺส" ดังนี้. กลางคืนชื่อว่า รัตตะ กลางวันชื่อว่า อหะ ท่านจงดู คือ พิจารณา แลดู ตรวจดู พินิจ พิจารณา ซึ่งความสิ้นไปแห่ง ตัณหา คือ ความสิ้นแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งกลางคืนกลางวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จง พิจารณาดูความสิ้นแห่งตัณหาตลอดกลางคืนและกลางวัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ท่านจงเป็นผู้มีสติ เพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ท่านจงละกามทั้งหลายแล้ว เว้น
หน้า 193 ข้อ 252, 253
จากความสงสัยทั้งหลาย พิจารณาดูความสิ้นไปแห่ง ตัณหาตลอดคืนและวันเถิด. [๒๕๒] (ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติ อื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญา- วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ. [๒๕๓] คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า " สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค " ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดย ประการทั้งปวง ไม่เหลือไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า สพฺเพสุ นี้ เป็นเครื่อง กล่าวรวม โดยหัวข้อว่า กาเมสุ. กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใด ปราศจากความกำหนัด คือ สละ คาย ปล่อย ละ สละคืน ข่มความ กำหนัดในกามทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัด ในกามทั้งปวง. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อุปสีโว เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า อุปสีโว เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุปสีวะ ทูลถามว่า.
หน้า 194 ข้อ 254, 255, 256
[๒๕๔] คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละ เว้น สละ ล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งสมาบัติ ๖ชั้นต่ำแล้ว อาศัย คือ แอบอิง เข้ามา เข้ามาพร้อม ชอบใจ น้อมใจไปสู่อากิญจัญญา- ยตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญา- ยตนสมาบัติ. [๒๕๕] คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่านกล่าวว่า สัญญาวิโมกข์. บรรดาสัญญาสมาบัตินั้น อากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นวิโมกข์เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดมและอย่างยิ่ง น้อมใจไป ในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง เลิศ ประเสริฐ วิเศษเป็นประธาน อุดม อย่างยิ่ง ด้วยอธิมุตติวิโมกข์ คือ น้อมใจไป ในสัญญาวิโมกข์นั้น ปล่อยใจไปในสัญญาวิโมกข์นั้น ประพฤติในสัญญา- วิโมกข์ มากอยู่ในสัญญาวิโมกข์ หนักอยู่ในสัญญาวิโมกข์ โอนไปใน สัญญาวิโมกข์ เงื้อมไปในสัญญาวิโมกข์ มีสัญญาวิโมกข์นั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง. [๒๕๖] คำว่า ติฏฺเ นุ ในอุเทศว่า " ติฏฺเ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี " ดังนี้ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามสองแง่ ไม่ เป็นคำถามส่วนเดียวว่า เรื่องนั้นเป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็น อย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงดำรงอยู่หรือหนอ. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว คือ ไม่พรั่นพรึง ไม่ ไปปราศ ไม่อันตรธานไป ไม่เสื่อมไป อีกอย่างหนึ่ง ไม่กำหนัด
หน้า 195 ข้อ 257, 258
ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มี ความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ เพราะฉะนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติ อื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญา- วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน อากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นหรือหนอ. [๒๕๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ) ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง สะสมาบัติ อื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปในสัญญา- วิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ใน สัญญาวิโมกข์นั้น. [๒๕๘] คำว่า สพฺเพสุ ในอุเทศว่า " สพฺเพสุ กาเมสุ โย วีตราโค " ดังนี้ ความว่า... ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า สพฺเพสุ นี้ เป็น เครื่องกล่าวรวม. โดยหัวข้อว่า กาเมสุ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม. คำว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ความว่า ผู้ใด ปราศจากความกำหนัด... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดปราศจากความ กำหนัดในกามทั้งปวง.
หน้า 196 ข้อ 259, 260, 261
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ใน อุเทศว่า " อุปสีวาติ ภควา " ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ. [๒๕๙] คำว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ความว่า ละเว้น น้อมใจไปสู่อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสมาบัติอื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ. [๒๖๐] คำว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ความว่า สัญญาสมาบัติ ๗ ท่านกล่าวว่า สัญญาวิโมกข์... มีสัญญาวิโมกข์นั้น เป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง. [๒๖๑] คำว่า ติฏฺเยฺย ในอุเทศว่า " ติฏฺเยฺย โส ตตฺถ อนานุยายี " ดังนี้ ความว่า พึงตั้งอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว... เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ใดปราศจากความกำหนัดในกามทั้งปวง ละสมาบัติ อื่น อาศัยอากิญจัญญายตนสมาบัติ น้อมใจไปแล้วใน สัญญาวิโมกข์อย่างยิ่ง ผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรง อยู่ในอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น.
หน้า 197 ข้อ 262, 263, 264, 265
[๒๖๒] ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มี ความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี วิญญาณ ของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ. [๒๖๓] คำว่า ติฏฺเ เจ โส ในอุเทศว่า " ติฏฺเ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี " ดังนี้ ความว่า ถ้าผู้นั้นพึงดำรงอยู่หกหมื่นกัป. คำว่า ตตฺถ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ. คำว่า อนานุยายี ความว่า ไม่หวั่นไหว... ไม่เศร้าหมอง เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ ในอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้น. [๒๖๔] คำว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ ในอุเทศว่า " ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ " ดังนี้ ความว่า แม้มากปี คือ แม้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี หลายร้อยกัป หลายพันกัป หลายแสนกัป. พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้มีพระสมันตจักษุ ฯ ล ฯ เหตุนั้น พระตถาคต จึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ... แม้มากปี. [๒๖๕] คำว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัติ นั้นนั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ ความว่า ผู้นั้นถึง ความเป็นผู้เย็น ยั่งยืน เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ในสมาบัตินั้นนั่นแหละ พึงอยู่ในสมาบัตินั้นนั่นแหละเที่ยงแท้. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นย่อมถามถึงความเที่ยงแท้และความขาด สูญของบุคคลผู้บังเกิดในอากิญจัญญายตนภพว่า วิญญาณของผู้นั้นพึง
หน้า 198 ข้อ 266, 267
เคลื่อนไป พึงขาดสูญ พินาศไป ไม่พึงมี ปฏิสนธิวิญญาณไม่พึงเกิดใน กามธาตุ ในรูปธาตุ หรือในอรูปธาตุดังนี้ หรือว่าย่อมถามถึงปรินิพพาน และปฏิสนธิของบุคคลผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพว่า บุคคลนั้น ย่อม ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในอากิญจัญญายตนภพนั้นนั่น แหละ หรือว่าวิญญาณของบุคคลนั้นพึงเคลื่อนไป ไม่พึงเกิดปฏิสนธิ- วิญญาณในกามธาตุ รูปธาตุ หรืออรูปธาตุอีก. คำว่า ตถาวิธสฺส ความว่า ของบุคคลชนิดอย่างนั้น คือ ของ บุคคลเช่นนั้น ผู้ดำรงอยู่ดังนั้น ผู้มีประการดังนั้น ผู้มีส่วนดังนั้น ผู้เกิดแล้วในอากิญจัญญายตนภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นเป็นผู้พ้น แล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละ วิญญาณของบุคคลเช่น นั้นพึงมีหรือ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี วิญ- ญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ. [๒๖๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ) เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันใด มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อม ถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น. [๒๖๗] เปลวไฟตรัสว่า อัจจิ ในอุเทศว่า " อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ " ดังนี้ ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้
หน้า 199 ข้อ 268, 269
ลมมีธุลี ลมไม่มีธุลี ลมเย็น ลมร้อน ลมแรง ลมบ้าหมู ลมแต่ปีกนก ลมแต่ปีกครุฑ ลมแต่ใบตาล ลมแต่พัด ชื่อว่า วาตา. คำว่า ดับแล้วเพราะกำลังลม ความว่า ดับ คือ สูญหาย หายไป สิ้นไป หมดไป หมดสิ้นไปแล้วเพราะกำลังลม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม... ฉันใด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เรียกพราหมณ์นั้นโดย ชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า " อุปสีวาติ ภควา " ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยความเคารพ ฯ ล ฯ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ. [๒๖๘] คำว่า อตฺถํ ปเลติ ในอุเทศว่า อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ ดังนี้ ความว่า ย่อมดับไป คือ ถึงความสิ้นไป ถึงความหมดไป ดับไป สงบไป ระงับไป. คำว่า ไม่เข้าถึงความนับ ความว่า ไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่ เข้าถึงความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เปลวไฟนั้นไปสู่ทิศ ชื่อโน้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ. [๒๖๙] คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า " เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต " ดังนี้ เป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อม. ญาณ ตรัสว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯ ล ฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่ง ราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย. คำว่า พ้นแล้วจากนามกาย ความว่า มุนีนั้นพ้นจากนามกาย และรูปกายก่อนแล้วโดยปกติ คือ มุนีนั้นละนามกายและรูปกายแล้ว ด้วย
หน้า 200 ข้อ 270, 271
การละ คือความล่วงและความข่ม ด้วยองค์นั้น ๆ อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้อริยมรรค ๔ เพราะเป็นผู้ได้อริยมรรค ๔ จึงกำหนดรู้นามกาย และรูปกาย เพราะเป็นผู้กำหนดรู้นามกายและรูปกาย จึงพ้น คือ พ้น วิเศษจากนามกายและรูปกายด้วยความพ้นวิเศษส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ... ฉันนั้น. [๒๗๐] คำว่า ย่อมถึงความไม่มี ในอุเทศว่า " อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ " ดังนี้ ความว่า มุนีนั้นย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส- นิพพานธาตุ คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. คำว่า ย่อมไม่เข้าถึงความนับ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่เข้าถึงความ นับ คือ ไม่เข้าถึงความอ้าง ความคาดคะเน ความบัญญัติว่า เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็น เทวดา เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่าเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ มุนี นั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์ เครื่องให้ถึงการนับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันใด มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อม ถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น. [๒๗๑] มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง ขอพระองค์ผู้
หน้า 201 ข้อ 272, 273, 274, 275
เป็นพระมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย ดี พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง. [๒๗๒] คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือว่ามุนีนั้นย่อมไม่มี คือ มุนีนั้นดับ แล้ว ขาดสูญแล้ว หายไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับ ไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี. [๒๗๓] คำว่า หรือว่ามุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง ความว่า หรือว่ามุนีนั้นเป็นผู้ยั่งยืน คือ เป็นผู้เที่ยง ไม่มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา พึงตั้งอยู่เที่ยงแท้ในอากิญจัญญายตนภพนั้นนั่นแหละ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือมุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง. [๒๗๔] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท ปัญหาใด. ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯ ล ฯ มุนีนั้นล่วงแล้วซึ่ง ราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ด้วยดี ความว่า ขอพระองค์จง ตรัสบอก ... ขอจงทรงประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์ ผู้เป็นมุนีโปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี. [๒๗๕] คำว่า พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง ความว่า พระองค์ทรงทราบ คือ ทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้ แจ่มแจ้ง ทรงให้ปรากฏแล้วแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์
หน้า 202 ข้อ 276, 277
ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าว ว่า มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นย่อมไม่มี หรือว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรคด้วยความเป็นผู้เที่ยง ขอพระองค์ผู้ เป็นพระมุนี โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยดี พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง. [๒๗๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ) บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ ชนทั้งหลายพึง ว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่ง ถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. [๒๗๗] คำว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ ความว่า บุคคลผู้ดับไปแล้ว คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อม ไม่มี ย่อมไม่ปรากฏ ย่อมไม่ประจักษ์ประมาณแห่งรูป ประมาณแห่ง เวทนา ประมาณแห่งสัญญา ประมาณแห่งสังขาร ประมาณแห่งวิญญาณ ประมาณแห่งรูปเป็นต้นนั้น อันบุคคลผู้ดับไปแล้ว ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ให้สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุปสีวะ ในอุเทศว่า อุปสีวาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดย
หน้า 203 ข้อ 278, 279
เคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุปสีวะ. [๒๗๘] คำว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลส นั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น ดังนี้ ความว่า ชนทั้งหลายพึงว่า (บุคคลนั้น) ด้วยราคะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ ด้วยอุทธัจจะ ด้วยวิจิกิจฉา ด้วยอนุสัยใดว่า บุคคลนั้นเป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง เป็นผู้หลง เป็นผู้มีมานะผูกพัน เป็นผู้ถือมั่น เป็นผู้ถึงความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ถึงความไม่ตกลง หรือว่าเป็นผู้ถึงกำลังอภิสังขารเหล่านั้น บุคคล นั้นละเสียแล้ว เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ละอภิสังขารเสียแล้ว ชนทั้งหลาย พึงว่าโดยคติด้วยเหตุใดว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เกิดในนรก เป็นผู้เกิดใน กำเนิดดิรัจฉาน เป็นผู้เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น สัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือว่า เป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะ อันเป็นเครื่องให้ชนทั้งหลายพึงว่า พึงกล่าว พึงพูดถึงได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้น ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น. [๒๗๙] คำว่า เมื่อธรรมทั้งปวงอันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว ความ ว่า เมื่อธรรมทั้งปวง คือ เมื่อขันธ์ อายตนะ ธาตุ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนขึ้นแล้ว คือ ถอนขึ้น พร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว ฉุดขึ้นพร้อมแล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้นพร้อม แล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิด
หน้า 204 ข้อ 280
ขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อธรรมทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว. [๒๘๐] คำว่า แม้ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสีย แล้ว ความว่า กิเลส ขันธ์ และอภิสังขาร ตรัสว่า ถ้อยคำ ทางแห่ง ถ้อยคำ ชื่อ ทางแห่งชื่อ นิรุตติ ทางแห่งนิรุตติ บัญญัติ ทางแห่งบัญญัติ อันบุคคลนั้นถอนขึ้นแล้ว ถอนขึ้นพร้อมแล้ว ฉุดขึ้นแล้ว ฉุดขึ้นพร้อม แล้ว เพิกขึ้นแล้ว เพิกขึ้นพร้อมแล้ว ละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ทางแห่งถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว เพราะเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลผู้ดับไปแล้วย่อมไม่มีประมาณ ชนทั้งหลายพึง ว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลสใด กิเลสนั้นก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น เมื่อธรรมทั้งปวง อันบุคคลนั้นถอนเสียแล้ว แม้ทางแห่ง ถ้อยคำทั้งปวง บุคคลนั้นก็ถอนเสียแล้ว. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบอุปสีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖
หน้า 205 ข้อ 280
อรรถกถาอุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยใน อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า มหนฺตโอฆํ คือ โอฆะใหญ่. บทว่า อนิสฺสิโต ไม่อาศัย แล้ว คือ ไม่ติดบุคคลหรือธรรม. บทว่า โน วิสหามิ คือ ข้าพระองค์ ไม่อาจ. บทว่า อารมฺมณํ อารมณ์ คือนิสัย. บทว่า ยํ นิสฺสิโต คือ อาศัยธรรมหรือบุคคลใด. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า กาโมฆํ พึงข้ามกาโมฆะได้ด้วยอนาคามิมรรค พึงข้าม ภโวฆะได้ด้วยอรหัตมรรค พึงข้ามทิฏโฐฆะได้ด้วยโสดาปัตติมรรค พึง ข้ามอวิชโชฆะได้ด้วยอรหัตมรรค. บทว่า สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ออก บวชจากตระกูลศากยะ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแสดงตระกูลสูงของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อาลมฺพณํ คือ ที่ยึดเหนี่ยว. บทว่า นิสฺสยํ ที่อาศัย คือ ที่เกี่ยวเกาะ. บทว่า อุปนิสฺสยํ ที่เข้าไปอาศัย คือที่พึ่ง. บัดนี้ เพราะพราหมณ์นั้นเป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนะ จึงไม่รู้นิสัย แม้มีอยู่นั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงนิสัยนั้น และ ทางออกไปให้ยิ่งขึ้นแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสคาถาว่า อากิญฺจญฺํ ดังนี้ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เปกฺขมาโน เพ่งดู คือ มีสติเพ่งดูอากิญ- จัญญายตนสมาบัตินั้น ทั้งเข้าและออกโดยมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า นตฺถีติ นิสฺสาย อาศัยว่าไม่มี คือ กระทำสมาบัติอันเป็นไปแล้วว่า ไม่มี อะไรดังนี้ ให้เป็นอารมณ์. บทว่า ตรสฺสุ โอฆํ พึงข้ามโอฆะ คือ
หน้า 206 ข้อ 280
พึงข้ามโอฆะ ๔ อย่าง ตามสมควรแห่งวิปัสสนาอันเป็นไปแล้ว จำเดิม แต่นั้น. บทว่า กถาหิ คือ จากความสงสัย. บทว่า ตณฺหกฺขยํ รตฺต- มหาภิปสฺส จงพิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดคืนและวัน คือ จงพิจารณาดูทำนิพพานให้แจ้งตลอดคืนและวัน. ด้วยบทนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสถึงสุขวิหารธรรมในปัจจุบันแก่พราหมณ์นั้น. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า ตญฺเว วิญฺาณํ อภาเวติ ไม่ยังวิญญาณนั้นนั่นแลให้ เจริญ คือ กระทำอากาสานัญจายตนะนั้นให้เป็นที่ยึดเหนี่ยว แล้วไม่ยัง วิญญาณอันเป็นมหัคคตะอันเป็นไปแล้วให้เจริญ คือ ให้ถึงความไม่มี. บทว่า วิภาเวติ ให้เป็นแจ้ง คือ ให้ถึงความไม่มีหลาย ๆ อย่าง. บทว่า อนฺตรธาเปติ ให้หายไป คือให้ถึงความไม่เห็น. บทว่า นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสติ เห็นว่า ไม่มีอะไร คือ เห็นว่า ไม่มี โดยที่สุดแม้เพียงความแตก ดับของเราเอง. บัดนี้ อุปสีวมาณพสดับแล้วว่า กาเม ปหาย ละกามทั้งหลาย เมื่อพิจารณาเห็นกามทั้งหลายที่ตนละแล้วด้วยการข่มไว้ จึงกล่าวคาถา มีอาทิว่า สพฺเพสุ ในกามทั้งปวงดังนี้. บทว่า หิตฺวมญฺํ ละสมาบัติอื่น คือ ละสมาบัติ ๖ อย่างอื่นเบื้องต่ำ จากนั้น. บทว่า สญฺาวิโมกฺเข ปรเม น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ อย่างยิ่ง ได้แก่ ในสัตตสัญญาวิโมกข์ คือ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ อันสูงสุด. บทว่า ติฏฺเ นุ โส ตตฺถ อนานุยายี คือ บุคคลนั้นไม่ หวั่นไหวพึงดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนพรหมโลกนั้นหรือหนอ.
หน้า 207 ข้อ 280
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อเวธมาโน ไม่หวั่นไหว คือ ไม่ข้อง. บทว่า อวิคจฺฉ- มาโน คือ ไม่ถึงความพลัดพราก. บทว่า อนนฺตรธายมาโน คือ ไม่ ถึงความอันตรธาน. บทว่า อปริหายมาโน คือ ไม่ถึงความเสื่อมใน ระหว่าง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงรู้ตามถึงฐานะในที่สุดหก- หมื่นกัปของอุปสีวมาณพนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๓. อุปสีวมาณพครั้นสดับ ถึงฐานะในสมาบัตินั้นของบุคคลนั้น บัดนี้ เมื่อจะทูลถามถึงความเป็น สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิของบุคคลนั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ติฏฺเ เจ หากผู้นั้นพึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปูคมฺปิ วสฺสานํ แม้มากปี ความว่า นับปี แม้ไม่น้อย. ปาฐะว่า ปูคมฺปิ วสฺสานิ บ้าง. ในบทนั้นแปลงฉัฏฐีวิภัตติเป็น ปฐมาวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปูคํ แปลว่า มีมาก. อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ปูคานิ บ้าง. ปาฐะแรกดีกว่า. บทว่า ตตฺเถว โสสีติ สิยา วิมุตฺโต ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้น คือ บุคคล นั้นพ้นแล้วจากทุกข์ต่าง ๆ ในอากิญจัญญายตนะนั้น พึงถึงความเป็นผู้เย็น อธิบายว่า เป็นผู้เที่ยงที่จะถึงนิพพานดำรงอยู่. บทว่า ภเวถ วิญฺาณํ ตถาวิธสฺส วิญญาณของผู้นั้นพึงมีหรือ หรือถามถึงความขาดสูญว่า วิญญาณของผู้นั้นพึงดับโดยไม่ยึดมั่นหรือ. ย่อมถามถึงแม้ปฏิสนธิของผู้ นั้นว่า พึงมีเพื่อถือปฏิสนธิหรือ. บทว่า ตสฺส วิญฺาณํ จเวยฺย วิญญาณ ของผู้นั้นพึงเคลื่อนไป คือวิญญาณของผู้เกิดในอากิญจัญญายตนะนั้น พึง ถึงความเคลื่อนไป. บทว่า อุจฺฉิชฺเชยฺย คือ พึงขาดสูญ. บทว่า วินสฺ-
หน้า 208 ข้อ 280
เสยฺย คือ พึงถึงความพินาศ. บทว่า น ภเวยฺย คือ ถึงความไม่มี. บทว่า อุปฺปนฺนสฺส คือ เกิดแล้วด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงความดับ โดย ไม่ยึดมั่นของพระอริยสาวก ผู้ไม่อาศัยอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิเกิดขึ้น แล้ว ในที่นั้นจึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า อจฺจิ ยถา เหมือนเปลวไฟ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถํ ปเลติ ย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ คือ ถึงความไม่มี. บทว่า น อุเปติ สงฺขยํ ไม่เข้าถึงความนับ คือ ไม่ถึง การพูดไปว่า ไปแล้วสู่ทิศโน้น. บทว่า เอวํ มุนิ นามกายา วิมุตฺโต มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ฉันนั้น คือ พระเสกขมุนีเกิดแล้วในที่นั้น ตาม ปกติเป็นผู้พ้นแล้วจากรูปกายมาก่อน ยังจตุตถมรรค (อรหัตมรรค) ให้ เกิดในที่นั้นแล้ว พ้นแม้จากนามกายอีก เพราะกำหนดรู้นามกายเป็น พระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุตติ (พ้นทั้งสองส่วน) ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมไม่ถึงการนับว่าเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้. บทว่า ขิตฺตา ซัดไป คือ ดับ. บทว่า อุกฺขิตฺตา ซัดขึ้นไปแล้ว คือ สูญหาย. บทว่า นุนฺนา หายไป คือ ไล่ออกไป. บทว่า ปนุนฺนา สิ้นไป คือ ทำให้ไกล. บทว่า ขมฺภิตา หมดไป คือ ถอยไป. บทว่า วิกฺขมฺภิตา หมดสิ้นไปแล้ว คือ ไม่เข้าไปใกล้อีกแล้ว. บัดนี้ อุปสีวมาณพครั้นสดับว่า อตฺถํ ปเลติ ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ มิได้กำหนดถึงการตั้งอยู่ไม่ได้โดยแยบคายของมุนีนั้น จึงกล่าวคาถาว่า อตฺถงฺคโต โส มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 209 ข้อ 280
บทนั้นมีความดังนี้ มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นไม่มี หรือ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรค มีความไม่ปรวนแปรไปเป็นธรรมดา โดยความ เป็นผู้เที่ยง ขอพระองค์ผู้เป็นมุนีโปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ด้วยดี พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้. บทว่า นิรุทฺโธ ดับแล้ว คือ ถึงความดับ. บทว่า อุจฺฉินฺโน ขาด สูญแล้ว คือ มีสันดานขาดสูญแล้ว. บทว่า วินฏฺโ หายไปแล้ว คือ ถึงความพินาศ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงถ้อยคำที่ไม่ควร กล่าวอย่างนั้นแก่อุปสีวมาณพ จึงตรัส คาถาว่า อตฺถงฺคตสฺส ผู้ดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถงฺคตสฺส คือ ดับ เพราะไม่ถือมั่น. บทว่า น ปมาณมตฺถิ ไม่มีประมาณ คือ ไม่มีประมาณในรูปเป็นต้น. บทว่า เยน นํ วชฺชุํ คือ ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลส มีราคะ เป็นต้นใด. บทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมมีขันธ์เป็นต้น ทั้งปวง. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปนี้. บทว่า อธิวจนา จ ถ้อยคำยิ่ง คือ ที่พูดทำให้ยิ่งเพียงพูดว่า สิริ- วัฑฒกะ (เจริญด้วยสิริ) ธนวัฑฒกะ (เจริญด้วยทรัพย์) เป็นต้น ชื่อว่า อธิวจนา (ถ้อยคำยิ่ง). ทางแห่งถ้อยคำยิ่ง ชื่อว่า อธิวจนปถา ถ้อยคำที่พูด เจาะจงลงไปทำให้มีเหตุผลอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะปัจจัย ทั้งหลายปรุงแต่ง ฉะนั้น จึงชื่อว่า สังขาร ดังนี้ ชื่อว่า นิรุตติ. ทาง
หน้า 210 ข้อ 280
แห่งนิรุตติ ชื่อว่า นิรุตติปถา. ชื่อว่า บัญญัติ เพราะบัญญัติขึ้นโดย ประการนั้น ๆ อย่างนี้ว่า ตกฺโก (ตรึก) วิตกฺโก (การตรึก) สงฺกปฺโป (ความดำริ). ทางแห่งบัญญัติทั้งหลาย ชื่อว่า คลองแห่งบัญญัติ. บทที่ เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตร แม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอุปสีมาณวกนิทเทสที่ ๖
หน้า 211 ข้อ 281, 282, 283
นันทมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านนันทะ [๒๘๑] (ท่านนันทะทูลถามว่า) ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก ข้อนี้นั้นเป็นอย่าง ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนี หรือว่าย่อมกล่าวถึงบุคคล ผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี. [๒๘๒] คำว่า สนฺติ ในอุเทศว่า สนฺติ โลเก มุนโย ดังนี้ ความว่า ย่อมมี คือ ย่อมปรากฏ ย่อมประจักษ์. คำว่า ในโลก ความว่า ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก. คำว่า มุนีทั้งหลาย ความว่า อาชีวก นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า มุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน นันทะทูลถามว่า. [๒๘๓] คำว่า ชนทั้งหลาย ในอุเทศว่า ชนา วทนฺติ ตยิทํ กถํสุ ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร บรรพชิต เทวดา และมนุษย์. คำว่า ย่อมกล่าว ความว่า ย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ.
หน้า 212 ข้อ 284, 285
คำว่า ตยิทํ กถํสุ เป็นคำถามด้วยความสงสัย เป็นคำถามด้วย ความเคลือบแคลง เป็นคำถามสองแง่ ไม่เป็นคำถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกัน ... ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไร. [๒๘๔] คำว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบด้วย ญาณว่า เป็นมุนีหรือ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อม บอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติซึ่งบุคคลผู้เข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยญาณอันสัมปยุตด้วย สมาบัติ ๘ หรือด้วยญาณ คือ อภิญญา ๕ ว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยญาณว่า เป็นมุนี. [๒๘๕] คำว่า หรือชนทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบ ด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี ความว่า หรือว่าชนทั้งหลายย่อมกล่าว ... ประกอบด้วยความเพียรของบุคคลผู้เป็นอยู่เศร้าหมอง ผู้ทำกิจที่ทำได้ยาก อย่างยิ่งยวดหลายอย่างว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือว่าชน ทั้งหลายย่อมกล่าวซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี เพราะ- เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก ข้อนี้นั้นเป็นอย่างไร ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ ประกอบด้วยญาณว่าเป็นมุนี หรือว่าย่อมกล่าวถึงบุคคล ผู้ประกอบด้วยความเป็นอยู่ว่าเป็นมุนี.
หน้า 213 ข้อ 286, 287, 288, 289
[๒๘๖] ดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่าเป็นมุนี เรา ย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มี ทุกข์ ไม่มีความหวังเที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี. [๒๘๗] คำว่า น ทิฏฺิยา ในอุเทศว่า น ทิฏิยา น สุติยา น าเณน ดังนี้ ความว่า ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวด้วยความหมดจดด้วย ความเห็น. คำว่า น สุติยา ความว่า ไม่กล่าวด้วยความหมดจด ด้วยการฟัง. คำว่า น าเณน ความว่า ไม่กล่าวแม้ด้วยญาณ อันสัมปยุตด้วย สมาบัติ ๘ ไม่กล่าวด้วยญาณอันผิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่กล่าว บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ. [๒๘๘] คำว่า กุสลา ในอุเทศว่า มุนีธ นนฺท กุสลา วทนฺติ ดังนี้ ความว่า ท่านผู้ฉลาดในขันธ์ ท่านผู้ฉลาดในธาตุ ท่านผู้ฉลาดใน อายตนะ ท่านผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ท่านผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ท่าน ผู้ฉลาดในสัมมปปธาน ท่านผู้ฉลาดในอิทธิบาท ท่านผู้ฉลาดในอินทรีย์ ท่านผู้ฉลาดในพละ ท่านผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ท่านผู้ฉลาดในมรรค ท่าน ผู้ฉลาดในผล ท่านผู้ฉลาดในนิพพาน ท่านผู้ฉลาดเหล่านั้น ย่อมไม่ กล่าว ... ผู้ประกอบด้วยความหมดจดด้วยความเห็น ด้วยความหมดจด ด้วยการฟัง ด้วยความหมดจดด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยสมาบัติ ๘ หรือ ด้วยญาณอันผิด ว่าเป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนนันทะ ท่าน ผู้ฉลาด ย่อมไม่กล่าว ... ว่าเป็นมุนี. [๒๘๙] คำว่า เราย่อมกล่าวชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็น ผู้ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความ
หน้า 214 ข้อ 289
ว่า เสนามาร ตรัสว่า เสนา กายทุจริตเป็นเสนามาร วจีทุจริตเป็นเสนา- มาร มโนทุจริตเป็นเสนามาร ราคะเป็นเสนามาร โทสะเป็นเสนามาร โมหะเป็นเสนามาร ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน ทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นเสนามาร. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑ ของท่าน. ความไม่ ยินดีท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๒ ของท่าน. ความหิวและ ความกระหายท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน. ตัณหา ท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๔ ของท่าน. ถีนมิทธะท่านกล่าว ว่าเป็นเสนาที่ ๕ ของท่าน. ความขลาดท่านกล่าวว่าเป็น เสนาที่ ๖ ของท่าน. วิจิกิจฉาท่านกล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗ ของท่าน. ความลบหลู่ ความกระด้างท่านกล่าวว่าเป็น เสนาที่ ๘ ของท่าน. ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ ยศ ที่ได้มาผิด ก็เป็นเสนา. ความยกตนและการข่มผู้อื่น ก็เป็นเสนา. นี้เสนามารของท่าน (เป็นมารไม่ปล่อยท่าน ให้พ้นอำนาจไป) เป็นผู้ประหารท่านผู้มีธรรมดำ คนไม่ กล้าย่อมไม่ชนะเสนานั้นได้ คนกล้าย่อมชนะได้ ครั้น ชนะแล้วย่อมได้ความสุข ดังนี้. เสนามารทั้งปวง กิเลสทั้งปวง ชนเหล่าใดชนะแล้ว ให้แพ้ ทำลาย
หน้า 215 ข้อ 289
กำจัด ให้เบือนหน้าหนีแล้วด้วยอริยมรรค ๔ ในกาลใด ในกาลนั้น ชน เหล่านั้น เรากล่าวว่าผู้กำจัดเสนาเสียแล้ว. คำว่า อนิฆา ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูก โกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นความทุกข์ ความทุกข์เหล่านั้น ชนเหล่าใดละ ขาด ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผา เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชนเหล่านั้น ตรัสว่า ผู้ไม่มีความทุกข์. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ความหวัง ในคำว่า นิราสา ดังนี้ ความหวัง คือ ตัณหานี้ ชนเหล่าใด ละขาด ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ชนเหล่านั้นตรัสว่า ผู้ไม่มีความ หวัง. คำว่า เรากล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี ความว่า เราย่อมกล่าว... ย่อมประกาศว่า ชนเหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพ กำจัดเสนาเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ย่อมเที่ยวไป คือ เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ชนเหล่านั้นเป็นมุนีในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มี ความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนนันทะ ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ ประกอบด้วยทิฏฐิ ด้วยสุตะ ด้วยญาณ ว่าเป็นมุนี เรา ย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดกำจัดเสนาเสียแล้ว เป็นผู้ไม่มี ทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ชนเหล่านั้นเป็นมุนี.
หน้า 216 ข้อ 290, 291, 292
[๒๙๐] (ท่านพระนันทะทูลถามว่า) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค- เจ้า) ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวม แล้ว ประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและ ชราบ้างหรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอ ทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ ข้าพระองค์เถิด. [๒๙๑] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า เยเกจิเม สมณพฺราหฺมณาเส ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช คือถึงพร้อมด้วยการบวชภายนอก พุทธศาสนานี้ ชื่อว่า สมณะ. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งอ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่า พราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์. บทว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน พระนันทะทูลถามว่า. [๒๙๒] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟัง บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว คือ ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อม บัญญัติความหมดจด คือ หมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความ
หน้า 217 ข้อ 293, 294, 295
พ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง . . . ด้วยการสดับบ้าง . .. ด้วย การเห็นและการสดับบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง. [๒๙๓] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติความหมดจด . . . ความพ้นรอบด้วย ศีลบ้าง . . . ด้วยวัตรบ้าง . . . ด้วยทั้งศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง. [๒๙๔] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติความหมดจด . . . ความพ้นรอบด้วย มงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม กล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด. [๒๙๕] คำว่า กจฺจิสฺส ในอุเทศว่า กจฺจิสฺส เต (ภควา) ตตฺถ ยตา จรนฺตา ดังนี้ เป็นการถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความ เคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถามส่วนเดียวว่า เรื่องนั้น เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือ เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บ้างหรือ. คำว่า เต คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเป็นคติ. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกสมณพราหมณ์นั้น . .. บ้างหรือ. คำว่า ตตฺถ ในอุเทศว่า ตตฺถ ยตา จรนฺตา ดังนี้ ความว่า ใน
หน้า 218 ข้อ 296, 297
ทิฏฐิของตน ในความควรของตน ในความชอบใจของตน ในลัทธิ ของตน. คำว่า ยตา ความว่า สำรวม สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง. คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า (ข้าแต่พระผู้มี- พระภาคเจ้า) สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐิ นั้น. . . บ้างหรือ. [๒๙๖] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ . . . ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติ และชรา ความว่า ได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็น ไปล่วงแล้วซึ่งชาติชราและมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า มาริส นี้ เป็น เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์. . . ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. [๒๙๗] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูล ให้ประสาทซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส . . . จงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัส บอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
หน้า 219 ข้อ 298, 299
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค- เจ้า) ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว ประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชราบ้าง หรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้า- พระองค์เถิด. [๒๙๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ หมดจด ด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง ด้วยศีลและ วัตรบ้าง ด้วยมงคลหลายชนิด เราย่อมกล่าวว่า สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ ในทิฏฐินั้น แต่ก็ข้ามซึ่งชาติและชราไปไม่ได้. [๒๙๙] คำว่า เยเกจิ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็น เครื่องกล่าวรวมหมด ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช ถึงพร้อมด้วย การบวชภายนอก พุทธศาสนานี้ ชื่อว่าสมณะ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง อ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณ-
หน้า 220 ข้อ 300, 301, 302, 303
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกพราหมณ์ นั้นโดยชื่อว่า นันทะ ในอุเทศว่า นนฺทาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนนันทะ. [๓๐๐] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟัง บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้น- วิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง. . . ด้วยการสดับบ้าง . . . ด้วยการ เห็นและสดับบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการ เห็นและด้วยการสดับบ้าง. [๓๐๑] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติความหมดจด . . . ความพ้นรอบด้วย ศีลบ้าง . . . ด้วยวัตรบ้าง . . . ด้วยศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง. [๓๐๒] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมาก อย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด. [๓๐๓] คำว่า กิญฺจาปิ ในอุเทศว่า กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา จรนฺติ เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นเครื่องทำบทให้เต็ม เป็น ความพร้อมเพรียงแห่งอักขระ. เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ. บทว่า กิญฺจาปิ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า เต คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้มี
หน้า 221 ข้อ 304, 305
ทิฏฐิ. คำว่า ตตฺถ ความว่า ในทิฏฐิของตน ในความควรของตน ใน ความชอบใจของตน ในลัทธิของตน. คำว่า ยตา ความว่า เป็นผู้สำรวม สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง. คำว่า จรนฺติ ความว่า เที่ยวไป ... เยียวยา เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ถึงแม้สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว ประพฤติอยู่ใน ทิฏฐินั้น. [๓๐๔] คำว่า เราย่อมกล่าวว่า . . . ข้ามชาติและชราไปไม่ได้ ความว่า เราย่อมกล่าว . . . ย่อมประกาศว่า ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชราและมรณะไปไม่ได้ คือ ไม่ออก ไม่ สละ ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชราและมรณะ ย่อมวนเวียน อยู่ภายในชาติ ชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไปตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่เร้น ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ข้ามชาติ และชราไปไม่ได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ หมดจด ด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง ด้วยศีลและ วัตรบ้าง ด้วยมงคลหลายชนิด เราย่อมกล่าวว่า สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ใน ทิฏฐินั้น แต่ก็ข้ามซึ่งชาติและชราไปไม่ได้. [๓๐๕] (ท่านพระนันทะทูลถามว่า) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ
หน้า 222 ข้อ 306, 307
หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนี ตรัสสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่า ในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. [๓๐๖] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า เยเกจิ เม สมณพฺราหฺม- ณาเส ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช คือ ถึงพร้อมด้วยการบวชภายนอก พุทธศาสนานี้ ชื่อว่า สมณะ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งอ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน พระนันทะทูลถามว่า. [๓๐๗] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟัง บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความ พ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง . . . ด้วยการสดับบ้าง เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการสดับบ้าง.
หน้า 223 ข้อ 308, 309, 310, 311
[๓๐๘] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติความหมดจด . . . ความพ้นรอบด้วย ศีลบ้าง . . . ด้วยวัตรบ้าง . . . ด้วยทั้งศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง. [๓๐๙] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าว มากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลาย ชนิด. [๓๑๐] คำว่า เต เจ ในอุเทศว่า เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณ ดังนี้ ความว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเป็นคติ. ญาณ ท่านกล่าวว่า โมนะ ในบทว่า มุนี ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ล่วงแล้วซึ่งราคาทิ- ธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหาเป็นดังว่าข่าย เป็นมุนี. คำว่า ย่อมตรัสว่า . . . ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ความว่า ข้าม ไม่ได้แล้ว คือ ข้ามขึ้นไม่ได้แล้ว ข้ามล่วงไม่ได้แล้ว ก้าวล่วงไม่ได้แล้ว เป็นไปล่วงไม่ได้แล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ วนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไป ตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง. คำว่า ย่อมตรัส คือ ย่อมตรัส. . . ย่อมประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าพระองค์ผู้เป็นมุนีย่อมตรัสว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามโอฆะ ไปไม่ได้แล้ว. [๓๑๑] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้
หน้า 224 ข้อ 312
ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้ ความว่า เมื่อ เป็นดังนั้น ใครนั้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ข้ามได้แล้ว คือ ข้าม ขึ้นแล้ว ข้ามพ้นแล้ว ล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ ชราและมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วย ความเคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ และความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อ เป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลกข้ามชาติและชรา ไปได้แล้ว. [๓๑๒] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาทซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระ- องค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัส . . . โปรดประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่- พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรด ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร
หน้า 225 ข้อ 313, 314
บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนี ตรัสพราหมณ์เหล่านั้นว่า ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ ใครเล่าใน เทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. [๓๑๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ) เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อัน ชาติและชราหุ้มห่อแล้ว เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใด ละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว. [๓๑๔] คำว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้ อันชาติและชราหุ้มห่อแล้ว ความว่า ดูก่อนนันทะ เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราร้อยไว้แล้ว หุ้มไว้แล้ว คลุม ไว้แล้ว ปิดไว้แล้ว บังไว้แล้ว ครอบไว้แล้ว เราย่อมกล่าว คือ ย่อม บอก . . . ทำให้ตื้นว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด ละชาติ ชราและมรณะ แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีอยู่ เพราะ-
หน้า 226 ข้อ 315, 316, 317
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติ และชราหุ้มห่อไว้แล้ว. [๓๑๕] คำว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใด ละแล้ว คือ สละแล้ว บรรเทาแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ให้ถึงความไม่มี แล้ว ซึ่งความหมดจดด้วยการเห็นทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยการฟัง ทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยการเห็นและการฟังทั้งปวง . . . ซึ่งความ หมดจดด้วยการได้ทราบทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยศีลทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยวัตรทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยศีลและวัตร ทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ หรือแม้ศีลและวัตรทั้งปวง. [๓๑๖] คำว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง ความว่า ละแล้ว คือ ละขาดแล้ว บรรเทาแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ให้ถึงความ ไม่มีแล้ว ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความ พ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าว มากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง. [๓๑๗] คำว่า ตณฺหํ ในอุเทศว่า ตณฺหํ ปริญฺาย อนาสวา เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ดังนี้ ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า กำหนดรู้แล้ว ความว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วยปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.
หน้า 227 ข้อ 317
ญาตปริญญาเป็นไฉน นรชนย่อมรู้ชัด คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น ตัณหาว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้ โผฏฐัพพตัณหา นี้ธรรมตัณหา นี้ชื่อว่า ญาตปริญญา. ตีรณปริญญาเป็นไฉน นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้ว ย่อม พิจารณาตัณหา คือ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นฝี ฯ ล ฯ โดยความไม่ให้สลัดออก นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา. ปหานปริญญาเป็นไฉน นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในตัณหาใด ท่าน ทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้นเสีย เมื่อเป็นอย่างนี้ ตัณหานั้นจักเป็นธรรม อันท่านทั้งหลายละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้ นี้ชื่อว่า ปหาน- ปริญญา. กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วยปริญญา ๓ นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กำหนดรู้ซึ่งตัณหา. คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ นรชนเหล่าใดละอาสวะเหล่านี้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความ ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้นตรัสว่าเป็นผู้ไม่มีอาสวะ. คำว่า เหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็น ผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล ข้ามโอฆะได้แล้ว ความว่า เรา
หน้า 228 ข้อ 318, 319
ย่อมกล่าวว่า ... ย่อมประกาศว่า นรชนเหล่าใด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้น ข้ามแล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิ- โอฆะ อวิชชาโอฆะ คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามออก ล่วง ก้าวล่วง เป็น ไปล่วงแล้วซึ่งทางแห่งสังสารวัฏทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อม กล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน เหล่านั้นแล ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อัน ชาติและชราหุ้มห่อแล้ว เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใด ละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้น แล เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว. [๓๑๘] ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระวาจา นั้น อันพระองค์ผู้เป็นพระมเหสี (ผู้แสวงหาธรรมใหญ่) ตรัสดีแล้ว ไม่มีอุปธิ แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่า นรชน เหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิด ทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน เหล่านั้นแล เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว. [๓๑๙] เอตํ ในอุเทศว่า เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมยินดี คือ ยินดียิ่ง เบิกบาน อนุโมทนา
หน้า 229 ข้อ 320, 321
ปรารถนา พอใจ ประสงค์ รักใคร่ ติดใจ พระวาจา คือ ทางแห่ง ถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์. คำว่า อันพระองค์ผู้เป็นพระมเหสี ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระมเหสี ทรงแสวงหา คือ ทรงเสาะหา ทรงค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า มเหสี ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาค- เจ้าผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาประทับที่ไหน พระนราสภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า มเหสี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้า- พระองค์ย่อมชอบใจในพระวาจานั้น อันพระองค์ผู้เป็นพระมเหสี. [๓๒๐] คำว่า สุกิตฺติตํ ในอุเทศว่า สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ ดังนี้ ความว่า ตรัสบอกดีแล้ว คือ ทรงแสดงดีแล้ว ทรงบัญญัติดีแล้ว ทรงแต่งตั้งดีแล้ว ทรงเปิดเผยดีแล้ว ทรงทำให้ตื้นดีแล้ว ทรงประกาศ ดีแล้ว. กิเลส ขันธ์ และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่า อุปธิ ในอุเทศว่า โคตม นูปธีกํ ดังนี้ การละอุปธิ ความสงบอุปธิ ความสละคืนอุปธิ ความ ระงับอุปธิ อมตนิพพาน ท่านกล่าวว่า ธรรมไม่มีอุปธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระโคดม ... ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ. [๓๒๑] คำว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใด ละแล้ว คือ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจด ด้วยการเห็นทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยการฟังทั้งปวง ซึ่งความ หมดจดด้วยการเห็นและการฟังทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยการได้ ทราบทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยศีลทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วย
หน้า 230 ข้อ 322, 323
วัตรทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยศีลและวัตรทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง. [๓๒๒] คำว่า ละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง ความว่า ละ คือ ละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้น รอบ ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง. [๓๒๓] คำว่า ตณฺหํ ในอุเทศว่า ตณฺหํ ปริญฺาย อนาสวา เย อหมฺปิ เต โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ดังนี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหา ความว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหา ด้วยปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ญาตปริญญาเป็นไฉน นรชนย่อมรู้ซึ่งตัณหา คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น ว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้โผฏฐัพพ- ตัณหา นี้ธรรมตัณหา นี้ชื่อว่า ญาตปริญญา. ตีรณปริญญาเป็นไฉน นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้ว ย่อม พิจารณาตัณหา คือ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ฯ ล ฯ โดย ความไม่ให้สลัดออก นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา. ปหานปริญญาเป็นไฉน นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา นี้ชื่อว่า ปหานปริญญา. กำหนด
หน้า 231 ข้อ 323
รู้แล้วซึ่งตัณหานั้นด้วยปริญญา ๓ นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กำหนดรู้ แล้วซึ่งตัณหา. คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ นรชนเหล่าใดละอาสวะเหล่านี้แล้ว ตัด รากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความไม่ เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ. คำว่า เหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า แม้ ข้าพระองค์ก็กล่าว คือ พูดว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็น ผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้น เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ข้ามแล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามออกแล้ว ล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ซึ่งทางสงสารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ข้าพระองค์ ย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน เหล่านั้นเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระวาจานั้น อันพระองค์ผู้เป็นพระมเหสีตรัสดีแล้ว ไม่มีอุปธิ แม้ ข้าพระองค์ก็กล่าวว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้ง ละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นเป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว.
หน้า 232 ข้อ 323
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ นั่งประนมมืออัญชลีนมัสการ พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. จบนันทมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๗ อรรถกถานันทมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยในนันทสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้. พึงทราบความคาถาต้นต่อไป ชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นในโลก ย่อมกล่าวกันว่า มุนีทั้งหลายมีอยู่ในโลก หมายถึงอาชีวกและนิครนถ์ เป็นต้น ข้อนี้เป็นอย่างไร ชนทั้งหลายย่อมกล่าวผู้ประกอบด้วยญาณว่า เป็นมุนี เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยญาณ หรือย่อมกล่าวถึงบุคคลผู้ประกอบ ด้วยความเป็นอยู่ กล่าวคือมีความเป็นอยู่เศร้าหมองมีประการต่าง ๆ ว่า เป็นมุนี. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้. บทว่า อฏฺสมาปตฺติาเณน วา คือ ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วย สมาบัติ ๘ มีปฐมฌานเป็นต้น. บทว่า ปญฺจาภิญฺาาเณน วา ด้วย ญาณในอภิญญา ๕ คือ หรือด้วยญาณ คือการรู้ขันธปัญจกที่อาศัยอยู่ใน ชาติก่อนเป็นต้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงห้ามแม้ทั้งสองอย่างของ นันทมาณพนั้น เมื่อจะทรงแสดงความเป็นมุนี จึงตรัสคาถาว่า น ทิฏฺิยา
หน้า 233 ข้อ 323
ท่านผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยทิฏฐิว่าเป็นมุนี ดังนี้เป็นต้น. บัดนี้ นันทมาณพเพื่อละความสงสัยในวาทะของผู้กล่าวอยู่ว่า ความ บริสุทธิ์ย่อมมีด้วยทิฏฐิเป็นต้น จึงทูลถามว่า เยเกจิเม สมณพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อเนกรูเปน ด้วยมงคลหลายชนิด คือด้วย มงคลมีโกตุหลมงคล (มงคลเกิดจากการตื่นข่าว) เป็นต้น. บทว่า ตตฺถ ยตา จรนฺตา สำรวมแล้วประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น คือคุ้มครองอยู่ แล้วในทิฏฐิของตนนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความไม่มีความ บริสุทธิ์อย่างนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔. นันทมาณพครั้นสดับว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามไม่ได้อย่างนี้ แล้ว บัดนี้ ประสงค์จะฟังถึงผู้ที่ข้ามได้แล้ว จึงทูลถามว่า เยเกจิเม ดังนี้เป็นต้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงผู้ที่ข้ามชาติชรา ได้ด้วยหัวข้อว่า ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว แก่นันทมาณพนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๖. ในบทเหล่านั้น บทว่า นิวุตา คือ เป็นผู้อันชาติและชราหุ้มห่อแล้ว รึงรัดแล้ว. บทว่า เยสีธ ตัดบทเป็น เย สุ อิธ. บทว่า สุ เป็นเพียง นิบาต. บทว่า ตณฺหํ ปริญฺาย คือ กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วย ปริญญา ๓. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวมาแล้ว ในบทก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระ- อรหัตด้วยประการฉะนี้.
หน้า 234 ข้อ 323
เมื่อจบเทศนา นันทมาณพพอใจพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยิ่งนัก จึงกล่าวคาถาว่า เอตาภินนฺทามิ ข้าพระองค์ย่อมพอใจพระวาจา นั้นดังนี้เป็นต้น. ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวไว้แล้ว แม้ในนิเทศ นี้และนิเทศก่อนนั่นแล. จบอรรถกถานันทมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๗
หน้า 235 ข้อ 324, 325
เหมกมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านเหมกะ [๓๒๔] (ท่านเหมกะทูลถามว่า) ในกาลอื่นก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม พวกอาจารย์ เหล่านี้พยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คำทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ยินดีใน คำนั้น. [๓๒๕] คำว่า เย ในอุเทศว่า เยเม ปุพฺเพ วิยากํสุ ดังนี้ ความว่า พาวรีพราหมณ์และพราหมณ์อื่น ซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรี- พราหมณ์ พยากรณ์แล้ว คือ บอกแล้ว . . . ประกาศแล้ว ซึ่งทิฏฐิของตน ความควรของตน ความชอบใจของตน ลัทธิของตน อัธยาศัยของตน ความประสงค์ของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในกาลอื่นก่อน . . . พวก อาจารย์เหล่านี้พยากรณ์แล้ว. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา เหมโก ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯลฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว ด้วยความเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วย ความเคารพและความยำเกรง. คำว่า เหมโก เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านเหมกะทูลถามว่า.
หน้า 236 ข้อ 326, 327, 328, 329
[๓๒๖] คำว่า ในกาลอื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ความว่า ใน กาลอื่นแต่ศาสนาของพระโคดม คือ อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ก่อน กว่าศาสนาของพระโคดม กว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า กว่าศาสนาของ พระชินเจ้า กว่าศาสนาของพระตถาคต กว่าศาสนาของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในกาลอื่นแต่ศาสนาของพระโคดม. [๓๒๗] คำว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ ความว่า ได้ ยินว่า เรื่องนี้มีแล้วอย่างนี้ ได้ยินว่า เรื่องนี้จักมีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้. [๓๒๘] คำว่า คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา ความว่า คำทั้งปวงนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คือ อาจารย์เหล่านั้น กล่าวธรรม อันไม่ประจักษ์แก่ตน ที่ตนมิได้รู้เฉพาะเอง โดยบอกตามที่ได้ยินกันมา บอกตามลำดับสืบ ๆ กันมา โดยอ้างตำรา โดยเหตุที่นึกเดาเอาเอง โดย เหตุที่คาดคะเนเอาเอง ด้วยความตรึกตามอาการ ด้วยความชอบใจว่าต้อง กับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา. [๓๒๙] คำว่า คำทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ ความว่า คำทั้งปวงนั้นเป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ คือ เป็นเครื่องยัง วิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความดำริให้เจริญ เป็นเครื่องยังกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงญาติให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงชนบทให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงเทวดา ให้เจริญ เป็นเครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเอ็นดูผู้อื่นให้เจริญ เป็น เครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภสักการะ และความสรรเสริญให้เจริญ
หน้า 237 ข้อ 330, 331, 332
เป็นเครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความปรารถนามิให้ใครดูหมิ่นให้เจริญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คำทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ. [๓๓๐] คำว่า ข้าพระองค์ไม่ยินดียิ่งในคำนั้น ความว่า ข้าพระ- องค์ไม่รู้ ไม่เข้าถึง ไม่ได้เฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ ไม่ยินดีในคำนั้น เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ในกาลอื่นก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม พวกอาจารย์ เหล่านี้พยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คำทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ยินดีใน คำนั้น. [๓๓๑] ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมเป็น เครื่องกำจัดตัณหา ที่บุคคลรู้แล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึง ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกแก่ข้าพระ- องค์เถิด. [๓๓๒] พราหมณ์นั้นกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระองค์ ในอุเทศว่า ตฺวญฺจ เม ธมฺมมกฺขาหิ ดังนี้. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า ธมฺมมกฺขาหิ ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์ โปรดตรัส . . . โปรดทรงประกาศพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น งามใน ท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ สิ้นเชิง สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และข้อปฏิบัติอันให้ถึงนิพพาน
หน้า 238 ข้อ 333, 334
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม ... แก่ข้าพระองค์. [๓๓๓] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่าตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหานิคฺฆาตนํ มุนิ ดังนี้. คำว่า เป็นเครื่องกำจัดตัณหา ความว่า เป็นเครื่องปราบตัณหา เป็นเครื่องละตัณหา เป็นเครื่องสงบตัณหา เป็นเครื่องสละคืนตัณหา เป็นเครื่องระงับตัณหา เป็นอมตนิพพาน. ญาณ ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนิ ฯ ล ฯ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังว่าข่าย จึง เป็นมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระมุนี . . . เครื่องกำจัดตัณหา. [๓๓๔] คำว่า ที่บุคคลรู้แล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า บุคคลทำธรรมใดให้ทราบแล้ว คือ เทียบเคียงแล้ว พิจารณา ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้ทราบแล้ว . . . ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา. คำว่า เป็นผู้มีสติ คือ เป็นผู้มีสติด้วยอาการ ๔ อย่าง คือเป็นผู้มี สติเจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ ผู้นั้นท่านกล่าวว่า เป็นผู้มีสติ. คำว่า เที่ยวไป คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา เยียวยา ให้เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่บุคคล ทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.
หน้า 239 ข้อ 335, 336, 337
[๓๓๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ตัณหาชื่อว่าวิสัตติกา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ล ฯ เพราะอรรถว่า แผ่ไป ซ่านไป ฉะนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. คำว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ความว่า พึงเป็นผู้มีสติข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ซึ่งตัณหาอันซ่านไป ในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่าน ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมเป็น เครื่องกำจัดตัณหาที่บุคคลรู้แล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึง ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก แก่ข้า- พระองค์เถิด. [๓๓๖] ดูก่อนเหมกะ บทนิพพานเป็นที่บรรเทาฉันทราคะใน ปิยรูปทั้งหลาย ที่ได้เห็น ที่ได้ยินและที่ได้ทราบ (ที่รู้ แจ้ง) เป็นที่ไม่เคลื่อน. [๓๓๗] คำว่า ทิฏฺํ ในอุเทศว่า อิธ ทิฏฺสุตมุตํ วิญฺาเตสุ ดังนี้ ความว่า ที่ได้เห็นด้วยจักษุ. คำว่า สุตํ ความว่า ที่ได้ยินด้วยหู. คำว่า มุตํ ความว่า ที่ทราบ คือที่สูดด้วยจมูก ลิ้มด้วยลิ้น ถูกต้องด้วย
หน้า 240 ข้อ 338, 339
กาย. คำว่า วิญฺาตํ คือ ที่รู้ด้วยใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า . . . ที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้ทราบ ที่รู้แจ้ง. [๓๓๘] คำว่า ดูก่อนเหมกะ . . . ในปิยรูปทั้งหลาย ความว่า สิ่งอะไรเป็นปิยรูป (เป็นที่รัก) สาตรูป (เป็นที่ยินดี) ในโลก. จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก จักษุวิญญาณ โสต- วิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เป็น ปิยรูปสาตรูปในโลก จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก จักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กาย- สัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก รูป- สัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา เป็นปิยรูปสาตรูปใน โลก รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรม- ตัณหา เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร เป็นปิยรูปสาตรูปในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในปิยรูปทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก พราหมณ์นั้นโดยชื่อว่าเหมกะ. [๓๓๙] ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลินใน กาม ตัณหาในกาม ความสิเน่หาในกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม ความ
หน้า 241 ข้อ 340, 341, 342
หลงในกาม ความชอบใจในกาม ในกามทั้งหลาย กามโอฆะ กามโยคะ กามุปาทาน กามฉันทนิวรณ์ ชื่อว่า ฉันทราคะ ในอุเทศว่า ฉนฺทราควิโน- ทนํ ดังนี้. คำว่า เป็นที่บรรเทาฉันทราคะ ความว่า เป็นที่ละฉันทราคะ เป็นที่สงบฉันทราคะ เป็นที่สละคืนฉันทราคะ เป็นที่ระงับฉันทราคะ เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่บรรเทาฉันทราคะ. [๓๔๐] คำว่า บทนิพพาน... ไม่เคลื่อน ความว่า บทนิพพาน คือ บทที่ต้านทาน บทที่เร้น บทที่ยึดหน่วง บทที่ไม่มีภัย. คำว่า ไม่เคลื่อน คือ เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง เป็นธรรมไม่แปรปรวน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บทนิพพาน . . . ไม่เคลื่อน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนเหมกะ บทนิพพานเป็นที่บรรเทาฉันทราคะใน ปิยรูปทั้งหลาย ที่ได้เห็น ที่ได้ยิน และที่ได้ทราบ (ที่ รู้แจ้ง) เป็นที่ไม่เคลื่อน. [๓๔๑] พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงบทนิพพานนั้น แล้ว เป็นผู้มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว พระ- อรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วทุกสมัย เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ใน โลก. [๓๔๒] คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า เอตทญฺาย เย สตา ดังนี้ คือ อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกําหนัด ความดับตัณหา ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด.
หน้า 242 ข้อ 343, 344
คำว่า รู้ทั่วถึง ความว่า รู้ทั่ว คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง คือ รู้ทั่ว ทราบ . . . ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา. คำว่า เย คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า เป็นผู้มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐาน คือพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ พระอรหันต- ขีณาสพเหล่านั้นตรัสว่า เป็นผู้มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันต- ขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงบทนิพพานนี้ เป็นผู้มีสติ. [๓๔๓] คำว่า มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว ความว่า มีธรรม อันเห็นแล้ว คือ มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันเทียบเคียงแล้ว มีธรรมอัน พิจารณาแล้ว มีธรรมอันแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันปรากฏแล้ว มีธรรม อันเห็นแล้ว . . . มีธรรมอันปรากฏแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา. คำว่า ดับแล้ว ความว่า ชื่อว่าดับแล้ว เพราะเป็นผู้ยังราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงให้ดับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว. [๓๔๔] คำว่า เข้าไปสงบแล้ว ในอุเทศว่า อุปสนฺตา จ เต สทา ดังนี้ ความว่า ชื่อว่าเข้าไปสงบแล้ว คือ สงบแล้ว เข้าไปสงบแล้ว เข้าไป สงบวิเศษแล้ว ดับแล้ว ระงับแล้ว เพราะความที่ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นธรรมชาติ
หน้า 243 ข้อ 345
สงบแล้ว ถึงความสงบแล้ว ไหม้แล้ว ดับแล้ว ปราศจากไปแล้ว เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว. คำว่า เต คือ พระอรหันต- ขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า ทุกสมัย คือ ทุกเมื่อ ในกาลทั้งปวง สิ้นกาลทั้งปวง สิ้นกาล เป็นนิตย์ กาลยั่งยืน เนือง ๆ ติดต่อ ไม่เจือกับเหตุอื่นสืบต่อโดยลำดับ เหมือนระลอกน้ำมิได้ว่างสืบต่อไม่ขาดสาย กาลมีประโยชน์ กาลที่ถูก ต้อง กาลเป็นปุเรภัต กาลเป็นปัจฉาภัต ยามต้น ยามกลาง ยามหลัง ข้างแรม ข้างขึ้น คราวฝน คราวหนาว คราวร้อน ตอนวัยต้น ตอน วัยกลาง ตอนวัยหลัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วทุกสมัย. [๓๔๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา ในอุเทศว่า ติณฺณา โลเก วิสตฺติกํ ดังนี้. ตัณหา ชื่อว่า วิสัตติกา ในคำว่า วิสตฺติกํ เพราะอรรถว่ากระไร เพราะอรรถว่า ฯ ล ฯ แผ่ไป ซ่านไป ฉะนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. คำว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว. . .ในโลก ความว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ก้าวพ้น เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งตัณหาอันซ่าน ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่ง ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า
หน้า 244 ข้อ 345
พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงบทนิพพานนั้น แล้ว เป็นผู้มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว พระ- อรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วทุกสมัย เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ใน โลก. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ พระเหมกะนั่งประนมอัญชลี นมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี- พระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกฉะนี้แล. จบเหมกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๘ อรรถกถาเหมกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยในเหมกสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้. บทว่า เยเม ปุพฺเพ วิยากํสุ ในกาลก่อนพวกอาจารย์เหล่านี้ พยากรณ์แล้ว คือในกาลก่อนพาวรีพราหมณ์เป็นต้นพยากรณ์ลัทธิของตน แก่ข้าพระองค์. บทว่า หุรํ โคตมสาสนา คือ ก่อนแต่ศาสนาของพระ- โคดม. บทว่า สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนํ คือ คำทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องยัง ความวิตกมีกามวิตกเป็นต้นให้เจริญ. บทว่า เย จญฺเ ตสฺส อาจริยา พราหมณ์พวกอื่นและอาจารย์ ของพาวรีพราหมณ์ คือพราหมณ์พวกอื่นและอาจารย์ผู้ให้พาวรีพราหมณ์ นั้นศึกษาถึงมารยาท. บทว่า เต สกํ ทิฏฺึ คือ อาจารย์เหล่านั้นบอกถึง ทิฏฐิของตน ๆ. บทว่า สกํ ขนฺตึ คือ ความอดทนของตน. บทว่า
หน้า 245 ข้อ 345
สกํ รุจึ คือ ความชอบใจของตน. บทว่า วิตกฺกวฑฺฒนํ ยังความตรึก ให้เจริญ คือยังวิตกมีกามวิตกเป็นต้นให้เกิดขึ้น คือให้เป็นไปบ่อย ๆ. บทว่า สงฺกปฺปวฑฺฒนํ คือ ยังความดำริมีความดำริถึงกามเป็นต้นให้เจริญ. สองบทเหล่านั้น ท่านกล่าวรวมวิตกทั้งหมด. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงกามวิตกเป็นต้น โดยสรุป จึงทรงแสดงวิตกทั้งหลาย ๙ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า กามวิตกฺก- วฑฺฒนํ ยังกามวิตกให้เจริญ ดังนี้. บทว่า ตณฺหานิคฺฆาตนํ เป็นเครื่อง กำจัดตัณหา คือยังตัณหาให้พินาศ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบอกธรรมนั้นแก่เหมก- มาณพนั้น จึงตรัสสองคาถาว่า อิธ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตทญฺาย เย สตา พระขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงบทนิพพานนั้นแล้วเป็นผู้มีสติ คือพระขีณาสพเหล่าใดรู้เห็นแจ้งถึง บทนิพพานนั้นอันไม่จุติแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงดังนี้โดยลำดับ เป็นผู้มีสติด้วยกายานุปัสสนา- สติปัฏฐานเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺธมฺมาภินิพฺพุตา มีธรรมอันเห็นแล้วดับ แล้ว คือ ชื่อว่ามีธรรมอันเห็นแล้ว เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม และชื่อว่า ดับแล้ว เพราะดับกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในก่อน นั่นแล. จบอรรถกถาเหมกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๘
หน้า 246 ข้อ 346, 347, 348, 349
โตเทยยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านโตเทยยะ [๓๔๖] (ท่านโตเทยยะทูลถามว่า) กามทั้งหลายย่อมไม่มีอยู่ในผู้ใด ตัณหาย่อมไม่มีแก่ ผู้ใด และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัยได้แล้ว วิโมกข์ ของผู้นั้นเป็นเช่นไร. [๓๔๗] คำว่า กามทั้งหลายย่อมไม่มีอยู่ในผู้ใด ความว่า กาม ทั้งหลายย่อมไม่อยู่ คือ ไม่อยู่ร่วม ไม่มาอยู่ในผู้ใด. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา โตเทยฺย ดังนี้ เป็นบท สนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว โดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความ เคารพยำเกรง. คำว่า โตเทยฺย เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกพราหมณ์ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านโตเทยยะทูลถามว่า. [๓๔๘] คำว่า ตัณหาย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความว่า ตัณหาย่อม ไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่ผู้ใด คือ ตัณหาอันผู้ใดละได้แล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น. เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตัณหาย่อมไม่มีแก่ผู้ใด. [๓๔๙] คำว่า และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัยได้แล้ว ความว่า ผู้ใดข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามพ้น ล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็น
หน้า 247 ข้อ 350, 351, 352
ไปล่วงแล้วจากความสงสัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และผู้ใดข้ามพ้นจาก ความสงสัยได้แล้ว. [๓๕๐] คำว่า วิโมกข์ของผู้นั้นเป็นเช่นไร ความว่า พราหมณ์ นั้นย่อมทูลถามวิโมกข์ว่า วิโมกข์ของผู้นั้นเป็นอย่างไร คือ มีสัณฐาน เช่นไร มีประการอย่างไร มีส่วนเปรียบอย่างไร อันบุคคลนั้นพึงปรารถนา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิโมกข์ของผู้นั้นเป็นเช่นไร เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า กามทั้งหลายย่อมไม่มีอยู่ในผู้ใด ตัณหาย่อมไม่มีแก่ ผู้ใด และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัยได้แล้ว วิโมกข์ ของผู้นั้นเป็นเช่นไร. [๓๕๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโตเทยยะ) กามทั้งหลายย่อมไม่มีอยู่ในผู้ใด ตัณหาย่อมไม่มี แก่ผู้ใด และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัยได้แล้ว วิโมกข์ อย่างอื่นของผู้นั้นย่อมไม่มี. [๓๕๒] คำว่า ยสฺมึ ในอุเทศว่า ยสฺมึ กามา น วสนฺติ ดังนี้ คือ ในพระอรหันตขีณาสพ โดยหัวข้อว่า กามา กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้เรียกว่าวัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ เรียกว่ากิเลสกาม. คำว่า ย่อมไม่มี ความว่า กามทั้งหลายย่อมไม่มีอยู่ คือ ย่อมไม่ อยู่ร่วม ไม่มาอยู่ในผู้ใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามทั้งหลายย่อมไม่มี
หน้า 248 ข้อ 353, 354, 355
อยู่ในผู้ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า โตเทยยะ ในอุเทศว่า โตเทยฺยาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า ภควา นี้ เป็น สัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโตเทยยะ. [๓๕๓] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ยสฺส น วิชฺชติ ดังนี้. คำว่า ยสฺส คือ แก่พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ตัณหาย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ความว่า ตัณหาย่อมไม่มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์แก่ผู้ใด คือ ตัณหานั้นอันผู้ใดละแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตัณหาย่อมไม่มีแก่ผู้ใด. [๓๕๔] วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในทุกข์ ฯ ล ฯ ความที่จิต หวาด ใจสนเท่ห์ เรียกว่า กถังกถา ในอุเทศว่า กถงฺกถา จ โย ติณฺโณ ดังนี้. คำว่า โย คือ พระขีณาสพนั้นใด. คำว่า และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัยได้แล้ว ความว่า ผู้ใด ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วง ก้าวล่วง เป็นไปล่วงจากความ สงสัยได้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัย ได้แล้ว. [๓๕๕] คำว่า วิโมกข์อย่างอื่นของผู้นั้นย่อมไม่มี ความว่า วิโมกข์อย่างอื่นอันเป็นเครื่องให้หลุดพ้นได้ของผู้นั้นย่อมไม่มี ผู้นั้นควร
หน้า 249 ข้อ 356, 357, 358
ทำกิจด้วยวิโมกข์อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิโมกข์อย่างอื่นของ ผู้นั้นย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กามทั้งหลายย่อมไม่มีอยู่ในผู้ใด ตัณหาย่อมไม่มีแก่ ผู้ใด และผู้ใดข้ามพ้นจากความสงสัยได้แล้ว วิโมกข์ อย่างอื่นของผู้นั้นย่อมไม่มี. [๓๕๖] ผู้นั้นไม่มีความหวังหรือยังมีหวังอยู่ มีปัญญาหรือมี ความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์จะพึงรู้จักมุนีได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้มีสมันตจักษุ ขอพระองค์ตรัสบอกให้แจ้งซึ่ง ปัญญานั้น แก่ข้าพระองค์. [๓๕๗] คำว่า ผู้นั้นไม่มีความหวังหรือยังมีความหวังอยู่ ความว่า ผู้นั้นไม่มีตัณหาหรือยังมีตัณหา คือ ย่อมหวัง จำนง ยินดี ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ ซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอก- โวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปที่ ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ และธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวังหรือยังมีหวังอยู่. [๓๕๘] คำว่า ผู้มีปัญญา ในอุเทศว่า ปญฺาณวา โส อุท
หน้า 250 ข้อ 359
ปญฺกปฺปี ดังนี้ ความว่า เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า หรือมีความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา ความว่า หรือว่า ย่อมก่อตัณหาทิฏฐิ คือ ยังตัณหาหรือทิฏฐิให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้ บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณคืออภิญญา ๕ หรือด้วยญาณอันผิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นมีปัญญาหรือมีความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา. [๓๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสักกะ ในคำว่า สกฺก ในอุเทศว่า มุนี อหํ สกฺก ยถา วิชญฺํ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวชจากศากยสกุล แม้ เพราะเหตุดังนี้ จึงชื่อว่าพระสักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ แม้เพราะเหตุดังนี้ จึงชื่อว่าพระสักกะ. พระองค์มีทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์ คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือ ปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ทรัพย์คือสัมมัปปธาน ทรัพย์คืออิทธิบาท ทรัพย์คืออินทรีย์ ทรัพย์คือพละ ทรัพย์คือโพชฌงค์ ทรัพย์คือมรรค ทรัพย์คือผล ทรัพย์คือนิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ ด้วยทรัพย์เป็นดังว่าแก้วหลายอย่างเหล่านั้น แม้เพราะเหตุดังนี้ พระองค์จึงชื่อว่าสักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้อาจ องอาจ สามารถ
หน้า 251 ข้อ 360
ผู้กล้า ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียว ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็นผู้มีขนลุก ขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าพระสักกะ. คำว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์จะพึงรู้จักมุนีได้อย่างไร ความ ว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์จะพึงรู้จัก คือ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ รู้ประจักษ์ ซึ่งมุนีได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์จะพึงรู้จักมุนีได้อย่างไร. [๓๖๐] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตมฺเม วิยาจิกฺข สมนฺตจกฺขุ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม ทูลวิงวอน เชื้อเชิญ ขอให้ ประสาท ซึ่งปัญหาใด. คำว่า ขอโปรดตรัสบอกให้แจ้ง ความว่า ขอจงตรัสบอก... ขอจงประกาศ พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ ในคำว่า สมนฺตจกฺขุ ฯ ล ฯ เพราะฉะนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์ โปรดตรัสบอกให้แจ้งซึ่งปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ นั้นจึงกล่าวว่า ผู้นั้นไม่มีความหวังหรือยังมีหวังอยู่ มีปัญญาหรือมี ความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์จะพึงรู้จักมุนีได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้มีสมันตจักษุ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกให้แจ้ง ซึ่งปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์.
หน้า 252 ข้อ 361, 362, 363, 364
[๓๖๑] ผู้นั้นไม่มีความหวัง ไม่หวังอยู่ มีปัญญาและไม่มี ความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา ดูก่อนโตเทยยะ ท่านจงรู้จักมุนี ผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ข้องในกาม และภพแม้อย่างนี้. [๓๖๒] คำว่า ผู้นั้นไม่มีความหวัง ไม่หวังอยู่ ความว่า ผู้นั้น ไม่มีตัณหา ไม่เป็นไปกับด้วยตัณหา คือ ไม่หวัง ไม่จำนง ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่รักใคร่ ไม่ชอบใจ ซึ่งรูป เสียง กลิ่น ฯ ล ฯ รูปที่ ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นไม่มีความหวัง ไม่หวังอยู่. [๓๖๓] คำว่า ผู้นั้นมีปัญญา ในอุเทศว่า ปญฺาณวา โส น จ ปญฺกปฺปี ดังนี้ ความว่า ผู้นั้นเป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความ ตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า ไม่มีความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา ความว่า ผู้นั้น ย่อมไม่ก่อซึ่งตัณหาหรือทิฏฐิ คือ ไม่ยังตัณหาหรือทิฏฐิให้เกิด ให้เกิด พร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณ คืออภิญญา ๕ หรือด้วยญาณอันผิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นมีปัญญา ไม่มีความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา. [๓๖๔] ญาณ ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ในอุเทศว่า เอวมฺปิ โตเทยฺย มุนึ วิชาน ดังนี้ ฯ ล ฯ บุคคลนั้นล่วงแล้วซึ่งธรรม เป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังข่าย ย่อมเป็นมุนี. คำว่า ดูก่อนโตเทยยะ ท่านจงรู้จักมุนี ... แม้อย่างนี้ ความว่า
หน้า 253 ข้อ 365
ดูก่อนโตเทยยะ ท่านจงรู้จัก รู้แจ้ง รู้ประจักษ์ซึ่งมุนีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนโทเทยยะ ท่านจงรู้จักมุนี... แม้อย่างนี้. [๓๖๕] คำว่า อกิญฺจนํ ในอุเทศว่า อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ดังนี้ ความว่า เครื่องกังวลคือราคะ เครื่องกังวลคือโทสะ เครื่องกังวล คือโมหะ เครื่องกังวลคือมานะ เครื่องกังวลคือทิฏฐิ เครื่องกังวลคือกิเลส เครื่องกังวลคือทุจริต เครื่องกังวลเหล่านี้อันมุนีใดละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นตรัสว่า ไม่มีเครื่องกังวล โดยหัวข้อว่า กามา ในอุเทศว่า กามภเว ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ เรียกว่าวัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ เรียกว่ากิเลสกาม โดยอุเทศว่า ภพ ภพมี ๒ อย่าง คือ กรรมภพ ๑ ปุนภพอันมีในปฏิสนธิ ๑ ฯ ล ฯ นี้เป็นปุนภพ อันมีในปฏิสนธิ. คำว่า ผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ข้องในกามและภพ ความว่า ผู้ไม่มีเครื่องกังวล ไม่ข้อง คือ ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวข้อง ไม่พัวพัน ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่ประกอบในกามและภพ มีใจอันทำให้ปราศจาก เขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ข้องในกาม และภพ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้นั้นไม่มีความหวัง ไม่หวังอยู่ มีปัญญาและไม่มี ความก่อ (ตัณหาทิฏฐิ) ด้วยปัญญา ดูก่อนโตเทยยะ ท่านจงรู้จักมุนีผู้ไม่มีเครื่องกังวล ผู้ไม่ข้องในกามและภพ แม้อย่างนี้.
หน้า 254 ข้อ 365
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบโตเทยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๙ อรรถกถาโตเทยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยในโตเทยยสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้. บทว่า วิโมกฺโข ตสฺส กีทิโส วิโมกข์ของผู้นั้นเป็นเช่นไร โตเทยยมาณพทูลถามว่า วิโมกข์ของผู้นั้นพึงปรารถนาเช่นไร. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความไม่มีวิโมกข์อื่นแก่โตเทยย- มาณพนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกฺโข ตสฺส นาปโร คือ วิโมกข์ อย่างอื่นของผู้นั้นไม่มี. แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ความสิ้นตัณหา นั้นแลเป็นวิโมกข์ โตเทยยมาณพก็มิได้เข้าใจความนั้น จึงทูลถามอีกว่า นิราสโส โส อุท อาสสาโน ผู้นั้นไม่มีความหวังหรือยังมีหวังอยู่. ในบทเหล่านั้น บทว่า อุท ปญฺกปฺปี หรือมีความก่อด้วยปัญญา คือก่อตัณหาหรือทิฏฐิด้วยญาณมีสมาปัตติญาณเป็นต้น. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบอกความนั้น แก่โตเทยย- มาณพนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔. ในบทเหล่านั้น บทว่า กามภเว คือ ในกามและในภพ. บทว่า รูเป นาสึสติ ไม่หวังในรูป คือไม่ปรารถนาในรูปารมณ์อันมีสมุฏฐาน ๔.
หน้า 255 ข้อ 365
แม้ในเสียงเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ราคะนั้นเป็นเครื่องกังวล เพราะ อรรถว่า ห่วงใย หรือเครื่องกังวลคือราคะ เพราะอรรถว่า มัวเมา. แม้ ในเครื่องกังวลคือโทสะเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทที่เหลือในบท ทั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือ พระอรหัต. อนึ่ง เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นครั้งก่อนนั้นแล. จบอรรถกถาโตเทยยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๙
หน้า 256 ข้อ 366, 367
กัปปมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านกัปปะ [๓๖๖] (ท่านกัปปะทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้นฤทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ธรรมอันเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สงสาร เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่มีแล้ว ผู้อัน ชราและมัจจุราชถึงรอบแล้ว อนึ่ง ขอพระองค์โปรดตรัส บอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีก อย่างไร. [๓๖๗] สงสาร คือ การมา การไป ทั้งการมาและการไป กาลมรณะ คติ ภพแต่ภพ จุติ อุปบัติ ความบังเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ ท่านกล่าวว่า สระ ในอุเทศว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ติฏตํ ดังนี้. แม้ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏ แม้ที่สุดข้างปลายแห่ง สงสารก็ไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดอยู่ น้อมใจ ไปแล้ว ในท่ามกลางสงสาร. ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏอย่างไร วัฏฏะเป็นไปแล้วสิ้น ชาติเท่านี้ พ้นจากนั้นย่อมไม่เป็นไป ย่อมไม่มีอย่างนั้น ที่สุดข้างต้นแห่ง สงสารย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนี้ วัฏฏะเป็นไปแล้วสิ้นร้อยชาติเท่านี้ พ้น จากนั้นย่อมไม่เป็นไป ย่อมไม่มีอย่างนั้น ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ ปรากฏแม้อย่างนี้ วัฏฏะเป็นไปแล้วสิ้นพันชาติเท่านี้ ... สิ้นแสนชาติ
หน้า 257 ข้อ 367
เท่านี้ ... สิ้นโกฏิชาติเท่านี้ ... สิ้นร้อยโกฏิชาติเท่านี้ ... สิ้นพันโกฏิชาติ เท่านี้ ... สิ้นแสนโกฏิชาติเท่านี้ ... สิ้นปีเท่านี้ ... สิ้นร้อยปีเท่านี้ ... สิ้น พันปีเท่านี้ ... สิ้นแสนปีเท่านี้ ... สิ้นโกฏิปีเท่านี้ ... สิ้นร้อยโกฏิปี เท่านี้ ... สิ้นพันโกฏิปีเท่านี้ ... สิ้นแสนโกฏิปีเท่านี้ ... สิ้นกัปเท่านี้ ... สิ้นร้อยกัปเท่านี้ ... สิ้นพันกัปเท่านี้ ... สิ้นแสนกัปเท่านี้ ... สิ้นโกฏิกัป เท่านี้ ... สิ้นร้อยโกฏิกัปเท่านี้ ... สิ้นพันโกฏิกัปเท่านี้ ... สิ้นแสนโกฏิกัป เท่านี้ พ้นจากนั้นย่อมไม่เป็นไป ย่อมไม่มีอย่างนี้ ที่สุดข้างต้นแห่งสงสาร ย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนี้. สมจริงดังพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สงสารนี้มีที่สุดอันรู้ไม่ได้ ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเครื่องกั้นไว้ มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ วนเวียนท่องเที่ยวไป เสวยความทุกข์ความพินาศเป็น อันมากตลอดกาลนาน มากไปด้วยป่าช้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้ แหละ จึงสมควรจะเบื่อหน่าย ควรจะคลายกำหนัด ควรจะหลุดพ้นใน สังขารทั้งปวง ดังนี้. ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนี้. ที่สุดข้างปลายแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏอย่างไร วัฏฏะจักเป็นไป สิ้นชาติเท่านี้ พ้นจากนั้นจักไม่เป็นไป ย่อมไม่มีอย่างนั้น ที่สุดข้างปลาย แห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนี้ วัฏฏะจักเป็นไปสิ้นร้อยชาติเท่านี้ ... สิ้นพันชาติเท่านี้ ... สิ้นแสนชาติเท่านี้ ... สิ้นโกฏิชาติเท่านี้ ... สิ้นร้อย โกฏิชาติเท่านี้ ... สิ้นพันโกฏิชาติเท่านี้ ... สินแสนโกฏิชาติเท่านี้ ... สิ้น ปีเท่านี้ ... สิ้นร้อยปีเท่านี้... สิ้นพันปีเท่านี้ ... สิ้นแสนปีเท่านี้... สิ้นโกฏิ
หน้า 258 ข้อ 368, 369
ปีเท่านี้ ... สิ้นร้อยโกฏิปีเท่านี้ ... สิ้นพันโกฏิปีเท่านี้ ... สิ้นแสนโกฏิปี เท่านี้... สิ้นกัปเท่านี้ ... สิ้นร้อยกัปเท่านี้ ... สิ้นพันกัปเท่านี้ ... สิ้นแสน กัปเท่านี้ ... สิ้นโกฏิกัปเท่านี้ ... สิ้นร้อยโกฏิกัปเท่านี้ ... สิ้นพันโกฏิกัป เท่านี้ ... วัฏฏะจักเป็นไปสิ้นแสนโกฏิกัปเท่านี้ พ้นจากนั้นจักไม่เป็นไป ย่อมไม่มีอย่างนี้ ที่สุดข้างปลายแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนี้ แม้ ที่สุดข้างต้น แม้ที่สุดข้างปลายแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏอย่างนี้. สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน ติดอยู่ น้อมใจไปแล้ว ในท่ามกลางสงสาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สงสาร. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา กปฺโป ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่อง กล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็น เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่า กปฺโป เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านกัปปะทูลถามว่า. [๓๖๘] คำว่า เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่มีแล้ว ความ ว่า เมื่อกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เกิดแล้ว คือ เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว. คำว่า เมื่อภัยใหญ่มี แล้ว ความว่า เมื่อชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย มีแล้ว เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่มีแล้ว. [๓๖๙] คำว่า ผู้อันชราและมัจจุถึงรอบแล้ว ความว่า ผู้อันชรา ถูกต้อง ถึงรอบ ตั้งลง ประกอบแล้ว อันมัจจุราชถูกต้อง ถึงรอบ
หน้า 259 ข้อ 370, 371, 372
ตั้งลง ประกอบแล้ว อันชาติไปตาม ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้อันชราและมัจจุราชถึงรอบแล้ว. [๓๗๐] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นฤทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัส บอกธรรมเป็นที่พึ่ง ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ... ขอจงทรง ประกาศซึ่งธรรมเป็นที่พึ่ง คือ ธรรมเป็นที่ต้านทาน ธรรมเป็นที่ซ่อนเร้น ธรรมเป็นสรณะ ธรรมเป็นคติที่ไป. คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย เคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและ ความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นฤทุกข์ ขอพระ- องค์โปรดตรัสบอกธรรมเป็นที่พึ่ง. [๓๗๑] พราหมณ์นั้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์ ใน อุเทศว่า ตฺวญฺจ เม ทีปมกฺขาหิ ดังนี้. คำว่า ขอจงตรัสบอกธรรมเป็นที่พึ่ง ความว่า ขอจงตรัสบอก ... ขอจงประกาศซึ่งธรรมเป็นที่พึ่ง คือ ธรรมเป็นที่ต้านทาน ธรรมเป็นที่ ซ่อนเร้น ธรรมเป็นสรณะ ธรรมเป็นคติที่ไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์. [๓๗๒] คำว่า ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกอย่างไร ความว่า ทุกข์นี้พึงดับ คือ พึงสงบ พึงถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ พึงระงับไปในภพนี้นี่แหละ คือ ทุกข์อันมีในปฏิสนธิไม่พึงบังเกิดอีก คือ ไม่พึงเกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ในกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ
หน้า 260 ข้อ 373, 374
สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโว- การภพ ปัญจโวการภพ ในคติใหม่ อุปบัติใหม่ ปฏิสนธิใหม่ ภพ สงสารหรือในวัฏฏะ พึงดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไปในภพ นี้นี่แหละ อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกอย่างไร. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นฤทุกข์ ขอพระองค์จงตรัสบอก ธรรมเป็นที่พึ่ง แก่สัตว์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สงสาร เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่มีแล้ว ผู้อันชราและมัจจุถึงรอบแล้ว อนึ่ง ขอพระองค์จงตรัส บอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีก อย่างไร. [๓๗๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนกัปปะ) เราจะบอกธรรมเป็นที่พึ่ง แก่สัตว์ทั้งหลายผู้ที่ตั้งอยู่ ในท่ามกลางสงสาร เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่ มีแล้ว ผู้อันชราและมัจจุถึงรอบแล้ว ดูก่อนกัปปะ เรา จะบอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่ท่าน. [๓๗๔] สงสาร คือ การมา การไป ทั้งการไปและการมา กาลมรณะ คติ ภพแต่ภพ จุติ อุปบัติ ความบังเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ ท่านกล่าวว่า สระ ในอุเทศว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ติฏฺตํ ดังนี้.
หน้า 261 ข้อ 375, 376
แม้ที่สุดข้างต้น แม้ที่สุดข้างปลายแห่งสงสาร ย่อมไม่ปรากฏ ฯ ล ฯ ก็สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดอยู่ น้อมใจไปแล้ว ในท่ามกลางสงสาร ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏอย่างไร ฯลฯ ที่สุดข้างต้นแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏแม้อย่างนี้ ที่สุดข้างปลายแห่งสงสาร ย่อมไม่ปรากฏอย่างไร ฯ ล ฯ ที่สุดข้างปลายแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏแม้ อย่างนี้ แม้ที่สุดข้างต้น แม้ที่สุดข้างปลายแห่งสงสารย่อมไม่ปรากฏแม้ อย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ ตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดอยู่ น้อม ใจไปแล้วในท่ามกลางสงสาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สงสาร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า กัปปะ ใน อุเทศว่า กปฺปาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนกัปปะ. [๓๗๕] ข้อว่า เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่มีแล้ว ความ ว่า เมื่อกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เกิดแล้ว คือ เกิด พร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว. คำว่า เมื่อภัยใหญ่มีแล้ว ความว่า เมื่อชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย มีแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัย ใหญ่มีแล้ว. [๓๗๖] ข้อว่า ผู้อันชราและมัจจุถึงรอบแล้ว ความว่า ผู้อันชรา ถูกต้อง ถึงรอบ ตั้งลง ประกอบแล้ว อันมัจจุถูกต้อง ถึงรอบ ตั้งลง
หน้า 262 ข้อ 377, 378, 379
ประกอบแล้ว อันชาติไปตาม ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะ ก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไร เป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้อันชราและมัจจุถึงรอบแล้ว. [๓๗๗] ข้อว่า ดูก่อนกัปปะ เราจะบอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่ท่าน ความว่า เราจะบอก ... จะประกาศ ซึ่งธรรมเป็นที่พึ่ง คือ ธรรมเป็นที่ ต้านทาน ธรรมเป็นที่ซ่อนเร้น ธรรมเป็นสรณะ ธรรมเป็นคติที่ไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจะบอกธรรมเป็นที่พึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า กัปปะ ใน อุเทศว่า กปฺป เต ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนกัปปะ เราจะบอก ธรรมเป็นที่พึ่งแก่ท่าน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราจะบอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่ตั้งอยู่ ในท่ามกลางสงสาร เมื่อห้วงกิเลสเกิดแล้ว เมื่อภัยใหญ่ มีแล้ว ผู้อันชราและมัจจุถึงรอบแล้ว ดูก่อนกัปปะ เรา จะบอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่ท่าน. [๓๗๘] เราขอบอกนิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มี ตัณหาเครื่องถือมั่น ไม่ใช่ธรรมอย่างอื่น เป็นที่สิ้นไป แห่งชราและมัจจุนี้นั้นว่า ธรรมเป็นที่พึ่ง. [๓๗๙] คำว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ในอุเทศว่า อกิญฺจนํ อนาทานํ ดังนี้ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสทุจริต เป็นเครื่องกังวล อมตนิพพานะเป็นที่ละ เป็นที่สงบ เป็นที่สละคืน เป็น
หน้า 263 ข้อ 380, 381, 382
ที่ระงับแห่งกิเลสเครื่องกังวล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่อง กังวล. คำว่า ไม่มีตัณหาเครี่องถือมั่น ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า เครื่องถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่น. [๓๘๐] คำว่า เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ธรรมอย่างอื่น ความว่า เป็นที่ พึ่ง คือ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่ซ่อนเร้น เป็นสรณะ เป็นคติที่ไป. คำว่า ไม่ใช่ธรรมอย่างอื่น คือ ที่พึ่งอื่น คือ อย่างอื่นจากนิพพาน นั้นมิได้มี โดยที่แท้ที่พึ่งนั้นนั่นแหละเป็นที่พึ่งอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธานสูงสุด และอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่พึ่งนี้ไม่ใช่ อย่างอื่น. [๓๘๑] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า วานะ ในอุเทศว่า นิพฺพานํ อิติ นํ พฺรูมิ ดังนี้. อมตนิพพานเป็นที่ละ เป็นที่สงบ เป็นที่สละคืน เป็นที่ระงับแห่ง ตัณหาเครื่องร้อยรัด. คำว่า อิติ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับ. คำว่า เราขอบอก คือ เราขอบอก ... ขอประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราขอบอกนิพพานนั้น. [๓๘๒] คำว่า เป็นที่สิ้นชราและมัจจุ ความว่า อมตนิพพาน เป็นที่ละ เป็นที่สงบ เป็นที่สละคืน เป็นที่ระงับแห่งชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่สิ้นชราและมัจจุ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
หน้า 264 ข้อ 383, 384, 385
เราขอบอกนิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มี ตัณหาเครื่องถือมั่น ไม่ใช่ธรรมอย่างอื่น เป็นที่สิ้นไป แห่งชราและมัจจุนี้นั้นว่า ธรรมเป็นที่พึ่ง. [๓๘๓] พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงนิพพานนั้นแล้ว เป็นผู้มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว พระอรหันต- ขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ไปตามอำนาจแห่งมาร ไม่ไป บำรุงมาร. [๓๘๔] คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า เอตทญฺาย เย สตา ดังนี้ คือ อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเครื่อง ร้อยรัด. คำว่า อญฺาย คือ รู้ทั่วถึง ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง คือ รู้ทั่วถึง ... ทำให้แจ่มแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ ไปเป็นธรรมดา. คำว่า เหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย. คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติ เจริญสติปัฏฐาน เครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ เพราะเหตุนั้น พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายจึงตรัสว่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ- อรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงนิพพานนั้นแล้วเป็นผู้มีสติ. [๓๘๕] คำว่า มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว ความว่า มีธรรม
หน้า 265 ข้อ 386, 387
อันเห็นแล้ว คือ มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันเทียบเคียงแล้ว มีธรรม อันพิจารณา มีธรรมอันเจริญแล้ว มีธรรมอันแจ่มแจ้งแล้ว. คำว่า ดับแล้ว ความว่า ชื่อว่าดับแล้ว ระงับแล้ว เพราะเป็นผู้ดับ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขาร ทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว. [๓๘๖] ผู้ประกอบมหาชนไว้ในบาปธรรมแล้วให้ตาย ผู้ประกอบ มหาชนไว้ในธรรมดำ เป็นผู้ใหญ่ ผู้มีในส่วนสุดแห่งอกุศลธรรม ผู้ไม่ ปล่อยมหาชน ผู้เป็นพวกพ้องของคนประมาท ชื่อว่า มาร ในอุเทศว่า น เต มารวสานุคา ดังนี้. คำว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ไปตามอำนาจมาร ความว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ย่อมไม่เป็นไปในอำนาจมาร แม้ มารก็ยังอำนาจให้เป็นไปในพระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นไม่ได้ พระ- อรหันตขีณาสพเหล่านั้นครอบงำ ข่มขี่ ท่วมทับ กำจัด ย่ำยีซึ่งมาร พวก ของมาร บ่วงมาร เบ็ดมาร เหยื่อมาร วิสัยมาร ที่อยู่แห่งมาร โคจร แห่งมาร เครื่องผูกแห่งมาร ย่อมอยู่ ดำเนิน เป็นไป รักษา บํารุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ ไปตามอำนาจมาร. [๓๘๗] คำว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ไม่ไปบำรุงมาร ความว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ไม่ไปบำรุง เที่ยวบำรุง บำเรอ รับใช้มาร พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้บำรุง เที่ยวบำรุง บำเรอ รับใช้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
หน้า 266 ข้อ 387
พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น ไม่ไปบำรุงมาร เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงนิพพานนั้นแล้ว เป็นผู้มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับแล้ว พระอรหันต- ขีณาสพเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ไปตามอำนาจแห่งมาร ไม่ไป บำรุงมาร. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้- มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกฉะนี้แล. จบกัปปมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๐ อรรถกถากัปปมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยใน กัปปสุตตนิทเทสนี้ ๑๐ ดังต่อไปนี้. บทว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ท่านอธิบายว่า ในสงสารอันเป็นท่ามกลาง เพราะไม่มีความปรากฏที่สุดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย. บทว่า ติฏฺตํ คือ แก่สัตว์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่. บทว่า ยถยิทํ นาปรํ สิยา คือ ทุกข์นี้ไม่ พึงมีอีกอย่างไร. บทว่า อาคมนํ การมา คือ การมาในที่นี้แต่เบื้องต้นและที่สุด. บทว่า คมนํ การไป คือ การไปสู่โลกอื่นจากโลกนี้. บทว่า คมนา- คมนํ การไปและการมา ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจทั้งสองอย่างนั้น.
หน้า 267 ข้อ 387
บทว่า กาลํ คือ กาลมรณะ. บทว่า คติ คือ การบังเกิด. บทว่า ภวาภโว คือ ภพแต่ภพ. บทว่า จุติ จ คือ การเคลื่อนจากภพ. บทว่า อุปปตฺติ จ คือ การอุบัติต่อจากการจุติ. บทว่า นิพฺพตฺติ จ ความ บังเกิด คือ ความปรากฏ. บทว่า เภโท จ คือ ความทำลายขันธ์. บทว่า ชาติ จ คือ ความเกิด. บทว่า ชรา จ คือ ความเสื่อมแห่งขันธ์ ทั้งหลาย. บทว่า มรณญฺจ ความตาย คือ การสละชีวิตินทรีย์. บทว่า ปุริมาปิ โกฏิ น ปญฺายติ ที่สุดแม้เบื้องต้นก็ไม่ปรากฏ คือ ไม่มี. ที่สุดแม้เบื้องปลายก็เหมือนอย่างนั้น. บทว่า เอตฺตกา ชาติโย คือ สิ้น ชาติประมาณเท่านี้. บทว่า วฺฏฏํ วตฺติ วัฏฏะเป็นไปแล้ว คือ ความ เป็นไปแห่งสงสารเป็นไปแล้ว. บทว่า ตโต ปรํ น วตฺตติ คือ พ้นจาก นั้นแล้วไม่เป็นไป. บทว่า เหวํ นตฺถิ คือ ไม่มีอย่างนี้. หิ ศัพท์ เป็น นิบาต. บทว่า อนมตคฺโคยํ คือ สงสารนี้มีที่สุดอันรู้ไม่ได้. บทว่า อวิชฺชา นีวรณานํ คือ สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชากั้นไว้. บทว่า ตณฺหาสญฺ- โชนานํ มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ คือ มีตัณหา กล่าวคือกาม ราคะผูกพันไว้. บทว่า สนฺธาวตํ คือ วนเวียนไปบ่อย ๆ ในกามธาตุ. บทว่า สํสรตํ คือ ท่องเที่ยวไปในรูปธาตุและอรูปธาตุ. บทว่า ทุกฺขํ ปจฺจนุภูตํ เสวยความทุกข์อันเป็นไปทางกายและทางจิต. บทว่า ติพฺพํ คือ มาก. บทว่า พฺยสนํ คือ ไม่มีความเจริญ พินาศ. บทว่า กฏสีววฑฺฒิตํ คือ มากไปด้วยป่าช้า. บทว่า อลเมว คือ สมควรแท้. บทว่า สพฺพ- สงฺขาเรสุ คือ ในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า นิพฺพินฺทิตุํ เพื่อความ เบื่อหน่าย คือ เพื่อความกระสัน. บทว่า วิรชฺชิตุํ คือ เพื่อให้เกิดความ
หน้า 268 ข้อ 387
คลายกำหนัด. บทว่า วิมุจฺจิตุํ คือ เพื่อหลุดพ้น. บทว่า วฏฺฏํ วตฺติสฺสติ วัฏฏะจักเป็นไป คือ วัฏฎะเป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นไปแล้วในสงสาร จัก เป็นไปในอนาคต. บทว่า ตโต ปรํ น วตฺติสฺสติ พ้นจากนั้นจักไม่ เป็นไป คือ ความเป็นไปในสงสารในอนาคต พ้นจากนั้นจักไม่เป็นไป. บทว่า ชาติภเย คือ ภัยอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ในชราเป็นต้น ก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่ กัปปมาณพ จึงได้ตรัสคาถาทั้งหลายต่อ ๆ ไป. คาถาที่ ๒ มีความได้ กล่าวไว้แล้ว. พึงทราบความคาถาที่ ๓ ต่อไป. บทว่า อกิญฺจนํ ไม่มีกิเลสเครื่อง กังวล คือ ตรงกันข้ามกับกิเลสเครื่องกังวล. บทว่า อนาทานํ ไม่มี ตัณหาเครื่องถือมั่น คือ ตรงกันข้ามกับตัณหาเครื่องถือมั่น. อธิบายว่า เข้าไปสงบกิเลสเครื่องกังวลและตัณหาเครื่องถือมั่น. บทว่า อนาปรํ ไม่ ใช่ธรรมอย่างอื่น คือ เว้นจากธรรมที่เสมอกันเช่นกัน อย่างอื่น. อธิบาย ว่า เป็นธรรมประเสริฐที่สุด. พึงทราบความในคาถาที่ ๔. บทว่า น เต มารสฺส ปฏฺคู พระ- ขีณาสพเหล่านั้นไม่ไปบำรุงมาร คือ ไม่เที่ยวบำรุง บำเรอ รับใช้มาร. ชื่อว่า มาร เพราะประกอบมหาชนไว้ในบาปแล้วให้ตาย. ชื่อว่า มี ธรรมดำ เพราะเป็นผู้ประกอบในอกุศลกรรม. ชื่อว่า ผู้เป็นใหญ่ เพราะ เป็นใหญ่ในเทวโลกทั้ง ๖. ข้อว่า อนฺตคู เพราะเป็นผู้ไปสู่ที่สุดแห่ง อกุศลกรรม. ชื่อว่า นมุจิ เพราะไม่ปล่อยมหาชน. ชื่อว่า เป็นพวกพ้อง
หน้า 269 ข้อ 387
ของคนประมาท เพราะเป็นญาติโดยเป็นที่นับถือกันของคนประมาท คือ อยู่ปราศจากสติ. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับครั้งก่อน. จบอรรถกถากัปปมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๐
หน้า 270 ข้อ 388, 389
ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านชตุกัณณี [๓๘๘] (ท่านชตุกัณณีทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่า พระองค์ไม่มีความใคร่กาม ล่วงพ้นห้วงกิเลส จึงมาเพื่อ จะทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม ข้าแต่พระองค์ผู้มีญาณดัง ดวงตาอันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ ขอพระองค์จงตรัส บอกสันติบท ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จง ตรัสบอกธรรมอันแท้จริงนั้นแก่ข้าพระองค์. [๓๘๙] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่า พระองค์ไม่มีความใคร่กาม ความว่า ข้าพระองค์ได้ยิน ได้ฟัง ศึกษา ทรงจำ เข้าไป กำหนดว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้นเป็นพระอรหันต์ ฯ ล ฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ทรงมี ความเพียร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ทรงองอาจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ให้ผู้อื่นมีความเพียร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ผู้สามารถ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียว ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดแล้ว ปราศจากความเป็น ผู้ขนลุกขนพอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นผู้แกล้วกล้า.
หน้า 271 ข้อ 389
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเว้นแล้วจากบาปธรรมทั้งปวง ในโลกนี้ ล่วงเสียแล้วซึ่งทุกข์ในนรก ทรงอยู่ด้วยความ เพียร พระองค์ทรงมีวิริยะ มีปธาน ทรงแกล้วกล้า เป็น ผู้คงที่ ท่านกล่าวว่ามีพระหฤทัยเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟัง แล้วว่า. โดยหัวข้อว่า กาม ในอุเทศว่า อกามกามี ดังนี้ กามมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่ากิเลสกาม. พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงกำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละ กิเลสกาม เพราะทรงกำหนดรู้วัตถุกาม เพราะทรงละกิเลสกามแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงใคร่กาม ไม่ทรงยินดีกาม ไม่ทรงติดใจกาม ทั้งหลายว่า กามทั้งหลายประเสริฐ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่มี กาม ออกจากกามแล้ว มีกามอันทรงสละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว ปราศจากราคะ มีราคะหายไปแล้ว มีราคะอันทรง สละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว สละคืนแล้ว ทรงหายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว เป็นผู้เสวยสุข มีพระองค์อันประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่าพระองค์ไม่มีความใคร่ กาม. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ชตุกณฺณี ดังนี้ เป็นบท สนธิ ฯ ล ฯ บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท.
หน้า 272 ข้อ 390, 391
คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว เป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่า ชตุกณฺณี เป็นโคตร ฯ ล ฯ เป็นคำบัญญัติเรียกของพราหมณ์ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านชตุกัณณีทูลถามว่า. [๓๙๐] คำว่า ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว ในอุเทศว่า โอฆาติคํ ปุฏฐุมกามมาคมํ ดังนี้ ความว่า ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลส คือ ผู้ก้าวล่วง ก้าวล่วงพร้อม เป็นไปล่วง ซึ่งห้วงกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว. คำว่า เพื่อจะทูลถาม ความว่า เพื่อจะทูลถาม คือ สอบถาม ทูลวิงวอน ทูลเชิญ ทูลให้ทรงประสาท. คำว่า จึงมา ... พระองค์ผู้ไม่มีกาม ความว่า ข้าพระองค์มา คือ เป็นผู้มา เข้ามา ถึงพร้อม สมาคมกับพระองค์ เพื่อจะทูลถามพระองค์ ผู้ไม่มีกาม คือ ผู้ออกแล้วจากกาม มีกามอันสละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว ปราศจากราคะ มีราคะอันสละ สำรอก ปล่อย ละ สละคืนแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ... ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลส แล้ว จึงมาเพื่อทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม. [๓๙๑] สันติก็ดี สันติบทก็ดี ย่อมมีโดยอาการเดียวกัน สันติบท นั้นนั่นแหละ เป็นอมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ชื่อว่า สันติ ในอุเทศว่า สนฺติปทํ พฺรูหิ สหาชเนตฺต ดังนี้. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บทนี้สงบ
หน้า 273 ข้อ 392
บทนี้ประณีต คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกําหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็น เครื่องร้อยรัด. โดยอาการอีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุความ สงบ เพื่อถูกต้องความสงบ เพื่อทำให้แจ้งความสงบ ธรรมเหล่านั้น คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้ท่านกล่าวว่า สันติบท ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ขอจงประกาศซึ่งสันติบท คือ บทที่ต้านทาน บทที่ซ่อนเร้น บทที่เป็นสรณะ บทที่ไม่มีภัย บทที่ไม่มีความเคลื่อน บท อมตะ บทนิพพาน สัพพัญญุตญาณท่านกล่าวว่า ญาณเป็นดังดวงตา ในคำว่า สหาชเนตฺต ดังนี้ ญาณเป็นดังดวงตาและความเป็นพระชินเจ้า เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลังกันที่ควงไม้โพธิพฤกษ์ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า มี ญาณเป็นดังดวงตาอันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีญาณเป็นดังดวงตาอันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ ขอพระ- องค์จงตรัสบอกสันติบท. [๓๙๒] อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละ- คืน อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความ ออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ยถาตจฺฉํ ในอุเทศว่า ยถาตจฺฉํ ภควา พฺรูหิ เมตํ ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.
หน้า 274 ข้อ 393, 394
คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกนิพพานนั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ฯ ล ฯ ขอจงทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกนิพพานนั้นแก่ข้าพระ- องค์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่า พระองค์ไม่มีความใคร่ในกาม ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว จึงมาเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม ข้าแต่พระองค์ ผู้มีญาณดังดวงตา อันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ ขอ พระองค์จงตรัสบอกสันติบท ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมอันแท้จริงนั้นแก่ข้าพระองค์. [๓๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีเดช ทรงประกอบด้วยเดช ทรงครอบงำกามทั้งหลายแล้วดำเนินไป เหมือนพระ- อาทิตย์อันมีแสงสว่าง ประกอบด้วยเดช ย่อมส่องแสง ปกคลุมทั่วปฐพี ขอพระองค์ผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่น ดิน โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติและชราในภพนี้ ที่ ข้าพระองค์พึงทราบได้ แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อยเถิด. [๓๙๔] คำว่า ภควา ในอุเทศว่า ภควา หิ กาเม อภิภุยฺย อิริยติ ดังนี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกา- บัญญัติ. โดยหัวข้อว่า กาม ในคำว่า กาเม กามมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลส- กาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า
หน้า 275 ข้อ 395, 396
กิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละ ทรงครอบงำ ทรงปกคลุม ทรงท่วมทับ ทรงกําจัด ทรงย่ำยีแล้ว ซึ่งกิเลสกาม เสด็จ เที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง ทรงเยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบงำกามทั้งหลายแล้วดำเนินไป. [๓๙๕] พระอาทิตย์ ท่านกล่าวว่า อาทิจฺโจ ในอุเทศว่า อาทิจฺโจว ปฐวึ เตชี เตชสา ดังนี้. ชรา๑ ท่านกล่าวว่า ปพี พระอาทิตย์มีแสงสว่าง ประกอบด้วย เดช คือ รัศมี ส่องแผ่ปกคลุมครอบปฐพี ให้ร้อน เลื่อนลอยไปใน อากาศทั่วไป กำจัดมืด ส่องแสงสว่างไปในอากาศอันว่างเป็นทางเดิน ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีเดชคือพระญาณ ประกอบด้วยเดชคือ พระญาณ ทรงกำจัดแล้วซึ่งสมุทัยแห่งอภิสังขารทั้งปวง ฯ ล ฯ ความมืด คือกิเลส อันธการคืออวิชชา ทรงแสดงแสงสว่างคือญาน ทรงกำหนด รู้ซึ่งวัตถุกาม ทรงละ ทรงครอบงำ ทรงปกคลุม ทรงท่วมทับ ทรง กำจัด ทรงย่ำยี ซึ่งกิเลสกาม ย่อมเสด็จเที่ยวไป ดำเนินไป รักษา บำรุง เยียวยา ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนพระ- อาทิตย์มีแสงสว่าง ประกอบด้วยเดช ย่อมส่องแสงปกคลุมทั่วปฐพี. [๓๙๖] คำว่า มีพระปัญญาสร้างขวางดุจแผ่นดิน. . . แก่ข้า- พระองค์ผู้มีปัญญาน้อย ความว่า ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อย คือ มี ปัญญาทราม มีปัญญาต่ำ ส่วนพระองค์มีพระปัญญาใหญ่ มีพระปัญญา มาก มีพระปัญญาร่าเริง มีพระปัญญาแล่น มีพระปัญญากล้าแข็ง มี พระปัญญาทำลายกิเลส. ปฐพี ท่านกล่าวว่า ภูริ พระองค์ทรงประกอบด้วยพระปัญญาอัน ๑. ม. ชคตี แปลว่า แผ่นดิน.
หน้า 276 ข้อ 397, 398
ไพบูลย์ กว้างขวาง เสมอด้วยแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพระ- ปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ... แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อย. [๓๙๗] คำว่า ขอจงตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺํ ดังนี้ ความว่า ขอจงตรัสบอก ... ขอจงประกาศซึ่ง พรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้ง อรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์สิ้นเชิง คือ สติปัฏฐาน ๔ ฯ ล ฯ นิพพาน และข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงตรัส บอกธรรม. คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ คือ พึงรู้แจ้ง พึงรู้แจ้งเฉพาะ พึงแทงตลอด พึงบรรลุ พึงถูกต้อง พึงทำ ให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึง ทราบได้. [๓๙๘] คำว่า เครื่องละชาติและชราในภพนี้ ความว่า ธรรม เป็นเครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับ ซึ่งชาติ ชรา และมรณะในภพนี้แล คือ อมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เครื่อง ละชาติและชราในภพนี้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีเดช ทรงประกอบด้วยเดช ทรงครอบงำกามทั้งหลายแล้วดำเนินไป เหมือนพระ- อาทิตย์อันมีแสงสว่าง ประกอบด้วยเดช ย่อมส่องแสง ปกคลุมทั่วปฐพี ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญากว้างขวางดุจ แผ่นดิน โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติและชราใน
หน้า 277 ข้อ 399, 400, 401
ภพนี้ ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญา น้อยเถิด. [๓๙๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนชตุกัณณี) ท่านเห็นแล้วซึ่งเนกขัมมะโดยความเกษม จงกำจัด ความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย กิเลสเครื่องกังวลที่ท่าน ยึดไว้ ควรสลัดเสีย อย่าได้มีแก่ท่านเลย. [๔๐๐] โดยหัวข้อว่า กาเมสุ ในอุเทศว่า กาเมสุ วินยเคธํ ดังนี้ กาม มี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่าวัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่ากิเลสกาม ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความกำหนัด ในคำว่า เคธํ. คำว่า จงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย ความว่า ท่าน จงกำจัด คือ จงปราบปราม จงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด ให้ ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านจงกำจัดความกำหนัดในกาม ทั้งหลายเสีย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยโคตรว่า ชตุกัณณี. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า ดูก่อนชตุกัณณี. [๔๐๑] คำว่า ซึ่งเนกขัมมะ ในอุเทศว่า เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต ดังนี้ ความว่า เห็น คือ เห็นแจ้ง เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำ
หน้า 278 ข้อ 402, 403
ให้แจ้งแล้ว ชิงความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่ เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความคุ้มครองทวารใน อินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบความ เพียรในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพานและข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน โดยความเกษม คือ โดยเป็นที่ ต้านทาน โดยเป็นที่ซ่อนเร้น โดยเป็นสรณะ โดยเป็นที่พึ่ง โดยไม่มีภัย โดยความไม่เคลื่อนไหว โดยความไม่ตาย โดยเป็นธรรมออกจากตัณหา เครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นแล้วซึ่งเนกขัมมะ โดยความ เกษม. [๔๐๒] คำว่า ที่ท่านยึดไว้ ในอุเทศว่า อุคฺคหิตํ นิรตฺตํ วา ดังนี้ ความว่า ที่ท่านยึด คือจับต้อง ถือมั่น ติดใจ น้อมใจไปด้วย สามารถตัณหา ด้วยสามารถทิฏฐิ. คำว่า ควรสลัดเสีย ความว่า ควรสลัด คือ ควรปล่อย ควรละ ควรบรรเทา ควรทำให้สิ้นสุด ควรให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ที่ท่านยึดไว้ ควรสลัดเสีย. [๔๐๓] คำว่า กิเลสเครื่องกังวลอย่าได้มีแก่ท่าน ความว่า กิเลสเครื่องกังวลคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต กิเลสเครื่องกังวลนี้อย่าได้มี คือ อย่าได้ประจักษ์ อย่าได้ปรากฏ คือ ท่านจงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น
หน้า 279 ข้อ 404, 405
จึงชื่อว่า กิเลสเครื่องกังวล อย่าได้มีแล้วแก่ท่าน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ท่านเห็นแล้วซึ่งเนกขัมมะโดยความเกษม จงกำจัด ความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย กิเลสเครื่องกังวลที่ท่าน ยึดไว้ ควรสลัดเสียอย่าได้มีแก่ท่านเลย. [๔๐๔] กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้ เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวลในภายหลัง อย่าได้มีแล้ว แก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง ท่านจักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป. [๔๐๕] คำว่า กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาติ นั้นให้เหือดแห้งไป ความว่า กิเลสเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึง สังขารทั้งหลายในอดีตกาล ท่านจงเผากิเลสเหล่านั้นให้เหือดไป คือให้ แห้งไป ให้เกรียม ให้กรอบ จงทำให้ไม่มีพืช จงละ จงบรรเทา จง ทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า กิเลสชาติใด ในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้งไป. อนึ่ง กรรมาภิสังขารส่วนอดีตเหล่าใด อันให้ผลแล้ว ท่านจงเผา กรรมาภิสังขารเหล่านั้นให้เหือดไป คือ ให้แห้งไป ให้เกรียม ให้กรอบ จงทำให้ไม่มีพืช จงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผา กิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้งไป.
หน้า 280 ข้อ 406, 407, 408
[๔๐๖] คำว่า กิเลสเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแล้วแก่ท่าน ความว่า กิเลสเครื่องกังวลในอนาคต ตรัสว่า กิเลสเครื่องกังวลในภาย หลัง กิเลสเครื่องกังวลคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขารทั้งหลายในอนาคต กิเลสเครื่อง กังวลนี้ อย่าได้มีมาแล้วแก่ท่าน คือ ท่านจงอย่ายังกิเลสเครื่องกังวลนั้น ให้เกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด จงละ จงบรรเทา จงทำให้ สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสเครื่องกังวลใน ภายหลังอย่าได้มีแล้วแก่ท่าน. [๔๐๗] คำว่า ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นปัจจุบัน ตรัสว่า ท่ามกลาง ท่านจักไม่ถือ คือ จักไม่ยึดถือ จักไม่ลูบคลำ จักไม่เพลิดเพลิน จักไม่ติดใจ ซึ่งสังขารอันเป็นปัจจุบันด้วยสามารถตัณหา ด้วยสามารถ ทิฏฐิ คือจักละ จักบรรเทา จักทำให้สิ้นสุด จักให้ถึงความไม่มี ซึ่ง ความยินดี ความชอบใจ ความยึด ความถือ ความถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง. [๔๐๘] คำว่า จักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป ความว่า ชื่อว่า จัก เป็นผู้สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับ เพราะความที่ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง สงบแล้ว ถึงความสงบแล้ว สงบวิเศษ เผาเสียแล้ว ให้ดับไปแล้ว จัก เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
หน้า 281 ข้อ 409, 410
กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้ เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแล้ว แก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง ท่านจักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป. [๔๐๙] ดูก่อนพราหมณ์ อาสวะทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ถึง อำนาจแห่งมัจจุ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพ ผู้ ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยประการทั้งปวง. [๔๑๐] คำว่า โดยประการทั้งปวง ในอุเทศว่า สพฺพโส นาม- รูปสฺมึ วีตเคธสฺส พฺราหฺมณ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ. คำว่า สพฺพโส นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม มหาภูตรูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่า รูป. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่า ความกำหนัด. คำว่า ดูก่อนพราหมณ์. . . ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูป โดยประการทั้งปวง ความว่า ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูป คือ มีความกำหนัดในนามรูปไปปราศแล้ว มีความกำหนัดอันสละแล้ว สำรอก แล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว ปราศจากความยินดี คือมีความ ยินดีไปปราศแล้ว มีความยินดีอัน สละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว ในนามรูป โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนพราหมณ์. . . ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดย ประการทั้งปวง.
หน้า 282 ข้อ 411, 412
[๔๑๑] อาสวะ ในคำว่า อาสวา ในอุเทศว่า อาสวสฺส น วิชฺชนฺติ ดังนี้ มี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. คำว่า อสฺส คือ พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ย่อมไม่มี คือ อาสวะเหล่านี้ย่อมไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น คืออาสวะเหล่านี้อันพระ- อรหันตขีณาสพนั้นละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาสวะ ทั้งหลาย . . . ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพนั้น. [๔๑๒] คำว่า เป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่งมัจจุ ความว่า บุคคล พึงถึงอำนาจแห่งมัจจุ พึงถึงอำนาจแห่งมรณะ หรือพึงถึงอำนาจแห่ง พวกของมารด้วยอาสวะเหล่าใด อาสวะเหล่านั้นย่อมไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ ปรากฏ ไม่ประจักษ์แก่พระอรหันตขีณาสพนั้น คืออาสวะเหล่านั้นอัน พระอรหันตขีณาสพนั้นละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่งมัจจุ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ อาสวะทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ถึง อำนาจแห่งมัจจุ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพ ผู้ ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยประการทั้งปวง. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี- พระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๑
หน้า 283 ข้อ 412
อรรถกถาชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๑ พึงทราบวินิจฉัยในชตุกัณณีสูตรที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้. บทว่า สุตฺวานหํ วีร อกามกามึ ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้า- พระองค์ได้ฟังแล้วว่าพระองค์ไม่มีความใคร่กาม คือข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว ว่าพระพุทธองค์ไม่มีความใคร่กาม เพราะไม่ประสงค์กามทั้งหลาย โดย นัยมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้. บทว่า อกามมาคมํ ผู้ไม่มีกาม คือ ข้าพระองค์มาเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่มีกาม. บทว่า สหา- ชเนตฺต คือ ผู้มีญาณดังดวงตาอันเกิดพร้อมกับการตรัสรู้. บทว่า ยถาตจฺฉํ คือ ธรรมอันแท้จริง. ชตุกัณณีมาณพทูลวิงวอนอยู่อีกว่า ขอพระองค์จงทรงบอกแก่ข้าพระองค์เถิด. เพราะว่าชตุกัณณีมาณพควรจะ ทูลวิงวอนอยู่แม้พันครั้ง จะกล่าวพูดไปทำไมถึงสองครั้ง. ความแห่งบททั้งหลายนี้ว่า อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เพราะเป็นผู้ถึงพร้อม แล้วด้วยวิชชาและจรณะ. ในบทนั้น บทว่า วิชฺชา ได้แก่วิชชา ๓ บ้าง วิชชา ๘ บ้าง. วิชชา ๓ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในภยเภรวสูตร นั่นแล. วิชชา ๘ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในอัมพัฏฐสูตร. ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน นั้น ท่านกล่าววิชชา ๘ กำหนดเอาอภิญญา ๖ พร้อมด้วยวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิ. พึงทราบธรรม ๑๕ อย่างเหล่านี้ คือ การสำรวมในศีล ๑ ความเป็นผู้มีทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ๑ การประกอบความ
หน้า 284 ข้อ 412
เพียร ๑ สัทธรรม ๗ รูปาวจรฌาน ๔ ชื่อว่า จรณะ. เพราะพระอริย- สาวกย่อมเที่ยวไปสู่ทิศอันเป็นอมตะด้วยธรรม ๑๕ อย่างเหล่านี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จรณะ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน มหานาม อริยสาวกในศาสนานี้เป็นผู้มีศีล. บททั้งปวงพึงทราบโดยนัย ที่กล่าวแล้วในมัชฌิมปัณณาสก์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วย วิชชาทั้งหลายเหล่านี้ และด้วยจรณะนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกว่า วิชฺชาจรณ- สมฺปนฺโน. ในบทนั้น การถึงพร้อมด้วยวิชชา ยังพระสัพพัญญุตญาณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้บริบูรณ์ดำรงอยู่. การถึงพร้อมด้วยจรณะ ยัง ความเป็นผู้มีพระมหากรุณาให้บริบูรณ์ดำรงอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ทรงทราบถึงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสรรพสัตว์ เพราะพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเว้นสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ประกอบสิ่งที่ เป็นประโยชน์ เพราะพระองค์มีพระมหากรุณา สมกับที่พระองค์เป็น วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน. ด้วยเหตุนั้น สาวกของพระองค์เป็นผู้ปฏิบัติชอบ มิใช่ปฏิบัติไม่ชอบ ดุจสาวกของผู้ปฏิบัติผิดในวิชชาและจรณะมีการทำตน ให้เร่าร้อนเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุคโต เสด็จไปดีแล้ว เพราะเสด็จ ไปงาม เสด็จไปสู่ฐานะอันดี เสด็จไปโดยชอบ และเพราะตรัสชอบ. จริงอยู่ แม้การไปก็เรียกว่า คตํ ไปแล้ว. การเสด็จไปของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้านั้น งามบริสุทธิ์ไม่มีโทษ. ก็นั่นเพราะอะไร. เพราะอริยมรรค. ด้วยเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เสด็จไปไม่ติดขัดยังทิศอัน เกษมด้วยการเสด็จไป เพราะเหตุนั้น จึงมีพระนามว่า สุคโต เพราะเสด็จ ไปงาม. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เสด็จไปสู่ฐานะอันดี คือ
หน้า 285 ข้อ 412
อมตนิพพาน เพราะเหตุนั้น จึงมีพระนามว่า สุคโต เพราะเสด็จไปสู่ ฐานะอันดี. อนึ่ง พระองค์เสด็จไปแล้วโดยชอบ ไม่ทรงกลับมาหากิเลส ที่พระองค์ทรงละได้แล้ว ด้วยมรรคนั้น ๆ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุคโต เพราะไม่กลับไปหากิเลสที่พระองค์ ละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ฯ ล ฯ พระนามว่า สุคโต เพราะไม่กลับ ไปหากิเลสที่พระองค์ละได้แล้วด้วยอรหัตมรรค. หรือว่าพระองค์เสด็จไป แล้วโดยชอบ ทรงบำเพ็ญประโยชน์สุขเท่านั้นแก่สรรพโลก ด้วยการทรง ปฏิบัติชอบบริสุทธิ์ เพราะทรงบำเพ็ญบารมีครบ ๓๐ จำเดิมแต่บาทมูล ของพระทีปังกรพุทธเจ้า ตราบเท่าถึงโพธิมณฑล ไม่ทรงเข้าถึงที่สุด เหล่านี้ คือกามสุขและการทำตนให้ลำบาก อันเป็นสัสสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิ เสด็จไปแล้ว เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงมีพระนามว่า สุคโต เพราะเสด็จไปโดยชอบ. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ดำรัส ชอบ ตรัสพระวาจาอันสมควร ในฐานะที่เหมาะสม เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงมีพระนามว่า สุคโต เพราะพระดำรัสชอบ. ยกตัวอย่างพระ- สูตรต่อไปนี้ พระตถาคตทรงทราบวาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น พระ- ตถาคตจะไม่ตรัสวาจานั้น พระตถาคตทรงทราบวาจาแม้ใด จริง แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคน อื่น พระตถาคตจะไม่ตรัสวาจาแม้นั้น อนึ่ง พระตถาคตทรงทราบวาจา ใด จริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ ชอบใจของคนอื่น พระตถาคตเป็นผู้รู้จักกาลในข้อนั้น เพื่อทำให้แจ้ง วาจานั้น พระตถาคตทรงทราบวาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบ
หน้า 286 ข้อ 412
ด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น พระตถาคต จะไม่ตรัสวาจาแม้นั้น อนึ่ง พระตถาคตทรงทราบวาจาใด จริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น พระตถาคตเป็นผู้รู้จักกาลในข้อนั้น เพื่อทำให้แจ้งวาจานั้นฉะนี้แล. พึง ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่า สุคโต เพราะมีพระดำรัสชอบ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่า โลกวิทู เพราะทรงรู้แจ้ง โลกด้วยประการทั้งปวง. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้ ทรงรู้ทั่วทรงแทงตลอดโลกด้วยประการทั้งปวง คือโดยสภาวะ โดยเหตุ เกิด โดยดับเหตุ โดยอุบายดับเหตุ. สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อน อาวุโสทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่าควรรู้ควรเห็นควรถึงที่สุดโลกด้วยการไป ของผู้ที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เรายัง ไม่บรรลุ จะไม่กล่าวถึงที่สุดโลก การทำที่สุดทุกข์ อนึ่ง ดูก่อนอาวุโส ทั้งหลาย เราจะไม่บัญญัติโลก เหตุเกิดโลก การดับโลก และปฏิปทา ให้ถึงการดับโลก ในเพราะซากอันมีสัญญา มีใจประมาณวาหนึ่งนี้เท่านั้น. แต่ไหนแต่ไรมาบุคคลพึงถึงที่สุดของโลกด้วยการเดิน ทางได้ แต่จะไม่มีการพ้นจากทุกข์ เพราะยังไม่ถึงที่สุด ของโลก เพราะฉะนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้รู้แจ้ง โลก ทรงมีปัญญาดีถึงที่สุดโลก อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เป็นผู้มีความสงบ ทรงรู้ที่สุดของโลก ไม่ทรงหวังโลกนี้ และโลกหน้า.
หน้า 287 ข้อ 412
อนึ่ง โลกมี ๓ อย่าง คือสังขารโลก ๑ สัตวโลก ๑ โอกาสโลก ๑ ในโลกทั้ง ๓ นั้น พึงทราบสังขารโลกในอาคตสถานว่า โลกหนึ่งคือสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร. พึงทราบสัตวโลกในอาคตสถานว่า โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง. พึงทราบโอกาสโลกในอาคตสถานว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังบริหารโลก แสงสว่าง ยังหมุนไปทั่วทิศตราบใด ตราบนั้นอำนาจของท่านยัง เป็นไปในโลกนี้ตั้งพันส่วน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงรู้แม้โอกาสโลกนี้ด้วยประการทั้งปวง. จริงดังนั้น โลก ๑ คือสัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร โลก ๒ คือนาม และรูป โลก ๓ คือเวทนา ๓ โลก ๔ คืออาหาร ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คืออายตนะภายใน ๖ โลก ๗ คือวิญญาณ- ฐิติ ๗ โลก ๘ คือโลกธรรม ๘ โลก ๙ คือสัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ คืออายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คืออายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘ แม้ สังขารโลกนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทราบด้วยประการทั้งปวง. อนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้อัธยาศัย ทรงรู้ความประพฤติ อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ทรงรู้อารมณ์ของสัตว์ทั้งหลายแม้ทั้งหมด ทรงรู้สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสเพียงดังธุลีน้อย มีกิเลสเพียงดังธุลีมาก มี อินทรีย์กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว ให้รู้ได้ง่าย ให้รู้ได้ยาก ควรตรัสรู้ ไม่ควรตรัสรู้ ฉะนั้น พระองค์ทรงรู้แจ้งแม้สัตวโลกด้วยประการ ทั้งปวง. แม้โอกาสโลก ก็ทรงรู้แจ้งเหมือนสัตว์โลก. จริงดังนั้น โอกาส- โลกนั้น เป็นจักรวาลหนึ่ง โดยยาว โดยกว้าง โดยรอบ หนึ่งล้านสองแสน สี่ร้อยห้าสิบโยชน์๑ ๑. ม. ทวาทส สตสหสฺสานิ จตุตึส สตานิ จ ปญฺาสญฺจ โยชนานิ แปลว่า ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์.
หน้า 288 ข้อ 412
จักรวาลทั้งหมดมีปริมณฑล สามล้านหกแสน หนึ่งหมื่นสามร้อยห้าสิบโยชน์. ในโอกาสโลกนั้น มีแผ่นดินหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ น้ำรองแผ่นดิน สี่แสนแปดหมื่นโยชน์ ตั้งอยู่บนลม. ลมที่รองน้ำแม้นั้น ลมพุ่งขั้นสู่ท้องฟ้า เก้าแสนหกหมื่นโยชน์ นี้เป็น การตั้งอยู่ของโลก. เมื่อสัณฐานโลกเป็นอยู่อย่างนี้ ภูเขาสิเนรุหยั่งลงในห้วงน้ำใหญ่โผล่ขึ้นสูงแปดหมื่น สี่พันโยชน์. รัตนะวิจิตรนานาชนิดล้วนเป็นของทิพย์ มีอยู่ที่ภูเขาสิเนรุในส่วนที่หยั่งลงและโผล่ขึ้น ตามลำดับ ประมาณส่วนละครึ่งหนึ่ง ๆ. ภูเขาหินล้วนเป็นภูเขาใหญ่ ๗ ลูก คือยุคนธระ อิสิน- ธระ กรวิกะ สุทัสสนะ เนมินธระ วินตกะ อัสสกัณณะ ตั้งอยู่รอบภูเขาสิเนรุ เป็นที่อยู่ของท้าวมหาราช เทวดา และยักษ์อาศัยอยู่. ภูเขาหิมวันต์ ๕ ลูก สูงร้อยโยชน์ ยาวและกว้าง สามพันโยชน์ ประดับด้วยยอดแปดหมื่นสี่พันยอด. ภูเขาล้อมรอบโคน สามสิบห้าโยชน์ ความกว้าง ของสาขาที่โคนห้าสิบโยชน์ ตั้งอยู่โดยรอบ. ต้นชมพูขึ้นเต็มแผ่ไปร้อยโยชน์ ด้วยความหนาแน่น ของต้นชมพูนั้น จึงเรียกว่า ชมพูทวีป.
หน้า 289 ข้อ 412
ก็ขนาดของต้นชมพูนี้เท่าใด ของต้นแคฝอยของพวกอสูร ของ ต้นงิ้วของพวกครุฑ ของต้นกระทุมในอมรโคยานทวีป ของต้นกัลปพฤกษ์ ในอุตตรกุรุทวีป ของต้นซีก ในปุพพวิเทหทวีป ของต้นปาริฉัตตกะ ในดาวดึงส์ ก็มีขนาดเท่านั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้นโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ต้นแคฝอย ต้นงิ้ว ต้นชมพู ต้นไม้ปาริฉัตตกะ ของ พวกเทวดา ต้นกระทุ่ม ต้นกัลปพฤกษ์ ต้นซีกทั้ง ๗ นี้ เกิด ขึ้นด้วยสิริ. การก่อตัวขึ้นของหินจักรวาล หยั่งลงในห้วง น้ำใหญ่ ผุดขึ้นแปดหมื่นสองพันโยชน์ ล้อมโลกธาตุนั้น ทั้งหมดตั้งอยู่. ในจักรวาลนั้น จันทมณฑล สี่สิบเก้าโยชน์ สุริยมณฑล ห้าสิบโยชน์ ดาวดึงสพิภพ หนึ่งหมื่นโยชน์ อสุรพิภพ อเวจีมหานรก และชมพูทวีปก็เหมือนกัน อมรโคยานทวีป เจ็ดพันโยชน์ ปุพพวิเทหทวีป ก็เหมือนกัน อุตตรกุรุทวีป แปดพันโยชน์. ในจักรวาล มหาทวีปหนึ่งๆ มีทวีปน้อย ทวีปละห้าร้อยเป็นบริวาร. จักรวาลหนึ่งทั้งหมดนั้น เป็น โลกธาตุเดียว โลกันตริกนรก อยู่ในระหว่างโลกธาตุนั้น. ด้วยประการ ฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงรู้ ทรงรู้ทั่วถึง ทรงแทงตลอดจักรวาล อันไม่มีที่สุด โลกธาตุอันไม่มีที่สุด ด้วยพระพุทธญาณอันไม่มีที่สุด. แม้ โอกาสโลก พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งด้วยประการทั้งปวงอย่างนั้น. พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เป็น โลกวิทู เพราะทรงรู้แจ้งด้วยประการทั้งปวง ด้วย ประการฉะนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อนุตฺตโร เพราะไม่มี ใคร ๆ ประเสริฐกว่าด้วยพระคุณของพระองค์ คือไม่มีผู้ยอดเยี่ยม. จริง
หน้า 290 ข้อ 412
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงครอบงำสรรพโลก ด้วยคุณ คือศีลบ้าง ด้วยคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีผู้เสมอ สมกับเป็นผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้แม้น หาบุคคลเปรียบมิได้ ด้วยคุณคือศีลบ้าง ด้วยคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง. สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ก็เรายัง ไม่เห็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศีลยิ่งกว่าตน ในพวกเทวดาในเทวโลกและมนุษย์ ในโลกเลย. พึงทราบความพิสดารต่อไป. พึงยังอัคคัปปสาทสูตรเป็นต้น และยังคาถาทั้งหลายมีอาทิว่า อาจารย์ของเราไม่มีดังนี้ ให้พิสดาร ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะทรง ฝึกคนที่ควรฝึกได้. อธิบายว่า ฝึกคือแนะนำ. บทว่า ปุริสทมฺม ในบทว่า ปุริสทมฺมสารถิ นั้น คือคนฝึกไม่ได้ เป็นดิรัจฉานบุรุษก็ดี มนุษยบุรุษ ก็ดี อมนุษยบุรุษก็ดี ควรฝึกได้. จริงดังนั้น แม้ดิรัจฉานบุรุษ เป็นต้นว่า อปลาลนาคราช จูโฬทรนาคราช มโหทรนาคราช อัคคิสิขนาคราช ธูมสิขนาคราช อารวาฬนาคราช และช้างชื่อว่า ธนปาลกะ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าก็ทรงฝึกได้ ทำให้หมดพยศได้ และให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลได้. แม้มนุษยบุรุษ เป็นต้นว่าสัจจกนิคัณฐบุตร อัมพัฏฐมาณพ โปกขรสาติ- พราหมณ์ โสณทัณฑพราหมณ์ กูฏทันตพราหมณ์ พระองค์ก็ทรงฝึกได้ ทำให้หมดพยศได้ และให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลได้. แม้อมนุษยบุรุษ เป็นต้นว่าอาฬวกยักษ์ สูจิโลมยักษ์ ขรโลมยักษ์ และท้าวสักกเทวราช พระองค์ก็ยังทรงฝึกได้ ทรงแนะนําด้วยอุบายเป็นเครื่องแนะนําอย่าง วิจิตรได้. ในบทนี้พึงให้พิสดารด้วยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนเกสี เราแนะนำ
หน้า 291 ข้อ 412
คนที่ควรฝึกด้วยถ้อยคำไพเราะบ้าง หยาบบ้าง ทั้งไพเราะและหยาบบ้าง ดังนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกปฐมฌานเป็นต้น แก่ผู้มีศีล บริสุทธิ์เป็นต้น และมรรคปฏิทาอันยิ่งแก่พระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่า ย่อม ทรงฝึกแม้คนที่ฝึกแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีฝึกคนที่พึงฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมนี้ เป็นบทมีความเป็นอันเดียวกัน นั่นเอง. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกคนที่ควรฝึกได้ โดยประการ ที่คนทั้งหลายนั่งอยู่โดยบัลลังก์เดียวกัน แล่นไปไม่ติดทิศทั้ง ๘. บทว่า ปหุ คือ ผู้สามารถ. บทว่า วิสวิ ให้ผู้อื่นมีความเพียร คือยังความเพียรให้เกิดในสันดานของผู้อื่น. บทว่า อลมตฺโต คือ มีความ สามารถ. บทว่า วิรโต คือ ทรงเว้นจากบาปทั้งปวงด้วยอริยมรรค. ไม่มีปฏิสนธิต่อไป เพราะเว้นได้ด้วยอริยมรรค. บทว่า นิรยทุกฺขมติจฺจ คือ ล่วงเสียซึ่งทุกข์ในนรก เพราะไม่มีปฏิสนธิต่อไป. บทว่า วิริยวาโส คือ ทรงอยู่ด้วยความเพียร. บทว่า โส วิริยวา พระองค์มีวิริยะ คือ พระองค์เป็นผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสมควรซึ่งความเป็นผู้อันบุคคลควรกล่าวว่า วิริยวา. บทว่า ปธานวา วีโร ตาที มีปธานะ ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้ คงที่ นี้เป็นคำยกย่องพระองค์. เพราะพระองค์ชื่อว่ามีปธานะ เพราะมี ปธานะในมรรคและฌาน ชื่อว่าทรงแกล้วกล้า เพราะสามารถกำจัด ข้าศึกคือกิเลสได้. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะไม่มีวิการ. บทว่า. ปวุจฺจเต ตถตฺตา ท่านกล่าวว่ามีพระองค์เป็นอย่างนั้น คือท่านกล่าวผู้เป็น อย่างนั้นว่า วิริยวา. บทว่า เต กามกามิโน ชนเหล่านั้นเป็นผู้ใคร่กาม คือปรารถนา วัตถุกามมีรูปเป็นต้น. บทว่า ราคราคิโน คือ กำหนัดด้วยราคะ. บทว่า
หน้า 292 ข้อ 412
สญฺสญฺิโน คือ มีความสำคัญในราคสัญญา. บทว่า น กาเม กาเมติ คือ ไม่ปรารถนาวัตถุกามมีรูปเป็นต้น. บทว่า อกาโม คือ เว้นจากกาม. บทว่า นิกฺกาโม คือ ออกจากกาม. บทว่า สพฺพญฺญุตาณํ พระพุทธเจ้า พระนามว่า สพฺพญฺญู เพราะทรงรู้ทางที่ควรแนะนำทั้งปวงให้ถึงความ เจริญ. ความเป็นแห่ง สัพพัญญู นั้น ชื่อว่า สพฺพญฺญุตา. ญาณคือ ความเป็นแห่งสัพพัญญู ชื่อว่า สพฺพญฺญุตาณํ. ดวงตาคือสัพพัญ- ญุตญาณและความเป็นผู้ชนะ เพราะยังกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยวาสนา ให้แพ้แล้วชนะ เกิดขึ้นแล้วในขณะเดียวกัน ในกาลเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง. ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว เพราะถึงในเบื้องสูงจากส่วนสุดในเบื้องต้น. บทว่า เตชี เตชสา พระผู้มีพระภาคเจ้ามีเดช ทรงประกอบ ด้วยเดช คือทรงประกอบด้วยเดช ครอบงำด้วยเด. บทว่า ยมหํ วิชญฺํ ชาติชราย อชิธ วิปฺปหานํ โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติชราในภพ นี้ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ คือข้าพระองค์พึงทราบธรรมเป็นเครื่องละชาติ และชราในภพนี้. บทว่า ชคติ คือ แผ่นดิน. บทว่า สพฺพํ อากาสคตํ คือ เลื่อนลอยแผ่ไปในอากาศทั่วไป. บทว่า ตมคตํ ความมืดนั่นแล ชื่อว่า ตมคตํ คือ ไปในความมืด เหมือนไปในคูถในมูตรฉะนั้น. บทว่า อภิวิหจฺจ เลื่ลนลอยไป คือหายไป. บทว่า อนฺธการํ วิธมิตฺวา กำจัดมืด คือทำลายความมืดอันห้ามการเกิดแห่งจักขุวิญญาณ. บทว่า อาโลกํ ทสฺสยิตฺวา คือ ส่องแสงสว่างของดวงอาทิตย์. บทว่า อากาเส คือ ในอากาศอันไม่รกชัฎ. บทว่า อนฺตลิกฺเข คือ ในอากาศอันว่างเปล่า
หน้า 293 ข้อ 412
ไม่สามารถจะขีดเขียนได้. บทว่า คมนปเถ เป็นทางเดิน คือไปในทาง เดินของพวกเทวดา. บทว่า สพฺพํ อภิสงฺขารสมุทยํ สมุทัยแห่งอภิสังขารทั้งปวง. คือสมุทัยแห่งกรรมทั้งสิ้น. อธิบายว่า ตัณหาทำให้เกิด. บทว่า กิเลสตมํ อวิชฺชนฺธการํ วิธมิตฺวา ทรงกำจัดความมืดคือกิเลส ความมืดคือ อวิชชา คือทรงนำความไม่รู้อันได้แก่ความมืดคือกิเลส ความมืดคืออวิชชาออกให้ พินาศไป แล้วทรงแสดงแสงสว่างคือพระญาณ แสงสว่างคือปัญญา. บทว่า วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ทรงกำหนดรู้วัตถุกาม คือทรงรู้วัตถุกามมีรูป เป็นต้น ด้วยญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการรู้) ติรณปริญญา (กำหนด รู้ด้วยการพิจารณา). บทว่า กิเลสกาเม ปหาย ทรงละกิเลสกาม คือ อันได้แก่ทำความเดือนร้อนด้วยปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการละ). ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกธรรมนั้นแก่ชตุกัณณี มาณพ จึงได้ตรัสคาถาต่อ ๆ ไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า เนกฺขมฺมํ ทุฏฺฐุ เขมโต ท่านเห็นเนกขัมมะ โดยความเกษม คือเห็นนิพพานและปฏิปทาอันทำให้ถึงนิพพานว่า เป็น ความเกษม. บทว่า อุคฺคหิตํ คือ กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดไว้ด้วย อำนาจแห่งทิฏฐิ. บทว่า นิรตฺตํ วา คือ ควรสลัดเสีย. อธิบายว่า พึงปล่อยเสีย. บทว่า มา เต วิชฺชิตฺถ คือ อย่าได้มีแก่ท่านเลย. บทว่า กิญฺจนํ คือ เครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น. กิเลสเครื่องกังวลแม้นั้นก็อย่าได้ มีแก่ท่านเลย. บทว่า มุญฺจิตพฺพํ คือ ควรปล่อยเสียไม่ควรยึดถืออีก. บทว่า ปชหิตพฺพํ ควรละ คือควรเว้น. บทว่า วิโนเทตพฺพํ ควรบรรเทา คือควรซัดไป. บทว่า พฺยนฺติกาตพฺพํ ควรทำให้สิ้นสุด คือควรทำ
หน้า 294 ข้อ 412
กิเลสเครื่องกังวลนั้นให้ปราศจากไป. บทว่า อนภาวํ คเมตพฺพํ ควรให้ ถึงความไม่มีแม้แต่น้อย. บทว่า ปุพฺเพ กิเลสชาติในกาลก่อน คือกิเลสอันเกิดขึ้นปรารภ สังขารในอดีต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกชตุกัณณีมาณพว่า พฺราหฺมณ ดูก่อนพราหมณ์. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับคราวก่อนนั่นเอง. จบอรรถกถาชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๑
หน้า 295 ข้อ 413, 414
ภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านภัทราวุธะ [๔๑๓] (ท่านภัทราวุธะทูลถามว่า) ข้าพระองค์ขออาราธนาพระองค์ผู้ละความอาลัย ตัด ตัณหาเสียได้ ไม่มีความหวั่นไหว ละความเพลินเสีย ข้ามโอฆะแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ละความดำริ มีปัญญาดี ชนทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ ผู้เป็นนาคแล้ว จักหลีกไปแต่ที่นี้. [๔๑๔] คำว่า ผู้ละความอาลัย ในอุเทศว่า โอกญฺชหํ ตณฺหจฺฉิทํ อเนชํ ดังนี้ ความว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความ ทะยานอยาก ความเข้าไปยึดถือด้วยตัณหา ทิฏฐิและอุปาทาน อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่ผูกพันและเป็นอนุสัยแห่งใจในรูปธาตุ กิเลสชาติมีความพอใจเป็น ต้นเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาด แล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้ง ดังตาลยอดด้วน ทรงให้ถึงความไม่มี ไม่ให้ เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ละความอาลัย ความพอใจ ความกำหนัด ... ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ กิเลสชาติมีความพอใจ เป็นต้นเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ละความอาลัย.
หน้า 296 ข้อ 414
รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในคำว่า ตณฺหจฺฉิทํ ดังนี้ ตัณหานั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงตัดแล้ว ตัดขาดแล้ว ตัดขาด พร้อมแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย ไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ทรงตัดตัณหา. ตัณหา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความหวั่นไหว ในคำว่า ผู้ไม่มีความหวั่นไหว ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรง ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง ความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีความหวั่นไหว. พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ชื่อว่าผู้ไม่มีความหวั่นไหว เพราะ พระองค์ทรงละความหวั่นไหวเสียแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่สะทกสะท้าน ไม่ทรงหวั่น ไม่ทรงไหว ไม่พรั่น ไม่พรึง แม้ในเพราะลาภ แม้ใน เพราะความเสื่อมลาภ แม้ในเพราะยศ แม้ในเพราะความเสื่อมยศ แม้ ในเพราะความสรรเสริญ แม้ในเพราะความนินทา แม้ในเพราะสุข แม้ในเพราะทุกข์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ไม่มีความหวั่นไหว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ผู้ละความอาลัย ตัดตัณหาเสียได้ ไม่มีความหวั่นไหว. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ภทฺราวุโธ ดังนี้ เป็นบท สนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท.
หน้า 297 ข้อ 415
คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว โดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความ เคารพและความยำเกรง. คำว่า ภทฺราวุโธ เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านภัทราวุธะทูลถามว่า. [๔๑๕] ตัณหา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความเพลิน ในอุเทศว่า นนฺทิญฺชหํ โอฆติณฺณํ วิมุตฺตํ ดังนี้ ตัณหาอันเป็นความเพลินนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาล ยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ผู้ละความเพลินเสีย. คำว่า ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้ามแล้ว ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ทรงข้ามแล้ว คือ ทรงข้ามขึ้นแล้ว ทรงข้ามพ้นแล้ว ทรงก้าวล่วงแล้ว ทรงล่วงเลยไปแล้ว ซึ่งคลองแห่งสงสารทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเป็นเครื่อง อยู่อันพระองค์อยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มิได้มีสงสาร คือชาติ ชรา และมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงละ ความเพลินเสีย ทรงข้ามโอฆะแล้ว. คำว่า พ้นวิเศษแล้ว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระทัยพ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว จากราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงละความเพลินเสีย ทรงข้ามโอฆะแล้ว พ้นวิเศษแล้ว.
หน้า 298 ข้อ 416, 417
[๔๑๖] ความดำริ ในคำว่า กปฺป ในอุเทศว่า กปฺปญฺชหํ อภิยาเจ สุเมธํ ดังนี้ มี๒ อย่าง คือ ความดำริด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้เป็นความดำริด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ นี้เป็นความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงละความดำริด้วยอำนาจตัณหา ทรงสละคืนความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ชื่อว่าทรงละความดำริ เพราะพระองค์ทรงละความดำริด้วยอำนาจตัณหา เพราะพระองค์ทรงสละคืนความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า ขออาราธนา คือ ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ทูลยินดี ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ (คำของพระองค์). ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น ธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา ในคำว่า สุเมธํ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาชื่อเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่ามีปัญญาดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ ขออาราธนา ... ละความดำริ มีปัญญาดี. [๔๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า เป็นนาค ในคำว่า นาคสฺส ในอุเทศว่า สุตฺวาน นาคสฺส อปนมิสฺสนฺติ อิโต ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรง พระนามว่า นาค ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรง พระนามว่า นาค ไม่เสด็จมาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนาม
หน้า 299 ข้อ 418, 419
ว่า นาค ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จมาสู่ความชั่วอย่างนี้ เพราะ ฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. ข้อว่า ชนทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ผู้เป็นนาคแล้ว จักหลีกไปแต่ที่นี้ ความว่า ชนเป็นอันมาก ได้ยิน ได้ฟัง ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้ว ซึ่งพระดำรัส คือ พระดำรัสที่เป็นทางเทศนา อนุสนธิ ของพระองค์แล้ว จักหลีก จักเลี่ยงไปแต่ที่นี้ คือ จักไป สู่ทิศใหญ่และทิศน้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายได้ฟังพระ- ดำรัสของพระองค์ผู้เป็นนาคแล้ว จักหลีกไปแต่ที่นี้ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์ขออาราธนาพระองค์ผู้ละความอาลัย ตัด ตัณหาเสียได้ ไม่มีความหวั่นไหว ละความเพลินเสีย ข้ามโอฆะแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ละความดำริ มีปัญญาดี ชนทั้งหลายได้ฟังคำของพระองค์ผู้เป็นนาคแล้ว จักหลีก ไปแต่ที่นี้. [๔๑๘ ] ข้าแต่พระองค์ผู้กล้า ชนต่าง ๆ มาแต่ชนบททั้งหลาย ประชุมกันแล้ว หวังอยู่ซึ่งพระดำรัสของพระองค์ ขอ พระองค์ทรงพยากรณ์ด้วยดีแก่ชนเหล่านั้น เพราะว่า ธรรมนั้นพระองค์ทรงทราบแล้วอย่างแท้จริง. [๔๑๙] กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์ ชื่อว่า ชนต่างๆ ในอุเทศว่า นานาชนา ชนปเทหิ สงฺคตา ดังนี้.
หน้า 300 ข้อ 420
คำว่า มาแต่ชนบททั้งหลายประชุมกันแล้ว คือ มาแต่อังคะ มคธะ กาสี โกสละ วัชชี มัลละ เจตียะ สาคระ๑ ปัญจาละ อวันตี โยนะ และกัมโพชะ. คำว่า ประชุมกันแล้ว คือ ถึงพร้อม มาพร้อม มาร่วมประชุม กันแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนต่าง ๆ มาแต่ชนบททั้งหลาย ประชุม กันแล้ว. [๔๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้กล้า จึงชื่อว่า วีระ ในอุเทศ ว่า ตว วีร วากฺยํ อภิกงฺขมานา ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีความเพียร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้องอาจ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ผู้อื่นมีความเพียร เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. พระผู้มีพระภาคเจ้าปราศจากความเป็นผู้มีขนลุกขนพอง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเว้นแล้วจากบาปธรรมทั้งปวง ในโลกนี้ ล่วงเสียแล้วซึ่งทุกข์ในนรก ทรงอยู่ด้วยความ เพียร พระองค์ทรงมีวิริยะ มีปธาน ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้คงที่ ท่านกล่าวว่า พระหฤทัยเป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กล้า. . . ของพระองค์. คำว่า หวังอยู่ซึ่งพระดำรัส ความว่า พระดำรัส ทางแห่งพระ ดำรัส เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์. คำว่า หวังอยู่ คือ มุ่ง หวัง ปรารถนา ยินดี ประสงค์ ๑. ม. กุรุ.
หน้า 301 ข้อ 421, 422, 423
รักใคร่ ชอบใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กล้า หวังอยู่ ซึ่งพระดำรัสของพระองค์. [๔๒๑] คำว่า เตสํ ในอุเทศว่า เตสํ ตุวํ สาธุ วิยากโรหิ ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ เหล่านั้น พราหมณ์นั้นย่อมทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ตุวํ. คำว่า ขอพระองค์ทรงพยากรณ์ด้วยดี คือ ขอพระองค์ตรัสบอก . . . ขอทรงประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์ทรง พยากรณ์ด้วยดี. [๔๒๒] คำว่า เพราะว่าธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้วอย่าง แท้จริง ความว่า เพราะว่าธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบ ทรงรู้ ทรง เทียบเคียง ทรงพิจารณา เจริญ ให้แจ่มแจ้งแล้ว อย่างแท้จริง เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะว่า ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้วอย่างแท้ จริง เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กล้า ชนต่าง ๆมาแต่ชนบททั้งหลาย ประชุมกันแล้ว หวังอยู่ซึ่งพระดำรัสของพระองค์ ขอ พระองค์ทรงพยากรณ์ด้วยดีแก่ชนเหล่านั้น เพราะว่า ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้วอย่างแท้จริง. [๔๒๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภัทราวุธะ) หมู่สัตว์พึงนำเสียซึ่งตัณหาเครื่องยึดถือทั้งหมด ทั้ง เบื้องบน ทั้งเบื้องต่ำ หรือแม้ชั้นกลางส่วนกว้าง เพราะ ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าไปถือรูปาทิขันธ์ใด ๆ ในโลก
หน้า 302 ข้อ 424, 425
มารย่อมไปตามสัตว์ด้วยอำนาจอภิสังขาร คือกรรมนั้น นั่นแล. [๔๒๔] ตัณหาในรูป ตรัสว่า ตัณหาเครื่องยึดถือ ในอุเทศว่า อาทานตณฺหํ วินเยถ สพฺพํ ดังนี้. เหตุไร ตัณหาในรูปจึงตรัสว่า ตัณหาเครื่องยึดถือ เพราะตัณหานั้น สัตว์ทั้งหลายจึงยึดถือ เข้าไปยึดถือ ยึดไว้ จับต้อง ถือมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ เพราะเหตุนั้น ตัณหาในรูปจึงตรัสว่า ตัณหาเครื่องยึดถือ. คำว่า พึงนำเสียซึ่งตัณหาเครื่องยึดถือทั้งหมด ความว่า พึงนำ เสีย ปราบเสีย ละเสีย บรรเทาเสีย พึงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งตัณหา เครื่องยึดถือทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงนำเสียซึ่ง ตัณหาเครื่องยึดถือทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ภัทราวุธะ ใน อุเทศว่า ภทฺราวุธาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบ ดังนี้ว่า ดูก่อนภัทราวุธะ. [๔๒๕] อนาคต ตรัสว่า เบื้องบน ในอุเทศว่า อุทฺธํ อโธ ติริยํ วาปิ มชฺเฌ ดังนี้ อดีต ตรัสว่า เบื้องต่ำ ปัจจุบัน ตรัสว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. กุศลธรรม ตรัสว่า เบื้องบน อกุศลธรรม ตรัสว่า เบื้องต่ำ อัพยากตธรรม ตรัสว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. เทวโลก ตรัสว่า เบื้องบน อบายโลก ตรัสว่า เบื้องต่ำ มนุษยโลก ตรัสว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง.
หน้า 303 ข้อ 426, 427
สุขเวทนา ตรัสว่า เบื้องบน ทุกขเวทนา ตรัสว่า เบื้องต่ำ อทุกขมสุข- เวทนา ตรัสว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. อรูปธาตุ ตรัสว่า เบื้องบน กามธาตุ ตรัสว่า เบื้องต่ำ รูปธาตุ ตรัสว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. เบื้องบนตั้งแต่ พื้นเท้าขึ้นไป ตรัสว่า เบื้องบน เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา ตรัสว่า เบื้องต่ำ ท่ามกลาง ตรัสว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ หรือแม้ชั้นกลางส่วนกว้าง. [๔๒๖] คำว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าไปยึดถือรูปาทิขันธ์ใด ๆ ในโลก ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมยึดถือ คือ เข้าไปยึดถือ ถือไว้ จับ ต้อง ถือมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณใด ๆ. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ อายตนโลก เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าไปยึดถือรูปาทิขันธ์ใด ๆ ในโลก. [๔๒๗] คำว่า มารย่อมไปตามสัตว์ด้วยอำนาจอภิสังขาร คือ กรรมนั้นนั่นแล ความว่า ขันธมาร ธาตุมาร อายตนมาร คติมาร อุปบัติมาร ปฏิสนธิมาร ภวมาร สังสารมาร วัฏฏมาร อันมีในปฏิสนธิ ย่อมไปตาม คือตามไป เป็นผู้ติดตามไป ด้วยอำนาจอภิสังขารคือกรรม นั้นนั่นแล. คำว่า ชนฺตุํ คือ สัตว์ นระ มาณพ บุรุษ บุคคล ชีวชน ชาตุชน ชันตุชน อินทคูชน ผู้เกิดจากพระมนู เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มารย่อมไปตามสัตว์ด้วยอำนาจอภิสังขารคือกรรมนั้นนั่นแล เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หมู่สัตว์พึงนําเสียซึ่งตัณหาเครื่องยึดถือทั้งหมด ทั้ง เบื้องบน เบื้องต่ำ หรือแม้ชั้นกลางส่วนกว้าง เพราะว่า
หน้า 304 ข้อ 428, 429, 430
สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าไปถือรูปาทิขันธ์ใด ๆ ในโลก มาร ย่อมไปตามสัตว์ด้วยอำนาจอภิสังขารคือกรรมนั้นนั่นแล. [๔๒๘] เพราะเหตุนั้น ภิกษุรู้อยู่ เมื่อเห็นซึ่งหมู่สัตว์นี้ ผู้ข้องอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุว่า เป็นผู้ติดอยู่ในรูปาทิขันธ์ เครื่องยึดถือ พึงเป็นผู้มีสติไม่เข้าไปยึดถืออะไร ๆ ใน โลกทั้งปวง. [๔๒๙] คำว่า เพราะเหตุนั้น . . . เมื่อรู้อยู่ . . . ไม่พึงเข้าไป ยึดถือ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ภิกษุเมื่อเห็นโทษนี้ในตัณหาเครื่อง ยึดถือ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น. คำว่า รู้อยู่ คือ รู้ รู้ชัด รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด เมื่อรู้ รู้ชัด รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วน มีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า ไม่พึงเข้าไปยึดถือ คือ ไม่พึงยึดถือ ไม่พึงเข้าไปยึดถือ ไม่พึงถือไว้ ไม่พึงจับต้อง ไม่พึงถือมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า เพราะเหตุนั้น . . . เมื่อรู้อยู่ ไม่พึงเข้าไปยึดถือ. [๔๓๐] ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนก็ดี ภิกษุผู้เป็นพระเสขะก็ดี ชื่อ ว่า ภิกษุ ในอุเทศว่า ภิกฺขุ สโต กิญฺจนํ สพฺพโลเก ดังนี้ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ.
หน้า 305 ข้อ 431, 432
คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติ เจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ ภิกษุนั้นตรัสว่า มี สติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ . . .เป็นผู้มีสติ. คำว่า อะไร ๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไร ๆ คำว่า ในโลกทั้งปวง คือ ในอบายโลกทั้งปวง ในเทวโลกทั้งปวง ในมนุษยโลกทั้งปวง ในขันธโลกทั้งปวง ในอายตนโลกทั้งปวง ในธาตุ- โลกทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ . . .เป็นผู้มีสติ . . .อะไร ๆ ใน โลกทั้งปวง. [๔๓๑] คำว่า . . . เมื่อเห็น . . . ว่าติดอยู่ในรูปาทิขันธ์เครื่อง ยึดถือ ความว่า สัตว์เหล่าใดย่อมยึดถือ เข้าไปยึดถือ ถือไว้ จับต้อง ถือมั่น ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ สัตว์เหล่านั้นตรัสว่า ติดอยู่ในรูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ. คำว่า อิติ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า เมื่อเห็น คือ เมื่อพบ เมื่อแลเห็น เมื่อตรวจดู เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณาอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า . . .เมื่อเห็น . . . ว่าติดอยู่ใน รูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ. [๔๓๒] คำว่า ปชํ เป็นชื่อของสัตว์ ในอุเทศว่า ปชํ อิมํ มจฺจุเธยฺเย วิสตฺตํ ดังนี้. กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ตรัสว่า บ่วงแห่งมัจจุ ในคำว่า มจฺจุเธยฺเย หมู่สัตว์ข้อง เกี่ยวข้อง เกาะเกี่ยว พัวพัน ในบ่วงแห่งมัจจุ คือในบ่วงแห่งมาร ในบ่วงแห่งมรณะ สิ่งของข้องเกี่ยวอยู่ เกี่ยวเกาะ พันอยู่ที่ตาปูติดฝา หรือที่ไม้นาคทัณฑ์ (ท่อนไม้โอนเหมือนงาช้าง)
หน้า 306 ข้อ 432
ฉันใด หมู่สัตว์ข้อง เกี่ยวข้อง เกาะเกี่ยว พัวพัน ในบ่วงแห่งมัจจุ คือในบ่วงแห่งมาร ในบ่วงแห่งมรณะ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า . . .หมู่สัตว์นี้ข้องอยู่ในบ่วงมัจจุ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะเหตุนั้น ภิกษุรู้อยู่ เมื่อเห็นซึ่งหมู่สัตว์นี้ ผู้ข้อง อยู่ในบ่วงแห่งมัจจุว่า เป็นผู้ติดอยู่ในรูปาทิขันธ์เครื่องยึด ถือ พึงเป็นผู้มีสติไม่เข้าไปยึดถืออะไร ๆ ในโลกทั้งปวง. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๒ อรรถกถาภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๒ พึงทราบวินิจฉัยในภัทราวุธสูตรที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า โอกญฺชหํ คือ ละความอาลัย. บทว่า ตณฺหจฺฉิทํ คือ ตัดหมู่ตัณหาเสียได้. บทว่า อเนชํ ไม่มีความหวั่นไหว คือ ไม่หวั่นไหว ในโลกธรรม. บทว่า นนฺทิญฺชหํ ละความเพลิน คือละความปรารถนารูป มีรูปในอนาคตเป็นต้น. จริงอยู่ ตัณหาอย่างเดียวเท่านั้นท่านกล่าวไว้ใน ที่นี้โดยประการต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งความชื่นชอบ. บทว่า กปฺปญฺชหํ คือ ละความดำริ ๒ อย่าง. บทว่า อภิยาเจ คือ ข้าพระองค์วิงวอน เป็นอย่างยิ่ง. บทว่า สุตฺวาน นาคสฺส อปนมิสฺสนฺติ อิโต ชน
หน้า 307 ข้อ 432
ทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระผู้เป็นนาคแล้ว จักหลีกไปแต่ที่นี้ อธิบาย ว่า ชนเป็นอันมากได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ผู้เป็นนาคผู้มีพระภาคเจ้า จักหลีกไปจากปาสาณกเจดีย์นี้. บทว่า เย อุปายุปาทานา คือ ความ เข้าไปยึดถือด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า เจตโส อธิฏฺานา คือ ตั้ง ไว้ในใจ. บทว่า อภินิเวสานุสยา เป็นที่ผูกพันและเป็นอนุสัย คือ เป็นที่ตั้งไว้แล้วมานอนเนื่องอยู่ในสันดาน. บทว่า ชนปเทหิ สงฺคตา คือ มาแต่ชนบททั้งหลายมีอังคะเป็น ต้น ประชุมกันในที่นี้. บทว่า วิยากโรหิ คือ ขอพระองค์ทรงแสดง ธรรม. บทว่า สงฺคตา คือ ชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นมีความเป็น อันเดียวกัน. บทว่า สมาคตา คือ มาจากชนทั้งหลาย มีประการดัง กล่าวแล้ว. บทว่า สโมหิตา คือ มารวมกัน. บทว่า สนฺนิปติตา ประชุมกัน. คือไม่แยกจากกัน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรมโดยอนุโลม ตามอัธยาศัยของภัทราวุธมาณพนั้น จึงได้ตรัสคาถาต่อ ๆ ไป. ในบทเหล่านั้นบทว่า อาทานตณฺหํ ตัณหาเครื่องยึดถือ คือตัณหา เครื่องยึดถือ คือยึดถือรูปเป็นต้น. อธิบายว่า ยึดถือมั่นด้วยตัณหา. บทว่า ยํ ยํ หิ โลกสฺมึ อุปาทิยนฺติ คือ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายยึดถือบรรดา อุปาทานขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น อุปาทานขันธ์ใด ๆ ในโลก. บทว่า เตเนว มาโร อนฺเวติ ชนฺตุํ มารย่อมไปตามสัตว์ด้วยอภิสังขารคือกรรม นั่นเอง คือมารย่อมไปตามสัตว์นั้นในขณะปฏิสนธิด้วยอภิสังขาร คือ กรรมอันเกิดขึ้นเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยนั้นนั่นเอง. บทว่า ตสฺมา ปชานํ เพราะเหตุนั้น ภิกษุรู้อยู่ คือเพราะเหตุนั้น
หน้า 308 ข้อ 432
ภิกษุรู้ซึ่งโทษนั้นหรือสังขารทั้งหลาย ด้วยอำนาจความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น. บทว่า อาทานสตฺเต อิติ เปกฺขมาโน ปชํ อิมํ มจฺจุเธยฺเย วิสตฺตํ เมื่อเห็นหมู่สัตว์นี้ผู้ข้องอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุว่า เป็นผู้ติดอยู่ใน รูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ คือเมื่อเห็นหมู่สัตว์นี้ผู้ข้องอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุใน สรรพโลกว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในรูปเป็นต้นเครื่องยึดถือ ด้วยอรรถว่า ควร ยึดถือ หรือเห็นอยู่ซึ่งบุคคลผู้ข้องอยู่ในรูปาทิขันธ์เครื่องยึดถือ คือการ ยึดมั่นถือมั่น และหมู่สัตว์ผู้ติดอยู่ในบ่วงเเห่งมาร เพื่อถือเอารูปาทิขันธ์ เครื่องยึดถือว่า สามารถล่วงพ้นจากบ่วงมัจจุได้ พึงเป็นผู้มีสติ ไม่เข้าไป ยึดถืออะไร ๆ ในโลกทั้งปวง. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต และเมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นเดียวกับที่กล่าว แล้วในคราวก่อนนั้นแล. จบอรรถกถาภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๒
หน้า 309 ข้อ 433, 434
อุทยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านอุทยะ [๔๓๓] (ท่านอุทยะทูลถามว่า) ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระ- องค์ผู้มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่ (ที่ปาสาณก- เจดีย์) ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่ง ธรรมทั้งปวง ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ (อรหัตวิโมกข์) อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชา. [๔๓๔] คำว่า ผู้มีฌาน ในอุเทศว่า ฌายี วิรชมาสีนํ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีฌานแม้ด้วยปฐมฌาน แม้ด้วยทุติยฌาน แม้ด้วยตติยฌาน แม้ด้วยจตุตถฌาน แม้ด้วยฌานอันมีวิตกวิจาร แม้ด้วย ฌาน (ทุติยฌานในปัญจกนัย) สักว่าไม่มีวิตกแต่มีวิจาร แม้ด้วยฌาน อันไม่มีวิตกวิจาร แม้ด้วยฌานมีปีติ แม้ด้วยฌานอันไม่มีปีติ แม้ด้วย ฌานอันประกอบด้วยสุข แม้ด้วยฌานอันประกอบด้วยอุเบกขา แม้ด้วย ฌานอันเป็นสุญญตะ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะ แม้ด้วยฌานอันเป็น อัปปณิหิตะ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกุตระ ทรงยินดีในฌาน ทรงขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว หนักอยู่ในอรหัตผล ซึ่งเป็นประโยชน์ของพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีฌาน. คำว่า ไม่มีกิเลสดังธุลี ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นดังธุลี กิเลสดังธุลี เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว
หน้า 310 ข้อ 434
ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผุ้ไม่มีธุลี ปราศจากธุลี ไปปราศแล้วจากธุลี ละธุลีเสียแล้ว พ้นขาดแล้ว จากธุลี. ราคะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี คำ ว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของราคะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มี พระจักษุทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว. โทสะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี คำ ว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของโทสะ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี- พระจักษุทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว. โมหะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี คำ ว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของโมหะ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี- พระจักษุทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสดังธุลี คำว่า ผู้ประทับอยู่ ความ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับอยู่. เชิญดูพระมุนีผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ประทับอยู่ที่ภูเขา พระ สาวกทั้งหลายผู้ได้ไตรวิชชา เป็นผู้ละมัจจุเสีย นั่งห้อม ล้อมอยู่.
หน้า 311 ข้อ 435
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประทับอยู่แม้อย่างนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับ ความขวนขวาย (ด้วยกิเลส) ทั้งปวงแล้ว มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ พระองค์ อยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ ไม่มีสงสารคือ ชาติ ชรา และมรณะ มิได้มีภพใหม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประทับอยู่ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ผู้มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อุทโย ดังนี้ เป็นบท สนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็น เครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำว่า อุทโย เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอุทยะทูลถามว่า. [๔๓๕] คำว่า ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ความว่า กิจ คือ กรรมที่ควรทำและกรรมไม่ควรทำ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง ความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ทรงทำกิจเสร็จแล้ว. ทิฏฐิเป็นเครื่องตกไปรอบ ย่อมไม่มีแก่ภิกษุใด ผู้มี กระแสอันตัดขาดแล้ว ละแล้วซึ่งกิจที่ควรทำและกิจที่ไม่ ควรทำ ความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทำกิจเสร็จแล้ว.
หน้า 312 ข้อ 436
อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ชื่อว่า อาสวะ ในคำว่า อนาสวํ อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง ความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ. [๔๓๖] คำว่า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ความว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงถึงฝั่งแห่งอภิญญา ถึงฝั่งแห่งปริญญา ถึงฝั่งแห่งปหานะ ถึงฝั่งแห่งภาวนา ถึงฝั่งแห่งการทำให้แจ้ง ถึงฝั่งแห่งสมาบัติแห่งธรรม ทั้งปวง คือทรงถึงฝั่งแห่งความรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งความ กำหนดรู้ซึ่งทุกข์ทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งการละกิเลสทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งการ เจริญมรรค ๔ ถึงฝั่งแห่งการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ถึงฝั่งแห่งการเข้าสมาบัติ ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงถึงความชำนาญและความสำเร็จใน อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จ ไปสู่ฝั่ง ทรงถึงฝั่งแล้ว เสด็จไปสู่ส่วนสุด ทรงถึงส่วนสุดแล้ว เสด็จไป สู่ที่สุด ทรงถึงที่สุดแล้ว เสด็จไปสู่ส่วนสุดรอบ ทรงถึงส่วนสุดรอบแล้ว เสด็จไปสู่ที่จบ ทรงถึงที่จบแล้ว เสด็จไปสู่ที่ต้านทาน ทรงถึงที่ต้านทาน แล้ว เสด็จไปสู่ที่เร้น ทรงถึงที่เร้นแล้ว เสด็จไปสู่จรณะ ทรงถึงจรณะ แล้ว เสด็จไปสู่ที่ไม่มีภัย ทรงถึงที่ไม่มีภัยแล้ว เสด็จไปสู่ที่ไม่เคลื่อน ทรงถึงที่ไม่เคลื่อนแล้ว เสด็จไปสู่อมตะ ทรงถึงอมตะแล้ว เสด็จไปสู่ นิพพาน ทรงถึงนิพพานแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มิได้มีสงสาร คือชาติ
หน้า 313 ข้อ 437, 438, 439
ชรา และมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรม ทั้งปวง. [๔๓๗] คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า พวกข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า คือเป็นผู้จะ ทูลถามปัญหา มาเฝ้าแล้ว เป็นผู้ใคร่ฟังปัญหามาเฝ้าแล้ว แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ความมา ความมุ่งมา ความมาเฝ้า ของพวกข้า- พระองค์ผู้มีความต้องการด้วยปัญหา คือต้องการจะทูลถามปัญหา ใคร่ฟัง ปัญหา มีอยู่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการ ด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ความมาแห่งปัญหาของพระองค์มีอยู่ ทั้งพระองค์มี ความเป็นผู้องอาจ ให้ผู้อื่นมีความเพียร สามารถ เพื่อจะตรัสถาม ตรัส บอก ทรงแก้ ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ทรงเฉลยกับข้าพระองค์ได้ แม้ ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึง มาเฝ้า. [๔๓๘] อรหัตวิโมกข์ ท่านกล่าวว่า อัญญาวิโมกข์ ในอุเทศว่า อญฺาวิโมกฺขํ สํพฺรูหิ ดังนี้ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือขอจง บอก . . . ขอจงทรงประกาศซึ่งอรหัตวิโมกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอ พระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์. [๔๓๙] คำว่า ทำลายอวิชชา คือ ทุบ ต่อย ทำลาย ละ สงบ สละคืน ระงับ ซึ่งอวิชชา เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทำลายอวิชชา เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
หน้า 314 ข้อ 440, 441
ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้าพระ- องค์ผู้มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่ (ที่ปาสาณก- เจดีย์) ทรงทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงถึงฝั่งแห่ง ธรรมทั้งปวง ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ (อรหัตวิโมกข์) อันเป็นเครื่องทำลายอวิชชา. [๔๔๐] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูก่อนอุทยะ) เราขอบอกอัญญาวิโมกข์ เป็นเครื่องละซึ่งกามฉันทะ และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความง่วง เป็น เครื่องกันความรําคาญ. [๔๔๑] ความพอใจในกาม ความกำหนัดในกาม ความเพลินใน กาม ความอยากในกาม ความสิเนหาในกาม ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในเพราะกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม ในกาม ทั้งหลาย กามโอฆะ กามโยคะ กามุปาทาน กามฉันทนิวรณ์ ชื่อว่า ฉันทะ ในอุเทศว่า ปหานํ กามฉนฺทานํ ดังนี้. คำว่า ธรรมเป็นเครื่องละกามฉันทะ ความว่า ธรรมเป็นเครื่อง ละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับกามฉันทะทั้งหลาย เป็น อมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมเป็นเครื่องละกามฉันทะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า อุทยะ ใน อุเทศว่า อุทยาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดย เคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอุทยะ.
หน้า 315 ข้อ 442, 443, 444
[๔๔๒] ความไม่แช่มชื่นในทางใจ เจตสิกทุกข์ ความเสวยอารมณ์ เป็นทุกข์ไม่แช่มชื่น เกิดจากสัมผัสทางใจ ทุกขเวทนาอันไม่แช่มชื่น เกิด จากสัมผัสทางใจ ชื่อว่า โทมนัส ในอุเทศว่า โทมนสฺสานํ จูภยํ ดังนี้. คำว่า และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง ความว่า ธรรมเป็นเครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับซึ่งกามฉันทะและโทมนัสทั้งสอง ประการ เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และโทมนัสทั้งสอง อย่าง. [๔๔๓] ความที่จิตไม่ควร ความที่จิตไม่สมควรแก่การงาน ความ ท้อ ความถอย ความกลับ ความหดหู่ กิริยาที่หดหู่ ความเป็นผู้หดหู่ ชื่อว่าถีนะ ในอุเทศว่า ถีนสฺส จ ปนูทนํ ดังนี้. คำว่า เป็นเครื่องบรรเทาความง่วง ความว่า เป็นเครื่องบรรเทา เครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับ ความง่วง เป็น อมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเครื่องบรรเทาความง่วง. [๔๔๔] ความรำคาญมือ ความรำคาญเท้า ความรำคาญมือและ เท้า ความรำคาญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ความสำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ความสำคัญในสิ่งนี้มีโทษว่าไม่มีโทษ ความสำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ ความคะนอง กิริยาที่รำคาญ ความเป็นผู้รำคาญ ความเดือนร้อนแห่งจิต ความขัดใจเห็นปานนี้ ๆ ท่านเรียกว่า กุกกุจจะ ในคำว่า กุกฺกุจฺจานํ ในอุเทศว่า กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญเป็นความเดือนร้อนแห่งจิต เป็นความ ขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุ ๒ อย่าง คือเพราะกระทำ ๑ เพราะไม่ กระทำ ๑ ความรำคาญอันเป็นความเดือนร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ
หน้า 316 ข้อ 444
ย่อมเกิดขึ้นด้วยเพราะกระทำ ๑ เพราะไม่กระทำ ๑ อย่างไร ความรำคาญ อันเป็นความเดือนร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นว่า เราทำ กายทุจริต เราไม่ได้ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต เราไม่ได้ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ได้ทำมโนสุจริต เราทำปาณาติบาต เราไม่ได้ทำ ความงดเว้นจากปาณาติบาต เราทำอทินนาทาน เราไม่ได้ทำความงดเว้น จากอทินนาทาน เราทำกาเมสุมิจฉาจาร เราไม่ได้ทำความงดเว้นจาก กาเมสุมิจฉาจาร เราทำมุสาวาท เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากมุสาวาท เราทำปิสุณวาจา เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากปิสุณวาจา เราทำผรุสวาจา เราไม่ได้ทำความงดเว้นจากผรุสวาจา เราทำสัมผัปปลาปะ เราไม่ได้ทำ ความงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ เราทำอภิชฌา เราไม่ทำอนภิชฌา เราทำ พยาบาท เราไม่ได้ทำอัพยาบาท เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ได้ทำสัมมาทิฏฐิ ความรำคาญอันเป็นความเดือนร้อนแห่งจิต เป็นความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้น เพราะกระทำและไม่กระทำอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ความรำคาญอันเป็นความเดือนร้อนแห่งจิต เป็น ความขัดใจ ย่อมเกิดขึ้นว่า เราไม่ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เราไม่ได้ คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เราไม่รู้จักประมาณในโภชนะ เรา ไม่ได้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่ เราไม่ได้ประกอบด้วย สติสัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติสัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญสัมมัปปธาน ๔ เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญ อินทรีย์ ๕ เราไม่ได้เจริญพละ ๕ เราไม่ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้ เจริญมรรคมีองค์ ๘ เราไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ได้ละสมุทัย เราไม่ได้ เจริญมรรค เราไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ.
หน้า 317 ข้อ 445, 446, 447
คำว่า เป็นเครื่องกั้นความรำคาญ ความว่า เป็นเครื่องปิด คือ เป็นเครื่องกัน เครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับความ รำคาญทั้งหลาย เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเครื่องกั้น ความรำคาญ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์ อันเป็นเครื่องละซึ่งกาม- ฉันทะ และโทมนัสทั้ง ๒ อย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความ ง่วง เป็นเครื่องกั้นความรำคาญ. [๔๔๕] เราขอบอกอัญญาวิโมกข์ อันมีอุเบกขาและสติ หมดจดดี มีความตรึกประกอบด้วยธรรม แล่นไปข้าง หน้า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา. [๔๔๖] ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพิกเฉย ความสงบ แห่งจิต ความที่จิตเลื่อมใส ความที่จิตเป็นกลางด้วยจตุตถฌาน ชื่อว่า อุเบกขา ในอุเทศว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ดังนี้ ความระลึก ความตาม ระลึก ฯ ล ฯ ความระลึกชอบ เพราะปรารภถึงอุเบกขาในจตุตถฌาน ชื่อว่า สติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อุเบกขาและสติ. คำว่า หมดจดดี ความว่า อุเบกขาและสติในจตุตถฌานเป็นความ หมดจด หมดจดดี ขาวรอบ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้น จึงชื่อ ว่า มีอุเบกขาและสติหมดจดดี. [๔๔๗] ความดำริชอบ ตรัสว่า ความตรึกประกอบด้วยธรรม ในคำว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ ดังนี้ ความตรึกประกอบด้วยธรรมนั้น มีใน
หน้า 318 ข้อ 448, 449
เบื้องต้น มีข้างหน้า เป็นประธานแห่งอัญญาวิโมกข์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ ตรัสว่า ความตรึกประกอบด้วยธรรม สัมมาทิฏฐินั้น มีในเบื้องต้น มีข้างหน้า เป็นประธานแห่งอัญญาวิโมกข์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไป ข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง วิปัสสนาในกาลเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค ๔ ตรัส ว่า ความตรึกประกอบด้วยธรรม วิปัสสนานั้น มีในเบื้องต้น มีข้างหน้า เป็นประธานแห่งอัญญาวิโมกข์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า มี ความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า. [๔๔๘] อรหัตวิโมกข์ ตรัสว่า อัญญาวิโมกข์ ในอุเทศว่า อญฺา- วิโมกฺขํ สํพฺรูมิ ดังนี้ เราขอบอก . . . ขอประกาศซึ่งอรหัตวิโมกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์. [๔๔๙] ความไม่รู้ในทุกข์ ฯ ล ฯ อวิชชาเป็นดังลิ่มสลัก ความ หลง อกุศลมูล ชื่อว่า อวิชชา ในอุเทศว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ ดังนี้. คำว่า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา ความว่า เป็นเครื่องทุบ ต่อย เครื่องทําลาย เครื่องละ เครื่องสงบ เครื่องสละคืน เครื่องระงับ ซึ่ง อวิชชา เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเครื่องทำลาย อวิชชา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์อันมีอุเบกขาและสติ หมด จดดี มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้างหน้า เป็นเครื่องทำลายอวิชชา.
หน้า 319 ข้อ 450, 451, 452, 453, 454
[๔๕๐] โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ อะไรเล่าเป็น เครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้. [๔๕๑] คำว่า โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ความว่า อะไร เป็นเครื่องประกอบ เครื่องคล้องไว้ เครื่องผูก เครื่องพัวพัน เครื่อง มัวหมอง ของโลก โลกอันอะไรประกอบไว้ ประกอบทั่ว เหนี่ยวรั้ง ยึดไว้ คล้องไว้ เกี่ยวไว้ พัวพันไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกมีอะไร เป็นเครื่องประกอบไว้. [๔๕๒] คำว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น ความ ว่า อะไรเป็นเครื่องสัญจร เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ของโลกนั้น โลก ย่อมสัญจรไป เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ด้วยอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น. [๔๕๓] คำว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้ ความว่า พระองค์ย่อมตรัส ย่อมบอก ย่อมเล่า ย่อมกล่าว แสดง บัญญัติว่า นิพพาน เพราะละ สงบ สละคืน ระงับ อะไรเสียได้ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้ เพราะ เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ อะไรเล่าเป็นเครื่อง เที่ยวไปของโลกนั้น พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะ ละอะไรเสียได้. [๔๕๔] โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ วิตก เป็น
หน้า 320 ข้อ 455, 456, 457
เครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะ ละตัณหาเสียได้. [๔๕๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศล- มูล ตรัสว่า ความเพลิน ในอุเทศว่า นนฺทิสญฺโชโน โลโก ดังนี้ ความเพลินเป็นเครื่องประกอบ เครื่องคล้องไว้ เครื่องผูก เครื่องมัวหมอง ของโลก โลกอันความเพลินนี้ประกอบไว้ ประกอบทั่ว เหนี่ยวรั้ง ผูกไว้ คล้องไว้ พันไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกมีความเพลินเป็นเครื่อง ประกอบไว้. [๔๕๖] วิตก ๙ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก วิตก ถึงญาติ วิตกถึงชนบท วิตกถึงเทวดา วิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเอ็นดู ผู้อื่น วิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภ สักการะ และสรรเสริญ วิตกอันปฏิสังยุต ด้วยความไม่อยากให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน. เหล่านี้เรียกว่าวิตก ๙. ชื่อว่า วิตก ในอุเทศว่า วิตกฺกสฺส วิจารณา ดังนี้ วิตก ๙ อย่างนี้เป็นเครื่องสัญจร ไป เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ด้วยวิตก ๙ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น. [๔๕๗] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏ- ฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหาย วิปฺป- หาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ดังนี้. คำว่า เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหาเสียได้ ความว่า เราย่อมกล่าว ย่อมบอก เล่า ขาน แสดง บัญญัติว่า เพราะละ สงบ สละคืน ระงับตัณหาเสียได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหาเสียได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
หน้า 321 ข้อ 458, 459, 460, 461, 462
โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ วิตก เป็น เครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะ ละตัณหาเสียได้. [๔๕๘] เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป วิญญาณจึงดับ พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระองค์. [๔๕๙] คำว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ความว่า เมื่อโลก มีสติสัมปชัญญะอย่างไรเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไร เที่ยวไป. [๔๖๐] คำว่า วิญญาณจึงดับ ความว่า วิญญาณดับ สงบ ถึง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจึงดับ. [๔๖๑] คำว่า พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มี- พระภาคเจ้า ความว่า พวกข้าพระองค์มาแล้ว คือ มาถึง เข้ามาถึง ถึงพร้อม มาประชุมกับพระองค์เพื่อจะทูลถาม คือเพื่อสอบถาม ทูล ขอ ทูลเชื้อเชิญ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว คือขอให้ทรงประสาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. [๔๖๒] คำว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระ- องค์ ความว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟัง ศึกษา ทรงจำ เข้าไป กำหนด พระดำรัส ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์ เพราะ-
หน้า 322 ข้อ 463, 464
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสของพระองค์ เพราะ- เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป วิญญาณจึงดับ พวก ข้าพระองค์มาแล้วเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พวก ข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระองค์. [๔๖๓] เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในและภายนอก เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป วิญญาณจึงดับ. [๔๖๔] คำว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในและภาย นอก ความว่า เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายในภายใน อยู่ ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจเวทนา คือ ย่อม ละ ย่อมบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น เมื่อโลกเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลก พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่ เมื่อโลก พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อ โลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อ โลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลาย ในภายในอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลาย ในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนา ทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรม
หน้า 323 ข้อ 465
คือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่ เมื่อโลก พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภาย- นอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำ ถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจซึ่งเวทนา คือ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ทำให้ สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาใน เวทนาทั้งหลายด้วยอาการ ๑๒ อย่างนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจซึ่งเวทนา ฯ ล ฯ ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิด เพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาโดยความไม่เที่ยง ย่อม ไม่เพลิดเพลิน . . . เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นทุกข์ โดย ความเป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ ฯ ล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออก ย่อมไม่เพลิดเพลิน . . . เมื่อโลก พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายโดยอาการ ๔๒ นี้อยู่ ย่อมไม่เพลิด เพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจในเวทนา คือ ย่อมละ ย่อม บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาในภายในและภายนอก. [๔๖๕] คำว่า เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป ความว่า เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะอย่างนี้เที่ยวไป คือเที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป.
หน้า 324 ข้อ 466
[๔๖๖] คำว่า วิญญาณจึงดับ ความว่า วิญญาณอันสหรคตด้วย ปุญญาภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร วิญญาณอัน สหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร ย่อมดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับ ไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจึงดับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาในภายในและภายนอก เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป วิญญาณจึงดับ. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี- พระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓ อรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓ พึงทราบวินิจฉัยในอุทยสูตรที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้. บทว่า อญฺาวิโมกฺขํ คือ อรหัตวิโมกข์ อุทยมาณพทูลถามถึง วิโมกข์อันสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งพระอรหัต. บทว่า ปเมนปิ ฌาเนน ฌายี พระผู้มีพระภาคเจ้ามีฌานแม้ ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่า มีฌาน เพราะเพ่งด้วยปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา. บทว่า ทุติเยน คือ เพ่งด้วยทุติยฌาน สัมปยุตด้วยปีติ สุข จิตเตกัคคตา. บทว่า ตติเยน คือ เพ่งด้วยตติย- ฌาน สัมปยุตด้วยสุข และจิตเตกัคคตา. บทว่า จตุตฺเถน คือ เพ่งด้วย จตุตถฌาน สัมปยุตด้วยอุเบกขาจิตเตกัคคตา. บทว่า สวิตกฺกสวิจาเรนปิ
หน้า 325 ข้อ 466
ฌาเนน ฌายี เพ่งด้วยฌานแม้มีวิตกมีวิจาร คือ ชื่อว่ามีฌานเพราะเพ่ง ฌานมีวิตกมีวิจาร ด้วยปฐมฌานในจตุตกนัยและปัญจกนัย. บทว่า อวิตกฺกวิจารมตฺเตน ด้วยฌานสักว่าไม่มีวิตกมีแต่วิจาร คือด้วยทุติยฌาน ในปัญจกนัย. บทว่า อวิตกฺกอวิจาเรน ด้วยฌานอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร คือด้วยฌานที่เหลือ มีทุติยฌานและตติยฌานเป็นต้น. บทว่า สปฺปีติ- เกน ด้วยฌานมีปีติ คือด้วยทุกฌานและติกฌานอันสัมปยุตด้วยปีติ. บทว่า นิปฺปีติเกน ด้วยฌานไม่มีปีติ คือด้วยฌานอันเหลือจากนั้น เว้นแล้วจากปีติ. บทว่า สาตสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยสุข คือด้วยติกฌานจตุกกฌานอันสหรคตด้วยสุข. บทว่า อุเปกฺขาสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยอุเบกขา คือด้วยจตุตถฌานและปัญจมฌาน. บทว่า สุญฺเตน ด้วยฌานอันเป็นสุญญตะ คือด้ายฌานอันประกอบด้วย สุญญตวิโมกข์. บทว่า อนิมิตฺเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะ. ชื่อว่า มีฌาน เพราะเพิกนิมิตว่าเที่ยง นิมิตว่ายั่งยืน และนิมิตว่าตน ออกเสีย แล้วเพ่งด้วยฌานอันเป็นอนิมิตที่ตนได้แล้ว. บทว่า อปฺปณิ- หิเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอัปปณิหิตะ คือด้วยฌานอันไม่มีที่ตั้ง เพราะ ผลสมาบัติ เพราะชำระถือเอาซึ่งความปรารถนาด้วยการถึงมรรค. บทว่า โลกิเยปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ คือด้วยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌานอันเป็นโลกิยะ. บทว่า โลกุตฺตเรนปิ แม้ด้วยฌานอัน เป็นโลกุตระ คือด้วยฌานอันสัมปยุตด้วยโลกุตระนั่นเอง. บทว่า ฌาน- รโต คือเป็นผู้ยินดีแล้วในฌานทั้งหลาย. บทว่า เอกตฺตมนุยุตฺโต ทรง ขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว คือทรงขวนขวายประกอบความเป็นผู้เดียว. บทว่า สทตฺถครุโก คือ เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน. แปลง ก
หน้า 326 ข้อ 466
อักษรเป็น ท อักษร. อนึ่ง บทว่า สทตฺโถ พึงทราบว่า คือพระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหัตนั้นท่านกล่าวว่า ประโยชน์ตน เพราะอรรถว่า เข้าไป ผูกพันกับตน เพราะอรรถว่า ไม่ละตน และเพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของตน. เป็นผู้หนักในประโยชน์ตน ด้วยอำนาจการเข้าถึงผลสมาบัติ. อาจารย์พวกนี้กล่าวว่า เป็นผู้หนักในนิพพาน. บทว่า อรโช คือ ไม่มี กิเลส. บทว่า วิรโช คือ ปราศจากกิเลส. บทว่า นิรโช คือ นำ กิเลสออกไปแล้ว. ปาฐะว่า วีตรโช บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน. บทว่า รชาปคโต คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส. บทว่า รชวิปฺปหีโน คือ เป็นผู้ละ กิเลสได้แล้ว. บทว่า รชวิปฺปมุตฺโต คือ เป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย. บทว่า ปาสาณเก เจติเย ณ ปาสาณกเจดีย์ คือ ณ ที่ที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตรบนหลังแผ่นหิน. บทว่า สพฺโพสฺสุกฺกปฏิ- ปสฺสทฺธตฺตา เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวายทั้งปวงแล้ว คือ พระองค์ชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวาย คือ อาสวะทั้งปวงได้แล้ว คือทำให้สูญสิ้นไป. บทว่า กิจฺจากิจฺจํ กิจน้อย ใหญ่ คือพึงคิดด้วยใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ดังนี้. บทว่า กรณียากรณียํ คืล กรรมที่ควรทำและกรรมที่ไม่ควรทำอย่างนี้ว่า กรรมนี้เป็นไปทางกายทวารควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ. บทว่า ปหีนํ ละแล้ว. คือสละแล้ว. บทว่า วสิปฺปตฺโต ถึงความชำนาญ คือถึง ความเป็นผู้คล่องแคล่ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอุทยมาณพได้จตุตถฌาน ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงวิโมกข์คือพระอรหัตโดยประการต่างๆ ด้วยอำนาจ แห่งฌานที่อุทยมาณพนั้นได้แล้ว จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายต่อไป.
หน้า 327 ข้อ 466
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปหานํ กามฉนฺทานํ เป็นเครื่องละกามฉันทะ ทั้งหลาย คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอุทยมาณพว่า เราขอบอกอัญญา- วิโมกข์เป็นเครื่องละกามฉันทะแก่ผู้ที่ยังปฐมฌานให้เกิด. พึงประกอบบท ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้. บทว่า ยาจิตฺตสฺส อกลฺลตา ความที่จิตไม่ควร คือความที่จิต เป็นไข้. เพราะความไข้ท่านเรียกว่า อกลฺลโก. แม้ในวินัยท่านก็กล่าว ไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลิโก กระผมมิได้เป็นไข้ขอรับ. บทว่า อกมฺมญฺตา ความที่จิตไม่สมควรแก่การงาน คือความที่จิตเป็นไข้. บทว่า โอลิยนา ความท้อ คืออาการท้อ. จริงอยู่ จิตที่เป็นไปในอิริยาบถ ไม่สามารถจะทรงอิริยาบถไว้ได้ ย่อมติดแน่นดุจค้างคาวติดที่ต้นไม้ และ ดุจนำอ้อยแขวนอยู่ที่เสา ท่านกล่าวว่า โอลิยนา หมายถึงอาการของจิต นั้น. บทที่ ๒ เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น สลฺลียนา ความถอย. บทว่า ถีนํ ความหดหู่ คือความเป็นผู้ก้มหน้าไม่ผึ่งผาย. อีก ๒ บทแสดงความเป็น อาการ. บทว่า ถีนํ ความง่วงเหงา คือตั้งอยู่เป็นก้อนไม่กระจายดุจก้อน เนยใส. บทว่า ถียนา อาการง่วงเหงา แสดงถึงอาการ. ความเป็น ผู้ง่วงเหงา ชื่อว่า ถียิตตฺตํ อธิบายว่า ติดแน่นไม่กระจัดกระจาย. บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ อันมีอุเบกขาและสติหมดจดดี คือ หมดจดด้วยอุเบกขาและสติในจตุตถฌาน. ท่านกล่าวถึงอรหัตวิโมกข์ที่ได้ บรรลุอย่างวิเศษ ถึงองค์ฌานอันตั้งอยู่แล้วในวิโมกข์ คือจตุตถฌานนั้น ด้วยบทนี้ว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้าง หน้า. บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ เป็นเครื่องทำลายอวิชชา คือพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์นั้นนั่นแลว่า เป็นเครื่อง
หน้า 328 ข้อ 466
ทำลายอวิชชา โดยการณะและอุปจาระอันเกิดเพราะอาศัยนิพพานอันเป็น เครื่องทำลายอวิชชาให้สิ้นไป. ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะเห็นตั้งแต่การเกิดขึ้นในบทนี้ว่า ยา จตุตฺเถ ฌาเน อุเปกฺขา ความวางเฉยในฌานที่ ๔. อธิบายว่า เห็นชอบ คือ เห็นโดยไม่ตกไปเป็นฝักฝ่าย. บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่วางเฉยแสดงถึง อาการ. บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา ความเพิกเฉย เป็นบทเพิ่มอุปสัค. บทว่า จิตฺตสมโถ ความสงบแห่งจิต คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า จิตฺตปฺปวตฺติตา ความที่จิตเป็นไป คือความที่จิตเว้นจากความพร่องความ เกินและความเปล่า. บทว่า มชฺฌตฺตา ความที่จิตเป็นกลาง คือความ ที่จิตตั้งอยู่ในท่ามกลาง. อุทยมาณพครั้นสดับถึงนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วย พระดำรัสอันเป็นประเภทแห่งอวิชชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลถามว่า พระองค์ ตรัสว่านิพพานเพราะละอะไรเสียได้ จึงกล่าวคาถาว่า กึสุ สญฺโชโน โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า วิจารณํ อะไร เป็นเครื่องเที่ยวไป คือทำการท่องเที่ยว. บทว่า กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน คือเพราะละธรรมชื่ออะไร. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่อุทย- มาณพ จึงตรัสพระคาถาว่า นนฺทิสญฺโชโน โลกมีความเพลิดเพลิน เป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้นบทว่า วิตกฺกสฺส คือ วิตกมีกามวิตกเป็นต้นพึงมี บัดนี้อุทยมาณพเมื่อจะทูลถามทางแห่งนิพพานนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กถํ สตสฺส เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 329 ข้อ 466
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิญฺาณํ คือ วิญญาณอันเป็นอภิสังขาร. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงบอกทางแก่อุทยมาณพนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ในภายใน ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เอวํ สตสฺส คือ มีสติรู้อยู่อย่างนี้. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. และเมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรม เช่นกับที่กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ๆ นั้นแล. จบอรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓
หน้า 330 ข้อ 467, 468
โปสาลมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านโปสาละ [๔๖๗] (ท่านโปสาละทูลถามว่า) พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่ทรงมีความหวั่น- ไหว ทรงตัดความสงสัยเสียแล้ว ทรงถึงฝั่งแห่งธรรม ทั้งปวง ย่อมทรงแสดงอดีต ข้าพระองค์มีความต้องการ ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๔๖๘] คำว่า โย ในอุเทศว่า โย อตีตํ อาทิสติ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นพระสยัมภู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้พร้อม เฉพาะซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้ยินมา ในกาลก่อน ทรงบรรลุซึ่งความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมเหล่านั้น และ ทรงบรรลุซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า ย่อมทรงแสดงอดีต ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง แสดงแม้อดีต ย่อมทรงแสดงแม้อนาคต ย่อมทรงแสดงแม้ปัจจุบัน ของ พระองค์เองและของผู้อื่น. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงอดีตของพระองค์อย่างไร พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอด สังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง อันเป็นอดีตของพระองค์เองว่า ในภพโน้น
หน้า 331 ข้อ 468
เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพ นั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร อย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่าง นั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพ นี้ พระองค์ทรงแสดงชาติก่อนเป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้ง อุเทศ ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงอดีตของ พระองค์เองอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงอดีตของผู้อื่นอย่างไร พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯ ล ฯ ตลอด สังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง อันเป็นอดีตของผู้อื่นว่า ในภพโน้น ท่าน ผู้นี้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพ นั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น ท่านผู้นี้ก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์ อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิด ในภพนี้ พระองค์ทรงแสดงชาติก่อนเป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อม ทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงอดีตของ ผู้อื่นอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชาดก ๕๐๐ ก็ชื่อว่าทรงแสดงอดีตของ พระองค์เองและของผู้อื่น ตรัสมหาธนิยสูตร... มหาสุทัสสนสูตร... มหา-
หน้า 332 ข้อ 468
โควินทสูตร ... มฆเทวสูตร ชื่อว่าทรงแสดงอดีตของพระองค์และของ ผู้อื่น. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ญาณอันตามระลึกถึงชาติก่อนของตถาคต ปรารภถึงอดีตกาลมีอยู่ ตถาคต หวังจะรู้ชาติก่อนเท่าใด ก็ระลึกถึงชาติก่อนได้เท่านั้น ดูก่อนจุนทะ ญาณอันตามระลึกถึงชาติข้างหน้าของตถาคต ปรารภถึงอนาคตกาล มีอยู่ ฯ ล ฯ ดูก่อนจุนทะ ญาณอันเกิดที่ควงไม้โพธิของตถาคต ปรารภถึง ปัจจุบันกาล เกิดขึ้นว่า ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้มิได้มีภพต่อไป อินทรีย- ปโรปริยัตติญาณ (ญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์ ของสัตว์ทั้งหมด) เป็นกำลังของตถาคต อาสยานุสยญาณ (ความรู้จัก ฉันทะที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย) เป็นกำลังของ ตถาคต ยมกปาฏิหาริยญาณ (ญาณเป็นเครื่องนำออกซึ่งปฏิปักขธรรม อันเป็นคู่) เป็นกำลังของตถาคต มหากรุณาสมาปัตติญาณ (ญาณใน มหากรุณาสมาบัติ) เป็นกำลังของตถาคต สัพพัญญุตญาณเป็นกำลังของ ตถาคต อนาวรณณาณ (ญาณเนื่องด้วยอาวัชชนะไม่มีอะไรกั้น) เป็น กำลังของตถาคต อนาวรณญาณอันไม่ข้อง ไม่มีอะไรขัดในกาลทั้งปวง เป็นกำลังของตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมแสดง .... ทรงประกาศ แม้อดีต แม้อนาคต แม้ปัจจุบัน ของพระองค์และของผู้อื่นด้วยประการ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอดีต. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา โปสาโล ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า โปสาโล เป็นชื่อ
หน้า 333 ข้อ 469, 470
ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน โปสาละทูลถามว่า. [๔๖๙] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความหวั่นไหว ในอุเทศว่า อเนโช ฉินฺนสํสโย ดังนี้ ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ไม่มีความหวั่นไหว. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า ไม่มีความหวั่นไหว เพราะทรงละความหวั่นไหวเสียแล้ว พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าไม่ทรงหวั่น ไม่ทรงไหว ไม่พรั่น ไม่พรึง แม้ในเพราะลาภ แม้ในเพราะความเสื่อมลาภ แม้ในเพราะยศ แม้ในเพราะความเสื่อมยศ แม้ในเพราะความสรรเสริญ แม้ในเพราะนินทา แม้ในเพราะสุข แม้ใน เพราะทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีความหวั่นไหว. วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงในทุกข์ ฯ ล ฯ ความสะดุ้งแห่งจิต ความขัดใจ ท่านกล่าวว่า ความสงสัย ในอุเทศว่า ฉินฺนสํสโย ดังนี้ ความสงสัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงตัด บั่น ทอน สงบ ระงับเสียแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะ- เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่าทรงตัดความสงสัยแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีความหวั่นไหว ทรงตัดความสงสัยเสีย แล้ว. [๔๗๐] คำว่า ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ความว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงถึงฝั่งแห่งอภิญญา ทรงถึงฝั่งแห่งปริญญา ทรงถึงฝั่งแห่ง
หน้า 334 ข้อ 471, 472, 473
ปหานะ ทรงถึงฝั่งแห่งภาวนา ทรงถึงฝั่งแห่งการทำให้แจ้ง ทรงถึงฝั่ง แห่งสมาบัติ คือ ทรงถึงฝั่งแห่งความรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ฯ ล ฯ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้านั้น มิได้มีสงสาร คือชาติ ชราและมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง. [๔๗๑] คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า พวกข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ฯ ล ฯ เพื่อ ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง เพื่อทรงเฉลย แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ นั้นจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่ทรงมีความหวั่น- ไหว ทรงตัดความสงสัยเสียแล้ว ทรงถึงฝั่งแห่งธรรม ทั้งปวง ย่อมทรงแสดงอดีต ข้าพระองค์มีความต้องการ ด้วยปัญหาจึงมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๔๗๒] ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณของ บุคคลผู้มีรูปสัญญาอันผ่านไปแล้ว ละกายทั้งหมดแล้ว เห็นอยู่ทั้งภายในภายนอกว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี บุคคลอย่างนั้นควรแนะนำอย่างไร. [๔๗๓] รูปสัญญา ในคำว่า วิภูตรูปสญฺิสฺส ดังนี้ เป็นไฉน สัญญา ความจำ ความเป็นผู้จำ ของบุคคลผู้เข้าซึ่งรูปาวจรสมาบัติ หรือ ของบุคคลผู้เข้าถึงแล้ว (ในรูปาวจรภพ) หรือว่าของบุคคลผู้มีธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน นี้ชื่อว่า รูปสัญญา.
หน้า 335 ข้อ 474, 475, 476
คำว่า ผู้มีรูปสัญญาอันผ่านไปแล้ว ความว่า รูปสัญญาของบุคคล ผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ เป็นสัญญาผ่านไปแล้ว หายไปแล้ว ล่วงไปแล้ว เลยไปแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีรูปสัญญาอัน ผ่านไปแล้ว. [๔๗๔] คำว่า ผู้ละกายทั้งปวงแล้ว ความว่า รูปกายอันมีใน ปฏิสนธิทั้งหมด บุคคลนั้นละแล้ว คือ รูปกายอันบุคคลนั้นละแล้ว ด้วย การก้าวล่วงด้วยอำนาจตทังคปหานและวิกขัมภนปหาน การละด้วยการ ข่มไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ละกายทั้งปวงแล้ว. [๔๗๕] อากิญจัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี ในอุเทศว่า อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสโต ดังนี้ เพราะ เหตุไร อากิญจัญญายตนสมาบัติจึงชื่อว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี บุคคล เป็นผู้มีสติ เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ไม่ยัง วิญญาณนั้นนั่นแหละ ให้เจริญ ให้เป็นแจ้ง ให้หายไป ย่อมเห็นว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น อากิญจัญญายตนสมาบัติจึงชื่อว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เห็นอยู่ทั้งภายในและภายนอก ว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี. [๔๗๖] คำว่า สกฺก ในอุเทศว่า าณํ สกฺกานุปุจฺฉามิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สักกะ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกผนวชจากศากยสกุล แม้เพราะเหตุดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ชื่อว่า สักกะ ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละความกลัวและความขลาด เสียแล้ว ปราศจากความขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงชื่อว่า สักกะ.
หน้า 336 ข้อ 477, 478
คำว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณของบุคคลนั้นว่า เช่นไร ดำรงอยู่อย่างไร มีประการไร มีส่วนเปรียบอย่างไร อันบุคคลนั้น พึงปรารถนา เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ. [๔๗๗] คำว่า บุคคลเช่นนั้นควรแนะนำอย่างไร ความว่า บุคคล นั้นควรแนะนำ ควรนำไปให้วิเศษ ควรนำไปให้ยิ่ง ควรให้รู้ทั่ว ควร ให้พินิจ ควรให้พิจารณา ควรให้เลื่อมใสอย่างไร และญาณที่ยิ่งขึ้นไป อันบุคคลนั้นพึงให้เกิดขึ้นอย่างไร. คำว่า บุคคลเช่นนั้น คือ บุคคลผู้อย่างนั้น ผู้เช่นนั้น ดำรงอยู่ อย่างนั้น ผู้มีประการอย่างนั้น ผู้มีส่วนเปรียบอย่างนั้น ผู้ได้อากิญจัญญา- ยตนสมาบัตินั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้เช่นนั้นควรแนะนำอย่างไร เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณของ บุคคลผู้มีรูปสัญญาอันผ่านไปแล้ว ละกายทั้งหมดแล้ว เห็นอยู่ทั้งภายในภายนอกว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี บุคคลอย่างนั้นควรแนะนำอย่างไร. [๔๗๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโปสาละ) ตถาคตรู้ยิ่งซึ่งวิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ทั้งหมด ย่อมรู้จักบุคคลนั้น เมื่อตั้งอยู่ พ้นวิเศษแล้ว มีสมาบัตินั้นเป็นเบื้องหน้า.
หน้า 337 ข้อ 479
[๔๗๙] คำว่า วิญญาณฐิติทั้งหมด ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงทราบวิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถอภิสังขาร ย่อมทรงทราบ วิญญาณฐิติ ๗ ด้วยสามารถปฏิสนธิ. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบ วิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถ อภิสังขารอย่างไร สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณยึดรูปตั้งอยู่ มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็น ที่ตั้งอาศัย มีความเพลิดเพลิน เป็นเครื่องซ่องเสพ ย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึง ความเจริญงอกงามไพบูลย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณยึดเวทนา ฯ ล ฯ ยึดสัญญา ฯ ล ฯ ยึดสังขารตั้งอยู่ มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง อาศัย มีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องซ่องเสพ ย่อมตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบวิญญาณฐิติ ๔ ด้วย สามารถอภิสังขารอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบ วิญญาณฐิติ ๗ ด้วยสามารถ ปฏิสนธิอย่างไร สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทวดาบางพวก วินิปาติกะบางหมู่ นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพเนื่องในหมู่พรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็น วิญญาณ- ฐิติที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญา ต่างกัน เช่นพวกเทพอาภัสสระ นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ ๓. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหกะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์
หน้า 338 ข้อ 480
เหล่าหนึ่งล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการนานัตตสัญญาโดย ประการทั้งปวง เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศหา ที่สุดมิได้ นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ ๖. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ ๗. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบวิญญาณฐิติที่ ๗ ด้วยสามารถปฏิสนธิอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณฐิติ ทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้าเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า โปสาละ ในอุเทศ ว่า โปสาลาติ ภควา ดังนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโปสาละ. [๔๘๐] คำว่า อภิชานํ ในอุเทศว่า อภิชานํ ตถาคโต ดังนี้ ความว่า รู้ยิ่ง รู้แจ้ง แทงตลอด. คำว่า ตถาคต ความว่า สมจริงตาม พระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ถ้าแม้เรื่องที่ล่วงแล้ว ไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ เรื่องนั้นตถาคตก็ไม่พยากรณ์. ดูก่อนจุนทะ ถ้าแม้เรื่องที่ล่วงแล้ว จริงแท้ แต่ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ แม้เรื่องนั้นตถาคตก็ไม่พยากรณ์.
หน้า 339 ข้อ 480
ดูก่อนจุนทะ ถ้าแม้เรื่องที่ล่วงแล้ว จริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในเรื่องนั้นตถาคตย่อมรู้จักกาลที่จะพยากรณ์ปัญหานั้น. ดูก่อนจุนทะ ถ้าแม้เรื่องที่ยังไม่มาถึง ฯ ล ฯ ดูก่อนจุนทะ ถ้าแม้ เรื่องที่เป็นปัจจุบัน ไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เรื่องนั้น ตถาคตก็ไม่พยากรณ์. ดูก่อนจุนทะ ถ้าแม้เรื่องที่เป็นปัจจุบันจริงแท้ แต่ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แม้เรื่องนั้นตถาคตก็ไม่พยากรณ์. ดูก่อนจุนทะ ถ้าเรื่องที่เป็นปัจจุบันจริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในเรื่องนั้นตถาคตย่อมรู้จักกาลที่จะพยากรณ์ปัญหานั้น. ดูก่อนจุนทะ ด้วยเหตุดังนี้แล ตถาคตย่อมเป็นผู้กล่าวโดยกาล อันควร กล่าวจริง กล่าวอิงอรรถ กล่าวอิงธรรม กล่าวอิงวินัย ในธรรม ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะเหตุนั้น บัณฑิต จึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต. ดูก่อนจุนทะ อายตนะใดแล อันโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก อันหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เห็น แล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้ว รู้แจ้งแล้ว ถึงแล้ว เสาะหาแล้ว พิจารณา แล้วด้วยใจ อายตนะทั้งหมดนั้น ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว เพราะเหตุ- นั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต. ดูก่อนจุนทะ ตถาคตย่อมตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในราตรี ใด และตถาคตย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในราตรีใด ตถาคตย่อมกล่าว บอก เล่า แสดง เรื่องใดในระหว่างนั้น เรื่องทั้งหมด นั้นเป็นเรื่องจริงแท้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต.
หน้า 340 ข้อ 481
ดูก่อนจุนทะ ตถาคตกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด กล่าว อย่างนั้น ตถาคตกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น ด้วยประการดังนี้ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต. ดูก่อนจุนทะ ตถาคตเป็นใหญ่ยิ่งในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ อัน ใคร ๆ ครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นโดยถ่องแท้ เป็นผู้ให้อำนาจเป็นไป เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต. เพราะฉะนั้น จึงชื่อ ว่า ตถาคตรู้ยิ่ง. [๔๘๑] คำว่า ย่อมรู้จักบุคคลนั้นผู้ตั้งอยู่ ความว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ย่อมทรงรู้จักบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ด้วยสามารถกรรมาภิสังขารว่า บุคคลนี้เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมรู้จักบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ด้วยสามารถกรรมาภิสังขาร ว่า บุคคลนี้เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน พระผู้มี- พระภาคเจ้า ย่อมทรงรู้จักบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ด้วยสามารถกรรมาภิสังขาร ว่า บุคคลนี้เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงเปรตวิสัย พระมีผู้พระภาคเจ้า ย่อมทรงรู้จักบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ด้วยสามารถกรรมาภิสังขารว่า บุคคล นี้เมื่อกายแตกตายไป จักอุบัติในหมู่มนุษย์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรง รู้จักบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ด้วยสามารถกรรมาภิสังขารว่า บุคคลนี้เมื่อกาย แตกตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารี- บุตร เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจแล้ว ย่อมรู้ชัด
หน้า 341 ข้อ 481
อย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ประพฤติอย่างนั้น ดำเนินไปตามทาง นั้น เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ดูก่อนสารีบุตร เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ แล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ประพฤติอย่างนั้น ดำเนินไปตามทางนั้น เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจ- ฉาน. ดูก่อนสารีบุตร เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ แล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ประพฤติอย่างนั้น ดำเนินไปตามทางนั้น เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงเปรตวิสัย. ดูก่อนสารีบุตร เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ แล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ประพฤติอย่างนั้น ดำเนินไปตามทางนั้น เมื่อกายแตกตายไป จักอุบัติในหมู่มนุษย์. ดูก่อนสารีบุตร เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ แล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ประพฤติอย่างนั้น ดำเนินไปตามทางนั้น เมื่อกายแตกตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ดูก่อนสารีบุตร เรากำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ แล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ประพฤติอย่างนั้น ดำเป็นไปตามทางนั้น จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมรู้บุคคลนั้นผู้ตั้ง อยู่.
หน้า 342 ข้อ 482
[๔๘๒] คำว่า พ้นวิเศษแล้ว ในอุเทศว่า วิมุตฺตํ ตปฺปรายนํ ดังนี้ ความว่า พ้นวิเศษแล้วในอากิญจัญญายตนสมาบัติ คือ น้อมใจไปในฌาน นั้น มีฌานนั้นเป็นใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้น้อม ใจไปในรูป น้อมใจไปในเสียง น้อมใจไปในกลิ่น น้อมใจไปในรส น้อมใจไปในโผฏฐัพพะ น้อมใจไปในสกุล น้อมใจไปในคณะ น้อมใจ ไปในอาวาส น้อมใจไปในลาภ น้อมใจไปในยศ น้อมใจไปในความ สรรเสริญ น้อมใจไปในสุข น้อมใจไปในจีวร น้อมใจไปในบิณฑบาต น้อมใจไปในเสนาสนะ น้อมใจไปในคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร น้อมใจไป ในพระสูตร น้อมใจไปในพระวินัย น้อมใจไปในพระอภิธรรม น้อมใจ ไปในองค์ของภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของ ภิกษุผู้ถือทรงไตรจีวรเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการเที่ยว ไปเพื่อบิณฑบาตเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการเที่ยวไป ตามลำดับตรอกเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียวเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะ ในบาตรเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการไม่ฉันภัตในภายหลัง เป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ในป่าเป็นวัตร น้อมใจ ไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ที่โคนไม้เป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของ ภิกษุผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ ในป่าช้าเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขา จัดให้อย่างไรเป็นวัตร น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการไม่นอนเป็น วัตร น้อมใจไปในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสา-
หน้า 343 ข้อ 483, 484
นัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พ้นวิเศษแล้ว. คำว่า มีสมาบัตินั้นเป็นเบื้องหน้า ความว่า สำเร็จมาแต่อากิญ- จัญญายตนสมาบัติ มีสมาบัตินั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีกรรมเป็นที่ไป ในเบื้องหน้า มีวิบากเป็นที่ไปในเบื้องหน้า หนักอยู่ในกรรม หนักอยู่ ในปฏิสนธิ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้มีรูป เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฯ ล ฯ มีเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นเบื้อง หน้า เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พ้นวิเศษแล้ว มีสมาบัตินั้นเป็นเบื้องหน้า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตถาคตรู้ยิ่งวิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ทั้งหมด ย่อมรู้จักบุคคลนั้นเมื่อตั้งอยู่ พ้นวิเศษแล้ว มี สมาบัตินั้นเป็นเบื้องหน้า. [๔๘๓] บุคคลนั้น รู้กรรมว่า เป็นเหตุให้เกิดในอากิญ- จัญญายตนภพ มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้ ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว ในลำดับนั้น ก็พิจารณา เห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของ บุคคลนั้น ซึ่งเป็นพราหมณ์อยู่จบพรหมจรรย์. [๔๘๔] คำว่า รู้กรรมว่าเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ ความว่า กรรมาภิสังขารอันให้เป็นไปในอากิญจัญญายตนภพ ตรัสว่าเป็น เหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ คือ รู้ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา
หน้า 344 ข้อ 485, 486, 487, 488
ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏซึ่งกรรมาภิสังขารอันให้เป็นไปในอากิญญจัญญา- ยตนภพว่า เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูก เป็นเครื่องกังวล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้กรรมเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ. [๔๘๕] คำว่า มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบดังนี้ ความว่า ความกำหนัดในอรูปตรัสว่า ความเพลินเป็นเครื่องประกอบ รู้กรรมนั้นว่า เกาะ เกี่ยว พัวพัน ด้วยความกำหนัดในอรูป คือ รู้ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งความกำหนัดในอรูปว่า เป็น เครื่องข้อง เป็นเครื่องผูกพัน เป็นเครื่องกังวล. คำว่า อิติ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับ บท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้. [๔๘๖] คำว่า ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว ความว่า ครั้นรู้จัก คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งกรรมนั้น อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว. [๔๘๗] คำว่า ในลำดับนั้น ก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัติ นั้น ความว่า เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้วออกจากสมาบัตินั้น แล้วก็ พิจารณาเห็น คือ เห็น ตรวจดู เพ่งดู พิจารณา ซึ่งธรรมทั้งหลาย คือ จิตและเจตสิก อันเกิดในสมาบัตินั้น โดยเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค ฯ ล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในลำดับนั้นก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น. [๔๘๘] คำว่า นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น ความว่า นั่นเป็นญาณอันแท้จริง ถ่องแท้ ไม่วิปริต ของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น.
หน้า 345 ข้อ 489
[๔๘๙] คำว่า เป็นพราหมณ์ ในอุเทศว่า พฺราหฺมณสฺส วุสีมโต ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการแล้ว ฯ ล ฯ บุคคลอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ ท่านกล่าวว่า เป็นพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์. คำว่า อยู่จบพรหมจรรย์ ความว่า เสขบุคคล ๗ พวกรวมทั้ง กัลยาณปุถุชน ย่อมอยู่ อยู่ร่วม อยู่ทั่ว อยู่รอบ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง พระอรหันต์อยู่จบแล้ว ทำกรณียกิจเสร็จแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มี ประโยชน์ตนอันถึงแล้วโดยลำดับ มีสังโยชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้น กิเลสแล้ว เพราะรู้โดยชอบ พระอรหันต์นั้นมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ อยู่จบ แล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มิได้มีสงสาร คือ ชาติ ชราและ มรณะ ไม่มีภพต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพราหมณ์อยู่จบพรหม- จรรย์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลนั้น รู้กรรมว่า เป็นเหตุให้เกิดในอากิญ- จัญญายตนภพ มีความเพลินเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้ ครั้นรู้จักกรรมนั้นอย่างนี้แล้ว ในลำดับนั้น ก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของ บุคคลนั้น ซึ่งเป็นพราหมณ์อยู่จบพรหมจรรย์. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้- มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล. จบโปสาลมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๔
หน้า 346 ข้อ 489
อรรถกถาโปสาลมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๔ พึงทราบวินิจฉัยในโปสาลสูตรที่ ๑๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า โย อตีตํ อาทิสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงแสดง อดีต คือทรงแสดงอดีต มีอาทิว่าชาติหนึ่งบ้างของพระองค์และของสัตว์ เหล่าอื่น. บทว่า เอกมฺปิ ชาตึ ชาติหนึ่งบ้าง คือขันธสันดานหนึ่งบ้าง อันมี ปฏิสนธิเป็นต้น มีจุติเป็นปริโยสานอันนับเนื่องในภพหนึ่ง. ในบท ทั้งหลายมีอาทิว่า สองชาติ บ้างก็มีนัยนี้. อนึ่ง พึงทราบความในบท ทั้งหลายมีอาทิว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ดังต่อไปนี้ กัปกำลังเสื่อม ชื่อว่า สังวัฏฏกัป เพราะในกาลนั้นสัตว์ทั้งปวง จะไปรวมกันอยู่ในพรหมโลก. กัปกำลังเจริญชื่อว่า วิวัฏฏกัป เพราะในกาล นั้น สัตว์ทั้งหลายกลับจากพรหมโลก. ในบทนั้น เป็นอันถือเอาการตั้งอยู่ แห่งสังวัฏฏกัปด้วยสังวัฏฎกัป. และเป็นอันถือเอาการตั้งอยู่แห่งวิวัฏฏกัป ด้วยวิวัฏฏกัป. เพราะปฏิสนธินั้นเป็นต้นเหตุ. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสงไขยกัปเหล่านี้มี ๔ อย่าง คือสังวัฏฏกัป ๑ สังวัฏฏัฏฐายี ๑ วิวัฏฏกัป ๑ วิวัฏฏัฏฐายี ๑. เป็นอัน กำหนดเอาอสงไขยกัปเหล่านั้น. อนึ่ง ในบทว่า สงฺวฏฺฏกปฺเป วิวฏฏกปฺเป ท่านกล่าวถือเอากึ่งหนึ่งของกัป. ในบทว่า สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป ท่าน กล่าวถือเอาตลอดกัป. หากถามว่า ระลึกถึงอย่างไร. ตอบว่า ระลึกถึง โดยนัยมีอาทิว่า อมุตฺราสึ คือ ในภพโน้น. บทว่า อมุตฺราสึ ความว่า เราได้มีแล้วในสังวัฏฏกัปโน้น ในภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส
หน้า 347 ข้อ 489
สัตตนิกายโน้น. บทว่า เอวนฺนาโม มีชื่ออย่างนั้น คือชื่อ ติสสะหรือ ปุสสะ. บทว่า เอวํโคตฺโต มีโคตรอย่างนั้น คือกัจจานโคตรหรือกัสสป- โคตร. บทนี้ท่านกล่าวด้วยการระลึกถึง ชื่อและโคตรของตนในภพอดีต และของผู้นั้น. ก็หากว่าในกาลนั้นประสงค์จะระลึกถึง วรรณสมบัติก็ดี ความเป็นผู้มีชีวิตหยาบและประณีตก็ดี ความเป็นผู้มากด้วยสุขและทุกข์ก็ดี ความเป็นผู้มีอายุน้อยและอายุยืนก็ดี ย่อมระลึกถึงแม้ข้อนั้นได้. ด้วยเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอวํวณฺโณ. . . . เอวมายุปริยนฺโต ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํวณฺโณ มีผิวพรรณอย่างนี้ คือมีผิวขาว หรือผิวคล้ำ. บทว่า เอวมาหาโร มีอาหารอย่างนี้ คือมีข้าวสาลี เนื้อ ข้าวสุกเป็นอาหาร หรือมีผลไม้ที่หล่นเองเป็นของบริโภค. บทว่า เอวํ- สุขทุกฺขปฏิสํเวที เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น คือเสวยสุขและทุกข์อันเป็น ไปทางกาย เป็นไปทางจิตโดยประการไม่น้อย หรือมีประเภทมีอามิส และไม่มีอามิส. บทว่า เอวมายุปริยนฺโต มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ คือ มีกำหนดอายุประมาณ ๑๒๐ ปี หรือ ๘๔,๐๐๐ กัป. บทว่า โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพโน้น คือเรา ครั้นจุติจากภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส หรือสัตตนิกายนั้น แล้ว ได้มาเกิดในภพ คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส หรือสัตตนิกายโน้น. บทว่า ตตฺราปาสึ แม้ในภพนั้น คืออีกอย่างหนึ่ง เราได้มีแล้วในภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส หรือสัตตนิกายแม้นั้นอีก. บทมีอาทิว่า เอวนฺนาโม มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง เพราะบทว่า อมุตฺราสึ นี้ เป็นการระลึกถึงตลอดเวลาที่ต้องการของผู้ขึ้นไปโดยลำดับ.
หน้า 348 ข้อ 489
บทว่า โส ตโต อุโต เป็นการพิจารณาของผู้ที่กลับ ฉะนั้น บทว่า อิธูปปนฺโน เกิดแล้วในที่นี้ คือเราจุติจากที่เกิดอันหาที่สุดมิได้นั้นแล้ว บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ หรือในตระกูลพราหมณ์ชื่อโน้นนี้. บทว่า อิติ คือ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สาการํ สอุทฺเทสํ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ คือพร้อมทั้งอุเทศด้วยอำนาจชื่อและโคตร พร้อมทั้ง อาการด้วยอำนาจผิวพรรณเป็นต้น. เพราะว่าสัตว์ย่อมแสดงโดยชื่อและ โคตรว่า ติสสะ กัสสปะ ดังนี้ แสดงโดยผิวพรรณเป็นต้นว่า คล้ำ ขาว ดังนี้ ย่อมปรากฏโดยความต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้น ชื่อและโคตรเป็น อุเทศ นอกนั้นเป็นอาการ. บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ คือ ขันธ์ที่อยู่อาศัยใน อดีตชาติเป็นต้น ในกาลก่อนชื่อว่า ปุพเพนิวาส. บทว่า นิวุฏฺา คือ อยู่อาศัย ได้เสวยผล คือเกิดขึ้นในสันดานของตนแล้วดับไป หรือมีการ อยู่อาศัยเป็นธรรมดา. บทว่า นิวุฏฺา คือ อยู่อาศัย อยู่ได้ด้วยอาหาร กำหนดรู้ด้วยวิญญาณของตน แม้รู้ด้วยวิญญาณของผู้อื่น ย่อมได้แก่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ในการระลึกถึงทางอันตัดแล้ว. พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงแสดง ทรงกล่าวถึงปุพเพนิวาสนั้น. บทว่า ปเรสํ อตีตํ อดีตของผู้อื่น คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสดงถึงปุพเพนิวาสของบุคคลอื่นเหล่าอื่น โดยนัยมีอาทิว่า เอกมฺปิ ชาตึ ดังนี้. บทว่า มหาปทานิยสุตฺตนฺตํ คือ มหาปทานสูตร แสดงพระประวัติ ของพระมหาบุรุษทั้งหลาย. บทว่า มหาสุทสฺสนิยํ คือ มหาสุทัสสนสูตร แสดงถึงสมบัติของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ. บทว่า มหาโควินฺทิยํ คือ มหาโควินทสูตร แสดงถึงเรื่องราวของพราหมณ์ชื่อว่า มหาโควินทะ. บท ว่า มฆเทวินฺทิยํ คือ มฆเทวสูตร แสดงประวัติของท้าวมฆเทพ.
หน้า 349 ข้อ 489
บทว่า สตานุสารีาณํ โหติ ญาณอันตามระลึกชาติ คือญาณที่ สัมปยุตด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. บทว่า ยาวตกํ อากงฺขติ ตถาคต หวังจะรู้ชาติก่อนเท่าใด คือตถาคตปรารถนาจะรู้ชาติก่อนเท่าใด ก็ส่ง ญาณไปว่า เราจักรู้ชาติก่อนเท่านั้น. ลำดับนั้นญาณของพระตถาคตย่อม แล่นไปไม่มีอะไรกระทบ ไม่มีอะไรกั้น ดุจน้ำมันมะกอกไหลเข้าไปในห่อ ใบไม้แห้ง. ด้วยเหตุนั้น พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนได้เท่าที่ ทรงหวัง. บทว่า โพธิชํ คือ เกิด ณ ควงต้นโพธิ. บทว่า าณํ อุปฺปชฺชติ คือ ญาณในมรรค ๔ ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้มีในที่สุด คือชาตินี้มีในที่สุด เพราะละต้นเหตุของชาติได้ด้วยญาณ นั้น แม้ญาณอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นอีกว่า บัดนี้มิได้มีภพต่อไป. ในบทว่า อินฺทริยปโรปริยตฺตาณํ นี้ การนำบทว่า สตฺตานํ มาประกอบข้างหน้าเป็น สตฺตานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตาณํ คือ ญาณ เครื่องกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย. เมื่อ ควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ความยิ่งและความหย่อน ท่านลง โร อักษรด้วยบทสนธิ กล่าวว่า ปโรปรานิ. ความเป็นแห่ง ความยิ่งและความหย่อน ชื่อว่า ปโรปริยํ. ความเป็นแห่งความยิ่งและ ความหย่อนนั่นแล ชื่อว่า ปโรปริยตฺตํ. ความยิ่งและความหย่อนแห่ง อินทรีย์ทั้งหลาย ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ. ญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่ง อินทรีย์ ชื่อว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตาณํ. อธิบายว่า ญาณเครื่อง กำหนดรู้ความสูงและความต่ำของอินทรีย์ทั้งหลาย.
หน้า 350 ข้อ 489
อีกอย่างหนึ่ง ปรานิ จ โอปรานิ จ ปโรปรานิ ความยิ่งและความ หย่อน ชื่อว่า ปโรปรานิ ความเป็นแห่งความยิ่งและความหย่อนเหล่านั้น ชื่อว่า ปโรปริยํ. ท่านอธิบายว่า โอปรานิ ความหย่อน คือ โอรานิ คือ ความหย่อน (ความต่ำ). อธิบายว่า ลามก. ดุจในประโยคมีอาทิว่า ได้รู้ธรรมลามก. ปาฐะใช้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทริยปโรปริยตฺเต าณํ ญาณกำหนดรู้ในความยิ่งและความหย่อนของอินทรีย์ก็มี. บทว่า ตถา- คตสฺส คือ เสด็จมาเหมือนอย่างท่านผู้แสวงคุณแต่ก่อน มีพระวิปัสสี เป็นต้นเสด็จมาแล้ว. อนึ่ง เสด็จไปเหมือนท่านผู้แสวงคุณเหล่านั้นเสด็จ ไปแล้ว. บทว่า ตถาคตพลํ เป็นกำลังของพระตถาคต คือเป็นกำลัง ของพระตถาคตเท่านั้นไม่ทั่วไปด้วยบุคคลเหล่าอื่น. อธิบายว่า เป็นกำลัง มาแล้วเหมือนอย่างกำลังของพระพุทธเจ้าแต่ก่อน ด้วยการถึงพร้อมด้วย การสะสมบุญบ้าง. กำลังของพระตถาคตมีสองอย่างคือ กายพลํ (กำลังพระกาย) ๑ าณพลํ (กำลังพระญาณ) ๑. ในพระกำลังเหล่านั้น พึงทราบกำลัง พระกายด้วยระลึกถึงตระกูลช้าง. โบราณาจารย์กล่าวได้ดังนี้ว่า ตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูล คือตระกูลช้างกาฬาวกะ ๑ คังเคยยะ ๑ ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑ คันธะ ๑ มังคละ ๑ เหมะ ๑ อุโปสถะ ๑ ฉัททันตะ ๑. กำลังของช้างพันโกฏิด้วยจำนวนช้างปกติ ของบุรุษหมื่นโกฏิด้วย จำนวนบุรุษ นี้เป็นกําลังพระกายของพระตถาคต. แต่กําลังพระญาณมา แล้วในมหาสีหนาทสูตร คือทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ (ญาณทำความ กล้าหาญ ๔) ญาณไม่ทรงหวั่นไหวในบริษัท ๘ ญาณกำหนดกำเนิด ๔
หน้า 351 ข้อ 489
ญาณกำหนดคติ ๕. พระญาณพันหนึ่งเป็นอันมากแม้เหล่าอื่นอย่างนี้ คือ ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ มาแล้วในสังยุตตนิกาย นี้ชื่อว่า กำลังพระญาณ. ในที่นี้ประสงค์กำลังพระญาณเท่านั้น. เพราะพระญาณท่านกล่าวว่าเป็น พละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว และเพราะอรรถว่า ค้ำจุน. พึงทราบความในบทนี้ว่า สตฺตานํ อาสยานุสเย าณํ ความรู้ อัธยาศัย และกิเลสอันนอนเนื่องในสันดานของสัตว์ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สตฺตา (สัตว์ทั้งหลาย) เพราะเป็นผู้ข้อง คือติดในขันธ์ทั้งหลายมีรูป เป็นต้นด้วยฉันทราคะ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนราธะ ผู้ข้องผู้ติดในความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี ความอยากในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า สัตว์. แต่นักคิดอักษรไม่ พิจารณาถึงความต้องการเพียงชื่อ. ผู้ใดพิจารณาถึงความ ผู้นั้นย่อมต้อง การบทว่า สตฺตา ด้วยสัตตศัพท์. แห่งสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น. ชื่อว่า อาสย เพราะเป็นที่มานอนอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย. บทนี้เป็นชื่อของ จิตตสันดานของสัตว์ที่อบรมด้วยมิจฉาทิฏฐิบ้าง สัมมาทิฏฐิบ้าง กาม เป็นต้นบ้าง ออกจากกามเป็นต้นบ้าง. ชื่อว่า อนุสย เพราะกิเลสทั้งหลาย นอนตาม เข้าไปติดตามสันดานของสัตว์. บทนี้เป็นชื่อของกามราคะ เป็นต้น อันถึงซึ่งกำลัง. อาสย และ อนุสย ชื่อว่า อาสยานุสโย. พึงทราบว่าเป็นคำเดียวกัน ด้วยถือกำเนิดและด้วยทวันทวสมาส (สมาสคู่) เพราะจริตและอัธยาศัยสงเคราะห์เข้าในอาสยะและอนุสยะ ฉะนั้น ญาณใน จริตและอัธยาศัย ท่านสงเคราะห์ลงในอาสยานุสยญาณนั่นเอง จึงกล่าวว่า อาสยานุสเย าณํ ความรู้ในอัธยาศัยและกิเลสอันนอนเนื่องอยู่ใน สันดาน.
หน้า 352 ข้อ 489
พึงทราบความในบทนี้ว่า ยมกปาฏิหิเร าณํ ญาณในยมก- ปาฏิหาริย์ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า ยมกํ เป็นคู่ เพราะกองไฟและสายน้ำ เป็นต้น เป็นไปคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง. ชื่อว่า ปาฏิหิรํ เพราะนำ ปฏิปักขธรรม มีความเป็นผู้ไม่เชื่อเป็นต้นออกไป. ชื่อว่า ยมกปาฏิหิรํ เพราะนำปฏิปักขธรรมออกไปเป็นคู่. พึงทราบความในบทนี้ว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา าณํ ญาณใน มหากรุณาสมาบัติ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า กรุณา เพราะเมื่อทุกข์ของคนอื่น มีอยู่ ย่อมทำความหวั่นไหวในหทัยเพื่อคนดีทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กรุณา เพราะกำจัดทุกข์ของคนอื่นให้หมดสิ้นไป. หรือชื่อว่า กรุณา เพราะช่วยเหลือให้เขาพ้นจากทุกข์. ความกรุณาใหญ่ด้วยการทำ การแผ่ไป หรือด้วยคุณธรรม ชื่อว่า มหากรุณา. ชื่อว่า สมาปตฺติ เพราะเป็นผู้มีมหากรุณาถึงพร้อม. ชื่อว่า มหากรุณาสมาปตฺติ เพราะมี มหากรุณาแล้วเข้ามหากรุณาสมาบัตินั้น หรือญาณสัมปยุตด้วยมหากรุณา นั้นในมหากรุณาสมาบัตินั้น. พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพญฺญุตาณํ อนาวรณาณํ (ญาณ ไม่มีอะไรกั้น) ดังนี้ต่อไป. ชื่อว่า สพฺพญฺญู เพราะรู้ทั่วถึงทุกสิ่งอัน เป็นทางที่ควรแนะนำ ๕ ประการ. ความเป็นแห่งพระสัพพัญญูนั้น ชื่อว่า สพฺพญฺญุตา. ญาณคือความเป็นพระสัพพัญญูนั่นแล ชื่อว่า สพฺพญฺญุต- าณํ. เมื่อควรจะกล่าวว่า สพฺพญฺญุตาาณํ แต่กล่าวทำให้มีเสียงสั้นว่า สพฺพญฺญุตาณํ. จริงอยู่ ธรรมทั้งหมดมีประเภทเป็นต้นว่า สังขตธรรม และอสังขตธรรม เป็นทางที่ควรแนะนำ ๕ ประการคือ สังขาร ๑ วิการ ๑ ลักษณะ ๑ นิพพาน ๑ บัญญัติ ๑. ความกั้นญาณนั้นไม่มี เพราะเนื่อง
หน้า 353 ข้อ 489
ด้วยเป็นอาวัชชนะ เพราะฉะนั้น ญาณนั้นนั่นแลจึงเรียกว่า อนาวรณญาณ. พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพตฺถ อสงฺคมปฺปฏิหตมนาวรณาณํ อนาวรณญาณอันไม่ข้อง ไม่มีอะไรขัดในกาลทั้งปวง ดังต่อไปนี้ ญาณ ปราศจากการกั้น ไม่ข้อง ปราศจากการข้อง ไม่ขัด ปราศจากการขัด ปราศจากการเป็นปฏิปักษ์เป็นไปแล้วในอดีต อนาคต และปัจจุบัน. บทว่า อนาคตมฺปิ อาทิสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงแม้ อนาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในภัทรกัปนี้ได้มีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์แล้ว ปัจจุบันนี้เราเป็นสัมมาสัมพุทธะองค์ที่ ๔ และต่อไปจักมี พระเมตไตรยเป็นองค์ที่ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมนุษย์มีอายุได้แปด- หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเมตไตรยจักอุบัติในโลก เป็นพระ- อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้ง- หลาย ครั้งนั้นแล พระราชาพระนามว่าสังขะ จักรับสั่งให้ยกเสาบูชายัญที่ พระราชาพระนามว่ามหาปนาทะทรงสร้างไว้ ทรงครองราชสมบัติ ทรง กำจัดศัตรู สละพระราชทรัพย์ ทรงถวายทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย แล้วทรงปลงผมและหนวดนุ่งห่ม ผ้ากาสายะ เสด็จออกทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงบอกอนาคตของพระเทวทัตเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ในอนาคตเทวทัตจักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า อัฏฐิสสระ และสุมนมาลาการจักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า สุมนิสสระ. บทว่า ปจฺจุปนฺนมฺปิ อาทิสติ ทรงแสดงแม้ปัจจุบันนี้ชัดดีแล้ว. บทว่า วิภูตรูปสญฺิสฺส คือ ผู้มีรูปสัญญาอันผ่านไปแล้ว. บทว่า สพฺพกายปฺปหายิโน ผู้ละกายทั้งหมดแล้ว คือละรูปกายทั้งหมดด้วย
หน้า 354 ข้อ 489
ตทังคะ และวิกขัมภนะ อธิบายว่า ละปฏิสนธิในรูปภพได้แล้ว. บทว่า นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสโต เห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไร คือเห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไร ด้วยเห็นความไม่มีแห่งวิญญาณ. ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตน- สมาบัติ. โปสาลมาณพทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สักกะ ในบทว่า าณํ สกฺกานุปุจฺฉามิ ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ. ต้องการคำพูดว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณของบุคคลนั้น. บทว่า กถํ เนยฺโย คือ บุคคลนั้นควรแนะนำอย่างไร. ควรให้เกิดญาณยิ่งขึ้น แก่เขาอย่างไร. บทว่า รูปสญฺา ในบทนี้ว่า กตมา รูปสญฺา รูปสัญญาเป็นไฉน ท่านกล่าวรูปาวจรฌาน และอารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น ด้วยหัวข้อว่า สญฺา. จริงอยู่ แม้รูปาวจรฌานท่านก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป. แม้อารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น (ก็ชื่อว่ารูป) ในคำเป็นต้นว่า ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปภายนอก มีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม. เพราะฉะนั้น บทว่า รูปสญฺา นี้ จึงเป็นชื่อ ของรูปาวจรฌานด้วยหัวข้อว่า สญฺา อย่างนี้ว่า ความสำคัญในรูปนี้ ชื่อว่ารูปสัญญา. ชื่อว่า รูปสญฺา เพราะรูปมีสัญญา. ท่านกล่าวว่ารูป เป็นชื่อของรูปาวจรฌานนั้น. อนึ่ง พึงทราบว่า บทว่า รูปสญฺา นี้ เป็นชื่อของอารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น มีประเภทเป็นต้นว่าปฐวีกสิณ ด้วยประการฉะนี้. แต่ในที่นี้ประสงค์เอารูปสัญญาอันได้แก่ (รูป)ฌาน ๑๕ ด้วยอำนาจแห่งกุศล วิบาก และกิริยา. บทว่า รูปาวจรสมาปตฺตึ สมา- ปนฺนสฺสวา ของบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ คือเข้าถึงกุศลฌานอันเป็น รูปาวจรสมาบัติ. บทว่า อุปฺปนฺนสฺส วา คือ เกิดขึ้นแล้วในภพนั้นด้วย
หน้า 355 ข้อ 489
อำนาจแห่งวิปากฌาน. บทว่า ทิฏฺธมฺมสุขวิหาริสฺส วา หรือของบุคคล ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือผู้ยังสุขอันเป็นกิริยาฌาน สมาบัติให้เกิดขึ้นอยู่ในอัตภาพนี้อยู่แล้ว. บทว่า อรูปสมาปตฺติโย ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นต้น. บทว่า ปฏิลทฺธสฺส ได้แล้ว คือให้เกิดขึ้นดำรงอยู่แล้ว. บทว่า รูปสญฺา วิภูตา โหนฺติ คือ ปราศจากรูปสัญญา. บทว่า วิคตา คือ หมดไปแล้ว. ปาฐะว่า วิภาวิตา๑ บ้างดังนี้. บทว่า ตทงฺคสมติกฺกมา คือ ด้วยการ ก้าวล่วงด้วยตทังคปหาน. บทว่า วิกฺขมฺภนปฺปหาเนน ปหีโน ละแล้ว ด้วยวิกขัมภนปหาน คือละด้วยการข่มไว้ด้วยได้อรูปฌาน. บทว่า ตสฺส รูปกาโย คือ รูปาวจรกายของบุคคลผู้ได้อรูปสมาบัตินั้น. พึงทราบความในบทนี้ว่า อากิญฺจญฺายตนํ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อกิญฺจนํ เพราะไม่มีอะไร ในฌานนี้. ท่านกล่าวว่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่ โดยที่สุดแม้เพียงในภังคขณะ. ความเป็นแห่งความไม่มีอะไร ชื่อว่า อากิญฺจญฺํ. บทนี้เป็นชื่อของการปราศจากวิญญาณ ในอากาสานัญ- จายตนสมาบัติ. อากิญจัญญะนั้น ชื่อว่า อากิญฺจญฺายตนํ เพราะเป็น เครื่องสืบต่อแห่งสัญญานี้ด้วยการอธิษฐาน. คำว่า อากิญจัญญายตนะ นี้ เป็นชื่อของฌาน อันมีอารมณ์ปราศจากวิญญาณอันเป็นไปแล้วใน ความว่าง. บทว่า วิญฺาณญฺจายตนสมาปตฺตึ สโต สมาปชฺชิตฺวา คือ มีสติเข้าถึงวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น. บทว่า สโต วุฏฺหิตฺวา มีสติออก คือเป็นผู้มีสติออกจากสมาบัตินั้น. บทว่า ตญฺเว วิญฺาณํ คือ วิญญาณอันเป็นมหัคคตะอันเป็นไปแล้วในความว่าง. บทว่า อภาเวติ ๑. ม. อภาวิตาติปิ.
หน้า 356 ข้อ 489
คือ ให้พินาศไป. บทว่า วิภาเวติ คือ ให้พินาศไปโดยวิธีต่าง ๆ. บทว่า อนฺตรธาเปติ คือ ให้ถึงความไม่เห็น. บทว่า กถํ โส เนตพฺโพ บุคคลนั้นควรแนะนำอย่างไร คือควรรู้โดยประการไร. บทว่า วิเนตพฺโพ ควรแนะนำให้วิเศษ คือควรรู้โดยวิธีต่าง ๆ. บทว่า อนุเนตพฺโพ ควร ตามแนะนำ คือควรให้จิตถึงถ้อยคำบ่อย ๆ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงประกาศความที่ญาณของ พระองค์ไม่ถูกกระทบในบุคคลเช่นนั้นแก่โปสาลมาณพ จึงตรัสคาถาเพื่อ ทรงพยากรณ์นั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺาณฏฺิติโย สพฺพา อภิชานํ ตถาคโต คือ ตถาคตรู้ยิ่งซึ่งวิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ทั้งปวงอย่างนี้ ว่า วิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถแห่งอภิสังขาร วิญญาณฐิติ ๗ ด้วยสามารถ แห่งปฏิสนธิ. บทว่า ติฏฺนฺตเมนํ ชานาติ คือ ย่อมรู้จักบุคคลนั้นเมื่อ ตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งอภิสังขารคือกรรมว่า บุคคลนี้จักมีคติอย่างนี้ดังนี้. บทว่า วิมุตฺตํ พ้นวิเศษแล้ว คือน้อมไปแล้วในอากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นต้น. บทว่า ตปฺปรายนํ มีสมาบัตินั้นเป็นเบื้องหน้า คือสำเร็จด้วย สมาบัตินั้น. บทว่า วิญฺาณฏฺิติโย ความว่า ที่ตั้งแห่งปฏิสนธิวิญญาณ. คือ สวิญญาณกขันธ์นั้นแล(ขันธ์มีวิญญาณ). ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถแสดงตัวอย่าง. บทว่า มนุสฺสา คือ มนุษย์มากมาย แม้ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ย่อมไม่มี มนุษย์สองคนเหมือนเป็นอย่าง เดียวกันด้วยผิวพรรณและทรวดทรงเป็นต้น. แม้มนุษย์เหล่าใดมีผิวพรรณ หรือทรวดทรงเหมือนกัน มนุษย์เหล่านั้นก็ไม่เหมือนกันด้วยการแลการ
หน้า 357 ข้อ 489
เหลียวเป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีกายต่าง ๆ กัน. ส่วน ปฏิสนธิสัญญาของสัตว์เหล่านั้นเป็นติเหตุกะบ้าง ทุเหตุกะบ้าง อเหตุกะ- บ้าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีสัญญาต่าง ๆ กัน. บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา ได้แก่ เทพชั้นกามาวจร ๖ ชั้น. จริงอยู่ บรรดา เทพเหล่านั้น บางพวกมีกายเขียว บางพวกมีผิวพรรณเหลืองเป็นต้น. แต่สัญญาของเทพเหล่านั้น เป็นติเหตุกะบ้าง ทุเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะ ไม่มี. บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา วินิปาติกะ (ผู้ตกไปในอบาย) บางพวก คือเวมานิกเปรตเหล่าอื่นมีอาทิอย่างนี้ คือยักษิณีผู้เป็นมารดา ของปุนัพพสุ ยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระ ยักษิณีผู้เป็นมิตรของ ปุสสะผู้ยินดีในธรรม พ้นจากอบาย ๔. ร่างกายของเวมานิกเปรตเหล่านั้น ต่าง ๆ กันด้วยสี มีผิวขาว ดำ ผิวทอง และสีนิลเป็นต้น ด้วยลักษณะมี ผอม อ้วน เตี้ย สูง. แม้สัญญาก็ต่างกันด้วยสามารถแห่งติเหตุกะ ทุเหตุกะ และอเหตุกะ เหมือนของมนุษย์ทั้งหลาย. แต่เวมานิกเปรตเหล่านั้นไม่มี ศักดิ์มากเหมือนทวยเทพ มีศักดิ์น้อยเหมือนคนจนหาของกินและเครื่อง ปกปิดได้ยาก ถูกทุกข์บีบคั้นอยู่. บางพวกได้รับทุกข์ในข้างแรม ได้รับ สุขในข้างขึ้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า วินิปาติกะ เพราะตกไป จากการสะสมความสุข. แต่เวมานิกเปรตที่เป็นติเหตุกะ ย่อมเป็นผู้บรรลุ ธรรมได้ดุจการบรรลุธรรมของยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระเป็นต้น. บทว่า พฺรหฺมกายิกา พวกเทพนับเนื่องในหมู่พรหม ได้แก่ พรหม- ปาริสัชชะ พรหมปุโรหิตะและมหาพรหม. บทว่า ปมานิพฺพตฺตา ผู้ เกิดในภูมิปฐมฌาน คือหมู่พรหมทั้งหมดนั้นเกิดด้วยปฐมฌาน. แต่ พรหมปาริสัชชะเกิดด้วยปริตตฌาน พรหมปุโรหิตะเกิดด้วยมัชฌิมฌาน.
หน้า 358 ข้อ 489
อนึ่ง กายของพรหมเหล่านั้นมีรัศมีซ่านออกไป. มหาพรหมเกิดด้วย ปณีตฌาน. แต่กายของมหาพรหมมีรัศมีซ่านออกไปยิ่งกว่า. เพราะฉะนั้น พรหมเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เพราะมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกันด้วยอำนาจปฐมฌาน. สัตว์ ทั้งหลายในอบาย ๔ ก็เหมือนเทพเหล่านั้น. เพราะในนรก สัตว์นรก บางพวกมีร่างกายคาวุตหนึ่ง บางพวกกึ่งโยชน์ บางพวก ๓ คาวุต. ส่วน ของเทวทัตมีร่างกาย ๑๐๐ โยชน์. แม้ในเดียรัจฉานบางพวกก็เล็ก บางพวก ก็ใหญ่. แม้ในเปรตวิสัย บางพวก ๖๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก บางพวกผิวพรรณงาม บางพวกผิวพรรณซูบซีด. อนึ่ง แม้กาลกัญชิกาสูร ก็สูง ๑๐ โยชน์ ชื่อว่าทีฆปิฏฐิกเปรต (เปรตมีหลังยาว). แต่สัญญา ของสัตว์นรกทั้งหมด เป็นอกุศลวิบาก เป็นอเหตุกะ. ด้วย ประการฉะนี้ แม้สัตว์ในอบายก็เรียกได้ว่ามีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน. บทว่า อาภสฺสรา ชื่อว่า อาภัสสระ เพราะรัศมีจากสรีระของ เทพเหล่านั้น ย่อมแล่นออกดุจขาดตกลงเหมือนเปลวคบเพลิงฉะนั้น. บรรดาอาภัสสรเทพเหล่านั้น เทพผู้เกิดขึ้นเพราะเจริญฌานสองคือปริตต- ทุติยฌานและปริตตตติฌานในปัญจกนัย ชื่อว่า ปริตตาภา. เทพผู้เกิด ขึ้นเพราะเจริญมัชฌิมฌาน ชื่อว่า อัปปมาณาภา. เทพผู้เกิดขึ้นเพราะ เจริญปณีตฌาน ชื่อว่า อาภัสสรา. แต่ในที่นี้มุ่งหมายเอาเทพทั้งหมด ด้วยการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์. เพราะว่ากายของเทพเหล่านั้นทั้งหมด มีรัศมีซ่านออกเป็นอย่างเดียวกัน. แต่สัญญาต่าง ๆ กัน คือไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร และไม่มีทั้งวิตกทั้งวิจาร. บทว่า สุภกิณฺหา คือ เทพที่ เต็มไปด้วยความงาม. อธิบายว่า มีรัศมีเป็นกลุ่มเดียวกัน ด้วยสีของ
หน้า 359 ข้อ 489
รัศมีจากกายงาม. เพราะรัศมีของเทพเหล่านั้นขาดแล้ว ๆ ไม่เหมือนของ อาภัสสรเทพทั้งหลาย. เทพปริตตสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา เกิด ด้วยอำนาจแห่งฌานที่เป็นปริตตฌาน มัชฌิมฌาน และปณีตฌาน แห่ง ตติยฌานในจตุกนัย แห่งจตุตถฌานในปัญจกนัย. ทวยเทพทั้งหมดเหล่า นั้น พึงทราบว่า มีกายอย่างเดียวกัน และมีสัญญาอย่างเดียวกันด้วย จตุตถฌานสัญญา แม้พวกเทพ เวหัปผลา ก็ย่อมเสพวิญญาณฐิติที่ ๔. อสัญญสัตว์ คือสัตว์ที่ไม่มีสัญญา ไม่สงเคราะห์เข้าในที่นี้ แต่สงเคราะห์ เข้าในสัตตาวาส. เทพสุทธาวาสทั้งหลายดำรงอยู่ในฝ่ายวิวัฏฏะ ไม่เป็นไป ตลอดกาลทั้งหมด ไม่เกิดในโลกในกาลที่ว่างจากพระพุทธเจ้าแสนกัปบ้าง อสงไขยกัปบ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นในระหว่าง ๑๖,๐๐๐ กัป เทพเหล่านั้นจึงเกิด. เป็นเช่นกับค่ายพักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ยังพระ- ธรรมจักรให้เป็นไป. เพราะฉะนั้น เทพเหล่านั้นจึงไม่เสพวิญญาณฐิติ ไม่เสพสัตตาวาส. ฝ่าย พระมหาสีวเถระ กล่าวว่า แม้เทพสุทธาวาสทั้งหลายก็เสพ วิญญาณฐิติที่ ๔ และสัตตาวาสที่ ๔ ด้วย พระสูตรนี้ว่า๑ ดูก่อนสารีบุตร ที่อยู่ใดอันเราไม่เคยอยู่โดยกาลยาวนานเว้นแต่เทพชั้นสทธาวาส ที่อยู่นั้น ไม่ใช่โอกาสที่ใคร ๆ จะได้โดยง่าย. พระสูตรถูกต้องเพราะไม่ขัดกันกับ สูตรนี้. พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพโส รูปสญฺานํ สมติกฺกมา สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง ดังต่อไปนี้. บทว่า สพฺพโส คือ โดยอาการทั้งปวงหรือแห่งรูปสัญญาทั้งปวง. บทว่า รูป- ๑. ทีฆนิกา มหาวรรค ๑๐/ข้อ ๕๔.
หน้า 360 ข้อ 489
สญฺานํ คือ แห่งรูปาวจรฌานดังที่กล่าวแล้วด้วยธรรมเป็นหัวข้อคือ สัญญา และอารมณ์แห่งรูปาวจรฌานนั้น. จริงอยู่ แม้รูปาวจรฌานท่าน ก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ดังนี้ แม้อารมณ์ แห่งรูปาวจรฌานนั้นท่านก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ ดังนี้. เพราะฉะนั้น บทว่า รูปสญฺานํ นี้ จึงเป็นชื่อของรูปาวจรฌานด้วยธรรมเป็นหัวข้อว่าสัญญาอย่างนี้ว่า สัญญา ในรูปนี้ชื่อว่ารูปสัญญา ดังนี้. ชื่อว่ารูปสัญญา เพราะมีรูปเป็นสัญญา. ท่าน กล่าวว่า รูปเป็นชื่อของฌานนั้น. พึงทราบว่า บทว่า รูปสญฺานํ นี้ เป็นชื่อของอารมณ์ของรูปฌานนั้น มีประเภทแห่งปฐวีกสิณเป็นต้น. บท ว่า สมติกฺกมา ก้าวล่วง คือเพราะปราศจากความกำหนัดเพราะดับ. ท่าน อธิบายไว้ว่าอย่างไร. อธิบายไว้ว่า พระโยคาวจรเข้าอากาสานัญจายตนะ เพราะวิราคะเป็นเหตุ เพราะนิโรธเป็นเหตุ เพราะปราศจากราคะ เพราะ ดับรูปสัญญาอันได้แก่ฌาน ๑๕ ด้วยอำนาจแห่งกุศล วิบาก และกิริยา ก็ดี รูปสัญญาอันได้แก่อารมณ์ ๘ ด้วยอำนาจแห่งปฐวีกสิณเป็นต้นเหล่านั้นก็ดี รูปสัญญาที่เหลือโดยอาการทั้งปวงก็ดีย่อมอยู่. พระโยคาวจรไม่สามารถ เข้าอากาสานัญจายตนฌานนั้น ด้วยการยังไม่ก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการ ทั้งปวง. เพราะเมื่อยังไม่ปราศจากความกำหนัดในอารมณ์ จึงไม่เป็นอัน ก้าวล่วงสัญญา อนึ่ง เมื่อก้าวล่วงสัญญา ก็เป็นอันก้าวล่วงอารมณ์ด้วย เหมือนกัน ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวการก้าวล่วงอารมณ์ แล้วกล่าวการก้าว ล่วงสัญญาอย่างเดียวในวิภังค์อย่างนี้ว่า ในสัญญานั้น รูปสัญญาเป็นไฉน ความจำ อาการจำ ความเป็นผู้จำ ของพระโยคาวจรผู้เข้าถึงรูปาวจรสมาบัติ ก็ดี เกิดแล้วก็ดี ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันก็ดี เหล่านี้เรียกว่า
หน้า 361 ข้อ 489
รูปสัญญา เป็นผู้ล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงพร้อมซึ่งรูปสัญญาเหล่านี้ ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพโส รูปสญฺานํ สมติกฺกมา ก้าวล่วง รูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดังนี้. ก็เพราะสมาบัติเหล่านี้อันพระโยคาวจร จะพึงบรรลุได้ด้วยการก้าวล่วงอารมณ์ ไม่พึงถึงได้ในอารมณ์อย่างหนึ่ง เท่านั้น เหมือนการบรรลุรูปฌานมีปฐมฌานเป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบว่า นี้ท่านพรรณนาความแม้ด้วยสามารถการก้าวล่วงอารมณ์. บทว่า ปฏิฆสญฺานํ อตฺถงฺคมา ดับปฎิฆสัญญา คือสัญญาอันเกิด ขึ้นเพราะการกระทบของวัตถุมีจักษุเป็นต้น และของอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิฆสัญญา. คำนี้ เป็นชื่อของรูปสัญญาเป็นต้น. ดังที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปฏิฆสัญญาเป็นไฉน สัญญาในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านี้เรียกว่าปฏิฆสัญญา. การดับ การละ การไม่เกิดขึ้น แห่งปฏิฆสัญญา ๑๐ โดยประการทั้งปวง คือกุศลวิบากเหล่านั้น ๕ อกุศล- วิบาก ๕ ท่านกล่าวว่ากระทำไม่ให้เป็นไปได้. ปฏิฆสัญญาเหล่านี้ย่อมไม่มี แม้แก่ผู้เข้าถึงปฐมฌานเป็นต้นโดยแท้ เพราะในสมัยนั้นจิตย่อมไม่เป็นไป ด้วยสามารถแห่งทวาร ๕ แต่เมื่อเป็นอย่างนั้น เพื่อให้เกิดความอุตสาหะ ในฌานนี้ ดุจสุขและทุกข์ที่ละได้แล้วในจตุตถฌานและในที่อื่น และดุจ ในสักกายทิฏฐิที่ละได้ในมรรคที่ ๓ (อนาคามิมรรค) เป็นต้น พึงทราบ คำในบทนี้แห่งปฏิฆสัญญาเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งการสรรเสริญฌานนี้. อีกอย่างหนึ่ง ปฏิฆสัญญาเหล่านั้นย่อมไม่มีแก่ผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ ก็จริง ที่แท้ไม่ใช่ไม่มี เพราะละแล้วก็หาไม่. จริงอยู่ รูปาวจรภาวนา ย่อมไม่เป็นไป เพราะยังไม่คลายความยินดีในรูป และความเป็นไปแห่ง รูปาวจรภาวนานี้ เพราะเนื่องด้วยรูป แต่ภาวนานี้ย่อมเป็นไปเพราะคลาย
หน้า 362 ข้อ 489
ความยินดีในรูป. เพราะฉะนั้น ควรจะกล่าวว่าละปฏิฆสัญญาได้ในฌานนี้. ไม่เพียงควรกล่าวอย่างเดียว ควรทรงไว้อย่างนี้โดยส่วนเดียวเท่านั้น. เพราะยังละปฏิฆสัญญาเหล่านั้นยังไม่ได้ในก่อนจากนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เสียงเป็นเสี้ยนหนามของผู้เข้าปฐมฌาน. ก็ในที่นี้ เพราะละ ปฏิฆสัญญาได้แล้ว ความไม่หวั่นไหวและความหลุดพ้นเพราะสงบของ อรูปสมาบัติทั้งหลาย ท่านจึงกล่าวว่า อาฬารดาบส กาลามโคตรเข้าอรูป- สมาบัติจึงไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินเสียงเกวียน ๕๐๐ เล่มผ่านไป. บทว่า นานตฺตสญฺานํ อมนสิการา ไม่มนสิการนานัตตสัญญา คือสัญญาอันเป็นไปแล้วในอารมณ์ต่างกัน หรือสัญญาต่างกัน. เพราะ สัญญาเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ในวิภังค์ตรัสไว้อย่างนี้ว่า นานัตตสัญญาเป็นไฉน ความจำ อาการที่จำ ความเป็นผู้จำ ของมโน- ธาตุที่พร้อมเพรียงกัน หรือของมโนจวิญญาณธาตุที่พร้อมเพรียงกันของผู้ ไม่เข้าสมาบัติ เหล่านี้เรียกว่า นานัตตสัญญา. สัญญาที่สงเคราะห์เข้าใน มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุของผู้ไม่เข้าสมาบัติ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ต่างกัน สภาวะต่างกัน มีรูปและเสียงเป็นต้น. อนึ่ง เพราะสัญญา ๔๔ เหล่านี้ คือสัญญาในกามาวจรกุศล ๘ สัญญาในอกุศล ๑๒ สัญญาใน กามาวจรกุศลวิบาก ๑๑ สัญญาในอกุศลวิบาก ๒ สัญญาในกามาวจร- กิริยา ๑๑ มีความต่างกัน มีสภาวะต่างกัน ไม่เหมือนกันและกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตสญฺา มีสัญญาต่างกัน. การไม่ใส่ใจ การไม่ คำนึงถึง การไม่นำมา การไม่พิจารณาถึง ซึ่งนานัตตสัญญาเหล่านั้น โดยประการทั้งปวง. เพราะพระโยคาวจรไม่คำนึงถึง ไม่ใส่ใจ ไม่พิจารณา ถึงนานัตตสัญญาเหล่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 363 ข้อ 489
อนึ่ง เพราะในบทนี้ รูปสัญญาและปฏิฆสัญญาก่อนย่อมไม่มี แม้ใน ภพอันเกิดด้วยฌานนี้ จะกล่าวไปไยถึงในกาลที่เข้าฌานนี้ในภพนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวถึงความไม่มีแห่งนานัตตสัญญาเหล่านั้นแม้โดยส่วนสอง คือ การก้าวล่วง ๑ การดับ ๑. ก็ในนานัตตสัญญาทั้งหลาย เพราะสัญญา ๒๗ เหล่านี้ คือสัญญาในกามาวจรกุศล ๘ สัญญาในกิริยา ๙ สัญญาใน กุศล ๑๐ ย่อมมีในภพที่แล้วด้วยฌานนี้ ฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ว่า ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาเหล่านั้น. จริงอยู่ พระโยคาวจรเข้าฌานนี้อยู่ ชื่อว่าเข้าเพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาเหล่านั้น แต่เมื่อมนสิการนานัตต- สัญญาเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่เข้าสมาบัติ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว การก้าวล่วงรูปสัญญาไว้ในที่นี้โดยย่อ ท่านกล่าวถึงการละรูปาวจรธรรม ทั้งปวงด้วยบทนี้ด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทนี้ว่า ดับปฏิฆสัญญา และไม่ มนสิการนานัตตสัญญา พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละและการไม่มนสิการ จิตเจตสิกอันเป็นกามาวจรทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงคุณของอากาสานัญจายตนสมาบัติด้วย ๓ บท คือด้วยการก้าวล่วงรูปสัญญา ๑๕ ด้วยการดับปฏิฆสัญญา ๑๐ ด้วย ไม่มนสิการมานัตตสัญญา ๔๔. หากถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความอุตสาหะและเพื่อเร้าใจ. เพราะหากว่า ชนบางพวก ไม่เป็นผู้ฉลาดพึงกล่าวว่า พระศาสดาย่อมตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงยัง อากาสานัญจายตนสมาบัติให้เกิดเถิด ตรัสถึงคุณของสมาบัติไว้ด้วยอาการ เหล่านี้ว่า ชนทั้งหลายเหล่านั้น จงอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า อะไรหนอเป็น ประโยชน์เป็นอานิสงส์ของการเกิดนั้น. เพราะว่า ครั้นฟังชนเหล่านั้น แล้วจักคิดอย่างนี้ว่า นัยว่าสมาบัตินี้สงบอย่างนี้ ประณีตอย่างนี้ เราจัก
หน้า 364 ข้อ 489
ยังสมาบัตินั้นให้เกิด. ทีนั้น เพื่อให้สมาบัตินั้นเกิด ชนทั้งหลาย จึงจัก ทำความอุตสาหะ. อนึ่ง เพื่อปลอบใจ พระองค์จึงตรัสถึงคุณของสมาบัติ นั้นแก่ชนเหล่านั้น ดุจพ่อค้าขายวิสกัณฑกะ. พ่อค้าขายวิสกัณฑกะ ท่าน เรียกว่า คุฬวาณิช (พ่อค้าน้ำอ้อยงบ). เล่ากันมาว่า พ่อค้านั้นเอาเกวียนบรรทุกน้ำอ้อยงบน้ำตาลกรวดไป ยังชายแดนแล้วโฆษณาว่า ท่านทั้งหลายจงซื้อวิสกัณฑกะ วิสกัณฑกะ กันเถิด. ชาวบ้านได้ฟังดังนั้นจึงคิดกันว่า ธรรมดาวิสะ( ยาพิษ)ร้ายมาก ผู้ใดกินวิสะเข้าไป ผู้นั้นย่อมตาย แม้กัณฑกะ (ลูกศร) ยิงแล้วก็ให้ตาย ได้ ทั้งสองอย่างร้ายทั้งนั้น เมื่อโฆษณาขาย อานิสงส์อะไรจักมีในการ โฆษณานี้ จึงปิดประตูเรือนพาเด็ก ๆ หนีไป. พ่อค้าเห็นดังนั้นจึงคิดว่า ชาวบ้านเหล่านี้ไม่เป็นผู้ฉลาดในโวหาร ช่างเถิดเราจะให้เขาซื้อด้วยอุบาย จึงโฆษณาว่า พวกท่านทั้งหลาย จงซื้อของหวานมีรสอร่อย ท่านจะได้ น้ำอ้อย น้ำอ้อยงบ น้ำตาลกรวดในราคาถูก ท่านจะซื้อได้ในราคามาสก เดียว กหาปณะเดียว. ชาวบ้านได้ฟังดังนั้นพากันยินดี พากันออกไปซื้อ ตามราคาเป็นอันมาก. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านทั้งหลาย จงยังอากาสานัญจายตนสมาบัติให้เกิดขึ้น ดุจการโฆษณาของพ่อค้าว่า ท่านทั้งหลายจงซื้อวิสกัณฑกะกันเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่าน ทั้งหลายจงยังอากาสานัญจายตนะให้เกิดเถิด ความคิดของผู้ฟังทั้งหลายว่า จะเกิดอานิสงส์อะไรในข้อนี้ พวกเรายังไม่รู้คุณของอากาสานัญจายตนะ นั้นเลย ดุจความคิดของชาวบ้านว่า แม้ทั้งสองอย่างร้ายแรงมากในการ โฆษณาจะเกิดผลดีในการโฆษณานี้ได้อย่างไร การประกาศอานิสงส์มีการ ก้าวล่วงรูปสัญญาเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจถ้อยคำโฆษณาของ
หน้า 365 ข้อ 489
พ่อค้านั้นมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงซื้อของหวานมีรสอร่อยกันเถิด จิตที่ ได้รับการปลอบด้วยอานิสงส์นี้ ทำความอุตสาหะใหญ่แล้วยังสมาบัตินี้ให้ เกิด ดุจชาวบ้านเหล่านั้นครั้นฟังโฆษณาอย่างนี้แล้ว ก็พากันซื้อน้ำอ้อยงบ ได้ตามราคาเป็นอันมาก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อให้เกิดอุตสาหะ และ เพื่อเร้าใจด้วยประการฉะนี้. พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า อากาสานญฺจายตนูปคา เข้าถึงอากาสา- นัญจายตะดังนี้เป็นต้นต่อไป. ชื่อว่า อนนฺตํ เพราะอากาศไม่มีที่สุด. อากาศไม่มีที่สุดชื่อว่า อากาสานนฺตํ. อากาศไม่มีที่สุดนั่นแลชื่อว่า อากา- สานญฺจํ. อากาศไม่มีที่สุดนั้นชื่อว่า อากาสานญฺจายตนํ เพราะเป็นบ่อ เกิดแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรม ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นดุจเทวสถานของ เทวดาทั้งหลายฉะนั้น. คำนี้เป็นชื่อของ กสิณุคฆาติมากาส อากาศที่เพิก กสิณแล้ว. ในอากาสานัญจายตนะนั้น ชนทั้งหลายยังฌานให้เกิดแล้วเข้า ถึงอากาสานัญจายตนภพด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิ ชื่อว่า อากาสานญฺจา- ยตนูปคา. ในบทต่อจากนี้ไป จักพรรณนาเพียงบทที่ต่างกันเท่านั้น. พึงทราบความในบทนี้ว่า อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมา ก้าว ล่วงอากาสานัญจายตนะดังนี้ต่อไป. ชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ เพราะ อายตนะมีอากาศไม่มีที่สุด ด้วยอรรถว่าอธิษฐานไว้ตามนัยดังได้กล่าวมา แล้วในตอนก่อน แม้อารมณ์ก็เป็นทั้งฌานเป็นทั้งอารมณ์โดยนัยดังกล่าว แล้ว ด้วยเหตุนั้น ไม่ก้าวล่วงแม้ทั้งสองอย่าง ด้วยไม่กระทำให้เป็นไป และด้วยไม่ใส่ใจ. เพราะควรเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะนี้ ฉะนั้น ควรทำทั้ง สองอย่างนี้ให้เป็นอันเดียวกัน และก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ พึงทราบ ว่าข้อนี้ได้กล่าวแล้ว.
หน้า 366 ข้อ 489
อนึ่ง พึงทราบความในบทว่า วิญฺาณญฺจายตนูปคา นี้ต่อไป. ชื่อว่า อนนฺตํ เพราะมีวิญญาณไม่มีที่สุด ด้วยอำนาจแห่งการควรมนสิการ ไม่มีที่สุด. วิญญาณไม่มีที่สุดนั่นเอง ชื่อว่า อานญฺจํ. วิญญาณไม่มีที่สุด ไม่กล่าวว่า วิญฺาณานญฺจํ กล่าวว่า วิญฺานญฺจํ. นี้เป็น รุฬหิ ศัพท์ (ศัพท์เพิ่มขึ้น). ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่า ตั้งมั่นซึ่งวิญญาณไม่มี ที่สุดนั้นนั่นแล ชื่อว่าวิญญานัญจายตนะ สัตว์ทั้งหลายยังฌานให้เกิดใน วิญญาณัญจายตนะนั้น แล้วเข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า วิญฺาณญฺจายตนูปคา. แม้ในบทนี้ว่า วิญฺานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม ก็พึงทราบความ ต่อไปนี้. แม้ฌานก็ชื่อว่าวิญญาณัญจายตนะ เพราะชื่อว่าอายตนะ เพราะ อรรถว่า อธิษฐานไว้ซึ่งฌานนั้น มีวิญญาณไม่มีที่สุด โดยนัยดังได้กล่าว แล้วในก่อน. แม้อารมณ์ ก็เป็นทั้งฌานเป็นทั้งอารมณ์ ตามนัยที่ได้กล่าว แล้วนั่นแล ก้าวล่วงแม้ทั้งสองอย่าง ด้วยไม่ทำให้เป็นไปและไม่มนสิการ ด้วยประการฉะนี้. เพราะควรเข้าถึงอากิญจัญญยตนะนี้ ฉะนั้น ทำทั้งสอง นี้ให้เป็นอันเดียวกันแล้วก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ ด้วยเหตุนั้น พึง ทราบว่าข้อนี้ท่านกล่าวไว้แล้ว. อนึ่ง ในบทว่า อากิญฺจญฺายตนูปคา นี้ พึงทราบความดังต่อ ไปนี้. ชื่อว่า อกิญฺจนํ เพราะไม่มีเครื่องกังวล. ท่านกล่าวไว้ว่า ไม่มี เครื่องกังวลเหลือโดยที่สุดแม้เพียงในภังคขณะ ความไม่มีเครื่องกังวลชื่อ ว่า อากิญฺจญฺํ. บทนี้เป็นชื่อของการปราศจากวิญญาณที่มีอากาสา- นัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อากิญฺจญฺายตนํ. ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่า อธิษฐานซึ่งความไม่มีเครื่องกังวลนั้น. สัตว์ทั้งหลายยัง
หน้า 367 ข้อ 489
ฌานให้เกิดในอากิญจัญญายตนะนั้น แล้วเข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ ชื่อ ว่า อากิญฺจญฺายตนูปคา. บทว่า อยํ สตฺตมี วิญฺญาณฏฺิติ นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ ๗ คือย่อมรู้ฐานะของปฏิสนธิวิญญาณที่ ๗ นี้. เพราะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จะว่ามีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญณาณก็ไม่ใช่ เพราะวิญญาณละเอียดเหมือนสัญญา ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวไว้ในวิญญาณ- ฐิติ. บทว่า อภูตํ ไม่จริง มีคำเป็นอาทิว่า รูปํ อตฺตา รูปเป็นตน ดังนี้. คำนั้นไม่แท้เพราะวิปลาส. ชื่อว่าไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะ เป็นทิฏฐินิสัย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภูตํ คือ ไม่มี ไม่เป็น คำ ของผู้ไม่ใช่โจรมีอาทิว่า ทรัพย์นี้นางโจรภรรยาของเจ้าลักมา ทรัพย์นี้ ไม่มีในเรือนของเจ้า. บทว่า อตจฺฉํ ไม่แท้ คือมีอาการไม่แท้ มี อาการเป็นอย่างอื่น มีอยู่ด้วยประการอื่น. บทว่า อนตฺถสญฺหิตํ ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ คือไม่อาศัยประโยชน์ในโลกนี้ หรือประโยชน์ ในโลกอื่น. บทว่า น ตํ ตถาคโต พฺยากโรติ พระตถาคตไม่ทรง พยากรณ์เรื่องนี้ คือพระตถาคตไม่ตรัสกถาอันไม่นำสัตว์ออกไปนั้น. บท ว่า ภูตํ ตจฺฉํ อนตฺถสญฺหิตํ คำจริงแท้ไม่มีประโยชน์ เป็นดิรัจฉาน- กถามีราชกถาเป็นต้น. บทว่า ภูตํ ตจฺฉํ อตฺถสญฺหิตํ คำจริงแท้มี ประโยชน์ เป็นคำอิงอริยสัจ. บทว่า ตตฺร กาลญฺญู โหติ พระตถาคต ทรงรู้จักกาลในเรื่องนั้น คือในการพยากรณ์ครั้งที่ ๓ นั้น พระตถาคต เป็นผู้รู้จักกาลเพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น. อธิบายว่า พระตถาคตทรงรู้กาล ในการถือเอา กาลในการรับของมหาชนแล้ว ทรงกระทำให้สมกับ เหตุการณ์ จึงทรงพยากรณ์อันสมควรนั่นเอง. ชื่อว่า กาลวาที เพราะ
หน้า 368 ข้อ 489
กล่าวในกาลอันควร. ชื่อว่า ภูตวาที เพราะกล่าวสภาพที่เป็นจริง. ชื่อว่า อตฺถวาที เพราะกล่าวถึงนิพพานอันเป็นปรมัตถ์. ชื่อว่า ธมฺมวาที เพราะกล่าวถึงมรรคธรรมและผลธรรม. ชื่อว่า วินยวาที เพราะกล่าว ถึงวินัยมีการสำรวมเป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺํ เห็นแล้ว คือย่อมรู้ย่อมเห็นอายตนะ นั้นโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่า รูปารมณ์อันมาสู่คลองในจักขุทวารของสัตว์ นับไม่ถ้วนในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้มีอยู่. รูปายตนะนั้นอันผู้รู้ผู้เห็น อย่างนั้นจำแนกด้วยนัย ๕๒ ด้วยวาระ ๑๓ ด้วยชื่อมิใช่น้อย โดยนัยมี อาทิว่า รูปที่เรียกว่ารูปายตนะนั้นเป็นไฉน. รูปใดเป็นสีอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นธรรมชาติที่เห็นได้และกระทบได้ ได้แก่สีเขียวคราม สีเหลือง... ดังนี้ เป็นธรรมชาติมีอยู่จริง ไม่จริงไม่มี ด้วยอำนาจอิฐารมณ์และอนิฐารมณ์ หรือด้วยอำนาจการได้ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ในกลิ่น รส โผฏ- ฐัพพะ ที่ได้ทราบและในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง. แม้ในเสียงเป็นต้นอันมาสู่ คลองในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงอายตนะนั้นหลาย ๆ อย่าง จึง ตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ทิฏฺํ สุตํ เห็นแล้ว ฟังแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺํ คือ รูปายตนะ. บทว่า สุตํ คือ สัททายตนะ. บทว่า มุตํ รู้แล้ว คือ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เพราะถึงแล้ว จึงควรรับ. บทว่า วิญฺาตํ ได้แก่ ธรรมารมณ์ มีสุขและทุกข์เป็นต้น. บทว่า ปตฺตํ คือ แสวงหาก็ตาม ไม่แสวงหาก็ตาม ได้ถึงแล้ว. บทว่า ปริเยสิตํ ถึงแล้วก็ตาม ไม่ถึงแล้วก็ตาม แสวงหาแล้ว. บทว่า อนุ- ๑. อภิ. สํ. ๓๔/ข้อ ๕๒๑.
หน้า 369 ข้อ 489
วิจริตํ มนสา คือ พิจารณาแล้วด้วยใจ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง อายตนะนั้นด้วยบทนี้ว่า ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธํ อายตนะทั้งหมดนั้น ตถาคตรู้พร้อมแล้ว. รูปารมณ์ใดมีอาทิว่า สีเขียว สีเหลือง ของโลก พร้อม ทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุหาประมาณมิได้ ย่อมมาสู่คลองในจักขุทวาร สัตว์นี้เห็นรูปารมณ์ชื่อนี้ ในขณะนั้นเกิดความดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เฉยๆ บ้าง ด้วยเหตุนั้น ตถาคตรู้พร้อมรูปารมณ์นั้นทั้งหมด. อนึ่ง สัททารมณ์ ใดมีอาทิว่า เสียงกลอง เสียงตะโพน ของโลก พร้อมทั้งเทวโลกนี้ ใน โลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ย่อมมาสู่คลองในโสตทวาร, คันธารมณ์มี อาทิว่า กลิ่นที่ราก กลิ่นที่เปลือก ย่อมมาสู่คลองในฆานทวาร, รสารมณ์ มีอาทิว่า มีรสที่ราก มีรสที่ลำต้น ย่อมมาสู่คลองในชิวหาทวาร, โผฏ- ฐัพพารมณ์อันต่างด้วยปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ มีอาทิว่า แข็ง อ่อน ย่อมมาสู่คลองในกายทวาร สัตว์นี้ถูกต้องโผฏฐัพพารมณ์ชื่อนี้ ใน ขณะนี้ เกิดดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เฉย ๆ บ้าง ด้วยเหตุนั้น ตถาคตรู้ พร้อมซึ่งอารมณ์นั้นทั้งหมด. อนึ่ง ธรรมารมณ์มีประเภทเป็นสุขและทุกข์ เป็นต้น ของโลกพร้อมด้วยเทวโลกนี้ ในโลกธาตุหาประมาณมิได้ ย่อม มาสู่คลองแห่งมโนทวาร สัตว์นี้รู้แจ้งธรรมารมณ์ชื่อนี้ ในขณะนี้ เกิดดีใจ เสียใจ หรือเฉย ๆ ตถาคตรู้พร้อมธรรมารมณ์นั้นทั้งหมด. ดูก่อนจุนทะ อายตนะใด อันสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้แล้ว รู้แจ้งแล้ว อายตนะนั้น อันตถาคตไม่เห็นแล้ว ไม่ฟังแล้ว ไม่รู้แล้ว ไม่รู้แจ้งแล้ว ไม่มี. อายตนะที่มหาชนนี้แสวงหาแล้วยังไม่ถึงบ้างมีอยู่ ไม่แสวงหาแล้ว ยังไม่ถึงบ้างมีอยู่ แสวงหาแล้วถึงบ้างแล้วมีอยู่ ไม่แสวงหาแล้วถึงบ้างมี อยู่ แม้ทั้งหมดตถาคตยังไม่ถึงยังไม่ทำให้แจ้งด้วยญาณไม่มี. เพราะฉะนั้น
หน้า 370 ข้อ 489
บัณฑิตจึงกล่าวว่า เราเป็นตถาคต เพราะไปเหมือนอย่างที่ชาวโลกเขาไป กัน. แต่ในบาลีกล่าวว่า อภิสมฺพุทฺธํ บทนั้นมีความเดียวกันกับ คต ศัพท์. พึงทราบความแห่งบทนี้ว่า ตถาคโต ในวาระทั้งหมดโดยนัยนี้. พึงทราบความในบทนี้ว่า ดูก่อนจุนทะ ณ ราตรีใด ตถาคตบรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม และราตรีใด ตถาคตปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนั้น ตถาคตกล่าว บอก ชี้แจงคำใด คำทั้งหมดนั้นเป็นจริงทั้งนั้น ไม่เป็นโดยประการอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียกเราว่า ตถาคต ดังต่อไปนี้ ณ ราตรีใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ (บัลลังก์อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้) ณ โพธิมณฑล ทรงย่ำยีมารทั้ง ๓ เสียได้ แล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมา- สัมโพธิญาณ ณ ราตรีใด เสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ในระหว่างนี้ ในกาลมีกำหนด ๔๕ พรรษา ในปฐมโพธิกาลบ้าง มัชฌิมโพธิกาลบ้าง ปัจฉิมโพธิกาลบ้าง พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสคำสอน คือ สุตตะ เคยยะ ฯ ล ฯ เวทัลละ ทั้งหมดนั้น ทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะ ไม่มีข้อตำหนิ ไม่บกพร่อง ไม่เกิน บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง กำจัดความมัวเมาด้วยอำนาจ ราคะ โทสะ และโมหะ ในภาษิตนั้นไม่มีข้อผิดพลาดแม้เท่าปลายขนทราย ทั้งหมดนั้น เป็นจริงแน่นอน ไม่จริงไม่มี ดุจประทับด้วยตราตราเดียว ดุจตวงด้วย ทะนานเดียว และดุจชั่งด้วยตราชั่งเดียว ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนจุนทะ ณ ราตรีใด ตถาคต ฯ ล ฯ ทั้งหมด นั้นเป็นจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงเรียก เราว่า ตถาคต ดังนี้. คต ศัพท์ในบทว่า ตถาคโต นี้ มีความว่า
หน้า 371 ข้อ 489
กล่าว. อีกอย่างหนึ่ง คำพูดชื่อว่า อคทะ ความว่า คำกล่าว. พึงทราบ ความสำเร็จแห่งบทในความนี้ อย่างนี้ว่า ชื่อว่า ตถาคโต เพราะแปลง ท อักษรเป็น ต อักษร ได้ความว่า เพราะมีพระดำรัสแท้ไม่วิปริต. พึงทราบความในบทนี้ว่า ยถาวาที จุนฺท ฯ ล ฯ วุจฺจติ ดังต่อ ไปนี้ พระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าอนุโลมไปตามวาจา พระวาจา อนุโลมไปตามกาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็น ยถาวาที (พูดอย่างใด) ตถาการี (ทำอย่างนั้น) และ ยถาการี (ทำอย่างใด) ตถาวาที (พูดอย่างนั้น). อธิบายว่า แม้พระวรกายก็เป็นไปเหมือนพระ- วาจาของพระองค์ซึ่งเป็นไปแล้วอย่างนั้น. พึงทราบบทสำเร็จในบทนี้ อย่างนี้ว่า ชื่อว่า ตถาคโต เพราะพระวาจาไปแล้ว เป็นไปแล้วเหมือน พระวรกาย. บทว่า อภิภู อนภิภูโต เป็นใหญ่ยิ่งอันใครๆครอบงำไม่ได้ คือ พระตถาคต เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องล่างถึงอเวจีเป็นที่สุด ทรง ครอบงำสรรพสัตว์ในโลกธาตุทั้งหลาย อันหาประมาณมิได้โดยส่วนขวาง ด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง ปัญญาบ้าง วิมุตติบ้าง วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง จะชั่งหรือประมาณกับพระองค์ไม่มี พระตถาคตชั่งไม่ได้ ประมาณไม่ได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา เป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม. บทว่า อญฺ- ทตฺถุ โดยแท้ เป็นนิบาตลงใน เอกังสัตถะ มีความส่วนเดียว. ชื่อว่า ทโส เพราะทรงเห็น. ชื่อว่า วสวตฺติ เพราะเป็นผู้ให้อำนาจเป็นไป. พึงทราบบทสำเร็จในบทนั้นดังนี้ ชื่อว่า อคโท เป็นดุจยา. เป็น อย่างไร พระตถาคตทรงมีลีลาในการแสดงธรรมอันจับใจ และทรงมี
หน้า 372 ข้อ 489
บุญอันสะสมไว้แล้ว ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงมีอานุภาพมาก ทรง ครอบงำโลกพร้อมทั้งเทวโลกของผู้กล่าวติเตียนทั้งหมด ดุจแพทย์กำจัด พิษงูด้วยยาทิพย์ฉะนั้น. พึงทราบว่า ชื่อว่า ตถาคโต เพราะแปลง ท อักษรเป็น ต อักษร มีความว่า เพราะมียาคือลีลาการแสดง และการ สะสมบุญแท้ไม่วิปริต ด้วยการครอบงำโลกทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิธฏฺญฺเว ชานาติ กมฺมาภิสงฺขารวเสน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรู้จักผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ ด้วยอำนาจแห่งกรรมาภิ- สังขาร คืออปุญญาภิสังขาร. บทว่า กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา เมื่อ กายแตกตายไป คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะอุปาทินนกขันธ์แตก. พึงทราบ ความในบทมีอาทิว่า อปายํ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อปาโย เพราะปราศจาก ความสุขความเจริญ. ชื่อว่า ทุตฺคติ เพราะเป็นที่ไปเป็นที่อาศัยของทุกข์. ชื่อว่า วินิปาโต เพราะคนทำกรรมชั่วย่อมตกไปในอบายนี้. ชื่อว่า นิรโย เพราะอรรถว่า ไม่มีความยินดี ไม่มีความชื่นใจ. เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกนั้น. บทว่า อุปปชฺชิสฺสติ คือ จักเกิดด้วยอำนาจแห่ง ปฏิสนธิ. บทว่า ติรจฺฉานโยนึ กำเนิดดิรัจฉาน ชื่อว่า ติรจฺฉานา เพราะสัตว์ไปขวาง. กำเนิดแห่งดิรัจฉานเหล่านั้น ชื่อว่า ติรจฺฉานโยนิ เข้าถึงกำเนิดดิรัจฉานนั้น. บทว่า ปิตฺติริสยํ เปรตวิสัย ชื่อว่า ปิตฺติ- วิสโย เพราะเป็นที่อยู่ของผู้ถึงความเป็นเปรต. เข้าถึงเปรตวิสัยนั้น. ชื่อ ว่า มนุษย์ เพราะมีใจสูง. ในมนุษย์เหล่านั้น. ต่อแต่นี้ไปพึงทราบความ ด้วยสามารถแห่งปุญญาภิสังขาร ในบทนี้ว่า กมฺมาภิสงฺขารวเสน ดังนี้. บทว่า อาสวานํ ขยา เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย คือ เพราะอาสวะพินาศไป. บทว่า อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ เจโตวิมุตติอัน
หน้า 373 ข้อ 489
หาอาสวะมิได้ คือผลวิมุตติที่ปราศจากอาสวะ. บทว่า ปญฺาวิมุตฺตึ ปัญญาวิมุตติ คือปัญญาในอรหัตผล. พึงทราบว่า สมาธิชื่อว่า เจโต- วิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ปัญญาในอรหัตผล ชื่อว่า ปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา. อีกอย่างหนึ่ง อรหัตผลอันตัณหาจริตบุคคลบรรลุแล้ว เพราะข่ม กิเลสทั้งหลายด้วยกำลังของอัปปนาฌาน ชื่อว่า เจโตวิมุตติ เพราะสำรอก ราคะ. อรหัตผลอันทิฏฐิจริตบุคคลยังเพียงอุปจารฌานให้เกิด เห็นแจ้ง แล้วจึงบรรลุ ชื่อว่า ปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา. อีกอย่างหนึ่ง อนาคามิผล ชื่อว่า เจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ที่หมายถึงกามราคะ. อรหัตผล ชื่อว่า ปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา โดยประการทั้งปวง. พึงทราบความในบทว่า อากิญฺจญฺายตเน อธมุตฺติ วิโมกฺเขน น้อมไปในอากิญจัญญายตนะด้วยวิโมกข์ ดังนี้ต่อไป. ชื่อว่าวิโมกข์ด้วย อรรถว่ากระไร. ด้วยอรรถว่าพ้น. พ้นอะไร. พ้นด้วยดีจากธรรมเป็น ข้าศึก และพ้นด้วยดีด้วยอำนาจความยินดียิ่งในอารมณ์. ท่านกล่าวไว้ว่า วิโมกข์ย่อมเป็นไปในอารมณ์ เพราะสิ้นสงสัย เพราะไม่ติเตียน ดุจทารก ปล่อยอวัยวะน้อยใหญ่ตามสบายนอนบนตักของบิดา. บทว่า เอวรูเปน วิโมกฺเขน วิมุตฺตํ พ้นแล้วด้วยวิโมกข์เห็นปานนี้ คือปล่อยวิญญานัญจา- ยตนะแล้วจึงพ้น ด้วยอำนาจแห่งความไม่สงสัยในอากิญจัญญายตนะ. บทว่า อลฺลินํ ตตฺราธิมุตฺตํ ไม่ติด คือน้อมไปในสมาธินั้น. บทว่า ตทาธิมุตฺตํ คือ น้อมไปในฌานนั้น. บทว่า ตทาธิปเตยฺยํ คือ มี ฌานนั้นเป็นใหญ่.
หน้า 374 ข้อ 489
ห้าบทมีอาทิว่า รูปาธิมุตฺโต น้อมใจไปในรูปดังนี้ ท่านกล่าวด้วย ความหนักในกามคุณ. สามบทมีอาทิว่า กุลาธิมุตฺโต น้อมใจไปใน ตระกูล ท่านกล่าวด้วยความหนักในตระกูล มีกษัตริย์เป็นต้น. บทมี อาทิว่า ลาภาธิมุตฺโต น้อมใจไปในลาภ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง โลกธรรม. สี่บทมีอาทิว่า จีวราธิมุตฺโต น้อมใจไปในจีวร ท่านกล่าว ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย. บทมีอาทิว่า สุตฺตนฺตาทิมุตฺโต น้อมใจไปใน พระสูตร ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งพระไตรปิฎก. บทว่า อารญฺิกง- คาธิมุตฺโต น้อมใจไปในองค์ของภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ท่านกล่าว ด้วยอำนาจแห่งธุดงค์. บทมีอาทิว่า ปมชฺฌานาธิมุตฺโต น้อมใจไปใน ปฐมฌาน ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งการได้เฉพาะ. บทว่า กมฺมปรายนํ มีกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งอภิสังขาร. บทว่า วิปากปรายนํ มีวิบากเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง ความเป็นไป. บทว่า กมฺมครุกํ หนักอยู่ในกรรม คือหนักอยู่ในเจตนา. บทว่า ปฏิสนฺธิครุกํ หนักอยู่ในปฏิสนธิ คือหนักอยู่ในการเกิด. บทว่า อากิญฺจญฺาสมฺภวํ เป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ คือรู้กรรมาภิสังขารว่าเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ. รู้อย่างไร. รู้ว่านี้เป็นปลิโพธ (ความห่วงใย). บทว่า นนฺทิสญฺโชนํ อิติ มี ความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบ คือรู้ว่า ความเพลิดเพลินกล่าวคือ ราคะในอรูป ๔ เป็นเครื่องประกอบ. บทว่า ตโต ตตฺถ วิปสฺสติ แต่นั้น ก็พิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น คือออกจากอากิญจัญญายตน- สมาบัติแล้ว เห็นแจ้งสมาบัตินั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า เอตํ าณํ ตถํ ตสฺส นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น คือนั่น
หน้า 375 ข้อ 489
เป็นอรหัตญาณอันเกิดขึ้นแล้วตามลำดับ แก่บุคคลนั้นผู้เห็นแจ้งอยู่อย่างนี้. บทว่า วุสีมโต คือ อยู่จบพรหมจรรย์. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. และเมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในครั้งก่อน. จบอรรถกถาโปสาลมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๔
หน้า 376 ข้อ 490, 491
โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านโมฆราช [๔๙๐] (ท่านโมฆราชทูลถามว่า) ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้งแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ มิได้ทรงพยากรณ์แก่ ข้าพระองค์ ได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระ- เทพฤๅษี (มีผู้ทูลถามปัญหา) เป็นครั้งที่ ๓ ย่อมทรง พยากรณ์. [๔๙๑] คำว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้ง แล้ว ความว่า พราหมณ์นั้นได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ๒ ครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพราหมณ์นั้นทูลถามปัญหา ไม่ทรงพยากรณ์ ในลำดับแห่งพระจักษุว่า ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ของพราหมณ์นี้จักมี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สักกะ ในคำว่า สกฺก พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงผนวชจากศากยสกุล แม้เพราะเหตุดังนี้ จึงทรงพระนาม ว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่า มีทรัพย์มาก แม้เพราะเหตุดังนี้ จึงทรงพระนามว่า สักกะ. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้านั้นทรงมีทรัพย์เหล่านั้น คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์ คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ทรัพย์คือสัมมัปปธาน ทรัพย์คืออิทธิ- บาท ทรัพย์คืออินทรีย์ ทรัพย์คือพละ ทรัพย์คือโพชฌงค์ ทรัพย์คือ
หน้า 377 ข้อ 492
มรรค ทรัพย์คือผล ทรัพย์คือนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ด้วยทรัพย์อันเป็นรัตนะหลายอย่างนี้ แม้เพราะ เหตุดังนี้ พระองค์จึงทรงพระนามว่า สักกะ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อาจ ผู้องอาจ ผู้สามารถ มีความสามารถ ผู้กล้า ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาด- เสียว ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจาก ขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุดังนี้ จึงทรงพระนามว่า สักกะ. เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้งแล้ว. คำว่า ได้ทูลถามแล้ว ความว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ ทูลถาม ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท ๒ ครั้งแล้ว เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้งแล้ว. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา โมฆราชา เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า โมฆราชา เป็น ชื่อ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน โมฆราชทูลถามว่า. [๔๙๒] คำว่า มิได้ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ในอุเทศว่า น เม พฺยากาสิ จกฺขุมา ความว่า มิได้ตรัสบอก ... มิได้ทรงประกาศ แก่ข้าพระองค์. คำว่า พระจักษุ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการ คือ ด้วยมังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ สมันตจักษุ.
หน้า 378 ข้อ 492
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างไร สี ๕ อย่าง คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำและสีขาว ย่อมปรากฏแก่พระผู้มี- พระภาคเจ้าในมังสจักษุ ขนพระเนตรตั้งอยู่เฉพาะในที่ใด ที่นั้นมีสีเขียว เขียวดี น่าดู น่าชม เหมือนสีดอกผักตบ ที่ถัดนั้นเข้าไปมีสีเหลือง เหลืองดี เหมือนสีทองคำ น่าดู น่าชม เหมือนดอกกรรณิการ์เหลือง เบ้าพระเนตรทั้งสองข้างของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีสีแดง แดงดี น่าดู น่าชม เหมือนสีปีกแมลงทับทิมทอง ที่ท่ามกลางมีสีดำ ดำดี ไม่มัวหมอง ดำสนิท น่าดู น่าชม เหมือนสีอิฐแก่ไฟ ที่ถัดนั้นเข้าไปมีสีขาว ขาวดี ขาวล้วน ขาวผ่อง น่าดู น่าชม เหมือนสีดาวประกายพฤกษ์ พระผู้มี- พระภาคเจ้ามีพระมังสจักษุเป็นปกตินั้น เนื่องในพระอัตภาพ อันเกิด ขึ้นเพราะสุจริตกรรมในภพก่อน ย่อมทอดพระเนตรเห็นตลอดที่โยชน์ หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ในเวลาใดมีความมืดประกอบ ด้วยองค์ ๔ คือ ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว คืนวันอุโบสถข้างแรม ๑ แนวป่าทึบ ๑ อกาลเมฆใหญ่ตั้งขึ้น ๑ ในความมืดประกอบด้วยองค์ ๔ เห็นปานนี้ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทอดพระเนตรเห็นตลอด โยชน์หนึ่งโดยรอบ หลุม บานประตู กำแพง ภูเขา กอไม้หรือเถาวัลย์ ไม่เป็นเครื่องกั้นในการทอดพระเนตรเห็นรูปทั้งหลายเลย หากว่าบุคคล พึงเอาเมล็ดงาเมล็ดหนึ่งเป็นเครื่องหมาย ใส่ลงในเกวียนสำหรับบรรทุกงา บุคคลนั้นพึงเอาเมล็ดงานั้นขึ้น มังสจักษุเป็นปกติของพระผู้มีพระภาคเจ้า บริสุทธิ์อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างไร พระผู้มี- พระภาคเจ้าย่อมทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ ฯ ล ฯ ด้วย
หน้า 379 ข้อ 492
ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทรงทราบชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้ เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะดู โลกธาตุหนึ่งก็ดี สองก็ดี สามก็ดี สี่ก็ดี ห้าก็ดี สิบก็ดี ยี่สิบก็ดี สามสิบ ก็ดี สี่สิบก็ดี ห้าสิบก็ดี ร้อยก็ดี พันหนึ่งเป็นส่วนน้อยก็ดี สองพันเป็น เป็นปานกลางก็ดี สามพันก็ดี สี่พันเป็นส่วนใหญ่ก็ดี หรือว่าทรงประสงค์ เพื่อจะทรงดูโลกธาตุเท่าใด ก็ทรงเห็นโลกธาตุเท่านั้น ทิพยจักษุของ พระผู้มีพระภาคเจ้าบริสุทธิ์อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วย ทิพยจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างไร พระ- ผู้มีพระภาคเจ้ามีพระปัญญาใหญ่ มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญา ร่าเริง มีพระปัญญาไว้ มีพระปัญญาคมกล้า มีพระปัญญาทำลายกิเลส ทรงฉลาดในประเภทปัญญา มีพระญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา แล้ว ทรงถึงแล้วซึ่งเวสารัชชญาณ ๔ ทรงพลญาณ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษ ผู้องอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไป มีญาณไม่มีที่สุด มีเดชไม่มีที่สุด มียศไม่มีที่สุด เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ เป็นผู้นำ นำไปให้วิเศษ นำ เนือง ๆ ให้เข้าใจ ให้เพ่งพินิจ เป็นผู้ตรวจ ให้เลื่อมใส พระผู้มีพระ- ภาคเจ้านั้น ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงยังประชาชนให้เข้าใจ มรรคที่ยังไม่เข้าใจ ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้มรรค ทรง รู้แจ้งมรรค ฉลาดในมรรค ก็แหละในบัดนี้ พระสาวกทั้งหลายเป็นผู้ ดำเนินตามมรรค ประกอบในภายหลังอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรง รู้อยู่ ชื่อว่าทรงรู้ ทรงเห็นอยู่ ชื่อว่าทรงเห็น เป็นผู้มีจักษุ มีญาณ
หน้า 380 ข้อ 492
มีธรรม มีคุณอันประเสริฐ เป็นผู้ตรัสบอกธรรม ตรัสบอกทั่วไป ทรง แนะนำประโยชน์ ประทานอมตธรรม เป็นพระธรรมสามี เสด็จไป อย่างนั้น บทธรรมที่พระองค์มิได้ทรงรู้ มิได้ทรงเห็น มิได้ทรงทราบ มิได้ทรงทำให้แจ่มแจ้ง มิได้ทรงถูกต้อง ไม่มีเลย. ธรรมทั้งหมดรวมทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองในมุข คือ พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว โดยอาการทั้งปวง ขึ้น ชื่อว่าบทธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ควรแนะนำ ควรรู้ มีอยู่ ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ใน ภพหน้า ประโยชน์ตน ประโยชน์ลึก ประโยชน์เปิดเผย ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ที่ควรแนะนำ ประโยชน์ที่แนะนำแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ ประโยชน์ไม่มีกิเลส ประโยชน์ขาว หรือประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ. กายกรรมทั้งหมด วจีกรรมทั้งหมด มโนกรรมทั้งหมด ย่อมเป็น เป็นไปตามพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระญาณมิได้ขัดข้องในอดีต อนาคต ปัจจุบัน บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณก็เท่านั้น พระญาณเท่าใด บท ธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมีบทธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปล่วง บทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่ล่วงพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดแห่งกันและกัน ลิ้นผอบ ๒ ลิ้นสนิทกัน ลิ้น ผอบข้างล่าง ไม่เกินลิ้นผอบข้างบน ลิ้นผอบข้างบน ก็ไม่เกินลิ้นผอบ ข้างล่าง ลิ้นผอบทั้งสองนั้นตั้งอยู่ในที่สุดแห่งกัน ฉันใด พระผู้มีพระภาค-
หน้า 381 ข้อ 492
เจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีบทธรรมที่ควรแนะนำ และพระญาณตั้งอยู่ในที่สุดแห่ง กันและกัน ฉันนั้นเหมือนกัน บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณก็ เท่านั้น พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมี บทธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็น ที่สุด พระญาณไม่เป็นไปล่วงบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรม ที่ควรแนะนำ ก็ไม่เป็นไปล่วงพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดแห่ง กันและกัน พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปใน ธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยอาวัชชนะ เนื่องด้วยอากังขา เนื่อง ด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปในสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบฉันทะเป็น ที่มานอน อนุสัย จริต อธิมุตติ ของสัตว์ทั้งปวง ทรงทราบชัดซึ่งสัตว์ ทั้งหลายผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตา คือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียงดัง ธุลีในนัยน์ตาคือมีปัญญามาก มีอินทรีย์แก่กล้า ที่มีอินทรีย์อ่อน ที่มี อาการดี ที่มีอาการชั่ว ที่ให้รู้ง่าย ที่ให้รู้ยาก ที่เป็นภัพพสัตว์ ที่เป็น อภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ย่อมเป็นไปในภายในแห่งพระพุทธ- ญาณ. ปลาและเต่าทุกชนิด โดยที่สุดรวมถึงปลาติมิติมิงคละ ย่อมเป็นไป- ในภายในมหาสมุทร ฉันใด โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ย่อมเป็นไปในภายใน พระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน นกทุกชนิดโดยที่สุดรวมถึงครุฑสกุล เวนเตยยะ ย่อมบินไปในประเทศอากาศ ฉันใด พระสาวกทั้งหลายเสมอ
หน้า 382 ข้อ 492
ด้วยพระสารีบุตรโดยปัญญา ย่อมเป็นไปในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน พระพุทธญาณย่อมแผ่ปกคลุมปัญญาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะที่เป็นบัณฑิต มีปัญญา ละเอียด มีวาทะโต้ตอบกับผู้อื่น เป็นดังนายขมังธนู ยิงขนทรายแม่น บัณฑิตเหล่านั้นเป็นประหนึ่งว่า เที่ยวทำลายทิฏฐิเขาด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่งปัญหาเข้ามาเฝ้าพระตถาคตแล้ว ทูลถามปัญหา เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกและตรัสแก้แล้ว ทรงแสดงเหตุ และอ้างผลแล้ว บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ใน ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไพโรจน์ยิ่งขึ้นด้วยพระปัญญาใน สถานที่นั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า มีพระจักษุแม้ ด้วยปัญญาจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างไร พระผู้มี- พระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลส- เพียงดังธุลีในนัยน์ตา คือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตา คือ ปัญญามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการ ชั่ว ผู้แนะนำให้รู้ได้ง่าย ผู้แนะนำให้รู้ได้ยาก บางพวกเป็นผู้มีปกติเห็น โทษและภัยในปรโลกอยู่ ในกออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบลบัวเขียว ดอกปทุมบัวหลวง หรือดอกบุณฑริกบัวขาว บางชนิด เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ไปตามน้ำ จมอยู่ในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ บางชนิด เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่เสมอน้ำ บางชนิดเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่พ้นจากน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ แม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรง
หน้า 383 ข้อ 492
ตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีใน นัยน์ตา คือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตา คือปัญญามาก ผู้มี อินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ผู้แนะนำให้ รู้ได้ง่าย ผู้แนะนำให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษและภัยในปรโลก อยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้เป็น ราคจริต บุคคลนี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต บุคคลนี้เป็น วิตักกจริต บุคคลนี้เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสบอกอสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต ตรัสบอกเมตตา- ภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต ทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ตั้งอยู่ ในเพราะอุเทศ และปริปุจฉาในการฟังธรรมโดยกาล ในการสนทนา ธรรมโดยกาล ในการอยู่ร่วมกับครู ตรัสบอกอานาปานัสสติแก่บุคคล ผู้เป็นวิตักกจริต ตรัสบอกความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความที่ธรรม เป็นธรรมดี ความที่สงฆ์ปฏิบัติดี และศีลทั้งหลายของตน ซึ่งเป็นนิมิต เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต ตรัสบอกอาการ ไม่เที่ยง อาการเป็นทุกข์ อาการเป็นอนัตตา อันเป็นวิปัสสนานิมิตแก่ บุคคลผู้เป็นญาณจริต. บุคคลยืนอยู่บนยอดภูเขาศิลา พึงเห็นหมู่ชนโดย รอบ แม้ฉันใด ข้าแต่พระสุเมธ ผู้มีพระสมันตจักษุ พระองค์เสด็จขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม ปราศจาก ความโศก ก็ทรงเห็นหมู่ชนที่อาเกียรณ์ด้วยความโศก ผู้อันชาติและชราครอบงำ เปรียบฉันนั้น.
หน้า 384 ข้อ 493
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างไร พระ- สัพพัญญุตญาตญาณท่านกล่าวว่า สมันตจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วย พระสัพพัญญุตญาณ. บทธรรมอะไร ๆ อันพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นไม่ทรง เห็น ไม่ทรงรู้แจ้ง หรือไม่พึงทราบ มิได้มีเลย พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้เฉพาะซึ่งบทธรรมทั้งปวง เนยยบทใด มีอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนยยบทนั้น เพราะ- เหตุนั้น พระตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุ ไม่ทรงพยากรณ์แก่ ข้าพระองค์. [๔๙๓] คำว่า ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น พระเทพฤาษี (เมื่อมีผู้ถามปัญหา) เป็นครั้งที่ ๓ ย่อมทรงพยากรณ์ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ได้ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนดไว้แล้วอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าใครทูลถามปัญหา อันชอบแก่เหตุเป็นครั้งที่ ๓ ย่อมพยากรณ์ มิได้ตรัสห้าม. คำว่า ผู้เป็นพระเทพฤๅษี ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นทั้งเทพ เป็นทั้งฤๅษี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพระเทพฤๅษี พระราชาทรงผนวช แล้ว เรียกกันว่าพระราชฤๅษี พราหมณ์บวชแล้วก็เรียกกันว่า พราหมณ์
หน้า 385 ข้อ 493
ฤๅษี ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นทั้งเทพ เป็นทางฤๅษี ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นพระเทพฤๅษี. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวชแล้ว แม้เพราะเหตุ ดังนี้ พระองค์จึงชื่อว่า พระฤๅษี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ พระองค์จึงชื่อว่าเป็นพระ- ฤๅษี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งสมาธิขันธ์ใหญ่ ปัญญาขันธ์ใหญ่ วิมุตติขันธ์ใหญ่ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ใหญ่ แม้เพราะ เหตุดังนี้ พระองค์จึงชื่อว่า เป็นพระฤๅษี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งการทำลายกองแห่งความมืดใหญ่ การทำลายวิปลาสใหญ่ การถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่ การคลายกองทิฏฐิใหญ่ การล้มมานะเพียง ดังว่าธงใหญ่ การสงบอภิสังขารใหญ่ การสลัดออกซึ่งโอฆกิเลสใหญ่ การปลงภาระใหญ่ การตัดเสียซึ่งสังสารวัฏใหญ่ การดับความเดือดร้อน การระงับความเร่าร้อนใหญ่ การให้ยกธรรมดังว่าธงใหญ่ขึ้น แม้เพราะ เหตุนั้น พระองค์จึงชื่อว่า เป็นพระฤๅษี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งสติปัฏฐานใหญ่ สัมมัปปธานใหญ่ อิทธิบาทใหญ่ อินทรีย์ใหญ่ พละใหญ่ โพชฌงค์ใหญ่ อริยมรรคมีองค์ ๘ ใหญ่ นิพพานใหญ่ แม้เพราะเหตุดังนี้ พระองค์จึงชื่อว่า พระฤๅษี. อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า อันสัตว์ทั้งหลายที่มีอานุภาพ มากแสวงหา เสาะหา ค้นหาว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเทวดา ล่วงเทวดาประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้องอาจกว่านรชนประทับอยู่ ณ ที่ไหน แม้เพราะเหตุดังนี้ พระ- องค์จึงชื่อว่า เป็นพระฤๅษี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ได้ยินมา
หน้า 386 ข้อ 494, 495, 496, 497
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระฤๅษี (มีผู้ทูลถามปัญหา) เป็นครั้งที่ ๓ ย่อมทรงพยากรณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแด่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้งแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุ มิได้ทรงพยากรณ์แก่ข้า- พระองค์ ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระเทพฤๅษี (มีผู้ทูลถามปัญหา) เป็นครั้งที่ ๓ ย่อม ทรงพยากรณ์. [๔๙๔] โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลกกับเทวโลก ย่อมไม่ทราบ ความเห็นของพระโคดมผู้มียศ. [๔๙๕ ] คำว่า โลกนี้ ในอุเทศว่า อยํ โลโก ปโร โลโก ดังนี้ คือ มนุษยโลก คำว่า โลกอื่น คือ โลกทั้งหมด ยกมนุษยโลกนี้ เป็น โลกอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกนี้ โลกอื่น. [๔๙๖] คำว่า พรหมโลกกับเทวโลก ความว่า พรหมโลก พร้อม ทั้งเทวโลก มารโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พรหมโลกกับเทวโลก. [๔๙๗] คำว่า ย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ ความว่า โลกย่อมไม่ทราบซึ่งความเห็น ความควร ความชอบใจ ลัทธิ อัธยาศัย ความประสงค์ของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้านี้มีความเห็นอย่างนี้ มี ความควรอย่างนี้ มีความชอบใจอย่างนี้ มีลัทธิอย่างนี้ มีอัธยาศัยอย่างนี้ มีความประสงค์อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไม่ทราบความเห็น ของพระองค์.
หน้า 387 ข้อ 498, 499, 500, 501, 502
[๔๙๘] คำว่า พระโคดมผู้มียศ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถึงยศแล้ว เพราะฉะนั้น ทรงมียศ. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง ทรงเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระโคดมเป็นผู้มียศ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลกกับเทวโลก ย่อมไม่ทราบ ความเห็นของพระโคดมผู้มียศ. [๔๙๙] ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้าพระ- องค์ผู้เห็นธรรมอันงามอย่างนี้ เมื่อบุคคลพิจารณาเห็น โลกอย่างไร มัจจุราชจึงไม่เห็น. [๕๐๐] คำว่า ผู้เห็นธรรมอันงามอย่างนี้ ความว่า ผู้เห็นธรรม อันงาม เห็นธรรมอันเลิศ เห็นธรรมอันประเสริฐ เห็นธรรมอันวิเศษ เห็นธรรมเป็นประธาน เห็นธรรมอันอุดม เห็นธรรมอย่างยิ่งอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เห็นธรรมอันงามอย่างนี้. [๕๐๑] คำว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ความว่า พวกข้าพระองค์เป็นผู้มีความต้องการด้วยปัญหาจึงมาเฝ้า ฯ ล ฯ เพื่อให้ทรงชี้แจงเพื่อตรัส แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า. [๕๐๒] คำว่า พิจารณาเห็นโลกอย่างไร ความว่า ผู้มองเห็น
หน้า 388 ข้อ 503, 504, 505
เห็นประจักษ์ พิจารณา เทียบเคียง เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งอย่างไร เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า พิจารณาเห็นโลกอย่างไร. [๕๐๓] คำว่า มัจจุราชจึงไม่เห็น ความว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็น ไม่แลเห็น ไม่ประสบ ไม่พบ ไม่ได้เฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มัจจุราช จึงไม่เห็น เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า ข้าพระองค์มีความต้องการด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า พระองค์ผู้เห็นธรรมอันงามอย่างนี้ เมื่อบุคคลพิจารณา เห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงไม่เห็น. [๕๐๔] ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติพิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พึงข้าม พ้นมัจจุราชได้ด้วยอุบายอย่างนี้ เมื่อบุคคลพิจารณาเห็น โลกอย่างนี้ มัจจุราชจึงไม่เห็น. [๕๐๕] คำว่า โลก ในอุเทศว่า สุญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ดังนี้ คือ นิรยโลก ดิรัจฉานโลก ปิตติวิสยโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกนี้ โลกอื่น พรหมโลกพร้อมทั้งเทวโลก. ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โลก โลก ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลก เพราะเหตุเท่าไรหนอแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตอบว่า ดูก่อนภิกษุ เรากล่าวว่าโลก เพราะเหตุว่า ย่อมแตก อะไรแตก จักษุแตก รูปแตก จักษุวิญญาณแตก จักษุสัมผัสแตก สุขเวทนาก็ดี
หน้า 389 ข้อ 505
ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็แตก หูแตก เสียงแตก จมูกแตก กลิ่นแตก ลิ้นแตก รสแตก กายแตก โผฎฐัพพะแตก มนะแตก ธรรมารมณ์แตก มโน- วิญญาณแตก มโนสัมผัสแตก สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขม- สุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็แตก ดูก่อนภิกษุ ธรรมมีจักษุเป็นต้นนั้นย่อมแตกดังนี้แล เพราะเหตุนั้น เรา จึงกล่าวว่าโลก. คำว่า จงพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ความว่า บุคคล พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วย สามารถความกำหนดว่าไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ ด้วยสามารถพิจารณาเห็น สังขารโดยเป็นของว่างเปล่า ๑. บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ด้วยสามารถการ กำหนดว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ อย่างไร. ใคร ๆ ย่อมไม่ได้อำนาจในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้จักเป็นอัตตาแล้ว ไซร้ รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และจะพึงได้ในรูปว่า ขอรูปของ เราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และย่อมไม่ได้ ในรูปว่า ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราจงอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย เวทนาเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเวทนานี้จักเป็นอนัตตาแล้ว ไซร้ เวทนานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และพึงได้ในเวทนาว่า ขอเวทนา
หน้า 390 ข้อ 505
ของเราจงเป็นอย่างนี้ เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย แต่เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า ขอเวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้ เวทนาของ เราอย่าได้เป็นอย่างนี้แล สัญญาเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้า สัญญานี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ สัญญานี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และพึง ได้ในสัญญาว่า ขอสัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้ สัญญาของเราอย่าได้เป็น อย่างนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า ขอสัญญาของเรา จงเป็นอย่างนี้ สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย สังขารเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารนี้จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ สังขารนี้ก็ไม่พึง เป็นไปเพื่ออาพาธ และจะพึงได้ในสังขารว่า ขอสังขารของเราจงเป็น อย่างนี้ สังขารของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ เพราะสังขารเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และย่อม ไม่ได้ในสังขารว่า ขอสังขารของเราจงเป็นอย่างนี้ สังขารของเราอย่าได้ เป็นอย่างนี้เลย วิญญาณเป็นอนัตตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าวิญญาณนี้ จักเป็นอนัตตาแล้วไซร้ วิญญาณนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และจะพึง ได้ในวิญญาณว่า ขอวิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้ วิญญาณของเราอย่า ได้เป็นอย่างนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า ขอ วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้ วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนี้เลย. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย กายนี้ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ทั้งไม่ใช่ของผู้อื่น ดูก่อน
หน้า 391 ข้อ 505
ภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่านี้ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีเจตนาเป็นมูลเหตุ ท่านทั้งหลายพึงเห็นว่าเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกายนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับ แล้วย่อมมนสิการโดยแยบคายด้วยดี ถึงปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ ก็เกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ คือเพราะ อวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะ ชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ก็เพราะ อวิชชานั้นแล ดับโดยสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬาย- ตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะ อุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้นย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ด้วย สามารถการกำหนดว่า ไม่เป็นไปในอำนาจอย่างนี้. บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ด้วยสามารถการ พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นของว่างเปล่า อย่างไร. ใคร ๆ ย่อม
หน้า 392 ข้อ 505
ไม่ได้แก่นสารในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ รูปไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระว่าความเที่ยง เป็นแก่นสาร โดยสาระว่าความสุขเป็นแก่นสาร โดยสาระว่าตนเป็นแก่น สาร โดยความเที่ยง โดยความยั่งยืน โดยความมั่นคง หรือโดยมีความ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เวทนาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจาก แก่นสาร สัญญาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร สังขาร ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร วิญญาณไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระว่าความเที่ยงเป็นแก่นสาร โดยสาระว่าความสุขเป็นแก่นสาร โดยสาระว่าตนเป็นแก่นสาร โดยความ เที่ยง โดยความยั่งยืน โดยความมั่นคง หรือโดยมีความไม่แปรปรวน เป็นธรรมดา ต้นอ้อไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร อนึ่ง ต้นละหุ่งไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร อนึ่ง ต้นมะเดื่อ ไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร อนึ่ง ต้นรักไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร อนึ่ง ต้นทองหลางไม่มีแก่นสาร ไร้ แก่นสาร ปรากจากแก่นสาร อนึ่ง ฟองน้ำไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร อนึ่ง ค่อมน้ำไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจาก แก่นสาร อนึ่ง ต้นกล้วยไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร อนึ่ง พยับแดดไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร ฉันใด รูปไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระว่าความเที่ยง เป็นแก่นสาร โดยสาระว่าความสุขเป็นแก่นสาร โดยสาระว่าตนเป็น แก่นสาร โดยความเที่ยง โดยความยั่งยืน โดยความมั่นคง หรือโดยมี ความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เวทนาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร
หน้า 393 ข้อ 505
ปราศจากแก่นสาร สัญญาไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร สังขารไม่มีแก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร วิญญาณไม่มี แก่นสาร ไร้แก่นสาร ปราศจากแก่นสาร โดยสาระว่าความเที่ยงเป็น แก่นสาร โดยสาระว่าความสุขเป็นแก่นสาร โดยสาระว่าตนเป็นแก่นสาร โดยความเที่ยง โดยความยั่งยืน โดยความมั่นคง หรือโดยมีความไม่ แปรปรวนเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของสูญ ด้วยสามารถการพิจารณาเห็นสังขารโดยเป็นของ ว่างเปล่า อย่างนี้ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญด้วย เหตุ ๒ ประการนี้. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๖ อย่าง คือ บุคคลย่อมเห็นรูปโดยความที่ตนไม่เป็นใหญ่ ๑ โดยทำตามความชอบใจไม่ได้ ๑ โดยเป็นที่ตั้งแห่งความไม่สบาย ๑ โดย ไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ โดยเป็นไปตามเหตุ ๑ โดยว่างเปล่า ๑ บุคคล ย่อมพิจารณาเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความที่ตนไม่เป็น ใหญ่... โดยว่างเปล่า บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๖ อย่างนี้. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นรูป โดยความว่าง ๑ โดยความเปล่า ๑ โดยความสูญ ๑ โดยไม่ใช่ตน ๑ โดยไม่เป็นแก่น สาร ๑ โดยเป็นดังผู้ฆ่า ๑ โดยความเสื่อม ๑ โดยเป็นมูลแห่งทุกข์ ๑ โดยมีอาสวะ ๑ โดยความเป็นขันธ์อันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ บุคคลย่อม พิจารณาเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความว่าง ... โดย
หน้า 394 ข้อ 505
ความเป็นขันธ์อันปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความ เป็นของสูญ โดยอาการ ๑๐ อย่างนี้. อีกประการหนึ่ง บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๒ อย่าง คือ ย่อมพิจารณาเห็นว่า รูปไม่ใช่สัตว์ ๑ ไม่ใช่ ชีวิต ๑ ไม่ใช่บุรุษ๑ ไม่ใช่คน๑ ไม่ใช่มาณพ ๑ ไม่ใช่หญิง ๑ ไม่ใช่ ชาย ๑ ไม่ใช่ตน ๑ ไม่ใช่ของที่เนื่องกับตน ๑ ไม่ใช่เรา ๑ ไม่ใช่ ของเรา ๑ ไม่มีใคร ๆ ๑ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่สัตว์ ... ไม่มีใคร ๆ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของสูญ โดยอาการ ๑๒ อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งอะไรเล่าไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละรูป นั้นเสีย รูปนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อ ความสุขตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนาไม่ใช่ของท่าน ทั้งหลาย ... สัญญาไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย... สังขารไม่ใช่ของท่าน ทั้งหลาย... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายจงละวิญญาณนั้นเสีย วิญญาณนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ใด ที่มีอยู่ในเชตวันวิหารนี้ ชนพึงนำหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้นั้น
หน้า 395 ข้อ 505
ไปเสีย เผาเสียหรือพึงทำตามควรแก่เหตุ ท่านทั้งหลายพึงมีความคิด อย่างนี้ว่า ชนนำเราทั้งหลายไปเสีย เผาเสีย หรือทำตามควรแก่เหตุบ้าง หรือหนอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า นั่น เป็นเพราะเหตุอะไร เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตนหรือสิ่งที่เนื่องกับตนของ ข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกันแล สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายจงละรูปนั้นเสีย รูปนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละสิ่ง นั้นเสีย สิ่งนั้นอันท่านทั้งหลายละเสียแล้ว จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็น ของสูญแม้อย่างนี้. ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ ตรัสว่า โลกสูญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอานนท์ เพราะสูญจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน ฉะนั้น จึงกล่าวว่า โลกสูญ ดูก่อนอานนท์ สิ่งอะไรเล่าสูญจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน จักษุสูญ รูปสูญ จักษุ- วิญญาณสูญ จักษุสัมผัสสูญ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุข- เวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็สูญจากตน
หน้า 396 ข้อ 505
หรือสิ่งที่เนื่องกับตน หูสูญ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญ กายสูญ โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญ ธรรมารมณ์สูญ มโนวิญญาณสูญ สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนาก็ดี ที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้เวทนานั้นก็สูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน ดูก่อนอานนท์ เพราะสูญจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องกับตนนั่นแล ฉะนั้น จึงกล่าวว่า โลกสูญ บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ แม้อย่างนี้. ดูก่อนคามณี เมื่อบุคคลเห็นซึ่งความเกิดขึ้นพร้อม แห่งธรรมทั้งสิ้น ซึ่งความสืบต่อแห่งสังขารทั้งสิ้น ตาม ความเป็นจริง ภัยนั้นย่อมไม่มี เมื่อใด บุคคลย่อม พิจารณาเห็นโลกเสมอหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้นก็ไม่พึงปรารถนาภพหรืออัตภาพอะไร ๆ อื่น เว้น ไว้แต่นิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ. บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญแม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมตามค้นหารูป คติของรูปมีอยู่เท่าไร ตามค้นหา เวทนา คติของเวทนามีอยู่เท่าไร ตามค้นหาสัญญา คติของสัญญามีอยู่ เท่าไร ตามค้นหาสังขาร คติของสังขารมีอยู่เท่าไร ตามค้นหาวิญญาณ คติของวิญญาณมีอยู่เท่าไร ก็เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ เมื่อภิกษุตามค้น หารูป คติของรูปมีอยู่เท่าไร ตามค้นหาเวทนา คติของเวทนามีอยู่เท่าไร ตามค้นหาสัญญา คติของสัญญามีอยู่เท่าไร ตามค้นหาสังขาร คติของ สังขารมีอยู่เท่าไร ตามค้นหาวิญญาณ คติของวิญญาณมีอยู่เท่าไร แม้
หน้า 397 ข้อ 506, 507
ความถือใดด้วยอำนาจทิฏฐิว่า เราก็ดี ด้วยอำนาจตัณหาว่า ของเราก็ดี ด้วยอำนาจมานะว่า เป็นเราก็ดี ของภิกษุใดมีอยู่ ความถือแม้นั้นย่อมไม่มี แก่ภิกษุนั้น บุคคลย่อมพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญแม้อย่างนี้. คำว่า จงพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ความว่า จง มองดู จงพิจารณา จงเทียบเคียง จงตรวจตรา จงให้เเจ่มแจ้ง จงทำ ให้ปรากฏ ซึ่งโลกโดยความเป็นของสูญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จง พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ. [๕๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า โมฆ- ราช ในอุเทศว่า โมฆราช สทา สโต ดังนี้ คำว่า ทุกเมื่อ คือ ตลอดกาล ทั้งปวง ฯ ล ฯ ในตอนวัยหลัง. คำว่า ผู้มีสติ คือ มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐาน เครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ บุคคล นั้นตรัสว่า เป็นผู้มีสติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนโมฆราช... มี สติทุกเมื่อ. [๕๐๗] ทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ตรัสว่า อัตตานุทิฏฐิ ในอุเทศว่า อตฺตา- นุทิฏฺึ อูหจฺจ ดังนี้ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระ- อริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำ ในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตน ว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ตามเห็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง ตามเห็นตนว่า มีวิญญาณบ้าง ตามเห็นวิญญาณในตนบ้าง ตามเห็นตนในวิญญาณบ้าง ทิฏฐิอันไปแล้ว ทิฏฐิอันรกชัฏ ทิฏฐิเป็นทางกันดาร ทิฏฐิเป็นข้าศึก
หน้า 398 ข้อ 508, 509, 510
(เสี้ยนหนาม) ทิฏฐิอันแส่ไปผิด ทิฏฐิเป็นเครื่องประกอบไว้ ความถือ ความยึดถือ ความถือมั่น ความจับต้องทางชั่ว ทางผิด ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือโดยการแสวงหาผิด ความถือวิปริต ความ ถือวิปลาส ความถือผิด ความถือในวัตถุไม่จริงว่าเป็นจริง ทิฏฐิ ๖๒ มีเท่าไร ทิฏฐินี้เป็นอัตตานุทิฏฐิ. คำว่า ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว ความว่า รื้อ ถอน ฉุด ชัก ลากออก เพิกขึ้น ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งอัตตา- นุทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว. [๕๐๘] คำว่า พึงข้ามพ้นมัจจุได้ด้วยอุบายอย่างนี้ ความว่า พึงข้ามขึ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง แม้ซึ่งมัจจุ แม้ซึ่งชรา แม้ซึ่งมรณะ ด้วยอุบายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามพ้นมัจจุได้ด้วยอุบาย อย่างนี้. [๕๐๙] คำว่า พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้ ความว่า มองเห็น พิจารณาเห็น เทียบเคียง พิจารณา ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งซึ่งโลก ด้วยอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้. [๕๑๐] แม้มารก็ชื่อว่ามัจจุราช แม้ความตายก็ชื่อว่ามัจจุราช ในอุเทศว่า มจฺจุราชา น ปสฺสติ ดังนี้. คำว่า ย่อมไม่เห็น ความว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็น คือ ไม่ประสบ ไม่พบ ไม่ปะ ไม่ได้เฉพาะ. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เนื้อที่อยู่ในป่า เมื่อเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ เดินไปก็ไม่ระแวง ยืนอยู่ก็ไม่ระแวง นั่งพักอยู่ก็ไม่ระแวง นอนอยู่ก็ไม่ระแวง ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร เพราะเนื้อนั้นไม่ไปในทางของพราน แม้ฉันใด ดูก่อน
หน้า 399 ข้อ 510
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็เหมือนฉันนั้นแล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทางไปแล้ว สู่สถานเป็นที่ไม่เห็นด้วยจักษุแห่งมารผู้ลามก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีก ประการหนึ่ง ภิกษุเข้าทุติยฌาน อันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เข้าตติยฌาน เข้าจตุตถฌาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทาง ไปแล้วสู่สถาน เป็นที่ไม่เห็นด้วยจักษุของมารผู้ลามก. อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ มนสิการถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทาง ไปแล้วสู่สถาน เป็นที่ไม่เห็นด้วย จักษุของมารผู้ลามก. อีกประการหนึ่ง ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการ ทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดไม่ได้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งไม่มี ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดย ประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ล่วงเนวสัญญานา- สัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ และ อาสวะของภิกษุนั้นก็หมดสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่าทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทาง ไปแล้ว
หน้า 400 ข้อ 510
สู่สถานเป็นที่ไม่เห็นด้วยจักษุของมารผู้ลามก ข้ามแล้วซึ่งตัณหาอันซ่านไป ในอารมณ์ต่าง ๆ ภิกษุนั้นเดินอยู่ก็ไม่ระแวง ยืนอยู่ก็ไม่ระแวง นั่งอยู่ ก็ไม่ระแวง นอนอยู่ก็ไม่ระแวง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้น ไม่ไปในทางแห่งมารผู้ลามก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติ พิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของสูญทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พึงข้ามพ้นมัจจุได้ด้วยอุบายอย่างนี้ เมื่อบุคคลพิจารณา เห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึงไม่เห็น. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกฉะนี้แล. จบโมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕ อรรถกถาโมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕ พึงทราบวินิจฉัยในโมฆราชสูตรที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า ทฺวาหํ คือ เทฺว วาเร อหํ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้ง แล้ว. เพราะว่าโมฆราชมาณพนั้น คราวก่อนทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ๒ ครั้ง เมื่อจบอชิตสูตรและติสสเมตเตยยสูตร. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรอให้โมฆราชมาณพมีอินทรีย์แก่กล้าก่อน จึงไม่ทรงพยากรณ์. ด้วย เหตุนั้น โมฆราชมาณพจึงทูลว่า ทฺวาหํ สกฺก อปุจฺฉิสฺสํ ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้งแล้ว. บทว่า ยาวตติยญฺจ เทวิสิ พฺยากโร-
หน้า 401 ข้อ 510
ตีติ เม สุตํ ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระเทพฤๅษี ย่อมทรงพยากรณ์ในครั้งที่ ๓ ความว่า ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระฤษีวิสุทธิเทพ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีผู้ทูลถามปัญหาเป็นครั้งที่ ๓ ย่อมทรงพยากรณ์กะสหธรรมิก. นัยว่า โมฆราชมาณพได้ฟังมาอย่างนี้ ณ ฝั่งแม่น้ำโคธาวารีนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น โมฆราชมาณพจึงทูลว่า พฺยากโรตีติ เม สุตํ ดังนี้ คำใดที่พึงกล่าว ในนิเทศแห่งคาถานี้ คำนั้นมีนัยดังได้กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า อยํ โลโก คือ มนุษยโลกนี้. บทว่า ปโร โลโก คือ โลกที่เหลือยกเว้นมนุษยโลกนั้น. บทว่า สเทวโก พร้อมด้วยเทวโลก คือโลกที่เหลือ ยกเว้นพรหมโลก. ได้แก่ อุปปัตติเทพและสมมติเทพ บทที่ว่า พฺรหฺมโลโก สเทวโก พรหมโลก พร้อมด้วยเทวโลก เป็น เพียงแสดงคำมีอาทิว่า สเทวโก โลโก โลกพร้อมด้วยเทวโลก. ด้วยบทนั้น พึงทราบโลกแม้ทั้งหมดมีประการดังได้กล่าวแล้วอย่างนั้น. บทว่า เอวํ อภิกฺกนฺตทสฺสาวึ พระองค์ผู้เห็นธรรมอันงามอย่างนี้ คือโมฆราชมาณพแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธรรมอันเลิศอย่างนี้ สามารถจะทรงเห็นอัธยาศัย อธิมุตติ คติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้าของโลก พร้อมด้วยเทวโลกได้. บทว่า สุญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ท่านจงพิจารณาเห็นโลกโดย ความเป็นของสูญ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงดูโลกโดยความเป็น ของสูญโดยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยการกำหนดความไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ ด้วยพิจารณาเห็นสังขารว่างเปล่า ๑. บทว่า อตฺตานุทิฏฺึ โอหจฺจ ถอน อัตตานุทิฏฐิเสีย คือถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนเสีย.
หน้า 402 ข้อ 510
บทว่า ลุชฺชติ คือ ย่อมแตก. ชื่อว่า จกฺขุ เพราะเห็น. จักษุนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควร แก่จักษุวิญญาณเป็นต้น ในบริเวณที่เห็นได้ อันเป็นสถานที่เกิดของสรีรสัณฐาน อันตั้งอยู่เฉพาะ หน้าในท่ามกลางวงกลมสีดำ ซึ่งล้อมด้วยวงกลมสีขาวอันเป็นสสัมภาร- จักษุ (ดวงตา) ตั้งอยู่. ชื่อว่า รูปา เพราะย่อยยับ. อธิบายว่า รูป ทั้งหลายถึงความวิการด้วยสี ย่อมประกาศความสบายใจ. ชื่อว่า จกฺขุ- วิญฺาณํ เพราะวิญญาณเป็นไปแล้วแต่จักษุ หรือวิญญาณของจักษุ อาศัยจักษุ. สัมผัสเป็นไปแล้วโดยจักษุชื่อว่า จักขุสัมผัส. บทว่า จกฺขุ- สมฺผสฺสปจฺจยา เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย คือผัสสะอันสัมปยุตแล้วด้วย จักษุวิญญาณเป็นปัจจัย. บทว่า เวทยิตํ คือ การเสวย. อธิบายว่า เวทนา. ชื่อว่า สุข เพราะทำผู้นั้นให้เกิดสุข. อธิบายว่า ที่บุคคลผู้มีเวทนาเกิดให้ ถึงสุข. หรือชื่อว่า สุข เพราะกัดกินและขุดด้วยดีซึ่งความเจ็บป่วยทางกาย และจิต. ชื่อว่า ทุกข์ เพราะทนได้ยาก. อธิบายว่า ทำบุคคลผู้มีเวทนาเกิด ให้ถึงทุกข์. ชื่อว่า อทุกขมสุข เพราะไม่ทุกข์ ไม่สุข. ม อักษรท่านกล่าว ด้วยบทสนธิ. อนึ่ง จักษุสัมผัสนั้น เป็นปัจจัย ๘ ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย ๑ อัญญมัญญปัจจัย ๑ นิสสยปัจจัย ๑ วิปากปัจจัย ๑ อาหารปัจจัย ๑ สัมปยุตตปัจจัย ๑ อัตถิปัจจัย ๑ อวิคตปัจจัย ๑ แก่เวทนาที่สัมปยุตกับตน. เป็นปัจจัย ๕ ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย ๑ สมนันตรปัจจัย ๑ อุปนิสสย- ปัจจัย ๑ นัตถิปัจจัย ๑ วิคตปัจจัย ๑ แก่สัมปฏิจฉันนะและธรรมที่ สัมปยุต เป็นปัจจัยด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แก่สันตีรณะเป็นต้น และธรรมที่สัมปยุต.
หน้า 403 ข้อ 510
ชื่อว่า โสตํ เพราะฟัง. โสตะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารให้ สำเร็จ ตามสมควรแก่โสตวิญญาณเป็นต้น ในช่องมีสัณฐานพอสอดนิ้ว เข้าไปได้ มีขนอ่อนและแดงอยู่ภายในช่องสสัมภารโสตะตั้งอยู่. ชื่อว่า สทฺทา เพราะไป อธิบายว่า เปล่งออก. ชื่อว่า ฆานํ เพราะสูดดม. ฆานะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารให้สำเร็จตามสมควรแก่ฆานวิญญาณ เป็นต้น ในที่มีสัณฐานเหมือนเท้าแพะภายในโพรงของสสัมภารฆานะตั้ง อยู่. ชื่อว่า คนฺธา เพราะฟุ้งไป. อธิบายว่า ประกาศวัตถุ (เรื่องราว) ของตน. ชื่อว่า ชิวฺหา เพราะเลี้ยงชีวิต. หรือ ชื่อว่า ชิวฺหา เพราะ อรรถว่าลิ้ม ชิวหานั้นยังความเป็นวัตถุและทวารให้สำเร็จตามสมควรแก่ ชิวหาวิญญาณเป็นต้น ในที่ที่มีสัณฐานคล้ายปลายกลีบดอกอุบลซึ่งแยกกลีบ ในท่ามกลาง ท่ามกลางพื้นเบื้องบนเว้นยอดโคนและข้างของสสัมภาร- ชิวหาตั้งอยู่. ชื่อว่า รสา เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์. อธิบายว่า ชอบใจ. ชื่อว่า กาโย เพราะเป็นที่เกิดแห่งธรรมที่เป็นไปกับอาสวะอันน่าเกลียด. บทว่า อาโย ได้แก่ ที่เกิด. ชื่อว่า ความเป็นไปแห่งรูปมีใจครองมีอยู่ ในกายนี้เท่าใด กายประสาทก็ยังความเป็นวัตถุและทวารให้สำเร็จตาม สมควรแก่กายวิญญาณเป็นต้นตั้งอยู่เท่านั้น ในกายนั้นโดยมาก. ชื่อว่า โผฏฺพฺพา เพราะถูกต้อง. ชื่อว่า มโน เพราะรู้ อธิบายว่า รู้แจ้ง. ชื่อว่า ธมฺมา เพราะทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน. บทว่า มโน คือ ภวังค์ พร้อมด้วยอาวัชชนะ. บทว่า ธมฺมา คือ ธรรมารมณ์ที่เหลือเว้นนิพพาน. บทว่า มโนวิญฺาณํ คือ ชวนะมโนวิญญาณ. บทว่า มโนสมฺผสฺโส ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยชวนะมโนวิญญาณนั้น. มโนสัมผัสนั้นเป็นปัจจัย
หน้า 404 ข้อ 510
แก่สัมปยุตเวทนา ด้วยอำนาจปัจจัย* ๗ ที่เหลือ เว้นวิปากปัจจัย มโน- สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาทั้งหลาย ที่เหลือจากเวทนาที่สัมปยุตกับชวนะ มโนวิญญาณนั้น (ที่เกิด) ในลำดับต่อมา ด้วยอำนาจอุปนิสัยปัจจัยเท่านั้น. บทว่า อวสิยปฺปวตฺตสลฺลกฺขณวเสน ด้วยสามารถการกำหนดว่า ไม่เป็นไปในอ่านาจ คือด้วยสามารถการเห็น การดูสังขารไม่เป็นไปใน อำนาจ. บทว่า รูเป วโส น ลพฺภติ ใคร ๆ ไม่ได้อำนาจในรูป คือ ไม่ได้ความมีอำนาจในรูป. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า น ตุมฺหากํ ไม่ใช่ของท่าน คือ จริงอยู่ เมื่อตนมีอยู่ ย่อมมี สิ่งที่เนื่องด้วยตน ตนนั้นแหละไม่มี. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ใช่ ของท่าน. บทว่า นาปิ อญฺเสํ ของคนอื่นก็ไม่ใช่ คือ ตนของคนอื่น ชื่อว่าคนอื่น เมื่อตนนั้นมีอยู่. ตนของคนอื่นก็พึงมี แม้ตนนั้นก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ของคนอื่นก็ไม่ใช่. บทว่า ปุราณมิทํ ภิกฺขเว กมฺมํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่านี้ อธิบายว่า กรรมนี้มิใช่ กรรมเก่า แต่กายนี้เกิดแต่กรรมเก่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ ด้วยปัจจัย โวหาร. บทว่า อภิสงฺขตํ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้วเป็นต้น ท่าน กล่าวไว้แล้ว เพราะมีสิงค์เสมอกัน (คือเป็นนปุงสกลิงค์เหมือนกัน) กับ คำก่อน (คือ กมฺมํ) ด้วยสามารถแห่งกรรมโวหารนั่นเอง. พึงเห็นความ ในบทนี้อย่างนี้ว่า บทว่า อภิสงฺขตํ คือ ปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า อภิสญฺ- เจตยิตํ คือ มีเจตนาเป็นที่ตั้ง มีเจตนาเป็นมูลเหตุ. บทว่า เวทนียํ คือ เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา. ๑. สหชาตะ,อัญญมัญญะ, นิสสยะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ.
หน้า 405 ข้อ 510
บทว่า รูเป สาโร น ลพฺภติ ใคร ๆ ย่อมไม่ได้แก่นสารในรูป คือ ไม่ได้สาระในรูปว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า รูปํ อสฺสารํ นิสฺสารํ คือ รูปไม่มีแก่นสารและไร้แก่น สาร. บทว่า สาราปคตํ คือ ปราศจากสาระ. บทว่า นิจฺจสารสาเรน วา โดยสาระว่าความเที่ยงเป็นแก่นสาร คือโดยสาระว่าเที่ยงเป็นไปเพราะก้าว- ล่วงภังคขณะ ไม่มีสาระโดยสาระว่าเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงอะไร ๆ. บทว่า สุขสารสาเรน วา โดยสาระว่าเป็นสุขเป็นแก่นสาร คือโดยสาระว่า เป็นสุขเป็นแก่นสาร เพราะไม่มีสาระว่าเป็นสุขอะไร ๆ ก้าวล่วงซึ่งสุขใน ฐิติขณะ. บทว่า อตฺตสารสาเรน วา โดยสาระว่าตนเป็นแก่นสาร คือ โดยสาระว่าตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนว่าเป็นแก่นสาร. บทว่า นิจฺเจน วา โดยความเที่ยง คือโดยความเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงอะไร ๆ เป็นไป เพราะก้าวล่วงภังคะ. บทว่า ธุเวน วา โดยความยั่งยืน คือโดยความยั่งยืน เพราะไม่มีอะไร ๆ เป็นความยั่งยืนแม้ในเวลามีอยู่ ก็เพราะอาศัยปัจจัยจึง เป็นไปได้. บทว่า สสฺสเตน วา โดยความมั่นคง คือโดยความมั่นคง เพราะไม่มีอะไร ๆ ที่ขาดไปจะมีอยู่ได้ตลอดกาล. บทว่า อวิปริณาม- ธมฺเมน วา โดยมีความไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา คือโดยมีความไม่ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะไม่มีอะไร ๆ ที่จะไม่แปรปรวนไปเป็น ปกติ ด้วยอำนาจแห่งความแก่และความตาย. บทว่า จกฺขุ สุญฺํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จักษุสูญจากตน หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน คือสูญจากตนที่กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ผู้ทำ ผู้ เสวยเข้าไปอยู่เอง และจากบริขารอันเป็นของตน เพราะความไม่มีตน นั่นเอง. อธิบายว่า ทั้งหมดเป็นธรรมชาติมีอยู่ในโลกมีจักษุเป็นต้น
หน้า 406 ข้อ 510
เพราะคนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนไม่มีในธรรมชาตินี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สูญ. แม้โลกุตรธรรมก็สูญเหมือนกัน เพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย ตน. ท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมในอดีตสูญไม่มี. ท่านกล่าวถึงความไม่มีสาระ ในตน และสิ่งที่เนื่องด้วยตนในธรรมนั้น. ในโลกเมื่อพูดว่า เรือนสูญ หม้อสูญ ไม่ใช่ไม่มีเรือนและหม้อ. ท่านกล่าวถึงความไม่มีสิ่งอื่นในเรือน และในหม้อนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความข้อนี้ไว้ว่า อะไร ๆ ในเรือน และในหม้อนั้นไม่มี เรือนและหม้อนั้นก็สูญ ด้วยเหตุนั้น สิ่งใดยังมีเหลือ อยู่ในเรือนและในหม้อนั้น สิ่งนั้นเมื่อยังมีอยู่ ก็รู้ว่าสิ่งนี้มีอยู่ดังนี้. ความนี้ ก็เหมือนกันกับในคัมภีร์ญายะ และคัมภีร์สัททะ. ในสูตรนี้ท่านกล่าวถึง อนัตตลักขณสูตรไว้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อนิสฺสริยโต โดยความไม่เป็นใหญ่ คือโดยไม่เป็นไปใน อำนาจ ในความเป็นใหญ่ของตน. บทว่า อกามการิยโต โดยทำตาม ความชอบใจไม่ได้ คือด้วยอำนาจแห่งการทำตามความชอบใจของตนไม่ ได้. บทว่า อผาสุนียโต โดยเป็นที่ตั้งแห่งความไม่สบาย คือโดยความ ไม่มีที่พึ่งเพื่อความดำรงอยู่. บทว่า อวสวตฺตนโต คือ โดยไม่เป็นไป ในอำนาจของตน. บทว่า ปวตฺติโต โดยเป็นไปตามเหตุ คือโดยเป็นไป อาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยง. บทว่า วิวิตฺตโต โดยว่างเปล่า คือโดยไม่มีสาระ. บทว่า สุทฺธํ ทั้งสิ้น. คือชื่อว่าทั้งสิ้นอันเป็นไปอยู่ด้วยอำนาจแห่ง ความเกิดเป็นปัจจัยอย่างเดียว เว้นอิสระ กาล ปกติ. และเมื่อบุคคลเห็น ซึ่งความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งสิ้นว่า กองแห่งธรรมทั้งสิ้นปราศจาก สิ่งที่เนื่องด้วยตน. บทว่า สุทฺธํ สงฺขารสนฺตตึ ความสืบต่อแห่งสังขาร ทั้งสิ้น คือเมื่อเห็นความสืบต่อแห่งสังขารที่ขาดไปแล้วทั้งสิ้น ท่านกล่าว
หน้า 407 ข้อ 510
ความเดียวกันมีสังขารเป็นต้น ๒-๓ ครั้งโดยเอื้อเฟื้อ. เมื่อเห็นอย่างนี้ย่อม ไม่มีภัยในปากแห่งมรณะ. บทว่า คามณิ เป็นคำร้องเรียก. บทว่า ติณกฏฺสมํ โลกํ เห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ คือเมื่อใดเห็นโลกอัน ได้แก่ขันธ์มีใจครองนี้เสมอด้วยหญ้าและไม้ ความเห็นว่า เมื่อบุคคลถือ ซึ่งหญ้าและไม้ในป่าได้ ก็ย่อมถือซึ่งตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนได้ ย่อมไม่มี หรือเมื่อหญ้าและไม้เหล่านั้นหายไปเองบ้าง พินาศไปเองบ้าง ความเห็น ว่าคนย่อมหายไป สิ่งที่เนื่องด้วยตนพินาศไปก็มีไม่ได้ ฉันใด เมื่อบุคคล ไม่เห็นว่า แม้เมื่อกายนี้หายไปพินาศไป ตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนย่อม แตกดับไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เห็นโลกเสมอด้วย หญ้าและไม้ด้วยปัญญา ฉันนั้น. บทว่า น อญฺํ ปฏฺยเต กิญฺจิ อญฺตฺร อปฺปฏิสนฺธิยา คือ บุคคลไม่ปรารถนาภพหรืออัตภาพอะไร ๆ อื่น นอก จากนิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ. บทว่า รูปํ สมนฺเนสติ บุคคลย่อมตามค้นหารูป คือแสวงหาสาระ แห่งรูป ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิว่า เรา. ด้วยอำนาจแห่งตัณหาว่า ของเรา. ด้วยอำนาจแห่งมานะว่า เป็นเรา. บทว่า ตมฺปิ ตสฺส น โหติ คือ ความถือแม้ ๓ อย่างนั้นย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น. บทว่า อิธ เป็นนิบาตลงในความอ้างถึงที่อยู่. อิธ นิบาตนี้บางแห่ง ท่านกล่าวหมายถึง โลก เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระตถาคตทรง อุบัติใน โลก นี้. บางแห่งหมายเอา ศาสนา เหมือนอย่างที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่หนึ่งมีอยู่ในศาสนานี้ และสมณะที่สองก็มีอยู่ในศาสนานี้. บางแห่งหมายเอา โอกาส (คือภพ) เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
หน้า 408 ข้อ 510
เมื่อเราเป็นเทพดำรงอยู่ใน ภพดาวดึงส์ นี้แล เรา ได้อายุเพิ่มขึ้นอีก ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอจงทราบ อย่างนี้เถิด.๑ บางแห่งหมายเอาเพียงปทปูรณะ (คือทำบทให้เต็ม) เท่านั้น. เหมือน อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๒ เราฉันเสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้วดังนี้. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงโลก. ก็ในบทว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ พึงทราบ ความดังต่อไปนี้. บุคคลไม่สดับธรรมที่ควรรู้ เพราะไม่มีอาคมและอธิคม (การศึกษาและการบรรลุ) บุคคลใดไม่มีอาคม ปฏิเสธทิฏฐิ เพราะ ปราศจากการเรียน การสอบถาม การวินิจฉัยในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจยาการ และสติปัฏฐานเป็นต้น ไม่มีอธิคม เพราะไม่บรรลุธรรมที่ควร บรรลุด้วยการปฏิบัติ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่สดับธรรมที่ควรรู้ เพราะไม่ มีอาคมและอธิคมด้วยประการฉะนี้. ชื่อว่า ปุถุชน เพราะเหตุทั้งหลายมีการเกิดกิเลส หนาเป็นต้น หรือว่าชนนี้ ชื่อว่าปุถุผู้หนา เพราะความ เป็นผู้เกิดกิเลสหนาหยั่งลงในภายใน. จริงอยู่ ชื่อว่าปุถุชนด้วยเหตุทั้งหลาย มีการยังกิเลสหนาคือมีประการ ต่างๆ ให้เกิดขึ้น. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะยังกิเลส หนาให้เกิด. เพราะไม่กำจัดสักกายทิฏฐิหนา. เพราะมองดูหน้าของพระ- ศาสดาทั้งหลายหนา (มาก). เพราะจมอยู่ด้วยคติทั้งปวงหนา. เพราะปรุง แต่งอภิสังขารต่างๆ หนา. เพราะลอยไปด้วยโอฆะต่าง ๆ หนา. เพราะ เดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนต่าง ๆ หนา. เพราะถูกเผาด้วยความร้อน ๑. ที. มหา. ๑๐/ข้อ ๒๖๔. ๒. ม. มุ. ๑๒/ข้อ ๒๒.
หน้า 409 ข้อ 510
ต่าง ๆ หนา. เพราะยินดี อยาก กำหนัด สยบ ถึงทับ ติด คล้อง ผูกพันในกามคุณ ๕ หนา. เพราะร้อยรัด ครอบงำ ถูกต้อง ปิด ปกปิด ครอบไว้ด้วยนิวรณ์ ๕ หนา. เพราะเป็นผู้ล่วงเลยคลองธรรม หันหลัง ให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ หยั่งลงในภายในหนา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปุถุชน เพราะชนนี้ผู้ถึงการนับแยกกัน ไม่ปะปนกับพระอริยบุคคล ผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้นหนา. ด้วยบทสองบทนี้อย่างนี้ว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ท่านกล่าวถึงปุถุชนสองจำพวกว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย ์ ตรัสถึงปุถุชน สองจำพวก คืออันธปุถุชนพวกหนึ่ง กัลยาณปุลุชนพวก หนึ่ง. ในปุถุชนสองจำพวกนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงอันธปุถุชน (ปุถุชนบอด). พึงทราบความในบทมีอาทิว่า จริยานํ อทสฺสาวี ไม่ได้เห็นพระ- อริยเจ้าดังนี้ต่อไป. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของ พระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่าพระอริยะ เพราะไกลจากกิเลส, เพราะไม่นำ ไปในทางเสื่อม, เพราะนำไปในทางเจริญ, เพราะเป็นผู้ทำให้โลก พร้อมทั้งเทวโลกสงบ. ในที่นี้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นพระอริยะ. ดังที่ พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต บัณฑิตกล่าวว่าเป็น อริยะในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. ในบทว่า สปฺปุริสา นี้ พึงทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระตถาคต เป็นสัปบุรุษ. เพราะ ท่านเหล่านั้นเป็นบุรุษผู้งามด้วยการประกอบโลกุตรคุณ จึงชื่อว่าสัปบุรุษ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้นทั้งหมดท่านกล่าวไว้โดยส่วนสอง. แม้
หน้า 410 ข้อ 510
พระพุทธเจ้าก็เป็นทั้งพระอริยะเป็นทั้งสัปบุรุษ. พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ก็เป็นทั้งพระอริยะ เป็นทั้งสัปบุรุษ. ดังที่ ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดแล เป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นนักปราชญ์ เป็น กัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง กระทำกิจ ของผู้ได้รับทุกข์โดยเคารพ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกล่าว ผู้นั้นว่า เป็นสัปบุรุษ. จริงอยู่ พระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวด้วยบทเพียงเท่านี้ ว่า เป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง. พระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยความเป็นผู้มีกตัญญูเป็นต้น. บัดนี้พึงทราบว่า ผู้มีปกติไม่เห็นพระอริยะเหล่านั้นและไม่ทำกรรมดี ในการเห็น เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย. ผู้ไม่เห็นนั้นมี ๒ อย่าง คือไม่เห็นด้วยจักษุ ๑ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑. ในความเห็นทั้งสองอย่างนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาการไม่ได้เห็นด้วย ญาณ. จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลายแม้เห็นด้วยมังสจักษุก็ดี ด้วยทิพยจักษุ ก็ดี ยังไม่ชื่อว่าเห็น เพราะพระอริยะเหล่านั้นถือเอา (การเห็น) เพียงสี ด้วยจักษุ เพราะไม่เป็นอารมณ์ของความเป็นพระอริยะ. แม้สุนัขบ้านและ สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ย่อมเห็นพระอริยะด้วยจักษุ แต่สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ไม่เห็นพระอริยะ. ในเรื่องนี้มีเรื่องราวดังต่อไปนี้. มีเรื่องเล่าว่า อุปัฏฐากของพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพอาศัยอยู่ ณ จิตตลบรรพตบวชเมื่อแก่ วันหนึ่งไปบิณฑบาตกับพระเถระ รับบาตร และจีวรของพระเถระแล้วเดินตามมาข้างหลังถามพระเถระว่า ท่านขอรับ
หน้า 411 ข้อ 510
คนเช่นไรชื่อว่าเป็นอริยะ. พระเถระกล่าวว่า คนแก่บางคนในโลกนี้ รับบาตรและจีวรของพระอริยะทั้งหลาย แล้วทำการปรนนิบัติ แม้เที่ยว ไปด้วยกันก็ไม่รู้จักพระอริยะ ดูก่อนอาวุโส พระอริยะทั้งหลายอันบุคคล รู้ได้ยากอย่างนี้. แม้เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนั้น พระอุปัฏฐากนั้นก็ยังไม่ เข้าใจอยู่นั่นแหละ. เพราะฉะนั้น การเห็นด้วยจักษุชื่อว่าไม่เห็น. การเห็นด้วยญาณ เท่านั้นชื่อว่าเห็น. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน วักกลิ ประโยชน์อะไรด้วยการเห็นร่างกายอันเปื่อยเน่านี้ของเธอ ดูก่อน วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา. เพราะฉะนั้น แม้เห็นด้วย จักษุ แต่ไม่เห็นอนิจจลักษณะเป็นต้น ที่พระอริยะทั้งหลายเห็นแล้วด้วย ญาณ และไม่บรรลุธรรมที่พระอริยะบรรลุแล้ว พึงทราบว่าเป็นผู้ไม่ได้ เห็นพระอริยะทั้งหลาย เพราะไม่เห็นธรรมอันทำให้เป็นอริยะ และความ เป็นอริยะ. บทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ คือไม่ฉลาดในอริยธรรมอันมีสติปัฏฐานเป็นต้น. อนึ่ง ในบทว่า อริยธมฺเม อวินีโต ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะนี้ พึงทราบความ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่าวินัยมี้ ๒ อย่าง ใน ๒ อย่างนี้ แต่ละอย่าง แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน เพราะไม่มีวินัยนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ได้รับแนะนำ. ก็วินัย ๒ อย่างนี้ คือสังวรวินัย ๑ ปหานวินัย ๑ แม้ในวินัย ๒ อย่างนี้ วินัยหนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง. สังวรวินัยก็มี ๕ อย่าง
หน้า 412 ข้อ 510
คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วิริยสังวร ๑. ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน (ละชั่วคราว) ๑ วิกขัมภน- ปหาน (ละด้วยข่มไว้) ๑ สมุจเฉทปหาน (ละเด็ดขาด) ๑ ปฏิปัสสัทธิ- ปหาน (ละด้วยสงบ) ๑ นิสสรณปหาน (ละพ้นออกไป) ๑. ในสังวร ๕ เหล่านั้น การเข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วยปาติโมกขสังวร นี้ชื่อว่า ศีลสังวร. การรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ นี้ชื่อว่า สติสังวร. (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอชิตะ) กระแสเหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแส เหล่านั้น เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้น อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้. นี้ชื่อว่า ญาณสังวร. ความอดทนต่อความหนาวความร้อน ชื่อว่า ขันติสังวร. ความพยายามไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วท่วมทับได้ นี้ชื่อว่า วิริยสังวร. อนึ่ง สังวรแม้ทั้งหมดนี้ท่านกล่าวว่า สํวร เพราะกั้นกาย ทุจริตเป็นต้นที่ควรกั้น และที่ควรนำออกไปตามกำลังของตน กล่าวว่า วินัย เพราะการนำออกไป. พึงทราบว่าสังวรวินัยแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน โดยประการฉะนี้. อนึ่ง การละองค์นั้น ๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้น ๆ เหมือนการละ ความมืดด้วยแสงประทีป เพราะเป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณทั้งหลาย มี นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น เหมือนอย่างเช่นการละสักกายทิฏฐิ ด้วยการ กำหนดนามรูป. ละความเห็นว่าสังขารไม่มีเหตุ และความเห็นว่าสังขารมี ปัจจัยไม่เสมอกัน ด้วยการกำหนดปัจจัย, ละความเป็นผู้สงสัย ด้วยการ ข้ามพ้นความสงสัยในภายหลังนั้นนั่นเอง. ละการยึดถือว่าเรา ของเรา
หน้า 413 ข้อ 510
ด้วยการพิจารณาเป็นกลาปะ ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทางว่าเป็นทาง ด้วยการกำหนดว่าทางและมิใช่ทาง ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นการเกิด, ละ สัสสตทิฏฐิด้วยเห็นการดับ, ละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วย การเห็นภัย, ละความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษ ด้วยเห็นว่ามีโทษ, ละความ สำคัญในความยินดียิ่ง ด้วยนิพพิทานุปัสสนา, ละความเป็นผู้ไม่ประสงค์ จะพ้น ด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ ละความไม่วางเฉยด้วย อุเบกขาญาณ, ละ ความเป็นปฏิโลมในการตั้งอยู่ในธรรมและในนิพพาน ด้วยอนุโลมญาณ ละการถือสังขารนิมิต ด้วยโคตรภูญาณ นี้ชื่อว่า ตทังคปหาน. การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้น ๆ ด้วยสมาธิอันต่างด้วย อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ โดยห้ามความเป็นไป เหมือนห้ามแหนบน หลังน้ำ ด้วยการทุบหม้อเหวี่ยงลงไปฉะนั้น นี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน. การละหมู่สรรพกิเลสอันเป็นฝ่ายสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ดังที่ ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตน ๆ ของบุคคลผู้ มีมรรคนั้น ๆ เพราะอบรมอริยมรรค ๔ แล้ว โดยไม่ให้เป็นไปได้อีก ตลอดไป นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน. ความที่กิเลสทั้งหลายสงบในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิปหาน. นิพพานอันละสังขตธรรมทั้งปวงแล้ว เพราะสลัดออกซึ่งสังขตธรรม ทั้งปวง นี้ชื่อว่า นิสสรณปหาน. เพราะการละทั้งหมด นี้ชื่อว่า ปหาน เพราะอรรถว่า สละออกไป. ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า นำออกไป. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปหานวินัย เพราะละกิเลสนั้น ๆ และเพราะมี วินัยนั้น ๆ. พึงทราบว่า แม้ปหานวินัยนี้ก็แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วย ประการฉะนี้.
หน้า 414 ข้อ 510
วินัยนี้โดยสังเขปมี ๒ อย่าง และโดยประเภทมี ๑๐ อย่าง เพราะ ความสำรวมต่างกัน และเพราะสิ่งที่ควรละก็ยังละไม่ได้ เพราะวินัยนั้น ไม่มีแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่มีผู้แนะนำ เพราะ ไม่มีวินัยนั้น. แม้ในบทนี้ว่า ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของ สัตบุรุษ, ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. โดยความก็ไม่ต่างกัน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดเป็นพระอริยะ ผู้นั่นแหละ เป็นสัตบุรุษ ผู้ใดเป็นสัตบุรุษ ผู้นั้นแหละเป็นพระอริยะ ธรรมใดของ พระอริยะ ธรรมนั้นของสัตบุรุษ ธรรมใดของสัตบุรุษ ธรรมนั้นของ พระอริยะ อริยวินัย ก็คือสัปปุริสวินัย สัปปุริสวินัย ก็คืออริยวินัย. บทว่า อริเย สปฺปุริเส อริยธมฺเม สปฺปุริสธมฺเม อริยวินเย หรือ สปฺปุริสวิยเย ก็อย่างเดียวกันกับ บทว่า เอกเสเส เอเก เอกฏฺเ สเม สมภาเค ตชฺชาเต หรือ ตญฺเ เอาความทั้งหมดว่า เป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เกิดที่เดียวกัน. บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน คือ คนบางพวกในโลกนี้ ตามเห็นรูปและชนทั้งสองอย่างว่า รูปก็คือเรา เราก็คือรูป. เหมือนอย่างว่า ตามเห็นเปลวไฟและสีทั้งสองอย่างของ ตะเกียงน้ำมัน กำลังเผาอยู่ว่า เปลวไฟก็คือสี สีก็คือเปลวไฟ ฉันใด คนบาง พวกในโลกนี้ ก็ฉันนั้น ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน คือตามเห็นทิฏฐิว่า ตนมีรูปอย่างนี้. บทว่า รูปวนฺตํ วา อฺตตานํ เห็นตนว่ามีรูปบ้าง คือถือสิ่ง ไม่มีรูปว่าเป็นตน แล้วตามเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นรูป ดุจเห็นต้นไม้ว่ามีเงา. บทว่า อตฺตนิ วา รูปํ เห็นรูปในตนบ้าง คือถือสิ่งไม่มีรูปนั้นแหละว่า เป็นตน แล้วตามเห็นรูปในตน เหมือนตามดมกลิ่นในดอกไม้. บทว่า
หน้า 415 ข้อ 510
รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เห็นตนในรูปบ้าง คือถือสิ่งไม่มีรูป (อรูป) นั่นแหละ ว่าเป็นตน แล้วตามเห็นตนนั้นในรูป เหมือนตามเห็นแก้วมณีในหีบ. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตามเห็นรูปโดยความเป็นต้นนั้น ท่านกล่าวถึงรูปล้วน ๆ ว่าเป็นตน. ท่าน กล่าวถึงอรูปว่าเป็นตนในฐานะ ๗ เหล่านี้คือ ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ตามเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง. ท่านกล่าวปนกันไปถึงรูปและอรูป ว่าเป็นตนในฐานะ ๑๒ อย่าง อย่างละ ๓ ๆ ในขันธ์ ๔ อย่างนี้ คือ ตามเห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง ตามเห็นเวทนาในตนบ้าง ตามเห็นตนใน เวทนาบ้าง. ในบทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ นั้นท่านกล่าวถึงอุจเฉท- ทิฏฐิในฐานะ ๕ คือตามเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดย ความเป็นตน. ท่านกล่าวถึงสัสสตทิฏฐิในส่วนที่เหลือ. ในบทนี้มีภวทิฏฐิ ๑๕ ด้วยประการฉะนี้. ภวทิฏฐิเหล่านั้นแม้ทั้งหมดพึงทราบว่า ห้ามมรรค ไม่ห้ามสวรรค์ พึงฆ่าได้ด้วยปฐมมรรค. บทว่า อารญฺิโก คือ เมื่ออาศัยอยู่ในป่า. บทว่า ปวเน คือ ในป่าลึกใหญ่. บทว่า จรมาโน คือ เดินไปมาในที่นั้น ๆ. บทว่า วิสฺสตฺโต คจฺฉติ เดินไปก็ไม่ระแวง คือเดินไปก็ไม่กลัว ไม่ระแวง. บทว่า อนาปาถาคโต ลุทฺทสฺส เนื้อนั้นไม่ไปในทางของพราน คือไป ทางอื่น. บทว่า อนฺตมกาสิ มารํ๑ ทำมารให้มีที่สุด คือทำกิเลสมารหรือ เทวบุตรมารให้มีที่สุด. บทว่า อปทํ วธิตฺวา กำจัดมารไม่ให้มีทาง คือ ทำทางกิเลสไม่ให้มีทาง คือทำให้พินาศไป. บทว่า มารจกฺขุอทสฺสนํ ๑.บาลี เป็น อนฺธมกาสิ กระทำมารให้มืด.
หน้า 416 ข้อ 510
คโต คือ ไปสู่ที่มารไม่เห็น. บทว่า อนาปาถคโต คือ ไปพ้นหน้ามาร. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรนี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ พระอรหัตด้วยประการฉะนี้. และเมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับ ที่กล่าวไว้แล้ว. จบอรรถกถาโมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕
หน้า 417 ข้อ 511, 512
ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านปิงคิยะ [๕๑๑] (ท่านปิงคิยะทูลถามว่า) ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิว- พรรณ นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ข้าพระองค์ อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย ขอพระองค์โปรด ตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติและ ชรา ณ ที่นี้เถิด. [๕๑๒] คำว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจาก ผิวพรรณ ความว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาล ผ่านวัยไปโดยลำดับ มีอายุ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด. คำว่า มีกำลังน้อย ความว่า ทุรพล มีกำลังน้อย มีเรี่ยวแรง น้อย. คำว่า ปราศจากผิวพรรณ ความว่า ปราศจากผิวพรรณ มีผิวพรรณ ปราศไป ผิวพรรณอันงามผ่องเมื่อวัยต้นนั้นหายไปแล้ว มีโทษปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจาก ผิวพรรณ. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า ปิงฺคิโย เป็นชื่อ
หน้า 418 ข้อ 513, 514, 515
เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านปิงคิยะ ทูลถามว่า. [๕๑๓] คำว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ความว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว ข้าพระองค์เห็น รูปไม่ชัดด้วยนัยน์ตาเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส. คำว่า หูฟังไม่สะดวก ความว่า หูไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่ บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว ข้าพระองค์ฟังเสียงไม่ชัดด้วยหูเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก. [๕๑๔] คำว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย ความว่า ข้าพระองค์อย่าเสียหายพินาศไปเลย. คำว่า เป็นผู้หลง คือ เป็นผู้ไม่รู้ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มี าณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม. คำว่า ในระหว่าง ความว่า ข้าพระองค์ไม่รู้ ไม่ทำให้แจ้ง ไม่ ทำให้ปรากฏ ไม่ได้เฉพาะ ไม่ถูกต้อง ไม่ทำให้กระจ่างแล้ว ซึ่งธรรม ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของพระองค์ พึงทำกาละเสีย ในระหว่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย. [๕๑๕] คำว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺํ ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ... ขอจงประกาศ ซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อม ทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริย-
หน้า 419 ข้อ 516, 517, 518
มรรคมีองค์ ๘ นิพพาน ข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม. คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด บรรลุได้ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง. [๕๑๖] คำว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ ความว่า เป็นที่ละ ที่สงบ ที่สละคืน ที่ระงับชาติ ชราและมรณะ เป็นอมตนิพพาน ณ ที่นี้ แหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ เพราะเหตุ นั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิว- พรรณ นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ข้าพระองค์ อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย ขอพระองค์โปรด ตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติและ ชรา ณ ที่นี้เถิด. [๕๑๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปิงคิยะ) ชนทั้งหลาย ผู้มัวเมา ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูป ทั้งหลาย เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ ในเพราะรูป ทั้งหลาย ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ ประมาท ละรูปเสีย เพื่อความไม่เกิดต่อไป. [๕๑๘] คำว่า รูเปสุ ในอุเทศว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺมาเน ดังนี้ ความว่า มหาภูตรูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔ สัตว์ทั้งหลาย
หน้า 420 ข้อ 518
ย่อมเดือดร้อน ลำบาก ถูกเขาเบียดเบียน ถูกเขาฆ่าเพราะเหตุแห่งรูป เพราะปัจจัยแห่งรูป เพราะการณะแห่งรูป เมื่อรูปมีอยู่ พระราชาทั้งหลาย ย่อมให้ทำกรรมกรณ์หลายอย่าง คือให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วย หวายบ้าง ให้ตอกคาบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือและเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งใบหูและจมูกบ้าง ทำให้มีหม้อข้าว เดือดบนศีรษะบ้าง ให้ถลกหนังศีรษะโล้นมีสีขาวดังสังข์บ้าง ทำให้มี หน้าเหมือนหน้าราหูบ้าง ทำให้ถูกเผาทั้งตัวบ้าง ทำให้มีไฟลุกที่มือบ้าง ให้ถลกหนังแล้วผูกเชือกฉุดไปบ้าง ให้ถลกหนังแล้วให้นุ่งเหมือนนุ่งผ้า คากรองบ้าง ทำให้มีห่วงเหล็กที่ศอกและเข่าแล้วใส่หลาวเหล็กตรึงไว้บ้าง ให้เอาเบ็ดเกี่ยวติดที่เนื้อปากบ้าง ให้ถากด้วยพร้าให้ตกไปเท่ากหาปณะบ้าง ให้มีตัวถูกถากแล้วทาด้วยน้ำแสบบ้าง ให้นอนตะแคงแล้วตอกหลาวเหล็ก ไว้ในช่องหูบ้าง ให้ถลกหนังแล้วทุบกระดูกพันไว้เหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยน้ำมันอันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินเนื้อที่ตัวบ้าง เอาหลาวเสียบ เป็นไว้บ้าง และเอาดาบตัดศีรษะ สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อนลำบาก ถูกเขาเบียดเบียน ถูกเขาฆ่า เพราะเหตุ ปัจจัย การณะแห่งรูปอย่างนี้ เพราะพบเห็น พิจารณา เทียบเคียง ให้เจริญ ทำให้กระจ่าง ซึ่งชน ทั้งหลายผู้เดือดร้อนลำบากอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เพราะเห็น ชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ ในอุเทศว่า ปิงฺคิยาติ ภควา ดังนี้ คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดย เคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า.
หน้า 421 ข้อ 519
[๕๑๙] คำว่า รุปฺปนฺติ ในอุเทศว่า รุปฺปนฺติ รุเปสุ ชนา ปมตฺตา ดังนี้ ความว่า เดือนร้อน กำเริบ ลำบาก ถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า หวาด- เสียว ถึงโทมนัส คือ เดือดร้อน กําเริบ ลําบาก ถูกเบียดเบียน ถูกฆ่า หวาดเสียว ถึงโทมนัส เพราะโรคนัยน์ตา เพราะโรคในหู ฯ ล ฯ เพราะ สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ย่อมเดือนร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อจักษุเสื่อม เสีย เสื่อมไปรอบ เป็นไปต่าง ๆ ปราศไป อันตรธานไป ชนทั้งหลายก็เดือดร้อน ฯ ล ฯ เมื่อหู จมูก ลิ้น กาย ฯ ล ฯ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช- บริขาร เสื่อมเสีย เสื่อมไปรอบ เป็นไปต่าง ๆ ปราศไป อันตรธานไป ชนทั้งหลายก็เดือดร้อน ฯ ล ฯ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ย่อม เดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย. คำว่า ชนทั้งหลาย คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์. ความประมาทในคำว่า ผู้ประมาท ดังนี้ ควรกล่าว ความปล่อย ความตามเพิ่ม ความปล่อยจิตไปในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโน- ทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือความไม่ทำเนืองๆ ความทำหยุด ๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่ส้องเสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนือง ๆ ในการเจริญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ชื่อว่าความประมาท ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ ตรัสว่า ความประมาท
หน้า 422 ข้อ 520, 521
ชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยความประมาทนี้ ชื่อว่าผู้ประมาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประมาท ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูปทั้งหลาย. [๕๒๐] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณะนั้น เพราะปัจจัย นั้น เพราะนิทานนั้น คือ เมื่อท่านเห็นโทษในรูปทั้งหลายอย่างนี้ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน. คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ทำ เนือง ๆ ฯ ล ฯ ไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท. [๕๒๑] คำว่า รูปํ ในอุเทศว่า ชหสฺส รูปํ อปุนพฺภวาย ดังนี้ คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปอันอาศัยมหาภูตรูป ๔. คำว่า จงละรูป ความว่า จงละ จงละขาด จงบรรเทา จงทำให้ สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มีซึ่งรูป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละรูป. คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่า รูปของท่านพึงดับใน ภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่เกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดเฉพาะ ในกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ สงสาร วัฏฏะอีก ชื่อว่า พึงดับ คือ สงบ ถึง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
หน้า 423 ข้อ 522, 523, 524
ชนทั้งหลายผู้มัวเมา ย่อมเดือดร้อนในเพราะรูป ทั้งหลาย เพราะเห็นชนทั้งหลายลำบากอยู่ในเพราะรูป ทั้งหลาย ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ ประมาท ละรูปเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป. [๕๒๒] ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้อง บนและทิศเบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ ยินแล้ว ไม่ได้ทรงทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้งเพียง น้อยหนึ่งมิได้มีในโลก ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้ เถิด. [๕๒๓] คำว่า ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศ เบื้องบนและทิศเบื้องต่ำ ความว่า ทิศ ๑ คือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในภพหน้า ฯ ล ฯ ปรมัตถประโยชน์ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ยินแล้ว ไม่ทรงทราบแล้ว ไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อยหนึ่ง มิได้มี ย่อมไม่มี ไม่ ปรากฏ ไม่ประจักษ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์มิได้ทรงเห็นแล้ว มิได้ทรงได้ยินแล้ว มิได้ทรงทราบแล้ว หรือมิได้ทรงรู้แจ้งแล้วเพียงน้อย หนึ่ง มิได้มีในโลก. [๕๒๔] คำว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺํ ดังนี้ ความว่า ขอจงตรัสบอก... ขอจงประกาศซึ่ง
หน้า 424 ข้อ 525, 526
พรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น ฯลฯ ข้อปฏิบัติอันให้ถึงนิพพาน เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรม. คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ พึงรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ขอจงโปรดตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง. [๕๒๕] คำว่า เป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้ ความว่าเป็นที่ละ ที่สงบ ที่สละคืน ที่ระงับชาติชราและมรณะ เป็นอมตนิพพาน ณ ที่นี้ แหละ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ละชาติและชรา ณ ที่นี้ เพราะเหตุ นั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ทิศทั้ง ๑๐ นี้ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศเบื้อง บนและทิศเบื้องต่ำ พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงได้ยิน แล้ว ไม่ได้ทรงทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้งแล้วเพียง น้อยหนึ่ง มิได้มีในโลก ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม ที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นเหตุละชาติและชรา ณ ที่นี้ เถิด. [๕๒๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปิงคิยะ) ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ ผู้ถูกตัณหาครอบงำเดือด- ร้อน อันชราถึงรอบข้างแล้ว ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุ นั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหาเสียเพื่อความไม่ เกิดต่อไป.
หน้า 425 ข้อ 527, 528, 529
[๕๒๗] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏ- ฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหาธิปนฺเน มนุเช เปกฺขมาโน ดังนี้. คำว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ความว่า ผู้ถูกตัณหาครอบงำ คือผู้ ไปตามตัณหา ผู้แล่นไปตามตัณหา ผู้จมอยู่ในตัณหา ผู้ถูกตัณหาครอบงำ มีจิตอันตัณหายึดไว้ คำว่า มนุเช เป็นชื่อของสัตว์. คำว่า เห็นอยู่ ความว่า เห็น พบ ตรวจดู เพ่งดู พิจารณา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ. [๕๒๘] คำว่า เดือดร้อน ในอุเทศว่า สนฺตาปชาเต ชรสา ปเรเต ดังนี้ ความว่า ผู้เดือดร้อนเพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะทุกข์อันมีในนรก ฯ ล ฯ เพราะทุกข์ เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ผู้เกิดจัญไร เกิดอุบาทว์ เกิด ความขัดข้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน. คำว่า อันชราถึงรอบด้านแล้ว ความว่า ผู้อันชราถูกต้อง ถึงรอบ ด้าน ประชุมลง ไปตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะ ก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มี อะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน อันชราถึงรอบด้าน แล้ว. [๕๒๙] คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น
หน้า 426 ข้อ 530, 531
เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือ เมื่อเห็นโทษในตัณหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน. คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำโดยความเคารพ ทำ เนือง ๆ ไม่ประมาทแล้วในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท. [๕๓๐] รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ข้อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ชหสฺส ตณฺหํ อปุนพฺภวาย ดังนี้. คำว่า จงละตัณหา ความว่า จงละ จงละขาด บรรเทา ทำให้ สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหา. คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่า รูปของท่านพึงดับในภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่พึงเกิด ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดเฉพาะในกามธาตุ... หรือวัฏฏะ พึงดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหาเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ เดือด- ร้อน อันชราถึงรอบข้างแล้ว ดูก่อนปิงคิยะ เพราะเหตุ นั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ละตัณหาเสียเพื่อความ ไม่เกิดต่อไป. [๕๓๑] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุอันปราศจากกิเลส ธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่สัตว์หลายพันผู้มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน
หน้า 427 ข้อ 531
มีประโยคเป็นอันเดียวกัน มีความประสงค์เป็นอันเดียวกัน มีการอบรม วาสนาเป็นอันเดียวกัน กับปิงคิยพราหมณ์นั้น ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ส่วน ปิงคิยพรามหณ์นั้น มีธรรมจักษุ (อนาคามิมรรค) อันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่ง นั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา หนังเสือ ชฏา ผ้าคากรอง ไม้เท้า เต้าน้ำ ผมและหนวดหายไปแล้ว พร้อมกับการได้ธรรมจักษุ พระปิงคิยะนั้นเป็นภิกษุทรงผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฎิ บาตรและ จีวร ทำความเคารพด้วยการปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ นั่งนมัสการ พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกฉะนี้แล. จบปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖ อรรถกถาปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖ พึงทราบวินิจฉัยในปิงคิยสุตตนิทเทสที่ ๑๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า ชิณฺโณหมสฺมี อพโล วิวณฺโณ ปิงคิยพราหมณ์ทูลว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิวพรรณ คือ ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นถูกชราครอบงำ มีอายุ ๑๒๐ ปีโดยกำเนิด มีกำลังน้อย มีผิวพรรณเศร้าหมอง คิดว่าจักยืนหยัดอยู่ในที่นี้ ไม่ไปที่อื่น. ด้วยเหตุนั้น ปิงคิยะจึงทูลว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย มีผิวพรรณเศร้า-
หน้า 428 ข้อ 531
หมอง. บทว่า มาหมฺปนสฺสํ โมมุโห อนฺตราย ข้าพระองค์อย่าเป็นคน หลงเสียไปในระหว่างเลย คือ ข้าพระองค์ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมของ พระองค์ อย่าเป็นคนไม่รู้เสียไปในระหว่างเลย. บทว่า ชาติราย อิธ วิปฺปหานํ อันเป็นที่ละชาติชรา ณ ที่นี้เถิด คือ ขอพระองค์ตรัสบอก ธรรมคือนิพพานที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติชรา ณ ปาสาณก- เจดีย์ ใกล้บาทมูลของพระองค์ ณ ที่นี้ แก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า อพโล คือ ไม่มีกำลัง. บทว่า ทุพฺพโล คือ หมดกำลัง. บทว่า อปฺปพโล คือ มีกำลังน้อย. บทว่า อปฺปถาโม คือ มีเรี่ยวแรง น้อย. บทว่า วีตวณฺโณ ปราศจากผิวพรรณ คือมีผิวพรรณเปลี่ยนแปลง ไป. บทว่า วิคตวณฺโณ คือ มีผิวพรรณปราศไป. บทว่า วีตจงฺฉิตวณฺโณ๑ มีผิวพรรณซูบซีด. บทว่า ยา สา ปุริมา สุภา วณฺณนิภา คือ ผิวพรรณอันงามผ่องเมื่อวัยต้นนั้น บัดนี้หายไปแล้ว. บทว่า อาทีนโว ปาตุภูโต คือ มีโทษปรากฏ. อาจารย์พวกหนึ่งตั้งบทไว้ว่า ยา สา ปุริมา สุภา วณฺณนิภา แล้วอธิบายว่า มีผิวพรรณงาม. บทว่า อสุทฺธา คือ นัยน์ตาไม่แจ่มใส ด้วยมีเยื่อหุ้มเป็นต้น. บทว่า อวิสุทฺธา คือ ไม่หมด- จดเพราะมัวหมองเป็นต้น. บทว่า อปริสุทธา คือ ไม่บริสุทธิ์ เพราะ ถูกหุ้มด้วยฝีและเยื่อเป็นต้น. บทว่า อโวทาตา ไม่ผ่องแผ้ว คือไม่ ผ่องใส เช่นกับผูกไว้. บทว่า โน ตถา จกฺขุนา รูปํ ปสฺสามิ ข้าพระองค์ เห็นรูปไม่ชัดด้วยนัยน์ตาเช่นนั้น คือบัดนี้ ข้าพระองค์มองดูรูปารมณ์ เก่าๆ ด้วยจักษุไม่ชัด. ในบทว่า โสตา อสุทฺธา หูฟังไม่สะดวก ก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า มาหมฺปนสฺสํ คือ ข้าพระองค์อย่าพินาศไปเลย. ๑. ในบาลี คำนี้หายไป.
หน้า 429 ข้อ 531
เพราะปิงคิยะทูลคำมีอาทิว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ดังนี้ เพราะเพ่ง ในกาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้ปิงคิยะละความเยื่อใยในกายเสีย จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺมาเน เพราะเห็นชนทั้งหลาย ลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า รูเปสุคือ เพราะรูปเป็นเหตุ เป็นปัจจัย. บทว่า วิหญฺมาเน เดือดร้อนอยู่ คือ ลำบากอยู่ด้วยกรรมกรณ์เป็นต้น. บทว่า รุปฺปนฺติ รูเปสุ คือ ชนทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะรูปเป็นเหตุ ด้วยโรคมีโรคตาเป็นต้น. บทว่า หญฺติ คือ ย่อมเดือดร้อน. บทว่า วิหญฺติ คือ ย่อม ลำบาก. บทว่า อุปหญฺติ ถูกเขาเบียดเบียน คือถูกตัดมือและเท้า เป็นต้น. บทว่า อุปฆาติยนฺติ ถูกเขาฆ่า คือถึงแก่ความตาย. บทว่า กุปฺปนฺติ คือ โกรธ. บทว่า ปิฬิยนฺติ คือ ถูกเบียดเบียน. บทว่า ฆฏิยนฺติ คือ ถูกฆ่า. บทว่า พฺยตฺถิตา คือ หวาดเสียว. บทว่า โทมนสฺสิตา เสียใจ คือถึงความลำบากใจ. บทว่า หายมาเน คือ เสื่อม. ท่านปิงคิยะฟังข้อปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตราบเท่าถึงพระ- อรหัตก็ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ เพราะชรา มีกำลังน้อย เมื่อจะสรรเสริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถานี้ว่า ทิสา จตสฺโส ทิศใหญ่ ๔ ดังนี้ จึง ทูลขอให้เทศนาอีก. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทา จนถึงพระอรหัตอีกแก่ท่านปิงคิยะนั้น จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ตณฺหาธิปนฺเน ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ดังนี้. บทว่า ตณฺหาธิปนฺเน คือ ถูกตัณหาย่ำยี. บทว่า ตณฺหานุเค คือ
หน้า 430 ข้อ 531
ไปตามตัณหา. บทว่า ตณฺหานุคเต คือ ติดตามตัณหา. บทว่า ตณฺหา- นุสเฏ คือ แล่นไปกับตัณหา. บทว่า ตณฺหายาปนฺเน คือ จมลงไปใน ตัณหา. บทว่า ปฏิปนฺเน คือ ถูกตัณหาครอบงำ. บทว่า อภิภูเต คือ ถูกตัณหาย่ำยี. บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺเต มีจิตอันตัณหายึดไว้ คือมีกุศล- จิตอันตัณหายึดไว้. บทว่า สนฺตาปชาเต ผู้เดือดร้อน คือเดือดร้อน เพราะจิตเกิดขึ้นเอง. บทว่า อิติชาเต เกิดจัญไร กือเกิดโรค. บทว่า อุปทฺทชาเต เกิดอุบาทว์ คือ เกิดโทษ. บทว่า อุปสคฺคชาเต เกิด ความขัดข้อง คือเกิดทุกข์. พึงทราบวินิจฉัยบทว่า วิรชํ วีตมลํ นี้ ดังต่อไปนี้. บทว่า วิรชํ คือ ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น. บทว่า วีตมลํ คือ ปราศจากมลทินมีราคะเป็นต้น. จริงอยู่ ราคะเป็นต้น ชื่อว่า ธุลี เพราะ อรรถว่า ท่วมทับ ชื่อว่า มลทิน เพราะอรรถว่า ประทุษร้าย. บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ตวงตาเห็นธรรม คือในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณที่ ๑ ในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณ ๓ เป็นต้น บางแห่งมรรคญาณที่ ๔. แต่ ในที่นี้ มรรคญาณที่ ๔ เกิดแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ คน มรรคญาณที่ ๓ เกิดแก่ ท่านปิงคิยะเท่านั้น. บทว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดการขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีการดับไปเป็น ธรรมดา คือดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านปิงคิยะผู้เป็นไปอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. บทที่เหลือ ในบททั้งปวง ชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือ พระอรหัต ด้วยประการดังนี้. และเมื่อจบเทศนา ท่านปิงคิยะได้ตั้งอยู่ ในอนาคามิผล.
หน้า 431 ข้อ 531
นัยว่า ท่านปิงคิยะนั้นคิดอยู่ในระหว่าง ๆ ว่า พาวรีพราหมณ์ผู้เป็น ลุงของเรา ไม่ได้ฟังเทศนาอันมีปฏิภาณวิจิตรอย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่าน ปิงคิยะจึงไม่สามารถบรรลุพระอรหัตได้ เพราะความฟุ้งซ่านด้วยความ เยื่อใย. แต่ชฏิลผู้เป็นอันเตวาสิก ๑,๐๐๐ ของท่านปิงคิยะ ได้บรรลุพระ- อรหัต. ทั้งหมดได้เป็นเอหิภิกขุ ผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖
หน้า 432 ข้อ 532, 533, 534, 535, 536
โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของมาณพ ๑๖ คน [๕๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนี้แล้ว คือ เมื่อประทับ อยู่ที่ปาสาณกเจดีย์ แคว้นมคธ พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็น บริจาริกาทูลเชื้อเชิญถามแล้ว ๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา. [๕๓๓] คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนี้แล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วซึ่งปารายนสูตรนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็น เครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเช่นนี้แล้ว. [๕๓๔] คำว่า ประทับอยู่... แคว้นมคธ ความว่า ใกล้ชนบท มีชื่อว่ามคธ. คำว่า วิหรนฺโต ความว่า ประทับอยู่ คือ ผลัดเปลี่ยน อิริยาบถเป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา. พระพุทธอาสน์ ท่านกล่าวว่า ปาสาณกเจดีย์ ในอุเทศว่า ปาสาณเก เจติเย ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์แคว้นมคธ. [๕๓๕] คำว่า พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริ- จาริกา ความว่า พราหมณ์ ๑๖ คนนั้นทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นคนรับใช้ ใกล้ชิดผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาของพาวรีพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์ ๑๖ คนนั้น พึงเป็นบริจาริกาผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา. [๕๓๖] คำว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้ว ๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่ง
หน้า 433 ข้อ 537, 538, 539
ปัญหา ความว่า ทูลเชื้อเชิญอาราธนาแล้ว. คำว่า ถามแล้ว ๆ ความว่า ถามแล้ว ๆ คือ ทูลอาราธนาแล้ว เชื้อเชิญให้ทรงประสาทแล้ว . คำว่า ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา ความว่า ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอก... ทรงประกาศแล้วซึ่งปัญหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้ว ๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา. [๕๓๗] ถ้าแม้บุคคลรู้ตัวถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม แห่งปัญหา หนึ่ง ๆ พึงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ เพราะว่าธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง เพราะเหตุนั้น คำว่า ปารายนะนั้นแล เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้. [๕๓๘] คำว่า ถ้าแม้... แห่งปัญหาหนึ่ง ๆ ความว่า ถ้าแม้ แห่งอชิตปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งติสสเมตเตยปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่ง ปุณณกปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งเมตตคูปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งโธตก- ปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งอุปสีวปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งนันทปัญหา หนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งเหมกปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งโตเทยยปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งกัปปปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งชตุกัณณีปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้ แห่งภัทราวุธปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งอุทยปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่ง โปสาลปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งโมฆราชปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งปิงคิย- ปัญหาหนึ่ง ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าแม้แห่งปัญหาหนึ่ง ๆ. [๕๓๙] คำว่า รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม ความว่า รู้ทั่วถึง คือทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วซึ่งอรรถว่า ปัญหานั้นนั่นแหละเป็นธรรม ข้อวิสัชนาเป็นอรรถ. คำว่า รู้ทั่วถึงธรรม ความว่า รู้ทั่วถึง คือ ทราบ... ทำให้เเจ่มแจ้งซึ่งธรรม.
หน้า 434 ข้อ 540, 541, 542, 543, 544
[๕๔๐] คำว่า พึงปฏิบัติซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรม ความว่า พึงปฏิบัติซึ่งข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติสมควรแก่ธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงปฏิบัติซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรม. [๕๔๑] อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่าฝั่งแห่งชราและมรณะ ในอุเทศ ว่า คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารํ ดังนี้. คำว่า พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ ความว่า พึงถึง คือ พึง บรรลุถึง พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึง ถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ. [๕๔๒] คำว่า ธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง ความว่า ธรรมเหล่านี้เป็นฐานะแห่งอันให้ถึงฝั่ง คือ ให้ถึง ให้ถึงพร้อม ให้ตาม ถึงพร้อมซึ่งฝั่ง คือ เป็นไปเพื่อให้ข้ามพ้นชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง. [๕๔๓] คำว่า เพราะเหตุนั้น... แห่งธรรมปริยายนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้นคือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น. คำว่า แห่งธรรมปริยายนี้ คือ แห่งปารายนสูตรนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น ... แห่งธรรมปริยายนี้. [๕๔๔] อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก
หน้า 435 ข้อ 545, 546
จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ในอุเทศว่า ปารายนนฺ- เตฺวว อธิวจนํ ดังนี้. สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่า อายนะ (มรรคเป็นเหตุ ให้ถึง). คำว่า เป็นชื่อ คือ เป็นนาม เป็นการนับ เป็นเครื่องรู้เสมอ เป็นบัญญัติ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บทว่า ปารายนะ นั่นแหละ เป็นชื่อ. [๕๔๕] อชิตพราหมณ์ ติสสเมตเตยยพราหมณ์ ปุณณก- พราหมณ์ เมตตคูพราหมณ์ โธตกพราหมณ์ อุปสีว- พราหมณ์ นันทพราหมณ์ เหมกพราหมณ์ โตเทยย- พราหมณ์ กัปปพราหมณ์ ชตุกัณณะพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ภัทราวุธพราหมณ์ อุทยพราหมณ์ โปสาลพราหมณ์ โมฆราชพราหมณ์ผู้มีปัญญา ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหา ธรรมใหญ่ พราหมณ์เหล่านี้เข้ามาเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธ- เจ้าผู้มีจรณะถึงพร้อม ผู้แสวงหา เมื่อจะทูลถามปัญหา อันละเอียด มาเฝ้าแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. [๕๔๖] คำว่า เอเต ในอุเทศว่า เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุํ ดังนี้ คือ พราหมณ์ทั้งหลาย. คำว่า พุทฺธํ จะกล่าวต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระสยัมภูไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่ง ความเป็นพระสัพพัญญะในธรรมเหล่านั้น และถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ ชำนาญ ในพลธรรมทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า พุทโธ ในคำว่า พุทฺโธ ดังนี้ เพราะ
หน้า 436 ข้อ 547
อรรถว่ากระไร เพราะอรรถว่าตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย เพราะอรรถว่าพระองค์ ปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง เพราะทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพราะทรงเบิกบานแล้ว เพราะส่วนแห่ง พระองค์มีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะส่วนแห่งพระองค์ไม่มีอุปกิเลส เพราะ อรรถว่าทรงปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าทรงปราศจาก โทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าทรงปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าไม่ทรงมีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าทรงถึงแล้วซึ่ง เอกายนมรรค เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้เดียวตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ง สัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ เพราะทรงได้ พระปัญญาเครื่องตรัสรู้. พระนามว่า พุทโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติสายโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้ทำให้ พระนามนี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งการหลุดพ้น) พระ- นามว่า พุทโธ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ- ณ ควงไม้โพธิ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้า. คำว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ความว่า พราหมณ์ เหล่านี้มาเฝ้า เข้ามาเฝ้า เข้ามานั่งใกล้ ทูลถามแล้ว สอบถามแล้ว ซึ่ง พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้ว. [๕๔๗] ความสำเร็จแห่งศีลและอาจาระ ท่านกล่าวว่า จรณะ ในอุเทศว่า สมฺปนฺนจรณํ อิสึ ดังนี้ ศีลสังวรก็ดี อินทรีย์สังวรก็ดี
หน้า 437 ข้อ 548, 549
โภชเนมัตตัญญุตาก็ดี ชาคริยานุโยคก็ดี สัทธรรม ๗ ก็ดี ฌาน ๔ ก็ดี เป็นจรณะ. คำว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว ความว่า มีจรณะสมบูรณ์ มีจรณะ ประเสริฐ มีจรณะเป็นประธาน มีจรณะอุดม มีจรณะอย่างยิ่ง เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว. คำว่า อิสึ ความว่า ผู้แสวงหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา ฯ ล ฯ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันสัตว์ทั้งหลายที่มีอานุภาพมากแสวงหา เสาะหา ค้นหา ว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเทพประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระนราสภประทับอยู่ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา แห่งเทพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้แสวงหา. [๕๔๘] คำว่า ปุจฺฉนฺตา ในอุเทศว่า ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปญฺเห ดังนี้ ความว่า เมื่อทูลถาม ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท. คำว่า ซึ่งปัญหาทั้งหลายอันละเอียด ความว่า ซึ่งปัญหาทั้งหลาย ที่ลึกเห็นได้ยาก ตรัสรู้ได้ยาก สงบ ประณีต ไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยความ ตรึก อันละเอียด ที่บัณฑิตพึงรู้ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อทูลถาม ซึ่งปัญหาทั้งหลายอันละเอียด. [๕๔๙] คำว่า พระพุทธเจ้า ในอุเทศว่า พุทฺธเสฏฺํ อุปาคมุํ ดังนี้ ว่ากล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.
หน้า 438 ข้อ 550, 551, 552
คำว่า ผู้ประเสริฐ ความว่า ผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. คำว่า มาเฝ้าแล้ว ความว่า มาเฝ้า เข้ามาเฝ้า เข้ามานั่งใกล้ ทูลถามแล้ว สอบถามแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า พราหมณ์เหล่านั้นเข้ามาเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มี จรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้แสวงหา เมื่อจะทูลถามซึ่งปัญหา ทั้งหลายอันละเอียด เข้ามาเฝ้าแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มี ประเสริฐ. [๕๕๐] พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์เหล่านั้น ทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์แล้วตามควร พระพุทธเจ้าผู้เป็นเพระมุนี ทรงให้พราหมณ์ทั้งหลาย ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา ทั้งหลาย. [๕๕๑] คำว่า เตสํ ในอุเทศว่า เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ดังนี้ ความว่า อันพราหมณ์ผู้มีความต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน. คำว่า พุทฺโธ จะกล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ทรงพยากรณ์แล้ว ความว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์ เหล่านั้นทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอกแล้ว ... ทรงประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์ นั้น ... ทรงพยากรณ์แล้ว. [๕๕๒] คำว่า ทูลถามปัญหาแล้ว ในอุเทศว่า ปญฺหํ ปุฏฺโ
หน้า 439 ข้อ 553, 554
ยถาตถํ ดังนี้ ความว่า ทูลถามปัญหาแล้ว ทูลอาราธนาเชื้อเชิญ ให้ทรง ประสาทแล้ว. คำว่า ตามควร ความว่า ตรัสบอกตามที่ควรตรัสบอก ทรงแสดง ตามที่ควรทรงแสดง ทรงบัญญัติตามที่ควรทรงบัญญัติ ทรงแต่งตั้งตามที่ ควรทรงแต่งตั้ง ทรงเปิดเผยตามที่ทรงควรเปิดเผย ทรงจำแนกตามที่ควร ทรงจำแนก ทรงทำให้ง่ายตามที่ควรทรงทำให้ง่าย ทรงประกาศตามที่ควร ทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูลถามปัญหาแล้ว... ตามควร [๕๕๓] คำว่า ด้วยการทรงพยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลาย ความว่า ด้วยการพยากรณ์ คือ ด้วยตรัสบอก . . . ด้วยทรงประกาศซึ่งปัญหา ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ด้วยการทรงพยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลาย. [๕๕๔] คำว่า ทรงให้ยินดี ในอุเทศว่า โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนิ ดังนี้ ความว่า ทรงให้ยินดี ให้ยินดียิ่ง ให้เลื่อมใส ให้พอใจ ทรงทำให้เป็นผู้ปลื้มใจ. คำว่า ยังพราหมณ์ทั้งหลาย ความว่า ยังพราหมณ์ผู้มีความ ต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน. ญาณ คือ ปัญญา ความรู้ชัด ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯ ล ฯ พระพุทธเจ้านั้น ล่วงแล้วซึ่งกิเลสเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็น ดังข่าย จึงเป็นพระมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนี ทรงยังพราหมณ์ทั้งหลายให้ยินดีแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคาถา ประพันธ์นี้ว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์เหล่านั้น ทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์แล้วตามสมควร พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนี
หน้า 440 ข้อ 555, 556, 557
ทรงให้พราหมณ์ทั้งหลายยินดีแล้ว ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาทั้งหลาย. [๕๕๕] พราหมณ์นั้น อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ เป็น เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติ พรหมจรรย์ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญา ประเสริฐ. [๕๕๖] คำว่า เต ในอุเทศว่า เต โตสิตา จกฺขุมตา ดังนี้ คือ พราหมณ์ผู้มีความต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน. คำว่า ทรงให้ยินดีแล้ว ความว่า ทรงให้ยินดี ให้ยินดียิ่ง ให้ เลื่อมใส ให้พอใจ ทรงทำให้ปลื้มใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์ เหล่านั้น ... ทรงให้ยินดีแล้ว. คำว่า ผู้มีจักษุ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการ คือ มีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุ ๑ แม้ด้วยทิพยจักษุ ๑ แม้ ด้วยปัญญาจักษุ. แม้ด้วยพุทธจักษุ ๑ แม้ด้วยสมันตจักษุ ๑. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างไร ฯ ล ฯ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้ามีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์เหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุทรงให้ยินดีเเล้ว. [๕๕๗] คำว่า พุทฺเธน ในอุเทศว่า พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ดังนี้ จะกล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. พระสุริยะท่านกล่าวว่า พระอาทิตย์ ในคำว่า อาทิจฺจพนฺธุนา
หน้า 441 ข้อ 558, 559
ดังนี้ พระอาทิตย์นั้นเป็นโคดมโดยโคตร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น พระโคดมโดยโคตร พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระญาติโดยโคตร เป็น เผ่าพันธุ์โดยโคตร แห่งพระสุริยะ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันพระพุทธเจ้า... เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์. [๕๕๘] ความงด ความเว้น ความเว้นเฉพาะ เจตนาเครื่อง งดเว้น ความไม่ยินดี ความงดการทำ ความไม่ทำ ความไม่ต้องทำ ความไม่ล่วงแดน ความฆ่าด้วยเหตุ (ด้วยอริยมรรค) ซึ่งความถึงพร้อม ด้วยอสัทธรรม ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในอุเทศว่า พฺรหมจริยมจรึสุ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ท่าน กล่าวว่า พรหมจรรย์ด้วยสามารถแห่งการกล่าวตรง ๆ. คำว่า ได้ประพฤติแล้วซึ่งพรหมจรรย์ ความว่า ได้ประพฤติ คือ สมาทาน ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ประพฤติ แล้วซึ่งพรหมจรรย์. [๕๕๙] คำว่า แห่งพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ ความว่า แห่งพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ มีพระปัญญาเลิศ มีพระปัญญา เป็นใหญ่ มีพระปัญญาเป็นประธาน มีพระปัญญาอุดม มีพระปัญญาบวร. คำว่า สนฺติเก ความว่า ในสำนัก ในที่ใกล้ ในที่เคียง ในที่ ไม่ไกล ในที่ใกล้ชิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาประเสริฐ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า
หน้า 442 ข้อ 560, 561, 562, 563, 564
พราหมณ์เหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุเป็น เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ทรงให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติ พรหมจรรย์ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญา ประเสริฐ. [๕๖๐] ผู้ใดพึงปฏิบัติธรรมแห่งปัญหาหนึ่ง ๆ ตามที่พระ- พุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ผู้นั้นพึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง. [๕๖๑] คำว่า แห่งปัญหาหนึ่ง ๆ ความว่า แห่งอชิตปัญหาหนึ่ง แห่งติสสเมตเตยยปัญหาหนึ่ง ฯ ล ฯ แห่งปิงคิยปัญหาหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แห่งปัญหาหนึ่ง ๆ. [๕๖๒] คำว่า พุทฺเธน ในอุเทศว่า ยถา พุทฺเธน เทสิตํ ดังนี้ จะกล่าวต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ความว่า ตามที่พระ- พุทธเจ้าตรัสบอกแล้ว... ประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตามที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว. [๕๖๓] คำว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติตามธรรม ความว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติ ข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็น ไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติตามธรรม. [๕๖๔] อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก
หน้า 443 ข้อ 565, 566, 567
จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ในอุเทศว่า คจฺเฉ ปารํ อปารโต ดังนี้ ฯ กิเลสก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า ที่มิใช่ฝั่ง. คำว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง ความว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง คือ พึงบรรลุถึง พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึง จากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง ฯ ล ฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ ตามที่พระ- พุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ผู้นั้นพึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง. [๕๖๕] บุคคลเมื่อเจริญมรรคอันอุดม พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึง ฝั่ง มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ถึงฝั่ง. [๕๖๖] กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า ที่มิใช่ฝั่ง ในอุเทศว่า อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ดังนี้ อมตนิพพาน ความสงบสังขาร ทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง. คำว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง ความว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง คือพึงบรรลุถึง พึงถูกต้อง พึงทําให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง. [๕๖๗] มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯ ล ฯ สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่า มรรค ในคำว่า ซึ่งมรรค ในอุเทศว่า ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมํ ดังนี้.
หน้า 444 ข้อ 568, 569
คำว่า อันอุดม คือ อันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุดอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มรรคอันอุดม. คำว่า เมื่อเจริญ ความว่า เมื่อเจริญ ซ่องเสพ ทำให้มาก เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเจริญมรรคอันอุดม. [๕๖๘] คำว่า มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง ความว่า มรรค ปันถะ ปถะ ปัชชะ อัญชสะ วฏุมายนะ นาวา อุตตรเสตุ ปกุสละ สังกมะ (แปลว่าทางทุกศัพท์). คำว่า เพื่อให้ถึงฝั่ง ความว่า เพื่อให้ถึงฝั่ง ให้ถึงพร้อมซึ่งฝั่ง ให้ตามถึงพร้อมซึ่งฝั่ง คือ เพื่อข้ามพ้นชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง. [๕๖๙] คำว่า เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ ถึงฝั่ง ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น อมตนิพพาน ความสงบสังขาร ทั้งปวง... ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง. มรรค ท่านกล่าวว่า อายนะ เป็นที่ให้ถึง. คำว่า อิติ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ถึงฝั่ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า บุคคลเมื่อเจริญมรรคอันอุดม พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึง ฝั่ง มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ถึงฝั่ง.
หน้า 445 ข้อ 570, 571, 572
[๕๗๐] (ท่านปิงคิยะทูลถามว่า) ข้าพระองค์จักขับตามเพลงขับ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มิได้มีกาม มิได้มีป่า เป็นนาค (ได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสบอกแล้วอย่างนั้น) บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุไร. [๕๗๑] คำว่า จักขับตามเพลงขับ ความว่า จักขับเพลงขับ คือ จักขับตามธรรมที่พระองค์ตรัสแล้ว จักขับตามธรรมที่ตรัสบอกแล้ว จัก ขับตามธรรมที่ตรัสประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักขับตาม เพลงขับ. คำว่า อิติ ในบทว่า อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯ ล ฯ บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว โดยเคารพ คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความ เคารพและความยำเกรง. คำว่า ปิงฺคิโย เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นสมญา เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร เป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นการทรงชื่อ เป็นภาษาเรียก เป็นเครื่องให้ปรากฏ เป็นคำร้องเรียก ของพระเถระนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพระปิงคิยะทูลถามว่า. [๕๗๒] คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัส แล้วอย่างนั้น ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ได้ตรัสแล้ว คือตรัสบอก... ทรงประกาศแล้วอย่างนั้นว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วน
หน้า 446 ข้อ 573, 574
มีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสบอกแล้วอย่างนั้น. [๕๗๓] คำว่า ปราศจากมลทิน ในนิเทศว่า วิมโล ภูริเมธโส ดังนี้ ความว่า ความชัง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นมลทิน มลทินเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอด ด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงไม่มีมลทิน หมดมลทิน ไร้มลทิน ไป ปราศจากมลทิน ละมลทินแล้ว พ้นแล้วจากมลทิน ล่วงมลทินทั้งปวง แล้ว แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วย พระปัญญาอันกว้างขวาง แผ่ไปเสมอด้วยแผ่นดินนี้ ปัญญา ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ทั่ว ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่าน กล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะ- เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ทรงมีพระปัญญากว้าง ขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน. [๕๗๔] โดยหัวข้อว่า กามา ในอุเทศว่า นิกฺกโม นิพฺพโน นาโค ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือวัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม เหล่านี้ท่านกล่าวว่า กิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ แล้วทรงกำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละกิเลสกามแล้ว เพราะทรง
หน้า 447 ข้อ 574
กำหนดรู้วัตถุกาม เพราะทรงละกิเลสกามแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ ทรงใคร่กาม ไม่ทรงปรารถนากาม ไม่ทรงรักกาม ไม่ทรงชอบใจกาม ชนเหล่าใดย่อมใคร่กาม ปรารถนากาม รักกาม ชอบใจกาม ชนเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ใคร่กาม มีความกำหนัดด้วยราคะ มีสัญญาด้วยสัญญา พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงใคร่กาม ไม่ทรงปรารถนากาม ไม่ทรงรักกาม ไม่ ทรงชอบใจกาม เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึง มิได้มีกาม ไร้กาม สละกาม คลายกาม ปล่อยกาม ละกาม สละคืนกาม เสียแล้ว ปราศจากราคะ มีราคะหายไปแล้ว สละราคะ คลายราคะ ละ ราคะ สละคืนราคะเสียแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยสุข มีพระองค์อันประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิได้มีกาม. คำว่า ไม่มีป่า ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นป่า ป่าเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้ มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ไม่มีป่า ไร้ป่า ไปปราศแล้วจากป่า ละป่าแล้ว พ้นแล้วจากป่า ล่วงป่า ทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีป่า. คำว่า เป็นนาค ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าเป็นนาคเพราะ ไม่ทรงทำความชั่ว ชื่อว่าเป็นนาคเพราะไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว ชื่อว่าเป็น นาค เพราะไม่เสด็จมาสู่ความชั่ว ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าเป็นนาค เพราะไม่เสด็จมาสู่ความชั่วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีกาม ไม่มี ป่า เป็นนาค.
หน้า 448 ข้อ 575
[๕๗๕] คำว่า เพราะเหตุอะไร ในอุเทศว่า กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุอะไร เพราะการณะอะไร เพราะปัจจัย อะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุอะไร. คำว่า พูดกล่าวคำเท็จ ความว่า พึงกล่าวถ้อยคำเท็จ คือ กล่าว มุสาวาท กล่าวถ้อยคำอันไม่ประเสริฐ บุคคลบางคนในโลกนี้ อยู่ในที่ ประชุมก็ดี อยู่ในบริษัทก็ดี อยู่ท่ามกลางญาติก็ดี อยู่ในราชสกุลก็ดี เขานำไปเป็นพยานถามว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้เหตุใด จงกล่าว เหตุนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อรู้ก็กล่าวว่าไม่รู้ เมื่อไม่เห็น ก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น ย่อมกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้ เพราะ เหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการดังนี้ นี้ท่านกล่าวว่า กล่าวคำเท็จ. อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อย่าง คือก่อนที่จะพูด บุคคลนั้นก็รู้ว่า จักพูดเท็จ เมื่อกำลังพูด ก็รู้ว่าพูดเท็จอยู่ เมื่อพูด แล้วก็รู้ว่า พูดเท็จแล้ว มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๔ อย่าง คือ ก่อนที่จะ พูด บุคคลนั้นก็รู้ว่า จักพูดเท็จ ฯ ล ฯ มุสาวาทย่อมมี ๕ อย่าง มุสาวาท ย่อมมีด้วยอาการ ๖ อย่าง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๗ อย่าง มุสาวาท ย่อมมีด้วยอาการ ๘ อย่าง คือก่อนที่จะพูดบุคคลนั้นก็รู้ว่า จักพูดเท็จ เมื่อกำลังพูดก็รู้ว่า พูดเท็จอยู่ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่า พูดเท็จแล้ว ตั้งความ เห็นไว้ ตั้งความควรไว้ ตั้งความชอบใจไว้ ตั้งสัญญาไว้ ตั้งความเป็น ไว้ มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ อย่างนี้. บุคคลพึงกล่าว พึงพูด พึง
หน้า 449 ข้อ 576, 577, 578
แสดง พึงบัญญัติคำเท็จเพราะเหตุอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงพูด เท็จเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์จักขับตามเพลงขับ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มิได้ มิกาม มิได้มีป่า เป็นนาค (ได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัส บอกแล้วอย่างนี้) บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุอะไร. [๕๗๖] ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วย คุณ แถ่พระองค์ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรง ละความถือตัวและความลบหลู่. [๕๗๗] คำว่า มลทิน ในอุเทศว่า ปหีนมลโมหสฺส ดังนี้ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริตทั้งปวงเป็นมลทิน. คำว่า ความหลง ความว่า ความไม่รู้ในทุกข์ ฯ ล ฯ อวิชชาเป็น ดังลิ่มสลัก โมหะ อกุศลมูล นี้ท่านกล่าวว่า โมหมลทินและความหลง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้ มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ทรงละมลทินและความหลงเสียแล้ว. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงละ มลทินและความหลงเสียแล้ว. [๕๗๘] ความถือตัว ในคำว่า มานะ ในอุเทศว่า มานมกฺขปฺ- ปหายีโน ดังนี้ โดยอาการอย่างหนึ่ง คือ ความพองแห่งจิต.
หน้า 450 ข้อ 578
ความถือตัวโดยอาการ ๒ อย่าง คือ ความถือตัวในการยกตน ๑ ความถือตัวในการข่มผู้อื่น ๑ ความถือตัวโดยอาการ ๓ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่า เขา ๑ เราเสมอเขา ๑ เราเลวกว่าเขา ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๕ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด เพราะลาภ ๑ เพราะยศ ๑ เพราะสรรเสริญ ๑ เพราะสุข ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๕ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิดว่า เราเป็นผู้ได้รูปที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้เสียงที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้กลิ่น ที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้รสที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๖ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด เพราะความถึงพร้อมแห่งตา ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งหู ๑ เพราะ ความถึงพร้อมแห่งจมูก ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งลิ้น ๑ เพราะความ ถึงพร้อมแห่งกาย ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งใจ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๗ อย่าง คือ ความถือตัว ๑ ความถือตัว จัด ๑ ความถือตัวเกินกว่าความถือตัว ๑ ความดูหมิ่น ๑ ความดูแคลน ๑ ความถือตัวว่าเรามี ๑ ความถือตัวผิด ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๘ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด เพราะลาภ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมลาภ ๑ ให้ความถือตัว เกิดเพราะยศ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมยศ ๑ ให้ความถือ ตัวเกิดเพราะความสรรเสริญ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความนินทา ๑ ให้ความถือตัวเกิดเพราะสุข ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะทุกข์ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๙ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่า
หน้า 451 ข้อ 579
เขาที่ดี ๑ เราเสมอกับเขาที่ดี ๑ เราเลวกว่าเขาที่ดี ๑ เราดีกว่าเขาที่เสมอ กัน ๑ เราเสมอกับเขาที่เสมอกัน ๑ เราเลวกว่าเขาที่เสมอกัน ๑ เราดีกว่า เขาที่เลว ๑ เราเสมอกับเขาที่เลว ๑ เราเลวกว่าเขาที่เลว ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ความถือตัวเกิดขึ้นเพราะกำเนิดบ้าง เพราะโคตรบ้าง เพราะความเป็น บุตรแห่งสกุลบ้าง เพราะความเป็นผู้มีผิวพรรณงามบ้าง เพราะทรัพย์บ้าง เพราะความเชื้อเชิญบ้าง เพราะบ่อเกิดแห่งการงานบ้าง เพราะบ่อเกิด แห่งศิลปะบ้าง เพราะฐานแห่งวิชชาบ้าง เพราะการศึกษาเล่าเรียนบ้าง เพราะปฏิภาณบ้าง เพราะวัตถุอื่นบ้าง, ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ความ เป็นผู้ถือตัว ความพองจิต ความมีมานะดังว่าไม้อ้อสูง มานะดังธงชัย มานะอันเป็นเหตุให้ยกย่อง ความที่มีจิตใคร่ดังธงนำหน้า นี้ท่านกล่าวว่า ความถือตัว. ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ กรรมอันประกอบ ด้วยความแข็งกระด้าง นี้ท่านกล่าวว่าความลบหลู่ในคำว่า มักขะ ดังนี้ ความถือตัวและความลบหลู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้น ต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึง ชื่อว่า ทรงละความถือตัวและความลบหลู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรง ละความถือตัวและความลบหลู่. [๕๗๙] คำว่า หนฺทาหํ ในอุเทศว่า หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหิตํ ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯลฯ คำว่า หนฺท นี้เป็นไปตาม ลำดับบท.
หน้า 452 ข้อ 580, 581
คำว่า กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า จักระบุ คือ จักแสดง... จัก ประกาศซึ่งถ้อยคำ วาจา คำเป็นคลอง คำที่ควรเปล่ง อันเข้าไป เข้า ไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยคุณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบ ด้วยคุณ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วย คุณ แก่พระองค์ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรง ละความถือตัวและความลบหลู่. [๕๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุทรง บรรเทาความมืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ทั้งหมดแล้ว มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐอันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว. [๕๘๑] คำว่า ทรงบรรเทาความมืด ในอุเทศว่า ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรเทา ทรง กำจัด ทรงละ ทรงบรรเทาให้พินาศ ทรงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความมืดคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อันทำ ให้บอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำให้ไม่มีญาณอันดับปัญญา เป็นฝ่ายความลำบาก ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงบรรเทาความมืด. คำว่า พุทฺโธ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. สัพพัญญุตญาณท่านกล่าวว่าสมันตจักษุ
หน้า 453 ข้อ 582
ในคำว่า ผู้มีพระสันมัตจักษุ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความมืด. [๕๘๒] คำว่า โลก ในอุเทศว่า โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ โลก ๑ ได้แก่โลกคือภพ. โลก ๒ คือ ภวโลกเป็นสมบัติ ๑ ภวโลก เป็นวิบัติ ๑. โลก ๓ คือ เวทนา ๓. โลก ๔ คือ อาหาร ๔. โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕. โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖. โลก ๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗. โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘. โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙. โลก ๑๐ คือ อุปกิเลส ๑๐. โลก ๑๑ คือ กามภพ ๑๑. โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒. โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘. คำว่า ทรงถึงที่สุดโลก ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงที่สุด ถึงส่วนสุดแห่งโลกแล้ว ไปสู่ที่สุดถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว ฯ ล ฯ ไปนิพพาน ถึงนิพพานแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบ แล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ ไม่มีสงสารคือชาติ ชรา และ มรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุดโลก. คำว่า ภพ ในอุเทศว่า สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ ภพ ๒ ได้แก่กรรมภพ ๑ ปุนภพ (ภพใหม่) อันมีในปฏิสนธิ ๑ กรรมภพเป็น ไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้เป็นกรรมภพ. ปุนภพอันมีในปฏิสนธิเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอันมีในปฏิสนธิ นี้เป็นปุนภพอันมีในปฏิสนธิ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นไปล่วง ทรงล่วงเลย ทรงก้าวล่วงซึ่ง
หน้า 454 ข้อ 583, 584
กรรมภพและปุนภพอันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุด โลก เป็นไปล่วงภพทั้งปวง. [๕๘๓] อาสวะ ในคำว่า ไม่มีอาสวะ ในอุเทศว่า อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน ดังนี้ มี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่ให้มีในภาย หลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ไม่มีอาสวะ. คำว่า ทรงละทุกข์ทั้งปวง ความว่า ทุกข์ทั้งหมด คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ โสกทุกข์ ปริเทวทุกข์ ทุกขทุกข์ โทมนัสทุกข์ อุปายาสทุกข์ ฯ ล ฯ ทุกข์แต่ความฉิบหายแห่งทิฏฐิ อันมี มาแต่ปฏิสนธิ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงละได้เเล้ว ตัดขาดแล้ว ระงับ แล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ละทุกข์ทั้งปวง. [๕๘๔] คำว่า มีพระนามจริง ในอุเทศว่า สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุ- ปาสิโต เม ดังนี้ ความว่า มีพระนามเหมือนนามจริง พระผู้มีพระภาค- เจ้าพระนามว่าวิปัสสี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสีขี พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมน์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายตรัสรู้แล้ว มีพระนามเช่นเดียวกัน มีพระนาม เหมือนนามจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าศากยมุนีมีพระนามเหมือนกัน คือ มีพระนามเหมือนนามจริงของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วเหล่านั้น
หน้า 455 ข้อ 585, 586
เพราะเหตุดังนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีพระนาม จริง. คำว่า เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น อันข้าพระองค์นั่ง เข้านั่ง นั่งใกล้ กำหนดถาม สอบถามแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้เเล้ว เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความมืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวง แล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ทั้งหมดแล้ว มีพระนาม จริง เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว. [๕๘๕] นกละป่าเล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มี ปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัย สระใหญ่ที่มี่น้ำมากฉะนั้น. [๕๘๖] นก ท่านเรียกว่า ทิชะ ในอุเทศว่า ทิโช ยถา กุพฺพนกํ ปหาย พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย ดังนี้. เพราะเหตุไร นก ท่านจึงเรียก ทิชะ. เพราะนกเกิด ๒ ครั้ง คือเกิด แต่ท้องแม่ครั้งหนึ่ง เกิดแต่กระเปาะฟองไข่ครั้งหนึ่ง เพราะเหตุนั้น นก ท่านจึงเรียกว่า ทิชะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิชะ. คำว่า ละป่าเล็กแล้ว... ฉันใด ความว่า นกละทิ้ง ล่วงเลย แล้วซึ่งป่าน้อยที่มีอาหารเครื่องกินน้อย มีน้ำน้อย พึงไปประสนพบป่าใหญ่
หน้า 456 ข้อ 587
ซึ่งเป็นไพรสณฑ์ที่มีต้นไม้มาก มีผลไม้ดก มีอาหารเครื่องกินมาก อื่น ๆ พึงสำเร็จความอยู่ในไพรสณฑ์นั้น ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นกละป่า เล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันนั้น. [๕๘๗] คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า เอวมาหํ อปฺปหสฺเส ปหาย มโหทธึ หงฺสริวชฺฌปตโต ดังนี้ เป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อมเฉพาะ. คำว่า ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย ความว่า พาวรี- พราหมณ์ และพวกพราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรีพราหมณ์นั้น เปรียบเทียบกะพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เป็นผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญา นิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาทราม ข้าพระองค์ละทิ้งล่วงเลยแล้วซึ่งพราหมณ์เหล่านั้น ผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญานิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มี ปัญญาทราม ประสบพบแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีปัญญา เลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาอุดม สูงสุด ไม่มีใคร เสมอ ไม่มีใครเปรียบเทียบ เป็นบุคคลหาใครเปรียบมิได้ เป็นเทวดา ล่วงเทวดา เป็นผู้องอาจกว่านรชน เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษนาค เป็น บุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษแกล้วกล้า เป็นบุรุษผู้นำธุระไป มีพลธรรม ๑๐ เป็นผู้คงที่ หงส์พึงประสบ พบ ได้ซึ่งสระใหญ่ที่พวกมนุษย์ทำไว้ สระ อโนดาต หรือมหาสมุทรที่ไม่กำเริบ มีน้ำนับไม่ถ้วน ฉันใด ข้าพระองค์ เป็นพราหมณ์ชื่อปิงคิยะ ประสบ พบ ได้แล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ตรัสรู้แล้ว ผู้ไม่กำเริบ มีเดชนับไม่ถ้วน มีญาณแตกฉาน มีพระจักษุ เปิดแล้ว ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีปฏิสัมภิทาทรงบรรลุแล้ว ถึงเวสารัชชญาณ ๔ แล้ว น้อมพระทัยไปในผลสมาบัติอันบริสุทธิ์ มี
หน้า 457 ข้อ 588, 589
พระองค์ขาวผ่อง มีพระวาจามิได้เป็นสอง เป็นผู้คงที่ มีปฏิญาณอย่างนั้น เป็นผู้ไม่เล็กน้อย เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีธรรมลึก มีคุณอันใคร ๆ นับไม่ได้ มีคุณยากที่จะหยั่งถึง มีรัตนะมาก มีคุณเสมอด้วยสาคร ประกอบด้วย อุเบกขามีองค์ ๖ ไม่มีใครเปรียบปาน มีธรรมไพบูลย์ ประมาณมิได้ มีพระคุณเช่นนั้น ตรัสธรรมอันเลิศกว่าพวกที่กล่าวกัน เช่นภูเขาสิเนรุ เลิศกว่าภูเขาทั่วไป ครุฑเลิศกว่านกทั่วไป สีหมฤคเลิศกว่ามฤคทั่วไป สมุทรเลิศกว่าห้วงน้ำทั่วไป เป็นพระพุทธชินเจ้าผู้สูงสุด ฉันนั้นเหมือน กัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ ที่มีปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัยสระใหญ่ที่มี น้ำมากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า นกละป่าเล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มี ปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัย สระใหญ่ที่มีน้ำมากฉะนั้น. [๕๘๘] ในกาลก่อน (อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม) อาจารย์ เหล่าใดพยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ คำนั้นทั้งหมดเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คำนั้นทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ. [๕๘๙] คำว่า เย ในอุเทศว่า เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ ดังนี้ ความว่า พาวรีพราหมณ์และพวกพราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรี- พราหมณ์ พยากรณ์แล้ว คือ บอก... ประกาศแล้วซึ่งทิฏฐิของตน ความ
หน้า 458 ข้อ 590, 591, 592, 593
ควรของตน ความชอบใจของตน ลัทธิของตน ความประสงค์ของตน อัธยาศัยของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า . . . ในกาลก่อน . . . อาจารย์ เหล่าใดพยากรณ์แล้ว. [๕๙๐] คำว่า อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ความว่า ก่อน แต่ศาสนาของพระโคดม คือ อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ก่อนกว่า ศาสนาของพระโคดม กว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า กว่าศาสนาของ พระชินะ กว่าศาสนาของพระตถาคต กว่าศาสนาของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม. [๕๙๑] คำว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ ความว่า ได้ยินว่า เรื่องมีแล้วอย่างนี้ ได้ยินว่า เรื่องจักมีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้. [๕๙๒] คำว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา ความว่า คำนั้นทั้งสิ้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คือ อาจารย์เหล่านั้น กล่าวธรรม อันไม่ประจักษ์แก่ตน ที่ตนมิได้รู้มาเอง ตามที่ได้ยินกันมาตามลำดับสืบ ๆ กันมา ตามความอ้างตำรา ตามเหตุที่นึกเดาเอาเอง ตามเหตุที่คาดคะเน เอาเอง ด้วยความตรึกตามอาการด้วยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา. [๕๙๓] คำว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ ความว่า คำนั้นทั้งสิ้นเป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ คือ เป็นเครื่อง ยังวิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความดำริให้เจริญ เป็นเครื่องยังกามวิตก พยาบาทวิตกวิหิงสาวิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงญาติให้เจริญ เป็นครื่องยังความตรึกถึงชนบทให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงเทวดา
หน้า 459 ข้อ 594, 595
ให้เจริญ เป็นเครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเอ็นดูผู้อื่นให้เจริญ เป็น เครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภสักการะ และความสรรเสริญให้เจริญ เป็นเครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความไม่ปรารถนาให้ใครดูหมิ่นตนให้ เจริญ เพราะฉะนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ในกาลก่อน (อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม) อาจารย์ เหล่าใดพยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คำทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ. [๕๙๔] พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพระองค์เดียวทรงบรรเทาความ มืดเสีย ประทับอยู่แล้ว มีพระปัญญาสว่างแผ่รัศมี พระโคดมมีพระปัญญาปรากฏ พระโคดมมีพระปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน. [๕๙๕] คำว่า เอโก ในอุเทศว่า เอโก ตมนุภาสีโน ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชา ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อนสอง เพราะอรรถว่า ละ ตัณหา เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะปราศจากโทสะโดยส่วน เดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะเสด็จไปตามเอกายนมรรค เพราะตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์เดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชา อย่างไร.
หน้า 460 ข้อ 595
พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงหนุ่มแน่น มีพระเกศาดำสนิท ประกอบ ด้วยวัยอันเจริญ ตั้งอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่พอพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยอัสสุชล ทรงพระกันแสงรำพันอยู่ ทรงละพระญาติ- วงศ์ ทรงตัดกังวลในฆราวาสสมบัติทั้งหมด ทรงตัดกังวลในพระโอรส และพระชายา ทรงตัดกังวลในพระประยูรญาติ ทรงตัดกังวลในมิตรและ อำมาตย์ ปลงพระเกศาและมัสสุแล้ว ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จ ออกผนวช เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล พระองค์เดียวเสด็จเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่าพระองค์เดียวโดยส่วนแห่ง บรรพชาอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มี เพื่อนสองอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวชแล้วอย่างนี้ ทรงเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากลม แห่งชนผู้สัญจรไปมา สมควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีก เร้น ทรงดำเนินพระองค์เดียว หยุดอยู่พระองค์เดียว ประทับนั่งพระองค์ เดียว บรรทมพระองค์เดียว เสด็จเข้าบ้านเพื่อทรงรับบิณฑบาตพระองค์ เดียว เสด็จกลับพระองค์เดียว ประทับนั่งอยู่ในที่ลับพระองค์เดียว ทรง อธิษฐานจงกรมพระองค์เดียว พระองค์เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัด เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อนสอง อย่างนี้.
หน้า 461 ข้อ 595
พระผู้มีพระนาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะอรรถว่า ทรงละ ตัณหาอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นองค์เดียวมิได้มีเพื่อนอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ ประมาท บำเพ็ญเพียร มีพระหฤทัยแน่วแน่ เริ่มตั้งพระมหาปธานที่ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงกำจัดมารกับทั้งเสนาซึ่งเป็น เผ่าพันธุ์ผู้ประมาท ทรงละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งตัณหา อันมีข่ายแล่นไปเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่าง ๆ บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาว นาน ย่อมไม่ล่วงสงสาร อันมีความเป็นอย่างนี้และมี ความเป็นอย่างอื่น ภิกษุผู้มีสติรู้โทษนี้ และตัณหาเป็น แดนเกิดแห่งทุกข์แล้ว พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น เว้นรอบ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะ อรรถว่า ทรงละตัณหาอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจากราคะ โดยส่วนเดียวอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจากราคะโดย ส่วนเดียว เพราะทรงละราคะเสียแล้ว ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจาก โทสะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละโทสะเสียแล้ว ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละโมหะเสียแล้ว ชื่อว่า พระองค์เดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะทรงละกิเลส ทั้งหลายเสียแล้ว.
หน้า 462 ข้อ 595
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะเสด็จไปตาม เอกายนมรรคอย่างไร. สติปัฏฐาน ๔ ฯ ล ฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวว่า เอกายน- มรรค. พระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นธรรมเป็นส่วนสุดแห่งความ สิ้นชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยพระทัยเกื้อกูล ย่อมทรง ทราบธรรมอันเป็นทางไปแห่งบุคคลผู้เดียว พุทธาทิ- บัณฑิตข้ามก่อนแล้ว จักข้ามและข้ามอยู่ซึ่งโอฆะ ด้วย ธรรมเป็นหนทางนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะ เสด็จไปตามเอกายนมรรคอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะตรัสรู้ซิ่งอนุตร- สัมมาสัมโพธิญาณเพระองค์เดียวอย่างไร. ญาณในมรรค ๔ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ฯ ล ฯ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ปัญญาเป็นเครื่องเห็น แจ้ง สัมมาทิฏฐิท่านกล่าวว่า โพธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสรู้ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ด้วยโพธิญาณนั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้ตาม ตรัสรู้เฉพาะ ตรัสรู้ชอบ บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งธรรมทั้งปวงที่ควรตรัสรู้ ควรตรัสรู้ตาม ควรตรัสรู้เฉพาะ ควรตรัสรู้ชอบ ควรบรรลุ ควรถูกต้อง
หน้า 463 ข้อ 596
ควรทำให้แจ้งด้วยโพธิญาณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียวอย่างนี้ ๆ. คำว่า ทรงบรรเทาความมืดเสีย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรเทา ละ สละ กำจัด ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความมืด คือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อันทำให้บอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำให้ไม่มีญาณ อันดับปัญญา เป็นฝ่ายความลำบาก ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. คำว่า ประทับนั่งอยู่แล้ว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แล้ว ที่ปาสาณกเจดีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับนั่งอยู่แล้ว. เชิญดูพระมุนีผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ประทับนั่งอยู่แล้วที่ ข้างภูเขา พระสาวกทั้งหลายผู้ได้ไตรวิชชา ละมัจจุเสีย นั่งห้อมล้อมอยู่. ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่าประทับนั่งอยู่แล้ว. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าประทับนั่งอยู่แล้ว เพราะ พระองค์ทรงระงับแล้วซึ่งความขวนขวายทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มิได้มีสงสารคือชาติ ชรา และมรณะ ไม่มีภพใหม่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่าประทับนั่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ- องค์เดียว ทรงบรรเทาความมืดเสีย ประทับนั่งอยู่แล้ว. [๕๙๖] คำว่า มีความโพลง ในอุเทศว่า ชุติมา โส ปภงฺกโร ดังนี้ ความว่า มีปัญญาสว่าง คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส.
หน้า 464 ข้อ 597, 598
คำว่า ทรงแผ่รัศมี ความว่า ทรงแผ่แสงสว่าง แผ่รัศมี แผ่แสง- สว่างดังประทีป แผ่แสงสว่างสูง แผ่แสงสว่างช่วงโชติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์มีพระปัญญาสว่าง แผ่รัศมี. [๕๙๗] คำว่า พระโคดมมีปัญญาปรากฏ ความว่า พระโคดมมี พระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระญาณเป็นเครื่องปรากฏ มีปัญญาดัง ธงชัย มีปัญญาดังธงนำหน้า มีปัญญาเป็นอธิบดี มีความเลือกเฟ้น ธรรมมาก มีความเลือกเฟ้นทั่วไปมาก มากด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา มีธรรมเป็นเครื่องพิจารณาพร้อม มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง ทรง ประพฤติในธรรมนั้น มีพระปัญญามาก หนักอยู่ด้วยปัญญา โน้มไปใน ปัญญา โอนไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมไปในปัญญา มีปัญญา เป็นใหญ่. ธงเป็นเครื่องปรากฏแห่งรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏ แห่งไฟ พระราชาเป็นเครื่องปรากฏแห่งแว่นแคว้น ภัสดาเป็นเครื่องปรากฏแห่งภรรยา ฉันใด. พระโคดม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน... มีปัญญา ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโคดมมีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปรากฏ. [๕๙๘] แผ่นดิน ท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตโม ภูริ เมธโส ดังนี้ พระโคดมทรงประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์ กว้างขวาง เสมอด้วยแผ่นดิน ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความ เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคเจ้าเข้า ไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบ
หน้า 465 ข้อ 599, 600
ด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อ ว่า มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโคดม มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึง กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์เดียวทรงบรรเทา ความมืดเสีย ประทับอยู่แล้ว มีพระปัญญาสว่างแผ่รัศมี พระโคดมมีพระปัญญาปรากฏ พระโคดมมีพระปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน. [๕๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาลอันเป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตรายแก่อาตมา นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ ไหน. [๖๐๐] คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสยัมภู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้สัจจะ ทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ทรงสดับมาก่อน ทรงบรรลุแล้ว ซึ่งความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมเหล่านั้น และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสบอก... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้อง ต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏฐาน ฯ ล ฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพานและ
หน้า 466 ข้อ 601, 602
ปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม... แก่อาตมา. [๖๐๑] คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย กาล ความว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควร เรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตน ด้วย เหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ผู้นั้นย่อม บรรลุ ประสบ ได้รับผลแห่งมรรคนั้นในกาลเป็นลำดับ มิได้มีกาลอื่นคั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ ประกอบด้วยกาล. มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร ยังไม่ได้อิฐผลในกาล เป็นลำดับ ยังต้องรอเวลา ฉันใดธรรมนี้ย่อมไม่เป็น ฉันนั้น ผู้ใดเจริญ อริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ผู้นั้นย่อมบรรลุ ประสบ ได้ผลแห่งมรรค นั้นในกาลเป็นลำดับ มิได้มีกาลอื่นคั่น ย่อมไม่ได้ในภพหน้า ย่อมไม่ได้ ในปรโลก ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. [๖๐๒] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นราคะ เป็น ที่สิ้นโทสะ เป็นที่สิ้นโมหะ เป็นที่สิ้นคติ เป็นที่สิ้นอุปบัติ เป็นที่สิ้น
หน้า 467 ข้อ 603, 604, 605
ปฏิสนธิ เป็นที่สิ้นภพ เป็นที่สิ้นสงสาร เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลส ขันธ์และ อภิสังขาร. ท่านกล่าวว่า อันตราย ในคำว่า อนีติกํ ดังนี้ เป็นที่ละ สงบ สละคืน ระงับอันตราย เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย. [๖๐๓] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ไม่มีข้อเปรียบ เทียบ ไม่มีสิ่งเสมอ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ คำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ ในที่ไร ๆ ในที่บางแห่ง ในภายใน ภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพาน ไม่มีอุปมาในที่ไหน ๆ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมอันธรรมจารี- บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตรายแก่อาตมา นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ ไหน ๆ. [๖๐๔] ดูก่อนปิงคิยะ ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคดม พระองค์นั้น ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระ- ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่งหรือหนอ. [๖๐๕] คำว่า... อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น... หรือ หนอ ความว่า ย่อมอยู่ปราศ คือ หลีกไป ไปปราศ เว้นจากพระพุทธ- เจ้าพระองค์นั้น หรือหนอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอยู่ปราศจาก พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หรือหนอ.
หน้า 468 ข้อ 606, 607, 608
[๖๐๖] คำว่า ดูก่อนปิงคิยะ... แม้ครู่หนึ่ง ความว่า แม้ครู่ หนึ่ง ขณะหนึ่ง พักหนึ่ง ส่วนหนึ่ง วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ครู่หนึ่ง พาวรีพราหมณ์เรียกพระเถระผู้เป็นหลานนั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ. [๖๐๗] คำว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ความว่า ผู้โคดมซึ่งมีปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีญาณเป็นเครื่องปรากฏ มีปัญญา เป็นดังธงชัย มีปัญญาดังธงนำหน้า มีปัญญาเป็นอธิบดี มีความเลือกเฟ้น มาก มีความเลือกเฟ้นทั่วไปมาก มากด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา มีธรรม เป็นเครื่องพิจารณาพร้อม มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง ทรงประพฤติ ในธรรมนั้น มีปัญญามาก หนักอยู่ด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญา โอน ไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมไปในปัญญา มีปัญญาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ. [๖๐๘] แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตมา ภูริเมธสา ดังนี้ พระโคดมประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์ กว้างขวางเสมอด้วย แผ่นดิน ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือก เฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้า ไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบ ด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดม ซึ่งมีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์พาวรีนั้น จึงกล่าวว่า
หน้า 469 ข้อ 609, 610, 611
ดูก่อนปิงคิยะ ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคตม พระองค์นั้น ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระ- ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่งหรือหนอ. [๖๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี- บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตรัสหา อันไม่มีอันตรายแก่ท่าน นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหน ๆ. [๖๑๐] คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เต ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระ- สัพพัญญูในธรรมนั้น และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญ ในพลธรรม ทั้งหลาย. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์อันงาม ในเบื้องต้น ฯ ล ฯ และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม... แก่ท่าน. [๖๑๑] คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย กาล ความว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ... อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ เฉพาะตน ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ... มิได้มีกาล อื่นคั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล.
หน้า 470 ข้อ 612, 613, 614, 615
มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร... ย่อมไม่ได้ในปรโลก ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. [๖๑๒] รูปตัณหา... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา... เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลส ขันธ์และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่าอันตราย ในบทว่า อนีติกํ ดังนี้ เป็นที่ละ ... เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็น ที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย. [๖๑๓] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่ นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา... ไม่ประจักษ์. คำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ ... หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาในที่ไหน เพราะเหตุนั้น พาวรีพราหมณ์จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี- บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตรายแก่ท่าน นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหน ๆ. [๖๑๔] ท่านพราหมณ์ อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ผู้โคดม ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่ง. [๖๑๕] คำว่า อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
หน้า 471 ข้อ 616, 617, 618
ความว่า อาตมามิได้อยู่ปราศ คือ มิได้หลีกไป มิได้ไปปราศ มิได้เว้น จากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมามิได้อยู่ ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. [๖๑๖] คำว่า ท่านพราหมณ์... แม้ครู่หนึ่ง ความว่า แม้ครู่หนึ่ง ขณะหนึ่ง พักหนึ่ง ส่วนหนึ่ง วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ครู่ หนึ่ง พระปิงคิยเถระเรียกพาวรีพราหมณ์ผู้เป็นลุงด้วยความเคารพว่า ท่าน พราหมณ์. [๖๑๗] คำว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ความว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ... มีปัญญาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ. [๖๑๘] แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตมา ภูริเมธสา ดังนี้ พระโคดมประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์กว้างขวางเสมอด้วยแผ่นดิน ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป... ทรง ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้ แล้ว จึงชื่อว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระปิงคิย- เถระจึงกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า ผู้โคดม ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่ง.
หน้า 472 ข้อ 619, 620, 621
[๖๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี- บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตรายแก่อาตมา นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ ไหน ๆ [๖๒๐] คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสยัมภู ... และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์ อันงามใน เบื้องต้น ... และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม แก่อาตมา. [๖๒๑] คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย กาล ความว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ... อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงรู้เฉพาะตน ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึง เห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ... มิได้มีกาล อื่นคั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร ... ย่อมไม่ได้ในปรโลก ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล.
หน้า 473 ข้อ 622, 623, 624, 625
[๖๒๒] รูปตัณหา... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา... เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลส ขันธ์และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่าอันตราย ในบทว่า อนีติกํ ดังนี้ เป็นที่ละ ... เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย. [๖๒๓] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่ นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา... ไม่ประจัก ษ์. คำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ... หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพาน ไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ เพราะเหตุนั้น พระ- ปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี- บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตรายแก่อาตมา นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ ไหน ๆ. [๖๒๔] ท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาท ตลอดคืนและวัน นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน อาตมา ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแล. [๖๒๕] คำว่า อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้ายจักษุ ความว่า บุรุษผู้มีนัยน์ตาพึงแลเห็น มองเห็น แลดู
หน้า 474 ข้อ 626, 627, 628
ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งรูปทั้งหลาย ฉันใด อาตมาแลเห็น มองเห็น แลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ. [๖๒๖] คำว่า ท่านพราหมณ์... เป็นผู้ไม่ประมาท ตลอดคืน และวัน ความว่า เมื่ออาตมาอบรมด้วยใจ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทตลอด คืนและวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพราหมณ์... เป็นผู้ไม่ประมาท ตลอดคืนและวัน. [๖๒๗] คำว่า นมัสการอยู่ ในอุเทศว่า นมสฺสมาโน วิสสามิ รตฺตึ ดังนี้ ความว่า นมัสการ สักการะ เคารพ นับถือ บูชาอยู่ ด้วย กายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยจิตบ้าง ด้วยการปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ บ้าง ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมบ้าง ย่อมอยู่ คือ ยับยั้งอยู่ ตลอดคืนและวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นมัสการอยู่ตลอดคืนและ วัน. [๖๒๘] คำว่า ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั่น- แหละ ความว่า เมื่ออาตมาเจริญด้วยพุทธานุสสตินั้น จึงสำคัญพระพุทธ- เจ้าพระองค์นั้นว่า เป็นผู้ไม่อยู่ปราศ คือ เป็นผู้ไม่อยู่ปราศแล้ว คือ อาตมารู้ ทราบ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ชัด อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมาย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแหละ เพราะเหตุ นั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาท
หน้า 475 ข้อ 629, 630, 631
แล้วตลอดคืนและวัน นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน อาตมา ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแหละ. [๖๒๙] ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา ปีติ มนะและสติ ย่อม ไม่หายไปจากศาสนาของพระโคดม พระโคดมผู้มีพระ- ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมเสด็จไปสู่ทิศใด ๆ อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่นแหละ. [๖๓๐] ความเชื่อ ความเชื่อถือ ความกำหนด ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ สัทธาพละ ที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ศรัทธา ในอุเทศว่า สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ ดังนี้ ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความเบิกบานใจ ความยินดี ความปลื้มใจ ความเป็น ผู้มีอารมณ์สูง ความเป็นผู้มีใจสูง ความที่จิตผ่องใสยิ่ง ปรารภถึง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ปีติ. จิต ใจ มนัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกัน ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่ามโน. ความระลึกถึง ฯ ล ฯ ความ ระลึกชอบ ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สติ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ศรัทธา ปีติ มนะและสติ. [๖๓๑] คำว่า ธรรมเหล่านี้ ย่อมไม่หายไปจากศาสนาของพระ- โคดม ความว่า ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมไม่หายไป ไม่ปราศไป ไม่ละ ไป ไม่พินาศไป จากศาสนาของพระโคดม คือจากศาสนาของพระพุทธ- เจ้า ศาสนาของพระชินเจ้า ศาสนาของพระตถาคต ศาสนาของพระ-
หน้า 476 ข้อ 632, 633, 634
อรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่หายไปจากศาสนา ของพระโคดม. [๖๓๒] คำว่า สู่ทิศใด ๆ ในอุเทศว่า ยํ ยํ ทิสํ วิชฺวติ ภูริ- ปญฺโ ดังนี้ ความว่า พระโคดมเสด็จอยู่ คือ เสด็จไป ทรงก้าวไป เสด็จดำเนินไป สู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ หรือทิศเหนือ. คำว่า ภูริปญฺโ ความว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มีปัญญา ใหญ่ มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาหนา มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาเร็ว มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโคดมมีพระปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน เสด็จไปสู่ทิศใด ๆ. [๖๓๓] คำว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่น- แหละ ความว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศาภาคที่พระพุทธเจ้า ประทับอยู่นั้นๆ คือ เป็นผู้มีใจเอนไปในทิศนั้น มีใจโอนไปในทิศนั้น มีใจเงื้อมไปในทิศนั้น น้อมใจไปในทิศนั้น มีทิศนั้นเป็นใหญ่ เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่นแหละ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ธรรมเหล่านั้น คือ ศรัทธา ปีติ มนะและสติ ย่อม ไม่หายไปจากศาสนาของพระโคดม พระโคดมผู้มีปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมเสด็จไปสู่ทิศใด ๆ อาตมา นั้นย่อมเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่นแหละ. [๖๓๔] กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพล ไม่ได้ไป ในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล แต่อาตมาย่อม
หน้า 477 ข้อ 635, 636, 637, 638
ถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริถึง ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมา นี่แหละ ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับอยู่นั้น. [๖๓๕] คำว่า ผู้แก่แล้ว ในอุเทศว่า ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพล- ถามกสฺส ดังนี้ ความว่า ผู้แก่ ผู้เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาล ผ่านวัยไป โดยลำดับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แก่แล้ว. คำว่า มีเรี่ยวแรงทุรพล ความว่า มีเรี่ยวแรงถอยกำลัง มีเรี่ยวแรง น้อย มีเรี่ยวแรงนิดหน่อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพล. [๖๓๖] คำว่า กาย. . . ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับ นั้นนั่นแล ความว่า กายไม่ได้ไป คือไม่ไปข้างหน้า ไม่ไปถึง ไม่ได้เข้า ไปใกล้ยังสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กาย . . . ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล. [๖๓๗] คำว่า ย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริ ความว่า ย่อม ไป ย่อมถึง ย่อมเข้าไปใกล้ ด้วยการไปด้วยความดำริถึง ด้วยการไป ด้วยความตรึกถึง ด้วยการไปด้วยญาณ ด้วยการไปด้วยปัญญา ด้วยการ ไปด้วยความรู้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วยความ ดำริ. [๖๓๘] จิต ใจ มนัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกัน ชื่อว่า มนะ ในอุเทศ ว่า มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโต ดังนี้. คำว่า ท่านพราหมณ์. . .ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับนั้น ความว่า ใจของอาตมาประกอบ ประกอบดีแล้วด้วยทิศที่พระพุทธเจ้า
หน้า 478 ข้อ 639, 640
ประทับอยู่นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมา นี่แหละประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับนั้น เพราะเหตุนั้น พระปิงคิย- เถระจึงกล่าวว่า กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพลย่อมไม่ได้ ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล แต่อาตมา ย่อมถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริถึง ท่านพราหมณ์ ใจของ อาตมานี่แหละ ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับอยู่นั้น. [๖๓๙ ] อาตมานอนในเปือกตมดิ้นรนอยู่ แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่ง แต่ที่พึ่ง ภายหลังได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว มิได้มีอาสวะ. [๖๔๐] คำว่า นอนในเปือกตม ในอุเทศว่า ปงฺเก สยาโน ปริผนฺทมาโน ดังนี้ ความว่า นอนอาศัยพลิกไปมาในเปือกตมคือกาม ในหล่มคือกาม ในกิเลสคือกาม ในเบ็ดคือกาม ในความเร่าร้อนเพราะ กาม ในความกังวลเพราะกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นอนในเปือกตม. คำว่า ดิ้นรนอยู่ ความว่า ดิ้นรนอยู่ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรน เพราะประโยค ด้วยความดิ้นรนเพราะวิบาก ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริต กำหนัดแล้วดิ้นรนเพราะราคะ ขัดเคืองแล้วดิ้นรนเพราะโทสะ หลงแล้ว ดิ้นรนเพราะโมหะ มานะผูกพันแล้วดิ้นรนอยู่เพราะมานะ ถือมั่นแล้ว ดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ถึงความฟุ้งซ่านแล้วดิ้นรนเพราะอุทธัจจะ ถึงความ ไม่ตกลงแล้วดิ้นรนเพราะวิจิกิจฉา ไปโดยเรี่ยวแรงแล้วดิ้นรนเพราะ
หน้า 479 ข้อ 640
อนุสัย ดิ้นรนเพราะลาภ เพราะความเสื่อมลาภ เพราะยศ เพราะความ เสื่อมยศ เพราะนินทา เพราะสรรเสริญ เพราะสุข เพราะทุกข์ ดิ้นรน อยู่เพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส ดิ้นรนเพราะทุกข์ในนรก ทุกข์ในกำเนิดเดียรัจฉาน ทุกข์ใน เปรตวิสัย ดิ้นรน กระเสือกกระสน หวั่นไหว สะทกสะท้านเพราะทุกข์ ในมนุษย์ ทุกข์มีความก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลเหตุ ทุกข์มีความตั้งอยู่ใน ครรภ์เป็นมูลเหตุ ทุกข์มีความออกจากครรภ์เป็นมูลเหตุ ทุกข์อันเนื่องด้วย สัตว์ผู้เกิด ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เพราะความพยายาม ของตน ทุกข์เพราะความพยายามของผู้อื่น ทุกข์เพราะทุกข์ ทุกข์ในสงสาร ทุกข์เพราะความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคในนัยน์ตา ทุกข์เพราะโรคในหู ทุกข์เพราะโรคในจมูก ทุกข์เพราะโรคในลิ้น ทุกข์เพราะโรคในกาย ทุกข์ เพราะโรคในศีรษะ ทุกข์เพราะโรคที่หู ทุกข์เพราะโรคในปาก ทุกข์เพราะ โรคที่ฟัน เพราะโรคไอ เพราะโรคหืด เพราะโรคหวัด เพราะโรค ร้อนใน เพราะโรคผอม เพราะโรคในท้อง เพราะโรคสลบ เพราะโรค ลงแดง เพราะโรคจุกเสียด เพราะโรคลงท้อง เพราะโรคเรื้อน เพราะโรคฝี เพราะโรคกลาก เพราะโรคมองคร่อ เพราะโรคลมบ้าหมู เพราะโรคหิด ด้าน เพราะโรคหิดเปื่อย เพราะโรคคัน เพราะโรคลำบาก เพราะโรค คุดทะราด เพราะโรคลักปิด เพราะโรคดี เพราะโรคเบาหวาน เพราะ โรคริดสีดวง เพราะโรคย่อม เพราะโรคบานทะโรค เพราะอาพาธมีดีเป็น สมุฏฐาน เพราะอาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธมีลมเป็นสมุฏ- ฐาน เพราะอาพาธเกิดแต่ดีเป็นต้นประชุมกัน เพราะอาพาธเกิดแต่ฤดู แปรไป เพราะอาพาธเกิดแต่การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ เพราะ
หน้า 480 ข้อ 641, 642, 643
อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินไป เพราะอาพาธเกิดแก่ผลกรรม เพราะร้อน เพราะหนาว เพราะหิว เพราะระหาย เพราะอุจจาระ เพราะปัสสาวะ เพราะเหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะ มารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่น้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่ น้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์เพราะ ญาติฉิบหาย ทุกข์เพราะโภคทรัพย์ฉิบหาย ทุกข์เพราะความฉิบหายเพราะ โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นอนในเปือกตมดิ้นรนอยู่. [๖๔๑] คำว่า แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง ความว่า แล่นไปแล้ว คือเลื่อนไปแล้ว สู่ศาสดาแต่ศาสดา สู่บุคคลผู้บอกธรรมแต่บุคคลผู้บอก ธรรม สู่หมู่แต่หมู่ สู่ทิฏฐิแต่ทิฏฐิ สู่ปฏิปทาแต่ปฏิปทา สู่มรรคแต่มรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง. [๖๔๒] คำว่า อถ ในอุเทศว่า อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อถ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อทฺทสาสึ ความว่า ได้ประสบ พบ เห็น แทงตลอดแล้ว. คำว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้า ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นใด ฯ ล ฯ คำว่า พุทฺโธ เป็นสัจฉิกา- บัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในภายหลัง ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า. [๖๔๓] คำว่า ผู้ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วง ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีธรรมเป็น เครื่องอยู่ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มีสงสาร คือ
หน้า 481 ข้อ 644, 645
ชาติ ชราและมรณะหามิได้ มิได้มีภพต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ข้ามโอฆะแล้ว. คำว่า ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้เเล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง ความไม่มีในภายหลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุ นั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าไม่มีอาสวะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้ามโอฆะ แล้วไม่มีอาสวะ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า อาตมานอนในเปือกตมดิ้นรนอยู่ แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่ง แต่ที่พึ่ง ภายหลังได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ. [๖๔๔] พระวักกลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิโคตมะก็ดี เป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อยแล้วฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อย ศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่ง แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ. [๖๔๕ ] คำว่า พระวักกลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิ- โคตมะก็ดี เป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อยแล้ว ฉันใด ความว่า พระวักกลิ มีศรัทธาอันปล่อยไปแล้ว เป็นผู้หนักในศรัทธา มีศรัทธาเป็นหัวหน้า น้อมใจไปด้วยศรัทธา มีศรัทธาเป็นใหญ่ ได้บรรลุอรหัตแล้วฉันใด พระภัทราวุธะ . . . พระอาฬวิโคตมะมีศรัทธาอันปล่อยไปแล้ว เป็นผู้หนัก ในศรัทธา มีศรัทธาเป็นหัวหน้า น้อมใจไปด้วยศรัทธา มีศรัทธาเป็น
หน้า 482 ข้อ 646, 647
ใหญ่ ได้บรรลุอรหัตแล้วฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระวักกลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิโคตมะก็ดี เป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อยแล้ว ฉันใด. [๖๔๖] คำว่า แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน ความว่า ท่านจงปล่อยคือจงปล่อยไปทั่ว จงปล่อยไปพร้อม จงน้อมลง จงกำหนด ซึ่งศรัทธาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือน กัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน. [๖๔๗] กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ตรัสว่า ธรรมเป็นที่ ตั้งแห่งมัจจุ ในอุเทศว่า คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารํ ดังนี้ อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่า ฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ. คำว่า ดูก่อน ปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ ความว่า ท่านจักถึง คือ จักลุถึง ถูกต้อง ทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อน ปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ เพราะเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พระวักกลิก็ดี พระภัทธราวุธะก็ดี พระอาฬวิโคตมะ ก็ดี เป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อยแล้วฉันใด แม้ท่านก็จง ปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนปิงคิยะ ท่านจักถึง ฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ.
หน้า 483 ข้อ 648, 649, 650, 651
[๖๔๘] ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้ว ย่อม เสื่อมใสอย่างยิ่ง พระสัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว ไม่มีหลักตอ เป็นผู้มีปฏิภาณ. [๖๔๙] คำว่า ข้าพระองค์นี้. . . ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง ความว่า ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใส ย่อมเชื่อ น้อมใจเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า สังขาร ทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ นี้. . . ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง. [๖๕๐] ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ในอุเทศว่า สุตฺวาน มุนิโน วโจ ดังนี้ ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นทรงล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังข่าย จึงชื่อว่า เป็นมุนี. คำว่า ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ความว่า ฟัง สดับ ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้วซึ่งพระดำรัส คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี. [๖๕๑] เครื่องมุง ๕ อย่าง คือ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อวิชชา ชื่อว่า เครื่องมุง ในอุเทศว่า วิวฏจฺฉโท สนฺพุทฺโธ ดังนี้ เครื่องมุงเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเปิดแล้ว คือ ทรงรื้อแล้ว ทรงถอนแล้ว ทรงละแล้ว ทรงตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่า มีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว. คำว่า พระพุทธเจ้า ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ฯ ล ฯ
หน้า 484 ข้อ 652
พระนามว่า พุทฺโธ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ- สัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว. [๖๕๒] ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นหลักตอ ในคำว่า ไม่มีหลักตอ ในอุเทศว่า อขิโล ปฏิภาณวา ดังนี้ หลักตอเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะ เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าไม่มีหลักตอ. บุคคลผู้มีปฏิภาณในคำว่า ปฏิภาณวา ดังนี้ มี ๓ จำพวก คือ ผู้มีปฏิภาณในปริยัติ ๑ ผู้มีปฏิภายในปริปุจฉา ๑ ผู้มีปฏิภาณในอธิคม ๑. ผู้มีปฏิภาณในปริยัติเป็นไฉน พุทธวจนะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ. อันบุคคลบางคนในศาสนานี้เล่าเรียนแล้ว ปฏิภาณของบุคคลนั้น ย่อม แจ่มแจ้งเพราะอาศัยปริยัติ บุคคลนี้ชื่อว่า มีปฏิภาณในประยัติ. ผู้มีปฏิภาณในปริปุจฉาเป็นไฉน บุคคลบางคนในศาสนานี้เป็นผู้ สอบถาม ในอรรถ ในมรรค ในลักขณะ ในเหตุ ในฐานะและอฐานะ ปฏิภาณของบุคคลนั้น ย่อมแจ่มแจ้งเพราะอาศัยปริปุจฉา บุคคลนี้ชื่อว่า มีปฏิภาณในปริปุจฉา. ผู้มีปฏิภาณในอธิคมเป็นไฉน บุคคลบางคนไม่ศาสนานี้เป็นผู้ บรรลุซึ่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิ- สัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ บุคคลนั้นรู้อรรถแล้ว ธรรมก็รู้แล้ว นิรุตติก็รู้
หน้า 485 ข้อ 653, 654
แล้ว เมื่อรู้อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อ รู้นิรุตติ นิรุตติก็แจ่มแจ้ง ญาณในฐานะ ๓ นี้เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา. พระผู้มีพระภาคเจ้าไปถึง ไปถึงพร้อม มาถึง มาถึงพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ทรงประกอบด้วยปฏิสัมภิทานี้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า มีปฏิภาณ บุคคลใดไม่มีปริยัติ ปริปุจฉาก็ไม่มี อธิคมก็ไม่มี ปฏิภาณของบุคคลนั้นจักแจ่มแจ้งได้อย่างไร เพราะฉะนั้น พระสัมพุทธ- เจ้าจึงชื่อว่า ไม่มีหลักตอ มีปฏิภาณ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึง กล่าวว่า ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้ว ย่อม เลื่อมใสอย่างยิ่ง พระสัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว ไม่มีหลักตอ เป็นผู้มีปฏิภาณ. [๖๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักแล้วซึ่งธรรมอันทำให้ เป็นอธิเทพ ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์ และผู้อื่นให้เป็นผู้ประเสริฐ พระศาสดาทรงทำซึ่งส่วนสุด แห่งปัญหาทั้งหลาย แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้. [๖๕๔] คำว่า เทพ ในอุเทศว่า อธิเทเว อภิญฺาย ดังนี้ ได้แก่เทพ ๓ จำพวก คือ สมมติเทพ ๑ อุปปัตติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑. สมมติเทพเป็นไฉน พระราชาก็ดี พระราชกุมารก็ดี พระเทวีก็ดี เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่า สมมติเทพ. อุปปัตติเทพเป็นไฉน เทวดาชาวจาตุมหาราชิกาก็ดี พวกเทวดา
หน้า 486 ข้อ 655
ชาวดาวดึงส์ก็ดี ฯ ล ฯ เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมก็ดี เทวดาสูงขึ้นไป กว่านั้นก็ดี เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่า อุปปัตติเทพ. วิสุทธิเทพเป็นไฉน พระตถาคต พระอรหันตขีณาสพ และ พระปัจเจกพุทธเจ้า เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่า วิสุทธิเทพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักแล้ว คือ ทรงทราบแล้ว ทรงเทียบ- เคียงแล้ว ทรงพิจารณาแล้ว ทรงให้เเจ่มแจ้งแล้ว ทรงทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งสมมติเทพว่าอธิเทพ ซึ่งอุปปัตติเทพว่าอธิเทพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงรู้จักแล้วซึ่งอธิเทพทั้งหลาย. [๖๕๕] คำว่า ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์และผู้อื่น ให้เป็นผู้ประเสริฐ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้ว คือ ทรง รู้ทั่วถึงแล้ว ได้ทรงถูกต้องแล้ว ทรงแทงตลอดแล้ว ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันทำพระองค์และผู้อื่นให้เป็นอธิเทพ. ธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์ให้เป็นอธิเทพเป็นไฉน ความปฏิบัติ ชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ความเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความประกอบ ความเพียรในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ ฯ ล ฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์ให้ เป็นอธิเทพ. ธรรมอันทำผู้อื่นให้เป็นอธิเทพเป็นไฉน ความปฏิบัติชอบ ฯ ล ฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ธรรมอันทำผู้อื่นให้เป็นอธิเทพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบแล้ว คือทรงรู้ทั่วแล้ว ได้ทรงถูกต้องแล้ว
หน้า 487 ข้อ 656
ทรงแทงตลอดแล้ว ซึ่งธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์และผู้อื่นให้เป็นอธิเทพ ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทรามซึ่งธรรมทั้งปวง อันทำพระองค์และผู้อื่นให้เป็นผู้ประเสริฐ. [๖๕๖] คำว่า พระศาสดาทรงทำส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำส่วนสุด ทรงทำส่วนสุดรอบ ทรง ทำความกำหนด ทรงทำความจบ แห่งปัญหาของพวกพราหมณ์ผู้แสวงหา ธรรมเครื่องถึงฝั่ง ปัญหาของพวกพราหมณ์บริษัท ปัญหาของปิงคิย- พราหมณ์ ปัญหาของท้าวสักกะ ปัญหาของอมนุษย์ ปัญหาของภิกษุ ปัญหาของภิกษุณี ปัญหาของอุบาสก ปัญหาของอุบาสิกา ปัญหาของ พระราชา ปัญหาของกษัตริย์ ปัญหาของพราหมณ์ ปัญหาของแพศย์ ปัญหาของศูทร ปัญหาของพรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทำส่วนสุด แห่งปัญหาทั้งหลาย. คำว่า พระศาสดา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำพวก นายหมู่ย่อม พาพวกให้ข้ามกันดารคือ ให้ข้ามผ่านพ้นกันดารคือโจร กันดารคือสัตว์ร้าย กันดารคือทุพภิกขภัย กันดารคือที่ไม่มีน้ำ ให้ถึงภูมิสถานปลอดภัยฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำพวก ย่อมนำสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามกันดารคือ ให้ ข้ามผ่านพ้นกันดารคือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส และกันดารคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และทุจริต และที่รกชัฏคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ให้ถึงอมตนิพพานอันเป็นภูมิสถานปลอดภัย ฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก.
หน้า 488 ข้อ 657
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้นำ แนะนำ นำเนือง ๆ ให้รู้ชอบ คอยสอดส่อง เพ่งดู ให้เลื่อมใส แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ยังมรรคที่ยังไม่เกิดดีให้เกิดดี ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จัก มรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละในบัดนี้ พระสาวก ทั้งหลายเป็นผู้ดำเนินตามมรรค เป็นผู้ประกอบในภายหลัง แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระศาสดาผู้ทำส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย. [๖๕๗] คำว่า แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้ ความว่า บุคคลทั้งหลายมีความสงสัยมาแล้ว เป็นผู้หายความสงสัยไป มีความยุ่งใจ มาแล้ว เป็นผู้หายความยุ่งใจไป มีใจสองมาแล้ว เป็นผู้หายความใจสอง ไป มีความเคลือบแคลงมาแล้ว เป็นผู้หายความเคลือบแคลงไป มีราคะ มาแล้ว เป็นผู้ปราศจากราคะไป มีโทสะมาแล้ว เป็นผู้ปราศจากโทสะไป มีโมหะมาแล้ว เป็นผู้ปราศจากโมหะไป มีกิเลสมาแล้ว เป็นผู้ปราศจาก กิเลสไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้จักแล้วซึ่งธรรมอันทำให้ เป็นอธิเทพ ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวง อันทำพระองค์ และผู้อื่นให้เป็นผู้ประเสริฐ พระศาสดาทรงทำซึ่งสิ้นสุด แห่งปัญหาทั้งหลาย แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้.
หน้า 489 ข้อ 658, 659
[๖๕๘] นิพพานอันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ ไม่มี อุปมาในที่ไหน ๆ ข้าพระองค์จักถึง (อนุปาทิเสส- นิพพานธาตุ) โดยแท้ ความสงสัยในนิพพานนี้มิได้มีแก่ ข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็น ผู้มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้. [๖๕๙] อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิ ทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจาก ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า นิพพานอันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ในอุเทศว่า อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ดังนี้. คำว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ความว่า อันราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความ ตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือด้วย ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง นำไปไม่ได้ เป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็น ธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็น เครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า นิพพาน อันไม่กำเริบ ในคำว่า อสงฺกุปฺปํ ดังนี้. ความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใด ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพาน นั้นมิได้มี ย่อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน
หน้า 490 ข้อ 660, 661, 662
มั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ไม่กำเริบ. [๖๖๐] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่ นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ไม่มีข้อ เปรียบเทียบ ไม่มีสิ่งเสมอ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีอุปมา. คำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ ในที่ไร ๆ ในที่ บางแห่ง ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาในที่ไหน ๆ. [๖๖๑] คำว่า จักถึงโดยแท้ ในอุเทศว่า อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขา ดังนี้ ความว่า จักถึง คือ จักบรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง โดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักถึงโดยแท้. คำว่า ความสงสัยในนิพพานนั้นมิได้มีแก่ข้าพระองค์ ความว่า ความสงสัย ความลังเลใจ ความไม่แน่ใจ ความเคลือบแคลง ในนิพพาน นั้น มิได้มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ ความสงสัยนั้นอันข้าพระองค์ ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย ไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์จักถึงโดยแท้ ความสงสัย ในนิพพานนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์. [๖๖๒] คำว่า ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นผู้มี จิตน้อมไปอย่างนี้ ในอุเทศว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์โปรดทรงกำหนดข้าพระองค์อย่างนี้.
หน้า 491 ข้อ 662
คำว่า มีจิตน้อมไป ความว่า เป็นผู้เอนไปในนิพพาน โอนไป ในนิพพาน เงื้อมไปในนิพพาน น้อมจิตไปในนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่ามีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า นิพพานอันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ ไม่มี อุปมาในที่ไหน ๆ ข้าพระองค์จักถึง (อนุปาทิเสส- นิพพานธาตุ) โดยแท้ ความสงสัยในนิพพานนี้มิได้มีแก่ ข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นผู้ มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้. จบปารายนวรรค อรรถกถาโสฬสมาณวกปัญหานิทเทส ต่อแต่นี้ไป พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะสรรเสริญเทศนา จึงได้กล่าว คำมีอาทิว่า อิทมโวจ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนี้แล้ว ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทมโวจ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ปารายนสูตรนี้แล้ว. บทว่า ปริจาริกโสฬสนฺนํ คือ พราหมณ์ ๑๖ คน พร้อมกับท่านปิงคิยะผู้เป็นบริวารของพาวรีพราหมณ์. หรือพราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ. คือพราหมณ์นั้น นั่นเอง. ณ ที่นั้นบริษัท ๑๖ นั่งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย และ ข้างขวา ๖ โยชน์ นั่งตรงไป ๑๒ โยชน์. บทว่า อชฺฌิฏฺโ ทูลเชื้อเชิญ
หน้า 492 ข้อ 662
คือทูลวิงวอน. บทว่า อตฺถมญฺาย รู้ทั่วถึงอรรถ คือรู้ทั่วถึงอรรถ แห่งบาลี. บทว่า ธมฺมมญฺาย รู้ทั่วถึงธรรม คือรู้ทั่วถึงธรรมแห่งบาลี. บทว่า ปารายนํ เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้. มาณพทั้งหลาย เมื่อจะ ประกาศชื่อของพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า อชิโต ฯ ล ฯ พุทฺธเสฏฺ- มุปาคมุํ มาณพทั้งหลาย คือ อชิตะ ฯ ล ฯ ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐที่สุด. ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนจรณํ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจรณะ ถึงพร้อมแล้ว คือผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปาติโมกข์ศีลเป็นต้น อันเป็น ปทัฏฐานแห่งนิพพาน. บทว่า อิสึ คือ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อุปาคมึสุ มาเฝ้า คือเข้าไปใกล้. บทว่า อุปสงฺกมึสุ เข้ามาเฝ้า คือเข้าไปไม่ไกล. บทว่า ปยิรุปาสึสุ เข้ามานั่งใกล้ คือนั่ง ในที่ใกล้. บทว่า ปริปุจฺฉึสุ คือ ทูลถามแล้ว. บทว่า ปริปญฺหึสุ คือ สอบถามแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โจทยึสุ คือ สอบถาม. บทว่า สีลาจารนิปฺผตฺติ คือ ความสำเร็จแห่งศีลและอาจาระอันสูงสุด. อธิบายว่า ศีลสำเร็จด้วยมรรค. บทว่า คมฺภีเร ที่ลึก เป็นคำตรงกันข้ามกับความ เป็นธรรมง่าย. บทว่า ทุทฺทเส เห็นได้ยาก คือชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึก ไม่สามารถจะเห็นได้ง่าย. บทว่า ทุรนุโพเธ รู้ได้ยาก คือชื่อว่ารู้ได้ยาก เพราะเห็นได้ยาก คือตรัสรู้ได้ยาก ไม่สามารถจะตรัสรู้ได้ง่าย. บทว่า สนฺเต สงบ คือดับ. บทว่า ปณีเต ประณีต คือถึงความเป็นเลิศ ทั้งสองบทนี้ท่านกล่าวหมายถึงโลกุตรธรรมอย่างเดียว. บทว่า อตกฺกา- วจเร ไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยความตรึก คือไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยญาณเท่านั้น
หน้า 493 ข้อ 662
บทว่า นิปุเณ คือ ละเอียดอ่อน. บทว่า ปณฺฑิตเวทนีเย คือ อัน บัณฑิตผู้ปฏิบัติชอบพึงรู้ได้. บทว่า โตเสสิ ทรงให้ยินดี คือให้ถึงความยินดี. บทว่า วิโตเสสิ ให้ยินดียิ่ง คือให้เกิดโสมนัสหลาย ๆ อย่าง. บทว่า ปสาเทสิ ให้ เลื่อมใส คือได้ทำให้พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลื่อมใส. บทว่า อาราเธสิ ให้พอใจ คือให้ยินดี ให้ถึงความสำเร็จ. บทว่า อตฺตมเน อกาสิ ทำให้ พอใจ คือทำให้เบิกบานด้วยโสมนัส. ต่อไป บทว่า พฺรหฺมจริยมจรึสุ คือ ได้ประพฤติมรรคพรหมจรรย์. เพราะฉะนั้น บทว่า ปารายนํ เป็นอันท่านกล่าวถึงทางแห่งนิพพาน อันเป็นฝั่งแห่งมรรคพรหมจรรย์นั้น. พึงเชื่อมว่า ปารายนมนุภาสิสฺสํ เราจักกล่าวปารายนสูตร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตร แล้ว ชฎิล ๑๖,๐๐๐ คนได้บรรลุพระอรหัต. เทวดาและมนุษย์นับได้ ๑๔ โกฏิ ที่เหลือได้ตรัสรู้ธรรม. สมดังที่โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้ายังเทวดาและมนุษย์ ๑๔ โกฏิ ให้บรรลุ อมตธรรม ณ ปารายนสมาคม อันรื่นรมย์ที่ปาสาณกเจดีย์. เมื่อจบพระธรรมเทศนา พวกมนุษย์มาจากที่นั้น ๆ ด้วยอานุภาพ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ปรากฏในคามและนิคมเป็นต้นของตนๆ แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุ ๑๖,๐๐๐ รูปแวดล้อม ก็ได้เสด็จไปยัง กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น ท่านปิงคิยะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปบอกพาวรีพราหมณ์ ถึงการ บังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า เพราะข้าพระองค์ปฏิญาณไว้แก่พาวรี- พราหมณ์นั้น. ลำดับนั้น ท่านปิงคิยะได้รับอนุญาตจากพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 494 ข้อ 662
แล้ว ได้ไปถึงฝั่งโคธาวรีด้วยยานพาหนะ แล้วจึงเดินไปด้วยเท้ามุ่งหน้า ไปยังอาศรม. พาวรีพราหมณ์นั่งแลดูต้นทาง เห็นท่านปิงคิยะปราศจาก หาบและชฎา เดินมาด้วยเพศของภิกษุ ก็สันนิษฐานเอาว่า พระพุทธเจ้า ทรงอุบัติแล้วในโลก จึงถามท่านปิงคิยะเมื่อไปถึงแล้วว่า พระพุทธเจ้า ทรงอุบัติแล้วในโลกหรือ. ท่านปิงคิยะตอบว่า ถูกแล้วพราหมณ์ พระ- พุทธเจ้าประทับนั่ง ณ ปาสาณกเจดีย์ ทรงแสดงธรรมแก่พวกเรา. พาวรี- พราหมณ์บอกว่า ข้าพเจ้าจักฟังธรรมของท่าน. ลำดับนั้นพาวรีพราหมณ์ พร้อมด้วยบริษัท บูชาท่านปิงคิยะด้วยสักการะเป็นอันมาก แล้วให้ ปูอาสนะ. ท่านปิงคิยะนั่งบนอาสนะนั้นแล้วกล่าวคำเป็นอาทิว่า ปารายน- มนุคายิสฺส ข้าพเจ้าจักขับตามเพลงขับ. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคายิสฺสํ คือ ข้าพเจ้าจักขับตามเพลง ขับของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ยถา อทฺทกฺขิ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นอย่างใด คือทรงเห็นเองด้วยการตรัสรู้จริง และด้วยญาณอันไม่ ทั่วไป. บทว่า นิกฺกาโม มิได้มีกาม คือละกามได้แล้ว. ปาฐะว่า นิกฺกโม บ้าง. คือมีความเพียร. หรือออกจากธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล. บทว่า นิพฺพโน มิได้มีป่า คือปราศจากป่าคือกิเลส หรือปราศจากตัณหา นั่นเอง. บทว่า กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุอะไร ท่านปิงคิยะแสดงว่า บุคคลพึงพูดเท็จด้วยกิเลสเหล่าใด บุคคลนั้นละกิเลส เหล่านั้นเสีย. ท่านปิงคิยะยังความอุตสาหะในการฟังให้เกิดแก่พราหมณ์ ด้วยบทนี้. บทว่า อมโล ไม่มีมลทิน คือปราศจากมลทินคือกิเลส. บทว่า วิมโล หมดมลทิน คือมีมลทินคือกิเลสหมดไป. บทว่า นิมฺมโล ไร้มลทิน
หน้า 495 ข้อ 662
คือบริสุทธิ์จากมลทินคือกิเลส. บทว่า มลาปคโต ปราศจากมลทิน คือเที่ยวไปไกลจากมลทินคือกิเลส. บทว่า มลวิปฺปหีโน ละมลทิน คือ ละมลทินคือกิเลส. บทว่า มลวิปฺปมุตฺโต พ้นแล้วจากมลทิน คือพ้น แล้วจากกิเลส. บทว่า สพฺพมลวีติวตฺโต ล่วงมลทินทั้งปวงได้แล้ว คือ ล่วงมลทินคือกิเลสทั้งปวงมีวาสนาเป็นต้น. บทว่า เต วนา ป่าเหล่านั้น คือกิเลสดังได้กล่าวแล้วเหล่านั้น. บทว่า วณฺณูปสญฺหิตํ คือ ประกอบด้วยคุณ. บทว่า สจฺจวฺหโย มีพระนามจริง คือประกอบด้วยพระนามจริงที่เรียกกันว่า พุทฺโธ ดังนี้. บทว่า พฺรหฺเม คือ เรียกพราหมณ์นั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า โลโก ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่าสลายไป. บทว่า เอโก โลโก ภวโลโก โลกหนึ่ง ได้แก่โลกคือภพ คือวิบาก อันเป็นไปในภูมิ ๓. ชื่อว่า ภพ เพราะมีวิบากนั้น. โลกคือภพนั่นแล ชื่อว่า ภวโลก. ในบทว่า ภวโลโก จ สมฺภวโลโก จ นี้ โลกหนึ่งๆ มีอย่างละสอง ๆ. ภวโลกมีสองอย่าง ด้วยอำนาจแห่งสัมปัตติภพและ วิปัตติภพ. แม้สัมภวโลกก็มีสอง คือสัมปัตติสมภพและวิปัตติสมภพ. ในโลกเหล่านั้น โลกคือสัมปัตติภพ ได้แก่ สุคติโลก. ชื่อว่า สัมปัตติ เพราะโลกนั้นดี เพราะมีผลที่น่าปรารถนา. ชื่อว่า ภพ เพราะมี เพราะเป็น. ภพ คือสัมปัตตินั่นแล ชื่อว่า สัมปัตติภพ. โลกนั้นนั่นแล ชื่อว่า โลกคือ สัมปัตติภพ. โลกคือสัมปัตติสมภพ ได้แก่ กรรมที่ให้เข้าถึงสุคติ. ชื่อว่า สมภพ เพราะมีผลเกิดจากกรรมนั้น. การเกิดขึ้นแห่งสมบัติ ชื่อว่าสัมปัตติสมภพ. โลกคือสัมปัตติสมภพนั่นแล ชื่อว่าโลกคือ สมบัติสมภพ.
หน้า 496 ข้อ 662
โลกคือวิปัตติภพ ชื่อว่า อบายโลก. จริงอยู่ อบายโลกนั้น ชื่อว่า วิปัตติ เพราะโลกนั้นน่าเกลียด เพราะมีผลที่ไม่น่าปรารถนา. ชื่อว่าภพ เพราะมีเพราะเป็น ภพคือวิบัตินั้นแล ชื่อว่า วิปัตติภพ. โลกคือวิปัตติภพ นั่นแล ชื่อว่าโลกคือวิปัตติภพ. โลกคือวิปัตติสมภพ ได้แก่ กรรมที่ให้ เข้าถึงอบาย. จริงอยู่ กรรมที่ให้เข้าถึงอบายนั้น ชื่อว่า สมภพ เพราะ มีผลเกิดจากกรรมนั้น. ความสมภพแห่งวิบัติ ชื่อว่า วิปัตติสมภพ. โลกคือ วิปัตติสมภพนั่นแล ชื่อว่า โลกคือวิบัติสมภพ. บทว่า ติสฺโส เวทนา คือเวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุก มสุขเวทนา ๑ เป็นโลกิยะเท่านั้น. บทว่า อาหารา อาหารคือปัจจัย. จริงอยู่ ปัจจัยเรียกว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งผลของตน. อาหาร มี ๔ คือ กวฬิงการาหาร ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๑ วิญญาณาหาร ๑. ชื่อว่า กวฬิงจการะ เพราะควรทำให้เป็นคำด้วยวัตถุ. ชื่อว่า อาหาร เพราะควรกลืนกินได้. บทนี้เป็นชื่อของโอชะอันเป็นวัตถุมีข้าวสุก และ ขนมเป็นต้น. โอชานั้นชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งรูปทั้งหลายอันมี โอชะเป็นที่ ๘. ผัสสะ ๖ อย่าง มีจักษุสัมผัสเป็นต้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมา ซึ่งเวทนา ๓. ชื่อว่า มโนสัญเจตนา เพราะเป็นสัญเจตนาของใจ ไม่ใช่ของสัตว์. เหมือนเอกัคคตาของจิต หรือว่าสัญเจตนาที่สัมปยุตกับใจ ชื่อว่า มโนสัญเจตนา. เหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย. คือกุศลเจตนาและ อกุศลเจตนาอันเป็นไปในภูมิ ๓. ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งภพ ๓.
หน้า 497 ข้อ 662
บทว่า วิญฺาณํ คือ ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ ประเภท. วิญญาณนั้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งนามรูปในขณะปฏิสนธิ. บทว่า อุปาทานกฺขนฺธา คือ ขันธ์อันเกิดจากอุปาทาน ชื่อว่า อุปาทานขันธ์. พึงเห็นว่าเป็นศัพท์ที่ลบคำในท่ามกลางเสีย. หรือขันธ์ ทั้งหลายมีเพราะอุปาทาน ชื่อว่า อุปาทานขันธ์. เหมือนไฟเกิดแต่หญ้า ไฟเกิดแต่แกลบ. หรือขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ชื่อว่า อุปาทานขันธ์. เหมือนบุรุษของพระราชา (ราชบุรุษ). หรือขันธ์ทั้งหลาย มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ชื่อว่า อุปาทานขันธ์. เหมือนดอกของต้นไม้ ผลของต้นไม้. อนึ่ง อุปาทานมี ๔ คือกามุปาทาน ถือมั่นกาม ๑ ทิฏฐุปาทาน ถือมั่นทิฏฐิ ๑ สีลัพพตุปาทาน ถือมั่นศีลและพรต ๑ อัตตวาทุปาทาน ถือมั่นวาทะว่าตน ๑. แต่โดยอรรถ ชื่อว่า อุปาทาน เพราะการถือไว้ อย่างมั่นคง. อุปาทานขันธ์มี ๕ คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญู- ปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์. บทว่า ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ จักขวายตนะ โสดายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ. วิญญาณฐิติ ๗ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. โลกธรรม ๘ ก็เหมือนกัน. โลกธรรม ๘ เหล่านี้ คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ชื่อว่า โลกธรรม เพราะเมื่อโลกยังเป็นไปอยู่ ธรรมเหล่านี้ก็หมุนเวียนไปตามโลก. ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายไม่พ้นไปจาก โลกธรรมเหล่านั้นได้. ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 498 ข้อ 662
โลกธรรม ๘ เหล่านี้ย่อมเป็นไปตามโลก และโลกก็ย่อมเป็นไปตามโลก. ธรรม ๘ เหล่านี้ โลกธรรม ๘ คืออะไร คือ ลาภ เสื่อมลาภ ฯ ล ฯ สุข และทุกข์. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุปริวตฺตนฺติ คือ ย่อมติดตาม ไม่ละ. อธิบายว่า ไม่กลับออกไปจากโลก. บทว่า ลาโภ ลาภของบรรพชิต มีจีวรเป็นต้น ของคฤหัสถ์มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น. เมื่อไม่ได้ลาภ นั้น ก็ชื่อว่า เสื่อมลาภ. ท่านกล่าวว่าไม่มีลาภ ชื่อว่า เสื่อมลาภ ไม่พึง กำหนดเอาแค่ถึงความไม่มีประโยชน์. บทว่า ยโส คือ บริวารยศ. เมื่อไม่ได้บริวารยศนั้น ชื่อว่า เสื่อมยศ. บทว่า นินฺทา คือ กล่าวโทษ. บทว่า ปสํสา คือ กล่าวถึงคุณ. บทว่า สุขํ ได้แก่ กายิกสุข คือสุข ทางกาย และเจตสิกสุข คือสุขทางใจ ของเหล่ากามาวจรบุคคลทั้งหลาย. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจของปุถุชน พระโสดาบัน และพระสกทากามี. พระอนาคามีและพระอรหันต์ มีทุกข์ทางกายเท่านั้น. บทว่า สตฺตาวาสา คือ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า ที่เป็นที่อยู่. ที่อยู่เหล่านั้นเหมือนขันธ์ทั้งหลายที่ประกาศไว้แล้ว . ใน วิญญาณฐิติ ๗ กับด้วยอสัญญสัตตภูมิ ๑ และเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑ จึงเป็นสัตตาวาส ๙. บทว่า ทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ คือ จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ. บทว่า ทฺวาทสา- ยตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ กับด้วยมนายตนะ ๑ และธรรมายตนะ ๑. บทว่า อฏฺารส ธาตุโย ได้แก่ ธาตุ ๑๘ เพราะกระทำธาตุหนึ่ง ๆ ให้ เป็นอย่างละ ๓ ๆ คือจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ จนถึงมโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ.
หน้า 499 ข้อ 662
บทว่า สาทินาโม คือ มีพระนามเช่นเดียวกัน กับพระผู้มีพระภาคเจ้า เหล่านั้น. บทว่า สทิสนาโม คือ มีพระนามแสดงคุณอย่างเดียวกัน. บทว่า สทิสวฺหโย คือ มีพระนามเรียกชื่อโดยคุณเป็นอันเดียวกัน. บทว่า สจฺจสทิสวฺหโย มีพระนามเหมือนนามจริง คือมีพระนามไม่วิปริต แสดง ถึงพระคุณเป็นเอกแท้จริง. บทว่า อาสิโต นั่ง คือเข้าไปหา. บทว่า อุปาสิโต เข้าไปนั่ง คือเข้าไปคบ. บทว่า ปยิรุปาสิโต นั่งใกล้ คือ เข้าไปหาด้วยความภักดี. บทว่า กุพฺพนกํ คือ ป่าเล็ก. บทว่า พหุปฺผลํ กานนมาวเสยฺย อาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มาก คืออยู่อาศัยป่าที่เต็มไปด้วยผลไม้หลายชนิด. บทว่า อปฺปทเส คือ ผู้มีปัญญาน้อยนับตั้งแต่พราหมณ์พาวรี. บทว่า มโหทธึ มีน้ำมาก คือสระใหญ่มีสระอโนดาตเป็นต้น. บทว่า อปฺปทสฺสา คือ เป็นผู้มีปัญญาอ่อน. บทว่า ปริตฺตทสฺสา คือ เป็นผู้มีปัญญาอ่อนมาก. บทว่า โถกทสฺสา มีปัญญาเล็กน้อยคือมีปัญญาน้อย ยิ่งกว่าน้อย. บทว่า โอมกทสฺสา คือ มีปัญญาต่ำช้า. บทว่า ลามกทสฺสา มีปัญญาลามก คือโง่ถึงที่สุด. บทว่า ชตุกฺกทสฺสา มีปัญญาทราม คือมีปัญญาต่ำ โง่ที่สุด. บทว่า อปฺปมาณทสฺสํ๑ เห็นพระนิพพาน อันเป็นอัปปมาณธรรม๒ เพราะก้าวล่วงปมาณธรรม.๓ บทว่า อคฺคทสฺส มีปัญญาเลิศ คือเห็นธรรมอันเลิศโดยนัยมีอาทิว่า อคฺคโต ปสนฺนานํ คือเลื่อมใสแล้วโดยความเป็นเลิศ. บทว่า เสฏฺทสฺสํ มีปัญญาประเสริฐ คือมีปัญญาประเสริฐโดยนัยมีอาทิว่า สมฺพุทฺโธ ทิปทํ เสฏฺโ พระ- พุทธเจ้าประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้า. สี่บทมีอาทิว่า วิเสฏฺทสฺสํ มีปัญญา ๑. คำนี้ไม่มีในบาลี ๒. ได้แก่โลกุตรธรรม ๓. ได้แก่โลกิยธรรม.
หน้า 500 ข้อ 662
วิเศษ เพิ่มอุปสัคลงไป. บทว่า อสมํ ไม่มีผู้เสมอ คือเป็นพระสัพพัญญู หาผู้เสมอมิได้. บทว่า อสมสมํ สมกับไม่มีผู้เสมอ คือสมกับพระพุทธเจ้า ในอดีตซึ่งไม่มีผู้เสมอ. บทว่า อปฺปฏิสมํ คือ ไม่มีผู้เสมอกับพระองค์. บทว่า อปฺปฏิภาคํ ไม่มีผู้เปรียบเทียบ คือเว้น จากรูปเปรียบของพระองค์. บทว่า อปฺปฏิปุคฺคลํ หาใครเปรียบมิได้ คือปราศจากบุคคลผู้เปรียบ กับพระองค์. บทว่า เทวาติเทวํ คือ เป็นเทพยิ่งกว่าแม้วิสุทธิเทพ (คือพระอรหันต์). ชื่อว่า อุสภะ เป็นผู้องอาจ เพราะอรรถว่า เห็นร่วมกัน ในอภิมงคล. ชื่อว่าเป็น บุรุษสีหะ เพราะอรรถว่า ไม่สะดุ้งหวาดเสียว. ชื่อว่า บุรุษนาค เพราะอรรถว่า ไม่มีโทษ. ชื่อว่า บุรุษอาชาไนย เพราะ อรรถว่า เป็นผู้สูงสุด. ชื่อว่า เป็นบุรุษแกล้วกล้า เพราะอรรถว่า เหยียบ แผ่นดินคือบริษัท ๘ แล้วตั้งอยู่ในฐานะเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่หวั่นไหว ด้วยปัจจามิตรที่เป็นศัตรูไร ๆ ในโลก พร้อมด้วยเทวโลก. ชื่อว่า เป็น บุรุษผู้นำธุระไป เพราะอรรถว่า นำธุระคือพระธรรมเทศนาไป. บทว่า มานสกตสรํ สระที่มนุษย์สร้างไว้ คือสระที่มนุษย์คิดสร้างไว้อันมีชื่อ อย่างนั้น. บทว่า อโนตตฺตทหํ สระอโนดาต คือพระจันทร์และ พระอาทิตย์เดินไปทางทิศใต้หรือทิศเหนือ ย่อมยังทิศนั้นให้สว่างใน ระหว่างภูเขา เดินไปตรงย่อมไม่ให้แสงสว่าง. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล สระนั้นจึงชื่อว่า อโนดาต. สระอโนดาตเป็นอย่างนี้. บทว่า อกฺโขพฺภํ อนิโตทกํ มหาสมุทรที่ไม่กำเริบมีน้ำนับไม่ถ้วน คือ ไม่สามารถจะให้น้ำซึ่งนับไม่ถ้วนหวั่นไหวได้. บทว่า เอวเมว เป็นบท อุปมา. ใคร ๆ ไม่สามารถให้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหวั่นไหวได้โดย ฐานะเป็นผู้องอาจ ดุจมหาสมุทรที่ไม่กำเริบฉะนั้น. บทว่า อมิตเตชํ
หน้า 501 ข้อ 662
มีเดชนับไม่ถ้วน คือมีเดชคือพระญาณนับไม่ถ้วน. บทว่า ปภินฺนาณํ มีญาณแตกฉาน คือมีญาณแตกฉานด้วยอำนาจแห่งทศพลญาณเป็นต้น. บทว่า วิวฏจกฺขุํ มีพระจักษุเปิดแล้ว คือมีสมันตจักษุ. บทว่า ปญฺา- ปเภทกุสลํ ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา คือทรงฉลาดในความรู้ อันเป็นประเภทแห่งปัญญา โดยนัยมีอาทิว่า รู้ทั่ว รู้ก่อน ค้นคว้า ค้นคว้าทั่ว ดังนี้. บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิทํ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทาแล้ว คือทรงได้ปฏิสัมภิทา ๔ แล้ว. บทว่า จตุเวสารชฺชปฺปตฺตํ ทรงถึง เวสารัชญาณ ๔ แล้ว คือทรงถึงความเป็นผู้กล้าในฐานะ ๔ ดังที่ท่าน กล่าวไว้แล้วโดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรู้ เฉพาะ ท่านยังไม่รู้. บทว่า สุทฺธาธิมุตฺตํ คือ น้อมพระทัยไปในผล สมาบัติอันบริสุทธิ์ คือเข้าไปในผลสมาบัตินั้น. บทว่า เสตปจฺจตฺตํ มี พระองค์ขาวผ่อง คือมีอัตภาพพิเศษบริสุทธิ์ เพราะละแม้วาสนาได้แล้ว. บทว่า อทฺวยภาณึ มีพระวาจามิได้เป็นสอง คือปราศจากพระวาจา เป็นสอง เพราะมีพระวาจากำหนดไว้แล้ว. บทว่า ตาทึ เป็นผู้คงที่ คือเป็นเช่นนั้น หรือไม่หวั่นไหวไปในอารมณ์ ที่น่าปรารถนาและไม่น่า ปรารถนา. ชื่อว่า ตถาปฏิญฺา เพราะมีปฏิญญาอย่างนั้น. บทว่า อปริตฺตกํ คือ ไม่เล็กน้อย. บทว่า มหนฺตํ เป็นผู้ใหญ่ คือถึงความเป็น ผู้ใหญ่ล่วงไตรธาตุ. บทว่า คมฺภีรํ มีธรรมลึก คือคนอื่นเข้าถึงได้ยาก. บทว่า อปฺปเมยฺยํ มีคุณธรรมอันใคร ๆ นับไม่ได้ คือชั่งไม่ได้. บทว่า หุปฺปริโยคาหํ คือ มีคุณยากที่จะหยั่งถึง. บทว่า พหุรตนํ มีรัตน่ะมาก คือมีรัตนะมาก ด้วยรัตนะมีศรัทธาเป็นต้น. บทว่า สาครสมํ มีคุณ เสมอด้วยสาคร คือเช่นกับสมุทร เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ.
หน้า 502 ข้อ 662
บทว่า ฉฬงฺคุเปกฺขาย สมนฺนาคตํ ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ คือบริบูรณ์ด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ โดยนัยที่กล่าวแล้วว่า เห็นรูปด้วยจักษุ แล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ. บทว่า อตุลํ ชั่งไม่ได้ คือปราศจากการชั่ง ใคร ๆ ไม่สามารถจะชั่งได้. บทว่า วิปุลํ มีธรรมไพบูลย์ คือมีธรรม ใหญ่ยิ่ง. บทว่า อปฺปเมยฺยํ ประมาณมิได้ คือไม่สามารถประมาณได้. บทว่า ตํ ตาทิสํ มีพระคุณเช่นนั้น คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงพร้อม ด้วยพระคุณคงที่. บทว่า ปวทตมคฺควาทินํ ตรัสธรรมอันเลิศกว่าพวกที่ กล่าว. พึงทราบการเชื่อมความว่า ตรัสธรรมที่ควรบอกกล่าวสูงสุดกว่า พวกที่บอกกล่าว. บทว่า สิเนรุมิว นคานํ เช่นภูเขาสิเนรุเลิศกว่าภูเขา ทั้งหลาย คือดุจภูเขาสิเนรุในระหว่างภูเขาทั้งหลาย. บทว่า ครุฬมิว ทฺวิชานํ คือ ดุจครุฑเลิศกว่านกทั้งหลายฉะนั้น. บทว่า สีหมิว มิคานํ ดุจสีหะเลิศกว่ามฤคทั้งหลาย คือดุจสีหะเลิศในระหว่างสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย. บทว่า อุทธิมิว อณฺณวานํ ดุจสมุทรเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลายมากมาย. บทว่า ชินปวรํ เป็นพระชินะผู้ประเสริฐ คือเป็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุด. บทว่า เยเม ปุพฺเพ ในกาลก่อนอาจารย์เหล่าใด. บทว่า ตมนุ- ทาสิโน คือ ทรงบรรเทาความมืดเสีย ประทับอยู่แล้ว. บทว่า ภูริปญฺาโณ มีพระปัญญาปรากฏ คือมีพระญาณเป็นธง. บทว่า ภูริเมธโส มีพระปัญญาตั้งแผ่นดิน คือมีพระปัญญาไพบูลย์. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ปภงฺกโร ทรงแผ่รัศมี คือทรงแผ่พระเดช. บทว่า อาโลกกโร ทรงแผ่แสงสว่าง คือทรงกำจัดความมืด. บทว่า โอภาสกโร ทรงแผ่โอภาส คือทรงแผ่แสงสว่าง. ชื่อว่า ทีปงฺกโร เพราะทรงแผ่แสงสว่าง
หน้า 503 ข้อ 662
ดังประทีป. บทว่า อุชฺโชตกโร ทรงแผ่แสงสว่างสูง คือทรงแผ่ความ สว่าง. บทว่า ปชฺโชตกโร ทรงแผ่แสงสว่างโชติช่วง คือทรงแผ่แสง สว่างไปทั่วทิศใหญ่ทิศน้อย. บทว่า ภูริปญฺาโณ มีพระปัญญาปรากฏ คือมีพระญาณกว้างขวาง. บทว่า าณปญฺาโณ มีพระญาณปรากฏ คือปรากฏด้วยพระญาณ. บทว่า ปญฺาธโช มีปัญญาเป็นดังธง คือ มีปัญญาดังธง เพราะอรรถว่า ยกขึ้น ดุจในบทมีอาทิว่า ธงเป็นเครื่อง ปรากฏของรถ. บทว่า วิภูตวิหารี มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง คือ มีวิหารธรรมปรากฏ. บทว่า สนฺทิฏิกมกาลิกํ คือ อันผู้ประพฤติพึงเห็นผลเอง ไม่ ให้บรรลุผลในลำดับกาล. บทว่า อนีติกํ คือ ปราศจากจัญไรมีกิเลส เป็นต้น. บทว่า สนฺทิฏิกํ อันผู้ประพฤติพึงเห็นเอง คืออีนผู้บรรลุโลกุตร- ธรรม พึงละธรรมที่พึงถึงด้วยศรัทธาของคนอื่นแล้ว เห็นด้วยตนเอง ด้วยปัจจเวกขณญาณ. พระธรรมนั้นอันผู้ประพฤติพึงเห็นเอง. ชื่อว่า อกาโล ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะไม่มีกาล หมายถึงการให้ผลของตน. ไม่ประกอบด้วยกาลนั้นแล ชื่อว่า อกาลิโก. อธิบายว่า อริยมรรคธรรม นั้นย่อมให้ผลของตนในลำดับทีเดียว๑ พระธรรมนั้นไม่ประกอบด้วย กาลนั้น. ชื่อว่า เอหิปฺสสิโก เพราะควรเรียกให้มาดูเป็นไปอย่างนี้ว่า จงมาดูธรรมนี้เถิด. พระธรรมนั้นควรเรียกให้มาดู. ชื่อว่า โอปนยิโก เพราะแม้เพ่งถึงผ้าและศีรษะที่ถูกไฟไหม้ก็ย่อมควร น้อมเข้าไปในจิต ของตน. พระธรรมนั้นควรน้อมเข้าไป. ชื่อว่า อันวิญญูชนพึงรู้ด้วย ๑. คือเมื่ออริยมรรคจิตดับไป ผลจิตเกิดต่อทันที.
หน้า 504 ข้อ 662
ตนเอง เพราะอันบุคคลผู้เป็นอุคฆติตัญญูเป็นต้น แม้ทั้งปวงพึงทราบ ในตนว่า มรรคเราเจริญแล้ว ผลเราบรรลุแล้ว นิโรธเราทำให้แจ้งแล้ว. ลำดับนั้น พาวรีพราหมณ์กล่าวสองคาถากะท่านปิงคิยะ มีอาทิว่า กินฺนุ ตมฺหา ดูก่อนปิงคิยะ ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แม้ครู่หนึ่งหรือหนอดังนี้. บทว่า มุหุตฺตมฺปิ คือ แม้หน่อยหนึ่ง. บทว่า ขณมฺปิ แม้ขณะ หนึ่ง คือแม้ไม่มาก. บทว่า ลยมฺปิ คือ แม้พักหนึ่ง. บทว่า วสฺสมฺปิ คือ แม้ส่วนหนึ่ง. บทว่า อฏฺมฺปิ คือ แม้วันหนึ่ง. ลำดับนั้น ท่านปิงคิยะ เมื่อจะแสดงถึงการไม่อยู่ปราศจากสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า นาหํ ตมฺหา อาตมา มิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. บทว่า โย เม ฯ ล ฯ ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนาว คือ อาตมา เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยมังสจักษุ. บทว่า นมสฺสมาโน วิวเสมิ รตฺตึ คือ อาตมานมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน. บทว่า เตน เตเนว นโต อาตมาเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ ท่านแสดงว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่โดยทิศาภาคใด ๆ แม้อาตมาก็นอบ น้อมไปโดยทิศาภาคนั้น ๆ เอนไปในทิศนั้น โอนไปในทิศนั้น เงื้อมไป ในทิศนั้น น้อมไปในทิศนั้น. บทว่า ทุพฺพลถามกสฺส มีเรี่ยวแรงทุรพล คือมีกำลังน้อย. อีกอย่างหนึ่ง. มีกำลังน้อยและมีเรี่ยวแรงน้อย. ท่านกล่าวว่ามีกำลังคือ ความเพียรหย่อน. บทว่า เตเนว กาโย น ปเนติ คือ กายไม่ได้ไปใน สำนักพระพุทธเจ้านั้นนั่นแล เพราะมีเรี่ยวแรงน้อย.
หน้า 505 ข้อ 662
ปาฐะว่า น ปเลติ บ้าง ความอย่างเดียวกัน. บทว่า ตตฺถ คือ ใน สำนักพระพุทธเจ้านั้น. บทว่า สงฺกปฺปยนฺตาย ด้วยความดำริ คือไป ด้วยความดำริ. บทว่า เตน ยุตฺโต ท่านแสดงว่า พระพุทธเจ้าประทับ โดยทิศาภาคใด ใจของอาตมาประกอบแล้ว ประกอบพร้อมแล้ว ขวน- ขวายแล้วโดยทิศาภาคนั้น. บทว่า เยน พุทฺโธ คือ ควรเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยทิศาภาค ใด ไม่ไปโดยทิศาภาคนั้น. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า เยน เป็นคติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เป็น ยตฺถ ความว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ ที่ใด ไม่ไป ณ ที่นั้น. บทว่า น วชติ คือ ไม่ไปข้างหน้า. บทว่า น คจฺฉติ คือ ไม่เป็นไป. บทว่า นาภิกฺกมติ คือ ไม่เข้าไปหา. บทว่า ปงฺเก สยาโน คือ นอนในเปือกตมคือกาม. บทว่า ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง คือไปหาศาสดาเป็นต้น แต่ ศาสดาเป็นต้น. บทว่า อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ภายหลังได้เห็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า คืออาตมานั่นถือทิฏฐิผิดอย่างนี้ท่องเที่ยวไป คราวนั้นได้เห็น พระพุทธเจ้า ณ ปาสาณกเจดีย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า เสมาโน คือ นอนอยู่. บทว่า สยมาโน คือ สำเร็จการนอน. บทว่า อาวสมาโน คือ อยู่. บทว่า ปริวสมาโน คือ พักอยู่เป็นนิจ. บทว่า ปลฺลวึ คือ ยิ่ง. บทว่า อุปลฺลวึ แล่นไป แล้ว คือถึงฝั่ง. บทว่า สมุปลฺลวึ คือ เลื่อนไปแล้ว. เพิ่มอุปสัคลงไป. บทว่า อทฺทสํ ได้เห็นแล้ว เป็นบทยกขึ้นเพื่อขยายความ. บทว่า อทฺทกฺขึ คือ ได้พบแล้ว. บทว่า อปสฺสึ คือ ได้ประสบแล้ว. บทว่า ปฏิวชฺฌึ คือ แทงตลอดแล้ว.
หน้า 506 ข้อ 662
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นจบพระคาถานี้ทรงทราบว่า ท่านปิงคิยะ และพาวรีพราหมณ์มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ประทับยืนอยู่ ณ กรุงสาวัตถี นั่นเอง เปล่งพระรัศมีสีทองออกไป. ท่านปิงคิยะนั่งพรรณนาพระพุทธคุณ แก่พาวรีพราหมณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจประทับยืนอยู่ข้างหน้าตน จึงบอกแก่พาวรีพราหมณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว. พราหมณ์ลุกจาก ที่นั่งยืนประคองอัญชลี. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแผ่พระรัศมีไป แสดงพระองค์แก่พราหมณ์ ทรงทราบธรรมเป็นที่สบายของชนแม้ทั้งสอง เมื่อจะตรัสเรียกท่านปิงคิยะเท่านั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ยถา อหุ วกฺกลิ ดังนี้เป็นต้น. บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ พระวักกลิเถระเป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อย แล้ว ได้บรรลุพระอรหัตด้วยศรัทธาธุระนั่นเอง บรรดามาณพ ๑๖ คน ภัทราวุธะ คนหนึ่งก็ดี อาฬวิโคตมะ ก็ดี ล้วนมีศรัทธาอันปล่อยแล้ว ฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อปล่อยศรัทธาแต่ นั้น จึงเริ่มวิปัสสนาโดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ดังนี้ จัก ถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ คือนิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง จบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนา ท่านปิงคิยะทั้งอยู่ในอรหัตผล พาวรีพราหมณ์ตั้งอยู่ ในอนาคามิผล. ส่วนบริษัท ๕๐๐ ของพาวรีพราหมณ์ได้เป็นโสดาบัน. ในบทเหล่านั้น บทว่า มุญฺจสฺสุ คือ จงละ. บทว่า ปมุญฺจสฺสุ คือ จงปล่อย. บทว่า อธิมุญฺจสฺสุ จงน้อมลง คือจักทำการน้อมลงใน ศรัทธานั้น. บทว่า โอกปฺเปหิ จงกำหนด คือจงให้เกิดความพยายาม ให้มาก. บทว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
หน้า 507 ข้อ 662
ด้วยอรรถว่า มีแล้วไม่มี. บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ ด้วยอรรถว่า ทนได้ยาก คือทนอยู่ไม่ได้. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ด้วยอรรถว่า ไม่อยู่ในอำนาจ. บัดนี้ ท่านปิงคิยะเมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตน จึงกล่าว คาถามีอาทิว่า เอส ภิยฺโย คือ ข้าพระองค์นี้ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี แล้วย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิภาณวา เป็นผู้มีปฏิภาณ คือเข้าถึง ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. บทว่า ภิยฺโย คือ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. บทว่า อธิเทเว อภิญฺาย คือ ทรงรู้ธรรมอันทำให้เป็นอธิเทพ. บทว่า ปโรปรํ คือ เลวและประณีต. ท่านกล่าวไว้ว่า ทรงรู้ธรรมชาติ ทั้งหมดอันทำความเป็นอธิเทพให้แก่พระองค์และผู้อื่น. บทว่า กงฺขีนํ ปฏิชานตํ ทรงทำผู้สงสัยให้กลับรู้ได้ คือ เมื่อมีผู้สงสัยกลับรู้ว่า เรา หมดสงสัยแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ปารายนิกปญฺหานํ คือ แห่งปัญหาของพวกพราหมณ์ผู้ แสวงหาธรรมเครื่องถึงซึ่งฝั่ง. ชื่อว่า อนฺตกโร เพราะทรงทำส่วนสุด. ชื่อว่า ปริยนฺตกโร เพราะทรงทำส่วนสุดรอบ. ชื่อว่า ปริจฺเฉทกโร เพราะทรงทำความกำหนดเขตแดน. ชื่อว่า ปริวฏุมกโร เพราะทรงทำ ความสรุป. บทว่า ปิงฺคิยปญฺหานํ เพื่อทรงแสดงว่า มิใช่ทรงกระทำ ส่วนสุดแห่งปัญหาของพวกพราหมณ์ ผู้แสวงหาธรรมเครื่องถึงซึ่งฝั่งอย่าง เดียว ที่แท้ทรงกระทำส่วนสุดแห่งปัญหาแม้ของปิงคิยปริพาชกเป็นต้น ด้วย จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปิงฺคิยปญฺหานํ ปัญหาของปิงคิยะดังนี้.
หน้า 508 ข้อ 662
บทว่า อสํหิรํ คือ นิพพานอันราคะเป็นต้นนำไปไม่ได้. บทว่า อสํกุปฺปํ คือ ไม่กำเริบ ไม่มีความปรวนแปรไปเป็นธรรมดา. ท่าน กล่าวถึงนิพพานด้วยบททั้งสอง. บทว่า อทฺธา คมิสฺสามิ ข้าพระองค์ จักถึงเป็นแน่แท้ คือจักถึงนิพพานธาตุ อันเป็นอนุปาทิเสสะนั้น โดยส่วน เดียวเท่านั้น. บทว่า น เมตฺถ กงฺขา คือ ความสงสัยในนิพพานนี้มิได้ มีแก่ข้าพระองค์. บทว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ขอพระองค์ทรง จำข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้ ความว่า ท่านปิงคิยะ ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นแล้วในตน ด้วยโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ว่า แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธา ฉันนั้น แล้วปล่อยด้วยศรัทธาธุระนั่นเอง เมื่อ จะประกาศศรัทธาธิมุติ (ความน้อมไปด้วยศรัทธา) นั้น จึงทูลพระผู้มี- พระภาคเจ้าว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ มีอธิบายว่า ขอพระองค์ จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้ว เหมือนอย่างที่พระองค์ ได้ตรัสไว้กะข้าพระองค์แล้วฉะนั้น. บทว่า น สํทริยติ คือ ไม่สามารถถือนำเอาไปได้. บทว่า นิโยค- วจนํเป็นคำประกอบ. บทว่า อวฏฺาปนวจนํ เป็นคำสันนิษฐาน. ใน ปรายนวรรค นี้ บทใดมิได้กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ พึงถือเอา บทนั้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บทที่เหลือในบททั้งปวง ชัดดีแล้ว. จบอรรถกถาโสฬสมาณวกปัญหานิทเทส จบอรรถกถาปรายนวรรคนิทเทส แห่งขุททกนิกายอรรถกถา ชื่อว่าสัทธัมมปัชโชติกา
หน้า 509 ข้อ 663, 664
ขัคควิสาณสุตตนิทเทส๑ ว่าด้วยการเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด [๖๖๓] พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า บุคคลวางแล้วซึ่งอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ไม่เบียด- เบียนสัตว์เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดหนึ่ง ไม่พึงปรารถนาบุตร จักปรารถนาสหายแต่ไหน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน นอแรดฉะนั้น. [๖๖๔] คำว่า ทั้งปวง ในอุเทศว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการ ทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า ทั้งปวง เป็นเครื่องกล่าวรวม หมด. สัตว์ทั้งหลายทั้งผู้สะดุ้ง ทั้งผู้มั่นคง ท่านกล่าวว่า สัตว์ ในคำว่า ภูเตสุ ดังนี้. สัตว์เหล่าใดยังละตัณหาไม่ได้ และสัตว์เหล่าใดยังละความ กลัวและความขลาดไม่ได้ สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า ผู้สะดุ้ง. เหตุไรท่านจึงกล่าวว่าผู้สะดุ้ง สัตว์เหล่านั้นย่อมสะดุ้ง หวาดเสียว ครั่นคร้าม ถึงความสยดสยอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้สะดุ้ง. สัตว์เหล่าใดละตัณหาได้แล้ว และละความกลัวและความขลาดได้แล้ว สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า ผู้มั่นคง. เหตุไรท่านจึงกล่าวว่าผู้มั่นคง สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่สะดุ้ง ไม่หวาด เสียว ไม่ครั่นคร้าม ไม่ถึงความสยดสยอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้มั่นคง. ๑. อธิบายคาถา ๔๑ คาถา ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔๑ องค์ ในขัคควิสาณสูตร ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๒๙๖.
หน้า 510 ข้อ 665, 666
อาชญามี ๓ อย่าง คือ อาชญาทางกาย ๑ อาชญาทางวาจา ๑ อาชญาทางใจ ๑ ชื่อว่า อาชญา. กายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า อาชญาทางกาย. วจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่า อาชญาทางวาจา. มโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า อาชญาทางใจ. คำว่า วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ความว่า วาง ปลง ละ ทิ้ง ระงับ อาชญาในสัตว์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วางอาชญาในสัตว์ ทั้งปวง. [๖๖๕] คำว่า ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง ความว่า ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้แต่ผู้เดียว ด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ท่อน ไม้ ศัสตรา ด้วยสิ่งที่ทำให้เป็นแผลหรือด้วยเชือก ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ ทั้งปวง ด้วยฝ่ามือ ... หรือด้วยเชือก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เบียดเบียน สัตว์เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง. [๖๖๖] ศัพท์ว่า น ในอุเทศว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ ดังนี้ เป็นศัพท์ปฏิเสธ. บุตร ๔ จำพวก คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑ ชื่อว่า บุตร. ความไปสบาย ความมาสบาย ความไปและความมาสบาย ความ นั่งสบาย ความนอนสบาย ความพูดทักกันสบาย ความสนทนากัน สบาย ความปราศรัยกันสบาย กับชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นท่านกล่าวว่า สหาย ในคำว่า สหายํ. คำว่า ไม่พึงปรารถนาบุตร จักปรารถนาสหายแต่ไหน ความว่า
หน้า 511 ข้อ 667
ไม่พึงปรารถนา ไม่พึงยินดี ไม่พึงรักใคร่ ไม่พึงชอบใจบุตร จัก ปรารถนา ยินดี รักใคร่ ชอบใจ คนที่มีไมตรีกัน มิตรที่เห็นกันมา มิตรที่คบกันมา หรือสหาย แต่ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่พึง ปรารถนาบุตร จักปรารถนาสหายแต่ที่ไหน. [๖๖๗] คำว่า ผู้เดียว ในอุเทศว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียวโดยส่วนแห่ง บรรพชา ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อนสอง เพราะอรรถว่า ละตัณหา เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะปราศจากโทสะโดย ส่วนเดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วน เดียว เพราะไปตามเอกายนมรรค เพราะตรัสรู้ปัจเจกสัมโพธิญาณอย่าง ยอดเยี่ยมแต่ผู้เดียว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชา อย่างไร. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตัดกังวลในฆราวาส ตัดกังวลใน บุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวลในความสั่งสม ปลงผมและ หนวดแล้ว ครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มี กังวล เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้เดียว โดยส่วนแห่งบรรพชาอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มี เพื่อนสองอย่างไร. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อบวชแล้วอย่างนี้ เป็นผู้เดียวเสพอาศัยเสนาสนะ คือ ป่าและป่าชัฏอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากลมแต่ชนผู้สัญจรไปมา สมควรทำกรรม
หน้า 512 ข้อ 667
ลับแห่งมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เดิน ผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยว ไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อนสอง. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ละตัณหา อย่างไร. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้เดียวไม่มีใครเป็นเพื่อนอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งจิตไปอยู่ เริ่มตั้งความเพียรมาก กำจัด มารพร้อมทั้งเสนามารที่ไม่ปล่อยสัตว์ให้พ้นอำนาจ เป็นพวกพ้องของผู้ ประมาท ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งตัณหาอันมีข่าย เเล่นไป ซ่านไป ในอารมณ์ต่าง ๆ. บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสาร อันมีความเป็นอย่างนี้และมีความ เป็นอย่างอื่น ภิกษุผู้มีสติ รู้โทษนี้และตัณหาเป็นแดน เกิดแห่งทุกข์แล้ว พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น เว้นรอบ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ละตัณหาอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากราคะ โดยส่วนเดียวอย่างไร. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะ ปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะท่านละราคะเสียแล้ว. ชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะท่านละโทสะเสียแล้ว. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะท่านละโมหะเสียแล้ว.
หน้า 513 ข้อ 667
ชื่อว่าผู้เดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะท่านละกิเลสแล้ว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว อย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะไปตามเอกายน- มรรคอย่างไร. สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวว่า เอกายนมรรค. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธรรมเป็นส่วนสุดแห่ง ความสิ้นไปแห่งชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยพระทัยเกื้อกูล ย่อมทรงทราบธรรมอันเป็นทางเป็นที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว ในปางก่อนพุทธาทิบัณฑิตข้ามแล้ว จักข้าม และข้ามอยู่ ซึ่งโอฆะ ด้วยธรรมอันเป็นทางนั้น ดังนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะไปตามเอกายนมรรคอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้ซึ่งปัจเจก- สัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมอย่างไร. ญาณในมรรค ๔ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ปัญญา เป็นเครื่องเห็นแจ้ง สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า ปัญญาเครื่องตรัสรู้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตรัสรู้แล้วซึ่งสัจจะทั้งหลายด้วยปัจเจกพุทธญาณ ตรัสรู้ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ตรัสรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขาร เป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนาม- รูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ. เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะ
หน้า 514 ข้อ 667
ตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะ ภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ ตรัสรู้ว่า เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณ ดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะ ดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและมรณะจึงดับ ตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกข- สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ตรัสรู้ว่า เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับอาสวะ ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควร ให้เจริญ ตรัสรู้เหตุเกิด ความดับ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัด ออก แห่งผัสสายตนะ ๖ ... แห่งอุปาทานขันธ์ ๖ ตรัสรู้เหตุเกิด ความดับโทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งมหาภูต ๔ ตรัสรู้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ตรัสรู้ ตามตรัสรู้ ตรัสรู้พร้อม ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรตรัสรู้ ควรตามตรัสรู้ ควรตรัสรู้พร้อม ควรถูกต้อง ควรทำให้เเจ้ง ทั้งหมด นั้น ด้วยปัจเจกโพธิญาณ เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้ปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมอย่างนี้. จริยา (การเที่ยวไป) ในคำว่า จเร ดังนี้ มี ๘ อย่าง คือ อิริยาปถ- จริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ ปฏิปัตติจริยา ๑ โลกกัตถจริยา ๑.
หน้า 515 ข้อ 667
การเที่ยวไปในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่า อิริยาปถจริยา. การเที่ยวไปในอายตนะภายในภายนอก ๖ ชื่อว่า อายตนจริยา. การเที่ยวไปในสติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่า สติจริยา. การเที่ยวไปในฌาน ๔ ชื่อว่า สมาธิจริยา. การเที่ยวไปในอริยสัจ ๔ ชื่อว่า ญาณจริยา. การเที่ยวไปในมรรค ๔ ชื่อว่า มรรคจริยา. การเที่ยวไปในสามัญญผล ๔ ชื่อว่า ปฏิปัตติจริยา. โลกัตถจริยา คือ ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระ- ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเฉพาะบางส่วน ความประพฤติเป็นประ- โยชน์แก่โลกในพระสาวกทั้งหลายเฉพาะบางส่วน. ความประพฤติของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งตนไว้ชอบ ชื่อว่า อิริยาปถจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ชื่อว่า อายตนจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ชื่อว่า สติจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ขวนขวายในอธิจิต ชื่อว่า สมาธิจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ ชื่อว่า ญาณจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ปฏิบัติชอบ ชื่อว่า มรรคจริยา. ความประพฤติของบุคคลผู้ได้บรรลุผลแล้ว ชื่อว่า ปฏิปัตติจริยา.
หน้า 516 ข้อ 667
ความประพฤติของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความประ- พฤติของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเฉพาะบางส่วน ความประพฤติของพระ- สาวกทั้งหลายเฉพาะบางส่วน ชื่อว่า โลกัตถจริยา. จริยา ๘ ประการนี้. บุคคลผู้น้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ผู้ประคองใจย่อม ประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งไว้ย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ไม่ทำความ ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ทั่วย่อมประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้งย่อม ประพฤติด้วยวิญญาณ บุคคลผู้มนสิการว่า กุศลธรรมทั้งหล้า ย่อมดำเนิน ไปทั่วแก่บุคคลผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา บุคคลผู้ มนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษ ย่อมประพฤติด้วยวิเศษ จริยา จริยา ๘ ประการนี้. จริยาแม้อีก ๘ ประการ การประพฤติสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าทัสสนจริยา. การประพฤติสัมมาสังกัปปะ ชื่อว่าอภิโรปนจริยา. การประพฤติสัมมาวาจา ชื่อว่าปริคคหจริยา. การประพฤติสัมมากัมมันตะ ชื่อว่าสมุฏฐานจริยา. การประพฤติสัมมาอาชีวะ ชื่อว่าโวทานจริยา. การประพฤติสัมมาวายามะ ชื่อว่า ปัคคหจริยา. การประพฤติสัมมาสติ ชื่อว่าอุปัฏฐานจริยา. การประพฤติสัมมาสมาธิ ชื่อว่าอวิกเขปจริยา. จริยา ๘ ประการนี้. คำว่า เหมือนนอแรด ความว่า ขึ้นชื่อว่าแรดมีนอเดียว มิได้มี
หน้า 517 ข้อ 668
นอที่สองฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมเป็นเหมือนนอแรด เช่นกับนอแรด เปรียบด้วยนอแรด ฉันนั้นเหมือนกัน. รสเค็มจัด กล่าวกันว่าเหมือนเกลือ รสขมจัด กล่าวกันว่าเหมือน ของขม รสหวานจัด กล่าวกันว่าเหมือนน้ำผึ้ง ของร้อนจัด กล่าวกันว่า เหมือนไฟ ของเย็นจัด กล่าวกันว่าเหมือนหิมะ ห้วงน้ำใหญ่ กล่าวกันว่า เหมือนสมุทร พระสาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาและพลธรรม กล่าวกันว่า เหมือนพระศาสดาฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเป็น เหมือนนอแรด เช่นกับนอแรด เปรียบด้วยนอแรด เป็นผู้เดียว ไม่มีเพื่อน มีเครื่องผูกอันเปลื้องแล้ว ย่อมเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา ในโลก โดยชอบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า บุคคลวางแล้วซึ่งอาชญาในสัตว์ทั้งปวง ไม่เบียดเบียน สัตว์เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่พึงปรารถนาบุตร จัก ปรารถนาสหายแต่ไหน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๖๖๘] ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง ทุกข์นี้เป็นไปตามความรัก ย่อมปรากฏ บุคคลเมื่อเห็น โทษอันเกิดแต่ความรัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.
หน้า 518 ข้อ 669
[๖๖๙] ความเกี่ยวข้องมี ๒ อย่าง คือ ความเกี่ยวข้องเพราะได้ เห็น ๑ ความเกี่ยวข้องเพราะได้ฟัง ๑ ชื่อว่า สังสัคคะ ในอุเทศว่า สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา ดังนี้. ความเกี่ยวข้องเพราะได้เห็นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นสตรีหรือกุมารีที่มีรูปสวย น่าดู น่าชม ประกอบด้วยความเป็นผู้มี ผิวพรรณงานอย่างยิ่ง ครั้นพบเห็นแล้ว ก็ถือนิมิตเฉพาะส่วน ๆ ว่า ผม งาม หน้างาม นัยน์ตางาม หูงาม จมูกงาม ริมฝีปากงาม ฟันงาม ปากงาม คิ้วงาม นมงาม อกงาม ท้องงาม เอวงาม ขางาม มืองาม แข้งงาม นิ้วงาม หรือว่าเล็บงาม ครั้นพบเห็นเข้าแล้ว ย่อมพอใจ รำพันถึง ปรารถนา ติดใจ ผูกพันด้วยอำนาจความรัก นี้ชื่อว่า ความ เกี่ยวข้องเพราะได้เห็น. ความเกี่ยวข้องเพราะได้ฟังเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม ได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้น มีสตรีหรือกุมารีรูปสวย น่าดู น่าชม ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณงามอย่างยิ่ง ครั้นได้ยินได้ฟังแล้ว ย่อมชอบใจ รำพันถึง ปรารถนา ติดใจ ผูกพันด้วยอำนาจความรัก นี้ชื่อว่า เกี่ยวข้องเพราะได้ฟัง. ความรัก ในคำว่า เสนฺหา มี ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจ ตัณหา ๑ ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑. ความรักด้วยอำนาจตัณหาเป็นไฉน สิ่งที่ทำให้เป็นเขต ทำให้ เป็นแดน ทำให้เป็นส่วน ทำให้มีส่วนสุดรอบ การกำหนดถือเอา ความ ยึดถือว่าของเรา โดยส่วนแห่งตัณหาเท่าใด คือ บุคคลถือเอาว่า สิ่งนี้ ของเรา นั่นของเรา สิ่งเท่านั้นของเรา ของ ๆ เราโดยส่วนเท่านี้ รูป
หน้า 519 ข้อ 669
ของเรา เสียงของเรา กลิ่นของเรา รสของเรา โผฏฐัพพะของเรา เครื่องลาดของเรา เครื่องนุ่งห่มของเรา ทาสีของเรา ทาสของเรา แพะ ของเรา แกะของเรา ไก่ของเรา สุกรของเรา ช้างของเรา โคของเรา ม้าของเรา ลาของเรา ไร่นาของเรา ที่ดินของเรา เงินของเรา ทอง ของเรา บ้านของเรา นิคมของเรา ราชธานีของเรา แว่นแคว้นของเรา ชนบทของเรา ฉางข้าวของเรา คลังของเรา ย่อมยึดถือแผ่นดินใหญ่แม้ ทั้งสิ้นว่าของเรา ด้วยอำนาจตัณหา. ตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่าความรัก ด้วยอำนาจตัณหา. ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิเป็นไฉน สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒. มิจฉา- ทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑ ทิฏฐิเห็นปานนี้ ทิฏฐิไปแล้ว ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฏฐิกวัดแก่ง ทิฏฐิเป็น สังโยชน์ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทางผิด คลองผิด ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยการแสวงหาผิด ความถืออันวิปริต ความถืออันวิปลาส ความถือผิด ความถือว่าจริงใน วัตถุอันไม่จริง ทิฏฐิ ๖๒ ประการ นี้ชื่อว่า ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง ความว่า ความรักด้วยอำนาจตัณหา และความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ย่อมมี คือ ย่อม เกิด ย่อมเกิดพร้อม ย่อมบังเกิด ย่อมบังเกิดเฉพาะ ย่อมปรากฏ เพราะ เหตุแห่งวิปัลลาส และเพราะเหตุแห่งความเกี่ยวข้องด้วยการได้เห็นและ การได้ยิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความรักทั้งหลายย่อมมีแก่บุคคลผู้มี ความเกี่ยวข้อง.
หน้า 520 ข้อ 670
[๖๗๐] ชื่อว่า ความรัก ในอุเทศว่า เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ ดังนี้ ความรักมี ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรัก ด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความรักด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ นี้ ชื่อว่า ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า ทุกข์นี้... ย่อมปรากฏ ความว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ฆ่าสัตว์บ้าง ถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นหลายเรือน บ้าง ทำการปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักตีชิงในทางเปลี่ยวบ้าง คบ ชู้ภรรยาของผู้อื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง พวกราชบุรุษจับบุคคลผู้นั้นได้แล้วทูล แด่พระราชาว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็นโจรประพฤติชั่ว ขอพระองค์ทรงลง อาชญาตามพระประสงค์แก่ผู้นั้น พระราชาก็ทรงบริภาษผู้นี้ ผู้นั้นย่อม เสวยทุกข์โทมนัส แม้เพราะเหตุแห่งบริภาษ ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้ เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัด ด้วยอำนาจ ความยินดีของผู้นั้น. พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้จองจำ ผู้นั้นด้วยการตอกขื่อบ้าง ด้วยการผูกด้วยเชือกบ้าง ด้วยการจำด้วยโซ่ บ้าง ด้วยการผูกด้วยเถาวัลย์บ้าง ด้วยการกักไว้ในที่ล้อมบ้าง ด้วยการ กักไว้ในบ้านบ้าง ด้วยการกักไว้ในนิคมบ้าง ด้วยการกักไว้ในนครบ้าง ด้วยการกักไว้ในแว่นแคว้นบ้าง ด้วยการกักไว้ในชนบทบ้าง ทรงทำให้ อยู่ในถ้อยคำเป็นที่สุด (ทรงสั่งบังคับเป็นที่สุด) ว่า เจ้าจะออกไปจากที่นี้
หน้า 521 ข้อ 670
ไม่ได้ ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งพันธนาการ ทุกข์ โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะ เหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่ง ความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น. พระราชายังไม่พอพระทัยด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้ริบทรัพย์ ของผู้นั้น ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัสแม้ เพราะเหตุแห่งความเสื่อมจากทรัพย์ ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะ อะไร เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุ แห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี ของผู้นั้น. พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วยอาชญาเท่านั้น ยังรับสั่งให้ทำ กรรมกรณ์ต่าง ๆ แก่ผู้นั้น คือให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตอกคาบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ตัดใบหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งใบหูทั้งจมูกบ้าง ทำให้เป็นผู้มีหม้อข้าวเดือดบนศีรษะ บ้าง ให้ถลกหนังศีรษะโล้นมีสีขาวเหมือนสังข์บ้าง ให้มีปากเหมือนปาก ราหูบ้าง ทำให้มีไฟลุกที่มือบ้าง ให้ถลกหนังแล้วผูกเชือกฉุดไปบ้าง ให้ถลกหนังเป็นริ้วเหมือนนุ่งผ้าคากรองบ้าง ทำให้มีห่วงเหล็กที่ศอกและ เข่า แล้วใส่หลาวเหล็กตรึงไว้บ้าง ให้เอาเบ็ดเกี่ยวติดที่เนื้อปากบ้าง ให้ เอาพร้าถากตัวให้ตกไปเท่ากหาปณะบ้าง ให้เอาพร้าถากตัวแล้วทาด้วย น้ำแสบบ้าง ให้นอนลงแล้วตรึงหลาวเหล็กไว้ในช่องหูบ้าง ให้ถลกหนัง แล้วทุบกระดูกพันไว้เหมือนตั่งใบไม้บ้าง รดตัวด้วยน้ำมันอันร้อนบ้าง ให้สุนัขกัดกินเนื้อที่ตัวบ้าง เอาหลาวเสียบเป็นไว้บ้าง และย่อมตัดศีรษะ
หน้า 522 ข้อ 670
ด้วยดาบ ผู้นั้นย่อมเสวยทุกข์โทมนัส แม้เพราะเหตุแห่งกรรมกรณ์ ทุกข์ โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะ เหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความ กำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น พระราชาเป็นใหญ่ในการลงอาชญา ทั้ง ๘ อย่างนี้ ผู้นั้น เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมของตน. พวกนายนิรยบาล ย่อมให้ทำกรรมกรณ์ซึ่งมีเครื่องจำ ๕ ประการ กะสัตว์นั้น คือ ให้ตรึงหลาวเหล็กแกงที่มือ ๒ ข้าง ที่เท้า ๒ ข้าง ที่ท่าม กลางอก สัตว์นั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อนในนรกนั้น แต่ก็ ยังไม่ทำกาลกิริยา ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด ทุกข์โทมนัส อันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่ง ความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัด ด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น. พวกนายนิรยบาลให้สัตว์เหล่านั้นนอนลงแล้วเอาผึ่งถาก และจับ เอาเท้าขึ้น เอาศีรษะลง แล้วเอาพร้าถาก และให้เทียมสัตว์นั้นเข้าที่รถ แล้วให้วิ่งไปบ้าง วิ่งกลับไปบ้าง บนแผ่นดินที่ไฟติดโชนมีเปลวลุก รุ่งโรจน์โชติช่วงบ้าง ต้อนให้ขึ้นภูเขาถ่านเพลิงใหญ่ไฟติดโชนมีเปลวลุก รุ่งโรจน์โชติช่วงบ้าง ให้กลับลงมาบ้าง และจับสัตว์นั้นเอาเท้าขึ้น เอา ศีรษะลงแล้ว เหวี่ยงไปในหม้อเหล็กแดง อันไฟติดโชนมีเปลวรุ่งโรจน์ โชติช่วง สัตว์นั้นย่อมเดือดพล่านอยู่ในหม้อเหล็กแดงเหมือนฟองน้ำข้าว ที่กำลังเดือด สัตว์นั้นเมื่อเดือดร้อนพล่านอยู่ในหม้อเหล็กแดงเหมือนฟอง
หน้า 523 ข้อ 670
น้ำข้าวที่กำลังเดือด ไปข้างบนคราวหนึ่ง ไปข้างล่างคราวหนึ่งบ้าง หมุน ขวางไปคราวหนึ่งบ้าง สัตว์นั้น เสวยทุกขเวทนาอันกล้า แสบเผ็ดร้อนอยู่ ในหม้อเหล็กแดงนั้น แต่ก็ยังไม่ทำกาลกิริยา ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้น ยังไม่สิ้น ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะเหตุแห่ง ความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และ เพราะเหตุความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของผู้นั้น พวกนายนิรยบาล เหวี่ยงสัตว์นั้นลงในนรก ก็แหละนรกนั้นเป็นมหานรก สี่เหลี่ยม มีสี่ประตู อันบาปกรรมจัดแบ่งออกเป็น ส่วน ๆ มีกำแพงเหล็กกั้นไว้เป็นที่สุด ปิดครอบด้วยแผ่น เหล็ก มีพื้นล้วนเป็นเหล็กไฟลุกโพลงอยู่ แผ่ไปร้อยโยชน์ โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกสมัย นรกใหญ่ ร้อนจัด มีเปลวไฟ รุ่งโรจน์ยากที่จะเข้าใกล้ น่าขนลุก น่ากลัว มีภัยเฉพาะ หน้า มีแต่ทุกข์ กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านหน้า เผา เหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจนจดฝาด้านหลัง กอง เปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านหลัง เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจดฝาด้านหน้า กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านใต้ เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจนจดฝาด้านเหนือ กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านเหนือ เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรม ลามก ผ่านไปจนจดฝาด้านใต้ กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝา ด้านล่าง น่ากลัว เผาเหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไป จนจดฝาปิด กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาเปิด น่ากลัว เผา
หน้า 524 ข้อ 670
เหล่าสัตว์ที่มีกรรมลามก ผ่านไปจนจดด้านพื้นล่าง แผ่น เหล็กที่ติดไฟทั่ว แดงโชน ไฟโพลง ฉันใด อเวจีนรก ข้างล่าง ก็ปรากฏแก่สัตว์ที่เห็นอยู่ในข้างบน ฉันนั้น. เหล่าสัตว์ในอเวจีนรกนั้นชั่วช้ามาก ทำกรรมชั่วมา มีแต่กรรมลามกอย่างเดียว ถูกไฟไหม้อยู่แต่ไม่ตาย กาย ของเหล่าสัตว์ที่อยู่ในนรกนั้นเสมอด้วยไฟ เชิญดูความ มั่นคงของกรรมทั้งหลายเถิด ไม่มีเถ้า แม้แต่เขม่าก็ไม่มี เหล่าสัตว์วิ่งไปทางประตูด้านหน้า (ที่เปิดอยู่) กลับจาก ประตูด้านหน้าวิ่งมาทางประตูด้านหลัง วิ่งไปทางประตู ด้านเหนือ กลับจากประตูด้านเหนือวิ่งมาทางประตูด้านใต้ แม้จะวิ่งไปทิศใด ๆ ประตูทิศนั้น ๆ ก็ปิดเอง สัตว์เหล่า นั้นหวังจะออกไป แสวงหาทางที่จะพ้นไป แต่ก็ออกจาก นรกนั้นไปไม่ได้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย ด้วยว่ากรรม อันลามก สัตว์เหล่านั้นทำไว้มาก ยังมิได้ให้ผลหมด ดังนี้. ทุกข์โทมนัสอันน่ากลัวนี้เกิดเพราะอะไร เกิดเพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุแห่งความกำหนัด และเพราะเหตุ แห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดีของสัตว์นั้น. ทุกข์อันมีในนรกก็ดี ทุกข์อันมีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ทุกข์ อันมีในเปรตวิสัยก็ดี ทุกข์อันมีในมนุษย์ก็ดี เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว เพราะเหตุอะไร ทุกข์เหล่า
หน้า 525 ข้อ 671, 672
นั้น ย่อมมี ย่อมเป็น ย่อมเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ย่อม ปรากฏ เพราะเหตุแห่งความรัก เพราะเหตุแห่งความยินดี เพราะเหตุ แห่งความกำหนัด และเพราะเหตุแห่งความกำหนัดด้วยอำนาจความยินดี ของสัตว์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์นี้เป็นไปตามความรักย่อม ปรากฏ. [๖๗๑] ชื่อว่า ความรัก ในอุเทศว่า อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺข- มาโน ดังนี้ ความรักมี ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าความรักด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ. คำว่า เมื่อเห็นโทษอันเกิดแต่ความรัก ความว่า เมื่อเห็น เมื่อ แลเห็น เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณาเห็น ซึ่งโทษในความรักด้วยอำนาจ ตัณหา และในความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเห็น โทษอันเกิดแต่ความรัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะ- เหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ความรักทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง ทุกข์นี้เป็นไปตามความรัก ย่อมปรากฏ บุคคลเมื่อเห็น โทษอันเกิดแต่ความรัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๖๗๒] บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกที่มีใจดี ย่อม ให้ประโยชน์เสื่อมไป ย่อมเป็นผู้มีจิตผูกพัน บุคคลเมื่อ
หน้า 526 ข้อ 673
เห็นภัยนั้นในความสนิทสนม พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๖๗๓] ชื่อว่า มิตร ในอุเทศว่า มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต ดังนี้ มิตรมี ๒ พวก คือ มิตรคฤหัสถ์ ๑ มิตรบรรพชิต ๑. มิตรคฤหัสถ์เป็นไฉน คฤหัสถ์บางคนในโลกนี้ ย่อมให้ของที่ให้ กันยาก ย่อมสละของที่สละกันยาก ย่อมทำกิจที่ทำกันยาก ย่อมอดทน อารมณ์ที่อดทนกันยาก ย่อมบอกความลับแก่มิตร ย่อมปิดบังความลับ ของมิตร ย่อมไม่ละทิ้งในคราวที่มีอันตราย ถึงชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์ แก่มิตร เมื่อมิตรหมดสิ้น (ยากจน) ก็ไม่ดูหมิ่น นี้ชื่อว่า มิตรคฤหัสถ์. มิตรบรรพชิตเป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ เป็นผู้ควรแก่ความสรรเสริญ เป็นผู้อดทนถ้อยคำ เป็นผู้ ทำถ้อยคำลึก และย่อมไม่ชักชวนในเหตุอันไม่ควร ย่อมชักชวนในอธิศีล ย่อมชักชวนในการขวนขวาย ในการบำเพ็ญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ย่อมชักชวนในการ ขวนขวายในการบำเพ็ญอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ชื่อว่า มิตรบรรพชิต. การไปสบาย การมาสบาย การไปและการมาสบาย การยืนสบาย การนั่งสบาย การนอนสบาย การพูดสบาย การเจรจาสบาย การสนทนา สบาย การปราศรัยสบายกับบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นท่านกล่าวว่า เป็นคนที่มีใจดี. คำว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี ย่อม ให้ประโยชน์เสื่อมไป ความว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์ อุดหนุนเกื้อกูล
หน้า 527 ข้อ 673
พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี คือ พวกมิตรที่เห็นกันมา พวกมิตรที่คบ กันมา และพวกสหาย ย่อมทำให้ประโยชน์ตนบ้าง ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง ประโยชน์ทั้งสองบ้าง ประโยชน์มีในชาตินี้บ้าง ประโยชน์มีในชาติหน้า บ้าง ประโยชน์อย่างยิ่งบ้าง เสื่อมไป เสียไป ละไป อันตรธานไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี ย่อมให้ประโยชน์เสื่อมไป. คำว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน ความว่า เป็นผู้มีจิตผูกพันด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ เมื่อตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งคนอื่นไว้สูง ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน ๑ เมื่อตั้งตนไว้สูง ตั้งคนอื่นไว้ต่ำ ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน ๑. เมื่อตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งคนอื่นไวสูง ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพันอย่างไร บุคคลเมื่อตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งคนอื่นไว้สูง ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพันโดยถ้อยคำ อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายมีอุปการะมากแก่ฉัน ฉันอาศัยท่านทั้งหลาย ย่อม ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร คนอื่น ๆ ย่อมสำคัญเพื่อจะให้หรือเพื่อจะทำแก่ฉัน คนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้อาศัย ท่านทั้งหลาย เห็นกะท่านทั้งหลาย ชื่อและสกุลของมารดาบิดาเก่าแก่ ของฉันเสื่อมไปแล้ว ฉันย่อมรู้ได้เพราะท่านทั้งหลาย ฉันเป็นกุลุปกะของ อุบาสกโน้น เป็นกุลุปกะของอุบาสิกาโน้น (ก็เพราะท่านทั้งหลาย). เมื่อตั้งตนไว้สูง ตั้งคนอื่นไว้ต่ำ ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพันอย่างไร บุคคลเมื่อตั้งตนไว้สูง ตั้งคนอื่นไว้ต่ำ ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน โดย ถ้อยคำอย่างนี้ว่า ฉันมีอุปการะมากแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอาศัย ฉัน จึงถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้น
หน้า 528 ข้อ 674
จากกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากมุสาวาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ฉันย่อมบอกบาลีบ้าง อรรถกถา บ้าง ศีลบ้าง อุโบสถบ้าง แก่ท่านทั้งหลาย ฉันย่อมอธิษฐานนวกรรม (เพื่อท่านทั้งหลาย) ก็แหละเมื่อเป็นดังนี้ ท่านทั้งหลายยังสละฉันไป สักการะเคารพนับถือบูชาบุคคลอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่อ อนุเคราะห์พวกมิตรและพวกคนที่มีใจดี ย่อมให้ประโยชน์เสื่อมไป ย่อม เป็นผู้มีจิตผูกพัน. [๖๗๔] คำว่า ภัย ในอุเทศว่า เอตํ ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน ดังนี้ คือ ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย ภัยคือการติเตียนตน ภัยคือการติเตียนผู้อื่น ภัยคืออาชญา ภัย คือทุคติ ภัยแต่คลื่น ภัยแต่จระเข้ ภัยแต่น้ำวน ภัยแต่ปลาฉลาม ภัยแต่ การแสวงหาเครื่องบำรุงชีพ ภัยแต่ความติเตียน ภัยคือความครั่นคร้าม ในบริษัท เหตุที่น่ากลัว ความเป็นผู้ครั่นคร้าม ความเป็นผู้มีขนลุก ขนพอง ความที่จิตหวาดเสียว ความที่จิตสะดุ้ง. ความสนิทสนม ในคำว่า สนฺถเว มี ๒ อย่าง คือ ความสนิท- สนมด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความสนิทสนมด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อ ว่า ความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความสนิทสนมด้วย อำนาจทิฏฐิ. คำว่า เมื่อเห็นภัยนี้ในความสนิทสนม ความว่า เมื่อเห็น เมื่อ แลเห็น เมื่อเพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งภัยนี้ในความสนิทสนม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเห็นภัยนี้ในความสนิทสนม พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า
หน้า 529 ข้อ 675, 676
บุคคลเมื่ออนุเคราะห์พวกมิตรและพวกที่มีใจดี ย่อม ให้ประโยชน์เสื่อมไป ย่อมเป็นผู้มีจิตผูกพัน บุคคลเมื่อ เห็นภัยนี้ในความสนิทสนม พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๖๗๕] พุ่มไม้ไผ่ใหญ่เกี่ยวข้องกัน ฉันใด ตัณหาในบุตร เเละภรรยาทั้งหลาย กว้างขวาง เกี่ยวข้องกัน ฉันนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ขัดข้องเหมือนหน่อไม้ไผ่ พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๗๖] พุ่มไม้ไผ่ ท่านกล่าวว่า วํโส ในอุเทศว่า วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ดังนี้ ในพุ่มไม้ไผ่มีหนามมาก รก ยุ่ง เกี่ยวกัน ข้องกัน คล้องกัน พันกัน ฉันใด ตัณหา ราคะ สาราคะ ความกระหยิ่ม ความยินดี ความเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน ความ กำหนัดนักแห่งจิต ความปรารถนา ความหลง ความติดใจ ความ กำหนัด ความกำหนัดรอบ ความข้อง ความจม ความหวั่นไหว ความ ลวง ตัณหาอันให้สัตว์เกิด ตัณหาอันให้เกี่ยวข้องไว้กับทุกข์ ตัณหาอัน เย็บไว้ ตัณหาดังข่าย ตัณหาดังแม่น้ำ ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ ต่าง ๆ ความเป็นผู้หลับ ตัณหาอันแผ่ไป ตัณหาอันให้อายุเสื่อมไป ตัณหาอันเป็นเพื่อนสอง ความตั้งไว้ ตัณหาอันนำไปในภพ ตัณหาดังป่า ตัณหาดังหมู่ไม้ตั้งอยู่ในป่า ความสนิทสนม ความรัก ความเพ่ง ความ ผูกพัน ความหวัง กิริยาที่หวัง ความเป็นผู้หวัง ความหวังในรูป ความ หวังในเสียง ความหวังในกลิ่น ความหวังในรส ความหวังในโผฏฐัพพะ
หน้า 530 ข้อ 676
ความหวังในลาภ ความหวังในทรัพย์ ความหวังในบุตร ความหวังใน ชีวิต ความชอบ ความชอบทั่วไป ความชอบเฉพาะ กิริยาที่ชอบ ความเป็นผู้ชอบ ความโลภมาก กิริยาที่โลภมาก ความเป็นผู้โลภมาก ความที่ตัณหาหวั่นไหว ความเป็นผู้ไม่ใคร่ดี ความกำหนัดในอธรรม ความกำหนัดไม่สม่ำเสมอ ความโลภไม่สม่ำเสมอ ความใคร่ กิริยาที่ใคร่ ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ความปรารถนาดี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในความ ดับ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา กิเลสดังห้วงน้ำ กิเลสอันประกอบไว้ กิเลสอันร้อยไว้ ความถือมั่น ความกั้น ความบัง ความปิด ความผูก ความเศร้าหมอง ความนอนตาม ความกลุ้มรุม ตัณหาดังเถาวัลย์ ความปรารถนาต่าง ๆ มูลแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนแห่งทุกข์ บ่วงมาร เบ็ดมาร อำนาจมาร ที่อยู่ของมาร เครื่องผูกของมาร แม่น้ำคือตัณหา ข่ายคือตัณหา โซ่คือ ตัณหา ทะเลคือตัณหา อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า เป็น ตัณหาอันเกาะเกี่ยว ฉันนั้นเหมือนกัน. ตัณหาชื่อวิสัตติกา ในคำว่า วิสตฺติกา นี้ เพราะอรรถว่า กระไร เพราะอรรถว่า แผ่ไป ว่ากว้างขวาง ว่าซึมซาบไป ว่าครอบงำ ว่านำ พิษไป ว่าให้กล่าวผิด ว่ามีรากเป็นพิษ ว่ามีผลเป็นพิษ ว่ามีการบริโภค เป็นพิษ. อีกอย่างหนึ่ง ตัณหากว้างขวาง แผ่ไป ซึมซาบไป ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ
หน้า 531 ข้อ 677, 678
อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานา- สัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ในธรรมที่พึงรู้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า... พุ่มไม้ไผ่ที่ใหญ่เกี่ยวข้องกัน ฉันใด. [๖๗๗] ชื่อว่า บุตร ในอุเทศว่า ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา ดังนี้. บุตรมี ๔ จำพวก คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตรที่เขาให้๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑. ภรรยาท่านกล่าวว่า ทาระ. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า อเปกฺขา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตัณหาในบุตรและภรรยาทั้งหลาย. [๖๗๘] พุ่มไม้ไผ่ ท่านกล่าวว่า ไม้ไผ่ ในอุเทศว่า วํสกฬีโรว อสชฺชมาโน ดังนี้ หน่อไม้อ่อนทั้งหลายในพุ่มไม้ไผ่ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่พัวพัน ออกไป สละออกไป พ้นไป ฉันใด. ความขัดข้องมี ๒ อย่าง คือ ความขัดข้องด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความขัดข้องด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าความขัดข้องด้วยอำนาจ ตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าความขัดข้องด้วยอำนาจทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธ- เจ้านั้น ละความขัดข้องด้วยอำนาจตัณหา สละคืนความขัดข้องด้วยอำนาจ ทิฏฐิเสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละความขัดข้องด้วยอำนาจตัณหา เพราะเป็นผู้ สละคืนความขัดข้องด้วยอำนาจทิฏฐิ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ข้อง ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่ข้อง ไม่ยึดถือ ไม่พัวพัน ใน สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนา- สนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอก-
หน้า 532 ข้อ 679, 680
โวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีต อนาคต ปัจจุบัน รูป ที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และในธรรมที่จะพึงรู้แจ้ง ออกไป สลัดออกไป พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง มีจิตอันทำไม่ให้มีเขตแดน อยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ขัดข้องเหมือนหน่อไม้ ไผ่ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พุ่มไม้ไผ่ผู้ใหญ่เกี่ยวข้องกัน ฉันใด ตัณหาในบุตร และภรรยาทั้งหลาย กว้างขวาง เกี่ยวข้องกัน ฉันนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่ขัดข้องเหมือนหน่อไม้ไผ่ พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๗๙] มฤคในป่า อันเครื่องผูกอะไรมิได้ผูกไว้ ย่อมไปเพื่อ หาอาหารตามความประสงค์ ฉันใด นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอันให้ถึงความเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ฉันนั้น. [๖๘๐] เนื้อ ๒ ชนิด คือ เนื้อทราย ๑ เนื้อสมัน ๑ ชื่อว่า มฤค ในอุเทศว่า มิโค อรญฺมฺหิ ยถา อพนฺโธ เยนิจฺฉถํ คจฺฉติ โคจราย ดังนี้ เนื้อที่อาศัยอยู่ในป่า ปราศจากการระแวงภัยเดินไป ปราศจาก การระแวงภัยยืนอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนั่งอยู่ ปราศจากการระแวง ภัยนอนอยู่ ฉันใด.
หน้า 533 ข้อ 680
สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เนื้อที่อาศัยป่า เที่ยวไปในป่าใหญ่ ปราศจากความรังเกียจเดิน ไป ปราศจากความรังเกียจยืนอยู่ ปราศจากความรังเกียจนอนอยู่ ข้อนั้น เพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเนื้อนั้นมิได้ไปในทางของพราน ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้บอด กำจัดมารให้เป็นผู้ ไม่มีทาง ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน อันมีความผ่องใส แห่งจิต ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามก มองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย นามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญ ว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข... ไปแล้วสู่สถานที่ที่ มารมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะ ละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุเพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง บรรลุอากาสา-
หน้า 534 ข้อ 681
นัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้... ไปแล้วสู่สถานที่ ที่มารมองหาไม่เห็น. อีกประการหนึ่ง ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌาน โดยประการ ทั้งปวงแล้ว บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหา ที่สุดมิได้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุ อากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งมิได้มี ล่วง อากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุเนวสัญญานาสัญญา- ญายตนฌานด้วยมนสิการว่า นี้สงบ นี้ประณีต ล่วงเนวสัญญานาสัญ- ยตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ และ อาสวะทั้งหลายของเธอสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้บอด กำจัดมารให้เป็นผู้ไม่มีทาง ไปแล้วสู่สถานทีที่มารมองหาไม่เห็น ภิกษุนั้นข้ามตัณหาอันเกี่ยวข้องใน โลกแล้ว เป็นผู้ปราศจากการระแวงภัยเดินไป ปราศจากการระแวงภัย ยืนอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนั่งอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนอนอยู่ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะภิกษุไม่อยู่ในทางของมารผู้ลามก ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เนื้อในป่าอันเครื่องผูกอะไร ๆ ไม่ผูก แล้ว ย่อมไปเพื่อหาอาหารตามความประสงค์ ฉันใด. [๖๘๑] คำว่า วิญฺญู ในอุเทศว่า วิญฺญู นโร เสริต เปกฺขมาโน ดังนี้ ความว่า ผู้รู้แจ้ง เป็นบัณฑิต ผู้มีปัญญา มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส. คำว่า นรชน ได้แก่ สัตว์ มาณพ โปสชน บุคคล ชีวชน
หน้า 535 ข้อ 682
ชาตุชน ชันตุชน อินทคุชน (ชนผู้ดำเนินโดยกรรมใหญ่) มนุชะ. ชื่อว่า เสรี ได้แก่ เสรี ๒ อย่าง คือ ธรรมเสรี ๑ บุคคลเสรี ๑. ธรรมเสรีเป็นไฉน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ชื่อว่า ธรรม- เสรี. บุคคลเสรีเป็นไฉน บุคคลใดประกอบด้วยเสรีธรรมนี้ บุคคลนั้น ท่านกล่าวว่า บุคคลเสรี. คำว่า นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอันถึงความเป็นเสรี ความ ว่า นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็น เมื่อตรวจดู เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณาดู ซึ่งธรรมอันถึงความเป็นเสรี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอันถึงความเป็นเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า มฤคในป่า อันเครื่องผูกอะไรมิได้ผูกแล้ว ย่อมไป เพื่อหาอาหารตามความประสงค์ฉันใด นรชนที่เป็นวิญญู เมื่อเห็นธรรมอันให้ถึงความเป็นเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๘๒] ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดินและที่เที่ยวไป บุคคลผู้เห็นการบรรพชาอัน ให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 536 ข้อ 683, 684
[๖๘๓] เหล่าใด บุคคลเหล่าใดท่านกล่าวว่า สหาย ในอุเทศว่า อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส าเน คมเน จาริกาย ดังนี้. คำว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป ความว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษา ประโยชน์ตน การปรึกษาประโยชน์ผู้อื่น การปรึกษาประโยชน์ทั้งสอง ฝ่าย การปรึกษาประโยชน์ปัจจุบัน การปรึกษาประโยชน์ภายหน้า การ ปรึกษาปรมัตถประโยชน์ แม้ในที่อยู่ แม้ในที่ยืน แม้ในที่เดิน แม้ใน ที่เที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษา ทั้งในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป. [๖๘๔] คำว่า บุคคลเมื่อเห็นบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา ความว่า สิ่งนี้ คือการครองผ้ากาสายะที่เป็น บริขาร อันพวกคนพาล คือพวกเดียรถีย์ ผู้เป็นอสัตบุรุษ ไม่ปรารถนา สิ่งนี้ คือการครองผ้ากาสายะที่เป็นบริขาร อันบัณฑิต คือพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสัตบุรุษปรารถนา แล้ว. ชื่อว่า เสรี ได้แก่เสรี ๒ อย่าง คือ ธรรมเสรี ๑ บุคคลเสรี ๑. ธรรมเสรีเป็นไฉน สติปัฏฐาน ๔ ฯ ล ฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ชื่อว่าธรรมเสรี. บุคคลเสรีเป็นไฉน บุคคลใดประกอบแล้วด้วยธรรมเสรีนี้ บุคคล นั้นท่านกล่าวว่า บุคคลเสรี. คำว่า บุคคลเมื่อเห็นบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวก คนชั่วไม่ปรารถนา ความว่า บุคคลเมื่อเห็น เมื่อตรวจดู เมื่อเพ่งดู
หน้า 537 ข้อ 685, 686
เมื่อพิจารณาดู ซึ่งบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลเมื่อเห็นบรรพชาอันให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วปรารถนา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ในท่ามกลางสหาย จำต้องมีการปรึกษาทั้งในที่อยู่ ที่ ยืน ที่เดิน และที่เที่ยวไป บุคคลผู้เห็นการบรรพชาอัน ให้ถึงความเป็นเสรี ที่พวกคนชั่วไม่ปรารถนา พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๘๕] การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางแห่งสหาย แต่ความรักในบุตรทั้งหลายมีมาก บุคคลเมื่อเกลียดความ พลัดพรากจากของที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๖๘๖] ชื่อว่า การเล่น ในอุเทศว่า ขิฑฺฑา รติ โหติ สหาย- มชฺเฌ ดังนี้ ได้แก่การเล่น ๒ อย่าง คือ การเล่นกางกาย ๑ การเล่น ทางวาจา ๑. การเล่นทางกายเป็นไฉน ชนทั้งหลายเล่นช้างบ้าง เล่นม้าบ้าง เล่นรถบ้าง เล่นธนูบ้าง เล่นหมากรุกบ้าง เล่นสกาบ้าง เล่นหมากเก็บ บ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่นหมากไหวบ้าง เล่นโยนบ่วงบ้าง เล่นไม้หึ่ง บ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่าง ๆ บ้าง เล่นตีคลีบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อย ๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่นกังหันบ้าง เล่นตวงทรายบ้าง
หน้า 538 ข้อ 687, 688
เล่นรถน้อย ๆ บ้าง เล่นธนูน้อย ๆ บ้าง เล่นเขียนทายกันบ้าง เล่นทาย ใจกันบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง นี้ชื่อว่าการเล่นทางกาย. การเล่นทางวาจาเป็นไฉน เล่นตีกลองด้วยปาก เล่นรัวกลองด้วย ปาก เล่นแกว่งบัณเฑาะว์ด้วยปาก เล่นผิวปาก เล่นเป่าปาก เล่นตี ตะโพนด้วยปาก เล่นร้องรำ เล่นโห่ร้อง เล่นขับเพลง เล่นหัวเราะ นี้ ชื่อว่าการเล่นทางวาจา. คำว่า ความยินดี ในคำว่า รติ นั้น เป็นเครื่องกล่าวถึง ความ กระสัน การไปสบาย การมาสบาย . . . การปราศรัยสบาย กับบุคคล เหล่าใด บุคคลเหล่านั้นท่านกล่าวว่า สหาย ในอุเทศว่า สหายมชฺเฌ ดังนี้. คำว่า การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางสหาย ความว่า การเล่นและความยินดี ย่อมมีในท่ามกลางสหาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางสหาย. [๖๘๗] ชื่อว่า บุตร ในอุเทศว่า ปุตฺเตสุ จ วิปุลํ โหติ เปมํ ดังนี้ ได้แก่บุตร ๔ จำพวก คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดใน เขต ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑. คำว่า แต่ความรักในบุตรทั้งหลายมีมาก ความว่า ความรักใน บุตรทั้งหลายมีประมาณยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่ความรักในบุตร ทั้งหลายมีมาก. [๖๘๘] ของที่รัก ในอุเทศว่า ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน ดังนี้ มี ๒ อย่าง คือ สัตว์อันเป็นที่รัก ๑ สังขารอันเป็นที่รัก ๑. สัตว์อันเป็นที่รักเป็นไฉน ชนเหล่าใดมีอยู่ในโลกนี้ เป็นมารดาก็ดี
หน้า 539 ข้อ 689, 690
บิดาก็ดี พีน้องชายก็ดี พี่น้องหญิงก็ดี บุตรก็ดี ธิดาก็ดี มิตรก็ดี พวกพ้องก็ดี ญาติก็ดี สายโลหิตก็ดี เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความ เกื้อกูล หวังความสบาย หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่าสัตว์อันเป็นที่รัก. สังขารอันเป็นที่รักเป็นไฉน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ส่วนที่ชอบใจ สิ่งเหล่านี้ ชื่อว่าสังขารอันเป็นที่รัก. คำว่า เมื่อเกลียดความพลัดพรากจากของที่รัก ความว่า เมื่อ เกลียด เมื่ออึดอัด เมื่อเบื่อ ซึ่งความพลัดพรากจากของที่รัก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเกลียดความพลัดพรากจากของที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า การเล่น ความยินดี มีอยู่ในท่ามกลางแห่งสหาย แต่ความรักในบุตรทั้งหลายมีมาก บุคคลเมื่อเกลียดความ พลัดพรากจากของที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๖๘๙] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีปกติอยู่ตามสบายใน ทิศทั้ง ๔ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ไม่มีความหวาดเสียว พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๙๐] คำว่า มีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้ง ๔ ในอุเทศว่า จาตุทฺ- ทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีใจ ประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็
หน้า 540 ข้อ 691
เหมือนกันโดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง มีใจประกอบด้วย เมตตา เป็นจิตกว้างขวาง เป็นมหัคคตะ มีสัตว์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน มีใจประกอบด้วยกรุณา. . . มีใจประกอบด้วยมุทิตา. . . มีใจประกอบด้วย อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็เหมือน กัน โดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง มีใจประกอบด้วย อุเบกขา เป็นจิตกว้างขวางถึงความเป็นใหญ่ มีสัตว์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ใน ที่ทุกสถาน. คำว่า มีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้ง ๔ ไม่มีความขัดเคือง ความ ว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา จึงไม่มีความ เกลียดชังสัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออก ในทิศตะวันตก ในทิศใต้ ใน ทิศเหนือ ในทิศอาคเนย์ ในทิศหรดี ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศ เบื้องต่ำ ในทิศเบื้องบน ในทิศใหญ่ ในทิศน้อย เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา เพราะเป็นผู้เจริ อุเบกขา จึงไม่มีความเกลียดชัง สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันออก ฯ ล ฯ ในทิศน้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้ง ๔ ไม่มีความขัดเคือง. [๖๙๑] คำว่า ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ความว่า พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ ทั้งกล่าว สรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ และไม่ถึงความแสวงหาผิด อันไม่สมควรเพราะเหตุแห่งจีวร เมื่อไม่ได้จีวรก็ไม่สะดุ้ง (ไม่ขวนขวาย) เมื่อได้จีวรแล้วก็ไม่ติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน มีปกติเห็นโทษ มี
หน้า 541 ข้อ 692
ปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภค ทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความ สันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้นั้น ก็พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติอยู่ ในจีวรสันโดษนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านี้ ท่านกล่าวว่า ดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะ ที่ทราบกันว่า เป็นวงศ์เลิศอันมีมาแต่โบราณสมัย พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้. . . เป็นผู้สันโดษด้วยเสนาสนะตามมี ตามได้. . . เป็นผู้สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ทั้ง กล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ และ ไม่ถึงความแสวงหาผิดอันไม่สมควร เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัช บริขาร เมื่อไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารก็ไม่สะดุ้ง เมื่อได้คิลานปัจจัย เภสัชบริขารก็เป็นผู้ไม่ติดใจ ไม่หลงใหล ไม่พัวพัน มีปกติเห็นโทษ มี ปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกบริโภค ทั้งไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความ สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้นั้น ก็พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าใดเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน มีความรู้สึกตัว มีสติอยู่ ใน คิลานปัจจัยเภสัชบริขารสันโดษนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ท่าน กล่าวว่าดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะ ที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์เลิศอันมีมา แต่โบราณสมัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้. [๖๙๒] ชื่อว่า อันตราย ในอุเทศว่า ปริสฺสยานํ สหิตา อจฺฉมฺภี ดังนี้ ได้แก่อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑. อันตรายปรากฏเป็นไฉน ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี เสือดาว หมาป่า โค กระบือ ช้าง งู แมลงป่อง ตะขาบ พวกโจร พวกคนที่ทำกรรมแล้วหรือที่ยังไม่ได้ทำกรรม โรคตา โรคหู โรคจมูก
หน้า 542 ข้อ 692
โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคเรอ โรคมองคร่อ โรคร้อนใน โรคผอม โรคในท้อง โรคลมวิงเวียน โรค ลงแดง โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรค หืด โรคลมบ้าหมู หิตด้าน หิดเปื่อย โรคคัน ขี้เรื้อนกวาง โรค ลักปิดลักเปิด โรคดี โรคเบาหวาน โรคริดสีดวง โรคต่อมแดง บานทะโรค อาพาธเกิดแต่ดี อาพาธเกิดแต่เสมหะ อาพาธเกิดแต่ลม อาพาธมีดีเป็นต้นประชุมกัน อาพาธเกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิด เพราะเปลี่ยนอิริยาบถไม่เท่ากัน อาพาธเกิดเพราะความเพียร อาพาธเกิด เพราะผลกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวด อุจจาระ ปวดปัสสาวะ หรือว่าสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์ เสือกคลาน อันตรายเหล่านี้ท่านกล่าวว่า อันตรายปรากฏ. อันตรายปกปิดเป็นไฉน กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต กาม ฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความ กระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความ ประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อันตรายเหล่านี้ท่านกล่าวว่า อันตรายปกปิด. อันตราย ชื่อว่า ปริสฺสยา เพราะอรรถว่า กระไร เพราะอรรถว่า ครอบงำ ว่าเป็นไปเพื่อความเสื่อม ว่าอกุศลธรรมทั้งหลายอยู่อาศัยใน อัตภาพนั้น.
หน้า 543 ข้อ 692
ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า ครอบงำอย่างไร อันตรายเหล่านั้น ย่อมครอบงำ ย่อมทับ ย่อมท่วมทับ ย่อมเบียดเบียนบุคคลนั้น ชื่อว่า อันตราย เพราะอรรถว่า ครอบงำอย่างนี้. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า เป็นไปเพื่อความเสื่อมอย่างไร อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่ออันตราย เพื่อความเสื่อมแห่งกุศลธรรม ทั้งหลาย อันตรายเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่ออันตราย เพื่อความเสื่อมแห่ง กุศลธรรมทั้งหลายเหล่าไหน อันตรายเหล่านั้นย่อมเป็นไปเพื่ออันตราย เพื่อความเสื่อมแห่งกุศลธรรมเหล่านี้ คือ ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติ สมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติโดยสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณใน โภชนะ การประกอบความเพียร สติสัมปชัญญะ ความหมั่นในการเจริญ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า เป็นไป เพื่อความเสื่อมอย่างนี้. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ใน อัตภาพนั้นอย่างไร อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อาศัยอัตภาพ ย่อม เกิดขึ้นในอัตภาพนั้น เหล่าสัตว์ผู้อาศัยโพรงย่อมอยู่ในโพรง เหล่าสัตว์ ผู้อาศัยน้ำย่อมอยู่ในน้ำ เหล่าสัตว์ผู้อาศัยป่าย่อมอยู่ในป่า เหล่าสัตว์ที่ อาศัยต้นไม้ย่อมอยู่ที่ต้นไม้ ฉันใด อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อาศัย อัตภาพย่อมเกิดขึ้นในอัตภาพ ฉันนั้นเหมือนกัน. ชื่อว่าอันตราย เพราะ อรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ในอัตภาพอย่างนี้.
หน้า 544 ข้อ 692
สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก ผู้อยู่ร่วมกับกิเลส ที่เป็นอาจารย์ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่ผาสุก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ ร่วมกับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่ผาสุกอย่างไร ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะเห็นรูปด้วยตา อกุศลธรรมอันลามกเหล่าใด ที่ดำริ ด้วยความระลึกถึงอันเกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ ย่อมซ่านไปภายในจิตของภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้น เราจึงกล่าวว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็น อันเตวาสิก อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้นย่อมปกครองภิกษุนั้น เพราะ เหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้น เราจึงกล่าวว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอาจารย์. อีกประการหนึ่ง เพราะฟังเสียงด้วยหู เพราะดมกลิ่นด้วยจมูก เพราะลิ้มรสด้วยลิ้น เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย เพราะรู้ธรรมารมณ์ ด้วยใจ อกุศลธรรมอันลามกเหล่าใด ที่ดำริด้วยความระลึก อันเกื้อกูลแก่ สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมอยู่ ย่อมซ่านไปภายในจิตของภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้น เราจึง กล่าวว่า ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอันเตวาสิก อกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมปกครองภิกษุนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ภิกษุนั้น เราจึงกล่าวว่าผู้อยู่ร่วม กับกิเลสที่เป็นอาจารย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็น อันเตวาสิก ผู้อยู่ร่วมกับกิเลสที่เป็นอาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่ผาสุกอย่างนี้ แล ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ในอัตภาพ นั้นแม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน
หน้า 545 ข้อ 692
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ เป็นมลทินในระหว่าง เป็นไพรีใน ระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นผู้ฆ่าในระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง ๓ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลภะเป็นมลทินในระหว่าง เป็นไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย โทสะ ฯ ล ฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมหะเป็นมลทินใน ระหว่าง เป็นไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นข้าศึกในระหว่าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นมลทินในระหว่าง เป็นไพรีในระหว่าง เป็นศัตรูในระหว่าง เป็นผู้ฆ่าในระหว่าง เป็นข้าศึก ในระหว่าง โลภะยังโทษอันไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โลภะยังจิต ให้กำเริบ ภัยเกิดภายในจิต คนพาลย่อมไม่รู้สึกถึงภัยนั้น คนโลภย่อมไม่รู้อรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม โลภะ ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะ นั้น. โทสะยังโทษอันไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โทสะยังจิต ให้กำเริบ ภัยเกิดภายในจิต คนพาลย่อมไม่รู้สึกถึงภัยนั้น คนโกรธย่อมไม่รู้จักอรรถ คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม โทสะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี ในขณะนั้น. โมหะยังโทษอันไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โมหะยัง จิตให้กำเริบ ภัยเกิดภายในจิต คนพาลย่อมไม่รู้สึกถึง ภัยนั้น คนหลงย่อมไม่รู้จักอรรถ คนหลงย่อมไม่เห็น
หน้า 546 ข้อ 692
ธรรม โมหะย่อมครอบงำนรชนรนขณะใด ความมืดตื้อ ย่อมมีในขณะนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ใน อัตภาพนั้นแม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย ๓ ประการแล เมื่อเกิด ในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ ความอยู่ไม่ผาสุก. ธรรมอันกระทำอันตราย ๓ ประการเป็นไฉน ดูก่อน มหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย คือ โลภะแล เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความไม่ผาสุก ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย คือ โทสะแล ฯ ล ฯ ดูก่อน มหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย คือ โมหะแล เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอันกระทำอันตราย ๓ ประการนี้แล เมื่อเกิดขึ้น ในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความ อยู่ไม่ผาสุก. โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นในตน ย่อมเบียด- เบียนบุรุษผู้มีจิตลามก เหมือนขุยไผ่เกิดแล้วในตนของ ตน เบียดเบียนไม้ไผ่ฉะนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอยู่อาศัยใน อัตภาพนั้นแม้อย่างนี้. และสมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
หน้า 547 ข้อ 693
ราคะ โหสะ โมหะ ความไม่ยินดี ความยินดี ความเป็นผู้ขนลุกขนพอง มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่ อัตภาพนี้ ความตรึกในใจตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้ ย่อมผูก สัตว์ไว้ เหมือนพวกเด็ก ๆ ผูกกาไว้ฉะนั้น. ชื่อว่าอันตราย เพราะอรรถว่า อกุศลธรรมทั้งหลายอาศัยอยู่ใน อัตภาพนั้นแม้อย่างนี้. คำว่า ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ความว่า ครอบงำ คือ ไม่ยินดี ท่วมทับ บีบคั้น กำจัด ซึ่งอันตรายทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครอบงำอันตรายทั้งหลาย. คำว่า ผู้ไม่มีความหวาดเสียว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น ไม่ขลาด ไม่มีความหวาดเสียว ไม่สะดุ้ง ไม่หนี เป็นผู้ละความ กลัวความขลาดแล้ว ปราศจากความเป็นผู้ขนลุกขนพองอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ไม่มีความหวาดเสียว พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีปกติอยู่ตามสบายใน ทิศทั้ง ๔ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตาม ได้ ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ไม่มีความหวาดเสียว พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๙๓] แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็นผู้อันคนอื่นสงเคราะห์ยาก บุคคลพึงเป็นผู้มีความ
หน้า 548 ข้อ 694, 695, 696
ขวนขวายน้อย ในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย พึงเที่ยว ไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๙๔] คำว่า แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง . . . เป็นผู้อันคนอื่น สงเคราะห์ยาก ความว่า แม้บรรพชิตบางพวกในศาสนานี้ เมื่อคนอื่น ให้นิสัยก็ดี ให้อุเทศก็ดี ให้ปริปุจฉาก็ดี ให้จีวรก็ดี ให้บาตรก็ดี ให้ ภาชนะที่ทำด้วยโลหะก็ดี ให้ธมกรกก็ดี ให้ผ้ากรองน้ำก็ดี ให้ลูกตาลก็ดี ให้รองเท้าก็ดี ให้ประคดเอวก็ดี ย่อมไม่ฟัง ไม่ตั้งโสตลงสดับ ไม่ตั้งจิต เพื่อจะรู้ เป็นผู้ไม่ฟัง ไม่ทำตามคำ เป็นผู้ประพฤติหยาบ เบือนหน้าไป โดยอาการอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง . . . เป็น ผู้อันคนอื่นสงเคราะห์ยาก. [๖๙๕] คำว่า และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ความว่า แม้ คฤหัสถ์บางพวกในโลกนี้ เมื่อคนอื่นให้ช้างก็ดี ให้รถก็ดี ให้นาก็ดี ให้ ที่ดินก็ดี ให้เงินก็ดี ให้ทองก็ดี ให้บ้านก็ดี ให้นครก็ดี ให้ชนบทก็ดี ย่อมไม่ฟัง ไม่ทั้งโสตลงสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ เป็นผู้ไม่ฟัง ไม่ทำตามคำ เป็นผู้ประพฤติหยาบ ย่อมเบือนหน้าไปโดยอาการอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน. [๖๙๖] ชนทั้งปวงยกตนเสีย ท่านกล่าวในอรรถนี้ว่า พึงเป็นผู้มี ความขวนขวายน้อยในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย. คำว่า พึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย ความว่า พึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย คือพึงเป็นผู้ไม่ห่วงใย เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย
หน้า 549 ข้อ 697, 698, 699
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัม- พุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็นผู้อันคนอื่นสงเคราะห์ยาก บุคคลพึงเป็นผู้มีความ ขวนขวายน้อยในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๙๗] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นวีรชน ปลงเสียแล้วซึ่ง เครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ตัดเครื่องผูกของคฤหัสถ์แล้ว เหมือนต้นทองหลาง มีใบร่วงหล่นแล้ว พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๖๙๘] ผม หนวด ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่อง แต่งตัว เครื่องประดับ ผ้า ผ้าห่ม ผ้าโพก เครื่องอบ เครื่องนวด เครื่องอาบน้ำ เครื่องตัด คันฉ่อง เครื่องหยอดตา ดอกไม้ เครื่องไล้ทา เครื่องผัดหน้า เครื่องทาปาก เครื่องประดับมือ เครื่องผูกมวยผม ไม้เท้า กล้อง ดาบ ร่ม รองเท้า กรอบหน้า ดาบเพชร (หรือเครื่องประดับ ข้อมือ) พัดขนสัตว์ ผ้าขาว ผ้าชายยาว ดังนี้เป็นตัวอย่าง ท่านกล่าวว่า เครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ในอุเทศว่า โวโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ ดังนี้. คำว่า ปลงเสียแล้วแห่งเครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ความว่า ปลง- เสียแล้ว คือ วางแล้ว ทิ้งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปลงเสียแล้ว ซึ่งเครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์. [๖๙๙] คำว่า เหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตัดเครื่องหมายคฤหัสถ์ให้ตกไปแล้ว เหมือน
หน้า 550 ข้อ 700
ต้นทองหลางมีใบเหลืองร่วงหล่นไปแล้วฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นไปแล้ว. [๗๐๐] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นวีรชน ในอุเทศว่า เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานิ ดังนี้ เพราะอรรถว่า มีความเพียร ว่าผู้อาจ ว่าผู้องอาจ ว่าผู้สามารถ ว่าผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่ หวาดเสียว ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ผู้ละความกลัว ความขลาดแล้ว ผู้ ปราศจากขนลุกขนพอง. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ท่านเว้นแล้วจากความชั่ว ทั้งปวงในโลกนี้นี่แหละ ล่วงพ้นทุกข์ในนรกเสียแล้ว อยู่ด้วยความเพียร มีความเป็นผู้กล้า มีความเพียร ท่าน กล่าวว่าเป็นวีรชน ผู้คงที่ เป็นจริงอย่างนั้น. บุตร ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี เเว่นแคว้น ชนบท ฉาง คลัง และวัตถุ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดทุกชนิด ท่านกล่าวว่า เครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์. คำว่า เป็นวีรชน . . ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์แล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นวีรชน ตัด ตัดขาด ละ บรรเทา ทำให้ สิ้นสุดให้ถึงความไม่มี ซึ่งเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นวีรชน . . . ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นวีรชน ปลงเสียแล้วซึ่ง เครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ตัดเครื่องผูกของคฤหัสถ์แล้ว
หน้า 551 ข้อ 701, 702, 703
เหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๐๑] ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติ อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ ครอบงำอันตรายทั้งปวง แล้ว พึงปลื้มใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น. [๗๐๒] คำว่า ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา ความว่า ถ้าพึงได้ พึงได้เฉพาะ พึงประสบ พึงพบ ซึ่งสหายผู้มีปัญญา คือเป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำสายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา. [๗๐๓] คำว่า เที่ยวไปด้วยกัน ในอุเทศว่า สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ดังนี้ ความว่า เที่ยวไปร่วมกัน. คำว่า มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี ความว่า อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยปฐม- ฌานแม้ด้วยทุติยฌาน แม้ด้วยตติยฌาน แม้ด้วยจตุตถฌาน อยู่ด้วย - กรรมดีแม้ด้วยเมตตาเจโตวิมุตติ แม้ด้วยกรุณาเจโตวิมุตติ แม้ด้วย มุทิตาเจโตวิมุตติ แม้ด้วยอุบกขาเจโตวิมุตติ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วย อากาสานัญจายตนสมาบัติ แม้ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แม้ด้วยอากิญ- จัญญายตนสมาบัติ แม้ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อยู่ด้วยกรรมดี แม้ด้วยนิโรธสมาบัติ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยผลสมาบัติ. คำว่า เป็นนักปราชญ์ คือ เป็นผู้มีปัญญาทรงจำ เป็นบัณฑิต มี ความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส
หน้า 552 ข้อ 704, 705
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็น นักปราชญ์. [๗๐๔] ชื่อว่า อันตราย ในอุเทศว่า อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺส- ยานิ ดังนี้ ได้แก่ อันตราย ๒ อย่าง คือ อันตรายปรากฏ ๑ อันตราย ปกปิด ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า อันตรายปรากฏ ฯ ล ฯ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า อันตรายปกปิด. คำว่า ครอบงำอันตรายทั้งปวงแล้ว ความว่า ครอบงำ ย่ำยี ท่วมทับ กำจัดอันตรายทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครอบงำ อันตรายทั้งปวงแล้ว. [๗๐๕] คำว่า พึงปลื้มใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พึงเป็นผู้ปลื้มใจ มีใจยินดี มีใจร่าเริง มีใจ ชื่นชม มีใจปีติกล้า มีใจเบิกบาน เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยน อิริยาบถ รักษา บำรุง เยียวยา ไปกับสหายผู้มีปัญญา คือ เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงปลื้มใจเที่ยวไปกับสหายนั้น. คำว่า มีสติ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติแก่กล้าอย่างยิ่ง เป็นผู้ระลึก ตามระลึกได้ซึ่งกรรมที่ทำ และคำที่พูดแล้วแม้นานได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเป็นผู้ปลื้มใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึง กล่าวว่า ถ้าพึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติ อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ ครอบงำอันตรายทั้งปวง แล้ว พึงปลื้มใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น.
หน้า 553 ข้อ 706, 707, 708, 709
[๗๐๖] ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติ อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ ก็พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ดังพระราชา ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียวฉะนั้น. [๗๐๗] คำว่า ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา ความว่า ถ้าไม่พึงได้ ไม่พึงได้เฉพาะ ไม่พึงประสบ ไม่พึงพบ ซึ่งสหายผู้มีปัญญา คือที่เป็น บัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา ทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา. [๗๐๘] คำว่า เที่ยวไปด้วยกัน ในอุเทศว่า สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ ดังนี้ ความว่า เที่ยวไปร่วมกัน. คำว่า มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี ความว่า มีปกติอยู่ด้วยกรรมดีแม้ ด้วยปฐมฌาน ฯ ล ฯ อยู่ด้วยกรรมดีแม้ด้วยนิโรธสมาบัติ อยู่ด้วยกรรมดี แม้ด้วยผลสมาบัติ. คำว่า เป็นนักปราชญ์ ความว่า เป็นผู้มีปัญญาทรงจำ คือ เป็น บัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา ทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติอยู่ด้วย กรรมดี เป็นนักปราชญ์. [๗๐๙] คำว่า ดังพระราชา ทรงละแว่นแคว้นที่ชนะแล้ว เสด็จ เที่ยวไปพระองค์เดียว ความว่า พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้รับมูรธาภิเษก แล้ว ทรงชนะสงคราม กำจัดข้าศึกแล้ว ได้ความเป็นใหญ่ มีคลัง บริบูรณ์ ทรงละแล้วซึ่งแว่นแคว้น ชนบท คลัง เงิน ทองเป็นอันมาก และนคร ทรงปลงพระเกสา พระมัสสุแล้ว ทรงผ้ากาสายะ เสด็จออก
หน้า 554 ข้อ 710, 711
ผนวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล เสด็จเที่ยวไป เที่ยวไป ทั่ว เดินไป พักผ่อน รักษา บำรุง เยียวยา ไปผู้เดียว ฉันใด แม้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็ฉันนั้น ตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวล ในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวลในมิตรและพวกพ้องแล้ว ปลงผมและหนวด นุ่งผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความ เป็นผู้ไม่มีกังวล เที่ยวไป เดินไป พักผ่อน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ไปผู้เดียวฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดังพระราชา ทรง ละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปกติ อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรด ดังพระราชา ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เสด็จเที่ยวไปพระองค์เดียวฉะนั้น. [๗๑๐] เราทั้งหลายย่อมสรรเสริญสหาย ผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม โดยแท้ ควรเสพแต่สหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอ กัน (เท่านั้น) เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้น ก็ควรบริโภค ปัจจัยอันไม่มีโทษ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๑๑] คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ ดังนี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวไม่สงสัย เป็น เครื่องกล่าวโดยไม่เคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสองส่วน เป็น
หน้า 555 ข้อ 712, 713
เครื่องกล่าวไม่เป็นสองแยก เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสองทาง เป็นเครื่อง กล่าวไม่ผิด. คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวแน่นอน สหายผู้ใดเป็น ผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณ- ทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ สหายผู้นั้นท่านกล่าวว่า สหายผู้ถึง พร้อมด้วยธรรม ในคำว่า สหายสมฺปทํ ดังนี้. คำว่า ย่อมสรรเสริญซึ่งสหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรม ความว่า ย่อม สรรเสริญ คือ ย่อมชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณ ซึ่งสหายผู้ถึงพร้อม ด้วยธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมสรรเสริญ ซึ่งสหายผู้ถึงพร้อม ด้วยธรรมโดยแท้. [๗๑๒] คำว่า ควรเสพแต่สหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน ความว่า สหายทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐกว่าด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สหายทั้งหลายเป็นผู้เสมอกันด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ควรเสพ คือ ควรคบ ควรนั่งใกล้ ควร ไต่ถาม ควรสอบถาม สหายที่ประเสริฐกว่า หรือสหายที่เสมอกัน (เท่านั้น) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ควรเสพสหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่เสมอกัน (เท่านั้น). [๗๑๓] พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้น ก็ควรบริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ ดังต่อไปนี้ บุคคลผู้บริโภคปัจจัยอันมี โทษก็มี ผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษก็มี. ก็บุคคลผู้บริโภคปัจจัยอันมีโทษเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้ คือ ได้ ได้รับ ประสบ ได้มาซึ่งปัจจัย ด้วยการหลอกลวง ด้วย การพูดเลียบเคียง ด้วยความเป็นหมอดู ด้วยความเป็นคนเล่นกล ด้วย
หน้า 556 ข้อ 713
การแสวงหาลาภด้วยลาภ ด้วยการให้ไม้จริง ด้วยการให้ไม้ไผ่ ด้วยการ ให้ใบไม้ ด้วยการให้ดอกไม้ ด้วยการให้เครื่องอาบน้ำ ด้วยการให้จุรณ ด้วยการให้ดิน ด้วยการให้ไม้สีฟัน ด้วยการให้น้ำบ้วนปาก ด้วยความ เป็นผู้ใคร่ให้ปรากฏ ด้วยความพูดเหลวไหลเหมือนแกงถั่ว ด้วยความ ประจบเขา ด้วยการขอมาก ดังที่พูดกันว่ากินเนื้อหลังผู้อื่น ด้วยวิชา ดูพื้นที่ ด้วยติรัจฉานวิชา ด้วยวิชาทำนายอวัยวะ ด้วยวิชาดูฤกษ์ยาม ด้วยการเป็นทูต ด้วยการเดินรับใช้ ด้วยการเดินสาสน์ ด้วยทูตกรรม ด้วยการให้บิณฑบาตอบแก่บิณฑบาต ด้วยการเพิ่มให้แก่การให้โดยผิด ธรรม โดยไม่สม่ำเสมอ ครั้นแล้วก็สำเร็จความเป็นอยู่ บุคคลนี้ท่าน กล่าวว่า ผู้บริโภคปัจจัยอันมีโทษ. ก็บุคคลผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษเป็นไฉน บุคคลบางคนใน โลกนี้ ได้ คือ ได้ ได้รับ ประสบ ได้มาซึ่งปัจจัย ด้วยการไม่หลอก- ลวง ด้วยการไม่พูดเลียบเคียง ด้วยความไม่เป็นคนเล่นกล ด้วยการไม่ แสวงหาลาภด้วยลาภ ไม่ใช่ด้วยการให้ไม้จริง ไม่ใช่ด้วยการให้ไม้ไผ่ ไม่ใช่ด้วยการให้ใบไม้ ไม่ใช่ด้วยการให้ดอกไม้ ไม่ใช่ด้วยการให้เครื่อง อาบน้ำ ไม่ใช่ด้วยการให้จุรณ ไม่ใช่ด้วยการให้ดิน ไม่ใช่ด้วยการให้ ไม้สีฟัน ไม่ใช่ด้วยการให้น้ำบ้วนปาก ไม่ใช่ด้วยความเป็นผู้ใคร่ให้ปรากฏ ไม่ใช่ด้วยความพูดเหลวไหลเหมือนแกงถั่ว ไม่ใช่ด้วยความประจบเขา ไม่ใช่ด้วยการขอมาก ดังที่พูดกันว่ากินเนื้อหลังผู้อื่น ไม่ใช่ด้วยวิชาดูพื้นที่ ไม่ใช่ด้วยติรัจฉานวิชา ไม่ใช่ด้วยวิชาทำนายอวัยวะ ไม่ใช่ด้วยวิชาดูฤกษ์ ยาม ไม่ใช่ด้วยการเดินเป็นทูต ไม่ใช่ด้วยการเดินรับใช้ ไม่ใช่ด้วยการ เดินสาสน์ ไม่ใช่ด้วยเวชกรรม ไม่ใช่ด้วยทูตกรรม ไม่ใช่ด้วยการให้
หน้า 557 ข้อ 714, 715
บิณฑบาตตอบแก่บิณฑบาต ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มให้แก่การให้ โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ครั้นแล้วก็สำเร็จความเป็นอยู่ บุคคลนี้ท่านกล่าวว่า ผู้ บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ. คำว่า เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้น ก็ควรบริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ ความว่า เมื่อไม่ได้ ไม่ประสบ ไม่ได้เฉพาะ ไม่พบ ไม่ปะสหายเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้น ก็ควรบริโภคปัจจัยอัน ไม่มีโทษ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า เราทั้งหลายย่อมสรรเสริญสหาย ผู้ถึงพร้อมด้วย ธรรมโดยแท้ ควรเสพแต่สหายที่ประเสริฐกว่า หรือที่ เสมอกัน (เท่านั้น) เมื่อไม่ได้สหายเหล่านั้น ก็ควร บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๗๑๔] บุคคลเห็นซึ่งกำไลทองสองวงอันสุกปลั่ง ที่นายช่าง ทองให้สำเร็จดีแล้ว เสียดสีกันที่มือ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๑๕] คำว่า เห็นซึ่งกำไลทองอันสุกปลั่ง ความว่า เห็น เห็น แจ้ง เทียบเคียง พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ. คำว่า สุวณฺณเสฺส คือ ทองคำ. คำว่า สุกปลั่ง คือ บริสุทธิ์ เปล่งปลั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นซึ่งกำไลทองอันสุกปลั่ง.
หน้า 558 ข้อ 716, 717, 718, 719
[๗๑๖] ช่างทอง ท่านกล่าวว่า กัมมารบุตร ในอุเทศว่า กมฺมาร- ปุตฺเตน สุนิฏฺิตานิ ดังนี้. คำว่า ที่นายช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว ความว่า ที่นายช่างทองให้ สำเร็จดีแล้ว ทำดีแล้ว มีบริกรรมดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่นายช่าง ทองให้สำเร็จดีแล้ว. [๗๑๗] มือ ท่านกล่าวว่า ภุชะ ในอุเทศว่า สงฺฆฏฺฏยนฺตานิ ทุเว ภุชสฺมึ ดังนี้ กำไลมือสองวงในมือข้างหนึ่ง ย่อมเสียดสีกัน ฉันใด สัตว์ทั้งหลายย่อมกระทบกระทั่งกันด้วยสามารถแห่งตัณหา สืบต่อใน กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย ในมนุษยโลก ในเทวโลก สืบต่อ คติด้วยคติสืบต่ออุปบัติด้วยอุปบัติ สืบต่อปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ สืบต่อ ภพด้วยภพ สืบต่อสงสารด้วยสงสาร สืบต่อวัฏฏะด้วยวัฏฏะ เที่ยวไป อยู่ ผลัดเปลี่ยน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สองวง ในมือข้างหนึ่ง เสียดสีกันอยู่ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลพึงเห็นซึ่งกำไลทองสองวงอันสุกปลั่ง ที่นาย ช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว เสียดสีกันที่มือ พึงเที่ยวไปผู้ เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๑๘] การพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้องก็ดี กับสหาย พึงมีแก่เราอย่างนี้ บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๑๙] คำว่า กับสหาย พึงมีแก่เราอย่างนี้ ความว่า ด้วยตัณหา
หน้า 559 ข้อ 720
เป็นสหาย ตัณหาเป็นสหายมีอยู่ บุคคลเป็นสหายมีอยู่ ตัณหาเป็นสหาย อย่างไร รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่าตัณหา ผู้ใดยังละตัณหานี้ไม่ได้ ผู้นั้นกล่าวว่า มีตัณหา เป็นสหาย. บุรุษมีตัณหาเป็นสหาย ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน ย่อมไม่ล่วงสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และมีความเป็น อย่างอื่นไปได้. ตัณหาเป็นสหายอย่างนี้. บุคคลเป็นสหายอย่างไร บุคคลบางตนในโลกนี้ ฟุ้งซ่านมิใช่ เพราะเหตุของตน มิใช่เพราะเหตุแห่งผู้อื่นให้ทำ มีจิตไม่สงบ คนเดียว กลายเป็นคนที่สองบ้าง สองคนกลายเป็นคนที่สามบ้าง สามคนกลายเป็น คนที่สี่บ้าง ย่อมกล่าวคำเพ้อเจ้อมากในที่ที่ตนไปนั้น คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องดอกไม้ เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม ด้วย ประการดังนี้ บุคคลเป็นสหายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กับสหาย พึงมีแก่เราอย่างนี้. [๗๒๐] ดิรัจฉานกถา ๓๒ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯ ล ฯ เรื่องความเจริญละความเสื่อมด้วยประการนั้น ท่านกล่าวว่า การพูดด้วย วาจา ในอุเทศว่า วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา ดังนี้. ชื่อว่า ความ เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความเกี่ยวข้อง ๒ อย่างคือ ความเกี่ยวข้องด้วยตัณหา ๑
หน้า 560 ข้อ 721, 722
ความเกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความเกี่ยวข้องด้วยตัณหา นี้ ชื่อว่า ความเกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การพูดด้วยวาจา ก็ดี ความเกี่ยวข้องก็ดี. [๗๒๑] ชื่อว่า ภัย ในอุเทศว่า เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน ดังนี้ คือ ชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย ภัยคือการติเตียนตน ภัยคือการติเตียนผู้อื่น ภัยคืออาชญา ภัย คือทุคติ ภัยแต่ลูกคลื่น ภัยแต่จระเข้ ภัยแต่น้ำวน ภัยแต่ปลาร้าย ภัยแต่ การแสวงหาเครื่องบำรุงชีพ ภัยแต่ความติเตียน ภัยคือความครั่นคร้าม ในประชุมชน เหตุที่น่ากลัว ความหวาดเสียว ขนลุกขนพอง ความที่จิต สะดุ้ง ความที่จิตหวั่นหวาด. คำว่า เมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป ความว่า เมื่อเห็น เมื่อแลเห็น เมื่อ ตรวจดู เมื่อเพ่งดู เมื่อพิจารณา ซึ่งภัยนี้ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า การพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้องก็ดี กับสหาย พึงมีแก่เราอย่างนี้ บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๒๒] ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยอารมณ์มีชนิดต่าง ๆ บุคคลเห็นโทษใน กามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.
หน้า 561 ข้อ 723, 724
[๗๒๓] คำว่า โดยหัวข้อว่า กาม ในอุเทศว่า กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านั้นท่านกล่าวว่า กิเลส- กาม. คำว่า อันวิจิตร ความว่า มีรูปชนิดต่าง ๆ มีเสียงชนิดต่าง ๆ มี กลิ่นชนิดต่าง ๆ มีรสชนิดต่าง ๆ มีโผฏฐัพพะชนิดต่าง ๆ. คำว่า มีรสอร่อย ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้ กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุขโสมนัสใด อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้ เกิดขึ้น สุขโสมนัสนี้เรากล่าวว่า เป็นกามสุข เป็นสุขเจือด้วยอุจจาระ เป็น สุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควร ให้เจริญ ไม่ควรทำให้มาก เราย่อมกล่าวว่า ควรกลัวต่อความสุขนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย. จิต ใจ มนัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกัน ชื่อว่า มนะ ในอุเทศว่า มโนรมา ดังนี้. [๗๒๔] คำว่า ย่อมย่ำยีจิตด้วยอารมณ์ชนิดต่าง ๆ ความว่า
หน้า 562 ข้อ 725
ย่อมย่ำยีจิต คือ ย่อมให้จิตสะดุ้ง ให้เสื่อม ให้เสีย ด้วยรูปชนิดต่าง ๆ ฯ ล ฯ ด้วยโผฏฐัพพะชนิดต่าง ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมย่ำยีจิต ด้วยอารมณ์ชนิดต่าง ๆ. [๗๒๕] พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ดังต่อไปนี้ สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โทษแห่งกามเป็นอย่างไร ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีพด้วยที่ตั้งแห่งศิลปะ คือ การนับ นิ้วมือ การคำนวณ การประมาณ กสิกรรม พาณิชกรรม โครักขกรรม เป็นนักรบ เป็นข้าราชการ หรือด้วยกิจอื่นซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะ ทน ต่อความหนาว ทนต่อความร้อน ถูกเหลือบ ยุง ลม แดด และสัมผัส แห่งสัตว์เสือกคลาน เบียดเบียน ต้องตายเพราะความหิว ความกระหาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามนี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกาม เป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลาย นั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นหมั่นเพียรพยายามอยู่อย่าง นั้น โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมไม่เจริญขึ้น กลับบุตรนั้นก็เศร้าโศก ลำบากใจ ราพันเพ้อ ทุบอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหลว่า ความหมั่นของเราเป็น หมันหนอ ความพยายามของเราไร้ผลหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ แห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็น นิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นหมั่นเพียรพยายามอยู่ โภค- สมบัติเหล่านั้นย่อมเจริญขึ้น กุลบุตรนั้นก็ได้เสวยทุกข์โทมนัส เพราะเหตุ
หน้า 563 ข้อ 725
รักษาโภคสมบัติเหล่านั้น ด้วยคิดว่า โดยอุบายอะไร โภคสมบัติของเรา จึงจะไม่ถูกพระราชาริบไป โจรจะไม่ลักไปได้ ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่ท่วม พวกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่ขนเอาไปได้ เมื่อกุลบุตรนั้นรักษาคุ้มครอง อยู่อย่างนี้ โภคสมบัติเหล่านั้นถูกพระราชาริบเอาไป ถูกโจรลักเอาไป ถูกไฟไหม้ ถูกน้ำท่วม หรือถูกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขนเอาไป กุลบุตร ย่อมเศร้าโศก ฯ ล ฯ ถึงความหลงใหลว่า เรามีทรัพย์สิ่งใด แม้ทรัพย์ สิ่งนั้นหมดไปหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกัน ได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระราชาวิวาทกับพระราชา ก็ดี กษัตริย์วิวาทกับกษัตริย์ก็ดี พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์ก็ดี คฤหบดี วิวาทกับคฤหบดีก็ดี มารดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับมารดาก็ดี บิดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับบิดาก็ดี พี่น้องชายวิวาทกับพี่น้อง หญิงก็ดี พี่น้องหญิงวิวาทกับพี่น้องชายก็ดี สหายวิวาทกับสหายก็ดี ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่ง กามทั้งหลายนั่นเอง ชนเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุแห่งกามนั้น ประหารกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ชนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงความทุกข์ปางตาย บ้าง เพราะการประหารกันนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกาม เป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายถือดาบ และ
หน้า 564 ข้อ 725
โล่ จับธนูสอดใส่แล่งแล้ว ย่อมเข้าสู่สงครามที่กำลังประชิดกันทั้งสอง ฝ่าย เมื่อคนทั้งสองฝ่ายยิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไปบ้าง ฟันดาบบ้าง คน เหล่านั้นยิงด้วยลูกศรก็มี พุ่งด้วยหอกก็มี และย่อมตัดศีรษะกันด้วยดาบ ในสงครามนั้น ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง คนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ ปางตายบ้างในสงครามนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็น กันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็น อธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายถือดาบและโล่ จับธนูสอดใส่แล่งแล้ว เข้าไปสู่ป้อมอันมีปูนเป็นเครื่องฉาบทาบ้าง เมื่อ คนทั้งสองฝ่ายยิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไปบ้าง ฟันดาบบ้าง คนเหล่านั้น ยิงด้วยลูกศรก็มี พุ่งด้วยหอกก็มี รดด้วยโคมัยที่น่าเกลียดก็มี ทับด้วยฟ้า ทับเหวก็มี ตัดศีรษะกันด้วยดาบก็มี ในสงครามนั้น ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง คนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง ในสงครามนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกาม ทั้งหลายนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง โจรทั้งหลายย่อมตัดที่ต่อบ้าง ปล้นเรือนทุกหลังบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักตีชิงในทาง เปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกาม เป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง พวก
หน้า 565 ข้อ 725
ราชบุรุษจับโจรคนนั้นได้แล้ว ให้ทำกรรมกรณ์ต่าง ๆ คือ เฆี่ยนด้วยแส้ บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ตีด้วยพลองสั้นบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ฯ ล ฯ ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง โจรเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ ปางตายบ้าง เพราะกรรมกรณ์นั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกาม แม้นี้ เห็นกันได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ชนทั้งหลายย่อมประพฤติ ทุจริต ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็น นิทาน มีกามเป็นอธิการณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง ชนเหล่านั้น ครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษแห่ง กามแม้นี้ มีในสัมปรายภพ เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็น นิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. คำว่า เห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว ความว่า พบเห็น เทียบ- เคียง พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งโทษในกามคุณทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยอารมณ์มีชนิดต่าง ๆ บุคคลเห็นโทษใน กามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.
หน้า 566 ข้อ 726, 727
[๗๒๖] คำว่า กามนี้ เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย บุคคลเห็นภัยนี้ในกามคุณ ทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๒๗] พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า กามทั้งหลายเป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย ดังต่อไปนี้. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย คำว่า เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี เป็นความ ข้อง เป็นสัตว์ เป็นเปือกตม เป็นครรภ์ ล้วนแล้วเป็นชื่อของกาม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุใด คำว่า เป็นภัย จึงเป็นชื่อของกาม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้กำหนัดด้วยกามราคะ อันฉันทราคะผูกพัน ย่อมไม่ พ้นไปจากภัยแม้อันมีในปัจจุบัน ย่อมไม่พ้นไปจากภัยแม้อันมีในสัมปราย- ภพ เพราะเหตุนั้น คำว่า เป็นภัย นี้ จึงเป็นชื่อของกาม ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ก็เพราะเหตุใด คำว่า เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังฝี เป็น ความข้อง เป็นสัตว์ เป็นเปือกตม เป็นครรภ์ จึงเป็นชื่อของกาม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้กำหนัดด้วยกามราคะ อันฉันทราคะผูกพัน ย่อมไม่ พ้นไปจากครรภ์แม้อันมีในปัจจุบัน ย่อมไม่พ้นไปจากครรภ์แม้อันมีใน สัมปรายภพ เพราะเหตุนั้น คำว่า เป็นครรภ์ นี้ จึงเป็นชื่อของกาม. สัตว์ที่เป็นปุถุชน หยั่งลงแล้วด้วยราคะอันน่ายินดี ย่อมเข้าถึงความเป็นสัตว์เกิดในครรภ์ เพราะกามเหล่าใด กามเหล่านั้น บัณฑิตกล่าวว่า เป็นภัย เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นความข้อง เป็นสัตว์ เป็นเปือกตม และ
หน้า 567 ข้อ 728, 729, 730
เป็นครรภ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด ภิกษุไม่ละฌาน เมื่อนั้น ภิกษุนั้นล่วงกามอันเป็นดังทางมีเปือกตม ข้าม ได้ยาก ย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นอย่างนั้น เข้าถึงชาติและ ชรา ดิ้นรนอยู่. เพราะฉะนั้น จึงว่า คำว่า กามนี้ เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็น อุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย. [๗๒๘] คำว่า เห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลายแล้ว ความว่า เห็น เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งภัยนี้ใน กามคุณทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า คำว่า กามนี้ เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุบาทว์ เป็นโรค เป็นลูกศร เป็นภัย บุคคลเห็นภัยนี้ในกาม ทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๒๙] บุคคลครอบงำแม้ภัยทั้งปวงแม้นี้ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ลม แดด เหลือบ และสัตว์เสือกคลานแล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๓๐] ความหนาว ในอุเทศว่า สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทฺทํ ปิปาสํ ดังนี้ ย่อมมีด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ความหนาวย่อมมีด้วย
หน้า 568 ข้อ 731, 732
สามารถแห่งธาตุภายในกำเริบ ๑ ความหนาวย่อมมีด้วยสามารถแห่งฤดู ภายนอก ๑. ความร้อน ในคำว่า อุณฺหํ ดังนี้ ย่อมมีด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ความร้อนย่อมมีด้วยสามารถแห่งธาตุภายในกำเริบ ๑ ความร้อนย่อม มีด้วยสามารถแห่งฤดูภายนอก ๑. ความหิว ท่านกล่าวว่า ขุทฺทา. ความอยากน้ำ ท่านกล่าวว่า ปิปาสา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย. [๗๓๑] ชื่อว่า ลม ในอุเทศว่า วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ ดังนี้ คือ ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมหนาว ลมร้อน ลมน้อย ลมมาก ลมบ้าหมู ลมแต่ครุฑ ลมแต่ใบตาล ลมแต่พัด ความร้อนแต่ดวงอาทิตย์ท่านกล่าวว่าแดด แมลงตาเหลืองท่านกล่าวว่าเหลือบ งูท่านกล่าวว่าสัตว์เสือกคลาน เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ลม แดด เหลือบ และสัตว์เสือกคลาน. [๗๓๒] คำว่า ครอบงำแม้ภัยทั้งปวงนั้น ความว่า ครอบงำ ปราบปราม กำจัด ย่ำยีแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครอบงำแม้ภัย ทั้งปวงนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลครอบงำแม้ภัยทั้งปวงแม้นี้ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบ และสัตว์เสือกคลาน แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น.
หน้า 569 ข้อ 733, 734
[๗๓๓] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งหมู่ทั้งหลาย มีขันธ์ เกิดดีแล้ว มีธรรมดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ย่อมอยู่ในป่า ตามอภิรมย์ เหมือนนาคละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย มีขันธ์ เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง อยู่ในป่าตาม อภิรมย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๓๔] ช้างตัวประเสริฐท่านกล่าวว่า นาค ในอุเทศว่า นาโค ว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา ดังนี้. แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ชื่อว่าเป็นนาค. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุไร พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ทำความชั่ว ว่าไม่ถึง ว่าไม่มา. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่า ไม่ทำความชั่วอย่างไร อกุศลธรรมอันลามก ทำให้มีความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้ง แห่งชาติชราและมรณะต่อไป ท่านกล่าวว่า ความชั่ว. พระขีณาสพย่อมไม่ทำความชั่วอะไร ๆ ในโลกเลย สละแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งปวงและเครื่องผูกทั้งหลาย เป็น ผู้หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่เกาะเกี่ยวในธรรมทั้งปวง ท่าน กล่าวว่า เป็นนาค ผู้คงที่ มีตนเป็นอย่างนั้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ทำความ ชั่วอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ถึง อย่างไร พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึง โมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยอำนาจราคะ ไม่ถึงด้วยอำนาจโทสะ
หน้า 570 ข้อ 734
ไม่ถึงด้วยอำนาจโมหะ ไม่ถึงด้วยอำนาจมานพ ไม่ถึงด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่ถึงด้วยอำนาจอุทธัจจะ ไม่ถึงด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่ถึงด้วยอำนาจ อนุสัย ไม่ดำเนินออกเลื่อนเคลื่อนไปด้วยธรรมทั้งหลายอันให้เป็นพวก พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่ถึงอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าเป็นนาค เพราะเหตุว่าไม่มา อย่างไร พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมา สู่กิเลสทั้งหลาย ที่ละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ด้วยสกทาคามิมรรค ด้วยอนาคามิมรรค ด้วยอรหัตมรรค พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่านาค เพราะเหตุว่าไม่มาอย่างนี้. คำว่า เหมือนนาคละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย ความว่า ช้างตัว ประเสริฐนั้น ละ เว้น ปล่อยแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย เป็นผู้เดียว ย่างเข้า ไปท่ามกลางป่า ย่อมเที่ยวไป เดินไป พักผ่อน ย่อมเป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ไปในป่า ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น ละ เว้น ปล่อยแล้วซึ่งหมู่ เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด คืออาศัย เสพ เสนาสนะอันสงัด เป็นป่ารกชัฏมีเสียงน้อย ไม่มีเสียงกึกก้อง ปราศจาก ลมแต่หมู่ชน เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่ลับผู้เดียว อธิษฐาน จงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เดินไป ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ พักผ่อน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนนาคละ แล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย.
หน้า 571 ข้อ 735, 736
[๗๓๕] คำว่า มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ความว่า ช้างตัวประเสริฐนั้น มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว คือ เป็นช้างสูง ๗ ศอกหรือ ๘ ศอก ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็เหมือนกัน ฉันนั้น มีขันธ์เกิดพร้อมแล้วด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ. ช้างตัวประเสริฐนั้นเป็นช้างมีตัวดังดอกบัว ฉันใด แม้พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น มีธรรมดังดอกบัว ด้วยดอกบัวคือโพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขา- สัมโพชฌงค์. ช้างตัวประเสริฐนั้นเป็นช้างยิ่งด้วยเรี่ยวแรง ด้วยกำลัง ด้วยความ เร็ว ด้วยความกล้า ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เป็นผู้ ยิ่งด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง. [๗๓๖] คำว่า ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ ความว่า ช้างตัว ประเสริฐนั้น ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้นก็ฉันนั้น ย่อมอยู่ในป่าตามอภิรมย์ คือ อยู่ในป่าตามอภิรมย์ ด้วย ปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อยู่ในป่า ตามอภิรมย์ด้วยเมตตาเจโตวิมุตติบ้าง กรุณาเจโตวิมุตติบ้าง มุทิตาเจโต- วิมุตติบ้าง อุเบกขาเจโตวิมุตติบ้าง อยู่ในป่าตามอภิรมย์ด้วยอากาสา- นัญจายตนสมาบัติบ้าง วิญญาณัญจายตนสมาบัติบ้าง อากิญจัญญายตน- สมาบัติบ้าง เนวสัญญาสัญญายตนสมาบัติบ้าง ผลสมาบัติบ้าง
หน้า 572 ข้อ 737, 738
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อยู่ในป่าตามอภิรมย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งหมู่ทั้งหลาย มีขันธ์ เกิดดีแล้ว มีธรรมดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ย่อมอยู่ในป่า ตามอภิรมย์ เหมือนนาคละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย มีขันธ์ เกิดพร้อมแล้ว มีตัวดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง อยู่ในป่าตาม อภิรมย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๓๗] บุคคลพึงถูกต้องวิมุตติอันมีในสมัย ด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในความคลุกคลี ด้วยหมู่ บุคคลได้ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๓๘] พึงทราบวินิจฉัย ในอุเทศว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุตติ อันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีใน ความคลุกคลีด้วยหมู่ ดังต่อไปนี้. สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน อานนท์ ภิกษุชอบความคลุกคลีด้วยหมู่ ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความคลุกคลีด้วยหมู่ ชอบหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิง ในหมู่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความชอบหมู่ จักเป็นผู้ได้ตามประสงค์ ได้โดยไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสุขในเนกขัมมะ สุขในความสงัด สุขคือ ความสงบ สุขในความตรัสรู้ ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
หน้า 573 ข้อ 739
ดูก่อนอานนท์ ส่วนภิกษุใด หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ภิกษุนั้น พึงได้สุขนั้นสมหวัง คือจักได้ตามประสงค์ ได้โดยไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสุขในเนกขัมมะ สุขในความสงัด สุขคือความสงบ สุขในความตรัสรู้ ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้. ดูก่อนอานนท์ ภิกษุชอบความคลุกคลีด้วยหมู่ ยินดีในความคลุกคลี ด้วยหมู่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งความเป็นผู้ชอบความคลุกคลีด้วยหมู่ ชอบหมู่ ยินดีในหมู่ บันเทิงในหมู่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความชอบหมู่ จักบรรลุ ซึ่งเจโตวิมุตติอันมีในสมัย หรือซึ่งโลกุตรมรรคอันไม่กำเริบ อันไม่มีใน สมัย ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. ดูก่อนอานนท์ ส่วนภิกษุใด หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ภิกษุนั้น พึงได้สุขนั้นสมหวัง คือจักบรรลุซึ่งเจโตวิมุตติอันมีในสมัย หรือซึ่ง โลกุตรมรรคอันไม่กำเริบ อันไม่มีในสมัย ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุตติอันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในความคลุกคลีด้วยหมู่. [๗๓๙] พระสุริยะ ท่านกล่าวว่า พระอาทิตย์. ในอุเทศว่า อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม ดังนี้ พระอาทิตย์นั้นเป็นโคดมโดยโคตร แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็เป็นโคดมโดยโคตร แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้นก็เป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์โดยโคตรแห่งพระอาทิตย์ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงชื่อว่า เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์. คำว่า ได้ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ผู้เป็น เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ความว่า ได้ฟัง ได้ยิน ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนดแล้ว ซึ่งถ้อยคำ คือ คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิ ของ
หน้า 574 ข้อ 740, 741
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ได้ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์เเห่ง พระอาทิตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุตติอันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุ นั้น เป็นอัฏฐานะของบุคคลผู้ยินดีในควานคลุกคลีด้วย หมู่ บุคคลได้ฟังแล้วซึ่งถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๗๔๐] เราล่วงเสียแล้วซึ่งทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย ถึงแล้วซึ่งมรรคนิยาม มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว เป็นผู้ มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๔๑] สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ท่านกล่าวว่าทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ในอุเทศว่า ทิฏฺิวิสูกานิ อุปาติวตฺโต ดังนี้ ปุถุชนผู้ไม่สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำ ในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ... เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ... เห็นสังขารโดยความ เป็นตน... เห็นวิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง
หน้า 575 ข้อ 742, 743
เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ทิฏฐิเห็นปานนี้ ทิฏฐิ ไปแล้ว ทิฏฐิอันรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฏฐิกวัดแกว่ง ทิฏฐิเป็นสังโยชน์ ความถือ ความถือเฉพาะ ความถือมั่น ความลูบคลำ ทางชั่ว ทางผิด ความเป็นผิด ลัทธิแห่งเดียรถีย์ ความถือด้วยความ แสวงหาผิด ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือว่า จริงในเรื่องอันไม่จริง ทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้ เป็นทิฏฐิเสี้ยนหนาม. คำว่า ล่วงเสียแล้ว ความว่า ล่วงเสียแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ล่วง เลยแล้ว เป็นไปล่วงแล้วซึ่งทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ล่วงเสียแล้วซึ่งทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย. [๗๔๒] มรรค ๔ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือสัมมาทิฏฐิ... สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่า มรรคนิยาม ในอุเทศว่า ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค ดังนี้ เราประกอบแล้ว ถึงพร้อมแล้ว บรรลุแล้ว ถูกต้องแล้ว ทำให้เเจ้งแล้วด้วยอริยมรรค ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงแล้วซึ่งมรรคนิยาม. คำว่า มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว ความว่า มีมรรคอันได้เเล้ว มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว มีมรรคอันบรรลุแล้ว มีมรรคอันถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงแล้วซึ่งมรรคนิยาม มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว. [๗๔๓] คำว่า เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมีญาณเกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้ว คือ มีญาณเกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น
หน้า 576 ข้อ 744, 745
ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว. คำว่า อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ คือ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ไม่ไปด้วยญาณอันเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นผู้ไม่หลงใหล มีสติสัมปชัญญะ ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า เราล่วงเสียแล้วซึ่งทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลาย ถึงแล้วซึ่งมรรคนิยาม มีมรรคอันได้เฉพาะแล้ว เป็นผู้มี ญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๔๔] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่โลภ ไม่โกหก ไม่ กระหาย ไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและโมหะ กำจัดแล้ว ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๔๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความโลภ ในอุเทศว่า นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส ดังนี้.
หน้า 577 ข้อ 745
ตัณหาอันเป็นความโลภนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละได้แล้ว ตัด ขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังต้นตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงเป็นผู้ไม่มีความโลภ วัตถุแห่งความโกหก ในคำว่า ไม่โกหก มี ๓ อย่าง คือ วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการเสพปัจจัย ๑ วัตถุ แห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งอิริยาบถ ๑ วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วน แห่งการพูดอิงธรรม ๑. วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการเสพปัจจัยเป็นไฉน พวก คฤหบดีในโลกนี้ ย่อมนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุนั้นมีความปรารถนาลามก อันความ ปรารถนาครอบงำแล้ว มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มุ่งความเป็นผู้ใคร่ได้มาก บอกเลิกรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอพูดอย่างนี้ว่า สมณะจะประสงค์อะไรด้วยจีวรมีค่ามาก สมณะควรจะเที่ยวเลือกเก็บผ้า เก่า ๆ จากป่าช้าบ้าง จากกองหยากเยื่อบ้าง จากตลาดบ้าง แล้วทำ สังฆาฏิบริโภค นั่นเป็นความสมควร สมณะประสงค์อะไรด้วยบิณฑบาต มีค่ามาก สมณะควรเลี้ยงชีพด้วยอาหารที่ได้มาด้วยปลีแข้ง โดยการเที่ยว แสวงหา นั่นเป็นความสมควร สมณะจะประสงค์อะไรด้วยเสนาสนะมีค่า มาก สมณะพึงอยู่ที่โคนต้นไม้หรือพึงอยู่ในที่แจ้ง นั่นเป็นความสมควร สมณะจะประสงค์อะไรด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารอันมีค่ามาก สมณะ ควรทำยาด้วยมูตรเน่าบ้าง ด้วยชิ้นลูกสมอบ้าง นั่นเป็นความสมควร เธอมุ่งความเป็นผู้ใคร่ได้มาก ก็บริโภคจีวรที่เศร้าหมอง ฉันบิณฑบาตที่
หน้า 578 ข้อ 745
เศร้าหมอง ใช้สอยเสนาสนะที่เศร้าหมอง เสพคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ที่เศร้าหมอง. พวกคฤหบดีก็รู้จักภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า สมณะรูปนี้มีความปรารถนา น้อย เป็นผู้สันโดษ ชอบวิเวก ไม่เกี่ยวข้อง ปรารภความเพียร เป็นผู้ มีวาทะอันขจัดแล้ว ก็นิมนต์มากไปด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ภิกษุนั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา จะประสบบุญเป็นอันมากก็เพราะมีปัจจัย ๓ อย่าง พร้อมหน้ากัน คือ กุลบุตรผู้มีศรัทธา จะประสบบุญเป็นอันมาก เพราะมีศรัทธาพร้อมหน้า ๑ เพราะมีไทยธรรมพร้อมหน้า ๑ เพราะมีทักขิไณยบุคคลพร้อมหน้า ๑ ท่านทั้งหลายก็มีศรัทธานี้อยู่ ไทยธรรมก็ปรากฏอยู่ และอาตมาผู้เป็น ปฏิคาหกก็มีอยู่ ถ้าอาตมาจักไม่รับ ด้วยเหตุที่อาตมาไม่รับ ท่านทั้งหลาย ก็จักเสื่อมบุญ อาตมาไม่มีความประสงค์ด้วยปัจจัยนี้ ก็แต่ว่าอาตมาจักรับ เพื่ออนุเคราะห์แก่ท่านทั้งหลาย ภิกษุนั้นมุ่งความเป็นผู้อยากได้มาก ก็รับ จีวรมาก รับบิณฑบาตมาก รับเสนาสนะมาก รับคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มาก. ความสยิ้วหน้า ความเป็นผู้สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาที่โกหก ความเป็นผู้โกหก เห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า วัตถุแห่งความโกหกเป็น ส่วนแห่งการเสพปัจจัย. วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งอิริยาบถเป็นไฉน ภิกษุบางรูป ในศาสนานี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ ประสงค์ จะให้เขาสรรเสริญ ดำริว่า ประชุมชนจะสรรเสริญเราโดยอิริยาบถอย่างนี้ จึงสำรวมเดิน สำรวมยืน สำรวมนั่ง สำรวมนอน มุ่งเดิน มุ่งยืน มุ่งนั่ง มุ่งนอน เดินเหมือนภิกษุมีสมาธิ ยืนเหมือนภิกษุมีสมาธิ นั่งเหมือน
หน้า 579 ข้อ 745
ภิกษุมีสมาธิ นอนเหมือนภิกษุมีสมาธิ ย่อมเป็นเหมือนดังเจริญฌาน ต่อหน้าพวกมนุษย์ ความเริ่มตั้ง ความตั้ง ความสำรวมอิริยาบถ ความ เป็นผู้สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาโกหก ความเป็นผู้โกหก เห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งอิริยาบถ. วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรมเป็นไฉน ภิกษุ บางรูปในศาสนานี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ มีความประสงค์จะให้เขาสรรเสริญ ดำริว่า ประชุมชนจะสรรเสริญเราด้วย การพูดอย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะที่ใช้จีวร เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก สมณะที่ใช้บาตรเห็นปานนี้ ใช้ภาชนะโลหะ เห็นปานนี้ ใช้ธมกรกเห็นปานนี้ ใช้ผ้ากรองน้ำเห็นปานนี้ ใช้ลูกตาล เห็นปานนี้ ใช้รองเท้าเห็นปานนี้ ใช้ประคดเอวเห็นปานนี้ ใช้สายโยค เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก และพูดว่า สมณะที่มีพระอุปัชฌายะเห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก สมณะที่มีพระอาจารย์เห็นปานนี้ มีพวกร่วมพระอุปัชฌายะ เห็นปานนี้ มีพวกร่วมพระอาจารย์เห็นปานนี้ มีพวกมีไมตรีกันเห็นปานนี้ มีมิตรที่เห็นกันมาเห็นปานนี้ มีมิตรที่คบกันมาเห็นปานนี้ มีสหายเห็น ปานนี้ มีอานุภาพมาก. และพูดว่า สมณะที่อยู่ในวิหารเห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก ผู้อยู่ ในเพิงมีหลังคาแถบเดียวเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในเรือนโล้นเห็นปานนี้ ผู้อยู่ ในถ้ำเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในกุฎีเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในเรือนยอดเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในป้อมเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในโรงเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในที่พักเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในโรงฉันเห็นปานนี้ ผู้อยู่ในมณฑปเห็นปานนี้ ผู้อยู่ที่โคนต้นไม้ เห็นปานนี้ มีอานุภาพมาก อนึ่ง ภิกษุผู้ก้มหน้ากว่าคนที่ก้มหน้า ผู้สยิ้ว
หน้า 580 ข้อ 746
หน้ากว่าคนสยิ้วหน้า ผู้โกหกกว่าคนที่โกหก ผู้พูดมากกว่าคนพูดมาก ผู้ที่คนอื่นสรรเสริญตามปากของคน กล่าวถ้อยคำอันปฏิสังยุตด้วยโลกุตระ และนิพพานเช่นนั้น อันลึกซึ้ง ละเอียด ที่วิญญูชนปิดบังว่า สมณะนี้ ได้วิหารสมาบัติอันสงบเห็นปานนี้ ความสยิ้วหน้า ความเป็นผู้สยิ้วหน้า ความโกหก กิริยาที่โกหก ความเป็นผู้โกหกเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า วัตถุแห่งความโกหกเป็นส่วนแห่งการพูดอิงธรรม. วัตถุแห่งความโกหก ๓ อย่างนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ละ เสียแล้ว ตัดขาดเสียแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผา เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่โกหก. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่าน กล่าวว่า ความระหาย. ในคำว่า ไม่มีความระหาย. ตัณหาอันเป็นเหตุ ให้ระหายนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้ มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงไม่มีความ ระหาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่มีความโลภ ไม่โกหก ไม่มีความกระหาย. [๗๔๖] ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ ความ เป็นผู้ริษยา ชื่อว่า ความลบหลู่ ในอุเทศว่า ไม่มีความลบหลู่ มีบาป ธรรมดังรสฝาด และโมหะอันกำจัดแล้ว ดังนี้. ชื่อว่าบาปธรรมดังรสฝาด คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความตีเสมอ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นดังรสฝาด (แต่ละอย่าง)ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกข-
หน้า 581 ข้อ 747
นิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้น ความไม่รู้ในส่วนเบื้องปลาย ความไม่รู้ทั้งในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้อง- ปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันเกิดขึ้น คือความที่สังขาราทิ- ธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ถึง พร้อมเฉพาะ ความไม่ตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่ถึงพร้อม ความไม่กำหนดถือเอา ความไม่เห็นพร้อม ความ ไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความหมดจดยาก ความเป็นพาล ความไม่รู้ทั่วพร้อม ความหลง ความหลงเสมอ อวิชชาเป็นโอฆะ อวิชชาเป็นโยคะ อวิชชาเป็นอนุสัย อวิชชาเป็นปริยุฏฐาน อวิชชาเป็นข่าย อวิชชาเป็นบ่วง โมหะ อกุศลมูล ชื่อว่า โมหะ. ความลบหลู่ บาปธรรมดังรสฝาดและโมหะ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น สำรอกแล้ว กำจัดแล้ว ละเสียแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและ โมหะอันกำจัดแล้ว. [๗๔๗] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความหวัง ในอุเทศว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง ดังนี้. คำว่า ในโลกทั้งปวง คือ ในอบายโลกทั้งปวง ในมนุษยโลก ทั้งปวง ในเทวโลกทั้งปวง ในขันธโลกทั้งปวง ในธาตุโลกทั้งปวง ใน อายตนโลกทั้งปวง.
หน้า 582 ข้อ 748, 749
คำว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง ความว่า เป็นผู้ไม่มี ความหวัง คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหา เป็นผู้ไม่มีความกระหายในโลกทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง พึงเที่ยวไป เหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าว ว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่โลภ ไม่โกหก ไม่ ระหาย ไม่มีความลบหลู่ มีบาปธรรมดังรสฝาดและ โมหะอันกำจัดแล้ว ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๔๘] พึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน ธรรมอันไม่เสมอ ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้ ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๔๙] สหายชั่ว ในอุเทศว่า ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ ดังนี้ ที่บัณฑิตกล่าวไว้ว่า สหายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐๑ ว่า ทานที่ ให้แล้วไม่มีผล ๑ ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ๑ ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและ ทำชั่วไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี ๑ บิดาไม่มี ๑ โอปปาติกสัตว์ คือเหล่าสัตว์ที่ผุดขึ้นเกิดไม่มี ๑ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำให้เเจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศ ให้ทราบ ไม่มีในโลก ๑ ดังนี้ สหายนี้ชื่อว่า สหายชั่ว. ๑. บาลีมีเพียง ๙ ข้อ ขาด นตฺถิ หุตํ = การเซ่นสรวงไม่มีผล.
หน้า 583 ข้อ 750, 751
คำว่า พึงละเว้นสหายชั่ว ความว่า พึงละ พึงเว้น พึงหลีกเลี่ยง สหายชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงละเว้นสหายชั่ว. [๗๕๐] สหายผู้ไม่เห็นประโยชน์ ในอุเทศว่า อนตฺถทสฺสี วิสเม นิวิฏฺํ ดังนี้ ที่บัณฑิตกล่าวไว้ว่า สหายผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐ ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯ ล ฯ สมณ- พราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยความรู้ ยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ไม่มีในโลก ดังนี้ สหายนี้ ชื่อว่าผู้ไม่เห็น ประโยชน์. คำว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่เสมอ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในกายกรรม อันไม่เสมอ ในวจีกรรมอันไม่เสมอ ในมโนกรรมอันไม่เสมอ ใน ปาณาติบาตอันไม่เสมอ ในอทินนาทานอันไม่เสมอ ในกาเมสุมิจฉาจาร อันไม่เสมอ ในมุสาวาทอันไม่เสมอ ในปิสุณาวาจาอันไม่เสมอ ใน ผรุสวาจาอันไม่เสมอ ในสัมผัปปลาปอันไม่เสมอ ในอภิชฌาอันไม่เสมอ ในพยาบาทอันไม่เสมอ ในมิจฉาทิฏฐิอันไม่เสมอ ในสังขารอันไม่เสมอ ผู้ตั้งอยู่ ข้องอยู่ แอบอยู่ เข้าถึงอยู่ ติดใจ น้อมใจไปในเบญจกามคุณ อันไม่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม อันไม่เสมอ. [๗๕๑] คำว่า ผู้ขวนขวาย ในอุเทศว่า สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ ดังนี้ ความว่า ผู้ใดย่อมแสวงหา เสาะหา ค้นหากาม เป็นผู้ พระพฤติอยู่ในกาม มักมากอยู่ในกาม หนักอยู่ในกาม เอนไปในกาม โอนไปในกาม อ่อนไปในกาม น้อมใจไปในกาม มุ่งกามเป็นใหญ่ แม้ ผู้นั้นชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม ผู้ใดเสาะหารูป ได้รูป บริโภครูป ด้วย
หน้า 584 ข้อ 751
สามารถตัณหา เป็นผู้ประพฤติอยู่ในรูป มักมากในรูป หนักอยู่ในรูป เอนไปในรูป โอนไปในรูป อ่อนไปในรูป น้อมใจไปในรูป มุ่งรูป เป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม ผู้ใดเสาะหาเสียง.. . ผู้ใด เสาะหากลิ่น... ผู้ใดเสาะหารส ... ผู้ใดเสาะหาโผฏฐัพพะ ได้โผฏฐัพพะ บริโภคโผฏฐัพพะด้วยสามารถตัณหา เป็นผู้ประพฤติอยู่ในโผฏฐัพพะ มักมากในโผฏฐัพพะ หนักอยู่ในโผฏฐัพพะ เอนไปในโผฏฐัพพะ โอน ไปในโผฏฐัพพะ อ่อนไปในโผฏฐัพพะ น้อมใจไปในโผฏฐัพพะ มุ่ง โผฏฐัพพะเป็นใหญ่ แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าผู้ขวนขวายในกาม. พึงกล่าวความประมาท ในคำว่า ปมตฺตํ ดังต่อไปนี้ ความปล่อย จิตไป ความตามเพิ่มการปล่อยจิตไป ในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือความทำโดยไม่เอื้อเฟื้อ ความ ไม่ทำเนือง ๆ ความทำหยุด ๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่เสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความ ไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนือง ๆ ในการบำเพ็ญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ความประมาท กิริยาที่ประมาท ความเป็นผู้ประมาท เห็นปานนี้ ท่าน กล่าวว่า ความประมาท. คำว่า ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้ประมาทด้วยตนเอง ความว่า ไม่ควรเสพ ไม่ควรอาศัยเสพ ไม่ควรร่วมเสพ ไม่ควรซ่องเสพ ไม่ควรเอื้อเฟื้อประพฤติ ไม่ควรเต็มใจประพฤติ ไม่ควรสมาทานประพฤติ กะคนผู้ขวนขวายและคนประมาท เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ควรเสพคน ผู้ขวนขวายและคนผู้ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า
หน้า 585 ข้อ 752, 753, 754
พึงละเว้นสหายชั่ว ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน ธรรมอันไม่เสมอ ไม่ควรเสพคนผู้ขวนขวายและคนผู้ ประมาทด้วยตนเอง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๕๒] ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มี ปฏิภาณ รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว กำจัดความสงสัย เสียพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๕๓] คำว่า ผู้เป็นพหูสูต ในอุเทศว่า พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ ดังนี้ ความว่า เป็นผู้ได้สดับมาก เป็นผู้ทรงธรรมที่ได้สดับมา แล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งาม ในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศ พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น เป็นธรรมที่มิตร นั้นสดับมาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ. คำว่า ธมฺมธรํ ความว่า ผู้ทรงธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ. คำว่า ควรคบมิตรเป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ความว่า ควรคบ ควรเสพ ควรเข้าไปเสพ ควรร่วมเสพ ควรช่องเสพ ซึ่งมิตรผู้เป็น พหูสูตและผู้ทรงธรรม. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม. [๗๕๔] มิตรผู้ยิ่งด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในอุเทศว่า มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ ดังนี้.
หน้า 586 ข้อ 754
บุคคลผู้มีปฏิภาณ ในคำว่า ปฏิภาณเวนฺตํ นี้ มี ๓ ประเภท คือ ผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริยัติ ๑ ผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริปุจฉา ๑ ผู้มี ปฏิภาณโดยการบรรลุ ๑. บุคคลผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริยัติเป็นไฉน บุคคลบางคนใน โลกนี้ เล่าเรียนพระพุทธพจน์ คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ พระพุทธวจนะย่อม แจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้น เพราะอาศัยเล่าเรียน บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณ เพราะอาศัยปริยัติ. บุคคลผู้มีปฏิภาณเพราะอาศัยปริปุจฉาเป็นไฉน บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้ได้ถามในอรหัตผล ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ในอนิจจตา- ทิลักษณะ ในเหตุ ในฐานะและอฐานะ พระพุทธพจน์ย่อมแจ่มแจ้งแก่ บุคคลนั้น เพราะอาศัยการไต่ถาม บุคคลนี้ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณเพราะ อาศัยปริปุจฉา. บุคคลผู้มีปฏิภาณโดยการบรรลุเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้บรรลุสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ บุคคลนั้นรู้อรรถ รู้ธรรม รู้นิรุติ เมื่อรู้ อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้นิรุติ นิรุติ ก็แจ่มแจ้ง ญาณในปฏิสัมภิทา ๓ ประการนี้ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยปฏิภาณปฏิสัมภิทานี้ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่ามีปฏิภาณ ผู้ใดไม่มีปริยัติ ไม่มีปริปุจฉา
หน้า 587 ข้อ 755, 756, 757
ไม่มีอธิคม บทธรรมอะไรจักแจ่มแจ้งแก่บุคคลนั้นเล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ซึ่งมิตรมีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ. [๗๕๕] คำว่า รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว พึงกำจัดความ สงสัยเสีย ความว่า รู้ทั่วถึง รู้ยิ่ง ทราบ เทียบเคียง พิจารณาให้ แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายภพ พึงกำจัด พึงปราบ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความสงสัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว พึงกำจัดความสงสัย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า ควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มี ปฏิภาณ รู้จักประโยชน์ทั้งหลายแล้ว กำจัดความสงสัย เสีย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๕๖] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความพอใจซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก ไม่อาลัย เว้นจากฐานะ แห่งเครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๕๗] ชื่อว่า การเล่น ในอุเทศว่า ขิฑฺฑา รตี กามสุขญฺจ โลเก ดังนี้ ได้เเก่การเล่น ๒ อย่าง คือ การเล่นทางกาย ๑ การเล่น ทางวาจา ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าการเล่นทางกาย ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า การเล่น ทางวาจา.
หน้า 588 ข้อ 758, 759
คำว่า ความยินดี นี้ เป็นเครื่องกล่าวถึงความเป็นผู้ไม่กระสัน. คำว่า กามสุข ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะพึง รู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวน ให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้แล. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สุขโสมนัสใดแล อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้เกิดขึ้น สุขโสมนัส นี้เราเรียกว่า กามสุข เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามสุข. คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า. . . ความเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก. [๗๕๘] คำว่า ไม่ทำความพอใจ ไม่อาลัย ความว่า ไม่ทำ ความพอใจ ซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก เป็นผู้ไม่มี ความอาลัย คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำความพอใจ ไม่อาลัย. [๗๕๙] ชื่อว่า เครื่องประดับ ในอุเทศว่า วิภูสนฏฺานา วิรโต สจฺจวาที ดังนี้ ได้แก่เครื่องประดับ ๒ อย่าง คือ เครื่องประดับของ คฤหัสถ์อย่างหนึ่ง เครื่องประดับของบรรพชิตอย่างหนึ่ง. เครื่องประดับของคฤหัสถ์เป็นไฉน ผม หนวด ดอกไม้ ของ หอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประดับ เครื่องแต่งตัว ผ้า เครื่องประดับ ศีรษะ ผ้าโพก เครื่องอบ เครื่องนวด เครื่องอาบน้ำ เครื่องตัด
หน้า 589 ข้อ 759
กระจกเงา เครื่องหยอดตา ดอกไม้ เครื่องไล้ทา เครื่องทาปาก เครื่อง ผัดหน้า เครื่องผูกข้อมือ เครื่องผูกมวยผม ไม้เท้า กล้องยา ดาบ ร่ม รองเท้า กรอบหน้า พัดขนสัตว์ ผ้าขาว ผ้ามีชายยาว เครื่องประดับ ดังกล่าวมานี้ เป็นเครื่องประดับของคฤหัสถ์. เครื่องประดับของบรรพชิตเป็นไฉน การประดับจีวร การประดับ บาตร การประดับเสนาสนะ การประดับ การตกแต่ง การเล่น การ เล่นรอบ ความกำหนัด ความพลิกแพลง ความเป็นผู้พลิกแพลง ซึ่ง กายอันเปื่อยเน่านี้ หรือซึ่งบริขารอันเป็นภายนอก การประดับนี้ เป็น การประดับของบรรพชิต. คำว่า เป็นผู้พูดจริง ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็น ผู้พูดจริง เชื่อมคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่กล่าวให้ เคลื่อนคลาดแก่โลก เว้นทั่ว งดเว้น ออกไป สลัดออกไป หลุดพ้น พรากออกไป จากฐานะแห่งเครื่องประดับ มีใจปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เว้นแล้วจากฐานะแห่งเครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความพอใจซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก ไม่อาลัย เว้นจากฐานะ แห่งเครื่องประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 590 ข้อ 760, 761, 762, 763
[๗๖๐] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละบุตร ทาระ บิดา มารดา ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามส่วน พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๖๑] บุตร ในคำว่า ปุตฺตํ ในอุเทศว่า ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ ดังนี้ มี ๔ คือ บุตรที่เกิดแต่ตน ๑ บุตรที่เกิดในเขต ๑ บุตร ที่เขาให้ ๑ บุตรที่อยู่ในสำนัก ๑ ภรรยาท่านกล่าวว่า ทาระ บุรุษผู้ให้ บุตรเกิดชื่อว่าบิดา สตรีผู้ให้บุตรเกิดชื่อว่ามารดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุตร ทาระ บิดา มารดา. [๗๖๒] แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้ว- ประพาฬ เงิน ทอง แก้วทับทิม แก้วลาย ท่านกล่าวว่า ทรัพย์ ใน อุเทศว่า ธนานิ ธญฺานิ จ พนฺธวานิ ดังนี้. ของที่กินก่อน ของที่กิน ทีหลัง ท่านกล่าวว่า ธัญชาติ. ข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ลูกเดือย หญ้ากับแก้ ชื่อว่าของที่กินก่อน เครื่องแกงชื่อว่าของที่กินทีหลัง. พวกพ้อง ในคำว่า พนฺธวานิ มี ๔ จำพวก คือ พวกพ้องโดยเป็น ญาติ ๑ พวกพ้องโดยโคตร ๑ พวกพ้องโดยความเป็นมิตร ๑ พวกพ้อง เนื่องด้วยศิลป ๑ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง. [๗๖๓] ชื่อว่า กาม ในอุเทศว่า หิตฺวาน กามานิ ยโถธกานิ ดังนี้ โดยหัวข้อได้แก่กาม ๒ อย่าง คือวัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯ ล ฯ เหล่านั้นท่านกล่าวว่าวัตถุกาม ฯ ล ฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่ากิเลสกาม. คำว่า ละกามทั้งหลาย ความว่า กำหนดรู้วัตถุกามแล้ว ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งกิเลสกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกามทั้งหลาย.
หน้า 591 ข้อ 764, 765
คำว่า ตามส่วน ความว่า ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ ละได้แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละ ได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้ แล้วด้วยอนาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้แล้ว ด้วยอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละแล้วซึ่งกามทั้งหลายตามส่วน พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละบุตร ทาระ บิดา มารดา ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามส่วน พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๖๔] กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย มีความยินดี น้อย มีทุกข์มาก บุคคลผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดังฝี ดังนี้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๖๕] คำว่า เครื่องข้องก็ดี ว่าเปิดก็ดี ว่าเหยื่อก็ดี ว่า เกี่ยวข้องก็ดี ว่าพัวพันก็ดี นี้เป็นชื่อแห่งเบญจกามคุณ ในอุเทศว่า สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ ดังนี้. คำว่า กามนี้มีความสุขน้อย ความว่า สมจริงตามพระพุทธพจน์ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการ นี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยคา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่จะ พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน
หน้า 592 ข้อ 766, 767
ชวนให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้แล ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สุขโสมนัสใดแล อาศัยกามคุณ ๕ ประการนี้เกิดขึ้น สุข โสมนัสนั้นแลเรากล่าวว่า กามสุข กามสุขนี้มีน้อย กามสุขนี้เลว กามสุข นี้ลามก กามสุขนี้ให้เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กามนี้เป็นเครื่อง ข้อง มีความสุขน้อย. [๗๖๖] คำว่า กามนี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ความว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มี ความคับแค้นมาก มีโทษมาก กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนโครงกระดูก กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือน ชิ้นเนื้อ กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนคบเพลิง กาม ทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนหลุมถ่านเพลิง กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนความฝัน กามทั้งหลายพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนของที่ยืมเขามา กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า เหมือนผลไม้ กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือน คาบและสุนัขไล่เนื้อ กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนหอก และหลาว กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เหมือนศีรษะงูเห่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กาม นี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก. [๗๖๗] คำว่า ดังฝีก็ดี ว่าเบ็ดก็ดี ว่าเหยื่อก็ดี ว่าความข้อง ก็ดี ว่าความกังวลก็ดี เป็นชื่อของเบญจกามคุณ ในอุเทศว่า คณฺโฑ เอโส อิติ ตฺวา มติมา ดังนี้. บทว่า อิติ เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวข้อง เป็นบทบริบูรณ์
หน้า 593 ข้อ 768, 769
เป็นที่ประชุมแห่งอักขระ เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ. บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า บุคคลผู้มีปัญญารู้แล้วว่า กามนี้เป็นดังฝี ความว่า บุคคล ผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต มีความรู้ มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส รู้แล้ว คือ เทียบเคียงพิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำ ให้ปรากฏว่า กามนี้เป็นดังฝี เป็นเบ็ด เป็นเหยื่อ เป็นความข้อง เป็น ความกังวล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีปัญญารู้แล้วว่า กามนี้เป็น ดังฝี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย มีความยินดี น้อย มีทุกข์มาก บุคคลผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดังฝี ดังนี้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๖๘] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้ง- หลาย เหมือนปลาทำลายข่าย และเหมือนไฟที่ไหม้ลาม ไปมิได้กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๖๙] สังโยชน์ ในอุเทศว่า สนฺทาลยิตฺวาน สญฺโชนานิ ดังนี้ มี ๑๐ ประการ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ ทิฏฐิสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ภวราค- สังโยชน์ อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์. คำว่า ทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ความว่า ทำลาย ทำลาย
หน้า 594 ข้อ 770, 771
พร้อม ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งสังโยชน์ ๑๐ ประการ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย. [๗๗๐] ข่ายที่ทำด้วยด้าย ท่านกล่าวว่า ข่าย ในอุเทศว่า ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารี ดังนี้ . น้ำท่านกล่าวว่า สลิละ. ปลาท่านกล่าวว่า อัมพุจารี สัตว์เที่ยวอยู่ในน้ำ. ปลาทำลาย ฉีก แหวกข่ายขาดลอดออก แล้ว เที่ยวว่าแหวกไป รักษา บำรุง เยียวยา. ข่ายมี ๒ ชนิด คือ ข่ายคือตัณหา ๑ ข่ายคือทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ข่ายคือตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ข่ายคือทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธ- เจ้านั้นละข่ายคือตัณหา สละคืนข่ายทิฏฐิเสียแล้ว เหมือนปลาทำลายข่าย ฉะนั้น เพราะเป็นผู้ละข่ายคือตัณหา สละคืนข่ายคือทิฏฐิเสียแล้ว พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ข้อง ไม่ติด ไม่พัวพันในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ ธรรมารมณ์ที่ จะพึงรู้แจ้ง เป็นผู้ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจอันทำ ไม่ให้มีเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนปลาทำลายข่ายฉะนั้น. [๗๗๑] คำว่า เหมือนไฟไหม้ลามไปมิได้กลับมา ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละได้ แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละ ได้แล้วด้วยสกทาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ ละแล้วด้วยอนาคามิมรรค ไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสที่ละ ได้แล้วด้วยอรหัตมรรค เหมือนไฟไหม้เชื้อหญ้าและไม้ลามไปมิได้กลับมา ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนไฟไหม้ลามไปมิได้กลับมา พึง
หน้า 595 ข้อ 772, 773
เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธ- เจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทำลายแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้ง- หลาย เหมือนปลาทำลายข่าย และเหมือนไฟที่ไหม้ลาม ไปมิได้กลับมา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๗๒] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีจักษุอันทอดลง ไม่ เหลวไหลเพราะเท้า คุ้มครองอินทรีย์ มีใจอันรักษาแล้ว กิเลสมิได้ชุ่ม ไฟกิเลสมิได้เผา พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๗๓] พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาท- โลโล ดังนี้ ภิกษุเป็นผู้ไม่สำรวมจักษุอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ด้วยความดำริว่า เราจะดูรูปที่ไม่เคยดู จะผ่านเลยรูปที่เคยดูแล้ว จึงออก จากอารามนี้ไปยังอารามโน้น จากสวนนี้ไปยังสวนโน้น จากบ้านนี้ไปยัง บ้านโน้น จากนิคมนี้ไปยังนิคมโน้น จากนครนี้ไปยังนครโน้น จากรัฐนี้ ไปยังรัฐโน้น จากชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น เป็นผู้ขวนขวายความเที่ยว นาน เที่ยวไปไม่หยุด เพื่อจะดูรูป ภิกษุเป็นผู้ไม่สำรวมจักษุอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน ไม่ สำรวม เดินดูกองทัพช้าง ดูกองทัพม้า ดูกองทัพรถ ดูกองทัพเดินเท้า ดูพวกกุมาร ดูพวกกุมารี ดูพวกสตรี ดูพวกบุรุษ ดูร้านตลาด ดู
หน้า 596 ข้อ 773
ประตูบ้าน ดูข้างบน ดูข้างล่าง ดูทิศใหญ่ทิศน้อย เดินไป ภิกษุเป็นผู้ ไม่สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ถือนิมิต ถืออนุพยัญชนะ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้ อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุเป็นผู้ไม่สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง เหมือนท่านสมณพราหมณ์บางจำพวก ฉันโภชนะที่ เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เป็นผู้ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็น ปานนี้ คือการฟ้อน การขับร้อง การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย เพลงปรบมือ การเล่นปลุกฝี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้าน เมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไต่ราว การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัด กระบวนทัพ กองทัพ ภิกษุเป็นผู้ไม่สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนนเป็นผู้ สำรวม ไม่ดูกองทัพช้าง ไม่ดูกองทัพม้า ไม่ดูกองทัพรถ ไม่ดูกองทัพ เดินเท้า ไม่ดูพวกกุมาร ไม่ดูพวกกุมารี ไม่ดูพวกสตรี ไม่ดูพวกบุรุษ ไม่ดูร้านตลาด ไม่ดูประตูบ้าน ไม่ดูข้างบน ไม่ดูข้างล่าง ไม่ดูทิศใหญ่ ทิศน้อย เดินไป ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้ เหลวไหลเพราะจักษุ ไม่ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะจักษุ ด้วยความไม่ดำริว่า เราจะดูรูปที่ไม่เคยดู จะผ่านเลยรูปที่เคยดูแล้ว ไม่
หน้า 597 ข้อ 773
ออกจากอารามนี้ไปยังอารามโน้น ไม่จากสวนนี้ไปยังสวนโน้น ไม่จาก บ้านนี้ไปยังบ้านโน้น ไม่จากนิคมนี้ไปยังนิคมโน้น ไม่จากนครนี้ไปยัง นครโน้น ไม่จากรัฐนี้ไปยังรัฐโน้น ไม่จากชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น ไม่ขวนขวายการเที่ยวนาน เที่ยวไม่หยุด เพื่อจะดูรูป ภิกษุเป็นผู้สำรวม จักษุอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิ ไม่ถืออนุ- พยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็น เหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษา จักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุแม้ อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง เหมือนท่านสมณพราหมณ์บางจำพวก ฉัน โภชนะ ที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เป็นผู้ไม่ขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่ กุศลธรรมเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับ การประโคม ฯ ล ฯ การ ดูกองทัพ ภิกษุเป็นผู้งดเว้น จากการขวนขวายดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่ กุศลธรรมเห็นปานนี้ ภิกษุเป็นผู้สำรวมจักษุแม้อย่างนี้. พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศว่า ไม่เหลวไหลเพราะเท้า ดังต่อไปนี้ ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าอย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ เหลวไหลเพราะเท้า ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า ออก จากอารามนี้ไปยังอารามโน้น ... จากชนบทนี้ไปยังชนบทโน้น เป็นผู้ ขวนขวยการเที่ยวไปนาน เที่ยวไปไม่หยุด ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะ เท้าแม้อย่างนี้.
หน้า 598 ข้อ 773
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะ เท้า ภายในสังฆาราม ฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบ มิใช่เพราะเหตุแห่งประโยชน์ มิใช่เพราะเหตุที่ถูกใช้ ออกจากบริเวณนี้ไปยังบริเวณโน้น จากวิหารนี้ ไปยังวิหารโน้น จากเพิงนี้ไปยังเพิงโน้น จากปราสาทนี้ไปยังปราสาท โน้น จากเรือนโล้นหลังนี้ไปยังเรือนโล้นหลังโน้น จากถ้ำนี้ไปยังถ้ำโน้น จากที่เร้นนี้ไปยังที่เร้นโน้น จากกระท่อมนี้ไปยังกระท่อมโน้น จากเรือน ยอดหลังนี้ไปยังเรือนยอดหลังโน้น จากป้อมนี้ไปยังป้อมโน้น จากโรงนี้ ไปยังโรงโน้น จากที่พักแห่งนี้ไปยังที่พักแห่งโน้น จากโรงเก็บของแห่งนี้ ไปยังโรงเก็บของแห่งโน้น จากโรงฉันแห่งนี้ไปยังโรงฉันแห่งโน้น จาก มณฑปแห่งนี้ไปยังมณฑปแห่งโน้น จากโคนไม้ต้นนี้ไปยังโคนไม้ต้นโน้น ในสถานที่ที่ภิกษุนั่งกันอยู่หรือกำลังเดินไป มีรูปเดียวก็รวมเป็นรูปที่สอง มีสองรูปก็เป็นรูปที่สาม หรือมีสามรูปก็เป็นรูปที่สี่ ย่อมพูดคำเพ้อเจ้อ มากในที่นั้น คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร ฯ ล ฯ เรื่องความเจริญ ความเสื่อม ภิกษุเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้าแม้อย่างนี้. คำว่า ไม่เหลวไหลเพราะเท้า ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น เป็นผู้เว้น เว้นขาด ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความเป็นผู้เหลวไหลเพราะเท้า มีจิตอันทำไม่ให้มีเขตแดนอยู่ ชอบ ในความสงัด ยินดีในความสงัด ประกอบในความสงบจิต ณ ภายใน เนือง ๆ มีฌานมิได้ห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร เพ่งฌาน ยินดีในฌาน หมั่นประกอบเอกีภาพ หนักอยู่ในประโยชน์ตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้สำรวมจักษุและไม่เหลวไหลเพราะเท้า.
หน้า 599 ข้อ 774, 775
[๗๗๔] คำว่า เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ ความว่า พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้น เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศล ธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ย่อมรักษาจักขุนทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรส ด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือ นิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่ สำรวมแล้ว พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัส ครอบงำได้ ย่อมรักษามนินทรีย์ ย่อมถึงความสำรวมในมนินทรีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์. คำว่า มีใจอันรักษาแล้ว ความว่า มีใจคุ้มครองแล้ว คือ มีจิต รักษาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีใจอัน รักษาแล้ว. [๗๗๕] คำว่า กิเลสมิได้ชุ่ม ในอุเทศว่า อนวสฺสุโต อปริฑยฺห- มาโน ดังนี้ ความว่า สมจริงตามเถรภาษิตที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราจักแสดงอวัสสุตปริยาสูตรและ อนวัสสุตปริยายสูตรแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลา จงพึงเทศนานั้น จงใส่ ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า อย่างนั้นท่านผู้มีอายุ ดังนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้อันกิเลสชุ่มแล้วอย่างไร ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อม ยินดีในรูปที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ
หน้า 600 ข้อ 775
มีธรรมในใจน้อย และภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้น แล้วแก่เธอ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกาย รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมยินดีในธรรมารมณ์ ที่น่ารัก ย่อมยินร้ายในธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีธรรมในใจน้อย และภิกษุนั้นย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้น แล้วแก่เธอ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่า ผู้อันกิเลส ชุ่มแล้ว ในรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา ในเสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯ ล ฯ ในธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้าแม้มารเข้า มาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ได้ช่องได้ปัจจัย ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้น ทางหู ฯ ล ฯ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางใจ มารก็ได้ช่องได้ปัจจัย. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนที่ทำด้วยไม้อ้อ หรือเรือน ที่ทำด้วยหญ้าแห้งเกราะ ฝนรั่วรดได้ ถ้าแม้บุรุษเอาคบหญ้าที่ติดไฟ แล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็ได้ช่องได้ปัจจัย ถ้าแม้บุรุษ เอาคบหญ้าที่ติดไฟแล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ ทางทิศใต้ ทางเบื้องหลัง ทางเบื้องบน แม้ทางทิศไหน ๆ ไฟก็ได้ช่อง ได้ปัจจัย ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ได้ช่อง ได้ปัจจัย ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้นทางหู ฯ ล ฯ ถ้าแม้มารเข้ามาหา ภิกษุนั้นทางใจ มารก็ได้ช่องได้ปัจจัย.
หน้า 601 ข้อ 775
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ รูปย่อมครอบงำ ได้ ภิกษุครอบงำรูปไม่ได้ เสียงครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำเสียงไม่ได้ กลิ่นครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำกลิ่นไม่ได้ รสครอบงำภิกษุได้ ภิกษุ ครอบงำรสไม่ได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำโผฏฐัพพะ ไม่ได้ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ไม่ได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่า ถูกรูปครอบงำ ถูก เสียงครอบงำ ถูกกลิ่นครอบงำ ถูกรสครอบงำ ถูกโผฏฐัพพะครอบงำ ถูกกิเลสเหล่านั้นครอบงำ ภิกษุเหล่านั้นไม่ครอบงำอกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีทุกข์ เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อันกิเลสชุ่มแล้วอย่างนี้แล. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้อันกิเลสไม่ชุ่มแล้วอย่างไร ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ยินดีในรูปที่น่ารัก ไม่ยินร้ายในรูปที่ไม่น่ารัก ตั้งมั่นกายคตาสติ มีใจ ประกอบด้วยธรรมหาประมาณมิได้ และภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็น จริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรม อันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฟังเสียงด้วยหู ฯ ล ฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ ด้วยใจแล้ว ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ตั้งมั่นกายคตาสติ มีใจ ประกอบด้วยธรรมอันหาประมาณมิได้ และภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความ เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศล ธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้
หน้า 602 ข้อ 775
ท่านกล่าวว่า ไม่ถูกกิเลสชุ่มแล้ว ในรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา ในเสียงที่ จะรู้พึงแจ้งด้วยหู ฯ ล ฯ ในธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้าแม้มารเข้า มาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุ นั้นทางหู มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ฯ ล ฯ ถ้าแม้มารเข้ามาหาภิกษุนั้น ทางใจ มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบ เหมือนกูฏาคารศาลา หรือสันถาคารศาลา มีดินหนา มีเครื่องฉาบทาอัน เปียก ถึงแม้บุรุษจะเอาคบหญ้าที่ติดไฟโชนแล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศ ตะวันออก ไฟก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ถึงแม้บุรุษจะเอาคบหญ้าที่ติดไฟ โชนแล้วเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ ทางทิศใต้ ทางเบื้องหลัง ทางเบื้องบน ถึงแม้โดยทางไหน ๆ ไฟก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ ปัจจัย ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ก็ ฉันนั้นเหมือนกันแล ถึงแม้มารจะเข้ามาหาภิกษุนั้นทางตา มารก็ไม่ได้ช่อง ไม่ได้ปัจจัย ถึงแม้มารจะเข้ามาหาภิกษุนั้นทางหู ฯ ล ฯ ถึงแม้มารจะเข้า มาหาภิกษุนั้นทางใจ มารก็ไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ รูปย่อมครอบงำไม่ได้ ภิกษุครอบงำ รูปได้ เสียงครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำเสียงได้ กลิ่นครอบงำภิกษุ ไม่ได้ ภิกษุครอบงำกลิ่นได้ รสครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำรสได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำโผฏฐัพพะได้ ธรรมารมณ์ ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ได้. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่า ครอบงำรูป ครอบงำเสียง ครอบงำกลิ่น ครอบงำรส ครอบงำโผฏฐัพพะ ครอบงำ
หน้า 603 ข้อ 776, 777
ธรรมารมณ์ กิเลสเหล่านั้น ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำอกุศลธรรม อันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวน กระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่ถูกกิเลสชุ่มแล้วอย่างนี้แล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้อันกิเลสไม่ชุ่มแล้ว. คำว่า ไฟกิเลสไม่เผา ความว่า ผู้อันไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ไม่แผดเผา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้อันกิเลสไม่ชุ่มแล้ว ไฟกิเลสไม่เผา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีจักษุอันทอดลง ไม่ เหลวไหลเพราะเท้า คุ้มครองอินทรีย์ มีใจอันรักษาแล้ว กิเลสมิได้ชุ่ม ไฟกิเลสมิได้เผา พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๗๗๖] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของ คฤหัสถ์ ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช เหมือนต้น ปาริฉัตตกะมีใบทึบ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๗๗] ผมและหนวด ฯ ล ฯ ผ้ามีชายยาว ท่านกล่าวว่า เครื่อง หมายของคฤหัสถ์ ในอุเทศว่า โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ ดังนี้. คำว่า นำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์ ความว่า ปลงลง แล้ว คือ ละทิ้ง ระงับแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น
หน้า 604 ข้อ 778, 779, 780
จึงชื่อว่า นำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของคฤหัสถ์. [๗๗๘] คำว่า เหมือนต้นปาริฉัตตกะมีใบทึบ ความว่า พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ทรงบาตรและจีวรครบ เหมือนต้นปาริฉัตตกะ คือ ต้นทองหลางมีใบหนา มีร่มเงาชิด ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนต้นปาริฉัตตกะมีใบทึบ. [๗๗๙] คำว่า ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช ความว่า พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและ ภรรยา ตัดกังวลในญาติ ตัดกังวลในความสั่งสม ปลงผมและหนวดแล้ว ครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความเป็นผู้ไม้มีกังวล เป็นผู้เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ดำเนิน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าว ว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านำลงแล้วซึ่งเครื่องหมายของ คฤหัสถ์ ครองผ้าย้อมน้ำฝาคออกบวช เหมือนต้น ปาริฉัตตกะมีใบทึบ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๘๐] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่ทำความติดใจในรสทั้ง- หลาย ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้เหลวไหล ไม่เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวไปตามลำดับตรอก มีจิตไม่พัวพันในสกุล พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 605 ข้อ 781
[๗๘๑] คำว่า ในรสทั้งหลาย ในอุเทศว่า รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล ดังนี้ คือ รสที่ราก รสที่ต้น รสที่เปลือก รสที่ใบ รสที่ดอก รสที่ผล รสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ดร้อน รสเค็ม รสปร่า รสเฝื่อน รสฝาด รสอร่อย รสไม่อร่อย รสเย็น รสร้อน. สมณพราหมณ์ผู้ติดใจในรสมีอยู่ในโลก สมณพราหมณ์เหล่านั้น เที่ยวแสวงหารสด้วยปลายลิ้น ได้รสเปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสไม่เปรี้ยว ได้ รสไม่เปรี้ยวแล้วก็แสวงหารสเปรี้ยว ได้รสหวานแล้วก็แสวงหารสไม่หวาน ได้รสไม่หวานแล้วก็แสวงหารสหวาน ได้รสขมแล้วก็แสวงหารสไม่ขม ได้รสไม่ขมแล้วก็แสวงหารสขม ได้รสเผ็ดร้อนแล้วก็แสวงหารสไม่เผ็ด ร้อน ได้รสไม่เผ็ดร้อนแล้วก็แสวงหารสเผ็ดร้อน ได้รสเค็มแล้วก็แสวงหา รสไม่เค็ม ได้รสไม่เค็มแล้วก็แสวงหารสเค็ม ได้รสปร่าแล้วก็แสวงหารส ไม่ปร่า ได้รสไม่ปร่าแล้วก็แสวงหารสปร่า ได้รสเฝื่อนแล้วก็แสวงหารส ฝาด ได้รสฝาดแล้วก็แสวงหารสเฝื่อน ได้รสอร่อยแล้วก็แสวงหารสไม่ อร่อย ได้รสไม่อร่อยแล้วก็แสวงหารสอร่อย ได้รสเย็นแล้วก็แสวงหารส ร้อน ได้รสร้อนแล้วก็แสวงหารสเย็น สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้รสใด ๆ ก็ไม่ยินดีด้วยรสนั้น ๆ แสวงหารสอื่นต่อไป ย่อมเป็นผู้ยินดี ติดใจ ชอบใจ หลงใหล ซบเซา ข้อง เกี่ยวข้อง พัวพัน ในรสทั้งหลาย. ตัณหาในรสนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละได้แล้ว ตัดรากขาด แล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้ เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉัน
หน้า 606 ข้อ 781
เพื่อความมัวเมา ไม่ฉันเพื่อประดับ ไม่ฉันเพื่อตกแต่ง ฉันเพียงเพื่อให้ ร่างกายนี้ดำรงอยู่ เพื่อให้กายนี้เป็นไป เพื่อบำบัดความเบียดเบียน เพื่อ อนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยมนสิการว่า เราจะกำจัดทุกขเวทนาเก่า จักไม่ให้ทุกขเวทนาใหม่เกิดขึ้น จักเป็นไปได้สะดวก จักไม่มีโทษ จัก อยู่ผาสุก ด้วยการฉันอาหารเพียงกำหนดเท่านั้น คนทาแผลเพื่อประโยชน์ จะให้งอกเป็นกำหนดเท่านั้น หรือพวกเกวียนหยอดเพลาเกวียน เพื่อ ประโยชน์แก่การขนภาระออกเป็นกำหนดเท่านั้น หรือคนกินเนื้อบุตร เพื่อประโยชน์แก่จะออกจากทางกันดารเป็นกำหนดเท่านั้น ฉันใด พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาโดยอุบายแล้วจึงฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา... จักอยู่ผาสุก ด้วยการฉันอาหารเพียง กำหนดเท่านั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้งดเว้น เว้นขาด ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยตัณหาในรส มีจิตอันทำให้ ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำความติดใจในรส ทั้งหลาย. คำว่า ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้เหลวไหล ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า เป็นเหตุให้ โลเล หรือว่า เป็นเหตุให้เหลวไหล ตัณหาอันเป็นเหตุให้โลเลเหลวไหล นั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มี ที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงชื่อว่า ไม่มี ตัณหาอันเป็นเหตุให้เหลวไหล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำความติดใจ ในรสทั้งหลาย ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้เหลวไหล.
หน้า 607 ข้อ 782, 783
[๗๘๒] คำว่า ไม่เลี้ยงผู้อื่น ในอุเทศว่า อนญฺโปสี สปทาน- จารี ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เลี้ยงแต่ตนเท่านั้น มิได้ เลี้ยงผู้อื่น. เราเรียกบุคคลผู้ไม่เลี้ยงผู้อื่น ปรากฏอยู่ ตั้งมั่นคงดี แล้ว ในสารธรรม มีอาสวะสิ้นแล้ว คายโทษออกแล้ว นั้น ว่าเป็นพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่เลี้ยงผู้อื่น. คำว่า ผู้เที่ยวไปตามลำดับตรอก ความว่า เวลาเช้า พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นนุ่งสบงแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่บ้านหรือนิคมเพื่อ บิณฑบาต มีกายวาจาจิตอันรักษาแล้ว มีสติตั้งมั่น มีอินทรีย์อันสำรวม แล้ว สำรวมจักษุ ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ออกจากสกุลหนึ่งไปสู่สกุลหนึ่ง เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวไป ตามลำดับตรอก. [๗๘๓] คำว่า มีจิตไม่พัวพันในสกุล ความว่า ภิกษุเป็นผู้มีจิต พัวพัน ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำตั้งผู้อื่นไว้สูง มีจิต พัวพัน ๑ เป็นผู้ตั้งตนไว้สูงตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ มีจิตพัวพัน ๑. ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำตั้งผู้อื่นไว้สูง มีจิตพัวพันอย่างไร ภิกษุ กล่าวว่า ท่านทั้งหลายมีอุปการะแก่อาตมามาก อาตมาได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะอาศัยท่านทั้งหลาย คน อื่น ๆ อาศัยท่านทั้งหลาย เห็นแก่ท่านทั้งหลาย จึงสำคัญเพื่อจะให้หรือ เพื่อจะทำแก่อาตมา ชื่อและวงศ์สกุลของโยมมารดาโยมบิดาเก่าของอาตมา เสื่อมไปแล้ว อาตมาย่อมได้ว่า เราเป็นกุลุปกะของอุบาสกโน้น เราเป็น
หน้า 608 ข้อ 784
กุลุปกะของอุบาสิกาโน้น เพราะท่านทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้ต่ำ ตั้งผู้อันไว้สูง มีจิตพัวพันอย่างนี้. ภิกษุเป็นผู้ตั้งตนไว้สูงตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ มีจิตพัวพันอย่างไร ภิกษุ กล่าวว่า อาตมามีอุปการะมากแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอาศัยอาตมา จึงได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็น สรณะ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม การพูด เท็จ และการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อาตมาให้อุเทศ ให้ปริปุจฉา บอกอุโบสถ อธิษฐานนวกรรม แก่ท่าน ทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นดังนั้น ท่านทั้งหลายสละอาตมาแล้ว ย่อมสักการะ เคารพนับถือบูชาผู้อื่น ภิกษุเป็นผู้ตั้งคนไว้สูงตั้งผู้อื่นไว้ต่ำ มีจิตพัวพัน อย่างนี้. คำว่า มีจิตไม่พัวพันในสกุล ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีจิตไม่พัวพันด้วยความกังวลในสกุล คณะ อาวาส จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีจิตไม่ พัวพันในสกุล พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ทำความติดใจในรสทั้งหลาย ไม่มีตัณหาเป็นเหตุให้เหลวไหล ไม่เลี้ยงผู้อื่น เที่ยวไป ตามลำดับตรอก มีจิตไม่พัวพันในสกุล พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๘๔] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประ- การ สลัดเสียแล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง
หน้า 609 ข้อ 785, 786, 787
ของจิต อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย ตัดเสียแล้วซึ่ง ความรักและความชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๘๕] คำว่า ละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประการ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความ ไม่มีซึ่งกามฉันทนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจ- นิวรณ์ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละแล้วซึ่งเครื่องกั้น จิต ๕ ประการ. [๗๘๖] ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง (แต่ละอย่าง) ชื่อว่า เครื่องเศร้าหมองทั้งปวง ของจิต ในอุเทศว่า อุปกฺกิเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ ดังนี้. คำว่า สลัดเสียเเล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงของจิต ความว่า สลัด บรรเทา ละ กำจัด ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งกิเลส เครื่องเศร้าหมองทั้งปวงของจิต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สลัดเสียแล้วซึ่ง กิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงของจิต. [๗๘๗] นิสัย ในคำว่า ผู้อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ในอุเทศว่า อนิสฺสิโต เฉตฺวา เสฺนหโทสํ ดังนี้ มี ๒ อย่าง คือ ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐินิสัย ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าตัณหานิสัย ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าทิฏฐินิสัย. ชื่อว่า ความรัก ได้แก่ ความรัก ๒ อย่าง คือ ความรักด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความรักด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิ.
หน้า 610 ข้อ 787
ชื่อว่า ความชัง คือ ความปองร้อย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความโกรธตอบ ความเคือง ความเคืองทั่วไป ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่วไป ความชังเสมอแห่งจิต ความพยาบาทแห่งจิต ความ ประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้ พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความแค้นใจ ถึงน้ำตาไหล ความไม่พอใจ. คำว่า อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ตัดแล้วซึ่งความรักและความชัง ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตัด ตัดขาด ตัดขาดสิ้น บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ซึ่งความรักด้วยอำนาจตัณหา ความรักด้วยอำนาจทิฏฐิและความชัง อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัยตา ไม่อาศัย หู ฯ ล ฯ ไม่อาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง ไม่พัวพัน ไม่เข้าถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจไป ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจอันทำให้ปราศจากเขต แดนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ตัดแล้วซึ่งความ รักและความชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งเครื่องกั้นจิต ๕ ประ- การ สลัดเสียแล้วซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งปวง อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ตัดเสียแล้วซึ่งความรักและความ ชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 611 ข้อ 788, 789, 790
[๗๘๘] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละสุข ทุกข์ โสมนัส และ โทมนัสก่อน ๆ แล้ว ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจด วิเศษแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๘๙] คำว่า ละสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสก่อน ๆ แล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็น เหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละสุข ทุกข์ โสมนัส และ โทมนัสก่อน ๆ แล้ว. [๗๙๐] ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย กิริยาที่หยุดเฉย ความที่ จิตระงับ ความที่จิตเป็นกลาง ในจตุตถฌาน ชื่อว่า อุเบกขา ในอุเทศ ว่า ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ ดังนี้. ความตั้งอยู่ ความดำรงอยู่ ความหยุดอยู่ ความไม่ส่าย ความไม่ ฟุ้งแห่งจิต ความแน่วแน่ ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมา- สมาธิ ชื่อว่า สมถะ. อุเบกขาในจตุตถฌาน และสมถะเป็นความหมดจด เป็นความ หมดจดวิเศษ เป็นความขาวผ่อง ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ปราศจาก อุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ถึงความไม่ หวั่นไหว. คำว่า ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจดวิเศษ ความว่า ได้ ได้ แล้วซึ่งอุเบกขาในจตุตถฌานและสมถะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้อุเบกขา และสมถะอันหมดจดวิเศษ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะ- เหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า
หน้า 612 ข้อ 791, 792, 793
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละสุข ทุกข์ โสมนัส และ โทมนัสก่อน ๆ แล้ว ได้อุเบกขาและสมถะอันหมดจด วิเศษแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๙๑] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรารภความเพียร เพื่อถึง ปรมัตถประโยชน์ มีจิตมิได้ย่อหย่อน มีความประพฤติ ไม่เกียจคร้าน มีความพยายามมั่นคง เข้าถึงด้วยเรี่ยวแรง และกำลัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๗๙๒] อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ปรมัตถประโยชน์ ในอุเทศว่า อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา ดังนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ปรารภความเพียร เพื่อถึง คือเพื่อได้ เพื่อได้เฉพาะ เพื่อบรรลุ เพื่อถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งปรมัตถประโยชน์ มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อม แห่งกุศลธรรม ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารภ ความเพียรเพื่อถึงปรมัตถประโยชน์. [๗๙๓] คำว่า มีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภ ความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยัง ไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความ
หน้า 613 ข้อ 793
เจริญถึง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่ เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติ ไม่เกียจคร้าน ด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เนื้อ และเลือดจงเหือดแห้งไป จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เรายังไม่ได้บรรลุอิฐผล ที่การกบุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ แล้ว จักไม่หยุดความเพียรเลย พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ชื่อว่ามีจิตไม่ ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจักไม่ ทำลายบัลลังก์นี้ ตราบเท่าเวลาที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะ ไม่ถือมั่น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความ ประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประกองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจักไม่กิน จักไม่ดื่ม ไม่ออกจากวิหาร และจัก ไม่เอนข้างลงนอน เมื่อยังถอนลูกศรคือตัณหาไม่ได้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติ ไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจะไม่ลุก จากอาสนะนี้ ตราบเท่าเวลาที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความ ประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 614 ข้อ 793
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า เราจักไม่ลงจาก ที่จงกรมนี้ จักไม่ออกจากวิหารนี้ จักไม่ออกจากเพิงนี้ จักไม่ออกจาก ปราสาทนี้ จักไม่ออกจากเรือนโล้นนี้ จักไม่ออกจากถ้ำนี้ จักไม่ออกจาก ที่เร้นนี้ จักไม่ออกจากกระท่อมนี้ จักไม่ออกจากเรือนยอดนี้ จักไม่ออก จากแม่แคร่นี้ จักไม่ออกจากโรงนี้ จักไม่ออกจากที่พักนี้ จักไม่ออกจาก หอฉันนี้ จักไม่ออกจากมณฑปนี้ จักไม่ออกจากโคนไม้นี้ ตราบเท่า เวลาที่จิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า ในเช้าวันนี้ นี่แหละ เราจักนำมา จักนำมาด้วยดี จักบรรลุ จักถูกต้อง จักทำให้ แจ้งซึ่งอริยธรรม พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความพระพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประคองจิตตั้งจิตไว้ว่า ในเที่ยงวันนี้ นี่แหละ ในเย็นวันนี้นี่แหละ ในเวลาก่อนอาหารวันนี้นี่แหละ ในเวลา หลังอาหารวันนี้นี่แหละ ในยามต้นนี้แหละ ในยามกลางนี้แหละ ในยาม หลังนี้แหละ ในข้างแรมนี้แหละ ในข้างขึ้นนี้แหละ ในฤดูฝนนี้แหละ ในฤดูหนาวนี้แหละ ในฤดูร้อนนี้แหละ ในตอนวัยต้นนี้แหละ ในตอน วัยกลางนี้แหละ ในตอนวัยหลังนี้แหละ เราจักนำมา จักนำมาด้วยดี จักบรรลุ จักถูกต้อง จักทำให้แจ้งซึ่งอริยธรรม พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามีจิตไม่ย่อหย่อน มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน แม้ด้วยอาการ อย่างนี้.
หน้า 615 ข้อ 794, 795
[๗๙๔] คำว่า มีความพยายามมั่นคง ในอุเทศว่า ทฬฺหนิกฺ- กโม ถามพลูปปนฺโน ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มี สมาทานมั่น มีสมาทานแน่วแน่ในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต การแจกทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา ความเป็นผู้เกื้อกูล แก่สมณะ ความเป็นผู้เกื้อกูลแก่พราหมณ์ ความประพฤติอ่อนน้อมต่อ ผู้ใหญ่ในสกุล และในกุศลธรรมอื่น ๆ ที่ยิ่งขึ้นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความพยายามมั่นคง. คำว่า เข้าถึงด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง ความว่า พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วย เรี่ยวแรง กำลัง ความเพียร ความบากบั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความพยายามมั่นคง มีความเข้าถึงด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรารภความเพียร เพื่อถึง ปรมัตถประโยชน์ มีจิตมิได้ย่อหย่อน มีความประพฤติ มิได้เกียจคร้าน มีความพยายามมั่นคง เข้าถึงด้วย เรี่ยวแรงและกำลัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๙๕] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ละวิเวกและฌาน ประพฤติ ธรรมสมควร ในธรรมทั้งหลายเป็นนิตย์ พิจารณาเห็น
หน้า 616 ข้อ 796, 797
โทษในภพทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. [๗๙๖] คำว่า ไม่ละวิเวกและฌาน ความว่า พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ชอบวิเวก ยินดีใจวิเวก ประกอบความสงบจิต ณ ภายในเนือง ๆ ไม่ห่างจากฌาน ไม่ละฌาน คือ ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบพร้อม หมั่นประกอบ หมั่นประกอบพร้อม เพื่อความเกิดขึ้น แห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง จตุตถฌานที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงชื่อว่า ไม่ละฌานด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มาก ซึ่งปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้ว ทุติยฌานที่เกิดขึ้นแล้ว ตติยฌานที่เกิดขึ้นแล้ว หรือจตุตถฌานที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงชื่อว่า ไม่ละฌานแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ละวิเวกและฌาน. [๗๙๗] สติปัฏฐาน ๔ ฯ ล ฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวว่า ธรรม ในอุเทศว่า ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี ดังนี้. ธรรมอันสมควรเป็นไฉน ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความ เป็นผู้คุ้มกรองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ
หน้า 617 ข้อ 798
ความประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ เหล่านี้ท่าน กล่าวว่า ธรรมอันสมควร. คำว่า ประพฤติธรรมอันสมควรในธรรมทั้งหลายเป็นนิตย์ ความ ว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ประพฤติ ปฏิบัติ ดำเนิน เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ในธรรมทั้งหลาย ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือ ติดต่อเนือง ๆ ต่อลำดับ ไม่สับสน เนื่องกันกระทบกัน เหมือนระลอกน้ำเป็นคลื่น สืบต่อกระทบเนื่องกันไป ในเวลาก่อนอาหาร ในเวลาหลังอาหาร ใน ยามต้น ในยามกลาง ในยามหลัง ในข้างแรม ในข้างขึ้น ในฤดูฝน ในฤดูหนาว ในฤดูร้อน ในตอนวัยต้น ในตอนวัยกลาง ในตอนวัยหลัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพฤติธรรมอันสมควรในธรรมทั้งหลายตลอด กาลเป็นนิตย์. [๗๙๘] คำว่า พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย ความว่า พิจารณาเห็นโทษโนภพทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ละวิเวกและฌาน ประพฤติ ธรรมสมควรในธรรมทั้งหลายเป็นนิตย์ พิจารณาเห็น โทษในภพทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.
หน้า 618 ข้อ 799, 800, 801
[๗๙๙] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ ประมาท ไม่โง่เขลา มีสุตะ มีสติ มีธรรมอันนับพร้อม แล้ว มีธรรมอันแน่นอน มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น [๘๐๐] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพ- ตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต ดังนี้. คำว่า ปรารถนาความสิ้นตัณหา ความว่า ปรารถนา จำนง ประสงค์ซึ่งความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ ความสิ้นคติ ความสิ้นอุปบัติ ความสิ้นปฏิสนธิ ความสิ้นภพ ความสิ้นสงสาร ความ สิ้นวัฏฏะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารถนาความสิ้นตัณหา. คำว่า ไม่ประมาท ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ทำโดย เอื้อเฟื้อ ทำโดยติดต่อ ฯ ล ฯ ไม่ประมาทในกุศลธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท. [๘๐๑] คำว่า ไม่โง่เขลา ในอุเทศว่า อเนลมูโค สุตฺวา สติมา ดังนี้ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญา เป็นเครื่องรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่โง่เขลา. คำว่า มีสุตะ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นพหูสูต ทรง ไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมสุตะ คือ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น
หน้า 619 ข้อ 802
งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ประกาศ พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีสุตะ. คำว่า มีสติ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้มีสติ ประ- กอบด้วยสติรอบคอบอย่างยิ่ง ระลึกถึงกิจที่ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่โง่เขลา มีสุตะ มีสติ. [๘๐๒] ญาณ ปัญญา ความรู้ชัด ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความ เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า สังขาตธรรม ในอุเทศว่า สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา ดังนี้. คำว่า มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นั้น มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว มีธรรมอันรู้แล้ว มีธรรมอันเทียบเคียงแล้ว มีธรรมอันพิจารณาแล้ว มีธรรมอันเห็นแจ้งแล้ว มีธรรมแจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นพิจารณาขันธ์แล้ว พิจารณา ธาตุแล้ว พิจารณาอายตนะแล้ว พิจารณาคติแล้ว พิจารณาอุปบัติแล้ว พิจารณาปฏิสนธิแล้ว พิจารณาภพแล้ว พิจารณาสังขารแล้ว พิจารณา วัฏฏะแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าดังอยู่ในขันธ์เป็นที่สุด ในธาตุ เป็นที่สุด ในอายตนะเป็นที่สุด ในคติเป็นที่สุด ในอุปบัติเป็นที่สุด ในปฏิสนธิเป็นที่สุด ในภพเป็นที่สุด ในสงสารที่สุด ในวัฏฏะเป็น ที่สุด ในสังขารเป็นที่สุด ในภพเป็นที่สุด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทรงไว้ ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด.
หน้า 620 ข้อ 802
พระขีณาสพใดมีภพเป็นที่สุด มีอัตภาพ มีสงสาร คือชาติ ชรา และมรณะ ครั้งหลังสุด พระขีณาสพนั้น ไม่มีในภพใหม่. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว. อริยมรรค ๔ ท่านกล่าวว่า ธรรมอันแน่นอน ในคำว่า นิยโต นี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าประกอบด้วยอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามีธรรมอันแน่นอน คือ ถึง ถึงพร้อม ถูกต้อง ทำให้แจ้ง ซึ่งนิยามธรรมด้วยอริยมรรค ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมอันแน่นอน. ความเพียร ความปรารภความเพียร ความก้าวหน้า ความ บากบั่น ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น เรี่ยวแรง ความพยายาม แห่งจิต ความบากบั่นอันไม่ย่อหย่อน ความเป็นผู้ไม่ทอดฉันทะ ความ เป็นผู้ไม่ทอดธุระ ความประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมา- วายามะ ท่านกล่าวว่า ปธาน ในคำว่า ปธานวา. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยความเพียรนี้ เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่ามีความเพียร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีธรรมนับ พร้อมแล้ว มีธรรมอันแน่นอน มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ ประมาท ไม่โง่เขลา มีสุตะ มีสติ มีธรรมอันนับพร้อม แล้ว มีธรรมอันแน่นอน มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 621 ข้อ 803, 804, 805
[๘๐๓] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ ไม่ข้อง เหมือนลมไม่ติดที่ตาข่าย ไม่ติดอยู่ เหมือนดอกบัวอันน้ำไม่ติด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. [๘๐๔] คำว่า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ ความว่า สีหมฤคราชไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะทกสะท้าน ไม่ตกใจ ไม่สยดสยอง ไม่สะดุ้ง ไม่ขลาด ไม่พรั่นพรึง ไม่หวาดเสียว ไม่หนีไป ในเพราะเสียงทั้งหลายฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เป็นผู้ ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะทกสะท้าน ไม่ตกใจ ไม่สยดสยอง ไม่สะดุ้ง ไม่ขลาด ไม่มีความพรั่นพรึง ไม่หวาดเสียว ไม่หนี ละความ กลัวความขลาดแล้ว ปราศจากขนลุกขนพองอยู่. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ. [๘๐๕] ลมทิศตะวันออก ลมทิศตะวันตก ลมทิศเหนือ ลมทิศใต้ ลมมีธุลี ลมเย็น ลมร้อน ลมน้อย ลมมาก ลมพัดตามกาล ลมหัวด้าน ลมแต่ปีกนก ลมแต่ครุฑ ลมแต่ใบตาล ลมแต่พัด ชื่อว่า ลม ในอุเทศว่า วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ดังนี้. ข่ายที่ทำด้วยด้าย ท่านกล่าวว่า ชาละ ลมไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่เกาะที่ตาข่าย ฉันใด ข่าย ๒ อย่าง คือ ข่ายตัณหา ๑ ข่ายทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าข่ายตัณหา นี้ชื่อว่าข่ายทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละข่ายตัณหา สละคืนข่ายทิฏฐิแล้ว เพราะ ละข่ายตัณหา เพราะสละคืนข่ายทิฏฐิแล้ว พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น จึงไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ขัด ไม่เกาะ ในรูป เสียง ฯ ล ฯ ในรูปที่ได้เห็น
หน้า 622 ข้อ 806
เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง เป็นผู้ ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจอันทำให้ปราศจาก เขตแดนอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่ข้องเหมือนลม ไม่ข้องอยู่ที่ตาข่าย. [๘๐๖] ดอกบัว ท่านกล่าว่า ปทุมํ ในเทศว่า ปทุมํ ว โตเยน อลิมฺปนาโน ดังนี้. น้ำ ท่านกล่าวว่า โตยะ. ดอกปทุมอันน้ำย่อมไม่ติด ไม่เอิบอาบ ไม่ซึมซาบ ฉันใด ความติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วย ตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยตัณหา ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติด ด้วยทิฏฐิเสียแล้ว เพราะละความติดด้วยตัณหา เพราะสละคืนความติดด้วย ทิฏฐิ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงไม่ติด ไม่เข้าไปติด ไม่ฉาบ ไม่เข้า ไปฉาบ ในรูป เสียง ฯ ล ฯ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ ได้ทราบ และธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง เป็นผู้ออกไป สลัดออก หลุดพ้น ไม่เกี่ยวข้อง มีใจอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ติดเหมือนดอกบัวอันน้ำไม่ติด พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึง กล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ ไม่ข้อง เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ไม่ติด เหมือนดอกบัวอันน้ำไม่ติด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น.
หน้า 623 ข้อ 807, 808, 809
[๘๐๗] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า มีปัญญาเป็นกำลัง ข่มขี่ ครอบงำสัตว์ทั้งหลายเที่ยวไป เหมือนสีหราชมีเขี้ยวเป็น กำลัง ปราบปรามครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไปฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พึงเสพซึ่งเสนาสนะอันสงัด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๘๐๘] คำว่า เหมือนสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง ปราบปราม ครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ความว่า สีหมฤคราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง คือ มีเขี้ยวเป็นอาวุธ ข่มขี่ ครอบงำ ปราบปราม กำจัด ย่ำยี ซึ่งสัตว์ ดิรัจฉานทั้งปวง เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีปัญญาเป็นกำลัง คือ มีปัญญาเป็นอาวุธ ข่มขี่ ครอบงำ ปราบปราม กำจัด ย่ำยีซึ่งสัตว์ทั้งปวงด้วยปัญญา เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนสีหราช มีเขี้ยวเป็นกำลัง ปราบปราม ครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป. [๘๐๙] คำว่า พึงเสพเสนาสนะอันสงัด ความว่า สีหมฤคราช เข้าไปสู่ราวป่าอันสงัด เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา ฉันใด แม้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่ารกชัฏ สงัด เงียบสงัด ไม่มีเสียงกึกก้อง ปราศจากคนสัญจรไปมา ควรแก่การทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่ การหลีกออกเร้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งใน ที่ลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป ท่องเที่ยวไป
หน้า 624 ข้อ 810, 811
ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงเสพ เสนาสนะอันสงัด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า มีปัญญาเป็นกำลัง ข่มขี่ ครอบงำสัตว์ทั้งหลายเที่ยวไป เหมือนสีหราชมีเขี้ยวเป็น กำลัง ปราบปรามครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พึงเสพเสนาสนะอันสงัด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๘๑๐] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ส้องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันเป็นวิมุตติตลอดเวลา อันสัตว์โลกทั้งมวล มิได้เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๘๑๑] คำว่า ส้องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นวิมุตติตลอดเวลา ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีใจ ประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศที่หนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น มีใจประกอบด้วยกรุณา ... มีใจประกอบด้วย มุทิตา มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศที่หนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย
หน้า 625 ข้อ 812, 813
อุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ส้องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันเป็นวิมุตติตลอดเวลา. [๘๑๒] พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้เกลียด ชัง ดังต่อไปนี้ เพราะเป็นผู้เจริญเมตตาเป็นต้น สัตว์ทั้งหลายในทิศ ตะวันออกจึงไม่เกลียดชัง สัตว์ทั้งหลายในทิศตะวันตก ในทิศเหนือ ในทิศใต้ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องล่าง ในทิศเบื้องบน ในทิศน้อยทิศใหญ่ทั้ง ๑๐ ทิศ ไม่ เกลียดชัง. คำว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้เกลียดชัง ความว่า อันสัตว์โลก ทั้งหมดมิได้เกลียด มิได้โกรธ มิได้เสียดสี มิได้กระทบกระทั่ง เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลมิได้เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึง กล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ซ่องเสพเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอันเป็นวิมุตติตลอดเวลา อันสัตว์โลกทั้งมวล มิได้เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๘๑๓] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ทำลายเสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้น ชีวิตพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 626 ข้อ 814, 815, 816
[๘๑๔] ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ชื่อว่า ราคะ ในอุเทศว่า ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ดังนี้. จิตอาฆาต ฯ ล ฯ ความเป็นผู้ดุร้าย ความแค้นใจจนถึงน้ำตาไหล ความไม่พอใจ ชื่อว่า โทสะ. ความไม่รู้ในทุกข์ ฯ ล ฯ อวิชชาเป็นบ่วง ความหลงใหล อกุศลมูล ชื่อว่า โมหะ. คำว่า ละแล้วซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ ความว่า พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ในภายหลัง ซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละแล้ว ซึ่งราคะ โทสะ และโมหะ. [๘๑๕] สังโยชน์ ในอุเทศว่า ทำลายเสียซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ดังนี้ มี ๑๐ ประการ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ฯ ล ฯ อวิชชา- สังโยชน์. คำว่า ทำลายเสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ความว่า ทำลาย ทำลายทั่ว ทำลายพร้อม ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ในภายหลัง ซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทำลายเสียแล้ว ซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย. [๘๑๖] คำว่า ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต ความว่า พระปัจเจก สัมพุทธเจ้านั้น ไม่หวาดเสียว ไม่หวาดหวั่น ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจ ไม่สยดสยอง ไม่พรั่น ไม่กลัว ไม่สะทกสะท้าน ไม่หนี ละ ความกลัวความขลาดแล้ว ปราศจากขนลุกขนพอง ในเวลาสิ้นสุดชีวิต. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า
หน้า 627 ข้อ 817, 818, 819, 820
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละแล้วซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ทำลายเสียแล้วซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้น ชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๘๑๗] มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหาสมาคม ด้วย มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุหาได้ยาก มนุษย์ทั้งหลายมี ปัญญามุ่งประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด (เพราะฉะนั้น) พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. [๘๑๘] คำว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหา สมาคมด้วย ความว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์ตนเป็นเหตุ มีประโยชน์ ผู้อื่นเป็นเหตุ มีประโยชน์ทั้งสองฝ่ายเป็นเหตุ มีประโยชน์ในปัจจุบันเป็น เหตุ มีประโยชน์ในสัมปรายภพเป็นเหตุ มีประโยชน์อย่างยิ่งเป็นเหตุ จึง จะคบหา สมคบ เสพ สมาคมด้วย. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิตรทั้งหลาย มีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหาสมาคมด้วย. [๘๑๙] มิตร ในอุเทศว่า มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุหาได้ยาก มี ๒ จำพวก คือ มิตรคฤหัสถ์ ๑ มิตรบรรพชิต ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า มิตรคฤหัสถ์ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่ามิตรบรรพชิต. คำว่า มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุ หาได้ยาก ความว่า มิตร ๒ จำพวกนี้ ไม่มีการณะ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย หาได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิตรในวันนี้ ไม่มีเหตุหาได้ยาก. [๘๒๐] คำว่า มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ในอุเทศว่า อตฺตตฺถ- ปญฺา อสุจี มนุสฺสา ดังนี้ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายย่อมคบ สมคบ- เสพ เสพด้วย ส้องเสพ เอื้อเฟื้อ ประพฤติเอื้อเฟื้อ เข้านั่งใกล้ ไต่ถาม
หน้า 628 ข้อ 821
สอบถาม เพื่อประโยชน์ตน เพราะเหตุแห่งตน เพราะปัจจัยแห่งตน เพราะการณะแห่งตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน. คำว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่สะอาด ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็น ผู้ประกอบด้วยกายกรรมอันไม่สะอาด วจีกรรมอันไม่สะอาด มโนกรรม อันไม่สะอาด ปาณาติบาตอันไม่สะอาด อทินนาทานอันไม่สะอาด กาเม- สุมิจฉาจารอันไม่สะอาด มุสาวาทอันไม่สะอาด ปิสุณวาจาอันไม่สะอาด ผรุสวาจาอันไม่สะอาด สัมผัปปลาปะอันไม่สะอาด อภิชฌาอันไม่สะอาด พยาบาทอันไม่สะอาด มิจฉาทิฏฐิอันไม่สะอาด เจตนาอันไม่สะอาดความ ปรารถนาอันไม่สะอาด ความตั้งใจอันไม่สะอาด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่สะอาด คือ เป็นคนเลว เลวลง เป็นคนทราม ต่ำช้า ลามก ชั่วช้า ชาติชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่ง ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด. [๘๒๑] คำว่า ผู้เดียว ในอุเทศว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ดังนี้ ฯ ล ฯ จริยา (การเที่ยวไป) ในคำว่า จเร ดังนี้ มี ๘ อย่าง ฯ ล ฯ ชื่อว่าพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงจะคบหาสมาคม ด้วย มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุหาได้ยาก มนุษย์ทั้งหลาย มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด (เพราะฉะนั้น) พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. จบขัคควิสาณสุตตนิทเทส
หน้า 629 ข้อ 821
ก็แหละนิเทศแห่งพราหมณ์ผู้ถึงฝั่งในศาสนา ๑๖ คน นี้ คือ อชิตพราหมณ์ ๑ ติสสเมตเตยพราหมณ์ ๑ ปุณณกพราหมณ์ ๑ เมตตคูพราหมณ์ ๑ โธตกพราหมณ์ ๑ อุปสีวพราหมณ์ ๑ นันทพราหมณ์ ๑ เหมกพราหมณ์ ๑ โตเทยยพราหมณ์ ๑ กัปปพราหมณ์ ๑ ชตุกัณณีพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธพราหมณ์ ๑ อุทยพราหมณ์ ๑ โปสาลพราหมณ์ ๑ โมฆราชพราหมณ์ผู้เป็นนักปราชญ์ ๑ ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ๑ รวมเป็น ๑๖ นิทเทส และในปารายนวรรคนั้น ยังมีขัคควิสาณสุตตนิทเทส อีก ๑ นิทเทส นิทเทสทั้ง ๒ อย่างควรรู้ บริบูรณ์แล้ว ท่านลิขิตไว้ดีแล้ว. สุตตนิทเทส จบบริบูรณ์
หน้า 630 ข้อ 821
อรรถกถาขัคควิสาณสุตตนิทเทส ต่อนี้ไปถึงโอกาสแห่งการพรรณนา ขัคควิสาณสุตตนิทเทส แล้ว. พวกเราจักพรรณนาเพียงบทที่เกินต่อจากบทนี้เท่านั้น. ปฐมวรรค คาถาที่ ๑ ๑*) สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อวิเหยํ อญฺตรฺปิ เตสํ น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บุคคลวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ไม่เบียดเบียน บรรดาสัตว์เหล่านั้น แม้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ลำบาก ไม่พึง ปรารถนาบุตร จะพึงปรารถนาสหายแต่ที่ไหน พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพสุ ได้แก่ ไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า ภูเตสุ คือ ในสัตว์ทั้งหลาย. ภูต ศัพท์ในบทว่า ภูเตสุ นี้เป็นไปในอรรถว่า สิ่งที่มี ในบทมี อาทิอย่างนี้ว่า ภูตสฺมึ ปาจิตฺติยํ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ในเพราะสิ่งที่มีอยู่. เป็นไปในอรรถว่า ขันธ์ ๕ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ภูตมิทํ สารีปุตฺต สมนุปสฺสสิ ดูก่อนสารีบุตร เธอจงพิจารณา ขันธ์ นี้. เป็นไปในอรรถว่า รูป ๔ อย่าง มีปฐวีธาตุเป็นต้น. เป็นไปในอรรถว่า รูป ๔ มีปฐวีธาตุเป็นต้น * เลขหน้าคาถาทุกคาถา ในขัคควิสาณสุตตนิทเทสนี้ ไม่ใช่เลขข้อในบาลี. เป็นเลขลำดับ คาถา มีทั้งหมด ๔๑ คาถา.
หน้า 631 ข้อ 821
มีอาทิอย่างนี้ว่า จตฺตาโร โข ภิกฺขเว มหาภูตา เหตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ และเป็นเหตุ. เป็นไปในอรรถว่า พระขีณาสพ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า โย จ กาลฆโส ภูโต พระขีณาสพ เป็นผู้กินกาลเวลา. เป็นไปในอรรถว่า สรรพสัตว์ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า สพฺเพว นิกฺขิปิสฺสนฺติ ภูตา โลเก สมุสฺสยํ สัตว์ทั้งปวง จักทิ้งร่างกายไว้ในโลก. เป็นไปในอรรถว่า ต้นไม้ เป็นต้น ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ภูต- คามปาตพฺยตาย เป็นอาบัติปาจิตตีย์เพราะพราก ของเขียว ซึ่งเกิดอยู่ กับที่ให้หลุดจากที่. ย่อมเป็นไปหมายเอา หมู่สัตว์ ในชั้นต่ำกว่าชั้นจาตุมหาราชิกา ลงมา ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ภูตํ ภูตโต ปชานาติ ย่อมรู้ หมู่สัตว์ ตามความเป็นจริง. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วบนแผ่นดินและภูเขา เป็นต้น โดยไม่ต่างกันว่า ภูตะ ในสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า นิธาย คือ วางแล้ว. บทว่า ทณฺฑํ คือ อาชญาทางกาย วาจาและใจ. บทนี้เป็นชื่อของกายทุจริตเป็นต้น. กายทุจริตชื่อว่า ทัณฑะ เพราะลงโทษ. ท่านกล่าวว่า เพราะเบียดเบียนให้ถึงความพินาศล่มจม. วจีทุจริตและมโนทุจริตก็เหมือนกัน หรือการลงโทษด้วยการประหารนั้น แล ชื่อว่า ทัณฑะ. ท่านกล่าวว่า วางอาชญานั้น. บทว่า อเหยํ คือ ไม่เบียดเบียน. บทว่า อญฺตรมฺปิ คือ แม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง. บทว่า เตสํ คือ สรรพสัตว์เหล่านั้น. บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย คือ ไม่พึงปรารถนา บุตรไร ๆ ในบุตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ อัตตชะ บุตรเกิดแต่ตน ๑
หน้า 632 ข้อ 821
เขตตชะ บุตรเกิดแต่ภริยา ๑ ทินนกะ บุตรที่เขายกให้ ๑ อันเตวาสิกะ ลูกศิษย์ ๑. บทว่า กุโต สหายํ คือ พึงปรารถนาสหายได้แต่ไหน. บทว่า เอโก ได้แก่ ผู้เดียว ด้วยการบวช. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะ อรรถว่า ไม่มีเพื่อน. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะอรรถว่า ละตัณหาได้. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากกิเลสโดยแน่นอน. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะตรัสรู้ ปัจเจกสัมโพธิญาณผู้เดียว. จริงอยู่ แม้ยังเป็นไปอยู่ในท่ามกลางสมณะ ตั้งพัน ก็ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะตัดความคลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยประการ ฉะนี้ จึงชื่อว่า ผู้เดียว ด้วยการบวช. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะยืนผู้เดียว ไปผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เคลื่อนไหวเป็นไปผู้เดียว ด้วยประการ ฉะนี้ จึงชื่อว่าผู้เดียว โดยไม่มีเพื่อน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และมีความ เป็นอย่างอื่นไปได้ ภิกษุมีสติรู้โทษอย่างนี้ และตัณหา เป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล้ว พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น พึงเว้นรอบ. ด้วยประการฉะนี้ จึงชื่อว่า ผู้เดียว เพราะละตัณหาเสียได้. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากกิเลสได้แน่นอนอย่างนี้ คือละกิเลสทั้งหมดแล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เหมือนตาลยอดด้วน มีการไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เป็นธรรมดา. ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะเป็นพระสยัมภู ไม่มีอาจารย์ เป็นผู้ ตรัสรู้ปัจเจกสัมโพธิญาณด้วยตนเอง ด้วยประการฉะนี้ จึงชื่อว่า ผู้เดียว เพราะตรัสรู้ปัจเจกสัมโพธิญาณผู้เดียว. บทว่า จเร พึงเที่ยวไป ได้แก่จริยา (การเที่ยวไป) มี ๘ อย่างคือ อิริยาปถจริยา การเที่ยวไปในอิริยาบถ ๔ ของผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งตน
หน้า 633 ข้อ 821
ไว้ชอบ ๑. อายตนจริยา การเที่ยวไปในอายตนะภายใน ๖ ของผู้คุ้ม- ครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ สติจริยา การเที่ยวไปในสติปัฏฐาน ๔ ของผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ๑ สมาธิจริยา การเที่ยวไปในฌาน ๔ ของผู้ขวนขวายในอธิจิต ๑ ญาณจริยา การเที่ยวไปในอริยสัจ ๔ ของผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑ มรรคจริยา การเที่ยวไปในอริยมรรค ๔ ของผู้ปฏิบัติโดยชอบ ๑ ปัตติจริยา การเที่ยวไปในสามัญผล ๔ ของ ผู้บรรลุผล ๑ โลกัตถจริยา ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลกใน สรรพสัตว์ทั้งหลาย ของท่านผู้เป็นพุทธะ ๓ จำพวก คือพระสัมมา- สัมพุทธะ ๑ พระปัจเจกพุทธะ ๑ พระสาวกพุทธะ ๑. ในพระพุทธะ ๓ จำพวกเหล่านั้น ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลกของพระปัจเจก- พุทธะ และพระสาวกพุทธะ ได้เฉพาะบางส่วน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าว ไว้ว่า จริยา ๘ ในคำว่า จริยา นี้ ได้แก่ อิริยาปถจริยาเป็นต้น. พึงทราบความพิสดารในเรื่องนั้น ความว่า พึงเป็นผู้ประกอบด้วยจริยา เหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวจริยา ๘ แม้อย่างอื่นอีกอย่างนี้ว่า บุคคล ผู้น้อมใจเชื่อจริยาเหล่านี้ ย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ผู้ประคองใจย่อม ประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งมั่น ย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ทั่วย่อมประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้งย่อม ประพฤติด้วยวิญญาณ บุคคลผู้มนสิการว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมดำเนิน ไปทั่วแก่บุคคลผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา บุคคล ผู้มนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษ ย่อมประพฤติด้วยวิเศษ- จริยา ดังนี้. อธิบายว่า พึงเป็นผู้ประกอบด้วยจริยาแม้เหล่านั้น.
หน้า 634 ข้อ 821
บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด คือเขาของแรดชื่อว่า นอแรด. กัปป ศัพท์นี้มีความหลายอย่างเป็นต้นว่า เชื่อ โวหาร กาล บัญญัติ เฉทนะ (ตัด) วิกัปปะ (ประมาณ) เลส สมันตภาวะ (โดยรอบ) สทิสะ (คล้าย). จริงอย่างนั้น กัปป ศัพท์นั้นมีอรรถว่า เชื่อ ในประโยคมีอาทิ อย่างนี้ว่า๑ ข้อนี้ควร เชื่อ ต่อพระโคดมผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. มีอรรถว่า โวหาร ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อฉันผลไม้ด้วยสมณโวหาร ๕ อย่าง. มีอรรถว่า กาล ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า นัยว่าเราจะอยู่ตลอด กาล เป็นนิจ. มีอรรถว่า บัญญัติ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านกัปปะ ได้ กล่าวไว้ดังนี้. มีอรรถว่า เฉทนะ ตัด ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ปลง ผมและ หนวดตกแต่งแล้ว. มีอรรถว่า วิกัปปะ ประมาณ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า กว้าง หรือยาว ประมาณ ๒ นิ้ว. มีอรรถว่า เลส ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า หา เลส เพื่อจะนอน. มีอรรถว่า สมันตภาวะโดยรอบ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ยัง พระวิหารเวฬุวัน โดยรอบ ให้สว่างไสว. มีอรรถว่า สทิสะ คล้าย ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ๑. ม. มู. ๑๒/ข้อ ๔๓๐. ๒. ม. มู. ๑๒/ข้อ ๓๐๐.
หน้า 635 ข้อ 821
ผมกำลังพูดอยู่กับท่านผู้เป็นสาวก ทรงคุณ คล้าย พระศาสดา มิได้ทราบ เลย (ว่าท่านชื่อว่าสารีบุตร). อธิบายว่า มีส่วนเปรียบ. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบ ความว่า เช่นกับ เปรียบกับ พระศาสดา นั้น. ท่านกล่าวว่า เปรียบกับนอแรด. พึงทราบการพรรณนาความ ในที่นี้ เพียงเท่านี้ก่อน. แต่พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ได้ โดยสืบต่อจากการอธิบายต่อไป. อาชญานี้มีประการดังได้กล่าวแล้ว ยังเป็นไปอยู่ในสัตว์ทั้งหลาย ยังไม่ ละวาง. บุคคลไม่ยังอาชญาให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น วางอาชญา ในสัตว์ทั้งปวงด้วยเมตตา อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออาชญานั้น และด้วยนำ ประโยชน์เข้าไปให้ เพราะเป็นผู้วางอาชญาแล้วนั่นเอง สัตว์ทั้งหลายผู้ ยังไม่วางอาชญา ย่อมเบียดเบียนสัตว์ด้วยท่อนไม้ ด้วยศัสตรา ด้วยฝ่ามือ หรือด้วยก้อนดิน ฉันใด เราไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้น แม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง ฉันนั้น อาศัยเมตตากรรมฐานนี้เห็นแจ้งสังขตธรรม อันไปแล้วในเวทนา ไปแล้วในสัญญา สังขาร และวิญญาณ และอื่นจากนั้น โดยทํานอง เดียวกัน แล้วจึงได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณนี้. พึงทราบอธิบายดังนี้ก่อน. พึงทราบอนุสนธิต่อไป. เมื่อพระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวอย่างนั้น แล้ว พวกอำมาตย์เหล่านั้นจึงกล่าวว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ บัดนี้พระคุณเจ้า จะไปไหน. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ารำพึงว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแต่ก่อน อยู่ ณ ที่ไหน ครั้นรู้แล้วจึงกล่าวว่า อาตมาจะไปภูเขาคันธมาทน์ พวก มนุษย์จึงกล่าวอีกว่า โอ บัดนี้พระคุณเจ้าจะทิ้งพวกกระผมไป อย่าไปเลย ขอรับ. ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า น ปุตฺตมิจเฉยฺย บุคคลไม่พึงปรารถนาบุตร ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 636 ข้อ 821
ในบทนั้นมีอธิบายดังนี้ บัดนี้เรามิได้พึงปรารถนาบุตรประเภทใด ประเภทหนึ่ง บรรดาบุตรที่เกิดแต่ตนเป็นต้น จักปรารถนาสหายเช่น ท่านแต่ไหน เพราะฉะนั้น บรรดาท่านทั้งหลาย ผู้ใดเป็นชายก็ตาม เป็น หญิงก็ตาม ประสงค์จะไปกับเรา ผู้นั้นพึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นกล่าวว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าจะละทิ้งพวกกระผมไป พระคุณเจ้าไม่ต้องการพวกกระผม เสียแล้วหรือ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า อาตมามิได้พึง ปรารถนาบุตร จักปรารถนาสหายแต่ไหน เห็นคุณของการเที่ยวไปผู้เดียว โดยความตามที่ตนกล่าวแล้ว ก็บันเทิงใจ เกิดปีติโสมนัส จึงเปล่ง อุทานนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสิตา คือ ทำความอยาก. บทว่า ภยเภรโร ความกลัวและความขลาด คือมีจิตสะดุ้งเปล่งเสียงตกใจ. บทว่า ถาวรา ผู้มั่นคง คือพระขีณาสพ. บทว่า นิธาย คือ ทิ้งแล้ว บทว่า นิทหิตฺวา คือ วางแล้ว. บทว่า โอโรปยิตฺวา คือ ปลงแล้ว. บทว่า สโมโรปยิตฺวา คือ ปล่อยลงข้างล่าง. บทว่า นิกฺขิปิตฺวา ได้แก่ นำออกไปจากที่นั้น. บทว่า ปฏิปสฺสมฺภิตฺวา ระงับแล้ว คือสงบแล้ว. บทว่า อาลปนํ คือ การเจรจากันแต่แรก. บทว่า สลฺลปนํ คือ การ เจรจากันโดยชอบ. บทว่า อุลฺลปนํ คือ เจรจายกย่องกัน. บทว่า สมุลฺลปนํ คือ การเจรจายกย่องกันบ่อย ๆ. บทว่า อิริยาปถจริยา คือ เที่ยวไปในอิริยาบถ. แม้ในบทที่ เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ อายตนจริยา คือ เที่ยวไปในอายตนะ
หน้า 637 ข้อ 821
ด้วยสติและสัมปชัญญะ. บทว่า ปตฺติ คือ ผลทั้งหลาย. เพราะผล เหล่านั้นท่านเรียกว่า ปตฺติ เพราะเป็นเหตุให้บรรลุ. ประโยชน์ทั้งหลาย อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพของสัตว์โลก ชื่อว่า โลกัตถะ นี่เป็นข้อแตกต่างกัน. บัดนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเมื่อจะแสดงภูมิแห่งจริยาเหล่านั้น จึง กล่าวคำมีอาทิว่า จตูสุ อิริยาปเถสุ ในอิริยาบถ ๔. บทว่า สติปฏฺาเนสุ คือ แม้ในสติปัฏฐาน ซึ่งมีสติปัฏฐานเป็น อารมณ์ที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวอยู่ ก็กล่าวถึงธรรมที่ไม่เป็นอย่างอื่นจาก สติ แต่ทำเหมือนเป็นอย่างอื่นด้วยโวหาร. บทว่า อริสจฺเจสุ ท่าน กล่าวด้วยการกำหนดสัจจะไว้เป็นแผนก ๆ ด้วยสัจญาณอันเป็นโลกิยะอัน เป็นส่วนเบื้องต้น. คำว่า อริยมคฺเคสุ และคำว่า สามญฺผเลสุ ท่าน กล่าวด้วยอำนาจโวหารเท่านั้น. บทว่า ปเหเส คือ ในส่วนหนึ่งของ โลกัตถจริยา คือการประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก. จริงอยู่ พระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ย่อมทรงบำเพ็ญโลกัตถจริยาโดยไม่มีส่วนเหลือ. พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงจริยาเหล่านั้นอีก ด้วยอำนาจแห่งการก- บุคคล (บุคคลผู้กระทำ) จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปณิธิสมฺปนฺนานํ ของผู้ ถึงพร้อมด้วยการตั้งตนไว้ชอบ. ในบทเหล่านั้นพึงทราบความดังต่อไปนี้. ผู้มีอิริยาบถไม่หวั่นไหว ถึงพร้อมด้วยความเป็นไปแห่งอิริยาบถ เพราะอิริยาบถสงบ ผู้ถึงพร้อม ด้วยอิริยาบถอันสงบสมควรแก่ความเป็นภิกษุ ชื่อว่า ปณิธิสมฺปนฺนานํ ผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งตนไว้ชอบ. บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ ผู้มี ทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย คือชื่อว่า คุตฺตทฺวารา เพราะมี
หน้า 638 ข้อ 821
ทวารคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น ด้วยสามารถ ทวารหนึ่ง ๆ อันเป็นไปแล้วในวิสัยของตน ๆ. แห่งทวารอันคุ้มครองแล้ว นั้น. อนึ่ง ในบทว่า ทฺวารํ นี้ ได้แก่ จักขุทวารเป็นต้น ด้วยอำนาจ แห่งทวารที่เกิดขึ้นตามธรรมดา. บทว่า อปฺปมาทสิหารีนํ ของบุคคลผู้อยู่ ด้วยความไม่ประมาท คือของบุคคลผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทในคุณ ทั้งหลายมีศีลเป็นต้น. บทว่า อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ของบุคคลผู้ขวนขวาย ในอธิจิต คือของบุคคลผู้ขวนขวายด้วยสมาธิคืออธิจิต โดยความเป็นบาท แห่งวิปัสสนา. บทว่า พุทฺธิสมฺปนฺนานํ ของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา คือของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยญาณอันเป็นไป ตั้งต้นแต่การกำหนดนามรูป จนถึงโคตรภู. บทว่า สมฺมาปฏิปนฺนานํ ของบุคคลผู้ปฏิบัติชอบ คือ ในขณะของมรรค ๔. บทว่า อธิคตผลานํ ของบุคคลผู้บรรลุผลแล้ว คือ ในขณะของผล ๔. บทว่า ตถาคตานํ คือ ผู้มาแล้วเหมือนอย่างนั้น. บทว่า อรหนฺ- ตานํ คือ ผู้ไกลจากกิเลส. บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธานํ คือ ผู้ตรัสรู้ ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยตนเอง. ความของบททั้งหลายเหล่านี้ ประกาศไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า ปเทเส ปจฺเจกสมฺพุทฺธานํ คือ ของพระปัจเจกสัมพุทธ- เจ้าทั้งหลายบางส่วน. บทว่า ปเทเส สาวกานํ คือ แม้ของสาวกทั้งหลาย บางส่วน. บทว่า อธิมุจฺจนฺโต คือ ทำการน้อมไป. บทว่า สทฺธาย จรติ ประพฤติด้วยศรัทธา คือเป็นไปด้วยอำนาจแห่งศรัทธา. บทว่า ปคฺคณฺหนฺโต ผู้ประคองใจ คือพยายามด้วยความเพียร คือสัมมัปปธาน ๔. บทว่า อุปฏฺเปนฺโต ผู้เข้าไปตั้งไว้ คือเข้าไปตั้งอารมณ์ไว้ด้วยสติ. บทว่า
หน้า 639 ข้อ 821
อวิกฺเขปํ กโรนฺโต คือ ผู้ไม่ทำความฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งสมาธิ. บทว่า ปชานนฺโต ผู้รู้ทั่ว คือรู้ชัดด้วยปัญญารู้อริยสัจ ๔. บทว่า วิชานนฺโต ผู้รู้แจ้ง คือรู้แจ้งอารมณ์ด้วยวิญญาณ คืออาวัชชนจิตอันถึงก่อน (เกิด ก่อน) ชวนะที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์. บทว่า วิญฺาณจริยาย ประพฤติ ด้วยวิญญาณ คือด้วยอำนาจแห่งวิญญาณคืออาวัชชนจิต. บทว่า เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือปฏิบัติด้วยอินทรียจริยาพร้อมกับ อาวัชชนะ. บทว่า กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺติ กุศลธรรมทั้งหลายย่อม ดำเนินไป ความว่า กุศลธรรมทั้งหลายเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งสมถะและ วิปัสสนา ยังความวิเศษให้เป็นไป. บทว่า อายตนจริยาย ภูสะความมั่นคง ท่านกล่าวว่า ความมั่นคงของกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยอายตนจริยา คือ ด้วยความประพฤติเป็นไป. บทว่า วิเสสมธิคจฺฉติ คือ ย่อมบรรลุคุณ วิเศษด้วยอำนาจแห่งวิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน และ ปฏิปัสสัทธิปหาน. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ทสฺสนจริยา จ สมฺมาทิฏฺิยา การประพฤติสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า ทัสสนจริยา ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ เพราะเห็นชอบ หรือเป็นเหตุเห็นชอบ หรือ มีทิฏฐิงามน่าสรรเสริญ. แห่งสัมมาทิฏฐินั้น. ชื่อว่า ทัสสนจริยา เพราะประพฤติด้วยการทำนิพพานให้ประจักษ์. ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ เพราะดำริชอบ หรือเป็นเหตุดำริชอบ หรือดำริดีน่าสรรเสริญ. ชื่อว่า อภินิโรปนจริยา เพราะพระพฤติปลูกฝังจิตไว้ในอารมณ์นั้น. ชื่อว่า สัมมาวาจา เพราะเจรจาชอบ หรือเป็นเหตุเจรจาชอบ
หน้า 640 ข้อ 821
หรือเจรจาดีน่าสรรเสริญ. บทนี้เป็นชื่อของการเว้นมิจฉาวาจา. ชื่อว่า ปริคฺคหจริยา เพราะประพฤติยึดวจีสังวร ๔ อย่างของ สัมมาวาจานั้น. ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ เพราะทำชอบ หรือเป็นเหตุทำชอบ หรือการงานดีน่าสรรเสริญ. การงานชอบนั่นแล ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ. บทนี้เป็นชื่อของการเว้นจากมิจฉากัมมันตะ. ชื่อว่า สมุฏฐานจริยา เพราะประพฤติตั้งอยู่ในกายสังวร ๓ อย่าง. ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ เพราะเลี้ยงชีพชอบ หรือเป็นเหตุเลี้ยงชีพ ชอบ หรือมีอาชีพดีน่าสรรเสริญ. บทนี้เป็นชื่อของการเว้นมิจฉาอาชีวะ. สัมมาอาชีพนั้นชื่อว่า โวทานจริยา ประพฤติผ่องแผ้ว. ชื่อว่า ปริสุทธจริยา ประพฤติบริสุทธิ์. ชื่อว่า สัมมาวายามะ เพราะพยายามชอบ หรือเป็นเหตุพยายาม ชอบ หรือพยายามดีน่าสรรเสริญ. สัมมาวายามะนั้น ชื่อว่า ปัคคหจริยา ประพฤติประคองใจ. ชื่อว่า สัมมาสติ เพราะระลึกชอบ หรือเป็นเหตุระลึกชอบ หรือ ระลึกดีน่าสรรเสริญ. สัมมาสตินั้นชื่อว่า อุปัฏฐานจริยา ประพฤติตั้งมั่น. ชื่อว่า สัมมาสมาธิ เพราะตั้งใจชอบ หรือเป็นเหตุตั้งใจชอบ หรือตั้งใจดีน่าสรรเสริญ. สัมมาสมาธินั้น ชื่อว่า อวิกเขปจริยา ประ- พฤติไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า ตกฺกปฺโป คือ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นย่อมเป็นเหมือน นอแรด. อธิบายว่า เป็นอย่างนั้น. บทว่า ตํสทิโส คือ เช่นกับนอแรด. ปาฐะว่า ตสฺสทิโส บ้าง. บทว่า ตปฺปฏิภาโค คือ เปรียบเหมือน
หน้า 641 ข้อ 821
นอแรด. อธิบายว่า เป็นเช่นนั้น. รสเค็มไม่มีรสหวาน ชื่อว่า อติโลณะ เค็มจัดกล่าวกันว่าเหมือนเกลือ เช่นกับเกลือ. บทว่า อติติตฺติกํ คือ ของขมจัดมีสะเดาเป็นต้นกล่าวกันว่า เหมือนของขม เช่นกับรสขม. บทว่า อติมธุรํ มีรสหวานจัด คือมีข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมเป็นต้น. บทว่า หิมกปฺโป เหมือนหิมะ คือเช่นกับน้ำแข็ง. บทว่า สตฺถุกปฺโป เหมือนพระศาสดา คือเช่นกับพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดา. บทว่า เอวเมว เป็นนิบาตบอกความเปรียบเทียบ. เราจักแสดงวิธีบอกวิปัสสนา โดยสังเขปของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ หนึ่ง แล้วจักไป ณ ที่นั้น. พระปัจเจกโพธิสัตว์ประสงค์จะทำการกำหนด นามรูป จึงเข้าฌานใดฌานหนึ่งในฌานสมาบัติ ๘ ทั้งที่เป็นรูปฌานและ อรูปฌาน ออกจากฌานแล้วกำหนดองค์ฌานมีวิตกเป็นต้น และธรรม ทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น อันสัมปยุตด้วยองค์ฌานนั้น ด้วยอำนาจแห่ง ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน ชื่อว่า นาม เพราะอรรถว่า น้อมไป โดยความน้อมไปมุ่งต่ออารมณ์. แต่นั้น ก็แสวงหาปัจจัยแห่งนาม นั้น ย่อมเห็นว่า นามย่อมเป็นไปเพราะอาศัยหทัยวัตถุ. ครั้นเห็นภูตรูป อันเป็นปัจจัยแห่งวัตถุและอุปาทายรูปแล้ว จึงกำหนดว่าทั้งหมดนี้ ชื่อว่า รูป เพราะมีลักษณะสลายไป. กำหนดนามรูปทั้งสองนั้นอีกโดยสังเขป อย่างนี้ว่า นามมีลักษณะน้อมไป รูปมีลักษณะสลายไป. นี้ท่านกล่าว ด้วยอำนาจแห่ง สมถยานิกะ (มีสมถะเป็นยาน). ส่วน วิปัสสนายานิกะ (มีวิปัสสนาเป็นยาน) กำหนดภูตรูปและอุปาทายรูปด้วยหัวข้อการกำหนด ธาตุ ๔ แล้วเห็นว่าธรรมทั้งหมดนี้ชื่อว่ารูปเพราะความสลายไป. แต่นั้น อรูปธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปอยู่เพราะอาศัยวัตถุมีจักขุวัตถุเป็นต้นแห่ง
หน้า 642 ข้อ 821
รูปที่กำหนดไว้อย่างนี้ ย่อมมาสู่คลอง. แต่นั้นรวมอรูปธรรมเหล่านั้น แม้ทั้งหมดเป็นอันเดียวกัน โดยลักษณะน้อมไป ย่อมเห็นว่านี้เป็นนาม. พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้น ย่อมกำหนดโดยส่วนสองว่า นี้นาม นี้รูป. ครั้น กำหนดอย่างนั้นแล้ว ย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล เทวดา หรือพรหมอื่น นอกเหนือไปจากนามรูปไม่มี. เหมือนอย่างว่า เสียงว่ารถย่อมมีได้ เพราะการ ประชุมองค์ประกอบ (ของรถ) ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลาย ยังมีอยู่ การสมมติกันว่าสัตว์ ก็ย่อมมี ฉันนั้น. ท่านกำหนดนามรูปด้วยญาณอันเป็นทิฏฐิวิสุทธิ กล่าวคือการเห็น ตามความเป็นจริงของนามรูปโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า เมื่ออุปาทานขันธ์ ๕ มีอยู่ การสมมติเรียกกันว่าสัตว์บุคคลย่อมมีได้ฉันนั้นนั่นแหละดังนี้ เมื่อ กำหนดแม้ปัจจัยของนามรูปนั้นอีก ก็กำหนดนามรูปโดยนัยดังกล่าวแล้ว กำหนดอยู่ว่าอะไรหนอเป็นเหตุแห่งนามรูปนี้ ครั้นเห็นโทษในอเหตุวาทะ และเหตุวาทะอันแตกต่างกัน จึงแสวงหาเหตุและปัจจัยของนามรูปนั้น ดุจแพทย์ครั้นเห็นโรคแล้วจึงตรวจดูสมุฏฐานของโรคนั้น จึงเห็นธรรม ๔ เหล่านี้ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม ว่าเป็นเหตุ เพราะเป็นเหตุ ให้เกิดนามรูป และว่าเป็นปัจจัยเพราะมีอาหารเป็นปัจจัยอุปถัมภ์. กำหนด ปัจจัยแห่งรูปกายอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลาย ๓ มีอวิชชาเป็นต้นเป็นอุป- นิสสยปัจจัยแก่กายนี้ เหมือนมารดาเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ทารก มีกรรมทำ ให้เกิดเหมือนบิดาทำบุตรให้เกิด มีอาหารเลี้ยงดูเหมือนแม่นมเลี้ยงดูทารก แล้วกำหนดปัจจัยแห่งนามกายโดยนัยมีอาทิว่า อาศัยจักษุและรูป จักขุ-
หน้า 643 ข้อ 821
วิญญาณย่อมเกิด. เมื่อกำหนดอยู่อย่างนี้ย่อมตกลงใจได้ว่า ธรรมแม้ที่ เป็นอดีตและอนาคตย่อมเป็นไปอย่างนี้เท่านั้นเหมือนกัน. ท่านกล่าวิจิกิจฉาที่ปรารภอดีต (ปุพฺพนฺตํ) ของบุคคลนั้นไว้ ๕ อย่างคือ ๑. ในอดีตอันยาวนานเราได้เป็นแล้วหรือหนอ. ๒. หรือว่าเราไม่ได้เป็นแล้ว ๓. เราได้เป็นอะไรมาแล้วหรือหนอ ๔. เราได้เป็นอย่างไรแล้วหนอ ๕. เราเป็นอะไรแล้วได้เป็นอะไรตลอดกาลในอดีตหรือหนอ ท่านกล่าววิจิกิจฉาที่ปรารภอนาคต (อปรนฺตํ) ของบุคคลนั้นไว้ ๕ อย่างคือ ๑. ในอนาคตอันยาวนานเราจักเป็นหรือหนอ ๒. เราจักไม่เป็นหรือหนอ ๓. เราจักเป็นอะไรหนอ ๔. เราจักเป็นอย่างไรหนอ ๕. เราเป็นอะไรแล้วจักเป็นอะไร (ต่อไป) ตลอดกาลในอนาคต หรือหนอ. ก็หรือว่าท่านได้กล่าววิจิกิจฉาที่ปรารภปัจจุบันของบุคคลนั้นไว้ ๖ อย่างคือ ๑. เราเป็นอยู่หรือหนอ ๒. เราไม่เป็นอยู่หรือหนอ ๓. เราเป็นอะไรหนอ ๔. เราเป็นอย่างไรหนอ
หน้า 644 ข้อ 821
๕. สัตว์นี้มาจากที่ไหนหนอ ๖. สัตว์นั้นจักไปที่ไหนหนอ ท่านละความสงสัยแม้ทั้งหมดนั้นได้. ด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างนี้ ท่านกล่าวถึงญาณอันข้ามความสงสัยในกาล ๓ ตั้งอยู่ ว่าเป็น กังขาวิตรณ- วิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย) บ้าง เป็น ธรรมฐิติญาณ (ญาณกำหนดรู้ความตั้งอยู่ตามธรรมดา) บ้าง ยถาภูตญาณ (ญาณกำหนดรู้ตามความเป็นจริง) บ้าง สัมมาทัสสนะ (ความเห็นชอบ) บ้าง. อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ต่อไป. จริงอยู่ โลกิยปริญญามี ๓ คือ ญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการรู้) ๑. ตีรณปริญญา (กำหนดรู้ ด้วยการพิจารณา) ๑. ปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการละ) ๑. ในโลกิยปริญญา ๓ เหล่านั้น ปัญญาเป็นไปด้วยอำนาจการกำหนด ลักษณะเฉพาะตน (ปัจจัตตลักษณะ) ของธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า รูปมี ลักษณะสลาย เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์ ดังนี้ ชื่อว่า ญาตปริญญา. วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์อันเป็นไปแล้ว เพราะยก ธรรมเหล่านั้นขึ้นสู่สามัญลักษณะ โดยนัยมีอาทิว่า รูปไม่เที่ยง เวทนา ไม่เที่ยง ดังนี้ ชื่อว่า ตีรณปริญญา. วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ ที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจ แห่งการละนิจจสัญญา (ความสำคัญว่าเที่ยง) เป็นต้น ในธรรมเหล่านั้น นั่นแล ชื่อว่า ปหานปริญญา. ในปริญญาเหล่านั้น ภูมิแห่งญาตปริญญาเริ่มตั้งแต่กำหนดสังขาร
หน้า 645 ข้อ 821
จนถึงกำหนดปัจจัย. ในระหว่างนี้การแทงตลอดลักษณะเฉพาะตน (ปัจ- จัตตลักษณะ) ของธรรมทั้งหลายย่อมเป็นใหญ่. ภูมิแห่งตีรณปริญญาเริ่มตั้งแต่การพิจารณากองสังขาร จนถึง อุทยัพพยานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ). ใน ระหว่างนี้ การแทงตลอดสามัญลักษณะย่อมเป็นใหญ่. ภูมิแห่งปหานปริญญาเบื้องบนตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนา (การ พิจารณาเห็นความดับ). ต่อแต่นั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาเสียได้ พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นสุข) เสียได้ พิจารณาเห็นโดยความไม่เป็นตัวตน ย่อม ละอัตตสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นตัวตน) เสียได้ เบื่อหน่าย ความเพลิด- เพลิน สำรอกราคะ ดับตัณหา สละ ละความยึดถือเสียได้ ด้วยประการ ฉะนี้ อนุปัสสนา (การพิจารณาความ) ๗ อย่าง อันสำเร็จด้วยการละ นิจจสัญญาเป็นต้นย่อมเป็นใหญ่. ในปริญญา ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นอัน พระโยคาวจรนี้บรรลุญาตปริญญาแล้ว เพราะให้สำเร็จการกำหนดสังขาร และการกำหนดปัจจัย. พระโยคาวจรย่อมทำการพิจารณาเป็นกลาป โดย นัยมีอาทิอย่างนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน รูปภายในก็ดี รูปภายนอกก็ดี ฯ ล ฯ รูปไกลก็ดี รูปใกล้ก็ดี รูปทั้งหมด เป็นของไม่เที่ยง เพราะมีแล้วไม่มี เป็นทุกข์เพราะถูกบีบคั้นด้วยความ เกิดและความดับ เป็นอนัตตาเพราะไม่เป็นไปในอำนาจ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน อันเป็น ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ก็ดี ไกลก็ดี ใกล้ก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดไม่เที่ยงเพราะมีแล้ว
หน้า 646 ข้อ 821
ไม่มี เป็นทุกข์เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดและความเสื่อม เป็นอนัตตา เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ. ท่านยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์กล่าวหมายถึงการ พิจารณาเป็นกลาปนี้. พระโยคาวจรทำการพิจารณากลาป ด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในสังขารอย่างนี้แล้ว ย่อมเห็นความเกิดและ ความดับแห่งสังขารทั้งหลายอีก. เห็นอย่างไร เห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ด้วยการเห็นความที่รูปขันธ์เนื่องด้วยปัจจัยอย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด เพราะตัณหา กรรม อาหาร เกิด จึงเกิด รูป ดังนี้. แม้เมื่อ เห็นนิพพัตติลักษณะ คือลักษณะของความเกิด ก็ย่อมเห็นความเกิดของ รูปขันธ์ด้วย ชื่อว่า ย่อมเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. ย่อมเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ด้วยการดับแห่งปัจจัย ว่า เพราะตัณหา กรรม อาหาร ดับ รูปจึงดับ. แม้เมื่อเห็นวิปริณาม- ลักษณะ คือ ลักษณะความแปรปรวน ก็ย่อมเห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์. ชื่อว่า เห็นความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง พระโยคาวจรย่อมเห็นความเกิดแห่งเวทนาขันธ์ ด้วยการเห็น เนื่องด้วยปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิด เวทนาจึงเกิด เพราะตัณหา กรรม ผัสสะเกิด เวทนาจึงเกิด. แม้เมื่อเห็นนิพพัตติลักษณะ คือ ลักษณะของ การเกิด ก็ย่อมเห็นการเกิดแห่งเวทนาขันธ์ด้วย. เห็นความเสื่อมแห่ง เวทนาขันธ์ ด้วยการเห็นความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับ เวทนา จึงดับ เพราะตัณหา กรรม ผัสสะ ดับ เวทนาจึงดับ. แม้เมื่อเห็น วิปริฌามลักษณะ คือ ลักษณะความปรวนแปร ก็ชื่อว่า ย่อมเห็นความ เสื่อมแห่งเวทนาขันธ์ด้วย.
หน้า 647 ข้อ 821
แม้ในสัญญาขันธ์เป็นต้นก็อย่างนี้. แต่ก็มีความต่างกันดังนี้ พึง ประกอบคำว่า เพราะนามรูปเกิด (วิญญาณจึงเกิด) และเพราะนามรูปดับ (วิญญาณจึงดับ) ดังนี้. ในที่แห่งผัสสะ (เมื่อพิจารณาความเกิดและความ เสื่อม) ของวิญญาณขันธ์. ท่านกล่าวถึงลักษณะ ๕๐ แบ่งเป็นอย่างละ ๑๐ ๆ ในการเห็นความเกิดและความดับในขันธ์หนึ่ง ๆ ด้วยการเกิด แห่งปัจจัย ด้วยนิพพัตติลักษณะ คือ ลักษณะแห่งการเกิด ด้วยการดับ แห่งปัจจัย ด้วยวิปริณามลักษณะ คือลักษณะแห่งความปรวนแปร. ด้วย อำนาจแห่งลักษณะเหล่านั้น พระโยคาวจรกระทำมนสิการโดยพิสดาร ทั้งโดยปัจจัยและทั้งโดยขณะว่า ความเกิดแห่งรูปย่อมเป็นแม้อย่างนี้ ความ เสื่อมแห่งรูปย่อมเป็นแม้อย่างนี้. เมื่อพระโยคาวจรกระทำอย่างนี้ ญาณย่อมเป็นญาณบริสุทธิ์ว่า นัยว่า ธรรมเหล่านี้ไม่มีแล้ว มีแล้วเสื่อม ด้วยประการฉะนี้. สังขารทั้งหลาย ย่อมปรากฏเป็นของใหม่อยู่เป็นนิจว่า นัยว่าธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่เกิดย่อม เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ด้วยประการฉะนี้. สังขารทั้งหลายมิใช่ เป็นของใหม่อยู่เป็นนิจแต่เพียงอย่างเดียว ยังปรากฏไม่มีสาระ หาสาระ มิได้ ดุจหยาดน้ำค้างในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ดุจฟองน้ำ ดุจรอยขีดในน้ำ ด้วยไม้ ดุจเมล็ดผักกาดบนปลายเหล็กแหลม ดุจสายฟ้าแลบ และดุจภาพ ลวง พยับแดด ความฝัน ลูกไฟ วงล้อ นักร้อง ยาพิษ ฟองน้ำ และต้นกล้วยเป็นต้น อันตั้งอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อย. ก็ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าพระโยคาวจรได้บรรลุตรุณวิปัสสนาญาณเป็นครั้งแรก ชื่อว่า อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ เพราะแทงตลอดลักษณะ ๕๐ ถ้วนโดย อาการอย่างนี้ว่า สิ่งที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดานั่นแลย่อมเกิดขึ้น และ
หน้า 648 ข้อ 821
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมถึงความเสื่อมไป ดังนี้ เพราะพระโยคาวจรบรรลุ ตรุณวิปัสสนาญาณ จึงนับว่าเป็น อารทฺธวิปสฺสโก เป็นผู้ปรารภวิปัสสนา แล้ว. ครั้นกุลบุตรนั้นเริ่มวิปัสสนาแล้ว วิปัสสนูปกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง ของวิปัสสนา) ๑๐ อย่างย่อมเกิดขึ้น คือ โอภาส (แสงสว่าง) ๑ ญาณ ๑ ปีติ ปัสสัทธิ ๑ สุข ๑ อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ๑ ปัคคหะ (การประคองไว้) ๑ อุปัฏฐานะ (การเข้าไปตั้งไว้) ๑ อุเบกขา นิกันติ (ความใคร่) ๑. ในวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้ เพราะญาณมีกำลังในขณะแห่งวิปัสสนา โลหิตย่อมผ่องใส ชื่อว่า โอภาส. เพราะโลหิตผ่องใสนั้น ความสว่าง แห่งจิตย่อมเกิด. พระโยคาวจรผู้ไม่ฉลาด ครั้นเห็นดังนั้นแล้วพอใจ แสงสว่างนั้น ด้วยคิดว่า เราบรรลุมรรคแล้ว. แม้ญาณก็เป็นวิปัสสนาญาณ เท่านั้น. ญาณนั้นบริสุทธิ์ผ่องใส ย่อมเป็นไปแก่ผู้พิจารณาสังขารทั้งหลาย พระโยคาวจรเห็นดังนั้นย่อมพอใจว่า เราได้บรรลุมรรคแล้วดุจในครั้ง ก่อน. ปีติ ก็เป็นวิปัสสนาปีติเท่านั้น. ในขณะนั้น ปีติ ๕ อย่างย่อมเกิด ขึ้นแก่พระโยคาวจรนั้น. ปัสสัทธิ ได้แก่ ปัสสัทธิในวิปัสสนา. ใน สมัยนั้น กายและจิตไม่กระวนกระวาย ไม่มีความกระด้าง ไม่มีความ ไม่ควรแก่การงาน ไม่มีความไข้ ไม่มีความงอ. แม้สุขก็เป็นสุขใน วิปัสสนาเท่านั้น. นัยว่าในสมัยนั้น ร่างกายทุกส่วนชุ่มชื่น ประณีตยิ่ง เป็นสุขย่อมเกิดขึ้น. ศรัทธาเป็นไปในขณะแห่งวิปัสสนา ชื่อว่า อธิโมกข์. จริงอยู่ ในขณะนั้นศรัทธาที่มีกำลัง ซึ่งยังจิตและเจตสิกให้เลื่อมใสอย่าง ยิ่ง ตั้งอยู่ด้วยดีย่อมเกิดขึ้น. ความเพียรที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ชื่อว่า
หน้า 649 ข้อ 821
ปัคคหะ. จริงอยู่ ในขณะนั้น ความเพียรที่ประคองไว้ดีแล้วไม่ย่อหย่อน อันตนปรารภยิ่งแล้วย่อมเกิดขึ้น. สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ชื่อว่า อุปัฏฐาน. จริงอยู่ ในสมัยนั้น สติที่ตั้งมั่นดีแล้วย่อมเกิดขึ้น. อุเบกขามี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาและอาวัชชนะ (การพิจารณา). จริงอยู่ ในขณะนั้นญาณกล่าวคือวิปัสสนูเปกขา อันมีความเป็นกลางในการยึดถือ สังขารทั้งปวง เป็นสภาพมีกำลังย่อมเกิดขึ้น. แม้อุเบกขาในมโนทวารา- วัชชนะก็ย่อมเกิดขึ้น. อนึ่ง อุเบกขานั้นกล้าเฉียบแหลมย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ พิจารณาถึงฐานะนั้น ๆ. ความใคร่ในวิปัสสนา ชื่อว่า นิกนฺติ. จริงอยู่ ในวิปัสสนูปกิเลสมีโอภาสเป็นต้น ความใคร่มีอาการสงบ สุขุม กระทำความอาลัยย่อมเกิดขึ้น. โอภาสเป็นต้นในวิปัสสนูปกิเลสนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นอุปกิเลส เพราะเป็นวัตถุแห่งกิเลสมิใช่เพราะเป็นอกุศล. แต่นิกันติความใคร่ เป็นทั้งอุปกิเลส เป็นทั้งเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส. ก็ภิกษุ ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อโอภาสเป็นต้นเกิดขึ้นไม่ถึงความฟุ้งซ่าน ย่อมกำหนด มรรคและมิใช่มรรคว่า ธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้น มิใช่มรรค แต่ วิปัสสนาญาณอันไปตามวิถี พ้นจากอุปกิเลสเป็นมรรค. ญาณกำหนดรู้ว่า นี้เป็นมรรค นี้มิใช่มรรคของผู้ปฏิบัตินั้น ท่านเรียกว่า มัคคามัคคญาณ- ทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง). ตั้งแต่นี้ไปวิปัสสนาญาณอันมีสัจจานุโลมิกญาณ (ญาณที่คล้อยตามสัจจะ) ที่ ๙ ถึงความเป็นยอดของวิปัสสนาญาณ ๘ นี้ชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสน- วิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ). ชื่อว่าญาณ ๘ เหล่านี้ คือ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึง เห็นทั้งความเกิดและความดับ ๑ ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็น
หน้า 650 ข้อ 821
ความดับ ๑ ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณคำนึงเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว ๑ อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงถึงด้วยความเบื่อหน่าย ๑ มุญจิตุกามยตาญาณ ญาณคำนึง ด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงด้วย พิจารณาหาทาง ๑ สังขารุเปกขาญาณ ญาณคำนึงด้วยความวางเฉยใน สังขาร ๑ คำว่า สัจจานุโลมิกญาณที่ ๙ นี้เป็นชื่อของ อนุโลมญาณ เพราะฉะนั้น ผู้ประสงค์จะให้วิปัสสนาญาณนั้นสมบูรณ์ ควรทำความเพียร ในญาณเหล่านั้น ตั้งแต่อุทยัพพยญาณ อันพ้นจากอุปกิเลสแล้วเป็นต้นไป. เพราะเมื่อเห็นความเกิดความดับ อนิจจลักษณะย่อมปรากฏตามความเป็น จริง. เมื่อเห็นความบีบคั้นของความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ทุกข- ลักษณะย่อมปรากฏตามความเป็นจริง และเมื่อเห็นอยู่ว่า ทุกข์เท่านั้น ย่อมเกิด ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นดับไป อนัตตลักษณะย่อม ปรากฏตามความเป็นจริง. อนึ่ง ในข้อนี้พึงทราบการจำแนกนี้ว่า นิจฺจํ อนิจฺจลกฺขณํ ทุกขํ ทุกฺขลกฺขณํ อนตฺตา อนตฺตลกฺขณํ. ในวิภาคทั้ง ๖ เหล่านั้น บทว่า อนิจฺจํ คือขันธ์ ๕. เพราะเหตุไร เพราะขันธ์ ๕ นั้นมีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป และมีความเป็นอย่างอื่น หรือเพราะมีแล้วไม่มี. ชราชื่อว่าความเป็นอย่างอื่น. ความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไป และความเป็นอย่างอื่น ชื่อว่า อนิจจลักษณะ. หรือความ วิการแห่งอาการ กล่าวคือความมีแล้วไม่มี ชื่อว่า อนิจจลักษณะ. ขันธ์ ๕ นั้นแลเป็นทุกข์ เพราะพระพุทธดำรัสว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ " เพราะเหตุไร. เพราะบีบคั้นอยู่เนือง ๆ. อาการบีบคั้น
หน้า 651 ข้อ 821
เนือง ๆ ชื่อว่า ทุกขลักษณะ. ขันธ์ ๕ นั่นแลเป็นอนัตตา เพราะพระ- พุทธดำรัสว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา. เพราะเหตุไร. เพราะ ไม่เป็นไปในอำนาจ. อาการไม่เป็นไปในอำนาจ ชื่อว่า อนัตตลักษณะ. แม้ลักษณะ ๓ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นอารมณ์ของผู้เห็นความเกิด และความเสื่อมนั่นเอง. ผู้นั้นย่อมเห็นรูปธรรมและอรูปธรรมแม้อีก โดย นัยมีอาทิว่า " อย่างนี้ ไม่เที่ยง." สังขารทั้งหลายของผู้นั้นย่อมมาสู่คลอง เร็วพลัน. แต่นั้นเมื่อมีความสิ้นความเสื่อมและความดับของสังขารเหล่านั้น พระโยคาวจรไม่กระทำความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความเป็นไปหรือนิมิต ให้เป็นอารมณ์ดำรงอยู่. นี้ชื่อว่า ภังคญาณ. จำเดิมแต่ภังคญาณนี้เกิด พระโยคาวจรนี้เห็นความดับเท่านั้นว่า สังขารทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมแตกดับไป ฉันใด แม้ในอดีต สังขารก็แตก แล้ว แม้ในอนาคต ก็จักแตก ฉันนั้น. เมื่อพระโยคาวจรนั้นเสพภังคานุ- ปัสสนาญาณบ่อย ๆ กระทำให้มาก สังขารทั้งหลายอันแตกต่างกันใน ภพ กำเนิด คติ ฐิติ และสัตตาวาส ย่อมปรากฏ เป็นภัยใหญ่หลวง ดุจ หลุมถ่านเพลิงอันลุกโพลงฉะนั้น นี้ชื่อว่า ภยตูปัฏฐานญาณ. เมื่อพระโยคาวจรนั้นเสพภยตูปัฏฐานญาณนั้น ภพเป็นต้นทั้งหมด ไม่เป็นที่พึ่งได้ มีโทษ ย่อมปรากฏดุจเรือนถูกไฟไหม้ ดุจข้าศึกเงื้อดาบ ฉะนั้น. นี้ชื่อว่า อาทีนวานุปัสสนาญาณ. เมื่อพระโยคาวจรนั้นเห็นสังขารโดยความมีโทษอย่างนี้ ความ เบื่อหน่าย ความไม่ยินดีย่อมเกิดขึ้นในสังขารทั้งปวง เพราะสังขารทั้งหลาย ในภพเป็นต้นมีโทษ นี้ชื่อว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ.
หน้า 652 ข้อ 821
เมื่อเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ความเป็นผู้ใคร่จะพ้นออกไปจาก สังขารนั้นย่อมมีขึ้น. นี้ชื่อว่า มุญจิตุกามยตาญาณ. การยกสังขารเหล่านั้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ แล้วพิจารณาด้วยปฏิ- สังขานุปัสสนาญาณ เพื่อจะพ้นจากสังขารนั้น ชื่อว่า ปฏิสังขานุปัสสนา- ญาณ. พระโยคาวจรนั้น ยกสังขารทั้งหลายขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อย่างนี้ แล้วกำหนดอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย ไม่ยึดถือว่าเป็นตนหรือเนื่องด้วยตน เพราะเห็นชัดซึ่งความเป็นอนัตตลักษณะในสังขารเหล่านั้น ละความกลัว และความเพลิดเพลินในสังขารทั้งหลาย เป็นผู้วางเฉยเป็นกลางในสังขาร ทั้งหลาย ไม่ยึดถือว่า เรา หรือ ของเรา เป็นผู้วางเฉยในภพทั้ง ๓. นี้ ชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ. ก็สังขารุเปกขาญาณนั้น หากว่าพระโยคาวจรเห็นนิพพานเป็นทาง สงบโดยความสงบ สละความเป็นไปแห่งสังขารทั้งปวงแล้วแล่นไป น้อม ไปในนิพพาน หากไม่เห็นนิพพานโดยความเป็นธรรมชาติสงบ เป็นญาณ มีสังขารเป็นอารมณ์เท่านั้น ย่อมเป็นไปบ่อย ๆ ด้วยอำนาจแห่งอนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา หรืออนัตตานุปัสสนา. อนึ่ง สังขารุเปกขาญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่อย่างนี้ก็ถึงความเป็นไปแห่งวิโมกข์ ๓ อย่างตั้งอยู่. อนุปัสสนา ๓ อย่าง ท่านเรียกว่า วิโมกขมุข คือ ทางแห่ง วิโมกข์ ๓. ในวิโมกข์ ๓ อย่างนี้ พระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นของ
หน้า 653 ข้อ 821
ไม่เที่ยง เป็นผู้มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้เฉพาะ อนิมิตต- วิโมกข์. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากไปด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้ เฉพาะ อัปปณิหิตวิโมกข์. เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากไปด้วยความรัก ย่อม ได้เฉพาะ สุญญตวิโมกข์. พึงทราบความในวิโมกข์นี้ต่อไป อริยมรรคทำนิพพานให้เป็น อารมณ์ เป็นไปแล้วโดยอาการหานิมิตมิได้ ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์. จริงอยู่ อริยมรรคนั้นชื่อว่าหานิมิตไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นด้วยธาตุอันไม่มี นิมิต และชื่อว่าวิโมกข์ เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลาย. โดยนัยนี้เหมือนกัน อริยมรรคนั้นทำนิพพานให้เป็นอารมณ์เป็นไป แล้วโดยอาการหาที่ตั้งมิได้ ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์. พึงทราบว่า อริยมรรคทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ เป็นไปแล้ว โดยอาการเป็นของสูญ ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์. วิปัสสนาของกุลบุตรผู้บรรลุสังขารุเปกขาญาณ ย่อมถึงความสุดยอด. วุฏฐานคามินีวิปัสสนา คือ การวางเฉยในสังขารอย่างแรงกล้า ย่อมเกิด ขึ้นแก่พระโยคาวจรผู้เสพสังขารเปกขาญาณนั้น. มรรคจักเกิดขึ้นแก่ พระโยคาวจรนั้น เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรวางเฉยในสังขาร พิจารณา สังขารทั้งหลายว่า ไม่เที่ยงก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี เป็นอนัตตาก็ดี ย่อมหยั่งลงสู่ ภวังค์ มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดขึ้นในลำดับต่อจากภวังค์ เพราะมนสิการ โดยอาการไม่เที่ยงเป็นต้น ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในสังขารุเปกขาญาณ. เมื่อพระโยคาวจรมนสิการอยู่อย่างนั้น ปฐมชวนจิตย่อมเกิดขึ้น ปฐม-
หน้า 654 ข้อ 821
ชวนจิตนั้นเรียกว่า บริกรรม. ต่อจากบริกรรมนั้น ทุติยชวนจิตย่อม เกิดขึ้นเหมือนอย่างนั้น ทุติยชวนจิตนั้นเรียกว่า อุปจาร. แม้ต่อจาก อุปจารนั้น ตติยชวนจิตย่อมเกิดขึ้นเหมือนอย่างนั้น ตติยชวนจิตนั้น เรียกว่า อนุโลม. นี้เป็นชื่อเรียกแยกกันของจิตเหล่านั้น แต่โดยไม่ต่างกัน ชวนจิต ๓ ดวงนี้ท่านเรียก อาเสวนะบ้าง บริกรรมบ้าง อุปจารบ้าง อนุโลมบ้าง ก็อนุโลมญาณนี้เป็นญาณสุดท้ายของวิปัสสนา อันเป็น วุฏฐานคามินี มีสังขารเป็นอารมณ์. แต่โดยตรงโคตรภูญาณเท่านั้น ท่าน เรียกว่าเป็นที่สุดของวิปัสสนา. ต่อจากนั้น โคตรภูญาณเมื่อกระทำนิโรธ คือนิพพานให้เป็นอารมณ์ ก้าวล่วงโคตรปุถุชน หยั่งลงสู่อริยโคตร เป็น ธรรมชาติน้อมไปในนิพพานอารมณ์เป็นครั้งแรก อันไม่เป็นไปในภพอีก ย่อมบังเกิดขึ้น. แต่ญาณนี้ไม่จัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ และญาณ- ทัสสนวิสุทธิเป็นอัพโภหาริกในระหว่างญาณทั้งสองเท่านั้น. เพราะญาณนี้ ตกไปในกระแสแห่งวิปัสสนา จึงถึงการนับว่าเป็นปฏิปทาญาณทัสสน- วิสุทธิหรือวิปัสสนา. เมื่อโคตรภูญาณกระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ดับไป แล้ว โสดาปัตตผลซึ่งทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยสัญญาที่โคตรภูญาณ นั้นให้แล้ว กำจัดสังโยชน์คือทิฏฐิสังโยชน์ สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ย่อมเกิดขึ้น. ในลำดับต่อจากนั้น ผลจิตสองหรือสาม ขณะอันเป็นผลแห่งโสดาปัตติมรรคนั้นนั่นแหละย่อมเกิดขึ้น เพราะผลจิต เป็นวิบากในลำดับต่อจากโลกุตรกุศล. ในที่สุดแห่งผลจิต มโนทวารา- วัชชนจิตของพระโยคีนั้น เพราะตัดภวังค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเกิดขึ้นเพื่อ พิจารณา. พระโยคีนั้นย่อมพิจารณามรรคว่า เรามาแล้วด้วยมรรคนี้หนอ
หน้า 655 ข้อ 821
แต่นั้นพิจารณาผลว่า เราได้อานิสงส์นี้แล้ว. แต่นั้นพิจารณากิเลสที่ละ ได้แล้วว่า กิเลสเหล่านั้นเราละได้แล้ว. แต่นั้นพิจารณากิเลสที่จะพึงฆ่าด้วย มรรคเบื้องบน ๓ ว่า กิเลสเหล่านี้ยังเหลืออยู่. ในที่สุดพิจารณาอมต- นิพพานว่า ธรรมนี้อันเราแทงตลอดแล้ว. การพิจารณา ๕ อย่างย่อม มีแก่พระโสดาบันนั้นด้วยประการฉะนี้. ในที่สุดแห่งสกทาคามิผลและ อนาคามิผลก็เหมือนกัน. แต่ในที่สุดแห่งอรหัตผลไม่มีการพิจารณากิเลส ที่เหลือ. การพิจารณาทั้งหมดมี ๑๙ อย่าง ดังนี้. พระโยคาวจรนั้น ครั้นพิจารณาอย่างนี้แล้ว ก็นั่งบนอาสนะนั้น นั่นเอง เห็นแจ้งโดยนัยที่กล่าวแล้ว กระทำกามราคะและพยาบาทให้เบา บาง ย่อมบรรลุ ทุติยมรรค. ในลำดับต่อจากทุติยมรรคนั้นก็บรรลุผล โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. แต่นั้น พระโยคาวจรทำการละกามราคะและพยาบาทไม่ให้มีส่วน เหลือโดยนัยที่กล่าวแล้ว ย่อมบรรลุ ตติยมรรค และบรรลุตติยผลตาม นัยดังกล่าวแล้ว. แต่นั้น ณ อาสนะนั้นเอง พระโยคาวจรเห็นแจ้งโดยนัยที่กล่าวแล้ว ทำการละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ไม่ให้มี ส่วนเหลือ ย่อมบรรลุ จตุตถมรรค และบรรลุจตุตถผลโดยนัยที่กล่าวแล้ว. โดยเหตุเพียงเท่านี้ พระโยคาวจรนั้นก็เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้อรหันต มหาขีณาสพ. ญาณในมรรค ๔ เหล่านี้ ชื่อว่าญาณทัสสนวิสุทธิ ด้วย ประการฉะนี้. ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ด้วยสองบาทคาถานี้ว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อเหยํ อญฺตฺรมฺปิ เตสํ บุคคลวางแล้วซึ่งอาชญาใน
หน้า 656 ข้อ 821
สัตว์ทั้งปวง ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นอันพระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวถึง ศีลวิสุทธิ เพราะกล่าวถึงศีลมีปาติโมกขสังวร เป็นต้น. ด้วยบาทคาถานี้ว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ ไม่พึงปรารถนา บุตร จักปรารถนาสหายแต่ไหน เป็นอันท่านกล่าวถึง จิตตวิสุทธิ เพราะ กล่าวถึงเมตตาเป็นต้น ด้วยการเว้นจากความกระทบกระทั่งและความยินดี. ด้วยบทนี้ว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน นอแรดฉะนั้น เป็นอันท่านกล่าวถึง ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะกล่าวถึงการ กำหนดนามรูปเป็นต้น. วิสุทธิ ๓ ข้างต้นที่กล่าวแล้ว วิสุทธิ ๔ ประการ คือ กังขาวิตรณวิสุทธิ ๑ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ๑ ปฏิปทา- ญาณทัสสนวิสุทธิ ๑ ญาณทัสสนวิสุทธิ ๑ เป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว (ครบ ๗ ประการ) นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นเพียงหัวข้อในวิสุทธิ ๗ นี้. แต่ ผู้ปรารถนาความพิสดาร พึงดูวิสุทธิมรรคแล้วถือเอาเถิด. ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นี้ มีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้ง ๔ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตรายทั้งหลาย ไม่หวาดสะดุ้ง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงถึงความเป็นที่รักของสกุล ทั้งหลายเป็นต้น เข้าไปสำราญอยู่ยังภูเขาคันธมาทน์ ในบททั้งปวงก็มี ความอย่างนี้. จบอรรถกถานิทเทสแห่งคาถาที่ ๑ ในอรรถกถาขัคควิสาณสุตตนิทเทส
หน้า 657 ข้อ 821
คาถาที่ ๒ ๒) สํสคฺคชาตสฺส ภวนฺติ เสฺนหา เสฺนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ อาทีนวํ เสฺนหชํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกัน ทุกข์นี้ ย่อมเกิดตามความเยื่อใย บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ ความเยื่อใย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า สํสคฺคชาตสฺส คือ บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง. ในบทว่า สํสคฺคชาตสฺส นั้น พึงทราบว่าความเกี่ยวข้องมีอยู่ ๕ อย่าง คือ ทัสสน- สังสัคคะ ๑ สวนสังสัคคะ ๑ กายสังสัคคะ ๑ สมุลลปนสังสัคคะ ๑ สัมโภคสังสัคคะ ๑. ในสังสัคคะเหล่านั้น ความกำหนัดเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งจักษุ- วิญญาณ เพราะเห็นกันและกัน ชื่อว่า ทัสสนสังคคะ (เกี่ยวข้องด้วย การเห็น) ตัวอย่างในทัสสนสังสัคคะ มีดังนี้. ลูกสาวกุฎุมพีเห็นภิกษุหนุ่มผู้อยู่ ณ กัลยาณีวิหาร เที่ยวไปบิณฑบาต ในบ้านกาฬทีฆวาปี ในสีหลทวีป มีจิตปฏิพัทธ์ เมื่อไม่ได้สมความ ปรารถนาด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาย. อีกตัวอย่างหนึ่ง ภิกษุหนุ่ม รูปนั่นแหละ เห็นท่อนผ้าที่หญิงนั้นนุ่งห่ม คิดว่าเราคงไม่ได้อยู่ร่วมกับ นางผู้นุ่งห่มผ้าอย่างนี้ แล้วหัวใจแตกถึงแก่มรณภาพ.
หน้า 658 ข้อ 821
ก็ความกำหนัดเกิดด้วยอำนาจแห่งโสตวิญญาณ เพราะฟังสมบัติ มีรูปเป็นต้นที่คนอื่นพูดถึง หรือฟังเสียงหัวเราะรำพันและเพลงขับด้วย ตนเอง ชื่อว่า สวนสังสัคคะ (เกี่ยวข้องด้วยการฟัง). แม้ในสวนสังสัคคะนั้นก็มีตัวอย่างดังนี้ ภิกษุหนุ่มชื่อว่า พระติสสะ อยู่ในถ้ำปัญจัคคฬะ เหาะไปทางอากาศได้ยินเสียงลูกสาวช่างทอง ชาวบ้าน คิริคาม กับหญิงสาว ๕ คนไปอาบน้ำยังสระปทุม เก็บดอกบัวเสียบไว้ บนศีรษะแล้วร้องเพลงด้วยเสียงดัง จึงเสื่อมจากฌานเพราะกามราคะ ถึง ความพินาศ. ความกำหนัดเกิดเพราะลูบคลำอวัยวะของกันและกัน ชื่อว่า กาย- สังสัคคะ (เกี่ยวข้องด้วยกาย). ในกายสังสัคคะนี้ มีตัวอย่าง ภิกษุหนุ่ม สวดพระธรรม. มีเรื่องว่า ในมหาวิหาร ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งกล่าวธรรม ณ มหาวิหาร นั้น เมื่อมหาชนกลับไปหมดแล้ว พระราชาได้เสด็จไปพร้อมด้วยฝ่ายใน. ลำดับนั้น ความกำหนัดอย่างแรงเกิดขึ้นแก่ราชธิดา เพราะอาศัยรูปและ เสียงภิกษุหนุ่มนั้น แม้ภิกษุหนุ่มนั้นก็เกิดความกำหนัดด้วย. พระราชา ครั้นทรงเห็นดังนั้น จึงทรงตั้งข้อสังเกต รับสั่งให้กั้นม่าน. ภิกษุหนุ่ม และราชธิดาลูบคลำกันและกันแล้วกอดกันจนตายไปด้วยกัน. พวกราช- บุรุษเอาม่านออกได้เห็นคนทั้งสองตายเสียแล้ว. ก็ความกำหนัดเกิดขึ้นในเพราะสนทนาปราศรัยกันและกัน ชื่อว่า สมุลลปนสังสัคคะ (เกี่ยวข้องกันในเพราะสนทนากัน). ความกำหนัดเกิดในเพราะบริโภคร่วมกันกับภิกษุและภิกษุณี ชื่อว่า
หน้า 659 ข้อ 821
สัมโภคสังคคคะ (เกี่ยวข้องเพราะบริโภคร่วมกัน). ในสังสัคคะทั้งสองนี้ มีตัวอย่าง เรื่องภิกษุภิกษุณีในมริจวัฏฏิวิหาร. มีเรื่องเล่าว่า ในงานฉลองมริจวัฏฏิมหาวิหาร พระเจ้าทุฏฐคามณิ- อภัยมหาราช ทรงตระเตรียมมหาทาน อังคาสสงฆ์ ๒ ฝ่าย. ณ ที่นั้น เมื่อทรงถวายข้าวยาคูร้อน สังฆนวกสามเณรี (สามเณรีบวชใหม่) ถวาย ถาดแก่สังฆนวกสามเณร (สามเณรบวชใหม่) มีอายุ ๗ ขวบไม่ค่อยจะ เรียบร้อยนัก ได้สนทนากัน. ทั้งสองนั้นบวชจนมีอายุได้ ๖๐ ปี ไปสู่ฝั่ง อื่น ได้บุพสัญญาด้วยการสนทนากันและกัน ทันใดนั้นเอง เกิดเสน่หา กันขึ้น ล่วงสิกขาบท ได้ต้องอาบัติปาราชิก. ความเสน่หาย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้อง ด้วยความเกี่ยวข้องอย่างใด อย่างหนึ่งในความเกี่ยวข้อง ๕ อย่าง อย่างนี้ ความกำหนัดอย่างแรงย่อม เกิดขึ้นเพราะมีราคะในครั้งก่อนเป็นปัจจัย. แต่นั้นความทุกข์อันเนื่องด้วย เสน่หาย่อมปรากฏ ความทุกข์อันมีความเสน่หาติดตามมีประการต่าง ๆ เป็นต้นว่า ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ในปัจจุบันและสัมปรายภพ เป็นต้น ย่อมปรากฏ ย่อมบังเกิด ย่อมมี ย่อมเกิด. แต่อาจารย์อื่น ๆ กล่าวว่า การปล่อยจิตไปในอารมณ์ ชื่อว่า สังสัคคะ ความเกี่ยวข้อง. ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ครั้นกล่าวคาถากึ่งหนึ่งนี้มีความอย่างนี้ว่า ความเสน่หาเพราะความเกี่ยวข้องนั้น เป็นทุกข์ดังนี้ จึงกล่าวว่า เรานั้น ขุดรากของทุกข์นั้น มีทุกข์อันเกิดแต่ความเศร้าโศกเป็นต้น อันไปตาม ความเยื่อใย ย่อมปรากฏ จึงบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ. เมื่อพระปัจเจก- สัมพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายเหล่านั้นพากันกล่าวว่า
หน้า 660 ข้อ 821
พระคุณเจ้าผู้เจริญ บัดนี้ พวกกระผมจะพึงทำอย่างไรเล่า. พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า พวกท่านก็ดี ผู้อื่นก็ดี ผู้ใดประสงค์จะพ้นจาก ทุกข์นี้ ผู้นั้นทั้งหมดเพ่งถึงโทษอันเกิดแต่ความเสน่หา พึงเป็นผู้เดียว เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. ในบทนี้พึงทราบว่า ที่ท่านกล่าวบทนี้ว่า เพ่งโทษอันเกิดแต่เสน่หา หมายถึงบทที่ท่านกล่าวว่าทุกข์นี้เนื่องด้วย เสน่หาย่อมปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง พึงเชื่อมความอย่างนี้ว่า ความเสน่หา ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้อง ด้วยความเกี่ยวข้องตามที่กล่าวแล้ว ทุกข์นี้เนื่องด้วยเสน่หาย่อมปรากฏ เราเพ่งถึงโทษตามความเป็นจริงนี้ว่า เกิดแต่ความเสน่หา จึงบรรลุ ดังนี้แล้วพึงทราบว่า บทที่ ๔ ท่านกล่าว ด้วยคำอุทานตามนัยที่กล่าวแล้วในก่อนนั่นแล. บททั้งปวงต่อจากนั้นเช่น กับที่กล่าวแล้วในคาถาก่อนนั่นแหละ. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อนุปาเทนฺติ ย่อมติดใจ คือ ครั้นเห็นอนุพยัญชนะ (ส่วน ต่าง ๆ) ในรูปย่อมติดใจ. บทว่า อนุพนฺธติ ย่อมผูกพัน คือผูกพันด้วย ความเสน่หาในรูป. บทว่า ภวนฺติ คือ ย่อมมี. บทว่า ชายนฺติ คือ ย่อมเกิด. บทว่า นิพฺพนฺตนฺติ ย่อมบังเกิด คือย่อมเป็นไป. บทว่า ปาตุภวนฺติ คือ ย่อมปรากฏ. สามบทว่า สมฺภวนฺติ สญฺชายนฺติ อภิ- นิพฺพตฺตนฺติ เพิ่มอุปสัคลงไป แปลว่า มีพร้อม เกิดพร้อม บังเกิดเฉพาะ. ต่อจากนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในอัฏฐกวรรคนั่นแล. จบคาถาที่ ๒
หน้า 661 ข้อ 821
คาถาที่ ๓ ๓) มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตโต เอตํ ภยํ สนฺถวเปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บุคคลอนุเคราะห์มิตรสหายผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้ว ชื่อว่า ย่อมยังประโยชน์ให้เสื่อม บุคคลเห็นภัย คือการยัง ประโยชน์ให้เสื่อม ในการเชยชิดนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า มิตฺตา ด้วยอำนาจแห่งความรัก. ชื่อว่า สุหชฺชา ด้วย ความเป็นผู้มีใจดี. จริงอยู่ คนบางคนเป็นมิตรเพราะหวังประโยชน์โดย ส่วนเดียว มิใช่เป็นผู้มีใจดี. บางคนเป็นผู้มีใจดี ด้วยให้ความสุขในใจ ในการเดิน ยืน นั่ง และสนทนาเป็นต้น มิใช่เป็นมิตร. บางคนเป็น ทั้งผู้มีใจดี เป็นทั้งมิตร ด้วยอำนาจทั้งสองนั้น. ชนเหล่านั้นมี ๒ คือ อาคาริยมิตร มิตรคฤหัสถ์ และอนาคาริยมิตร มิตรบรรพชิต. ในมิตรสองจำพวกนั้น อาคาริยมิตรมี ๓ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑. อนาคาริยมิตร คือมิตร แนะประโยชน์ โดยต่างออกไปจาก ๓ ประเภทนั้น มิตรเหล่านั้นประกอบ ด้วยองค์ ๔ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่สิงคาลมาณพว่า ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรมีอุปการะ พึงทราบว่าเป็นผู้มีใจดีด้วย ฐานะทั้งหลาย ๔ คือ ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ ป้องกันทรัพย์
หน้า 662 ข้อ 821
สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ เมื่อมี ธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก ๑. ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ พึงทราบว่าเป็นผู้มีใจดี ด้วยฐานะ ๔ คือ บอกความลับของตนแก่เพื่อน ๑ ปิดความลับของ เพื่อน ๑ ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๑ แม้ชีวิตก็สละแทนเพื่อนได้ ๑. ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรมีความรักใคร่ พึงทราบว่าเป็นผู้มีใจดีด้วย ฐานะ ๔ คือ ทุกข์ทุกข์ด้วย ๑ สุขสุขด้วย ๑ โต้เถียงคนที่ติเตียนเพื่อน ๑ รับรองคนที่สรรเสริญเพื่อน ๑. ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรแนะประโยชน์ พึงทราบว่าเป็นผู้มีใจดี ด้วยฐานะ ๔ คือ ห้ามทำความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ฟังสิ่งที่ ยังไม่เคยฟัง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑. ในมิตรทั้งสองนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอา อาคาริยมิตร. แต่โดย ความหมายย่อมควรแม้มิตรทั้งหมด คือมิตรผู้มีใจดีเหล่านั้น. บทว่า อนุกมฺปมาโน เมื่ออนุเคราะห์ คือเอ็นดู ประสงค์จะนำ ความสุขเข้าไปให้เเก่มิตรเหล่านั้น ประสงค์จะนำความทุกข์ออกไป. บทว่า หาเปติ อตฺถํ ย่อมให้ประโยชน์เสื่อมไป คือยังประโยชน์ ๓ อย่าง ประโยชน์ปัจจุบัน ๑ ประโยชน์ภายหน้า ๑ ประโยชน์สูงสุด ๑ อนึ่ง ประโยชน์ตน ๑ ประโยชน์ผู้อื่น ๑ ประโยชน์ทั้งสอง ๑ ให้เสื่อมไป ให้พินาศไป ด้วยเหตุทั้งสอง คือด้วยให้สิ่งที่ได้แล้วพินาศไป ๑ ด้วยให้ สิ่งที่ยังไม่ได้มิให้เกิดขึ้น ๑. บทว่า ปฏิพทฺธจิตฺโต เป็นผู้มีจิตผูกพัน คือ แม้ตั้งตนไว้ในฐานะที่ต่ำอย่างนี้ว่า เราเว้นผู้นี้เสียแล้วจะไม่มีชีวิตอยู่ได้ ผู้นี้ เป็นแบบอย่างของเรา ผู้นี้ช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่เรา ดังนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้
หน้า 663 ข้อ 821
มีจิตผูกพัน. แม้ตั้งตนไว้ในฐานะที่สูงอย่างนี้ว่า ผู้นี้เว้นเราเสียแล้วก็จะ ไม่มีชีวิตอยู่ได้ เราเป็นแบบอย่างของพวกเขา เราจะช่วยบรรเทาทุกข์ให้ แก่พวกเขา ดังนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีจิตผูกพัน. ก็ในที่นี้ประสงค์เอาความ เป็นผู้มีจิตผูกพันอย่างนี้. บทว่า เอตํ ภยํ คือ ภัยยังประโยชน์ให้เสื่อม นั้น พระปัจเจกสัมพุทธะกล่าวหมายถึงการเสื่อมจากสมาบัติของตน. บทว่า สนฺถเว ในความสนิทสนม ความสนิทสนมม ๓ อย่าง คือ สนิท- สนมด้วยตัณหา ๑ ด้วยทิฏฐิ ๑ ด้วยความเป็นมิตร ๑. ในความสนิทสนม ๓ อย่างนั้น ตัณหาแม้มีประเภทตั้ง ๑๐๘ ก็เป็น ตัณหาสัถวะ. ทิฏฐิ แม้มีประเภท ๖๒ ก็เป็นทิฏฐิสันถวะ. การช่วยเหลือมิตรเพราะมีจิตผูกพัน กัน เป็นมิตรสันถวะ. มิตรสันถวะนั้นประสงค์เอาในที่นี้. สมาบัติของ บุคคลนั้นเสื่อมไปด้วยมิตรสันถวะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวว่า เราเห็นภัยนั้นในความสนิทสนมจึงได้บรรลุ. บทที่เหลือ เช่นกับที่กล่าวไว้แล้วนั้นแล ไม่มีอะไรที่ควรกล่าวในนิเทศ. จบคาถาที่ ๓ คาถาที่ ๔ ๔) วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา วํสากฬีโร ว อสชฺชมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 664 ข้อ 821
บุคคลข้องอยู่แล้วด้วยความเยื่อใยในบุตรและภรรยา เหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวเกาะกันฉะนั้น บุคคลไม่ข้องอยู่ เหมือนหน่อไม้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า วํโส คือ ไม้ไผ่. บทว่า วิสาโล คือ หนาแน่น. ว อักษร เป็นอวธารณะ. หรือ เอว อักษร ในบทนี้ เอ อักษรหายไปด้วยบท สนธิ. พึงเชื่อมบทนั้นในบทอื่น. เราจักประกอบบทนั้นในภายหลัง. บทว่า ยถา คือ ในความเปรียบเทียบ. บทว่า วิสตฺโต คือ เกี่ยวข้อง พัวพัน ร้อยรัด. บทว่า ปุตฺเตสุ ทาเรสุ คือ ในบุตรธิดาและภรรยา. บทว่า ยา อเปกฺขา คือ ตัณหาใด ความเสน่หาใด. บทว่า วํสกฬีโรว๑ อสชฺชมาโน คือ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่เกี่ยวข้อง เหมือนหน่อไม้ไผ่. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. อธิบายไว้ว่า พุ่มไม้ไผ่ใหญ่เกี่ยวพันกันฉันใด ตัณหาในบุตรและภรรยาทั้งหลาย กว้างขวางเกี่ยวพันกันฉันนั้น แม้ตัณหา นั้นชื่อว่าเกี่ยวข้องกัน เพราะร้อยรัดวัตถุเหล่านั้นนั่นเอง เรานั้นมีตัณหา เพราะความเพ่งนั้น เห็นโทษของความเพ่งอย่างนี้ว่า เหมือนพุ่มไม้ไผ่ใหญ่ เกี่ยวพันกัน แล้วจึงตัดความเพ่งนั้นเสียด้วยมรรคญาณ ไม่ขัดข้องด้วย อำนาจแห่งตัณหา มานะและทิฏฐิในรูปเป็นต้นก็ดี ในลาภเป็นต้นก็ดี ในกามราคะเป็นต้นก็ดี จึงบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ ดังนี้. บทที่เหลือ พึงทราบโดยนัยมีในก่อนนั่นแล ในนิเทศแห่งคาถานี้ไม่มีอะไรนอกเหนือ ไปจากนี้. จบคาถาที่ ๔ ๑. บาลีเป็น วํสากฬีโรว.
หน้า 665 ข้อ 821
คาถาที่ ๖ ๕) มิโค อรยฺยมิหิ ยถา อพนฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย วิญฺู นโร เสริตํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปิโป. เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกไว้แล้ว ย่อมไปหากินตาม ปรารถนา ฉันใด นรชนผู้รู้แจ้ง เพ่งความประพฤติตาม ความพอใจของตน พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า มิโค นี้ เป็นชื่อของสัตว์ ๔ เท้าที่อยู่ในป่าทุกชนิด. ใน ที่นี้ท่านประสงค์เอาเนื้อฟาน (อีเก้ง). บทว่า อรญฺมฺหิ คือ ป่าที่เหลือ เว้นบ้านและที่ใกล้เคียงบ้าน. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาสวน. เพราะ- ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุยฺยานมฺหิ คือ ในสวน. บทว่า ยถา คือ ใน ความเปรียบเทียบ. บทว่า อพนฺโธ คือ อันเครื่องผูกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเชือกและเครื่องผูกเป็นต้น มิได้ผูกพันไว้. ด้วยบทนี้ท่านแสดง ถึงความพระพฤติที่คุ้นเคยกัน. บทว่า เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย ไป เพื่อหาอาหารคามความต้องการ คือไปเพื่อหาอาหารตามทิศที่ต้องการไป. เพราะฉะนั้น ในบทนั้นท่านจึงแสดงว่า ไปยังทิศที่ต้องการจะไป เคี้ยว กินอาหารที่ต้องการเคี้ยวกิน. บทว่า วิญฺญู นโร คือ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า เสริตํ ธรรมอันให้ถึงความเสรี คือ ความประพฤติด้วย ความพอใจ ความไม่อาศัยผู้อื่น. บทว่า เปกฺขมาโน คือ ดูด้วยปัญญา
หน้า 666 ข้อ 821
จักษุ. อีกอย่างหนึ่ง ความเสรีในธรรมและความเสรีในบุคคล. จริงอยู่ โลกุตรธรรมทั้งหลายชื่อว่าเสรี เพราะไม่ไปสู่อำนาจของกิเลส และบุคคล ชื่อว่าเสรี เพราะประกอบด้วยโลกุตรธรรมเหล่านั้น. นิเทศแห่งความ เป็นเสรีเหล่านั้น เพ่งถึงธรรมอันให้ถึงความเป็นเสรี. ท่านอธิบายไว้ อย่างไร. อธิบายไว้ว่า มฤคในป่า อันเครื่องผูกอะไร ๆ มิได้ผูกไว้ ย่อมไปหาอาหารได้ตามความประสงค์ฉันใด เมื่อเราคิดว่า เมื่อไรหนอ เราพึงตัดเครื่องผูกคือตัณหา แล้วไปอย่างนั้นได้ ดังนี้ แล้วถูกพวกท่าน ยืนล้อมอยู่ทั้งข้างหน้าข้างหลัง ผูกพันอยู่ไม่ได้ไปตามความปรารถนา เรา เห็นโทษในความไม่ได้ไปตามความปรารถนา เห็นอานิสงส์ในการไปได้ ตามความปรารถนาแล้ว ได้ถึงความบริบูรณ์ด้วยสมถะและวิปัสสนาตาม ลำดับ แต่นั้นก็ได้บรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น นรชนผู้เป็น วิญญู เมื่อเห็นธรรมอันให้ถึงความเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. จบคาถาที่ ๕ คาถาที่ ๖ ๖) อามนฺตา โหติ สหายมชฺเฌ วาเส าเน คมเน จาริกาย อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. การปรึกษาในที่อยู่ ที่ยืน ในการไป ในการเที่ยว ย่อมมีในท่ามกลางสหาย บุคคลเพ่งความประพฤติตาม
หน้า 667 ข้อ 821
ความพอใจ ที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ่งเล็งแล้ว พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. นิเทศนี้เป็นปิณฑัตถะ คือ บวกความท่อนหลัง ๆ เข้ากับความท่อน ต้นๆ. หรือมีอรรถว่า ประมวลความ. เมื่อตั้งอยู่ในท่ามกลางสหาย จำต้อง มีการปรึกษากันอย่างนั้น ๆ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านจงฟังเรื่องนี้ของเรา จงให้สิ่งนี้แก่เรา ทั้งในที่อยู่ คือที่พักกลางวัน ในที่ยืน คือที่โรงฉันใหญ่ ในที่เดิน คือในการไปสวน ในที่เที่ยวไป คือในที่เที่ยวไปในชนบท เพราะฉะนั้น เราเมื่อเบื่อหน่ายในที่นั้น ๆ เห็นบรรพชาที่อริยชนเสพ มีอานิสงส์มาก เป็นความสุขโดยส่วนเดียว เมื่อเป็นอย่างนั้น บุรุษชั่ว ทั้งหมดถูกลาภครอบงำ ไม่เพ่งไม่ปรารถนา เห็นความไม่เพ่งนั้น และเห็น ธรรมอันให้ถึงความเสรีด้วยอำนาจแห่งธรรมและบุคคล โดยไม่ตกอยู่ใน อำนาจของผู้อื่น จึงปรารภวิปัสสนาแล้วบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณตามลำดับ ด้วยประการฉะนี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ ๖ คาถาที่ ๗ ๗) ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ ปุตฺเตสุ จ วิปูลํ โหติ เปมํ ปิยวิปฺปโยคํ วิชิคุจฺฉมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 668 ข้อ 821
การเล่น การยินดี ย่อมมีในท่ามกลางสหาย อนึ่ง ความรักที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีในบุตรทั้งหลาย บุคคลเมื่อ เกลียดชังความพลัดพรากจากสัตว์ และสังขารอันเป็นที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า ขิฑฺฑา คือ การเล่น. การเล่นมี ๒ อย่าง คือ ทางกาย และทางวาจา. การเล่นมีอาทิอย่างนี้ คือ เล่นด้วยช้างบ้าง ด้วยม้าบ้าง ด้วยธนูบ้าง ด้วยดาบบ้าง ชื่อว่า การเล่นทางกาย. การเล่นมีอาทิ อย่างนี้ว่า ขับร้อง กล่าวคำโศลก ทำเสียงกลองด้วยปาก ชื่อว่า การ เล่นทางวาจา. บทว่า รตี คือ ความยินดีในกามคุณ ๕. บทว่า วิปูลํ ไพบูลย์ คือ ซึมแทรกเข้าไปยังอัตภาพทั้งสิ้น จนจรดเยื่อในกระดูก. บทที่เหลือชัดดีแล้ว. แม้การประกอบไปตามลำดับสืบเนื่องในนิเทศนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในสังสัคคคาถานั่นแล. จบคาถาที่ ๗ คาถาที่ ๘ ๘) จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 669 ข้อ 821
บุคคลย่อมเป็นอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่ และไม่ เดือดร้อน ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตราย เสีย ไม่หวาดเสียว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. บทว่า จาตุทฺทิโส คือ อยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่. แผ่พรหมวิหาร ภาวนา โดยนัยมีอาทิว่า เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง อยู่. ชื่อว่า จาตุทฺทิโส เพราะมี ๔ ทิศ. ชื่อว่า อปฺปฏิโฆ เพราะไม่ เบียดเบียนสัตว์หรือสังขาร ด้วยความกลัวในทิศไหนๆ ใน ๔ ทิศเหล่านั้น. บทว่า สนฺตุสฺสมาโน คือ ยินดีด้วยอำนาจแห่งสันโดษ ๑๒ อย่าง บทว่า อีตรีตเรน คือ ด้วยปัจจัยตามมีตามได้. ในบทว่า ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี นี้ ชื่อว่า ปริสฺสยา เพราะครอบงำกายและจิต ทำลาย สมบัติของคนเหล่านั้น หรือนอนเฉย. บทนี้เป็นชื่อของอันตรายทางกาย และใจในภายนอก มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น ในภายในมีกามฉันทะ เป็นต้น. ชื่อว่าครอบงำอันตรายทั้งหลาย เพราะครอบงำอันตรายเหล่านั้น ด้วยความอดกลั้น และด้วยธรรมมีวิริยะเป็นต้น. ชื่อว่า อจฺฉมฺภี เพราะ ไม่มีความกลัวอันทำความกระด้าง. ท่านอธิบายไว้อย่างไร อธิบายไว้ว่า สมณะ ๔ จำพวกฉันใด เราก็ฉันนั้น เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตาม ได้อย่างนั้น ตั้งอยู่ในสันโดษอันเป็นทางแห่งการปฏิบัตินี้ มีปกติอยู่ตาม สบายในทิศทั้งสี่ ไม่มีความขัดเคือง เพราะไม่มีภัยอันทำให้กระทบ กระทั่งในสัตว์และสังขารทั้งหลาย ครอบนำอันตรายทั้งหลายดังได้กล่าว แล้ว เพราะมีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่ ไม่มีความหวาดเสียว เพราะ
หน้า 670 ข้อ 821
ไม่มีความกระทบกระทั่ง เพราะเหตุนั้น เราเห็นคุณของการปฏิบัตินี้ จึง ปฏิบัติโดยแยบคายแล้วบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ. อีกอย่างหนึ่ง เรารู้ว่า ผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้เหมือนสมณะ เหล่านั้น มีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่. ตามนัยที่กล่าวแล้ว จึงปรารถนา ความเป็นผู้มีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่อย่างนี้ ได้ปฏิบัติโดยแยบคาย จึงบรรลุ เพราะฉะนั้น แม้ผู้อื่นปรารถนาฐานะเช่นนั้นบ้าง เป็นผู้ครอบงำ อันตรายทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้มีปกติอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่ และ เป็นผู้ไม่หวาดสะดุ้ง เพราะไม่มีความกระทบกระทั่ง พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศ ดังต่อไปนี้ . บทว่า เมตฺตา พึงทราบโดยอรรถก่อน ชื่อว่า เมตฺตา เพราะมี ความเยื่อใย. อธิบายว่า ความรัก. ชื่อว่าเมตตา เพราะมีความรัก หรือความเป็นไปแห่งความรัก. บทว่า เมตฺตาสหคเตน คือ มีใจ ประกอบด้วยเมตตา. บทว่า เจตสา คือ มีใจ. บทว่า เอกํ ทิสํ คือ ในทิศหนึ่ง. ท่านกล่าวประสงค์เอาสัตว์ที่กำหนดไว้เป็นที่หนึ่ง ด้วยการ แผ่ไปถึงสัตว์อันเนื่องในทิศหนึ่ง. บทว่า ผริตฺวา แผ่ไปแล้ว คือถูกต้อง กระทำให้เป็นอารมณ์. บทว่า วิหรติ คือ ยังการอยู่ในอิริยาบถที่ตั้งไว้ใน พรหมวิหารให้เป็นไป. บทว่า ตถา ทุติยํ ทิศที่ ๒ ก็เหมือนกัน คือ ในลำดับทิศนั้นเหมือนอย่างที่แผ่ไปในทิศหนึ่ง ในทิศบูรพาเป็นต้น ทิศใด ทิศหนึ่ง. อธิบายว่า ทิศที่ ๒ ที่ ๓ และทิศที่ ๔. บทว่า อิติ อุทฺธํ ท่านกล่าวว่าทิศเบื้องบนโดยนัยนั้นเหมือนกัน. บทว่า อโธ ติริยํ คือ แม้ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวางก็เหมือนกัน. อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า
หน้า 671 ข้อ 821
อโธ คือ เบื้องล่าง. บทว่า ติริยํ คือ ทิศน้อย. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ยังจิตสหรคตด้วยเมตตาให้แล่นไปบ้าง แล่นกลับบ้าง ในทิศทั้งปวงอยู่ อย่างนี้ เหมือนคนฝึกม้า ยังม้าให้วิ่งไปบ้าง วิ่งกลับบ้างในสนามฝึกม้า. ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ กำหนดทิศหนึ่ง ๆ แล้ว แสดงถึงการแผ่เมตตาโดย จำกัด. บทว่า สพฺพธิ เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงโดยไม่จำกัด. ใน บทเหล่านั้น บทว่า สพฺพธิ คือ ในทิศทั้งปวง. บทว่า สพฺพตฺตตาย ทั่วสัตว์ทุกเหล่า คือทั่วสัตว์ทั้งปวงมีประเภทเป็นต้นว่า สัตว์เลว ปาน กลาง อุกฤษฏ์ มิตร ศัตรู และเป็นกลาง ท่านกล่าวว่า ไม่ทำการแยกว่า สัตว์นี้ สัตว์อื่น เพราะสัตว์ทุกชนิดเสมอกับตน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพตฺตตาย ท่านกล่าว่า ไม่ซัดออกไปภายนอกแม้แต่น้อย โดยความ เป็นจิตทั้งหมด. บทว่า สพฺพาวนฺติ สัตว์ทุกเหล่า คือประกอบด้วย สัตว์ทั้งปวง. บทว่า โลกํ คือ สัตวโลก. ท่านกล่าวว่า มีจิตสหรคต ด้วยเมตตาในที่นี้อีก เพราะแสดงโดยปริยายมีอย่างนี้ว่า วิปุเลน เป็นจิต กว้างขวาง ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะ ตถา ศัพท์ก็ดี อิติ ศัพท์ก็ดี ท่านมิได้กล่าวอีก ดุจในการแผ่ไปโดยจำกัดนี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีจิตสหรตด้วยเมตตาอีก. อีกอย่างหนึ่ง สูตรนี้ท่านกล่าวโดยสรุป. อนึ่ง ในบทว่า วิปุเลน นี้ พึงเห็นความเป็นผู้มีจิตกว้างขวางด้วยการแผ่ไป. จิตนั้นถึงความเป็นใหญ่ด้วยสามารถแห่งภูมิ. จิตหาประมาณมิได้ด้วย สามารถแห่งความคล่องแคล่ว และด้วยสามารถแห่งสัตว์ไม่มีประมาณเป็น อารมณ์. จิตไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือพยาบาทเสียได้. จิตไม่มีความ เบียดเบียน เพราะละความโทมนัสเสียได้. ท่านกล่าวว่า หมดทุกข์. กรุณา มีความดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ชื่อว่า มุทิตา เพราะเป็นเหตุ
หน้า 672 ข้อ 821
ยินดีแห่งจิต มีความพร้อมเพรียงแห่งจิตนั้น หรือยินดีด้วยตนเอง หรือ เพียงความยินดีเท่านั้น. ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะเข้าไปเพ่ง โดยการละ พยาบาทมีอาทิว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีเวรกันเลย และด้วยการ เข้าถึงความเป็นกลาง. อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้โดยลักษณะเป็นต้น ต่อไป. เมตตา มีความเป็นไปแห่งอาการ คือเป็นประโยชน์เกื้อกูลเป็น ลักษณะ การนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลเป็นรส (คือกิจ) มีการกำจัดความ อาฆาตเป็นปัจจุปัฏฐาน (คือเครื่องปรากฏ) มีการเห็นสัตว์มีความอิ่มเอิบ ใจเป็นปทัฏฐาน (คือเหตุใกล้ให้เกิด) การสงบความพยาบาทเป็นสมบัติของ เมตตา การเกิดความเสน่หาเป็นวิบัติของเมตตานี้. กรุณา มีการช่วยให้เขาพ้นทุกข์เป็นลักษณะ มีการอดทนไม่ได้ใน ทุกข์ของผู้อื่นเป็นรส มีการไม่เบียดเบียนเป็นปัจจุปัฏฐาน มีการเห็น ความที่สัตว์ทั้งหลายถูกทุกข์ครอบงำไม่มีที่พึ่งเป็นปทัฏฐาน ความสงบ จากการเบียดเบียนเป็นสมบัติของกรุณานั้น ความเกิดเศร้าโศกเป็นวิบัติ ของกรุณา. มุทิตา มีความยินดีเป็นลักษณะ มีความไม่ริษยาเป็นรส มีการ กำจัดความไม่ยินดีเป็นปัจจุปัฏฐาน มีการเห็นสมบัติของสัตว์ทั้งหลาย เป็นปทัฏฐาน. ความสงบการริษยาเป็นสมบัติของมุทิตานั้น การเกิด ความดีใจเป็นวิบัติของมุทิตา. อุเบกขา มีความเป็นไปแห่งอาการ คือการวางตนเป็นกลางในสัตว์ ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีการเห็นความเสมอกันในสัตว์ทั้งหลายเป็นรส
หน้า 673 ข้อ 821
มีการเข้าไปสงบความขัดเคืองและความยินดีเป็นปัจจุปัฏฐาน มีการเห็น ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนอันเป็นไปอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรม เป็นของตน สัตว์เหล่านั้นจักมีสุข จักพ้นจากทุกข์ หรือจักไม่เสื่อมจาก สมบัติที่มีอยู่ตามความชอบใจของใคร ดังนี้เป็นปทัฏฐาน. การสงบจาก ความขัดเคืองและความยินดีเป็นสมบัติของอุเบกขานั้น ความเกิดแห่ง อุเบกขาในอญาณ อันอาศัยเรือน (คือกามคุณ ๕) เป็นวิบัติของอุเบกขา. ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตุฏฺโ โหติ คือ เป็นผู้ยินดีด้วยความ ยินดีในปัจจัย . บทว่า อิตรีตเรน จีวเรน ด้วยจีวรตามมีตามได้ คือ ยินดีด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาจีวรเนื้อหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต มั่นคง และเก่าเป็นต้น. อธิบายว่า ที่แท้แล้วเป็นผู้ยินดีด้วย จีวรตามมีตามได้. จริงอยู่ ในจีวรมีสันโดษ ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ ๑ ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง ๑ ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสนควร ๑. แม้ในบิณฑบาตเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ท่าน กล่าวว่า เป็นผู้ยินดีด้วยจีวรตามมีตามได้ คือเป็นผู้ยินดีจีวรผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาจีวรตามที่ได้แล้ว หมายถึงสันโดษ ๓ เหล่านี้. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบ จีวร เขตของจีวร ผ้าบังสุกุล ความ ยินดีในจีวร และธุดงค์อันปฏิสังยุตด้วยจีวร. บทว่า จีวรํ ชานิตพฺพํ พึงรู้จีวร คือพึงรู้จีวร ๖ ชนิด มีผ้า ทำด้วยเปลือกไม้เป็นต้น และจีวรอนุโลม ๖ ชนิด มีจีวรทำด้วยผ้าเนื้อดี เป็นต้น. จีวร ๑๒ ชนิดเหล่านี้เป็นกัปปิยจีวร. จีวรที่มีอาทิอย่างนี้ว่า จีวรที่ทำด้วยหญ้าคา ป่าน เปลือกไม้ ผมคน ขนสัตว์ ใบลาน หนัง ปีกนกเค้า ต้นไม้ เถาวัลย์ ตะไคร้น้ำ กล้วย ไม้ไผ่ เป็นอกัปปิยจีวร.
หน้า 674 ข้อ 821
บทว่า จีวรเขตฺตํ เขตของจีวร คือเขตมี ๖ เพราะเกิดขึ้นอย่างนี้ คือจากสงฆ์ ๑ จากคณะ ๑ จากญาติ ๑ จากมิตร ๑ จากทรัพย์ ของตน ๑ เป็นผ้าบังสกุล ๑ พึงทราบเขต ๘ ด้วยสามารถแห่ง มาติกา ๘. บทว่า ปํสุกูลํ ผ้าบังสกุล พึงทราบผ้าบังสุกุล ๒๓ ชนิด คือผ้า ได้จากป่าช้า ๑ ผ้าเขาทิ้งไว้ตามตลาด ๑ ผ้าตามถนน ๑ ผ้าตามกอง หยากเยื่อ ๑ ผ้าเช็ดครรภ์ ๑ ผ้าที่ตกอยู่ในที่อาบน้ำ ๑ ผ้าที่ตกอยู่ที่ ท่าน้ำ ๑ ผ้าห่อศพ ๑ ผ้าถูกไฟไหม้ ๑ ผ้าที่โคเคี้ยวกิน ๑ ผ้าปลวก กัด ๑ ผ้าที่หนูกัด ๑ ผ้าที่ขาดข้างใน ๑ ผ้าขาดชาย ๑ ผ้าธง ๑ ผ้าบูชาสถูป ๑ ผ้าสมณจีวร ๑ ผ้าที่สมุทรซัดขึ้นบก ๑ ผ้าอภิเษก (ผ้าที่เขาทิ้งในพิธีราชาภิเษก) ๑ ผ้าเดินทาง ๑ ผ้าถูกลมพัดมา ๑ ผ้าสำเร็จด้วยฤทธิ์ ๑ ผ้าเทวดาให้ ๑. ในบทเหล่านี้ บทว่า โสตฺถิยํ คือ ผ้าเช็ดมลทินครรภ์ (ผ้าใช้ใน การตลอดบุตร). บทว่า คตปจฺจาคตํ ผ้าคลุมศพ คือผ้าที่เขาคลุมศพ นำไปป่าช้าแล้วเอามาใช้เป็นจีวร. บทว่า ธชาหฏํ คือ ผ้าที่เขายกขึ้น เป็นธงแล้วนำมา. บทว่า ถูปํ คือ ผ้าที่เขาบูชาที่จอมปลวก. บทว่า สามุทฺทิยํ คือ ผ้าที่ถูกคลื่นในทะเลชัดขึ้นบก. บทว่า ปฏฺิกํ คือ ผ้าที่ คนเดินทางเอาหินทุบเพราะกลัวโจรแล้วนำมาห่ม. บทว่า อิทฺธิมยํ คือ ผ้าของเอหิภิกขุ. บทที่เหลือ ชัดดีแล้ว. บทว่า จีวรสนฺโตโส คือ สันโดษด้วยจีวร ๒๐ ชนิด คือวิตักก- สันโดษ สันโดษในการตรึก ๑ คมนสันโดษ สันโดษในการไป ๑ ปริเยสน- สันโดษ สันโดษในการแสวงหา ๑ ปฏิลาภสันโดษ สันโดษในการได้ ๑
หน้า 675 ข้อ 821
มัตตปฏิคคหณสันโดษ สันโดษในการรับพอประมาณ ๑ โลลุปปวิวัชชน- สันโดษ สันโดษในการเว้นจากความโลเล ๑ ยถาลาภสันโดษ สันโดษ ตามที่ได้ ๑ ยถาพลสันโดษ สันโดษตามกำลัง ๑ ยถาสารุปปสันโดษ สันโดษตามสมควร ๑ อุทกสันโดษ สันโดษด้วยน้ำ ๑ โธวนสันโดษ สันโดษในการซัก ๑ กรณสันโดษ สันโดษในการทำ ๑ ปริมาณสันโดษ สันโดษในปริมาณ ๑ สุตตสันโดษ สันโดษในเส้นด้าย ๑ สิพพนสันโดษ สันโดษในการเย็บ ๑ รชนสันโดษ สันโดษในการย้อม ๑ กัปปสันโดษ สันโดษในการกัปปะ๑ ๑ ปริโภคสันโดษ สันโดษในการใช้สอย ๑ สันนิธิ- ปริวัชชนสันโดษ สันโดษในการเว้นจากการสะสม ๑ วิสัชชนสันโดษ สันโดษในการสละ ๑. ในสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน แล้ว ตรึกเพียงเดือนเดียวควร. เพราะว่า ภิกษุนั้นครั้นออกพรรษาแล้ว กระทำ จีวรในเดือนที่ทำจีวร ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ย่อมทำโดยกึ่งเดือน เท่านั้น. การตรึกเพียงกึ่งเดือนและหนึ่งเดือนด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า วิตักกสันโดษ. อนึ่ง เมื่อภิกษุไปหาจีวร ไม่ได้คิดว่าเราจักได้จีวร ณ ที่ไหน แล้ว ไปโดยยึดเพียงกรรมฐานที่เป็นประธานเท่านั้น ชื่อว่า คมนสันโดษ. อนึ่ง เมื่อภิกษุแสวงหาจีวร มิได้แสวงหากับผู้ใดผู้หนึ่ง ยึดถือ ภิกษุผู้ละอาย ผู้มีศีลเป็นที่รัก แล้วจึงแสวงหา ชื่อว่า ปริเยสนสันโดษ. เมื่อภิกษุแสวงหาอยู่อย่างนี้ เห็นจีวรที่เขานำมาแต่ไกล มิได้ตรึก อย่างนี้ว่า จีวรนี้จักเป็นที่ชอบใจ จีวรนี้จักไม่เป็นที่ชอบใจ ดังนี้ แล้ว ๑. การทำพินทุกัปปะ คือจุดเครื่องหมายในไตรจีวร.
หน้า 676 ข้อ 821
ยินดีด้วยจีวรตามที่ได้ ในจีวรที่มีเนื้อหยาบและเนื้อละเอียดเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิลาภสันโดษ. แม้เมื่อภิกษุถือเอาจีวรที่ได้อย่างนี้แล้ว ยินดีโดยเพียงพอแก่ตนว่า จีวรประมาณเท่านี้จักเป็นสองชั้น ประมาณเท่านี้จักเป็นชั้นเดียว ดังนี้ ชื่อว่า มัตตปฏิคคหณสันโดษ. อนึ่ง เมื่อภิกษุแสวงหาจีวร มิได้คิดว่า เราจักได้จีวรที่ชอบใจที่ ประตูเรือนของคนโน้น แล้วเที่ยวไปตามลำดับประตูบ้าน ชื่อว่า โลลุปป- วิวัชชนสันโดษ. เมื่อภิกษุสามารถจะยังตนให้เป็นไปอยู่ได้ด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาจีวรเนื้อเศร้าหมองและเนื้อประณีต ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปอยู่ ด้วยจีวรตามที่ตนได้เท่านั้น ชื่อว่า ยถาลาภสันโดษ. ภิกษุรู้กำลังของตนแล้ว เป็นอยู่ได้ด้วยจีวรที่สามารถยังตนให้เป็น อยู่ได้ ชื่อว่า ยถาพลสันโดษ. ภิกษุให้จีวรที่ชอบใจแก่ภิกษุรูปอันแล้ว ยังตนให้เป็นไปอยู่ได้ด้วย จีวรผืนใดผืนหนึ่ง ชื่อว่า ยถาสารุปปสันโดษ. ภิกษุมิได้ไตร่ตรองว่า น้ำที่ไหนสะอาด ที่ไหนไม่สะอาด แล้ว ซักจีวรด้วยน้ำที่พอจะซักได้ ชื่อว่า อุทกสันโดษ. แต่ควรเว้นน้ำที่มี ดินสีเหลีองมีเปลือกไม้ ดินสอพอง ใบไม้เน่าและมีสีเศร้าหมอง. อนึ่ง เมื่อ ภิกษุซักจีวรไม่เอาไม้ค้อนเป็นต้นทุบ เอามือขยำซัก ชื่อว่า โธวนสันโดษ. อนึ่ง ควรใส่ใบไม้แล้วซักจีวรที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยน้ำร้อน. เมื่อภิกษุซักอย่างนี้ แล้วไม่ขัดเคืองใจว่า นี้หยาบ นี้ละเอียด แล้วกระทำโดยวิธีทำให้สะอาค ตามความเพียงพอนั่นแหละ ชื่อว่า กรณสันโดษ. กระทำเพียงปกปิด
หน้า 677 ข้อ 821
ทั้ง ๓ ปริมณฑลเท่านั้น ชื่อว่า ปริมาณสันโดษ. ภิกษุไม่เที่ยวไปด้วยคิด ว่าเราจักแสวงหาด้ายที่พอใจเพื่อเย็บจีวร แล้วถือเอาด้ายที่เขานำมาวางไว้ ที่ถนนเป็นต้น หรือที่เทวสถาน หรือที่ใกล้เท้า แล้วเย็บจีวร ชื่อว่า สุตตสันโดษ. อนึ่ง ในเวลาทำกระทงจีวรไม่ควรเย็บ ๗ ครั้งที่ผ้าประมาณ หนึ่งองคุลี. เพราะเมื่อทำอย่างนี้ แม้ความแตกแห่งวัตรก็ไม่มีแก่ภิกษุ ผู้ไม่มีสหาย. แต่ควรแทง ๗ ครั้งที่ผ้าประมาณ ๓ องคุลี. เมื่อทำอย่างนี้ ก็ควรมีเพื่อนเดินทางไปด้วย. ความแตกแห่งวัตรย่อมมีแก่ภิกษุที่ไม่มี เพื่อน นี้ชื่อว่า สิพพนสันโดษ. อนึ่ง ภิกษุผู้ย้อมจีวรไม่ควรเที่ยว แสวงหามะเดื่อดำเป็นต้น พึงย้อมด้วยของที่ได้ในบรรดาเปลือกไม้สีคล้ำ เป็นต้น. เมื่อไม่ได้ควรถือเอาเครื่องย้อมที่พวกมนุษย์ถือเอามาในป่าทิ้งไว้ หรือกากที่พวกภิกษุต้มทิ้งไว้แล้วย้อม นี้ชื่อว่า รชนสันโดษ. เมื่อภิกษุ ถือเอาจีวรสีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาสีเขียว เปือกตม ดำคล้ำ แล้ว นั่งบนหลังช้างกระทำจุดดำให้ปรากฏ ชื่อว่า กัปปสันโดษ. การใช้สอย เพียงเพื่อปกปิดอวัยวะอันยังหิริให้กำเริบ ชื่อว่า ปริโภคสันโดษ. อนึ่ง ครั้นได้ผ้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ด้าย เข็ม หรือผู้กระทำควรเก็บไว้. เมื่อได้ ไม่ควรเก็บ. แม้ทำแล้วหากว่าประสงค์จะให้แก่อันเตวาสิกเป็นต้น และ อันเตวาสิกเป็นต้นเหล่านั้นยังไม่อยู่ ควรเก็บไว้จนกว่าจะมา. พอเมื่อ อันเตวาสิกเป็นต้นมาแล้วควรให้ เมื่อไม่อาจให้ได้ ควรอธิษฐาน. เมื่อมีจีวรผืนอื่น ควรอธิษฐานทำเป็นเครื่องลาด. ท่านมหาสิวเถระกล่าวว่า ก็เมื่อยังไม่อธิษฐาน เป็นอาบัติสันนิธิ (คือสะสม) อธิษฐานแล้วไม่เป็น อาบัติ. นี้ชื่อว่า สันนิธิปริวัชชนสันโดษ.
หน้า 678 ข้อ 821
อนึ่ง เมื่อสละไม่ควรให้เพราะเห็นแก่หน้า. ควรตั้งอยู่ในสาราณิย- ธรรมแล้วสละให้. นี้ชื่อว่า วิสัชชนสันโดษ. ปังสุกูลิกังคธุดงค์ (ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร) และติจีวริกังคธุดงค์ (ถือไตรจีวรเป็นวัตร) ชื่อว่า ธุดงค์ปฏิสังยุตด้วยจีวร. พระปัจเจกสัม- พุทธเจ้าบำเพ็ญมหาอริยวงศ์คือความสันโดษด้วยจีวร ย่อมรักษาธุดงค์ สองเหล่านี้. เมื่อรักษาอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า เป็นผู้สันโดษด้วยอำนาจแห่ง มหาอริยวงศ์คือความสันโดษด้วยจีวร. บทว่า วณฺณวาที กล่าวสรรเสริญ คือภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สันโดษ แต่ไม่กล่าวถึงคุณของสันโดษ รูปหนึ่งไม่สันโดษ แต่กล่าวถึงคุณของ สันโดษ รูปหนึ่งทั้งไม่สันโดษทั้งไม่กล่าวถึงคุณของสันโดษ รูปหนึ่ง ทั้งเป็นผู้สันโดษทั้งกล่าวถึงคุณของสันโดษ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็น อย่างนั้น เพื่อแสดงถึงพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้กล่าวสรรเสริญความสันโดษด้วยจีวรตามมี ตามได้. บทว่า อเนสนํ ไม่แสวงหาผิด คือไม่แสวงหาผิดมีประการต่าง ๆ อันมีประเภทคือเป็นทูต เป็นคนส่งสาสน์ เดินส่งข่าว. บทว่า อปฺปฏิรูปํ คือ ไม่สมควร. บทว่า อลทฺธา จ คือ ไม่ได้แล้ว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เมื่อไม่ได้จีวรก็ไม่สะดุ้ง เหมือนอย่างภิกษุบางรูปคิดว่าเราจักได้จีวรอย่างไร หนอ จึงร่วมกับพวกภิกษุผู้มีบุญกระทำการหลอกลวง ย่อมหวาดเสียว สะดุ้ง. บทว่า ลทฺธา จ คือ ได้เเล้วโดยธรรม โดยเสมอ. บทว่า อคธิโต ไม่ติดใจ คือปราศจากความโลภ. บทว่า อมุจฺฉิโต ไม่หลงใหล คือ ถึงความซบเซาด้วยความอยากอย่างยิ่ง. บทว่า อนชฺฌาปนฺโน ไม่พัวพัน
หน้า 679 ข้อ 821
คือไม่ถูกความอยากท่วมทับพัวพัน. บทว่า อาทีนวทสฺสาวี มีปกติเห็น โทษ คือเห็นโทษในการแสวงหาอันไม่สมควร และในการบริโภคด้วย ความอยาก. บทว่า นิสฺสรณปญฺโ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก คือรู้การ สลัดออกดังกล่าวแล้วว่า เพียงเพื่อกำจัดความหนาว. บทว่า อิตรีตร- จีวรสนฺตุฏฺิยา คือ ความสันโดษด้วยจีวรอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ไม่ยกตน คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นไม่ยกตน เหมือน ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ยกตนว่า เราเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เราถือ บังสุกูลิกังคธุดงค์ ในโรงอุปสมบทนั่นแลใครจะเหมือนเราบ้าง. บทว่า น ปรํ วมฺเภติ ไม่ข่มผู้อื่น คือไม่ข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า ภิกษุรูปอื่น เหล่านั้นไม่เป็นผู้ถือผ้าบังสกุลเป็นวัตร หรือไม่มีแม้เพียงบังสุกูลิกังคธุดงค์. บทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ก็พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าใดเป็นผู้ขยันในจีวร- สันโดษนั้น คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าใด เป็นผู้ขยันฉลาดเฉียบแหลมใน จีวรสันโดษนั้น หรือในความเป็นผู้กล่าวสรรเสริญสันโดษเป็นต้น. บทว่า อนลโส ไม่เกียจคร้าน คือปราศจากความเกียจคร้านด้วยทำความเพียร ติดต่อ. บทว่า สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต คือ ประกอบด้วยความรู้สึกตัว และมีสติ. บทว่า อริยวํเส ิโต คือ ดำรงอยู่ในวงศ์ของพระอริยะ. บทว่า อิตรีตเรน ปิณฺฑปาเตน คือ ด้วยบิณฑบาตอย่างใดอย่าง หนึ่ง. แม้ในบทนี้ก็พึงทราบความดังต่อไปนี้ พึงทราบบิณฑบาต พึง ทราบเขตของบิณฑบาต พึงทราบความสันโดษด้วยบิณฑบาต พึงทราบ ธุดงค์ที่ปฏิสังยุตด้วยบิณฑบาต.
หน้า 680 ข้อ 821
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปิณฺฑปาโต ได้แก่ บิณฑบาต ๑๖ ชนิด คือข้าวสุก ๑ ขนมถั่ว ๑ ข้าวตู ๑ ปลา ๑ เนื้อ ๑ นมสด ๑ นมส้ม ๑ เนยใส ๑ เนยข้น ๑ น้ำมัน ๑ น้ำผึ้ง ๑ น้ำอ้อย ๑ ยาคู ๑ ของเคี้ยว ๑ ของลิ้ม ๑ ของเลีย ๑. บทว่า ปิณฺฑปาตกฺเขตฺตํ คือ เขตของบิณฑบาต ๑๕ ชนิด คือ สังฆภัต ๑ อุเทศภัต ๑ นิมันตนะ ๑ สลากภัต ๑ ปักขิกะ ๑ อุโปสถิกะ ๑ ปาฏิปทิกะ ๑ อาคันตุกภัต ๑ คมิกภัต ๑ คิลานภัต ๑ คิลานุปัฏฐากภัต ๑ ธุรภัต๑ ๑ กุฏิภัต ๑ วาริกภัต ๑ วิหารภัต ๑. บทว่า ปิณฺฑปาตสนฺโตโส คือ สันโดษ ๑๕ อย่าง คือวิตักก- สันโดษ ๑ คมนสันโดษ ๑ ปริเยสนสันโดษ ๑ ปฏิลาภสันโดษ ๑ ปฏิคคหณสันโดษ ๑ มัคคปฏิคคหณสันโดษ ๑ โลลุปปวิวัชชนสันโดษ ๑ ยถาลาภสันโดษ ๑ ยถาพลสันโดษ ๑ ยถาสารุปปสันโดษ ๑ อุปการ- สันโดษ ๑ ปริมาณสันโดษ ๑ ปริโภคสันโดษ ๑ สันนิธิปริวัชชน- สันโดษ ๑ วิสัชชนสันโดษ ๑. ในสันโดษเหล่านั้น ภิกษุผู้ยินดีล้างหน้าแล้วจึงตรึก. อันภิกษุ ผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรเที่ยวไปพร้อมกับคณะ ครั้นถึงเวลาอุปัฏฐากพระ- เถระในตอนเย็น คิดว่าพรุ่งนี้เราจักไปบิณฑบาต ณ ที่ไหน มีผู้ตอบว่า บ้านโน้นขอรับ ไม่พึงตรึกดังแต่ตอนนั้น. ภิกษุผู้เที่ยวไปรูปเดียวพึง ยืนตรึกที่โรงสำหรับตรึก. เมื่อตรึกต่อจากนั้น เป็นผู้เคลื่อนจากวงศ์ ของพระอริยะ เป็นบุคคลภายนอกไป. นี้ชื่อว่า วิตักกสันโดษ. อนึ่ง ภิกษุเข้าไปบิณฑบาต ไม่พึงคิดว่าเราจักได้ที่ไหน ควรไป โดยยึดกรรมฐานเป็นหลัก. นี้ชื่อว่า คมนสันโดษ. ๑. เหมือนกับ ธุวภัต.
หน้า 681 ข้อ 821
เมื่อแสวงหาไม่ควรยึดถือใคร ๆ ควรยึดถือภิกษุผู้ละอายผู้มีศีลเป็น ที่รักเท่านั้นแสวงหา. นี้ชื่อว่า ปริเยสนสันโดษ. ภิกษุเห็นคนนำอาหารมาแต่ไกล ไม่ควรคิดว่า นั้นดี นั้นไม่ดี. นี้ชื่อว่า ปฏิลาภสันโดษ. ภิกษุไม่ควรคิดว่าเราจักถือเอาของที่ชอบนี้ จักไม่ถือเอาของที่ไม่ชอบนี้ แล้วพึงถือเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงให้ ชีวิตเป็นไปได้เท่านั้น. นี้ชื่อว่า ปฏิคคหณสันโดษ. อนึ่ง ในปฏิคคหณสันโดษนี้ ไทยธรรมมาก ผู้ให้ประสงค์จะให้ น้อย พึงถือเอาแต่น้อย. ไทยธรรมมาก แม้ผู้ให้ก็ประสงค์จะให้มาก ควรถือเอาพอประมาณเท่านั้น. แม้ไทยธรรมก็ไม่มาก แม้ผู้ให้ก็ประสงค์ จะให้แต่น้อย พึงถือเอาแต่น้อย. ไทยธรรมไม่มาก แต่ผู้ให้ประสงค์จะ ให้มาก ควรถือเอาพอประมาณ. จริงอยู่ ในการรับ เมื่อไม่รู้จักประมาณ ย่อมลบหลู่ความเลื่อมใส ของมนุษย์ ย่อมยังศรัทธาไทยให้ตกไป ไม่ทำตามคำสอน ไม่สามารถ กำหนดจิตแม้ของมารดาบังเกิดเกล้าได้. ครั้นรู้จักประมาณด้วยประการ ฉะนี้แล้วจึงควรรับ. นี้ชื่อว่า มัตตปฏิคคหณสันโดษ. ภิกษุไม่ควรไปสู่ตระกูลที่มั่งคั่งเท่านั้น ควรไปตามลำดับประตู บ้าน. นี้ชื่อว่า โลลุปปวิวัชชนสันโดษ. ยถาลาภสันโดษเป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้วในจีวรนั่นแล ภิกษุรู้อุป- การะอย่างนี้ว่า เราฉันอาหารบิณฑบาตแล้วจักรักษาสมณธรรมแล้วจึงฉัน ชื่อว่า อุปการสันโดษ. แม้อาหารเต็มบาตรแล้วยังมีผู้นำมาก็ไม่ควรรับ. เมื่อมีอนุปสัมบันไปด้วยควรให้อนุปสัมบันนั้นรับ. เมื่อไม่มี ควรถือเอา เพียงพอที่จะรับได้ นี้ชื่อว่า ปริมาณสันโดษ. การฉันอย่างนี้ถือเป็นเครื่อง
หน้า 682 ข้อ 821
บรรเทาความหิว เป็นเครื่องนำทุกข์ออกไป ชื่อว่า บริโภคสันโดษ. ไม่ควรเก็บไว้ฉันแล้ว ๆ เล่า ๆ. นี้ชื่อว่า สันนิขิปริวัชชนสันโดษ. ไม่ ควรเห็นแก่หน้า ควรตั้งอยู่ในสาราณิยธรรม สละให้. นี้ชื่อว่า วิสัชชน- สันโดษ. อนึ่ง ธุดงค์ปฏิสังยุตด้วยบิณฑบาตมี ๕ อย่าง คือบัณฑปาติกังคะ คือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ๑ สปทานจาริกังคะ คือเที่ยวบิณฑบาตไปตาม ลำดับตรอกเป็นวัตร ๑ เอกาสนิกังคะ คือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร ๑ ปัตตปิณฑิกังคะ คือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ๑ ขลุปัจฉาภัตติกังคะ คือห้ามภัตที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร ๑ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญมหาอริยวงศ์ คือความสันโดษด้วยบิณฑบาต ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่ารักษาธุดงค์ ๕ เหล่านี้. เมื่อรักษาธุดงค์เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ ด้วยอำนาจแห่งมหาอริยวงศ์ คือความสันโดษด้วยบิณฑบาต. บทว่า วณฺณวาที เป็นต้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. พึงทราบความในบทว่า เสนาสเนน นี้ต่อไป พึงทราบเสนาสนะ พึงทราบเขตของเสนาสนะ พึงทราบความสันโดษด้วยเสนาสนะ พึงทราบ ธุดงค์ปฏิสังยุตด้วยเสนาสนะ. ในบทเหล่านั้น บทว่า เสนาสนํ ได้แก่ เสนาสนะ ๑๕ อย่าง เหล่านี้ คือ เตียง ๑ ตั่ง ๑ ฟูก ๑ หมอน ๑ วิหาร ๑ เพิง ๑ ปราสาท ๑ ปราสาทโล้น ๑ ถ้ำ ๑ ที่เร้น ๑ ป้อม ๑ เรือนยอดเดียว ๑ ไม้ไผ่ ๑ พุ่มไม้ ๑ โคนไม้ ๑ หรือว่าภิกษุทั้งหลายเข้าไปพักผ่อนในที่ใด ที่นั่นก็ชื่อว่าเสนาสนะ. บทว่า เสนาสนกฺเขตฺตํ ได้แก่เขต ๖ อย่าง คือเสนาสนะจาก
หน้า 683 ข้อ 821
สงฆ์ ๑ จากคณะ ๑ จากญาติ ๑ จากมิตร ๑ จากทรัพย์ของตน ๑ ที่เป็นที่บังสุกุล ๑. บทว่า เสนาสนสนฺโตโส ได้แก่ สันโดษ ๑๕ มีสันโดษด้วยการ ตรึกในเสนาสนะเป็นต้น. พึงทราบสันโดษเหล่านั้นโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในบิณฑบาตนั่นแล. อนึ่ง ธุดงค์ ๕ ปฏิสังยุตด้วยเสนาสนะ คืออารัญ- ญิกังคะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๑ รุกขมูลิกังคะ ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ๑ อัพโภกาสิกังคะ ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ๑ โสสานิกังคะ ถืออยู่ป่าช้า เป็นวัตร ๑ ยถาสันถติกังคะ ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้ ๑. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าบำเพ็ญมหาอริยวงศ์ คือการสันโดษด้วย เสนาสนะด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าย่อมรักษาธุดงค์ ๕ เหล่านี้. เมื่อรักษา อย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษด้วยอำนาจแห่งมหาอริยวงศ์ คือการสันโดษ ด้วยเสนาสนะ. ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวอริยวงศ์คือความสันโดษด้วย จีวรเป็นข้อที่ ๑ ดุจท่านผู้มีฤทธิ์ขยายแผ่นดินให้กว้าง ดุจยังท้องมหาสมุทร ให้เต็ม และดุจยังอากาศให้แผ่ขยายออกไปฉะนั้น. กล่าวอริยวงศ์คือความ สันโดษด้วยบิณฑบาตเป็นข้อที่ ๒. ดุจผู้มีฤทธิ์ทำพระจันทร์ให้ขึ้นและ ทำพระอาทิตย์ให้ลอยเด่นอยู่ฉะนั้น. กล่าวอริยวงศ์คือความสันโดษด้วย เสนาสนะเป็นข้อที่ ๓ ดุจยกภูเขาสิเนรุขึ้นฉะนั้น. บัดนี้เพื่อจะกล่าวถึง อริยวงศ์ คือความสันโดษด้วยคิลานปัจจัย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เป็นผู้ สันโดษด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้. บทนั้นเป็นไปอย่างเดียว กับบิณฑบาตนั่นเอง. ในบทนั้นพึงสันโดษด้วยยถาลาภสันโดษ ยถาพล- สันโดษ และยถาสารุปปสันโดษเหมือนกัน. แต่อริยวงศ์คือมีภาวนา
หน้า 684 ข้อ 821
เป็นที่มายินดี มิได้มาในบทนี้ ย่อมจัดอริยวงศ์คือมีภาวนาเป็นที่มายินดี ไว้ในเนสัชชิกังคธุดงค์ การถือการนั่งเป็นวัตร. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในเสนาสนะท่านกล่าวธุดงค์ไว้ ๕ ธุดงค์ที่เกี่ยวข้อง กับอาหารมี ๕ ที่เกี่ยวข้องกับด้วยความเพียรมี ๑ ที่ เกี่ยวข้องกับจีวรมี ๒. พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า โปราเณ อคฺคญฺเ อริยวํเส ิโต พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าดำรงอยู่ในอริยวงศ์ ที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์อันเลิศมี มาแต่โบราณ ดังต่อไปนี้. บทว่า โปราเณ คือ มิใช่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้. บทว่า อคฺคญฺเ คือ ที่ทราบกันว่าเป็นวงศ์อันเลิศ. บทว่า อริยวํเส คือ ในวงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย. เหมือนอย่างว่า วงศ์กษัตริย์ วงศ์- พราหมณ์ วงศ์แพศย์ วงศ์ศูทร วงศ์สมณะ วงศ์สกุล ราชวงศ์ ฉันใด วงศ์อริยะนี้ก็เป็นวงศ์ที่ ๘ ฉันนั้น ชื่อว่า อริยประเพณี เป็นแบบประเพณี ของอริยะ. ก็วงศ์นี้นั้นท่านกล่าวว่า เป็นเลิศกว่าวงศ์เหล่านี้ ดุจกลิ่น กระลำพัก เลิศกว่ากลิ่นรากไม้ทั้งหลายเป็นต้น. วงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย คือใครบ้าง. คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของ พระตถาคต เรียกว่า พระอริยะ. วงศ์ของพระอริยะทั้งหลายเหล่านี้ชื่อว่า อริยวงศ์. จริงอยู่ ก่อนแต่นี้ไป พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือพระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร ทรงอุบัติในที่สุดสี่แสน- อสงไขยกัป. ท่านเหล่านั้นก็เป็นอริยะ. วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นก็ชื่อว่า อริยวงศ์. ภายหลังแต่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเสด็จปรินิพพาน ล่วงไปตลอด อสงไขย พระพุทธเจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะ ทรงอุบัติ ฯ ล ฯ ในกัปนี้
หน้า 685 ข้อ 821
พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมของพวกเราทรงอุบัติ. วงศ์ของ พระอริยะเหล่านั้นก็ชื่อว่า อริยวงศ์. อีกอย่างหนึ่ง วงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายทุกพระองค์ ซึ่งมีในอดีต อนาคตและปัจจุบันก็ชื่อว่า อริยวงศ์. ในพระอริยวงศ์นั้น. บทว่า ิโต คือ ตั้งอยู่แล้ว. บทที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าว แล้ว. จบคาถาที่ ๘ คาถาที่ ๙ ๙) ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก อโถ คหฏฺา ฆรมาวสนฺตา อปฺโปสฺสุโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. แม้บรรพชิตบางพวกก็สงเคราะห์ได้ยาก อนึ่ง คฤหัสถ์ ผู้อยู่ครองเรือน ก็สงเคราะห์ได้ยาก บุคคลเป็นผู้มีความ ขวนขวายน้อยในบุตรของผู้อื่น พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. ในคาถาที่ ๙ พึงทราบโยชนาดังต่อไปนี้. แม้บรรพชิตบางพวก ถูกความไม่สันโดษครอบงำ ก็เป็นคนที่
หน้า 686 ข้อ 821
สงเคราะห์ได้ยาก และคฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ครองเรือนก็เป็นอย่างนั้น เป็น ผู้อันผู้อื่นสงเคราะห์ยาก. เรารังเกียจความเป็นผู้อันผู้อื่นสงเคราะห์ยากนั้น จึงปรารภวิปัสสนาแล้วบรรลุ. บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า อนสฺสวา คือ เป็นผู้ไม่ เชื่อฟังถ้อยคำ. บทว่า อวจนกรา ไม่ทำตามคำ คือว่ายาก. บทว่า ปฏิโลมวุตฺติโน เป็นผู้ประพฤติหยาบ คือมีปกติพูดคำหยาบ. อธิบายว่า มุ่งต่อสู้ท่าเดียว. บทว่า อญฺเเนว มุขํ กโรนฺติ เบือนหน้าไปโดยอาการ อื่น คือเห็นผู้ให้โอวาทแล้วเบือนหน้ามองดูไปทางทิศอื่น. บทว่า อพฺยาวโฏ หุตฺวา คือ พึงเป็นผู้ไม่ใส่ใจ. บทว่า อนเปกฺโข หุตฺวา คือ พึงนั้นผู้ไม่ห่วงใย. จบคาถาที่ ๙ คาถาที่ ๑๐ ๑๐) โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร เฉตฺวาน ธีโร คิหิพนฺธนานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. นักปราชญ์ปลงเสียแล้วซึ่งเครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ ดุจต้นทองหลางที่ขาดใบแล้ว ตัดเครื่องผูกของคฤหัสถ์ ได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้.
หน้า 687 ข้อ 821
บทว่า โอโรปยิตฺวา ปลงเสียแล้ว คือนำออกไปแล้ว. บทว่า คิหิพฺยญฺชนานิ เครื่องหมายเเห่งคฤหัสถ์ คือเครื่องหมายแห่งความเป็น คฤหัสถ์มีอาทิ ผม หนวด ผ้าขาว เครื่องประดับ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ หญิง บุตร ทาสหญิง ทาสชาย เพราะฉะนั้น ท่านจึง กล่าวว่า เครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์. บทว่า สญฺฉินฺนปตฺโต ขาดใบ คือ มีใบร่วงหล่นแล้ว. บทว่า เฉตฺวาน คือ ตัดแล้วด้วยมรรคญาณ. บทว่า วีโร ผู้เป็นวีรชน คือประกอบแล้วด้วยความเพียรในมรรค. บทว่า คิหิพนฺธนานิ เครื่องผูกของคฤหัสถ์ ได้แก่ เรื่องผูกคือกาม เพราะว่า กามเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์. พึงทราบความแห่งบทเพียงเท่านี้ก่อน. ต่อไปนี้เป็นคำอธิบาย. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าดำริอยู่อย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราพึงปลงซึ่ง เครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองหลางที่ขาดใบแล้วฉะนั้น ดังนี้แล้ว จึงเริ่มวิปัสสนาได้บรรลุปัจเจกภูมิ บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า สาราสนญฺจ คือ อาสนะ อันเป็นสาระ. บทว่า สินานิ คือ พลัด. บทว่า สญฺฉินฺนานิ คือ ขาดใบ. บทว่า ปติตานิ คือ พ้นจากก้าน. บทว่า ปริปติตานิ ร่วง หล่นแล้ว คือตกลงไปบนพื้นดิน. จบคาถาที่ ๑๐ จบอรรถกถ่าปฐมวรรค
หน้า 688 ข้อ 821
อรรถกถาทุติยวรรค คาถาที่ ๑-๒ คาถาที่ ๑ ๑๑) สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ จเรยฺย เตนตฺตมโน สติมา. ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้ เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ ไซร้ พึงครอบงำอันตรายทั้งปวง เป็นผู้มีใจชื่นชม มี สติ เที่ยวไปกับสหายนั้น. คาถาที่ ๒ ๑๒) โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ สทฺธึจรํ สาธุวิหาริธีรํ ราชา รฏฺํ วิชิตํ ปหาย เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค. หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ ไซร้ พึงเที่ยวไปผู้เดียว ดุจพระราชาทรงละแว่นแคว้น อันพระองค์ทรงชนะแล้ว เสด็จไปแต่ผู้เดียว ดุจช้างชื่อ มาตังคะ ละโขลงเที่ยวไปอยู่ในป่าแต่ตัวเดียวฉะนั้น.
หน้า 689 ข้อ 821
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ และที่ ๒ แห่งทุติยวรรค ดังต่อไปนี้. บทว่า นิปกํ ผู้มีปัญญา คือบัณฑิตผู้มีปัญญาตามปกติ ผู้ฉลาดใน บริกรรมมีกสิณบริกรรมเป็นต้น. บทว่า สาธุวิหารึ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี คือประกอบด้วยอัปปนา หรืออุปจาร. บทว่า ธีรํ คือ ผู้พร้อมด้วยปัญญา. ในบทนั้นท่านกล่าวว่า ถึงพร้อมด้วยปัญญา เพราะอรรถว่า เป็นผู้ฉลาด. แต่ในที่นี้มีความว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. ความเป็นผู้มีความเพียรไม่ ย่อหย่อนชื่อว่า ธิติ. บทนี้เป็นชื่อของความเพียร อันเป็นไปอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ นหารุ จ หนังและเอ็นจะแห้งเหือดไปก็ตาม ดังนี้เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธีโร เพราะเป็นผู้เกลียดบาปดังนี้บ้าง. บทว่า ราชาว รฏฺํ วิชิตํ ปหาย ดังพระราชาผู้สละแว่นแคว้นที่พระองค์ทรงชนะแล้ว คือเหมือนพระราชาผู้เป็นศัตรูทรงทราบว่า แว่นแคว้นที่พระองค์ชนะจะนำ ความพินาศมาให้ จึงทรงละแว่นแคว้นนั้นเสีย. บทว่า เอโก จเร คือ ละ สหายผู้เป็นพาลอย่างนี้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า ราชาว รฏฺํ มีอธิบายว่า พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระเจ้าสุตโสมทรงละ แว่นแคว้นที่พระองค์ชนะแล้ว เสด็จไปพระองค์เดียว และมหาชนกก็เสด็จ ไปพระองค์เดียวฉะนั้น. บทที่เหลือสามารถรู้ได้โดยทำนองเดียวกับที่กล่าว แล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่กล่าวให้พิสดาร. ไม่มีอะไรที่จะพึงกล่าวในนิเทศ. จบคาถาที่ ๑-๒
หน้า 690 ข้อ 821
คาถาที่ ๓ ๑๓) อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ เสฏฺา สมา เสวิตพฺพา สหายา เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. เราย่อมสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น พึงคบสหายผู้ประเสริฐสุด ผู้เสมอกัน กุลบุตรไม่ได้สหาย ผู้ประเสริฐสุด และผู้เสมอกันเหล่านี้แล้ว พึงเป็นผู้บริโภค โภชนะอันไม่มีโทษ เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. คาถาที่ ๓ ง่ายโดยความของบท. พึงทราบ สหายสมฺปทา สหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมในบทนี้ว่า สหายสมฺปทํ อย่างเดียว คือสหายผู้ถึงพร้อมด้วยขันธ์มีศีลขันธ์เป็นต้น แม้เป็นอเสกขะ. แต่ในบทนี้โยชนาแก้ว่า เราสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อม ด้วยธรรมที่ท่านกล่าวแล้วแน่นอน. ท่านกล่าวว่า เราชมเชยโดยส่วนเดียว เท่านั้น. ชมเชยอย่างไร ควรคบสหายที่ประเสริฐกว่า หรือเสมอกัน. เพราะเหตุไร เพราะเมื่อคบผู้ประเสริฐกว่าตนด้วยศีลเป็นต้น ธรรมมีศีล เป็นต้น ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิด ที่เกิดแล้วย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์. เมื่อคบผู้เสมอกัน ธรรมทั้งหลายที่ได้ด้วยการทรงไว้เสมอกัน และกันด้วย การบรรเทาความรำคาญแล้วย่อมไม่เสื่อม. เมื่อไม่ได้สหายผู้ประเสริฐกว่า และเสมอกัน ควรเว้นมิจฉาชีพมีการหลอกลวงเป็นต้น แล้วบริโภค โภชนะอันเกิดโดยธรรม โดยเสมอ และไม่ยังความคับแค้นให้เกิดขึ้น บริโภคปัจจัยอัน ไม่มีโทษ กุลบุตรผู้ใคร่ในตน พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน
หน้า 691 ข้อ 821
นอแรดฉะนั้น.จริงอยู่ แม้เราเมื่อเที่ยวไปอย่างนี้ ก็บรรลุถึงสมบัตินี้ ด้วยประการฉะนี้. นิเทศมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล จบคาถาที่ ๓ คาถาที่ ๔๑ ๑๔) ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ กมฺมารปุตเตน สุนิฏฺิตานิ สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภชสฺมึ เอโถ จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บุคคลแลดูกำไลทองทั้งสองอันงามผุดผ่อง ที่บุตร แห่งนายช่างทองให้สำเร็จดีแล้ว กระทบกันอยู่ในข้อมือ พึงทราบไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า ทิสฺวา คือ แลดูแล้ว. บทว่า สุวณฺณสฺส คือ แห่ง ทองคำ. บทว่า วลยานิ กำไลทอง เป็นปาฐะที่เหลือ. เพราะยังมี ความเหลืออยู่. บทว่า ปภสฺสรานิ คือ สุกปลั่ง. ท่านอธิบายว่า รุ่ง เรือง. บทที่เหลือมีความของบทง่ายทั้งนั้น. แต่โยชนาแก้ไว้ว่า เราเห็น กำไลทองที่มือจึงคิดว่า เมื่ออยู่รวมกันเป็นคณะ การเสียดสี การกระทบ กระทั่งในการอยู่ร่วมกันย่อมมี แต่เมื่ออยู่คนเดียว ความกระทบกระทั่งกัน ย่อมไม่มี จึงเริ่มวิปัสสนาแล้วบรรลุ. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า นปูรานิ คือ กำไล. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นิยุรานิ กำไลมือ. บทว่า ฆฏฺเฏนฺติ เสียดสีกัน คือกระทบกัน. จบคาถาที่๔ ๑. คาถาลำดับที่ ๑๔
หน้า 692 ข้อ 821
คาถาที่ ๕ ๑๕) เอวํ ทุติเยน สหามมสฺส วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง หรือการข้อง อยู่ด้วยอำนาจแห่งความเยื่อใยพึงมีได้อย่างนี้ บุคคลเล็ง เห็นภัยนี้ในอนาคต พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. คาถาที่ ๕ ง่ายโดยความของบทนั่นเอง. แต่ในที่นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ การพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้อง ด้วยความรักในสหายนั้นก็ดี กับกุมารผู้เป็นสหายนั้น ผู้บอกความหนาว และร้อนเป็นต้นพึงมีแก่เรา ผู้สัญญาว่าจะร่วมกัน หากเราไม่สละกุมารผู้ เป็นสหายนี้ แม้ต่อไปการพูดด้วยวาจาก็ดี ความเกี่ยวข้องกัน ก็ดี กับ สหายพึงมีแก่เราเหมือนในบัดนี้ ทั้งสองนั้นจะทำอันตรายแก่การบรรลุ คุณวิเศษ เพราะเหตุนั้น เมื่อเราเห็นภัยนี้ ต่อไปจึงทิ้งสหายนั้นเสีย ปฏิบัติโดยแยบคาย จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ด้วยประการฉะนี้ . บทที่ เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ ๕
หน้า 693 ข้อ 821
คาถาที่ ๖ ๑๖) กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีด้วยรูปแปลก ๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณ ทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมืนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า กามา กามมี ๒ อย่าง คือวัตถุกามและกิเลสกาม. ในกาม ๒ อย่างนั้น ธรรมมีรูปเป็นต้นอันน่าพอใจ ชื่อว่า วัตถุกาม. กิเลส ประเภทราคะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า กิเลสกาม. แต่ในที่นี้ประสงค์เอาวัตถุกาม. วัตถุกามทั้งหลายที่ชื่อว่าวิจิตร ก็ด้วยสามารถที่มีเป็นอเนกประการมีรูป เป็นต้น ชื่อว่า อร่อย ด้วยสามารถทำความชื่นใจให้แก่ชาวโลก ชื่อว่า มโนรนา เพราะทำใจของปุถุชนผู้โง่เขลาให้รื่นรมย์. บทว่า วิรูปรูเปน คือ ด้วยรูปแปลก ๆ. ท่านอธิบายว่า ด้วยสภาพหลาย ๆ อย่าง. จริงอยู่ วัตถุกามเหล่านั้นชื่อว่าวิจิตร ก็ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. มีรูปเป็นต้น ชื่อว่ามีรูปชนิดต่าง ๆ ด้วยรูปที่มีสีเขียวเป็นต้น แม้ในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น ย่อมแสดงความชื่นใจโดยประการนั้น ๆ ด้วยอารมณ์ที่ แปลก ๆ นั้นอย่างนั้น ย่อมย่ำยีจิต คือว่า ย่อมไม่ให้จิต (ของบุคคล) ยินดีในการบรรพชา บทที่เหลือในนิเทศนี้ชัดดีแล้ว แม้บทสรุปก็พึง ประกอบด้วย ๒ - ๓ บท แล้วพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในคาถาต้น ๆ.
หน้า 694 ข้อ 821
บทว่า กามคุณา มีอรรถวิเคราะห์ว่า ที่ชื่อว่า กาม เพราะอรรถ ว่า อันสัตว์พึงใคร่ ชื่อว่า คุณ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องผูก. คุณ ศัพท์มีอรรถว่า ชั้น มาแล้วในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังฆาฏิ ๒ นั้น แห่งผ้าใหม่ ดังนี้. คุณ ศัพท์มีอรรถว่า กอง มาแล้วในบทว่า กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป กอง แห่งวัยย่อมละไปโดยลำดับ ดังนี้. มีอรรถว่า อานิสงส์ มาแล้วในบทนี้ว่า ทักษิณาพึงหวัง อานิสงส์ ๑๐๐. มีอรรถว่า เป็นเครื่องผูก มาแล้วในบทนี้ว่า ไส้ใหญ่ ไส้น้อย พึงกระทำการผูกพวงดอกไม้ให้มาก แม้ในนิเทศนี้ก็ประสงค์เอาอรรถว่า ผูกนี้แล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่า คุณ ด้วยอรรถว่า เป็น เครื่องผูก. บทว่า จกฺขุวิญฺเยฺย คือ พึงเห็นได้ด้วยจักษุวิญญาณ. แม้ใน โสตวิญญาณเป็นต้น ก็พึงทราบความโดยอุบายนี้. บทว่า อิฏฺา น่า ปรารถนา คือความปรารถนาจงมีก็ตาม จงอย่ามีก็ตาม อธิบายว่า ได้แก่ อารมณ์ที่น่าปรารถนา. บทว่า กนฺตา คือ น่าใคร่. บทว่า มนาปา คือ น่าเจริญใจ. บทว่า ปิยรูปา คือ น่ารัก. กามูปสญฺหิตา ประกอบด้วย กาม คือประกอบด้วยกาม อันกระทำกามให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น บทว่า รชนียา คือ ชวนให้กำหนัด. อธิบายว่า เป็นเหตุให้เกิดความกำหนัด. พึงทราบความในบทมีอาทิว่า ยทิ มุทฺธาย ดังต่อไปนี้. บทว่า มุทฺธา คือ การนับด้วยหัวแม่มือ กำหนดความจำในข้อนิ้วมือทั้งหลาย บทว่า คณนา คือ การนับติดต่อกัน. บทว่า สงฺขานํ การประมาณ
หน้า 695 ข้อ 821
คือการนับโดยประมาณเอา ได้แก่ การมองดูนาแล้วประมาณเอาว่า ใน นานี้จักมีข้าวเปลือกประมาณเท่านี้ มองดูต้นไม้แล้วประมาณเอาว่า บน ต้นไม้ต้นนี้จักมีผลประมาณเท่านี้ มองดูอากาศแล้วประมาณเอาว่า ใน อากาศนี้ จักมีนกประมาณเท่านี้ดังนี้. บทว่า กสิ คือ กสิกรรม. บทว่า วณิชฺชา การค้าขาย คือทางที่จะไปค้ามีการเดินเร่ขาย และการค้าขายทาง บกเป็นต้น. บทว่า โครกฺขํ คือ การเลี้ยงโคของตนหรือของผู้อื่นแล้ว ดำรงชีวิตด้วยการขายโครส ๕. การถืออาวุธแล้วเฝ้าดูแล ท่านเรียกว่า อิสฺสตฺถ คือ เป็นนักรบ. บทว่า ราชโปริสํ รับราชการ คือทำ ราชการโดยไม่มีอาวุธ. บทว่า สิปฺปญฺตรํ กิจอื่นเป็นบ่อเกิดแห่งศิลป อย่างใดอย่างหนึ่ง คือศิลปที่เหลือจากที่เรียนไว้ มีศิลปในการเลี้ยงช้างและ ม้าเป็นต้น. บทว่า สีตสฺส ปุรกฺขโต คือ ทนต่อความหนาวดุจเป้าทน ต่อลูกศรฉะนั้น อธิบายว่า ถูกความหนาวเบียดเบียน. แม้ในความร้อน ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบความในบทมีอาทิว่า ฑํส ต่อไป. บทว่า ฑํสา ได้แก่ เหลือบ. บทว่า สิรึสปา ได้แก่ สัตว์เสือกคลาน. บทว่า ปีฬิยมาโน เบียดเบียน คือทำลายเสียดสี. บทว่า มิยฺยมาโน คือ ให้ตาย. บทว่า อยํ ภิกฺขเว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาพาธนี้มีความหนาวเป็นต้น เป็นปัจจัย อาศัยการเลี้ยงชีพด้วยศิลปะมีการนับนิ้วมือเป็นต้น . บทว่า กามานํ อาทีนโว โทษแห่งกามทั้งหลาย ความว่า อันตราย อุปสรรค ในกามทั้งหลาย. บทว่า สนฺทิฏฺิโก คือ เห็นกันได้เอง บทว่า ทุกฺขกฺขนฺโธ คือ กองทุกข์.
หน้า 696 ข้อ 821
พึงทราบความในบทว่า กามเหตุ เป็นต้นต่อไป ชื่อว่า กามเหตุ< /B> เพราะมีกามเป็นเหตุ ด้วยอรรถว่า เป็นปัจจัย. ชื่อว่า กามนิทาโน เพราะ มีกามเป็นนิทาน ด้วยอรรถว่า เป็นรากเหง้า. แต่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า กามนิทานํ เพราะลิงค์คลาดเคลื่อนไป. ชื่อว่า กามาธิกรโณ เพราะมี กามเป็นอธิกรณ์ ด้วยอรรถว่า เป็นเหตุ. ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า กาม- ธิกรณํ เพราะลิงค์คลาดเคลื่อนไปเหมือนกัน. บทว่า กามานเมว เหตุ เพราะเหตุแห่งกามทั้งหลายนี้ เป็นนิยมวจนะ คำกำหนดแน่นอน. อธิบายว่า เกิดเพราะกามเป็นปัจจัย. บทว่า อุฏฺหโต หมั่นอยู่ คือหมั่นด้วยความเพียรในการประกอบ อาชีพ. บทว่า ฆฏโต คือ ทำความเพียรติดต่อกันไปตั้งแต่ต้นจนถึง เบื้องปลาย. บทว่า วายมโต คือ ทำความเพียรพยายามให้ก้าวหน้าต่อไป บทว่า นาภินิปฺผชฺชนฺติ คือ โภคสมบัติเหล่านั้นไม่เจริญ ไม่งอกงาม ใน ที่นั้น. บทว่า โสจติ คือ ย่อมเศร้าโศก ด้วยความโศกมีกำลังเกิดขึ้นใน ใจ. บทว่า กิลมติ คือ ย่อมลำบากด้วยทุกข์เกิดขึ้นในกาย. บทว่า ปริเทวติ คือ ย่อมคร่ำครวญด้วยวาจา. บทว่า อุรตฺตสฬ คือ ทุบอก. บทว่า กนฺทติ คร่ำครวญ คือร้องไห้. บทว่า สมฺโมหํ อาปชฺชติ ถึง ความหลงใหล คือมีความหลงใหลเช่นสลบ. บทว่า โมฆํ คือ เปล่า บทว่า อผโล คือ ไม่มีผล. บทว่า อารกฺขาธิกรณํ คือ เพราะเหตุรักษา. บทว่า กินฺติ คือ ด้วยอุบายไรหนอ. บทว่า ยมฺปิ เม คือ ทรัพย์ที่เรา รวบรวมไว้ อันเกิดเพราะทำกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า ตมฺ โน นตฺถิ คือ บัดนี้ทรัพย์ของเราหมดไป.
หน้า 697 ข้อ 821
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเหตุด้วยพระดำรัสมีอาทิว่า ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว กามเหตุ ดังนี้ แล้วจึงทรงแสดงถึงโทษทั้งหลายต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า กามเหตุ ความว่า แม้พระราชาทั้งหลายวิวาทกับ พระราชา ก็เพราะกามเป็นเหตุ. บทว่า กามนิทานํ เป็นภาวนปุงสกลิงค์. ความว่า วิวาทกัน เพราะกามเป็นนิทาน (เหตุ). แม้บทว่า กามาธิกรณํ ก็เป็นภาวนปุงสกลิงค์เหมือนกัน. ความว่า วิวาทกันเพราะกามเป็น อธิกรณ์ (เหตุ). บทว่า กานานเมว เหตุ ความว่า วิวาทกัน เพราะกาม ทั้งหลาย มีบ้าน นิคม ตำแหน่งเสนาบดี และตำแหน่งปุโรหตเเป็นต้น. บทว่า อุปกฺกมนฺติ คือ ประหารกัน. บทว่า อสิจมฺมํ คือ ดาบและโล่ เป็นต้น. บทว่า ธนุกลาปํ สนฺนยฺหิตฺวา คือ จับธนูสอดใส่แล่ง. บทว่า อุภโตพยุฬฺหํ คือ ประชิดกันทั้งสองฝ่าย. บทว่า ปกฺขนฺทนฺติ คือ เข้าไป. บทว่า อุสูสุ คือ ลูกศร. บทว่า วิชฺโชตลนฺเตสุ คือ ควงดาบ. บทว่า เต ตตฺถ คือ ชนเหล่านั้น ... ในสงครามนั้น. อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ว่า อทฺธาวเลปนา อุปการโย ป้อมอัน มีปูนฉาบทาข้างบน ดังนี้ ต่อไป มนุษย์ทั้งหลายเอาอิฐก่อป้อมโดยสัณฐาน ดุจกีบม้า แล้วเอาปูนฉาบข้างบนป้อม ที่ทำอย่างนี้ท่านเรียกว่า อุปการิโย (ป้อมเชิงเทิน). ป้อมเหล่านั้นเอายางไม้และเปือกตมฉาบทาข้างบน จึงชื่อ ว่า อทฺธาวเลปน ฉาบทาข้างบน. บทว่า ปกฺขนฺทนฺติ วิ่งไป ชนทั้งหลาย ถูกแทงด้วยหลาวเหล็กและหลาวไม้ที่เขาฝังไว้ข้างใต้ป้อมเหล่านั้น ไม่อาจ ขึ้นไปได้เพราะกำแพงลื่นจึงวิ่งเข้าไป. บทว่า ฉกณาฏิยา คือ โคมัยที่ น่าเกลียด. บทว่า ภิวคฺเคน ด้วยฟ้าทับเหว คือ ฟ้าทับเหว มีงา ๗ อัน. คนทั้งหลายทำประตูด้วย ๘ อัน ยืนอยู่ข้างบนประตูตัดเชือกที่ผูกไว้กับ
หน้า 698 ข้อ 821
ประตูนั้นแล้วทับคนที่มา ด้วยคิดว่า เราจักทำลายประตูเมืองเข้าไปด้วย ฟ้าทับเหวนั้น. บทว่า สนฺธิมฺปิ ฉินฺทนฺติ คือ โจรทั้งหลายย่อมตัดที่ต่อ ของเรือนบ้าง. บทว่า นิลฺโปํ ปล้น คือ ประหารชาวบ้านแล้วทำการ ปล้น . บทว่า เอกาคาริกํ เรือนหลังเดียว คือโจร ๕๐ คนบ้าง ๖๐ คน บ้าง ล้อมจับเป็นแล้วปล้นเอาทรัพย์ไป. บทว่า ปริปนฺเถปิ ติฏฺนฺติ ยืนดักที่ทางเปลี่ยวบ้าง คือปล้นคนเดินทาง. บทว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ ด้วยพลอง คือด้วยค้อน. บทที่เหลือมีเนื้อความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ ๖ คาถาที่ ๗ ๑๗ ) อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ โรโค จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป บุคคลเห็นภัย เป็นเสนียด เป็นดังฝี เป็นอุปัทวะ เป็น โรค เป็นลูกศร และเป็นภัย บุคคลเห็นภัยนี้ในกามคุณ ทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. กามชื่อว่า อีติ เพราะเป็นเสนียด. บทนี้เป็นชื่อของเหตุแห่งความ พินาศทั้งหลาย อันเป็นส่วนแห่งอกุศลที่จรมา. เพราะฉะนั้น แม้กามคุณ เหล่านี้ ก็ชื่อว่า อีติ เสนียด เพราะนำมาซึ่งความพินาศไม่น้อย และ
หน้า 699 ข้อ 821
เพราะตกจมไปอย่างหนัก. แม้ฝีที่บวมสุกกลัดหนองก็แตก มีของไม่ สะอาดไหลออก. เพราะฉะนั้น กามเหล่านั้นชื่อว่า เป็นดังหัวฝี เพราะ เป็นที่ไหลออกแห่งกิเลสซึ่งไม่สะอาด และเพราะกามทั้งหลายบวมพองขึ้น สุกแล้วแตกไปด้วยความเกิด ความแก่ และความดับ. ชื่อว่า อุปทฺทโว เพราะอุบาทว์. อธิบายว่า อุบาทว์ยังความพินาศให้เกิดขึ้น ครอบงำ ท่วมทับซึ่งบุคคลผู้ติดอยู่ในกามนั้น. คำนี้เป็นชื่อของโทษทั้งหลายมี อาชญาแผ่นดินเป็นต้น. เพราะฉะนั้น กามคุณเหล่านี้ จึงชื่อว่า อุบาทว์ เพราะเป็นเหตุไม่ให้บุคคลถึงซึ่งพระนิพพานอันตนยังไม่ทราบแล้ว และ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอันตรายทั้งปวง. ก็เพราะเหตุที่กามคุณเหล่านั้นยังความ เดือดร้อนเพราะกิเลสให้เกิด หรือยังความปรารถนาในความไม่มีโรค กล่าวคือความเป็นปกติให้เกิดขึ้น ย่อมทำลายความไม่มีโรคคือความเป็น ปกตินั่นเอง ฉะนั้น กามจึงชื่อว่าโรค เพราะอรรถว่า ทำลายความไม่มี โรค. อนึ่ง ชื่อว่าเป็นดังลูกศร เพราะอรรถว่า เสียบเข้าไปภายใน เพราะ อรรถว่า เจาะในภายใน และเพราะอรรถว่า นำออกไปได้ยาก. ชื่อว่า ภยํ เพราะนำภัยในปัจจุบันและภพหน้ามา. บทว่า เมตํ ตัดบทเป็น เม เอตํ. บทที่เหลือชัดดีแล้ว. แม้บทสรุปก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว นั้นแล. บทว่า กามราคตฺตยํ คือ สัตว์นี้กำหนัดด้วยกามราคะ. บทว่า ฉนฺทราควินิพนฺโธ คือ อันฉันทราคะผูกพันด้วยความเสน่หา. บทว่า ทิฏฺธมฺมกาปิ คพฺภา จากครรภ์อัน มีในปัจจุบัน คือจากครรภ์ ได้แก่ สฬายตนะอันเป็นไปอยู่ในปัจจุบัน. บทว่า สมฺปรายิกาปิ ภยา คือ จาก ครรภ์ ได้แก่ สฬายตนะในโลกหน้า. บทว่า น ปริมุจฺจติ คือ ไม่สามารถ
หน้า 700 ข้อ 821
พ้นไปได้. บทว่า โอติณฺโณ สาตรูเปน หยั่งลงแล้วด้วยราคะอันน่ายินดี คือก้าวลง หยั่งลงด้วยราคะ อันมีสภาพอร่อย . บทว่า ปลิปถํ คือ สู่ทาง มีเปือกตมคือกาม. บทว่า ทุคฺคํ คือข้ามได้ยาก. จบคาถาที่ ๗ คาถาที่ ๘ ๑๘) สีตญฺจ อุณหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ สพฺพานิเปตานิ อภิสมฺภวิตวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า พึงครอบงำภัยเหล่านี้แม้ ทั้งปวง คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความ กระหาย ลม แดด เหลือบ และสัตว์เสือกคลานแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. ความหนาวมี ๒ อย่าง คือ ธาตุภายในกำเริบเป็นปัจจัย ๑ ธาตุ ภายนอกกำเริบเป็นปัจจัย ๑. ความร้อนก็เหมือนกัน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ฑํส คือ เหลือบ. บทว่า สิรึสเป คือ สัตว์เลื้อยคลานจำพวกใด จำพวกหนึ่งซึ่งเลื้อยคลานไป. บทที่เหลือชัดดีแล้ว . แม้บทสรุปก็พึงทราบ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ ๘
หน้า 701 ข้อ 821
คาถาที่ ๙ ๑๙ ) นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา สญฺชาตกฺขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร ยถาภิรนฺตํ วิหเร อรญฺเ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ละแล้วซึ่งหมู่ทั้งหลาย มี ขันธ์เกิดดีแล้ว มีธรรมดังดอกบัว เป็นผู้ยิ่ง ย่อมอยู่ในป่า ตามอภิรมย์ เหมือนนาค ละแล้วซึ่งโขลงทั้งหลาย พึง เป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. คาถาที่ ๙ ปรากฏแล้วโดยความของบทนั่นแล. ในคาถานี้โยชนา อธิบายไว้ดังนี้. คาถานั้นปรากฏโดยข้อยุติ ไม่ใช่ปรากฏโดยฟังตามกันมา. ช้างนี้ชื่อว่า นาค เพราะไม่มาสู่สถานที่ยังไม่ได้ฝึก เพราะฝึกใยศีล ที่พวกมนุษย์พอใจ หรือเพราะเป็นสัตว์มีกายใหญ่ฉันใด แม้พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น ชื่อว่า นาค เพราะไม่มาสู่สถานที่ยังมิได้ฝึก เพราะ มีสรีระใหญ่ เพราะฝึกแล้วในศีลทั้งหลายที่พระอริยะพอใจ เพราะไม่ กระทำบาป และไม่กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก หรือเพราะเหตุที่ตนมี สรีระคือคุณใหญ่. ช้างนี้ละโขลงแล้ว อยู่ในป่าตามความพอใจ ด้วยความ สุขอันเกิดจากการเที่ยวไปผู้เดียว พึงเที่ยวไปผู้เดียวในป่าเหมือนนอแรด ฉะนั้น ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ละหมู่คณะแล้ว อยู่ในป่าตามความพอใจ ด้วยความสุขเกิดแต่ฌาน อันเป็นความสุขที่มีแต่ความยินดียิ่งส่วนเดียว ปรารถนาความสุขตามแต่ตนจะพึงจะหาได้ อยู่ในป่านั้น พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 702 ข้อ 821
อนึ่ง ช้างนั้นชื่อว่ามีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว เพราะมีร่างกายตั้งอยู่ได้ เป็นอย่างดีฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีขันธ์เกิดดีแล้ว เพราะ ความเป็นผู้ใหญ่ด้วยศีลขันธ์อันเป็นอเสกขะ. อนึ่ง ช้างนั้นชื่อว่ามีตัวดัง ดอกบัว เพราะมีร่างกายเช่นกับดอกบัว หรือเพราะเกิดในตระกูลช้าง ปทุมฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ชื่อว่ามีธรรมดังดอกบัว เพราะมีธรรม คือโพชฌงค์เช่นกับดอกบัว หรือเพราะเกิดในปทุม คือชาติของพระ- อริยะ. อนึ่ง ช้างนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่ง เพราะมีเรี่ยวแรงและกำลังเร็ว- เป็นต้นฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่ง เพราะมีความประพฤติ ชอบทางกายบริสุทธิ์เป็นต้น หรือเพราะมีศีลสมาธิและปัญญาหลักแหลม เป็นต้น. เราเมื่อคิคอยู่อย่างนี้จึงเริ่มวิปัสสนา แล้วบรรลุปัจเจกสัมโพธิ- ญาณ ด้วยประการฉะนี้. จบคาถาที่ ๙ คาถาที่ ๑๐ ๒๐) อฏฺาน ตํ สงฺคณิการตสฺส ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตึ อาทิจฺจพนฺธุสฺส วโจ นิสมฺม เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าได้กล่าว ๓ บาทแห่งคาถาว่า) บุคคลพึงใคร่ครวญถ้อยคำของพระพุทธเจ้า ผู้เป็น เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า การที่บุคคลผู้ยินดีแล้วด้วยการ
หน้า 703 ข้อ 821
คลุกคลีด้วยคณะ จะพึงบรรลุวิมุตติอันมีในสมัยนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ (พระกุมารได้กล่าวหนึ่งบาทที่ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า อาทิจจพันธุ์ กล่าวแล้วให้ บริบูรณ์ว่า) พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยยในคาถาที่ .. ดังต่อไปน . บทว่า อฏฺาน ตํ คือ อฏฺานํ ต ได้แก่ เหตุนั้น ไม่เป็นฐานะ อธิบายว่า นั้นไม่ใช่เหตุ. ลบนิคคหิตเสียเป็น อฏฺาน ดุจในบทมีอาทิว่า อริยสจฺจาน ทสฺสนํ. บทว่า สงฺคณิการตสฺส คือ ยินดีในความคลุกคลี ด้วยหมู่. บทว่า ยํ นี้ เป็นคำแสดงถึงเหตุ ดุจในบทว่า ยํ หิริยติ หิริตพฺเพน ย่อมละอายด้วยเหตุใด พึงละอายด้วยเหตุนั้น. บทว่า ผุสฺสเย พึงถูกต้อง คือพึงบรรลุ. บทว่า สามยิกํ วิมุตฺตึ วิมุตติอันมีในสมัย ได้แก่ โลกิยสมาบัติ. จริงอยู่ โลกิยสมาบัตินั้นท่านเรียกว่า สามายิกา วิมุตฺติ วิมุตติอันมีในสมัย เพราะพ้นแล้วจากข้าศึกในสมัยที่จิตแนบแน่น อิ่มเอิบนั่นเอง. ซึ่งวิมุตติอันมีในสมัยนั้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุตตินั้น อันมีในสมัยด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่ใช่ฐานะ ของบุคคลผู้ยินดีด้วยความคลุกคลีด้วยหมู่ เราใคร่ครวญถ้อยคำของพระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์แล้ว ละความยินดีด้วย ความคลุกคลีด้วยหมู่ ปฏิบัติโดยแยบคาย จึงได้บรรลุดังนี้. บทที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า เนกฺขมฺมสุขํ ได้แก่ ความสุขในการบรรพชา. บทว่า ปวิเวกสุขํ ได้แก่ ความสุขใน กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก. บทว่า อุปสมสุขํ ได้แก่ ความ
หน้า 704 ข้อ 821
สุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติอันสงบจากกิเลส. บทว่า สมฺโพธิสุขํ สุขเกิดแต่ ความตรัสรู้ คือมรรคสุข. บทว่า นิกามลาภี คือ ผู้มีปกติได้ตามความ ประสงค์ด้วยอำนาจความชอบใจของตน. บทว่า อกิจฺฉลาภี คือ ผู้มีปกติ ได้ไม่ยาก. บทว่า อกสิรลาภี ได้โดยไม่ลำบาก คือได้ไพบูลย์. บทว่า อสามายิกํ อันไม่มีในสมัย คือ โลกุตระ. บทว่า อกุปฺปํ อันไม่กำเริบ คือ โลกตรมรรคอันไม่หวั่นไหว ไม่กำเริบ. จบคาถาที่ ๑๐ จบอรรถกถาวรรคที่ ๒ อรรถกถาตติยวรรค คาถาที่ ๑ ๒๑) ทิฏฺีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค อุปฺปนฺนาโณมฺหิ อนญฺเนยฺโย เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. เราล่วงพ้นทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนามได้แล้ว ถึงความ เป็นผู้เที่ยง ได้มรรคแล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันผู้ อื่นไม่พึงแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้. บทว่า ทิฏฺีวิสูกานิ ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ได้แก่ทิฏฐิ ๖๒. ก็ทิฏฐิ
หน้า 705 ข้อ 821
เหล่านั้นชื่อว่าเป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่า ทำร้ายเสียบแทง เป็นข้าศึก แห่งมรรคสัมมาทิฏฐิ. เสี้ยนหนามแห่งทิฏฐิอย่างนี้ ชื่อว่า ทิฏฺิวิสูกานิ. หรือว่าทิฏฐินั่นแลเป็นเสี้ยนหนาม ชื่อว่า ทิฏฺิวิสูกานิ. บทว่า อุปาติ- วตฺโต คือ ล่วงแล้วด้วยมรรคทัสสนะ. บทว่า ปตฺโต นิยามํ ถึงแล้ว ซึ่งมรรคนิยาม คือ บรรลุแล้วซึ่งความเป็นของเที่ยงแห่งความเป็นธรรม ไม่ตกต่ำ และความตรัสรู้ในเบื้องหนา้. หรือบรรลุปฐมมรรคอันได้แก่ สัมมัตตนิยาม (นิยามอันชอบ). ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ เป็นอันท่านกล่าว ถึงความสำเร็จแห่งกิจในปฐมมรรค และการได้ปฐมมรรคนั้น. บัดนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึงการได้มรรคที่เหลือ ด้วยบทนี้ว่า ปฏิ- ลทฺธมคฺโค มีมรรคอันได้แล้ว ดังนี้. บทว่า อุปฺปนฺนาโณมฺหิ เป็นผู้มี ญาณเกิดขึ้นแล้ว คือเราเป็นผู้มีปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้นแล้ว. พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงผลด้วยญาณนี้. บทว่าอนฺญฺเนยฺโย อันผู้มี ไม่ต้องแนะนำ คือ อันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำว่า นี้เป็นสัจจะ ดังนี้. พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงความเป็นพระสยัมภูด้วยบทนี้. หรือแสดงความ เป็นผู้ชำนาญด้วยตนเอง ไม่มีผู้อื่นแนะนำในปัจเจกโพธิญาณ. หรือล่วง ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนามทั้งหลายด้วยวิปัสสนา ถึงมรรคนิยามด้วยมรรค เบื้องต้น เป็นผู้มีมรรคอันได้แล้วด้วยมรรคที่เหลือ เป็นผู้มีญาณอันเกิด แล้วด้วยผลญาณ. ชื่อว่า อนญฺเนยฺโย เพราะบรรลุมรรคทั้งหมด นั้นด้วยตนเอง. บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า น ปรเนยฺโย คือ ผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ บทว่า น ปรปตฺติโย ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น คือ เพราะเป็นธรรมประจักษ์อยู่แล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น บทว่า น ปรปจฺจโย ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย คือ ไม่พึงมีผู้อื่นเป็นปัจจัย
หน้า 706 ข้อ 821
ไม่เป็นไปด้วยศรัทธาของผู้อื่น. บทว่า น ปรปฏิพทฺธคู คือ ไม่ไปด้วย ญาณอันเนื่องด้วย. จบคาถาที่ ๑ คาถาที่ ๒ ๒๒) นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส นิมฺมกฺโข นิทฺธนฺตกสาวโมโห นิราสโย สพฺพโลเก ภวิตฺวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บุคคลผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่มีความกระหาย ไม่ลบหลู่ มีโมหะดุจน้ำฝาด อันกำจัดเสียแล้ว ไม่มี ความอยาก ครอบงำโลกทั้งโลกได้แล้ว พึงเที่ยว ไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า นิลฺโลลุโป คือ เป็นผู้ไม่โลภ. จริงอยู่ ผู้ใดถูกตัณหาในรส ครอบงำ ผู้นั้นย่อมโลภจัดคือโลภบ่อย ๆ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โลลุปฺโป เป็นผู้โลภจัด. เพราะฉะนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านี้ เมื่อ ห้ามความโลภจัดนั้น จึงกล่าวว่า นิลฺโลลุโป เป็นผู้ไม่โลภจัด. พึงทราบความในบทว่า นิกฺกุโห ไม่โกหก ดังต่อไปนี้ วัตถุสำหรับ โกหก ๓ อย่างไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นท่านเรียกว่า นิกฺกุโห เป็นผู้ไม่โกหก. คาถานี้มีอธิบายว่า ชื่อว่า นิกฺกุโห เพราะไม่ถึงความประหลาดใจในชน
หน้า 707 ข้อ 821
เป็นต้น โดยความพอใจ. ในบทว่า นิปฺปิปาโส นี้ความว่า ความปรารถนา ที่ปรากฏ ชื่อว่า ปิปาสา. เพราะความไม่มีปิปาสานั้น ชื่อว่า นิปฺปิปาโส อธิบายว่า เป็นผู้พ้นจากความใคร่บริโภคด้วยความโลภในรสอร่อย. ใน บทว่า นิมฺมกโข นี้ ความว่า ชื่อว่า มักโข อันมีลักษณะทำคุณผู้อื่นให้ พินาศ เพราะไม่มีมักขะนั้น ชื่อว่า นิมมักขะ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า กล่าวหมายถึงความไม่ลบหลู่คุณของผู้อื่น เมื่อครั้งตนยังเป็นคฤหัสถ์. พึงทราบความในบทน ว่า นิทฺธตกสาวโมโห ความว่า มีโมหะ ดังรสฝาด อันกำจัดแล้วต่อไป. ธรรม ๖ อย่าง คืออกุศล ๓ มีราคะเป็นต้น และทุจริต ๓ มีกาย- ทุจริต เป็นต้น พึงทราบว่าเป็น กสาว รสฝาด เพราะอรรถว่า ไม่ผ่องใส ตามกำเนิด เพราะอรรถว่า ละภาวะของตนแล้วถือเอาภาวะอื่น และ เพราะอรรถว่า เป็นกาก เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า รสฝาด ๓ อย่าง คืออะไร กสาวะรสฝาด ๓ อย่าง เหล่านี้ คือ ราคกสาวะ รสฝาด คือราคะ ๑ โทสกสาวะ รสฝาดคือโทสะ๑. โมหกสาวะ รสฝาดคือโมหะ ๑. อีกนัยหนึ่ง กสาวะรสฝาค ๓ คือ กายกสาวะ รสฝาดกาย ๑ วจีกสาวะ รสฝาดทางวาจา ๑ มโนกสาวะ รสฝาดทางใจ ๑. ในรสฝาดเหล่านั้น ชื่อว่า นิทฺธนฺตกสาวโมโห เพราะกำจัดกิเลสดังรสฝาด ๕ เว้นโมหะ และกำจัด โมหะอันเป็นรากเหง้าแห่งกิเลสดังรสฝาดทั้งหมดเหล่านั้น หรือชื่อว่า นิทฺธนฺตกสาวโนโห เพราะกำจัดกิเลสดังรสฝาดทางกายวาจาและใจ ๓ อย่าง และโมหะ. ในบทนอกนี้เป็นอันได้ความสำเร็จว่า กำจัดรสฝาดคือราคะ ด้วย
หน้า 708 ข้อ 821
ความไม่โลภเป็นต้น กำจัดรสฝาดคือโทสะ ความเป็นผู้ไม่ลบหลู่. บทว่า นิราสโย ไม่มีความหวัง คือ ไม่มีความอยาก. บทว่า สพฺพโลเก คือ สากลโลก. อธิบายว่า เป็นผู้ปราศจากภวตัณหาและวิภวตัณหาในภพ ๓ และในอายตนะ ๑๒. บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อีก อย่างหนึ่ง พึงกล่าวแม้ ๓ วาระแล้วทำความเชื่อมในบทนี้ อย่างนี้ว่า เอโก จเร พึงเที่ยวไปผู้เดียวบ้าง หรืออย่างนี้ว่า เอโก จริตุํ สกฺกุเณยฺย พึง สามารถเพื่อเที่ยวไปผู้เดียวบ้าง จบคาถาที่ ๒ คาถาที่ ๓ ๒๓) ปาปํ สหายํ ปริวชฺชเยถ อนตฺถทสฺสึ วิสเม วิวิฏํ สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. กุลบุตร พึงเว้นสหายผู้ลามก ไม่พึงเสพด้วยตนเอง ซึ่งสหายผู้ชี้บอกความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน กรรมอันไม่เสมอ ผู้ข้องอยู่ ผู้ประมาท พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. ในคาถาที่ ๓ มีความย่อดังต่อไปนี้. สหายชื่อว่า ลามก เพราะประกอบด้วยทิฏฐิลามก ๑๐ อย่าง. ชื่อว่า ผู้ชี้บอกความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพราะแสดงความพินาศแก่คนอื่น
หน้า 709 ข้อ 821
และเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันไม่เสมอ มีกายทุจริตเป็นต้น กุลบุตรผู้รักตนพึง เว้นสหายลามกนั้น ผู้ชี้บอกความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ผู้ดังอยู่ในธรรม ไม่เสมอ ไม่ควรเสพด้วยตนเอ ง คือด้วยอำนาจของตน ด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวว่า ก็ผิว่าเป็นอำนาจของผู้อื่น สามารถจะทำอย่างไร. บทว่า ปสุตํ ขวนขวาย อธิบายว่า ติดอยู่ในบาปธรรมนั้น ๆ ด้วยอำนาจ แห่งทิฏฐิ. บทว่า ปมตฺตํ คนประมาท คือผู้ปล่อยจิตไปแล้วในกามคุณ หรือเว้นจากกุศลภาวนา. บุคคลไม่พึงเสพ คือไม่พึงคบ ได้แก่ไม่พึง เข้าใกล้บุคคลเห็นปานนั้น โดยที่แท้พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศ ดังต่อไปนี้ บทว่า สยํ น เสเวยฺย คือ ไม่พึงเข้าไปหาด้วยตนเอง. บทว่า สามํ น เสเวยฺย คือ ไม่พึง เข้าไปใกล้แม้ด้วยใจ บทว่า น เสเวยฺย คือ ไม่พึงคบ. บทว่า น นิเสเวยฺย ไม่ควรอาศัยเสพ คือไม่เข้าไปแม้ในที่ใกล้. บทว่า น สํเสเวยฺย ไม่ควรร่วมเสพ คือพึงอยู่ให้ไกล. น ปฏิเสเวยฺย ไม่ควร ซ่องเสพ คือหลีกไปเสีย. จบคาภาที่ ๓ คาถาที่ ๔ ๒๔) พหุสฺสตํ ธมฺมธรํ ภเชถ มิตฺติ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺติ อญฺาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 710 ข้อ 821
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า พึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ ทรงธรรม ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณ ผู้รู้จักประโยชน์ ทั้งหลาย กำจัดความสงสัยได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. ในคาถาที่ ๔ มีความย่อดังนี้. บทว่า พหุสฺสุตํ คือ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ พวก คือผู้เป็นพหูสูตใน ปริยัติ ในพระไตรปิฎกโดยเนื้อความทั้งสิ้น ๑ และผู้เป็นพหูสูตในปฏิเวธ เพราะแทงตลอดมรรค ผล วิชชาและอภิญญา ๑. ผู้มีอาคมอันมาแล้ว โดยการทรงจำไว้ได้ ชื่อว่า ผู้ทรงธรรม. ส่วน ท่านผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันโอฬาร ชื่อว่า ผู้มีคุณยิ่ง. ท่านผู้มีปฏิภาณอันประกอบแล้ว ผู้มีปฏิภาณอันพ้นแล้ว และผู้มี ปฏิภาณทั้งประกอบแล้วทั้งพ้นแล้ว ชื่อว่า ผู้มีปฏิภาณ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบผู้มีปฏิภาณ ๓พวก คือปริยัตติปฏิภาณ ๑ ปริปุจฉาปฏิภาณ ๑ อธิคมปฏิภาณ ๑. ผู้แจ่มแจ้งในปริยัติ ชื่อว่า ปริยัตติปฏิภาณ ผู้มีปฏิภาณในปริยัติ. ผู้แจ่มแจ้งคำสอบถาม เมื่อเขาถามถึงอรรถ ไญยธรรม ลักษณะ ฐานะ อฐานะ ชื่อว่า ปริปุจฉาปฏิภาณ ผู้มีปฏิภาณในการสอบถาม ผู้แทงตลอดคุณวิเศษทั้งหลายมีมรรคเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิเวธปฏิ- ภาณ ผู้มีปฏิภาณในปฏิเวธ. บุคคลควรคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ เห็นปานนั้น แค่นั้น ด้วยอานุภาพของมิตรนั้นได้รู้ประโยชน์มากมาย โดย
หน้า 711 ข้อ 821
แยกเป็นประโยชน์คน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือ โดยแยกเป็นประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภพหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง แต่นั้น กำจัดความสงสัยทำความเคลือบแคลงให้หมดไป ในฐานะแห่ง ความสงสัยมีอาทิว่า เราได้เป็นแล้วตลอดกาลในอดีตหรือหนอ เป็นผู้ กระทำกิจทุกอย่างสำเร็จแล้วอย่างนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. จบคาถาที่ ๔ คาถาที่ ๕ ๒๕) ขิฑฺฑํ รตึ กามสุขญฺจ โลเก อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน วิภูสนฏฺานา วิรโต สจฺจวาที เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่พอใจการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลกแล้ว ไม่อาลัยอยู่ เว้นจากฐานะแห่ง การประดับ มีปกติกล่าวคำสัตย์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. การเล่นและความยินดีได้กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน. บทว่า กามสุขํ คือ สุขในวัตถุกาม. จริงอยู่ แม้วัตถุกามท่านก็กล่าวว่าเป็นความสุข โดยความเป็นวิสัยเป็นต้นของความสุข. เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า รูป
หน้า 712 ข้อ 821
เป็นสุข ตกถึงความสุขมีอยู่ดังนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่ทำความพอใจ ซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขในโอกาสโลกนี้ ไม่คำนึงอย่างนี้ว่า มี ประการดังนี้ หรือเป็นสาระ. บทว่า อนเปกฺขมาโน ไม่อาลัย คือมี ปกติไม่เพ่งเล็งด้วยไม่ทำความพอใจ ไม่มักได้ ไม่อยาก เว้นจากฐานะแห่ง การประดับ เป็นผู้พูดจริง พึงเที่ยวไปผู้เดียว. ในบทเหล่านั้น เครื่องประดับมี ๒ อย่าง คือเครื่องประดับสำหรับ ผู้ครองเรือน มีผ้าสาฎก ผ้าโพก ดอกไม้และของหอมเป็นต้น ๑. เครื่อง ประดับสำหรับบรรพชิต มีเครื่องแต่งร่มเป็นต้น ๑. เครื่องประดับนั้นแล ชื่อว่าฐานะแห่งการประดับ. เพราะฉะนั้น พึงเห็นความอย่างนี้ว่า พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าเว้นจากฐานะแห่งการประดับ ด้วยวิรัติแม้ ๓ อย่าง เป็นผู้พูดจริง เพราะพูดไม่เหลวไหล ดังนี้ จบคาถาที่ ๕ คาถาที่ ๖ ๒๖) ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ ธนานิ ธญฺานิ จ พนฺธวานิ หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บุคคลละบุตร ภรรยา บิดา มารดา ทรัพย์ข้าวเปลือก พวกพ้อง และกามซึ่งตั้งอยู่ตามส่วนแล้ว พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
หน้า 713 ข้อ 821
บทว่า ธนานิ ได้แก่ รัตนะ มีแก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน และทองเป็นต้น . บทว่า ธญฺานิ ได้แก่ ธัญชาติ ๗ ชนิด คือข้าวสาลี ๑ ข้าว เปลือก ๑ ข้าวเหนียว ๑ ข้าวละมาน ๑ ข้าวฟ่าง ๑ ลูกเดือย ๑ หญ้า กับแก้๑ และอปรัณณชาติที่เหลือ. บทว่า พนฺธวานิ ได้แก่ พวกพ้อง ๔ ประเภท คือพวกพ้องที่เป็นญาติ ๑ พวกพ้องทางโคตร ๑ พวกพ้อง ทางมิตร ๑ พวกพ้องทางศิลปะ ๑. บทว่า ยโถธิกานิ กามทั้งหลายตาม ส่วน คือกามทั้งหลายตั้งอยู่ตามส่วนของตน. ๆ. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วนั้นแล. จบคาถาที่ ๖ คาถาที่ ๗ ๒๗) สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย คณฺโฑ เอโส อิจิ ตฺวา มติมา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. บัณฑิตทราบว่า ความเกี่ยวข้องในเวลาบริโภคเบญจ- กามคุณนี้มีสุขน้อย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ดุจหัวฝี ดังนี้แล้ว พึงเที่ยว ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า สงฺโค เอโส กามนี้เป็นเครื่องข้อง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า แสดงถึงเครื่องอุปโภคของตน. ก็กามนั้น ชื่อว่า สงฺโค เพราะสัตว์
หน้า 714 ข้อ 821
ทั้งหลายย่อมข้องอยู่ในกามนั้น ดุจช้างติดอยู่ในเปือกตมฉะนั้น. บทว่า ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ มีความสุขน้อย คือในเบญจกามคุณนี้มีความสุขน้อย เพราะเป็นของต่ำทราม โดยให้เกิดความสำคัญผิดในการบริโภคกามคุณ ๕ หรือเพราะนับเนื่องในธรรมอันเป็นกามาวจร. ท่านอธิบายว่า เป็นไป ชั่วกาลนิดหน่อย ดุจความสุขในการเห็นการฟ้อนที่สว่างแวบขึ้นจากแสง ฟ้าแลบฉะนั้น. บทว่า อปฺปสฺสาโท ทุกขฺเมตฺถ ภิยฺโย ในกามนี้มี ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ความว่า ในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสุขโสมนัสใดแลเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้ ความสุขโสมนัสนี้เรากล่าวว่าเป็นความยินดีของกามทั้งหลาย, พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงทุกข์โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า เป็นโทษของกามทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรใน โลกนี้เลี้ยงชีวิตด้วยการแสดงศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยการนับนิ้วมือ บ้าง ด้วยการคำนวณบ้าง เพราะเปรียบกับทุกข์นั้น ความสุขในกามคุณ จึงชื่อว่าน้อย คือเท่าประมาณหยาดน้ำ ที่แท้ความทุกข์เท่านี้มากยิ่ง เปรียบได้กับน้ำในสมุทรทั้งสี่ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย ในกามนี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ดังนี้ บทว่า คโฬ เอโส กามนี้เป็นดังเบ็ด ความว่า กามนี้เป็นดังเบ็ด คือกามคุณ ๕ ด้วยสามารถการแสดงความยินดีแล้วดึงมา. บทว่า อิติ ตฺวา มติมา ผู้มีปัญญารู้แล้ว คือบุรุษผู้มีปัญญาเป็นบัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว ละกามนั้น ทั้งหมด พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. จบคาถาที่ ๗
หน้า 715 ข้อ 821
คาถาที่ ๘ ๒๘) สนฺทาลยิตฺวา สํโยชนานิ ชาลํ เฉตฺวา สลิลมฺพุจารี อคฺคีว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า พึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย เสีย เหมือนปลาทำลายข่าย เหมือนไฟไม่หวนกลับมาสู่ ที่ไหม้แล้ว พึงเที่ยวรูปไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในบาทที่ ๒ แห่งคาถาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. สิ่งที่ทำด้วยด้วยท่านเรียกว่า ซาลํ ข่าย. บทว่า อมฺพุ คือ น้ำ. ชื่อว่า อมฺพุจารี เพราะเที่ยวไปในน้ำนั้น. บทนี้เป็นชื่อของปลา. ปลา ย่อมเที่ยวไปในน้ำ จึงชื่อว่า สลิลมฺพุจารี. ท่านอธิบายว่า เหมือนปลา ทำลายข่ายในน้ำฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในบาทที่ ๓ ดังนี้. บทว่า ทฑฺฒํ ท่านกล่าวถึงที่ ที่ถูกไฟไหม้. อธิบายว่า ไฟที่ไหม้มิได้กลับมาสู่ที่ไหม้แล้ว คือว่าไม่ กลับมาไหม้ลามในที่นั้นอีก ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็ไม่กลับมาสู่ที่ แห่งกามคุณ ที่ไฟคือมรรคญาณไหม้แล้ว คือว่าไม่หวนกลับมาในกามคุณ นั้นอีก ฉันนั้น. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล คำว่า สญฺโชนานิ มีวิเคราะห์ว่า กิเลสเหล่าใดมีอยู่แก่บุคคลใด ก็ย่อมผูกพัน คือว่าย่อมร้อยรัดบุคคลนั้นไว้ในวัฏฏะ เพราะเหตุนั้น กิเลส เหล่านั้นจึงชื่อว่า สังโยชน์. อนึ่ง ควรนำสังโยชน์เหล่านี้ มาตามลำดับของ กิเลสบ้าง ตามลำดับของมรรคบ้าง คือ
หน้า 716 ข้อ 821
กามราคสังโยชน์และปฏิฆสังโยชน์ ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. มานสังโยชน์ ละได้ด้วยอรหัตมรรค. ทิฏฐิสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. ภวราคสังโยชน์ ละได้ด้วยอรหัตมรรค. อิสสาและมัจฉริยะ ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. กามราคสังโยชน์และปฏิฆสังโยชน์ ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. มานสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ และอวิชชาสังโยชน์ ละไว้ด้วย อรหัตมรรค. บทว่า ภินฺทิตฺวา คือ ทำลาย. บทว่า สมฺภินฺทิตวา ฉีก คือทำ ให้เป็นช่อง. บทว่า ทาลยิตฺวา คือ แหวกไป. บทว่า ปทาลยิตฺวา คือ ลอดไป. บทว่า สมฺปทาลยิตฺวา คือ ลอดออกไป. จบคาถาที่ ๘ คาถาที่ ๙ ๒๙ ) โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาทโลโล คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้มีจักษุทอดลงแล้ว ไม่เหลว- ไหลเพราะเท้า มีอินทรีย์คุ้มครองแล้ว มีใจอันรักษาแล้ว
หน้า 717 ข้อ 821
ผู้อันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว และอันไฟคือกิเลสไม่เผาอยู่ พึง เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ เป็นผู้มีจักษุอันทอดลง คือมีจักษุทอดลง เบื้องต่ำ. ท่านอธิบายว่า ภิกษุตั้งกระดูกคอทั้ง ๗ ท่อนไว้ตามลำดับ แล้วเพ่งดูชั่วแอกเพื่อดูสิ่งที่ควรเว้นและควรถือเอา อธิบายว่า ภิกษุยืน ไม่ให้กระดูกหัวใจกระทบกับกระดูกคาง. ก็การที่ภิกษุเป็นผู้มีตาทอดลง อย่างนี้ไม่เป็นสมณสารูป คือไม่ควรแก่สมณะ. บทว่า น จ ปาทโลโล ไม่เหลวไหลเพราะเท้า คือไม่ทำเป็นเหมือนคนที่คันเท้า ปรารถนาจะ เข้าไปสู่ท่ามกลางคณะอย่างนี้ คือเป็นคนที่สองของตนคนเดียว เป็นคน ที่ ๓ ของตนสองคน เป็นผู้เว้นจากการเที่ยวไปนาน คือเที่ยวไปไม่หยุด. บทว่า คุตฺตินฺทฺริโย มีอินทรีย์คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วยบทที่เหลือ ซึ่งกล่าวแยกไว้ต่างหากในที่นี้. บทว่า มานสา ในคำว่า รกฺขิตมาสาโน ได้แก่ มานัส ใจนั่นเอง ใจนั้น อัน บุคคลนั้นรักษาแล้ว เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า รกฺขิตมานสาโน ผู้มีใจอันคนรักษาแล้ว. บทว่า อนวสฺสุโต ได้แก่ ผู้เว้นแล้วจากการตามรั่วรดของกิเลสในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ด้วย การปฏิบัตินี้. บทว่า อปริฑยฺหมาโน ไฟกิเลสมิได้เผา คือกิเลสมิได้ เผาเพราะเว้นจากการรั่วรดของกิเลสอย่างนี้. อนึ่ง ผู้อันกิเลสในภายนอก ไม่รั่วรด กิเลสในภายในไม่เผาอยู่. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า จกฺขุนา รฺปํ ทิสฺวา เห็นรูปด้วยจักษุ คือเห็นรูปด้วยจักขุ- วิญญาณอันสามารถเห็นรูปได้ ที่เรียกตามโวหารว่าจักษุ ด้วยอำนาจแห่ง เหตุ. ส่วนท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า จักษุย่อมไม่เห็นรูป เพราะ
หน้า 718 ข้อ 821
ไม่มีจิต จิตก็ย่อมไม่เห็นรูปเพราะไม่มีจักษุ (แต่) บุคคลย่อมเห็นด้วยจิต อันมีประสาทรูปเป็นวัตถุ เพราะกระทบกันระหว่างทวารกับอารมณ์. ก็ คำพูดเช่นนี้ ชื่อว่า สสัมภารกถา (พูดรวม ๆ ไป) เหมือนในประโยค ว่า ก็สิ่งเช่นนี้ ๆ ย่อมถูกยิงด้วยธนูฉะนั้น เพราะฉะนั้น ในที่นี้จึงมีความ อย่างนี้ว่า เห็นในรูปด้วยจักขุวิญญาณดังนี้. บทว่า นิมิตฺตคฺคหี ถือนิมิต คือถือนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีนิมิตหญิงและชาย หรือนิมิตว่างาม เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งฉันทราคะ ไม่ตั้งอยู่ด้วยเพียงเห็น. บทว่า อนุพฺยญฺชนคฺคาหี ถืออนุพยัญชนะ คือย่อมถือด้วยอาการแห่งมือ เท้า การหัวเราะ การเจรจา การเหลียวดูเป็นต้น ที่เรียกตามโวหารว่า อนุพยัญชนะ เพราะทำกิเลสทั้งหลายให้ปรากฏโดยอนุพยัญชนะ ในบทว่า ยตฺวาธกรณเมนํ เป็นต้น มีความดังต่อไปนี้. ซึ่งบุคคลนั้นผู้ไม่สำรวม จักขุนทรีย์ด้วยหน้าต่างคือสติ ผู้มีจักษุทวารไม่ปิดแล้ว เพราะเหตุแห่ง การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นเหตุให้ธรรมมีอภิชฌาเป็นต้นเหล่านั้นครอบงำ คือคามผูกพัน. บทว่า ตสฺส สํวราย น ปฏิปชฺชติ ปฏิบัติเพื่อไม่สำรวมจักขุนทรีย์ นั้น คือไม่ปฏิบัติเพื่อปิดจักขุนทรีย์นั้นด้วยหน้าต่างคือสติ. ท่านกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ชื่อว่าไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมใน จักขุนทรีย์. การสำรวมหรือไม่สำรวมย่อมไม่มีในจักขุนทรีย์นั้น ด้วยว่าสติ หรือความหรือหลงลืมสติหาได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุประสาทไม่ ถึงอย่างนั้น เมื่อใดรูปารมณ์มาสู่คลองแห่งจักษุในกาลใด ในกาลนั้นเมื่อภวังค์จิตเกิด ขึ้นสองครั้งแล้วดับไป กิริยามโนธาตุเกิดขึ้น ยัง อาวัชชนกิจ ให้สำเร็จ แล้วดับไป. แค่นั้นจักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้นทำสันตีรณกิจ คือทำหน้าที่
หน้า 719 ข้อ 821
เห็นแล้วดับไป. จากนั้นวิปากมโนธาตุเกิดขึ้นให้สำเร็จ สัมปฏิจฉนกิจ คือทำหน้าที่รับแล้วดับไป. จากนั้นวิบากมโนวิญญาณธาตุอันเป็นอเหตุกะ เกิดขึ้นให้สำเร็จ สันตีรณกิจ คือท่าหน้าที่พิจารณาแล้วดับไป. จากนั้น กิริยามโนวิญาณธาตุอันเป็นอเหตุกะเกิดขึ้น ยัง โวฏฐัพพนกิจ คือการ ตัดสินอารมณ์ให้สำเร็จแล้วดับไป, ในลำดับนั้นชวนจิตย่อมแล่นไป. แม้ ในขณะนั้นความสำรวมหรือไม่สำรวมย่อมไม่มีในสมัยแห่งภวังคจิต ย่อมไม่ มีในสมัยแห่งจิตทั้งหลายมีอาวัชชนจิตเป็นต้น ในสมัยใดสมัยหนึ่ง แต่ ในขณะแห่งชวนจิต หากว่าความเป็นผู้ทุศีลก็ดี ความเป็นผู้หลงลืมสติก็ดี ความไม่รู้ก็ดี ความไม่อดทนก็ดี ความเกียจคร้านก็ดี ย่อมเกิดขึ้น ความ สำรวมย่อมมีไม่ได้. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ผู้นั้นท่านกล่าวว่าเป็นผู้ไม่สำรวม ในจักขุนทรีย์. เพราะเหตุไร. เพราะเมื่อความไม่สำรวมนั้นมีอยู่ ทวาร ก็ดี ภวังตจิตก็ดี วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชนะเป็นต้นก็ดี ย่อมเป็นอันไม่ สำรวมแล้ว. เปรียบเหมือนอะไร. เปรียบเหมือนเมื่อประตู ๔ ด้านใน พระนครไม่ปิด ถึงจะปิดเรือนประตูซุ้มและห้องภายในเป็นต้นก็ดี ฉันใด ถึงอย่างนั้นสิ่งของทั้งหมดภายในพระนครก็เป็นอันเขาไม่รักษา ไม่คุ้มครอง เหมือนกัน เพราะโจรทั้งหลายเข้าไปทางประตูพระนคร ย่อมฉกฉวยเอา สิ่งที่ต้องการไปได้ ฉันใด เมื่อความทุศีลเป็นต้นเกิดขึ้นแล้วในชวนจิต เมื่อความไม่สำรวมนั้น มีอยู่ ทวารก็ดี ภวังค์ก็ดี วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชน- จิตเป็นต้นก็ดี ย่อมเป็นอันบุคคลนั้นไม่สำรวมแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน พึงทราบความในบทมีอาทิว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ ดังต่อไปนี้. บทว่า น นิมิตฺตคฺคาหี โหติ ไม่ถือนิมิต คือไม่ถือนิมิตดังกล่าว
หน้า 720 ข้อ 821
แล้วด้วยอำนาจแห่งฉันทราคะ. พึงทราบแม้บทที่เหลือ โดยนัยตรงกัน ข้ามกับที่กล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้. เหมือนอย่างว่า คำที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังว่า เมื่อความทุศีลเกิดขึ้น แล้วในชวนะ เมื่อความไม่สำรวมนั้น มีอยู่ ทวารก็ดี ภวังค์ก็ดี วิถีจิตทั้งหลาย มีอาวัชชนจิตเป็นต้นก็ดี เป็นอันตนไม่ได้สำรวมแล้ว ฉันใด เมื่อศีล เป็นต้นบังเกิดขึ้นแล้ว ในชวนจิตนั้น ทวารก็ดี ภวังคจิตก็ดี วิถีจิต อันมีอาวัชชนะเป็นต้นก็ดี ย่อมเป็นอันตนคุ้มครองแล้วเหมือนกัน. เปรียบเหมือนอะไร. เปรียบเหมือนเมื่อประตูพระนครรักษา (ปิด) แล้ว ถึงแม้เรือนภายในเป็นต้นไม่รักษา (ไม่ปิด) ก็จริง ถึงกระนั้นสิ่งของ ทั้งหมดในภายในพระนคร ก็ย่อมเป็นอันรักษาดีแล้ว คุ้มครองดีแล้วทีเดียว เพราะเมื่อประตูพระนครปิด พวกโจรก็เข้าไปไม่ได้ฉันโด เมื่อศีลเป็นต้น บังเกิดขึ้นแล้วในชวนะ ทวารก็ดี ภวังค์ก็ดี วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชนจิต เป็นต้นก็ดี เป็นอันตนคุ้มครองแล้วฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความสำรวมแม้เกิดขึ้นในชนะชวนจิต ก็ชื่อว่าความสำรวมในจักขุนทรีย์. บทว่า อวสฺสุตปริยายญฺจ คือ อวัสสุตปริยายว่าด้วยเหตุแห่ง การชุ่มด้วยกิเลสทั้งหลาย. บทว่า อนวสฺสุตปริยายญฺจ คือ อนวัสสุต- ปริยายสูตรว่าด้วยเหตุแห่งการไม่ชุ่มด้วยกิเลสทั้งหลาย. บทว่า ปิยรูเป รูเป ย่อมยินดีในรูปอันเป็นรูปที่น่ารัก คือใน รูปารมณ์อันน่าปรารถนา. บทว่า อปฺปิยรูเป รูเป ย่อมยินร้ายในรูปอัน เป็นในรูปที่ไม่น่ารัก คือในรูปารมณ์อันมีสภาวะที่ไม่น่าปรารถนา. บทว่า พฺยาปชฺชติ ย่อมยินร้าย คือถึงความเน่าด้วยอำนาจโทสะ. บทว่า โอตารํ ได้แก่ ช่องคือระหว่าง. บทว่า อารมฺมณํ คือ ปัจจัย. บทว่า อภิภวึสุ
หน้า 721 ข้อ 821
ครอบงำ คือย่ำยี. บทว่า น อภิภิว คือ ไม่ย่ำยี. บทว่า พหลมตฺติกา มีดินหนา คือมีดินหนาพูนขึ้นด้วยการฉาบทาบ่อย ๆ. บทว่า อลฺลาว- เลปนา มีเครื่องฉาบทาอันเปียก คือฉาบทาด้วยดินที่ไม่แห้ง. บทที่เหลือ ในนิเทศนี้ง่ายทั้งนั้น. จบคาถาที่ ๙ คาถาที่ ๑๐ ๓๐) โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺขนานิ สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละเพศแห่งคฤหัสถ์ นุ่งห่มผ้า กาสายะออกบวช ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว พึง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. บทว่า กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตวา ครองผ้าย้อมน้ำฝาดออกบวช พึงทราบความของบทนี้อย่างนี้ว่า ออกจากเรือนแล้วครองผ้ากาสายะ. บทที่เหลือสามารถรู้ได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ ๑๐ จบอรรถกถาตติยวรรค
หน้า 722 ข้อ 821
H1>อรรถกถาจตุตถวรรค คาถาที่ ๑ ๓๑ ) รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล อนญฺโปสี สปทานจารี กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่กระทำความติดใจรส ทั้งหลาย ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้โลเล ไม่เลี้ยงผู้อื่น มี ปกติเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ผูกพันใน ตระกูล พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ แห่งจตุตถวรรค ดังต่อไปนี้ บทว่า รเสสุ ในรสทั้งหลาย คือในของควรลิ้มมีรสเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม เฝื่อน ฝาด เป็นต้น. บทว่า เคธํ อกรํ ไม่ทำความติดใจ คือไม่ทำความติดใจ คือความพอใจ. ท่านอธิบายว่า ไม่ให้ตัณหาเกิดขึ้น บทว่า อโลโล ไม่มีตัณหาอันเป็นเหตุให้โลเล คือไม่วุ่นวายในรสวิเศษ อย่างนี้ว่า เราจักลิ้มรสนี้ ดังนี้. บทว่า อนญฺโปสี ไม่เลี้ยงผู้อื่น คือไม่มีสัทธิวิหาริกที่จะต้อง เลี้ยงเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า ยินดีเพียงทรงกายอยู่ได้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงว่า แมลงผึ้งซึ่งติดในรสทั้งหลาย (ของดอกไม้) ในอุทยานใน กาลก่อน เป็นผู้มีตัณหา เลี้ยงดูผู้อื่น (คือลูกอ่อนในรัง) ฉันใด พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น ละตัณหาอันเป็นเหตุให้โลเล ทำความ
หน้า 723 ข้อ 821
ติดในรสทั้งหลายเสียได้ เป็นผู้ไม่เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่ให้เกิดอัตภาพอื่น อันมีตัณหาเป็นมูลต่อไป. อีกอย่างหนึ่ง กิเลสทั้งหลายท่านเรียกว่า ผู้อื่น เพราะอรรถว่า หักรานประโยชน์ อธิบายว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าชื่อว่าไม่เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่เลี้ยงกิเลสเหล่านั้น. บทว่า สปทานจารี เที่ยวไปตามลำดับตรอก คือไม่เที่ยวแวะเวียน คือเที่ยวไปตามลำดับ. อธิบายว่า ไม่ทิ้งลำดับเรือน เข้าไปบิณฑบาตตามลำดับทั้งตระกูลมั่งคั่งและตระกูลยากจน. บทว่า กุเส กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต มีจิตไม่ผูกพันในตระกูล ความว่า มีจิตไม่ เกี่ยวข้องด้วยอำนาจกิเลสในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง บรรดาตระกูลกษัตริย์ เป็นต้น. เปรียบเหมือนพระจันทร์ใหม่อยู่เป็นนิจ. บทที่เหลือมีนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ คาถาที่ ๒ ๓๒) ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส อุปกฺกเลเส พฺยปนุชฺช สพฺเพ อนิสฺสิโต เฉตา เสฺนหโทสํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ละ ธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต ๕ อย่าง บรรเทาอุปกิเลสทั้งปวง ผู้อันทิฏฐิไม่อาศัย ตัด ความรักและควานชังได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน นอแรดฉะนั้น.
หน้า 724 ข้อ 821
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้ บทว่า อาวรณานิ เครื่องกั้นจิต คือนิวรณ์นั่นเอง. นิวรณ์ เหล่านั้นท่านกล่าวไว้แล้วในอุรตสูตรโดยอรรถ. แต่เพราะนิวรณ์เหล่านั้น กั้นจิต ดุจหมอกเป็นต้นบังดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ฉะนั้น ฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวว่าเป็นเครื่องกั้นจิต. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละนิวรณ์เหล่านั้นได้ ด้วยอุปจาระหรือด้วยอัปปนา. บทว่า อุปกฺกิเลเส กิเลสเครื่องเศร้า- หมองจิต คืออกุศลธรรมอันเข้าไปเบียดเบียนจิต หรืออภิชฌาเป็นต้น- ดังได้ตรัสไว้แล้วในวัตโถปมสูตรเป็นต้น บทว่า พฺยปนุชฺช สลัดเสียแล้ว คือบรรเทา บรรเทาวิเศษ ละด้วยวิปัสสนาและมรรค. บทว่า สพฺเพ คือ กิเลสไม่มีส่วนเหลือ ท่านอธิบายว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยสมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าเป็นผู้อันตัณหา และทิฏฐิไม่อาศัย เพราะละทิฏฐินิสัยด้วยปฐมมรรค ตัดโทษคือความ เยื่อใย คือตัณหาราคะอันไปแล้วในโลกธาตุทั้งสาม ด้วยมรรคที่เหลือ ด้วยว่าความเยื่อใยเท่านั้น ท่านเรียกว่า เสฺนหโทโส เพราะเป็นปฎิปักษ์ กับคุณธรรม. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบคาถาที่ ๒ คาถาที่ ๓ ๓๓) วิปิฏฺิกตฺวาน สุขํ ทุกฺขญฺจ ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทธํ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 725 ข้อ 821
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ละสุข ทุกข์ โสมนัสและ โทมนัสในกาลก่อนแล้ว ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ดังต่อไปนี้. บทว่า วิปิฏฺิกตฺวาน ละแล้ว คือละทิ้งไว้ข้างหลัง. บทว่า สุขญฺจ ทุกฺขํ คือ ความยินดียินร้ายทางกาย. บทว่า โสมนสฺสโทมนสฺสํ คือ ความยินดียินร้ายทางใจ. บทว่า อุเปกฺขํ คือ อุเบกขาในจตุตถฌาน. บทว่า สมถํ คือ สมถะในจุตตถฌานนั่นเอง. บทว่า วิสุทฺธํ ความว่า ชื่อว่าหมดจดอย่างยิ่ง เพราะพ้นจากธรรมเป็นข้าศึก ๙ ประการ คือ นิวรณ์ ๕ วิตก วิจาร ปีติ สุข อธิบายว่า ปราศจากอุปกิเลส ดุจทองคำ ที่หลอมดีแล้วนั่นเอง. ส่วนโยชนาแก้ไว้ดังนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละสุข และทุกข์ก่อน ๆ แล้ว อธิบายว่า ละทุกข์ในภูมิอัน เป็นอุปจารแห่ง ปฐมฌาน และสุขในภูมิอันเป็นอุปจารแห่งตติยฌาน. นำ จ อักษร ที่กล่าวไว้ข้างต้นไปไว้ข้างหลัง ได้รูปเป็นดังนี้ โสมนสฺสํ โทมนสฺสญฺจ วิปิฏิกตฺวาน ปุพฺเพว ละโสมนัสและโทมนัสก่อน ๆ แล้ว. ด้วยบทนั้น ท่านแสดงว่า โสมนัสในภูมิอัน เป็นอุปจารแห่งจุจจถฌาน โทมนัสในภูมิ เป็นอุปจารแห่งทุติยฌาน. จริงอยู่ ฌานเหล่านี้เป็นฐานะแห่งการละทุกข สุขโทมนัสโสมนัสเหล่านั้นโดยปริยาย แต่โดยตรง ปฐมฌานเป็นฐาน ละทุกข์ ทุติยฌานเป็นฐานละโทมนัส ตติยฌานเป็นฐานละสุข จตุตถฌาน เป็นฐานละโสมนัส. เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ภิกษุเข้าถึงปฐมฌานอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดในปฐมฌานนี้ย่อมดับไปโดย ไม่มีเหลือ. พึงถือเอาบททั้งหมดนั้นตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังต่อไป.
หน้า 726 ข้อ 821
บทว่า ปุพฺเพว ก่อน ๆ คือละทุกข์โทมนัสและสุขได้ในฌานทั้งสามมี ปฐมฌานเป็นต้น แล้วละโสมนัสในจตุตถฌานนี้ ได้อุเบกขาและสมถะ อันหมดด้วยปฏิปทานี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียว. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว นั่งเอง. จบคาถาที่ ๓ คาถาที่ ๔ ๓๔) อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา อลีนจตฺโต อกุสีตวุตฺตี ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธจ้าปรารภความเพียร เพื่อบรรลุ ปรมัตถประโยชน์ มีจิตไม่หดหู่ มีความประพฤติไม่ เกียจคร้าน มีความบากบั่นมั่นคง ถึงพร้อมด้วยกำลังกาย และกำลังญาณ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อารทฺธวิริโย เพราะมีความเพียรอัน ปรารภแล้ว. ด้วยบทนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึงความเพียรเบื้องต้น เริ่มด้วยวิริยะของตน. นิพพานท่านกล่าวว่าปรมัตถ์ เพื่อถึงนิพพานนั้น ชื่อว่าเพื่อถึงปรมัตถ์. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึงผลที่ควรบรรลุ ด้วยการเริ่มความเพียรนั้น. ด้วยบทว่า อลีนจิตฺโต มีจิตมิได้ย่อหย่อน พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดง
หน้า 727 ข้อ 821
ถึงความที่จิตและเจสิกทั้งหลายอันเกื้อหนุนวิริยะไม่ย่อหย่อน. ด้วยบทว่า อกุสีตวุตฺติ มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึง ความที่กายไม่จมอยู่ในที่ยืนที่นั่งและที่จงกรมเป็นต้น. ด้วยบทว่า ทฬฺห- นิกฺกโม มีความพยายามมั่นคงนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงการตั้งความ เพียรอันเป็นไปอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ นหารุ จ แม้เลือดเนื้อจะเหือด แห้งไป เหลือแต่หนังและกระดูกก็ตามที ดังนี้เป็นต้น. ท่านกล่าวว่า เริ่ม ในอนุปุพพสิกขาเป็นต้น กระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจทางกาย. อีกอย่าง หนึ่ง ด้วยบทนี้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแสดงถึงความเพียรอันสัมปยุตด้วย มรรค. ชื่อว่ามีความเพียร เพราะถึงความบริบูรณ์ในการเจริญภาวนา อย่างมั่นคง และเพราะออกจากฝ่ายตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทฬฺหปรกฺกโม เพราะเป็นผู้มีความพร้อม เพรียงด้วยธรรมนั้น มีความเพียรมั่นคง. บทว่า ถามพลูปปนฺโน เข้า ถึงด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง คือเกิดขึ้นด้วยเรี่ยวแรงทางกาย และด้วยกำลัง ญาณในขณะแห่งมรรค. อีกอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นด้วยกำลังอันเป็นเรี่ยวแรง ชื่อว่า ถามพลูปปนฺโน. ท่านอธิบายว่า เกิดด้วยกำลังคือญาณอันมั่นคง ด้วยบทนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเมื่อแสดงถึงการประกอบพร้อมด้วยญาณ แห่งวิริยะนั้น จึงยังความเพียรโดยแยบคายให้สำเร็จ. พึงประกอบบท ทั้งหลายแม้ ๓ บทด้วยอำนาจแห่งความเพียร อันเป็นส่วนเบื้องต้น ท่ามกลางและอุกฤษฏ์. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. คาถาที่ ๔
หน้า 728 ข้อ 821
คาถาที่ ๔ ๓๕) ปฏิสลฺลานํ ณานมริญฺจนาโน ธมฺเมส นิจฺจํ อนุธมฺมารี อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มี ปกติประพฤติธรรม อันสมควรเป็นนิตย์ในธรรมทั้งหลาย พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า ปฏิสลฺลานํ คือ การไม่กลับเข้าไปหาสัตว์และสังขารเหล่า นั้น ๆ หลีกเร้น อยู่. อธิบายว่า ความเป็นผู้เดียวเพราะเสพเฉพาะตนผู้เดียว ชื่อว่า กายวิเวก. บทว่า ฌานํ ท่านเรียกว่า จิตตวิเวก เพราะเผา ธรรมเป็นข้าศึกและเพราะเพ่งอารมณ์และลักษณะ. ในบทนั้น สมาบัติ ๘ ท่านเรียกว่า ฌาน เพราะเผาธรรมเป็นข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น และเพราะ เพ่งถึงอารมณ์ วิปัสสนา มรรคและผล ท่านเรียกว่า ฌาน เพราะเผา ธรรมเป็นข้าศึกมีสัตตสัญญาเป็นต้น และเพราะเพ่งถึงลักษณะ. แต่ในที่นี้ ประสงค์เอาการเพ่งอารมณ์เท่านั้น. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่ละการหลีก เร้นและฌานนี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อริญฺจมาโน คือ ไม่ละไม่สละ. บทว่า ธมฺเมสุ คือ ใน ธรรมมีขันธ์ ๕ เป็นต้นอันเป็นเครื่องให้เข้าถึงวิปัสสนา. บทว่า นิจฺจํ
หน้า 729 ข้อ 821
คือ สงบ ไม่วุ่นวาย เนื่อง ๆ. บทว่า อนุธมฺมจารี ประพฤติธรรม สมควร คือปรารภธรรมเหล่านั้นแล้วประพฤติวิปัสสนาธรรมไปตาม สมควร. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ธมฺมา ได้แก่ โลกุตรธรรม ๙. ชื่อว่า อนุธมฺโม คือ เพราะเป็นธรรมสมควรแก่โลกุตรธรรมเหล่านั้น. บทนี้ เป็นชื่อของวิปัสสนา. ในบทนั้นเมื่อควรจะกล่าวว่า ประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรมทั้งหลายเป็นนิจ ก็กล่าวเสียว่า ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ด้วยการแปลงวิภัตติเพื่อสะดวกในการแต่งคาถา. คือควรจะเป็น ธมฺมานํ แต่ในคาถาเป็น ธมฺเมสุ. บทว่า อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเสุ พิจารณา เห็นโทษในภพทั้งหลาย คือพิจารณาเห็นโทษมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นใน ภพ ๓ ด้วยวิปัสสนา อันได้แก่ความเป็นผู้พระพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม นั้น ควรกล่าวว่าท่านได้บรรลุแล้วด้วยปฏิปทา กล่าวคือ กายวิเวก จิตต- วิเวกและวิปัสสนาอัน ถึงความเป็นยอต้นอย่างนี้. พึงทราบการประกอ อย่างนี้ว่า เอโก จเร พึงเที่ยวไปผู้เดียว. จบคาถาที่ ๕ คาถาที่ ๖ ๓๖) ตณฺหกฺขยํ ปตฺถยํ อปฺปมตฺโต อเนลมูโค สุตฺวา สิติมา สงฺขาตธมฺโม นิยโต ปธานวา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 730 ข้อ 821
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ปรารถนาความสิ้นตัณหา พึง เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เป็นคนบ้าและคนใบ้ มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า ตณฺหกฺขยํ ความสิ้นตัณหา คือนิพพาน. หรือความไม่เป็น ไปแห่งตัณหา อันมีโทษอันตนเห็นแล้วอย่างนี้นั่นเอง. บทว่า อปฺปมตฺโต ไม่ประมาท คือเป็นผู้มีปกติทำติดต่อ. บทว่า อเนลมูโค ไม่โง่เขลา คือไม่ใบ้. อีกอย่างหนึ่ง ไม่บ้าไม่ใบ้. ท่านกล่าวว่า เป็นบัณฑิต เป็น คนฉลาด. ชื่อว่า มีสุตะ เพราะมีสุตะอันให้ถึงประโยชน์สุข. ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศึกษา. บทว่า สติมา คือ ระลึกถึงสิ่งที่ทำไว้แล้วแม้ นานเป็นต้นได้. บทว่า สงฺขาตธมฺโม มีธรรมอันนับพร้อมแล้ว คือ มีธรรมอันกำหนดแล้วด้วยการพิจารณาธรรม. บทว่า นิยโต มีธรรม อันแน่นอน คือถึงความแน่นอนด้วยอริยมรรค บทว่า ปธานวา มีความเพียร คือถึงพร้อมด้วยสัมมัปปธาน (คือความเพียร). พึงประกอบบาทนี้โดยผิดลำดับ. ด้วยว่าผู้ประกอบธรรม มีความไม่ประมาทเป็นต้นเหล่านี้อย่างนี้แล้ว มีความเพียรด้วยการตั้งใจ ให้ถึงความแน่นอน ชื่อว่า นิยโต เป็นผู้เที่ยง เพราะมีธรรมอันแน่นอน คืออริยมรรคอันตนถึงแล้วด้วยความเพียรนั้น ต่อแต่นั้นจึงชื่อว่า มีธรรม อันกำหนดรู้แล้ว เพราะการบรรลุพระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหันต์ ท่านเรียกว่า เป็นผู้มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว เพราะไม่มีธรรมที่จะพึง กำหนดรู้อีก.
หน้า 731 ข้อ 821
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว เป็นเสกขะมีอยู่มากในโลกนี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. จบคาถาที่ ๖ คาถาที่ ๗ ๓๗ ) สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน ปทุมํว โตเยน อลิมฺปมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนสีหะ ไม่ติดข้อง เหมือนลมไม่ติดข้องที่ตาข่าย เหมือนดอกบัว ไม่ติดข้องด้วยน้ำฉะนั้น พึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า สีโห ได้แก่ สีหะ ๔ จำพวก คือติณสีหะ ๑ ปัณฑุสีหะ ๑ กาฬสีหะ ๑ ไกรสรสีหะ ๑. ไกรสรสีหะท่านกล่าวว่าเลิศกว่าสีหะเหล่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาไกรสรสีหะนั้น. ลมมีหลายชนิด มีลมพัดมาทางทิศตะวันออกเป็นต้น. ดอกบัวมี หลายชนิด มีดอกบัวสีแดงและดอกบัวสีขาวเป็นต้น. บรรดาลมและดอกบัว เหล่านั้น ลมชนิดใดชนิดหนึ่ง ดอกบัวชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรทั้งนั้น. เพราะความสะดุ้งย่อมมีด้วยความรักตน. อนึ่ง ความรักตนฉาบด้วยตัณหา.
หน้า 732 ข้อ 821
แม้ความรักตนนั้นก็ย่อมมีด้วยความโลภ อันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ. หรือวิปปยุต ด้วยทิฏฐิ. ความรักตนนั้นก็คือตัณหานั้นเอง. ความข้องของผู้ปราศจาก ความสอบสวนย่อมมีด้วยโมหะ อนึ่ง โมหะก็คืออวิชชา. การละตัณหาย่อม มีด้วยสมถะ. การละอวิชชาย่อมมีด้วยวิปัสสนา. เพราะฉะนั้น พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้าละความรักในคนด้วยสมถะ ไม่สะดุ้งในความไม่เที่ยงและความ เป็นทุกข์เป็นต้น เหมือนสีหะไม่สะดุ้งในเพราะเสียงทั้งหลาย ละโมหะ ด้วยวิปัสสนา ไม่ติดในขันธ์และอายตนะเป็นต้น ดุจลมไม่ติในข่าย ละโลภะและทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลภะ ด้วยสมถะ ไม่ติดด้วยโลภะอันมี ความยินดีในภพทั้งปวง เหมือนดอกบัวไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น. ในบทนี้ศีล เป็นปทัฏฐานแห่งสมถะ สมถะเป็นปทัฏฐานแห่งสมาธิ วิปัสสนา และ ปัญญา ด้วยประการฉะนี้. เมื่อธรรมสองเหล่านั้นสำเร็จ เป็นอันขันธ์ แม้ ๓ ก็สำเร็จด้วย. ในขันธ์เหล่านั้น ความเป็นผู้กล้าย่อมสำเร็จด้วยศีล ขันธ์. ย่อมไม่สะดุ้งเพราะความเป็นผู้ใคร่จะโกรธในอาฆาตวัตถุทั้งหลาย เหมือนสีหะไม่สะดุ้งในเพราะเสียงทั้งหลาย. เป็นผู้มีสภาวะแทงตลอดด้วย ปัญญาขันธ์ ไม่ติดอยู่ในประเภทแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น ดุจลมไม่ติด ในข่าย. เป็นผู้ปราศจากราคะด้วยสมาธิขันธ์ ไม่ติดอยู่ด้วยราคะเหมือน ดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ. พึงทราบว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่สะดุ้ง ไม่ข้อง ไม่ติดด้วยการละอวิชชาตัณหาและอกุศลมูล ๓ ตามที่เกิดด้วย สมถะและวิปัสสนา และด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์และปัญญาขันธ์ ด้วย ประการฉะนี้. จบคาถาที่ ๗
หน้า 733 ข้อ 821
คาถาที่ ๘ ๓๘) สีโห ยถา ทาพลี ปสยฺห ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า พึงเสพเสนาสนะอันสงัด เป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว เช่นกับนอแรด เหมือนราชสีห์มี เขี้ยวเป็นกำลัง ข่มขี่ครอบงำหมู่เนื้อเที่ยวไปฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า สีหะ เพราะอดทน เพราะฆ่าและวิ่งเร็ว. ในที่นี้ประสงค์ เอาไกรสรสีหะ. ชื่อว่า ทาพลี เพราะสีหะมีเขี้ยวเป็นกำลัง. บททั้งสอง คือ ปสยฺห อภิภุยฺห พึงประกอบ จารี ศัพท์เข้าไป เป็น ปสยฺหจารี เที่ยวข่มขี่ อภิภุยฺยจารี เที่ยวครอบงำ. ในสองบทนั้น ชื่อว่า ปสยฺหจารี เพราะเที่ยวข่มขี่. ชื่อว่า อภิภุยฺยจารี เพราะเที่ยวครอบงำทำให้หวาด สะดุ้ง ทำให้อยู่ในอำนาจ. สีหะนั้นเที่ยวข่มขี่ด้วยกำลังกาย เที่ยวครอบงำ ด้วยเดช. หากใคร ๆ พึงกล่าวว่าเที่ยวข่มขี่ครอบงำอะไร. แต่นั้นพึงทำ ฉัฏฐีวิภัตติแห่งบทว่า มิคานํ เป็นทุติยาวิภัตติ เปลี่ยนเป็น มิเค ปสยฺห อภิภุยฺหจารี เที่ยวข่มขี่ครอบงำซึ่งเนื้อทั้งหลาย. บทว่า ปนฺตานิ อันสงัด คือไกล. บทว่า เสนาสนานิ คือ ที่อยู่. บทที่เหลือสามารถ จะรู้ได้โดยนัยดังกล่าวในก่อน เพราะเหตุนั้นจึงไม่กล่าวให้พิสดาร. จบคาถาที่ ๘
หน้า 734 ข้อ 821
คาถาที่ ๙ ๓๙) เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล สพฺเพน โลเกน อริรุชฌมาโน เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเสพอยู่ซึ่งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นวิมุตติตลอดกาล อันสัตว์โลก ทั้งปวงไม่เกลียดชัง พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. ความเป็นผู้ใคร่เพื่อนำประโยชน์และความสุขเข้าไปให้โดยนัยมีอาทิ ว่า สพฺเพ สตฺตา สุขิตา ภวนฺตุ ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีความ สุขเถิด ดังนี้ ชื่อว่า เมตตา. ความเป็นผู้ใคร่เพื่อปลดเปลื้องสิ่งไม่เป็นประโยชน์ และความทุกข์ ออกไปโดยนัยมีอาทิว่า อโห วต อิมฺมหา ทุกฺขา วินุจฺเจยฺยุํ โอหนอ ขอสัตว์ทั้งปวงพึงพ้นจากทุกข์ ดังนี้ ชื่อว่า กรุณา. ความเป็นผู้ใคร่เพื่อไม่พรากจากประโยชน์สุขโดยนัยมีอาทิว่า ท่าน ผู้เจริญ สัตว์ทั้งปวงย่อมบันเทิงหนอ ดีละ ขอสัตว์ทั้งปวงจงบันเทิงด้วย ดีเถิด ชื่อว่า มุทิตา. ความเป็นผู้เข้าไปเพ่งในสุขและทุกข์ว่า สัตว์ทั้งหลายจักปรากฏด้วย กรรมของตน ดังนี้ ชื่อว่า อุเบกขา. ท่านกล่าว เมตตา แล้วกล่าวอุเบกขา มุทิตา ในภายหลังสับลำดับ กัน เพื่อสะดวกในการแต่งคาถา. บทว่า วิมุตฺตึ อันเป็นวิมุตติ จริงอยู่
หน้า 735 ข้อ 821
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ๔ เหล่านี้ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้น จากธรรมเป็นข้าศึกของตน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเสพเมตตา กรุณา มุทิตาและ อุเบกขา อันเป็นวิมุตติตลอดกาล ดังนี้ ในบทเหล่านั้น บทว่า อาเสวมาโน เสพอยู่ คือเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งฌานในจตุกกนัย ๓ ฌาน เจริญ อุเบกขาด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน. บทว่า กาเล คือ เสพเมตตา ออก จากเมตตาเสพกรุณา ออกจากกรุณาเสพมุทิตา ออกจากมุทิตาหรือจาก ฌานอันไม่มีปีติเสพอุเบกขา ท่านกล่าวว่าเสพอยู่ตลอดกาล. หรือเสพ ในเวลาสบาย. บทว่า สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน อันสัตว์โลก ทั้งมวลมิได้เกลียดชัง คืออันเป็นสัตว์โลกทั้งหมดในสิบทิศไม่เกลียดชัง. สัตว์ ทั้งหลายชื่อว่าเป็นผู้ไม่น่าเกลียด เพราะเป็นผู้เจริญเมตตาเป็นต้น. ความ ขัดเคืองอันเป็นความพิโรธในสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบ. ด้วยเหตุนั้น พระ- ปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า อันสัตว์โลกทั้งมวลไม่เกลียดชังดังนี้ บทที่ เหลือเช่นกับที่ได้กล่าวแล้วนั้นแล. จบคาถาที่ ๙ คาถาที่ ๑๐ ๔๐) ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ
หน้า 736 ข้อ 821
อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว ทำลายสังโยชน์ทั้งหลายแล้ว ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. บทว่า สญฺโชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ทำลายสังโยชน์ ๑๐ เหล่านั้นด้วยมรรคนั้น ๆ. บทว่า อสนฺตสํ ชีวิต- สงฺขยมฺหิ ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต คือความแตกแห่งจุติจิต ท่านเรียกว่า ความสิ้นชีวิต. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิตนั้น เพราะ ละความเยื่อใยในชีวิตได้แล้ว พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าครั้นแสดงสอุปาทิ- เสสนิพพานธาตุของคนแล้ว เมื่อจบคาถาก็ได้ปรินิพพานแล้ว ด้วยอนุ- ปาทิเสสนิพพานธาตุด้วยประการฉะนี้. จบคาถาที่ ๑๐ คาถาที่ ๑๑ ๔๑) ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา อตฺตตฺถปญฺา อสุจี มนุสฺสา เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป.
หน้า 737 ข้อ 821
บุรุษทั้งหลายผู้ไม่สะอาด มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ย่อมคบหาสมาคนเพราะมีเหตุเป็นประโยชน์ ผู้ไม่มีเหตุ มาเป็นมิตร หาได้ยากในทุกวันนี้ บุคคลพึงเที่ยวไป ผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยคาถาที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้. บทว่า ภชนฺติ ย่อมคบ คือเข้าไปนั่งชิดกัน. บทว่า เสเวนฺติ ย่อมเสพ คือย่อมบำเรอด้วยอัญชลีกรรมเป็นต้น และด้วยยอมรับทำ การงานให้. ชื่อว่า การณฺตถา เพราะมีประโยชน์เป็นเหตุ. อธิบายว่า ไม่มีเหตุอื่นเพื่อจะคบและเพื่อจะเสพ. ท่านกล่าวว่า ย่อมเสพเพราะ มีประโยชน์เป็นเหตุ. บทว่า นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺชมิตฺตา มิตรในวันนี้ ไม่มีเหตุหาได้ยาก คือ มิตรในวันนี้ไม่มีเหตุ เพราะเหตุแห่งการได้ ประโยชน์อย่างนี้ว่า เราจักได้อะไรจากมิตรนี้ประกอบด้วยความเป็นมิตร อันพระอริยะกล่าวไว้อย่างนี้ว่า มิตรใดมีอุปการะ ๑ มิตรใดร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรใดแนะนำประโยชน์ ๑ มิตรใดมีความรักใคร่ ๑ ดังนี้. อย่างเดียว หาได้ยาก ชื่อว่า มิตรในวันนี้. ชื่อว่า อตฺตทตฺถปญฺา เพราะมีปัญญาอันสำเร็จประโยชน์ด้วยมุ่งตนเท่านั้น ไม่มุ่งถึงคนอื่น (เห็น แก่ตัว). นัยว่าคัมภีร์เก่าใช้ว่า ทิฏฺตฺถปญฺา มีปัญญามุ่งประโยชน์ ปัจจุบัน. ท่านอธิบายว่า มีปัญญาเพ่งถึงประโยชน์ที่ตนเห็นเดียวนั้น. บทว่า อสุจี สกปรก คือ ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม อันไม่สะอาด คือไม่ประเสริฐ. บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว
หน้า 738 ข้อ 821
ในก่อนนั่นแล. บทใดที่ยังมิได้กล่าวเพราะเกรงว่าจะพิสดารเกินไปใน ระหว่าง ๆ บทนั้นทั้งหมด พึงทราบตามท่านองแห่งปาฐะนั่นแล. จบคาถาที่ ๑๑ จบอรรถกถาจตุตถวรรค จบอรรถกถาขัคควิสาณสุตตนิทเทส แห่ง อรรถกถขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ชื่อว่าสัทธัมมปัชโชติกา
หน้า 739 ข้อ 821
นิคมคาถา คัมภีร์มหานิทเทสนั้นใด อันพระเถระ๑ผู้เป็นใหญ่แห่งบุตรของพระ สุคตเจ้า ผู้ยินดียิ่งในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้มีคุณมั่นคง จำแนกไว้ดีแล้ว อรรถกถาใดแห่งคัมภีร์มหานิทเทสนั้น ที่ข้าพเจ้า (ผู้แต่ง) อาศัยนัยของ อรรถกถาก่อน ๆ ปรารภแล้วตามความสามารถ อรรถกถานั้นเข้าถึง ความสำเร็จแล้ว. มหาวิหารใด ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองอนุราธบุรีอัน ประเสริฐ พระมหาสถูปใดซึ่งเป็นยอดแห่งมหาวิหารนั้น ก่อด้วยศิลาสวยงาม ประดับด้วยแก้วผลึก ตั้งอยู่ทาง ทิศตะวันตกของเมืองอนุราธบุรีนั้น. พระราชาทรงพระนามว่า กิตติเสน เป็นนักเขียน ทรงมีพระจริยาวัตรงดงาม สมบูรณ์ด้วยความประพฤติ สะอาด ทรงประกอบในกุศลธรรม ทรงให้สร้างบริเวณ มีต้นไม้ที่มีเงาร่มเย็น พรั่งพร้อมด้วยธารน้ำ ล้อมด้วย รั้วไม้. พระมหาเถระชื่อว่า อุปเสน ผู้อยู่ในบริเวณกว้าง เป็น นักเขียน ประกอบด้วยกุศลธรรม พระกิตติเสนราชาทรง ถวายบริเวณแก่พระอุปเสนมหาเถระนั้น พระอุปเสนเถระ ผู้มีศีลมั่นคง เป็นครู อยู่ในบริเวณนั้น ได้รวบรวมคัมภีร์- สัทธัมมปัชโชติกานี้ไว้. อรรถกานิทเทสสำเร็จลงในปีที่ ๒๖ แห่งพระเจ้า ๑. พระสารีบุตรเถระ
หน้า 740 ข้อ 821
สิริสังฆโพธิ ผู้ประทับอยู่ในนิเวศอันเป็นสิริ อรรถกถานี้ แสดงเถรวาทะของพระเถระทั้งหลาย อนุโลมตามสมัย ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวโลก จบลงแล้ว ฉันใด ขอ มโนรถของสัตว์ทั้งปวง ซึ่งอนุโลมตามพระสัทธรรม จง ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จ ถึงความ สำเร็จ ฉันนั้น. ก็ภาณวารทั้งหลายมากกว่า ๔๐ ภาณวาร ประกอบด้วยธรรมะที่ควร ทราบในอรรถกถาชื่อว่า สัทธัมมปัชโชติกา อันท่านกำหนดแล้วด้วยกุศล ธรรมที่ท่านกำหนดไว้ในอรรถกถานี้ ก็ฉันท์ทั้งหลายแห่งอรรถกถานั้น ท่านกำหนดด้วยการประพันธ์ นับได้กว่าหมื่นคาถา พึงทราบว่าเป็นคาถา บุญนี้ใด มิใช่น้อย ไพบูลย์ อันข้าพเจ้ารจนาอยู่ซึ่งอรรถกถานี้ด้วยความ เอื้อเฟื้อ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระศาสนา และเพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก ได้ประสบบุญนั้นแล้ว ขอชาวโลกจงได้ลิ้มรสแห่งพระสัทธรรมของพระ- ทศพลเจ้า จงบรรลุถึงความสุขที่ไม่มีมลทิน ด้วยความสะดวกนั้นเที่ยว. จบอรรถกถามหานิทเทส ชื่อสัทธัมมปัชโชติกา คำปรารถนาของผู้รจนา ด้วยบุญที่เกิดจากการรจนาคัมภีร์นี้ ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องสมาคมกับคนพาล ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก ในสำนักของพระศรีอริยเมตไตรยพระองค์นั้น เทอญ.

เล่มจริงที่ 68 (1,172 หน้า · 0001 – 1172)

กระโดดไปหน้า (1,172 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 0
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่มที่ ๗ ภาคที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น มาติกา [๐] ว่าด้วย ปัญญาญาณ ๗๓ ๑. ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมย- ญาณ, ๒. ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสังวรไว้ เป็นสีลมยญาณ, ๓. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นภาวนามยญาณ, ๔. ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ, ๕. ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งอดีต, อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณ,
หน้า 2 ข้อ 0
๖. ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม ส่วนปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยญาณ, ๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความ แตกไป เป็นวิปัสสนาญาณ, ๘. ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นอาทีนว- ญาณ, ๙. ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณา และ วางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ, ๑๐. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภาย นอก เป็นโคตรภูญาณ, ๑๑. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ, ๑๒. ปัญญาในการระงับปโยคะ เป็นผลญาณ, ๑๓. ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริย- มรรคนั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ, ๑๔. ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมใน ขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ, ๑๕. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตต- ญาณ,
หน้า 3 ข้อ 0
๑๖. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก เป็นโคจรนา- นัตตญาณ, ๑๗. ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ, ๑๘. ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ, ๑๙. ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณ, ๒๐. ปัญญาที่รู้ยิ่ง เป็นญาตัฏฐญาณ, ๒๑. ปัญญาเครื่องกำหนดรู้ เป็นตีรณัฏฐญาณ, ๒๒. ปัญญาในการละ เป็นปริจจาคัฏฐญาณ, ๒๓. ปัญญาเครื่องเจริญ เป็นเอกรสัฏฐญาณ, ๒๔. ปัญญาเครื่องทำให้แจ้ง เป็นผัสสนัฏฐญาณ, ๒๕. ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา- ญาณ, ๒๖. ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทา- ญาณ, ๒๗. ปัญญาในความต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัม- ภิทาญาณ, ๒๘. ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิ- สัมภิทาญาณ, ๒๙. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐ- ญาณ,
หน้า 4 ข้อ 0
๓๐. ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ เป็นสมาปัตตัฏฐ- ญาณ, ๓๑. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมา- ปัตตัฏฐญาณ, ๓๒. ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่ง สมาธิอันเป็นเหตุให้ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิ- ญาณ, ๓๓. ทัสนาธีปไตย ทัสนะมีความเป็นอธิบดี วิหาราธิคม คุณเครื่องบรรลุคือวิหารธรรมอันสงบ และปัญญาใน ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในสมาบัติอันประ- ณีต เป็นอรณวิหารญาณ, ๓๔. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญด้วยความเป็นผู้ ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วย ญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธ สมาปัตติญาณ, ๓๕. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลส และขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณ, ๓๖. ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการ ตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณ,
หน้า 5 ข้อ 0
๓๗. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนาสภาพต่าง ๆ และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณ, ๓๘. ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ ส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณ, ๓๙. ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอรรถสัน- ทัสสนญาณ, ๔๐. ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียว กันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอัน เดียวกัน เป็นทัสสนวิสสุทธิญาณ, ๔๑. ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏโดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น เป็นขันติญาณ, ๔๒. ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณ, ๔๓. ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณ, ๔๔. ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญา- วิวัฏฏญาณ, ๔๕. ปัญญาในธรรมเป็นเหตุละความเป็นต่าง ๆ เป็นเจโต- วิวัฏฏญาณ, ๔๖. ปัญญาในการอธิษฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณ, ๔๗. ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ, ๔๘. ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ,
หน้า 6 ข้อ 0
๔๙. ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจจวิวัฏฏญาณ, ๕๐. ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกายและจิตเข้า ด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่งสุข สัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธญาณ, ๕๑. ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรือ อย่างเดียวด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุ วิสุทธิญาณ, ๕๒. ปัญญาในการกำหนดจริยาคือวิญญาณหลายอย่างหรือ อย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท อย่างเดียวสามารถแห่งความผ่องในแห่งอินทรีย์ทั้ง- หลาย เป็นเจโตปริยญาณ, ๕๓. ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตาม ปัจจัย ด้วยสามารถแห่งความแผ่ไปแห่งกรรมหลาย อย่างหรืออย่างเดียว เป็นบุพเพนิวาสานุสสติญาณ, ๕๔. ปัญญาในความเห็นรูปนิมิตหลายอย่างหรืออย่าง เดียว ด้วยสามารถแห่งแสงสว่าง เป็นทิพจักขุญาณ, ๕๕. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ, ๕๖. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เป็นทุกข- ญาณ,
หน้า 7 ข้อ 0
๕๗. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรละ เป็นสมุทยญาณ, ๕๘. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำให้แจ้ง เป็น นิโรธญาณ, ๕๙. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรเจริญ เป็นมรรคญาณ, ๖๐. ทุกขญาณ, ๖๑. ทุกขสมุทยญาณ, ๖๒. ทุกขนิโรธญาณ, ๖๓. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ, ๖๔. อรรถปฏิสัมภิทาญาณ, ๖๕. ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ, ๖๖. นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ, ๖๗. ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ, ๖๘. อินทริยปโรปริยัตตญาณ, ๖๙. อาสยานุสยญาณ, ๗๐. ยมกปาฏิหาริยญาณ, ๗๑. มหากรุณาสมาปัตติญาณ, ๗๒. สัพพัญญุตญาณ, ๗๓. อนาวรณญาณ.
หน้า 8 ข้อ 0
ญาณเหล่านี้รวมเป็น ๗๓. ญาณ, ในญาณ ๗๓ นี้ ญาณ ๖๗ เบื้องต้น ทั่วไปแก่พระสาวก, ญาณ ๖ เบื้องปลาย ไม่ทั่วไปแก่พระ- สาวก และเป็นญาณเฉพาะพระตถาคตเท่านั้น ฉะนี้แล. จบ มาติกา
หน้า 9 ข้อ 0
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย ภาคที่ ๑ คันถารัมภกถา พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงพระ- คุณครบถ้วนล้วนแล้วด้วยความงามทุกสิ่งล่วงเสีย ซึ่งความงามของโลกทั้งปวง ทรงพ้นจากกิเลส มลทินเป็นเครื่องประทุษร้ายพร้อมทั้งวาสนา ทรง ประทานวิมุตติธรรมอันล้ำเลิศ. พระองค์ทรงมีพระทัยเยือกเย็นดุจความ เย็นแห่งไม้จันทน์ กล่าวคือพระกรุณาอยู่เป็นนิจ ทรงพระปัญญาโชติช่วงดังดวงระวี มีธรรมเป็น เครื่องแนะนำสัตว์ ข้าพเจ้า*ขอน้อมอภิวาทพระผู้- มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้เลิศในหมู่สัตว์ ผู้เป็นที่พึ่งในประโยชน์แก่ปวงสัตว์ด้วยเศียรเกล้า ๑. พระมหานามเถระ.
หน้า 10 ข้อ 0
บรรดาพระมหาเถระผู้พุทธชิโนรสมีจำนวน เป็นอนันต์, พระมหาเถระองค์ใดเป็นประดุจดัง พระมุนีผู้เลิศในหมู่สัตว์ทั้งปวง ได้เป็นผู้กระทำ ตามลีลาแห่งพระศาสดา ในการบำเพ็ญประโยชน์ เกื้อกูลแก่ชุมชนด้วยคุณกล่าวคือกรุณาและปัญญา ญาณ. ข้าพเจ้าขอนมัสการพระเถระองค์นั้น ผู้มี นามว่า สารีบุตร ผู้มุนีราชบุตร ผู้ยินดียิ่งใน เสถียรคุณเป็นอเนก ผู้รุ่งเรืองด้วยแสงสว่างแห่ง ปัญญามีเกียรติงามฟุ้งขจรไป และมีจริยาวัตสงบ งาม. วิศิษฐปาฐะคือพระบาลีอันใดอันพระสาวก ผู้สัทธรรมเสนาบดีผู้ประกาศพระสัทธรรมจักรผู้เข้า ถึงความแจ่มแจ้ง ในอรรถะตามความเป็นจริงใน พระสูตรทั้งหลาย ที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว ผู้นำในการยังธรรมประทีปให้โชติช่วง กล่าว วิศิษฐปาฐะนั้นไว้ โดยนามอันวิเศษว่า ปฏิสมฺ- ภิทานํ มคฺโค แปลว่า แห่งปฏิสัมภิทาทั้ง- หลาย.
หน้า 11 ข้อ 0
ปฏิสัมภิทามรรคนั้น เป็นปกรณ์อัน ละเมียดละมัยด้วยอรรถะและนยะต่าง ๆ อย่างวิจิตร อันบัณฑิตผู้มุ่งบำเพ็ญอัตตัตถะประโยชน์ตนและ โลกัตถะประโยชน์แก่ชาวโลก มีปัญญาลึกซึ้งจะ พึงหยั่งรู้ได้ในกาลทุกเมื่อ และสาธุชนทั้งหลายจะ พึงซ่องเสพอยู่เป็นนิจ. ข้าพเจ้าจะพรรณนาเนื้อความที่ไม่ซ้ำกันไป ตามลำดับ ไม่ก้าวล่วงสุตตะและยุตติแห่งปฏิสัม- ภิทามรรคปกรณ์นั้น อันนำมาซึ่งประเภทแห่งญาณ อันพระโยคาวจรทั้งหลายเป็นอเนกซ่องเสพแล้ว โดยไม่เหลือ. อนึ่งนั้นเล่าก็จะไม่ก้าวล่วงลัทธิของตนและ จะไม่ก้าวก่ายลัทธิของผู้อื่น แต่จะรวบรวมเอา อุปเทสและนยะแห่งอรรถกถาแต่ปางก่อนมาแสดง ตามสมควร. ข้าพเจ้าจะกล่าวอรรถกถาชื่อสัทธรรมปกาสินี นั้นโดยเคารพ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชุมชน เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมตลอดกาลนาน ขอสาธุชนสัตบุรุษจงตั้งใจสดับทรงจำไว้เถิด.
หน้า 12 ข้อ 0
ความที่ปฏิสัมภิทามรรคเป็นมรรคาแห่งปฏิสัมภิทา ข้าพเจ้าต้อง กล่าวก่อน เพราะได้กล่าวไว้แล้วในคันถารัมภกถาว่า ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสิโต จ แปลว่า ซึ่งวิศิษฐปาฐะนั้น โดยนาม อันวิเศษว่า ปฏิสัมภิทามรรค. ก็ปฏิสัมภิทามี ๔ คือ ๑. อรรถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ, ๒. ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม, ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ, ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ. ทางคืออุบายเป็นเครื่องบรรลุปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ฉะนั้นจึงชื่อ ว่า ปฏิสัมภิทามรรค, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเหตุแห่งการ ได้เฉพาะซึ่งปฏิสัมภิทา. หากจะมีปุจฉาว่า ทางนี้เป็นทางแห่งปฏิสัมภิทาได้ เพราะ เหตุไร ? ก็พึงมีวิสัชนาว่า เพราะเป็นเทสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงโดยประเภท เป็นเทสนาอันนำมาซึ่งปฏิสัมภิทาญาณ จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีประเภทต่าง ๆ เทสนาก็มีประเภทต่าง ๆ ย่อมให้เกิดประเภทแห่งปฏิสัมภิทาญาณ แก่พระอริยบุคคลทั้งหลายผู้ สดับฟัง และเป็นปัจจัยแก่การแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณแก่ปุถุชน ต่อไปในอนาคต ก็ท่านกล่าวคำนี้ไว้ว่า เทสนาโดยประเภทย่อมนำมา
หน้า 13 ข้อ 0
ซึ่งปฏิสัมภิทาญาณเป็นเครื่องทำลายฆนสัญญาเสียได้ ดังนี้. ก็เทสนา ประเภทต่าง ๆ นี้มีอยู่, เพราะเหตุนั้น เทสนานั้น จึงเป็นเทสนาให้ สำเร็จความเป็นบรรดาแห่งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตสฺโส เป็นบทกำหนดจำนวน. บทว่า ปฏิสมฺภิทา ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องแตกฉาน. เป็น ปัญญาเครื่องแตกฉานของญาณเท่านั้น หาใช่เป็นความแตกฉานของ ใคร ๆ อื่นไม่ เพราะท่านได้กล่าวไว้ว่า ความรู้ในอรรถ ชื่อว่าอรรถ ปฏิสัมภิทา, ความรู้ในธรรมชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้ในโวหาร แห่งภาษาอันกล่าวถึงอรรถและธรรมะ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา, ความ รู้ในญาณทั้งหลาย๑ ชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา. เพราะฉะนั้น คำว่า จตสฺโส ปฏิสมุภิทา จึงมีความว่า ประเภทแห่งญาณ ๔ ประการ. ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถ สามารถทำการกำหนด สัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งผล ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา. ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรม สามารถทำการกำหนด สัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งเหตุ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา. ญาณอันถึงความแตกฉานในนิรุตติ สามารถทำการกำหนด สัลลักขณะและวิภาวนะของประเภทแห่งนิรุตติ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา. ๑. ญาณทั้ง ๓ เบื้องต้น คือ อรรถะ, ธรรมะ และนิรุตติ.
หน้า 14 ข้อ 0
ญาณอันถึงความแตกฉานในปฏิภาณ สามารถทำการกำหนด สัลลักษณะและวิภาวนะของประเภทแห่งปฏิภาณ ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิ- สัมภิทา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ ว่าโดยสังเขป ได้แก่ผล อันเกิดแต่เหตุ. จริงอยู่ ผลอันเกิดแต่เหตุนั้น ย่อมเกิด คือบรรลุถึง ตามครรลองแห่งเหตุ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าอรรถะ. แต่เมื่อว่าโดย ประเภทแล้ว ธรรม ๕ ประการเหล่านี้คือ ธรรมอันเกิดแต่ปัจจัย ( ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. นิพพาน ๑. อรรถกถา แห่งพระบาลีอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ๑. วิปากจิต ๑. กิริยาจิต ๑. บัณฑิตพึงทราบว่า อรรถะ. ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถะนั้น ของพระอริยบุคคลผู้พิจารณาอรรถะนั้นอยู่ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภทา. บทว่า ธมฺโม ว่าโดยสังเขป ได้แก่ ปัจจัย. จริงอยู่ปัจจัยนั้น ย่อมให้ คือย่อมให้เป็นไปและย่อมให้ถึงซึ่งผลนั้น ๆ จะนั้นท่านจึงเรียก ว่า ธรรมะ. แต่เมื่อว่าโดยประเภทแล้ว ธรรม ๕ ประการเหล่านี้คือ เหตุให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. อริยมรรค ๑. พระบาลีอันพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสแล้ว ๑. กุศลจิต ๑. อกุศลจิต ๑. บัณฑิตพึงทราบว่า ธรรม. ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรมนั้นของพระอริยบุคคลผู้ พิจารณาธรรมนั้นอยู่ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.
หน้า 15 ข้อ 0
จริงอยู่ เนื้อความดังต่อไปนี้มาในพระอภิธรรมปิฎกท่านแสดง จำแนกไว้โดยนัยเป็นต้นว่า :- ความรู้แตกฉานในทุกข์ ชื่อว่า อรรถปฏิ- สัมภิทา, ความรู้แตกฉานในทุกขสมุทัย ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในทุกขนิโรธ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในทุกข- นิโรขคามินีปฏิปทา ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความ รู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้ แตกฉานในผลอันเกิดแต่เหตุ ชื่อว่า อรรถปฏิ- สัมภิทา. ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว มาแล้ว เกิดพร้อม แล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว, ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า อรรถปฏิ- สัมภิทา, ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว มีแล้ว เกิด พร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏ แล้ว จากธรรมเหล่าใด ความรู้แตกฉานในธรรม เหล่านั้น ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.
หน้า 16 ข้อ 0
ความรู้แตกฉานในชรามรณะ ชื่อ อรรถ- ปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดแห่งชรา- มรณะ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉาน ในความดับแห่งชรามรณะ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความ ดับแห่งชรามรณะ ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา. ความรู้แตกฉานในชาติ ฯลฯ ความรู้แตก ฉานในภพ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในอุปาทาน ฯลฯ ความรู้แตกฉานในตัณหา ฯลฯ ความรู้แตกฉาน ในเวทนา ฯลฯ ความรู้แตกฉานในผัสสะ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในสฬายตนะ ฯลฯ ความรู้แตก ฉานในนามรูป ฯลฯ ความรู้แตกฉานในวิญญาณ ฯลฯ ความรู้แตกฉานในสังขารทั้งหลาย ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา. ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดแห่ง สังขาร ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉาน ในความดับแห่งสังขาร ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา, ความรู้แตกฉานในปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงความ ดับแห่งสังขาร ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา.
หน้า 17 ข้อ 0
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้แตกฉานซึ่ง ธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ นี้เรียกว่า ธรรมปฏิสัมภิทา, ภิกษุนั้นย่อมรู้แตก ฉานในอรรถแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นอรรถแห่ง ภาษิตนี้, นี้เป็นอรรถแห่งภาษิตนั้น นี้เรียกว่า อรรถปฏิสัมภิทา. สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน ? กามาวจรกุศลจิต เกิดพร้อมด้วยโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา มีรูปเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี ธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล. ความรู้แตกฉานในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมปฏิ- สัมภิทา, ความรู้แตกฉานในวิบากแห่งธรรมเหล่า นั้น ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา. คำว่า ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป าณํ ความว่า ความรู้ แตกฉานในคำพูด คำกล่าว คำที่เปล่งถึงสภาวนิรุตติอันเป็นโวหารที่ไม่
หน้า 18 ข้อ 0
ผิดเพี้ยนทั้งในอรรถและในธรรมนั้น, ในคำพูดอันเป็นสภาวนิรุตติ ของพระอริยบุคคลผู้ทำสภาวนิรุตติศัพท์ที่เขาพูดแล้ว กล่าวแล้ว เปล่ง ออกแล้ว ให้เป็นอารมณ์แล้ว พิจารณาอยู่. ในมาคธีมูลภาษาของสัตว์ ทั้งหลายอันเป็นสภาวนิรุตติ เพราะสภาวนิรุตตินั้นบัณฑิตรับรองว่า เป็นธรรมนิรุตติอย่างนี้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา. ด้วยประการฉะนี้ นิรุตติปฏิสัมภิทานี้ ชื่อว่า มีสัททะคือ เสียง เป็นอารมณ์ มิได้มีบัญญัติเป็นอารมณ์. เพราะเหตุไร ? เพราะพระ- อริยบุคคลได้ยินเสียงแล้วย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาว- นิรุตติ. จริงอยู่ พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทา ครั้นเขาพูด ว่า ผัสโส ก็ย่อมรู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, ครั้นเขาพูดว่า ผสฺสา หรือ ผสฺสํ ก็ย่อมรู้ว่า นี้มิใช่สภาวนิรุตติ แม้ใน สภาวธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ถามว่า ก็พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทานี้จะรู้หรือไม่ รู้คำอื่น คือเสียงแหงพยัญชนะอันกล่าวถึงนาม, อาขยาต, อุปสัค, และนิบาต. ตอบว่า พระอริยบุคคลผู้บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทานั้น ครั้นได้ ยินเสียงแล้วก็รู้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ, นี้มิใช่สภาวนิรุตติ ด้วย เหตุสำคัญอันใด, ก็จักรู้คำนั้นด้วยเหตุสำคัญอันนั้น, แต่ข้อนี้มีผู้กล่าว
หน้า 19 ข้อ 0
ปฏิเสธว่า นี้มิใช่กิจของปฏิสัมภิทา แล้วกล่าวว่า ธรรมดาภาษา สัตว์ทั้งหลายย่อมเรียนเอาได้ แล้วยกอุทาหรณ์นี้ขึ้นมาสาธกว่า จริงอยู่ มารดาและบิดา เอากุมารน้อยในคราวยังเป็นทารกอยู่ ให้นอนบนเตียงหรือ แล้วพูดภาษานั้น ๆ ทำกิจนั้น ๆ อยู่. ทารกกำหนด ภาษานั้น ๆ ของมารดาและบิดาเหล่านั้นว่า คำนี้ท่านผู้นี้พูด, คำนี้ ท่านผู้นี้พูด ครั้นวันผ่านมาเวลาผ่านไป ก็ย่อมรู้ภาษาทั้งหมดได้. มารดาเป็นชาวทมิฬ, บิดาเป็นชาวอันธกะ ทารกของมารดาบิดาเหล่า นั้น ถ้าได้ยินคำพูดของมารดาก่อน, ก็จักพูดภาษาทมิฬ ถ้าได้ยิน คำพูดของบิดาก่อนก็จักพูดภาษาอันธกะ. แต่ถ้าไม่ได้ยินคำพูดของมารดา และบิดาทั้ง ๒ นั้น ก็จักพูดภาษามาคธี๑ แม้ทารกใดเกิดในป่าใหญ่ไม่มีบ้าน คนอื่นที่ชื่อว่าจะพูดด้วย ก็ไม่มีในที่นั้น, ทารกนั้นเมื่อจะเริ่มพูดตามธรรมดาของตน ก็จักพูด ภาษามาคธีนั้นแล. ภาษามาคธีมีมากในที่ทั้งปวง คือ ในนรก, ใน กำเนิดดิรัจฉาน, ในเปตติวิสัย, ในมนุษยโลก ในเทวโลก. บรรดา ภาษาของสัตว์ในภูมินั้น ๆ ภาษาที่เหลือ เช่น โอฏฏภาษา, กิราตภาษา, อันธกภาษา, โยนกภาษาและทมิฬภาษาเป็นต้น ย่อมดิ้นได้, มาคธี- ภาษานี้เพียงภาษาเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นพรหมโวหารและอริยโวหาร ตามเป็นจริง ย่อมไม่ดิ้น. ๑. มาคธิกภาสํ = ภาษาของชนชาวมคธ.
หน้า 20 ข้อ 0
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงยกพระพุทธพจน์คือพระ- ไตรปิฎกขึ้นสู่แบบแผน ก็ทรงยกขึ้นไว้ในภาษามาคธีเท่านั้น. เพราะ เหตุไร ? ก็เพราะเพื่อจะนำอรรถะมาให้รู้ได้โดยง่าย. จริงอยู่ พระ- พุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผนด้วยมาคธีภาษา ยังไม่บรรลุถึงคลองแห่ง โสตประสาทของพระอริยบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น เป็นการเนิ่นช้า. แต่เมื่อโสตประสาทพอพระพุทธพจน์กระทบแล้วเท่านั้น เนื้อความก็ ปรากฏตั้งร้อยนัย พันนัย. ก็พระพุทธพจน์ที่ยกขึ้นสู่แบบแผ่นด้วย ภาษาอื่น ก็ย่อมต้องเรียนเอาแบบตีความแล้วตีความเล่า. อันธรรมดาว่า การเรียนพระพุทธพจน์แม้มากมายแล้วบรรลุปฏิสัมภิทา ย่อมไม่มีแก่ ปุถุชน, แต่พระอริยสาวกที่จะชื่อว่าไม่บรรลุปฏิสัมภิทานั้น ย่อมไม่มีเลย. บทว่า าเณสุ านํ ความว่า ความรู้แตกฉานในญาณทั้ง ๓ เหล่านั้น ของพระอริยบุคคลผู้กระทำญาณอันมีในที่ทั้งปวงให้เป็น อารมณ์แล้วพิจารณาอยู่, หรือว่า ญาณอันถึงความกว้างขวางในญาณ ทั้ง ๓ เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งอารมณ์และกิจเป็นต้น ชื่อว่าปฏิภาณ ปฏิสัมภิทา. ก็บัณฑิตพึงทราบ ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ว่า ย่อมถึงซึ่งประเภท ในฐานะ ๒. ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕. ย่อมถึงซึ่งประเภทในฐานะ ๒ เป็นไฉน ? คือ ในเสกขภูมิ ๑ อเสกขภูมิ ๑.
หน้า 21 ข้อ 0
ใน ๒ ภูมินั้น ปฏิสัมภิทาของพระมหาเถระ ๘๐ องค์ มีพระ- เถระผู้มีนามอย่างนี้ คือ พระสารีบุตรแถระ. พระมหาโมคคัลลานเถระ, พระมหากัสสปเถระ, พระมหากัจจายนเถระ, พระมหาโกฏฐิตเถระ เป็นต้น ถึงซึ่งประเภทใน อเสกขภูมิ, ปฏิสัมภิทาของพระอริยบุคคล ทั้งหลายมีพระอริยบุคคลผู้มีนามอย่างนี้ คือพระอานนทเถระ, ท่าน จิตตคฤหบดี ท่านธรรมมิกอุบาสก, ท่านอุบาลีคฤหบดี, ขุชชุตตรา- อุบาสิกา เป็นต้น ถึงซึ่งประเภทใน เสกขภูมิ, ปฏิสัมภิทาย่อมถึงซึ่ง ประเภทในภูมิ ๒ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ปฏิสัมภิทา ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการ เป็นไฉน ? ย่อม ผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วยอธิคม, ด้วยปริยัติ, ด้วย สวนะ, ด้วยปริปุจฉา, ด้วยบุปพพโยคะ. ในเหตุ ๕ ประการเหล่านั้น การบรรลุพระอรหัต ชื่อว่า อธิคม. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้บรรลุพระอรหัต ย่อมผ่องใส. พระพุทธพจน์ ชื่อว่า ปริยัติ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้เรียนพระ- พุทธพจน์นั้น ย่อมผ่องใส. การฟังพระสัทธรรม ชื่อว่า สวนะ. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้สนใจ เรียนธรรมโดยเคารพ ย่อมผ่องใส.
หน้า 22 ข้อ 0
กถาเป็นเครื่องวินิจฉัย คัณฐีบทและอรรถบท ในพระบาลีและ อรรถกถาเป็นต้น ชื่อว่า ปริปุจฉา. ก็ปฏิสัมภิทาของผู้ที่สอบสวน อรรถในพระพุทธพจน์ทั้งหลายมีพระบาลีเป็นต้นที่ตนเรียนแล้ว ย่อม ผ่องใส. การบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐานอยู่เนือง ๆ จนกระทั่งถึง สังขารุเปกขาญาณอันเป็นที่ใกล้อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ เพราะ ความที่การบำเพ็ญวิปัสสนานั้น อันพระโยคาวจรเคยปฏิบัติแล้วปฏิบัติ เล่ามาในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ชื่อว่า ปุพพโยคะ. ก็ ปฏิสัมภิทาของผู้บำเพ็ญเพียรมาแล้วในปางก่อน ย่อมผ่องใส ปฏิสัมภิทา ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ ๕ ประการเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ก็ในบรรดาเหตุทั้ง ๕ เหล่านี้ เหตุ ๓ เหล่านี้ คือ ปริยัติ, สวนะ, ปริปุจฉา เป็นเหตุมีกำลังเพื่อความแตกฉานแล. ปุพพโยคะ เป็นปัจจัยมีกำลังเพื่อ. การบรรลุพระอรหัต. ถามว่า หมวด ๓ แห่งเหตุมีปริยัติเป็นต้น ย่อมมีเพื่อความ แตกฉาน ไม่มีเพื่อความบรรลุหรือ ? ตอบว่า มี, แต่ไม่ใช่อย่างนั้น. เพราะปริยัติ, สวนะ และ ปริปุจฉา จะมีในปางก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่เว้นการพิจารณาสังขาร ธรรมด้วยการบำเพ็ญเพียรในปางก่อน และการพิจารณาสังขารในปัจจุ- บันเสียแล้ว ชื่อว่า ปฏิสัมภิทา ก็มีไม่ได้. เหตุและปัจจัยทั้ง ๒ นี้
หน้า 23 ข้อ 0
รวมกันช่วยอุปถัมภ์ปฏิสัมภิทากระทำให้ผ่องใสได้ ด้วยประการฉะนี้. ยังมีอาจารย์พวกอื่นอีก ได้กล่าวไว้ว่า ปุพพโยคะ ๑, พาหุสัจจะ ๑, เทศภาษา ๑, อาคม ๑, ปริปุจฉา ๑, อธิคม ๑, ครุสันนิสสัย ๑, และมิตตสมาบัติ ๑. รวม ๘ ประการนี้ ล้วนเป็น ปัจจัยแก่ปฏิสัมภิทา ดังนี้. บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น นัยดังที่กล่าวแล้วแล ชื่อว่า ปุพพโยคะ. ความฉลาดในศาสตร์นั้น ๆ และศิลปายตนะทั้งหลาย ชื่อว่า พาหุสัจจะ. ความฉลาดในภาษา ๑๐๑ ภาษา ความฉลาดในภาษามาคธีโดย วิเศษ ชื่อว่า เทศภาษา. การเรียนพระพุทธพจน์โดยที่สุดแม้เพียงโอปัมมวรรค ชื่อว่า อาคม. การวินิจฉัยไต่สวนอรรถะแม้ในคาถา ๑ ชื่อว่า ปริปุจฉา. การเป็นพระโสดาบันก็ดี การเป็นพระสกทาคามีก็ดี การเป็น พระอนาคามีก็ดี การเป็นพระอรหันต์ก็ดี ชื่อว่า อธิคม. การอยู่ในสำนักครูผู้มากด้วยสุตะและปฏิภาณ ชื่อว่า ครุสัน- นิสสัย.
หน้า 24 ข้อ 0
การได้มิตรเห็นปานนั้นนั่นแล ชื่อว่า มิตตสมบัติ บรรดาธรรมทั้ง ๘ ประการนั้น พระพุทธเจ้าหลาย และ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อาศัย ปุพพโยคะและอธิคม แล้วบรรลุ ปฏิสัมภิทา ส่วนพระสาวกทั้งหลายอาศัยเหตุเหล่านี้แม้ทั้งหมดแล้ว จึงบรรลุปฏิสัมภิทา. ก็ในการบรรลุปฏิสัมภิทา ไม่มีการบำเพ็ญเพียรในกรรมฐาน ภาวนาโดยเฉพาะอีก, ส่วนพระเสกขบุคคลมีผละและวิโมกขะของ พระเสกขะเป็นที่สุด การบรรลุปฏิสัมภิทา ก็ย่อมมีได้. อธิบายว่า ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ย่อมสำเร็จแก่บรรดาพระอริยะ บุคคลด้วยอริยผลทั้งหลายนั่นแล ดุจทสพลญาณสำเร็จแก่พระตถาคต ทั้งหลายฉะนั้น. ทางแห่งปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปฏิ- สัมภิทามรรค, ปกรณ์ คือปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า ปฏิสัมภิทามรรค. ปกรณ์, ชื่อว่า ปกรณ์ เพราะอรรถว่า อรรถอันลึกซึ้ง แยกโดย ประเภทต่าง ๆ ในปฏิสัมภิทานี้ ท่านกล่าวกระทำโดยประการต่าง ๆ. ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น สมบูรณ์ด้วยอรรถะ, พยัญชนะ, ลึกซึ้ง, มีอรรถลึกซึ้ง, ประกาศโลกุตระ, ประกอบด้วยสุญญตา, ให้ สำเร็จผลวิเศษในการปฏิบัติ, ห้ามอกุศลอันเป็นปฏิปักษ์, เป็นรตนากร บ่อเกิดแห่งญาณอันประเสริฐของพระโยคาวจร, เป็นเหตุอันวิเศษใน การเยื้องกรายธรรมกถาของพระธรรมกถึกทั้งหลาย, เป็นเครื่องนำออก
หน้า 25 ข้อ 0
จากทุกข์ของผู้กลัวภัยในสังสารวัฏ, มีประโยชน์ในการยังความชุ่มชื่น ให้เกิดเพราะเห็นอุบายในการออกจากทุกข์นั้น, และมีประโยชน์ในการ ทำลายอกุศลธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อนิสสรณธรรม๑นั้น และมีประโยชน์ ให้เกิดความยินดีในหทัยแก่กัลยาณชน โดยการเปิดเผยอรรถแห่งบท พระสูตรมีเนื้อความอันลึกซึ้งมิใช่น้อย อันท่านพระสารีบุตรผู้ธรรม เสนาบดี ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ธรรมราชาภาษิตแล้ว เมื่อประทีป ดวงใหญ่กล่าวคือพระสัทธรรม รุ่งเรืองแล้วด้วยแสงประทีปดวงใหญ่ คือพระสัพพัญญุตญาณที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว โดยไม่ขัดข้อง ส่องสว่างกระจ่างไปทั่วทุกสถาน มีพระทัยสนิทเสน่หา ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาแผ่กว้างไปในปวงชน เพื่อกำจัดความ มืดมนอนธการ กล่าวคือกิเลส ด้วยพระมหากรุณาในเวไนยชน ด้วย การยกพระสัทธรรมนั้นขึ้นอธิบายให้กระจ่างแจ้งแก่ปวงชน ด้วยความ เสน่หา ปรารถนาความรุ่งเรืองแห่งพระสัทธรรมไปตราบเท่า ๕,๐๐๐ พระพรรษา ผู้มีเจตจำนงค้ำจุนโลก ตามเยี่ยงอย่างพระศาสดา อัน ท่านพระอานันทเถระสดับภาษิตนั้นแล้วยกขึ้นรวบรวมไว้ในคราวทำ ปฐมมหาสังคีติ ตามที่ได้สดับมาแล้วนั่นแล. ในปิฎกทั้ง ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น นับเนื่องในพระ- สุตตันตปิฎก. ๑. ธรรมเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ (ทุกฺขนิสฺสรณํ)
หน้า 26 ข้อ 0
ในนิกายใหญ่ทั้ง ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย, ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น นับเนื่อง ในขุททกนิกาย. ในองค์แห่งสัตถุศาสน์ทั้ง ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรมะ เวทัลละ, ปฏิสัม- ภิทามรรคปกรณ์นี้นั้น นับสงเคราะห์เข้าใน ๒ องค์ คือ เคยยะ และ เวยยากรณะ ตามที่เป็นได้. ก็บรรดาพระธรรมขันธ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันพระ- อานันทเถระผู้ธรรมภัณฑาคาริก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นสู่ เอตทัคคะใน ๕ ตำแหน่ง ปฏิญญาไว้อย่างนี้ว่า ธรรมเหล่าใดอันเป็นไปแก่ข้าพเจ้า ธรรม เหล่านั้น ข้าพเจ้าเรียนจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์, จากภิกษุอื่น ๒,๐๐๐ พระธรรม ขันธ์ จึงรวมเป็น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังนี้ ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้นั้นนับเข้าในพระธรรมขันธ์ มากกว่า ร้อย ในธรรมขันธ์ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เรียนจากภิกษุ. ปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์ มี ๓ วรรค คือ มหาวรรค, มัชฌิม- วรรค, และจูฬวรรค.
หน้า 27 ข้อ 0
ในวรรคหนึ่ง ๆ มีวรรคละ ๑๐ กถา รวมเป็น ๓๐ กถา มี ญาณกถาเป็นต้น มีมาติกากถาเป็นปริโยสาน. ข้าพเจ้าจะพรรณนา เนื้อความแห่งบทที่ไม่ซ้ำกันตามลำดับแห่งปฏิสัมภิทามรรคปกรณ์นี้ที่ กำหนดโดยส่วนเดียว ด้วยประการฉะนี้. ก็ปกรณ์นี้ อันกุลบุตรทั้งผู้สวดทั้งผู้แสดงโดยปาฐะโดยอรรถ ก็พึงสวดพึงแสดงโดยเคารพเถิด, ถึงแม้จะเรียนก็พึงเรียนพึงทรงจำไว้ โดยเคารพเถิด. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะปกรณ์นี้เป็นปกรณ์มี อรรถลึกซึ้ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เพื่อความดำรงมั่นอยู่ในโลก. หากจะมีคำถามว่า ในกลา ๓๐ กถาถ้วนนั้น เพราะเหตุไรท่าน จงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น ? ก็ตอบว่า เพราะญาณเป็นเบื้องต้นแห่ง การปฏิบัติ เพราะเป็นธรรมเครื่องชำระมลทินแห่งการปฏิบัติ. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุเพราะเหตุนั้นแหละ เธอจง ยังเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อน, เบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคืออะไร ? คือศีล อันบริสุทธิ์ดี และความเห็นตรง ดังนี้๑. ก็ญาณกล่าวคือสัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวแล้วด้วยบทว่า อุชุกา ทิฏฺิ แม้เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น. แม้คำอื่นพระผู้มี- พระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้อีกว่า ๑. สํ.มหา. ๑๙/๖๘๗.
หน้า 28 ข้อ 0
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็นประธานอย่างไร ? คือ ภิกษุ รู้จักสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้จักมิจฉาทิฏฐิ ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมา- ทิฏฐิ. ภิกษุรู้จักสัมมาสังกัปปะว่าเป็นสัมมาสัง- กัปปะ, รู้จักมิจฉาสังกัปปะว่าเป็นมิจฉาสังกัปปะ. ภิกษุรู้จักสัมมาวาจาว่าเป็นสัมมาวาจา, รู้จักมิจฉาวาจาว่าเป็นมิจฉาวาจา. ภิกษุรู้จักสัมมากัมมันตะว่าเป็นสัมมากัม- มันตะ, รู้จักมิจฉากัมมันตะว่าเป็นมิจฉากัมมันตะ. ภิกษุรู้จักสัมมาอาชีวะว่าเป็นสัมมาอาชีวะ, ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ. ภิกษุรู้จักสัมมาวายามะว่าเป็นสัมมาวายา- มะ, ภิกษุรู้จักมิจฉาวายามะว่าเป็นมิจฉาวายามะ. ภิกษุรู้จักสัมมาสติว่าเป็นสัมมาสติ, ภิกษุ รู้จักมิจฉาสติว่าเป็นมิจฉาสติ.
หน้า 29 ข้อ 0
ภิกษุรู้จักสัมมาสมาธิว่าเป็นสัมมาสมาธิ, ภิกษุรู้จักมิจฉาสมาว่าเป็นมิจฉาสมาธิ. ความรู้ ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ.๑ ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้นก็เพื่อจะให้ญาณ กล่าวคือ ความเห็น ชอบว่า เมื่อสัมมาทิฏฐิเป็นประธานสำเร็จ แล้วก็จักรู้ความที่มิจฉาทิฏฐิ ทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิดังนี้ ให้สำเร็จก่อน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุทายี เธอจงงดขันธ์ส่วนอดีตและ อนาคตไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแต่เธอว่า เมื่อ เหตุนี้มี ผลนี้ก็ย่อม เพราะเหตุนี้เกิด ผลนี้จึงเกิด, เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้ก็ย่อมไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้ก็ย่อมดับ ดังนี้.๒ และ เพราะเว้นปุพพันตทิฏฐิและอปรันตทิฏฐิแล้วกล่าวญาณเท่านั้น ท่านจึงกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าเลย สุภัททะ ข้อที่ถามว่า สมณ- พราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญา ของตน ๆ หรือ หรือว่าทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้ หรือ ๑. ม.อุ. ๑๔/๒๕๔. ๒. ม.ม. ๑๓/๓๗๑.
หน้า 30 ข้อ 0
ว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้ดังนี้นั้นจงงดไว้ก่อน. ดูก่อน สุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่เธอ เธอจงตั้งใจ ฟังธรรมนั้น จงมนสิการให้ดี, เราจักแสดง ณ บัดนี้" ดังนี้.๑ และ เพราะเว้นวาทะของพวกสมณพราหมณ์ปุถุชนฝ่ายปรัปปวาท ทั้งหลายเสีย แล้วแสดงอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ และ เพราะ ญาณ กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิในอัฏฐังคิกมรรคเป็นประธาน ท่านจึง กล่าวญาณกถาไว้แต่ต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งการบรรลุ โสดาบัน ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ๑. สปฺปุริสสํเสโว การคบหากับสัตบุรุษ ๒. สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังพระสัทธรรม ๓. โยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๔. ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.๒ และตรัสว่า ๑. ที.มหา. ๑๐/๑๓๘. ๒. ที.ปา. ๑๑/๒๔๐.
หน้า 31 ข้อ 0
กุลบุตรเกิดสัทธาแล้ว ย่อมเข้าไปใกล้ เมื่อเข้าไปใกล้ ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อม เงี่ยหูลง เมื่อเงี่ยหูลงแล้ว ย่อมฟังธรรม ครั้น ฟังธรรมแล้ว ย่อมทรงธรรมไว้ ย่อมพิจารณา เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อ ความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนซึ่งความพินิจ เมื่อ ธรรมทนความพินิจได้อยู่ ฉันทะ ย่อมเกิด เมื่อ เกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความ เพียร เมื่อมีตนส่งไปแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งชัด ซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยกาย และเห็นแจ้งแทง ตลอดซึ่งปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา๑ ดังนี้ และตรัสว่า พระตถาคต อุบัติขึ้นในโลกนี้ ฯลฯ พระตถาคตนั้นทรงแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น๒ ดังนี้. ท่านกล่าวญาณกถาไว้แต่ต้นทำ สุตมยญาณ ไว้เป็นญาณต้น โดยอนุโลมสุตตันตบทมิใช่น้อยตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นอาทิ. ๑. ม.ม. ๑๓/๒๓๘. ๒. ที.มหา. ๙/๑๐๒.
หน้า 32 ข้อ 0
ก็ญาณกถานี้นั้น แบ่งออกเป็น ๒ คือ อุทเทส ๑ นิทเทส ๑. ในอุทเทส ท่านแสดงญาณ ๗๓ ด้วยสามารถแห่งมาติกาโดยนัยเป็นต้น ว่า โสตาวธาเน ปญฺา สุตมเย าณํ ซึ่งแปลว่า ปัญญาในการ ทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ ดังนี้. ในนิทเทส ท่านแสดงญาณ ๗๓ เหล่านั้นนั่นแหละ อย่าง พิสดารโดยนัยเป็นต้นว่า กถํ โสตาวธาเน ปญฺา สุตมเย าณํ. อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺยาติ โสตาวธานํ, ตํปชานนา ปญฺา สุตมเย าณํ ซึ่งแปลว่า ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณอย่างไร ? ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรม ที่ได้ฟังมาแล้ว คือเป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งดังนี้ เป็นสุตมยญาณดังนี้. จบ คันถารัมภกถา
หน้า 33 ข้อ 0
มหาวรรค อรรถกถาญาณกถามาติกา ๑. อรรถกถาสุตมยญาณุทเทส ว่าด้วย สุตมยญาณ ในอุทเทสนั้นเบื้องแรก พึงทราบ โสต ศัพท์ ในคำนี้ว่า โสตาวธาเน ปญฺา สุตมเย าณํ มีประเภทแห่งอรรถเป็นอเนก. จริงอย่างนั้น โสต ศัพท์นั้นย่อมปรากฏ ในอรรถว่า มังสโสตะ, โสตวิญญาณ, ญาณโสตะ, กระแสแห่งตัณหาเป็นต้น, สายธาร แห่งกระแสน้ำ, อริยมรรค, และแม้ในความสืบ ต่อแห่งจิต. ก็ โสต ศัพท์ นี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่า มังสโสตะ ได้ในคำ เป็นต้นว่า โสตายตนะ, โสตธาตุ และโสตินทรีย์.๑ ปรากฏในอรรถว่า โสตวิญญาณ ได้ในคำเป็นต้นว่า ได้ยิน เสียงด้วยโสตะ๒. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๑๐๑. ๒. ม.มู. ๑๒/ ๑๔.
หน้า 34 ข้อ 0
ปรากฏในอรรถ ญาณโสตะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ได้ยินเสียง ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์๑ ปรากฏในธรรมทั้ง ๕ มีตัณหาเป็นต้น ได้ในคำเป็นต้นว่า คำว่า กระแสเหล่าใดในโลก ความว่า กระแสเหล่านี้ใด เรา บอกแล้ว กล่าวแล้ว แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นขึ้นแล้ว ประกาศแล้ว, นี้อย่างไร ? คือ กระแสตัณหา, กระแสทิฏฐิ, กระแสกิเลส, กระแสทุจริต, กระแสอวิชชา๒. ปรากฏในอรรถว่า สายธารแห่งกระแสน้ำ ได้ในคำเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้วแล ซึ่งท่อนไม้ ท่อนใหญ่ถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำคงคา๓. ปรากฏในอรรถว่า อริยมรรค ได้ในคำเป็นต้นว่า ดูก่อน อาวุโส คำนี้ เป็นชื่อของอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ คือ โสตะ. ปรากฏในอรรถว่า ความสืบต่อแห่งจิต ได้ในคำเป็นต้นว่า และ ย่อมรู้กระแสวิญญาณของบุรุษ ซึ่งขาดแล้วโดยส่วน ๒ คือ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในปรโลก๔. ๑. ที.ปา. ๑๑/๔๓๑. ๒. ขุ.จูฬ. ๓๐/๗๖. ๓. สํ.สฬา. ๑๘/๓๒๕. ๔. ที.ปา. ๑๑/๗๙.
หน้า 35 ข้อ 0
ก็โสตศัพท์ในที่นี้ พึงหมายเอา มังสโสตะ. ชื่อว่า โสตาวธาน เพราะอรรถว่า ทรงไว้ กำหนดไว้ ตั้งไว้ ด้วยโสตะนั้น เป็นเหตุ หรือเป็นเหตุให้สำเร็จ. ชื่อว่า โสตาวธาน นั้นอย่างไร ? คือ สุตะ. ก็ธรรมชาติที่รู้แจ้ง กำหนดได้โดยครรลอง แห่งโสตทวาร ชื่อว่า สุตะ ดุจในคำเป็นต้นว่า เป็นผู้สดับมาก เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ๑, สุตะนั้น ในที่นี้ท่านกล่าวว่า โสตาวธาน. ปัญญาที่เป็นไปในสุตะกล่าวคือโสตาวธานนั้น ชื่อว่า โสตาวธาเน ปญฺา. ก็ บทว่า ปญฺา ได้แก่ปัญญาโดยอรรถว่าเป็นเครื่องทำให้ รู้ชัด กล่าวคือ เป็นเครื่องทำอรรถะนั้น ๆ ให้ปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใด ย่อมรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้น ๆ คือ โดยอนิจ- ลักษณะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ปัญญา. พึงทราบ สุต ศัพท์ ทั้งทีมีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรคในคำนี้ว่า สุตมเย าณํ ดังนี้ ก่อน สุตศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ไป. ปรากฏ, กำหนัด, ประกอบเนือง ๆ, สั่งสม, สัททารมณ์, รู้ได้ ตามครรลองแห่งโสตทวาร. ๑. ม.มุ. ๑๒/๓๗๖.
หน้า 36 ข้อ 0
จริงอย่างนั้น สุตศัพท์ มีอรรถว่า ไป ได้ในคำเป็นต้นว่า เสนาย ปสุโต เสนาเคลื่อนไป. สุตศัพท์ มีอรรถว่า มีธรรมอันปรากฏแล้ว ได้ในคำเป็นต้นว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต มีธรรมอันสดับแล้วเห็นอยู่.๑ สุตศัพท์ มีอรรถว่า กำหนัดและไม่กำหนัด ได้ในคำเป็นต้นว่า อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส๒ ภิกษุณีกำหนัดยินดีแล้วต่อ บุรุษบุคคลผู้ไม่กำหนัดยินดีแล้ว. สุตศัพท์ มีอรรถว่า ประกอบเนือง ๆ ได้ในคำเป็นต้นว่า เย ฌานปสุตา ธีรา๓ กุลบุตรเหล่าใดประกอบเนืองๆ ในฌาน กุลบุตร เหล่านั้น ชื่อว่า นักปราชญ์. สุตศัพท์ มีอรรถว่า สั่งสมได้ในคำเป็นต้นว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺํ ปสุตํ อนปฺปกํ๔ บุญมิใช่น้อยอันท่านทั้งหลายสั่งสมไว้แล้ว. สุตศัพท์ มีอรรถว่า สัททารมณ์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ทิฏฺํ สุตฺ มุตํ วิญฺาตํ๕ รูปอันเราเห็นแล้ว เสียงอันเราได้ยินแล้ว หมวด ๓ แห่ง อารมณ์อันเราทราบแล้วอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว. ๑. ขุ.อุ. ๒๕/๕๑. ๒. วิ.ภิกฺขุนี. ๓/๑. ๓. ขุ.ธ. ๒๕/๒๔. ๔. ขุ.ขุ. ๒๕/๘. ๕. ม.ม. ๑๒/๒๘๑.
หน้า 37 ข้อ 0
สุตศัพท์ มีอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งสัททารมณ์อันตนรู้แล้วโดยครรลอง แห่งโสตทวาร ได้ในคำเป็นต้นว่า พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย๑ เป็นผู้สดับมาก เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะ. แต่ ในที่นี้ สุตะศัพท์มีอรรถว่า อันตนรู้แล้ว. เข้าไปทรงไว้แล้วโดย ครรลองแห่งโสตทวาร. บทว่า สุตมเย าณํ ความว่า ปัญญานี้ได้ ปรารภพระ- สัทธรรม คือ สุตะนี้ ที่รู้แล้ว ทรงจำไว้ได้แล้ว กระทำให้เป็น อารมณ์ เป็นไปแล้วในครั้งแรกและครั้งต่อ ๆ มา, ปัญญาญาณนั้น ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วว่า สุตมเย าณํ ญาณอันสำเร็จแล้วด้วย การฟัง, อธิบายว่า สุตมยํ าณํ นั่นเอง. ก็คำว่า สุตมเย นี้ เป็นปัจจัตตวัจนะ, ปัจจัตตวัจนะ ในคำเป็นต้นว่า น เหวํ วตฺตพฺเพ ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น, วนปฺปคุมฺเพ ยถา ผุสฺสิตคฺเค พุ่มไม้ในไพร มรยอดคือดอกบานสะพรั่ง, นตฺถิ อตฺตกาเร การกระทำของตน ไม่มี, นตฺถิ ปรกาเร การกระทำของคนอื่น ไม่มี, นตฺถิ ปุริสกาเร การกระทำ ของบุรุษ ไม่มี ดังนี้ ฉันใด แม้ในที่นี้ บทว่า สุตมเย ก็พึงเข้าใจ ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า สุตมยํ าณนฺติ อตฺโถ อธิบายว่า ญาณอันสำเร็จแล้วด้วยการฟัง ดังนี้. ๑. ม.มู. ๑๒/๓๗๖.
หน้า 38 ข้อ 0
อีกอย่างหนึ่ง หมวดธรรมมีผัสสะเป็นต้น อันสำเร็จแล้วด้วย การฟัง จึงชื่อว่า สุตมยะ, ญาณเป็นไปในหมวดแห่งธรรมที่ชื่อว่า สุตมยะนั้น คือสัมปยุต กับด้วยสุตมยะนั้น ชื่อว่า สุตมเย าณํ. ญาณนั้นนั่นแล ท่านกล่าวว่า ปัญญา เพราะไม่กำหนดก็เพื่อจะอธิบาย โดยปริยาย ภายหลังจึงกล่าวกำหนดว่า ญาณ ท่านสาธุชนพึงทราบ ตามที่กล่าวมานี้. ก็ชื่อว่า ญาณ มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ หรือมี การแทงตลอดอย่างไม่ผิดพลาดเป็นลักษณะ เหมือนการยิงลูกศรอัน- นายขมังธนูผู้ชาญฉลาดยิงไปแล้วฉะนั่น. มีการส่องซึ่งอารมณ์เป็นรส เหมือนดวงประทีปส่องสว่างฉะนั้น. มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนพรานป่าบอกทางแก่ คนหลงทางฉะนั้น. มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน ตามพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง.๑ ก็ในลักษณะเป็นต้น พึงทราบว่า สภาวะก็ดี สามัญญะก็ดี ชื่อว่า ลักษณะ, กิจก็ดี สมบัติก็ดี ชื่อว่า รส, อาการที่ปรากฏก็ดี ผลก็ดี ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน, เหตุใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน ดังนี้. ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๑๔๗.
หน้า 39 ข้อ 0
๒. อรรถกถาสีลมยญาณุทเทส ว่าด้วย สีลมยญาณ คำว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺา ความว่า :- ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ปาฏิโมกข์ ๑ สติ ๑ ญาณ ๑ ขันติ ๑ และ วิริยะ ๑ ท่าน แสดงว่าสังวร. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า เป็นผู้เข้าถึง, เข้าถึงพร้อม, เข้ามา, เข้า มาพร้อม, ถึงแล้ว, ถึงพร้อมแล้ว, ประกอบ พร้อมแล้ว ด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้๑ ชื่อว่า ปาฏิ- โมกขสังวร. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ, เธอย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวม จักขุนทรีย์ เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้ อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัส ๑. อภิ.วิ.๓๕/๖๐๒.
หน้า 40 ข้อ 0
ครอบงำนั้น ชื่อว่า รักษาจักขุนทรีย์, ชื่อว่า ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์๑ ชื่อว่า สติสังวร. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า กระแสทั้งหลายเหล่าใดในโลก มีอยู่, สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวสติว่า เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย, กระแสเหล่านั้น อันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วยปัญญา๒ ดังนี้ ชื่อว่า ญาณสังวร. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย นี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวร๓ ดังนี้ ชื่อว่า ปัจจยปฏิเสวนาสังวร, ปัจจยปฏิเสวนาสังวรแม้นั้น ท่าน สงเคราะห์ด้วยญาณสังวรนั้นแล. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า เป็นผู้อดกลั้นต่อ หนาว ร้อน หิว ระหาย สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และ สัตว์เลื้อยคลานเป็นผู้มีชาติแห่งผู้อดกลั้นต่อถ้อย คำที่ผู้อื่นกล่าวชั่วร้ายแรง ต่อเวทนาที่มีอยู่ในตัว ๑. ที.สี. ๙/๑๒๒. ๒. ขุ.ส. ๒๕/๔๒๕. ๓. ม.มู. ๑๒/๑๔.
หน้า 41 ข้อ 0
ซึ่งบังเกิดขึ้นเป็นทุกข์ กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่ เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ชอบใจ อันจะคร่าชีวิตเสีย ได้๑ ดังนี้ ชื่อว่า ขันติสังวร. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุ ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว. ย่อมกระทำให้สิ้นสูญไป ให้ถึงความไม่มี๒ ดังนี้ ชื่อว่า วิริยสังวร. สังวรที่มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า พระอริยสาวกในพระศาสนานี้ ละ มิจฉาอาชีวะเสียแล้ว สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยสัมมา- อาชีวะ๓ ดังนี้ ชื่อว่า อาชีวปาริสุทธิสังวร, อาชีวปาริสุทธิสังวร แม้นั้น ท่าน สงเคราะห์ด้วยวิริยสังวรนั่นแล. ในสังวร ๗ เหล่านั้น สังวร ๔ คือ ปาฏิโมกขสังวร, อิน- ทริยสังวร, อาชีวปาริสุทธิสังวร, และปัจจัยปฏิเสวนาสังวร ท่าน ประสงค์เอาในที่นี้, และในสังวร ๔ เหล่านั้น ปาฏิโมกขสังวร ท่าน ๑. ม.มู. ๑๒/๓๕. ๒. ม.ม. ๑๒/๑๗. ๓. สํ.มหา ๑๙.
หน้า 42 ข้อ 0
ประสงค์เอาเป็นพิเศษ. ก็สังวรนี้แม้ทั้งหมดท่านเรียกว่า สังวร เพราะ กั้นทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น ที่จำต้องสังวรตามธรรมดาของ ตน. ปัญญาของกุลบุตรผู้ฟังธรรมตามที่กล่าวแล้วในสุตมยญาณแล้ว สังวรอยู่ ทำการสังวร เป็นไปแล้วในการสังวรนั้น สัมปยุตกับสังวร นั้น ท่านกล่าวแล้วว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺา. อีกอย่างหนึ่งมีความ ว่า ปัญญาในการสังวรเพราะมีการฟังเป็นเหตุบ้าง เพราะมีคำว่า เหตุอตฺเถ สุตฺวา ฟังเหตุและผลปรากฏอยู่ด้วย. บทว่า สีลํ ในคำนี้ว่า สีลมเย าณํ ความว่า ชื่อว่า ศีลเพราะอรรถว่าสำรวม, ชื่อว่า การสำรวมนี้ อย่างไร ? คือการ ตั้งมั่น, อธิบายว่า ความเป็นกายกรรมเป็นต้นไม่เกลื่อนกล่นด้วย สามารถแห่งความเป็นผู้สำรวมด้วยดี. หรือความเข้าไปตั้งมั่น, อธิบายว่า ความที่แห่งกุศลธรรมทั้งหลายเป็นที่รองรับด้วยสามารถเป็นที่ตั้ง. ก็ในศีลนี้ นักปราชญ์ผู้รู้ลักษณศัพท์ รับรู้ตาม ๆ กันมาซึ่ง อรรถะทั้ง ๒ นี้เท่านั้น. แต่อาจารย์พวกอื่นพรรณนาว่า ชื่อว่า ศีล เพราะอรรถว่าเสพยิ่ง เพราะอรรถว่าเป็นที่รองรับ เพราะอรรถว่าเป็น ปกติ เพราะอรรถว่าเป็นศีรษะ เพราะอรรถว่าเย็น เพราะอรรถว่า เกษม.
หน้า 43 ข้อ 0
ศีลนั้น แม้จะมีประเภทต่าง ๆ หลายอย่าง ก็มีการสำรวมเป็นลักษณะ เหมือนรูป๑มีประเภท ต่าง ๆ เป็นอันมาก ก็มีการเห็นได้ด้วยตาเป็น ลักษณะ ฉะนั้น. เหมือนอย่างว่า ความที่รูปายตนะแม้มีประเภทต่าง ๆ เป็น อันมาก โดยประเภทแห่งสีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น. ก็มีการเห็น ได้ด้วยตาเป็นลักษณะ เพราะไม่ก้าวล่วงความที่แห่งรูปายตนะมีประเภท ต่าง ๆ โดยประเภทแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น ก็เป็นรูปายตนะที่เห็นได้ ด้วยตาฉันใด, ความสำรวมแห่งศีลแม้มีประเภทต่าง ๆ หลายอย่าง โดยประเภทแห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น ท่านกล่าวแล้วว่าเป็นที่รองรับ กายกรรมเป็นต้น และเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมนี้ได้, การสำรวมนั้น นั่นแหละเป็นลักษณะของศีลแม้มีประเภทต่าง ๆ หลายอย่างโดยประเภท แห่งวิรัติมีเจตนาวิรัติเป็นต้น เพราะไม่ก้าวล่วงความเป็นที่รองรับและ เป็นที่ตั้ง. ก็ การกำจัดความเป็นผู้ทุศีล และคุณ คือความไม่มีโทษ ท่านเรียกว่า เป็นรส เพราะ อรรถว่าเป็นกิจและสมบัติ ของศีลนั้นมีลักษณะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างนี้. ๑. หมายเอารูปารมณ์
หน้า 44 ข้อ 0
เพราะฉะนั้น ธรรมดาว่าศีลนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มีการ กำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส เพราะรสมีอรรถว่ากิจ, มีความไม่มีโทษ เป็นรส เพราะรสมีอรรถว่าสมบัติ. ศีลนี้นั้น วิญญูชนทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน มีโอตตัปปะและ หิริเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น. ศีลนี้นั้น มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐานตามที่พระผู้มีพระภาค- เจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ความสะอาดกาย, ความสะอาดวาจา, ความสะอาดใจ๑ ย่อมถึงซึ่งความนับว่า ปรากฏโดยความเป็นของสะอาด. ส่วน หิริ และโอตตัปปะ วิญญูชนทั้งหลายพรรณนาไว้ว่าเป็นปทัฏฐานของศีล นั้น, อธิบายว่า เป็นเหตุใกล้. เพราะเมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ศีล ก็ย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่, เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลก็ย่อมไม่เกิดขึ้น และไม่ตั้งอยู่ฉะนั้น ญาณที่สหรคตด้วยศีล สัมปยุตด้วยศีลนั้น โดย วิธีที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่า สีลมเย าณํ. อีกอย่างหนึ่ง ศีล นั่นแหละสำเร็จแล้ว ชื่อว่า สีลมัย, ญาณในสีลมัยนั้น คือสัมปยุต ด้วยศีลมัยนั้น. ๑. ที.ปา. ๑๑/๒๒๘.
หน้า 45 ข้อ 0
การพิจารณาโทษในการไม่สำรวม ๑, การพิจารณาอานิสงส์ ในการสำรวม ๑, การพิจารณาความบริสุทธิ์ในการสำรวม ๑, การ พิจารณาความขาวสะอาดจากสังกิเลสในเพราะการสำรวม ๑ ท่าน สงเคราะห์ด้วยสีลมยญาณนั่นแล. ๓. อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณุทเทส ว่าด้วย สมาธิภาวนามยญาณ คำว่า สํวริตฺว สมาทหเน ปญฺา ความว่า ปัญญาของ กุลบุตรผู้สำรวมด้วยสีลสังวรตามที่กล่าวไว้ในสีลมยญาณ แล้วทำการ สำรวมตั้งอยู่ในศีลมีจิตตั้งไว้ด้วยดี กระทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วย สามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เป็นไปแล้วในสมาธิจิตนั้น คือสัมปยุตกับด้วยสมาธิจิตนั้น. การวางไว้ ตั้งไว้ ด้วยดีโดยชอบ ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมาทหนํ - การตั้งไว้ด้วยดี, คำนี้ เป็นคำเรียก สมาธิโดยปริยาย. กุศลจิตเอกัคคตา ชื่อว่า สมาธิ ในคำนี้ว่า สมาธิภาวนา- มเย าณํ ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ( สมาธานํ ). ชื่อว่า สมาธาน นี้อย่างไร ?
หน้า 46 ข้อ 0
มีคำอธิบายว่า การวาง การตั้ง ซึ่งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียว โดยชอบด้วยดี เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิก ไม่ฟุ้งไป ไม่เกลื่อน กล่น ตั้งอยู่โดยชอบด้วยดีในอารมณ์เดียว ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด, คำที่กล่าวมาแล้วนี้พึงทราบว่าเป็น สมาธาน. ก็ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ การกำจัด ความฟุ้งซ่านเป็นรส การไม่หวั่นไหวเป็น ปัจจุปัฏฐาน และมีความสุขเป็นปทัฏฐานของ สมาธินั้นแล. ธรรมชาติใด อันพระโยคีบุคคลอบรมอยู่ เจริญอยู่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ภาวนา, ภาวนาคือสมาธิ ชื่อว่า สมาธิภาวนา, อีกอย่างหนึ่ง การอบรมการเจริญซึ่งสมาธิ ชื่อว่า สมาธิภาวนา. ห้าม ภาวนาอื่นด้วยคำว่า สมาธิภาวนา. ญาณอันสำเร็จด้วยสมาธิภาวนา ด้วยสามารถแห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิดุจในก่อน. ๔. อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส ว่าด้วย ธรรมฐิติญาณ ชื่อว่าปัจจัย ในคำนี้ว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา มีวจนัตถะ ว่า ผลย่อมอาศัยธรรมนั้นเกิด ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า ปัจจัย.
หน้า 47 ข้อ 0
คำว่า ปฏิจฺจ ได้แก่ ไม่เว้นจากธรรมที่เป็นปัจจัยนั้น อธิบาย ว่า ไม่บอกคืน. บทว่า เอติ ความว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไป ด้วย. อีกอย่างหนึ่ง มีความว่าอุปการะ มีอรรถว่าเป็นแดนเกิด, ปัญญา ในการกำหนดคือกำหนดได้ซึ่งปัจจัยทั้งหลาย เพราะปัจจัยนั้นมีมาก อย่าง ชื่อว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา แปลว่า ปัญญาเป็นเครื่อง กำหนดปัจจัย. ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺิติาณํ นี้ ย่อมปรากฏใน อรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา, วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบันเป็นต้น. ก็ ธมฺมศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรม ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ๑. ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วย สัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ, ๑. อภิ.สํ. ๓๔/๑.
หน้า 48 ข้อ 0
ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก๑ ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า บุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกัน หามิได้เลย อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึง สุคติ๒ ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า บัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม๓ ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า อาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมคือปราชิก, ธรรมคือสังฆาทิเสส๔ ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่า ปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ภิกษุในธรรมวินัย ย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ, เคยยะ เวยยา- กรณะ๕ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า นิสสัตตตา-ความไม่มีสัตว์ ได้ใน คำเป็นต้นว่า ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมมี,๖และในคำเป็นต้นว่า พระโยคีบุคคล ตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่๗ ดังนี้. ๑. สํ.ส. ๑๕/๘๔๕. ๒. ขุ.เถร. ๒๖/๓๓๒. ๓. อภิ.สํ. ๓๔/๑๕. ๔. วิ.มหาวิภงฺค. ๑/๓๐๐. ๕. องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๗๓. ๖. อภิ.สํ. ๓๔/๑๕. ๗. ที.มหา. ๑๐/๒๗๓.
หน้า 49 ข้อ 0
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า วิการ - ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ใน คำเป็นต้นว่า ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม๑ ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า คุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า พุทธธรรม ๖๒ ... ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา๓ ดังนี้. ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า ธาตุนั้น ตั้งอยู่แล ชื่อว่า ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม๔ ดังนี้. ธมฺมศัพท์นี้นั้น พึงเห็นว่าลงในอรรถว่า ปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรม ที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะ ของตน, หรือ อันปัจจัยทรงไว้, หรือ ย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน. หรือ ผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบาย ทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตน ๆ. หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ ด้วยจิต, ตามสมควร. แต่ในที่นี้ ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า อัน ปัจจัยทั้งหลายของตน ทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อม ตั้งขึ้น คือ ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ๑. องฺ.ทสก. ๒๔/๑๐๗. ๒. ขุ.มหา. ๒๙/๒๓๑. ๓. อภิ.วิ. ๓๕๑๗๗๙. ๔. สํ.นิ. ๑๖/๖๑.
หน้า 50 ข้อ 0
ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ธรรมฐิติ. คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย, ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่า ธัมมัฏฐิติญาณ. ก็ ธัมมัฏฐิติญาณนี้ มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูป ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ใน สมาธิภาวนามยญาณแล้วกำหนดนามรูป. หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูป ววัตถามญาณ อย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่า ธัมมัฏฐิติญาณ เล่า ? ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ล้วน สำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัย เกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการ กำหนดปัจจัยได้. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณ อันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้น สำเร็จแล้วในก่อน ก็ยอมเป็น ญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่า ธัมมัฏฐิติญาณ นั่นแล. หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมี จิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า ? ตอบว่า เพราะ สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน. สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า
หน้า 51 ข้อ 0
หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็น แจ้งได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคี บุคคลเมื่อเห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดย ประการนั้น, ในกาลนั้น วิปัสสนา และสมถะ เป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน เป็นธรรมคู่กันเป็นไป. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา ธมฺมฏฺิติาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้อง ขวนขวายอยู่ตราบนั้น. ๕. อรรถกถาสัมมสนญาณุทเทส ว่าด้วย สัมมสนญาณ ชื่อว่า อดีต เพราะอรรถว่า ถึงแล้ว ถึงยิ่งแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ซึ่งสภาวะของตนหรือ ขณะมีอุปปาทขณะเป็นต้น, ชื่อว่า อนาคต เพราะอรรถว่า ไม่ถึงแล้ว ไม่ถึงพร้อมแล้ว แม้ซึ่งสภาวะของตนและ ขณะมีอุปาทขณะเป็นต้นทั้ง ๒ นั้น, ชื่อว่า ปัจจุบัน เพราะอรรถว่า
หน้า 52 ข้อ 0
บรรลุแล้ว ถึงแล้ว เป็นไปแล้วเพราะอาศัยเหตุนั้น ๆ จนล่วงขณะมี อุปาทขณะเป็นต้น ในคำนี้ว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺา. ในกาล ในขณะสืบต่อและในปัจจุบัน ในที่นี้ประสงค์เอาปัจจุบันสันตติ คือปัจจุบันที่กำลังสืบต่อ. ปัญญา ในการรวบรวมเอาธรรม คือขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน เหล่านั้นเข้าไว้ในขันธ์หนึ่ง ๆ แล้วทำให้เป็นกองด้วยสามารถกลาปะ คือหมวดหมู่แล้ว กำหนด วินิจฉัย ตัดสินได้. ญาณคือปัญญาในการถูกต้อง เลือกเฟ้น เพ่งพินิจด้วยดี อธิบาย ว่า ญาณในการพิจารณาในเบญจขันธ์โดยความเป็นหมวดหมู่ (กลาปะ) ชื่อว่า สมฺมสเน าณํ แปลว่า ญาณในการพิจารณาเบญจขันธ์. จริงอยู่ กลาปสัมมสนญาณนี้ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้ ธัมมัฏฐิติญาณเป็นเครื่องกำหนดปัจจัยของนามรูป ในลำดับแห่งนาม- รูปววัตถานญาณ ยกแต่ละขันธ์ ๆ ที่กำหนดไว้แล้วในก่อนขึ้นสู่พระ- ไตรลักษณ์แล้วเห็นแจ้งอยู่ โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยแห่งพระบาลี เป็นต้นว่า พระโยคีบุคคลกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้
หน้า 53 ข้อ 0
ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณประการ หนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้. เป็นสัมมสนญาณ ประการหนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้ก็เป็นสัมม- สนญาณประการหนึ่ง.๑ ๖. อรรถกถาอุทยัพพยานุปัสสนาญาณุทเทส ว่าด้วย อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คำว่า ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺา ความว่า ปัญญาในการเห็นความแปรไป คือความดับไปแห่งธรรมคือ เบญจขันธ์ ในภายในที่เป็นปัจจุบันด้วยอำนาจสันตติ. จิตแม้กำหนด ความเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับไป ดังนี้ ก็ชื่อว่าตั้งอยู่ในความแตกดับไปเหมือนกัน, เพราะฉะนั้น พึง ทราบว่า การเกิดขึ้นแม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้วก็เป็นอันกล่าวไว้เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง การเกิดขึ้นแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นอันกล่าว แล้วด้วยทัสนะ เพราะสำเร็จการเห็นความเกิดขึ้น. ๑. ขุ.ป. ๓๑/๙๙.
หน้า 54 ข้อ 0
จริงอยู่ เว้นอุทยะคือการเกิดขึ้นเสีย ความเกิดขึ้นแห่งธรรม ทั้งหลาย ก็ย่อมไม่สำเร็จ, เพราะฉะนั้น แม้เมื่อไม่กล่าวว่า ปัญญา ในการตามเห็นความเกิดขึ้นและความแปรไปแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า เป็นอันกล่าวแล้วเหมือนกัน. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้บรรลุ สัมมสนญาณ ตามที่กล่าวแล้วในลำดับว่า ก็การเห็นความเกิดขึ้น ย่อมสำเร็จเพราะคำนั้นกำหนดตามพระบาลีว่า อุทยพฺพยานุปสฺสเน าณํ แปลว่า ปัญญาในการตามเห็นการเกิดและความดับไป ดังนี้ แล้ว ก็กำหนดการเกิดขึ้นและความดับไปในสังขารธรรมที่กำลังปรากฏ ในสัมมสนญาณนั่นเอง แล้วปรารภอุทยัพพยานุปัสสนาเพื่อทำการ กำหนดสังขารธรรมทั้งหลาย. เพราะว่าญาณนั้น ท่านเรียกว่า อุทยัพ- พยานุปัสสนา เพราะตามเห็นความเกิดและความดับ. ๗. อรรถกถาวิปัสสนาญาณุทเทส ว่าด้วย วิปัสสนาญาณ คำว่า อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ความว่า รู้ เห็น อารมณ์มี รูปขันธ์เป็นต้น เพราะพิจารณาโดยความเป็นภังคะ คือแตกดับไป.
หน้า 55 ข้อ 0
คำว่า ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺา วิปสฺสเน าณํ ความว่า ปัญญาใดรู้ในการตามเห็น ความดับ แห่งญาณที่เกิดขึ้นแล้วเพราะ พิจารณาอารมณ์ของญาณนั้นโดยความเป็นภังคะ คือแตกดับไป, ญาณ นั้น ท่านกล่าวว่า วิปสฺสเน าณํ แปลว่า ญาณในวิปัสสนา. บทว่า วิปสฺสนา ได้แก่ เห็น เห็นแจ้ง โดยประการต่าง ๆ. ปาฐะว่า อารมฺมณปฏิสงฺขา ดังนี้ก็มี. เนื้อความแห่งวิปัสสนาญาณนั้นดังต่อไปนี้ คำว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความ แตกดับไป เป็นวิปัสสนาญาณ ท่านกล่าวไว้แล้วเพราะพิจารณา อารมณ์โดยนัยตามที่กล่าวแล้วว่า การพิจารณา การรู้ การเห็นซึ่ง อารมณ์. ก็วิปัสสนาย่อมถึงยอดแห่งภังคานุปัสนานั่นแหละ เพราะ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้เป็นพิเศษว่า วิปสฺสเน าณํ แปลว่า ญาณในวิปัสสนา. มัคคามัคคญาณทัสนะ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้อุทยัพ- พยานุปัสสนาญาณ, เพราะฉะนั้น เมื่ออุทยัพพยานุปัสสนาสำเร็จแล้ว มัคคามัคคญาณทัสนะนั้น ก็ย่อมสำเร็จด้วย คำนั้นท่านมิได้กล่าวไว้เลย พึงทราบว่า ญาณมีวิปัสสนาเป็นยอด ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยภังคานุ- ปัสสนาญาณ.
หน้า 56 ข้อ 0
เมื่อสังขารทั้งหลายอันพระโยคีบุคคลผู้กำหนดซึ่งอุทยัพพยะ อันตนเห็นแจ้งแล้วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนาแล้ว ก็ปรากฏขึ้นโดยพลัน ทีเดียว เมื่อญาณแก่กล้าอยู่ สติก็ละอุทยะความเกิด แล้วตั้งอยู่ในภังคะ ความดับอย่างเดียว, ภังคานุปัสสนาญาณ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้ แก่พระโยคีบุคคลนั้น ผู้เห็นอยู่ว่า ธรรมดาสังขารธรรมทั้งหลาย เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ก็ย่อมดับไปอย่างนี้ ๘. อรรถกถาอาทีนวญาณุทเทส ว่าด้วย อาทีนวญาณ คำว่า ภยตูปฏฺเน ปญฺา มีความว่า ปัญญาในการปรากฏ ขึ้นแห่งอุปปาทะความเกิด ปวัตตะความเป็นไป นิมิตเครื่องหมาย อายู- หนาการประมวลมา และปฏิสนธิการเกิดในภพใหม่ โดยความเป็นภัย คือในการเข้าไปยึดถือว่ามีภัยปรากฏอยู่เฉพาะหน้า โดยการประกอบ ด้วยความเบียดเบียนอยู่เนือง ๆ. ย่อมปรากฏโดยความเป็นภัย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ภยตูปัฏฐาน คืออารมณ์. ปัญญา ในภยตูปัฏฐานนั้น. อีก อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภยตูปัฏฐาน คือปัญญา เพราะอรรถว่า ปรากฏ โดยความเป็นภัย คำนั้นย่อมเป็นคำอธิบาย อันท่านกล่าวแล้วว่า ภยตู- ปัฏฐาน.
หน้า 57 ข้อ 0
คำว่า อาทีนเว าณํ เป็นภุมมวจนะ คือสัตตมีวิภัตติ. เพราะพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏ โดยความเป็นภัย ๑, อาทีนวญาณ ๑, นิพพิทา- ญาณ ๑, มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญ- ชนะเท่านั้น๑. แม้จะกล่าวเพียงคำเดียว ( ญาณเดียว ) ก็ย่อมเป็นอันกล่าว ทั้ง ๓ โดยประเภทแห่งการกำหนด ดุจมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น ฉะนั้น แม้ไม่กล่าวว่า เมื่อภยตูปัฏฐานและอาทีนวานุปัสสนา สำเร็จ แล้ว นิพพิทานุปัสสนา ก็ย่อมสำเร็จ ดังนี้ ก็พึงทราบว่า เป็น อันกล่าวแล้วทีเดียว. สังขารทั้งหลาย อันจำแนกไว้ในภพ ๓, กำเนิด ๔, คติ ๕, วิญญาณฐิติ ๗, และสัตตาวาส ๙ ย่อมปรากฏเป็นมหาภัยแก่พระโยคี บุคคลผู้เสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้มากอยู่ซึ่งภังคานุปัสสนามีความ ดับไปแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างสีหะ, เสือโคร่ง, เสือเหลือง, หมี, เสือดาว, ยักษ์, รากษส, โคดุ, สุนัขดุ, ช้าง ซับมันดุ, งูดุ, ฟ้าผ่า, ป่าช้า, สมรภูมิ, หลุมถ่านเพลิงที่คุกรุ่นเป็นต้น ๑. ขุ.ป. ๓๑/๕๐๗.
หน้า 58 ข้อ 0
ย่อมปรากฏเป็นภัยใหญ่แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่มีชีวิตอยู่เป็นสุข, ภยตู- ปัฏฐานญาณ ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้ แก่พระโยคีบุคคลผู้เห็นอยู่ว่า สังขารทั้งหลายในอดีตก็ดับไปแล้ว, ในปัจจุบันก็กำลังดับ, ถึงแม้ใน อนาคตก็จักดับไปอย่างนี้เหมือนกัน ในภพ, กำเนิด, คติ, ฐิติ, และสัตตาวาสทั่วทุกแห่งหน ที่ ต้านทาน ที่ซ่อนเร้น ที่ไป ที่พึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเลยแก่พระโยคีบุคคล ผู้เสพอยู่เจริญอยู่กระทำให้มากอยู่ ซึ่งภยตูปัฏฐานญาณนั้น, ความ ปรารถนาก็ดี ความถือมั่นก็ดี ย่อมไม่มีในสังขารทั้งหลายอันมีใน ภพ, กำเนิด, คติ, ฐิติ, นิวาสะ แม้สักสังขารเดียว, ภพทั้ง ๓ ปรากฏ ดุจหลุมถ่านเพลิงที่เต็มด้วยถ่านเพลิงไม่มีเปลว, มหาภูตรูป ๔ ปรากฏ ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย, ขันธ์ ๕ ปรากฏดุจเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบ, อัชฌัตติกายตนะ ๖ ปรากฏดุจเรือนว่างเปล่า, พาหิรายตนะ ๖ ปรากฏ ดุจโจรปล้นชาวบ้าน, วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ปรากฏดุจถูก ไฟ ๑๑ กองลุกเผาอยู่โชติช่วง, สังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏแก่ผู้นั้น เหมือนเป็นฝี, เป็นโรค, เป็นลูกศร, เป็นไข้, เป็นอาพาธ, ปราศจาก ความแช่มชื่น, หมดรส, เป็นกองแห่งโทษใหญ่ เป็นเหมือนป่าชัฏที่มี สัตว์ร้าย แม้จะตั้งขึ้นโดยอาการที่น่ารื่นรมย์แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่จะมี ชีวิตอยู่เป็นสุข เป็นเหมือนถ้ำที่มีภูเขาไฟพ่นอยู่, เป็นเหมือนสระน้ำ ที่มีรากษสสิงสถิตอยู่ เป็นเหมือนข้าศึกที่กำลังเงื้อดาบขึ้น. เป็น
หน้า 59 ข้อ 0
เหมือนโภชนะที่เจือด้วยยาพิษ, เป็นเหมือนหนทางที่เต็มไปด้วยโจร, เป็นเหมือนเรือนที่ไฟติดทั่วแล้ว, เป็นเหมือนสนามรบที่เหล่าทหาร กำลังต่อยุทธกัน. เหมือนอย่างว่า บุรุษนั้น อาศัยภัยมีป่าชัฏที่เต็มไปด้วยสัตว์ ร้ายเป็นต้นเหล่านี้ กลัวแล้ว ตกใจแล้ว ขนลุกชูชัน ย่อมเห็นโทษ อย่างเดียวรอบด้าน ฉันใด, พระโยคาวจรนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นเมื่อสังขารทั้งปวงปรากฏแล้วโดยความเป็นภัยด้วยอำนาจภังคานุ- ปัสสนา ก็ย่อมเห็นแต่โทษอย่างเดียวปราศจากรสหมดความแช่มชื่น อยู่รอบด้าน. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลนั้น ผู้เห็นอยู่อย่างนี้. พระโยคีบุคคลนั้น เมื่อเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นโทษ อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย กระวนกระวาย ไม่ยินดี ในสังขารทั้งหลาย อันมีประเภทในภพ, กำเนิด, คติ, วิญญาณฐิติ, และสัตตาวาสทั้งปวง. เหมือนอย่างว่าพญาหงส์ทองผู้ยินดีเฉพาะเชิงเขาจิตรกูฏ ย่อมไม่ยินดี บ่อน้ำแถบประตูบ้านคนจัณฑาลซึ่งไม่สะอาด, ย่อมยินดีเฉพาะสระใหญ่ ทั้ง ๗ เท่านั้น ฉันใด, พญาหงส์คือพระโยคีนี้ ย่อมไม่ยินดีสังขาร อันมีประเภทต่าง ๆ ล้วนแล้วด้วยโทษอันตนเห็นแจ่มแจ้งแล้ว, แต่ ย่อมยินดียิ่งในอนุปัสสนา ๗ เท่านั้น เพราะยินดีในภาวนา คือเพราะ ประกอบด้วยความยินดีในภาวนาก็ฉันนั้นเหมือนกัน. แสะเหมือนสีหะ
หน้า 60 ข้อ 0
มิคราชา ถูกจับขังไว้ แม้ในกรงทองก็ไม่ยินดี, แต่ย่อมยินดีใน หิมวันตประเทศอันกว้างใหญ่ถึง ๓,๐๐๐ โยชน์ ฉันใด, สีหะคือพระ- โยคีบุคคลแม้นี้ ย่อมไม่ยินดีแม้ในสุคติภพทั้ง ๓ แต่ย่อมยินดีในอนุ- ปัสสนา ๓ เท่านั้น อนึ่ง เหมือนพญาช้างฉัททันต์ เผือกผ่องทั้งตัวมีที่ตั้งดี ๗ สถาน มีฤทธิ เหาะไปในเวหาส ย่อมไม่ยินดีในใจกลางพระนคร, แต่ย่อม ยินดีในสระใหญ่ชื่อฉัททันต์เท่านั้น ฉันใด, พระโยคีบุคคลเพียงดัง ช้างตัวประเสริฐนี้ ย่อมไม่ยินดีในสังขารธรรมแม้ทั้งปวง, แต่ย่อมยินดี ในสันติบทคือพระนิพพานเท่านั้น อันเท่าแสดงแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า การไม่เกิดขึ้น เป็นการปลอดภัย๑, มีใจน้อยไปโน้มไปเงื้อมไปใน สันติบทคือพระนิพพานนั้น. นิพพิทานุปัสสนาญาณย่อมเป็นอันเกิดขึ้น แล้วแก่พระโยคีนั้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ๙. อรรถกถาสังขารุเปกขาญาณุทเทส ว่าด้วย สังขารุเปกขาณาณ คำว่า มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺนา ปญฺา สงฺขารุ- เปกฺขาสุ าณํ ความว่า พระโยคีบุคคลใด มีความประสงค์คือ ๑. ขุ.ป. ๓๑/๑๑๕.
หน้า 61 ข้อ 0
ปรารถนาเพื่อจะพ้นเพื่อจะสละ ฉะนั้น พระโยคีบุคคลนั้น จึงชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺโย แปลว่า ผู้ใคร่จะพ้น, ความเป็นผู้ใคร่จะพ้น ชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตา, ปัญญาใด ย่อมพิจารณา ย่อมใคร่ครวญ ฉะนั้น ปัญญานั้น จึงชื่อว่า ปฏิสงฺขา, อีกอย่างหนึ่ง การไตร่ตรอง ชื่อว่า ปฏิสงฺขา, ปัญญาใด ย่อมตกลง ย่อมวางเฉยเสียได้ ฉะนั้น ปัญญานั้น ชื่อว่า สนฺติฏฺนา แปลว่า วางเฉย, อีกอย่างหนึ่ง ๆ การวางเฉย ชื่อว่า สนฺติฏฺนา, ปัญญาชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตานั้นด้วย ปฏิสงฺขาด้วย สนฺติฏฺ- นาด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า มุญิจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺนา แปลว่า ความใคร่จะพ้น, การพิจารณา, และการวางเฉย. ความเป็นผู้ใคร่จะสลัดเสียซึ่งความเกิดเป็นต้น ของพระโยคี บุคคลผู้เบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณ ในเบื้องต้น ชื่อมุญจิตุกัมยตา, การใคร่ครวญสังขารทั้งหลายที่พิจารณาแล้ว เพื่อทำอุบายแห่ง การละในท่ามกลาง ชื่อปฏิสังขา, การปล่อยวาง แล้ววางเฉยได้ในที่สุด ชื่อสันติฏฐนา. ปัญญา ๓ ประการโดยประเภทแห่งการกำหนดอย่างนี้ ชื่อว่า ความรู้ในการพิจารณาสังขารทั้งหลาย. ก็พระโยคีบุคคลผู้ปรารถนา
หน้า 62 ข้อ 0
ความเข้าไปวางเฉยในสังขาร ด้วยปัญญาแม้ทั้ง ๓ ต่างด้วยประเภท การกำหนดกล่าวคือ ๑. มุญจิตุกัมยตา ปรารถนาจะพ้นการเกิดเป็นต้น ๒. ปฏิสังขา พิจารณาสังขารทั้งหลาย ๓. สันติฏฐนา วางเฉยในสังขารทั้งหลาย คำว่า ปญฺา และคำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ ท่านทำเป็น พหุวจนะไว้, คำว่า าณํ พึงทราบว่า ท่านทำไว้เป็นเอกวจนะ เพราะแม้จะต่างกันโดยประเภทแห่งการกำหนดก็เป็นอย่างเดียวกัน. สมจริงดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ธรรม เหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตา, ปฏิสังขานุปัสสนา และปฏิสังขารุเปกขา มีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น.๑ แต่อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า คำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ นี้ เป็นพหุวจนะ เพราะ สังขารุเปกขาเป็นของมากด้วยสามารถแห่งสมถะและวิปัสสนา ดังนี้ ก็มี. ก็คำว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ ในการเพ่งสังขารทั้งหลาย พึงทราบ ว่า เพ่งการกระทำ. แต่จิตของพระโยคีบุคคลผู้เบื่อหน่ายอยู่ ระย่ออยู่ด้วยนิพพิทา- ญาณนั้นด้วยประเภทแห่งการกำหนด ย่อมไม่ติด ย่อมไม่ข้อง ย่อม ๑. ขุ.ป. ๓๑/๕๐๘.
หน้า 63 ข้อ 0
ไม่เกี่ยวอยู่ในสังขารทั้งหลายทุกประเภท อันอยู่ในภพ, กำเนิด, คติ, วิญญาณฐิติ, และสัตตาวาสทั้งปวง, จิตนั้นก็ใคร่ที่จะพ้น ใคร่ที่จะ สลัดทิ้งสัพพสังขารทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่ง เสมือนปลาที่ติดอยู่ในข่าย, กบที่อยู่ในปากงู, ไก่ป่าที่ถูกขังอยู่ในกรง, มฤคที่ติดบ่วงแน่น, งูที่อยู่ในกำมือของหมองู, ช่างที่แล่นไปตกหล่มใหญ่. นาคราชอยู่ในปากของครุฑ, พระจันทร์ ที่เข้าไปอยู่ในปากของราหู, บุรุษถูกศัตรูล้อมไว้ เหล่านี้เป็นต้น ล้วน เป็นผู้ใคร่เพื่อจะพ้นเพื่อจะหลุดรอดไปจากพันธนาการนั้น ๆ ด้วยกันทั้ง สิ้น ฉันใด, จิตของพระโยคีบุคคลนั้น. ย่อมใคร่ที่จะพ้น ใคร่ที่จะ หลุดรอดจากสังขารทั้งปวง ก็ฉันนั้น. ก็เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ พระปาฐะ ว่า มุญฺจิตุกามสฺส มุญฺจิตุกมฺยตา แปลว่า ความใคร่ที่จะพ้น ของพระโยคีบุคคลผู้ใคร่จะพ้น ก็ย่อมถูกต้อง. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ พึงกล่าวได้ว่า ในบทว่า อุปฺปาทํ มุญฺจิตุกมฺยตา เป็นต้น ก็ ควรเป็น อุปฺปาทา มุญฺจิตุกมฺยตา เป็นต้น, เพราะฉะนั้น เนื้อความก่อนนั่นแหละดีกว่า. ก็แล มุญจิตุกัมยตาญาณ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลนั้นผู้ทอด อาลัยในสังขารทั้งปวง ผู้ใคร่จะพ้นจากสังขารทั้งปวง. พระโยคีบุคคล เป็นผู้ใคร่จะพ้นสังขารทุกประเภทบรรดามี ในภพกำเนิดคติวิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง จึงยกสังขารเหล่านั้นขึ้นสู่พระไตรลักษณ์อีก
หน้า 64 ข้อ 0
เพื่อจะทำอุบายแห่งการพ้นให้สำเร็จ แล้วจึงเห็นแจ้งด้วยปฏิสังขานุ- ปัสสนาญาณ. ก็เมื่อพระโยคีบุคคลนั้นเห็นแจ้งอยู่อย่างนี้แล ปฏิสังขาญาณ เป็นนิมิตด้วยอนิจลักษณะ ย่อมเกิดขึ้น, ปฏิสังขาญาณอันเป็นไป ด้วยทุกขลักษณะ ย่อมเกิดขึ้น, และปฏิสังขาญาณเป็นนิมิตและเป็น ไปแล้วด้วยอนัตตลักษณะ ก็ย่อมเกิด. พระโยคีบุคคลนั้นเห็นว่า สพฺเพ สงฺขารา สุญฺา แปลว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่าง ดังนี้แล้วจึงยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ พิจารณาสังขารทั้งหลายอยู่ จึงละความกลัวและความยินดีเสียได้ก็ย่อม วางเฉย มีตนเป็นกลางในสังขารทั้งหลาย ดุจบุรุษเห็นโทษของภริยา แล้วทิ้งภริยาเสีย แล้ววางเฉย มีตนเป็นกลางในร่างกายของภริยานั้น, พระโยคีบุคคลนั้น ย่อมไม่ถืออหังการว่า เรา หรือ มมังการว่า ของเรา. จิตของพระโยคีบุคคลนั้น เมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างนี้ ก็ย่อม หลีกออก ถอยกลับ หมุนกลับ ไม่ยินดีในภพทั้ง ๓. เหมือนใบบัว โอนไปหน่อยหนึ่ง หยาดน้ำทั้งหลายย่อมไหลไป ถอยกลับ หมุนกลับ ไม่ไหลลื่นไป, หรือเหมือนขนไก่หรือเอ็นและหนัง ที่เขาใส่ในไฟ ย่อมหลีกออก งอกลับ ม้วนกลับ ไม่คลี่ออกแม้ฉันใด; จิตของพระ- โยคีบุคคลนั้น ย่อมหลบหลีก ถอยกลับ หมุนกลับ ไม่ยินดีในภพ
หน้า 65 ข้อ 0
ทั้ง ๓ ฉันนั้น, อุเบกขา ความวางเฉย ก็ย่อมตั้งขึ้น. สังขารุเปกขา- ญาณ ย่อมเป็นอันเกิดขึ้นแล้วแก่พระโยคีบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้. อนุโลมญาณกับสังขารุเปกขาญาณนี้ เป็นเหตุให้สำเร็จโคตร- ภูญาณในเบื้องบน แม้จะมิได้กล่าวไว้ด้วยญาณต้นและญาณหลัง ก็พึง ทราบว่า ย่อมเป็นอันกล่าวไว้แล้วทีเดียว. สมจริงดังพระดำรัสที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณา เห็นสังขารไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยง จักเป็นผู้ ประกอบด้วยขันติที่สมควร ข้อนั้นย่อมไม่เป็น ฐานะที่จะมีได้, ไม่ประกอบด้วยขันติที่สมควร จักก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ แน่นอน ข้อนั้นย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้, เมื่อ ไม่ก้าวลงสู่ความเป็นแห่งความเห็นชอบและความ แน่นอน จักกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล, สก- ทาคามิผล, อนาคามิผล หรือ อรหัตผล ข้อนั้น ย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้๑ ดังนี้เป็นต้น. ๑. องฺ.ฉกก. ๒๒/๓๖๙.
หน้า 66 ข้อ 0
และพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวคำเป็นต้นว่า ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร, ย่อมก้าวลงสู่สัม- มัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร. ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐, ย่อมก้าวลงสู่สัมมัตต- นิยามด้วยอาการ ๔๐๑ ดังนี้. และในปัฏฐานปกรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดำเป็นต้นว่า อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย อนุ- โลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.๒ จริงอยู่ เมื่อพระโยคีบุคคลนั้น เสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้ มากอยู่ ซึ่งสังขารุเปกขาญาณนั้น อธิโมกขสัทธาก็ย่อมมีกำลังยิ่ง, วิริยะก็ประคองไว้ได้ด้วยดี, สติก็ตั้งมั่น, จิตก็เป็นสมาธิ, สังขารุเปกขา- ญาณ ก็ย่อมเป็นไปอย่างแก่กล้า. จิตนั้น พิจารณาสังขารทั้งหลายว่า อนิจฺจา ไม่เที่ยง, ทุกฺขา เป็นทุกข์, หรือ อนตฺตา ไม่ใช่ตัวตนด้วยสังขารุ- เปกขาโดยหวังว่า "มรรคจักเกิดขึ้นในบัดนี้ดังนี้ แล้วก็ลงสู่ภวังค์. ๑. ขุ.ป. ๓๑/๗๓๕. ๒. อภิ.ป. ๔๐/๕๐๕.
หน้า 67 ข้อ 0
ต่อจากภวังค์ มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นทำสังขารทั้งหลาย โดยนัยที่สังขารุเปกขาทำแล้วนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ว่า อนิจจา ไม่เที่ยง, ทุกขา เป็นทุกข์ หรือ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน. ต่อจากมโนทวาราวัชชนะนั้น ชวนจิตก็เกิดขึ้น ๒ ขณะ, ๓ ขณะ หรือ ๔ ขณะ รับเอาสังขารทั้งหลายทำให้เป็นอารมณ์ เหมือน อย่างนั้นนั่นแล. ญาณอันสัมปยุตกับชวนจิตนั้น ชื่อว่าอนุโลมญาณ. จริงอยู่ อนุโลมญาณนั้น ย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ ๘ ในเบื้องต้น เพราะเป็นกิจแห่งสัจญาณ, และอนุโลมตามโพธิปักขิย- ธรรม ๓๗ อันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า. เหมือนอย่างว่า ธรรมิกราชา ประทับนั่งบนบัลลังก์เป็นที่วินิจฉัย ทรงสดับการวินิจฉัยของอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร ๘ คน แล้วทรงละ อคติวางพระองค์เป็นกลาง อนุโมทนาว่า เป็นอย่างนั้นเถิด ย่อม อนุโลมตามข้อวินิจฉัยของอำมาตย์ทั้ง ๘ คนเหล่านั้น, และอนุโลมตาม โบราณราชธรรม.
หน้า 68 ข้อ 0
ในข้ออุปมานั้น อนุโลมญาณ เปรียบเหมือนพระราชา, วิปัสสนาญาณ ๘ เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหาร, โพธิ- ปักขิยธรรม ๓๗ เปรียบเหมือนโบราณราชธรรม, พระราชาทรงอนุ- โมทนาว่า เป็นอย่างนั้นเถิด ชื่อว่า ย่อมอนุโลมตามข้อวินิจฉัยของ เหล่าอำมาตย์ผู้ฉลาดในโวหารด้วยตามราชธรรมด้วยฉันใด, อนุโลม- ญาณนี้ก็ฉันเป็น ย่อมอนุโลมตามวิปัสสนาญาณ ๘ ที่เกิดขึ้นปรารภ สังขารทั้งหลายด้วยสามารถแห่งพระไตรลักษณ์ มีอนิจลักษณะเป็นต้น เพราะเป็นกิจแห่งสัจจะ และอนุโลมตามโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ อันเป็นธรรมที่จะพึงบรรลุในเบื้องหน้า. เพราะฉะนั้นญาณนี้ท่านจึง เรียกว่า อนุโลมญาณ ฉะนี้แล. ๑๐. อรรถกถาโคตรภูญาณุทเทส ว่าด้วย โคตรภูญาณ ในคำว่า พหิทฺธา วุฏฺานวิวฏฺฏเน ปญฺา โคตฺรภูาณํ แปลว่า ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็น โคตรภูญาณ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า พหิทฺธา ได้แก่สังขารนิมิต. เพราะว่า สังขารนิมิตนั้น ท่านกล่าวว่า พหิทฺธา - ภายนอก เพราะอาศัยอกุศลขันธ์ในจิตสันดาน
หน้า 69 ข้อ 0
ในภายใน. เพราะฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นย่อมออก คือตั้งอยู่ในเบื้องบน ปราศจากสังขารนิมิตภายนอก ฉะนั้นโคตรภูญาณนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานะ, โคตรภูญาณนั้นย่อมหลีกออก ย่อมหมุนกลับ คือหันหลังให้ ฉะนั้น โคตรภูญาณนั้นจึงชื่อว่าวิวัฏฏนะ วุฏฐานะนั้นด้วย วิวัฏฏนะนั้นด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานวิวัฏฏนะ. เพราะเหตุนั้นท่านพุทธโฆสาจารย์ จึงกล่าวว่า โคตรภูญาณ ยังไม่ออกจากปวัตตขันธ์ เพราะตัดสมุทัยยังไม่ขาด แต่ออกจากนิมิตได้ เพราะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า เอกโตวุฏฐานะ คือออกจากสังขารนิมิตโดยส่วน เดียว๑ ดังนี้. ชื่อว่า โคตรภู เพราะครอบงำเสียได้ซึ่งโคตรปุถุชน และ เพราะก้าวขึ้นสู่โคตรอริยะ. เพราะโคตรภูญาณนี้กระทำพระนิพพาน ชื่อว่า อนิมิตตะ ไม่มีนิมิตให้เป็นอารมณ์ในที่สุดแห่งอาเสวนะแห่งอนุ- โลมญาณขอจิตที่เหนื่อยหน่ายจากสังขารทั้งปวงดุจน้ำตกจากใบบัว, ก้าว ล่วงเสียซึ่งโคตรปุถุชน ซึ่งอันนับว่าปุถุชน, ซึ่งภูมิแห่งปุถุชน, หยั่ง ลงสู่โคตรแห่งอริยะ อันนับว่าอริยะ เป็นภูมิแห่งอริยะ, ยังความ ๑. ปัญญานิทเทส แห่งวิสุทธิมรรค.
หน้า 70 ข้อ 0
เป็นปัจจัยให้สำเร็จแก่มรรคด้วยอำนาจปัจจัย ๖ คือ อนันตระ, สม- นันตระ, อาเสวนะ, อุปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ อันเป็นไปในครั้งแรก ความเสพในครั้งแรก, อันประชุมพร้อมกันในครั้งแรกในอารมณ์คือ นิพพาน, ถึงยอดเป็นศีรษะวิปัสสนา ย่อมเกิดขึ้นกระทำให้เป็นภาพ ที่ให้หมุนกลับอีกไม่ได้. ๑๑. อรรถกถามัคคญาณุทเทส ว่าด้วย มรรคญาณ ในคำว่า ทุภโต วุฏฺานวิวฏฺฏเน ปญฺา มคฺเค าณํ แปลว่า ปัญญาในการออกและหลีกจากขันธ์และนิมิตทั้ง ๒ เป็น มรรคญาณ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ คำว่า ทุภโต แปลว่าทั้ง ๒, อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าวอธิบายว่า ทั้งคู่. มรรคญาณย่อมออกคือย่อมหมุนกลับจากกิเลสทั้งหลาย และ ขันธ์อันเป็นไปตามกิเลสเหล่านั้น กับทั้งจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภาย นอกจากการการทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ เพราะตัดกิเลสทั้งหลาย ได้ขาดแล้ว ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปัญญาในการออกและหลีกจากขันธ์และ นิมิตทั้ง ๒. เพราะเหตุนั้น พระพุทธโฆสาจารย์จึงกล่าวว่า
หน้า 71 ข้อ 0
มรรคญาณแม้ทั้ง ๔ ออกจากนิมิต เพราะ มีพระนิพพานอันไม่มีนิมิตเป็นอารมณ์, และย่อม ออกจากปวัตตขันธ์ เพราะตัดสมุทัยได้ขาด ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุภโตวุฏฐานะ คือออกโดยส่วนทั้งสอง๒ ดังนี้. ธรรมชาติใดย่อมขวนขวาย ย่อมเพ่งเล็งพระนิพพาน, หรือ พระโยคีบุคคลผู้ต้องการพระนิพพาน ย่อมขวนขวาย คือย่อมแสวงหา, หรือว่าธรรมชาติใดยังกิเลสทั้งหลายให้ตายไป เป็นไปอยู่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มรรค, ญาณในมรรคนั้น ชื่อว่า มคฺเค าณํ- มรรคญาณ. มรรคญาณท่านทำเป็นเอกวจนะโดยชาติศัพท์. ก็มรรคญาณนั้น เกิดขึ้น ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ต่อจากโคตรภูญาณ, ตัดกิเลส อันจะพึงฆ่าได้เองโดยไม่มีส่วนเหลือ, เผาผลาญห้วงสมุทรคือทุกข์ใน สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้วให้เหือด- แห้งไป, ปิดประตูอบายทั้งปวงเสีย, การทำอริยทรัพย์ ๗ ให้ปรากฏอยู่ ต่อหน้า, ละมิจฉามรรคประกอบด้วยองค์ ๘, ทำเวรภัยทั้งปวงให้สงบ, นำตนเข้าสู่ความเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระ แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้อานิสงส์อื่น ๆ อีกหลายร้อยเท่า เหมือนคำที่กล่าวว่า ๑. ปัญญานิทเทส แห่งวิสุทธิมรรค.
หน้า 72 ข้อ 0
บุรุษปรารถนาจะโดดข้ามแม้น้ำน้อยขึ้นไป ยืนอยู่บนฝั่งโน้น จึงจับเชือกหรือท่อนไม้ ที่ติดอยู่ กับต้นไม้บนฝั่งนี้ แล้วโดดข้ามไปโดยเร็ว จนตัว ไปตกอยู่บนฝั่งโน้น เมื่อตัวตกที่ฝั่งโน้นแล้วก็ละ ความหวาดหวั่นนั้น ขึ้นอยู่บนฝั่งได้ฉันใด, พระ- โยคีบุคคลผู้ปรารถนาจะข้ามพ้นกิเลสทั้งหลายเห็น ภัยฝั่งนี้ล้วนแล้วด้วยสักกายทิฏฐิ แล้วยืนอยู่ที่ฝั่ง คือพระนิพพานอันไม่มีภัย จึงจับเชือกคือรูปขันธ์ เป็นที่ยึดโดดมาโดยเร็วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา เป็นเบื้องแรก หรือจับไม้กล่าวคือนามขันธ์นั้นไว้ ด้วยดี กระโดดมาด้วยอาวัชชนจิตโดยนัยตามที่ กล่าวแล้วในก่อน โดดขึ้นด้วยอนุโลมญาณ แล้ว โน้มไปในพระนิพพาน เข้าไปสู่ที่ใกล้แห่งพระ- นิพพานนั้น ก็ปล่อยอารมณ์คือสังขารธรรมนั้นเสีย ได้ด้วยโคตรภูญาณ แล้วตกลงที่ฝั่งอื่นคือพระนิพ- พานอันเป็นอสังขตธรรม แต่นั้นก็ตั้งอยู่ด้วยมรรค- ญาณ ฉันนั้น.
หน้า 73 ข้อ 0
นระผู้ใคร่จะดูพระจันทร์ ในเวลาที่พระ- จันทร์ถูกเมฆหมอกบดบังไว้ ครั้นเมื่อเมฆหมอก ถูกพายุพัดไปตามลำดับ จากหนาทึบเป็นบางและ บางเข้าก็เห็นพระจันทร์ได้ฉันใด, โคตรภูญาณที่ กำลังเพ่งอมตนิพพานอยู่ เมื่อโมหะที่ปกปิดสัจจะ ไว้ถูกทำลายให้พินาศไปด้วยอนุโลมญาณตามลำดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อนุโลมญาณก็มิได้เห็นอมต- นิพพาน เหมือนลมเหล่านั้นก็มิได้เห็นพระจันทร์ โคตรภูญาณก็บรรเทาความมืดไม่ได้ เหมือนบุรุษ ก็บรรเทาเมฆหมอกไม่ได้ฉะนั้น. แต่มรรคญาณนี้ เป็นไปในพระนิพพาน มิได้ละสัญญาอันโคตรภู- ญาณให้แล้ว จึงทำลายกองกิเลสมีกองโลภะเป็น ต้นได้ เหมือนจักรยนต์ที่ใช้เป็นเป้ากำลังหมุนอยู่ นายขมังธนูยืนจ้องจะยิงอยู่แล้ว พอสัญญาอันคน อื่นให้แล้ว ก็ยิ่งลูกศรไปทะลุแผ่นเป้าได้ตั้ง ๑๐๐ ฉะนั้น. มรรคญาณนั้นนั่นแลทำทะเลหลวงคือสัง- สารทุกข์ให้เหือดแห้งไป ปิดประตูทุคติเสียได้ ทำคนที่มีหนี้คือกิเลสให้เป็นเสฏฐบุคคลผู้สมบูรณ์
หน้า 74 ข้อ 0
ด้วยอริยทรัพย์ ละมิจฉามรรคเสียได้. ทำเวรและ ภัยทั้งหลายให้สงบ, ทำตนให้เป็นลูกผู้เกิดแต่อก แห่งพระพุทะเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก, ญาณนี้ย่อม ให้ซึ่งอานิสงส์อื่น อีกหลายร้อยอย่าง. ๑๒. อรรถกถาผลญาณุทเทส ว่าด้วย ผลญาณ ในคำว่า ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺา ผเล าณํ แปลว่า ปัญญาในการระงับปโยคะเป็นผลญาณ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า ปโยโค แปลว่า การประกอบอย่างแรงกล้า, คือความ พยายามที่ออกจากและขันธ์ทั้ง ๒ ได้ด้วยมรรคภาวนาโดยทำให้แจ้ง ซึ่งผล. ความสงบปโยคะคือความพยามนั้น คือการถึงที่สุดแห่งโยคะ ชื่อว่า ปโยคปฏิปัสสัทธิ. ปโยคปฏิปัสสัทธินั้นอย่างไร ? คือการสิ้นสุด แห่งกิจในมรรคทั้ง ๔. ปัญญาในผลเป็นไปแล้ว เพราะปโยคปฏิปัสสัทธินั้นเป็นเหตุ ชื่อว่า ปโยคปฏิปัสสัทธิปัญญา. ปัญญานี้เป็นผลเพราะอรรถว่า ย่อม ผลิตผล คือย่อมให้เกิดวิบาก, ในผลนั้น ญาณอันสัมปยุตกับด้วยผล- จิตนั้น (ชื่อว่า ผเล าณํ) ก็ต่อจากมรรคญาณหนึ่ง ๆ ผลจิตอัน
หน้า 75 ข้อ 0
เป็นวิบากแห่งมรรคจิตนั้น ๆ นั่นแหละมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เกิด ขึ้น ๓ ขณะก็มี ๒ ขณะก็มี ๑ ขณะก็มี. และเพราะผลจิตนั้นเป็น วิบากเกิดขึ้นในลำดับแห่งโลกุตรกุศลทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ว่า สมาธิมานนฺตริกญฺมาหุ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสมาธิอันประกอบ ด้วยผลญาณ ซึ่งเกิดต่อจากมรรคญาณว่าเป็นธรรมอันบัณฑิตพึงรู้ทั่วถึง, และตรัสคำเป็นต้นว่า ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยาย๑-พระโยคีบุคคลบรรลุธรรมวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า. อนุโลมจิต ของพระโยคีบุคคลใด มี ๒ ขณะ, ที่ ๓ เป็น โคตรภู ที่ ๔ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๓ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคล นั้น. (รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม) อนุโลมจิต ของพระโยคีบุคคลใด มี ๓ ขณะ, ที่ ๔ เป็น โคตรภู ที่ ๕ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๒ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคล นั้น. (รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม) อนุโลมจิต ของพระโยคีบุคคลใด มี ๔ ขณะ, ที่ ๕ เป็น โคตรภู ที่ ๖ เป็นมรรคจิต ผลจิตอีก ๑ ขณะ ย่อมมีแก่พระอริยบุคคล นั้น. (รวมเป็น ๗ ตามชวนนิยาม) ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๖๒.
หน้า 76 ข้อ 0
นี้ เป็นผลในมรรควิถี. ส่วนผลในระหว่างกาล เกิดขึ้นด้วย อำนาจสมาบัติ และเกิดขึ้นแก่ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติก็สงเคราะห์ด้วย ผลญาณนี้เหมือนกัน. ๑๓. อรรถกถาวิมุตติญาณุทเทส ว่าด้วย วิมุตติญาณ คำว่า ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ปญฺา แปลว่า ปัญญาใน การพิจารณาเห็นอุปกิเลสอันอริยมรรคตัดขาดแล้ว ความว่า ปัญญา ในการเห็นภายหลังซึ่งอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ ตัดขาดแล้ว. คำว่า วิมุตฺติาณํ เป็นวิมุตติญาณ ความว่า ญาณในวิมุตติ. คำว่า วิมุตฺติ ได้แก่จิตบริสุทธิหลุดพันจากอุปกิเลสทั้งหลาย, หรือความที่จิตนั้นหลุดพ้นแล้ว, ญาณคือความรู้ในวิมุตตินั้น ชื่อว่า วิมุตติญาณ. ท่านกล่าวอธิบายการพิจารณากิเลสที่ละแล้วด้วยญาณนี้ว่า พระ- อริยบุคคลเมื่อพิจารณาความสืบต่อแห่งจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสแล้วก็ดี ซึ่ง ความหลุดพ้นจากกิเลสก็ดี เว้นกิเลสเสียก็พิจารณาไม่ได้ดังนี้. ก็คำว่า วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ าณํ โหติ แปลว่า เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว
หน้า 77 ข้อ 0
ก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาวิมุตติญาณนี้นั่นแล. ส่วน การพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ แม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็พึงถือเอาว่า เป็นอันกล่าวแล้วด้วยวิมุตติญาณนี้แล. และท่านกล่าวไว้ว่า แม้กล่าวในเอกธรรม ก็เป็นอันกล่าวทั้ง- หมด เพราะสภาวธรรมนั้นมีลักษณะเป็นอันเดียว กัน, นี้เป็นลักษณะ เป็นหาระ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า เป็นอันกล่าวถึงการพิจารณากิเลสที่ ละแล้วซึ่งพระอริยบุคคล ๔ จะพึงได้ เพราะพระอรหันต์ไม่มีการ พิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่. ๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณุทเทส ว่าด้วย ปัจจเวกขณญาณ คำว่า ตทา สมุทาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺา แปลว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น ความ ว่า ปัญญาเป็นเครื่องเห็นเพ่งรู้ในธรรมคือมรรคและผลกับทั้งในธรรม คือสัจจะ ๔ ที่เกิดขึ้นในมรรคขณะและผลขณะ คือมาพร้อมแล้ว ถึง พร้อมแล้ว ประชุมกันในกาลนั้น ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะและ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด.
หน้า 78 ข้อ 0
คำว่า ปจฺจเวกฺขเณ าณํ -ปัจจเวกขณญาณ ความว่า ญาณเป็นเครื่องหมุนกลับมาเห็นรู้แจ่มแจ้ง. ก็ปัจจเวกขณญาณท่าน กล่าวไว้ด้วยญาณทั้ง ๒ นี้. ก็ในที่สุดแห่งโสดาปัตติผลในมรรควิถี จิตของพระโสดาบันก็ ลงภวังค์. ต่อแต่นั้นก็ตัดภวังค์ขาด มโนทวาราวัชชนะก็เกิดขึ้นเพื่อ พิจารณามรรค, ครั้นมโนทวาราวัชชนะนั้นดับลงแล้ว ชวนจิตพิจารณา มรรคก็เกิดขึ้น ๗ ขณะโดยลำดับฉะนี้แล. ครั้นแล้วก็ลงสู่ภวังค์อีก อาวัชชนจิตเป็นต้น ก็เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาธรรมทั้งหลายมีผลเป็นต้น โดยนัยนั้นเอง. เพราะความเกิดแห่งธรรมเหล่าใดมีผลเป็นต้น พระ- โสดาบันนั้น ก็พิจารณามรรค, ผล, กิเลสที่ละแล้ว, กิเลสที่ยังเหลือ, และพระนิพพาน. ก็พระโสดาบันนั้นพิจารณามรรคว่า เรามาแล้วด้วยมรรคนี้ หนอ, ต่อแต่นั้นก็พิจารณาผลว่า อานิสงส์นี้เราได้แล้ว, ต่อ แต่นั้นก็พิจารณากิเลสที่ละแล้วว่า ขึ้นชื่อว่ากิเลสเหล่านี้ เราละ ได้แล้ว, ต่อแต่นั้นก็พิจารณากิเลสที่มรรคเบื้องบนจะพึงประหาณว่า กิเลสเหล่านี้เรายังเหลืออยู่, ในที่สุดก็พิจารณาอมตนิพพานว่า ธรรมนี้เราได้แล้วโดยความเป็นอารมณ์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน มีปัจจเวกขณะ ๕ อย่าง ด้วยประ- การนี้. ปัจจเวกขณะของพระสทาคามีและพระอนาคามี ก็มีเหมือน
หน้า 79 ข้อ 0
พระโสดบัน. แต่ของพระอรหันต์ มีปัจจเวกขณะ ๔ อย่างคือ ไม่มี การพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่. รวมปัจจเวกขณญาณทั้งหมดมี ๑๙ ด้วยประการฉะนี้. นี้เป็นการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์. ถามว่า การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วและที่ยังเหลืออยู่ ยังมี แก่พระเสกขะทั้งหลายหรือไม่ ? ตอบว่า เพราะความที่การพิจารณาการละกิเลสนั้นไม่มี ท้าว มหานามสากยราชจึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธรรมชื่อ อะไรเล่า ที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้เด็ดขาดในภายใน อันเป็นเหตุให้ โลกธรรมยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้เป็นครั้งคราว ดังนี้ เป็นต้น. ในที่นี้ เพื่อจะให้ญาณ ๑๑ มีธรรมฐิติญาณแจ่มแจ้ง พึงทราบ อุปมาดังต่อไปนี้ เปรียบเหมือนบุรุษคิดว่า เราจะจับปลา จึงถือเอาสุ่มไปสุ่ม ลงในน้ำที่คิดว่าควรจะมีปลา แล้วจึงหย่อนมือลงไปทางปากสุ่ม แล้วก็ คว้าเอาคองูเห่าที่อยู่ภายในน้ำด้วยสำคัญว่าเป็นปลาไว้แน่น ดีใจคิดว่า เราได้ปลาใหญ่แล้ว ก็ยกขึ้นจึงเห็นก็รู้ว่า งู เพราะเห็นดอกจัน ๓ แฉก เกิดกลัว เห็นโทษ เบื่อหน่ายในการจับ ใคร่ที่จะพ้นจึงทำอุบาย เพื่อจะหลุดพ้น จึงจับงูให้คลายมือตั้งแต่ปลายหางแล้วชูแขนขึ้นแกว่ง ไปรอบศีรษะ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ทำงูให้ทุรพลแล้วเหวี่ยงไปพร้อมกับพูด
หน้า 80 ข้อ 0
ว่า เฮ้ย ! ไปเจ้างูร้าย แล้วโดดขึ้นไปยืนบนบกโดยเร็วทีเดียว เกิด ร่าเริงใจว่า ท่านผู้เจริญ เราพ้นแล้วจากปากงูใหญ่ แล้วแลดูทาง ที่ตนมา. ในข้ออุปมา - การเปรียบเทียบนั้นมีดังต่อไปนี้ การยึดมั่นซึ่งขันธ์ ๕ อันน่ากลัว ด้วยสามารถแห่งลักษณะมี ความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วยินดีด้วยสำคัญว่าเที่ยงด้วยตัณหา อันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ (คือโลภทิฏฐิคตสัมปยุต) ว่า เรา, ของเรา ของพาลปุถุชนตั้งต้นแต่พระโยคีบุคคลนี้ ดุจการจับงูเห่าไว้มั่นด้วย สำคัญว่าเป็นปลา ของบุรุษนั้นฉะนั้น, การทำลายฆนสัญญาด้วยการกำหนดนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย แล้ว เห็นพระไตรลักษณ์มีอนิจจตาเป็นต้นของขันธ์ ๕ ด้วยญาณ มีการ พิจารณาโดยความเป็นกลาปแล้วกำหนดขันธ์ ๕ นั้นว่า ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา ดุจดังการนำงูออกจากปากสุ่ม แล้วเห็น ดอกจัน ๓ แฉก จึงรู้ว่างู ของบุรุษนั้นฉะนั้น, ภยตูปัฏฐานญาณของพระโยคีบุคคลนี้ เหมือนกับความกลัวของ บุรุษนั้นฉะนั้น, อาทีนวานุปัสสนาญาณ ดุจดังการเห็นโทษในงูฉะนั้น, นิพพิทานุปัสสนาญาณ ดุจดังการระอาในการจับงูฉะนั้น. มุญจิตุกัมยตาญาณ ดุจดังการใคร่ที่จะสลัดงูไปเสียให้พ้นฉะนั้น,
หน้า 81 ข้อ 0
ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ดุจดังการทำอุบายเพื่อจะสลัดงูไปเสีย ให้พ้นฉะนั้น. การพิจารณาอย่างรอบคอบซึ่งสังขารทั้งหลายด้วยสังขารุเปกขา- ญาณ โดยการยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกระทำให้ทุรพลจนไม่สามารถ จะปรากฏโดยอาการว่าเที่ยง, เป็นสุข, และเป็นอัตตาได้อีก ดุจดังการ จับงูขึ้นหมุนไปรอบ ๆ ในเบื้องบนแห่งศีรษะ กระทำให้ทุรพลจนไม่ สามารถจะหวนกลับมากัดได้อีก. โคตรภูญาณ ดุจดังการสลัดงูทิ้งไปฉะนั้น, มรรคญาณผลญาณก้าวขึ้นยืนอยู่บนบก คือพระนิพพานดุจดัง การที่บุรุษนั้นสลัดงูทิ้งไปแล้วขึ้นไปยืนอยู่บนบกฉะนั้น, ปัจจเวกขณญาณในธรรมมีมรรคเป็นต้น ดุจดังการแลดูทางที่ มาแล้วของบุคคลผู้ร่าเริงฉะนั้น. ในบรรดาปัจจเวกขณญาณทั้งหลาย พึงทราบว่า กิเลสปัจจเวก- ขณะ การพิจารณากิเลส เป็นครั้งแรก ต่อแต่นั้นจึงเป็นการพิจารณา มรรคผลและนิพพาน เพราะลำดับแห่งเทศนาอันพระโยคีบุคคลกระทำ แล้วตามลำดับแห่งการเกิดขึ้นแห่งญาณ ๑๔ เหล่านี้มีสุตมยญาณเป็นต้น และตามลำดับแห่งการปฏิบัติ. ความที่แห่งกิเลสปัจจเวกขณะ การพิจารณากิเลสตามสมควร แก่การปฏิบัตินั่นแล เป็นเบื้องต้นย่อมควร เพราะท่านกล่าวการปฏิบัติ
หน้า 82 ข้อ 0
มรรคไว้ เพราะทำการประหาณกิเลสนั่นแหละ ให้เป็นข้อสำคัญว่า พระโยคีบุคคลเจริญโลกุตรฌาน อันเป็นนิยานิกธรรมนำออกจากทุกข์ เป็นอปจยคามีเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน ก็เพื่อประหาณมิจฉาทิฏฐิ, เพื่อบรรเทากามราคะและพยาบาทให้เบาบางลง, เพื่อละกามราคะและ พยาบาทไม่ให้มีส่วนเหลือ เพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาไม่ให้มีส่วนเหลือ, แต่ลำดับแห่งการกล่าว่า๑ ท่านแสดงไว้แล้ว ในอรรถกถา. ก็ลำดับนั้นมี ๕ อย่างคือ ลำดับแห่งการเกิดขึ้น ลำดับแห่งการ ประหาณ, ลำดับแห่งการปฏิบัติ, ลำดับแห่งภูมิ, ลำดับแห่งเทศนา. คำมีอาทิอย่างนี้ว่า ปมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํ อพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโนติ. ในสัปดาห์ที่ ๑ เกิดเป็น กลละ ในสัปดาห์ที่ ๒ จากกลละก็เกิดเป็นอัพพุทะ ในสัปดาห์ที่ ๓ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ ในสัปดาห์ที่ ๔ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ๒ ดังนี้ ๑. คือลำดับแห่งการแสดง ที่ปรากฏในวรรคแรกว่า เทสนกฺกมสฺส กตตฺตา. ๒. สํ. ส. ๑๕/๘๐๓.
หน้า 83 ข้อ 0
ชื่อว่า ลำดับแห่งการเกิด. ปหาตัพพติกมาติกามีอาทิอย่างนี้ว่า ทสฺสเนน๑ ปหาตพฺพา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายอันโสดา ปัตติมรรคพึงประหาณ, ภาวนาย๒ ปหาตพฺพา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายอันมรรค ในเบื้องบน ๓ พึ่งประหาณ ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งการละ. คำมีอาทิอย่างนี้ว่า สีลวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล, จิตฺตวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต (สมาธิ), ทิฏฺิวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ (ปัญญา), กงฺขาวิตรณวสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งกังขาวิตรณะ ( การข้าม พ้นความสงสัย), มคฺคามคฺคาณทสฺสนวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งมัคคามัคค- ญาณทัสนะ (การเห็นด้วยปัญญาว่าใช่ทางและมิใช่ทาง), ปฏิปทาาณทสฺสนวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะ ในปฏิปทา (การเห็นด้วยปัญญาในข้อปฏิบัติ), ๑. ทสฺสเนน หมายเอาโสดาปัตติมรรค. อภิ. สํ. ๓๔/๙๗๐. ๒. ภาวนาย หมายเอาสกทาคามิมรรค, อนาคามิมรรค, และอรหัตมรรค. อภิ. สํ. ๓๔/๙๗๑.
หน้า 84 ข้อ 0
าณทสฺสนวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะ (เห็นแจ่ม- แจ้งด้วยปัญญา), ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งการปฏิบัติ. คำมีอาทิอย่างนี้ว่า สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกามาวจระ, สภาว- ธรรมทั้งหลายที่เป็นรูปาวจระ, สภาธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอรูปาวจระ๑ ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งภูมิ. คำมีอาทิอย่างนี้ว่า สติปัฏฐาน ๔, สัมมัปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, โพชฌงค์ ๗, โพชฌงค์ ๗, อริย- มรรคมีองค์ ๘๒. หรือคำมีอาทิว่า แสดงอนุปุพพิกถา คือ ทานกถา, สีลกถา, สัคคกถา, ประกาศโทษ ความต่ำทราม ความ เศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการ ออกจากกาม๓ ดังนี้ ชื่อว่า ลำดับแห่งการเทศนา. ๑. อภิ.สํ. ๓๔/๑๔. ๒. ม.อุ. ๑๔/๕๔. ๓. วิ.มหา. ๔/๓๑.
หน้า 85 ข้อ 0
แต่ในที่นี้ พึงทราบว่าหมายเอาลำดับ ๓ ประการ คือลำดับแห่ง การเกิดขึ้นแห่งญาณ ๑๔, ลำดับแห่งการปฏิบัติ, และลำดับแห่งเทศนา เพราะแสดงตามลำดับด้วยสามารถแห่งลำดับทั้ง ๒ นั้น. ๑๕. อรรถกถาวัตถุนานัตตญาณุทเทส ว่าด้วย วัตถุนานัตตญาณ นามรูปววัตถานญาณ ท่านยังมิได้กล่าวไว้ ฉะนั้นเพื่อที่จะแสดง ประเภทแห่งนามรูป ๕ อย่างในบัดนี้ ท่านจึงยกเอาญาณ ๕ มีคำว่า อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺา วตฺถุนานตฺเต าณํ ปัญญาในการ กำหนดธรรมภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ ขึ้นแสดง ณ บัดนี้. จริงอยู่ในนามรูปทั้งสิ้นที่ท่านกล่าวแล้ว นามรูปใดอาจที่จะ กำหนดได้, และนามรูปใดควรกำหนด, ก็จักกำหนดนามรูปนั้น. ส่วน นามที่เป็นโลกุตระ ไม่อาจที่จะกำหนดได้ เพราะยังไม่บรรลุ และไม่ ควรกำหนด เพราะนามที่เป็นโลกุตระไม่ใช่อารมณ์ของวิปัสสนา. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อชฺฌตฺตววตฺถาเน-ในการกำหนด ธรรมภายใน ความว่า ชื่อว่า อัชฌัตตะ เพราะอรรถว่า ทำตนให้ เป็นอธิการเป็นไปโดยประสงค์นี้ว่า เราเมื่อเป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็จักถึง การยึดมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน.
หน้า 86 ข้อ 0
ก็ศัพท์ว่า อชฺฌตฺต นี้ ปรากฏในอรรถ ๔ อย่างคือ โคจรัช- ฌัตตะ, นิยกัชฌัตตะ, อัชฌัตตัชฌัตตะ, วิสยัชฌัตตะ. อันอรรถะในโคจรัชฌัตตะนี้ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุนั้นตั้งจิตภายในให้มั่นในสมาธินิมิตข้างต้นนั้นแล๑... และ เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมภายใน เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว๒ ดังนี้ เป็นต้น. อรรถะในนิยกัชฌัตตะ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า มี ความผ่องใสแห่งจิตในภายใน๓, หรือ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในอยู่๔ ดังนี้เป็นต้น. อรรถะในอัชฌัตตัชฌัตตะ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า อายตนะภายใน ๖๕, และ สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นภายใน๖ดังนี้ เป็นต้น. อรรถะในวิสยัชฌัตตะ ย่อมปรากฏในบาลีอาคตสถานว่า ดูก่อน อานนท์ ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้แล้วนี้แล คือตถาคตเข้าสุญญตะ ภายใน เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวงอยู่๗ ดังนี้เป็นต้น. อธิบายว่า วิสัยชฌัตตะนี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่า อิสริยฐานะ. จริงอยู่ ผลสมาบัติ ๑. ม.อุ. ๑๔/๓๕๗. ๒. ขุ.อ. ๒๕/๓๕. ๓. ที.สี. ๙/๑๒๘. ๔. ที. มหา. ๑๐/๒๙๐. ๕. ม.อุ. ๑๔/๘๑๑. ๖. อภิ.สํ ๓๔/๑. ๗. ม.อุ. ๑๔/๓๔๖.
หน้า 87 ข้อ 0
ชื่อว่าเป็นอิสริยฐานะของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ พึงเห็นว่า หมายเอาในอรรถว่า อัชฌัตตัชฌัตตะ. ในการกำหนดอัชฌัตตะเหล่า นั้น ชื่อว่า อชฺฌตฺววตฺถาเน - ในการกำหนดอัชฌัตตะ. คำว่า วตฺถุนานตฺเต ได้แก่ ในความเป็นต่างๆ แห่งวัตถุทั้งหลาย, อธิบายว่า ในวัตถุต่าง ๆ. ในที่นี้ ถึงแม้ภวังคจิตอันเป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณ คือชวนะ ท่านก็เรียกว่า วัตถุ เพราะเป็นฐานที่เกิดขึ้นดุจหมวด ๕ แห่งปสาทะ มีจักขุปสาทะเป็นต้นฉะนั้น. แม้อาวัชชนจิต ก็พึงทำให้เป็นที่อาศัย ของวัตถุนั้นได้เหมือนกัน. ๑๖. อรรถกถาโคจรนานัตตญาณุทเทส ว่าด้วย โคจรนานัตตญาณ คำว่า พหิทฺธา - ภายนอก ความว่า ในอารมณ์แห่งญาณ เหล่านั้นอันมีในภายนอก จากธรรมอันเป็นอัชฌัตตัชฌัตตะ ๖ คำว่า โคจรนานตฺเต - ในความต่าง ๆ แห่งโคจร ได้แก่ ในความต่าง ๆ แห่งวิสยะคืออารมณ์.
หน้า 88 ข้อ 0
๑๗. อรรถกถาจริยานานัตตญาณุทเทส ว่าด้วย จริยานานัตตญาณ คำว่า จริยาววตฺถาเน ในการกำหนดจริยา ความว่า ในการ กำหนดจริยาทั้งหลาย คือวิญญาณจริยา อัญญาณจริยา และญาณจริยา. อาจารย์บางพวกทำรัสสะเสียบ้าง แล้วสวดว่า จริยววตฺถาเน. ๑๘. อรรถกถาภูมินานัตตญาณุทเทส ว่าด้วย ภูมินานัตตญาณ คำว่า จตุธมฺมววตฺถาเน - ในการกำหนดธรรม ๔ ความว่า ในการกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างละ ๔ ด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลาย ๑๔ มีธรรมในกามาวจรภูมิเป็นต้นหมวดละ ๔. ก็คำว่า ภูมิ - ภาคพื้น ย่อมเป็นไปในอรรถว่าปฐวีแผ่นดิน ดุจในประโยคว่า เงินทองทั้งที่มีอยู่ในพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในอากาศ๑ เป็นต้น. เป็นไปในอรรถว่าวิสัย - สถานที่ ดุจในประโยคว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าซ่องเสพภูมิสถานอันไม่สมควร๒ เป็นต้น. เป็นไปในอรรถว่า ๑. สํ.ส. ๑๔/๔๑๓. ๒. ขุ.ชา. ๒๗/๘๖๓.
หน้า 89 ข้อ 0
อุปปัชชนัฏฐาน - ที่เป็นที่เกิด ดุจในประโยคว่า กามาวจรจิต อันเป็น ที่เกิดแห่งสุขเวทนา เป็นต้น. แต่ในที่นี้ย่อมเป็นไปในโกฏฐาสะคือ ส่วน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ย่อมเป็นไปในอรรถว่า ปริจเฉทะ แปลว่ากำหนด ก็มี. ๑๙. อรรถกถาธัมมนานัตตญาณุทเทส ว่าด้วย ธัมมนานัตตญาณ คำว่า นวธมฺมววตฺถาเน - ในการกำหนดธรรม ๙ ความว่า ในการกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างละ ๙ ด้วยสามารถแห่งกามาวจรกุศล- จิต, ด้วยสามารถแห่งจิตมีความปราโมทย์เป็นมูล, และด้วยสามารถ แห่งจิตมีมนสิการเป็นมูล. ก็บรรดาญาณทั้ง ๕ เหล่านี้ อัชฌัตตธรรม เป็นธรรมอันพระ- โยคีบุคคลพึงกำหนดูก่อน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าววัตถุนานัตตญาณ ญาณในความต่าง ๆ แห่งวัตถุไว้เป็นที่ ๑, จากนั้นก็พึงกำหนดอารมณ์ แห่งนานัตตธรรมเหล่านั้น ฉะนั้นในลำดับ ต่อจากนั้นวัตถุนานัตต- ญาณนั้น ท่านจึงกล่าวโคจรนานัตตญาณ คือญาณในความต่างกันแห่ง อารมณ์, ญาณอีก ๓ อื่นจากนั้น ท่านกล่าวโดยอนุโลมการนับด้วย สามารถแห่งธรรม ๓,๔ และ ๙.
หน้า 90 ข้อ 0
๒๐. อรรถกถาญาตัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย ญาตัฏฐญาณ บัดนี้ ปริญญา ๓ คือ การกำหนดรู้นามรูปโดยประเภทนั้นแล เป็นญาตปริญญา, ต่อจากนั้นก็เป็นตีรณปริญญา, ในลำดับต่อไปก็เป็น ปหานปริญญา, และภาวนาการเจริญและสัจฉิกิริยาการทำให้แจ้ง ก็ ย่อมมีเพราะเนื่องด้วยปริญญา ๓ นั้น, เพราะฉะนั้นท่านจึงยกเอาญาณ ทั้ง ๕ มีญาตัฏฐญาณเป็นต้น ขึ้นแสดงต่อจากธัมมนานัตตญาณ. ก็ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา, ตีรณปริญญาและปหานปริญญา. ในปริญญาทั้ง ๓ นั้น ดังนี้ ปัญญาอันเป็นไปในการกำหนดลักษณะโดยเฉพาะ ๆ แห่งสภาว- ธรรมเหล่านั้น ๆ อย่างนี้ว่า รูปมีการแตกดับไปเป็นลักษณะ, เวทนามี การเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ ชื่อว่า ญาตปริญญา. วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ ยกสามัญลักษณะ แห่งสภาวธรรมเหล่านั้น ๆ ขึ้นเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, เวทนา อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาดังนี้ ชื่อว่า ตีรณปริญญา.
หน้า 91 ข้อ 0
ก็วิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ เป็นไปด้วยสามารถแห่ง การละวิปลาสทั้งหลาย มีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น ในธรรมทั้งหลาย เหล่านั้นเสียได้นั่นแล ชื่อว่า ปหานปริญญา. บรรดาปริญญาทั้ง ๓ นั้น ตั้งต้นแต่สังขารปริจเฉทญาณ ญาณ ในการกำหนดสังขารธรรม จนถึงปัจจยปริคคหญาณ ญาณในการ กำหนดสังขารธรรมโดยความเป็นปัจจัย เป็นภูมิของญาตปริญญา. เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอด ลักษณะโดยเฉพาะ ๆ ของสภาวธรรมทั้งหลายได้. ตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณ ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดย กลาป จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่ง การเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม เพราะในระหว่างนี้ ความเป็น อธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้. ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่ง ความดับไปแห่งสังขารธรรมขึ้นไป เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา. เพราะ จำเดิมแต่นั้นไปความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่อนุปัสสนา ๗ อันจะให้สำเร็จ การละวิปลาสมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น ได้อย่างนี้คือ เมื่อพิจารณา เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อมละนิจสัญญาวิปลาสได้, เมื่อ พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ก็ละสุขสัญญาวิปลาสได้, เมื่อพิจารณา เห็นโดยความเป็นอนัตตา ก็ละอัตตสัญญาวิปลาสได้, เมื่อเบื่อหน่าย
หน้า 92 ข้อ 0
ก็ละความเพลิดเพลินได้, เมื่อคลายกำหนัด ก็ละราคะได้, เมื่อให้ดับ ก็ละสมุทัยได้, เมื่อสละคืนก็ละความถือมั่นเสียได้๑ ดังนี้. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อภิญฺาปญฺา ได้แก่ ปัญญาเป็น เครื่องรู้ตามสภาวะมีรุปปนลักษณะ คือ รูปมีอันแตกดับไปเป็นลักษณะ เป็นต้น แห่งสภาวธรรมทั้งหลาย. จริงอยู่ ปัญญานั้นท่านเรียกว่า อภิญญา เพราะอธิบายด้วยอภิศัพท์มีอรรถว่างามดังนี้ คือ การรู้งาม ด้วยสามารถแห่งการรู้สภาวะของธรรมเหล่านั้น ๆ. คำว่า าตฏฺเ าณํ - ญาณในอรรถว่ารู้ ได้แก่ญาณ อัน มีความรู้เป็นสภาวะ. ๒๑. อรรถกถาตีรณัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย ตีรณัฏฐญาณ คำว่า ปริญฺาปญฺา - ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องรู้. จริงอยู่ ปัญญานั้น ท่านเรียกว่า ปริญญา เพราะอธิบายด้วย ปริ ศัพท์ มี อรรถว่า ซึมซาบไปรอบ ดังนี้คือ ความรู้ที่ซึมซาบไปด้วยสามารถแห่ง สามัญลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น หรือด้วยสามารถแห่งการเข้าถึง กิจของตน. ๑. ขุ.ป. ๓๑/๑๑๒.
หน้า 93 ข้อ 0
คำว่า ตีรณฏฺเ าณํ ญาณในอรรถว่าใคร่ครวญ ได้แก่ ญาณ มีการเข้าไปใคร่ครวญเป็นสภาวะ หรือมีการพิจารณาเป็นสภาวะ. ๒๒. อรรถกถาปริจจาคัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย ปริจจาคัฏฐญาณ คำว่า ปหเน ปญฺา - ปัญญาในการละ ความว่า ปัญญา เป็นเครื่องละวิปลาสทั้งหลายมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น, หรือธรรม- ชาติใดย่อมละนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้นได้ ฉะนั้นธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ปชหนาปัญญา, อีกอย่างหนึ่ง พระโยคีบุคคลย่อมละนิจสัญญาวิปลาส ได้ด้วยญาณนั้น ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า ปหานํ าณํ - ญาณเป็น เครื่องละนิจสัญญาวิปลาส, คำว่า ปริจฺจาคฏฺเ าณํ - ญาณในอรรถว่าสละ ได้แก่ ญาณมีการสละนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น เป็นสภาวะ. ๒๓. อรรถกถาเอกรสัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย เอกรสัฏฐญาณ คำว่า ภาวนาปญฺา - ปัญญาเป็นเครื่องอบรม ได้แก่ปัญญา เป็นเครื่องเจริญ.
หน้า 94 ข้อ 0
คำว่า เอกรสฏฺเ าณํ - ญาณในอรรถว่ามีรสเดียว ได้แก่ ญาณมีกิจอันเดียวเป็นสภาวะ, หรือญาณมีรสอันเป็นสภาวะ คือวิมุตติ. ๒๔. อรรถกถาผัสสนัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย ผัสสนัฏฐญาณ คำว่า สจฺฉิกิริยาปญฺา - ปัญญาเป็นเครื่องกระทำพระ- นิพพานให้แจ้ง ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องกระทำพระนิพพานให้ประจักษ์ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด หรือด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ. คำว่า ผสฺสนฏฺเ าณํ ได้แก่ ญาณมีการได้ซึ่งพระนิพพาน เป็นสภาวะ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดและการได้เฉพาะทั้ง ๒ นั้น นั่นแล. ๒๕-๒๘. อรรถกถาอรรถปฏิสัมภิทาธรรมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส ว่าด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ บัดนี้ ญาณในการละ ในการเจริญ และในการกระทำพระ- นิพพานให้แจ้งย่อมประกอบด้วยอริยมรรคอริยผล ฉะนั้น ท่านจึงยกเอา
หน้า 95 ข้อ 0
ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันพระอริยบุคคลนั่นแหละ จะต้องได้ขึ้นแสดงต่อ จากผัสสนญาณนั้น. แม้ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น อรรถะคือผลธรรมอันเกิดแต่ปัจจัย ย่อมปรากฏดุจทุกขสัจจะ และเป็นธรรมอันใคร ๆ จะพึงรู้ได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นท่านจึงยก อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดงก่อน, ต่อแต่ นั้นก็ยก ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดง เพราะอรรถะนั้นเป็นวิสัย แห่งธรรมอันเป็นเหตุ, ต่อแต่นั้นจึงยกเอานิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ เพราะอรรถะและธรรมทั้ง ๒ นั้นเป็นวิสัยแห่งนิรุตติ, และต่อจากนิรุตติ- ปฏิสัมภิทาญาณนั้น ท่านก็ยกเอา ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดง เพราะเป็นไปในญาณแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้น. แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะป- อักษะแล้วสวดก็มี. ๒๙ - ๓๑. อรรถกถาวิหารัฏฐสมาปัตตัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย วิหารัฏฐญาณและสมาปัตตัฏฐญาณ ญาณทั้งหลายอื่นจากนี้ ๓ ญาณมีวิหารัฏฐญาณเป็นต้น ท่านยก ขึ้นแสดงต่อจากปฏิสัมภิทาญาณ เพราะเกิดแก่พระอริยบุคคลเท่านั้น และเพราะเป็นประเภทแห่งปฏิสัมภิทา.
หน้า 96 ข้อ 0
จริงอยู่ วิหารัฏฐญาณ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, สมาปัตตัฏฐญาณ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา. แท้จริง ญาณในสภาวธรรม ท่านกล่าวไว้ใน ปฏิสัมภิทากถา๑ว่า ธรรมปฏิสัมภิทา. ส่วนญาณในนิพพานเป็น อรรถปฏิสัมภิทานั่นแหละ. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า วิหารนานตฺเต - ในความต่างแห่ง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ความว่า ในธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือวิปัสสนา ต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. คำว่า วิหารฏฺเ - ในอรรถว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่ ได้แก่ ในธรรมเป็นเครื่องอยู่คือมีวิปัสสนาเป็นสภาวะ. คำว่า วิหาโร ได้แก่ วิปัสสนาพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั่นเอง๒. คำว่า สมาปตฺตินานตฺเต - ในความต่างแห่งสมาบัติ ความว่า ในผลสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตนิพพานเป็นต้น. คำว่า สมาปตฺติ - สมาบัติ ได้แก่ จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย อันเป็นโลกุตรผล. คำว่า วิหารสมาปตฺตินานตฺเต ในวิหารธรรมและความ ต่างแห่งสมาบัติ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งญาณทั้ง ๒. ๑. ขุ.ปุ. ๓๑/๖๐๓. ๒. สัมปยุตธรรม ได้แก่ มหากุสลญาณสัมปยุตจิต ๔ เจตสิก ๓๕ (เว้นอัปปมัญญา ๒ เพราะในขณะวิปัสสนาเกิดไม่มีสัตวบัญญัติ เป็นอารมณ์, และปัญญาเจตสิกอีก ๑ เพราะปัญญาเป็นตัววิปัสสนา)
หน้า 97 ข้อ 0
๓๒. อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณุทเทส ว่าด้วย อานันตริกสมาธิญาณ ญาณทั้ง ๒๑ นั้นแล อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้ประสงค์จะ กล่าวโดยประการอื่นอีกให้พิเศษด้วยเหตุอันแสดงถึงความที่มรรคญาณ แม้ที่กล่าวแล้วในก่อนว่า ทุภโต วุฏฺานวิวฏฺฏเน ปญฺา - ปัญญา ในการออกและหลีกจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้ง ๒ อันให้สำเร็จวิหารญาณและสมาปัตติญาณต่อจากญาณทั้ง ๒ นั้น เป็น ญาณอันสามารถตัดอาสวะได้เด็ดขาด และเป็นญาณอันให้ผลในลำดับ ที่ยกขึ้นแสดงว่า อานนฺตริกสมาธิมฺหิ าณํ - ญาณในสมาธิอันมี ในลำดับ ต่อจากญาณทั้ง ๒ นั้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา - ความ บริสุทธิแห่งสมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน ความว่า จิตย่อมฟุ้งซ่านไปด้วย ธรรมชาตินั้น ฉะนั้นธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า วิกเขปะ - ความฟุ้งซ่าน, คำนี้เป็นชื่อของอุทธัจจะ, ธรรมชาตินี้มิใช่วิกเขปะ - ความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อวิกเขปะ ไม่ฟุ้งซ่าน, คำนี้เป็นชื่อของสมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจะ. ความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ ชื่อว่า ปริสุทธัตตะ - ความบริสุทธิ์, ความบริสุทธิ์แห่งสมาธิ ชื่อว่า อวิกเขปปริสุทธัตตะ - ความบริสุทธิ์แห่ง ๑. สมาปัตตัฏฐญาณ, วิหารสมาปัตตัฏฐญาณ.
หน้า 98 ข้อ 0
สมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน, ฉะนั้น อวิกเขปปริสุทธัตตา จึงมีอธิบายว่า เพราะความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ของสมาธิ. จริงอยู่คำนี้ เป็นตติยา- วิภัตติบอกเหตุแห่งการตัดอาสวะได้ขาด และแห่งการให้ผลในลำดับ แห่งตน. ในคำว่า อาสวสมุจฺเฉเท - ในการตัดอาสวะได้ขาด มี วินิจฉัยดังต่อไปนี้ ธรรมชาติใดย่อมไหลไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อาสวะ, ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไหลไป คือย่อมเป็นไปทาง ตาบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง. อาสวะทั้งหลาย เมื่อว่าโดยธรรมย่อมไหลไป จนกระทั่งถึงโคตรภู, หรือเมื่อว่าโดยโอกาสคือฐานภูมิอันเป็นที่อยู่ของ สัตว์ ย่อมไหลไปจนกระทั่งถึงภวัคคภพ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อาสวะ, อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายย่อมครอบงำทั้งธรรมนั้นด้วยทั้งโอกาสนั้น ด้วยเป็นไป. จริงอยู่ อาอักษรนี้ มีอรรถว่ากระทำในภายใน. เมรัยที่ชื่อว่า มทิระเป็นต้น ชื่อว่า อาสวะ เพราะเป็นเหมือน ของดอง เพราะอรรถว่าดองอยู่นาน. จริงอยู่ เมรัยที่ชื่อว่า มทิระ เป็นต้น เพราะดองอยู่นาน ในทางโลก ท่านย่อมเรียกว่า อาสวะ. ก็ถ้าว่า ชื่อว่า อาสวะเพราะอรรถว่าดองอยู่นานไซร้ อาสวะเหล่านั้น ก็ย่อมจะมีได้ สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ, ในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่ได้มี
หน้า 99 ข้อ 0
แล้ว แต่ภายหลังจึงมี๑ ดังนี้เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมไปคือย่อมไหลไปสู่สังสารทุกข์ ต่อไป แม้เพราะเหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อาสวะ, อาสวะ ทั้งหลายย่อมขาดสูญไปด้วยมรรคนั้น ฉะนั้น มรรคนั้นจึงชื่อว่า สมุจ- เฉทะ - เป็นเครื่องตัดอาสวะขาด. คำว่า ปญฺา ได้แก่ ปัญญาในการตัดอาสวะ ๔ มีกามาสวะ เป็นต้นได้ขาด. คำว่า อานนฺตริกสมาธิมฺหิ าณํ - ญาณในสมาธิอันให้ผล ในลำดับ ความว่า สมาธิในมรรคได้ชื่อว่า อานันตริกะ เพราะ ให้ผลโดยแน่นอนทีเดียวในลำดับแห่งความเป็นไปของตน. เพราะเมื่อ มรรคสมาธิเกิดขึ้นแล้ว อันตรายอะไร ๆ ที่จะขัดขวางการเกิดขึ้นแห่ง ผลของมรรคสมาธินั้น ย่อมไม่มี. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำมีอาทิ ว่า บุคคลนี้พึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล และเวลาที่กัปไหม้จะพึงมี กัปก็ ไม่พึงไหม้ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล บุคคลนี้เรียกว่า ฐิตกัปปี. บุคคล ๑. องฺ. ทสก. ๒๔/๖๑.
หน้า 100 ข้อ 0
ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมด ชื่อว่า เป็นผู้ มีกัปตั้งอยู่แล้ว๑ ดังนี้. นี้เป็นญาณอันสัมปยุตด้วยอานันตริกสมาธินั้น. ๓๓. อรรถกถาอรณวิหารญาณุทเทส ว่าด้วย อรณวิหารญาณ ญาณทั้ง ๔ มี อรณวิหารญาณเป็นต้น ท่านยกขึ้นแสดงใน ลำดับแห่งญาณนี้ เพราะเกิดแก่พระอริยะทั้งหลายผู้บรรลุอริยผลด้วย มรรคญาณนี้เท่านั้น. ก็ในญาณทั้ง ๔ แม้นั้น ท่านยกอรณวิหารญาณ ขึ้นแสดงก่อน เพราะเกิดติดต่อกันไปแก่พระอรหันต์นั่นแล, และต่อ แต่นั้น ท่านก็ยกนิโรธสมาปัตติญาณขึ้นแสดง เพราะนิโรธสมาบัติ นั้นเป็นธรรมมีสัมภาระมาก แม้ในเมื่อเกิดแก่พระอนาคามีและพระ- อรหันต์ และเพราะนิโรธสมาบัติเป็นธรรมอันท่านสมมุติว่าเป็นนิพพาน โดยพิเศษ ต่อจากนั้น ท่านก็ยกปรินิพพานญาณขึ้นแสดงว่า ทีฆ- กาลิกะ - มีกาลนาน เพราะตั้งอยู่จดกาลเป็นที่ปรินิพพานในระหว่าง กาลปรินิพพาน, ในลำดับต่อจากนั้นท่านก็ยกสมสีสัฏฐฌาณ ขึ้นแสดง ว่า รัสสกาลิกะ - มีกาลสั้น เพราะตั้งอยู่จดกาลเป็นที่ปรินิพพาน ในลำดับแห่งการสิ้นกิเลสทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้สมสีสะ. ๑. อภิ. ปุ. ๓๖/๓๓.
หน้า 101 ข้อ 0
บรรดาคำเหล่านั้น จ อักษรในคำว่า สนฺโต จ พึงแปล ควบเข้ากับบทแม้ทั้ง ๓ ดังนี้คือ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ จ, สนฺโต วิหาราคโม จ, ปณีตาธิมุตฺตตา จ. (พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้) คำว่า ทสฺสนํ - การเห็น ได้แก่ วิปัสสนาญาณ, ความเป็น ใหญ่นั่นแหละ ชื่อว่า อาธิปเตยยะความเป็นแห่งความเป็นใหญ่, อีก อย่างหนึ่ง เพราะบรรลุถึงโดยอธิปติ จึงชื่อว่า อาธิปเตยฺยํ - ความ เป็นแห่งความเป็นใหญ่, ทัสนะคือวิปัสสนาญาณนั้นด้วย เป็น อาธิปเตยยะด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทัสนาธิปเตยยะ - วิปัสสนาญาณ เป็นอธิปติ.๑ ธรรมใดย่อมอยู่ ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า วิหาระ, หรือว่า พระโยคีบุคคลย่อมอยู่ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิหาระ เป็น เครื่องอยู่ของพระโยคีบุคคล, ธรรมใดอันพระโยคีบุคคลย่อมถึงทับ คือ ย่อมบรรลุ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า อธิคมะ - ธรรมอันพระโยคีบุคคล บรรลุ, วิหารธรรมนั่นแหละเป็นองค์คุณที่บรรลุ ฉะนั้น จึงชื่อว่า วิหาราธิคมะ - วิหารธรรมที่บรรลุ. ก็วิหาราธิคมนั้น เป็นนิพพุตะดับสนิทเพราะเว้นจากการเบียด เบียนของกิเลส ฉะนั้น จึงชื่อว่า สันตะ - สงบ. ก็สันตะนั้นคือ อรหัตผลสมาปัตติปัญญา. ๑. วิมังสาธิปติ.
หน้า 102 ข้อ 0
เพราะอรรถว่าสูงสุดและเพราะอรรถว่าไม่ทำให้เร่าร้อน จึงชื่อ ว่า ปณีตะ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปณีตะ - เพราะนำไปสู่ความเป็น ประธาน, การมีใจน้อมไป คือมีจิตส่งไปแล้วในปณีตะมีผลสมาบัตินั้น เป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่า ปณีตาธิมุตตะ - น้อมใจไปในผลสมาบัติ, ความ เป็นแห่งการน้อมใจไปในผลสมาบัตินั้น ชื่อว่า ปณีตาธิมุตตตา - ความ น้อมใจไปในผลสมาบัติอันประณีต. ก็ปณีตาธิมุตตตานั้น เป็นบุรพภาค ปัญญามีอันน้อมใจไปในผลสมาบัติแล. คำว่า อรณวิหาเร - ในวิหารธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก ได้แก่ วิหารธรรมมีกิเลสไปปราศแล้ว. จริงอยู่กิเลสทั้งหลายมีราคะ เป็นต้น ย่อมรุกราน บดขยี้ เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ราคาทิ- กิเลสนั้น จึงชื่อว่า รณา ผู้เบียดเบียน, อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลาย ย่อมร้องไห้คร่ำครวญร่ำไรด้วยราคาที่กิเลสเหล่านั้น ฉะนั้น ราคาทิ- กิเลสเหล่านั้น จึงชื่อว่า รณา - กิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญ, วิหารธรรมแม้ทั้ง ๓ อย่าง ท่านได้กล่าวไว้แล้ว, รณะคือกิเลสเป็นเหตุให้ สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญไม่มีแก่ธรรมนี้ ฉะนั้น ธรรมนี้ จึงชื่อว่า อรณะ, พระอริยบุคคลย่อมนำธรรมอันเป็นข้าศึกออกได้ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า วิหาระ นำธรรมที่เป็นข้าศึกออก. อรณธรรม นั้น ก็ชื่อว่าวิหารธรรม.
หน้า 103 ข้อ 0
ในนิทเทสวาระ๑ ปฐมฌานเป็นต้น ท่านสงเคราะห์ไว้ในปณีตา- ธิมุตตตาเหมือนกัน. ก็เพราะประสงค์จะเข้าผลสมาบัติ จึงเข้าฌานมี ปฐมฌานเป็นต้นออกแล้ว เห็นแจ้งธรรมที่สัมปยุตกับฌาน, ก็อรณ- ปฏิปทาอันใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วในอรณวิภังคสูตร,๒ อรณปฏิปทาแม้นั้น ก็พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์ด้วยข้อนี้แล. จริงอย่างนั้น ในอรณวิภังคสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงธรรม ชื่ออรณวิภังค์แต่เธอทั้งหลายว่า...ไม่พึงประกอบ เนือง ๆ ซึ่งสุขอาศัยกาม อันเลว เป็นของชาว บ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่พึงประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเครื่องประกอบตนให้ลำบาก อันเป็น ทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ความปฏิบัติปานกลาง ไม่เข้าใกล้ที่ สุด ๒ อย่างนี้นั้น อันตถาคตรู้พร้อมด้วยปัญญา ยิ่งแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้มีจักษุ ทำให้มีญาณ เป็นไป เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ ๑. ขุ.ป. ๓๑/๒๑๖. ๒. ม.อุ. ๑๔/๖๕๔.
หน้า 104 ข้อ 0
ตรัสรู้ เพื่อนิพพานพึงรู้จักการยกย่องและการ ตำหนิ ครั้นรู้แล้ว ไม่พึงยกย่อง ไม่ฟังตำหนิ พึงแสดงธรรมเท่านั้น, พึงรู้การตัดสินความสุข ครั้นรู้แล้ว พึงประกอบเนือง ๆ ซึ่งความสุขภายใน, ไม่กล่าววาทะที่ลับหลัง ไม่ฟังกล่าวคำล่วงเกินต่อ หน้า พึงเป็นผู้ไม่รีบด่วนพูด อย่าพูดรีบด่วน ไม่ ฟังปรับปรำภาษาชนบท ไม่พึงล่วงเลยคำพูดสามัญ เสีย นี้เป็นอุทเทสแห่งอรณวิภังค์... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การไม่ตามประกอบความเพียรเนือง ๆ ซึ่ง โสมนัสของผู้มีความสุขโดยสืบต่อกาม อันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระ- อริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ นี้เป็นธรรมไม่มี ทุกข์ ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มี ความเร่าร้อน เป็นสัมมาปฏิปทา. เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การไม่ตามประกอบความเพียรเครื่องประกอบตน ๑. ม.อุ. ๑๔/๖๖๓.
หน้า 105 ข้อ 0
ให้ลำบาก อันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น มัชฌิมาปฏิปทานี้ อันพระตถาคตรู้พร้อมยิ่งแล้ว ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นี้ การ ไม่ยกย่อง การไม่ตำหนิ การแสดงธรรมเท่านั้น, นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ ชื่อว่า อรณธรรม๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น สุขอาศัยเนกขัมมะ สุขเกิดแต่ความสงัด สุขเกิด แต่ความสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้, นี้เป็นธรรม ไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรรณธรรม๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น วาทะหลับหลัง ที่จริง ที่แท้ ประกอบด้วย ๑. ม.อุ. ๑๔/๖๖๔. ๒. ม.อุ. ๑๔/๖๖๔. ๓. ม.อุ. ๑๔/๖๖๖. ๔. ม.อุ. ๑๔/๖๖๗.
หน้า 106 ข้อ 0
ประโยชน์, นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะ ฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น คำกล่าวล่วงเกินต่อหน้า ที่จริง ที่แท้ ประกอบ ด้วยประโยชน์, นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น คำที่ไม่รีบด่วนพูด นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การไม่ปรับปรำภาษาชนบท และการไม่ล่วงเลย สามัญภาษา นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะ ฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวก เธอพึงศึกษาอย่างนี้แลว่า เราทั้งหลายจักรู้ธรรม ๑. ม.อุ. ๑๔/๖๖๘. ๒. ม.อุ. ๑๔/๖๖๙. ๓. ม.อุ. ๑๔/๖๗๐. ๔. ม.อุ. ๑๔/๖๗๒.
หน้า 107 ข้อ 0
ชื่อว่าสรณะ๑ และรู้ธรรมชื่อว่าอรณะ๒ ครั้นรู้แล้ว จักปฏิบัติ อรณปฏิปทา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล กุลบุตรชื่อ สุภูติ เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว ซึ่ง อรณปฏิปทา๓ ดังนี้. ในอรณวิภังคสูตรนั้น มัชฌิมาปฏิปทาท่านสงเคราะห์ด้วย ทัสนาธิปเตยยะ พระนิพพาน และวิหารธิคมะ. การไม่ประกอบกามสุขัลลิกานุโยคและอัตกิลมถามุโยค เป็น มัชฌิมาปฏิปทาแท้เทียว. จริงอยู่ สำหรับพระอรหันต์ บุรพภาคแห่ง วิปัสสนาเป็นมัชฌิมาปฏิปทา และอรหัตผลสมาบัติก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ด้วยสามารถแห่งมรรคมีองค์ ๘. ส่วนปฏิปทาที่เหลือ พึงทราบว่า สงเคราะห์ด้วย ปณีตาธิมุตตตานั่นแล. พระอรหันต์ทั้งปวงเป็นผู้อยู่ด้วยอรณธรรมก็จริง, ถึงอย่างนั้น พระอรหันต์เหล่าอื่นเมื่อจะแสดงธรรม ก็ย่อมแสดงธรรมยกย่องและ ข่มด้วยสามารถแห่งบุคคลว่า กุลบุตรเหล่านี้ ปฏิบัติชอบในสัมมา ปฏิบัติ และ กุลบุตรเหล่านี้ ปฏิบัติผิดในมิจฉาปฏิบัติ, แต่พระสุภูติ- เถระแสดงธรรมด้วยสามารถแห่งธรรมเท่านั้นว่า นี้ เป็นมิจฉาปฏิบัติ, นี้เป็นสัมมาปฏิบัติ. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรง ๑. สรณะ ธรรมมีกิเลสเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้ ๒. อรณะ ธรรมไม่มีกิเลสเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้. ๓. ม.อุ. ๑๔/๖๗๒.
หน้า 108 ข้อ 0
สรรเสริญว่า พระสุภูติเถระเป็นผู้ปฏิบัติอรณปฏิปทานั้นนั่นแล, ทรง ตั้งไว้ในฐานะอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อรณวิหารีว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระสุภูติ เลิศกว่าภิกษุสาวกของเราผู้มีปกติอยู่ด้วย อรณธรรม ฉะนี้แล. ๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณุทเทส ว่าด้วย นิโรธสมาปัตติญาณ คำว่า ทฺวีหิ พเลหิ - ด้วยพละ ๒ ความว่า ด้วยสมถพละ และวิปัสสนาพละ. คำว่า สมนฺนาคตตฺตา - เพราะประกอบแล้ว ความว่า เพราะ ประกอบแล้ว หรือเพราะบริบูรณ์แล้ว. คำว่า ตโย จ - สังขาร ๓ เป็นวิภัตติวิปลาส ท่านกล่าวแก้ ไว้ว่า ติณฺณญฺจ แปลว่า ๓. คำว่า สงฺขารานํ - สังขารทั้งหลาย ได้แก่ วจีสังขารกายสังขาร และจิตสังขาร. คำว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา - เพื่อระงับ ความว่า เพื่อความสงบ คือ เพื่อดับ, อธิบายว่า เพื่อไม่เป็นไป.
หน้า 109 ข้อ 0
คำว่า โสฬสหิ - ญาณจริยา ๑๖ ได้แก่ อนุปัสนา ๘ มี อนิจจานุปัสนาเป็นต้น, โลกุตระ ๘ คือ มรรค ๔ ผล ๔ จึงรวม เป็น ๑๖. คำว่า าณจริยาหิ - ญาณจริยาทั้งหลาย ได้แก่ ความเป็น ไปแห่งญาณ. คำว่า นวหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ ได้แก่ รูปาวจรสมาธิ ๔ อรูปาวจรสมาธิ ๔ กับทั้งอุปจาระอีก ๑ จึงรวมเป็น ๙. คำว่า วสิภาวตา ปญฺา - ปัญญาในความเป็นผู้มีความ ชำนาญ ความว่า อิสริยะความเป็นใหญ่เป็นไปตามสบายโดยพลัน ชื่อว่า วสะ - อำนาจ, วสะคืออำนาจนั้นมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้น ผู้นั้นชื่อว่า วสี - ผู้มีอำนาจ, ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีวสี ชื่อว่า วสีภาวะ, วสีภาวะนั่นแหละ ชื่อว่า วสิภาวตา ดุจ ปาฏิกุลฺยเมว ความเป็น ของปฏิกูลนั่นแหละ ชื่อว่า ปาฏิกุลฺยตา ฉะนั้น. ปัญญามีตัวอย่างดังนี้ มีอธิบายว่า ปัญญาในวสิภาวตา คือปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะ สิ อักษรแล้วสวด. จ ศัพท์ ต้องสัมพันธ์ควบกับ สมนฺนาคตตฺตา จ - เพราะ ประกอบแล้วด้วย, ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา จ - เพื่อระงับสังขารทั้ง ๓ ด้วย, าณจริยาหิ จ - ด้วยจริยาทั้งหลายด้วย, สมาธิจริยาหิ จ - ด้วยสมาธิ จริยาด้วย.
หน้า 110 ข้อ 0
คำว่า นิโรธสมาปตฺติยา าณํ - ญาณในนิโรธสมาบัติ ความว่า ญาณอันเป็นนิมิตแห่งนิโรธสมาบัติ อุปมาเหมือนเสือเหลือง จะลูกฆ่าก็เพราะลายเสือ. คำว่า นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธสมาบัติ ความว่า สักว่าไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ, จะว่าเป็นธรรมใดธรรมหนึ่งมิใช่, เป็น เพียงบัญญัติ. และชื่อว่า นิโรธ เพราะเหตุสักว่าไม่มี, อนึ่ง อัน พระอริยบุคคลผู้เข้าอยู่ ชื่อว่า ย่อมเข้า ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า สมาบัติ. ๓๕. อรรถกถาปรินิพพานญาณุทเทส ว่าด้วย ปรินิพพานญาณ คำว่า สมฺปชานสฺส - ผู้มีสัมปชัญญะ ความว่า พระโยคี บุคคลใด ย่อมรู้โดยประการทั้งหลายด้วยดี ฉะนั้น พระโยคีบุคคลนั้น ชื่อว่า สัมปชาโน ผู้รู้ด้วยดี, แห่งพระโยคีบุคคลนั้นผู้รู้ด้วยดี. คำว่า ปวตฺตปริยาทาเน - ในการครอบงำปวัตตขันธ์ ความว่า ความเป็นไปแห่งขันธ์ ชื่อว่า ปวัตตะ, อธิบายว่า การเกิดขึ้น. ความ เป็นไปแห่งกิเลสด้วย ความเป็นไปแห่งขันธ์ด้วย. การครอบงำ ความ สิ้นไป ความไม่เป็นไปแห่งปวัตตขันธ์นั้น ชื่อว่า ปวตฺตปริยาทานํ - การครอบงำปวัตตขันธ์. ในการครอบงำปวัตตขันธ์นั้น.
หน้า 111 ข้อ 0
คำว่า ปรินิพฺพาเน าณํ - ญาณในปรินิพพาน ความว่า ญาณอันเป็นไปแล้ว ในกิเลสปรินิพพานและขันธปรินิพพานนั้น ของ พระอรหันต์ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งความดับไป คือความไม่เป็นไปแห่งกิเลส ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น และอนุปาทิเสสปรินิพพานดับกิเลสและ ขันธ์โดยไม่เหลือ. ๓๖. อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย สมสีสัฏฐญาณ คำว่า สพฺพธมฺมานํ - แห่งธรรมทั้งปวง ความว่า แห่งธรรม อันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง. คำว่า สมฺมาสมุจฺเฉเท - ในการตัดขาดโดยชอบ ความว่า ในความดับด้วยดี ด้วยการตัดขาดสันตติด้วย. คำว่า นิโรเธ จ อนุปฏฺานตา - ในความดับด้วยในความ ไม่ปรากฏด้วย ความว่า ดำเนินไปในนิโรธ ในความไม่ปรากฏอีก, อธิบายว่า ไม่เกิดขึ้นอีก. จ อักษรต้องสัมพันธ์ควบกับ สมฺมาสมุจฺเฉเท จ - ในการ ตัดขาดด้วยด้วย, นิโรเธ จ - ในความดับด้วย, อนุปฏฺนาตา จ - ในความไม่ปรากฏด้วย.
หน้า 112 ข้อ 0
คำว่า สมสีสฏฺเ าณํ - ญาณในอรรถแห่งธรรมอันสงบ และเป็นประธาน ความว่า ธรรม ๓๗ ประการมีเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อ สมะ - ธรรมอันสงบ, ธรรม ๑๓ ประการมีตัณหาเป็นต้น ชื่อ สีสะ - ธรรมอันเป็นประธาน. ชื่อว่า สมะ เพราะปัจนิกธรรมทั้งหลาย สงบ, ชื่อว่า สีสะ เพราะเป็นประธานตามสมควรแก่การประกอบ และเพราะเป็นยอด. ธรรมอันสงบมีเนกขัมมะเป็นต้น และธรรมอันเป็นประธาน มีสัทธาเป็นต้น ในอิริยาบถหนึ่งก็ดี ในโรคหนึ่งก็ดี ในชีวิตินทรีย์ หนึ่งด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาคก็ดี มีอยู่แก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้น จึงชื่อว่า สมสีสี ผู้มีธรรมอันสงบและธรรมอันเป็นประธาน, อรรถะ คือเนื้อความแห่งสมสีสี ชื่อว่า สมสีสัฏฐะ ในอรรถะแห่งสมสีสะนั้น, อธิบายว่า ในความเป็นสมสีสี. ความเป็นแห่งสมสีสีย่อมมีแก่พระอรหันต์เท่านั้นผู้ปรารภวิปัส- สนาในอิริยาบถหนึ่ง หรือในโรคหนึ่ง หรือในชีวิต ด้วยการสืบต่อ กันโดยเสมอภาค แล้วบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ ในอิริยาบถนั้นนั่นเอง หรือในโรค ในชีวิต ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาค ปรินิพพานอยู่ ในขณะนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ญาณในความเป็นแห่ง สมสีสีดังนี้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปุคคลบัญญัติปกรณ์และอรรถ- กถาแห่งปกรณ์ว่า
หน้า 113 ข้อ 0
ก็บุคคลชื่อว่าสมสีสี เป็นไฉน ? การสิ้น ไปแห่งอาสวะและการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคล ใด มีไม่ก่อนไม่หลังกัน บุคคลนี้เรียกว่า สมสีสี๑. ฟังทราบวินิจฉัยในสมสีสีนิทเทสดังต่อไป นี้ คำว่า อปุพฺพํ อจริมํ - ไม่ก่อน ไม่หลัง ความว่า ไม่ใช้ในภายหน้า ไม่ใช่ในภายหลัง คือ ในคราว เดียวกันด้วยสามารถแห่งปัจจุบันสันตติ, อธิบาย ว่า ในคราวเดียวกันนั่นเอง. คำว่า ปริยาทานํ - การประหาณ ได้แก่ การสิ้นไปรอบ. คำว่า อยํ - บุคคลนี้ ความว่า บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่าสมสีสี. ก็สมสีสี บุคคลนี้นั้นมีอยู่ ๓ จำพวก คืออิริยาปถสมสีสี ๑, โรคสมสีสี ๑, ชีวิตสมสีสี ๑. บรรดาสมสีสีบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนั้น บุคคลใด กำลังจงกรมอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังจงกรมอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใด กำลังยืนอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังยืนอยู่ ๑. อภิ.ปุ. ๓๖/๓๒.
หน้า 114 ข้อ 0
นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใด กำลังนั่งอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุ พระอรหัต ยังนั่งอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน บุคคลนี้ชื่อว่า อิริยาปถ- สมสีสี. ส่วนบุคคลใด เกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาในภายใน โรคนั่นเองแล้วบรรลุพระอรหัต แล้วปรินิพพานไปด้วยโรคนั้นนั่น แหละ, บุคคลนี้ชื่อว่า โรคสมสีสี. บุคคล ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน ? ศีรษะมี ๑๓๑. บรรดา ศีรษะเหล่านั้น อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชาอันเป็นกิเลสสีสะ, จุติ จิตย่อมครอบงำชีวิตินทรีย์อันเป็นปวัตตสีสะ, จิตที่ครอบงำอวิชชา ครอบงำชีวิตินทรีย์ไม่ได้. จิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็ครอบงำอวิชชา ไม่ได้. จิตที่ครอบงำอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง, และจิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ก็ทั้ง ๒ ศีรษะนี้ ของบุคคลใดย่อมถึงซึ่งการ ครอบงำพร้อมกัน. บุคคลนั้นชื่อว่า ชีวิตสมสีสี. ศีรษะทั้ง ๒ นี้ จะมีพร้อมกันได้อย่างไร ? มีได้เพราะพร้อมกัน โดยวาระ. อธิบายว่า การออกจากมรรคมีในวาระใด พระอริยบุคคล ตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ คือ ๑. ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิ, อุทธัจจะ, อวิชชา, สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา, ชีวิตินทรีย์, วิโมกข์, นิโรธะ.
หน้า 115 ข้อ 0
ในโสดาปัตติมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕, ในสกทาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕, ในอนาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕, ในอรหัตมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๔, แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน. การครอบงำศีรษะทั้ง ๒ ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้ เพราะ พร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง เพราะเหตุนั้น บุคคลนี้ ท่านจึงเรียกว่า ชีวิตสมสีสี. ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ เอาแล้วในที่นี้. ๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส ว่าด้วย สัลเลขัฏฐญาณ สุตมยญาณ, สีลมยญาณ, และภาวนามยญาณ ที่เป็นบาทแห่ง วัฏสงสาร ย่อมไม่ชื่อว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา, ญาณ เหล่านี้ก็ดี ญาณเหล่าอื่นก็ดี เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ ท่าน เรียกว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา ฉะนั้น เพื่อที่จะแสดง ญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม พระธรรม
หน้า 116 ข้อ 0
เสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาสัลเลขัฏฐญาณขึ้นแสดงต่อจาก สมสีสัฏฐญาณ ณ บัดนี้. ในสัลเลขัฎฐญาณนั้น คำว่า ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ปญฺา - ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา มีสภาพต่าง ๆ และเดช ความว่า ปัญญาในความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหนาทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น และนานัตตกิเลสอันเป็นสภาวะต่าง ๆ มีกามฉันทะเป็นต้น กับทั้งกิเลสมีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นอันได้ชื่อว่า เดช เพราะอรรถว่า เร่าร้อนเพราะอรรถว่าไม่เจือด้วยโลกุตระ, มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่าปัญญา ในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้น. หรือ อธิบายว่า ปัญญาอันหนา, ปัญญาอันมีสภาพ (ประเภท) ต่าง ๆ, และปัญญาอันเป็นเดช เป็นปัญญาในการสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา อันมีสภาพต่าง ๆ และเดช ๕ มีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้น เหล่านั้นดังนี้. จะแสดงการสงเคราะห์ปุถุธรรม๑ และนานัตตธรรม๑ด้วยเดชทั้งหลาย ในนิทเทสวาระ. คำว่า สลฺเลขฏฺเ าณํ - ญาณในอรรถว่าขัดเกลา มี วิเคราะห์ว่า ธรรมใด ย่อมขัดเกลา ย่อมตัดขาดปัจนิกธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า สัลเลขะ - ขัดเกลา, ญาณในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะนั้นมีการขัดเกลาเป็นสภาวะ. ๑. ปุถุธรรม และนานัตตธรรมมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล
หน้า 117 ข้อ 0
ถึงแม้สัลเลขธรรม ๔๔ ประเภทอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ในสัลเลขสุตตันตะโดยนัยเป็นต้นว่า ชนทั้งหลายเหล่าอื่นจักเป็นผู้ เบียดเบียน, ในข้อนี้ เราจักไม่เป็นผู้เบียดเบียนดังนี้ ก็พึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยสัลเลขญาณนี้เหมือนกัน. ๓๘. อรรถกถาวีริยารัมภญาณุทเทส ว่าด้วย วีริยารัมภญาณ บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิริยะคือสัมมัปธานอันพระโยคีบุคคลผู้ตั้ง อยู่ในสัลเลขญาณพึงกระทำ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกวีริยา- รัมภญาณขึ้นแสดงต่อจากสัลเลขญาณนั้น. ในวีริยารัมภญาณนั้น คำว่า อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเ- ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และตนอันส่งไปแล้ว ความ ว่า ชื่อว่า อสัลลีนัตตะ - มีจิตไม่หดหู่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า จิตไม่ หดหู่ ไม่ย่อท้อด้วยสามารถแห่งความเกียจคร้าน ของบุคคลนั้นมีอยู่ ดังนี้. คำว่า อตฺตา ได้แก่จิต. ดุจคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็น อาทิไว้ว่า
หน้า 118 ข้อ 0
ก็พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป, พวกช่างศร ย่อมดัดศรให้ตรง, ช่างถากก็ถากไม้, บัณฑิต ทั้งหลายก็ย่อมฝึกตน๑ ดังนี้. ชื่อว่า ปหิตัตตะ - มีตนส่งไปแล้ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า อัตภาพอันตั้งไว้แน่วแน่ส่งไปปล่อยไป โดยไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต ด้วยธรรมนั้นดังนี้. คำว่า อตฺตา ได้แก่ อัตภาพ. ดุจคำที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสเป็นอาทิไว้ว่า อนึ่ง ภิกษุณีใด พร่ำตีตนแล้วร้องไห้ (เป็น ปาจิตตีย์๒). อสัลลีนัตตะนั้นด้วย ปหิตัตตะนั้นด้วย ชื่อ อสัลลีนัตตปหิ- ตัตตะ - มีจิตไม่หดหู่และมีตนส่งไปแล้ว. ธรรมใดย่อมประคองคือย่อม อุปถัมภ์สหชาตธรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปัคคหะ - ธรรมอันประคองสห ชาตธรรม, ปัคคหะ ธรรมอันประคองสหชาตธรรมนั่นแหละเป็นอรรถ ชื่อว่า ปัคคหัฏฐะ, อธิบายว่า มีการประกอบเป็นสภาวะ. การประคองซึ่งจิตไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้ว ชื่อว่า อสัลลี- นัตตปหิตัตตปัคคหัฏฐะ. ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และ มีตนอันส่งไปแล้วนั้น. ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๑๖. ๒. วิ. ภิกฺขุนี. ๓/๒๑๗.
หน้า 119 ข้อ 0
การไม่ย่อท้อ การไม่หมุนกลับในปธานความเพียร อันพระ- ธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวแล้วด้วย คำว่า อสัลลีนัตตะ ปหิตัตตะ เพราะเป็นคำอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลาย พึงศึกษา อย่างนี้ว่า จักเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อ และเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด, ยังไม่บรรลุ ผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วย ความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ แล้วไซร้ ก็จักไม่หยุดความเพียรเลยดังนี้เป็นต้น๑. ก็วิริยะ - ความเพียรอันเป็นไปแล้วด้วยดี พ้นแล้วจากโกสัชชะ - ความเกียจคร้าน และอุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน พระธรรมเสนาบดี สารีบุตรกล่าวแล้วด้วยคำว่าปัคคหัฏฐะ. คำว่า วีริยารมฺเภ าณํ - ญาณในการปรารภความเพียร ความว่า ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่า วีริยะ, หรือ วีรกรรม ของผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย ชื่อว่า วีริยะ, หรือ ชื่อว่า วีริยะ เพราะเป็น ๑. องฺ. ทุก. ๒๐/๒๕๑.
หน้า 120 ข้อ 0
กิจอันบุคคลพึงให้ดำเนินไปพึงให้เป็นไปได้ด้วยวิธี, ด้วยนัย, ด้วยอุบาย. วีริยะนี้นั้น มีความอุตสาหะเป็นลักษณะ, มีการอุปถัมภ์ สห- ชาตธรรมเป็นกิจ, มีการไม่ย่อท้อเป็นอาการปรากฏเฉพาะหน้า, มีความ สังเวชเป็นเหตุใกล้ โดยพระบาลีว่า เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียร ไว้โดยแยบคาย ดังนี้เป็นต้น, หรือมีเหตุเป็นเครื่องเริ่มความเพียรเป็น เหตุใกล้. การปรารภความเพียรโดยชอบ พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งสมบัติ ทั้งปวง. ความริเริ่มกล่าวคือวิริยะ ชื่อว่า วีริยารัมภะ - เริ่มความเพียร. ท่านห้ามความริเริ่มที่เหลือด้วยวีริยารัมภศัพท์นี้. จริงอยู่ อารัมภ ศัพท์ นี้มาแล้วในอรรถเป็นอเนกมีอรรถว่า กรรม, อาบัติ, กิริยา, วีริยะ, หิงสา, วิโกปนะ. ก็คำว่า อารมฺโภ แปลว่า กรรม มาในคาถานี้ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทุกข์ทั้งหมด ย่อมเกิดเพราะ กรรม เป็นปัจจัย, ความเกิดขึ้นแห่ง ทุกข์ย่อมไม่มีเพราะการดับแห่ง กรรม ทั้งหลาย๑. ๑. ขุ.สุ. ๒๕/๔๐๐.
หน้า 121 ข้อ 0
คำว่า อารมฺโภ แปลว่า อาบัติ มาในคำนี้ว่า ปรารภจะล่วง อาบัติ ด้วย ย่อมเดือดร้อนด้วย๑. อารมฺโภ แปลว่า กิริยา เป็นเครื่องยกเสาสำหรับผูกสัตว์บูชายัญ มาในคำนี้ว่า มหายัญทั้งหลาย ที่มีการจะต้อง ริเริ่ม มาก, มหายัญ เหล่านั้น หามีผลมากไม่๒. อารมฺโภ แปลว่า วีริยะ มาในคำนี้ว่า ท่านทั้งหลายจง ริเริ่ม, จงก้าวไป, จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา๓. อารมฺโภ แปลว่า หิงสา - ฆ่า, เบียดเบียน มาในคำนี้ว่า ชนทั้งหลาย ย่อมฆ่า สัตว์เจาะจงเฉพาะพระสมณโคดม๔. อารมฺโภ แปลว่า วิโกปนะ - การพรากมีการตัดการหัก เป็นต้น มาในคำนี้ว่า เป็นผู้เว้นขาด จากการพราก พืชคามและภูตคาม๕. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา วีริยะ เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวไว้ว่า ความริเริ่ม กล่าวคือวีริยะ - ความเพียร ชื่อว่า วีริยา- รัมภาปรารภความเพียร วีริยะนี้แลท่านเรียกว่า อารัมภะ ด้วย ๑. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๔๒. ๒. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๓๙. ๓. สํ. ส. ๑๕/๖๑๗. ๔. ม. ม. ๑๓/๕๖. ๕. ม. มู. ๑๒/๓๓๓.
หน้า 122 ข้อ 0
สามารถแห่งความพยายาม. ญาณในวีริยารัมภะนั้น. อาจารย์บางพวก กล่าวว่า อสลฺลีนตฺตา ปหิตตฺตา ดังนี้บ้าง, ความว่า เพราะไม่หดหู่, เพราะไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต. ปาฐะแรกนั่นแล ถูก. แต่อาจารย์ บางพวก พรรณนาไว้ว่า ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์ คือ สติ, ธรรมวิจยะ, วีริยะ, ปีติ ชื่อว่า อสัลลีนัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่ง โพชฌงค์ คือ สติ, สมาธิ, ปัสสัทธิ, อุเบกขา ชื่อว่า ปหิตัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ ชื่อว่า ปัคคหัฏฐะ ดังนี้. ๓๙. อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณุทเทส ว่าด้วย อัตถสันทัสนญาณ บัดนี้ เพื่อแสดงว่า ธรรมเทศนาอันท่านผู้บรรลุมรรคผล อัน สำเร็จด้วยสัมมาวายามะ พึงกระทำเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกดังนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร จึงยกอัตถสันทัสนญาณขึ้นแสดงต่อจาก วีริยารัมภญาณนั้น. ในอัตถสันทัสนญาณนั้น คำว่า นานาธมฺมปฺปกาสนตา - การประกาศธรรมต่าง ๆ ความว่า การแสดง การเทศนา โดยการ ประกาศธรรมต่าง ๆ คือ สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง. ก็การ ประกาศนั่นแหละ ชื่อว่า ปกาสนตา.
หน้า 123 ข้อ 0
คำว่า อตฺถสนฺทสฺสเน - ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถ- ธรรม ความว่า ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถธรรมต่าง ๆ แก่ชน ทั้งหลายเหล่าอื่น. ธรรมทั้งหลายและอรรถทั้งหลาย ชื่อว่า อรรถธรรม ทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง. ๔๐. อรรถกถา ทัสนวิสุทธิญาณุทเทส ว่าด้วย ทัสนวิสุทธิญาณ บัดนี้ เพื่อจะแสดงทัสนวิสุทธิอันเป็นเหตุแห่งการแสดงตาม สภาวธรรม ของพระอริยบุคคลนั้นผู้กำลังแสดงให้เห็นชัดอยู่แก่ชน ทั้งหลายเหล่าอื่นด้วยธรรมิกถา พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอา ทัสนวิสุทธิญาณขึ้นแสดงต่อจากอัตถสันทัสนญาณนั้น. ในทัสนวิสุทธิญาณนั้น คำว่า สพฺพธมฺมานํ เอกสงฺคหตา นานตฺเตกตฺตปฏิเวเธ - ในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวด เดียวกันในการแทงตลอด ธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน ความว่า การแทงตลอดสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงสงเคราะห์ โดยความเป็นอันเดียวกัน, และความต่างกันแห่งนีวรณธรรมมีกาม- ฉันทะเป็นต้น, กับทั้งความเป็นอันเดียวกันทั้งธรรมทั้งหลายมีเนก- ขัมมะเป็นต้น, อธิบายว่า อภิสมัย คือ ตรัสรู้.
หน้า 124 ข้อ 0
ก็ปฏิเวธนั้น ได้แก่ มรรคปัญญา ๑ ผลปัญญา ๑. มรรคปัญญา เป็นปฏิเวธเพราะกำลังแทงตลอดด้วยการตรัสรู้สัจจะในขณะตรัสรู้สัจจะ, ผลปัญญา เป็นปฏิเวธ เพราะแทงตลอดแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยใน คำว่า เอกสงฺคหตา ดังต่อไปนี้ :- สังคหะ- การสงเคราะห์ มี ๔ อย่างคือ ชาติสังคหะ - สงเคราะห์ โดยชาติ, สัญชาติสังคหะ - สงเคราะห์โดยสัญชาติ, กิริยาสังคหะ- สงเคราะห์โดยการกระทำ, คณนสังคหะ - สงเคราะห์โดยการนับ. บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น สังคหะนี้ว่า กษัตริย์ทั้งปวงจงมา, พราหมณ์ทั้งปวงจงมา, แพศย์ทั้งปวงจงมา, ศูทรทั้งปวงจงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, และสัมมาอาชีวะ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ในสีลขันธ์๑ ดังนี้ ชื่อว่า ชาติสังคหะ. เพราะว่าในที่นี้ กษัตริย์เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์ เป็นอันเดียวกันโดยชาติ ดุจในฐานะแห่งคำที่กล่าวว่า คนชาติเดียวกัน จงมา ดังนี้. สังคหะนี้ว่า ชนชาวโกศลทั้งปวงจงมา, ชนชาวมคธทั้งปวง จงมา, ชนชาวภารุกัจฉกะจงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมา- วายามะ, สัมมาสติ, และสัมมาสมาธิ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ ลงในสมาธิขันธ์๑ ดังนี้ ชื่อว่า สัญชาติสังคหะ. เพราะว่าในที่นี้ ๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๘.
หน้า 125 ข้อ 0
ชนชาวโกศลเป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอัน เดียวกันโดยที่เป็นที่เกิด โดยที่เป็นที่อยู่อาศัย ดุจในฐานะแห่งคำที่ กล่าวว่า คนสัมพันธ์กันโดยชาติ ในที่เดียวกันจงมา ดังนี้. สังคหะนี้ว่า นายควาญช้างทั้งปวงจงมา, นายสารถีฝึกม้าทั้งปวง จงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาทิฏฐิ, และสัมมาสังกัปปะ, ธรรมเหล่านี้ท่านสงเคราะห์ลงในปัญญา๑ ดังนี้ ชื่อว่า กิริยาสังคหะ. เพราะว่านายควาญช้างเป็นต้นเหล่านั้นทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอัน เดียวกันด้วยการกระทำคือกิริยาของตน. สังคหะนี้ว่า จักขายตนะ ย่อมถึงการนับโดยขันธ์เป็นไฉน ? จักขายตนะย่อมถึงการนับได้ด้วยรูปขันธ์. หากว่า จักขายตนะย่อมถึง การนับได้ด้วยรูปขันธ์, ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จักขายตนะ ท่านนับสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์๒ ดังนี้ ชื่อว่า คณนสังคหะ. ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาคณนสังคหะนี้. การกำหนดนับสงเคราะห์ธรรมเป็นแผนก ๆ โดยความเป็นอัน เดียวกัน ในอาการ ๑๒ มีตถัฏฐะ - สภาพตามความเป็นจริงเป็นต้น มี แก่สังคหะเหล่านั้น ฉะนั้น สังคหะเหล่านั้น จึงชื่อว่า เอกสังคหา, ความเป็นแห่งเอกสังคหะ ชื่อว่า เอกสังคหตา - การสงเคราะห์ธรรม ต่าง ๆ โดยความเป็นอันเดียวกัน. ๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๘. ๒. อภิ. ก. ๓๗/๑๑๒๘.
หน้า 126 ข้อ 0
คำว่า ทสฺสนวิสุทฺธิาณํ - ญาณในความบริสุทธิ์แห่ง มรรคญาณและผลญาณ ความว่า มรรคญาณและผลญาณ ชื่อว่า ทัสนะ, ทัสนะนั่นแหละบริสุทธิ์ ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิ, ญาณคือทัสน- วิสุทธิ ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิญาณ. มรรคญาณย่อมบริสุทธิ์ ฉะนั้นจึง ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิ, ผลญาณก็ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์แล้ว. ๔๑. อรรถกถา ขันติญาณุทเทส ว่าด้วย ขันติญาณ บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิปัสสนาญาณ ๒ ประการอันให้สำเร็จทัสน- วิสุทธิ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกขันติญาณและปริโยคาหณญาณ ขึ้นแสดงต่อจากทัสนวิสุทธิญาณนั้น. ในขันติญาณนั้น คำว่า วิทิตตฺตา ปญฺา - ปัญญาในความ ที่ธรรมปรากฏ ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้ว เพราะรู้แจ้งซึ่งธรรม มีรูปขันธ์เป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. คำว่า ขนฺติ าณํ - ขันติญาณ ความว่า ธรรมชาติใด ย่อมรู้ธรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยงนั่งเอง ฉะนั้น จึงชื่อว่า ขันติ, ญาณคือขันติ ชื่อว่า ขันติญาณ. ด้วยขันติญาณนี้ ย่อมห้ามอธิวาสน-
หน้า 127 ข้อ 0
ขันติ. ขันติญาณนี้เป็นตรุณวิปัสสนาญาณอันเป็นไปแล้วด้วยสามารถ แห่งสัมมสนญาณ มีการพิจารณาสังขารธรรมโดยความเป็นกลาป๑เป็นต้น. ๔๒. อรรถกถาปริโยคาหณญาณุทเทส ว่าด้วย ปริโยคาหณญาณ คำว่า ผุฏฺตฺตา ปญฺา - ปัญญาอันถูกต้องซึ่งธรรม ความ ว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วเพราะความที่แห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็น ต้น เป็นธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วด้วยสามารถแห่งการพิจารณา โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. คำว่า ปริโยคาหเณ าณํ - ญาณในการหยั่งลง ความว่า ญาณใด ย่อมหยั่งลง ย่อมเข้าไปสู่ธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า ปริโยคาหณญาณ. อาจารย์บางพวก ทำ รัสสะ คา อักษรเสียบ้างแล้วสวด. ปริโยคาหณญาณนี้เป็นติกขวิปัสสนา- ญาณเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งภังคานุปัสนา. แต่อาจารย์บางพวก กล่าวว่า วิปัสสนาญาณนั่นแหละ เป็นขันติญาณสำหรับผู้มีสัทธาเป็น พาหะ, เป็นปริโยคาหณญาณสำหรับผู้มีปัญญาเป็นพาหะ. เมื่อเป็น ๑. คือยังทำลายฆนสัญญาไม่ได้.
หน้า 128 ข้อ 0
เช่นนี้ ญาณทั้ง ๒ นี้ ย่อมไม่เกิดพร้อมกันแก่คนๆ หนึ่ง, ญาณที่ สาธารณะแก่พระสาวก ๖๗ ย่อมไม่เกิดขึ้นพร้อมกันแก่พระสาวกรูปหนึ่ง ในการเกิดขึ้นพร้อมกันแห่งญาณนั้น, เพราะฉะนั้น คำของอาจารย์ บางพวกนั้น จึงไม่ถูก. ๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณุทเทส ว่าด้วย ปเทสวิหารญาณ ประเทสวิหารญาณอันให้สำเร็จทัสนวิสุทธิญาณของพระอรหันต์ อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวญาณอันเป็นเหตุให้สำเร็จทัสน- วิสุทธิญาณว่า ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาอยู่ซึ่งธรรม ทั้งสิ้นมีขันธ์เป็นต้น อันเข้าถึงวิปัสสนา, ไม่พิจารณาเอกเทสแห่งธรรม เหล่านั้น, เพราะฉะนั้น ปเทสวิหารญาณย่อมไม่ได้แก่ปุถุชนและพระ- เสกขบุคคลเหล่านั้น, แต่ย่อมได้ตามชอบใจแก่พระอรหันต์เท่านั้น ดังนี้ แล้วจึงยกขึ้นแสดงต่อจากปริโยคาหณญาณ. ในปเทสวิหารญาณ คำว่า สโมทหเน ปญฺา - ปัญญาใน การประมวลมา ความว่า ปัญญาในการประมวลมา คือปัญญาในการ รวบรวมมา ได้แก่ ปัญญาในการกระทำซึ่งธรรมคือเวทนาอันเป็นธรรม พวกเดียวกันให้เป็นกอง บรรดาธรรมมีขันธ์เป็นต้น. ปาฐะว่า สโม-
หน้า 129 ข้อ 0
ธาเน ปญฺา - ปัญญาในการประชุมดังนี้ก็มี, ใจความก็อันนั้นนั่น แหละ. คำว่า ปเทสวิหาเร าณํ - ญาณในวิหารธรรมส่วนหนึ่ง ความว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยอังคาพยพส่วนหนึ่ง โดยส่วนแห่ง ธรรมมีขันธ์เป็นต้น ชื่อว่า ปเทสวิหาระ - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ส่วน หนึ่ง, ญาณในปเทสวิหารธรรมนั้น. ในคำว่า ปเทสวิหาระนั้น ปเทสะมีอย่างต่าง ๆ คือ ขันธปเทสะ, อายตนปเทสะ, ธาตุปเทสะ, สัจจปเทสะ, อินทริยปเทสะ, ปัจจยา- การปเทสะ, สติปัฏฐานปเทสะ, ฌานปเทสะ, นามรูปปเทสะ, ธัมม- ปเทสะ ชื่อว่า ปเทสะ. ก็ปเทสะมีอย่างต่าง ๆ อย่างนี้ ก็คือเวทนา นั่นเอง. อย่างไร ? เวทนานั่นเองเป็นปเทสะแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น อย่างนี้ คือ ขันธ์ ๕ เอกเทสแห่งขันธ์ คือเวทนาขันธ์, อายตนะ ๑๒ เอกเทสแห่งธรรมายตนะ คือ เวทนา, ธาตุ ๑๘ เอกเทสแห่งธรรมธาตุ คือ เวทนา, สัจจะ ๔ เอกเทสแห่งทุกขสัจ คือ เวทนา, อินทรีย์ ๒๒ เอกเทสแห่งอินทรีย์ คือ เวทนินทรีย์ ๕, ปฏิจจสมุปปาทังคะ ๑๒ เอก- เทสแห่งปัจจยาการ คือเวทนามีผัสสะเป็นปัจจัย,
หน้า 130 ข้อ 0
สติปัฏฐาน ๔ เอา เทสแห่งสติปัฏฐาน คือเวทนา- นุปัสนา, ฌาน ๔ เอกเทสแห่งฌาน คือสุข- เวทนาและอุเบกขาเวทนา, นามรูป เอกเทสแห่ง นามรูป คือเวทนาเจตสิก. ธรรมทั้งปวงมีกุศลธรรมเป็นต้น, เอกเทสแห่งธรรม คือเวทนา ชื่อว่า ปเทสวิหาระ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเวทนานั้นนั่นแล. ๔๔. อรรถกถาสัญญาวิวัฏญาณุทเทส ว่าด้วย สัญญาวิวัฏญาณ เพราะเหตุที่ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลาย เมื่อเจริญญาณ อันสำเร็จแล้วด้วยสมาธิภาวนา กระทำภาวนาธรรมที่ควรเจริญนั้น ๆ ให้เป็นอธิบดี ให้เป็นใหญ่ พิจารณาธรรมทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับ ภาวนาธรรมนั้น มีสภาวะต่าง ๆ มีโทษเป็นเอนก โดยความเป็นธรรม มีโทษ แล้วตั้งจิตไว้ด้วยสามารถแห่งภาวนาธรรมนั้น ๆ ก็ย่อมละปัจ- นิกธรรมเหล่านั้น ๆ เสียได้, และเมื่อละก็เห็นสังขารธรรมทั้งปวงโดย ความเป็นของว่างในกาลแห่งวิปัสสนาภายหลัง ย่อมละได้ด้วยสมุจเฉท- ปหาน, ก็แลเมื่อละอยู่อย่างนั้น ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายละได้ ด้วยการตรัสรู้ในขณะเดียว, พระอริยะทั้งหลายแม้ทั้งปวง ย่อมปฏิบัติ
หน้า 131 ข้อ 0
ตามควรด้วยอาการทั้งหลายตามที่กล่าวแล้วนั่นแล, ฉะนั้นพระธรรม- เสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณทั้ง ๖ มีสัญญาวิวัฏญาณเป็นต้น ขึ้นแสดง ต่อจากปเทสวิหารญาณตามลำดับ ณ บัดนี้. ในสัญญาวิวัฏญาณนั้น คำว่า อธิปตตฺตา ปญฺา - ปัญญา มีกุศลเป็นอธิบดี ความว่า ปัญญาที่กระทำกุศลธรรมมีเนกขัมมะ เป็นต้น ให้เป็นธรรมอันยิ่งโดยความเป็นแห่งอธิบดีแห่งกุศลธรรมทั้ง- หลายมีเนกขัมมะเป็นต้น แล้วเป็นไปโดยความเป็นธรรมอันยิ่งในกุศล- ธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น. คำว่า สญฺาวิวฏฺเฏ าณํ - ญาณในความหลีกออกจาก นิวรณ์ด้วยสัญญา ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า การหลีกออก การหมุนออก ความเป็นผู้หันหลังให้นิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ได้ด้วยสัญญา ฉะนั้น จึงชื่อว่า สัญญาวิวัฏฏะ, ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์มีกามฉันทะ เป็นต้นนั้น ๆ ด้วยสัญญาที่กระทำภาวนาธรรมนั้น ๆ ให้เป็นอธิบดี เป็น เหตุ เป็นกรณะ. สัญญา แม้จะมิได้กล่าวไว้ว่า เอตฺโต วิวฏฺโฏ - หมุนกลับ จากภาวนาธรรมนี้ แต่ก็เป็นเหตุให้สัญญาหมุนกลับ เหมือนอย่าง วิวัฏนานุปัสสนา. ก็สัญญานั้น มีความจำอารมณ์ เป็น ลักษณะ,
หน้า 132 ข้อ 0
มีการจำอารมณ์ได้และทำนิมิตไว้ เป็น กิจ เหมือนช่างไม้ ทำ เครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น, มีความจำได้ในสิ่งที่หมายไว้ เป็น ปัจจุปัฏฐาน เหมือนคนตา บอดคลำช้าง, อีกอย่างหนึ่ง มีการตั้งอยู่ไม่นานเพราะหยั่งลงในอารมณ์ เป็น ปัจจุปัฏฐาน เหมือนสายฟ้าแลบ, มีอารมณ์ที่กำหนดไว้ เป็น ปทัฏฐาน เหมือนสัญญาในหุ่นที่ ทำด้วยหญ้าเกิดแก่ลูกเนื้อว่า เป็นบุรุษ. ๔๕. อรรถกถาเจโตวิวัฏญาณุทเทส ว่าด้วย จโตวิวัฏญาณ คำว่า นานตฺเต ปญฺา - ปัญญาในนานัตตธรรม ความว่า ปัญญาที่เป็นไปแล้วในสภาวธรรมต่าง ๆ โดยความเป็นภาเวตัพพธรรม- ธรรมที่ควรเจริญ และในสภาวธรรมอื่น มีกามฉันทะเป็นต้น โดย เห็นว่าเป็นธรรมมีโทษ. และคำว่า นานตฺเต เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตต- สัตตมี, อีกอย่างหนึ่ง ละความเป็นต่าง ๆ ชื่อว่า นานัตตะ, อธิบายว่า เหตุแห่งการละนานัตตธรรม เป็นนิมิตแห่งการละนานัตตธรรม เป็น ปัญญาในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.
หน้า 133 ข้อ 0
คำว่า เจโตวิวฏฺเฏ าณํ - ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์ ด้วยใจ ความว่า การออกจากนิวรณ์ มีกามฉันทะเป็นต้น ได้ด้วยใจ เป็นญาณในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น. ก็ในคำว่า เจโต นี้ ท่านประสงค์เอาเจตนา. เจตนานั้น มีการชักชวนเป็น ลักษณะ, อีกอย่างหนึ่ง มีการไหลออกแห่งผล เป็น ลักษณะ, มีการรวบรวมมา เป็น กิจ, มีการจัดแจง เห็น ปัจจุปัฏฐาน เหมือนนายช่างใหญ่ผู้ เป็นหัวหน้าศิษย์ ทำกิจของตนและกิจของคนอื่นให้สำเร็จฉะนั้น. ก็ และเจตนานี้ ย่อมปรากฏโดยความยกสัมปยุตธรรมทั้งหลายในกิจมีการ ระลึกถึงการงานอันเร่งรีบ. ๔๖. อรรถกถาจิตวิวัฏญาณุทเทส ว่าด้วย จิตวิวัฏญาณ คำว่า อธิฏฺาเน ปญฺา - ปัญญาในการอธิฏฐาน ความว่า ปัญญาในการตั้งมั่นแห่งจิตด้วยสามารถแห่งคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น. คำว่า จิตฺตวิวฏฺเฏ าณํ - ญาณในการออกไปแห่งจิต ความว่า ญาณในการหลีกออกแห่งจิตด้วยสามารถแห่งการละนิวรณ์ มี
หน้า 134 ข้อ 0
กามฉันทะเป็นต้น. ก็ในที่นี้ จิต มีการรู้นิวรณ์ เป็น ลักษณะ, มีการเกิดก่อนและเป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็น กิจ, มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็น ปัจจุปัฏฐาน, มีนามรูป เป็น ปทัฏฐาน. ๔๗. อรรถกถา ญาณวิวัฏญาณุทเทส ว่าด้วย ญาณวิวัฏญาณ คำว่า สุญฺเต ปญฺา - ปัญาในความว่าง ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องตามความเห็นโดยความเป็นอนัตตา อันเป็นไปแล้ว ในอนัตตธรรมและธรรมอันเนื่องด้วยอนัตตะ เพราะอัตตะและธรรมะ อันเนื่องด้วยอัตตะเป็นของว่าง. บทว่า าณวิวฏฺเฏ าณํ - ญาณในความหลีกออกด้วย ญาณ ความว่า ญาณนั่นแหละย่อมหลีกออกจากความยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงชื่อว่า วิวัฏฏะ - ญาณอันเป็นเหตุแห่งการหลีกออกด้วยญาณ นั้น.
หน้า 135 ข้อ 0
๔๘. อรรถกถาวิโมกขวิวัฏญาณุทเทส ว่าด้วย วิโมกขวิวัฏญาณ ในคำนี้ว่า โวสฺสคฺเค ปญฺา - ปัญญาในการสละ พึงทราบ วินิจฉัยดังต่อไปนี้ ธรรมใดย่อมสลัดออก ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า โวสสัคคะ - การสลัดออก, การสละเสียได้ซึ่งกามฉันทะเป็นต้น เป็น ปัญญาในคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น. คำว่า วิโมกฺขวิวฏเฏ าณํ - ญาณในการหลีกออกแห่ง จิตด้วยวิโมกข์ ความว่า ธรรมใดย่อมพ้นจากนิวรณ์ทั้งหลายมีกาม- ฉันทะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า วิโมกข์, การหลีกออก คือ วิโมกข์ ชื่อว่า วิโมกขวิวัฏฏะ, วิโมกขวิวัฏฏะนั้นนั่นแหละเป็นญาณ. ๔๙. อรรถกถาสัจวิวัฏญาณุทเทส ว่าด้วย สัจวิวัฏญาณ คำว่า ตถฏฺเ ปญฺา - ปัญญาในสภาวะที่เป็นจริง ความว่า ปัญญาที่เป็นไปโดยไม่หลงด้วยสามารถแห่งกิจในสภาวธรรมอันไม่วิปริต ในสัจจะหนึ่ง ๆ สัจจะละ ๔ ๆ. คำว่า สจฺวิวฏฺเฏ าณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ ความว่า ธรรมใดย่อมหลีกออกด้วยสามารถแห่งการออกจากส่วนสุดทั้ง
หน้า 136 ข้อ 0
๒ ในสัจจะทั้ง ๔ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า สัจวิวัฏฏะ, สัจวิวัฏฏะ นั่นแหละเป็นญาณ. ญาณเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ถึง ๔ ประการอย่างนี้ คือ ๑. สัญญาวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งกุศลธรรมเป็นอธิบดี, ๒. เจโตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งธรรมที่ควรประหาณ, ๓. จิตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งจิต, ๔. วิโมกขวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการละปัจนิกธรรม. อนัตตานุปัสนาแล ท่านกล่าวว่า าณวิวฏฺเฏ าณํ - ญาณ ในการหลีกออกด้วยญาณ ด้วยสามารถแห่งอาการอันว่างจากอัตตา, ภายหลังท่านก็กล่าวมรรคญาณไว้ ๒ อย่างคือ มคฺเค าณํ - ญาณใน มรรค และ อานนฺตริกสมาธิมฺหิ าณํ - ญาณในอนันตริกสมาธิ, ท่านกล่าวคำว่า สจฺจวิวฏฺ าณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ. ๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณุทเทส ว่าด้วย อิทธิวิธญาณ บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ยกอภิญญา ๖ ที่เป็นไปด้วย สามารถแห่งญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นไปด้วยอำนาจ สัจวิวัฏญาณนั้น ขึ้นแสดงโดยลำดับ.
หน้า 137 ข้อ 0
ในอภิญญา ๖ แม้นั้น ท่านยกอิทธิวิธญาณแสดงก่อน คือ ความแปลกประหลาด เพราะเป็นอานุภาพอันปรากฏแก่โลก, ยกทิพ- โสตญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ คือ ทิพโสตญาณอันเป็นโอฬาริกวิสัย เพราะเป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ, ยกเจโตปริยญาณขึ้นแสดงเป็น อันดับที่ ๓ เพราะเป็นสุขุมวิสัย. บรรดาวิชชา ๓ ท่านยกบุพเพนิวาสานุสติญาณ ขึ้นแสดงเป็น อันดับที่ ๑ เพราะบรรเทาความมืดในอดีตที่ปกปิดบุพเพนิวาสคือการ เกิดในชาติก่อน, ยกทิพจักขุญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ เพราะ บรรเทาความมืดทั้งในปัจจุบันและอนาคต, ยกอาสวักขยญาณขึ้นแสดง เป็นอันดับที่ ๓ เพราะตัดความมืดทั้งหมดเสียได้เด็ดขาด. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กายมฺปิ-แม้ซึ่งกาย ได้แก่ แม้ ซึ่งรูปกาย. คำว่า จิตฺตมฺปิ - แม้ซึ่งจิต ได้แก่ แม้ซึ่งจิตอันมีฌานเป็นบาท. คำว่า เอกววตฺถานตา - เพราะการกำหนดเข้าเป็นอันเดียว กัน มีคำอธิบายว่า ด้วยทิสมานกายหรืออทิสมานกาย เพราะตั้งไว้ โดยความเป็นอันเดียวกันกับบริกรรมจิต และเพราะกระทำกายและจิต ให้ระคนกันตามที่จะประกอบได้ ในคราวที่ประสงค์จะไป. ก็คำว่า กาโย - กาย ในที่นี้ ได้แก่ สรีระ. จริงอยู่ สรีระ ท่านเรียกว่า กาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งอวัยวะทั้งหลายมีเกสา - ผม
หน้า 138 ข้อ 0
เป็นต้นอันน่าเกลียดเพราะสั่งสมไว้ซึ่งอสุจิ และเป็นบ่อเกิดแห่งโรค หลายร้อย มีโรคทางจักษุเป็นต้น. จ ศัพท์ ท่านประกอบไว้ในคำนี้ว่า สุขสญฺญฺจ ลหุ- สญฺญฺจ - ซึ่งสุขสัญญาด้วย ซึ่งลหุสัญญาด้วย เป็นสมุจจยัตถะ ควบสัญญาศัพท์เดียวเท่านั้น อันสัมปยุตกับจตุตถฌานให้เป็น ๒ บท เพราะต่างกันโดยอาการ. จริงอยู่ อุเบกขาในจตุตถฌาน ท่านกล่าวว่า สนฺตํ - สงบ สุขํ - เป็นสุข, สัญญาที่สัมปยุตกับอุเบกขานั้น ชื่อว่า สุขสัญญา. สุขสัญญานั่นแหละ ชื่อว่า ลหุสัญญา เพราะพ้นนิวรณ์ ทั้งหลายและปัจนิกธรรมมีวิตกเป็นต้น. คำว่า อธิฏฺานวเสน - ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ ความว่า ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้อย่างยิ่ง, อธิบายว่า ด้วยสามารถแห่งการเข้า ไป. จ ศัพท์ ในคำว่า อธิฏฺานวเสน จ ท่านนำมาเชื่อมเข้าไว้. เหตุตามที่ประกอบได้ของอิทธิวิธมีประการทั้งปวง ท่านกล่าวไว้แล้ว เพียงเท่านี้. คำว่า อิชฺฌนฏฺเ ปญฺา - ปัญญาในการสำเร็จ ความว่า ปัญญาในสภาวะคือการสำเร็จ. คำว่า อิทฺธิวิเธ าณํ - ญาณในการแสดงฤทธิได้ต่าง ๆ มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ ในอรรถว่าสำเร็จ, และในอรรถว่าได้เฉพาะ เพราะอรรถว่าสำเร็จ. จริงอยู่ สิ่งใดจะเกิด
หน้า 139 ข้อ 0
ขึ้น และจะได้เฉพาะ สิ่งนั้นท่านเรียกว่า อิชฺฌติ - ย่อมสำเร็จ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าว่า เมื่อบุคคลปรารถนากามอยู่ และ กามก็ย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น๑ ดังนี้. อนึ่งดุจดังที่ท่านกล่าวไว้ ว่า เนกขัมมะ ย่อมสำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปาฏิหาริย์, อรหัตมรรค ย่อม สำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ, อรหัตมรรค นั้น ย่อมทำลายกิเลสทั้งหมดได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปาฏิหาริย์๒ ดังนี้. นัยอื่น อีก ชื่อว่า อิทธิ - ฤทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ, คำนี้เป็นชื่อของ อุบายสัมปทา, จริงอยู่ อุบายสัมปทา ย่อมสำเร็จ เพราะประสบผล ที่ตนประสงค์. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า จิตตคฤหบดีนี้แล เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณ- ธรรม, ถ้าเธอจักปรารถนาว่า ขอให้เราได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตกาลไซร้ ความ ๑. ขุ. สุ. ๒๕/๔๐๗. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๗๒๒.
หน้า 140 ข้อ 0
ปรารถนาด้วยใจของเธอผู้มีศีล จักสำเร็จ เพราะ ความปรารถนานั้นบริสุทธิ์๑ ดังนี้. นัยอื่น อีก สัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ด้วยธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาติ นั้น จึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ คือธรรมชาติเป็นเหตุให้สำเร็จ. คำว่า อิชฺฌนฺติ - ย่อมสำเร็จ มีคำอธิบายว่า สำเร็จ คือ เจริญ คือ ย่อมถึงความโด่งดัง. วิธะ คือ อิทฺธิ - ฤทธิ์ นั่นแหละชื่อว่า อิทธิวิธะ - แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ, อธิบายว่า อิทธิโกฏฐาสะ - ส่วนแห่งฤทธิ์ อิทธิวิกัปปะ - ฤทธิ์สำเร็จได้ต่าง ๆ. มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า อิทธิ- วิธญาณ - ญาณในการแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ. ๕๑. อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณุทเทส ว่าด้วย โสตธาตุวิสุทธิญาณ คำว่า วิตกฺกวิปฺผารวเสน - ด้วยสามารถแห่งการแผ่วิตกไป ความว่า ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปคือด้วยกำลังแห่งวิตกของตน ใน สัททนิมิตในเวลาทำบริกรรมเพื่อให้แก่ทิพโสตธาตุ ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๕๘๔.
หน้า 141 ข้อ 0
ก็ในคำว่า วิตกฺโก นี้ มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใด ย่อม ตรึก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า วิตก อีกอย่างหนึ่งความตรึก ชื่อว่า วิตก, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า การพิจารณา. วิตกนี้นั้น- มีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ, มีการประคองจิตไว้ในอารมณ์ เป็นกิจ. จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า พระโยคีบุคคลย่อมกระทำอารมณ์ ให้ถูกกระทบด้วยวิตก. มีจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์ เป็นปัจจุปัฏฐาน, และท่านกล่าวว่า มีอารมณ์อันมีถึงซึ่งคลอง เป็น ปทัฏฐาน เพราะเกิดขึ้นโดยอินทรีย์ที่มาประชุมพร้อมซึ่งอารมณ์นั้น และโดยไม่มี อันตรายในอารมณ์อันแวดล้อมแล้ว. คำว่า นานตฺเตกตฺตสทฺทนิมิตฺตานํ - ซึ่งเสียงเป็นนิมิต หลายอย่างหรืออย่างเดียว ความว่า ซึ่งเสียงเป็นนิมิตมีสภาวะต่าง ๆ และมีสภาวะเดียว. ก็ในคำว่าสัททนิมิตนี้ สัททะคือเสียงนั่นแหละเป็น นิมิต เพราะเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตก และเพราะเป็นนิมิตแห่ง สังขาร. เสียงที่กลมกล่อมเป็นอันเดียวกัน เช่นเสียงกลอง หรือหลาย เสียงมากมาย, เสียงในทิศต่าง ๆ หรือเสียงสัตว์ต่าง ๆ ชื่อว่า นานัตต- สัททา - เสียงต่าง ๆ, เสียงในทิศเดียว, หรือเสียงสัตว์ตัวเดียว, หรือเสียง แต่ละเสียงเช่นเสียงกลองเป็นต้น ชื่อว่า เอกัตตสัททา - เสียงเดียว.
หน้า 142 ข้อ 0
ก็ในคำว่า สทฺโท นี้ มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใดย่อมแผ่ไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สัททะ - เสียง, อธิบายว่า เสียงที่เปล่งว่า ออก คำว่า ปริโยคาหเณ ปญฺา - ปัญญาในการกำหนด ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องเข้าถึง อธิบายว่า ปัญญาเป็นเครื่องรู้. คำว่า โสตธาตุวิสุทฺธาณํ - ญาณในโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ความว่า ชื่อว่า โสตธาตุ เพราะอรรถว่าได้ยิน และเพราะอรรถว่า มิใช่ชีวะ, และชื่อว่าโสตธาตุเพราะปัญญาทำกิจดุจโสตธาตุด้วยสามารถ แห่งการทำกิจของโสตธาตุ, ชื่อว่า วิสุทธิ เพราะโสตธาตุนั้นหมดจด แล้ว เพราะปราศจากอุปกิเลส, โสตธาตุนั่นแหละบริสุทธิ์ ชื่อว่า โสตธาตุวิสุทธิ, ญาณคือความรู้ในโสตธาตุวิสุทธินั่นแหละ ชื่อว่า โสตธาตุวิสุทธิญาณ. ๕๒. อรรถกถาเจโตปริยญาณุทเทส ว่าด้วย เจโตปริยญาณ คำว่า ติณฺณํ จิตฺตานํ - แห่งจิต ๓ ดวง ความว่า แห่งจิต ๓ ดวง คือ โสมนัสสสหคตจิต ๑, โทมนัสสสหคตจิต ๑, อุเปกขา สหคตจิต ๑.
หน้า 143 ข้อ 0
คำว่า วิปฺผารตฺตา - ด้วยความแผ่ไป ความว่า ด้วยความ เป็นแห่งความแผ่ไป อธิบายว่า ด้วยความเร็ว. คำว่า วิปฺผารตฺตานี้ เป็นปัญจมีวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ, ความว่า เพราะเหตุแห่งความ แผ่ไปแห่งจิต ๓ ดวงของบุคคลเหล่าอื่น ในกาลเป็นที่กระทำบริกรรม เพื่อให้เจโตปริยญาณเกิดขึ้น. คำว่า อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความ ผ่องใสของอินทรีย์ทั้งหลาย ความว่า ด้วยสามารถความผ่องใสของ อินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น, ก็ในที่นี้โอกาสเป็นที่ตั้งแห่งอินทรีย์ ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยคำว่า อินฺทฺริยานํ โดยผลูปจารนัย๑ ดุจคำว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่าน บริสุทธิ์ผุดผ่อง๒ดังนี้. หทัยวัตถุนั่นแหละท่านประสงค์แล้วในที่นี้ แม้ ในโอกาสแห่งอินทรีย์ประดิษฐานแล้ว. คำว่า ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความผ่องใส ความว่า ด้วยสามารถแห่งความไม่ขุ่นมัว. เมื่อกล่าวว่า ปสาทปฺปสาทวเสน- ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใสและเลื่อมใสยิ่ง คำนี้พึงทราบว่า ท่านทำการลบ อปฺปสาท ศัพท์เสีย. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้พึงทราบว่า แม้ความไม่เลื่อมใส เป็นอันท่านกล่าวแล้ว ด้วยคำว่า ปสาทวเสน- ๑. ผลูปจารนัย - พูดเหตุแต่หมายถึงผล. ๒. วิ. มหา. ๔/๑๑.
หน้า 144 ข้อ 0
ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใส นั่นเอง เพราะศัพท์ว่า อปฺปสนฺนํ- ไม่ผ่องใสแล้ว เป็นศัพท์ที่ไม่เพ่งถึงความเลื่อมใส๑. คำว่า นานตฺเตกตฺตวิญฺาณจริยาปริโยคาหเณ ปญฺา- ปัญญาในการกำหนดจริยา คือวิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว ความว่า ปัญญาในการรู้ความเป็นไปของจิต ๘๙ อันมีสภาวะต่าง ๆ กัน และที่มีสภาวะเดียวกัน ตามสมควรแก่การเกิดขึ้น. ในวิญญาณจริยา ทั้ง ๒ นี้ วิญญาณจริยาของไม่ได้สมาธิ เป็นนานัตตวิญญาณจริยา, วิญญาณจริยาของผู้ได้สมาธิ เป็นเอกัตตวิญญาณจริยา. อีกอย่างหนึ่ง จิตมีราคะเป็นต้น เป็นนานัตตวิญญาณจริยา. จิตปราศจากราคะเป็นต้น เป็นเอกัตตวิญญาณจริยา. ชื่อว่า ปริยะ ในคำนี้ว่า เจโตปริยาณํ นี้ เพราะอรรถว่า กำหนด อธิบายว่า กำหนดรอบ. การกำหนดด้วยใจ ชื่อว่า เจโตปริยะ- กำหนดด้วยใจ เจโตปริยะ นั้นด้วย ญาณด้วย ฉะนั้น ชื่อว่า เจโตปริยาณ - ญาณในการกำหนดด้วยใจ. ปาฐะว่า วิปฺผารตา ดังนี้ก็มี. มีความว่าด้วยการแผ่ไป. ๑. เลื่อมใส กินความถึง ไม่เลื่อมใสด้วย, แต่ ไม่ผ่องใส ไม่กินความถึงความ เลื่อมใส.
หน้า 145 ข้อ 0
๕๓. อรรถกถาบุพเพนิวาสานุสติญาณุทเทส ว่าด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ คำว่า ปจฺจยปฺปวตฺตานํ ธมฺมานํ-ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็น ไปตามปัจจัย ความว่า ซึ่งปัจจยุปบันธรรมอันเป็นไปแล้วจากปัจจัย ด้วยสามารถแห่งการอาศัยกันเกิดขึ้น. อกุศลกรรม ชื่อว่า นานัตตะ - หลายอย่าง, กุศลกรรม ชื่อว่า เอกัตตะ - อย่างเดียว ในคำว่า นานตฺเตกฺตฺตกมฺมวิปฺผารวเสน นี้. อีกอย่างหนึ่ง กามาวจรกรรม ชื่อว่า นานัตตะ - หลายอย่าง, รูปาวจร และอรูปาวจรกรรม ชื่อว่า เอกัตตะ - อย่างเดียว. สัมพันธ์ความว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมอันเป็นไปแต่ปัจจัยด้วยสามารถการแผ่ไปแห่ง กรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว. คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติาณํ - ญาณเป็นเครื่องระลึก ถึงชาติก่อน ๆ ได้. ความว่า ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่า บุพเพนิวาสะ-ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในชาติก่อน. คำว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ ความว่า ขันธ์ที่เคย อยู่ คือที่มีแล้ว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในสันดานของตน. หรือธรรม ที่เคยอยู่แล้วในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่า บุพเพนิวาสะ - ธรรมที่เคย อาศัยอยู่ในก่อน.
หน้า 146 ข้อ 0
บทว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ ความว่า อยู่แล้วด้วย การอยู่เพราะอาศัยธรรมดังกล่าวแล้วเป็นอารมณ์ คือ รู้แจ้งได้ด้วยจิต ของตน ชื่อว่า การกำหนด ถึงแม้ว่ารู้แจ้งซึ่งจิตของคนอื่น ก็ชื่อว่า การกำหนด แต่ผู้ที่ทรงคุณอย่างหลังนี้ ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ในบรรดาการระลึกถึงการเวียนว่ายตายเถิดซึ่งขาดเป็นตอน ๆ เป็นต้น. คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ - ตามระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ความว่า ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในครั้งก่อนได้ด้วยสติใด, สติ นั้น ชื่อว่า บุพเพนิวาสานุสติ. คำว่า าณํ - ญาณ ได้แก่ ญาณอันสัมปยุตด้วยสตินั้น. ๕๔. อรรถกถาทิพจักขุญาณุทเทส ว่าด้วย ทิพจักขุญาณ คำว่า โอภาสวเสน - ด้วยสามารถแสงสว่าง ความว่า ด้วย อำนาจแสงสว่างแห่งกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือเตโชกสิณ โอทาต- กสิณ อาโลกกสิณ อันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌานอันแผ่ไปเพื่อเห็นรูป ด้วยทิพยจักษุ. คำว่า นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ - นิมิตคือรูปต่างกันแล อย่างเดียวกัน ความว่า รูปแห่งสัตว์ต่าง ๆ, หรือ รูปสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 147 ข้อ 0
ที่เกิดขึ้น ในจำพวกที่มีกายต่างกัน, หรือรูปทั้งหลายในทิศต่าง ๆ, หรือ รูปทั้งหลายที่ไม่ระคนกัน ชื่อว่า นานตฺตรูป - รูปต่างกัน, รูปแห่ง สัตว์ผู้เดียว, หรือรูปแห่งสัตว์ผู้เกิดในจำพวกที่มีกายอย่างเดียวกัน, หรือ รูปทั้งหลายในทิศเดียว, หรือรูปทั้งหลายเข้ากันได้แห่งทิศต่าง ๆ เป็นต้น ชื่อเอกตฺตรูป - รูปอย่างเดียวกัน. ก็ ในคำว่า รูปํ นี้ ได้แก่ วัณณายตนะ (สี) เท่านั้น. เพราะ วัณณายตนะนั้น ย่อมแตกดับไป ฉะนั้นจึงชื่อว่า รูป, อธิบายว่า วัณณายตนะนั้น เมื่อถึงซึ่งวรรณวิการ - ความเปลี่ยนไปแห่งวรรณะ ก็ย่อมประกาศความถึงซึ่งหทัย. รูปนั่นแหละ ชื่อว่า นิมิตคือรูป. แห่ง นิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกันเหล่านั้น. คำว่า ทสฺสนฏฺเ ปญฺา - ปัญญาในอรรถว่าเห็น ได้แก่ ปัญญาในการเห็นเป็นสภาวะ. คำว่า ทิพฺพจกฺขุาณํ - ญาณในทิพจักขุ ชื่อว่า ทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับด้วยของทิพย์. ปสาทจักขุอันเป็นทิพย์ของทวยเทพ อันเกิดขึ้นด้วยสุจริตกรรม อันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งหลาย มี น้ำดี เสมหะและโลหิตเป็นต้น สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้น จากมลทินเครื่องเศร้าหมอง. ญาณจักขุแม้นี้ อันเกิดเพราะกำลังแห่ง วีริยภาวนา ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิพย์ เพราะเป็น เช่นกับของทิพย์. ชื่อว่า ทิพย์ แม้เพราะเป็นธรรมอันตนอาศัย ทิพวิหารธรรม เพราะได้เฉพาะด้วยอำนาจทิพวิหารธรรม, ชื่อว่า ทิพย์
หน้า 148 ข้อ 0
เพราะเป็นของรุ่งเรืองมากด้วยการกำหนดอาโลกะ - แสงสว่าง, ชื่อว่า ทิพย์ แม้เพราะมีทางไปมาก ด้วยการเห็นรูปภายในฝาเรือนเป็นต้นได้. คำทั้งหมดนั้น พึงทราบตามครรลองแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์. เพราะอรรถว่าเห็น จึงชื่อว่า จักขุ, ญาณนั้นเหมือนกับจักขุ แม้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า จักขุ, จักขุนั้นด้วยเป็นเพียงดังทิพย์ด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิพจักขุ, ทิพจักขุนั้นด้วย ญาณด้วย รวมกันเป็น ทิพ- จักขุญาณ - ญาณในทิพจักขุ. ๕๕. อรรถกถา อาสวักขยญาณุทเทส ว่าด้วย อาสวักขยญาณ คำว่า จตุสฏฺิยา อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๖๔ ความว่า ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่ง ๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผล ละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔. คำว่า ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ - อินทรีย์ ๓ ความว่า ใน อินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์, อัญญินทรีย์, อัญญาตาวินทรีย์. คำว่า วสิภาวตา ปญฺา - ปัญญาคือความเป็นผู้มีความ ชำนาญ ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ,
หน้า 149 ข้อ 0
ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ แห่งอัญญาตาวิน- ทรีย์นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะความสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่ง การสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค. บทว่า อาสวานํ ขเย าณํ - ญาณในความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย ความว่า อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว. ๕๖-๕๙. อรรถกถาทุกขสมุทยนิโรธมรรคญาณุทเทส ว่าด้วย ญาณในอริยสัจ บัดนี้ เพื่อแสดงความตรัสรู้ด้วยญาณอันเดียวกัน แห่งมรรค ญาณหนึ่ง ๆ บรรดามรรคญาณทั้ง ๔ ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับด้วยอรหัต- มรรคญาณกล่าวคืออาสวักขยญาณ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงได้ ยกญาณทั้ง ๔ มีคำว่า ปริญฺฏฺเ ปญฺา - ปัญญาในอรรถว่ารู้รอบ เป็นต้นขึ้นแสดง. บรรดาสัจจะทั้ง ๔ นั้น ทุกขสัจจะ ท่านกล่าวก่อน เพราะ ทุกขสัจจะ เป็นของหยาบ, เพราะมีอยู่ทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวง. และเป็น ของที่รู้ได้โดยง่าย, แล้วแสดงสมุทยสัจจะต่อจากทุกขสัจจะนั้น เพื่อ
หน้า 150 ข้อ 0
แสดงเหตุแห่งทุกขสัจจะนั้น, ต่อจากนั้นก็แสดงนิโรธสัจจะ เพื่อจะให้ รู้ว่า ผลดับ ก็เพราะเหตุดับ แล้วแสดงมรรคสัจจะในที่สุด เพื่อจะ แสดงอุบายเป็นเครื่องบรรลุถึงซึ่งนิโรธสัจจะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวทุกข์ก่อน ก็เพื่อจะให้เกิดความสังเวช แก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้ติดอยู่ด้วยความยินดีสุขในภพ, ทุกข์นั้นมิใช่มีมา โดยไม่มีเหตุ มิใช่มีเพราะพระอิศวรนิรมิตเป็นต้น, แต่มีมาจากสมุทัย นี้ ฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวสมุทยสัจจะไว้ในลำดับแห่งทุกข์นั้น เพื่อ จะให้รู้เนื้อความนี้, แล้วกล่าวนิโรธไว้ เพื่อให้เกิดความยินดีแก่สัตว์ ทั้งหลายผู้มีใจสลดแล้ว ผู้แสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ เพราะถูก ทุกข์ อันเป็นไปกับด้วยเหตุ คือสมุทัยครอบงำ, แล้วกล่าวมรรคอัน ให้ถึงนิโรธเพื่อให้บรรลุนิโรธ. ท่านได้ยกญาณทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่ง สัจจะทั้ง ๔ นั้นขึ้นแสดงตามลำดับ ณ บัดนี้. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ปริญฺฏฺเ - ในอรรถว่ารู้รอบ ความว่า ในสภาวะที่ควรรู้รอบ ๔ อย่างมีการเบียดเบียนเป็นต้นแห่ง ทุกข์. คำว่า ปหานฏฺเ - ในอรรถว่าละ ความว่า ในสภาวะที่ควร ละ ๔ อย่างมีการประมวลมีเป็นต้นแห่งสมุทัย. คำว่า สจฺฉิกิริยฏฺเ - ในอรรถว่ากระทำให้แจ้ง ความว่า ในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ๔ อย่าง มีการออกจากทุกข์เป็นต้นแห่งนิโรธ.
หน้า 151 ข้อ 0
คำว่า ภาวนฏฺเ - ในอรรถว่าเจริญ ความว่า ในสภาวะที่ควร เจริญ ๔ อย่าง มีการนำออกเป็นต้นแห่งมรรค. ๖๐ - ๖๓. อรรถกถาทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาญาณุทเทส ว่าด้วย ทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ บัดนี้ เพื่อจะแสดงสัจญาณเป็นแผนก ๆ ไปด้วยสามารถแห่ง การพิจารณาถึงมรรคที่ได้เจริญแล้วก็ดี ด้วยอำนาจการได้ยินได้ฟังของ ผู้ไม่ได้อบรมมรรคก็ดี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาญาณ ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นขึ้นแสดง. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทุกฺเข - ในทุกข์ ทุ ศัพท์ ในคำนี้ ย่อมปรากฏในอรรถว่า น่าเกลียด. ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรน่าเกลียด ว่า ทุปุตตะ - บุตรชั่ว. ข ศัพท์นั้นย่อมปรากฏในอรรถว่าว่างเปล่า. จริงอยู่ท่านเรียกอาการที่ว่างว่า ขํ. ก็สัจจะที่ ๑ นี้ ชื่อว่า น่าเกลียด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะเป็นอเนก, ชื่อว่า ว่างเปล่า เพราะเว้นจาก ความยั่งยืน, ความงาม, ความสุข, และอัตตาอันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา ของพาลชน. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ทุกข์ เพราะความเป็น ของน่าเกลียด และเพราะเป็นความว่างเปล่า.
หน้า 152 ข้อ 0
ในคำว่า ทุกฺขสมุทเย - ในทุกขสมุทัยนี้ สํ ศัพท์นี้ แสดงถึงสังโยคะ - การประกอบพร้อมกัน ดุจในคำเป็นต้นว่า สมาค- โม - มาประชุมพร้อมกัน สเมตํ - มาถึงพร้อมกัน, อุ ศัพท์นี้ แสดง ถึงการอุบัติ ดุจในคำเป็นต้นว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว อุทิตํ - ตั้งขึ้น แล้ว. อย ศัพท์ ก็ย่อมแสดงถึงการณะ - เหตุ. ก็สัจจะที่ ๒ นี้ เมื่อการ ประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือมีอยู่ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ทุกขสมุทัย เพราะเหตุที่สัจจะที่ ๒ เป็นเหตุ เกิดแห่งทุกข์ในเมื่อมีการประกอบ. ในคำว่า ทุกฺขนิโรธ - ในความดับแห่งทุกข์นี้ นิ ศัพท์ แสดงถึง อภาวะ - ความไม่มี, และ โรธ ศัพท์ แสดงถึงการเที่ยวไป ในวัฏสงสาร. เพราะฉะนั้น ความไม่มีแห่งการเที่ยวไปแห่งทุกข์ กล่าวคือการเที่ยวไปในสังสารทุกข์ เพราะว่างจากคติทั้งปวง, อีกอย่าง หนึ่ง เมื่อบรรลุนิโรธนั้นแล้ว ทุกขนิโรธอันท่องเที่ยวไปในสงสาร ย่อมไม่มี เพราะความที่ทุกขนิโรธเป็นปฏิปักษ์ต่อการท่องเที่ยวไปใน สังสาร แม้เพราะเหตุนี้ ก็เรียกว่า ทุกขนิโรธ อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแก่การดับไม่เกิดแห่งทุกข์. ในคำว่า ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย - ในปฏิปทาเป็น เหตุถึงซึ่งทุกขนิโรธนี้ มรรคมีองค์ ๘ นี้ ย่อมถึงซึ่งทุกขนิโรธ เพราะมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ และ
หน้า 153 ข้อ 0
เป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ทุกขนิโรธ- คามินีปฏิปทา. มรรคญาณ ๙ เท่านั้น ในเบื้องต้นท่านกล่าวว่า มรรคญาณ ด้วยสามารถแห่งการแสดงอาการคือการออก, ท่านกล่าวว่า อานัน- ตริกสมาธิญาณ ด้วยสามารถแห่งการแสดงเหตุแห่งการให้ผลในลำดับ, ท่านกล่าว สัจวิวัฏญาณ ด้วยอำนาจการแสดงซึ่งการหลีกออกจาก วัฏฏะด้วยสัจจะ, ท่านกล่าว อาสวักขยญาณ เพื่อแสดงความเกิดขึ้น แห่งอรหัตมรรคญาณตามลำดับแห่งมรรค และเพื่อแสดงความรู้ยิ่งแห่ง ญาณนั้น, ท่านแสดงญาณ ๔ เป็นต้นว่า ปัญญาในปริญเญยยธรรม ชื่อว่าทุกขญาณ เพื่อแสดงความที่มรรคญาณทั้ง ๔ เป็นญาณที่ตรัสรู้ โดยความเป็นอันเดียวกันซ้ำอีก ท่านยกญาณทั้ง ๔ มีทุกขญาณเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นแยกกันในสัจจะหนึ่ง ๆ อีก ฉะนั้น พึงทราบความต่างกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังแสดงมาด้วย ประการฉะนี้แล.
หน้า 154 ข้อ 0
๖๕ - ๖๗. อรรถกถาอัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส ว่าด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ๔ บัดนี้ เพื่อจะแสดงว่า ปฏิสัมภิทาญาณสำเร็จแก่พระอริยบุคคล ทั้งปวงได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น ท่านจึงยกปฏิสัมภิทา- ญาณ ๔ มีอรรถปฏิสัมภิทาญาณ เป็นต้น ขึ้นแสดงอีก. ก็ปฏิสัมภิทา- ญาณเหล่านี้ เป็นสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณทั่วไปแก่พระอริยบุคคลทั้งปวง แม้ในเมื่อไม่มีการแตกฉานในปฏิสัมภิทาด้วยกัน, แต่ที่ท่านยกขึ้นแสดง ในภายหลัง พึงทราบว่า เป็นปฏิสัมภิทาญาณอันถึงความแตกฉาน ของผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉานแล้ว นี้เป็นความต่างกัน ของอรรถวจนะ ทั้ง ๒ แห่งคำเหล่านั้น. หรือญาณที่ท่านแสดงในลำดับมีทุกข์เป็นอารมณ์ และมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา, ญาณมีสมุทัยเป็น อารมณ์ และมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, ญาณในโวหาร อันแสดงอรรถและธรรมนั้น เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา, ญาณในญาณ ทั้ง ๓ เหล่านั้น เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา, เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านยกสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพื่อจะชี้แจงความแปลกกันแห่ง เนื้อความแม้นั้น. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแลท่านจึงกล่าวให้แปลกกันด้วย นานัตตศัพท์ในภายหลัง, ในที่นี้จึงไม่กล่าวให้แปลกกันเหมือนอย่างนั้น ดังนี้.
หน้า 155 ข้อ 0
๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณุทเทส ว่าด้วย อินทริยปโรปริยัตตญาณ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ครั้นยกญาณอันทั่วไปแก่พระสาวก ๖๗ ญาณขึ้นแสดงตามลำดับอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงญาณอันมีเฉพาะ พระตถาคตเจ้าเท่านั้นไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย จึงได้ยกอสาธารณ ญาณ ๖ มีอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดง ณ บัดนี้. แม้บรรดาอสาธารณญาณทั้ง ๖ นั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงตรวจดูความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีภาชนะเป็นเครื่องรองรับ พระธรรมเทศนา ก็ย่อมตรวจดูด้วยพุทธจักษุ. อินทริยปโรปริยัตตญาณ และอาสยานุสยญาณทั้ง ๒ นี้เท่านั้น ชื่อว่า พุทธจักษุ. สมจริงดังที่ ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรวจดูสัตว์โลกด้วย พุทธจักษุได้ทรงเห็นแล้วแล ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลี คือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน๑ ดังนี้เป็นต้น. ๑. วิ.มหา. ๔/๙.
หน้า 156 ข้อ 0
และเมื่อตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลาย ก็ทรงตรวจดูความแก่กล้าแห่ง อินทรีย์ในสันดานของสัตว์ก่อน. ครั้นทรงทราบความแก่กล้าแห่ง- อินทรีย์แล้ว ต่อแต่นั้นก็ทรงตรวจดูอาสยานุสัยและจริต เพื่อแสดง ธรรมตามสมควรแก่อาสยะเป็นต้น, แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยก อินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดงก่อน, ในลำดับต่อจากนั้นก็ยกอา- สยานุสยญาณขึ้นแสดง. ก็เมื่อจะทรงแสดงธรรม ย่อมทรงกระทำปาฏิหาริย์แก่ผู้ควร แนะนำด้วยปาฏิหาริย์, เพราะเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยก ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ขึ้นแสดงในลำดับต่อจากอาสยานุสยญาณ, เพื่อจะแสดงเหตุแห่งญาณทั้ง ๓ เหล่านี้ จึงยก มหากรุณาญาณ ขึ้น แสดง แล้วยก สัพพัญญุตญาณ ขึ้นแสดงเป็นลำดับต่อไป เพื่อ แสดงความบริสุทธิ์แห่งมหากรุณาญาณ. พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้ยก อนาวรณญาณ ขึ้นแสดงในลำดับแห่งสัพพัญญุตญาณนั้น เพื่อแสดงความที่พระสัพพัญ- ญุตญาณเป็นญาณที่เนื่องด้วยการระลึกถึงธรรมทั้งปวง และเพื่อแสดง ความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็น อนาวริยภาพ คือไม่มีอะไรขัดข้อง. ในคำว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตาณํ - ญาณในความยิ่งและ หย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนี้ บทว่า สตฺตานํ - แห่ง สัตว์ทั้งหลาย ข้างหน้า พึงนำมาประกอบในที่นี้ด้วยเป็น สตฺตานํ
หน้า 157 ข้อ 0
อินฺทฺริยปุโรปริยตฺตาณํ. เมื่อควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ท่านก็เรียกเสียว่า ปโรปรานิ เพราะทำให้เป็น โร อักษร ด้วยสนธิวิธี. ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่า ปโรปริยะ, ปโรปริยะนั่น- แหละ ชื่อว่า ปโรปริยัตตะ, ความอ่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้น ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า อินทริยปโรปริ- ยัตตะ, ญาณในอินทริยปโรปริยัตตะ ชื่อว่า อินทริยปโรปริยัตต- ญาณ, อธิบายว่า ญาณในความที่อินทรีย์ทั้งหลายเป็นคุณสูงและต่ำ ปาฐะว่า อินฺทฺริยวโรวริยตฺตาณํ - ญาณในความที่อินทรีย์เป็นคุณ ประเสริฐและไม่ประเสริฐ ดังนี้ก็มี. พึงประกอบคำว่า วรานิ จ อวริยานิ จ วโรวริยานิ - ประเสริฐด้วย ไม่ประเสริฐด้วย ชื่อว่า ประเสริฐและไม่ประเสริฐ, ภาวะแห่งวโรวริยะ ชื่อว่า วโรวริยัตตะ. คำว่า อวริยานิ - ไม่ประเสริฐ ความว่า ไม่สูงสุด. อีกอย่าง หนึ่ง ปร- อินทรีย์ที่ใช้ได้ด้วย, โอปร - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ด้วย ชื่อว่า ปโรประ, พึงประกอบความว่า ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่า ปโรปริยัตตะ - ความเป็นแห่งอินทรีย์ที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ดังนี้. คำว่า โอปรานิ - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ มีคำอธิบายว่า ต่ำทราม, ความว่า ลามก ดุจในคำเป็นต้นว่า พิจารณาธรรมอันลามกของผู้ใด อยู่*ดังนี้. ท่านตั้งปาฐะไว้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต าณํ ดังนี้ก็มี. ๑. ขุ. สุ. ๒๕/๓๕๙.
หน้า 158 ข้อ 0
๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยณาณุทเทส ว่าด้วย อาสยานุสยญาณ สัตว์ทั้งหลาย ข้องอยู่ด้วยฉันทราคะในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์ เป็นต้น เรียกว่า สตฺตา - สัตว์ทั้งหลาย ในคำนี้ว่า สตฺตานํ อา- สยานุสเย าณํ - ญาณในอาสยานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย. สมจริง ดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่ความพอใจ ความ กำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากใน รูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่า สัตว์ เพราะเหตุที่ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยาน อยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร ... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง ในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์๑ ดังนี้ เป็นต้น ส่วนอาจารย์ผู้เพ่งเฉพาะตัวอักษร ไม่ใคร่ครวญถึงอรรถะ ก็ลง ความเห็นว่า คำนี้เป็นเพียงคำนามเท่านั้น. ฝ่ายอาจารย์เหล่าใดใคร่ ครวญถึงอรรถะ, อาจารย์เหล่านั้น ก็ย่อมประสงค์ ความว่า ชื่อว่า ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๖๗.
หน้า 159 ข้อ 0
สัตว์ เพราะประกอบกับสิ่งทั้งปวง. สิ่งใดอาศัยอยู่ เป็นที่อาศัยอยู่แห่ง สัตว์เหล่านั้น ฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า อาสยะ, คำนี้เป็นชื่อของสันดาน อันมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิอบรมแล้ว, หรือว่าอันโทษทั้งหลาย มี กามเป็นต้น หรือคุณทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น อบรมแล้ว. กิเลส ใด ๆ ที่นอนเนื่องเป็นไปตาม อยู่ในสันดานของสัตว์ ฉะนั้น กิเลสนั้น ๆ จึงชื่อว่า อนุสยา. คำนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลาย มีกามราคะเป็นต้น อันมีกำลัง. อาสยะ ด้วย อนุสยะ ด้วย ชื่อว่า อาสยานุสยะ. พึงทราบ ว่าเป็นเอกวจนะ โดยชาติศัพท์และด้วยสามารถแห่งทวันทวสมาส. อธิ- มุติกล่าวคือจริต สงเคราะห์เข้าในอาสยานุสยะ, เพราะเหตุนั้น ใน อุทเทสท่านจึงสงเคราะห์ญาณในจริตาธิมุติ เข้าด้วยอาสยานุสยญาณ แล้วจึงกล่าวว่า อาสยานุสเย าณํ - ญาณในอาสยานุสยะ. ก็ ท่านทำอุทเทสไว้ด้วยประสงค์ใด, นิทเทสท่านก็ทำไว้ด้วยประสงค์นั้น นั่นแล. ๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณุทเทส ว่าด้วย ยมกปาฏิหีรญาณ พึงทราบคำวินิจฉัยในคำว่า ยมกปาฏิหีเร าณํ - ญาณใน ยมกปาฏิหีระนี้ ดังต่อไปนี้
หน้า 160 ข้อ 0
ชื่อว่า ยมกะ เพราะทำกองไฟและท่อธารแห่งน้ำเป็นต้น ให้ เป็นไปในคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลังทีเดียว, ชื่อว่า ปาฏิหีระ เพราะ กำจัดเสียซึ่งปฏิปักขธรรมทั้งหลาย มีความไม่เชื้อเป็นต้น, ยมกะนั้น ด้วยปาฏิหีระด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ยมกปาฏิหีระ. ๗๑. อรรถกถามหากรุณาสมาปัตติญาณุทเทส ว่าด้วย มหากรุณาสมาปัตติญาณ พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา าณํ - ญาณ ในมหากรุณาสมาบัติ นี้ ดังต่อไปนี้ ธรรมชาติใด ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ ย่อมทำความหวั่น ใจ แก่สาธุชนทั้งหลาย หรือว่าย่อมซื้อ คือย่อมเบียดเบียนทำลาย ทุกข์ของผู้อื่น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กรุณา, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเรี่ยไร คือย่อมแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปในเหล่าทุก- ขิตสัตว์ - สัตว์ผู้มีทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กรุณา, กรุณา ใหญ่ ชื่อว่า มหากรุณา ด้วยอำนาจกรรมคือการแผ่ไปและด้วยอำนาจ กรรมอันเป็นคุณ, พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณา ย่อมเข้าสู่ สมาบัตินี้ได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า สมาปัตติ - สมาบัติ, พระมหากรุณานั้น
หน้า 161 ข้อ 0
ด้วยเป็นสมาบัติด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า มหากรุณาสมาบัติ. ในมหากรุณา สมาบัตินั้น, ญาณอันสัมปยุตกับด้วยมหากรุณาสมาบัตินั้น. ๗๒ - ๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณุทเทส ว่าด้วย สัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณ พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สพฺพญฺญุตาณํ อนาวรณาณํ- ญาณเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งปวง ญาณอันไม่มีอะไรติดขัด นี้ ดังต่อ ไปนี้ พระพุทธะพระองค์ใด ทรงรู้ธรรมทั้งปวงมีประเภทแห่งคลอง อันจะพึงแนะนำ ๕ ประการ ฉะนั้น พระพุทธะพระองค์นั้น ชื่อว่า สัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวง, ความเป็นแห่งพระสัพพัญญู ชื่อว่า สัพพัญญุตา, ญาณคือพระสัพพัญญุตาญาณนั้น ควรกล่าวว่า สัพพัญญุ- ตาญาณ ท่านก็กล่าวเสียว่า สัพพัญญุตญาณ. จริงอยู่ ธรรมทั้งปวง ต่างโดยเป็นสังขตธรรมเป็นต้น เป็นครรลองธรรมที่จะพึงแนะนำมี ๕ อย่าง๑เท่านั้น คือ สังขาร ๑, วิการ ๑, ลักขณะ ๑. นิพพาน ๑ และ บัญญัติ ๑. ๑. ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา เรียกธรรม ๕ มีสังขารเป็นต้น นี้ว่า ไญยธรรม.
หน้า 162 ข้อ 0
คำว่า สพฺพญฺญู - รู้ธรรมทั้งปวง ความว่า สัพพัญญูมี ๕ อย่างคือ ๑. กมสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงตามลำดับ, ๒. สกิงสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงในคราวเดียวกัน, ๓. สตตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงติดต่อกันไป, ๔. สัตติสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงด้วยความสามารถ. ๕. ญาตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงที่รู้แล้ว. กมสัพพัญญุตา ย่อมมีไม่ได้ เพราะกาลเป็นที่รู้ธรรมทั้งปวงไม่ เกิดขึ้น ตามลำดับ, สกิงสัพพัญญุตา ก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ทั้งปวงได้ ในคราวเดียวกัน, สัตตสัพพัญญุตา ก็มีไม่ได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งจิตในอารมณ์ ตามสมควรแก่จิต มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น และเพราะไม่มีการประ- กอบในภวังคจิต, สัตติสัพพัญญุตา พึงมีได้ เพราะสามารถรู้ธรรมทั้งปวงโดยการ แสวงหา, ญาตสัพพัญญุตา ก็พึงมีได้ เพราะธรรมทั้งปวงรู้แจ่มแจ้งแล้ว. ข้อว่า ความรู้ธรรมทั้งปวงไม่มีในสัตติสัพพัญญุตาแม้นั้นย่อมไม่ ถูกต้อง. เพราะท่านกล่าวไว้ว่า
หน้า 163 ข้อ 0
อะไร ๆ อันพระตถาคตเจ้านั้นไม่เห็นแล้วไม่ มีในโลกนี้ อนึ่ง อะไร ๆ ที่ไม่รู้แจ้งและไม่ควรรู้ ก็ไม่มี, สิ่งใดที่ควรแนะนำมีอยู่ พระตถาคตเจ้า ได้รู้ธรรมทั้งหมดนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระตถา- คตเจ้าจึงชื่อว่า สมันตจักขุ๑. ฉะนั้น ญาตสัพพัญญุตาเท่านั้น ย่อมถูกต้อง. ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัพพัญญุตญาณนั่นแล ย่อมมีได้โดยกิจ โดยอสัมโมหะ โดยการสำเร็จ แห่งเหตุ โดยเนื่องกับอาวัชชนะ ด้วยประการฉะนี้. อารมณ์เป็น เครื่องกั้นญาณนั้นไม่มี เป็นญาณที่เนื่องด้วยอาวัชชนะนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า อนาวรณะ - ไม่มีการติดขัด, อนาวรณะ นั้นนั่น แหละ ท่านเรียกว่า อนาวรณญาณ ด้วยประการฉะนี้. คำว่า อิมานิ เตสตฺตติ าณานิ - ญาณ ๗๓ เหล่านี้ ความ ว่า ญาณทั้ง ๗๓ เหล่านี้ ท่านยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งญาณอันทั่ว ไปและไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย. คำว่า อิเมสํ เตสตฺตติยา าณานํ - แห่งญาณ ๗๓ เหล่านี้ ความว่า แห่งญาณทั้งหลาย ๗๓ ญาณเหล่านี้อันท่านกล่าวแล้ว ตั้งแต่ ๑. ขุ. มหา. ๒๔/๗๒๗.
หน้า 164 ข้อ 0
ต้น. ก็คำนี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถว่าเป็นกลุ่ม. ปาฐะว่า เตสตฺ- ตตีนํ ดังนี้ก็มี. เมื่อกล่าวว่า เตสตฺตติยา พึงทราบว่าเป็นพหุวจนะ ในรูปเอกวจนะ คำว่า สตฺตสฏฺิ าณานิ - ญาณ ๖๗ ได้แก่ ญาณ ๖๗ นับตั้งแต่ต้นมา. คำว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่พระสาวก ความว่า ชื่อว่า สาวก เพราะเกิดโดยชาติแห่งอริยะในที่สุดแห่งการฟัง, ชื่อว่า สาธารณะ เพราะการทรงไว้มีอยู่แก่ญาณเหล่านั้น, ญาณ ๖๗ นั้น เป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า สาวก- สาธารณะ - ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย. คำว่า ฉ าณานิ - ญาณ ๖ ได้แก่ ๖ ญาณที่ท่านยกขึ้น แสดงในที่สุด. คำว่า อสาธารณานิ สาวเกหิ - ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก ความว่า ญาณทั้งหลาย ๖ ญาณ เฉพาะของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ฉะนี้แล. อรรถกถาญาณกถามาติกุทเทส ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินี จบ
หน้า 165 ข้อ 1
มหาวรรค ญาณกถา ว่าด้วย ความหมายของปัญญาญาณ [๑] ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณ อย่างไร ? ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัด ธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺยา ธรรมเหล่านี้ควร รู้ยิ่งเป็นสุตมยญาณ, ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า อิเม ธมฺมา ปริญฺเยฺยา ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้... อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพา ธรรมเหล่านี้ ควรละ... อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพา ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ... ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง... ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความ เสื่อม ... ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ... ธรรมเหล่านี้ เป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ ... ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งการ ชำแรกกิเลส... สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง . . . สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... นี้ทุกขอริยสัจ ... นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ... นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ... นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (แต่ละอย่าง) เป็นสุตมยญาณ.
หน้า 166 ข้อ 1
๑. สุตมยญาณกถา อรรถกถาวิสัชนุทเทส ๑] บัดนี้ ท่านปรารภนิทเทสวารมีอาทิว่า กถํ โสตาวธา- เน ปญฺา สุตมเย าณํ - ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมา แล้ว ชื่อว่า สุตมยญาณ คืออย่างไร ? ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรม ทั้งหลายที่รวบรวมไว้ด้วยอุทเทสตามที่ได้ยกขึ้นแสดงแล้วเป็นประเภท ๆ ไป. ในนิทเทสวารนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า โสตาวธาเน ปญฺา, สุตมเย าณํ - ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว ชื่อว่า สุตมยญาณ ดังนี้ คำนี้เป็นคำถามเพื่อจะกล่าวแก้ด้วยตนเองว่า สุตมยญาณนั้นเป็นอย่างไร ? จริงอยู่ ปุจฉา - คำถามมี ๕ อย่าง คือ ๑. อทิฏฺโชตนาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะส่องความที่ยังไม่เห็น ๒. ทิฏฺสํสนฺทนาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะเทียบเคียงสิ่งที่เห็นแล้ว ๓. วิมติจฺเฉทนาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะตัดความสงสัย ๔. อนุมติปุจฺฉา - ถามเพื่อจะสอบสวนความรู้ ๕. กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา - ถามเพื่อจะตอบเอง. ความต่างกันแห่งปุจฉา ๕ อย่างนั้นมีดังต่อไปนี้ อทิฏฐโชตนาปุจฉา เป็นไฉน* ? คือ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น เพื่อจะเปรียบเทียบ เพื่อจะใคร่ครวญ เพื่อจะ ๑. ขุ. มหา. ๒๙/๗๐๐.
หน้า 167 ข้อ 1
แจ่มแจ้ง เพื่อจะเปิดเผย ซึ่งลักษณะตามปกติอันเป็นนัยไม่เคยรู้ ยังไม่ เคยเห็น ยังไม่เคยเปรียบเทียบ ยังไม่เคยใคร่ครวญ ยังไม่เคยแจ่มแจ้ง ยังไม่เคยเปิดเผย, ปุจฉานี้ ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา. ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา เป็นไฉน๑? คือ บุคคลนั้นย่อมถาม ปัญหาถึงลักษณะตามปกติที่ตนเคยรู้แล้ว เคยเห็นแล้ว เคยเปรียบ- เทียบแล้ว เคยใคร่ครวญแล้ว เคยแจ่มแจ้งแล้ว เคยเปิดเผยแล้ว เพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น ปุจฉานี้ ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนา ปุจฉา. วิมติจเฉทนาปุจฉา เป็นไฉน๒? คือ บุคคลนั้นตามปกติเป็น ผู้แล่นไปสู่ความสงสัย เป็นผู้แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง เป็นผู้แล่นไป สู่ความเห็นอันเป็นเหมือนทาง ๒ แพร่ง ย่อมถามปัญหาเพื่อตัดความ สงสัยว่า อย่างนั้นหรือหนอ ? หรือมิใช่อย่างนั้น ? อะไรหนอ ? อย่างไรหนอแลดังนี้ นี้ชื่อว่า วิมติจเฉทนาปุจฉา. อนุมติปุจฉา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหาตามความ รู้ของภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญรูปนั้นว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า, ก็ตรัสถามต่อไปว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ? เมื่อ ๑.-๒. ขุ. มหา. ๒๙/๗๐๐.
หน้า 168 ข้อ 1
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นทุกข์พระเจ้าข้า, ก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา, ควรละ หรือที่จะยึดถือคือเห็นตามว่า นั่นเป็นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็น อัตตา ตัวตนของเรา ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นไม่สมควร เลยพระเจ้าข้า๑ ดังนี้ ชื่อว่า อนุมติปุจฉา. กเถตุกัมยาปุจฉา เป็นไฉน ? คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ถามแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีพระประสงค์จะแก้เองว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลายสติปัฎฐานเหล่านี้มี ๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน๒ ? ดังนี้ ชื่อว่า กเถตุกัมยตาปุจฉา. ในบรรดาปุจฉาทั้ง ๕ เหล่านั้น ปุจฉานี้ บัณฑิตพึง ทราบว่า เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉาของพระสารีบุตรเถระ. บัดนี้ ท่านได้กล่าววิสัชนุทเทส - อุทเทสที่ตั้งไว้เพื่อจะแก้ ๑๖ ประการมีอาทิว่า ปัญญาเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ดังนี้ ชื่อว่า สุตมยญาณ ตามกเถตุกัมยตาปุจฉาที่ยกขึ้นตั้งไว้ในเบื้องต้น. บรรดาคำเหล่านี้ ปาฐเสสะ คือ พระบาลีว่า เทสยนฺตสฺส- ของผู้แสดงอยู่ ของคำว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺยา - ธรรมทั้งหลาย เหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง ดังนี้หายไป. อธิบายว่า สุตะความรู้ที่ทรงจำธรรม ๑. วิ. มหา ๔/๒๑. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๗๗๖.
หน้า 169 ข้อ 1
ที่ได้ฟังแล้ว ชื่อว่า โสตาวธาน ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในก่อนของ พระศาสดาหรือของเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ควรเคารพ แสดงอยู่ซึ่งธรรมว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อันพระโยคีบุคคลควรรู้ยิ่ง ดังนี้, ปัญญาเป็น เครื่องรู้โสตาวธานนั้น คือปัญญาเป็นเครื่องรู้สุตะนั้น ได้แก่ ปัญญา อันทำการกำหนดรู้ซึ่งปริยาย ชื่อว่า สุตมยญาณ. คำว่า ตํปชานนา - เป็นเครื่องรู้ซึ่งสุตะนั้น เป็นฉัฏฐีตัป- ปุริสสมาส วิเคราะห์ว่า ตสฺส ปชานนา - เป็นเครื่องรู้ซึ่งสุตะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง เป็นทุติยาวิภัตติด้วยสามารถแห่งวิภัตติวิปลาสว่า ตํ ปชา- นนา ดังนี้. ก็คำว่า อภิญฺเยฺยา - ควรรู้ยิ่ง ความว่า ควรรู้ด้วยสามารถ แห่งการรู้ซึ่งสภาวลักษณะ คือด้วยอาการแห่งปัญญาในมหากุศลญาณ สัมปยุตจิต. คำว่า ปริญฺเยฺยา - ควรกำหนดรู้ ความว่า ควรรอบรู้ด้วย สามารถแห่งการรู้ซึ่งสามัญลักษณะ และด้วยสามารถแห่งการยังกิจให้ สำเร็จ. คำว่า ภาเวตพฺพา - ควรอบรม ความว่า ควรเจริญ. คำว่า สจฺฉิกาตพฺพา - ควรทำให้แจ้ง ความว่า ควรทำให้ ประจักษ์. ก็การทำให้แจ้งมี ๒ อย่างคือ การทำให้แจ้งด้วยการได้
หน้า 170 ข้อ 1
เฉพาะ ๑ การทำให้แจ้งด้วยการทำให้เป็นอารมณ์ ๑. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าฝ่ายเสื่อม กล่าวคือเป็นไป ในฝ่ายแห่งความเสื่อมด้วยสามารถแห่งการกำเริบขึ้นแห่งธรรมอันเป็น ข้าศึก ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า หานภาคิยา - อัน เป็นส่วนแห่งความเสื่อม. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าในฝ่ายดำรงอยู่ กล่าวคือตั้ง อยู่ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งสติตามสมควรแก่ธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า ิติภาคิยา - อันเป็นส่วนแห่งการ ดำรงอยู่. ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าในฝ่ายคุณวิเศษด้วยสามารถ แห่งการบรรลุคุณพิเศษในเบื้องบน ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า วิเสสภาคิยา - อันเป็นส่วนแห่งคุณพิเศษ. ธรรมใด ย่อมชำแรก ย่อมทำลาย กองโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งยังไม่เคยจำแรก ไม่เคยทำลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า นิพ- เพธะ - ผู้ทำลาย คือ อริยมรรค, ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ย่อมจัด จำแนกเข้าในฝ่ายทำลายนั้น ด้วยสามารถแห่งการตั้งขึ้นแห่งสัญญามน- สิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา - ความเบื่อหน่าย ฉะนั้น ธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น จึงชื่อว่า นิพเพธภาคิยา - อันเป็นส่วนแห่งความเบื่อ หน่าย.
หน้า 171 ข้อ 1
คำว่า สพฺเพ สงฺขารา - สังขารทั้งปวง ได้แก่ ธรรมอัน เป็นไปกับด้วยปัจจัยทั้งปวง. ก็ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า สังขตธรรม- ธรรมอันมีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว. ธรรมเหล่าใดอันปัจจัยทั้งหลาย ปรุงแต่งขึ้น ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า สังขาร, สังขารเหล่านั้น นั่นแหละ ท่านกล่าวให้แปลกออกไปว่า สังขตา เพราะถูกปัจจัยทั้งหลาย กระทำขึ้น. รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ในอรรถกถาท่าน กล่าวว่า อภิสังขตสังขาร เพราะเกิดแต่กรรม. แม้อภิสังขตสังขาร เหล่านั้น ก็ย่อมสงเคราะห์เข้าใน สังขตสังขาร ดุจในคำเป็นต้นว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา - สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ๑ ดังนี้. สังขารทั้งหลาย องค์ธรรมได้แก่กุศลอกุศลเจตนาในภูมิ ๓ มี อวิชชาเป็นปัจจัย มาแล้วในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษ บุคคลนี้ ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา ย่อมตกแต่งสังขารอันเป็นบุญ แต่บาป๒ ดังนี้ ชื่อว่า อภิสังขรณกสังขาร. ความเพียรอันเป็นไปทางกายและทางใจ มาในคำเป็นต้นว่า คติแห่งอภิสังขารมีอยู่เท่าใด, ก็ไปเท่านั้น เหมือนกับถูกตรึงตั้งอยู่๓ ดังนี้ ชื่อว่า ปโยคาภิสังขาร. ๑. ที. มหา. ๑๐/๑๔๗. ๒. สํ. นิ. ๑๖/๑๙๑. ๓. อง. ติก. ๒๐/๔๕๔.
หน้า 172 ข้อ 1
วิตกวิจาร ปรุงแต่งวาจา มาแล้วในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนวิสาขะ- อุบาสกผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อนแต่ นั้น กายสังขารดับ ต่อไปจิตสังขารจึงดับ๑ ฉะนั้น จึงชื่อว่า วจีสัง- ขาร. อัสสาสะปัสสาสะ - ลมหายใจเข้าออก ย่อมตกแต่งกาย ฉะนั้น จึงชื่อว่า กายสังขาร. สัญญาด้วย เวทนาด้วย ย่อมตกแต่งจิต ฉะนั้น จึงชื่อว่า จิตตสังขาร. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอา สังขตสังขาร. ชื่อว่า อนิจจา - ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วกลับไม่มี. ชื่อว่า ทุกขา - เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า เบียดเบียน. คำว่า สพฺเพ ธมฺมา - ธรรมทั้งปวง ท่านกล่าวรวมเอาพระ- นิพพานเข้าไว้ด้วย. ชื่อว่า อนัตตา เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ. ในเมื่อควรจะกล่าวว่า ทุกฺขสมุทโย ทุกฺขนิโรโธ ดังนี้ ท่าน ก็ทำให้เป็นลิงควิปลาสเสียว่า ทุกฺขสมุทยํ ทุกฺขนิโรธํ ดังนี้ ดุจใน คำเป็นต้นว่า อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ดังนี้ แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมแทงตลอด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อริย- สจฺจานิ อริยสัจทั้งหลาย ดังนี้. ชื่อว่า อริยสัจ เพราะเป็นสัจจะของพระอริยเจ้าดุจดังที่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑. ม. มู. ๑๒/๕๑๐.
หน้า 173 ข้อ 1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล พระ- อริยเจ้าทั้งหลายย่อมแทงตลอด, เพราะฉะนั้น จึงเรียกกว่า อริยสัจ. ชื่อว่า อริยสัจ เพราะสำเร็จความเป็นอริยะ เพราะตรัสรู้พร้อม เฉพาะซึ่งอริยสัจทั้งหลายเหล่านั้น ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พระตถาคตเป็นพระอริยะในโลก พร้อมทั้ง เทวโลก ฯลฯ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์, เพราะ ฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ๑. และชื่อว่า อริยสัจ เพราะเป็นสัจจะอันประเสริฐ ดุจดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้แล ตาม ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นบัณฑิตจึงเรียกว่า อริยะ๒. คำว่า อริยานิ - อันประเสริฐ คือ ไม่ผิดเพี้ยน, อธิบายว่า ไม่หลอกลวง. ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๘. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๓.
หน้า 174 ข้อ 1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น, เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ๑. คำว่า สจฺจานิ - สัจจะทั้งหลาย ความว่า หากจะถามว่า อะไรเป็นอรรถของสัจจะเล่า ? ก็มีคำตอบว่า ธรรมใดไม่วิปริตดุจดังมายา เป็นธรรมที่ทำให้เข้าใจผิดพลาด ดุจพยับแดดเป็นดุจตัวตนด้วยการ คาดคะเนเอาของพวกเดียรถีย์หาสภาวะมิได้ ย่อมปรากฏแก่ผู้พิจารณา ด้วยปัญญาจักษุ, ธรรมเป็นแล เป็นโคจรของอริยญาณ โดยประการ แห่ง สันติ - ความสงบ และ นิยยาน - การนำออก จากแดนเกิด แห่งความลำบาก และโดยความเป็นจริงอันไม่วิปริต. ความเป็นจริงคือ ความแท้ความไม่วิปริตนี้ พึงทราบว่าเป็นอรรถะของสัจจะ ดุจลักษณะ แห่งไฟ และดุจปกติของโลก. ความพิสดาร ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ตามเป็นจริงว่า นี้ ทุกข์ เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น๒. ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๗. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๙๗.
หน้า 175 ข้อ 1
อีกอย่างหนึ่ง ทุกข์เป็นของทำให้ลำบาก นอกจากทุกข์ไม่ มีสิ่งใดทำให้ลำบาก สิ่งนี้จึงเรียกว่าสัจจะ เพราะ นิยามว่าทำให้ลำบาก, เว้นจากสิ่งนั้นเสียแล้ว ทุกข์ไม่มีมาจากสิ่งอื่น ด้วยเหตุที่สิ่งนั้นเป็นเหตุ แห่งทุกข์โดยแน่นอน จึงเรียกสิ่งนั้นว่าวิสัตติกา- คือตัณหาว่าเป็นสัจจะ, ความสงบอื่นจากพระนิพ- พานไม่มี เพราะฉะนั้น ความดับทุกข์จึงเป็นความ จริง ด้วยเหตุที่พระนิพพานนั้นเป็นความดับทุกข์ อย่างแน่นอน. ทางนำออกนอกจากอริยมรรคไม่มี เพราะฉะนั้น อริยมรรคจึงเป็นความจริง เพราะ เป็นความนำออกอย่างแท้จริง, เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงได้กล่าวว่า ความเป็นจริงอันไม่ วิปลาสจากความจริง ในธรรมแม้ทั้ง ๔ มีทุกข์ เป็นต้น ว่าเป็นอรรถะแห่งสัจจะเป็นพิเศษ ดังนี้. ก็ สัจจะ ศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในอรรถเป็นอเนก คือ ย่อมปรากฏในอรรถว่า วาจาสัจจะ ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคล พึงกล่าวความจริง ไม่พึงโกรธ๑ดังนี้. ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๗.
หน้า 176 ข้อ 1
ย่อมปรากฏในอรรถว่า วิรติสัจจะ ได้ในคำเป็นต้นว่า และ สมณพราหมณ์ทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในสัจจะ๑ ดังนี้. ย่อมปรากฏในอรรถว่า ทิฏฐิสัจจะ ได้ในคำเป็นต้นว่า พวก มีทิฏฐิต่างกัน ย่อมกล่าวสัจจะว่าสิ่งนี้แหละของจริง พวกนั้นจะเรียกว่า เป็นผู้ฉลาดเหมือนกันหมดหรืออย่างไร๒ ? ดังนี้. ย่อมปรากฏในอรรถว่า ปรมัตถสัจจะ คือนิพพาน และมรรค ในคำเป็นต้นว่า สัจจะมีเพียงอย่างเดียว สัจจะที่ ๒ ไม่มี ซึ่งเป็นเหตุ ให้ผู้รู้โต้เถียงกัน๓. ย่อมปรากฏใน อริยสัจ ในคำเป็นต้นว่า สัจจะ ๔ เป็นกุศล เท่าไร ? เป็นอกุศลเท่าไร๔ ? ดังนี้. แม้ในที่นี้ สัจจ ศัพท์นี้นั้น ย่อมเป็น ไปในอรรถว่า อริยสัจ ฉะนี้แล. อรรถกถาพรรณนาแห่งวิสัชนุทเทส อันท่านสงเคราะห์แล้วในนิทเทสวาระ จบ ๑. ขุ. ชา. ๒๘/๓๕๘. ๒.-๓. ขุ. สุ. ๒๕/๔๑๙. ๔. ขุ. ป. ๓๑/๕๕๑.
หน้า 177 ข้อ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9
อภิญเญยยนิทเทส [๒] ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็น เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็น สุตมยญาณอย่างไร ? ธรรมอย่างหนึ่งควรรู้ยิ่ง คือ สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ธรรม ๒ ควรรู้ยิ่ง คือ ธาตุ ๒ ธรรม ๓ ควรรู้ยิ่ง คือ ธาตุ ๓ ธรรม ๔ ควรรู้ยิ่ง คือ อริยสัจ ๔ ธรรม ๕ ควรรู้ยิ่ง คือ วิมุตตายนะ ๕ ธรรม ๖ ควรรู้ยิ่ง คือ อนุตตริยะ ๖ ธรรม ๗ ควรรู้ยิ่ง คือ นิททสวัตถุ - เหตุที่พระขีณาสพนิพ- พานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป ๗ ธรรม ๘ ควรรู้ยิ่ง คือ อภิภายตนะ-อารมณ์แห่งญาณอันฌายี บุคคลครอบงำไว้ ๘ ธรรม ๙ ควรรู้ยิ่ง คือ อนุปุพพวิหาร ๙ ธรรม ๑๐ ควรรู้ยิ่ง คือ นิชชรวัตถุ - เหตุกำจัดมิจฉาทิฏฐิ เป็นต้น ๑๐. [๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง คืออะไร ? คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุข- เวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย (แต่ละอย่าง ๆ) ควรรู้ยิ่ง หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควร รู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ โทตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมา- รมณ์ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสต สัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กาย- สัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสูญญา ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๕] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๖] ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อ ในกระดูก. ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ควรรู้ ยิ่งทุกอย่าง. [๗] จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธรรมยตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุ- วิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัส- สินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์ น็เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ) อัญญินทรีย์ ( อินทรีย์ของผู้รู้ จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ) อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์ของพระ- ขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ) ควรรู้ยิ่ง ทุกอย่าง. [๘] กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๙] เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.
หน้า 178 ข้อ 9
๒. อรรถกถาอภิญเญยยนิทเทส ว่าด้วย อภิญเญยยธรรม ๒] บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้แสดงนิทเทสวารมี อาทิว่า กถํ อิเม ธมฺมา อภิญฺเยฺย - ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควร รู้ยิ่ง อย่างไร ? ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรมอันท่านรวบรวมไว้ใน วิสัชนุทเทส เป็นประเภท ๆ ไป. ในคำเหล่านั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ยกวิสัชนาข้อละ ๑๐ ๆ ตั้งแต่ด้นด้วยสามารถแห่งเอกนิทเทสเป็นต้นไป ในคำทั้ง ๕ มี คำแสดงธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น ขึ้นแสดงเทียบเคียง โดยปริยายแห่ง ทสุตตรสูตร. อรรถกถาเอกนิทเทส ว่าด้วย อาหาร บรรดาคำทั้ง ๕ นั้น ในเบื้องแรก คำว่า สพฺเพ สตฺตา- สัตว์ทั้งปวง ในอภิญเญยยนิทเทส ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ใน ภพทั้งปวง คือในกามภพเป็นต้น ในสัญญาภพเป็นต้น และในเอกโว- การภพเป็นต้น.
หน้า 179 ข้อ 9
คำว่า อาหารฏฺิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง ความว่า การดำรง อยู่ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เพราะอาหาร ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาหา- รฏฺิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง. ก็ในคำว่า ิติ - การดำรงอยู่นี้ ท่านประสงค์เอา ความมีอยู่ ในขณะของตน. ชื่อว่า อาหาร เพราะเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่แห่งสัตว์ทั้งปวง เป็นธรรมอันหนึ่ง เป็นธรรมควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง. ครั้นรู้ปัจจัย แล้ว ก็เป็นอันรู้ปัจจยุปบัน - ธรรมเกิดแต่ปัจจัย เพราะปัจจัยและ ปัจจยุปบันทั้ง ๒ นั้นเพ่งความอาศัยกันและกัน. ญาตปริญญา เป็น อันท่านกล่าวแล้วด้วยคำนั้น. ถามว่า ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า อสัญญ- สัตตาเทวา - อสัญญสัตตาพรหม ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ๑ ดังนี้เป็นต้น คำนั้นจะมิผิดไปหรือ ? ตอบว่า คำที่ท่านกล่าวนั้นไม่ผิด เพราะฌานเป็นอาหารของ อสัญญสัตตาเทวาเหล่านั้น. ถามว่า ถึงแม้เป็นอย่างนั้น คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหารทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ เพื่อความตั้งอยู่แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้ว เพื่อ อนุเคราะห์แก่เหล่าสัมภเวสี. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๙๙.
หน้า 180 ข้อ 9
อาหาร ๔ เป็นไฉน ? คือ กพฬีการาหาร - อาหารคือคำข้าว เป็นอาหารหยาบหรือละเอียด, ผัสสะ - อาหารคือผัสสะ เป็นที่ ๒, มโนสัญเจตนา - อาหารคือเจตนา เป็นที่ ๓, วิญญาณ - อาหารคือ วิญญาณ เป็นที่๑ ๔ ดังนี้ ก็ย่อมผิด. ตอบว่า ถึงแม้คำนั้นก็ไม่ผิด. เพราะในพระสูตร ตรัสไว้โดย นิปริยายว่า ธรรมทั้งหลายมีอาหารเป็นลักษณะแล ชื่อว่า อาหาร แต่ในที่นี้ตรัสโดยปริยายว่า ปัจจัยชื่อว่า อาหาร. เพราะสังขตธรรม ทั้งปวง ได้ปัจจัย ย่อมควร ก็ปัจจัยนั้นย่อมยังผลใด ๆ ให้เกิดขึ้น ชื่อว่าย่อมนำมาซึ่งผลนั้น ๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อาหาร. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อวิชชา เราก็ กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า ไม่มีอาหาร ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา, ควรกล่าวว่านิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชา. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อะไรเล่าเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕. ฯลฯ ควรกล่าวว่า อโยนิโสมนสิการเป็นอาหารของนิวรณ์ดังนี้เป็น๒ต้น. อาหารดังกล่าวแล้วนี้ ประสงค์แล้วในที่นี้. ๑. สํ. นิ. ๑๖/๒๘. ๒. องฺ ทสก. ๒๔/๖๑.
หน้า 181 ข้อ 9
ครั้นถือเอาอาหารคือปัจจัยแม้นี้ อาหารทั้งโดยปริยาย และ อาหารทั้งโดยนิปริยาย ก็เป็นอันถือเอาทั้งหมด. ในคำนั้น ปัจจยาหาร ย่อมได้ในอสัญญีภพ. จริงอยู่เมื่อ พระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น พวกที่บวชเป็นเดียรถีย์ทำบริกรรม ในวาโยกสิณ ยังจตุตถฌานให้เกิดขึ้นออกจากฌานนั้นแล้ว ก็เห็นว่า จิตนี้ เป็นของน่าติเตียนมาก ความไม่มีจิตเสียเลย เป็นการดี. เพราะ ทุกข์มีการฆ่าและจองจำเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจิต, เมื่อไม่มี จิตทุกข์นั้นก็ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงเกิดความยินดีพอใจ ฌานไม่เสื่อม ทำกาละแล้วเกิดในอสัญญีภพ. ผู้ใดตั้งอยู่ในอิริยาบถใดในมนุษย์ ผู้นั้น ก็ย่อมเกิดด้วยอิริยาบถนั้นสถิตอยู่ตลอด ๕๐๐ กัป. เป็นเหมือนนอน นั่ง หรือยืนตลอดกาลยาวนานมีประมาณเพียงนั้น. ก็ปัจจยาหารย่อมได้แก่ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น. เพราะสัตว์เหล่านั้นเจริญฌานใดแล้วเกิด ฌาน นั้นก็เป็นปัจจัยแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เหมือนลูกศรที่ยิงไปด้วยกำลัง แห่งสายธนู กำลังสายธนูมีกำลังเพียงใด ก็ไปได้เพียงนั้น ฉันใด กำลังฌานปัจจัยมีประมาณเพียงใด ก็สถิตอยู่ได้เพียงนั้น ฉันนั้น. เมื่อกำลังฌานปัจจัยสิ้นแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็จุติ ดุจลูกศรที่มีกำลังสิ้น แล้วฉะนั้น. ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นผู้เกิดในนรก สัตว์เหล่านั้นท่านกล่าวว่า ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความเพียร ไม่เป็นผู้มีชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งบุญเลย,
หน้า 182 ข้อ 9
อะไรเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นเล่า ? กรรมนั่นแลเป็นอาหารของ สัตว์เหล่านั้นดังนี้. ถามว่า อาหารมี ๕ อย่างหรือ ? ตอบว่า คำนี้ไม่พึงกล่าวว่า มี ๕ หรือมิใช่ ๕ ดังนี้. วาทะว่า ปัจจัยเป็นอาหาร ท่านกล่าวไว้ แล้วมิใช่หรือ เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดในนรกด้วยกรรมใด, กรรมนั้นนั่นแหละเป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้น เพราะเป็นปัจจัยแห่ง การดำรงอยู่. คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาคำใด คำนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้แล้วว่า ก็สัตว์นรกยังไม่ทำกาละตราบเท่าที่บาปกรรมยังไม่ สิ้น๑. เพราะฉะนั้น คำว่า อาหารฏฺิติกา - มีอาหารเป็นที่ตั้ง จึง มีความว่า มีปัจจัยเป็นที่ตั้ง. ก็ในคำนี้ว่า เพราะปรารภกพฬีการาหาร ไม่พึงทำการกล่าวให้แตกต่างกันไป เพราะว่า ถึงแม้น้ำลายที่เกิดใน ปากก็สำเร็จกิจเป็นอาหารแก่สัตว์เหล่านั้นใด. จริงอยู่ น้ำลายก็เป็น ปัจจัยแก่พวกเกิดในนรกซึ่งเสวยทุกขเวทนา และแก่พวกเกิดในสวรรค์ ซึ่งเสวยสุขเวทนา. ในกามภพมีอาหาร ๔ โดยตรง, ในรูปภพและอรูปภพ เว้น อสัญญีภพเสีย นอกนั้นมีอาหาร ๓. อสัญญีภพและภพนอกนี้เป็น มี ปัจจยาหาร ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ด้วยอาหารดังกล่าวมาแล้วนี้. ๑. องฺ.ติก. ๒๐/๔๒๗.
หน้า 183 ข้อ 9
คำว่า สพฺเพ สตฺตา - สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็น บุคลา- ธิฏฐานธรรมเทสนา, อธิบายว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง จริงอยู่ เทสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งธรรมะ และ บุคคล คือ ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑ ธรรมธิฏฐานบุคคลเทสนา ๑ บุคลาธิฏฐานบุคคลเทสนา ๑ บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา ๑. ธรรมาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นเทสนาว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว ย่อมควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรม แล้ว ย่อมควรแก่การงาน๑. ธรรมธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ จะพึงยึดถือสังขารไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้๒. ๑. องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓. ๒. องฺ.เอกก. ๒๐/๑๕๓.
หน้า 184 ข้อ 9
บุคลาธิฏฐานบุคลเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลคนเดียวเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อควานสุขแต่ชนเป็นอันมาก เพื่อ อนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย๑. บุคลาธิฏฐานธรรมเทสนา เช่นแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งจักษุใหญ่ย่อมมี เพราะความปรากฏขึ้นแห่ง บุคคลคนเดียว๒. ในเทสนา ๔ เหล่านั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา บุคลา- ธิฏฐานธรรมเทสนา. ควรทราบว่า ท่านแสดงศัพท์คือ ธรรมะ ด้วย สัตตะศัพท์ เพราะมุ่งธรรมเท่านั้น ตั้งแต่ต้นจนถึงหมวด ๑๐, อีก อย่างหนึ่งพึงทราบว่า ท่านแสดงศัพท์คือ สัตตะ โดยวิเศษ เพราะพึงเข้า ไปใคร่ครวญ ธรรม อันนับเนื่องในสันดานของสัตว์ได้ตามสภาวะด้วย ญาณอันยิ่ง หรือควรทราบว่า สังขารทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า สัตว์ โดย ผโลปจารนัย เพราะเป็นเพียงบัญญัติว่าสัตว์ดังนี้ ก็เพราะอาศัยสังขาร ทั้งหลาย. สัตว์ไร ๆ ชื่อว่า ตั้งอยู่ด้วยปัจจัยนั้นไม่มีเลย ในที่ไหน ๆ ๑. องฺ. เอกก. ๒๐/๑๙๒. ๒. องฺ.เอกก. ๒๐/๑๔๔.
หน้า 185 ข้อ 9
ก็มีแต่สังขารทั้งนั้น, แต่ท่านเรียกอย่างนี้ ด้วยสามารถแห่งโวหาร. ญาตปริญญา เป็นอันท่านกล่าวไว้ด้วยคำนี้ ด้วยประการฉะนี้. อรรถกถาทุกนิทเทส ว่าด้วย ธาตุ ๒ คำว่า เทฺว ธาตุโย - ธาตุ ๒ ได้แก่ สังขตธาตุ ๑ อสังขต- ธาตุ ๑. บรรดาธาตุทั้ง ๒ นั้น ขันธ์ ๕ อันปัจจัยเป็นอเนกปรุงแต่ง แล้ว ชื่อว่า สังขตธาตุ, พระนิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ แล้ว ชื่อว่า อสังขตธาตุ. อรรถกถาติกนิทเทส ว่าด้วย ธาตุ ๓ คำว่า ติสฺโส ธาตุโย - ธาตุ ๓ ได้แก่ กามธาตุ ๑. รูปธาตุ ๑, อรูปธาตุ ๑. บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น กามธาตุเป็นไฉน ? ในเบื้องต่ำมีอเวจีนรกเป็นที่สุด, ในเบื้องบนมีปรนิมมิตวสวัตดี
หน้า 186 ข้อ 9
เทวโลกเป็นที่สุด ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ ที่นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่ากามธาตุ๑. บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น รูปธาตุเป็นไฉน ? ในเบื้องต่ำมีพรหม- โลกเป็นที่สุด ในเบื้องบนมีอกนิฏฐพรหมโลกเป็นที่สุด สภาวธรรม ทั้งหลายคือจิตและเจตสิก ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติก็ดี ของผู้เกิดแล้วก็ดี ของผู้อยู่ด้วยสุขวิหารธรรมในปัจจุบันก็ดี ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่ารูปธาตุ๒. บรรดาธาตุทั้ง ๓ นั้น อรูปธาตุเป็นไฉน ? ในเบื้องต่ำมีอากา- สานัญจายตนะพรหมโลกเป็นที่สุด ในเบื้องบนมีเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะพรหมโลกเป็นที่สุด สภาวธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกของ ผู้เข้าสมาบัติก็ดี ของผู้เกิดแล้วก็ดี ของผู้อยู่ด้วยสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน ก็ดี ที่ท่องเที่ยวไปในระหว่างนี้ นับเนื่องในระหว่างนี้, นี้เรียกว่า อรูปธาตุ๓. แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า กามภพ ชื่อว่า กามธาตุได้ ขันธ์ ๕, รูปภพ ชื่อว่า รูปธาตุ ได้ขันธ์ ๕, อรูปภพ ชื่อว่า อรูปธาตุ ได้ขันธ์ ๔. นี้ ประกอบโดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร. ๑. อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๒. ๒. อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๔. ๓. อภิ.สํ. ๓๔/๘๓๐.
หน้า 187 ข้อ 9
ส่วนในปริยายแห่งสังคีติสูตรว่า ถึงแม้ธาตุทั้งหลายที่ท่านกล่าวไว้ ว่า กุสลธาตุมี ๓ คือ เนกขัมธาตุ ๑, อัพยาปาทธาตุ ๑, อวิหิงสา- ธาตุ ๑. ธาตุ ๓ อื่นอีก คือ รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ นิโรธธาตุ ๑. ธาตุ ๓ อื่นอีก คือ หีนาธาตุ ๑ มัชฌิมาธาตุ ๑ ปณีตาธาตุ ๑๑. ก็ย่อมประกอบในที่นี้. ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ นี้เรียกว่า เนกขัมธาตุ, กุสลธรรมแม้ทั้งหมด ก็ เรียกว่า เนกขัมธาตุ. ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยอัพยาปาทะ ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ เรียกว่า อัพยาปาทธาตุ, ความมีไมตรี อาการที่มี ไมตรี สภาพที่มีไมตรี ในสัตว์ทั้งหลายเมตตาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า อัพยาปาทธาตุ. ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วยอวิหิงสา ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ เรียกว่า อวิหิงสาธาตุ, ความกรุณา อาการที่กรุณา สภาพที่กรุณา ในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติ นี้เรียกว่า อวิหิงสา- ธาตุ๒. รูปธาตุและอรูปธาตุได้กล่าวไว้แล้วแล. นิพพาน เรียกว่า นิโรธธาตุ. อกุสลจิตตุปบาท ๑๒ เรียกว่า หีนาธาตุ, ธรรมที่เป็นไป ๑. ที.ปา. ๑๑/๒๒๘. ๒. อภิ.วิ. ๓๕/๑๒๒.
หน้า 188 ข้อ 9
ในภูมิ ๓ ที่เหลือ เรียกว่า มัชฌิมาธาตุ, โลกุตรธรรม ๙ เรียกว่า ปณีตาธาตุ. ก็ธรรมแม้ทั้งหมด เรียกว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า ไม่ใช่ชีวะ. อรรถกถาจตุกนิทเทส ว่าด้วย อริยสัจ ๔ คำว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ - อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกขอริย- สัจ ๑, ทุกขสมุทยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาอริยสัจ ๑. วรรณนาแห่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้ จักมีแจ้งใน วิสัชนาแห่งสัจจะแล. อรรถกถาปัญจกนิทเทส ว่าด้วย วิมุตตายตนะ ๕ คำว่า ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ - วิมุตตายตนะ ๕ ความว่า เหตุแห่งการพ้น ๕ ประการเหล่านี้ คือ การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่น แสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ๑, การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับ มาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น ๑, การสาธยายธรรมที่ตน ได้สดับมาแล้ว ๑, การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ ๑,
หน้า 189 ข้อ 9
อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ เป็นต้น ๑. ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อน สพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่ การเคารพ แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นย่อม เข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดา หรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรแก่การ เคารพ แสดงธรรมแก่ภิกษุ, เมื่อภิกษุนั้น เข้าใจ อรรถ เข้าใจธรรม ก็ย่อมเกิดความปราโมทย์, เมื่อ เกิดความปราโมทย์แล้ว ปีติก็ย่อมเกิด, เมื่อใจ สหรคตด้วยปีติ กายย่อมสงบ, ผู้มีกายสงบก็ย่อม เสวยสุข, เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น, นี้เป็นวิมุต- ตายตนะข้อที่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ- ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมไม่ได้แสดงธรรม แก่ภิกษุเลย แต่ว่า ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้
หน้า 190 ข้อ 9
สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดย พิสดาร ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรม นั้นที่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้ เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เมื่อภิกษุ เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. นี้เป็นวิมุตตายตนะ ข้อที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ- ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงตามที่ได้สดับมา ตามที่ ที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ก็แก่ ว่าภิกษุย่อมทำการสาธยายตามที่ได้สดับมา ตามที่ ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมตามที่ได้ สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เมื่อ ภิกษุเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตา- ยตนะข้อที่ ๓.
หน้า 191 ข้อ 9
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ- ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรม แก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร แม้ ภิกษุก็ไม่ได้ทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร ก็แต่ว่าภิกษุย่อม ตรึกตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ ได้เล่าเรียนมาด้วยใจ ภิกษุย่อมเข้าใจอรรถ เข้า ใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมีสุข จิต ย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระ- ศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควร แก่การเคารพรูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมาแก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ภิกษุก็ไม่ได้สาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ตรึก- ตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้
หน้า 192 ข้อ 9
เล่าเรียนมาด้วยใจ ก็แต่ว่าสมาธินิมิตอย่างใดอย่าง หนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา ภิกษุ ย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมนั้น ตามที่ได้เล่าเรียน สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจ ด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา เมื่อภิกษุเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดความ ปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจสหรคตด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกาย สงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อม ตั้งมั่น. นี้เป็นวิมุตตายตนะข้อที่ ๕ ดังนี้แล๑. อรรถกถาฉักกนิทเทส ว่าด้วย อนุตริยะ ในคำนี้ว่า ฉ อนุตฺตริยานิ - อนุตริยะ ๖ มีความว่า คุณ อันยิ่งกว่าธรรมชาติเหล่านั้น ไม่มี ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อนุตระ อนุตระนั่นแหละ ชื่อว่า อนุตริยะ, อธิบายว่า เป็นธรรมชาติ อันประเสริฐ. สมจริงดังพระดำรัสอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑. องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๒๖.
หน้า 193 ข้อ 9
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุตริยะ ๖ ประการนี้. ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ - ๑. ทัสนานุตรียะ - การเห็นอันประเสริฐ, ๒. สวนานุตริยะ - การฟังอันประเสริฐ, ๓. ลาภานุตริยะ - การได้อันประเสริฐ, ๔. สิกขานุตริยะ - การศึกษาอันประเสริฐ, ๕. ปาริจริยานุตริยะ - การบำรุงอันประเสริฐ, ๖. อนุสตานุตริยะ - อนุสติอันประเสริฐ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ ทัสนานุตริยะ เป็น ไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก นี้ ย่อมไปเพื่อจะดูช้างแก้วบ้าง, ม้าแก้วบ้าง, แก้วมณีบ้าง, ของใหญ่ของเล็ก, หรือสมณพรหมณ์ ผู้เห็นผิด, ผู้ปฏิบัติผิด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทัสนะมีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ก็แต่ว่า ทัสนะนี้นั้นแล เป็นทัสนะอัน เลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน มิใช่ ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่
หน้า 194 ข้อ 9
เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อ ความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคล ใดมีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่ หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปเพื่อใจเห็น ตถาคต หรือสาวกของตถาคต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าว ล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่ง ทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้ แจ้งซึ่งพระนิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธา ไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ไปเห็นพระ- ตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ทัสนานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ เป็นดังนี้. ก็ สวนานุตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไปเพื่อ ฟังเสียงกลองบ้าง เสียงพิณบ้าง เสียงเพลงบ้าง
หน้า 195 ข้อ 9
หรือเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ ย่อมไปเพื่อฟังธรรมของ สมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย การฟังนี้มีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี ก็ แต่ว่าการฟังนี้ เป็นการฟังอันเลว ฯลฯ ไม่เป็น ไปเพื่อพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วน บุคคลใดแลมีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มี สัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมไป เพื่อฟังธรรมของตถาคต หรือของสาวกของตถาคต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การฟังนี้ประเสริฐกว่าการฟัง ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความ เลื่อมใสยิ่ง ย่อมไปฟังธรรมของตถาคตหรือของ สาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า สานานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ เป็นดังนี้. ก็ ลาภานุตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน ภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมได้บุตรบ้าง
หน้า 196 ข้อ 9
ภรรยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือลาภมากบ้าง น้อยบ้าง หรือได้สัทธาในสมณพราหมณ์ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติ ผิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภคือการได้นี้มีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า ไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ แต่ว่า ลาภคือการได้นี้เป็นลาภเลว ฯลฯ ไม่เป็น ไปเพื่อพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วน บุคคลใดแล เป็นผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้ สัทธาในพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภคือการได้นี้เป็นลาภอัน ประเสริฐกว่าลาภทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความ บริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้ แจ้งซึ่งพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธา ไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมได้สัทธาใน พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า ลาภานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตริยะ เป็นดังนี้.
หน้า 197 ข้อ 9
ก็ สิกขานุตตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมศึกษา ศิลปะเกี่ยวกับช้างบ้าง ม้าบ้าง รถบ้าง ธนูบ้าง ดาบบ้าง หรือศึกษาศิลปะชั้นสูงชั้นต่ำ ย่อมศึกษา ต่อสมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้มีอยู่, เรามิได้ กล่าวว่า การศึกษานี้ไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าการศึกษานั้น เป็นการศึกษาที่เลว ฯลฯ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุคคลใดมีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มี สัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษา อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรม วินัยอันตถาคตประกาศแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การศึกษานี้ประเสริฐกว่าการศึกษาทั้งหลาย ย่อม เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มี สัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมศึกษา อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง ในธรรมวินัย
หน้า 198 ข้อ 9
อันตถาคตประกาศแล้วนี้ เราเรียกว่า สิกขานุต- ริยะ. ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุต- ริยะ สิกขานุตริยะ เป็นดังนี้. ก็ ปาริจริยานุตริยะ เป็นอย่างไร ? ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมบำรุง กษัตริย์บ้าง, พราหมณ์บ้าง, คฤหบดีบ้าง, ก็หรือ ว่า ย่อมบำรุงบุคคลชั้นสูงและต่ำ, หรือย่อมบำรุง สมณพราหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การบำรุงนี้มีอยู่ เรามิได้ กล่าวว่า การบำรุงไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ การบำรุงนี้แล เป็นการบำรุงอันเลว ฯลฯ ไม่เป็น ไปเพื่อพระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่า บุคคลใดแล ผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุง พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย การบำรุงนี้ประเสริฐกว่าการบำรุงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิแห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความ
หน้า 199 ข้อ 9
รักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมบำรุงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. นี้ เราเรียกว่า ปาริจริยานุตริยะ. ทัสนานุตริยะ สวนานุตริยะ ลาภานุตริยะ สิกขานุตริยะ ปาริจริยานุตริยะ เป็นดังนี้. ก็ อนุสตานุตริยะ เป็นอย่างไร ?, ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมระลึก ถึงการได้บุตรบ้าง การได้ภรรยาบ้าง การได้ทรัพย์ บ้าง ก็หรือว่า ย่อมระลึกถึงการได้มากบ้าง น้อย บ้าง, หรือระลึกถึงสมณพรหมณ์ผู้มีความเห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การระลึกถึงนี้ มีอยู่ เรามิได้กล่าวว่า การระลึกถึงนี้ไม่มี. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย แต่ว่า การระลึกถึงนี้นั้นแล เป็น การระลึกถึงอันเลว ฯลฯ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อ พระนิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าบุคคล ใดแล ผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธา ไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึง พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต. ดูก่อนภิกษุ
หน้า 200 ข้อ 9
ทั้งหลาย การระลึกถึงนี้ประเสริฐกว่าการระลึกถึง ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ ทั้งหลาย ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีสัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีสัทธาไม่หวั่นไหว มีความ เลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของ พระตถาคต. นี้ เราเรียกว่า อนุสตานุตริยะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้คือ อนุตริยะ ๖ ฉะนี้แล๑. อรรถกถาสัตตกนิทเทส ว่าด้วย นิททสะ ในคำว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ นี้ มีความว่า ทสะ แปลว่า ๑๐ ไม่มีแก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า นิททสะ, วัตถุคือเหตุแห่ง นิททสะคือความเป็นแห่งนิททสะ ชื่อว่า นิททสวัตถุ. จริงอยู่ พระขีณาสพ ปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๑๐ ก็ไม่ ชื่อว่า มีพรรษา ๑๐ อีก เพราะไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไป ฉะนั้น ท่านจึง ๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๐๑.
หน้า 201 ข้อ 9
เรียกว่า นิททสะ ไม่มีพรรษา ๑๐. และไม่มีพรรษา ๑๐. อย่างเดียวเท่า นั้นก็หาไม่ แม้พรรษา ๙ ก็ไม่มี ฯลฯ แม้กาลสักว่าครู่เดียวก็ยังไม่มี. พระขีณาสพปรินิพพานในกาลที่มีพรรษา ๑๐ เท่านั้นก็หาไม่ แม้ปริ- นิพพานในกาลที่มีพรรษา ๗ ก็ไม่ชื่อว่ามีพรรษา ๗ ไม่มีพรรษา ๑๐ ไม่ มีกาลแม้สักครู่เดียว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยกเอาโวหารอันเกิดใน ลัทธิเดียรถีย์มาไว้ในพระศาสนา แล้วทรงแสดงความไม่มีแห่งพระขีณา- สพผู้เช่นนั้นในลัทธิเดียรถีย์นั้น, และความมีอยู่แห่งพระขีณาสพผู้เช่น นั้นในศาสนานี้ จึงตรัสเหตุแห่งความมีอยู่แห่งพระขีณาสพผู้เช่นนั้นว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ - วัตถุแห่งนิททสะ ๗. ดุจดังพระผู้มีพระภาค- เจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการ นี้. ๗ ประการเป็นไฉน ? คือ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย นี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทาน สิกขาและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการ สมาทานสิกขา. ๒. เป็นผู้ได้ความยินดีอย่างแรงกล้าในการ ใคร่ครวญธรรมและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก
หน้า 202 ข้อ 9
ไปในการใคร่ครวญธรรมต่อไป. ๓. เป็นผู้ยินดีอย่างแรงกล้าในการกำจัด ความอยาก และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก ไปในการกำจัดความอยากต่อไป. ๔. เป็นผู้มีความยินดีอย่างแรงกล้าในการ หลีกเร้น และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไป ในการหลีกเร้นต่อไป. ๕. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเริ่ม ความเพียร และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจาก ไปในการเริ่มความเพียรต่อไป. ๖. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความ เป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว และเป็นผู้มี ความรักอันไม่ปราศจากไปในความเป็นผู้มีสติปัญ- ญาเป็นเครื่องรักษาตัวต่อไป. ๗. เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการ แทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้มีความรักอันไม่ ปราศจากไปในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ ต่อไป.
หน้า 203 ข้อ 9
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้แล*. แม้พระเถระครั้นยกเทศนาอย่างนั้นขึ้นกล่าวว่า สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ - นิททสวัตถุ ๗ ดังนี้. อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส ว่าด้วย อภิภายตนะ ๘ ในคำว่า อฏฺ อภิภายตนานิ - อภิภายตนะ ๘ นี้ มีความ ว่า อายตนะทั้งหลายครอบงำฌานเหล่านั้น ฉะนั้น ฌานเหล่านั้นจึง ชื่อว่า อภิภายตนะ. คำว่า อายตนานิ ความว่า ฌานมีกสิณเป็น อารมณ์กล่าวคืออายตนะเพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งอันยิ่ง. อธิบายว่า ก็บุคคลผู้มีญาณอันยิ่ง ผู้มีญาณแกล้วกล้าคิดว่า อัน เราพึงเข้าในอารมณ์นี้ เพราะเหตุไร ? ภาระในการทำจิตให้เป็นเอกัคค- ตา ไม่มีแก่เราดังนี้ แล้วครอบงำอารมณ์เหล่านั้นเสียเข้าสมาบัติ, ยัง อัปปนาให้เกิดขึ้นในอารมณ์นี้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งนิมิต. ฌานที่ ให้เกิดขึ้นโดยประการอย่างนี้ ท่านเรียกว่า อภิภายตนะ. อภิภายตนะ ๘ เป็นไฉน ? ๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๘.
หน้า 204 ข้อ 9
๑. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็น รูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๑. ๒. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็น รูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๒. ๓. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำ รูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เรา เห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๓. ๔. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๔.
หน้า 205 ข้อ 9
๕. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว, ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว, หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมือง พาราณสี มีส่วนทั้งสอง เกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง มีความ สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มี วรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ฉันนั้น เหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความ สำคัญอย่างนี้ เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะ ที่ ๕. ๖. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลือง ล้วน มีรังสีเหลือง, ดอกกรรณิกาอันเหลือง มี วรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง, หรือว่า ผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยง- เหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง แม้ฉันใด, ผู้ใดมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลือง
หน้า 206 ข้อ 9
ล้วน มีรังสีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูป เหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เรา เห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๖. ๗. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มี รังสีแดง, ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง, หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมือง พาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง มีความ สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มี วรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ฉันนั้นเหมือน กัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๗. ๘. ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็น รูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มี รังสีขาว, ดาวประกายพรึกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว, หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมือง พาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว แม้ฉันใด, ผู้หนึ่ง มีความ
หน้า 207 ข้อ 9
สำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มี วรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น, นี้ เป็น อภิภายตนะที่ ๘๑. อรรถกถานวกนิทเทส ว่าด้วย อนุปุพพวิหารธรรม ๙ คำว่า นว อนุปุพฺพวิหารา - อนุปุพพวิหาร ๙ มีความว่า ภาย หลังแห่งธรรมมีในก่อน ๆ ชื่อว่า อนุปุพพะ - ตามลำดับ, วิหาระ - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ ชื่อว่า อนุปุพพวิหาระ เพราะเป็นธรรม อันพระโยคีบุคคลพึงอยู่ คือพึงเข้าอยู่ตามลำดับ, อธิบายว่า ธรรมเป็น เครื่องอยู่อันพระโยคีบุคคลพึงเข้าอยู่ตามลำดับ. อนุปุพพวิหารธรรม ๙ เป็นไฉน ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัย นี้เข้าปฐมฌาน สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย มี วิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ๑. ที. ปา. ๑๑/๓๔๙.
หน้า 208 ข้อ 9
๒. ภิกษุ เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ ก็ เข้าทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายใน มีอารมณ์เป็นเอโกทิภาพ - ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่. ๓. ภิกษุ เข้าตติยฌานอันปราศจากปีติอยู่ ด้วยอุเบกขา, สติ, สัมปชัญญะเสวยสุขทางกาย ซึ่งพระอริยะทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา, มี สติ, มีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขดังนี้. ๔. ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์ดับโสมนัส โทมนัสในก่อนเสียได้ จึงเข้าจตุตถฌานอันไม่มี ทุกข์และสุข บริสุทธิด้วยอุเบกขาและสติอยู่. ๕. ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆ- สัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาได้โดยประการทั้ง ปวง จึงเข้าอากาสานัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า อนนฺโต อากาโส - อากาสไม่มีที่สุดอยู่. ๖. ภิกษุ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าวิญญาณัญจายตนะด้วย บริกรรมว่า อนนฺตํ วิญฺาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุด อยู่.
หน้า 209 ข้อ 9
๗. ภิกษุ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากิญจัญญายตนะด้วย บริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจิ -นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มี อยู่. ๘. ภิกษุ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าเนวสัญญานาสัญญา ยตนะอยู่ ๙. ภิกษุ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ เสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิ- โรธอยู่๑ ดังนี้. อรรถกถาทสกนิทเทส ว่าด้วย นิชชรวัตถุ ๑๐ คำว่า ทส นิชฺชรวตฺถูนิ - นิชชรวัตถุ ๑๐ ความว่า มิจฉา- ทิฏฐิเป็นต้น ย่อมเสื่อมลง ย่อมสลายไป ฉะนั้นจึงชื่อว่า นิชชระ. คำว่า วตฺถูนิ - วัตถุทั้งหลาย ได้แก่เหตุ. วัตถุ คือเหตุนั้นด้วย เสื่อมลงด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า นิชชรวัตถุ. นิชชรวัตถุนี้ เป็นชื่อของ กุศลธรรมมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. นิชชรวัตถุ ๑ เป็นไฉน ? นิชชรวัตถุ ๑๐ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ๑. นวก. ๒๓/๒๓๖.
หน้า 210 ข้อ 9
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของผู้มี สัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อม เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มี สัมมาทิฏฐินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย. และกุศล- ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง ซึ่งความเจริญเต็มที่. ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะ ของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรม อันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสังกัปปะเป็น ปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสังกัปปะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่. ๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจา ของ ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวาจาเป็นปัจจัย ย่อม เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัม- มาวาจานั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรม
หน้า 211 ข้อ 9
อันเป็นอเนกมีสัมมาวาจาเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง ความเจริญเต็มที่. ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะ ของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรม อันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉากัมมันตะเป็น ปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมากัมมันตะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมากัมมันตะเป็นปัจ- จัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่. ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะของ ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอัน ลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี สัมมาอาชีวะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล- ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง ซึ่งความเจริญเต็มที่. ๖. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะของ ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอัน
หน้า 212 ข้อ 9
ลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวายามะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มี สัมมาวายามะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล- ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวายามะเป็นปัจจัย ก็ย่อม ถึงซึ่งความเจริญเต็มที่. ๗. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติของผู้มี สัมมาสติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็น อเนกมีมิจฉาสติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศล- ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสตินั้น ก็ ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัม- มาสติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่. ๘. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิของผู้ มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ย่อม เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัม- มาสมาธินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรม เป็นอเนกมีสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่ง ความเจริญเต็มที่.
หน้า 213 ข้อ 9
๙. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณของผู้มี สัมมาญาณ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาญาณเป็นปัจจัย ย่อม เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมา- ญาณนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศลธรรมเป็น อเนกมีสัมมาญาณเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความ เจริญเต็มที่. ๑๐. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติของผู้ มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมลง, อกุศลธรรมอันลามก เป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อม เกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มี สัมมาวิมุตตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย, และกุศล- ธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึง ซึ่งความเจริญเต็มที่*. อรรถกถาจักขาทินิทเทส ว่าด้วย จักษุเป็นต้น ๓] คำมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเยฺยํ - ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่งดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว พึง ๑. องฺ.ทสก. ๒๔/๑๐๖.
หน้า 214 ข้อ 9
ทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนำมาแสดงแล้วในที่นี้. จ อักษร ในคำว่า กิญฺจํ เป็นนิบาตสักว่าทำบทให้เต็ม. วิสัชนา ๓๐ มี จกฺขุ เป็นต้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร แสดงแยกเป็นอย่างละ ๕ ๆ ใน ทวารหนึ่ง ๆ ในทั้ง ๖ ตามลำดับแห่งความเป็นไปแห่งทวารและอารมณ์ ในคำนั้น จักษุ มี ๒ อย่าง คือ มังสจักษุ ๑ ปัญญาจักษุ ๑. ในจักษุทั้ง ๒ นั้น ปัญญาจักษุมี ๕ อย่าง คือ พุทธจักษุ ๑, สมันต- จักษุ ๑, ญาณจักษุ ๑, ทิพยจักษุ ๑, ธรรมจักษุ ๑. คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูสัตวโลก ได้เห็น แล้วแลด้วยพุทธจักษุ๑ ดังนี้ ชื่อว่า พุทธจักษุ. คำนี้ว่า สัพพัญญุตญาณ เรียกว่า สมันตจักษุ๒ ดังนี้ ชื่อว่า สมันตจักษุ. คำนี้ว่า ดวงตาเห็นธรรม เกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว๓ ดังนี้ ชื่อว่า ญาณจักษุ. คำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ เราได้เห็นแล้วแล ด้วยทิพยจักษุอัน บริสุทธิ์๔ ดังนี้ ชื่อว่า ทิพยจักษุ. มรรคญาณเบื้องต่ำ ๓ นี้มาในคำว่า ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ไม่มีมลทิน เกิดขึ้นแล้ว๕ ดังนี้ ชื่อว่า ธรรมจักษุ. ๑. ม. มู. ๑๒/๓๒๓. ๒. ขุ. จูฬ ๓๐/๒๑๖, ๒๔๕. ๓. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๖๖. ๔. ม. มู. ๑๒/๓๒๔. ๕. ม.มู. ๑๓/๕๙๙.
หน้า 215 ข้อ 9
ฝ่ายมังสจักษุ มี ๒ อย่าง คือ สสัมภารจักษุ ๑, ปสาทจักษุ ๑. ก้อนเนื้ออันใดตั้งอยู่ที่เบ้าตา พร้อมด้วยหนังหุ้มลูกตาภายนอก ทั้ง ๒ ข้างเบื้องต่ำกำหนดด้วยกระดูกเบ้าตา เบื้องบนกำหนดด้วยกระดูก คิ้ว ผูกด้วยเส้นเอ็นอันออกจากท่ามกลางเบ้าตาโยงติดไปถึงสมองศีรษะ สสัมภารจักษุ. ส่วนความใสอันใดเกี่ยวในสสัมภารจักษุนี้ เนื่องในสสัมภาร- จักษุนี้ อาศัยมหาภูตรูป ๔ มีอยู่, ความใสนี้ ชื่อว่า ปสาทจักษุ. ใน ที่นี้ ท่านประสงค์เอา ปสาทจักษุ นี้. ปสาทจักษุนี้นั้น โดยประมาณก็สักเท่าศีรษะเล็นอาศัยธาตุทั้ง ๔ อาบเยื่อตาทั้ง ๗ ชั้น ดุจน้ำมันที่ราดลงที่ปุยนุ่น ๗ ชั้น อาบปุยนุ่น ทุกชั้นอยู่ฉะนั้น ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตใน วิถีมีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง สรีรสัณฐาน ที่อยู่ตรงหน้าในท่ามกลางแววตาดำที่แวดล้อมด้วยมณฑล ตาขาว แห่งสสัมภารจักษุนั้น. ธรรมชาติใดย่อมเห็น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จักษุ, อธิบายว่า จักษุนั้น ย่อมยินดีรูป และทำให้รูปปรากฏแจ่มแจ้งได้. ธรรมชาติใด ย่อมแตกสลายไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า รูป, อธิบายว่า รูปนั้น เมื่อถึงความแปรไปแห่ง วรรณะ ย่อม
หน้า 216 ข้อ 9
ประกาศความถึงหทัย. วิญญาณเป็นไปทางจักษุ หรือ การรู้รูปารมณ์ของจักษุ ชื่อว่า จักขุวิญญาณ. ชื่อว่า ผัสสะ เพราะอรรถว่า ถูกต้อง. ท่านกล่าวว่า สัม- ผัสสะ เพราะประดับบทด้วยอุปสรรค. สัมผัสที่เป็นไปทางจักษุ ชื่อว่า จักขุสัมผัส. คำว่า จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา ได้แก่ ผัสสเจตสิกที่ประกอบกับ จักขุวิญญาณเป็นปัจจัย. คำว่า เวทยิตํ ได้แก่ รับรู้อารมณ์. อธิบายว่า การเสวย อารมณ์. ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์นั้นนั่นแหละ ย่อมเป็นสุข ฉะนั้น จึง ชื่อว่า สุขะ, อธิบายว่า สุขะนั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงซึ่ง ความสุข. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเคี้ยวกินและขุดเสียได้ด้วยดี ซึ่งอาพาธทางกายและจิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สุขะ. ธรรมชาติใดย่อมเสวยอารมณ์เป็นทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ทุกขะ, อธิบายว่า ทุกข์นั้นเกิดแก่ผู้ใด ก็ย่อมทำผู้นั้นให้ ถึงซึ่งความทุกข์. ทุกข์ก็ไม่ใช่, สุขก็ไม่ใช่ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อทุกขมสุข. ม อักษรท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งปทสนธิ - ต่อบท.
หน้า 217 ข้อ 9
ก็จักขุสัมผัสนั้น เป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยตน ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย, อัญญมัญญะ-, นิสสยะ-, วิปากะ-, อาหาระ-, สัมปยุตตะ-, อัตถิ-, อวิคตปัจจัย รวม ๘ ปัจจัย, เป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตกับด้วยสัมปฏิจฉนจิต ด้วยอำนาจ อนันตรปัจจัย, สมนันตระ อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ รวม ๕ ปัจจัย, เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย อันสัมปยุตกับด้วยสันติ- รณจิตเป็นต้น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว. ธรรมชาติใดย่อมได้ยิน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า โสตะ. โสตะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีโสต- วิญญาณจิตเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐานดังวงแหวน มีขนอ่อนสีน้ำตาลพอกพูนภายในช่องแห่งสัมภารโสตะ. ธรรมชาติใด ย่อมเปล่งออก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สัททะ - เสียง, อธิบายว่า ย่อมเปล่งเสียง. ธรรมชาติใด ย่อมสูดดม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ฆานะ - จมูก. ฆานะนั้นยงความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิต ในวิถี มีฆานวิญญาณเป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง ที่มีสัณฐาน ดังกีบแพะในภายในแห่งช่องสสัมภารฆานะ. ธรรมชาติใด ย่อมฟุ้งไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า คันธะ - กลิ่น, อธิบายว่า ย่อมประกาศซึ่งที่อยู่ของตน.
หน้า 218 ข้อ 9
ธรรมชาติใดย่อมนำมาซึ่งชีวิต ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ชิวหา - ลิ้น, หรือ ชื่อว่า ชิวหา เพราะอรรถว่า ลิ้มรส. ชิวหานั้น ยังความเป็นวัตถุและทวารตามสมควรแก่จิตในวิถี มีชิวหาวิญญาณจิต เป็นต้นให้สำเร็จ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง มีสัณฐานดังปลายกลีบดอกอุบล แตก ในท่ามกลางแผ่นลิ้นเบื้องบนเว้นปลายสุด, โคนและข้าง ๆ แห่ง สสัมภารชิวหา. สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีซึ่งธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า รสะ - รส, อธิบายว่า ย่อมชอบใจ. ธรรมชาติใด เป็นบ่อเกิดแห่งสาสวธรรมทั้งหลาย อันบัณฑิต เกลียด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กายะ - กาย. คำว่า อาโย แปลว่า ประเทศเป็นที่เกิดขึ้น. ความเป็นไปแห่งอุปาทินนรูปในกายนี้ อยู่ตราบใด ตราบนั้นกายประสาทนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารตาม สมควรแก่จิตในวิถี มีกายวิญญาณจิตเป็นต้นให้สำเร็จตั้งอยู่ที่กายนั้น โดยมาก. ธรรมชาติใด ย่อมถูกต้อง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า โผฏฐัพพะ - กระทบ. ธรรมชาติใด ย่อมรู้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า มโน- ใจ, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่าง ๆ.
หน้า 219 ข้อ 9
ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ฉะนั้น ธรรม- ชาตินั้น ชื่อว่า ธัมมะ - ธรรมารมณ์. คำว่า มโน - ใจ ได้แก่ ภวังคจิตที่เป็นไปกับด้วยการรับอารมณ์. คำว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมคือธรรมารมณ์มี ๑๒ ประเภท๑. คำว่า มโนวิาณํ - มโนวิญญาณจิต ได้แก่ มโนวิญญาณ ที่ทำชวนกิจ. คำว่า มโนสมฺผสฺโส - มโนสัมผัสสะ ได้แก่ ผัสสเจตสิก ที่ประกอบกับมโนวิญญาณนั้น. มโนสัมผัสสะนั้น เป็นปัจจัยแก่เวทนา ๑. จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอน มีอารมณ์ ๑๒ ประเภท คือ :- ๑. กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ๒. มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕ ๓. นิพพานอารมณ์ = นิพพาน ๔. นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน ๕. รูปอารมณ์ = รูป ๒๘ ๖. ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป ๗. อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป ๘. กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพาน บัญญัติ ๙. บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ ๑๐. ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน ๑๑. อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป ๑๒. พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ.
หน้า 220 ข้อ 9
ที่ประกอบ ด้วยอำนาจปัจจัย ๗ ปัจจัย๑ที่เหลือเว้นวิปากปัจจัย, เป็น ปัจจัยแก่เวทนาที่ประกอบกับชวนะเป็นลำดับไป คือชวนะดวงที่ ๒ ด้วย อำนาจปัจจัย ๕ ปัจจัย๒เหล่านั้นเหมือนกัน, เป็นปัจจัยแก่ชวนะที่เหลือ คือชวนะดวงที่ ๓-๗ ด้วยอำนาจอุปนิสัยปัจจัยเท่านั้น. ขันธ์ ๕ ๔] วิสัชนา ๕ มีวิสัชนาในรูปเป็นต้น พระธรรมเสนาบดี- สารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งขันธ์. ธรรมชาติใด ย่อมเสื่อมสลาย ย่อมถูกเบียดเบียนด้วยวิโรธิปัจจัย มีความเย็นเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า รูป. ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า เวทนา. ธรรมชาติใด ย่อมจำอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สัญญา. ธรรมชาติใด ย่อมปรุงแต่ง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สังขาร. ๑. สหชาตะ, อัญญมัญญะ, นิสสยะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ. ๒. อนันตระ, สมนันตระ, อนันตรูปนิสสยะ, นัตถิ, วิคตะ.
หน้า 221 ข้อ 9
ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาณ. ธรรมหมวด ๖ วิสัชนา ๖๐ มีวิสัชนาในจักขุเป็นต้น มีธรรมวิจารเป็นที่สุด ด้วยสามารถแห่งหมวด ๖ หมวดละ ๑๐ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร แสดงโดยความเป็นปิยรูปสาตรูป. เวทนา มีเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้นกับทั้งธรรมที่สัมป- ยุตด้วย. ความสำคัญในรูป ชื่อว่า รูปสัญญา. ธรรมชาติใด ย่อมตั้งใจในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สัญเจตนา. อธิบายว่า ย่อมมุ่งสู่อารมณ์. ธรรมชาติใด ย่อมกระหาย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ตัณหา. อธิบายว่า ย่อมอยาก. ธรรมชาติใด ย่อมตรึกซึ่งอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิตักกะ อีกอย่างหนึ่ง ความตรึก ชื่อว่า วิตักกะ, ท่าน อธิบายไว้ว่า การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์.
หน้า 222 ข้อ 9
ธรรมชาติใด ย่อมประคองจิตไว้ในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาติ นั้น ชื่อว่า วิจาระ, อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณา ชื่อว่า วิจาร, ท่านอธิบายไว้ว่า การพิจารณาเนือง ๆ. ธาตุ ๖ ๕] วิสัชนา ๖ มีวิสัชนาในปฐวีธาตุเป็นต้น พระธรรม- เสนาบดีสารีบุตร แสดงด้วยสามารถการกำหนดนามรูป โดยสังเขป. ชื่อว่า ปฐวี-ดิน เพราะเป็นธรรมชาติแผ่ไป. ธรรมชาติใด ย่อมเอิบอาบ หรือว่า ย่อมไหลไปและเกาะกุม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อาโป-น้ำ. ธรรมชาติใด ย่อมทำให้ร้อน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า เตโช - ไฟ. ธรรมชาติใด ย่อมพัดไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วาโย - ลม. ธรรมชาติใด อันใคร ๆ ย่อมขีดไม่ได้ เขียนไม่ได้ คือ อัน ใคร ๆ ไม่อาจที่จะไถ, ตัด, หรือทำลายได้ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อากาโส - อากาส. ชื่อว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์.
หน้า 223 ข้อ 9
กสิณ ๑๐ วิสัชนา ๑๐ มีวิสัชนาในปฐวีกสิณเป็นต้น พระธรรมเสนาบดี สารีบุตร ได้แสดงด้วยสามารถแห่งกสิณภาวนา. ดวงกสิณด้วยสามารถการแผ่ไปในอารมณ์ทั้งสิ้นก็ดี, นิมิตที่ ปรากฏที่ดวงกสิณนั้นก็ดี, ฌานมีดวงกสิณนั้นเป็นอารมณ์ก็ดี ท่าน เรียกว่า กสิณ. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์เอาฌาน. คือ ฌาน ๔ มี มหาภูตเป็นกสิณเป็นอารมณ์ ในเบื้องต้น, จากนั้น ฌาน ๔ มีวัณณ- กสิณเป็นอารมณ์ ในเบื้องปลาย. ปริจเฉทากาส ๑, ฌานมีปริจเฉทากาสนั้นเป็นอารมณ์ ๑, กสิณุคฆาฏิมากา ๑, และอากาสานัญจายตนฌาน มีกสิณุคฆาฏิมากาส นั้นเป็นอารมณ์ ท่านเรียกว่า อากาสกสิณ. จิตที่รู้อากาสานัญจายตนฌาน ๑, วิญญาณัญจายตนฌานมีอากา- สานัญจายตนฌานนั้นเป็นอารมณ์ ๑ ท่านเรียกว่า วิญญาณกสิณ. อาการ ๓๒ ๖] วิสัชนา ๓๒ มีวิสัชนาเกสาเป็นตัน พระธรรมเสนาบดี สารีบุตร ได้แสดงด้วยสามารถกรรมฐานมีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์. ก็ เมื่ออาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้นเหล่านั้นปรากฏโดยความเป็นของปฏิกูล
หน้า 224 ข้อ 9
ก็เป็นอสุภกรรมฐานด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ, เมื่อปรากฏโดยความ เป็นสี ก็เป็นวัณณกรรมฐาน,๑ เมื่อปรากฏโดยความเป็นธาตุ ก็เป็น จตุธาตุววัตถามกรรมฐาน. อนึ่ง อาการ ๓๒ มีเกสาเป็นต้นปรากฏ โดยความเป็นปฏิกูล หรือโดยสี ฌานก็มีสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นอารมณ์ เมื่อธาตุปรากฏแล้ว ก็พึงทราบว่า เป็นโกฏฐาสเหล่านั้น และเป็นการ เจริญธาตุที่มีโกฏฐาสนั้นเป็นอารมณ์. ๑ เกสา - ผมทั้งหลาย เกิดอยู่ที่หนังหุ้มกระโหลกศีรษะในด้าน ข้างทั้ง ๒ แห่งศีรษะ กำหนดด้วยกกหูทั้ง ๒ ข้างหน้ากำหนดด้วย หน้าผากเป็นที่สุด, และข้างหลังกำหนดด้วยท้ายทอย นับได้ตั้งแสน เป็นอเนก. ๒ โลมา - ขนทั้งหลาย ตั้งอยู่ที่หนังหุ้มสรีระโดยมาก เว้น ที่เป็นที่ตั้งแห่งอวัยวะมีผมเป็นต้น และฝ่ามือฝ่าเท้าทั้ง ๒ เสีย ท่าน กำหนดขุมขนไว้ถึง ๙ หมื่น ๙ พันขุม ตั้งอยู่ในหนังหุ้มสรีระ มี ประมาณลิกขาหนึ่งเป็นประมาณ. ๓ นขา - เล็บทั้งหลาย ตั้งอยู่บนหลังแห่งปลายนิ้วทั้งหลาย นับได้ ๒๐. ๔ ทนฺตา - ฟันทั้งหลาย ตั้งอยู่ที่กระดูกคางทั้ง ๒ โดยมาก นับได้ ๓๒ ซี่. ๑. ฉ. กสิณกรรมฐาน.
หน้า 225 ข้อ 9
๕ ตโจ - หนังหุ้มสรีระทั้งสิ้น ตั้งอยู่ใต้ผิวหนัง บนพังผืดชั้น นอก. ๖ มํสํ - เนื้อนับได้ ๙๐๐ ชิ้น ตั้งฉาบกระดูก ๓๐๐ กว่าท่อน. ๗ นหารุ - เอ็น ๙๐๐ ผูกพันกระดูกทั้งหลาย ตั้งอยู่ทั่วสกล สรีระ. ๘ อฏฺี - กระดูก ๓๐๐ กว่าท่อน ตั้งอยู่ทั้งเบื้องล่างเบื้องบน ทั่วสกลสรีระ. ๙ อฏฺิมิญฺชา๑- เยื่อในกระดูก ตั้งอยู่ภายในกระดูกเหล่านั้น ๆ. ๑๐ วกฺกํ๒- ไต ได้แก่ ก้อนเนื้อ ๒ ก้อนอยู่ล้อมเนื้อหัวใจ มีขั้วอันเดียวกันแตกออกจากหลุมคอ ถ้าไปหน่อยหนึ่ง แล้วแยกออก เป็น ๒ รึงรัดไว้ด้วยเอ็นหยาบ ๆ. ๑๑ หทยํ - หัวใจ ได้แก่ ก้อนเนื้อหทัย ตั้งอยู่ท่ามกลางถัน ทั้ง ๒ ข้างในภายในสรีระ เต็มไปด้วยโลหิตประมาณกึ่งฟายมือเป็นที่ อาศัยแห่งจิต มีหลุมภายในมีประมาณเท่าที่ตั้งแห่งเมล็ดบุนนาค ๑๒ ยกนํ - ตับ ได้แก่ แผ่นเนื้อเป็นคู่ อาศัยตั้งอยู่ข้างขวา ภายในร่างกายระหว่างถันทั้ง ๒ ข้าง. ๑๓. กิโลมกํ - พังผืด ได้แก่ เนื้อหุ้ม ๒ อย่าง คือ เนื้อพังผืด ที่ปิด หุ้มหัวใจและม้ามตั้งอยู่ ๑, และเนื้อพังผืดที่ไม่ปิด หุ้มเนื้อใต้ ๑. ในที่ทั่วไปเป็น อฏฺิมิญฺชํ. ๒. โบราณแปลว่า ม้าม.
หน้า 226 ข้อ 9
ผิวหนังตั้งอยู่ทั่วสกลสรีระ ๑. ๑๔. ปิหกํ๑ - ม้าม ได้แก่ เนื้อมีสัณฐานดุจลิ้นลูกโคดำตั้งอยู่ ข้างซ้ายหัวใจ อาศัยข้างบนเยื้อหุ้มท้อง. ๑๕. ปปฺผาสํ - ปอด ได้แก่ ก้อนเนื้อที่เรียกว่าปอดโดยประเภท นับได้ ๓๒ ก้อน ห้อยปิดเนื้อบนหัวใจและตับตั้งอยู่ราวนมทั้ง ๒ ข้าง ในภายในสรีระ. ๑๖. อนฺตํ - ไส้ใหญ่ ได้แก่ เกลียวไส้ที่เป็นขนด ขดอยู่ในที่ ทั้งหลาย คือ เบื้องบนใต้หลุมคอลงมา เบื้องล่างถึงกรีมรรค** ตั้งอยู่ ภายในสรีระ มีหลุมคอเป็นต้นและมีกรีสมรรคเป็นที่สุดเกี่ยวพันถึงกัน ของบุรุษยาว ๓๒ ศอก ของสตรียาว ๒๘ ศอก รวม ๒๑ ขนดด้วยกัน. ๑๗. อนฺตคุณํ - ไส้น้อย ได้แก่ ลำไส้น้อยพันปลายปากขนด รวมกันที่ขนดลำไส้ใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างขนดลำไส้ใหญ่ ๒ ขนด. ๑๘. อุทริยํ - อาหารใหม่ ได้แก่ อาหารที่ถูกบดจนเป็นจุรณ ด้วยสากคือฟัน หมุนไปรอบ ๆ ด้วยมือคือลิ้น เกลือกที่กลั้วด้วยน้ำลาย ในขณะนั้นก็ปราศจากสมบัติแห่งสีกลิ่นและรสเป็นต้น เช่นกับข้าวย้อม ด้ายของช่างหูกและรากสุนัข ตกไปคลุกเคล้ากับดีเสมหะและลม เดือด ด้วยกำลังความร้อนของไฟในท้อง เกลื่อนกล่นด้วยกิมิชาติตระกูลใหญ่ น้อย ปล่อยฟองฟอดขึ้นเบื้องบน จนถึงความเป็นขี้ขยะมีกลิ่นเหม็น ๑. โบราณแปลว่า ไต. ๒. กรีสมรรค = ทวารหนัก.
หน้า 227 ข้อ 9
น่าเกลียดยิ่งนัก อยู่ที่พื้นลำไส้ใหญ่บนนาภี กล่าวคือที่ท้องอันเป็น ที่อาศัยของอาหารใหม่ต่าง ๆ ที่กลืนดื่มเคี้ยวกินและลิ้มเข้าไป. ๑๙ กรีสํ - อาหารเก่า ได้แก่ อุจจาระตั้งอยู่ในที่สุดแห่งลำไส้ ใหญ่ สูงประมาณ ๘ องคุลี ในระหว่างแห่งนาภีและที่สุดแห่งกระดูก สันหลัง๑ ในภายใต้ กล่าวคือที่อยู่ขอบอาหารที่ย่อยแล้ว. ๒๐ ปิตฺตํ - น้ำดี ได้แก่ ดี ๒ อย่าง คือ ที่อาศัยตับใน ระหว่างเนื้อหทัยและปอดตั้งอยู่ กล่าวคือน้ำดีที่อยู่ประจำในถุงน้ำดี มี สัณฐานเช่นกับรังบวบขมใหญ่ ๑, และที่มิได้อยู่ประจำ เว้นที่ของผม, ขน, เล็บ, และฟันที่ไม่มีเนื้อ และหนังที่ด้านและแห้งซึมซาบอยู่ทั่ว สรีระส่วนที่เหลือ. ๒๑ เสมิหํ - เสลด ได้แก่ เสมหะประมาณเต็มฟายมือหนึ่ง ตั้งอยู่ที่พื้นท้อง. ๒๒ ปุพฺโพ - หนอง ได้แก่ ความแปรไปแห่งโลหิตเสีย๒ เกิดที่อวัยวะที่ถูกเสี้ยนหนามและเปลวไฟเป็นต้น กระทบแล้วหรือที่ อวัยวะที่มีฝีและต่อมพุพองเป็นต้น เกิดขึ้นแล้วด้วยการกำเริบแห่งธาตุ ในภายในสรีระประเทศ. ๑. ... ปิฏฺิกณฺฏกมูลานํ. ๒. ปริปกฺกโลหิต...โลหิตแก่รอบ.
หน้า 228 ข้อ 9
๒๓ โลหิตํ - โลหิต ได้แก่ เลือด ๒ อย่าง คือ เลือดที่สั่งสม อยู่มีประมาณเพียงเต็มฟายมือหนึ่งชุ่มอยู่ที่ไตเนื้อหัวใจตับและปอด ไหล ออกทีละน้อย ๆ เบื้องบนเนื้อหัวใจไตและปอดเต็มส่วนล่างของตับ ๑, และเลือดที่วิ่งแผ่ไปทั่วสรีระที่มีใจครองทั้งปวง โดยทำนองแห่งเปลวไฟ ที่พุ่งไป เว้นเสียแต่ที่ของผมขนเล็บและฟันที่ไม่มีเนื้อ และหนังที่ด้าน และแห้ง ๑. ๒๔ เสโท - เหงื่อ ได้แก่ อาโปธาตุที่ไหลออกจากช่องขุมผม และขนทั้งปวงในสรีระที่ร้อนเพราะความร้อนจากไฟและความร้อนจาก ดวงอาทิตย์และความวิการแห่งฤดูเป็นต้น. ๒๕ เมโท - มันข้น ได้แก่ ยางเหนียวข้น ของคนอ้วนอาศัย ตั้งอยู่ระหว่างหนังและเนื้อ, ของคนผอมอาศัยตั้งอยู่ที่อวัยวะทั้งหลายมี เนื้อแข้งเป็นต้น. ๒๖ อสฺสุ - น้ำตา ได้แก่ อาโปธาตุที่ตั้งอยู่เต็มเบ้าตาก็ดี ที่ ไหลออกก็ดี เพราะเกิดจากดีใจเสียใจ อาหารที่เป็นวิสภาคคือที่เผ็ดร้อน และอุตุ. ๒๗ วสา - มันเหลว ได้แก่ มันเหลวใส ตั้งอยู่ที่ฝ่ามือที่หลัง มือฝ่าเท้าหลังเท้าดั้งจมูกหน้าผากและจะงอยบ่า โดยมากเกิดแต่อุสมา- เตโชคือไออุ่นจากความร้อนของไฟความร้อนของดวงอาทิตย์และผิดฤดู. ๒๘ เขโฬ - น้ำลาย ได้แก่ อาโปธาตุที่ระคนกันเป็นฟอง ตั้งอยู่ที่ลิ้นข้างกระพุ้งแก้มทั้ง ๒ ข้าง เพราะโดยมากเกิดแก่ผู้เห็นหรือ
หน้า 229 ข้อ 9
นึกถึงหรือหยิบวางอาหารเช่นนั้นไว้ในปากก็ดี เกิดแก่ผู้เหน็ดเหนื่อย อยู่ก็ดี หรือเกิดความรังเกียจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี. ๒๙ สิงฺฆาณิกา - น้ำมูก ได้แก่ ของเน่าไม่สะอาดลื่นเป็นมัน เกิดแก่ผู้มีธาตุกำเริบ เกิดด้วยอาหารวิสภาค และผิดฤดู, หรือแก่คนร้อง ไห้อยู่ ไหลออกจากเยื่อในสมองภายในศีรษะ ไหลออกมาทางช่อง เพดานไปเต็มอยู่ในโพรงจมูกเกรอะกรังขังอยู่ก็มี ไหลออกอยู่ก็มี. ๓๐ ลสิกา - ไขข้อ ได้แก่ น้ำมันที่ให้สำเร็จกิจในการหยอด น้ำมันที่ข้อต่อแห่งกระดูก ตั้งอยู่ระหว่างข้อต่อแห่งกระดูก ๑๘๐ ข้อต่อ. ๓๑ มุตฺตํ - น้ำมูตร ได้แก่ อาโปธาตุตั้งอยู่ภายในกะเพาะ ปัสสาวะ ด้วยอำนาจอาหารและอุตุ. ๓๒ มตฺถลุงฺคํ - มันสมอง ได้แก่ กองแห่งเยื่อรวมกันแล้ว มีจำนวน ๔ ก้อน ตั้งอยู่ที่รอยเย็บ ๔ แห่งภายในกระโหลกศีรษะ. อายตนะ ๑๒ ๗] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในจักขายตนะเป็นต้น พระธรรม เสนาบดีสารีบุตร แสดงด้วยสามารถแห่งอายตนะ ๑๒. ชื่อว่า อายตนะ เพราะสืบต่อ, ชื่อว่า อายตนะ เพราะสืบต่อแห่งการมา, และชื่อว่า เพราะนำไปซึ่งการสืบต่อ. มีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้ว่า จริงอยู่ ธรรม
หน้า 230 ข้อ 9
คือจิตและเจตสิก ในบรรดาจักขุและรูปเป็นต้นเป็นทวารและอารมณ์ นั้น ๆ ย่อมมา ย่อมตั้งขึ้น ย่อมสืบต่อ คือย่อมพยายามโดยกิจของ ตนๆ มีการเสวยอารมณ์เป็นต้น. และมีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้อีกว่า ก็ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ย่อมแผ่ไปสู่ธรรมเหล่านั้น ในธรรม อันเป็นทางมา. และยังมีคำอธิบาย ท่านกล่าวไว้อีกว่า สังสารทุกข์ สืบต่อกันไปอย่างมากมายเป็นไปในสงสารอันยืดยาวนานหาที่สุดมิได้นี้ ยังไม่หมุนกลับตราบใด ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ก็ย่อมนำไป คือย่อมให้เป็นไปอยู่ตราบนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่, เพราะ อรรถว่าเป็นบ่อเกิด, เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมลง, เพราะอรรถว่า เป็นถิ่นที่เกิด, และเพราะอรรถว่าเป็นการณะ. จริงอย่างนั้น ในทางโลก ที่เป็นที่อยู่ ท่านเรียกว่า อายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า อิสฺสรายตนํ - ที่อยู่ของพระอิศวร, วาสุเทวา- ยตนํ - ที่อยู่ของวาสุเทพ. บ่อเกิดท่านเรียกว่า อายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า สุวณฺณายตนํ -บ่อทอง, รชตายตนํ - บ่อเงิน. แต่ในทางศาสนา ที่เป็นที่ประชุมลง ท่านเรียกว่า อายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า มโนรเม อายตเน เสวนฺติ นํ วิหงฺคมา
หน้า 231 ข้อ 9
เหล่าวิหค ย่อมอาศัยต้นไม้นั้น ประชุมกันในที่เป็นที่รื่นรมย์ใจ๑. ถิ่นเป็นที่เกิด ท่านเรียกว่า อายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ทกฺขิณาปโถ คุนฺนํ อายตนํ - ทักษิณาบถ ถิ่นเป็นที่เกิดแห่งโค ทั้งหลาย. การณะท่านเรียกว่า อายตนะ ได้ในคำเป็นต้นว่า ตตฺร ตเตรฺว สกฺขิภพฺพตํ ปาปุณาติ สติ อายตเน๒ เมื่ออายตนะ คือเหตุ เป็นเครื่องระลึกมีอยู่ เธอก็จะบรรลุผลในธรรมคืออภิญญานั้น ๆ แน่ นอน. ธรรมคือจิตและเจตสิกทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอยู่ที่จักขุวัตถุ- เป็นต้น เพราะเนื่องด้วยการอาศัยจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นอยู่ ฉะนั้น จักขุเป็นต้นนั้น จึงชื่อว่าเป็นที่อาศัยอยู่แห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้น. ธรรมคือจิตและเจตสิกทั้งหลายเหล่านั้น เกิดที่จักขุวัตถุเป็นต้น เพราะมีจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นเป็นที่อาศัย และเพราะมีจักขุวัตถุเป็นต้น นั้นเป็นอารมณ์ ฉะนั้น จักขุวัตถุเป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งจิต และเจตสิกเหล่านั้น. จักขุเป็นต้น เป็นที่ประชุมแห่งธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น เพราะประชุมลงด้วยสามารถแห่งวัตถุทวารและอารมณ์ ในทวารนั้น ๆ. ๑. องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๓๘. องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๒๓.
หน้า 232 ข้อ 9
จักขุเป็นต้น เป็นประเทศเป็นที่แห่งธรรมคือจิตะเละเจตสิก เหล่านั้น เพราะเกิดขึ้นในจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นนั่นแหละ โดยความ อาศัยจักขุวัตถุเป็นต้นนั้นเป็นอารมณ์. จักขุเป็นต้น เป็นเหตุแห่งธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่านั้น ก็ เพราะความที่จักขุเป็นต้นยังไม่พินาศไป. จักขุนั้นด้วยเป็นอายตนะด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า จักขายตนะ ตามใจความที่ได้กล่าวมาแล้วนี้แล. ถึงแม้อายตนะที่เหลือก็อย่างนั้น เหมือนกัน. ธาตุ ๑๘ วิสัชนา ๑๘ มีวิสัชนาในจักขุธาตุเป็นต้น พระธรรมเสนาบดี สารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งธาตุ ๑๘. ธรรมหนึ่ง ๆ ย่อมจัดแจงตามสมควรแก่อารมณ์ทั้งหลายใน ทวาร ทั้งหลายมีจักขุทวารเป็นต้น ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า ธาตุ. ธรรมใด ย่อมทรงไว้ ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า ธาตุ. ความทรงไว้ ชื่อว่า ธาตุ สภาพที่เป็นเหตุตั้งไว้ ชื่อว่า ธาตุ หรือสภาพที่เป็นเหตุย่อมทรงไว้ ในทวารนั้น ฉะนั้น ทวารนั้น ชื่อว่า ธาตุ. อธิบายว่า โลกิยธาตุทั้งหลายกำหนดตั้งไว้โดยความเป็นเหตุ ย่อมจัดแจงสังสารทุกข์เป็นอเนกประการ ดุจธาตุมีธาตุทองและธาตุเงิน
หน้า 233 ข้อ 9
เป็นต้น กำหนดตั้งไว้โดยความเป็นเหตุ จัดแจงอยู่ซึ่งทองและเงิน เป็นต้น. ธรรมชาติใด อันสัตว์ทรงไว้ ความว่า ย่อมธำรงไว้ ดุจภาระ อันบุคคลผู้แบกภาระ แบบไปอยู่ฉะนั้น. อนึ่งธาตุนี้ ก็เพียงแค่ทรงไว้ ซึ่งทุกข์เท่านั้น เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ. อธิบายว่า สังสารทุกข์อันสัตว์ทั้งหลายทรงไว้เสมอด้วยธาตุ ทั้งหลายอันเป็นเหตุประการหนึ่ง, สังสารทุกข์นั้นอันสัตว์ทรงไว้แล้ว อย่างนั้น ย่อมตั้งอยู่ สถิตอยู่ในธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ประการหนึ่ง อนึ่ง สำหรับอัตตาของเดียรถีย์ทั้งหลายไม่มีอยู่โดยสภาวะ ฉัน ใด, ก็แลธาตุทั้งหลายเหล่านี้ จะมีสภาวะฉันนั้นก็หาไม่. แต่ที่เรียกว่า ธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน. เหมือน อย่างว่าส่วนต่าง ๆ ของหินมีหรดาลและมโนศิลาเป็นต้นอันวิจิตรตระ- การในโลก ก็เรียกว่าธาตุ ฉันใด ธาตุทั้งหลายอันวิจิตรแม้เหล่านี้ ก็เรียกว่าเป็นส่วนที่จะพึงรู้ได้ด้วยญาณ ฉันนั้นแล. อีกอย่างหนึ่ง ในส่วนทั้งหลายมีรสและโลหิตเป็นต้น กำหนด ตามลักษณะอันเป็นวิสภาคแก่กันและกัน อันเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย กล่าวคือสรีระ ย่อมมีชื่อว่า ธาตุ ฉันใด ในส่วนต่างๆ แห่งอัตภาพ กล่าวคือเบญจขันธ์แม้เหล่านี้ ก็พึงทราบว่า ชื่อว่า ธาตุ ฉันนั้น.
หน้า 234 ข้อ 9
เพราะธาตุเหล่านั้นมีจักขุธาตุเป็นต้น ก็กำหนดด้วยลักษณะอันเป็น วิสภาคแก่กันและกัน. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ธาตุ นี้ เป็นเพียงชื่อแห่งนิชชีวธรรม. จริงอย่างนั้น ในพระบาลีมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเรานี้มี ธาตุ ๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทำเทสนาในเรื่อง ธาตุ ไว้ ก็เพื่อจะ ถอนความหมายมั่นว่าเป็นชีวะคือบุคคล. จักขุนั้นด้วย เป็นธาตุด้วย ฉะนั้น ชื่อว่า จักขุธาตุ ตาม ใจความที่ได้กล่าวแล้วแล. ถึงแม้ธาตุที่เหลือก็อย่างนั้นเหมือนกัน. คำว่า มโนธาตุ ได้แก่ มโนธาตุ ๓. คำว่า ธัมมธาตุ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขาร. ขันธ์, สุขุมรูป ๑๖, และนิพพาน. คำว่า มโนวิญญาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุ ๗๖. อินทรีย์ ๒๒ วิสัชนา ๒๒ มีวิสัชนาใน จักขุนทรีย์ เป็นต้น พระธรรม- เสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๒๒. ชื่อว่า จักขุนทรีย์ เพราะทำจักขุวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการเห็น.
หน้า 235 ข้อ 9
ชื่อว่า โสตินทรีย์ เพราะทำโสตวัตถุนั่นแหละ ให้เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการได้ยิน. ชื่อว่า ฆานินทรีย์ เพราะทำฆานวัตถุนั่นแหละ ให้เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่การสูดกลิ่น. ชื่อว่า ชิวหินทรีย์ เพราะทำชิวหาวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการลิ้มรส. ชื่อว่า กายินทรีย์ เพราะทำกายวัตถุนั่นแหละให้เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการถูกต้อง. ชื่อว่า มโน เพราะรู้อารมณ์, อธิบายว่า ย่อมรู้อารมณ์ต่างๆ ได้. แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชื่อว่า มโน เพราะนึก เพราะรู้อารมณ์ ดุจคนกำหนดนับอยู่ด้วยทะนาน และดุจทรงไว้ด้วย ตาชั่งใหญ่ฉะนั้น, ชื่อว่า มนินทรีย์ เพราะทำมโนนั้นนั่นแหละให้ เป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการรู้อารมณ์. สหชาตธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติ นั้นชื่อว่า ชีวิต, ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ เพราะทำชีวิตินทรีย์นั้นให้เป็น ใหญ่ ในลักษณะแห่งการอนุบาลรักษาสหชาตธรรม. ชีวิตินทรีย์นั้นมี ๒ อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ ๑. อรูปชีวิติน- ทรีย์ ๑. ธรรมชาติที่เกิดร่วมกับกัมมชรูปทั้งหมด อนุบาลรักษาสหชาต-
หน้า 236 ข้อ 9
รูปไว้ ชื่อว่า รูปชีวิตินทรีย์, เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทั้งหมด อนุบาล รักษาสหชาตนามธรรมไว้ ชื่อว่า อรูปชีวิตินทรีย์. ผู้ใดย่อมปรารถนา คือย่อมถึงซึ่งความสมสู่ ผู้นั้นชื่อว่า อิตถี- หญิง เพราะตั้งครรภ์ได้, ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ใน อวัยวะทั้งหลายมีเพศแห่งหญิงเป็นต้น, ความเป็นใหญ่แห่งหญิงนั่นแล ชื่อว่า อิตถินทรีย์ โดยกำหนด. นิรยะ - นรก ท่านเรียกว่า ปุํ, ผู้ใดถูกบีบคั้นเบียดเบียนอยู่ ในนรก กล่าวคือปุํ ฉะนั้นผู้นั้น ชื่อว่า ปุริส - ชาย, ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในอวัยวะทั้งหลาย เพศแห่งบุรุษเป็นต้น, ความ เป็นใหญ่แห่งบุรุษนั้นแล ชื่อว่า ปุริสินทรีย์ โดยกำหนด. ในอินทรีย์ แม้ทั้ง ๒ นั้น อินทรีย์แต่ละอย่างที่เกิดร่วมกับกัมมชรูป ย่อมมีแต่ละ อินทรีย์ตามสภาวะ. สุขเวทนา ที่ประกอบกับกุศลวิปากกายวิญญาณจิต, ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้สึกสบายทางกาย, สุขเวทนานั่นแหละ เป็นใหญ่ ชื่อว่า สุขินทรีย์. ทุกขเวทนา ที่ประกอบกับอกุศลวิปากกายวิญญาณจิต, ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้สึกไม่สบายทาง กาย, ทุกขเวทนานั่นแหละเป็นใหญ่ ชื่อว่า ทุกขินทรีย์.
หน้า 237 ข้อ 9
มนะ - ใจ ดีคืองาม เพราะประกอบด้วยปีติและโสมนัส ของ บุคคลนั้นมีอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า สุมโน - มีใจดี, ความเป็น แห่งสุมนะ ชื่อว่า โสมนัสสะ, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งความยินดีของเจตสิก, โสมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า โสนนัสสินทรีย์. มนะ -ใจ ชั่ว เพราะประกอบด้วยโทมนัสเวทนา ของบุคคล นั่นมีอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า ทุมมโน - มีใจดี, ความเป็นแห่ง ทุมมนะ ชื่อว่า โทมนัสสะ, เป็นอินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ใน ลักษณะแห่งความไม่ยินดีของเจตสิก, โทมนัสสะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า โทมนัสสินทรีย์. ธรรมชาติใด ย่อมเพ่งความเป็นไปแห่งอาการของสุขเวทนาและ ทุกขเวทนา ย่อมเป็นไปโดยอาการนั้น เพราะตั้งอยู่ด้วยอาการแห่งความ เป็นกลาง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุเปกขา, เป็นอินทรีย์ เพราะ ทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความเป็นกลาง, อุเปกขานั่นแหละ เป็นอินทรีย์ ชื่อว่า อุเปกขินทรีย์. บุคคลย่อมเชื่อด้วยธรรมชาตินั้น หรือเชื่อเอง ฉะนั้น ธรรม- ชาตินั้น ชื่อว่า สัทธา, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติสักว่าความเชื่อนั่นแหละ ชื่อว่า สัทธา, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำความไม่ เชื่อ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะการทำความเป็นใหญ่ใน
หน้า 238 ข้อ 9
ลักษณะแห่งการน้อมใจ, สัทธานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สัทธิน- ทรีย์. ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่า วีริยะ, หรือการงานแห่ง บุคคลผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย, หรือพึงขวนขวาย คือพึงเป็นไปด้วยวิธีอัน เป็นอุบายเครื่องนำไป, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำ ความเกียจคร้าน, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็น ใหญ่ในลักษณะแห่งความเพียร, วีริยะนั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า วีริยินทรีย์.์ บุคคลย่อมระลึกได้ด้วยธรรมชาตินั้น, หรือระลึกเอง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สติ, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติสักว่าความระลึกได้ นั่นแหละ ชื่อว่า สติ, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นอธิบดีครอบงำ ความเผลอสติ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ ในลักษณะแห่งการตั้งมั่น, สตินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สตินทรีย์. ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ ย่อมตั้งไว้ด้วยดีซึ่งจิตในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สมาธิ, เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่า เป็นอธิบดีครอบงำความซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งความไม่ซัดส่ายไปใน อารมณ์ต่าง ๆ, สมาธินั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า สมาธินทรีย์.
หน้า 239 ข้อ 9
ธรรมชาติใด ย่อมรู้อริยสัจโดยนัยเป็นต้นว่า นี้ ทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ปัญญา. แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปัญญา เพราะประกาศพระไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ - ไม่เที่ยง, ทุกฺขํ- เป็นทุกข์, อนตฺตา - มิใช่อัตตา. เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็น อธิบดีครอบงำอวิชชา, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะทำความ เป็นใหญ่ในลักษณะแห่งทัสนญาณ, ปัญญานั่นแหละเป็นอินทรีย์ ชื่อว่า ปัญญินทรีย์. ชื่อว่า อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระโยคิบุคคล ปฏิบัติด้วยคิดว่า เราจักรู้พระนิพพานอันเป็นอมตบทอันยังไม่เคยรู้ใน สังสารวัฏอันยาวนาน. หรือจักรู้จักธรรม ๔ เท่านั้นดังนี้ และเพราะ อรรถว่าอินทรีย์. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นี้ เป็นชื่อของโสดา- ปัตติมรรคญาณ. ชื่อว่า อัญญินทรีย์ เพราะเป็นอินทรีย์ที่รู้ทั่วถึง เพราะรู้สัจ- ธรรม ๔ อันมรรคนั้นรู้แล้ว ไม่ก้าวล่วงขอบเขตอันปฐมมรรครู้แล้ว และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์. อัญญินทรีย์นี้ เป็นชื่อแห่งญาณในฐานะ ทั้ง ๖ มีโสดาปัตติผลญาณเป็นต้น. ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะเกิดแก่พระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึง แล้วคือมีกิจในจตุสัจญาณเสร็จสิ้นแล้ว และเพราะมีอรรถว่าอินทรีย์ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัญญาตาวินทรีย์ เพราะสำเร็จความเป็นใหญ่ใน
หน้า 240 ข้อ 9
ระหว่างแห่งธรรมทั้งหลายอันพระขีณาสพผู้รู้ทั่วถึงแล้วคือผู้มีจิตในสัจจะ ๔ เสร็จสิ้นแล้วแทงตลอดสัจจะ ๔. อัญญาตาวินทรีย์นี้ เป็นชื่อแห่ง อรหัตผลญาณ. อินทรีย์แม้ทั้งหมดเหล่านี้ ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่า ประกาศกรรมที่เป็นจอม เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมแสดงแล้ว, เพราะ ท่านผู้เป็นจอมเห็นแล้ว, เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมจัดแจงแล้ว. และ เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมเสพแล้ว บัณฑิตพึงนำไปประกอบตาม สมควร. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า เป็นจอม เพราะความเป็นผู้มีความใหญ่ยิ่ง, และกรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ก็ ชื่อว่า เป็นจอม เพราะไม่มีใครจะมีความใหญ่ยิ่งเหนือกรรม. เพราะ เหตุนั้นแล ในอินทรีย์เหล่านี้ อินทรีย์ที่กรรมให้เกิด ย่อมประกาศให้ รู้กุศลกรรมและอกุศลกรรม. และอินทรีย์เหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาค- เจ้าผู้เป็นจอมนั้น ทรงจัดแจงแล้ว ฉะนั้น จึงชื่อว่า อินทรีย์ เพราะ อรรถว่าประกาศกรรมที่เป็นจอม และเพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมจัด- แจงแล้ว อนึ่งอินทรีย์แม้ทั้งหมดเหล่านั้นนั่นแล อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมทรงประกาศแล้ว และตรัสรู้ยิ่งแล้ว ตามความเป็นจริง ฉะนั้น จึงชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าท่านผู้เป็นจอมแสดงแล้ว และเพราะ อรรถว่าท่านผู้เป็นจอมทรงเห็นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นนั่นแหละ
หน้า 241 ข้อ 9
ผู้เป็นจอมมุนี เสพอินทรีย์บางอย่าง ด้วยการเสพโดยความเป็นอารมณ์ เสพอินทรีย์บางอย่างด้วยการเสพโดยภาวนา ฉะนั้น ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าผู้เป็นจอมเสพแล้วก็มี. อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์เหล่านี้ ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่กล่าวคือเป็นอธิบดีก็มี. ด้วยว่า ความเป็นอธิบดีแห่งจักขุเป็นต้น สำเร็จได้ในปวัตติกาลแห่งจักขุวิญ- ญาณเป็นต้น เพราะเมื่ออินทรีย์แก่กล้า จักขุวิญญาณเป็นต้น ก็แก่กล้า เมื่ออินทรีย์อ่อนจักขุวิญญาณเป็นต้น ก็อ่อน ดังนี้แล. _____________________________ ธาตุ ๓ โดยภพ ๓ โวการ ๓ ๘] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในกามธาตุเป็นต้น พระธรรมเสนา- บดีสารีบุตร แสดงแล้วโดยประเภทแห่งภพ. ธาตุอันประกอบด้วยกาม กล่าวคือกามราคะ ชื่อว่า กามธาตุ หรือ ธาตุกล่าวคือกาม ชื่อว่า กามธาตุ. ธาตุอันประกอบแล้วด้วยรูปฌาน ชื่อว่า รูปธาตุ เพราะละกาม เสียได้ หรือธาตุกล่าวคือรูปฌาน. ชื่อว่า รูปธาตุ. ธาตุอันประกอบแล้วด้วยอรูปฌาน ชื่อว่า อรูปธาตุ เพราะ ละกามและรูปฌานเสียได้, หรือธาตุกล่าวคืออรูปฌาน ชื่อว่า อรูปธาตุ.
หน้า 242 ข้อ 9
ธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวโดยปริยายแห่งภพอีก. จริง อยู่ ท่านเรียกว่า ภพ เพราะย่อมเกิด. ภพอันประกอบแล้วด้วยสัญญา ชื่อว่า สัญญาภพ หรือภพ อันสหรคตด้วยสัญญา ชื่อว่า สัญญาภพ, หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้ ฉะนั้น ภพนี้จึงชื่อว่า สัญญาภพ. กามภพนั้น ๑, รูปภพที่พ้นจากอสัญญาภพ ๑, อรูปภพที่พ้น จากเนวสัญญานาสัญญาภพ ๑, มิใช่สัญญาภพ ชื่อว่า อสัญญาภพ, อสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทสแห่งรูปภพ. เพราะความไม่มีสัญญาหยาบ ชื่อว่า เนวสัญญา - มีสัญญาก็ ไม่ใช่, เพราะมีสัญญาละเอียด ชื่อว่า นาสัญญา - ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา, ภพที่ประกอบด้วยเนวสัญญา- นาสัญญานั้น ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญาภพ, อีกอย่างหนึ่ง เพราะ ความไม่มีสัญญาหยาบ และเพราะความมีสัญญาละเอียด ชื่อว่า เนว- สัญญานาสัญญา มีอยู่ในภพนี้ ฉะนั้น ภพนี้จึงชื่อว่า เนวสัญญานา- สัญญาภพ, เนวสัญญานาสัญญาภพนั้นเป็นเอกเทสแห่งอรูปภพ. ภพที่ระคนด้วยรูปขันธ์ ๆ เดียว คือล้วนไปด้วยรูปขันธ์ ๆ เดียว แห่งภพนั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้น จึงชื่อว่า เอกโวการภพ, เอกโว- การภพนั้น เป็นอสัญญาภพแล.
หน้า 243 ข้อ 9
ภพที่ระคนด้วยนามขันธ์ ๔ คือล้วนไปด้วยนามขันธ์ ๔ แห่งภพ นั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่า จตุโวการภพ, จตุโวการภพนั้น เป็นอรูปภพ. ภพที่ระคนด้วยขันธ์ ๕ คือล้วนไปด้วยขันธ์ ๕ แห่งภพนั้นมีอยู่ ฉะนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่า ปัญจโวการภพ, ปัญจโวการภพนั้น เป็น กามภพด้วยเป็นเอกเทสแห่งรูปภพด้วย. ______________________ ฌาน ๙] วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาในปฐมฌานเป็นต้น พระธรรม เสนาบดีสารีบุตรแสดงด้วยอำนาจฌานสมาบัติ. คำว่า ฌาน ในที่นี้ ประสงค์เอาเพียงแต่พรหมวิหารธรรม เท่านั้น. ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตกวิจารปีติสุขและเอกกัคตา. ทุติยฌาน ประกอบด้วยปีติสุขและเอกัคตา. ตติยฌาน ประกอบด้วยสุขและเอกัคตา. จตุตถฌาน ประกอบด้วยอุเบกขาและเอกัคตา. ๑๐] ธรรมชาติใด ย่อมสนิทสนม รักใคร่ ฉะนั้น ธรรม- ชาตินั้น ชื่อว่า เมตตา อธิบายว่า ย่อมเสน่หา. อีกอย่างหนึ่ง ความ
หน้า 244 ข้อ 9
เจริญในมิตร หรือความเป็นไปอันนั้นแห่งมิตรมีอยู่ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เมตตา ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย และ เพราะน้อมไปในอารมณ์, ความพ้นแห่งใจ ชื่อว่า เจโตวิมุตติ, เมตตา คือ เจโตวิมุตติ ชื่อว่า เมตตาเจโตวิมุตติ. กรุณา ก็มีอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแล. บุคคลประกอบด้วยธรรมชาตินั้นแล้ว ย่อมบันเทิง, หรือธรรม- ชาติใด ย่อมบันเทิงเอง, หรือว่า สักว่าความบันเทิงนั้น ฉะนั้น ชื่อว่า มุทิตา. ธรรมชาติใด ย่อมเพ่งด้วยการประหาณความพิบัติโดยนัยเป็น- ต้นว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้มีเวรหามิได้เถิด และด้วยการเข้าถึง ความเป็นกลาง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุเบกขา. พรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้น ประกอบด้วยฌาน ๓ มีปฐม- ฌานเป็นต้น, ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารประกอบด้วยจตุตถฌาน. ที่สุดแห่งอากาศนั้นไม่มีด้วยสามารถแห่งการแผ่ไป ฉะนั้น อากาศนั้น ชื่อว่า อนนฺโต - ไม่มีที่สุด, อากาศไม่มีที่สุด ชื่อว่า อา- กาสานันตะ ได้แก่ กสิณุคฆาฏิมากาส - อากาศที่เพิกกสิณออก. อา- กาสานันตะนั่นแหละ ชื่อว่า อากาสานัญจะ, อากาสานัญจะนั้น ชื่อว่า เป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรม
หน้า 245 ข้อ 9
นั้น เช่นเดียวกับที่อยู่ของเทพทั้งหลาย ชื่อว่า เทวายตนะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อากาสานัญจายตนะ, สมาบัติคืออากาสานัญจายตนะนั่นแหละ ชื่อว่า อากาสานัญจายตนสมาบัติ. และที่สุดแห่งวิญญาณนั้นไม่มีด้วยสามารถแห่งการแผ่ไป ฉะนั้น ชื่อว่า อนนฺตํ - ไม่มีที่สุด, วิญญาณไม่มีที่สุดมีอากาศเป็นอารมณ์นั้น. อนันตะนั้นแหละ ชื่อว่า อานัญจะ, วิญญาณไม่มีที่สุด ท่านไม่กล่าว ว่า วิญฺาณานญฺจ แต่กล่าวว่า วิญฺญาณญฺจ. ก็ศัพท์นี้ในที่นี้เป็น รุฬหีศัพท์ คือเป็นศัพท์ที่นิยมใช้กัน. วิญญาณัญจะนั้นเป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้น เช่นเดียว กับที่อยู่ของเทพทั้งหลาย เรียกว่าเทวายตนะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ. ฌานชื่อว่า อากิญจนะ เพราะไม่มีอะไรแม้สักน้อยหนึ่ง มีคำ อธิบายว่า แม้โดยที่สุด เพียงภังคขณะก็ไม่มีเหลืออยู่. ภาวะแห่งอา- กิญจนะ ชื่อว่า อากิญจัญญะ. คำนี้ เป็นชื่อของฌานที่ไม่มีอากาสา- นัญจายตนะเป็นอารมณ์. อากิญจัญญะนั้น เป็นอายตนะ เพราะเป็น ที่ตั้งแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้น. เช่นเดียวกับที่อยู่ของเทพ ทั้งหลาย เรียกว่า เทวายตนะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อกิญจัญญา- ยตนะ.
หน้า 246 ข้อ 9
สัญญาแห่งฌานพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั้นไม่มี ไม่มีสัญญา ก็หามิได้ เพราะไม่มีสัญญาหยาบ มีแต่สัญญาละเอียด ฉะนั้น ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา, เนวสัญญานาสัญญานั้นด้วย เป็นอายตนะด้วย เพราะนับเนื่องด้วยมนายตนะและธรรมมายตนะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เนว- สัญญานาสัญญายตนะ. อีกนัยหนึ่ง สัญญาในฌานนี้ ชื่อว่า เป็นสัญญาไม่ได้ เพราะ ไม่สามารถทำกิจสัญญาให้ชัดเจนได้, และชื่อว่า ไม่มีสัญญาเลยก็ไม่ได้ เพราะยังมีอยู่โดยสังขารธรรมที่ยังเหลืออยู่เป็นสุขุมภาพ ฉะนั้น จึง ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา, เนวสัญญานาสัญญานั้นด้วย เป็นอายตนะ ด้วย เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งธรรมที่เหลือ๑ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เนว- สัญญานาสัญญายตนะ. คำนี้เป็นชื่อของสมาบัติอันมีอากิญจัญญายตนะ เป็นอารมณ์. อนึ่ง ในฌานนี้ มิใช่สัญญาจะเป็นอย่างนี้อย่างเดียว แม้เวทนา ชื่อว่า เนวเวทนา นาเวทนา - มีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีเวทนาก็ไม่ใช่. แม้จิต ก็ชื่อว่า เนวจิตตะนาจิตตะ - มีจิตก็ไม่ใช่ไม่มีจิตก็ไม่ใช่. ถึง ผัสสะ ก็ชื่อว่า เนวผัสสะนาผัสสะ - มีผัสสะก็ไม่ใช่ไม่มีผัสสะก็ไม่ใช่ ๑. เสสธมฺมานํ = แห่งธรรมที่เหลือ : ได้แก่ เจตสิก ๒๙ และจิต ๑ มีสัญญา เป็นประธาน.
หน้า 247 ข้อ 9
ในสัมปุยุตธรรมที่เหลือ ก็นัยนี้. แต่เทศนานี้ท่านทำด้วยหัวข้อว่า สัญญา. ________________________ ปัจจยาการ ๑๒ วิสัชนา ๑๒ มีวิสัชนาใน อวิชชา เป็นต้น พระธรรมเวนาบดี. สารีบุตรแสดงด้วยองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท. กายทุจริตเป็นต้นชื่อว่า อวินทิยะ ความว่า ไม่ควรได้ เพราะ อรรถว่าไปควรบำเพ็ญ. ธรรมชาติใด ย่อมได้ซึ่งอวินทิยะนั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา. กายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า วินทิยะ - ควรได้ เพราะตรงกันข้าม กับอวินทิยะนั้น. ธรรมชาติใด ย่อมไม่ได้ซึ่งวินทิยะนั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา. ธรรมชาติใด ทำอรรถคือกองแห่งขันธ์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ. ทำ อรรถคือความต่อแห่งอายตนะทั้งหลายมิให้ปรากฏ. ทำอรรถคือความ ว่างแห่งธาตุทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ ทั้งหลายมิให้ปรากฏ. ทำอรรถคือความจริงแห่งสัจจะทั้งหลายมิให้ปรา- กฏ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา, ทำอรรถ ๔ อย่างที่กล่าว
หน้า 248 ข้อ 9
แล้วด้วยสามารถแห่งการบีบคั้นเป็นต้น แห่งสัจจะทั้งหลายมีทุกขสัจจะ เป็นต้น ฉะนั้น จึงชื่อว่า อวิชชา. ธรรมชาติใด ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด, คติ, ภพ, วิญญาณฐิติ, และสัตตาวาสทั้งปวง ในสังสารวัฏอันไม่มีที่สุด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อวิชชา. ธรรมชาติใด ย่อมแล่นไปในบัญญัติทั้งหลายมีหญิงและบุรุษ เป็นต้น อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์, ไม่แล่นไปแม้ในวิชชมานบัญญัติมี ขันธ์เป็นต้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อวิชชา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อวิชชาเพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์ แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น และธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นปฏิจจ- สมุปบาทและที่เป็นปฏิจจสมุปปันนะ. ธรรมชาติใด ย่อมปรุงแต่งซึ่งสังขตธรรม๑ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า สังขาร. ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ต่าง ๆ ได้ ฉะนั้น ธรรมชาดิน น จึงชื่อว่า วิญญาณ. ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นาม, อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใด ย่อมน้อมไปสู่อารมณ์ ฉะนั้น ๑. สังขตธรรม : จิต ๘๙, รูป ๒๘.
หน้า 249 ข้อ 9
ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า นาม, ธรรมชาติใด ย่อมแตกดับไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า รูป. ธรรมชาติใด ย่อมแผ่ไปในจิตและเจตสิกอันเป็นที่เกิด และ นำไปสู่สังสารทุกข์อันยืดเยื้อต่อไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อายตนะ. ธรรมชาติใด ย่อมถูกต้อง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ผัสสะ. ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึง ชื่อว่า เวทนา. ธรรมชาติใด ย่อมอยากได้ในอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ตัณหา. ธรรมชาติใด ย่อมเข้าไปยึดในอารมณ์ คือย่อมถือไว้อย่างมั่นคง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อุปาทาน. ธรรมชาติใด ย่อมเป็น คือย่อมเกิด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ภพ. การเกิด ชื่อว่า ชาติ . การแก่ ชื่อว่า ชรา. สัตว์ทั้งหลาย ย่อมตายด้วยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติ นั้น จึงชื่อว่า มรณะ.
หน้า 250 ข้อ 10, 11, 12
สัจนิทเทส [๑๐] ทุกข์ ควรรู้ยิ่ง ทุกขสมุทัย ....ทุกขนิโรธ ... ทุกข- นิโรธคามีนีปฏิปทา... รูป... รูปสมุทัย...รูปนิโรธ ...รูปนิโรธคามิ- นีปฏิปทา ... เวทนา ... สัญญา... สังขาร ... วิญญาณ ...จักขุ ฯลฯ ชรามรณะ ... ชรามรณสมุทัย ... ชรามรณนิโรธ... ชรามรณนิโรธ- คามินีปฏิปทา ( ทุกอย่าง ) ควรรู้ยิ่ง. [๑๑] สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ ภาพที่ควรละแห่ง ทุกขสมุทัย สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งทุกขนิโรธ สภาพที่ควรเจริญ แห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งรูป ภาพที่ควร ละแห่งรูปสมุทัย ภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งรูปนิโรธ สภาพที่ควรเจริญ แห่งรูปนิโรธคามินีปฏิปทา ภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ แห่งจักขุ ฯลฯ สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งชรามรณะ สภาพที่ควรละแห่งชรามรณสมุทัย สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งชรามรณนิโรธ ภาพที่ควรเจริญแห่งชรา- มรณนิโรธคามินีปฏิปทา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๑๒] ภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกข์ สภาพที่แทง ตลอดด้วยการลุทุกขสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งทุกข์ นิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพ ที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้รูป ภาพที่แทงตลอดด้วยการละรูปสมุทัย
หน้า 251 ข้อ 13, 14
สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งรูปนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วย การเจริญรูปนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ชรามรณะ สภาพที่แทงตลอดด้วย การละชรามรณสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งชรามรณ- นิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๑๓] ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ความดับเหตุ ให้เกิดทุกข์ ความดับฉันทราคะในทุกข์ ความยินดีในทุกข์ โทษแห่ง ทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้เกิดรูป ความดับเหตุ ให้เกิดรูป ความยินดีในรูป โทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่ง รูป แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่ง วิญญาณ ฯลฯ แห่งจักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ เหตุให้เกิดชราและ มรณะ ความดับชราและมรณะ ความดับเหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับฉันทราคะในชราและมรณะ คุณแห่งชราและมรณะ โทษแห่ง ชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุก อย่าง. [๑๔] ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโร ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความยินดีในทุกข์ โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้เกิดรูป ความดับรูป ปฏิปทาอันให้ถึงความดับรูป ความยินดี
หน้า 252 ข้อ 15
ในรูป โทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ ชรา และมรณะ เหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ ปฏิปทา อันให้ถึงความดับชราและมรณะ ความยินดีในชราและมรณะ โทษแห่ง ชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุก อย่าง. [๑๕] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นทุกข์ การพิจารณาเห็นอนัตตา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การ พิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณาเห็นด้วยความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป การพิจารณาเห็นความทุกข์ในรูป การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป การ พิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความ คลายกำหนัดในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความดับในรูป การพิจารณา เห็นด้วยความสละคืนในรูป การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ใน จักขุ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ การ พิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นอนัตตาในชรา และมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ การ พิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในชราและมรณะ การพิจารณา
หน้า 253 ข้อ 16, 17, 18
เห็นความดับในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืนใน ชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๑๖] ความเกิดขึ้น ความเป็นไป เครื่องหมาย ความประมวล มา ( กรรมอันปรุงแต่งปฏิสนธิ ) ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ อุปายาส ความไม่เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีเครื่องหมาย ความไม่มีประมวลมา ความ ไม่สืบต่อ ความไม่ไป ความไม่บังเกิด ความไม่อุบัติ ความไม่เกิด ความไม่แก่ ความไม่ป่วยไข้ ความไม่ตาย ความไม่เศร้าโศก ความ ไม่รำพัน, ความไม่คับแค้นใจ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๑๗] ความเกิดขึ้น ความไม่เกิดขึ้น ความเป็นไป ความ ไม่เป็นไป เครื่องหมาย ความไม่มีเครื่องหมาย ความประมวลมา ความไม่ประมวลมา ความสืบต่อ ความไม่สืบต่อ ความไป ความไม่ไป ความบังเกิด ความไม่บังเกิด ความอุบัติ ความไม่อุบัติ ความเกิด ความไม่เกิด ความแก่ ความไม่แก่ ความป่วยไข้ ความไม่ป่วยไข้ ความตาย ความไม่ตาย ความเศร้าโศก ความไม่เศร้าโศก ความรำพัน ความไม่รำพัน ความคับแค้นใจ ความไม่คับแค้นใจ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๑๘] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปเป็น ทุกข์ เครื่องหมายเป็นทุกข์ ความประมวลมาเป็นทุกข์ ปฏิสนธิเป็น ทุกข์ คติเป็นทุกข์ ความบังเกิดเป็นทุกข์ อุบัติเป็นทุกข์ ชาติเป็นทุกข์
หน้า 254 ข้อ 19, 20
พยาธิเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะเป็นทุกข์ ปริเทวะเป็นทุกข์ อุปายาสเป็นทุกข์. [๑๙] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่เป็นไป เป็นสุข ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความไม่สืบต่อเป็นสุข ความไม่ไปเป็นสุข ความไม่บังเกิดเป็นสุข ความ ไม่อุบัติเป็นสุข ความไม่เกิดเป็นสุข ความไม่แก่เป็นสุข ความไม่ป่วย ไข้เป็นสุข ความไม่ตายเป็นสุข ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความไม่ รำพันเป็นสุข ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข. [๒๐] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้น เป็นสุข ความเป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข เครื่องหมาย เป็นทุกข์ ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความประมวลมาเป็นทุกข์ ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความสืบต่อเป็นทุกข์ ความไม่สืบต่อเป็น สุข ความไปเป็นทุกข์ ความไม่ไปเป็นสุข ความบังเกิดเป็นทุกข์ ความ ไม่บังเกิดเป็นสุข ความอุบัติเป็นทุกข์ ความไม่อุบัติเป็นสุข ความเกิด เป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข ความแก่เป็นทุกข์ ความไม่แก่เป็นสุข ความป่วยไข้เป็นทุกข์ ความไม่ป่วยไข้เป็นสุข ความตายเป็นทุกข์ ความไม่ตายเป็นสุข ความเศร้าโศกเป็นทุกข์ ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความรำพันเป็นทุกข์ ความไม่รำพันเป็นสุข ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข.
หน้า 255 ข้อ 21, 22, 23
[๒๑] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย เครื่องหมายเป็นภัย ความประมวลมาเป็นภัย ความสืบต่อเป็นภัย ความไปเป็นภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความอุบัติเป็นภัย ความเกิดเป็น ภัน ความแก่เป็นภัย ความป่วยไข้เป็นภัย ความตายเป็นภัย ความ เศร้าโศกเป็นภัย ความรำพันเป็นภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย. [๒๒] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่ เป็นไปปลอดภัย ความไม่มีเครื่องหมาย ปลอดภัย ความไม่ประมวลมา ปลอดภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไม่ไปปลอดภัย ความไม่บังเกิด ปลอดภัย ความไม่อุบัติปลอดภัย ความไม่เกิดปลอดภัย ความไม่แก่ ปลอดภัย ความไม่ป่วยไข้ปลอดภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความไม่ เศร้าโศกปลอดภัย ความไม่รำพันปลอดภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย. [๒๓] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความไม่เกิดขึ้น ปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย เครื่องหมาย เป็นภัย ความไม่มีเครื่องหมายปลอดภัย ความประมวลมาเป็นภัย ความ ไม่ประมวลมาปลอดภัย ความสืบต่อเป็นภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไปเป็นภัย ความไม่ไปปลอดภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความไม่ บังเกิดปลอดภัย ความอุบัติเป็นภัย ความไม่อุบัติปลอดภัย ความเกิด เป็นภัย ความไม่เกิดปลอดภัย ความป่วยไข้เป็นภัย ความไม่ป่วยไข้ ปลอดภัย ความตายเป็นภัย. ความไม่ตายปลอดภัย ความเศร้าโศก
หน้า 256 ข้อ 24, 25, 26
เป็นภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย ความรำพันเป็นภัย ความไม่รำพัน ปลอดภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย. [๒๔] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ( เครื่องล่อ ) ความ เป็นไปมีอามิส ความสืบต่อมีอามิส ความประมวลมามีอามิส ความ บังเกิดมีอามิส ความอุบัติมีอามิส ความเกิดมีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความตายมีอามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความรำพันมีอามิส ความ คับแค้นใจมีอามิส. [๒๕] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส (หมดเครื่องล่อ) ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความไม่ ประมวลมาไม่มีอามิส ความไม่สืบต่อไม่มีอามิส ความไม่ไปไม่มีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิส ความไม่มีอุบัติไม่มีอามิส ความไม่เกิดไม่มี อามิส ความไม่แก่ไม่มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความไม่ตาย ไม่มีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิส ความไม่รำพันไม่มีอามิส ความ ไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส. [๒๖] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มี อามิส ความเป็นไปมีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิา เครื่องหมาย มีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความประมวลมามีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิส ความสืบต่อมีอามิส ความไม่สืบต่อไม่มี อามิส ความไปมีอามิส ความไม่ไปไม่มีอามิส ความบังเกิดมีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิส ความอุบัติไม่มีอามิส ความไม่อุบัติไม่มีอามิส
หน้า 257 ข้อ 27, 28
ความเกิดมีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส ความแก่มีอามิส ความไม่แก่ ไม่มีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความตาย มีอามิส ความไม่ตายไม่มีอามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความไม่เศร้า- โศกไม่มีอามิส ความรำพันมีอามิส ความไม่รำพันไม่มีอามิส ความ คับแค้นใจมีอามิส ความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส. [๒๗] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไปเป็น สังขาร เครื่องหมายเป็นสังขาร ความประมวลมาเป็นสังขาร ความ อุบัติเป็นสังขาร ความไปเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความ อุบัติเป็นสังขาร ความเกิดเป็นสังขาร ความแก่เป็นสังขาร ความป่วยไข้ เป็นสังขาร ความตายเป็นสังขาร ความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความ รำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร. [๒๘] ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความไม่ เป็นไปเป็นนิพพาน ความไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความไม่ ประมวลมาเป็นนิพพาน ความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไม่ไปเป็น นิพพาน ความไม่บังเกิดเป็นนิพพาน ความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความ ไม่เกิดเป็นนิพพาน. ความไม่แก่เป็นนิพพาน ความไม่ป่วยไข้เป็น นิพพาน ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความไม่เศร้าโศกเป็นนิพพาน ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน.
หน้า 258 ข้อ 29
[๒๙] ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้น เป็นนิพพาน ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน เครื่องหมายเป็นสังขาร ความไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความ ประมวลมาเป็นสังขาร ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพาน ความสืบต่อ เป็นสังขาร ความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไปเป็นสังขาร ความไม่ ไปเป็นนิพพาน ความบังเกิดเป็นสังขาร ความไม่บังเกิดเป็นนิพพาน ความอุบัติเป็นสังขาร ความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความเกิดเป็นสังขาร ความไม่เกิดเป็นนิพพาน ความแก่เป็นสังขาร ความไม่แก่เป็นนิพพาน ความป่วยไข้เป็นสังขาร ความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความตายเป็น สังขาร ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความ ไม่เศร้าโศกเป็นนิพพาน ความรำพันเป็นสังขาร ความไม่รำพันเป็น นิพพาน ความคับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน. จบ ปฐมภาณวาร ________________________ อรรถกถาทุกขสัจเป็นต้น ๑๐ ] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ มีทุกข์ เป็นต้นโดยประกอบเข้ากับอริยสัจ ๔. พระสารีบุตรกล่าวประมวล การ วิสัชนา ๒๔ อย่าง ด้วยจตุกกะ ๖ ไว้ในบทมี อาทิว่า ทุกฺขํ อภิญฺเยฺยํ ทุกข์ ควรรู้ยิ่ง ด้วยการวิสัชนา ๑๙๕ มีอาทิว่า จกฺขุํ อภิญฺเยฺยํ
หน้า 259 ข้อ 29
โสตํ อภิญฺเยฺยํ จักขุ... โสตะ ควรรู้ยิ่ง ในไปยาล (ละคำ) ว่า จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ - จักขุ ฯลฯ ชรามรณะ เป็นอันได้ ๑๙๕ จตุกกะ ด้วยอำนาจของจสุกกะเหล่านั้น จึงเป็นการวิสัชนา ๗๘๐, ในจตุกกะมีอาทิว่า ชรามรณํ อภิญฺเยฺยํ - ชรามรณะควรรู้ยิ่งทั้งหมด จึงเป็นการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ โดยประการฉะนี้ว่า จตฺตาริ วิสชฺชนานิ การวิสัชนา ๔ ข้อ. อนึ่ง ในการวิสัชนานี้ พึงทราบว่า ปัจจัยอันเป็นประธานของ ธรรมนั้นๆ เป็นสมุทัย, นิพพานว่างจากสังขารทั้งปวงเป็นนิโรธ. ในอธิการนี้ บทมีอาทิว่า อนญฺาตญฺสฺสามีตินฺทฺริยนิโรโธ การ ดับอินทรีย์ คืออัธยาศัยที่มุ่งบรรลุมรรคผลของผู้ปฏิบัติ หมายถึงความ ไม่มีอินทรีย์อันเป็นโลกุตระ ๓ ประการ มี อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เป็นต้น ถูกต้อง. บทว่า นิโรธคามินีปฏิปทา ในทุกแห่งเป็นอริยมรรค ทั้งนั้น. แม้เมื่อท่านกล่าวถึงผลอย่างนี้ไว้ แม้ อัญญินทรีย์ ( อินทรีย์ คือการตรัสรู้สัจธรรมด้วยมรรค) อัญญาตาวินทรีย์ ( อินทรีย์ของ พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้สัจธรรมแล้ว) ย่อมถูกต้อง เพราะมีชื่อเรียกว่า มรรค. พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ ด้วยสภาพที่ควร กำหนดรู้ทุกข์เป็นต้นต่อไป. ท่านได้ชี้แจงการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ ด้วย สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้นอีก. การกำหนดรู้และ การแทงตลอดด้วยสภาพที่ควรแทงตลอด ชื่อว่า ปริญญาปฏิเวธะ.
หน้า 260 ข้อ 29
อรรถคือปริญญาปฏิเวธะนั้นแล ชื่อว่า ปริญฺาปฏิเวธฏฺโ - สภาพที่ แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้. ๑๑ - ๑๔] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑,๖๑๖ ข้อ มีทุกข์เป็นต้น มีชรามรณะเป็นที่สุด ต่อไปด้วย ๒๐๒ อัฏฐกะ ประกอบ ด้วยบท อย่างละ ๗ บท มีสมุทัยเป็นต้น. ในอธิการนั้น ปัจจัยอันเป็นประธาน คือ สมุทัย, การดับ สมุทัยนั้น คือ สมุทยนิโรธ. ความกำหนัดคือความพอใจ คือ ฉันทราคะ, ความกำหนัดคือความพอใจทุกข์ ด้วยสำคัญในทุกข์ว่า เป็นสุข, ความดับฉันทราคะนั้น คือ ฉันทราคนิโรธ. สุขโสมนัส เกิดขึ้นเพราะอาศัยทุกข์ คือความยินดีในทุกข์. ความไม่เที่ยงแห่งทุกข์ ความแปรปรวนเป็นธรรมดาแห่งทุกข์ คือโทษแห่งทุกข์. การนำออก ซึ่งฉันทราคะ การละฉันทราคะในทุกข์ คืออุบายเครื่องสลัดออกแห่ง ทุกข์. นิพพานนั่นแล คืออุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ เพราะบาลี ว่า ยํ โข ปน กิญฺจิ ภูตํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ - นิโรธเป็นเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่าง ใดอย่างหนึ่งซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น. พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึง นิพพาน ในฐานะ ๔ อย่าง ด้วยคำอันมีปริยายต่าง ๆ โดยตรงกันข้าม กับสังขตธรรมต่าง ๆ ว่า การดับทุกข์. การดับสมุทัย. การดับฉันทราคะ, อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ ๑. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพราะ
หน้า 261 ข้อ 29
อาหารเป็นต้นเหตุ ทุกข์จึงเกิด เพราะดับอาหารทุกข์จึงดับ การดับ สมุทัยด้วยอำนาจความเป็นไปกับด้วยกิจ - กิจรส. อีกอย่างหนึ่ง การ ดับสมุทัย ด้วยการเห็นความเกิดและความดับ มรรคพร้อมด้วยวิปัสสนา เป็นการดับฉันทราคะ. เมื่อท่านกล่าวไว้อย่างนี้พึงถือเอานัยที่กล่าวไว้ ตอนแรกว่า ยังไม่เป็นสรรพสาธารณะเพราะอินทรีย์อันเป็นโลกุตระ ยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา. นัยที่ท่านกล่าวว่า การดับฉันทราคะเพราะไม่มี ฉันทราคะในอินทรีย์อันเป็นโลกุตระนั่นแลจึงถูกต้อง. เป็นอันกระทำ ฉันทราคะแม้ในผมเป็นต้น อันเป็นส่วนหนึ่งของสรีระ ด้วยความ กำหนัดคือความพอใจในสรีระนั่นแล. เป็นอันกระทำฉันทราคะแม้ใน ชราและมรณะ ด้วยความกำหนัดคือความพอใจ ในการมีชราและมรณะ โดยแท้ พึงประกอบแม้ความพอใจและโทษไว้อย่างนี้ด้วย. พระสารี- บุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑,๔๑๔ นัย มี ๒๐๒ บท มีทุกข์เป็นต้น มีชรามรณะเป็นที่สุดต่อไป ด้วย ๒๐๒ สัตตกะประกอบด้วยบทอย่าง ละ ๖ มีสมุทัยเป็นต้น. ๑๕] บัดนี้ เพื่อแสดงประกอบบท ๒๐๑ บท มีรูปเป็นต้น ชรามรณะเป็นที่สุด ด้วยอนุปัสนา ๗ พระสารีบุตรจึงชี้แจงอนุ- ปัสนา ๗ มีอนิจจานุปัสนาเป็นต้นก่อน. ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นการ วิสัชนา ๑,๔๑๔ นัย พร้อมด้วยการวิสัชนาอนุปัสนาล้วน ๗ ประการ. การพิจารนาเห็นว่าไม่เที่ยง คือ อนิจจานุปัสนา.
หน้า 262 ข้อ 29
อนิจจานุปัสนานั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อ นิจสัญญา ความสำคัญว่าเที่ยง. การพิจารณาเห็นว่า เป็นทุกข์ คือ ทุกขานุปัสนา. ทุกขานุปัสนา นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อ สุขสัญญา - ความสำคัญว่าเป็นสุข. การพิจารณา เห็นว่า เป็นอนัตตา คือ อนัตตานุปัสนา. อนัตตานุปัสนานั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อ อัตสัญญา - ความสำคัญว่าเป็นอัตตา. พระโยคาวจร ย่อมเบื่อหน่าย เพราะอนุปัสนา ๓ บริบูรณ์ ฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพิทา, นิพพิทานั้นด้วย อนุปัสนาด้วย ชื่อว่า นิพพิทานุปัสนา. นิพพิทานุปัสนานั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อความเพลิดเพลิน. พระโยคาวจร ย่อมคลายกำหนัด เพราะอนุปัสนา ๔ บริบูรณ์ จึงชื่อว่า วิราโค, วิราคะนั้นด้วย อนุปัสนาด้วย ชื่อว่า วิราคานุปัสนา. วิราคานุ- ปัสนานั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อราคะ. พระโยคาวจรย่อมดับราคะเสียได้ เพราะอนุปัสนา ๕ บริบูรณ์ จึงชื่อว่า นิโรโธ. นิโรธนั้นด้วย อนุปัสนาด้วย ชื่อว่า นิโรธานุปัสนา. นิโรธานุปัสนานั้นเป็น ปฏิปักษ์ต่อสมุทัย. พระโยคาวจรย่อมสละคืนเสียได้ เพราะอนุปัสนา ๖ บริบูรณ์ จึงชื่อว่า ปฏินิสฺสคฺโค. ปฏินิสสัคคะนั้นด้วย อนุปัสนา ด้วย ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสนา. ปฏินิสสัคคานุปัสนานั้นเป็น ปฏิปักษ์ต่อการยึดมั่น. เมื่ออินทรีย์อันเป็นโลกุตระเข้าถึงวิปัสนายัง ไม่มี พึงทราบว่า ท่านประกอบอนุปัสนา ๗ ไว้ด้วยธรรมะแม้เหล่านั้น โดยพิจารณาเห็นว่า ชื่อว่า มีนิโรธ เพราะไม่มีความเพลิดเพลินและ ความกำหนัดในสิ่งที่สำคัญว่า เที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน เพราะสิ่ง
หน้า 263 ข้อ 29
เหล่านั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังบาลีว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา, สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา, สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์. ธรรมทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นอนัตตา และเพราะมีการสละด้วยการบริจาค การสละด้วยการ แล่นไป. เมื่อผู้มีชรามรณะที่ตนเห็นแล้ว โดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นอันชื่อว่า เห็นแม้ชรามรณะ โดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น, เมื่อ เบื่อหน่าย คลายกำหนัดในชรามรณะที่มีอยู่ เป็นอันเบื่อหน่ายและ คลายกำหนัดในชรามรณะ, เมื่อมีชรามรณะที่เห็นแล้วโดยนิโรธ เป็น อันชื่อว่า เห็นแม้ชรามรณะโดยนิโรธ เมื่อสละในชรามรณะที่มีอยู่ ย่อมเป็นอันสละชรามรณะโดยแท้ พึงทราบว่า ท่านประกอบอนุปัส- นา ๗ ด้วยชรามรณะ ด้วยประการฉะนี้. ๑๖-๒๙] บัดนี้ พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑๕ ข้อ อันเป็นไวพจน์ของธรรมเหล่านั้น มี อุปฺปโท - ความเกิดขึ้นเป็นต้น และด้วยอารมณ์ ๕ มี อุปฺปาโท เป็นต้น อันเป็นวัตถุแห่ง อาทีนว- ญาณ - ความรู้ว่าเป็นโทษ, ชี้แจงการวิสัชนา ๑๕ ข้อ มี อนุปิปาโท เป็นต้น ด้วยอารมณ์อันเป็นปฏิปักษ์แห่งธรรมนั้น แห่ง สนฺติปท- ญาณ - ความรู้ทางแห่งสันติ, ชี้แจงการวิสัชนา ๓๐ ประกอบบท มี อุปปาทะและอนุปปาทะเป็นต้นเหล่านั้นต่อไปด้วยเป็นคู่กัน ด้วย ประการฉะนี้ จึงเป็นการวิสัชนา ๖๐ ในนัยนี้นั่นแล.
หน้า 264 ข้อ 29
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปาโท - การเกิดขึ้น ได้แก่ การ เกิดในภพนี้ เพราะกรรมก่อนเป็นปัจจัย. บทว่า ปวตฺตํ - ความเป็นไป ได้แก่ ความเป็นไปแห่งการ เกิดอย่างนั้น. บทว่า นิมิตฺตํ - เครื่องหมาย ได้แก่ เครื่องหมายสังขารทั้งหมด. เพราะสังขารของพระโยคาวจรย่อมปรากฏดุจมีซวดทรง ฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า นิมิตฺตํ. บทว่า อายูหนา - ความประมวลมา ได้แก่ กรรมอันเป็นเหตุ แห่งปฏิสนธิต่อไป เพราะว่า กรรมนั้นท่านเรียกว่า อายูหนา เพราะ อรรถว่าปรุงแต่งปฏิสนธิ. บทว่า ปฎิสนฺธิ ได้แก่ เกิดต่อไป. การเกิดนั้นท่านเรียกว่า ปฏิสนธิ เพราะสืบต่อกันในระหว่างภพ บทว่า คติ - การไป ได้แก่ ปฏิสนธิ ที่ท่านเรียกว่า คติ เพราะ สัตว์ต้องไป. บทว่า นิพฺพตฺติ- ความบังเกิด ได้แก่ ความเกิดแห่งขันธ์ ทั้งหลาย. บทว่า อุปฺปตฺติ - อุบัติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบากที่ท่าน กล่าวไว้อย่างนี้ว่า สมาปนฺนสฺส วา อุปปนฺนสฺส วา-ธรรมคือจิต และเจตสิกของผู้เข้าถึงแล้วหรือผู้อุบัติแล้ว.
หน้า 265 ข้อ 29
บทว่า ชาติ - การเกิด ได้แก่ ความปรากฏครั้งแรกแห่งขันธ์ ของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในภพนั้น ๆ. บทว่า ชรา - ความเสื่อมโทรม อธิบายว่า ชรานั้นมี ๒ อย่าง คือสังขตลักษณะอันได้แก่ลักษณะที่ตั้งอยู่และเป็นอย่างอื่น ๑ ภพเก่า แห่งขันธ์อันเนื่องในภพหนึ่งในสันตติ เป็นที่รู้กันว่ามีฟันหักเป็นต้น ๑. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาชรานั้น. บทว่า พฺยาธิ - ความเจ็บป่วย ได้แก่ อาพาธ ๘ อย่าง อัน ตั้งขึ้นเพราะธาตุกำเริบเป็นปัจจัย คือ น้ำดี ๑ เสมหะ ๑ ลม ๑ ไข้สันนิบาต ๑ การเปลี่ยนฤดู ๑ การบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ ๑ เพียรเกินไป ๑ วิบากของกรรม ๑. ชื่อว่า พฺยาธิ เพราะทุกข์ หลายอย่าง แผดเผา กลุ้มรุม หรือ เพราะทุกข์เบียดเบียนให้เดือดร้อน หวั่นไหว. บทว่า มรณํ คือพยาธิเป็นเหตุให้ตาย มรณะนั้น มี ๒ อย่าง คือ สังขตลักษณะอันมีความเสื่อมเป็นลักษณะ ๑ การตัดขาดการ เกี่ยวเนื่องกันแห่งชีวิตินทรีย์อันนับเนื่องในภพหนึ่ง ๑. ในที่นี้ท่าน ประสงค์เอามรณะนั้น. บทว่า โสโก คือ ความเหี่ยวแห้งใจ ได้แก่ ความเดือดร้อนใจ ของผู้ที่ถูกความเสื่อมจากญาติ สมบัติ โรค ศีล และทิฏฐิ กระทบ.
หน้า 266 ข้อ 29
บทว่า ปริเทโว คือ ร้องไห้คร่ำครวญ ได้แก่ การพร่ำเพ้อ ของผู้ที่ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้น กระทบ. บทว่า อุปายาโส - แค้นใจมาก. ได้แก่ โทสะอันเกิดจากทุกข์ ใจหนัก ของผู้ที่ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้น กระทบ. ในนิทเทสนี้ท่านกล่าวอภิญไญยธรรม ๕ มี อุปฺปาโท เป็นต้น ด้วยสามารถเป็นวัตถุแห่งอาทีนวญาณ, ที่เหลือท่านกล่าวด้วยสามารถ เป็นไวพจน์ของอภิญไญยธรรมเหล่านั้น, บทว่า นิพฺพตฺติ เป็นไวพจน์ ของ อุปฺปาโท. บทว่า ชาติ เป็นไวพจน์ของ ปฏิสนธิ, สองบทว่า คติ อุปปตฺติ เป็นไวพจน์ของ ปวตฺตํ, ชรา เป็นต้นเป็นไวพจน์ ของ นิมิตฺตํ. ท่านกล่าวนิพพานเท่านั้นด้วยคำ มี อนุปฺปสโท - ความ ไม่เกิดขึ้นเป็นต้น. พระสารีบุตรชี้แจงบท ๖๑ มี อุปปาทะ และ อนุปปาทะ เป็นต้น การวิสัชนา ๖๐ ประกอบด้วยบทว่าด้วยทุกข์และสุข, การ วิสัชนา ๖๐ ประกอบด้วยบทว่าด้วยภัยและความปลอดภัย, การวิสัชนา ๖๐ ประกอบด้วยบทว่าด้วยสามิส ( มีเครื่องล่อ ) และนิรามิส ( ไม่มี เครื่องล่อ ), การวิสัชนา ๖๐ ประกอบด้วยบทแห่งสังขารและนิพพาน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกขํ - เป็นทุกข์ อธิบายว่า ชื่อว่า ทุกข์ เพราะเป็นของไม่เที่ยง. ชื่อว่า สุขเพราะตรงกันข้ามกับทุกข์. สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นภัย. ชื่อว่า เขมะ - ความปลอดภัย เพราะ ตรงกันข้ามกับภัย. สิ่งใดเป็นภัยสิ่งนั้นชื่อว่าเป็น สามิส ( มีเครื่องล่อ)
หน้า 267 ข้อ 30
เพราะไม่พ้นไปจากวัฏฏามิสและโลกุามิส ชื่อว่า นิรามิส (ไม่มีเครื่อง ล่อ) เพราะตรงกันข้ามกับ สามิส. สิ่งใดเป็นสามิส สิ่งนั้นเป็น เพียงสังขารเท่านั้น. ชื่อว่า นิพพาน เพราะสงบจากสิ่งตรงกันข้าม กับสังขาร. เพราะสังขารเป็นของร้อน นิพพานเป็นของสงบ. พึง ทราบว่าท่านกล่าวไว้อย่างนั้นหมายถึงความเป็นไปโดยอาการนั้น ๆ อย่าง นี้ว่า โดยอาการที่เป็นทุกข์ โดยอาการที่เป็นภัย โดยอาการที่เป็นสามิส โดยอาการที่เป็นสังขาร ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาปฐมภาณวาร ทุติยภาณวาร [๓๐] สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา สภาพแห่งธรรม ที่เป็นบริวาร ภาพแห่งธรรมที่เต็มรอบ สภาพแห่งสมาธิที่มีอารมณ์ อย่างเดียว ภาพแห่งสมาธิไม่มีความฟุ้งซ่าน ภาพแห่งธรรมที่ประ- คองไว้ ภาพแห่งธรรมที่ไม่กระจายไป สภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว สภาพ แห่งจิตไม่หวั่นไหว ภาพแห่งจิตตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความปรากฏ แห่งจิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งธรรมเป็นอารมณ์ สภาพแห่ง ธรรมเป็นโคจร สภาพแห่งธรรมที่ละ สภาพแห่งธรรมที่สละ สภาพ แห่งธรรมที่ออก สภาพแห่งธรรมที่หลีกไป สภาพแห่งธรรมที่ละเอียด
หน้า 268 ข้อ 31, 32, 33
สภาพแห่งธรรมที่ประณีต สภาพแห่งธรรมที่หลุดพ้น สภาพแห่งธรรม ที่ไม่มีอาสวะ สภาพแห่งธรรมเครื่องข้าม สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีเครื่อง หมาย สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีที่ตั้ง สภาพแห่งธรรมที่ว่างเปล่า สภาพ แห่งธรรมที่มีกิจเสมอกัน สภาพแห่งธรรมที่ไม่ล่วงเลยกัน สภาพแห่ง ธรรมที่เป็นคู่ สภาพแห่งธรรมที่นำออก ภาพแห่งธรรมที่เป็นเหตุ สภาพแห่งธรรมที่เห็น สภาพแห่งธรรมที่เป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๓๑] สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะ สภาพที่พิจารณาเห็นแห่ง วิปัสสนา สภาพที่มีกิจเสมอกันแห่งสมถะและวิปัสสนา สภาพมิได้ล่วง กันแห่งธรรมที่เป็นคู่ สภาพที่สมาทานแห่งสิกขาบท สภาพที่โคจร แห่งอารมณ์ สภาพที่ประคองจิตที่ย่อท้อ สภาพที่ปราบจิตที่ฟุ้งซ่าน สภาพที่คุมจิตอันบริสุทธิ์จากความย่อท้อและฟุ้งซ่านทั้ง ๒ ประการ สภาพที่จิตบรรลุคุณวิเศษ สภาพที่แทงตลอดอริยมรรคอันประเสริฐ สภาพที่ตรัสรู้สัจจะ สภาพที่ให้จิตตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ ควรรู้ยิ่งทุก อย่าง. [๓๒] สภาพที่น้อมไปแห่งสัทธินทรีย์ สภาพที่ประคองไว้ แห่งวีริยินทรีย์ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่ง สมาธินทรีย์ สภาพที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๓๓] สภาพที่สัทธาพละมิได้หวั่นไหวในเพราะความไม่มีสัทธา สภาพที่วีริยพละมิได้หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สภาพที่สติ-
หน้า 269 ข้อ 34, 35, 36
พละมิได้หวั่นไหวเพราะความประมาท สภาพที่สมาธิพละมิได้หวั่นไหว เพราะอุทธัจจะ สภาพที่ปัญญาพละมิได้หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่ง ทุกอย่าง. [๓๔] สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ สภาพที่เลือกเฟ้น แห่งธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ สภาพที่ประคองแห่งวีริยสัมโพชฌงค์ สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติสัมโพชฌงค์ สภาพที่สงบแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่พิจารณาหาทางแห่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๓๕] สภาพที่เห็นแห่งสัมมาทิฏฐิ สภาพที่ตรึกแห่งสัมมาสัง- กัปปะ สภาพที่กำหนดแห่งสัมมาวาจา สภาพที่ตั้งขึ้นแห่งสัมมากัมมันตะ สภาพที่ผ่องแผ้วแห่งสัมมาอาชีวะ สภาพที่ประคองไว้แห่งสัมมาวายามะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสัมมาสติ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ควรรู้ ยิ่งทุกอย่าง. [๓๖] สภาพที่เป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ สภาพที่ไม่หวั่นไหวแห่ง พละ สภาพที่นำออกแห่งโพชฌงค์ สภาพที่เป็นเหตุแห่งมรรค สภาพ ที่ตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน สภาพที่เริ่มตั้งแห่งสัมมัปธาน สภาพที่สำเร็จ แห่งอิทธิบาท สภาพที่เที่ยงแท้แห่งสัจจะ สภาพที่ระงับแห่งประโยชน์ สภาพที่ทำให้แจ้งแห่งผล สภาพที่ตรึกแห่งวิตก สภาพที่ตรวจตราแห่ง วิจาร สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติ สภาพที่ไหลมาแห่งสุข สภาพที่มีอารมณ์
หน้า 270 ข้อ 37, 38, 39
เดียวแห่งจิต สภาพที่คำนึง สภาพที่รู้แจ้ง สภาพที่รู้ชัด สภาพที่จำได้ สภาพที่สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๓๗] สภาพที่รู้แห่งปัญญาที่รู้ยิ่ง สภาพที่พิจารณาแห่ง ปริญญา สภาพที่สละแห่งปหานะ สภาพแห่งภาวนามีกิจเป็นอย่างเดียว สภาพที่ถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา สภาพที่เป็นกองแห่งทุกข์ ภาพที่ทรงไว้ แห่งธาตุ สภาพที่ต่อแห่งอายตนะ สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขต- ธรรม สภาพที่ปัจจัยไม่ได้ปรุงแต่แห่งอสังขตธรรม ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ที่เป็นปัจจัย. [๓๘] สภาพที่คิด สภาพที่ไม่มีระหว่างแห่งจิต สภาพที่ออก แห่งจิต สภาพที่หลีกไปแห่งจิต สภาพที่เป็นเหตุแห่งจิต สภาพที่เป็นปัจ- จัยแห่งจิต สภาพที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต สภาพที่เป็นภูมิแห่งจิต สภาพที่เป็น อารมณ์แห่งจิต สภาพที่เป็นโคจรแห่งจิต สภาพที่เที่ยวไปแห่งจิต สภาพ ที่ไปแห่งจิต สภาพที่นำไปยิ่งแห่งจิต สภาพที่นำออกแห่งจิต สภาพ ที่สลัดออกแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๓๙] สภาพที่นึกในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพที่รู้ แจ้ง... สภาพที่รู้ชัด... สภาพที่จำได้... สภาพที่จิตมั่นคง ... สภาพที่เนื่อง... สภาพที่แล่นไป... สภาพที่ผ่องใส ... สภาพที่ ตั้งมั่น... สภาพที่หลุดพ้น... สภาพที่เห็นว่านี่ละเอียด... ภาพที่ ทำให้เป็นเช่นดังยาน... สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้ง ... สภาพที่ตั้งขึ้น เนืองๆ ... สภาพที่อบรม ... สภาพที่ปรารภชอบด้วยดี... สภาพที่
หน้า 271 ข้อ 40
กำหนดถือไว้... สภาพที่เป็นบริวาร ... สภาพที่เต็มรอบ... สภาพ ที่ประชุม ... สภาพที่อธิษฐาน... สภาพที่เสพ... สภาพที่เจริญ... สภาพ ที่ทำให้มาก... สภาพที่รวมดี... สภาพที่หลุดพ้นด้วยดี... สภาพที่ตรัสรู้... สภาพที่ตรัสรู้ตาม... สภาพที่ตรัสรู้เฉพาะ ... สภาพที่ตรัสรู้พร้อม... สภาพที่ตื่น... สภาพที่ตื่นตาม... สภาพที่ตื่นเฉพาะ... สภาพที่ ตื่นพร้อม.. . สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้... สภาพที่เป็นไป ในฝักฝ่ายความตรัสรู้ตาม ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ เฉพาะ.... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้พร้อม ... สภาพที่ สว่าง... สภาพที่สว่างขึ้น ... สภาพที่สว่างเนือง ๆ ... สภาพที่สว่าง เฉพาะ... สภาพที่สว่างพร้อมในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว ควรรู้ ยิ่งทุกอย่าง. [๔๐] ภาพที่อริยมรรคให้สว่าง สภาพที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสทั้งหลายเร่าร้อน สภาพที่อริยมรรคไม่มีมลทิน สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน สภาพที่อริยมรรคหมดมลทิน สภาพ ที่อริยมรรคสงบ สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสระงับ สภาพแห่งวิเวก สภาพแห่งความประพฤติในวิเวก สภาพที่คลายกำหนัด สภาพแห่ง ความประพฤติในความคลายกำหนัด สภาพแห่งความประพฤติในความ ๑. พระบาลีว่า ปตาปนฏฺโ. ยุ. ปฺกาสนฏฺโ.
หน้า 272 ข้อ 41, 42, 43, 44
ดับ สภาพที่ปล่อย สภาพแห่งความประพฤติในความปล่อย สภาพที่ พ้น สภาพแห่งความประพฤติในความพ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๑] สภาพแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ สภาพที่ เป็นบาทแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ สภาพที่สำเร็จ แห่งฉันทะ สภาพที่น้อมไปแห่งฉันทะ สภาพที่ประคองไว้แห่งฉันทะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งฉันทะ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ สภาพที่เห็น แห่งฉันทะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๒] สภาพแห่งวีริยะ สภาพที่เป็นมูลแห่งวีริยะ สภาพที่ เป็นบาทแห่งวีริยะ สภาพที่เป็นประธานแห่งวีริยะ สภาพที่สำเร็จแห่ง วิริยะ สภาพที่น้อมไปแห่งวีริยะ สภาพที่ประคองไว้แห่งวีริยะ สภาพ ที่ตั้งมั่นแห่งวีริยะ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวีริยะ สภาพที่เห็นแห่งวิริยะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๓] สภาพแห่งจิต สภาพที่เป็นมูลแห่งจิต สภาพที่เป็นบาท แห่งจิต สภาพที่เป็นประธานแห่งจิต สภาพที่สำเร็จแห่งจิต สภาพที่ น้อมไปแห่งจิต สภาพที่ประคองไว้แห่งจิต สภาพที่ตั้งมั่นแห่งจิต สภาพ ที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต สภาพที่เห็นแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๔] สภาพแห่งวีมังสา สภาพที่เป็นมูลแห่งวีมังสา สภาพ ที่เป็นบาทแห่งวีมังสา สภาพที่เป็นประธานแห่งวีมังสา สภาพที่สำเร็จ แห่งวีมังสา สภาพที่น้อมไปแห่งวีมังสา สภาพที่ประคองไว้แห่งวีมังสา
หน้า 273 ข้อ 45, 46, 47
สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวีมังสา สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวีมังสา สภาพที่เห็น แห่งวีมังสา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๕] สภาพแห่งทุกข์ ภาพที่ทุกข์บีบคั้น สภาพที่ทุกข์อัน ปัจจัยปรุงแต่ง สภาพที่ทุกข์ให้เดือดร้อน สภาพที่ทุกข์แปรปรวน สภาพแห่งสมุทัย สภาพที่สมุทัยประมวลมา สภาพที่สมุทัยเป็นเหตุ สภาพที่สมุทัยเกี่ยวข้อง สภาพที่สมุทัยพัวพัน สภาพแห่งนิโรธ สภาพแห่ง นิโรธสลัดออก สภาพที่นิโรธเป็นวิเวก สภาพที่นิโรธเป็นอสังขตะ สภาพที่นิโรธเป็นอมตะ สภาพแห่งมรรค สภาพที่มรรดนำออก สภาพที่ มรรคเป็นเหตุ สภาพที่มรรคเห็น สภาพที่มรรคเป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่ง ทุกอย่าง. [๔๖] สภาพที่ถ่องแท้ สภาพที่เป็นอนัตตา สภาพที่เป็นสัจจะ สภาพที่ควรแทงตลอด สภาพที่ควรรู้ยิ่ง สภาพที่ควรกำหนดรู้ สภาพ ที่ทรงรู้ สภาพที่เป็นธาตุ สภาพที่อาจรู้ได้ สภาพที่รู้ควรทำให้แจ้ง สภาพที่ควรถูกต้อง สภาพที่ควรตรัสรู้ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๗] เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความกำหนดธรรม ญาณ ความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตน- สมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.
หน้า 274 ข้อ 48, 49, 50
[๔๘] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความ ทุกข์ การพิจารณาเห็นอนัตตา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณาเห็นด้วยความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความสิ้นไป การ พิจารณาเห็นความเสื่อมไป การพิจารณาเห็นความแปรปรวน การ พิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง การพิจารณาเห็นโทษ การพิจารณา หาทาง การพิจารณาเห็นอุบายที่จะหลีกไป ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๔๙] โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๕๐] สัทธินทรีย์ด้วยความว่าน้อมใจเชื่อ วีริยินทรีย์ด้วย ความว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยความว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยความ ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็น สัทธาพละด้วยความว่า ไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีสัทธา วีริยพละด้วยความไม่หวั่นไหว เพราะความเกียจคร้าน สติพละด้วยความไม่หวั่นไหวเพราะความประ- มาท สมาธิพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ปัญญาพละ ด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง.
หน้า 275 ข้อ 51, 52, 53, 54
[๕๑] สติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพช- ฌงค์ด้วยอรรถว่าเลือกเฟ้น วีริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ปีติ สัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าแผ่ไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถ ว่าพิจารณาหาทาง ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๕๒] สัมมาทิฏฐิด้วยความว่าเห็น สัมมาสังกัปปะด้วยความ ว่าตรึก สัมมาวาจาด้วยความว่ากำหนดเอา สัมมากัมมันตะด้วยความว่า ให้กุศลธรรมเกิด สัมมาอาชีวะด้วยความว่าขาวผ่อง สัมมาวายามะด้วย ความว่าประคองไว้ สัมมาสติด้วยความว่าตั้งมั่น สัมมาสมาธิด้วยความ ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๕๓] อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ พละด้วยความว่าไม่หวั่น ไหว โพชฌงค์ด้วยความว่านำออก มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ สติ- ปัฏฐานด้วยความว่าตั้งมั่น สัมมัปธานด้วยความว่าตั้งไว้ อิทธิบาทด้วย ความว่าสำเร็จ สัจจะด้วยความว่าเที่ยงแท้ สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาด้วยความว่าพิจารณา สมถะและวิปัสสนาด้วยความว่ามีกิจเสมอ กัน ธรรมชาติที่เป็นคู่ด้วยความว่าไม่ล่วงเกินกัน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๕๔] สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม จิตตวิสุทธิด้วยความว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็น วิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด วิมุตติด้วยความว่าสละ ญาณในความสิ้น
หน้า 276 ข้อ 55
ไปด้วยความว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ฉันทะ ด้วยควานว่าเป็นมูลฐาน มนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะด้วย ความว่าประมวลมา เวทนาด้วยความว่าประชุม สมาธิด้วยความว่าเป็น ประธาน สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ปัญญาด้วยความว่าประเสริฐกว่า กุศลธรรมนั้น ๆ วิมุตติด้วยความว่าเป็นแก่นสาร นิพพานอันหยั่งลง ในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง. [๕๕] ธรรมใด ๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว ธรรมนั้น ๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็น สุตมยญาณ. จบ ทุติยภาณวาร ฯ อรรถกถาทุติยภาณวาร ๓๐] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๓๑ ข้อ มี ปริคฺค- หฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา เป็นต้น ด้วยขณะแห่ง อริยมรรค. จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตด้วยอริยมรรค ย่อม
หน้า 277 ข้อ 55
กำหนดถือเอาเพื่อเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปริคฺคหา - กำหนดถือเอา. สภาพแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ปริคฺคหฏโ - สภาพแห่ง ธรรมที่ควรกำหนดถือเอา. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปริวารฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่เป็น บริวาร เพราะธรรมเหล่านั้นเป็นบริวารของกันและกัน. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปริปูรฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่เต็ม รอบ โดยบริบูรณ์ด้วยภาวนา. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า เอกคฺคฏฺโ - สภาพแห่งสมาธิที่มี อารมณ์อย่างเดียว เพราะเพ่งกำหนดถือเอาอารมณ์เดียว. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อวิกเขปฏฺโ - สภาพแห่งสมาธิ ไม่มีความฟุ้งซ่าน เพราะเพ่งถึงความไม่ฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่าง ๆ สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปคฺคหฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ ประคองไว้ คือประคองไว้ด้วยความเพียร. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อวิสารฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ไม่ กระจายไป เพราะไม่กระจายไปด้วยอำนาจสมาธิ ดุจแป้งใช้ทาในการ อาบน้ำ ไม่กระจายไปด้วยน้ำฉะนั้น. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนาวิลฏฺโ - สภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว เพราะไม่ขุ่นมัวด้วยการประกอบความเพียร.
หน้า 278 ข้อ 55
สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนิญฺชนฏฺโ - สภาพแห่งจิตไม่ หวั่นไหว เพราะไม่กำเริบ. บทว่า เอกตฺตุปฏฺฐานวเสน - ด้วยสามารถแห่งความปรากฏ แห่งจิตมีอารมณ์เดียว ได้แก่ ด้วยการประกอบสมาธิ และด้วยสามารถ แห่งการตั้งอยู่ในอารมณ์เดียวอย่างมั่นคง. บทว่า ิตฏฺโ - สภาพแห่งจิตตั้งอยู่ ได้แก่ ตั้งอยู่โดยไม่ หวั่นในอารมณ์. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อารมฺมณฏฺโ - สภาพแห่งธรรมเป็น อารมณ์ เพราะยึดนิพพานเป็นอารมณ์. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า โคจรฏฺโ - สภาพแห่งธรรมเป็น โคจร เพราะเที่ยวไปในความอยาก. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปหานฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ละ เพราะความที่นิพพานเป็นสรณะประหาณ. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปริจฺจาคฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ สละ ด้วยสามารถสละกิเลสด้วยอริยมรรค. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า วุฏฺานฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ออก ด้วยสามารถการออกจากความชั่วร้าย. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า วิวตฺตนฏฺโ - สภาพธรรมที่หลีกไป ด้วยสามารถหลีกไปจากนิมิตและความเป็นไป.
หน้า 279 ข้อ 55
สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า สนฺตฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ละ- เอียด เพราะดับสนิท. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปณีตฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ ประณีต เพราะความเป็นธรรมไม่เดือดร้อน และเพราะความเป็นธรรม สูงสุด. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า วิมุตฺตกฺโ - สภาพแห่งธรรมที่หลุด พ้น เพราะหลุดพ้นจากกิเลส และน้อมไปในอารมณ์. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนาสวฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ไม่ มีอาสวะ เพราะความที่บริสุทธิ์โดยไม่เป็นวิสัยแห่งอาสวะทั้งหลาย. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ตรณฏฺโ - สภาพแห่งธรรมเป็น เครื่องข้าม เพราะก้าวล่วงจากกิเลสกันดาร และสังสารกันดาร. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนิมิตฺตฏฺโ - สภาพแห่งธรรม ที่ไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีสังขารนิมิต. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อปฺปณิหิตฏฺโ - สภาพแห่งธรรม ที่ไม่มีที่ตั้ง เพราะไม่มีที่ตั้ง คือตัณหา. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า สุญฺตฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่ ว่างเปล่า เพราะไม่มีสาระในตน. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า เอกรสฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่มี กิจอย่างเดียวกัน เพราะมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส หรือ เพราะ
หน้า 280 ข้อ 55
ความที่สมถะและวิปัสสนามีรสอย่างเดียวกัน. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนติวตฺตนฏฺโ - สภาพแห่งธรรม ที่ไม่ล่วงเลยกัน เพราะสมถะและวิปัสสนาอาศัยซึ่งกันและกัน. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ยุคนทฺธฏฺโ - สภาพแห่งธรรม ที่เป็นคู่ เพราะสมถะและวิปัสสนานั่นแลเป็นคู่. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า นิยฺยานฏฺโ - สภาพแห่งธรรม ที่นำออก เพราะออกไปจากสังขารด้วยอริยมรรค. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า เหตฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่เป็น เหตุ เพราะเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ทสฺสนฏฺโ - สภาพแห่งธรรมที่เห็น เพราะทำนิพพานให้ประจักษ์. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อาธิปเตยฺยฏฺโ - สภาพแห่งธรรม ที่เป็นอธิบดี เพราะความเป็นใหญ่ยิ่ง. ๓๑ ] พระสารีบุตรได้แจ้งถึงการวิสัชนา ๔ ข้อ มีสมถะเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งสมถะและวิปัสสนา. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนุปสฺส- นฏฺโ - สภาพที่พิจารณาเห็น เพราะพิจารณาเห็นด้วยอนิจลักษณะ เป็นต้น. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อนติวตฺตนฏฺโ - สภาพที่มิได้ล่วง กัน เพราะความที่สมถะและวิปัสสนาทั้งสองเป็นธรรมคู่กันโดยมีกิจ อย่างเดียวกัน.
หน้า 281 ข้อ 55
พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๙ ข้อ มีสิกขาเป็นต้น ด้วย สามารถแห่งอริยมรรค เบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด. ชื่อว่า สิกฺขา เพราะต้องศึกษา. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า สมาทานฏฺโ - สภาพที่สมาทาน เพราะต้องสมาทานสิกขานั้น. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า โคจรฏฺโ - สภาพที่โคจร เพราะ เป็นที่ตั้งแห่งภาวนาและความเป็นไปของอารมณ์ที่ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ถือ เอาด้วยกรรมฐานและเพราะเป็นที่ตั้งแห่งโคจร. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปคฺคหฏฺโ - สภาพที่ประคองจิต คือสภาพที่พยายามทำจิตที่หดหู่ด้วยความเกียจคร้าน ด้วยเจริญธรรม วิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า วินิคฺคหฏฺโ - สภาพที่ปราบจิต คือ สภาพทำจิตที่ฟุ้งซ่านด้วยอุทจจะให้สงบ เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์. บทว่า อุโภ วิสุทธานํ - จิตบริสุทธิ์จากทั้งสอง อธิบายว่า คุมจิตอันบริสุทธิ์จากความหดสู่และฟุ้งซ่าน. พึงทราบว่า ท่านทำเป็น พหุวจนะ ด้วยความสามารถแห่งจิตตั้งอยู่ในความเป็นกลาง เป็นไปด้วยอำนาจ ของสันตติ.
หน้า 282 ข้อ 55
สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อชฺฌุเปกฺขณฏฺโ - สภาพที่คุมจิต คือไม่มีความขวนขวายในความพยายามและในการทำให้สงบ. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า วิเสสาธิคมนฏฺโ - สภาพที่จิต บรรลุคุณวิเศษ คือการอบรมจิตให้เป็นไปสม่ำเสมอ. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า อุตฺตริปฏิเวธฏฺโ - สภาพที่แทง ตลอดอริยมรรคอันประเสริฐ คือด้วยสามารถทำอริยมรรคให้ปรากฏ. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า สจฺจาภิสมยฏฺโ - สภาพที่ตรัสรู้ สัจจะ คือด้วยสามารถแทงตลอดอริยสัจ ๔ สำเร็จด้วยอริยมรรค. สภาพแห่งธรรม ชื่อว่า ปติฏาปกฏฺโ - สภาพที่ทำจิตให้ ตั้งอยู่ คือให้ตั้งอยู่ในนิโรธด้วยอำนาจผลสมาบัติ. เพราะผลสมาบัติ นั้น ยังบุคคลผู้มีความพร้อมให้ตั้งอยู่ในนิพพานอันได้แก่นิโรธ. ๓๒ ] พระสารีบุตรกล่าวถึงการวิสัชนา ๕ ข้อ มี สัทธินทรีย์ เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งสภาพธรรม คืออินทรีย์. บทว่า อธิโมกฺ- ขฏฺโ - สภาพที่น้อมไป. บทว่า อุปฏฺานฏฺโ - สภาพที่ตั้งมั่น คือ สภาพที่เข้าไปตั้งมั่นซึ่งอารมณ์. บทว่า ทสฺสนฏฺโ - สภาพที่เห็น คือ สภาพที่เพ่งถึงความเป็นจริง. ๓๓] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๕ ข้อ มี สัทธาพละ เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งสภาพธรรม คือ พละ ชื่อว่า สทฺธาพลํ เพราะสัทธานั่นแลเป็นกำลัง ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว. บทว่า อสฺ-
หน้า 283 ข้อ 55
สทฺธิเย เพราะความไม่มีสัทธา. อนึ่งบทว่า อสฺสทฺธิยํ ได้แก่ จิต- ตุปบาทอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสัทธา. บทว่า อกมฺปิยฏฺโ ได้แก่ ภาพที่ไม่ ควรหวั่นไหว อธิบายว่า ไม่สามารถให้หวั่นไหวได้. บทว่า โกสชฺเช- เพราะความเกียจคร้าน ได้แก่ เพราะถีนมิทธะอันเป็นความเกียจคร้าน. บทว่า ปมาเท - เพราะความประมาท ได้แก่ เพราะจิตตุปบาทอันเป็น ปฏิปักษ์ต่อสติ. บทว่า อุทฺธจฺเจ คือ เพราะความฟุ้งซ่าน กล่าวคือ ความไม่สงบ. บทว่า อวิชฺชาย เพราะอวิชชา ได้แก่ เพราะโมหะ. ๓๔] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๗ ข้อ มีสติสัมโพช- ฌงค์เป็นต้น ด้วยสามารถแห้งสภาพธรรมคือโพชฌงค์. องค์แห่งธรรม เครื่องตรัสรู้ ชื่อว่า โพชฌงค์. โพชฌงค์เป็นธรรมประเสริฐ และ เป็นธรรมดี ชื่อว่า สัมโพชฌงค์. สตินั่นแลเป็นสัมโพชฌงค์ จึง ชื่อว่า สติสัมโพชฌงค์. ชื่อว่า ธรรมวิจยะ เพราะเลือกเฟ้นธรรม. บทนี้เป็นชื่อของปัญญา. บทว่า ปวิจยฏฺโ - สภาพที่เลือกเฟ้น ได้แก่ สภาพที่ไตร่ตรอง. ชื่อว่า ปีติ เพราะเอิบอิ่มใจ. บทว่า ผรณฏฺโ- สภาพที่แผ่ไป ได้แก่ สภาพที่ซ่านไป. ความสงบ ชื่อว่า ปสฺสทฺธิ. บทว่า อุปสมฏฺโ - สภาพที่สงบ ได้แก่ ภาพที่ไม่มีความกระวนกระ- วาย. ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะเห็นโดยอุบัติ. อธิบายว่า เพ่งสม่ำเสมอ คือ เพ่งไม่ตกไปในฝ่ายใด. อุเบกขานั้นในที่นี้ ได้แก่ ตตฺรมชฺฌตฺตุ- เปกฺขา คือ วางเฉยด้วยความเป็นกลางในอารมณ์นั้น ๆ. เรียกว่า
หน้า 284 ข้อ 55
โพชฺฌงฺคุเปกฺขา บ้าง. บทนี้เป็นชื่อของอุเบกขานั้น. ชื่อว่า ปฏีสงฺขา- นฏฺโ - สภาพที่พิจารณาหาทาง เพราะมีลักษณะนำไปเสมอ. ๓๕] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ด้วยมรรค. ชื่อว่า สมฺมาทิฏฺิ เพราะเห็นชอบ หรือเห็น ชอบด้วยทิฏฐินั้น หรือการเห็นประเสริฐดี. แห่งสัมมาทิฏฐินั้น ชื่อว่า สมฺมาสงฺกปฺโป เพราะดำริชอบ, หรือดำริชอบด้วย ความดำรินั้น, หรือความดำริประเสริฐดี. บทว่า อภิโรปนฏฺโ - สภาพที่ตรึก ได้แก่ สภาพที่ตรึกอารมณ์ ของจิต. ปาฐะว่า อารมฺมณาภินิโรปนฏฺโ - สภาพที่ตรึกอารมณ์บ้าง. บทว่า สมฺมาวาจา เพราะพูดชอบ, หรือพูดด้วยวาจานั้นชอบ, หรือวาจาประเสริฐดี บทนี้เป็นชื่อของการเว้นจากมิจฉาวาจา. บทว่า ปริคฺคหฏฺโ สภาพที่กำหนด ได้แก่ กำหนดสำรวม วาจา ๔ อย่าง. ชื่อว่า สมฺมากมฺมํ เพราะทำชอบ, หรือทำชอบด้วยการงาน นั้น หรือการงานประเสริฐดี, การงานชอบนั่นแล ชื่อว่า สมฺมากมฺ- มนฺโต. บทนี้เป็นชื่อการเว้นจากมิจฉากัมมันตะ. บทว่า สมุฏฺานฏฺโ สภาพที่ตั้งขึ้น ได้แก่ สภาพที่ตั้งขึ้น ด้วยการสำรวมกาย ๓ อย่าง.
หน้า 285 ข้อ 55
ชื่อว่า สมฺมาอาชีโว เพราะเป็นอยู่ชอบ หรือเป็นอยู่ด้วยอาชีพ นั้นชอบ, หรืออาชีพประเสริฐดี. บทนี้เป็นชื่อของการเว้นจากมิจฉาชีพ บทว่า โวทานฏฺโ สภาพที่ผ่องแผ้ว ได้แก่ สภาพที่บริสุทธิ์. ชื่อว่า สมฺมาวายาโม เพราะพยายามชอบ หรือพยายาม, หรือพยายามชอบด้วยความพยายามนั้น, หรือพยายามประเสริฐดี. ชื่อว่า สมฺมาสติ เพราะระลึกชอบ, หรือระลึกด้วยสตินั้น ชอบ, หรือระลึกประเสริฐดี. ชื่อว่า สมฺมาสมาธิ เพราะตั้งใจชอบ, หรือตั้งใจชอบด้วยสมาธิ นั้น, หรือตั้งใจประเสริฐดี. ๓๖] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑๐ ข้อ มี อินทรีย์ เป็นต้น ทำให้เป็นหมวดหมู่ตามลำดับ. บทว่า อาธิปเตยฺยฏฺโ - สภาพที่เป็นใหญ่ ได้แก่ สภาพที่เป็น อธิบดี ด้วยสามารถทำความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน. บทว่า อกมฺปิยฏฺโ - สภาพที่ไม่หวั่นไหว ได้แก่ ปฏิปักษ์ ไม่สามารถทำให้หวั่นไหวได้. บทว่า นิยฺยานฏฺโ - สภาพที่นำออก ได้แก่ การออกไปจาก ปฏิปักษ์ด้วยโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า เหตฏฺโ สภาพที่เป็นเหตุ. ชื่อว่า เหตฏฺโ เพราะ
หน้า 286 ข้อ 55
สัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น หรือเพราะสัมมา- ทิฏฐิทั้งหมดเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพาน. ชื่อว่า อุปัฏฐาน เพราะโลดแล่นไปในอารมณ์อันเป็นสติปัฏฐาน แล้วตั้งมั่น, สตินั่นแลตั้งมั่น จึงชื่อว่า สติปัฏฐาน. สตินั้นในกายเวทนาจิตธรรม ย่อมมีประเภท ๔ อย่าง ที่เป็น ไปด้วยการยึดถืออาการ คือความไม่งาม ความทุกข์ ความไม่เที่ยง และความไม่เป็นตัวตน และด้วยสำเร็จกิจคือการละ ความสำคัญว่า เป็นของงาม เป็นความสุข เป็นของเที่ยง เป็นตัวตน. จิตเหล่านี้ย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ในส่วนเบื้องต้น, ส่วนสติอย่าง เดียวเท่านั้น ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่างในขณะของมรรค. ชื่อว่า ปธาน เพราะเป็นเหตุเริ่มตั้งในสัมมัปธาน, การเริ่มตั้ง ชอบ ชื่อว่า สัมมัปธาน, หรือเป็นเหตุเริ่มตั้งชอบ, อนึ่งการเริ่มตั้ง นั้นชอบ ชื่อว่า ปธาน เพราะเว้นจากการผิดปกติของกิเลส, ชื่อว่า สัมมัปธาน เพราะนำมาซึ่งความเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดด้วยให้สำเร็จ ประโยชน์และความสุข หรือ เพราะทำความเริ่มตั้ง. บทนี้เป็นชื่อของ วีริยะ. วีริยะนั้นมี ๔ ประเภทโดยให้สำเร็จ คือละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น แล้ว ๑ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ๑ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ๑ กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งอยู่ ๑. ปธาน เหล่านี้ ย่อม
หน้า 287 ข้อ 55
ได้ในจิตต่าง ๆ ในส่วนเบื้องต้น, ส่วน วีริยะ อย่างเดียวเท่านั้น ย่อม ได้ ๔ ชื่อ ในขณะแห่งมรรค. บทว่า ปทหนฏฺโ สภาพที่เริ่มตั้ง ได้แก่ สภาพที่อุตสาหะ. ปาฐะว่า ปธานฏฺโ ดังนี้ก็มี, ความอย่างเดียวกัน. ในบทว่า อิทฺธิ- ปาทานํ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะบรรดา ฉันทะ วีริยะ จิตตะ วีมังสา อย่างหนึ่ง ๆ ย่อมสำเร็จ, อธิบายว่า ย่อมสำเร็จ เสมอ คือ ย่อมปรากฏชัด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะสัตว์ ทั้งหลายย่อมสำเร็จด้วยอิทธินั้น คือว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้สำเร็จ เจริญ ดียิ่ง. โดยอรรถที่ ๑ ปาท - ธรรมเครื่องให้ถึง คือ อิทฺธิ - ความ สำเร็จ ชื่อว่า อิทธิบาท, ความว่า ส่วนแห่งความสำเร็จ. โดย อรรถที่สอง ชื่อว่า อิทธิบาท เพราะเป็นธรรมเครื่องให้ถึงความสำเร็จ. บทว่า ปาโท - คือเป็นที่ตั้ง อธิบายว่า เป็นอุบายให้บรรลุ. เพราะสัตว์ทั้งหลายย่อมถึง คือย่อมบรรลุความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย อิทธิบาทนั้น, ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปาโท. อิทธิบาทมี ฉันทะ เป็นต้นเหล่านั้น ย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ด้วยความเป็นใหญ่ในส่วนเบื้อง ต้น, แต่ในขณะแห่งมรรค ย่อมได้ร่วมกันโดยแท้. บทว่า อิชฺฌนฏฺโ - สภาพที่สำเร็จ คือ สภาพที่ปรากฏ หรือ สภาพเป็นที่ตั้ง. บทว่า สจฺจานํ ได้แก่ อริยสัจ ๔.
หน้า 288 ข้อ 55
บทว่า ตถฏฺโ - สภาพที่เที่ยงแท้ ได้แก่ สภาพตามที่เป็นจริง. การวิสัชนา ๘ เหล่านี้เจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า ปโยคานํ - ปโยคะทั้งหลาย ได้แก่ ปโยคะของอริย- มรรค ๔. บทว่า ปฏิปสฺสทฺธฏฺโ - สภาพที่ระงับ ได้แก่ ระงับด้วย อริยผล ๔. จริงอยู่มรรคปโยคะเป็นอันระงับในขณะแห่งผล เพราะ หมดกิจแล้ว. หรือภาวะแห่งมรรคปโยคะระงับด้วยผลเกิดขึ้น. บทว่า ผลานํ สจฺฉิกิริยฏฺโ - สภาพที่ทำให้แจ้งแห่งผล ได้แก่ สภาพที่ทำให้ประจักษ์ด้วยพิจารณาอริยผล. เป็นอันท่านกล่าวถึงการทำ ให้แจ้งซึ่งอารมณ์. หรือการทำให้แจ้งซึ่งการได้ในขณะแห่งผล. พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๕ ข้อ มีวิตกเป็นต้น ด้วย องค์ฌาน. การตรึก ชื่อว่า วิตักกะ ท่านกล่าวว่า ได้แก่ การยกขึ้น การตรอง ชื่อว่า วิจาร ท่านกล่าวว่า ได้แก่ การตามตรวจตรา. บทว่า อุปวิจารฏฺโ - สภาพที่ตรวจตรา ได้แก่ สภาพที่ตามขัดสีชำระล้าง. บทว่า อภิสนฺทนฏฺโ - สภาพที่ไหลมา ได้แก่ สภาพที่ชุ่มชื่น คือ สภาพที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอำนาจสมาธิ. พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงกางวิสัชนา ๕ ข้อ มี อาวัชชนะ - การ คำนึงเป็นต้น โดยเป็นข้อเบ็ดเตล็ด. สภาพที่คำนึงของจิต ๒ ดวง น้อมไปสู่จิตสันดานในอารมณ์อื่นจากอารมณ์แห่งภวังคะ ในปัญจทวาร
หน้า 289 ข้อ 55
และมโนทวาร, สภาพที่รู้แจ้งด้วยวิญญาณ สภาพที่รู้ชัดด้วยปัญญา สภาพที่จำได้แห่งสัญญา. สภาพที่สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น. เพราะ สมาธิในทุติยฌานเป็นเอกผุดขึ้น ท่านจึงกล่าวว่า เอโกทิ อธิบายว่า เป็นสมาธิเลิศประเสริฐ เกิดขึ้นเพราะวิตกวิจาร สงบเงียบ. เพราะ สมาธิประเสริฐ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นธรรมเอกในโลก. อีกอย่างหนึ่ง. ท่านกล่าวว่า เป็นธรรมเอกไม่มีคู่ เว้นวิตกวิจารผุดขึ้นดังนี้บ้าง ย่อม ควร. อีกอย่างหนึ่ง กุศลสมาธิแม้ทั้งหมดเป็นธรรมสงบเงียบจากวิตก วิจารเหล่านั้น เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์เป็นต้น หรือต่ออุทธัจจะ เท่านั้น ฉะนั้นจึงเป็นธรรมอันเลิศผุดขึ้น หรือเว้นจากวิตกวิจารเหล่านั้น จึงเป็นธรรมไม่มีคู่ผุดขึ้น จึงชื่อว่า เอโกทิ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ย่อม ถูกต้อง. ๓๗] บทว่า อภิาย าตฏฺโ - สภาพที่รู้แห่งปัญญา ได้แก่ สภาพที่รู้สภาวธรรมด้วย ญาตปริญญา - กำหนดรู้ด้วยการรู้. บทว่า ปริฺาย ตีรณฏฺโ - สภาพทั้งหมดพิจารณาด้วย ปริญญา ได้แก่ สภาพที่กำหนดพิจารณาโดยเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วย ตีรณปริญญา - กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา. บทว่า ปหานสฺส ปริจฺจาคฏฺโ ภาพที่สละแห่ง ปหาน ได้แก่ สภาพที่สละธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ ปหานปริญญา - กำหนด
หน้า 290 ข้อ 55
รู้ด้วยการละเสีย. สภาพที่ภาวนาเป็นไปเสมอ มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน - ชื่อว่า ภาวนาย เอกรสฏฺโ. บทว่า ผสฺสนฏฺโ - สภาพที่ถูกต้อง ได้แก่ สภาพที่ประสบ ชื่อว่าสภาพที่เป็นขันธ์ - ขนฺธฏฺโ ด้วยการแบกภาระที่หนักต่อเป็น ในรูป. ชื่อว่าสภาพที่ทรงไว้ - ธาตฏฺโ เพราะความว่างเปล่าเป็นต้น. ชื่อว่าสภาพที่ต่อ - อายตนฏฺโ เพราะการต่อเขตแดนอันเป็นส่วน ของตน ๆ. ชื่อว่าสภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง - อสงฺขตฏฺใ เพราะทำร่วมกับ ปัจจัยทั้งหลาย. ชื่อว่าสภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง - อสงฺขตฏฺโ เพราะ ตรงกันข้ามกับปัจจัยปรุงแต่งนั้น. ๓๘ ] พระสารีบุตรได้แจ้งถึงการวิสัชนา ๑๕ ข้อ มีบทว่า จิตฺ- ตฏฺโ สภาพที่คิดเป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า จิตฺตฏฺโ ดัง ต่อไปนี้. ชื่อว่า จิตฺตํ เพราะคิดถึงอารมณ์, ความว่า ย่อมรู้แจ้ง. ชวนจิต มีอยู่ในอารมณ์นี้ ย่อมสะสมสันดานของตน ด้วย ชวนวิถี จิตฺตํ แม้ดังนี้ ก็ชื่อว่า จิตฺตํ. แม้วิบากอันกรรมกิเลส สะสมไว้ดังนี้ ก็ชื่อว่า จิตฺตํ. ทั้งหมด ชื่อว่า จิตฺตํ. เพราะสะสมไว้ตามสมควร, ชื่อว่า จิตฺตํ เพราะทำให้วิจิตร, จิตอันเป็นปัจจัยแก่วัฏฏะ ย่อมสะสมสังสาร ทุกข์แม้ดังนี้ ก็ชื่อว่า จิตฺตํ. สภาพที่คิดโดยมีการสะสมอารมณ์เป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. ชื่อว่า อนนฺตรํ เพราะจิตนั้นไม่มีระหว่างในการเกิด
หน้า 291 ข้อ 55
ของจิต ในการเกิดของผล. ความเป็น อนันตระ ชื่อว่า อนันตริยะ - ความไม่มีระหว่าง, ความที่จิตไม่มีระหว่าง ชื่อว่า จิตตานันตริยะ. จิตตานันตริยะ นั้น คือสภาพแห่งจิตไม่มีระหว่าง. อธิบายว่า สมรรถ- ภาพในจิตตุปบาท ในระหว่างของจิตดวงใดดวงหนึ่งดับในระหว่างเสมอ เว้นจุติจิตของพระอรหันต์. มรรถภาพในการเกิดผลในระหว่างของ มรรคจิต. บทว่า จิตฺตสฺส วุฏฺานฏฺโ - สภาพที่ออกแห่งจิต ได้แก่ สภาพที่ออกโดยเป็นนิมิตแห่งโคตรภูจิต โดยความเป็นไปแห่งนิมิตของ มรรคจิต. บทว่า จิตฺตสฺส วิวฏฺฏนฏฺโ - สภาพที่หลีกไปแห่งจิต คือสภาพ ที่หลีกไปในนิพพานของจิตสองดวงนั้นซึ่งตั้งขึ้นโดยที่กล่าวไว้แล้ว. บทว่า จิตฺตสฺส เหตฏฺโ - สภาพที่เป็นเหตุแห่งจิต ได้แก่ สภาพที่เป็นเหตุของเหตุ ๙ อย่างที่เป็นปัจจัยของจิต. บทว่า จิตฺตสฺส ปจฺจยฏฺโ - สภาพที่เป็นปัจจัยแห่งจิต ได้แก่ สภาพที่เป็นปัจจัย แห่งปัจจัยมากมายของจิต มี วัตถารัมมณะ เป็นต้น. บทว่า จิตฺตสฺส วตฺถฏฺโ - สภาพเป็นที่ตั้งแห่งจิต ได้แก่ สภาพเป็นที่ตั้งแห่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (หทัย) อันเป็น ที่ตั้งของจิต.
หน้า 292 ข้อ 55
บทว่า จิตฺตสฺส ภูมฏฺโ - สภาพที่เป็นภูมิแห่งจิต ได้แก่ สภาพที่เป็นภูมิมีกามาวจรภูมิเป็นต้น ด้วยเป็นถิ่นที่เกิดของจิต. บทว่า จิตฺตสฺส อารมฺมณฏฺโ - สภาพเป็นอารมณ์ของจิต ได้ แก่ อารมณ์มีรูปเป็นต้น. ชื่อว่า โคจรฏฺโ - สภาพที่เป็นโคจร เพราะอรรถว่าเป็นที่สัญ- จรของอารมณ์ที่สะสมไว้. ชื่อว่า จริยฏโ - สภาพที่เที่ยวไป เพราะเที่ยวไปในวิญญาณ ที่กล่าวไว้ในตอนต้น. อีกอย่างหนึ่ง สภาพที่ปรากฏแห่ง ปโยคะ ชื่อว่า จริยัฏฐะ. ชื่อว่า คตฏฺโ - สภาพที่ไปด้วยการยึดถืออารมณ์ใกล้และใกล้ แม้ในความที่จิตไม่ไป. บทว่า อภินีหารฏฺโ - สภาพที่นำไปยิ่ง ได้แก่ สภาพที่นำไป ยิ่งแห่งจิต เพื่อมนสิการถึงอารมณ์อื่นจากอารมณ์ที่ยึดถือไว้. บทว่า จิตฺตสฺส นิสฺสยานฏฺโ - สภาพที่นำออกแห่งจิต ได้แก่ สภาพที่นำออกจากวัฏฏะแห่งมรรคจิต. ชื่อว่า จิตฺตสฺส นิสฺสรณฏฺโ - สภาพที่สลัดออกแห่งจิต เพราะ นัยมีอาทิว่า จิตของผู้ไม่เนกขัมมะเป็นอันสลัดออกจากกามฉันทะ๑. ๑ . ขุ. ป. ๓๑/๖๕.
หน้า 293 ข้อ 55
๓๙] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๔๒ ข้อ มี เอกตฺเต เป็นต้น. โดยเชื่อม เอกตฺต ศัพท์ทุกแห่ง. บทว่า เอกตฺเต คือในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว, อธิบาย ว่า ได้แก่ เอการัมมณะ. ชื่อว่า ปกฺขนฺทนฏฺโ - สภาพที่แล่นไป เพราะอำนาจปฐม- ฌาน. ชื่อว่า ปสีทนฏฺโ - สภาพที่ผ่องใส เพราะอำนาจทุติยฌาน. ชื่อว่า สนิติฏฺฐนฏฺโ - สภาพที่ตั้งมั่น เพราะอำนาจตติย- ฌาน. ชื่อว่า มุจฺจนฏฺโ - สภาพที่หลุดพ้น เพราะอำนาจจตุตถ- ฌาน. ชื่อว่า ปสฺสนฏฺโ - สภาพที่เห็นนี้ ละเอียดด้วยอำนาจการ พิจารณา. การวิสัชนา ๕ มี ยานีกตฏฺโ - สภาพที่ทำให้เป็นเช่นดังยาน เป็นต้น เป็นความชำนาญอันวิเศษของสมาธิ. บทว่า ยานีกตฏฺโ ได้แก่ สภาพที่ทำให้เป็นเช่นดังยานที่ เทียมแล้ว. บทว่า วตฺถุกตฏฺโ - สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้ง ได้แก่ ภาพที่ ทำให้ตั้งไว้ดุจวัตถุ.
หน้า 294 ข้อ 55
บทว่า อนุฏฺิตฏฺโ - สภาพที่ตั้งขึ้นเนือง ๆ ได้แก่ สภาพที่ เข้าไปตั้งไว้เฉพาะ. บทว่า ปริจิตฏฺโ - สภาพที่อบรม ได้แก่ สภาพที่สะสมไว้โดย รอบ. บทว่า สุสมารทฺธฏฺโ - สภาพที่ปรารภพร้อมด้วยดีได้แก่ สภาพ ที่เริ่มด้วยดี อธิบาย สภาพที่ทำไว้ดี. อีกอย่างหนึ่งควรประกอบบท ๕ บท ตามลำดับด้วยความเป็นผู้ชำนาญในอาวัชชนะ สมาปัชนะ อธิฏ- ฐานะ วุฏฐานะ ปัจจเวกขณะ. สภาพที่กำหนดถือเอา - สภาพที่เป็นบริวาร สภาพที่บริบูรณ์ แห่งจิตเจตสิกในเวลาที่ถึงยอดแห่งการภาวนาอารมณ์ มีกสิณเป็นต้น. ชื่อว่า สโมธานฏฺโ - สภาพที่ประชุม เพราะเจตสิกเหล่านั้น ตั้งไว้แล้วชอบ ด้วยการประชุมในอารมณ์เดียว. ชื่อว่า อธิฏฺานฏฺโ - สภาพที่อธิษฐาน เพราะจิตเจตสิก เหล่านั้น ครอบงำอารมณ์ด้วยการปลูกกำลัง แล้วตั้งมั่น. ชื่อว่า อาเสวนฏฺโ - สภาพที่เสพ เพราะเสพอย่างเอาใจใส่ แห่งสมถะหรือวิปัสสนาตั้งแต่ต้น. ชื่อว่า ภาวนฏฺโ - สภาพที่เจริญ เพราะสามารถทำให้เจริญ. ชื่อว่า พหุลีกมฺมฏฺโ - สภาพที่ทำให้มาก เพราะการทำบ่อย ๆ.
หน้า 295 ข้อ 55
ชื่อว่า สุสมุคฺคตฏฺโ - สภาพที่รวมด้วยดี เพราะสามารถการ รวมสิ่งที่ทำไว้มากแล้วด้วยดี. ชื่อว่า สุวิมุตฺตฏฺโ - สภาพที่หลุดพันด้วยดี เพราะสามารถ การหลุดพ้นด้วยดี จากธรรมเป็นข้าศึกของสภาพที่รวมไว้ดีแล้ว และ สามารถในการน้อมไปด้วยดีในอารมณ์. พระสารีบุตรกล่าวถึงบท ๔ บท มีบทว่า พุชฺฌนฏฺโ - สภาพ ที่ตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์เป็นต้น. ชื่อว่า พุชฺฌนฏฺโ - สภาพที่ตรัสรู้โพชฌงค์ เพราะองค์แห่ง โพชฌงค์ของโสดาปัตติมรรค. ชื่อว่า อนุพุชฺฌนฏฺโ - สภาพที่ตรัสรู้ตามโพชฌงค์ เพราะ องค์แห่งโพชฌงค์ของอนาคามิมรรค. ชื่อว่า ปฏิพุชฺฌนฏฺโ - สภาพที่ตรัสรู้เฉพาะโพชฌงค์ เพราะ องค์แห่งโพชฌงค์ของอนาคามิมรรค. ชื่อว่า สมฺพุชฺฌนฏฺโ - สภาพที่ตรัสรู้พร้อมโพชฌงค์ เพราะ องค์แห่งโพชฌงค์ของอรหัตมรรค. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า พุชฺฌนฏฺโ- สภาพที่ตรัสรู้โพชฌงค์ด้วยวิปัสสนา. ชื่อว่า อนุพุชฺฌนฏฺโ - สภาพที่ ตรัสรู้ตามโพชฌงค์ด้วยทัสนมรรค. ชื่อว่า ปฏิพุชฺฌนฏฺโ - สภาพที่ ตรัสรู้เฉพาะโพชฌงค์ด้วยภาวนามรรค. ชื่อว่า สมฺพุชฺฌนฏฺโ - สภาพ-
หน้า 296 ข้อ 55
ที่ตรัสรู้พร้อมโพชฌงค์ด้วยผล. พึงทราบอรรถ ๔ อย่าง มี โพธนัฏฐะ- สภาพที่ตื่นเป็นต้น แห่งโพชฌงค์ทั้งหลายด้วยกระทำการตื่นเป็นต้น ของบุคคลนั้น ๆ. ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า โพธิปักขิยะ เพราะมีใน ฝักฝ่ายของบุคคลผู้ใด ชื่อว่า โพธะ เพราะอรรถว่าตรัสรู้โพชฌงค์ ตามที่กล่าวแล้วนั่นแล. พึงทราบอรรถ ๔ อย่าง มี โพธิปักขิยัฏฐะ- สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้เป็นต้น แห่งโพชฌงค์ตามที่ กล่าวแล้ว. ชื่อว่า โชตนฏฺโ - สภาพที่สว่าง เพราะวิปัสสนาปัญญา. ชื่อว่า อุชฺโชตนานุโชตนปฏิโชตนสญฺโชตนฏฺโ - สภาพที่ สว่างขึ้น สภาพที่สว่างเนือง ๆ สภาพที่สว่าง เฉพาะสภาพที่สว่างพร้อม ด้วยมรรคปัญญา ๔ ตามลำดับ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบ โชตนฏฺโ- สภาพที่สว่างเป็นต้น ด้วยมรรคปัญญา ๔, สญฺโชตนฏฺโ - สภาพที่ สว่างพร้อมด้วยผลปัญญาตามลำดับ. ๔๐] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑๘ ข้อ มี ปตา- ปนัฏฐะ - สภาพที่อริยมรรคให้สว่างเป็นต้น ด้วยอริยมรรค. จริงอยู่ อริยมรรคที่เกิดขึ้นแก่จิตใด ย่อมยังจิตนั้นให้สว่าง คือให้รุ่งเรือง ฉะนั้น จึงชื่อว่า ปตาปนะ - อริยมรรคให้สว่าง. ชื่อว่า ปตาปนัฏฐะ - สภาพที่ อริยมรรคนั้นให้สว่าง.
หน้า 297 ข้อ 55
ชื่อว่า วิโรจนฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง เพราะความที่ อริยมรรคนั้นเองประภัสสรยิ่งนัก. ชื่อว่า สนฺตาปนฏฺโ - สภาพที่อริย- มรรคให้กิเลสเร่าร้อน ด้วยให้กิเลสทั้งหลายเหือดแห่งไป ชื่อว่า อม- ลฏฺโ สภาพที่อริยมรรคไม่มีมลทิน เพราะอริยมรรคมีนิพพานอันไม่ มีมลทินเป็นอารมณ์. ชื่อว่า วิมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน เพราะไม่ มีมลทินเกลือกกลั้ว. ชื่อว่า นิมฺมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคหมดมลทิน เพราะไม่มี มลทินทำให้เป็นอารมณ์. อีกอย่างหนึ่ง อมลฏฺโ - สภาพไม่มีมลทิน ด้วยโสดาปัตติมรรค. วิมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน ด้วยสกทาคามิมรรคและ อนาคามิมรรค. นิมฺมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคหมดมลทิน ด้วย อรหัตมรรค. อีกอย่างหนึ่ง อมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคไม่มีมลทิน ด้วย มรรคของพระสาวก. วิมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน ด้วย มรรคของพระปัจเจกพุทธะ. นิมมลฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคหมด มลทิน ด้วยมรรคของพระสัมมาสัมพุทธะ. ชื่อว่า สมฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคสงบ เพราะไม่มีความไม่สงบ คือ กิเลส.
หน้า 298 ข้อ 55
ชื่อว่า สมยฏฺโ - สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสระงับ ในสภาพที่ อริยมรรคประหาณกิเลส ดุจในบาลีมีอาทิว่า สมฺมา นานาภิสมยา๑ เพราะอริยมรรคให้กิเลสระงับต่าง ๆ โดยชอบ. ชื่อว่า วิเวกฏฺโ - สภาพแห่งวิเวก เพราะสมุจเฉทวิเวก ใน วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ๑ ตทังควิเวก ๑ สมุจเฉทวิเวก ๒ ปฏิ- ปัสสัทธิวิเวก ๑ นิสสรณวิเวก ๑. ชื่อว่า วินาภาวฏฺโ - สภาพแห่ง ความพราก. ชื่อว่า วิเวกจริยฏฺโ - สภาพแห่งความประพฤติในวิเวก เพราะ ประพฤติในนิพพานอันเป็นนิสสรณวิเวก. ชื่อว่า วิราคฏฺโ - สภาพที่คลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด เป็นสมุจเฉทในวิราคะ ๕. ชื่อว่า วิราคจริยฏฺโ - สภาพแห่งความประพฤติในความคลาย กำหนัด เพราะเที่ยวไปในนิพพานอันเป็นนิสสรณวิเวก. ชื่อว่า นิโรธฏฺโ - สภาพที่ดับ เพราะดับเป็นสมุจเฉทใน นิโรธ ๕. ชื่อว่า นิโรธจริยฏฺโ - สภาพแห่งความประพฤติเพื่อความดับ เพราะเที่ยวไปในนิพพานอันเป็นความดับทุกข์. ๑. ม. มู. ๑๒/๑๙.
หน้า 299 ข้อ 55
ชื่อว่า โวสฺสคฺคฏฺโ - สภาพที่ปล่อย เพราะปล่อยด้วยการ บริจาค และการแล่นไป. อริยมรรค ชื่อว่า ปล่อยด้วยการบริจาค เพราะกิเลสด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน และ ชื่อว่า ปล่อยด้วยการแล่นไป เพราะแล่นไปสู่นิพพานด้วย กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ อนึ่งวิปัสสนา ชื่อว่าปล่อยด้วยการ บริจาค เพราะละกิเลสด้วยตทังคปหาน. ชื่อว่าปล่อยด้วยการแล่นไป เพราะแล่นไปสู่นิพพาน ด้วยการเอียงไปสู่นิพพานนั้น. ในนิทเทส ท่านหมายถึงอริยมรรคนั้น. ชื่อว่า โวสฺสคฺคจริยฏฺโ - สภาพแห่งความประพฤติในความ ปล่อย เพราะละกิเลสด้วยสมุจเฉทปหาน. ชื่อว่า วิมุตฺตฏฺโ - สภาพที่พ้น เพราะพันด้วยสมุจเฉทปหาน ในวิมุตติ ๕. ชื่อว่ วิมุตฺติจริยฏฺโ สภาพแห่งความประพฤติในความพ้น เพราะประพฤติในนิสสรณวิมุตติ. ๔๑] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๔๐ ข้อ มี ฉนฺทฏฺ- โฐ สภาพแห่งฉันทะ เป็นต้น ด้วยสามารถอิทธิบาท ๔ อย่างละ ๑๐ ด้วยอิทธิบาทหนึ่ง ๆ ในอิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วีริยะ จิตตะ วิมังสา. ชื่อว่า ฉนฺทฏฺโ - สภาพแห่งฉันทะ คือสภาพที่ใคร่จะทำ.
หน้า 300 ข้อ 55
ชื่อว่า มูลฏฺโ - สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะในเวลาเริ่มภาวนา ตั้งฉันทะไว้เป็นหลัก. ชื่อว่า ปาทฏฺโ - สภาพที่เป็นบาทแห่งฉันทะ เพราะความเป็น หลักแห่งสหชาตธรรม. ปาฐะว่า ปทฏฺโ ก็มี. ชื่อว่า ปธานฏฺโ สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ เพราะ ความเป็นใหญ่ยิ่ง ให้ถึงความสำเร็จ. ชื่อว่า อิชฺฌนฏฺโ - สภาพที่สำเร็จแห่งฉันทะ ในเวลาประกอบ ความเพียร. ชื่อว่า อธิโมกฺขฏฺโ - สภาพที่น้อมไปแห่งฉันทะ. เพราะ ประกอบด้วยสัทธา. ชื่อว่า ปคฺคหฏฺโ - สภาพที่ประคองไว้แห่งฉันทะ เพราะประกอบความเพียร. ชื่อว่า อุปฏฺฐานฏฺโ - สภาพที่ตั้งมั่นแห่งฉันทะ เพราะ ประกอบด้วยสติ. ชื่อว่า อวิกฺเขปฏฺโ - สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ เพราะ ประกอบด้วยสมาธิ. ชื่อว่า ทสฺสนฏฺโ - สภาพที่เห็นแห่งฉันทะ เพราะประกอบ ด้วยปัญญา.
หน้า 301 ข้อ 55
๔๒ ] ชื่อว่า วีริยฏฺโ สภาพแห่งวีริยะ คือสภาพที่ประคอง ไว้. ชื่อว่า มูลฏฺโ - สภาพที่เป็นมูลแห่งวีริยะ ในเวลาเริ่มภาวนา ตั้งวีริยะไว้เป็นหลัก. ชื่อว่า ปคฺคหฏฺโ - สภาพที่ประคองไว้แห่งวีริยะ เพราะมีความ เพียรด้วยตนเอง. ๔๓] ชื่อว่า จิตฺตฏฺโ - สภาพแห่งจิต คือมากด้วยความคิด. ชื่อว่า มูลฏฺโ สภาพที่เป็นมูลแห่งจิต ในเวลาเริ่มภาวนาตั้ง จิตไว้เป็นหลัก. ๔๔] ชื่อว่า วีมํสฏฺโ - สภาพแห่งวิมังสา คือสภาพที่เข้าไป สอบสวน. ชื่อว่า มูลฏฺโ - สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา ในเวลาเริ่มภาวนา ตั้งวิมังสาไว้เป็นหลัก. ชื่อว่า ทสฺสนฏฺโ - มีสภาพที่เห็นแห่งวีมังสา เพราะพิจารณา ด้วยตนเอง. ชื่อว่า พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑๖ ข้อ มีบทว่า ทุกฺขสฺส ปิฬนฏฺโ - สภาพที่ทุกข์บีบคั้นเป็นต้น ด้วยลักษณะอันถ่อง- แท้แห่งสัจจะ.
หน้า 302 ข้อ 55
ชื่อว่า ปิฬนฏฺโ - สภาพที่ทุกข์บีบคั้น เพราะการเห็นทุกข์ นั่นเอง. ชื่อว่า สงฺขตฏฺโ - สภาพที่ทุกข์ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เพราะการ เห็นสมุทัยอันประมวลมาซึ่งทุกข์. ชื่อว่า สนฺตาปฏฺโ - สภาพที่ทุกข์ทำให้เดือดร้อน เพราะการ เห็นมรรคอันเป็นความเย็น - เพราะนำสภาพที่ทุกข์ทำให้เดือดร้อนออก ไปเสีย. ชื่อว่า วิปริณามฏฺโ - สภาพที่ทุกข์แปรปรวน เพราะการเห็น ความดับสิ่งที่ไม่แปรปรวน. ชื่อว่า อายุหนฏฺโ - สภาพที่สมุทัยประมวลมา เพราะเห็น สมุทัยนั่นเอง. ชื่อว่า นิทานฏฺโ - สภาพที่สมุทัยเป็นเหตุ เพราะการเห็น ทุกข์ที่ประมวลมาด้วยสมุทัย. ชื่อว่า สญฺโคฏฺโ - สภาพที่สมุทัยเกี่ยวข้อง เพราะการเห็น นิโรธอันเป็น วิสัญโญคะ - สมุทัยไม่เกี่ยวข้อง. ชื่อว่า ปลิโพธฏฺโ - สภาพที่สมุทัยพัวพัน เพราะการเห็น มรรคอันเป็น นิยยานะ - การนำออกไป. ชื่อว่า นิสฺสรณฏฺโ - สภาพที่สลัดออก เพราะเห็นพระ- นิพพานนั่นเทียว.
หน้า 303 ข้อ 55
ชื่อว่า วิเวกฏฺโ - สภาพที่นิโรธเป็นวิเวก เพราะการเห็น สมุทัยอันไม่เป็นวิเวก. ชื่อว่า อสงฺขตฏฺโ - สภาพที่นิโรธเป็นอสังขตะ เพราะการ เห็นมรรคอันเป็นสังขตะ. ชื่อว่า อมตฏฺโ - สภาพที่นิโรธเป็นอมตะ เพราะการเห็น ทุกข์อันเป็นพิษ. ชื่อว่า นิยฺยานฏฺโ - สภาพที่มรรคนำออก เพราะการเห็น มรรคนั่นเอง. ชื่อว่า เหตฏฺโ - สภาพที่มรรคเป็นเหตุ เพราะการเห็นสมุทัย อันมิใช่เหตุแห่งการบรรลุนิพพาน. ชื่อว่า ทสฺสนฏฺโ - สภาพที่มรรคเห็น เพราะการเห็นนิโรธ ที่เห็นได้แสนยาก. ชื่อว่า อาธิปเตยฺยฏฺโ - สภาพที่มรรคเป็นอธิบดีเช่นกับตระกูล ที่ใหญ่โต เพราะการเห็นทุกข์เช่นกับคนยากไร้. อธิบายว่า ย่อมปรากฏ. พระสารีบุตรกล่าวถึงสัจจะหนึ่ง ๆ มีลักษณะอย่างละ ๔ ด้วย การเห็นสัจจะนั้น ๆ และด้วยการเห็นสัจจะอื่นนอกจากสัจจะนั้น ด้วย ประการฉะนี้. ๔๖] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๑๒ ข้อ มี ตถฏฺโ- สภาพที่ถ่องแท้เป็นต้น ด้วย ๑๒ บทอันสงเคราะห์ในธรรมทั้งหมด.
หน้า 304 ข้อ 55
บทว่า ตถฏฺโ - สภาพที่ถ่องแท้ ได้แก่ สภาพตามความเป็น จริง. บทว่า อนตฺตฏฺโ - สภาพที่เป็นอนัตตา ได้แก่ สภาพที่เว้น จากอัตตา. บทว่า สจฺจฏฺโ - สภาพที่เป็นสัจจะ ได้แก่ การที่ไม่พูดหลอก ลวง. บทว่า ปฏิเวธฏฺโ - สภาพที่เป็นปฏิเวธะคือการแทงตลอด ได้ แก่ สภาพที่ควรแทงตลอด. บทว่า อภิชานนฏฺโ ได้แก่ สภาพที่ควรรู้ยิ่ง. บทว่า ปริชานนฏฺโ ได้แก่ สภาพที่ควรกำหนดรู้ เพราะ กำหนดรู้ด้วยความรู้. บทว่า ธมฺมฏฺโ - สภาพที่เป็นธรรม คือ มีอรรถว่าทรงสภาพ ไว้เป็นต้น. บทว่า ธาตฏฺโ - สภาพที่เป็นธาตุ มีอรรถว่าเป็นของสูญ เป็นต้น. บทว่า าตฏฺโ ได้แก่ สภาพที่รู้ คือ อาจรู้ได้. บทว่า สจฺฉิกิริยฏฺโ คือ สภาพที่ควรทำให้แจ้ง. บทว่า ผสฺสนฏฺโ คือ สภาพที่ควรสัมผัสด้วยญาณ.
หน้า 305 ข้อ 55
บทว่า อภิสมยฏฺโ - สภาพที่ควรตรัสรู้ ได้แก่ ภาพที่ควร ถึงโดยชอบอย่างยิ่ง ด้วยการพิจารณาหรือควรได้เฉพาะด้วยญาณ. แม้การได้เฉพาะท่านก็กล่าวว่า การตรัสรู้ ดุจในบทมีอาทิว่า อตฺถาภิสมยา ธีโร๑ คนมีปัญญาเพราะตรัสรู้ยิ่งซึ่งอรรถ. ๔๗] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๗ ข้อ มี เนกขัมมะ เป็นต้น ด้วย อุปจารฌาน. บทว่า เนกฺขมฺมํ ได้แก่ ความไม่โลภอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ กาม- ฉันทะ. บทว่า อาโลกสญฺา ได้แก่ สัญญาในอาโลกนิมิตอันเป็นปฏิ- ปักษ์ต่อ ถีนมิทธะ. บทว่า อวิกฺเขโป ได้แก่ ความไม่ฟุ้งซ่านอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ อุทธัจจะ. บทว่า ธมฺมววตฺถานํ - ความกำหนดธรรม ได้แก่ ญาณอัน เป็นปฏิปักษ์ต่อ วิจิกิจฉา. บทว่า าณํ ได้แก่ ญาณอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ อวิชชา. บทว่า ปามุชฺชํ ได้แก่ ปีติอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ อรติ. พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มีปฐมฌานเป็นต้น ด้วยรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ. ๑. สํ. ส. ๑๕/๓๘๕.
หน้า 306 ข้อ 55
อนึ่ง พระสารีบุตรได้ชี้แจงพรหมวิหาร ๔ โดยเชื่อมรูปฌานไว้ ในลำดับรูปสมาบัติ. ๔๘] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงบทมี อนิจฺจานุปสฺสนา การ พิจารนาเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วยมหาวิปัสสนา ๑๘ ในส่วนเบื้อง ต้นของโลกุตรมรรค. พระสารีบุตรได้กล่าวถึงอนุปัสนา ๗ เข้าไป ประกอบด้วยรูปเป็นต้น ในหนหลัง, แต่ในนิทเทสนี้ท่านกล่าวไว้ ทั้งหมด. หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่กล่าวถึงอุทยัพพยานุปัสนา - การ พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ ด้วยการพิจารณาเป็น กลาปะ - กอง. ตอบว่า เมื่อท่านกล่าวถือนุปัสนาเหล่านี้ เป็นอันท่าน กล่าวถึงอนุปัสนา แม้ทั้งสองเหล่านี้ด้วย เพราะอนิจจานุปัสนาเป็นต้น สำเร็จด้วยอำนาจวิปัสสนา ๒ เหล่านั้น, หรือ เมื่อกล่าวถึงวิปัสสนา เหล่านี้เป็นอันกล่าวถึงวิปัสสนาเหล่านั้นด้วย เพราะวิปัสสนา ๒ เหล่า นั้นเว้นอนิจจานุปัสนาเหล่านั้นด้วย เสียแล้วก็จะเป็นไปไม่ได้. บทว่า ขยานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นความสิ้นไป ได้แก่ การเห็นและการรู้ ความดับแห่งรูปขันธ์เป็นต้น ที่เป็นปัจจุบัน และ การเห็นและการรู้ ความดับแห่งจิตและเจตสิกอันมีขันธ์เป็นอารมณ์ใน ลำดับ ความดับแห่งขันธ์นั้นๆ. บทว่า วยานุปสฺสนา - การเห็นความเสื่อมไป ได้แก่ การเห็น การรู้ความดับแห่งขันธ์ในอดีตอนาคตอันสืบเนื่องกันไปกับขันธ์นั้น ใน
หน้า 307 ข้อ 55
ลำดับแห่งการเห็นและการรู้ความดับแห่งขันธ์ในปัจจุบัน. บทว่า วิปริณามานุปสฺสนา ได้แก่ การพิจารณาเห็นความ แปรปรวน แห่งขันธ์ทั้งปวงว่า ขันธ์ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน แม้ทั้งหมดมีความแปรปรวน เพราะน้อมไปในนิโรธอันได้แก่ความดับ นั้น. บทว่า อนิมิตฺตานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่อง หมาย ได้แก่ อนิจจานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของพระ- โยคาวจรผู้เห็นความแปรปรวนของสังขารทั้งปวงอย่างนี้แล้ว พิจารณา เห็น โดยความเป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่า อนิมิตฺตานุปสฺสนา เพราะไม่ มีเครื่องหมายอันเป็นความเที่ยง ด้วยการละเครื่องหมายอันเป็นความ เที่ยงเสียได้. บทว่า อปฺปณิหิตานุปสฺสนา - การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง ได้แก่ การพิจารณาเห็นทุกข์อันเป็นไปในลำดับแห่งอนิจจานุปัสสนา. ชื่อว่า อปฺปณิหิตานุปสฺสนา เพราะไม่มีที่ตั้ง ด้วยการละความปรารถนาสุข. บทว่า สุญฺตานุปสฺสนา - การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า ได้แก่การพิจารณาเป็นอนัตตาอันเป็นไปในลำดับทุกขานุปัสนา. ชื่อว่า สุญฺญตานุปสฺสนา เพราะเห็นความเป็นของว่างเปล่าจากตน ด้วยการ ละความยึดมั่นตัวตน.
หน้า 308 ข้อ 55
บทว่า อธิปญฺาธมฺมวีปสฺสนา - การพิจารณาเห็นธรรมด้วย ปัญญาอันยิ่ง ได้แก่ วิปัสสนาเป็นไปเพราะถือความว่างเปล่าด้วยการดับ ว่า สังขารของพระโยคาวจรผู้เห็นแล้ว ๆ เล่า ๆ ซึ่งความดับของสังขาร อย่างนี้ แล้วพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมดับไป, นอกจากความดับของสังขาร ย่อมไม่มีอะไรอื่น. วิปัสสนานั้นท่านกล่าวว่า อธิปญฺาธมฺมวิปสฺสนา เพราะ ทำเป็นรูปวิเคราะห์ว่า อธิปญฺา จ ธมฺเมสุ จ วิปสฺสน - อธิปัญญา และความเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย. บทว่า ยถาภูตาณทสฺสนํ - ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง ได้แก่ ภยตูปัฏฐานญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่า กลัว อันเป็นไปแล้วว่า สภยา สงฺขารา - สังขารทั้งหลายน่ากลัว เพราะเห็นความดับแล้ว ๆ เล่า ๆ. บทว่า อาทีนวานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นโทษ ได้แก่ การ เห็นการรู้โทษ ด้วย ภยตูปัฏฐานญาณ อันเกิดขึ้นแล้วในภพทั้งปวง เป็นต้น. เมื่อท่านกล่าวถึง อาทีนวานุปสฺสนา - การพิจารณาเห็นโทษ ด้วย ภยตูปัฏฐานญาณ เป็นอันท่านกล่าวถึง นิพพิทานุปัสนา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย ไว้ในนิทเทสนี้ด้วย เพราะบาลี ว่าธรรมเหล่านี้ คือ ภยตูปัฏฐานญาณ อาทีนวญาณ และ นิพ-
หน้า 309 ข้อ 55
พิทาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน, พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.* ใน นิทเทสนี้ท่านไม่กล่าวไว้ เพราะท่านกล่าวทำบทที่ ๔ ไว้แต่ต้นแล้ว. บทว่า ปฏิสงฺขานุปสฺสนา - การพิจารณาหาทาง ได้แก่ อนิจ- จานุปัสนาญาณ ทุกขานุปัสนาญาณ อนัตตานุปัสนาญาณ เกิด ขึ้นด้วย มุญฺจิตุกัมยตาญาณ - ปรีชาคำนึงถึงด้วยความใคร่จะพ้นไป เสีย กระทำอุบายเพื่อพ้น กำหนดรู้ด้วย ปฏิสังขานุปัสนา. เมื่อ ท่านกล่าวถึง ปฏิสังขานุปัสนา เป็นอันท่านกล่าวถึง มุญจิตุกัมย- ตาญาณ และ สังขารุเบกขาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยใน สังขาร ด้วย เพราะบาลีว่า ธรรมเหล่านี้ คือมุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิ- สังขานุปัสนาญาน และสังขารุเบกขาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน, พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.๒ บทว่า วิวฏฺฏนานุปสฺสนา - การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะ หลีกไป ได้แก่ โคตรภูญาณ - ญาณซึ่งเป็นลำดับแห่งอริยมรรค เกิด ขึ้นด้วย อนุโลมญาณ - ญาณอันสมควรแก่การกำหนดรู้ เมื่อท่าน กล่าวถึงโคตรภูญาณเป็นอันกล่าวอนุโลมญาณด้วย เพราะโคตรภูญาณ สำเร็จด้วยอนุโลมญาณ, ท่านกล่าวถึงลำดับแห่งมหาวิปัสสนา ๑๘ อย่าง นี้ ย่อมรวมในบาลี ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอินทริยกถาว่า อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌานสลัดไป จากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น, อินทรีย์ ๕ ๑. ขุ. ป. ๓๑/๕๐๗ ๒. ขุ. ป. ๓๑/๕๐๘
หน้า 310 ข้อ 55
ด้วยสามารถทุติยฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ใน ปฐมฌาน.๑ ท่านกล่าวถึงอินทรีย์ตามลำดับยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยนัยต้นตลอดถึง อรหัตผล. เพราะฉะนั้นมหาวิปัสนา ๑๘ ย่อมสมควรในบาลีโดยลำดับ ดังที่กล่าวแล้ว. ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า บทว่า ขยานุปสฺสนา ได้แก่ ญาณของ พระโยคาวจรผู้แยกฆนสัญญา - ก้อน ออกแล้วเห็น ความสิ้นไปว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป. บทว่า วิปริณามานุปสฺสนา ได้แก่ การก้าวล่วง ขั้นตอนนั้น ๆ ด้วยรูปสัตตกะ และอรูปสัตตกะ เป็นต้น แล้วเห็นความเป็นไปโดยประการอื่น. อีกอย่างหนึ่ง การเห็นความปรวนแปรด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยชราและมรณะของสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว. บทว่า ยถาภูตญาณทสฺสนํ - การรู้และการเห็นตาม ความเป็นจริง ได้แก่ การกำหนดนามรูปพร้อม ด้วยปัจจัย. ๑. ขุ. ป. ๓๑/๔๓๕.
หน้า 311 ข้อ 55
บทนั้นในบาลีปรากฏเป็นเหมือนบทผิด บทว่า วิวฏฺฎนานุ- ปสฺสนา - การพิจารณาเห็นอุบายที่จะออกไป ท่านกล่าวว่า ได้แก่ สังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ. อนึ่ง บทนั้นในบาลีดูเหมือน จะผิด. เพราะท่านกล่าวไว้ในจริยากถาว่า อัพยากตธรรมอันเป็นกิริยาของอาวัชนะ เพื่อ ประโยชน์ในการพิจารณาเห็นความเป็นของไม่ เที่ยง ชื่อว่า วิญญาณจริยา. การพิจารณาเห็น ความเป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่า ญาณจริยา ฯลฯ อัพยากตธรรมอันเป็นกิริยาของอาวัชนะ เพื่อ ประโยชน์ในการพิจารณาหาทาง ชื่อว่า วิญญาณ- จริยา. ปฏิสังขานุปัสนาญาณ เป็น ญาณจริยา.๑ ท่านกล่าวถึงอาวัชนะต่างหากกันของญาณที่ได้อาวัชนะต่าง ๆ กัน แต่ท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะเพื่อพิจารณาเห็นอุบายที่จะออกไปแล้วกล่าว ว่า วิวัฏฏานุปัสนา เป็น ญาณจริยา. ผิว่า สังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ จะพึงเป็นวิวัฏฏานุปัสนาญาณได้, ก็ควรกล่าวถึง อาวัชนะเพื่อประโยชน์แก่ญาณนั้น เพราะอาวัชนะของญาณนั้นมีพร้อม, แต่ท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะเพื่อประโยชน์แก่ญาณนั้น. โครตญาณ ๑. ขุ.ป. ๓๑/๑๖๙
หน้า 312 ข้อ 55
ไม่มีอาวัชนะต่าง ๆ กัน เพราะเกิดขึ้นในอาวัชนวิถีแห่งอนุโลมญาณ นั่นเอง. เพราะฉะนั้นโคตรภูญาณนั่นแล เป็น วิวัฏฏนานุปัสนา ถูกต้องเพราะท่านไม่กล่าวถึงอาวัชนะ เพื่อประโยชน์แก่วิวัฏฏนานุปัสนา. ๔๙] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มี โสดา- ปัตติมรรค เป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งมรรคและผลอันเป็นโลกุตระ. การถึงกระแสแห่งมรรค ชื่อว่า โสตาปตฺติ, โสดาปตฺติ นั่นแล เป็น มรรค ชื่อว่า โสตาปัตติมรรค. ผลแห่งการถึงกระแส ชื่อว่า โสดาปัตติผล, ชื่อว่า สมาปัตติ เพราะอรรถว่า เข้าถึง. โสดาปัตติผลนั่นและเป็นสมาบัติ ชื่อว่า โสดา- ปัตติผลสมาบัติ. ชื่อว่า สกทาคามี เพราะอรรถว่า มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจปฏิสนธิ, มรรคแห่งสกทาคามีนั้น ชื่อว่า สกทาคามิมรรค. ชื่อว่า อนาคามี เพราะอรรถว่า ไม่มาสู่กามภพด้วยอำนาจ ปฏิสนธินั่นแล, มรรคแห่งอนาคามีนั้น ชื่อว่า อนาคามิมรรค. ผล แห่งอนาคามี ชื่อว่า อนาคามิผล. ชื่อว่า อรหํ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย, เพราะกำจัดข้าศึก คือกิเลส เพราะหักซี่ล้อของสังสารจักรเสียได้, เพราะไม่มีความลับใน การทำบาป, เพราะควรแก่ปัจจัยเป็นต้น. ความเป็นอรหันต์ ชื่อว่า
หน้า 313 ข้อ 55
อรหตฺตํ นั้นคืออะไร ? คืออรหัตผล. มรรคแห่งอรหัต ชื่อว่า อรหัตมรรค. ผลแห่งอรหัตนั่นแล ชื่อว่า อรหัตผล. ๕๐ - ๕๓] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๓๓ ข้อ มี บทว่า อธิโมกฺขฏฺเน สทฺธินฺทฺริยํ ได้แก่ สัทธินทรีย์ด้วยความว่า น้อมใจเชื่อเป็นต้น, บทว่า ตถฏฺเน สจฺจา ได้แก่ สัจจะด้วยความ ว่าเที่ยงเป็นที่สุด ได้ชี้แจงการวิสัชนาเสมอกันด้วยการวิสัชนา ๓๓ ข้อ มีบทว่า อินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโ - สภาพที่น้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ เป็นตันในภายหลัง. ได้ชี้แจงอรรถด้วยธรรมทั้งหลาย ในบทนั้นสิ้นเชิง. ในบทนี้ได้ชี้แจงธรรมทั้งหลายด้วยอรรถ นี้เป็นความต่างกัน. พึงทราบ ความต่างกันแห่งการวิสัชนา ๔ ข้อ มีบทว่า อวิกฺเขปฏฺเน สมโถ- สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่านเป็นต้น และการวิสัชนา ๔ ข้อ มีบทว่า สมถสฺส อวิกฺเขปฏฺโ - สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะเป็นต้น โดยนัย ดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ๕๔] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘ ข้อ มีบทว่า สํว- รฏฺเน - ด้วยความว่าสำรวมเป็นต้น ด้วยอำนาจธรรมมี ศีล เป็นต้น มี พละ เป็นที่สุด. บทว่า สีลวิสุทฺธิ - ความหมดจดแห่งศีล ได้แก่ ศีล ๔ อย่าง มีปาติโมกขสังวรศีล อันบริสุทธิ์ด้วยดีเป็นต้น ชื่อว่า สีลวิสุทฺธิ เพราะชำระมลทิน คือความเป็นผู้ทุศีล.
หน้า 314 ข้อ 55
บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ - ความหมดจดแห่งจิต ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมด้วย อุปจาร. ในบทนี้ท่านกล่าวสมาธิด้วยหัวข้อว่า จิตตะ สมาธิ นั้น ชื่อว่า จิตตวิสุทธิ เพราะชำระมลทินของจิต. ชื่อว่า ทิฏฺิวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์ แห่งทิฏฐิ ได้แก่ การเห็น นามรูปตามที่เป็นจริง ชื่อว่า ทิฏิวิสุทธิ เพราะชำระมลทินของทิฏฐิ ๗. บทว่า มุตฺตฏฺเน - ด้วยความว่าหลุดพ้น ได้แก่ หลุดพ้นจาก อุปกิเลสด้วยอำนาจ ตทังควิมุตติ และน้อมไปในอารมณ์. บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ ความหลุดพ้นด้วยตทังควิมุตติ. บทว่า ปฏิเวธฏฺเน วิชฺช - วิชชา ด้วยความว่าแทงตลอด ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ชื่อว่า วิชชา ด้วยความว่าแทงตลอด ในภพก่อน. บทว่า ปฏิเวธฏฺเน ได้แก่ ด้วยความว่ารู้แจ้ง. บทว่า ปริจฺจาคฏฺเน วิมุตฺติ - ความหลุดพ้นด้วยการสละ ได้แก่ ชื่อว่า ผลวิมุตติ เพราะพ้นจากการสละ. บทว่า สมุจฺเฉทฏฺเน ขเย าณํ - ญาณในความสิ้นไปด้วย ความตัดขาด ได้แก่ ญาณในอริยมรรคกระทำความสิ้นกิเลสด้วยความ ตัดกิเลสได้ขาด. บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเน อนุปฺปาทา าณํ - ญาณในความ ไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ได้แก่ ญาณในอริยผลอันเกิดขึ้นในที่สุด
หน้า 315 ข้อ 55
แห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสอันฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ อันเป็นความไม่เกิด ด้วยปฏิสนธิ เพราะระงับปโยคะคือมรรคกิจเสียได้. พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๙ ข้อ มีบทว่า ฉนฺโท มูลฏฺเน - ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูลฐานเป็นต้น ด้วยอำนาจอริย- มรรคอันเป็นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด. บทว่า ฉนฺโท มูลฏฺเน ได้แก่ ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่ เพื่อจะทำกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยความว่าเป็นมูลฐาน เพราะเป็นมูล แห่งการปฏิบัติและแห่งความสำเร็จ บทว่า มนสิกาโร สมุฏฺานฏฺเน - มนสิการด้วยความว่าเป็น สมุฏฐาน ได้แก่ โยนิโสมนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน เพราะยัง กุศลธรรมทั้งหมดให้ตั้งขึ้น. บทว่า ผสฺโส สโมธานฏฺเน - ผัสสะด้วยความว่าประมวลมา ได้แก่ เพราะเวทนาเป็นปธานเหตุแห่งตัณหาโดยเฉพาะ, อนึ่ง เมื่อ จะละตัณหา ย่อมละด้วยเวทนาที่กำหนดรู้โดยเฉพาะ, และผัสสะเป็น ปธานเหตุแห่งเวทนานั้น, เมื่อกำหนดรู้ผัสสะแล้วเป็นอันกำหนดรู้ เวทนาด้วย, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผัสสะในวัตถุที่ควรรู้ยิ่ง ๗ ก่อน. ก็ ผัสสะนั้น ชื่อว่า ควรรู้ยิ่งด้วยความว่าประมวลมา เพราะท่านกล่าวว่า ติกสนฺนิปาตปจฺจุปฏฺาโน - มีการประมวลมา รวมกันระหว่างวัตถุ อารมณ์และวิญญาณ ๓ อย่างเป็นอาการปรากฏ เพราะประกาศด้วย
หน้า 316 ข้อ 55
อำนาจเหตุของตน กล่าวคือการประมวลมาแห่งธรรมทั้ง ๓ แต่อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า ผัสสะ คือ ญาณผัสสะ. ก็เพราะเวทนายังจิตและเจตสิกให้เป็นไปในอำนาจของตน ย่อม ประชุม คือ ย่อมเข้าไปในจิตเจตสิกนั้น, หรือเข้าไปสู่จิตสันดานนั่นเอง, ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สโมสรณฏฺเน อภิญฺเยฺยา - เวทนาควรรู้ยิ่ง ด้วยความว่าประชุม. ส่วนอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การกำหนดรู้แม้ทั้งหมด ย่อม ประชุมลงในเวทนาทั้งหลาย, เมื่อกำหนดรู้เวทนาแล้วเป็นอันกำหนดรู้ ที่ตั้งของตัณหาทั้งหมดได้. นั่นเพราะเหตุไร ? เพราะตัณหาทั้งหมดมี เวทนาเป็นปัจจัย. ฉะนั้น เวทนาจึงควรรู้ยิ่งด้วยความว่าประชุม เพราะ สมาธิชื่อว่าเป็นประมุข เป็นใหญ่ของกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะประมวล ไว้ซึ่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย ดุจช่อฟ้ากูฏาคารเป็นประมุข เพราะยึดไว้ ด้วยไม้จันทัน, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมาธิ ปมุขฏฺเน สมาธิ ด้วยความว่าเป็นประธาน. ปาฐะว่า ปามุกฺขฏฺเน บ้าง. เพราะสติเป็นใหญ่ในการกำหนดอารมณ์ของผู้เจริญสมถวิปัสสนา, เมื่ออารมณ์กำหนดไว้ได้ด้วยสติกุศลธรรมแม้ทั้งหมด ย่อมยังกิจของ ตน ๆ ให้สำเร็จ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สติ อาธิปเตยฺยฏฺเน - สติด้วยความว่าเป็นใหญ่.
หน้า 317 ข้อ 55
บทว่า ปา ฉเน ปัญญาด้วยความว่าประเสริฐ กว่ากุศลนั้น ๆ ได้แก่ อริยมรรคปัญญา ชื่อว่าควรรู้ยิ่ง ด้วยความว่า ยิ่งคือประเสริฐกว่ากุศลธรรมนั้น ๆ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ตทุตฺตรา เพราะอรรถว่า ก้าวล่วงยิ่งจากกิเลสทั้งหลาย หรือจากสังสารวัฏ, อรรถ แห่ง ตทุตฺตรา นั้น ชื่อว่า ตทุตฺตรฏฺโ ความว่าประเสริฐกว่ากุศล- ธรรมนั้น ๆ. ด้วย ตทุตฺตรฏฺโ นั้น. ปาฐะว่า ตตุตฺตรฏฺเน บ้าง ความว่าด้วยความยิ่งกว่าธรรมนั้น. บทว่า วิมุตฺติ สารฏฺเน - วิมุตติด้วยความว่าเป็นแก่นสาร ได้แก่ ผลวิมุตติ ชื่อว่าเป็นแก่นสาร เพราะความมั่นคงโดยไม่เสื่อม, แม้เพราะก้าวล่วงสิ่งนั้นแล้วไม่มีสิ่งอื่นที่พึงแสวงหา ก็ชื่อว่าเป็นแก่น- สาร. วิมุตตินั้นควรรู้ยิ่ง ด้วยความว่าเป็นแก่นสารนั้น. บทว่า อมโตคธํ นิพฺพานํ - นิพพานอันหยั่งลงในอมตะ ชื่อว่า อมตะ เพราะนิพพานไม่มี มตะ คือความตาย, ชื่อว่า อมตะ เพราะ เป็นยาแก้พิษคือกิเลสบ้าง, ชื่อว่า โอคธํ เพราะเป็นหลักของสัตว์ ทั้งหลายด้วยการทำให้แจ้ง. ชื่อว่า นิพพานํ คือดับเพราะสงบจากทุกข์ ในสงสาร, ชื่อว่า นิพฺพานํ เพราะในนิพพานนี้ไม่มีเครื่องร้อยรัดคือ ตัณหา. นิพพานนั้นควรรู้ยิ่งด้วยความว่าเป็นที่สุด เพราะคำสอนเสร็จ- สิ้นแล้ว. ในอภิญเญยยนิทเทสนี้รวมการวิสัชนา ได้ ๗,๗๔๐ บท ด้วย
หน้า 318 ข้อ 55
ประการฉะนี้. ๕๕] บัดนี้ สรุปธรรมเหล่านั้นที่พระสารีบุตรได้ชี้แจงไว้แล้ว อย่างนี้ว่า ธรรมใด ๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว, ธรรมนั้น ๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว, อธิบายว่า เป็นคุณที่รู้แล้ว เพราะทำบทนั้นให้เป็นประธาน. บทว่า ตําตฏฺเน าณํ - ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ ธรรมนั้น ความว่า ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมมีประการดังกล่าว แล้วนั้น. บทว่า ปชานนฏฺเน ปญฺา - ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ทั่ว คือรู้โดยอาการ. คำถามที่ท่านถามไว้แต่ต้นว่า เตน วุจฺจติ ท่านแสดงสรุปไว้. ด้วยเหตุนั้นจึงมีความว่า ปัญญาเครื่องทรงจำที่ได้สดับมา คือเครื่องรู้ ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็นสุตมยปัญญา ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาทุติยภาณวาร
หน้า 319 ข้อ 56, 57
ตติยภาณวาร [๕๖] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัด ธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็นสุตมยญาณ อย่างไร. ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่ แห่งอุปาทาน ธรรม ๒ ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑, ธรรม ๓ ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓, ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คืออาหาร ๔, ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้ คือ อุปาทานขันธ์ ๕, ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖, ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗, ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘, ธรรม ๙ ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙, ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐. [๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด ขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง. หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุข- เวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโน- สัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง.
หน้า 320 ข้อ 58, 59
[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ ธรรมนั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้. [๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้ เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ พิจารณาแล้วอย่างนี้. บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้ ความไม่พยาบาทแล้ว . . . บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว . . . บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความ ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว . . .บุคคลผู้พยายามเพื่อต้อง การจะได้การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว . . .บุคคล ผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว . . . บุคคลผู้ พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์ แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว อย่างนี้.
หน้า 321 ข้อ 59
อรรถกถาปริญเญยยนิทเทส ๕๖] พึงทราบวินิจฉัย ในปริญเญยยนิทเทสดังต่อไปนี้ ท่าน สงเคราะห์ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ๑ ตีรณปริญญา ๑ ปหาน ปริญญา ๑ ด้วยปริญญาติศัพท์ไว้ก็จริง แต่ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอา ตีรณปริญญา เท่านั้น เพราะท่านกล่าวถึง ญาตปริญญา ว่า อภิญฺ- เยฺยา ควรรู้ยิ่งไว้แล้วในตอนหลัง เพราะท่านกล่าวถึง ปหานปริญญา ว่า ปหาตพฺพา ควรละไว้ตอนต่อไป. บทว่า ผสฺโส สาสโว อุปาทานโย ผัสสะอันมีอาสวะเป็นที่ตั้ง แห่งอุปาทาน ได้แก่ ผัสสะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นปัจจัย แห่งอาสวะ และอุปาทาน. จริงอยู่ ผัสสะนั้นชื่อว่า สาสวะ เพราะทำตนให้เป็น อารมณ์พร้อมกับอาสวะที่เป็นไปอยู่ ชื่อว่า อุปาทานิยะ เพราะเข้าถึง ความเป็นอารมณ์ แล้วหน่วงอุปาทานไว้ด้วยการผูกพันไว้กับอุปาทาน. เพราะเมื่อผัสสะกำหนดรู้ได้ด้วยตีรณปริญญา อรูปธรรมแม้ที่เหลือ ย่อมกำหนดรู้ได้ด้วยผัสสะเป็นประธานและรูปธรรม ย่อมกำหนดรู้ได้ ด้วยเป็นไปตามผัสสะนั้น, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น. แม้ในธรรมที่เหลือก็พึงประกอบตามควร. บทว่า นามํ ได้แก่ ขันธ์ ๔ และนิพพานอันไม่มีรูป. บทว่า รูปํ ได้แก่ มหาภูตรูป ๘ และ อุปาทายรูป ๒๔ อาศัยมหาภูตรูป ๔. ขันธ์ ๔ ชื่อว่า นาม เพราะ อรรถว่าน้อมไป. จริงอยู่ขันธ์เหล่านั้นมีอารมณ์เป็นตัวนำ ย่อมน้อมไป.
หน้า 322 ข้อ 59
นามแม้ทั้งหมดก็ชื่อว่า นาม ในอรรถว่าให้น้อมไป. จริงอยู่ ขันธ์ ๔. ยังกันและกันให้น้อมไปในอารมณ์, นิพพานยังธรรมที่ไม่มีโทษให้ น้อมไปในตน เพราะเป็นปัจจัยแห่งความเป็นใหญ่ในอารมณ์. ชื่อว่า รูปํ เพราะอรรถว่าเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเย็นเป็นต้น โดยอำนาจ สันตติ - ความสืบต่อ. บทว่า รูปนฏฺเน ได้แก่ ความกำเริบ. ธรรมชาติที่ถูกความ หนาวเป็นต้น กระทบด้วยการปรวนแปรของสันตติ ท่านกล่าวว่า รูปํ. แต่ในที่นี้ บทว่า นามํ ท่านประสงค์เอานามที่เป็นโลกิยะเท่านั้น, ส่วนรูปเป็นโลกิยะโดยส่วนเดียว. บทว่า ติสฺโส เวทนา เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ทุกข- เวทนา อทุกขมสุขเวทนา. เวทนาเหล่านั้นเป็นไปในโลกเท่านั้น. บทว่า อาหารา ได้แก่ ปัจจัย. ปัจจัย ชื่อว่า อาหารา เพราะ นำมาซึ่งผลแก่ตน. อาหาร ๔ อย่าง คือ กพฬีการาหาร ( อาหาร คือ คำข้าว ) ๑ ผัสสาหาร ( อาหาร คือ ผัสสะ ) ๑ มโนสัญเจตนาหาร (อาหาร คือ มโนสัญเจตนา) ๑ วิญญาณาหาร (อาหาร คือ วิญญาณ) ๑. ชื่อว่า กฬฬีการะ เพราะควรทำให้เป็นคำด้วยวัตถุ. ชื่อว่า อาหาร เพราะควรกลืนกิน. บทนี้เป็นชื่อของโอชะอันเป็นวัตถุมีข้าวสุกและ ขนมทำด้วยถั่วเขียวเป็นต้น. โอชะนั้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมา ซึ่งรูปมีโอชะเป็นที่ ๘. ผัสสะ ๖ อย่าง มีจักขุสัมผัสเป็นต้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งเวทนา ๓. ชื่อว่า มโนสัญเจตนา เพราะ
หน้า 323 ข้อ 59
มีความตั้งใจของใจ มิใช่ของสัตว์ เหมือนความที่จิตมีอารมณ์เดียว. อีกอย่างหนึ่ง สัญเจตนาสัมปยุตด้วยใจ ชื่อว่า มโนสัญเจตนา เหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย. ได้แก่ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนา เป็นไปในภูมิ ๓. มโนสัญเจตนานั้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่ง ภพ ๓. บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ อย่าง. ปฏิสนธิ วิญญาณนั้นชื่อว่าอาหาร เพราะนำมาซึ่งนามรูปอันเป็นปฏิสนธิ. บทว่า อุปทานกฺขนฺธา ได้แก่ ขันธ์ อันเป็นโคจรของ อุปาทาน พึงเห็นลบบทท่ามกลาง - มชฺฌปทโลโป. อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่เกิดเพราะอุปาทาน ชื่อ อุปาทานขึ้น เหมือนไฟไหม้หญ้า ไฟไหม้แกลบ. อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่เชื่อฟังอุปาทาน ชื่อ อุปาทาน- ขันธ์ เหมือนราชบุรุษ. อีกอย่างหนึ่ง ขันธ์ที่มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ชื่อว่า อุปาทานขันธ์ เหมือนต้นไม้มีดอก ต้นไม้มีผล อุปาทานมี ๔ อย่าง คือ กามุปาทาน - คือมั่นกาม ๑ ทิฏฐุปาทาน - คือ มั่นทิฏฐิ ๑ สีลัพพตุปาทาน - คือมั่นศีลพรต ๑ อัตตวาทุปาทาน - คือมั่นวาทะว่าตน ๑. แต่โดยอรรถ ชื่อว่า อุปาทาน เพราะยึดถือ จัด. อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๒ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑. บทว่า ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ จักขายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑
หน้า 324 ข้อ 59
กายายตนะ ๑ มนายตนะ ๑. บทว่า สตฺต วิญฺาณฏฺิติโย ได้แก่ วิญญาณฐิติ ภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ๗. วิญญาณฐิติ มีอะไรบ้าง ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญา ต่างกัน เช่นมนุษย์ทั้งหลาย เทพบางพวก วินิปาติกะ เปรต บางหมู่ นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญา อย่างเดียวกัน เช่น เทพผู้อยู่ในพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสสรา นี้เป็นวิญญาณฐิติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหา นี้เป็นวิญญาณ- ฐิติ ที่ ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ก้าวล่วงรูปสัญญาโดย ประการทั้งปวง ดับปฏิฆสัญญา ไม่มนสิการถึงสัญญาต่างกัน เป็น ผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มี ที่สุด นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๕.
หน้า 325 ข้อ 59
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล้วงอาสานัญ- จายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๖. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจา- ยตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร ๆ. นี้เป็นวิญญาณฐิติ ที่ ๗. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ ๗ เหล่านี้แล.๑ บทว่า วิญฺาณฏฺิติโย - ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ได้แก่ ขันธ์พร้อมกับวิญญาณอันเป็นฐานแห่งปฏิสนธิวิญญาณ ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า การชี้แจง. บทว่า มนุสฺสา คือ มนุษย์ แม้สองคนจะเป็นเช่นคนเดียวกัน ก็ไม่มีด้วยวรรณะและสัณฐานเป็นต้นของมนุษย์ ไม่มีประมาณ ใน จักรวาลอันหาประมาณมิได้. แม้มนุษย์จะเหมือนกันด้วยวรรณะหรือ สัณฐาน ก็ไม่เหมือนกันด้วยการแลและการเหลียวเป็นต้น เพราะ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตกายา - มีกายต่างกัน. ปฏิสนธิสัญญาของมนุษย์เหล่านั้น เป็นติเหตุกะบ้าง ทวิเหตุกะ บ้าง อเหตุกะบ้าง, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตสญฺิโน- มีสัญญาต่างกัน. บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา - เทพบางพวก ได้แก่ กามาวจรเทพ ๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๔๑.
หน้า 326 ข้อ 59
๖ ชั้น. บรรดาเทพเหล่านั้น เทพบางพวกมีกายสีเขียว, บางพวกมี ผิวพรรณสีเหลืองเป็นต้น, แต่สัญญาของเทพเหล่านั้นเป็นไปกับติเหตุกะ บ้าง ทวิเหตุกะบ้าง, ไม่เป็นอเหตุกะ. บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา - วินิปาติกะบางพวก ได้แก่ เวมานิกเปรตเหล่าอื่นอาทิอย่างนี้ คือ ยักษิณี ชื่อ ปุนัพพสุมาตา ปิยังกรมาตา ผุสสมิตตา ธรรมคุตตา พ้นจากอบาย ๔. เปรต เหล่านั้นมีกายต่างกัน โดยมีผิวขาว ดำ เหลือง และสีนิลเป็นต้น และโดยมีลักษณะผอม อ้วน เตี้ย สูง. แม้สัญญาก็ต่างกันด้วยอำนาจ ติเหตุกะ ทวิเหตุกะและอเหตุกะเหมือนสัญญาของมนุษย์ทั้งหลาย. แต่ เวมานิกเปรตเหล่านั้นไม่มีศักดิ์ใหญ่เหมือนเทพทั้งหลาย. มีศักดิ์น้อย อาหารและเสื่อผ้าหาได้ยาก ถูกทุกข์บีบคั้นเหมือนมนุษย์ยากไร้. วินิปาติกะบางพวก ในวันข้างแรมได้รับทุกข์ ในวันข้างขึ้นได้ รับสุข, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วินิปาติกา เพราะตกไปจาก การสะสมสุข. อนึ่ง ในบทนี้ แม้การรู้ธรรมของวินิปาติกะที่เป็นติเหตุกะก็มี ได้ ดุจการรู้ธรรมของยักษิณี ชื่อว่า ปิยังกรมาตาเป็นต้น. บทว่า พฺรหฺมกายิกา - พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ได้แก่ พรหมปาริสัชชะ พรหมปุโรหิตะ และมหาพรหม. บทว่า ปมาภินิพฺพตฺตา - ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน ได้แก่ พวก เทพทั้งหมดนั้น เกิดแล้ว ด้วยปฐมฌาน. ส่วนพรหมปาริสัชชะ เกิด
หน้า 327 ข้อ 59
ด้วยฌานเล็กน้อย, พรหมปุโรหิตะ เกิดด้วยฌานอย่างกลาง. อนึ่ง กายของพวกเทพเหล่านั้น แผ่ซ่านยิ่ง. มหาพรหมเกิดด้วยฌานอัน ประณีต, กายของมหาพรหมเหล่านั้น แผ่ซ่านยิ่งนัก. พรหมกายิกา เหล่านั้น ท่านกล่าวว่า มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เพราะ กายต่างกัน เพราะสัญญาอย่างเดียวกันด้วยอำนาจปฐมฌาน. สัตว์ที่เกิดในอบาย ๔ ก็เหมือนกัน. ในนรกบางพวกร่างกาย คาวุตหนึ่ง, บางพวกกึ่งโยชน์, บางพวก ๓ คาวุต ส่วนเทวทัตมี ร่างกายร้อยโยชน์. แม้ในเดียรัจฉาน บางพวกก็เล็ก, บางพวกก็ใหญ่. แม้ในเปตติวิสัย บางพวกก็ ๖๐ ศอก บางพวกก็ ๘๐ ศอก บางพวก ผิวงาม บางพวกผิวทราม. เหมือนกาลกัญชิกาสูร. อนึ่ง บรรดาเปรต เหล่านี้ พวกทีฆปิฏฐิกาเปรตก็มีกายสูง ๖๐ โยชน์. สัญญาของเปรต ทั้งหมดนั้น เป็นไปกับอเหตุกะมีอกุศลเป็นวิบาก. แม้สัตว์ในอบาย ทั้งหลายก็ถือได้ว่าเป็นผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน. บทว่า อาภสฺสรา - พวกเทพอาภัสสระ รัศมีจากร่างกายของ อาภัสสรเทพเหล่านั้น รุ่งเรืองสว่างไสวดุจขาดแล้ว ๆ ตกลงมาเหมือน คบเพลิงมีด้าม จึงชื่อว่า อาภัสสรา. บรรดาเทพเหล่านั้น รัศมีเกิดขึ้น เพราะเจริญทุติยฌานและตติยฌานทั้งสองในปัญจกนัยนิดหน่อย จึงชื่อ ว่า ปริตตาภา. รัศมีเกิดขึ้นเพราะเจริญฌานปานกลาง จึงชื่อว่า อัปปมาณาภา. รัศมีเกิดขึ้นเพราะเจริญฌานประณีต จึงชื่อว่า อาภัส-
หน้า 328 ข้อ 59
สรา. แต่ในที่นี้ท่านกำหนดเอาเทพทั้งหมดเหล่านั้น ด้วยการกำหนด ชั้นยอด. กายของเทพเหล่านั้นทั้งหมด แผ่ซ่านเป็นอันเดียวกัน, แต่ สัญญาต่างกัน เพราะไม่มีวิตกมีแต่วิจาร และเพราะไม่มีทั้งวิตกและ วิจาร. บทว่า สุภกิณฺหา - พวกเทพสุภกิณหะ ได้แก่ พวกเทพผู้เปี่ยม กระจายไปด้วยความงาม. อธิบายว่า มีรัศมีเป็นก้อนเดียวกันด้วยดี รัศมีจากร่างกาย. รัศมีของพวกสุภกิณหเทพเหล่านั้นไม่ขาดเป็นตอน ๆ เหมือนรัศมีของพวกอาภัสสรเทพ. พวกเทพปริตตสุภะ อัปปมาณสุภะ สุภกิณหะเกิดขึ้นด้วยอำนาจตติยฌานในจตุกกนัย จตุตถฌานในปัญจก- นัย อันเป็นฌานนิดหน่อย ปานกลาง และประณีต. พวกเทพทั้งหมด เหล่านั้น พึงทราบว่า มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ด้วยสัญญาในจตุตถฌาน. เวหัปผละ ย่อมรวมเข้ากับ วิญญาณฐิติ ข้อที่ ๔. อสัญญสัตว์ - สัตว์ไม่มีสัญญา ไม่สงเคราะห์เข้าในวิญญาณฐิติ นี้ เพราะไม่มีวิญญาณ, สงเคราะห์เข้าใน สัตตาวาส - ภพเป็นที่อยู่ ของสัตว์. สุทธาวาส - ภพเป็นที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในฝ่ายแห่ง วิวัฏฏะ (นิพพาน) มิใช่ดำรงอยู่ตลอดทุกกาล.ภพเทพสุทธาวาสย่อมไม่ เกิดในโลกที่ว่างจากพระพุทธเจ้าตลอดแสนกัปบ้าง, ตลอดอสงไขยกัปบ้าง.
หน้า 329 ข้อ 59
เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติในระหว่างหนึ่งหมื่นหกพันกัป ภพเทพสุทธาวาส จึงเกิด. พวกเทพเหล่านั้นเป็นเหมือนกองทัพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประกาศพระธรรมจักร, เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นวิญญาณฐิติ. ทั้งไม่ รวมเข้ากับสัตตาวาส. พระมหาสีวเถระกล่าวโดยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อน สารีบุตร สัตตาวาสที่เราไม่เคยอาศัยอยู่ นอกจากเทพสุทธาวาสโดยกาล ยาวนานนี้หาได้ไม่ง่ายนักแล ดังนี้๑แม้สุทธาวาสก็รวมเข้ากับวิญ- ญาณฐิติที่ ๔ และสัตตาวาสที่ ๔, สูตรนั้นท่านเห็นตามด้วย เพราะ เป็นสูตรที่ไม่ได้ห้ามไว้. ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะวิญญาณละเอียดจะ มีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญญาณก็ไม่ใช่ เหมือนสัญญาละเอียด, เพราะ ฉะนั้นท่านจึงไม่กล่าวไว้ในวิญญาณฐิติ. บทว่า อฏฺ โลกธมฺมา - โลกธรรม ๘ เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ เสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เมื่อความเป็นไปของโลกมีอยู่ ธรรมของโลก จึงเรียกว่า โลกธรรม เพราะมีความเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา. ชื่อว่า สัตว์จะพ้น จากโลกธรรมเหล่านี้ ย่อมไม่มี. จะมีก็แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น. ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ เหล่านี้ ย่อมหมุนไปตามโลก, และโลกก็ย่อมหมุนไปตามโลก ธรรม ๘. โลกธรรม ๘ คืออะไรบ้าง. โลกธรรม ๘ คือ ลาภ ๑ ๑. ม.มู. ๑๒/๑๘๙
หน้า 330 ข้อ 59
เสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ เหล่านี้ ย่อมหมุนไปตามโลก. และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ เหล่านี้.๑ ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุปริวตฺตนฺติ - ย่อมหมุนไปตาม ได้แก่ ติดตามไป คือไม่ละ. อธิบายว่า ไม่กลับไปจากโลก. บทว่า ลาโภ - ลาภ คือลาภของบรรพชิต มีจีวรเป็นต้น, ของคฤหัสถ์ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น. เมื่อไม่ได้ลาภนั้น ชื่อว่า เสื่อมลาภ. เมื่อกล่าวว่า น ลาโภ อลาโภ ไม่ใช่ลาภ - ชื่อว่า ไม่มี ลาภ ไม่ควรเข้าใจโดยความไม่มีประโยชน์. บทว่า ยโส - ยศ ได้แก่ บริวารยศ. เมื่อไม่ได้ยศนั้น ชื่อว่า เสื่อมยศ. บทว่า นินฺทา คือ พูดกล่าวโทษ. บทว่า ปสํสา คือ พูด กล่าวถึงคุณ. บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและสุขทางใจของกามาวจร. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจของปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี, พระอนาคามีและพระอรหันต์มีแต่ทุกข์ ทางกายเท่านั้น. ๑. อง อฏฺฐก. ๒๓/๙๕.
หน้า 331 ข้อ 59
บทว่า นว สตฺตาวาสา ได้แก่ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย, อธิบาย ว่า สถานที่เป็นที่อยู่. สถานที่อยู่เหล่านั้น ได้แก่ ขันธ์ อันเป็นที่ปรากฏรู้กันแล้ว. สัตตาวาส ๙ คืออะไรบ้าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส ๙ เหล่านี้, สัตตาวาส ๙ คืออะไรบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิ ปาติกะ (เปรต) นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายต่างกัน มี สัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ผู้เกิด ในปฐมฌาน นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสสระ. นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหะ นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ไม่มีสัญญา ไม่เสวย เวทนา เช่น พวกเทพผู้เป็นอสัญญีสัตว์ นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ก้าวล่วงรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึง สัญญาต่างกัน
หน้า 332 ข้อ 59
เข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มี ที่สุด. นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๖. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ก้าวล่วงอากาสา- นัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญญาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุด นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๗. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ก้าวล่วงวิญญาณัญจา- ยตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะว่า นตฺถิ กิญฺจิ - ไม่มีอะไร ๆ นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๘. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าหนึ่ง ก้าวล่วงอากิญจัญ- ญายตนะ โดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาส ข้อที่ ๙. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส ๙ เหล่านี้แล.๑ บทว่า ทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ อย่างนี้ คือ จักขา- ยตนะ ๑ รูปายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ สัททายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ คันธายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑ รสายตนะ ๑ กายายตนะ ๑ โผฏ- ฐัพพายตนะ ๑. ส่วนมนายตนะ ธัมมายตนะ ท่านไม่จัดไว้ เพราะ เจือด้วยโลกุตระ. ๕๗] ในการวิสัชนา ๑๐ เหล่านี้ ท่านกล่าวถึง ตีรณปริญญา ด้วยอำนาจวิปัสสนา. พึงทราบวินิจฉัยในบทมี อาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว ปริญฺเยฺยํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวถึง ๑. อง. นวก. ๒๓/๒๒๘.
หน้า 333 ข้อ 59
ตีรณปริญญา ด้วยการได้เฉพาะธรรมเหล่านี้ คือธรรม ๓ มี อนัญญา- ตัญญัสสามีตินทรีย์ ( อินทรีย์ คืออัธยาศัยที่มุ่งบรรลุมรรคผล ของ ผู้ปฏิบัติ) เป็นต้น, ธรรม ๑๕ มี อนุปปาทธรรม เป็นต้น ของการ ออกไปแห่งทุกข์เป็นต้น อันเป็นปฏิปทาของการดับทุกข์ เป็นการเจริญ เพื่อทำให้แจ้ง เป็นการแทงตลอดธรรมเหล่านั้น, ธรรม ๓๑ มี ปริคฺคหฏฺโ - สภาพที่กำหนดไว้, ธรรม ๓ มี อุตตริปฏิเวธัฏะ- สภาพที่แทงตลอดยิ่งขึ้นไปเป็นต้น, ธรรม ๘ อันเป็นองค์มรรค, ธรรม ๒ มีสภาพสงบแห่งปโยคะเป็นต้น, ธรรม ๒ มีสภาพออกไป แห่งสภาพที่เป็นอสังขตะ, ธรรม ๓ มีสภาพตรัสรู้ตามสภาพที่นำสัตว์ ออกไปเป็นต้น, ธรรม ๓ มีอนุโพธนัฏฐะ - สภาพที่รู้ตาม เป็นต้น, ธรรม ๓ มีอนุโพธปักขิยะ - ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ตาม เป็นต้น, ธรรม ๔ มีอุชโชตนัฏฐะ - สภาพที่รุ่งเรือง เป็นต้น, ธรรม ๑๘ มีปตาปนัฏฐะ - สภาพที่ทำให้เร่าร้อน เป็นต้น, ธรรม ๙ มีวิวัฏฏนานุปัสสนา - การ - พิจารณาเห็นนิพพาน เป็นต้น. ญาณใน ความสิ้นไป และญาณในความไม่เกิด นิพพานอันเป็นปัญญาวิมุตติ, พึงทราบว่า ตีรณปริญญา ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาตามสมควร แก่หมู่ธรรม และด้วยอำนาจการได้เฉพาะ. ๕๘ ] ท่านกล่าวถึงตีรณปริญญาด้วยอรรถว่า เข้าถึงกิจ ด้วย บทว่า เยสํ เยสํ ธมฺมานํ ฯเปฯ ติริตา จ ความว่า บุคคลผู้พยายาม เพื่อจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ธรรมนั้น ๆ แล้ว. ธรรมเหล่านั้นเป็น
หน้า 334 ข้อ 60
ธรรมอันบุคคลกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้. เมื่อเข้าถึงกิจ แล้ว เป็นอันได้ธรรมนั้น ๆ แล้ว. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ญาต- ปริญญา ของผู้ยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา นั่นไม่ดีเลย เพราะ ญาตปริญญา ท่านกล่าวด้วยธรรมควรรู้ยิ่ง. บทว่า ปริญฺตา เจว โหนฺติ ตีริตา จ ธรรมอันบุคคลกำหนด รู้แล้ว และพิจารณาแล้ว ความว่า ธรรมอันบุคคลได้แล้ว ชื่อว่า เป็นอันกำหนดรู้แล้ว และชื่อว่าพิจารณาแล้ว. เป็นอันท่านกล่าวความ ที่กำหนดรู้ ด้วยการเข้าถึงสมาบัติอย่างนี้. (๕๙) บัดนี้ เพื่อประกอบอรรถนั้น ด้วยการได้ธรรมอย่าง หนึ่ง ๆ แล้วแสดงสรุปในที่สุด พระสารีบุตร จึงกล่าวว่า เนกฺขมฺมํ เป็นต้น. พึงทราบบททั้งหมดนั้น โดยทำนองตามดังที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ในตอนก่อนแล. จบ อรรถกถาปริญเญยยนิทเทส --------------------------------- ปหาตัพพนิทเทส [๖๐] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ปฐมฌาน เป็นอัน ได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และ พิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุติยฌาน ฯลฯ
หน้า 335 ข้อ 61, 62
ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน เป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว . . . บุคคลผู้ พยายามเพื่อต้องการจะได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ. . . วิญญาณัญ- จายตนสมาบัติ . . . อากิญจัญญายตนสมาบัติ. . . เนวสัญญานา- สัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้ว อย่างนี้. [๖๑] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสนา เป็น อันได้อนิจจานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้ แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุกขา- นุปัสนา ... อนัตตานุปัสนา . . . นิพพิทานุปัสนา . . . วิราคานุปัสนา. . . นิโรธานุปัสนา . . . ปฏินิสสัคคานุปัสนา . . . ขยานุปัสนา . . . วยา- นุปัสนา. . . วิปริณามานุปัสนา. . . อนิมิตตานุปัสนา... อัปปณิหิตา- นุปัสนา. . . สุญญตานุปัสนา . . . เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรม นั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้. [๖๒] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรม จะปัสสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ พิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณ- ทัสนะ. . . อาทีนวานุปัสนา. . . ปฏิสังขานุปัสนา. . . วิวัฏฏนานุปัสนา
หน้า 336 ข้อ 63, 64
. . . เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้. [๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็น อันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนด รู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทา- คามิมรรค . . . อนาคามิมรรค . . . อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรค แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้ว อย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ธรรม นั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและ พิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา เครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมา แล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณ. [๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณ อย่างไร ? ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ, ธรรม ๒ ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑, ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓, ธรรม ๔ ควรละ คือ โอฆะ ๔, ธรรม ๕ ควรละ คือ นิวรณ์ ๕, ธรรม ๖ ควรละ คือ
หน้า 337 ข้อ 65
หมวดตัณหา ๖, ธรรม ๗ ควรละ คือ อนุสัย ๗, ธรรม ๘ ควรละ คือ มิจฉัตตะ - ความเป็นผิด ๘, ธรรม ๙ ควรละ คือ ธรรมมีตัณหาเป็น มูลเหตุ ๙. ธรรม ๑๐ ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐. [๖๕] ปหานะ ๒ คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิ- ปหานะ ๑ สมุทเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิ- ปหานะอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค เครื่องให้ถึงความสิ้นไป. ปหานะ ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑ อรูปฌาน เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่อง สลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว บุคคลผู้ได้อรูปฌานเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็น อันละและสละสังขารได้แล้ว. ปหานะ ๔ คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทง ตลอดด้วยการกำหนดรู้ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอด สมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการ แทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑.
หน้า 338 ข้อ 66
ปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ ๑ ตทังคปหานะ ๑ สมุจ- เฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นิสสรณปหานะ ๑ การละนิวรณ์ ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฏฐิด้วยองค์ นั้น ๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรก กิเลส สมุจเฉทปหานะอันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะ อันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่อง ให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน. [๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละคืออะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิด ขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง. หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโน- สัมผัส ฯลฯ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิด ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง. เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละ กิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา . . . สัญญา. . . สังขาร . . . วิญญาณ... จักษุ ... ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ
หน้า 339 ข้อ 66
ด้วยความเป็นอนัตตา ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ธรรมใด ๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้น ๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ไดสดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่า สุตมยญาณ. จบ ตติยภาณวาร ----------------------------- อรรถกถาปหาตัพพนิทเทส ๖๐-๖๔] พึงทราบวินิจฉัยในปหาตัพพนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺมิมาโน - มานะว่าเป็นเรา ได้แก่ ชื่อว่า มานะ เพราะ เป็นเราในอุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น. จริงอยู่เมื่อละมานะนั้นได้ เป็นอันได้บรรลุพระอรหัต พึงทราบว่า แม้เมื่อรูปราคะเป็นต้น ยังมี อยู่ก็ไม่กล่าวถึงสังโยชน์ที่เหลือกกล่าวถึงอัสมิมานะเท่านั้น เพราะอัสมิ- มานะนั้นหยาบเทียบได้กับทิฏฐิ. บทว่า อวิชฺชา คือความไม่รู้ในฐานะ ๔ มีทุกข์เป็นต้น โดย สุตตันตปริยาย, การไม่รู้ในฐานะ ๘ กับที่สุดของเบื้องต้นเป็นต้น โดยอภิธรรมปริยาย. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
หน้า 340 ข้อ 66
ในธรรมเหล่านั้นอวิชชาเป็นไฉน ? อวิชชา คือความไม่รู้ทุกข์ ๑ ไม่รู้ทุกขสมุทัย - ไม่รู้ทุกข- นิโรธ ๑ ไม่รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ ไม่รู้ส่วน เบื้องต้น ๑ ไม่รู้ส่วนเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้ทั้งส่วน เบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้ปฏิจจสมุป- ปาทธรรมอันเป็นอิทัปปัจจยตา๑ - สิ่งนี้เป็นปัจจัย ของสิ่งนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี. บทว่า ภวตณฺหา ได้แก่ ปรารถนาในภพมีกามภพเป็นต้น. ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ในตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหาเป็นไฉน ? ภว- ตัณหา คือ ความพอใจในภพ ความกำหนัดในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ความอยากในภพ ความ เสน่หาในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความสยบใน ภพ ความพะวงหลงใหลในภพ.๒ บทว่า ติสฺโส ตณฺหา - ตัณหา ๓ ได้แก่ กามตัณหา ๑ ภว- ตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑. ในอภิธรรมท่านชี้แจงตัณหาเหล่านั้นไว้ อย่างนี้ว่า ในตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะสหรคตด้วย ภวทิฏฐิ ฯลฯ จิตมีราคะ นี้เรียกว่าภวตัณหา. ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๖๙๑. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๙๑๒.
หน้า 341 ข้อ 66
วิภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ฯลฯ จิต มีราคะ นี้เรียกว่าวิภวตัณหา. ตัณหานอกนั้นเป็นกามตัณหา กามตัณหาเป็นไฉน ? ราคะประกอบด้วยกามธาตุ ฯลฯ จิตมี ราตะ นี้เรียกว่ากามตัณหา. ภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะประกอบด้วยรูปธาตุและอรูปธาตุ ฯลฯ วิภวตัณหาเป็นไฉน ? ราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏ๑ฐิ ฯลฯ แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า ราคะเป็นไปในกามคุณ ๕ ชื่อว่า กามตัณหา, ราคะในรูปภพและอรูปภพ ราคะสหรคตด้วยความใคร่ ในฌาน และสัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่า ภว- ตัณหา, ราคะสหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่า วิภวตัณหา. นี้แก้ไว้ โดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร. แม้ตัณหาท่านกล่าวไว้โดยปริยายแห่งสัง- คีติ และโดยปริยายแห่งอภิธรรมว่า ตัณหา ๓ อย่างอื่นอีก คือ กาม- ตัณหา รูปตัณหา อรูปตัณหา. อย่างอีกอีก ๓ คือ รูปตัณหา อรูป- ตัณหา นิโรธตัณหา** ถูกต้องในนิทเทสนี้. ในตัณหาเหล่านั้น ตัณหา ๕ ประกอบด้วยกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ, ตัณหาสุดท้ายสหรคตด้วย อุจเฉททิฏฐิ. บทว่า จตฺตาโร โอฆา - โอฆะ ๔ คือ กาโมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑ ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑. ชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่า ย่อมยังสัตว์ ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๙๓๓. ๒. ที. ปา. ๑๑/๒๒๘.
หน้า 342 ข้อ 66
นั้นให้จมลงในวัฏฏะ. โอฆะทั้งหลายเหล่านี้เป็นกิเลสมีกำลัง. โอฆะใน กาม ได้แก่ กามคุณ ชื่อว่า กาโมฆะ. คำว่า กาโมฆะ นี้เป็นชื่อ ของ กามตัณหา. โอฆะในภพ ๒ อย่าง คือ รูปภพและอรูปภพ จาก กรรม และจากอุปบัติ ชื่อว่า ภโวฆะ. คำว่า ภโวฆะ นี้ เป็นชื่อของ ภวตัณหา. โอฆะ คือ ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่า ทิฏโฐฆะ คำว่า ทิฏฺโฐ- ฆะ นี้ เป็นชื่อของทิฏฐิมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก - โลกเที่ยง. โอฆะ คือ อวิชชานั่นแล ชื่อว่า อวิชโชฆะ. คำวำ อวิชโชฆะ นี้ เป็น ชื่อของความไม่รู้ในทุกข์เป็นต้น. บทว่า ปญฺจ นีวรณานิ - นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ ๑ พยา- บาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑. ชื่อว่า นีวรณานิ -เพราะห้าม คือ รัดรึงจิตไว้. ชื่อว่า กามา - เพราะเป็นเหตุใคร่. ได้แก่ กามคุณ ๕. ความพอใจในกาม ชื่อว่า กามฉันทะ. อีกอย่าง หนึ่ง ชื่อว่า กาโม เพราะย่อมใคร่. ความพอใจ คือ กาม, มิใช่ความ พอใจใคร่จะทำ มิใช่ความพอใจในธรรม เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า กาม- ฉันทะ. บทนี้เป็นชื่อของ กามตัณหา. ชื่อว่า พฺยาปาโท เพราะจิตย่อมปองร้าย คือ ถึงความเสีย ด้วยความปองร้ายนั้น, อีกอย่างหนึ่ง จิตยังวินัยอาจาระ รูปสมบัติ ประโยชน์ สุข ให้ถึงความพินาศ. บทนี้เป็นชื่อของ โทสะ.
หน้า 343 ข้อ 66
ชื่อว่า ถีนํ เพราะความหดหู่, ชื่อว่า มิทฺธํ เพราะความท้อแท้, อธิบายว่า ความไม่เพิ่มพูน ความอุตสาหะและกำจัด ความไม่สามารถ. จิตไม่ขะมักเขม้น ชื่อว่า ถีนะ, ความที่เจตสิกไม่ควรแก่การงาน ชื่อว่า มิทธะ, ความหดหู่และท้อแท้ ชื่อว่า ถีนมิทธะ. ความที่จิตฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อุทฺธจฺจํ ได้แก่ ความไม่สงบ. บทนี้ เป็นชื่อของความฟุ้งซ่าน. จิตทำความน้ำเกลียด ชื่อว่า กุกฺกตํ, ความ ที่จิตทำความน่าเกลียด ชื่อว่า กุกฺกุจฺจํ, อธิบายว่า ความเป็นผู้มี กิริยาน่าติเตียน. บทนี้เป็นชื่อของความเดือดร้อนในภายหลัง. ชื่อวา วิจิกิจฺฉา เพราะปราศจากความคิด, อธิบายว่า หมด ปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะเป็นเหตุค้นหาความ จริง ยาก ลำบาก. บทนี้เป็นชื่อของความสงสัย. นิวรณ์ คือ กาม- ฉันทะนั่นแล ชื่อว่า กามฉันทนิวรณ์. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. บทว่า ฉ ธมฺมา ปาฐะว่า ฉทฺธมฺมา บ้าง. บทว่า ฉ ตณฺหากายา - หมวดตัณหา ๖ คือ. รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธ- ตัณหา ๑ รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ๒ ธรรมตัณหา ๑. ตัณหา ในรูป ชื่อว่า รูปตัณหา. ตัณหานั้นนั่นแลท่านกล่าวว่า เป็นหมวด ด้วยอรรถว่าเป็นกอง เพราะมีหลายประเภท โดยแยกกันมีกามตัณหา เป็นต้น แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.
หน้า 344 ข้อ 66
บทว่า สตฺตานุสยา - อนุสัย ๗ คือ กามราคานุสัย ๑ ปฏิ- ฆานุสัย ๒ มานานุสัย ๑ ทิฏฐานุสัย ๑ วิจิกิจฉานุสัย ๑ ภวราคา- นุสัย ๑ อวิชชานุสัย ๑. ชื่อว่า อนุสัย เพราะนอนเนื่องโดยอรรถว่าละไม่ได้. ความ กำหนัดในกาม ชื่อว่า กามราคะ, อีกอย่างหนึ่ง ราคะ คือ กาม ชื่อว่า กามราคะ. ชื่อว่า ปฏิฆะ เพราะกระทบกระทั่งในอารมณ์. ชื่อว่า ทิฏฺิ เพราะอรรถว่า ไม่เห็นความเป็นจริง. ชื่อว่า มานะ เพราะสำคัญว่าดีกว่าเขาเป็นต้น. ความกำหนัดในภพ ชื่อว่า ภวราคะ. กามราคะมีกำลัง ชื่อว่า กามราคานุสัย. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. บทว่า อฏฺ มิจฺฉตฺตา - ความเป็นผิด ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ ๑ มิจฉาสังกัปปะ ๑ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ ๑ มิจฉาอาชีวะ ๑ มิจฉาวายามะ ๑ มิจฉาสติ ๑ มิจฉาสมาธิ ๑. ชื่อว่า มิจฉัตตา - ความ เป็นผิด เพราะมีสภาพผิดโดยที่แม้หวังอย่างนี้ว่า เขาจักนำประโยชน์ และความสุขมาให้แก่เราก็ไม่เป็นอย่างนั้น และโดยที่เป็นไปวิปริตใน สิ่งไม่งามว่างามเป็นต้น. ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นผิด, หรือ ทิฏฐิเป็นเหตุเห็นผิด, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะความ เห็นวิปริต, หรือเพราะความเห็นไม่จริง, หรือเพราะความเห็นเหลวไหล, หรือเพราะความเห็นอันบัณฑิตเกลียด เพราะนำความเสื่อมมาให้. แม้ ในคำว่า มิจฉาสังกัปปะ เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 345 ข้อ 66
บทว่า มิจฺฉาทิฏิ - เห็นผิด ได้แก่ ยึดมั่นสัสสตทิฏ และ อุจเฉททิฏฐิ. บทว่า มิจฺฉาสงฺกปฺโป - ดำริผิด ได้แก่ วิตก ๓ อย่างมีกาม- วิตกเป็นต้น. บทว่า มิจฺฉาวาจา - เจรจาผิด ได้แก่ เจตนา ๔ อย่างมีมุสา- วาทเป็นต้น. บทว่า มิจฺฉากมฺมนฺโต - การงานผิด ได้แก่ เจตนา ๓ อย่าง มีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า มิจฺฉาอาชีโว - อาชีพผิด ได้แก่ เจตนาตั้งขึ้นโดยประ- กอบมิจฉาอาชีวะ. บทว่า มิจฺฉาวายาโม - เพียรผิด ได้แก่ ความเพียรประกอบ ด้วยอกุศลจิต. บทว่า มิจฺฉาสติ - ระลึกผิด ได้แก่ อกุศลจิตเกิดเป็นปฏิปักษ์ ต่อสติ. บทว่า มิจฺฉาสมาธิ - ตั้งใจผิด ได้แก่ อกุศลสมาธิ. บทว่า นว ตณฺหามูลกา๑ - ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ได้แก่ เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิด ๑. ที. มหา. ๑๐/๕๙.
หน้า 346 ข้อ 66
ลาภ ๑ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ ๑ เพราะอาศัยการตกลงใจจึง เกิดการรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ๑ เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดการยึดถือ ๑ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิด ความตระหนี่ ๑ เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ๑ เพราะ อาศัยการป้องกัน อกุศลธรรมอันลามกมิใช่น้อย คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูด คำส่อเสียด การพูดปด ย่อมเกิดขึ้น ๑. ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ เหล่านี้ ชื่อว่า ตัณหามูลกา เพราะธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ. การ แสวงหาเป็นต้น เป็นอกุศลทั้งนั้น. บทว่า ตณฺหํ ปฏิจฺจ คือ อาศัยตัณหา. บทว่า ปริเยสนา คือ การแสวงหาอารมณ์มีรูปเป็นต้น. เพราะเมื่อตัณหามีอยู่ การแสวง หานั้นก็มี. บทว่า ลาโภ ได้แก่ การได้อารมณ์มีรูปเป็นต้น, เพราะเมื่อ การแสวงหามีอยู่ ลาภนั้นก็มี. การตกลงใจมี ๔ อย่าง คือ ญาณ ๑ ตัณหา ๑ ทิฏฐิ ๑ วิตก ๑. ในวินิจฉัย คือ การตกลงใจเหล่านั้น ชื่อว่า ญาณวินิจฺฉโย๑ - การ ตกลงใจด้วยความรู้ เพราะพึงรู้สุขวินิจฉัย ครั้นรู้สุขวินิจฉัยแล้วพึง ขวนขวายหาความสุขในภายใน. ๑. ม.อุ. ๑๔/๖๕๔.
หน้า 347 ข้อ 66
ตัณหาวิจริต ๑๑๘ ที่ปรากฏอย่างนี้ว่า บทว่า วินิจฺฉโย ได้แก่ วินิจฉัย ๒ อย่าง คือ ตัณหาวินิจฉัย ๑ ทิฏฐิวินิจฉัย ๑. ชื่อว่า ตณฺหา- วินจฺฉโย๑ - การตกลงใจด้วยตัณหา. ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฺิวินิจฺฉโย - การตกลงใจด้วยทิฏฐิ. ใน ที่นี้ท่านกล่าววิตกว่า วินิจฉยะ มาแล้วในสูตรนี้ว่า ฉนฺโท โข เท- วานมินฺท วิตกฺกนิทาโน๒ - ข้าแต่จอมเทพ ฉันทะแลมีวิตกเป็นเหตุ. ครั้นได้ลาภแล้ว ย่อมตัดสินถึงสิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ และดี ไม่ดี ด้วยวิตก ว่า สิ่งมีประมาณเท่านี้จักมีแก่เราเพื่อประโยชน์แก่รูปารมณ์, มีประมาณ เท่านี้จักมีแก่เราเพื่อประโยชน์แก่สัททารมณ์เป็นต้น, มีประมาณเท่านี้ จักเป็นของเรา, มีประมาณเท่านี้จักเป็นของผู้อื่น, มีประมาณเท่านี้เรา จักใช้สอย, มีประมาณเท่านี้เราจักเก็บไว้. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย - อาศัยลาภจึงเกิดการ ตกลงใจ. บทว่า ฉนฺทราโค - การรักใคร่พึงใจ ได้แก่ เมื่อวิตกถึงวัตถุ ด้วยอกุศลวิตกอย่างนี้แล้ว ย่อมเกิดราคะอย่างอ่อนและอย่างแรง. บทว่า ฉนฺโท เป็นชื่อของราคะอย่างอ่อน, บทว่า ราโค เป็นชื่อของราคะ อย่างแรง. ๑. ขุ. มหา. ๒๙/๔๗๐. ๒. ที. มหา. ๑๐/๒๕๖.
หน้า 348 ข้อ 66
บทว่า อชฺโฌสานํ - ความพะวง ได้แก่ การตกลงอย่างแรงว่า เรา ของเรา. บทว่า ปริคฺคโห - ความยึดถือ ได้แก่ ทำความยึดถือด้วย ตัณหาทิฏฐิ. บทว่า มจฺฉริยํ - ตระหนี่ ได้แก่ ไม่ยอมให้เป็นสิ่งสาธารณะ แก่คนอื่น, ด้วยเหตุนั้นโบราณาจารย์จึงกล่าวความหมายของ บทว่า มัจฉริยะ ไว้อย่างนี้ว่า ท่านกล่าวว่า มัจฉริยะ เพราะเป็นไปใน ความว่า ของอัศจรรย์นี้จงมีแก่เราเท่านั้น จงอย่ามีแก่ผู้อื่นเลย บทว่า อารกฺโข - การป้องกัน ได้แก่ การรักษาด้วยดี ด้วย ปิดประตู เก็บไว้ในหีบเป็นต้น. ชื่อว่า อธิกรณํ เพราะทำให้ยิ่ง. บทนี้เป็นชื่อของเหตุ. บทว่า อารกฺขาธิกรณํ - เป็นภาวนปุงสกลิงค์ ได้แก่ เหตุแห่ง การป้องกัน. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีการถือไม้เป็นต้น ดังต่อไปนี้ การถือ ไม้เพื่อป้องกันผู้อื่น ชื่อว่า พณฺฑาทานํ. การถือศัสตรามีคมข้างเดียว เป็นต้น ชื่อว่า สตฺถาทานํ. การทะเลาะทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ชื่อว่า กลโห. โกรธกันมาครั้งก่อน ๆ ชื่อว่า วิคฺคโห. โกรธกันครั้งหลัง ๆ ชื่อว่า วิวาโท. บทว่า ตุวํตุวํ ได้แก่ พูด มึง มึง ด้วยความไม่ เคารพ.
หน้า 349 ข้อ 66
บทว่า ทส มิจฺฉตฺตา - ความเป็นผิด ๑๐ คือ มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาณะ มิจฉาวิมุตติ. ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาาณํ - รู้ผิด ได้แก่ โมหะเกิด ขึ้น ด้วยคิดถึงอุบายในการทำชั่ว และด้วยอาการพิจารณาว่า เราทำชั่ว ก็เป็นการทำของตนเอง. บทว่า มิจฺฉาวมุตฺติ - พ้นผิด ได้แก่ เมื่อยังไม่พ้นสำคัญว่าพ้น. ๖๕] บัดนี้ เพื่อแสดงธรรมที่ควรละด้วยปหานะ มีประเภท หลายอย่าง พระสารีบุตรจึงเริ่มบทมีอาทิว่า เทฺว ปหานานิ - ปหานะ ๒ ก็เมื่อรู้แจ้งปหานะแล้วควรรู้ธรรมที่ควรละด้วยปหานะนั้น ๆ. ใน ปหานะ ๕ ท่านกล่าวถึงโลุกุตรปหานะ ๒ พร้อมกับ ปโยคะ ก่อนเว้น ปหานะ ๒ ทางโลก และ นิสสรณปหานะ การละด้วยอุบายเครื่องสลัด ออก อันไม่เป็น ปโยคะ. ชื่อว่า สมุจเฉทะ เพราะปหานะเป็นเหตุทำให้กิเลสขาดไป โดยชอบ, ชื่อว่า ปหานะ เพราะปหานะเป็นเหตุละกิเลส. ชื่อว่า สมุจเฉทปหานะ เพราะละกิเลสอันเป็นสมุจเฉท ไม่ใช่ ละกิเลสที่ยังมีเหลือ. ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิ เพราะกิเลสสงบ, ชื่อว่า ปหานะ เพราะ ละกิเลส, การละอันเป็นความสงบ ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิปหานะ.
หน้า 350 ข้อ 66
ชื่อว่า โลกุตระ เพราะข้ามโลก. ชื่อว่า ขยคามี เพราะถึงความ สิ้นไป ได้แก่ นิพพาน. ขยคามีและมรรค ชื่อว่า ขยคามิมรรค, อธิบายว่า มรรคของผู้เจริญขยคามิมรรค ชื่อว่า สมุจเฉทปหานะ. โลกุตรผล ในขณะแห่งผล ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิปหานะ. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า กามานเมตํ นิสฺสรณํ - เนก- ขัมมะเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามเป็นต้น. ชื่อว่า นิสสรณะ เพราะ เนกขัมมะเป็นเหตุสลัดออกจากกาม จากรูป จากสังขตะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นิสสรณะ เพราะออกไปจากกามเหล่านั้น. นิสสรณะ คือ อสุภฌาน. ชื่อว่า เนกขัมมะ เพราะออกจากกาม. หรือ ได้แก่ อนาคามิมรรค. จริงอยู่อสุภฌาน ชื่อว่า นิสสรณะ เพราะข่มกามไว้ได้. ส่วน อุป- ปาทิตอนาคามิมรรค - อนาคามิมรรคยังฌานให้เกิด ทำฌานนั้นให้ เป็นบาท ชื่อว่า อจฺจนฺตนิสฺสรณํ - เป็นอุบายสลัดออกโดยส่วนเดียว เพราะขาดจากกามโดยประการทั้งปวง. ชื่อว่า รูปํ เพราะอรรถว่า สลายไป, อธิบายว่า อรูปมิใช่รูปเป็นปฏิปักษ์ต่อรูป ดุจอมิตรเป็นปฏิ- ปักษ์ย่อมิตร, และดุจอโลภะเป็นต้น เป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะเป็นต้น. อีก อย่างหนึ่ง ชื่อว่า อรูปํ เพราะอรรถว่า ในฌานนี้ไม่มีรูปด้วยอำนาจ แห่งผล, อรูปนั่นแล ชื่อว่า อารุปฺปํ - อรูปฌาน. อารุปปะ คือ อรูปฌาน. อรูปฌานเหล่านั้นเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป. อรหัต-
หน้า 351 ข้อ 66
มรรค ชื่อว่า อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปโดยประการทั้งปวง เพราะ ห้ามการเกิดใหม่ด้วยอรูปฌาน. บทว่า ภูตํ คือ เกิดแล้ว. บทว่า สงฺขตํ คือ อาศัยปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ - ธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น ได้แก่ ปัจจัยนั้น ๆ เกิดขึ้นโดยชอบและร่วมกัน. เป็นอันท่านแสดงความไม่ เที่ยง ด้วยแสดงถึงความเกิดครั้งแรก, เมื่อมีความไม่เที่ยงครั้งที่ ๒ ท่าน ก็แสดงถึงความเป็นไปในเบื้องหน้าด้วยการแสดงถึงอานุภาพของปัจจัย, เมื่อมีความเป็นไปในเบื้องหน้าครั้งที่ ๓ ท่านก็แสดงถึงความเป็นธรรมดา อย่างนี้ ด้วยการแสดงถึงความเป็นผู้ขวนขวายปัจจัย. บทว่า นิโรโธ คือ นิพพาน. ท่านกล่าวว่า นิโรโธ เพราะ อรรถว่า อาศัยนิพพานดับทุกข์. นิโรธ นั้น ชื่อว่า เป็นอุบายสลัดออก แห่งสังขตะนั้น เพราะสลัดออกจากสังขตะทั้งหมด. ส่วนในอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า ในบทนี้ว่า นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ - นิโรธ เป็นอุบายสลัดออกแห่งสังขตะนั้น ท่านประสงค์ อรหัตผลว่า นิโรธ. จริงอยู่เมื่อเห็นนิพพานด้วย อรหัตผล สังขารทั้งปวงก็จะไม่มีต่อไปอีก เพราะ เหตุนั้นท่านจึงกล่าว นิโรโธ เพราะเป็นปัจจัย แห่งนิโรธอันได้แก่พระอรหัต.
หน้า 352 ข้อ 66
พึงทราบวินิจฉัยโดยบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส - เมื่อ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะแล้วมีดังต่อไปนี้ เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอัน ละและสละกามได้แล้ว ด้วย วิกขัมภนปหานะในเพราะอุบายสลัดออก แห่งอสุภฌาน. ด้วย สมุจเฉทปหานะ ในเพราะอบายสลัดออกแห่ง อนาคามิมรรค. พึงประกอบรูปทั้งหลายอย่างนี้ในเพราะอุบายสลัดออก แห่งอรูปฌานและในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอรหัตมรรค. การตัดขาด รูปย่อมมีด้วยการละฉันทราคะในรูปทั้งหลาย, อนึ่งในบทว่า รูปา นี้ เป็นลิงควิปาลาส. เมื่อบุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้ว ด้วย นิสสรณปหานะ ในเพราะพระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออก, ด้วย ปฏิปัสสัทธิปหานะในเพราะอรหัตผลเป็นเครื่องสลัดออก. พึงทราบว่า การได้เฉพาะด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์ ในเพราะความที่พระ นิพพานเป็นเครื่องสลัดออก พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ทุกฺขสจฺจํ ดังต่อไปนี้. บทว่า ปริญฺาปฏิเวธํ - การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้เป็น ต้น เป็นภาวนปุงสกะ. การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ ชื่อว่า ปริญฺ- าปฏิเวธํ. ทุกขสัจนั้นเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้. แม้ใน บทที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า ปชหาติ - ย่อมละ พึงถือเอาความว่า บุคคลผู้แทงตลอด ได้อย่างนั้น ๆ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้. อธิบายว่า ย่อมละกิเลสเหล่านั้น
หน้า 353 ข้อ 66
ด้วยละฉันทราคะแม้ในโลกิยะและโลกุตระ. ปาฐะว่า ปชหติ บ้าง. มรรคญาณย่อมตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในขณะเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง. ย่อม ตรัสรู้ทุกข์ ด้วยปริญญาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้, ย่อม ตรัสรู้สมุทัย ด้วยปหานาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการละ, ย่อมตรัสรู้ มรรค ด้วยภาวนาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการทำให้เกิด, ย่อมตรัสรู้ นิโรธ ด้วยสัจฉิกิริยาสมัย - การตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง. เหมือนเรือ ย่อมทำกิจ ๔ อย่างในขณะเดียวกัน, ย่อมละฝั่งใน, ตัดกระแส, นำ สินค้าไป, ย่อมถึงฝั่งโน้น ฉะนั้น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? พึงทราบ ว่า ท่านกล่าวถึง ปหานะ แม้ในขณะเดียวกันก็ดุจแยกกัน เพราะ ท่านกล่าวว่า พระโยคาวจรท่านิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุ ย่อม เห็น ย่อมแทงตลอดอริยสัจ ๔. พึงทราบวินิจฉัยในปหานะ ๕ ดังต่อไปนี้ การข่ม การทำให้ กล ซึ่งปัจนิกธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น ด้วยโลกิยสมาธินั้น ๆ ดุจเอาหม้อ เหวี่ยงลงไปในน้ำที่มีแหน ทำให้แหนกระจายไปใกล้ ฉะนั้น นี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหานะ. บทว่า วิกฺขมฺภนปหานญฺจ นีวรณานํ ปมชฺณานํ ภาว- ยโต - การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน พึง ทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์ เพราะนิวรณ์ปรากฏ. อันที่จริง นิวรณ์ยังไม่ครอบงำจิตเร็วนักทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในส่วนเบื้องหลัง
หน้า 354 ข้อ 66
แห่งฌาน. เมื่อจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ฌานย่อมเสื่อม, แต่วิตกเป็นต้น ยังเป็นไปได้ไม่เป็นปฏิปักษ์ทั้งก่อนหลังตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้น. เพราะ ฉะนั้น การข่มนิวรณ์จึงปรากฏ. การละธรรมที่ควรละนั้น ๆ โดยเป็น ปฏิปักษ์กันด้วยองค์ฌานอันเป็นส่วนของวิปัสสนานั้น ๆ ดุจตามประทีป ไว้ในตอนกลางคืนละความมืดเสียได้ นี้ชื่อว่า ตทังคปหานะ. บทว่า ตทงฺคปฺปหานญฺจ ทิฏฺิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต - การละทิฏฐิด้วยองค์นั้น ๆ ย่อมมีแก่ผู้เจริญสมาธิอันเป็นไป ในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละทิฏฐิโดย เป็นของหยาบ. เพราะทิฏฐิเป็นของหยาบ, นิจสัญญาเป็นต้นละเอียด. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺิคตานํ คือ ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ๑ - คูถมูตร. ทิฏฐิคตะ นี้เที่ยวไปด้วยทิฏฐิ เพราะความเป็นของที่ควรไปบ้าง ชื่อว่า ทิฏิ- คตะ. ไปในทิฏฐิ เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒ บ้าง ชื่อว่า ทิฏิ- คตะ. ทิฏฐิคตะเหล่านั้น ท่านกล่าวเป็นพหุวจนะ. บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ - สมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่ง การชำแรกกิเลส ได้แก่ สมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. การละโดยอาการ ที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแห่งธรรมอันเป็นสังโยชน์ ด้วยอริยมรรคญาณ ดุจต้นไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาด นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหานะ. ๑. องฺ. นวก. ๒๓/๒๑๕.
หน้า 355 ข้อ 66
บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ - นิโรธ คือ นิพพาน ได้แก่ นิพพาน กล่าวคือ นิโรธ. ๖๖] เพื่อแสดงธรรมที่ควรละด้วย ปหานะ อย่างนี้แล้วแสดง ธรรมที่ควรละอีกโดยสรุป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพุทธพจน์มีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ. ในธรรมเหล่านั้น ควรละธรรมมีจักษุเป็นต้น ด้วยการละฉันท- ราคะ. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อ เห็นรูปย่อมละ ได้แก่ เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้. เมื่อพิจารณาเห็น สำรวจ เพ่ง ปรารถนา อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในสองไปยาลว่า จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ, อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในโลกุตรธรรมเหล่านั้น มีอาทิว่า ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อพิจารณา เห็น ย่อมละได้ ย่อมละกิเลสที่ควรละ ในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะ เหตุนั้นควรประกอบโดยอนุรูปแก่ธรรมนั้น ๆ. จบ อรรถกถาปหาตัพพนิทเทส จบ อรรถกถาตติยภาณวาร
หน้า 356 ข้อ 67, 68
จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิเทส [๖๗]ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง รู้ชัดธรรมทั้งได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมย- ญาณอย่างไร ? ธรรมอย่างหนึ่งควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความ สำราญ. ธรรม ๒ ควรเจริญ คือ สมถะ ๑. วิปัสสนา ๑. ธรรม ๓ ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓. ธรรม ๔ ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔. ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕. ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสติ ๖. ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗. ธรรม ๘ ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘. ธรรม ๙ ควรเจริญ คือ องค์ อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ - ปาริสุทธิ ๙. ธรรม ๑๐ ควร เจริญ คือ กสิณ ๑๐. [ ๖๘ ]ภาวนา ๒ คือโลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑. ภาวนา ๓ คือ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรม อันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก คือโลกุตรกุศล ๑. การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลว ก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี, การเจริญธรรมอัน เป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วน ประณีตก็มี, การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีต
หน้า 357 ข้อ 69, 70
อย่างเดียว. ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทง ตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทยสัจอันเป็น การแทงตลอดด้วยปหานะ ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดนิโรธสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอด มรรคสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้. [๖๙]ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑ ปฏิลาภภาวนา ๑ เอกรสาภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑. เอสนาภาวนาเป็นไฉน ? เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่าง เดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา . ปฏิลาภภาวนาเป็นไฉน ? เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะ ฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา. [๗๐]เอกรสาภาวนาเป็นไฉน ? เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัท- ธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียว กันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญ วีริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ . . . เมื่อเจริญสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้ง
หน้า 358 ข้อ 70
มั่น ... เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน . . . เมื่อเจริญปัญ- ญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วย สามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน. เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะอสัทธิยะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธา- พละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจ เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวีริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่ หวั่นไหวเพราะโกสัชชะ. . . เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติพละ. ด้วยอรรถ ว่าไม่หวั่นไหวเพราะปมาทะ . . .เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิพละ ด้วย อรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ...เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็น อย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน. เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพช- ฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วย อรรถว่าเลือกเฟ้น ... เมื่อเจริญวีริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้...
หน้า 359 ข้อ 71
เมื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ซาบซ่านไป. ..เมื่อเจริญปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ...เมื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน...เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทาง โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัม- โพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลาย มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน. เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์ มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะ ฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียว กัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าตรึก . . .เมื่อ เจริญสัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดเอา...เมื่อเจริญสัมมากัมมันตะด้วย อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... เมื่อเจริญสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว .. . เมื่อเจริญสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ...เมื่อเจริญสัมมาสติด้วย อรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรค อีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะ ฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียว กัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนา. [๗๑] อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม เสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความชำนาญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอด
หน้า 360 ข้อ 72, 73
เวลาเที่ยงก็ดี ตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลา หลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดี ตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอด วันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดี ตลอดส่วนวัยต้น ก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ชื่อว่า อาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้. [๗๒] ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า ไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วย อรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่า นำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็น อันมาก ๑ [๗๓] ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น อย่างไร. เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ เนกขัมมะย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วย อรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เมื่อ พระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละถีนมิทธะ ธรรมทั้งหลายที่เกิด
หน้า 361 ข้อ 73
ด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและ กัน ...เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนด ธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถแห่งญาณ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามาร ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ นิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจารธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . .เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละสุขและทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ อากาสานัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญ- จายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . . เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อ ละนิจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อม ไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
หน้า 362 ข้อ 73
ทุกขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอัตตสัญญา ธรรม ทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุ- ปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละมนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละสมุทัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่ ล่วงกันและกัน ...เมื่อละความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ปฏินิสสัคคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ - การ ทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน... เมื่อละธุวสัญญา - ความสำคัญ ว่ายั่งยืน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามานุปัสนา ย่อมไม่ ล่วงกันและกัน ...เมื่อละนิมิต ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิมิต- ตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลายที่เกิด ด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภิ- นิเวส - ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ สุญญตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสาราทานาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย สามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา - ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอัน
หน้า 363 ข้อ 74
ยิ่ง ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส - ความยึดมั่น ด้วยความหลงใหล ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอาลยาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยความ อาลัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วง กันและกัน ...เมื่อละอัปปฏิสังขา - ความไม่พิจารณา ธรรมทั้งหลาย ที่เกิดด้วยสามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละ สัญโญคาภินิเวส - ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ธรรมทั้ง หลายที่เกิดด้วยสามารถวิวัฏฏนานุปัสนา - ความตามเห็นกามเป็นเครื่อง ควรหลีกไป ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับ ทิฏฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถโสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ สกทาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกัน และกัน . . .เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอรหัต- มรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถ ว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน อย่าง นี้. [๗๔] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อย่างเดียวกันอย่างไร.
หน้า 364 ข้อ 75
เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่าง เดียวกันด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถ ว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละพยาบาท อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลส ทั้งหมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่าง เดียวกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่าง เดียวกัน อย่างนี้. [๗๕] ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอัน สมควรแก่ธรรมนั้น ๆ อย่างไร ? พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วย สามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่ง ความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ เมื่อละพยาบาท ย่อมนำไปซึ่ง ความเพียรด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่า ภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้น ๆ อย่างนี้.
หน้า 365 ข้อ 76
[๗๖]ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร ? เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนก- ขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เมื่อ ละพยาบาทย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลส ทั้งปวง ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างนี้ ภาวนา ๙ ประการนี้. พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณา เห็นเวทนา . . . พิจารณาเห็นสัญญา. . . พิจารณาเห็นสังขาร . . .พิจารณา เห็นวิญญาณ . . .พิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชราและมรณะ . . . พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่ ชื่อว่า เจริญภาวนา ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้ว ธรรมนั้น ๆ ย่อมมี กิจเป็นอย่าเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่า ปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาความ ทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณ. จบ จตุตถภาณวาร
หน้า 366 ข้อ 76
อรรถกถาภาเวตัพพนิทเทส (๗๗)พึงทราบวินิจฉัยในภาเวตัพพนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า กายคตาสติ ได้แก่ สติสัมปยุตด้วยการมนสิการถึงอานาปานสติ อิริ- ยาบถ ๔ อิริยาบถเล็กน้อย อาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ป่าช้า ๙ และการ กำหนดสิ่งเป็นปฏิกูล ท่านกล่าวไว้แล้วในสูตรอันว่าด้วยกายคตาสติและ สัมปยุตด้วยรูปฌานตามสมควร. สตินั้นท่านกล่าวว่า กายคตา เพราะ ไป คือ เป็นไปในกายเหล่านั้น. บทว่า สาตสหคตา - สติสหรคตด้วยความสำราญ ได้แก่ ถึง ภาวะมีเกิดขึ้นครั้งเดียวเป็นต้นกับด้วยความสำราญ กล่าวคือ การเสวย สุขอันหวานชื่น. สหคตะศัพท์ปรากฏในชินวจนะลงในอรรถ ๕ ประการ คือ ในตัพภาวะ - ความกำหนัดด้วยความพอใจ ๒ ในโวกิณณะ- ความเจือ ๑ ในอารัมมณะ - อารมณ์ ๑ ในนิสสยะ - นิสัย ๑ ในสังสัฏฐะ - ความเกี่ยวข้อง ๑. ปรากฏในอรรถร่า ตัพพภาวะ ดังในบทนี้ว่า ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา - ตัณหาทำให้เกิดภพใหม่สหรคตด้วย นันทิราคะ, อธิบายว่า เป็นความกำหนัดด้วยความพอใจ. ปรากฏใน อรรถว่า โวกิณณะ ดังในบทนี้ว่า ยา ภิกฺขเว วีมํสา โกสชฺช- สหคตา โกสชฺชสมิปยุตฺตา - วิมังสา สหรคตด้วยโกสัชชะ สัมป- ยุตด้วยโกสัชชะ, อธิบายว่า วีมังสาเจือด้วยโกสัชชะเกิดขึ้นในระหว่าง ๆ.
หน้า 367 ข้อ 76
ปรากฏในบทว่า อารัมมณะ ดังในบทนี้ว่า ลาภี โหติ รูปสหคตานํ วา สมาปตฺตีนํ อรูปสหคตานํ วา สมาปตฺตีนํ - ผู้ได้สมาบัติสหรคต ด้วยรูป หรือสหรคตด้วยอรูป, อธิบายว่า สมาบัติอันมีรูปเป็นอารมณ์ และมีอรูปเป็นอารมณ์. ปรากฏในอรรถว่า นิสสยะ ดังในบทนี้ว่า อฏฺิกสญฺญาสหคตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ - ภิกษุเจริญสติสัมโพช- ฌงค์ หรคตด้วยอัฏฐิกสัญญา, อธิบายว่า เจริญอัฏฐิกสัญญา อันมี อัฏฐิกสัญญานอนเนื่องอยู่ในสันดานเป็นอันได้เฉพาะแล้ว. ปรากฏใน อรรถว่า สังสัฏฐะ ดังในบทนี้ว่า อิทํ สุขํ อิมาย ปีติยา สหคตํ โหติ สหชาตํ สมิปยุตฺตํ - สุขนี้สหรคต คือเกิดร่วม คือสัมปยุตด้วย ปีตินี้, อธิบายเกี่ยวข้องกัน. แม้ในบทนี้ ท่านก็ประสงค์เอาความ เกี่ยวข้องกัน. เพราะสติเกี่ยวข้องด้วยความสำราญ ท่านกล่าวว่า สาต- สหคตา - สหรคตด้วยความสำราญ. จริงอยู่ สติเกี่ยวข้องด้วยความสำราญนั้น เว้นจตุตถฌานใน ฌานที่เหลือย่อมเป็น สาตสหคตา - สหรคตด้วยความรำราญ, แม้เมื่อ สติสหรคตด้วยอุเบกขามีอยู่ โดยมากท่านก็กล่าวว่า สาตสหคตา, อีก อย่างหนึ่ง เพราะจตุตถฌานเป็นมูลของปุริมฌานเป็นอันท่านกล่าวถึง สติหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง เพราะสหรคตด้วยความสำราญ, ก็เมื่อ ความสุขมีอยู่ด้วยอุเบกขา สติจึงเป็น สาตสหคตา เพราะพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวถึงสติสัมปยุต ด้วยจตุตถฌานด้วย.
หน้า 368 ข้อ 76
บทว่า สมโถ จ วิปสฺสนา จ - สมถะและวิปัสสนา. ชื่อว่า สมถะ เพราะยังธรรมที่เป็นข้าศึก มีกามฉันทะเป็นต้นให้สงบ คือให้ หมดไป สมถะนี้เป็นชื่อของสมาธิ. ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะเห็น ธรรมโดยอาการหลายอย่าง โดยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น วิปัส- สนานี้เป็นชื่อของปัญญา. ในสองบทนี้ ในทสุตตรปริยายสูตร ท่าน กล่าวว่า เป็นบุพภาค, และในสังคีติปริยายสูตร ท่านกล่าวว่า เจือ ด้วยโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า ตโย สมาธี - สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกไม่มีวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ๑ สมาธิไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร ๑. สมาธิ พร้อมด้วยวิตกเป็นไปด้วยอำนาจสัมปยุตธรรม ชื่อว่า สวิตกฺโก, สมาธิพร้อมด้วยวิจาร ชื่อว่า สวิจาโร. สมาธินั้น เป็นขณิกสมาธิ- สมาธิชั่วขณะ เป็นวิปัสสนาสมาธิ - สมาธิเห็นแจ้ง เป็นอุปจารสมาธิ- - สมาธิเฉียด ๆ ปฐมัชฌานสมาธิ - สมาธิในปฐมฌาน. ชื่อว่า อวิตกฺโก เพราะสมาธิไม่มีวิตก ชื่อว่า วิจารมตฺโต เพราะในวิตกวิจาร สมาธิ มีเพียงวิจารมีประมาณยิ่ง, อธิบายว่า สมาธิไม่ถึงการประกอบร่วมกัน กับวิตกยิ่งกว่าวิจาร. ในปัญจกนัย สมาธินั้นเป็นสมาธิในทุติยฌาน, สมาธิเว้นทั้งสองอย่างนั้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร. สมาธินั้น ในจตุกนัย เป็นรูปาวจรสมาธิ มีทุติยฌานเป็นต้น, ในปัญจกนัยเป็นรูปาวจรสมาธิ มีตติยฌานเป็นต้น. สมาธิแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ก็ยังเป็นโลกิยะอยู่นั่นเอง. ในสังคีติปริยายสูตร ท่านกล่าวถึงสมาธิ ๓ แม้อย่างอื่นอีก คือ สุญฺต-
หน้า 369 ข้อ 76
สมาธิ - สมาธิว่างจากราคะ โทสะ โมหะ อนิมิตฺตสมาธิ - สมาธิ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะเป็นนิมิต อปฺปณิหิตสมาธิ๑- สมาธิหาราคะ โทสะ โมหะเป็นที่ตั้งมิได้ ด้วยเหตุนั้นในที่นี้ ท่านไม่ประสงค์เอา สมาธิเหล่านั้น. บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺานา - สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุ- ปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๒ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑. พระโยคาวจรผู้กำหนด กาย โดยวิธี ๑๔ อย่าง ในส่วนเบื้องต้น พึงทราบว่า เป็นกายานุ- ปัสสนาสติปัฏฐาน. พระโยคาวจรผู้กำหนดเวทนา โดยวิธี ๙ อย่าง พึงทราบว่า เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. พระโยคาวจรผู้กำหนดจิต โดยวิธี ๑๖ อย่าง พึงทราบว่า เป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. พระโยคาวจรผู้กำหนดธรรม โดยวิธี ๕ อย่าง พึงทราบว่า เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ในที่นี้ท่านไม่ประสงค์เอาโลกุตรธรรม. บทว่า ปญฺจงฺคิโก สมาธิ - สมาธิมีองค์ ๕ ได้แก่ สมาธิ ในจตุตถฌาน. องค์ ๕ คือ ปีติผรณตา - ปีติซาบซ่าน ๑ สุขผรณตา - ความสุขซาบซ่าน ๑ เจโตผรณตา - จิตซาบซ่าน ๑ อาโลกผรณตา - แสงสว่างแผ่ซ่าน ๑ ปัจจเวกขณนิมิต - การพิจารณาเป็นนิมิต ๑. ๑. ที. ปา. ๑๑/๒๒๘.
หน้า 370 ข้อ 76
ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปีติผรณตา เพราะแผ่ปีติเกิดขึ้น. ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า สุขผรณตา เพราะแผ่สุขเกิดขึ้น. เจโตปริยปัญญา - ปัญญากำหนดรู้จิต ชื่อว่า เจโตผรณตา เพราะแผ่จิตแก่คนอื่นเกิดขึ้น. ทิพจักขุปัญญา - ปัญญาเกิดจากตาทิพย์ ชื่อว่า อาโลกผรณตา เพราะแผ่แสงสว่างเกิดขึ้น. ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต. แม้ข้อนี้ท่าน ก็กล่าวไว้ว่า ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปีติผรณตา, ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า สุขผรณตา, ปรจิตตปัญญา ชื่อว่า เจโตผรณตา, ทิพจักขุ ปัญญา ชื่อ อาโลกผรณตา, ปัจจเวกขณญาณของผู้ออกจากสมาธินั้น ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต. ปัจจเวกขณญาณนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นนิมิต เพราะถือเอา อาการที่เป็นไปของผู้ออกจากสมาธิแล้ว. อนึ่ง ในสมาธิมีองค์ ๕ นั้น ปีติผรณตา สุขผรณตา ดุจเท้า ทั้งสอง, เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ดุจมือทั้งสอง, จตุตถฌาน มีอภิญญาเป็นบาท ดุจมัชฌิมกาย - กายในท่ามกลาง ปัจจเวกขณนิมิต ดุจศีรษะ. ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระแสดงสัมมาสมาธิมี องค์ ๕ เปรียบบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหม่. บทว่า ฉ อนุสฺสติฏฺานานิ - อนุสติ . สตินั่นแล เพราะ เกิดขึ้นบ่อย ๆ จึงเรียกว่า อนุสติ, สติสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วย
หน้า 371 ข้อ 76
ศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานะที่ควรเป็นไป ชื่อว่า อนุสติก็มี, อนุสตินั่นแล ชื่อว่า อนุสติฏฐานะ เพราะเป็นฐานแห่งปีติเป็นต้น. อนุสติ ๖ เป็นไฉน ? อนุสติ ๖ คือ พุทธานุสติ ๑ ธัมมานุสติ ๑ สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวตานุสติ ๑. บทว่า โพชฌงฺคา คือ เพื่อการตรัสรู้, หรือองค์แห่งการ ตรัสรู้. ท่านอธิบายไว้ว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา อันเป็น ปฏิปักษ์ต่ออันตรายไม่น้อย มีความหดหู่ ฟุ้งซ่าน ติดแน่น สะสม กามสุขัลลิกานุโยค อัตกิลมถานุโยค อุจเฉททิฏฐิ สัสสติทิฏฐิ การ ยึดมั่นเป็นต้น อันเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตรมรรค ด้วยเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวว่า โพธิ, บทว่า พุชฺฌติ ย่อมตื่น ได้แก่ ลุกจากหลับ อันเป็นสันดานกิเลส, หรือแทงตลอดอริยสัจ ๔. หรือทำนิพพานให้ แจ้ง, องค์แห่งการตรัสรู้ กล่าวคือ ธรรมสามัคคีนั้น ชื่อว่า โพช- ฌังคา บ้าง ดุจองค์ฌานและองค์มรรคเป็นต้น. อริยสาวกตรัสรู้ด้วย ธรรมสามัคคีมีประการดังกล่าวแล้ว ท่านเรียกว่า โพธิ, องค์แห่ง โพธิ นั้น ชื่อว่า โพชฌังคา ดุจองค์แห่งเสนาและองค์แห่งรถเป็นต้น. ด้วย เหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า องค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ ชื่อว่า โพชฌังคา. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์ โดยนัยมี
หน้า 372 ข้อ 76
อาทิว่า บทว่า โพชฺฌงฺคา ชื่อว่า โพชฌงค์ด้วยอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่า โพชฺฌงฺคา เพราะอรรถว่า ย่อมเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ บทว่า อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค - อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า อริยะ เพราะไกลจากกิเลสที่ถูกฆ่าด้วยมรรคนั้น ๆ เพราะทำความเป็น อริยะ และเพราะทำให้ได้อริยผล. มรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า อัฏฐังคิกะ. มรรคมีองค์ ๘ นั้นดุจเสนามีองค์ ๔, เพียงองค์เท่านั้นดุจดนตรีมีองค์ ๕, พ้นไปจากองค์แล้วย่อมไม่มี. องค์มรรคคือโพชฌงค์เป็นโลกุตระ, แม้ ส่วนเบื้องต้นก็ย่อมได้โดยปริยายแห่งทสุตตรสูตร. บทว่า นว ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ - องค์เป็นประธานแห่งความ บริสุทธิ์ ๙ ได้แก่ สีลวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งศีล เป็นองค์ เป็น ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ จิตตวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งจิต เป็น องค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ทิฏฐิวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่ง ทิฏฐิ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ- ความบริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย เป็นองค์เป็น ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ มัคคามัคคญาณทัสนวิสุธิ - ความ บริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง เป็นองค์เป็นประ- ธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่ง ๑. ขุ. ป. ๓๑/๕๕๗.
หน้า 373 ข้อ 76
ญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติเป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ญาณทัสนวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสนะ เป็นองค์เป็น ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ ปัญญาวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์แห่งปัญญา เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๑ วิมุตติวิสุทธิ - ความบริสุทธิ์ แห่งวิมุตติ เป็นองค์เป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์๑ ๑. บทว่า สีลวิสุทฺธิ ได้แก่ จตุปาริสุทธิศีล อันสามารถให้ถึง ความหมดจด. สีลวิสุทธินั้น ชำระมลทิน คือ ความเป็นผู้ทุศีล. บทว่า ปาริสุทธิปธานิยงฺคํ คือองค์ เป็นประธานสูงสุดแห่ง ความเป็นผู้บริสุทธิ์. บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ อันคล่องแคล่ว เป็น ปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา. บทว่า ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ คือ การเห็นนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย. ทิฏฐิวิสุทธินั้น ชำระมลทิน คือ สัตวทิฏฐิ - ความเห็นว่าเป็นสัตว์ให้หมดจด. บทว่า กงฺขาวิตรณวสุทฺธิ คือ ความรู้ปัจจยาการ. พระ- โยคาวจรเมื่อเห็นว่าธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นไปด้วยสามารถปัจจัยใน อัทธา - กาลอันยืดยาว ๓ ด้วยกังขาวิตรณวิสุทธินั้น ข้ามมลทิน คือ ความสงสัย ๗ ในอัทธาแม้ ๓ ย่อมบริสุทธิ์. ๑. ที. ปา. ๑๑/๔๕๖.
หน้า 374 ข้อ 76
บทว่า มคฺคามคฺคณาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ คือ :- โอภาส - แสงสว่าง ๑ ญาณ - ความรู้ ๑ ปีติ - ความอิ่มใจ ๑ ปัสสัทธิ - ความสงบ ๑ สุข - ความสุข ๑ อธิโมกข์ - ความน้อมใจเชื่อ ๑ ปัคคหะ - ความเพียร ๑ อุปัฏฐาน - ความตั้งมั่น ๑ อุเบกขา - ความวางเฉย ๑ นิกันติ - ความใคร่ ๑ เกิดขึ้นในขณะ อุทยัพพยานุปัสสนา - พิจารณาเห็นความเกิด และความดับ, มิใช่ทาง, อุทยัพพยญาณปฏิบัติไปตามวิถี เป็นทาง ด้วยเหตุนั้นชื่อว่า มัคคามัคคญาณ - ญาณในทางและมิใช่ทาง ด้วย ประการฉะนี้จึงยังมลทินอันมิใช่ทางให้หมดจดด้วยญาณนั้น. บทว่า ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙ เหล่านี้ คือ :- อุทยัพพยานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้ง ความดับ ๑
หน้า 375 ข้อ 76
ภังคานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นความดับ ๑ ภยตูปัฏฐานานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏ เป็นของน่ากลัว ๑ อาทีนวานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงเห็นโทษ ๑ นิพพิทานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงถึงด้วยความเบื่อหน่าย ๑ มุญจิตุกัมยตาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ปฏิสังขานุปัสนาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง ๑ สังขารุเปกขาญาณ - ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยในสังขาร ๑ สัจจานุโลมิกญาณ - ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริย- สัจ ๑. วิปัสสนาญาณเหล่านั้น ย่อมชำระมลทินมีความสำคัญว่าเที่ยงเป็นต้น. บทว่า าณทสฺสนวิสุทฺธิ ได้แก่ ปัญญาในอริยมรรค ๔. อริยมรรคปัญญานั้น ย่อมชำระมลทินคือกิเลสที่ถูกฆ่าด้วยมรรคของ ตน ๆ โดยเด็ดขาด. บทว่า ปุญฺาวิสุทฺธิ ได้แก่ ปัญญาในอรหัตผล. บทว่า วิมุตฺตีวิสุทฺธิ ได้แก่ วิมุตติในอรหัตผล. บทว่า ทส กสิณายตนานิ - กสิณ ๑๐ ท่านกล่าวถึงกสิณ ๑๐ ไว้อย่างนี้ คือ ท่านหนึ่งรู้พร้อมปฐวีกสิณ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้อง
หน้า 376 ข้อ 76
ขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ, ท่านหนึ่งรู้พร้อมอาโปกสิณ ฯลฯ ท่านหนึ่งรู้พร้อมเตโชกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมวาโยกสิณ. ท่านหนึ่ง รู้พร้อมนีลกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมปีตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมโลหิต กสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมโอทาตกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมอากาสกสิณ. ท่านหนึ่งรู้พร้อมวิญญาณกสิณ เบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มี สอง ไม่มีประมาณ๑. ชื่อว่า กสิณ เพราะอรรถว่าแผ่ไปทั่ว, อีก อย่างหนึ่งชื่อว่า อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นเขต หรือเป็นที่ตั้งของ ธรรมอันมีกสิณนั้นเป็นอารมณ์. บทว่า อุทฺธํ คือ มุ่งเฉพาะท้องฟ้าเบื้องบน. บทว่า อโธ คือ มุ่งเฉพาะภาคพื้นเบื้องล่าง. บทว่า ติริยํ คือ กำหนดไว้โดยรอบดุจบริเวณของพื้นที่. เพราะ บางท่านเจริญกสิณเบื้องบน, บางท่านเบื้องต่ำ, บางท่านโดยรอบ หรือว่าแม้ท่านหนึ่งประสงค์จะเห็นรูป ดุจประสงค์จะเห็นแสงสว่าง ย่อม ขยายออกไปอย่างนี้ด้วยเหตุนั้น ๆ. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ท่านหนึ่งรู้ พร้อมปฐวีกสิณ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง. บทว่า อทฺวยํ นี้ ท่านกล่าวเพื่อไม่ให้กสิณอย่างหนึ่งถึงความ เป็นอย่างอื่น. ปฐวีกสิณย่อมเป็นปฐวีกสิณเท่านั้น ปฐวีกสิณนั้นไม่มี ๑. อํ. ทสก. ๒๔/๒๕
หน้า 377 ข้อ 76
กสิณอื่นปะปนเหมือนเมื่อคนลงไปสู่น้ำ น่าเท่านั้นย่อมมีในทิศทั้งปวง มิใช่อื่น. ในบททั้งปวงมีนัยอย่างนี้. บทว่า อปฺปมาณํ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจการแผ่ไปของกสิณ นั้นๆ ไม่มีกำหนด. จริงอยู่ กสิณนั้น เมื่อแผ่ไปทางใจ ชื่อว่า แผ่ ไปทั่ว, มิได้กำหนดว่า นี้เป็นเบื้องต้น นี้เป็นท่ามกลาง ของกสิณ นั้น. บทว่า อากาสกสิณํ ได้แก่ อากาศที่เพิกกสิณ และอากาศ กสิณที่กำหนดไว้. บทว่า วิญฺาณกสิณํ ได้แก่ วิญญาณอันเป็นไปในอากาศ ที่เพิกกสิณ. ในวิญญาณกสิณนั้น พึงทราบความเป็นเบื้องบน เบื้อง ล่าง เบื้องขวาง ในอากาศที่เพิกกสิณ ด้วยอำนาจกสิณ ในวิญญาณ อันเป็นไปแล้ว ในวิญญาณกสิณนั้น ด้วยอำนาจอากาศที่เพิกกสิณ, พึงทราบด้วยสามารถกสิณนั้น เพราะแม้อากาสกสิณที่กำหนดไว้ก็ควร เจริญดังนี้บ้าง. ๖๘] บัดนี้ ท่านพระสารีบุตร เมื่อจะแสดงประเภทของภาวนา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เทฺว ภาวนา - ภาวนา ๒. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า เทฺว ภาวนา ดังต่อไปนี้ วัฏฏะ ท่านกล่าวว่า โลก เพราะอรรถว่าแตกสลายไป. ชื่อว่า โลกิยา เพราะอรรถว่าประกอบแล้วในโลก ด้วยความเกี่ยวเนื่องกันในวัฏฏะนั้น,
หน้า 378 ข้อ 76
การเจริญธรรมอันเป็นโลกิยะ ชื่อว่า โลกิยา. แม้ท่านจะกล่าวว่า การเจริญธรรมโดยโวหารก็จริง, ถึงดังนั้น ก็ไม่มีการเจริญแยกออก จากธรรมเหล่านั้น. เพราะท่านเจริญธรรมเหล่านั้นนั่นเอ จึงเรียกว่า ภาวนา. บทว่า อุติติณฺณา แปลว่า ข้าม. ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะอรรถว่า ข้ามไปจากโลกด้วยความไม่เกี่ยวข้องโลก. ชื่อว่า รูปาวจรา เพราะอรรถว่า ท่องเที่ยวไปในรูปอันได้แก่ รูปภพ. กุสล ศัพท์ ในบทว่า รูปาวจรกุสลานํ นี้ ย่อมปรากฏใน ความไม่มีโรค ไม่มีโทษ ฉลาดและสุขวิบาก. ปรากฏในความไม่มีโรค ในบทมีอาทิว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ, กจฺจิ โภโต อนาม๑ยํ - พระ- คุณเจ้าสบายดีหรือ, มีอนามัยดีหรือ. ปรากฏในความไม่มีโทษ ในบท มีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็กายสมาจารเป็นกุศล เป็นไฉน ? มหาบพิตรกายสมาจารไม่มีโทษ๒แลเป็นกุศล และในบทมีอาทิว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้ออื่นยังมีอยู่อีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมใน กุศลธรรม๓ นั่นเป็น อนุตริยะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า. ปรากฏใน ความฉลาด ในบทมีอาทิว่า ข้าแต่ราชกุมาร พระองค์เป็นผู้ฉลาด ทรงสำคัญส่วนน้อยใหญ่ของรถเป็นอย่างไร,๔ และในบทมีอาทิว่า หญิง มีความสามารถ มีความสำเหนียก เป็นหญิงฉลาด การฟ้อนและการ ๑. ขุ.ชา. ๒๗/๒๑๓๓. ๒. ม.ม. ๑๓/๕๕๔. ๓. ที.ปา. ๑๑/๗๕. ๔. ม.ม. ๑๓/๙๕.
หน้า 379 ข้อ 76
ขับร้อง.๑ ปรากฏในสุขวิบาก ในบทมีอาทิว่า บุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุการสมาทานกุศลธรรม๒ และในบทอาทิว่า เพราะทำ คือ สะสมกุศลธรรม.๔ กุสล ศัพท์ ในที่นี้ ย่อมสมควรแม้ในความไม่มี โรค แม้ในความไม่มีโทษ แม้ในสุขวิบาก. ก็ในบทนี้ มีอธิบายคำ ดังต่อไปนี้ กุจฺฉิเต ปาปเก ธมฺเม สลยนฺติ จลยนฺติ กมฺเปนฺติ วิทฺธํ เสนฺตีติ กุสลา - ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุสล เพราะอรรถว่า ป้องกัน ย่อมทำให้หวั่นไหว ย่อมทำให้สะเทือน ย่อมกำจัดธรรมอัน ลามก น่าเกลียด. อีกอย่างหนึ่ง บาปธรรม ชื่อว่า กุส เพราะอรรถ ว่า ย่อมนอน คือ ย่อมเป็นไปโดยอาการอันน่าเกลียด. ชื่อว่า กุสล เพราะอรรถว่า ตัด ทำลายกุสธรรมอันน่าเกลียด อันได้แก่อกุศล เหล่านั้น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสล เพราะทำสิ่งน่าเกลียดให้น้อย ให้สิ้นสุด ได้แก่ ญาณ. ชื่อว่า กุสล เพราะอรรถว่า พึงตัด พึงยึด คือ พึงให้เป็นไปด้วย กุส - ญาณนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสล เพราะอรรถว่า กุศลแม้เหล่านี้ ย่อมตัดฝ่ายที่เป็นสังกิเลสที่ถึงส่วนทั้ง สอง ทั้งที่เกิดและยังไม่เกิด, เหมือนหญ้าบาดมือ อันถึงส่วนทั้งสอง. เพราะฉะนั้น จึงเหมือนหญ้าคาอันบุคคลตัด ได้แก่ การเจริญรูปาวจร กุศลเหล่านั้น. ที่ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยวไปในอรูป อัน ได้แก่ อรูปภพ. ชื่อว่า ปริยาปนฺนา - การนับเนื่อง เพราะอรรถว่า ๑. ขุ.ชา. ๒๘/๔๓๖. ๒. ที.ปา. ๑๑/๓๓ ๓. อภิ.สํ. ๓๔/๓๓๘.
หน้า 380 ข้อ 76
นับเนื่อง คือ หยั่งลงภายใน ในวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓, ที่ชื่อว่า อปริยาปนฺนา - การไม่นับเนื่อง เพราะอรรถว่า ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ เป็นไปในภูมิ ๓ นั้น จึงเป็น โลกุตระ. หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงไม่กล่าวถึงการเจริญธรรมที่เป็น กามาวจรกุศลเล่า ? ตอบว่า เพราะเมื่อการเจริญยังไม่ถึงขั้นอัปปนา ท่านประสงค์เอาการเจริญในอภิธรรม ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรม นั้นว่า พระโยคาวจรไม่ได้สดับจากผู้อื่น ย่อม ได้เฉพาะซึ่งขันติ ทิฏฐิ รุจิ มุติ - ความรู้ เปกขะ- ความเพ่ง ธัมมนิชฌานักขันติ - ขันติคือความเพ่ง ธรรม อันเป็นอนุโลมเห็นปานนี้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นกัมมสกตาญาณ หรือสัจจานุโลมิกญาณ ในกัมมายตนะ สิปปายตนะ วิทยฐานะ อันจัดไว้ด้วยโยคะ เป็นของไม่เที่ยง นี้ท่านกล่าวว่า จินตามยปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรได้สดับจากผู้อื่น ย่อมได้ซึ่งขันติ ทิฏฐิ รุจิ มุติ เปกขะ ธัมมนิชฌานักขันติ ใน กัมมายตนะอันจัดไว้ด้วยโยคะ ฯลฯ นี้ท่านกล่าวว่า
หน้า 381 ข้อ 76
สุตมยปัญญา. ปัญญาของผู้เข้าถึงแล้วแม้ทั้งหมด เป็นภาวนามยปัญญา๑. ส่วนกามาวจรภาวนานั้น พึงทราบว่า ท่านไม่เรียกว่า ภาวนา เพราะความที่แห่งกามาวจรภาวนานั้น มีอยู่ในระหว่างอาวัชชนะและ ภวังค์. ความที่อุปจารสมาธิและวิปัสสนาสมาธิ เป็นบุญสำเร็จด้วย ภาวนา เป็นอันสำเร็จแล้วเพราะบุญทั้งหมดหยั่งลงภายในบุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง. แต่ในที่นี้ท่านสงเคราะห์ภาวนาเข้าในโลกิยภาวนานั่นเอง พึงทราบในความที่รูปาวจรและอรูปาวจร มี ๓ อย่าง ดังต่อ ไปนี้ บทว่า หีนา คือ ลามก. ภาวนาในท่ามกลางแห่งธรรมเลว และธรรมสูงสุด ชื่อว่า มชฺฌา ปาฐะว่า มชฺฌิมา บ้าง. ชื่อว่า ปณีตา เพราะอรรถว่า นำไปสู่ความเป็นประธาน ได้แก่ สูงสุด พึงทราบความที่ภาวนาเป็นส่วนเลว เป็นส่วนปานกลาง และ เป็นส่วนประณีต ด้วยการรวบรวมมา. เพราะว่าในขณะรวบรวมมา ภาวนาที่เป็นฉันทะ วีริยะ จิตตะ วิมังสา เลว ชื่อว่า หีนา. ภาวนา ที่เป็นธรรมปานกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา. ภาวนาที่เป็นประณีต ชื่อว่า ปณีตา. อีกอย่างหนึ่ง ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์อ่อน ชื่อว่า หีนา. ๑. อภิ.วิ. ๓๕/๘๐๔.
หน้า 382 ข้อ 76
ภาวนาที่สัมปยุตด้วยอินทรีย์ปานกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา. ภาวนาที่ สัมปยุตด้วยอินทรีย์มีประมาณยิ่ง ชื่อว่า ปณีตา. ท่านกล่าวถึงความ ประณีตเท่านั้น เพราะภาวนาอันไม่นับเนื่อง ไม่มีส่วนเลวและส่วน ปานกลาง. ภาวนานั้น ชื่อว่า ปณีตา เพราะอรรถว่าสูงสุดและ เพราะอรรถว่าไม่เดือดร้อน. ๖๙]ในปฐมภาวนาจตุกะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ภาเวติิ ได้แก่ พระโยคาวจรเมื่อแทงตลอดอย่างนั้น ๆ ในขณะเดียวเท่านั้น ชื่อว่า ย่อมเจริญอริยมรรค. ในทุติยภาวนาจตุกะ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า เอสนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในส่วนเบื้องต้นของ อัปปนา. เอสนาภาวนานั้น ท่านกล่าวว่า เอสนา เพราะเป็นเหตุ แสวงหา อัปปนา. บทว่า ปฏิลาภภาวนา ได้แก่ อัปปนาภาวนา. ปฏิลาภ ภาวนานั้น ท่านกล่าวว่า ปฏิลาภ เพราะได้ด้วยการแสวงหานั้น. บทว่า เอกรสาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาประกอบความ เพียรของผู้ใคร่จะบรรลุ ความเป็นผู้ชำนาญในการได้เฉพาะ. เอกรสา ภาวนานั้นมีรสเป็นอันเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะพ้นจากกิเลสนั้น ๆ ด้วย ปหานะ นั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เอกรสา.
หน้า 383 ข้อ 76
บทว่า อาเสวนาภาวนา ได้แก่ ภาวนาในเวลาบริโภคตาม ความชอบใจของผู้บรรลุความชำนาญในการได้เฉพาะ. อาเสวนาภาวนา นั้น ท่านกล่าวว่า อาเสวนา เพราะอรรถว่า เสพหนัก. แต่อาจารย์ บางพวกพรรณนาไว้ว่า อาเสวนาภาวนาเป็น วสีกรรม. เอกรสา ภาวนา มีประโยชน์ทั้งหมด. พึงทราบความในจตุกวิภาคดังต่อไปนี้ บทว่า สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ - เมื่อพระโยคาวจรเข้าสมาธิอยู่ เป็น คำกล่าวถึงปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน. บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอัน เป็นส่วนเบื้องต้นนั้น. บทว่า เอกรสา โหนฺติ ได้แก่ เป็นธรรม มีกิจเสมอกันในการเข้าถึงอัปปนา. บทว่า สมาธึ สมาปนฺนานํ - เมื่อ พระโยคาวจรเข้าสมาธิแล้ว ได้แก่ มีอัปปนาแน่นแฟ้นแล้ว. บทว่า ตตฺถ ชาตา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น. บทว่า อญฺมญฺํ นาติวตฺตนฺติ - ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน ได้แก่ ไม่ก้าวล่วงกันและกัน โดยเป็นไปเสมอกัน. ๗๐] พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺเน สทฺธินฺ- ทฺริยํ ภาวยโต - เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า น้อมใจเธอ ดังต่อไปนี้ อินทรีย์แม้ที่เหลือมีกิจของตน ๆ เป็นเหตุ ด้วยอาศัยอินทรีย์นั้น ๆ ในการทำกิจของตน ๆ แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ แม้ในขณะเดียวกัน จึงมีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส เพราะเหตุนั้น
หน้า 384 ข้อ 76
จึงชื่อว่า ภาวนา เพราะอรรถว่า มีรสอย่างเดียวกันด้วยวิมุตติรส นั่นแล. แม้ในพละ โพชฌงค์ และองค์มรรคก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง บทว่า เอกรสา เป็นลิงควิปลาส. ๗๑] บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้. ชื่อว่า ภิกฺขุ เพราะอรรถว่า เห็นภัยในสงสาร. ในบทมีอาทิว่า ปุพฺพณฺหสมยํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่ง อัจจันตสังโยค - สิ้น, ตลอด, แต่โดยอรรถเป็นสัตตมีวิภัตติ มีความว่า ในกาลก่อนแห่งวัน คือเวลาเช้า. บทว่า อาเสวติ ได้แก่ เสพเป็นอันมาก ซึ่งสมาธิที่ถึงความ ชำนาญ. บทว่า มชฺฌนฺติกสมยํ ได้แก่ ในเวลากลางวัน คือเวลา เที่ยง. บทว่า สายณฺหสมยํ ได้แก่ ในเวลาเย็น. บทว่า ปฺเรภตฺตํ ได้แก่ ในเวลาก่อนภัตในตอนกลางวัน. บทว่า ปจฺฉาภตฺตํ ได้แก่ในเวลาหลังภัตตอนกลางวัน. บทว่า ปุริเมปิ ยาเม ได้แก่ ในยามต้นของราตรี. บทว่า กาเฬ ได้แก่ ในกาฬปักษ์ - ข้างแรม. บทว่า ชุณฺเห ได้แก่ ในศุกลปักษ์ - ข้างขึ้น. บทว่า ปุริเมปิ วโยชนฺเธ ได้แก่ ในส่วนวัยต้น คือปฐม
หน้า 385 ข้อ 76
วัย. อนึ่งใน ๓ วัย คนมีอายุ ๑๐๐ ปี ในวัยหนึ่ง ๆ มีอายุ ๓๓ ปี ๔ เดือน. ๗๒ - ๗๖] พึงทราบวินิจฉัยในตติยภาวนาจตุกะ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเน-ภาวนาด้วย อรรถว่าไม่ก้าวล่วงกันและกัน แห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภาวนานั้น คือ ด้วยความไม่ก้าวล่วงกันและกัน แห่งธรรมคู่กัน ได้แก่ สมาธิ และปัญญาที่เกิดขึ้นในภาวนาวิเศษ มีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น. บทว่า อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเน - ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ ทั้งหลายมีรสอย่างเดียวกัน คือ ด้วยความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธา เป็นต้นมีรสอย่างเดียวกัน ด้วยวิมุตติรสเพราะพ้นจากกิเลสต่าง ๆ. บทว่า ตทุปควีริยวาหนฏฺเน - ภาวนาด้วยอรรถว่า นำไปซึ่ง ความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ คือ ด้วยการนำไปซึ่งความเพียรอัน สมควรแก่ความที่ธรรมนั้น มีรสเป็นอันเดียวกันไม่ก้าวล่วงกัน. บทว่า อาเสวนฏฺเน - ภาวนาด้วยอรรถว่า เสพเป็นอันมาก คือ ด้วยการเสพเป็นอันมากของการเสพที่เป็นไปในสมัยนั้น ๆ. บทว่า รูปสญฺํ ได้แก่ รูปสัญญา กล่าวคือ รูปาวจรฌาน ๑๕ อย่าง ด้วยอำนาจกุศลวิบากกิริยา. แม้รูปาวจรฌานท่านก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ - ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป,๑ แม้ ๑. ที. มหา. ๑๐/๑๐๑.
หน้า 386 ข้อ 76
อารมณ์แห่งฌานนั้น ท่านก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า เห็นรูป ภายนอกมีผิวงามและผิวทราม.๑ รูปาวจรฌานเป็นสัญญาในรูปด้วยหัวข้อ ว่า สัญญา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รูปสัญญา. บทว่า ปฏิฆสญฺํ ได้แก่ ปฏิฆสัญญา ๑๐ อย่าง คือกุศล วิบาก ๕, อกุศลวิบาก ๕. สัญญาสัมปยุตด้วยทวิปัญจวิญญาณ ท่าน เรียกว่า ปฏิฆสญฺา เพราะวัตถุมีจักขุเป็นต้นและอารมณ์มีรูป เป็นต้นเกิดขึ้นด้วยการกระทบ. ชื่อของสัญญานี้ คือ รูปสัญญา สัทท- สัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญาบ้าง. บทว่า นานตฺตสญฺํ ได้แก่ นานัตตสัญญา ๔๔ อย่าง คือ กามาวจรกุศลสัญญา ๘, อกุศลสัญญา ๑๒, กามาวจรกุศลวิบากสัญญา ๑๑, อกุศลวิบากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑. นานัตตสัญญานั้น เป็นสัญญาเป็นไปในโคจร อันมีประเภท มีรูปและเสียงเป็นต้น มี ความต่างกัน คือ มีสภาพต่างกันเพราะเหตุนั้นจึงเป็น นานัตตสัญญา. อีกอย่างหนึ่ง สัญญาไม่เหมือนกัน มีความต่างกัน มีสภาพต่างกัน โดยประเภท ๔๔ อย่าง ท่านกล่าวว่า เป็น นานตฺตสญฺา แม้สัญญา มีมากท่านก็ทำให้เป็นเอกวจนะด้วย ชาติ ศัพท์. บทว่า นิจฺจสญฺํ ได้แก่ สัญญาว่า เป็นของเที่ยง ชื่อ นิจฺจสญฺา. สุขสญฺา อตฺตสญฺา ก็อย่างนั้น. บทว่า นนฺทึ- ความเพลิดเพลิน ได้แก่ ตัณหาอันมีความอิ่มใจ. บทว่า ราคํ ได้แก่ ๑. ที. มหา. ๑๐/๑๐๐.
หน้า 387 ข้อ 76
ตัณหาไม่มีความอิ่ม. บทว่า สมุทยํ ได้แก่ เหตุเกิดราคะ. อีกอย่าง หนึ่ง อุทยํ - ความเกิดแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะเห็นความดับด้วย ภังคานุปัสนาญาณ. บทว่า อาทานํ - ความถือมั่น คือ ถือมั่นกิเลสด้วยอำนาจ ความเกิด หรือถือมั่นอารมณ์อันเป็นสังขตะ เพราะยังไม่เห็นโทษ. บทว่า ฆนสญฺํ ได้แก่ สัญญาว่า เป็นก้อนด้วยสันตติ- ความสืบต่อ. บทว่า อายูหนํ ได้แก่ การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่ สังขาร. บทว่า ธุวสญฺํ ได้แก่ สัญญาว่ามั่นคง. บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ เครื่องหมายว่าเที่ยง. บทว่า ปณิธึ ได้แก่ ปรารถนาความสุข. บทว่า อภินิเวสํ ได้แก่ การยึดมั่นว่า ตนมีอยู่. บทว่า สาราทานาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยถือว่าเป็นแก่นสาร ได้แก่ ความยึดมั่นด้วยถือว่าตนมีแก่นสารเป็นนิจ. บทว่า สมฺโมหาภินิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ได้แก่ ความยึดมั่นด้วยความหลงใหลด้วยบทมีอาทิว่า เราได้เป็นแล้วตลอด กาลในอดีต๑ และด้วยบทมีอาทิว่า สัตวโลกเกิดจากพระผู้เป็นใหญ่. บทว่า อาลยาภิหนิเวสํ - ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ได้แก่ ยึดมั่นว่า นี้ควรยึดให้แน่นเพราะยังไม่เห็นโทษ. ๑. สํ.นิ. ๑๖/๖๓.
หน้า 388 ข้อ 76
บทว่า อปฺปฏิสงฺขํ - ความไม่พิจารณา ได้แก่ การไม่ถืออุบาย. บทว่า สญฺโคาภินิเวสํ - การยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบ สัตว์ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งกิเลสมีกามโยคะเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺเกฏเ - กิเลสที่ตั้งรวมกับทิฏฐิ ได้แก่ ชื่อว่า ทิฏเกฏฺา เพราะอรรถว่า ตั้งในที่เดียวกันกับทิฏฐิ. ซึ่งกิเลสที่ตั้ง รวมกันกับทิฏฐินั้น. ชื่อว่า กิเลสา เพราะกิเลสทำให้เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน ให้ลำบาก. กิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ๒ อย่าง คือ ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ด้วยการละ ๑ อยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน ๑. ชื่อว่า ตั้งอยู่ใน ที่เดียวกันด้วยการละเพราะละทิฏฐิ ๖๓ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธานด้วย โสดาปัตติมรรค. อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายตั้งอยู่ในบุคคลคนเดียว. บทนี้ท่านประสงค์เอาในที่นี้. ในกิเลส ๑๐ อย่าง ในที่นี้ หมายถึง กิเลสคือทิฏฐิเท่านั้น. ก็ในกิเลสที่เหลือ กิเลส. อย่าง คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ถีนะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตตัปะ ๑ เป็นกิเลสทำสัตว์ให้ไปสู่อบาย ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับ ทิฏฐิ ละได้ด้วยโสตาปัตติมรรค, กิเลสทั้งหมดนำสัตว์ไปสู่อบาย. อีก อย่างหนึ่ง บรรดากิเลส ๑,๕๐๐ มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นประธาน เมื่อละทิฏฐิได้ด้วยโสดาปัตติมรรค กิเลสทั้งหมดนำสัตว์ไปสู่อบาย พร้อมกับทิฏฐิ ย่อมละได้ด้วยการตั้งอยู่ในที่เดียวกัน ด้วย ปหานะ, ในกิเลสตั้งอยู่ในทีเดียวกันโดยการเกิดร่วมกัน มีอธิบายว่า กิเลส
หน้า 389 ข้อ 76
ทั้งหลายตั้งอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับด้วยทิฏฐิ. เมื่อละจิตอันเป็นอสังขา- ริกะ สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรคได้ กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกันกับ จิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิจเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกันโดยการเกิด ร่วมกัน. เมื่อละจิตอันเป็นสสังขาริกที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๒ อย่างได้ กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกับจิตเหล่านั้น ย่อมละได้ด้วยอำนาจกิเลสตั้งอยู่ในที่เดียวกัน โดยการเกิดร่วมกัน. บทว่า โอฬาริเก กิเลเส - กิเลสอย่างหยาบ ได้แก่ ถามราคะ พยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ. บทว่า อณุสหคเต กิเลเส - กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่ กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด. บทว่า สพฺพกิเลเส ได้แก่ กิเลสที่เหลือละได้ด้วยมรรคที่ ๓. บทว่า วีริยํ วาเหติ - ย่อมนำไปซึ่งความเพียร ความว่า พระโยคาวจรยังความเพียรให้เป็นไป. ท่านกล่าวถึงเอสนาภาวนา ปฏิ- ลาภเทสนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ในหนหลังเพื่อแสดง ถึงความต่างกันแห่งภาวนาทั้งหลายว่า ภาวนาเป็นอย่างนี้ เพื่อแสดง เหตุแห่งภาวนา ท่านจึงกล่าวคำทั้งหลายว่า ชื่อว่า ภาวนาด้วยอรรถว่า ไม่ก้าวล่วงธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีรส อย่างเดียวกัน ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้น ๆ
หน้า 390 ข้อ 76
ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก. ท่านกล่าวว่า ภาวนา ด้วยเหตุนี้ และ ด้วยเหตุนี้ แล้วกล่าวด้วยสามารถขณะต่าง ๆ กันว่า อาเสวนาภาวนา ในภายหลัง, ในที่นี้ ชื่อว่า ภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เพราะเหตุนั้นจึงมีความต่างกัน ด้วยบทว่า เอกกฺขณวเสน - ด้วย สามารถขณะหนึ่ง. ในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ พระโยคาวจรเมื่อ พิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา มีอธิบายว่า พระโยคาวจรเมื่อ พิจารณาเห็นรูปเป็นต้นโดยอาการที่ควรเห็น ชื่อว่า ย่อมเจริญภาวนา ที่ควรภาวนา. บทว่า เอกรสา โหนฺติิ - ภาวนามีรสเป็นอันเดียวกัน คือ มีรสเป็นอันเดียวกัน ด้วยวิมุตติรส หรือด้วยรสอันเป็นกิจ. บทว่า วิมุตฺติรโส ได้แก่ สัมปัตติรส - รสคือการถึงพร้อม ชื่อว่า รส ท่าน กล่าวด้วยอรรถว่าถึงพร้อมด้วยกิจ ด้วยเหตุนั้น เป็นอันท่านกล่าวไว้ แล้วแล. จบ อรรถกถาภาเวตัพพนิทเทส จบ อรรถกถาจตุตถภาณวาร
หน้า 391 ข้อ 77, 78
สัจฉิกาตัพพนิทเทส [๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง รู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า สุตมยญาณอย่างไร ? ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ, ธรรม ๒ ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑. วิมุตติ ๑, ธรรม ๓ ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓, ธรรม ๔ ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔, ธรรม ๕ ควร ทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕, ธรรม ๖ ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖, ธรรม ๗ ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗, ธรรม ๘ ควร ทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘, ธรรม ๙ ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙, ธรรม ๑๐ ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐. [๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร ? คือ จักษุ รูป จักษุ- วิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ แม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้ง ทุกอย่าง.
หน้า 392 ข้อ 78
พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็น อารมณ์ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา . . . เมื่อพิจารณาเห็นสัญญา . . . เมื่อ พิจารณาเห็นสังขาร . . . เมื่อพิจารณาเห็นวิญญาณ . . . เมื่อพิจารณา เห็นจักษุ . . . เมื่อพิจารณาเห็นชราและมรณะ . . . เมื่อพิจารณาเห็น นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำ ให้เป็นอารมณ์ ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้น ๆ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรม ที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณ. ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรม ที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้ไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วน แห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมย- ญาณ. สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยกาม ของพระโยคาวจรผู้ได้ ปฐมฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความ พอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไป
หน้า 393 ข้อ 78
ในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันไม่ประกอบด้วยวิตกเป็น ไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการ อันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็น ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอัน ประกอบด้วยวิตก ของพระโยคาวจร ผู้ได้ทุติยฌานเป็นไปอยู่ นี้ เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสม- ควรแก่ทุติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุขเป็นไปอยู่ นี้เป็น ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคต ด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไป ในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยปีติ และสุข ของพระโยคาวจร ผู้ได้ตติยฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ตติย- ฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญา และมนสิการอันประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความ เบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน แห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและ สุขของพระโยคาวจรผู้ได้จตุตถฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน
หน้า 394 ข้อ 78
ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่จตุตถฌานนั้น ยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมน- สิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความ เบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน แห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยรูป ของ พระโยคาวจรผู้ได้อากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็น ไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อากาสา- นัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอัน สหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็น ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอัน ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้วิญญาณัญ- จายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่วิญญญาณัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประ- กอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วน แห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย
หน้า 395 ข้อ 78
ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความ ชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้อากิญจัญญายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรม เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อา- กิญจัญญายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้ง อยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมน- การอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้ เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถ ว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัด ธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วน แห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ. อรรถกถาสัจฉิกาตัพพนิทเทส ๗๗] พึงทราบวินิจฉัยในสัจฉิกาตัพพนิทเทสดังต่อไปนี้ พระ- สารีบุตรกล่าววิสัชนา เอกุตตรธรรม ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการ ได้เฉพาะ.
หน้า 396 ข้อ 78
ในบทเหล่านั้นบทว่า อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ - เจโตวิมุตติอันไม่ กำเริบ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ. เจโตวิมุตตินั้น ชื่อว่า อกุปฺปา เพราะอรรถว่า ไม่กำเริบ ไม่หวั่นไหว ไม่เสื่อม, ท่านกล่าวว่า เจโต- วิมุตฺติ เพราะจิตพ้นจากกิเลสทั้งปวง. บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓. บทว่า วิมุตฺติ ท่านกล่าว ถึงอรหัตผล โดยปริยายในทสุตตรสูตร, แต่ท่านกล่าวด้วยปริยายในสังคีติ- สูตรว่า บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป - จิตฺ- ตสฺส จ อธิมุตฺติ และนิพพาน. อนึ่ง ในนิทเทสนี้ สมาบัติ ๘ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้นด้วยดี จากนิวรณ์เป็นต้น, นิพพาน ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้นจากสังขตธรรม ทั้งปวง. บทว่า ติสฺโส วิชฺชา - วิชชา ๓ คือ ญาณกำหนดระลึกชาติ หนหลังได้ ๑ ญาณกำหนดรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ๑ ญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น ๑. ชื่อว่า วิชชา ด้วยอรรถว่า ทำลายความมืด ได้, ชื่อว่า วิชชา ด้วยอรรถว่า ทำความรู้ให้แจ้งบ้าง, บุพเพนิวา- สานุสติญาณ ชื่อว่า วิชชา เพราะทำลายความมืดอันปกปิดความ ระลึกชาติที่เกิดขึ้นเสียได้, และทำความรู้แจ้งถึงการระลึกชาติได้. จุ- ตูปปาตญาณ ชื่อว่า วิชชา เพราะทำลายความมืดอันปกปิดจุติและ ปฏิสนธิเสียได้, และทำให้รู้แจ้งถึงจุติและอุปบัติได้. อาสวักขยญาณ
หน้า 397 ข้อ 78
ชื่อว่า วิชฺชา เพราะทำลายความมืดอันปกปิดอริยสัจ ๔, และทำให้รู้ แจ้งถึงสัจธรรม ๔. บทว่า จตฺตาริ สามญฺผลานิ - สามัญญผล ๔ คือ โสดา- ปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑. ชื่อว่า สมณะ เพราะอรรถว่า ยังธรรมลามกให้สงบ คือ ให้พินาศ. ความ เป็นสมณะ ชื่อว่า สามัญญะ. สามัญญะ นี้ เป็นชื่อของอริยมรรค ๔. ผลแห่งสามัญญะ ชื่อว่า สามัญญผล. บทว่า ปญฺจ ธมฺมกฺขนฺธา ธรรมขันธ์ ๕ คือ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑. บทว่า ธมฺมกฺขนฺธา คือ การจำแนกธรรม ส่วนของธรรม. แม้ในสีลขันธ์เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งที่ เป็นโลกิยะทั้งที่เป็นโลกุตระนั่นแล ชื่อว่า ศีลสมาธิปัญญาขันธ์. สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตตินั่นแล ชื่อว่า วิมุตติขันธ์. การพิจารณาวิมุตติ ๓ อย่างนั่นแล ชื่อว่า วิมุตติญาณ- ทัสนขันธ์ ขันธ์เป็นโลกิยะ ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้, ชื่อว่า ทัสนะ เพราะอรรถว่า เห็น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ญาณทัสนะ, ญาณทัสนะแห่งวิมุตติทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า วิมุตติญาณทัสนะ. ส่วน วิกขัมภนวิมุตติและตทังควิมุตติ ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยสมาธิขันธ์และ ปัญญาขันธ์. ธรรมขันธ์ ๕ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า เป็นเสกขธรรมของ
หน้า 398 ข้อ 78
ผู้ยังต้องศึกษา เป็นอเสกขธรรมของผู้ไม่ต้องศึกษา. ในธรรมขันธ์ เหล่านี้ ธรรมขันธ์ที่เป็นโลกิยะและเป็นนิสสรณวิมุตติ เป็นเนวเสกขา- นาเสกขธรรม - ธรรมของผู้ยังต้องศึกษาก็ไม่ใช่ ไม่ต้องศึกษาก็ไม่ใช่. แม้เสกขธรรมมีอยู่ ท่านก็กล่าวเสกขธรรมว่า เหล่านี้ของผู้ยังต้องศึกษา, กล่าวอเสกขธรรมว่า เหล่านี้ของผู้ไม่ต้องศึกษา. ในบทนี้ว่า พระ- โยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นเสกขธรรม แต่ก็พึงทราบ ว่า พระโยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยการทำนิสสรณวิมุตติให้เป็นอารมณ์ บทว่า ฉ อภิญฺา ได้แก่ ญาณอันยิ่ง ๖. ญาณอันยิ่ง ๖ เป็นไฉน ? ญาณ ๖ เหล่านี้ คือ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวัก- ขยญาณ ๑. บทว่า สตฺต ขีณาสวพลานิ - กำลังของพระขีณาสพ ๗ ชื่อว่า ขีณาสวะ เพราะมีอาสวะสิ้นแล้ว กำลังของพระขีณาสพ ชื่อว่า ขีณา- สวพละ ขีณาสวะ ๗ เป็นไฉน ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพในธรรม- วินัยนี้เห็นดีแล้วซึ่งสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง, ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นดีแล้วซึ่งสังขารทั้งปวง โดย ความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความ
หน้า 399 ข้อ 78
เป็นจริง นี้เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ, กำลังที่ ภิกษุขีณาสพอาศัย ย่อมรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย ว่าอาสวะของเราสิ้นแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ภิกษุ- ขีณาสพเห็นดีแล้วซึ่งกามทั้งหลาย เปรียบด้วยหลุม ถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง, ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นดีแล้วซึ่งกามทั้งหลายเปรียบ ด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตามความ เป็นจริง นี้เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ, กำลังที่ ภิกษุขีณาสพอาศัย ย่อมรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลายว่า อาสาวะของเราสิ้นแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีกจิต ของภิกษุขีณาสพน้อมไปในวิเวก โอนไปในวิเวก เงื้อมไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ สิ้นสุดจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการ ทั้งปวง ฯลฯ แม้นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ฯลฯ. นี้เป็นข้อที่ ๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก สติ- ปัฏฐาน ๔ อันภิกษุขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดี
หน้า 400 ข้อ 78
แล้ว ฯลฯ นี้เป็นข้อที่ ๔. อินทรีย์ ๕ อันภิกษุ- ขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ฯลฯ นี้เป็นข้อ ที่ ๕. โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว ฯลฯ นี้เป็นข้อที่ ๖. อริยมรรคมี องค์ ๘ อันภิกษุขีณาสพอบรมแล้ว อบรมดีแล้ว๑ ฯลฯ นี้เป็นข้อที่ ๗. ในกำลังเหล่านั้น ท่านประกาศการแทงตลอดทุกขสัจด้วยกำลัง ที่ ๑, การแทงตลอดสมุทยสัจด้วยกำลังที่ ๒. การแทงตลอดนิโรชสัจ ด้วยกำลังที่ ๓, การแทงตลอดมรรคสัจด้วยกำลังที่ ๔. บทว่า อฏฺ วิโมกฺขา - วิโมกข์ ๘ ชื่อว่า วิโมกข์ ด้วย อรรถว่า น้อมไปในอารมณ์ และด้วยอรรถว่า พ้นด้วยดีจากกรรมเป็น ข้าศึก. วิโมกข์ ๘ เป็นไฉน ? วิโมกข์ ๘ คือ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็น วิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒. ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓. ภิกษุเข้าถึงอากาสานัญจายตนะว่า อนนฺโต อากาโส - อากาศไม่มีที่สุด อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔. ภิกษุเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺาณํ - วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงอากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕. ภิกษุเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ๑. ที. ปา. ๑๑/๔๔๒.
หน้า 401 ข้อ 78
ว่า นตฺถิ กิญฺจิ - อะไร ๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดย ประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖. ภิกษุเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะอยู่ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็น วิโมกข์ข้อที่ ๗. ภิกษุเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะล่วงเนวสัญ- ญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘.๑ บทว่า นว อนุปุพฺพนิโรธา - อนุปุพพนิโรธ ๙ คือ การดับ ตามลำดับ ๙ อย่าง. นิโรธ ๙ อย่าง เป็นไฉน ? กามสัญญาของผู้เข้า ปฐมฌาน ย่อมดับไป วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึง จตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑.๒ บทว่า ทส อเสกฺขา ธมิมา - อเสกขธรรม ๑๐ ชื่อว่า อเสกฺขา เพราะไม่มีสิ่งที่ควรศึกษาต่อไป. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เสกฺขา เพราะ ยังต้องศึกษาในไตรสิกขา, ชื่อว่า อเสกฺขา เพราะเสกขธรรมหมดสิ้น แล้ว, ได้แก่ พระอรหันต์. ชื่อว่า อเสกฺขา เพราะธรรมเหล่านี้ ๑. ที. มหา.๑๐/๑๐๑. ๒. ที. ปา. ๑๑/๓๕๖.
หน้า 402 ข้อ 78
ของพระอเสกขะ. อเสกขธรรม ๑๐ เป็นไฉน ? อเสกขธรรม ๑๐ คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมา- ญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑๑ ที่เป็นของพระอเสกขะ. บทว่า อเสกฺขํ สมฺมาาณํ - สัมมาญาณที่เป็นของพระอเสกขะ ได้แก่ โลกิยปัญญาที่เหลือเว้นอรหัตผลปัญญา. บทว่า สมฺมาวิมุตฺติ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ. ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า ธรรมสัมปยุตด้วยผลแม้ทั้งหมดมีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้นนั่นแล เป็นอเสกขธรรม. อนึ่งในบทนี้ ท่านกล่าวปัญญาไว้ในฐานะ ๒ อย่าง คือ สัมมา- ทิฏฐิ สัมมาญาณะ สงเคราะห์ธรรมอันเป็นผล- สมาบัติเหลือจากที่ท่านกล่าวไว้ด้วยบทนี้ว่า สัมมา- วิมุตติ.๒ ๗๘] ในบทมีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว สจฺฉิกาตพฺพํ - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง พึงทราบว่า ได้แก่ การท่าให้แจ้ง ด้วยอารมณ์. ในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต สจิฉิกโรติ - เมื่อเห็น ๑. ที.ปา. ๑๑/๓๖๒. ๒. สุมังคลวิลาสินี ๓/๓๑.
หน้า 403 ข้อ 78
รูปย่อมทำให้แจ้ง ความว่า พระโยคาวจรเมื่อเห็นรูปเป็นต้น อันเป็น โลกิยะโดยอาการอันควรเห็น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งรูปเป็นต้นเหล่านั้นด้วย ทำให้แจ้งด้วยอารมณ์, หรือเมื่อเห็นรูปเป็นต้น โดยอาการอันควรเห็น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันควรทำให้แจ้งด้วยเหตุนั้น. นักคิดอักขระ ทั้งหลายต้องการ บทว่า ปสฺสนฺโต ลงในอรรถแห่งเหตุ พระโยคาวจร เมื่อเห็นโลกุตรธรรม มีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นต้น ด้วยการ พิจารณา ย่อมทำให้แจ้งซึ่งโลกุตรธรรมนั้นด้วยอารมณ์. บทนี้ว่า พระโยคาวจรย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ ด้วยอรรถว่า หยั่งลงคือทำให้ตรงทีเดียว เพราะทำให้แจ้งใน ปริญเญยยะ - ทุกข์ ควรกำหนดรู้ ปหาตัพพะ - สมุทัยควรละ สัจฉิกาตัพพะ - นิโรธควร ทำให้แจ้ง ภาเวตัพพะ - มรรคควรเจริญ. บทว่า เย เย ธมฺมา สจฺฉิกตา โหนฺติ, เต เต ธมฺมา ผุสิตา โหนฺติ - ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว, ธรรมนั้น ๆ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว ได้แก่ ธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ด้วยการ ทำให้แจ้งด้วยอารมณ์ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้วด้วยความถูกต้อง อารมณ์, ธรรมอันทำให้แจ้งแล้วด้วยการทำให้แจ้งซึ่งการได้เฉพาะ ย่อม เป็นธรรมอันถูกต้องแล้วด้วยความถูกต้องการได้เฉพาะ ด้วยประการ- ฉะนี้. จบ อรรถกถาสัจฉิกาตัพพนิทเทส
หน้า 404 ข้อ 78
อรรถกถาหานภาคิยจตุกนิทเทส๑ บัดนี้ เพราะความที่ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ย่าม มีโดยประเภทที่ว่างจากสมาธิอย่างหนึ่ง ๆ, ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงได้ ชี้แจงหานภาคิยจตุกะโดยเป็นอันเดียวกัน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปมสฺส ฌานสฺส ลาภึ คือ ของ พระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน. บทว่า ลาภึ เป็นทุติยาวิภัตติลงใน อรรถฉัฏฐีวิภัตติ. ลาโภ ท่านกล่าวเป็น ลาภี เพราะอรรถว่า มีการ ทำให้แจ้ง. ศัพท์ว่า สหคต ในบทว่า กามสหคตา นี้ท่านประสงค์เอา ความว่า อารมณ์, อธิบายว่า มีวัตถุกามและกิเลสกามเป็นอารมณ์. บทว่า สญฺามนสิการา - สัญญาและมนสิการ ได้แก่ ชวน- สัญญา และมนสิการด้วยความคำนึงถึงสัญญานั้น. มนสิการสัมปยุตด้วย ญาณก็ควร. บทว่า สมุทาจรนฺติ ย่อมปรากฏ คือ ย่อมเป็นไป. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรม คือ ปฐมฌาน. พระโยคาวจร เมื่อเสื่อมจากฌาน ชื่อว่า เสื่อมด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ ด้วยกิเลส กำเริบ ๑ ด้วยอสัปปายกิริยา ๑ ด้วยการไม่ประกอบความเพียร ๑. เมื่อเสื่อมด้วยกิเลสกำเริบ ชื่อว่า เสื่อมเร็ว. เมื่อเสื่อมด้วยอสัปปายกิริยา ๑. อยู่ในข้อ ๗๘.
หน้า 405 ข้อ 78
ด้วยอำนาจการประกอบความเป็นผู้ยินดีในการงาน ความเป็นผู้ยินดีใน การพูดเหลวไหล ความเป็นผู้ยินดีในการนอน ความเป็นผู้ยินดีในการ คลุกคลี ชื่อว่า เสื่อมช้า, เมื่อไม่เข้าถึงเนือง ๆ ด้วย ปลิโพธ - ความ กังวล มีความเจ็บไข้และความวิบัติด้วยปัจจัยเป็นต้น แม้เมื่อเสื่อมด้วย การไม่ประกอบความเพียร ก็ชื่อว่า เสื่อมช้า. แต่ในนิทเทสนี้ พระ- สารีบุตรเมื่อจะแสดงเหตุอันมีกำลังเท่านั้น จึงกล่าวถึงกิเลสกำเริบอย่าง เดียว. ก็เมื่อพระโยคาวจรเสื่อมจากทุติยฌานเป็นต้น ชื่อว่า เสื่อม แม้ด้วยความพอใจในฌานชั้นต่ำ ๆ กำเริบ. ถามว่า เป็นอันเสื่อมด้วย เหตุประมาณเท่าไร ? ตอบว่า เป็นอันเสื่อมด้วยเหตุเท่าที่ไม่สามารถจะ เข้าถึงได้. บทว่า ตทนุธมฺมตา - ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐม- ฌานนั้น คือ ธรรมอันเป็นไปสมควร ชื่อว่า อนุธมฺโม. บทนี้เป็น ชื่อของธรรม คือ ความพอใจอันเป็นไปเพราะทำฌานให้ยิ่ง. ธรรมอัน สมควรนั่นแล ชื่อว่า อนุธมฺมตา. ความเป็นธรรมสมควรแก่ฌานนั้น ชื่อว่า ตทนุธมฺมุตา. บทว่า สติ คือ พอใจ. บทว่า สนฺติฏฺติ คือ ตั้งอยู่. ท่าน อธิบายว่า ความพอใจอันเป็นไปตามปฐมฌานนั้น ยังเป็นไปอยู่.
หน้า 406 ข้อ 78
บทว่า อวิตกฺกสหคตา - ไม่สหรคตด้วยวิตก ได้แก่ มีทุติย- ฌานเป็นอารมณ์. บทนั้นท่านกล่าวว่า อวิตกฺกํ เพราะในทุติยฌานนี้ ไม่มีวิตก. บทว่า นิพฺพิทาสหคตา - สหรคตด้วยนิพพิทา ได้แก่ มีวิปัสสนา เป็นอารมณ์. วิปัสสนานั้นท่านกล่าวว่า นิพฺพิทา เพราะเบื่อหน่ายใน สังขารทั้งหลาย, สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ๑ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด. บทว่า วิราคูปสญฺหิตา ประกอบด้วย วิราคะ ได้แก่ วิปัสสนา ประกอบด้วยอริยมรรค. วิปัสสนานั้นถึงยอดแล้ว ให้บรรลุความตั้งขึ้น ของมรรค. เพราะฉะนั้น สัญญาและมนสิการมีวิปัสสนาเป็นอารมณ์ ท่านจึงกล่าวว่า วิราคูปสญฺหิตา - ประกอบด้วยวิราคะ, สมดังที่พระผู้- มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วิราคา วิมุจฺจติ๒ เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น. บทว่า วิตกฺกสหคตา - สหรคตด้วยวิตก ได้แก่ มีปฐมฌาน เป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจวิตก. บทว่า อุเปกฺขาสุขสหคตา - สหรคตด้วยอุเบกขาและสุข ได้ แก่ มีตติยฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจอุเบกขา คือ เป็นกลางในฌาน ๑. วิ. มหา. ๔/๒๓. ๒. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๐๙.
หน้า 407 ข้อ 78
นั้นและด้วยสุขเวทนา. บทว่า ปีติสุขสหคตา - สหรคตด้วยปีติและสุข ได้แก่ มีทุติย- ฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจปีติและสุขเวทนา. บทว่า อทุกฺขมสุขสหคตา - สหรคตด้วยอทุกขมสุข ได้แก่ มีจตุตถฌานเป็นอารมณ์ ด้วยอำนาจอุเบกขาเวทนา. เวทนานั้นไม่มี ทุกข์ ไม่มีสุข เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อทุกฺขมสุขเวทนา. ม อักษรในบทนี้ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. บทว่า รูปสหคตา - สหรคตด้วยรูป ได้แก่ แม้เมื่อมีธรรม เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ และธรรมเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลสของพระโยคาวจรผู้ตั้งอยู่ ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะมีรูปฌานเป็นอารมณ์ ท่านก็มิได้ ชี้แจงถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะไม่มีธรรมเป็นไปในส่วนแห่ง ความวิเศษ. ท่านกล่าวว่า สมาธิอันเป็นโลกิยะนี้แม้ทั้งหมดเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อมแก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์อย่างอ่อน มีปกติอยู่ด้วยความ ประมาท, เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่แก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์อย่าง อ่อน มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท. เป็นไปในส่วนแห่งความพิเศษ แก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์แก่กล้าอันมีตัณหาเป็นจริต, เป็นไปในส่วนแห่ง การชำแรกกิเลสแก่พระโยคีผู้มีอินทรีย์แก่กล้ามีทิฏฐิเป็นจริต. จบ อรรถกถาหานภาคิยจตุกนิทเทส
หน้า 408 ข้อ 79
ลักขณัตติกนิทเทส [๗๙] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ? ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรม ที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า รูปไม่เที่ยงเพราะความว่าในรูป เป็นทุกข์ เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้ ชื่อว่า สุตมยญาณ ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัด ธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ไม่เที่ยง เพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะ ความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้ ชื่อว่า สุตมยญาณ ชื่อว่าญาณด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาด้วยอรรถ ว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่า สุตมยญาณ.
หน้า 409 ข้อ 79
อรรถกถาลักขณัตติกนิทเทส ๗๙] บัดนี้ เพราะโลกิยธรรมแม้อย่างหนึ่ง ๆ ถูกกำจัดด้วย ไตรลักษณ์, ฉะนั้นท่านจึงชี้แจงไตรลักษณ์เป็นอันเดียวกัน. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจํ ขยฏฺเน - รูปไม่เที่ยงเพราะ อรรถว่า สิ้นไป คือ รูป ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะความสิ้นไปในลักษณะ นั้น ๆ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะมีความสิ้นไป เสื่อมไป หมดความยินดี ดับไปเป็นธรรมดา. บทว่า ทุกฺขํ ภยฏฺเน เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว คือ ชื่อว่า ทุกข์ เพราะความมีภัยเฉพาะหน้า. เพราะสิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่เที่ยงย่อมนำมาซึ่งความน่ากลัว ดุจความทุกข์ของทวยเทพใน สีโหปมสูตร๑ฉะนั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า ทุกฺขํ ด้วยอรรถว่า ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะ เป็นสิ่งน่ากลัว. บทว่า อนตฺตา อสารกฏฺเน เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ คือ ชื่อว่า อนัตตา เพราะไม่มีแก่นสารในตนที่ กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ตัวตน ผู้อยู่อาศัย ผู้กระทำ ผู้รู้ ผู้มีอำนาจเอง เพราะว่าสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ สิ่งนั้น ไม่สามารถจะดำรงความไม่ เที่ยงแม้ของตนหรือความเกิด ความเสื่อมและความบีบคั้นไว้ได้, จะหา ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๕๔.
หน้า 410 ข้อ 80
ความเป็นผู้กระทำเป็นต้นของต้นนั้นได้แต่ไหน. สมดังที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากรูปนี้เป็นตัวตนแล้วไซร้, รูปนี้จะไม่พึงเป็นไปเพื่อความอาพาธเลย.๑ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า อนัตตา เพราะไม่มีแก่นสารในตน ไม่มีแก่นสารเป็นนิจ. จบ อรรถกถาลักขณัตติกนิทเทส ทุกขสัจนิทเทส [๘๐] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่อง รู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ นี้ ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่าสุตมยญาณ อย่างไร ? ในอริยสัจ ๔ ประการนั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน ชาติเป็นทุกข์ ชราเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ อุปายาสเป็นทุกข์ ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็น ทุกข์ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความ ไม่ได้สมปรารถนา ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์. ๑. วิ. มหา. ๔/๒๐.
หน้า 411 ข้อ 81
ชาติในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ทั้งหลาย ความกลับได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ นี้ท่านกล่าวว่า ชาติ. ชราในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความแก่ ความชำรุด ความ เป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังเหี่ยว ความ เสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์ นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า ชรา. มรณะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความจุติ ความเคลื่อน ความแตก ความหายไป ความถึงตาย ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์นั้น ๆ นี้ท่านกล่าวว่า มรณะ. [๘๑] โสกะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความโศก กิริยาที่ โศก ความเป็นผู้โศก ความโศก ณ ภายใน ความตรอมตรม ณ ภายใน ความเผาจิต ความเสียใจ ลูกศร คือ ความโศก แห่งบุคคลผู้ถูกความ ฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งสมบัติกระทบเข้า ก็ดี ผู้ถูกความฉิบหาย คือ โรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่ง ศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบ กับความฉิบหายอื่น ๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่าน กล่าวว่า โสกะ.
หน้า 412 ข้อ 82
ปริเทวะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความครวญ ความคร่ำ- ครวญ ความร่ำไร ความเป็นผู้ร่ำไร ความเป็นผู้รำพัน ความบ่นด้วย วาจา ความเพ้อด้วยวาจา ความพูดพร่ำเพรื่อ กิริยาที่พูดพร่ำ ความ เป็นผู้พูดพร่ำเพรื่อ แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี . . . ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า ปริเทวะ. ทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบาก อันมีทางกาย ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วซึ่งเกิดแต่ กายสัมผัส กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส นี้ท่าน กล่าวว่า ทุกข์. โทมนัสสะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความ ลำบากอันมีทางใจ ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วเกิดแต่ สัมผัสทางใจ กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้ ท่านกล่าวว่า โทมนัสสะ. อุปายาสะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความแค้น ความเคือง ความเป็นผู้แค้น ความเป็นผู้เคือง แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติ กระทบเข้าก็ดี. . . ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า อุปายาสะ. [๘๒] ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็น ทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น
หน้า 413 ข้อ 82
รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือ สัตว์เหล่าใดเป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ ไม่หวัง ความเกื้อกูล ไม่หวังความสบาย ไม่หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลส แก่บุคคลนั้น การไปร่วมกัน การมาร่วมกัน การอยู่ร่วมกัน การ ทำกิจร่วมกัน กับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า ความ ประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์. ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์ใน ทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในโลกนี้ ย่อมมีแก่ บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใด คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร พวกพ้อง ญาติ หรือสาโลหิตเป็นผู้หวัง ประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความสบาย หวังความปลอดโปร่ง จากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไม่ได้ไปร่วมกัน การไม่ได้มาร่วมกัน การไม่ได้อยู่ร่วมกัน การไม่ได้ทำกิจร่วมกันกับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็น ทุกข์. ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจเป็นไฉน สัตว์ ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีชาติเป็นธรรมดา และชาติอย่างมาถึงแก่เราทั้งหลาย
หน้า 414 ข้อ 82
เลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนา สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์ สัตว์ทั้งหลายมีชราเป็นธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีพยาธิเป็นธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีมรณะเป็น ธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีโสกะปริเทวะ ทุกข์โทมนัสสะและอุปายาสะ เป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่าพึง มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้น ใจเป็นธรรมดาเลยและขอความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความ ทุกข์ใจและความคับแค้นใจ ไม่พึงมาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อัน สัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา ความไม่ได้สมปรารถนาแม้ นี้ก็เป็นทุกข์. โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน อุปาทานขันธ์ คือ รูป อุปาทานขันธ์ คือ เวทนา อุปาทานขันธ์ คือ สัญญา อุปาทานขันธ์ คือ สังขาร อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ อุปาทานขันธ์เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ นิท่านกล่าวว่า ทุกขอริยสัจ. อรรถกถาทุกขสัจนิทเทส ๘๐]พระสารีบุตรได้ชี้แจงแม้จตุกอริยสัจ โดยเป็นอันเดียวกัน เพราะสัจจะทั้งหลายเกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวกันด้วยอรรถว่า เป็นของ จริงแท้.
หน้า 415 ข้อ 82
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ตตฺถ ได้แก่ ในอริยสัจ ๔ เหล่านั้น. บทว่า กตมํ ได้แก่ กเถตุกัมยตาปุจฉา - ถามเพื่อประสงค์ จะตอบเอง. บทว่า ทุกฺขํ อริยสจฺจํ - ทุกขอริยสัจ ได้แก่ เป็นการแสดง ธรรมที่ถามแล้ว. ในบทมีอาทิว่า ชาติปิ ทุกฺขา นั้นท่านประกาศอรรถแห่ง ชาติ ศัพท์ไว้ไม่น้อย. ดังที่กล่าวไว้ว่า ภพ ตระกูล พวก ศีล บัญญัติ ลักษณะ ปสูติ ปฏิสนธิ ท่านประกาศอรรถแห่ง ชาติ ไว้ ด้วยประการฉะนี้. จริงดังนั้น ชาติ ศัพท์มีอรรถว่า ภพ ในบทมีอาทิว่า เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย๑ - ภพแม้หนึ่ง แม้สองภพ. มีอรรถว่า ตระกูล ในบทนี้ว่า อกฺขิตฺโต อนุปกฺกุฏฺโ ชาติวาเทน๒ - ไม่ซัดทอด ไม่ คำว่า ถึงตระกูล. มีอรรถว่า พวก ในบทมีอาทิว่า อตฺถิ วิสาเข นิคณฺา นาม สมณชาต๓ ดูก่อนวิสาขา พวกสมณะนิครนถ์ยังมีอยู่. มีอรรถว่า อริยศีล ในบทมีอาทิว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ๑. วิ. มหาวิภงฺค ๑/๓ ๒. ที. สี. ๙/๒๐๒ ๓. องฺ. ติก. ๒๐/๕๑๐
หน้า 416 ข้อ 82
ชาโต นาภิชานามิ๑ - ดูก่อนน้องหญิงตั้งแต่เราเกิดในอริยชาติแล้วจะได้ รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์จากชีวิตหามิได้. มีอรรถว่า บัญญัติ ในบทมีอาทิ ว่า ติริยา นาม ติณชาติ นาภิย อุคฺคนฺตฺวา นภํ อาหจฺจ ิตา อโหสิ๒หญ้าคาผุดขึ้นจากนาภีพุ่งขึ้นไปจดท้องฟ้า. มีอรรถว่า สังขต- ลักษณะ ในบทนี้ว่า ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเขหิ สงฺคหิตา๓ - ชาติ ท่านสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒. มีอรรถว่า ปสูติ ในบทนี้ว่า สมฺปติ- ชาโต อานนฺท โพธิสตฺโต๔- ดูก่อนอานนท์ โพธิสัตว์เกิดทันทีทันใด. มีอรรถว่า ปฏิสนธิ โดยปริยายในบทนี้ว่า ภวปจฺจยา ชาติ๕ เพราะ ภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ. และบทว่า ชาติปิ ทุกฺขา๖- แม้ชาติก็เป็นทุกข์. แต่โดยนิปริยาย - โดยตรง ได้แก่ ความปรากฏครั้งแรกของขันธ์ ทั้งหลายที่ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในภพนั้น ๆ. หากถามว่า เพราะเหตุไร ชาตินี้จึงเป็นทุกข์ ตอบว่า เพราะ ชาติเป็นที่ตั้งของทุกข์ไม่น้อย. ทุกข์ไม่น้อย คือ ทุกขทุกข์ วิปริณาม ทุกข์ สังขารทุกข์ ปฏิจฉันนทุกข์ อัปปฏิจฉันนทุกข์ ปริยายทุกข์ นิปริยายทุกข์ เพราะทุกข์เหล่านี้ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ ท่านกล่าว ว่า ทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์โดยสภาพของเวทนาและโดยชื่อ. ๑. ม.ม. ๑๓/๕๓๑ ๒. องุ. ปญฺจก. ๒๒/๑๙๖. ๓. อภิ.ธา ๓๖/๖๗. ๔. ม.อุ. ๑๔/๓๗๗. ๕. อภิ. วิ. ๓๕/๒๕๕. ๖. ขุ.ป. ๓๑/๘๐.
หน้า 417 ข้อ 82
สุขเวทนา ช่อว่า วิปริณามทุกข์ เพราะเป็นเหตุเกิดทุกข์ด้วย ความปรวนแปร. อุเบกขาเวทนา และสังขารเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งเหลือ ชื่อว่า สังขารทุกข์ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดและความดับ. อาพาธทางกาย ทางใจ มีปวดหู ปวดฟัน ความร้อนใจเกิด เพราะราคะ เกิดเพราะโทสะเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิจฉันนทุกข์ - ทุกข์ ปกปิด เพราะถามจึงรู้ และเพราะความเจ็บปวดไม่ปรากฏ. อาพาธที่มีสมุฏฐานจากโทษ ๓๒ เป็นต้น ชื่อว่า อัปปฏิจฉันน- ทุกข์ - ทุกข์ไม่ปกปิด เพราะไม่ต้องถามรู้ได้ และเพราะความเจ็บปวด ปรากฏ. แม้ทุกข์ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น มาในสัจวิภังค์๑ เว้น ทุกขทุกข์ ที่เหลือ ชื่อว่า ปริยายทุกข์ - ทุกข์โดยอ้อม เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ นั้น ๆ. ส่วนทุกขทุกข์ท่านกล่าวว่า เป็น นิปริยายทุกข์-ทุกข์โดย ตรง. ในบทนั้นชาติเป็นอาปายิกทุกข์ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรง ประกาศด้วยอุปมาในพาลบัณฑิตสูตร๒เป็นต้น. อนึ่ง ชาติเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์อันเป็นประเภทมีทุกข์ มีมูลมาจากการหยั่งลงสู่ ๑. อภิ.วิ. ๓๕/๑๔๘.
หน้า 418 ข้อ 82
ครรภ์เป็นต้น ซึ่งเกิดในมนุษยโลก แม้ในสุคติ. ในบทนี้ ชาตินี้เป็น ทุกข์อันเป็นประเภทมีทุกข์ มีมูลจากการหยั่งลงสู่ครรภ์เป็นต้น. จริงอยู่ สัตว์นี้เกิดในครรภ์มารดา มิได้เกิดในดอกอุบล ดอกบัวหลวง และ ดอกบัวขาวเป็นต้น. โดยที่แท้สัตว์ย่อมเกิดในท้องน้ำเกลียดอย่างยิ่ง คล้ายเที่ยวไปในป่าใหญ่ที่มีกลิ่นเหม็นมากอบอวลด้วยกลิ่นซากศพนานา ชนิด ทั้งมืดตื้อทั้งคับแคบอย่างยิ่งในท่ามกลางพื้นท้องกระดูกสันหลัง ข้างล่าง กระเพาะอาหารข้างบนท้อง ดุจหนอนเกิดในปลาเน่ามนเปรี้ยว บูด และหลุมขยะเป็นต้น. สัตว์นั้นเกิดในท้องมารดา อบอุ่นอยู่กับ ท้องมารดาตลอด ๑๐ เดือน เว้นจากการงอ การเหยียดเป็นต้น หมก อยู่เหมือนอาหารใส่ไว้ในถุง เหมือนก้อนแป้งถูกหนึ่ง ย่อมเสวยความ ทุกข์อย่างยิ่ง. นี้ชื่อว่าทุกข์มีมูลมาจากการหยั่งลงสู่ครรภ์. สัตว์นั้นในขณะ ที่มารดาหกล้ม เดิน นั่ง ลุก เปลี่ยนอิริยาบถเป็นต้น อย่างรีบร้อน ย่อมเสวยทุกข์หนัก เพราะความเจ็บปวดดีการคร่า ฉุด ทิ้ง ขยับไป ขยับมาเป็นต้น ดุจลูกแกะตกอยู่ในมือของนักเลงสุรา และดุจลูกงูตก อยู่ในมือของหมองู. สัตว์ย่อมเสวยทุกข์หนักในเวลามารดาดื่มน้ำเย็น ปรากฏ ดุจเกิดในนรกเย็น ในเวลามารดากลืนข้าวต้มอาหารร้อนปรากฏ ดุจฝนถ่านเพลิงโปรยลงมา ในเวลามารดากลืนของเค็มของเปรี้ยวเป็น ต้น ปรากฏดุจได้รับโทษการแทงด้วยหอกอันคมเป็นต้น, นี้เป็นทุกข์ มีมูลมาจากการบริหารครรภ์.
หน้า 419 ข้อ 82
อนึ่ง สัตว์ย่อมเสวยทุกข์ด้วยการผ่าตัดเป็นต้น ของมารดาผู้มี ครรภ์หลงในที่เกิดของทุกข์ไม่ควรที่ แม้มิตร อำมาตย์ และเพื่อนสนิท เป็นต้น ไม่ควรดู, นี้ชื่อว่าทุกข์มีมูลมาจากความวิบัติของครรภ์. ทุกข์ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้ถูกลมเป็นของมารดาซึ่งจะคลอด พัดหมุน กลับไปทางช่องคลอดน่ากลัวนัก ดุจตกเหว ดุจช้างถูกฉุดออกจากช่อง ดาล เพราะปากช่องคลอดแคบอย่างยิ่ง และดุจสัตว์นรกถูกภูเขาใน สังฆาตนรกบดละเอียด, นี้ทุกข์มีมูลจากการคลอด, ทุกข์เช่นกับแทงด้วยปลายเข็มและเฉือนด้วยมีดโกน ย่อมเกิด แต่สัตว์ผู้เกิดแล้วมีร่างกายแบบบาง เช่นกับแผลอ่อน ๆ ในเวลาจับมือ อาบน้ำ ล้างหน้า เช็ดด้วยผ้าผืนเล็กเป็นต้น, นี้ทุกข์มีมูลออกไปภาย- นอกจากท้องแม่. ในความเป็นไปนอกจากนี้ ทุกข์ย่อมมีแก่ผู้ทำลายตนด้วยตนเอง ผู้ประกอบความเพียรด้วยการทรมานตน ทำตนให้เดือดร้อนด้วยอเจลก- วัตรเป็นต้น ผู้ไม่บริโภคและบีบคอยด้วยความโกรธ, นี้เป็นทุกข์มีมูล จากความพยายามของตน, ที่นอกจากนี้ไปทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้เสวยกรรม มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น, นี้ทุกข์มีมูลจากความพยายามของผู้อื่น. ชาติ นี้เป็นที่ตั้งของทุกข์แม้ทั้งหมดด้วยประการฉะนี้. ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า
หน้า 420 ข้อ 82
หากสัตว์ไม่พึงเกิดในนรกทั้งหลายไซร้ เขา ก็จะไม่ต้องได้รับกรรม มีถูกไฟเผาเป็นต้นในชาติ นั้น, สัตว์พึงได้ทุกข์เป็นที่พึ่งในที่ไหนเล่า พระ- มุนีในธรรมวินัยนี้กล่าว ชาติ ว่าเป็นทุกข์ ด้วย ประการฉะนี้. ทุกข์ในจำพวกเดียรัจฉานมีไม่น้อย มีการ กระหน่ำด้วยแส้ ปฏัก ท่อนไม้เป็นต้น, เว้นชาติ เสีย ทุกข์จะพึงมีในสัตว์นั้นได้อย่างไร แม้เพราะ เหตุนั้น ชาติ จึงชื่อว่าเป็นทุกข์ในพวกสัตว์นั้น. ทุกข์ในเปรตทั้งหลาย เกิดเพราะวิหาร และมีทุกข์ชนิดต่าง ๆ มีเกิดแต่ลมและแดดเป็น ต้น, เพราะทุกข์ในที่นั้นย่อมมีแก่สัตว์ที่ยังไม่เกิด ก็หาไม่ ฉะนั้นพระมุนีจึงตรัส ชาติ ว่าเป็นทุกข์. ทุกข์ในหมู่อสูรในโลกันตรนรกมืดตื้อ เย็น จัด, เพราะความเกิดในนรกนั้นไม่มีทุกข์ ก็มีไม่ ได้ เพราะฉะนั้นพระมุนีจึงตรัสว่า ทุกข์ทั้งหลายมี เพราะชาติิ.
หน้า 421 ข้อ 82
สัตว์เมื่ออยู่ในครรภ์มารดาก็เหมือนอยู่ในคูถ- นรก เมื่ออยู่นานก็ดี ออกไปภายนอกก็ดี, สัตว์ ย่อมถึงทุกข์ เว้นขาดเสียแล้ว แม้ทุกข์อันร้ายแรง ยิงนักก็ไม่มี เพราะชาตินี้มีจึงเป็นทุกข์ ด้วยประ- การฉะนี้. อันที่จริงทุกข์นี้มีอยู่ในโลกนี้ตลอดกาล ประโยชน์ อะไรที่จะต้องพูดมากไปในกาลไหน ๆ มิใช่หรือ, ทุกข์เว้นชาติเสียแล้วก็มีไม่ได้ เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ตรัสถึง ชาติ นี้ว่าเป็นทุกข์ก่อนทุกข์อื่นทั้งหมด ดังนี้. ในบทว่า ชราปิ ทุกฺขา - แม้ชราก็เป็นทุกข์นี้ มีอธิบายดังต่อ ไปนี้ ชรามี ๒ อย่าง คือ ลักษณะของสังขตะและความเป็นขันธ์เก่าอัน เนื่องในภพเดียวในสันตติที่รู้กันว่ามีฟันหักเป็นต้น. ในที่นี้ ท่านประสงค์ เอาชรานั้น. ชรานั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะความเป็นสังขารทุกข์ และ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ทุกข์ทางกายทางใจเกิดขึ้น มีหลายปัจจัยอาทิ ว่าความเป็นหนุ่มสาวเสื่อมไปกำลังถดถอยสติปัญญาเสื่อมโทรม ถูกคน อื่นดูแคลน เพราะอวัยวะน้อยใหญ่ย่อหย่อนและอินทรีย์วิกลวิการ, ชรา จึงเป็นที่ตั้งของทุกข์นั้น, ดังที่ท่านไว้ว่า
หน้า 422 ข้อ 82
เพราะอวัยวะหย่อน อินทรีย์วิการ ความเป็น หนุ่มสาวเสื่อมกำลังถดถอย. สติเป็นต้นเสื่อม- โทรม ขาดความเลื่อมใสจากลูกเมียของตน ถึง ความอ่อนแอมากขึ้น. สัตว์ได้รับทุกข์ทั้งกายทาง ใจทั้งหมดนั้น เพราะชราเป็นเหตุ ฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวว่าชราเป็นทุกข์. แม้เมื่อท่านควรกล่าว พยาธิทุกข์ในลำดับชราทุกข์ก็พึงทราบว่า ท่านไม่กล่าว เพราะพยาธิทุกข์ท่านถือเอาด้วยกายิกทุกข์นั่นเอง. ในบทว่า มรณมฺปิ ทุกฺขํ - แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ความตาย มี ๒ อย่าง คือ ความตายที่ท่านกล่าวหมายถึงลักษณะของสังขตะว่า ชรามรณะท่านสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๒,๑ และที่ท่านกล่าวหมายถึงการ ขาดชีวิตินทรีย์อันเนื่องกันในภพหนึ่งว่า ความกลัวแต่ความตายเป็นนิจ ในที่นี้ท่านประสงค์เอาความตายนั้น. ชื่อของความตายนั้น คือ ชาติ- ปัจจยมรณะ - ความตายเพราะชาติเป็นปัจจัย, อุปักกมมรณะ - ความ ตายเพราะความพยายาม, สรสมรณะ - ตายเพราะสิ้นอายุและกรรม, อายุกขยมรณะ - ความตายเพราะสิ้นอายุ, บุญญักขยมรณะ - ความตาย เพราะสิ้นบุญ. พึงทราบประเภทของความตายในที่นี้อีก คือ ขณิก- ๑. อภิ.ธา. ๓๖/๖๗.
หน้า 423 ข้อ 82
มรณะ - ความตายชั่วขณะ, สมมติมรณะ - ความตายโดยสมมติ, สมุจเฉทมรณะ - ความตายเด็ดขาด. ประเภทของรูปธรรมและอรูป- ธรรมในความเปลี่ยนแปลง ชื่อว่า ขณิกมรณะ. บทนี้ว่า ติสฺโส มโต, ปุสฺโส มโต - นายติสสะตายแล้ว นาย ปุสสะตายแล้ว ชื่อว่า สมมติมรณะ เพราะไม่มีสัตว์โดยประมัตถ์. บทนี้ว่า สสฺสํ มตํ, รุกฺโข มโต - ข้าวกล้าตายแล้ว, ต้นไม้ ตายแล้ว ชื่อว่า สมมติมรณะ. เพราะไม่มีสัตว์โดยปรอินทรีย์ กาลกิริยาอันไม่มีปฏิสนธิของพระขีณาสพ ชื่อว่า สมุจเฉท- มรณะ. สมมติมรณะและสมุจเฉทมรณะนอกนี้ เว้นสมมติมรณะภาย- นอกท่านสงเคราะห์ด้วยการตัดขาดการติดต่อ ตามที่กล่าวแล้ว, มรณะ ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า วัตถุเป็นที่รักของคนชั่วผู้เห็นนิมิตมีบาปกรรม เป็นต้น ผู้ประสบสิ่งเจริญของพลัดพรากไป, ทุกข์ ทางใจของตนใกล้ตายโดยไม่แตกต่างกัน ทุกข์ใน สรีระมีโรคลมอันตัดข้อต่อและเส้นเอ็นขาดเป็นต้น ย่อมมีแก่สัตว์ทั้งปวงผู้ถูกทิ่มแทงส่วนสำคัญของ ร่างกาย ย่อมเป็นทุกข์เกิดแต่สรีระ.
หน้า 424 ข้อ 82
ความตายนี้เป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ ไม่มีการตอบ. แทน เป็นที่ตั้งของทุกข์, เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า ความตายนี้เป็นทุกข์แน่นอน. ๘๑] จิตเร่าร้อนมีการเพ่งภายในเป็นลักษณะของผู้ที่ถูกความ เสื่อมแห่งญาติเป็นต้นมากระทบ ชื่อว่าความโศกในบทว่า โสกะ เป็นต้น. ความโศกชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ จากทุกขทุกข์. ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ความโศกย่อมทิ่มแทงหัวใจของสัตว์ทั้งหลาย ดุจถูกลูกศรอาบยาพิษเจาะ และย่อมแผดเผาอย่าง แรงกล้าดุจหลาวเหล็กถูกไฟเผาสังหารอยู่ ความโศกย่อมนำมาซึ่งพยาธิ ชรา มรณะ และการทำลาย แม้ทุกข์หลายอย่าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความโศกเป็นทุกข์. ความพร่ำเพ้อของผู้ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้น มาถูกต้อง ชื่อว่าปริเทวะ. ปริเทวะชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะความเป็นสังขารทุกข์ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัตว์ถูกลูกศร คือ ความโศกกำลังร้องไห้คร่ำ. ครวญ คือ ริมฝีปาก เพดานแห้งผากเป็นโรคผอม-
หน้า 425 ข้อ 82
แห้ง, ย่อมได้รับทุกข์อย่างแสนสาหัส ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส ปริเทวะ ว่าเป็นทุกข์. ทุกข์ชื่อว่าเป็นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ทางกายมีลักษณะบีบคั้นทางใจ, อนึ่งชื่อว่าทุกข์เป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ในทุกข์ และเพราะนำมาซึ่ง ทุกข์มีในใจ. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า ทุกข์นี้ย่อมบีบคั้นกาย และให้เกิดทุกข์ใจ ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวโดยวิเศษว่า ทุกฺขํ. โทมนัสสะเป็นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ทางใจมีลักษณะบีบคั้นทางใจ. อนึ่ง โทมนัสสะชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นทุกขในทุกข์ และเพราะนำมาซึ่ง ทุกข์ทางกาย. จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายที่ได้รับทุกข์ทางใจมาก ย่อมเสวยทุกข์ มากมายเช่นสยายผมร้องไห้คร่ำครวญ. ขยี้อก, หมุนมาหมุนไป หก ขะเมน, คว้าศัสตรา, ดื่มยาพิษ, แขวนคอ, เข้ากองไฟ ดังที่ท่าน กล่าวไว้ว่า เพราะจิตได้รับการบีบคั้น และนำความบีบ- คั้นแก่กายอีกด้วย, ฉะนั้นท่านจึงกล่าวโทมนัสสะ ว่าเป็นทุกข์เพราะความเสียใจ. อุปายาสะเป็นทุกข์ ได้แก่ โทสะทำให้เกิดทุกข์ทางใจอย่างยิ่งของ ผู้ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้นมาถูกต้อง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ธรรมข้อหนึ่งอันนับเนื่องด้วยสังขารขันธ์. อุปายาสะ ชื่อว่า เป็นทุกข์
หน้า 426 ข้อ 82
เพราะเป็นสังขารทุกข์ เพราะเผาผลาญจิต เพราะความอึดอัดทางกาย. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า อุปายาสะเป็นทุกข์ เพราะความเผาผลาญจิต และเพราะความอึดอัดทางกายเป็นอย่างมาก ย่อม ยังทุกข์ให้เกิด เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อุปา- ยาสะเป็นทุกข์. อนึ่ง ในบทว่า โสกะ ปริเทวะ และอุปายาสะนี้พึงเห็นว่า โสกะ เหมือนน้ำหุงข้าวด้วยไฟอ่อนน้ำข้าวเดือดอยู่ภายในภาชนะ, พึงเห็น ปริเทวะ เหมือนน้ำหุงข้าวด้วยไฟแรงน้ำข้าวก็เดือดล้นออกนอกภาชนะ, พึงเห็นอุปายาสะ เหมือนน้ำข้าวส่วนที่เหลือจากการล้นออกไม่เพียงพอที่ จะออกได้ น้ำข้าวที่หุงก็จะหมดสิ้นไปภายในภาชนะนั่นเอง. ๘๒ ] การอยู่ร่วมกับสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก ชื่อว่า อัป- ปิยสัมปโยคทุกข์. อัปปิยสัมปโยคทุกข์์ ชื่อว่า เป็นทุกข์เพราะเป็นที่ ตั้งแห่งทุกข์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์ครั้งแรกย่อมเกิดในจิต เพราะเห็นสัตว์ และสังขารอันไม่เป็นที่รัก หรือทุกข์ที่เกิดเพราะ การทรมาน ย่อมมีในกายนี้. แม้ทุกข์ทั้งสองนี้โดยวัตถุ ก็เป็นการอยู่ร่วม กับสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นที่รู้กันว่า
หน้า 427 ข้อ 82
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ตรัสว่า การ อยู่ร่วมกับสัตว์และสังขารว่าเป็นทุกข์. การพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ชื่อว่า ปิยวิปป- โยคทุกข์. ปิยวิปปโยคทุกข์ ชื่อว่า เป็นทุกข์เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า คนพาลทั้งหลายเพียบพร้อมด้วยลูกศร คือ ความโศก เพราะการพลัดพรากจากญาติและสมบัติ ย่อมเสียดแทงหัวใจ วิปปโยคทุกข์ นี้ รู้กันแล้วว่า เป็นทุกข์. ในการไม่ได้สมความปรารถนาพึงทราบความต่อไปนี้ ความ ปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้ท่านกล่าวว่า ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ, ตมฺปิ- ทุกฺขํ - ความไม่ได้สมความปรารถนาก็เป็นทุกข์. อธิบายว่า เมื่อ ปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้โดยธรรมก็ไม่ได้. ความปรารถนานั้นก็เป็น ทุกข์. ความไม่ได้สมความปรารถนา ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้ง แห่งทุกข์. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์เกิดจากการพิฆาต ย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้ง- หลายในโลกนี้โดยที่ไม่ได้สิ่งนั้น ๆ ตามปรารถนา. เพราะความปรารถนาวัตถุที่ไม่ควรได้ อันเป็นเหตุ
หน้า 428 ข้อ 82
แห่งทุกข์นั้น, ฉะนั้นพระชินเจ้าจึงได้ตรัสถึงความ ไม่ได้สมปรารถนาว่าเป็นทุกข์. ในบทว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา - โดยย่ออุปาทาน- ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ มีอธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า สงฺขิตฺเตน ท่านกล่าว หมายถึงเทศนา. เพราะไม่สามารถจะย่อทุกข์ได้ว่า ทุกข์ร้อยมีประมาณ เท่านี้ ทุกข์พันมีประมาณเท่านี้, แต่เทศนาสามารถจะย่อได้. ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงย่อเทศนาจึงตรัสอย่างนี้ว่า ชื่อว่า ทุกข์ ไม่มีอะไรอื่น, โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์. บทว่า ปญฺจ เป็นการกำหนดจำนวน. บทว่า อุปทานกฺ- ขนฺธา ได้แก่ ขันธ์อันเป็นอารมณ์ของอุปาทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ตรัสถึงทุกข์ที่มีชาติ เป็นแดนเกิด ไม่ตรัสถึงทุกข์ทั้งหมด ทุกข์นอก จากนี้ก็ยังมีอยู่. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ ทรงแสดงที่สุดของทุกข์ ว่า โดย ย่ออุปาทานขันธ์เหล่านี้เป็นทุกข์. เป็นความจริงดังนั้นชาติเป็นต้น เบียดเบียนอุปาทานขันธ์ ด้วยประการต่าง ๆ ดุจไฟกำจัดเชื้อไฟ, ดุจเครื่องประหารกำจัดเป้า, ดุจเหลือบและยุงเป็นต้นกัดโค, ดุจคนตัดหญ้าทำลายดิน, ดุจโจรปล้น
หน้า 429 ข้อ 82
ชาวบ้าน, ทำลายชาวบ้าน ฉะนั้น ย่อมเกิดในอุปาทานขันธ์นั่นเอง ดุจหญ้าและเถาวัลย์เกิดบนแผ่นดิน, ดุจดอกไม้ ผลไม้และใบไม้อ่อน เกิดโน้นต้นไม้. ชาติ เป็นทุกข์ในเบื้องต้นของอุปาทานขันธ์. ชรา เป็นทุกข์ในท่ามกลาง. มรณะ เป็นทุกข์ในที่สุด, โสกะ เป็นทุกข์ถูกเผาผลาญ ด้วยถูกทุกข์ใกล้จะตายเบียด- เบียน, ปริเทวะ เป็นทุกข์ด้วยการพร่ำเพ้อ เพราะทนทุกข์นั้นไม่ได้, ทุกขะ เป็นทุกข์ด้วยความเจ็บป่วยของกาย เพราะประสบกับ สัมผัสอันไม่น่าปรารถนา กล่าวคือ ธาตุกำเริบ, โทมนัสสะ เป็นทุกข์ด้วยการรบกวนทางใจ เพราะเกิด ปฏิฆะ - ความขึ้งเคียด ในโทมนัสของปุถุชนผู้ถูกโทมนัสนั้นเบียด- เบียน, อุปายาสะ เป็นทุกข์ด้วยความทอดถอนใจของผู้เกิดความตก- ต่ำ เพราะความโศกเป็นต้นท่วมท้น. การไม่ได้สมความปรารถนาเป็นทุกข์ เพราะทำลายความ ปรารถนาของผู้ที่ถึงความหมดหวัง, อุปทานขันธ์ที่ถูกกำหนดโดย ประการต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า ทุกข์ เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดง
หน้า 430 ข้อ 82
ทุกข์นั้นอย่างหนึ่ง ๆ นำมากล่าว แต่ก็ไม่สามารถจะกล่าวให้หมดสิ้นได้ ตั้งหลายกัป, เพื่อแสดงย่อทุกข์ทั้งหมดไว้ในอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นบาง ส่วน ดุจรสน้ำในมหาสมุทรก็ย่อลงในหยาดน้ำเดียวกัน พระเถระจึง ได้กล่าวพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า โดยย่ออุปาทาน- ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบวินิจฉัยในบทภาชนีย์ มีอาทิว่า ตตฺถ กตมา ชาติ. บทว่า ตตฺถ คือ เมื่อชาติเป็นต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้แล้วในทุกขสัจนิทเทส. บทว่า ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ คือ แสดงถึงสัตว์ไม่น้อย ทั่วไปโดยสังเขป. เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ตลอดวันว่า ชาติของเทวทัต, ชาติของโสมทัต สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่กำหนดถือเอา, การแสดงความอื่น อีกทั้งหมดก็ย่อมไม่สำเร็จ, แต่ด้วยบทสองบทนี้ สัตว์ไร ๆ ก็ไม่กำหนด ถือเอา การแสดงความอื่นอีกอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่สำเร็จก็หามิได้. บทว่า ตมฺหิ ตมฺหิ คือ การแสดงถึงหมู่สัตว์ไม่น้อยทั่วไป ด้วยคติและชาติ. บทว่า สตฺตนิกาเย - ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย คือ ในชุมนุมสัตว์ ในที่ประชุมสัตว์. บทว่า ชาติ คือ ความเกิด. บทนี้ในที่นี้เป็นปฐมาวิภัตติลง ในอรรถสภาวะ แปลว่า ความเกิด.
หน้า 431 ข้อ 82
บทว่า สญฺชาติ คือ ความเกิดพร้อม. บทนี้เพิ่มอุปสัคลงไป แปลว่า ความเกิดพร้อม. บทว่า โอกฺกนฺติ คือ ความก้าวลง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ชาติ ด้วยอรรถว่า ความเกิด, ท่านกล่าวว่า ชาติ นั้น โดยที่อายตนะ ยังไม่บริบูรณ์. ชื่อว่า สัญชาติ ด้วยอรรถว่า เกิดพร้อม, ท่านกล่าว สัพชาติ นั้น โดยที่อายตนะบริบูรณ์แล้ว. ชื่อว่า โอกกันติ ด้วย อรรถว่า ก้าวลง ท่านกล่าว โอกกันติ นั้น ด้วยอำนาจของ อัณฑชะ - เกิดในไข่ และ ชลาพุชะ - เกิดในครรภ์. เพราะว่าสัตว์เหล่านั้น ก้าวลงสู่รังไข่และถุงกระเพาะ. สัตว์ก้าวลงย่อมถือปฏิสนธิ ดุจเข้าไป, ชื่อว่า อภินิพพัตติ ด้วยอรรถว่า ความบังเกิด, ท่านกล่าว อภินิพ- พัตติ นั้น ด้วยอำนาจแห่ง สังเสทชะ - เกิดจากเถ้าไคล และ โอป- ปาติกะ - เกิดผุดขึ้น เพราะสัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ปรากฏเกิดขึ้น, นี้เป็น สมมุติกถา - กล่าวโดยสมมติเท่านั้น. บัดนี้จะกล่าวโดยปรมัตถ์ว่า ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ - ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความกลับได้อายตนะ เพราะ โดยปรมัตถขันธ์นั่นแล ปรากฏมิใช่สัตว์ปรากฏ. อนึ่ง ในบทว่า ขนฺธานํ นี้ พึงทราบการถือเอาแม้ขันธ์ ๕ ในภพแห่งขันธ์ ๕ ขันธ์ หนึ่งในภพแห่งขันธ์หนึ่ง, ขันธ์ ๔ ในภพแห่งขันธ์ ๔. บทว่า ปาตุ-
หน้า 432 ข้อ 82
ภาโว-ความปรากฏ ได้แก่ การเกิดขึ้น. บทว่า อายตนานํ พึง ทราบว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยอำนาจอายตนะซึ่งเกิดขึ้นในภพนั้น ๆ. บทว่า ปฏิลาโภ - การได้เฉพาะ ได้แก่ ความปรากฏในเพราะ สันตตินั่นเอง. เพราะว่า อายตนะเหล่านั้นปรากฏ เป็นอันชื่อว่า ได้ เฉพาะแล้ว. บทว่า อยํ วุจฺจติ ชาติ คือ นี้ท่านกล่าวว่า ชาติ. พึงทราบวินิจฉัยในชรานิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า ชรา เป็น ปฐมาวิภัตติลงในอรรถสภาวะ แปลว่า ความแก่ บทว่า ชีรณตา เป็นอาการนิทเทส แปลว่า ความชำรุด สามบทมีบทว่า ขณฺฑิจฺจํ - ความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น เป็น กิจนิทเทส - แสดงกิจที่ปรากฏ ในขณะล่วงกาลผ่านวัย, สองบทหลัง เป็นปกตินิทเทส - แสดงความเป็นปกติ จริงอยู่ ความนี้ท่านแสดงโดยสภาวะด้วยบทว่า ชรา. เพราะ เหตุนั้น บทว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ จึงเป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งสภาวะ ของชรานั้น. ด้วยบทว่า ชีรณตา - ความชำรุดนี้ท่านแสดงโดยอาการ, เพราะ เหตุนั้น บทนี้จึงเป็นอาการนิทเทสของชรานั้น.
หน้า 433 ข้อ 82
ด้วยบทว่า ขณฺฑิจฺจํ นี้ ท่านแสดงโดยกิจ คือ ความที่ฟัน และเล็บหักในเมื่อล่วงกาลผ่านวัยไป. ด้วยบทว่า ปาลิจฺจํ - ความเป็นผู้มีผมหงอก นี้ท่านแสดงโดย กิจ คือ ความที่ผมและขนทั้งหลายหงอก. ด้วยบทว่า วลิตฺตจตา - ความเป็นผู้มีหนังเหี่ยว นี้ท่านแสดง โดยอาการ คือ ความที่เพื่อแห้งเหี่ยว และหนังย่น. เพราะเหตุนั้น ๓ บทของชรานั้นจึงเป็นกิจนิทเทส ในขณะกาลเวลาผ่านไป. ด้วยบท ทั้ง ๓ นั้นท่านแสดงถึงชราปรากฏ เห็นได้ชัดด้วยแสดงความผิดปกติ เหล่านี้. ทางไปของชราปรากฏในฟันเป็นต้น ด้วยความเป็นผู้มีฟันหัก เป็นต้น แม้ลืมตาก็รู้ได้. อนึ่ง ชรามีความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น รู้ ไม่ได้. เพราะชราจะพึงรู้ด้วยตาไม่ได้. เหมือนทางไปของน้ำ ลม หรือไฟ ย่อมปรากฏ เพราะหญ้าและต้นไม้เป็นต้น โค่นหัก หรือถูก ไฟไหม้ อนึ่ง ทางไปนั้นไม่ปรากฏ น้ำเป็นต้นเท่านั้นปรากฏ. ด้วยบทเหล่านี้ว่า อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก- ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย คือท่านแสดงตามปกติ กล่าวคือ ความสิ้นไปแห่งอายุ เพราะอายุเสื่อมยิ่งในขณะกาลเวลาผ่าน ไปและความแก่แห่งอินทรีย์ มีชาติเป็นต้น, เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า บททั้งสองนี้เป็นปกตินิทเทส.
หน้า 434 ข้อ 82
ในบททั้งสองนั้น เพราะอายุของผู้มีชราย่อมเสื่อม ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวชรา โดยผลูปจารนัย - โดยมุ่งผลว่า อายุใน สํหานิ- ความเสื่อมแห่งอายุ ดังนี้. อนึ่ง ในเวลาเป็นหนุ่มอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น แจ่มใสดี สามารถจะรับวิสัยของตนแม้สุขุมได้โดยง่ายทีเดียว ครั้นถึง ชราก็แก่หง่อม ขุ่นมัว หดหู่ ไม่สามารถจะรับวินัยของตนได้, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวโดยมุ่งผลว่า อินฺทฺริยานํ ปริปาโก - ความแก่แห่งอินทรีย์ ทั้งหลาย. ท่านชี้แจงชราไว้อย่างนี้ แม้ชราทั้งหมดก็มี ๒ อย่าง คือ ปรากฏ ๑ ปกปิด ๑. ในชราเหล่านั้น ชราในรูปธรรมมีฟันเป็นต้น เป็นชราปรากฏ เพราะแสดงความเป็นผู้มีฟันหักเป็นต้น, ส่วนชราในอรูปธรรม ชื่อว่า ชราปกปิด เพราะไม่แสดงความผิดปรกติเช่นนั้น. ในชราปรากฏนั้น ความที่ฟันหักเป็นต้น ย่อมปรากฏเป็นชนิด ของฟันเป็นต้นเช่นนั้นเอง. บุคคลเห็นความที่ฟันหักเป็นต้นนั้นด้วยตา แล้วคิดด้วยมโนทวารว่า ฟันเหล่านี้ถูกชราทำลายเสียแล้ว จึงรู้ชรา เหมือนแลดูเขาโคเป็นต้น ที่เขาผูกไว้ในที่มีน้ำแล้วรู้ว่า ข้างล่างมีน้ำ ยังมี ชรา อีก ๒ อย่าง คือ สวีจิชรา - ชรารู้ง่าย ๑ อวีจิชรา- ชรารู้ยาก ๑. ในชรา ๒ อย่างนั้น ชรา ชื่อว่า อวีจิชรา เพราะรู้ความ แตกต่างของชนิดในระหว่าง ๆ มีแก้วมณี ทอง เงิน แก้วประพาฬ
หน้า 435 ข้อ 82
ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เป็นต้นได้ยาก เหมือนรู้สัตว์มีชีวิในจำพวก มันททสกะ - วัยอ่อน ๑๐ ขวบเป็นต้นได้ยาก. และเหมือนรู้ยิ่งไม่มี ชีวิตในจำพวก ดอกไม้ ผลไม้และใบไม้เป็นต้นได้ยากฉะนั้น. อธิบาย ว่า ได้แก่ นิรันตรชรา - ชราติดต่อกันไป. เมื่อกล่าวโดยประการอื่น จากนั้น ชรา ชื่อว่า สวีจีชรา เพราะรู้ความแตกต่างของชนิดเป็นต้น ในระหว่าง ๆ ได้ง่าย. ในชรา ๒ อย่างนั้น สวีจิชรา พึงทราบอย่างนี้ ด้วยอำนาจ ของอุปาทินนกะและอนุปาทินนกะ ฟันน้ำมันย่อมขึ้นแก่เด็กเล็กเป็น ครั้งแรก แต่ฟันน้ำมันเหล่านั้นไม่มั่นคง. เมื่อฟันน้ำมันหลุดไป ฟัน ก็ขึ้นอีก ฟันเหล่านั้นครั้งแรกเป็นสีขาว, ครั้นถูกลมชรากระทบ ก็ กลายเป็นสีดำ. ผมครั้งแรกเป็นสีแดง, จากนั้นก็เป็นสีดำ, จากนั้น ก็เป็นสีขาว. ผิวก็มีเลือดฝาด. เมื่อเจริญขึ้น ๆ ส่วนที่สีขาวก็ผ่องใส, ส่วนที่สีดำก็ปรากฏเป็นสีดำ, เมื่อถูกลมชรากระทะ ก็มีรอยย่น. ข้าวกล้าในเวลาหว่านก็เป็นสีขาว ภายหลังก็เป็นสีเขียว, เมื่อถูกลม ชรากระทบก็เป็นสีเหลือง. ควรแสดงถึงพืชต้นมะม่วงบ้าง. พึงทราบวินิจฉัยในมรณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า จุติ ท่าน กล่าวด้วยอำนาจการเคลื่อน. บทนี้เป็นคำกล่าวถึงความเสมอกันของ ขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕. บทว่า จวนตา - ความเคลื่อน เป็นบทชี้ถึงลักษณะ โดยกล่าว ถึงภาวะ.
หน้า 436 ข้อ 82
บทว่า เภโท - ความแตก เป็นบทแสดงถึงการเกิดความแตก ของ จุติขันธ์. บทว่า อนฺตรธานํ - ความหายไป เป็นบทแสดงถึงความไม่มี ฐานะ โดยปริยายอย่างใด ๆ ของจุติขันธ์ที่แตกแล้ว ดุจหม้อที่แตก บทว่า มจฺจุ มรณํ ได้แก่ ความตาย กล่าวคือ ถึงความตาย มิใช่ตายชั่วขณะ มัจจุผู้ทำที่สุด ชื่อว่า กาละ, การทำกาละนั้น ชื่อว่า กาลกิริยา. ด้วยเหตุเพียงนี้ ท่านแสดงถึงความตายโดยสมมติ. บัดนี้ เพื่อแสดงโดยปรมัตถ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ขนฺธานํ เภโท - ความแตกแห่งขันธ์. จริงอยู่โดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้น แตก สัตว์ไร ๆ ไม่ตาย. เมื่อขันธ์แตกสัตว์ก็ตาย. จึงมีคำกล่าวว่า เมื่อขันธ์แตก สัตว์ตายแล้ว. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบความแตกแห่ง ขันธ์ ด้วยอำนาจของขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕. พึงทราบความทอดทิ้ง ซากศพ ด้วยอำนาจของขันธ์ ๑, พึงทราบความแตกแห่งขันธ์ ด้วย อำนาจของขันธ์ ๔ พึงทราบการทอดทิ้งซากศพ ด้วยอำนาจสองขันธ์ ที่เหลือ. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะซากศพ คือ รูปกาย ยังมีอยู่แม้ในสองภพ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะขันธ์แม้ในชั้นจาตุมหา- ราชิกายังแตกได้, ย่อมไม่ทอดทิ้งอะไร ๆ ไว้. ฉะนั้น ความแตกแห่ง ขันธ์ ด้วยอำนาจขันธ์เหล่านั้นจึงเป็นการทอดทิ้งซากศพไว้ในมนุษย์ เป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวถึงมรณะเพราะทำการทอดทิ้งซากศพ ว่า กเฬวรสฺส นิกฺเขโป - การทอดทิ้งซากศพ.
หน้า 437 ข้อ 82
ด้วยบทนี้ว่า ชีวิตินฺทฺริยสฺสุปจฺเฉโท - ความขาดแห่งชีวิตน- ทรีย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ชื่อว่า มรณะ ย่อมมีแก่ผู้ที่ ยังมีอินทรีย์ผูกพันอยู่เท่านั้น, ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีอินทรีย์ผูกพันอยู่. ส่วนบทว่า สสฺสํ มตํ, รุกฺโข มโต - ข้าวกล้าตาย ต้นไม้ตายเป็น เพียงโวหารเท่านั้น. แต่โดยอรรถคำเห็นปานนี้ แสดงถึงความสิ้นไป และความเสื่อมไปของข้าวกล้าเป็นต้นเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชาติ ชรา มรณะเหล่านี้เที่ยวแสวงหาช่องของ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ดุจปัจจามิตรผู้มุ่งร้าย ฉะนั้น. เหมือนอย่างว่า ปัจจามิตร ๓ คน ของบุรุษเที่ยวคอยหาช่อง. ปัจจามิตรคนหนึ่งพึง กล่าวว่า เราจักกล่าวพรรณนาคุณของป่าโน่น แล้วจักพาบุรุษนั้นไปที่ ป่านั้น, เราจะไม่ทำร้ายในบุรุษนี้เลย. ปัจจามิตรคนที่สองพึงกล่าวว่า ในเวลาที่ท่านพาบุรุษนี้ไปเราจักโบยทำให้หมดกำลัง. เราจะไม่ทำรุณ แรงในบุรุษนี้เลย. ปัจจามิตรคนที่สามพึงกล่าวว่า เมื่อท่านโบยบุรุษนี้ ทำให้หมดกำลังแล้ว การเอาดาบตัดศีรษะเป็นภาระของเรา ครั้นปัจจา- มิตรเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็พึงทำตามนั้น. การคร่าออกจากแวดวงของเพื่อนและญาติ แล้วให้ไปอยู่ในที่ใด ที่หนึ่ง ดุจปัจจามิตรคนที่หนึ่งกล่าวพรรณนาคุณของป่า แล้วพาบุรุษ นั้นไปในป่านั้น พึงทราบว่า เป็น กิจของชาติ, การล้มลงในขันธ์ ที่เกิดแล้วต้องอาศัยผู้อื่นและนอนพักผ่อนบนเตียง ดุจการโบยของ ปัจจามิตรคนที่สองแล้วทำให้หมดกำลัง พึงทราบว่า เป็น กิจของชรา.
หน้า 438 ข้อ 82
การทำให้ถึงสิ้นชีวิต ดุจการเอาดาบที่คมตัดศีรษะของปัจจามิตรคนที่สาม พึงทราบว่า เป็น กิจของมรณะ. อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้ ชาติทุกข์ พึงเห็นดุจการเข้าไปสู่ที่ มหากันดารอันมีโทษ, ชราทุกข์ พึงเห็นดุจคนที่ไม่มีข้าวและน้ำในที่ นั้นหมดกำลังลง มรณทุกข์ พึงเห็นดุจการถึงความเสื่อมและความ พินาศด้วยสัตว์ร้ายเป็นต้นของคนที่หมดกำลัง ผู้หมดความพยายามใน การเปลี่ยนอิริยาบถ. พึงทราบวินิจฉัยในโสกนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า พฺยสนํ เพราะอรรถว่าถึงความพินาศ, อธิบายว่า ทอดทิ้งประโยชน์และความ สุขนอนซบเซา. ความพินาศของญาติทั้งหลาย ชื่อว่า าติพฺยสนํ, ความสิ้นญาติเพราะภัยแต่โจรและโรคเป็นต้น ชื่อว่า าติวินาโส. ด้วยความพินาศแห่งญาตินั้น. บทว่า ผุฏฺสฺส - กระทบแล้ว คือ ท่วมทับ ครอบงำ, ได้แก่ ประกอบพร้อม. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ความต่างกัน มีดังนี้ ความพินาศแห่งสมบัติ ชื่อว่า โภคพฺยสนํ. อธิบายว่า ความ สิ้นสมบัติ ความพินาศแห่งโภคะ ด้วยราชภัยและโจรภัยเป็นต้น. ความพินาศ คือ โรคนั้นเอง ชื่อว่า โรคพฺยสนํ. จริงอยู่ โรค ชื่อว่า พยสนะ เพราะอรรถว่า ยังความไม่มีโรคให้พินาศไป. ความพินาศ แห่งศีล ชื่อว่า สีลพฺยสนํ บทนี้เป็นชื่อของ ความเป็นผู้ทุศีล.
หน้า 439 ข้อ 82
ความพินาศ คือ ทิฏฐินั้นเองเกิดขึ้นแล้วทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศ ชื่อว่า ทิฏฺพฺยสนํ-ความพินาศแห่งทิฏฐิ. อนึ่ง ในบทนี้ สองบทแรกยังไม่สมบูรณ์,๑ ตามบทหลังสมบูรณ์ แล้ว ถูกกำจัดด้วยไตรลักษณ์. อนึ่ง สามบทแรกเป็นกุศลก็ไม่ใช่ เป็นอกุศลก็ไม่ใช่. สองบท คือ สีลพยสนะ และทิฏฐิพยสนะเป็น อกุศล บทว่า อญฺตรญฺตคเรน- ความพินาศอื่น ๆ คือ เมื่อถูกความ พินาศอย่างใดอย่างหนึ่งจับต้องก็ดี เมื่อถูกความพินาศแห่งมิตรและ อำมาตย์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่จับต้องก็ดี. บทว่า สมนฺนาคตสฺส - ประจวบแล้ว คือ ติดตามอยู่เสมอ ไม่พ้นไปได้. บทว่า อญฺตรญฺตเรน ทุกฺขธมฺเมน - อันเหตุแห่งทุกข์ อื่น ๆ คือ เหตุเกิดทุกข์เพราะความโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า โสโก ได้แก่ ความโศก ด้วยอำนาจแห่งกิริยาที่โศก. บทนี้เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งสภาวะของความโศก อันเกิดขึ้น ด้วยเหตุเหล่านั้น. บทว่า โสจนา - กิริยาที่โศก ได้แก่ อาการของความโศก. ๑. สองบทแรก คือ ญาติพยสนะ โภคพยสนะเป็นอนิปผันนะ
หน้า 440 ข้อ 82
บทว่า โสจิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นผู้โศก. บทว่า อนฺโตโสโก ได้แก่ ความโศก ณ ภายใน. บทที่สองเพิ่มอุปสรรคลงไป. จริงอยู่ ความโศกนั้น ท่านกล่าวว่า อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโก - ความ ตรอมตรม ณ ภายใน เพราะความโศกเกิดขึ้นดุจเหี่ยวแห้งตรอมตรม ณ ภายใน. บทว่า เจตโส ปริชฺฌายนา - ความเผาจิต ได้แก่ อาการ เผาจิต. เพราะความโศกเมื่อเกิดขึ้น. ย่อมเผาจิตดุจไฟเผา. ทำให้พูด ได้ว่า จิตของเราถูกเผา, แสงสว่างไร ๆ ไม่มีแก่เราเลย. ใจมีทุกข์ ชื่อว่า ทุมฺมโน - เสียใจ ความเป็นผู้เสียใจ ชื่อว่า โทมนสฺสํ. ชื่อว่า โสกสลฺลํ ได้แก่ ลูกศร คือ ความโศก ด้วย อรรถว่า เข้าไปข้างใน พึงทราบในปริเทวนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อาเทโว - ครวญหา ด้วยอรรถว่า เป็นเหตุร้องให้ครวญหาอย่างนี้ ว่า ธิดาของฉัน, บุตรของฉันดังนี้. ชื่อว่า ปริเทโว - ความคร่ำครวญ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุประการ คุณความดีแล้วคร่ำครวญ. ท่านกล่าวสองบท สองบทอื่นจากบทนั้น ด้วยแสดงถึงอาการของสองบทต้นนั่นเอง. บทว่า วาจา คือ คำพูด. บทว่า ปลาโป - ความบ่น ได้แก่ คำพูดที่ไร้ประโยชน์ไป เปล่าๆ ชื่อว่า วิปฺปลาโป - ความเพ้อ ด้วยอรรถว่า บ่นเรื่อยเปื่อย ไปโดยพูดไปได้หน่อยหนึ่ง แล้วก็พูดอย่างอื่นเป็นต้น.
หน้า 441 ข้อ 82
บทว่า ลาลปฺโป ความพูดพร่ำเพรื่อ ได้แก่ พูดแล้วพูดอีก. อาการพูดพร่ำเพรื่อ ชื่อว่า ลาลปฺปนา - กิริยาที่พูดพร่ำเพรื่อ. ความ เป็นผู้พูดพร่ำเพรื่อ ชื่อว่า ลาลปฺปิตตฺตํ. พึงทราบวินิจฉัยในทุกขนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า กายิกํ- เพราะอาศัยกาย. ชื่อว่า อสาตํ - ความไม่สำราญ ด้วยอรรถว่า ไม่มีความชื่นฉ่ำ ความไม่สำราญทางใจย่อมใช้ด้วยบทว่า กายิกะ, ความสำราญทางกาย ย่อมใช้ด้วยบทว่า อสาตํ. ชื่อว่า ทุกฺขํ ด้วยอรรถว่า ถึงความยาก อธิบายว่า ทุกข์นั้น เกิดแก่ผู้ใด. ย่อมทำผู้นั้นให้ลำบาก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทุกฺขํ เพราะทนได้ยาก. บทว่า กายสมฺผสฺสชํ ได้แก่ เกิดแต่กายสัมผัส. บทว่า อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ - ความไม่สำราญ ความลำบาก ที่สัตว์เสวยแล้ว ได้แก่ ความไม่สำราญที่สัตว์เสวยแล้ว, ความสำราญ ที่สัตว์ไม่ได้เสวย, ทุกข์ที่สัตว์เสวยแล้ว, สุขที่สัตว์ไม่ได้เสวย. สามบทข้างหน้าท่านกล่าวเป็นอิตถีลิงค์. ในบทนี้ มีอธิบาย อย่างนี้ว่า ความไม่สำราญเป็นเวทนา, ความสำราญไม่ใช่เวทนา. ทุกข์ เป็นเวทนา สุขไม่ใช่เวทนา. พึงทราบโยชนาท่านแก้ไว้อย่างนี้ว่า ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางกายที่สัตว์เสวยแล้วอันใด. ความ
หน้า 442 ข้อ 82
ไม่สำราญ ทุกขเวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส อันใด นี้ท่านกล่าวว่า ทุกข์. พึงทราบวินิจฉัยในโทมนัสสนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า ทุมฺมโน เพราะอรรถว่า ใจเสีย, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทุมฺมโน เพราะอรรถ ว่า ใจน่าเกลียด เพราะได้รับแต่ความเลวร้าย. ความมีใจเสีย ชื่อว่า โทมนสฺสํ. ชื่อว่า เจตสิกํ เพราะอาศัยจิต. บทว่า เจโตสมฺผสฺสชํ เกิดแต่สัมผัสทางใจ. พึงทราบวินิจฉัยในอุปายาสนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อายาโส เพราะอรรถว่าความทุกข์ใจ. บทนี้เป็นชื่อของความลำบาใจ อันเป็น ไปในอาการใจหายใจคว่ำ. ความทุกข์ใจมีกำลัง ชื่อว่า อุปายาโส - ความ แค้น. ความเป็นผู้แค้น ชื่อว่า อายาสิตตฺตํ. ความเป็นผู้เคือง ชื่อว่า อุปายาสิตตฺตํ. พึงทราบวินิจฉัยในอัปปิยสัมปโยคนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า อิธ ได้แก่ ในโลกนี้. บทว่า ยสฺส ตัดบทเป็น เย อสฺส. บทว่า อนิฏฺา - ไม่น่าปรารถนา คือ ไม่น่าแสวงหา. จะน่า แสวงหาก็ตาม ไม่น่าแสวงหาก็ตาม ยกไว้, บทนี้เป็นชื่อของอารมณ์ ที่ไม่น่าพอใจ. ชื่อว่า อกนฺตา - ไม่น่าใคร่ เพราะอรรถว่า ไม่ก้าวเข้าไปในใจ.
หน้า 443 ข้อ 82
ชื่อว่า อมนาปา-ไม่น่าพอใจ เพราะอรรถว่า ไม่น่ารักในใจ หรือไม่เจริญใจ. บทว่า รูปา เป็นต้น แสดงถึงสภาวะของบทเหล่านั้น. ชื่อว่า อนตฺถกามา เพราะอรรถว่า หวัง คือ ปรารถนา สิ่งไม่เป็นประโยชน์. ชื่อว่า อหิตกามา เพราะอรรถว่า หวัง คือ ปรารถนาสิ่ง ไม่เกื้อกูล. ชื่อว่า อผาสุกามา เพราะอรรถว่า หวัง คือ ปรารถนาความไม่ ผาสุกอยู่อย่างลำบาก. ชื่อว่า อโยคกฺเขมกามา เพราะอรรถว่า ไม่หวังความปลอด โปร่ง ความปลอดภัย ความหลุดพ้นจากโยคะ ๔ คือ หวังปรารถนา ความมีภัย ความเวียนว่ายตายเกิด ของรูปเป็นต้นเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อนตฺถกามา เพราะไม่หวังสิ่งเป็น ประโยชน์ คือ ความเจริญแห่งศรัทธาเป็นต้น , และเพราะหวังสิ่งไม่ เป็นประโยชน์ คือ ความเสื่อมแห่งศรัทธาเป็นต้นเหล่านั้น. ชื่อว่า อหิตกามา เพราะไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นอุบาย เข้าถึงศรัทธาเป็นต้น และเพราะหวังสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล อัน เป็นอุบายเข้าถึงความเสื่อมศรัทธาเป็นต้น. ชื่อว่า อผาสุกามา เพราะไม่หวังอยู่สบาย, และเพราะหวัง อยู่ไม่สบาย.
หน้า 444 ข้อ 82
ชื่อว่า อโยคกฺเขมกามา เพราะไม่หวังความปลอดภัยใด ๆ. และเพราะหวังความมีภัย. พึงเห็นความในบทนี้ อย่างนี้ ด้วยประการ ฉะนี้. บทว่า สงฺคติ ได้แก่ การไปร่วมกัน. บทว่า สมาคโม ได้แก่ การมาร่วมกัน. บทว่า สโมธานํ ได้แก่ การอยู่ร่วมทั้งในเวลายืนเวลานั่ง เป็นต้น. บทว่า มิสฺสีภาโว ได้แก่ การทำกิจทั้งปวงร่วมกัน. บทนี้ โยชนาแก้ว่า ด้วยอำนาจสัตว์. แต่พึงถือเอากิจที่ได้ด้วยอำนาจของ สังขาร. การอยู่ร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รักนั้น โดยอรรถ ชื่อว่า ธรรมข้อหนึ่งไม่มี, ท่านกล่าวว่า ทุกข์ เพราะความเป็นที่ตั้ง แห่งทุกข์ แม้ ๒ อย่าง ของสัตว์ผู้อยู่ร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารอันไม่ เป็นที่รัก. ปิยวิปปโยคนิทเทส พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. ในบทมีอาทิว่า มาตา วา ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงความหวังประโยชน์ โดยสรุป. ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า มาตา เพราะอรรถว่า ถนอมรัก. ชื่อว่า ปิตา เพราะอรรถว่า ประพฤติน่ารัก. ชื่อว่า ภาตา เพราะอรรถว่า ย่อมคบ. ชื่อว่า ภคินี ก็เหมือนกัน.
หน้า 445 ข้อ 82
ชื่อว่า มิตร เพราะอรรถว่า เป็นที่รัก อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มิตร เพราะอรรถว่า นับไว้ คือ วางใจได้ในความลับทั้งปวง ชื่อว่า อมัจจา เพราะอรรถว่า เป็นอยู่ด้วยกัน โดยความ ร่วมกันในกิจที่ควรทำ. ชื่อว่า ญาติ เพราะอรรถว่า รู้ คือ เข้าใจอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ เป็นคนภายในของเรา. ชื่อว่า สาโลหิตา เพราะอรรถว่า เกี่ยวเนื่องกันทางสายเลือด. ญาติ คือ คนฝ่ายบิดา, สาโลหิต คือ คนฝ่ายมารดา. อีก อย่างหนึ่ง ญาติ คือ คนฝ่ายมารดาบิดา, สาโลหิต คือ คนฝ่าย พ่อผัวแม่ผัว. การพลัดพรากจากสัตว์หรือสังขารนี้ โดยอรรถ ชื่อธรรมข้อหนึ่ง ย่อมไม่มี, ท่านกล่าวว่า ทุกข์ เพราะความเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ แม้ ๒ อย่าง ของสัตว์ผู้พลัดพรากจากสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักอย่างสิ้น เชิง. คำนี้ ในบทนี้ เป็นคำในอรรถกถาทั้งหมด. ควรจะกล่าวว่า วัตถุอันไม่เป็นที่รักและเป็นที่รัก ต่างจากคำว่า สมฺปโยโค - การอยู่ร่วม และคำว่า วิปฺปโยโค - ความพลัดพราก เพราะสัจธรรมทั้งหลายมี ลักษณะเป็นของจริงแท้.
หน้า 446 ข้อ 82
พึงทราบวินิจฉัยในอิจฉิตาลาภนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า ชาติ ธมฺมานํ - สัตว์ทั้งหลายมีความเกิดเป็นธรรมดา ได้แก่ มีความเกิดเป็น สภาพ คือ มีความเกิดเป็นปรกติ บทว่า อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ - ความปรารถนาเกิดขึ้น ได้แก่ ตัณหา เกิดขึ้น. บทว่า อโห วต คือ ความปรารถนา. บทว่า อสฺสาม แปลว่า พึงเป็น. บทว่า น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ ข้อนี้ สัตว์ไม่พึงได้ ตามความปรารถนา. ข้อที่สัตว์ทั้งหลายปรารถนาความไม่มาแห่งชาติ อันมีอยู่ในความดีทั้งหลายเป็นเหตุแห่งความละอย่างนี้ว่า ขอเราอย่ามี ชาติเป็นธรรมดาและชาติอย่ามาถึงแก่เราเลย และมีอยู่ในความดับความ ไม่เกิดเป็นธรรมดา นี้เป็นอันสัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนา เพราะ แม้ผู้ปรารถนาเว้นมรรคภาวนาก็ไม่พึงถึง และเพราะแม้ผู้ไม่ปรารถนา ก็พึงถึงได้ด้วยภาวนา. บทว่า อิทมฺปิ คือ เอตมฺปิ แม้ข้อนั้น. อปิศัพท์หมายถึง บทที่เหลือข้างหน้า. พึงทราบวินิจฉัยในอุปาทานขันธนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต, ความแห่งบทนั้นว่า หากถามว่า อุปาทานขันธ์
หน้า 447 ข้อ 83
เหล่านั้นเป็นไฉน ? ตอบว่า อุปาทานขันธ์ คือ รูปนั่นเอง เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า รูปูปาทานกฺขนฺโธ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. จบ อรรถกถาทุกขสัจนิทเทส สมุทยสัจนิทเทส [๘๓]ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขสมุทยอริยสัจเป็นไฉน ตัณหา นี้ใดอันให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยนันทิราคะ อันเพลิดเพลินใน อารมณ์นั้น ๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ใน สิ่งนั้น ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลก จักษุเป็นที่รักที่ยินดีใน โลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุนั้น โสตะ...ฆานะ...ชิวหา...กายะ... มานะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้น เมื่อเกิดย่อมเกิดที่ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ใจนั้น รูปทั้งหลายเป็น ที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้ง อยู่ที่รูปนั้น เสียง ฯลฯ ธรรมารมณ์...จักษุวิญญาณ ฯลฯ จักษุ สัมผัส ฯลฯ มโนสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส ฯลฯ เวทนา ที่เกิดแต่มโนสัมผัส รูปสัญญา ฯลฯ ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา
หน้า 448 ข้อ 83
ฯลฯ ธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา รูปวิตก ฯลฯ ธรรมวิตก รูปวิจาร ฯลฯ ธรรมวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรม วิจารนั้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ. อรรถกถาสมุทยสัจนิทเทส ๘๓]พึงทราบวินิจฉัยในสมุทยสัจนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า ยายํ ตณฺหา - ตัณหานี้ใด. บทว่า โปโนพฺภวิกา - ตัณหาอันให้เกิด ในภพใหม่ การทำภพใหม่ ชื่อว่า ปุนพฺภโว, ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา เพราะอรรถว่า สัตว์มีภพใหม่, อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า โปโนพฺภวิกา เพราะอรรถว่า ตัณหาให้ภพใหม่, ตัณหาย่อมเป็นไปในภพใหม่, ตัณหา ให้เกิดภพบ่อย ๆ. ตัณหานั้นให้ภพใหม่ก็มี ไม่ให้ภพใหม่ก็มี. ให้ เป็นไปในภพใหม่ก็มี ไม่ให้เป็นไปในภพใหม่ก็มี, เมื่อให้ปฏิสนธิแล้ว ตัณหาทำให้ขันธ์แก่กล้าก็มี. ตัณหานั้นแม้ทำความแก้กล้าก็ย่อมได้ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา. ปาฐะว่า โปนพฺภวิกา บ้าง, มีความเหมือนกัน. ชื่อว่า นนฺทิราคสหคตา - สหรคตด้วยนันทิราคะ เพราะอรรถ ว่า ตัณหาสหรคตด้วยนันทิราคะ กล่าวคือ ความพอใจยิ่ง, ท่านอธิบาย
หน้า 449 ข้อ 83
ว่า ตัณหาถึงความเป็นอันเดียวกันโดยใจความ กับด้วยนันทิราคะ. บทว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้น ๆ ความว่า ตัณหายินดียิ่งในอารมณ์ที่อัตภาพเกิด, หรือยินดีในอารมณ์ นั้น ๆ มีรูปเป็นต้น คือยินดียิ่งในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์. ปาฐะว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺที บ้าง ความว่า ให้ ยินดีในอารมณ์นั้น ๆ บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาต ความแห่งบทนั้นว่า หากถาม ว่า ตัณหานั้นเป็นไฉน ? บทว่า กามตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในกาม, บทนี้เป็นชื่อของ ราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕. บทว่า ภวตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในภพ. บทนี้เป็นชื่อของ ราคะสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความปรารถนาในภพ และ ราคะในรูปภพ อรูปภพ และความใคร่ในฌาน. บทว่า วิภวตณฺหาได้แก่ ตัณหาใน วิภวะ คือปราศจากภพ. บทนี้เป็นชื่อของอุจเฉททิฏฐิ. บัดนี้ เพื่อแสดงถึงที่เกิดของตัณหานั้นโดยพิสดาร พระเถระ จึงกล่าวว่า สา โข ปเนสา - ก็ตัณหานั้นแล เป็นอาทิ. ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชติ แปลว่า ย่อมเกิด.
หน้า 450 ข้อ 83
บทว่า นิวีสติ - ย่อมตั้งอยู่ คือ ตั้งอยู่ด้วยความเป็นไปบ่อย ๆ พึงทราบการเชื่อมความว่า ตัณหาเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน. บทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ - สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก คือ สิ่งใดมีสภาพน่ารักและมีสภาวะหวานฉ่ำในโลก. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า จกฺขุ โลเก ดังต่อไปนี้ สัตว์ ทั้งหลายยึดมั่นโดยความเป็นของเราในจักษุเป็นต้นในโลก ตั้งอยู่ในสิ่ง ที่ถึงพร้อม ย่อมสำคัญประสาท ๕ คือ จักษุ ของตนผ่องใสโดยการ ถือเอานิมิตในกระจกเป็นต้น ดุจสีหบัญชรทำด้วยแก้วมณีที่บุคคลยกขึ้น ในวิมานทอง. ย่อมสำคัญ โสตะ ดุจกล้องเงินและดุจสายสังวาล. ย่อมสำคัญ ฆานะ ที่เรียกกันว่า จมูกโด่งดุจเกลียวหรดาลที่บุคคลม้วน ตั้งไว้. ย่อมสำคัญ ชิวหา ให้รสหวานสนิทอ่อนนุ่มดุจผืนผ้ากัมพล สีแดง. ย่อมสำคัญ กาย ดุจต้นสาละอ่อนและดุจซุ้มประตูทอง. ย่อม สำคัญ มนะยิ่งใหญ่ไม่เหมือน มนะของคนอื่น. ย่อมสำคัญ รูป ดุจสีมีสีทองและดอกกรณิการ์เป็นต้น. ย่อมสำคัญ เสียง ดุจเสียงขัน ของนกการะเวก และดุเหว่าที่กำลังเพลิน และเสียงกังวานของขลุ่ย แก้วมณีที่เป่าเบาๆ ย่อมสำคัญอารมณ์มีกลิ่นเป็นต้น ที่เกิดแต่มุฏฐาน ๔ ที่ตนได้แล้วว่า ใครเล่าจะมีอารมณ์เห็นปานนี้.
หน้า 451 ข้อ 84
เมื่อสัตว์เหล่านั้นสำคัญอยู่อย่างนี้ จักษุเป็นต้นเหล่านั้น ย่อม เป็นปิยรูปและสาตรูป. เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัณหาที่ยังไม่เกิดในปิยรูป และลาตรูปนั้น ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้น, และที่เกิดแล้วย่อมตั้งอยู่ ด้วยการเป็นไปบ่อย ๆ. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า จักษุเป็น ปิยรูปสาตรูปในโลก, ตัณหานี้เมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชมานา ความว่า เมื่อใดปิยรูป สาตรูปเกิด, เมื่อนั้นตัณหาย่อมเกิดในสิ่งนี้. จบ อรรถกถาสมุทยสัจนิทเทส นิโรธสัจนิทเทส [๘๔]ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน การ ดับตัณหานั้นด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละ คืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อละย่อมละ ได้ที่ไหน เมื่อดับย่อมดับได้ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหา นี้เมื่อละก็ละได้ในสิ่งนั้น เมื่อดับก็ดับได้ในสิ่งนั้น จักษุเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่จักษุนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่จักษุนั้น โสตะ ฯลฯ ธรรมวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ ที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อดับก็ดับได้ที่ธรรมวิจารนั้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกข- นิโรธอริยสัจ.
หน้า 452 ข้อ 84
อรรถกถานิดรธสัจนิทเทส (๘๔)พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสัจนิทเทส ดังต่อไปนี้ ใน บทนี้ว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย - การดับตัณหานั้นด้วยความคลาย กำหนัดโดยไม่เหลือ ควรกล่าวว่า โย ตสฺเสว ทุกฺขสฺส - การดับทุกข์นั้น ด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ เพราะทุกขุ์ดับด้วยความดับสมุทัย. มิใช่ดับด้วยประการอื่น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ, เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต นิพฺพตฺตี ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุน.ํ๑ เมื่อยังถอนตัณหานุสัยไม่ได้ ทุกข์นี้ย่อม เกิดบ่อย ๆ เหมือนเมื่อรากไม้ยังแข็งแรง ไม่มี อันตราย ต้นไม้แม้ตัดแล้ว ก็ยังงอกอีกได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงทุกขนิโรธนั้น จึง ตรัสอย่างนี้เพื่อแสดงสมุทยนิโรธ. จริงอยู่ พระตถาคตทั้งหลายผู้มีความ ประพฤติเสมอด้วยสีหะ, พระตถาคตเหล่านั้น เมื่อจะทรงดับทุกข์และ เมื่อจะทรงแสดงการดับทุกข์ จึงทรงดำเนินไปในเหตุ, ไม่ทรงดำเนิน ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๓๔.
หน้า 453 ข้อ 84
ไปในผล. ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์มีความประพฤติเยี่ยงสุนัข. พวกนั้น เมื่อจะดับทุกข์และเมื่อจะแสดงถึงการดับทุกข์ จึงดำเนินไปในผลแห่ง เทศนาของ ทุกขนิโรข นั้นด้วย อัตกิลมถามุโยค - การประกอบ ความเพียรโดยทำตนให้ลำบาก ไม่ดำเนินไปในเหตุ เพราะฉะนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงดำเนินไปในเหตุ จึงตรัสพระพุทธวจนะมีอาทิว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย ดังนี้. แม้พระธรรมเสนาบดี ก็กล่าวตาม ลำดับที่พระศาสดาตรัสนั่นแล. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสาเยว ตณฺหาย ความว่า แห่ง ตัณหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า โปโนพฺภวิกา - ตัณหาทำให้เกิด ภพใหม่ แล้วทรงจำแนกเป็นกามตัณหาเป็นต้น และทรงประกาศใน ภายหลังด้วยการเกิดและการตั้งอยู่. บทว่า อเสสวิราคนิโรโธ - การดับตัณหาด้วยความสำรอกโดย ไม่เหลือ ความว่า มรรคท่านกล่าวว่า วิราคะ - ความคลายกำหนัด ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วิราคา - วิมุจฺจติ๑ - เพราะความคลาย กำหนัด จึงหลุดพ้น. การดับด้วยความคลายกำหนัด ชื่อว่า วิราค- นิโรธ. การดับด้วยคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ โดยถอนอนุสัย ชื่อว่า อเสสวิราคนิโรธ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะท่านกล่าวการละว่า วิราคะ ฉะนั้น พึงเห็นการประกอบในบทนี้อย่างนี้ว่า วิราโค อเสโส นิโรโธ การดับ ๑. วิ. มหา. ๔/๒๓.
หน้า 454 ข้อ 84
ไม่มีเหลือ ชื่อว่า วิราคะ. แต่โดยอรรถ บททั้งหมดมีอาทิว่า อเสส- วิราคนิโรโธ นี้เป็นไวพจน์ของนิพพานนั่นแล. เพราะว่า โดยปรมัตถ์ ท่านกล่าว นิพพาน ว่า ทุกขนิโรธํ อริยสจฺจํ - ทุกขนิโรธเป็น อริยสัจ. เพราะตัณหาอาศัยนิพพานนั้น ย่อมคลายกำหนัดคือย่อมดับ โดยไม่มีเหลือ, ฉะนั้น นิพพานนั้นท่านจึงกล่าว ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสฺราคนิโรโธ - การดับตัณหานั้น ด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่ เหลือ. อนึ่ง ตัณหาอาศัยนิพพานย่อมสละ ย่อมสละคืน ย่อมพ้น ย่อมไม่ติด, ในนิพพานนี้ไม่มีความอาลัยแม้สักอย่างเดียวในความอาลัย ในกามคุณทั้งหลาย, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย - ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย. เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น, แต่ชื่อของนิพพานนั้น มีอยู่ไม่น้อย ด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อชื่อของสังขตธรรมทั้งปวง. คือมีอาทิว่า อเสสวิราโค - คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ. อเสสนิโรโธ - ดับโดยไม่มีเหลือ. จาโค - ความสละ. ปฏินิสฺสคฺโค - ความสละคืน. มุตฺติ - ความหลุดพ้น.
หน้า 455 ข้อ 84
อนาลโย - ความไม่อาลัย. ราคกฺขโย - ความสิ้นราคะ. โทสกฺขโย - ความสิ้นโทสะ. โมหกฺขโย - ความสิ้นโมหะ. ตณฺหกฺขโย - ความสิ้นตัณหา. อนุปฺปาโท - ความไม่เกิด. อปฺปวตฺตํ - ความไม่เป็นไป. อนิมิตฺตํ - ความไม่เป็นไป. อปฺปณิหิตํ - ความไม่มีที่ตั้ง. อนายูหนํ - ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ. อปฺปฏิสนฺธิ - ความไม่สืบต่อ. อนุปปตฺติ - ความไม่อุบัติ. อคติ - ความไม่มีคติ. อชาตํ - ความไม่เกิด. อชรํ - ความไม่แก่. อพฺยาธิ - ความไม่เจ็บ. อมตํ - ความไม่ตาย. อโสกํ - ความไม่โศก. อปริเทวํ - ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ.
หน้า 456 ข้อ 84
อนุปายาสํ - ความไม่เหือดแห้งใจ. อสงฺกิลิฏฺํ - ความไม่เศร้าหมอง. บัดนี้ ท่านแสดงถึงความเกิดแห่งตัณหาแม้ที่ถึงความเป็นไป ไม่ได้ ถูกตัดด้วยมรรคเพราะอาศัยนิพพานในวัตถุใด เพื่อแสดงความ ไม่มีในวัตถุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า สา ปเนสา เป็นอาทิ. ในบทนั้น มีความว่า เหมือนบุรุษเห็นเถากระดอมและน้ำเต้า เกิดในพื้นที่ จึงค้นหารากตั้งแต่ยอดแล้วตัดทิ้ง, เถากระดอมและเถา น้ำเต้านั้น เหี่ยวแห้งไปโดยลำดับแล้วก็หมดไป, แต่นั้นควรพูดว่า กระดอมและน้ำเต้าในฟันที่นั้นก็หมดหายไป ฉันใด ตัณหาในจักษุ เป็นต้นก็ดุจกระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่นั้น ฉันนั้น. ตัณหานั้นถูกตัด ด้วยอริยมรรคเสียแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป เพราะอาศัยนิพพาน. ครั้น ตัณหาถึงความหมดไปอย่างนี้แล้วก็ไม่ปรากฏในวัตถุเหล่านั้น ดุจกระ- ดอมและน้ำเต้าในพื้นที่ ฉะนั้น. อนึ่ง เหมือนอย่างว่า ราชบุรุษนำโจรมาจากดงแล้วฆ่าที่ประตู ทักษิณของนคร แต่นั้นควรกล่าวได้ว่า โจรตายเสียแล้วหรือถูกฆ่า ตายเสียแล้วในดง ฉันใด ตัณหาในจักษุเป็นต้น ดุจโจรในดง ฉัน นั้น, ตัณหานั้นดับไปแล้วในนิพพาน เพราะอาศัยนิพพานจึงได้ดับไป ดุจโจรที่ประตูทักษิณ. ตัณหาดับไปอย่างนี้ ไม่ปรากฏในวัตถุเหล่านั้น ดุจโจรในดง, ด้วยเหตุนั้นพระสารีบุตร เมื่อจะแสดงถึงความดับตัณหา
หน้า 457 ข้อ 85
นั้นในจักษุเป็นต้นนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จกฺขุํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ - จักษุเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้ เมื่อละย่อมละได้ในจักษุนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า เพราะกำหนดรู้วัตถุที่ตัณหาเกิด ตัณหาจึงดับไปในวัตถุที่ตัณหาเกิดด้วยดับไปโดยไม่ให้เกิด เพราะไม่เกิด อีกต่อไปในวัตถุที่กำหนดรู้. อนึ่ง ในบทนี้ ท่านกล่าวว่า ตัณหาย่อม ละได้ด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความเกิด ย่อมดับไปด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความ ตั้งอยู่ ดังนั้น. จบ อรรถกถานิโรธสัจนิทเทส มัคคสัจนิทเทส [๘๕]ในจตุรอริยสัจนั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ... สัมมาสมาธิ. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคา- มินีปฏิปทา นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ความดำริ ในความออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในความ ไม่เบียดเบียน นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ.
หน้า 458 ข้อ 85
ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวาจาเป็นไฉน เจตนาเป็น เครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อ- เสียด เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนาเป็นเครื่อง งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวาจา. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมากัมมันตะเป็นไฉนเจตนา เป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลัก- ทรัพย์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม นี้ท่าน กล่าวว่า สัมมากัมมันตะ. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาอาชีวะเป็นไฉน อริยสาวก ในธรรมวินัยนี้ ย่อมละอาชีพที่ผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยอาชีพที่ชอบ นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาอาชีวะ. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะเป็นไฉน ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ. เพื่อยังกุศล ธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่ ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ
หน้า 459 ข้อ 85
เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า สัมมา- วายามะ. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสติเป็นไฉน ภิกษุในธรรม- วินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย พิจารณาเห็นเวทนาทั้งหลายอยู่ มี พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มี ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสติ. ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิเป็นไฉน ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลกรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌานอันเป็นความผ่องใส แห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะ วิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่ พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่ เป็นสุข เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และ ดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้ ท่านกล่าวว่า สัมมาสมาธิ นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา- อริยสัจ ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถ
หน้า 460 ข้อ 85
ว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า นี้ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่าสุตมยญาณ ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างนี้. อรรถกถามรรคสัจนิทเทส ๘๕]พึงวินิจฉัยใน มรรคสัจนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า อยเมว คือ กำหนดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมรรคอื่น. บทว่า อริโย ชื่อว่า อริยะ เพราะใกล้จากกิเลสอันมาด้วยมรรคนั้น ๆ. เพราะทำ ความเป็นพระอริยะ และเพราะทำการได้อริยผล. ชื่อว่า อัฏฐังคิกะ เพราะอรรถว่ามรรคนั้นมีองค์ ๘. มรรคนั้นดุจะเสนามีองค์ ๔, องค์ มรรคดุจดนตรีมีองค์ ๕. พ้นจากองค์แล้วมีไม่ได้. บัดนี้ พระสารีบุตรเมื่อแสดงว่ามรรคเป็นเพียงองค์เท่านั้น พ้น จากองค์แล้วมีไม่ได้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สมฺมาทิฏฺิ ฯเปฯ สมฺมา- สมาธิ. ในบทเหล่านั้น สัมมาทิฏฐิ มีการเห็นชอบเป็นลักษณะ. สัมมาสังกัปปะ มีการยกขึ้นเป็นลักษณะ. สัมมาวาจา มีการกำหนด เป็นลักษณะ. สัมมากัมมันตะ มีการให้ตั้งขึ้นเป็นลักษณะ. สัมมา-
หน้า 461 ข้อ 85
อาชีวะ มีการให้ผ่องแผ้วเป็นลักษณะ. สัมมาวายามะ มีการประคอง ไว้เป็นลักษณะ. สัมมาสติ มีการเข้าไปตั้งมั่นเป็นลักษณะ. สัมมา- สมาธิ มีการตั้งไว้เสมอเป็นลักษณะ. ในมรรคเหล่านั้น มรรคหนึ่ง ๆ ย่อมมีกิจอย่างละ ๓. คือ สัมมาทิฏฐิ ย่อมละมิจฉาทิฏฐิกับกิเลสที่เป็นข้าศึกของตน แม้เหล่าอื่น ก่อน, ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์, และเห็นสัมปยุตธรรม เพราะไม่หลง ด้วยสามารถกำจัดโมหะอันปกปิดสัมปยุตธรรมทั้งหลายได้. แม้สัมมาสัง- กัปปะเป็นต้น ก็ละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น ได้เช่นเดียวกัน, เละทำ นิพพานให้เป็นอารมณ์. แต่โดยแปลกกันในบทนี้ สัมมาสังกัปปะ ยก ขึ้นสู่สหชาตธรรมโดยชอบ สัมมาวาจา กำหนดเอาโดยชอบ. สัมมา- กัมมันตะ ให้ตั้งขึ้นโดยชอบ, สัมมาอาชีวะ ให้ผ่องแผ้วโดยชอบ, สัมมาวายามะ ประคองไว้โดยชอบ, สัมมาสติ ให้เข้าไปตั้งไว้โดย ชอบ สัมมาสมาธิ ตั้งมั่นไว้โดยชอบ. อีกอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐินี้ในส่วนเบื้องต้น มีขณะต่างกัน มี อารมณ์ต่างกัน, ในกาลแห่งมรรคมีขณะอย่างเดียวกัน, มีอารมณ์อย่าง เดียวกัน. แต่โดยกิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง มีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ - ความ รู้ในทุกข์. แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้นก็มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน, ในกาลแห่งมรรคมีขณะอย่างเดียวกัน มีอารมณ์ อย่างเดียวกัน. ในมรรคเหล่านั้น สัมมาสังกัปปะโดยกิจย่อมได้ชื่อ ๓.
หน้า 462 ข้อ 85
อย่าง มี เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป เป็นต้น. มรรค ๓ สัมมาวาจา เป็นต้น ในส่วนเบื้องต้น เป็นวิรัติบ้าง เป็นเจตนาบ้าง, แต่ในขณะแห่งมรรค เป็นวิรัติอย่างเดียว, สองบทนี้ คือ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ โดย กิจย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยสามาสัมมัปธานและสติปัฏฐาน. ส่วน สัมมาสมาธิ แม้ในส่วนเบื้องต้น แม้ในขณะแห่งมรรคก็เป็นสมาธิ เท่านั้น. ในธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมา- ทิฏฐิไว้ก่อน เพราะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่พระโยคีผู้ปฏิบัติเพื่อถึง นิพพาน. เพราะสัมมาทิฏฐินี้ท่านกล่าวว่า ปญฺา ปชฺโชโต ปญฺา- สตฺถํ๑ ปัญญา เป็นแสงสว่าง เป็นดังศัสตรา. ฉะนั้น พระโยคาวจร กำจัดความมืด คือ อวิชชาด้วยสัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ วิปัสสนาญาณนั้น ในส่วนเบื้องต้น แล้วฆ่าโจรคือกิเลสเสียได้ ย่อมถึงนิพพานโดยเกษม. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงสัมมาทิฏฐิไว้ก่อน. ส่วนสัมมาสังกัปปะมีอุปการะมากแก่สัมมาทิฏฐินั้น, เพราะ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในลำดับต่อไป. เหมือนอย่างว่า เหรัญญิกใช้มือพลิกกลับไปกลับมาดูกหาปณะด้วยตาก็ย่อมรู้ว่า นี้ปลอม นี้ไม่ปลอมฉันใด, แม้พระโยคาวจรก็ฉัน ในส่วนเบื้องต้นตรึกแล้ว ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๓๕, ๔๕.
หน้า 463 ข้อ 85
ตรึกเล่าด้วยวิตก มองดูด้วยวิปัสสนาปัญญา ย่อมรู้ว่าธรรมเหล่านี้เป็น กามาวจร, เหล่านี้เป็นรูปาวจรเป็นต้น. หรือเหมือนอย่างว่าช่างไม้เอา ขวานถากไม้ใหญ่ที่บุรุษจับไว้ที่ปลาย แล้วพลิกไปพลิกมาให้นำเข้าไป ใช้ในการงานฉันใด พระโยคาวจรก็ฉันนั้น กำหนดธรรมอันวิตกตรึก ไปตรึกมาให้แล้วด้วยปัญญาโดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกามาวจร เหล่านี้เป็นรูปาวจรเป็นต้น แล้วนำเข้าไปในการงาน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัมมาสังกัปปะไว้ในลำดับสัมมาทิฏฐิ. สัมมา- สังกัปปะเป็นอุปการะ แม้แก่สัมมาวาจาเหมือนเป็นอุปการะแก่สัมมา- ทิฏฐิฉะนั้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนคหบดีพระ- โยคาวจรตรึกตรองในเบื้องต้นแล้วจึงเปล่งวาจาในภายหลังดังนี้๑ เพราะ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสสัมมาวาจาในลำดับจากนั้น. อนึ่ง เพราะชนทั้งหลายจัดแจงการงานด้วยวาจาก่อนว่า เรา จักทำสิ่งนี้ ๆ แล้วจึงประกอบการงานในโลก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาค- เจ้าจึงตรัสสัมมากัมมันตะไว้ในลำดับของสัมมาวาจา เพราะวาจาเป็น อุปการะแก่การทำงานทางกาย. ก็เพราะอาชีวมัฏฐมกศีล - ศีลมีอาชีวะเป็นที่ ๘ ย่อมบริบูรณ์แก่ ผู้ละวจีทุจริต ๔ อย่าง กายทุจริต ๓ อย่าง แล้วบำเพ็ญสุจริตทั้งสอง ๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๙.
หน้า 464 ข้อ 85
ไม่บริบูรณ์แก่ผู้บำเพ็ญนอกไปจากนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส สัมมาอาชีวะไว้ในลำดับต่อจากทั้งสองนั้น. อันผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์ไม่ควรทำความยินดีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ว่า อาชีวะของเราบริสุทธิ์ แล้วอยู่ด้วยความหลับและความประมาทอย่างนี้, ที่แท้ควรปรารภความเพียรนี้ในทุกอิริยาบถ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ ทรงแสดงด้วยประการฉะนี้ จึงตรัสสัมมาวายามะไว้ในลำดับต่อจากนั้น. จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงว่า อันผู้ปรารภความ เพียรควรทำความตั้งสติมั่นในวัตถุ ๔ อย่างมีกายเป็นต้น จึงตรัสสัมมา- สติไว้ในลำดับต่อจากนั้น. เพราะเมื่อสติตั้งมั่นดีอย่างนี้แล้ว จิตแสวงหาคติแห่งธรรมที่ เกื้อกูลและไม่เกื้อกูลแก่สมาธิ ย่อมเพียงพอเพื่อตั้งมั่นในอารมณ์ คือ ความเป็นอันเดียว ฉะนั้น พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัมมา- สมาธิในลำดับต่อจากสัมมาสติ. พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาทิฏฐินิทเทสดังต่อไปนี้ พระสารีบุตร แสดงจตุสัจกรรมฐานด้วยมีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ ดังนี้. บรรดาสัจจะ ๔ เหล่านั้น สัจจะ ๒ ข้างต้นเป็นวัฏฏะ, ๒ ข้าง- หลังเป็นวิวัฏฏะ. ในสัจจะเหล่านั้น ความยึดมั่นกรรมฐานในวัฏฏะ ย่อมมีแก่ภิกษุ ความยึดมั่นในวิวัฏฏะย่อมไม่มี. เพราะพระโยคาวจร เรียนสัจจะ ๒ ข้างต้นในสำนักอาจารย์โดยสังเขปอย่างนี้ว่า ปญฺจกฺ-
หน้า 465 ข้อ 85
ขนฺธา ทุกฺขํ, ตณฺหา สมุทโย - ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ตัณหาเป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์, เละโดยพิสดารว่า กตเม ปญฺจกฺขนฺขฺธา, รูปกฺขนฺโธ ขันธ์ ๕ เป็นไฉน, คือ รูปขันธ์เป็นต้น แล้วท่องกลับไปมาบ่อย ๆ ด้วยวาจา ย่อมทำกรรม. ส่วนในสัจจะ ๒ นอกนี้พระโยคาวจรทำกรรม ด้วยการฟังเท่านั้นอย่างนี้ว่า นิโรธสจฺจํ อิฏฺํ กนฺตํ มนาปํ, มคฺค- สจฺจํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ - นิโรธสัจ น่าใคร่ นำปรารถนา น่าชอบ ใจ มรรคสัจ น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าชอบใจ. พระโยคาวจรนั้น เมื่อทำกรรมอย่างนี้ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยการแทงตลอดครั้งเดียว ย่อมตรัสรู้โดยการตรัสรู้ครั้งเดียวเหมือนกัน. ย่อมแทงตลอดทุกข์โดย การแทงตลอดด้วยปริญญา ย่อมแทงตลอดสมุทัยโดยการแทงตลอดด้วย ปหานะ ย่อมแทงตลอดนิโรธโดยการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา. ย่อม แทงตลอดมรรคโดยการแทงตลอดด้วยภาวนา. ย่อมตรัสรู้ทุกข์โดยการ ตรัสรู้ด้วยปริญญา ฯลฯ ย่อมตรัสรู้มรรคโดยการตรัสรู้ด้วยภาวนา. การแทงตลอดด้วยการเรียน การสอบถาม การฟัง การทรงไว้ และการพิจารณาในสัจจะ ๒ ในส่วนเบื้องต้น ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น, ใน สัจจะ ๒ ย่อมมีการแทงตลอดด้วยการฟังอย่างเดียว. ในส่วนอื่นย่อมมี การแทงตลอดโดยกิจในสัจจะ ๓ ย่อมมีการแทงตลอดโดยอารมณ์ใน นิโรธ. ในสัจจะเหล่านั้น ความรู้ด้วยการแทงตลอดแม้ทั้งหมดเป็น โลกุตระ, ความรู้ด้วยการฟัง การทรงไว้ และการพิจารณาเป็นโลกิย-
หน้า 466 ข้อ 85
กามาวจร ส่วนการพิจารณาย่อมมีแก่มรรคสัจจะ นี้เป็นอาทิกัมมิกะ- กรรมเบื้องต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวการพิจารณานั้นไว้ในที่ นี้. อนึ่ง การพิจารณาด้วยความผูกใจ ความรวบรวม ความใส่ใจว่า เรารู้ทุกข์ เราละสมุทัย เราทำให้แจ้งนิโรธ เราเจริญภาวนา ดังนี้. ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ผู้กำหนดไว้ก่อน. ย่อมมีได้ตั้งแต่ขณะกำหนด. ส่วน ในภายหลังทุกข์เป็นอันภิกษุกำหนดรู้แล้ว ฯ ล ฯ มรรคเป็นอันภิกษุ เจริญแล้ว. ในสัจจะเหล่านั้น สัจจะ ๒ ลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยาก. สัจจะ ๒ เห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้ง. จริงอยู่ทุกขสัจจะปรากฏแต่เกิด. ในขณะ ถูกตอและหนามทิ่มแทงเป็นต้น ก็ร้องว่าโอยเจ็บ ! สมุทยสัจจะปรากฏ แต่เกิดด้วยอยากจะเคี้ยวอยากจะกินเป็นต้น. สัจจะแม้ทั้งสอง ชื่อว่า ลึกซึ้ง เพราะแทงตลอดด้วยลักษณะ. สัจจะเหล่านั้น ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยากด้วยประการฉะนี้. การประกอบความเพียรเพื่อเห็น สัจจะ ๒ อย่าง นอกนี้ก็เหมือนเหยียดมือเพื่อถือเอาภวัคคพรหม เหมือนเหยียดเท้าเพื่อสัมผัสอเวจี และเหมือนการจรดปลายขนทรายที่ แยกออกร้อยส่วนด้วยปลายขนทราย. สัจจะเหล่านั้น ชื่อว่าเห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้งด้วยประการฉะนี้. พระสารีบุตรกล่าวบทมีอาทิว่า ทุกเข าณํ นี้หมายถึงการ เกิดแห่งญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นด้วยการเรียนเป็นต้น ในสัจจะ ๔
หน้า 467 ข้อ 85
ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยาก และชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้ง แต่ ในขณะแทงตลอดญาณนั้นเป็นอย่างเดียวเท่านั้น. ส่วนอาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า ญาณในสัจจะทั้งหลายมี ๔ อย่าง คือ สุตมยญาณ - ญาณเกิดจากการฟัง ๑ ววัตถานญาณ - ญาณ เกิดจากการกำหนด ๑ สัมมสนญาณ - ญาณเกิดจากการพิจารณา ๑ อภิสมยภาณ - ญาณเกิดจากการตรัสรู้ ๑. ในญาณเหล่านั้น สุตมยญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรฟัง สัจจะ ๔ โดยย่อหรือโดยพิสดารย่อมรู้ว่า นี้ทุกข์, นี้สมุทัย, นี้นิโรธ, นี้มรรค. นี้ชื่อว่า สุตมยญาณ. ววัตถานญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรนั้นย่อมกำหนดความ ของการฟัง โดยธรรมดา และโดยลักษณะ ย่อมลงความเห็นว่า ธรรม เหล่านี้นับเนื่องในสัจจะนี้ นี้เป็นลักษณะของสัจจะนี้ นี้ชื่อว่า ววัตถานญาณ. สัมมสนญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรนั้น กำหนดสัจจะ ๔ ตามลำดับอย่างนี้แล้วถือเอาทุกข์เท่านั้น ย่อมพิจารณาตลอดไปถึงโคตร- ภูญาณ โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา นี้ชื่อว่า สัมมสนญาณ. อภิสมยญาณ เป็นไฉน ? พระโยคาวจรนั้น ตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยญาณหนึ่ง ในขณะโลกุตรมรรค ไม่ก่อน ไม่หลัง คือย่อมตรัสรู้
หน้า 468 ข้อ 85
ทุกข์ โดยการตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้, ย่อมตรัสรู้ สมุทัย โดยการตรัสรู้ ด้วยการละ, ย่อมตรัสรู้ นิโรธ โดยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง, ย่อม ตรัสรู้ มรรค โดยการตรัสรู้ด้วยการเจริญ นี้ชื่อว่า อภิสมยญาณ. พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาสังกัปปนิทเทสดังต่อไปนี้ ชื่อว่า เนก- ขัมมสังกัปโป เพราะอรรถว่าออกไปจาก กาม. ชื่อว่า อัพยาปาทสังกัปโป เพราะอรรถว่าออกไปจาก พยา- บาท. ชื่อว่า อวิหิงสาสังกัปโป เพราะอรรถว่าออกไปจาก วิหิงสา. ในวิตกเหล่านั้น เนกขัมมวิตก ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุ ของ กามวิตก เกิดขึ้น, อัพยาปาทวิตก ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุของ พยาปาทวิตก เกิดขึ้น, อวิหิงสาวิตก ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุของ วิหิงสาวิตก เกิดขึ้น อนึ่ง เนกขัมมวิตก อัพยาปาทวิตก อวิหิงสา- วิตก เป็นข้าศึกของกามวิตก พยาปาทวิตก และวิหิงสาวิตกเกิดขึ้น. ในวิตกเหล่านั้น พระโยคาวจร ย่อมพิจารณากามวิตกหรือ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่งอื่น เพื่อทำลายเหตุแห่งกามวิตก. อนึ่ง ความ ดำริสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนาของพระโยคาวจรนั้น ทำการทำลายเหตุ ตัดเหตุของกามวิตกด้วยสามารถตทังคะ - ชั่วขณะ นั้นเกิดขึ้น, พระโยคาวจรขวนขวายวิปัสสนาแล้วบรรลุมรรค. อนึ่ง ความดำริสัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของพระโยคาวจรนั้น ทำ การทำลายเหตุ ตัดเหตุของกามวิตกด้วยสามารถสมุจเฉท - การตัดขาด
หน้า 469 ข้อ 85
เกิดขึ้น. พระโยคาวจรย่อมพิจารณา พยาปาทวิตก หรือสังขารอื่น เพื่อทำลายเหตุแห่งพยาปาทวิตก, พิจารณาวิหิงสาวิตก, หรือสังขาร อื่นเพื่อทำลายเหตุแห่งวิหิงสาวิตก. อนึ่ง พึงประกอบบททั้งปวงว่า อสฺส วิปสฺสนากขเณ - ในขณะแห่งวิปัสสนาของพระโยคาวจรนั้น โดยนัยก่อนนั่นแล. ก็เมื่อจำแนกอารมณ์ ๓๘ ไว้ในบาลี แม้กรรมฐานอย่างหนึ่ง ชื่อว่าไม่เป็นข้าศึก แก่วิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้น ย่อมไม่มี. ปฐมฌาน ในอสุภะนั่นแล เป็นข้าศึกของกามวิตกโดยส่วนเดียว. ฌานหมวด ๓ หมวด ๔ แห่งเมตตาเป็นข้าศึกของพยาปาทวิตก, ฌานหมวด ๓ หมวด ๔ แห่งกรุณาเป็นข้าศึกของวิหิงสาวิตก. เมื่อพระโยคาวจรนั้นกระทำ การบริกรรมอสุภะแล้วเข้าฌานวิตกสัมปยุตด้วยฌานในขณะแห่งการเข้า สมาบัติเป็นข้าศึกของกามวิตกด้วยสามารถวิกขัมภนะ- การข่มไว้ เกิด ขึ้น. เมื่อพระโยคาวจรทำฌานให้เป็นบาทแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา ความดำริ สัมปยุตด้วยวิปัสสนาในขณะแห่งวิปัสสนา เป็นข้าศึกของกามวิตกด้วย สามารถชั่วขณะนั้นเกิดขึ้น. เมื่อพระโยคาวจรขวนขวายวิปัสสนาแล้ว บรรลุมรรค ความดำริสัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคเป็นข้าศึก ของกามวิตกด้วยสามารถการตัดได้เด็ดขาดเกิดขึ้น. ความดำริอันเกิดขึ้น อย่างนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป.
หน้า 470 ข้อ 85
พึงทราบบททั้งปวงว่า พระโยคาวจรทำบริกรรมด้วยเมตตา, ทำ บริกรรมด้วยกรุณาแล้วเข้าฌาน โดยนัยก่อนนั่นแล. ความดำริอันเกิด ขึ้นอย่างนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า อพฺยาปาทสงฺกปฺ อวิหิงฺสา- สงฺกปฺโป. เนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น เหล่านี้ต่างกันในส่วนเบื้องต้น เพราะการเกิดขึ้นต่างด้วยอำนาจวิปัสสนาและฌาน, แต่ความดำริที่ เป็นกุศลอย่างเดียวเท่านั้น ยังองค์มรรคให้บริบูรณ์ด้วยทำการไม่เกิดให้ สำเร็จ เพราะตัดเหตุแห่งความดำริที่เป็นอกุศล ซึ่งเกิดขึ้นในฐานะ ๓ เหล่านี้ ในขณะแห่งมรรคเกิดขึ้น นี้ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ. พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมาวาจานิทเทส ดังต่อไปนี้ เพราะ ภิกษุเว้นจาก มุสาวาทด้วยจิตอื่น เว้นจากปิสุณาวาจาเป็นต้น ด้วยจิต อื่นๆ ฉะนั้นการเว้นอย่างนี้ จึงต่างกันในส่วนเบื้องต้น, แต่ ในขณะแห่งมรรค การเว้นที่เป็นกุศลกล่าวคือสัมมาวาจาอย่างเดียวเท่า นั้น ยังองค์มรรค ๘ ให้บริบูรณ์ด้วยสามารทำความไม่เกิดให้สำเร็จได้ เพราะตัดทางแห่งเจตนาอันเป็นอกุศล และความเป็นผู้ทุศีล ๔ อย่าง กล่าวคือมิจฉาวาจา ย่อมเกิดขึ้น นี้ชื่อว่า สัมมาวาจา. พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมากัมมันตนิทเทส ดังต่อไปนี้ เพราะ ภิกษุเว้นจากปาณาติบาตด้วยจิตอื่น เว้นจากอทินนาทานด้วยจิตอื่น เว้นจากมิจฉาจารด้วยจิตอื่น ฉะนั้นการเว้น ๓ อย่างเหล่านี้ จึงต่างกัน ในส่วนเบื้องต้น แต่ในขณะแห่งมรรค การเว้นที่เป็นกุศล กล่าวคือ
หน้า 471 ข้อ 85
สัมมากัมมันตะ เป็นอย่างเดียว ยังองค์แห่งมรรคให้บริบูรณ์ด้วย สามารถทำการไม่เกิดให้สำเร็จ เพราะตัดทางแห่งเจตนาอันเป็นอกุศล และความเป็นผู้ทุศีล ๓ อย่าง ได้แก่ มิจฉากัมมันตะ เกิดขึ้น. นี้ ชื่อว่า สัมมากัมมันตะ. พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมาอาชีวนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า อิธ ได้แก่ ในศาสนานี้. บทว่า อริยสาวโก ได้แก่ สาวกของ พระพุทธเจ้าผู้เป็นอริยะ. บทว่า มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย ได้แก่ ละ อาชีวะที่ลามก. บทว่า สมฺมาอาชีเวน ได้แก่ อาชีพที่ดีที่พระพุทธเจ้า ทางสรรเสริญ. บทว่า ชีวิตํ กปฺเปติ-สำเร็จความเป็นอยู่ ได้แก่ ยังความเป็นไปของชีวิตให้เป็นไป. เพราะภิกษุในศาสนานี้ เว้นจากการก้าวล่วงทางกายทวารด้วย จิตอื่น เว้นจากการก้าวล่วงทางวจีทวารด้วยจิตอื่น ฉะนั้นอาชีวะย่อม เกิดขึ้นในขณะต่าง ๆ กันในส่วนเบื้องต้น แต่ในขณะแห่งมรรคการ เว้นที่เป็นกุศล กล่าวคือ สัมมาอาชีวะเป็นอย่างเดียว ยังองค์แห่งมรรค ให้บริบูรณ์ด้วยสามารถทำความไม่เกิดให้เสร็จ เพราะตัดทางแห่งเจตนา อันเป็นมิจฉาอาชีวะ และความเป็นผู้ทุศีลอันเกิดขึ้นด้วยสามารถกรรม- บถ ๗ ในทวาร ๒ เกิดขึ้น นี้ชื่อว่า สัมมาอาชีวะ. พึงทราบวินิจฉัยใน สัมมาวายามนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า อิธ ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุผู้ปฏิบัติในศาสนานี้.
หน้า 472 ข้อ 85
บทว่า อนุปฺปนฺนานํ ได้แก่ ยังไม่เกิด. บทว่า ปาปกานํ ได้แก่ ลามก. บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมที่เป็นอกุศล. บทว่า อนุปฺปาทาย ได้แก่ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้น. บทว่า ฉนฺทํ ชเนติ - ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ได้แก่ ยัง ฉันทะในกุศล กล่าวคือความเป็นผู้ใคร่ทำให้เกิด คือ ให้เกิดขึ้น. บทว่า วายมติ-ย่อมพยายาม ได้แก่ ยังความเพียรให้เกิด คือ ทำความเพียร. บทว่า วีริยํ อารภติ- ปรารภความเพียร ได้แก่ ทำความเพียรทาง . กายและทางจิต. บทว่า จิตฺตํ ปคฺคณหาติ - ประคองจิต ได้แก่ ยกจิตขึ้นด้วยความเพียรอันรวมกันนั้นนั่นเอง. บทว่า ปทหติ - ตั้ง จิตไว้ ได้แก่ ทำความเพียรเป็นที่ตั้ง. พึงประกอบบท ๔ บทเหล่านี้ ด้วย อาเสวนา- การเสพ ภาวนา- การเจริญ พหุลีกรรม-การ ทำให้มาก สาตัจจกิริยา-การทำติดต่อ ตามลำดับไป. บทว่า อุปฺปนฺนานํ-ที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ ถึงความไม่ควรจะ กล่าวว่า อนุปฺปนฺานํ - ที่ยังไม่เกิด. บทว่า ปหานาย ได้แก่ เพื่อละ, บทว่า อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํได้แก่ กุศลธรรม ที่ยังไม่เกิด. บทว่า อุปฺปาทาย ได้แก่ เพื่อให้เกิดขึ้น. บทว่า อุปฺปนฺนานํ ได้แก่ ที่เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า ิติยา ได้แก่ เพื่อความตั้งมั่น. บทว่า อสมฺโมสาย - เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน ได้แก่ เพื่อความไม่ฉิบหาย.
หน้า 473 ข้อ 85
บทว่า ภิยฺโยภาวาย - เพื่อความเจริญโดยยิ่ง ได้แก่ เพื่อความเจริญ บ่อย ๆ. บทว่า เวปุลฺลาย ได้แก่ เพื่อความไพบูลย์. บทว่า ภาวนาย ได้แก่ เพื่อความเจริญ. บทว่า ปาริปูริยา ได้แก่ เพื่อความบริบูรณ์. ก็สัมมัปธาน ๔ อัน ได้แก่ สัมมาวายามะ เหล่านี้เป็นโลกิยะ ในส่วนเบื้องต้น เป็นโลกุตระในขณะแห่งมรรค. แต่ในขณะแห่มรรค ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง ด้วยสามารถทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ. ในสัมมัปธานเหล่านั้น พึงทราบสัมมัปธานที่เป็นโลกิยะ โดย นัยที่ท่านกล่าวไว้ในกัสสปสังยุตนั่นแล. ในกัสสปสังยุตนั้นท่านกล่าว ไว้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สัมมัปธาน ๔ เหล่านี้. สัมมัปธาน ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนอาวุโส ภิกษุใน ศาสนานี้ทำความเพียรว่า อกุศลธรรมอันลามก ยังไม่เกิดแก่เรา เมื่อเกิดพึงเป็นไปเพื่อความฉิบ- หาย, ภิกษุทำความเพียรว่า อกุศลธรรมอันลามก เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไปเพื่อ ความฉิบหาย, ภิกษุความเพียรว่า กุศลธรรม ยังไม่เกิดแก่เรา เมื่อไม่เกิดขึ้น จะพึงเป็นไป เพื่อความฉิบหาย, ภิกษุทำความเพียรว่า กุศลธรรม
หน้า 474 ข้อ 85
เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เมื่อดับไปพึงเป็นไปเพื่อความ ฉิบหายดังนี้.๑ ในบทเหล่านั้นบทว่า อนุปฺปนฺนา ได้แก่ กิเลสที่ยังไม่เกิด ด้วยความไม่ปรากฏ หรือด้วยอารมณ์ที่ยังไม่เกิด. อกุศลธรรมอันลามก ที่ยังไม่เกิดในสงสารอันไม่รู้เบื้องต้นและที่สุดโดยประการอื่น ย่อมไม่มี, อกุศลธรรมเหล่านี้นั่นแหละ ที่ยังไม่เกิดและเมื่อเกิดก็ย่อมเกิด, แม้เมื่อ ละก็ย่อมละได้. ในบทนั้น กิเลสทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ ด้วยสามารถวัตร คันถะ ธุดงค์ สมาธิ วิปัสสนา นวกรรม และภพอย่างใดอย่างหนึ่ง แก่ภิกษุบางรูป. ถามว่า อย่างไร ? ตอบว่า เพราะภิกษุบางรูปเป็นผู้ ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร กิเลสทั้งหลายไม่ได้โอกาสแก่ภิกษุผู้ประพฤติ ขันธกวัตร ๘๐๒ มหาวัตร ๑๔๓ และเจติยังคณวัตร - บูชาลานเจดีย์ โพธิยังคณวัตร - บูชาลานโพธิ์ ปานียมาฬกวัตร - ตั้งน้ำดื่มไว้ที่เรือน ยอด อุโปสถาคารวัตร - ปฏิบัติในโรงอุโบสถ อาคันตุกวัตร - ต้อนรับ ภิกษุผู้จรมา คมิกวัตร - ปฏิบัติต่อภิกษุผู้เตรียมจะไป แต่ภายหลังเมื่อ ภิกษุนั้นสละวัตรทั้งหลาย ทำลายวัตรเที่ยวไป กิเลสทั้งหลายอาศัยความ
หน้า 475 ข้อ 85
ไม่ใส่ใจ และความปล่อยสติ ย่อมเกิดขึ้นได้. แม้ด้วยประการฉะนี้ กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ปรากฏ ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น ภิกษุบางรูปเป็นผู้ประกอบด้วยคนถะ, ย่อมเรียนนิกาย ๑ บ้าง ๒ นิกายบ้าง ๓ นิกายบ้าง ๔ นิกายบ้าง ๕ นิกายบ้าง. กิเลสทั้งหลาย ย่อมไม่ได้โอกาสแก่ภิกษุนั้น ผู้เรียน ท่อง คิด บอก แสดง ชี้แจง พระไตรปิฎกอันเป็นพุทธวจนะ ด้วยบาลี ด้วยการสืบต่อ ด้วยบทต้น บทหลัง. แต่ภายหลังเมื่อภิกษุนั้นละการคัมภีร์ เกียจคร้านเที่ยว เตร่ กิเลสทั้งหลายอาศัยความไม่ใส่ใจ ความปล่อยสติ ย่อมเกิดขึ้นได้. แม้ด้วยประการฉะนี้ กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ปรากฏ ชื่อว่า ย่อมเกิดขึ้น. ภิกษุบางรูปเป็นผู้ทรงธุดงค์ ปฏิบัติธุดงคคุณ ๑๓, กิเลสย่อม ไม่ได้โอกาสแก่ภิกษุนั้นผู้ปฏิบัติธุดงคคุณ แต่ภายหลังเมื่อภิกษุนั้นสละ ธุดงค์เสีย เวียนมาเพื่อความมักมากเที่ยวเตร่ กิเลสทั้งหลายอาศัยความ ไม่ใส่ใจ ความปล่อยสติ ย่อมเกิดขึ้น. แม้ด้วยประการฉะนี้ กิเลส ทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ปรากฏ ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น. ภิกษุบางรูปเป็นผู้เจริญวิปัสสนา, ปฏิบัติอยู่ในอนุปัสนา ๗๑ หรือมหาวิปัสสนา ๑๘๒ เมื่อภิกษุนั้นปฏิบัติอยู่อย่างนี้ กิเลสทั้งหลาย ๑. ขุ. ป. ๓๑/๗๒๗ ๒.ขุ. ป. ๓๑/.๖๑-๖๒
หน้า 476 ข้อ 85
ย่อมไม่ได้โอกาส. แต่ภายหลังเมื่อภิกษุนั้นเลิกบำเพ็ญวิปัสสนามากไป ด้วยการยึดมั่นกายกิเลสทั้งหลายอาศัยความไม่ใส่ใจ ความปล่อยสติ ย่อมเกิดขึ้น. แม้ด้วยประการฉะนี้ กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ ปรากฏ ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น. ภิกษุบางรูปเป็นนวกัมมิกะ, ทำการก่อสร้างโรงอุโบสถและหอ- ฉันเป็นต้น, เมื่อภิกษุนั้นคิดถึงอุปกรณ์การก่อสร้างโรงอุโบสถและหอ- ฉันเหล่านั้นอยู่ กิเลสทั้งหลายยังไม่ได้โอกาส. แต่ภายหลังเมื่อนวกรรม ของภิกษุนั้นสำเร็จแล้วหรือทอดทิ้งเสีย กิเลสทั้งหลายอาศัยความไม่ ใส่ใจ ความปล่อยสติ ย่อมเกิดขึ้น. แม้ด้วยประการฉะนี้ กิเลส ทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ปรากฏ ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น. ภิกษุบางรูปมาจากพรหมโลก เป็นสัตว์บริสุทธิ์, กิเลสทั้งหลาย ย่อมไม่ได้โอกาสด้วยการไม่ซ่องเสพของภิกษุนั้น, แต่ภายหลังเมื่อภิกษุ นั้นซ่องเสพสิ่งที่ได้มา กิเลสทั้งหลายอาศัยความไม่ใส่ใจ ความปล่อยสติ ย่อมเกิดขึ้น. แม้ด้วยประการฉะนี้กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ ปรากฏ ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น. พึงทราบความที่กิเลสยังไม่เกิด ด้วยยังไม่ ปรากฏอย่างนี้. กิเลสยังไม่เกิดด้วยอารมณ์ที่ไม่เคยเกิดเป็นอย่างไร ? ภิกษุบาง รูปในศาสนาได้อารมณ์ที่น่าพอใจเป็นต้น ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน, กิเลส
หน้า 477 ข้อ 85
ทั้งหลายมีราคะเป็นต้น อาศัยความไม่ใส่ใจ ความปล่อยสติของภิกษุนั้น ย่อมเกิดขึ้น, ด้วยประการฉะนี้ กิเลสที่ยังไม่เกิดด้วยอารมณ์ที่ไม่เคย เกิด ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างนี้ ภิกษุ เห็นความฉิบหายของตน ย่อมเจริญสัมมัปธานข้อต้นด้วยเจริญสติปัฏ- ฐาน เพื่อความไม่เกิดแห่งอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเหล่านั้น, เมื่ออกุศล- ธรรมเหล่านั้นเกิด. ภิกษุเห็นความฉิบหายของตน เพราะไม่ละอกุศล- ธรรมเหล่านั้น แล้วจึงเจริญสัมมัปธานข้อที่สอง เพื่อละอกุศลธรรม เหล่านั้น. บทว่า อนุปฺปนฺนา กุสลา ธมฺมฺา - กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ได้แก่ สมถวิปัสสนาและมรรค. ภิกษุเห็นความฉิบหายของตนในเพราะ กุศลธรรมเหล่านั้นที่ยังไม่เกิด แล้วจึงเจริญสัมมัปธานข้อที่สาม เพื่อให้ กุศลธรรมเหล่านั้นเกิด. บทว่า อุปฺปนฺนา กุสลา ธมฺมา - กุศลธรรมที่เกิดแล้ว ได้แก่ สมถวิปัสสนานั่นเอง. ส่วนมรรคเกิดครั้งเดียวแล้วดับ จะไม่เป็นไป เพื่อความฉิบหายเลย. เพราะมรรคนั้นให้ปัจจัยแก่ผลแล้วก็ดับไป. ภิกษุ ครั้นเห็นความฉิบหายของตน เพราะสมถะและวิปัสสนาเหล่านั้นดับไป จึงเจริญสัมมัปธานข้อที่สี่ เพื่อความตั้งมั่นแห่งสมถะและวิปัสสนาเหล่า นั้น. ในขณะแห่งโลกุตรมรรค ย่อมเจริญวิริยะอย่างเดียวเท่านั้น.
หน้า 478 ข้อ 85
ภิกษุย่อมยังกิจ คือ ความไม่เกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมเหล่านั้น ที่ ยังไม่เกิดขึ้นและกิจคือการละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้สำเร็จ เหมือน อย่างที่กุศลธรรมยังไม่เกิดพึงเกิดขึ้น. อนึ่งในบทว่า อุปฺปนฺนา นี้ อุปปันนะ คือธรรมที่เกิดขึ้นมี ๔ อย่าง คือ วตฺตมานุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นกำลังเป็นไป ๑ ภูตาปคตุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นเสพอารมณ์แล้วดับไป ๑ โอกาสกตุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นทำโอกาส ๑ ภูมิลทฺธุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นในภูมิที่ได้ ๑. ในอุปปันนะเหล่านั้น ธรรมที่เกิดมาพร้อมกับ อุปปาทะ ชรา ภังคะ - เกิด แก่ ตาย ชื่อว่า วตฺตมานุปฺปนฺนํ. กุศลอกุศลเสวยรสอารมณ์แล้วดับไป คือ เสพแล้วก็ปราศไป และสังขตธรรมที่เหลือ กล่าวคือ เข้าถึงลักษณะ ๓ มีอุปปาทะเป็นต้น แล้วดับไปคือเสพแล้ว เป็นไปทั่วแล้ว ชื่อว่า ภูตาปคคุปฺปนฺนํ. ชื่อว่า โอกาสกตุปฺปนฺนํ เพราะห้ามกรรมอันเป็นวิบากอื่นที่ มีอยู่ แม้ในอดีตดังที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า กรรมที่ผู้นั้น ได้ทำไว้แล้วในชาติก่อน๑ แล้วทำโอกาสแห่งวิบากของตนตั้งอยู่ และ ๑. ม. อุ. ๑๔/๔๗๑.
หน้า 479 ข้อ 85
เพราะวิบากอันเป็นโอกาสที่ตนทำไว้แล้วอย่างนั้น แม้ยังไม่เกิดก็จะเกิด ขึ้นโดยส่วนเดียวในโอกาสที่ตนทำไว้อย่างนั้น อกุศลที่ยังไม่ถอนในภูมิ ๓ นั้น ๆ ชื่อว่า ภูมิลทฺธุปฺปนฺนํ. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบความต่างกันของ ภูมิ และ ภูมิลัทธะ - ภูมิอันได้แล้ว จริงอยู่ขันธ์ ๕ อันเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นอารมณ์แห่ง วิปัสสนา ชื่อว่า ภูมิ กิเลสชาตอันควรเกิดในขันธ์เหล่านั้น ชื่อว่า ภูมิลัทธะ, เพราะเหตุที่กิเลสนั้นได้ภูมิ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ภูมิ- ลัทธะ, ภูมินั้นไม่ได้ด้วยอารมณ์. จริงอยู่กิเลสทั้งหลายปรารภขันธ์ แม้ ทั้งหมดทั้งในอดีต อนาคต และแม้ที่พระขีณาสพกำหนดรู้แล้ว ย่อม เกิดขึ้นด้วยอารมณ์. ผิว่าอารมณ์จะพึงชื่อว่า ภูมิลัทธะ แล้ว ใคร ๆ ก็ จะพึงละมูลรากของภพไม่ได้ เพราะละ ภูมิลัทธะ นั้นยังไม่ได้. อนึ่ง พึงทราบ ภูมิลัทธะ ด้วยสามารถวัตถุ จริงอยู่ขันธ์ที่กำหนดรู้ไม่ได้ ด้วยวิปัสสนาใน ภูมิลัทธะ ใด ๆ, กิเลสชาตอันเป็นมูลของวัฏฏะจำเดิม แต่ใน ภูมิลัทธะ นั้น ย่อมนอนเนื่องอยู่ในขันธ์เหล่านั้น. พึงทราบ ว่า กิเลสชาต นั้น ชื่อว่า ภูมิลัทธะ ด้วยอรรถว่ายังละไม่ได้. อนึ่ง ในบทนั้นมีความว่า ขันธ์ทั้งหลายของผู้ที่มีกิเลสนอน- เนื่องอยู่ด้วยอรรถว่ายังละไม่ได้ เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสเหล่านั้น. ขันธ์ ทั้งหลายมิใช่ของคนอื่น อนึ่ง ขันธ์ในอดีตเป็นที่ตั้งของกิเลสที่ยังละ ไม่ได้และนอนเนื่องอยู่ในขันธ์ในอดีต. ขันธ์นอกนี้ไม่เป็นที่ตั้ง ขันธ์
หน้า 480 ข้อ 85
ในอนาคตเป็นต้น ก็มีนัยนี้. อนึ่ง กามาวจรขันธ์นั่นแลเป็นที่ตั้งของ กิเลสที่ยังละไม่ได้และนอนเนื่องอยู่ในกามาวจรขันธ์, ขันธ์นอกนี้ไม่ เป็นที่ตั้ง. ในรูปาวจรขันธ์และอรูปาวจรขันธ์ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง ในโสดาบันเป็นต้น กิเลสใดอันเป็นมูลของวัฏฏะนั้น ๆ ในขันธ์ พระอริยบุคคลใด ๆ ละได้ด้วยมรรคนั้น ๆ, ขันธ์เหล่านั้นของพระ- อริยบุคคลนั้น ๆ ไม่นับว่าเป็น ภูมิ เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสอันเป็น มูลของวัฏฏะเหล่านั้นซึ่งละได้แล้ว. กุศลกรร หรืออกุศลกรรมอย่างใด อย่างหนึ่งที่บุคคลทำ ย่อมมีแก่ปุถุชนโดยประการทั้งปวง เพราะยังละ กิเลสอันเป็นมูลแห่งวัฏฏะยังไม่ได้, วัฏฏะอันเป็นปัจจัยของกรรมกิเลส ย่อมควรแก่ผู้นั้นด้วยประการฉะนี้, ธรรมนั้นของบุคคลนั้น ๆ เป็นมูล ของวัฏฏะในรูปขันธ์นั่นเอง, ไม่ใช่ในเวทนาขันธ์เป็นต้น. หรือใน วิญญาณขันธ์เท่านั้น. ไม่ควรกล่าวว่า ไม่ใช่ในรูปขันธ์เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะกิเลสนอนเนื่องอยู่ในขันธ์แม้ทั้ง ๕ โดยไม่ แปลกกัน. อย่างไร ? เหมือนรสดิน (ปวีรสํ) เป็นต้น อยู่ในต้นไม้. เหมือนอย่างว่า เมื่อต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นดิน อาศัยรสดินและรสน้ำ (อาโปรสํ) งอกงามด้วยราก ลำต้น กิ่งน้อยใหญ่ ใบอ่อน ใบแก่ ดอก และผล เพราะรสดิน รสน้ำนั้น เต็มฟ้า จนสิ้นกัป สืบเชื้อสายของต้น ไม้ด้วยการผลิตพืชต่อ ๆ กันมาดำรงอยู่, พืชไม้นั้นตั้งอยู่ที่รากมีรากดิน
หน้า 481 ข้อ 85
เป็นต้นเท่านั้น, ไม่ใช่ที่ลำต้นเป็นต้น, หรือในผลเท่านั้น, ไม่ควร กล่าวว่า ไม่ใช่ที่รากเป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะอาศัยอยู่ในรากเป็นต้นทั้งหมด. เหมือน อย่างว่า บุรุษคนหนึ่ง ไม่พอใจดอกไม้และผลไม้เป็นต้นของต้นไม้นั้น จึงทิ่มหนามพิษ ชื่อว่ามัณฑูกกัณฏกะ - หนามกระเบน ลงไปใน ๔ ทิศ ครั้นต้นไม้นั้นถูกหนามพิษนั้นเข้าไม่สามารถจะสืบต่อไปได้อีก โดย ไม่ผลิดอกออกผลได้ตามธรรมดา เพราะรสดินรสน้ำถูกควบคุมเสียแล้ว ฉันใด, กุลบุตรผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของขันธ์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เริ่มเจริญมรรค ๔ ในสันดานของตน ดุจบุรุษนั้นประกอบหนามพิษลง ในต้นไม้ใน ๔ ทิศ ฉะนั้น. เมื่อเป็นเช่นนั้นขันธสันดานของกุลบุตรนั้น ถูกสัมผัสด้วยพิษ คือ มรรค ๔ นั้นกระทบแล้ว เป็นประเภทของกรรมทั้งปวงมีกายกรรม เป็นต้น เข้าถึงเพียงสภาวะของกิริยา เพราะกิเลสอันเป็นมูลของวัฏฏะ ถูกครอบงำไว้โดยประการทั้งปวง ไม่สามารถจะสืบสันดานในภพอื่นได้ หมดความยึดถือดับวิญญาณดวงสุดท้ายสิ้นเชิง ดุจไฟไม่มีเชื้อฉะนั้น. พึงทราบความต่างกันของ ภูมิ และ ภูมิลัทธะ อย่างนี้. อุปปันนะ คือ ธรรมที่เกิด ๔ อย่าง อีกอย่างหนึ่ง คือ สมุทาจารุปฺปนินํ - สิ่งเกิดขึ้นกำลังเป็นไปอยู่ ๑ อารมฺมณาธิคฺคหิตุปฺปนฺนํ - เกิดด้วยการ ถืออารมณ์ ๑
หน้า 482 ข้อ 85
อวิกฺขมฺภตุปฺปนฺนํ - เกิดด้วยการไม่ข่ม ๑ อสมูหตุปฺปนฺนํ - เกิดด้วยการไม่ถอน ๑. ในบทอุปปันนะเหล่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเป็นไปอยู่ ชื่อว่า สมุทาจารุปฺปนฺนํ. กิเลสชาตแม้ยังไม่เกิดในส่วนเบื้องต้นในอารมณ์ อันไปสู่คลองแห่งจักษุเป็นต้น ท่านกล่าวว่า อารมฺมณาธิคฺคหิตุปฺปนฺนํ โดยเกิดขึ้น โดยส่วนเดียวในกาลอื่น เพราะถือเอาอารมณ์. กิเลส ชาตไม่ข่มไว้ด้วยสมถะและวิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ไม่เจริญด้วย การสืบของจิต ก็ชื่อว่า อวิกฺขมฺภิตุปฺปนฺนํ เพราะไม่มีเหตุที่จะห้าม การเกิดได้. กิเลสชาต แม้ข่มไว้ด้วยสมถะและจะวิปัสสนา ท่านก็กล่าวว่า อสมูหตุปฺปนฺนํ เพราะไม่ถอนด้วยอริยมรรค เพราะไม่ล่วงเลย ธรรมดาของความเกิด. พึงทราบว่า อารมฺมณาธิคฺคหิตุปฺปนฺนํ อวิกฺขมฺภิตุปฺปนฺนํ อสฺมูหตุปฺปนฺนํ ทั้งสามนี้ ย่อมสงเคราะห์ลงด้วย ภูมิลัทธะ นั่นเอง. เมื่ออุปปันนธรรมมีประเภทดังกล่าวแล้วนี้เกิดขึ้นแล้ว กิเลส- ชาตใด ได้แก่ วัตตมานะ ภูตาปคตะ โอกาสคติ สมุทาจาระ เกิดขึ้น กิเลสชาตนั้นเป็นอันมรรคญาณใด ๆ ไม่พึงละ เพราะไม่ถูก ทำลายด้วยมรรค. อนึ่ง กิเลสชาตใด กล่าวคือ ภูมิลัทธะ อารัมม- ณาธิคหิตะ อวิกขัมภิตะ อสมูหตะ เกิดขึ้นแล้ว กิเลสชาตนั้น ยังความเกิดของพระโยคีนั้นให้เสื่อมไป เพราะโลกิยญาณและโลกุตร-
หน้า 483 ข้อ 85
ญาณนั้นเกิดขึ้น, ฉะนั้นกิเลสชาต แม้ทั้งหมดนั้นก็เป็นอันมรรคนั้น ๆ พึงละได้. ด้วยประการฉะนี้ มรรคย่อมละกิเลสเหล่าใด หมายเอา กิเลสเหล่านั้น จึงกล่าวว่า อุปฺปนฺนานํ. เมื่อเป็นเช่นนั้น การเจริญเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยังไม่เกิด ย่อมมีได้ในขณะแห่งมรรคเป็นอย่างไร ? และเพื่อความตั้งมั่นแห่งกุศล ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร ? เพื่อเข้าถึงมรรคนั่นเอง. เพราะท่านกล่าว ว่า มรรคที่เป็นไปอยู่ ชื่อว่ายังไม่เคยเกิด เพราะไม่เคยเกิดมาก่อน. จริงอยู่ มีผู้มาสู่ฐานะที่ไม่เคยมาหรือเสวยอารมณ์ที่ไม่เคยเสวย แล้ว กล่าวว่า เรามาสู่ฐานะที่ยังไม่ได้มา เราเสวยอารมณ์ที่ไม่เคยเสวยดังนี้. ความเป็นไปแห่งกุศลธรรมนั้น ชื่อว่า ิติ , ควรกล่าวว่า ิติยา ภาเวติ- เจริญเพื่อความตั้งมั่น. นี้คือความเพียรของภิกษุนั้นในขณะแห่งโลกุตร- มรรคย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง มีอาทิว่า อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปาทาย - เพื่อยังอกุศลอันลามกที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น. กถานี้เป็นสัมมัปธานกถาในขณะแห่งโลกุตรมรรค. ในบทนี้ท่านชี้แจง สัมมัปธานเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระไว้อย่างนี้. พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาสตินิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า กาเย ได้แก่ รูปกาย รูปกายในที่นี้ท่านประสงค์ว่า กาย - หมู่ ดุจหัตถิ- กาย - หมู่ช้าง รถกาย - หมู่รถ เป็นต้น ด้วยอรรถว่าเป็นที่รวม อวัยวะใหญ่น้อยและสิ่งทั้งหลายมีผมเป็นต้น. อนึ่ง ชื่อว่า กาย ด้วย
หน้า 484 ข้อ 85
อรรถว่าเป็นที่เกิดแห่งสิ่งน่าเกลียดทั้งหลายเหมือน ที่ชื่อว่า กาย ด้วย อรรถว่าเป็นที่รวมฉะนั้น. ชื่อว่า กาย เพราะเป็นที่เกิดของสิ่งน่า เกลียด คือ น่าเกลียดอย่างยิ่ง. บทว่า อาโย ได้แก่ ที่เกิด. ใน บทนั้นมีอธิบายคำว่า อาโย เพราะอรรถว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดจาก กายนั้น. อะไรเกิด ? สิ่งน่าเกลียดมีผมเป็นต้น. ชื่อว่า กาโย เพราะ อรรถว่าเป็นที่เกิดของสิ่งน่าเกลียด ด้วยประการฉะนี้. บทว่า กายานุปสฺสี - พิจารณาเห็นกาย ได้แก่ พิจารณาเห็น กายเป็นปกติ, หรือพิจารณาเห็นอยู่ซึ่งกาย, แม้กล่าวว่า กาเย แล้ว ยังถือเอากายเป็นครั้งที่ ๒ อีกว่า กายานุปสฺสี พึงทราบว่า ท่านกล่าว เพื่อแสดงการกำหนดและแยกออกจากเป็นก้อน โดยไม่ปนกัน. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เวทนานุปสฺสี หรือ จิตฺตธมฺมานุปสฺสี ในกาย, ที่แท้ก็ กายานุปสฺสี นั่นเอง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอันท่าน แสดงการกำหนดโดยไม่ปนกันด้วยอาการของ กายานุปัสสนา ในวัตถุ คือ กาย นั่นเอง. อนึ่ง ภิกษุไม่พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่งพ้นจาก อวัยวะใหญ่น้อยในกาย, มิใช่พิจารณาเห็นหญิงและบุรุษพ้นจากผมและ ขนเป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ภิกษุไม่พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่งพ้นจาก ภูตรูปและอุปาทายรูป แม้ในกายอันเป็นที่รวมภูตรูปและอุปาทายรูป มีผมและขนเป็นต้น. ที่แท้พิจารณาเห็นการประชุมอวัยวะใหญ่น้อย ดุจพิจารณาเห็นเครื่องประกอบรถ, พิจารณาเห็นการประชุมผมและขน
หน้า 485 ข้อ 85
เป็นต้น ดุจพิจารณาเห็นส่วนของนคร, พิจารณาเห็นการประชุมภูต- รูปและอุปาทายรูป ดุจแยกต้นกล้วยใบกล้วยและเครือกล้วยออกจากกัน และดุจแบกำมือที่เปล่าออก เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอันท่านแสดงการแยก ออกจากเป็นก้อน ด้วยการเห็นโดยประการต่างกันของวัตถุ กล่าวคือ สังขารด้วยการประชุมกันนั่นเอง. จริงอยู่ ในบทนี้ กายก็ดี หญิงก็ดี ชายก็ดี ธรรมใดๆ อื่นก็ดีพ้นจากการประชุมกันตามที่กล่าวแล้ว ย่อม ไม่ปรากฏ. แต่ในเหตุเพียงการประชุมธรรมตามที่กล่าวแล้วนั่นแล สัตว์ทั้งหลายย่อมทำการยึดมั่นผิดอย่างนั้นๆ. ด้วยเหตุนั้นท่านโบราณา- จารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวไว้ว่า ยํ ปสฺสติ น ตํ ทิฏฺํ ยํ ทิฏฺํ ตํ น ปสฺสติ อปสฺสํ พชฺฌเต มูฬฺโห พชฺฌมาโน น มุจฺจติ บุคคล เห็นสิ่งใด สิ่งนั้น ชื่อว่า อันเขา เห็นแล้ว ก็หาไม่ สิ่งใดที่เห็นแล้ว ชื่อว่า ย่อม ไม่เห็นสิ่งนั้น คนหลงเมื่อไม่เห็นย่อมติด เมื่อติด ย่อมไม่หลุดพ้น ดังนี้. ท่านกล่าวไว้ดังนี้ เพื่อแสดงการแยกเป็นก้อนออกไปเป็นต้น. อนึ่ง ด้วยอาทิศัพท์ในบทนี้พึงทราบความดังนี้, เพราะเนื้อความนี้ ได้ แก่ การพิจารณาเห็นกายในการนี้นั่นเอง. มิใช่การพิจารณาเห็นธรรม อื่น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? ท่านอธิบายไว้ว่า มิใช่พิจารณาเห็นความ
หน้า 486 ข้อ 85
เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน เป็นความงาม ในกายนี้ซึ่งเป็น สิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน และเป็นของไม่งามเหมือนการ พิจารณาเห็นน้ำที่พยับแดดซึ่งไม่มีน้ำฉะนั้น, อันที่จริงแล้วพิจารณา เห็นกาย ก็คือพิจารณาเห็นการประชุมอาการที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ ใช่ตัวตน และเป็นของไม่งามนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวถึงกายมีลมอัสสาสะปัสสาสะ เป็นเบื้อง ต้นและมีกระดูกป่นละเอียดเป็นที่สุด โดยนัยมีอาทิว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺคโต วา รุกฺขมูลคดต วา ฯเปฯ โส สโตว อสฺสสติ๑ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในศาสนานี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ฯลฯ ภิกษุนั้นมีสติหายใจเข้า ... ในสติปัฏฐานกถา ข้างหน้า พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย เพราะ พิจารณาเห็นในกายนี้เท่านั้นของกายทั้งหมดที่ท่านกล่าวถึงกายว่า ภิกษุ บางรูปในศาสนานี้ ย่อมพิจารณาเห็นกองปฐวีธาตุ กองอาโปธาตุ กองเตโชธาตุ กองวาโยธาตุ กองผม กองขน กองผิว กองหนัง กองเนื้อ กองเลือด กองกระดูก กองเยื่อในกระดูก.๒ อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกาย กล่าวคือ การประชุมธรรมมีผมเป็นต้นในกาย เพราะพิจารณาเห็น ๑. ที. มหา. ๑๐/๒๗๔. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๗๒๗.
หน้า 487 ข้อ 85
การประชุมธรรมต่างๆ มีผมและขนเป็นต้นนั้นๆ นั่นเอง เพราะไม่ เห็นอะไร ? ที่ควรยึดถืออย่างนี้ว่า เรา หรือ ของเรา ในกาย. อีก อย่างหนึ่ง พึงเห็นความแม้อย่างนี้ว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย แม้เพราะพิจารณาเห็นกาย กล่าวคือ การประชุมอาการมีอนิจลักษณะ เป็นต้น ทั้งหมดอันมีนัยมาแล้วข้างหน้า โดยลำดับมีอาทิว่า ภิกษุย่อม พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงในกายนี้, ไม่พิจารณาเห็นโดย ความไม่เที่ยงเป็นของเที่ยง๑ ดังนี้ นี้เป็นความทั่วไปในสติปัฏฐาน ๔. บทว่า กาเย กายานุปสฺสี - ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ความว่า ภิกษุพิจารณาเห็นกายอย่างหนึ่งๆ ในกายดังที่กล่าวไว้เป็น ส่วนมาก มีกองอัสสาสะ และกองปัสสาสะเป็นต้น. บทว่า วิหรติ นี้แสดงถึงการบำเพ็ญวิหารธรรมอย่างใดอย่าง หนึ่งในวิหารธรรม คือ อิริยาบถ ๔. อธิบายว่า ภิกษุเปลี่ยนความ เมื่อยในอิริยาบถหนึ่ง ด้วยอิริยาบถอื่นแล้วนำตนที่ยังซบเซาอยู่ให้คล่อง แคล่ว. คำว่า อาตาปี - มีความเพียรนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญความเพียร กำหนดกาย. อธิบายว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรที่ท่าน กล่าวว่า อาตาโป เพราะเผากิเลสในภพ ๓ ในสมัยนั้น, ฉะนั้นท่านจึง กล่าวว่า อาตาปี - มีความเพียร. ๑. ขุ. ป. ๓๑/๗๒๗.
หน้า 488 ข้อ 85
บทว่า สมฺปชาโน - มีสัมปชัญญะ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยญาณ อันได้แก่ สัมปชัญญะอันกำหนดกาย. บทว่า สติมา - มีสติ คือ เป็นผู้ประกอบด้วยสติกำหนดกาย. ก็เพราะภิกษุนี้กำหนดอารมณ์ด้วยสติแล้วพิจารณาเห็นด้วยปัญญา. จริง อยู่ ผู้ไม่มีสติจะพิจารณาเห็นไม่ได้เลย. ด้วยเหตุนั้นแหละ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ๑- ดูก่อน- ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสติแลมีประโยชน์ในที่ทั้งปวง. - ฉะนั้นใน บทนี้ท่านจึงกล่าวถึงกรรมฐาน คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ด้วย ข้อความเพียงเท่านี้ว่า กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ - ภิกษุพิจารณา เห็นกายในกายอยู่ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีความเพียรเป็นผู้หดหู่ในภายใน เป็นผู้ ทำอันตราย, ผู้ไม่มีสัมปชัญญะย่อมหลงในการกำหนดอุบาย และใน การเว้นสิ่งไม่เป็นอุบาย. ผู้มีสติหลงใหลย่อมไม่สามารถในการไม่สละ อุบาย และในการไม่กำหนดสิ่งไม่เป็นอุบาย ฉะนั้น, ด้วยเหตุนั้น กรรมฐานนั้นจึงไม่สำเร็จ แก่ภิกษุนั้น, ฉะนั้นกรรมฐานเป็นย่อมสำเร็จ ด้วยอานุภาพของธรรมเหล่าใด เพื่อแสดงถึงธรรมเหล่านั้น พึงทราบ ว่าท่านจึงกล่าวบทนี้ว่า อาตาปี สมฺปชาโน สติมา - ภิกษุมีความ เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติดังนี้. ๑. สํ.มหา. ๑๙/๕๕๒.
หน้า 489 ข้อ 85
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และองค์ประกอบแล้วบัดนี้ เพื่อทรงแสดงองค์แห่ง ปหานะ จึงตรัสว่า วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ - กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสีย. ในบทเหล่านั้นบทว่า วิเนยฺย- กำจัดเสีย ได้แก่ กำจัดด้วย ตทังควินัย - กำจัดชั่วคราวหรือวิกขัมภนวินัย - กำจัดด้วยการข่มไว้. บทว่า โลเก ความว่า กายใดกำหนดไว้ในคราวก่อน กาย นั้นนั่นแล ชื่อว่า โลก ในที่นี้ ด้วยอรรถว่าแตกและสะลายไป ละ อภิชฌาและโทมนัสในโลกนั้นเสีย. อนึ่ง เพราะภิกษุนั้นย่อมอภิชฌา และโทมนัสในส่วนเพียง กายเท่านั้นก็หาไม่, ย่อมละแม้ในเวทนาเป็นต้นอีกด้วย, ฉะนั้นท่าน จึงกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า ปญฺจปิ อุปาทานกฺขนฺธา โลโก๑ - แม้อุปา- ทานขันธ์ ๕ ก็เป็นโลก. พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทนี้ด้วยการถอดความ ซึ่งธรรมเหล่านั้น เพราะธรรมเหล่านั้นนับเข้าในโลก. พระสารีบุตรกล่าวว่า ในบทว่า โลเก นั้น โลกเป็นไฉน ? กายนั้นนั่นแลเป็นโลก. นี้เป็นคำอธิบายในบทนี้. ท่านกล่าวย่อไว้ว่า อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ดังนี้. ก็ในระหว่างปาฐะในสังยุตตนิกายและอัง- คุตตรนิกาย อาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ต่างหากกัน. ชื่อว่า อภิชฺฌา เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเพ่ง คือ ปรารถนาหรือเพ่งเอง หรือเพียงความ ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๔๔๐.
หน้า 490 ข้อ 85
เพ่งเท่านั้น. อนึ่ง ในบทว่า อภิชฌาโทมนสฺสํ นี้ เพราะกามฉันทะ สงเคราะห์เข้ากับอภิชฌา. พยาบาทสงเคราะห์เข้ากับโทมนัส. ฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์ ด้วยแสดงธรรมทั้งสองอันเป็น ธรรมมีกำลังนับเนื่องในนิวรณ์. อนึ่ง ในบทนี้โดยความต่างกันท่านกล่าวถึงการละความยินดีอัน เป็นมูลเหตุของสมบัติทางกาย ด้วยกำจัดอภิชฌา, ละความยินร้าย อันเป็นมูลเหตุของความวิบัติทางกาย ช่วยกำจัดโทมนัส. อนึ่ง ละความ ยินดีในกายด้วยกำจัดอภิชฌา, ละความไม่ยินดีในกายภาวนาด้วยกำจัด โทมนัส, ละการเพิ่มเติมความงามและความสุขเป็นต้น ที่ไม่เป็นจริง ในกายด้วยกำจัดอภิชฌา, ละการนำออกความไม่งามความไม่เป็นสุข เป็นต้น อันเป็นจริงในกายด้วยกำจัดโทมนัส. เป็นอันท่านแสดงถึง อานุภาพของโยคะ และความสามารถในโยคะของพระโยคาวจรด้วยบท นั้น. อานุภาพของโยคะ คือ พระโยคาวจรเป็นผู้พ้นจากความยินดี ยินร้าย เป็นผู้อดกลั้นความไม่ยิน และความยินดี และเป็นผู้เว้นจาก การเพิ่มเติมในสิ่งที่ไม่เป็นจริง และการนำสิ่งที่เป็นจริงออก. อนึ่ง พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้พ้นจากความยินดียินร้าย เป็นผู้ อดกลั้นความไม่ยินดี และความยินดี ไม่หมกมุ่นในสิ่งไม่เป็นจริง และ กำจัดสิ่งเป็นจริง เป็นผู้สามารถในโยคะด้วยประการฉะนี้.
หน้า 491 ข้อ 85
อีกนัยหนึ่งในบทว่า กาเย กายานุปสฺสี นี้ ท่านกล่าวถึง กรรมฐานแห่ง อนุปสฺสนา ในบทว่า วิหรติ นี้ ท่านกล่าวถึงการ บริหารกายของภิกษุผู้บำเพ็ญกรรมฐานด้วยวิหารธรรมดังกล่าวแล้ว. พึง ทราบว่า ในบทมีอาทิว่า อาตาปี ท่านกล่าวถึงสัมมัปธานด้วยความเพียร, กล่าวธรรมฐานอันมีประโยชน์ทั้งหมด หรืออุบายการบริหารกรรมฐาน ด้วยสติสัมปชัญญะ, กล่าวสมถะที่ได้ด้วยอำนาจกายานุปัสสนาด้วยสติ, กล่าววิปัสสนาด้วยสัมปชัญญะ, กล่าวผู้ของภาวนาด้วยกำจัดอภิชฌา และโทมนัส. อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี - ภิกษุพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย พึงประกอบความในคำของเวทนาเป็นต้น ต่อไปแล้วพึงทราบตามควรโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในกายานุปัสสนานั่น แล. อรรถอันไม่ทั่วไปมีดังต่อไปนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาอย่างหนึ่ง ๆ โดยมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เป็นอย่าง ๆ ไป ในเวทนาทั้งหลายมีประเภท ไม่น้อยมีสุขเวทนาเป็นต้น, พิจารณาเป็นจิตดวงหนึ่ง ๆ โดยมีความไม่ เที่ยงเป็นต้น อย่างหนึ่ง ๆ ในจิตมีประเภท ๑๖ ดวง มีจิตมีราคะเป็นต้น, พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่ง ๆ โดยมีความไม่เที่ยงเป็นต้น อย่างหนึ่ง ๆ ในธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือ เว้นกายเวทนา และจิต, หรือ พิจารณาเป็นธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในสติปัฏฐาน สูตร๑. ๑. ที. มหา. ๑๐/๒๗๓.
หน้า 492 ข้อ 85
อนึ่ง ในบทเหล่านี้ พึงทราบว่า บทว่า กาเย เป็นเอกวจนะ เพราะสรีระมีหนึ่ง. บทว่า จิตฺเต เป็นเอกวจนะท่านทำโดยถือเอาชาติ เพราะไม่มีความต่างแห่งสภาวะของจิต. อนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นโดย ประการที่พึงเห็นเวทนาเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งหลาย, เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิต, เป็นผู้พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งหลาย. พึงพิจารณาเห็นเวทนาอย่างไร ? พึงพิจารณา เห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์, พึงพิจารณาเห็นทุกขเวทนาโดยความ เป็นดังลูกศร, พึงพิจารณาเห็นอทุกขมสุขโดยความเป็นของไม่เที่ยง. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า โย สุขํ ทุกฺขโต อทฺท ทุกฺขมทิทกฺขิ สลฺลโต อทุกฺขมสุขํ สนฺตํ อทฺทกฺขิ นํ อนิจฺจโต. ส เว สมฺมทฺทโส ภิกฺขุ ปริชานาติ เวทนา.๑ ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ ได้เห็น ทุกข์โดยความเป็นดังลูกศร ได้เห็นอทุกขมสุขอัน สงบระงับแล้วนั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง. ภิกษุ นั้นแลเป็นผู้เห็นชอบ ย่อมรู้รอบเวทนาทั้งหลาย. ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๓๖๘.
หน้า 493 ข้อ 85
อนึ่ง พึงพิจารณาเห็นเวทนาทั้งหมดโดยความเป็นทุกข์ ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้เสวยแล้ว. สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นไปในทุกข์.๑ อนึ่ง พึงพิจารณาเห็นโดยความเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง. ดังที่ ท่านกล่าวว่า สุขเวทนาเป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะ ปรวนแปร. ทุกขเวทนาเป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะ ปรวนแปร, อทุกขมสุขเวทนาเป็นสุขเพราะรู้ เป็นทุกข์เพราะไม่รู้.๒ แต่ก็ควรพิจารณาด้วยอำนาจการพิจารณาเห็นสัตว์มีความไม่เที่ยงเป็น ต้น. พึงทราบวินิจฉัยในจิตและธรรมดังต่อไปนี้ พึงพิจารณาเห็นจิต ก่อน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นสัตว์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น อัน มีประเภทจิตที่ต่าง ๆ กัน โดยมี อารัมมณะ อธิปติ สหชาตะ ภูมิ กรรม วิบาก และ กิริยา เป็นต้นและประเภทแห่งจิต ๑๖ อย่าง มี สราคจิต เป็นต้น. พึงพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา เห็นสัตว์ มีความไม่เที่ยงเป็นต้นแห่งสุญญตาธรรม อันมีลักษณะของ ตนและสามัญลักษณะ ทั้งมีความสงบและไม่สงบเป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ อภิชฌาโทมนัสนั้นที่ภิกษุละได้ในโลก อัน ได้แก่กายจึงเป็นอันละได้แม้ในโลกมีเวทนาเป็นต้นด้วยโดยแท้, แต่ถึง ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๓๙๑. ๒. ม. มู. ๑๒/๕๑๑.
หน้า 494 ข้อ 85
กระนั้นท่านก็กล่าวไว้ในที่ทั้งปวง ด้วยสามารถบุคคลต่างกัน และด้วย สามารถการเจริญสติปัฏฐานอันมีในขณะต่างกัน. อีกอย่างหนึ่ง ครั้น ละได้ในส่วนหนึ่งแล้ว, แม้ในส่วนที่เหลือก็เป็นอันละได้ด้วย. ด้วย เหตุนั้นแล พึงทราบว่าท่านกล่าวอย่างนี้ เพื่อแสดงการละอภิชฌาของ ภิกษุนั้น. สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ ย่อมได้ในจิตต่าง ๆ ในส่วนเบื้องต้น ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุย่อมกำหนดกายด้วยจิตอื่น กำหนดเวทนาด้วย จิตอื่น กำหนดจิตด้วยจิตอื่น กำหนดธรรมทั้งหลายด้วยจิตอื่น. แต่ ในขณะโลกุตรมรรค สติปัฏฐานย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น. สติสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ของบุคคลผู้มากำหนดกายตั้งแต่ต้น ชื่อว่า กายานุปัสสนา. บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่า กายานุ- ปัสสี. สติสัมปยุตด้วยมรรคในขณะแห่งมรรคของบุคคลผู้ขวนขวาย วิปัสสนาแล้วบรรลุอริยมรรค ชื่อว่า กายานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบ ด้วยสตินั้น ชื่อว่า กายานุปัสสี. สติสัมปยุตด้วยวิปัสสนาของบุคคล ผู้มากำหนดเวทนา กำหนดจิต กำหนดธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า ธัม- มานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วยสตินั้น ชื่อว่า ธัมมานุปัสสี. สติสัมปยุตด้วยมรรค ในขณะแห่งมรรคของบุคคลผู้ขวนขวายวิปัสสนา แล้วบรรลุอริยมรรค ชื่อว่า ธัมมานุปัสสนา, บุคคลผู้ประกอบด้วย สตินั้น ชื่อว่า ธัมมานุปัสสี.
หน้า 495 ข้อ 85
การแสดงอย่างนี้ ย่อมตั้งอยู่ในบุคคล. แต่สติกำหนดกาย ละ ความเห็นผิดในกายว่างาม ย่อมสำเร็จด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า กายานุปัสสนา. สติกำหนดเวทนา ละความเห็นผิดในเวทนา ว่าเป็นสุข ย่อมสำเร็จด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เวทนานุ- ปัสสนา. สติกำหนดจิต ละความเห็นผิดในจิตว่า เป็นของเที่ยง ย่อมสำเร็จด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า จิตตานุปัสสนา. สติ กำหนดธรรม ละความเห็นผิดในธรรมทั้งหลายว่า เป็นตัวตน ย่อม สำเร็จด้วยมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ธัมมานุปัสสนา. สติ สัมปยุตด้วยมรรคอย่างเดียว ย่อมได้ชื่อ ๔ อย่าง โดยความที่ยังกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏ- ฐาน ๔ ย่อมได้ในจิตดวงเดียวเท่านั้น ในขณะแห่งโลกุตรมรรค. พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาสมาธินิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ - สงัดจากกาม ได้แก่ สงัด เว้น หลีกจากกามทั้งหลาย. พึง ทราบว่า เอว ศัพท์ ในบทนี้ มีความว่า แน่นอน. เพราะเอวศัพท์ ความว่า แน่นอน ฉะนั้น พระสารีบุตรแสดงถึงความที่กามแม้ไม่มี อยู่ในขณะเข้าถึงปฐมฌาน เป็นปฏิปักษ์ของปฐมฌานนั้น และการ บรรลุปฐมฌานนั้น ด้วยการสละกามนั่นเอง. อย่างไร ? เพราะเมื่อ ทำความแน่นอนอย่างนี้ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ปฐมฌานนี้ ย่อมปรากฏ, กามทั้งหลายเป็นปฏิปักษ์ของฌานนี้แน่นอน, เมื่อยังมีกามอยู่ฌานนี้ย่อม
หน้า 496 ข้อ 85
เป็นไปไม่ได้, เหมือนเมื่อความมืดยังมีอยู่และประทีปก็ยังส่องไปไม่ได้. การบรรลุฌานนั้นด้วยการละกามเหล่านั้น เหมือนการถึงฝั่งนอกด้วย การสละฝั่งใน, ฉะนั้น จึงทำความแน่นอน. ในบทนั้นพึงมีคำถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวการบรรลุนี้ ไว้ในบทก่อน, ไม่กล่าวไว้ในบทหลังเล่า, ภิกษุแม้ไม่สงัดจากอกุศล- ธรรม ก็ยังจะเข้าฌานได้หรือ ? ข้อนั้นไม่ควรเห็นอย่างนั้น. เพราะ ท่านกล่าวการบรรลุนั้นไว้แล้วในบทก่อน เพราะการสลัดออกจากกาม นั้น. อนึ่ง ฌานนี้เป็นการสลัดออกไปแห่งกามทั้งหลาย เพราะก้าว ล่วงกามธาตุ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ของกามราคะ. ดังที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กามานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ เนกฺขมฺ๑มํ - เนกขัมมะ เป็นการสลัดออกจากกามทั้งหลาย. แม้ในบทหลังก็พึงกล่าวเหมือน อย่างที่ท่านนำ เอว อักษรมากล่าวไว้ในบทนี้ว่า อิเธว ภิกฺขเว สมโณ, อิธ ทุติโย สมโณ๒- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีใน ศาสนานี้เท่านั้น, สมณะที่สองก็มีในศาสนานี้. เพราะไม่สงัดจกกอกุศลธรรมอันได้แก่นิวรณ์ แม้อื่นจากนี้ก็ไม่ อาจเข้าฌานได้, ฉะนั้น พึงเห็นความแม้ในสองบทอย่างนี้ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺเจว อกุสเลหิ - สงัดจากกามนั่นแล สงัดจากอกุศลนั่นแล ดังนี้. ตทังควิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก และจิตตวิเวก กายวิเวก อุปธิวิเวก ย่อมสงเคราะห์ ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๕๐. ๒. ม. มู. ๑๒/๑๕๔.
หน้า 497 ข้อ 85
ด้วยคำทั่วไปนี้ว่า วิวิจฺจ ก็จริง แม้ถึงอย่างนั้นก็พึงเห็นกายวิเวก จิตตวิเวก วิกขัมภนวิเวก ในส่วนเบื้องต้นด้วย. พึงเห็นกายวิเวก จิตตวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก และนิสสรณวิเวก ในขณะ แห่งโลกตรมรรคด้วย. ก็ด้วยบทว่า กาเมหิ นี้ ท่านกล่าวถึงวัตถุกามไว้ในมหานิทเทส โดยนัยมีอาทิว่า กตเม วตฺถุกามา มนาปิกา รูปา๑ - วัตถุกามมีรูปที่น่า พอใจเป็นไฉน และท่านกล่าวถึงกิเลสกามไว้ในวิภังค์นั้น อย่างนี้ว่า ฉนฺโท กาโม ราโค กาโม ฉนฺทราโค กาโม, สงฺกปฺโป กาโม ราโค กาโม, สงฺกปฺปราโค กาโม๒ - ฉันทะเป็นกาม ราคะเป็นกาม ฉันทราคะเป็นกาม สังกัปปะเป็นกาม ราคะเป็นกาม สังกัปปราคะ เป็นกาม พึงเห็นว่าท่านสงเคราะห์กามเหล่านั้นไว้ทั้งหมด. เมื่อเป็น อย่างนี้ บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ ความว่า สงัดจากวัตถุกามนั่นแล สมควร. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านกล่าวถึงกายวิเวก. บทว่า วิวจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ - สงัดจากอกุศลธรรม ความ ว่า สงัดจากกิเลสกามหรืออกุศลทั้งหมด ดังนี้ สมควร. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านกล่าวถึงจิตตวิเวก. อนึ่ง ในสองบทนี้ ด้วยบทต้นเป็นอัน เจริญการสละกามสุข เพราะคำว่า สงัดจากวัตถุกาม, ด้วยบทที่สอง เป็นอันเจริญการกำหนดเนกขัมมสุข เพราะคำว่า สงัดจากกิเลสกาม. ๑-๒. ขุ. มหา. ๒๙/๒.
หน้า 498 ข้อ 85
อนึ่ง เพราะคำว่า สงัดจากวัตถุกามและกิเลสกาม พึงทราบว่า ด้วย บทต้น เป็นอันเจริญการละวัตถุอันเศร้าหมอง, ด้วยบทที่สอง เป็นอัน เจริญละความเศร้าหมอง. ด้วยบทที่หนึ่ง เป็นอันเจริญการสละเหตุ แห่งความโลเล, ด้วยบทที่สอง เป็นอันเจริญการสละเหตุแห่งความเป็น พาล, และด้วยบทที่หนึ่ง เป็นอันเจริญความบริสุทธิ์ด้วยความเพียร, ด้วยบทที่สอง เป็นอันเจริญความกล่อมเกลาอัธยาศัย. ในบรรดากาม ทั้งหลายที่ท่านกล่าวไว้ในบทว่า กาเมหิ นี้ มีนัยเดียวกันในฝ่ายวัตถุ กาม. พึงทราบวินิจฉัยในฝ่ายกิเลสกามดังต่อไปนี้ กามฉันทะมีหลาย ประเภทด้วยบทมีอาทิอย่างนี้ว่า ฉันทะ และ ราคะ ท่านประสงค์ เอาว่า กาม. กามนั้นแม้นับเนื่องในอกุศล ท่านก็กล่าวไว้ต่างหากใน วิภังค์ โดยนัยมีอาทิว่า กามเป็นไฉน ? ฉันทะเป็นกาม๑ เพราะ เป็นปฏิปักษ์ขององค์ฌานเบื้องบน หรือท่านกล่าวไว้ในบทก่อน เพราะ เป็นกิเลสกาม. ท่านกล่าวไว้ในบทที่สอง เพราะนับเนื่องในอกุศล. อนึ่ง ท่านไม่กล่าวว่า กามโต - จากกาม เพราะกามนั้นมี หลายประเภท จึงกล่าวว่า กาเมหิ - จากกามทั้งหลาย. เมื่อธรรมแม้ เหล่าอื่นเป็นอกุศลยังมีอยู่ ท่านกล่าวนิวรณ์ทั้งหลายไว้ในวิภังค์ โดย นัยมีอาทิว่า อกุศลธรรมเป็นไฉน ? กามฉันทะเป็นอกุศลธรรม๒ ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๖๕๑ ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๖๕.
หน้า 499 ข้อ 85
เพราะความเป็นข้าศึกและเป็นปฏิปักษ์ต่อองค์ฌานเบื้องบน. จริงอยู่ นิวรณ์เป็นข้าศึกต่อองค์ฌาน, องค์ฌานเป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์เหล่านั้น ท่านอธิบายว่า กำจัด ทำให้พินาศ. ท่านกล่าวไว้ในปิฎกว่า สมาธิ เป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ, ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท, วิตก เห็นปฏิปักษ์ต่อถีนมิทธะ, สุขเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ, วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา ดังนี้. ในบทนี้ ด้วยบทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ เป็นอันท่านกล่าวถึง ความสงัดด้วยการข่มกามฉันทะ, ด้วยบทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงการข่มนิวรณ์ทั้ง ๕. ก็ด้วยการถือเอาแล้วไม่ ถือเอาอีก เป็นอันท่านกล่าวถึงความสงัด ด้วยการข่มกามฉันทะด้วย ฌานที่ ๑, เป็นอันท่านกล่าวถึงความสงัด ด้วยการข่มนิวรณ์ที่เหลือ ด้วยฌานที่ ๒. อนึ่ง ท่านกล่าวถึงความสงัด ด้วยการข่มโลภะอันเป็นที่ตั้งของ กามคุณ ๕ ในอกุศลมูล ๓ ด้วยฌานที่ ๑, ท่านกล่าวถึงความสงัด ด้วยการข่มโทสะ โมหะ อันเป็นที่ตั้งของประเภทแห่งอาฆาตวัตถุเป็นต้น ด้วยฌานที่ ๒. หรือในธรรมทั้งหลายมีโอฆะเป็นต้น ท่านกล่าวถึง ความสงัดด้วยการข่มกาโมฆะ กามโยคะ กามาสวะ กามุปาทาน อภิชฌากายคันถะ และกามราคสังโยชน์ด้วยฌานที่หนึ่ง, ท่านกล่าวถึง ความสงัด ด้วยการละโอฆะ โยคะ อาสวะ อุปาทาน คันถะ และ
หน้า 500 ข้อ 85
สังโยชน์ที่เหลือด้วยฌานที่ ๒. ท่านกล่าวถึงความสงัดด้วยการข่ม กิเลสอันสัมปยุตด้วยตัณหา ด้วยฌานที่ ๑. ท่านกล่าวความสงัดด้วย การข่มกิเลส อันสัมปยุตด้วยอวิชชา ด้วยฌานที่ ๒. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงความสงัดด้วยการข่ม จิตตุปบาท ๘ ดวง อัน สัมปยุตด้วยโลภะ ด้วยฌานที่ ๑, ท่านกล่าวถึงความสงัดด้วยการข่ม จิตตุปบาทที่เป็นอกุศล ๔ ดวงที่เหลือด้วยฌานที่ ๒. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระสารีบุตรครั้นแสดงองค์แห่งการละ ฌานที่ ๑ แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงองค์แห่งการประกอบร่วมกัน จึงกล่าว บทมีอาทิว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ - มีวิตกวิจาร ดังนี้. ในบทเหล่านั้น วิตก มีลักษณะยกจิตไว้ในอารมณ์. วิจาร มีลักษณะคลุกเคล้าอารมณ์. อนึ่ง เมื่ออารมณ์เหล่านั้นยังไม่ออกไป ในที่ไหน ๆ วิตก คือ อารมณ์ที่เกาะจิตเป็นครั้งแรก ด้วยอรรถว่า เป็นอารมณ์หยาบ และด้วยอรรถไปถึงก่อนดุจเคาะระฆัง, วิจาร คือ อารมณ์ที่ผูกพันอยู่กับจิต ด้วยอรรถว่า เป็นอารมณ์ละเอียดและมีสภาพ คลุกเคล้าด้วยจิต ดุจเสียงครางของระฆัง. อนึ่ง วิตกมีการกระจายไปในอารมณ์ ในขณะเกิดครั้งแรกทำ ให้จิตสั่นสะเทือน ดุจนี้ประสงค์จะบินไปบนอากาศกระพือปีก, และ ดุจภมรตามกลิ่นหอมบินมุ่งไปเกาะที่ดอกบัวฉะนั้น. วิจารมีความเป็นไป อย่างสงบ ไม่ทำจิตให้สั่นสะเทือนดุจนกที่บินขึ้นไปบนอากาศเหยียดปีก ออกไป และดุจภมรเกาะที่ดอกบัวเคล้าอยู่บนดอกบัวฉะนั้น.
หน้า 501 ข้อ 85
ก็ในอรรถกถาทุกนิบาตท่านกล่าวไว้ว่า วิตกเป็นไปด้วยการยก จิตไว้ในอารมณ์ ดุจนกใหญ่ไปในอากาศเอาปีกทั้งสองจับลมไว้แล้ว ทำให้ ปีกทั้งสองสงบเงียบบินไป, วิจารเป็นไปด้วยความคลุกเคล้าอารมณ์ ดุจ นกกระพือปีกเพื่อจับลมแล้วจึงบินไปฉะนั้น. วิจารย่อมสมควรในการ เป็นไปด้วยความผูกพันอารมณ์นั้น. ส่วนความแตกต่างวิตกวิจารนั้น ปรากฏในฌานที่ ๑ และฌานที่ ๒. อีกอย่างหนึ่ง วิตกเหมือนมือที่จับ แน่นของคนผู้จับภาชนะสำริดที่สนิมกัดด้วยมือข้างหนึ่งแน่น. แล้วขัด ด้วยแปรงทำด้วยหางสัตว์จุ่มน้ำมันผสมผงละเอียดด้วยมืออีกข้างหนึ่ง. วิจารเหมือนมือที่ขัด. อนึ่ง วิตกเหมือนมือที่บังคับของช่างหม้อผู้ใช้ไม้หมุนล้อทำ ภาชนะ, วิจารเหมือนมือที่เลื่อนไปข้างโน้นข้างนี้. อนึ่ง วิตกยกจิตไว้ ในอารมณ์เหมือน กณฺฏโก - หนามที่เสียบไว้ท่ามกลางของผู้ทำวงกลม, วิจารการคลุกเคล้าอารมณ์เหมือนหนามที่หมุนอยู่ภายนอก. ปฐมฌาน ย่อมเป็นไปกับด้วยวิตกและวิจาร เหมือนต้นไม้ย่อมเป็นไปกับด้วยดอก ไม้และผลไม้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวฌานนี้ว่า สวิตกฺกํ สวิจารํ ดังนี้. ในบทว่า วิเวกชํ นี้ ความสงัด คือ วิเวก ความว่า ปราศจากนิวรณ์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิเวก เพราะอรรถว่า สงัด,
หน้า 502 ข้อ 85
ได้แก่ หมวดธรรมสัมปยุตด้วยฌาน สงัดจากวิเวก. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า วิเวกชํ เพราะอรรถว่า เกิดจากวิเวกหรือเกิดในวิเวกนั้น. ในบทว่า ปีติสุขํ นี้ ชื่อว่า ปีติ เพราะอรรถว่า อิ่มใจ, ปีตินั้นมีลักษณะอิ่มเอิบ. ปีตินั้นมี ๕ อย่าง คือ ขุททกาปีติ - ปีติอย่างน้อย ๑. ขณิกาปีติ - ปีติชั่วขณะ ๑. โอกกันติกาปีติ - ปีติเป็นพัก ๆ ๑. อุพเพงคาปีติ - ปีติอย่างโลดโผน ๑. ผรณาปีติ - ปีติซาบซ่าน ๑. ในปีติเหล่านั้น บทว่า ขุททกาปีติ ได้แก่ เมื่อเกิดขึ้นสามารถ ทำเพียงให้ขนชันในร่างกายเท่านั้น. บทว่า ขณิกาปีติ ได้แก่ เมื่อ เกิดขึ้นเช่นกับสายฟ้าแลบเป็นพัก ๆ. บทว่า โอกกันติกาปีติ ได้แก่ เมื่อเกิดขึ้นทำร่างกายให้ซู่ซ่าแล้วหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง. บทว่า อุพเพงคาปีติ ได้แก่ ปีติมีกำลังทำให้กายลอยขึ้นไปถึงกับโลดขึ้นไป บนอากาศชั่วระยะหนึ่ง. บทว่า ผรณาปีติ ได้แก่ ปีติมีกำลังยิ่ง. จริงอยู่ เมื่อปีตินั้นเกิด สรีระทั้งสิ้นสั่นสะเทือนดุจปัสสาวะเต็มกระเพาะ และหลืบภูเขาที่ยื่นออกไปทางห้วงน้ำใหญ่. ปีติ ๕ อย่างนั้น ถือเอา ซึ่ง คพฺภํ - ท้องถึงการแก่รอบแล้ว ย่อมยังปัสสัทธิ ๒ อย่าง คือ กาย ปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิให้บริบูรณ์. ปีตินั้นถือ เอาซึ่งท้องแห่งปัสสัทธิ
หน้า 503 ข้อ 85
ถึงการแก่รอบแล้ว ย่อมยังสุขแม้ ๒ อย่าง คือ กายิกสุขและเจตสิกสุข ให้บริบูรณ์. สุขนั้นถือเอาท้องคือครรภ์ ถึงการแก่รอบแล้ว ย่อม ยังสมาธิ ๓ อย่าง คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ให้บริบูรณ์. ให้ปีติเหล่านั้น ปีติที่ท่านประสงค์เอาในอรรถนี้ ได้แก่ ผรณาปีติซึ่งเป็นเหตุของอัปปนาสมาธิเจริญงอกงามอยู่ ถึงความประกอบ พร้อมแห่งสมาธิ. อนึ่ง บทต่อไป ชื่อว่า สุขํ เพราะอรรถว่า ให้ถึงสุข, อธิบาย ว่า ปีติเกิดแก่ผู้ใด, ย่อมทำผู้นั้นให้ถึงสุข. อีกอย่างหนึ่ง ความสบาย ชื่อว่า สุขํ, ธรรมชาติใด ย่อมเคี้ยวกินดีและการทำลายความเบียด เป็นทางกายและจิต ชื่อว่า สุขํ, บทนี้เป็นชื่อของ โสมนัสสเวทนา. ความสุขนั้นมีลักษณะเป็นความสำราญ. แม้เมื่อปีติและสุขยังไม่พราก ไปในที่ไหน ๆ ความยินดีในการได้อารมณ์ที่น่าปรารถนาเป็น ปีติ, การเสวยรสที่ได้แล้วเป็น สุข. ปีติในที่ใด ความสุขย่อมมีในที่นั้น. ความสุขมีในที่ใด ปีติ โดยความแน่นอนย่อมไม่มีในที่นั้น, ปีติสงเคราะห์เข้าในสังขารขันธ์, สุขสงเคราะห์เข้าในเวทนาขันธ์. ปีติเหมือนในการได้เห็นได้ฟังว่ามีน้ำ อยู่ชายป่าของผู้ที่เหน็ดเหนื่อยในทางกันดาร, สุขเหมือนในการเข้าไป อาศัยในเงาป่าและการดื่มน้ำ. พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงบทนี้ เพราะ
หน้า 504 ข้อ 85
ความปรากฏในสมัยนั้น ๆ. ปีตินี้และสุขนี้มีอยู่แก่ฌานนั้น หรือมีอยู่ ในฌานนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวฌานนี้ว่า ปีติสุขํ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ปีติและสุข ชื่อว่า ปีติสุขํ เหมือนธรรมและ วินัยเป็นต้น, ปีติสุขเกิดแต่วิเวก ย่อมมีแก่ฌานนั้น หรือมีในฌานนั้น เพราะเหตุนั้น ปีติสุขจึงเกิดแต่วิเวกด้วยประการฉะนี้. แม้ปีติสุขในญาณ นี้ก็เกิดแต่วิเวกเท่านั้น เช่นเดียวกับฌาน. อนึ่ง ปีติสุขมีแก่ฌานนั้น. เพราะฉะนั้น การทำเป็นอโลปสมาส - สมาสที่ไม่ลบวิภัตติ แล้วกล่าวว่า วิเวกชํ ปีติสุขํ - ปีติสุขเกิดแต่วิเวก ดังนี้ โดยบทเดียวเท่านั้นสมควร. บทว่า ปฐมํ ชื่อว่า ปฐม เพราะตามลำดับของการนับ, ชื่อว่า ปฐม เพราะอรรถว่า เกิดก่อนบ้าง. บทว่า ฌานํ ฌานมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน- เพ่งอารมณ์ และ ลักขณูปนิชฌาน - เพ่งลักษณะ ในฌาน ๒ อย่าง นั้น สมาบัติ ๘ เข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวีกสิณเป็นต้น ชื่อว่า อารัม- มณูปนิชฌาน. วิปัสสนามรรคและผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน. ในวิปัสสนามรรคและผลเหล่านั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณู- ปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่ง ซึ่งลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น, มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะกิจทำด้วยวิปัสสนาสำเร็จด้วยมรรค, ส่วนผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งนิโรธสัจ อันเป็นลักษณะที่จริงแท้. ในฌานทั้งสองนั้น ในส่วนเบื้องต้นนี้ท่าน
หน้า 505 ข้อ 85
ประสงค์เอา อารัมมณูปนิชณาน, ในขณะแห่งโลกุตรมรรคท่าน ประสงค์เอา ลักขณูปนิชฌาน, เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า ฌาน เพราะเข้าไปเพ่ง อารมณ์, เข้าไปเพ่ง ลักขณะ, และเข้าไป เพ่ง ธรรมเป็นข้าศึก. บทว่า อุปสมฺปชฺช คือ เข้าถึง, อธิบายว่า บรรลุแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เข้าไปถึงแล้ว คือ ให้สำเร็จแล้ว. บทว่า วิหรติ ได้แก่ เป็นผู้มีความพร้อมด้วยฌานมีประการ ดังกล่าวแล้ว ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ในอิริยาบถอันเหมาะสม ควรแก่ ฌานนั้น ยังความเป็นไปแห่งอัตภาพให้สำเร็จ. ในบทว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา - เพราะวิตกวิจารสงบไปนี้ คือ เพราะองค์ฌานสองอย่างนี้ คือ วิตกและวิจาร สงบ คือ ก้าวล่วง อธิบายว่า เพราะไม่ปรากฏในขณะทุติยฌาน. ในบทนั้น ธรรม คือ ปฐมฌานแม้ทั้งหมดไม่มีในทุติยฌานก็จริง, แต่ผัสสะเป็นต้นเหล่าอื่น ในปฐมฌานยังมีอยู่. ในทุติยฌานนี้ไม่มี. พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ อย่างนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา เพื่อแสดงว่า การบรรลุทุติยฌาน เป็นต้นเหล่าอื่นจากปฐมฌาน ย่อมมีได้เพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ. ในบทว่า อชฺฌตฺตํ ในภายในนี้ท่านประสงค์เอาภายในของ ตน, เพราะฉะนั้น จึงเกิดในตน, อธิบายว่า เกิดในสันดานของตน.
หน้า 506 ข้อ 85
บทว่า สมฺปสาทนํ อันเป็นความผ่องใส ศรัทธาท่านกล่าวว่า เป็นความผ่องใส. แม้ฌานก็เป็นความผ่องใส เพราะประกอบด้วยความ เชื่อ เหมือนผ้าสีเขียวเพราะย้อมด้วยสีเขียว. อีกอย่างหนึ่ง เพราะฌานนั้นเป็นความผ่องใสแห่งจิต เพราะ ประกอบด้วยความเชื่อและเพราะสงบ ความกำเริบของวิตกวิจาร, ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมฺปสาทนํ. ในอรรถวิกัปนี้ พึงทราบการเชื่อมบท อย่างนี้ว่า สมฺปสาทนํ เจตโส - ความผ่องใสแห่งจิต ส่วนในอรรถ วิกัปก่อน พึงประกอบบทว่า เจตโส นี้ กับด้วย ศัพท์ เอโกทิภาวะ - ความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น. พึงทราบการแก้อรรถในบทว่า เอโกทิภาวะ นั้นดังต่อไปนี้ ชื่อว่า เอโกทิ เพราะอรรถว่า เป็นธรรมเอกเกิดขึ้น อธิบายว่า ทุติยฌานเป็นธรรมเลิศประเสริฐผุดขึ้น เพราะไม่มีวิตกวิจารเกิดขึ้น ภายใน. จริงอยู่ แม้บุคคลที่ประเสริฐท่านก็เรียกว่าเป็น เอก ในโลก. หรือควรจะกล่าวว่าทุติยฌานเป็นธรรมเอก ไม่มีสอง เพราะเว้นจาก วิตกวิจารดังนี้บ้าง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทิ. เพราะเกิดขึ้นในสัมปยุตธรรม. คือ ยังสัมปยุตธรรมให้เกิดขึ้น. ชื่อว่า เอโกทิ เพราะอรรถว่า เป็น ธรรมเอกเกิดขึ้นด้วยอรรถว่า ประเสริฐที่สุด. บทนี้เป็นชื่อของสมาธิ. ทุติยฌานนี้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะยังทุติยฌานเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
หน้า 507 ข้อ 85
ให้เจริญงอกงาม. อนึ่ง เพราะ เอโกทิ นี้ เป็นธรรมเอกเกิดขึ้น แก่จิต มิใช่แก่สัตว์ มิใช่แก่ชีวะ. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจตโส เอโกทิภาวํ - ความเป็นธรรมเอกเกิดขึ้นแก่จิต. ศรัทธานี้แม้ในปฐมฌานก็มี, อนึ่ง สมาธินี้มีชื่อว่า เอโกทิ มิใช่หรือ. เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวว่า สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ - ทุติยฌานอันเป็นการผ่องใสแห่งจิต เป็นธรรม เอกผุดขึ้น. แก้ว่า เพราะปฐมฌานนั้นยังไม่ผ่องใสดีด้วยวิตกวิจารกำเริบ เหมือนน้ำ กำเริบด้วยลูกคลื่น, ฉะนั้น แม้เมื่อมีศรัทธาท่านก็ไม่กล่าว ว่า สมฺปสาทนํ - เป็นความผ่องใส. อนึ่ง แม้สมาธิในปฐมฌานนี้ ก็ไม่ปรากฏด้วยดีเพราะไม่ผ่องใส, เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวว่า เอโกทิภาวํ. อนึ่ง ในฌานนี้ศรัทธามีกำลังได้โอกา เพราะไม่มีความพัวพัน ด้วยวิตกและวิจาร. ศรัทธามีกำลังสมาธิก็ปรากฏ เพราะได้เพื่อนนั่น เอง. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า บทนี้ ท่านจึงกล่าวไว้อย่างนี้. บทว่า อวิตกกํ อวิจารํ - ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร. ชื่อว่า อวิตกฺกํ เพราะอรรถว่า วิตกไม่มีในฌานนี้หรือแก่ฌานนี้ เพราะละได้ด้วย ภาวนา. ชื่อว่า อวิจารํ ก็โดยนัยนี้เหมือนกัน. ในบทนี้ พระสารีบุตรกล่าวว่า แม้ด้วยบทนี้ว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา - เพราะวิตกวิจารสงบ ก็สำเร็จความนี้แล้วมิใช่หรือ, เมื่อเป็น
หน้า 508 ข้อ 85
เช่นนั้น เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ อีกเล่า. แก้ว่า เป็นอย่างนั้นแน่นอน. สำเร็จความนี้แล้ว, แต่บทนี้ยังไม่แสดง ความข้อนั้น, เราได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่าท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า อวิตกฺกวิจารานํ วูปสมา เพื่อแสดงว่าการบรรลุทุติยฌานเป็นต้นอื่น จากปฐมฌาน เพราะก้าวล่วงองค์หยาบ ๆ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะวิตกวิจารสงบ ฌานนี้จึงเป็นความผ่องใส มิใช่ผ่องใสเพราะการสะสมของกิเลส, อนึ่ง มิใช่เพราะความปรากฏ แห่งองค์ดุจปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น คำกล่าวนี้จึงแสดงถึงเหตุแห่ง การเข้าทุติยฌานเป็นความผ่องใสเป็นธรรมเอกผุดขึ้นอย่างนี้. อนึ่ง เพราะวิตกวิจาราสงบ ฌานนี้จึงไม่มีวิตกวิจาร, มิใช่ เพราะไม่มีดุจตติยฌานและจตุตถฌาน และจักขุวิญญาณเป็นต้น, เพราะ เหตุนั้น คำกล่าวนี้จึงแสดงเหตุของความไม่มีวิตกวิจารอย่างนี้. มิใช่ แสดงเพียงความไม่มีวิตกวิจาร. แต่คำกล่าวนี้ว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ แสดงเพียงความไม่มีวิตกวิจารเท่านั้น. เพราะฉะนั้น แม้กล่าวไว้ก่อน แล้วก็ควรกล่าวอีกได้. บทว่า สมาธิชํ - เกิดแต่สมาธิ อธิบายว่า ทุติยฌานเกิดแต่ สมาธิในปฐมฌานหรือแต่สมาธิที่ถึงพร้อมแล้ว. ในบทนั้นแม้ปฐมฌาน เกิดแต่สมาธิที่ถึงพร้อมแล้วก็จริง ถึงดังนั้นสมาธินี้แลควรจะกล่าวว่า สมาธิ ได้ เพราะไม่หวั่นไหวนัก และเพราะยังไม่ผ่องใสด้วยดีโดยที่
หน้า 509 ข้อ 85
วิตกวิจารยังกำเริบ. เพราะฉะนั้น เพื่อพรรณนาถึงคุณของฌานนี้ ท่านจึงกล่าวว่า สมาธิชํ. บทว่า ปีติสุขํ นี้ มีนัยดังกล่าวแล้ว. บทว่า ทุติยํ คือ ฌานที่สองตามลำดับของการนับ, ชื่อ ทุติยํ เพราะ เกิดครั้งที่สองบ้าง. บทว่า ปีติยา จ วิราคา - อนึง เพราะปีติสิ้นไป ความว่า การเกลียดหรือการก้าวล่วงปีติมีประการดังกล่าวแล้ว ชื่อว่า วิราคะ, จ ศัพท์ในระหว่างสองบทนั้นเป็น สัมปิณฑนัตถะ ลงในอรรถว่า รวม. จ ศัพท์นั้นย่อมรวมความสงบ หรือวิตกวิจารสงบเข้าด้วยกัน. เพราะปีติสิ้นไปในขณะที่รวมความสงบไว้ได้นั่งเอง, อย่างไรก็ดี โดย เฉพาะอย่างยิ่ง พึงทราบการประกอบอย่างนี้ว่า วูปสมา จ ดังนี้. อนึ่ง การสิ้นไปแห่งปีติที่ประกอบไว้นี้ มีความว่าน่าเกลียด, เพราะฉะนั้น พึงเห็นความนี้ว่า เพราะน่าเกลียดและก้าวล่วงปีติ, เพราะ ปีติสิ้นไปในขณะรวมความสงบแห่งวิตกวิจารไว้, อย่างไรก็ดี โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพึงทราบการประกอบอย่างนี้ว่า เพราะวิตกวิจารสงบดังนี้. การ สิ้นปีติที่ประกอบไว้นี้ มีความว่าก้าวล่วง, เพราะฉะนั้น พึงเห็นความ อย่างนี้ว่า เพราะปีติก้าวล่วงไป และเพราะวิตกวิจารสงบ. วิตกวิจารเหล่านี้สงบแล้วในทุติยฌานก็จริง, แต่ถึงดังนั้น เพื่อ แสดงมรรคและเพื่อพรรณนาคุณของฌานนี้ ท่านจึงกล่าวบทนี้ไว้. จริงอยู่ เมื่อท่านกล่าวว่า วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ฌานนี้ย่อมปรากฏ
หน้า 510 ข้อ 85
ว่ามรรคของฌานนี้มีวิตกวิจารสงบโดยแน่นอน. อนึ่ง เหมือนอย่างว่า ท่านกล่าวถึงการละไว้อย่างนี้ว่า ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ ปหานา๑ - เพราะละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ดังนี้ เป็นการพรรณนาคุณ ของกิเลสมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น แต่ไม่ละในอริยมรรคที่ ๓. เพื่อบรรลุ ถึงฌานนั้น การพรรณนาคุณของฌานนั้น ย่อมให้เกิดอุตสาหะเพื่อ ความขวนขวายต่อไปฉันใด, ท่านกล่าวถึงความสงบของวิตกวิจารแม้ยัง ไม่สงบไว้ในบทนี้ ก็เป็นการพรรณนาคุณฉันนั้นเหมือนกัน. ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าวความนี้ไว้ว่า ปีติยา จ สมติกฺกมา วิตกฺกวิกวจาร- นญฺจ วูปสมา - ก้าวล่วงปีติและสงบวิตกวิจารดังนี้. ในบทว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขานี้มีความ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะอรรถว่า เห็นโดยบังเกิดขึ้น. อธิบายว่า เห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในพรรค เห็นอยู่. เป็นผู้มี ความพร้อมในตติยฌาน เพราะประกอบด้วยอุเบกขานั้น อันบริสุทธิ์ ไพบูลย์ มีกำลัง ท่านจึงกล่าวว่า อุเปกฺขโก - เป็นผู้มีอุเบกขา. อุเบกขา มี ๑๐ อย่าง คือ ฉฬังคุเบกขา ๑ พรหมวิหารุ- เบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ วีริยุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา เวท- ๑. ที. สี. ๙/๒๕๒.
หน้า 511 ข้อ 85
นุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธุเบกขา ๑. ในอุเบกขาเหล่านั้น ฉฬังคุเบกขา คือ อุเบกขา อันเป็น อาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลองอารมณ์ ๖ ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาในทวาร ๖ ของพระขีณาสพที่มา อย่างนี้ว่า อิธ ภิกฺขเว ขีณาสโว ภิกฺขุ รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน, อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต สมฺปชาโน๑- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เห็นรูปแล้วไม่ดีใจ ไม่ เสียใจ, เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ. พรหมวิหารุเบกขา คือ อุเบกขาอันเป็นอากาของความเป็น กลางในสัตว์ทั้งหลายที่มาแล้วอย่างนี้ว่า อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ๒ - ภิกษุมีจิตสหรคตด้วยอุเบกขาแผ่ไปยัง ทิศหนึ่งอยู่. โพชฌังคุเบกขา คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็น กลางของธรรมอันเกิดร่วมกันที่มาแล้วอย่างนี้ว่า อุเปกฺขาสมฺโพชฺณงฺคํ ภเวติ วิเวกนิสฺสิตํ๓ - ภิกษุเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อาศัยวิเวก. วิริยุเบกขา คือ อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อนด้วย การปรารภถึงความไม่เที่ยงที่มาแล้วอย่างนี้ว่า กาเลน กาลํ อุเปกฺ- ๑. องฺ. ฉกฺก ๒๒/๒๗๒. ๒.ที.สี. ๙/๓๘๔. ๓.ม.ม. ๑๓/๓๓๘.
หน้า 512 ข้อ 85
ขานิมิตฺตํ มนสิกโรติ๑- ภิกษุใส่ใจถึงอุเบกขานิมิตตลอดกาล. สังขารุเบกขา คือ อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการ ดำรงอยู่ในความพิจารณานิวรณ์เป็นต้นอันมาแล้วอย่างนี้ว่า กติ สงฺขา- รุเปกฺขา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ, กติ สงฺขารุเปกฺขา วิปสฺ- สนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ, อฏฺ สงฺขารุเปกฺขา สมถวเสน อุปฺ- ปชฺชนฺติ, ทส สงฺขารุเปกฺขา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ๒- สังขารุเบกขา ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมณะเท่าไรล สังขารุเบกขา ย่อม เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนาเท่าไร, สังขารุเบกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วย อำนาจสมถะ. สังขารุเบกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา. เวทนุเบกขา คือ อุเบกขาที่ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุขอันมาแล้วอย่างนี้ ว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อุเปกฺขา- สหคตํ๓- สมัยใด จิตเป็นกามาวจรกุศลสหรคตด้วยอุเบกขาเกิดขึ้น. วิปัสสนุเบกขา คือ อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าอันมา แล้วอย่างนี้ว่า ยทตฺถิ ยํ ภูตํ, ตํ ปชหติ, อุเปกฺขํ ปฏิลภติ๔- ภิกษุ ย่อมละสิ่งที่มีที่เป็นย่อมได้อุเบกขา. ตัตรมัชณัตตุเบกขา คือ อุเบกขาที่นำสหชาตธรรมไปเสมอ อันมาในเยวาปนกธรรมมีฉันทะเป็นต้น. ๑. องฺ. ติก. ๒๐/๕๔๒. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๑๓๓. ๓. อภิ. สํ. ๓๔/๑๓๕ ๔. ม. อุ. ๑๔/๙๐.
หน้า 513 ข้อ 85
ฌานุเบกขา คือ อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้ เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอันมาแล้วอย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ๑ - ภิกษุผู้มีอุเบกขาอยู่. ปาริสุทธุเบกขา คือ อุเบกขาอันไม่ขวนขวายแม้ในความสงบ จากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมดอันมาแล้วอย่าง นี้ว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ๒- ภิกษุเข้าจตุตถฌานมี อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์. ในอุเบกขาเหล่านั้น ฉฬังคุเบกขา พรหมวิหารุเบกขา โพช- ฌังคุเบกขา ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ฌานุเบกขา และปาริสุทธุเบกขา โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน, คือเป็น ตัตรมัชฌัตตุเบกขา. แต่ อุเบกขานั้นต่างกันโดยความต่างแห่งความไม่คงที่ ดุจความต่างของคน แม้คนหนึ่งโดยเป็นกุมาร เป็นหนุ่ม เป็นเถระ เป็นเสนาบดี เป็น พระราชาเป็นต้น, เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าในอุเบกขาเหล่านั้น ฉฬัง- คุเบกขามีอยู่ในฌานใด, ในฌานนั้นไม่มีฉฬังคุเบกขาเป็นต้น, หรือ ว่าในฌานใดมีโพชฌังคุเบกขา, ในฌาณนั้นไม่มีฉฬังคุเบกขาเป็นต้น. ความเป็นอย่างเดียวกัน โดยอรรถของอุเบกขาเหล่านั้นฉันใด, แม้ของสังขารุเบกขาและวิปัสสนุเบกขาก็ฉันนั้น. จริงอยู่อุเบกขานั้น ๑. ที.สี. ๙/๑๒๘. ๒. อภิ. สํ. ๓๔/๑๔๖.
หน้า 514 ข้อ 85
คือ ปัญญานั่นเอง โดยกิจแยกออกเป็นสองอย่าง. เหมือนอย่างว่า บุรุษเมื่อจะจับงูที่เลื้อยเข้าไปยังเรือน ในเวลาเย็นแสวงหาไม้ตีนแพะ เห็นงูนั้นนอนอยู่ที่ห้องเล็ก จึงมองดูว่า งูหรือไม่ใช่งู, ครั้นเห็นเครื่อง หมาย ๓ แฉกก็หมดสงสัย ความเป็นกลางในสืบเสาะดูว่างู, ไม่ใช่งู, ย่อมเกิดขึ้นฉันใด, เมื่อภิกษุเจริญวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนา- ญาณ ความเป็นกลางในการค้นหาไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ของสังขารย่อมเกิดขึ้น ฉันนั้น นี้ คือ วิปัสสนุเบกขา. อนึ่ง เมื่อ บุรุษนั้นเอาไม้ตีนแพะจับงูจนมั่น คิดว่า ทำอย่างไร๑ เราจะไม่ทำร้ายงูนี้ และจะไม่ให้งูนี้กัดตนพึงปล่อยไป แล้วหาวิธีที่จะปล่อยงูไป ในขณะจับ นั้น ย่อมมีความเป็นกลางฉันใด, ความเป็นกลางในการยึดถือสังขาร ของภิกษุผู้เห็นภพ ๓ ดุจเห็นไฟติดทั่วแล้ว เพราะเห็นไตรลักษณ์ก็ ฉันนั้น นี้ คือ สังขารุเบกขา. เมื่อวิปัสสนุเบกขาสำเร็จแล้ว แม้ สังขารุเบกขาก็เป็นอันสำเร็จแล้วด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ด้วยบทนี้อุเบกขานี้แบ่งเป็นสองส่วน โดยกิจกล่าวคือ ความเป็นกลางในการพิจารณาและการจับ. ส่วนวิริยุเบกขาและเวทนุ- เบกขา โดยอรรถยังต่างกันอยู่ คือ เป็นของต่างซึ่งกันและกัน และ ยังต่างจากอุเบกขาที่เหลือ. ๑. กินฺตาหํ อิมํ สปฺปํ อวิเหเนฺโต...
หน้า 515 ข้อ 85
อนึ่ง ในอธิการนี้พระสารีบุตรกล่าวว่า อุเบกขา ๑๐ โดยพิสดาร คือ มัชฌัตตุเบกขา พรหมวิหารุเบกขา โพชฌังคุเบกขา ฉฬังคุเบกขา ฌานุเบกขา ปาริสุทธุเบกขา วิปัสสนุเบกขา สังขารุเบกขา เวทนุเบกขา และวิริยุเบกขา, จาก นั้นมีมัชฌัตตุเบกขาเป็นต้น ๖ จากปัญญุเบกขา อย่างละ ๒ รวมเป็น ๔. ในอุเบกขาเหล่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาฌานุเบกขา. ฌานุ- เบกขานั้นมีลักษณะเป็นกลาง. ในอธิการนี้พระสารีบุตรกล่าวว่า อุเบก- ขานี้โดยอรรถย่อมเป็นตัตรมัชฌัตตุเบกขามิใช่หรือ. อนึ่ง อุเบกขานั้น อยู่แม้ในปฐมฌานและทุติยฌาน. เพราะเหตุนั้นแม้ในฌานนั้นก็ควร กล่าวถึงอุเบกขาอย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก จ วิหรติ, เพราะเหตุไรท่าน จึงไม่กล่าวถึงอุเบกขานั้นเล่า ? เพราะความไม่เฉียบแหลมเป็นกิจ. กิจ ในฌานเป็นของภิกษุนั้นชื่อว่า ความไม่เฉียบแหลม เพราะถูกวิตก เป็นนั้น ครอบงำ, แต่ในอธิการนี้ อุเบกขานี้ มีความเฉียบแหลมเป็น กิจ เพราะไม่ถูกวิตก วิจาร ปีติครอบงำ ดุจเงยศีรษะขึ้น, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้.
หน้า 516 ข้อ 85
บัดนี้พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า สโต จ สมฺปชาโน ดังต่อ ไปนี้ ชื่อว่า สโต เพราะระลึกได้. ชื่อว่า สมฺปชาโน เพราะรู้พร้อม. สติและสัมปชัญญะท่านกล่าวโดยบุคคล. ในบทนั้นสติมีความระลึกได้ เป็นลักษณะ. สัมปชัญญะมีความไม่หลงเป็นลักษณะ. สติสัมปชัญญะ นี้มีอยู่ แม้ในปุริมฌานก็จริง ถึงดังนั้นผู้มีสติลุ่มหลง ไม่มีสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะแม้เพียงอุปจารก็ยังไม่สมบูรณ์ จะพูดไปทำไมถึง อัปปนา. เพราะสติสัมปชัญญะหยาบ คติแห่งจิตของบุรุษย่อมเป็นสุข ดุจในภูมิ แห่งฌานเหล่านั้น, ความไม่เฉียบแหลม มีสติสติมปชัญญะในคตินั้น เป็นกิจ. ก็เพราะฌานนี้ละเอียดโดยละองค์อย่างหยาบเสีย พึงปรารถนา คติแห่งจิตอย่างนี้ กำหนดสติสัมปชัญญะเป็นกิจ ดุจบุรุษปรารถนาคติ ในคมมีดฉะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในที่นี้. อะไรเล่ายิ่งไป กว่านั้นเหมือนลูกโคเข้าไปหาแม่โค ถูกนำออกไปจากแม่โค ไม่ได้รับ การดูแล จึงเข้าไปหาแม่โคอีกฉันใด สุขในตติยฌานนี้ก็ฉันนั้น ถูก นำออกจากปีติอันสติสัมปชัญญะไม่รักษา พึงเข้าไปหาปีติอีก, สุขใน ตติยฌานพึงสัมปยุตด้วยปีตินั่นแล. สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีแม้ในความ สุข, ความสุขนี้มีรสหวานชื่นยิ่งนัก เพราะไม่มีสุขยิ่งไปกว่านั้น. เพื่อ แสดงความพิเศษของอรรถนี้ว่า ด้วยอานุภาพของสติสัมปชัญญะ ความ
หน้า 517 ข้อ 85
ไม่ยินดีย่อมมีในความสุขนี้ มิได้มีด้วยประการอื่น พึงทราบว่า ท่าน จึงกล่าวบทว่า สโต จ สมฺปชาโน นี้ไว้ในที่นี้. บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเว- เทติ - ภิกษุเสวยสุขด้วยนามกายดังต่อไปนี้ ภิกษุผู้มีความพร้อมด้วย ตติยฌาน ย่อมไม่มีความผูกใจในการเสวยสุขโดยแท้, แม้เมื่อเป็นเช่น นั้น เพราะสุขสัมปยุตด้วยนามกายของภิกษุนั้น, สุขสัมปยุตด้วยนาม- กายเป็นของธรรมดา, เพราะรูปกายของภิกษุนั้นถูกรูปที่ประณีตยิ่ง อันมีความสุขนั้นเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้ว, ภิกษุแม้ออกจากฌาน เพราะรูปประณีตถูกต้องแล้วก็ยังพึงเสวยความสุขอยู่ได้, ฉะนั้น พระ- สารีบุตรเมื่อจะแสดงความนี้จึงกล่าวว่า สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ดังนี้. บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี ดังต่อไปนี้ ภิกษุเข้าตติยฌานที่พระ- อริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังต่อไปนี้ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมบอก ย่อม แสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมแจกแจง ย่อมทำให้ ง่าย ย่อมประกาศ, อธิบายว่า ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้พร้อมด้วยตติย- ฌานนั้น เพราะฌานเป็นเหตุเป็นปัจจัย. สรรเสริญว่าอย่างไร ? สรร-
หน้า 518 ข้อ 85
เสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข. ในบทนี้พึงทราบ การประกอบอย่างนี้ว่า ภิกษุเข้าตติยฌานนั้นอยู่เป็นสุข ดังนี้. ก็เพราะเหตุไรพระอริยเจ้าเหล่านั้น จึงสรรเสริญบุคคลนั้นอย่าง นี้ ? เพราะเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ. ด้วยว่าบุคคลนี้แม้เมื่อความสุข มีรสสดชื่นยิ่ง บรรลุบารมีอันเป็นความสุขแล้วก็ยังเป็นผู้มีอุเบกขาใน ตติยฌาน, ไม่ถูกความข้องต่อความสุขในฌานนั้นฉุดคร่าไว้. ภิกษุชื่อว่า มีสติ เพราะตั้งสติไว้มั่นโดยที่ปีติยังไม่เกิด. อนึ่ง เพราะภิกษุเสวยสุขไม่เศร้าหมองที่อริยชนใคร่ และอริย- ชนเสพด้วยนามกาย ฉะนั้น จึงเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ. เพราะ ภิกษุเป็นผู้ควรแก่การสรรเสริญ พระอริยเจ้าเหล่านั้นจึงประกาศบุคคล นั้นในคุณอันเป็นเหตุควรแก่การสรรเสริญอย่างนี้ พึงทราบว่า ท่าน สรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี - เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขดังนี้. บทว่า ตติยํ ชื่อว่า ตติยะ เพราะตามลำดับของ การนับ. ชื่อว่า ตติยะ เพราะเกิดเป็นครั้งที่ ๓ บ้าง. บทว่า สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา - เพราะ ละสุขและละทุกข์ ได้แก่ เพราะละสุขทางกาย และทุกข์ทางกาย. บทว่า ปุพฺเพว คือ เพราะละสุขและทุกข์นั้นก่อนๆ ได้, มิ ใช่ละได้ในขณะจตุตถฌาน. บทว่า โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺ- คมา - เพราะดับโสมนัสและโทมนัสได้ คือ เพราะดับโสมนัสและโทม-
หน้า 519 ข้อ 85
นัสทั้งสองนี้ คือ สุขทางใจและทุกข์ทางใจก่อน ๆ ได้, เป็นอันท่าน กล่าวว่า ปหานา - เพราะละอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. ทั้งสองนั้นจะละได้เมื่อไร ? ละได้ในขณะอุปจารแห่งฌาน ๔ จริงอยู่ โสมนัสละได้ในขณะอุปจารแห่งฌานที่ ๔ เท่านั้น, ทุกข์ โทมนัส สุขละได้ในขณะอุปจารแห่งฌานที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓. เมื่อ ท่านไม่กล่าวฌานเหล่านี้ตามลำดับแห่งการละอย่างนี้ แต่ในอินทริย- วิภังค์๑ พึงทราบการละสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสไว้ในที่นี้ตาม ลำดับแห่งอุทเทสของอินทรีย์ทั้งหลาย. ผิว่า สุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัสเหล่านี้ละได้ในขณะอุป- จารแห่งฌานนั้น ๆ ไซร้, เมื่อเป็นเช่นนั้นเหตุไรท่านจึงกล่าว นิโรธ นั้นไว้ในฌานอย่างนี้ว่า ก็ทุกขินทรีย์เกิดแล้วย่อมดับไม่มีเหลือใน ที่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่. ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ไม่มีเหลือในที่นี้. โทมนัสสินทรีย์ สุขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่ไหน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ เข้าถึง จตุตถฌานอยู่. โสมนัสสินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มี ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๒๓๖.
หน้า 520 ข้อ 85
เหลือในที่นี้๑ เพราะดันวิเศษยิ่ง. จริงอยู่การดับอย่างวิเศษยิ่งของทุก- ขินทรีย์เป็นต้น เหล่านั้นมีในปฐมฌานเป็นต้น, มิใช่นิโรธในอุปจาร เท่านั้นดับ. นิโรธดับในขณะแห่งอุปจาร มิใช่ดับอย่างดียิ่ง. เป็น ความจริงอย่างนั้น ทุกขินทรีย์แม้ดับไปในอุปจารแห่งปฐมฌานในการ พิจารณาต่าง ๆ ก็พึงเกิดขึ้นได้ด้วยถูกเหลือบและยุงเป็นต้นกัด หรือ ด้วยความลำบากที่มีอาสนะไม่เรียบ มิใช่ภายในอัปปนาเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ทุกขินรีย์เป็นต้นนี้ แม้ดับแล้วในอุปจาร, ก็เป็น อันว่ายังดับไม่มีนัก เพราะยังกำจัดปฏิปักษ์ไม่ได้, แต่กายทั้งหมดหยั่ง ลงสู่ความสุขด้วยการซ่านไปแห่งปีติในภายในอัปปนา, อนึ่ง ทุกขิน- ทรีย์เป็นอันดับไปด้วยดี เพราะกายหยั่งลงสู่ความสุขกำจัดปฏิปักษ์เสีย ได้. อนึ่ง ทุกขินทรีย์นี้เมื่อยังมีความลำบากกายและจิตมุ่งร้าย แม้ มีวิตกวิจารเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้นแก่โทมนัสสินทรีย์ แม้ละได้แล้วใน อุปจารแห่งทุติยฌาน ในการพิจารณาต่าง ๆ, ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้น เพราะไม่มีวิตกวิจารนั่นเอง. ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นในความมีวิตกวิจารใน ฌานที่ทุกขินทรีย์เกิดขึ้น. ทุกขินทรีย์พึงเกิดขึ้นในฌานนั้น เพราะ วิตกวิจารยังละไม่ได้ในอุปจารแห่งทุติยฌาน, ในทุติยฌานไม่ต้องพูดถึง กันละเพราะมีปัจจัยอันละได้แล้ว. ๑. สํ. มหา. ๑๙/๙๕๗.
หน้า 521 ข้อ 85
อนึ่ง แม้สุขินทรีย์ละได้แล้วในอุปจารแห่งตติยฌาน กายที่ถูก รูปประณีตมีปีติเป็นสมุฏฐานก็พึงเกิดขึ้นได้, ในตติยฌานไม่ต้องพูดถึง กันละ. เพราะในตติยฌานปีติเป็นปัจจัยแห่งความสุขเป็นอันดับไปโดย ประการทั้งปวง. เพราะโสมนัสสินทรีย์แม้ละได้ในอุปจารแห่วจตุตถ- ฌานก็ใกล้เข้าไปแล้วเช่นกัน เพราะไม่มีอุเบกขาที่ถึงขั้นอัปปนา และ เพราะไม่ก้าวล่วงไปโดยชอบ ปีติก็จะพึงเกิดขึ้นได้. ในจตุตถฌานไม่ต้อง พูดถึงกันละ. เพราะฉะนั้นจึงถือเอาโดยไม่เหลือในบทนั้น ๆ ว่า เอตฺ- ถุปฺปนฺนํ ทุกฺขินฺทฺริยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ - ทุกขินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปโดยไม่เหลือในที่นี้ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้. ในบทนี้พระเถระกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นเวทนาแม้ละได้แล้ว ในอุปจารแห่งฌานนั้น ๆ อย่างนี้ เหตุใดจึงนำมารวมไว้ในที่นี้อีก ? เพื่อ ถือเอาสุขเวทนา. จริงอย่างนั้นอทุกขมสุขเวทนาที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ ว่า อทุกฺขมสุขํ เป็นเวทนาที่ละเอียดอ่อนรู้ได้ยาก. คือ ไม่สามารถ ถือเอาได้ง่ายนัก, เพราะฉะนั้น จึงนำเวทนาทั้งหมดมารวมกันเพื่อถือ เอาความสุขเหมือนคนเลี้ยงโคนำโคทั้งหมดมารวมกันในคอกเดียว เพื่อ จะจับโคดุ ซึ่งไม่มีใครสามารถจะเข้าไปจับใกล้ ๆ ได้ เพราะมันเป็นโคดุ, ครั้นแล้วจึงนำออกทีละตัว สั่งให้จับตัวที่มาถึงตามลำดับว่านี้โคตัวนั้นจับ มันดังนี้. ครั้นแสดงเวทนาเหล่านี้ที่นำมารวมไว้อย่างนี้แล้วว่า สิ่งใด
หน้า 522 ข้อ 85
ไม่ใช่สุข, ไม่ใช่ทุกข์, ไม่ใช่โสมนัส, ไม่ใช่โทมนัส สิ่งนี้เป็นอทุกขม- สุขเวทนาดังนี้แล้วจึงสามารถกำหนดถือเอาเวทนานี้ได้. อีกอย่างหนึ่งพึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงเวทนาเหล่านี้ก็เพื่อแสดง เหตุของเจโตวิมุตติด้วยอทุกขมสุขเวทนา. เพราะว่าการละสุขเวทนาและ ทุกขเวทนาเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้น. ดังที่ท่าน กล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๔ แล เพื่อความถึงพร้อมเจโต- วิมุตติ อันเป็นอทุกขมสุขเวทนา, ดูก่อนอาวุโส ภิกษุในธรรม- วินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌานอยู่, ดูก่อน อาวุโส ปัจจัย ๔ เหล่านี้แล เพื่อความถึงพร้อมแห่งเจโตวิมุตติ อันเป็นอทุกขมสุขเวทนา.๑ อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวถึงสักกายทิฏฐิเป็นต้น แม้ละได้แล้ว ในที่อื่นก็เป็นอันละได้ในที่นั้น เพื่อพรรณนาคุณของอนาคามิมรรค ฉันใด, พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงเวทนาเหล่านั้นไว้ในที่นี้ ก็เพื่อ พรรณนาคุณของฌานนี้ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าในที่นี้ท่าน กล่าวถึงเวทนาเหล่านั้น เพื่อแสดงถึงความที่ราคะโทสะยังไกลนักด้วย การทำลายเหตุ. จริงอยู่ในเวทนาเหล่านั้น สุขเวทนาเป็นปัจจัยแห่ง โสมนัส, โสมนัสเป็นปัจจัยแห่งราคะ, ทุกขเวทนาเป็นปัจจัยแห่งโทม- ๑. ม.ม. ๑๒/๕๐๓.
หน้า 523 ข้อ 85
นัส, โทมนัสเป็นปัจจัยแห่งโทสะ. อนึ่ง ราคะโทสะพร้อมด้วยเหตุถูก ทำลายเสียแล้วด้วยการทำลายสุขเวทนาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น เวทนา เหล่านั้นจึงอยู่ในที่ไกลนัก. บทว่า อทุกขมสุขํ ชื่อว่า อทุกฺขํ เพราะไม่มีทุกข์. ชื่อว่า อสุขํ เพราะไม่มีสุข. ด้วยบทนี้ท่านแสดงเวทนาที่ ๓ อันเป็นปฏิปักษ์ ต่อทุกข์และสุขไว้ในที่นี้. ไม่แสดงเพียงความไม่มีทุกข์และสุข. อทุกขม- สุขเวทนา ชื่อว่าเวทนาที่ ๓, ท่านกล่าวว่าอุเบกขาบ้าง. อุเบกขาเวทนา นั้นมีลักษณะเสวยอารมณ์ตรงกันข้ามกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. บทว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทธึ คือ ความบริสุทธิ์ของสติเกิดด้วย อุเบกขา. เพราะสติบริสุทธิ์ด้วยมีในฌานนี้, ความบริสุทธิ์แห่งสตินั้น บำเพ็ญด้วยอุเบกขา, มิใช่ด้วยอย่างอื่น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว บทนี้ว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ. พึงทราบว่า ความบริสุทธิ์แห่งสติ ด้วยอุเบกขาในที่นี้โดยอรรถ ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตา. อนึ่ง ในที่นี้ มิใช่สติบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาอย่างเดียวเท่านั้น, สัมปยุตธรรมแม้ทั้งหมด ก็บริสุทธิ์ด้วย แต่ท่านกล่าวเทศนาด้วยหัวข้อของสติ. ในเวทนาเหล่านั้น อุเบกขาเวทนานี้มีอยู่ในฌาน ๓ เบื้องต่ำก็ จริง ก็ดวงจันทร์คือตัตรมัชฌัตตุเบกขาแม้นี้ ครอบงำด้วยเดชแห่งธรรม อันเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น ไม่ได้ราตรี คือ อุเบกขาเวทนาอันเป็นสภาค
หน้า 524 ข้อ 85
กันแม้มีอยู่ ก็เป็นอันไม่บริสุทธิ์ในประเภทมีปฐมฌานเป็นต้น เหมือน ดวงจันทร์ครอบงำแสงอาทิตย์ในกลางวัน ไม่ได้ราตรีอันเป็นสภาคกัน โดยความเป็นดวงจันทร์หรือโดยความเป็นอุปการะของตน แม้มีอยู่ใน กลางวันมีไม่บริสุทธิ์ไม่ผ่องใสฉะนั้น. อนึ่ง เมื่อดวงจันทร์ คือ ตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้นไม่บริสุทธิ์ สติเป็นต้น แม้เป็นสหชาตปัจจัยก็เป็นอันไม่บริสุทธิ์ด้วย ดุจรัศมีของ ดวงจันทร์ที่ไม่บริสุทธิ์ในกลางวันฉะนั้น. เพราะฉะนั้น ในเวทนา เหล่านั้นท่านไม่กล่าวถึงเวทนาแม้อย่างหนึ่งว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธิ. แต่ในที่นี้ดวงจันทร์ คือ ตัตรมัชฌัตตุเบกขานี้ไม่มีการครอบงำด้วย ธรรมเดชอันเป็นข้าศึกแก่วิตกเป็นต้น และได้ราตรี คือ อุเบกขาเวทนา อันเป็นสภาคกัน จึงเป็นอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง, เพราะดวงจันทร์ คือ ตัตรมัชฌัตตุเบกขานั้นบริสุทธิ์ สติเป็นต้น แม้เป็นสหชาตธรรมก็เป็น อันบริสุทธิ์ผ่องใส ดุจรัศมีของดวงจันทร์บริสุทธิ์ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทนี้ไว้อย่างนี้ว่า อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ ดังนี้. บทว่า จตุตฺถํ ชื่อว่า จตุตถะ เพราะตามลำดับของการนับ, ชื่อว่า จตุตถะ เพราะเกิดเป็นครั้งที่ ๔ บ้าง. ฌาน ๔ เหล่านี้ต่างกันในส่วนเบื้องต้นบ้าง, ในขณะแห่งมรรค บ้าง. ในส่วนเบื้องต้นต่างกันด้วยสมาบัติ, ในขณะแห่งมรรคต่างกัน ด้วยมรรค. จริงอยู่ ปฐมมรรคแห่งฌานหนึ่งมีอยู่ในปฐมฌาน, แม้
หน้า 525 ข้อ 85
ทุติยมรรคเป็นต้น ก็มีอยู่ในปฐมฌาน หรือยู่ในฌานอย่างใดอย่าง หนึ่ง ในทุติยฌานเป็นต้น. ปฐมมรรคแห่งฌานหนึ่งมีอยู่ในฌานอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ในทุติยฌานเป็นต้น, แม้ทุติยมรรคเป็นต้น ก็มีอยู่ใน ฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในทุติยฌานเป็นต้น หรือมีอยู่ในปฐมฌาน มรรคแม้ ๔ อย่างเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง เหมือน กันบางส่วนบ้าง ด้วยอำนาจของฌาน ด้วยประการฉะนี้. ความวิเศษ แห่งมรรคนั้นย่อมมีโดยกำหนดฌานเป็นบาท. จริงอยู่ เมื่อผู้ได้ปฐมฌานออกจากปฐมฌานแล้วเห็นแจ้งมรรค ที่เกิดแล้ว ย่อมมีในปฐมฌาน, อนึ่ง โพชฌงค์อันเป็นองค์แห่งมรรค เป็นอันบริบูรณ์แล้วในปฐมฌานนี้. เมื่อผู้ได้ทุติยฌานออกจากทุติย- ฌานแล้วเห็นแจ้งมรรคที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีในทุติยฌาน, องค์แห่ง มรรคในทุติยฌานนี้มี ๗ อย่าง. ผู้ได้ตติยฌานออกจากตติยฌานแล้ว เห็นแจ้งมรรคที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีในตติยฌาน. องค์แห่งมรรคใน ตติยฌานนี้มี ๗ อย่าง โพชฌงค์มี ๖ อย่าง. นัยนี้ย่อมได้ตั้งแต่ จตุตถฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน. จตุกฌานและปัญจกฌาน ย่อมเกิดในความไม่มีรูป. อนึ่ง จตุกฌานและปัญจกฌานนั้นแล เป็น โลกุตระ ท่านกล่าวว่าไม่เป็น โลกิยะ. ในฌานนี้ท่านกล่าวไว้อย่างไร ? ภิกษุใดออกจากฌานมีปฐมฌานเป็นต้นในฌานนี้แล้ว ได้โสดาปัตติ มรรคแล้วเจริญอรูปสมาบัติเกิดแล้วในความไม่มีรูป, มรรค ๓ ในฌาน
หน้า 526 ข้อ 85
นั้น ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นผู้ได้ฌานนั้น. เธอย่อมกำหนดฌานเป็นบาท เท่านั้น ด้วยประการฉะนี้. ส่วนพระเถระบางรูปกล่าวว่า ขันธ์อันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา ย่อมกำหนด. บางรูปกล่าวว่า อัธยาศัยของบุคคล ย่อมกำหนด บาง รูปกล่าวว่า วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี ย่อมกำหนด. ในบทนั้นมีกถาตามลำดับอย่างนี้ มรรคที่เกิดขึ้นแก่พระสุกข- วิปัสสกโดยกำหนดวิปัสสนาบ้าง, มรรคที่ไม่ทำฌานให้เป็นบาทเกิดขึ้น แก่ผู้ได้สมาบัติบ้าง, มรรคที่ภิกษุทำปฐมฌานให้เป็นบาทแล้วพิจารณา สังขารเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เกิดขึ้นบ้าง, ย่อมมีอยู่ในปฐมฌานทั้งนั้น ใน มรรคทั้งหมด ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ องค์มรรค ๘ องค์ฌาน ๕. วิปัสสนาอันเป็นส่วนเนื่องต้นของมรรคเหล่านั้น สหรคตด้วยโสมนัส บ้าง สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง ถึงความเป็นสังขารุเบกขาในเวลาออก เป็นอันสหรคตด้วยโสมนัสทั้งนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในปัญจกนัยดังต่อไปนี้ ฌานมีองค์ ๔ มีองค์ ๓ และมีองค์ ๒ ย่อมมีตามลำดับในมรรคที่ภิกษุทำทุติยฌานตติยฌานและ จตุตถฌานให้เป็นบาทแล้วให้เกิดขึ้น. ในฌานทั้งหมดองค์มรรคมี ๗ ในฌานที่ ๔ โพชฌงค์มี ๖. ความวิเศษนี้ย่อมมิได้ด้วยการกำหนด ฌานเป็นบาท และด้วยการกำหนดวิปัสสนา.
หน้า 527 ข้อ 85
จริงอยู่ วิปัสสนาเป็นส่วนเบื้องต้นของฌานเหล่านั้น เป็นอัน สหรคตด้วยโสมนัสบ้าง สหรคตด้วยอุเบกขาบ้าง, วุฏฐานคามินี สหร- คตด้วยโสมนัสเท่านั้น. องค์ฌาน ๒ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขาและความ มีจิตมีอารมณ์เดียว ในมรรคที่ทำปฐมฌานให้เป็นบาทแล้วเกิดขึ้น, องค์ แห่งโพชฌงค์ ๖ และ ๗. ความวิเศษแม้นี้ย่อมมีด้วยสามารถความนิยม ทั้งสอง. จริงอยู่ ในนัยนี้วิปัสสนาในส่วนเบื้องต้น สหรคตด้วยโสมนัส หรือสหรคตด้วยอุเบกขา. วุฏฐานคามินี สหรคตด้วยอุเบกขาเท่านั้น. นี้ในมรรคที่ภิกษุทำอรูปฌานให้เป็นบาทแล้วให้เกิดขึ้น ก็พึงทราบนัย นี้เหมือนกัน. ส่วนในจตุกนัยนี้พึงนำวิตกวิจารออกไป แล้วประกอบ ส่วนที่เหลือ เพราะทุติยฌานไม่มีวิตกวิจาร. สมาบัติที่ภิกษุอยู่ในที่ที่ ใกล้มรรค ซึ่งภิกษุออกจากฌานเป็นบาทอย่างนี้แล้วพิจารณาสังขาร อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำให้เกิดขึ้น ย่อมทำสมาบัติเช่นกับตน เช่นเดียว กับเหี้ยทำสีให้เหมือนสีพื้นดินฉะนั้น. ในวาทะของพระเถระรูปที่ ๒ มีอยู่ว่ามรรคย่อมเป็นเช่นกับสมา- บัติที่ภิกษุออกแล้วพิจารณาถึงธรรมในสมาบัติเกิดขึ้น. แม้ในวาทะของ พระเถระนั้นพึงทราบวิปัสสนานิยม โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ในวาทะของพระเถระรูปที่ ๓ มีว่ามรรคเป็นเช่นกับฌานที่ทำ ให้เป็นบาท ตามสมควรแก่อัธยาศัยของตนแล้ว พิจารณาธรรมในฌาน
หน้า 528 ข้อ 85
เกิดขึ้น. ฌานนั้นเว้นฌานเป็นบาท หรือฌานที่พิจารณาแล้ว ย่อม ไม่สำเร็จโดยเพียงอัธยาศัยเท่านั้น. อนึ่ง แม้ในวาทะของพระเถระ ก็พึงทราบวิปัสสนานิยม โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า อยํ วุจฺจติ สมฺมาสมาธิ - นี้ท่านกล่าวว่าสัมมาสมาธิ ความว่า ความที่จิตมีอารมณ์เดียวในฌาน ๔ เหล่านี้ ในส่วนเบื้องต้น เป็นโลกิยะ, ในส่วนเบื้องปลายเป็นโลกุตระ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า สัมมาสมาธิ. พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแสดงมรรคสัจด้วยโลกิยะ และโลกุตระด้วยประการฉะนี้. องค์มรรคทั้งหมดในโลกิยมรรคนั้น เป็นอารมณ์อย่างใดอย่าง หนึ่ง ในอารมณ์ ๖ ตามสมควร. ส่วนในโลกุตรมรรค สัมมาทิฏฐิ อันเป็นปัญญาจักษุถอนอวิชชานุสัย มีนิพพานเป็นอารมณ์ของความ เป็นอริยะ เป็นไปแล้วด้วยการแทงตลอดอริยะสัจ ๔, อนึ่ง สัมมาสังกัปปะ คือการยกขึ้นสู่บทแห่งนิพพานทางใจ ถอนมิจฉาสังกัปปะ ๓ อย่าง สัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐินั้น ของผู้มี่ทิฏฐิถึง พร้อมแล้ว, สัมมาวาจา เว้นมิจฉาวาจา ถอนวจีทุจริต ๔ อย่าง สัมปยุต ด้วยสัมมาสังกัปปะนั้นของผู้เห็นและตรึกอย่างนั้น สัมมากัมมันตะ เว้นมิจฉากัมมันตะตัดมิจฉากัมมันตะ ๓ อย่าง สัมปยุตด้วยสัมมาวาจานั้นของผู้เว้นอย่างนั้น,
หน้า 529 ข้อ 85
สัมมาอาชีวะคือเว้นจากมิจฉาอาชีวะตัดความหลอกลวงเป็นต้น สัมปยุตด้วยสัมมากัมมันตะนั้น เป็นความผ่องแผ้วของวาจากัมมันตะ เหล่านั้นของบุคคลนั้น. สัมมาวายามะ ปรารภความเพียร ตัดความเกียจคร้าน สัมปยุต ด้วยสัมมากัมมันตะนั้น สมควรแก่สัมมากัมมันตะนั้น ของบุคคลผู้ตั้งอยู่ ในศีลภูมิ กล่าวคือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และให้สำเร็จโดยไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ละอกุศลที่เกิดขึ้น ทำกุศลที่ยัง ไม่เกิดให้เกิดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ในกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว, สัมมาสติ ความที่จิตไม่ลุ่มหลง กำจัดมิจฉาสติสัมปยุตด้วย สัมมาวายามะนั้นของผู้พยายามอยู่อย่างนี้ และให้สำเร็จการพิจารณากาย ในกายเป็นต้น, สัมมาสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวกำจัดมิจฉาสมาธิสัมปยุต ด้วยสัมมาสตินั้นของผู้ที่คุ้มครองจิต ตั้งจิตไว้ดีด้วยสติอย่างยอดเยี่ยม. นี้ คือ อัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ เป็นโลกุตระ. มรรคที่เป็น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นั้น พร้อมด้วยโลกิย- มรรค ได้แก่ วิชชา และ จรณะ เพราะสงเคราะห์สัมมาทิฏฐิและ สัมมาสังกัปปะด้วย วิชชา สงเคราะห์ธรรมที่เหลือด้วย จรณะ. อนึ่ง. ได้แก่ สมถะและวิปัสสนา เพราะสงเคราะห์ธรรมทั้งสองอย่างนั้นด้วย
หน้า 530 ข้อ 85
วิปัสสนายาน สงเคราะห์ธรรมนอกนั้นด้วยสมถยาน. ได้แก่ขันธ์ ๓ และสิกขา ๓ เพราะสงเคราะห์ธรรมทั้งสองนั้นด้วยปัญญาขันธ์ สง- เคราะห์ธรรม ๓ อย่างในลำดับธรรมนั้นด้วยสีลขันธ์ สงเคราะห์ธรรม ๓ อย่างที่เหลือด้วยสมาธิขันธ์ และสงเคราะห์ด้วยอธิปัญญาสิกขา อธิ- สีลสิกขา และอธิจิตตสิกขา. พระอริยสาวกประกอบด้วยมรรค เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและ จรณะ ดุจคนเดินทางไกลประกอบด้วยตาสามารถเห็นได้ และด้วย เท้าสามารถเดินไปได้ เว้นที่สุด ๒ อย่าง คือ เว้น กามสุขัลลิกานุโยค ด้วยวิปัสสนายาน เว้น อัตกิลมถานุโยค ด้วยสมถยาน ปฏิบัติ มัชฌิมาปฏิปทา ทำลายกองโมหะด้วยปัญญาขันข์... กองโทสะด้วย สีลขันธ์...กองโลภะด้วยสมาธิขันธ์ ถึงสมบัติ ๓ คือ ปัญญาสัมปทาด้วย อธิปัญญาสิกขา, สีลสัมปทาด้วยอธิสีลสิกขา, สมาธิสัมปทาด้วยอธิ- จิตตสิกขา แล้วบรรลุนิพพานอันเป็นอมตะ. ภิกษุหยั่งลงสู่อริยภูมิ กล่าวคือ สัมมัตตนิยาม อันวิจิตรด้วยธรรมรัตนะ คือ โพธิ- ปักขิยธรรม ๓๗ งามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถามรรคสัจนิทเทส
หน้า 531 ข้อ 85
อรรถกถาสัจปกิณกะ ก็ในสัจจะ ๔ เหล่านั้น ทุกขสัจจะ มีลักษณะเบียดเบียน. สมุทยสัจจะ มีลักษณะเป็นแดนเกิด, นิโรธสัจจะ มีลักษณะสงบ, มรรคสัจจะ มีลักษณะนำออก, อีกอย่างหนึ่ง อริยสัจมีปวัตติ- การ เป็นไป มีปวัตตกะ-ผู้ให้เป็นไป มีนิวัตติ-การไม่เป็นไป และมี นิวัตตกะ-เหตุไม่เป็นไป เป็นลักษณะโดยลำดับ และมีสังขตะคือทุกข์ มีตัณหา คือเหตุให้เกิดทุกข์ มีอสังขตะ คือนิพพาน และมีทัศนะ คือ มรรคเป็นลักษณะเหมือนกัน หากมีคำถามว่า ก็เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวอริยสัจ ๔ ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง. เพราะไม่มีอย่างอื่น และเพราะไม่ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ออกไป. เพราะว่าสิ่งอื่น หรือยิ่งไปกว่านี้ หรืออริยสัจเหล่านั้นจะพึง นำออกแม้อย่างเดียว ไม่มี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ พึงมาในที่นี้ กล่าวว่า ข้อที่พระสมณโคดมแสดง ไม่ใช่ทุกขอริยสัจ ทุกขอริยสัจเป็นอย่างอื่นนั้น, เราจักบัญญัติทุกขอริยสัจอย่างอื่น เว้นทุกขอริย- สัจ ๔ ดังนี้ ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 532 ข้อ 85
ตรัสไว้อีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้อที่พระ สมณโคดมแสดงว่านี้มิใช่ทุกข์ อันเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๑, เราจักบัญญัติทุกข์อื่นอันเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๑ โดยบอกปัดทุกข์นี้อันเป็นอริยสัจข้อที่ ๑. เสียดังนี้ ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ดังนี้เป็นต้น๑. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงบอกปวัตติ-ความ เป็นไป จึงทรงบอกพร้อมด้วยเหตุ, และบอกนิวัตติ คือพระนิพพาน พร้อมด้วยอุบาย คือมรรค. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส อริยสัจ ๔ โดยเป็นธรรมอย่างยิ่งไปกว่านั้นแห่งเหตุทั้ง ๒ ประการ คือ ของปวัตติ- ความเป็นไปและนิวัตติ - การกลับไป. อนึ่ง ท่านกล่าวถึงอริยสัจ ๔ ด้วยสามารถแห่งตัณหาวัตถุ ตัณหา ตัณหานิโรธ และอุบายดับตัณหา, และความอาลัย ยินดีในความอาลัย ถอนความอาลัย และอุบายในการถอนความอาลัย, อันควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำให้เกิด. อนึ่ง ในอริยสัจนี้ท่านกล่าว ทุกขสัจ เป็นข้อที่ ๑ เพราะ ทุกขสัจ รู้ได้ง่าย เพราะเป็นของหยาบ และเพราะเป็นของทั่วไปแก่ ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๑๙๓.
หน้า 533 ข้อ 85
สัตว์ทั้งปวง. เพื่อแสวงถึงเหตุแห่งทุกขสัจนั้น ท่านจึงกล่าว สมุทยสัจ ในลำดับต่อไป, เพื่อไห้รู้ว่าการดับผลได้ เพราะดับเหตุ จึงกล่าว นิโรธสัจ ต่อจากนั้น, เพื่อแสดงอุบายให้บรรลุ นิโรธสัจ นั้น จึง กล่าว มรรคสัจ ในที่สุด . อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวถึง ทุกขสัจ ก่อน เพื่อให้เกิดความสังเวชแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ถูกมัดด้วยความพอใจ ความ สุขในภพ ทุกข์นั้นบุคคลไม่ทำแล้วย่อมไม่มาถึง, ย่อมไม่มีโดยไม่ถือตัว ว่าเป็นใหญ่เป็นต้น, แต่ย่อมมีได้ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้รู้ดังนี้ท่านจึงกล่าว สมุทยสัจ ในลำดับจากทุกขสัจนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดโปร่งใจ. ด้วยการเห็นอุบายสลัดออกของผู้แสวงหาอุบายสลัดออกจากทุกข์ มี ความสลดใจ เพราะถูกทุกข์พร้อมด้วยเกตุครอบงำ ท่านจึงกล่าว นิโรธสัจ ต่อจากนั้น, จากนั้นเพื่อบรรลุนิโรธท่านจึงกล่าว มรรค อันให้ถึงนิโรธ นี้เป็นลำดับของอริยสัจเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ในอริยสัจเหล่านี้ควรเห็น ทุกขสัจ ดุจเป็นภาระ, ควร เห็น สมุทยสัจ ดุจแบกภาระ, ควรเห็น นิโรธสัจ ดุจการวางภาระ, ควรเห็น มรรคสัจ ดุจอุบายวางภาระ. อีกอย่างหนึ่ง ควรเห็น ทุกขสัจ ดุจโรค, ควรเห็น สมุทย- สัจ ดุจเหตุของโรค, ควรเห็น นิโรธสัจ ดุจโรคสงบ, ควรเห็น มรรคสัจ ดุจเภสัช. อีกอย่างหนึ่ง ควรเห็น ทุกขสัจ ดุจข้าวยาก
หน้า 534 ข้อ 85
หมากแพง, ควรเห็น สมุทยสัจ ดุจฝนแล้ง, ควรเห็น นิโรธสัจ ดุจข้าวปลาหาง่าย, ควรเห็น มรรคสัจ ดุจฝนตกต้องตามฤดูกาล. อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบอริยสัจเหล่านี้แล้ว พึงทราบโดย เปรียบเทียบด้วยคนมีเวร เหตุของเวร การถอนเวร อุบายการถอนเวร, ด้วยต้นไม้มีพิษ รากต้นไม้ การทำลายราก และอุบายทำลายรากนั้น, ด้วยภัย เหตุของภัย ความไม่มีภัยและอุบายบรรลุถึงความไม่มีภัยนั้น, ด้วยฝั่งใน ห้วงน้ำใหญ่ ฝั่งนอก และความพยายามให้ถึงฝั่งนอกนั้นด้วย ประการฉะนี้. อนึ่ง พึงทราบสัจจะเหล่านี้ทั้งหมดโดยปรมัตถ์ว่า สูญ เพราะ ไม่มีผู้เสวย ผู้ทำ ผู้ดับ และผู้ไป. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทุกฺขเมว หิ น โกจิ ทุกฺขิโต การโก น กิริยาว วิชฺชติ, อตฺถิ นิพพุติ น นิพพุโต ปุมา มคฺคมตฺถิ คมโก น วิชฺชติ. ความจริงทุกข์เท่านั้นมีอยู่ แต่ไม่มีใครๆถึง ทุกข์ กิริยาคือการทำมีอยู่ แต่ผู้ทำไม่มี, ความดับ มีอยู่ แต่คนดับไม่มี ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินไม่มี. อึกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า
หน้า 535 ข้อ 85
ธุวสุภสุขตฺตสุญฺํ ปุริมทฺวยมตฺตสุญฺมมตํ ปทํ ธุวสุตฺตวิรหิโต มคฺโค อิติ สุญฺตา เตสุ. ความว่างในสัจจะ ๔ เหล่านั้น พึงทราบ อย่างนี้ว่า สัจจะ ๒ บทแรกคือทุกข์สมุทัย ว่าง จากความเที่ยง ความงาม ความสุข และอัตตา อมตบท คือพระนิพพาน ว่างจากอัตตา มรรค ว่างจากความยั่งยืน ความสุข และอัตตา ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง สัจจะ ๓ อย่างสูญจากนิโรธ, และนิโรธก็สูญ จากสัจจะ ๓ อย่างที่เหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ในสัจจะ ๔ เหล่านี้ เหตุสูญ จากผล เพราะไม่มีทุกข์ในสมุทัย, และไม่มีนิโรธในมรรค, เหตุไม่ ร่วมครรภ์กับผล ดุจปกติของลัทธิทั้งหลาย มีปกติวาทีเป็นต้น อนึ่ง ผลก็สูญจากเหตุ เพราะทุกข์สมุทัย และนิโรธมรรคไม่ได้เสมอกัน, ผลนั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกับเหตุ แต่เป็นเหตุเป็นผล ดุจสองอณูของ ลัทธิทั้งหลายมีสมวายวาทีเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตยมิธ นิโรธสุญฺํ ตเยน เตนาปิ นิพฺพุตี สุญฺา สุญฺโ ผเลน เหตุ ผลมฺปิ ตํเหตุนา สุํ. ในที่นี้สัจจะ ๓ อย่าง สูญจากนิโรธ นิโรธ ก็สูญจากสัจจะ ๓ อย่างแม้นั้น สัจจะที่เป็นเหตุ
หน้า 536 ข้อ 85
สูญจากสัจจะที่เป็นผล แม้สัจจะที่เป็นผล ก็สูญ จากสัจจะที่เป็นเหตุนั้น ดังนี้. สัจจะทั้งหมดเป็นสภาคะของกันและกัน โดยความจริงแท้ โดย สูญจากตัวตน และโดยแทงตลอดสิ่งที่ทำได้ยาก ดังที่พระผู้มีพระภาค- เจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอย่อมสำคัญความข้อนั้น เป็นอย่างไร, อย่างไหนจะทำได้ยากกว่ากันหรือ จะให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือการที่ยิงลูกศรให้ เข้าไปติดๆ กันทางช่องดาลอันเล็ก แต่ที่ใกล้ได้ ไม่ผิดพลาด กับการที่บุคคลแทงปลายขนทราย ด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน.๑ พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การแทงปลายขนทราย ด้วยปลายขนทรายที่แบ่ง ออกแล้วเป็น ๗ ส่วน กระทำได้ยากกว่า และ ให้เกิดได้ยากว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใด ย่อมแทงตลอดตามความเป็นจริงว่านี้ ๑.สี. ม. เป็นสตธา ร้อยส่วน.
หน้า 537 ข้อ 85
ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชนเหล่านั้น ย่อมแทงตลอดได้ยากกว่าโดย๑แท้ ดังนี้. สัจจะทั้งหลายเป็นวิสภาคะกันเพราะกำหนดด้วยลักษณะของ ตน. สัจจะสองข้างต้นเป็นสภาคะกัน ด้วยอรรถว่าเรียนรู้ยากเพราะลึกซึ้ง เพราะเป็นโลกิยะ และเพราะมีอาสวะ, เป็นวิสภาคะกัน เพราะต่างเป็น เหตุผลกัน และเพราะควรกำหนดรู้และควรละ. แม้สองข้อหลังก็เป็น สภาคะกันด้วยความเป็นธรรมลึกซึ้ง เพราะเรียนรู้ได้ยาก เพราะเป็น โลกุตระ และเพราะไม่มีอาสวะ, เป็นวิสภาคะกัน เพราะต่างก็เป็นใหญ่ ในวิสัย และเพราะควรทำให้แจ้ง ควรทำให้เกิด. แม้ข้อที่ ๑ และ ข้อที่ ๓ ก็เป็นสภาคะกันโดยอ้างถึงผล, เป็นสภาคะกันโดยเป็นสังขตะ และอสังขตะ. แม้ข้อที่ ๒ และข้อที่๔ ก็เป็นวิสภาคะกันโดยอ้างถึงเหตุ เป็นวิสภาคะกันโดยเป็นกุศลและอกุศลส่วนเดียว สัจจะที่ ๑ และที่ ๔ เป็นสภาคะกัน เป็นสังขตธรรมด้วยกัน, เป็นวิสภาคะกันโดยเป็นโลกิยะ และโลกุตร ธรรมข้อที่ ๒ และข้อที่ ๓ ก็เป็นสภาคะกันโดยความเป็น เสกขะก็ไม่ใช่ อเสกขะก็ไม่ใช่, เป็นวิสภาคะกันโดยมีอารมณ์ และ ไม่มีอารมณ์. ท่านกล่าวไว้ว่า อิติ เอวํ ปกาเรหิ นเยหิ จ วิจกฺขโณ วิชญฺา อริยสจฺจานํ สภาคติสภาคตํ ๑. ส มหา. ๑๙/๑๗๓๘.
หน้า 538 ข้อ 85
บัณฑิตผู้เห็นแจ้งโดยประการ และโดยนัย อย่างนี้ พึงรู้แจ้งความที่อริยสัจทั้งหลายเป็นสภาคะ คือมีส่วนเสมอกัน และวิสภาคะ คือมีส่วนไม่เสมอ กันด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ในอริยสัจนี้ ทุกข์ทั้งหมด เป็นอย่างเดียวกันโดยความ เป็นไป, เป็น ๒ อย่าง โดยนามและรูป, เป็น ๓ อย่าง โดยประเภท แห่งภพที่เกิด คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ, เป็น ๔ อย่าง โดย ประเภทของอาหาร ๔, เป็น ๕ อย่าง โดยประเภทของอุปทานขันธ์ ๕ แม้สมุทัย ก็เป็นอย่างเดียวโดยให้วัฏฏะเป็นไป เป็น ๒ อย่าง โดยสัมปยุตและไม่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ, เป็น ๓ อย่าง โดยประเภทแห่ง กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา, เป็น ๔ อย่าง โดยเป็นธรรม อันมรรค ๔ พึงละ, เป็น ๕ อย่าง โดยประเภทการยินดียิ่งในรูปเป็น ต้น, เป็น ๖ อย่าง โดยประเภทแห่งหมู่ตัณหา ๖. แม้นิโรธ ก็เป็นอย่างเดียวกันโดยความเป็นอสังขตธาตุ, แต่ โดยปริยายมี ๒ อย่าง โดยเป็นสอุปาทิเสสะ แลละอนุปาทิเสสะ, เป็น ๓ อย่าง โดยเข้าไปสงบภพทั้ง ๓, เป็น ๔ อย่าง โดยควรบรรลุมรรค ๔, เป็น ๕ อย่าง โดยเข้าไปสงบความยินดียิ่ง ๕, เป็น ๖ อย่าง โดย ประเภทแห่งความสิ้นหมู่ตัณหา ๖.
หน้า 539 ข้อ 85
แม้มรรค ก็เป็นอย่างเดียวโดยควรทำให้เกิด, เป็น ๒ อย่าง โดยประเภทแห่งสมถะและวิปัสสนา, หรือโดยประเภทแห่งทัศนะและ ภาวนา, เป็น ๓ อย่าง โดยประเภทแห่งขันธ์ ๓. จริงอยู่มรรคนี้ เพราะเป็นสัปปเทสธรรม จึงสงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ ( สีลขันธ์ สมาธิ- ขันธ์ ปัญญาขันธ์) ที่เป็นนิปปเทสธรรม ดุจเมืองสงเคราะห์รวมเข้า ด้วยราชอาณาจักร ฉะนั้น ดังที่ท่านกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ขันธ์ ๓ ไม่สงเคราะห์ เข้าด้วยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะ. ดูก่อนอาวุโส วิสาขะ มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะ สงเคราะห์ เข้าด้วยขันธ์ ๓. ดูก่อนอาวุโสวิสาขา ธรรมเหล่านี้ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต และสัมมาอาชีโว สงเคราะห์เข้าในศีลขันธ์. ธรรมเหล่านี้ คือ สัม- มาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ สงเคราะห์ เข้าในสมาธิขันธ์. ธรรมเหล่านี้ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์เข้าในปัญญาขัน๑ธ์. มรรค ๔ อย่าง สงเคราะห์ด้วยโสดาปัตติมรรคเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง สัจจะทั้งหมดเป็นอย่างเดียวกัน เพราะความเป็น สิ่งจริงแท้, หรือ เพราะความเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง. เป็น ๒ อย่าง โดย เป็นโลกิยะและโลกุตระ หรือโดยเป็นสังขตะและอสังขตะ. เป็น ๓ ๑. ม. มุ ๑๒/๕๐๘.
หน้า 540 ข้อ 85
อย่าง โดยเป็นสิ่งควรละ โดยเป็นสิ่งไม่ควรละ และโดยเป็นสิ่งควรละ ก็หามิได้ เป็นสิ่งไม่ควรละก็หามิได้ จาทัศนะและภาวนา. เป็น ๔ อย่าง โดยเป็นสิ่งควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำ ให้เกิด. ท่านกล่าวว่า เอวํ อริยสจฺนํ ทุพฺโพธานํ พุโธ วิธึ อเนกเภทโต ชญฺา หิตาย จ สุขาย จ. พระพุทธเจ้าทรงรู้วิธีของอริยสัจอย่างนี้ ที่รู้ ได้ยาก โดยประเภทไม่น้อย เพื่อประโยชน์และ เพื่อความสุข ดังนี้. จบ อรรถกถาสัจปกิณกะ บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีชี้แจงสัจจตุกนัยในที่สุดตามลำดับที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วนั้นแล แล้วแสดงสรุปสุตมยญาณด้วย สัจจตุกนัยมีอาทิว่า ตํ าตฏฺเน าณํ-ชื่อว่าญาณว่าด้วยอรรถว่ารู้ ธรรมนั้น, ครั้นแล้วพระธรรมเสนาบดีแสดงสรุปอริยสัจทั้งหมดที่ท่าน กล่าวไว้ในครั้งก่อนว่า โสตาวทาเน ปญฺา สุตมเยาณํ-ปัญญา ในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่า สุตมยาณ ด้วยประการ- ฉะนี้. จบ อรรถกถาสุตมยญาณนิทเทส
หน้า 541 ข้อ 86
สีลมยญาณนิทเทส [๘๖] ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณ อย่างไร ? ศีล ๕ ประเภท คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์ มีส่วนสุด ๑. อปริยันตปาริสุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ปริปุณณปาริสุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์เต็มรอบ ๑. อปรามัฏฐปาริ- สุทธิศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์อันทิฏฐิไม่จับต้อง ๑. ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิ ศีล-ศีลคือความบริสุทธิ์โดยระงับ ๑. ในศีล ๕ ประการนี้ ปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยันต- ปาริสุทธิศีลนี้ ของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุด. อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปริยันตปาริสุทธิศีลนี้ ของ อุปสัมบันผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุด. ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริปุณณปาริสุทธิศีลนี้ ของ กัลยาณปุถุชนผู้ประกอบในกุศลธรรม ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอัน เป็นที่สุดของพระอเสขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต ผู้สละชีวิต แล้ว อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลนี้ ของ พระเสขะ ๗ จำพวก.
หน้า 542 ข้อ 87
ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลนี้ ของ พระขีณาสพสาวกพระตถาคตเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า [๘๗] ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้น ศีลมีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลมีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลมีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลมีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะก็มี ศีลมีที่สุดเพราะ ชีวิตก็มี. ศีลมีที่สุดเพราะลาภนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อม ล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่ง ลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ ศีลนี้เป็นลาภปริยันตศีล. ศีลมีที่สุดเพราะยศเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ...เพราะ เหตุแห่งยศ... ศีลนี้เป็นยสปริยันตศีล. ศีลมีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้... เพราะเหตุแห่งญาติ.. .ศีลนี้เป็นญาติปริยันตศีล. ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้... เพราะเหตุแห่งอวัยวะ . ..ศีลนี้เป็นอังคปริยันตศีล. ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อม ล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่ง ชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต ศีลนี้เป็นชีวิตปริยันตศีล ศีลเห็นปานนี้
หน้า 543 ข้อ 88
เป็นศีลขาด เป็นศีลทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไทย วิญญูชนไม่ สรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิจับต้องแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่ ตั้งแห่งความเดือดร้อน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัศนะ ไม่เป็นไปเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อความคายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้ เป็นปริยันตศีล. [๘๘] ศีลไม่มีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะ อวัยวะก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตก็มี. ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อจะล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะ เหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ อย่างไร เขาจักล่วงสิกขาบทเล่า ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภ. ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้... เพราะเหตุแห่งยศ . . . ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะยศ. ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ. . .ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติ.
หน้า 544 ข้อ 89
ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งอวัยวะ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะ. ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะ เหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต อย่างไร เขาจักล่วงสิกขาบทเล่า ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิต ศีลเห็นปานนี้ เป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ เดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็นที่ตั้งแห่งปีติ เป็นที่ตั้ง แห่งความระงับ เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ เป็นที่ตั้ง แห่งยถาภูตญาณทัศนะ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความ คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ ความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นอปริยันตศีล. [๘๙]อะไรเป็นศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร? อะไรเป็นศีล ? เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความ สำรวมเป็นศีล ความไม่ล่วงเป็นศีล. ศีลมีเท่าไร ? ศีลมี ๓ คือ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล. ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ? กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน
หน้า 545 ข้อ 89
อกุศลศีลมีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏ- ฐาน. ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร ศีลเป็นที่ประชุมแห่ง สังวร เป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนาอันเกิด ในความเป็นอย่างนั้น ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วง ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกามฉันทะ ด้วยเนกขัมมะ . . . ความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา . .. อุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ...วิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม... อวิชชา ด้วยญาณ ... อรติด้วยความปราโมทย์ ... นิวรณ์ด้วยปฐมฌาน .. . วิตก วิจารด้วยทุติยฌาน ...ปีติด้วยตติยฌาน ... สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน... รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ... อากาสานัญจายตนสสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ...วิญญาณัญ- จายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ... อากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ...นิจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา... สุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา... อัตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา... นันทิ ด้วยนิพพิทานุปัสนา...ราคะด้วยวิราคานุปัสนา...สมุทัยด้วยนิโรธา- นุปัสนา...อาทานด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา... ฆนสัญญาด้วยขยา-
หน้า 546 ข้อ 90
นุปัสนา ... อายุหนะด้วยวยานุปัสนา... ธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสนา ...นิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา...ปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา...อภินิเวส ด้วยสุญญตานุปัสนา...สาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสนา... สัมโมหาภินิเวสด้วยถาภูตญาณทัศนะ... อาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัส- นา...อัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา... สังโยคาภินิเวศด้วยวิวัฏฏนานุ- ปัสนา...กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค...กิเลส หยาบ ๆ ด้วยสกทาคามิมรรค กิเลสละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค. [ ๙๐ ]ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาตเป็นศีล เวรมณี การ งดเว้นเป็นศีล เจตนาเป็นศีล สังวรเป็นศีล การไม่ล่วงเป็นศีล ศีล เห็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต เพื่อความปรา- โมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิ เพื่อโสมนัส เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ เพื่อทำให้มาก เพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นบริขาร เพื่อเป็นบริวาร เพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว. บรรดาศีลเห็นปานนี้ สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยความ สำรวมเป็นอธิศีล จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ถึง ความฟุ้งซ่าน อวิกเขปปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์คือความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน
หน้า 547 ข้อ 91
เป็นอธิจิต พระโยคาวจรย่อมเห็นสังวรปาริสุทธิโดยชอบ ย่อมเห็น อวิกเขปปาริสุทธิโดยชอบ ทัสนปาริสุทธิความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ. เป็น อธิปัญญา. ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและทัสนะนั้น ความสำรวม เป็นอธิศีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอธิจิตสิกขา ความเห็นแจ้ง เป็น อธิปัญญาสิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิฏฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วย ศรัทธา เมื่อประคองความเพียรไว้ เมื่อตั้งสติมั่น เมื่อตั้งจิตไว้ เมื่อ รู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควร กำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำ ให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษา ทุกอย่าง. [๙๑]ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเม- สุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ การละความ พยาบาทด้วยความไม่พยาบาท การละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา การ ละอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม การละอวิชชาด้วยญาณ การละอรติด้วยความปราโมทย์ การละนิวรณ์ ด้วยปฐมฌาน การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน การละปีติด้วยตติยฌาน การละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน การละรูปสัญญา, ปฏิฆสัญญา, นา- นัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ การละอากาสานัญยายตน-
หน้า 548 ข้อ 91
สัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ การละวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ การละอากิญจัญจญยตนสัญญาด้วยเนว- สัญญานาสัญญายตนสมาบัติ การละนิจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา การ ละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา การละอัตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา การละนันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา การละราคะด้วยวิราคานุปัสนา การ ละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา การละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสนา การละอายุหนะด้วยวยานุปัสนา การ ละธุวสัญญาด้วยวิปริณาตานุปัสนา การละนิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา การละอภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา การละสาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา การละสัมโมหา ภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ การละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา การละอัปปฏิสังขาดัวยปฏิสังขานุปัสสนา การละสังโยคาภินิเวสด้วย วิวัฏฏนานุปัสนา การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค การละกิเลสที่หยาบ ๆ ด้วยสกทาคามิมรรค การละกิเลสที่ละเอียดด้วย อนาคามิมรรค การละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค การละนั้น ๆ เป็น ศีล เวรมณีเป็นศีล . . .เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า ย่อมศึกษา. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการฟังธรรมแล้ว สำรวมไว้เป็นสีลมยญาณ.
หน้า 549 ข้อ 91
๒ อรรถกถาสีลมยญาณนิทเทส ๘๖]พึงทราบวินิจฉัยในสีลมยญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า ปญฺจ คือการกำหนดจำนวน. บทว่า สีลานิ เป็นการแสดงธรรมที่ กำหนดไว้. บทมีอาทิว่า ปริยนฺตปาริสทฺธิสีลํ - ศีลคือความบริสุทธิ์มี ส่วนสุด ได้แก่ แสดงศีล ๕ โดยสรุป. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปริยนฺตปาริสุทฺธิ ดังต่อไปนี้ ความบริสุทธิ์ชื่อว่า ปริยันตะ เพราะความบริสุทธิ์มีส่วนสุด คือมี กำหนดด้วยการนับเหมือนผ้า เพราะย้อมด้วยสีเขียว จึงเรียกว่า นีลํ เพราะมีสีเขียว, อีกอย่างหนึ่ง เมื่อศีลสมบูรณ์แล้ว ความบริสุทธิ์ ชื่อว่า ปริยันตะ เพราะมีที่สุดคืออวสาน เพราะผู้มีศีลยังไม่สมบูรณ์ ปรากฏอวสานแล้ว. อีกอย่างหนึ่งควรกล่าวว่า สปริยนฺตา พึงทราบว่าท่านลบ ส อักษรเสีย ดุจลบ อุ อักษรในบทนี้ว่า ทกํ ทกาสยา ปวิสนฺติ๑- กระแสน้ำย่อมไหลไปสู่แม่น้ำ. ความบริสุทธิ์ชื่อว่า ปาริสุทธิ, ความ บริสุทธิ์นั้นมีส่วน จึงชื่อว่า ปรยันตปาริสุทธิ, ศีล คือ ปริยันต- ปาริสุทธิ ชื่อ ปริยันตปาริสุทธิศีล. ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๕๕.
หน้า 550 ข้อ 91
โดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว ความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ชื่อว่า อปริยันตะ, ชื่อว่า อปริยันตะ เพราะส่วนสุดของความบริสุทธิ์นั้น ไม่มีบ้าง, ส่วนสุดของความบริสุทธิ์นั้นเจริญแล้วบ้าง. ชื่อว่า ปริปุณฺณา - เต็มรอบ ด้วยอรรถว่าไม่หย่อนเป็นปทัฏฐาน แห่งอริยมรรค เพราะไม่ขาดจำเดิมแต่สมาทาน เพราะแม้ขาดก็ทำคืนได้ และเพราะเว้นจากมลทินแม้เพียงจิตตุปบาท. และเพราะบริสุทธิ์ดุจแก้ว มณีอันบริสุทธิ์ และดุจทองคำที่ขัดเป็นอย่างดี ฉะนั้น. ชื่อว่า อปรามัฏฐะ เพราะไว้ด้วยทิฏฐิ เพราะทิฏฐิไม่จับต้อง, อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า อปรามัฏฐะ เพราะโจทก์ไม่สามารถจะกล่าวหา ได้ว่า นี้เป็นโทษในเพราะศีลของท่าน ชื่อว่า ปฏิปปัสสัทธิ เพราะ สงบความกระวนกระวายทั้งปวง ในขณะอรหัตผล. บทว่า อนุปฺปสมฺปนฺนานํ. ชื่อว่า อุปสัมปันนา เพราะถึง พร้อมแล้วเป็นอันมากด้วยศีลสัมปทา โดยที่สมาทานไม่มีส่วนเหลือ. ไม่ใช่อุปสัมบัน จึงชื่อว่า อนุปสัมบัน. ของอนุปสัมบันเหล่านั้น. ใน บทว่า ปริยนฺตสิกฺขาปทานํ - ผู้มีสิกขาบทมีที่สุดนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สิกฺขา ด้วยอรรถว่าควรศึกษา. ชื่อว่า ปทานิ ด้วยอรรถว่า ส่วน, อธิบายว่า ส่วนที่ควรศึกษา. อีกอย่างหนึ่ง กุศลธรรมทั้งหมด ชื่อว่า สิกฺขา เพราะควรปฏิบัติให้ยิ่งด้วยการตั้งอยู่ในศีล, ศีลทั้งหลาย ชื่อว่า ปทานิ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งสิกขาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น
หน้า 551 ข้อ 91
จึงชื่อว่า สิกขาบท เพราะเป็นส่วนแห่งสิกขาทั้งหลาย, ชื่อว่า ปริยันตสิกขาบท เพราะสิกขาบทมีที่สุด. แห่งอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบท มีที่สุดเหล่านั้น. อนึ่ง ในบทนี้ ที่สุดมี ๒ อย่า คือ สิกขาบทมีที่สุด ๑ กาล มีที่สุด ๑. สิกขาบทมีที่สุดเป็นอย่างไร ? อุบาสกอุบาสิกามีสิกขาบท ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๘, หรือ ๑๐ ตามที่สมาทาน, สิกขมานา สามเณร สามเณรี มีสิกขาบท ๑๐ นี้ชื่อว่า สิกฺขาปทปริยนฺโต - มีสิกขาบท กาลมีที่สุดเป็นอย่างไร ? อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายให้ทาน ย่อม สมาทานศีลมีการจัดอาหารเลี้ยงดูกันเป็นที่สุด, ไปวิหารแล้ว ย่อม สมาทานศีล มีวิหารเป็นที่สุด, กำหนดคืนวัน ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือยิ่งกว่านั้นแล้วสมาทานศีล นี้ ชื่อว่า มีกาลเป็นที่สุด. ในที่สุด ๒ อย่างนี้ ศีลที่สมาทานแล้วทำสิกขาบทให้มีที่สุด ด้วยการก้าวล่วงกาลหรือด้วยความตายย่อมสงบ, ศีลที่สมาทานแล้วทำ กาลมีที่สุด ด้วยการก้าวล่วงกาลนั้นย่อมสงบ. บทว่า อปริยนฺตสิกฺขาปทานํ - สิกขาบทไม่มีที่สุด ท่านกล่าวว่า นว โกฏิสหสฺสานิ อสีติ สตโกฏิโย ปญฺญาส สตสหสฺสานิ ฉตฺตึส จ ปุนาปเร,
หน้า 552 ข้อ 91
เอเต สํวรวินยา สมฺพุทฺเธน ปกาสิตา เปยฺยาลมุเขน นิทฺทิทิฏฺา สิกฺขา วินยสํวเร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศสังวร- วินัยเหล่านี้ไว้ เก้าพันแปดร้อยโกฏิและห้าล้าน สามสิบหกโกฏิ กับอื่น ๆ อีก ทรงชี้แจงสิกขา ในสังวรวินัยด้วยหัวข้อไปยาล. ชื่อว่า อปริยนฺตานิ - ไม่มีที่สุด เพราะสิกขาบทเหล่านั้นไม่มี ที่สุด ด้วยการสมาทานสิกขาบทแม้มีที่สุดไม่มีเหลือด้วยการคำนวณ อย่างนี้ ด้วยความมีที่สุดที่ยังไม่เห็นเพราะเหตุลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิต และด้วยความไม่มีกำหนดศีลที่ควรรักษาต่อไปข้างหน้า, ชื่อว่า อปริยนฺตสิกฺขาปทา - สิกขาบทไม่มีที่สุด เพราะอนุปสัมบันมีสิกขาบท ไม่มีที่สุด แห่งอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุดเหล่านั้น อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า วุทฺธปริยนฺตสิกฺขาปทานํ - แห่งอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมี ที่สุดเจริญแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกานํ ดังต่อ ไปนี้ ท่านกล่าวว่า ปุถนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชฺชโน ปุถุชฺชนนฺโตคธตฺตา ปุถุวายํ ชโนอิติ.
หน้า 553 ข้อ 91
ชื่อว่า ปุถุชน ด้วยเหตุมีกิเลสหนาเกิดขึ้น เป็นต้น, เพราะกิเลสหนาหยั่งลงภายในของปุถุชน ฉะนั้น ชนนี้จึงเป็นผู้มีกิเลสหนา. แม้ในการก้าวลงสู่ฌานอันเป็นลักษณะของปุถุชนดังกล่าวแล้ว ท่านก็ กล่าวว่า ทุเว ปุถุชฺชน วุตฺตา พทฺเธนฺทิจฺจพนฺธุนา อนฺโธ ปุถุชฺชโน เอโก กลฺยาเณโก ปุถุชฺชโน. พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสถึงปุถุชนไว้ ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน - ปุถุ- ชนคนโง่เขลา และกัลยาณปุถุชน - ปุถุชนคนดี. ในปุถุชนสองประเภทดังกล่าวแล้ว ท่านอธิบายไว้ว่า ศีลของ กัลยาณปุถุชน ผู้เป็นปุถุขนมีกัลยาณธรรมตั้งอยู่ในความเป็นกัลยาณ ปุถุชน ล่วงเลยความเป็นอันธปุถุชนด้วยการประพฤติกัลยาณรรรม อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีกัลยาณธรรมในหมู่ปุถุชน ชื่อว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณ กานํ. กุสล ศัพท์ในบทนี้ว่า กุสลธมฺเม ยุตฺตานํ ย่อมปรากฏใน ความไม่มีโรค ความไม่มีโทษ ความฉลาด และผลของความสุข. กุสล ศัพท์ ปรากฏในความไม่มีโรค ในบทมีอาทิว่า กจฺจิ นุ โภโคภุสลํ,
หน้า 554 ข้อ 91
กจฺจิ โภโต อนามยํ๑ - ท่านผู้เจริญสบายดีหรือ, มีอนามัยดีหรือ. ปรากฏในความไม่มีโทษ ในบทมีอาทิอย่างนี้ว่า กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร กุสโล, โย โข มหาราช กายสมาจาโร อนวชฺโช๒- ข้าแต่ท่านผู้เจริญกายสมาจาร เป็นกุศล เป็นไฉน ? มหาราช กายสมาจาร ที่ไม่มีโทษ เป็นกายสมาจารเป็นกุศล และในบทมีอาทิว่า ปุน จปรํ ภนฺเต เอตทานุตฺตริยํ ยถา ภควา ธมฺมํ เทเสติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ๓- ข้าแต่ท่านผู้เจริญยังมีข้ออื่นอีก ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสดงธรรมในกุศลธรรมทั้งหลาย นั้นเป็นธรรมไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า. ปรากฏในความฉลาด ในบทมีอาทิว่า กุสโล ตฺวํ รถสฺส องฺคปจฺจงฺ- คานํ๔- ท่านเป็นผู้ฉลาดในส่วนใหญ่น้อยของรถ, และหญิงคล่องแคล่ว มีกุศล คือ ความฉลาดการฟ้อนรำขับร้องที่ศึกษาแล้ว.๕ ปรากฏในวิบาก ของความสุขในประโยคมีอาทิว่า กุสลานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ สมาทาน เหตุ.๖ กุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา๗ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะกุศลธรรมที่ท่านทำแล้ว สะสมแล้ว เพราะเหตุสมาทานกุศล กรรม. กุสล ศัพท์ ในที่นี้สมควร ในความไม่มีโรคบ้าง ในความ ไม่มีโทษบ้าง ในวิบากของสุขบ้าง. //๑.ขุ. ชา. ๒๗/๒๑๓๓. ๒.ม. ม. ๑๓/๕๕๔. ๓.ที. ปา. ๑๑/๗๕. ๔. ม. ม. ๑๓/๙๕. ๕. ขุ. ชา. ๒๘/๔๓๖. ๖. ที. ปา. ๑๑/๓๓. ๗. อภิ. สงฺ. ๓๔/๓๓๘.
หน้า 555 ข้อ 91
ส่วนอธิบายคำใน กุสล ศัพท์ มีดังต่อไปนี้ กุจฺฉิเต ปาปเก ธมฺเม สลยนฺติ จลยนฺติ กมฺเปนฺติ วิทฺธํเสนฺตีติ กุสลา - ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าทำลาย ทำให้ไหว ทำให้หวั่นไหว กำจัดธรรม อันลามกน่าเกลียด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสา เพราะอรรถว่าย่อมอยู่ คือ ย่อม เป็นไปโดยอาการอันน่าเกลียด, ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าทำลาย คือ ตัดอาการน่าเกลียดเหล่านั้น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุสะ เพราะ ทำให้เบาบาง โดยทำให้สิ้นสุดซึ่งอาการน่าเกลียดทั้งหลาย ได้แก่ ญาณ. ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าควรทำลาย ควรถือเอา ควรให้เป็นไป ด้วยกุสญาณนั้น, อีกอย่างหนึ่งเหมือนอย่างว่า หญ้าคาย่อมบาดมือที่ถึง ส่วนทั้งสอง ฉันใด, แม้กุศลธรรมเหล่านี้ก็ย่อมตัดฝ่ายเศร้าหมองที่ถึง ส่วนทั้งสอง โดยความที่เกิดแล้วและยังไม่เกิด ฉันนั้น, เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า ย่อมตัดดุจหญ้าคา ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กุศล ด้วยอรรถว่าไม่มีโรค ด้วยอรรถ ว่าไม่มีโทษ หรือด้วยอรรถว่าเกิดเพราะความเป็นผู้ฉลาด แต่ในที่นี้ เพราะท่านประสงค์เอาวิปัสสนากุศลเท่านั้น, ฉะนั้น เพื่อละธรรมที่ เหลือ แล้วแสดงวิปัสสนากุศลเท่านั้น พึงทราบว่า ท่านจึงทำเป็น เอกวจนะในบทว่า กุสลธมฺเม-ในกุศลธรรม. อธิบายว่า ประกอบ
หน้า 556 ข้อ 91
แล้วในกุศลธรรมคือวิปัสสนา เพราะทำติดต่อกัน และเพราะทำด้วย ความเคารพ. ในบทนี้ว่า เสกฺขปริยนฺเต ปริปูรการีนํ - ผู้กระทำให้บริบูรณ์ ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะ มีความดังต่อไปนี้, ชื่อว่า เสกฺขา เพราะเกิดในสิกขา ๓ บ้าง, เพราะธรรมเหล่านี้ของพระเสกขะ ๗ จำพวก บ้าง, เพราะพระเสกขะทั้งหลายย่อมศึกษาด้วยตนเองบ้าง. ได้แก่ ธรรม คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล และอรหัตมรรค. ชื่อว่า เสกฺขปริยนฺโต เพราะอรรถว่ามีเสกขธรรมในที่สุด คือในอวสาน, หรือมีเสกขธรรม อันเป็นที่สุด คือมีกำหนด. พึงเชื่อมความว่า ในธรรมอันเป็นที่สุด ของพระเสกขะนั้น. ชื่อว่า ปริปูรการิโน เพราะอรรถว่ากัลยาณปุถุชน ย่อมทำ กุศลธรรมให้เต็มรอบ คือให้บริบูรณ์. หรือกัลยาณปุถุชนมีการบริบูรณ์ เต็มรอบ คือทำให้บริบูรณ์, ของกัลยาณปุถุชนเหล่านั้นผู้ทำให้บริบูรณ์ ในปฏิปทาธรรมอันเป็นที่สุดของพระเสกขะ อันเป็นส่วนเบื้องต้นของ โสดาปัตติมรรค ด้วยความบริบูรณ์แห่งวิปัสสนา. ในบทนี้ว่า กาเย จ ชีวิเต จ อนเปกฺขนํ - ผู้ไม่อาลัยใน ร่างกายและชีวิต มีความดังต่อไปนี้ บทว่า กาเย คือสรีระ จริงอยู่ สรีระ ท่านกล่าวว่า กาย เพราะเป็นที่สะสมความไม่สะอาดของร่างกาย
หน้า 557 ข้อ 91
มีผมเป็นต้นอันน่าเกลียด และเพราะเป็นที่มาหลายร้อยโรคมีจักขุโรค เป็นต้น. บทว่า ชีวิเต ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. เพราะว่า ชีวิตินทรีย์ นั้น ท่านกล่าวว่า ชีวิต เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้เป็นอยู่. ชื่อว่า อนเปกฺขา เพราะอรรพว่าไม่มีอาลัยในชีวิต อธิบายว่า หมดความเยื่อใย. กัลยาณ ปุถุชนเหล่านั้น ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและในชีวิตนั้น. บัดนี้ พระสารีบุตร เมื่อจะแสดงเหตุของความเป็นผู้ไม่อาลัย ในร่างกายและชีวิตของกัลยาณปุถุชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ปริจฺจตฺต- ชีวิตานํ - ผู้สละชีวิตแล้ว. จริงอยู่ กัลยาณปุถุชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ อาลัยในร่างกาย แม้ลำบากในชีวิต แม้อับเฉา ด้วยการสละชีวิตของ ตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า หรือแต่อาจารย์. บทว่า สตฺตนฺนํ เสกฺขานํ - พระเสกขะ ๗ จำพวก ได้แก่ พระอริยบุคคล ๗ จำพวก มีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นต้นได้ ชื่อว่า เสกขะ เพราะยังต้องศึกษา. บทว่า ตถาคตสาวกานํ ได้แก่ สาวกของพระตถาคต. จริงอยู่ พระอริยบุคคล ๘ จำพวก ชื่อว่า สาวก เพราะอรรถว่าฟังเทศนา การพร่ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยความเคารพ ด้วยตั้งปสาทะอัน ไม่หวั่นไหว เพราะเกิดในชาติอันเป็นอริยะในที่สุดของการฟัง. แม้ใน พระอริยบุคคลเหล่านั้น พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงให้วิเศษในผู้ตั้งอยู่
หน้า 558 ข้อ 91
ในอรหัตผลเท่านั้น จึงกล่าวว่า ขีณาสวานํ ดังนี้, อธิบายว่า พระ- ขีณาสพผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรคญาณ. บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ ชื่อว่า ปัจเจกพุทธะ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เดียวเท่านั้น ไม่มีอาจารย์ อาศัยเหตุนั้น ๆ ตรัสรู้อริยสัจ ๔. ของ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเช่นนั้น. ในบทนี้ว่า ตถาคตานํ มีความดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ตถาคตด้วยเหตุ ๘ ประการ. พระนามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่าเสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น, เสด็จไปแล้วเหมือนอย่าง นั้น, ตรัสรู้ลักษณะที่เป็นของจริงแท้, ตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้โดยความ เป็นจริง, เพราะทรงแสดงสิ่งที่จริงแท้, เพราะทรงกล่าวแต่ความจริง แท้, เพราะเป็นผู้กระทำเหมือนอย่างนั้น, เพราะอรรถว่าครอบงำ. พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า เสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร ? เหมือนพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้าทั้งหลาย แต่ก่อน ผู้ถึงความขวนขวายเสด็จมาแล้วเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? อธิบายไว้ว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าทั้งหลาย แต่ก่อนเสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารใด, แม้พระผู้มี- พระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้ว โดยอภินิหารนั้นเหมือนกัน.
หน้า 559 ข้อ 91
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วีริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐานะ เมตตา อุเบกขา, ทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือ บริจาค อวัยวะ ๑ นัยน์ตา ๑ ทรัพย์ ๑ ราชสมบัติ ๑ บุตรภรรยา ๑, ทรงบำเพ็ญ ญาตัตถจริยาด้วยการทรงบอกธรรมอันควรประกอบในเบื้องต้น และ ควรประพฤติในเบื้องต้น แล้วถึงที่สุดแห่งพุทธจริยาเสด็จมาแล้ว, แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็เสด็จทรงบำเพ็ญมาแล้วเหมือน อย่างนั้น. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนทรงเจริญ เพิ่มพูนสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ฉันใด, แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายก็ เสด็จมาแล้ว ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ตถาคโต. บัณฑิตกล่าวว่า ยเถว ทีปงฺกรพุทฺธอาทโย สพฺพญฺญุภาวํ มุนโย อิธาคตา. ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา.
หน้า 560 ข้อ 91
พระมุนีทั้งหลาย มีพระทีปังกรพุทธเจ้า เป็นต้น ถึงความเป็นพระสัพพัญญูเสด็จมาแล้ว ในโลกนี้ อย่างใด, แม้พระศากยมุนีผู้มีจักขุนี้ก็ เสด็จมาแล้วเหมือนอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น บัณฑิต จึงขนานพระนามว่า ตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่าเสด็จ ไปแล้วเหมือนอย่างนั้น เป็นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนที่ ประสูติแล้ว ในบัดนี้ ชื่อว่า เสด็จไปแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า เหล่านั้น ชื่อว่า เสด็จไปแล้วอย่างไร ? เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เหล่านั้นประสูติแล้วในบัดนี้ ประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบน แผ่นดิน หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดรเสด็จดำเนินไปด้วยอย่างพระบาท ๗ ก้าว. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ที่ประสูติ ใน บัดนี้ ประดิษฐานพระบาททั้งสองเสมอกันบน แผ่นดิน หันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จไป ด้วยย่างพระบาท ๗ ก้าว เมื่อเทพบุตรกั้นเศวตรฉัตร ตามเสด็จพระโพธิสัตว์จะเหลียวดูทิศทั้งปวง, และ ทรงเปล่งพระวาจาอย่างผู้องอาจว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส, เชฏฺโหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโหมสฺมิ
หน้า 561 ข้อ 91
โลกสฺส, อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ.๑ แปลว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุด ในโลกเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็น ชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่จะไม่มีอีก. การดำเนินไปของพระโพธิสัตว์นั้นได้ชื่อว่า เป็นความจริงแท้ แน่นอน โดยเป็นบุพนิมิตแห่งการตรัสรู้ธรรมวิเศษมิใช่น้อย. ข้อที่ พระโพธิสัตว์นั้นประสูติในบัดนี้ ประดิษฐานพระบาทเสมอกัน นี้ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระโพธิสัตว์นั้น, การหัน พระพักตร์ไปทางทิศอุดร เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นโลกุตรทั้งหมดของ พระโพธิสัตว์, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ โพชฌังครัตนะ ๗, ส่วนการยกแส้จามรขึ้นดังกล่าวไว้ ในบทนี้ว่า สุวณฺณทณฺฑา วีติปตนฺติ จามรา๒- จามรด้ามทองตกอยู่ ดังนี้ เป็น บุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งหมด. การกั้นเศวตรฉัตรเป็นบุพนิมิต แห่งการได้เศวตรฉัตร อันประเสริฐปราศจากมลทินด้วยการหลุดพ้น ด้วยอรหัตมรรค การเหลียวดูทิศทั้งหมด เป็นบุพนิมิตแห่งการให้ อนาวรณญาณ คือความเป็นพระสัพพัญญู, การเปล่งวาจาอันองอาจ เป็นบุพนิมิตแห่งการเป็นไปแห่งธรรมจักร อันประเสริฐที่ยังไม่เคยเป็น ไป. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ก็เสด็จไปเหมือนอย่างนั้น. อนึ่ง ๑.ม. อุ. ๑๔/๓๗๗. ๒.ขุ. สุ. ๒๕/๓๘๘.
หน้า 562 ข้อ 91
การเสด็จดำเนินของพระโพธิสัตว์นั้นได้เป็นความจริงแท้แน่นอน ด้วย ความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุธรรมวิเศษเหล่านี้นั่นแล. ด้วยเหตุ นั่น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า มุหุตฺตชาโตว ควมฺปตี ยถา สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ, โส วิกฺกมิ สตฺต ปาทานิ โคตโม เสตญฺจ ฉตฺตํ อนุธารยุํ มรู. คนฺตฺวาน โส สตฺต ปทานิ โคตโม ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต, อฏฺงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยิ สีโห ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺิโต. พระควัมบดีประสูติได้ครู่เดียวเท่านั้น ทรง สัมผัสแผ่นดินด้วยพระบาทเสมอกัน, พระโพธิ- สัตว์เหล่ากอแต่งพระโคดมนั้น ทรงย่างพระบาท ๗ ก้าว และเหล่าเทพเจ้าพากันกั้นเศวตรฉัตร. พระโคดมนั้นเสด็จดำเนินไป ๗ ก้าว ทรง เหลียวแลดูทิศอย่างสม่ำเสมอโดยรอบ, ทรงเปล่ง พระวาจาประกอบด้วยองค์ ๘ ดุจสีหะยืนอยู่บน ยอดเขาบันลือสีหนาท ฉะนั้น.
หน้า 563 ข้อ 91
ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วเหมือนอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ก่อนฉันใด, แม้พระผู้มี- พระภาคเจ้านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสด็จไปแล้วเพื่อละกามฉันทะ ด้วยเนกขัมมะ. ฯลฯ ละนิวรณ์ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ละนิจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ละกิเลสทั้งหมดด้วยหัตมรรค, พระนาม ว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้. พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้ เป็น อย่างไร ? ลักษณะที่จริงแท้ คือ ความเป็นของแข็ง เป็นลักษณะแห่ง ปฐวีธาตุ, การไหลไป เป็นลักษณะแห่ง อาโปธาตุ, ความเป็น ของร้อน เป็นลักษณะแห่ง เตโชธาตุ, การขยายตัวไปมา เป็น ลักษณะแห่ง วาโยธาตุ การสัมผัสไม่ได้เป็นลักษณะแห่ง อากาศธาตุ, การรู้แจ้งเป็นลักษณะแห่ง วิญญาณธาตุ. การสลายไป เป็นลักษณะแห่ง รูป, การเสวยอารมณ์ เป็น ลักษณะแห่ง เวทนา, การรู้พร้อม เป็นลักษณะแห่ง สัญญา การ ปรุงแต่ง เป็นลักษณะแห่ง สังขาร, การรู้แจ้ง เป็นลักษณะแห่ง วิญญาณ. การยกขึ้น เป็นลักษณะแห่ง วิตก, การเคล้าคลึง เป็น ลักษณะแห่ง วิจาร, การซ่านไป เป็นลักษณะแห่ง ปีติ, การยินดี
หน้า 564 ข้อ 91
เป็นลักษณะแห่ง ความสุข, การไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียว, ความถูกต้อง เป็นลักษณะแห่ง ผัสสะ. การน้อมใจเชื่อ เป็นลักษณะแห่ง สัทธินทรีย์, การ ประคองไว้ เป็นลักษณะแห่ง วิริยินทรีย์, การตั้งมั่น เป็นลักษณะ แห่ง สตินทรีย์, การไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมาธินทรีย์, การรู้ทั่ว เป็นลักษณะแห่ง ปัญญินทรีย์. ความไม่หวั่นไหวในความไม่เชื่อ เป็นลักษณะแห่ง สัทธา พละ, ความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน เป็นลักษณะแห่ง วีริยพละ, ความไม่หวั่นไหวในความลุ่มหลง เป็นลักษณะแห่ง สติพละ, ความไม่หวั่นไหวในความฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมาธิ พละ, ความไม่หวั่นไหวในอวิชชา เป็นลักษณะแห่ง ปัญญาพละ. ความตั้งมั่น เป็นลักษณะแห่ง สติสัมโพชฌงค์, ความ ค้นคว้า เป็นลักษณะแห่ง ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์, ความประคองไว้ เป็นลักษณะแห่ง วีริยสัมโพชฌงค์, ความซ่านไป เป็นลักษณะ แห่ง ปีติสัมโพชฌงค์, ความสงบ เป็นลักษณะแห่ง ปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์, ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมาธิสัมโพช- ฌงค์, ความพิจารณา เป็นลักษณะแห่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
หน้า 565 ข้อ 91
ความเห็น เป็นลักษณะ สัมมาทิฏฐิ, ความยกขึ้น เป็น ลักษณะของ สัมมาสังกัปปะ, การกำหนด เป็นลักษณะของ สัมมา- วาจา, การตั้งขึ้น เป็นลักษณะของ สัมมากัมมันตะ, ความบริสุทธิ์ เป็นลักษณะของ สัมมาอาชีวะ, การประคองไว้ เป็นลักษณะของ สัมมาวายามะ, การเข้าไปตั้งไว้ เป็นลักษณะของ สัมมาสติ, ความ ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะของ สัมมาสมาธิ. ความไม่รู้ เป็นลักษณะของ อวิชชา, ความคิด-เจตนา เป็นลักษณะของ สังขาร, ความรู้แจ้ง เป็นลักษณะของ วิญญาณ, ความน้อมไป เป็นลักษณะของ นาม, ความสลายไป เป็นลักษณะ ของ รูป, ความติดต่อกัน เป็นลักษณะแห่ง สฬายตนะ, ความ ถูกต้อง เป็นลักษณะแห่ง ผัสสะ, ความเสวยอารมณ์ เป็นลักษณะ แห่ง เวทนา, เหตุ เป็นลักษณะแห่ง ตัณหา, ความยึดถือ เป็น ลักษณะแห่ง อุปาทาน, การประมวล-อายูหนะ เป็นลักษณะแห่ง ภพ, ความเกิด เป็นลักษณะแห่ง ชาติ ความทรุดโทรม เป็น ลักษณะแห่ง ชรา, จุติ - การเคลื่อนไป เป็นลักษณะแห่ง ความ ตาย. ความเป็นของสูญ เป็นลักษณะแห่ง ธาตุ, ความติดต่อกัน เป็นลักษณะแห่ง อายตนะ, การเข้าไปตั้งไว้ เป็นลักษณะแห่ง สติปัฏฐาน, ความเริ่มตั้ง - การทำความเพียร เป็นลักษณะแห่ง
หน้า 566 ข้อ 91
สัมมัปธาน, ความสำเร็จ เป็นลักษณะแห่ง อิทธิบาท, ความ เป็นใหญ่ เป็นลักษณะแห่ง อินทรีย์, ความไม่หวั่นไหว เป็น ลักษณะแห่ง พละ, ความนำออก เป็นลักษณะแห่ง โพชฌงค์, เหตุ เป็นลักษณะแห่ง มรรค. ความจริงแท้ เป็นลักษณะแห่ง สัจจะ ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง สมถะ, ความพิจารณาเห็นตาม เป็นลักษณะแห่ง วิปัสสนา, เอกรส - ธรรมรสอันเลิศ เป็นลักษณะแห่ง สมถะและ วิปัสสนา, ความไม่เปลี่ยนแปลง เป็นลักษณะแห่ง ธรรมคู่กัน. สังวร เป็นลักษณะแห่ง สีลวิสุทธิ. ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะแห่ง จิตตวิสุทธิ ความเห็น เป็นลักษณะแห่ง ทิฏฐิวิสุทธิ. ความตัดขาด เป็นลักษณะแห่ง ญาณในความสิ้นไป, ความสงบ เป็นลักษณะแห่ง ญาณในความไม่เกิด. มูละ เป็นลักษณะแห่ง ฉันทะ, สมุฏฐานะ เป็นลักษณะ แห่ง มนสิการะ, สโมธานะ เป็นลักษณะแห่ง ผัสสะ, สโมสรณะ เป็นลักษณะแห่ง เวทนา, ปมุขะ เป็นลักษณะแห่ง สมาธิ, อาธิป- เตยยะ เป็นลักษณะแห่ง สติ, ตทุตตริ - ความรู้ยิ่งกว่านั้น เป็น ลักษณะแห่ง ปัญญา, สาระ เป็นลักษณะแห่ง วิมุตติ, ปริโยสานะ เป็นลักษณะแห่ง นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ, นี้ คือ ความจริงแท้
หน้า 567 ข้อ 91
พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้นั้นด้วย ญาณคติ คือทรงบรรลุ บรรลุถึงไม่ผิดพลาด, ตรัสรู้ลักษณะที่จริงแท้ด้วย ประการฉะนี้ จึงทรงพระนามว่า ตถาคต. พระนามว่า ตถาคโต เพราะตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้ตามความ เป็นจริงนั้น เป็นอย่างไร ? อริยสัจ ๔ ชื่อว่า ธรรมที่จริงแท้. ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ อย่าง เหล่านี้ เป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่าง อื่น. อริยสัจ ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับ ทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ เป็นของจริงแท้ แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น ดังนี้ พึงให้พิสดาร๑. อนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจเหล่านั้น บัณฑิต จึงขนานพระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้สิ่งจริงแท้. คต ศัพท์ ในที่นี้มีเนื้อความว่าตรัสรู้. อนึ่ง ความจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น มีความบ่งถึงความ เป็นจริงว่า ชาติ เป็นปัจจัยของ ชรา และ มรณะ ฯลฯ มีความ บ่งถึงความเป็นจริงว่า อวิชชา เป็นปัจจัยของ สังขาร ฯลฯ. ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๙๗.
หน้า 568 ข้อ 91
อนึ่ง ความจริงแท่แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่นของ อวิชชา มีอรรถว่า เป็นปัจจัยแห่ง สังขาร ฯลฯ ความจริงแท้แน่นอน ไม่ เป็นอย่างอื่นของ ชาติ มีอรรถว่า เป็นปัจจัยของ ชรา และ มรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้สิ่งปวงนั้น เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนาม ว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ความจริงแท้. พระนามว่า ตถาคโต เพราะทรงเห็นความจริงแท้นั้น เป็น อย่างไร ? ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นรูปารมณ์อันมาสู่คลอง จักษุ ในจักขุทวารของสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ในโลกธาตุอันหา ประมาณมิได้ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ เป็นไปกับด้วยเทวดา และมนุษย์มีอยู่โดยอาการทั้งปวง. อนึ่ง รูปารมณ์นั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงรู้ทรงเห็นทรงจำแนกไว้โดยนัย ๕๒ โดยวาระ ๑๓ โดย ชื่อมากมาย โดยนัยมีอาทิว่า รูปที่เรียกว่า รูปายตนะ เป็นไฉน ? รูปใดนี้แสงสว่างอาศัย มหาภูตรูป ๔ เป็นไปกับการเห็นได้และ มีความกระทบได้ มีสีเขียวคราม สีเหลือง๑ เป็นต้น เป็นความ จริงแท้ ไม่มีความเหลวไหล. ในเสียงเป็นต้น อันมาสู่คลองในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ๑. อภิ. สงฺ. ๓๔/๕๒๑.
หน้า 569 ข้อ 91
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปารมณ์ที่เห็นด้วย จักษุ สัททารมณ์ที่ฟังด้วยหู คันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ที่รู้ได้ด้วยทวารนั้น ๆ ธรรมา- รมณ์ที่รู้แจ้งด้วยใจ ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ของหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เราได้บรรลุแล้ว เสาะแสวงหาแล้ว ค้นคว้าแล้วด้วยใจ เราย้อมรู้ รูปารมณ์ที่เห็นได้ด้วยจักษุเป็นต้นนั้น รู้แล้วด้วย ปัญญาอันยิ่ง ตถาคตรู้รูปารมณ์เป็นต้นนั้นแจ้งชัด รูปารมณ์เป็นต้นนั้นไม่ปรากฏในตถาคต๑. พระหามว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นความจริงแท้ด้วยประการ ฉะนี้. พึงทราบการเพิ่มบทว่า ตถาคโต ลงในอรรถว่าเห็นความจริง แท้นั้น. พระนามว่า คถาคโต เพราะทรงตรัสแต่ความจริงแท้ เป็น อย่างไรข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนปราชิตบัลลังก์ใต้โพธิ- มณฑล ในเวลากลางคืนทรงย่ำยียอดมารทั้ง ๔ แล้วตรัสรู้พระสัมมา- สัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม, และข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพ- ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๔.
หน้า 570 ข้อ 91
พาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างต้นสาละคู่ในเวลา กลางคืน, และข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส สุตตะ เคยยะ ฯลฯ เวทัลละในปฐมโพธิกาลบบ้าง ในมัชฌิมโพธิกาลบ้าง ในปัจฉิมโพธิกาล บ้าง ในเวลาประมาณ ๔๕ ปี ในระหว่างนี้, ทั้งหมดนั้น ทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะ ไม่มีโทษ ไม่ควรติเตียน ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง บริบูรณ์ ด้วยอาการทั้งปวง ถอนความมัวเมา ราคะ โทสะ โมหะ, ไม่มีความ ผิดพลาด แม้เพียงปลายขนสัตว์ในคำสอนนั้น, ทั้งหมดนั้นเป็นความ จริงแท้ ดุจประทับด้วยดวงตราดวงเดียว, ดุจตวงด้วยทะนานเดียว และ ดุจชั่งด้วยตราชั่งอันเดียว. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนจุนทะ ข้อที่ตถาคตตรัสรู้สัมมาสัม- โพธิญาณอันยอดเยี่ยม ในเวลากลางคืน, และ ข้อที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานใน เวลากลางคืน, ข้อที่ตถาคตกล่าวชี้แจงแสดงใน ระหว่างนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นความจริงแท้ทีเดียว, ไม่ เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนานพระ- นามว่า ตถาคต๑. คต ศัพท์ในบทนี้ มีอรรถว่าคำพูด พระนามว่า ตถาคต เพราะตรัสอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้. ๑. ที. ปา. ๑๑/๑๒๐.
หน้า 571 ข้อ 91
อีกอย่างหนึ่ง คำพูด ชื่อว่า อาคท, อธิบายว่า การกล่าว. คำกล่าวของพระตถาคตเป็นความจริงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะแผล ท เป็น ต จึงเป็น ตถาคโต ฉะนั้น พึงทราบสำเร็จในอรรถนี้ ด้วยประการฉะนี้. พระนามว่า ตถาคโต เพราะกระทำเหมือนอย่างนั้น เป็น อย่างไร ? จริงอยู่ กายของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมคล้อยตามวาจา, วาจา ย่อมคล้อยตามกาย, เพราะฉะนั้น จึงมีว่า พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น, และทำอย่างใด พูดอย่างนั้น. อธิบายว่า วาจาของพระผู้มีพระภาคนั้น เป็นอย่างนี้ ฉันใด, แม้กายก็เป็นไปฉันนั้น. อนึ่ง พระนามว่า ตถาคโต เพราะกายเป็นอย่างใด, แม้วาจาก็เป็นไปอย่างนั้น. ด้วย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น. ด้วยเหตุ ที่ตถาคตพูดอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด พูดอย่างนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า ตถาคต๑. พระนามว่า ตถาคต เพราะทำอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้. พระนามว่า ตถาคโต ด้วยอรรถว่าครอบงำนั้น เป็นอย่างไร ? พระตถาคตทรงทำที่สุด เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องล่างถึงอเวจีแล้ว ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.
หน้า 572 ข้อ 91
ทรงครอบงำสรรพสัตว์ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ในเบื้องขวาง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสนะ. พระตถาคตนั้น ไม่มีการชั่งหรือการคาดคะเน, พระตถาคตไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้ควร เทียบได้ เป็นผู้ยอดเยี่ยม เป็นราชายิ่งกว่าราชา เป็นเทวดายิ่งกว่า เทวดา เป็นสักกะยิ่งกว่าสักกะ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ฯลฯ ผู้ครอบงำ เป็นผู้เห็นโดยถ่องแท้ เป็นผู้ยัง สัตว์ให้อยู่ในอำนาจ เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงขนาน พระนามว่า ตถาคต๑. ในบทนั้นพึงทราบบทสำเร็จดังต่อไปนี้, พระตถาคตพระนามว่า อคโท เป็นดุจหมอยาผู้วิเศษ. ในบาลีว่า นั่นเป็นใคร ? มีความ งดงามด้วยเทศนาและเป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยบุญ. ด้วยเหตุนั้นพระ- ตถาคตจึงมีอานุภาพมาก ย่อมครอบงำลัทธิของผู้อื่นทั้งหมด และโลก กับทั้งเทวโลกได้ดุจหมองูย่อมปราบงูได้ด้วยยาวิเศษฉะนั้น. ด้วยเหตุนี้ พระตถาคตเป็น อคโท สำเร็จด้วยความงามแห่งเทศนา และสำเร็จ ด้วยบุญเป็นความจริงแท้ ไม่เปลี่ยนแปลงในการครอบงำโลกทั้งปวง ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.
หน้า 573 ข้อ 91
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระนามว่า ตถาโต เพราะแผลง ท เป็น ต. พระนามว่า ตถาคต ด้วยอรรถว่า ครอบงำ ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ดำเนินไป แล้วด้วยความจริงแท้บ้าง. พระนามว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ดำเนิน ไปสู่ความจริงแท้บ้าง. บทว่า คโต มีความว่า ก้าวลงแล้ว ล่วงไปแล้ว บรรลุแล้ว ดำเนินไปแล้ว. ในบทเหล่านั้น พระตถาคต พระนามว่า ตถาคโต เพราะ อรรถว่า ก้าวลงสู่โลกทั้งสิ้นด้วยความจริงแท้ คือ ตีรณปริญญา, พระ- นามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่า ล่วงไปแล้วซึ่งเหตุให้เกิดโลกด้วย ความจริงแท้ คือ ปหานปริญญา, พระนามว่า ตถาคโต เพราะ อรรถว่า บรรลุความดับโลกด้วยความจริงแท้ คือ สัจฉิกิริยา, พระ- นามว่า ตถาคโต เพราะอรรถว่า ดำเนินไปแล้วสู่ความจริงแท้ คือ โลกนิโรธคามินีปฏิปทา - ปฏิปทาให้ถึงความดับโลก. ด้วยเหตุนั้นคำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกอันตถาคตตรัสรู้ แล้ว, ตถาคตพรากจากโลกแล้ว. เหตุให้เกิดโลก ตถาคตตรัสรู้แล้ว ตถาคตได้ละเหตุให้เกิดโลก แล้ว. ความดับโลกตถาคตตรัสรู้แล้ว, ตถาคตทำ ให้แจ้งการดับโลกแล้ว. ปฏิปทาให้ถึงความดับ
หน้า 574 ข้อ 91
โลก ตถาคตตรัสรู้แล้ว, ตถาคตทำให้เกิดปฏิปทา ให้ถึงความดับโลกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปที่เห็นด้วยจักษุ ฯลฯ ธรรมที่รู้ด้วยใจ ของโลกพร้อมด้วยเทวโลกทั้งหมด นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้ว. เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึง ขนานนามว่า ตถาคต.๑ พึงทราบความของคำนั้นแม้อย่างนี้. อนึ่ง บทนี้ก็เป็นเพียงมุขในการแสดงความเป็นตถาคตของพระ- ตถาคตนั่นเอง. อนึ่ง พระตถาคตท่านนั้น พึงพรรณนาความเป็นตถาคต ของพระตถาคตได้โดยอาการทั้งปวง. ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็น ผู้เหมาะสมแม้ด้วยคุณของพระตถาคต, ฉะนั้นพระสารีบุตร จึงกล่าวว่า ตถาคตานํ ด้วยสามารถของพระพุทธเจ้าทั้งหมด. บทว่า อรหนฺตานํ ความว่า พระตถาคตเป็น พระอรหันต์ เพราะทรงไกลจากกิเลสทั้งหลาย, เพราะขจัดข้าศึกและซี่ล้อแห่งจัก ทั้งหลาย. เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น, เพราะไม่มีความลับใน การทำบาป. จริงอยู่ พระตถาคตนั้นเป็นผู้ไกล คือตั้งอยู่ไกลแสนไกล ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓.
หน้า 575 ข้อ 91
จากกิเลสทั้งปวง พระนามว่า อรหํ เพราะทรงละกิเลส พร้อมด้วย วาสนาด้วยมรรค บัณฑิตกล่าวคำว่า อรหํ ไว้ ๕ นัย นัยที่ ๑ ว่า โส ตโต อารกา นาม ยสฺส เยนาสมงฺคิตา อสมงฺคี จ โทเสหิ นาโถ เตนารหํ มโต. พระตถาคตเจ้าผู้เป็นนาถะ ไม่ถูกกิเลส กลุ้มรุม และไม่ประกอบด้วยโทษ คือ วาสนาทั้ง- หลาย ชื่อว่าทรงไกลจากกิเลส และโทษเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า อรหํ เป็นพระ- อรหันต์. อนึ่ง พระตถาคตเจ้าทรงกำจัดข้าศึก คือกิเลสเหล่านั้น ด้วย มรรค เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อรหํ เพราะทรง กำจัดข้าศึก คือกิเลสทั้งหลายบ้าง. ยสฺม ราคาทิสงฺขาตา สพฺเพปิ อรโย หตา ปญฺญาสตฺเถน นาเถน ตสฺมาปิ อรหํ มโต. เพราะพระนาถะ ทรงกำจัดข้าศึก คือ กิเลส มรรคเป็นต้น แม้ทั้งหมดด้วยศัสตรา คือ ปัญญา เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงทราบว่า อรหํ เป็นพระ- อรหันต์.
หน้า 576 ข้อ 91
อนึ่ง สังสารจักร - ล้อ คือ สงสาร มีดุมสำเร็จด้วยอวิชชา และ ภวตัณหา มีเครื่องตกแต่ง คือ บุญเป็นต้น เป็นซี่ล้อ มีชราและมรณะ เป็นกงเจาะสอดไว้ด้วยเพลา คือ เหตุเกิดอาสวะ ประกอบในรถ คือ ภพ ๓ เป็นไปโดยกาลอันไม่มีเบื้องต้น, พระตถาคตประดิษฐานบน แผ่นดิน คือ ศีล ด้วยพระบาท คือ วีริยะ ณ โพธิมณฑล ทรงถือขวาน คือ ญาณ กระทำกรรมให้สิ้นไปด้วยพระหัตถ์ คือ ศรัทธา แล้วทรง กำจัดซี่ล้อทั้งหมดแห่งสังขารจักรนั้น เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนาม ว่า อรหํ เป็น พระอรหันต์ เพราะกำจัดซี่ล้อทั้งหลายนี้เป็นนัยที่ ๒. บัณฑิตกล่าวนัยที่ ๓ ว่า อรา สํสารจกฺกสฺส หตา าณาสินา ยโต โลกนาเถน เตเนส อรหนฺติ ปวุจฺจติ. เพราะพระโลกนาถทรงกำจัดซี่ล้อแห่งสังสาร- จักรด้วยดาบ คือ ญาณ, เพราะเหตุนั้น พระโลก- นาถนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อรหํ เป็น พระอรหันต์. อนึ่ง พระตถาคต เพราะเป็นผู้ควรของทำบุญอย่างเลิศ จึงควร รับปัจจัยมีจีวรเป็นต้น และการบูชาวิเศษ. ก็ด้วยเหตุนั้นแล เมื่อพระ- ตถาคตอุบัติแล้ว เทวดาและมนุษย์ผู้มีมีศักดิ์ใหญ่พวกใดพวกหนึ่ง จะ
หน้า 577 ข้อ 91
ไม่ทำการบูชาในที่อื่นเลย. เป็นความจริงดังนั้น สหัมบดีพรหม ย่อม บูชาพระตถาคตด้วยพวงแก้ว ประมาณเท่าภูเขาสิเนรุ. เทวดาเหล่าอื่น และมนุษย์ทั้งหลาย มีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้น ย่อม บูชาตามกำลัง. อนึ่ง พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสละทรัพย์ ๙๖ โกฏิ อุทิศพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว และสร้างวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ไว้ในชมพูทวีปทั้งสิ้น. จะพูดไปทำไมถึงการบูชาวิเศษอย่างอื่น. เพราะ เหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ เพราะ สมควรแก่ปัจจัยเป็นต้น. บัณฑิตกล่าวนัยที่ ๔ ว่า ปูชาวิเสสํ สห ปจฺจเยหิ ยสฺมา อยํ อรหติ โลกนาโถ, อตฺถานุรูปํ อรหนฺติ โลเก ตสฺมา ชิโน อรหติ นามเมตํ. เพราพระโลกนาถนี้ สมควรรับการบูชา วิเศษพร้อมด้วยปัจจัยทั้งหลาย, ฉะนั้นพระชินะ จึงสมควรทรงพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ อันเหมาะสมแก่อรรถะ.
หน้า 578 ข้อ 91
อนึ่ง พระตถาคตนั้นไม่ว่าในกาลไหนๆ ไม่ทรงทำเหมือนอย่าง ที่คนพาลทั้งหลายพวกใดพวกหนึ่ง สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ทำบาปใน ที่ลับด้วยเกรงว่าจะไม่ได้รับการสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น พระตถาคต จึงเป็นพระอรหันต์ เพราะไม่มีความลับในการทำบาป. บัณฑิตกล่าว นัยที่ ๕ ว่า ยสฺมา นตฺถิ รโห นามปาปกมฺเมสุ ตาทิโน รหาภาเวน เตเนส อรหํ อิติ วิสฺสุโต. ขึ้นชื่อว่าความลับในบาปกรรมมิได้มีแก่พระ- ตถาคตผู้มั่นคง เพราะเหตุนั้น พระตถาคตนั้น จึงปรากฏพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์ เพราะ ไม่มีความลับ. ท่านกล่าวสรุปความทั้งหมดไว้อย่างนี้ว่า อารกตฺตา หตตฺตา จ กิเลสารีน โส มุนิ หตสํสารจกฺกาโร ปจฺจยาทีน จารโห, น รโห กโรติ ป ปานิ อรหํ เตน วุจฺจติ. พระมุนีนั้น เพราะทรงเป็นผู้ไกลจากกิเลส ๑ เพราะกำจัดข้าศึก คือกิเลส ๑ เพราะหักซี่ล้อ คือ สังสารจักร ๑ ทรงสมควรแก่ปัจจัยเป็นต้น ๑
หน้า 579 ข้อ 91
เพราะไม่ทรงทำบาปในที่ลับ ๑ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อรหํ เป็นพระอรหันต์. ก็เพราะพระพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นผู้เหมาะสม แม้ด้วยคุณของ พระอรหันต์ ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า อรหนฺตานํ ด้วยสามารถ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง. บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ความว่า ชื่อว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง. เป็นความจริง อย่างนั้น พระสัมมาสัมพุทธะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบด้วยพระองค์ เอง คือที่ทรงพระนามว่า พุทธะ เพราะทรงรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้, เพราะ ทรงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้, เพราะทรงละธรรมที่ควรละ, เพราะ ทรงทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง, เพราะเจริญธรรมที่ควรเจริญ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อภิญฺเยฺยํ อภิญฺาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ ปาหาตพฺพํ ปหีนํ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ.๑ ดูก่อนพราหมณ์ สิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เราได้รู้ยิ่งแล้ว สิ่งที่ควรเจริญ เราได้เจริญแล้ว และสิ่งที่ควรละ เราได้ละแล้ว, เพราะฉะนั้น เราจึงเป็น พุทธะ. ๑. ม. ม. ๑๓/๖๐๙.
หน้า 580 ข้อ 91
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า พระสัมมาสัมพุทธะตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยชอบ และด้วยพระองค์เอง แม้ด้วยการยกบทหนึ่ง ๆ ขี้นอย่างนี้ว่า จักษุ เป็น ทุกขสัจจะ, ปุริมตัณหาอันทำจักษุนั้นให้เกิดขึ้นโดยเป็น เหตุ เป็น สมุทยสัจจะ, ความที่ทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะทั้ง ๒ เป็นไปไม่ได้ เป็น นิโรธสัจจะ, ปฏิปทาอันรู้ทั่วถึงการดับ เป็น มรรคสัจจะ. ในโสตะ ฆานะ ชิวหา และกาย ก็มีนัยนี้. โดยนัยนี้แล พึงประกอบอายตนะ ๖ มีรูปเป็นต้น, กองวิญ- ฌาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น, ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น, เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสขาเวทนาเป็นต้น, สัญญา ๖ มีรูปสัญญาเป็นต้น, เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น, กองตัณหา ๖ มีรูปตัณหาเป็นต้น, วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น, วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น, ขันธ์ ๕ มีรูป- ขันธ์เป็นต้น. กสิณ ๑๐, อนุสติ ๑๐, สัญญา ๑๐ ด้วยสามารถ อุทธุมาตกสัญญา - ความสำคัญศพที่ขึ้นอืดเป็นต้น, อาการ ๓๒ มีผม เป็นต้น, อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘, ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น, ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น, อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนาเป็นต้น, อรูปสมาบัติ ๔, และองค์ปฏิจจสมุปบาทมีชรามรณะเป็นต้น โดยปฏิโลม, มีอวิชชา เป็นต้น โดยอนุโลมเข้าด้วยกัน. พึงทราบการประกอบบท ๆ หนึ่งดังต่อไปนี้ พระสัมมาสัมพุทธ- เจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้ยิ่ง แทงตลอดธรรมทั้งปวงโดยชอบด้วยพระองค์เอง
หน้า 581 ข้อ 91
ด้วยการยกบทหนึ่ง ๆ ขึ้นอย่างนี้ว่า ชรามรณะเป็น ทุกขสัจจะ, ชาติ เป็น สมุทยสัจจะ, การออกไปทั้งสองอย่างนั้นเป็น นิโรธสัจจะ, ปฏิปทาอันรู้ทั่วถึงการดับเป็น มรรคสัจจะ. ยังมีสิ่งที่ควรแนะนำอย่างใดอย่างหนึ่งอีก, พระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า พระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะตรัสรู้สิ่งทั้งปวงโดยชอบด้วย พระองค์เอง ด้วย วิโมกขันติกญาณ - ญาณอันเป็นที่สุดแห่งความ หลุดพ้น. วิภาคญาณของสัมมาสัมพุทธะนั้นจักมีแจ้งข้างหน้า. ก็เพราะ พระพุทธเจ้าทั้งปวงเหมาะสม แม้ด้วยคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ด้วยสามารถแห่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ๘๗ - ๘๘] บัดนี้ เพื่อแยกแสดงศีลอย่างหนึ่ง ๆ ออกเป็น ๕ ส่วนในศีล ๒ หมวด คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล - ศีลบริสุทธิ์มีที่สุด ๑ อปริยันตปาริสุทธิศีล - ศีลบริสุทธิ์ไม่มีที่สุด ๑ พระสารีบุตรจึงกล่าว บทมีอาทิว่า อตฺถิ สีลํ ปริยนฺตํ, อตฺถิ สีลํ อปริยนฺตํ ศีลมีที่ สุดก็มี, ศีลไม่มีที่สุดก็มี. ก็ในศีล ๒ อย่างนั้น ไม่มีความต่างกันอย่าง นั้นในศีล ๓ อย่าง. ในบทเหล่านั้นบทว่า ลาภปริยนฺตํ - ศีลมีที่สุดเพราะลาภ คือ ชื่อว่า ลาภปริยนฺตํ เพราะศีลมีที่สุด คือขาดเพราะลาภ. แม้บทที่ เหลือก็อย่างนี้.
หน้า 582 ข้อ 91
ในบทว่า ยโส นี้ ได้แก่ บริวาร. บทว่า อิธ คือ ในโลกนี้. บทว่า เอกจฺโจ คือ คนหนึ่ง. บทว่า ลาภเหตุ - เพราะเหตุแห่งลาภ คือ ลาภนั่นแลเป็นเหตุ, เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าว ลาภเหตุโต - เพราะเหตุแห่งลาภ. บทนี้เป็น ปัญจมีวิภัตติลงในอรรถว่า เหตุ. บทว่า ลาภปจฺจยา ลาภการณา เป็นไวพจน์ของบทว่า ลาภเหตุนั้นนั่นแล. ความจริงผลนั้นย่อมมาถึง เพราะอาศัยเหตุนั่นแล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปจฺจโย, และ เหตุทำให้เกิดผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า การณํ. บทว่า ยถา- สมาทินฺนํ - ตามที่ตนสมาทาน ได้แก่ ล่วง คือประพฤติล่วงสิกขาบท ที่ตนสมาทาน คือถือไว้แล้ว. บทว่า เอวรูปานิ คือ มีสภาพอย่างนี้, อธิบายว่า มีประการ ดังกล่าวแล้ว. บทว่า สีลานิ คือ จะเป็นศีลของคฤหัสถ์ก็ตาม ศีลของบรรพ- ชิตก็ตาม, ศีลหนึ่งข้อในข้อต้นหรือข้อสุดท้ายขาด ชื่อว่า ขณฺฑานิ- ศีลขาด ดุจผ้าสาฎกขาดในที่สุด. ศีลข้อหนึ่งขาดในท่ามกลาง ชื่อว่า ฉิทฺทานิ - ศีลทะลุ ดุจผ้า สาฎกลูกเจาะในท่ามกลาง.
หน้า 583 ข้อ 91
ศีลข้อสองหรือข้อสามขาดไปตามลำดับ ชื่อว่า สพลานิ - ศีล ด่าง ดุจแม่โคมีสีที่ตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง มีดำและแดงเป็นต้น โดยมีสี ไม่เหมือนกันมีสัณฐานยาวและกลมเป็นต้น ตั้งขึ้นที่หลังหรือที่ท้อง. ศีลข้อหนึ่งๆ ในระหว่าง ๆ ขาด ชื่อว่า กมฺมาสานิ - ศีลพร้อม ดุจแม้โคมีสีเป็นจุด ๆ ไม่เหมือนกันในระหว่าง ๆ. ศีลแม้ทั้งหมด ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย เพราะเมถุนสังโยค - การประกอบพร้อมด้วยเมถุน ๗ อย่าง และเพราะถูกธรรมลามกมี โกรธและผูกโกรธไว้เป็นต้น ทำลายเสีย. ศีลเหล่านั้น ชื่อว่า น ภุชิสฺสานานิ - ไม่เป็นไทย โดยไม่ปล่อย ให้เป็นไทย เพราะเป็นทาสแห่งตัณหา. ศีลทั้งหลาย ชื่อว่า น วิญฺญุปฺปสฏฺานิ - อันวิญญูชนไม่สรร- เสริญ เพราะวิญญูชนมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่สรรเสริญ. ชื่อว่า ปรามฏฺานิ เพราะตัณหาและทิฏฐิจับต้องแล้ว, หรือ เพราะใคร ๆ สามารถจะจับได้ว่า นี้เป็นโทษในศีลของท่าน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อสมาธิสํวตฺตนิกานิ - ไม่เป็นไปเพื่อ สมาธิ เพราะไม่พึงทำให้มรรคสมาธิหรือผลสมาธิเป็นไปได้. ปาฐะว่า น สมาธิสํวตฺตนิกานิ ดังนี้บ้าง ความอย่างเดียวกัน.
หน้า 584 ข้อ 91
ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาความไว้อย่างนี้ว่า ชื่อว่า ขณฺฑานิ เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย, แม้ชื่อว่า ฉิทฺทานิ ก็อย่าง นั้น. ชื่อว่า สพลานิ เพราะมีสีต่าง ๆ กัน, แม้ชื่อว่า กมฺมาสานิ ก็อย่างนั้น. ชื่อว่า น ภุชิสฺสานิ เพราะถึงความเป็นทาสของตัณหา. ชื่อว่า น วิญฺญุปฺปสฏฺานิ เพราะถูกผู้ฉลาดติเตียน. ชื่อว่า ปรามฏฺ- ฐานิ เพราะถูกตัณหาจับต้อง. ชื่อว่า อสมาธิสํวตฺตนิกานิ เพราะ เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน. บทว่า น อวิปฺปฏิสารวตฺถุกานิ - เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งความไม่เดือดร้อนหามิได้ เพราะนำมาซึ่งความ เดือดร้อน. บทว่า น ปามุชฺชวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติอย่างอ่อนอันไม่เกิดความเดือดร้อน เพราะ ไม่นำปีติอย่างอ่อนนั้นมา. แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้. บทว่า น ปีติวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ ความว่า ไม่เป็น ที่ตั้งแห่งปีติอย่างแรงอันเกิดแต่ปีติอย่างอ่อน. บทว่า น ปสฺสทฺธิวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ความว่าไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับกายและจิตอันเกิดแต่ปีติอย่างแรง บทว่า น สุขวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุขทางกายและทางใจอันเกิดแต่ความสงบ.
หน้า 585 ข้อ 91
บทว่า น สมาธิวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิอันเกิดแต่ความสุข. บทว่า น ยถาภูตญาณทสฺสนวตฺถุกานิ - ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ยถาภูตญาณทัสนะ ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะอัน เป็นปทัฏฐานแห่งสมาธิ. ในบทมีอาทิว่า น เอกนฺตนิพฺพิทาย - ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อ หน่ายโดยส่วนเดียว พึงนำ น อักษรมาประกอบแม้ในบทที่เหลือโดย นัยมีอาทิว่า น วิราคาย - ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะมี น อักษรในบทมีอาทิว่า น วิราคาย. ในบทเหล่านั้นบทว่า เอภนฺตนิพฺพิทาย พึงทราบความเชื่อม ว่า ศีลทั้งหลายย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายในวัฏฏะโดยส่วนเดียว. แม้ในบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้. บทว่า วิราคาย คือ เพื่อความคลายกำหนัดในวัฏฏะ. บทว่า นิโรธาย คือ เพื่อความดับแห่งวัฏฏะ. บทว่า อุปสมาย คือ เพื่อความสงบแห่งวัฏฏะด้วยความไม่เกิด อีกแห่งวัฏฏะที่ดับแล้ว. บทว่า อภิญฺาย คือ เพื่อความรู้ยิ่งแห่งวัฏฏะ.
หน้า 586 ข้อ 91
บทว่า สมฺโพธาย - เพื่อความตรัสรู้ คือ เพื่อความตื่นจากวัฏฏะ โดยปราศจากการหลับ คือกิเลส. บทว่า นิพฺพานาย คือ เพื่อนิพพานอันเป็นอมตะ. บทว่า ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย - เพื่อล่วงสิกขา- บทตามที่ตนสมาทานไว้ ในบทนี้ท่านประกอบเป็นทุติยาวิภัตติด้วย วิภัตติวิปลาส. บทว่า จิตฺตมฺปิ น อุปฺปาเทติ แม้ความคิดก็ใช่ให้เกิดขึ้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงความที่ศีลบริสุทธิ์ออย่างยิ่ง ด้วยความบริสุทธิ์แห่ง จิตตุปบาท. ศีลมิใช่ขาดไปด้วยเพียงจิตตุปบาท. บทว่า กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ เขาจักล่วงสิกขาบทได้อย่างไรเล่า คือเขาจักทำการล่วงเพื่ออะไร, อธิบายว่า เขาจักไม่ทำการล่วงนั่นเอง. บทมีอาทิว่า อขณฺฑานิ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามดังที่กล่าว แล้วในหนหลัง. ปาฐะว่า น ขณฺฑานิ บ้าง. ในบทมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย พึงประกอบโดยนัยมีอาทิว่า เอกนฺเตน วฏฺเฏ นิพฺพินฺทนตฺถาย เพื่อความเบื่อหน่ายในวัฏฏะโดยส่วนเดียว. อนึ่ง ในบทเหล่านี้ บทว่า นิพฺพิทาย ได้แก่ วิปัสสนา. บทว่า วิราคาย ได้แก่ มรรค. บทว่า นิโรธาย อุปสมาย ได้แก่ นิพพาน.
หน้า 587 ข้อ 91
บทว่า อภิญฺาย สมฺโพธาย ได้แก่ มรรค. บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่ นิพพาน เท่านั้น. พึงทราบกถา ที่ยังไม่ชัดอย่างนี้ว่า ท่านกล่าวว่า วิปัสสนาในฐานะ ๑, มรรคใน ฐานะ ๒, นิพพานในฐานะ ๓. แต่โดยปริยายบททั้งหมดเหล่านี้เป็น ไวพจน์ของมรรคบ้าง เป็นไวพจน์ของนิพพานบ้าง. ๘๙] บัดนี้ พระสากรีบุตรครั้นแสดงประเภทของศีลที่มีอยู่ด้วย มีที่สุดและไม่มีที่สุดแล้ว เพื่อแสดงประเภทของศีลโดยสัมปยุตด้วย ธรรม ด้วยชาติ ด้วยปัจจัยต่อไป จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กิ สีลํ-อะไร เป็นศีลดังนี้. ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า สมุฏานํ เพราะมีวิเคราะห์ว่าศีลเป็น เหตุตั้งขึ้น. บทนี้เป็นชื่อของปัจจัย. ชื่อว่า สมุฏานํ เพราะมี วิเคราะห์ว่าศีลมีอะไรเป็นมุฏฐาน. ชื่อว่ากติธมฺมสโมธานํ เพราะ มีวิเคราะห์ว่าศีลเป็นที่ประชุมที่ประมวลแห่งธรรมอะไร. บทว่า เจตนา สีลํ-เจตนาเป็นศีล ความว่า เจตนาของผู้ เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือของผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ. บทว่า เจตสิกํ สีลํ-เจตสิกเป็นศีล ความว่า การเว้นของ ผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เจตนาชื่อว่าเป็นศีล ได้ แก่ เจตนาในกรรมบถ ๗ ของผู้เว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น. เจตสิก
หน้า 588 ข้อ 91
ชื่อว่าเป็นศีล ได้แก่ ธรรม คือ อนภิชฌาอัพยาบาทและสัมมาทิฏฐิที่ ท่านกล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า อภิชฺฌํ โลเก ปหาย วิคตาภิชฺเฌน เจตสา วิหรติ๑ - ภิกษุละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌาอยู่. ในบทว่า สํรโร สีลํ ความสำรวมเป็นศีลนี้ พึงทราบความ สำรวมมี ๕ อย่าง คือ ปาติโมกขสังวร - ความสำรวมในปาติโมกข์ ๑ สติสังวร - ความสำรวมในสติ ๑ ญาณสังวร - ความสำรวมในญาณ ๑ ขันติสังวร - ความสำรวมในขันติ ๑ วีริยสังวร - ความสำรวมใน ความเพียร ๑. ในความสำรวม ๕ อย่างนั้นภิกษุเข้าถึง เข้าถึงเสมอด้วยความ สำรวมในปาติโมกข์นี้ นี้ชื่อว่า ปาติโมกขสังวร.๒ ภิกษุรักษาจักขุน- ทรีย์, ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์นี้ ชื่อว่า สติสังวร.๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺาเยเต ปิถิยฺยเร.๔ ดูก่อนอชิตะ สติเป็นเครื่องห้ามกระแสใน โลก เรากล่าวการสำรวมกระแสเหล่านั้น บัณฑิต พึงปิดกั้นกระแสเหล่านี้ด้วยปัญญา. ๑. ที. สี. ๙/๑๒๕. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๖๐๒. ๓. องฺ. ติก. ๒๐/๔๕๕. ๔. ขุ. สุ. ๒๕/๔๒๕.
หน้า 589 ข้อ 91
นี้ชื่อว่า ญาณสังวร. แม้การเฉพาะปัจจัย ก็ย่อมเข้าใน บทนี้ด้วยเหมือนกัน. ความสำรวมมาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺส๑ - ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อความหนาวความร้อน นี้ชื่อว่า ขันติสังวร. ความสำรวมมาแล้วโดยนัยมีอาทิว่า อุปปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ๒ - ภิกษุอดกลั้นกามวิตกที่เกิดขึ้น นี้ชื่อว่า วีริยสังวร. แม้ว่าอาชีพบริสุทธิ์ก็รวมเข้าในบทนี้ด้วยเหมือนกัน. ความสำรวม ๕ อย่าง นี้ด้วยประการฉะนี้, อนึ่ง เจตนาเว้นจากวัตถุที่มาถึงของกุลบุตร แม้อาชีพบริสุทธิ์ก็รวมเข้าในบทนี้ด้วยเหมือนกัน. ความสำรวม ๕ อย่าง นี้ด้วยประการฉะนี้, อนึ่ง เจตนาเว้นจากวัตถุที่มาถึงของกุลบุตร ผู้กลัวบาป, พึงทราบว่าทั้งหมดนั้นเป็น สังวรศีล. บทว่า อวีติกฺกโม สีลํ-ความไม่ก้าวล่วงเป็นศีล ได้แก่ ความ ไม่ก้าวล่วงทางกายและทางวาจาของผู้สมาทานศีล. นี้เป็นการแก้ปัญหา ว่า กึ สีลํ อะไรเป็นศีลไว้เพียงนี้ก่อน. ในการแก้ปัญหาว่า กติ สีลานิ - ศีลมีเท่าไร เพราะปกติของ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ในโลก ท่านกล่าวว่า สีลํ ไว้ในบทนี้ว่า กุสลสีลํ - กุศลเป็นศีล อกุสลสีลํ - อกุศลเป็นศีล อพฺยากตสีลํ - อัพยากฤตเป็นศีล, อาจารย์ทั้งหลายกล่าวหมายถึงศีลว่า นี้เป็น สุขศีล - ความสุขเป็นศีล นี้เป็น ทุกขศีล - ความทุกข์เป็นศีล นี้เป็น กลหศีล - การทะเลาะกันเป็นศีล นี้เป็น มัณฑนศีล - การตบแต่ง เป็นศีล. ฉะนั้นโดยปริยายนั้น แม้ อกุสลศีล ท่านก็กล่าวว่าเป็นศีล ๑. ม. มู. ๑๒/๑๕. ๒. ม. มู. ๑๒/๑๗.
หน้า 590 ข้อ 91
ด้วยการยกเอาความขึ้น แต่ศีลที่ท่านประสงค์เอาในที่นี้ไม่มีเพราะบาลี ว่า สุตฺวาน สํวเร ปญฺา - ปัญญาในการฟังแล้วสำรวม ดังนี้. อนึ่ง เพราะจิตที่สัมปยุต เป็นสมุฏฐานของศีลอันเป็นประเภท มีเจตนาเป็นต้น, ฉะนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า กุสลจิตต- สมุฏฺานํ กุสลสีลํ - กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน, บทว่า สํรรสโมธานํ สีลํ - ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร ได้แก่ ขันธ์สัมปยุตด้วยความสำรวม. จริงอยู่ ขันธ์เหล่านั้นมาพร้อมกับด้วย ความสำรวม ท่านจึงกล่าวว่า มิสฺสีภูตา - เป็นสิ่งปนกัน สํวรสโมธานํ- เป็นที่ประชุมแห่งสังวร. แม้ศีลเป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง ก็พึง ทราบอย่างนี้. บทว่า ตถาภาเว ชาตเจตนา สโมธานํ สีลํ - ศีลเป็นที่ ประชุมแห่งเจตนาอันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ได้แก่ ขันธ์อันสัมปยุต ด้วยเจตนาอันเกิดในความสำรวม ในความไม่ก้าวล่วง. อนึ่ง ท่าน ประสงค์เอาธรรมสัมปยุตด้วยเจตนานั้น ในเจตนาแม้ทั้ง ๓, ฉะนั้นพึง ทราบว่า ท่านไม่ชี้แจงศีลเป็นที่ประชุมแห่งเจตสิกไว้ต่างหากกัน เพราะ แม้เจตสิกท่านก็วิเคราะห์ด้วยการประชุมแห่งเจตนา. ธรรมทั้งหลาย มีเจตนาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า สีลํ ไว้ในภายหลังแล้ว. พึงทราบว่า ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อแสดงว่า ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่ศีลอย่างเดียว, แม้ ธรรมสัมปยุตด้วยศีลนั้นก็เป็นศีลเหมือนกัน.
หน้า 591 ข้อ 91
บัดนี้ เพราะเจตนาและเจตสิกเป็นอันไม่ก้าวล่วงสังวรด้วยกัน, ฉะนั้นพระสารีบุตรเมื่อจะประกอบการไม่ก้าวล่วงสังวร โดยลำดับทั่วไป ตลอดถึงอรหัตมรรค จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปาณาติปาตํ สํวรฏฺเน สีลํ, อวีติกฺกมฏฺเน สีลํ - ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวมและไม่ ก้าวล่วงปาณาติบาตดังนี้. เพราะการเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ย่อม สำรวมสิ่งเป็นข้าศึกของตน ๆ และย่อมไม่ก้าวล่วงเป็นข้าศึกนั้น, ฉะนั้นชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม เพราะอรรถว่าไม่ก้าวล่วง เพราะ สำรวมและเพราะไม่ก้าวล่วง. ในบทเหล่านั้นบทว่า ปาณาติปาตํ สํวรฏฺเน - ได้แก่ ชื่อว่า ศีล เพราะอรรถว่าปิดปาณาติบาต. ศีลข้อนั้นคืออะไร ? คือ ปาณา- ติปาตา เวรมณี. อนึ่ง ปาณาติปาตา เวรมณี นั้นสำรวมศีลข้อนั้น ไม่ก้าวล่วงศีลนั้น เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า สีลํ เพราะอรรถว่าไม่ก้าวล่วง. ศีลข้อ อทินฺนาทาน เวรมณี เป็นต้น พึงประกอบอนภิชฌาอัพยา- บาทและสัมมาทิฏฐิเข้าด้วยกัน. ในบทมีอาทิว่า ปาณาติปาตํ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ การ ยังสัตว์ให้ตกไปในอกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า ปาณาติบาต, ท่าน อธิบายว่า การประหารสัตว์ การฆ่าสัตว์. อนึ่ง ในบทว่า ปาโณ นี้ โดยโวหาร ได้แก่ สัตว์, โดย ปรมัตถ์ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. สัตว์มีชีวิตก็รู้ว่ามีชีวิต เจตนาที่จะฆ่า
หน้า 592 ข้อ 91
เป็นไปในทวารใดทวารหนึ่ง แห่งกายทวารและวจีทวาร ตั้งความ พยายามในอันที่จะตัดชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า ปาณาติบาต. บรรดาสัตว์ ทั้งหลาย มีสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้นไม่มีคุณ ปาณาติบาตนั้น ก็มีโทษ น้อยในสัตว์เล็ก ๆ, มีโทษมากในสัตว์ใหญ่. เพราะเหตุไร ? เพราะ ใช้ความพยายามมาก. เพราะแม้ในการพยายามก็ต้องใช้เครื่องมือใหญ่, ในมนุษย์เป็นต้น ผู้มีคุณพึงทราบว่า ปาณาติบาตมีคุณน้อยในมนุษย์ผู้ มีคุณน้อย, มีโทษมากในมนุษย์ผู้มีคุณมาก. เมื่อร่างกายและคุณเสมอ กัน ปาณาติบาตมีโทษน้อย เพราะกิเลสและความพยายามอ่อน, มี โทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามกล้า. ปาณาติบาตนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต ๒. ปาณสญฺิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต ๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า ๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า ๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น. การถือเอาของที่เขาไม่ให้เป็น อทินนาทาน, ท่านอธิบายการ นำของ ๆ คนอื่นไป มีจิตคิดจะลัก เป็นหัวขโมย.
หน้า 593 ข้อ 91
ในบทเหล่านั้นบทว่า อทินฺนํ - ของที่เขาไม่ให้ คือของที่คนอื่น หวงแหน. คนอื่นได้รับของที่ตนทำตามความประสงค์ เป็นผู้ไม่ควรได้ รับอาชญา และไม่ควรติเตียนในวัตถุใด, เมื่อวัตถุนั้นคนอื่นหวงแหน ตนก็รู้ว่าคนอื่นหวงแหน เจตนาว่าจะลักเป็นไปในทวารใดทวารหนึ่ง แห่งกายทวารและวจีทวาร อันตั้งขึ้นด้วยความพยายามที่จะถือเอาของ นั้น ชื่อว่า อทินนาทาน. อทินนาทานนั้นมีโทษน้อย ในของของ คนอื่นที่เลว, มีโทษมากในของที่ประณีต. เพราะเหตุไร ? เพราะวัตถุ ประณีต. เมื่อวัตถุเสมอกันมีโทษมากในวัตถุอันเป็นของ ของผู้ยิ่งด้วย คุณ, มีโทษน้อยในวัตถุอันเป็นของ ของผู้มีคุณเลวกว่าผู้ยิ่งด้วยคุณ นั้น ๆ หมายเอาวัตถุนั้น ๆ มีคุณยิ่ง. อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ ๑. ปรปริคฺคหิตํ - ของอันคนอื่นหวงแหน ๒. ปรปริคฺคหิตสญฺิตา - รู้ว่าคนอื่นหวงแหน ๓. เถยฺยจิตฺตํ - จิตคิดจะลัก ๔. อุปกฺกโม - พยายามที่จะลัก ๕. เตน หรณํ - นำไปด้วยความพยายามนั้น. บทว่า กาเมสุ ได้แก่ การประพฤติในเมถุน. บทว่า มิจฺฉา- จาโร ได้แก่ ประพฤติลามกที่ถูกติเตียนโดยส่วนเดียว. แต่โดยลักษณะ
หน้า 594 ข้อ 91
เจตนาที่จะก้าวล่วงฐานะหญิงที่ไม่ควร ถึงเป็นไปในกายทวารโดยประ- สงค์จะประพฤติชั่ว - อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุ มิจฉาจาร. ในบทนั้นหญิง ๒๐ จำพวก คือ หญิงอันมารดาคุ้มครองเป็นต้น ๑๐ จำพวก คือ มารดาคุ้มครอง ๑ บิดาคุ้มครอง ๑ มารดาคุ้มครอง ๑ พี่ชายคุ้มครอง ๑ พี่สาวคุ้มครอง ๑ ญาติคุ้มครอง ๑ โคตรคุ้มครอง ๑ ธรรมคุ้มครอง ๑ มีผู้อารักขา ๑ มีโทษทัณฑ์ ๑. หญิง ๑๐ จำพวก คือ หญิงที่ได้มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ จำพวก คือ หญิงได้มาด้วยทรัพย์ ๑ อยู่ด้วยความพอใจ ๑ อยู่ด้วยโภคะ ๑ อยู่ด้วยใยผ้า ๑ หิ้วถึงน้ำ ๑ เทินภาชนะบนศีรษะ ๑ ภริยาที่เป็นทาสี ๑ ภรรยาที่เป็นกรรมกร ๑ นำมาด้วยธง ๑ อยู่ชั่วคราว ๑ ชื่อว่า อคมนียาน คือ ฐานะหญิงที่ บุรุษไม่ควรถึง ของบุรุษทั้งหลาย. ก็ในบรรดาหญิงทั้งหลายบุรุษอื่น ชื่อว่าเป็นอคมนียฐานของหญิง ๑๒ จำพวก คือ หญิงที่มีผู้คุ้มครอง และ หญิงถูกลงโทษทัณฑ์ ๒ และหญิงที่ไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ๑๐ จำพวก นี้. อนึ่ง มิจฉาจารนั้นมีโทษน้อยในหญิงที่เป็นอคมนียฐานผู้ไม่มี คุณธรรมมีศีลเป็นต้น, มีโทษมากในหญิงผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมมีศีล เป็นต้น. มิจฉาจารนั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. อคมนียวตฺถุ - วัตถุที่ไม่ควรถึง
หน้า 595 ข้อ 91
๒. ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ - จิตคิดจะเสพในวัตถุที่ไม่ควรถึงนั้น ๓. เสวนปฺปโยโค - พยายามที่จะเสพ ๔. มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ - มรรคจดมรรค. บทว่า มุสา ได้แก่ วจีปโยคะ หรือกายปโยคะ อันหัก ประโยชน์ของผู้ที่มุ่งจะพูดให้ผิด. เจตนาตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะ และวจี- ปโยคะของผู้พูดให้ผู้อื่นเข้าใจผิด โดยประสงค์ให้เขาเข้าใจผิด ชื่อว่า มุสาวาท. อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา ได้แก่ เรื่องไม่จริง ไม่แท้. บทว่า วาโท ได้แก่ พูดให้เขารู้โดยความจริง โดยความแท้. แต่ โดยลักษณะ เจตนาตั้งขึ้นด้วยความบอกเล่าอย่างนั้น ของผู้ประสงค์จะ ให้ผู้อื่นรู้เรื่องไม่จริงโดยความเป็นจริง ชื่อว่า มุสาวาท. มุสาวาทนั้น มีประโยชน์น้อย เพราะประโยชน์ที่หักน้อย, มีโทษมากเพราะประ โยชน์มาก. อีกอย่างหนึ่ง มีโทษน้อยเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ของ ของตนไม่มี เพราะประสงค์จะไม่ให้แก่คฤหัสถ์, มีโทษมาก เป็น พยายามพูดเพื่อหักล้างประโยชน์. มีโทษน้อยเป็นไปโดยนัยที่บรรพชิต ได้น้ำมันหรือเนยใสน้อย แล้วพูดแดกดันด้วยประสงค์จะหัวเราะเล่นว่า วันนี้ในบ้านคงจะมีน้ำมันไหลมาดุจแม่น้ำซินะ, มีโทษมากแก่ผู้พูดโดย นัยมีอาทิว่า ไม่เห็นแล้ว ยังพูดว่าเห็นดังนี้. มุสาวาท มีองค์ ๔ คือ ๑. อตถํ วตฺถุํ - เรื่องไม่จริง
หน้า 596 ข้อ 91
๒. วิสํวาทนจิตฺตํ - จิตคิดจะพูดให้ผิด ๓. ตชฺโช วายาโม - พยายามเกิดจากจิตคิดจะพูดให้ผิดนั้น ๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ - ผู้อื่นรู้ความประสงค์ของคำพูด นั้น. วาจาที่พูดทำความน่ารักของตนในหัวใจของผู้นั้น และทำผู้อื่น ให้เสียหาย ชื่อว่า ปีสุณา วาจา - วาจาส่อเสียด. วาจาที่ทำตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง ให้หยาบ แม้วาจาเองก็หยาบ ไม่สบายหูหรือไม่สบายใจ ชื่อว่า ผรุสา วาจา - วาจาหยาบ. วาจาที่พูดพร่ำเหลาะแหละไม่มีประโยชน์ ชื่อว่า สมฺผปฺปลาโป - พูดเพ้อเจ้อ. แม้เจตนาอันเป็นมูลเหตุของมุสาวาทเหล่านั้น ก็ได้ชื่อมีปิสุณา วาจาเป็นต้น. ปิสุณา วาจา นั่นแล ท่านประสงค์เอาในที่นี้. ในบทว่า ปิสุณา วาจา นั้น เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมอง ตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะและวจีปโยคะ เพื่อทำลายผู้อื่นหรือเพื่อประสงค์ ให้เป็นที่รักของตน ชื่อว่า ปิสุณา วาจา. ปิสุณา วาจา นั้น ชื่อว่า มีโทษน้อย เพราะทำความทำลายแก่ผู้ที่มีคุณธรรมน้อย, ชื่อว่ามีโทษ มาก เพราะทำความทำลายแก่ผู้มีคุณธรรมมาก.
หน้า 597 ข้อ 91
ปิสุณวาจานั้น มีองค์ ๔ คือ ๑. ผู้อื่นอันตนควรทำลาย, ๒. มุ่งความทำลายว่าคนเหล่านี้จักเป็นไปต่าง ๆ ประสงค์ให้ เป็นที่รักว่า เราจักเป็นที่รัก จักเป็นที่คุ้นเคย, ๓. ความพยายามเกิดจากความประสงค์นั้น, ๔. ให้ผู้นั้นรู้ความประสงค์ของความพยายาม. ก็เมื่อผู้อื่นยังไม่แตกกัน กรรมบถยังไม่แตก, เมื่อเขาแตกกัน แล้วกรรมบถจึงแตก. เจตนาหยาบโดยส่วนเดียวตั้งขึ้นด้วยกายปโยคะและวจีปโยคะ ตัดความรักของผู้อื่น เป็น ผุรสา วาจา. ปโยคะ แม้ตัดความรัก ก็ยังไม่เป็น ผุรสา วาจา เพราะจิตยังอ่อน. จริงอยู่ มารดาบิดาบาง ครั้งย่อมพูดกะบุตรน้อยอย่างนี้ว่า ขอให้โจรจับพวกเจ้าสับให้เป็นชิ้น ๆ เถิด ดังนี้. อันที่จริงแล้วมารดาบิดาไม่ปรารถนาแม้จะให้ใบบัวตกลง บนศีรษะของบุตรน้อยเหล่านั้นเลย. อนึ่ง อาจารย์และอุปัชฌาย์บาง ครั้งยังกล่าวกล่าวกนิสิตอย่างนี้ว่า อะไรพวกนี้ช่างไม่มีหิริโอตตัปปะกัน เสียบ้างเลย, ไล่ออกไปให้หมด. แต่ที่แท้แล้วอาจารย์และอุปัชฌาย์ ปรารถนาให้นิสิตเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยการศึกษาเล่าเรียน และบรรลุ ด้วยกันทั้งนั้น. วาจาหยาบมีไม่ได้เพราะจิตอ่อนฉันใด, แม้วาจาไม่ หยาบก็มีไม่ได้เพราะคำพูดอ่อนฉันนั้น. ผู้ประสงค์จะให้คนตายพูดว่า
หน้า 598 ข้อ 91
พวกท่านจงให้คนนี้นอนให้สบายเถิดดังนี้เป็นวาจาหยาบ, วาจานี้เป็น วาจาหยาบเพราะจิตหยาบ, วาจาหยาบนั้นมีโทษน้อย เพราะผู้ที่กล่าว หมายถึงนั้นเป็นผู้มีคุณน้อย, ชื่อว่ามีโทษมากเพราะผู้ที่กล่าวหมายถึง นั้นมีคุณมาก. ผรุสวาจานั้น มีองค์ ๓ คือ ๑. อกฺโกสิตพฺโพ ปโร - คนอื่นที่ควรด่า, ๒. กุปิตจิตฺตํ - มีจิตโกรธเคือง, ๓. อกฺโกสนา - การด่า. เจตนาเป็นอกุศลตั้งขึ้นด้วยกาปโยคะและวจีปโยคะ เพื่อให้ รู้ความฉิบหาย ชื่อว่า สัมผัปปลาปะ. สัมผัปปลาปะนั้น มีโทษน้อย เพราะอาเสวนะน้อย, มีโทษมากเพราะอาเสวนะมาก. สัมผัปปลาปะ มีองค์ ๒ คือ ๑. มุ่งพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง มีเรื่องภารตยุทธ์และเรื่องชิงนาง สีดาเป็นต้น, ๒. การพูดเรื่องอย่างนั้น. ก็เมื่อคนอื่นไม่เชื่อเรื่องนั้น กรรมบถยังไม่แตก. เมื่อคนอื่นเชื่อ คำพูดเพ้อเจ้อนั้น กรรมบถจึงแตก.
หน้า 599 ข้อ 91
ชื่อว่า อภิชฌา เพราะอรรถว่า เพ่ง, อธิบายว่า เป็นผู้มุ่ง ภัณฑะของผู้อื่น ย่อมเป็นไปเพราะจิตน้อมไปในภัณฑะนั้น. อภิชฌา นั้น มีลักษณะเพ่งภัณฑะของคนผู้อื่นอย่างนี้ว่า ทำอย่างไรหนอภัณฑะนี้ จึงจะเป็นของเราได้, อภิชฌานั้นมีโทษน้อยและมีโทษมาก ดุจอทิน- นาทาน. อภิชฌานั้น มีองค์ ๒ คือ ๑. ปรภณฺฑํ - ภัณฑะของผู้อื่น, ๒. อตฺตโน ปริณามญฺจ - น้อมไปเพื่อตน. เมื่อความโลภในวัตถุอันเป็นของของผู้อื่น แม้เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตก ตลอดเวลาที่ยังไม่น้อมไปเพื่อตนว่า ทำอย่างไรหนอ ภัณฑะนี้จึงจะเป็นของเราได้ดังนี้. ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า ยังประโยชน์เกื้อกูลและ ความสุข ให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้นมีใจมุ่งความพินาศแก่ผู้อื่น มีลักษณะประทุษร้าย, มีโทษน้อยและมีโทษมาก ดุจผรุสวาจา. พยาบาทนั้น มีองค์ ๒ คือ ๑. ปรสตฺโต - สัตว์อื่น, ๒. ตสฺส วินาสจินฺตา - คิดความพินาศแก่สัตว์อื่นนั้น.
หน้า 600 ข้อ 91
เมื่อความโกรธในสัตว์อื่น แม่เกิดขึ้นแล้ว กรรมบถก็ยังไม่แตก ก่อนตลอดเวลาที่ยังไม่คิดถึงความพินาศแก่สัตว์นั้นว่า ทำอย่างไรหนอ ผู้นี้จึงจะล่มจมพินาศไปเสียทีดังนี้. ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะอรรถว่า เห็นผิดโดยไม่มีการถือ ความจริง. มิจฉาทิฏฐินั้นมีลักษณะเห็นวิปริตโดยนัย มีอาทิว่า นตฺถิ ทินฺนํ - ทานที่ให้แล้วไม่มีผล, มิจฉาทิฏฐิมีโทษน้อยและมีโทษมาก ดุจ สัมผัปปลาปะ. อีกอย่างหนึ่ง มีโทษน้อยไม่แน่นอน, มีโทษมาก แน่นอน. มิจฉาทิฏฐินั้น มีองค์ ๒ คือ ๑. ความที่วัตถุวิปริตจากอาการที่ถือไว้, ๒. ความปรากฏแห่งวัตถุนั้นโดยความไม่เป็นอย่างที่ถือไว้. ในมิจฉาทิฏฐินั้น กรรมบถแตก ย่อมมีได้ด้วย นัคถิกทิฏฐิ. - ความเห็นว่าไม่มี อเหตุกทิฏฐิ - ความเห็นว่าไม่เป็นเหตุ อกิริย- ทิฏฐิ - ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ, มิใช่ด้วยทิฏฐิอื่น. อกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้พึงทราบวินิจฉัยโดยอาการ ๕ คือ โดยธรรม ๑ โดยโกฏ- ฐาส คือ ส่วน ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดยมูลเหตุ ๑. ในบทเหล่านั้นบทว่า ธมฺมโต - โดยธรรม ได้แก่ เจตนาธรรม ๗ อย่าง อกุศลกรรมบถ ๓ อย่าง มีอภิชฌาเป็นต้น สัมปยุตด้วยเจตนา ย่อมมีตามลำดับในอกุศลกรรมบถเหล่านั้น.
หน้า 601 ข้อ 91
บทว่า โกฏฺาสโต - โดยส่วน ได้แก่ ธรรม ๘ เหล่านี้ คือ เจตนาธรรม ๗ ตามลำดับ และ มิจฉาทิฏฐิ เป็นกรรมบถแน่นอน, มิใช่เป็นมูลเหตุ. อภิชฌา และ พยาบาท เป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้ง มูลเหตุ. จริงอยู่ อภิชฌา โลภะ เป็นอกุศลมูลเพราะถึงแล้วซึ่งมูล เหตุ, พยาบาท โทสะ เป็นอกุศลมูล. บทว่า อารมฺมณโต - โดยอารมณ์ ได้แก่ ปาณาติบาต มี สังขารเป็นอารมณ์ โดยเป็นอารมณ์ของชีวิตินทรีย์. อทินนาทาน มี สัตว์เป็นอารมณ์หรือมีสังขารเป็นอารมณ์. มิจฉาจาร มีสังขารเป็น อารมณ์ด้วยอำนาจโผฏฐัพพะ, อาจารย์พวกหนึ่ง กล่าวว่ามีสัตว์เป็น อารมณ์ดังนี้บ้าง. มุสาวาท มีสัตว์เป็นอารมณ์หรือมีสังขารเป็นอารมณ์. ปิสุณา วาจา ก็อย่างนั้น. ผรุสวาจา มีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว. สัมผัปปลาปะ มีสัตว์เป็นอารมณ์หรือมีสังขารเป็นอารมณ์โดยสามารถ รูปที่เห็น เสียงที่ฟัง กลิ่นรสสัมผัสที่รู้ และธรรมที่ทราบ, อภิชฌาก็ อย่างนั้น. พยาบาทมีสัตว์เป็นอารมณ์อย่างเดียว. มิจฉาทิฏฐิ มีสังขาร เป็นอารมณ์อย่างเดียว ด้วยอำนาจธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ บทว่า เวทนาโต - โดยเวทนา ได้แก่ ปาณาติบาต เป็น ทุกขเวทนา. อันที่แท้จริง พระราชาทรงเห็นโจร แม้ทรงพระสรวล ก็ยังตรัสว่า ดูก่อนพนาย พวกเจ้าจงไปฆ่ามันเสียดังนี้, ถึงดังนั้นเจตนา ที่ตกลงใจของพระราชาทั้งหลาย ก็สัมปยุตด้วยทุกข์. อทินนาทาน
หน้า 602 ข้อ 91
เป็นเวทนา ๓. เพราะ อทินนาทาน นั้น เป็น สุขเวทนา แก่ผู้เห็น ภัณฑะของผู้อื่นแล้วรื่นเริงดีใจฉวยเอาไป, เป็น ทุกขเวทนา แก่ผู้ ฉวยเอาไป มีความหวาดกลัว, อนึ่งเมื่อพิจารณาวิบากและผลที่ หลั่งไหลมาก็เป็น อทุกขมฺสุขเวทนา แก่ผู้ที่ถือเอาตั้งอยู่ในความ เป็นกลางในเวลาฉวยเอาไป. มิจฉาจารมีเวทนา ๒ ด้วยสามารถแห่ง สุขเวทนา และความเป็นกลาง, เวทนาในความเป็นกลาง ย่อมไม่มี ในจิตที่ตกลงทำ. มุสาวาท มีเวทนา ๓ โดยนัยดังกล่าวแล้ว ในอทินนาทาน นั่นแล, ปิสุณา วาจา ก็อย่างนั้น. ผรุสา วาจา เป็นทุกขเวทนา. สัมผัปปลาปะ มีเวทนา ๓. เมื่อผู้อื่นให้สาธุการยกผ้าเป็นต้น ขึ้นโบกผู้นั้นมีสุขเวทนาในเวลากล่าว มีเรื่องชิงนางสีดาและภารตยุทธ์ เป็นต้น ของผู้รื่นเริงยินดี, เมื่อคนหนึ่งผู้ให้สินจ้างไว้ก่อนแล้ว แต่มา ภายหลังกล่าวว่า ท่านจงเล่าตั้งแต่ต้นเถิดเขาย่อมมีทุกขเวทนาในเวลา กล่าวของผู้ที่เกิดโทมนัสว่า เราจักกล่าวเรื่องเบ็ดเตล็ดติดต่อกันไปไม่ให้ มีเหลือหรือจักไม่กล่าวหนอ. ย่อมเป็นอทุกขมสุขเวทนาแก่ผู้กล่าวเป็น กลาง ๆ. อภิชฌา มีเวทนา ๒ ด้วยสามารถแห่งสุขเวทนาและความเป็น กลาง, มิจฉาทิฏฐิ ก็อย่างนั้น, พยาบาท เป็น ทุกขเวทนา. บทว่า
หน้า 603 ข้อ 91
มูลโต คือ ปาณาติบาต มี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถแห่ง โทสะ และ โมหะ , อทินนาทาน มี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถ โทสะ และ โมหะ หรือด้วยสามารถแห่ง โลภะ และ โมหะ มิจฉาจาร มี ๒ มูลเหตุ ด้วยสามารถแห่ง โลภะ และ โมหะ, มุสาวาท มี ๒ มูลเหตุด้วย โทสะและโมหะหรือด้วยสามารถแห่งโลภะและโมหะ, ปิสุณา วาจา และ สัมผัปปลาปะ ก็อย่างนั้น. ผรุสวาจา มี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถ แห่งโทสะและโมหะ, อภิชฌา มี ๑ มูลเหตุด้วยสามารถแห่งโมหะ, พยาบาท ก็อย่างนั้น. มิจฉาทิฏฐิ มี ๒ มูลเหตุด้วยสามารถแห่ง โลภะและโมหะ ด้วยประการฉะนี้. จบ อกุศลกรรมมถกถา ชื่อว่า กุศลกรรมบถ มี ๑๐ อย่างเหล่านี้ คือ การเว้นจาก ปาณาติบาตเป็นต้น และอนภิชฌา อัพยาบาท สัมมาทิฏฐิ. ชื่อว่า วิรติ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น, หรือ เว้นเอง, หรือ เพียงเว้นเท่านั้น. การเว้นสัมปยุตด้วยกุศลจิตของผู้เว้นจาก ปาณาติบาตเป็นต้น มี ๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจเฉทวิรัติ ๑. ในวิรัติ ๓ อย่างนั้น วิรัติเกิดแก่ผู้ยังไม่สมาทานสิกขาบท ผู้ พิจารณาถึงชาติ วัย พาหุสัจจะเป็นต้น ของตนแล้วไม่ก้าวล่วงสัมปัตต- วัตถุ ด้วยคิดว่า การทำบาปเห็นปานนี้ไม่สมควรแก่เราดังนี้ ชื่อว่า
หน้า 604 ข้อ 91
สัมปัตตวิรัติ. วิรัติเกิดแก่ผู้สมาทานสิกขาบท ผู้สละแม้ชีวิตของตน ในการสมาทานสิกขาบท และยิ่งกว่านั้นแล้วไม่ก้าวล่วงวัตถุ ชื่อว่า สมาทานวิรัติ. วิรัติสัมปยุตด้วยอริยมรรค ชื่อว่า สมุจเฉทวิรัติ. แม้จิตมีอาทิว่า เราจักฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็มิได้เกิดแก่พระอริยบุคคลตั้งแต่เกิดสมุจเฉท- วิรัติ. บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยกุศลกรรมบถเหล่านี้โดยอาการ ๕ อย่าง คือ โดยธรรม ๑ โดยโกฏฐาส ๑ โดยอารมณ์ ๑ โดยเวทนา ๑ โดย มูลเหตุ ๑ ดุจอกุศลกรรมบถ. ในบทเหล่านั้นบทว่า ธมฺมโต ได้แก่ แม่เจตนา ๗ อย่าง แม้ วิรัติกุศลกรรมบถ ๓ ในที่สุดสัมปยุตด้วยเจตนา ย่อมสมควรตามลำดับ ในกุศลกรรมบถเหล่านั้น. บทว่า โกฏฺาสโต ได้แก่ กรรมบถ ๗ อย่างนั้นแลตามลำดับ, มิใช่มูลเหตุ. กุศลกรรมบถ ๓ ในที่สุดเป็นทั้งกรรมบถ เป็นทั้งมูลเหตุ. อนภิชฌา อโลภะ เป็นกุศลมูล เพราะถึงแล้วซึ่งมูลเหตุ. อัพยาบาท อโทสะ เป็นกุศลมูล, สัมมาทิฏฐิ คือ อโมหะ เป็นกุศลมูล. บทว่า อารมฺมณโต ได้แก่ อารมณ์ของปาณาติบาตเป็นต้น นั่นแลเป็นอารมณ์ของกรรมบถเหล่านั้น. ชื่อว่าวรมณี เพราะควรก้าว ล่วงนั่นเอง. อริยมรรคมีนิพพานเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลาย
หน้า 605 ข้อ 91
ฉันใด, กรรมบถเหล่านั้นมีชีวิตินทรีย์เป็นต้นเป็นอารมณ์ ก็ฉันนั้น ย่อมละความเป็นผู้ทุศีลมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า เวทนาโต ได้แก่ กุศลกรรมบถ ทั้งหมดเป็น สุข- เวทนา หรือ มัชฌัตตเวทนา. จริงอยู่ กุศลกรรมบถไม่มีทุกขเวทนา เพราะถึงกุศลแล้ว. บทว่า มูลโต ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๗ ตามลำดับมีมูลเหตุ ๓ ด้วยสามารถแห่ง อโลภะ อโทสะ อโมหะ ของผู้เว้นด้วยจิตสัม- ปยุตด้วยญาณ, มีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถ อโลภะ อโทสะ ของผู้เว้น ด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ, อนภิชฌา มีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถ อโทสะ อโมหะ ของผู้เว้นด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ, มีมูลเหตุ ๑ ด้วย สามารถอโทสะ ของผู้เว้นด้วยจิตไม่ประกอบด้วยญาณ. ส่วน อโลภะ ไม่เป็นมูลเหตุของตนด้วยตนเอง. แม้ในอัพยาบาทก็มีนัยเหมือนกัน. สัมมาทิฏฐิมีมูลเหตุ ๒ ด้วยสามารถอโลภะ อโทสะแล. จบ กุศลกรรมบถกถา
หน้า 606 ข้อ 91
พระสารีบุตรครั้นแสดงศีล ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงธรรม ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้น มีอรหัต- มรรคเป็นปริโยสาน จึงกล่าวบทมีอาทิวา เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ สํวรฏเน สีลํ, อวีติกฺกมฏเน สีลํ-ชื่อว่าศีล ด้วยอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วง กามฉันทะ ด้วย เนกขัมมะ. ในบทนั้นมีอธิบายว่า เพราะภิกษุสำรวมไม่ก้าวล่วงกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ, ฉะนั้น เนก- ขัมมะ จึง เป็นศีล. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เนกขัมมะ เป็น ตติยาวิภัตติลงในอรรถปฐมาวิภัตติ. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. แต่ในบาลี ท่านแสดงเนกขัมมะและอัพยาบาทแล้วอัพยาบาทที่เหลือ เพราะมีนัยดังได้ กล่าวแล้วในหนหลัง แล้วจึงแสดงอรหัตมรรคเท่านั้นไว้ในที่สุด ๙๐] พระสารีบุตรครั้นแสดงศีลด้วยสามารถ การสำรวม และ การไม่ก้าวล่วง อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงทั้งสองอย่างนั้นจึงกล่าว บทมีอาทิว่า ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส ปหานํ สีลํ - ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาตเป็นศีล. อนึ่ง ในบทนี้พึงประกอบว่า การละปาณา- ติบาตเป็นศีล, การเว้นจากปาณาติบาตเป็นศีล, เจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อ ปาณาติบาตเป็นศีล, ความสำรวมปาณาติบาตเป็นศีล การไม่ก้าวล่วง ปาณาติบาตเป็นศีล. บทว่า ปหานํ - การละ ความว่า ชื่อว่าธรรมไร ๆ เว้นจากเพียง ไม่ให้เกิดปาณาติบาตเป็นต้น ดังกล่าวแล้วย่อมไม่มี, เพราะการละนั้นๆ
หน้า 607 ข้อ 91
ชื่อว่าเป็นการรับรอง ด้วยอรรถว่า เป็นที่ตั้งของกุศลธรรมนั้น ๆ, และ ชื่อว่าเป็นที่รวม เพราะไม่ทำสภาพที่กระจัดกระจาย, ฉะนั้น ท่านจึง กล่าว สีลํ เพราะอรรถว่า เป็นการปฏิบัติกล่าวคือ เป็นที่รับรอง และเป็นที่รวม ดังกล่าวไว้แล้วในตอนต้นนั่นแล. ธรรม อย่างนอก นี้ ท่านกล่าวหมายถึงสภาพที่เป็นไปของจิต ด้วยสามารถการเว้นจาก ปาณาติบาตนั้น ด้วยการสำรวมปาณาติบาตนั้น ด้วยเจตนาสัมปยุต ด้วยการเว้นและการสำรวมทั้งสองนั้น และด้วยการไม่ล่วงของผู้ไม่ล่วง ปาณาติบาตนั้น ๆ. อีกอย่างหนึ่ง แม้การละก็ยังมีอยู่โดยธรรมดานั่นเอง. อย่างไร ? ชื่อว่า ปหานํ เพราะย่อมละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อปาณาติบาต เป็นต้น ด้วยการเว้นและการสำรวมนั้น, หรือย่อมละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ นั้น. สิ่งเป็นปฏิปักษ์นั้น คืออะไร ? กุศลธรรมแม้ทั้งหมด. แต่อาจารย์ พวกอื่นกล่าวว่า แม้ในเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าวิรัติเป็นอันเดียวกันกับ ความแน่นอนในกุศลทั้งหมด เพราะถือเพียงคำว่า เวรมณี สีลํ - การ เว้นเป็นศีล ยังมีอยู่, ในที่นี้ไม่เป็นอย่างนั้น. ท่านกล่าวอปริยันตศีล เท่านั้น ในศีลสองอย่าง คือ ปริยันตศีล และอปริยันตศีล ทำให้พิเศษ ด้วยบท ๕ บท มี ปหานะ เป็นต้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตร จึงกล่าวว่า เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ - ศีลทั้งหลายเห็นปาน
หน้า 608 ข้อ 91
นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาดังนี้. ในบทเหล่านั้น ทว่า อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ๑ ความว่า ย่อมเป็นไปโดยชอบ เพื่อความไม่เดือดร้อน เพราะพระบาลีว่า ความ สำรวม เพื่อความไม่เดือดร้อน และว่า ดูก่อนอานนท์ ศีลมีความ ไม่เดือดร้อนเป็นประโยชน์ มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์.๒ ย่อมเป็นไป เพื่อความปราโมทย์ เพราะบาลีว่า ความไม่ เดือดร้อน ย่อมเป็นไปเพื่อความปราโมทย์ และว่า ความปราโมทย์ ย่อมเกิดแต่ผู้ใส่ใจโดยแยบคาย.๓ ย่อมเป็นไป เพื่อปีติ เพราะบาลีว่า ความปราโมทย์ ย่อม เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ปีติ และว่า ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์.๔ ย่อมเป็นไปเพื่อ ปัสสัทธิ เพราะบาลีว่า ปีติย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์แก่ปัสสัทธิ และว่า กายย่อมสงบ แต่ผู้มีใจปีติ.๕ ย่อมเป็นไปเพื่อ โสมนัส เพราะบาลีว่า ปัสสัทธิย่อมเป็น ไปเพื่อประโยชน์แก่ความสุข๖ และว่า กายที่สงบย่อมเสวยความ สุข.๗ เพราะ ความสุขทางจิต ท่านกล่าวว่า เป็นโสมนัส. ๑. วิ. ป. ๘/๑๐๘๔. ๒. องฺ. เอกาทสก. ๒๔/๒๐๘. ๓. ขฺ. ป. ๓๑/๑๘๓. ๔. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๖. ๕. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๖. ๖. วิ. ป. ๘/๑๐๘๔. ๗. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๖๔.
หน้า 609 ข้อ 91
บทว่า อาเสวนาย - เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ ได้แก่ การเสพ โดยเอื้อเฟื้ออย่างหนัก. เสพอะไร ? ความสุขที่แท้ เพราะความสุขท่านกล่าวด้วยคำว่า โสมนัสเป็นลำดับ. สมาธิเป็นสุขที่แท้ เพราะบาลีว่า จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น๑.n การเสพสมาธิที่แท้ ด้วยประการฉะนี้. ศีลเป็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสพโดยเอื้อเฟื้อสมาธิ- นั้น, อธิบายว่า ศีลทั้งหลายย่อมเป็นไปเพื่อความมีกำลังคล่องแคล่ว. บทว่า ภาวนาย - เพื่อความเจริญ ได้แก่ เพื่อความเจริญของ สมาธินั้นนั่นเอง. บทว่า พหุลีกมฺมาย - เพื่อทำให้มาก ได้แก่ เพื่อทำสมาธินั้น บ่อย ๆ. ย่อมเป็นไป เพื่อเป็นเครื่องประดับ โดยให้สำเร็จ เป็นเครื่อง ประดับมี สัทธินทรีย์ เป็นต้น ของสมาธิอันเป็นมูลเหตุแห่งความ เป็นไปมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น. ย่อมเป็นไป เพื่อเป็นบริขาร โดยให้สำเร็จสัมภาระของสมาธิ มีความไม่เดือดร้อนเป็นต้น. ๑. ที. ปา. ๑๑/๓๐๒.
หน้า 610 ข้อ 91
ปริกฺขาร ศัพท์ในบทนี้มีความว่า ของใช้ ดุจในประโยคมีอาทิ ว่า เย จ โข อิเม ปพฺพชิเตน ชีวิตปริกฺขารา สมุทาเนตพฺพา-๑ ของใช้สำหรับชีวิตเหล่านี้ อันบรรพชิตควรจัดหาไว้. มีความว่า เครื่อง ประดับ ดุจในประโยคมีอาทิว่า รโถ สีลปริกฺขาโร, ฌานกฺโข จกฺกวีริโย๒ - รถ คือ กาย มีศีลเป็นเครื่องประดับ, เพลา คือ ฌาน มีความเพียรเป็นจักร. มีอรรถว่า บริวาร ดุจในบทมีอาทิว่า สตฺตหิ นครปริกฺขาเรหิ สุปริกฺขตํ โหติ๓ - นครเป็นอันคุ้มกันด้วยดี ด้วยการ แวดล้อมนคร ๗ ประการ. แต่ในที่นี้ ท่านกล่าว สมฺภารตฺโถ มี ความว่า สัมภาระ เพราะอลังการและบริวารมาแยกกัน. อนึ่ง อรรถแห่งสัมภาระมีความว่าปัจจัย. ศีลย่อมเป็นไปเพื่อ เป็นบริวารด้วยให้สำเร็จธรรมสมบัติมีผัสสะ สัมปยุตด้วยสมาธิเป็นต้น โดยความเป็นมูลเหตุนั่นเอง, ย่อมเป็นไปเพื่อความบริบูรณ์ เพราะให้ สำเร็จความบริบูรณ์ ด้วยให้ถึงความเป็นปทัฏฐานแห่งสมาธิและวิปัสส- นา และด้วยให้ถึงความเป็นผู้ชำนาญ. พระสารีบุตรครั้นแสดงสมาธิบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง โดย อุปนิสัยแห่งศีลอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงยถาภูตญาณทัสนะเป็นต้น อันเป็นปทัฏฐานของสมาธิ มีศีลเป็นมูล เพราะบาลีว่า สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ, ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ, ๑. ม.มู. ๒/๒๓๗. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๒๔. ๓. องฺ. สตฺตก. ๒๗/๖๔.
หน้า 611 ข้อ 91
นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ, วิราคา วิมุจฺจติ.๑ - เมื่อจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นความ ความเป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย, เมื่อ เบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด, เพราะกายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้นดังนี้. จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทาย - เพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วน เดียว. เมื่อแสดงความเบื่อหน่ายแล้วก็เป็นอันแสดงยถาภูตญาณทัสนะ อันเป็นปทัฏฐานแห่งความเบื่อหน่ายนั้นนั่นแล. เมื่อยถาภูตญาณ- ทัสนะนั้นยังไม่สำเร็จ ความเบื่อหน่ายก็ยังไม่สำเร็จ. ก็บทเหล่านั้น มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วนั้นแล. แต่ในที่นี้ยถาภูตญาณทัสนะ กำหนด เอานามรูปพร้อมด้วยปัจจัย. พระสารีบุตรครั้นแสดงถึงประโยชน์ของศีล อันมีอมตมหานิพ- พานเป็นที่สุด อย่างนี้แล้ว บัดนี้ประสงค์จะแสดงความที่ศีลนั้นเป็น อธิศีลสิกขา และอธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา อันมีอธิศีลสิกขาเป็น มูล จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปริสุทฺธิ อธิสีลํ- ความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมศีลเห็นปานนี้เป็นอธิศีล. ในบทเหล่านั้น ความบริสุทธิ์ คือ ความสำรวมนั่นเอง ชื่อว่า สังวรปาริสุทธิ. ความบริสุทธิ์แห่งความสำรวมศีลอาศัยวิวัฏฏะ อันเป็น ศีลไม่มีที่สุดเห็นปานนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นอธิศีล เพราะเป็นศีลยิ่งกว่า ศีลที่เหลือ เพราะอาศัยวิวัฏฏะ. ๑. ขุ. ป. ๓๑/๑๘๒.
หน้า 612 ข้อ 91
บทว่า สํวรปาริสุทฺธิยา ิตํ จิตฺตํ - จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ ด้วยความสำรวม ความว่า จิตตั้งอยู่ด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความสำรวม ศีลเช่นนี้ ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน เพราะนำความไม่เดือดร้อนเป็นต้น มาด้วยดี, คือตั้งอยู่ในสมาธิ. ความบริสุทธิ์ คือ ความไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอวิกเขปปาริสุทธิ. สมาธิอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด เว้นจากมลทินทั้งปวง ท่านกล่าว ว่า อธิจิตฺตํ เพราะเป็นสมาธิยิ่งกว่าสมาธิที่เหลือ. ในบทนี้ท่านชี้แจง ถึงสมาธิ ด้วยหัวข้อว่า จิตฺตํ. บทว่า สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ - พระโยคาวจรย่อมเห็น ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมโดยชอบ ความว่า ย่อมเห็นความบริสุทธิ์ คือความสำรวมด้วยศีลโดยชอบ ด้วยสามารถแห่ง ญาตปริญญา และ ตีรณปริญญา, ย่อมเห็นสมาธิอันบริสุทธิ์ กล่าวคือ ความบริสุทธิ์ คือ ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่านอย่างนั้นนั่นแลโดยชอบ. เมื่อพระโยคคาวจรเห็น อย่างนั้นความบริสุทธิ์ กล่าวคือ ความเห็น ชื่อว่า ทสฺสนปาริสุทฺธิ- ความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ. ทัสนปาริสุทธินั่นแล ท่านกล่าวว่าเป็น อธิปญฺา เพราะ ยิ่งกว่าปัญญาที่เหลือ. บทว่า โย ตตฺถ คือ ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและ ทัสนะนั้น. บทว่า สํวรฏฺโ คือ ความสำรวม.
หน้า 613 ข้อ 91
พึงทราบความไม่ฟุ้งซ่านและความเห็น ก็อย่างนั้นเหมือนกัน, สิกขา คือ อธิศีลนั่นแล ชื่อว่าอธิสีลสิกขา. แม้นอกนั้น ก็พึงทราบ อย่างนี้. พระสารีบุตรครั้นแสดงสิกขา ๓ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดง ถึงลำดับของสิกขาเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อิมา ติสฺโส สิกขาโย อาวชฺเชนฺโต สิกฺขติ- พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ เหล่านี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา. บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ พระโยคาวจร แม้เมื่อนึกถึงเพื่อยังสิกขาอย่างหนึ่ง ๆ ให้บริบูรณ์ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นรู้ แล้วแม้เห็นอยู่อยู่ว่า สิกขาชื่ออย่างนี้ ก็ช่วยย่อมศึกษา, ครั้นรู้ ตามแม้เห็นอยู่บ่อย ๆ ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, ครั้นเห็นแล้ว แม้พิจารณา ตามที่เห็น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา ครั้นพิจารณาแล้ว แม้ตั้งมั่นทำจิตไม่ ให้หวั่นไหวในสิกขานั้น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา, แม้ทำกิจของตน ๆ ด้วย ศรัทธา วีริยะ สติ สมาธิ และปัญญา อันสัมปยุตด้วยสิกขานั้น ๆ ก็ ชื่อว่าย่อมศึกษา, เมื่อทำกิจนั้น ๆ แม้ในกาลมีความรู้ยิ่งในสิ่งที่ควรรู้ ยิ่งเป็นต้น ก็ชื่อว่าย่อมศึกษาสิกขา แม้ ๓ อย่าง. บทว่า ปญฺจ สีลานิ เป็นต้นอีกครั้ง มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. ๙๑ ] อนึ่ง พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเกสานํ ดังต่อไปนี้ บทเหล่านั้นถูกต้องทีเดียว เพราะความไม่
หน้า 614 ข้อ 91
มีความเดือดร้อนเป็นต้น และเพราะความมีการเสพโดยเอื้อเฟื้อเป็นต้น ด้วยดีของพระอรหันต์ทั้งหลาย. พึงประกอบมีอาทิว่า เอกนฺตนิพฺพิทานาย - เพื่อความเบื่อ- หน่ายโดยส่วนเดียว ในขณะแห่งมรรค ดุจสติปัฏฐานและสัมมัปธาน. พึงประกอบคำทั้งสองนี้ว่า สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ, อริกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ - พระโยคาวรย่อมเห็นความบริสุทธิ์ ด้วยสังวรโดยชอบเป็นศีล, ย่อมเห็นความบริสุทธิ์ด้วยจิตไม่ฟุ้งซ่าน โดยชอบเป็นศีล ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่ผลสมาบัติ. คำที่สองย่อมถูกต้อง แม้ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่ นิโรธสมาบัติ. ในคำทั้ง ๕ มีอาทิว่า อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ พึงทราบ ว่าท่านกล่าวว่า สิกฺขติ เพราะสภาพมีสีลขันธ์ของพระอเสกขะเป็นต้น แม้ในความไม่มีสิ่งที่ต้องศึกษาของพระอรหันต์, บทมีอาทิว่า สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกฺขติ - พระโยคาวจร น้อมไปด้วยศรัทธา ก็ชื่อว่าย่อมศึกษา ท่านกล่าวหมายถึงขณะแห่ง มรรคนั่นเอง. พึงประกอบคำแม้อื่นที่ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอุปจาระ อัปปนา วิปัสสนาและมรรคตามสมควร. จบ อรรถกถาสีลมยญาณนิทเทส
หน้า 615 ข้อ 92
สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส [๙๒]ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี เป็นสมาธิภาวนา- มยญาณอย่างไร ? สมาธิอย่างหนึ่ง คือ เอกัคตาจิต. สมาธิ ๒ คือ โลกิยสมาธิ ๑ โลกุตรสมาธิ ๑. สมาธิ ๓ คือ สมาธิมีวิตกและวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑. สมาธิ ๔ คือ สมาธิมีส่วนเสื่อม ๑ สมาธิเป็นส่วนตั้งอยู่ ๑ สมาธิเป็นส่วนวิเศษ ๑ สมาธิเป็นส่วนชำแรกกิเลส ๑. สมาธิ ๕ คือ สมาธิมีปีติแผ่ไป ๑ สมาธิ มีสุขแผ่ไป ๑ สมาธิมีจิตแผ่ไป ๑ สมาธิมีแสงสว่างแผ่ไป ๑ สมาธิมี การพิจารณาเป็นนิมิต ๑. สมาธิ ๖ คือ สมาธิมีเอกัคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถพุทธานุสติ ๑ ธรรมานุสติ ๑ สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวตานุสติ ๑. สมาธิ ๗ คือ ความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งสมาธิ ๑. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในความงาม แห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในโคจรแห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาด ในการน้อมไปแห่งสมาธิ ๑. สมาธิ ๘ คือ สมาธิมีเอกัคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถปฐวีกสิณ ๑ อาโปกสิณ ๑ เตโชกสิณ ๑ วาโยกสิณ ๑ นีลกสิณ ๒ ปีตกสิณ ๑ โลหิตกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑. สมาธิ ๙ คือ รูปาวจรสมาธิส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ อรูปา- วจรส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ สุญญตสมาธิ ๑
หน้า 616 ข้อ 93
อนิมิตตสมาธิ ๑ อัปปณิหิตสมาธิ ๑. สมาธิ ๑๐ คือ สมาธิมีเอกัคตา- จิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถอุทธุมาตกสัญญา ๑ วินีลกสัญญา ๑ วิปุพ- พกสัญญา ๑ วิฉิททกสัญญา ๑ วิกขายิตกสัญญา ๑ วิกขิตตกสัญญา ๑ หตวิกขายิตกสัญญา ๑ โลหิตกสัญญา ๑ ปุฬุวกสัญญา ๑ อัฏฐิกสัญญา ๑ สมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๕๕. [๙๓] อีกอย่างหนึ่ง สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิ ๒๕๑ ประการ คือ สมาธิเพราะอรรถว่าอันสัทธินทรีย์เป็นต้นกำหนดถือเอา ๑ เพราะอรรถว่าอินทรีย์เป็นบริวารแห่งกันและกัน ๑ เพราะอรรถว่า สัทธินทรีย์เป็นต้นบริบูรณ์ ๑ เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว ๑ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เพราะอรรถว่าไม่แส่ไป ๑ เพราะอรรถว่า ไม่ขุ่นมัว ๑ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ๑ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจาก กิเลส ๑ เพราะความที่จิตตั้งอยู่ด้วยสามารถความตั้งมั่นในความเป็นจิต มีอารมณ์เดียว ๑ เพราะอรรถว่าแสวงหาความสงบ ๑ เพราะอรรถว่า ไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศกแก่ความสงบ ๑ เพราะแสวงหาความสงบ แล้ว ๑ เพราะไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะ อรรถว่ายึดมั่นความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ยืดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึก แก่ความสงบ ๑ เพราะยึดมั่นความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ยึดมั่นธรรม ๑. นับแล้วได้ ๒๗.
หน้า 617 ข้อ 93
อัน เป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าปฏิบัติสงบ ๑ เพราะ อรรถว่าไม่ปฏิบัติสงบ ๑ เพราะปฏิบัติสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ปฏิบัติ ไม่สงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเพ่งความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าเผาธรรม อันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑ เพราะเพ่งความสงบแล้ว ๑ เพราะเผา ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมสงบ เป็นสภาพเกื้อกูลและนำสุขมาให้ ๑ สภาพในความเป็นสมาธิ เหล่านี้รวมเป็น ๒๕. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถรู้ว่าธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการสรวมแล้ว ตั้งไว้ดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณ. อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณนิทเทส ๙๒] พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิภาวนมยญาณนิทเทส ดังต่อ ไปนี้ พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงประเภทของสมาธิ ตั้งแต่หมวดหนึ่งๆ แต่ ต้นจนถึงหมวด ๑๐ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอโก สมาธิ อย่าง หนึ่ง. ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตสฺส เอกคฺคตา - ความว่าชื่อว่า เอกคฺโค เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เลิศ คือ สูงสุดอย่างหนึ่ง เพราะ
หน้า 618 ข้อ 93
ไม่มีความฟุ้งซ่านแห่งอารมณ์ต่างๆ, ความแห่งเป็น เอกคฺโคนั้น ชื่อว่า เอกคฺคตา เพื่อแสดงความที่มีจิตมีอารมณ์หนึ่งนั้น ไม่ใช่สัตว์ ท่านจึงกล่าวว่า จิตฺตสฺส. ในหมวด ๒ บทว่า โลกิโย วัฏฏะท่านกล่าวว่า โลโก เพราะ อรรถว่าแตกสลายไป, สมาธิประกอบแล้วในโลก โดยความเป็นสมาธิ เนื่องอยู่ในวัฏฏะนั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า โลกิยะ. บทว่า โลกุตฺตโร ชื่อว่า อุตตระ เพราะข้ามไปแล้ว, ชื่อว่า โลกุตระ เพราะข้ามไปจากโลกโดยความเป็นสมาธิไม่เนื่องอยู่ในโลก ในหมวด ๓ ชื่อว่า สวิตกฺกสวิจาโร เพราะสมาธิมีวิตกและ วิจาร. สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจารก็ทำนองนั้น. ในสมาธิที่มีวิตกและวิจาร ชื่อว่า วิจารมตฺโต เพราะอรรถว่ามีแต่วิจารเท่านั้นเป็นประมาณ อธิบายว่า สมาธิไม่ถึงการประกอบร่วมกันกับด้วยวิตกยิ่งกว่าวิจาร. ชื่อว่า อวิตกฺกวิจารมตฺโต เพราะสมาธินั้นไม่มีวิตกมีแต่วิจาร. แม้ใน ๓ อย่าง อาจารย์บางพวกก็ตัดออกไป. หมวด ๔ หมวดมีอธิบายไว้แล้ว. ในหมวด ๖ สตินั่นแลเพราะเกิดขึ้นบ่อย ๆ จึงชื่อว่า อนุสติ, อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าอนุสติ เพราะสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา เพราะเป็นไปในฐานะที่ควรเป็นไปบ้าง, อนุสติ เกิดขึ้นปรารภถึง พระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธานุสติ. บทนี้เป็นชื่อของสติมีคุณของพระ
หน้า 619 ข้อ 93
พุทธเจ้ามีพระอรหันต์เป็นต้นเป็นอารมณ์. ชื่อว่า อวิกฺเขโป เพราะ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสตินั้นนั่นเอง ไม่ ฟุ้งซ่านโดยความเป็นปฏิปักษ์ของความฟุ้งซ่านอันได้แก่ อุทธัจจะ อนุสติเกิดขึ้นเพราะปรารภ พระธรรม ชื่อว่าธรรมานุสติ. บท นี้เป็นชื่อของสติมีคุณของพระธรรม มีความที่พระธรรมอันพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้นเป็นอารมณ์. อนุสติเกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่า สังฆานุสติ, บทนี้เป็น ชื่อของสติมีคุณของพระสงฆ์มีความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วเป็นต้น เป็นอารมณ์. อนุสติเกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อว่า สีลานุสติ, บทนี้เป็นชื่อของ สติ มีคุณของศีลมีความที่ศีลของตนไม่ขาดเป็นต้น. อนุสติเกิดขึ้นปรารภจาคะ ชื่อว่า จาคานุสติ, บทนี้เป็นชื่อ ของสติมีคุณของจาคะมีความที่ตนสละออกไปแล้ว. อนุสติเกิดขึ้นปรารภเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า เทวตานุสติ. บท นี้เป็นชื่อของสติมีคุณของศรัทธาเป็นต้น ของตนเป็นอารมณ์ ตั้งเทวดา ไว้ในฐานะเป็นพยาน. ในหมวด ๗ บทว่า สมาธิกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หลายประเภท โดยประเภทมีสมาธิอย่างเดียวเป็นต้นว่า นี้เป็นสมาธิ
หน้า 620 ข้อ 93
อย่างนี้, นี้เป็นสมาธิอย่างนี้. บทนี้เป็นชื่อของปัญญากำหนดสมาธิ. ความเป็นผู้ฉลาดโดยวิธีทำให้สมาธิเกิด เพราะเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ. บทว่า สมาธิสฺส สมาปตฺติกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดใน การเข้าสมาธิ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิที่ทำให้เกิดแล้ว. ด้วยบทที่เป็นอันท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ชำนาญในการเข้าสมาธิ. บทว่า สมาธิสฺส ฐิติกุสฺลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้ง สมาธิ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งสมาธิที่เข้าแล้วตามความชอบ ใจด้วยสามารถความสืบต่อกันไป. ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงความ เป็นผู้ชำนาญในการตั้งใจ. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระโยคาวจรนั้น ยังอาการเหล่านั้นให้ถึง พร้อมด้วยการถือเอานิมิต ย่อมสำเร็จเพียงอัปปนาเท่านั้น, ไม่ยั่งยืน. ส่วนฐานะที่ยั่งยืนย่อมมีได้ เพราะชำระธรรมอันเป็นอันตรายแก่สมาธิ ไว้ด้วยดี. จริงอยู่ภิกษุใดข่มกามฉันทะ ด้วยการพิจารณาโทษของกาม เป็นต้นไว้ด้วยดีไม่ได้ กระทำความยาบช้าทางกายด้วยกายปัสสัทธิ ให้สงบด้วยดีไม่ได้, บรรเทาถีนมิทธะด้วยความใส่ใจถึง อารัมภธาตุ คือความเพียรให้ดีไม่ได้. ถอนอุทธัจจะกุกกุจจะด้วยใส่ใจถึงสมถนิมิต ให้ดีไม่ได้, ชำระธรรมอันเป็นอันตรายของสมาธิให้ดีไม่ได้ แล้วเข้า ฌาน, ภิกษุนั้นย่อมออกจากฌานโดยเร็วทันที ดุจภมรเข้าไปยังที่อยู่
หน้า 621 ข้อ 93
อันไม่สะอาด และพระราชาเสด็จเข้าไปสู่อุทยานที่แสนจะสกปรก ย่อม ออกไปโดยเร็วพลัน. ส่วนภิกษุใดชำระธรรมอันเป็นอันตรายแก่สมาธิได้ดร แล้วเข้า ฌาน, ภิกษุนั้นย่อมเข้าฌานภายในสมาบัติได้ตลอดวันทั้งสิ้น ดุจภมร เข้าไปยังที่อาศัยอันสะอาด, และพระราชาเสด็จเข้าไปยังอุทยานอัน เรียบร้อย ย่อมอยู่ได้ตลอดวัน. ดังที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า กาเมสุ ฉนฺทํ ปฏิฆํ วิโนทเย อุทฺธจฺจถีนํ วิจิกิจฺฉปญฺจมํ, วิเวกปามุชฺชกเรน เจตสา ราชาว สุทฺธนฺตคโต ตหึ รเม. พระโยคาวจรผู้มีจิตทำความปราโมทย์ในวิเวก พึงบรรเทาความพอใจในกามทั้งหลาย ความเคียด- แค้น ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ และความสงสัย เป็นที่ ๕, ดุจพระราชาเสด็จไปสู่สถานที่โดยเป็น ระเบียบเรียบร้อย ทรงพึงพอพระทัย ณ ที่นั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า อันพระโยคาวจรผู้ประสงค์ จะตั้งอยู่ตลอดกาลนาน พึงชำระธรรมอันเป็นข้าศึก แล้วจึงเข้าฌาน เป็นอันท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ฉลาดในการยังวิธีนั้นให้ถึงพร้อม แล้ว จึงทำสมาธิให้ตั้งอยู่ได้นาน.
หน้า 622 ข้อ 93
บทว่า สมาธิสฺส วุฏฺานกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในการ ออกจากสมาธิ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ด้วยการ ออกตามเวลาที่กำหนดไว้แห่งสมาธิที่เป็นไปแล้วตามความพอใจด้วยการ สืบต่อกันไป. พึงทราบว่าท่านทำเป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมี วิภัตติ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ยสฺสาปิ ธมฺมํ ปุริโส วิชญฺา๑- บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมแม้จากผู้ใด. ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงความเป็น ผู้ชำนาญในการออกจากสมาธิ. บทว่า สมาธิสฺส กลฺลตากุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในความ งามแห่งสมาธิ ความว่า ความเป็นผู้ไม่เจ็บไข้ ความเป็นผู้ไม่มีโรค ชื่อว่า กลฺลตา. ความเจ็บไข้ท่านกล่าวว่า อกลฺลโก แม้ในวินัย ท่านก็กล่าวไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลโก๒- ท่านขอรับผมไม่เจ็บไข้. ความเป็นผู้ฉลาดในการทำความไม่เจ็บไข้แห่งสมาธิ ด้วยความไม่มีความ ปรารถนาอันลามก ซึ่งเป็นข้าศึกของการได้ฌานดังที่ท่านกล่าวไว้ใน อนังคณสูตร และวัตถุสูตร๓ และด้วยความปราศจากอุปกิเลสของจิตมี อภิชฌาเป็นต้น, ท่านกล่าวว่า ความเป็นผู้ฉลาดในความงามของ สมาธิ คือความเป็นผู้ฉลาดในความเป็นผู้ไม่มีความเจ็บไข้ คือกิเลส. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กลฺลตา ได้แก่ ความเป็นผู้ควรแก่การงาน เพราะความที่คำว่า กลฺล เป็นไวพจน์ของกัมมัญญตา - ความเป็นผู้ ๑. ขุ. ชา. ๒๗/๑๔๗๐. ๒. วิ. มหาวิภังค ๑/๑๕๒. ๓. ม.มู. ๑๒/๕๔.
หน้า 623 ข้อ 93
ควรแก่การงาน. ดังที่ท่านกล่าวว่า ยา จิตฺตสฺส อกลฺยตา อกมฺ- มญฺตา๑ - ความที่จิตไม่สมประกอบ ความที่จิตไม่ควรแก่การงาน. และว่า กลฺลจิตฺตํ มุทุจิตฺตํ วินีวรณจิตฺตํ๒ - จิตควรแก่การงาน จิต อ่อนโยน จิตปราศจากนิวรณ์. กลฺล ศัพท์ในบทนี้ มีความว่า ควรแก่การงาน. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า ความเป็นผู้ฉลาดใน การทำความคล่องแคล่วแห่งสมาธิด้วยการฝึกจิต โดยอาการ ๑๔ อย่าง เหล่านี้ คือ โดยอนุโลมแห่งกสิณ โดยปฏิโลมแห่งกสิณ ๑ โดย อนุโลมปฏิโลมแห่งกสิณ ๒ โดยอนุโลมแห่งฌาน ๑ โดยปฏิโลมแห่ง ฌาน ๑ โดยอนุโลมปฏิโลมแห่งฌาน ๑ โดยการก้าวเข้าไปสู่ฌาน ๑ โดยการก้าวเข้าไปสู่กสิณ ๑ โดยการก้าวเข้าไปสู่ฌานและกสิณ ๑ โดย การก้าวไปสู่องค์ ๑ โดยการก้าวไปสู่อารมณ์ โดยการก้าวไปสู่องค์ และอารมณ์ ๑๕ โดยการกำหนดองค์ ๑ โดยการกำหนดอารมณ์ ๑ หรือ โดยอาการ ๑๕ เพิ่มบทว่า โดยกำหนดองค์และอารมณ์ ๑. บทว่า สมาธิสฺส โคจรกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในโคจร แห่งสมาธิ ความว่า เป็นผู้ฉลาดในอารมณ์มีกสิณเป็นต้น อันเป็นโคจร แห่งสมาธิในอารมณ์เหล่านั้น ด้วยการทำความนึกถึงตามความพอใจ เพราะประสงค์จะเข้าฌานนั้น ๆ. ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงความเป็น ผู้ชำนาญในการนี้ถึง ด้วยการนึกถึงกสิณ. ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๗๕๑. ๒. วิ. มหา ๔/๒๖.
หน้า 624 ข้อ 93
อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นผู้ฉลาดในโคจรแห่งสมาธิด้วยสามารถ การแผ่กสิณไปในทิศาภาคนั้น ๆ และด้วยสามารถการตั้งไว้นานแห่ง กสิณที่ถูกต้องแล้วอย่างนี้. บทว่า สมาธิสส อภินีหารกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดใน การน้อมไปแห่งสมาธิ ความว่า ความเป็นผู้ฉลาดในการน้อมไปในการ ทำสมาธิต่าง ๆ โดยนัยความเป็นอันเดียวกัน ด้วยการน้อมเข้าไปสู่ความ เป็นสมาธิสูง ๆ. จริงอยู่ อุปจารฌานถึงความชำนาญ ย่อมน้อมเข้าไป เพื่อประโยชน์แก่ปฐมฌาน หรือเพื่อประโยชน์แก่วิปัสสนา. ปฐมฌาน เป็นต้นก็อย่างนั้น ย่อมน้อมเข้าไปเพื่อประโยชน์แก่ทุติยฌานเป็นต้น หรือเพื่อประโยชน์แก่วิปัสสนา, จตุตถฌานย่อมน้อมไปเพื่อประโยชน์แก่ อรูปสมาบัติ หรือเพื่อประโยชน์แก่อภิญญา หรือเพื่อประโยชน์แก่ วิปัสสนา, อากาสานัญจายตนะย่อมน้อมเข้าไปเพื่อประโยชน์แก่วิญญา- ณัญจายตนะเป็นต้น หรือเพื่อประโยชน์แก่วิปัสสนา ความเป็นผู้ฉลาด ในการน้อมไปแห่งสมาธิในญาณนั้น ๆ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ก็ เพราะปัญญา ชื่อว่าความเป็นผู้ฉลาด. ปัญญานั้นไม่ใช่สมาธิ. ฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธิ ๗ อย่าง ท่านกล่าวด้วยสามารถปัญญานำไปสู่สมาธิ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า สมาธิกุสลตา - ความเป็น ผู้ฉลาดในสมาธิ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในความใส่ใจที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน.
หน้า 625 ข้อ 93
บทว่า สมาปตฺติกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในความใส่ใจที่องค์ฌานปรากฏแก่ผู้เข้าฌาน. บทว่า ิติกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้ง ได้แก่ ความ รู้การออกจากนิวรณ์ในความใส่ใจที่สมาธิแน่นแฟ้นไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า วุฏานกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในการออก ได้แก่ รู้การออกจากนิวรณ์ในปฐมฌาน, รู้การออกจากองค์ในฌาน ๓, รู้การ ออกจากอารมณ์ในอรูปสมาบัติ, รู้การออกจากความฟุ้งซ่านในลักษณะ อันมีประมาณยิ่ง, รู้การออกจากความพอใจของตนในกาลมีที่สุดและใน กาลมีกิจที่ควรทำครั้งสุดท้าย. บทว่า กฺลลตกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในความงาม ได้แก่ รู้ว่าความเป็นผู้ฉลาดในความงามแห่งสมาธิ เพราะจิตสบาย ร่างกาย สบาย อาหารสบาย เสนาสนะสบาย และบุคคลสบาย. บทว่า โคจรกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในโคจร ได้แก่ รู้ เพื่อทำความกำหนดอารมณ์, รู้เพื่อทำความแผ่ไปยังทิศ, รู้เพื่อความ เจริญ. บทว่า อภินีหารกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในการน้อมเข้าไป ได้แก่ น้อมนำจิตเข้าไปด้วยการใส่ใจโดยชอบในสมาธินั้น ๆ, เมื่อ อุปจาระถึงความชำนาญแล้ว ย่อมนำจิตเข้าไปในปฐมฌาน, ย่อมนำจิต เข้าไปในฌานสูง ๆ ในอภิญญา ในอรูปสมาบัติ และในวิปัสสนา.
หน้า 626 ข้อ 93
อาจารย์ทั้งหลายย่อมพรรณนา ความแห่งบททั้งหลายเหล่านี้อย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ฉลาด ในการน้อมไปในสมาธินั้น ๆ ด้วยประการฉะนี้. หมวด ๘ มีอรรถดังกล่าวแล้ว. ในหมวด ๙ บทว่า รูปาวจโร ธรรมเป็นรูปเป็นไฉน? รูปาวจรเนื่องในรูปาวจรธรรม ดังที่ท่าน กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เหฏฺโต พฺรหฺมโลกํ ปริยนฺตํ กริตฺวา อุปริโต อกนิฏฺเ เทเว อนฺ โตกริตฺวา๑ เบื้องล่าง ทำพรหมโลกใหัมี ที่สุด เบื้องบนทำเทพชั้นอกนิฏฐ์เป็นที่สุด. ในข้อนี้มีวจนัตถะดังต่อไปนี้ นี้ ชื่อว่า รูปาวจร เพราะอรรถว่ารูป ได้แก่ รูปขันธ์ ย่อมเที่ยวไป ในรูปภพนี้, ไม่ใช่กามภพ, เพราะว่าแม้รูปขันธ์ท่านก็กล่าวว่ารูป ดุจ ในบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺโธ รูปํ ๒- รูปขันธ์เป็นรูป. อนึ่ง รูปพรหมนั้น มี ๑๖ ชั้น คือ พรหมปาริสัชชะ ๑ พรหมปุโรหิต ๑ มหาพรหม ๑ ปริตตาภา ๑ อัปปมาณาภา ๑ อาภัสสรา ๑ ปริตตสุภา ๑ ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๘๒๙. ๒. อภิ. ยมก. ๓๘/๒๔
หน้า 627 ข้อ 93
อัปปมาณสุภา ๑ สุภกิณหา ๑ อสัญญีสัตว์ ๑ เวหัปผลา ๑ อวิหา ๑ อตัปปา ๑ สุทัสสา ๑ สุทัสสี ๑ อกนิฏฐา ๑. ที่อยู่กล่าวคือรูปาวจรภพนั้นท่านกล่าวว่า รูป เพราะลบบทหลัง, ชื่อว่า รูปาวจร เพราะเที่ยวไปในรูปนั้น. อีกอย่างหนึ่ง รูป คือ รูปภพ, ชื่อว่า รูปาวจร เพราะเที่ยวไปในรูปภพนั้น. จริงอยู่ สมาธินี้เที่ยว ไปแม้ในกามภพ แม้เมื่อเที่ยวไปในที่อื่น ท่านก็กล่าวว่า รูปาวจรภพ เหมือนช้างได้ชื่อว่า สงฺคามาวจร เพราะเที่ยวไปในสงความ แม้ เที่ยวไปในเมืองก็เรียกว่าสังคามาวจร, เหมือนสัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปบน บก และเที่ยวไปในน้ำ แม้สัตว์เหล่านั้นจะอยู่ในที่ไม่ใช่บก ไม่ใช่น้ำ ก็เรียกว่า เที่ยวไปบนบก เที่ยวไปในน้ำ ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า รูปาวจร เพราะยังปฏิสนธิให้เที่ยวไปในรูปคือรูปภพ.
หน้า 628 ข้อ 93
บทว่า หีโน - เลว ได้แก่ ลามก. ภพในท่ามกลางของสมาธิ เลวและสมาธิสูง ชื่อว่า มชฺโฌ - มัชฌะ - ปาฐะว่า มชฺฌิโม - มัช- ฌิมะบ้าง. ความอย่างเดียวกัน, สมาธิถึงความเป็นประธาน ชื่อว่า ปณีโต - ประณีต ความว่าสูงที่สุด. พึงทราบสมาธิเหล่านั้นด้วยการ ประกอบไว้. ในขณะประกอบ ฉันทะ วีริยะ จิตตะหรือวิมังสา ของ สมาธิใดเลว, สมาธินั้นชื่อว่า หีนะ. ธรรมเหล่านั้นของสมาธิใดปาน กลาง, สมาธินั้นชื่อว่า มัชฌิมะ. ของสมาธิใดประณีต สมาธินั้น ชื่อว่า ปณีตะ, หรือสมาธิสักว่าให้เกิดขึ้นก็ชื่อว่า หีนะ, เจริญไม่ ค่อยดีนัก ชื่อว่า มัชฌิมะ, เจริญอย่างดียิ่งถึงความชำนาญ ชื่อว่า ปณีตะ. อรูปาวจรสมาธิพึงทราบทำนองเดียวกับนัยดังกล่าวแล้วใน รูปาวจรสมาธิ. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สุญฺโต สมาธิ ดังต่อไปนี้ เมื่อการออกจากมรรคเกิดแล้ว ด้วยอนัตตานุปัสนาของพระโยคาวจรผู้ เห็นตามลำดับแห่งวิปัสสนาว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ทุกฺขา อนตฺตา - สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพราะ วิปัสสนานั้นเป็นไปแล้ว โดยความเป็นของสูญในสังขารทั้งหลายที่ไม่มี ตัวตน, ฉะนั้นจึงชื่อว่า สุญตา. อริยมรรคสมาธิ สำเร็จดัวย สุญญตานั้น ชื่อว่า สุญญตสมาธิ, อธิบายว่า สมาธิที่เป็นไปแล้ว
หน้า 629 ข้อ 93
ด้วยอำนาจแห่ง สุญญตะ. จริงอยู่ สมาธินั้นย่อมเป็นไปโดยอาการ ที่วิปัสสนาเป็นไปแล้ว. เมื่อการออกจากมรรคเกิดแล้วด้วย อนิจจานุปัสนา เพราะ วิปัสสนานั้นเป็นไปแล้วด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อนิมิตว่าเที่ยง, ฉะนั้นจึงชื่อว่า อนิมิตตวิปัสสนา. อริยมรรคสมาธิ สำเร็จด้วยวิปัสสนานั้น จึงชื่อว่า อนิมิตตสมาธิ. อธิบายว่า สมาธิที่เว้นจากนิมิตที่เที่ยง. จริงอยู่ สมาธิ นั้นย่อมเป็นไปด้วยอาการอันเป็นไปแล้วแห่งวิปัสสนา เมื่อการออกจาก มรรค เกิดแล้วด้วย ทุกขานุปัสนา เพราะ วิปัสสนา นั้นเป็นไป แล้วด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความตั้งใจปรารถนา, ฉะนั้นจึงชื่อว่า อัปปณิ- หิตสมาธิ, อธิบายว่า สมาธิที่เว้นจากความตั้งใจปรารถนา. เพราะ สมาธินั้นย่อมเป็นไปด้วยอาการเป็นไปแล้วด้วยวิปัสสนา. พึงทราบว่า แม้ผลสมาธิ ๓ ก็เป็นเช่นนั้น เป็นอันท่านถือเอาด้วยสมาธิ ๓ เหล่านั้น. แต่ท่านไม่ยกประเภทของสมาธิ มีสมาธิเลวเป็นต้น เพราะโลกุตรสมาธิ เป็นสมาธิประณีต. ในหมวด ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อุทฺธุมาตกสญฺ- าวเสน ด้วยสามารถความสำคัญศพที่อืด ชื่อว่า อุทฺธุมาตํ เพราะขึ้นอืดด้วยความพองขึ้นพองขึ้นตามลำดับในเบื้องบน ด้วยลมดุจ เครื่องสูบลม เพราะหมดชีวิต การขึ้นอืดนั่นแล ชื่อว่า อุทฺธุมาตกํ.
หน้า 630 ข้อ 93
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อุทฺธุมาตกํ เพราะขึ้นอืดน่าเกลียด เพราะเป็น สิ่งปฏิกูล, บทนี้เป็นชื่อร่างซากศพเห็นปานนั้น สีที่แตกออกเรียก วินีลํ - เขียวน่าเกลียด นั้นแล ชื่อว่า วินีลกํ. ชื่อว่า วินีลกํ เพราะสีเขียวน่าเกลียดเพราะ เป็นสิ่งปฏิกูล. บทนี้เป็นชื่อของร่างซากศพ มีสีแดงในที่ที่มีเนื้อสมบูรณ์, มีสีขาวในที่ที่อมหนอง, โดยมากมีสีเขียวในที่ที่มีเขียว คล้ายห่มผ้าสี เขียว. หนองไหลในที่ที่ผิวแตก ชื่อว่า วิปุพฺพํ, หนองไหลนั่นแล ชื่อว่า วิปุพฺพกํ. ชื่อว่า วิปุพฺพกํ เพราะหนองน่าเกลียด เพราะ เป็นสิ่งปฏิกูล. บทนี้เป็นชื่อของร่างซากศพเห็นปานนั้น ศพที่คลุมไว้โดยขาดออกเป็น ๒ ท่อน ท่านเรียก วิจฺฉิทฺทํ, ศพขาดเป็นท่อนนั่นแล ชื่อว่า วิจฺฉิทฺทกํ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิจฺฉิทฺทกํ เพราะศพขาดเป็นท่อนน่าเกลียด เพราะเป็นสิ่งปฏิกูล. บท นี้เป็นชื่อของร่างซากศพที่ขาดกลาง. ซากศพชื่อว่า วิกฺขยิตํ เพราะถูกสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอก เป็นต้นกัด โดยอาการต่าง ๆ ข้างนี้และข้างโน้น, เมื่อควรกล่าวว่า วิกฺขายิตํ ท่านกล่าวว่า วิกฺขายิตกํ - ซากศพที่ถูกสัตว์กัด, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิกฺขายิตกํ เพราะซากศพถูกสัตว์กัดน่าเกลียดเพราะเป็นสิ่งปฏิกูล. นี้เป็นชื่อของร่างซากศพเห็นปานนั้น.
หน้า 631 ข้อ 93
ซากศพที่กระจายไปในที่ต่าง ๆ ชื่อว่า วิกฺขิตฺตํ, ซากศพที่ กระจายไปนั่นแล ชื่อว่า วิกฺขิตฺตกํ, ชื่อว่า วิกฺขิตฺตกํ เพราะซาก- ศพกระจายไปน่าเกลียดเพราะเป็นสิ่งปฏิกูล. บทนี้เป็นชื่อของซากศพ ที่กระจายไปจากที่นั้น ๆ อย่างนี้ คือ มือไปข้างหนึ่ง เท้าไปข้างหนึ่ง ศีรษะไปข้างหนึ่ง. ซากศพชื่อว่า หตวิกฺขิตฺตกํ เพราะซากศพนั้นถูกฟันและ กระจัดกระจายไปโดยนัยก่อนนั่นแล. บทนี้เป็นชื่อของซากศพที่ถูกฟัน ด้วยศัสตราที่อวัยวะน้อยใหญ่ โดยอาการเหมือนตีนกาแล้วกระจัดกระ- จายไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว. ซากศพชื่อว่า โลหิตกํ เพราะโลหิตไหลเรี่ยราดไปข้างโน้น ข้างนี้. บทนี้เป็นชื่อของร่างซากศพที่เปรอะเปื้อนโลหิตไหลเรี่ยราดไป. ซากศพชื่อว่า ปุฬุวกํ เพราะหนอน ท่านเรียกว่า ปุฬุวา, โลหิตกระจายไปบนหนอน. บทนี้เป็นชื่อของร่างซากศพที่เต็มไปด้วย หนอน. กระดูกนั่นแล ชื่อว่า อฏฺิกํ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อฏฺิกํ เพราะกระดูกน่าเกลียด เพราะเป็นสิ่งปฏิกูล. บทนี้เป็นชื่อของโครง- กระดูกบ้าง ของกระดูกชิ้นเดียวบ้าง ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของนิมิตที่เกิด เพราะอาศัยซากศพที่เป็น อุทธุมตกะ เป็นต้นบ้าง ของฌานที่ได้ แล้วในนิมิตทั้งหลายบ้าง. แต่ในอุทธุมาตกนิมิตนี้ สัญญาที่เกิดด้วย
หน้า 632 ข้อ 93
สามารถอัปปนากำหนดเอาอาการที่น่าเกลียด ชื่อว่า อุทธุมาตกสัญญา, ด้วยสามารถแห่ง อุทธุมาตกสัญญา นั้น ชื่อว่า อุทธุมาตกสัญญา- วสะ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล. บทว่า ปญฺจปฺาส สมาธี สมาธิ ๕๕ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งธรรมหมวดหนึ่งเป็นต้น. ๙๓] พระสารีบุตรครั้นแสดงถึงประเภทของสมาธิด้วยสามารถ หมวดหนึ่งเป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ประสงค์จะแสดงสมาธิโดยปริยาย แม้อื่นจึงแสดงปรารภปริยายอื่น อปิจ ดังนี้แล้วกล่าวบทมีอาทิว่า ปญฺจวีสติ - ๒๕. ในบทเหล่านั้นบทว่า สมาธิสฺส สมาธิฏฺา คือ สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิ, สมาธินั้นย่อมมีได้โดยสภาพใด, สภาพเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นประโยชน์ในสมาธินั้น. บทว่า ปริคหฏเน สมาธิ คือ เพราะสมาธิอันอินทรีย์มี สัทธินทรีย์ เป็นต้น กำหนดถือเอา ฉะนั้น ชื่อว่า สมาธิ โดยสภาพ อัน สัทธินทรีย์ เป็นต้น กำหนดถือเอา. อนึ่ง อินทรีย์เหล่านั้น นั่นแล ย่อมเป็นบริวารของกันและกัน, และย่อมเป็นอินทรีย์บริบูรณ์ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา. เพราะฉะนั้น ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่า อินทรีย์เป็นบริวารของกันและกัน เพราะอรรถว่า สัทธินทรีย์เป็นต้น บริบูรณ์. เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว เพราะเพ่งอารมณ์เดียว ด้วยอำนาจสมาธิแห่งอินทรีย์เหล่านั้น, เพราะอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะเพ่งความไม่มีความฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่าง ๆ, พึงทราบว่า ท่านไม่
หน้า 633 ข้อ 93
ถืออรรถว่ากำหนดถือเอาความเที่ยง และอรรถว่าไม่แส่ไปไว้ในที่นี้ใน ภายหลัง เพราะควรบรรลุด้วยการกำหนดถือวีริยพละใหญ่แห่งโลกุตระ นั่นเอง และเพราะไม่มีความแส่ไปด้วยความเสื่อมแห่งโลกุตรมรรค. ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่า ไม่ขุ่นมัวโดยไม่มีกิเลสเกิดขึ้น. ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว เพราะความไม่หวั่นไหว, ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกิเลส เพราะพ้นจากกิเลสด้วยการข่มไว้ หรือด้วยการตัดเด็ดขาด และเพราะน้อมไปในอารมณ์. บทว่า เอกตฺตุปฏฺานวเสน จิตฺตสฺส ิตตฺตา เพราะความ ที่จิตตั้งอยู่ด้วยสามารถความตั้งมั่นในความเป็นจิตมีอารมณ์เดียว ความ ว่า เพราะความที่จิตตั้งมั่นโดยไม่หวั่นไหวในอารมณ์แห่งจิต ด้วยสามารถ การตั้งมั่นอย่างหนักในอารมณ์เดียว ด้วยการประกอบสมาธินั่นเอง. พึงทราบว่า ในคู่ ๘ ท่านกล่าวถึงคู่ เหล่านี้ คือ ย่อมแสวงหา ย่อมไม่แสวงหา คู่ที่ ๑, ย่อมถือเอา ย่อมไม่ถือเอา คู่ที่ ๒ ย่อมปฏิบัติ ย่อมไม่ปฏิบัติคู่ที่ ๓ ด้วยความไม่เหลือแห่งจิตที่น้อมไปในท่ามกลาง ความอ่อนแห่งอุปจาระในส่วนเบื้องต้นจากวิถีแห่งอัปปนา, พึงทราบ บทนี้ว่า ฌายติ ฌาเปติ - ย่อมเพ่ง ย่อมเผา ด้วยสามารถอุปจาระ ในวิถีแห่งอัปปนา. พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงคู่ ๔ เหล่านี้ คือ เพราะ แสวงหา เพราะไม่แสวงหา คู่ที่ ๑, เพราะยึดมั่น เพราะไม่ยึดมั่น
หน้า 634 ข้อ 93
คู่ที่ ๒, เพราะปฏิบัติแล้ว เพราะไม่ปฏิบัติแล้ว คู่ที่ ๓, เพราะเผาแล้ว เพราะไม่เผาแล้ว คู่ที่ ๔ ด้วยสามารถแห่งอัปปนา. ในบทเหล่านั้นบทว่า สมํ ในบทมีอาทิว่า สมํ เอสตีติ สมาธิิ ได้แก่ อัปปนา. จริงอยู่ อัปปนานั้น ชื่อว่า สมา เพราะสงบ คือ ยังธรรมเป็นข้าศึกให้ฉิบหายไป, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมา เพราะ เกิดจากความไม่มีความไม่สงบอันเป็นข้าศึก. สมาธิย่อมแสวงหาความ สงบนั้น คือ ย่อมแสวงหาด้วยอัธยาศัย. อิติ ศัพท์ เป็น การณัตถะ แปลว่า เพราะเหตุนั้น, อธิบายว่า เพราะแสวงหาความสงบ ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมาธิ. บทว่า วิสมํ เนสติ ความว่า ไม่แสวงหาความ ไม่สงบ อันเป็นข้าศึกของฌานนั้นๆ. จริงอยู่ สมาธิอันเป็นส่วนเบื้องต้นเป็นสมาธิก่อน ชื่อว่าย่อม แสวงหาความสงบ, ไม่แสวงหาความไม่สงบ เพราะเป็นสมาธิต้น. สมาธิเป็นกลาง ชื่อว่าย่อมถือเอาความสงบ, ไม่ถือเอาความไม่สงบ เพราะเป็นสมาธิมั่นคง. สมาธิมีประมาณยิ่ง ชื่อว่าย่อมปฏิบัติความสงบ, ไม่ปฏิบัติความ ไม่สงบ เพราะเป็นสมาธิใกล้วิถีแห่งอัปปนา. บทว่า สมํ ฌายติ เป็นภาวนปุงสกะ ความว่า เป็นความสงบ จึงเพ่ง, หรือ เพ่งด้วยอาการสงบ, จริงอยู่ สมาธิในวิถีแห่งอัปปนา
หน้า 635 ข้อ 93
ย่อมเป็นไปโดยอาการสงบ เพราะสงบโดยปราศจากธรรมอันเป็นข้าศึก และเพราะตั้งอยู่ด้วยความเป็นสมาธิเกื้อหนุนอัปปนาอันสงบแล้ว. บทว่า ฌายติ มีความรุ่งเรือง ดุจในประโยคมีอาทิว่า ประทีป ในพลับพลาเหล่านี้ ย่อมรุ่งเรือง๑ตลอดคืน, และประทีปน้ำมัน ย่อม รุ่งเรืองตลอดคืน, ประทีปน้ำมันพึงรุ่งเรือง๒ในพลับพลานี้. ปาฐะว่า สมํ ชายติ บ้าง ความว่า สมาธิย่อมเกิดด้วยอาการสงบ, ปาฐะก่อน ดีกว่า เพราะความเป็นคู่ว่า ฌายติ ฌาเปติ - เพ่งความสงบ เผา ความไม่สงบ. อนึ่ง บทว่า ฌาเปติ - เอาความว่าเผา. เพราะว่าสมาธินั้น ชื่อว่าย่อมเผาธรรมเป็นข้าศึกด้วยทำให้ไกลกว่า. ท่านกล่าวอัปปนาสมาธิ ด้วยบทมีอาทิว่า เอสิตตฺตา เนสิตตฺตา - เพราะแสวงหา เพราะไม่ แสวงหา เพราะการแสวงหาและการไม่แสวงหาเป็นต้น สำเร็จด้วย อัปปนา. บทว่า สมํ ฌาตตฺตา - เพราะเพ่งความสงบ, คือ เพราะ รุ่งเรืองเสมอ. ปาฐะว่า สมํ ชาตตฺตา - เพราะเกิดเสมอบ้าง. ความ เป็นสมาธิแห่งสมาธิ ๒๕ เหล่านี้ คือ สมาธิ ๖ ด้วยสามารถแห่งคู่ ๘ เหล่านี้, และสมาธิ ๙ มีข้างต้น. ๑. ที. สี. ๙/๙๒ ๒. สํ. นิ. ๑๖/๒๐๑.
หน้า 636 ข้อ 93
ก็บทนี้ว่า สโม จ หิโต จ สุโข จา สมาธิ ชื่อว่าสมาธิ เพราะเป็นธรรมสงบ เป็นสภาพเกื้อกูล และเป็นความสุข ท่าน กล่าวเพื่อให้สำเร็จประโยชน์แห่งสมาธิอันสำเร็จแล้วด้วยอาการ ๒๕. ในบทเหล่านั้น บทว่า สโม มีความแห่ง สม ศัพท์, หรือ สํ ศัพท์ จริงอยู่ สมาธินั้น ชื่อว่า สโม เพราะเว้นจากความไม่สงบ อันกำเริบที่เป็นข้าศึก. บทว่า หิโต มีความแห่ง อธิ ศัพท์. อธิบายว่าตั้งอยู่ในอารมณ์ คือ ให้ตั้งอยู่ด้วยทำความไม่หวั่นไหว. ท่านอธิบายว่า ด้วยบททั้ง ๒ ชื่อว่าสมาธิ เพราะสงบและตั้งมั่น. บทว่า สุโข ชื่อว่า สุโข เพราะอรรถว่า สงบ. แม้สมาธิ สหรคตด้วยอุเบกขา ท่านก็ถือเอาด้วย สุข ศัพท์. มีอรรถว่าสงบเพราะ ท่านกล่าวไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญอทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาค- เจ้าตรัสไว้ในความสงบ คือ ในความสุขอันประณีต และอุเบกขาท่าน กล่าวว่าเป็นความสุขเพราะสงบ. ท่านกล่าวสมาธิทั้งหมดไว้ในที่นี้โดย ไม่มีกำหนด. จึงเป็นอันท่านกล่าวเหตุของความตั้งมั่นด้วย สุข ศัพท์ ๑. ม. มู. ๑๓/๙๘
หน้า 637 ข้อ 94
นั้น. พึงทราบคำอธิบายว่า เพราะสมาธิเป็นความสงบ, ฉะนั้น สมาธิ จึงตั้งมั่นในอารมณ์เดียว ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาสมาธิภาวนามยญาณนิทเทส ธรรมฐิติญาณนิทเทส [๙๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณอย่างไร ? ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็น ไป เป็นเหตุเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบ ไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็น เหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขาร ด้วยอาการ ๙ อย่าง อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแห่งปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี อวิชชาเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วย อาการ ๙ อย่างนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุเกิด. . . และเป็น เหตุอาศัย เป็นไปแห่งวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณเป็นเหตุเกิด . . . และ
หน้า 638 ข้อ 95
เป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งนามรูป . . . นามรูปเป็นเหตุเกิด . . . และเป็น เหตุอาศัยเป็นไปแห่งสฬายตนะ . . . สฬายตนะเป็นเหตุเกิด. . . และเป็น เหตุอาศัยเป็นไปแห่งผัสสะ . . . ผัสสะเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัย เป็นไปแห่งเวทนา. . . เวทนาเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไป แห่งตัณหา . . . ตัณหาเป็นเหตุเกิด. . .และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งอุปา- ทาน . . .อุปาทานเป็นเหตุเกิด . . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งภพ . . . ภพเป็นเหตุเกิด. . .และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชาติ...ชาติเป็นเหตุเกิด. . . และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ . . . ปัญญาในการกำหนด ปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุเกิด เป็น เหตุให้เป็นไป เป็นเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบ ไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุเกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัย เป็นไปแห่งชราและมรณะ ด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้อย่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. [๙๕] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขาร อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรม ฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี อวิชชาเป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่าง
หน้า 639 ข้อ 96
ก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุ วิญญาณเกิดขึ้น แต่เหตุ ... วิญญาณเป็นเหตุ นามรูปเกิดขึ้นแต่เหตุ ...นามรูปเป็นเหตุ สฬายตนะเกิดขึ้นแต่เหตุ... สฬายตนะเป็นเหตุ ผัสสะเกิดขึ้นแต่เหตุ... ผัสสะเป็นเหตุ เวทนาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... เวทนาเป็นเหตุ ตัณหาเกิดขึ้น แต่เหตุ... ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเกิดขึ้นแต่เหตุ ...อุปาทานเป็นเหตุ ภพเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ภพเป็นเหตุ ชาติเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. [๙๖] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็น ไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรม ทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
หน้า 640 ข้อ 97
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารอาศัยปัจจัยเป็นไป วิญญาณ อาศัยสังขารเกิดขึ้น วิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นไป นามรูปอาศัยวิญญาณ เกิดขึ้น นามรูปอาศัยปัจจัยเป็นไป สฬายตนะอาศัยนามรูปเกิดขึ้น สฬายตนะอาศัยปัจจัยเป็นไป ผัสสะอาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ผัสสะ อาศัยปัจจัยเป็นไป เวทนาอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เวทนาอาศัยปัจจัยเป็น ไป ตัณหาอาศัยเวทนาเกิดขึ้น ตัณหาอาศัยปัจจัยเป็นไป อุปาทาน อาศัยตัณหาเกิดขึ้น อุปาทานอาศัยปัจจัยเป็นไป ภพอาศัยอุปาทาน เกิดขึ้น ภพอาศัยปัจจัยเป็นไป ชาติอาศัยภพเกิดขึ้น ชาติอาศัยปัจจัย เป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรม ทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. [๙๗] ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขาร เกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ.
หน้า 641 ข้อ 98
ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณเกิด ขึ้นเพราะปัจจัย วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัย นาม รูปเป็นปัจจัย สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย สฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะ เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน เกิดขึ้นเพราะปัจจัย อุปาทานเป็นปัจจัย ภพเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ภพ เป็นปัจจัย ชาติเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะ เกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ. [๙๘] ในกรรมภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพ ธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็น ปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้ ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ ความกังวล เป็นนามรูป ประสาท คือ ภาวะที่ผ่องใส เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูก ต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนาในอุปปัตติภพนี้ ธรรม ๕ ประการในอุปปัตติภพเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในปุเรภพ
หน้า 642 ข้อ 98
ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็น ตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพ (ย่อมมี) เพราะอายตนะทั้งหลาย ในภพนี้แก่รอบ ธรรม ๕ ประการในกรรมภพ นี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต ปฏิสนธิในอนาคตเป็น วิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ประสาทเป็นอายตนะ ส่วนที่ถูก ต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการใน อุปปัตติภพในอนาคตเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในภพนี้ พระ- โยคาวจร ย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมทราบชัด ย่อมแทงตลอด ซึ่ง ปฏิจจสมุปบาท มีสังเขป ๔ กาล ๓ ปฏิสนธิ ๓ เหล่านี้ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยประการดังนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ. อรรถกถาธรรมฐิติญาณนิทเทส ๙๔] พึงทราบวินิจฉัยในธรรมฐิติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้ ใน บทมีอาทิว่า อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺิติ - ต่อวิชชาเป็นเหตุเกิด แห่งสังขารทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า ิติ เพราะอรรถว่าอวิชชา เป็นเหตุตั้งสังขาร. ิติ นั้น คืออะไร ? คือ อวิชชา. เพราะว่า
หน้า 643 ข้อ 98
อวิชชานั้นเป็นที่ตั้ง คือเป็นเหตุแห่งการเกิดสังขารทั้งหลาย เพราะเหตุ นั้นจึงชื่อว่า อุปฺปาทฏฺิติ - เป็นเหตุเกิด. ชื่อว่า ปวตฺตฏฺิติ - เป็นเหตุให้เป็นไป เพราะอรรถว่าเป็น เหตุแห่งความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว. อธิบายว่า จริง อยู่ อานุภาพของกิจย่อมมีในขณะชนกปัจจัยเกิดนั่นเองโดยแท้, แต่ เพราะความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลายอันชนกปัจจัยนั้นให้เกิด จึงชื่อ ว่าเป็นเหตุ แม้แห่งความเป็นไปในขณะของตน, อีกอย่างหนึ่ง เป็น เหตุแห่งความเป็นไปด้วยอำนาจสันตติ. อนึ่ง บทว่า ปวตฺตํ นี้ เป็นภาววจนะลงในนปุงสกลิงค์, เพราะฉะนั้น ปวตฺตํ จึงเป็นอันเดียวกัน โดยอรรถว่า ปวตติ - ความ เป็นไป. แต่เพราะปวัตติศัพท์ปรากฏแล้ว ท่านจึงอธิบายประกอบด้วย บทว่า ปวตฺตํ นั้น. ิติ ศัพท์ ในความเป็นไม่มีในที่นี้ เพราะ ิติ ศัพท์ แม้ในภาวะก็สำเร็จได้. เพื่อแสดงว่า ิติ ศัพท์ เป็นไปในความว่า เหตุ ท่านจึง กล่าวว่า นิมิตฺตฏฺิติ อธิบายว่า ิติ เป็นเครื่องหมายคือเป็นเหตุ. ไม่ใช่ เพียงเป็นเครื่องหมายอย่างเดียว ที่แท้พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงความเป็น ผู้สามารถในปัจจัยว่า ย่อมประมวลมา ย่อมพยายาม เป็นดุจมีความ ขวนขวายในการให้เกิดสังขาร จึงกล่าวว่า อายูหนฏฺิติ อธิบายว่า ิติ เป็นเหตุประมวลมา. เพราะอวิชชาให้สังขารเกิดขึ้น ชื่อว่า ประกอบ
หน้า 644 ข้อ 98
ในความเกิด, อธิบายว่า พยายาม, อวิชชาให้สังขารเป็นไป ชื่อว่า พัวพันในความเป็นไป. อธิบายว่า ผูกพัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สญฺโคฏฺิติ - เป็นเหตุประกอบไว้ ปลิโพธฏฺิต - เป็นเหตุพัวพัน อธิบายว่า เป็นเหตุประกอบ เป็นเหตุกังวล. เพราะอวิชชาให้สังขารเกิด ชื่อว่า สมุทัย เพราะอรรถว่า เป็นมูลเหตุแห่งความเกิดและความเป็นไป, ชื่อว่า สมุทยิติ เพราะ เป็นเหตุให้เกิด อธิบายว่า เป็นมูลเหตุ. อวิชชาแลท่านกล่าวว่า เหตฏฺิติ - เป็นเหตุเดิม, ปจฺจยฏฺิติ - เป็นเหตุอาศัยเป็นไป เพราะเป็น เหตุเกิดในความเกิดของสังขาร, เพราะเป็นปัจจัยอุปถัมภ์ในความเป็น ไป อธิบายว่า ิติ เป็นเหตุเดิม, ิติ เป็นเหตุอาศัยเป็นไป ท่านกล่าว ชนกปัจจัยเป็นเหตุ, อุปถัมภกปัจจัยเป็นเครื่องอาศัย. แม้ในบทที่เหลือ ก็พึงประกอบอย่างนี้. ในบทนี้ว่า ภโว ชาติยา ชาติ ชรามรณสฺส - ภพเป็นปัจจัย แก่ชาติ. ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ ท่านกล่าวถึงบทที่ประกอบด้วย สามารถความเกิดว่า อุปฺปาทฏฺิติ สญฺโคฏฺิติ เหตฏฺิติ โดย ปริยาย ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ทั้งหลายมีชาติชราและมรณะ.. แต่อาจารย์ บางพวกพรรณนาความในบทนี้ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า อุปฺปาทาย ิติ อุปฺปาทฏฺิติ - เหตุแห่งความเกิด ชื่อว่า อุปปาทัฏิติ - เป็นเหตุเกิด. บทว่า อวิชฺชา ปจฺจโย - อวิชชาเป็นปัจจัย ท่านกล่าวเพ่งความที่ อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย.
หน้า 645 ข้อ 98
อีกอย่างหนึ่ง เพื่อแสดงการกำหนดอวิชชานั้นเป็นปัจจัย เพราะ ความที่แม้อวิชชาก็เกิดเพราะปัจจัยท่านจึงกล่าวว่า อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺา - ปัญญาในการกำหนด ปัจจัยว่า ธรรมแม้ทั้งสองอย่างนี้ก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย. แม้ในบทที่เหลือ ก็พึงประกอบอย่างนี้. ส่วนบทว่า ชาติ ปจฺจโย, ชรามรณํ ปจฺจย- สมุปฺปนฺนํ - ชาติเป็นปัจจัย, ชราและมรณะต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ท่าน กล่าวไว้โดยปริยาย. บทว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ ได้แก่ กาลที่ล่วงไป แล้ว. บทว่า อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ได้แก่ กาลที่ยังไม่มาถึง. แม้ ในบททั้งสองก็เป็น ทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ คือใช้อายตนิบาตว่า สิ้น. ๙๕ - ๙๗] บัดนี้ พระสารีบุตรละอาการ ๙ เหล่านั้น ใน ลำดับวาระแห่งอาการ ๙ แล้วประกอบด้วยบทแห่งปัจจัยอาศัยเหตุ แล้ว ชี้แจงวาระ ๓ มีอาทิว่า อวิชฺชา เหตุ, สงฺขารา เหตุสมุปฺปนฺนํ- อวิชชาเป็นเหตุ สังขารทั้งหลายอาศัยเหตุเกิดขึ้น ในวาระแห่งอาการ ๙ ท่านกล่าวปัจจัยด้วยสามารถเป็นชนกอุปถัมภกปัจจัย - ปัจจัยอุดหนุนให้ เกิด, ในที่นี้ บทว่า เหตุ ได้แก่ ความเป็นชนกปัจจัย เพราะเหตุ วาระและปัจจัยวาระมาต่างหากกัน. บทว่า ปจฺจโย พึงทราบความเป็น อุปถัมภกปัจจัย เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้นแม้อย่างหนึ่ง ๆ ก็เกิดโดย ประการทั้งสอง.
หน้า 646 ข้อ 98
พึงทราบวินิจฉัยในปฏิจจวาระดังต่อไปนี้ บทว่า อวิชชา ปฏิจฺจฺ - อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป ความว่า อวิชชา ชื่อว่า ปฏิจฺจา เพราะต้องถึงต้องไปเฉพาะหน้าด้วยสังขารทั้งหลาย เพราะเพ่งอวิชชา เป็นเหตุของสังขารทั้งหลายในความเกิดของตน. ด้วยบทนี้เป็นอันท่าน กล่าวถึงความที่ อวิชชาสามารถให้สังขารเกิด. บทว่า สงฺขารา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา - สังขารทั้งหลายอาศัย อวิชชาเกิดขึ้น ความว่า สังขารทั้งหลายมิได้เกิดขึ้นเสมอโดยมิได้อาศัย อะไร เพราะต้องอาศัยอวิชชาแล้ว จึงเกิดขึ้นเป็นไปอยู่. แม่ในบท ที่เหลือก็พึงประกอบโดยสมควรแก่ลิงค์อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่งปาฐะว่า อวิชฺช ปฏิจฺจ - อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป ด้วยสามารถความขวนขวาย แต่ความในบทนี้ พึงประกอบด้วยปาฐะที่เหลือว่า อวิชชาอาศัยปัจจัย ของตนเป็นไป. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น. ในวาระแม้ ๔ อย่าง เหล่านี้ ท่านชี้แจงธรรมฐิติญาณด้วยสามารถแห่งองค์ ๑๑ มีอวิชชา เป็นต้น เพราะธรรมฐิติญาณควรชี้แจง ด้วยสามารถปัจจัยแห่งองค์ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒. แต่ท่านไม่ชี้แจงด้วยสามารถชรามรณะนั้น เพราะ ชรามรณะตั้งอยู่ในที่สุด. ธรรมฐิติญาณด้วยสามารถชรามรณะนั้น ทำ ชรามรณะให้เป็นปัจจัยแห่งองค์ปฏิจจสมุปบาทเหล่านั้น แล้วพิจารณา ควรทีเดียว เพราะแท้ชราและมรณะก็เป็นปัจจัยแห่งโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส.
หน้า 647 ข้อ 98
๙๘] บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะจำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เหล่านั้น จึงแสดงสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ แล้วจึงชี้แจงธรรมฐิติญาณ กล่าวบทมีอาทิว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ - ใน กรรมภพก่อน ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ ได้แก่ ในกรรมภพ ก่อน, อธิบายว่า เมื่อทำกรรมภพในอดีตชาติ. บทว่า โมโห อวิชฺชา - โมหะเป็นอวิชชา ความว่า หลงด้วย โมหะในทุกข์เป็นต้นแล้วทำกรรม, นั้นคือ อวิชชา. บทว่า อายูหนา สงฺขารา - กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความว่า เจตนาก่อนของผู้ทำกรรมนั้น, เจตนาก่อนเกิดขึ้นแก่ผู้คิดว่า เราจักให้ทานดังนี้ แล้วสละอุปกรณ์การให้เดือนหนึ่งบ้าง ปีหนึ่งบ้าง. เจตนา ท่านกล่าวว่า ภพ เพราะวางทักษิณาไว้บนมือของ ปฏิคคาหก. เจตนาในอาวัชชนะ ๑ หรือในชวนะ ๖ ชื่อว่า กรรมที่ ประมวลมาเป็นสังขาร. เจตนาในชวนะที่ ๗ เป็นภพ. อนึ่ง เจตนา อย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นภพ. ชื่อว่า การประมวลมาเป็นสังขาร เพราะ สัมปยุตด้วยเจตนานั้น. บทว่า นีกนฺติ ตณฺหา - ความใคร่เป็นตัณหา ความว่า ความ ใคร่ ความปรารถนาในอุบัติภพอันเป็นผลของผู้ทำกรรม ชื่อว่า ตัณหา.
หน้า 648 ข้อ 98
บทว่า อุปคมนํ อุปาทานํ - ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน. ความว่า การเข้าถึง คือ ความถือมั่นอันเป็นปัจจัยแห่งกรรมภพเป็นไปแล้วว่า เมื่อทำกรรมนี้จักสำเร็จความประสงค์ ดังนี้ก็ดี เราทำกรรมนี้แล้ว จักได้เสวยกรรมในฐานะโน้น ดังนี้ก็ดี อัตตาคือตัวตนขาดสูญ ขาดสูญ.- ด้วยดีแล้วก็ดี มีความสุขปราศจากความเดือดร้อนก็ดี บำเพ็ญศีลพรตได้ โดยสะดวกก็ดี นี้ชื่อว่า อุปาทาน. บทว่า เจตนา ภโว - เจตนาเป็นภพ ได้แก่ เจตนา ดังกล่าว แล้ว ในที่สุดแห่งการประมวลมา ชื่อว่า ภพ. บทว่า ปุริมกมฺมภวสฺมึ - ในกรรมภพก่อน ได้แก่ เมื่อทำ กรรมภพไว้ในอดีตชาติธรรมเหล่านี้เป็นไปแล้ว. บทว่า อิธ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจยา - ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่ เป็น ปัจจัยแห่งปฏิสนธิในปัจจุบัน. บทว่า อิธ ปฏิสนฺธิ วิญฺาณํ - ปฏิสนธิเป็นวิญญาณในภพนี้ ได้แก่ วิญญาณ ที่ท่านกล่าวว่า เป็น ปฏิสนธิ เพราะภพปัจจุบัน เกิดด้วยสามารถแห่งการสืบต่อกันในระหว่างภพนั้น ชื่อว่า วิญญาณ. บทว่า โอกฺกนฺติ นามรูปํ - ความก้าวลงเป็นนามรูป ได้แก่ ความก้าวลงในครรภ์แห่ง รูปธรรม และ อรูปธรรม ดุจมาแล้วเข้าไป นี้ชื่อว่า นามรูป.
หน้า 649 ข้อ 98
บทว่า ปสาโท อายตนํ - ประสาทคือความผ่องใส เป็น อายตนะ ได้แก่ ความที่รูปผ่องใส นี้เป็นอายตนะ. ท่านทำเป็น เอกวจนะโดยถือเอาชาติ. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงอายตนะ ๕ มีจักขุ เป็นต้น. พึงทราบว่า แม้มนายตนะเท่านี้ก็กล่าวด้วยคำว่า ปสาทะ เพราะมนายตนะเป็นวิบากในที่นี้โดยพระบาลีว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ, ตญฺจ โข อาคนฺคุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฺํ๑ - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ประภัสสร, ก็จิตนั้นแลเศร้าหมองด้วยอุปกิเลส ที่จรมา ดังนี้ ในพระบาลีนี้ ท่านประสงค์เอาภวังคจิต, และเพราะจิตนั้น ผ่องใสด้วยความไม่มีสิ่งปฏิกูลด้วยกิเลส, บทว่า ผุฏฺโฐ ผสฺโส - ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ได้แก่ ส่วน ที่ถูกต้องกระทบ เกิดอารมณ์ นี้ชื่อว่า ผัสสะ. บทว่า เวทยิตํ เวทนา - การเสวยอารมณ์เป็นเวทนา ได้แก่ การเสวยวิบากเกิดร่วมกับผัสสะ ด้วยปฏิสนธิวิญญาณก็ดี ด้วยสฬายตนะ เป็นปัจจัยก็ดี นี้ชื่อว่า เวทนา. บทว่า อิธุปปตฺติภวสฺมึ ปุเรกตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยา - ธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อน เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้ ความว่า ธรรมทั้งหลายย่อมเป็นไปด้วยปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในอดีต ชาติ อันเป็นวิบากภพในปัจจุบัน. ๑. องฺ. เอกก. ๒๐/๕๐.
หน้า 650 ข้อ 98
บทว่า อิธ ปริปกฺกตฺตา อายตนานํ - เพราะอายตนะทั้งหลาย ในภพนี้แก่รอบ ท่านแสดงโมหะเป็นต้นในการทำกรรมของผู้มีอายตนะ แก่รอบ. บทว่า อายตึ ปฏิสนฺธิยา คือเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในอนาคต. บทมีอาทิว่า อายตึ ปฏิสนฺธิ วิญฺณาณํ - ปฏิสนธิในอนาคตเป็น วิญญาณ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว. ท่านถือเอาอาการ ๒๐ เหล่านี้ ด้วย องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เป็นอย่างไร ? ท่านกล่าวธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ โดยสรุปว่า อวิชฺชา สงฺขารา ดังนี้ ว่าเป็นเหตุในอดีต. ก็เพราะไม่รู้แจ้ง จึงสะดุ้ง, สะดุ้งแล้วย่อมถือมั่น, เพราะการถือมั่น ของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ, ฉะนั้น จึงเป็นอันท่านถือเอาแม่ ตัณหาอุปาทานและภพ ด้วยการถือเอาธรรมทั้งสอง คือ อวิชชาและ สังขารเหล่านั้นด้วย. ท่านกล่าวถึงวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา ในปัจจุบันโดยสรุป. ท่านกล่าวตัณหา อุปาทานและ ภพ ว่าเป็นเหตุในปัจจุบัน โดยสรุป ก็เมื่อถือเอาภพแล้วก็เป็นอัน ถือเอาสังขารทั้งหลาย อันเป็นส่วนเบื้องต้นของภพนั้นหรือสัมปยุตด้วย ภพนั้น. อนึ่ง สังขารทั้งหลายสัมปยุตด้วยภพนั้น ด้วยการถือตัณหา และอุปาทาน. อีกอย่างหนึ่ง ท่านถือเอา ตัณหา ที่คนลุ่มหลงทำ กรรมว่า เป็น อวิชชา. ท่านกล่าวธรรมทั้ง ๒ ว่า ชาติชรามรณะ ในอนาคตโดยสรุป, ก็ด้วยการถือเอาชาติชรามรณะนั่นแล จึงเป็นอัน ท่านถือผลในอนาคต ๕ มีวิญญาณเป็นต้นนั่นเอง. เป็นอันท่านถือเอา
หน้า 651 ข้อ 98
อาการ ๒๐ ด้วยองค์ ๑๒ แห่งปฏิจจสมุปบาทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ชาติชรามรณานิ ด้วยประการฉะนี้ อตีเต เหตุโย ปญฺจ อิทานิ ผลปญฺจกํ อิทานิ เหตุโย ปญฺจ อายตึ ผลปญฺจกํ. อาการ ๒๐ แห่งปัจจยาการ คือ ธรรม เป็นอดีตเหตุ ๕ อย่าง ธรรมเป็นปัจจุบันผล ๕ อย่าง ธรรมเป็นปัจจุบันเหตุ ๕ อย่าง ธรรมเป็นอนาคต ผล ๕ อย่าง. ท่านกล่าวความแห่งคาถานั้นไว้แล้ว, บทว่า อิติเม แยกบทเป็น อิติ เม. ปาฐะว่า อิติ อิเม. บทว่า จตุสงฺเขเป - มีสังเขป ๔ ได้แก่ มีกอง ๔. ธรรม เป็นเหตุ ๕ อย่าง ในอดีต เรียกว่า เหตุสังเขป อย่างหนึ่ง. ธรรม เป็นผล ๕ อย่าง ในปัจจุบันเรียกว่า ผลสังเขป อย่างหนึ่ง. ธรรม เป็นเหตุ ๕ อย่าง ในปัจจุบัน เรียกว่า เหตุสังเขป อย่างหนึ่ง. ธรรมเป็นผล ๕ อย่าง ในอนาคต เรียกว่า ผลสังเขป อย่างหนึ่ง. บทว่า ตโย อทฺเธ ได้แก่ ในกาล ๓. อดีตกาล พึงทราบ ด้วยสามารถปัญจกะ คือ ธรรมหมวด ๕๑ ที่ ๑, ปัจจุบันกาลพึงทราบ ด้วยสามารปัญจกะที่ ๒ ที่ ๓, อนาคตกาลพึงทราบด้วยสามารถปัญจกะ ที่ ๔, ๑. ธรรมหมวด ๕ นี้ คือวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน กรรมภพ.
หน้า 652 ข้อ 98
บทว่า ติสนฺธึ - สนธิ ๓ ชื่อว่า ติสันธิ เพราะอรรถว่ามี ปฏิสนธิ ๓, ซึ่งปฏิสนธิ ๓ นั้น อธิบายว่า เหตุผลสนธิ อย่างหนึ่ง มีในระหว่างแห่ง เหตุอดีต และ ผลปัจจุบัน, ผลเทตุสนธิ อย่าง หนึ่งมีในระหว่างแห่ง ผลปัจจุบัน และ เหตุอนาคต, เหตุผลสนธิ อย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่ง เหตุปัจจุบัน และ ผลอนาคต. แต่ด้วยสามารถมาแล้วโดยสรุปใน ปฏิจฺจสมุปฺปาทปาลิ มีดัง นี้ อวิชชา สังขารา เป็นสังเขปที่ ๑. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสส และ เวทนา เป็นสังเขปที่ ๒ ตัณหา อุปาทาน ภพ เป็นสังเขป ที่ ๓, ชาติ ชรามรณะ เป็นสังเขปที่ ๔. องค์ ๒ คือ อวิชชา และ สังขาร เป็น อดีตกาล, ธรรม ๘ มี วิญญาณ เป็นต้น มีภพเป็นที่สุด เป็น ปัจจุบันกาล, องค์ ๒ คือ ชาติ และ ชรามรณะ เป็น อนาคตกาล, เหตุผลสนธิ อย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่ง สังขาร และ วิญญาณ, ผล เหตุสนธิ อย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งเวทนาและตัณหา, เหตุผลสนธิ อย่างหนึ่งมีในระหว่างแห่งภพและชาติ. บทว่า วีสติยา อากาเรหิ - อาการ ๒๐ ได้แก่ โดยส่วน ๒๐. พึงเชื่อมความว่า พระโยคาวจรย่อมรู้ปฏิจจสมุปบาท มีสังเขป ๔ กาล ๓ สนธิ ๓ ด้วยอาการ ๒๐ ดังนี้.
หน้า 653 ข้อ 98
บทว่า ชานาติ ได้แก่ ย่อมรู้ด้วยญาณ คือ การเริ่มเวทนาโดย ทำนองเดียวกับสุตะ - การฟัง. บทว่า ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณดุจเห็น ด้วยตา และทำให้ถูกต้องแล้วดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือ. บทว่า อญฺาติ - ย่อมรู้ทั่ว ได้แก่ ทำอาเสวนะโดยอาการที่ เห็นแล้ว ชื่อว่า ย่อมรู้ด้วยญาณ. ความแห่งศัพท์ว่า มริยาทะ ในที่นี้ คือ อาการ. บทว่า ปฏิวิชฺฌติ - ย่อมแทงตลอด ได้แก่ ให้ถึงความสำเร็จ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา ชื่อว่า ทำการแทงตลอดด้วยญาณ. อีกอย่าง หนึ่งย่อมรู้ ด้วยสามารถแห่งลักษณะ, ย่อมเห็น ด้วยสามารถเป็นไป กับด้วยกิจ, ย่อมรู้ทั่ว ด้วยสามารถแห่งอาการปรากฏ, ย่อมแทงตลอด ด้วยสามารถแห่งปทัฏฐาน ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาโท พึงทราบว่า ได้แก่ ธรรมเป็นปัจจัย ธรรมเป็นปัจจัย. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ธมฺมา ได้แก่ ธรรมอันเกิดขึ้น ด้วยปัจจัยนั้น ๆ. หากถามว่า รู้ได้อย่างไร ? แก้ว่า ด้วยพระพุทธ- พจน์. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเทศนาสูตรที่บัณฑิตกำหนด ด้วยปฏิจจสมุปปาทะและปฏิจจสมุปปันนธรรมว่า
หน้า 654 ข้อ 98
กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท, ฯปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปปาโท๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท เป็น ไฉน ? เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ, พระ- ตถาคตทรงอุบัติก็ตาม ยังไม่ทรงอุบัติก็ตาม ธาตุ นั้นเป็นธรรมฐิติ - ยังตั้งอยู่โดยธรรมดา เป็นธรรม นิยาม - ความแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็นอิทัป- ปัจจยตา - ความอาศัยกันเกิดขึ้นยังคงมีอยู่, พระ- ตถาคตตรัสรู้บรรลุธรรมนั้น, ครั้นตรัสรู้แล้ว บรรลุ แล้ว ทรงบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ ทรงตั้ง ทรงเปิดเผย ทรงจำแนก ทรงทำให้ง่าย ตรัสว่า พวกเธอจงเห็น ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ ชาติเป็นปัจจัยมีชราและมรณะ, เพราะภพเป็น ปัจจัยจึงมีชราและมรณะ, เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร. พระตถาคตอุบัติก็ตาม ยังไม่อุบัติ ตาม ฯลฯ ย่อมทำให้ง่ายตรัสว่า พวกเธอจง เห็นดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัยจึงมีสังขาร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายด้วยประการ ๑. สํ. นิ. ๑๖/๖๑.
หน้า 655 ข้อ 98
ฉะนี้แล ความจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น ชื่อว่า ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้. ดูก่อน ภิกษุทั้งหลายนี้ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ จึง ตรัสว่า ธรรมเป็นปัจจัยนั่นแล ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท โดยไวพจน์ มีคำว่า ตถาคตความเป็นของจริงแท้เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ปฏิจจ- สมุปบาท๑ จึงมีการเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีชราและมรณะเป็นต้น เป็นลักษณะ, มีการผูกพันอยู่กับทุกข์เป็นรส, มีการเห็นผิดทางเป็นต้น อาการปรากฏ, มีปัจจัยพิเศษของตนเป็นปทัฏฐาน เพราะแม้ตนเองก็มี ปัจจัย. บทว่า อุปฺปาทา วา อนุปฺปาทา วา ได้แก่ เมื่ออุบัติก็ตาม เมื่อไม่อุบัติก็ตาม อธิบายว่า เมื่อพระตถาคต แม้อุบัติแล้ว แม้ยังไม่ อุบัติแล้ว ดังนี้. ๑. มีลักขณาทิตจุตกะ ดังนี้. ๑. ชรามรณาทีนํ ปจฺจยลกฺขโณ ๒. ทุกฺขานุพนฺธนรโส ๓. กุมฺมคฺคปจฺจุปฏฺาโน ๔. สยมฺปิ สปจฺจยตฺตา อตฺตโน วิเสสปฺปจฺจยปาฏฺาโน.
หน้า 656 ข้อ 98
บทว่า ิตา ว สา ธาตุ ได้แก่ สภาพของปัจจัยนั้นยังตั้งอยู่. อธิบายว่า ในกาลไหน ๆ จะไม่มีปัจจัยของชาติชราและมรณะหามิได้ เลย. บทว่า ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา - มีชาติเป็น ปัจจัยนั่นเอง. ธรรมเกิดขึ้นเพราะปัจจัย กล่าวคือ ชราและมรณะ ย่อมตั้งอยู่ได้ เพราะอาศัยธรรมนั้น เพราะชาติเป็นปัจจัย, ชาติเป็น ปัจจัย ย่อมกำหนดธรรมคือชราและมรณะ, เพราะฉะนั้น ชาติ ท่าน กล่าวว่า ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา ดังนี้. ชาตินั่นแล เป็นปัจจัย ของชราและมรณะนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อิทปฺปจฺจโย, อิทปฺ- ปจฺจโย นั่นแล ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา. บทว่า ตํ คือ ปัจจัยนั้น. บทว่า อภิสมฺพุชฺฌติ คือ ย่อม ตรัสรู้ด้วยญาณ. บทว่า อภิสเมติ คือ ย่อมบรรลุด้วยญาณ. บทว่า อาจิกฺขติ คือ ย่อมกล่าว. บทว่า เทเสติ คือ ย่อมแสดง. บทว่า ปญฺาเปติ คือ ย่อมให้รู้. บทว่า ปฏิเปติ คือ ย่อมตั้งอยู่ในหัวข้อ คือญาณ. บทว่า วิวรติ คือ ย่อมทรงเปิดเผยแสดง. บทว่า วิภชติ คือ ย่อมทรงจำแนก. บทว่า อุตฺตานีกโรติ คือ ย่อมทำให้ปรากฏ. บทว่า อิติ โข คือ ด้วยประการฉะนี้แล. บทว่า ยา ตตฺรุ ได้แก่ ความเป็นของจริงแท้แน่นอนไม่แปรผัน ในบทมีอาทิว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ. เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ.
หน้า 657 ข้อ 99
ปฏิจจสมุปบาทนี้นั้น ท่านกล่าวว่า ตถตา - ความจริงแท้ เพราะ ธรรมนั้น ๆ เกิดโดยไม่หย่อนไม่ยิ่งด้วยปัจจัยนั้น ๆ, ท่านกล่าว อวิต- ถตา - ความแน่นอน เพราะไม่มี ความไม่เกิดแห่งธรรมที่เกิดจากธรรม นั้น แม้ครู่เดียวในปัจจัยที่เข้าถึงความพร้อมเพรียง, ท่านกล่าวว่า อนญฺถตา - ความไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีธรรมอื่นเกิดขึ้นด้วย ปัจจัยแห่งธรรมอื่น, ท่านกล่าวว่า อิทปฺปจฺจยตา - ความเป็นปัจจัย แห่งธรรมนี้ เพราะเป็นปัจจัยแก่ชราและมรณะเป็นต้นเหล่านั้น หรือ เพราะเป็นที่รวมปัจจัย. ในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ ปัจจัยแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยา, อิทปฺปจฺจยานั้นแล ชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา, อีกอย่าง หนึ่ง การรวม อิทปฺปจฺจยา ทั้งหลายชื่อว่า อิทปฺปจฺจยตา. แต่ ในที่นี้ พึงทราบลักษณะโดยอรรถแห่งศัพท์. จบ อรรถกถาธรรมฐิติญาณนิทเทส สัมมสนญาณนิทเทส [๙๙] ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งอดีต อนาคตและ ปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณอย่างไร ?
หน้า 658 ข้อ 100
พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่าง หนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่าง หนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่าง หนึ่ง พระโยคาวจรย่อมกำหนดเวทนา... สัญญา...สังขาร...วิญญาณอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม เป็น ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การ กำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การ กำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การ กำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน โดยความ เป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนด โดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมญาณอย่างหนึ่ง กำหนด โดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง. [๑๐๐] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถ
หน้า 659 ข้อ 101, 102
ว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้ เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าน่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้ เป็นสัมมสนญาณ. [๑๐๑] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็นสัมมสน- ญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่ เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็นสัมมสนญาณ. [๑๐๒] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี เป็นสัมมสน- ญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาล ก็ดี เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและ มรณะก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ ภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เมื่อภพไม่มี ชาติก็ไม่มี ฯ ล ฯ เพราะอุปาทาน
หน้า 660 ข้อ 102
เป็นปัจจัย จึงมีภพ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพก็ไม่มี เพราะตัณหาเป็น ปัจจัย จึงมีอุปาทาน เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานก็ไม่มี เพราะเวทนา เป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาก็ไม่มี เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะก็ไม่มี เพราะนาม รูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะก็ไม่มี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปก็ไม่มี เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณก็ไม่มี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ใน อนาคตกาลก็ดี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่อธรรม ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วกำหนด เป็นสัมมสนญาณ. อรรถกถาสัมมสนญาณนิทเทส ๙๙] พึงทราบวินิจฉัย ในสัมมสนญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า ยงฺกิญฺจิ คือ กำหนดถือเอาไม่มีเหลือ. บทว่า รูปํ ได้แก่
หน้า 661 ข้อ 102
กำหนดโดยความประสงค์ยิ่ง. เป็นอันท่านทำความกำหนดไม่มีเหลือ แห่งรูป แม้ด้วยบททั้งสองอย่างนี้. เมื่อเป็นเช่นนั้น พระโยคาวจร ย่อมปรารภการจำแนกด้วยบทมีอาทิว่า อดีต แห่งรูปนั้น. รูปนั้น บางรูปเป็นอดีต บางรูปมีประเภทเป็นอนาคตเป็นต้น. แม้ในเวทนา เป็นต้นก็มีนัยนี้. รูป ในบทนั้น ชื่อว่า เป็นอดีต ๔ อย่างด้วยสามารถ แห่ง กาล การสืบต่อ สมัย และ ขณะ, รูปอนาคตปัจจุบัน ก็อย่างนั้น. ในรูปเหล่านั้นพึงทราบด้วยสามารถ กาล ก่อน ได้แก่ รูป ในอดีตก่อนจากปฏิสนธิ ในภพหนึ่งของรูปหนึ่ง, รูปอนาคต เหนือ จากจุติ, รูปปัจจุบัน ในระหว่าง รูปอดีต และ อนาคต ทั้งสอง. พึงทราบรูปด้วยสามารถ สันตติ ได้แก่ รูปปัจจุบันแม้เป็นไปอยู่ ได้ ด้วยการสืบต่อกันมาก่อนมีสมุฏฐานจากอุตุอย่างเดียวกัน เป็นสภาคะ- กันและมีสมุฏฐานจากอาหารอย่างเดียวกัน. รูปอดีต มีสมุฏฐานจาก อุตุ และ อาหาร ไม่เป็นสภาคะกันก่อนจากนั้น, รูปอนาคต มีในภาย หลัง. รูปปัจจุบัน มีสมุฏฐานจากวิถีจิตดวงเดียวกัน ชวนจิตดวงเดียวกัน และสมาบัติอย่างเดียวกันอันเกิดแต่จิต, รูปอดีต ก่อนจากนั้น, รูป อนาคต มีในภายหลัง. ประเภทแห่งรูปมีรูปอดีตเป็นต้น ย่อมไม่มี ด้วยสามารถสันตติ เฉพาะอย่างแห่งกรรมสมุฏฐาน. พึงทราบความที่รูป
หน้า 662 ข้อ 102
นั้น มีรูปอดีตเป็นต้น ด้วยสามารถการอุปถัมภ์แห่งสมุฏฐานจากอุตุอา- หารและจิต เหล่านั้น. พึงทราบด้วยสามารถ สมัย ได้แก่ รูป อันมีสมัยนั้น ๆ เป็น ไปด้วยสามารถการสืบต่อกันในสมัยทั้งหลายมีครู่หนึ่งเวลาเช้าเวลาเย็น กลางคืนและกลางวันเป็นต้น ชื่อว่า รูปปัจจุบัน. ก่อนจากนั้นเป็น อดีต, หลังจากนั้นเป็นอนาคต. พึงทราบด้วยสามารถ ขณะ รูปปัจจุบันเนื่องด้วย ๓ ขณะ มีอุปาทะเป็นต้น, ต่อจากนั้นเป็นอนาคต, หลังจากนั้นเป็นอดีต. อีกอย่างหนึ่ง รูปอดีตมีกิจอันเป็นเหตุปัจจัยล่วงไปแล้ว, รูปปัจจุบัน มีกิจอันเป็นเหตุจบแล้ว และมีกิจอันเป็นปัจจัยจบแล้ว, รูปอนาคตถึง พร้อมด้วยกิจทั้งสอง. หรือว่า รูปปัจจุบันเกิดในขณะกิจของตน, รูป อนาคต ต่อจากนั้น, รูปอดีตหลังจากนั้น. อนึ่ง ในบทนี้ กถามีขณะ เป็นต้น เป็นกถาตรง ที่เหลือเป็นกถาอ้อม. บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในขันธ์แม้ ๕ อย่าง ในที่นี้ท่าน ประสงค์รูปภายในของตนเอง, เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า รูปเฉพาะ บุคคลเป็นไปในสันดานของตน ๆ ชื่อว่า อชฺฌตฺตํ. รูปภายนอกจากนั้นอันเนื่องด้วยอินทรีย์ก็ตาม ไม่เนื่องด้วย อินทรีย์ก็ตาม ชื่อว่า พหิทฺธา.
หน้า 663 ข้อ 102
บทว่า โอฬาริกํ ได้แก่ รูป ๑๒ อย่าง คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะ ได้แก่ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ชื่อว่า โอฬาริก เพราะควรถือเอาด้วย สามารถการสืบต่อกัน. ส่วนรูปที่เหลือ ๑๖ อย่าง คือ อาโปธาตุ อิตถิน- ทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ หทยวัตถุ โอชา อากาสธาตุ กายวิญญัตติ วจีวิญญัตติ รูปัสสลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา อุปจยะ สันตติ ชรดา อนิจจตา ชื่อว่า สุขุม เพราะไม่ควรถือเอาด้วยสามารถการสืบต่อ. พึงทราบความทรามและความประณีต ในบทนี้ว่า หีนํ วา ปณีตํ วา โดยอ้อมหรือโดยตรง. ในบทนั้น รูปของพรหมชั้นสุทัสสี เป็นรูป ทรามกว่ารูปของพรหมชั้นอกนิษฏฐ์ รูปพรหมชั้นสุทัสสีนั้นนั่น แหละประณีตกว่ารูปของพรหมชั้นสุทัสสา พึงทราบความทรามและ ความประณีต โดยปริยายตลอดถึงรูปของสัตว์นรก. รูปที่เป็นอกุศลวิบาก เกิดขึ้นเป็นรูปทราม, รูปที่เป็นกุศลวิบากเกิดขึ้นเป็นรูปประณีต. พึงทราบความในบทว่า ยํ ทูเร สนฺติเก วา นี้ รูปใด สุขุม รูปนั้นแล ชื่อว่า ทูเร เพราะมีสภาวะที่แทงตลอดได้ยาก. รูปใด หยาบ รูปนั้นชื่อว่า สนฺติเก เพราะมีสภาวะที่แทงตลอดได้ง่าย. พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพํ รูปํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ, ทุกฺขโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ, อนตฺตโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ - ภิกษุกำหนดรูปทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง การ
หน้า 664 ข้อ 102
กำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นทุกข์เป็น. สัมมสนญาณอย่างหนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นอนัตตา เป็นสัมมสน- ญาณอย่างหนึ่ง ความว่า ภิกษุนี้ กำหนดุรูปแม้ทั้งหมดที่ท่านชี้แจง ไว้โดยมิได้กำหนดแน่นอนอย่างนี้ว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ - รูปอย่างใดอย่าง หนึ่งโดยการปรากฏ ๑๑ อย่าง คือด้วยรูปอตีตติกะ - ติกะในอดีต และ ด้วยทุกะมีอัชฌัตตะเป็นต้น ๔ แล้วกำหนดรูปทั้งปวงโดยความเป็นของ ไม่เที่ยงย่อมพิจารณาว่า อนิจฺจํ ดังนี้. พิจารณาอย่างไร ? พิจารณาโดยนัย ดังกล่าวแล้วข้างหน้า. ๑๐๐] ดังที่พระสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า รูปํ อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเน๑ - รูปที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาว่า รูปที่เป็นอดีตสิ้นไปในอดีตนั่นแล, รูปนั้นยังไม่มาถึงภพนี้ เพราะเหตุ นั้น จึงชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป, รูปที่เป็นอนาคตจักเถิด ในภพเป็นลำดับไป, แม้รูปนั้นก็จักในรูปในภพนั้น จักไม่ไปสู่ภพอื่น จากภพนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป, รูปที่เป็นปัจจุบันย่อมสิ้นไปในปัจจุบันนั่นเอง, ย่อมไม่ไปจากนี้ เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป, รูปที่เป็นภายในก็ ๑. ขุ. ป. ๓๑/๑๐๐.
หน้า 665 ข้อ 102
สิ้นไปในภายในนั่นเอง, ไม่ไปสู่ภายนอก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป. แม้รูปภายนอกหยาบละเอียด ทราม ประณีต มีในที่ไกล ที่ในที่ใกล้ ก็สิ้นไปในที่นี้นั่นเอง เพราะเหตุ นั้น จึงชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะอรรถว่าสิ้นไป. แม้การพิจารณาทั้งหมด นี้ก็เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งนี้ว่า อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน, แต่โดยประเภท มี ๑๑ อย่าง. อนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณารูปนั้นทั้งหมดว่า ทุกขํ ภยฏฺเน ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว. สิ่งที่ไม่เที่ยงย่อมนำมาซึ่งภัย ดุจภัยของพวกเทพในสีโหปมสูตร.๑ แม้การพิจารณานี้ก็เป็นสัมมสน- ญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสารถแห่งรูปนี้ว่า ทุกฺขฺ ภยฏฺเน แต่โดย ประเภท มี ๑๑ อย่าง. อนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาว่า รูปแม้ทั้งหมดนั้น เป็น อนตฺตา เพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้เหมือนทุกข์. บทว่า อสารกฏฺเน เพราะไม่มีสาระในตนที่กำหนดได้อย่างนี้ว่า อัตตา - ตัวตน นิวาสี- ผู้อาศัย การโก - ผู้กระทำ เวทโก - ผู้เสวย สยํวสี - ผู้มีอำนาจด้วย ตนเอง. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ไม่สามารถจะห้ามความไม่ เที่ยง หรือ ความเกิด ความเสื่อม และความบีบคั้นของคนได้, บท ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๑๕.
หน้า 666 ข้อ 102
เป็นผู้กระทำเป็นต้นของผู้นั้นจักมีได้แต่ไหน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส, นยิทํ รูปํ อาพาธาย สํวตฺเตยฺย๑ เป็นอาทิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากรูปนี้พึงเป็น ตัวตนแล้วไซร้, รูปนี้ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย. เพราะเหตุ นั้น การพิจารณานี้ จึงเป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ด้วยสามารถแห่ง บทนี้ว่า อนตฺตา อสารกฏฺเน - รูปเป็นอนัตตา เพราะหาแก่นสาร มิได้, แต่โดยประเภทมี ๑๑ อย่าง. ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนั้นเหมือน กัน. ด้วยประการฉะนี้ ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๑ อย่าง จึงเป็น สัมมสนญาณ ๕๕ ในขันธ์ ๕ คือโดยความไม่เที่ยง ๕๕ โดยความ เป็นทุกข์ ๕๕ โดยความเป็นอนัตตา ๕ เพราะเหตุนั้น ทั้งหมดจึง รวมเป็นสัมมสนญาณ ๑๖๕ อย่าง. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เพิ่มแม้บทว่า สพฺพํ รูปํ สพฺพํ เวทนํ สพฺพํ สญฺํ สพฺเพ สงฺขาเร สพฺพํ วิญฺาณํ ลงไป ในขันธ์หนึ่ง ๆ ทำอย่างละ ๑๒ รวมเป็น ๖๐ ในขันธ์ ๕, โดย อนุปัสนาเป็นสัมมสนญาณ ๑๘๐ อย่าง. อนึ่ง ในการจำแนกอดีตเป็นต้น พึงทราบความที่เวทนาเป็น อดีต อนาคตและปัจจุบัน ด้วยสามารถแห่งสันตติและด้วยสามารถแห่ง ขณะเป็นต้น. ในบทนั้นพึงทราบเวทนา ด้วยสามารถสันตติดังต่อไปนี้ ๑. วิ. มหา. ๔/๒๐.
หน้า 667 ข้อ 102
เวทนาที่นับเนื่องในวิถีจิต ๑ ชวนจิต ๑ สมาบัติ ๑ และเป็นไปด้วย การประกอบเสมอ ๆ ในอารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นปัจจุบัน, ก่อนจากนั้น เป็นอดีต, หลังจากนั้นเป็นอนาคต เวทนาด้วยสามารถขณะ คือ เวทนากระทำกิจของตนอันนับเนื่องในขณะ ๓ คือ ที่ถึงที่สุดเบื้องต้น ที่สุดเบื้องปลายและท่ามกลาง เป็นปัจจุบัน. ก่อนจากนั้นเป็นอดีต, หลังจากนั้นเป็นอนาคต. พึงทราบความต่างแห่งเวทนาภายในและภาย นอก ด้วยสามารถเวทนาภายในของตนนั่นเอง. พึงทราบความหยาบและความละเอียดของเวทนา ด้วยสามารถ แห่ง ชาติ สภาวะ บุคคล โลกิยะ และ โลกกุตระ ที่ท่านกล่าว ไว้ในวิภังค์๑ โดยนัยมีอาทิว่า เวทน่าเป็นอกุศลหยาบ, เวทนาเป็น กุศลและอัพยากฤต ละเอียด. พึงทราบเวทนาด้วยสามารถแห่งชาติ ก่อนดังต่อไปนี้ เวทนาเป็นอกุศล เป็นไปเพื่อความไม่สงบ เพราะเป็น กิริยเหตุอันมีโทษ และเพราะกิเลสทำให้เดือดร้อน เพราะเหตุนั้น จึง เป็นเวทนาหยาบกว่า เวทนาที่เป็นกุศล, เป็นเวทนาหยาบกว่า วิบาก อัพยากฤต เพราะมีความขวนขวาย มีความอุตสาหะ มีวิบาก โดย กิเลสทำให้เดือดร้อน และโดยมีโทษ, เวทนาเป็นเวทนาหยาบกว่า กิริยาอัพยากฤต เพราะมีวิบาก โดยกิเลสทำให้เดือดร้อน โดยมีพยาบาท และโดยมีโทษ. ก็เวทนาเป็นกุศล และอัพยากฤต ละเอียดกว่าเวทนา ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๑.
หน้า 668 ข้อ 102
เป็นอกุศล โดยปริยายดังกล่าวแล้ว. กุศลเวทนาและอกุศลเวทนา แม้ ๒ อย่างก็เป็นเวทนาหยาบกว่าเวทนาที่เป็นอัพยากฤต แม้ ๒ อย่าง ตามควร โดยมีความขวนขวาย มีอุตสาหะและมีวิบาก. แม้เวทนา เป็นอัพยากฤต ๒ อย่าง ก็ละเอียดกว่าเวทนาเหล่านั้นโดยปริยายดังกล่าว แล้ว. พึงทราบเวทนาหยาบและละเอียด ด้วยสามารถแห่งชาติด้วย ประการฉะนี้. พึงทราบเวทนาด้วยสามารถสภาวะดังต่อไปนี้ ทุกขเวทนาหยาบ กว่า เวทนา ๒ อย่างนอกนี้ เพราะไม่มีความพอใจ โดยมีความซ่าน ไป โดยทำความกำเริบ โดยควรแก่ความเดือดร้อน และโดยครอบงำ, แต่เวทนา ๒ นอกน เป็นเวทนาละเอียดกว่า ทุกขเวทนาตามควร เพราะความสำราญ ความสงบ ความประณีต ความชอบใจ และโดย ความเป็นกลาง. สุขทุกข์ ๒ อย่างเป็นเวทนาหยาบว่าอทุกขมสุข โดย ความซ่านไป โดยความควรแก่ความเดือดร้อน โดยทำความกำเริบ และโดยปรากฏ. เวทนานั้น ละเอียดกว่าทั้ง ๒ อย่างนั้น โดยปริยาย ดังกล่าวแล้ว. พึงทราบความที่เวทนาหยาบและละเอียด โดยสภาวะ ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบเวทนาด้วยสามารถบุคคลดังต่อไปนี้ เวทนาของผู้ไม่ เข้าสมาบัติ เป็นเวทนาหยาบกว่าเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ เพราะความที่ จิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ. เวทนานอกนี้เป็นเวทนาละเอียด โดย
หน้า 669 ข้อ 102
ปริยายต่าง ๆ. พึงทราบความที่เวทนา หยาบและละเอียด ด้วยสามารถ บุคคล ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบเวทนา ด้วยสามารถโลกิยะและโลกุตระ ดังต่อไปนี้ เวทนามีอาสวะเป็นโลกิยะ, โลกิยเวทนานั้น เป็นเวทนาหยาบกว่า เวทนาที่ไม่มีอาสวะ เพราะเป็นเหตุเกิดอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งโอฆะ เป็นที่ตั้งแห่งโยคะ โดยเป็นที่ตั้งแห่งคันถะ - กิเลสร้อยรัด. เป็นที่ตั้ง แห่งนิวรณ์ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน มีความเศร้าหมอง และเป็นของ ทั่วไปแก่ปุถุชน, อนึ่ง เวทนาไม่มีอาสวะเป็นเวทนาละเอียดกว่า เวทนามีอาสวะโดยปริยายต่าง ๆ. พึงทราบความที่เวทนาหยาบและละ เอียด ด้วยโลกิยะและโลกุตระ ด้วยประการฉะนี้. ในบทเหล่านั้น ควรปรับความแตกต่างกันด้วยชาติเป็นต้น. เพราะว่า เวทนาสัมปยุตด้วยกายวิญญาณ อกุศลวิบาก แม้ละเอียด เพราะเป็นอัพยากฤต ด้วยสามารถแห่งชาติ ก็เป็นเวทนาหยาบ ด้วย ภาวะของตนเป็นต้น. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า อพฺยากตา เวทนา สุขุมา, ทุกฺขา เวทนา โอฬาริกา. สมาปนฺนสฺส เวทนา สุขุมา, อสมาปนฺนสฺส เวทนา โอฬาริกา. อสาสวา เวทนา สุขุมา, สาสวา เวทนา โอฬาริกา.๑ ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๑.
หน้า 670 ข้อ 102
เวทนาเป็นอัพยากฤต ละเอียด, ทุกข- เวทนาหยาบ. เวทนาของผู้เข้าสมบัติ ละเอียด เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ หยาบ. เวทนาไม่มี อาสวะ ละเอียด, เวทนามีอาสวะ หยาบ. แม้สุขเวทนาเป็นต้น ก็เหมือนทุกขเวทนา. เพราะว่า แม้ เวทนาเหล่านั้น หยาบก็ด้วยชาติ, ละเอียดก็ด้วยภาวะของตนเป็นต้น. เพราะฉะนั้นพึงทราบความที่เวทนาหยาบและละเอียดเหมือนไม่มีความ แตกต่างกันด้วยชาติเป็นต้น. เช่นกับอะไร ? เช่นเวทนาเป็นอัพยากฤต ละเอียดกว่า เวทนาเป็นกุศล อกุศล โดยชาติ. ในเวทนาเหล่านั้น อัพยากฤตเวทนาเป็นไฉน ? อะไรเป็นทุกขเวทนา ? อะไรเป็นสุขเวทนา ? อะไรเป็นเวทนาของผู้เข้าสมาบัติ ? อะไรเป็นเวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติ ? อะไรเป็นสาสวเวทนา ? อะไรเป็นอนาสวเวทนา ? ไม่พึงถือผิดความ ต่างกันและสภาวะเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะบาลีว่า พึงเห็นเวทนาหยาบละเอียด เพราะอาศัยเวทนานั้น ๆ อยู่บ่อย ๆ.๑ เวทนาสหรคตด้วยโทสะหยาบ กว่าเวทนาที่สหรคต ด้วยโลภะในอกุศลเป็นต้น เพราะเผานิสัย ดุจไฟ เวทนาสหรคตด้วยโลภะละเอียด. เวทนาแม้สหรคตด้วยโทสะ เป็น นิยตะ - แน่นอนหยาบ, ไม่แน่นอนละเอียด. เวทนาตั้งอยู่กัปหนึ่ง แม้ ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๑.
หน้า 671 ข้อ 102
แน่นอนก็หยาบ, นอกนั้นละเอียด. แม้ในการตั้งอยู่กัปหนึ่ง เวทนา หยาบ, นอกนั้นละเอียด. เวทนาแม้นั้นแน่นอนตั้งอยู่กัปหนึ่ง เป็น เป็นอสังขาริกะ อสังขาริกะหยาบ นอกนั้นละเอียด. อนึ่ง โดยไม่ แปลกกันเวทนาเป็นอกุศล มีวิบากมากหยาบ, มีวิบากน้อยละเอียด. ส่วนเวทนาเป็นกุศล มีวิบากน้อยหยาบ, มีวิบากมากละเอียด. อีกอย่างหนึ่ง เวทนาเป็นกามาวจรกุศลหยาบ, เป็นรูปาวจรกุศล ละเอียด. แต่นั้นก็อรูปาวจรกุศล, แต่นั้นก็โลกุตรกุศล. อนึ่ง เวทนา เป็นกามาวจรกุศลสำเร็จด้วยทานหยาบ, สำเร็จด้วยศีลละเอียด. แม้ สำเร็จด้วยศีลก็หยาบ, สำเร็จด้วยภาวนาละเอียด. แม้สำเร็จด้วยภาวนา เป็นทุเหตุกะก็หยาบ. เป็นติเหตุกะละเอียด. แม้เป็นติเหตุกะ เป็น สสังขาริกะก็หยาบ, เป็นอสังขาริกะละเอียด. อนึ่ง รูปาวจรเป็นไป ในปฐมฌานหยาบ ฯลฯ ที่เป็นปัญจมฌานละเอียด อรูปาวจรที่สัมป- ยุตด้วยอากาสานัญจายตนะหยาบ ฯลฯ ที่สัมปยุตด้วยเนวสัญญานา. สัญญาละเอียด โลกุตรเวทนา สัมปยุตด้วยโสดาปัตติมรรคหยาบ ฯลฯ ที่สัมปยุตด้วยอรหัตมรรคละเอียดแท้. ในเวทนาอันเป็นวิบากกิริยาของ ภูมินั้น ๆ และในเวทนาที่ท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งทุกขเวทนา เป็นต้น เวทนาของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นต้น สาสวเวทนาเป็นต้นก็มี นัยนี้. หรือแม้ว่า ด้วยสามารถโอกาส ทุกขเวทนาในนรก ก็หยาบ, ทุกขเวทนาในกำเนิดเดียรฉาน ละเอียด ฯลฯ ทุกข์ในสวรรค์ชั้น
หน้า 672 ข้อ 102
ปรนิมมิตวสวัตดี ละเอียดแท้. อนึ่ง พึงประกอบแม้สุขในบททั้งปวง ตามสมควร เหมือนทุกข์, เวทนาไร ๆ มีวัตถุเลว ด้วยสามารถวัตถุ เป็นเวทนาหยาบ, มีวัตถุประณีต เป็นเวทนาละเอียด, เวทนาใดที่หยาบ ในประเภทแห่งวัตถุที่เลวและประณีต เวทนานั้นเป็นเวทนาเลว, เวทนา ที่ละเอียด เป็นเวทนาประณีต พึงเห็นด้วยประการฉะนี้. ส่วนบทว่า ทูรสนฺติเก ไกลและใกล้ ท่านจำแนกไว้ในวิภังค์ โดยนัยมีอาทิว่า อกุสลา เวทนา กุสลาพฺยากตาหิ เวทนาหิ ทูเร, อกุสลา เวทนา อกุสลาย เวทนาย สนฺติเก.๑ - อกุศลเวทนามีใน ที่ไกลจากเวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤต. อกุศลเวทนามีในที่ใกล้เวทนา เป็นอกุศล. เพราะฉะนั้น อกุศลเวทนามีในที่ไกลจากกุศลและอัพยา- กฤต โดยเป็นสภาคกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกัน และโดยไม่คล้ายคลึงกัน. เวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤต ก็มีในที่ไกลจากอกุศลเหมือนกัน. ใน วาระทั้งปวงก็มีนัยนี้. บทนี้ว่า เวทนาเป็นอกุศล มีในที่ใกล้แห่ง อกุศล โดยเป็นสภาคกัน โดยเกี่ยวข้องกัน และโดยคล้ายคลึงกัน เป็นกถามุขโดยพิสดารในการจำแนก มีเวทนาอดีตเป็นต้น. แต่บทนี้ พึงทราบแม้แห่งสัญญาเป็นต้น อันสัมปยุตด้วยเวทนานั้น ๆ อย่างนี้ เหมือนกัน. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๓.
หน้า 673 ข้อ 102
อนึ่ง ในเวทนาเป็นต้นนี้ โลกุตรธรรมใดมาแล้วในธรรม ทั้งหลาย. ที่ย่อโดยไปยาลว่า จกฺขุ ฯเปฯ ชรามรณํ, ธรรมเหล่านั้น ไม่พึงถือเอาในที่อธิการนี้ เพราะเข้าไปใกล้อสัมมสนญาณ. ธรรม เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถการแสดงธรรมที่ท่านสงเคราะห์ด้วย บทนั้น ๆ อย่างเดียว และโดยนัยมาแล้ว ในอภิญเญยยนิทเทส. อนึ่ง แม้ธรรมเหล่าใดเข้าถึงสัมมสนญาณ, ในธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใด ปรากฏแก่ญาณใด ย่อมถึงการกำหนดถือเอาได้โดยง่าย, ในธรรม เหล่านั้น พึงปรารภสัมมสนญาณ ด้วยญาณนั้น. พึงทราบว่า ท่าน กล่าวถึงสัมมสนญาณ ด้วยสามารถญาณเหล่านั้น โดยปริยายว่า เมื่อ พิจารณาธรรม มีชาติชราและมรณะ ในความไม่มีสัมมสนญาณต่างหาก ด้วยสามารถชาติชราและมรณะ แม้ญาณเหล่านั้นก็เป็นอันได้พิจารณา แล้ว. แม้ไม่แตะต้องความต่างมี อัชฌัตตะ เป็นต้น เพราะท่านกล่าว สัมมสนญาณไว้ด้วยสามารถแห่งติกะอันเป็นอดีต โดยนัย มีอาทิว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ - พระโยคาวจรย่อม กำหนดอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง แม้กำหนด ด้วยสามารถแห่งอตีตติกะแล้ว ก็พึงทำสัมมสนญาณ โดยความเป็นของ ไม่เที่ยงเป็นต้นนั่นแล. ๑๐๑ - ๑๐๒ ] ก็เพราะรู้สิ่งที่ไม่เที่ยง มีประเภทเป็นสังขตะ
หน้า 674 ข้อ 102
เป็นต้น โดยความแน่นอน. ฉะนั้น เพื่อแสดงปริยายแห่งรูปนั้น หรือ เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งมนสิการด้วยอาการต่าง ๆ พระสารีบุตร จึง กล่าวบทมีอาทิว่า รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ - รูปทั้งที่ เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง. จริงอยู่ รูปนั้น เป็น อนิจฺจํ เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี, ชื่อว่า อนิจฺจํ เพราะ มีที่สุดคือความไม่เที่ยง หรือ เพราะมีเบื้องต้นและที่สุด, ชื่อว่า สังขตะ เพราะอันปัจจัยปรุงแต่ง. ชื่อว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ เพราะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นร่วมกัน. พระสารีบุตรแสดงถึงความไม่ขวนขวาย ปัจจัย แม้เมื่อรูปอันปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า ขยธมฺมํ มีความสิ้นไป เป็นธรรมดา ได้แก่ สิ้นไปเป็นธรรมดา สิ้นไปเป็นปรกติ. บทว่า วยธมฺมํ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ได้แก่ มีความพินาศไปเป็น ธรรมดา. รูปนี้ ไม่สิ้นไปด้วยสามารถความในรูปตั้งความเป็นผู้มี ความเฉื่อยชา ปราศจากปรกติอย่างเดียว. แม้ความเพียงพอจะทำให้ เฉื่อยชา ท่านก็กล่าวว่า ความสิ้นไปในโลก. บทว่า วิราคธมฺมํ - มีความคลายไปเป็นธรรมดา บทนี้มิใช่ เสื่อมไปด้วย ด้วยการไปในที่ไหน ก้าวล่วงสภาวะเป็นปรกติอย่างเดียว. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความเกลียดชังก็ดี ความก้าวล่วงก็ดี ชื่อว่า วิราคะ. บทว่า นิโรธธมฺมํ - มีความดับไปเป็นธรรมดา บทนี้ มิใช่ ไม่เวียนมาอีก ด้วยก้าวล่วงสภาวะ, พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบทหลัง ๆ
หน้า 675 ข้อ 102
ด้วยสามารถขยายบทก่อน ๆ ว่า มีการดับไป ด้วยการดับความไม่เวียน มาอีกเป็นธรรมดาอย่างเดียว. อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบว่า รูปมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ด้วยการทำลายไปแห่งรูปอันเนื่องอยู่ในภพหนึ่ง, มีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา ด้วยความเสื่อมแห่งรูปอันเนื่องด้วยสันตติอย่างเดียว. รูปมี คลายไปเป็นธรรมดา ด้วยการทำลายขณะแห่งรูป. มีความดับเป็น ธรรมดา ด้วยข้ามพ้นแล้วไม่เกิดมาอีก. ในบทมีอาทิว่า ชรามรณํ อนิจฺจํ - ชราและมรณะไม่เที่ยง ความว่า ชราและมรณะมิใช่ไม่เที่ยง, แต่ชรามรณะ ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะขันธ์ทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ จึงมีชรามรณะ. แม้ใน สังขตะ เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในระหว่างไปยาล เพราะแม้ ชาติก็ไม่เที่ยงเป็นต้น จึงมีนัยนี้เหมือนกัน. บทมีอาทิว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ - เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมี ชราและมรณะนี้ ท่านมิได้กล่าวด้วยสามารถวิปัสสนา ท่านกล่าวโดย ปริยายว่า สัมมสนญาณย่อมมีได้แก่การย่อด้วยสามารถองค์หนึ่ง ๆ แห่ง ปฏิจจสมุปบาท แล้วกำหนดไว้อย่างเดียว. แต่นั่นไม่ใช่กลาปสัมมสน- ญาณ, นั่นเป็นธรรมฐิติญาณเท่านั้น. บทว่า อสติ ชาติยา - เมื่อชาติไม่มี นี้ท่านทำเป็นลิงควิปลาส. ท่านจึงกล่าวว่า อสนฺติยา ชาติยา. บทว่า อสติ สงฺขาเรสุ - เมื่อ
หน้า 676 ข้อ 103
สังขารไม่มี ท่านทำเป็นวจนวิปลาส, ท่านกล่าวว่า อสนฺเตสุ สงฺขา - เรสุ. บทมีอาทิว่า ภวปจฺจยา ชาติ, อสติ เพราะภพเป็นปัจจัย จึง มีชาติ, เมื่อภพไม่มี พึงประกอบโดยนัยมีอาทิว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ, เมื่อภพไม่มี ชาติก็ไม่มี. จบ อรรถกถาสัมมสนญาณนิทเทส ------------------------------------ อุทยัพพยญาณนิทเทส [๑๐๓]ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณอย่างไร ? รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งรูปที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิด เป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่ พิจารณาเห็นดังนี้ เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ เวทนาเกิดแล้ว สัญญา เกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ว วิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯ ล ฯ ภพ เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งภพที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้ เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ.
หน้า 677 ข้อ 104, 105
[๑๐๔]พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจ- ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไป แห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ เท่าไร ? พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไป แห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการ เมื่อพิจารณา เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น ลักษณะ ๕๐ ประการ. [๑๐๕] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูป- ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไป แห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเป็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิด ขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่ง สัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น ลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความ เสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร ?
หน้า 678 ข้อ 106, 107
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูป- ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความ เกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญา- ขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความ เสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ. [๑๐๖] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูป- ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เป็นไฉน ? พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดย ความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด เพราะตัณหาเกิด รูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิดรูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิดรูปจึงเกิด แม้ เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิด ขึ้นแห่งรูปขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูป- ขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้. [๑๐๗] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง รูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ?
หน้า 679 ข้อ 108, 109
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ โดย ความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับรูปจึงดับ เพราะตัณหาดับ รูปจึงดับ เพราะกรรมดับรูปจึงดับ เพราะอาหารดับรูปจึงดับ แม้เมื่อ พิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความ เสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้. [๑๐๘] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่ง เวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ? พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะ ตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิด เวทนาจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งการเกิด ก็ย่อมพิจารณา เห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนา พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิด ขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้. [๑๐๙] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง เวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ การเป็นไฉน ? พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหา
หน้า 680 ข้อ 110, 111
ดับเวทนาจึงดับ เพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึง ดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณา เห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็น ความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อม พิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้. [๑๑๐] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งสัญญา- ขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ? พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดแห่งวิญญาณขันธ์ โดย ความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะ ตัณหาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะ นามรูปเกิดวิญญาณจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้. [๑๑๑] พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง สัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น ลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ?
หน้า 681 ข้อ 111
พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับวิญญาณจึงดับ เพราะตัณ- หาดับวิญาณจึงดับ เพราะกรรมดับวิญญาณจึงดับ เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อม พิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจร เมื่อพิจารณา เห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญ- ญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่ง เบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะ อรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรม ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ. รูปขันธ์เกิดเพราะอาหารเกิด ขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา ปัญญา สังขารเกิดเพราะผัสสะเกิด วิญญาณขันธ์เกิดเพราะนามรูปเกิด.
หน้า 682 ข้อ 111
อรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส ๑๐๓ - ๑๑๑] บัดนี้ เพื่อกำหนดสังขารทั้งหลายอันผู้ไปถึงฝั่ง ตั้งอยู่แล้วด้วยทำภาวนาให้มั่นคงโดยนัยต่าง ๆ แห่งสัมมสนญาณดังกล่าว แล้วในลำดับ เห็นแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วย อุท- ยัพพยญาณ แล้วพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น พระ- สารีบุตรจึงแสดงรูปอันเกิดด้วยปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน ด้วย สันตติในบทมีอาทิว่า ชาตํ รูปํ - รูปที่เกิดแล้ว ในนิทเทสแห่ง อุท- ยัพพยานุปัสนาญาณ ดังกล่าวแล้ว. บทว่า อุทโย ได้แก่ ชาติ คือ ความเกิดเป็นอาการใหม่แห่ง รูปที่เกิดแล้วนั้น มีความเกิดเป็นลักษณะ. บทว่า วโย ได้แก่ ความสิ้นไป ความดับไป มีความแปรปรวน เป็นลักษณะ, การพิจารณาถึงบ่อย ๆ ชื่อว่า อนุปัสนา, อธิบายว่า ได้แก่ อุทยัพพยานุปัสนาญาณ. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือน กัน. ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะความเกิดความเสื่อมอันผู้ มีชาติชราและมรณะควรกำหนดถือเอา ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะไม่มีความเกิดและความเสื่อม แล้วท่านทำไปยาลว่า ชาตํ จกฺขุํ ฯ เป ฯ ชาโต ภโว - จักษุเกิดแล้ว...ภพเกิดแล้ว ดังนี้. พระโยคาวจร นั้น เมื่อเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ ๕ อย่างนี้ ย่อมรู้อย่างนี้
หน้า 683 ข้อ 111
ว่า การรวมเป็นกองก็ดี การสะสมก็ดี ย่อมไม่มีแก่ขันธ์ที่ยังไม่เกิด ก่อนแต่ขันธ์เหล่านี้เกิด, ชื่อว่าการมา โดยรวมเป็นกอง โดยความ สะสม ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่เกิดขึ้น, ชื่อว่าการไปสู่ทิศน้อยใหญ่ ย่อม ไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับ, ชื่อว่าการตั้งลงโดยรวมเป็นกอง โดยสะสม โดย เก็บไว้ในที่แห่งหนึ่ง ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับแล้ว. เหมือนนักดีดพิณ เมื่อเขาดีดพิณอยู่ เสียงพิณก็เกิด, มิใช่มีการสะสมไว้ก่อนเกิด, เมื่อ เกิดก็ไม่มีการสะสม, การไปสู่ทิศน้อยใหญ่ออกเสียงพิณที่ดับไปก็ไม่มี, ดับแล้วไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สะสมตั้งไว้, ที่แท้แล้วพิณก็ดี นักดีดพิณก็ดี อาศัยความพยายามอันเกิดแต่ความพยายามของลูกผู้ชายไม่มีแล้วยังมีได้, ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ฉันใด, ธรรมมีรูปและไม่มีรูปแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น ไม่มีแล้วยังมีได้ ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ พระโยคาวจรย่อมเห็นด้วย ประการฉะนี้แล. พระสารีบุตรครั้นแสดงการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยสัง- เขปอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงโดยพิสดาร จึงถามถึงจำนวนโดย รวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิด แห่งขันธ์ ๕ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความ เกิดแห่งขันธ์ ๕ จึงแก้ถึงจำนวนโดยรวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺ- จวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ แล้วถาม
หน้า 684 ข้อ 111
ถึงจำนวนโดยการจำแนกอีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณา เห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร แล้วแก้จำนวน โดยการจำแนกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดของ รูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ แล้วถามถึงการจำแนกลักษณะ อีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็น ลักษณะ ๕ เป็นไฉน แล้วจึงได้แก้ต่อไป. ในบทเหล่านั้นบทว่า อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทฺทโย - เพราะ อวิชชาเกิดรูปจึงเกิด ความว่า เมื่อมีอวิชชาดังกล่าวแล้วว่า โมหะใน กรรมภพก่อนเป็นอวิชชา ย่อมเกิดรูปในภพนี้. บทว่า ปจฺจยสมุท- ยฏฺเน ความว่า โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้. อนึ่ง อวิชชา ตัณหา กรรมเป็นปัจจัยในอดีตเป็นเหตุแห่งปฏิสนธิในภพนี้. และเมื่อยึดถือ อวิชชา ตัณหา กรรม ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นอันยึดถือสังขารุปาทาน - ความยึดมั่นในสังขารนั่นเอง. บทว่า อาหารสมุทยา - เพราะอาหารเกิด ได้แก่ เพราะกว- ฬิงการาหารมีกำลังในปัจจัยอันเป็นไป จึงถือเอาอาหารนั่นแล. ก็เมื่อ
หน้า 685 ข้อ 111
ถือเอาอาหารนั้นก็เป็นอันถือเอาแม้อุตุและจิตอันเป็นเหตุแห่งความเป็น ไปด้วยเหมือนกัน. บทว่า นิพฺพตฺติลกฺขณํ - มีการเกิดเป็นลักษณะ ความว่า ท่านกล่าวถึงความเกิดแห่งรูปด้วยสามารถแห่งอัทธา - กาล สันตติและ ขณะ, อนึ่ง การเกิดนั่นแล ชื่อว่าลักษณะ เพราะเป็นลักษณะแห่ง สังขตะ. บทว่า ปญฺจ ลกฺขณานิ - ลักษณะ ๕ ได้แก่ ลักษณะ ๕ เหล่านี้ คือ อวิชชา ตัณหา กรรม อาหาร และ การเกิด. จริงอยู่ แม้ธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ก็ชื่อว่า ลักขณะ เพราะเป็น เครื่องกำหนดความเกิดแห่งรูป. ส่วน นิพฺพตฺติ - การเกิดเป็นลักษณะ แห่งสังขตะ ชื่อว่า ลักขณะ เพราะเป็นเครื่องกำหนดว่า แม้ความ เกิดนั้นก็เป็น สังขตะ. บทว่า อวิชฺชานิโรธา รูปนิโรโธ - เพราะอวิชชาดับรูปจึงดับ ความว่า เมื่อดับอวิชชาในภพนี้ เพราะเป็นปัจจัยแห่งภพอนาคตด้วย อรหัตมรรคญาณ รูปอนาคตย่อมไม่เกิด คือ ดับเพราะไม่มีปัจจัย บทว่า ปจฺจยนิโรธฏฺเน - ด้วยความดับแห่งปัจจัย คือ ด้วย ความที่ปัจจัยดับ. อนึ่ง ในความดับในบทนี้เป็นความดับ อวิชชา ตัณหา และกรรม อันเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต.
หน้า 686 ข้อ 111
บทว่า อาหารนิโรธา รูปนิโรโธ - เพราะอาหารดับรูปจึงดับ ได้แก่ ความไม่มีรูปอันมีอาหารนั้นเป็นสมุฏฐานย่อมมีได้ ในเพราะ ความไม่มีกวฬิงการาหาร อันเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป. บทว่า วิปริณามลกฺขณํ - มีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ได้ แก่ ความดับแห่งรูปด้วยสามารถ อัทธา - กาล สันตติและขณะ, ความดับนั่นแล ท่านกล่าวว่า เป็นลักษณะ เพราะเป็นลักษณะแห่ง สังขตะ. บทว่า ปญฺจ ลกฺขณานิ - ลักษณะ ๕ ในบทนี้ ได้แก่ ดับ ความไม่มี อวิชชา ตัณหา กรรม และอาหาร ๔, ความแปรปรวน ๑ รวมเป็น ๕. ในเวทนาขันธ์เป็นต้น ก็มีนัยนี้. แต่ต่างกัน คือ การ เห็นความเกิดและความเสื่อมแห่งอรูปขันธ์ด้วยสามารถแห่งอัทธา - กาล และสันตติ มิใช่ด้วยขณะ. ผัสสะเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของเวทนา- ขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์, นิโรธเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป ของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ เพราะดับผัสสะนั้น. นามรูปเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของวิญญาณขันธ์. นิโรธเป็นปัจจัย แห่งวิญญาณขันธ์ เพราะดับนามรูปนั้น. แต่อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า นามรูปไม่แตะต้องการจำแนกอดีต เป็นต้น ในเพราะเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ๔ แล้วเกิดขึ้น ด้วยอวิชชาเป็นต้น ด้วยสามารถความเสมอกันทั้งหมด เพราะเหตุนั้น
หน้า 687 ข้อ 111
จึงถือเอาเหตุสักว่าความเกิดขึ้น มิใช่ความเกิด. เพราะอวิชชาเป็นต้น ดับนามรูปจึงดับ เพราะเหตุนั้น จึงถือเอาเหตุสักว่าความไม่เกิด มิใช่ ถือเอาความดับ. นามรูป ได้แก่ พระโยคาวจร ย่อมถือเอาความเกิด ความดับแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ในเพราะการเห็นความเกิด และความเสื่อมโดยขณะดังนี้. ผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญวิปัสสนาใส่ใจถึงความเกิดและความ เสื่อมโดยความเป็นปัจจัยก่อนแล้วและธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ใน ขณะเจริญวิปัสสนาถือเอาขันธ์ทั้งหลาย ที่มีความเกิดและความเสื่อมนั่น แล แล้วจึงเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์เหล่านั้น. เมื่อผู้เจริญ วิปัสสนาอย่างนี้เห็นความเกิดและความเสื่อม โดยพิสดาร โดยปัจจัย และโดยลักษณะว่า ความเกิดแห่งรูปเป็นต้นอย่างนี้, ความเสื่อมอย่าง นี้, รูปเป็นต้นเกิดขึ้นอย่างนี้, เสื่อมไปอย่างนี้ ญาณว่า นัยว่าธรรม เหล่านี้ไม่มี แล้วมี มีแล้วเสื่อมดังนี้ เป็นญาณบริสุทธิ์กว่า. ประเภทของ สัจจะปฏิจจสมุปปาทนัย และลักษณะย่อมปรากฏ. พระโยคาวจรนั้น ย่อมเห็นความเกิดขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นเกิด และ ความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นดับ, นี้เป็นการเห็น ความเกิดและความดับโดยปัจจัยของพระโยคาวจรนั้น. อนึ่ง พระโยคาวจร เมื่อเห็นความเกิดเป็นลักษณะ ความ แปรปรวนเป็นลักษณะ ชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์
หน้า 688 ข้อ 111
ทั้งหลาย นี้เป็นการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะของพระ- โยคาวจรนั้น. จริงอยู่ ความเกิดเป็นลักษณะในขณะเกิดนั่นเอง และ ความแปรปรวนก็เป็นลักษณะในขณะดับ. สมุทยสัจ ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรด้วยการเห็นความเกิด โดยปัจจัยซึ่งเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยส่วนทั้งสอง คือ โดย ปัจจัยและโดยขณะของพระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงตัณหาให้เกิด. ทุกขสัจ ย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเกิด โดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึง ทุกข์ที่เกิด. นิโรธสัจ ย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัย แก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจความไม่เกิดแห่งความมีปัจจัย โดยที่ปัจจัยไม่ เกิด. ทุกขสัจ นั่นแลย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยขณะแก่ พระโยคาวจรผู้เข้าใจมรณทุกข์. อนึ่ง การเห็นความเกิดและความเสื่อม ของพระโยคาวจรนั้น มรรคสัจ ย่อมปรากฏว่า มรรคนี้ยังเป็นโลกิยะ เพราะกำจัดความหลงในการเห็นความเกิดและความเสื่อมนั้น. อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม ด้วยการเห็นความเกิด โดย ปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้น ผู้เข้าใจว่า อิมสฺมึ สติ, อิทํ โหติ๑ - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่, สิ่งไม่ย่อมมี. ปฏิจจสมุปบาทเป็นปฏิโลม ด้วยการ เห็นความเสื่อม โดยปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจว่า อิมสฺส ๑. ม. มู. ๑๒/๔๔๘.
หน้า 689 ข้อ 111
นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ๑- เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้จึงดับดังนี้. อนึ่ง ธรรม ทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้น ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อม โดย ขณะย่อมปรากฏ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะ แก่ พระโยคาวจรผู้เข้าใจลักษณะแห่งสังขตะ. เพราะสังขตธรรมทั้งหลาย มีเกิดและเสื่อม, สังขตธรรมเหล่านั้นอาศัยกันเกิดขึ้น. อนึ่ง นัย ๔ คือ เอกัตตนัย - นัยแห่งความเป็นอันเดียวกัน ด้วย การเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจ ความขาดไปแห่งสันดานด้วยการสัมพันธ์กันด้วยเหตุผล ทีนั้น พระ- โยคาวจร ย่อมละอุจเฉททิฏฐิได้เป็นอย่างดี. นานัตตนัย - นัยแห่ง ความต่าง ๆ กัน ด้วยการเห็นความเกิดโดยขณะย่อมปรากฏแก่พระโย- คาวจรผู้เข้าใจถึงความเกิดแห่งธรรมใหม่ ๆ ทีนั้นพระโยคาวจร ย่อมละ สัสสตทิฏฐิได้เป็นอย่างดี. อนึ่ง อัพยาปารนัย - นัยแห่งความไม่ ขวนขวาย ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจร ผู้เข้าใจถึงความที่ธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปในอำนาจ ทีนั้นพระโยคาวจร ย่อมละอัตทิฏฐิได้เป็นอย่างดี. อนึ่ง เอวังธรรมตานัย - นัยอัน เป็นธรรมดาอย่างนี้ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่ พระโยคาวจรผู้เข้าใจความเกิดแห่งผลโดยความสมควรแก่ปัจจัย ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอกิริยทิฏฐิได้เป็นอย่างดี. ๑. ม. มู. ๑๒/๔๕๐.
หน้า 690 ข้อ 111
อนึ่ง อนัตลักษณะ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อม ปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้น ผู้เข้าใจถึงความประพฤติอันเนื่องด้วยปัจจัย คือไม่มีความเพียรในธรรมทั้งหลาย. อนิจลักษณะ ด้วยการเห็นความ เกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึง ความมีเเล้วไม่มีและผู้เข้าใจถึงความสงัดจากที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลาย. แม้ทุกขลักษณะ ก็ปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความบีบคั้น ด้วยความเกิดและความเสื่อม. แม้สภาวลักษณะ ก็ย่อมปรากฏแก่ พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงการกำหนดความเกิดและความเสื่อม แม้ความ เป็นไปชั่วคราวของสังขตลักษณะในสภาวลักษณะ ก็ย่อมปรากฏ แก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความไม่มีความเสื่อม ในลักษณะแห่งการเกิด และการเกิดในขณะแห่งความเสื่อม. สังขารทั้งหลายใหม่เป็นนิจ ย่อมปรากฏแก่ประเภทของสัจจะ ปฏิจจสมุปปาทนัยและลักษณะที่มีความปรากฏแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ ที่ยังไม่เคยเกิดก็เกิด ที่เกิดแล้วก็ดับไป ดังนี้. สังขารทั้งหลาย มิใช่ใหม่เป็นนิจอย่างเดียว, สังขารทั้งหลายย่อมปรากฏ ดุจหยาดน้ำ ค้างในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ดุจฟองน้ำ ดุจรอยไม้ขีดในน้ำ ดุจเมล็ด- ผักกาดบนปลายเข็ม ดุจฟ้าแลบ ดุจมายา พยับแดด, ความฝัน ลูกไฟ, ล้อรถ, คนธรรพ์, นคร, ต่อมน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น หาแก่นสารมิ ได้ ไม่มีสาระ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ วิปัสสนาอย่างอ่อนอันชื่อว่าอุท-
หน้า 691 ข้อ 111
ยัพพยานุปัสนาอันพระโยคาวจรนั้นแทงตลอดลักษณะ ๕๐ ถ้วน โดย อาการนี้ว่า ความเสื่อมเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้น, และพระโยคา- วจรย่อมเข้าถึงความเสื่อมที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ตั้งอยู่เป็นอันบรรลุ ก่อน, เพราะบรรลุญาณใด พระโยคาวจรย่อมชื่อว่า อารทฺธวิปสฺสโก - ผู้ปรารภวิปัสสนา. วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ มีโอภาสเป็นต้น ย่อม เกิดแก่พระโยคาวจรผู้ตั้งอยู่ในญาณนี้, พระโยคาวจรผู้ไม่ฉลาดเป็นผู้มี ความสำคัญในอุปกิเลสที่เกิดขึ้นว่าเป็นมรรคญาณ ย่อมถือเอาสิ่งที่ไม่ เป็นมรรคว่าเป็นมรรค, และเป็นผู้ถูกอุปกิเลสพัวพันให้ยุ่งเหยิง. ส่วนพระโยคาวจรผู้ฉลาด ยกวิปัสสนาขึ้นในอุปกิเลสเหล่านั้น สะสาง ความยุ่งเหยิง คือ อุปกิเลสเสีย แล้วกำหนดมรรคคือ ทางและ มิใช่มรรคว่า ธรรมเหล่านี้มิใช่มรรค. ส่วนวิปัสสนาญาณที่ปฏิบัติไป ตามวิถี พ้นจากอุปกิเลสเป็นมรรค. ญาณที่รู้ว่าเป็นมรรคและมิใช่มรรค ของพระโยคาวจรนั้น ตั้งอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า มัคคามัคคญาณทัสสน- วิสุทธิ - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง. ก็และด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันทำความกำหนดสัจจะ ๔ ด้วย ญาณนั้น. อย่างไร ? เมื่อมีความเข้าใจนามรูปก็เป็นอันทำความกำหนด ทุกขสัจด้วยให้กำหนดนามรูป กล่าวคือทิฏฐิวิสุทธิดังกล่าวแล้ว ด้วย คำว่า ธัมมฐิติญาณ เพราะมีความเข้าใจปัจจัย. การกำหนดสมุทย- สัจด้วยความเข้าใจปัจจัยอันได้แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ, เป็นอันทำความ
หน้า 692 ข้อ 112
กำหนดทุกขสัจ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะ ด้วย อุทยัพพยานุปัสนาญาณ, การกำหนดสมุทยสัจ ด้วยการเห็นความเกิด โดยปัจจัย, การกำหนดนิโรธสัจ ด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัย, การเห็นความเกิดและความเสื่อมของพระโยคาวจรผู้เห็นแจ้งใน มัคคา- มัคคญาณทัสสนวิสุทธิ นี้ โดยกำจัดความหลงในมรรคนั้นว่า นี้คือ มรรคเป็นโลกิยะเป็นอันนำความกำหนดมรรคสัจ ด้วยการรับรองมรรค โดยชอบ. ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันท่านทำความกำหนดสัจจะ ๔ ด้วยญาณเป็นโลกิยะ. จบ อรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส [๑๑๒] ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความ แตกไป เป็นวิปัสสนาญาณอย่างไร ? จิตมีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วย่อมแตกไป พระโยคาวจร พิจารณาอารมณ์นั้นแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นความแตกไปแห่งจิตนั้น ย่อม พิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่าพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นโดยความ เป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ย่อมพิจารณา เห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข ย่อมพิจารณา
หน้า 693 ข้อ 113, 114
เห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อม เบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ย่อมละนิจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อม ละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความเพลิดเพลิดได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละ ราคะได้ เมื่อให้ดับย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่น ได้. [๑๑๓] จิตมีเวทนาเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ จิตมีสัญญาเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ จิตมีสังขารเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ จิตมีจักษุเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ จิตมีชราและมรณะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น แล้วย่อมแตกไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้ว พิจารณาเห็น ความแตกไปแห่งจิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่าพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เมื่อสละคืน ย่อมละความ ถือมั่นได้. [๑๑๔] การก้าวไปสู่วัตถุแต่ปุริมวัตถุ การหลีกไปด้วยปัญญา อันรู้ชอบ. การคำนึงถึงอันเป็นกำลัง ธรรม ๒ ประการ คือ การ พิจารณาหาทางและความเห็นแจ้ง บัณฑิตกำหนดเอาด้วยสภาพเดียวกัน โดยความเป็นไปตามอารมณ์ ความน้อมจิตไปในความดับ ชื่อว่า
หน้า 694 ข้อ 114
วิปัสสนาอันมีความเสื่อมไปเป็นลักษณะ การที่พระโยคาวจรพิจารณา อารมณ์แล้ว พิจารณาเห็นความแตกไปแห่งจิตและความปรากฏโดยความ เป็นของสูญ ชื่อว่าอธิปัญญาวิปัสสนา - ความเห็นแจ้งด้วยอธิปัญญา พระโยคาวจรผู้ฉลาดในอนุปัสนา ๓ ในวิปัสสนา ๔ ย่อมไม่หวั่นไหว ในทิฏฐิต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในความปรากฏ ๓ ประการ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณา อารมณ์ แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็นวิปัสสนาญาณ. อรรถกถาภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส ๑๑๒ - ๑๑๓] พระโยคาวจรนั้นตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ครั้นรู้อุทยัพพยานุปัสนาญาณที่ปฏิบัติไปตามวิถี พ้นจากอุปกิเลสด้วย การให้กำหนดมรรค - ทาง และมิใช่มรรค - ทาง ว่าเป็นมรรค - ทาง ดังนี้ แล้วปรารภอุทยัพพยานุปัสนาญาณอีก เพื่อทำญาณนั้นให้บริสุทธิ์ ด้วยดี ด้วยกำหนดพระไตรลักษณ์ แล้วเห็นแจ้งสังขารทั้งหลายที่กำหนด ด้วยความเกิดและความเสื่อม โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. ญาณ นั้นของพระโยคาวจรนั้นเป็นญาณแก่กล้า ย่อมนำไปอย่างนี้, สังขาร ทั้งหลายย่อมปรากฏเบา, เมื่อญาณแก่กล้านำไป เมื่อสังขารปรากฏเบา ญาณไม่ก้าวล่วงความเกิด เมื่อความดับมีอยู่ ก็ยังตั้งอยู่พร้อม.
หน้า 695 ข้อ 114
อีกอย่างหนึ่ง เพราะน้อมไปสู่นิโรธ ญาณละความเกิดตั้งสติไว้ ในความดับ, ภังคานุปัสนาญาณย่อมเกิดขึ้นในที่นี้. บัดนี้ พึงทราบ วินิจฉัยในนิทเทสแห่งญาณนั้น บทว่า รูปารมฺมณตา จิตฺตํ อุปฺ- ปชฺชิตฺวา ภิชฺชติ ได้แก่ จิตมีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วดับไป. อีก อย่างหนึ่ง อธิบายว่า จิตเกิดขึ้นในความมีรูปเป็นอารมณ์แล้วดับไป. บทว่า ตํ อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา - พิจารณาเห็นอารมณ์นั้น ความว่า รู้อารมณ์นั้นด้วยการพิจารณา. เห็นโดยความสิ้นไป โดย ความเสื่อมไป. บทว่า ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคํ อนุปสฺสติ - ย่อมพิจารณาเห็น ความดับแห่งจิตนั้น ความว่า รูปอารมณ์นั้น อันจิตใดเห็นโดยความ สิ้นไปและโดยความเสื่อมไป, พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความดับ แห่งจิตนั้น ด้วยจิตดวงอื่น. ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าว ไว้ว่า าตญฺจ าณญฺจ อุโภ วิปสฺสติ - พระโยคาวจรย่อมพิจารณา เห็นทั้งสองอย่าง คือจิตที่รู้แล้ว และญาณ. อนึ่ง ในบทว่า จิตฺตํ นี้ ท่านประสงค์เอา สัมปยุตจิต. บทว่า อนุปสฺสติ - ย่อมพิจารณาเห็น ความว่า ย่อมเห็นตาม ๆ ไป, คือ เห็นบ่อย ๆ ด้วยอาการไม่น้อย. ด้วยเหตุนั้น พระสารีบุตร จึงกล่าวว่า อนุปสฺสตีติ กถํ อนุปสฺสติ, อนิจฺจโต อนุปสฺสติ เป็น อาทิ - ย่อมพิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่า พิจารณาเห็น ย่อมพิจารณา เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง.
หน้า 696 ข้อ 114
ในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ เพราะที่สุดโต่ง โดยความเป็น ของไม่เที่ยง ชื่อว่า ภังคะ, ฉะนั้น พระโยคาวจรผู้เจริญภังคานุปัสนา ย่อมพิจารณาเห็นรูปทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง, มิใช่เห็นโดย ความเป็นของเที่ยง. แต่นั้นพิจารณาเห็นรูปนั้นนั่นแล โดยความเป็น ทุกข์ มิใช่โดยความเป็นสุข เพราะสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และสิ่งที่เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา. ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา, มิใช่โดย ความเป็นอัตตา. อนึ่ง เพราะสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งนั้น ไม่ควรยินดี, สิ่งใดไม่ควรยินดี ไม่ควรกำหนัดในสิ่งนั้น. ฉะนั้น พระโยคาวจรย่อมเบื่อหน่าย, มิใช่พอใจ, ย่อมคลายกำหนัด, มิใช่ กำหนัดในรูปที่เห็นนั้นว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา โดยทำนองเดียว กับภังคานุปัสนาญาณ. พระโยคาวจรนั้น คลายกำหนัดอย่างนี้ ดับราคะด้วยญาณ อันเป็นเพียงโลกิยะ, อธิบายว่า ไม่เกิดขึ้น, ไม่ทำให้เกิดขึ้น. อีก อย่างหนึ่ง พระโยคาวจรนั้น คลายกำหนัดอย่างนี้แล้ว ย่อมดับแม้ รูปที่ไม่เห็นเหมือนรูปที่เห็นด้วยสามารถ อนฺวยาณ. - ญาณอันสืบ เนื่องกัน มิใช่ให้เกิดขึ้น. พระโยคาวจรทำไว้ในใจโดยการดับ, ย่อมเห็นการดับของรูป นั้น, มิใช่เห็นความเกิด. พระโยคาวจรนั้น ปฏิบัติอย่างนี้แล้วย่อม
หน้า 697 ข้อ 114
สละคืน, มิใช่ถือเอา. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ? การพิจารณาเห็นความ ไม่เที่ยงเป็นต้นนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นการสละคืนด้วยการบริจาค และ สละคืนด้วยการแล่นไป เพราะสละกิเลสด้วยอภิสังขารถือขันธ์กับด้วย ตทังคปหานะ และเพราะความแล่นไป เพราะน้อมญาณนั้นไปใน นิพพานอันตรงกันข้ามกับกิเลสนั้นด้วยการเห็นโทษของสังขตะ. เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสนานั้น ย่อมบริจาค- สละกิเลสทั้งหลาย โดยนัยดังกล่าวแล้ว และย่อมแล่นไปในนิพพาน. ไม่ยึดถือกิเลสด้วยทำให้เกิดขึ้น. ไม่ยึดถือสังขตะเป็นอารมณ์ด้วยการ ไม่ชี้ถึงโทษ. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฏินิสฺสชฺชติ, ใน อาทิยติ - ย่อมสละคืน, ย่อมไม่ยึดถือ. บัดนี้ เพื่อแสดงการละธรรมด้วยญาณเหล่านั้นของพระโยคาวจร นั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺํ ปชหติ - พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง ย่อมสละนิจสัญญา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทึ - ความพอใจ ได้แก่ ตัณหา พร้อมด้วยปีติ. บทว่า ราคํ - ความกำหนัด ได้แก่ ตัณหาที่เหลือ. บทว่า สมุทยํ - ความเกิดขึ้น ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งราคะ. อีก อย่างหนึ่ง ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งรูป.
หน้า 698 ข้อ 114
บทว่า อาทานํ - ความยึดถือ ได้แก่ ยึดถือกิเลสด้วยการทำให้ เกิด. พึงทราบบทมีอาทิว่า เวทนารมฺมณตา - ความมีเวทนาเป็นอารมณ์ โดยนัยดังกล่าวแล้วในที่นี้ และในตอนก่อน. ๑๑๔] อนึ่ง พึงทราบความในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า วตฺถุสงฺกมนา - การก้าวไปสู่วัตถุ ความว่า การก้าวไปสู่วัตถุอื่นแต่ ปุริมวัตถุ ด้วยการเห็นความดับของจิตที่เห็นความดับของขันธ์หนึ่ง ๆ ในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นอันเห็นความดับแล้ว. บทว่า ปญฺาย จ วิวฏฺฏนา - การหลีกไปด้วยปัญญา ได้แก่ ละความเกิดเสียแล้วตั้งอยู่ในความเสื่อม. บทว่า อาวชฺชนา พลญฺเจว - การคำนึงถึงอันเป็นกำลัง คือ ความเป็นผู้สามารถคำนึงถึงในลำดับนั่นเอง เพื่อเห็นความดับของขันธ์ หนึ่ง ๆ ในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้นแล้ว เห็นความดับของจิต อันมีความดับเป็นอารมณ์. บทว่า ปฏิสงฺขา วิปสฺสนา - การพิจารณาหาทางและความ เห็นแจ้ง คือ การพิจารณาอารมณ์นี้ ชื่อว่า ภังคานุปัสนา. บทว่า อารมฺมณอนฺวเยน อุโภ เอกววตฺถนา ธรรม ๒ อย่าง บัณฑิตกำหนดเอาด้วยสภาพเดียวกัน โดยความเป็นไปตามอารมณ์ ความว่า การกำหนดธรรม ๒ ประการ โดยสภาพเดียวกันว่า สังขาร แม้ในอดีตแตกแล้ว, แม้ในอนาคตก็จักแตกเหมือนสังขารนี้ ด้วยความ
หน้า 699 ข้อ 114
เป็นไปตามอารมณ์ที่เห็นแล้ว โดยประจักษ์. แม้โบราณาจารย์ ก็กล่าวไว้ว่า สํวิชฺชมานมฺหิ วิสุทฺธทสฺสโน ตทนฺวยํ เนติ อตีตนาคเต, สพฺเพปิ สงฺขารคตา ปโลกิโน อุสฺสาวพินฺทู สุริเยว อุคฺคเต. ภิกษุผู้มีความเห็นบริสุทธิ์ในสังขารที่เป็น ปัจฺจุบัน ย่อมน้อมนำความเห็นบริสุทธิ์นั้นไป พิจารณาสังขารที่เป็นอดีตและอนาคตว่า สังขาร ทั้งหลายแม้ทั้งหมดก็มี ปรกติแตกสลายไป เหมือน หยาดน้ำค้างแห้งไปใน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ฉะนั้น. บทว่า นิโรเธ อธีมุตฺตตา - ความน้อมจิตไปในความดับ ความว่า ความน้อมไป ความเป็นผู้หนักแน่น ความเอียงไป ความ โอนไป ความลาดไปในความดับ อันได้แก่ภังคะ - ความทำลายนั้น เพราะทำความกำหนดธรรมทั้งสองอย่างให้เป็นอันเดียวกัน ด้วยอำนาจ ความดับอย่างนี้. บทว่า วยลกฺขณวิปสฺสนา - วิปัสสนาอันมีความเสื่อมไปเป็น ลักษณะ ท่านอธิบายว่า วิปัสสนานี้ชื่อว่า วยลักขณวิปัสสนา.
หน้า 700 ข้อ 114
บทว่า อารมฺมณญฺจ ปฏิสงฺขา - พิจารณาอารมณ์ คือรู้อารมณ์ มีรูปเป็นต้นก่อน. บทว่า ภงฺคญฺจ อนุปสฺสติ - พิจารณาเห็นความดับ ความว่า เห็นความดับของอารมณ์นั้นแล้ว พิจารณาเห็นความดับของอารมณ์นั้น และของจิต. บทว่า สุญฺโต จ อุปฏฺานํ - ปรากฏโดยความเป็นของสูญ ได้แก่ ความปรากฏโดยความเป็นของสูญว่า สังขารทั้งหลายย่อมแตก, ความแตกแห่งสังขารเหล่านั้น คือความตาย, ไม่มีอะไร ๆ อื่น ดังนี้ ย่อมสำเร็จ. ด้วยเหตุนั้นโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า ขนฺธา นิรุชฺฌนฺติ น จิตฺถิ อญฺโ ขนฺธาน เภโท มรณนฺติ วุจฺจติ, เตสํ ขยํ ปสฺสติ อปฺปมตฺโต มณีว วิชฺฌํ วชิเรน โยนิโส. ขันธ์ทั้งหลายย่อมดับ ไม่มีอะไร ๆ อื่น คือ ไม่มีสัตว์บุคคล ความแตกแห่งขันธ์ ท่าน เรียกว่า มรณะ ผู้ไม่ประมาทเห็นความสิ้นไปแห่ง ขันธ์เหล่านั้นโดยแยบคาย ดุจช่างแก้วมณี ใส่ใจ อยู่ซึ่งการเจาะด้วยแก้ววิเชียร ฉะนั้น.
หน้า 701 ข้อ 114
บทว่า อธิปญฺา วิปสฺสนา ท่านอธิบายไว้ว่า การพิจารณา อารมณ์ การเห็นแจ้งความดับและความปรากฏโดยความเป็นของสูญ ชื่อว่า อธิปัญญาวิปัสสนา - ความเห็นแจ้งด้วยอธิปัญญา. บทว่า กุสโล ตีสุ อนุปสฺสนาสุ ได้แก่ ภิกษุผู้ฉลาด ในอนุปัสนา ๓ มีอนิจจานุปัสนาเป็นต้น. บทว่า จตูสุ จ วิปสฺสนาสุ ได้แก่ ในวิปัสสนา ๔ มี นิพพิทานุปัสนาเป็นต้น. บทว่า ตโย อุปฏฺาเน กุสลตา ความเป็นผู้ฉลาด ความ ปรากฏ ๓ ประการ ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในความปรากฏ ๓ ประการนี้ คือ โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป และโดยความ สูญไป. บทว่า นานาทิฏฺีสุ น กมฺปติ - ย่อมไม่หวั่นในทิฏฐิต่าง ๆ คือ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิมีประการต่างๆ มีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น พระ- โยคาวจรนั้นมิได้หวั่นไหวอยู่อย่างนี้ มีมนสิการเป็นไปแล้วว่า สิ่งไม่ ดับย่อมดับ, สิ่งไม่แตกย่อมแตก ดังนี้ ก็สละนิมิตอันเป็นไปแล้ว ในอุปาทะฐิติแห่งสังขารทั้งปวง ดุจภาชนะเก่ากำลังแตก, ดุจธุลีละเอียด กำลังกระจัดกระจาย, ดุจเมล็ดงาถูกคั่วอยู่ ย่อมเห็นความทำลายนั่นเอง. พระโยคาวจรนั้น ย่อมเห็นว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวง ย่อมทำลายไป ทำลายไปเหมือนบุรุษผู้มีตาดียืนอยู่บนผมสระโบกขรณี หรือบนฝั่งแม่น้ำ
หน้า 702 ข้อ 114
เมื่อฝนหนาเม็ดตก พึงเห็นฟองน้ำฟองใหญ่ ๆ ผุดขึ้นๆ บนหลังน้ำ แล้วก็แตกไป ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงพระโยคาวจรเห็นปานนั้นว่า ยถา ปุพฺพุฬกํ ปสฺเส ยถา ปสฺเส มรีจิกํ เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ.๑ มัจจุราช ย่อมไม่เห็นผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่ เหมือนพระโยคาวจรเห็นฟองน้ำ หรือพยับแดด ฉะนั้น. เมื่อพระโยคาวจรนั้นเห็นบ่อย ๆ อย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลาย ทั้งปวง ย่อมแตกไป ๆ ดังนี้ ภังคานุปัสนาญาณมีอานิสงส์ ๘ เป็น บริวารย่อมมีกำลัง. อานิสงส์ ๘ เหล่านี้ คือ การละภวทิฏฐิ ๑ การสละความใคร่ในชีวิต ๑ การประกอบความขวนขวายในการบุญทุกเมื่อ ๑ ความมีอาชีพบริสุทธิ์ ๑ การละความขวนขวายในการทำบาป ๑ ความปราศจากภัย ๑ ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๓๓.
หน้า 703 ข้อ 114
การได้ขันติและโสรัจจะ ๑ การอดกลั้นความยินดียินร้าย ๑. ด้วยเหตุนั้น โบราณาจารย์จึงกล่าวว่า อิมานิ อฏฺคฺคุณมุตฺตมานิ ทิสฺวา ตหึ สมฺมสตี ปุนปฺปุนํ, อาทิตฺตเจลสฺสิรสูปโม มุนิ ภงฺคานุปสฺสี อมตสฺส ปตฺติยา. พระมุนี ผู้เห็นสังขารทั้งหลายแตกดับไป เนือง ๆ ครั้นเห็นอานิสงส์อันมีการละภวทิฏฐิเป็น ต้น เหล่านี้ว่าเป็นธรรมสูงสุด ด้วยคุณ ๘ ประการ แล้ว เพื่อบรรลุอมตะคือพระนิพพาน จึงพิจารณา สังขารด้วยภังคานุปัสนาญาณบ่อย ๆ เหมือนบุคคล มีผ้าโพกศีรษะอันไฟกำลังลุกไหม้ ฉะนั้น. จบ อรรถกถาภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส
หน้า 704 ข้อ 115, 116
อาทีนวญาณนิทเทส [๑๑๕] ปัญญาในความปรากฏเป็นของน่ากลัว เป็นอาทีนว- ญาณอย่างไร ? ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย สังขารนิมิตเป็นภัย ฯ ล ฯ กรรมประมวลมาเป็นภัย ปฏิสนธิเป็นภัย คติเป็นภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความอุบัติเป็นภัย ชาติเป็นภัย ชราเป็นภัย พยาธิเป็นภัย มรณะเป็นภัย ความโศกเป็น ภัย ความรำพันเป็นภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณ แต่ละอย่าง. ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่เป็นไป ปลอดภัย ฯ ล ฯ ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ญาณในสันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่ คับแค้นใจปลอดภัย ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความ เกิดขึ้นเป็นทุกข์ ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็นอาทีนวญาณ แต่ละอย่าง ๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่ เป็นไปเป็นสุข ฯ ล ฯ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข. [๑๑๖] ญาณในสันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่ เกิดขึ้นเป็นสุข ความเป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข ฯ ล ฯ
หน้า 705 ข้อ 117, 118, 119
ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข. [๑๑๗] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิด ขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจมีอามิส เป็น อาทีนวญาณแต่ละอย่าง ๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นไม่มี อามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯ ล ฯ ความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจมีอามิส ความไม่ คับแค้นใจไม่มีอามิส. [๑๑๘] ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้น เป็นสังขาร ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นอาทีนวญาณแต่ ละอย่าง ๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความไม่ เป็นไปเป็นนิพพาน ฯ ล ฯ ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ญาณใน สันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ฯ ล ฯ ความ คับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน. [๑๑๙] ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งสังขารนิมิต กรรมเครื่องประ- มวลมาปฏิสนธิว่าเป็นทุกข์นี้เป็นอาทีนวญาณ ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความไม่เกิดขึ้น
หน้า 706 ข้อ 119
ความไม่เป็นไป ความไม่มีนิมิต ความไม่มี ธรรมเครื่องประมวลมาและความไม่ปฏิสนธิ ว่าเป็นสุขนี้เป็นญาณในสันติบท อาทีนว- ญาณนี้ย่อมเกิดในฐานะ ๕ ญาณในสันติบท ย่อมเกิดในฐานะ ๕ พระโยคาวจรย่อมรู้ชัด ญาณ ๑๐ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ เพราะเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้ง ๒ ฉะนี้แล. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความปรากฏโดย ความเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณ. อรรถกถาทีนวญาณนิทเทส ๑๑๕ - ๑๑๙] พึงทราบวินิจฉัยในอาทีนวญาณนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า อุปฺปาโท - ความเกิดขึ้น คือ เกิดขึ้นในโลกนี้ เพราะ กรรมเก่าเป็นปัจจัย. บทว่า ปวตฺตํ - ความเป็นไป คือ ความเป็นไปของความเกิด ขึ้นอย่างนั้น. บทว่า นิมิตฺตํ คือ สังขารนิมิต แม้ทั้งหมด. บทว่า อายูหนํ - กรรมประมวลมาเป็นภัย คือ กรรมอันเป็น เหตุแห่งปฏิสนธิต่อไป. บทว่า ปฏิสนฺธิ คือ การเกิดต่อไป.
หน้า 707 ข้อ 119
บทว่า คติ ได้แก่ คติอันเป็นปฏิสนธิ. บทว่า นิพฺพตฺติ ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า อุปปตฺติ ได้แก่ ความเป็นไปแห่งวิบาก ดังที่ท่าน กล่าวไว้ว่า สมาปนฺนสฺส วา อุปฺนฺนสฺส วา๑ - แห่งภิกษุผู้เข้าสมาบัติ แล้วก็ดี ผู้เข้าถึงแล้วก็ดี. บทว่า ชาติ ได้แก่ ชาติมีภพเป็นปัจจัย อันเป็นปัจจัยของ ชราเป็นต้น. โดยตรง ชาติ คือ ความปรากฏครั้งแรกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ที่ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในที่ภพนั้น ๆ. บทว่า ชรา ได้แก่ ความเก่าของขันธ์สันดานที่เนื่องกันใน ภพหนึ่ง ในสันตติที่รู้กันว่า มีฟันหักเป็นต้น. บทว่า โสโก ได้แก่ ความเดือดร้อนใจของผู้ที่ถูกความ เสื่อมจากญาติเป็นต้นกระทบแล้ว. บทว่า ปริเทโว ได้แก่ ความพร่ำเพ้อของผู้ที่ถูกความเสื่อม จากญาติเป็นต้นกระทบ. บทว่า อุปายาโส ได้แก่ ความแค้นใจมาก, คือ โทสะที่เกิด จากทุกข์ใจมากมายของผู้ที่ถูกความเสื่อมจากญาติเป็นต้นกระทบ. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวถึงญาณในอาทีนวญาณ ๕ มีอุปาทะ เป็นต้น ด้วยสามารถเป็นที่ตั้งแห่งอาทีนวญาณ. ที่เหลือท่านกล่าวด้วย ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๘๓๐.
หน้า 708 ข้อ 119
ความเป็นไวพจน์ของธรรมเหล่านั้น. สองบทนี้ คือ นิพฺพตฺติ ชาติ เป็นไวพจน์ของอุปาทะและของปฏิสนธิ. ของบทนี้ คือ คติ อุปปตฺติ เป็นไวพจน์ของความเป็นไป, ชราเป็นต้นเป็นไวพจน์ของนิมิต. ดังที่ ท่านกล่าวไว้ว่า อุปฺปาทญฺจ ปวตฺตญฺจ นิมิตฺตํ ทุกฺขนฺติ ปสฺสติ อายูหนํ ปฏิสนฺธ าณํ อาทีนเว อิทนฺติจ. อิทํ อาทีนเว าณํ ปญฺจฏฺาเนสุ ชายตีติจ. พระโยคาวจรย่อมเห็นอุปาทะ - ความเกิด ปวัตตะ - ความเป็นไป นิมิต - เครื่องหมาย อายู- หนะ - กรรมเป็นเหตุให้ถือปฏิสนธิ และปฏิสนธิ- การเกิดว่าเป็นทุกข์ นี้เป็นอาทีนวญาณ และอาที- นวญาณนี้ย่อมเกิดขึ้นฐาน ๕. อนึ่ง คำว่า ภยนฺติ ในทุกบท ตัดบทเป็น ภยํ อิติ. บทว่า ภยํ ชื่อว่า ภัย เพราะมีภัยเฉพาะหน้า โดยประกอบด้วยความบีบ คั้น. บทว่า อิติ เป็นการแสดงเหตุของภยตูปัฏฐานญาณ. ส่วนบทมีอาทิว่า อนุปฺปาโท เขมนฺติ สนฺติปเท าณํ - ญาณ ในสันติบทว่า ความไม่เกิดเป็นความปลอดภัย ท่านกล่าวเพื่อแสดงญาณ อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออาทีนวญาณ. อีกอย่างหนึ่ง บทนี้ท่านกล่าวไว้เพื่อ
หน้า 709 ข้อ 119
ให้เกิดความปลอดโปร่งใจว่าแม้หทัยที่สะดุ้ง เพราะเห็นโทษด้วยภยตู- ปัฏฐานฌานไม่มีภัย มีความปลอดภัยคือไม่มีโทษ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะจิตของผู้ที่มีอุปาทะเป็นต้นตั้งไว้ด้วยดี โดย ความเป็นภัย น้อมไปเพื่อความเป็นปฏิปักษ์ต่อภัยนั้น, ฉะนั้น พึงทราบ ว่า บทนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงอานิสงส์ของอาทีนวญาณ อันสำเร็จ แล้วด้วยภยตูปัฏฐานญาณ. บทมีอาทิว่า อนุปฺปาโท อปฺปวตฺตํ - ความไม่เกิด ความไม่ เป็นไป ได้แก่ นิพพานนั่นเอง. บทว่า สนฺติปเท - ในสันติบท ได้แก่ ในส่วนแห่งสันติ คือ ในนิพพาน. จริงอยู่ แม้ญาณเกิดขึ้นเพราะถือเอาความต่างกันว่า สนฺติปทํ ด้วยการได้ฟังมา. ท่านก็กล่าวว่า สนฺติปเท าณํ - ญาณ ในสันติบท ดังนี้. บทมีอาทิว่า อุปฺปาโท ภยํ, อนุปฺปาโท เขมํ - ความเกิดเป็น ภัย, ความไม่เกิดปลอดภัย ท่านย่อบททั้งสอง ด้วยสามารถเป็นฝ่ายตรง กันข้ามต่อกัน แล้วกล่าวถือญาณที่เกิดขึ้น. อนึ่ง ในบทนี้ เพราะภัยเป็นทุกข์แน่นอน. และสิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นชื่อว่ามีอามิส เพราะไม่พ้นไปจากอามิส คือ วัฏฏะ อามิส คือ โลก และอามิสคือกิเลส. อนึ่ง สิ่งใดมีอามิส สิ่งนั้นเป็นเพียงสังขาร เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ
หน้า 710 ข้อ 119
ภยตูปฏฺาเน ปญฺา อาทีนเว าณํ - ปัญญาในความปรากฏเป็น ของน่ากลัวว่า ความเกิดเป็นทุกข์ เป็นอาทีนวญาณ. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น พึงทราบความต่างกันในบทนี้ ด้วยสามารถ ความเป็นไป โดยความต่างกัน โดยอาการอย่างนี้ คือ โดยอาการ น่ากลัว โดยอาการเป็นทุกข์ โดยอาการมีอามิส โดยอาการเป็น สังขาร. ท่านไม่ได้เพ่งถึงลิงค์ มีอุปปาทะเป็นต้นว่า อุปฺปาโท ภยํ, ทุกฺขํ, สามิสํ, สงฺขารา จ - ความเกิดเป็นภัย, เป็นทุกข์, เป็นอามิส, และเป็นสังขาร แล้วจึงกล่าวเพ่งถึงลิงค์ของตนดุจในบทมีอาทิว่า เนตํ โข สรณํ เขมํ, เนตํ สรณมุตฺตม๑ - นี้แลไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม, นี้ไม่ใช่ ที่พึ่งอันอุดม. อนึ่ง บทว่า สงฺขารา ท่านมิได้เพ่งความเป็นอย่างเดียว จึง ทำเป็นพหุวจนะดุจในประโยคมีอาทิว่า อปฺปจฺจยา ธมฺมา, อสงฺขตา ธมฺมา๒ - ธรรมทั้งหลายที่ไม่มีปัจจัย, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอสังขตะ. หรือว่าเพราะ อุปฺปาโท เป็นต้นเป็นเอกเทศของสังขาร พึงทราบว่า ท่านทำเป็นพหุวจนะแม้ในเอกเทศของสังขารเป็นอันมาก ดุจในบทมี อาทิว่า อุตฺตเร ปญฺจาลา, ทกฺขิเณ ปญฺจาลา - ชาวปัญจาลนคร ในทิศอุดร, ชาวปัญจาลนครในทิศทักษิณ. ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๔. ๒. อภิ. สํ. ๓๔/๓.
หน้า 711 ข้อ 120
บทว่า เขมํ สุขํ นิรามิสํ นิพฺพานํ - นิพพานเป็นความปลอดภัย เป็นความสุข ไม่มีอามิส คือ ท่านกล่าวนิพพานนั่นแลเป็น ๔ อย่าง โดยเป็นปฏิปักษ์ต่ออาการดังกล่าวแล้ว. บทว่า ทส าเณ ปชานาติ - พระโยคาวจรย่อมรู้ญาณ ๑๐ ได้แก่ พระโยคาวจรเมื่อรู้อาทีนวญาณ ย่อมรู้ ย่อมแทงตลอด ย่อม ทำให้แจ้งซึ่งญาณ ๑๐ คือ ญาณอันเป็นที่ตั้งของ อุปฺปาท - การเกิด เป็นต้น ๕, ญาณอันเป็นที่ตั้งของ อนุปฺปาท - การไม่เกิด ๕. บทว่า ทวินฺนํ าณานํ กุสลตา - เพราะเป็นผู้ฉลาดในญาณ ทั้ง ๒ ได้แก่ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้ง ๒ อย่างเหล่านี้ คือ อาทีนวญาณ และ สันติปทญาณ. บทว่า นานาทิฏฺีสุ น กมฺปติ - ย่อมไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่าง ๆ คือ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิทั้งหลาย อันเป็นไปแล้วด้วยสามารถนิพพาน อันเป็นทิฏฐธรรมอย่างยิ่ง. จบ อรรถกถาอาทีนวญาณนิทเทส สังขารุเปกขาญาณนิทเทส [๑๒๐] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณา หาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณอย่างไร ?
หน้า 712 ข้อ 121, 122
ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเกิดขึ้น ทั้ง พิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไป เสียจากความเป็นไป ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่อง ความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารนิมิต ฯ ล ฯ จากกรรมเครื่อง ประมวลมา จากปฏิสนธิ จากคติ จากความบังเกิด จากความอุบัติ จากชาติ จากชรา จากพยาธิ จากมรณะ จากความโศก จากความ รำพัน ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความคับแค้นใจ ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่าง ๆ. [๑๒๑] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณา หาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปเป็นทุกข์ สังขารนิมิตเป็นทุกข์ ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็นสังขารุ- เปกขาญาณแต่ละอย่าง ๆ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้ง พิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไป เป็นภัย ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละ อย่าง ๆ. [๑๒๒] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณา หาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจมีอามิส ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไป เป็นสังขาร ฯ ล ฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณ แต่ละอย่าง ๆ.
หน้า 713 ข้อ 123, 124
[๑๒๓] ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คือ สังขารและอุเบกขาก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะ เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯ ล ฯ นิมิตเป็นสังขาร กรรมเครื่องประมวลมาเป็นสังขาร ปฏิสนธิเป็นสังขาร คติเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ชาติ เป็นสังขาร ชราเป็นสังขาร พยาธิเป็นสังขาร มรณะเป็นสังขาร ความ โศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการ คือ สังขารและอุเบกขา ก็เป็นสังขาร ญาณ วางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ. [๑๒๔] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ เท่าไร ? การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๘. การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ เท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วย อาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ?
หน้า 714 ข้อ 125
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วย อาการ ๓. [๑๒๕] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ ด้วยอาการ ๒ เป็นไฉน ? ปุถุชนย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ นี้. การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วย อาการ ๓ เป็นไฉน ? พระเสขะย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระ- เสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้. การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมี ได้ด้วยอาการ ๓ เป็นไฉน ? ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณา แล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญต- วิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหารสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วย อาการ ๓ นี้.
หน้า 715 ข้อ 126, 127, 128
[๑๒๖]การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของ พระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ? ปุถุชนยินดีสังขารุเปกขา มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา มีอันตรายแห่งปฏิเวธ มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป แม้พระเสขะยินดี สังขารุเปกขาก็มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา มีอันตรายแห่ง ปฏิเวธในมรรคชั้นสูง มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป การน้อมจิตไปใน สังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพ แห่งความยินดีอย่างนี้. [๑๒๗] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ- เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ? ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา แม้พระเสขะก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดย ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้ท่านผู้ปราศจาก ราคะ ก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ- เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งการ พิจารณาอย่างนี้. [๑๒๘] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ- เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ?
หน้า 716 ข้อ 129, 130
สังขารุเปกขาของปุถุชนเป็นกุศล แม้ของพระเสขะก็เป็นกุศล แต่ของท่านผู้ปราศจากราคะเป็นอัพยากฤต การน้อมจิตไปในสังขารุ- เปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความ ต่างกันโดยสภาพเป็นกุศลและอัพยากฤตอย่างนี้. [๑๒๙] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ- เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ? สังขารุเปกขาของปุถุชน ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย คือในเวลา เจริญวิปัสสนา ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย แม้สังขารุเปกขาของ พระเสขะ ก็ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย สังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจาก ราคะ ปรากฏดีโดยส่วนเดียว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ ปรากฏและโดยสภาพที่ไม่ปรากฏอย่างนี้. [๑๓๐] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ- เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ? ปุถุชนย่อมพิจารณา เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา แม้พระเสขะก็พิจารณาเพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจาสังขารุเปกขา ส่วน ท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมพิจารณาเพราะเป็นผู้เสร็จกิจจากสังขารุเปก- ขา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของ
หน้า 717 ข้อ 131, 132
ท่านผู้ปราศจากราคะ. มีความต่างกันโดยสภาพที่ยังไม่เสร็จกิจและโดย สภาพที่เสร็จกิจแล้วอย่างนี้. [๑๓๑]การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระ- เสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ? ปุถุชนย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อจะละสังโยชน์ ๓ เพื่อ ต้องการได้โสดาปัตติมรรค พระเสขะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อ ต้องการได้มรรคชั้นสูงขึ้นไป เพราะเป็นผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว ท่าน ผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขใน ปัจจุบัน เพราะเป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว การน้อมจิตไปในสังขารุ- เปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความ ต่างกันโดยสภาพที่ละกิเลสได้แล้วและโดยสภาพที่ยังละกิเลสไม่ได้อย่าง นี้. [๑๓๒] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ของพระเสขะและ ของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ? พระเสขะยังยินดีสังขารุเปกขาบ้าง ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา บ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้ง สังขารุเปกขาบ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง วางเฉยสังขารุเปกขา นั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรือ อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ
หน้า 718 ข้อ 133
และของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยภาพแห่งวิหารสมาบัติ อย่างนี้. [๑๓๓] สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ? สังขารุเปกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา. สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ? ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยนิวรณ์ เพื่อต้องการได้ปฐมฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิตกวิจาร เพื่อต้องการได้ทุติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา หาทางแล้ววางเฉยปีติ เพื่อต้องการได้ตติยฌาน เป็นสังขารุเปกขา ญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยสุขและทุกข์ เพื่อต้องการ ได้จตุตถฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว วางเฉยรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และ นานัตตสัญญา เพื่อต้องการได้ อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา หาทางแล้ววางเฉยอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้วิญญาณัญ- จายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว วางเฉยวิญญาณัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากิญ-
หน้า 719 ข้อ 134
จัญญายตนสัญญา เพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญาตนสมาบัติ เป็น สังขาะรุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ สมถะ. [ ๑๓๔ ] สังขารุเปกขา ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ วิปัสสนา ? ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไฉน นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อ ต้องการได้โสดาปัตติมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการ ได้โสดาปัตติสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการได้ สกทาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการได้สกทาคา- มิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการอนาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการได้อนาคามิผลสมาบัติ เป็น สังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการได้อรหัตมรรค เป็นสังขารุเปกขา- ญาณ ๑ . . .เพื่อต้องการได้อรหัตผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ . . . เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญา ที่พิจารณาหาทาแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรม เครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการ
หน้า 720 ข้อ 135
ได้อนิมิตตวิหารสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา. [๑๓๕] สังขารุเปกขาเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็น อัพยากฤตเท่าไร ? สังขารุเปกขาเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็น อกุศลไม่มี ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย เป็น โคจรภูมิของสมาธิจิต ๘ เป็นโคจรภูมิของปุถุชน ๒ เป็นโคจรภูมิของพระเสขะ ๓ เป็นเครื่องให้จิตของ ท่านผู้ปราศจากราคะหลีกไป ๓ เป็นปัจจัยแห่ง สมาธิ ๘ เป็นโคจรแห่งภูมิแห่งญาณ ๑๐ สังขารุ- เปกขา ๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ อาการ ๑๘ นี้ พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจร ผู้ฉลาดในสังขารุเปกขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ทิฏฐิต่าง ๆ ฉะนี้แล. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ ใคร่จะพ้นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉย เป็นสังขารุเปกขาญาณ.
หน้า 721 ข้อ 135
อรรถกถาสังขารุเปกขาญาณนิทเทส ๑๒๐ - ๑๓๕] พึงทราบวินิจฉัยในสังขารุเปกขาญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้ ทว่า อุปฺปาทา เป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. บททั้งหลายว่า ทุกฺขนฺติ ภยนฺติ สามิสนฺติ สงฺขารา - ความ เกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเกิดขึ้นมีอามิส ความ เกิดขึ้นเป็นสังขาร เป็นคำแสดงเหตุของญาณ คือ ความหลุดพ้นจาก อุปฺปาทา เป็นต้น. อนึ่ง พระสารีบุตร ครั้นแสดงถึงสังขารุเปกขาญาณ โดยลักษณะ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อแสดงโดยอรรถ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อุปฺปาโท สงฺขารา, เต สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขตีติ สงฺขารุเปกขา - ความเกิดขึ้น เป็นสังขาร, ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ. ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขติ - ญาณวางเฉย ในสังขาร ความว่า เมื่อพระโยคาวจรนั้นเริ่มเจริญวิปัสสนา ละความ ขวนขวายในการค้นหาลักษณะ เพราะเห็นพระไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนา ญาณแล้ว เห็นภพ ๓ ดุจไฟติดทั่วแล้ว มีความเป็นกลางในการถือ สังขารวิปัสสนาญาณนั้น ย่อมเห็นสังขารเหล่านั้นโดยพิเศษ และเห็น คือ มองดูญาณที่เว้นแล้วด้วยการถือเอา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ผู้ชนะโดยพิเศษ ชื่อว่า
หน้า 722 ข้อ 135
ย่อมชนะยิ่งในโลก ผู้เว้นอาหาร ขออยู่ด้วย ก็ชื่อว่า เข้าไปอาศัย. ญาณที่เห็นแจ้งสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นอีก เห็นแจ้ง แม้สังขารุเปกขา ซึ่งตั้งอยู่ในความเป็นกลาง โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้นในการยึดถือ ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า เย จ สงฺขารา, ยา จ อุเปกฺขา - ทั้งสังขารและอุเบกขาเป็นสังขาร เพราะเกิดพร้อมกันด้วย สังขารุเบกขา อันตั้งอยู่โดยอาการเป็นกลาง ในการยึดถือสังขารุเปกขา แม้นั้น. บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อจะแสดงประเภทของการน้อมจิตไปใน สังขารุเปกขา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กตีหากาเรหิ - ด้วยอาการเท่าไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขารุเปกฺขาย เป็นสัตตมีวิภัตติ แปลว่า ในสังขารุเบกขา. บทว่า จิตฺตสฺส อภินีหาโร - การน้อมไปแห่งจิต ได้แก่ การทำจิตอื่นจากนั้นให้มุ่งไปสู่ความวางเฉยของสังขาร แล้ว นำไปอย่างหนักหน่วง. อภิ ศัพท์ ในบทนี้ มีความว่ามุ่งหน้า. นี ศัพท์ มีความว่าอย่างยิ่ง พระสารีบุตรประสงค์จะแก้คำถามที่ถามว่า กตีหากาเรหิ - ด้วยอาการเท่าไร ตอบว่า อฏฺหากาเรหิ - ด้วยอาการ ๘ อย่าง แล้วจึงแสดงอาการ ๘ เหล่านั้น ด้วยแก้คำถามข้อที่ ๒ จึงไม่แสดงอาการเหล่านั้น ได้ตั้งคำถามมีอาทิว่า ปุถุชฺชนสฺส กตี- หากาเรหิ - การน้อมจิตไปในสังขารุเบกขาของปุถุชน ด้วยอาการเท่าไร ในบทว่า ปุถุชฺชนสฺส นี้มีคาถาดังต่อไปนี้ ์
หน้า 723 ข้อ 135
ทุเว ปุถุชฺชนา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา อนฺโธ ปุถุชฺชโน เอโก กลฺยาเณโก ปุถุชฺชโน. พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัส ถึงปุถุชนไว้ ๒ จำพวก พวกหนึ่งเป็นอันธปุถุชน พวกหนึ่งเป็นกัลยาณปุถุชน. ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น ปุถุชนที่ไม่มีการเรียน การสอบถาม การฟัง การจำและการพิจารณาเป็นต้น ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น เป็น อันธปุถุชน ปุถุชนที่มีการเรียนเป็นต้นเหล่านั้น เป็นกัลยาณ- ปุถุชน. แม้ปุถุชน ๒ จำพวกนี้ก็มีคาถาว่า ปุถูนํ ชนนาทีหิ การเณหิ ปุถุชฺชโน ปุถุชฺชนนฺโตคธตฺตา ปุถุวายํ ชโน อิติ. ชื่อว่า ปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสหนาให้เกิด ขึ้น เพราะความเป็นผู้มีกิเลสหนาหยั่งลงถึงภายใน จึงชื่อว่า เป็นปุถุชน. ชื่อว่า ปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสเป็นต้นมีประการต่าง ๆ อันหนา ให้เกิด. ดังที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่ายังกิเลสอัน หนาให้เกิด เพราะอรรถว่าไม่จำกัดสักกายทิฏฐิ อันหนาออกไป, เพราะอรรถว่าเลือกหน้าศาสดา
หน้า 724 ข้อ 135
มาก เพราะอรรถว่าคติทั้งปวงร้อยไว้มาก เพราะ อรรถว่าย่อมตกแต่งด้วยอภิสังขารต่าง ๆ มาก เพราะ อรรถว่าย่อมลอยไปด้วยโอฆะต่าง ๆ มาก เพราะ อรรถว่าย่อมเดือดร้อน เพราะกิเลสเป็นเหตุให้ เดือดร้อนต่าง ๆ มาก, เพราะอรรถว่าถูกเผาด้วย อันตรายต่าง ๆ มาก, เพราะอรรถว่าเป็นผู้กำหนัด ยินดี ขอบใจ หลงใหล ซบ ติดใจ เกาะเกี่ยว พัวพัน ในกามคุณ ๕, เพราะอรรถว่าถูกร้อยรัด ปกคลุม ปิดบัง หุ้มห่อ ปกปิด คดโกงมาก ด้วย นิวรณ์ ๕๑ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุชน เพราะชนมีกิเลสหนาเหลือที่จะ นับ หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ, อีกอย่างหนึ่ง เพราะ คนกิเลสหนาจัดอยู่ต่างหาก ไม่สังสรรค์กับพระอริยเจ้าผู้ประกอบด้วย คุณ มีความเป็นผู้มีศีลและสุตะเป็นต้น. ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากัลยาณปุถุชน, เพราะชนนอกนั้นไม่มีการเจริญภาวนา เลย. ในบทว่า เสกฺขสฺส นี้ ได้แก่ พระเสกขะ ๗ จำพวก คือ ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิ- ๑. ขุ. มหา. ๒๙/๔๓๐.
หน้า 725 ข้อ 135
ผล อนาคามิมรรค อนาคามิผลและอรหัตมรรค ชื่อว่า เสกขะ เพราะท่านเหล่านั้นยังสิกขา ๓. ในพระเสกขะเหล่านั้นในที่นี้ ท่านประสงค์เอาพระเสกขะ ๓ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สก- ทาคามิผลและอนาคามิผล เพราะท่านผู้ตั้งอยู่ในมรรค ไม่น้อมจิตไป ในสังขารุเบกขา. ในบทว่า วีตราคสฺส นี้ ชื่อว่า วีตราโค เพราะมีราคะ ปราศจากไปแล้ว โดยปราศจากไป ด้วยสมุจเฉทปหาน. บทนี้เป็น ชื่อของพระอรหัต. แม้ใน ๓ บทนั้น ท่านก็ทำให้เป็นเอกวฺจนะ โดย ถือเอาชาติ. บทว่า สงฺขรุเปกฺขํ อภินนฺทติ - พระเสกขะย่อมยินดีสังขา- รุเบกขา ความว่า พระเสกขะ ครั้นได้สัญญาในธรรมเป็นเครื่องอยู่ เป็นผาสุก ในธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ อุเบกขานั้นแล้ว เป็นผู้มุ่งไป สู่สังขารุเบกขาด้วยความปรารถนาในผาสุวิหารธรรม ย่อมยินดี อธิบาย ว่า ยังตัณหาอันมีปีติให้เกิดขึ้น. บทว่า วิปสฺสติ - ย่อมเห็นแจ้ง คือ พระเสกขะย่อมเห็นหลาย ๆ อย่าง ด้วยลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้นเพื่อได้โสดาปัตติมรรค, พระ- เสกขะย่อมเห็นเพื่อได้มรรคชั้นสูง, พระเสกขะผู้ปราศจากราคะย่อมเห็น เพื่ออยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม.
หน้า 726 ข้อ 135
บทว่า ปฏิสงฺขาย ได้แก่ เข้าไปพิจารณาด้วยสามารถลักษณะ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น, อนึ่ง เพราะพระอริยะทั้งหลายมีพระโสดาบัน เป็นต้นเข้าผลสมาบัติของตน ๆ ถ้าไม่เห็นแจ้งวิปัสสนาญาณ ๙ มีอุท- ยัพพยญาณ เป็นต้น ก็ไม่สามารถจะเข้าสมาบัติได้ ฉะนั้น ท่านจึง กล่าวว่า ปฏิสงฺขาย วา ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชนติ - พระอริยะ ทั้งหลายพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ดังนี้. เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งผลสมาบัติ จึงมีปัญหากรรมของ พระเสกขะเหล่านี้ดังต่อไปนี้ ผลสมาบัติ คือ อะไร, ใครเข้าสมาบัติ นั้น, ใครไม่เข้าสมาบัติ, เพราะเหตุไรจึงต้องเข้า สมาบัติ, การเข้าสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร, การตั้ง อยู่เป็นอย่างไร, การออกเป็นอย่างไร, อะไรเป็น ลำดับของผล และผลเป็นลำดับของอะไร ? พึงทราบวินิจฉัยในปัญหากรรมนั้นดังต่อไปนี้ว่า อะไรเป็นผล สมาบัติ ? แก้ว่า อัปปนาในนิโรธของอริยผล๑. ใครเข้าสมาบัตินั้น ใครไม่เข้าสมาบัตินั้น, แก้ว่า ปุถุชนแม้ทั้งหมดเข้าสมาบัติไม่ได้. เพราะเหตุไร ? เพราะยังไม่บรรลุ. ส่วนพระอริยะทั้งหมดเข้าสมาบัติได้. ๑. วิสุทธิมรรคบาลี หน้า ๓๕๗
หน้า 727 ข้อ 135
เพราะเหตุไร ? เพราะบรรลุแล้ว. ส่วนพระอริยะชั้นสูง ไม่เข้าสมาบัติ ชั้นต่ำ เพราะสงบแล้วด้วยความเข้าถึงความเป็นบุคคลอื่น. และพระ- อริยะชั้นต่ำ ก็ไม่เข้าสมาบัติชั้นสูง เพราะยังไม่บรรลุ. แต่ท่านทั้งหมด ก็เข้าสมาบัติอันเป็นผลของตน ๆ นั่นเอง เพราะเหตุนั้น คำนี้จึงเป็น ข้อสันนิษฐานไว้ในที่นี้. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า แม้พระโสดาบันพระสกทาคามีก็ ไม่เข้าสมาบัติ. พระอริยะ ๒ ชั้นสูงย่อมเข้าสมาบัติ. นี้เป็นเหตุของ พระอริยะเหล่านั้น. เพราะพระอริยะเหล่านั้นเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ใน สมาธิ. นั้นไม่ใช่เหตุของปุถุชน เพราะเข้าโลกิยสมาธิที่ตนได้แล้ว. ก็ในที่นี้ เพราะคิดถึงเหตุ และมิใช่เหตุเป็นอย่างไร. ในการแก้ปัญหา เหล่านี้ว่า สังขารุเบกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยวิปัสสนาเป็นไฉน*. โคตรภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิดด้วยวิปัสสนาเป็นไฉน ท่านกล่าวไว้ต่างหาก กันในบาลีนี้แล้วมิใช่หรือว่า เพื่อประโยชน์การเข้าโสดาปัตติผล เพื่อ ประโยชน์การเข้าสกทาคามิผล. เพราะฉะนั้น พระอริยะแม้ทั้งหมดก็ย่อม เข้าสมาบัติอันเป็นผลของตน ๆ เพราะเหตุนั้น จึงควรตกลงไว้ในที่นี้. เพราะเหตุไรจึงต้องเข้าสมาบัติ ? แก้ว่า เพื่ออยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม. เหมือนอย่างพระราชาทั้งหลายย่อมเสวยสุขในราชสมบัติ. ทวยเทพย่อมเสวยทิพยสุข ฉันใด, พระอริยะทั้งหลายก็ฉันนั้น ทำข้อ ๑. ขุ. ป. ๓๑/๑๓๔.
หน้า 728 ข้อ 135
กำหนดไว้ในกาลใกล้ว่า เราจักเสวยโลกุตรสุข ดังนี้ แล้วเข้าผลสมาบัติ ในขณะที่ตนปรารถนา ๆ. การเข้าสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร ? ตั้งไว้เป็นอย่างไร. ออก เป็นอย่างไร ? แก้ว่า การเข้าสมาบัตินั้นย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ไม่ใสใจถึงอารมณ์อื่น นอกจากนิพพาน ๑ ใส่ใจนิพพาน ๑. ดังที่ท่านกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๒ อย่าง คือ การ ไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง ด้วยสมาบัติอันเป็นเจโต- วิมุตติ หานิมิตมิได้ ๑ การใส่ใจด้วยธาตุอันหา นิมิตมิได้ ๑๑. นี้เป็นลำดับของการเข้าสมาบัติในที่นี้, จริงอยู่พระอริยสาวกผู้มีความ ต้องการด้วยผลสมาบัติไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงพิจารณาสังขารทั้งหลาย ด้วยอนุปัสนาญาณ มีอุทยัพพยานุปัสนาญาณเป็นต้น. จิตของพระ- อริยสาวกนั้นผู้พิจารณาตามลำดับที่เป็นไปแล้ว ย่อมเอิบอิ่มในนิโรธ ด้วยสามารถผลสมาบัติในลำดับแห่งโคตรภูญาณ อันมีสังขารเป็น อารมณ์. อนึ่ง เพราะจิตน้อมไปในผลสมาบัติ ผลนั่นแลย่อมเกิดแม้แก่ พระเสกขะในผลสมาบัตินี้ มิใช่มรรคเกิด. ๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๓.
หน้า 729 ข้อ 135
อนึ่ง ผู้ใดกล่าวว่าพระโสดาบันเริ่มตั้งวิปัสสนา ด้วยคิดว่าเรา จักเข้าผลสมาบัติ ดังนี้ แล้วจะเป็นพระสกทาคามี, และพระสกทาคามี ก็จะเป็นพระอนาคามี ดังนี้. ผู้นั้นควรกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ พระ- อนาคามีก็จักเป็นพระอรหันต์. พระอรหันต์ก็จักเป็นพระปัจเจกพุทธะ และพระปัจเจกพุทธะก็จักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้. เพราะฉะนั้น ข้อนั้น จึงไม่มีอะไร. และก็ไม่ควรถือเอาโดยบาลีว่า ปฏิกฺขิตฺตํ - ถูกห้ามเสีย แล้วบ้าง. แต่ควรถือข้อนี้ไว้. ผลเท่านั้นย่อมเกิดแม้แก่พระเสกขะ มิใช่ มรรคเกิด. อนึ่ง หากว่า ผลของมรรคนั้นมีอยู่ เป็นอันว่า พระเสกขะ นั้นได้บรรลุมรรคอันมีในปฐมฌาน ญาณอันมีในปฐมฌานนั่นแล ย่อม เกิด, หากว่า มรรคมีในฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในทุติยฌานเป็นต้น ญาณก็มีในฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในทุติยฌานเป็นต้นเหมือนกัน เพราะ เหตุนั้น การเข้าสมาบัตินั้น ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้แล. สมาบัตินั้นตั้งอยู่ด้วยอาการ ๓ เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๓ อย่าง คือ การ ไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง เพื่อความตั้งมั่นแห่งเจโต- วิมุตติ อันหานิมิตมิได้ ๑, การใส่ใจธาตุอันหา นิมิตมิได้ ๑ การปรุงแต่งในกาลก่อน ๑๑. ๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๓.
หน้า 730 ข้อ 135
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ จ อภิสงฺขาโร - การปรุงแต่ง ในกาลก่อน คือ กำหนดกาลก่อนจากเข้าสมาบัติ การตั้งอยู่ของสมาบัติ นั้น ย่อมมีได้ ตราบเท่าที่กาลนั้นยังไม่มาถึง เพราะกำหนดไว้ว่า เราจักออกในเวลาโน้น ดังนี้. ที่ตั้งของสมาบัติ ย่อมมีได้อย่างนี้. สมาบัตินั้นออกด้วยอาการ ๒ เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโส ปัจจัย ๒ อย่างแล คือ การ ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวง ด้วยการออกจากเจโตวิมุตติ อันไม่มีนิมิต ๑ การไม่ใส่ใจธาตุอันหานิมิตมิได้ ๑๑. ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ รูปนิมิต เวทนานิมิต สัญญานิมิต สังขารนิมิต และวิญญาณนิมิต. อนึ่ง แม้ จะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งหมดเหล่านั้น โดยเป็นอันเดียวก็จริง ถึงดังนั้นท่าน ก็กล่าวบทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ นี้ ด้วยสามารถสงเคราะห์เข้าด้วยกัน ทั้งหมด. เพราะฉะนั้น. เมื่อพระโยคาวจรใส่ใจถึงอารมณ์อันมีแก่ภวังค์ ก็เป็นอันออกจากผลสมาบัติ. เพราะเหตุนั้น พึงทราบการออกแห่ง สมาบัตินั้นอย่างนี้. อะไรเป็นลำดับของผล, และ ผลเป็นลำดับของอะไร ? แก้ว่า ผลนั่นแล หรือภวังค์ เป็นลำดับของผล. แต่ผลมีอยู่ในลำดับมรรค, มรรคมีอยู่ในลำดับผล, ผลมีอยู่ในลำดับโคตรภู คือ อนุโลมญาณ ๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๓.
หน้า 731 ข้อ 135
ผลมีอยู่ในลำดับของเนวสัญญานาสัญญายตนะ. ผลมีอยู่ในลำดับของ มรรค ในวิถีแห่งมรรคนั้น, ผลหลัง ๆ มีอยู่ในลำดับของผลก่อน ๆ. ผลก่อนๆ ในผลสมาบัติมีอยู่ในลำดับโคตรภู คือ อนุโลมญาณ. อนึ่ง ในบทว่า โคตรภู นี้ พึงทราบว่าเป็นอนุโลมญาณ- ดังที่ท่านกล่าวไว้ในปัฏฐานว่า อนุโลมญาณ ของพระอรหันต์ เป็น ปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย๑. อนุโลมญาณ ของพระเสกขะเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจอนันตร- ปัจจัย๒. การออกจากนิโรธย่อมมีด้วยผลใด ผลนั้นย่อมมีในลำดับของ เนวสัญญานาสัญญายตนะ. ในบทนั้น ผลทั้งหมดที่เหลือเว้นผลอัน เกิดขึ้นในมรรควิถี ชื่อว่า เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติ. ผลนี้เป็นไปแล้วด้วยการเกิดขึ้นในมรรควิถีก็ดี ในผลสมาบัติก็ดี ด้วย ประการฉะนี้. ท่านกล่าวเป็นคาถาไว้ว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธทรถํ อมตารมฺมณํ สุภํ วนฺตโลกามิสํ สนฺตํ สามญฺผลมุตฺตมํ. สามัญผลสูงสุดระงับความกระวนกระวาย มีอมตะเป็นอารมณ์งาม คายโลกามิสสงบ ดังนี้. นี้ เป็นผลสมาปัตติกถาในนิทเทสนี้. ๑. อภิ. ปฏฺาน. ๔๐/๕๐๙. ๒. อภิ. ปฏฺาน. ๔๐/๕๑๓.
หน้า 732 ข้อ 135
บทว่า ตทชฺฌุเปฺขิตฺวา - วางเฉยสังขารุเบกขานั้น ได้แก่ วางเฉยสังขารุเบกขานั้น ด้วยวิปัสสนาญาณเช่นนั้นอย่างหนึ่ง. ในบท มีอาทิว่า สุญฺตวิหาเรน วา - ด้วยสุญญฺตวิหารสมาบัติ มีความดังต่อ ไปนี้ การอยู่ด้วยวิปัสสนา ๓ ของพระอรหันต์ผู้ประสงค์จะอยู่ด้วย วิปัสสนาวิหารเว้นผลสมาบัติ เห็นความยึดมั่นตนโดยความน่ากลัว จึง น้อมไปใน สุญญตวิหาร เห็นความเสื่อมในสังขารุเบกขา ชื่อว่า สุญญตวิหาร. การอยู่ด้วยวิปัสสนา ๓ ของท่านผู้เห็นสังขารนิมิต โดยความ น่ากลัวแล้วน้อมไปใน อนิมิตตวิหาร เห็นความเสื่อมในสังขารุเบกขา ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร. การอยู่ด้วยวิปัสสนา ๓ ของท่านผู้เห็นความ ตั้งมั่นในตัณหา โดยความน่ากลัวแล้วน้อมไปใน อัปปณิหิตวิหาร เห็น ความเสื่อมในสังขารุเบกขา ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร. ดังที่ท่านกล่าวไว้ ข้างหน้าว่า พระโยคาวจร เมื่อเห็นความยึดมั่นสังขาร นิมิต โดยความน่ากลัวถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็น ความเสื่อม เพราะมีจิตน้อมไปในสุญญตนิพพาน ชื่อว่า สุญญตวิหาร. เมื่อเห็นนิมิต โดยความ น่ากลัวถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อม เพราะ มีจิตน้อมไปในอนิมิตตนิพพาน ชื่อว่า อนิมิตต-
หน้า 733 ข้อ 135
วิหาร. เมื่อเห็นปณิธิ โดยความน่ากลัว ย่อม เห็นความเสื่อมถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อม เพราะมีจิตน้อมไปในอัปปณิหิตนิพพาน ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร๑. จิตของพระอรหันต์นั่นแล ย่อมเป็นไปในอำนาจโดยอาการทั้งปวง โดย ความมีฉฬังคุเบกขา และโดยมีวิหารธรรมมีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่า ไม่เป็นปฏิกูลเป็นต้น, จากนั้นท่านอธิบายว่า วิปัสสนาวิหารย่อมสำเร็จ แก่พระอรหันต์เท่านั้น.ในบทนี้ว่า วีตราโค สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ - ผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเบกขา มีความว่า วิปัสสนายังไม่ ถึงภัย ๓ อย่าง และอธิมุตติ ๓ อย่าง พึงทราบว่า เป็นวิปัสสนาสิ้น เชิง. เมื่อเป็นอย่างนั้นย่อมมีความวิเศษทั้งก่อนและหลัง. บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะแสดงประเภทของความเป็นอัน เดียวกันและความต่างกันแห่งสังขารุเบกขา ด้วยสามารถบุคคล ๒ - ๓ ประเภท จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส. ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตสฺส อภินีหาโร เอกตฺตํ โหติ - ความน้อมไปแห่งจิตเป็นอย่างเดียวกัน คือ เป็นอันเดียวกัน. พึงทราบ ว่า เป็น ภาววจนะ ลงใน สกัตถะ. ท่านกล่าวว่า อิทปฺปจฺจยตา ก็เหมือน อิทปฺปจฺจยา. เอกตฺตํ ก็คือ เอโก นั่นเอง. ๑. ขุ. ปะ. ๓๑/๒๐๒.
หน้า 734 ข้อ 135
บทว่า อภินิหาโร เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐิ วิภัตติ. คือ อภินิหารสฺส - แห่งความน้อมไป. พึงทราบว่า ท่านทำ เป็นวิภัตติวิปลาส ดุจในบทว่า โส เทโส สมฺมชฺชิตฺวา - กวาดที่ พื้นที่นั้น. บทว่า จิตฺตํ กิลิสฺสติ - จิตเศร้าหมอง ได้แก่ จิตเศร้าหมอง ด้วยกิเลส คือ โลภะได้ในบทว่า วิปสฺสนานิกํ เป็นข้าศึกแห่งวิปัสสนา อธิบายว่า ทำให้เดือดร้อนทำให้ลำบาก. บทว่า ภาวนาย ปริปนฺโถ โหติ - มีอันตรายแห่งภาวนา ได้แก่ กำจัดวิปัสสนาภาวนาที่ได้แล้ว. บทว่า ปฏิเวธสฺส อนฺตราโย โหติ - มีอันตรายแห่งปฏิเวธ ได้แก่ เป็นอันตรายแก่การได้สัจปฏิเวธที่ควรได้ด้วยวิปัสสนาภาวนา. บทว่า อายตึ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ - มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิ ต่อไป ความว่า เมื่อกรรมนั้นให้สุคติปฏิสนธิ เพราะกรรมสัมปยุต ด้วยสังขารุเบกขามีกำลัง กิเลส คือโลภะ กล่าวคือ ความยินดีมีปัจจัย แห่งสุคติปฏิสนธิ เป็นกามาวจรในอนาคต เพราะกรรมมีกิเลสเป็น สหาย ย่อมยังวิบากให้เกิด. ฉะนั้น กรรมจึงเป็นชนกปัจจัย. กิเลส เป็นอุปถัมภกปัจจัย. อนึ่ง บทว่า อุตฺตริปฏิเวธสฺส - แห่งปฏิเวธในมรรคชั้นสูง ได้แก่ สัจปฏิเวธด้วยอำนาจสกทาคามิมรรคเป็นต้นของพระเสกขะ.
หน้า 735 ข้อ 135
บทว่า อายตึ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ พึงทราบว่า กิเลส คือ ความพอใจเป็นปัจจัยแห่งทุคติปฏิสนธิเป็นกามาวจร อันกรรม คือ สังขารุเบกขาให้แก่ฌานในพระเสกขะทั้งหลาย ที่เป็นพระโสดาบันและ พระสกทาคามียังไม่บรรลุ. ไม่เป็นปัจจัยแก่ผู้ได้ฌานและแก่พระอนา- คามี ตั้งแต่ปฏิสนธิในพรหมโลก, กิเลสนี้แหละเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิ อันโคตรภูที่เป็นอนุโลมให้. บทว่า อนิจฺจโต ชื่อว่าโดยความไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว ไม่มี เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด เพราะความมีเบื้องต้นและความมี ที่สุด. บทว่า ทุกฺขโต ชื่อว่าโดยความเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า บีบคั้นบ่อย ๆ เพราะบีบคั้นด้วยความเกิดและความเสื่อม และเพราะ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. บทว่า อนตฺตโต ชื่อว่าโดยความเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะอาศัยปัจจัยเป็นไป และเพราะไม่มีสามี- เจ้าของไม่มีนิวาสี - ผู้อาศัยอยู่เป็นนิตย์ ไม่มีการก - ผู้ทำและเวทกะ - ผู้เสวย. บทว่า อนุปสฺสนฏฺเน - โดยสภาพแห่งการพิจารณา ได้แก่ โดยสภาพแห่งการ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นตาม ๆ กัน. บทว่า อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ พึงทราบว่า การน้อมจิต ไปต่างกัน หรือ ความต่างกันแห่งการน้อมจิต.
หน้า 736 ข้อ 135
บทว่า กุสลา ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่าไม่มีโรค เพราะ อรรถว่าไม่มีโทษ และเพราะอรรถว่าเป็นความฉลาด. บทว่า อพฺยากตา คือ พยากรณ์ไม่ได้ว่าเป็นกุศล หรือ อกุศล. บทว่า กิญฺจิกาเล สุวิทิตา - ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย ได้แก่ ปรากฏด้วยดีในกาลแห่งวิปัสสนา. บทว่า กิญฺจิกาเล น สุวิทิตา - ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย คือ ไม่ปรากฏด้วยดีในกาลแห่งความพอใจ. บทว่า อจฺจนฺตํ สุวิทิตา - ปรากฏดีโดยส่วนเดียว ได้แก่ ปรากฏดีโดยส่วนเดียว เพราะละความพอใจได้แล้ว. ในบทนี้ว่า วิทิตฏฺเน จ อวิทิตฏฺเน จ - โดยสภาพที่ปรากฏ และโดยสภาพที่ไม่ปรากฏ มีความว่า พระเสกขะที่เป็นปุถุชนมีสภาพ ปรากฏดีแล้วก็ดี พระเสกขะปราศจากราคะ มีสภาพปรากฏดีโดยส่วน เดียวก็ดี ชื่อว่า เป็นผู้ปรากฏแล้ว, แม้ทั้งสองมีสภาพปรากฏไม่ดี ก็ ชื่อว่า มีสภาพปรากฏไม่ดีนั่นแล. บทว่า อติตฺตตฺตา - เพราะยังไม่เสร็จกิจ ได้แก่ เพราะยังไม่ เสร็จกิจที่ควรทำแห่งวิปัสสนา คือยังไม่ประณีต. ชื่อว่า ติตฺตตฺตา เพราะตรงข้ามกับ บทว่า อติตฺตตฺตา นั้น.
หน้า 737 ข้อ 135
บทว่า ติณฺณํ สญฺโชนานํ ปหานาย - เพื่อละสังโยชน์ ๓ ได้แก่ เพื่อละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส. พระโพธิสัตว์ แม้มีภพสุดท้ายก็ยังสงเคราะห์เข้าในบทนี้เหมือนกัน. แต่สัตว์ผู้ยังไม่มี ภพสุดท้ายยังวิปัสสนาให้ถึงสังขารุเบกขาตั้งอยู่. บทว่า โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อต้องการได้โสดา- ปัตติมรรค อาจารย์ทั้งหลายไม่กล่าวย่อไว้. กล่าวย่อไว้ดีกว่า. บทว่า เสกฺโข ติณฺณํ สญฺโชนานํ ปหีนตฺตา ท่านกล่าว โดยความเสมอกันแห่งพระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี จริงอยู่ สังโยชน์เหล่านั้น มีพระสกทาคามีและพระอนาคามี ก็ละ ได้แล้ว. บทว่า อุตฺตริปฏิลาภตฺถาย - คือ เพื่อต้องการได้มรรคชั้นสูง ๆ. บทว่า ทิฏฺธมฺมสุขวิหารตฺถาย - เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขใน ปัจจุบัน ได้แก่ เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ ในอัตภาพที่ ประจักษ์. บทว่า วิหารสมาปตฺตฏฺเน - โดยสภาพแห่งวิหารสมาบัติ ได้แก่ โดยสภาพแห่งผลสมาบัติของพระเสกขะ. โดยสภาพแห่งผล สมาบัติ อันเป็นวิปัสสนาวิหารของท่านผู้ปราศจากราคะ.
หน้า 738 ข้อ 135
บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อแสดงการกำหนดด้วยการคำนวณของ สังขารุเบกขา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กติ สงฺขารุเปกฺขา - สังขารุเบกขา เท่าไร ? ในบทเหล่านั้น บทว่า สมถวเสน คือ ด้วยสามารถสมาธิ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะนี้เหมือนกัน. บทว่า นีวรเณ ปฏิสงฺขา - ปัญญาพิจารณานิวรณ์ ได้แก่ กำหนดโดยความที่ควรละนิวรณ์ ๕. บทว่า สนฺติฏนา - การดำรงไว้ ได้แก่ การดำรงไว้เพราะ ความเป็นกลาง ด้วยการเข้าถึงความไม่ขวนขวายในการละนิวรณ์เหล่า- นั้น เพราะมุ่งแต่จะละนิวรณ์เหล่านั้น. บทว่า สงฺขารุเปกฺขาสุ คือ ในการวางเฉยสังขาร อันกล่าวคือ นิวรณ์ ด้วยการไม่ทำความขวนขวายในการละนิวรณ์ทั้งหลาย ในวิตก วิจารเป็นต้น และในอุปาทะเป็นต้นก็มีนัยนี้. ญาณสำเร็จด้วยภาวนา อันมีกำลังในส่วนเบื้องต้นอันใกล้ด้วยอัปปนาวิถี ในสมถะ ชื่อว่า สังขารุเบกขา. ในบทมีอาทิว่า โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อได้โสดา- ปัตติมรรค คือ เป็นอันได้มรรคอย่างใดอย่างหนึ่งในสุญญตมรรค อนิมิตตมรรคและอัปปณิหิตมรรค ในมรรควาร ๔.
หน้า 739 ข้อ 135
ในบทมีอาทิว่า โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย - เพื่อต้องการได้ โสดาปัตติผลสมาบัติ พึงทราบผลสมาบัติอันเป็นอัปปณิหิตะในผลวาร ๔. เพราะเหตุไร ? เพราะท่านกล่าวถึงผลสมาบัติ ๒ เหล่านี้ คือ สุญฺ- ตวิหารสมาปตฺตถาย - เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ อนิมิตฺต- วิหารสมาปตฺตตฺถาย - เพื่อต้องการอนิมิตตวิหารสมาบัติ ๑ ไว้ต่างหาก กัน. พึงทราบอนิมิตตมรรคด้วยการออกจากอนิจจานุปัสนา, พึง ทราบอนิมิตตผลสมาบัติในกาลแห่งผลสมาบัติ, พึงทราบอัปปณิหิตมรรค และผลสมาบัติ ด้วยการออกจากทุกขานุปัสสนา, พึงทราบสุญญตมรรค และผลสมาบัติ ด้วยการออกจากอนัตตานุปัสสนา โดยนัยแห่งพระสูตร นั่นแล. อนึ่ง ในมรรควาร ๔ เหล่านี้ ท่านกล่าวถึงบทอันเป็นมูลเหตุ ๕ มีอาทิว่า อุปฺปาทํ - เกิดขึ้น, บทแห่งไวพจน์ ๑๐ มีอาทิว่า คตึ รวม เป็น ๑๕ บท. ในผลสมาบัติวาร ๖ ท่านกล่าวบทอันเป็นมูลเหตุ ๕ ไว้. หากถามว่าเพราะเหตุไร จึงกล่าวไว้อย่างนั้น. แก้ว่า เมื่อ สังขารุเบกขามีความแก่กล้า เพื่อแสดงถึงความแก่กล้าของสังขารุเบกขา นั้น เพราะมีมรรคสามารถในการละกิเลส ท่านจึงกล่าวบทอันเป็นมูล เหตุทำให้มั่นกับบทอันเป็นไวพจน์. เพื่อแสดงว่าสังขารุเบกขา แม้อ่อน
หน้า 740 ข้อ 135
ก็เป็นปัจจัยแก่ผล เพราะความที่ผลมีสภาพสงบโดยความที่หมดความ อุตสาหะ และเพราะเป็นที่อาศัยของมรรค พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึง บทอันเป็นมูลเหตุเท่านั้น. บัดนี้ พระสารีบุตร ครั้นถามด้วยชาติแล้ว เพื่อจะแก้ด้วยการ ได้ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กติ สงฺขารุเปกฺขา กุสลา - สังขารุเบกขา เป็นกุศลเท่าไร ? ในบทนั้น บทว่า ปณฺณฺรส สงฺขารุเปกฺขา - สังขารุเบกขา เป็นกุศล มี ๑๕ ได้แก่ ด้วยสมถะ ๘ และด้วยมรรค ๔ ผล ๓ เป็น ๗ รวมเป็น ๑๕. สังขารุเบกขา ๘ ด้วยสามารถสมถะไม่สมควร แก่ธรรมชื่อว่า สังขารุเบกขา เพราะพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณานิวรณ์ และเพราะเว้นความขวนขวายในการละวิตกวิจารเป็นต้น เป็นการละได้ โดยง่าย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านไม่กล่าวความที่สังขารุเบกขา เหล่านั้น เป็นอัพยากฤต. อนึ่ง พระอรหันต์ผู้เข้าผลสมาบัติ ไม่สามารถ เข้าสมาบัติ เว้นสังขารุเบกขาได้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวสังขา- รุเบกขา ๓ ว่าเป็นอัพยากฤต. จริงอยู่ ชื่อว่า สังขารุเบกขา ๓ ของ พระอรหันต์ย่อมมีด้วยสามารถอัปปณิหิตะ สุญญตะ และอนิมิตตะ. บัดนี้ พึงทราบความในคาถาทั้งหลาย ๓ ที่ท่านกล่าวแล้วด้วย การพรรณนาถึงสังขารุเบกขา ดังต่อไปนี้. บทว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺนา ปญฺา - ปัญญาที่พิจารณา หาทางแล้ววางเฉย ได้แก่ สังขารุเบกขา.
หน้า 741 ข้อ 135
บทว่า อฏฺ จิตฺตสฺส โคจรา - เป็นโคจรของสมาธิ ๘ ความ ว่า ท่านกล่าวถึงสังขารุเบกขา ๘ เป็นวิสยะคือภูมิของสมาธิ ด้วย สามารถสมถะ. ท่านอธิบายถึง สมาธิ ด้วยหัวข้อว่า จิต ดุจใน ประโยคมีอาทิว่า จิตฺตํ ปญฺญฺจ ภาวยํ๑ - เจริญสมาธิและปัญญา, ท่านอธิบาย วิสยะ ด้วย โคจร ศัพท์ ดุจในประโยคมีอาทิว่า โคจเร ภิกฺขเว จรถ สเก เปตฺติกา วิสเย๒ - เจริญสมาธิและปัญญา, จงเที่ยวไปในโคจร อันเป็นถิ่นที่อยู่บิดาตน. ท่านกล่าวว่า นี้เป็นโคจร ของผู้อาศัย. บทว่า ปุถุชฺชนสฺส เทวฺ - โคจรภูมิของปุถุชน ๒ คือด้วย สามารถแห่งสมถะและวิปัสสนา. บทว่า ตโย เสกฺขสฺส - โคจรของ พระเสกขะ ๓ ได้แก่ ด้วยสามารถแห่งสมถะ วิปัสสนาและสมาบัติ. บทว่า ตโย จ วีตราคสฺส - โคจรของผู้ปราศจากราคะ ๓ ได้แก่ ด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติอันเป็นอัปปณิหิตะ สุญญตะ และอนิมิตตะ. ควรกล่าวว่า ติสฺโส ท่านทำเป็นลิงควิปลาสว่า ตโย. หรือพึง ประกอบว่า ตโย สงฺขารุเปกฺขา ธมฺมา - ธรรม คือ สังขารุเบกขา ๓ อย่าง. บทว่า เยหิ จิตฺตํ วิวฏฺฏติ - จิตปราศจากราคะหลีกไป ความว่า จิตหลีกไปจากวิตกวิจารเป็นต้นด้วยธรรม คือ สังขารุเบกขา, หรือจาก ๑. สํ. ส. ๑๕/๑๖. ๒. สํ. มหา. ๑๙/๗๐๓.
หน้า 742 ข้อ 135
อุปทะเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า เพราะแม้ผู้ปราศจากราคะก็ยังมีสังขา- รุเบกขาจิตหลีกจากสังขารแล่นไปสู่นิพพาน บทว่า อฏฺ สมาธิสฺส ปุจฺจยา - เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ ๘ คือ ปัจจัย ๘ ท่านกล่าวด้วยสามารถสมถะเป็นปัจจัยแก่อัปปนาสมาธิ เพราะ ให้ถึงอัปปนา. บทว่า ทส าณสฺส โคจรา - เป็นโคจรแห่งญาณ ๑๐ คือ เป็นภูมิ ๑๐ แห่งมรรคญาณ และผลญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่ง วิปัสสนา. บทว่า ติณฺณํ วิโมกฺขาย ปจฺจยา - เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ คือ เป็นปัจจัยแห่งสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ด้วยอุปนิสสยปัจจัย. บทว่า นานาทิฏฺีสุ น กมฺปติ - ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ต่าง ๆ ได้แก่ ไม่สละความดับแล้วพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลาย โดย ความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมไม่หวั่นไหวในทิฏฐิมีประการต่างๆ มีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น. จบ อรรถกถาสังขารุเบกขาญาณนิทเทส
หน้า 743 ข้อ 136, 137
โคตรภูญาณนิทเทส [๑๓๖] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณอย่างไร ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าครอบงำความเกิด ขึ้น ครอบงำความเป็นไป ครอบงำนิมิต ครอบงำกรรมเครื่องประมวล มา ครอบงำปฏิสนธิ ครอบงำคติ ครอบงำความบังเกิด ครอบงำอุบัติ ครอบงำชาติ ครอบงำชรา ครอบงำพยาธิ ครอบงำมรณะ ครอบงำ ความเศร้าโศก ครอบงำความรำพัน ครอบงำความคับแค้นใจ ครอบงำ สังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพาน อันไม่มีความเกิดขึ้น ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไป ู่นิพพานอันไม่มี ความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มี ความเป็นไป ฯลฯ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพ- พานอันเป็นที่ดับ. [๑๓๗] ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไป... ออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่นไปสู่นิพพาน อันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มี
หน้า 744 ข้อ 138, 139
ความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความ เป็นไป ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้น หลีก ออกจากความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่า โคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่น ไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไป สู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่ นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก แล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ. [๑๓๘] โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งจะวิปัสสนา ? โคตรภู ธรรม ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิด ขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. [๑๓๙] โคตรภูธรรม ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ แห่งสมถะ ? ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ปฐมฌาน ๑ ครอบงำวิตกและวิจารเพื่อได้ทุติยฌาน ๑ ครอบงำปีติเพื่อได้ตติยฌาน ๑ ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้จตุตถฌาน ๑ ครอบงำรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา
หน้า 745 ข้อ 140
นานัตตสัญญาเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากาสานัญ- จายตนสัญญาเพื่อได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ครอบงำวิญญานัญ- จายตนสัญญาเพื่อได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากิญจัญญา- ยตนสัญญาเพื่อได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑ โคตรภูตธรรม ๘ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ. [๑๔๐] โคตรภูตธรรม ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ แห่งวิปัสสนา ? ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็น ไป นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอกเพื่อได้โสดาปัตติมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อโสดาปัตติ- ผลสมาบัติ ๑ ฯลฯ เพื่อได้สกทาคามรรค ๑ เพื่อสกทาคามิผลสมาบัติ ๑ เพื่อได้อนาคามิมรรค ๑ เพื่ออนาคามิผลสมาบัติ ๑ ครอบงำความ เกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศก ความ ร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้อรหัตมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา
หน้า 746 ข้อ 141, 142
ปฏิสนธิ เพื่ออรหัตผลสมาบัติ ๑ เพื่อสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ และเพื่อ สมาบัติ ๑ โคตรภูธรรม ๑๐ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. [๑๔๑] โคตรภูธรรมเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็น อัพยากฤตเท่าไร ? โคตรภูธรรมเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็น อกุศลไม่มี. [๑๔๒] โคตรภูญาณ ๘ คือ โคตรภูญาณที่มีอามิส ๑ ไม่มีอามิส ๑ มีที่ตั้ง ๑ ไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็น สุญญตะ ๑ เป็นวิสุญญตะ ๑ เป็นวุฏฐิตะ ๑ เป็น อวุฏฐิตะ ๑ เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ โคตรภูญาณ ๑๐ เป็นโคตรแห่งวิปัสสนาญาณ โคตรภูธรรม ๑๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ โคตรภูธรรมมีอาการ ๑๘ นี้ พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคา- วจรเป็นผู้ฉลาดในโคตรภูญาณ อันเป็นเครื่องหลีก ไปและในโคตรภูญาณ อันเห็นเครื่องออกไป ย่อม ไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ ฉะนี้แล. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป และ หลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณ.
หน้า 747 ข้อ 142
อรรถกถาโคตรภูญาณนิทเทส [๑๓๖-๑๔๐] พึงทราบวินิจฉัยในโคตรภูญาณนิทเทสดังต่อไป นี้. บทว่า อภิภุยฺย - ครอบงำ คือ ย่อมครอบงำ ย่อมก้าวล่วง. บทว่า พหิทฺธา สงฺขารนิมิตฺตํ - สังขารนิมิตภายนอก ได้แก่ สังขารนิมิต อันเป็นภายนอกจากกุศลขันธ์อันเป็นไปแล้วในสันดานของ ตน. จริงอยู่ สังขารอันเป็นโลกิยะท่านกล่าวว่า เป็นนิมิต เพราะเป็น เครื่องหมายแห่งกิเลสทั้งหลาย, หรือ เพราะตั้งขึ้นด้วยอาการของนิมิต. บทว่า อภิภุยฺยตีติ โคตรภู - ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำ ท่านกล่าวถึงความเป็นโคตรภู เพราะครอบงำโคตรของปุถุชน. บทว่า ปกฺขนฺทตีติ โคฺตรภู - ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าแล่น ไป คือ ท่านกล่าวถึงความเป็นโคตรภู เพราะความเกิดขึ้นแห่งโคตร พระอริยะ. บทว่า อภิภุยฺยิตฺวา ปกฺขนฺทตีติ โคตรภู - ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำแล้วแล่นไป คือ ท่านกล่าวย่อความทั้งสอง. บทว่า วุฏฺาตีติ โคตรภูติ จ วิวฏฺฏตีติ โคตรภู จ - ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าออกไป และเพราะอรรถว่าหลีกไป คือ ท่านกล่าวถึงอรรถ คือ ความครอบงำโคตรปุถุชนโดยสมควรแก่บทว่า
หน้า 748 ข้อ 142
วุฏฐานะ - การออก วิวัฏฏนะ - การหลีกไปแห่งมาติกา. พึงทราบ อรรถว่า ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำโคตรมีนิวรณ์เป็นต้น แห่งโคตรภู ดังกล่าวแล้วด้วยสมถะ, ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำโคตรมีความเกิด เป็นต้น ในสมาบัติวาร ๖ มีอาทิว่า โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย- เพื่อต้องการโสดาปัตติผลสมาบัติ, ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำโคตร มีโสดาบันเป็นต้น. ในมรรควาร ๓ มีอาทิว่า สกทาคานิมคฺคปฏิลาภตฺถาย - เพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค. อนึ่ง ในบทว่า โคตฺรภู นี้ มีอรรถว่าโคตร และมีอรรถว่า พืช. นัยว่าในอัตตนิปกรณ์ ท่านกล่าว นิพพาน ว่า โคตฺตํ - โคตร เพราะคุ้มครองจากอันตรายทั้งปวง ชื่อว่าโคตรภู เพราะดำเนินไปสู่ นิพพานนั้น, แม้สมาบัติ ๘ ก็ชื่อว่า โคตฺตํ - โคตร เพราะคุ้มครอง จากอันตรายของโคตรภู, โคตรนั้นท่านกล่าวว่า โคตรภู เพราะดำเนิน ไปสู่โคตร. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า โคตรภูแห่งมรรค ๔ มีนิพพานเป็น อารมณ์, โคตรภูแห่งผลสมาบัติ มีสังขารเป็นอารมณ์ เพราะน้อมไป ในผลสมาบัติ. ดังที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า จิต ของพระโย- คาวจร ผู้เห็นแจ้งตามลำดับอันเป็นไปแล้วนั้น ย่อมเอิบอิ่มในนิโรธด้วย สามารถแห่งผลสมาบัติในระหว่างโคตรภูญาณมีสังขารเป็นอารมณ์ ด้วย
หน้า 749 ข้อ 142
เหตุนั้นแลในมรรควารนี้ พึงทราบว่า ท่านทำจิตที่ ๑๖ แล้วถือเอาจิต ที่ ๖ ในสมาบัติวารแห่งบทสังขารนิมิตภายนอกที่ถือเอาแล้ว จึงไม่ถือ เอา. โดยประการนอกนี้ พึงถือเอาการถือบทอันเป็นมูลเหตุ. (๑๔๑) ก็อาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า การผูกใจครั้งแรกในนิพพาน เป็นการรวบรวมครั้งแรก นี้ท่านกล่าวว่าโคตรภู. โคตรภูหมายถึงผลนั้น ไม่ถูก. ในบทนี้ว่า ปณฺณรส โคตรภูขธมฺม กุสลา -โคตรภูธรรม เป็นกุศล ๑๕ พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ ชื่อว่าโคตรภูย่อมไม่สมควร แก่พระอรหันต์ เพราะไม่มีนิวรณ์อันควรครอบงำ เพราะวิตกวิจาร เป็นต้น พึงละได้ง่าย และเพราะอรรถว่าครอบงำ เพราะเหตุนั้นพึง ทราบว่าท่านทำไว้แล้วไม่กล่าวถึง เพราะโคตรภูเป็นอัพยากฤต. อนึ่ง พระอรหันต์ผู้เข้าผลสมาบัติ ไม่สามารถครอบงำสังขารเข้าสมาบัติได้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โคตรภูธรรมเป็นอัพยากฤตมี ๓. แต่ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมาบัติ ๘ เป็นไปในส่วนแห่งการแทงตลอด ด้วยสามารถ อริยมรรคที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในที่นี้, เพราะฉะนั้นโคตรภู แห่ง สมาบัติ ๘ จึงเป็นกุศล. อนึ่ง พึงทราบแม้ในสังขารุเปกขาญาณ อย่างนั้น. (๑๔๒ ) พึงทราบอธิบายความในคาถามีอาทิว่า สามิสญฺจ ดัง ต่อไปนี้. บรรดาวัฏฏามิส โลกามิส กิเลสามิสทั้งหลาย โคตรภูญาณ
หน้า 750 ข้อ 142
อามิสด้วยโลกามิส เพราะยังมีความอยาก. นั่นคืออะไร ? คือ สมถ- โคตรภูญาณ ๘ อย่าง. บทว่า วฏฺฏามิสํ ในที่นี้ ได้แก่ วัฏฏะเป็นไป ในภูมิ ๓ นั่นเอง. บทว่า โลกามิสํ ได้แก่ กามคุณ ๕. บทว่า กิเลสามิสํ ได้แก่ กิเลสทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า นิรามสํ ได้แก่ วิปัสสนาโคตรภูญาณ ๑๐ อย่าง เพราะไม่มีความอยาก. จริงอยู่ พระ- อริยะทั้งหลายไม่ทำความอยากในโคตรภู. ในคัมภีร์อาจารย์ทั้งหลาย เขียนไว้ว่า สามิสญฺเจ นั่นไม่ดีเลย. พึงทราบ ปณิหิตะ อัปปณิหิตะ, สัญญุตตะ วิสัญญุตตะ, วุฏฐิตะ อวุฏฺฐิตะ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ปณิหิตะ คือ ความปรารถนา เพราะตั้งอยู่ในความใคร่. ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้ง. ชื่อว่า สัญญุตตะ เพราะประกอบด้วยความอยาก. ชื่อว่า วิสัญญุตตะ เพราะไม่ประกอบด้วยความอยาก. บทว่า วุฏฺิตํ ได้แก่ โคตรภูญาณอันเป็นวิปัสสนานั่นเอง. จริงอยู่ โคตรภูญาณนั้น ชื่อว่า วุฏิตะ เพราะตัดความอยาก. นอก นั้นเป็น อวุฏิตะ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วุฎิตะ เพราะออกไป ภายนอก. พึงทราบว่า แม้ผลโคตรภูอันเป็นสังขารนิมิตภายนอกก็ชื่อว่า วุฏิตะ เพราะมุ่งหน้าสู่นิพพานด้วยอัธยาศัยในนิพพาน. พึงทราบว่า แม้ในวาระแห่งการครอบงำ การออก การหลีกไปในภายหลัง ก็พึง
หน้า 751 ข้อ 142
ทราบว่า ผลโคตรภู ชื่อว่าย่อมครอบงำ ย่อมออกไป ย่อมหลีกไป เพราะมุ่งสู่นิพพาน ด้วยอัธยาศัย. บทว่า ติณฺณํ วิโมกฺขานปจฺจยา - เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ ได้แก่ สมถโคตรภูเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยแก่โลกุตรวิโมกข์ ๓, วิปัส- สนาโคตรภูเป็นอนันตระปัจจัย สมนันตรปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย. บทว่า ปญฺา ยสฺส ปริจฺจิตา - พระโยคาวจรอบรมแล้ว ด้วยปัญญา คือ ปัญญาอันเป็นส่วนเบื้องต้นอันพระโยคาวจรอบรมแล้ว คือ สะสมแล้ว. บทว่า กุสโล วิวฏฺเฏ วุฏฺาเน - พระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาด ในการออกไป ในการหลีกไป คือ เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้เฉียบแหลมใน โคตรภูญาณ อันได้แก่ วิวัฏฎะด้วยความไม่ลุ่มหลงนั่นแล หรือเป็นผู้ ฉลาด ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น. บทว่า นานาทิฏฺิสุ น กมฺปติ- ย่อมไม่หวั่น เพราะทิฏฐิ ต่าง ๆ คือ ไม่หวั่นไหวในทิฏฐิมีประการ ๆ ที่ละได้แล้ว ด้วยสุจเฉท. จบ อรรถกถาโคตรภูญาณนิทเทส
หน้า 752 ข้อ 143
มรรคญาณนิทเทส [๑๔๓] ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณอย่างไร ? ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- ทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย คืออรูปขันธ์ ๔ อันเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น เบญจขันธ์พร้อมด้วยรูปอันมีทิฏฐินั้นเป็นสมุฏฐาน และวิบากขันธ์อันจะ พึงเกิดขึ้นในอนาคต และจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลสขันธ์ และสังขาร นิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ . . . เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉา- วาจา...เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่า เป็นสมุฏฐานย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ . . . เป็นมรรคญาณ ญาณ ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ.... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ...เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นย่อมออกจากมิจฉาสติ. . . เป็นมรรคญาณ ญาณ
หน้า 753 ข้อ 144, 145
ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจาก สรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป และหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็น มรรคญาณ. [๑๔๔] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภาย นอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ. [๑๔๕] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆา- นุสัย ส่วนละเอียด ๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธิ นั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ.
หน้า 754 ข้อ 146, 147
[๑๔๖]ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ไม่ซ่าน ย่อม ออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- สมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ. [๑๔๗] อริยมรรคสมังคีบุคคล ย่อมเผาสังกิเลส ที่ยังไม่เกิด ด้วยโลกุตรฌานที่เกิดแล้ว เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวโลกุตรฌานว่าเป็นฌาน บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว เพราะทิฏฐิต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ ถ้า พระโยคาวจรตั้งใจมั่นดีแล้ว ย่อมเห็นแจ้ง ฉันใด ถ้าเมื่อเห็นแจ้งก็พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงดี ฉันนั้น สมถะแลวิปัสสนาได้มีแล้วในขณะ นั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่ ความเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธ เป็นสุข ชื่อว่าปัญญาที่ออกจากธรรมทั้งสอง ย่อมถูกต้องอมตบท พระโยคาวจรผู้ฉลาดใน
หน้า 755 ข้อ 147
ความเป็นต่างกัน และความเป็นอันเดียวกัน แห่งวิโมกข์เหล่านั้น ย่อมรู้วิโมกขจริยา ย่อม ไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ เพราะความเป็น ผู้ฉลาดในญาณทั้งสอง ฉะนี้แล. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและ หลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ. อรรถกถามรรคญาณนิทเทส (๑๔๓) พึงทราบวินิจฉัยในมรรคญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิยา วุฏฺาติ - ออกจากมิจฉาทิฏฐิ คือ ออกจาก มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ด้วยสมุจเฉทโดยการละทิฏฐานุสัย คือ ทิฏฐิที่นอนเนื่อง อยู่ในสันดาน. บทว่า ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ - จากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- ทิฏฐินั้น ได้แก่ จากกิเลสหลาย ๆ อย่างที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐิอันเกิด ขึ้น ด้วยสามารถการประกอบกับมิจฉาทิฏฐิ และด้วยอุปนิสัยคือการ นอนเนื่องในมิจฉาทิฏฐิ. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวถึงการละกิเลสอันตั้ง อยู่ในที่เดียวกันกับมิจฉาทิฏฐินั้น. จริงอยู่ การตั้งอยู่ในที่เดียวกันมี ๒
หน้า 756 ข้อ 147
อย่าง. คือ ตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน และตั้งอยู่ที่เดียวกัน ด้วยการละ, ชื่อว่า ตเทกฏฺา เพราะอรรถว่า ตั้งอยู่ในจิตดวงเดียว พร้อมกับทิฏฐินั้น, หรือบุคคลคนเดียวตลอดจนละได้. เพราะว่าเมื่อ ละทิฏฐิได้กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โมหะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนต- ตัปปะ อันเกิดร่วมกันกับทิฏฐินั้น ในจิตอันเป็นอสังขาริกะ ๒ ดวง สัมปยุตด้วยทิฏฐิ, กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โมหะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อันเกิดร่วมกันกับทิฏฐินั้น ในจิตที่เป็นสสังขา- ริกะ ๒ ดวง ย่อมละได้ด้วยการตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน. เมื่อละกิเลสคือทิฏฐิได้ เมื่อบุคคลคนหนึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ นั้น กิเลสเหล่านี้ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อันจะเป็นเหตุไปสู่อบาย ย่อมละได้ ด้วยสามารถการตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน. บทว่า ขนฺเธหิ ได้แก่ ด้วยขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามทิฏฐิ นั้น, ด้วยอรูปขันธ์ ๔ อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันด้วยเกิดร่วมกัน และด้วย การ อยู่ในที่เดียวกันด้วยการละอันเป็นไปตามทิฏฐินั้น, หรือด้วย ขันธ์ ๕ พร้อมกับรูปอันมีทิฏฐินั้นเป็นสมุฏฐาน, ด้วยวิบากขันธ์ อัน เกิดขึ้นในอนาคต เพราะกิเลสมีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้นเป็นปัจจัย. บทว่า พหิทฺธา จ สพพนิมิตฺเตหิ - จากสรรพนิมิตภายนอก ได้แก่ จากสังขารนิมิตทั้งปวง อันเป็นภายนอกจากกองกิเลสตามที่กล่าว
หน้า 757 ข้อ 147
แล้ว. บทว่า มิจฺฉาสงฺกปฺปา วุฏฺาติ - ออกจากมิจฉาสังกัปปะ คือ ออกจากมิจฉาสังกัปปะในจิต ๕ ดวง คือ ในจิต ๔ ดวง อันสัมปยุต ด้วยทิฏฐิ และในจิตสหรคตด้วยวิจิกิจฉาอันจะพึงละได้ด้วยโสดาปัตติ- มรรค และในอกุศลจิตที่เหลืออันเป็นเหตุไปสู่อบาย. บทว่า มิจฺฉาวาจาย วุฏฺาติ - ออกจากมิจฉาวาจา ได้แก่ ออกจากมุสาวาทและจากปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อันเป็น เหตุไปสู่อบาย. บทว่า มิจฺฉากกมฺมนฺตา วุฏฺาติ - ออกจากมิจฉากัมมันตะ ได้ แก่ ออกจากปาณาติบาต อทินนาทาน และมิจฉาจาร. บทว่า มิจฺฉาอาชีวา วุฏฺาติ - ออกจากมิจฉาอาชีวะ ได้แก่ โกหก หลอกลวง ทายลักษณะ เล่นกล ปรารถนาลาภโดยลาภ, อีก อย่างหนึ่ง ออกจากกายกรรม วจีกรรม แม้ ๗ อย่าง มีอาชีวะเป็นเหตุ. พึงทราบการออกจากมิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ โดยนัย กล่าวแล้วในการออกจากมิจฉาสังกัปปะ. อนึ่ง บทว่า มิจฺฉาสติ ได้แก่ เพียงอกุศลจิตตุปบาทเท่านั้น อันเกิดด้วยอาการตรงกันข้ามกับสติ.
หน้า 758 ข้อ 147
พึงทราบวินิจฉัยในหมวด ๓ แห่งมรรคเบื้องสูง ดังต่อไปนี้. องค์ ของมรรค ๘ มีอาทิว่า ทสิสนฏฺเน สมฺมาทิฏฺิ ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ย่อมได้เหมือนอย่างได้ในปฐมมรรคอันเกิดในปฐม- ฌาน. ในบทเหล่านั้นมีอธิบายดังนี้ สัมมาทิฏฐิในปฐมมรรค ย่อมละ มิจฉาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ. แม้สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น ก็พึงทราบโดยอรรถ คือ การละมิจฉาสังกัปปะเป็นต้น. เมื่อ เป็นอย่างนั้นเพราะละทิฏฐิ ๖๒ ได้ในปฐมมรรคนั่นเอง จึงไม่มีทิฏฐิที่ ควรละด้วยมรรค ๓ เบื้องสูง ในทิฏฐิเหล่านั้นชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไร ? เหมือน ยาพิษมีอยู่ หรือ จงอย่ามี ยาวิเศษท่านก็คงเรียกว่า อคโท อยู่นั่นเอง ฉันใด, มิจฉาทิฏฐิมิอยู่ หรือ จงอย่ามี นี้ก็ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิฉันนั้นนั่น แล. นี้เป็นเพียงชื่อต่างกันเท่านั้น, แต่ความไม่มีกิจแห่งสัมมาทิฏฐิ ย่อมถึงได้ใน ๓ มรรคเบื้องสูง, องค์มรรคก็ไม่บริบูรณ์. เพราะฉะนั้น พึงทำสัมมาทิฏฐิพร้อมด้วยกิจ. องค์มรรคจึงจะ บริบูรณ์. พึงแสดงสัมมาทิฏฐิในที่นี้พร้อมด้วยกิจ โดยกำหนดตามมี ตามได้. มานะอย่างหนึ่ง อันฆ่าด้วยมรรคที่ ๓ เบื้องสูงยังมีอยู่, มานะ นั้นตั้งอยู่ในฐานะของทิฏฐิ, ทิฏฐินี้ย่อมละมานะนั้นได้ เพราะเหตุ นั้นจึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ.
หน้า 759 ข้อ 147
จริงอยู่ สัมมาทิฏฐิย่อมละมิจฉาทิฏฐิได้ในโสดาปัตติมรรค. แต่ มานะฆ่าด้วยสกทาคามิมรรคมีอยู่แก่พระโสดาบัน. ทิฏฐินั้นย่อมละ มานะนั้นได้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ. ความดำริเกิดพร้อม กับอกุศลจิต ๗ ดวง มีอยู่แก่จิตดวงนั้น. ความวุ่นวายทางองค์ของวาจา ย่อมมีอยู่ด้วยจิตเหล่านั้น, ความวุ่นวายทางองค์ของกายมีอยู่. การ บริโภคปัจจัยมีอยู่, ความพยายามเกิดร่วมกันมีอยู่, ความเป็นผู้ไม่มีสติ มีอยู่. ความที่จิตมีอารมณ์เดียวเกิดร่วมกันมีอยู่, เหล่านี้ชื่อว่า มิจฉา- สังกัปปะ เป็นต้น. พึงทราบว่า สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น ในสกทามิมรรค ชื่อว่า สัมมาสังกัปปะ เพราะละ มิจฉาสังกัปปะ เหล่านั้นเสียได้. องค์ ๘ พร้อมด้วยกิจย่อมมีได้ในสกทาคามิมรรคด้วยอาการอย่างนี้. มานะที่ฆ่า ได้ด้วยอนาคามิมรรคย่อมมีแก่พระสกทาคามี, มานะนั้นย่อมตั้งอยู่ใน ฐานะแห่งทิฏฐิ. สังกัปปะเป็นต้นเกิดร่วมกันกับจิต ๗ ดวง มีอยู่แก่ พระสกทาคามีนั้น. พึงทราบความที่องค์ ๘ พร้อมด้วยกิจมีอยู่ ในอนาคามิมรรค ด้วยการละจิตเหล่านั้น. มานะที่ฆ่าด้วยอรหัตมรรค ย่อมมีอยู่แก่พระ- อนาคามี, มานะนั้นตั้งอยู่ในฐานะแห่งทิฏฐิ. สังกัปปะเป็นต้น เกิด ร่วมกันกับอกุศลจิต ๕ ดวงเหล่านั้นย่อมมีแก่มานะนั้น. พึงทราบ
หน้า 760 ข้อ 147
ความที่องค์ ๘ พร้อมด้วยกิจในอรหัตมรรค ด้วยการละอกุศลจิตเหล่า นั้น. (๑๔๔) บทว่า โอฬาริกา คือ เป็นส่วนหยาบ เพราะความ เป็นปัจจัยแห่งการก้าวล่วง กายทวาร และวจีทวาร. บทว่า กามราคสญฺโชนา คือ สังโยชน์กล่าวคือความยินดี ในเมถุน. เพราะกามราคะนั้นย่อมประกอบสัตว์ไว้ในกามภพ เพราะ เหตุนั้นท่านจึงกล่าว สัญโญชนะ. บทว่า ปฏิฆสญฺโชนา ได้แก่ สังโยชน์ คือ พยาบาท เพราะ พยาบาทนั้น ย่อมเบียดเบียนอารมณ์ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฏิฆะ. สังโยชน์เหล่านั้นย่อมนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ด้วยอรรถว่า รุนแรง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อนุสยา. (๑๔๕) บทว่า อณุสหคตา ได้แก่ ส่วนละเอียดๆ. สหคต ศัพท์ ในบทนี้ลงในความเป็นอย่างนั้น. จริงอยู่ กามราคะและพยาบาท ของพระสกทาคามี มีเป็นด้วนน้อยด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เพราะ เกิดน้อย และเพราะครอบงำไว้ในที่นี้น้อย. กิเลสทั้งหลายย่อมไม่เกิด ขึ้นบ่อยๆ เหมือนกิเลสของพาลปุถุชน, ย่อมเกิดเป็นบางครั้งบางคราว. เมื่อเกิดย่อมไม่เกิดย่ำยี ซ่านไปปกปิดทำให้มืดมิดเหมือนของคนพาล. แต่เกิดขึ้นอ่อน ๆ มีอาการเบาบางเพราะละได้ด้วยมรรค ๒, ไม่สามารถ ให้ถึงการก้าวล่วงไปได้. ละกิเลสเบาบาง ได้ด้วยอนาคามิมรรค.
หน้า 761 ข้อ 147
(๑๔๖)บทว่า รูปราคา ได้แก่ ความพอใจยินดีในรูปภพ, บทว่า อรูปราคา ความพอใจยินดีใจในอรูปภพ. บทว่า มานา ได้แก่ มีลักษณะยกตน. บทว่า อุทฺธจฺจา - มีลักษณะไม่สงบ. บทว่า อวิชฺชาย - มีลักษณะบอด. บทว่า ภวราคานุสยา ได้ แก่ นอนเนื่องอยู่ในภวราคะอันเป็นไปด้วยรูปราคะและอรูปราคะ. (๑๔๗)บัดนี้ พระสารีบุตรเมื่อจะพรรณนาถึงมรรคญาณ จึง กล่าวบทมีอาทิว่า อชาตํ ฌาเปติ ดังนี้. ในบทนั้น หลายบทว่า อชาตํ ฌาเปติ ชาเตน, ฌานํ เตน ปวุจฺจติ - ย่อมเผากิเลสที่ยังไม่เกิด ด้วยโลกุตรฌานที่เกิดแล้ว เพราะ เหตุนั้นท่านจงกล่าวว่าเป็นฌาน ความว่า สมังคีบุคคลย่อมเผา คือ ทำลาย ตัดกิเลสนั้น ๆ ที่ยังไม่เกิด ด้วยโลกุตระนั้น ๆ อันปรากฏ ในสันดานของตน, ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวโลกุตระนั้นว่าเป็นฌาน. บทว่า ฌานวิโมกเข กุสลตา - เพราะความเป็นผู้ฉลาดใน ฌานและวิโมกข์ ความว่า สมังคีบุคคลย่อมไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่าง ๆ ที่ละได้แล้วด้วยปฐมมรรค เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานมีวิตกเป็น ต้น อันสัมปยุตด้วยอริยมรรคนั้น และในอริยมรรคอันได้แก่วิโมกข์ ด้วยความไม่ลุ่มหลง. ชื่อว่าฌานมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน ๑ ลักขณูปนิชฌาน ๑. ฌานมีโลกิยปฐมฌานเป็นต้น ชื่อว่า ฌาน เพราะ อรรถว่าเข้าไปเพ่งอารมณ์มีกสิณเป็นต้น. วิปัสสนาสังขาร ชื่อว่า ฌาน
หน้า 762 ข้อ 147
เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่งลักษณะอันเป็นสภาวสามัญ. โลกุตระ ชื่อว่า ฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่งลักษณะที่จริงแท้ในนิพพาน. แต่ในที่ นี้ท่านกล่าวถึงฌานทั่วไป แม้ด้วยโคตรภูว่า ฌาน เพราะอรรถว่าไม่ แตะต้องสภาพอันเป็นลักขณูปนิชฌาน แล้วเผากิเลสโดยไม่ทั่วไป. อนึ่ง ในที่นี้สภาพแห่งวิโมกข์ เป็นสภาพน้อมไปด้วยดี ในอารมณ์ คือ นิพ- พาน และสภาพอันพ้นด้วยดีจากกิเลสทั้งหลาย. บทว่า สมาหิตฺวา ยถา เจ ปสฺสติ - ถ้าพระโยคาวจรตั้ง ใจมั่นดีแล้ว ย่อมเห็นแจ้งฉันใด ความว่า พระโยคาวจรทำความตั้งจิต มั่นก่อนด้วยสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาอัปปนาสมาธิ อุปจารสมาธิ และขณิกสมาธิ แล้วเห็นแจ้งในภายหลัง. เจ ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ - มีอรรถว่ารวบรวม ย่อมรวบรวมวิปัสสนา. บทว่า วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเย - ถ้าเมื่อเห็นแจ้ง ก็พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงฉันนั้น ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนานี้ เป็นวิปัสสนา เศร้าหมอง ไม่มีความพอใจ, อนึ่ง ชื่อว่าสมถะเป็นสมถะที่ละเอียด ความพอใจ, เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเมื่อเห็นแจ้ง พึงตั้งจิตอัน เศร้าหมองด้วยวิปัสสนานั้น เพื่อความเยื่อใย. อธิบายว่า พระโยคา เมื่อเห็นแจ้งเข้าสมาธิอีก แล้วพึงทำการตั้งใจเหมือนอย่างกระทำวิปัสส- นา. เจ ศัพท์ในที่นี้ย่อมรวบรวมการตั้งมั่นไว้. เจ อักษรท่านทำด้วย การเป็นไปตามคาถาประพันธ์, แต่ความก็คือ จ อักษรนั่นเอง.
หน้า 763 ข้อ 147
บทว่า วิปสฺสนาจ สมโถ ตทา อหุ - สมถะและวิปัสสนา ได้มีแล้วในขณะนั้น ความว่า เพราะเมื่อสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรม คู่กัน ความปรากฏแห่งอริยมรรคย่อมมี, ฉะนั้น การประกอบธรรม ทั้ง ๒ นั้น ในกาลใดย่อมมีเพราะสามารถยังอริยมรรคให้เกิดขึ้น, ใน กาลนั้นจะวิปัสสนาและสมถะได้มีแล้ว, สมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าเกิดแล้ว. อนึ่ง สมถะและวิปัสสนานั้นย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่ ชื่อว่า สมานภาคา เพราะอรรถว่าสมถะและวิปัสสนามีส่วนเสมอกัน ชื่อว่า ยุคนัทธา เพราะดุจเทียมคู่กัน, อธิบายว่า มีธุระเสมอกัน มีกำลัง เสมอกัน ด้วยอรรถว่าไม่ก้าวล่วงกันและกัน. ส่วนความพิสดารของ บทนั้นจักมีแจ้งใน ยุคนัทธกถา. หลายบทว่า ทุกฺขา สงฺขารา, สุโข นิโรโธติ ทสฺสนํ, ทุภโต วุฏฺิตา ปญฺา ผสฺเสติ อมตํ ปทํ - ความเห็นว่าสังขาร ทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข ชื่อว่าปัญญาที่ออกจากธรรมทั้งสอง ย่อมถูกต้องอมตบท ความว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธ คือ นิพพานเป็นสุข เพราะเหตุนั้นการเห็นนิพพาน อริยมรรคญาณของผู้ ปฏิบัติ ชื่อว่าปัญญาออกจากธรรมทั้ง ๒ นั้น. ปัญญานั้นนั่นแล ย่อม ถูกต้อง คือ ย่อมได้อมตบท คือ นิพพาน ด้วยถูกต้องอารมณ์. นิพพาน ชื่อว่า อมตํ เพราะเป็นเช่นกับอมตะด้วยอรรถว่าไม่เดือดร้อน. ชื่อว่า อมตํ เพราะนิพพานนั้นไม่มีความตาย ความเสื่อม, ท่านกล่าวว่า ปทํ
หน้า 764 ข้อ 147
เพราะอรรถว่าย่อมปฏิบัติด้วยปฏิปทาใหญ่ ด้วยความอุตสาหะใหญ่ตั้ง แต่ส่วนเบื้องต้น. บทว่า วิโมกฺขจริยํ ชานาติ - ย่อมรู้วิโมกขจริยา คือรู้ความ เป็นไปแห่งวิโมกข์ ด้วยความไม่ลุ่มหลง, ย่อมรู้ด้วยการพิจารณา. พึง ทราบวิโมกขจริยาอันมาแล้วในวิโมกขกถาข้างหน้าว่า อริยมรรค ๔ เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์, วิโมกข์ ๔ ออกแต่ทุภโต คือธรรม ๔ วิโมกข์ ๔ อนุโลม แต่ทุภโตวิโมกข์, วิโมกข์ ๔ สงบจากทุภโต- วุฏฐานวิโมกข์ ความพิสดารของวิโมกข์เหล่านั้นมาแล้วในวิโมกขกถา๑ นั่นเอง. บทว่า นานตฺเตกตฺถ โกวิโท - พระโยคาวจรผู้ฉลาดในความ เป็นต่างกันและความเป็นอันเดียวกัน คือ เป็นผู้ฉลาดในความต่างและ ความเป็นอันเดียวกันของวิโมกข์เหล่านั้น. พึงทราบความเป็นอันเดียว กันแห่งวิโมกข์เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งวิโมกข์ คือ การออกจาก ธรรมทั้ง ๒ อย่าง, ความต่างกัน ด้วยสามารถอริยมรรค ๔, หรือ ความต่างกันด้วยปรารถนาแห่งอนุปัสนาของอริยมรรค แม้อย่างหนึ่ง ๆ, ความเป็นอันเดียวกัน ด้วยความเป็นอริยมรรค. ๑. ขุ. ปุ. ๓๑/๔๗๐ - ๔๘๓.
หน้า 765 ข้อ 147
บทว่า ทวินฺนํ าณานํ กุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในญาณ ทั้ง ๒ ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้ง ๒ เหล่านี้ คือ ทัสนะและ ภาวนา. บทว่า ทสฺสนํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค. เพราะว่า โสดาปัตติ- มรรคนั้นท่านกล่าวว่า ทสฺสนํ - ทัสนะ เพราะเห็นนิพพานก่อน. ส่วนโคตรภูญาณ ย่อมเห็นนิพพานก่อนกว่าก็จริง, ถึงดังนั้นท่านไม่ เรียกว่าทัสนะ - เห็น เพราะไม่มีการละกิเลสที่ควรทำ เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มาสู่สำนักของพระราชาด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้เห็นพระ- ราชาผู้ประทับบนคอช้างเสด็จมาตามถนนแต่ที่ไกลเทียว ถูกเขาถามว่า ท่านเฝ้าพระราชาแล้วหรือ แม้เห็นแล้วก็กล่าวว่า ข้าพเจ้ายังมิได้เฝ้า เพราะความที่กิจอันบุคคลพึงกระทำตนยังมิได้กระทำฉะนั้น. จริงอยู่ โคตรภูญาณนั้นตั้งอยู่ในที่อาวัชชนะ คือการนึกถึงมรรค. บทว่า ภาวนา ได้แก่ มรรค ๓ ที่เหลือ. เพราะมรรค ๓ ที่ เหลือนั้นย่อมเกิดขึ้น ด้วยสามารถภาวนในธรรมที่เห็นแล้วด้วยปฐม- มรรคนั่นเอง, ไม่เห็นอะไร ๆ ที่ไม่เคยเห็น, ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทสฺสนํ. แต่ภายหลังท่านไม่กล่าวว่า ทวินฺนํ าณฺนํ - แห่งญาณ ๒ อย่าง เพราะภาวนามรรคยังไม่เสร็จ แล้วกล่าวว่า ฌานวิโมกฺเข กุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ หมายถึงผู้ได้โสดา- ปัตติมรรค สกทาคามิมรรคและอนาคามิมรรค, แต่พึงทราบว่า ท่าน
หน้า 766 ข้อ 148
กล่าวว่า ทวินฺนํ าณานํ กุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในญาณ ๒ อย่าง เพราะภาวนามรรคของผู้ได้อรหัตมรรคเสร็จแล้ว. จบ อรรถกถามรรคญาณนิทเทส ผลญาณนิทเทส [๑๔๘] ปัญญาในการระงับปโยคะ เป็นผลญาณอย่างไร ? ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อสัมมาทิฏฐ เพราะอรรถ ว่าเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสอันเป็นไปตาม มิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมา- ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น การระงับ ปโยคะนั้นเป็นผลของมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถ ว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ . . . ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะ อรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ...ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ . . .ชื่อว่าสัม- มาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ . . .ชื่อว่า สัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ. . . ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมออกจากมิจฉาสติ . . . ชื่อว่า สัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ ออกจาก
หน้า 767 ข้อ 149, 150, 151
เหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และจาก สรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับ ปโยคะที่ออกนั้น การระงับปโยคะนั้นเป็นผลของมรรค. [๑๔๙] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆา- นุสัย ส่วนหยาบ ๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากาสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น การระงับปโยคะนั้นเป็นผล ของมรรค. [๑๕๐] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคะสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ส่วน ละเอียด ๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จาก ขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น การระงับปโยคะที่ออกนั้น เป็นผลของมรรค. [๑๕๑] ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อม
หน้า 768 ข้อ 151
ออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ถีนมิทธะ อวิชชา ภวราคานุสัย มานานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็น ไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกไปนั้น การระงับปโยคะที่ออกนั้นเป็นผลของมรรค. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถรู้ว่าชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการระงับปโยคะ ที่ออกนั้น เป็นผลญาณ. ๑๒. อรรถกถาผลญาณนิทเทส ๑๔๘ - ๑๕๑] พึงทราบวินิจฉัยในผลญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทธตฺตา - เป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออก นั้น ความว่า เพราะความที่ปโยคะที่ออกทั้งภายในและภายนอกนั้น เป็นคุณชาติระงับแล้ว. จริงอยู่ มรรค ชื่อว่า ย่อมทำปโยคะที่ออก จากทั้งสอง ทั้งภายในและภายนอก ด้วยการละกิเลสในขณะของตน. การระงับอันเป็นปโยคะที่ออกจากทั้งสอง ทั้งภายในและภายนอก แห่ง มรรคเป็นอันชื่อว่าสงบแล้ว เพราะละกิเลสได้ในขณะแห่งผล. บทว่า อุปฺปชฺชติ - ย่อมเกิดขึ้น ความว่าญาณย่อมเกิดขึ้น ครั้งเดียว หรือ ๒ ครั้ง ในลำดับแห่งมรรค. แต่เกิดขึ้นหลายครั้ง
หน้า 769 ข้อ 152
ในกาลแห่งผลสมาบัติ, ย่อมเกิดแก่ผู้ออกจากนิโรธ ๒ ครั้ง, ญาณแม้ ทั้งหมดย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับปโยคะที่ออกนั้น. บทว่า มคฺคสฺเสตํ - ผลํ - การระงับปโยคะนั้นเป็นผลของมรรค คือ ท่านเพ่งถึงผล จึงทำให้เป็นนปุงสกลิงค์ แม้ในขณะแห่งสกทาคา- มรรคเป็นต้น ก็พึงทราบการประกอบการออกด้วยอำนาจองค์แห่ง มรรคองค์หนึ่ง ๆ นั่นแหละ. จบ อรรถกถาผลญาณนิทเทส วิมุตติญาณนิทเทส [๑๕๒] ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรค นั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณอย่างไร ? อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต- ปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย เป็นกิเลสอันโสดาปัตติมรรคตัด ขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๕ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐาน กิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ.
หน้า 770 ข้อ 152
๑๓. อรรพกถาวิมุตติญาณนิทเทส (๑๕๒) พึงทราบวินิจฉัยในวิมุตติญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า สกฺกายทิฏฺิ - ความเห็นว่าเป็นตัวตน มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า สกฺกายทิฏฺิ เพราะอรรถว่าความเห็นในกาย กล่าวคือ ขันธ- ปัญจกอันมีอยู่ หรือในกายนั้นอันมีอยู่เอง. บทว่า วิจิกิจฺฉา - ความไม่แน่ใจ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า วิจิกิจฺฉา เพราะอรรถว่าปราศจากความแน่ใจ หรือ เมื่อค้นหาสภาวธรรมเป็น เหตุยากลำบาก. บทว่า สีลพฺพตปรามาโส - ความลูบคลำศีลและพรต มี วิเคราะห์ว่า เป็นผู้ถือมั่นยึดมั่นว่า ความหมดมีด้วยศีลด้วยพรต. ชื่อว่า สีลพฺพตปรามาโส เพราะอรรถว่าผู้ถือมั่นยึดมั่นนั้น ละเลย สภาวธรรมลูบคลำแต่สิ่งอื่น. เมื่อทิฏฐิแม้มีอยู่ทั้งสองอย่าง ท่านก็ยัง กล่าวถึงสักกายทิฏฐิ เพื่อแสดงถึงการละทิฏฐิทั้งหมด ด้วยการละสักกาย- ทิฏฐิ มีวัตถุ ๒๐ อย่างอันเป็นปรกติ โดยยืดถือสักกายทิฏฐิตามปรกติ เว้นการคาดคะเน และการอ้างผู้อื่น. ส่วนสีลัพพตปรามาส พึงทราบ ว่า ท่านกล่าวไว้ต่างหากเพื่อแสดงถึงมิจฉาปฏิปทาของคนทั้งหลายผู้ ปฏิบัติด้วยคิดว่า เราปฏิบัติปฏิปทาบริสุทธิ์. ท่านกล่าวถึงทิฏฐานุสัย. ความเห็นผิดอันนอนอยู่ในสันดาน วิจิกิจฉานุสัย - ความลังเลใจอัน นอนอยู่ในสันดาน เพื่อแสดงถึงการละด้วยละอนุสัย แม้ ๓ อย่างนั่น
หน้า 771 ข้อ 152
แหละ. มิใช่เพราะกิเลสต่างกัน. บทว่า อุปกฺกิเลสา - อุปกิเลส ทั้งหลาย มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า กิเลสา เพราะอรรถว่าท่าให้เศร้าหมอง ทำให้เดือดร้อน ทำให้ลำบาก. ชื่อว่า อุปกฺกิเลสา เพราะอรรถว่า เป็นกิเลสร้ายมีกำลังแรง. บทว่า สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ - เป็นกิเลสอันพระโสดา ปัตติมรรคตัดขาดดีแล้ว คือ ตัดขาด้วยดี เพราะ ดับไม่เกิดขึ้นอีก ด้วยสมุจเฉทประหาณ. บทว่า สปริยุฏาเนหิ - พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่ กิเลสครอบงำ มีวิเคราะห์ว่า กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า ปริยุฎาน เพราะอรรถว่าหุ้มห่อจิตเกิดขึ้น. บทนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลาย อัน เนื่องด้วยความประพฤติ. ชื่อว่า สปริยุฏาน เพราะอรรถว่าพร้อม ด้วยปริยุฏฐานกิเลส คือ อุปกิเลสอันนอนอยู่ในสันดาน. บทว่า จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ - จิตเป็นอันพ้นแล้ว ความว่า จิตเป็นไปด้วยอำนาจแห่งสันตติ เพราะกิเลสเหล่านั้นทำให้เกิดในที่ไม่ สมควร ชื่อว่า เป็นอันพ้นแล้วจากกิเลสนั้น. จิตนั้นนั่นแล ชื่อว่า สุวิมุตฺตํ เพราะพ้นแล้วด้วยดี. บทว่า ตํวิมุตฺติญาตฏฺเน คือ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น จบ อรรถกถาวิมุตติญาณนิทเทส
หน้า 772 ข้อ 153, 154, 155
ปัจจเวกขณญาณนิทเทส [๑๕๓] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ การมราคสังโยชน์ ปฏิฆ- สังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ เป็นกิเลสอันสก. ทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะ อรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรค นั้น ๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ. [ ๑๕๔ ] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆ- สังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอัน อนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี. ชื่อว่าญาณ เพราะ อรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรค นั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ. [๑๕๕ ] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็น กิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการ
หน้า 773 ข้อ 156
นี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วย ชื่อว่าญาณ เพราะ อรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรค นั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุตติญาณ. [๑๕๖] ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมใน ขณะนั้น เป็นปัจเวกขณญาณอย่างไร ? ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่า สัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะ อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะ อรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า สติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวีริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประ- คองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัม- โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบขาสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว เพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวีริยพละ เพราะอรรถว่า
หน้า 774 ข้อ 156
ไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ. เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าวีริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะ อรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะ อรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ ชื่อว่า อิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแต่ ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่า พิจารณาเห็น ชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะ อรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิ- วิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าปล่อย ชื่อขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็น มูล ชื่อว่ามนสิภาร เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะ
หน้า 775 ข้อ 157, 158
อรรถว่าเป็นที่รวม ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธาน ชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถ ว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่า เป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่า เป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจร ออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกัน ในขณะนั้น. [ ๑๕๗] ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดาริออก ฯล ฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ คือญาณในความไม่เกิดขึ้น เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่า เป็นสมุฏฐาน . . . ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพ- พานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามา ประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณา เห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น. [๑๕๘] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่ง สกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่ง อนาคามิผล ฯลฯ ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ
หน้า 776 ข้อ 159
เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่า ฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น. [๑๕๙] ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่า ฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็น ธรรมที่ประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ. ๑๔. อรรถกถาปัจจเวกขณญาณนิทเทส ๑๕๓ - ๑๕๙] พึงทราบวินิจฉัยในปัจจเวกขณญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวองค์แห่งมรรคไว้แผนกหนึ่ง ๆ
หน้า 777 ข้อ 159
ก่อน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุในขณะแห่งมรรคนั่นเอง แล้วจึงแสดง ถึงโพชฌงค์ไว้แผนกหนึ่งโดยความเป็นองค์แห่งอริยะ อันได้ชื่อว่า โพธิ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ธรรมอันเป็นองค์แห่งมรรค และมิใช่องค์แห่งมรรค อีก. จริงอยู่ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งมรรคอย่างเดียว, ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มิใช่องค์แห่งมรรค. บรรดาธรรมทั้งหลายที่แสดงไว้ต่างหาก โดยเป็นพละและอิน- ทรีย์ ศรัทธาเท่านั้นมิใช่เป็นองค์แห่งมรรค. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะ แสดงธรรมที่เกิดในขณะแห่งมรรคอีก ด้วยสามารถเป็นหมวดหมู่ จึง กล่าวคำมีอาทิว่า อาธิปเตยฺยฏฺเน - ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่า เป็นใหญ่. ในบทเหล่านั้นบทว่า อุปฏฺานฏฺเน สติปฏฺานา - ชื่อว่า สติปัฏฐาน เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ความว่า สติเป็นไปในกาย เวทนา จิตธรรมมีนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๔ อย่างนั้น ชื่อว่า สติปัฏฐาน ด้วยสามารถให้สำเร็จกิจในการละความสำคัญว่า งาม เป็น สุข เที่ยง เป็นตัวตน, วีริยะอย่างเดียวเท่านั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์ ชื่อว่าสัมมัปธาน ๔ ด้วยให้สำเร็จกิจ คือ ละอกุศลที่เกิดแล้วและอกุศล ที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ให้สำเร็จกิจ คือ ความเกิดขึ้นแห่งกุศลที่ยัง ไม่เกิด และความตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว.
หน้า 778 ข้อ 159
บทว่า ตถฏฺเน สจฺจา - ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ความว่า ชื่อว่าอริยสัจ ๔ เพราะอรรถว่าไม่ผิด ในความเป็นสัจจะมี ทุกข์เป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ อริยสัจ ๔ นั่นแหละ ชื่อว่าประชุมกัน ในครั้งนั้น เพราะอรรถว่าเป็นการรู้แจ้งแทงตลอด. และท่านกล่าวถึง นิพพานไว้ต่างหากว่า อมโตคธํ นิพฺพานํ - หยั่งลงสู่อมตะ คือ พระ- นิพพาน. ส่วนธรรมที่เหลือชื่อว่าประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่า ได้รับเฉพาะ. ในบทนี้ควรตัดสินว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาสัจจะ ๔ อย่างแน่นอนในที่สุดแห่งมรรคผล เพราะคำว่า ตถฏฺเน สจฺจา ตทา สมุทณคตา - ชื่อว่าสัจจะประชุมกันในครั้งนั้น เพราะอรรถว่า เป็นสภาวะจริงแท้. และเพราะคำว่า กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺ ตายาติ ปชานาติ๑ - ย่อมรู้ว่ากิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่ ควรทำเพื่ออย่างนี้อีก จึงเป็นอันกล่าวถึงการพิจารณาว่า ทุกข์อันเรา กำหนดรู้แล้ว สมุทัยอันเราละแล้ว นิโรธอันเราทำให้แจ้งแล้ว มรรคอันเราเจริญแล้ว. การพิจารณาอย่างนั้นสมควร. อนึ่ง ในบทว่า สมุทโย นี้ พึงทราบถึงกิเลสที่ทำลายด้วยมรรค นั้นๆ นั่นแล. ด้วยการพิจารณาสมุทัยที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ ในอรรถ- กถา ท่านจึงกล่าวว่า การพิจารณากิเลส ๒ อย่าง การพิจารณามรรค ๑. วิ. มหา. ๔/๒๓.
หน้า 779 ข้อ 159
ผล นิพพานมาแล้วโดยสรุปในที่นี้. ท่านมิได้กล่าวถึงการพิจารณาทุกข์ อย่างเดียวเท่านั้น. ถึงท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง ที่แท้แล้วควรถือเอาตามที่ ปรากฏในบาลีและตามความเหมาะสม. จริงอยู่เมื่อการรู้แจ้งแทงตลอด สัจจะ สำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งแทงตลอดสัจจะ การพิจารณาถึงกิจที่ ทำเสร็จแล้วด้วยตนเอง เป็นความสมควรทีเดียว. บทมีอาทิว่า อวิกฺเขปฏฺเน สมโถ - ชื่อว่าสมถะ เพราะ อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ความว่า พระสารีบุตรเถระกล่าวธรรม คือ สมถะ และวิปัสสนาอันสัมปยุตด้วยมรรค เพื่อแสดงโดยอรรถมีรสอย่างเดียว กัน และโดยอรรถอันไม่ล่วงล้ำกัน. บทว่า สํวรฏฺเน สีลวิสุทฺธิ - ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถ ว่าสำรวม ได้แก่ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ. บทว่า อวิกฺเขปฏฺเน จิตฺตวิสุทฺธิ - ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะ อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ได้แก่ มีความตั้งใจชอบนั่นเอง. บทว่า ทสฺสนฏฺเน ทิฏฺิวิสุทฺธิ - ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะ อรรถว่าเห็น ได้แก่ เห็นชอบนั่นเอง. บทว่า วิมุตฺตฏฺเน เพราะอรรถว่าหลุดพ้น คือ หลุดพ้นจาก กิเลส ทำลายด้วยมรรค ด้วยความเด็ดขาด หรือน้อมไปในอารมณ์ คือ นิพพาน.
หน้า 780 ข้อ 159
บทว่า วิโมกฺโข - ความหลุดพ้น ได้แก่ ความหลุดพ้นโดย เด็ดขาด คือ อริยมรรคนั่นเอง. บทว่า ปฏิเวธนฏฺเน วิชฺชา - ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า แทงตลอด คือ แทงตลอดสัจจะ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ - เห็นชอบนั่นเอง. บทว่า ปริจฺจาคฏฺเน วิมุตฺติ - ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า ปล่อย มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากกิเลสนั้นด้วยการละ กิเลสอันมรรคฆ่าแล้ว. ได้แก่ อริยมรรคนั่นเอง. บทว่า สมุจฺเฉทฏฺเน ขเย าณํ - ชื่อว่าขยญาณ เพราะ อรรถว่าตัดขาด ความว่า ชื่อว่าอริยมรรคญาณทำความสิ้นไปแห่งกิเลส ด้วยการตัดกิเลสได้เด็ดขาด. ได้แก่ เห็นชอบนั่นเอง. พึงทราบฉันทะเป็นต้น โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จริงอยู่ ในบทนี้พระสารีบุตรเถระแสดงโดยอาการเป็นเบื้องต้น ท่าม กลางและที่สุดแห่งมรรคในขณะมรรคนั่นแหละ. อนึ่ง ในบทว่า วิมุตฺติ นี้ ได้แก่ มรรควิมุตตินั่นเอง. อนึ่ง นิพพานแม้ท่านถือเอาในบทว่า ตถฏฺเน สจฺจา - ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวอีก เพื่อ แสดงถึงความเป็นที่สุดในบทนี้. แม้ในขณะแห่งผลก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ในบทนี้ว่า เหตฏฺเน มคฺโค ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็น
หน้า 781 ข้อ 159
เหตุ พึงทราบในความเป็นเหตุแห่งผลนั่นเอง. บทว่า สมฺมปฺปธานา ความเพียรชอบ พึงทราบว่าท่านกล่าว เพราะความที่ผลอันเป็นกิจของความเพียรยังกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ- แล้วในขณะเกิด. เพราะสัมมัปธาน ย่อมไม่ได้ในขณะผลโดยประการ อื่น. พระเถระผู้ยกโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ขึ้นในขณะแห่งมรรคกล่าวไว้ ว่า ธรรม ๓๗ ประการที่เหลือ เว้นสัมมัปธาน ๔ ย่อมได้ในขณะแห่ง ผล. พึงทราบแม้สัจจะเป็นต้น ตามที่ประกอบด้วยสามารเาสำเร็จกิจมีกิจ คือ การแทงตลอดเป็นต้น อย่างนั้นเหมือนกัน. อนึ่ง บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ ผลวิโมกข์. บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ ผลวิมุตติ. ชื่อ อนุปฺปาทญาณ - ญาณในความไม่เกิด เพราะอรรถว่า ระงับ มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า วุฏฺหิตฺวา - ออกแล้ว ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ด้วยอำนาจ แห่งผล เพราะไม่มีการออกในระหว่าง. บทว่า อิเม ธมฺนา ตทา สมุทาคตา - ธรรมเหล่านี้เริ่มเกิด ในครั้งนั้น พึงทราบการเชื่อมใส่ อิติ ศัพท์ อันเป็นบาลีที่เหลือว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาว่า ธรรมมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ เริ่ม เกิดในขณะแห่งมรรค และในขณะแห่งผล ดังนี้. จบ อรรถกถาปัจจเวกขณญาณนิทเทส
หน้า 782 ข้อ 160, 161
วัตถุนานัตตญาณนิทเทส [๑๖๐] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนา- นัตตญาณอย่างไร ? พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นภายใน. [๑๖๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิด เพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร๑ อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามา ประชุมแล้ว ว่า จักษุไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดจักษุ โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าจักษุไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา จักษุไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลาย ๑. วิสุทธิมรรคบาลี หน้า ๒๒๐ - ๒๒๑ (พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๓) แสดงการเกิด ของรูปธรรมไว้ว่า อวิชฺชา ตณฺหา อุปาทานํ กมฺมนฺติ อิเม จตฺตาโร ฯเปฯ ปจฺจยปริคฺคหํ กโรติ = รูปธรรมนี้ มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ๕ อย่าง คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหมือนมารดาผู้เป็นเหตุให้บุตรเกิด กรรม เป็นเหมือนบิดาผู้ทำให้ เกิด ส่วนอาหาร เป็นปัจจัยอุปการะรูปนั้นให้ดำรงอยู่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงคอยอุ้มชู ตามที่กล่าวมานี้แสดงถึงการเกิดของรูปธรรม เพราะธรรม ๕ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และอาหาร. ส่วนในปฏิสัมภิทานี้ ท่านแสดงนัยอีกแบบหนึ่ง.
หน้า 783 ข้อ 162
ไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจักษุโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนด โดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่ กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เทียง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของ เที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ ได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความ ยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างนี้. [๑๖๒] พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า หูเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อม กำหนดหูเป็นภายในอย่างนี้. พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า จมูกเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร ย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างนี้. พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า ลิ้นเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร
หน้า 784 ข้อ 162
ย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างนี้. พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า กายเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร ย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างนี้. พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า ใจเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิด เพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้า ประชุมกันแล้วว่า ใจไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดใจโดยความ เป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ใจไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน ไปเป็นธรรมดา ใจไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนด โดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความ เป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตาย่อม ละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อ
หน้า 785 ข้อ 162
คลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภาย ในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนด ธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ. ๑๕. อรรถกถาวัตถุนานัตตญาณนิทเทส [๑๖๐ - ๑๖๒] พึงทราบวินิจฉัยในวัตถุนานัตตญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถต - พระโยคาวจรย่อม กำหนดจักษุเป็นภายใน ความว่า พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าว โดยอาการที่พระโยคาวจรนั้นกำหนดจักษุ จึงถามว่า กำหนดจักษุเป็น ภายในอย่างไร แล้วแสดงอาการกำหนดโดยคำมีอาทิว่า จกฺขุ อวิชฺชา- สมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ - ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา ดังนี้. พึงทราบความในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้ อวิชชา ตัณหาที่เป็น อดีต เป็นเหตุอปถัมภ์ กรรมที่เป็นอดีตเป็นเหตุให้เกิด อาหาร เป็นเหตุอุปถัมภ์ในบัดนี้. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านถือเอา อุตุและ จิต อุปถัมภ์จักษุด้วย.
หน้า 786 ข้อ 162
บทว่า จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย - จักษุอาศัยมหาภูตรูป ๔. บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ อธิบายว่า จักษุอาศัย มหาภูตรูป ๔ แล้วเป็นไป. ด้วยบทนั้น เป็นอันท่านแสดงถึงความเป็น ปสาทจักษุ ปฏิเสธความเป็นสสัมภารจักษุ - เครื่องปรุงแต่งจักษุ. บทว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว คือ เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ด้วย อำนาจแห่งอัทธา - กาลอันยาวนาน หรือด้วยอำนาจแห่งขณะอันเป็น สันตติ - การสืบต่อ. บทว่า สมุทาคตํ - เข้ามาประชุมแล้ว คือ ตั้งขึ้นแล้วจากเหตุ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านแสดงถึงการกำหนดจักษุในส่วนเบื้องต้นแห่ง วิปัสสนา. ท่านแสดงถึงอนิจจานุปัสนา ด้วยบทมีอาทิว่า อหุตฺวา สมฺภูตํ- ไม่มี แล้วมี ความว่า ชื่อว่า ไม่มี แล้วมี เพราะไม่มีอยู่จากความ เกิดในกาลก่อน. ชื่อว่า มีแล้ว จักไม่มี เพราะความไม่มีจากความ เสื่อมต่อไป. บทว่า อนฺตวนฺตโต - โดยความเป็นของมีที่สุด ความว่า ชื่อว่า อนฺตวา เพราะมีที่สุด. มีที่สุดนั่นแหละ ชื่อว่า อนฺตวนฺโต เหมือน บทว่า สติมนฺโต คติมนฺโต ธิติมนฺโต จ โย อิส๑ - ผู้แสวงหาคุณ เป็นผู้มีสติ มีคติ และมีธิติ. โดยความเป็นของมีที่สุดนั้น. อธิบายว่า โดยความมีการดับไป. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/๓๙๗.
หน้า 787 ข้อ 162
บทว่า อทุธุวํ - ไม่ยั่งยืน คือ ไม่มั่นคง เพราะตกไปในความ ตั้งอยู่ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง และเพราะไม่มีความเป็นของมั่นคง. บทว่า อสสฺสตํ - ความไม่เที่ยง คือ ไม่แน่นอน. บทว่า วิปริณามธมฺมํ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา คือ มีความแปรปรวนไปเป็นปรกติด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วยความชรา และด้วยความมรณะ. บทมีอาทิว่า จกฺขุํ อนีจฺจํ - จักษุไม่เที่ยง และบทมีอาทิว่า จกฺขุํ อนิจฺจโต - ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง มีเนื้อ ความดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทมีอาทิว่า อวิชฺชาสมฺภูโต - เกิดเพราะอวิชชา ย่อมสมควร ทีเดียว เพราะในบทว่า มโน นี้ ท่านประสงค์เอาใจอันเป็นภวังค์. ในบทนี้ว่า อาหารสมฺภูโต - เกิดเพราะอาหาร พึงทราบ ด้วยสามารถผัสสาหารและมโนสัญเจตนาหารประกอบกัน. บทว่า อุปฺปนฺโน - เกิดขึ้นแล้ว พึงทราบด้วยสามารถแห่ง อัทธา - กาลอันยาวนานและสันตติ - การสืบต่อ. จบ อรรถกถาวัตถุนานัตตญาณนิทเทส
หน้า 788 ข้อ 163
โคจรนานัตตญาณนิทเทส [๑๖๓] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจร- นานัตตญาณอย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภาย นอกอย่างไร ? พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นภายนอก. พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า รูปเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิด เพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามา ประชุมแล้ว รูปไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดรูป โดยความ เป็นของมีที่สุด กำหนดว่ารูปไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไป เป็นธรรมดา รูปไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี ความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดาย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนด โดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความ เป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะ ให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็น
หน้า 789 ข้อ 164
ของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดย ความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบือหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะ ให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างนี้. [๑๖๔] พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า เสียงเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร ย่อมกำหนดเนียงเป็นภายนอกอย่างนี้, พระโยคาวจรย่อมกำหนดเป็นภายนอกอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า รสเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจร ย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างนี้. พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างไร ? ย่อมกำหนดว่า โผฏฐัพพะเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างนี้. พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างไร ? ย่อมกำหนด ธรรมมารมณ์เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร เกิดแล้ว เข้าประชุมพร้อมแล้วว่า ธรรมารมณ์ไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความ
หน้า 790 ข้อ 164
เป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ธรรมารมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความ แปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลาย ไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความ เป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความ เป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลาย กำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่า เป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่า เป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็น ตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อม ละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภาย นอกอย่างนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนด ธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ.
หน้า 791 ข้อ 164
อรรถกถา โคจรนานัตตญาณนิทเทส [๖๓ - ๑๖๔] พึงทราบวินิจฉัยในโคจรนานัตตญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ พระโยคาวจรย่อม กำหนดรูปเป็นภายนอก ความว่า ย่อมกำหนดรูปายตนธรรมอันเป็น ภายนอกจากภายใน. บทมีอาทิว่า อวิชฺชาสมฺภูตา - เกิดเพราะอวิชชา ท่านกล่าว ไว้แล้ว เพราะกัมมชรูปนับเนื่องด้วยอัตภาพ. จริงอยู่ แม้อาหารก็เป็น ปัจจัยอุปถัมภ์กัมมชรูป. แต่เพราะเสียงเป็นสมุฏฐานแห่งอุตุและจิต ท่านจึงไม่กล่าวถึงธรรมหมวด ๔ มีเกิดเพราะอวิชชาเป็นต้น. เพราะ โผฏฐัพพะเป็นมหาภูตรูปเอง ท่านจึงไม่กล่าวว่าอาศัยมหาภูตรูป ๔. อนึ่ง ในบทว่า ธมฺมา นี้ ได้แก่ ขันธ์ไม่มีรูป ๓ อันประกอบ ด้วยใจอันเป็นภวังค์. สุขุมรูปอื่นนับเนื่องในธรรมายตนะ แม้มีกรรม เป็นสมุฏฐานและรูปเป็นต้น แม้ทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่ง รูปใด ๆ ย่อม เกิดขึ้นด้วยกรรมใด ๆ. พึงทราบรูปนั้นๆ ด้วยกรรมนั้น. จริงอยู่ ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น แม้นับเนื่องในสันดาน ของตนก็ไม่พึงสงเคราะห์เข้าไปทั้งหมด. เพราะแม้รูปอันเนื่องด้วย อนินทรีย์เป็นต้น ก็เข้าถึงวิปัสสนาได้. ฉะนั้นพึงทราบการสงเคราะห์ ธรรมเหล่านั้นด้วยบทว่า กมฺมสมฺภูตํ - เกิดเพราะกรรม. เพราะแม้
หน้า 792 ข้อ 164
ธรรมเหล่านั้นก็มีอุตุตั้งขึ้นเพราะกรรม เป็นปัจจัยทั่วไปแก่สรรพสัตว์. ก็อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า รูปเป็นต้นอันเนื่องด้วยอนินทรีย์ไม่เข้า ถึงวิปัสสนาได้. แต่คำนั้นผิด เพราะในบาลีมีคำอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา.๑ เมื่อใดบุคคลย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร ทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง, เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายใน ทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ - ความหมดจด. อนึ่ง ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นแจ้งสังขารภายในแต่ต้น. แต่เพราะการออกไปจากมรรค ย่อมมีไม่ได้ด้วยเพียงเห็นภายในบริสุทธิ์เท่านั้น แม้ภายนอกก็พึงเห็น ด้วย. เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรย่อมเห็นแจ้ง แม้ขันธ์ของผู้อื่น แม้สังขารอันเป็นอนุปาทินนกะว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. ดังนั้นจึงควรปรารถนาแม้การกำหนดจักษุเป็นต้น ของผู้อื่น แม้การ ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๓๐.
หน้า 793 ข้อ 165
กำหนดรูปอันเนื่องด้วยอนินทรีย์เป็นต้น. ฉะนั้น สังขารอันเป็นไปใน ภูมิ ๓ ชื่อว่าไม่เข้าถึงวิปัสสนาย่อมไม่มี. จบ อรรถกถาโคจรนานัตตญาณนิทเทส จริยานานัตตญาณนิทเทส [๑๖๕] ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ อย่างไร ? จริยาในบทว่า จริยา มี ๓ คือ วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา. วิญญาณจริยาเป็นไฉน ? กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดูรูปทั้งหลายเป็นอัพยากฤต เป็น วิญญาณจริยา จักขุวิญญาณอันเป็นแต่เพียงเห็นรูป เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณ จริยา เพราะขึ้นสู่รูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณ จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการฟังเสียงเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณ จริยา โสตวิญญาณอันเป็นแต่เพียงฟังเสียง เป็นวิญญาณจริยา เพราะ ได้ฟังเสียงแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา
หน้า 794 ข้อ 166
กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดมกลิ่นเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ฆานวิญญาณอันเป็นแต่เพียงดมกลิ่น เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ดม กลิ่นแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการลิ้มรสเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ชิวหาวิญญาณอันเป็นแต่เพียงลิ้มรส เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ลิ้ม รสแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะ ขึ้นสู่รสแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยา คือความนึกเพื่อต้องการถูกต้อง โผฏฐัพพะเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณ จริยา กายวิญญาณอันเป็นแต่เพียงถูกต้องโผฏฐัพพะ เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็น วิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์ เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา มโนวิญญาณอันเป็นแต่เพียงรู้แจ้ง ธรรมารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว มโนธาตุ. อันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์ แล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา. [๑๖๖] คำว่า วิญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ?
หน้า 795 ข้อ 167
ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติไม่มีราคะประพฤติ ไม่มีโทสะ ประพฤติไม่มีโมหะ ประพฤติไม่มีมานะ ประพฤติไม่มีทิฏฐิ ประพฤติไม่มีอุทธัจจะ ประพฤติไม่มีวิจิกิจฉา ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติ ไม่ประกอบด้วยโมหะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ประพฤติไม่ ประกอบด้วยทิฏฐิ ประพฤติไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติไม่ ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ประพฤติ ไม่ประกอบด้วยการไม่มีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบ ด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็น วิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติใน อารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว วิญญาณมีความประพฤติเห็นปานนี้ เหตุนั้นชื่อว่า วิญญาณจริยา จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส เหตุนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจริยา นี้ชื่อว่าวิญญาณจริยา. [๑๖๗] อัญญาณจริยาเป็นไฉน ? กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในรูปอันเป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็น
หน้า 796 ข้อ 167
อัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะ ในรูปอัน ไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่ง โทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยา คือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งมานะที่ผูกพัน อันเป็นอัพยากฤต เป็น วิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งมานะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือ ความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฏฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤต เป็น วิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฏฐิ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือ ความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นอัพยา- กฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณจริยา- กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอัน เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็น อัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความ เป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความ แล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่น ไปแห่งราคะในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมา- รมณ์ เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไป แห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่ง โทสะในธรรมารมณ์ไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา
หน้า 797 ข้อ 168
ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความ แล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็น อัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฏฐิที่ยึดถือ อัน เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฏฐิ เป็นอัญญาณ จริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็น อัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึง ความตกลงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่ง วิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่ง อนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณ จริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา. [๑๖๘] คำว่า อัญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติมีราคะ ประพฤติ มีโทสะ ประพฤติมีโมหะ ประพฤติมีมานะ ประพฤติมีทิฏฐิ ประพฤติ มีอุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ประพฤติมีอนุสัย ประพฤติประกอบ ด้วยราคะ ประพฤติประกอบด้วยโทสะ ประพฤติประกอบด้วยโมหะ ประพฤติประกอบด้วยมานะ ประพฤติประกอบด้วยทิฏฐิ ประพฤติ
หน้า 798 ข้อ 169
ประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติประกอบ ด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติประกอบด้วย อกุศลกรรม ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบ ด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบ ด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ประพฤติ ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุข เป็นวิบาก ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติใน อารมณ์ที่ไม่รู้ ความไม่รู้มีจริยาเห็นปานนี้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อัญญาณจริยา นี้ชื่อว่าอัญญาณจริยา. [๑๖๙] ญาณจริยาเป็นไฉน ? กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง อัน เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็น ญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความทุกข์ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นทุกข์ เป็น ญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นอนัตตา อัน เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเป็นอนัตตา เป็นญาณ จริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพื่อต้องการพิจารณาเห็น ความดับ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสละคืน เพื่อต้องการพิจารณา
หน้า 799 ข้อ 170
เห็นความสิ้นไป เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเสื่อมไป เพื่อต้องการ พิจารณาเห็นความแปรปรวน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความ สูญ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อต้องการ พิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อต้องการพิจารณาเห็นโทษ เพื่อ ต้องการพิจารณาหาทาง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การ พิจารณาหาทาง เป็นญาณจริยา การพิจารณาเห็นความคลายออก คือ นิพพาน เป็นญาณจริยา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลาสมาบัติ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผล สมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยา. [๑๗๐] คำว่า ญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าญาณจริยา เพราะ อรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ ประพฤติ ไม่มีโทสะ ฯลฯ ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ประ- พฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ฯลฯ ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ ไม่ประกอบ ด้วยอุทธัจจะ ไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประกอบ ด้วยกุศลกรรม ไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประกอบด้วย
หน้า 800 ข้อ 170
กรรมขาว ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ไม่ประกอบด้วยกรรมมี ทุกข์เป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติ ไม่ประกอบด้วยธรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในญาณ ญาณมีจริยา เห็นปานนี้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ญาณจริยา นี้ชื่อว่าญาณจริยา วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา ชื่อว่า เพราะอรรถว่า รู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ. ๑๗. อรรถกถาจริยานานัตตญาณนิทเทส ๑๖๕] พึงทราบวินิจฉัยในจริยานานัตตญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า วิญฺาณจริยา มีความดังต่อไปนี้ ชื่อว่า จริยา๑ เพราะอรรถว่าประพฤติในอารมณ์. จริยาคือวิญญาณ ชื่อว่า วิญญาณ จริยา. ชื่อว่า อัญญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติด้วยความไม่รู้, หรือประพฤติเพราะความไม่รู้, หรือประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้, หรือ ประพฤติซึ่งความไม่รู้. ๑. อารมฺมเณ จรตีติ จริยา. ชื่อว่า จริยา เพราะอรรถว่าท่องเที่ยวไปในอารมณ์.
หน้า 801 ข้อ 170
ชื่อว่า ญาณจริยา เพราะอรรถว่าจริยาคือญาณ, หรือการ ประพฤติด้วยญาณ, หรือประพฤติเพราะญาณ, หรือประพฤติในอารมณ์ ที่รู้แล้ว, หรือประพฤติซึ่งความรู้. บทว่า ทสฺสนตฺถาย - เพื่อต้องการเห็น คือ เป็นไปเพื่อ ต้องการเห็นรูป. บทว่า อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา - กิริยาคือความนึก เป็นอัพยากฤต คือ ชื่อว่า อาวัชชนะ เพราะอรรถว่านำออกไปจาก สันดานอันเป็นภวังค์ แล้วนึก คือ น้อมไปสู่จิตสันดานในรูปารมณ์. ชื่อว่า กิริยา เพราะอรรถว่าเป็นเพียงการกระทำโดยความไม่มีวิบาก. ชื่อว่า อัพยกฤต เพราะอรรถว่าพยากรณ์ไม่ได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล. บทว่า ทสฺสนฏฺโ - เป็นแต่เพียงเห็น. ชื่อว่า ทสฺสนํ- เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเห็น หรือเห็นเอง หรือเป็นแต่เพียงเห็นรูป นั้น. อรรถะ คือ การเห็น ชื่อว่า ทสฺสนฏฺโ. บทว่า จกฺขุวิญฺาณํ - จักขุวิญญาณ ได้แก่ กุศลวิบาก หรือ อกุศลวิบาก. บทว่า ทิฏตฺตา - เพราะได้เห็นแล้ว คือ เพราะได้เห็น รูปารมณ์ด้วยจักขุวิญญาณ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ที่ไม่เห็น. บทว่า อภินิโรปนา วิปากมโนธาตุ - มโนธาตุอันเป็นวิบาก ที่ขึ้นสู่อารมณ์. ชื่อว่า อภินิโรปนา เพราะอรรถว่ายกขึ้นสู่อารมณ์ ที่เห็นแล้ว. สัมปฏิจฉนมโนธาตุเป็นวิบากทั้งสอง.
หน้า 802 ข้อ 170
บทว่า อภินิโรปิตตฺตา - เพราะขึ้นแล้ว คือ เพราะขึ้นสู่ รูปารมณ์. บทว่า วิปากมโนวิญฺาณธาตุ - มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก คือ สันตีรณมโนวิญญาณธาตุ พิจารณาอารมณ์เป็นวิบากทั้งสอง. แม้ ในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยนี้ แม้เมื่อท่านไม่กล่าวถึงโวฏฐัพพนะ - การ กำหนดอารมณ์ ในลำดับสันตีรณะ - การพิจารณาอารมณ์ก็พึงถือเอาว่า ย่อมได้ เพราะพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้แล้ว. บทว่า วิชานนตฺถาย - เพื่อต้องการรู้แจ้ง คือ เพื่อต้องการ รู้แจ้งธรรมารมณ์ และอารมณ์มีรูปเป็นต้น. บทว่า อาวชฺชนกิริยาพยากตา - กิริยาคือความนึกเป็นอัพยา- กฤต ได้แก่ จิตอันเป็นมโนทวาราวัชชนะ. บทว่า วิชานนฏฺโ เป็นแต่เพียงรู้แจ้ง ความว่า การรู้แจ้ง อารมณ์ด้วยสามารถจิตแล่นไป ในลำดับอารมณ์นั้นเป็นอรรถ มิใช่อื่น. เพราะท่านกล่าวถึงชวนจิตเป็นอกุศล และชวนจิตอันเป็นมรรคผลแห่ง วิปัสสนาไว้ต่างหากแล้วในเบื้องหน้า ในที่นี้ควรถือเอาชวนจิตที่เหลือ. แต่ควรถือเอาชวนจิตที่ให้เกิดความร่าเริง จากคำมีอาทิว่า ชื่อว่า วิญญาณจริยา๑ เพราะอรรถว่าไม่ประพฤติประกอบด้วยกุศลกรรม. เพราะ ๑. ขุ. ป. ๓๑/๑๖๖.
หน้า 803 ข้อ 170
ท่านกล่าวอเหตุกจิตไว้แล้ว ในทวาร ๖ พึงทราบว่า อเหตุกจิต ๑๘ คือ อาวัชชจิต ๒ ทวิปัญจวิญญาณจิต คือวิญญาณ ๕ อย่างละ ๒ สัมปฏิจฉนจิต ๒ สันตีรณจิต ๓ หสิตุปปาทจิต - จิตให้เกิดความร่าเริง ๑ ว่าเป็นวิญญาณจริยา. ๑๖๖]บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเพื่อจะแสดงว่า ที่ชื่อว่า วิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าเพียงรู้แจ้งอารมณ์ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า นีราคา จรติ - ประพฤติไม่มีราคะ ความว่า วิญญาณย่อมถึงระหว่าง การตั้งลงในการประกอบด้วยราคะเป็นต้น และการประกอบด้วยศรัทธา เป็นต้น. เมื่อไม่มีการประกอบเหล่านั้น วิญญาณย่อมตั้งอยู่ในที่ตั้งของ ตน. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงเพียงกิจของวิญญาณ แห่งวิญญาณที่ท่านกล่าวแล้วนั้น ด้วยคำมี นีราคา เป็นต้น. ชื่อว่า นีราคา เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ. อาจารย์บางพวกกล่าวทำ เป็นรัสสะว่า นิราคา. อนึ่ง คนมีราคะด้วยความกำหนัด. มีโทสะด้วยการประทุษร้าย. มีโมหะด้วยการหลง. มีมานะด้วยการถือตัว. มีทิฏฐิด้วยความเห็น วิปริต. ความเป็นผู้ฟุ้งซ่าน หรือความเป็นผู้ไม่สงบ ชื่อว่า อุทธัจจะ. วิจิกิจฉา มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว. ชื่อว่า อนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่องในสันดาน.
หน้า 804 ข้อ 170
กล่าวว่า นิรนุสยา ท่านกล่าวว่า นานุสยา. มีความอย่างเดียวกันว่า ไม่มีอนุสัย. ในบทนี้ พึงทราบว่า ไม่มีกิเลสอย่างกลางที่ถึงความครอบงำ. จริงอยู่ วิญญาณจริยาท่านมิได้กล่าวถึงอนุสัยที่ละได้แล้ว. พระ- สารีบุตรเถระเพื่อแสดงถึงทัสนะในระหว่างโดยปริยายว่า วิญญาณจริยา ใดมีชื่อว่า นีราคา เป็นต้น. วิญญาณจริยานั้นเป็นอันชื่อว่าพ้นแล้ว จากราคะเป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ราควิปฺปยุตฺตา - พ้นแล้วจาก อนึ่ง เพื่อเห็นความที่จิตพ้นจากกิเลสเหล่าอื่นอีก จึงกล่าวว่า กุสเลหิ กมฺเมหิ เป็นอาทิ. กุศลนั่นแหละเป็นกรรมไม่มีโทษ เพราะ ไม่มีโทษมีราคะเป็นต้น. ชื่อว่า สุกฺกานิ - กรรมขาว เพราะประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ อันทำความเป็นผู้บริสุทธิ์. ชื่อว่า สุขุทฺรยานิ เพราะอรรถว่ามีสุขเกิดขึ้น เพราะมีสุข เป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สุขุทฺรยานิ เพราะอรรถว่ามีสุขเกิดขึ้น เป็นกำไร เพราะมีสุขเป็นวิบาก. พึงประกอบอกุศลโดยตรงกันข้ามกับ ที่กล่าวแล้ว. บทว่า วิญฺาเต จรติ ประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว ความว่า อารมณ์ที่รู้แจ้งด้วยความรู้ชัด ชื่อว่า วิญญาตะ ในอารมณ์ที่รู้แจ้ง
หน้า 805 ข้อ 170
แล้วนั้น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่า วิญญาณ จริยา เพราะประพฤติในความรู้แจ้งอารมณ์ที่รู้แจ้ง เพราะประกอบ ด้วยความรู้ชัดดุจผ้าสีเขียว เพราะประกอบด้วยสีเขียว. บทว่า วิญฺาณสฺส เอวรูปา จริยา โหติ - วิญญาณมีความ ประพฤติเห็นปานนี้ ความว่า วิญญาณมีประการดังกล่าวแล้ว เป็น วิญญาณมีความประพฤติดังได้กล่าวแล้ว. อนึ่ง ท่านกล่าวโดยโวหารว่า ความประพฤติของวิญญาณ. แต่ไม่มีความประพฤติต่างหากจากวิญญาณ. บทว่า ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเน - จิตนี้บริสุทธิ์ โดยปรกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส ความว่า จิตมีประการดังกล่าว แล้วนี้ บริสุทธิ์โดยปรกติ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิญญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติเพียง รู้เท่านั้น. ปาฐะว่า นิเกฺลสฏฺเน ก็มี. (๑๖๗) พึงทราบวินิจฉัยใน อญฺาณจริยา ดังต่อไปนี้. บทว่า มนาปิเกสุ - ในรูปอันเป็นที่รัก ความว่า ชื่อว่า มนาปานิ เพราะ อรรถว่าเอิบอิ่ม เลื่อมใสในใจ. หรือว่า ยังใจให้เอิบอิ่มให้เจริญ. การ ยิ่งใจให้เอิบอิ่มนั่นแหละ ชื่อว่า มนาปิกานิ. ในรูปอันเป็นที่เอิบอิ่ม นั้น. รูปเหล่านั้นจะเป็นรูปที่น่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนาก็ตาม. ด้วยอำนาจของศัพท์ คือรูปที่น่ารัก. เพราะราคะย่อมไม่เกิดในรูปที่น่า ปรารถนาเท่านั้น โทสะก็ย่อมไม่เกิดในรูปที่ไม่น่าปรารถนาเท่านั้น.
หน้า 806 ข้อ 170
บทว่า ราคสฺส ชวนตฺถาย - เพื่อความแล่นไปแห่งราคะ คือ เป็นไปเพื่อความแล่นไปแห่งราคะด้วยอำนาจแห่งสันตติ. บทว่า อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา - กิริยาคือความนึกเป็นอัพยา- กฤต ความว่า มโนธาตุเป็นกิริยา คือความนึกเป็นอัพยากฤตเป็นการ กระทำในใจโดยไม่แยบคาย ในจักขุทวาร. บทว่า ราคสฺส ชวนา - ความแล่นไปแห่งราคะ คือ ราคะ เป็นไป ๗ ครั้ง. ราคะนั่นแหละเป็นไปบ่อย ๆ. บทว่า อญฺาณจริยา - ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ท่านอธิบาย ว่า ประพฤติราคะโดยไม่รู้ เพราะราคะเกิดโดยไม่รู้. แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ตทุภเยน อสมเปกฺขนสฺมึ วตฺถุสฺมึ - ในวัตถุที่มิได้ เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น ได้แก่ ในวัตถุ กล่าวคือ รูปารมณ์ เว้นจากความเพ่งเล็ง ด้วยอำนาจแห่งราคะและโทสะ. บทว่า โมหสฺส ชวนตถาย - เพื่อเล่นไปแห่งโมหะ คือ เพื่อ แล่นไปแห่งโมหะ ด้วยอำนาจแห่งวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ บทว่า อญฺาณจริยา คือ ประพฤติเพื่อความไม่รู้ มิใช่เพื่อ อย่างอื่น. บทมีอาทิว่า วินิพนฺธสฺส - แห่งมานะทราบผูกพันเป็นบทกล่าวถึง สภาพแห่งมานะเป็นต้น.
หน้า 807 ข้อ 170
ในบทเหล่านั้น บทว่า วินิพนฺธสฺส ได้แก่ มานะที่ผูกพัน แล้วตั้งอยู่ด้วยความเย่อหยิ่ง. บทว่า ปรามฏฺาย แห่งทิฏฐิที่ยึดถือ ได้แก่ ทิฏฐิที่ก้าวล่วง ความที่รูปเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วยึดถือความเป็นของเที่ยงเป็นต้น จากฝ่ายอื่น. บทว่า วิกฺเขปคตสฺส - แห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน คือ อุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่านไปในรูปารมณ์. บทว่า อนิฏฺาคตาย - แห้งวิจิกิจฉาที่ไมถึงความตกลง คือ ถึง ความไม่ตัดสินใจ. บทว่า ถามคตฺสฺส - แห่งอนุสัยถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง คือ ถึงความมีกำลัง. บทว่า ธมฺเมสุ คือ ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น หรือเป็น ธรรมารมณ์. ๑๖๘ - ๑๗๐] เพราะราคะเป็นต้นย่อมปรากฏด้วยความไม่รู้. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังความไม่รู้ให้แปลกออกไป ด้วยการ ประกอบกิเลสมีราคะเป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สราคา จรติ- ประพฤติมีราคะ. ในบทเหล่านั้น บทว่า สราคา จรติ พึงทราบถึงความประพฤติ ด้วยการแล่นไปแห่งโมหะ มานะ ทิฏฐิ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
หน้า 808 ข้อ 170
อวิชชานุสัย. บทว่า สโทสา จรติ ประพฤติมีโทสะ ได้แก่ ประพฤติด้วย การแล่นไปแห่งอวิชชาอนุสัย คือ โมหะ. บทว่า สโมหา จรติ - ประพฤติมีโมหะ ได้แก่ ประพฤติด้วย การแล่นไปแห่งราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ และวิจิกิจฉานุสัย. บทว่า สมานา จรติ - ประพฤติมีมานะ ได้แก่ ประพฤติ ด้วยการแล่นไปแห่งราคะ โมหะ กามราคะ ภวราคะ. อวิชชานุสัย. บทว่า สทิฏฺิ จรติ - ประพฤติมีทิฏฐิ ได้แก่ ประพฤติด้วย การแล่นไปแห่งราคะ โมหะ กามราคะและอวิชชานุสัย. บทว่า สอุทฺธจฺจา จรติ สวิจิกิจฺฉา จรติ - ประพฤติมี อุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ได้แก่ ประพฤติด้วยการแล่นไปแห่งโมหะ คืออวิชชานุสัย. บทว่า สานุสยา จรติ - ประพฤติมีอนุสัย แม้ในบทนี้ก็ควรทำ อนุสัยหนึ่ง ๆ ให้เป็นมูลตามันที่กล่าวแล้วนั่นแหล่ะ แล้วประกอบ ความประพฤติมีอนุสัย ด้วยอำนาจอนุสัยที่เหลือซึ่งได้ในจิตนั้น. บทมีอาทิว่า ราคสมฺปยุตฺตา - ประพฤติประกอบด้วยราคะ เป็นคำไวพจน์ของความประพฤติมีราคะเป็นต้นนั่นเอง. จริงอยู่ ความประพฤตินั้นเอง ย่อมเป็นไปกับด้วยราคะ
หน้า 809 ข้อ 170
เป็นต้นด้วยสามารถการประกอบกัน เพราะเหตุนั้นจึงได้ ชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า สราคา-มีราคะ. ความประพฤติ ประกอบด้วยประการทั้งหลาย การเกิดร่วมกัน ดับร่วมกัน มีวัตถุร่วมกัน และอารมณ์ร่วมกัน เสมอด้วยราคะเป็นต้น เพราะเหตุนั้นจึงได้ ชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ราคสมฺปยุตฺตา. อนึ่ง เพราะความประพฤตินั้นไม่ประกอบด้วยกรรมเป็นกุสล เป็นต้น ประกอบด้วยกรรมเป็นเสกสลเป็นต้น. ฉะนั้น พระสารีบุตร เถระ. เพื่อแสดง อญฺาณเจริยา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กุสเลหิ กมฺเมหิ - ด้วยกรรมเป็นกุสล. ในบทเหล่านั้น บทว่า อณฺาเต - ในอารมณ์ที่ไม่รู้ คือ ใน อารมณ์ที่ไม่รู้แห่งสภาวะที่เป็นจริง เพราะโมหะมีความไม่รู้เป็นลักษณะ. บทที่เหลือมีความได้กล่าวไว้แล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในญาณจริยาดังต่อไปนี้. เพราะกิริยาคืออาวัช- ชนะ - การนึกเป็นอัพยากฤต เป็นปัจจัยในลำดับแห่งวิวัฏฏนานุปัส- สนา - การพิจารณาเห็นความคลายออกเป็นต้นไม่มี ฉะนั้น เพื่อ ประโยชน์แก่วิวัฏฏนานุปัสนาเป็นต้นเหล่านั้น ท่านจึงไม่กล่าวถึง กิริยาคือการนี้เป็นอัพยาฤต กล่าววิวัฏฏนานุปัสนาเป็นต้นเท่านั้น. จริงอยู่ การนึกย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่อนุโลมญาณเท่านั้น จากนั้น ท่านกล่าวถึงวิวัฏฏนานุปัสนามรรคและผล.
หน้า 810 ข้อ 170
อนึ่ง ในบทว่า ผลสมาปตฺติ นี้ ญาณจริยาจะเกิดในลำดับ มรรคก็ตาม เกิดในลำดับผลก็ตาม. ท่านประสงค์เอาแม้ทั้งสองอย่าง. ในบทมีอาทิว่า นีราคา จรติ - ประพฤติไม่มีราคะ พึงทราบ ความไม่มีราคะเป็นต้น ด้วยการกำจัดราคะเป็นต้น. โดยอรรถเพียง ความไม่มีราคะเป็นต้นในวิญญาณจริยา. บทว่า าเต - ในอารมณ์ที่รู้ คือ ในอารมณ์ที่รู้ตามความ เป็นจริง. พระสารีบุตรเถระแสดงถึงความผสมกันและกันของจริยา ๓ ด้วยบทมีอาทิว่า อญฺา วิญฺณาณจริยา. เพราะวิญญาณจริยามี อเหตุกจิตเกิดขึ้นด้วยสามารถเพียงทำหน้าที่รู้. อัญญาณจริยาด้วย สามารถอกุศลจิตเกิดขึ้น ๑๒ ดวง มีหน้าที่ไม่รู้. ญาณจริยาด้วยสามารถ แห่งวิปัสสนา มรรค ผล ทำหน้าที่รู้โดยพิเศษ. พึงทราบว่า จริยาเหล่านี้ ผสมกันและกัน. มีสเหตุกกามาวจร เป็นกิริยากุศล เว้นวิปัสสนา มีสเหตุกกามาวจรเป็นวิบาก และมี รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล เป็นอัพยากฤต พ้นจากจริยา ๓. พึงทราบว่า ปัจจเวกขณญาณของพระเสกขะ อเสกขะ เป็น การพิจารณานิพพาน มรรค ผล เพราะท่านแสดงญาณจริยา อัน เป็นวิวัฏฏนานุปัสนา มีนิพพานเป็นอารมณ์ ท่านสงเคราะห์เข้าใน ญาณจริยา. เพราะจริยาแม้เหล่านั้นทำหน้าที่ของญาณโดยพิเศษด้วย ประการฉะนี้. จบ อรรถกถาจริยานานัตตญาณนิทเทส
หน้า 811 ข้อ 171, 172, 173, 174
ภูมินานัตตญาณนิทเทส [๑๗๑]ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ อย่างไร ? ภูมิ ๔ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาจรภูมิ โลกุตรภูมิ. [๑๗๒]กามาวจรภูมิเป็นไฉน ? ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องใน โอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด ข้างบนขึ้นไปจนถึง เทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดีเป็นที่สุด นี้เป็นกามาวจรภูมิ. [๑๗๓] รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ? ธรรม คือ จิตและเจตสิกของ บุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่าน ผู้มี พรหมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องใน โอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐะ ข้างบน เป็นที่สุด นี้ชื่อว่ารูปาจรภูมิ. [๑๗๔] อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ? ธรรม คือ จิตละเจตสิก ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่าน ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้าง ล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึง
หน้า 812 ข้อ 175, 176
เทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่า อรูปาวจรภูมิ. [๑๗๕] โลกุตรภูมิเป็นไฉน ? มรรค ผล และนิพพานธาตุ อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตระ นี้ชื่อว่าโลกุตรภูมิ ภูมิ ๔ เหล่านี้. [๑๗๖] ภูมิ ๔ อีกประการหนึ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมสัป- ธาน ๔ อิทธิบาท ๔ ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปาวจรสมาบัติ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ อริยวงศ์ ๔ สังคหวัตถุ ๔ จักร ๔ ธรรมบท ๔ ภูมิ เหล่านี้ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม นั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ. ๑๘. อรรถกถาภูมินานัตตญาณนิทเทส (๑๗๑ - ๑๗๒) พึงทราบวินิจฉัยในภูมินานัตตญาณนิทเทส ดัง ต่อไปนี้. บทว่า ภูมิโย - ภูมิทั้งหลาย ได้แก่ ภาคหรือปริจเฉท. ใน บทว่า กามาวจรา นี้ ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ กิเลสกาม ๑ วัตถุ- กาม ๑. ฉันทราคะเป็นกิเลสกาม. วัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓ เป็นวัตถุกาม.
หน้า 813 ข้อ 176
กิเลสกาม ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่าให้ใคร่. วัตถุกาม ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่าอันบุคคลใคร่. กาม ๒ อย่างนั้น เคลื่อนไปในประเทศใด ด้วยความเป็นไป. ประเทศนั้นชื่อว่า กามาวจร เพราะอรรถว่าเป็น ที่เคลื่อนไปแห่งกาม. อนึ่ง ประเทศนั้นเป็นกามาวจร ๑๑ คือ อบาย ๔ มนุษยโลก ๑ และเทวโลก ๖. เหมือนอย่างว่า บุรุษพร้อมด้วยพ่อค้าเกวียนท่องเที่ยว ไปในประเทศใด ประเทศนั้น แม้เมื่อมีสัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า เหล่าอื่น ท่องเที่ยวไป ท่านก็เรียกว่า สสัตถาวจร - เป็นที่เที่ยวไปของพ่อค้า เกวียน เพราะกำหนดพ่อค้าเกวียนเหล่านั้นไว้ฉันใด แม้เมื่อมีรูปา- วจรเป็นต้นเหล่าอื่นเคลื่อนไปในประเทศนั้น ประเทศนั้นท่านก็เรียกว่า กามาวจรอยู่นั่นแหละ เพราะกำหนดรูปาวจรเป็นต้นเหล่านั้นไว้ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า กาม เพราะลบบทหลังเหมือนรูปภพท่านกล่าว ว่า รูป ฉะนั้น. ธรรมอย่างหนึ่ง ๆ อันเนื่องด้วยกามนั้น ชื่อว่า กามาวจร เพราะเคลื่อนไปในกามอันได้แก่ประเทศ ๑ อย่างนี้. แม่ว่า ธรรมบางอย่างในกามาวจรนี้เคลื่อนไปในรูปภพและอรูปภพก็จริง ถึง ดังนั้น แม้ธรรมเหล่านั้นเคลื่อนไปในที่อื่น ก็พึงทราบว่าเป็นกามาวจร โดยแท้ เหมือนอย่างว่า ช้างได้ชื่อว่า สังคามาวจร เพราะท้องเที่ยวไป ในสงคราม แม้เที่ยวไปในนครท่านก็กล่าวว่าสังคามาวจร - ท่องเที่ยว ไปในสงครามเหมือนกัน. สัตว์ทั้งหลายเที่ยวไปบนบกในน้ำ แม้อยู่
หน้า 814 ข้อ 176
ในที่มิใช่บกและมิใช่น้ำ ท่านกล่าวว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ เหมือนกัน ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กามาวจร เพราะอรรถว่ากามเคลื่อนไป ในธรรมทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านี้ ด้วยการทำเป็นอารมณ์. อนึ่ง กามนั้นแม้เคลื่อนไปในรูปาวจรธรรม และอรูปาวจรธรรม ก็จริง ถึงดังนั้น พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังนี้เหมือนอย่างว่า เมื่อ กล่าวว่า ชื่อว่าลูกวัว เพราะร้อง ชื่อว่าควาย เพราะนอนบนแผ่นดิน. สัตว์จำพวกไม่ร้อง หรือจำพวกนอนบนแผ่นดิน ชื่อนั้นย่อมมีแก่สัตว์ ทั้งปวง ฉะนั้น. (๑๗๓) ในบทนี้ท่านเพ่งถึงภูมิศัพท์ กล่าวทำธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดให้เป็นหมวดเดียวกันแล้ว จึงทำให้เป็นอิตถีลิงค์ว่า กามาวจรา. รูปภพเป็นรูปในบทมีอาทิว่า รูปาวจรา. ชื่อว่ารูปาวจร เพราะท่อง- เที่ยวไปในรูปนั้น. (๑๗๔) อรูปภพเป็นอรูป. ชื่อว่า อรูปาวจร เพราะท่องเที่ยว ไปในอรูปภูมินั้น. (๑๗๕) ชื่อว่า ปริยาปนฺนา เพราะอรรถว่านับเนื่อง คือ หยั่ง ลงภายใน ในเตภูมิกวัฏ. ชื่อว่า อปริยาปนฺนา เพราะอรรถว่าไม่ นับเนื่องในเตภูมิกวัฏนั้น.
หน้า 815 ข้อ 176
พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งภูมิ มีกามาวจรภูมิเป็นต้นดังต่อ ไปนี้. บทว่า เหฏฺโต - ข้างล่าง คือ โดยส่วนล่าง. บทว่า อวีจินิรยํ - อเวจีนรก ชื่ออวีจิ เพราะอรรถว่าคลื่น แห่งเปลวไฟ แห่งสัตว์ แห่งเวทนา คือ ช่องว่า ในระหว่างไม่มีใน อเวจีนี้. ชื่อว่า นิรยะ เพราะอรรถว่าความเจริญ คือ ความสุข ไม่มี ในนรกนี้. อนึ่ง ชื่อว่า นิรยะ เพราะอรรถว่าไม่มีความยินดี. บทว่า ปริยนฺตํ กริตฺวา - กระทำเป็นที่สุด คือ กระทำนรก กล่าวคืออเวจีนั้นให้เป็นที่สุด. บทว่า อุปริโต - ข้างบน คือ โดยส่วน บท. บทว่า ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทเว - เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี คือ เทวดาที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะยังอำนาจให้เป็นไปในกามที่ผู้อื่น เนรมิตให้. บทว่า อนฺโต กริติวา -กระทำในภายใน คือ ใส่ไว้ใน ภายใน. บทว่า ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร - ในระหว่างนี้ คือ ในโอกาสนี้. อนึ่ง บทว่า ยํ เป็นลิงควิปลาส. บทว่า เอตฺถาวจรา - ท่องเที่ยวไปในโอกาสนี้ ความว่า ด้วย บทนี้ เพราะแม้ขันธ์เป็นต้นเหล่าอื่นเที่ยวไปในโอกาสนี้บางครั้ง โดย เกิดขึ้นในที่บางแห่ง ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อวจรา เพื่อไม่สงเคราะห์ ขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้นขันธ์เป็นต้นเหล่าใด หยั่งลงใน โอกาสนี้ เที่ยวไปโดยเกิดในที่ทุกหนทุกแห่ง และในกาลทุกเมื่อ. อนึ่ง
หน้า 816 ข้อ 176
เที่ยวไปในส่วนเบื้องล่าง โดยความเป็นไปหมายถึงเกิดภายใต้อเวจีรก. ย่อมเป็นอันทำการสงเคราะห์ขันธ์เป็นต้นเหล่านั้น. เพราะขันธ์เป็นต้น เหล่านั้น ชื่อว่า อวจรา เพราะหยั่งลงเที่ยวไป. และเที่ยวไปในส่วน เบื้องล่าง. บทว่า เอตฺถ ปริยาปนฺนา - อันนับเนื่องในโลกนี้ ก็ด้วย บทนี้ เพราะขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ ท่องเที่ยวไปในโอกาสนี้ ชื่อว่าย่อม ท่องเที่ยวไปแม้ในโอกาสอื่น. แต่ไม่นับเนื่องในโอกาสนี้. ฉะนั้น เมื่อขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นท่องเที่ยวไปแม้ในที่อื่น ย่อมเป็นอันท่าน กำหนดเอา บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงธรรมอันนับเนื่องในโอกาส นี้ โดยความเป็นปัจจัยแห่งความว่าจากกอง และโดยความเป็นจริง จึงกล่าวว่า ขนฺธธาตุอายตนา เป็นอาทิ. บทว่า พฺรหฺมโลกํ - พรหมโลก คือ ฐานของพรหมอันได้ ภูมิของปฐมฌาน. บทว่า อกนิฏฺเ - เทพชั้นอกนิฏฐะ คือ มิใช่ กนิฏฐะ เพราะอรรถว่าสูงสุด. บทว่า สมาปนฺนสฺส คือ เข้าสมาบัติ. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึง กุศลฌาน. บทว่า อุปฺปนฺนสฺส คือ เกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจวิบาก. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึง วิปากฌาน.
หน้า 817 ข้อ 176
บทว่า ทิฏฺธมฺมสุขวิหาริสฺส - ของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่อง อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ ในอัตภาพที่ประจักษ์ ชื่อว่า ทิฏธมฺมสุขวิหาโร. ชื่อว่า ทิฏฺฐ- ธมฺมสุขวิหารี เพราะอรรถว่ามีทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรมนั้น. ได้แก่ พระอรหันต์. ของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันนั้น. ด้วยบทนั้นท่านกล่าวถึง กิริยาญาณ. บทว่า เจตสิกา ได้แก่ ธรรมที่เกิดในจิต. อธิบายว่าธรรม สัมปยุตด้วยจิต. บทว่า อากาสานญฺจายตนูปเค ได้แก่ เทวดาผู้เข้า ถึงอากาสานัญจายตนภพ. แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺคา ได้แก่ อริยมรรค ๔. บทว่า มคฺคผลานิ ได้แก่ ผลของอริยมรรค ๔. บทว่า อสงฺขตา จ ธาตุ - อสังขตธาตุ คือ นิพพานธาตุที่ ปัจจัยมิได้ตกแต่ง. (๑๗๖) บทว่า อปราปิ จตสฺโส ภูมิโย - ภูมิ ๔ อีกประการ หนึ่ง พึงทราบด้วยสามารถจตุกะหนึ่ง ๆ. บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺานา - สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.
หน้า 818 ข้อ 176
มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า ปฏฺานํ เพราะอรรถว่าตั้งไว้ ความว่า เข้าไปตั้งไว้ คือ หลั่งไหลแล่นเป็นไป. สตินั่นแหละตั้งไว้ ชื่อว่าสติ- สติปัฏฐาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่าความระลึก. ชื่อว่า ปฏฺานํ เพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้. สตินั้นด้วยเป็นปัฏฐาน คือ การ เข้าไปตั้งไว้ด้วย ชื่อว่า สติปัฏฐาน. ชื่อว่า สติปัฏฐาน ทั้งหลาย เพราะสติเหล่านั้นมากด้วยอารมณ์. บทว่า จตฺตาโร สมฺมดปฺปธานา - สัมมัปธาน ๔ คือ ทำความ เพียรเพื่อไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อ ละอกุศลที่เกิดขึ้น ๑ ทำความเพียรเพื่อให้กุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทำความเพียรเพื่อความตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้น ๑. ชื่อว่า ปธาน เพราะ อรรถว่าเป็นเหตุตั้งไว้ คือ พยายาม. บทนี้เป็นชื่อของความเพียร. บทว่า สมฺมปฺปานํ คือ เพียรไม่วิปริต เพียรตามเหตุ เพียร ด้วยอุบาย เพียรโดยแยบคาย, ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้นท่านทำ เป็น ๔ ส่วน ด้วยสามารถแห่งกิจจึงกล่าวว่า สมฺมปฺปธานา. บทว่า จตฺตาโร อิทฺธิปาทา - อิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วีริตะ จิตตะ วิมังสา. ความของบทนั้นได้กล่าวไว้แล้ว. บทว่า จตฺตาริ ฌานานิ - ฌาน ๔ ได้แก่ ปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา. ทุติยฌานมีองค์ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา. ตติยฌานมีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา. จตุตถฌาน
หน้า 819 ข้อ 176
มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา. องค์เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ฌาน เพราะอรรถว่าเข้าเพ่งอารมณ์ บทว่า จตสฺโส อปฺปมญฺาโย - อัปปมัญญา ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ชื่อว่าอัปปมัญญา ด้วยการแผ่ไปไม่ มีประมาณ จริงอยู่ อัปปมัญญาเหล่านั้น ย่อมแผ่ไปยังสัตว์ทั้งหลาย หาประมาณมิได้ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์. หรือว่าแผ่ไปด้วยอำนาจการ แผ่ไปโดยไม่มีเหลือแม้สัตว์ผู้เดียว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อปฺป- มญฺาโย ด้วยอำนาจการแผ่ไปไม่มีประมาณ. บทว่า จคสฺโส อรูปสมาปตฺโย - อรูปสมาบัติ ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตน- สมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ. บทว่า จคสฺโส ปฎสมฺภิทา - ปฏิสัมภิทา ๔ มีความดังได้ กล่าวไว้แล้ว. บทว่า จคสฺโส ปฏิปทา - ปฏิปทา ๔ ได้แก่ ปฏิปทา ๔ ที่ พระผุ้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺา-ปฏิบัติลำบาก รู้ช้า. ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺา-ปฏิบัติลำบาก รู้เร็ว. สุขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺา-ปฏิบัติสบาย รู้ช้า.
หน้า 820 ข้อ 176
สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺา - ปฏิบัติสบาย รู้เร็ว.๑ บทว่า จตฺตาริ อารมฺมณานิ - อารมณ์ ๔ ได้แก่ อารมณ์ ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปริตฺตํ ปริตฺตารมฺมณํ - มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ๑ ปริตฺตํ อปฺปมาณารมฺมณํ - มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ๑ อปฺปมาณํ ปริตฺตารมฺมณํ - มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ๑ อปฺปมาณํ อปฺปมาณารมฺมณํ - มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ๑๒ พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงฌานมีอารมณ์ ด้วยอารมณ์ทั้งหลาย โดยไม่ตั้งใจแน่วแน่ กำหนดอารมณ์มีกสิณเป็นต้น. บทว่า จตฺตาโร อริยวํสา - อริยวงศ์ ๔ ความว่า พระพุทธ- เจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวว่า เป็นพระอริยะ. วงศ์เชื้อสาย ประเพณีของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า วงศ์ของพระอริยะ. วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? ธรรม ๔ ๑. ที. ปา ๑๑/๘๒. ๒. มีกำลังน้อย ได้แก่ฌานที่ไม่คล่องแคล่ว ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดฌานที่สูงขึ้นไป มีกำลังมาก ได้แก่ฌานที่คล่องแคล่ว เป็นปัจจัยให้เกิดฌานสูงขึ้นไป อารมณ์เล็กน้อย ได้แก่ฌานที่มีอารมณ์ที่ขยายไม่ได้ อารมณ์ไพบูลย์ ได้แก่ฌานที่มีอารมณ์ที่ขยายได้ ใน อภิ. สํ. ๓๔/๑๖๙ - ๑๗๑.
หน้า 821 ข้อ 176
เหล่านี้ คือ สันโดษด้วยจีวร ๑. สันโดษด้วยบิณฑบาต ๑. สันโดษ ด้วยเสนาสนะ ๑. ความยินดีในภาวนา ๑. เมื่อกล่าวถึงสันโดษด้วย บิณฑบาต ท่านกล่าวถึงสันโดษด้วยคิลานปัจจัย เพราะภิกษุใดสันโดษ ในบิณฑบาต ภิกษุนั้นจักไม่สันโดษในคิลานปัจจัยได้อย่างไร. บทว่า จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนิ - สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ สังคห- วัตถุ ๔ เหล่านี้ คือ ทาน ๑. เปยยวัชชะ ๑. อัตถจริยะ ๑. สมา- นัตตตา ๑. เป็นเหตุสงเคราะห์ชน ๔ เหล่านี้. บทว่า ทานํ ได้แก่ การให้ตามสมควร. บทว่า เปยฺยวชฺชํ ได้แก่ พูดนำรักตามสมควร. บทว่า อตฺถจริยา ได้แก่ การทำความเจริญ ด้วยทำกิจที่ควร ทำในที่นั้น ๆ และด้วยการสั่งสอนสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ. บทว่า สมฺนตฺตตา - ความเป็นผู้มีตนเสมอ คือ มีความเสมอ ไม่ถือตัว. อธิบายว่า มีประมาณตน คิดประมาณตน. ชื่อว่า สมา- นตฺโต เพราะอรรถว่ามีตนเสมอคนอื่น. ความเป็นผู้มีตนเสมอ ชื่อว่า สมนัตตตา. อธิบายว่า การคิดประมาณตนว่า ผู้นี้เลวกว่าเรา ผู้นี้ เสมอเรา. ผู้นี้ดีกว่าเราแล้วประพฤติ คือ ทำตามสมควรแก่บุคคลนั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความเป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ ชื่อว่า สมา- นัตตตา.
หน้า 822 ข้อ 176
ในบทว่า จตฺตาริ จกฺกานิ - จักร ๔ นี้ ได้แก่ ชื่อว่าจักร มี ๕ อย่าง๑ คือ จักรทำด้วยไม้ ๑ จักรทำด้วยแก้ว ๑ จักรคือธรรม ๑ จักรคืออิริยาบถ ๑ จักรคือสมบัติ ๑. จักรทำด้วยไม้ในบทว่า ข้าแต่เทวะ จักรนั้นสำเร็จแล้ว ๖ เดือน หย่อน ๖ คืน.๒ จักรทำด้วยแก้วในบทว่า กำหนดเอาโดย ยังจักรให้หมุนไป.๓ จักรคือธรรมในบทว่า จักรอันเราให้เป็นไป แล้ว.๔ จักรคืออิริยาบถในบทว่า สรีรยนต์มีจักร ๔ มีทวาร ๙.๕ คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักร ๔ อย่างเหล่านี้, จักร ๔ ย่อมเป็นไปแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้มาประชุมพร้อมกัน แล้ว, จักร ๔ อย่างคืออะไร ? คือ ปฏิรูปเทสวาสะ ๑ สัปปุริสา- ปัสสยะ ๑ อัตตสัมมาปณิธิ ๑ บุพเพกตปุญญตา ๑๖ นี้ ชื่อว่า จักรคือสมบัติ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาจักรคือสมบัตินั่นเอง. ในบทเหล่านั้นบทว่า ปฏิรูปเทสวาโส - อยู่ในประเทศอัน สมควร ได้แก่ บริษัท ๔ ปรากฏในประเทศใด. อยู่ในประเทศอัน สมควรเห็นปานนั้น. บทว่า สปฺปุริสาปสฺสโย - อาศัยสัตบุรุษ ได้แก่ พึง เสพ คบ สัตบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. ๑. องฺ. จตุกฺก ๒๑/๓๒. ๒. องฺ. ติก. ๒๐/๔๕๔. ๓. ขุ. ชา. ๒๗/๑๗๙๑. ๔. ขุ. สุ. ๒๕/๓๗๗. ๕. สํ. ส. ๑๕/๗๔. ๖. องฺ. จตฺตก. ๒๑/๓๑.
หน้า 823 ข้อ 176
บทว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ - ตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบ หากว่าครั้งก่อนเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ละความไม่มีศรัทธาเป็นต้น นั้น แล้วตั้งอยู่ในศรัทธาเป็นต้น. บทว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา - ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาล- ก่อน ได้แก่ ความเป็นผู้สะสมกุศลไว้ในกาลก่อน. นี้เป็นข้อกำหนด ในบทนี้. กุศลกรรมที่ทำด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ กุศลนั้นนั่นแหละ ย่อมนำบุรุษนั้นเข้าไปในประเทศอันสมควร ให้คบสัตบุรุษ บุคคล นั้นนั่นแหละ. ย่อมตั้งตนไว้ชอบ. บทว่า จตฺตาริ ธมฺมปทานิ - ธรรมบท ๔ ได้แก่ ส่วนแห่ง ธรรม ๔. ธรรมบท ๔ คืออะไร ? คือ อนภิชฌา ๑ อัพยาปาทะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ ความไม่โลภก็ดี การบรรลุฌาน วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน ด้วยอำนาจแห่งอนภิชฌาก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ อนภิชฌา. ความไม่โกรธก็ดี การบรรลุฌานเป็นเป็นต้น ด้วยเมตตาเป็นหลัก ก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ อัพยาปาทะ. การตั้งสติไว้ชอบก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยสติเป็นหลัก ก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสติ.
หน้า 824 ข้อ 177
สมาบัติ ๘ ก็ดี การบรรลุฌานเป็นต้น ด้วยสมาบัติ ๘ เป็นหลัก ก็ดี ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสมาธิ. อีกอย่างหนึ่ง การบรรลุเป็นต้น ด้วยอำนาจอสุภะ ๑๐ ชื่อว่า ธรรมบท คือ อนภิชฌา. บรรลุฌานด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๑๐ ชื่อว่า อัพยาปาทะ. บรรลุฌานด้วยอำนาจอนุสติ ๑๐ และอาหาเรปฏิกูลสัญญา ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสติ. บรรลุฌานด้วยอำนาจกสิณ ๑๐ และ อานาปานาสติ ชื่อว่าธรรมบท คือ สัมมาสมาธิ. ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิมา จตสฺโส ภูมิโย - ภูมิ ๔ เหล่านี้พึงประกอบบท หนึ่ง ๆ ด้วยสามารถจตุกะนั่นแล. จบ อรรถกถาภูมินานัตตญาณนิทเทส ธรรมนานัตตญาณนิทเทส [๑๗๗] ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณ อย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนด กามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อม กำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนด อรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดโลกุตร- ธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต.
หน้า 825 ข้อ 178, 179, 180, 181
[๑๗๘] พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายอกุศล ย่อม กำหนดรูป วิบากและกิริยาเป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนด กามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล. เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้. [๑๗๙] พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมฝ่ายกุศล เป็น ฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลก นี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้. [๑๘๐] พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรม เป็นฝ่าย กุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกนี้ เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจร ย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้. [๑๘๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอริยมรรค ๔ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดสามัญญผล ๔ และนิพพาน เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคา- วจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรม เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้.
หน้า 826 ข้อ 182
[๑๘๒] ธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อ พระโยคาวจรมนสิการโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึง ความปราโมทย์ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อม เห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อ เบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อม หลุดพ้น เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อ มนสิการรูปโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดย ความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ เมื่อ มนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดย ความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดย ความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิด ปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มี ความสุข จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลาย ความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น ธรรมมี ความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้.
หน้า 827 ข้อ 183
[๑๘๓] ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อ พระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิด ปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อม สงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยความสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อพระโยคาวจรมนสิการ โดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์... เมื่อ มนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความ เป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบาย้อนแยบคาย โดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เสื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยอุบาย อันแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการ ชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิด ปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความ เป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์
หน้า 828 ข้อ 184
นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ธรรมอันมี โยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้. [๑๘๔] ความต่าง ๙ ประการ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความ ต่างแห่งธาตุเกิดขึ้น ความต่างแห่งเวทนาอาศัยความต่างแห่งผัสสะเกิด ขึ้น ความต่างแห่งสัญญาอาศัยความต่างแห่งเวทนาเกิดขึ้น ความต่าง แห่งความดำริอาศัยความต่างแห่งสัญญาเกิดขึ้น ความต่างแห่งฉันทะ อาศัยความต่างแห่งความดำริเกิดขึ้น ความต่างแห่งความเร่าร้อน อาศัย ความต่างแห่งฉันทะเกิดขึ้น ความต่างแห่งการแสวงหาอาศัยความต่าง แห่งความเร่าร้อนเกิดขึ้น ความต่างแห่งการได้รูปเป็นต้น อาศัยความ ต่างแห่งการแสวงหาเกิดขึ้น ความต่าง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะ อรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ประการ เป็นธรรม- นานัตตญาณ. อรรถกถา ธรรมนานัตตญาณนิทเทส [๑๗๗ - ๑๗๘] พึงทราบวินิจฉัยในธรรมนานัตตญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า กมฺมปเถ ชื่อว่า กรรมบถ เพราะอรรถว่ากรรม เหล่านั้นเป็นทางเพื่อไปสู่อบาย. ซึ่งกรรมบถเหล่านั้น.
หน้า 829 ข้อ 184
กุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่ กายสุจริต ๓ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑ วจีสุจริต ๔ คือ เว้นจากพูดปด ๑ เว้นจากพูดส่อเสียด ๑ เว้นจากพูดคำหยาบ ๑ เว้น จากพูดเพ้อเจ้อ ๑, มโนสุจริต ๓ คือ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ ๑ไม่พยาบาท ๑ เห็นชอบ ๑. อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้ ได้แก่ กายทุจริต ๓ คือ ฆ่าสัตว์ ๑ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑. วจีทุจริต ๔ คือ พูดปด ๑ พูด ส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑. มโนทุจริต ๓ คือ เพ่ง เล็งอยากได้ ๑ พยาบาท ๑ เห็นผิด ๑. อนึ่ง แม้ทั้งกุศลและอกุศลท่านก็กล่าวว่ากรรมบถ เพราะให้ เกิดปฏิสนธิ. เหลือจากที่กล่าวแล้วท่านไม่กล่าวว่ากรรมบถ เพราะไม่ มีส่วนในการให้เกิดปฏิสนธิ. พึงทราบว่า แม้กุศลและอกุศลที่เหลือ ท่านก็ถือเอาด้วยความมุ่งหมายถึงกุศลและอกุศลอย่างหยาบ. บทว่า รูปํ ได้แก่ รูป ๒๘ โดยประเภทเป็นภูตรูปและอุปา- ทายรูป. บทว่า วิปากํ ได้แก่ วิบาก ๒๓ ด้วยอำนาจแห่งกามาวจรกุศล- วิบาก ๑๖. อกุศลวิบาก ๗.
หน้า 830 ข้อ 184
บทว่า กิริยํ ได้แก่ กามาวจรกิริยา ๑ ด้วยสามารถแห่งปริตต- กิริยา ๓. มหากิริยา ๘. ชื่อว่ากิริยาเพราะเป็นเพียงกิริยาโดยไม่มีวิวิบาก. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านกล่าวกามาวจรด้วยอำนาจแห่งรูปเป็นอัพยา- กฤต วิบากเป็นอัพยกฤต กิริยาเป็นอัพยากฤต. [๑๗๙ - ๑๘๐] บทว่า อิธฏฺสฺส ได้แก่ ของบุคคลผู้ยังอยู่ ในโลกนี้. โดยมากท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งมนุษยโลก เพราะมี ฌานภาวนาในมนุษยโลก. อนึ่ง แม้ในเทวโลกบางแห่งบางครั้งก็ได้ ฌาน. แม้ในพรหมโลกรูปพรหมทั้งหลายก็ยังได้ ด้วยสามารถของผู้ เกิดในพรหมโลกนั้น ผู้เกิดในเบื้องล่าง และผู้เกิดในเบื้องบน. แต่ใน ชั้นสุทธาวาสและในอรูปาวจร ไม่มีผู้เกิดในเบื้องล่าง. ในรูปาวจร อรูปาวจรผู้ไม่เจริญฌาน เกิดในเบื้องล่าง ย่อมเกิดในกามาวจรสุคติ เท่านั้น ไม่เกิดในทุคติ. บทว่า ตตฺรูปปนฺนสฺส - ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลกนั้น ได้ แก่ วิบากฌาน ๔ เป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิภวังค์และจุติ ของบุคคล ผู้เกิดในพรหมโลกด้วยอำนาจของวิบาก. ท่านมิได้กล่าวถึงกิริยาอันเป็น อัพยาถฤต ในฌานสมาบัติอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร. ถึงแม้ท่าน. มิได้กล่าวก็จริง พึงทราบว่า เมื่อท่านกล่าวถึงกุศล ก็เป็นอันกล่าว ถึงกิริยาเป็นอัพยากฤตไว้ด้วย เพราะเป็นไปเสมอกันด้วยกุศลโดยแท้. พึงทราบในข้อนี้เหมือนอย่างในปัฏฐาน ท่านสงเคราะห์กิริยาชวนะด้วย
หน้า 831 ข้อ 184
ศัพท์กุศลชวนะว่า เมื่อกุศลอกุศลดับ วิบากย่อมเกิดขึ้นเพราะกุศล อกุศลนั้นเป็นอารมณ์. (๑๘๑) บทว่า สามญฺญฺผานิ ได้แก่ สามัญผล ๔. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงโลกุตรวิบากเป็นอัพยากฤต. บทว่า นิพฺพานํ ได้แก่ นิพพานเป็นอัพยากฤต. (๑๘๒) บทว่า ปามุชฺชมูลกา คือ มีความปราโมทย์เป็น เบื้องต้น. เพราะประกอบด้วยความปราโมทย์. ในบทว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ นี้ มี ความว่า เมื่อทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมเกิดปราโมทย์. เมื่อทำไว้ ในใจโดยไม่แยบคาย ย่อมไม่เกิดปราโมทย์. จริงอยู่ เมื่อทำไว้ในใจ โดยไม่แยบคาย กุศลจะไม่เกิด. ไม่ต้องพูดถึงวิปัสสนาละ. หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวไว้โดยสรุป. ตอบว่า เพื่อแสดงความที่ปรา- โมทย์มีกำลังมาก. เพราะเมื่อไม่มีปราโมทย์ ความไม่ยินดีความกระสัน ก็จะเกิดขึ้นในเสนาสนะอันสงัด และในธรรมอันเป็นอธิกุศล. เมื่อมี อย่างนี้ย่อมก้าวถึงภาวนาทีเดียว. อนึ่ง เมื่อมีปราโมทย์ ภาวนาย่อมถึงความเต็มเปี่ยมเพราะไม่มี ความไม่ยินดี. เพื่อแสดงถึงความที่ภาวนามีอุปการะโดยความเป็นเบื้อง ๑. อภิ. ป. ๔๐/๔๘๐.
หน้า 832 ข้อ 184
ต้นของการทำไว้ในใจโดยแยบคาย จักกล่าวถึงหมวด ๙ ข้างหน้า. ความปราโมทย์เพราะเป็นปัจจัยแห่งวิปัสสนาย่อมเกิดแก่ผู้เจริญ วิปัสสนาโดยบาลีว่า ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพุพยํ ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ. เมื่อใดย่อมพิจารณาเห็นความเกิดและความ เสื่อมของขันธ์ทั้งหลาย เมื่อนั้นย่อมได้ปีติและ ปราโมทย์นั่นเป็นอมตะของผู้รู้แจ้งทั้งหลาย.๑ แต่ในที่นี้พึงถือเอาความปราโมทย์ เพราะการพิจารณากลาปะ เป็นปัจจัย. ความเป็นผู้ถึงความปราโมทย์ ชื่อว่า ปามุชฺชํ คือ ปีติ มีกำลังอ่อน. พึงเห็นว่า ป อักษร ลงในอรรถแห่งอาทิกรรม. บทว่า ปมุทิตสฺส - ถึงความปราโมทย์ ได้แก่ ถึงความปรา- โมทย์ คือ ยินดีด้วยความปราโมทย์นั้น. ปาฐะว่า ปโมทิตสฺส บ้าง. ความอย่างเดียวกัน . บทว่า ปีติ ได้แก่ ปีติมีกำลัง. บทว่า ปีติมนสฺส ใจมีปีติ คือ ใจประกอบด้วยปีติ. พึงเห็นว่า ลบ ยุตฺต ศัพท์เสีย เหมือนบทว่า อสฺสรโถ รถเทียมด้วยม้า. บทว่า กาโย ได้แก่ นามกาย หรือ ๑. ขุ.ธ.๒๕/๓๕.
หน้า 833 ข้อ 184
รูปกาย. บทว่า ปสฺสมภติ ย่อมสงบ คือ เป็นผู้สงบความ กระวนกระวาย. บทว่า ปสฺสทฺธกาโย - กายสงบ คือ กายสบายเพราะ ประกอบด้วยความสงบทั้งสอง. บทว่า สุขํ เวเทติ - ย่อมได้เสวยสุข คือ ย่อมได้เสวยเจต- สิกสุข. หรือกับด้วยกายิกสุข. บทว่า สุขิโน - ของผู้มีความสุข คือ พร้อมพรั่งด้วยความสุข. บทว่า จิตฺตํ สมาธิยติ - จิตย่อมตั้งมั่น คือ จิตย่อมตั้งมั่นเสมอ. จิตมีอารมณ์เดียว. บทว่า สมาหิเต จิตฺเต - เมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสัตตมีวิภัตติลง ในภาวลักษณะโดยเป็นภาวะ . ย่อมกำหนดรู้ตามความเป็นจริงโดยความ ตั้งมั่นแห่งจิต. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ - ย่อมรู้ตามความเป็นจริง คือ รู้ สังขารตามความเป็นจริงด้วยสามารถแห่งอุทยัพพยญาณเป็นต้น. บทว่า ปสฺสติ - ย่อมเห็น คือ เห็นด้วยปัญญาจักษุการทำสิ่ง ที่ถูกต้องนั้นดุจเห็นด้วยตา. บทว่า นิพฺพินฺทติ - ย่อมเบื่อหน่าย คือ เบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยวิปัสสนาญาณ ๙ อย่าง บทว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ - เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความ กำหนัด คือ เมื่อยังวิปัสสนาให้ถึงชั้นยอด เป็นอันคลายกำหนัดจาก สังขารโดยประกอบด้วยมรรคญาณ.
หน้า 834 ข้อ 184
บทว่า วิราคา วิมุจฺจติ - เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อม หลุดพ้น คือ จิตย่อมหลุดพ้น ด้วยน้อมไปในนิพพานด้วยผลวิมุตติ เพราะมรรคเป็นเหตุอันได้แก่วิราคะ. แต่ในบางคัมภีร์ในวาระนี้ท่าน เขียนนัยแห่งสัจจะไว้มีอาทิว่า รู้ตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ ด้วยจิตตั้ง มั่น. อนึ่ง ในบางคัมภีร์ท่านเขียนนัยแห่งสัจจะนั้นโดยนัยมีอาทิว่า ย่อม ทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์. แม้ใน ๒ วาระนั้นก็ต่างกันโดย พยัญชนะเท่านั้น โดยอรรถไม่ต่างกัน. เพราะบทว่า นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ - เมื่อมรรคญาณสำเร็จ เพราะกล่าวถึงมรรคญาณ เป็นอัน สำเร็จกิจเพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ด้วย. เพราะฉะนั้น แม้วาระที่ท่าน กล่าวโดยนัยแห่ง สัจจะ ๔ ก็มิได้ต่างกันโดยอรรถด้วยวาระนี้. (๑๘๓) บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะให้อารมณ์ต่างกัน เพราะ กล่าวถึงอารมณ์ไม่ต่างกันด้วยบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต จึงกล่าวบทมีอาทิ ว่า รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรติ ย่อมมนสิการรูปโดยความเป็นของไม่ เที่ยง. บทว่า โยนิโสมนสิการมูลกาคือ ธรรมมีโยนิโสมนสิการ เป็นเบื้องต้นเป็นหลัก. เพราะปราโมทย์เป็นต้น ละโยนิโสมนสิการ เสียแล้วก็ไม่ครบ ๙. บทว่า สมาหิเตน จิตฺเตน - ด้วยจิตตั้งมั่น คือ ด้วยจิตเป็นเหตุ.
หน้า 835 ข้อ 184
บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ - ย่อมรู้ตามความเป็นจริว คือ รู้ด้วย ปัญญา. ท่านสงเคราะห์แม้การรู้ตามสัจจะอันเป็นส่วนเบื้องต้นด้วยการ ฟังตาม ในเมื่อกล่าวว่า ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์. บทว่า โยนิโสมนสิกาโร ได้แก่ มนสิการโดยอุบาย. ๑๘๔] ธาตุนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ผสฺสนานตฺตํ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความต่างแห่งธาตุเกิดขึ้น ความว่า ความต่าง แห่งจักขุสัมผัสเป็นต้น อาศัยความต่างจักขุธารตุเป็นต้นเกิดขึ้น. บทว่า ผสฺสนานตฺตํ ปฏิจฺจ - อาศัยความต่างแห่งผัสสะ คือ อาศัยความต่างแห่งจักขุสัมผัสเป็นต้น. บทว่า เวทนานานตฺตํ - ความต่างแห่งเวทนา คือ ความต่างแห่ง จักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น. บทว่า สญฺานานตฺตํ - ความต่างแห่งสัญญา คือ ความต่าง แห่งกามสัญญาเป็นต้น. บทว่า สงฺกปฺปนานตฺตํ - ความต่างแห่งความดำริ คือ ความ ต่างแห่งความดำริถึงกามเป็นต้น. บทว่า ฉนฺทนานตฺตํ - ความต่างแห่งฉันทะ คือ ความต่าง แห่งฉันทะย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ฉันทะในรูป ฉันทะในเสีย เพราะ ความต่างแห่งความดำริ.
หน้า 836 ข้อ 185
บทว่า ปริฬาหนานตฺตํ - ความต่างแห่งความเร่าร้อน คือ ความ ต่างแห่งความเร่าร้อน ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ความเร่าร้อนในรูป ความ เร่าร้อนในเสียง เพราะความต่างแห่งฉันทะ. บทว่า ปริเยสนานตฺตํ - ความต่างแห่งการแสวงหา คือ ความ ต่างแห่งการแสวงหารูปเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะความต่างแห่งความ เร่าร้อน. บทว่า ลาภนานตฺตํ - ความต่างแห่งการได้ คือ ความต่างแห่ง การได้รูปเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะความต่างแห่งการแสวงหา. จบ อรรถกถาธรรมนานัตตญาณนิทเทส ญาณปัญจกนิทเทส [๑๘๕] ปัญญาอันรู้ยิ่งเป็นญาตัฏฐญาณอย่างไร ปัญญาเครื่อง กำหนดรู้เป็นติรณัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องละเป็นปริจจาคัฏฐญาณ ปัญญา เครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกระทำให้แจ้ง เป็นผัสส- นัฏฐญาณ. พระโยคาวจรรู้ยิ่งธรรมใด ๆ แล้ว เป็นอันรู้ธรรมนั้น ๆ แล้ว กำหนดรู้ธรรมใด ๆ แล้ว เป็นอันพิจารณาธรรมนั้น ๆ แล้ว ละธรรม ใด ๆ ได้แล้ว เป็นอันสละธรรมนั้น ๆ แล้ว เจริญธรรมใด ๆ แล้ว
หน้า 837 ข้อ 185
ธรรมนั้น ๆ ย่อมมีกิจเป็นอันเดียวกัน กระทำให้แจ้งธรรมใด ๆ แล้ว เป็น อันถูกต้องตามธรรมนั้นๆ แล้ว. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาอันรู้ยิ่งเป็นญาตัฏฐ- ญาณ ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นติรณัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องละเป็น ปริจจาคัฎฐญาณ ปัญญาเครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ ปัญญาเครื่อง กระทำให้แจ้งเป็นผัสสนัฏฐญาณ. ๒๐ - ๒๔. อรรถกถาญาณปัญจกนิทเทส (๑๘๕) พึงทราบวินิจฉัยในญาณปัญจกนิทเทสดังต่อไปนี้. ท่าน ทำปุจฉาวิสัชนารวมเป็นอันเดียว เพราะมีความสัมพันธ์กันเป็นลำดับ แห่งญาณ ๕ เหล่านั้น. บทว่า อภิญฺาตา โหนฺติ - เป็นผู้รู้แจ้งธรรมแล้ว คือ เป็น ผู้รู้ด้วยดี ด้วยสามารถรู้ลักษณะแห่งสภาวธรรม. บทว่า าตา โหนฺติ - เป็นอันรู้ธรรมแล้ว คือ ชื่อว่า เป็น อันรู้แล้ว เพราะรู้ตามสภาพ ด้วยสามารถแห่งญาตปริญญา. เป็นอันรู้ ธรรมเหล่านั้นแล้วด้วยญาณใด. ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ญาณ นั้น. พึงทราบการเชื่อมว่า ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด. โดย นัยแม้นี้พึงประกอบแม้ญาณที่เหลือ.
หน้า 838 ข้อ 185
บทว่า ปริญฺาตา โหนฺติ - เป็นอันกำหนดรู้แล้ว คือ เป็น อันรู้โดยรอบด้วยสามารถแห่งสามัญลักษณะ. บทว่า ตีริตา โหนฺติ - เป็นอันพิจารณาแล้ว คือ เข้าไปกำหนด ให้ถึงพร้อมด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งตีรณ ปริญญา. บทว่า ปหีนา โหนิติ - เป็นอันละได้แล้ว คือ เป็นอันละ นิจสัญญาเป็นต้น ด้วยอนิจจานุปัสนาญาณเป็นต้น ตั้งแต่ภังคานุปัสนา- ญาณ. บทว่า ปริจฺจตฺตา โหนฺติ - เป็นอันสละแล้ว คือ เป็นอัน ทอดทิ้ง ด้วยสามารถแห่งการละนั่นเอง. บทว่า ภาวิตา โหนฺติ - เป็นอันเจริญแล้ว คือ เป็นอันเจริญ แล้ว และอบรมแล้ว. บทว่า เอกรสา โหนฺติ - มีรสเป็นอันเดียวกัน คือ มีกิจ อย่างเดียวกัน ด้วยการให้สำเร็จกิจของตน และด้วยการละฝ่ายตรง กันข้าม. หรือมีรสเป็นอันเดียวกัน ด้วยวิมุตติรส ด้วยการพ้นจาก ธรรมเป็นฝ่ายข้าศึก. บทว่า สจฺฉิกตา โหนฺติ - เป็นอันทำให้แจ้งแล้ว คือ เป็น อันทำให้ประจักษ์ว่า ผลธรรม ด้วยสามารถการได้ นิพพานธรรม ด้วยสามารถการแทงตลอด.
หน้า 839 ข้อ 186
บทว่า ผสฺสิตา โหนฺติ - เป็นอันถูกต้องแล้ว คือ เป็นอัน ถูกต้อง คือ ได้รับผลด้วยการถูกต้อง ด้วยการได้ และด้วยการถูกต้อง ด้วยการแทงตลอด ท่านกล่าวญาณ ๕ เหล่านี้ ด้วยสามารถสุตมยญาณ แล้วในหนหลัง. ในที่นี้ท่านกล่าวด้วยสามารถยังกิจของตนให้สำเร็จ. จบ อรรถกถาญาณปัญจกนิทเทส ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส [๑๘๖] ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา- ญาณ ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ ต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณอย่างไร ? สัทธินทรีย์เป็นธรรม วีริยินทรีย์เป็นธรรม สตินทรีย์เป็น ธรรม สมาธินทรีย์เป็นธรรม ปัญญินทรีย์เป็นธรรม สัทธินทรีย์เป็น ธรรมอย่างหนึ่ง วีริยินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง สตินทรีย์เป็นธรรม อย่างหนึ่ง สมาธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ปัญญินทรีย์เป็นธรรม อย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้ เฉพาะธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ.
หน้า 840 ข้อ 187, 188, 189
[๑๘๗] สภาพว่าน้อมใจเธอเป็นอรรถ สภาพว่าประคองไว้ เป็นอรรถ สภาพว่าเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ สภาพว่าไม่ฟุ้งซ่านเป็นอรรถ สภาพว่าเห็นเป็นอรรถ สภาพว่าน้อมใจเชื่อเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพ ว่าประคองไว้เป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพว่าเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถอย่าง หนึ่ง สภาพว่าฟุ้งซ่านเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพว่าเห็นเป็นอรรถอย่าง หนึ่ง พระโยคาวจรรู้อรรถต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะ อรรถต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าว ว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรูปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๘๘] การระบุพยัญชนะและนิรุตติ เพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง อรรถนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ นิรุตติต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณ เป็นอันรู้เฉพาะนิรุตติต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความ ต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๘๙] ญาณในธรรม ๕ ในอรรถ ๕ ญาณในนิรุตติ ๑๐ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณใน นิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็น อันรู้เฉพาะญาณต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น
หน้า 841 ข้อ 190, 191
ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา- ญาณ. [๑๙๐] สัทธาพละเป็นธรรม วีริยพละเป็นธรรม สติพละ เป็นธรรม สมาธิพละเป็นธรรม ปัญญาพละเป็นธรรม สัทธาพละ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง วีริยพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง สติพละเป็นธรรม อย่างหนึ่ง สมาธิพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ปัญญาพละเป็นธรรมอย่าง หนึ่ง พระโยคาวจรรู้ธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้ธรรม ต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ [๑๙๑] สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็น อรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้านเป็นอรรถ สภาพ อันไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหว เพราะความฟุ้งซ่านเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาเป็น อรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นอรรถ อย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้านเป็นอรรถอย่าง หนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่านเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอัน ไม่หวั่นไหว เพราะอวิชชาเป็นอรรถอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้อรรถ
หน้า 842 ข้อ 192, 193, 194
ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณ นั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง อรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๒] การระบุพยัญชนะและนิรุตติ เพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง อรรถนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ นิรุตติต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุตติต่าง ๆ เหล่านี้ ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าว่า ปัญญาในความ ต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๓] ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุตติ ๑๐ ประการ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถ เป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้น- นั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๔] สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพช- ฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขา- สัมโพชฌงค์ เป็นธรรมแต่ละอย่าง ๆ สติสัมโพชฌงค์ ... อุเบกขา-
หน้า 843 ข้อ 195, 196, 197
สัมโพชฌงค์ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ๆ พระโยคาวจรรู้ธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็น ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๕] สภาพที่ตั้งมั่น สภาพที่เลือกเฟ้น สภาพที่ประคอง ไว้ สภาพที่ผ่านซ่านไป สภาพที่สงบ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่าน สภาพที่ พิจารณาหาทาง สภาพที่เข้าไปตั้งอยู่ เป็นอรรถ ( แต่ละอย่าง) สภาพ ที่ตั้งมั่น . . . สภาพที่พิจารณาหาทางเป็นอรรถอย่างหนึ่ง ๆ พระโยคาวจร รู้อรรถต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่าง ๆ เหล่านี้ ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความ ต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๖] การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงธรรม ๗ ประ- การ การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๗ ประการ ธรรม นิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง อรรถนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้นิรุตติ ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุตติต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณ นั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง นิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๗] ญาณ. ในธรรม ๗ ประการ ญาณในอรรถ ๗ ประการ ญาณในนิรุตติ ๑๔ ประการ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณใน
หน้า 844 ข้อ 198, 199, 200
อรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณ ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณ นั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๘] สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัม- มันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นธรรม แต่ละอย่าง ๆ สัมมาทิฏฐิ. . . สัมมาสมาธิ เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ๆ พระ- โยคาวจรรู้ธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ. [๑๙๙] สภาพที่เห็น สภาพที่ดำริ สภาพที่กำหนดเอา สภาพ ที่เป็นสมุฏฐาน สภาพที่ขาวผ่อง สภาพที่ประคองไว้ สภาพที่ตั้งมั่น สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอรรถแต่ละอย่าง ๆ ภาพที่เห็น... สภาพที่ ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอรรถอย่างหนึ่ง ๆ พระโยคาวจรรู้อรรถว่า ๆ เหล่านี้ ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็น อรรถปฏิสัมภิทาญาณ. [๒๐๐] การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงธรรม ๘ ประ - การ การระบุพยัญชนะและนิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๘ ประการ ธรรม
หน้า 845 ข้อ 201
นิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง อรรถนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้นิรุตติ ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุตติต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณ นั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง นิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ. [๒๐๑] ญาณในธรรม ๘ ประการ ญาณในอรรถ ๘ ประการ ญาณในนิรุตติ ๑๖ ประการ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณใน อรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุตติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณ ต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยญาณ นั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง อรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็น ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิ- สัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา- ญาณ.
หน้า 846 ข้อ 201
๒๕ - ๒๘. อรรถกถาปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส ๑๘๖ - ๒๐๑] พึงทราบวินิจฉัยในปฏิสัมภิทาญาณนิทเทสดังต่อ ไปนี้. เพราะเมื่อท่านไม่กล่าวธรรมไว้ก็ไม่สามารถจะกล่าวถึงกิจของ ธรรมนั้นได้. ฉะนั้น จึงไม่สนใจลำดับที่ท่านยกขึ้นชี้แจงธรรม ทั้งหลายก่อน. อรรถแห่งธรรมเป็นต้นท่านได้กล่าวไว้แล้ว. พระสารีบุตรเถระกล่าวธรรมอันนับเนื่องด้วย ธมฺม ศัพท์ ด้วยบทมีอาทิว่า สทฺธินฺทฺริยํ ธมฺโม - สัทธินทรีย์เป็นธรรม เมื่อจะ แสดงอรรถแห่ง นานตฺต ศัพท์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อญฺโ สทฺธินฺทฺริยํ ธมฺโม - สัทธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง. จริงอยู่ เมื่อท่านกล่าวว่า อญฺโญ ธมฺโม เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เป็นอันท่านแสดงถึงความต่าง กันแห่งธรรมทั้งหลาย. บทว่า ปฏิวิทิตา - รู้เฉพาะแล้ว คือ รู้โดยความเป็นธรรม เฉพาะหน้า ชื่อว่า ปรากฏแล้ว. ด้วยบทนั้น ท่านกล่าวอรรถแห่ง บทปฏิสัมภิทา. พระสารีบุตรเถระแสดงถึงกิจมีการน้อมใจเชื่อเป็นต้น เป็น อรรถแห่งศรัทธาเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขฏฺโ อตฺโถ - สภาพว่าน้อมใจเชื่อเป็นอรรถ.
หน้า 847 ข้อ 201
บทว่า สนฺทสฺเสตุํ คือ เพื่อแสดงอย่างอื่นแก่ผู้ใคร่จะรู้ แต่เมื่อ ผู้อื่นฟังถ้อยคำก็ย่อมได้เหมือนกัน. บทว่า พยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา - การระบุพยัญชนะและนิรุตติ คือ นามพยัญชนะ นามนิรุตติ นามาภิลาปะ. ชื่อที่ยังอรรถให้ปรากฏ ชื่อว่า พยัญชนะ. ชื่อว่า นิรุตติ เพราะเจาะจงอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายย่อมปรุงแต่งสิ่งที่เป็นสังขตะ๑ เพราะฉะนั้น จึง เรียกว่า สังขาร แล้วกล่าวทำให้มีเหตุ, ท่านกล่าวว่า อภิลาปะ เพราะเป็นเหตุระบุความ. อนึ่ง ชื่อว่า นาม นี้ มี ๔ อย่าง คือ สามัญนาม ๑ คุณ นาม ๑ กิตติมนาม ๑ โอปปาติกนาม ๑. ในนาม ๔ อย่างนั้น ใน ปฐมกัปพระนามของพระราชาว่า มหาสมมติราช เพราะมหาชนสมมติ ตั้งขึ้น ชื่อว่า สามัญนาม - นามโดยสามัญ. ท่านกล่าวหมายถึง บทว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ และภารทวาชะ เพราะเหตุที่ผู้เป็นหัวหน้า อันมหาชน สมมติดังนี้แล อักขระว่า มหาชนสมมติ จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก.๒ ชื่อที่ได้มาโดยคุณความดีอย่างนี้ว่า พระธรรมกถึก ปังสุกูลิก- ภิกษุ วินัยธรภิกษุ ติปิฎกธรภิกษุ ผู้มีศรัทธา ผู้มีสติ ดังนี้ ชื่อว่า ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๕๙. ๒. ที. ปา. ๑๑/๖๓.
หน้า 848 ข้อ 201
คุณนาม - โดยคุณความดี. ชื่อโดยคุณความดีของพระตถาคต ตั้งหลาย ร้อยชื่อ มีอาทิว่า ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ. ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า อสงฺเขยฺยานิ นามานิ สคุเณน มหาสิโน คุเณหิ นามํ อุทฺเธยฺย อปินาม สหสฺสโต. พระนามของพระตถาคตผู้แสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยคุณความดีมีนับไม่ถ้วน. บัณฑิต ควรยกพระนาม ด้วยพระคุณขึ้นแสดง แม้ตั้งพัน พระนาม. ในวันตั้งชื่อเด็กที่เกิด พวกญาติพากันทำสักการะ แก่ทักขิไณย บุคคล แล้วอยู่ใกล้ ๆ กำหนดตั้งชื่อว่า ทารกนี้ชื่อโน้น ดังนี้ นี้ชื่อว่า กิตติมนาม - นามโดยมีเกียรติ. อนึ่ง การบัญญัติแต่ก่อนก็ยังตกทอดถึงการบัญญัติต่อมา. โวหาร แต่ก่อนก็ยังตกทอดถึงโวหารภายหลัง. เหมือนอย่างว่า แม้ในปุริมกัป ดวงจันทร์ก็ชื่อว่าจันทร์. แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังชื่อว่าดวงจันทร์นั่นเอง. ในอดีต ดวงอาทิตย์ สมุทร ปฐพี ก็ยังชื่อเหมือนเดิม ภูเขาก็ชื่อว่า ภูเขา. แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังชื่อว่าภูเขานั่นเอง. ชื่อว่า โอปปาติกนาม คือ เป็น นามที่ผุดเกิด. ชื่อแม้ ๔ อย่างนี้ ก็เป็นชื่อเดียวนั่นเอง. ชื่อนั้นใช้เพียง เป็นที่สังเกตของชาวโลก ว่าโดยปรมัตถ์ไม่มีอยู่. ส่วนอาจารย์พวกอื่น กล่าวว่า ชื่อว่า นาม เป็นเสียงส่องถึงเนื้อความ.
หน้า 849 ข้อ 202
พึงทราบอรรถแห่งองค์มรรค คือ พละและโพชฌงค์ โดย ทำนองเดียวกับนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบ อรรถกถาปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส ญาณัตตยานิทเทส [๒๐๒]ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารัฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ เป็นสมาปัตตัฏฐญาณ ปัญญาในความ ต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณอย่างไร ? พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิต น้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วย ญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อนิมิต- วิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเห็นอันโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป ในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้งถูกต้องแล้วตัณหาด้วยญาณ ย่อม พิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นั้นชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน อันว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณ ย่อมพิจารณา เห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า สุญญตวิหาร.
หน้า 850 ข้อ 203, 204
[๒๐๓] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็น ภัย มิจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไป แล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็น ภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็น ไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อม เข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตน โดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจาก เพิกเฉยความ เป็นไปตัว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้า สมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ. [๒๐๔] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความ เป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอัน เป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตวิหาร- สมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป ในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อม ไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มี ตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน
หน้า 851 ข้อ 205, 206
อันว่างจากตน ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็น ไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ. [๒๐๕] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความ เสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อนิมิตวิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอัน เป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิต- วิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไป ในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหาร- ธรรมนี้ ชื่อว่า สุญญตวิหาร. [๒๐๖] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึง ถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิ- มิตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึง ถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่ที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปป- ณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิต น้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึง
หน้า 852 ข้อ 207, 208
นิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญต- สมาบัติ. [๒๐๗] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อม ไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็น ตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอัน ไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็น ภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความ เสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่าง เปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ. นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ. [๒๐๘] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญา- นิมิต สังขารนิมิต วิญญาณนิมิต จักษุ ฯลฯ พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อม ไป วิหารธรรมนี้ ชื่อว่า อนิมิตวิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็น ที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันเป็น
หน้า 853 ข้อ 209, 210
มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นชราและมรณะโดยความเป็น ภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความ เสื่อมไป วิหารธรรมนี้ ชื่อว่า สุญญตวิหาร. [๒๐๙] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดย ความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็น ไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและ มรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉย ความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อม เข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาความถือมั่นชราและ มรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉย ความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้า สมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ. [๒๑๐] พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดย ความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อม เห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็น ที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มี
หน้า 854 ข้อ 210
จิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้ว ย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความ ยึดมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่าง เปล่า ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมบัติ อนิมิตตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารเป็น อย่างหนึ่ง สุญญตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง อนิมิตสมาบัติเป็นอย่างนี้ อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง วิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่ง วิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ ปัญญาในความแตกต่างแห่งสมาบัติเป็น สมาปัตตัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติเป็นวิหารสมา- ปัตตัฏฐญาณ.
หน้า 855 ข้อ 210
อรรถกถาญาณัตตยานิทเทส [๒๐๒ - ๒๑๐]พึงทราบวินิจฉัยในญาณัตตยานิทเทส ดังต่อ ไปนี้. บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ สังขารนิมิต. บทว่า อนิมิตฺเต ได้แก่ นิพพานอันเป็นปฏิปักษ์กับสังขาร นิมิต. บทว่า อธิมุตฺตตฺตา .เพราะจิตน้อมไป คือ เพราะปล่อยจิต ไปด้วยความน้อมไปในนิพพานนั้น. บทว่า ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ - ถูกต้องแล้ว ถูกต้องแล้ว ย่อมเห็นความเสื่อม คือ ถูกต้องแล้ว ถูกต้องแล้ว ซึ่งสังขารนิมิตด้วย ญาณ ย่อมเห็นความเสื่อมไฝแห่งสังขารนิมิตนั้น ด้วยวิปัสสนาญาณ. ด้วยบทนี้เป็นอันสำเร็จถึงภังคานุปัสนาญาณ. ภังคานุปัสนานั้น ยัง อนิจจานุปัสนาให้สำเร็จ. อนิจจานุปัสนา ยังทุกขานุปัสนาให้สำเร็จ เพราะสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์. ทุกขานุปัสนานั้น ยังอนัตตานุปัสนา ให้สำเร็จ เพราะสิ่งที่เป็นทุกข์เป็นอนัตตา. เพราะเหตุนั้นเป็นอันท่าน กล่าวถึงอนุปัสนา ๓ ในบทนี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อนิมิตฺโต วิหาโร - วิหารธรรมชื่อว่าอนิมิตวิหาร คือ วิหารธรรมอันเป็นหมวด ๓ แห่งวิปัสสนานั้น ชื่อว่าอนิมิตวิหาร
หน้า 856 ข้อ 210
เพราะเหตุนิมิตโดยความเป็นภัย. บทว่า ปณิธึ ได้แก่ ตัณหา. บทว่า อปฺปณิหิเต - ในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง คือ ในนิพพานอันเป็นปฏิปักษ์ของตัณหา. บทว่า อภินิเรสํ ได้แก่ การถือมั่นตัวตน. บทว่า สุญฺเต ได้แก่ นิพพานอันว่างจากตัวตน. บทว่า สุญฺโต คือ ความสูญนั่นแหละ ชื่อว่า สุญญต- วิหาร. บทว่า ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา - เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คือ เพิกเฉยความเป็นไปอันเป็นวิบากด้วยความวางเฉยในสังขาร. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้พอใจความเป็นไปอันเป็นวิบากกล่าวคือ สุคติ. แต่ พระโยคาวจรนี้ประสงค์จะเข้าผลสมาบัติ เห็นความเป็นไปแม้นั้นและ สังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเพิกเฉยเสีย. เพราะว่าครั้น เห็นอย่างนี้แล้วย่อมสามารถเข้าผลสมาบัติได้. ไม่สามารถเข้าได้โดย ประการอื่น. บทว่า อาวชฺชิตฺวา - พิจารณาแล้ว คือ พิจารณาด้วยอาวัชชนะ. บทว่า สมาปชฺชติ - คือ ย่อมเข้าถึงผลสมาบัติ.
หน้า 857 ข้อ 210
บทว่า อนิมิตฺตา สมาปตฺติ - สมาบัติอันหานิมิตมิได้ คือ ชื่อว่าสมาบัติอันไม่มีนิมิต เพราะเห็นนิมิตโดยความเป็นภัยแล้วเข้าถึง. บทว่า อนิมิตฺตวิหารสมาปตติ - วิหารสมาบัติอันหานิมิตมิได้ คือ มีเป็นสองอย่างด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาวิหาร และด้วยอำนาจแห่ง ผลมาบัติ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะจำแนกสังขารนิมิตแล้วแสดงจึง กล่าวบทมีอาทิว่า รูปนิมิตฺตํ. ควรจะกล่าวในการถือเอาชราและมรณะ ท่านกล่าวไว้ก่อนแล้ว. เมื่อกล่าวด้วยบทมีอาทิว่า อญฺโ อนิมิตฺต- วิหาโร อนิมิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง พระสารีบุตรเถระแสดง สรุปไว้แล้ว. ญาณในความต่างวิปัสสนาวิหารของผู้ตั้งอยู่ในสังขารุเบก- ขาญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งผลสมาบัติ ชื่อว่าวิหารัฏฐญาณ ญาณ ในความต่างกันแห่งผลมาบัติ ชื่อว่าสมาปัตตัฏฐญาณ. ญาณในความ ต่างกันทั้งสองอย่างนั้น ชื่อว่าวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ พระโยคาวจรผู้ประสงค์จะน้อมไปด้วยวิปัสสนาวิหาร ย่อมยัง วิปัสสนาวิหารให้เป็นไป. ประสงค์ยังจะน้อมไปด้วยผลสมาบัติวิหารขวน- ขวายไปตามลำดับของวิปัสสนา ย่อมยังผลสมาบัติให้เป็นไป. ประสงค์ จะน้อมไปด้วยทั้งสองอย่างนั้น ย่อมยังทั้งสองอย่างนั้นให้เป็นไป. มี ๓
หน้า 858 ข้อ 211, 212
อย่างด้วยประสงค์ถึงบุคคล ด้วยประการฉะนี้. บทที่เหลืออันควรกล่าว ไว้ในที่นี้ท่านกล่าวไว้แล้วในการพรรณนาถึงสังขารุเบกขาญาณแล. จบ อรรถกถาญาณัตตยนิทเทส อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส [๒๑๑] ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่ง สมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณอย่างไร ? เอกัคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ ญาณเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วย ญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้ ความสิ้น ไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิ อันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ. [๒๑๒] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ แต่ละอย่าง อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อม สิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดา-
หน้า 859 ข้อ 213
ปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ ร่วมกันกับกามาสวะนั้นย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคา- มิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปใน ขณะแห่งอรหัตมรรคนี้. [๒๑๓] เอกัคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความไม่ พยาบาท ฯ ล ฯ ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความ ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการกำหนดธรรม ด้วยสามารถแห่งญาณ ด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถแห่งทุติยฌาน ด้วย สามารถแห่งตติยฌาน ด้วยสามารถแห่งจตุตถฌาน ด้วยสามารถแห่ง อากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญา- นาสัญญายตนสมาบัติ. ด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ด้วยสามารถแห่งอาโปกสิณ ด้วย สามารถแห่งเตโชกสิณ ด้วยสามารถแห่งวาโยกสิณ ด้วยสามารถแห่ง นีลกสิณ ด้วยสามารถแห่งปีตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสิณ ด้วย
หน้า 860 ข้อ 213
สามารถแห่งโอทาตกสิณ ด้วยสามารถแห่งอากาสกสิณ ด้วยสามารถ แห่งวิญญาณกสิณ ด้วยสามารถแห่งพุทธานสติ ด้วยสามารถแห่งธรรมานุสติ ด้วย สามารถแห่งสังฆานุสติ ด้วยสามารถแห่งสีลานุสติ ด้วยสามารถแห่ง จาคานุสติ ด้วยสามารถแห่งเทวตานุสติ ด้วยสามารถแห่งอานาปานสติ ด้วยสามารถแห่งมรณสติ ด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ ด้วยสามารถ แห่งอุปสมานุสติ ด้วยสามารถแห่งอุทธุมาตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวินีลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิปุพพกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิฉิททกสัญญา ด้วย สามารถแห่งวิกขายิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิกขิตตกสัญญา ด้วย ด้วยสามารถแห่งหตวิกขิตตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งปุฬุวกสัญญา ด้วยสามารถแห่วอัฏฐิกสัญญา ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า
หน้า 861 ข้อ 213
ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออก ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก
หน้า 862 ข้อ 214
ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมาธิแต่ละอย่าง ๆ ญาณย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความ บริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ. [๒๑๔] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดา- ปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้. กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับ กามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้.
หน้า 863 ข้อ 214
กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับ กามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้. ภวาสวะ อวิชชาสวะ ย่อมในรูปไม่มีส่วนเหลือด้วยอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตมรรคนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะ ขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานัน- ตริกสมาธิญาณ. อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส [๒๑๑ - ๒๑๔] พึงทราบวินิจฉัยในอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมวเสน - ด้วยสามารถแห่งเนก- ขัมมะมีอธิบายดังต่อไปนี้ ธรรมทั้งหลาย คือ เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา การกำหนดธรรมที่ไม่ฟุ้งซ่าน ญาณและปราโมทย์ ประกอบด้วยอุปจารฌาน ของพระสุกขวิปัสสก เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส นั้น ๆ สัมปยุตด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น. บทว่า จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป - เอกัคตาจิตอันไม่ ฟุ้งซ่าน คือ ความเป็นจิตเลิศดวงเดียว ชื่อว่า เอกัคตา. ชื่อว่า
หน้า 864 ข้อ 214
อวิกเขปะ เพราะจิตไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ด้วยเอกัคตานั้น. อธิบายว่า ความไม่ฟุ้งซ่าน กล่าวคือ ความที่จิตเป็นเอกัคตา. บทว่า สมาธิ ความว่า ชื่อว่าสมาธิ เพราะจิตตั้งอยู่เสมอใน อารมณ์เดียว. บทว่า ตสฺส สมาธิสฺส วเสน - ด้วยอำนาจแห่งสมาธินั้น คือ ด้วยอำนาจแห่งสมาธิมีประการดังกล่าวแล้ว เพราะรู้ตามความเป็น จริงแห่งจิตตั้งมั่นแล้ว ด้วยอุปจารสมาธิ. บทว่า อุปฺปชฺชติ าณํ - ญาณย่อมเกิดขึ้น คือ มรรคญาณ ย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ. บทว่า ขียนฺติ - ย่อมสิ้นไป ด้วยสามารถการตัดขาด. บทว่า อิติ เป็นบทสรุปอรรถมีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า ปมํ สมโถ - สมถะมีก่อน คือ สมาธิย่อมมีในส่วน เบื้องต้น. บทว่า ปจฺฉา ฌาณํ - ญาณมีภายหลัง คือ ญาณย่อมมีใน ขณะมรรค ในส่วนหลัง. บทว่า กามาสโว - กามาสวะ คือ ราคะประกอบด้วยกามคุณ. บทว่า ภวาสโว - ภวาสวะ คือ ฉันทราคะในรูปภพ อรูปภพ ความใคร่ในฌาน ราคะเกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วย สามารถแห่งภพ.
หน้า 865 ข้อ 214
บทว่า ทิฏฺาสโว - ทิฏฐาสวะ คือ ทิฏฐิ ๖๒. บทว่า อวิชฺชาสโว อวิชฺชาสโว - คือ ความไม่รู้ในฐานะ ๘ มีทุกข์เป็นต้น. ท่านทำคำถามตามโอกาสด้วยสัตตมีวิภัตติ แล้วแสดง ความสิ้นอาสวะด้วยมรรค ทำความสิ้นอาสวะด้วยบทมีอาทิว่า โสตา- ปตฺติมคฺเตน - ด้วยโสดาปัตติมรรค แล้วจึงทำคำตอบตามโอกาสด้วย บทว่า เอตฺถ. ท่านอธิบายว่า ในขณะแห่งมรรค. บทว่า อนวเสโส - ไม่มีส่วนเหลือ คือ อาสวะไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า อนวเสสะ. บทว่า อปายคมนีโย - อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ได้แก่ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัยและอสุรกายทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่า อบาย เพราะปราศจากความเจริญ คือความสุข. ชื่อว่า อปายคมนีโย เพราะอรรถว่ายังบุคคลที่มีอาสวะให้ไป สู่อบาย. ท่านกล่าวอาสวักขยกถาไว้แล้วในทุภโตวุฏฐานกถา. บทว่า อวิกฺเขปวเสน - ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน คือ ด้วยสามารถแห่งสมาธิเป็นอุปนิสัยแห่งสมาธิอันเป็นไปอยู่. ในบทว่า ปฐวีกสิณวเสน - ด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ เป็น อาทิมีความดังต่อไปนี้ ท่านกล่าวถึงกสิณ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งอัปปนา สมาธิอันมีกสิณเป็นอารมณ์. ท่านกล่าวพุทธานุสติเป็นต้น มรณสติ และอุปสมานุสติ ด้วยสามารถแห่งอุปจารฌาน. ท่านกล่าวอานาปาน
หน้า 866 ข้อ 214
สติ และกายคตาสติ ด้วยสามารถแห่งอัปปนาสมาธิ. ท่านกล่าว อสุภะ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน. การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พุทธานุสติ. พุทธานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา อร๑หํ. ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสตินั้น. อนึ่ง การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระธรรม ชื่อว่า ธรรมานุสติ. ธรรมนานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีพระธรรมคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม๑. การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่า สังฆานุสติ. สังฆา- นุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีพระสังฆคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ๑. การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อว่า สีลานุสติ. สีลานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีคุณของศีล คือ ความที่ศีลไม่ขาดเป็นต้นเป็นอารมณ์. การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภจาคะ ชื่อว่า จาคานุสติ. จาคานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีคุณของการบริจาค คือ ความเป็นผู้เสียสละเป็นต้น เป็นอารมณ์. การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า เทวตานุสติ. เทวตานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีคุณคือศรัทธาเป็นต้นของตนเป็นอารมณ์ ๑. ม. มู. ๑๒/๙๕.
หน้า 867 ข้อ 214
ตั้งเทวดาไว้ในที่เผชิญหน้า. สติเกิดขึ้นปรารภอานาปานะ - หายใจเข้าหายใจออก ชื่อว่า อานาปานสติ. อานาปานสตินี้ เป็นชื่อของสติมีอานาปานนิมิตเป็น อารมณ์. สติเกิดขึ้นปรารภความตาย ชื่อว่า มรณสติ. มรณสตินี้ เป็น ชื่อของสติมีมรณะ กล่าวคือ การตัดชีวิตินทรีย์อันนับเนื่องในภพหนึ่ง เป็นอารมณ์. สติเป็นไปในสรีระที่เรียกว่า กาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่ง ปฏิกูลทั้งหลายมีผมเป็นต้นอันน่าเกลียด. หรือไปสู่กายเช่นนั้น ชื่อว่า กายคตาสติ. เมื่อควรจะกล่าวว่า กายคตสติ ท่านไม่ทำเป็นรัสสะ กล่าวว่า กายคตาสติ. แม้ในที่นี้ก็เหมือนกัน ท่านกล่าวว่า กาย- คตาสติวเสน กายคตาสตินี้ เป็นชื่อของสติมีปฏิกูลนิมิต ในส่วน ของกายมีผมเป็นต้น เป็นอารมณ์. การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภอุปสมะ - ความสงบ ชื่อว่า อุปสมา- นุสติ. อุปสมานุสตินี้ เป็นชื่อของสติมีการสงบทุกข์ทั้งปวง เป็นอารมณ์. อสุภะ ๑๐ มีอรรถได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. เพื่อแสดงถึงประเภทของอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ ท่าน จึงกล่าว ทีฆํ อสฺสาสวเสน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว คือ ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้า ที่ท่านกล่าวแล้วว่า ทีฆํ - ยาว.
หน้า 868 ข้อ 214
ดังที่ท่านกล่าวว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ- เมื่อหายใจเข้ายาวย่อมรู้ว่า เราหายใจเข้ายาว. แม้ในบทที่เหลือก็มี นัยนี้. บทว่า ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ - การระงับกายสังขาร คือ ระงับ คือ สงบกายสังขาร อันได้แก่การหายใจเข้าและการหายใจออก อย่างหยาบ. ท่านกล่าวอัปปนาสมาธิ ด้วยหมวด ๔ นี้ คือ ทีฆํ - ยาว ๑ รสฺสํ - สั้น ๑ รู้แจ้งกายทั้งปวง ๑ ระงับกายสังขาร ๑. บทว่า ปีติปฏิสํเวที - รู้แจ้งปีติ คือ ทำปีติให้ปรากฏ. บทว่า จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที - รู้เจ้าจิตตสังขาร คือ ทำ จิตตสังขาร อันได้แก่ สัญญา เวทนา ให้ปรากฏ. บทว่า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ - ทำจิตให้บันเทิง. บทว่า สมาทหํ จิตฺตํ - ความตั้งจิตไว้ คือ ตั้งจิตไว้เสมอใน อารมณ์. บทว่า วิโมจยํ จิตฺตํ - ความเปลื้องจิต คือ เปลื้องจิตจาก นิวรณ์เป็นต้น. ท่านกล่าวหมวด ๔ คือ ปีติปฏิสํเวที - รู้แจ้งปีติ ๑ สุขปฏิ- สํเวที - รู้แจ้งสุข ๑ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิตตสังขาร ๑ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ระงับจิตสังขาร ๑.
หน้า 869 ข้อ 214
และหมวด ๔ คือ จิตฺตปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิต ๑ อภิปฺปุโมทยํ จิตฺตํ - ทำจิตให้บันเทิง ๑ สมาทหํ จิตฺตํ - ความตั้งจิตไว้ ๑ วิโมจยํ จิตฺตํ - ความเปลื้องจิต ๑ ด้วยอัปปนาสมาธิ และด้วยสมาธิสัมปยุตด้วย วิปัสสนา. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ ท่านกล่าวด้วยสามารถการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง. บทว่า วิราคานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด คือ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย. บทว่า นิโรธานุปสิสี - การพิจารณาเห็นความดับ คือ ท่าน กล่าวด้วยสามารถแห่งการทำลาย. บทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความสละคืน ท่านกล่าวด้วยสามารถวุฏฐานคามินีวิปัสสนาเห็นแจ้งการออกไป. จริงอยู่ การพิจารณาเห็นความสละคืนนั้น ย่อมสละกิเลสกับ ด้วยขันธาภิสังขาร ด้วยสามารถทังคะ อนึ่ง ย่อมแล่นไปเพราะ น้อมจิตไปในนิพพาน อันตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น ด้วยเห็นโทษใน สังขตธรรม. ท่านกล่าวหมวด ๔ นี้ ด้วยสามารถแห่งสมาธิอันสัมปยุต ด้วยวิปัสสนา. อนึ่ง ในบทนี้ว่า อสฺสาสวเสน ปสฺสาสวเสน - ด้วยสามารถ แห่งการหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการหายใจออก ท่านกล่าวถือเอา
หน้า 870 ข้อ 215, 216
เพียงความเป็นไปแห่งการหายใจเข้าและการหายใจออก มิใช่กล่าวถึง ด้วยสามารถการทำหายใจเข้าหายใจออกเป็นอารมณ์. ส่วนความพิสดาร ในบทนี้จักมีแจ้งในอานาปานกถา. จบ อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส อรณวิหารญาณนิทเทส [๒๑๕] ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาใน ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณ- วิหารญาณอย่างไร ? คำว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ความว่า อนิจจานุปัสนา ทุกขา- นุปัสนา อนัตตานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณา เห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นทัสนาธิปไตยแต่ละอย่าง ๆ. [๒๑๖]คำว่า สนฺโต จ วิหาราธิคโม ความว่า สุญญต- วิหาร อนิมิตวิหาร อัปปณิหิตวิหาร เป็นวิหาราธิคมอันสงบแต่ละ อย่าง ๆ .
หน้า 871 ข้อ 216
คำว่า ปณีตาธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปใน ธรรมอันว่างเปล่า ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิต ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้ง และความที่จิต เป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีตและอย่าง ๆ คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญาตน- สมาบัติ เป็นอรณวิหารแต่ละอย่าง ๆ. คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่า กระไร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่า นำเสียงซึ่งนิวรณด้วยปฐม- ฌาน นำเสียซึ่งวิตกวิจารด้วยททุติยฌาน นำเสียซึ่งปีติด้วยตติยฌาน นำเสียซึ่งสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน นำเสียซึ่งรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา- นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากาสานัญ- จายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งวิญญาณัญจา- ยตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากิญจัญญายตน- สัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าอรณวิหาร. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคม อันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอัน ประณีต เป็นอรณวิหารญาณ.
หน้า 872 ข้อ 216
๓๓. อรรถกถาอรณวิหารญาณนิทเทส [๒๑๕ - ๒๑๖] พึงทราบวินิจฉัยในอรณวิหารญาณนิทเทส ดัง ต่อไปนี้. อนิจจานุปัสนาเป็นต้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้แล้ว. บทว่า สฺุโต วิหาโร - สุญญตวิหาร ได้แก่ อรหัตผล- สมาบัติอันเป็นไปแล้วโดยอาการแห่งสุญญตะคือความว่างเปล่า ของผู้ตั้ง อยู่ในอนัตตานุปัสนา. บทว่า อนิมิตฺโต วิหาโร - อนิมิตวิหาร ได้แก่ อรหัตผล- สมาบัติอันเป็นไปแล้วโดยอาการแห่งอนิมิตตะ คือไม่มีนิมิต ของผู้ตั้งอยู่ ในอนิจจานุปัสนา. บทว่า อปฺปณิหิโต วิหาโร - อัปปณิหิตวิหาร ได้แก่ อรหัต- ผลสมาบัติโดยอาการแห่งอัปปณิหิตะ คือ ไม่ตั้งอยู่ ของผู้ตั้งอยู่ในทุกขา- นุปัสนา. บทว่า สุญฺเต อธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อม ไปในธรรมอันว่างเปล่า ได้แก่ ความที่จิตน้อมไปในธรรมชาติอันว่าง- เปล่า ด้วยสามารถแห่งปัญญาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งผลสมาบัติ. แม้ ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ด้วยบทมีอาทิว่า ปมํ ฌานํ - ปฐมฌาน ท่านกล่าวถึงฌาน สมาบัติอันเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาของผู้ใคร่ เพื่อจะเข้าถึงอรหัตผล-
หน้า 873 ข้อ 216
สมาบัติ. จริงอยู่ วิปัสสนาผลสมาบัติ และฌานสมาบัติอันน้อมไปเพื่อ ความประณีตของพระอรหันต์เท่านั้น ย่อมควรเพื่อกล่าวว่า อรณวิหาร คือความสงบ ความหมดทุกข์ เพราะละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว. บทว่า ปเมน ฌาเนน นีวรเณ หรตีติ อรณวิหาโร- ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน. อธิบายว่า ปฐมฌานนั้นชื่อว่าอรณวิหาร เพราะองค์ประกอบแห่งปฐมฌาน ย่อม นำออกเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือน กัน. พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงปฐมฌานนำออกเสียซึ่งนิวรณ์ เพราะ ปฐมฌานเป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์ แม้พระอรหันต์จะไม่มีนิวรณ์. หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงยกอรณวิหารญาณขึ้นแสดง ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งการน้อมไป เพื่อความประณีตแห่งวิปัสสนา ผล และสมาบัติแล้วชี้แจงว่าฌานสมาบัตินั่นแหละเป็นอรณวิหาร. ตอบว่า ๓ อย่างนั้นสำเร็จแล้ว เพราะอรณวิหาร ด้วยสามารถอุทเทส. ความที่ฌาน สมาบัติอันเป็นภูมิของผลสมาบัติและวิปัสสนา เมื่อท่านไม่กล่าวไว้ ก็ ย่อมไม่สำเร็จ. เพราะฉะนั้น เพื่อยังอรณวิหารที่ไม่สำเร็จนั่นแหละ ให้สำเร็จ พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ปฐมฌานเป็นอรณวิหาร. จริงอยู่ ความที่ฌานสมาบัติเหล่านั้นเป็นอรณวิหาร แม้ไม่ สำเร็จด้วยสามารถแห่งอุทเทส ก็เป็นอันสำเร็จได้ เพราะท่านกล่าวไว้
หน้า 874 ข้อ 216
แล้วในนิทเทส. อีกอย่างหนึ่ง โดยนัยที่ท่านประกอบอรณวิหารไว้แล้ว พึงประกอบแล้วถือเอาดังนี้ อนิจจานุปัสนา ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำ ออกเสียซึ่งนิจสัญญา. ทุกขานุปัสนา ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออก เสียซึ่งสุขสัญญา. อนัตตานุปัสนา ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสีย ซึ่งอัตสัญญา. สุญญตวิหาร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่ง ความไม่ว่างเปล่า อนิมิตวิหาร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสีย ซึ่งนิมิต. อัปปณิหิตวิหาร ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่งความ ตั้งไว้. สุญฺาธิมุตฺตตา - ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรม อันว่างเปล่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่งความน้อมไปใน ธรรมอันไม่ว่างเปล่า. อนิมิตฺตาธิมุตฺตตา - ความที่จิตเป็นธรรมชาติ น้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิต. ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะนำออกเสียซึ่ง ความน้อมไปในธรรมอันมีนิมิต. อปฺปณิหิตาธิมุตฺตตา - ความที่จิต เป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้ง ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะ นำออกเสียซึ่งความน้อมไปในธรรมอันมีที่ตั้ง. จบ อรรถกถาอรณวิหารญาณนิทเทส
หน้า 875 ข้อ 217, 218, 219
นิโรธสมาปัตติญาณนิเทส [ ๒๑๗ ] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และ ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณอย่างไร ? คำว่า ด้วยพละ ๒ ความว่า พละ ๒ คือสมถพละ ๑ วิปัสสนา- พละ ๑. [๒๑๘] สมถพละเป็นไฉน ? ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยา- บาท ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ด้วย สามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละแด่ ละอย่าง ๆ. [๒๑๙] คำว่า สมถพลํ ความว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะ อรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ ด้วย ปฐมฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะวิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน ไม่หวั่นไหว เพราะปีติ ด้วยตติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสา-
หน้า 876 ข้อ 220, 221
นัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วย วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่งไม่ คลอนแคลน เพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะ และ เพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าสมถพละ. [๒๒๐] วิปัสสนาพละเป็นไฉน ? อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัส- นา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปินิสสัคคานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ฯลฯ การ พิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ฯลฯ ในเวทนา ในสัญญา ใน สังขาร ในวิญญาณ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุ ฯลฯ ใน ชราและมรณะ ฯล ฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละแต่ละอย่าง ๆ. [๒๒๑] คำว่า วิปสฺสนาพลํ ความว่า ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิจ- สัญญา ด้วยอนิจจานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญา ด้วยทุกขา- นุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะอัตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสนา ไม่หวั่น- ไหวเพระความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสนา ไม่หวั่นไหว เพราะ ความกำหนัด ด้วยวิราคานุปัสนา ไม่หวั่นไหว เพราะสมุทัย ด้วย
หน้า 877 ข้อ 222, 223, 224
นิโรธานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา เพราะ กิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสสนาพละ. [๒๒๒] คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ ความว่า ด้วยการ ระงับสังขาร ๓ เป็นไฉน ? วิตกวิจารเป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติย- ฌานระงับไป ลมอัสสาสปัสสาสะเป็นกายสังขารของท่านผู้เข้าจตุตถ- ฌานระงับไป สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญา- เวทยิตนิโรธ ระงับไปด้วยการระงับสังขาร ๓ เหล่านี้. [๒๒๓] คำว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ความว่า ด้วยญาณ- จริยา ๑๖ เป็นไฉน ? อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิ- มรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยาแต่ละอย่าง ๆ ด้วยญาณ- จริยา ๑๖ นี้. [๒๒๔] คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ ความว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นไฉน ? ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสา- นัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นสมาธิจริยาแต่ละอย่าง ๆ วิตกวิจาร
หน้า 878 ข้อ 225
ปีติ สุข และเอกัคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกกัคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้เนว- สัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้. [๒๒๕] คำว่า วสี ความว่า วสี ๕ ประการ คือ อาวัชช- นาวสี ๑ สมาปัชชนาวสี ๑ อธิฏฐานวสี ๑ วุฏฐานวสี ๑ ปัจจเวก- ขณวสี ๑. สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงปฐมฌานได้ ถามที่และขณะ ตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึง ชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานได้ ณ สถานที่และ ขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึง ชื่อว่าสมาปัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคล อธิฏฐานปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิฏฐาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอธิฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลออกปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นข้าในการออก็เพราะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวุฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึ่งถึงทุติย- ฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะ ตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึง
หน้า 879 ข้อ 225
ชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิฏฐาน ออก พิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปัจจเวกขณวสี วสี ๕ ประการนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มี ความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับ สังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมา- ปัตติญาณ. ๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส [๒๑๗ - ๒๒๕] พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า สมถพลํ - สมถพละ ความว่า ชื่อว่า สมถะ เพราะ อรรถว่า สงบธรรมเป็นข้าศึกมีกามฉันทะเป็นต้น. สมถะนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว. เพราะพระอนาคามีและ พระอรหันต์นั่นแหละเป็นผู้ถึงความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ ด้วย การละกามฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ ท่านจึงทำสมาธิของพระ-
หน้า 880 ข้อ 225
อนาคามีและพระอรหันต์เหล่านั้นว่า พลปฺปตฺโต - ผู้ถึงซึ่งกำลังแล้ว จึงกล่าวว่า สมถพลํ มิใช่ของคนอื่น. ปาฐะว่า สมาธิพลํ บ้าง. บทว่า วิปสฺสนาพลํ - วิปัสสนาพละ ความว่า ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรม ด้วยอาการหลายอย่างโดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น. วิปัสสนานั่นแหละ ชื่อว่าเป็นพละ เพราะอรรถว่าไม่ หวั่นไหว. วิปัสสนาญาณถึงซึ่งกำลังของพระอริยเจ้าทั้งสองเหล่านั้น. สมถพละ เพื่อสงบจิตตสันดานโดยลำดับ และเพื่อดำเนินไปใน นิโรธ. ส่วนวิปัสสนาพละ เพื่อแสดงโทษในวัฏฏะ และเพื่อแสดง อานิสงส์ในนิโรธ. บทว่า นีวรเณ - เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตตสัตตมี แปลว่า ในเพราะนิวรณ์. อธิบายว่า มีนิวรณ์เป็นนิมิต มีนิวรณ์เป็น ปัจจัย. หรือเป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ แปลว่า เพราะ นิวรณ์. บทว่า น กมฺปติ - -ไม่หวั่นไหว ได้แก่ บุคคลผู้มีความพร้อม ในฌาน. อีกอย่างหนึ่ง สมาธิสัมปยุตด้วยฌานนั้น ไม่หวั่นไหว ใน เพราะนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน เพราะท่านประสงค์องค์แห่งฌานในบทว่า ฌานํ. พึงถือการประกอบนี้แหละ ในนิทเทสนี้.
หน้า 881 ข้อ 225
บทว่า อุทฺธจฺเจ จ - ในเพราะอุทธัจจะ คือ ในเพราะอุท- ธัจจะอันเป็นจิตตุปบาทสหรคตด้วยอุทธัจจะ. อนึ่งบทว่า อุทฺธจฺจํ ได้แก่ ความฟุ้งซ่าน. อุทธัจจะนั้นมีความไม่สงบเป็นลักษณะ. บทว่า อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคต ด้วย อุทธัจจะ ได้แก่ ในเพราะกิเลส คือ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ ถึงความเป็นกิเลสเกิดขึ้นร่วมกัน สหรคตด้วย อุทธัจจะ. บทว่า ขนฺเธ จ ในเพราะขันธ์ คือ ในเพราะขันธ์ ๔ อันสัมปยุตด้วยอุทธัจจะ. บทว่า น กมฺปติ น จลติ น เวธติ - ไม่หวั่นไหว ไม่ กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เป็นไวพจน์ของกันและกัน. พึงประกอบ ว่า ไม่หวั่นไหว ในเพราะอุทธัจจะ. ไม่กวัดแกว่ง ในเพราะกิเลส สหรคตด้วยอุทธัจจะ. ไม่คลอนแคลน ในเพราะขันธ์หรคตด้วยอุท- ธัจจะ. พึงทราบวิปัสสนาพละว่า เพราะท่านกล่าวอนุปัสนา ๗ วิปัสส- นาพละจึงเป็นอันบริบูรณ์ด้วยอำนาจแห่งอนุปัสนานั้นนั่นเอง. บทว่า อวิชฺชาย จ - ในเพราะอวิชชา ได้แก่ ในเพราะ อวิชชาในจิตตุปบาทอันเป็นอกุศล ๑๒ อย่าง. บทว่า อวิชฺชาสหคต- กิเลเส จ - ในเพราะกิเลสสหรคตด้วยอวิชชา ได้แก่ กิเลส คือ โลภะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อันสัมปยุตด้วยอวิชชาตามที่ประกอบไว้.
หน้า 882 ข้อ 225
บทว่า วจีสงฺขารา - วจีสังขาร ได้แก่ วิตก วิจาร. ชื่อว่า วจีสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่ง ให้เกิดวาจา เพราะบาลีว่า ดูก่อน อาวุโสวิสาขะ บุคคลตรึกตรองก่อนแล้วจึงเปล่งวาจาในภายหลัง. เพราะฉะนั้นวิตกวิจาร จึงเป็นวจีสังขาร. บทว่า กายสงฺขารา - กายสังขาร ได้แก่ ลมอัสสาสะปัสสาสะ. ชื่อว่า กายสงฺขารา๑ เพราะอรรถว่า อันกายปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ธรรมเหล่านี้ คือ ลมอัสสาสะ ลมปัสสาสะอยู่ ในกาย เนื่องด้วยกาย. เพราะฉะนั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ จึงเป็น กายสังขาร. บทว่า สญฺาเวทยิตนิโรธํ - สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ ดับ สัญญาและเวทนา. บทว่า จิตฺตสงฺขารา - จิตตสังขาร ได้แก่ สัญญา และเวทนา. ชื่อว่า จิตฺตสงฺขารา๒ เพราะอรรถว่า อันจิตปรุงแต่ง เพราะบาลีว่า เจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต. เพราะฉะนั้น สัญญา และเวทนา จึงเป็นจิตตสังขาร. ในญาณจริยาทั้งหลาย พึงทราบว่า จริยากถาอันเป็นเบื้องต้น แห่งอนุปัสนานั้น ท่านกล่าวว่าญาณจริยา ด้วยสามารถแห่งอนุปัสนา หรือด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา แม้อนุปัสนาที่เหลือก็เป็นอันถือเอาไว้. ๑. บาลีว่า กาเยน สํขริยนฺตีติ กายสํขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งกาย) ๒. จิตฺเตน สํขริยนฺตีติ จิตฺตสํขารา (โดยมาก แปลว่า ปรุงแต่งจิต)
หน้า 883 ข้อ 225
บทว่า โสฬสหิ ญาณจริยาหิ - ด้วยญาณจริยา ๑๖ เป็น กำหนดอย่างอุกกฤษฏ์ เพราะพระอนาคามีเป็นผู้มีกำลังบริบูรณ์ด้วยจริยา แม้ ๑๔ จะได้บรรลุอรหัตมรรคและอรหัตผลต่อไป. ในบทว่า นวหิ สมาธิจริยาหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ พึง ทราบความดังต่อไปนี้ จริยา ๘ ด้วยปฐมฌานเป็นต้น. จริยา ๑ ด้วย สามารถแห่งอุปจารฌานในธรรมทั้งปวงเพื่อได้ปฐมฌานเป็นต้น รวม เป็นสมาธิจริยา ๙. ถามว่า เพื่อความต่างกันแห่งพลจริยาเป็นอย่างไร ? ตอบว่า แม้ในสมถพละท่านกล่าวถึงอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๗ มี อาทิว่า เนกฺขมฺมวเสน. - ด้วยอำนาจแหงเนกขัมมะ โยความพิสดาร แห่งไปยาล คือ ละความไว้ ท่านกล่าวถึงอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ ตามควรด้วยวาระ ๗๐ บริบูรณ์ มีอาทิว่า ปมชฺฌานวเสน ด้วย สามารถแห่งปฐมฌาน. แม้ในสมาธิจริยาท่านก็กล่าวถึงอัปปนาสมาธิ ไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปมํ ฌานํ. ท่านกล่าวอุปจารสมาธิไว้โดยปริยาย ๘ มีอาทิว่า ปมํ ฌานํ ปฏิลาภตฺถาย - เพื่อประโยชน์แก่การ ได้ปฐมฌาน เพราะเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิไว้ในที่ทั้งสอง. แม้เมื่อเป็นอย่าง นั้นก็พึงทราบว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่ามีความชำนาญ. อนึ่ง ในวิปัสสนาพละ ท่านกล่าวอนุ- ปัสนา ๗ ว่าวิปัสสนาพละ. และกล่าวอนุปัสนา ๗ ไว้ในญาณจริยา.
หน้า 884 ข้อ 225
ทั้งท่านยังกล่าวอนุปัสนา ๙ มีวิวัฏฏนานุปัสนาเป็นต้น ให้แปลกออกไป. นี้เป็นความต่างกันแห่งอนุปัสนาเหล่านั้น. ส่วนอนุปัสนา ๗ พึงทราบ ว่า ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าจริยา เพราะอรรถว่า มีความชำนาญ. เพื่อแก้วสีที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า วสีภาวตา๑ ปฺา- ปัญญาในคุวามเป็นผู้มีความชำนาญ ท่านจึงกล่าวเป็นอิตถีลิงค์ วสีติ ปญฺจ วสิโย คำว่า - วสี ๕. ท่านอธิบายว่า ความชำนาญ นั่นแหละ ชื่อว่า วสี. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแก้ซึ่งวสีเหล่านั้น ด้วยแสดงเป็นบุคลา- ธิฏฐานอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อาวชฺชนาวสี - ชำนาญในการนึก ชื่อว่า อาวชฺชนาวสี เพราะมีความชำนาญในการนึก. ในบทที่ เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ปมํ ฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ - คำนึงถึงปฐมฌานได้ในที่ ที่ปรารถนา ความว่า สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงในประเทศที่ตนปรารถนา เป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม. บทว่า ยทิจฺฉกํ - ปรารถนาในกาลใด ความ ว่า คำนึงในเวลาหนาวก็ตาม ร้อนก็ตาม. อีกอย่างหนึ่ง คำนึงถึง ปฐมฌานที่ปรารถนามีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ก็ตาม มีกสิณที่เหลือเป็น ๑. ขุ. ป. ๓๑/มาติกายํ.
หน้า 885 ข้อ 225
อารมณ์ก็ตาม. แก้อย่างก่อนดึกว่า เพราะท่านกล่าวถึงความเป็นผู้ชำ- นาญฌาน แม้มีกสิณอย่าหนึ่งเป็นอารมณ์ไว้แล้ว. บทว่า ยาวติจฺฉกํ - ปรารถนาเพียงใด คือ คำนึงถึงกาลที่ ปรารถนาเพียงลัดนิ้วมือเดียวหรือ ๗ วัน. บทว่า อาวชฺชนาย - ใน การคำนึง ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ. บทว่า ทนฺธายิตตฺตํ - ความเนิ่นช้า คือ ความไม่เป็นไปใน อำนาจ. หรือความเกียจคร้าน. บทว่า สมาปชฺชติ - ย่อมเข่า คือ ย่อมปฏิบัติ. อธิบายว่า ย่อมแนบแน่น. บทว่า อธิฏฺาติ - ย่อมอธิฏฐาน คือ ตั้งใจทำให้ยิ่งในภายใน สมาบัติ. บทว่า ปมํ ฌานํ ในวุฏฐานวสี เป็นทุติยาวิภัตติลงใน อรรถแห่งปัญจมีวัตติ แปลว่า จากปฐมฌาน. บทว่า ปจฺจเวกขติ - ย่อมพิจารณา คือ เห็นทันทีด้วยการ ในรูปแห่งการพิจารณา. นี้เป็นการพรรณนาบาลีในบทนี้. ต่อไปนี้เป็นการชี้แจงความ เมื่อพระโยคาวจรออกจากปฐมฌาน แล้วคำนึงถึงวิตกชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง มีวิตกเป็นอารมณ์ ย่อมแล่น ไปในลำดับแห่งอาวัชชนจิตอันตัดภวังค์เป็นไป. แต่นั้นภวังคจิต ๒ ดวง แล่นไป. แต่นั้นอาวัชชนจิตมีวิจารเป็นอารมณ์แล่นไปโดยนัยดังกล่าว
หน้า 886 ข้อ 225
แล้วอีก. พระโยคาวจรสามารถตั้งจิตไปในลำดับในองค์ฌาน ๕ ด้วย ประการฉะนี้. คราวนี้อาวัชชนวสีของพระโยคาวจรนั้น เป็นอันสำเร็จ. ส่วนวสีอันถึงที่สุดนี้ ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเท่านั้น. นอกจากนี้ไม่มีอาวัชชนวสีที่เร็วกว่า. การคำนวณใน ภวังควาระในลำดับ ๆ ไม่มีแก่ผู้อื่น. ความเป็นผู้สามารถในการเข้า สมาบัติได้เร็ว ดุจในการทรมานนันโทปนันทนาคของพระมหาโมคคัล- ลานเถระ ชื่อว่าสมาปัชชนวสี. ความเป็นผู้สามารถเพื่อดำรงสมาบัติ ตลอดขณะเพียงนิ้วมือเดียว หรือเพียง ๑๐ นิ้วมือ ชื่อว่าอธิฏฐานวสี. อนึ่ง ความเป็นผู้สามารถออกได้เร็วกว่านั้น ชื่อว่า วุฏฺานวสี. ส่วนปัจจเวกขณวสี ท่านกล่าวไว้แล้วในอาวัชชนวสีนั่นแหละ. เพราะ ว่า ปัจจเวกขณชวนะเป็นลำดับของอาวัชชนะในอาวัชชนวสีนั้น. เป็น อันว่าปัจจเวกขณวสีสำเร็จ ด้วยความสำเร็จแห่งอาวัชชนวสี ด้วย ประการฉะนี้. และวุฏฐานวสีเป็นอันสำเร็จ ด้วยความสำเร็จแห่ง อธิฏฐานวสี. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความเป็นผู้สามารถในการยังอาวัชชนะให้ เป็นไปโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในกสิณนั้นเร็วตามชอบใจของผู้ประสงค์ เพื่อจะเข้าฌานมีกสิณนั้น ๆ เป็นอารมณ์ เพราะความสำเร็จด้วยสามารถ กสิณต่าง ๆ ของผู้นิรมิตมีเพศหลายอย่างเป็นต้น เพราะไม่มีปัจจเวก- ขณะอันเป็นองค์ฌานในเวลาแสดงปาฏิหาริย์ เพราะท่านกล่าวไว้แล้ว
หน้า 887 ข้อ 225
ว่า วสีอันถึงที่สุดนี้ย่อมได้ในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เท่านั้น ชื่อว่าอาวัชชนวสี. ความเป็นผู้สามารถในอัปปนา และความเป็นผู้สามารถเข้าฌาน นั้น ๆ ในวิถีแห่งอาวัชชนะในกาลนั้น ชื่อว่าสมาปัชชนวสี. ก็เมื่อ กล่าวอย่างนี้เป็นอันยุติและไม่ผิด. อนึ่งลำดับแห่งวสีย่อมควรตามลำดับ นั่นเอง. อนึ่ง ในการพิจารณาองค์แห่งฌาน เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ชวนจิต ๕ ดวง ถึงที่สุดแล้ว แม้เมื่อชวนจิต ๗ ดวง แล่นไปโดยนัย ดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจเวกขณวสีเหมือนกัน. เมื่อเป็นอย่างนั้นหากกล่าว่า คำว่า คำนึงถึงปฐมฌาน ย่อม ไม่ถูก. ท่านกล่าวฌานเป็นไปในกสิณ ว่าเป็นกสิณโดยเป็นอุปจารของ เหตุ ฉันใด. ท่านกล่าวกสิณมีฌานเป็นปัจจัย ก็ฉันนั้น ว่าเป็นฌาน โดยเป็นอุปจานแห่งผล ดุจในคำมีอาทิว่า สุโข พุทธานมุปฺปาโท-๑ การเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นความสุข. แม้เมื่อมีการก้าวลง สู่ฌานอีก ดุจในการที่บุคคลตื่นจากหลับตามกาลที่กำหนดไว้แล้วก้าวลง สู่ความหลับอีก ชื่อว่าอธิฏฐานวสี. แม้เมื่อมีการอธิฏฐานในการลุกขึ้น ของผู้ที่ลุกขึ้นตามกาลที่กำหนด ก็ชื่อว่าวุฏฐานวาสี. นี้เป็นความต่างกัน ของวสีเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. เพื่อชี้แจงนิโรธสมาบัติจึงมีปัญหาดังต่อไปนี้ นิโรธสมาบัติเป็นอย่าง อย่างไร. ใครเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ใครไม่เข้า. เข้าในที่ไหน ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๔.
หน้า 888 ข้อ 225
เพราะเหตุไรจึงเข้า. อย่างไรจึงเป็นอันเข้านิโรธสมาบัตินั้น. ตั้งอยู่ อย่างไร. ออกอย่างไร. ผู้ออกมีจิตน้อมไปสู่อะไร. คนตายและคนเข้า ต่างกันอย่างไร. นิโรธสมาบัติ เป็นสังขตะ หรืออสังขตะ เป็นโลกิยะ หรือโลกุตระ เป็นนิปผันนะ - สำเร็จ หรืออนิปผันนะ - ไม่สำเร็จ. ในปัญหากรรมเหล่านั้น บทว่า กา นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธ- สมาบัติเป็นอย่างไร คือ จิตเจตสิกธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปด้วยสามารถ แห่งอนุปุพพนิโรธ คือ นิโรธตามลำดับ. ชื่อว่านิโรธสมาบัติ. บทว่า เก ตํ สมฺปชฺชนฺติ, เก น สมาปชฺชนฺติ - ใคร เข้านิโรธสมาบัตินั้น ใครไม่เข้า คือ ปุถุชนแม้ทั้งหมด พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี พระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปปัสสก ไม่ เข้า. ส่วนพระอนาคามีผู้ได้สมาบัติ ๘ และพระขีณาสพ เข้า. บทว่า กตฺถ สปชฺชนฺติ - เข้าในที่ไหน ? คือ ในภพที่มี ขันธ์ ๕. เพราะเหตุไร ? เพราะมีสมาบัติตามลำดับ. ส่วนในภพ คือ ขันธ์ ๔ ปฐมฌานเป็นต้น ไม่มีการเกิดเลย. เพราะฉะนั้น จึงไม่ สามารถเข้าในภพนั้นได้. บทว่า กสฺม สมาปชฺชนฺติ - เพราะเหตุไรจึงเข้า ? คือ เป็น ผู้เบื่อหน่ายในความเป็นไปของสังขารไม่คิดจะอยู่ในทิฏฐธรรม จึงเข้า ด้วยคิดว่า เราถึงนิพพานอันเป็นความดับแล้ว จักอยู่เป็นสุข.
หน้า 889 ข้อ 225
บทว่า กถญฺจสฺสา สมาปชฺชนํ โหติ - อย่างไรจึงเป็นอัน เข้านิโรธสมาบัตินั้น ? คือ เมื่อขวนขวายด้วยสามารถแห่งสมถวิปัสสนา แล้วทำกิจเบื้องต้น ยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ เป็นอันเข้า นิโรธสมาบัติด้วยอาการอย่างนี้. เพราะผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่ง สมถะเท่านั้น ผู้นั้นบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้วตั้งอยู่. ส่วนผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถแห่งวิปัสสนาเท่านั้น. ผู้นั้นบรรลุผล- สมาบัติแล้วตั้งอยู่. อนึ่ง ผู้ใดขวนขวายด้วยสามารถทั้งสองอย่าง ย่อม ยังเนวสัญญานาสัญญายตนะให้ดับ. ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเข้าถึงนิโรธสมาบัติ นี้เป็นความสังเขปในบทนี้. ส่วนความพิสดารพึงทราบดังต่อไปนี้ ภิกษุในศาสนานี้ประสงค์ จะเข้านิโรธ ฉันอาหารเสร็จแล้ว ล้างมือและเท้า นั่งขัดสมาธิบน อาสนะที่ปูไว้อย่างดีในโอกาสอันสงัด ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. ภิกษุนั้นเข้าปฐมฌาน ครั้นออกแล้วพิจารณาเห็นแจ้ง สังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ณ ที่นั้น. ก็วิปัสสนานั้นมี ๓ อย่าง คือ สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา- วิปัสสนากำหนดสังขาร ๑ ผลสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสสนาอันเป็นผล- สมาบัติ ๑ นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา - วิปัสนาอันเป็นนิโรธสมาบัติ ๑. ในวิปัสสนา ๓ อย่างนั้น สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา จะอ่อน หรือกล้าแข็งก็ตาม ย่อมเป็นปทัฏฐานแห่งมรรคนั่นแหละ. ผลสมาปัตติ-
หน้า 890 ข้อ 225
วิปัสสนากล้าแข็งเช่นกับมรรคภาวนาจึงควร. ส่วนนิโรธสมาปัตติ- วิปัสสนา ได้อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไปนั่นแหละจึงควร. เพราะ ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงพิจารณาเห็นแจ้งสังขารเหล่านั้น ด้วยวิปัสสนาอัน ไม่อ่อนเกินไป ไม่กล้าแข็งเกินไป. แต่นั้นจึงเข้าตติยฌาน ฯลฯ วิญญาณัญจายตนะครั้นออกแล้วกระทำกิจเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ. นานาพัทธอวิโกปนะ ๑ สังฆปฏิมานนะ ๑ สัตถุปักโกสนะ ๑ อัทธานปริจเฉทะ ๑. ในกิจ ๔ อย่างนั้น บทว่า นานาพทฺธอวิโกปนํ - ไม่ให้ของ ใช้ต่างๆ เสียหาย. ความว่า สิ่งใด ที่ไม่เป็นของใช้เนื่องเป็นอันเดียว กันกับภิกษุนี้ เป็นของใช้ต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น บาตร จีวร เตียง ตั่ง ที่อยู่อาศัย หรือแม้บริขารไร ๆ อย่างอื่น, ไม่ให้ทำลายสิ่งนั้น. ไม่ให้ เสียหายไปด้วย ไฟ น้ำ ลม โจร และหนูเป็นต้น โดยประการใด พึงอธิฏฐานโดยประการนี้. วิธีอธิฏฐานมีว่าดังนี้ ในภายใน ๗ วันนี้ ขอสิ่งนี้ ๆ จงอย่าถูกไฟไหม้, อย่าถูกน้ำพัดไป. อย่าถูกลมกำจัด, อย่า ถูกโจรลัก, อย่าถูกหนูกัดเป็นต้น. เมื่ออธิฏฐานอย่างนี้ตลอด ๗ วัน นั้นจะไม่มีอันตรายใด ๆ แก่สิ่งเหล่านั้น. แต่เมื่อไม่อธิฏฐาน จะเสียหาย ด้วยไฟเป็นต้น. นี้ชื่อว่านานาพัทธอวิโกปนะ. แต่สิ่งใดที่ใช้เนื่องเป็น
หน้า 891 ข้อ 225
อันเดียวกัน เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นั่ง ในสิ่งนั้นไม่มีกิจที่จะอธิฏฐาน ต่างหาก. สมาบัตินั่นแลย่อมคุ้มครองสิ่งนั้นนั่นแล. บทว่า สงฺฆปฏิมานนํ - การรอท่าสงฆ์ ได้แก่ การรอท่า คือ การเห็นภิกษุสงฆ์. อธิบายว่า ไม่ทำสังฆกรรม จนกว่าภิกษุรูปนั้นจะ มา. อนึ่ง ในบทนี้การรอท่ามิใช่เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. แต่การนึกถึง การรอท่าเป็นบุพกิจ เพราะฉะนั้นวรนึกถึงอย่างนี้ว่า หากตลอด ๗ วัน เมื่อนั่งเข้านิโรธสงฆ์ประสงค์จะทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอปโลกน- กรรมเป็นต้น. เราจักออกโดยภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่มาเรียกเรา. ก็ภิกษุ ทำอย่างนี้แล้วเข้าสมาบัติ ย่อมออกได้ในสมัยนั้นนั่นเอง. แต่ภิกษุใด ไม่ทำอย่างนี้. ทั้งสงฆ์ก็ประชุมกันแล้ว เมื่อไม่เห็นภิกษุนั้น จึงถามว่า ภิกษุรูปโน้นไปไหน เมื่อตอบว่า กำลังเข้าสมาบัติ จึงส่งภิกษุรูปหนึ่ง ไปว่า ท่านจงไปเรียกภิกษุนั้นตามคำของสงฆ์. ลำดับนั้น เพียงคำ อันภิกษุนั้นยินอยู่ในที่ใกล้พอจะได้ยินกล่าวว่า อาวุโส สงฆ์รอท่าน เท่านั้น ดังนี้ ภิกษุนั้นเป็นอันออกจากนิโรธ. เพราะว่า ชื่อว่า อาณา คืออำนาจของสงฆ์หนักถึงอย่างนี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุ นั่นนึกถึงแล้วออกจากนิโรธก่อน. บทว่า สตฺถุ ปกิโกสนํ - พระศาสดาตรัสเรียกหา แม้ในบทนี้ การนึกถึงการเรียกหาของพระศาสดาก็เป็นบุพกิจของภิกษุนี้. เพราะ ฉะนั้นควรนึกถึงบุพกิจนั้นอย่างนี้ว่า หากว่า เมื่อเรานั่งเข้านิโรธตลอด
หน้า 892 ข้อ 225
๗ วัน. พระศาสดาทรงบัญญัติสิกขาบท ในเพราะเรื่องที่ละเมิด. หรือ ทรงแสดงธรรมในเพราะเหตุเกิดเรื่องเห็นปานนั้น. เราจักออก โดยที่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งยังไม่มาเรียกเรา. ภิกษุนั่งทำอย่างนี้ย่อมออกในสมัย นั้นนั่นแหละ. อนึ่ง ภิกษุใดไม่ทำอย่างนั้น. ทั้งพระศาสดา เมื่อสงฆ์ ประชุมกัน ไม่ทรงเห็นภิกษุนั้นตรัสถามว่า ภิกษุรูปนั้นไปไหน เมื่อ กราบทูลว่า เข้านิโรธ จึงทรงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปว่าเธอจงไปเรียกภิกษุ นั้นตามคำของเรา. ครั้นเพียงภิกษุนั้นยืนอยู่ในที่ใกล้พอได้ยินกล่าวว่า พระศาสดาตรัสเรียกหาท่านดังนี้เท่านั้น ภิกษุนั้นก็เป็นอันออกจาก นิโรธ. เพราะว่าการตรัสเรียกหาของพระศาสดาถือเป็นเรื่องหนักอย่าง นี้. ฉะนั้นพึงเข้านิโรธโดยอาการที่ภิกษุนั้นนึกถึง แล้วออกก่อนนั่น เทียว. บทว่า อทฺธานปริจฺเฉโท - กำหนดกาล คือ กำหนดกาลของ ชีวิต. จริงอยู่ ภิกษุนี้ควรเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดกาล. ควรนึกว่า อายุสังขารของตนจักเป็นไปได้ตลอด ๗ วัน. หรือจักเป็นไปไม่ได้แล้ว เข้านิโรธ. เพราะว่าเมื่ออายุสังขารดับเสียในระหว่าง ๗ วัน. ภิกษุไม่ ได้นึกถึงเข้านิโรธ. นิโรธสมาบัติของภิกษุนั้นไม่สามารถห้ามความตาย ได้. ภิกษุย่อมออกจากสมาบัติในระหว่างได้ เพราะในภายในนิโรธยัง ไม่มีความตาย. ฉะนั้นควรนึกถึงกาลนั้นแล้วจึงเข้านิโรธ. แม้ไม่นึกถึง กาลที่เหลือก็ควร. แต่ควรนึกถึงกาลนี้ทีเดียว. ท่านอธิบายไว้ดังนี้.
หน้า 893 ข้อ 225
ภิกษุนั้นเข้าอากิญจัญญายตนะอย่างนี้แล้ว ครั้นออกแล้วทำบุพกิจนี้ ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะได้ ครั้นล่วงเลยวารจิตหนึ่ง หรือ สองแล้วเป็นอจิตตกะ ย่อมถูกต้องนิโรธได้. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จิตเหนือ คือเกินจิตสองดวงจึงเป็นไปไม่ได้เล่า.๑ ตอบว่า เพราะเป็น ปโยคะแห่งนิโรธ. จริงอยู่ การทำสมถะและวิปัสสนาทั้งสองของภิกษุ นั้นให้เป็นยุคนัทธะคือธรรมที่เทียมคู่นี้ แล้วขึ้นสู่สมาบัติ ๘ เป็นความ ขวนขวายของนิโรธตามลำดับ. มิใช่เพราะเนวสัญญานาสัญญายตน- สมาบัติ เพราะเหตุนั้นจิตทั้งหลาย จึงไม่เป็นไปเหนือจิตสองดวงเพราะ เป็นปโยคะแห่งนิโรธ. บทว่า กถํ - านํ - ตั้งอยู่อย่างไร คือ ตั้งอยู่ด้วยสามารถกำหนด กาลแห่งสมาบัตินั้นที่เข้าถึงพร้อมแล้วอย่างนี้ และด้วยไม่มีอายุขัย การ รอท่าของสงฆ์และการตรัสเรียกหาของพระศาสดาในระหว่าง. บทว่า กถํ วุฏฺานํ - ออกอย่างไร ได้แก่ ออก ๒ อย่างนี้ คือ ด้วยอนาคามิผลสมาบัติ ๑ ด้วยอรหัตผลสมาบัติของพระอรหันต์ ๑. บทว่า วุฏฺิตสฺส กินฺนินฺนํ จิตฺตํ โหติ - จิตของผู้ออกแล้ว น้อมไปสู่อะไร ความว่า น้อมไปสู่นิพพาน. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ๑. หมายความว่า ในขณะที่จะเข้านิโรธสมาบัติ จตุตถอรูปสมาบัติเกิดขึ้น ๒ ครั้ง แล้วก็ถึงนิโรธ.
หน้า 894 ข้อ 225
ดูก่อน อาวุโสวิสาขะ จิตของภิกษุผู้ออกจาก สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ น้อมไปสู่วิเวก โอน ไปสู่วิเวก โน้นไปสู่วิเวก.๑ บทว่า มตสฺส จ สมาปนฺนสฺส จ โก วิเสโส - ผู้ตาย แล้วและผู้เข้านิโรธต่างกันอย่างไร ท่านกล่าวความนี้ไว้แล้วในพระสูตร. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส กายสังขารของผู้ตายแล้ว ถึง แต่กรรมแล้ว ดับ สงบ. วจีสังขาร จิตตสังขาร ดับ สงบ. อายุสิ้นไป. ไออุ่นสงบไป. อินทรีย์ ทำลายไป. แม้กายสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญา- เวทยิตนิโรธ ก็ดับ สงบ. วจีสังขาร จิตตสังขาร ก็ดับ สงบ. อายุยังไม่สิ้นไป. ไออุ่นยังไม่สงบ. อินทรีย์ยังไม่ทำลาย.-๒ ในคำถามมีอาทิว่า นิโรธสมาปตฺติ กึ สงฺขตา อสงฺขตา- นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ ? มีอธิบายดังต่อไปนี้ ไม่ควร กล่าวว่า เป็นสังขตะบ้าง อสังขตะบ้าง โลกิยะบ้าง โลกุตระบ้าง. เพราะเหตุไร ? เพราะไม่มีโดยสภาพ. เพราะภิกษุ ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึง ๑. ม. ม. ๑๒/๕๑๐. ๒. ม. มู. ๑๒/๕๐๒.
หน้า 895 ข้อ 226
พร้อมแล้วด้วยอำนาจแห่งการเข้านิโรธ. ฉะนั้นควรกล่าวว่า เป็นนิป- ผันนะ คือ สำเร็จแล้ว ไม่ควรกล่าวว่า เป็นอนิปผันนะ คือ ยังไม่ สำเร็จ. สมาบัติอันสงบแล้ว อันพระอริยะเสพแล้ว มิได้ชื่อว่านิพพาน ในทิฏฐธรรมด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส ปรินิพพานญาณนิทเทส [๒๒๖] ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลส และ ขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณอย่างไร ? สัมปชานบุคคลในศาสนานี้ ย่อมยังความเป็นไปแห่งกามฉันทะ ให้สิ้นไป ด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ แห่งความพยาบาท ให้สิ้นไป ด้วย ความไม่พยาบาท ฯลฯ แห่งถีนมิทธะให้สิ้นไป ด้วยอาโลกสัญญา ฯลฯ แห่งอุทธัจจะให้สิ้นไป ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ แห่งวิจิกิจฉาให้สิ้นไป ด้วยการกำหนดธรรม ฯลฯ แห่งอวิชชาให้สิ้นไป ด้วยญาณ ฯลฯ แห่งความไม่ยินดี ด้วยความปราโมทย์ ยังความเป็นไปแห่งนิวรณ์ให้สิ้น ไป ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ยังความเป็นไปแห่งกิเลสทั้งปวงให้ในรูป ด้วย อรหัตมรรค.
หน้า 896 ข้อ 226
อีกประการหนึ่ง ความเป็นไปแห่งตานี้แล ของสัมปชาน บุคคลผู้นิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความ เป็นไปแห่งตาอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ ความเป็นไป แห่งจมูก ฯล ฯ ความเป็นไปแห่งลิ้น ฯลฯ ความเป็นไปแห่งกาย ฯลฯ ความ เป็นไปแห่งใจนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพาน ด้วยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งใจอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ ของสัมปชาน บุคคลนี้เป็นปรินิพพานญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสิ้นไปแห่ง ความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพาน. ๓๕. อรรถกถาปรินิพพานญาณนิทเทส (๒๒๖)พึงทราบวินิจฉัยในปรินิพพานญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า อิธ คือในศาสนานี้. บทว่า สมฺปชาโน - ผู้รู้สึกตัว ความว่า ผู้รู้สึกตัวด้วย สัมปชัญญะ ๔ เหล่านี้ คือ สาตถกสัมปชัญญะ - ความรู้ตัวในกิจที่ประโยชน์แก่ตัว ๑ สัปปายสัมปชัญญะ - ความรู้ตัวในปัจจัยที่สบาย ๑
หน้า 897 ข้อ 226
โคจรสัมปชัญญะ - ความรู้ตัวในธรรมอันเป็นโคจร ๑ อสัมโมหสัมปชัญญะ - ความรู้ตัวในความไม่หลงงมงาย ๑. บทว่า ปวตฺตํ - ยังความเป็นไป คือ ความเป็นไปแห่งปริยุฏ- ฐานกิเลส และความเป็นไปแห่งอนุสัยกิเลส ตามสมควรในที่ทั้งปวง บทว่า ปริยาทิยติ - ให้สิ้นไป คือ ทำให้เป็นไปไม่ได้ ด้วย สามารถแห่งวิกขัมภนปหานในธรรมทั้งหลายที่ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง อุปจารและวิปัสสนา. ด้วยสามารถแห่งตทังคปหานในธรรมทั้งหลาย ที่ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหาน ในธรรมทั้งหลายที่ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งมรรค. จริงอยู่ ท่านย่อ ฌานสมาบัติมีทุติยฌานเป็นต้น มหาวิปัสสนา และมรรค ไว้ด้วย หัวข้อไปยาล. เพราะญาณอันเป็นไปแล้วแก่ผู้พิจารณาญาณนั้น ชื่อว่า ปรินิพพานญาณ. ฉะนั้น จึงเป็นอันท่านกล่าวไว้ว่า วิกฺขมฺภน- ปรินิพฺพานํ - ปรินิพพานด้วยการข่มไว้, ตทงฺคปรินิพฺพานํ - ปริ- นิพพานด้วยองค์แห่งธรรมนั้น, สมุจฺเฉทปรินิพฺพานํ - ปรินิพพาน ด้วยตัดเด็ดขาด. ด้วยบทเหล่านี้ ท่านจึงกล่าวถึงปัจจเวกขณญาณใน การดับกิเลส. ด้วยบทมีอาทิว่า อถวา ปน - อีกประการหนึ่ง พระสารีบุตรเถระ แสดงถึงปัจจเวกขณญาณในการดับขันธ์.
หน้า 898 ข้อ 226
บทว่า อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา - ด้วยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ ได้แก่ เพราะนิพพานธาตุ มี ๒ อย่าง คือ สอุปาทิเสส นิพพานธาตุ ๑ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑. ในนิพพานธาตุ ๒ อย่าง นั้น ชื่อว่า อุปาทิ เพราะอรรถว่าอันบุคคลถือมั่น คือ ยึดถืออย่าง แรงกล้าว่า เรา ของเรา. บทว่าอุปาทินี้เป็นชื่อของขันธปัญจกะ. ชื่อว่า อุปาทิเสสะ เพราะอรรถว่าอุปาทินั่นแหละยังเหลืออยู่. ชื่อว่า สอุปาทิเสสะ เพราะอรรถว่าเป็นไปกับด้วยอุปาทิเสสะ คือขันธ์ ๕ เหลืออยู่. ชื่อว่า อนุปาทิเสสะ เพราะอรรถว่าไม่มีอุปาทิเสสะในนิพพาน ธาตุนี้. ท่านกล่าวถึงสอุปาทิเสสะก่อน ส่วนนิพพานธาตุนี้เป็นอนุปาทิ- เสสะ. ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้น. บทว่า จกฺขุปวตฺตํ - ความเป็นไปแห่งตา คือ ความปรากฏเกิด ขึ้นทางตา. บทว่า ปริยาทิยติ ได้แก่ ย่อมสิ้นไป คือ ถูกย่ำยี. ใน บทที่เหลือมีนัยนี้. จบ อรรถกถาปรินิพพานญาณนิทเทส
หน้า 899 ข้อ 227, 228, 229
สมสีสัฏฐญาณนิทเทส [๒๒๗] ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการ ตัดขาดโดยชอบและนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณอย่างไร ? คำว่า ธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตรธรรม. [๒๒๘] คำว่า สมฺมาสมุจฺเฉเท - ในการตัดขาดโดยชอบ ความว่า พระโยคาวจรย่อมตัดกามฉันทะขาดโดยชอบ ด้วยเนกขัมมะ ย่อมตัดพยาบาทขาดโดยชอบ ด้วยความไม่พยาบาท ย่อมตัดถีนมิทธะ ขาดโดยชอบ ด้วยอาโลกสัญญา ย่อมตัดอุทธัจจะขาดโดยชอบ ด้วย ความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมตัดวิจิกิจฉาขาดโดยชอบ ด้วยการกำหนดธรรม ย่อมตัดอวิชชาขาดโดยชอบ ด้วยญาณ ย่อมตัดอรติขาดโดยชอบ ด้วย ความปราโมทย์ ย่อมตัดนิวรณ์ขาดโดยชอบ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ย่อมตัดกิเลสทั้งปวงขาดโดยชอบ ด้วยอรหัตมรรค. [๒๒๙] คำว่า นิโรเธ - ในนิโรธ ความว่า พระโยคาวจรย่อมทำ กามฉันทะให้ดับ ด้วยเนกขัมมะ ย่อมทำพยาบาทให้ดับ ด้วยความไม่ พยาบาท ย่อมทำถีนมิทธะให้ดับ ด้วยอาโลกสัญญา ย่อมทำอุทธัจจะ ให้ดับ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมทำวิจิกิจฉาให้ดับ ด้วยการกำหนด ธรรม ย่อมทำอวิชชาให้ดับด้วยญาณ ย่อมทำอรติให้ดับ ด้วยความ
หน้า 900 ข้อ 230, 231
ปราโมทย์ ย่อมทำนิวรณ์ให้ดับ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ย่อมทำกิเลส ทั้งปวงให้ดับ ด้วยอรหัตมรรค. [๒๓๐] คำว่า อนุปฏฺานตา - ความไม่ปรากฏ ความว่า บุคคลผู้ได้เนกขัมมะ กามฉันทะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความไม่พยาบาท ความพยาบาทย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้อาโลกสัญญา ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้การกำหนดธรรม วิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ญาณ อวิชชาย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความ ปราโมทย์ อรติย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ปฐมฌาน นิวรณ์ย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ ผู้ได้อรหัตมรรค กิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ. [๒๓๑] คำว่า สมํ - สงบ ความว่า เนกขัมมะเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละกามฉันทะเสียแล้ว ความไม่พยาบาทเป็นธรรมสงบ เพราะ ท่านละความพยาบาทเสียแล้ว อาโลกสัญญาเป็นธรรมสงบ เพราะท่าน ละถีนมิทธะเสียแล้ว ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละ อุทธัจจะเสียแล้ว การกำหนดธรรมเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละ วิจิกิจฉาเสียแล้ว ญาณเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอวิชชาเสียแล้ว ความปราโมทย์เป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอรติเสียแล้ว ปฐมฌาน เป็นธรรมสงบ เพราะท่านละนิวรณ์เสีย ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นธรรม สงบ เพราะท่านละกิเลสทั้งปวงเสียแล้ว.
หน้า 901 ข้อ 232
[๒๓๒] คำว่า สีสํ - เป็นประธาน ความว่า ธรรมเป็น ประธาน ๑๓ ประการ คือ ตัณหามีความกังวลเป็นประธาน ๑ มานะ มีความผูกพันเป็นประธาน ๑ ทิฏฐิมีความยึดมั่นเป็นประธาน ๑ อุทธัจจะมีความฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ อวิชชามีกิเลสเป็นประธาน ๑ ศรัทธามีความน้อมใจเชื่อเป็นประธาน ๑ วิริยะมีความประคองไว้เป็น ประธาน ๑ สติมีการเข้าไปตั้งไว้เป็นประธาน ๑ สมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นประธาน ๑ ปัญญามีความเห็นเป็นประธาน ๑ ชีวิตินทรีย์มีความ เป็นไปเป็นประธาน ๑ วิโมกข์มีอารมณ์เป็นประธาน ๑ นิโรธมีสังขาร เป็นประธาน ๑. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความไม่ปรากฏ แห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐ- ญาณ. ๓๖. อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณนิทเทส [๒๒๗ - ๒๓๒]พึงทราบวินิจฉัยในสมสีสัฏฐญาณนิทเทสดังต่อ ไปนี้ พึงทราบการสงเคราะห์ทั้งหมด ด้วยหมวด ๑๐ มีอาทิว่า ปญฺ- จกฺขนฺธา - ขันธ์ทั้งหลาย ๕. จริงอยู่ ท่านมิได้จัดธรรมทั้งหมดไว้.
หน้า 902 ข้อ 232
แผนกหนึ่ง ๆ ด้วยหมวด ๘ ที่เหลือเว้นหมวดอายตนะ ธาตุ ด้วย สามารถธรรมหมวดหนึ่ง ๆ. ก็เพราะโลกุตรธรรมมิใช่เป็นธรรมที่ควร ตัด ด้วยการตัดขาดเหตุ. ฉะนั้น โลกุตรธรรมแม้ท่านสงเคราะห์เข้า ด้วยศัพท์ว่า สพฺพธมฺมา ก็ไม่พึงถือเอาในที่นี้ เพราะมีคำว่า สมุจเฉทะ ควรถือเอาเตภูมิธรรมอันควรตัดด้วยการตัดเหตุ. บทว่า สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ - ตัดขาดโดยชอบ ความว่า เมื่อ ดับปริยุฏฐานกิเลสและอนุสัยกิเลส ด้วยอำนาจแห่งวิกขัมภนปหานะ ตทังคปหานะ และสมุจเฉทปหานะตามควร ชื่อว่า ตัดขาดโดยชอบ. ท่านแสดงการตัดขาดโดยชอบ ด้วยเทศนาเป็นบุคลาธิฏฐานอย่างนี้. บทว่า นิโรเธติ - ให้ดับ คือ ให้ดับด้วยอนุปาทนิโรธ - ดับ โดยไม่มีเกิดขึ้น. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงอรรถแห่งสมุจเฉท. บทว่า น อุปฏฺาติ - ย่อมไม่ปรากฏ ความว่า เมื่อดับอย่างนี้ แล้ว ธรรมนั้น ๆ ก็ไม่ปรากฏขึ้นอีก คือ ไม่เกิดขึ้น. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงอรรถแห่งนิโรธ. ท่านแสดงถึงความไม่ปรากฏ ด้วยสามารถ แห่งธรรมอันไม่ปรากฏ. บทว่า สมํ - ความสงบ คือ ชื่อว่า สงบ เพราะกามฉันทะเป็นต้นสงบ. ธรรม ๓๗ คือ ธรรม ๗ มีเนกขัมมะ เป็นต้นเหล่านั้น รูปฌานอรูปฌาน ๘, มหาวิปัสสนา ๑๘, อริยมรรค ๔ ท่านกล่าวธรรมเป็นประธาน คือ สีสะ ๑๓ ประการ ด้วย สามารถแห่งการสงเคราะห์ธรรมทั้งหมดที่เป็นสีสะ แต่ในที่นี้ธรรมเป็น
หน้า 903 ข้อ 232
ประธาน ๘ มีศรัทธาเป็นต้นย่อมควร. เพราะธรรมเป็นประธาน ๕ มีตัณหาเป็นต้นมิได้มีแก่พระอรหันต์. บทว่า ปลิโพธสีสํ - มีความกังวลเป็นประธาน คือ มีความ ห่วงใยปลิโพธ. อธิบายว่า เป็นเครื่องกั้นทางไปนิพพาน. บทว่า สีสํ- เป็นประธาน คือธรรมอันยิ่ง. ปลิโพธนั่นแหละเป็นประธาน หรือเป็น ประธานในปลิโพธทั้งปวง มีการประกอบด้วยธรรมนั้นเป็นต้น เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปลิโพธสีสํ. ในบทที่เหลือมีนัยนี้แล. แต่โดย ความต่างกันในบทว่า พนฺธนํ - ความผูกพัน คือ ผูกพันในสงสาร ด้วยสามารถการเย่อหยิ่ง. บทว่า ปรามาโส คือ ความยึดมั่น. บทว่า วิกฺเขโป คือ ความฟุ้งซ่าน. บทว่า กิเลโส คือ ความเศร้าหมอง. บทว่า อธิโมกฺโข คือ น้อมใจเชื่อ. บทว่า ปคฺคโห ความประคอง คือ ความอุตสาหะ. บทว่า อุปฏฺานํ - เข้าไปตั้งไว้ คือ การทำซ้ำ ๆ. บทว่า อวิกฺเขโป คือ ความไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า ทสฺสนํ - ความเห็น คือ แทงตลอดตามความเป็นจริง. บทว่า ปวตฺตํ - ความเป็นไป คือ ความเป็นไปด้วยอุปาทิน- นกขันธ์.
หน้า 904 ข้อ 232
บทว่า โคจโร คือ อารมณ์. ธรรมมีอรรถเป็นประธาน เป็นหัวหน้า ในวาระ แม้ ๑๒ เหล่านี้. บทว่า วิโมกฺโข คือ นิพพานอันเป็นนิสสรณวิมุตติ ใน วิมุตติ ๕ คือ วิกขัมภนวิมุตติ ๑ ตทังตวิมุตติ ๑ สมุจเฉทวิมุตติ ๑ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ๑ นิสสรณวิมุตติ ๑. บทว่า สงฺขารสีสํ - มีสังขารเป็นประธาน คือ เป็นประธาน แห่งสังขารอันเป็นสังขตะทั้งปวง. อธิบายว่า เป็นยอดสุด ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงอนุปาทิเสสปรินิพพาน. หรือท่านกล่าวถึงขันธปรินิพพาน ด้วยเพียงไม่มีสังขาร. ชื่อว่า สมสีสี เพราะอรรถว่ามีความสงบ มีเนกขัมมะเป็นต้น และธรรมเป็นประธานมีศรัทธาเป็นต้น หรือมีความสงบและธรรม เป็นประธานเสมอกัน. อีกอย่างหนึ่ง การตรัสรู้และอนุปาทิเสสปรินิพพานในเพราะ โรคอย่างหนึ่งก็ดี, ในเพราะอิริยาบถอย่างหนึ่งก็ดี, ในเพราะชีวิตินทรีย์ อันเสมอกันก็ดี แห่งอริยสัจ ๔ เหล่านี้ คือ ธรรมเป็นประธาน ๕ มีตัณหาเป็นต้น แห่ง ธรรมเป็นประธาน ๑๓ เป็นสมุทยสัจจะ. ธรรม เป็นประธาน ๑๓ มีศรัทธาเป็นต้น เป็นมรรคสัจจะ. ชีวิตินทรีย์ มีความเป็นไปเป็นประธาน เป็นทุกข-
หน้า 905 ข้อ 233, 234
สัจจะ. วิโมกข์มีอารมณ์เป็นประธาน และมี สังขารเป็นประธาน เป็นนิโรธสัจจะ. ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นท่านกล่าวว่า เป็น สมสีสี เพราะมีความสงบ ดังได้กล่าวไว้แล้วในก่อนและมีธรรมเหล่านี้เป็นประธาน. จบ อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณนิทเทส สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส [๒๓๓] ปัญญาในความในรูปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาญอย่างไร ? คำว่า ปุถุ - หนา คือ ราคะหนา โทสะหนา โมหะหนา ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความเจ้าเล่ห์ ความโอ้อวด หัวดื้อ ความแข่งดี ความ ถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นกิเลสหนา. [๒๓๔] คำว่า สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ความว่า กามฉันทะเป็นสภาพต่าง ๆ เนกขัมมะเป็นสภาพเดียว พยาบาทเป็นสภาพ
หน้า 906 ข้อ 235, 236
ต่าง ๆ ความไม่พยาบาทเป็นสภาพเดียว ถีนมิทธะเป็นสภาพต่าง ๆ อาโลก- สัญญาเป็นสภาพเดียว อุทธัจจะเป็นสภาพต่าง ๆ ความไม่ฟุ้งซ่านเป็น สภาพเดียว วิจิกิจฉาเป็นสภาพต่าง ๆ การกำหนดธรรมเป็นสภาพเดียว อวิชชาเป็นสภาพต่าง ๆ ญาณเป็นสภาพเดียว อรติเป็นสภาพต่าง ๆ ความ ปราโมทย์เป็นสภาพเดียว นิวรณ์เป็นสภาพต่าง ๆ ปฐมฌานเป็นสภาพ เดียว ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาพต่าง ๆ อรหัตมรรคเป็นสภาพเดียว. [๒๓๕] คำว่า เตโช - เดช ความว่า เดชมี ๕ คือ จรณเดช คุณเดช ปัญญาเดช บุญญเดช ธรรมเดช บุคคลผู้มีจิต อันกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นรูปด้วยเดชคือศีล เครื่องดำเนินไป ย่อมยังเดชมิใช่คุณให้สิ้นไปด้วยเดชคือคุณ ย่อมยัง เดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญา ย่อมยังเดช มิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ ย่อมยังเดชมิใช่ธรรมให้สิ้นไปด้วยเดช อันเป็นธรรม. [๒๓๖] คำว่า สลฺเลโข - ธรรมเครื่องขัดเกลา ความว่า กามฉันทะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา พยาบาทมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่อง ขัดเกลา ถีนมิทธะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อาโลกสัญญาเป็นธรรม เครื่องขัดเกลา อุทธัจจะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่ฟุ้งซ่านเป็น ธรรมเครื่องขัดเกลา วิจิกิจฉามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา การกำหนด
หน้า 907 ข้อ 236
ธรรมเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อวิชชามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ญาณ เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อรตีมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความปราโมทย์ เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา นิวรณ์มิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปฐมฌาน เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯ กิเลสทั้งปวงมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา อรหัตมรรคเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความในรูปแห่งกิเลส อันหนา สภาพต่าง ๆ และเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณ. ๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส [๒๓๓ - ๒๓๖] พึงทราบวินิจฉัยในสัลเลขัฏฐญาณนิทเทสดังต่อ ไปนี้. บทว่า ราโค ปุถุ ราคะหนา คือ ราคะต่างหาก ไม่ปนด้วย โลกุตระ ในบทที่เหลือมีนัยนี้. ชื่อว่า ราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัด. ชื่อว่า โทสะ เพราะอรรถว่าประทุษร้าย. ชื่อว่า โมหะ เพราะอรรถว่าลุ่มหลง. พระสารีบุตรกล่าวกิเลสอันเป็นประธาน ๓ เหล่านี้ คือ ราคะ มีลักษณะกำหนัด. โทสะมีลักษณะประทุษร้าย. โมหะมีลักษณะลุ่มหลง แล้วบัดนี้ เมื่อจะแสดงโดยประเภท จึงกล่าวบทมีอาทิว่า โกโธ.
หน้า 908 ข้อ 236
ในบทเหล่านั้น ในบทว่า โกโธ มีลักษณะโกรธนี้ ท่าน ประสงค์เอาวัตถุ ๗ อย่าง. อุปนาหะ มีลักษณะผูกโกรธ คือความโกรธนั่นเอง ที่ถึงความ มั่นคง. มักขะ มีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น คือลบล้างคุณของผู้อื่น. ปลาสะ มีลักษณะตีเสมอ คือ เห็นคุณผู้อื่นด้วยการตีเสมอ. อิสสา มีลักษณะทำสมบัติของผู้อื่นให้สิ้นรูป คือริษยา. มัจฉริยะ มีลักษณะซ่อนสมบัติของตน คือ สมบัติของเรา จงอย่าเป็นของผู้อื่น. มายา มีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ คือ ทำเป็นมายาด้วย ความปกปิด. สาเถยยะ มีลักษณะประกาศคุณที่ไม่มีในตน คือ ความเป็น ผู้โอ้อวด. ถัมภะ มีลักษณะพองจิต คือ ความเป็นผู้กระด้าง. สารัมภะ มีลักษณะให้ยิ่งด้วยการทำ. มานะ มีลักษณะถือตัว. อติมานะ มีลักษณะดูหมิ่น. มทะ มีลักษณะความเป็นผู้มัวเมา. ปมาทะ มีลักษณะปล่อย จิตไปในกามคุณ ๕.
หน้า 909 ข้อ 236
พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงความหมาย ด้วยอำนาจกิเลสไว้ แผนกหนึ่ง ๆ แล้ว เพื่อจะแสดงถึงกิเลสที่กล่าวไว้แล้ว และกิเลสอื่น ที่ยังมิได้กล่าวไว้ ด้วยสงเคราะห์เข้ากันทั้งหมด จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สพฺเพ กิเลสา - กิเลสทั้งปวง. ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า กิเลส เพราะอรรถว่ายังสัตว์ให้ เศร้าหมอง ให้เดือดร้อน ให้ลำบาก ในภพนี้และภพหน้า. ทั้งที่ สงเคราะห์เข้าในอกุศลกรรมบถ ทั้งที่มิได้สงเคราะห์เข้า. ชื่อว่า ทุจริต เพราะอรรถว่าประพฤติด้วยความชั่ว หรือประพฤติชั่ว. ทุจริตนั้น มี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑. ชื่อว่า อภิสงฺขารา เพราะอรรถว่าปรุงแต่งวิบาก. อภิสังขารก็มี ๓ ประการ คือ ปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บุญ ๑ อปุญญาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ บาป ๑. อาเนญชาภิสังขาร - อภิสังขาร คือ ความไม่หวั่นไหว ๑. ชื่อว่า ภวคามิโน เพราะอรรถว่าสัตว์ไปสู่ภพ ด้วยอำนาจ วิบาก. กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพ ชื่อว่า ภวคามิกมฺมา. ด้วย บทนี้ แม้เมื่อความเป็นอภิสังขารมีอยู่ ก็เป็นอันห้ามกรรมที่ยังมิได้เสวย. นี้ เป็นความต่างกันด้วยประการฉะนี้. บทว่า ทุจฺจริตา และ กมฺมา เป็นลิงควิปลาศ.
หน้า 910 ข้อ 236
บทว่า นานตฺเตกตฺตํ - สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ในอุทเทส หัวข้อนี้ คือ แม้ไม่มีศัพท์ว่า เอกตฺต ผู้ประสงค์จะชี้แจงแม้สภาพเดียว เพราะความที่เพ่งถึงกันและกันแห่งสภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว จึงทำ อุทเทสว่า นานตฺเตกตฺตํ. เมื่อแสดงสภาพเดียวในการขัดเกลาสภาพ ต่าง ๆ ท่านก็แสดงถึงญาณในการขัดเกลาได้โดยง่าย. บทว่า นานตฺตํ คือ สภาพต่าง ๆ เพราะความไม่มั่นคง และ เพราะมีความดิ้นรน. บทว่า เอกตฺตํ คือ สภาพเดียว เพราะความมั่นคง และ เพราะไม่ดิ้นรน. บทว่า จรณเตโช - จรณเดช ชื่อว่า จรณะ เพราะอรรถว่า เที่ยวไปสู่ทิศที่ยังมิได้ไป คือ นิพพาน ด้วยจรณเดชนั้น. จรณะนั้น คือ อะไร ? คือ ศีล. จรณะนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า เป็นเดช เพราะ อรรถว่าเผาสิ่งเป็นข้าศึก. บทว่า คุณเตโช - คุณเดช คือ สมาธิเดช อันเป็นที่ตั้งได้ ด้วยศีล. บทว่า ปญฺาเตโช - ปัญญาเดช คือ วิปัสสนาเดช อันเป็น ที่ตั้งได้ด้วยสมาธิ. บทว่า ปุญฺเตโช - ปุญญเดช คือ อริยมรรคกุสลเดช อัน เป็นที่ตั้งได้ด้วยวิปัสสนา.
หน้า 911 ข้อ 236
บทว่า ธมฺนเตโช - ธรรมเดช คือ พุทธวจนเดช อันเป็น หลักแห่งเดช ๔. บทว่า จรณเตเชน เตชิตตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตกล้าแข็ง ย่อม ยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไป ด้วยจรณเดช คือ ศีลเดช. บทว่า ทุสฺสีลฺยเตชํ ได้แก่ เดช คือ ความเป็นผู้ทุศีล. ชื่อว่า เตโช เพราะเผาสันดานแม้นั้น. บทว่า ปริยาทิยติ คือ ให้สิ้นไป. บทว่า อคุณเตชํ - ยังเดชมิใช่คุณ ได้แก่ เดช คือ ความ ฟุ้งซ่าน อันเป็นปฏิปักษ์ของสมาธิ. บทว่า ทุปฺปญฺเตชํ - เดช คือ ความเป็นผู้มีปัญญาทราม ได้แก่ เดช คือ โมหะ อันเป็นปฏิปักษ์ ต่อวิปัสสนาญาณ. บทว่า อุปญฺเตชํ - เดชมิใช่บุญ ได้แก่ เดช คือ อกุศลกรรม อันเป็นสหายของกิเลส ด้วยการไม่ละกิเลส อันทำลายมรรคนั้น ๆ มิใช่ให้เดช มิใช่ให้บุญสิ้นไปอย่างเดียวเท่านั้น ยังกุศลธรรมให้สิ้นไป ด้วย เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมไม่ดำ ไม่ขาว มีอยู่ กรรมอันเป็นวิบากของกรรมไม่ดำ ไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความสิ้นไปแห่งกรรมดังนี้๑ ท่านกล่าวเดชอันมิใช่บุญเท่านั้น ด้วย สามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชอันเป็นบุญ. ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๒๓๓.
หน้า 912 ข้อ 236
บทว่า อธมฺมเตชํ - เดชมิใช่ธรรม ได้แก่ เดช อันเป็นถ้อยคำ แสดงลัทธิของพวกเดียรถีย์ต่าง ๆ. เมื่อท่านกล่าวอรรถวิกัปที่สอง ใน การพรรณนาอุทเทสแห่งญาณนี้ เดช คือ ความเป็นผู้ทุศีลมาก มี ๑๙ อย่าง มีราคะเป็นต้น. ในบทนี้ว่า อภิสงฺขารา ภวคามิกมฺมา ได้แก่ อปุญญาภิสังขารและอกุศลกรรม เป็นเดชมิใช่บุญ. อาเนญชา- ภิสังขารเป็นกุศลกรรมฝ่ายโลกิยะ ชื่อว่า ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อเดชมิใช่ บุญ เพราะยังบุญเดชให้สิ้นไป. สภาพต่าง ๆ ๑๕ มีกามฉันทะ เป็นต้น ย่อมเป็นเดชมิใช่คุณ. สภาพต่าง ๆ ๑๘ มีนิจสัญญาเป็นต้น ย่อมเป็นเดชแห่งความเป็นผู้มีปัญญาทราม. สภาพต่าง ๆ ๔ อันทำลาย มรรค ๔ ย่อมเป็นเดชมิใช่บุญ. พึงสงเคราะห์เดชมิใช่ธรรม ด้วย สภาพต่าง ๆ อันทำลายโสดาปัตติมรรค. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงธรรมเครื่องขัดเกลา ด้วย ธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ใน นิทเทส จึงแสดงธรรมเครื่องขัดเกลาไว้ก่อนธรรมมิใช่เครื่องขัดเกลา. ธรรมสภาพเดียว ๓๗ มีเนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เป็นธรรม เครื่องขัดเกลา เพราะขัดเกลาธรรมเป็นข้าศึก. ญาณในธรรมเครื่อง ขัดเกลา ๓๗ ประเภท มีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่า สัลเลขัฏฐญาณ. จบ อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณนิทเทส
หน้า 913 ข้อ 237, 238
วีริยารัมภญาณนิทเทส [๒๓๗] ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ ส่งไป เป็นวีริยารัมภญาณอย่างไร ? ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไปเพื่อจะ ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอัน ลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เพื่อ ความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความ ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้น แล้ว เป็นวีริยารัมภญาณแต่ละอย่าง ๆ. [๒๓๘] ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ ส่งไป เพื่อยังกามฉันทะที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกามฉันทะที่เกิด ขึ้นแล้ว เพื่อยังเนกขัมมะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อ ความไม่เลอะเลือน ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งเนกขัมมะที่เกิดขึ้น แล้ว ฯลฯ เพื่อยังกิเลสทั้งปวงที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกิเลส ทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังอรหัตมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความ ไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งอรหัตมรรคที่เกิดขึ้น แล้ว เป็นวีริยารัมภญาณแต่ละอย่าง ๆ.
หน้า 914 ข้อ 238
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความประคองไว้ ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตส่งไป เป็นวีริยารัมภญาณ. ๓๘. อรรถกถาวีริยารัมภญาณนิทเทส [๒๓๗ - ๒๓๘] พึงทราบวินิจฉัยในวีริยารัมภญาณนิทเทสดังต่อ ไปนี้. บทว่า อนุปฺปนฺนานํ - ที่ยังไม่เกิด คือ ยังไม่เกิดในอัตภาพ หนึ่ง หรือในอารมณ์หนึ่ง. เพราะชื่อว่าอกุศล อันไม่เกิดในสงสาร อันไม่รู้เบื้องต้นและที่สุด ย่อมไม่มี แต่กุศลมี. บทว่า ปาปกานํ คือ ลามก. บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ คือ ธรรม อันเป็นความไม่ดี. บทว่า อนุปฺปาทาย - เพื่อมิให้เกิดขึ้น คือ เพื่อความที่จะ ไม่ให้เกิดขึ้น. บทว่า อุปฺปนฺนานํ คือ ที่เกิดแล้วในอัตภาพนี้. บทว่า ปหานาย คือ เพื่อต้องการละ. บทว่า อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ - กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด คือ ธรรมอันเป็นความดีที่ยังไม่เคยเกิดในอัตภาพนี้. บทว่า อุปฺปาทาย คือ เพื่อต้องการให้เกิด.
หน้า 915 ข้อ 238
บทว่า อุปฺปนฺนานํ - ที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ที่เกิดแล้วในอัตภาพนี้. บทว่า ฐิติยา คือ เพื่อความตั้งมั่น. บทว่า อสมฺโมสาย - เพื่อความไม่เลอะเลือน คือ เพื่อความ ไม่สูญหาย. บทว่า ภิยฺโยภาวาย - เพื่อความเจริญยิ่ง คือ เพื่อเกิดบ่อย ๆ. บทว่า เวปุลฺลาย คือ เพื่อความไพบูลย์. บทว่า ภาวนาย คือ เพื่อความเจริญ. บทว่า ปาริปูริยา คือ เพื่อความบริบูรณ์. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงถึงกามฉันทะในอกุศลและ เนกขัมมะในกุศลให้แปลกออกไป จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อนุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส - กามฉันทะที่ยังไม่เกิด. ในบทเหล่านั้น บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ กามราคะ อัน เป็นปฏิปักษ์ต่อสมาธิ. บทว่า เนกฺขมฺมํ ได้แก่ ปฐมฌานสมาธิ หรือปฐมฌาน หรือกุศลธรรมทั้งหมดนั่นและ เป็นเนกขัมมะ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงประกอบ ด้วยสามารถแห่ง กิเลสทั้งปวง และอรหัตมรรคอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสทั้งปวง จึงกล่าว บทมีอาทิว่า อนุปฺปนฺนานํ สพฺพกิเลสานํ - ยังกิเลสทั้งปวงที่ยังไม่ เกิดขึ้น.
หน้า 916 ข้อ 239, 240
ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า อุปฺปนฺนสฺส อรหตฺตมคฺคสฺส ฐิติยา - เพื่อความตั้งมั่นแห่งอรหัตมรรคที่เกิดขึ้นแล้ว พึงทราบการ ประกอบบทมีอาทิว่า ิติยา ด้วยสามารถแห่งฐิติขณะและภังคขณะ ของอรหัตมรรคที่เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะ. แม้ในอรรถกถาแห่งวิภังค์ ท่านก็กล่าวว่า ความเป็นไปแห่งอรหัตมรรคชื่อว่า ิติ คือ ความตั้งมั่น. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พึงเห็นมรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่ง อรหัตมรรค. จบ อรรถกถาวีริยารัมภญาณนิทเทส อัตถสันทัสนญาณนิทเทส [๒๓๙] ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอัตถสันทัสน- ญาณอย่างไร ? ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตรธรรม ชื่อว่าธรรมต่าง ๆ. [๒๔๐] คำว่า ปกาสนตา - การประกาศ ความว่า ปัญญา ย่อมประกาศรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
หน้า 917 ข้อ 241
ประกาศเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ . . . ชราและ มรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา. [๒๔๑] คำว่า อตฺถสนฺทสฺสเน - ในการเห็นชัดซึ่งอรรถธรรม ความว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่ง เนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความไม่พยาบาท เมื่อละถีนมิทธะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งอาโลกสัญญา เมื่อละอุทธัจจะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อละวิจิกิจฉา ย่อมเห็นชัด ซึ่งอรรถแห่งการกำหนดธรรม เมื่อละอวิชชา ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่ง ญาณ เมื่อละอรติ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความปราโมทย์ เมื่อละ นิวรณ์ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งปฐมฌาน ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งอรหัตมรรค. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการประกาศธรรม ต่างๆ เป็นอัตถสันทัสนญาณ. ๓๙. อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณนิทเทส [๒๓๙ - ๒๔๑] พึงทราบวินิจฉัยในอัตถสันทัสนญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า ปญฺจกฺขนฺธา มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.
หน้า 918 ข้อ 241
บทว่า ปกาเสติ - ย่อมประกาศ คือ ทำให้ปรากฏ. อธิบายว่า ยังการเห็นด้วยญาณจักษุ ให้สมบูรณ์แก่ผู้ฟัง. บทว่า นานาธมฺมา - ธรรมต่าง ๆ ท่านกล่าวถึงธรรมทั้งปวง ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. หากถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวธรรม เป็นโลกิยะเท่านั้น ในนิทเทสแห่งการประกาศ. ตอบว่า ท่านไม่กล่าว ถึงธรรมเป็นโลกุตระ เพราะปรารภการประกาศด้วยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น และเพราะธรรมเป็นโลกุตระยังไม่เข้าถึงการพิจารณา. แต่ท่านกล่าวถึงการประกาศ ด้วยการประกาศเท่านั้น โดยอาการที่ควร ประกาศธรรมเหล่านั้น เพราะท่านสงเคราะห์ธรรมเหล่านั้น ด้วยการ ชี้แจงธรรมต่าง ๆ และด้วยการชี้แจงการเห็นชัดอรรถ. บทว่า ปชหนฺโต - เมื่อละ คือ ให้ผู้ฟังละ. บทว่า สนฺทสฺเสติ - ย่อมเห็นชัด คือ แสดงแก่ผู้ฟังโดยชอบ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวโดยนัยมีอาทิว่า พระโยคาวจรย่อมเห็นชัดซึ่ง อรรถแห่งเนกขัมมะ เพราะละกามฉันทะได้แล้ว. พึงทราบว่า ท่าน กล่าวนัยนี้ เพื่อแสดงว่า เมื่อผู้ฟังธรรมอันตรงเหล่านั้นนั่นเทียว ทำ การละโทสะ และได้เฉพาะแล้วซึ่งคุณ เทศนาญาณย่อมถึงชั้นยอด. จบ อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณนิทเทส
หน้า 919 ข้อ 242
ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส [๒๔๒] ปัญญาในความสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียว กัน และการแทงตลอดธรรมต่างกัน และธรรมหมวดเดียวกันเป็น ทัสนวิสุทธิญาณอย่างไร ? คำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ ขันธ์ ฯลฯ โลกุตรธรรม คำว่า ความสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ความว่า ธรรม ทั้งปวงท่าน เคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ โดยสภาพ ถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑ โดยสภาพจริง ๑ โดยสภาพควร แทงตลอด ๑ โดยสภาพที่ควรรู้ยิ่ง ๑ โดยสภาพที่ควรกำหนดรู้ ๑ โดย สภาพที่เป็นธรรม ๑ โดยสภาพที่เป็นธาตุ ๑ โดยสภาพที่อาจรู้ ๑ โดย สภาพที่ควรทำให้แจ้ง ๑ โดยสภาพที่ควรถูกต้อง ๑ โดยสภาพที่ควร ตรัสรู้ ๑ ธรรมทั้งปวงท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน โดยอาการ ๑๒ นี้. คำว่า ความต่างและความเป็นอันเดียวกัน ความว่า กาม ฉันทะเป็นความต่างๆ เนกขัมมะเป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กิเลสทั้งปวง เป็นความต่าง ๆ อรหัตมรรคเป็นอันเดียวกัน . คำว่า ในการแทงตลอด ความว่า พระโยคาวจรย่อมแทง ตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยกำหนดรู้ แทงตลอดสมุทย-
หน้า 920 ข้อ 242
สัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการละ แทงตลอดนิโรธสัจ เป็นการแทง ตลอดด้วยการทำให้แจ้ง แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วย การเจริญ. คำว่า ทัสนวิสุทธิ ความว่า ในขณะโสดาปัตติมรรค ทัสนะ ย่อมหมดจด ในขณะโสดาปัตติผล หมดจดแล้ว ในขณะสกทาคามิมรรค ย่อมหมดจด ในขณะสกทาคามิผล หมดจดแล้ว ในขณะอนาคามิมรรค ย่อมหมดจด ในขณะอนาคามิผล หมดจดแล้ว ในขณะอรหัตมรรค ย่อมหมดจด ในขณะอรหัตผล หมดจดแล้ว. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการสงเคราะห์ ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกัน และการแทงตลอดธรรมต่างกัน และ ธรรมหมวดเดียวกัน เป็นทัสนวิสุทธิญาณ. ๔๐. อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส (๒๔๒) พึงทราบวินิจฉัยในทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส ดังต่อ ไปนี้ บทว่า สพฺเพ ธมฺมา เอกสงฺคหิตา - ธรรมทั้งปวงท่าน สงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ได้แก่ ธรรมที่เป็นสังขตะและอสังขตะ ทั้งหมดท่านสงเคราะห์ คือ กำหนดด้วยหมวดเดียวกัน.
หน้า 921 ข้อ 242
บทว่า ตถฏฺเน - โดนสภาพถ่องแท้ คือ โดยสภาพเป็นจริง. อธิบายว่า โดยมีอยู่ตามสภาพของตน ๆ. บทว่า อนตฺตฏฺเน - โดยสภาพมิใช่ตัวตน คือ โดยสภาพ เว้นจากตัวตนอันได้แก่ ผู้กระทำและผู้เสวย. บทว่า สจฺจฏฺเน - โดยสภาพจริง คือ โดยสภาพที่ไม่ผิดจาก ความจริง. อธิบายว่า โดยความเป็นสภาพของตนไม่เป็นอย่างอื่น. บทว่า ปฏิเวธฏฺเน - โดยสภาพควรแทงตลอด คือ ควรแทง ตลอดด้วยญาณ. ในบทนี้พึงทราบการแทงตลอด โดยความไม่ลุ่มหลง และโดยอารมณ์ด้วยญาณอันเป็นโลกุตระ. บทว่า อภิชานนฏฺเน - โดยสภาพที่ควรรู้ยิ่ง คือ โดยสภาพ ที่ควรรู้ยิ่งธรรมนั้น ๆ โดยอารมณ์ด้วยญาณอันเป็นโลกิยะ โดยความ ไม่หลง และโดยอารมณ์ด้วยญาณอันเป็นโลกุตระ. ดังที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สพฺพํ ภิกฺขเุว อภิญฺเญยฺย๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรรู้ยิ่ง. บทว่า ปริชานนฏฺเน - โดยสภาพที่ควรกำหนด รู้ คือ โดยสภาพที่ควรกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายที่รู้ยิ่งแล้วโดยสภาวะด้วย ญาณอันเป็นโลกิยะ และโลกุตระโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ โดยความ ไม่เที่ยงเป็นต้น และโดยการออกไปเป็นต้น เหมือนที่ตรัสไว้ว่า สพฺพํ ภิกฺขเว ปริญฺเยฺยํ๒ ดูก่อนภิกษุทั้งปวง สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้. ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๔๙. ๒. สํ. สฬา. ๑๘/๕๐.
หน้า 922 ข้อ 242
บทว่า ธมฺมฏฺเน - โดยสภาพที่เป็นธรรม คือ โดยสภาพที่ เป็นธรรมมีการทรงไว้ซึ่งสภาพเป็นต้น. บทว่า ธาตฏฺเน - โดยสภาพที่เป็นธาตุ คือ โดยสภาพที่เป็น ธาตุมีความไม่มีชีวะเป็นต้น. บทว่า าตฏฺเน - โดยสภาพที่อาจรู้ คือ โดยสภาพที่อาจรู้ ด้วยญาณอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ. พึงทราบว่ามีสภาพอาจรู้แม้ใน บทนี้เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ทิฏฺํ - รูปที่เห็น สุตํ - เสียงที่ ได้ยิน มุตํ - อารมณ์ ๓ ที่รู้ วิญฺาตํ - ธรรมที่รู้แล้วเป็นรูป โดย อรรถมีสภาพที่อาจเห็นได้เป็นต้น ฉะนั้น. บทว่า สจฺฉิกิริยฏฺเน - โดยสภาพที่ควรทำให้แจ้ง คือ โดย สภาพที่ควรทำให้ประจักษ์โดยอารมณ์. บทว่า ผุสนฏฺเน - โดยสภาพที่ควรถูกต้อง ถือ โดยสภาพ ที่ควรถูกต้องบ่อย ๆ โดยอารมณ์ของสภาพที่ทำให้ประจักษ์แล้ว. บทว่า อภิสมยฏฺเน - โดยสภาพที่ควรตรัสรู้ คือ โดยสภาพ ที่ควรตรัสรู้ด้วยญาณอันเป็นโลกิยะ. ถึงแม้ท่านกล่าวญาณหนึ่ง ๆ ว่า ปัญญาในสภาพถ่องแท้เป็นญาณในวิวัฏฏะ คือ นิพพาน จริง. ปัญญาที่ ควรรู้ยิ่งเป็นญาณในสภาพที่ควรรู้. ปัญญาที่ควรทำให้แจ้งเป็นญาณใน สภาพที่ควรถูกต้อง. อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
หน้า 923 ข้อ 242
สมวาเย ขเณ กาเล สมูเห เหตุทิฏฺิสุ ปฏิลาเภ ปหาเน จ ปฏิเวเธ จ ทิสฺสติ. พระโยคาวจรย่อมปรากฏในหมู่ ขณะ กาล ที่ประชุม เหตุ ทิฏฐิ การได้ การละ และในการ แทงตลอด. ในการพรรณนาคาถา ท่านกล่าวอรรถแห่งปฏิเวธ แห่งอภิสมย- ศัพท์. แต่ถึงดังนั้นในที่นี้พึงทราบสภาพต่าง ๆ แห่งธรรมเหล่านั้นด้วย อรรถตามที่กล่าวแล้ว. เพราะในอรรถกานั่นแหละท่านกล่าวถึงการ ตรัสรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งญาณอันเป็นโลกิยะ. บทว่า กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ - กามฉันทะเป็นความต่าง ๆ ความ ว่า กามฉันทะเป็นสภาพต่าง ๆ เพราะมีอารมณ์ต่าง ๆ โดยมีความ ฟุ้งซ่าน. พึงทราบกิเลสทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ - เนกขัมมะเป็นอันเดียวกัน ความว่า เนกขัมมะมีสภาพเป็นอันเดียวกันโดยมีจิตเป็นเอกกัคตา และโดยไม่มี ความฟุ้งซ่านของอารมณ์ต่าง ๆ. พึงทราบกุศลทั้งปวงด้วยประการฉะนี้. ในที่นี้พึงทราบความต่างแห่งอกุศลทั้งหลายมีพยาบาทเป็นต้น ที่ท่านย่อ ไว้โดยไปยาลด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว. อนึ่ง พึงทราบความต่างของ ธรรมเบื้องต่ำ ๆ มีวิตกวิจารเป็นต้น โดยเป็นสภาพหยาบกว่าธรรม เบื้องสูง ๆ. เพราะการแทงตลอดความต่าง ๆ และความเป็นอันเดียวกัน
หน้า 924 ข้อ 242
ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกัน ย่อมสำเร็จด้วยการแทงตลอดสัจจะใน ขณะแห่งมรรค. ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงยกบทว่า ปฏิเวโธ ขึ้น แล้วแสดงถึงการตรัสรู้สัจจะ. บทว่า ปริญฺา ปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ - พระโยคาวจรย่อมแทง ตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ คือ ตรัสรู้ด้วย ปริญญาภิสมยะ. ในบทที่เหลือมีนัยนี้. จริงอยู่ ในกาลตรัสรู้สัจจะ ใน ขณะมรรคเป็นอันเดียวกันแห่งมรรคญาณ ย่อมมีกิจ ๔ อย่าง คือ ปริญญา ๑ ปหานะ ๑ สัจฉิกิริยา ๑ ภาวนา ๑. เหมือนอย่างเรือ ทำกิจ ๔ อย่างในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง คือ ละฝั่งใน ๑ ตัต กระแสน้ำ ๑ นำสินค้าไป ๑ ถึงฝั่งนอก ๑ ฉันใด. พระโยคาวจร ย่อมตรัสรู้สัจจะ ๔ ในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง คือ ตรัสรู้ทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้ ๑ ตรัสรู้สมุทัยด้วยการละ ๑ ตรัสรู้มรรคด้วยการ เจริญ ๑ ตรัสรู้นิโรธด้วยการทำให้แจ้ง ๑ ฉันนั้น. ท่านอธิบายไว้ อย่างไร. อธิบายไว้ว่า พระโยคาวจรกระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อม บรรลุ ย่อมเห็น ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ ด้วยสามารถกิจ. เหมือน อย่างว่า เรือละฝั่งใน ฉันใด. พระโยคาวจรกำหนดรู้ทุกข์อันเป็น มรรคญาณฉันนั้น. เรือตัดกระแสน้ำ ฉันใด. พระโยคาวจรละสมุทัย ฉันนั้น. เรือนำสินค้าไป ฉันใด. พระโยคาวจรเจริญมรรค เพราะ เป็นปัจจัยมีเกิดร่วมกันเป็นต้น ฉันนั้น. เรือถึงฝั่งนอก ฉันใด. พระ-
หน้า 925 ข้อ 243
โยคาวจรทำให้แจ้งนิโรธอันเป็นฝั่งนอก ฉันนั้น. พึงทราบข้ออุปมา อุปมัย ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ทสฺสนํ วิสุชฺฌติ - ทัสนะย่อมหมดจด คือ ญาณ- ทัสนะย่อมถึงความหมดจดด้วยการละกิเลสอันทำลายมรรคนั้น ๆ. บทว่า ทสฺสนํ วิสุทฺธํ - ทัสสนะหมดจดแล้ว คือ ญาณ- ทัสนะถึงความหมดจดแล้ว โดยถึงความหมดจดแห่งกิจของมรรคญาณ นั้นในขณะเกิดผลนั้น ๆ. ท่านกล่าวมรรคผลญาณในที่สุด โดยสำเร็จ ด้วยมรรคผลญาณแห่งปัญญา แทงตลอดความต่าง และความเป็นอัน เดียวกัน ซึ่งท่านสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นอันเดียวกัน. จบ อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส [๒๔๓] ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ เป็นขันติญาณอย่างไร ? รูปปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รูปใด ๆ ปรากฏ รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่ ฉะนั้น ปัญญาในความที่ธรรม ปรากฏจึงเป็นขันติญาณ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราะและมรณะ ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
หน้า 926 ข้อ 244
อนัตตา ชราและมรณะใด ๆ ปรากฏ ชราและมรณะนั้น ๆ ย่อมคงที่ ฉะนั้น ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏจึงเป็นขันติญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความที่ธรรม ปรากฏเป็นขันติญาณ. [๒๔๔] ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณ อย่างไร ? ปัญญาย่อมถูกต้องรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ย่อมถูกต้องรูปใด ๆ ก็เข้าไปสู่รูปนั้น ๆ ฉะนั้น ปัญญาในความ ถูกต้องธรรม จึงเป็นปริโยคาหนญาณ ปัญญาย่อมถูกต้องเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมถูกต้องชราและมรณะใด ๆ ก็เข้าสู่ ชราและมรณะนั้น ๆ ฉะนั้น ปัญญาในความถูกต้องธรรมจึงเป็นปริโย- คาหนญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณ.
หน้า 927 ข้อ 244
๔๑ - ๔๒. อรรถกถาขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส [๒๔๓ - ๒๔๔] พึงทราบวินิจฉัยในขันติญาณปริโยคาหณญาณ นิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า รูปํ อนิจฺจโต วิทิตํ - รูปปรากฏโดย ความเป็นของไม่เที่ยง คือ ปรากฏด้วยอนิจจานุปัสนาญาณว่า เป็นของ ไม่เที่ยง. บทว่า รูปํ ทุกฺขโต วิทิตํ - รูปปรากฏโดยความเป็นทุกข์ คือ ปรากฏด้วยทุกขานุปัสนาว่า เป็นทุกข์. บทว่า รูปํ อนตฺตโต - วิทิตํ - รูปปรากฏโดยความเป็นอนัตตา. คือ ปรากฏด้วยอนัตตานุปัสนาญาณว่า เป็นอนัตตา. บทว่า ยํ ยํ วิทิตํ ตํ ตํ ขมติ - รูปใดๆ ที่ปรากฏ รูป นั้น ๆ ย่อมคงที่ คือ รูปใด ๆ ที่ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่ คือ ชอบใจโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. ท่าน ทำไว้เป็นแผนก ๆ แล้วเขียนไว้ในคัมภีร์บางคัมภีร์ว่า รูปปรากฏโดย ความเป็นของไม่เที่ยง. รูปใด ๆ ปรากฏแล้ว. รูปนั้น ๆ ย่อมคงที่. พึง เปลี่ยนลิงค์แล้วประกอบด้วยบทมีอาทิว่า เวทนา สญฺา สงฺขารา อนิจฺจโต วิทิตา - เวทนวา สัญญา สังขาร ปรากฏแล้วโดยความเป็น ของไม่เที่ยง.
หน้า 928 ข้อ 245
บทว่า ผุสติ ย่อมถูกต้อง คือ ย่อมถูกต้อง ย่อมแผ่ไปด้วย การถูกต้องวิปัสสนาญาณ. บทว่า ปริโยคหติ - ย่อมเข้าไป คือ เข้าไปด้วยวิปัสสนาญาณ. ปาฐะว่า ปริโยคาหติ บ้าง. จบ อรรถกถาขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส ปเทสวิหารญาณนิทเทส [๒๔๕] ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณอย่างไร ? เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่ง มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมี อกุศลเวทนา เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะ สัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่ง สัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ฯลฯ เพราะมิจฉา - วิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาวิมุตติ
หน้า 929 ข้อ 245
เป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมี กุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาวิมุตติ เป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศล. เวทนา เพราะฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบ แห่งฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อม มีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่ง สัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา เป็นธรรมไม่สงบนั้นเป็นปัจจัย๑ ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็น ธรรมสงบ แต่เพราะวิตกและสัญญาเป็นธรรมไม่สงบนั้นเป็นปัจจัย๒ ก็ ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะและวิตกเป็นธรรมไม่สงบนั้นเพราะสัญญา เป็นธรรมไม่สงบนั้นเป็นปัจจัย๓ ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา เป็นธรรมสงบนั้นเป็นปัจจัย๔ ก็ย่อมมีกุศลเวทนา ความเพียร เพื่อจะบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุมีอยู่ แม้เพราะเมื่อยังไม่ได้บรรลุ อริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นเป็นปัจจัย๕ก็ย่อมมีกุศลเวทนา. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณ. ๑ - ๕. บาลีประกอบบทไว้ด้วยคำว่า ตปฺปจฺจยาปิ.
หน้า 930 ข้อ 245
๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส (๒๔๕) พึงทราบวินิจฉัยในปเทสวิหารญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงอาการที่ควรพิจารณาญาณบางส่วนที่ ยกขึ้นไว้ในมาติกา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย จึงมีอกุศลเวทนา. ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิปจฺจยา - เพราะมิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัย ความว่า เวทนาสัมปยุตด้วยทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อม ควร. ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่สัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอกุศล เท่านั้น. แต่เวทนาเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัย ทิฏฐิ. จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิให้ข้าวยาคูและภัตเป็นต้นในวันปักษ์ เพราะอาศัยทิฏฐิ ย่อมปฏิบัติคนบอดและคนโรคเรื้อนเป็นต้น ย่อม สร้างศาลา ขุดสระโบกขรณีในทาง ๔ แพร่ง ปลูกสวนดอกไม้ สวน ผลไม้ พาดสะพานในที่ลำบากเพราะน้ำ ปรับที่ไม่เสมอให้เสมอ เวทนา ที่เป็นกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. แต่ เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ ย่อมด่า บริภาษ ฆ่าและจองจำพวกสัมมาทิฏฐิ. ฆ่าสัตว์บวงสรวงเทวดา. เวทนาเป็นอกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิ เหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. ส่วนเวทนาเป็นวิบาก ย่อมมีแก่ผู้ไปใน ภพอื่น.
หน้า 931 ข้อ 245
อนึ่ง มิจฉาทิฏฐินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันเกิดร่วมกัน ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัย. มิจฉาทิฏฐิดับไปทันทีนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุต ด้วยมิจฉาทิฏฐิในปัจจุบัน ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัย และวิคตปัจจัย. มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาสหรคตด้วยโลภะของ ผู้ยินดีทำมิจฉาทิฏฐิให้หนัก ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัย และ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย. มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤตของ ผู้ทำมิจฉาทิฏฐิให้เป็นเพียงอารมณ์ ด้วยอกุศลทั้งปวงผู้พิจารณาเห็น แจ้งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยเวทนาเป็นอกุศลทั้งปวง ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย เท่านั้น. มิจฉาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอกุศล อัน เกิดขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย และแก่เวทนาเป็นวิบากในภพอื่น ด้วย อำนาจอุปนิสัยปัจจัย. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิวูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งมิจฉา- ทิฏฐิเป็นปัจจัย ความว่า สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า เป็นความสงบแห่งมิจฉา- ทิฏฐิ เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่านกล่าวว่า เพราะสัมมาทิฏฐิเป็น
หน้า 932 ข้อ 245
ปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนาว่า มิจฺฉาทิฏฺิวูปสมปจฺจยา. ส่วนอาจารย์ บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า ความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีในขณะแห่ง วิปัสสนา และในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค. แม้ในบทนี้ว่า สมฺมาทิฏฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมีสัมมา- ทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา มีอธิบายดังต่อไปนี้ เวทนาสัมปยุต ด้วยสัมมาทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร. ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นกุศลเท่านั้น. อนึ่ง พวกสัมมาทิฏฐิอาศัยสัมมาทิฏฐิทำบุญ มีอาทิอย่างนี้ คือ พุทธบูชาจัดประทีปและดอกไม้ ฟังมหาธรรม ก่อพระเจดีย์ในทิศที่ยัง ไม่ได้ก่อ ด้วยประการฉะนี้ กุศลเวทนาย่อมเกิดแก่สัมมาทิฏฐิชน เหล่านั้น. สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้นอาศัยสัมมาทิฏฐิด่าบริภาษ พวก มิจฉาทิฏฐิ, ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยประการฉะนี้ อกุศลเวทนา ย่อมเกิด แก่สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้น. ส่วนวิบากเวทนา ย่อมมีแก่ผู้ไปในภพอื่น. อนึ่ง สัมมาทิฏฐินั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิ อันเป็น ปัจจุบันเวทนาที่ดับไปใกล้ที่สุด ซึ่งเกิดร่วมกันด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. โลกิยสัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนา อันสัมปยุตด้วยการพิจารณา อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา และอันสัมปยุต ด้วยความใคร่ ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย. โลกิยสัมมาทิฏฐิ ย่อมเป็น
หน้า 933 ข้อ 245
ปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิด้วยอุปนิสสยปัจจัย โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ สัมมาทิฏฐิอันเป็นมรรคผล ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยการ พิจารณา ด้วยสามารถแห่งอารัมมณาธิปติปัจจัย และอารัมมณูปนิสสย- ปัจจัย. บทว่า สมฺมาทิฏฺิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะความสงบ แห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ความว่า มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่า ความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่าน กล่าวว่า เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนานั่นแหละว่า สมฺมาทิฏิวูสสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย. แม้ในบทมีอาทิว่า มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยา มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺ- จยา - เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย เพราะความสงบแห่งมิจฉาสัง- กัปปะเป็นปัจจัย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า วูปสม- ปจฺจยา - เพราะความสงบเป็นปัจจัยแห่งธรรมใด ๆ ท่านประสงค์เอา เวทนานั้น ๆ เพราะมีธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งธรรมนั้น ๆ เป็นปัจจัย. อนึ่ง พึงทราบความในมิจฉาญาณเป็นต้นดังต่อไปนี้ ความคิด เพื่อหาอุบายในการทำบาป ชื่อว่า มิจฉาญาณ. อีกอย่างหนึ่ง มิจฉา- ญาณ คือ ญาณในการพิจารณาผิด. ญาณอันเป็นกุศลและอัพยากฤต ที่เหลือเว้นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ และโลกุตรสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า สัมมา- ญาณ. ความพ้นจากบาป ชื่อว่า มิจฉาวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง ความ
หน้า 934 ข้อ 245
พ้นที่ไม่เป็นจริง ความพ้นที่ไม่นำออกไป ผู้ไม่พ้น สำคัญว่าพ้น. ความน้อมไปในกัลยาณธรรม และผลวิมุตติ ชื่อว่า สัมมาวิมุตติ. สัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง. ส่วนในบทมีอาทิว่า ฉนฺทปจฺจยาปิ - เพราะฉันทะเป็นปัจจัย พึงทราบดังต่อไปนี้ ความโลภ ชื่อว่า ฉันทะ. พึงทราบว่า เวทนา สัมปยุตด้วยจิตที่สหรคต ด้วยโลภะ ๘ เพราะมีฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนา ในปฐมฌาน ชื่อว่า มีความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาใน ปฐมฌาน ชื่อว่า มีวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในทุติยฌาน ชื่อว่า มี ความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในสัญญาสมาบัติ ๖ ที่เหลือเว้น ปฐมฌาน ชื่อว่า มีสัญญาเป็นปัจจัย. เวทนาในเนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ ชื่อว่า มีความสงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย. ในบทมีอาทิว่า ฉนฺโท จ อวูปสโม โหติ - ฉันทะเป็นธรรม ไม่สงบ มีความว่า ถ้าฉันทะ วิตกและสัญญา เป็นธรรมไม่สงบ. บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความไม่สงบแห่งฉันทะ วิตกและสัญญา เป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - มีธรรมนั้นเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้น ฟ้อนรำ ไม่สงบเป็นปัจจัย. อธิบายว่า เพราะความไม่สงบฉันทะ วิตกและสัญญา เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. เวทนานั้น เป็นเวทนาสัมปยุตด้วยจิตสหรคต ด้วยโลภะ ๘. หากว่า ฉันทะสงบ วิตกและสัญญาไม่สงบ.
หน้า 935 ข้อ 245
บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความสงบแห่งฉันทะนั้น มีวิตกสัญญา ไม่สงบเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะวิตกและสัญญานั้น เป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย. เวทนานั้น เป็น เวทนา ในปฐมฌาน. หากว่า ฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบ สัญญา เป็นธรรมไม่สงบ. บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความสงบแห่งฉันทะและวิตกนั้น มีสัญญาไม่สงบเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย. เวทนานั้น เป็น เวทนาในทุติยฌาน. หากว่า ฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นธรรมสงบ. บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ฉันทะ วิตก สัญญา เป็นธรรมสงบ เป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้น เป็นธรรมสงบเป็นปัจจัย เวทนา นั้น เป็นเวทนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะแท้. แต่อาจารย์บางพวก พรรณนาไว้อย่างนี้ว่า " ความพอใจธรรมในส่วนเบื้องต้นด้วยคิดว่า เรา จักบรรลุถึงอัปปนา ดังนี้ ชื่อว่า ฉันทะ ความพอใจของผู้บรรลุอัปปนา เป็นความสงบ. วิตกย่อมมีในปฐมฌาน วิตกของผู้บรรลุทุติยฌานเป็น อันสงบ. สัญญาย่อมมีในสมาบัติ ๗. สัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานา- สัญญายตนะ และเข้าถึงนิโรธเป็นอันสงบไป " ดังนี้ แต่ในที่นี้ นิโรธ- สมาบัติย่อมไม่ประกอบ.
หน้า 936 ข้อ 246
บทว่า อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา - เพื่อบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุ คือ เพื่อต้องการบรรลุอรหัตผล. บทว่า อตฺถิ อายวํ ได้แก่ ความเพียรมีอยู่. ปาฐะว่า อายาวํ บ้าง บทว่า ตสฺมิมฺปิ าเน อนุปฺปตฺ - แต่เมื่อยังไม่บรรลุฐานะนั้น คือ เมื่อยังไม่บรรลุอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้น ด้วยสามารถ แห่งการปรารภความเพียรนั้น. บทว่า ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ คือ เพราะฐานะแห่งพระอรหัต เป็นปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนา ด้วยบทนี้ ท่านถือเอาโลกุตรเวทนา ที่เกิดแล้ว เกิดพร้อมกับมรรค ๔. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า บทว่า อายวํ คือ การปฏิบัติ. บทว่า ตสฺมิมฺปิ าเน อนุปฺปตฺเต- เมื่อยังไม่บรรลุฐานะแม้นั้น คือ บรรลุภูมินั้น ดังนี้. จบ อรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส [๒๔๖] ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญา- วิวัฏฏญาณอย่างไร ?
หน้า 937 ข้อ 246
ปัญญาในความมีเนกขัมมะเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากกาม- ฉันทะด้วยปัญญาเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรม เป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาในความมีความไม่พยาบาท เป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากพยาบาทด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี เพราะ ฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาในความมีอาโลกสัญญาเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี. . . ปัญญาในความมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอุทธัจจะด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี. . . ปัญญาในความ มีการกำหนดธรรมเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากวิจิกิจฉาด้วยปัญญาเป็น เครื่องรู้ดี. . .ปัญญาในความมีญาณเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอวิชชา ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี . . .ปัญญาในความมีปราโมทย์เป็นอธิบดี ย่อม หลีกออกจากอรติด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ...ปัญญาในความมีปฐมฌาน เป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ฯลฯ ปัญญาในความมีอรหัตมรรคเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวง ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรม เป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความมีกุศลธรรม เป็นอธิบดี เป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ.
หน้า 938 ข้อ 247
[๒๔๗] ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความเป็นต่าง ๆ เป็นเจโตวิวัฏฏญาณอย่างไร ? กามฉันทะเป็นความเป็นต่าง ๆ เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว เมื่อ พระโยคาวจรคิดถึงความที่เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีก ออกจากกามฉันทะ เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจาก ความเป็นต่าง ๆ จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ พยาบาทเป็นความเป็นต่าง ๆ ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่ความไม่ พยาบาทฟ้อนรำอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากพยาบาท เพราะ ฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความเป็นต่าง ๆ จึงเป็น เจโตวิวัฏฏญาน ถีนมิทธะเป็นความเป็นต่าง ๆ อาโลกสัญญาเป็นอย่าง เดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่อาโลกสัญญาเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะ เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีก ออกจากความเป็นต่าง ๆ จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯลฯ กิเลสทั้งปวง เป็นความเป็นต่างๆ อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึง ความที่อรหัตมรรคฟ้อนรำอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกิเลส ทั้งปวง เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความเป็น ต่างๆ จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมเป็นเหตุ หลีกออกจากความเป็นต่างๆ เป็นเจโตวิวัฏฏญาณ.
หน้า 939 ข้อ 248, 249
[๒๔๘] ปัญญาในการอธิฏฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณอย่างไร ? พระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมอธิฏฐานด้วยสามารถแห่ง เนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมอธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งความไม่ พยาบาท เมื่อละถีนมิทธะ ย่อมอธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ฯล ฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมอธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ปัญญาในการอธิฏฐานแต่ละอย่าง จึงเป็นจิตตวิวัฏฏญาณ แต่ละอย่าง. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการอธิษฐานเป็น จิตตวิวัฏฏญาณ. [๒๔๙] ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ อย่างไร ? เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า ตา ว่างเปล่าจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่ หรือจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ญาณย่อมหลีก ออกจากความยึดในกาม เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า จึงเป็นญาณวิวัฏฏญาณ เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความ เป็นจริงว่า หูว่างเปล่า ฯลฯ จมูกว่างเปล่า ลิ้นว่างเปล่า กายว่าง เปล่า ใจว่างเปล่า จากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง
หน้า 940 ข้อ 250, 251
จากความยั่งยืน จากความคงที่ หรือจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกาม เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรม อันว่างเปล่า จึงเป็นญาณวิวัฏฎญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ. [๒๕๐] ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ อย่างไร ? พระโยคาวจรย่อมสลัดกามฉันทะออกด้วยเนกขัมมะ สลัดพยา- บาทออกด้วยความไม่พยาบาท สลัดถีนมิทธะออกด้วยอาโลกสัญญา สลัดอุทธัจจะออกด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดวิจิกิจฉาออกด้วยการกำหนด ธรรม ฯลฯ สลัดกิเลสทั้งปวงออกด้วยอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสลัดออกแต่ละอย่าง จึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณแต่ละอย่าง. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ. [๒๕๑] ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจวิวัฏฏญาณ อย่างไร ?
หน้า 941 ข้อ 252
เมื่อพระโยคาวจรกำหนดรู้ความบีบคั้น ความปรุงแต่ง ความ ให้เดือดร้อน ความแปรปรวน แห่งทุกข์ ย่อมหลีกไป เมื่อละความ ประมวลมา ความเป็นเหตุ ความเกี่ยวข้อง ความกังวล แห่งสมุทัย ย่อมหลีกไป เมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความสลัดออก ความสงัด ความไม่ มีเครื่องปรุงแต่ง ความไม่ตาย แห่งนิโรธ ย่อมหลีกไป เมื่อเจริญ ความนำออก ความเป็นเหตุ ความเห็น ความเป็นอธิบดี แห่งมรรค ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในความว่าธรรมจริงแต่ละอย่าง จึง เป็นสัจวิวัฏฏญาณแต่ละอย่าง ญาณเป็นสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ ญาณวิวัฏฏะ วิโมกขวิวัฏฏะ สัจวิวัฏฏะ พระโยคาวจร เมื่อรู้พร้อมย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏะ เมื่อคิด ถึงย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงเป็นเจโตวิวัฏฏะ เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงเป็นจิตตวิวัฏฏะ เมื่อกระทำญาณย่อมหลีกไป เพราะ ฉะนั้น จึงเป็นญาณวิวัฏฏะ เมื่อสลัดออกย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น จึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏะ ย่อมหลีกไปในความว่าธรรมจริง เพราะฉะนั้น จึงเป็นสัจวิวัฏฏะ. [๒๕๒] ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่ง มรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะ แห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีจิตตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรค
หน้า 942 ข้อ 252
ใดมีจิตตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ ในขณะ แห่งมรรคนั้นย่อมมีญาณวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีญาณวิวัฏฏะ ใน ขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตวิวัฏฏะ ใน ขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ ญาณวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีวิโมกขวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมี วิโมกขวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ ญาณวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโต- วิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ ญาณวิวัฏฏะ วิโมกขวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีสัจวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัจวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรค นั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ ญาณวิวัฏฏะ วิโมกข- วิวัฏฏะ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจวิวัฏฏญาณ. ๔๔ - ๔๙. อรรถกถาวิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส [๒๔๖ - ๒๕๒] พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาวิวัฏฏญาณฉักก- นิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า เนกฺขมฺมาธิปตตฺตตา ปญฺา - ปัญญา
หน้า 943 ข้อ 252
ในความมีเนกขัมมะเป็นอธิบดี คือ ปัญญาที่เป็นไปด้วยความยิ่งในเนก- ขัมมะทำเนกขัมมะให้ยวดยิ่ง. บทว่า กามจฺฉนฺทโต สญฺญาย วิวฏฺฏติ - ย่อมหลีกออกจาก กามฉันทะด้วยปัญญาเครื่องรู้ดี คือ ย่อมหลีก หมุนกลับจากกามฉันทะ อันเป็นเหตุเป็นการณะแห่งสัญญาสัมปยุตด้วยปัญญา ท่าเนกขัมมะให้ยิ่ง ใหญ่. อธิบายว่า หันหลังให้กามฉันทะ ในบทที่เหลือมีนัยนี้. บทว่า กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ - กามฉันทะเป็นความเป็นต่าง ๆ คือกามฉันทะมิได้มีสภาพเป็นอันเดียวกัน เพราะไม่มีความประพฤติสงบ. บทว่า เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ - เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียว คือ เนกขัมมะมีสภาพอย่างเดียวกัน เพราะมีความประพฤติสงบ. บทว่า เนกฺขมฺเมกตฺตํ เจตยโต - เมื่อพระโยคาโจรคิดถึง ความที่เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียวกัน คือ ยังเนกขัมมะให้เป็นไป ด้วยการเห็นโทษในกามฉันทะ. บทว่า กามจฺฉนฺทโต จิตฺตํ วิวฏฺฏติ - จิตย่อมหลีกจากกาม- ฉันทะ คือ จิตย่อมหลีกจากกามฉันทะ โดยความเป็นโทษที่เห็นแล้ว ในขณะแห่งเนกขัมมะ. ในบทที่เหลือมีนัยนี้. บทว่า กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต - พระโยคาวจรละกามฉันทะ คือ ละกามฉันทะในขณะปฏิบัติเนกขัมมะด้วยวิกขัมภนปหานะ.
หน้า 944 ข้อ 252
บทว่า เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺาติ - พระโยคาวจรย่อม อธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ ได้แก่ ตั้งจิตสัมปยุตด้วยเนก- ขัมมะนั้นด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะที่ได้แล้ว คือ ทำให้ยวดยิ่งดำรงอยู่. อธิบายว่า ให้เป็นไป. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า จกฺขุ สุญฺํ อตฺเตน วา - จักษุว่างเปล่าจากตน คือ จักษุว่างเปล่าจากตน เพราะไม่มีตน กล่าวคือ ผู้ทำผู้เสวยที่คนพาล กำหนดไว้. เพราะจักษุ ชื่อว่าสูญ โดยที่จักษุไม่มีในตน. บทว่า อตฺตนิเยน วา - จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน คือ สูญจาก ของของตน เพราะไม่มีแม้ของของตนโดยไม่มีตน. ท่านกล่าวความไม่ มีตน และความไม่มีสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพื่อปฏิเสธการถือทั้งสองอย่าง เพราะมีการยึดถือโดยอาการทั้งสองของชาวโลกว่า ตัวตนและสิ่งที่เนื่อง ด้วยตน. บทว่า นิจฺเจน วา - จากความเที่ยง คือ ชื่อว่าสูญจากความ เที่ยง เพราะไม่มีใคร ๆ ที่จะล่วงเลยการทำลายแล้วตั้งอยู่ได้. บทว่า ธุเวน วา - จากความยั่งยืน คือ ชื่อว่าจากความยั่งยืน เพราะไม่มีใคร ๆ ที่จะมั่นคงอยู่ได้ แม้ในขณะที่เป็นไปอยู่. บทว่า สสฺสเตน วา - จากความคงที่ คือ ชื่อว่าสูญจากความ คงที่ เพราะไม่มีใครๆ ที่จะอยู่ได้ตลอดไป.
หน้า 945 ข้อ 252
บทว่า อวิปริณามธมฺเมน วา - จากความไม่แปรปรวนเป็น ธรรมดา คือ ชื่อว่าสูญจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ มีใคร ๆ ที่จะเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ชรา- ความแก่ และภังคะ - ความสลายไป. อีกอย่างหนึ่ง มีอธิบายว่าสูญจากความเที่ยว จากความยั่งยืน จากความมั่นคง และจากความไม่เปรปรวนเป็นธรรมดา. บทว่า ยถาภูตํ ชานโต ปสฺสโต - พระโยคาวจรรู้เห็นตาม ความเป็นจริง คือ รู้ตามสภาวะด้วยอนัตตานุปัสนาญาณอย่างนี้ และ เห็นดุจเห็นด้วยจักษุ. บทว่า จกฺขาภินิเวสโต าณํ วิวฏฺฏฺติ - ญาณย่อมหลีกออก จากความยึดถือในจักษุ คือ ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือที่เห็นแล้ว อันเป็นไปว่า จักษุเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งที่เนื่องด้วยตน. ในบทที่ เหลือมีนัยนี้. บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โวสฺสชฺชติ - พระโยคาวจร สละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะย่อมสละกาม- ฉันทะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อเนกขัมมะนั้นด้วยเนกขัมมะ. บทว่า โวสฺสคฺเค ปญฺา - ปัญญาในความสลัดออก คือ ปัญญาสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น ในเนกขัมมะอันเป็นความสลัดออก
หน้า 946 ข้อ 252
แห่งกามฉันทะ. บทว่า ปีฬนฺฏฺา - ความบีบคั้นเป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าว แล้วในหนหลัง. บทว่า ปริชานนฺโต วิวฏฺฏติ เมื่อกำหนดรู้ย่อมหลีกไป เป็น เทศนาบุคลาธิฏฐาน ท่านกล่าวว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคกำหนด รู้อรรถ ๔ อย่างแห่งทุกข์ด้วยสามารถแห่งกิจ ย่อมหลีกไปด้วยการออก จากทุกข์. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยญาณ ย่อมหลีกไปแม้ในญาณวิวัฏฏะ. บทว่า ตถฏฺเ ปญฺา - ปัญญาในความว่าธรรมจริง คือ วิวัฏฏนาปัญญา - ปัญญา คือ การหลีกไปในความว่าธรรมจริงของบุคคล นั้น. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงวิวัฏฏญาณ ๖ โดยต่างกัน แห่งอาการด้วยสามารถกิจ ในขณะแห่งมรรคนั่นเองตั้งมาติกา มีอาทิว่า สญฺา วิวฏฺโฏ แล้วเมื่อจะจำแนกมาติกานั้นโดยอรรถ จึงกล่าวบท มีอาทิว่า สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏติ - พระโยคาวจร เมื่อรู้พร้อมย่อม หลีกไป. ในบทเหล่านั้นบทว่า สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺาวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อม ย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญา- วิวัฏฏะ ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อมเนกขัมมะเป็นต้น ใน ส่วนเบื้องต้นโดยความเป็นอธิบดี ภายหลังย่อมหลีกไปจากกามฉันทะ
หน้า 947 ข้อ 252
เป็นต้น ด้วยญาณสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า สัญญาวิวัฏฏะ. บทว่า เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจร เมื่อคิดย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เจโตวิวัฏฏะ ความว่า เพราะพระโยคาวจรเมื่อคิดธรรมอย่างเดียวกันมีเนกขัมมะเป็นต้น ย่อม หลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะนั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าเจโตวิวัฏฏะ. บทว่า วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ - พระโยคาวจร เมื่อรู้แจ้งย่อมหลีก เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏะ ความว่า เพราะ พระโยคาวจรเมื่อรู้แจ้งด้วยจิตอธิฏฐาน ด้วยสามารถเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมหลีกไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ นั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏะ. บทว่า าณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ าณวิฏฺโฏฺ - เมื่อทำ ญาณหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิวัฏฏะ ความว่า เพราะพระ- โยคาวจรเมื่อทำอายตนะภายใน ๖ อย่างให้รู้แจ้ง โดยความเป็นของสูญ ด้วยอนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมหลีกไปจากความยึดมั่นด้วยความเห็น ด้วยญาณนั่นเอง. ฉะนั้นญาณนั้นจึงชื่อว่าญาณวิวัฏฏะ บทว่า โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ - เมื่อ สลัดออกย่อมหลีกไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏะ ความว่า
หน้า 948 ข้อ 252
เพราะพระโยคาวจรเมื่อสลัดกามฉันทะเป็นต้น ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมหลักไปจากกามฉันทะเป็นต้น ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยเนกขัมมะ นั้น. ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฎฏะ. บทว่า ตถฏฺเ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ - ย่อมหลีกไปใน ความว่า ธรรมจริง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ ความว่า เพราะ พระโยคาวจรย่อมหลีกไปจากทุกข์ในความว่า ธรรมจริง ๔ อย่าง ด้วย สามารถการออก. ฉะนั้น มรรคญาณจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ. หรือว่า มรรคญาณนั่นแหละ ย่อมหลีกไปจากทุกข์ในความว่า ธรรมจริง ด้วย ความออกไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ. บทมีอาทิว่า ยตฺถ สญฺาวิวฏฺโฏ - ในขณะแห่งมรรคใด มีสัญญาวิวัฏฏะ ท่านกล่าวหมายถึงขณะแห่งสัจวิวัฏฏะ เพราะ ท่านกล่าวไว้แล้วในสัจวิวัฏฏญาณนิทเทส. เพราะญาณทั้งหมดย่อม ประกอบอยู่ในมรรคญาณนั่นเอง. ถามว่า อย่างไร ? ตอบว่า เพราะ อริยมรรคมาแล้วโดยสรุปในญาณที่เหลือ เว้นญาณในวิวัฏฏะ. แม้ ญาณในญาณวิวัฏฏะย่อมประกอบในขณะแห่งมรรค ด้วยสามารถสำเร็จ กิจแห่งวิปัสสา เพราะวิปัสสนากิจสำเร็จด้วยมรรคนั่นเอง. หรือว่า การกล่าวถึงญาณนั้นในมรรคญาณว่า บทมีอาทิว่า จกฺขุ สุญฺํ - จักษุ ว่างเปล่า เป็นอันแทงตลอดด้วยสามารถแห่งดังนี้ ย่อมควรในขณะ มรรคนั่นเอง.
หน้า 949 ข้อ 252
อนึ่ง ในบทนี้มีการประกอบความดังต่อไปนี้ ควรทำการประ- กอบในการเทียบเคียงทั้งหมด โดยนัยมีอาทิว่าในขณะแห่งมรรคใด มี สัญญาวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะ. ในขณะ แห่งมรรคา มีเจโตวิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น มีสัญญาวิวัฏฏะ. อีกอย่างหนึ่ง สัจวิวัฏฏะมาแล้ว เพราะอริยมรรค ๔ มาถึงแล้ว ใน สัญญาวิวัฏฏะ เจโตวิวัฏฏะ จิตตวิวัฏฏะ และวิโมกขวิวัฏฏะ. อนึ่ง ญาณวิวัฏฏะเป็นอันสำเร็จ ด้วยสามารถแห่งกิจ ด้วย สัจวิวัฏฏะนั่นเอง. เมื่อกล่าวไปยาลให้พิสดารในสัญญาวิวัฏฏะ เจโต- วิวัฎฏะ จิตตวิวัฏฏะ และวิโมกขวิวัฏฏะ แม้ญาณในญาณวิวัฏฏะก็มา แล้วในญาณเหล่านั้น เพราะมีปาฐะว่า ปัญญามีอนัตตานุปัสนาเป็น อธิบดี ย่อมหลีกไปจากความถือมั่นด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นปัญญา เป็นอธิบดีจึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏญาณ. ความยึดมั่นเป็นความเป็นต่าง ๆ อนัตตานุปัสนาเป็นธรรมอย่างเดียว. เมื่อคิดถึงความเป็นอย่างเดียวของ อนัตตานุปัสนา จิตย่อมหลีกไปจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นปัญญา ในความเป็นต่าง ๆ จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ เมื่อละความยึดมั่นจิต ย่อม ตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสนา เพราะเหตุนั้นปัญญาในการอธิฏ- ฐานจึงชื่อว่าจิตตวิวัฏฏญาณ. และสลัดความยึดมั่นด้วยอนัตตานุปัสนา เพราะเหตุนั้น ปัญญาในความสลัดออกจึงชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฎญาณ.
หน้า 950 ข้อ 253
อนึ่ง ในญาณวิวัฏฏะ ย่อมได้สัจวิวัฏฏะด้วย เพราะประกอบ บทมีอาทิว่า จักษุว่างเปล่าจากตนหรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ด้วยสามารถ กิจของผู้ออกจากอนัตตานุปัสนาแล้วได้อริยมรรค. เพราะฉะนั้น ใน วิวัฏฏะหนึ่ง ๆ ย่อมได้วิวัฏฏะ อย่างละ ๕ ที่เหลือ. เพราะฉะนั้น พึง ทราบว่าท่านกล่าวเทียบเคียงไว้มีอาทิว่า ในขณะแห่งมรรคใด มีสัญญา- วิวัฏฏะ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏะด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาวิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส อิทธิวิธญาณนิทเทส [๒๕๓] ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดรูปกาย (ของตน) และจิต (มีฌานเป็นบาท) เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ซึ่ง สุขสัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธญาณอย่างไร ? ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยสมาธิ ยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบ ด้วยสมาธิยิ่งด้วยวีริยะและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาท อัน ประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยจิตและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิ- บาท อันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยวิมังสาและสังขารเป็นประธาน ภิกษุ
หน้า 951 ข้อ 253
นั้นย่อมอบรมข่มจิต ทำให้เป็นจิตอ่อนควรแก่การงาน ในอิทธิบาท ๔ ประการนี้ ครั้นแล้วย่อมตั้งกายไว้ในจิตบ้าง ตั้งจิตไว้ในกายบ้าง น้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งกายบ้าง น้อมกายไปด้วยสามารถแห่งจิตบ้าง อธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งกายบ้าง อธิฏฐานกายด้วยสามารถแห่ง จิตบ้าง ครั้นน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งกาย น้อมกายไปด้วยสามารถ แห่งจิต อธิฏฐานจิตด้วยสามารถแห่งกาย อธิฏฐานกายด้วยสามารถ แห่งจิตแล้ว ย่อมหน่วงสุขสัญญาและลหุสัญญาลงในกายอยู่ เธอมีจิต อันอบรมแล้วอย่างนั้นบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิ- วิธญาณ เธอย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็นหลายคน ก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น ดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แยกเหมือนเดินไป บนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกาย ไปตลอดพรหมโลกก็ได้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสำเร็จด้วย การกำหนดรูปกาย (ของตน) และจิต (อันมีฌานเป็นบาท) เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธ- ญาณ.
หน้า 952 ข้อ 253
๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณนิทเทส ๒๕๓] พึงทราบวินิจฉัยในอิทธิวิธญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า อิธ ภิกขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้. ในบทนี้ว่า ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ - อันประกอบ ด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน มีอธิบายดังต่อไปนี้. สมาธิมีฉันทะเป็นเหตุ หรือสมาธิยิ่งด้วยฉันทะ ชื่อว่า ฉันทสมาธิ. บทนี้ เป็นชื่อของสมาธิที่ได้เพราะทำกัตตุกัมยตาฉันทะ - ความพอใจ เพราะใคร่จะทำการงาน ให้เป็นอธิบดี. สังขารเป็นประธาน ชื่อว่า ปธานสังขารทั้งหลาย บทนี้ เป็นชื่อของความเพียร คือ สัมมัปธาน อันให้สำเร็จกิจ ๔ อย่าง. ท่านทำเป็นพหุวจนะ ด้วยสามารถทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ. บทว่า สมนฺนาคตํ - ประกอบแล้ว คือ เข้าถึงแล้วด้วยสมาธิ ยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประฐาน. บทว่า อิทฺธิปาทํ - อิทธิบาท ความว่า หมวดจิตและเจตสิกที่เหลืออันเป็นบาท ด้วยความอธิฏฐาน แห่งสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน อันสัมปยุตด้วยจิตเป็น กุศล มีอุปจารฌานเป็นต้นอันได้ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ โดยปริยายแห่งความสำเร็จ หรือโดยปริยายนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ สำเร็จแล้ว เจริญแล้ว ถึงความดีเลิศแล้ว ย่อมสำเร็จด้วยอิทธินั้น.
หน้า 953 ข้อ 253
สมดังที่ท่านอธิบายไว้ในสุตตันตภาชนีย์ในอิทธิปาทวิภังค์ว่า๑ บทว่า อิทฺธิปาโท คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ของผู้เป็นอย่างนั้น. อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมภาชนีย์ว่า๒ บทว่า อิทฺธิปาโท คือ ผัสสะ เวทนา ฯลฯ ปัคคาหะ - การประคองไว้ อวิกเขปะ - ความ ไม่ฟุ้งซ่านของผู้เป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้น ในบทนี้ว่า เสสจิตฺต- เจตสิกราสี - หมวดแห่งจิตเจตสิกที่เหลือ พึงทราบว่า ท่านทำอิทธิ อย่างหนึ่ง ๆ ในสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน แล้วทำ คำที่เหลือกับด้วยบทละสอง ๆ. จริงอยู่ ท่านสงเคราะห์ขันธ์ ๔ และธรรมมีผัสสะเป็นต้น ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างนี้. โดยนัยนี้ แม้ในบทที่เหลือ พึงทราบความ ดังต่อไปนี้. สมาธิที่ได้เพราะทำวีริยะ จิตตะ วีมังสาให้เป็นอธิบดี ท่านกล่าวว่า วีมังสาสมาธิ เหมือนอย่างสมาธิที่ได้เพราะทำฉันทะให้เป็น อธิบดี ท่านกล่าวว่า ฉันทสมาธิ ฉะนั้น. ในอิทธิบาทหนึ่ง ๆ ธรรมอย่างละ ๓๓ๆ คือ มีฉันทะเป็นต้น มี วีริยะเป็นต้น มีจิตตะเป็นต้น มีวีมังสาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า อิทธิบ้าง อิทธิบาทบ้างด้วยประการฉะนี้. ส่วนขันธ์ ๔ อย่างสัมปยุตกัน ที่เหลือ เป็นอิทธิบาทอย่างเดียว. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๕๐๘. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๕๒๑. ๓. มีฉันทะเป็นต้น ได้แก่ธรรม ๓ คือ วีริยะ จิตตะ วีมังสา เกิดร่วมกับฉันทะ ที่เป็นประธาน เรียกว่า ฉันทสมาธิ.
หน้า 954 ข้อ 253
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า เพราะธรรมอย่างละ ๓ ๆ เหล่านี้ ย่อมสำเร็จพร้อมกับขันธ์ ๔ อันสัมปยุตกัน. เว้นขันธ์ ๔ เหล่านั้น เสีย ย่อมไม่สำเร็จ. ฉะนั้น โดยปริยายนั้น แม้ขันธ์ ๔ ทั้งหมด ก็ ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่าให้สำเร็จ. ชื่อว่ ปาทะ เพราะอรรถว่าเป็น ที่ตั้ง. ส่วนในบทนี้ว่า วีริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ - ประกอบ ด้วยสมาธิยิ่งด้วยวีริยะและสังขารเป็นประธาน มีความดังต่อไปนี้. วีริยะ และสังขารเป็นประธาน เป็นอันเดียวกัน. หากถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวไว้เป็นสองอย่าง. ตอบว่า ในที่นี้ท่านมุ่งเอาวีริยะก่อน ด้วย การแสดงความที่วีริยะเป็นอธิบดี เพื่อแสดงความที่วิริยะนั้นแหละให้ สำเร็จกิจ ๔ อย่าง ท่านจึงกล่าวสังขารเป็นประธาน. อนึ่ง ในบทนี้ เพราะท่านกล่าวไว้สองอย่างนั่นแหละ เป็นอัน ท่านกล่าวธรรมอย่างละ ๓ ๆ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า อิทธิ ยังไม่สำเร็จ. ชื่อว่า อิทธิบาท สำเร็จแล้ว เพราะท่านกล่าว ไว้ในวิภังค์ว่า๑ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี ความปรารถนา ความ ปรารถนาด้วยดีซึ่งธรรมนั้น ๆ ชื่อว่า อิทธิ. แต่ในที่นี้ ท่านตัดสินว่า อิทธิก็ดี อิทธิบาทก็ดี สำเร็จแล้วกำจัดเครื่องกำหนดได้แล้ว ด้วยบท ๑. อภิ. วิผ. ๓๕/๕๒๑.
หน้า 955 ข้อ 253
มีอาทิว่า อิทฺธิ สมิทฺธิ พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงธรรมโดยอาการ คือ ความสำเร็จ. บทว่า ภาเวติ - ย่อมเจริญ คือ ย่อมเสพ. แม้ในบทนี้ การ เจริญอิทธิบาทเป็นโลกิยะ ดุจในสุตตันตภาชนีย์๑ เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรผู้ประสงค์จะยังอิทธิบาทให้สมบูรณ์ก่อนเจริญอิทธิบาท อัน เป็นโลกิยะ เป็นผู้เข้าสมาบัติ ๘ ถึงความชำนาญบรรลุแล้วในกสิณ ๘ มีปฐวีกสิณเป็นต้น ฝึกจิตโดยอาการ ๑ เหล่านี้ คือ โดยอนุโลม กสิณ ๑ โดยปฏิโลมกสิณ ๑ โดยอนุโลมและปฏิโลมกสิณ ๑, โดย อนุโลมฌาน ๑ โดยปฏิโลมฌาน ๑ โดยอนุโลมปฏิโลมฌาน ๑, โดย ก้าวไปสู่ฌาน ๑ โดยก้าวไปสู่กสิณ ๑ โดยก้าวไปสู่ฌานและกสิณ ๑, โดยเคลื่อนไปสู่องค์ ๑ โดยเคลื่อนไปสู่อารมณ์ โดยเคลื่อนไปสู่ องค์และอารมณ์ ๑, โดยกำหนดองค์ ๑ โดยกำหนดอารมณ์ ๑ แล้วจึงเข้าฌานบ่อย ๆ ด้วยสามารถฉันทะ วีริยะ จิตตะ วีมังสาเป็น ประธาน. อาจารย์บางพวกปรารถนา แม้การกำหนดองค์และอารมณ์. ผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุเบื้องต้น สะสมความชำนาญในเหตุเพียงฌาน ๔ หมวด ในกสิณทั้งหลายกระทำ ย่อมสมควร เพราะเหตุนั้น พระ- โยคาวจรเจริญอิทธิบาทสมาธินั้น ๆ ย่อมอธิฏฐานวีริยะ ๔ ประการ มีอาทิว่า เพื่อมิให้เกิดอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น๒ ครั้น ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๕๑๘. ๒. ภิ. วิ. ๓๕/๕๐๙.
หน้า 956 ข้อ 253
รู้ความเสื่อมและความเจริญของสมาธินั้นแล้วย่อมอธิฏฐานวีริยะไว้ เสมอ. พระโยคาวจรนั้นอบรมจิตในอิทธิบาท ๔ อย่างนี้แล้วย่อมยัง อิทธิวิธให้สำเร็จได้. บทว่า โส ในบทมีอาทิว่า โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ คือ ภิกษุผู้เจริญอิทธิบาท ๔ นั้น. บทว่า จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ - ภิกษุย่อมอบรม จิตในอิทธิบาท ๔ คือ ภิกษุทำอิทธิบาทอย่างหนึ่งๆ ในฉันทะทั้งหลาย บ่อย ๆ แล้ว ชื่อว่าอบรมจิต ในอิทธิบาทเหล่านั้นด้วยการเข้าฌาน. อธิบายว่า ให้ถือเอาการอบรมฉันทะเป็นต้น. บทว่า ปริทเมติ - ย่อมข่มจิต คือ ทำจิตให้หมดพยศ. บท ก่อนกล่าวถึงเหตุของบทหลัง. เพราะจิตที่อบรมแล้ว ย่อมเป็นจิตที่ข่ม ได้แล้ว. บทว่า มุทุํ กโรติ - ทำให้เป็นจิตอ่อน คือ ทำจิตที่ข่มไว้ได้ แล้วอย่างนั้นให้ถึงความชำนาญ. เพราะจิตเป็นไปในอำนาจ กล่าวว่า มุทุ - อ่อน. บทว่า กมฺมนิยํ - ควรแก่การงาน คือ ทำให้เหมาะแก่การงาน ให้สมควรแก่การงาน. เพราะจิตอ่อนย่อมควรแก่การงาน ดุจทองคำ ที่ขัดดีแล้ว. แต่ในที่นี้ ได้แก่ จิตควรแก่การงาน คือ แสดงฤทธิ์ได้.
หน้า 957 ข้อ 253
บทว่า โส คือ ภิกษุผู้มีจิตอบรมแล้วนั้น. ท่านกล่าวบทมี อาทิว่า กายมฺปิ จิตฺเต สโมทหติ - ย่อมตั้งกายไว้ในจิตบ้าง เพื่อ แสดงวิธีโยคะ เพื่อความสำเร็จแห่งการท่องเที่ยวไปของจิตตามสบายใน เวลาท่าอิทธิ. ในบทเหล่านั้นบทว่า กายมฺปิ จิตฺเต สโมทหติ - ย่อมตั้ง กายไว้ในจิตบ้าง ความว่า ย่อมตั้ง คือ ให้เข้าไปยกกรชกายไว้ในจิต มีฌานเป็นบาทบ้าง. อธิบายว่า ทำกายให้เป็นไปตามจิต. กระทำอย่างนี้ ย่อมมีเพื่ออุปการะแก่การไปด้วยกายอันไม่ปรากฏ. บทว่า จิตฺตมฺปิ กาเย สโมทหติ - ย่อมตั้งจิตไว้ในกายบ้าง ความว่า ย่อม คือ ยกจิตมีฌานเป็นบาทในกรชกายของตน อธิบาย ว่า ทำจิตให้เป็นไปตามกายบ้าง. การทำอย่างนี้ย่อมมีเพื่ออุปการะแก่ การไปด้วยกายอันปรากฏ. ปาฐะว่า สมาทหติ บ้าง. ความว่า ให้ ตั้งไว้. บทว่า กายวเสน จิตฺตํ ปริณาเมติ - ย่อมน้อมจิตไปด้วย สามารถแห่งกายบ้าง ความว่า ถือจิตมีฌานเป็นบาทยกขึ้นในกรชกาย. ทำให้เป็นไปตามกาย. บทนี้เป็นไวพจน์ของการตั้งจิตไว้ในกาย. บทว่า จิตฺตวเสน กายํ ปริณาเมติ - ย่อมน้อมกายไปด้วย อำนาจของจิตบ้าง ความว่า ยึดกรชกายแล้วยกไว้ในจิตที่มีฌานเป็น บาท ทำให้เป็นไปตามจิต. บทนี้เป็นไวพจน์ของการตั้งกายไว้ในจิต.
หน้า 958 ข้อ 253
บทว่า อธิฏฺาติ - ย่อมอธิฏฐาน คือ อธิฏฐานว่า ขอจงเป็น อย่างนี้เถิด. ท่านกล่าวถึงการน้อมไปเพื่อไขอรรถแห่งความตั้งไว้. ท่าน กล่าวถึงอธิฏฐานเพื่อไขอรรถแห่งความน้อมไป. เพราะบทว่า สโมท- หติ เป็นบทตั้ง. บทว่า ปริณาเมติ อธิฏฺาติ - เป็นบทขยายอรรถ ของบทว่า สโมทหติ นั้น. ฉะนั้น ด้วยสามารถแห่งบททั้งสองนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริณาเมตฺวา - น้อมไปแล้ว อธิฏฺหิตฺวา อธิฏฐาน แล้ว. ไม่กล่าวว่า สโมทหิตฺวา - ตั้งไว้แล้ว. บทว่า สุขสญฺจ ลหุสสฺญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา วิหรติ - ย่อมหน่วงสุขสัญญา และลหุสัญญาลงในกายอยู่ ความว่า ย่อมหน่วงสุขสัญญาอันเกิดร่วมกับจตุตถฌาน และลหุสัญญาให้เข้าไป ในกรชกายอยู่ แม้กรชกายของภิกษุนั้นผู้มีกายหน่วงลงในสัญญานั้น ก็เป็นกรชกายเบาดุจปุยนุ่น. บทว่า โส คือ ภิกษุผู้ทำโยควิธีนั้น. บทว่า ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน - มีจิตอันอบรมแล้ว เป็นตติยา- วิภัตติลงในลักษณะแห่งอิตถัมภูต - มี หรือลงในอรรถแห่งเหตุ - เพราะ. ความว่า มีจิตอันอบรมแล้ว คือ เป็นเหตุ. บทว่า ปริสุทฺเธน - บริสุทธิ์ คือ ชื่อว่าความบริสุทธิ์แห่งสติในอุเบกขา. ชื่อว่าผ่องแผ้ว เพราะบริสุทธิ์นั่นเอง. อธิบายว่าจิตประภัสสร - ผ่องใส.
หน้า 959 ข้อ 253
บทว่า อิทฺธิวิธาณาย - เพื่ออิทธิวิธญาณ คือ ในส่วนแห่ง อิทธิ. หรือ เพื่อต้องการญาณในการกำหนดอิทธิ. บทว่า จิตฺตํ อภินีหรติ - ย่อมโน้นจิตไป คือ ภิกษุนั้นเมื่อ จิตนั้นมีอภิญญาเป็นบาทเกิดแล้วด้วยสามารถประการดังกล่าวแล้ว ย่อม โน้มบริกรรมจิตไปเพื่อบรรลุอิทธิวิธญาณ. นำออกจากอารมณ์กสิณ แล้วส่งไปมุ่งอิทธิวิธ. บทว่า อภินินฺนาเมติ - ย่อมน้อมไป คือ ทำการโน้มไปสู่อิทธิ ที่ควรบรรลุให้โอนไปสู่อิทธิ. บทว่า โส คือ ภิกษุผู้ทำจิตให้มีอภินิหารอย่างนี้. บทว่า อเนกวิหิตํ - หลายอย่าง คือ หลายอย่างมีประการต่าง ๆ. บทว่า อิทฺธิวิธํ - แสดงฤทธิ์ได้ คือ ส่วนแห่งฤทธิ์ หรือ กำหนดฤทธิ์. บทว่า ปจฺจนุโภติ คือ ย่อมเสวยผล. อธิบายว่า ย่อมสัมผัส ทำให้แจ้ง คือ บรรลุ. บัดนี้พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงความที่ภิกษุ นั้นแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอโกปิ หุตฺวา. ในบทเหล่านั้นบทว่า เอโกปิ หุตฺวา - คือ แม้เป็นคนเดียว ความว่า ตามปกติก่อนแสดงฤทธิ์เป็นคนเดียว.
หน้า 960 ข้อ 253
บทว่า พหุธา โหติ - เป็นหลายคน คือ ประสงค์จะเดิน จงกรมในสำนักของภิกษุมากก็ดี ประสงค์จะสาธยายก็ดี ประสงค์จะ ถามปัญหาก็ดี เป็นร้อยก็ได้ เป็นพันก็ได้. ถามว่า เป็นอย่างนั้นได้ อย่างไร ? ตอบว่า หากภิกษุนั้นยังธรรมอันเป็นบทมูลของบาทแห่งภูมิ ของฤทธิ์ให้สมบูรณ์ แล้วเข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ครั้นออก แล้วปรารถนาเป็นร้อยก็ทำบริกรรมว่า. ขอเราจงเป็นร้อย ขอเราจง เป็นร้อยแล้วเข้าฌานอันเป็นบาท ครั้นออกแล้วอธิฏฐาน พร้อมกับ อธิฏฐานนั่นแหละจะเป็นร้อยได้. แม้ในพันเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือน กัน. หากว่าไม่ปรารถนาอย่างนั้นควรทำบริกรรม อีกแล้วเข้าครั้งที่สอง ครั้นออกแล้วจึงอธิฏฐาน. ในอรรถกถาสังยุตท่านกล่าวว่า ควรเข้า ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ใน การเข้านั้นจิตมีฌานเป็นบาท มีนิมิตเป็นอารมณ์. จิตบริกรรม มีร้อย หรือมีพันเป็นอารมณ์. จิตเหล่านั้นแหละด้วยสามารถแห่งวรรณะ มิ ใช่ด้วยสามารถแห่งบัญญัติ. แม้จิตอธิฏฐาน มีร้อยหรือมีพันเป็นอารมณ์ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน. จิตนั้นมีอารมณ์เดียวเท่านั้นเป็นรูปาวจรจตุตถ- ฌาน ย่อมเกิดขึ้นในลำดับโคตรภู ดุจอัปปนาจิตครั้งแรก. ในบทว่า พหุธา โหติ นั้น ผู้มีนิรมิตได้มากย่อมเป็นเช่นเดียว กันกับผู้มีฤทธิ์ เพราะนิรมิตไม่กำหนดไว้. ย่อมทำสิ่งที่ผู้มีฤทธิ์ทำได้ใน การยืน การนั่งเป็นต้น หรือในการพูด การนิ่งเป็นต้น. หากประสงค์
หน้า 961 ข้อ 253
จะทำรูปนิรมิตชนิดต่าง ๆ ทำบางพวกในปฐมวัย. บางพวกในมัชฌิมวัย. บางพวกในปัจฉิมวัย. ทำบางพวกให้มีผมยาว โกนผมได้ครึ่งหนึ่ง มีผมดอกเลา มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่ง สีขาวครึ่งหนึ่ง สวดบทภาณ แสดงธรรมกถา สวดสรภัญญะ ถามปัญหา แก้ปัญหา ย้อมจีวร ต้มจีวร เย็บและซักจีวร เป็นต้น ก็เหมือนกัน หรือประสงค์จะทำนานัปการ อย่างอื่น. ครั้นออกจากฌานอันเป็นบาท ด้วยเหตุนั้นแล้วทำบริกรรม โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นปฐมวัย แล้วเข้าสมาบัติอีก ครั้นออกแล้วพึงอธิฏฐานพร้อมกับจิตอธิฏฐาน ภิกษุย่อมเป็นไปตาม ที่ตนอธิฏฐานด้วยประการฉะนี้. ในบทมีอาทิว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ - หลายคนเป็น คนเดียวก็ได้ ก็มีนัยนี้. แต่มีความต่างกันดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ภิกษุนี้ ครั้นนิรมิตรูปเป็นอันมากอย่างนี้แล้วคิดต่อไปว่า เราจักเดินจงกรมแต่ผู้ เดียวเท่านั้น. เราจักทำการสาธยาย. เราจักถามปัญหาดังนี้ก็ดี คิดว่า วิหารนี้มีภิกษุน้อย. หากภิกษุบางพวกจักมา. ภิกษุประมาณเท่านี้เหล่านี้ จักอยู่ที่ไหน. จักรู้จักเราว่านี้อานุภาพของพระเถระแน่นอนก็ดี จึง ปรารถนาว่า ขอเราจงเป็นผู้เดียวในระหว่าง เพราะเป็นผู้ปรารถนาน้อย เข้าฌานเป็นบาท ครั้นออกแล้วจึงทำบริกรรมว่า ขอเราจงเป็นผู้เดียว แล้วเข้าฌานอีก ครั้นออกแล้วพึงอธิฏฐานว่า ขอเราจงเป็นผู้เดียวเถิด. ภิกษุนั้นก็จะเป็นรูปเดียวพร้อมกับจิตอธิฏฐานนั่นเอง. เมื่อไม่ทำอย่างนี้
หน้า 962 ข้อ 253
ย่อมเป็นรูปเดียวด้วยตนเองเท่านั้นด้วยสามารถกาลตามที่กำหนดไว้. บทว่า อาวิภาวํ คือ ทำให้ปรากฏ. บทว่า ติโรภาวํ - ทำให้ปกปิดก็ได้. พึงเชื่อมด้วยบทก่อนว่า อาวิภาวํ ปจฺจนุโภติ. ติโรภาวํ ปจฺจนุโภติ - แสดงให้ปรากฏก็ได้. แสดงให้หายไปก็ดี. ในบทนี้ผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำให้ปรากฏ. ย่อมทำ ความมืดให้สว่างได้. หรือทำที่ปกปิดให้เปิดเผยได้. หรือทำที่ไม่ใช่คลอง สายตา ให้เป็นคลองสายตา. ถามว่า อย่างไร ? ตอบว่า เหมือนอย่าง ว่า ภิกษุนี้แม้อยู่ในที่กำบัง หรือแม้อยู่ในที่ใกล้ ก็ปรากฏได้ฉันใด. ประสงค์จะแสดงตน หรือผู้อื่นให้ปรากฏก็ฉันนั้น ครั้นออกจากฌาน เป็นบาทแล้วคำนึงว่า ขอที่กำบัดนี้จงเปิดเผย. หรือขอที่มิใช่คลองจักษุ นี้จงเป็นคลองจักษุเถิดดังนี้ แล้วทำบริกรรมอธิฏฐานโดยนัยดังกล่าว แล้วนั่นแหละ. พร้อมกับอธิฏฐานย่อมเป็นไปตามที่อธิฏฐาน. ผู้อื่นแม้ ยินอยู่ในที่ไกลก็เป็นได้. ประสงค์เห็นแม้ตนเองก็เห็นได้. ประสงค์ จะทำให้หายไป ? ย่อมทำแสงสว่างให้มืดได้ หรือทำที่ไม่ปกปิดให้ปกปิด ได้. หรือทำที่เป็นคลองจักษุ มิให้เป็นคลองจักษุได้. ถามว่าอย่างไร ? ตอบว่าเหมือนอย่างว่า. แม้อยู่ในที่ปกปิด หรือแม้ยืนอยู่ในที่ใกล้ก็ไม่ ปรากฏฉันใด. ภิกษุประสงค์จะแสดงตน หรือผู้อื่นก็ฉันนั้น ครั้น ออกจากฌานเป็นบาทแล้ว คำนึงว่า ขอที่ไม่ปกปิดนี้จงปกปิด. หรือ
หน้า 963 ข้อ 253
ขอที่เป็นคลองจักษุนี้ จงมิใช่คลอดจักษุ แล้วทำบริกรรมอธิฏฐานโดย นัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. พร้อมกับอธิฏฐาน ย่อมเป็นไปตามอธิฏฐาน ทีเดียว. ผู้อื่นแม้ยืนอยู่ใกล้ก็ไม่ปรากฏ. แม้ประสงค์จะไม่เห็นตนเอง ก็ไม่เห็น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฏิหาริย์ที่ปรากฏแม้ทั้งหมด ชื่อว่าทำให้ ปรากฏ. ปาฏิหาริย์ที่ไม่ปรากฏ ชื่อว่าทำให้หายไป. ในปาฏิหาริย์ทำให้ปรากฏนั้น ฤทธิ์ก็ดี ผู้มีฤทธิ์ก็ดี ย่อมปรากฏ. พึงแสดงปาฏิหาริย์ที่ปรากฏนั้นด้วยยมกปาฏิหาริย์. ในปาฏิหาริย์ที่ไม่ ปรากฏ ฤทธิ์เท่านั้นย่อมปรากฏ ผู้มีฤทธิ์ไม่ปรากฏ. พึงแสดงปาฏิหาริย์ ที่ไม่ปรากฏนั้น ด้วยยมกสูตร และด้วยพรหมนิมันตนิกสูตร.๑ บทว่า ติโรกุฑฺฑํ - ภายนอกฝา. คือ ฝาอื่น. อธิบายว่า ส่วน อื่น. ในภายนอกกำแพงภายนอกภูเขาก็มีนัยนี้. บทว่า ภุฑฺโฑ คือ ฝาเรือน. บทว่า ปากาโร คือ กำแพงล้อมเรือนวิหารและบ้านเป็นต้น. บทว่า ปพฺพโต คือ ภูเขาดินหรือภูเขาหิน. อสชฺชมาโน คือ ไม่ ติดขัด. บทว่า เสขฺยถาปิ อากาเส คือ เหมือนไปในที่ว่าง. อนึ่ง ผู้ประสงค์จะไปอย่างนี้ พึงเข้าอากาสกสิณ ครั้นออกแล้ว คำนึงถึงฝาก็ดี กำแพงก็ดี ภูเขาก็ดี แล้วทำบริกรรมอธิฏฐานว่า ของ จงเป็นที่ว่างเถิด ย่อมเป็นที่ว่างได้ทีเดียว. ผู้ประสงค์จะลงไปเบื้องต่ำ ๑. ม. มู. ๑๒/๕๕๒.
หน้า 964 ข้อ 253
ก็ดี. ประสงค์ขึ้นไปเบื้องบนก็ดี ย่อมเป็นโพรง. ผู้ประสงค์จะทะลุไป ย่อมเป็นช่อง ภิกษุนั้นไปได้ไม่ติดขัดในที่นั้น. อนึ่ง หากว่าภูเขาก็ดี ต้นไม้ ก็ดี ขึ้นในระหว่างภิกษุนั้นอธิฏฐานแล้วไป. การเข้าฌานแล้วอธิฏฐาน อีกไม่ผิดหรือ ไม่ผิด. เพราะการเข้าฌานแล้วอธิฏฐานอีกย่อมเป็นเช่น กับการถือนิสัยในสำนักของพระอุปัชฌาย์. เพราะภิกษุนี้อธิฏฐานว่า ขอจงเป็นที่ว่างเถิดดังนี้ย่อมเป็นที่ว่างทันที. ข้อที่ภูเขาก็ดี ต้นไม้ก็ดี จักขึ้นตามฤดูกาลในระหว่างภิกษุนั้นด้วยกำลังอธิฏฐานมีมาก่อน มิใช่ ฐานะ. แต่การนิรมิตครั้งแรกย่อมเป็นกำลัง ในการที่ผู้มีฤทธิ์อื่นนิรมิต แล้ว. ผู้มีฤทธิ์นอกนี้ควรไปเบื้องบนหรือเบื้องต่ำของภิกษุนั้น. ในบทนี้ว่า ปวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ - ผุดขึ้นดำลงใน แผ่นดินก็ได้มีความดังต่อไปนี้. บทว่า อุมฺมุชฺชํ - ผุดขึ้น ได้แก่ โผล่ขึ้น. บทว่า นิมฺมุชฺชํ - ดำลง ได้แก่ จมลง. การผุดขึ้นและดำลง ชื่อว่า อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ. อนึ่ง ภิกษุประสงค์จะทำอย่างนี้เข้าอาโปกสิณ ครั้นออกแล้ว กำหนดว่า ขอแผ่นดินในที่ประมาณเท่านี้ จงเป็นน้ำเถิดแล้วทำบริกรรม พึงอธิฏฐานโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. แผ่นดินย่อมเป็นน้ำในที่ ตามที่กำหนดไว้พร้อมด้วยการอธิฏฐาน.
หน้า 965 ข้อ 253
ภิกษุนั้นย่อมทำการผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินนั้นเหมือนในน้ำ. มิ ใช่เพียงการผุดขึ้นดำลงอย่างเดียวเท่านั้น ยังทำสิ่งปรารถนาจะทำก็ได้ เป็นต้น การอาบ การดื่ม การล้างหน้า และการล้างของใช้. อนึ่ง มิใช่ทำแต่น้ำอย่างเดียวเท่านั้น ยังนึกถึงสิ่งที่ปรารถนาเป็นต้นว่า เนย ใส น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยว่า ขอสิ่งนี้ ๆ จงเป็นสิ่งประมาณเท่านี้ เถิดดังนี้แล้วทำบริกรรมอธิฏฐาน ย่อมเป็นไปตามอธิฏฐานได้. เมื่อ ยกขึ้นใส่ภาชนะ เนยใสก็เป็นเนยใสนั่นเอง. น้ำมันเป็นต้นก็เป็นน้ำ- มัน น้ำก็เป็นน้ำ. ภิกษุนั้นประสงค์จะให้เปียกในน้ำนั้น ก็เปียก. ประสงค์จะไม่ให้เปียก ก็ไม่เปียก. อนึ่ง แผ่นดินนั้นเป็นน้ำแก่ภิกษุนั้น. เป็นแผ่นดินแก่ชนที่ เหลือ. บนแผ่นดินนั้นมนุษย์ยังเดินไปได้. ขับยานเป็นต้นได้. แม้ กสิกรรมเป็นต้น ก็ยังทำกันได้เช่นเดิม. หากภิกษุนี้ปรารถนาว่า แผ่นดินจงเป็นน่าแก่ชนเหล่านั้นเถิด. ก็ย่อมเป็นทีเดียว. ครั้นล่วง เลยกาลที่กำหนดไว้ ที่ที่กำหนดไว้ที่เหลือเว้นน้ำในหม้อและในพระ เป็นต้น ตามปกติก็ย่อมเป็นแผ่นดินได้. ในบทนี้ว่า อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ - เดินไปบนน้ำไม่ แยกก็ได้ มีอธิบายดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวน้ำที่เหยียบแล้วจมว่า ภิชฺ- ชมานํ คือ น้ำแยก. น้ำตรงกันข้ามไม่แยก. ภิกษุประสงค์จะไปอย่างนี้ เข้าปฐวีกสิณ ครั้นออกแล้วกำหนดว่า ขอน้ำจงเป็นแผ่นดินในที่
หน้า 966 ข้อ 253
ประมาณเท่านี้เถิดแล้วทำบริกรรม พึงอธิฏฐานโดยนัยดังกล่าวแล้ว นั้นแหละ. น้ำย่อมเป็นแผ่นดินในที่ตามที่กำหนดพร้อมด้วยอธิฏฐาน. ภิกษุนั้นเดินไปบนน้ำนั้นดุจเดินไปบนแผ่นดิน. มิใช่เดินไป อย่างเดียว. ยังให้สำเร็จอิริยาบถที่ปรารถนาได้. มิใช่ทำให้เป็น แผ่นดินได้อย่างเดียวเท่านั้น. ยังนึกอธิฏฐานสิ่งที่ปรารถนาเป็นต้นว่า แก้วมณี ทองคำ ภูเขาและต้นไม้ โดยนัยดังกล่าวแล้วได้อีกด้วย. ย่อม เป็นไปตามที่อธิฏฐานนั่นแหละ. น้ำนั้นย่อมเป็นแผ่นดินแก่ภิกษุนั้น เท่านั้น. ย่อมเป็นน้ำแก่ชนที่เหลือ. ปลาและเต่า และกาน้ำเป็นต้น ย่อมเที่ยวไปได้ตามความพอใจ. หากว่าภิกษุนี้ปรารถนาจะทำแผ่นดิน นั้นแก่มนุษย์ทั้งหลายอื่น ก็ย่อมทำได้. แต่ย่อมเป็นน้ำโดยล่วงเลยกาล ตามที่กำหนดไว้. บทว่า อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน จงฺกมติ - เหาะไปในอากาศก็ได้ คือ ไปโดยนั่งขัดสมาธิโดยรอบบนอากาศก็ได้. บทว่า ปกฺขี สกุโณ คือ นกมีปีก มิใช่นกที่มีปีกไม่สมบูรณ์ หรือนกปีกหัก. เพราะว่านกเช่นนั้นไม่สามารถบินไปบนอากาศได้. ภิกษุผู้ประสงค์จะไป่ในอากาศอย่างนี้เข้าปฐวีกสิณ ครั้นออกแล้ว จาก ปรารถนาจะนั่งไป. ควรกำหนดที่ขนาดบัลลังก์ทำบริกรรมแล้วอธิฏฐาน โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
หน้า 967 ข้อ 253
หากประสงค์จะนอนไป. ควรกำเนิดขนนาดเตียง. หากประสงค์ จะเดินไป. ควรกำหนดระยะทาง. ครั้นกำหนดที่ตามสมควรอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ แล้วควรอธิฏฐานว่า ขออากาศจงเป็นแผ่นดินโดย นัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. อากาศก็จะเป็นแผ่นดินพร้อมกับอธิฏฐาน นั่นเอง. อนึ่ง ภิกษุประสงค์จะไปในอากาศควรไจทิพจักษุด้วย. เพราะ เหตุไร ? เพราะในระหว่างย่อมมีภูเขาและต้นไม่เป็นต้น อันเกิดตาม ฤดูกาล. หรือนาคและครุฑเป็นต้น หวงห้าม ทรายไว้. เพื่อจะได้เห็น พึงเหล่านั้น. ก็ครั้นเห็นสิ่งเหล่านั้นแล้วควรทำอย่างไร ? ควรเข้าฌาน เป็นบาท ครั้นออกแล้วทำบริกรรมว่า ขอจงเป็นอากาศเถิดแล้วอธิฏ- ฐาน. อีกอย่างหนึ่ง แม้เพื่อจะลงในที่ว่างก็ควรได้ทิพจักษุนี้. เพราะ หากว่าภิกษุนี้ลงที่ท่าอาบน้ำ หรือที่ประตูบ้านอันมิใช่ที่ว่าง. จะปรากฏ แก่มหาชน. เพราะฉะนั้น มองดูด้วยทิพจักษุแล้วเว้นที่ไม่ว่าง ลงใน ที่ว่างด้วยประการฉะนี้. ในบทนี้ว่า อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํ มหา- นุภาเว - ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์แม้เหล่านี้ ซึ่งมีฤทธิ์มาก มี อานุภาพมาก พึงทราบความดังต่อไปนี้. พึงทราบความมีฤทธิ์มากของ พระจันทร์พระอาทิตย์ ด้วยการโคจรตลอดหมื่นสองพันโยชน์ ความ
หน้า 968 ข้อ 253
มีอานุภาพมากด้วยการทำแสงสว่างในขณะเดียวกัน ๓ ทวีป. หรือมี ฤทธิ์มากด้วยการโคจรไปเบื้องบนและแผ่แสงสว่างไป ด้วยอาการอย่างนี้. มีอานุภาพมากด้วยความมีฤทธิ์มากนั้นนั่นเอง. บทว่า ปรามสติ คือ ลูบหรือสัมผัสในส่วนหนึ่ง, บทว่า ปริมชฺชติ คือ คลำดุจคลำพื้นกระจกโดยรอบ. อนึ่ง ฤทธิ์ของภิกษุนั้น นี้ย่อมสำเร็จด้วยสามารถแห่งฌานมี อภิญญาเป็นบาท. ในฤทธิ์นี้ไม่นิยมกสิณสมาบัติ. ผิว่า ภิกษุนี้ปรารถนา จะไปลูบ. ก็ไปลูบได้. หากปรารถนาเพื่อจะนั่งหรือนอนลูบที่พระจันทร์ พระอาทิตย์นี้. ก็อธิฏฐานว่า ขอพระจันทร์พระอาทิตย์จงมีที่บ่วงมือ เถิด. ด้วยกำลังอธิฏฐานภิกษุจะลูบพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมาปรากฏ ที่บ่วงมือ ดุจผลตาลหลุดจากขั้วฉะนั้น. หรือเอื้อมมือไปลูบได้. อนึ่ง เมื่อภิกษุเอื้อมมือไปอุปาทินนกะ หรือว่า อนุปาทินนกะ เอื้อมไป. อนุปาทินนกะเอื้อมไป เพราะอาศัยอุปาทินนกะ. ภิกษุทำ อย่างนี้มิใช่ลูบพระจันทร์พระอาทิตย์ได้อย่างเดียว. หากปรารถนาทำให้ เป็นที่เช็ดเท้าก็ตั้งไว้ที่เท้า. ทำตั่งนั่งก็ได้. ทำเตียงนอนก็ได้. ทำหมอน หนุนก็ได้. แม้จะมีอย่างอื่นอีกก็เหมือนมีอย่างเดียว. เพราะเมื่อภิกษุ แสนรูปทำอย่างนี้ ฤทธิ์ของภิกษุเหล่านั้นย่อมสำเร็จอย่างนั้น แก่รูป หนึ่ง ๆ เท่านั้น. การโคจรการทำแสงสว่างของพระจันทร์พระอาทิตย์
หน้า 969 ข้อ 254
ย่อมมีเป็นปกติ. เหมือนอย่างว่ามณฑลพระจันทร์ย่อมปรากฏที่ถาด ทั้งหมดอันเต็มด้วยน้ำตั้งพันถาด. การโคจรและการทำแสงสว่างของ พระจันทร์ก็มีเป็นปกติฉันใด. ปาฏิหาริย์นี้ก็อุปมาฉันนั้น. บทว่า ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตตฺ - ใช้อำนาจ ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ความว่า ทำพรหมโลกให้เป็นที่กำหนด แล้วทำอภิญญาหลายอย่างในระหว่างนี้ใช้อำนาจ คือ ความเป็นอิสระ ทางกายของตน. ส่วนความพิสดารในนิทเทสนี้ จักมีแจ้งในอิทธิกถา ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาอิทธิวิธญาณนิทเทส โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส [๒๕๔] ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่าง หรือ อย่างเดียว ด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุวิสุทธิญาณอย่างไร ? ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วย ฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน. . .ภิกษุนั้นย่อมอบรมข่มจิต ทำจิต ให้อ่อน ควรแก่การงาน ในอิทธิบาท ๔ ประการนี้ ครั้นแล้วย่อม
หน้า 970 ข้อ 254
มนสิการถึงเสียงเป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่ไกล แม้ในที่ใกล้ แม้เป็นเสียงหยาบ แม้เป็นเสียงละเอียด แม้เป็นเสียงละเอียดยิ่งนัก ย่อมมนสิการถึงเสียงเป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายในทิศตะวันออก ใน ทิศตะวันตก ในที่เหนือ ในทิศใต้ แม้ในทิศอาคเนย์ แม้ในทิศ- พายัพ แม้ในทิศอีสาน แม้ในทิศหรดี แม้ในทิศเบื้องต่ำ แม้ในทิศ เบื้องบน ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อม โน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณอันหมดจดแห่งโสตธาตุ เธอย่อมฟังเสียงได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งในที่ไกลและในที่ใกล้ ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดเสียง เป็นนิมิตหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็น โสตธาตุวิสุทธิญาณ. ๕๑. อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส (๒๕๔) พึงทราบวินิจฉัยในโสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้ นี้. ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ทูเรปิ สทฺทานํ - แห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่
หน้า 971 ข้อ 254
ไกล เพื่อชี้แจงถึงอุบายของภิกษุผู้เป็นอาทิกรรมิก - ผู้ทำกรรมครั้งแรก ประสงค์จะยังทิพโสตให้เกิด. ในบทเหล่านั้นบทว่า ทูเรปี สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ - เสียง เป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่ไกล คือ เสียงในระหว่างแห่งเสียง ทั้งหลายในที่ไกล. จริงอยู่ เสียงนั่นแหละ เป็นสัททนิมิตด้วยสามารถ ทำเป็นนิมิต. แม้เมื่อท่านกล่าวว่า ทูเร ก็ได้แก่ในที่เป็นคลองแห่งเสียง ตามปกตินั่นเอง. บทว่า โอฬาริกานํ คือ เสียงหยาบ. บทว่า สุขุมานํ คือ เสียงละเอียด. บทว่า สณฺหสณฺหานํ คือ เสียงละเอียดยิ่ง. ด้วยบทนี้เป็น อันท่านกล่าวถึงเสียงละเอียดยิ่ง. ภิกษุผู้เพ่งเป็นอาทิกรรมิกประสงค์ จะยังญาณนี้ให้เกิด เข้าฌานอันมีอภิญญาเป็นบาท ครั้นออกแล้วมีจิต เป็นบริกรรมสมาธิ ก่อนอื่นควรคำนึงถึงเสียงหยาบของสีหะเป็นต้น ในที่ไกลเป็นคลองแห่งหูตามปกติ. ควรคำนึงถึงเสียงละเอียดยิ่งโดยตาม ลำดับ ตั้งแต่เสียงหยาบทั้งปวงอย่างนี้ คือ เสียงระฆังในวัด เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงสาธยายของสามเณร และภิกษุหนุ่มผู้สาธยาย ด้วย กำลังทั้งหมด เสียงมีอาทิว่า... อะไรพระคุณเจ้า. อะไรอาวุโส. ของ ภิกษุผู้กล่าวกถาตามปกติ เสียงนก เสียงลม เสียงเท้า เสียงน้ำเดือด ดังจิจิ เสียงใบตาลแห้งเพราะแดด เสียงมดดำมดแดงเป็นต้น.
หน้า 972 ข้อ 254
อนึ่ง ภิกษุกระทำอยู่อย่างนี้ควรมนสิการถึงสัททนิมิตในทิศ ๑๐ มีทิศตะวันออกเป็นต้น ทิศหนึ่ง ๆ โดยลำดับ. ตามนัยดังได้กล่าวแล้ว. อันภิกษุผู้มนสิการ ควรมนสิการด้วยจิตเป็นไปในมโนทวาร ด้วยการ เงี่ยหูตามปกติ ในเสียงที่หูได้ยินตามปกติ. เสียงเหล่านั้นย่อมปรากฏ แก่ภิกษุผู้มีจิตปกติ. แต่ปรากฏอย่างยิ่งแก่ภิกษุผู้มีจิตบริกรรมสมาธิ. เมื่อภิกษุมนสิการสัททนิมิตอยู่อย่างนี้ มโนทวาราวัชชนะย่อมเกิดเพราะ ทำอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในเสียงเหล่านั้นว่า บัดนี้ทิพโสตธาตุจักเกิด. เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้วชวนจิต ๔ หรือ ๕ ดวง ย่อมแล่นไป. กามาวจรจิตอันมีชื่อว่า บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู ๓ หรือ ๔ ดวง ย่อมแล่นไป. อัปปนาจิตที่ ๔ ที่ ๕ อันเป็นไปในจตุตถฌานอัน เป็นรูปาวจร ย่อมแล่นไป. ญาณอันเกิดขึ้นด้วยอัปปนาจิตนั้น ชื่อว่าทิพโสตธาตุญาณ. ภิกษุทำญาณนั้นให้มีกำลังกำหนดเพียงองคุลีหนึ่งว่า ในระหว่างนี้เรา จะฟังเสียง แล้วพึงเจริญ. แต่นั้นพึงเจริญตราบเท่าถึงจักรวาลด้วย สามารถมีอาทิ ๒ องคุลี ๔ องคุลี ๘ องคุลี คืบ ศอก ภายในห้อง น้ำ มุข บริเวณปราสาท สังฆาราม โคจรคามและชนบท หรือกำหนดแล้ว ๆ พึงเจริญให้ยิ่งไปกว่านั้น. ภิกษุนั้นบรรลุอภิญญาอย่างนี้ แม้ไม่เข้าฌาน อันเป็นบาทอีก ย่อมได้ยินเสียงที่ไปในภายในของโอกาสที่ถูกต้องด้วย อารมณ์แห่งฌานเป็นบาท ด้วยอภิญญาญาณ. เมื่อได้ยินอย่างนี้หากว่า
หน้า 973 ข้อ 254
ได้มีโกลาหลเป็นอันเดียวกันด้วยเสียงสังข์ กลองและบัณเฑาะว์เป็นต้น ตลอดถึงพรหมโลก. เพราะความเป็นผู้ใคร่เพื่อให้กำหนดเฉพาะอย่าง เดียว ย่อมสามารถให้กำหนดว่า นี้เสียงสังข์. นี้เสียงกลอง. เมื่อได้ ยินเสียงมีประโยชน์ด้วยอภิญญาญาณ ภิกษุย่อมรู้อรรถด้วยกามาวจรจิต ในภายหลัง. ทิพโสตย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้มีหูเป็นปกติ. มิได้เกิดแก่ภิกษุ หูหนวก. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ในภายหลังเมื่อหูปกติ แม้เสื่อมไป ทิพโสตก็ไม่เสื่อมไปด้วยดังนี้. ในบทนี้ว่า โส ทิพฺพาย โสตธาตุยา - โสตธาตุอันเป็นทิพย์ มีความดังต่อไปนี้ . ชื่อว่า ทิพย์ เพราะเช่นกับทิพย์. ปสาทโสตธาตุ เป็นทิพย์สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ใกล้ เพราะพ้นจากอุปกิเลส ไม่ พัวพันด้วยดี เสมหะและเลือดเป็นต้น เพราะเทวดาทั้งหลายเกิดด้วย กรรมอันสุจริต. ญาณโสตธาตุก็เช่นกัน. เกิดด้วยกำลังแห่งการเจริญ ความเพียรของภิกษุนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่น กับทิพย์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะได้ด้วยสามารถแห่งทิพวิหาร- ธรรม. และเพราะอาศัยทิพวิหารธรรมด้วยตน. ชื่อว่าโสตธาตุ เพราะ อรรถว่าฟัง และเพราะอรรถว่าไม่มีชีวะ. อนึ่ง เป็นดุจโสตธาตุด้วยทำ กิจของโสตธาตุ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าโสตธาตุ. ด้วยโสตธาตุอัน เป็นทิพย์นั้น.
หน้า 974 ข้อ 255
บทว่า วิสุทฺธาย คือ บริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลส. บทว่า อติกฺกนฺตมานุสิกาย - ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วง โสตของมนุษย์ คือ ด้วยทิพโสตอันล่วงอุปจารของมนุษย์ก้าวล่วง มังส- โสตธาตุของมนุษย์ด้วยการฟังเสียง. บทว่า อุโภ สทฺเท สุณาติ คือ ฟังเสียงสองอย่าง. เสียง สองอย่าง คือ อะไร ? คือ ทั้งเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์. ท่านอธิบาย ว่า เสียงของเทวดา และของมนุษย์. ด้วยบทนี้พึงทราบการถือเอาที่อยู่. บทว่า เย ทูเร สนฺติเก จ - ทั้งในที่ไกลและในที่ใกล้ ท่าน อธิบายว่า ย่อมได้ยินเสียงในที่ใกล้ แม้ในจักรวาลอื่น และในที่ ใกล้โดยที่สุด แม้เสียงสัตว์ที่อยู่ในกายของตน. ด้วยบทนี้พึงทราบการ ถือเอาไม่มีที่อยู่ ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส เจโตปริยญาณนิทเทส [๒๕๕] ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถ ความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณอย่างไร ?
หน้า 975 ข้อ 255
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วย ฉันทะ และสังขารอันเป็นประธาน . . . ครั้นแล้วย่อมรู้อย่างนี้ว่า รูปนี้ เกิดขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโทมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิด ขึ้นด้วยอุเบกขินทรีย์ ภิกษุนั้นมีจิตอื่นอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจ ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจของตน คือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่า จิตมี โทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่า จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ ว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่า จิตปราศจากโมหะ จิต หดหู่ก็รู้ว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ว่า จิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคตก็รู้ว่า จิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ ว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่ เป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น หรือ จิตไม่หลุดพ่นก็รู้ว่า จิตไม่หลุดพ้น จิตน้อมไปก็รู้ว่า จิตน้อมไป หรือ จิตไม่น้อมไปก็รู้ว่า จิตไม่น้อมไป. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา วิญญาณหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท
หน้า 976 ข้อ 255
และด้วยสามารถความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณ. ๕๒. อรรถกถาเจโตปริยญาณนิทเทส (๒๕๕) พึงทราบวินิจฉัยในเจโตปริยญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้ บทว่า โส เอวํ ปชานาติ - ภิกษุนั้นย่อมรู้อย่างนี้ ความว่า บัดนี้พระสารีบุตรเถระจะยกวิธีที่ควรกล่าวขึ้นแสดง. บทมีอาทิว่า อิทํ รูปํ โสมนสฺสินฺทฺริยสมุฏฺิตํ - รูปนี้เกิด ขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์เป็นวิธีอันภิกษุผู้เพ่ง เป็นอาที่กรรมิกควรปฏิ- บัติอย่างไร ? อันภิกษุผู้เพ่งประสงค์จะยังญาณนั้นให้เกิดขึ้น ควรให้ ทิพจักษุญาณเกิดก่อน. เพราะเจโตปริยญาณนั้นย่อมสำเร็จด้วยสามารถ แห่งทิพจักษุ. ญาณนั้นเป็นบริกรรมของทิพจักษุนั้น. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเจริญอาโลกกสิณเห็นสีของโลหิตอันเป็นไปอยู่ เพราะอาศัย หทัยรูปของตนอื่นด้วยทิพจักษุจึงควรแสวงหาจิต. เพราะโลหิตนั้น เมื่อกุศลโสนมนัสยังเป็นไปอยู่ ย่อมมีสีแดงคล้ายสีของลูกไทรสุก. เมื่อ อกุศลโสมนัสยังเป็นไปอยู่ โลหิตนั้นย่อมมีสีขุ่นมัว. เมื่อโทมนัสยังเป็น อยู่ ย่อมมีสีดำขุ่นมัวเหมือนสีลูกหว้าสุก. เมื่อกุศลอุเบกขายังเป็นไปอยู่ ย่อมมีสีใสเหมือนน้ำมันงา. เมื่ออกุศลอุเบกขายังเป็นไปอยู่ โลหิตนั้น ย่อมขุ่นมัว. เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเห็นสีโลหิตหทัยของคนอื่นว่า
หน้า 977 ข้อ 255
รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์. รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโทมนัสสินทรีย์ รูปนี้ เกิดขึ้นด้วยอุเบกขินทรีย์ดังนี้ แล้วแสวงหาจิตควรทำเจโตปริยญาณให้มี กำลัง. เพราะเมื่อเจโตปริยญาณนั้นมีกำลังอย่างนี้ ภิกษุย่อมรู้จิตอันมี ประเภทเป็นกามาวจรเป็นต้น แม้ทั้งหมดโดยลำดับ ก้าวไปจากจิตสู่จิต เว้นการเห็นรูป (สี) ของหทัย. แม้ในอรรถกถาท่านก็กล่าวไว้ว่า ถามว่า ผู้ประสงค์จะรู้จิตของผู้อื่นในอรูปภพ ย่อมเห็นหทัยรูปของใคร ? ย่อมแลดูความวิการ แห่งอันทรีย์ของใคร ? ตอบว่าไม่แลดูของใคร ๆ นี้เป็นวิสัยของผู้มีฤทธิ์ คือ ภิกษุคำนึงถึงจิตในที่ ไหน ๆ ย่อมรู้จิต ๑๖ ประเภท. ก็นี้เป็นกถาด้วย อำนาจแห่งการไม่ทำความยึดมั่น ๑ . บทว่า ปรสตฺตานํ - แห่งสัตว์อื่น คือ แห่งสัตว์ที่เหลือเว้นตน. บทว่า ปรปุคฺคลานํ แห่งบุคคลอื่น แม้บทนี้ก็มีความอย่าง เดียวกับบทว่า ปรสตฺตานํ นี้ แต่ท่านกล่าวความต่างกันด้วยความ ไพเราะแห่งเทศนา และด้วยพยัญชนะ ด้วยสามารถเวไนยสัตว์. บทว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ - กำหนดรู้ใจด้วย ใจ คือ กำหนดรู้ใจของสัตว์เหล่านั้น ด้วยใจของตนโดยประการต่าง ๆ ๑. วิสุทธิมรรค เล่ม ๒ หน้า ๒๔๗ - ๘.
หน้า 978 ข้อ 255
ด้วยอำนาจจิตมีราคะเป็นต้น. วา ศัพท์ ในบทมีอาทิว่า สราคํ วา เป็น สมุจจยัตถะ คือ อรรถว่ารวบรวม. ในบทนั้น จิตสหรคตด้วยโลภะ ๘ อย่าง ชื่อว่าจิตมีราคะ. กุศลจิตและอัพยากตจิตเป็นไปในภูมิ ที่เหลือชื่อว่าจิตปราศจากราคะ. ส่วนจิต ๔ ดวงเหล่านี้ คือ จิตที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ ดวง จิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ ๒ ดวง ไม่สงเคราะห์เข้าในทุกะ นี้. แต่พระเถระบางพวกสงเคราะห์จิตแม้เหล่านี้ ด้วยบทว่า วีตราค - ปราศจากราคะ. ส่วนจิตสหรคตด้วยโทมนัส ๒ อย่าง ชื่อว่าจิตมีโทสะ. กุศลจิต และอัพยากตจิต เป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมด ชื่อว่าจิตปราศจากโทสะ. อกุศลจิต ๑๐ ที่เหลือไม่สงเคราะห์เข้าในทุกะนี้. แต่พระเถระบางพวก สงเคราะห์อกุศลจิตแม้เหล่านั้นด้วยบทว่า วีตโทสํ - ปราศจากโทสะ. แต่ในบทนี้ว่า สโมหํ วีตโมหํ - จิตมีโมหะ จิตปราศจาก โมหะ สองบทนี้สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ ด้วยสามารถเป็น เอกเหตุกะของโมหะ ชื่อว่าจิตมีโมหะ. อกุศลจิตแม้ ๑๒ อย่าง พึงทราบ ว่า ชื่อว่าจิตมีโมหะ เพราะโมหะเกิดในอกุศลทั้งหมด. กุศลและอัพยากฤต ที่เหลือเป็นจิตปราศจากโมหะ.
หน้า 979 ข้อ 255
ส่วนจิตที่เนื้อด้วยถีนมิทธะเป็นจิตหดหู่ จิตที่เนื่องด้วยอุท- ธัจจะเป็นจิตฟุ้งซ่าน. รูปาวจรจิตและอรูปาวจรจิต เป็นจิตมหรคต. จิตเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมดเป็นจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า. โลกุตรจิตเป็นจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตที่ถึงอุปจาระและจิตถึงอัปปนา เป็นจิตมีสมาธิ. จิตที่ไม่ถึง ทั้งสองอย่างนั้นเป็นจิตไม่มิสมาธิ. จิตที่ถึงตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัส- สัทธิวิมุตติ และนิสสรณวิมุตติ เป็นจิตพ้นแล้ว. จิตที่ไม่ถึงวิมุตติ ๕ นี้ พึงทราบว่า เป็นจิตยังไม่พ้นแล้ว. ภิกษุผู้ได้เจโตปริยญาณ ย่อมรู้จิตแม้มีประเภท ๑๖ อย่าง ปุถุชนทั้งหลายย่อมไม่รู้มรรคจิต และผลจิต ของพระอริยะ ทั้งหลาย. แม้พระอริยะชั้นต่ำ ก็ไม่รู้มรรคจิต และผลจิต ของพระ- อริยะชั้นสูง ๆ แต่พระอริยะชั้นสูง ๆ ย่อมรู้จิตของพระอริยะชั้นต่ำ ๆ ด้วย ประการฉะนี้. จบ อรรถกถาเจโตปริยญาณนิทเทส
หน้า 980 ข้อ 256
บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส [๒๕๖] ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปตาม ปัจจัยด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็น บุพเพนิวาสานุสติญาณอย่างไร ? ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่ง ด้วยฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ฯลฯ ครั้นแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้ ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬา- ยตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึง มีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ภิกษุนั้นมีจิตอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติ ก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติ บ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติ
หน้า 981 ข้อ 256
บ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสน ชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมาก บ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในชาติโน้นเราได้มีชื่อ อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจาก ชาตินั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขเสวย ทุกข์อย่างนี้ ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มา เกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยประการฉะนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม อันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถการแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรือ อย่างเดียว เป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ. ๕๓. อรรถกถาบุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส (๒๕๖) พึงทราบวินิจฉัยในบุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส ดัง ต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า เอวํ ปชานาติ - ภิกษุรู้ชัดอย่างนี้ พระสารี-
หน้า 982 ข้อ 256
บุตรเถระกล่าวเพื่อแสดงวิธีให้เกิดอิทธิบาทนั้น แก่ผู้ใคร่เพื่อยังบุพเพ- นิวาสานุสติญาณให้เกิดแก่จิตที่อบรมแล้วในอิทธิบาท ๔. จริงอยู่ ภิกษุครั้นเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยลำดับแล้ว ย่อมเห็น ความสังเขปแห่งผลอันเกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือ วิญญาณ นามรูป สฬา- ยตนะ ผัสสะ และเวทนา. ย่อมเห็นความสังเขปแห่งเหตุ กล่าวคือ กรรม กิเลสในภพก่อน อันเป็นปัจจัยแห่งความสังเขปของผลนั้น. ย่อมเห็นความสังเขปแห่งผลในภพก่อนอันเป็นปัจจัยแห่งความ สังเขปแห่งเหตุนั้น. ย่อมเห็นความสังเขปแห่งเหตุในภพที่ ๓ อันเป็นปัจจัยแห่งความ สังเขปแห่งผลนั้น. ย่อมเห็นเบื้องหน้าของชาติ ด้วยการเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้. การมนสิการปฏิจจสมุปบาท มีอุปการะมากแก่บุพเพนิวาสานุสติญาณ ด้วยประการฉะนี้. ในบทเหล่านั้นบทนี้ว่า อิมสฺมึ สติ อทํ โหติ, อิมสฺสุปฺ- ปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ - เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เป็นคำยกขึ้นขยายความของปฏิจจสมุปบาท. หากถามว่า เมื่อสำเร็จความด้วยคำอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งบทเหล่านั้น. เพราะเหตุไร จึงกล่าวเป็น ๒ อย่าง. ตอบว่า เพราะมีความต่างกันโดยอรรถ.
หน้า 983 ข้อ 256
บทว่า อิมสฺมึ สติ - เมื่อสิ่งนี้มี คือ เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่. บทนี้ กล่าวทั่วไปของปัจจัยทั้งหมด. บทนี้ว่า อิทํ โหติ - สิ่งนี้ย่อมมี คือ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นเพราะ ปัจจัย. บทนี้กล่าวทั่วไปของสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยทั้งหมด. ด้วยคำ ทั้งสิ้นนี้ อเหตุกวาทะเป็นอันท่านปฏิเสธแล้ว เพราะธรรมเหล่าใดเกิด เพราะปัจจัย ไม่เกิดเพราะไม่มีปัจจัย ธรรมเหล่านั้นไม่ชื่อว่าอเหตุกะ- บทว่า อิมสฺสุปฺปาท - เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น คือ เพราะเหตุ ปัจจัยเกิดขึ้น. บทนี้เป็นคำกล่าวแสดงความต่างแห่งความเกิดขึ้นของ ปัจจัยทั้งหมด. บทนี้ว่า อทํ อุปฺปชฺชติ - สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น คือ สิ่งนี้มีปัจจัย เกิดขึ้นจึงเกิด. บทนี้กล่าวแสดงถึงความที่ปัจจัยทั้งหมดเกิดขึ้น จึงเกิด ขึ้นต่อแต่นั้นไป. ด้วยคำทั้งสิ้นนี้ สัสสตวาทะและอเหตุกวาทะเป็นอัน ท่านปฏิเสธแล้ว เพราะธรรมเหล่าใดมีเกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า เมื่อความที่ธรรมทั้งหลายมีเหตุมีอยู่ ธรรมเหล่านั้นมีความไม่เที่ยงเป็นเหตุ มิใช่มีบุรุษเป็นปกติเป็นต้นซึ่ง สมมติว่าเที่ยงในโลกเป็นเหตุ. บทว่า ยทิทํ เป็นคำชี้แจงอรรถที่ควรชี้แจง. ในบทนี้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา - เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
หน้า 984 ข้อ 256
จึงมีสังขาร มีอธิบายดังต่อไปนี้ ผลเกิดขึ้นเพราะอาศัยสิ่งใด สิ่งนั้น ก็เป็นปัจจัย. บทว่า ปฏิจฺจ - อาศัย คือ ไม่พราก. อธิบายว่า ไม่บอกคืน. บทว่า เอติ คือ ย่อมเกิดขึ้นและย่อมเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง มีอรรถว่า เป็นอุปการะ เป็นปัจจัย. อวิชชานั้นด้วยเป็นปัจจัยด้วย เพราะ เหตุนั้น ชื่อว่าอวิชชาเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้น ควรประกอบว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สมฺภวนฺติ - เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขาร. พึงทำการประกอบ สมฺภวนฺติ ศัพท์ แม้ด้วยบทที่เหลือ. อนึ่ง ในบทว่าโสกะเป็นต้น มีความดังต่อไปนี้. ความแห้งใจ ชื่อว่า โสกะ. ความคร่ำครวญ ชื่อว่า ปริเทวะ. สิ่งที่สิ้นไปได้ยาก ชื่อว่า ทุกขะ หรือสิ่งน่ากลัว ๒ อย่าง คือ ด้วยสามารถแห่งความ เกิด และความตั้งอยู่ ชื่อว่า ทุกข์. ความเสียใจ ชื่อว่า โทมนัส. ความแค้นใจยิ่ง ชื่อว่า อุปายาส. ในบทนี้ว่า สมฺภวนฺติ - ย่อมมี คือ ย่อมเกิด. บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงนัยที่แสดงแล้ว. ด้วยบทนั้น พระ- สารีบุตรเถระแสดงว่า ด้วยเหตุมีอวิชชาเป็นต้น. มิใช่ด้วยลัทธิทั้งหลาย มีพระเจ้าสร้างขึ้นเป็นต้น. บทว่า เอตสฺส คือ ตามที่กล่าวแล้ว.
หน้า 985 ข้อ 256
บทว่า เกวลสฺส - ทั้งสิ้น คือ ไม่มีปน หรือสิ้นเชิง. บทว่า ทุกฺขกฺขนฺธสฺส คือ กองทุกข์. มิใช่แห่งสัตว์ มิใช่ แห่งสุข และความงามเป็นต้น. บทว่า สมุทโย คือ เกิด. บทว่า โหติ คือมี ในบทเหล่านั้น อวิชชาเป็นอย่างไร ? คือ ความไม่รู้ทุกข์ ไม่ รู้ทุกขสมุทัย ไม่รู้ทุกขนิโวธ ไม่รู้ทุกุขนิโรธคามินีปฏิปทา ไม่รู้ที่ สุดเบื้องต้น ไม่รู้ที่สุดเบื้องปลาย ไม่รู้ทั้งที่สุดเบื้องต้นทั้งที่สุดเบื้อง ปลาย ไม่รู้ในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น คือ อิทัปปัจจยตา - สิ่งนี้ เป็นปัจจัยของสิ่งนี้. สังขารเป็นอย่างไร ? คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร, กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร, กามาวจร- กุศลเจตนา ๘ รูปาวจรกุศลเจตนา ๕ ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร, อกุศล- เจตนา ๑๒ ชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร, อรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ ชื่อว่า อาเนญชาภิสังขาร. กายสัญเจตนา ชื่อว่ากายสังขาร. วจีสัญเจตนา ชื่อว่าวจีสังขาร. มโนสัญเจตนา ชื่อว่าจิตตสังขาร. ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า จะพึงรู้ข้อนั้นได้อย่างไรว่าสังขารเหล่านั้น ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย. รู้ได้เพราะความมีอวิชชา. จริงอยู่ ความไม่รู้ กล่าวคือ อวิชชาในทุกข์เป็นต้น อันภิกษุใดละไม่ได้แล้ว.
หน้า 986 ข้อ 256
ภิกษุนั้นยึดถือสังขารทุกข์ด้วยสำคัญว่าเป็นสุขด้วยไม่รู้ในทุกข์ และในที่ สุดเบื้องต้นเป็นต้นมาก่อน แล้วปรารภสังขาร ๓ อย่างอันเป็นเขตุแห่ง ทุกข์นั้น. ภิกษุสำคัญโดยเป็นเหตุแห่งสุขปรารภสังขารทั้งหลาย อัน เป็นบริขารของตัณหา แม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยไม่รู้ในสมุทัย. อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีความสำคัญในการดับทุกข์ อันเป็นคติวิเศษ แม้มิใช่เป็นความดับทุกข์ด้วยไม่รู้ในนิโรธและมรรค และเป็นผู้มีความ สำคัญในนิโรธและมรรคในยัญและตบะเพื่อความไม่ตายเป็นต้น แม้ มิใช่เป็นมรรคแห่งนิโรธ ปรารถนาความดับทุกข์ ย่อมปรารภสังขาร ทั้งหลาย แม้ ๓ อย่าง โดยมียัญและตบะเพื่อความไม่ตายเป็นต้นเป็น ประธาน. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุนั้นไม่รู้ทุกข์ กล่าวคือ ผลบุญแม้เกลือกกลั้ว ด้วยโทษไม่น้อยมีชาติ ชรา โรค มรณะเป็นต้น โดยวิเศษเพราะไม่รู้การ ไม่ละในสัจจะ ๔ ด้วยอวิชชานั้น โดยความเป็นทุกข์ย่อมปรารภปุญญา- ภิสังขารอันมีประเภทเป็นกายสังขาร วจีสังขารและจิตสังขาร เพื่อ บรรลุทุกข์นั้น ดุจผู้ใคร่นางเทพอัปสรปรารภการเกิดเป็นเทวดา ฉะนั้น. แม้ไม่เห็นความเป็นทุกข์ คือ ความแปรปรวนและความเป็นสิ่งมีความ ชื่นชมน้อย อันเกิดจากความเร่าร้อนใหญ่หลวงในที่สุดแห่งผลบุญนั้น แม้สมมติว่าเป็นความสุข ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารมีประการดังกล่าว
หน้า 987 ข้อ 256
แล้วอันมีทุกข์นั้นเป็นปัจจัย ดุจตั๊กแตนปรารภถึงการตกไปในเปลวไฟ ฉะนั้น. และดุจบุคคลอยากหยาดน้ำผึ้ง ปรารภการเลียคมศัสตราอัน ฉาบไว้ด้วยน้ำผึ้ง ฉะนั้น. ไม่เห็นโทษในทุกข์พร้อมวิบาก มีการเสพ กามเป็นต้น ปรารภอปุญญาภิสังขารแม้เป็นไปในทวาร ๓ ด้วยความ สำคัญว่าเป็นสุข และเพราะถูกกิเลสครอบงำ ดุจเด็กอ่อนปรารภการ เล่นคูถ ฉะนั้น. และดุจคนอยากตายปรารภการกินยาพิษ ฉะนั้น. ไม่รู้ความที่สังขารเป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนในวิบากอันไม่มีรูป ปรารภอาเนญชาภิสังขาร อันเป็นจิตตสังขารด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง เป็นต้น ดุจคนหลงทิศปรารภการเดินทางมุ่งหน้าไปเมืองปีศาจฉะนั้น เพราะความเป็นสังขารโดยมีอวิชชา มิใช่เพราะความไม่มี. ฉะนั้น ควรรู้บทนี้ว่า อิเม สงฺขาร อวิชฺชาปจฺจยา โหนติ - สังขารเหล่านี้ มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้. ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า เราจะถือเอาบทนี้ก่อนว่า อวิชฺชา สงฺขารานํ ปจฺจโย - อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย. ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นหรือเป็นปัจจัยแห่งสังขาร หรือว่า แม้ อย่างอื่นเป็นปัจจัยก็มี. อนึ่ง ผิว่า ในบทนี้ อวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น เป็นปัจจัย วาทะอันเป็นเหตุอย่างเดียว ย่อมมีหรือ. เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้อย่างอื่นก็ย่อมมี. การชี้แจงเหตุเดียวว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารดังนี้จะไม่เกิดขึ้นได้. ไม่เกิด เพราะเหตุไร ? เพราะ
หน้า 988 ข้อ 256
เอกํ น เอกโต อิธ นาเนกมเนกโตปิ โน เอกํ ผลมตฺถิ อตฺถิ ปน เอกเหตุผลทีปเน อตฺโถ. ในโลกนี้ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเพราะเหตุ อย่างเดียวก็หาไม่ ผลหลายอย่าง ย่อมมีเพราะเหตุ อย่างเดียวก็หาไม่ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเหตุหลาย อย่างก็หาไม่ แต่ประโยชน์ในการแสดงเหตุและผล แต่ละอย่างมีอยู่. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุและผลอย่างเดียวเท่า นั้น โดยความสมควรแก่ความเหมาะสมแห่งเทศนา และแก่เวไนยสัตว์ เพราะเป็นประธานในที่ทุกแห่ง เพราะปรากฏในที่ทุกแห่ง. เพราะ ทั่วไปในที่ทุกแห่ง. ฉะนั้น พึงทราบว่า อวิชชาในที่นี้ แม้เมื่อเป็น เหตุแห่งสังขารอันมีวัตถุเป็นอารมณ์ และธรรมเกิดร่วมกันเป็นต้นเหล่า อื่น ท่านก็แสดงโดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะความเป็น ประธานในบทว่า อวิชชาเป็นเหตุแห่งเหตุของสังขารมีตัณหาเป็นต้น แม้เหล่าอื่นเพราะบาลีว่า อสฺสาทานุปสฺสิโน ตณฺหา ปวฑฺฒติ๑ ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็นความชื่นชม และว่า อวิชฺชา สมุทยา อาสวสมุทโย๒- เพราะอวิชชาเป็นสมุทัย อาสวะจึงเกิด. เพราะ ๑. สํ. นิ. ๑๖/๑๙๗. ๒. ม. มู. ๑๒/๑๓๐.
หน้า 989 ข้อ 256
ปรากฏในพระบาลีว่า อวิทฺวา ภิกฺขเว อวิชฺชาคโต ปุญฺาภิสงฺ- ขารมฺปิ อภิสงฺขโรติ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่รู้ไปสู่อวิชชา ย่อมปรุงแต่ง แม้ปุญญาภิสังขาร และเพราะความไม่ทั่วไป. อนึ่ง พึงทราบประโยชน์ ในการแสดงเหตุผลอย่างหนึ่ง ๆ ในที่ทั้งปวง ด้วย การปกป้องการแสดงเหตุผลอย่างหนึ่ง ๆ นั้นนั่นแหละ. ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ความ ที่อวิชชามีโทษเป็นผลไม่น่าปรารถณาโดยส่วนเดียวเป็นปัจจัยแห่งปุญญา. ภิสังขารและอาเนญชาภิสังขารจะถูกต้องได้อย่างไร. เพราะอ้อยย่อมไม่ เกิดขึ้นจากพืชสะเดาได้. จักไม่ถูกต้องได้อย่างไร. เพราะในโลก วิรุทฺโธ จาวิรุทฺโธ จ สทิสาสทิโส ตถา ธมฺมานํ ปจฺจโย สิทฺโธ วิปากา เอว เต จ น. ธรรมทั้งหลายที่สำเร็จเป็นปัจจัยแล้ว ผิดฐานะ กันก็มี เหมือนกันก็มี อนึ่ง เป็นเช่นเดียวกันและ ไม่เป็นเช่นเดียวกันก็มี ธรรมเหล่านั้นหาใช่วิบาก อย่างเดียวไม่. ด้วยประการฉะนี้พึงทราบว่า อวิชชานี้จึงเป็นผลไม่น่าปรารถนา โดยส่วนเดียวด้วยสามารถวิบาก. อวิชชาแม้มีโทษด้วยสามารถสภาวะ ก็ยังเป็นปัจจัยด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งความผิดและไม่ผิดโดยฐานะกิจ
หน้า 990 ข้อ 256
และสภาวะตามสมควรแก่ปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้นทั้งหมด และ ด้วยสามารถเป็นปัจจัยเหมือนกันและไม่เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดหลงไปในสงสารอันมีจุติ และอุปบัติ ในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย และในธรรมอัน อาศัยกันเกิดขึ้น. บุคคลนั้นย่อมตกแต่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้น เพราะอวิชชานี้เป็นปัจจัยแห่งสังขาร ๓ เหล่านั้น. เหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดไม่มีผู้นำไป บาง ครั้งก็ไปถูกทาง บางครั้งก็ไปนอกทางฉันใด. คนพาล เมื่อท่องเที่ยวไปในสงสารไม่มีผู้แนะ- นำ ก็ฉันนั้น. บางครั้งก็ทำบุญ บางครั้งก็ทำบาป. เมื่อใดคนนั้นรู้ธรรมแล้วตรัสรู้อริยสัจ เมื่อนั้น จัดเที่ยวไปอย่างผู้สงบ เพราะอวิชชาสงบ. บทว่า สงฺขารปจฺจยา วิญฺาณํ - เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึง มีวิญญาณ ความว่า กองวิญญาณมี ๖ คือ จักขุวิญญาณ ๑ โสต- วิญญาณ ๑ ฆานวิญญาณ ๖ ชิวหาวิญญาณ ๑ กายวิญญาณ ๑ มโน- วิญญาณ ๑ ในวิญญาณเหล่านั้น จักขุวิญญาณมี ๒ อย่าง คือ กุศล-
หน้า 991 ข้อ 256
วิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณก็เหมือนกัน. มโนวิญญาณมี ๒๒ คือ วิบากมโนธาตุ ๒. อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๓. สเหตุกวิบากจิต ๘. รูปาวจรวิบากจิต ๕. อรูปาวจรวิบากจิต ๔. วิญญาณทั้งหมดเป็นโลกิยวิบากวิญญาณ ๓๒ ด้วย ประการฉะนี้. ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า จะพึงรู้ได้อย่างไรว่าวิญญาณมีประการ ดังกล่าวนี้ มีเพราะสังขารเป็นปัจจัย. เพราะไม่มีวิบากในความที่ไม่ได้ สะสมกรรมไว้. จริงอยู่ วิบากนี้ย่อมไม่เกิดในเพราะความไม่มีกรรมที่ สะสมไว้. ผิว่า พึงเกิด. วิบากทั้งหมดของกรรมทั้งปวงพึงเกิด. แต่วิบาก ทั้งปวงไม่เกิด เพราะฉะนั้น พึงรู้ข้อนี้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี. จริงอยู่ วิญญาณนี้ทั้งหมดย่อมเป็นไป ๒ ส่วน ด้วยสามารถ ปฏิสนธิที่เป็นไป. ในวิญญาณนั้น วิญญาณ ๑๓ เหล่านี้ คือ วิญญาณ ๕ อย่างละ ๒ มโนธาตุ ๒ เหตุกมโนวิญญาณธาตุ สหรคตด้วยโสม- นัส ๑. ย่อมเป็นไปในความเป็นไปในปัญจโวการภพ. วิญญาณ ๑๙ ที่ เหลือย่อมเป็นไปในปวัตติกาลบ้าง ในปฏิสนธิบ้างตามสมควรในภพ ๓. ลทฺธปฺปจฺจยมิติ ธมฺม - มตฺตเมตํ ภวนฺตรมุเปติ นาสฺส ตโต สงฺกนฺติ น ตโต เหตุ วินา โหติ.
หน้า 992 ข้อ 256
วิญาณนี้เป็นเพียงธรรมได้ปัจจัยแล้ว ย่อม เข้าถึงภพอื่นด้วยประการฉะนี้ ความเคลื่อนไปจาก ภพ ย่อมไม่มีแก่วิญญาณนั้น วิญญาณเว้นเหตุจาก ภพนั้นก็มีไม่ได้. ท่านอธิบายว่า วิญญาณนี้เกิดขึ้นเพียงอาศัยรูปธรรมและอรูป- ธรรมเป็นปัจจัยอันได้แล้ว ย่อมเข้าถึงภพอื่น มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะด้วย ประการฉะนี้ อนึ่ง ความเคลื่อนจากภพในอดีตมาในภพนี้ของวิญญาณ นั้นก็ไม่มี ความปรากฏของวิญญาณในโลกนี้ เว้นเหตุจากภพอดีตก็มี ไม่ได้. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวว่า การจุติโดยการเคลื่อนไปมีก่อน. การปฏิสนธิโดยการสืบต่อระหว่างภพเป็นต้น มีภายหลัง. ในบทนี้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า เมื่อมีความไม่เคลื่อนไป ปรากฏอย่างนี้ จะพึงมีผลของสิ่งอื่นโดยความเป็นอื่น เพราะขันธ์ใน อัตภาพมนุษย์นี้ดับไป เพราะกรรมอันเป็นปัจจัยของผลไม่ไปในวิญ- ญาณนั้น มิใช่หรือ. อนึ่ง เมื่อไม่มีผู้เสพ ผลจะพึงมีแก่ใครเล่า. เพราะฉะนั้น วิธีนี้จึงไม่งาม. ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า สนฺตาเน ยํ ผลํ เอตํ นาญฺสฺส น จ อญฺโต พีชานํ อภิสงฺขาโร เอตสฺสตฺถสฺส สาธโก.
หน้า 993 ข้อ 256
ผลใดในสันดาน ผลนี้มิใช่ของกรรมอื่น และไม่มีแต่กรรมอัน การปรุงแต่งพืชทั้งหลายเป็น ข้อพิสูจน์เนื้อความนี้. ผลสฺสุปฺปติยา เอว สิทฺธา ภุญฺชกสมฺมติ ผลุปฺปาเทน รุกฺขสฺส ยถา ผลติสมฺมติ. สมมติว่า บุคคลผู้เสวยสำเร็จ เพราะความ เกิดขึ้นแห่งผล ก็เหมือนกับสมมติว่า ต้นไม้ย่อม ผลิผล เพราะความเกิดขึ้นแห่งผล. แม้ผู้ใดพึงกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ สังขารเหล่านี้มีอยู่ก็ตาม ไม่มีอยู่ก็ตาม พึงเป็นปัจจัยแก่ผล. อนึ่ง ผิว่า มีอยู่ในขณะเป็นไป นั่นแหละ ก็พึงเป็นวิบากแห่งสังขารเหล่านั้น. ครั้นไม่มีอยู่ สังขาร ทั้งหลาย พึงนำมาซึ่งผลเป็นนิจทั้งก่อนและหลังจากความเป็นไป. ปัญหา กรรมนั้นพึงตอบกะผู้นั้นอย่างนี้ว่า กฏตฺตา ปจฺจยา เอเต น จ นิจฺจผลาวหา ปาฏิโภคาทิกํ ตตฺถ เวทิตพฺพํ นิทสฺสนํ. สังขารเหล่านี้เป็นปัจจัยเพราะกระทำ มิใช่ นำมาซึ่งผลเป็นนิจเลย ในเรื่องนั้น พึงทราบเรื่อง นายประกันเป็นต้น เป็นตัวอย่าง.
หน้า 994 ข้อ 256
บทว่า วิญฺาณปจฺจยา นามรูปํ - เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ความว่า เวทนา สัญญา สังขาร เป็นนาม. มหาภูต รูป ๔ และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นรูป. ธรรม ๒๓ เหล่านี้ได้ รูป ๒๐ คือ วัตถุทสกะ กายทสกะ ในขณะแห่งปฏิสนธิของสัตว์ ผู้เกิดในครรภ์ ผู้ไม่มีภาวะ กับสัตว์ผู้เกิดในไข่ และอรูปขันธ์ ๓๑ พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป. เพิ่มภาวทสกะ แห่งสัตว์ผู้มีภาวรูป จึงเป็นธรรม ๓๓. ธรรม ๔๒ เหล่านี้ คือ รูป ๓๙ คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะ และชีวิตินทริยนวกะ ในขณะแห่งปฏิสนธิของพรหมกายิกา คือเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเป็นต้น ในบรรดาสัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะ ทั้งหลาย และอรูปขันธ์ ๓. พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมี นามรูป. อนึ่ง ในกามภพธรรม ๗๓ เหลานี้ คือ รูป ๗๐ ได้แก่ จักขุ- ทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ วัตถุทสกะ ภาวทสกะ ในขณะปฏิสนธิของโอปปาติกะก็ดี สังเสทชะก็ดี ซึ่งมี อายตนะบริบูรณ์ตามสภาพ. และอรูปขันธ์ ๓. ชื่อว่า เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป. นี้เป็นความยอดเยี่ยม. แต่โดยความย่อหย่อน ๑. อรูปขันธ์ ๓ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์.
หน้า 995 ข้อ 256
พึงทราบกำหนดนามรูป เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยในปฏิสนธิเพราะ ลดลง ๆ ด้วยสามารถแห่งความไม่ปกติของทสกะนั้น ๆ แห่งนามรูป นั้น ๆ. อรูปขันธ์ ๓ ของธรรมไม่มีรูป. ชีวิตนทริยนวกะนั่นแหละ โดยเป็นรูปของธรรมไม่มีสัญญา. ในปฏิสนธิก็มีนัยนี้. ในบทนั้น พึงมีคำถามว่า ข้อนั้นจะพึงรู้ได้อย่างไร ? ปฏิสนธิ นามรูป มีวิญาณเป็นปัจจัยหรือ. ตอบว่า รู้ได้โดยสูตรและโดยยุกติ- ความชอบด้วยเหตุผล. เพราะในสูตร ความที่เวทนาเป็นต้น มีวิญญาณ เป็นปัจจัย เป็นที่รับรองกันโดยส่วนมากตามนัยมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลาย หมุนเวียนไปตามจิต๑ แต่โดยยุกติว่า จิตฺตเชน หิ รูเปน อิธ ทิฏฺเน สิชฺฌติ อทิฏฺสฺสาปิ รูปสิส วิญฺาณํ ปจฺจโย อิติ. ความจริง วิญญาณย่อมสำเร็จด้วยรูป อัน เกิดแต่จิตเห็นแล้ว ในที่นี้ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่ รูปแม้ที่ไม่เห็น. บทว่า นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ - เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ นามได้กล่าวแล้ว. แต่รูปในที่นี้ โดยนิยมมี ๑๑ อย่าง คือ มหาภูตรูป ๔ วัตถุ ๖ ชีวิตินทรีย์ ๑. อายตนะ ๖ คือ จักขา- ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๙๕๙.
หน้า 996 ข้อ 256
ยตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑ กายายตนะ ๑ มนายตนะ ๑. ในบทนั้น พึงมีคำถามว่า ข้อนั้นจะพึงรู้ได้อย่างไรว่า นามรูป เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ. ตอบว่า รู้ได้เพราะมีในความเป็นนามรูป. จริงอยู่ อายตนะนั้น ๆ ย่อมมีในความเป็นแห่งนามและรูปนั้น ๆ. มิใช่ มีในที่อื่น. บทว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส - เพราะมีสฬายตนะเป็น ปัจจัย จึงมีผัสสะ ความว่า ผัสสะอย่างสังเขปมี ๖ อย่าง มีจักขุสัมผัส เป็นต้น. โดยพิสดารมี ๓๒ อย่าง ดุจวิญญาณ. บทว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา - เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ความว่า ท่านกล่าวเวทนา มีจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้นโดยทวาร เวทนาเหล่านั้นโดยประเภทมี ๖ แต่ในที่นี้เวทนา มี ๓๒. บทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา - เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึง มีตัณหา ความว่า ในที่นี้ ท่านแสดงตัณหา ๖ อย่าง โดย พระเภท มีรูปตัณหาเป็นต้น ตัณหาอย่างหนึ่ง ๆ
หน้า 997 ข้อ 256
รู้กันว่ามี ๓ อย่าง โดยอาการที่เป็นไปในเวทนา นั้น. ผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาสุข ผู้มีสุขย่อม ปรารถนาให้ยิ่ง ๆ ไป แต่อุเบกขาเป็นสุขอย่างเดียว เพราะสงบ. เพราะฉะนั้น ห เวทนา ๓ อย่าง เป็นปัจจัย แก่ตัณหา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงคุณใหญ่ จึงตรัสว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. บทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ความว่า อุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑. บทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว - เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึง มีภพ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอากรรมภพ. แต่ท่านกล่าวอุปปัตติภพ ด้วยการมุ่งถึงศัพท์. บทว่า ภวปจฺจย ชาติ - เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ คือ ความปรากฏแห่งปฏิสนธิขันธ์ เพราะมีกรรมภพเป็นปัจจัย. ในบทนั้น หากจะพึงมีคำถามว่า ข้อนั้นจะพึงรู้ได้อย่างไรเล่า ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ. ตอบว่า รู้ได้ เพราะแสดงถึงความต่างกัน มีเลวและประณีตเป็นต้น แม้ในความเสมอกันโดยปัจจัยภายนอก ท่าน
หน้า 998 ข้อ 256
ก็แสดงความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลายตั้ง ๑๐๐ คู่ แม้ในความเสมอกันแห่งปัจจัยภายนอก มีบิดามารดา เลือดขาว และ อาหารเป็นต้น. ความต่างกันนั้นมิใช่เป็นอเหตุกะ เพราะไม่มีในกาล ทั้งปวงและแก่สัตว์ทั้งปวง. มิใช่เหตุอื่นจากกรรมภพ เพราะไม่มีเหตุ อื่นในสันดานภายในของสัตว์ผู้เกิดในกรรมภพนั้น เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า มีกรรมภพเป็นเหตุ. จริงอยู่ กรรมเป็นเหตุแห่งความแปลกกัน มีความเลวและประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย๑ - กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย คือ เพราะความเลวและประณีต. ในบทมีอาทิว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ - เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ มีอธิบายดังต่อไปนี้ พึงทราบว่า เพราะเมื่อไม่มี ชาติ ชรามรณะ หรือว่าธรรมมีโสกะเป็นต้น ก็ไม่มี. แต่เมื่อมีชาติ ชรามรณะและธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้น อันเกี่ยวเนื่องกับชรามรณะ ของคนพาลผู้ถูกทุกขธรรม กล่าวคือ ชรามรณะถูกต้องแล้ว หรือไม่ เกี่ยวเนื่องของตนพาลผู้ถูกทุกขธรรมนั้น ๆ ถูกต้องแล้ว ก็มี. ฉะนั้น ชาติ นี้จึงเป็นปัจจัยแห่งชรามรณะแห่งโสกะเป็นต้น. ๑. ม. อุ. ๑๔/๕๙๖.
หน้า 999 ข้อ 256
ในบทมีอาทิว่า โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน - ภิกษุนั้นมีจิต อบรมแล้วอย่างนั้น พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า ปุพฺเพนิวา- สานุสฺสติาณาย ท่านอธิบายว่า เพื่อบรรลุญาณนั้น คือ ถึง. บทว่า อเนกวิหิตํ คือ หลายอย่าง. หลายประการ. หรือเป็นไปแล้ว พรรณนาแล้ว โดยประการไม่น้อย. บทว่า ปุพฺพนิวาสํ - ชาติก่อน คือ สันดานที่อยู่ในชาตินั้น ๆ ทำภพในอดีตที่ใกล้ที่สุดให้เป็นเบื้องต้น. บทว่า อนุสฺสรติ - ย่อมระลึก ตามไป ๆ ด้วยสามารถลำดับขันธ์ หรือด้วยสามารถจุติปฏิสนธิ. จริง อยู่ ชนทั้ง ๖ คือ เดียรถีย์ ๑. สาวกธรรมดา ๑. มหาสาวก ๑. อัตรสาวก ๑. พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑. พระพุทธเจ้า ๑ ย่อมระลึก ถึงชาติก่อนนี้ได้. ในชนเหล่านั้น เดียรถีย์ทั้งหลาย ย่อมระลึกได้ ๔๐ กัป. ไม่ยิ่งไปกว่านั้น. เพราะเหตุไร เพราะเดียรถีย์มีปัญญาอ่อน. จริงอยู่ ปัญญาของเดียรถีย์เหล่านั้น อ่อนเพราะไม่มีการกำหนดนามรูป. สาวกธรรมดา ย่อมระลึกได้ ๑๐๐ กัปบ้าง ๑,๐๐๐ กัปบ้าง เพราะมีปัญญาแก่กล้า. มหาสาวก ๘๐ รูป ระลึกได้ แสนกัป. อัครสาวก ทั้งสองระลึกได้ อสงไขยหนึ่ง กับแสนกัป. พระปัจเจก- พุทธเจ้า ระลึกได้ สองอสงไขย กับแสนกัป. เพราะอภินิหารของ
หน้า 1000 ข้อ 256
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น มีประมาณเพียงนี้. แต่ พระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ระลึกได้ ไม่มีกำหนด. อนึ่ง เดียรถีย์ทั้งหลาย ระลึกได้ลำดับขันธ์เท่านั้น พ้นลำดับ ไปแล้วไม่สามารถระลึกถึงจุติและปฏิสนธิได้. เดียรถีย์เหล่านั้นระลึกได้ ไม่พ้นลำดับขันธ์ เหมือนคนตาบอดไม่ปล่อยไม้เท้าเดินไปฉะนั้น. สาวกธรรมดา ระลึกได้แม้ตามลำดับขันธ์ ย่อมก้าวไปถึงจุติ ปฏิสนธิ. มหาสาวก ๘๐ รูป ก็อย่างนั้น. ส่วน อัครสาวกทั้งสอง ไม่มีกิจต้องระลึกตามลำดับขันธ์ คือ เห็นจุติของอัตภาพหนึ่งแล้ว แล้วย่อมเห็นปฏิสนธิด้วย ย่อมก้าวเลยไปถึงจุติและปฏิสนธิอย่างนี้ คือ ครั้นเห็นจุติของคนอื่นอีก ก็ย่อมเห็นปฏิสนธิด้วย. พระปัจเจกพุทธ- เจ้า ก็เหมือนกัน. ส่วน พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีกิจต้องระลึก ตามลำดับขันธ์ ไม่มีกิจต้องระลึกก้าวไปถึงจุติปฏิสนธิ เพราะว่า พระ- พุทธเจ้าทั้งหลายทรงปรารถนาฐานะใด ๆ ข้างล่าง คือ ล่วงแล้วก็ดี ข้างบน คือ อนาคตก็ดี ในโกฏิกัปไม่น้อยฐานะนั้นๆ ย่อมปรากฏ ได้ทีเดียว. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงย่อโกฏิกัปแม้ไม่ น้อย แล้วปรารถนาฐานะใด ๆ ทรงก้าวเข้าไปในฐานะนั้น ๆ ด้วย สามารถแห่งการก้าวไปของพระพุทธเจ้าผู้สีหะ. ญาณของพระพุทธเจ้า เหล่านั้นไปอยู่อย่างนี้ ไม่ติดขัดในชาติในระหว่าง ๆ ย่อมถือเอาฐานะ ที่ปรารถนาแล้ว ๆ.
หน้า 1001 ข้อ 256
ก็บรรดาชนทั้ง ๖ เหล่านี้ระลึกถึงชาติก่อนอยู่ การเห็นชาติ ก่อนของพวกเดียรถีย์ ย่อมปรากฏเช่นกับแสงหิงห้อย. ของสาวก ธรรมดาเช่นกับแสงประทีป. ของมหาสาวกเช่นกับแสงคบเพลิง. ของ พระอัครสาวกเช่นกับรัศมีดาวประกายพรึก. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า เช่นกับรัศมีพระจันทร์. ของพระพุทธเจ้า ย่อมปรากฏเช่นกับมณฑล พระอาทิตย์ในสรทกาล๑ประดับด้วยรัศมีพันดวง. การระลึกถึงชาติก่อนของเดียรถีย์ ดุจคนตาบอดเดินไปด้วย ปลายไม้เท้า. ของสาวกธรรมดา ดุจเดินไปตามสะพานด้วยไม้เท้า. ของ พระมหาสาวก ดุจเดินไปตามสะพานด้วยลำแข้ง. ของพระอัครสาวก ดุจเดินไปตามสะพานเกวียน. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ดุจเดินไปตาม ทางด้วยกำลังแข้ง. ของพระพุทธเจ้า ดุจเดินไปตามทางเกวียนใหญ่. ก็ในอธิการนี้ ท่านประสงค์เอาการระลึกถึงชาติก่อนของพระสาวก ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เป็นอาทิกรรมิกะประสงค์ระลึกถึงอย่างนี้ กลับจากบิณฑบาตฉันอาหารแล้ว ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ เข้าฌาน ๔ ตามลำดับ ครั้นออกจากจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา พิจารณา ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยดังกล่าวแล้ว ควรนั่งพิจารณาข้างหลังภิกษุทั้ง หมด. จากนั้นควรคำนึงถึงกิจที่ทำตลอดคืนวันทั้งสิ้นตามลำดับ โดย ๑. ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูสารท คือเทศกาลทำบุญเดือนสิบ
หน้า 1002 ข้อ 256
ทบทวนอย่างนี้ คือ ปูอาสนะเข้าไปยังเสนาสนะ เก็บบาตรจีวร เวลา ฉัน เวลานาจากบ้าน เวลาเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้าน เวลาเข้าไปสู่บ้าน เพื่อบิณฑบาต เวลาออกจากวัด เวลาไหว้พระเจดีย์และต้นโพธิ เวลา ล้างบาตร เวลารับบาตร กระทำกิจตั้งแต่รับบาตรจนถึงล้างบาตร ทำกิจ ในเวลาใกล้รุ่ง ทำกิจในมัชฌิมยาม ในปฐมยามะ กิจประมาณเท่านี้ ย่อมปรากฏแม้แก่จิตปกติ. ส่วนจิตในบริกรรมสมาธิ ย่อมปรากฏยิ่งขึ้นไป หากไม่มีอะไร ๆ ปรากฏในจิตนี้ ควรเข้าฌานเป็นบาทอีก ครั้นออกแล้วจึงควรคำนึงถึง ด้วยเหตุนี้ จิตจะปรากฏดุจในประทีปที่สว่างไสว. ควรคำนึงถึงกิจที่ทำ ในวันทีสองบ้าง ในวันที่สาม ที่สี่ ที่ห้าบ้าง ในสิบวันบ้าง ในกึ่งเดือน บ้าง ในเดือนหนึ่งบ้าง ในปีหนึ่งบ้าง ตามลำดับ การทบทวนอย่างนี้ นั่นแหละ. โดยอุบายนี้ คำนึงถึงตลอดปฏิสนธิของตนในภพนี้ คือ สิบปี ยี่สิบปี พึงคำนึงถึงนามรูปอันเป็นไปในขณะจุติในภพก่อน จริงอยู่ ภิกษุผู้ฉลาด ครั้นเพิกถอนปฏิสนธิในวาระที่หนึ่งได้แล้ว ย่อมพอที่จะทำนามรูปให้เป็นอารมณ์. เพราะนามรูปในภพก่อนดับไม่ เหลือ. ในภพนี้นามรูปอื่นเกิด. ฉะนั้น ฐานะนั้นจึงเป็นดุจทางปิด มืดสนิท ที่คนปัญญาทรามเห็นได้ยาก. แม้ด้วยเหตุนั้นก็ไม่ควรทอด ธุระว่า เราไม่อาจจะเพิกถอนปฏิสนธิ แล้วท่านามรูปให้เป็นอารมณ์ใน
หน้า 1003 ข้อ 256
ขณะจุติได้. ควรเข้าฌานอันเป็นบาทนั้นแหละบ่อย ๆ ครั้นออกจาก ฌานแล้ว ควรคำนึงถึงฐานะนั้น ๆ. เพราะเมื่อภิกษุทำอยู่อย่างนี้ ครั้นออกจากฌานอันเป็นบาทแล้ว ไม่คำนึงถึงฐานะที่คำนึงถึงในกาลก่อน คำนึงถึงปฏิสนธิเท่านั้น เพิก ถอนปฏิสนธิโดยไม่ชักช้าเพื่อทำนามรูป ในขณะจุติได้เป็นอารมณ์. เหมือนอย่างบุรุษผู้มีกำลังตัดต้นไม้ใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ชื่อฟ้าเรือน ยอด แม้ไม่สามารถจะตัดต้นไม้ใหญ่ด้วยคมขวานอันทื่อ โดยเพียง ตัดกิ่งและใบเท่านั้น อย่าทอดธุระควรไปโรงช่างเหล็กให้ลับขวานให้คม แล้วกลับมาตัดใหม่. เมื่อขวานไม่คมอีก ก็ควรให้ช่างเหล็กลับอีกแล้ว พึงตัด. บุรุษนั้นเมื่อตัดอยู่อย่างนี้ ในไม่ช้าก็จะโคนต้นไม้ใหญ่ลงได้ เพราะเมื่อตัดได้แล้ว ๆ ก็ไม่มีต้นไม้ควรตัดอีก และเพราะต้นไม้ที่จะ ตัดไม่มีแล้ว ฉะนั้น. ญาณที่เป็นไปเพราะทำนามรูปให้เป็นอารมณ์ตั้งแต่ การนั่งลงครั้งสุดท้ายจนถึงปฏิสนธิ ไม่ชื่อว่าบุพเพนิวาสญาณ แต่ญาณ นั้นชื่อว่า บริกรรมสมาธิญาณ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ญาณนี้เป็น อตีตังสญาณบ้าง. คำนั้นหมายถึงรูปาวจร เพราะอตีตังสญาณเป็นนรูปา- วจร จึงไม่ถูก. ก็ในกาลใดมโนทวาราวัชชนะก้าวล่วงปฏิสนธิของภิกษุ นั้นแล้ว ทำนามรูปอันเป็นไปแล้วในขณะจุติให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้ว อัปปนาจิตย่อมเกิดขึ้นโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในตอนก่อน. ในกาลนั้น
หน้า 1004 ข้อ 256
ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้นของภิกษุนั้น ชื่อว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ. ภิกษุย่อมระลึกถึงชาติก่อน ด้วยสติอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถีทํ เป็นนิบาตลงในอรรถแสดง ถึงชนิดที่ปรารภแล้ว. พระสารีบุตรเถระ. เมื่อจะแสดงประเภทแห่ง ชนิดของบุพเพนิวาสนั้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอกมฺปิ ชาตึ - ชาติ หนึ่งบ้าง คือ ขันธสันดานอันเนื่องในภพหนึ่ง มีปฏิสนธิเป็นมูล มี จุติเป็นปริโยสาน. ในบทมีอาทิว่า เทฺวปิ ชาติโย - สองชาติบ้าง มี นัยนี้. ในบทมีอาทิว่า อเนเกปิ สํวฏฏฺกปฺเป - ตลอดสังวัฏฏกัปเป็น อันมาก มีอธิบายดังต่อไปนี้. กัปเสื่อม ชื่อว่า สังวัฏฏกัป เพราะ ในครั้งนั้นสัตว์ทั้งปวงประชุมกันในพรหมโลก. กัปเจริญ ชื่อว่า วิวัฏฏกัป เพราะในครั้งนั้นสัตว์ทั้งหลายออกจากพรหมโลก เป็นอัน ท่านถือเอาการตั้งอยู่ในสังวัฏฏะ ด้วยสังวัฏฏะ และการตั้งอยู่ใน วิวัฏฏะ ด้วยวิวัฏฏะ ในพรหมโลกนั้น เพราะมีพรหมโลกนั้นเป็นมูล. จริงอยู่. เมื่อเป็นอย่างนี้ ย่อมเป็นอันท่านกำหนดอสงไขย ๔ ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัปหนึ่งมี ๔ อสงไขย ๔ อสงไขย เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน กาลใด กัปเสื่อม. ตลอดกาลนั้นไม่ง่ายเพื่อจะนับ.
หน้า 1005 ข้อ 256
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด สังวัฏฏกัปตั้งอยู่ ฯลฯ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด กัปเจริญ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด วิวัฏฏกัป ตั้งอยู่. ตลอดกาลนั้น ไม่ง่ายนักที่จะนับ.๑ ในกัปเหล่านั้น สังวัฎฏกัป มี ๓ คือ เตโชสังวัฏฏะ ๑ อาโปสังวัฏฏะ ๑ วาโยสังวัฏฏะ ๑. สังวัฏฏสีมา - เขตของสังวัฏฏะ มี ๓ คือ อาภัสสรา ๑ สุภกิณหา ๑ เวหัปผลา ๑. เมื่อใดกัปเสื่อม เพราะไฟ ถูกไฟไหม้ถึงในเบื้องล่างแห่งอาภัสสรา. เมื่อใดกัปเสื่อม เพราะน้ำ ถูกน้ำท่วมละลายไปถึงเบื้องล่างแห่งสุภกิณหา. เมื่อใดกัป เสื่อม เพราะลม ถูกลมพัดกระหน่ำถึงในเบื้องล่างแห่งเวหัปผลา. ก็ โดยส่วนกว้างในกาลนั้น พุทธเขตหนึ่งก็ย่อมพินาศไปด้วย. พุทธเขตม ๓ คือ ชาติเขต ๑. อาณาเขต ๑. วิสัยเขต ๑. ในเขต ๓ เหล่านั้น เขตที่หวั่นไหวในการถือปฏิสนธิเป็นต้น ของพระตถาคตมีหมื่นจักรวาฬเป็นที่สุด ชื่อว่า ชาติเขต. ๑. องฺ. จตุกกฺ ๒๑/๑๕๖.
หน้า 1006 ข้อ 256
อานุภาพของพระปริตรเหล่านี้ คือ รตนปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร โมรปริตร ย่อมเป็นไปในเขตที่มี แสนโกฏิจักรวาลเป็นที่สุด ชื่อว่า อาณาเขต. เขตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ยาวตา วา ปน อากงฺเขยฺย๑ หรือว่าพระตถาคตพึงหวังโดยประมาณเพียงใดอันหาประมาณที่สุด มิได้ ชื่อว่า วิสัยเขต. พระตถาคตย่อมทรงทราบเขตที่ทรงหวัง. ในพุทธเขต ๓ อย่างเหล่านี้ อาณาเขตหนึ่งย่อมพินาศไป. เมื่ออาณาเขต นั้นพินาศไป ชาติเขตก็พินาศไปด้วย. เมื่อเขตนั้นพินาศ ย่อมพินาศไป ด้วยกัน. เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ด้วยกัน. ความพินาศและการตั้งอยู่ของเขตนั้น พึงทราบอย่างนี้ สมัยใด กัปพินาศเพราะไฟ. มหาเมฆที่ยังกัปให้พินาศแต่ต้นตั้งขึ้น ยังฝนหาใหญ่ อย่างหนึ่งให้ตกในแสนโกฏิจักรวาล. มนุษย์ทั้งหลายพากันยินดี นำ พืชทั้งปวงออกหว่าน. ก็เมื่อข้าวกล้าเกิดพอโคเคี้ยวกินได้ มหาเมฆ ร้องเหมือนลาร้อง. ฝนแม้หยาดหนึ่งก็ไม่ตก. เมื่อนั้นเป็นอันว่า ฝน ขาดเม็ดเลยทีเดียว. สัตว์ผู้อาศัยฝนเลี้ยงชีพย่อมเกิดในพรหมโลกตาม ลำดับ. และเทวดาผู้อาศัยผลบุญเลี้ยงชีพก็ไปเกิดในพรหมโลกด้วย. เมื่อกาลผ่านไปนานอย่างนี้ น้ำในแม่น้ำนั้น ๆ ก็แห้งไป. แม้ปลาและ ๑. องฺ. ติก. ๒๐/๕๒๐.
หน้า 1007 ข้อ 256
เต่าก็ตายไปตามลำดับ แล้วเกิดในพรหมโลก. แม้สัตว์นรกก็ไปเกิด ด้วย. ในข้อนี้ อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า สัตว์นรกย่อมพินาศไปใน ความปรากฏแห่งพระอาทิตย์ดวงที่ ๗. บุคคลไม่เว้นจากฌานย่อมเกิด ในพรหมโลก. บางพวกถูกทุพภิกขภัยบีบคั้น. บางพวกไม่ควรเพื่อบรรลุ ฌาน. สัตว์เหล่านั้นเกิดขึ้นพรหมโลกได้อย่างไร ? ตอบว่า ด้วยอำนาจฌานที่ได้ในเทโลก. จริงอยู่ ในกาลนั้น โดยล่วงไปแสนปีจักสิ้นกัป. ฉะนั้น กามาวจรเทพทั้งหลาย ชื่อว่า โลกพยูหะ เป็นชาวโลก ปล่อยศีรษะ ผมเผ้ารุงรัง ร้องไห้ เอามือเช็ดน้ำตา นุ่งผ้าแดง มีเพศผิดรูปยิ่งนัก เที่ยวไปในทางของมนุษย์ พากันบอกกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงไปแสนปีจากนี้จัก สิ้นกัป. โลกนี้จักพินาศ. แม้มหาสมุทรก็จัก เหือดแห้ง. และมหาปฐพีพระยาภูเขาสิเนรุจักถล่ม ทลายพังพินาศไป. โลกจักพินาศตลอดถึงพรหม โลก. ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พวกท่านจงเจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากันเถิด. จงบำรุงมารดา บิดา จงเป็นผู้อ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล ดังนี้.
หน้า 1008 ข้อ 256
พวกมนุษย์และภุมมเทวดาโดยมาก ครั้นสดับคำของกามาวจร เทพเหล่านั้น แล้วพากันเกิดสังเวช มีจิตอ่อนต่อกันและกัน ทำบุญ มีเมตตาเป็นต้น แล้วไปบังเกิดในเทวโลก. ณ เทวโลกนั้น ทวยเทพ บริโภคอาหารทิพย์ ทำบริกรรมในวาโยกสิณแล้วได้ฌาน. ส่วนมนุษย์ พวกอื่นบังเกิดในเทวโลก ด้วยอปราปริยเวทนียกรรม - กรรมให้ผลใน ภพต่อ ๆ ไป. สัตว์ ชื่อว่า ท่องเที่ยวไปในสงสาร เว้นอปราปริยเวท- นียกรรมไม่มี. แม้สัตว์เหล่านั้นก็ย่อมได้ฌานอย่างนั้นในภพนั้น. สัตว์ ทั้งปวงย่อมบังเกิดในพรหมโลก ด้วยอำนาจฌานที่ได้แล้วในเทวโลก อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. โดยกาลยาวนานขึ้นไปโดยการกำหนดปี พระอาทิตย์ดวงที่สอง ย่อมปรากฏ. เมื่อพระอาทิตย์นั้นปรากฏการกำหนดคืนวันไม่ปรากฏ. พระอาทิตย์ดวงหนึ่งขึ้น. ดวงหนึ่งตก. โลกไม่ขาดความร้อนจากดวง อาทิตย์. ในพระอาทิตย์ที่ยังกัปให้พินาศไม่มีสุริยเทพบุตร. เหมือนใน พระอาทิตย์ปกติ เมื่อพระอาทิตย์ปกติยังเป็นไปอยู่วลาหกบ้าง เปลวไฟ บ้าง ย่อมไปในอากาศ. เมื่อพระอาทิตย์ยังกัปให้พินาศกำลังเป็นไป ท้องฟ้าปราศจากควันและวลาหก ดุจบานกระจกไม่มีฝ้า ฉะนั้น. น้ำ ในลำธารเป็นต้นแห้ง เว้นมหานทีทั้ง ๕ จากนั้นโดยล่วงกาลยาวนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ. เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๓ นั้น ปรากฏ แม้มหานทีก็แห้ง. จากนั้นโดยล่วงกาลยาวนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔
หน้า 1009 ข้อ 256
ปรากฏ. เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ มหาสระ ๗ เหล่านี้ คือ สีหปาตนะ ๑ หังสปาตนะ กัณณมุณฑกะ ๑ รถการทหะ ๑ อโน- ตัตตทหะ ๑ ฉัททันตทหะ ๑ กุณาลวาหะ ๑ แห้ง เพราะเป็นแหล่ง เกิดมหานทีในป่าหิมพานต์. จากนั้นโดยล่วงกาลยาวนาน พระอาทิตย์ ดวงที่ ๕ ปรากฏ. เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ นั้นปรากฏ น้ำแม้เพียง เปียกข้อนิ้วมือ ก็ไม่เหลืออยู่ในมหาสมุทรโดยลำดับ. จากนั้นโดยล่วง กาลยาวนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ. เพราะพระอาทิตย์ดวง ที่ ๖ นั้นปรากฏ จักรวาลทั้งสิ้นมีควันพวยพุ่งเป็นอันเดียวกัน ติดแน่น ไปด้วยควัน. แม้แสนโกฏิจักรวาลก็เหมือนอย่างจักรวาลนั้น. จากนั้น โดยล่วงกาลยาวนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ. เพราะพระอาทิตย์ ดวงที่ ๗ นั้นปรากฏ จักรวาลทั้งสิ้นพร้อมด้วยแสนโกฏิจักรวาล ก็มี เปลวไฟโชติช่วงเป็นอันเดียวกัน. แม้ยอดภูเขาสิเนรุสูงประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ก็ทำลายหายไปในอากาศนั่นเอง. เปลวไฟนั้นลุกโพงลงจดสวรรค์ ชั้นจาตุมมหาราชิกา. เปลวไฟเผากนกวิมาน รัตนวิมาน และมณีวิมาน จดดาวดึงสพิภพ. โดยอุบายนี้แหละ เปลวไฟจดจนถึงปฐมฌานภูมิ. ไหม้พรหมโลกทั้ง ๓ จดอาภัสสรพรหมตั้งอยู่. เปลวไฟนั้นยังไม่ดับ ตราบเท่าสังขารแม้เพียงอณูหนึ่งยังมีอยู่. แต่เพราะสิ้นสังขารทั้งปวง แม้เถ้าก็ไม่ให้เหลือเปลวไฟจึงดับ ดุจเปลวไฟเผาเนยใสและน้ำมัน
หน้า 1010 ข้อ 256
ฉะนั้น. อากาศเบื้องบนพร้อมด้วยอากาศเบื้องล่าง มืดตื้อเป็นอันเดียว กัน. ครั้นแล้ว โดยกาลล่วงยาวนาน มหาเมฆตั้งขึ้นยังฝนละเอียด ๆ ให้ตกเป็นครั้งแรก. มหาเมฆยังสายฝนประมาณเท่าก้านบัว ไม้เท้า สาก และต้นตาลเป็นต้นให้ตกโดยลำดับ ทำที่ที่ถูกไหม้ทั้งหมดให้เต็ม แล้วหายไป. ตั้งขึ้นทำน้ำนั้นทั้งเบื้องล่างและเบื้องขวางให้เป็นก้อน เป็นทางโดยรอบเช่นกับหยาดน้ำในใบบัว. หากถามว่า ทำห้วงน้ำใหญ่ถึงเพียงนั้นให้เป็นก้อนได้อย่างไร ? ตอบว่า เพราะเปิดเป็นช่องไว้. ให้ช่องในที่นั้น ๆ แก่ห้วงน้ำ นั้น. น้ำนั้นถูกลมพัดรวมทำให้เป็นก้อนสิ้นไป ย่อมไหลลงเบื้องล่าง ตามลำดับ. เมื่อน้ำไหลลง ๆ พรหมโลกย่อมปรากฏในที่ของพรหมโลก. อนึ่ง เทวโลกย่อมปรากฏในที่แห่งกามาวจรเทวโลกในเบื้องบน. เมื่อ น้ำไหลลงสู่พื้นดินดังก่อน ลมแรงย่อมเกิดขึ้น. ลมแรงเหล่านั้นปิดกั้น ทำให้น้ำไม่ไหลออก ดุจน้ำที่ขังอยู่ในธมกรกที่ปิดปากไว้. เมื่อน้ำหวาน หมดไปยังง้วนดิน (รสปวึ) ให้ตั้งขึ้นเบื้องบน. ง้วนดินนั้น มีสี มี กลิ่นและรสดุจลาดไว้เบื้องบนข้าวปายาสที่ไม่มีน้ำ. ในกาลนั้น สัตว์ทั้ง- หลายที่เกิดก่อนในอาภัสสรพรหมโลก เคลื่อนจากนั้น เพราะสิ้นอายุก็ดี เพราะหมดบุญก็ดี ย่อมเกิด ณ ที่นี้. สัตว์เหล่านั้นมีรัศมีที่ตัว เหาะไปใน อากาศได้. สัตว์เหล่านั้น ครั้นลิ้มแผ่นดินมีรสนั้น ตามนัยดังกล่าว
หน้า 1011 ข้อ 256
แล้ว ในอัคคัญญสูตร๑ ถูกตัณหาครอบงำ พยายามจะบริโภคสิ่งที่ทำ ให้เกิดความโลภ. ครั้งนั้น รัศมีที่ตัวของสัตว์เหล่านั้นก็หายไป. มีความมืด. สัตว์เหล่านั้นเห็นความมืดก็กลัว. แต่นั้นสุริยมณฑลเต็ม ๕๐ โยชน์ ปรากฏขึ้นยังความกลัวของสัตว์เหล่านั้นให้หายไป ให้เกิดความกล้า. สัตว์เหล่านั้น ครั้นเห็นสุริยมณฑลนั้น ต่างร่าเริงยินดีว่า เราได้แสง สว่างแล้ว จึงตั้งชื่อสุริยมณฑลนั้นว่า สุริยะ เพราะตั้งขึ้นทำให้พวก เราหายกลัวเกิดความกล้าขึ้น เพราะฉะนั้น ขอจงเป็นสุริยะเถิด. ครั้นเมื่อพระสุริยะทำแสงสว่างตลอดวันแล้วดับไป สัตว์ทั้งหลาย มีความกลัวอีกว่า แสงสว่างที่เราได้ หายไปเสียแล้ว. สัตว์เหล่านั้นจึงคิด อย่างนี้ว่า จะเป็นการดีหากพวกเราได้แสงสว่างอื่น. จันทมณฑล ประมาณ ๔๙ โยชน์ ปรากฏขึ้นเหมือนรู้จิตของสัตว์เหล่านั้น. สัตว์ เหล่านั้นครั้นเห็นจันทมณฑลนั้น พากันร่าเริงยินดีอย่างยิ่ง จึงตั้งชื่อ จันทมณฑลนั้นว่า จันทะ เพราะตั้งขึ้นคล้ายรู้ความพอใจของพวกเรา เพราะฉะนั้น ขอจงเป็นจันทะเถิด. เมื่อพระจันทร์ พระอาทิตย์ปรากฏอย่างนี้ นักษัตรทั้งหลาย ก็ปรากฏเป็นรูปดาว. จำเดิมแต่นั้น กลางคืน กลางวัน และกึ่งเดือน ๑. ที. ปา. ๑๑/๕๖.
หน้า 1012 ข้อ 256
เดือนหนึ่ง ฤดู ปี ก็ปรากฏ ตามลำดับ. ในวันปรากฏพระจันทร์ พระอาทิตย์นั่นเอง ภูเขาสิเนรุ จักรวาล ป่าหิมพานต์ และภูเขา ก็ปรากฏ. ทั้งหมดนั้นปรากฏในวันเพ็ญเดือน ๔ ไม่ก่อน ไม่หลัง. ปรากฏอย่างไร ? เหมือนอย่างว่า เมื่อข้าวฟ่างเดือดเกิดฟอง ด้วยการ คนครั้งเดียวเท่านั้น. บางฟองก็เป็นเนิน ๆ คล้ายสถูป. บางฟองก็เป็น ลุ่ม ๆ. บางฟองก็เสมอ ๆ ฉันใด. ในที่เป็นเนิน ๆ คล้ายสถูปก็เป็น ภูเขา. ในที่ลุ่ม ๆ ก็เป็นมหาสมุทร. ในที่เสมอ ๆ ก็เป็นเกาะ. ครั้นเมื่อสัตว์เหล่านั้นบริโภคง้วนดิน บางพวกก็มีผิวงาม บางพวกก็มีผิวไม่งาม ตามลำดับ. ในสองพวกนั้น พวกที่มีผิวงามก็ดี หมิ่นพวกมีผิวไม่งาม เพราะการดูหมิ่นของสัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย ง้วนดิน ก็หายไป. ปรากฏเป็นกะปิดิน. ครั้นแล้ว กะปิดินของสัตว์ทั้งหลายนั้นหายไป โดยนัยนั้นก็ ปรากฏเป็นเครือดิน. แม้เครือดินนั้นก็หายไป โดยนัยนั้น. ก็ปรากฏ เป็นข้าวสาลี ไม่ใช้ฟืนหุง ไม่มีรำ ไม่มีแกลบ บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม มีผลเป็นข้าวสาร. แต่นั้น ภาชนะย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้น. สัตว์เหล่า นั้นวางข้าวสาลีบนภาชนะ แล้วตั้งไว้บนแผ่นหิน. เปลวไฟเกิดขึ้นเอง หุงข้าวสาลีนั้น. ข้าวสุกนั้นเหมือนดอกมะลิตูม. ไม่ต้องทำแกงหรือผัก แห่งข้าวสาลีนั้น. ปรารถนาจะบริโภครสใด ๆ ก็มีรสนั้น ๆ ให้บริโภค.
หน้า 1013 ข้อ 256
เมื่อสัตว์เหล่านั้นนบริโภคอาหารหยาบ ตั้งแต่นั้นมูตรและกรีสก็เกิด ครั้นสัตว์เหล่านั้นต้องการให้มูตรและกรีสออก ก็แยกเป็นปาก แผล. ความเป็นชายก็ปรากฏแก่ชาย. ความเป็นหญิงก็ปรากฏแก่หญิง เล่ากันว่าในครั้งนั้น หญิงเพ่งชาย และชายเพ่งหญิงเกินเวลา. เพราะ สัตว์เหล่านั้นเพ่งกันเกินเวลาเป็นปัจจัย จึงเกิดความเร่าร้อนทางกาม. แต่นั้นก็เสพเมถุนกัน. สัตว์เหล่านั้นถูกวิญญูชนติเตียนทำให้ลำบาก เพราะการเสพอสัทธรรม จึงสร้างเรือนเพื่อปกปิดอสัทธรรมนั้น. สัตว์ เหล่านั้น เมื่อครองเรือน ก็ดำเนินตามทิฏฐานุคติของสัตว์ผู้ไม่เกียจ คร้านคนใดคนหนึ่งตามลำดับ ทำการสะสม. จำเดิมแต่นั้น รำบ้าง แกลบบ้าง ก็หุ้มห่อข้าวสาร. แม้ที่เกี่ยวแล้ว ก็ไม่งอก. สัตว์เหล่านั้นประชุมกัน ทอดถอนใจว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ธรรม ลามกปรากฏแล้วในสัตว์ทั้งหลาย เพราะพวกเราเมื่อก่อนได้เป็นผู้ สำเร็จแล้วแต่ใจ ดังนี้ พึงให้พิสดารโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในอัคคัญญ- สูตร๑. แต่นั้นสัตว์ทั้งหลาย จึงได้ตั้งระเบียบปฏิบัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้. หากสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาส่วนของคนอื่นที่เขาไม่ให้. ว่ากล่าว สองครั้ง ในครั้งที่สามประหารด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน และท่อนไม้. สัตว์ เหล่านั้น เมื่อเกิดมีการลักทรัพย์ พูดติเตียน พูดเท็จ ทำร้ายร่างกาย ขึ้น จึงประชุมกันคิดว่า ถ้ากระไรพวกเราควรยกย่องสัตว์ผู้หนึ่ง. เรา ๑. ที. ปา. ๑๑/๖๑.
หน้า 1014 ข้อ 256
จักเพิ่มส่วนแห่งข้าวสาลีให้แก่ผู้ที่พึงข่มผู้ที่ควรข่ม พึงติเตียนผู้ที่ควร ติเตียน พึงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ โดยชอบของพวกเรา. ก็เมื่อสัตว์ทั้งหลายทำความตกลงกันอย่างนี้แล้ว ในกัปนี้ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้านี้แหละยังเป็นพระโพธิสัตว์ มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า มี ศักดิ์ใหญ่กว่า สัตว์เหล่านั้นในสมัยนั้น สมบูรณ์ด้วยปัญญา มีกำลัง สามารถเพื่อจะทำการข่มและยกย่องได้. สัตว์เหล่านั้น จึงพากันเข้า ไปหาพระโพธิสัตว์นั้น วิงวอนยกย่อง. พระโพธิสัตว์นั้น ปรากฏด้วย นาม ๓ คือ ชื่อว่ามหาสมมต เพราะมหาชนสมมต ๑. ชื่อว่าขัตติยะ เพราะเป็นอธิบดีแห่งเขตทั้งหลาย ๑. ชื่อว่าราชา เพราะให้สัตว์ทั้งหลาย เหล่าอื่นยินดี โดยธรรมเสมอ ๑. พระโพธิสัตว์เป็นบุรุษคนแรก ในฐานะเป็นอัจฉริยบุรุษในโลก. เมื่อทำพระโพธิสัตว์ให้เป็นอาทิบุรุษ ดำรงในขัตติยมณฑล แล้ววรรณะทั้งหลายมีพราหมณ์เป็นต้น ก็ตั้งขึ้น ตามลำดับ. การทำลายด้วยเปลวไฟ ตั้งแต่มหาเมฆยังกัปให้พินาศ อสงไขย หนึ่งนี้ ท่านเรียกว่า สังวัฏฏะ. มหาเมฆสมบูรณ์ยังแสนโกฏิจักรวาลให้เต็มเปี่ยม ตั้งแต่การทำ ลายด้วยเปลวไฟอันยังกัปให้พินาศ อสงไขยที่สองนี้ ท่านเรียกว่า สังวัฏฏัฏฐายี. ความปรากฏแห่งพระจันทร์ พระอาทิตย์ ตั้งแต่มหาเมฆสมบูรณ์
หน้า 1015 ข้อ 256
อสงไขยที่ ๓ นี้ ท่านเรียกว่า วิวัฏฏะ. มหาเมฆยังกัปให้พินาศอีก ตั้งแต่ความปรากฏแห่งพระจันทร์ พระอาทิตย์ อสงไขยที่ ๔ นี้ ท่านเรียกว่า วิวัฏฏัฏฐายี. อสงไขย ๔ เหล่านี้ เป็นมหากัปหนึ่ง. พึงทราบความพินาศ ด้วยไฟและความตั้งอยู่ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง สมัยใดกัปพินาศไปด้วยน้ำ มหาเมฆยังกัปให้พินาศแต่ต้น ตั้งขึ้น พึงให้พิสดารโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในตอนก่อนนั่นแหละ. แต่ ความแปลกกกันมีดังต่อไปนี้. มหาเมฆมีน้ำกรดยังกัปให้พินาศ ตั้งขึ้น ในที่นี้. เหมือนพระอาทิตย์ดวงที่สองตั้งขึ้นในอากาศนั้น ฉะนั้น. มหาเมฆนั้น เมื่อยังฝนละเอียดได้ตกแต่ต้น ย่อมให้ตกเต็มแสนโกฏิ จักรวาล ด้วยสายฝนใหญ่ตามลำดับ แผ่นดินและภูเขาเป็นต้น ถูก น้ำกรด ถูกต้องแล้ว ๆ ย่อมละลาย น้ำถูกลมพัดไปโดยรอบ น้ำท่วม ตั้งแต่แผ่นดินถึงทุติยฌานภูมิ น้ำนั้น ยังพรหมโลกแม้ ๓ ให้ย่อยยับ ไปในที่นั้น แล้วจดถึงสุภกิณหาตั้งอยู่. น้ำนั้นยังไม่สงบตราบเท่าสังขาร ประมาณอณูยังมีอยู่. อนึ่ง น้ำนั้น ครอบงำสังขารทั้งปวงที่ไปตามน้ำแล้ว สงบทันที หายไป อากาศเบื้องบนมืดมิดเป็นอันเดียว พร้อมกับอากาศเบื้องล่าง. บททั้งปวงคล้ายกับที่กล่าวแล้ว แต่ในที่นี้ โลกทำ (สร้าง) อาภัสสร พรหมโลกทั้งสิ้น ให้ปรากฏเป็นเบื้องต้น. สัตว์ทั้งหลายเคลื่อนจาก
หน้า 1016 ข้อ 256
สุภกิณหาแล้ว ย่อมเกิดในอาภัสสรพรหมเป็นต้น. การทำลายด้วยน้ำกรด อันยังกัปให้พินาศ ตั้งแต่มหาเมฆยังกัปให้พินาศ นี้เป็นอสงไขยหนึ่ง มหาเมฆสมบูรณ์ ตั้งแต่การทำลายด้วยน้ำ นี้เป็นอสงไขยที่สอง ... ๔ อสงไขยเหล่านี้ ตั้งแต่มหาเมฆสมบูรณ์ ฯลฯ เป็นมหากัปหนึ่ง พึงทราบความพินาศด้วยน้ำและการตั้งอยู่ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง สมัยใด กัปพินาศไปด้วยลมนั้น. มหาเมฆยังกัปให้พินาศ ไปแต่ต้นตั้งขึ้นแล้ว พึงให้พิสดารตามนัยดังกล่าวแล้ว ในตอนก่อน นั่นแหละ. แต่ความต่างกันมีดังต่อไปนี้. ลมตั้งขึ้นเพื่อยังกัปให้พินาศ ในโลกนี้ เหมือนพระอาทิตย์ดวงที่สองในอากาศนั้น ฉะนั้น. ลมนั้น ยังธุลีหยาบให้ตั้งขึ้นก่อน. แต่นั้นยังธุลีละเอียด ทรายละเอียด ทราย หยาบ ก้อนกรวดและหินเป็นต้น ให้ตั้งขึ้นที่แผ่นหินประมาณเรือนยอด และที่ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งขึ้นในที่ไม่เสมอ. ธุลีเหล่านั้นไม่ตกจากแผ่นดิน อีก เพราะจมอยู่ในท้องฟ้า. ธุลีเหล่านั้นแหลกละเอียดไปในที่นั้น. ถึง ความไม่มี. ครั้นแล้ว ลมตั้งขึ้นที่ภายใต้แผ่นดินใหญ่ ตามลำดับ แล้ว พลิกแผ่นดินทำรากดินไว้เบื้องบน แล้วซัดไปในอากาศ. ผินแผ่นดิน มี ๑๐๐ โยชน์เป็นประมาณ แตกไปประมาณสองโยชน์ สามโยชน์ สี่โยชน์ ห้าโยชน์ ถูกกำลังลมซัดไป แหลกละเอียดบนอากาศนั่นเอง ถึงความไม่มี. ลมยกภูเขาจักรวาลบ้าง ภูเขาสิเนรุบ้าง ขึ้นแล้วซัดไป
หน้า 1017 ข้อ 256
ในอากาศ. ผินแผ่นดินเหล่านั้นกระทบกันและกัน แล้วแหลกละเอียด พินาศไป. ด้วยอุบายนี้แหละ ลมยังภุมมัฏฐกวิมานและอากาสัฏฐกวิมาน ให้พินาศ ยังกามาวจรเทวโลก ๖ ให้พินาศ แล้วยังจักรวาลแสนโกฏิ ให้พินาศ. จักรวาลกระทบกับจักรวาล. หิมวันตะกระทบกับหิมวันตะ. สิเนรุกระทบกับสิเนรุ แล้วแหลกละเอียดพินาศไป. ลมพัดตั้งแต่แผ่นดิน จนถึงตติยฌานภูมิ. ลมยังพรหมโลก ๓ ให้พินาศ จดถึงเวหัปผลา ตั้งอยู่. ครั้นยังสังขารทั้งปวงให้พินาศไปอย่างนี้ แม้ตนเองก็พินาศไป ด้วย. อากาศเบื้องบนกับอากาศเบื้องล่างมืดมิดเป็นอันเดียวกัน ทั้งหมด คล้ายกับที่กล่าวแล้ว. แต่ในที่นี้ โลกทำคือสร้างสุภกิณหพรหมโลก ในเบื้องต้นให้ปรากฏ. อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายเคลื่อนจากเวหัปผลาแล้ว ย่อมเกิดในสุภ- กิณหพรหมโลกเป็นต้น. การทำลายด้วยลมยังกัปให้พินาศตั้งแต่มหาเมฆ ยังกัปให้พินาศ นี้เป็นอสงไขยหนึ่ง. มหาเมฆสมบูรณ์ ตั้งแต่การ ทำลายด้วยลม นี้เป็นอสงไขยที่สอง ฯลฯ อสงไขย ๔ เหล่านั้น เป็น มหากัปหนึ่ง. พึงทราบความพินาศด้วยลมและการตั้งอยู่ ด้วยประการ ฉะนี้. เพราะเหตุไร โลกจึงพินาศไปอย่างนี้. เพราะอกุศลมูลเป็นเหตุ. เพราะเมื่ออกุศลมูลหนาขึ้นแล้ว โลกจึงพินาศไปอย่างนี้. อนึ่ง โลก
หน้า 1018 ข้อ 256
นั้นแล เมื่อราคะหนาขึ้นในลำดับ ย่อมพินาศไปด้วยไฟ. เมื่อ โทสะหนา ย่อมพินาศไปด้วยน้ำ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เมื่อโทสะหนา โลกพินาศไปด้วย ไฟ. เมื่อราคะหนาพินาศไปด้วยน้ำ. เมื่อโมหะหนาพินาศไปด้วยลม. แม้เมื่อพินาศไปอย่างนี้ ย่อมพินาศไปด้วยไฟ ๗ ครั้ง เป็นลำดับ. ใน ครั้งที่ ๘ พินาศไปด้วยน้ำ. พินาศไปด้วยไฟ ๗ ครั้งอีก. ในครั้งที่ ๘ พินาศไปด้วยน้ำ. เพราะเหตุนั้น เมื่อพินาศไป ๘ ครั้ง ๆ อย่างนี้ พินาศ ไปด้วยน้ำ ๗ ครั้ง แล้วพินาศไปด้วยไฟอีก ๗ ครั้ง ๆ ด้วยเหตุประมาณ เท่านี้ ๖๓ กัป เป็นอันล่วงไปแล้ว. ในระหว่างนี้ ลมได้โอกาสห้ามวาระ อันพินาศไปด้วยน้ำ แม้ถึงพร้อมแล้ว กำจัดสุภกิณหพรหมโลกซึ่งมี อายุ ๖๔ กัป บริบูรณ์ ยังโลกให้พินาศ. ภิกษุผู้ระลึกถึงกัป แม้ระลึกถึงชาติก่อน ย่อมระลึกถึง สังวัฏฏ- กัป วิวัฏฏกัป สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ไม่น้อยในกัปเหล่านั้น. บทว่า สํวฏฺฏกปฺเป วิวฏฺฏกปฺเป ท่านกล่าวกำหนดครึ่งหนึ่ง ของกัป. บทว่า สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป ท่านกล่าวกำหนดเอากัปทั้งสิ้น. หากถามว่า ระลึกถึงอย่างไร. ตอบว่า ระลึกถึงโดยนัยมีอาทิว่า อนุตฺราสึ - ในชาติโน้นเราได้เป็นแล้ว.
หน้า 1019 ข้อ 256
ในบทเหล่านั้น บทว่า อมุตฺราสึ คือ เราได้เป็นแล้วใน สังวัฏฏกัปโน้น ความว่า เราได้เป็นแล้ว ในภพ ในกำเนิด ในคติ ในวิญญาณฐิติ ในสัตตาวาส หรือในสัตตนิกาย. บทว่า เอวํนาโม มีชื่ออย่างนี้ คือ ชื่อติสสะ หรือปุสสะ. บทว่า เอวํโคตฺโต มีโคตรอย่างนี้ คือ กัจจานโคตร หรือ กัสสปโคตร. บทนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถการระลึกถึงชื่อและโคตร ของตน ในอดีตภพของภิกษุนั้น. ก็หากว่า ในกาลนั้น ภิกษุนั้น ประสงค์จะระลึกถึงวรรณสมบัติ ความเป็นอยู่ประณีตและเศร้าหมอง ความเป็นผู้มากด้วยสุขและทุกข์ หรือความมีอายุน้อย อายุยืนของตน. ระลึกถึงได้. ด้วยเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระ จึงกล่าวว่า เอวํวณฺโณ ฯลฯ เอวมายุปริยนฺโต. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํวณฺโณ มีผิวพรรณอย่างนี้ คือ ผิวขาว หรือผิวดำ. บทว่า เอวมาหาโร - มีอาหารอย่างนี้ คือ มีข้าวสาลี เนื้อ ข้าวสุก เป็นอาหาร หรือมีผลไม้สดเป็นอาหาร. บทว่า เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที - ได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนี้ คือ เสวยสุขและทุกข์ อันเป็นไปทางกาย ทางใจ หรือมีประเภท เป็นต้นว่า มีอามิส หรือไม่มีอามิส.
หน้า 1020 ข้อ 256
บทว่า เอวมายุปริยนฺโต - มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ คือ มี กำหนดอายุ ๑๐๐ ปี หรือ ๘ โกฏิ ๔ แสนกัป. บทว่า โส ตโต จุโตฺ อมุตฺร อุทปาทึ - ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ คือ เราครั้นจุติจากภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส หรือสัตตนิกายนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวา หรือสัตตนิกายโน้น. บทว่า ตตฺราปาสึ - ได้มีแล้วในภพนั้น ได้มีแล้วอีกในภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส หรือสัตตนิกาย แม้นั้น. บท มีอาทิว่า เอวํนาโม มีนัยดังได้กล่าวแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เพราะบทว่า อมุตฺราสึ นี้ เป็นการระลึกถึง ของผู้ปรารถนาขึ้นไป ตามลำดับ. บทว่า โส ตโต จุโต เป็นการพิจารณาของผู้กลับ. ฉะนั้น บทว่า อิธูปปนฺโน พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทนี้ว่า อมุตฺรอุทปาทึ หมายถึงที่เกิดของภิกษุนั้น ในลำดับแห่งการเกิดในโลกนี้. บทมีอาทิอย่านี้ว่า ตตฺราปาสึ ท่านกล่าวเพื่อแสดงการระลึก ถึงชื่อและโคตรเป็นต้น ในที่เกิด ในลำดับแห่งการเกิดนี้ ในภพนั้น ของภิกษุนั้น. บทว่า โส ตโต จุโต อิธูปปนฺโน ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว มาเกิดในภพนี้ ความว่า เราครั้นจุติจากที่เกิดในลำดับนั้นแล้ว มาเกิด
หน้า 1021 ข้อ 257
ในตระกูลกษัตริย์ หรือในตระกูลพราหมณ์โน้น ในภพนี้. บทว่า อิติ คือ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สาการํ สอุทเทสํ - พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทส คือ พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยชื่อและโคตร. พร้อมทั้งอาการด้วยผิวเป็น ต้น. เพราะท่านแสดงถึงสัตว์ โดยชื่อและโคตรว่า ติสสะ ผุสสะ กัสสปโคตร. ปรากฏโดยความต่างด้วยผิวพรรณเป็นต้นว่า ขาว ดำ. เพราะฉะนั้น ชื่อและโคตรเป็นอุทเทส. นอกนั้นเป็นอาการ ด้วยประการ ฉะนี้. จบ อรรถกถาบุพเพนิวารสานุสติญาณนิทเทส ทิพจักขุญาณนิทเทส [ ๒๕๗] ปัญญาในความเห็นรูปเป็นนิมิตหลายอย่าง หรือ อย่างเดียวด้วยสามารถแสงสว่าง เป็นทิพจักษุญาณอย่างไร ? ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วย ฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ฯลฯ ครั้นแล้วย่อมมนสิการถึง อาโลกสัญญา ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวัน มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ เจริญจิตให้มีแสงสว่างว่ากลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น กลางคืนฉัน
หน้า 1022 ข้อ 257
ใด กลางวันฉันนั้น ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณในจุติ และอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของ มนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามธรรมว่า สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือเอาการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลก สวรรค์ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิว พรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วย ประการฉะนี้. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเห็นรูป เป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแสงสว่าง เป็นทิพ- จักขุญาณ.
หน้า 1023 ข้อ 257
๕๔. อรรถกถาทิพจักขุญาณนิทเทส (๒๕๗) พึงทราบวินิจฉัยในทิพจักขุญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า อาโลกสญฺํ มนสิ กโรติ - มนสิการอาโลกสัญญา คือ มนสิการแสงพระอาทิตย์ พระจันทร์และแก้วมณี ทั้งกลางวัน กลางคืนว่า อาโลโก - แสงสว่าง. อนึ่ง เมื่อมนสิการอย่างนี้ ท่าน กล่าวว่า มนสิการอาโลกสัญญา เพราะยังสัญญาให้เป็นไปในใจว่า อาโลโก. บทว่า ทิวาสญฺํ อธิฏฺาติ - ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวัน คือ มนสิการอาโลกสัญญาอย่างนี้แล้ว ตั้งสัญญาว่ากลางวัน. บทว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ - กลางวันฉันใด กลางคืน ฉันนั้น คือ มนสิการแม้กลางคืนเหมือนเห็นแสงสว่างในกลางวัน ฉะนั้น. บทว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา - กลางคืนฉันใด กลางวัน ฉันนั้น คือ มนสิการแม้กลางวันเหมือนเห็นแสงสว่างในกลางคืน ฉะนั้น. บทว่า อิติ วิวฏฺเฏน เจตสา - มีใจเปิดเผยแล้ว คือ มีใจ มิได้ปกปิดอย่างนี้.
หน้า 1024 ข้อ 257
บทว่า อปริโยนทฺเธน - ไม่มีอะไรหุ้มห่อ คือ ไม่หุ้มโดยรอบ. บทว่า สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวติ คือ เจริญจิตให้มีแสงสว่าง ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงจิตมีแสงสว่างด้วยการบริกรรมเป็นอารมณ์ของ ทิพจักษุ. หรือท่านกล่าวหมายถึงจตุตถฌานมีอาโลกกสิณเป็นอารมณ์. เมื่อภิกษุนั้นเจริญอย่างนี้ จิตมีแสงสว่างปราศจากความมืดปิดกั้น. กุล- บุตรผู้เป็นอาทิกรรมิกะใคร่เพื่อยังทิพจักษุให้เกิด ทำอภิญญามีฌานเป็น บาท มีกสิณเป็นอารมณ์โดยทำนองเดียวกันกับบาลีนี้นั่นแหละ ให้ เป็นการควรแก่อภินิหารโดยอาการทั้งปวง. แล้วพึงทำกสิณอย่างใด อย่างหนึ่งในกสิณ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ เตโชกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑ อาโลกกสิณ ๑ ให้ใกล้ไว้. พึงทำอุปจารฌานให้เป็นอารมณ์แล้วกำหนด ให้เจริญไว้. อธิบายว่า ไม่ควรให้อัปปนาเกิดในอุปจารฌานนั้น. เพราะหากว่าให้อัปปนาเกิด ย่อมเป็นนิสัยแห่งฌานเป็นบาทมิใช่นิสัย แห่งบริกรรม. ในกสิณ ๓ อย่างเหล่านี้ อาโลกกสิณนั่นแหละประเสริฐกว่า. ท่านกล่าวกสิณ ๒ อย่างนอกนั้นด้วยอนุโลมอาโลกกสิณนั่นเอง. เพราะ ฉะนั้น ควรทำอาโลกกสิณให้เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งของกสิณ นอกนั้นแล้วยังฌาน ๔ ให้เกิด ตั้งอยู่ในอุปจารภูมิอีกแล้วพึงเจริญกสิณ. พึงเห็นรูปภายในของที่ที่เจริญแล้ว ๆ. เมื่อภิกษุนั้นเห็นรูปไม่ทำการ แผ่ไปแห่งแสงสว่างด้วยจิตบริกรรม ด้วยความขวนขวายนั้น วาระแห่ง
หน้า 1025 ข้อ 257
บริกรรมย่อมพ้นไป. แต่นั้นแสงสว่างก็หายไป. เมื่อแสงสว่างหายไป แม้รูปก็ไม่ปรากฏ. เมื่อเป็นเช่นนั้นภิกษุนั้นควรเข้าฌานเป็นบาทบ่อย ๆ ครั้นออก จากฌานนั้นควรแผ่แสงสว่างไป ตามลำดับอย่างนี้แสงสว่างย่อมมีกำลัง มาก ด้วยประการฉะนี้. แสงสว่างจะตกอยู่ในฐานะที่กำหนดไว้ว่า แสงสว่างจะมีในที่นี้ดังนี้. การเห็นรูปย่อมมีแก่ภิกษุผู้นั่งดูแม้ตลอดวัน. เมื่อใดรูปนี้ คือ รูปที่ไม่ไปสู่คลองแห่งจักษุ รูปอยู่ภายในท้อง รูป อาศัยหทยวัตถุ รูปอาศัยภายใต้พื้นดิน รูปที่อยู่นอกฝา ภูเขา และ กำแพง รูปที่อยู่ในจักรวาลอื่น ย่อมมาสู่คลองแห่งญาณจักษุของภิกษุ นั้น ดุจเห็นด้วยมังสจักษุ. เมื่อนั้นทิพจักษุย่อมเกิด. ทิพจักษุนั้น สามารถเห็นรูปในที่นี้ได้. มิใช่จิตส่วนเบื้องต้น. ในบทมีอธิบายดังต่อไปนี้ ลำดับการเกิดของทิพจักษุทำรูปมี ประการดังกล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์เกิดในมโนทวาราวัชชนะ เมื่อมโน- ทวาราวัชชนะดับ ทำรูปนั้นนั่นแหละให้เป็นอารมณ์ พึงทราบตามนัย ดังกล่าวแล้วว่า ชวนจิต ๔ หรือ ๕ ครั้ง ย่อมเกิด. อนึ่ง ญาณนี้ท่านกล่าวว่า จุตูปปาตญาณของสัตว์ทั้งหลายบ้าง ทิพจักขุญาณบ้าง. ญานนั้นเป็นอันตรายแก่ปุถุชน. เพราะปุถุชนนั้น อธิฏฐานว่าแสงสว่างจงมีในทุกที่. ญาณนั้น ๆ ก็จะทะลุไปในแผ่นดิน สมุทรและภูเขา เกิดเป็นแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. เมื่อเป็นดังนั้น
หน้า 1026 ข้อ 257
ภิกษุนั้นเห็นรูปมียักษ์รากษสเป็นต้น ที่น่ากลัวในที่นั้นก็จะเกิดความ กลัวขึ้น. ด้วยเหตุนั้นภิกษุจะถึงความฟุ้งซ่านแห่งจิต เป็นผู้พลาดไป จากญาณ. เพราะฉะนั้น ไม่ควรประมาทในการเห็นรูป. บทว่า สตฺตานํ จุตูปปาตาณาย คือ เพื่อญาณในจุติและ อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ความว่า เพื่อญาณที่รู้จุติและอุบัติของสัตว์ ทั้งหลาย. อธิบายว่า เพื่อทิพจักขุญาณ. บทว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา นี้มีความดังได้กล่าวแล้ว. บทว่า วิสุทฺเธน - บริสุทธิ์ ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะเหตุที่ ความเห็นบริสุทธิ์ด้วยการเห็นจุติและอุปบัติ. จริงอยู่ ผู้ใดเห็นเพียงจุติ เท่านั้น ไม่เห็นอุบัติ ผู้นั้นย่อมยึดถืออุจเฉททิฏฐิ ผู้ใดเห็นอุบัติเท่านั้น ได้เห็นจุติ ผู้นั้นย่อมยึดถือทิฏฐิ คือ ความปรากฏแห่งสัตว์ใหม่. ส่วนผู้ใดเห็นทั้งสองอย่างนั้น. ผู้นั้นย่อมละเลยทิฏฐิแม้สองนั้น ได้. เพราะฉะนั้น การเห็นของผู้นั้น ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งความเห็น บริสุทธิ์. พุทธบุตรทั้งหลายย่อมเห็นทั้งสองอย่างนั้น. ด้วยเหตุนี้ท่าน จึงกล่าวว่า ชื่อว่า วิสุทฺธํ เพราะเหตุแห่งความเห็นบริสุทธิ์ด้วยการ เห็นจุติและอุปบัติ. ชื่อว่า อติกฺกนฺตมานุสกํ เพราะเห็นรูปล่วงอุปจาระ ของมนุษย์. ชื่อว่า อติกฺกนฺตมานุสกํ เพราะล่วงมังสจักษุของมนุษย์ ด้วยจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์.
หน้า 1027 ข้อ 257
บทว่า สตฺเต ปสฺสติ - เห็นสัตว์ทั้งหลาย คือ แลดูสัตว์ ทั้งหลาย ดุจด้วยมังสจักษุของมนุษย์. ในบทนี้ว่า จวมาเน อุปปชฺชมาเน มีอธิบายว่า ไม่สามารถ เห็นด้วยทิพจักษุในขณะจุติหรือในขณะอุปบัติ. อนึ่ง สัตว์เหล่าใดใกล้ จุติจักเคลื่อนในบัดนี้ ฉะนั้น สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่ากำลังจุติ. ส่วนสัตว์ เหล่าใดถือปฏิสนธิแล้วหรือเกิดแล้วเดี๋ยวนี้ สัตว์เหล่านั้นท่านประสงค์ ว่ากำลังอุปบัติ. ท่านแสดงว่า ย่อมเห็นสัตว์เหล่านั้นเห็นปานนี้กำลังจุติ. และกำลังอุปบัติ. บทว่า หีเน - เลว คือ น่าเกลียด น่าเกลียดหยาม น่าดูหมิ่น น่าดูแคลนด้วยสามารถแห่งชาติตระกูลและโภคะเป็นต้นอันเลว เพราะ ประกอบด้วยผลของโมหะ. บทว่า ปณีเต - ประณีต คือ ตรงกันข้ามกับเลว เพราะ ประกอบด้วยผลของอโมหะ. บทว่า สุวณฺเณ - มีผิวพรรณดี คือ มีผิวพรรณน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพราะประกอบด้วยผลของอโทสะ. บทว่า ทุพฺพณฺเณ - มีผิวพรรณทราม คือ มีผิวพรรณไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เพราะประกอด้วยผลของ โทสะ. อธิบายว่า ไม่สวย มีรูปผิดปกติ.
หน้า 1028 ข้อ 257
บทว่า สุคเต - ได้ดี คือ ไปดีหรือมั่งคั่งมีทรัพย์มาก เพราะ ประกอบด้วยผล ของอโลภะ. บทว่า ทุคฺคเต - ตกยาก คือ ถึงความลำบาก หรือยากจนมีข้าว น้ำน้อย เพราะประกอบด้วยผลของโลภะ. บทว่า ยถากมฺมูปเค - เป็นไปตามกรรม คือ เป็นไปตามกรรม ที่สะสมไว้. ท่านกล่าวถึงกิจของทิพจักษุด้วยมีอาทิว่า จวมาเน บทก่อน. แต่ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงหน้าที่ของยถากัมมูปคญาณ - ญาณกำหนดรู้ว่า สัตว์เป็นไปตามกรรม. อนึ่ง ลำดับแห่งการเกิดของฌานนั้นมีดังนี้ ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอาโลกกสิณมุ่งไปสู่นรกเบื้องต่ำ ย่อมเห็นสัตว์นรกทั้งหลายเสวย ทุกข์ยิ่งใหญ่. การเห็นนั้นนั่นแหละ เป็นกิจของทิพจักษุ. ภิกษุนั้น มนสิการอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านี้ทำกรรมอะไรไว้หนอ จึงต้องเสวยทุกข์ นั้น. ครั้นแล้วญาณมีกรรมนั้น ๆ เป็นอารมณ์เกิดแก่ภิกษุนั้นว่า เพราะ ทำกรรมนี้. อนึ่ง ภิกษุเจริญอาโลกกสิณมุ่งไปสู่เทวโลกเบื้องบน เห็นสัตว์ ทั้งหลายเสวยมหาสมบัติในสวนนันทนวัน มิสสกวัน และปารุสกวัน เป็นต้น. การเห็นแม้นั้นก็เป็นกิจของทิพจักษุนั้นเอง. ภิกษุนั้นมนสิการ อย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านี้ทำกรรมอะไรไว้หนอ จึงต้องเสวยสมบัตินี้ ครั้น
หน้า 1029 ข้อ 257
แล้วญาณมีกรรมนั้นเป็นอารมณ์เกิดแก่ภิกษุนั้นว่า เพราะทำกรรมนี นี้ชื่อว่ายถากัมมูปคญาณ. การบริกรรมต่างออกไปจากนี้ไม่มีแก่ภิกษุนี้. แม้อนาคตังสญาณก็เหมือนญาณนี้. จริงอยู่ ญาณเหล่านี้มีทิพจักขุญาณ เป็นบาท ย่อมสำเร็จพร้อมด้วยทิพจักษุนั่นเอง. บทว่า อิเม ในบทมีอาทิว่า อิเม วต โภนฺโต เป็นบท ขยายความของผู้เห็นด้วยทิพจักษุ. บทว่า วต เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งความรำพึงถึง บทว่า โภนฺโต คือ ผู้เจริญทั้งหลาย. ชื่อว่าทุจริต เพราะ ประพฤติด้วยความชั่ว. หรือประพฤติความชั่ว เพราะเน่าด้วยกิเลส. ชื่อว่ากายทุจริต เพราะประพฤติชั่วทางกาย. หรือความประพฤติชั่วเกิด ขึ้นทางกาย. แม้ในบทนอกนั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สมนฺนาคตา - ประกอบแล้ว คือ มีความพร้อมแล้ว. บทว่า อริยานํ อุปวาทกา - ติเตียนพระอริยเจ้า คือ เป็นผู้ ใคร่ความพินาศแก่พระอริยเจ้า ผู้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกโดยที่สุด แม้แกคฤหัสถ์ผู้เป็นโสดาบัน ติเตียนด้วยอัน- ติมวัตถุ หรือด้วยการกำจัดคุณ. อธิบายว่า ด่า ติเตียน. กล่าวว่า สมณธรรมไม่มีแก่ท่านเหล่านี้ ท่านเหล่านี้มิใช่สมณะ. พึงทราบว่า ชื่อว่าติเตียนด้วยอันติมวัตถุ. กล่าวคำมีอาทิว่า ฌาน วิโมกข์ มรรค
หน้า 1030 ข้อ 257
หรือผล ไม่มีแก่ท่านเหล่านี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าติเตียนด้วยการกำจัด คุณ. แต่ผู้นั้นรู้หรือไม่รู้พึงติเตียน. แม้ทั้งสองอย่าง ชื่อว่าเป็นอัน ติเตียนพระอริยเจ้า. กรรมหนักห้ามสวรรค์และห้ามมรรคเช่นเดียวกับ อนันตริยกรรม แต่เป็นสเตกิจฉา คือ พอเยียวยาได้. เพราะฉะนั้น ผู้ใดติเตียนพระอริยเจ้า. หากพระอริยเจ้าเป็นผู้ใหญ่กว่าตน ควรไปหา พระอริยเจ้านั้นนั่งกระโหย่งขอขมาว่า กระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ กะท่าน ขอท่านได้โปรดอดโทษให้แก่กระผมเถิด. หากพระอริยเจ้าอ่อนกว่า ควรนั่งกระโหย่งประคองอัญชลี ขอ ให้ยกโทษว่า ท่านขอรับกระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ กะท่าน ขอท่านได้โปรด อดโทษให้แก่ผมเถิด. หากพระอริยเจ้าหลีกไปในทิศ. ควรไปเองหรือส่งสัทธิวิหาริก เป็นต้น ไปขอให้ท่านอดโทษ. หากไม่สามารถไปได้หรือไม่สามารถส่งไปได้ ควรไปหาภิกษุ ทั้งหลายที่อยู่ในวิหารนั้น. หากภิกษุทั้งหลายอ่อนกว่า ควรนั่งกระโหย่ง. หากแก่กว่า ควร ปฏิบัติโดยนัยดังกล่าวแล้วในพระอริยเจ้าผู้ใหญ่นั่นแหละ. แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับกระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ กะพระคุณเจ้าชื่อโน้น. ขอพระคุณเจ้า
หน้า 1031 ข้อ 257
โน้นจงอดโทษให้แก่กระผมเถิด. แม้เมื่อไม่ขอขมาต่อหน้าก็ควรทำเช่น นี้แหละ. หากภิกษุเที่ยวไปรูปเดียว ที่นั้นมิใช่ที่อยู่ของภิกษุนั้น. ที่ไปก็ ไม่ปรากฏ. ควรไปหาภิกษุผู้ฉลาดรูปหนึ่งแล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ กระผมได้กล่าวคำนี้ ๆ กะพระคุณเจ้าชื่อโน้น. เมื่อกระผมนึกถึงคำนั้น จึงมีความร้อนใจ กระผมจะทำอย่างไรดี. ภิกษุรูปนั้นจักกล่าวว่า อย่า คิดมากไปเลยคุณ. พระเถระอดโทษให้คุณแล้ว จงสงบใจเสียเถิด. แม้ด้วยเหตุนั้น ก็ควรประคองอัญชลีไปทางทิศที่พระอริยเจ้าไป แล้วกล่าวว่า ขอได้โปรดอดโทษเถิด. ผิว่า พระอริยเจ้านั้นปรินิพพาน เสียแล้ว. ควรไปยังเตียงที่ปรินิพพาน แล้วไปยังป่าช้าขอให้อดโทษให้. เมื่อทำอย่างนี้ไม่ห้ามสวรรค์. ไม่ห้ามมรรค. เป็นไปตามปกติ. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิกา ได้แก่ มีความเห็นวิปริต. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิกมฺมสมาทานา - ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ มิจฉาทิฏฐิ คือ ผู้ที่ชักชวนแม้ผู้อื่นในกายกรรมเป็นต้น มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นมูล ชื่อว่าเป็นอันยึดถือกรรมมีอย่างต่าง ๆ ด้วยอำนาจแห่งมิจฉา- ทิฏฐิ. อนึ่ง การกล่าวบททั้งสองนี้ ในการติเตียนพระอริยเจ้าด้วยศัพท์ ว่า วจีทุจริต และในมิจฉาทิฏฐิ แม้ที่ท่านสงเคราะห์ด้วยศัพท์ว่า
หน้า 1032 ข้อ 257
มโนทุจริต พึงทราบว่า เพื่อแสดงถึงความมีโทษมาก. จริงอยู่ การ ติเตียนพระอริยเจ้ามีโทษมาก เพราะเช่นกับอนันตริยกรรม. แม้พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุถึงพร้อม ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา พึงยังอรหัตผลให้สำเร็จ ในปัจจุบันทีเดียว ฉันใด. ดูก่อนสารีบุตร เรา กล่าวข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. ผู้นั้นไม่ละวาจาเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะไปสู่นรก.๑ อนึ่ง โทษอื่นมีโทษมากกว่ามิจฉาทิฏฐิไม่มี. สมดังที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้ สักอย่างเดียวที่มีโทษมากเหมือนมัจฉาทิฏฐินี้เลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลายมีมิจาฉาทิฏฐิ เป็นอย่างยิ่ง.๒ บทว่า กายสฺส เภทา - เพราะกายแตก คือ เพราะสละ ขันธ์มีใจครอง. ๑. ม. มู. ๑๒/๑๖๗. ๒. องฺ. เอกก. ๒๐/๑๙๓.
หน้า 1033 ข้อ 257
บทว่า ปรมฺมรณา - เมื่อตายไป คือ ในการถือเอาขันธ์ที่เกิด ในลำดับนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กายสฺส เภทา คือ เพราะตัดชีวิตินทรีย์. บทว่า ปรมฺมรณา คือ ก่อนจุติจิต. บททั้งปวงมีอาทิอย่างนี้ว่า อปายํ เป็นไวพจน์ของนรก. ชื่อว่า นิริยะ เพราะปราศจากความเจริญอันสมมติว่าเป็นบุญอันเป็นเหตุแห่ง สวรรค์และนิพพาน. ชื่อว่า อบาย เพราะไม่มีความสุขหรือความเจริญ. ชื่อว่า ทุคติ เพราะเป็นทาง เป็นที่อาศัยของทุกข์. อีกอย่างหนึ่ง คติเกิดด้วยกรรมชั่ว เพราะมีโทษมาก ชื่อว่า ทุคติ. ชื่อว่า วินิบาต เพราะเป็นที่ตกไปแห่งความหมดอำนาจของ คนทำชั่ว. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วินิบาต เพราะเป็นที่ตกไปแห่งความ พินาศ คือ อวัยวะน้อยใหญ่ทำลายพินาศไป. ชื่อว่า นิรยะ เพราะ ไม่มีความเจริญ ที่รู้กันว่าเป็นความชื่นใจ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงถึงกำเนิดเดียรัจฉานด้วย อปาย ศัพท์. กำเนิดเดียรัจฉาน ชื่อว่า อบาย เพราะปราศจากสุคติ. ทุคติมิใช่ อบาย เพราะนาคราชเป็นต้น ผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็เกิด. ท่านแสดงปิตติวิสัย คือที่อยู่ของเปรต ด้วย ทุคฺคติ ศัพท์.
หน้า 1034 ข้อ 257
จริงอยู่ปิตติวิสัยเป็นทั้งอบายและทุคติ เพราะปราศจากสุคติ และเพราะเป็นทางไปแห่งทุกข์. ส่วนวินิบาตไม่ใช่ปีตติวิสัย เพราะไม่ ตกไปเช่นอสูร. ท่านแสดงอสุรกาย ด้วย วินิปาต ศัพท์. เพราะอสุร- กายนั้นเป็นทั้งอบาย และทุคติด้วยอรรถดังกล่าวแล้ว. ท่านเรียกว่า วินิบาต เพราะร่างกายทั้งหมดตกไป. ท่านแสดงนรกเท่านั้นมีประการ ไม่น้อย มีอเวจีเป็นต้น ด้วย นิรย ศัพท์. บทว่า อุปปนฺนา คือ เข้าถึงแล้ว ได้แก่ เกิดแล้ว. พึง ทราบธรรมฝ่ายขาวโดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. ต่อไปนี้เป็นความพิเศษ. ท่านสงเคราะห์คติของมนุษย์ด้วย สุคติ ศัพท์. สงเคราะห์คติของเทวดา ด้วย สัคค ศัพท์. ในบทว่า สุคตึ สคฺคํ โลกํ นั้นมีความดังนี้ ชื่อว่า สุคติ เพราะไปดี. ชื่อว่า สัคคะ เพราะเลิศดีด้วยวิสัยมีรูปเป็นต้น. แม้ ทั้งหมดนั้นชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่าทำลาย. นี้เป็นการอธิบายคำ. บททั้งหมดมีอาทิว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา - ด้วยทิพจักษุ เป็นคำสรุป ด้วย ประการฉะนี้. ความสังเขปในบทนี้มีอย่างนี้ว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา ปสฺสติ - ย่อมเห็นด้วยทิพจักษุ. จบ อรรถกถาทิพจักขุญาณนิทเทส
หน้า 1035 ข้อ 257
ในญาณ ๕ เหล่านี้ อิทธิวิธญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๗ ด้วยสามารถแห่งปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธา- รมณ์ ๑. โสตธาตุวิสุทธิญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔ ด้วยสามารถ แห่งปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธา- รมณ์ ๑. เจโตปริยญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยสามารถแห่ง ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วย สามารถแห่งปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ นวัตตัพพารมณ์ ๑. ทิพจักขุญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๔. ด้วยสามารถแห่ง ปริตตารมณ์ ๑ ปัจจุปันนารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทรารมณ์ ๑. ยถากัมมูปคญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งปริตตารมณ์ มหัคคตารมณ์ ๑ อตีตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑
หน้า 1036 ข้อ 258
พหิทธารมณ์ ๑. อนาคตังสญาณ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๘ ด้วยสามารถแห่ง ปริตตารมณ์ ๑ มหัคคตารมณ์ ๑ อัปปมาณารมณ์ ๑ มัคคารมณ์ ๑ อนาคตารมณ์ ๑ อัชฌัตตารมณ์ ๑ พหิทธารมณ์ ๑ นวัตตัพพารมณ์ ๑. จบ ปัญจญาณปกิณกะ อาสวักขยญาณนิทเทส [๒๕๘]ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณอย่างไร ? อินทรีย์ ๓ ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑. อันญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อม ถึงฐานะเท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร ? อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สก- ทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อัญญาตาวินทรีย์ ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล.
หน้า 1037 ข้อ 259, 260
[๒๕๙] ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วีริยินทรีย์มีการประคอง ไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความ ไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์ มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิ- ตินทรีย์ มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็น สมุฏฐาน เป็นกุศลทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่อง นำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพาน เป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มี อินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็น บริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอนัญญาตัญญัสสามีติน- ทรีย์นั้น. [๒๖๐] ในขณะโสดาปัตติผล อัญญินทริย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมี ความน้อมใจเธอเป็นบริวาร ... ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติผล ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วน ไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะโสดาปัตติผล
หน้า 1038 ข้อ 261, 262
อัญญินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร...ธรรม เหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญินทรีย์นั้น. [๒๖๑] ในขณะสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะอรหัตมรรค อัญญินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ เชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในความสืบต่อที่ กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตมรรค นอก จากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทั้งหมดนั่นแลเป็นกุศลแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็น ธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตมรรค อัญญินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร . . . ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการ และเป็นบริวารของอัญญินทรีย์นั้น. [๒๖๒] ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีสัทธินทรีย์ ซึ่งมีความน้อมใจเธอเป็นบริวาร วีริยินทรีย์มีการประคองไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็น บริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้ง เป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความ เป็นอธิบดีในการสืบต่อ ที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิด ในขณะอรหัตผล ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤตนอกจากรูปที่มีจิตเป็น
หน้า 1039 ข้อ 263
สมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ใน ขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรม เป็นบริวาร มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้อง กัน ประกอบด้วยกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของ อัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดเหล่านี้ รวมเป็นอาการ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้. [๒๖๓] คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน ? อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามา- สวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไป เพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรค นี้ กามาสวะส่วนหยาบ ๆ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับ กามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้น ไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมในรูปเพราะอนาคามิมรรค อาสวะ เหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัต- มรรคนี้.
หน้า 1040 ข้อ 263
ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความ ชำนาญ ในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ. ๕๕. อรรถกถาอาสวักขยญาณนิทเทส [๒๕๘ - ๒๖๓] พึงทราบวินิจฉัยในอาสวักขยญาณนิทเทสดังต่อ ไปนี้. บทมีอาทิว่า อนญฺาตญฺสฺสามีตินฺทฺริยํ มีอรรถดังได้กล่าว แล้ว. บทว่า กติ านานิ คจฺฉติ - ย่อมถึงฐานะเท่าไร เป็นคำถาม เพื่อกำหนดฐานะที่เกิดของอินทรีย์หนึ่ง ๆ. บทว่า เอกํ านํ คจิฉติ - ย่อมถึงฐานะ ๑ ท่านอธิบายว่า ย่อมเกิดในฐานะ ๑. ฐานะโอกาสที่เกิด ท่านกล่าวว่า ฐานะ เพราะ มีที่ตั้ง บทว่า ฉ านานิ - ฐานะ ๖ คือ ในขณะมรรคและผล ๖. ในอินทรีย์ ๓ มีอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์เป็นต้นแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เพื่อแสดงว่า อินทรีย์หนึ่ง ๆ เป็นอินทรีย์ยิ่ง. ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิ ว่า สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ - มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ เชื่อเป็นบริวาร. ท่านกล่าวอธิโมกข์เป็นต้น ด้วยสามารถกิจแห่ง
หน้า 1041 ข้อ 263
สัทธินทรีย์เป็นต้น ในบทมีอาทิว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโ๑- มีอรรถว่าน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ฉันใด. แม้ในที่นี้ก็ฉันนั้น ท่าน กล่าวว่า บทว่า อธิโมกฺขปริวารํ โหติ - เป็นบริวารของการน้อมใจ เชื่อ คือ สัทธินทรีย์เป็นบริวารด้วยกิจแห่งการน้อมใจเชื่อ. แม้ในบท ที่เหลือ ก็มีนัยนี้. บทว่า ปริวารํ เป็นลิงควิปลาศ. บทว่า ปญฺินฺทิริยํ - ปัญญินทรีย์ ท่านกล่าว อนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์นั่นแหละทำไว้ต่างหากเพื่อแสดงสภาพรู้. แม้ในอภิ- ธรรม ท่านก็จำแนกปัญญาหนึ่งไว้ ๘ ส่วน ในขณะมรรคและในขณะ ผล เพื่อแสดงความพิเศษของกิจด้วยปัญญา. บทว่า อภิสนฺทนปริวารํ - มีความยินดีเป็นบริวาร คือ โสมนัส- สินทรีย์เป็นบริวารแห่งจิตและเจตสิก ด้วยกิจคือความเนหาดุจน้ำเป็น บริวารแห่งจุณเครื่องฟอกตัวในเวลาอาบน้ำ. บทนี้ ท่านกล่าวด้วย สามารถมรรคอันสัมปยุตด้วยโสมนัส. พึงเห็นอุเบกขินทรีย์ในฐานะ แห่งโสมนัสสินทรีย์ ในมรรคอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา. อนึ่ง พึงถือเอาอุเบกขินทรีย์นั้นว่า มีความไม่เพิ่มขึ้นเป็นบริวาร ของสัมปยุตธรรมทั้งหลาย. ๑. ขุ. ป. ๓๑/๓๒.
หน้า 1042 ข้อ 263
บทว่า ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ - ชีวิตินทรีย์มีความเป็น อธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร คือความสืบต่อที่กำลัง เป็นไป ชื่อว่า ปวัตตสันตตี. อธิบายว่า สันดานที่กำลังเป็นไปอยู่. ความเป็นแห่งอธิบดี ชื่อว่า อธิปเตยยะ ความเป็นอธิบดีแห่งความ สืบต่อที่กำลังเป็นไป ชื่อว่า ปวัตตสันตตาธิปเตยยะ. ชีวิตินทรีย์เป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะ เป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป เบื้องบนของชีวิตนทรีย์ที่กำลังเป็นไปอยู่ และเพราะความเป็นอธิบดีของความสืบต่อที่เป็นไป ด้วยสามารถแห่ง เบื้องต้นและเบื้องปลาย. บทมีอาทิว่า โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา - ธรรม ทั้งหลายเกิดในขณะแห่งโสดาปัตติผล ท่านกล่าว เพื่อแสดงถึงคุณแห่ง ธรรมสัมปยุตด้วยมรรคทั้งปวง. ในบทเหล่านั้น บทว่า มคฺคกฺขเณ ชาตา - ธรรมทั้งหลาย เกิดในขณะแห่งมรรค คือ ธรรมที่ตั้งอยู่ในมรรคอย่างนั้น. มิใช่ธรรม. อื่น. เพราะรูปแม้ตั้งอยู่ในมรรค ก็ไม่ได้ชื่อว่ากุศลเป็นต้น. ฉะนั้น เมื่อนำรูปนั้นออกไป จึงกล่าวว่า เปตฺวา จิตฺตสมุฏฺานํ รูป - นอกจากรูปมิจิตเป็นสมุฏฐาน. เพราะว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น เป็นกุศล ด้วยอรรถว่ามีการทำลายสิ่งน่าเกลียดเป็นต้น. ธรรมเหล่านั้น
หน้า 1043 ข้อ 263
ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้ว เป็นไปอยู่. ชื่อว่า อนาสวา - เพราะ ไม่มีอาสวะ. ธรรมทั้งหลายตัดมูลแห่งวัฏฏะ ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า นิยฺยานิกา เพราะนำออกจากวัฏฏะ. ธรรมที่กล่าวคือ กุศล อกุศล ชื่อว่า อปจยคามิโน เพราะ ทำนิพพาน กล่าวคือ ความไม่สะสม เพราะความปราศจากไปให้เป็น อารมณ์แล้วเป็นไป ย่อมถึงความไม่สะสม. ชื่อว่า อปจยคามิโน เพราะไม่สะสม คือ กำจัดสิ่งที่เป็นไป อยู่บ้าง. ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะข้ามออกไปจากโลก โดยความไม่ เกี่ยวเนื่องในโลก. ชื่อว่า นิพฺพานารมฺมณา เพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์. บทมีอาทิว่า อิมานิ อฏฺินฺทฺริยานิ มีอินทรีย์ ๘ ท่านกล่าว เพื่อแสดงความเป็นบริวารดังกล่าวแล้วในตอนก่อน ความเป็นธรรม มีอาทิ สหรคตด้วยอินทรีย์นั้น และอาการดังได้กล่าวแล้วในเบื้องต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺินฺทฺริยานิ คือ อินทรีย์ ๘ พร้อมด้วยปัญญินทรีย์ มีนัยดังกล่าวแล้วในตอนก่อน. บทว่า สหชาตปริวารา - มีสหชาตเป็นบริวาร คือ อินทรีย์ ๗ นอกนั้น พร้อมด้วยอินทรีย์หนึ่ง ๆ ในอินทรีย์ ๘ เป็นสหชาต จึงชื่อว่า
หน้า 1044 ข้อ 263
มีสหชาตของอินทรีย์นั้นเป็นบริวาร. อนึ่ง ธรรมอื่น ๆ เป็น อญฺ- มญฺปริวารา คือ มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร ด้วยประการฉะนี้. ธรรม ทั้งหลาย มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร ของกันและกันก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า สทคตา คือ ถึงภาวะมีเกิดร่วมกันกับอนัญญาตัญญัส- สามีตินทรีย์นั้น. บทว่า สหชาตา คือ เกิดพร้อมกันกับอนัญญาตัญญัสสามี- ตินทรีย์นั้น. บทว่า สํสฏฺา คือ เกี่ยวข้องกันกับอนัญญาตัญญัสสามีติน- ทรีย์นั้น. บทว่า สมฺปยุตฺตา คือ ประกอบด้วยประการมีเกิดร่วมกัน เสมอกับด้วยอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น. บทว่า เตว ได้แก่ ธรรม คือ อินทรีย์ ๘ เหล่านั้นนั่นเอง. บทว่า ตสฺส ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์. บทว่า อาการา คือ ส่วนที่เป็นบริวาร. บทว่า ผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ- ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะผล ทั้งหมดเป็นอัพยากฤต คือ ท่านกล่าว พร้อมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เพราะแม้รูปก็เป็นอัพยากฤต. ท่าน ไม่กล่าวว่า เป็นกุศล เป็นนิยยานิกะ และเป็นอปจยคามี ในขณะ
หน้า 1045 ข้อ 264
ผล เพราะมรรคเป็นกุศล เป็นนิยยานิกะ และเป็นอปจยคามี. บท มีอาทิว่า อิติ เป็นบทสรูป มีประการดังกล่าวแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฏฺกานิ - อินทรีย์ ๘ หมวด คือ หมวด ๘ แห่งอินทรีย์ อย่างละ ๘ ด้วยสามารถหมวด ๘ หมวด หนึ่ง ๆ ในมรรคและผล ๘. บทว่า จตุสฏฺี โหนฺติ คือ รวมเป็นอาการ ๖๔. บทมีอาทิว่า อาสวา มีความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ในที่นี้ พึงทราบว่า ท่านมิได้กล่าวถึงอาสวะอันทำลายด้วย อรหัตมรรคเท่านั้น กล่าวถึงการทำลายด้วยมรรค ๓ หมวดที่เหลือ โดย เพียงเป็นคำกล่าวธรรมดาถึงความสิ้นอาสวะ. เพราะท่านกล่าวถึงอรหัต- มรรคญาณว่า ขเย าณํ - ญาณในความสิ้นไป เพราะสิ้นอาสวะไม่ มีอาสวะไร ๆ เหลือเลย. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอรหันต์ขีณาสพ ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาอาสวักขยญาณนิทเทส สัจญาณจตุกทวยนิทเทส [๒๖๔] ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในอรรถว่า
หน้า 1046 ข้อ 265, 266
เป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควร เจริญ เป็นมรรคญาณ อย่างไร ? สภาพบีบคั้น สภาพเดือดร้อน สภาพปัจจัยปรุงแต่ง สภาพ แปรปรวน สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ประมวลมา สภาพ เป็นเหตุ สภาพที่เกี่ยวข้อง ภาพพัวพัน สภาพที่ควรละแห่งสมุทัย สภาพที่สลัดออก สภาพที่สงัด ภาพอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาพเป็น อมตะ สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งนิโรธ สภาพที่นำออก สภาพที่เป็น เหตุ สภาพที่เห็น สภาพที่เป็นอธิบดี ภาพที่ควรเจริญแห่งมรรค. ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า ปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความกำหนด เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความ ทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญเป็นมรรคญาณ. [๒๖๕] ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกข- นิโรธคามินีปฏิปทาญาณ อย่างไร ? ญาณของท่านผู้มีความพร้อม เพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ. [๒๖๖] ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน ? ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความ สอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนด
หน้า 1047 ข้อ 267
เฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความ แจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญา อันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาสตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ที่ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขญาณ. [๒๖๗] ฯลฯ ปรารภทุกขสมุทัย ฯลฯ ปรารภทุกขนโรธ ฯลฯ ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น ธรรม สัมมาทิฏฐิที่ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้ท่าน กล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ. ๕๖ - ๖๓. อรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส ๒๖๔ - ๒๖๗] พึงทราบวินิจฉัยในสัจญาณจตุกทวยนิทเทสดัง ต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า ทุกฺขสฺส ปิฬนฏฺโ - สภาพบีบคั้นแห่งทุกข์
หน้า 1048 ข้อ 267
มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทมีอาทิว่า มคฺคสมงฺคิสฺส าณํ ทุกฺเข- เปตํ าณํ - ญานของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็น ทุกขญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถการตรัสรู้อย่างเดียว ดุจในหมวด ๔ ตามลำดับ. จริงอยู่ สัจญาณมี ๒ อย่าง คือ โลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑. โลกิยะมี ๒ คือ อนุโพธญาณ ๑ ปัจจเวกขณญาณ ๑. อนุโพธญาณ ย่อมเป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยสามารถ การได้ฟังมาเป็นต้นของอาทิกรรมิกภิกษุ. ย่อมเป็นไปในทุกข์และ สมุทัย ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปัจจเวกขณญาณ ย่อมเป็นไปในสัจจะแม้ ๔ ของภิกษุผู้แทง ตลอดสัจจะแล้ว ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปฏิเวธญาณอันเป็น โลกุตระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยกิจ. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์. ผู้นั้น ย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา๑ ดังนี้. พึงกล่าวถึงทุกข์ทั้งหมด. แม้ในนิทเทสนี้ ท่านก็กล่าวถึงทุกข์นี้แหละ โดยวาระนี้. อนึ่ง แม้โลกุตระนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า โลกุตระ ย่อมได้ซึ่งชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ - การรู้ทุกข์. แต่ในที่นี้ ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๑๑.
หน้า 1049 ข้อ 267
ท่านประสงค์เอาโลกิยญาณเท่านั้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ จึงกล่าวว่า ตตฺถ ตมํ ทุกฺเข าณํ - ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณ เป็นไฉน ? ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขํ อารพฺภ - ปรารภทุกข์ คือ หน่วงเหนี่ยวทุกขสัจ. คือทำให้เป็นอารมณ์. ในบทมีอาทิว่า ปญฺา พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่าให้รู้ กล่าวคือ ทำอรรถนั้น ๆ ให้ปรากฏ. อีก อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย โดยประการนั้น ๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทนี้ เป็นสภาวบทของปัญญานั้น. อาการ รู้ชัด ชื่อ ปชานนา. ชื่อว่า วิจยะ เพราะเลือกเฟ้นถึงความไม่เที่ยง เป็นต้น. บทว่า ปวิจยะ - ความค้นคว้า เพิ่มบทอุปสรรคลงไป ได้แก่ห ความเลือกเฟ้นโดยทั่วไป. ชื่อว่า ธรรมวิจยะ เพราะความสอดส่อง จตุสัจธรรม.. ชื่อว่า สัลลักขณะ - ความกำหนดดี ด้วยสามารถการ กำหนดความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ท่านกล่าวว่า สัลลักขณานั้น แหละ คือ อุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนด ปัจจุปลักขณา - ความ เข้าไปกำหนดเฉพาะ โดยต่างกันที่อุปสรรค. อธิบายว่า การกำหนด อย่างสูง ชื่อว่า ความเข้าไปกำหนดอาศัยธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เหล่านั้นๆ. ความเป็นบัณฑิต ชื่อว่า ปณฺฑิจฺจํ. ความเป็นผู้ฉลาด ชื่อว่า โกสลฺลํ. ความเป็นผู้ละเอียด ชื่อว่า เนปุญฺํ. ชื่อว่า เวภพฺยา
หน้า 1050 ข้อ 267
คือความแจ่มแจ้ง ด้วยสามารถยังความไม่เที่ยงเป็นต้นให้แจ่มแจ้ง. ชื่อว่า จินฺตา - ความคิด ด้วยสามารถคิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. อนึ่ง ชื่อว่า จินฺตา - เพราะยังบุคคลที่เกิดความคิดให้คิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. ชื่อ ว่า อุปปริกฺขา เพราะพิจารณาถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ภูริ คือ แผ่นดิน. ชื่อว่า ภูริ เพราะมีปัญญาดุจ แผ่นดิน ด้วยอรรถว่าละเอียด และด้วยอรรถว่ากว้างขวาง. อีกอย่าง หนึ่ง ปัญญานั้นแหละ ท่านกล่าวว่า ภูริ เพราะอรรถว่ายินดีใน อรรถที่เป็นจริง. ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าฆ่า คือ ทำลายกิเลสดุจสายฟ้า ทำลาย สิ่งที่ก่อด้วยหิน ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าถือเอาและทรงไว้ ได้เร็ว. ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะอรรถว่า ย่อมนำผู้ที่ญาณเกิดไปใน สัมปยุตธรรมและปฏิเวธธรรม อันกำหนดตามความเป็นจริงในการ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตน. ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรมหลายอย่าง ด้วย สามารถความไม่เที่ยงเป็นต้น. ชื่อว่า สัมปชานะ เพราะรู้ความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ความเป็นแห่งความรู้พร้อมนั้น ชื่อว่า สัมปชัญญะ.
หน้า 1051 ข้อ 267
ชื่อว่า ปโตโท - ปัญญาดังปฏัก เพราะทิ่มแทงจิตโกงอันแล่น ไปนอกทางเพื่อให้เข้าทาง ดุจปฏักทิ่มแทงม้าที่วิ่งไปนอกทางเพื่อให้ขึ้น ถนน ฉะนั้น. ชื่อว่า อินทรีย์ คือ ความเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าทำความ เป็นใหญ่ ในลักษณะเห็น. ความเป็นใหญ่ คือ ปัญญา ชื่อว่า ปัญญินทรีย์. ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านไม่กล่าวบทนี้ว่า อินทรีย์ แห่งปัญญา ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ ดุจบทมีอาทิว่า ปุริสสฺส อินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ - อินทรีย์ของบุรุษ ชื่อว่า ปุริสินทรีย์. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ คือ ปัญญานั่นแหละ ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ คือปัญญาเป็นใหญ่. ชื่อว่า ปัญญาพละ คือ ปัญญาเป็นกำลัง เพราะไม่หวั่นไหว ไปด้วยอวิชชา. ปัญญาเป็นดังศัสตรา เพราะอรรถว่าตัดกิเลส จึงชื่อว่า ปัญญา ดังศาสตรา. ปัญญาเป็นดังปราสาท เพราะอรรถว่าขึ้นไปสูง จึงชื่อว่า ปัญญา ดังปราสาท. ปัญญาเป็นดังแสงสว่าง เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่า ปัญญาเป็นแสงสว่าง.
หน้า 1052 ข้อ 267
ปัญญาเป็นรัศมี เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่า ปัญญา เป็นรัศมี. ปัญญารุ่งเรือง เพราะอรรถว่าทำให้สว่างไสว จึงชื่อว่า ปัญญา รุ่งเรือง. จริงอยู่ โลกธาตุหนึ่งหมื่น มีแสงเป็นอันเดียว มีความสว่าง เป็นอันเดียว มีความรุ่งเรืองเป็นอันเดียว ย่อมปรากฏแก่ผู้มีปัญญา ผู้นั่งโดยบัลลังก์เดียว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวบท ปญฺา ปชฺโชโต นั้น. อนึ่ง ใน ๓ บทนี้ แม้ด้วยบทหนึ่งก็สำเร็จความอย่างเดียวกัน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตร ด้วยอัธยาศัยของสัตว์ ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างมี ๔ อย่าง คือ แสงสว่างของดวงจันทร์ ๑ แสงสว่างของดวง อาทิตย์ ๑ แสงสว่างของไฟ ๑ แสงสว่างของ ปัญญา ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ อย่าง เหล่านี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ เหล่านี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศกว่าแสงสว่าง เหล่าอื่น.๑ ๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๑๔๔,๑๔๕.
หน้า 1053 ข้อ 267
แม้ในนิทเทสนี้ พระเถระก็แสดงโดยอนุรูปแก่พระสูตรนั้น. เพราะ ท่านจำแนกความอันมีอยู่โดยอาการไม่น้อย. ทั้งผู้อื่นย่อมรู้โดยประการ อื่น. ปัญญาดังรัตนะ เพราะอรรถว่าทำความยินดี ให้ความยินดี ยัง ความยินดีให้เกิด ทำให้วิจิตรหาได้ยาก ชั่งไม่ได้ เป็นของใช้ของสัตว์ อย่างงาม จึงชื่อว่า ปญฺารตนํ - ปัญญาดังรัตนะ. ชื่อว่า อโมโห คือ ความไม่ลง เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่ม หลงไป ด้วยเหตุนั้น. หรือไม่ลุ่มหลงไปในอารมณ์ด้วยตนเอง. บทว่า ธรรมวิจยะ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว, ก็เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวไว้อีก. เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดง บทนี้ไว้ว่า อโมหะนั้นมิใช่ธรรมนอกจากโมหะอย่างเดียว แต่ยังเป็น ปฏิปักษ์ต่อโมหะ ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาอโมหะ กล่าวคือ การ เลือกเฟ้นธรรม. บทว่า สมฺมาทิฏฺิ ได้แก่ กุศลทิฏฐิอันนำสัตว์ออกไปได้อย่าง แท้จริง. ท่านกล่าวคำถามไว้โดยสังเขปว่า ในญาณเหล่านั้น ทุกข- สมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ เป็นไฉน ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส
หน้า 1054 ข้อ 268
สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส [๒๖๘] อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติ- ปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ อย่างไร ? ญาณในอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา ญาณในธรรม เป็นธรรม ปฏิสัมภิทา ญาณในนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา ญาณในปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา. ปัญญาในความต่างกันแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างกันแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาใน ความต่างกันแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่าง กันแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกำหนดอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความกำหนดธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ กำหนดนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกำหนด ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมาย นิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมายปฏิภาณ เป็น ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ
หน้า 1055 ข้อ 268
ปัญญาในความเข้าไปหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความเข้าไปหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความเข้าไปหมายนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ เข้าไปหมายปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในประเภทแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภท แห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความปรากฏแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความปรากฏแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความปรากฏแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ ปรากฏแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกระจ่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกระจ่าวแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความกระจ่างแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ กระจ่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา
หน้า 1056 ข้อ 268
ในความรุ่งเรืองแห่งนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ รุ่งเรืองแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความประกาศอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญา ในความประกาศธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ ประกาศนิรุตติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความประกาศ ปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ. ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ว่าธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะ อรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ. ๖๔ - ๖๗. อรรถกถาสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส (๒๖๘) พึงทราบวินิจฉัยในสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส ดัง ต่อไปนี้. พระสารีบุตรเถระมิได้แสดงถึงประเภทของญาณเหล่านี้ ดุจ หนหลังเพราะญาณเหล่านี้ไม่มีความต่างกันจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตฺเถสุ าณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา - ญาณในอรรถ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา แม้ ในความไม่มีความต่างกันแห่งปัญญา ท่านจึงกล่าวว่า อตฺถนานตฺเต ปญฺา อตฺถปฏิสมฺภิเท าณํ - ปัญญาในความต่างกันแห่งอรรถ เป็น อรรถปฏิสัมภิทาญาณ เพราะมีความต่างกันด้วยสามารถเพียงแทงตลอด จตุสัจธรรม.
หน้า 1057 ข้อ 268
ในบทเหล่านั้น บทว่า นานตฺเต - ในความต่างกัน คือในภาวะ ไม่น้อยแห่งอรรถเป็นต้น. บทว่า ววตฺถาเน - ในความกำหนด คือในการตัดสินอรรถ เป็นต้น. บทว่า สลฺลกฺขเณ - ในความหมาย คือในการเห็นอรรถ เป็นต้นโดยชอบ. บทว่า อุปลกฺขเณ - ในความเข้าไปหมาย คือในการเห็นอรรถ เป็นต้นมากขึ้นไป. บทว่า ปเภเท - ในประเภท คือในความต่างกันแห่งอรรถ เป็นต้น. บทว่า ปภาวเน - ในความปรากฏ คือในความเกิดแห่งอรรถ เป็นต้นด้วยทำให้ปรากฏ. บทว่า โชตเน - ในความกระจ่าง คือในการแสดงอรรถเป็นต้น. บทว่า วิโรจเน - ในความรุ่งเรือง คือในการแสดงอรรถเป็นต้น หลายอย่าง. บทว่า ปกาสเน - ในความประกาศ คือในความประกาศอรรถ เป็นต้น. ในกล่าวทำ บทว่า นานตฺเต ให้เป็นมูลบทด้วยสามารถทั่วไป แห่งบททั้งหมด. กล่าวบทว่า ววตฺถาเน ด้วยสามารถแห่งพระโสดาบัน
หน้า 1058 ข้อ 269, 270
กล่าวบทว่า สลฺลกฺขเณ อุปลกฺขเณ ด้วยสามารถแห่งพระสกทาคามี. กล่าวบทว่า ปเภเท ปภาวเน ด้วยสามารถแห่งพระอนาคามี. กล่าว บทว่า โชตเน วิโรจเน ปกาสเน ด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ พึงทำการประกอบในบทเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. จบ อรรถกถาสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส [๒๖๙] อินทริยปโรปริยัตตญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ? ในอินทริยปโรปริยัตตญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงเห็นสัตว์ ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน, มีอาการดี มีอาการชั่ว, พึงให้รู้แจ้ง ได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก, บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษ โดยความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย. [๒๗๐] คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลส ธุลีมากในปัญญาจักษุ ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลส ธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลสธุลีมากใน ปัญญาจักษุ, บุคคลผู้ปรารภความเพียร เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญา จักษุ บุคคลผู้เกียจคร้าน เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ, บุคคล
หน้า 1059 ข้อ 271, 272, 273
ผู้มีสติตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีสติหลงลืม เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ, บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลส ธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นเป็นคนมากิเลสธุลีมากใน ปัญญาจักษุ, บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีปัญญาทรามเป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ [๒๗๑] คำว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาเป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคนมี อินทรีย์อ่อน... บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้มี ปัญญาทราม เป็นคนมีอินทรีย์อ่อน. [๒๗๒] คำว่า มีอาการดี มีอาการชั่ว ความว่า บุคคล ผู้มีศรัทธาเป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีอาการชั่ว... บุคคลผู้มีปัญญาเป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมีอาการ ชั่ว. [๒๗๓] คำว่า พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจงได้โดย ยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย บุคคล ผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก,...บุคคลผู้มีปัญญา เป็น คนพึงให้รู้จักได้โดยง่าย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้ โดยยาก.
หน้า 1060 ข้อ 274, 275, 276
[๒๗๔] คำว่า บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดย ความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความ เป็นภัย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความ เป็นภัย,...บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความ เป็นภัย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดย ความเป็นภัย. [๒๗๕] คำว่า โลก ชื่อว่าโลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตน- โลก, โลกคือภพวิบัติ โลกคือสมภพวิบัติ, โลกคือภพสมบัติ โลกคือสมภพ สมบัติ, โลก ๑ คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร, โลก ๒ คือ นามและรูป, โลก ๓ คือเวทนา ๓, โลก ๔ คืออาหาร ๔, โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕, โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖, โลก ๗ คือ ภูมิเป็นที่ตั้งวิญญาณ ๗, โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘, โลก ๙ คือ ภพ เป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ ๙, โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐, โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒. โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘. [๒๗๖] คำว่า โทษ ชื่อว่าโทษ คือ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และโทษนี้เป็นภัยอันแรงกล้า ปรากฏแล้วด้วย
หน้า 1061 ข้อ 276
ประการดังนี้ เหมือนความสำคัญในศัตรูผู้เงื้อดาบเข้ามาจะฆ่าฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็น ทรงทราบชัด ทรงแทงตลอดซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ นี้ นี้เป็น อินทริยปโรปริยัตตญาณของ พระตถาคต. ๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส (๒๖๙) พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส ดังต่อไปนี้. เมื่อคำว่า ตถคตสฺส แม้ไม่มีโดยสรูปในอุทเทส ท่าน กล่าวว่า ตถาคตสฺส เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ญาณ ๖ ไม่ทั่วไป ด้วยสาวกทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงถือเอาในนิทเทสแห่งคำว่า ตถาคต อันสำเร็จแล้วโดยอรรถในอุทเทส. บทว่า สตฺเต ปสฺสติ - เห็นสัตว์ทั้งหลาย คือ ชื่อว่า สัตว์ เพราะข้อง คือ เพราะถูกคล้องด้วยฉันทราคะในรูปเป็นต้น. พระ- ตถาคตทรงเห็นทรงตรวจดูสัตว์เหล่านั้น ด้วยจักษุอันเป็น อินทริย- ปโรปริยัตตญาณ - ญาณกำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของ สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า อปฺปรชฺกเข - ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ นี้ มี วิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อปฺปรชกฺขา - เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลีมีราคะ เป็นต้นน้อยในจักษุคือปัญญา. หรือว่า เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลี คือ ราคะเป็นต้นน้อย. ซึ่งสัตว์เหล่านั้นผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ.
หน้า 1062 ข้อ 276
บทว่า มเหสกฺเข - ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีวิเคราะห์ ว่า ชื่อว่า มเหสกฺขา เพราะอรรถว่าสัตว์มีธุลีมีราคะเป็นต้นมากใน จักษุ คือปัญญา. หรือว่า สัตว์มีธุลีมีราคะเป็นต้นมาก. บทว่า ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย - มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์ อ่อน. มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ติกฺขินฺทฺริยา คือ มีอินทรีย์แก่กล้า เพราะ อรรถว่า สัตว์มีอินทรีย์ มีศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า. ชื่อว่า มุทินฺทฺริยา มีอินทรีย์อ่อน เพราะอรรถว่าสัตว์มีอินทรีย์ มีศรัทธาเป็นต้นอ่อน. บทว่า สฺวากาเร ทฺวาการา - มีอาการดี มีอาการชั่ว ความว่า ชื่อว่า สฺวาการา คือ มีอาการดี เพราะอรรถว่า สัตว์มีอาการ คือ มีส่วน มีศรัทธาเป็นต้นดี. ชื่อว่า ทฺวาการา คือ มีอาการชั่ว เพราะ อรรถว่าสัตว์มีอาการ คือ มีส่วน มีศรัทธาเป็นต้น น่าเกลียด น่า ติเตียน. บทว่า สุวิญฺาปเย ทุวิญฺาปเย - พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก คือ สัตว์เหล่าใดกำหนดเหตุที่กล่าว เป็นผู้ สามารถรู้แจ้งได้โดยง่าย สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า สุวิญฺญาปยา. ตรง กันข้ามกับรู้แจ้งชัดโดยง่ายนั้น ชื่อว่า ทุวิญฺาปยา. บทว่า อปฺเปกจฺเจ ปรโลกฺวชฺชภยทสฺสาวิโน - บางพวกมี ปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย คือ ชื่อว่า ปรโลกวชฺช-
หน้า 1063 ข้อ 276
ภยทสฺสาวิโน คือ มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย เพราะ อรรถว่ามีปกติเห็นภัยอื่นหนัก ในโลกมีขันธโลกเป็นต้น และโทษมี ราคะเป็นต้น เพราะเมื่อบางพวกเห็นปรโลกและโทษมีราคะเป็นต้น โดยเป็นภัยในนิทเทสแห่งบทนี้ ท่านจึงไม่กล่าวถึงปรโลกเท่านั้น. พึง ถือเอาความอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านั้นมีปกติเห็นภัยในปรโลก และใน โทษมีราคะเป็นต้น. บทว่า อปฺเปกจิเจ น ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน - บางพวก มิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยนี้ มีความตรงกันข้ามกับบทที่ กล่าวแล้วนั้น. อนึ่ง บทว่า โลโก เพราะอรรถว่าสลายไป. บทว่า วชฺชํ คือโทษ เพราะอรรถว่าควรติเตียน. ด้วยบทประมาณเท่านี้ เป็นอันท่านชี้แจงบทอุทเทสแล้ว. (๒๗๐) พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะทำปฏินิทเทส คือ การ ชี้แจงทวนนิทเทสอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข- สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ สัตว์มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สทฺโธ - บุคคลผู้มีศรัทธา เพราะบุคคล มีศรัทธา กล่าวคือ ความก้าวลงในพระรัตนตรัย. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย ศรัทธานั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข คือ มีธุลีน้อยในปัญญาจักษุ เพราะ ธุลี คือ ความไม่มีศรัทธาและธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลรากของ
หน้า 1064 ข้อ 276
ความไม่ศรัทธาน้อย. ชื่อว่า อสฺสทฺโธ คือ ผู้ไม่มีศรัทธา เพราะ ไม่มีศรัทธา บุคคลนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข คือ มีธุลีมากในปัญญา จักษุ เพราะธุลีมีประการดังกล่าวแล้วมาก. ชื่อว่า อารทฺธวีริโย - ผู้ปรารภความเพียร เพราะมีใจปรารภ ความเพียร. บุคคลผู้ปรารภความเพียรนั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข เพราะ ธุลี คือ ความเกียจคร้านและธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลราก ของความเกียจคร้านน้อย. ชื่อว่า กุสีโท - ผู้เกียจคร้าน เพราะอรรถว่าจมอยู่โดยอาการ น่าเกลียด เพราะมีความเพียรเลว. กุสีโท นั่นแหละ คือ กุสีโต. บุคคลผู้เกียจคร้านนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข เพราะธุลีที่จมมีประการ ดังกล่าวแล้วมา. ชื่อ อุปฏฺิตฺสสติ - ผู้มีสติตั้งมั่น เพราะมีสติเข้าไปตั้งอารมณ์ ไว้มั่น. บุคคลนั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข เพราะธุลี คือ ความลุ่มหลง และธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลรากของความลุ่มหลงน้อย. ชื่อว่า มุฏฺสฺสติ คือ ผู้มีสติหลงลืม เพราะมีสติหลงลืม. บุคคลนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข เพราะธุลีมีประการดังกล่าวแล้วมาก. ชื่อว่า สมาหิโต คือ บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เพราะตั้งไว้เสมอ หรือว่า โดยชอบในอารมณ์ ด้วยอัปปนาสมาธิ หรือด้วยอุปจารสมาธิ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมาหิโต เพราะอรรถว่ามีจิตตั้งมั่น. บุคคลนั้น
หน้า 1065 ข้อ 276
ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข เพราะธุลี คือ ความฟุ้งซ่านและธุลี คือ อกุศล ที่เหลืออันเป็นมูลรากของความฟุ้งซ่านน้อย. บุคคลมีจิตไม่ตั้งมั่น ชื่อว่า อสมาหิโต. บุคคลนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข เพราะธุลีมีประการดังกล่าวแล้วมาก. ชื่อว่า ปญฺวา คือ บุคคลผู้มีปัญญา เพราะมีปัญญาเห็น ความเกิดและความดับ. บุคคลผู้มีปัญญานั้น ชื่อว่า อปฺปรชกฺโข เพราะธุลี คือ โมหะและธุลี คือ อกุศลที่เหลืออันเป็นมูลรากของ โมหะน้อย. ชื่อว่า ทุปฺปญฺโ คือ บุคคลผู้มีปัญญาทราม เพราะมีปัญญา ทราม เพราะลุ่มหลงด้วยโมหะ. บุคคลนั้น ชื่อว่า มหารชกฺโข เพราะมีธุลี มีประการดังกล่าวแล้วมาก. (๒๗๑) บทว่า สทฺโธ ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย - บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้า คือ มีศรัทธา ด้วยศรัทธามีกำลังอันเกิดขึ้น มาก. มีอินทรีย์แก่กล้าด้วยสัทธินทรีย์นั้นนั่นเอง. บทว่า อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย - บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีอินทรีย์อ่อน คือ ไม่มีศรัทธาด้วยความไม่เชื่อเกิดขึ้นมาก. เป็นผู้มีอินทรีย์อ่อนด้วยสัทธินทรีย์ มีกำลังน้อยอันเกิดขึ้นในระหว่าง ๆ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. (๒๗๒) บทว่า สทฺโธ ปุคฺคโล สฺวากาโร - บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีอาการดี คือ มีอาการงดงามด้วยศรัทธานั้นนั่นเอง. บทว่า
หน้า 1066 ข้อ 276
อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล ทฺวากาโร - บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้มีอาการชั่ว คือ มีอาการผิดรูปด้วยความเป็นผู้ไม่เชื่อนั้นนั่นเอง. แม้ในคำที่เหลือ ก็มีนัยนี้. (๒๗๓) บทว่า สุวิยฺาปโย คือ พึงสามารถให้รู้โดยง่าย. บทว่า ทุวิญฺญาปโย คือ พึงสามารถให้รู้โดยยาก. (๒๗๔) ในบทว่า ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี นี้ พึงทราบ ความดังต่อไปนี้. เพราะศรัทธาเป็นต้นของผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็น ความบริสุทธิ์ด้วยดี. ฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ด้วยดี เป็นต้น เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธานั้น จึงเป็นผู้มีปกติเห็นปรโลก และโทษโดยความเป็นภัย. หรือแม้ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ ด้วยดีเป็นต้น ก็เป็นผู้มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยด้วย ปัญญาอันมีศรัทธานั้นเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้นแหละ ท่านจึงกล่าว ธรรม ๔ อย่าง มีศรัทธาเป็นต้นว่า ปรโลกวชฺชยทสฺสาวี - เป็น ผู้มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย. (๒๗๕) บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะแสดงโลกสละโทษ ดังกล่าวแล้ว ในบทนี้ว่า ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โลโก ดังนี้. ในบทเหล่านั้น ขันธ์ทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่า ขันธโลก เพราะ อรรถว่า มีอันต้องสลายไป. แม้ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 1067 ข้อ 276
บทว่า วิปตฺติภวโลโก - โลกคือภพวิบัติ ได้แก่ อบายโลก. เพราะอบายโลกนั้น เป็นโลกเลว เพราะมีผลไม่น่าปรารถนา จึงชื่อว่า วิบัติ. ชื่อว่า ภพ เพราะเกิด. ภพคือความวิบัตินั่นเอง ชื่อว่า ภพวิบัติ. โลกคือภพวิบัตินั่นเอง ชื่อว่า โลกคือภพวิบัติ. บทว่า วิปตฺติสมฺภวโลโก - โลกคือสมภพวิบัติ ได้แก่ กรรม อันเข้าถึงอบาย ชื่อว่า สมภพ เพราะเป็นแดนเกิดแห่งผลกรรม. แดนเกิดแห่งวิบัติ ชื่อว่า สมภพวิบัติ. โลกมีแดนเกิดวิบัตินั่นแหละ ชื่อว่า โลกคือสมภพวิบัติ. บทว่า สมฺปตฺติสมฺภวโลโก - โลกคือภพสมบัติ ได้แก่ สุคติโลก. เพราะสุคติโลกนั้นเป็นโลกดี เพราะมีผลน่าปรารถนา จึงชื่อว่า สมบัติ . ชื่อว่า ภพ เพราะเกิด. ภพอันเป็นสมบัตินั่นแหละ ชื่อว่า ภพสมบัติ. โลกคือแดนเกิดแห่งสมบัตินั้นแหละ ชื่อว่า โลกคือภพสมบัติ บทว่า สมฺปตฺติสมฺภวโลโก - โลกคือสมภพสมบัติ ได้แก่ กรรม อันเข้าถึงสุคติ. ชื่อว่า สมภพ เพราะเป็นแดนเกิดแห่งผล กรรม. แดนเกิดแห่งสมบัติ ชื่อว่า สมภพสมบัติ. โลกคือแดนเกิด แห่งสมบัตินั่นแล ชื่อว่า โลกคือสมภพสมบัติ. บทมีอาทิว่า เอโก โลโก โลก ๑ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว ในหนหลังนั่นแหละ.
หน้า 1068 ข้อ 276
(๒๗๖) บทว่า วชฺชํ - โทษ ท่านทำเป็นนปุงสกลิงค์ เพราะ ไม่ได้แสดงด้วย บทว่า อสุโภ. บทว่า กิเลสุ คือ กิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า ทุจฺจริตา คือ ทุจริตมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า อภิสงฺขารา คือ สังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. บทว่า ภวคามิกมฺมา - กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพ ชื่อว่า ภวคามิโน เพราะสัตว์ทั้งหลายไปสู่ภพด้วยอำนาจการให้วิบากของตน. ท่านกล่าวกรรมอันให้เกิดวิบากแม้ในอภิสังขารทั้งหลาย. บทว่า อิติ เป็นบทแสดงประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า อิมสฺมิญฺจ โลเก อิมสฺมิญฺจ วชฺเช - ในโลกนี้และใน โทษนี้ คือ ในโลกและในโทษดังกล่าวแล้ว. บทว่า ติพฺพา ภยสญฺา - ความสำคัญว่าเป็นภัยอันแรงกล้า คือ ความสำคัญว่าเป็นภัยมีกำลัง แต่ท่านกล่าวอรรถแห่ง พล ศัพท์ว่า ติพฺพา. ท่านกล่าวอรรถแห่ง ภย ศัพท์ว่า ภยสญฺา. เพราะว่า โลกและโทษทั้งสอง ชื่อว่า ภัย เพราะเป็นวัตถุแห่งภัย และเพราะ เป็นภัยเอง. ความสำคัญว่า ภัย ก็ชื่อว่า ภยสญฺญา. บทว่า ปจฺจุปฏฺิตา โหติ - ปรากฏแล้ว คือ ปรากฏเพราะ อาศัยภัยนั้น ๆ. บทว่า เสยฺยถาปิ อุกฺขิตฺตาสิเต วธเก - เหมือน ความสำคัญในศัตรูผู้เงื้อดาบ คือ ความสำคัญว่าเป็นภัยกล้าแข็งปรากฏ
หน้า 1069 ข้อ 277
ในโลกและในโทษ เหมือนความสำคัญว่าเป็นภัยปรากฏในศัตรูผู้เงื้อดาบ เพื่อประหารฉะนั้น. บทว่า อิเมหิ ปฺาสาย อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๕๐ นี้ คือ ด้วยอาการ ๕๐ ด้วยสามารถแห่งอาการอย่างละ ๕ ในปัญจกะ ๑๐ มีอัปปรชักขปัญจกะเป็นต้นอย่างหนึ่งๆ. บทว่า อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์ เป็นต้น. บทว่า ชานาติ คือ พระตถาคตย่อมทรงรู้ด้วยพระปัญญา. บทว่า ปสฺสติ คือ ทรงกระทำดุจเห็นด้วยทิพจักษุ. บทว่า อญฺาติ ทรงทราบชัด คือ ทรงทราบด้วยมารยาทแห่งอาการทั้งปวง. บทว่า ปฏิวิชฺฌติ - ทรงแทงตลอด คือ ทรงทำลายด้วยพระปัญญา ด้วย สามารถการเห็นหมดสิ้นมิได้เหลือเป็นเอกเทศ. จบ อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส อาสยานุสยญาณนิทเทส [๒๗๗] ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่อง แห่งสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต เป็นไฉน ?
หน้า 1070 ข้อ 278
ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทราบฉันทะเป็นที่มานอน กิเลส อัพนอนเนื่อง จริต อธิมุตติ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบชัด ภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์. [๒๗๘] ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ? สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฏฐิในภพก็มี อาศัยทิฏฐิในความ ปราศจากภพก็มี ดังนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง, โลกมีที่สุด บ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง, ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง, ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นบ้าง, สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง, สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม เป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง, สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็น อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง, บุคคลไม่ข้องแวะส่วนที่สุด ทั้งสองนี้เสียแล้ว เป็นอันได้อนุโลมิกขันติ ในธรรมทั้งหลายอันมีสิ่งนี้ เป็นปัจจัยและอาศัยกันเกิดขึ้น. อนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม ด้วยถาภูต- ญาณ คือ ทรงทราบบุคคลผู้เสพกามว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม มี กามเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในกาม, ทรงทราบบุคคลผู้เสพเนกขัมมะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะ มีเนกขัมมะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปใน เนกขัมมะ, ทรงทราบบุคคลผู้เสพพยาบาทว่า บุคคลผู้นี้เป็นผู้หนักใน พยาบาท มีพยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในพยาบาท, ทรงทราบ
หน้า 1071 ข้อ 279, 280
บุคคลผู้เสพความไม่พยาบาทว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในความไม่พยาบาท มีความไม่พยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในความไม่พยาบาท, ทรง ทราบบุคคลผู้เสพถีนมิทธะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ มีถีน- มิทธะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในถีนมิทธะ, ทรงทราบบุคคลผู้เสพอา- โลกสัญญาว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญา มีอาโลกสัญญาเป็น ที่อาศัย น้อมใจไปในอาโลกสัญญา นี้เป็นฉันทะเป็นที่มานอนของ สัตว์ทั้งหลาย. [๒๗๙] ก็กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน. กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย คือ กามราคานุสัย ปฏิ- ฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชา- นุสัย, กามราคานุสัย ของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันเป็น ที่รักที่ยินดีในโลก ปฏิฆานุสัย ของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์ อันไม่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก, อวิชชาตกไปตามในธรรมสองประการนี้ ดังนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉา ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น ก็ พึงเห็นดังนั้น นี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องขอสัตว์ทั้งหลาย. [๒๘๐] ก็จริตของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ? ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร, เป็นภูมิ น้อยก็ตาม เป็นภูมิมากก็ตาม นี้เป็นจริตของสัตว์ทั้งหลาย.
หน้า 1072 ข้อ 281, 282, 283
[๒๘๑] ก็อธิมุตติของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ? สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุตติเลวก็มี มีอธิมุตติประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอธิมุตติเลว ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุตติเลวเหมือน กัน, สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติประณีต ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะ สัตว์ผู้มีอธิมุตติประณีตเหมือนกัน, แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มี อธิมุตติเลว ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุตติเลวเหมือนกัน, สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติประณีต ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มี อธิมุตติประณีตเหมือนกัน, แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติ เลว ก็จักสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุตติเลวเหมือนกัน, สัตว์ ทั้งหลายผู้มีอธิมุตติประณีต ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มี อธิมุตติประเหมือนกัน, นี้เป็นอธิมุตติของสัตว์ทั้งหลาย. [๒๘๒] อภัพพสัตว์เป็นไฉน ? สัตว์ทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจ ย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย เหล่านี้เป็นอภัพพสัตว์. [ ๒๘๓ ] ภัพพสัตว์เป็นไฉน ? สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญาอาจย่างเข้าสู่สัมมัตต-
หน้า 1073 ข้อ 283
นิยามในกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นภัพพสัตว์ นี้เป็นญาณในฉันทะ เป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ทั้งหลาย ของพระ- ตถาคต. ๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยญาณนิทเทส [๒๗๗ - ๒๘๓] พึงทราบวินิจฉัยในอาสยานุสยญาณนิทเทสดัง ต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า อิธ ตถาคโต เป็นนิทเทสที่ท่านตั้งไว้ ๕ ส่วน. ในบทเหล่านั้นบทว่า อาสยานุสยา - ฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่อง มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทว่า จริตํ - จริต คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ทำไว้แล้ว ในชาติก่อน. บทว่า อธิมุตฺตึ ได้แก่ การปล่อยจิตไปในกุศล หรืออกุศล ในชาตินี้. บทว่า ภพฺพาภพฺเพ ได้แก่ ภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์. ชื่อว่า ภัพพะ เพราะอรรถว่าย่อมสมภพ คือ ย่อมเกิดในอริยชาติ เป็นคำ กล่าวถึงปัจจุบันกาล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภัพพะ เพราะจักเป็น คือ จักเกิด กล่าวถึงอนาคตกาล. อธิบายว่า เป็นภาชนะรองรับ. ภัพพ-
หน้า 1074 ข้อ 283
บุคคลเหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยสมควรแก่การแทงตลอดอริยมรรค. อภัพพบุคคลตรงกันข้ามกับภัพพบุคคลดังกล่าวแล้ว. บทมีอาทิว่า กตโม จ สตฺตานํ อาสโย - ก็ฉันทะเป็นที่มา นอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ? เป็นปฏินิทเทส คือ เป็นการแสดง ทวนบทนิทเทส. ในบทเหล่านั้นบทว่า สสฺสโต คือ เที่ยง. บทว่า โลโก คือ อัตตา. สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญว่า สรีระ เท่านั้นสูญหายไปในโลกนี้ ส่วนอัตตานั่นแหละมีอยู่ในโลกนี้และโลก อื่น. สัตว์ทั้งหลายกระทำความสำคัญว่า ตนนั่นแหละย่อมมองดูตน จึง สำคัญว่าตนเป็นโลก คือ อัตตา. บทว่า อสสฺสโต คือ ไม่เที่ยง. สัตว์ทั้งหลายสำคัญว่า อัตตาย่อมสูญหายไปพร้อมกับสรีระนั่นเอง. บทว่า อนฺตวา - โลกมีที่สุด คือ สัตว์ทั้งหลายยังฌานให้เกิดในกสิณเล็กน้อย แล้วสำคัญว่า จิตมีกสิณเล็กน้อยนั้นเป็นอารมณ์เป็นอัตตามีที่สุด. บทว่า อนนฺตวา - โลกไม่มีที่สุด คือ สัตว์ทั้งหลายยังฌานในกสิณไม่มีประ- มาณ ให้เกิดแล้วสำคัญว่า จิตมีกสิณไม่มีประมาณนั้นเป็นอัตตาไม่มีที่ สุด. บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ คือ ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ได้แก่ ชีพและสรีระก่อนนั้นนั่นเอง. บทว่า ชีโว คือ อัตตา เป็น นปุงสกลิงค์ เพราะลิงควิปลาส. บทว่า สรีรํ ได้แก่ ขันธบัญจก
หน้า 1075 ข้อ 283
เพราะมีสภาพเป็นกอง. บทว่า อญฺํ ชีวํ อญฺํ สรีรํ ชีพเป็น อื่น สรีระก็เป็นอื่น คือ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง ขันธบัญจกก็เป็นอย่างหนึ่ง. บทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา - สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมเป็นอีก คือ ขันธ์สูญไปในโลกนี้เท่านั้น สัตว์เบื้องหน้าแต่ ตายแล้วยังมีอยู่ไม่สูญไป. ในบทว่า ตถาคโต นี้ อาจารย์บางพวก กล่าวว่าเป็นชื่อของสัตว์. แต่บางพวกกล่าวว่าบทว่า ตถาคโต คือ พระอรหันต์. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เห็นโทษในฝ่ายว่าไม่มี จึงถือเอา อย่างนี้. บทว่า น โหติ ตถาคตโต ปรมฺมรณา - สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หาไม่ คือ แม้ขันธ์สูญไปในโลกนี้เท่านั้น, สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วก็หาไม่ ไม่พินาศไป ไม่ขาดสูญไป สัตว์ทั้งหลาย เหล่านี้ เห็นโทษในฝ่ายที่มีอยู่ จึงถือเอาอย่างนี้. บทว่า โหติ จ น จ โหติ - สัตว์ตายไปแล้วเป็นอีกก็มี ไม่ เป็นอีกก็มี คือ สัตว์เหล่านี้เห็นโทษในการกำหนดเอาแต่ฝ่ายหนึ่ง - แล้วถือเอาทั้งสองฝ่ายเลย. บทว่า เนว โหติ น น โหติ - สัตว์ตายไปแล้ว เป็นอีก ก็ไม่มี ไม่เป็นอีกก็ไม่มี คือ สัตว์เหล่านี้เห็นการถึงโทษทั้งสองในการ กำหนดสองฝ่าย จึงถือเอาฝ่ายปฏิเสธสิ้นเชิงว่า เป็นอีกก็ไม่มี ไม่เป็น อีกก็ไม่มี.
หน้า 1076 ข้อ 283
ต่อไปนี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาในนิทเทสนี้ ท่านกล่าวถึงประเภท แห่งทิฏฐิด้วยอาการ ๑๐ มีอาทิว่า สสฺสโต โลโกติ วา ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า สสฺสโต โลโก - โลกเที่ยง คือ เป็น ทิฏฐิที่เป็นไปด้วยอาการยึดถือของผู้ที่ถือว่า ขันธบัญจกเป็นโลกแล้ว ยึดถือว่าโลกนี้เที่ยง ยั่งยืนเป็นไปตลอดกาล. บทว่า อสสฺสโต - โลกไม่เที่ยง คือ เป็นทิฏฐิที่เป็นไปโดย อาการถือว่าสูญของผู้ยึดถือโลกว่าทำลายสูญ. บทว่า อนฺตวา - โลกมีที่สุด คือ ทิฏฐิเป็นไปโดยอาการของ การถือเอาว่าโลกมีที่สุดของผู้ถือรูปธรรมและอรูปธรรมในภายในสมาบัติ ของผู้เข้ากสิณได้เล็กน้อยประมาณเท่ากระด้ง หรือประมาณเท่าถ้วยว่า โลกนั่นแหละมีที่สุดด้วยการกำหนดกสิณ. ทิฏฐินั้น เป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง อุจเฉททิฏฐิบ้าง. ทิฏฐิอันเป็นไปโดยอาการถือเอาว่า โลกไม่มีที่สุด ของผู้ถือรูปธรรมและอรูปธรรมอันเป็นไปแล้วในภายในสมาบัติ ของผู้ เข้ากสิณนั้น ผู้ได้กสิณไพบูลย์ว่า โลกแลไม่ที่สุดด้วยกำหนดกสิณ. ทิฏฐินั้นเป็นสัสสตทิฏฐิบ้าง เป็นอุจเฉททิฏฐิบ้าง. บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ - ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น คือ ทิฏฐิอันเป็นโดยอาการยึดถือความสูญว่า เมือสรีระสูญแม้ชีพก็สูญ
หน้า 1077 ข้อ 283
เพราะถือว่าชีพของสรีระนั่นแหละ มีการแตกไปเป็นธรรมดา. ในบท ที่สองทิฏฐิเป็นไปโดยอาการคือความเที่ยงว่า แม้เมื่อสรีระสูญชีพก็ไม่ สูญ เพราะถือว่าชีพอื่นจากสรีระ. ในบทนี้มีอาทิว่า โหติ ตถาคโต มีความดังต่อไปนี้. ผู้ถือว่า สัตว์ตายไปแล้วย่อมเป็นอีก เป็นสัสสตทิฏฐิที่ ๑ ผู้ถือวา ไม่เป็นอรก เป็นอุจเฉททิฏฐิที่ ๒. ผู้ถือว่า เป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิที่ ๓. ผู้ถือว่า เป็นอีกก็หามิได้ ไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นอมราวิกเขป- ทิฏฐิที่ ๔. ศัพท์ว่า อิติ เป็นศัพท์แสดงทิฏฐินิสัยดังกล่าวแล้ว. บทว่า ภวทิฏฺิสนฺนิสฺสิตา วา สตฺตา โหนฺติ วิภวทิฏฺิ- สนฺนิสฺสิตา วา - สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฏฐิในภพก็มี อาศัยทิฏฐิ ในความปราศจากภพก็มี ความว่า ความเที่ยงท่านกล่าวว่า ภพ ทิฏฐิ เกิดด้วยสามารถความเที่ยง ชื่อว่า ภวทิฏฐิ. อธิบายว่า บทว่า ภโว คือ ทิฏฐิ. ความสูญท่านกล่าวว่า วิภวะ. ทิฏฐิ เกิดด้วยสามารถความ สูญ ชื่อว่า วิภวทิฏฐิ. อธิบายว่า บทว่า วิภโว คือ ทิฏฐิ ๑๐ ดังกล่าวแล้วย่อมมีเป็น ๒ อย่าง คือ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑. ใน ทิฏฐิ ๒ เหล่านั้นสัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิหนึ่ง ๆ ไม่เห็นแล้วจึงติดอยู่.
หน้า 1078 ข้อ 283
วา ศัพท์ในบทนี้ว่า เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม - บุคคลไม่ข้องแวะที่สุดทั้งสองนี้ เป็นสมุจจยัตถะ คือ มีอรรถว่าประ- มวลมา ดุจในบทมีอาทิว่า อคฺคิโต วา อุทกโต วา มิถุเภทา วา- จากไฟก็ดี จากน้ำก็ดี จากการทำลายไม่ตรีก็ดี. อธิบายว่า ไม่ข้อง- แวะ คือ ไม่ติดทั้งสองฝ่ายด้วยสามารถสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ ดังกล่าวแล้วนั้นแล้วละเสีย. วา ศัพท์ใน บทว่า อนุโลิกา วา ขนฺติ เป็นวิกัปปัตถะ - มีอรรถกำหนด. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ - ในธรรมทั้งหลาย อันมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยและอาศัยกันเกิดขึ้น ความว่า ปัจจัยแห่งชราและ มรณะเป็นต้น ชื่อว่า อิทัปปัจจัย. อิทัปปัจจัยนั่นแหละ ชื่อว่า อิทัปปัจจยตา. หรือการประชุมอิทัปปัจจัยทั้งหลาย ชื่อว่า อิทัป- ปัจจยตา. อนึ่ง พึงแสวงหาลักษณะในบทนี้โดยศัพทศาสตร์. ธรรม ทั้งหลายเกิดร่วมกันและโดยชอบ เพราะอาศัยปัจจัยนั้น ๆ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนะ. ในธรรมทั้งหลาย เพราะความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย นั้นและอาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านั้น. บทว่า อนุโลมิกา คือ ชื่อว่า อนุโลม เพราะเป็นธรรม สมควรแก่โลกุตรธรรมทั้งหลาย. บทว่า ขนฺติ คือ ญาณ. ญาณชื่อว่า ขันติ เพราะความอดทน.
หน้า 1079 ข้อ 283
บทว่า ปฏิลทฺธา โหติ - เป็นอันได้ คือ เป็นอันสัตว์ทั้งหลาย ได้บรรลุแล้ว. การเข้าไปอาศัยความที่ขันติเป็นอิทัปปัจจัยเป็นของสูญ ย่อมมีได้โดยความเห็นอย่างยิ่งของผล ด้วยความเห็นอย่างยิ่งของปัจจัย เพราะปัจจุปบันธรรมทั้งหลายเป็นไปสืบเนื่อง ในเพราะความพร้อม. เพรียงแห่งปัจจัย ความเข้าไปอาศัย ความที่ขันติเป็นของเที่ยงในธรรม อันอาศัยกันเกิดขึ้น ย่อมมิโดยการเห็นความเกิดขึ้นแห่งปัจจยุปบัน- ธรรมทั้งหลายใหม่ ๆ ในเพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย การเห็น ชอบอันเป็นไปแล้วว่า ไม่สูญ ไม่เที่ยง โดยการเห็นธรรมอันอาศัยกัน เกิดขึ้น คือ ปฏิจจสมุปบาท ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้ พึง ทราบว่า อนุโลมิกขันติ คือ ขันติอันสมควร ด้วยประการฉะนี้เป็น อันท่านกล่าวถึงสัมมาทิฏฐิอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิทั้งสองนั้น. บทว่า ยถาภูตํ วา าณํ - ยถาภูตญาณ คือ ญาณที่นำไป ตามความเป็นจริง คือ ตามสภาพที่เป็นจริง. แม้ญาณที่เป็นไปในบท นั้นท่านก็กล่าวว่า ยถาภูตญาณ โดยโวหาร อันเป็นวิสัย. ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาญาณ อันมีสังขารุเบกขาญาณเป็นที่สุด. แต่ ภายหลังท่านกล่าวภยตูปัฏฐานญาณว่า ยถาภูตญาณทัสนะ. หรือควร สัมพันธ์ว่า ยถาภูตญาณ เป็นอันสัตว์ทั้งหลายได้แล้ว. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงสันดานสัตว์อันมิจฉาทิฏฐิ อบรมด้วยบทมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก อันสัมมาทิฏฐิอบรม ด้วยบท
หน้า 1080 ข้อ 283
มีอาทิว่า เอเต วา ปน ที่สุดสองอย่างเหล่านี้แล้วแสดงสันดานสัตว์ อันอกุศลที่เหลือและกุศลที่เหลืออบรมแล้วด้วยบทมีอาทิว่า กามํ เส- วนฺตญฺเว - บุคคลผู้เสพกาม - ในบทนั้นพึงประกอบว่า พระตถาคต ทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม. บทว่า เสวนฺตญฺเว คือ ผู้เสพด้วยการประพฤติเนือง ๆ. ชื่อว่า กามครุโก เพราะมีกิเลสกามหนักด้วยเสพมาในปางก่อน. ชื่อว่า กามาสุโย เพราะน้อมกามในสันดานเป็นที่อาศัย. ชื่อว่า กามาธิมุตฺโต เพราะน้อม คือ ติดในกามด้วยอำนาจ สันดานนั้นแหละ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. คำว่า เนกขัมมะ เป็นต้น มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว. พึงทราบ ว่า อกุศลที่เหลือ ท่านถือเอาด้วยกิเลส ๓ อย่างมีกามเป็นต้น. กุศลที่ เหลือท่านถือเอาด้วยคุณธรรม ๓ อย่างมีเนกขัมมะเป็นต้น. พระสารี- บุตรเถระแสดงสันดานที่ท่านกล่าว ๓ อย่าง ว่านี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่อง ของสัตว์ทั้งหลาย. ส่วนในนิทเทสนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้. บทว่า อิติ ภวทิฏฺสนฺนิสฺสิตา วา - สัตว์ทั้งหลายอาศัยทิฏฐิในภพด้วยอาการอย่าง นี้ คือ อาศัยสัสสตทิฏฐิอย่างนี้. จริงอยู่ ในที่นี้ท่านกล่าวสัสสตทิฏฐิ ว่าเป็น ภวทิฏิ. และกล่าวอุจเฉททิฏฐิว่าเป็น วิภวทิฏฺิ. เพราะ
หน้า 1081 ข้อ 283
สัตว์ผู้มีทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดอาศัยทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้แหละ เพราะท่านสงเคราะห์ทิฏฐิทั้งหมดเข้าด้วย สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ. แม้ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ๑ ดูก่อนกัจจานะโดยมากสัตวโลกอาศัยทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ คือ ความมีอยู่ ๑ ความไม่มีอยู่ ๑. ในสองบทนี้ บทว่า อตฺถิตา - ความมีอยู่ ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. บทว่า นตฺถิตา - ความไม่มีอยู่ ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ. นี้เป็นฉันทะ เป็นที่มานอน ของสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนอาศัยวัฏฏะ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อแสดงกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ ผู้บริสุทธิ์ ผู้อาศัยวัฏฏะ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม - ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างเหล่านี้. ในบทเหล่า นั้น บทว่า เอเต วา ปน ก็คือ เอเต นั่นเอง. บทว่า อุโภ อนฺเต คือ ที่สุดสองอย่าง ได้แก่ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า อนุป- คมฺม คือ ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ คือ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยและในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกัน เกิดขึ้น. บทว่า อนุโลมิกา ขนฺติ - อนุโลมิกขันติ คือ วิปัสสนา- ญาณ. บทว่า ยถาภูตํ. าณํ คือ มรรคญาณ. นี้ท่านอธิบายไว้ว่า ๑. สํ. นิ. ๑๖/๔๓.
หน้า 1082 ข้อ 283
วิปัสสนาใดเป็นอันได้แล้ว เพราะไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสอง คือ สัสสต- ทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิในปฏิจจสมุปบาทและในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น, และมรรคญาณใดอันได้แล้ว ยิ่งไปกว่าวิปัสสนานั้น. นี้เป็นฉันทะเป็น ที่มานอนของสัตว์ทั้งหลาย. นี้เป็นที่มานอน คือ มรรคญาณ นี้เป็นที่ อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย แม้ทั้งหมดที่อาศัยวัฏฏะและอาศัยวิวัฏฏะ. นี้เป็น อรรถกถาที่พวกอาจารย์เห็นพ้องด้วย. ส่วนอาจารย์วิตัณฑวาทีแสดงว่า ชื่อว่ามรรคทำลายที่อยู่ไป. ท่านยังพูดว่า มรรคเป็นที่อยู่. ควรถามอาจารย์ผู้นั้นว่า ท่านเป็นผู้ กล่าวว่ามรรคเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า หรือมิใช่. หากอาจารย์นั้น ตอบว่า เราไม่ได้เป็นผู้กล่าว. ควรบอกว่า ท่านไม่รู้ เพราะท่านไม่ ได้กล่าว. หากตอบว่า เราเป็นผู้กล่าว. ควรบวกว่า นำพระสูตรมาซิ. หากนำมาได้ ก็เป็นการดี. หากนำมาไม่ได้ ควรนำมาเองว่า ทสยิเม ภิกฺขเว อริยวาสา, เย อริยา อาวสึสุ วา อาวสนฺติ วา อาว- สิสฺสนฺติ วา๑ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่า อยู่แล้ว กำลังอยู่ หรือจักอยู่. อริยวาสะเหล่านี้มี ๑๐ อย่าง ดังนี้. ความจริง พระสารีบุตรเถระแสดงสูตรมีว่าเป็นที่อยู่ของมรรค. เพราะ ฉะนั้น นั่นเป็นการกล่าวถูกต้องแล้ว. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ ๑. องฺ. ทสก. ๒๔/๑๙.
หน้า 1083 ข้อ 283
อาสยะนี้ของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งทรงรู้แม้ในขณะเป็นไปไม่ได้ของทิฏฐิ เหล่านี้และวิปัสสนาญาณ มรรคญาณอีกด้วย. เพราะฉะนั้นแหละท่าน จึงกล่าวบทมีอาทิว่า กามํ เสวนฺตํ เยว ชานาติ - พระตถาคตย่อม ทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม. พึงทราบอธิบายในอนุสยนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า อนุสยา ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่ากระไร ? เพราะอรรถว่าการนอนเนื่อง อะไรเล่าชื่อว่านอนเนื่อง ? กิเลสที่ยังละไม่ได้. จริงอยู่ กิเลสเหล่านี้ ย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์นั้น ๆ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุสัย. บทว่า อนุเสนฺติ - ย่อมนอนเนื่อง คือ ได้เหตุอันสมควรแล้ว จึงเกิด. เมื่อเป็นเช่นนี้พึงมีคำพูดว่า การกล่าวว่า อาการที่ยังละไม่ได้ ชื่อว่าเป็นสภาพแห่งอนุสัย และอนุสัยนั้นย่อมเกิดขึ้น ดังนี้ไม่ถูก. เพราะอนุสัยเกิดขึ้นไม่ได้. คำตอบมีดังนี้ อนุสัยมิใช่อาการที่ยังละ ไม่ได้ แต่ท่านกล่าวถึงกิเลสที่มีกำลัง เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ ว่าเป็นอนุสัย. อนุสัยนั้น สัมปยุตด้วยจิต มีอารมณ์ มีเหตุ เพราะอรรถว่า เป็นไปกับปัจจัย เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว เป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าอนุสัยเกิดขึ้นจึงถูก. ข้อกำหนด
หน้า 1084 ข้อ 283
อันนี้ท่านกล่าวไว้ในอภิสมยกถา โดยตั้งคำถามก่อนว่า ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ปชหติ๑ บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันได้ หรือ กล่าววิสัชนาว่า ถามคโต อนุสยํ ปชหติ.๒ ผู้มีกิเลสมีกำลัง ก็ละอนุสัยได้ซิ เพราะความที่อนุสัยเป็นกิเลสมีอยู่ในปัจจุบัน. ในบทภาชนีย์แห่งโมหะในอภิธรรมสังคณี ท่านกล่าวความที่ โมหะเกิดกับอกุศลจิตว่า อนุสัย คือ อวิชชา ปริยุฏฐาน คือ อวิชชา ลิ่ม คือ อวิชชา อกุศลมูล คือ อวิชชา ในสมัยนั้นอันใดนี้ชื่อว่าโมหะ มีในสมัยนั้น.๓ ในกถาวัตถ๔ ท่านกล่าวไว้ว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต เป็นอเหตุกะ ไม่ประกอบด้วยจิต วาทะทั้งหมดถูกปฏิเสธ. ในอุป- ปัชชนวาระ วาระใดวาระหนึ่งแห่ง ๗ วาระ ในอนุสยยมก ท่านกล่าว บทมีอาทิว่า กามราคานุสัยเกิดแก่ผู้ใด. ปฏิฆานุสัยย่อมเกิดแก่ผู้ นั้น.๕ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า บทว่า อนุเสนฺติ ที่ท่านกล่าวว่า อนุสัยได้เหตุอันสมควรแล้วย่อมเกิดได้ดังนี้จึงถูกต้อง ด้วยกำหนดแบบ- แผนนี้. แม้คำที่ท่านกล่าวว่า จิตฺตสมฺปยุตฺโต สารมฺมโณ - อนุสัย นั้นสัมปยุด้วยจิต มีอารมณ์ดังนี้จึงเป็นอันกล่าวดีแล้ว. เพราะอนุสัย นี้ เป็นอกุศลธรรม สัมปยุตด้วยจิตสำเร็จแล้ว ฉะนั้น ในที่นี้ควร ตกลงกันได้. ๑. ขุ. ป. ๓๑/๖๙๘. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๖๙๙. ๓.อภิ. สํ. ๓๔/๓๐๐. ๔. อภิ. กถา. ๓๗/๑๔๓๒. ๕. อภิ. ยมก. ๓๘/๑๕๖๒.
หน้า 1085 ข้อ 283
ในบทมีอาทิว่า กามราคานุสโย มีความดังต่อไปนี้ ชื่อว่า กามราคานุสัย เพราะกามราคะนั้นเป็นอนุสัยโดยสภาพที่ละไม่ได้. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง กามราคานุสัย ในที่นี้ เป็นโลภะเกิดขึ้นด้วยสามารถอารมณ์ในกามาวจรธรรมที่เหลือ น่าพอ ใจด้วยเกิดร่วมกันในจิตสหรคตด้วยโลภะและด้วยอารมณ์. อนึ่ง ปฏิฆานุสัย เป็นโทสะเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งธรรมที่ เกิดร่วมกันในจิตที่สหรคต ด้วยโทมนัส ด้วยอำนาจอารมณ์ และด้วย สามารถแห่งอารมณ์ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลืออันไม่น่าพอใจ. มานานุสัย เป็นมานะเกิดขึ้น ด้วยสามารถเกิดร่วมกันในจิต สหรคต ด้วยโลภะอันปราศจากทิฏฐิ ด้วยอำนาจอารมณ์ และอำนาจ อารมณ์ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ และในธรรมเป็นรูปาวจรอรูปา- วจรอันเว้นทุกขเวทนา. ทิฎฐานุสัย เกิดในจิตสัมปยุต ด้วยทิฏฐิ ๔. วิจิกิจฉานุสัย เกิดในจิตสหรคต ด้วยวิจิกิจฉา. อวิชชานุสัย เกิดด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมในอกุศลจิต ๑๒ ด้วยอำนาจอารมณ์ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา โมหะ แม้ ๓ อย่างเกิดขึ้น ด้วย สามารถอารมณ์ในเตภูมิกธรรมที่เหลือนั่นแหละ. ภวราคานุสัย แม้เกิดในจิตปราศจากทิฏฐิ ๔ ท่านก็ไม่กล่าว
หน้า 1086 ข้อ 283
ด้วยอำนาจสหชาตะ คือ การเกิดร่วมกัน. แต่ท่านกล่าวถึงโลภะเกิด ในรูปาวจรธรรม และอรูปาวจรธรรม ด้วยอารมณ์เท่านั้น. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงฐานะกิเลสอันนอนเนื่อง ของอนุสัยตามที่กล่าวมาแล้ว จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยํ โลเก ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า ยํ โลเก ปิยรูปํ - อารมณ์ที่น่ารักใน โลก คือ อารมณ์ที่มีสภาพน่ารักแต่กำเนิด ที่น่ารักในโลกนี้. บทว่า สาตรูปํ - อารมณ์ที่น่ายินดี คือ อารมณ์ที่น่ายินดีแต่ กำเนิด อันมีความชื่นชมเป็นปทัฏฐาน. บทว่า เอตฺถ สตฺตานํ กามราคานุสโย อนุเสติ - กามราคา- นุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์นี้ คือ กามราคานุสัย มีสภาพยังละไม่ได้ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์ที่น่า ปรารถนานี้. อนึ่ง ธรรม คือ กามาวจร ท่านประสงค์เอาในบทนี้ว่า ปิยรูปํ สาตรูปํ. เหมือนอย่างว่า คนดำน้ำ ทั้งข้างล่างข้างบนและโดยรอบก็เป็น น้ำทั้งนั้น ฉันใด. ชื่อว่าราคะเกิดในอิฏฐารมณ์ ก็ฉันนั้น เป็นความ ประพฤติเป็นอาจิณของสัตว์ทั้งหลาย. การเกิดปฏิฆะในอนิฏฐารมณ์ก็ เหมือนอย่างนั้น. บทว่า อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ - ในธรรมสองอย่างเหล่านี้
หน้า 1087 ข้อ 283
ก็อย่างนี้ คือ ในธรรมเป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์สองอย่าง ก็อย่าง นั้น. บทว่า อวิชฺชา อนุปติตา - อวิชชาตกไปตาม คือ อวิชชา- สัมปยุตด้วยกามราคะและปฏิฆะตกไปตาม คือ ไปตามด้วยสามารถทำให้ เป็นอารมณ์. ปาฐะ ท่านตัดบทเป็น อวิชฺชา อนุปติตา อนุคตา ก็มี. บทว่า ตเทกฏฺโ - ตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น คือ ตั้งอยู่ โดยความเป็นอันเดียวกับอวิชชานั้น ด้วยตั้งอยู่เป็นอันเดียวกัน เพราะ เกิดร่วมกัน. บทว่า มาโน จ ทิฏฺิ จ วิจิกิจฺฉา จ ได้แก่ นานะ ๙ ทิฏฐิ ๖๒ วิจิกิจฉา ๘. โยชนาแก้ว่า มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาตั้งอยู่ร่วม กันกับอวิชชานั้น. บทว่า ทฏฺพฺพา - พึงเห็น คือ พึงดู พึงตามลงไป. ทำทั้ง ๓ ร่วมกันให้เป็นพหุวจนะ. อนึ่ง ภวราคานุสัยในนิทเทสนี้ พึงทราบ ว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยกามราคานุสัย. (๒๘๐) พึงทราบวินิจฉัยในจริตนิทเทส ดังต่อไปนี้. เจตนา ๑๓ เป็นปุญญาภิสังขาร. เจตนา ๑๒ เป็นอปุญญาภิสังขาร. เจตนา ๔ เป็นอาเนญชาภิสังขาร.
หน้า 1088 ข้อ 283
ในบทเหล่านั้น กามาวจรเป็นปริตตภูมิ. นอกนั้นเป็นมหาภูมิ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ในอภิสังขาร ๓ เหล่านี้ อภิสังขาร อย่างใด มีวิบากน้อย เป็นปริตตภูมิ. มีวิบากมากเป็นมหาภูมิ. (๒๘๑) พึงทราบวินิจฉัยในอธิมุตตินิทเทส ดังต่อไปนี้. บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่. บทว่า หีนาธิมุตฺติกา - มีอธิมุตติเลว คือ มีอัธยาศัยลามก. บทว่า ปณีตาธิมุตฺติกา - มีอธิมุตติประณีต คือ มีอัธยาศัยงาม. บทว่า เสวนฺติ - ย่อมเสพ คือ อาศัย เกี่ยวข้อง. บทว่า ภชนฺติ - ย่อมคบ คือ ห เข้าไปนั่งใกล้. บทว่า ปยิรุปาสนฺติ - เข้าไปหา คือ ไปหาบ่อย ๆ. หากว่า อาจารย์และอุปัชฌาย์ เป็นผู้ไม่มีศีล. อันเตวาสิกและ สัทธิวิหาริก เป็นผู้มีศีล. เขาจะไม่เข้าไปหาแม้อาจารย์และอุปัชฌาย์ ของตน. จะเข้าไปหาภิกษุผู้สมควรเช่นกับตนเท่านั้น. หากว่า อาจารย์และอุปัชฌาย์ เป็นภิกษุสมควรคือมีศีล ภิกษุ นอกนั้นไม่สมควร. ภิกษุเหล่านั้นก็จะไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์ จะเข้าไปหาภิกษุผู้มีอธิมุตติเลว เช่นกับตน. อนึ่ง การเข้าไปหาอย่างนี้มิได้มีแต่ในบัดนี้เท่านั้น. พระสารี- บุตรเถระเพื่อแสดงว่า แม้ในอดีตและอนาคตก็มี จึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ - กาลอันยาวนาน แม้ล่วงแล้ว.
หน้า 1089 ข้อ 283
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตีตมฺปิ อทฺธานํ คือ ในอดีตกาล. บทที่เหลือ มีอรรถง่ายทั้งนั้น. ถามว่า ผู้ทุศีลเสพผู้ทุศีล. ผู้มีศีลเสพ ผู้มีศีล. ผู้มีปัญญาทรามเสพผู้มีปัญญาทราม ผู้มีปัญญาเสพผู้มีปัญญา ใครกำหนดไว้ ตอบว่า ธาตุแห่งอัธยาศัยกำหนดไว้. พึงทราบวินิจฉัยในภัพพาภัพพนิทเทส ดังต่อไปนี้. พระสารี- บุตรเถระเพื่อแสดงสิ่งที่ควรทั้งก่อนแล้วแสดงสิ่งที่ควรถือเอาในภายหลัง จึงแสดงอภัพพสัตว์ก่อน นอกลำดับแห่งอุทเทส. แต่ในอุทเทส ท่าน ประกอบ ภัพพ ศัพท์ ก่อน ด้วยสามารถลักษณะนิบาตเบื้องต้นแห่งบท ที่น่านับถือและบทมีอักขระอ่อนในทวันทวสมาส. (๒๘๒ - ๒๘๓ ) บทว่า กมฺมาวรเณน ด้วยธรรมเป็นเครื่อง กั้น คือ กรรม ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ อย่าง. ชื่อว่า สุมนฺนาคตา - ประกอบแล้ว คือ มีความพร้อมแล้ว. บทว่า กิเลสาวรเณน - ด้วยธรรมอันเป็นเครื่องกั้น คือ กิเลส ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ. ทั้งสองบทนี้ ชื่อว่า อาวรณะ เพราะกั้นสวรรค์ และมรรค. แม้กรรมมีการประทุษร้ายภิกษุณีเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์ ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ กรรมนั่นแหละ. บทว่า วิปากาวรเณน - ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ วิบาก ได้แก่ อเหตุกปฏิสนธิ. เพราะการแทงตลอดอริยมรรค ย่อมไม่มีแม้
หน้า 1090 ข้อ 283
แก่ทุเหตุกะ. ฉะนั้น พึงทราบว่า แม้ปฏิสนธิเป็นทุเหตุกะ ก็เป็นธรรม เครื่องกั้น คือ วิบากนั่นแหละ. บทว่า อสฺสทฺธา - เป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือ ไม่มีศรัทธาใน พระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า อจฺฉนฺทิกา - ไม่มีฉันทะ คือ ไม่มีฉันทะในกุศล คือ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ. พวกมนุษย์แคว้นอุตตรกุรุเข้าไปสู่ฐานะไม่มี ความพอใจ. บทว่า ทุปฺปญฺญา - มีปัญญาทราม คือ เสื่อมจากภวังคปัญญา. อนึ่ง แม้เมื่อภวังคปัญญาบริบูรณ์ ภวังค์ของผู้ใด ยังไม่เป็นบาทของ โลกุตระ แม้ผู้นั้นก็ยังชื่อว่าเป็นผู้ปัญญาอ่อนอยู่นั่นแหละ. บทว่า อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ- ไม่อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ไม่ย่างเข้าสู่ อริยมรรค กล่าวคือ สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย. เพราะอริย- มรรคเป็นสภาวะโดยชอบ จึงชื่อว่า สัมมัตตะ. อริยมรรคนั้นแหละ เป็นสัมมัตตะในการให้ผลในลำดับ. หรือว่า ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจย่าง คือ เข้าไปสู่สัมมัตตนิยามนั้น เพราะตนเอง เป็นผู้ไม่หวั่นเอง. บทมีอาทิว่า น กมฺมาวรเณน พึงทราบโดยตรงกันข้ามกับบท ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. จบ อรรถกถาอาสยานุสยญาณนิทเทส
หน้า 1091 ข้อ 284
ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทส [๒๘๔] ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ? ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ไม่สาธารณะ ด้วยหมู่พระสาวก คือ ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน สายน้ำพุ่ง ออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง สายน้ำ พุ่งออกจากพระกายเบื้องบน, ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า สาย- น้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า, ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้อง ขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตร เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจาก ช่องพระกรรณเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระ- กรรณเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา สายน้ำพุ่ง ออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้อง ซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจาก จะงอยพระอังสาเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากจะงอย พระอังสาเบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา สายน้ำพุ่ง ออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย สายน้ำ พุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา, ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา
หน้า 1092 ข้อ 284
สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้อง ซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา. ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาท เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย, ท่อไฟพุ่งออกจาก พระบาทเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา. ท่อไฟพุ่งออก จากพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจาก ระหว่างพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากพระองคุลี, ท่อไฟพุ่งออกจาก พระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ, ท่อไฟ พุ่งออกจากขุมพระโลมา สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมา ( พระรัศมี แผ่ซ่านออกจากพระสรีรกายด้วยสามารถ) แห่งวรรณะ ๖ คือ สีเขียว สีเหลือง แดง สีขาว สีแสด สีเลื่อมประภัสสร พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตประทับยืน ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์, พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม, ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์, พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง พระพุทธนิมิตเสด็จ จงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือประทับนั่ง, พระผู้มี- พระภาคเจ้าเสด็จจงกรม ประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิต ประทับยืน, พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรง ไสยาสน์, พระพุทธนิมิตประทับนั่ง, พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน ประทับนั่ง หรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตทรงไสยาสน์ นี้เป็น ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคต.
หน้า 1093 ข้อ 284
๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณนิทเทส (๒๘๔) พึงทราบวินิจฉัยในยมกปาฏิหีรญาณนิทเทสดังต่อไปนี้. บทว่า อสาธารณํ สาวเกหิ - ยมกปาฏิหาริย์ไม่ทั่วไป ด้วยสาวก ทั้งหลาย ความว่า ในสาธารณญาณนิทเทสที่เหลือท่านไม่กล่าวไว้ เพราะไม่มีโอกาสด้วยคำอื่น แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ เพราะไม่มีคำอื่น. บทว่า อุปริมกายโต - จากพระกายเบื้องบน คือ จากพระสรีระ เบื้องบนแห่งพระนาภี. บทว่า อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออก คือ เมื่อเข้า ฌานเป็นบาทมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วคำนึงว่า ขอเปลว ไฟจงพุ่งออกจากกายเบื้องบน แล้วทำบริกรรม อฐิฏฐานว่า ขอเปลวไฟ จงพุ่งจากกายเบื้องบน ด้วยอภิญญาญาณ เปลวไฟจะพุ่งขึ้นจากกาย เบื้องบนพร้อมกับอฐิฏฐาน. ในนิทเทสนี้ เปลวไฟนั้น ท่านกล่าวว่า ขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง. บทว่า เหฏฺิมกายโต - จากพระกายเบื้องล่าง คือ จากพระ- สรีระเบื้องล่างจากพระนาภี. บทว่า อุทกธารา ปวตฺตติ - สายน้ำพุ่งออก คือ เมื่อเข้าฌาน เป็นบาทมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วคำนึงว่า ขอสายน้ำจง พุ่งออกจากกายเบื้องล่างแล้วทำบริกรรม อธิฏฐานว่า ขอสายน้ำจงพุ่ง
หน้า 1094 ข้อ 284
ออกจากกายเบื้องล่าง ด้วยอภิญญาญาณ สายน้ำจะพุ่งออกจากกายเบื้อง ล่างพร้อมกับอธิฏฐาน. แม้ในบททั้งสอง ท่านกล่าวว่า พุ่งออกโดย ไม่ขาดสาย. ภวังคจิต ๒ ดวง ย่อมเป็นไปในระหว่างอธิฏฐานและการ คำนึง เพราะฉะนั้นแหละ กองไฟและสายน้ำ จึงพุ่งออกเป็นคู่ ไม่ ปรากฏระหว่าง . ก็การกำหนดภวังคจิตไม่มีแก่สาวกเหล่าอื่น. บทว่า ปุรตฺถิมกายโต - จากพระกายเบื้องหน้า คือ จากข้าง หน้า. ปจฺฉิมกายโต - จากพระกายเบื้องหลัง คือ จากข้างหลัง. บทมีอาทิว่า ทกฺขิณอกฺขิโต วามอกฺขิโต - จากพระเนตรเบื้อง ขวา จากพระเนตรเบื้องซ้าย เป็นปาฐะสมาส มิใช่ปาฐะอื่น. ปาฐะว่า ทกฺขิณนาสิกาโสตโต วามนาสิกาโสตโต - จากพระนาสิกเบื้องขวา จากพระนาสิกเบื้องซ้ายดังนี้ เป็นปาฐะดี. พระอาจารย์ทั้งหลายกล่าว ทำเป็นรัสสะบ้าง. ในบทว่า อํสกูฏโต - จากจะงอยพระอังสานี้ มีความดังนี้ . ชื่อว่า กูฏะ - จะงอย เพราะอรรถว่าสูงขึ้น ดุจยอด. จะงอย คือ อังสานั่น เอง ชื่อว่า อังกูฏะ. บทว่า องฺคุลงฺคุเลหิ คือ จากพระองคุลี ๆ บทว่า องฺคุลนฺตริกาหิ คือ จากระหว่างองคุลี. บทว่า เอเกกโลมโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ, เอเกกโลมโต อุทกธารา ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่งๆ . สายน้ำ
หน้า 1095 ข้อ 284
พุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ. ท่านอธิบายว่า ท่อไฟสายน้ำพุ่งออก เป็นคู่ ๆ จากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ เพราะถือเอาพระโลมาทั้งหมดด้วย คำพูดซ้ำ ๆ. ในบทแม้ทั้งสอง. แม้ในบทว่า โลมกูปโต โลมภูปโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ, โลมกูปโต โลมกูปโต อุทกธารา ปวตฺตติ - ท่อไฟพุ่งออกจากขุม พระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ. สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ ก็มี นัยนี้เหมือนกัน. ในหลาย ๆ คัมภีร์ ท่านเขียนไว้ว่า ท่อไฟพุ่งออกจาก พระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ. สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ. ท่อ ไฟพุ่งออกจากขุมพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ. สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมา เส้นหนึ่ง ๆ. บทแม้นั้นก็ถูกต้อง. แต่ปาฐะก่อนดีกว่า เพราะแสดง ความสุขยิ่งนักของปาฏิหาริย์. บทว่า ฉนฺนํ วณฺณานํ - พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย ด้วยสามารถแห่งวรรณะ ๖. สัมพันธ์กันอย่าไร ?ห ท่านกล่าวถึงสรีราพยพ ด้วยบทไม่น้อยมีอาทิว่า อุปริมกาโต. ด้วยเหตุนั้น การสัมพันธ์ด้วยสรีราพยพ ย่อมเป็นไปได้. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รัศมีทั้งหลายแห่งวรรณะ ๖ อันเป็นสรีราพยพ ย่อม พุ่งออกเป็นคู่ ๆ ด้วยความสัมพันธ์ถ้อยคำ และด้วยอธิการแห่งยมกปาฏิ- หาริย์. อนึ่ง ด้วยความสัมพันธ์แห่งฉัฏฐีวีภัตติ พึงปรารถนาปาฐะ
หน้า 1096 ข้อ 284
ที่เหลือว่า รสฺมิโย เป็นแน่แท้. ( คือให้เพิ่มบทว่า ฉนฺนํ วณฺณานํ รสฺมิโย). บทว่า นีลานํ - สีเขียว คือ มีสีเหมือนดอกผักตบ. บทว่า ปิตกานํ - สีเหลือง คือ มีสีเหมือนดอกกรรณิการ์. บทว่า โลหิตกานํ - สีแดง คือ มีสีเหมือนแมลงค่อมทอง. บทว่า โอทาตานํ - สีขาว คือ มีสีเหมือนดาวประกายพรึก. บทว่า มญฺชิฏฺานํ - สีแสด คือ มีสีแดงอ่อน. บทว่า ปภสฺสรานํ - สีเลื่อมประภัสสร คือ มีสีเลื่อมประภัสสร ตามปกติ. สีเลื่อมประภัสสรแม้ไม่มีต่างกัน. เมื่อกล่าวถึงวรรณะ ๕ รัศมีใดๆ รุ่งเรือง รัศมีนั้น ๆ เป็นประภัสสร. จริงอย่างนั้น เมื่อพระตถาคตทรงทำยมกปาฏิหาริย์ รัศมีสีเขียว ย่อมซ่านออกจากที่สีเขียวแห่งพระเกสา พระมัสสุ และพระเนตร ด้วยกำลังแห่งยมกปาฏิหีรญาณนั่นแหละ, ด้วยอำนาจรัศมีสีเขียวท้องฟ้า ย่อมเป็นดุจกระจายไปด้วยผงดอกอัญชัญ ดุจดาดาษไปด้วยกลีบดอก ผักตบ และดอกอุบลเขียว ดุจก้านตาลแก้วมณีล่วงลงมา และดุจแผ่น ผ้าสีครามที่เขาขึงไว้. รัศมีสีเหลือง ย่อมซ่านออกจากพระฉวี และจากที่สีเหลือง แห่งพระเนตร, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีเหลือง ทิศาภาค ย่อมรุ่งโรจน์
หน้า 1097 ข้อ 284
ดุจหรั่งออกซึ่งน้ำสีทองคำ ดุจคลี่ออกซึ่งแผ่นผ้าทองคำ และดุจเกลื่อน กล่นไปด้วยผงหญ้าฝรั่น และดอกกรรณิการ์. รัศมีสีแดง ย่อมซ่านออกจากพระมังสะแลพระโลหิต และ จากที่สีแดงแห่งพระเนตร, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีแดว ทิศาภาค ย่อม รุ่งโรจน์ดุจย่อมด้วยผงขาด ดุจหรั่งออกซึ่งน้ำสีครั่งที่สุกปลั่ง ดุจวงด้วย ผ้ากัมพลสีแดง และเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้สีแดง คือ อกชัยพฤกษ์ ดอกทองหลาง และดอกชะบา. รัศมีสีขาว ย่อมซ่านออกจากพระอัฐิ พระทนต์ และจากที่ สีแดงของพระเนตร, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีขาว ทิศาภาค ย่อมรุ่งโรจน์ ดุจกระจัดกระจายด้วยสายน้ำมันอันหลออกจากหม้อเงิน ดุจลาด เพดานด้วยแผ่นเงินไว้ ดุจก้านตาลเงินหล่นลงมา และดุจดาดาษ ด้วยดอกไม้ ดอกมะลิวัลย์ ดอกโกมุท ดอกไม้ยางทราย ดอกมะลิ และดอกมะลิซ้อน. รัศมีสีแสด ย่อมซ่านออกจากที่สีแดงอ่อน มีฝ่าพระหัตถ์และ ฝ่าพระบาทเป็นต้น, ด้วยอำนาจแห่งรัศมีสีแสด ทิศาภาค ย่อมรุ่งโรจน์ ดุจวงไว้ด้วยตาข่ายแก้วประพาฬ และดุจเกลื่อนกลาดด้วยจุณสำหรับ อาบสีแดง และดอกคำ. รัศมีสีเลื่อมประภัสสร ย่อมซ่านออกจากที่สีเลื่อมประภัสสร มีพระอุณาโลม พระทาฐะและพระนขาเป็นต้น, ด้วยอำนาจแห่งรัศมี
หน้า 1098 ข้อ 284
สีเลื่อมประภัสสร ทิศาภาค ย่อมรุ่งโรจน์ดุจเต็มด้วยกลุ่มดาวประกายพรึก และเต็มด้วยเครื่องครอบด้วยสายฟ้าเป็นต้น. ด้วยบทมีอาทิว่า ภควา จงฺกมติ - พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ จงกรม ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า พระอิริยาบถต่าง ๆ ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า และพระพุทธนิรมิตทั้งหลายย่อมมีด้วยยมกปาฏิหิรญาณเท่านั้น. เพราะพระอิริยาบถของพระพุทธนิรมิตเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเป็นคู่. ผิถามว่า พระพุทธนิรมิตมีมาก เพราะเหตุไร จึงทำเป็นเอกวจนะว่า นิมฺมิโต เป็นต้นเล่า. ตอบว่า เพื่อแสดงอิริยาบถต่าง ๆ ของพระพุทธ- นิรมิตองค์หนึ่ง ๆ ในบรรดาพระพุทธนิรมิตทั้งหลาย. เมื่อกล่าวเป็นพหุวจนะ พระพุทธนิรมิต แม้ทั้งหมดก็เป็น เหมือนมีพระอิริยาบถต่าง ๆ กันในคราวเดียว. แต่เมื่อกล่าวเป็นเอก- วจนะ ในบรรดาพระพุทธนิรมิตองค์หนึ่ง ๆ ย่อมปรากฏว่า มีพระ- อิริยาบถต่าง ๆ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงเป็นเอกวจนะ. แม้พระ- จูลบันถกเถระ ก็นิรมิตภิกษุมีอิริยาบถต่าง ๆ . ตั้งพันรูป, การเว้น พระจูลบันถกเถระเสียแล้ว นิมิตรูปต่าง ๆ ของพระสาวกเหล่าอื่นมีอิริ- ยาบถต่าง ๆ ด้วยการคำนึงครั้งเดียว ย่อมไม่สำเร็จ. เพราะพระพุทธ- นิรมิตทั้งหลาย ย่อมมีฤทธิ์เช่นเดียวกัน เพราะมิได้กำหนดไว้. พระ- พุทธนิรมิตทั้งหลาย ย่อมทำสิ่งที่ผู้มีฤทธิ์ทำได้ในการยืน การนั่งเป็นต้น ก็ดี ในการพูด การนิ่งเป็นต้นก็ดี. การทำไม่เหมือนกัน และทำกิริยา
หน้า 1099 ข้อ 285
ต่าง ๆ กัน ย่อมสำเร็จด้วยการคำนึงต่าง ๆ กัน แล้วอธิฏฐานว่า พระ- พุทธนิรมิตประมาณเท่านี้ จงเป็นเช่นนี้. พระพุทธนิรมิตประมาณ เท่านี้ จงทำสิ่งนี้. ส่วนการนิรมิตหลาย ๆ อย่าง ย่อมสำเร็จแก่พระ- ตถาคต ด้วยการคำนึงอธิฏฐานครั้งเดียวเท่านั้น. พึงทราบในการนิรมิต ท่อไฟและสายน้ำ และในการนิรมิตวรรณะต่าง ๆ ด้วยประการฉะนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ภควา จงฺกมติ คือ พระผู้มีพระภาค- เจ้าเสด็จจงกรมในอากาศหรือบนแผ่นดิน. บทว่า นิมฺมิโต ได้แก่ รูปพระพุทธเจ้าที่นิรมิตด้วยฤทธิ์. แม้บทว่า ติฏฺติ วา- พระพุทธ- นิรมิตประทับยืน เป็นอาทิ ได้แก่ ประทับยินในอากาศหรือบนแผ่น ดิน. บทว่า กปฺเปติ - ย่อมสำเร็จ คือ กระทำ. แม้ในบทมีอาทิว่า ภควา ติฏฺติ - พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบ อรรถกถายกปาฏิหีรญาณนิทเทส มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทส [ ๒๘๕] มหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ? พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ ด้วยอาการเป็นอันมาก จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ คือพระ-
หน้า 1100 ข้อ 285
ผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสอันไฟ ติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสยกพลแล้ว . . .โลกสันนิวาส เคลื่อนพลแล้ว . . . โลกสันนิวาสเดินผิดแล้ว . . . โลกอันชรานำเข้าไป มิได้ยั่งยืน ...โลกไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่ . . .โลกไม่มีอะไรเป็น ของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป . . .โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา . . . โลกสันนิวาสไม่มีทีต้านทาน ... โลกสันนิวาส ไม่มีที่เร้น ... โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ... โลกสันนิวาสไม่เป็นที่พึ่งของใคร ...โลกสันนิวาสฟุ้งซ่าน ไม่สงบ...โลกสันนิวาสมีลูกศร ถูกลูกศรเป็น จำนวนมากเสียบแทงแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะถอนลูกศรทั้งหลาย ของโลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี...โลกสันนิวาสมีความมืดตื้อคืออวิชชา ปิดกั้นไว้ ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส ใครอื่นอกจากเราซึ่งจะแสดงธรรม เป็นแสงสว่างแก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี. . .โลกสันนิวาสตกอยู่ใน อำนาจอวิชชา เป็นผู้มืด อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ยุ่งดังเส้นด้าย พันกัน เป็นกลุ่มก้อน นุงนังดังหญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไม่ล่วงพ้นสงสาร คือ อบายทุคติและวินิบาต ...โลกสันนิวาสถูกอวิชชามีโทษเป็นพิษแทง ติดอยู่แล้ว มีกิเลสเป็นโทษ .. . โลกสันนิวาสรกชัฏด้วยราคะโทสะและ โมหะ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยสางรกชัฏให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็น ไม่มี... โลกสันนิวาสถูกกองตัณหาสวมไว้...โลกสันนิวาสถูกข่ายตัณหา ครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหาพัดไป...โลกสันนิวาสถูกตัณหา
หน้า 1101 ข้อ 285
เป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะตัณหานุสัย... โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา .. โลกสันนิวาส เร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา ... โลกสันนิวาสถูกกองทิฏฐิสวม ไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่ายทิฏฐิครอบไว้ . . . โลกสันนิวาสถูกกระแสทิฏฐิ พัดไป...โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ .. โลกสันนิวาส ซ่านไปเพราะทิฏฐานุสัย . . . โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อน เพราะทิฏฐิ ... โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลก สันนิวาสไปตามชาติ... โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา ... โลกสันนิ- วาสถูกพยาธิครอบงำ ... โลกสันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น ... โลกสันนิวาส ตกอยู่ในกองทุกข์ . . . โลกสันนิวาสถูกตัณหาซัดไป โลกสันนิวาสถูก กำแพงคือชราแวดล้อมไว้ . . . โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุคล้องไว้ . . . โลก สันนิวาสถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูกเป็นอันมาก คือเครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยแก้ เครื่องผูกให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี . . . .โลกสันนิวาสเดินไปตาม ทางแคบมาก ใครอื่นนอกจากเขาผู้จะช่วยชี้ทางสว่างให้แก่โลกสันนิวาส นั้น เป็นไม่มี . . . โลกสันนิวาสถูกความกังวลเป็นอันมากพันไว้ ใคร อื่นนอกจากเราผู้จะช่วยตัดความกังวลให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี... โลกสันนิวาสตกลงไปในเหวใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลก สันนิวาสนั้นให้ขึ้นพ้นจากเหวเป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินทางกันดาร
หน้า 1102 ข้อ 285
มาก ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นข้ามพ้นทางกันดาร ได้ เป็นไม่มี. . .โลกสันนิวาสเดินทางไปในขางสารวัฏใหญ่ ใครอื่น นอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นพ้นจากสังขารวัฏได้ เป็นไม่มี... โลกสันนิวาสกลิ้งเกลือกอยูในหล่มใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้ช่วย ฉุดโลกสันนิวาสนั้นให้พ้นจากหล่มได้ เป็นไม่มี...โลกสันนิวาสร้อนอยู่ บนเครื่องร้อนเป็นอันมาก ถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาสครอบงำไว้ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยดับไฟเหล่านั้นให้แก่โลกสันนิวาสนั้นได้ เป็นไม่มี. . .โลกสันนิวาสทุรนทุราย เดือดร้อนเป็นนิตย์ ไม่มีอะไร ต้านทาน ต้องรับอาชญา ต้องทำตามอาชญา . . . โลกสันนิวาสถูกผูก ด้วยเครื่องผูกในวัฏฏะปรากฏอยู่ที่ตะแลงแกง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะ ช่วยโลกสันนิวาสนั่นให้หลุดพ้นได้ เป็นไม่มี...โลกสันนิวาสมีที่พึ่ง ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยต้านทานให้ แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี... โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทงบีบคั้น มานาน ...โลกสันนิวาสติดใจกระหายอยู่เป็นนิตย์ . . . โลกสันนิวาสเป็น โลกบอด ไม่มีจักษุ . . .โลกสันนิวาสมีนัยน์ตาเสื่อมไปไม่มีผู้นำ . . . โลก สันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด หลงทางแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยพา โลกสันนิวาสนั้นมาสู่ทางอริยะ เป็นไม่มี. . .โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วง โมหะ. ใครอื่นนอกจากเราผู้ฉะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้นให้ขึ้นจากห้วง โมหะ เป็นไม่มี . . . โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม. . . . โลก
หน้า 1103 ข้อ 285
สันนิวาสปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ อย่าง. . .โลกสันนิวาสเต็มไปด้วยกิเลส เครื่องประกอบ ถูกกิเลสเครื่องประกอบ ๔ อย่างประกอบไว้ . . .โลก สันนิวาสถูกกิเลสผูกไว้ด้วยเครื่องผูก ๔ อย่าง . . .โลกสันนิวาสถือมั่นด้วย อุปาทาน ๔ .. .โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ . . . โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วย กามคุณ ๕ . . . โลกสันนิวาสถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ ... โลกสันนิวาสวิวาท กันอยู่ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง . . . โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วยกอง ตัณหา ๖ . . . โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๖ กลุ้มรุมแล้ว . . . โลกสันนิวาสซ่าน ไปเพราะอนุสัย ๗... โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๗ เกี่ยวคล้องไว้ . . . โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะมานะ ๗ . . โลกสันนิวาสเวียนอยู่เพราะโลก ธรรม ๘ โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ... ๘ . . . โลกสันนิวาส ประทุษร้ายกันเพราะบุรุษโทษ ๘ . . . โลกสัน นิวาสมุ่งร้ายกันเพราะ อาฆาตวัตถุ ๙ . . . โลกสันนิวาสพองขึ้นเพราะมานะ ๙ อย่าง . . .โลก สันนิวาสกำหนัดอยู่เพราะธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ . . .โลกสันนิวาส ย่อมเศร้าหมองเพราะกิเลสวัตถุ ๑๐ . . . โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะ อาฆาตวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ... โลก สันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑๐ เกี่ยวคล้องไว้ . . . โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลง เพราะมิจฉัตตะ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยสักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ . . . โลกสันนิวาสต้อง เนิ่นช้าเพราะตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า ๑๐๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย
หน้า 1104 ข้อ 285
ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๖๒ กลุ้มรุม จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปให้หมู่สัตว์ว่า ก็เราแลเป็นผู้ข้ามได้แล้ว แต่ สัตว์โลกยังข้ามไม่ได้ เราเป็นผู้พ้นไปแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่พ้น ไป เราทรมานได้แล้ว แต่สัตว์โลกยังทรมานไม่ได้ เราสงบ แล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่สงบ เราเป็นผู้เบาใจแล้ว แต่สัตว์โลกยัง ไม่เบาใจ เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่ดับรอบ ก็เรา เป็นผู้ข้ามได้แล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกข้ามได้ด้วย เราเป็นผู้พ้นไปแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกพ้นไปด้วย เราทรมานได้แล้ว จะช่วยให้สัตว์โลก ทรมานได้ด้วย เราเป็นผู้สงบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกสงบด้วย เรา เป็นผู้เบาใจแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกเบาใจด้วย เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว จะ ช่วยให้สัตว์โลกดับรอบด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นดังนี้ จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ นี้เป็น มหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคต. ๗๑. อรรถกถามหากรุณาญาณนิทเทส (๒๘๕) พึงทราบวินิจฉัยในมหากรุณาญาณนิทเทสดังต่อไปนี้ บทว่า พหุเกหิ อากาเรหิ - ด้วยอาการเป็นอันมาก คือ ด้วยประการ ๘๙ อย่างซึ่งจะกล่าวในบัดนี้
หน้า 1105 ข้อ 285
บทว่า ปสฺสนฺตานํ - ทรงพิจารณาเห็นอยู่ คือ ทรงตรวจตรา อยู่ ด้วยญาณจักษุและด้วยพุทธจักษุ. บทว่า โอกฺกมติ - ทรงแผ่ คือ ทรงหยั่งลง ทรงเข้าไป. บทว่า อาทิตฺโต คือ อันไฟติดโชนแล้ว ด้วยสภาพความ เร่าร้อนจากการถูกเบียดเบียนด้วยทุกขลักษณะ. พึงทราบว่า ท่าน กล่าวว่า อาทิตฺโต ด้วยสามารถทุกขลักษณะแห่งสังขธรรมทั้งปวง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยทนิจฺจํ ตํ ทุกขํ๑- สิ่งใดไม่ เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และด้วยสามารถทุกขลักษณะครั้งแรก เพราะ ถูกทุกข์บีบคั้น และเพราะพระกรุณาเป็นรากฐาน. จักกล่าวความเป็น ของร้อนด้วยราคะเป็นต้นข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาทิตฺโต คือ ร้อนด้วยราคะเป็นต้น นั่นแหละ, ส่วนข้างหน้า พึงทราบว่า ท่านกล่าวอีกด้วยสามารถการ เพ่งเล็งถึงอรรถว่าไม่มีอะไร ๆ อื่นดับความร้อนคือราคะนั้นได้. บทว่า โลกสนฺนิวาโส - โลกสันนิวาส ได้แก่ เบญจขันธ์ ชื่อว่า โลก ด้วยอรรถว่าสลายไป. ชื่อว่า สันนิวาส เพราะเป็นที่ อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. ที่อาศัยคือโลกนั่น แหละ. ชื่อว่า โลกสันนิวาส. แม้หมู่สัตว์ก็ชื่อว่า โลกสันนิวาส เพราะ ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๔๒.
หน้า 1106 ข้อ 285
เป็นที่อาศัยของสัตว์โลก ที่เรียกกันว่า สัตว์ เพราะอาศัยขันธสันดาน อันเป็นทุกข์. แม้โลกสันนิวาสนั้นก็เป็นไปกับด้วยขันธ์เหมือนกัน. บทว่า อุยฺยุตฺโต-โลกสันนิวาสยกพลแล้ว คือ ทำความ พยายาม ทำความอุตสาหะ เพราะขวนขวายเป็นนิจในกิจหลายอย่าง. อธิบายว่า มีความขวนขวายในสรรพกิจทั้งหลาย. หรือประกอบด้วย ความพยายาม คือ ขวนขวาย. บทว่า ปยาโต - โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว คือ เริ่มจะไป ตายด้วยถึงความไม่มั่นคงดุจแม่น้ำซึ่งเกิดจากภูเขา. บทว่า กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺโน โลกสันนิวาสเดินผิดแล้ว คือ เดินทางผิดอย่างเลวร้าย. ส่วนข้างหน้าท่านกล่าวต่างกันด้วยบทต่าง ๆ ว่า วปถปกฺขนฺโต - แล่นไปผิดทาง บทว่า อุปนียติ - โลกอันชรานำเข้าไป คือ อันชรานำเข้าไป หามรณะ. เพราะท่านกล่าวชราว่า อายุโน สํหาน๑-ความเสื่อมแห่ง อายุ. บทว่า อทฺธุโว - มิได้ยั่งยืน คือไม่มั่นคง ไม่เป็นอย่างนั้น ตลอดกาลเพราะไม่ยั่งยืน ฉะนั้น บทว่า อทฺธุโว นี้ กล่าวถึงเหตุ ของบทก่อนว่า อุปนียติ - อันชรานำเข้าไป. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึง ๑. สํ. นิ. ๑๖/๖.
หน้า 1107 ข้อ 285
ชราทุกข์พร้อมด้วยเหตุ. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นชราทุกข์นั้นแล้ว แม้จะไม่มีความเสื่อมเพราะชราก็ออกบวช. บทว่า อตาโณ - โลกไม่มีที่ต้านทาน คือ ไม่มีความสามารถ ที่จะต้านทาน คือรักษาไว้ได้ อธิบายว่า ไม่มีเครื่องป้องกัน. บทว่า อนภิสฺสโร - ไม่เป็นใหญ่ คือ ไม่มีความสามารถที่จะ ปลอบใจ เพราะขาดผู้ช่วยเหลือ อธิบายว่า ไม่มีเพื่อน เพราะไม่ เป็นใหญ่ ฉะนั้น บทว่า อนภิสฺสโร นี้ เป็นคำกล่าวถึงเหตุของ บทก่อนว่า อตาโณ. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงทุกข์เกิดจากความพลัด พรากจากของที่รัก พร้อมด้วยเหตุ. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นทุกข์ เกิดจากความพลัดพรากจากของที่รักนั้น แม้จะยังไม่มีการเสื่อมจากญาติ ก็ออกบวช. บทว่า อสฺสโก - ไม่มีอะไรเป็นของตน คือ ไม่มีสิ่งของเป็น ของตน. บทว่า สพฺพํ ปหาย คมนียํ - จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป คือ สัตวโลกจำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงที่กำหนดว่าเป็นสิ่งของของตนไป. เพราะ จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป, ฉะนั้น บทนี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุของบทก่อน ว่า อสฺสโก. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงมรณทุกข์พร้อมด้วยเหตุ. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นมรณทุกข์นั้นแล้ว แม้จะยังไม่มีความเสื่อม
หน้า 1108 ข้อ 285
จากโภคะก็ออกบวช. ในที่อื่นท่านกล่าวว่า กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา๑- ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน. ส่วนในที่นี้ และใน รัฏฐปาลสูตร ท่านกล่าวว่า อสฺสโก โลโก๒ - โลกไม่เป็นของตน หากถามว่า บทนั้นถูกอย่างไร ? ตอบว่า ท่านกล่าวว่า อสฺสโก - ไม่ เป็นของตน หมายถึงละไป. ส่วนกรรมไม่ละไป. เพราะฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า กมฺมสฺสกา - สัตว์มีกรรมเป็นของตน. อนึ่ง ในรัฏฐปาล- สูตรนั่นแหละ ท่านกล่าวบทนี้ไว้อย่างนี้ว่า ตฺวํ ปน ยถากมฺมํ คมิสฺสสิ๓ - ท่านจักไปตามกรรม. บทว่า อูโน - โลกพร่อง คือ ไม่มีเต็ม. บทว่า อติตฺโต - โลกไม่รู้จักอิ่ม คือ ไม่พอใจด้วยปรารถนา ยิ่ง ๆ ขึ้น. บทนี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุแห่งความพร่อง. บทว่า ตณฺหาทาโส - เป็นทาสแห่งตัณหา คือ เป็นทาสแห่ง ตัณหา เพราะเป็นไปในอำนาจของตัณหา. บทนี้เป็นคำกล่าวถึงเหตุ แห่งความไม่อิ่ม. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงพยาธิทุกข์ พร้อมด้วยเหตุ ด้วยอ้างถึงโรค คือความอยาก. วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นพยาธิทุกข์ นั้นแล้ว แม้จะยังไม่มีความเสื่อมจากพยาธิก็ออกบวช. บทว่า อตายโน - โลกสันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน คือ ไม่มีการ ป้องกัน เพราะไม่มีที่ต้านทานแม้จากมูลเป็นต้น หรือไม่พึงได้ความ ปลอดภัย. ๑. ม. อุ. ๑๔/๕๘๑. ๒. ม. ม. ๑๓/๔๔๖. ๓. ม.ม. ๑๓/๔๔๙.
หน้า 1109 ข้อ 285
บทว่า อเลโณ - โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น คือ ไม่มีที่ลับเพื่อ จะเกี่ยวข้อง คืออาศัยอยู่ได้ และไม่ทำกิจคือความเร้น แม้ของผู้ที่ติด แน่น. บทว่า อสรโณ - โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง คือ ไม่นำภัยของ ผู้อาศัยออกไป ไม่ทำให้หมดภัย. บทว่า อสรณีภูโต - โลกสันนิวาสไม่เป็นที่พึ่งของใคร อธิบาย ว่า ชื่อว่า อสรโณ เพราะไม่มีการเกิดในเมืองของตน. ชื่อว่า อสรณี- ภูโต เพราะไม่เป็นที่พึ่งได้ตลอดกาลที่เกิดนั่นเอง. บทว่า อุทฺธโต - โลกฟุ้งซ่าน คือ โลกมีความพร้อมด้วยอกุศล เพราะเกิดความฟุ้งซ่านในอกุศลทั้งปวง และเพราะมากไปด้วยอกุศลเกิด ในสันดานสัตว์ ชื่อว่า ฟุ้งซ่าน ด้วยอุทธัจจะนั้น. บทว่า อวูปสนฺโต - โลกไม่สงบ คือ ไม่สงบ เพราะประกอบ ด้วยอุทธัจจะอันมีลักษณะไม่สงบ เปรียบเหมือนมฤคหมุนเคว้ง. บทว่า โลโก มาแล้ว ในฐานะ ๔ มีอาทิว่า อุปนียติ โลโก และในฐานะ ๕ ว่า อุทธโต โลโก, มาแล้ว ในบทที่เหลือว่า โลกสนฺนิวาโส. แม้ในบททั้งสองนั้น ก็เป็นโลกอย่างเดียวกัน. บทว่า สสลฺโล - โลกสันนิวาสมีลูกศร คือ เป็นไปกับด้วย ลูกศรมีราคะเป็นต้น ที่ชื่อว่า ลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะ เจาะเข้าไปในภายใน และเพราะนำออกยาก.
หน้า 1110 ข้อ 285
บทว่า วิทฺโธ - ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว คือ มฤตเป็นต้น บางครั้งถูกผู้อื่นแทง, แต่โลกคือหมู่สัตว์นี้ ตนเองเท่านั้นถูกแทงตลอด เวลา. บทว่า ปุถุสลฺเลหิ - ลูกศรจำนวนมาก คือ ถูกลูกศร ๗ ลูก ที่ท่านกล่าวไว้ว่า ลูกศร ๗ ลูก คือ ลูกศรคือราคะ ๑ ลูกศรคือโทสะ ๑ ลูกศรคือโมหะ ๑ ลูกศรคือมานะ ๑ ลูกศรคือทิฏฐิ ๑ ลูกศรคือกิเลส ๑ ลูกศรคือทุจริต ๑. บทว่า ตสฺส คือ ของโลกสันนิวาสนั้น. บทว่า สลฺลานํ อุทฺธตา - ผู้จะถอนลูกศรทั้งหลาย คือ บุคคล ผู้จะถอนลูกศรเหล่านั้นจากสันดานสัตว์. บทว่า อญฺตฺร มยา คือ เว้นเรา. สาวกเหล่าใด ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าถอนลูกศรได้, เพราะสาวกเหล่านั้น ถอนได้ตาม คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เท่านั้นถอนได้. บทว่า อวิชฺชนฺธาการาวรโณ - โลกสันนิวาสมีความมืดตื้อ คือ อวิชชาปิดกั้นไว้ ชื่อว่า ความมืดตื้อคืออวิชชา เพราะอวิชชานั่นแหละ ทำ ดุจความมืดด้วยปกปิดความเห็นสภาวธรรม, อวิชชานั้นนั่นแหละ ชื่อว่า ความมืดตื้อคืออวิชชา ปิดกั้นไว้ เพราะมีเครื่องปกปิดด้วย ห้ามการหยั่งลงสู่ภาวธรรม.
หน้า 1111 ข้อ 285
บทว่า กิเลสปญฺชรปกฺขิตฺโต - ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส คือ ชื่อว่า กรงกิเลส เพราะกิเลสสนั่นแหละเป็นกรง ด้วยปิดการเข้า ถึงกุศล, ถูกใส่ คือ ให้ตกไปในกรงกิเลส อันมีอวิชชาเป็นแดนเกิด. บทว่า อาโลกํ ทสฺเสตา - จะแสดงเป็นแสงสว่าง คือ มีปกติ เห็นแสงสว่าง คือปัญญา ชื่อว่า จะแสดงการเห็นแสงสว่าง ด้วยปัญญา บทว่า อวิชฺชาคโต - โลกสันนิวาสตกอยู่ในอำนาจอวิชชา คือ เข้าไปสู่อวิชชา, มิใช่เพียงปิดกั้นด้วยอวิชชาอย่างเดียว, ที่แท้เข้าไป ภายในฝักของอวิชชา ดุจไปในที่รกชัฏ. เพราะเหตุนั้น จึงแปลกจาก บทก่อน. บทว่า อณฺฑภูโต คือ เกิดในฟองเหมือนอย่างว่า สัตว์ บางพวกเกิดในฟอง ท่านเรียกว่า อณฺฑภูตา ฉันใด. โลกนี้ ท่าน เรียกว่า อณฺฑภูโต เพราะเกิดในฟองและฝัก ของอวิชชา บทว่า ปริโยนทฺโธ - อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ คือ ถูกหุ้มห่อ ผูกพันไว้ด้วยฟองและฝัก คือ อวิชชาโดยรอบ. บทว่า ตนฺตากุลชาโต คือ ยุ่งดุจเส้นด้าย เหมือนอย่างว่า เส้นด้ายของช่างหูกเก็บไว้ไม่ดีถูกหนูกัด ย่อมยุ่งเหยิงในที่นั้น ๆ เป็น การยากที่จะตีราคาให้สมค่า หรือสมราคาว่า นี้ มีราคาเท่านี้ มีค่า เท่านี้ ฉันใด. สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นผู้พลาดพลั้ง ยุ่งยากวุ่นวาย ในปัจจยาการ ย่อมไม่อาจทำปัจจยาการให้ตรงได้. ช่างหูกผู้ตั้งอยู่ใน ความชำนาญเฉพาะตน ก็สามารถทำเส้นด้ายให้ตรงได้. แต่สัตว์อื่น
หน้า 1112 ข้อ 285
เว้นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ โดย ธรรมดาของตนย่อมไม่มี. อนึ่ง เหมือนอย่างว่า เส้นด้ายที่ยุ่งช่างหูก เอาไปคลุกน้ำข้าวแล้วขยำก็จะเกิดติดเนื่องกัน และพันกันเป็นปม ฉัน ใด. โลกนี้ ก็ฉันนั้น ครั้นพลาดในปัจจัยทั้งหลาย ไม่อาจทำปัจจัย ทูลหลายให้ตรงได้ ย่อมเกิดดำพันเป็นปมด้วยอำนาจทิฏฐิ ๖๒. สัตว์ บาลจำพวกเหล่าใดอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นไม่อาจทำปัจจัยให้ ตรงได้. บทว่า คุลาคุณฺิกชาโต - พันกันเป็นกลุ่มก้อน คือ เป็นดุจ กลุ่มก้อน. ด้ายคลุกน้ำข้าวของช่างหูก ท่านกล่าวว่า เป็นกลุ่มก้อน. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า รังนก ชื่อว่า คุลา ความยุ่งยากแม้ทั้งสองนั้น ยากที่จะทำค่าหรือราคาให้เท่ากันได้. บทว่า มุญฺชปพฺพชภูโต - นุงนังดังหญ้าปล้องและหญ้ามุง กระต่าย คือ เป็นดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย เกิดเป็นเช่นกับ หญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย. ทุบหญ้าเหล่านั้นทำเชือก ในเวลา เชือกขาดถือเอาเชือกที่ตกไปในที่ใดที่หนึ่งแล้ว ยากที่จะตีราคาหญ้า เหล่านั้นให้มีค่าหรือมีราคาเหมาะสมว่า นี้ มีคำเท่านี้ มีราคาเท่านี้. ช่างตั้งอยู่ในความเป็นผู้ชำนาญเฉพาะตน ก็พึงสามารถทำให้หญ้านั้น ตรงได้. แต่สัตว์อื่นเว้นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่า สามารถจะทำปัจจยาการ ให้ตรงได้ตามธรรมดาของตนย่อมไม่มี ฉันใด. โลกนี้ ก็ฉันนั้น ไม่
หน้า 1113 ข้อ 285
สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ เกิดเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยอำนาจ ทิฏฐิ ๖๒ ย่อมไม่พ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสารไปได้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อปาโย ได้แก่ นรก กำเนิดเดียรฉาน เปตติวิสัย อสุรกาย. ทั้งหมดนั้น ท่านเรียกว่า อบาย เพราะไม่มี ความเจริญ คือ ความรู้. อนึ่ง ชื่อว่า ทุคติ เพราะเป็นทางไปของทุกข์. ชื่อว่า วินิบาต เพราะความสุขตกไปจากกาย. ส่วนสงสาร นอกนี้ ท่านกล่าวว่า ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานํ สํสาโร ปวุจฺจติ. ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังไม่ ขาดสาย ยังเป็นไม่อยู่ ท่านเรียก สงสาร ดังนี้. ไม่ล่วงเลยสงสารนั้นแม้ทั้งหมดไปได้. ที่แท้เมื่อยังถือจุติและปฏิสนธิ บ่อย ๆ อย่างนี้ คือ จากจุติถือเอาปฏิสนธิ จากปฏิสนธิถือเอาจุติ ย่อม หมุนเวียนในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ใน. สัตตาวาส ๙ ดุจเรือที่ถูกลมพัดไปในมหาสมุทร และดุจโคที่ถูกเทียม ด้วยยนต์ ฉะนั้น. บทว่า อวิชฺชาวิสโทสสลฺลิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกอวิชชา มีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่ ชื่อว่าอวิชชามิโทษ เพราะอวิชชานั่นแหละ
หน้า 1114 ข้อ 285
เป็นโทษ เพราะยังชีวิตที่เป็นกุศลให้พินาศไปด้วยความเกิดแห่งอกุศล. พิษคืออวิชชานั่นแหละ. ชื่อว่า อวิชชามีโทษเป็นพิษ เพราะประทุษ ร้ายสันดาน. ชื่อว่า อวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่ เพราะติดทา ไว้ด้วยอนุสัยกิเลส ปริยุฏฐานกิเลสและทุจริตนั้นอย่างแรง. บทว่า กิเลสกลลีภูโต - มีกิเลสเป็นโทษ ชื่อว่า กิเลสกลลํ เพราะกิเลสมีอวิชชาเป็นต้น เป็นมูล เป็นกลละ คือเปือกตม เพราะ อรรถว่าจม. ชื่อว่า กิเลสฺกลลี เพราะมีกิเลสนั้นเป็นดังเปือกตม. เป็นอย่างนั้น. บทว่า ราคโทสโมหชฏาชฏิโต - โลกสันนิวาสรกชัฏ ด้วย ราคะ โทสะ โมหะ คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นโลภะ ปฏิฆะ และอวิชชา ชื่อ ชฏา เพราะเกิดบ่อย ๆ ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนใน อารมณ์มีรูปเป็นต้น ดุจรกชัฏ กล่าวคือ ข่ายกิ่งพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น โดย สภาพที่เกี่ยวพันกัน. รกชัฏด้วยความรก คือ ราคะ โทสะ และ โมหะนั้น. อธิบายว่า โลกนี้ รกชัฏ คือ ผูก ร้อยรัด ด้วยความ รกนั้นเหมือนไม้ไผ่เป็นต้น รกด้วยความรกของไม้ไผ่เป็นต้น. บทว่า ชฎํ วิชฏตา - สะสางรกชัฏ คือ สะสาง ตัด ทำลาย รกชัฏนี้ สะสางโลกอันเป็นไตรธาตุ แล้วตั้งอยู่อย่างนี้ได้. บทว่า ตณฺหาสงฺฆาฏปฺปฏิมุกฺโก - โลกสันนิวาถูกกองตัณหา สวมไว้ ชื่อว่า กองตัณหา เพราะตัณหานั่นและยังไม่ขาดสาย
หน้า 1115 ข้อ 285
ยังเป็นไปแล้ว ชื่อว่า กอง เพราะยังสืบต่ออยู่. ชื่อว่า กองตัณหา สวมไว้ เพราะสวมเข้าไปภายใน ในกองตัณหานั้น. บทว่า ตณฺหาชาเลน โอตฺถโฏ - โลกสันนิวาสถูกข่ายตัณหา ครอบไว้ ชื่อว่า ข่ายตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละเป็นข่าย โดย ร้อยรัดไว้ตามนัยดังกล่าวแล้ว ในก่อน. โลกสันนิวาสถูกข่าย คือ ตัณหา ครอบปิดพันไว้โดยรอบ. บทว่า ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ - โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหา พัดไป ชื่อว่า กระแสตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละเป็นกระแส โดย คร่าไปในสงสาร, โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหานั้นพัดไป คือ คร่าไป. บทว่า ตณฺหาสญฺโชเนน สญฺญุตฺโต - โลกสันนิวาสถูก ตัณหาเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ ชื่อว่า ตัณหาเป็นเครื่องคล้อง เพราะ ตัณหานั่นแหละเป็นเครื่องคล้อง เพราะคล้อง คือ ผูกสัตวโลกไว้ใน วัฏฏะ. โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้องนั้น คล้องไว้ คือ ผูกไว้. บทว่า ตณฺหานุสเยน อนุสโฏ - โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะ ตัณหานุสัย ชื่อว่า ตัณหานุสัย เพราะตัณหานั่นแหละเป็นอนุสัย โดยนอนเนื่องในสันดาน. โลกสันนิวาสซ่านไป ตามไป ไปอย่าง แรง ด้วยตัณหานุสัยนั้น. บทว่า ตณฺหาสนฺตาเปน สนฺตปปติ - โลกสันนิวาสเดือดร้อน ด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา ชื่อว่า เดือดร้อน เพราะตัณหานั่น
หน้า 1116 ข้อ 285
แหละ ยังโลกให้เดือดร้อน ในกาลเป็นไป และในกาลแห่งผล. โลก สันนิวาสเดือดร้อน ด้วยความเดือดร้อน เพราะตัณหานั้น. บทว่า ตณฺหาปริฬาเหน ปริฑยฺหติ - โลกสันนิวาสเร่าร้อน ด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา ชื่อว่า เร่าร้อนเพราะตัณหา เพราะ ตัณหานั่นแหละ มีกำลังเร่าร้อนมาก ด้วยความเร่าร้อนในกาลเป็นไป และในกาลแห่งผลโดยรอบ. โลกสันนิวาสเร่าร้อน ด้วยความเร่าร้อน เพราะตัณหานั้นโดยรอบ. พึงประกอบบทมี ทิฏฺิสงฺฆาฎาทโย - กองทิฏฐิเป็น ไว้ด้วย บทตัณหานี้แหละ. บทว่า อนุคโต - โลกสันนิวาสไปตามชาติ คือ เข้าไป บทว่า อนุสุโฏ - โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา คือ แล่นไป บทว่า อภิภูโต - โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ คือ ถูกบีบคั้น. บทว่า อภิหโต - โลกสันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น คือ ถูกกำจัด ถูกทำลายอย่างหนักเฉพาะหน้า. บทว่า ทุกฺเข ปติฏฺิโต - โลกสันนิวาสตั้งอยู่ในกองทุกข์ คือ ตั้งอยู่อาศัยขันธปัญจกอันเป็นทุกุข์ ด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นสุข. บทว่า ตณฺหาย อุฑฺฑิโต - โลกสันนิวาสถูกตัณหามัดไว้ คือ ถูกตัณหาบุกรุก. ด้วยว่าจักษุถูกร้อยไว้ด้วยเชือกคือตัณหา แล้วมัดไว้ ที่หลัก คือ รูป. หูเป็นต้นถูกร้อยไว้ด้วยเชือกคือตัณหา แล้วมัดไว้
หน้า 1117 ข้อ 285
ที่หลัก คือเสียงเป็นต้น. แม้โลกมีความพร้อมด้วยตัณหานั้น ก็ชื่อว่า ถูกมัดไว้นั่นแหละ. บทว่า ชราปาการปริกฺขิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกกำแพง คือ ชราล้อมไว้ คือ ถูกชราอันเป็นกำแพงล้อมไว้หลีกไปไม่ได้. บทว่า มจฺจุปาเสน ปริกฺขิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุ คล้องไว้ ชื่อว่า ถูกมรณะอันเป็นบ่วงเพราะแก้ได้ยาก คล้องไว้. บทว่า มทาพนฺธนพทฺโธ - โลกสันนิวาสถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูก เป็นอันมาก คือ ถูกผูกด้วยเครื่องผูกใหญ่เพราะแน่น และเพราะตัด ยาก. บทว่า ราคพนฺธเนน - ด้วยเครื่องผูกคือราคะ ชื่อว่า ราค- พนฺธนํ เพราะราคะนั่นแหละ ผูกไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปจากสงสารได้. ด้วยเครื่องผูกคือราคะนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า กิเลสพนฺธเนน คือ ด้วยเครื่องผูกคือกิเลสที่เหลือ ดังที่ได้กล่าวแล้ว. บทว่า ทุจฺจริตพนฺธเนน คือ ด้วยเครื่องผูกคือทุจริต ๓ อย่าง ส่วนสุจริตเป็นเหตุแห่งการพันเครื่องผูก และเป็นเครื่องพ้นจากเครื่อง ผูก มีอยู่. เพราะฉะนั้น ไม่ควรถือเอาสุจริตนั้น. บทว่า พนฺธนํ โมเจตา-แก้เครื่องผูกให้ คือ แก้เครื่องผูก ให้แก่โลกสันนิวาสนั้น. ปาฐะว่า พนฺธนา โมเจตา บ้าง. ความว่า
หน้า 1118 ข้อ 285
แก้โลกสันนิวาสนั้นจากเครื่องผูก. บทว่า มหาสมฺพาธปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางไปแคบ มาก คือ เดินไปสู่ที่รก คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และทุจริต อันได้แก่ที่แคบมาก ด้วยการเบียดเบียนการเดินทางของ กุศล. บทว่า โอภาสํ ทสฺเสตา - ชี้ทางสว่างให้ คือ ให้แสงสว่าง คือ สมาธิและปัญญาอันเป็นโลกิยะ โลกุตตระ. บทว่า มหาปลิโพเธน ปลิพุทฺโธ - โลกสันนิวาสถูกความ กังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ คือ ถูกเครื่องกั้นใหญ่ปกปิดไว้. หรือ ฉาบไว้ด้วยเครื่องฉาบใหญ่. อนึ่ง บทว่า ปลิโพโธ คือ ความกังวล ๗ อย่าง มีราคะ เป็นต้น. อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ความกังวล คือ ตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า ปลิโพธํ เฉเทตา คือ ตัดความกังวลนั้น. บทว่า มหาปปาเต- ในเหวใหญ่ ได้แก่ ในเหวคือคติ ๕. หรือในเหว คือ ชาติ ชรา และมรณะ. ทั้งหมดนั้นชื่อว่า ปปาตะเพราะขึ้นได้ยาก. บทว่า ปปตา อุทฺธตา คือ ขึ้นพ้นจากเหวนั้น. บทว่า มหากนฺตารปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางกันดาร มาก คือ เดินทางกันดาร เพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส. ทั้งหมดนั้น ชื่อว่า กันดาร
หน้า 1119 ข้อ 285
เพราะก้าวให้พ้นไปได้ยาก. ช่วยให้ข้ามพ้นทางกันดารนั้น. ปาฐะว่า กนฺตารา ตเรตา บ้าง. บทว่า มหาสํสารปิปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางไปสู่ สังสารวัฏใหญ่ คือ เดินทางไปสู่ขันธสันดานที่ยังไม่ขาด. บทว่า สํสารา โมเจตา คือ ช่วยให้พ้นจากสังสารวัฏ. ปาฐะว่า สํสารํ โมเจตา บ้าง. บทว่า มหาวิทุคฺเค - ในหล่มใหญ่ ได้แก่ ในหล่ม คือ สังสาร วัฏ. สังสารวัฏนั่นแหละ ชื่อว่า หล่ม เพราะออกไปได้ยาก. บทว่า สมฺปริวตฺตติ - กลิ้งเกลือก คือ กลับไปมาหนักขึ้น. บทว่า มหา- ปลฺเลเป - ในเปือกตม คือ กามใหญ่. กามชื่อว่า เปือกตมเพราะทำ ให้จม. บทว่า ปลิปนฺโน คือ ติด. ปาฐะว่า มหาปลฺเลปปลิปนิโน บ้าง คือ ติดในเปือกตมใหญ่ บทว่า อพฺภาหโต - ครอบงำ คือ ถูกอันตรายทั้งปวงครอบงำ. บทว่า ราคคฺคินา คือ ราคะเป็นต้น ชื่อว่า อคฺคิ เพราะอรรถว่าเผาผลาญ. ด้วยไฟคือราคะเป็นตันนั้น. แม้ใน บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อุนฺนีตโก - โลกสันนิวาสทุรนทุราย คือ ถูกจับนำไป. อธิบายว่า ถูกชาติจับแล้วนำไปเพื่ออันตราย มีชราเป็นต้น. พึงเห็นว่า ก อักษรในบทนี้ เพื่อเสริมความ. บทว่า หญฺติ นิจฺจมตาโณ- เดือดร้อนเป็นนิจ ไม่มีอะไรต้านทาน คือ ไม่มีผู้ต้านทาน ถูกบีบคั้น เป็นนิจ. บทว่า ปตฺตทณฺโฑ - ต้องรับอาชญา คือ ได้รับอาชญาจาก พระราชาเป็นต้น. บทว่า ตกฺกาโร - ต้องทำตามอาชญา คือ โจร.
หน้า 1120 ข้อ 285
บทว่า วชฺชพนฺธนพนฺโธ คือโลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูก คือ โทษมีราคะเป็นต้น. บทว่า อาฆาตนปจฺจุปฏฺิโต - ปรากฏอยู่ที่ ตะแลงแกง คือ เข้าไปปรากฏยังที่ผูก คือมรณะ. บทว่า โกจิ พนฺธนํ โมเจตา - ใครจะช่วยให้หลุดพ้นได้. ปาฐะว่า ใครจะช่วยให้พ้นจาก เครื่องผูกได้ก็มี. บทว่า อนาโถ - โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ชื่อว่า อนาโถ เพราะไม่มีที่พึ่ง คืออิสระ. หรือที่พึ่งอันเป็นอิสระด้วยตนเองไม่มี. บทว่า ปรมการุญฺปฺปตฺโต - ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง คือ ถึงความควร สงสารอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงพอในการห้ามชราเป็นต้น. บทว่า ตาเยตา - จะเป็นผู้ช่วยต้านทาน คือ คุ้มกัน. ปาฐะว่า ตายิตา ดีกว่า. บทว่า ทุกฺขาภิตุนฺโน - โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทง คือ ถูกทุกข์ไม่น้อย มีชาติทุกข์เป็นต้นเสียบแทง เบียดเบียน หวั่นไหว ยิ่ง. บทว่า จิรรตฺตฺปีฬิโต - ถูกทุกข์บีบคั้นมานาน คือ ถูกทุกข์ เบียดเบียนเสียดสีมาตลอดกาลนาน. บทว่า คธิโต - โลกสันนิวาลติดใจ คือ อยากด้วยความติดใจ หรือผูกด้วยเครื่องผูก คืออภิชฌากายคันถะ. บทว่า นิจฺจํ ปิปาสิโต- กระหายอยู่เป็นนิจ คือ อยาก กระหาย เพื่อจะดื่ม เพื่อจะบริโภค ความกระหายนั่นแหละ คือตัณหา. ความกระหายไม่มีระหว่าง ชื่อว่า ความกระหาย คือตัณหา. บทว่า อนฺโธ - โลกสันนิวาสเป็นโลกบอด ชื่อว่า บอด เพราะ ไม่มีปัญญาที่ชื่อว่าเป็นจักษุเพราะอรรถว่าเห็น. ปัญญานั่นแหละ ย่อม
หน้า 1121 ข้อ 285
เห็นสภาวธรรม. บทว่า อจกฺขุโก - ไม่มีจักษุ ความเป็นผู้บอดนั้น ไม่มี ในภายหลัง. ความเป็นผู้บอดนั้นนั่นเอง คือ เป็นผู้มีตาเหมือนไม่มีตา ย่อมมีตามปกตินั่นแหละ. บทว่า หตเนตฺโต - โลกสันนิวาสมีตาเสื่อม ชื่อว่า มีตาเสื่อม เพราะไม่มีปัญญา ที่เรียกว่า เนตร เพราะมีสภาพนำไป. ท่านเรียกว่า เนตร เพราะนำอัตตภาพให้เห็นที่เสมอและไม่เสมอ. นำไปสู่ทางดี และไม่มีด้วยปัญญา. พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงความไม่มีเนตร ของผู้นั้น เพราะตาเสื่อม จึงกล่าว อปริณายโก ไม่มีผู้นำ. อธิบาย ว่า มีตาเหมือนไม่มี. ท่านอธิบายว่า ไม่มีผู้อื่นจะนำเขาไปได้. บทว่า วิปถปกฺขนฺโต - โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด ชื่อว่า ทางผิด เพราะทางผิดหรือทางไม่เรียบ. ชื่อว่า แล่นไปสู่ทางผิด เพราะ แล่นไป คือ เข้าไป เดินไปผิดทาง. อธิบายว่า เดินไปสู่มิจฉาทิฏฐิ คือ ทางผิด. บทว่า อญฺชสาปรทฺโธ - หลงทางแล้ว คือ หลง พลาดในทาง คือ ทางตรง อันได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา. บทว่า อริยปถํ อาเนตา - มาสู่ทางอริยะ คือ นำเข้าไป ให้ถึงอัฏฐังคิกมรรค อันเป็นอริยะ. บทว่า มโหฆปกฺขนฺโต - โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะ ชื่อว่า โอฆา เพราะยังสัตว์ผู้มีกิเลสให้จมลงในวัฏฏะ. ชื่อว่า มโหฆา
หน้า 1122 ข้อ 285
เพราะโอฆะใหญ่กว่าโอฆะปกติ. โอฆะเหล่านั้น มี ๔ อย่าง คือ กา- โมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑ ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑. ชื่อว่า มโหฆปัก- ขันโต เพราะและเข้าไปสู่โอฆะใหญ่เหล่านั้น. หรือว่า แล่นไปสู่โอฆะ ใหญ่ คือ สังสารวัฏ. บัดนี้ พึงทราบนัยที่แปลกจากนัยหนึ่ง. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวีหิ ทิฏฺิคเคหิ - ถูกทิฏฐิ ๒ คือ ถูกสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ กลุ้มรุม. ทิฏฐิคตะ ในบทนั้น คือทิฏฐินั่นเอง ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ๑ - คูถมูตร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิฏฺิคตํ เพราะเพียงไป ด้วยทิฏฐิ เพราะไม่มีสิ่งที่ควรไป. ความเห็นนี้เป็นไปในทิฏฐิทั้งหลาย ชื่อว่า ทิฏฺิคตํ เพราะทิฏฐิ ๖๒ หยั่งลงในภายในบ้าง. จริงอยู่ ทิฏฐิ ๖๒ และทิฏฐิ ๖๓ ก็เป็นทิฏฐิ ๒ นั่นเอง คือ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. เพราะฉะนั้น เมื่อจะทำทิฏฐิทั้งหมดโดยย่อไว้ภายใน ท่านจึงกล่าว ทฺวีหิ ทิฏฺิคเตหิ. บทว่า ปริยุฏฺิโต - ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม คือ ถึงความกลุ้มรุม ถึงความปรากฏ. อธิบายว่า ถึงความยึดอาจาระอัน เป็นกุศล โดยไม่ให้เกิดขึ้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ บางพวก ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม ย่อมติดอยู่ บาง พวกย่อมแล่นไป ผู้มีจักษุย่อมเห็น.๒ ๑. อง. นวก. ๒๓/๒๑๕. ๒. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๒๗.
หน้า 1123 ข้อ 285
บทว่า ตีหิ ทุจฺจริเตหิ คือ ด้วยกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ และมโนทุจริต ๓. บทว่า วิปฺปฏปนฺโน - โลกสันนิวาสปฏิบัติผิด ได้แก่ ปฏิบัติผิด คือ ปฏิบัติน่าเกลียด ชื่อว่า มิจฉาปฏิบัติ. บทว่า โยเคหิ ยุตฺโต- โลกสันนิวาสประกอบด้วยกิเลสเครื่องประกอบ ชื่อว่า โยคะ เพราะ อรรถว่าประกอบไว้ในวัฏฏะ. หรือ ชื่อว่า โยคะ ด้วยอรรถดังนี้คือ ประ- กอบเปี่ยมด้วยโยคะเหล่านั้น. บทว่า จตุโยคโยชิโต - โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องประกอบ ๔ อย่างประกอบไว้ คือ ประกอบไว้ในวัฏฏะ ด้วยโยคะ ๔ เหล่านี้ คือ กามโยคะ ๑ ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑. ดุจโค ถูกผูกไว้ที่เกวียน. ราคะประกอบด้วยกามคุณ ๕ ชื่อว่า กามราคะ ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ ความใคร่ในฌาน, ราคะสหรคตด้วย สัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่า ภวราคะ. ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐิโยคะ. ความไม่รู้ในฐานะ ๘ ชื่อว่า อวิชชาโยคะ. โอฆะ ๔ เหล่านั้นมีกำลังกล้า, โยคะ ๔ มีกำลังอ่อน. บทว่า จตูหิ คนฺเถหิ - กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง ชื่อว่า คันถะ เพราะร้อย คือผูกผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะด้วยจุติและปฏิสนธิ. คันถะมี ๔ อย่าง คือ อภิชฌากายคันถะ ๑ พยาปาทกายคันถะ ๑ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ๑ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ คือการ ยึดถือสิ่งนี้ว่าเป็นสัจจะ ๑.
หน้า 1124 ข้อ 285
ชื่อว่า อภิชฺฌา เพราะอรราว่าเป็นเหตุเพ่งเล็ง. หรือเพ่งเล็ง ด้วยตนเอ . หรือเป็นเพียงความเพ่งเล็งเท่านั้น. ได้แก่ โลภะนั่นเอง ชื่อว่า กายคันถะ เพราะอรรถว่าร้อยนามกาย คือ ผูกไว้ในวัฏฏะ ด้วยจุติและปฏิสนธิ. ชื่อว่า พยาปาทะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเบียดเบียน ปองร้ายให้ถึงความพินาศ. หรือยังความสุขอันเป็นประโยชน์แก่ความ ประพฤติวินัย และรูปสมบัติเป็นต้นให้ถึงความพินาศ. การยึดมั่นเชื่อถือว่า ความบริสุทธิ์มีด้วยศีล พรต หรือศีล และพรตของสมณพราหมณ์ภายนอก มีด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่า สีลัพพตปรามาส. ชื่อว่า อิทังสัจจาภินิเวสะ เพราะอรรถว่าปฏิเสธแม้ภาษิตของ พระสัพพัญญู แล้วยึดถือโดยอาการมีอาทิว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ. อธิบายว่า ร้อย คือ ผูกไว้ด้วยคันถะ ๔ เหล่านั้น. บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ - ด้วยอุปาทาน ๔ ชื่อว่า อุปาทาน เพราะยึดถืออย่างแรง คือ จับมั่น. อุปาทานเหล่านั้น มี ๔ อย่าง คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีรลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุ ปาทาน ๑. ชื่อว่า กามุปาทาน เพราะถือมั่นกาม คือวัตถุ. อนึ่ง ชื่อว่า กามุปาทาน เพราะกามนั้นเป็นอุปาทาน. ชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน เพราะทิฏฐินั้นเป็นอุปาทาน. ชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน เพราะยึดมั่นทิฏฐิ อุตตรทิฏฐิ - ทิฏฐิอันหลัง ยึดมั่นปุริมทิฏฐิ - ทิฏฐิมีในก่อน ในบทมีอาทิ
หน้า 1125 ข้อ 285
ว่า สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ๑ - อัตตาและโลกเที่ยง. ชื่อว่า สีลัพ- พตุปาทาน เพราะยึดถือศีลและพรต. อนึ่ง ชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน เพราะศีลและพรตนั้น เป็นอุปาทาน. ศีลของโคและพรตของโคเป็นต้น เป็นอุปาทาน เพราะยึดถือว่าความบริสุทธิ์ย่อมมีได้อย่างนี้. ชื่อว่า วาทะ เพราะเป็นเหตุกล่าว. ชื่อว่า อุปาทาน เพราะเป็นเหตุถือมั่น. กล่าว อะไร ? ถือมั่นอะไร ? กล่าวอัตตา. การถือมั่นวาทะของตน. ชื่อว่า อัตต- วาทุปาทาน. หรือชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน เพราะเป็นเหตุถือมั่นว่า ตนเป็นเพียงวาทะว่าตนเท่านั้น. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดเว้นทิฏฐิ ๒ อย่าง เหล่านี้ ชื่อว่า ทิฎฐุปาทาน. ด้วยอุปาทาน ๔ เหล่านั้น. บทว่า อุปาทียติ - ถือมั่น คือ ถือจัด. ปาฐะว่า อุปาทิยติ ก็มี. ความว่า สัตวโลกย่อมถือจัด อารมณ์นั้น ๆ ด้วยอุปาทาน. บทว่า ปญฺจคติสมารุฬฺโห - โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ ชื่อว่า คติ เพราะไป คือ เข้ไปใกล้ด้วยเหตุทำดีและทำชั่ว คือ ขันธ์ทั้งหลาย พร้อมด้วยการปรากฏ. โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ เหล่านี้ คือ นรก ๑ กำเนิดเดียรัจฉาน ๑ เปตวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑ อย่างแรง ด้วยความก้าวลง. บทว่า ปญฺจหิกามคุเณหิ - ด้วยกามคุณ ๕ ด้วยส่วนแห่งวัตถุ กาม ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ. ๑. ขุ. ป. ๓๑/๓๕๔.
หน้า 1126 ข้อ 285
บทว่า รชฺชติ - ย่อมกำหนัด คือ อาศัยอโยนิโสมนสิการ ย่อมกำหนัดด้วยกามคุณเหล่านั้น เพราะทำให้ราคะเกิด. อธิบายว่า ทำความกำหนัดยินดี. บทว่า ปญฺจหิ นีวรเณหิ - ถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ ชื่อว่า นิวรณ์ เพราะย่อมกั้น คือ ครอบงำจิต. ถูกนิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ทับไว้. บทว่า โอตฺถโต คือ ทับปิดไว้ข้างบน. บทว่า ฉหิ วิวาทมูเลหิ คือ ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุแห่งวิวาท เหล่านี้ มี ๖ อย่าง. ๖ อย่าง เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธไว้. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุใด เป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้. ภิกษุนั้น ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง แม้ในพระศาสดา. ไม่ทำให้บริบูรณ์ แม้ในพระธรรม แม้ในพระสงฆ์ แม้ในสิกขา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดไม่เคารพ ไม่ ยำเกรงในพระศาสดา ไม่ทำให้บริบูรณ์ในพระธรรม
หน้า 1127 ข้อ 285
ในพระสงฆ์ ในการศึกษา. ภิกษุนั้นย่อมยังวิวาท ให้เกิดในสงฆ์. วิวาทย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็น ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความไม่เป็นสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความพินาศแก่ชนเป็นอัน มาก เพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากพวกเธอพิจารณา เห็นวิวาท เห็นปานนั้น เป็นมูลเหตุแห่งวิวาท ในภายในก็ดี ในภายนอกก็ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น พวกเธอพึงพยายามเพื่อละมูลเหตุแห่ง วิวาทอันลามกนั้นเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หาก พวกเธอไม่พิจารณาเห็นวิวาท เห็นปานนี้ เป็นมูล เหตุแห่งวิวาท ในภายในก็ดี ในภายนอกก็ดี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้นพวกเธอพึงปฏิบัติ เพื่อความไม่เกิดผลแห่งมูลเหตุแห่งวิวาทอันลามก นั้นต่อไปได้. การละมูลเหตุแห่งวิวาท อันลามก ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้. ความไม่เกิดผลแห่ง มูลเหตุแห่งวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีด้วยประการ ฉะนี้.
หน้า 1128 ข้อ 285
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุ เป็นผู้มีความลบหลู่ มักตีเสมอ. เป็นผู้มีความริษยา มักตระหนี่. เป็นผู้โอ้อวด มักเจ้าเล่ห์. เป็นผู้มี ความปรารถนาลามก มักเป็นมิจฉาทิฏฐิ. เป็นผู้มี ทิฏฐิเป็นของตน มักมีความยึดมั่น มีความถือมั่น มีการสละได้ยาก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดมีความยึด มั่นทิฏฐิของตน เป็นผู้มีความถือมั่น มีการสละ ได้ยาก. ภิกษุนั้นไม่เคารพแม้ในพระศาสดา ฯลฯ ไม่เกิดผลต่อไป.๑ ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธโน - มักโกรธ คือ ประกอบด้วย ความขัดเคือง อันมีอาการขุ่นเคืองเป็นลักษณะ. บทว่า อุปนาหี - ผูกโกรธไว้ คือ ประกอบด้วยอุปนาหะ อันมีลักษณะไม่ปล่อยเวร. บทว่า อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ - เพื่อความไม่เป็น ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. วิวาทของภิกษุ ๒ รูป ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและ มนุษย์ทั้งหลายอย่างไร. เมื่อภิกษุ ๒ รูปวิวาทกัน ดุจในโกสัมพก- ๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๐๗.
หน้า 1129 ข้อ 285
ขันธกะ๑ อันเตวาสิกของภิกษุ ๒ รูปเหล่านั้น ในวัดนั้นก็วิวาทกัน. ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ผู้รับโอวาทของภิกษุ ๒ รูปนั้นก็วิวาทกัน. แต่นั้น อุปฐากของภิกษุ ๒ รูปเหล่านั้นก็วิวาทกัน. ครั้นแล้วเทวดาผู้อารักขา มนุษย์ทั้งหลายก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน. เทวดาผู้อารักขาธรรมวาทีก็เป็น พวกธรรมวาที. ที่อารักขาอธรรมวาทีก็เป็นพวกอธรรมวาที. แต่นั้น ภุมมัฏฐเทวดาผู้เป็นมิตรของอารักขเทวดาก็แตกกัน. เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย เว้นพระอริยสาวก แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย โดยสืบ ๆ กันอย่างนี้ จนถึงพรหมโลก. อธรรมวาทีมากว่าธรรมวาที. แต่นั้นสิ่งที่พวกมาก ถือจึงเป็นสัจจะ เพราะเหตุนั้น พวกมากกว่าจึงพากันสละธรรม ถือ เอาอธรรม. พวกอธรรมเหล่านั้น ยึดอธรรมเป็นหลัก ย่อมเกิดใน อบาย. การวิวาทของภิกษุ ๒ รูปอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็น ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า อชฺฌตฺตํ วา - ในภายในก็ดี คือ ในบริษัทภายในของ พวกท่าน. บทว่า พหิทฺธา วา - ในภายนอกก็ดี คือ บริษัทของพวกอื่น. บทว่า มกฺขี คือ ประกอบด้วยความลบหลู่ อันมีลักษณะลบหลู่คุณ ท่าน. บทว่า ปลาสี คือ ประกอบด้วยตีเสมอ อันมีลักษณะแข่งดี. บทว่า อิสฺสุกี คือ ประกอบด้วยริษยา อันมีลักษณะ คือ ความริษยา มีสักการะเป็นต้นของผู้อื่น. บทว่า มจฺฉรี คือ ประกอบด้วยมัจฉริยะ ๕ ๑. วิ. มหา. ๕/๒๓๘.
หน้า 1130 ข้อ 285
มีอาวาสมัจฉริยะเป็นต้น. บทว่า สโ - โอ้อวด คือ เต็มไปด้วยความ หลอกลวง. บทว่า มายาวี - เจ้าเล่ห์ คือ ปกปิดความชั่วที่ตนทำ. บทว่า ปาปิจฺโฉ - มีความปรารถนาลามก คือ เป็นผู้ทุศีลปรารถนา ความยกย่องที่ไม่มี. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิ ได้แก่ นัตถิกวาที - มิวาทะ ว่าไม่มี อเหตุกวาที - ทีวาทะว่าไม่มีเหตุ อกิริยวาที - มีวาทะว่าไม่เป็นอัน ทำ. บทว่า สนฺทิฏฺิปรามาสี คือ ลูบคลำทิฏฐิของตนเองเท่านั้น. บทว่า อาธานคฺคาหิ. คือ ถือมั่น. บทว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี คือ ไม่สามารถสละสิ่งที่ตนถือได้. ส่วนในขุททกวิภังค์ ท่านกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยสามารถเป็น ประธานว่า มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ เป็นไฉน ? คือ โกธะ ๑ มักขะ ๑ อิสสา ๑ สาเถยยะ ๑ ปาปิจฉา ๑ สันทิฏฐิปรามาสี - การยึดถือทิฏฐิ ของตน ๑. นี้ คือ มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ อย่าง.๑ บทว่า ฉหิ ตณฺหากาเยหิ - ด้วยกองตัณหา ๖ คือ ด้วย ตัณหา ๖ ดังที่กล่าวแล้ว คือ รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธ ตัณหา ๑ รสตัณหา ๑ โผฏฐัพพตัณหา ๑ ธรรมตัณหา๒ ๑ ในตัณหา เหล่านั้น เพราะตัณหาอย่างหนึ่ง ๆ ย่อมมีไม่น้อย เพราะเกิดบ่อย ๆ ในอารมณ์แม้อย่างหนึ่ง ๆ เพราะมีอารมณ์มาก. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว ๑. อภิ. วิ. ๓๕/ ๙๙๑. ๒. อภิ. วิ . ๓๕/๙๙๔.
หน้า 1131 ข้อ 285
ว่า ตรฺหากายา - กองตัณหา เพราะประกอบ กาย ศัพท์ ด้วยอรรถ ว่าหมู่. แม้เมื่อกล่าวว่า ตัณหากายา ก็คือตัณหานั่นเอง. บทว่า รชฺชติ - ย่อมกำหนัด คือ กำหนัดยินดีในอารมณ์ด้วย ตนเอง. บทว่า ฉหิ ทิฏฺิคเตหิ - ด้วยทิฏฐิ ๖ ท่านกล่าวไว้แล้วใน สัพพาสวสูตร. ในสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุมนสิการ โดยไม่แยบคายอย่างนี้ ทิฏฐิ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น. คือทิฏฐิ โดยความจริง โดยความมั่นคง ย่อมเกิดแก่ภิกษุ นั้นว่า อตฺถิ เม อตฺตา - อัตตาของเรามีอยู่. ทิฏฐิ โดยความจริง โดยความเชื่อถือได้ ย่อมเกดแก่ ภิกษุนั้นว่า นตฺถิ เม อตฺตา - อัตตาของเราไม่มี. ทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นว่า อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยตนเอง. ทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา. หรือทิกฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า อนตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา. ก็อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิย่อมมีแก่ภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า
หน้า 1132 ข้อ 285
อัตตาของเรานี้ใด เป็นอัตตาที่ผู้กล่าว ผู้รู้ ย่อมเสวย วิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งดีและชั่วในอารมณ์ นั้น ๆ ก็และอัตตาของเรานี้นั้น แน่นอน ยั่งยืน เที่ยง มีอันไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่ เป็นความเที่ยงเสมออย่างนั้นนั่นแหละ.๑ ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เม อตฺตา คือ สัสสตทิฏฐิ ย่อมถือเอาความที่ตนมีอยู่ในกาลทั้งปวง. บทว่า สจฺจโต เถตโต คือ โดยความจริง และโดยความ มั่นคง. ท่านอธิบายว่า ด้วยความมั่นคงเป็นอย่างดีว่า อิทํ สจฺจํ- นี้เที่ยง. บทว่า นตฺติ เม อตฺตา คือ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือความ ไม่มีไม่เป็นในอัตตานั้น ๆ ของสัตว์ที่มีอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัสสตะ- ทิฏฐิ เพราะถือว่า แม้ทิฏฐิก่อน ๆ ก็มีในกาล ๓, อุจเฉททิฏฐิ เพราะ ถือว่า ปัจจุบันเท่านั้นมี, อุจเฉททิฏฐิ เพราะถือว่า แม้ทิฏฐิหลังใน อดีตและในอนาคตก็ไม่มี ดุจทิฏฐิของเจ้าทิฏฐิที่ถือว่า " เถ้าถ่านเป็น มีความเห็นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล. ๑. ม. มู. ๑๒/๑๒.
หน้า 1133 ข้อ 285
บทว่า อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานาติ คือ มีทิฏฐิว่า เรา ย่อมรู้จักอัตตานี้ ด้วยตนนี้ เพราะถือว่า อัตตาในขันธ์โดยปกติ คือ สัญญาขันธ์ แล้วรู้จักขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญาขันธ์. บทว่า อตฺตนาว อนฺตตานํ - มีทิฏฐิอย่างนี้ เพราะถือสัญญา- ขันธ์นั่นแหละ ว่าเป็นอัตตา. ถือขันธ์ที่เหลือ ๔ อย่างว่าเป็นอนัตตา แล้วรู้จักขันธ์เหล่านั้นด้วยสัญญาขันธ์. บทว่า อนตฺตาว อตฺตานํ คือ มีทิฐิอย่างนี้ เพราะถือ สัญญาขันธ์ ว่าเป็นอนัตตา. ถือขันธ์ ๔ พวกนี้ ว่าเป็นอัตตา แล้ว รู้จักขันธ์เหล่านั้น ด้วยสัญญาขันธ์. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดก็เป็นสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐินั่นเอง. ส่วนบทมีอาทิว่า วโท เวเทยฺโย - เป็นอาการของการยึดมั่น ในสัสสตทิฏฐินั่นเอง ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า วโท เพราะอรรถว่า กล่าว, ท่านอธิบายว่า ผู้ทำวจีกรรม ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอรรถ ว่ารู้ ท่านอธิบายว่า รู้และเสวย รู้อะไร ? รู้วิบากของกรรมดีและ กรรมชั่ว ในอารมณ์นั้น ๆ. บทว่า ตตฺร ตตฺร คือ ในโยนิ คติ ฐิติ นิวาสและนิกาย นั้น ๆ หรือในอารมณ์. บทว่า นิจฺโจ คือ ไม่มีเกิดดับ. บทว่า ธุโว คือ มั่นคงเป็นสาระ.
หน้า 1134 ข้อ 285
บทว่า สสฺสโต คือ เป็นไปตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า อวิ- ปริณามธมฺโม คือ ไม่ละภาวะเดิมของตน ไม่ถึงความมีประการ- ต่าง ๆ ดุจกิ้งก่า. บท สสฺสติสมํ ท่านกล่าว สสฺสติโย โดยโวหารว่า พระ- จันทร์ พระอาทิตย์ สมุทร แผ่นดินใหญ่ ภูเขา แสงสว่าง. เสมอ ด้วยความเที่ยง ชื่อว่า สสฺสติสมํ. ทิฏฐิมีอย่างนี้ เพราะถือว่า จัก ตั้งอยู่ตราบเท่าที่ความเที่ยงยังปรากฏอยู่. แต่ในขุททกวัตถุวิภังค์ ท่านกล่าว ทิฏฐิ ๖ แปลกออกไป อย่างนี้ว่า อัตตาเสวยวิบากของกรรมดีและชั่วตลอดกาลนาน ในอารมณ์ นั้น ๆ. อัตตานั้นไม่เกิด มิได้มี. อัตตานั้นไม่เกิดแล้ว จักไม่มี. อัตตา เป็นของแน่นอน ยั่งยืน เที่ยง มีอันไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา. หรือว่า ทิฏฐิย่อมเกิดโดยความจริง โดยความมั่นคงแก่ภิกษุนั้น* ด้วย ประการฉะนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า น โส ชาโต นาโหสิ คือ อัตตานั้น ชื่อว่าไม่เกิด เพราะไม่เกิดเป็นธรรมดา. อธิบายว่า มีอยู่ทุกเมื่อ. ด้วย เหตุนั้น อัตตาไม่มีในอดีต. จักไม่มีในอนาคต. เพราะอัตตาใดเกิดแล้ว. อัตตานั้นได้มีแล้ว. และอัตตาใดจักเกิดอัตตานั้นก็จักมี ท่านกล่าวไว้ ดังนี้. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑,๐๐๔.
หน้า 1135 ข้อ 285
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า น โส ชาโต นาโหสิ คือ อัตตานั้น ไม่เกิด มิได้มีแล้วแม้ในอดีต เพราะเกิดทุกเมื่อ. แม้ในอนาคตไม่เกิด จักไม่มี. อนุสัยทั้งหลายมีอรรถดังได้กล่าวแล้ว. บทว่า สตฺตหิ สญฺโชเนหิ - ถูกสังโยชน์ ๗ คล้องไว้ ท่าน กล่าวไว้แล้วในสัตตกนิบาต. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ เหล่านี้. สังโยชน์ ๗ เป็นไฉน ? อนุนยสังโยขน์ ๑ ปฏิฆ- สังโยชน์ ๑ ทิฏฐิสังโยชน์ ๑ วิจิกิจฉาสังโยชน์ มานสังโยชน์ ๑ ภวราคสังโยชน์ ๑ อวิชชาสัง- โยชน์ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ เหล่านี้แล.๑ ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุนยสญฺโชนํ ได้แก่ กามราค- สังโยชน์. สังโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดเรียกว่า สัญโญชน์ เพราะเป็นกิเลส เครื่องผูก. บทว่า สตฺตหิ มาเนหิ โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะมานะ ๗ ท่านกล่าวไว้แล้วในขุททกวัตถุวิภังค์. จริงอยู่ ในวิภังค์นั้นพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๘.
หน้า 1136 ข้อ 285
มานะ อติมานะ มานาติมานะ โอมานะ อธิมานะ อัสมิมานะ มิจฉามานะ.๑ ในบทเหล่านั้น บทว่า มาโน - ความถือตัว คือ ลูบคลำบุคคล ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ดีกว่าเป็นต้น แล้วเย่อหยิ่งด้วยวัตถุในชาติเป็น ต้น. บทว่า อติมาโน - ดูหมิ่นท่าน คือ ผยองเลยไปถึงว่า ไม่มีใคร เช่นกับเราโดยชาติเป็นต้น. บทว่า นานาติมาโน - ดูหมิ่นด้วยความทะนงตัว คือ เกิด ถือตัวว่า คนนี้เมื่อก่อนเช่นกับเรา เดี๋ยวนี้เราดีกว่า คนนี้เลวกว่าเรา. บทว่า โอมาโน - ถือตัวว่าเลวกว่าเขา คือ ถือตนว่าต่ำโดย ชาติเป็นต้น คือ ถือตัวว่า เราเป็นคนเลวนั่นแหละ. บทว่า อธิมาโน - ถือตัวยิ่ง คือ มานะว่า เราบรรลุสัจธรรม ๔ ซึ่งไม่มีผู้บรรลุเลย. อธิมานะนี้เกิดแก่ปุถุชนผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ประมาท ในกรรมฐาน กำหนดนามรูปข้ามสงสัยโดยกำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่ พระไตรลักษณ์พิจารณาสังขาร ปรารภวิปัสสนา, ไม่เกิดแก่ผู้อื่น. บทว่า อสฺมิมาโน - ถือเรา คือ มานะว่าเรามีอยู่ในขันธ์มีรูป เป็นต้น. ท่านอธิบายว่า มีมานะเกิดขึ้นด้วยบทมีอาทิว่า อหํ รูปํ - รูปเป็นเรา เราคือรูป. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๑๐.
หน้า 1137 ข้อ 285
บทว่า มิจฺฉามาโน - มานะผิ คือ มานะเกิดขึ้นด้วยบทมีอาทิ ว่า ปาปเกน กมฺมายตนา - กัมมายตนะเกิดด้วยความลามก. บทว่า โลกธมฺมา มีอรรถได้กล่าวแล้ว. บทว่า สมฺปริวตฺตติ - เวียนอยู่ คือ หมุนเวียนไปด้วยโลกธรรมอันเป็นเหตุ ด้วยความยินดี ในโลกธรรม ๔. มีลาภเป็นต้น ด้วยความไม่ยินดี ในโลกธรรม ๔ มี เสื่อมลาภเป็นต้น. อธิบายว่า ละภาวะปกติ. แม้ มิจฺฉตฺตา ก็มีอรรถ ดังกล่าวแล้ว. บทว่า นิยฺยาโต - ดิ่งลงแล้ว คือ แล่นไป อธิบายว่า ครอบงำแล้ว. บทว่า อฏฺหิ ปุริสโทเสหิ - เพราะบุรุษโทษ ๘ ในอัฏฐก- นิบาต ท่านกล่าวพร้อมด้วยอุปมา. ในขุททกวัตถุวิภังค์ ท่านกล่าวเว้น อุปมา. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุรุษโทษ ๘ เป็นไฉน ? ภิกษุทั้งหลายใน ศาสนานี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ, ภิกษุนั่นถูกภิกษุ ทั้งหลายโจทด้วยอาบัติย่อมแก้ตัว ด้วยความไม่มี สติว่า ผมนึกไม่ได้ ผมนึกไม่ได้. นี้เป็นบุรุษ โทษข้อที่ ๑. ข้อต่อไป ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ ย่อมซัด
หน้า 1138 ข้อ 285
โจทก์ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดกับท่านผู้โง่ ไม่ฉลาด, แม้ท่านก็สมควรที่จะพูดกับผมหรือ ? นี้ เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๒. ข้อต่อไป ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ. ภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ ก็ปรับ อาบัติโจทก์ว่า แม้ท่านก็ต้องอาบัติข้อนี้ ท่านจงทำ คืนก่อน. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๓. ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ พูดกลบเกลื่อน พูด นอกเรื่อง ทำความโกรธโทละและความไม่พอใจ ให้ปรากฏ. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๔. ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ พูดแกว่งแขนใน ท่ามกลางสงฆ์. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๕. ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ ไม่เชื่อสงฆ์ไม่เชื่อ โจทก์เดินหลีกออกไปเสีย. นี้เป็นบุรุษโทษ ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ คิดว่า เราไม่ได้ต้อง อาบัติ, เราไม่ได้ต้องอาบัติก็หามิได้ แล้วนิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๗.
หน้า 1139 ข้อ 285
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ กล่าวอย่างนี้ว่า โธ่เอ๋ย พวกท่านจะมาวุ่นวายหนักหนาอะไรกะผม. บัดนี้ ผมจะบอกคืนสิกขาลาสึกอยู่แล้ว. ภิกษุนั้นก็สึก แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้พวกท่านจงดีใจเถิด. นี้ เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๘.๑ ในบทเหล่านั้นบทว่า ปุริสโทสา คือ โทษของบุรุษ. ชื่อว่า โทษ เพราะประทุษร้ายสันดานบุรุษ. บทว่า น สรามิ คือ ภิกษุนั้น แก้ตัวปลดเปลื้อง ด้วยไม่มีสติว่า ผมจำไม่ได้ ไม่สนใจถึงกรรมที่ผม ทำไป. บทว่า โจทกํเยว ปฏิปฺผรติ คือ ซัดโต้โจทก์. ตั้งอยู่โดย ความเป็นลิ่มตอบ.๒ บทว่า กินฺนุ โข ตุยฺหํ คือ ท่านแสดงว่าประโยชน์ อะไรที่จะพูดกับท่านผู้โง่ไม่ฉลาด, ท่านไม่รู้วัตถุ ไม่รู้อาบัติ ไม่รู้การ โจท. ทับถมว่า แม้ท่านก็ไม่รู้อะไร ๆ ยังอยากจะพูด. บทว่า ปจฺจาโรเปติ - ยกโทษขึ้น คือ กล่าวบทมีอาทิว่า แม้ ท่านแหละชื่อว่ายกโทษขึ้น คือ ปรับอาบัติ. บทว่า ปฎิกโรหิ - ทำคืน ท่านแสดงไว้ว่า ท่านจงแสดงเทศนาคามินี คือ การแสดงอาบัติ ท่านจง ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๑๗. ๒. ในสัมโมหะว่า ตั้งอยู่โดยความกล่าวอย่างฉับไว.
หน้า 1140 ข้อ 285
ออกจากวุฏฐานคามินี คือ ออกจากอาบัติ. แต่นั้นท่านตั้งอยู่ในความ บริสุทธิ์แล้วจึงโจทผู้อื่น. บทว่า อญฺเนญฺํ ปฏิจรติ - พูดจากลบเกลื่อน คือ ปกปิด เหตุอื่นด้วยเหตุอื่น หรือปกปิดคำพูดด้วยคำอื่น. โจทก์กล่าวว่า ท่าน ต้องอาบัติแล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ใครต้องอาบัติ ต้องอาบัติอะไร ๆ ต้อง อาบัติในข้อไหน ต้องอาบัติอย่างไร. ท่านกล่าวอะไร ๆ เมื่อโจทก์กล่าว ว่า อาบัติอะไร ท่านก็เห็นอยู่แล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวว่า เราไม่ได้ยิน แล้วเอียงหูเข้าไป. บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ - พูดนอกเรื่อง คือ เมื่อ โจทก์ถามว่า ท่านต้องอาบัติข้อนี้หรือ. ภิกษุกล่าวว่า ผมจะไปเมือง ปาตลิบุตร. เมื่อโจทก์พูดซ้ำว่า ผมไม่ได้ถามถึงการไปเมืองปาตลิบุตร ของคุณ. ผมถามอาบัติ. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ต่อแต่นั้นผมจะไปพระราช- มนเทียร. เมื่อโจทก์กล่าวว่า คุณจะไปพระราชมนเทียร หรือจะไป เรือนพราหมณ์ก็ตาม. คุณต้องอาบัติแล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวคำเป็นอาทิว่า ผมจะได้เนื้อสุกรในที่นั้น พูดนอกเรื่องไป . บทว่า โกปํ คือ ความโกรธ บทว่า โทสํ คือ ความประ- ทุษร้าย. บทที่สองนี้เป็นชื่อของความโกรธนั่นแหละ.
หน้า 1141 ข้อ 285
บทว่า อปฺปจจยํB> คือ อาการไม่พอใจ. บทนี้เป็นชื่อของ โทมนัส. บทว่า ปาตุกโรติ คือ แสดงประกาศ. บทว่า พาหาวิกฺเขปกํ ภณติ คือ แกว่งแขนไปมาแล้วพูดคำไม่มียางอาย. บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่เชื่อถือด้วยความเคารพ ดูหมิ่น ไม่สนใจ. บทว่า วิเหเสติ คือ ให้ลำบาก รำคาญ. บทว่า อติพาฬฺหํ คือ หนักมาก เกินขนาด. บทว่า มยิ พฺยาวฏา คือ ถึงความขวนขวายในเรา. บทว่า หีนายาวตฺติตฺวา คือ เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว คือ เป็นคฤหัสถ์. บทว่า อตฺตมนา โหถ คือ พวกท่านจงดีใจเถิด ภิกษุนั้น กล่าวโดยความประสงค์ว่า ท่านจงได้สิ่งที่ผมควรได้เถิด. ท่านจงอยู่ใน ที่ที่ผมควรอยู่เถิด . ผมทำความผาสุกให้แก่พวกท่านแล้ว. บทว่า ทุสฺ- สติ คือ ประทุษร้าย. บทว่า นวหิ อาฆาตวตฺถูหิ ด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ ท่านกล่าว ด้วยสามารถการเกิดในสัตว์ทั้งหลาย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ว่า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ - วัตถุเป็น เหตุอาฆาตกัน ๙ อย่างเหล่านี้. อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง เป็นไฉน ?
หน้า 1142 ข้อ 285
ภิกษุผูกอาฆาตว่า เขาได้ประพฤติความ พินาศแก่เรา ๑ เขาย่อมประพฤติความพินาศแก่เรา ๑ เขกจักประพฤติความพินาศแก่เรา ๑. เขาได้ประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาย่อมประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาจักประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาได้ประพฤติประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาย่อมประพฤติประโยชน์แก้ผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาจักประพฤติประโยชน์แก้ผู้ไม่เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง เหล่านี้แล.๑ ๑. อง. นว. ๒๓/๒๓๓.
หน้า 1143 ข้อ 285
ในบทเหล่านั้นบทว่า อาฆาตวตถูนิ คือ เหตุแห่งความอาฆาต. อนึ่ง ในบทว่า อาฆาตํ นี้ ได้แก่ ความโกรธ. ความโกรธ นั่นแหละท่านเรียกว่า อาฆาตวัตถุ เพราะเป็นวัตถุแห่งความโกรธยิ่ง ๆ ขึ้น. บทว่า อาฆาตํ พนฺธติ คือ ผูก กระทำ ให้ความโกรธเกิด อาฆาตวัตถุ ๙ แม้เหล่าอื่นที่ท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า เขามิได้ประพฤติประโยชน์แก่เรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขา จักไม่ประพฤติ ๑. เขามิได้ประพฤติประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบ ใจของเรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑. เขามิได้ ประพฤติความพินาศแก่ผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขา ย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑๑ ดังนี้ท่านสงเคราะห์เข้าด้วย อาฆาตวัตถุ ๙ อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อาฆาติโต - มุ่งร้าย คือ เสียดสีกัน. บทว่า นววิธมาเนหิ - เพราะมานะ ๙ อย่าง. มานะ ๙ อย่าง เป็นไฉน ? มานะ ๙ อย่าง คือ มานะว่าเป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่า เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตนว่า เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตน ว่า เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑. มานะ ๙๒ อย่างเขล่านี้. ๑. ขุ. มหา. ๒๙/๓๘๔. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๒๒.
หน้า 1144 ข้อ 285
พึงทราบความในบทนี้ดังต่อไปนี้. บทว่า เสยฺยสฺส เสยฺโย- หมสฺมีติ มาโน - มานะว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิตทั้งหลาย. เพราะพระราชาย่อมทรง ทำมานะนี้ว่า ใครเช่นกับเราด้วยแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะมีอยู่. แม้บรรพชิตก็ทำมานะว่า ใครเช่นกับเราด้วยศีลและธุดงค์มีอยู่. บทว่า เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโนปิ - แม้มานะว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา ก็ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพ- ชิตเหล่านั้นเหมือนกัน เพราะพระราชาย่อมทรงทำมานะนี้ว่า อะไร ของเราทำให้ต่างกันกับพระราชาอื่นด้วยแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะ. แม้บรรพชิตก็ทำมานะนี้ว่า อะไรของเราทำให้ต่างกันกับภิกษุอื่นด้วย ศีลและธุดงค์เป็นต้น. บทว่า เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโนปิ - แม้มานะว่า เป็น ผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา ก็ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิต ทั้งหลายเหล่านั้นเหมือนกัน. เพราะแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะ เป็นต้นของพระราชาใดยังไม่สมบูรณ์. พระราชานั้นยอมทรงทำมานะ นี้ว่า เพียงเป็นความสุขของคำพูดว่า พระราชาของเราเท่านั้น. เราจะ เป็นพระราชาได้อย่างไร. แม้พระบรรพชิตมีลาภสักการะน้อย ย่อมทำมานะ นี้ว่า เพียงพูดกันเท่านั้นว่า เราเป็นธรรมกถึก เป็นพหูสต เป็นมหา-
หน้า 1145 ข้อ 285
เถระ. เราเป็นธรรมกถึกได้อย่างไร เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระได้อย่าง ไร. ลาภสักการะมิได้มีแก่เรา. บทมีอาทิว่า สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่าเป็นผู้ เสมอเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พวกอำมาตย์เป็นต้น. เพราะ อำมาตย์ก็ดี ข้าราชการก็ดี ย่อมทำมานะนี้ว่า ใครเป็นราชบุรุษอื่น เช่นกับเราด้วยโภคะ ยานและพาหนะเป็นต้นมีอยู่. อะไรของเราทำให้ ต่างกันกับคนอื่น. หรือว่า ชื่อว่า อำมาตย์เท่านั้นของเรา. แม้เพียง ของกินและเครื่องนุ่งห่มของเราก็ไม่มี. เราเป็นอำมาตย์ได้อย่างไรกัน. บทมีอาทิว่า หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่า เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พวกทาสเป็นต้น. เพราะทาสย่อมทำมานะนี้ว่า ใครเป็นทาสอื่นเช่นกับเรา โดยฝ่ายมารดา หรือบิดามีอยู่. คนอื่นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เกิดเป็นทาสเพราะเหตุ ท้อง. แต่เราเป็นผู้เลิศกว่าเพราะมาโดยเชื้อสาย. อะไรของเราทำให้ ต่างกันกับทาสโน้น ด้วยความเป็นทาสแท้ทั้งสองฝ่าย เพราะมาโดย เชื้อสาย หรือเราถึงความเป็นทาสเพราะท้อง. แต่ฐานะเป็นทาสของ เราในที่สุดมารดาบิดาไม่มี. เราจะเป็นทำได้อย่างไร. แม้คนขนหยาก เยื่อและคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ทำมานะนั้นเหมือนทา ฉะนั้น. อนึ่ง ในบทนี้ มานะที่เกิดขึ้นว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่า เลิศกว่าเขา เป็นมานะแน่นอน. อึกสองพวกนอกนี้ เป็นมานะไม่
หน้า 1146 ข้อ 285
แน่นอน. อนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นว่าเป็นผู้เสมอเขา สำคัญว่าเสมอเขา เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา เป็นมานะแน่นอน. อีกสอง พวกนี้ เป็นมานะไม่แน่นอน. การทำลายกิเลสด้วยอรหัตมรรค เป็น มานะแน่นอน. การทำลายกิเลสด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นมานะไม่ แน่นอน. บทว่า ตณฺหามูลกา - มีตัณหาเป็นมูลได้กล่าวไว้แล้ว. บทว่า รชฺชติ - กำหนัดอยู่ อธิบายว่า มิใช่กำหนดด้วยราคะ อย่างเดียวเท่านั้น. ที่แท้กำหนัดประกอบผูกพันด้วยอกุศลธรรมทั้งหมด มีตัณหาเป็นมูล เพราะเกิดแม้การแสวงหาเป็นต้น มีตัณหาเป็นมูล. บทว่า ทสหิ กิเลสวตฺถูหิ - โลกสันนิวาสเศร้าหมอง เพราะ- กิเลสวัตถุ ๑๐ ประการ กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน ? กิเลสวัตถุ ๑. เหล่านี้ คือ โลภะ ๑ โทสะ. ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑ ทิฏฐิ ๑ วิจิ- กิจฉา ๑ ถีนะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตัปปะ ๑.๑ พึงทราบในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้ กิเลสวัตถุ คือ กิเลสนั่น เอง ที่ชื่อว่า วัตถุ เพราะกิเลสเป็นที่อยู่ของสัตว์ผู้ไม่ใช่ขีณาสพ เพราะตั้งอยู่ในโลภะเป็นต้น. ชื่อว่า กิเลสวัตถุ เพราะกิเลสเหล่านั้น เป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อนึ่ง เพราะเลนงหลาย แม้เกิดโดย ๑.อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๒๖.
หน้า 1147 ข้อ 285
ความเป็นอนันตรปัจจัยเป็นต้น ก็ชื่อว่า ย่อมอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสวัตถุ เพราะเป็นที่อยู่ของกิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่า โลภะ เพราะเป็นเหตุได้. หรือ ย่อมได้ด้วยตนเอง. หรือเพียงได้เท่านั้น. ชื่อว่า โทสะ. เพราะเป็นเหตุประทุษร้าย. หรือ ประทุษร้ายด้วยตนเอง. หรือเพียงประทุษร้ายเท่านั้น. ชื่อว่า โมหะ เพราะเป็นเหตุหลง. หรือหลงด้วยตนเอง. หรือเพียงความหลงเท่านั้น. ชื่อว่า มานะ เพราะสำคัญ. บทมี ทิฏฐิ เป็นต้น มีอรรถดังกล่าว แล้ว. ชื่อว่า อหิริกะ เพราะไม่ละอาย. ความเป็นผู้ไม่ละอายนั้น. ชื่อว่า อหิริกะ. ชื่อว่า อโนตตัปปะ เพราะไม่เกรงกลัว. ความเป็น. ผู้ไม่เกรงกลัวนั้น ชื่อว่า อโนตตัปปะ. ในสองบทนั้น อหิริกะมี ลักษณะไม่รังเกียจด้วยกายทุจริตเป็นต้น. อโนตตัปปะมีลักษณะไม่ยินดี ด้วยกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า กิลิสฺสติ ย่อมเศร้าหมอง คือ เผาผลาญ เบียดเบียน บทว่า ทสหิ อาฆาตวตฺถูหิ - โลกสันนิวาสมุ่งร้าย กัน เพราะ อาฆาตวัตถุ ๑๐.๑ อาฆาตวัตถุ ๙ กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน ด้วยอาฆาต วัตถุ ๑๐ ท่านกล่าวเพิ่มว่า อาฆาตย่อมเกิดในฐานะไม่สมควร. เพราะ ความอาฆาตย่อมเกิดในฐานะอันไม่สมควร มีตอและหนามเป็นต้น ไม่ จัดเข้ากับบทมีอาทิว่า อนตฺถํ เม อจริ เขาได้ประพฤติความพินาศ แก่เราแล้ว. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๒๗.
หน้า 1148 ข้อ 285
บทว่า ทสหิ อกุสลกมฺมปเถหิ - โลกสันนิวาสประกอบด้วย อกุศลกรรมบถ ๑๐ อกุสลกรรมบถ ๑๐ เป็นไฉน ? อกุศลกรรมบถ ๑๐๑ เหล่านี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ ปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ สัมผัปปลาปะ ๑ อภิชฌา ๑ พยาบาท ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑. ในบทนั้นมีความดังนี้ ชื่อว่า อกุสลกัมมบถ เพราะอกุศล กรรมเหล่านั้นเป็นทางแห่งทุคติ. บทว่า สมนฺนาคโต คือ มีความพรั่งพร้อม. บทว่า ทสหิ สญฺโชเนหิ - โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑. คล้องไว้. สังโยชน์ ๑๐ เป็นไฉน ? สังโยชน์ ๑๐๒ เหล่านี้ คือ กาม- ราคะ ๑ ปฏิฆะ ๑ มานะ ๑ ทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ภววาคะ ๑ อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ อวิชชา ๑. บทว่า มิจฺฉตฺตา - โลกสันนิวาสดิ่งลง เพราะมิจฉัตตะได้กล่าว ไว้แล้ว. บทว่า ทสวตฺถุกาย มจฺฉาทิฏิยา - โลกสันนิวาสประกอบ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน ? มิจฉาทิฏฐิ มีวัตถุ ๑๐๓ คือ ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ๑ การบวงสรวง ไม่มีผล ๑ การบูชาไม่มีผล ๑ วิบากอันเป็นผลของกรรมที่ทำดีทำชั่ว ๑. ที. ปา. ๑๑/๔๗๐. ๒. อภิ. วิ.๓๕/๑๐๒๙. ๓. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๓๑.
หน้า 1149 ข้อ 285
ไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี ๑ บิดาไม่มี ๑ โอปปาติกสัตว์ไม่มี ๑ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ทำให้ แจ้ง โลกนี้ โลกหน้า ด้วยอภิญญา แล้วรู้ด้วยตนเอง ไม่มีในโลก ๑. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทสวตฺถุกา ชื่อว่า วัตถุ ๑๐ เพราะ มีวัตถุ ๑๐. บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ คือ รู้ว่า ชื่อว่า ทานที่ให้แล้ว ย่อม มีผล, สามารถให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ ได้. แต่คนมิจฉาทิฏฐิ ถือว่า วิบาก อันเป็นผลของทานที่ให้แล้วไม่มี. บทว่า นตฺถิ ยิฏฺํ คือ มหายาโค๑ - การบวงสรวงอย่างใหญ่ ท่านเรียกว่า ยิฏฺํ, รู้ว่าการบวงสรวงนั้นสามารถให้ผลได้. แต่คน มิจฉาทิฏฐิ ถือว่า วิบากอันเป็นผลของการบวงสรวงนั้นไม่มี. บทว่า หุตํ คือการทำมงคลด้วยการบูชาต้อนรับ, รู้ว่าการทำนั้น ให้ผล. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า ผลอันเป็นของการบูชานั้นไม่มี. ในบทว่า สุกฏทุกฺกฏานํ นี้ ได้แก่ กุศลกรรม ๑๐ ชื่อว่า กรรมดี, อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่ากรรมชั่ว. รู้ความที่กรรมเหล่านั้น มีผล. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า วิบากอันเป็นผลไม่มี. บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก คือ คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า ผู้ตั้งอยู่ ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้. ๑. มหายาโค ๕ คือ อสฺสเมโธ ปุริสเมโธ นิรคฺโค สมฺมาปาโส วาขเปยฺโย
หน้า 1150 ข้อ 285
บทว่า นตฺถิ ปโร โลโก ถือว่า ผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ไม่มีใน โลกอื่น. บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา คือรู้ว่ามารดาบิดามีอยู่ แต่ คนมิจฉาทิฏฐิ ถือว่า วิบากไร ๆ อันเป็นผลด้วยปัจจัยที่ทำให้มารดาบิดา เหล่านั้นไม่มี. บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา คือ ถือว่าสัตว์ (โอปปาติกะ) จุติและเกิดไม่มี. บทว่า สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา คือ ถือว่าสมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรไม่มีในโลก. บทว่า เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺาย สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ คือ ถือว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญู สามารถรู้โลกนี้และโลกหน้าด้วยพระญาณอันประเสริฐด้วยพระองค์เอง แล้วทรงประกาศไม่มี. บทว่า อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐฺยส - โลกสันนิวาสประกอบด้วย อันตคาหิกทิฏฐิคือทิฏฐิถือเอาที่สุด. ชื่อว่า อันตคาหิกะ เพราะถือเอา ส่วนสุดอย่างหนึ่ง ๆ มีอาทิว่าโลกเที่ยง. อีกอย่างหนึ่ง การถือเอาที่สุด ชื่อว่า อันตคาหะ. ชื่อว่า อันตคาหิกะ เพราะทิฏฐิมีการถือเอา ที่สุด. ด้วยการถือเอาที่สุดนั้น. อันตคาหิกทิฏฐินั้นท่านกล่าวไว้แล้ว.
หน้า 1151 ข้อ 285
บทว่า อฏฺสตตณฺหาปปญฺจสเตหิ - โลกสันนิวาสต้องเนิ่น ช้าเพราะตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า ๑๐๘ . ชื่อว่า อฏฺสตํ. ชื่อว่า ปปญฺโจ เพราะให้เนิ่นช้าในสังสารวัฏ คือ ให้อยู่นาน. ตัณหานั่นแหละ เครื่องให้เนิ่นช้า จึงชื่อว่า ตณฺหาปปญฺโจ. ตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า หนึ่งร้อยท่านทำให้เป็นพหุวจนะ เพราะตัณหามีมากโดยประเภทแห่ง อารมณ์และด้วยการเกิดบ่อยๆ จึงชื่อว่า ตณฺหาปปญฺจสตํ. ด้วยเหตุนั้น เมื่อควรจะกล่าวว่า ตณฺหาปปญฺจสเตน ด้วยความคลาดเคลื่อนของวจนะ ท่านจึงทำนิทเทสเป็นพหุวจนว่า ตณฺหาปปญฺจสเตหิ. พึงเห็นอรรถ แห่งบทว่า ตณฺหาปปญฺจสเตน ด้วยตัณหาเครื่องทำให้เนิ่นช้าร้อยหนึ่ง คือ อฏฺสตํ - ๑๐๘. พึงทราบว่า ท่านถือเอา ๑๐๐ เท่านั้น เพราะ ทำ ๘ เป็นอัพโพหาริก คือ มีเหมือนไม่มี. บทว่า ตณฺหาวิจริตานิ มา ในขุททกวัตถุวิภังค์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ตัณหาวิจริต ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวม เป็นตัณหาวิจริต ๓๖ อดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุ ๓๖ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘.๑ อนึ่ง ในขุททกวัตถุวิภังค์นี้ท่านกล่าวตัณหาเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า ว่า ตัณหาวิจริต. อธิบายว่า ความเป็นไปแห่งตัณหา เพราะประพฤติ อยู่ในตัณหา. ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๗๑.
หน้า 1152 ข้อ 285
บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย คือ หมายถึงขันธปัญญจกภาย ใน. บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. ส่วนความพิสดาร ของบทนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทสแห่งขุททกวัตถุวิภังค์ นั้น. แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยอย่างอื่น. ตัณหา ๓ คือ กามตัณ- หา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว. อนึ่ง ตัณหา ๑๘ ในอารมณ์ ๖ มีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์. ตัณหามีอารมณ์ ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวมเป็นตัณหา ๓๖. ตัณหาเหล่านั้นมี อารมณ์ในอดีต ๓๖ อารมณ์ในอนาคต ๓๖ อารมณ์ในปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘. บทว่า ปปญฺจิโต คือ ต้องเนิ่นช้า อยู่นานในอารมณ์หรือใน สังสารวัฏ. บทว่า ทฺวาสฏฺิยา ทิฏฺิคเตหิ - โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๖๒ กลุ้มรุม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในเวยยากรณภาษิตใน พรหมชาลสูตร เป็นไฉน ? ทิฏฐิ ๖๒๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน เวยยากรณภาษิต ในพรหมชาลสูตรมีดังนี้ คือ สัสสตวาทะ - วาทะว่า เที่ยง ๔, เอกัจจสัสสตวาทะ - วาทะว่าเที่ยง ๔, อนัตานันติกวาทะ- วาทะว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔, อมราวิกเขปิกวาทะ - วาทะปฏิเสธสิ้น เชิง ๔, อธิจจสมุปปันนิกวาทะ - วาทะที่เชื่อถือไม่ได้ ๒, สัญญีวาทะ ๑. อภิ. วิ. ๓๕/๑๐๗๒.
หน้า 1153 ข้อ 285
- วาทะมีสัญญา ๑๖, อสัญญีวาทะ - วาทะไม่มีสัญญา ๘, เนวสัญญี- นาสัญญีวาทะ - วาทะว่ามีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ๘. อุจ- เฉทวาทะ - วาทะว่าสูญ ๗, ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ - วาทะว่านิพ พานมีในปัจจุบัน ๕. ส่วนความพิสดารในนิทเทสนี้พึงทราบนัยดังกล่าว แล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแหละ. บทว่า อหญฺจมฺหิ ติณฺโณ - เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว. คือ เรา เป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ หรือสมุทร คือ สังสารวัฏได้แล้ว. บทว่า มุตฺโต - เราเป็นผู้พ้นแล้ว คือ พ้นจากเครื่องผูกมีราคะเป็นต้น. บทว่า ทนฺโต - เราทรมานได้แล้ว คือ หมดพยศไม่ดิ้นรนแล้ว. บทว่า สนฺโต - เราเป็นผู้สงบแล้ว คือ มีความเยือกเย็น. บทว่า อสฺสตฺโถ - เราเป็น ผู้เบาใจ คือ ได้ความปลอดโปร่งด้วยเห็นนิพพาน. บทว่า ปรินิพฺพุโต - เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว คือ ดับรอบด้วย การดับกิเลส. บทว่า ปโหมิ คือ เราเป็นผู้สามารถ. บทว่า โข เป็น นิบาตลงในอรรถแห่งเอกังสะ คือ ส่วนเดียว. ปเร จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ปเร จ ปรินิพฺพาเปตุํ เพื่อให้ผู้อื่น ดับรอบด้วย พึงประกอบแม้ด้วยบทมีอาทิว่า ปเร จ ตาเรตุํ เพื่อให้ ผู้อื่นข้ามพ้นไปด้วย. จบ อรรถกถามหากรุณาญาณนิทเทส
หน้า 1154 ข้อ 286, 287
สัพพัญญุตญาณนิทเทส [๒๘๖] สัพพัญญุตญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ? ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สังขตธรรมและ อสังขตธรรมทั้งปวง มิได้มีส่วนเหลือ ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะ อรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะ อรรถว่า รู้ธรรมส่วนอนาคตทั้งหมด . . . รู้ธรรมส่วนอดีตทั้งหมด. . . รู้ธรรมส่วนปัจจุบันทั้งหมด...รู้จักษุและรูปทั้งหมดว่าอย่างนี้...รู้หูและ เสียง ฯลฯ จมูกและกลิ่น ลิ้นและรส กายและโผฏฐัพพะ ใจและธรร- มารมณ์ทั้งหมดว่าอย่างนี้ ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณ นั้นไม่มีเครื่องกั้น. [๒๘๗] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพ ไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตา ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนา- วรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น. . .รู้สภาพไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งรูป ตลอดทั้งหมด. . .รู้สภาพไม่ เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณตลอดทั้งหมด...รู้สภาพไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็น อนัตตาแห่งจักษุ ฯลฯ แห่งชราและมรณะ ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนา- วรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น.
หน้า 1155 ข้อ 288, 289, 290
[๒๘๘] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพ ธรรมที่ควรรู้ยิ่งด้วยอภิญญาทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะ อรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น... รู้สภาพที่ควรกำหนดรู้ด้วย ปริญญา... รู้สภาพที่ควรละด้วยปหานะ ... รู้สภาพที่ควรเจริญด้วย ภาวนา . .. รู้สภาพที่ควรทำให้แจ้งด้วยสัจฉิกิริยาตลอดทั้งหมด... รู้ สภาพที่เป็นกองแห่งขันธ์ตลอดทั้งหมด...รู้สภาพที่ทรงไว้แห่งธาตุตลอด ทั้งหมด ... รู้สภาพเป็นที่ต่อแห่งอายตนะตลอดทั้งหมด. . . รู้สภาพที่ ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรมตลอดทั้งหมด . . . รู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุง- แต่งแห่งอสังขตธรรมตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะ อรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น. [๒๘๙] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้กุศล ธรรมตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้น ไม่มีเครื่องกั้น. . . รู้อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตรธรรมตลอดทั้งหมด . ..รู้สภาพ ที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย สภาพที่ดับแห่ง นิโรธ สภาพเป็นทางแห่งมรรค ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่เครื่องกั้น. [๒๙๐] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพ ปัญญาอันแตกฉานดีในอรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา ตลอดทั้งหมด ฯลฯ
หน้า 1156 ข้อ 291, 292
รู้สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทา สภาพปัญญา อันแตกฉานดีในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉาน ดีในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา ตลอดทั้งหมด ...รู้อินทริยปโรปริ- ยัตตญาณ รู้ญาณในฉันทะอันมานอน และกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ ทั้งหลาย รู้ยมกปาฏิหาริยญาณ รู้มหากรุณาสมาปัตติญาณ ตลอด ทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มี เครื่องกั้น. [๒๙๑] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์ ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่ได้ทราบ ที่ได้รู้แจ้ง ที่ได้ถึง ที่แสวงหา ที่ เที่ยวตามหาด้วยใจ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก แห่ง หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ตลอดทั้งหมด ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น. บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่มี ในโลกนี้ อนึ่ง บทธรรมน้อยหนึ่งที่ควรรู้ พระ- ตถาคตไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มี พระตถาคตทรงทราบยิ่ง ซึ่งธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ - ผู้ทรงเห็นทั่ว. [๒๙๒] คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ เพราะอรรถว่ากระไร ?
หน้า 1157 ข้อ 293
พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ๑ ญาณในทุกขสมุทัย ๑ ญาณในทุกขนิโรธ ๑ ญาณในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ ญาณใน อรรถปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในธรรมปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในนิรุตติปฏิ- สัมภิทา ๑ ญาณในปฏิภาณปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในความยิ่งและหย่อน แห่งอินทรีย์ ๑ ญาณในฉันทะเป็นที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของ สัตว์ทั้งหลาย ๑ ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ๑ ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ๑ สัพพัญญุตญาณ ๑ อนาวรณญาณ ๑ บรรดาพระพุทธญาณ ๑๔ ประ- การนี้ พระญาณ ๘ ข้างต้น เป็นญาณทั่วไปด้วยพระสาวก พระญาณ ๖ ไม่ทั่วไปด้วยพระสาวก. [๒๙๓] ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า สภาพที่ ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงทราบแล้วตลอดทั้งหมด ที่มิได้ ทรงทราบไม่มี ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้น ไม่มีเครื่องกั้น สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วย พระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี. . . สภาพเป็น เหตุเกิดแห่งสมุทัย สภาพเป็นที่ดับแห่งนิโรธ สภาพเป็นทางแห่งมรรค สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในอรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา สภาพปัญญา อันแตกฉานดีในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดี ในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในปฏิภาณ
หน้า 1158 ข้อ 293
แห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรง รู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระ- ปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี... ญาณในความยิ่ง และหย่อนแห่งอินทรีย์ ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอันนอน- เนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณา. สมาบัติ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิ ได้ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาไม่มี... ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะ อรรถว่า อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่ได้ทราบ ที่ได้รู้แจ้ง ที่ได้ถึง ที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก แห่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ. พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้ แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูก ต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี. ชื่อว่า อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ไม่มีเครื่องกั้นในญาณ นั้น. บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้วไม่มีใน โลกนี้ อนึ่ง บทธรรมน้อยหนึ่งที่ควรรู้ พระตถาคต ไม่ทรงรู้แล้วไม่มี พระตถาคตทรงทราบยิ่ง ซึ่ง
หน้า 1159 ข้อ 293
ธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พระ- ตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ. จบ ญาณกถา ๗๒ - ๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตณาณนิทเทส [๒๘๖ - ๒๙๓] พึงทราบวินิจฉัยในสัพพัญญุตญาณนิทเทส ดัง ต่อไปนี้ พระสารีบุตรเถระถามว่า พระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคต เป็นไฉน ? แล้วแสดงอนาวรณญาณ - ญาณไม่มีสิ่งปิดกั้น กับด้วย พระสัพพัญญุตญาณนั้นนั่นแหละ เพราะมีคติเสมอกันด้วยอนาวรณ- ญาณนั้น. จริงอยู่ อนาวรณญาณมิได้มีต่างหากจากธรรมดา. เพราะญาณ นี้ญาณเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวเป็น ๒ อย่าง ดุจประเภทแห่งอาการ สัทธินทรีย์และสัทธาพละเป็นต้น. พระสัพพัญญุตญาณนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า อนาวรณะ เพราะไม่มีเครื่องปิดกั้น เพราะอันธรรมไร ๆ หรือบุคคลไม่สามารถจะทำการปิดกั้นได้ เพราะธรรมทั้งปวงเนื่องด้วย การคำนึง. แต่ผู้อื่นแม้คำนึงก็รู้ไม่ได้. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ เพราะเป็นไปในอารมณ์ทั้งปวง ดุจมโน-
หน้า 1160 ข้อ 293
วิญญาณ. สัพพัญญุตญาณนั้นนั่นแหละ เป็นอนาวรณญาณ เพราะไม่ มีอะไรขัดขวางในอารมณ์ทั้งหลาย ดุจวชิราวุธของพระอินทร์. พระ- สัพพัญญุตญาณปฏิเสธความเป็นสัพพัญญูตามลำดับ. อนาวรณญาณ ปฏิเสธความเป็นสัพพัญญูคราวเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าอันบัณฑิต กล่าวว่า พระสัพพัญญู เพราะการได้พระสัพพัญญุตญาณ มิใช่การได้ สัพพัญญูตามลำดับ. บัณฑิตกล่าวว่า พระสัพพัญญู เพราะการได้อนา- วรณญาณ มิใช่การได้สัพพัญญูคราวเดียว. บทว่า สพฺพํ ในบทนี้ว่า สพฺพํ สงฺขตมสงฺขตํ อนวเสสํ ชานาติ - พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือ เป็นบทถือเอาความไม่มีส่วนเหลือของธรรมทั้งปวงโดย ชาติ. บทว่า อนวเสสํ - ไม่มีส่วนเหลือ เป็นบทถือเอาความไม่มี ส่วนเหลือแห่งธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ด้วยสามารถอาการทั้งปวง. บทว่า สงฺขตมสงฺขตํ เป็นบทแสดงประเภท ๒ อย่าง. เพราะ สังขตะเป็นประเภทหนึ่ง. อสังขตะเป็นประเภทหนึ่ง. ขันธบัญจกเป็น สังขตะ เพราะอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง. นิพพานเป็นอสังขตะ เพราะไม่ ปรุงแต่งอย่างนั้น. ย่อมรู้สังขตะไม่มีส่วนเหลือโดยอาการมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นต้น. ย่อมรู้อสังขตะไม่มีส่วนเหลือโดยอาการ
หน้า 1161 ข้อ 293
มีสุญญตนิมิตและอัปปณิหิตนิมิตเป็นต้น. ชื่อว่า อนวเสสํ เพราะไม่ มีสังขตะและอสังขตะเหลือ. บัญญัติแม้หลายประเภทย่อมเข้ากับฝ่าย อสังขตะ เพราะปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง. จริงอยู่ พระสัพพัญญุตญาณย่อม รู้บัญญัติแม้ทั้งปวงโดยประการไม่น้อย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพํ เป็นบทถือเอาธรรมทั้งหมด. บทว่า อนวเสสํ เป็นบทถือเอาไม่มีอาศัย. บทว่า ตตฺถ อาวรณํ นตฺถิ - ไม่มีเครื่องปิดกั้นในญาณนั้น ความว่า เครื่องปิดกั้นพระสัพพัญญุตญาณไม่มี เพราะไม่มีเครื่องปิดกั้น ของในสังขตะและอสังขตะอันไม่มีส่วนเหลือนั้น. เพราะฉะนั้น พระ- สัพพัญญุตญาณนั้นนั่นแหละ จึงชื่อว่า อนาวรณญาณ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะแสดงโดยประเภทแห่งอารมณ์ หลายอย่างจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อตีตํ - ธรรมส่วนอดีต. ในบทเหล่านั้นบทว่า อตีตํ อนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ - ท่าน แสดงโดยประเภทของกาล. บทมีอาทิว่า จกฺขุญฺเจว รูปาจ - ท่านแสดงโดยประเภทแห่ง อารมณ์และวัตถุ. บทว่า เอวํ ตํ สพฺพํ - รู้ธรรมทั้งหมดนั้นอย่างนี้ เป็นบท ถือเอาโดยไม่มีส่วนเหลือของจักษุและรูปเหล่านั้น. ในบทที่เหลือก็อย่าง นี้.
หน้า 1162 ข้อ 293
บทว่า ยาวตา ตลอดทั้งหมด เป็นบทถือเอาโดยไม่มีส่วนเหลือ บทมีอาทิว่า อนิจจฏฺํ - มีสภาพไม่เที่ยง ท่านแสดงโดยประ- เภทแห่งสามัญลักษณะ. บทว่า อนิจฺจฏฺํ คือ มีอาการไม่เที่ยง. ในบทเช่นนี้ก็มีนัยนี้. บทมีอาทิว่า รูปสฺส ท่านแสดงโดยประเภทแห่งขันธ์. บทว่า จกฺขุสฺส ฯลฯ ชรามรณสฺส พึงประกอบโดยนัย แห่งไปยาลที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ในบทมีอาทิว่า อภิญฺาย - ด้วยอภิญญา ได้แก่ ญาณดังได้ กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. บทว่า อภิญฺฏฺํ คือ สภาพที่ควรรู้ยิ่ง. ในบทเช่นนี้ก็มีนัยนี้. บทมีอาทิว่า ขนฺธานํ ขนฺธฏฺํ รู้สภาพที่เป็นเองแห่งขันธ์ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ บทมีอาทิว่า กุสเล ธมฺเม - กุศลธรรมทั้งหลาย คือ เป็น ประเภทด้วยสามารถแห่ง กุสลัตติกะ - หมวด ๓ แห่งกุศล. บทมีอาทิว่า กามวจเร ธมฺเม - กามาวจรธรรมเป็นประเภท ด้วยสามารถแห่งธรรมเป็นไปในภูมิ ๔. แม้ในปาฐะเป็นพหุวจนะว่า สพฺเพ ชานาติ ย่อมรู้ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นปาฐะดี. แต่เพราะตก ไปในกระแสแห่งเอกวจนะในคัมภีร์ ท่านจึงเขียนด้วยเอกวจนะ.
หน้า 1163 ข้อ 293
บทมีอาทิว่า ทุกฺขสฺส เป็นประเภทแห่งอารมณ์แห่งพุทธญาณ ๑๔ อย่าง. บทมีอาทิว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต าณํ - อินทริยปโรปริ- ยัตตญาณ หากถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวฌาน ๔ ไม่กล่าว พระสัพพัญญุตญาณ. ตอบว่า เพราะฌาน ๔ ที่ท่านกล่าวเป็นสัพพัญ- ญุตญาณ. เมื่อกล่าวสัพพัญญุตญาณโดยประเภทแห่งอารมณ์ ก็ไม่ควร กล่าวถึงญาณนั้น. อนึ่ง พระสัพพัญญุตญาณ ย่อมเป็นวิสัยแห่งพระ- สัพพัญญุตญาณนั่นแหละ. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงภูมิแห่งพระสัพพัญญุตญาณ โดย นัยดังกล่าวแล้วในกาจการามสูตร๑เป็นต้น จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยาวตา สเทวกสฺส โลกสฺส - แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลกตลอดทั้งหมด. ในบทเหล่านั้น พึงทราบความดังต่อไปนี้ โลกพร้อมทั้งเทวดา ชื่อว่า สเทวกสฺส. พร้อมทั้งมาร ชื่อว่า สมารกสฺส. พร้อมทั้ง พรหม ชื่อว่า สพฺรหฺมกสฺส. พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ ชื่อว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา. หมู่สัตว์พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ ชื่อว่า สเทวมนุสฺสาย. บทว่า ปชา นี้เป็นคำกล่าวโดยปริยายของสัตวโลก เพราะเป็น ผู้เกิดแล้ว. ๑. องฺ จตุกฺก. ๒๑/๒๔.
หน้า 1164 ข้อ 293
ในบทนั้นพึงทราบ การถือเอาถามวจรเทพ ๕ ด้วยคำว่า พร้อม ทั้งเทวโลก. ถือเอากามาวจรเทพที่ ๖ ด้วยคำว่า พร้อมทั้งมารโลก. ถือ เอา พวกพรหมมีพรหมกายิกาเป็นต้น ด้วยคำว่า พร้อมทั้งพรหมโลก. ถือเอาสมณพราหมณ์ผู้เป็นข้าศึกศัตรูของศาสนา และถือเอาสมณ- พราหมณ์ ผู้สงบ ผู้ลอยบาปแล้ว ด้วยคำว่า พร้อมทั้งสมณพราหมณ์. ถือเอาสัตวโลก ด้วยคำว่า ปชา. ถือเอาสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือ ด้วยคำว่า พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ในนิทเทสนี้ พึงทราบว่า ท่านถือเอาโอกาสโลกด้วย ๓ บท. สัตวโลกด้วยสามารถหมู่สัตว์ด้วย ๒ บท. พึงทราบนัยอื่นต่อไป. ถือเอา อรูปาวจรโลก ด้วย สเทวก ศัพท์. ถือเอาฉกามาวจรเทวโลก ด้วย สมารก ศัพท์. ถือเอารูปาวจรพรหมโลก ด้วย สพฺรหฺมก ศัพท์. ถือเอามนุษยโลก หรือสัตวโลกที่เหลือพร้อมด้วยบริษัท ๔ หรือสมมติ- เทพ ด้วย สสฺสมณพฺราหฺมณ ศัพท์เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ในนิทเทสนี้ ท่านยังความเป็น คือ ความรู้ มี อารมณ์ที่ได้เห็นแห่งสัตวโลกทั้งหมดให้สำเร็จ โดยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ ด้วยคำว่า สเทวกะ. แต่นั้นพระสารีบุตรเถระ เมื่อจะกำจัดความสงสัย ของชนทั้งหลายที่จะพึงมีปัญหาว่า มารมีอานุภาพมาก เป็นใหญ่ ในฉกามาวจรเทพ เป็นผู้มีอำนาจ. ย่อมรู้อารมณ์ที่เห็นแล้วเป็นต้น ขอมารนั้นหรือ จึงกล่าวว่า สมารกสฺส - พร้อมทั้งมารโลก. พระ-
หน้า 1165 ข้อ 293
สารีบุตรเถระ เมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนทั้งหลายที่จะพึงมีความ สงสัยว่า พรหมมีอานุภาพมาก ย่อมแผ่แสงสว่างในหนึ่งพันจักรวาล ด้วย ๑ องคุลี. ย่อมแผ่แสงว่างในหมื่นจักรวาล ด้วย ๒ องคุลี ฯลฯ ๑๐ องคุลี และย่อมเสวยสุขในฌานสมาบัติอย่างเยี่ยม. ย่อมรู้อารมณ์ที่ ได้เห็นเป็นต้น ของพรหมนั้นหรือ จึงกล่าวว่า สพฺรหฺมกสฺส - พร้อม ทั้งพรหมโลก. แต่นั้นพระสารีบุตรเถระ เมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนทั้งหลาย ที่จะพึงมีปัญหาว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นศัตรูของศาสนา จะ รู้อารมณ์ที่เห็นเป็นต้น ของสมณพราหมณ์เหล่านั้นหรือ จึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย หมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์. พระสารีบุตรเถระครั้นประกาศความเป็น คือ การรู้อารมณ์ที่เห็นแล้ว เป็นต้น อย่างอุกฤษฏ์อย่างนี้ แล้วจึงประกาศความเป็น คือ การรู้ อารมณ์ที่เห็นแล้วเป็นต้น ของสัตวโลกที่เหลือด้วยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ อาศัยสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือ. นี้เป็นลำดับอนุสนธิในนิทเทสนี้. ส่วนพระโบราณาจารย์กล่าวว่า บทว่า สเทวกสฺส คือ โลก ที่เหลือพร้อมด้วยเทวโลก. บทว่า สมารกสฺส คือ โลกที่เหลือพร้อม ด้วยมารโลก. บทว่า สพฺรหฺมกสฺส คือ โลกที่เหลือพร้อมด้วยพรหม- โลก.
หน้า 1166 ข้อ 293
เพื่อเพิ่มสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในภพ ๓ แม้ทั้งหมดอย่างนี้เข้าใน ๓ บทด้วยอาการ ๓ แล้วถือเอาโดยอาการ ๒ อีก พระสารีบุตรเถระจึง กล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย แห่งหมู่ สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์. เป็นอันท่านถือเอาไตร- ธาตุนั่นแหละโดยอาการนั้น ๆ ด้วยบท ๕ บท ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ทิฏฺํ - อารมณ์ที่เห็นแล้ว ได้แก่ รูปายตนะ. บทว่า สุตํ - อารมณ์ที่ได้ฟังแล้ว ได้แก่ สัททายตนะ. บทว่า มุตํ - อารมณ์ที่ทราบแล้ว ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ เพราะถึงแล้วจึงถือเอาได้. บทว่า วิญฺาตํ - อารมณ์ที่ได้รู้แล้ว ได้แก่ ธรรมารมณ์มี สุขทุกข์เป็นต้น. บทว่า ปตฺตํ - อารมณ์ที่ได้ถึงแล้ว ได้แก่ อารมณ์ที่ถึงแล้ว เพราะแสวงหาก็ตาม ไม่แสวงหาก็ตาม. บทว่า ปริเยสิตํ - อารมณ์ที่แสวงหาแล้ว ได้แก่ อารมณ์ที่ แสวงหาแล้ว ถึงก็ตาม ไม่ถึงก็ตาม. บทว่า อนุวิจริตํ มนสา คือ อารมณ์ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ. พระสารีบุตรเถระแสดงบทนี้ด้วยบทนี้ว่า สพฺพํ ชานาติ - รู้อารมณ์ ทั้งปวง.
หน้า 1167 ข้อ 293
รูปารมณ์ใดมีอาทิว่า นีลํ ปีตํ๑ - เขียวเหลือง มาสู่คลองใน จักษุทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ในโลกธาตุ อันหาประมาณมิได้ พระสัพพุตญาณของพระตถาคตย่อมรู้รูปารมณ์ทั้งปวงนั้นว่า สัตว์นี้เห็น รูปารมณ์ชื่อนี้ในขณะนี้แล้วเป็นผู้ดีใจ เสียใจ หรือเป็นกลาง เกิดแล้ว ดังนี้. สัททารมณ์มีอาทิว่า เภริสทฺโท มุทิงฺคสทฺโท๒ - เสียงกลอง เสียงตะโพน มาสู่คลองในโสตทวาร, คันธารมณ์มีอาทิว่า มูลคนฺโธ ตจคนฺโธ๓- กลิ่นที่ราก กลิ่นที่เปลือก มาสู่คลองในฆานทวาร, รสา- รมณ์มีอาทิว่า มูลรโส ขนฺธรโส๔- รสที่ราก รสที่ลำต้น มาสู่คลอง ในชิวหาทวาร, โผฏฐัพพารมณ์มี ๓ ประเภท คือ ปฐวีธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ มีอาทิว่า กกฺขฬํ มุทุกํ๕- แข็งอ่อน มาสู่คลองในกายทวาร ของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้โนโลกธาตุ หาประมาณมิได้. พระสัพ- พัญญุตญาณของพระตถาคตก็ย่อมรู้อารมณ์นั้นทั้งหมดว่า สัตว์นี้ถูกต้อง โผฏฐัพพารมณ์ชื่อนี้ในขณะนี้แล้วดีใจ เสียใจ หรือเป็นกลาง ดังนี้ เหมือนกัน. อนึ่ง ธรรมารมณ์ใดมีประเภทเป็นสุขและทุกข์เป็นต้น มาสู่ คลองในมโนทวารของโลกพร้อมทั้งเทวโลกนี้ ในโลกธาตุ หาประมาณ ๑. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๑. ๒. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๒. ๓. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๓. ๔. อภิ. สํ. ๓๔/๕๒๔. ๕. อภิ. สํ. ๓๔/๕๔๐.
หน้า 1168 ข้อ 293
มิได้. พระสัพพัญญุตญาณของพระตถาคตย่อมรู้ธรรมารมณ์นั้นทั้งหมด ว่าสัตว์นี้รู้ธรรมารมณ์ ชื่อนี้ในขณะนี้แล้วดีใจ เสียใจ หรือเป็นกลาง ดังนี้. อนึ่ง มหาชนนี้แม้แสวงหาแล้วมิได้บรรลุก็มี. แม้แสวงหาแล้ว บรรลุก็มี. แม้ไม่แสวงหาแล้วไม่บรรลุก็มี. แม้ไม่แสวงหาแล้วบรรลุ ก็มี ชื่อว่าการไม่บรรลุทั้งหมดมิได้มีด้วยสัพพัญญุตญาณแก่พระตถาคต. พระสารีบุตรเถระกล่าวคาถามีอาทิว่า น ตสฺส เพื่อให้ความ เป็นพระสัพพัญญุตญาณสำเร็จโดยปริยายอื่นอีก. ในบทเหล่านั้นบทว่า น ตสฺส อทฺทิฏฺมิธตฺถิ กิญฺจิ- บทธรรมไร ๆ ที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้วไม่มีในโลกนี้ ความว่า บท ธรรมไร ๆ แม้เพียงเล็กน้อย ที่พระตถาคตนั้นมิได้ทรงเห็นแล้วด้วย ปัญญาจักษุมิได้มีในโลกอันเป็นไตรธาตุนี้ หรือในปัจจุบันกาลนี้. บทว่า อตฺถิ นี้เป็นบทอาขยาต เป็นไปในปัจจุบันกาล. ด้วย บทนี้ พระสารีบุตรเถระแสดงความที่พระตถาคตทรงรู้ธรรมทั้งปวงใน ปัจจุบันกาล อนึ่ง ในบทนี้ ท่านใช้ ธ อักษร เพื่อสะดวกในการประ- พันธ์คาถา. บทว่า อโถ ในบทนี้ว่า อโถ อวิญฺาตํ เป็นนิบาต บอก เนื้อความต่าง ๆ.
หน้า 1169 ข้อ 293
บทว่า อวิญฺาตํ คือ ธรรมไร ๆ ที่พระตถาคตไม่ทรงรู้แล้ว ในอดีตกาล. ตกปาฐะว่า นาโหสิ ไป. ในการถือเอา อตฺถิ ศัพท์ เป็นอัพยยศัพท์ แม้ตกปาฐะไปก็ใช้ได้. ด้วยบทนี้ พระสารีบุตรเถระ แสดงความที่พระตถาคตทรงรู้ธรรมทั้งปวง อันเป็นอดีตกาล. บทว่า อชานิตพฺพํ - ธรรมที่ไม่ควรรู้ คือ ธรรมที่ไม่ควรรู้ อันเป็นอนาคตกาล จักไม่มี หรือไม่มี. ด้วยบทนี้ พระสารีบุตรเถระ แสดงความที่พระตถาคตทรงรู้ธรรมทั้งปวงอันเป็นอนาคตกาล. อ อักษร ในบทนี้เป็นเพียงกิริยาวิเสสนะ ของ ชานนะ คือ ความรู้. พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพํ อภิญฺาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ - พระตถาคตทรงทราบยิ่ง ธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง ดังต่อไปนี้. พระตถาคตทรงทราบยิ่ง คือ ทรงรู้ ทรงแทงตลอดธรรมทั้งปวงเป็น เครื่องนำไป คือ ความรู้ใน ๓ กาล หรือพ้นจากกาล ด้วยพระสัพ- พุตญาณอันยิ่ง. การถือ ๓ กาลและพ้นจากกาล ด้วย อตฺถิ ศัพท์ ในบทนี้. พึงทราบว่า อตฺถิ เป็นอัพยยศัพท์. บทว่า ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขุ - ด้วยเหตุนั้นพระตถาคต จึงเป็นพระสมันจักษุ ความว่า ชื่อว่า สมันตจักษุ เพราะมีญาณ จักษุเป็นไปแล้วโดยรอบ คือ โดยประการทั้งปวง เพราะไม่มีที่ติดขัด โดยกาลและโดยโอกาส. ด้วยเหตุตามที่กล่าวแล้วนั้น พระตถาคตจึง
หน้า 1170 ข้อ 293
เป็นพระสมันตจักษุ. ท่านอธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู. ด้วยบุคลา- ธิฏฐานเทศนาแห่งคาถานี้ จึงสำเร็จเป็นพระสัพพัญญุตญาณ. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงพระสัพพัญญุตญาณ โดย วิสัยแห่งพระพุทธญาณ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า สนนฺตจกฺขูติ เกนฏฺเน สมนฺตจกฺขุ บทว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่า สมันตจักษุ เพราะอรรถว่ากระไร ? ความแห่งคาถา ในบทนั้นว่า ชื่อว่า สมันต- จักษุ ในบทที่ท่านกล่าวว่า สมนฺตจกฺขุ เพราะอรรถว่ากระไร ? พระสารีบุตรเถระกล่าวอรรถแห่งบทนั้นด้วยบทมีอาทิว่า ยาวตา ทุกฺ- ขสฺส ทุกฺขฏฺโ ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า มีสภาพทน ได้ยากแห่งทุกข์. จริงอยู่ สมันตจักษุ คือ พระสัพพัญญุตญาณ. สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสไว้ว่า พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่าสมันจักษุ. เมื่อกล่าวถึงอรรถแห่งพระสัพพญัญุตญาณนั้น เป็นอันกล่าวถึงอรรถ แห่งสมันตจักษุนั้นเอง. ญาณของพระพุทธเจ้านั่นแหละ ชื่อว่า พุทธ- ญาณ. แม้บทมีอาทิว่า ทุกฺเข าณํ - ญาณในทุกข์ ก็ย่อมเป็นไป แด่พระมีพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอาการทั้งปวง, เป็นไปแก่สาวกนอกนี้ เพียงเอกเทสเท่านั้น. อนึ่ง บทว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่ พระสาวก ท่านกล่าวหมายถึงความมีอยู่แม้โดยเอกเทสคือบางส่วน.
หน้า 1171 ข้อ 293
บทว่า สพฺโพ าโต คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบทั้งหมด ด้วยพระญาณ. พระสารีบุตรเถระทำให้แจ้งโดยปฏิเสธอรรถที่ท่านกล่าว ว่า อฺฺาโต ทุกฺขฏฺโ นตฺถิ - สภาพแห่งทุกข์ที่พระผู้มีพระภาค- เจ้ามิได้ทรงทราบไม่มี. บทว่า สพฺโพ ทิฏฺโ - ทรงเห็นแล้วทั้งหมด คือ มิใช่เพรียง ทรงรู้อย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงทำดุจรู้ด้วยจักษุอีกด้วย. บทว่า สพฺโพ วิทิโต - ทรงรู้แจ้งทั้งหมด คือ มิใช่เพียงทรง เห็นอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงทำให้ปรากฏอีกด้วย. บทว่า สพฺโพ สจฺฉิกโต - ทรงทำให้แจ้งแล้วทั้งหมด คือ มิ ใช่เพียงทรงรู้แจ้งอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงทำให้ประจักษ์ด้วยการ ได้พระญาณในญาณนั้นอีกด้วย. บทว่า สพฺโพ ผสฺสิโต - ทรงถูกต้องแล้วทั้งหมด คือ มิได้ ทรงทำให้แจ้งอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ทรงถูกต้องด้วยอำนาจทรงประพฤติ ตามชอบใจบ่อย ๆ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า าโต คือ ทรงรู้ด้วยลักษณะของสภาว- ธรรม. บทว่า ทิฏฺโ - ทรงเห็นด้วยสามัญลักษณะ. บทว่า วิทิโต - ทรงรู้แจ้งด้วยรส. บทว่า สจฺฉิกโต - ทรงทำให้แจ้งด้วยอาการ ปรากฏ. บทว่า ผสฺสิโต - ทรงถูกต้องด้วยเหตุใกล้.
หน้า 1172 ข้อ 293
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า าโต - ทรงรู้ด้วยความเกิดขึ้นแห่งญาณ. บทว่า ทิฏฺโ - ทรงเห็นด้วยความเกิดขึ้นแห่งจักษุ. บทว่า วิทิโต - ทรงรู้แจ้งด้วยความเกิดขึ้นแห่งปัญญา. บทว่า สจฺฉิกโต - ทรงทำให้แจ้งด้วยความเกิดขึ้นแห่งวิชชา. บทว่า ผสฺสิโต - ทรงถูกต้องด้วยความเกิดขึ้นแห่งแสงสว่าง. พึงทราบความพิสดารโดยนัยมีอาทิว่า สภาพที่ทนได้ยากแห่ง ทุกข์. ทรงเห็นทั้งหมด. สภาพที่ทนได้ยากมิได้ทรงเห็นไม่มี และโดย นัยมีอาทิว่า ที่เที่ยวตามหาด้วยใจแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ ทรง ทราบแล้วทั้งหมดที่ไม่ทรงทราบไม่มี. ท่านกล่าวคาถาอีกด้วยสรุปคาถา ที่กล่าวไว้ครั้งแรก เมื่อสรุปคาถานั้นแล้วเป็นอันสรุปญาณด้วย. จม อรรถกาสัพพัญญุตญาณนิทเทส อรรถกถาญาณกถา อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี จบ

เล่มจริงที่ 69 (839 หน้า · 0001 – 0839)

กระโดดไปหน้า (839 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 294, 295
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่มที่ ๗ ภาคที่ ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มหาวรรค ทิฏฐิกถา ว่าด้วยทิฏฐิ [๒๙๔] ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิ- เท่าไร ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ? ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ถามว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ ถามว่า ทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ทิฏฐิ ๑๖ ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร ตอบว่า ความถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๓๐ ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน ตอบว่า โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ. [๒๙๕] คำว่า ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ? ตอบว่า ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปว่า นั่นของเรา เราเป็น นั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา
หน้า 2 ข้อ 296, 297
ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วย ความถือผิดซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๒๙๖] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ซึ่งจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลบคลำด้วย ความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโน- สัมผัสสชาเวทนา ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๒๙๗] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา ว่า นั่น ของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วย ความถือผิดซึ่งรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็น ตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ว่า นั่นของเรา เรา เป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง
หน้า 3 ข้อ 298, 299, 300, 301
รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๒๙๘] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๒๙๙] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ฯลฯ น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๓๐๐] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๓๐๑] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็น ตัวตนของเรา.
หน้า 4 ข้อ 302, 303, 304, 305
[๓๐๒] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเปกขา- เจโตวิมุตติ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญาย- ตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา. [๓๐๓] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและมรณะ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดอย่างนี้. [๓๐๔] ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ เป็นไฉน ? แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้ง แห่งทิฏฐิ แม้อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก อโยนิโสมนสิการ มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่น ทุกอย่างเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ. ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ เพราะ อรรถว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิอย่างนี้ ... อวิชชา... ผัสสะ... สัญญา... วิตก... อโยนิโสมนสิการ... มิตรชั่ว... เสียง แต่ที่อื่น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัย ตั้งขึ้น แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิอย่างนี้ ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ เหล่านี้. [๓๐๕] ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ทิฏฐิคตะ ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฏฐิวิบัติ ทิฏฐิเป็นสังโยชน์ ทิฏฐิเป็นลูกศร ทิฏฐิเป็นความคับแคบ ทิฏฐิเป็นเครื่องกังวล ทิฏฐิเป็นเครื่อง
หน้า 5 ข้อ 306, 307, 308
ผูกพัน ทิฏฐิเป็นเหว ทิฏฐิเป็นอนุสัย ทิฏฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน ทิฏฐิเป็น เหตุให้เร่าร้อน ทิฏฐิเป็นเครื่องร้อยรัด ทิฏฐิเป็นเครื่องยึดมั่น ทิฏฐิเป็นเหตุ ให้ถือผิด ทิฏฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เหล่านี้. [๓๐๖] ทิฏฐิ ๑๖ เป็นไฉน ? คือ อัสสาททิฏฐิ ๑ อัตตานุทิฏฐิ ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ สักกายทิฏฐิ ๑ สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อุจเฉท- ทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อันตคาทิกทิฏฐิ ๑ ปุพพันตานุทิฏฐิ ๑ อปรัน- ตานุทิฏฐิ ๑ สังโยชนิกาทิฏฐิ ๑ ทิฏฐิอันผูกพันด้วยมานะว่าเป็นเรา ๑ ทิฏฐิ อันผูกพันด้วยมานะว่าของเรา ๑ ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ ๑ ทิฏฐิอัน สัมปยุตด้วยโลกวาทะ ๑ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ทิฏฐิ ๑๖ เหล่านี้. [๓๐๗] อัสสาททิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร อัตตานุทิฏฐิ... มิจฉาทิฏฐิ... สักกายทิฏฐิ... สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ... อุจเฉททิฏฐิ อันมีสักกายะเป็นวัตถุ... อันตคาหิกทิฏฐิ... ปุพพันตานุทิฏฐิ... อปรันตานุ ทิฏฐิ... สังโยชนิกาทิฏฐิ... ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา... ทิฏฐิอันกางกั้น ด้วยมานะว่าของเรา... ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ... ภวทิฏฐิ... วิภวทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร ? [๓๐๘] อัสสาททิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ อัตตานุทิฏฐิ... ๒๐ มิจฉาทิฏฐิ... ๑๐ สักกายทิฏฐิ... ๒๐ สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ... ๑๕ อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ... ๕ อันตคาหิกทิฏฐิ... ๕๐ ปุพพัน- ตานุทิฏฐิ... ๑๘ อปรันตานุทิฏฐิ... ๔๔ สังโยชนิกาทิฏฐิ... ๑๘ ทิฏฐิอัน กางกั้นด้วยมานะว่าเรา... ๑๘ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา... ๑๘ ทิฏฐิ อันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะ... ๒๐ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยโลกวาทะ... ๘ ภวทิฏฐิ ... ๑๙ วิภวทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๙.
หน้า 6 ข้อ 309
[๓๐๙] อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยถือความผิดว่า สุขโสมนัสอาศัยรูปใดเกิดขึ้น นี้เป็น อัสสาทะ (ความยินดี) แห่งรูป ทิฏฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะมิใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิ เป็นอย่างหนึ่ง อัสสาทะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและอัสสาทะ นี้ท่านกล่าวว่า อัสสาททิฏฐิ อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วย ทิฏฐิวิบัตินั้น เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัติ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก ทิฏฐิใด ราคะใด ราคะไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่ราคะ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง ราคะเป็น อย่างหนึ่ง ทิฏฐิและราคะ นี้ท่านกล่าวว่า ทิฏฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วย ทิฏฐินั้นและราคะนั้น เป็นผู้ยินดีในทิฏฐิราคะ ทานที่ให้ในบุคคลผู้ยินดีใน ทิฏฐิราคะ เป็นทานไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ บุรุษบุคคลผู้ประกอบ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อนึ่ง บุรุษ บุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ สมาทาน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริบูรณ์ตามที่ทิฏฐิ ธรรมทั้งปวง คือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่า พอใจ เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ บุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก เปรียบเหมือนพืชสะเดา พืชบวบขม หรือพืชน้ำเต้าขม ทีเขาฝั่งลงในแผ่นดินเปียก อาศัยรสแผ่นดินและรสน้ำ พืชทั้งปวงนั้นย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นของมีรสขม รสปร่า ไม่เป็นสาระ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสะเดาเป็นต้นนั้นมีพืชเลว ฉันใด บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สมาทานกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริบูรณ์
หน้า 7 ข้อ 310, 311
ตามทิฏฐิ ธรรมทั้งปวงคือเจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขาร เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เพื่อ มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้น มีทิฏฐิลามก อัสสาททิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิ คือ ทิฏฐิคตะ ทิฏฐิรกชัฏ ฯลฯ ทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ. [๓๑๐] ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า สุขโสมนัส อาศัยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส ฆาน- สัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส จักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัส- สชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชา- เวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนาใดเกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะแห่งมโนสัมผัสสชาเวทนา ทิฏฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฏฐิกลุ้มรุม เป็นมิจฉาทิฏฐิซึ่งจัดเป็นอัสสาททิฏฐิ ด้วยอาการ ๑๘ นี้. [๓๑๑] สังโยชน์และทิฏฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฏฐิมีอยู่ สังโยชน์ และทิฏฐิเป็นไฉน ? ความลูบคลำด้วยสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิและสีลัพพต ปรามาส เหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฏฐิ สังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฏฐิเป็นไฉน กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์ เหล่านี้เป็น สังโยชน์แต่มิใช่ทิฏฐิ อัสสาททิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้.
หน้า 8 ข้อ 312, 313
[๓๑๒] อัตตานุทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของ พระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็น รูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนใน รูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเอง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง. [๓๑๓] ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อม เห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีป น้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคล เห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและ ตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูป เป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ บุรุษบุคคลผู้ประกอบ ด้วยอัตตานุทิฏฐิ ย่อมมีคติเป็นสอง ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฏฐิ. บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็น โอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด
หน้า 9 ข้อ 314, 315
โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคล เห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ฯลฯ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง ทิฏฐิ คือ ความ ลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุ- ทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ บุคคลย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้. [๓๑๔] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตน ของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือน ต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี่ต้นไม้ นี่เงา ต้นไม้เป็น อย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็น อย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่ วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้. [๓๑๕] ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างไร ?
หน้า 10 ข้อ 316
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลใน ตัวตนนี้ มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน เปรียบเหมือนดอกไม้ มีกลิ่นหอม บุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้ อย่างหนึ่ง กลิ่นหอมอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้นั้นแลมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุรุษบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขาย่อมมีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูป เช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชน ย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้. [๓๑๖] ปุถุชนย่อมเห็นตนในรูปอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตน ของเรานี้นั้นมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป เปรียบเหมือนแก้วมณี ที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณี เป็นอย่างหนึ่ง ขวดเป็นอย่างหนึ่ง แต่แก้วมณีนี้นั้นแลมีอยู่ในขวดนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็น อย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นในรูป ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่
หน้า 11 ข้อ 317, 318
วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้. [๓๑๗] ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา... มโนสัมผัส- สชาเวทนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่ เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาเวทนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชา- เวทนาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็น เปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่าง อันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชา เวทนาและตนไม่เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาเวทนาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้น ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิ ไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและ วัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนา โดยความเป็นตน อย่างนี้. [๓๑๘] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ชื่อว่าเห็นตนว่ามีเวทนา เปรียบ เหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้
หน้า 12 ข้อ 319
เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้มีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็น อย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีเวทนา ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนา อย่างนี้. [๓๑๙] ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็และใน ตัวตนนี้มีเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้ มีกลิ่นหอม บุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้ เป็นอย่างหนึ่ง กลิ่นหอมเป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามี ความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็เเลในตัวตนนี้มีเวทนา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตน ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่ วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็น เวทนาในตนอย่างนี้.
หน้า 13 ข้อ 320, 321
[๓๒๐] ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในเวทนา เปรียบ เหมือน ฯลฯ ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน...ชื่อว่า ย่อมเห็นตนในเวทนา ทิฏฐิ คือความลูบคลำ ด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุ เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุ- ทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็น ตนในเวทนาอย่างนี้. [๓๒๑] ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาสัญญา. . .มโนสัมผัส- สชาสัญญา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่ เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาสัญญาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัส- สชาสัญญาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อม เห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง . . . ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชา- สัญญาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่าง หนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิ มีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็น สัญญาโดยความเป็นตนอย่างนี้.
หน้า 14 ข้อ 322, 323, 324
[๓๒๒] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดย ความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีสัญญาด้วยสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาเปรียบ เหมือนต้นไม้มีเงา...ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนใน โลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความ เป็นตน...นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างนี้. [๓๒๓] ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดย ความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้ มีสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสัญญาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม... ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างนี้. [๓๒๔] บุคคลย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดย ความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้เป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสัญญา เปรียบ เหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา
หน้า 15 ข้อ 325, 326, 327
โดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานี้ทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิเป็น มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนใน สัญญาอย่างนี้. [๓๒๕] ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเจตนา...มโนสัมผัส- สชาเจตนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและตนไม่ เป็นสอง มโนสัมผัสสชาเจตนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชา- เจตนาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อม เห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง. . . ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นตน...นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิ มีสังขารเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างนี้. [๓๒๖] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีสังขารด้วยสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนมีสังขาร เปรียบ เหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้อย่างนี้. . . ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นว่า ต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน. . . ต้นเป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ ที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชน ย่อมเห็นคนว่ามีสังขารอย่างนี้. [๓๒๗] ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างไร ?
หน้า 16 ข้อ 328, 329
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดย ความเป็นคน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้ มีสังขารเหล่านี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสังขารในตนเปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่น- หอม...ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน. . .นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ ที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างนี้. [๓๒๘] ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสังขาร เปรียบเหมือน แก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด...ชื่อว่าเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคน ในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความ เป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารเหล่านี้. [๓๒๙] ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุวิญญาณ... มโนวิญญาณ โดย ความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนวิญญาณและตนไม่เป็นสองว่า มโนวิญญาณ อันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนวิญญาณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีป น้ำมันอันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง . . . ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนวิญญาณโดย ความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็น
หน้า 17 ข้อ 330, 331, 332
มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตนอย่างนี้. [๓๓๐] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความ เป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรา นี้นั้นแลมีวิญญาณด้วยวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณ เปรียบ เหมือนต้นไม้มีเงา... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนใน โลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความ เป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณ อย่างนี้. [๓๓๑] ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดย ความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้ มีวิญญาณ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นวิญญาณในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม ...ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชน ย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างนี้. [๓๓๒] ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดย ความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตน
หน้า 18 ข้อ 333, 334
ของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในวิญญาณ เปรียบ เหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๔ ฯลฯ เหล่านี้เป็น สังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างนี้ อัตตานุทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๓๓๓] มิจฉาทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฏฐิอันกล่าวถึง วัตถุอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิ เป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุผิด ที่ ๑ มิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฏฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ยัญ ที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯลฯ การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคล ทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ผู้ผุด เกิดขึ้นก็ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้ แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ทิฏฐิ ไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและ วัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ มิจฉาทิฏฐิเป็นทิฏฐิวิบัติ ฯลฯ บุรุษบุคคล ผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติเป็น ๒ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ ทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้. [๓๓๔] สักกายทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ?
หน้า 19 ข้อ 335
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดใน ธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็น สัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็น ตนในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน บ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง. ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิน ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความ เป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน ลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็น โอทาตกสิณโดยความเป็นตน ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ฯลฯ นี้เป็นสักกายทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ สักกายทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ สักกายทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๓๓๕] สัสสตทิฏฐิมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นไฉน ? ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า...ไม่ได้รับ แนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็น ตนในรูปบ้าง เห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง เห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง เห็นตนว่ามี สังขารบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนใน วิญญาณบ้าง.
หน้า 20 ข้อ 336
ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นคน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่า ตัวตนของเรานี้นั้นแล มีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบ เหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้ เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแล มีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา...โดยความเป็นตน นี้เป็นสัลสตทิฏฐิอันมีสักกายทิฏฐิเป็น วัตถุที่ ๑ สัสสตทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯลฯ สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้. [๓๓๖] อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วย อาการ ๑๕ เป็นไฉน ? ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า...ไม่ได้รับ แนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นเวทนาโดย ความเป็นตน เห็นสัญญาโดยความเป็นตน เห็นสังขารโดยความเป็นตน เห็น วิญญาณโดยความเป็นตน. ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความ เป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมัน ลุกโพลงอยู่ ฯลฯ นี้เป็นอุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุที่ ๑ อุจเฉททิฏฐิ
หน้า 21 ข้อ 337, 338
เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูป โดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความ ถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้. [๓๓๗] อันตคาหิกทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เป็นไฉน ? ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มี ที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการเท่าไร. ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯลฯ ทิฏฐิ อันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็น อีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕. [๓๓๘] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่ วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฏฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุด เช่นนั้น เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ... นี้เป็นทิฏฐิที่ถือเอาที่สุด
หน้า 22 ข้อ 339, 340
ว่าโลกเที่ยงที่ ๕ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. [๓๓๙] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของ ไม่เที่ยง ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ นี้เป็นทิฏฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกไม่เที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความ ถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็น ของไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นโลกและ เป็นของไม่เที่ยง ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคา- หิกทิฏฐิ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ ทิฏฐิ ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. [๓๔๐] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความ เห็นอย่างนี้ว่าโลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุด ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่อง ที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐิและวัตถุนี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ บุคคล
หน้า 23 ข้อ 341
บางคนในโลกนี้ ทำสีเหลืองแผ่ไป ทำสีแดงแผ่ไป ทำสีขาวแผ่ไป ทำแสง- สว่างแผ่ไป สู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความคิดอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุด ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือ ผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็น โลก ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. [๓๔๑] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความ เห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ดังนี้ จึงมีความสำคัญว่าโลก ไม่มีที่สุด ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุ และเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ... นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกไม่มีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลือง ทำสีแดง ทำสีขาว ทำแสงสว่าง แผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่า โลกไม่มีที่สุด ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความ ถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและ เป็นโลกทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้.
หน้า 24 ข้อ 342, 343
[๓๔๒] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นชีพและสรีระ ชีพอันใด สรีระก็อันนั้น ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ...นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้ สังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนา เป็นชีพและเป็นสรีระ สัญญาเป็นชีพและเป็นสรีระ สังขารเป็นชีพและเป็น สรีระ วิญญาณเป็นชีพและเป็นสรีระ ชีพอันใด สรีระก็อันนั้น ทิฏฐินั้นถือ เอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิอันถือเอา ที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. [๓๔๓] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อม ถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ รูปนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระเป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุด เช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ ทิฏฐิ...นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นที่ ๑ อันตคา- หิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ สัญญาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ สังขารเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิ อันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระเป็นอื่น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้.
หน้า 25 ข้อ 344, 345
[๓๔๔] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดา ในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้าง ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ ...นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็น สังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็น ธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้อง ตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้าง ทิฏฐิ นั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิอัน ถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. [๓๔๕] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่ เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดา ในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายเเตกแล้วย่อมขาดสูญ. ย่อมพินาศไป สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ. . .นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า
หน้า 26 ข้อ 346
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็น ธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขาร ต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ? [๓๔๖] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็น อีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดา ในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฏฐิ นั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ. . .นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม เป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้ เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็น ธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขาร ต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฏฐินี้ถือเอาที่สุด เช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ฯลฯ ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วย อาการ ๕ เหล่านี้.
หน้า 27 ข้อ 347, 348
[๓๔๗] ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็น อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดา ในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หา มิได้ ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ...นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็น ธรรมดาในโลกนี้แหละ สัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขาร ต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้ แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฏฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ทิฏฐิไม่ใช่ วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ...ทิฏฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันคาหิกทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิ อันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็น อีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ อันตคาหิกทิฏฐิ ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้. [๓๔๘] ปุพพันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต) ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ?
หน้า 28 ข้อ 349, 350, 351
สัสสตทิฏฐิ (ทิฏฐิว่าตนและโลกเที่ยง) ๔ เอกัจจสัสสติกาทิฏฐิ (ทิฏฐิ ว่าตนและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง) ๔ อันตานันติกาทิฏฐิ (ทิฏฐิว่าโลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้) ๔ อมราวิกเขปิกาทิฏฐิ (ทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว) ๔ อธิจจ- สมุปปันนิกาทิฏฐิ (ทิฏฐิว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ) ๒ ปุพพันตานุทิฏฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ? [๓๔๙] อปรันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต) ย่อมถือ ผิดด้วยอาการ ๔๔ เป็นไฉน ? สัญญีวาททิฏฐิ (ทิฏฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา) ๑๗ อสัญญีวาททิฏฐิ (ทิฏฐิว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา) ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาททิฏฐิ (ทิฏฐิว่าตน เมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) ๘ อุจเฉทวาททิฏฐิ (ทิฏฐิว่า สัตว์ตายแล้วขาดสูญ) ๗ ทิฏฐิธรรมนิพพานวาททิฏฐิ (ทิฏฐิว่านิพพานเป็น ปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์) ๔ อปรันตานุทิฏฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๔๔ เหล่านี้. [๓๕๐] สังโยนิกาทิฏฐิ (ทิฏฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ย่อม ถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ? ทิฏฐิ คือ ทิฏฐิคตะ ทิฏฐิที่รกชัฏ ฯลฯ ทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฏฐิ เป็นเหตุให้ลูบคลำ สังโยชนิกาทิฏฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้. [๓๕๑] ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ? ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาเป็นเรา ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ ทิฏฐิ...นี้เป็นทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะวาเป็นเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฏฐิเป็น มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า
หน้า 29 ข้อ 352, 353
หูเป็นเรา ฯลฯ จมูกเป็นเรา ฯลฯ ลิ้นเป็นเรา ฯลฯ กายเป็นเรา ฯลฯ ใจ เป็นเรา ฯลฯ ธรรมารมณ์เป็นเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณเป็นเรา ฯลฯ มโน- วิญญาณเป็นเรา ฯลฯ ความลูบคลำความถือผิดว่าเป็นเรา ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ...นี้เป็นทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๘ มานวินิพันธา- ทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ เเต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอันกางกั้น ด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ . [๓๕๒] ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ? ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาของเรา ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ ทิฏฐิ...นี้เป็นทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฏฐิเป็น มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะ ว่า หูของเรา ฯลฯ จมูกของเรา ฯลฯ ลิ้นของเรา ฯลฯ กายของเรา ฯลฯ ใจของเรา ฯลฯ ธรรมารมณ์ของเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณของเรา ฯลฯ มโน- วิญญาณของเรา ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ของเรา ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ... นี้เป็นทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ที่ ๘ มานวินิ- พันธาทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอัน กางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้. [๓๕๓] ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า...ไม่ได้รับแนะนำ ในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็น รูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ฯลฯ เห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
หน้า 30 ข้อ 354
โดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตน ในวิญญาณบ้าง ฯลฯ ปุถุชนมองเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็น โอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟ และแสงสว่างไม่เป็นสองฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นตน ฯลฯ นี้เป็นทิฏฐิ อันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ ทิฏฐิอันปฏิสังยุคด้วยอัตตวาทะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอันปฏิสังยุต ด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๓๕๔] ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ? ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกเที่ยง เป็นทิฏฐิอันปฏิ- สังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ. . . นี้เป็นทิฏฐิอัน ปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๑ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็น มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ. ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกไม่เที่ยง ฯลฯ ตนและโลก เที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ ตนและโลก มีที่สุด ตนและโลกไม่มีที่สุด ตนและโลกมีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี ตนและ โลกมีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ เป็นทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภ- โลก ทิฏฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฏฐิ. . . นี้เป็นทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะ ปรารภโลกที่ ๘ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ
หน้า 31 ข้อ 355
เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๘ เหล่านี้. [๓๕๕] ความถือผิดด้วยความติดอยู่ เป็นภวทิฏฐิ ความถือผิดด้วย ความแล่นเลยไป เป็นวิภวทิฏฐิ อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็น ภวทิฏฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฏฐิเท่าไร อัตตานุทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฏฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฏฐิเท่าไร ฯลฯ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภ- โลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฏฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฏฐิเท่าไร. อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภว- ทิฏฐิก็มี อัตตานุทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เป็นวิภว- ทิฏฐิ ๕ มิจฉาทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด สักกาย ทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฏฐิ ๕ สัสสตทิฏฐิ อันมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฏฐิ ทั้งหมด ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็น ภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด มีความถือผิดด้วย อาการ ๕ เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มี ที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ทิฏฐิอัน ถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระอันนั้น มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็น วิภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น มีความ ถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด
หน้า 32 ข้อ 356
ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก มีความถือผิด ด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้า แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี อปรันตานุทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๔๔ เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี สังโยชนิกาทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นวิภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฏฐิทั้งหมด ทิฏฐิอันปฏิสังยุต ด้วยวาทะปรารภตน มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฏฐิ ๕ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็น ภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ทิฏฐิทั้งหมดเป็นอัตตานุทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นสักกายทิฏฐิ เป็นอันตคาหิกทิฏฐิ เป็นสังโยชนิกาทิฏฐิ ทิฏฐิอันปฏิสังยุต ด้วยวาทะปรารภตนเป็นภวทิฏฐิ เป็นวิภวทิฏฐิ ชนเหล่าใดยึดถือทิฏฐิ ๒ อย่างนี้ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น สัตวโลกนี้ยึดถือในทิฏฐิใด ก็เป็นผู้มี สัญญาวิปริตเพราะทิฏฐินั้น. [๓๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ถูกทิฏฐิ ๒ อย่าง กลุ้มรุมแล้ว พวกหนึ่งย่อมติดอยู่ พวกหนึ่งย่อมแล่นเลยไป ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ชอบภพ ยินดีในภพ บันเทิงอยู่ในภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อม ไปในธรรมที่เราแสดงเพื่อความดับภพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างนี้แล.
หน้า 33 ข้อ 357
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นเลยไปอย่างไร ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมอึดอัด ระอา เกลียดชังภพ ย่อมยินดีความ ปราศจากภพว่า ชาวเราเอ๋ย ได้ยินว่าเมื่อใด คนแต่กายแตกไปแล้วย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เมื่อนั้น ตนเบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เพราะฉะนั้น ความไม่เกิดนี้ละเอียด ประณีต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่ง ย่อมแล่นเลยไปอย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง ครั้นแล้วย่อม ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับความเป็นสัตว์ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ อย่างนี้แล. ถ้าภิกษุใด เห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง และก้าวล่วงความเป็นสัตว์แล้วย่อมน้อมใจไปในธรรม ตามที่เป็นจริง เพื่อความหมดสิ้นแห่งภวตัณหา ภิกษุ นั้น กำหนดรู้ ความเป็นสัตว์แล้ว ผู้ปราศจากตัณหา ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะความ ไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ ดังนี้. [๓๕๗] บุคคล ๓ จำพวกมีทิฏฐิวิบัติ บุคคล ๓ จำพวกมีทิฏฐิสมบัติ. บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฏฐิวิบัติ เดียรถีย์ ๑ สาวกเดียรถีย์ ๑ บุคคลผู้มีทิฏฐิผิด ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้นมีทิฏฐิวิบัติ. บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฏฐิสมบัติ พระตถาคต ๑ สาวกพระ- ตถาคต ๑ บุคคลผู้มีทิฏฐิชอบ ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฏฐิสมบัติ.
หน้า 34 ข้อ 358, 359, 360
นรชนใด เป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธ มีความ ลบหลู่ลามก มีทิฏฐิวิบัติ เจ้าเล่ห์ พึงรู้จักนรชนนั้น ว่าเป็นคนเลว นรชนใด เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูก- โกรธ ไม่ลบหลู่คุณท่าน ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ มีทิฏฐิ- สมบัติ มีปัญญา พึงรู้จักนรชนนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐ ดังนี้. [๓๕๘] ทิฏฐิวิบัติ ๓ ทิฏฐิสมบัติ ๓. ทิฏฐิวิบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นวิบัติว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิวิบัติ ๓ เหล่านี้. ทิฏฐิสมบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นอันถูกต้องว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ทิฏฐิสมบัติ ๓ เหล่านี้. [๓๕๙] ทิฏฐิอะไรว่า นั่นของเรา เป็นทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฏฐิอะไรว่า เราเป็นนั่น เป็นทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฏฐิอะไรว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นทิฏฐิเท่าไร ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอะไร. ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่า นั่นของเรา เป็นทิฏฐิ ๑๘ ทิฏฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ส่วนอดีต ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่า เราเป็นนั่น เป็น ทิฏฐิ ๔๔ ทิฏฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคต อัตตานุทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นสักกายทิฏฐิ มีวัตถุ ๒๐ ทิฏฐิ ๖๒ โดยมีสักกาย- ทิฏฐิเป็นประธานทิฏฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต. [๓๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงความเชื่อแน่ใน เรา ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ใน ธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้.
หน้า 35 ข้อ 361
บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๑ โกลังโกลโสดาบัน ๑ เอกพิชีโสดาบัน ๑ พระสกทาคามี ๑ พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ เชื่อในธรรมนี้. บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ อันตรายปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามี บุคคล ๑ อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ สสังขารปรินิพพายีอนาคามี- บุคคล ๑ อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีบุคคล ๑ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงความเชื่อแน่ในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ บุคคล ๕ จำพวกนี้เชื่อแน่ในธรรม นี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้. [๓๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสในเรา อย่างแน่นแฟ้น บุคคลเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้น รวม ๕ จำพวกนี้ เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในภพชั้น สุทธาวาสในธรรมนี้. บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๑... พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ เชื่อแน่ใน ธรรมนี้. บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ ... อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีบุคคล ๑ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสในเราอย่าง แน่นแฟ้น บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้น รวมเป็น ๕ จำพวกนี้ เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ เชื่อแน่ในภพ สุทธาวาสในธรรมนี้ ฉะนี้แล. จบทิฏฐิกถา
หน้า 36 ข้อ 361
อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่าสัทธัมมปกาสินี ในขุททกนิกาย ภาคที่ ๒ ทิฏฐิกถาในมหาวรรค ๑. อรรถกถาอัสสาทสทิฏฐินิเทศ บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาความตามลำดับแห่งทิฏฐิกถา อันท่าน กล่าวแล้วในลำดับแห่งญาณกถา. จริงอยู่ ทิฏฐิกถานี้ชำระมลทินคือมิจฉาทิฏฐิ ของผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ ซึ่งสะสมญาณที่ทำไว้แล้ว ด้วยญาณกถาเป็นอันทำไว้ ด้วยดี. อนึ่ง สัมมาทิฏฐิท่านกล่าวไว้ในลำดับแห่งญาณกถาว่า เป็นความ บริสุทธิ์ด้วยดี. ในทิฏฐิกถานั้นมีอยู่ ๔ ปริเฉท คือ คำถามมีอาทิว่า ทิฏฐิ คืออะไร ๑. การตอบคำถามที่ถามมีอาทิว่า คำว่า ทิฏฐิ คืออะไร คือการ ลูบคลำด้วยความถือผิด ๑ แสดงถึงความพิสดารของการตอบ ที่ตอบมีอาทิว่า ทิฏฐิ คือการลูบคลำด้วยความถือผิด เป็นอย่างไร ๑ การเปรียบเทียบกับ ทิฏฐิสูตรมีอาทิว่า ทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัสสาททิฏฐิ (ความเห็นด้วยความ พอใจ) ๑. ใน ๔ ปริเฉทนั้น พึงทราบวินิจฉัยในปุจฉาปริเฉทก่อน. ถามว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร เป็นธรรมปุจฉา (ถามธรรมดา) เป็นสภาวปุจฉา (ถาม ตามสภาพ).
หน้า 37 ข้อ 361
ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นเหตุปุจฉา (ถามตามเหตุ) เป็น ปัจจยปุจฉา (ถามตามปัจจัย). อธิบายว่า เหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลายมีเท่าไร. ถามว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นสมุทาจารปุจฉา (ถามตาม ความปรากฏ) เป็นวิการปุจฉา (ถามทำให้แปลกไป). จริงอยู่ ทิฏฐิทั้งหลาย นั่นแล ชื่อว่า ทิฏฐิปริยุฏฐานะ (ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ) เพราะตั้งขึ้น หุ้มห่อจิตด้วยอำนาจแห่งความปรากฏ. ถามว่า ทิฏฐิเท่าไร เป็นสังขยาปุจฉา (ถามตามจำนวน) เป็น คณนาปุจฉา (ถามตามคำนวณ) แห่งทิฏฐิทั้งหลาย. ถามว่า ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร เป็นทิฏฐิปเภทปุจฉา (ถาม ตามประเภทของทิฏฐิ) ด้วยประเภทแห่งวัตถุ ด้วยความต่างกันแห่งอารมณ์. เพราะว่า ทิฏฐิทั้งหลายนั่นแล ย่อมยึดถือ ย่อมลูบคลำวัตถุนั้น ๆ อารมณ์นั้นๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิปรามาส (ลูบคลำทิฏฐิ). ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน เป็นปฏิปักขปุจฉา (คำถามเป็นปฏิปักษ์กัน ) เป็นปหานูปายปุจฉา (คำถามหาอุบายที่จะละ) แห่ง ทิฏฐิทั้งหลาย จริงอยู่เหตุแห่งทิฏฐิเหล่านั้นมีขันธ์เป็นต้น เป็นเหตุแห่งทิฏฐิ จึง เป็นไปไม่ได้ด้วยการถอนทิฏฐิ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นอันต้องถอนเหตุ เหล่านั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิฐานสมุคฆาตะ (ถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) เพราะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นเหตุเบียดเบียนอย่างร้ายกาจ. บัดนี้พึงทราบคำตอบ ๖ ข้อ มีอาทิว่า ทิฏฐิเป็นอย่างไร ของคำถาม ทั้ง ๖ ข้อเหล่านั้น. ในคำถามเหล่านั้น พึงทราบคำถามที่ควรตอบว่า ทิฏฐิ เป็นอย่างไร ดังต่อไปนี้. คำตอบว่า ทิฏฐิ คือการลูบคลำด้วยความเห็นผิด. ก็ทิฏฐินั้นชื่อว่า อภินิเวสะ เพราะยึดถือ ตั้งมั่น ถือมั่น ด้วยอำนาจแห่งความเที่ยงเป็นต้น
หน้า 38 ข้อ 361
ในวัตถุอันไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะก้าวล่วงอาการไม่เที่ยง เป็นต้น แล้วลูบคลำยึดถือต่อไป เป็นไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นของเที่ยง เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปรามาสะ เพราะลูบคลำยึดถือสิ่งอื่น มีอาทิ ว่าเป็นของเที่ยง ว่าเป็นของจริงอย่างสูงสุด. ความยึดถือและการลบคลำนั้น ชื่อว่า อภินิเวสปรามาสะ. พระสารีบุตรเถระย่อมตอบสภาวะของทิฏฐิโดย กิจว่า ทิฏฐิมีประการอย่างนี้ ดังนี้. บทว่า ตีณิ สตํ คือ ๓๐๐* เป็นความคลาดเคลื่อนของวจนะ. ถามว่า การถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน เป็นการยกคำถามขึ้นแล้ว ตอบว่า โสดา- ปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิ. บัดนี้ พึงทราบการแสดงโดยพิสดารของบทมีอาทิว่า กถํ อภินิเวส- ปรามาโส การลูบคลำด้วยการถือผิดเป็นอย่างไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ เป็นทุติยาวิภัตติ. เชื่อมความว่า การ ลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป. อนึ่ง ในบทว่า รูปํ นี้ ได้แก่ รูปูปาทานขันธ์ และกสิณรูป. ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความถือผิดว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา พึงประกอบเฉพาะอย่าง. บทว่า เอตํ เป็นสามัญวจนะ. ด้วยบทนั้นท่านทำให้เป็นนปุงสกวจนะ และเอกวจนะว่า นั่นเวทนาของเรา นั่นสังขารของเรา. แต่บทว่า เอโส ท่านเพ่งถึงสิ่งที่ควรกล่าวถึง จึงทำให้เป็นปุลลิงควจนะ. พระสูตรเป็น ตึสสตํ (๑๓๐) แต่อรรถกถาใช้คำว่า ตีณิสตํ (๓๐๐) เป็นวจนะวิปลาส นับ จำนวนดังนี้คือ ขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, วิญญาณ ๖, จักขุสัมผัสสชาเวทนา ๖, สัญญา ๖ สัญเจตนา ๖, ตัณหา ๖, วิตก ๖, วิจาร ๖, ธาตุ ๖, กสิณ ๑๐, โกฏฐาส ๓๒, อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อินทรีย์ ๑๕, ธาตุ ๒๓, ปฏิจจะ ๑๒, รวม ๑๙๓ นับที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ความกลุ้มรุม ทิฏฐิ ๑๘ ทิฏฐิ ๑๖, ทิฏฐิอีก ๓ (คือนั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา) และทิฏฐิ ๖๒ รวมทั้งหมด ๓๐๐ พอดี.
หน้า 39 ข้อ 361
บทว่า เอตํ มม (นั่นของเรา) เป็นทิฏฐิมีความสำคัญ เพราะตัณหา เป็นมูล. บทว่า เอโสหมสฺมิ (เราเป็นนั่น) เป็นทิฏฐิมีความสำคัญ เพราะ มานะเป็นมูล. บทว่า เอโส เม อตฺตา (นั่นเป็นตัวตนของเรา) มีความสำคัญ เพราะทิฏฐินั่นเอง. ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาความแห่งคำทั้ง ๓ เหล่านี้ว่า ความดำริ ด้วยมมังการ (ความถือว่าเป็นของเรา) ว่านั่นเป็นของเรา ความดำริด้วย อหังการ (ความถือว่าเป็นเรา) ว่าเราเป็นนั่น และการถือมั่นตัวตนอันดำริ ด้วยอหังการ มมังการว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา. อนึ่ง การยกย่องด้วยมานะ อาศัยตัณหาเป็นมูลตามลำดับ อันมานะยกย่องแล้วอาศัยตัณหาเป็นมูล และ การยึดถือตัวตน. การไม่เห็นลักษณะที่เป็นทุกข์แห่งสังขารทั้งหลาย การไม่ เห็นลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยงแห่งสังขารทั้งหลาย และการยึดถือตัวตนอันเป็น เหตุไม่เห็นพระไตรลักษณ์แห่งสังขารทั้งหลาย การยึดถือตัวตนของผู้ที่ถึงความ วิปลาสในความทุกข์ว่าเป็นความสุข ในความไม่งามว่าเป็นความงาม ในความ เป็นของไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง และผู้ถึงความวิปลาส ๔ อย่าง. ความดำริ ด้วยอาการแห่งปุพเพนิวาสญาณ ความดำริ เพื่อจะได้ในอนาคตแห่งทิพยจักษุ ญาณ และการยึดถือตัวตนของผู้อาศัยความดำริในธรรมทั้งหลายอันเป็น อิทัปปัจจยตา (สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) และปฏิจจสมุปบาททั้งส่วนเบื้องต้น และส่วนเบื้องปลาย คำนึงถึงอดีตด้วยความพอใจ หวังอนาคตด้วยความพอใจ หมกมุ่นอยู่ในปัจจุบัน ชื่อว่ายึดถือตัวตน. ทิฏฐิมีความไม่รู้เป็นเหตุในส่วน เบื้องต้น ในส่วนเบื้องปลาย และการยึดถือตัวตนมีความไม่รู้เป็นเหตุ ในธรรม
หน้า 40 ข้อ 361
ทั้งหลายอันเป็นอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาทในส่วนเบื้องต้นและส่วน เบื้องปลาย. อนึ่ง ทิฏฐิทั้งหลายในทิฏฐิกถานี้ มีขันธ์ ๕ เป็นวัตถุ เป็นที่หนึ่ง. แต่นั้นท่านกล่าวถึงทิฏฐิทั้งหลาย มีอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ วิญญาณ กายสัมผัส กายเวทนา กายสัญญา กายเจตนา กายตัณหา กายวิตกวิจารธาตุ กสิณ ๑๐ อาการ ๓๒ เป็นวัตถุ. อนึ่ง ในอาการ ๓๒ พึงทราบว่า ไม่ควรยึดถือไว้แผนกหนึ่ง ทำการ ยึดถือดุจยึดถือไว้แผนกหนึ่ง โดยยึดถือสรีระทั้งสิ้น แต่นั้นก็ประกอบด้วย อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๑๙ ประกอบอินทรีย์อันเป็นโลกุตระโดย ส่วนเดียว ๓ เพราะทิฏฐิทั้งหลายย่อมไม่มีโลกุตระเป็นวัตถุ. อนึ่ง ในธรรม ทั้งหลายที่เจือด้วยโลกิยะและโลกุตระแม้ทั้งปวง พึงถือเอาโลกิยะอย่างเดียว ยกเว้นโลกุตระ และไม่ควรถือรูปอันเนื่องด้วยอนินทรีย์เท่านั้น แต่นั้นก็ ประกอบด้วยธาตุ ๓ ภพ ๙ อย่าง ฌาน พรหมวิหารสมาบัติ และองค์แห่ง ปฏิจจสมุปบาท. การบริหารในการถือเอาชาติ ชรา และมรณะไว้ต่างหาก มีนัยดังได้กล่าวแล้ว. บททั้งหลายมีรูปเป็นต้นเท่านี้ทั้งหมด อันมีชราและ มรณะเป็นที่สุด มีอยู่ ๑๙๘ บท. พึงทราบวินิจฉัยในที่ตั้งแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ บทว่า ขนฺธาปิ ทิฏฺิฏฺานํ แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะสักกายทิฏฐิแม้มีวัตถุ ๒๐ อย่าง ก็เป็น วัตถุแห่งขันธ์ ๕ และเพราะเหตุพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง เมื่อพิจารณาอยู่เสมอ ๆ ย่อมพิจารณา เห็นตนเสมอ ๆ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าทั้งหมด ย่อมพิจารณาเห็น
หน้า 41 ข้อ 361
เสมอ ๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล หรือขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งขันธ์ ๕ เท่านั้น. บทว่า อวิชฺชาปิ ทิฏฺิฏฺานํ (แม้อวิชชาก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ความว่า อวิชชาเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นความเกิดขึ้น แห่งทิฏฐิของคนบอดทั้งหลาย และเพราะบาลีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิฏฐิว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมปรากฏในท่านผู้ที่มิได้ตรัสรู้เองโดยชอบ ดังนี้ ทิฏฐินี้ย่อมปรากฏ เพราะอาศัยอะไร พระเจ้าข้า. ดูก่อนกัจจานะ ธาตุ นี้ใหญ่นักแล คือ อวิชชาธาตุ ดูก่อนกัจจานะ สัญญาเลว ทิฏฐิเลว ย่อม เกิดขึ้นเพราะอาศัยธาตุเลว. บทว่า ผสฺโสปิ ทิฏฺิฏฺานํ (แม้ผัสสะก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ความว่า ผัสสะเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความกระทบด้วยผัสสะนั้นเป็นความ เกิดขึ้นแห่งทิฏฐิ และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์ เหล่าใด ดำริส่วนเบื้องต้น มีความเห็นตามส่วนเบื้องต้น ย่อมกล่าวถึงบทที่ พอใจหลาย ๆ อย่าง ปรารภส่วนเบื้องต้น แม้ข้อนั้นก็เป็นปัจจัยแห่งผัสสะ. บทว่า สญฺาปิ ทิฏฺิฏฺานํ (แม้สัญญาก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ความว่า สัญญาเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความที่สัญญาเป็นเหตุถือเอาตามสภาพ ที่ไม่เป็นจริง โดยถือเอาเพียงอาการ เพราะคำอันสภิยปริพาชกทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอ ด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฏฐิ ๓ และ ๖๐ ที่ อาศัยคัมภีร์อันเป็นวาทะเป็นประธานของสมณะผู้ถือ ลัทธิอื่นที่อาศัยอักขระคือความหมายรู้กัน [ว่าหญิงว่า
หน้า 42 ข้อ 361
ชาย) และสัญญาอันวิปริต ทรงก้าวล่วงความมืดคือ โอฆะได้แล้ว. และเพราะบาลีว่า ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้ามีสัญญาเป็นเหตุ ดังนี้. บทว่า วิตกฺโกปิ ทิฏฺิฏฺานํ (แม้วิตกก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ความว่า วิตกเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความเกิดแห่งทิฏฐิด้วยวิตกถึงอาการและ เพราะบาลีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สัจจะมากหลายต่าง ๆ กัน เว้นจากสัญญาว่า เที่ยงเสียหาใช่มีในโลกไม่. ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมา กำหนดความคาดคะเนทิฏฐิทั้งหลายแล้ว จึงกล่าว ทิฏฐิอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ. บทว่า อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺิฏฺานํ (แม้อโยนิโสมนสิการ ก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ความว่า อโยนิโสมนสิการเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุทั่วไปแห่งอกุศลทั้งหลาย และเพราะบาลีว่า เมื่อพระโยคาวจรนั้นกระทำไว้ในใจ โดยอุบายไม่แยบคาย ทิฏฐิ ๖ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺิฏฺานํ (แม้มิตรชั่วก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ความว่า มิตรชั่วเป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะมิตรชั่ว เป็นความเกิดแห่ง ทิฏฐิ ด้วยการคล้อยตามไปกับความเห็น และเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นองค์อื่นในภายนอกแม้องค์เดียวที่จะเป็นไปเพื่อความฉิบหาย อันใหญ่อย่างนั้นเหมือนความมีมิตรชั่วนี้เลย. บทว่า ปรโต โฆโสปิ ทิฏิฏฺานํ (แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้ง แห่งทิฏฐิ) ความว่า เสียงทำให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่ที่อื่นกถาประกอบด้วย
หน้า 43 ข้อ 361
มิจฉาทิฏฐิ เป็นเหตุแห่งทิฏฐิทั้งหลาย เพราะความเกิดแห่งทิฏฐิด้วยการฟัง ธรรมที่กล่าวไม่ดีและเพราะบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๒ อย่าง ปัจจัย ๒ อย่าง เหล่านี้คือเสียงแต่ที่อื่น และอโยนิโสมนสิการย่อมเป็นไปเพื่อให้เกิด มิจฉาทิฏฐิ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะไขความแห่งบทว่า ทิฏฺฐิฏฺานํ ที่ ตั้งแห่งทิฏฐิ จึงกล่าวคำมีอาทิว่าขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัยดังนี้. อธิบายว่า ขันธ์ทั้งหลายเท่านั้นเป็นเหตุเกิดและเป็นปัจจัยอุปถัมภ์เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย. บทว่า สมุฏฺานตฺเถน (เพราะอรรถว่าตั้งขึ้น) ความว่า ชื่อว่า สมุฏฐาน เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้น คือ เกิดขึ้น. อธิบายว่า เป็นเหตุ เพราะ อรรถว่าตั้งขึ้นนั้น คือเพราะความเป็นเหตุแห่งทิฏฐิ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงประเภทของทิฏฐิโดย ประเภทแห่งกิจ จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า กตมานิ อฏฺารส ทิฏฺิปริยุฏฺ- านานิ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เป็นไฉน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยา ทิฏฺิ เป็นบทต้นเหตุอันทั่วไปแก่บท ทั้งหลาย ๑๘ บทซึ่งจะกล่าวในบัดนี้. พึงทำการเชื่อมด้วยบททั้งปวงว่า ทิฏฐิ คือ ทิฏฐิคตะ ทิฏฐิรกชัฏ เป็นต้น. ชื่อว่าทิฏฐิ เพราะอรรถว่าไม่เห็นตามความ เป็นจริง. การเห็นไปในทิฏฐิทั้งหลายนั้นนั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิคตะ เพราะหยั่งลง ภายในทิฏฐิ ๖๒. ท่านกล่าวความแห่งทิฏฐิคตะนั่นแล้วแม้ในหนหลัง แม้เพราะ ที่สุดสองอย่างไปโดยส่วนเดียวก็เป็นทิฏฐิคตะ. ทิฏฐินั้นชื่อว่า ทิฏฐิรกชัฏ เพราะอรรถว่าก้าวไปได้ยาก ดุจรกด้วย หญ้า ป่าและภูเขา. ชื่อว่าทิฏฐิกันดาร เพราะอรรถว่า มีความรังเกียจ และ มีภัยเฉพาะหน้า ดุจกันดารเพราะโจร เพราะสัตว์ร้าย เพราะไม่มีน้ำ เพราะ
หน้า 44 ข้อ 361
หาภิกษาได้ยาก. ในธรรมสังคณีมาแล้วโดยลิงค์ว่า ทิฏิกนฺตาโร (กันดาร ด้วยทิฏฐิ) ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่าเสียดแทงและตรงข้าม กับสัมมาทิฏฐิ. จริงอยู่ การเห็นผิดย่อมเจาะทะลุและตรงข้ามกับการเห็นชอบซึ่ง เกิดขึ้น. ในธรรมสังคิณีมาแล้วว่า เป็นข้าศึกของทิฏฐิ. ชื่อว่า ทิฏฐิวิบัติ เพราะเป็นทิฏฐิปรวนแปรผิดรูปโดยที่บางครั้งถือเอาสัสสตทิฏฐิ บางครั้งถือเอา อุจเฉททิฏฐิ. จริงอยู่ เจ้าทิฏฐิไม่สามารถตั้งอยู่ในทิฏฐิเดียวได้ บางครั้งระลึกถึง สัสสตทิฏฐิ บางครั้งระลึกถึงอุจเฉททิฏฐิ. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นสังโยชน์ เพราะทิฏฐิ นั่นแลประกอบในสิ่งไม่เป็นประโยชน์. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นลูกศร เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นลูกศร เพราะ อรรถว่า เจาะเข้าไปในภายใน และเพราะอรรถว่า นำออกได้ยาก. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นความคับแคบ เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าคับแคบ เพราะ ทำการบีบคั้น. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องกังวล เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเครื่องกังวล เพราะปิดกั้นความพ้น. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพัน เพราะแก้ได้ยาก. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหว เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นเหว เพราะขึ้น ได้ยาก. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นอนุสัย เพราะทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าเป็นอนุสัย เพราะไป ด้วยเรี่ยวแรง.
หน้า 45 ข้อ 361
ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน เพราะทิฏฐินั่นแล ทำตนให้เดือด- ร้อน. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน เพราะทิฏฐินั่นแล ตามเผาผลาญตน. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะทิฏฐินั่นแล ร้อยรัดกายด้วย กิเลส. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเครื่องยึดมั่น เพราะทิฏฐินั่นแล ยึดถือไว้อย่างมั่น. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิด เพราะถือผิดด้วยการยึดว่า เป็นจริง เป็นต้น. ชื่อว่าทิฏฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ เพราะทิฏฐินั่นแล ย่อมลูบคลำว่านี้ เป็นอื่น หรือลูบคลำจากอื่น. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้ถึงทิฏฐิ ๑๖ ด้วยอำนาจแห่งหมู่ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทิฏฐิ ๑๖ เป็นไฉน. พึงทราบวินิจฉัยในทิฏฐิ ๑๖ นั้นดังต่อไปนี้. ทิฏฐิในความพอใจ คือ สุขและโสมนัส ชื่อว่า อัสสาททิฏฐิ ทิฏฐิอันไปตามตนชื่อว่า อัตตานุทิฏฐิ- ทิฏฐิอันวิปริต เพราะเป็นไปว่าไม่มี ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ. ทิฏฐิในกายอันมีอยู่ หรือทิฏฐิอันมีอยู่ในกาย ชื่อว่าสักกายทิฏฐิ. อนึ่ง ในบทว่า กาโย นี้ คือ ขันธปัญจก. ทิฏฐิชื่อว่า สกฺกายวตฺถุกา เพราะมีสักกายะคือขันธบัญจก เป็นวัตถุคือเป็นที่ตั้ง. ทิฏฐิอันเป็นไปแล้วว่าเที่ยง ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. ทิฏฐิ อันเป็นไปแล้วว่าสูญ ชื่อว่า อุจเฉททิฏฐิ. ชื่อว่าอันตคาหิกทิฏฐิ เพราะถือ เอาที่สุดมีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น หรือเพราะมีการถือเอาที่สุด. ทิฏฐิอันไปตามที่สุด เบื้องต้นคืออดีต ชื่อว่าปุพพันตานุทิฏฐิ. ทิฏฐิอันไปตามที่สุดเบื้องปลายคือ อนาคต ชื่อว่าอปรันตานุทิฏฐิ. ชื่อว่าสังโยชนิกาทิฏฐิ เพราะประกอบในสิ่ง
หน้า 46 ข้อ 361
ไม่มีประโยชน์. ทิฏฐิอันผูกพัน สืบต่อให้เกิดขึ้นด้วยมานะอันเกิดขึ้นว่าเป็นเรา ด้วยการถือตัว อันเป็นมูลแห่งทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิผูกพันด้วยมานะว่าเป็นเรา. อนึ่ง ทิฏฐิอันผูกพันด้วยมานะอันเกิดขึ้นว่า ของเราด้วยการถือว่าเป็นของเรา ชื่อว่าทิฏฐิผูกพันด้วยมานะว่า ของเรา. การพูด การกล่าวของตน ชื่อว่า อัตตวาทะ. ทิฏฐิอันสัมปยุตเกี่ยวข้องด้วยอัตตวาทะนั้นชื่อว่าทิกฐิอันสัมปยุตด้วย อัตตวาทะ. การพูดการกล่าวว่าโลกของตน ชื่อว่า โลกวาทะ. ทิฏฐิอันสัมปยุต ด้วยโลกวาทะนั้น ชื่อว่าทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ความเที่ยงท่านกล่าวว่า ภพ. ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความเที่ยง ชื่อว่าภวทิฏฐิ. ความสูญท่านกล่าวว่า วิภวะ. ทิฏฐิอันเกิดขึ้นด้วยความสูญ ชื่อว่าวิภวทิฏฐิ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงความถือผิดด้วยทิฏฐิ ๓๐๐ จึงถามว่า การถือผิดด้วยทิฏฐิ ๓๐๐ เป็นไฉน. ไม่แก้ความถือผิด เหล่านั้น ประสงค์จะแก้โดยแก้ความถือผิดไว้แผนกหนึ่ง จึงถามถึงอาการ ถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๖ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วย อาการเท่าไร แล้วแก้การนับอาการถือผิดแห่งทิฏฐิ ๑๖ อย่างเท่านั้นมีอาทิ ว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ ต่อไป เมื่อจะแก้การนับเหล่านั้น อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน. ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ปฏิจฺจ คืออาศัยรูปขันธ์. บทว่า อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ (สุข โสมนัสเกิดขึ้น) ความว่า สุข โสมนัส สัมปยุตด้วยราคะ อาศัยเรือน ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูปสมบัติว่า กายของ เรานี้ เป็นเช่นนี้ดังนี้. สุขและโสมนัสโดยอรรถได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บทว่า รูปสฺส อสฺสาโท (อัสสาทะแห่งรูป) คือ ความยินดีอาศัยรูป. ชื่อว่า อัสสาทะ เพราะยินดีเสวยสุขนั้นด้วยอำนาจแห่งตัณหา.
หน้า 47 ข้อ 361
บทว่า อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺิ (ทิฏฐิคือการลูบคลำด้วยความ ถือผิด) ความว่า ความยินดีนั้นเป็นการลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เที่ยงก็ดี จักสูญก็ดี ย่อมทำคนเที่ยงหรือสูญให้มีความสุขก็ดี. เพราะฉะนั้น บทว่า ยา จ ทิฏฺิ โย จ อสฺสาโท (ทิฏฐิและอัสสาทะ) คือทิฏฐินั้นเว้นอัสสาทะ จะมีไม่ได้ แม้อัสสาทะจะมีและไม่มีทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น ทั้งสองอย่างจึงทำ รวมกัน. บทว่า อสฺสาททิฏฺิ ท่านอธิบายว่า ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปในความ ยินดี. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นเทียบเคียงด้วยสูตรต่าง ๆ แล้วประสงค์ ติเตียนมิจฉาทิฏฐิและผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาททิฏฐิเป็น มิจฉาทิฏฐิ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺิวิปตฺติ ได้แก่ วิบัติด้วยทิฏฐิ คือ มิจฉาทิฏฐิอันยังสัมมาทิฏฐิให้พินาศ. บทว่า ทิฏฺิวิปนฺโน บุคคลผู้มีทิฏฐิ- วิบัติ อธิบายว่า ชื่อว่า ทิฏฺิวิปนฺโน เพราะมีสัมมาทิฏฐิวิบัติคือพินาศ หรือวิบัติพินาศด้วยทิฏฐิ. บุคคลผู้มีทิฏฐิวิบัตินั้นไม่ควรเสพด้วยการเข้าไปหา ไม่ควรคบด้วยจิต ไม่ควรนั่งใกล้ด้วยการเข้าไปหาแล้วนั่งลง. บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ (ข้อนั้น เพราะเหตุไร) เป็นการณปุจฉา (ถาม ถึงเหตุ) ของบุคคลนั้นว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรทำการเสพเป็นต้นนั้น. ตอบถึงเหตุว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก ฉะนั้นจึงไม่ควรทำการเสพ เป็นต้นนั้น. บทว่า ทิฏฺิ โย ราโค (ทิฏฐิราคะใด) ความว่า ราคะเกิดขึ้นด้วย ทิฏฐิปรารภทิฏฐิว่า ทิฏฐิของเราดี ดังนี้. บทว่า ทิฏฺิราครโต (เป็นผู้ยินดี
หน้า 48 ข้อ 361
ในทิฏฐิราคะ) ความว่า เป็นผู้ยินดีด้วยทิฏฐิราคะนั้นดุจผ้าย้อมด้วยสี. บทว่า น มหปฺผลํ (เป็นทานไม่มีผลมาก) คือ ด้วยผลอันเป็นวิบาก. บทว่า น มหานสํสํ (เป็นทานไม่มีอานิสงส์มาก) คือ ด้วยผลอันหลั่งไหลหรือผลลัพธ์. บทว่า ปุริสปุคฺคลสฺส คือแห่งบุรุษบุคคล. เพราะโดยโวหารของชาวโลก สรีระท่านเรียกว่า ปุํ. ชื่อ ปุริส เพราะนอนคือเป็นไปในสรีระนั้น. นรก ท่านเรียกว่า ปุํ. ชื่อ ปุคฺคล เพราะไปสู่นรกนั้น. จริงอยู่ โดยมากสัตว์ทั้งหลาย จุติจากสุคติแล้ว ย่อมเกิดในทุคติทั้งนั้น. บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ คือความที่ไม่มีผลมากนั้น เป็นเพราะเหตุไร. บทว่า ทิฏฺิ หิสฺส ปาปิกา ความว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก ฉะนั้น จึงไม่มีผลมาก. บทว่า เทฺวว คติโย มีคติเป็น ๒ คือ มีคติเป็น ๒ ในคติ ๕ เป็นนรกเพราะทิฏฐิวิบัติ เป็นกำเนิดดิรัจฉานเพราะทิฏฐิสมบัติ. บทว่า ยญฺเจว กายกมฺมํ คือ กายกรรมมีดำรงเพศของตนประกอบ ข้อปฏิบัติ อภิวาท บำรุง และทำอัญชลีเป็นต้น. บทว่า ยญฺจ วจีกมฺมํ คือ วจีกรรมมีการเล่าเรียน ท่อง แสดง ชักชวนในลัทธิของตนเป็นต้น. บทว่า ยญฺจ มโนกมฺมํ คือ มโนกรรมประกอบด้วยความคิด คำนึง ถึงโลกนี้โลกหน้า และสิ่งที่ทำแล้ว และยังไม่ได้ทำ. กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในหญ้า ขอนไม้ ข้าวเปลือก พืชทั้งหลาย และในการมอบให้รับ บริโภคทานของสัตว์ผู้มีทิฏฐิ. บทว่า ยถาทิฏฺิ (ตามทิฏฐิ) คือ สมควรแก่ทิฏฐิ นั้น. บทว่า สมตฺตํ คือ ให้บริบูรณ์. บทว่า สมาทินฺนํ (สมาทาน) คือ ถือเอา.
หน้า 49 ข้อ 361
แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า กายกรรมนั้นมี ๓ อย่าง คือ กายกรรม ตั้งไว้ตามทิฏฐิ ๑ กายกรรมเกิดร่วมกับทิฏฐิ ๑ กายกรรมอนุโลมตามทิฏฐิ ๑. ในกายกรรม ๓ อย่างนั้น กายกรรมกล่าวคือ ปาณาติบาต อทินนาทาน และ มิจฉาจารของผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามไม่มี บาป อันมีกายกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง นี้ชื่อว่า กายกรรมตั้งอยู่ตาม ทิฏฐิ. กายกรรมเกิดร่วมกันด้วยความเห็นตามทิฏฐินี้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกามไม่มีบาป อันมีกายกรรมนั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง นี้ชื่อว่า กายกรรมเกิดร่วมกันกับทิฏฐิ. กายกรรมนั้นนั่นแลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ สมาทานแล้ว ถือเอาแล้ว ลูบคลำแล้วให้บริบูรณ์ ชื่อว่า กายกรรมอนุโลม ตามทิฏฐิ. แม้ในวจีกรรม มโนกรรม ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง ในวจีกรรม มโนกรรมนี้พึงประกอบว่า ผู้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดไม่มีบาป อันมีวจีกรรม มโนกรรม นั้นเป็นเหตุ บาปไม่มาถึง ดังนี้. อนึ่ง นัยที่กล่าวด้วยการดำรงเพศ การ เล่าเรียน และความคิดของชาวโลกเป็นต้น เป็นนัยที่ดีในข้อนี้. พึงทราบวินิจฉัยในเจตนาเป็นต้นดังต่อไปนี้. ความคิดอันเกิดร่วมกับ ทิฏฐิ ชื่อว่า เจตนา. ความต้องการอันเกิดร่วมกับทิฏฐิ ชื่อว่า ความปรารถนา. การตั้งจิตด้วยอำนาจแห่งความปรารถนาด้วยความตั้งใจ ชื่อว่า ความตั้งใจ. ธรรมทั้งหลาย อันเนื่องด้วยสังขารขันธ์มีผัสสะเป็นต้น สัมปยุตด้วยเจตนา เป็นต้นเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร. ด้วยบทมีอาทิว่า อนิฏฺาย (เพื่อผลไม่น่าปรารถนา) ท่านกล่าวถึง ทุกข์ทั้งนั้น. เพราะทุกข์อันสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข ชื่อว่า ไม่ปรารถนาเพราะ ไม่แสวงหา ชื่อว่า ไม่น่าใคร่ เพราะไม่เป็นที่รัก ชื่อว่า ไม่น่าพอใจ เพราะ
หน้า 50 ข้อ 361
ไม่ทำให้เจริญใจ และเพราะไม่สบอารมณ์ ชื่อว่า ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพราะไม่เจริญต่อไป ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะบีบคั้น. บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ความว่า การเป็นไปอย่างนั้นเพราะเหตุไร. แสดงถึงเหตุนั้นว่า เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิลามก. อธิบายว่า เพราะทิฏฐิของ บุคคลนั้นเลวทราม ลามก ฉะนั้นจึงเป็นไปอย่างนั้น. บทว่า อลฺลาย ปวิยา นิกฺขิตฺตํ (ฝังลงในแผ่นดินเปียก) คือ ปลุกลงไปในแผ่นดินที่ชุ่มด้วยน้ำ. บทว่า ปวีรสํ อาโปรสํ (รสแผ่นดิน รสน้ำ) ความว่า ในที่นั้นๆ สมบูรณ์ด้วยแผ่นดินและน้ำ. เพราะในที่ที่ฝังพืช แผ่นดินทั้งหมดและน้ำทั้งหมด ไม่ยังพืชและผลให้ผลิตได้. ส่วนพื้นที่ของ แผ่นดินและน้ำเหล่านั้นเท่านั้นที่สัมผัสพืช ย่อมให้พืชผลผลิตได้. เพราะฉะนั้น พื้นที่นั้นจึงเป็นปัจจัยเพื่อเลี้ยงพืช พึงทราบว่าเป็นรสแผ่นดิน เป็นรสน้ำ. เพราะรสศัพท์มีความสมบูรณ์ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่ารส ท่านกล่าว ด้วยความสมบูรณ์ด้วยกิจ อนึ่ง เมื่อชาวโลกกล่าวว่า คนธรรพ์มีเสียงดี ย่อม รู้ความว่า คนธรรพ์สมบูรณ์ดีแล้ว. บทว่า อุปาทิยติ คือ ถือเอา. เพราะพืชได้พื้นที่ที่เป็นปัจจัย ย่อม ผลิตได้. บทว่า สพฺพนฺตํ คือรสทั้งปวงนั้น. บทว่า ติตฺตกตฺตาย (เพื่อ ความเป็นของมีรสขม) ความว่า รสแผ่นดิน และรสน้ำนั้น แม้ไม่มีรสขม อาศัยพืชที่ขม ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขมแห่งต้นสะเดาเป็นต้น และผล เท่านั้น. บทว่า กฏุกตฺตาย (มีรสปร่า) นี้เป็นไวพจน์ของบทก่อนนั่นเอง. พึงทราบว่ารสขมในที่นี้ชื่อว่า รสปร่า เพราะไม่เป็นที่ชอบใจดุจในอาคตสถานว่า มะม่วงนี้เมื่อก่อนได้รับความนิยมมีสีกลิ่นและ รส เพราะเหตุไร มะม่วงจึงมีรสปร่าไป.
หน้า 51 ข้อ 361
บทว่า อสารตาย เพื่อความไม่เป็นสาระ คือ ไม่มีรสหวาน. ปาฐะว่า อสาทุตฺตาย บ้าง ความว่า มีรสไม่อร่อย. เพราะบทว่า สาทุ แปลว่า อร่อย. บทว่า พีชํ หิสฺส ได้แก่พืชของสะเดาเป็นต้นนั้น. บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ. เพราะสุขเวทนาเป็นความยินดีอย่างยิ่ง. ฉะนั้นท่าน จึงแสดงถึงโทษแห่งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งทุกขเวทนา. พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงถึงโทษแห่งทิฏฐิโดยประเภท ๑๘ อย่าง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อัสสาท- ทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ. บทนั้นมีความดังได้กล่าวไว้แล้ว. บทว่า อิเมหิ อฏฺารสหิ อากาเรหิ ปริยฏิตจิตฺตสฺส สํโย- โค (ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฏฐิกลุ้มรุมด้วยอาการ ๑๘ อย่างเหล่านี้) ท่าน แสดงถึงความผูกพันในสงสารด้วยทิฏฐินั่นเอง. ก็เพราะสังโยชน์แม้เป็นทิฏฐิก็มี แม้ไม่เป็นทิฏฐิก็มี ฉะนั้น พระสารี- บุตรเถระเมื่อจะแสดงประเภทนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ สโชนานิ เจว สังโยชน์มีอยู่ดังนี้. ในบทนั้น เพราะกามราคสังโยชน์มีที่มาว่า อนุนยสฺโชนํ คือ สังโยชน์ที่มีนัยตามกัน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุนยสฺโชนํ พึงทราบว่า อนุนยสังโยชน์นี้ ท่านกล่าวหมายถึงความโลภที่เป็นไป ยังไม่ถึงความเป็น กามราคสังโยชน์. ในวาระแม้เป็นมูลเหตุ มีขันธ์และอายตนะที่เหลือเป็นต้น ก็พึงทราบความโดยนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง เพราะอัสสาทะมีเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงทำเทศนา มีเวทนา เป็นที่สุด ไม่ถือเอาสัญญาเป็นต้น. บทว่า อิเมหิ ปฺจตฺตึสาย อากาเรหิ (ด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้) คือ ด้วยอาการ ๓๕ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ คือ อัสสาทะอันเกิดขึ้นเพราะ อาศัยวัตถุ ๓๕ เหล่านี้ คือ เบญจขันธ์ ๕ และอายตนะภายในเป็นต้น ๖ หมวด. จบอรรถกถาอัสสาททิฏฐินิเทศ
หน้า 52 ข้อ 361
อรรถกถาอัตตานุทิฏฐินิเทศ (แสดงถึงอัตตานุทิฏฐิ) พึงทราบวินิจฉัยในอัตตานุทิฏฐิ ดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน. (ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ) คือ ผู้ควรรู้ไม่ได้สดับ เพราะไม่มีการศึกษา เล่าเรียนและการบรรลุ. ผู้ที่ชื่อว่าไม่มีการศึกษา ทำการปฏิเสธอัตตานุทิฏฐิ เพราะปราศจากการเล่าเรียน การสอบถามและการวินิจฉัย ในขันธ์ ธาตุ อายตนะ สัจจะ ปัจจยาการและสติปัฏฐานเป็นต้น. และผู้ที่ชื่อว่าไม่บรรลุ เพราะ ไม่บรรลุข้อปฏิบัติที่ควรบรรลุ. ชื่อว่าเป็นไญยบุคคลผู้ไม่ได้สดับ เพราะไม่มี การศึกษาและการบรรลุ. จริงอยู่ บทว่า สุตํ (สดับแล้ว) คือ มีการศึกษาพุทธวจนะ และบรรลุ ด้วยการกล่าวถึงเหตุ เพราะมีสุตะเป็นผล ชื่อว่า สุตวา ผู้สดับเพราะมีสุตะ นั้น ผู้ไม่มีสุตะ ชื่อว่าผู้ไม่ได้สดับ. บุคคลผู้ไม่ได้สดับนี้นั้น เป็นปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสหนาให้เกิดเป็นต้น ชนนี้เป็นผู้ชื่อว่า มีกิเลสหนาเพราะเป็นผู้ยังกิเลสหนา ให้เกิดขึ้นหยั่งลงถึงภายใน. จริงอยู่ ชนนั้นเป็นปุถุชนด้วยเหตุยังกิเลสเป็นต้น อันหนามีประการ ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะยังกิเลสหนา ให้เกิดขึ้น, เพราะกำจัดสักกายทิฏฐิอันหนาไม่ได้, เพราะเห็นแก่หน้าของศาสดา ทั้งหลายเป็นอันมาก, เพราะร้อยรัดไว้ด้วยคติต่าง ๆ เป็นอันมาก เพราะปรุง แต่งอภิสังขารต่าง ๆ มาก, เพราะถูกห้วงคือกิเลสต่าง ๆ มากพัดพาไป เพราะ
หน้า 53 ข้อ 361
เดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนต่าง ๆ เป็นอันมาก, เพราะถูกความเร่าร้อนต่าง ๆ เป็นอันมากเผาผลาญ, เพราะกำหนัดอยากยินดี สยบ ซบ ติด คล้อง พัวพัน ในกามคุณ ๕ เป็นอันมาก, เพราะกั้น ล้อม ขัดขวาง ปิด ปกปิด ครอบ ด้วยนิวรณ์ ๕ เป็นอันมาก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุชน เพราะเป็นชนมีความประพฤติธรรมต่ำหยั่ง ลงในภายใน มีการเบือนหน้าจากอริยธรรม จะเลยการนับครั้งที่หนึ่งเป็นอันมาก หรือเพราะชนนี้มากแยกพวกออกไปไม่สมาคมกับพระอริยะผู้ประกอบด้วยคุณ มีศีลและสุตะเป็นต้น. ด้วยบท ๒ บทเหล่านั้นว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ท่านกล่าวปุถุชน ๒ จำพวกว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสถึง ปุถุชนไว้ ๒ จำพวก คือ อันธปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑. ในปุถุชน ๒ จำพวกนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงอันธปุถุชน. บทว่า อริยา ในบทมีอาทิว่า อริยานํ อทสฺสาวี ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้า ทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและพระพุทธสาวกทั้งหลายท่านกล่าวว่า เป็นอริยะ ในที่นี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นเป็นอริยะ เพราะเป็นผู้ไกลจาก กิเลส เพราะไม่ทรงนำไปในทางเสื่อม เพราะทรงนำไปในทางเจริญ เพราะ ยังโลกพร้อมด้วยเทวโลกให้พ้นทุกข์. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ฯลฯ เรากล่าวว่า ตถาคตเป็น อริยะ. อนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกของพระตถาคต พึงทราบว่า เป็นสัตบุรุษ ในบทว่า สปฺปุริสา นี้. จริงอยู่ท่านเหล่านั้นชื่อว่า เป็นสัตบุรุษ
หน้า 54 ข้อ 361
เพราะเป็นบุรุษผู้งามด้วยการประกอบโลกุตรคุณ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้น ทั้งหมด ท่านก็กล่าวไว้ทั้งสองอย่าง แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้งหลาย แม้พระพุทธสาวกทั้งหลาย เป็นทั้งพระอริยะและเป็นทั้ง สัตบุรุษ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดแลเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นนักปราชญ์ เป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง ย่อมทำ กิจของผู้ได้รับทุกข์โดยเคารพ นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงผู้เป็นอย่างนั้นว่า เป็นสัตบุรุษ ในบทนี้ ท่านกล่าวพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผู้กตัญญูกตเวทีเป็น นักปราชญ์ ท่านกล่าวพระพุทธสาวกว่าเป็น กัลยาณมิตรและเป็นผู้มีความ ภักดีมั่นคง กล่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ย่อมทำกิจของผู้ได้รับทุกข์โดยความ เคารพ. บัดนี้ พึงทราบว่า ผู้ที่ปกติไม่เห็นพระอริยะเหล่านั้น และไม่ทำความดี ในการเห็นว่า เป็นผู้ไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย. อนึ่ง ผู้นั้นมี ๒ อย่างคือ ไม่เห็นด้วยจักษุ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑ ใน ๒ อย่างนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์ เอาไม่เห็นด้วยญาณ. จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลาย แม้เห็นด้วยมังสจักษุ หรือ ด้วยทิพยจักษุก็ไม่เป็นอันเห็น เพราะจักษุเหล่านั้นถือเอาเพียงสี เพราะไม่เป็น อารมณ์แห่งความเป็นอริยะ. เพราะว่า แม้สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ก็เห็นพระอริยะด้วยจักษุ. ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่า ไม่เห็นพระอริยะ. เพราะฉะนั้น การเห็นด้วยจักษุ จึงไม่เป็นการเห็น การเห็นด้วยญาณเท่านั้น จึงเป็นการเห็น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ ประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอ เห็นกายอันเปื่อยเน่านี้ ดูก่อนวักกลิ ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เห็นเรา.
หน้า 55 ข้อ 361
เพราะฉะนั้น แม้เห็นด้วยจักษุ ก็มิได้เห็นด้วยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น ที่พระอริยะเห็นแล้วด้วยญาณ และไม่บรรลุธรรมที่พระอริยะบรรลุแล้ว พึง ทราบว่า ชื่อว่า ไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย เพราะไม่เห็นความเป็นอริยะของ ธรรมอันทำให้เป็นอริยะ. บทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ได้แก่ ไม่ฉลาดในธรรมของอริยะ คือไม่ฉลาดในอริยธรรม อันมีสติปัฏฐานเป็นต้น. อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยใน บทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะนี้ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่าวินัยนี้ ๒ อย่าง ในวินัย ๒ อย่างนี้ วินัย ข้อหนึ่ง ๆ มี ๕ อย่าง เพราะไม่มีวินัยนั้น ท่านจึง กล่าวว่าผู้นี้ไม่ได้รับแนะนำ. จริงอยู่ วินัยนี้มี ๒ อย่าง คือ สังวรวินัย ๑ ปหานวินัย ๑. ในวินัยแม้ ๒ อย่างนี้วินัยข้อหนึ่ง ๆ แบ่งเป็น ๕ อย่าง. แม้สังวรวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วีริยสังวร ๑. แม้ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน ๑ วิกขัมภนปหาน ๑ สมุจเฉทปหาน ๑ ปฏิปัสสัทธิปหาน ๑ นิสสรณปหาน ๑. ในสังวรวินัยนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ภิกษุเข้าถึง เข้าถึง พร้อมด้วยปาฏิโมกขสังวร นี้ ชื่อว่า ศีลสังวร. ภิกษุ รักษาจักขุนทรีย์ถึงความ สำรวมในจักขุนทรีย์ นี้ ชื่อว่า สติสังวร. สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติ ว่าเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้นย่อม ปิดได้ด้วยปัญญา.
หน้า 56 ข้อ 361
นี้ชื่อว่า ญาณสังวร. เป็นผู้อดทนต่อหนาวและร้อน นี้ ชื่อว่า ขันติสังวร ไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วทับถมได้ นี้ชื่อว่า วีริยสังวร. สังวรแม้ทั้งหมดนี้ ท่านกล่าวว่า สํวร เพราะสำรวมกายทุจริตเป็นต้น ที่ควรสำรวม และที่ควรกำจัดออกไปตามหน้าที่ของตน. ท่านกล่าวว่า วินัย เพราะกำจัดออกไป. พึงทราบสังวรวินัยแบ่งออกเป็น ๕ ส่วนด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง การละสิ่งไม่เป็นประโยชน์นั้น ๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้น ๆ เพราะ เป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณมีกำหนดนามรูปเป็นต้น ดุจละความมืดด้วยแสง ประทีปฉะนั้น เช่นการละสักกายทิฏฐิด้วยกำหนดนามรูป ละความเห็นว่า ไม่มีเหตุและเป็นเหตุลุ่ม ๆ ดอน ๆ ด้วยกำหนดปัจจัย ละความสงสัยด้วย ข้ามพ้นความสงสัย ละการถือว่า เป็นเรา เป็นของเราด้วยพิจารณาเป็นกอง ๆ ละความสำคัญในสิ่งไม่ใช่มรรคว่าเป็นมรรค ด้วยกำหนดมรรคและมิใช่มรรค ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นความเกิด ละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม ละความ สำคัญในสิ่งมีภัยว่า ไม่มีภัย ด้วยการเห็นภัย ละความสำคัญในสิ่งที่น่าพอใจ ด้วยการเห็นโทษ ละความสำคัญในสิ่งที่น่ายินดีด้วยการพิจารณาเห็นความ เบื่อหน่าย ละความใคร่ในอันที่จะไม่พ้นไป ด้วยญาณคือความใคร่ในอันที่จะ พ้นไป ละความไม่วางเฉยด้วยอุเบกขาญาณ ละความโต้แย้งต่อสิ่งที่ตั้งอยู่ โดยธรรมและโต้แย้งนิพพาน ด้วยอนุโลมญาน (กำหนดรู้ด้วยการคล้อยตาม) ละความยึดถือในนิมิตสังขาร ด้วยโคตรภูญาณ (ญาณข้ามพ้นโคตรปุถุชน) นี้ชื่อว่า ตทังคปหาน. การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้น ๆ เพราะป้องกันความเป็นไป ด้วยสมาธิอันเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ดุจทำลายสาหร่ายบนหลังน้ำ ด้วยการเกลี่ยให้กระจายไป นี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน.
หน้า 57 ข้อ 361
การละความยึดถือกิเลสอันเป็นฝ่ายแห่งสมุทัยที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมี อาทิว่า เพื่อละทิฏฐิทั้งหลายในสันดานของตน ๆ โดยมรรคนั้น ๆ เพราะเจริญ อริยมรรค ๔ แล้วโดยความไม่ให้เป็นไปอีกต่อไป นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน. ความที่กิเลสทั้งหลายสงบ ในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิปหาน. การดับอันเป็นการละเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด เพราะสลัดเครื่องปรุง- แต่งทั้งหมดได้แล้ว นี้ชื่อว่า นิสสรณปหาน. ก็ปหานทั้งหมดนี้ชื่อว่าปหาน เพราะอรรถว่า สละ ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า แนะนำให้วิเศษ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปหานวินัย. อีก อย่างหนึ่ง ปหานนี้เรียกว่า ปหานวินัย เพราะละอกุสลนั้น ๆ เพราะมีวินัยนั้น ๆ. แม้ปหานวินัยพึงทราบว่าแบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. วินัยนี้โดยสังเขปมี ๒ อย่าง อย่างนี้ และโดยประเภทมี ๑๐ อย่าง ไม่มีแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ เพราะขาดสังวรแสะเพราะไม่ละสิ่งที่ควรละฉะนั้น ปุถุชนนี้ท่านจึงกล่าวว่าไม่ได้รับแนะนำ เพราะไม่มีวินัยนั้น. แม้ในบทว่า สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษนี้ก็มีนัยนี้. โดยความบทนี้ ไม่มีเหตุ ต่างกันเลย. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดเป็นอริยะ ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ. ผู้ใดเป็น สัตบุรุษผู้นั้นเป็นอริยะ. ธรรมใดของพระอริยะ ธรรมนั้นของสัตบุรุษ. ธรรม ใดของสัตบุรุษ ธรรมนั้นของพระอริยะ. วินัยใดเป็นวินัยของพระอริยะ วินัย นั้นเป็นวินัยของสัตบุรุษ. วินัยใดเป็นวินัยของสัตบุรุษ วินัยนั้นเป็นวินัยของ พระอริยะ. รวมความว่า อริยะก็ดี สัตบุรุษก็ดี ธรรมของอริยะก็ดี ธรรมของ
หน้า 58 ข้อ 361
สัตบุรุษก็ดี วินัยของอริยะก็ดี วินัยของสัตบุรุษก็ดีเหล่านั้น เป็นอันเดียวกัน ตั้งอยู่ในที่เดียวกันเสมอกันเสมอภาคกัน เกิดในที่นั้นเหมือนกันด้วยประการ ฉะนี้. ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงถามว่า อัตตานุทิฏฐิมีความเห็นผิดด้วย อาการ ๒๐ เป็นไฉน แล้วไม่เเก้คำถามนั้นกลับอ้างถึงปุถุชนอย่างนี้ว่า ปุถุชน ในโลกนี้ไม่ได้สดับดังนี้. พึงทราบว่า พระเถระเพื่อจะทำความนั้นให้แจ่มแจ้ง ด้วยเทศนาอันเป็นบุคลาธิษฐาน จึงอ้างถึงปุถุชนก่อน. พระเถระครั้นอ้างถึงปุถุชนอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะแสดงถึงอุเทศ แห่งการถือผิด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ปุถุชนย่อม เห็นรูปโดยความเป็นตนดังนี้. พึงทราบวินิจฉัยในบทนั้นดังต่อไปนี้. บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นรูปขันธ์และกสิณรูปโดยเห็นด้วยทิฏฐิว่าเป็น ตัวตน. แต่ในนิเทศพึงทราบว่า ท่านมิได้กล่าวถึงรูปนั้นว่า การถือผิดใน รูปขันธ์ของปุถุชนนั้นปรากฏเพราะอธิการแห่งเบญจขันธ์ แล้วกล่าวถึงกสิณรูป โดยเป็นสามัญว่า รูป. บทว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ (เห็นตนว่ามีรูป) คือถือสิ่งไม่มีรูปว่า ตัวตน แล้วเห็นตนนั้นว่ามีรูป. บทว่า อตฺตนิ วา รูปํ (เห็นรูปในตน) คือถือสิ่งไม่มีรูปนั่นแลว่า ตัวตน แล้วเห็นรูปในตนนั้น. บทว่า รูปสฺมึ วา อตฺตานํ (เห็นตนในรูป ) คือถือสิ่งไม่มีรูป นั่นแลว่า ตัวตน แล้วเห็นตนนั้นในรูป.
หน้า 59 ข้อ 361
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เป็นรูปอย่างเดียว ท่านกล่าวว่าเป็นตัวตน. สิ่งไม่ใช่รูปในฐานะ ๗ เหล่านี้ คือ เห็นตนว่ามีรูป ๑ เห็นรูปในตน ๑ เห็นตนในรูป ๑ เห็นเวทนา ๑ สัญญา สังขาร ๑ วิญญาณ ๑ โดยความเป็นตน ท่านกล่าวว่า เป็นตัวตน. ท่านกล่าวถึงตัวตนปนด้วยรูปและอรูปในฐานะ ๑๒ อย่างด้วยอำนาจ แห่งเวทนา ๓ ในขันธ์ ๔ อย่างนี้ว่า เห็นตนว่ามีเวทนา เห็นเวทนาในตน เห็นตนในเวทนา อนึ่ง ทิฏฐิแม้ ๒๐ เหล่านั้น ห้ามมรรค ไม่ห้ามสวรรค์ ทำลายเสียด้วยโสดาปัตติมรรค. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะชี้แจงถึงรูปนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กถํ รูปํ เห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปวีกสิณํ ได้แก่ ปฐวีกสิณอันเป็นปฏิภาค นิมิตให้เกิดขึ้นเพราะอาศัยปฐวีมณฑล โดยการแผ่ไปทั่ว. บทว่า อหํ ท่าน หมายถึงตนนั่นเอง. บทว่า อตฺตํ คือตน. บทว่า อทฺวยํ ไม่เป็นสอง คือ หนึ่งนั่นเอง. บทว่า เตลปฺปทีปสฺส คือประทีปมีน้ำมัน. บทว่า ฌายโต คือ ลุกโพลงอยู่. บทมีอาทิว่า ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น ท่านกล่าวเพราะปราศจากเปลวไฟเสียเเล้วก็ไม่มีแสงสว่าง. บทว่า ยา จ ทิฏฺิ ยญฺจ วตฺถุ ทิฏฐิและวัตถุ อธิบายว่า ท่านทำทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวว่า อัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุ. อาโปกสิณเป็นต้น เป็นกสิณนิมิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยน้ำเป็นต้น. อนึ่ง อากาศกสิณที่กำหนดไว้ แม้เป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน เมื่อท่านกล่าวว่าเป็น อากาศกสิณ เป็นอันระคนแล้วด้วยอารมณ์แห่งอรูปฌาน อันเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ
หน้า 60 ข้อ 361
เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า ท่านจึงไม่ถือเอา. เพราะอธิการแห่งรูปจึงไม่ควร ถือเอาวิญญาณกสิณโดยแท้ฉะนี้แล. บทว่า อิเธกฺจโจ เวทนํ สญฺํ สงฺขาเร วิญฺาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน ท่านไม่แยกขันธ์ แล้วกล่าวด้วยสามารถการถือ รวมกัน. จริงอยู่ เพราะไม่สามารถแยกจิตและเจตสิกไว้ต่างหากกันได้ จึงทำ ขันธ์ทั้งหมดรวมกันแล้วถือเอาว่าเป็นตัวตน. ในบทว่า อิมินา รูเปน รูปวา มีรูปด้วยรูปนี้ ย่อมได้สรีรรูปบ้าง กสิณรูปบ้าง. บทว่า ฉายาสมฺปนฺโน (ต้นไม้มีเงา) คือต้นไม้ไม่งอกงาม ถึงพร้อมด้วยเงา. ศัพท์ว่า เอน ในบทนี้ว่า ตเมน เป็นเพียงนิบาต เป็น ตเมตํ บ้าง. บทว่า ฉายาว คือมีเงา. ท่านกล่าวว่า อัตตานุทิฏฐิมีรูปเป็น วัตถุ เพราะแม้เมื่อไม่ถือว่ารูปเป็นตัวตนก็ไม่ปล่อยรูป จึงเกิดขึ้นด้วยทิฏฐิ. บทว่า อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ คือเห็นรูปนั้นในตนอันเป็นกอง แห่งอรูปนั้น เพราะสรีรรูปและกสิณรูปอาศัยจิต. บทว่า อยํ คนฺโธ นี้ กลิ่นหอม กล่าวถึงกลิ่นที่สูดเข้าไป. บทว่า อิมสฺมึ ปุปเผ ในดอกไม้นี้ กล่าวอย่างนี้เพราะกลิ่นหอมอาศัยดอกไม้. บทว่า รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เห็นตนในรูป คือรูปไป ณ ที่ใด จิตย่อมไป ณ ที่นั้น. เพราะฉะนั้นยึดจิตอาศัยรูปแล้ว เห็นตนอัน เป็นกองอรูปนั้น ในรูปนั้น. ท่านกล่าวถึงหีบรองรับของหยาบ เพราะรูปเป็น ของหยาบ. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อิเธกฺจโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ (บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา) ความว่า แม้
หน้า 61 ข้อ 361
เมื่อไม่มีการยึดถือทิฏฐิในเวทนาต่างหากกัน ก็ยึดถือโดยถือเป็นอันเดียวกันว่า เวทนา เพราะเวทนาทั้งปวงหยั่งลงในภายใน จึงเป็นอันถือเอาต่างหากกัน เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านประกอบไว้ต่างหากกัน. เพราะปุถุชนนั้น ย่อมถือเวทนานั่นแลว่าเป็นตัวตน เพราะเวทนาเป็นของหยาบด้วยอำนาจการ เสวย. บทว่า สญฺํ สงฺขาเร วิญฺาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ปุถุชนย่อมเห็น สัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน ความว่า ทำอรูปธรรม มีสัญญาเป็นต้น และรูปรวมกันแล้วเห็นว่าเป็นตัวตน เพราะ ปุถุชนย่อมถือตามที่ปรากฏ ดุจคนบ้าฉะนั้น. ในบทมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชํ สญฺํ มีอธิบายว่า ปุถุชนย่อม ถือสัญญาว่าเป็นตัวตน เพราะสัญญาปรากฏ ด้วยอำนาจแห่งการรู้พร้อม. บท ที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในเวทนา. ในบทมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชํ เจตนํ มีอธิบายว่า ท่านแสดงถึง เจตนาเท่านั้น เพราะเจตนาเป็นประธานและปรากฏในธรรมทั้งหลาย อันเนื่อง ด้วยสังขารขันธ์. แม้ขันธ์นอกนี้ก็เป็นอันว่าท่านแสดงด้วยเจตนานั้น. ส่วนปุถุชน นั้นย่อมถือเจตนาว่าเป็นตัวตน เพราะปรากฏด้วยความเป็นเจตสิก. บทที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ในบทมีอาทิว่า จกฺขุวิญฺาณํ มีอธิบายว่า ปุถุชนย่อมถือจิตว่าเป็น ตัวตน เพราะจิตปรากฏด้วยอำนาจแห่งการรู้แจ้ง. บทที่เหลือแม้ในที่นี้ก็มีนัยดัง กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอัตตานุทิฏฐินิเทศ
หน้า 62 ข้อ 361
อรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ มิจฉาทิฏฐิมีเนื้อความดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง แต่พึงทราบนัยอื่น ดังต่อไปนี้. บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ ทานที่ให้แล้วไม่มีผล คือปฏิเสธผลของทาน เพราะเป็นอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ยิฏฺํ การบูชายัญในบทว่า นตฺถิ ยิฏฺํ ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผลนี้เป็นยัญเล็กน้อย. บทว่า หุตํ เซ่นสรวงเป็นมหายัญ. ปฏิเสธผลของยัญทั้งสอง. บทว่า นตฺถิ สุกฏทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก ผลวิบาก แห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี คือปฏิเสธผลแห่งบุญกรรม มีศีลเป็นต้น เพราะปฏิเสธผลแห่งทาน ปฏิเสธผลแห่งบาปกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก โลกนี้ไม่มี คือ ด้วยกรรมที่ทำไว้ในก่อน. บทว่า นตฺถิ ปโร โลโก โลกหน้าไม่มี คือ ด้วยกรรมที่ทำไว้ในโลกนี้. บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา มารดาไม่มี บิดาไม่มี คือปฏิเสธผลของกรรมที่ทำไว้ในมารดา บิดาเหล่านั้น. บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา สัตว์ผู้ผุดขึ้นก็ไม่มี คือ ปฏิเสธการผุดขึ้นอันมีกรรมเป็นเหตุ. บทว่า นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา ฯลฯ ปเวเทนฺติ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้า ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก คือ ปฏิเสธปฏิปทาในการได้อภิญญา เพื่อเห็นในโลกนี้และโลกหน้า. แต่ในบาลีนี้ บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ ได้แก่ วัตถุ คือ ทานที่ท่าน กล่าวว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล. อธิบายว่า วัตถุแห่งทิฏฐินั้น. บทว่า เอวํวาโท มิจฺฉา วาทะอย่างนี้ผิด คือ วาทะคำพูดว่าทาน ที่ให้แล้วไม่มีผลอย่างนี้ผิด คือ วิปริต. จบอรรถกถามิจฉาทิฏฐินิเทศ
หน้า 63 ข้อ 361
อรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ บทว่า สกฺกายทิฏฺิ คืออัตตานุทิฏฐินั่นเอง พึงทราบว่า ท่าน กล่าวไว้เพื่อแสดงคำโดยปริยายอันมาแล้วในที่อื่น. จบอรรถกถาสักกายทิฏฐินิเทศ อรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺิยา สัสสตทิฏฐิมีสักกายะเป็น วัตถุ เป็นกัมมธารยสมาส. พึงเชื่อมบทว่า สมนุปสฺสติ ย่อมเห็นไว้ในท้ายคำ ๑๕ คำ มีอาทิว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ. เพราะจะได้ไม่ลืมตัวด้วยอย่างอื่น ทิฏฐิ ที่เหลือ ๑๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เห็นตนว่ามีรูปด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสัสสตทิฏฐินิเทศ
หน้า 64 ข้อ 361
อรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ บทว่า สกฺกายวตฺถุกาย อุจเฉททิฏฺิยา อุจเฉททิฏฐิมิสักกายะ เป็นวัตถุ คือทิฏฐิที่เหลือ ๔ อย่าง แสดงย่อไว้เป็นอย่างเดียวกันว่า เห็นรูป โดยความเป็นตน ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอุจเฉททิฏฐินิเทศ อรรถกถาอันตคาหิกทิฏฐิ บทว่า อนฺตคาหิกาย ทิฏฺิยา ทิฏฐิอันถือเอาที่สุด เป็นการถาม ตามอาการในวาระที่หนึ่ง ถือเอาตามอาการในวาระที่สอง กล่าวแก้อาการ ในวาระที่สาม. ในบทเหล่านั้น บทว่า โลโก คือ ตัวตน. บทว่า โส อนฺโต โลกนั้น มีที่สุด คือ ในที่สุดของความเที่ยงและความสูญอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ที่สุดของความเที่ยง ในการถือว่าเที่ยงที่สุดของความสูญในการถือว่าไม่เที่ยง. บทว่า ปริตฺตํ โอกาสํ สู่โอกาสนิดหน่อย คือ สู่ที่เล็กน้อยเพียงกระด้งหรือ ชาม. บทว่า นีลกโต ผรติ ทำสีเขียวแผ่ไป คือ เป็นอารมณ์ว่า สีเขียว. บทว่า อยํ โลโก โลกนี้ ท่านกล่าวหมายถึงตน. บทว่า ปริวฏุโม โลกกลม คือ มีกำหนดไว้โดยรอบ. บทว่า อนฺตสญฺี คือ มีความสำคัญ ว่ามีที่สุด.
หน้า 65 ข้อ 361
บทว่า ยํ ผรติ คือ กสิณรูปแผ่ไป. บทว่า ตํวตฺถุ เจว โลโก จ วัตถุและโลก คือกสิณรูปนั้นเป็นอารมณ์และโลกด้วยอรรถว่าพึงแลดู. บทว่า เยน ผรติ คือแผ่ไปด้วยจิต. บทว่า โส อตฺตา เจว โลโก จ ได้แก่ ตนและโลกทำให้เป็นปุงลิงค์เพราะเพ่งตน. ท่านอธิบายว่า ตนนั่นแล คือ จิตและชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่า พึงมองดู. บทว่า อนฺตวา คือ มีที่สุด. บทว่า โอภาสกโต ผรติ ทำ แสงสว่างแผ่ไป คือ แสงสว่างด้วยอาโลกกสิณ เตโชกสิณ หรือโอทาตกสิณ แผ่ไป. เพราะยึดกสิณมีแสงสว่าง ๕ ชนิด มีนีลกสิณเป็นต้น จึงควรถือว่า ไม่มีการถือผิดตนด้วยอำนาจปฐวีกสิณ อาโปกสิณและวาโยกสิณ. บทว่า วิปุลํ โอภาสํ สู่โอภาสอันกว้าง คือสู่ที่ใหญ่โดยมีประมาณบริเวณลานเป็นต้น. บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือไม่มีที่สุดกว้างขวาง. บทว่า อปริยนฺโต หาที่สุดมิได้ คือหาที่สุดอันกว้างขวางมิได้. บทว่า อนนฺตสญฺี คือมีความ สำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด. บทว่า ตํ ชีวํ คือชีพอันนั้น. อนึ่ง บทว่า ชีโว คือตัวตนนั้นเอง. แม้ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น ก็ชื่อว่าสรีระ เพราะอรรถว่ามีความหมุนไป. บทว่า ชีวํ น สรีรํ ชีพไม่ใช่สรีระ คือ ชีพได้แก่ตน ไม่ใช่สรีระอันได้แก่รูป. ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้. บทว่า ตถาคโต คือ สัตว์. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า พระอรหันต์. บทว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตาย คือในโลกอื่น. บทว่า รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ รูปมีความตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ คือการถือเบญจขันธ์ โดยหัวข้อของขันธ์ที่ปรากฏแก่ตน. อธิบายว่า รูปนั้นปกติสูญหายไปใน โลกนี้แหละ. แม้ในขันธ์ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า กายสฺส เภทา แต่กายแตก คือเบื้องหน้าแต่กายคือขันธ์ ๕ แตก. ท่านกล่าวความของอุเทศนี้ว่า ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายด้วยคำนี้.
หน้า 66 ข้อ 361
บทว่า โหติ ในบทมีอาทิว่า โหติปิ เป็นอยู่บ้าง เป็นบทหลัก. อปิ ศัพท์ แม้ในบททั้ง ๔ เป็นสมุจจยัตถะมีความรวม. บทว่า ติฏฺติ คือ คงอยู่ เพราะเป็นของเที่ยง อธิบายว่า ไม่จุติ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวบทว่า ติฏฺติ เพื่อความต่างแห่งความของบทว่า โหติ. บทว่า อุปฺปชฺชติ อุบัติขึ้นคือ อุบัติขึ้นด้วยเข้าไปสู่กำเนิดที่เป็นอัณฑชะ (เกิดแต่ไข่) และชลาพุชะ (เกิดแต่น้ำ). บทว่า นิพฺพตฺติ เกิด คือเกิดด้วยเข้าไปสู่ กำเนิดที่เป็นสังเสทชะ (เกิดแต่เหงื่อไคล) โอปปาติกะ (ผุดเกิดขึ้น). พึง ทราบการประกอบความดังนี้แล. บทว่า อุจฺฉิชฺชติ ย่อมขาดสูญ คือด้วย ไม่มีการเกี่ยวเนื่องกัน. บทว่า วินสฺสติ ย่อมพินาศไป คือด้วยการแตก ทำลายไป. บทว่า น โหติ ปรมฺมรณา เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เป็นการขยายความของบทก่อน. อธิบายว่า เบื้องหน้าแต่จุติแล้ว ย่อมไม่ เป็นอีก. บทว่า โหติ จ น จ โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต้ตายแล้ว ย่อมเป็น อีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี เป็นทิฏฐิของพวกถือว่า เที่ยงบางอย่าง ความย่อมเป็น โดยปริยายเดียว ไม่เป็นโดยปริยายเดียว. ท่านอธิบายว่า ย่อมเป็นเพราะความ เป็นชีพ ไม่เป็นเพราะไม่มีชีพมาก่อน. บทว่า เนว โหติ น น โหติ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อม เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ เป็นทิฏฐิของพวกอมราวิกเขปิกา (ทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว). อธิบายว่า มีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้ ย่อมทำเพียง ปฏิเสธนัยที่ท่านกล่าวไว้ก่อน เพราะกลัวถูกติเตียนและเพราะกลัวพูดเท็จ เพราะความมีปัญญาอ่อนและเพราะความงมงาย. บทว่า อิเมหิ ปญฺาสาย อากาเรหิ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้ คือด้วยอาการ ๕๐ ด้วยสามารถแห่งหมวด ๕ หมวดละ ๑๐ ตามที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาอันตคหาหิกทิฏฐินิเทศ
หน้า 67 ข้อ 361
อรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ เจ้าทิฏฐิชื่อว่า สัสสตวาทะ เพราะกล่าวถึงความเที่ยงใน ปุพพัน- ตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ในส่วนอดีต) และอปรันตานุทิฏฐิ (ความตาม เห็นขันธ์ส่วนอนาคต). อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วาทะ เป็นเหตุกล่าว. บทนี้ เป็นชื่อของเจ้าทิฏฐิ. แม้วาทะว่าเที่ยง ก็ชื่อว่า สสัสตะ เพราะประกอบด้วย สัสสตทิฏฐิ. ชื่อว่า สัสสตวาทะ เพราะมีวาทะว่าเที่ยง. อนึ่ง วาทะว่า เที่ยงเป็นบางอย่างชื่อว่า เอกัจจสัสสตะ ชื่อว่า เอกัจจสัสสติกา เพราะ มีทิฏฐิว่า เที่ยงเป็นบางอย่างนั้น. อนึ่ง วาทะเป็นไปว่า โลกมีที่สุด ไม่มีที่สุด ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ ชื่อว่า อันตานันตะ ชื่อว่า อันตานันติกา เพราะมีทิฏฐิว่าโลกมีที่สุดและไม่มีที่สุด. ชื่อว่า อมรา เพราะไม่ตาย. อะไรไม่ตาย. ทิฏฐิและวาจาของเจ้าทิฏฐิผู้ปราศจากที่สุดโดยนัย มีอาทิว่า แม้อย่างนี้ก็ไม่มีแก่เรา. ความซัดส่ายไปมี ๒ อย่าง คือ ซัดส่ายไป ด้วยทิฏฐิหรือวาจาอันไม่ตายตัว ชื่อว่า อมราวิกเขปะ. ชื่อว่า อมราวิกเข- ปิกา เพราะมีทิฏฐิซัดส่ายไม่ตายตัว. บทว่า อธิจฺจสมุปปนฺโน เกิดขึ้นลอย ๆ คือความเห็นว่า ตนและ โลกเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนะ ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนิกา เพราะมีทิฏฐิว่า ตนและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ. จบอรรถกถาปุพพันตานุทิฏฐินิเทศ
หน้า 68 ข้อ 361
อรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ เจ้าทิฏฐิชื่อว่า สัญญีวาทะ เพราะกล่าวตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา. ชื่อว่า อสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา. ชื่อว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ เพราะกล่าวว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ไม่มี สัญญาก็ไม่ใช่. อีกอย่างหนึ่ง วาทะอันเป็นไปว่ามีสัญญา ชื่อว่า สัญญีวาทะ เจ้าทิฏฐิ เท่านั้นชื่อว่า สัญญีวาทะ เพราะมีวาทะว่ามีสัญญา. อสัญญีวาทะและ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะก็เหมือนอย่างนั้น. เจ้าทิฏฐิชื่อว่า อุจเฉทวาทะ เพราะกล่าวว่าสูญ. บทว่า ทิฏฺธมฺโม คือ ธรรมที่เห็นประจักษ์หมายถึงธรรมเป็นปัจจุบัน. บทนี้เป็นชื่อของอัตภาพ ที่ได้ในปัจจุบันนั้น ๆ. นิพพานในปัจจุบันชื่อว่าทิฏฐิธรรมนิพพาน. ความว่า การเข้าไปสงบทุกข์ในอัตภาพนี้แล. ชื่อว่า ทิฏฐิธรรมนิพพานวาทะ เพราะ กล่าวถึงนิพพานเป็นปัจจุบันธรรมนั้น. อนึ่ง เมื่อบทนี้พิสดารในนิเทศนี้ จึงควรกล่าวถึงพรหมชาลสูตร ทั้งสิ้นพร้อมด้วยอรรถกถา. ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ย่อมช้าเกินไป เพราะฉะนั้นจึง ไม่ให้พิสดาร. ผู้มีความต้องการสูตรนั้น ควรค้นคว้าหาดูเอาเอง. จบอรรถกถาอปรันตานุทิฏฐินิเทศ
หน้า 69 ข้อ 361
เพราะสังโยชนิกทิฏฐิ (ทิฏฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) เป็น ทิฏฐิทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด. ฉะนั้น ท่านจึงแสดงความทั่วไปแก่ทิฏฐิทั้งหมด เพราะสังโยชนิกทิฏฐินั้นเป็นเครื่องประกอบทิฏฐิไว้ทั้งหมด. พึงทราบความนั้น โดยการครอบงำทิฏฐิ ดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาสัญโญชนิกทิฏฐินิเทศ อรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ ในมานวินิพันธทิฏฐิ (ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะ) ทั้งหลายพึงทราบ วินิจฉัยดั่งต่อไปนี้. การลูบคลำด้วยการถือผิดว่าตาเป็นเรา ชื่อว่า ลูบคลำด้วย การถือผิด มีมานะเป็นเบื้องต้น. เพราะทิฏฐิไม่ได้สัมปยุตด้วยมานะ. ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มานวินิพนฺธา ทิฏฐิกางกั้นด้วยมานะ. ความว่า ทิฏฐิกางกั้นด้วยมานะมีมานะเป็นมูล. แม้ในบทนี้ว่า จกฺขุํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส การลูบคลำ ด้วยความถือผิดว่า ตาของเราก็มีนัยนี้. อนึ่ง ในบท จกฺขุํ มมนฺตํ นี้ ควรกล่าวว่า มมาติ พึงทราบว่าลงนิคหิตอาคมเป็น มมนฺติ. พึงทราบ อายตนะภายในมีรูปเป็นต้น ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมไม่ ถืออายตนะภายนอกว่า เป็นเราเว้นกสิณรูป. แม้อายตนะภายนอกก็ย่อมได้ ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา เพราะย่อมถือแม้อายตนะภายนอกว่า ของเรา. ก็เพราะทุกขเวทนาไม่เป็นวัตถุของมานะ เพราะเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา ฉะนั้น เวทนา ๖ และผัสสะ ๖ จึงไม่ถือเอาเป็นมูลปัจจัยของเวทนาเหล่านั้น. แต่สัญญาเป็นต้น พึงทราบว่าท่านไม่ถือเอาในที่นี้ เพราะตัดขาดแล้ว. จบอรรถกถามานวินิพันธทิฏฐินิเทศ
หน้า 70 ข้อ 361
อรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ อัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ (ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยการปรารภตน) ได้แก่ อัตตานิทิฏฐินั่นเอง. ท่านกล่าวถึงทิฏฐิอย่างนี้อีก เพราะปฏิสังยุตด้วยวาทะว่า ตัวตน ดังนี้. จบอรรถกถาอัตตวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ อรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ (ทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยปรารภโลก) บทว่า อตฺตา จ โลโก จ ตนและโลก ความว่า ตนนั้นนั่นแลและ ชื่อว่าโลกเพราะอรรถว่าพึงแลดู. บทว่า สสฺสโต คือทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าเที่ยง. บทว่า อสสฺสโต คือทิฏฐิของผู้มีวาทะว่าสูญ. บทว่า สสฺสโต จ อสสฺสโต จ คือทิฏฐิของผู้เห็นว่าเที่ยงเป็นบางอย่าง. บทว่า เนว สสฺสโต นาสสฺสโต ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ คือทิฏฐิของผู้ซัดส่ายไม่ตายตัว. บทว่า อนฺตวา มีที่สุด คือ ทิฏฐิของผู้หลอกลวงและของนิครนถ์อาชีวกผู้ได้ กสิณนิดหน่อย. อีกอย่างหนึ่ง พวกอุจเฉทิฏฐิย่อมกล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วน อดีตโดยกำเนิด มีขันธ์ส่วนอนาคตโดยความตาย. พวกเห็นว่าตนและโลก เกิดขึ้นลอย ๆ กล่าวว่า สัตว์มีขันธ์ส่วนอดีตโดยกำเนิด. บทว่า อนนฺตวา ไม่มีที่สุด คือทิฏฐิของผู้ได้กสิณหาประมาณมิได้. แต่พวกมีวาทะว่าเที่ยงย่อม กล่าวว่า สัตว์ไม่มีขันธ์ส่วนอดีตและส่วนอนาคต ด้วยเหตุนั้นจึงไม่มีที่สุด.
หน้า 71 ข้อ 361
พวกเห็นว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ กล่าวว่า ไม่มีที่สุดด้วยขันธ์ส่วนอนาคต. บทว่า อนฺตวา จ อนนฺตวา จ มีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี คือทิฏฐิของ ผู้มีกสิณขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เจริญ เจริญไปอย่างขวาง ๆ. บทว่า เนว อนฺตวา น อนนฺตวา มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ ต่อทิฏฐิของผู้มีความซัดส่าย ไม่ตายตัว. จบอรรถกถาโลกวาทปฏิสังยุตตทิฏฐินิเทศ อรรถกถาภววิภวทิฏฐินิเทศ พระสารีบุตรเถระ ไม่ทำการนิเทศภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ต่างหาก เพราะไม่มีการถือผิดต่างหากจากทิฏฐิตามที่กล่าวแล้ว และไม่ทำการถามเพื่อ แสดงอาการอย่างหนึ่ง ๆ คือ ความติดอยู่ ความแล่นเลยไป ด้วยอำนาจแห่ง ทิฏฐิตามที่กล่าวแล้วนั่นแล แล้วจึงกล่าวว่า ความถือผิดด้วยความติดอยู่เป็น ภวทิฏฐิ. ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไปเป็นวิภวทิฏฐิ ดังนี้. พึงทราบความในบทนั้นดังต่อไปนี้. การถือผิดด้วยความติดอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อตถาคตแสดงธรรมเพื่อความดับภพ จิตของ เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ความว่า การถือผิดด้วยความเบื่อหน่าย จากนิพพาน ด้วยความสำคัญว่าเที่ยง. การถือผิดด้วยความแล่นเลยไป ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เทวดาและมนุษย์บางพวกอึดอัด ระอา เกลียดชัง ด้วยภพนั่นเเล ย่อมเพลิดเพลินความขาดสูญ ความว่า การถือผิดด้วยความ ละเลยปฏิปทาอันนำไปสู่ความดับทุกข์ ด้วยสำคัญว่าสูญ.
หน้า 72 ข้อ 361
บัดนี้ พระสารีบุตรเพื่อแสดงประกอบภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิไว้ในทิฏฐิ ทั้งปวง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสฺสาททิฏฺิยา ดังนี้. ในบทนั้น เพราะผู้มี อัสสาททิฏฐิอาศัยความเที่ยง หรือความสูญ ย่อมถือว่าโทษในกามทั้งหลาย ย่อมไม่มี ดังนี้. ฉะนั้น แม้อัสสาททิฏฐิมีอาการ ๓๒ ท่านก็กล่าวว่า เป็น ภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี. ในบทนั้นทิฏฐิแม้อย่างหนึ่ง ๆ ก็เป็นภวทิฏฐิด้วยการถือว่าเที่ยง. เป็น วิภวทิฏฐิด้วยการถือว่าสูญ. ด้วยอัตตานุทิฏฐิย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นวิภวทิฏฐิ ๕ เพราะถือว่าเมื่อขันธ์ ๕ เหล่านั้นสูญเพราะความที่ตนไม่เป็นอื่นจากรูปเป็นต้น ตนจึงสูญ. เมื่อฐานะ ๑๕ ที่เหลือสูญเพราะความที่ตนเป็นอย่างอื่นจากรูป เป็นต้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิ ๑๕ เพราะถือว่าตนเที่ยง. ผู้ได้ทิพยจักษุได้ฌานอันเป็นปริตตารมณ์และอัปปมาณารมณ์ ใน ทิฏฐิมีที่สุดและไม่มีที่สุด เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความ สูญว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ ครั้นจุติจากรูปธาตุ แล้วเห็นสัตว์ทั้งหลาย เกิดในที่อื่นไม่เห็นภวทิฏฐิ ย่อมถือเอาวิภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเป็นภวทิฏฐิก็มี เป็นวิภวทิฏฐิก็มี ดังนี้. บทว่า โหติ จ ในบทนี้ว่า โหติ จ น จ โหติ มีและไม่มี เป็นภวทิฏฐิ. บทว่า น จ โหติ ไม่มีเป็นวิภวทิฏฐิ. บทว่า เนว โหติ ในบทนี้ว่า เนว โหติ น น โหติ มีก็หา มิได้ ไม่มีก็มิได้ เป็นวิภวทิฏฐิ. บทว่า น น โหติ ไม่มีก็หามิได้ เป็น ภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ในบทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา พึงเป็น.
หน้า 73 ข้อ 361
พวกที่เห็นว่าเที่ยงเป็นบางส่วนแห่งการตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต ย่อม บัญญัติว่าเที่ยง และบัญญัติว่าไม่เที่ยง. เพราะฉะนั้น ทิฏฐินั้นจึงเป็นทั้ง ภวทิฏฐิ ทั้งวิภวทิฏฐิ. พวกที่เห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔ จำพวก ย่อม บัญญัติตนว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด. เพราะฉะนั้น ทิฏฐินั้นจึงเป็นทั้งภวทิฏฐิ ทั้งวิภวทิฏฐิเช่นเดียวกับอัตตานุทิฏฐิ. พวกที่มีความเห็นซัดส่ายไม่ตายตัว ๔ จำพวก อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิ ย่อมถึงความฟุ้งซ่านทางวาจา ส่วนที่เหลือ เป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สิยา หมายถึง ทิฏฐินั้น ๆ พวกที่กล่าวว่าสูญ ๗ จำพวกแห่งความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต เป็นวิภวทิฏฐิ ที่เหลือเป็นภวทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิยา เพราะหมายถึงทิฏฐิ นั้น ๆ. ท่านกล่าวว่า สิยา แห่งสัญโญชนิกทิฏฐิ ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิทั้งปวง. ตัวตนเป็นอันพินาศไปในเพราะความพินาศแห่งทิฏฐิเหล่านั้น เพราะถือจักษุ เป็นต้นว่า เป็นเรา ด้วยทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา เพราะเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวว่า ทั้งหมดนั้นเป็นวิภวทิฏฐิ. ตนย่อมไม่พินาศไปแม้ในเพราะความพินาศแห่งทิฏฐิเหล่านั้น เพราะ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ดุจอัตตานุทิฏฐิเป็นอื่นจากจักษุเป็นต้น ของตน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นทิฏฐิ. ภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิแห่งทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกปรากฏแล้ว เพราะท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ตนและโลกเที่ยง. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันท่านแสดงถึงความถือผิดทิฏฐิ ๑๖ และ ๓๐ มีอัสสาททิฏฐิเป็นเบื้องต้น มีวิภวทิฏฐิเป็นที่สุด. อัตตานุทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และทิฏฐิปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะ ท่านกล่าวไว้โดยความเป็นอันเดียวกัน โดยปริยายมี ๓ อย่าง. แต่ทิฏฐิแม้ทั้งหมด โดยมีประเภทไม่แน่นอน เป็นสัญโญชนิกทิฏฐิ.
หน้า 74 ข้อ 361
บัดนี้ บทมีอาทิว่า สพฺพาว ตา ทิฏฺฐิโย อสฺสาททิฏฺิโย ทิฏฐิทั้งหมด นั้นเป็นอัสสาททิฏฐิ เป็นการเทียบเคียงทิฏฐิ ตามที่ประกอบไว้โดยปริยายอื่น. ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาว ตา ทิฏฺิโย ทิฏฐิทั้งหมดเหล่านั้น ได้แก่ ทิฏฐิที่ไม่มีเหลือตามที่กล่าวแล้ว. ทิฏฐิอันสงเคราะห์เข้าในทิฏฐิทั้งหมด ๗ เหล่านี้คือ ชื่อว่าอัสสาททิฏฐิ เพราะยินดีด้วยทิฏฐิราคะ และเพราะอาศัย ความพอใจด้วยตัณหา ชื่อว่าอัตตานุทิฏฐิ เพราะไปตามความเสน่หาในตน ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะความเห็นวิปริต ชื่อว่า สักกายทิฏฐิ เพราะ เป็นที่ตั้งแห่งขันธ์ ชื่อว่า อันตคาหิกทิฏฐิ เพราะถือเอาที่สุดอย่างหนึ่ง ๆ ชื่อว่า สังโยชนิกทิฏฐิ เพราะประกอบด้วยสิ่งไม่มีประโยชน์ ชื่อว่าอัตต- วาทปฏิสังยุตตทิฏฐิ เพราะประกอบด้วยอัตตวาทะ ส่วนทิฏฐิ ๙ ที่เหลือ ไม่สงเคราะห์เข้าในทิฏฐิทั้งหมด. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระย่อทิฏฐิเหล่านั้นทั้งหมดที่กล่าวไว้โดยพิสดาร ลงในทิฏฐิ ๒ อย่าง เมื่อจะแสดงถึงธรรมเป็นที่อาศัยของทิฏฐิ ๒ หมวดแก่ สัตว์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ภวญฺจ ทิฏฺึ. จริงอยู่ ทิฏฐิเหล่านั้น แม้ทั้งหมดเป็นทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิ. จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ภวญฺจ ทิฏฺึ วิภวญฺจ ทิฏฺึ รวมทิฏฐิ เท่านั้น ไม่รวมธรรมที่อาศัย. เพราะธรรมอันหนึ่ง มิได้อาศัยภวทิฏฐิและ วิภวทิฏฐิ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้อาศัยภวทิฏฐิก็ดีเป็น ผู้อาศัยวิภวทิฏฐิก็ดีดังนี้. บทว่า ตกฺกิกา ชื่อว่า ตกฺกิกา เพราะกล่าวด้วยความตรึกตรอง. เพราะเจ้าทิฏฐิเหล่านั้น ย่อมเป็นไปด้วยความตรึกตรองอย่างเดียว เพราะไม่มี ปัญญาแทงตลอดความเป็นจริง อนึ่ง ชนเหล่าใดได้ฌานก็ดี ได้อภิญญาก็ดี
หน้า 75 ข้อ 361
ย่อมถือทิฏฐิ แม้ชนเหล่านั้นก็เป็นตักกิกา เพราะตรึกแล้วถือเอา. บทว่า นิสฺสิตา เส ความว่า อาศัยแล้ว. บทว่า เส บทเดียวเท่านั้นเป็นเพียง นิบาต. บทว่า เตสํ นิโรธมฺหิ น หตฺถิ าณํ ญาณในนิโรธย่อม ไม่มีแก่ชนเหล่านั้น นี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุแห่งทิฏฐินิสัย. ความว่า เพราะ ญาณในการดับสักกายทิฏฐิ คือนิพพานไม่มีแก่ชนเหล่านั้น ฉะนั้นชนทั้งหลาย จึงยึดถือทิฏฐิ ๒ อย่างนี้. หิ อักษรในบทว่า น หิ อตฺถิ าณํ นี้เป็น นิบาตลงในความแสดงถึงเหตุ. บทว่า ยตฺถายํ โลโก วิปรีตสญฺี สัตว์โลกนี้ยึดถือทิฏฐิใดก็เป็น ผู้มีสัญญาวิปริตเพราะทิฏฐินั้น ความว่า โลกพร้อมด้วยเทวโลกนี้เป็นผู้มีสัญญา วิปริตในนิโรธอันเป็นสุขใด ว่าเป็นทุกข์ พึงเชื่อมว่าญาณในนิโรธนั้นย่อม ไม่มี. เพราะเป็นผู้มีสัญญาวิปริตว่าเป็นทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคาถา ประพันธ์นี้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และธรรมารมณ์ ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีประมาณเท่าใด โลกกล่าวว่ามีอยู่. อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อม ทั้งเทวโลก สมมติกันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับ อารมณ์ ๖ เหล่านี้ ชนเหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์. ความดับแห่งเบญจขันธ์พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่าเป็น ความสุข ความเห็นขัดแย้งกันกับโลกทั้งปวงนี้ ย่อม มีแก่บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอยู่. ชนเหล่าอื่นกล่าววัตถุ- กามใด โดยความเป็นสุข พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าว วัตถุกามนั้นโดยความเป็นทุกข์ ชนเหล่าอื่นกล่าว
หน้า 76 ข้อ 361
นิพพานใดโดยความเป็นทุกข์ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งกล่าวนิพพานนั้นโดยความเป็นสุข. ท่านจง พิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความมืดตื้อย่อมมีแก่ชน พาลทั้งหลาย ผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้วผู้ไม่เห็นอยู่. ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษผู้เห็นอยู่ เหมือนอย่างแสงสว่าง ฉะนั้น ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้น คว้า ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่. ในที่ใกล้. ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่น ไปตามกระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วง แห่งมารเนือง ๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมมิได้โดยง่าย. นอกจาก พระอริยเจ้าทั้งหลาย ใครหนอย่อมควรจะรู้บท คือ นิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ดีแล้ว พระอริยเจ้า ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะรู้โดยชอบ ย่อม ปรินิพพาน. บัดนี้ พระสารีบุตรประสงค์จะแสดงทิฏฐิทั้งหมดเป็น ๒ อย่าง และการถอนทิฏฐิโดยพระสูตร จึงนำพระสูตรมาว่า ทฺวีหิ ภิกฺขเว ดังนี้ เป็นอาทิ. ในบทเหล่านั้น แม้พรหมทั้งหลายท่านก็เรียกว่าเทว. บทว่า โอลียนฺติ ย่อมติด คือ กำไว้. บทว่า อติธาวนฺติ คือล่วงเลยไป. บทว่า จกฺขุมนฺโต คือมีปัญญา. จ ศัพท์มีเนื้อความเป็นอติเรก.
หน้า 77 ข้อ 361
บทว่า ภวารามา ผู้ชอบภพ คือมีภพเป็นที่อภิรมย์. บทว่า ภวรตา คือยินดีในภพ. บทว่า ภวสมฺมุทิตา คือพอใจด้วยภพ. บทว่า เทสิยมาเน คือเมื่อธรรมอันพระตถาคตหรือพระสาวกของพระตถาคตแสดงอยู่. บทว่า น ปกฺขนฺทติ ไม่แล่นไป คือไม่เข้าถึงพระธรรมเทศนา หรือการดับภพ. บทว่า น ปสีทติ ไม่เลื่อมใส คือไม่ถึงความเลื่อมใสในธรรมนั่น. บทว่า น สนฺติฏฺติ ไม่ตั้งอยู่ คือ ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น. บทว่า นาธิมุจฺจติ ไม่น้อมไป คือ ไม่ถึง ความแนบแน่นในธรรมนั้น. ท่านกล่าวถึงสัสสตทิฏฐิด้วยเหตุเพียงเท่านี้. บทว่า อฏฺฏียมานา อึดอัด คือ ถึงความทุกข์. บทว่า หรายมานา ระอา คือ ถึงความละอาย. บทว่า ชิคุจฺฉมานา คือ ถึงความเกลียดชัง. บทว่า วิภวํ อภินนฺทนฺติ ยินดีความปราศจากภพ คือ ยินดีอาศัยความสูญ หรือปรารถนาความสูญ. บทว่า กิร ได้ยินว่า เป็นนิบาตลงในอรรถอนุสสวนะ (การได้ยินมา). บทว่า โภ เป็นคำร้องเรียก. บทว่า สนฺตํ คือ ดับแล้ว. บทว่า ปณีตํ ความว่า ชื่อว่าประณีตเพราะไม่มีทุกข์ หรือเพราะนำไปสู่ความ เป็นประธาน. บทว่า ยถาภวํ คือ ตามความเป็นจริง. ท่านแสดงอุจเฉททิฏฐิ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้. บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้. บทว่า ภูตํ ความจริง คือ ทุกข์อันได้แก่ขันธ์ ๕ อันเกิดแต่เหตุ. บทว่า ภูตโต ปสฺสติ เห็นโดยความ เป็นจริง คือ เห็นความจริงนี้ว่าเป็นทุกข์. บทว่า นิพฺพิทาย เพื่อความ เบื่อหน่าย คือ เพื่อความเห็นแจ้ง. บทว่า วิราคาย เพื่อคลายกำหนัด คือ เพื่ออริยมรรค. บทว่า นิโรธาย เพื่อดับ คือ เพื่อนิพพาน. บทว่า ปฏิปนฺโน โหติ คือเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่นิพพาน นั้น. บทว่า เอวํ ปสฺสนฺติ ผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างนี้ คือ เห็นด้วยโลกิยญาณใน
หน้า 78 ข้อ 361
ส่วนเบื้องต้น ด้วยโลกุตรญาณในกาลแทงตลอดด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าว สัมมาทิฏฐิด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมมาทิฏฐินั้น ด้วยคาถา ๒ คาถา. ในบทเหล่านั้น บทว่า โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา เห็นความเป็นสัตว์ โดยความเป็นจริง ความว่า ตรัสรู้ทุกข์โดยตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้. บทว่า ภูตสฺส จ อติกฺกมนํ ก้าวล่วงความเป็นสัตว์ ความว่า ตรัสรู้การดับทุกข์ โดยตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง. บทว่า ยถาภูเตธิมุจฺจติ ย่อมน้อมใจไปใน ธรรมตามที่เป็นจริง คือ น้อมใจไปในความดับทุกข์ตามความเป็นจริงด้วย อำนาจแห่งการตรัสรู้ด้วยมรรคภาวนาว่า นี้สงบ นี้ประณีต. บทว่า ภวตณฺหา ปริกฺขยา เพื่อความสิ้นไปแห่งภวตัณหา ความว่า ด้วยการละเหตุให้เกิด ทุกข์. อนึ่ง เมื่อไม่มีการตรัสรู้ต่าง ๆ ของสัจจธรรม พึงทราบว่าท่านกล่าว คำในตอนต้นว่า ทิสฺวา ด้วยโวหารพร้อมกับปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น เพราะเห็นก่อนแล้วภายหลังไม่น้อมใจไป. การตรัสรู้อริยสัจ ๔ ย่อมมีได้ ตลอดกาลเสมอทีเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บททั้งหลายที่กล่าวไว้ในตอนต้น ย่อมมี ได้แม้ในกาลอันเสมอ เพราะเหตุนั้นจึงไม่เป็นโทษ. บทว่า ส เว คือ พระอรหันต์นั้นโดยส่วนเดียว. บทว่า ภูตปริญฺาโต กำหนดรู้ความเป็นสัตว์แล้ว คือ กำหนดรู้ทุกข์. บทว่า วีตตณฺโห คือมี ตัณหาไปปราศแล้ว. บทว่า ภวาภเว คือ ในภพน้อยภพใหญ่. บทว่า อภโว คือภพใหญ่ เพราะมี อ อักษรเป็นไปในอรรถว่าเจริญ. พึงทราบ ภพน้อยภพใหญ่นั้นเพราะความเปรียบเทียบกัน.
หน้า 79 ข้อ 361
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภเว ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ. บทว่า วิภเว ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ. ชื่อว่าปราศจากตัณหา เพราะไม่มีทิฏฐิราคะแม้ในสองอย่างนั้น. บทว่า ภูตสฺส วิภวา เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ คือ เพราะสูญ วัฏทุกข์. บทว่า นาธิคจฺฉติ ปุนพฺภวํ ย่อมไม่มาสู่ภพใหม่ ท่านกล่าวถึง ปรินิพพานแห่งพระอรหันต์. บทมีอาทิว่า ตโย ปุคฺคลา บุคคล ๓ จำพวก ท่านกล่าวเพื่อติเตียน ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเพื่อสรรเสริญผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ. ชื่อว่ามีทิฏฐิวิบัติ เพราะมีทิฏฐิถึงคือไปสู่ความน่าเกลียด. ชื่อว่ามีทิฏฐิสมบัติ เพราะมีทิฏฐิถึง คือไปสู่ความดี. บทว่า ติตฺถิโย ทิฏฐิท่านกล่าวลัทธิ เพราะปฏิบัติทิฏฐินั้นเป็น ความดีในลัทธิ หรือชื่อว่า ติตถิยะ เพราะมีลัทธิ เข้าถึงการบรรพชาภายนอก ลัทธินั้น. บทว่า ติตฺถิยสาวโก สาวกเดียรถีย์ คือ คฤหัสถ์ผู้ถึงทิฏฐานุคติ ของสาวกเดียรถีย์เหล่านั้น. บทว่า โย จ มิจฺฉาทิฏฺิโก บุคคลผู้มีทิฏฐิผิด คือ ผู้เข้าถึงทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ตถาคโต คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็สงเคราะห์เข้าในบทนี้เหมือนกัน. บทว่า ตถาคตสาวโก คือผู้บรรลุมรรค และผู้บรรลุผล. บทว่า โย จ สมฺมาทิฏฺิโก ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ ผู้พ้น จากทิฏฐิสองอย่างนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ ด้วยสัมมาทิฏฐิของชาวโลก. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า โกธโน เป็น คนมักโกรธ คือ คนที่มักโกรธเนือง ๆ. บทว่า อุปนาหี มักผูกโกรธ คือ มีปกติเพิ่มความโกรธนั้นแล้วผูกไว้. บทว่า ปาปมกฺขี มีความลบหลู่ลามก คือมีความลบหลู่อันเป็นความลามก. บทว่า วสโล เป็นคนเลว คือมีชาติ
หน้า 80 ข้อ 361
แห่งคนเลว. บทว่า วิสุทฺโธ เป็นผู้ประเสริฐ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยญาณ- ทัศนวิสุทธิ. บทว่า สุทฺธตํ คโต ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ คือถึงความเป็น ผู้บริสุทธิ์อันได้แก่มรรคผล. บทว่า เมธาวี คือ ผู้มีปัญญา. ด้วยคาถานี้ ท่านสรรเสริญผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกุตระ. บทว่า วิปนฺนทิฏฺิโย สมฺปนฺนทิฏฺิโย ทิฏฐิวิบท ทิฏฐิสมบัติ พระสารีบุตรละโวหารว่าบุคคล กล่าวติเตียน และสรรเสริญธรรม. บทว่า เอตํ มม นั่นของเรา คือทิฏฐิด้วยอำนาจแห่งความสำคัญตัณหา. บทว่า เอโส- หมสฺมิ เราเป็นนั่นคือทิฏฐิมีความสำคัญด้วยมานะเป็นมูล. บทว่า เอโส เม อตฺตา นั่นเป็นตัวตนของเรา คือมีความสำคัญด้วยทิฏฐินั่นเอง. ท่านถามการจำแนก การนับ และการสงเคราะห์กาลแห่งทิฏฐิวิบัติ ๓ ด้วยบทมีอาทิว่า เอตํ มมนฺติ กา ทิฏฺิ ทิฏฐิอะไรว่านั่นของเราแล้วแก้. ในบทเหล่านั้น บทว่า กา ทิฏฺิ ความว่า บรรดาทิฏฐิมากมาย ทิฏฐิอะไร. บทว่า กตมนฺตานุคฺคหิตา ตามถือส่วนสุดอะไร ความว่า ในสองกาล คือ กาลมีขันธ์เป็นส่วนอดีต และกาลมีขันธ์เป็นส่วนอนาคต ตามถือโดยกาลไหน. อธิบายว่า ติดตาม. เพราะเมื่อลูบคลำว่า นั่นของเรา อ้างถึงวัตถุในอดีตว่า นั่นได้เป็น ของเราแล้ว ได้เป็นของเราแล้วอย่างนี้ ได้เป็นของเราแล้วประมาณเท่านี้ แล้วลูบคลำ ฉะนั้น จึงเป็นปุพพันตานุทิฏฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต). และทิฏฐิเหล่านั้นจึงเป็นทิฏฐิตามถือขันธ์ส่วนอดีต. เพราะเมื่อลูบคลำว่า เราเป็นนั่นย่อมลูบคลำอาศัยผลในอนาคตว่า เราจักบริสุทธิ์ได้ด้วย ศีล พรต ตบะ พรหมจรรย์นี้. ฉะนั้น จึงเป็น อปรันตานุทิฏฐิ ตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต. และทิฏฐิเหล่านั้นจึงเป็นทิฏฐิ ตามถือขันธ์ส่วนอนาคต.
หน้า 81 ข้อ 361
เพราะเมื่อลูบคลำว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา อาศัยความสืบต่ออันเกิด ขึ้นในอดีตและอนาคต ย่อมลูบคลำว่านั่นเป็นตัวตนของเรา และย่อมลูบคลำ ด้วยสักกายทิฏฐิ ฉะนั้นจึงเป็นสักกายทิฏฐิ. และทิฏฐิเหล่านั้นเป็นปุพพันตา- ปรันตานุคคหิตา ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต. อนึ่ง เพราะทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน และทิฏฐิ ๖๒ ย่อม ถึงการถอนด้วยการถอนสักกายทิฏฐินั่นแล ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิ ๖๒ โดยมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ย่อมมีโดยทวารแห่ง สักกายทิฏฐิ อันมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน. ปาฐะว่า สกฺกายทิฏฺิปฺปมุขานิ ดังนี้ดีกว่า. ชื่อว่า สกฺกายทิฏฺิปฺปมุขานิ เพราะมีสักกายทิฏฐิเป็นประธาน คือเป็นเบื้องต้น. สักกายทิฏฐิเหล่านั้น คืออะไร คือทิฏฐิ ๖๒. อัตตานุทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ด้วยคำถามว่า ทิฏฐิอะไร แก้ว่า คือ สักกาย- ทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐. ด้วยคำถามว่า ทิฏฐิเท่าไร แก้ว่า ทิฏฐิ ๖๒ มีสักกายทิฏฐิ เป็นประธาน. อนึ่ง สักกายทิฏฐินั้นแล ท่านกล่าวว่าอัตตานุทิฏฐิโดยคำสามัญ ว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา. เมื่อกล่าวถึงอัตตานุทิฏฐินั้น ก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ ทิฏฐิที่ปฏิสังยุตด้วยอัตตวาท. เพื่อแสดงการจำแนกบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ โดยสัมพันธ์กับบุคคล ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ท่านจึงนำพระสูตรมามีอาทิว่า เย เกจิ ภิกฺขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า นิฏฺํ คตา คือ ถึงความเชื่อ คือเชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ด้วยสามารถแห่งมรรคญาณ ความว่า หมดความสงสัย. ปาฐะว่า นิฏฺาคตา เป็นบทสมาส ความอย่างเดียวกัน. บทว่า ทิฏฺิสมฺปนฺนา คือถึงความงาม
หน้า 82 ข้อ 361
ด้วยทิฏฐิ. บทว่า อิธ นิฏฺา เชื่อแน่ในธรรมนี้ คือการดับด้วยกามธาตุนี้. บทว่า อิธ วิหาย นิฏฺา เชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้ คือ ละกาม ภพนี้แล้ว ปรินิพพานพรหมโลกชั้นสุทธาวาส. บทว่า สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส คือ พึงถืออัตภาพเกิดในภพ ๗ ครั้ง คือ ๗ คราวเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่า สตฺตกฺขตฺตุปรโม คือไม่ถือเอาภพที่ ๘ อื่น ไปจากภพที่อุบัติถืออัตภาพนั้น. ได้แก่พระสัตตักขัตตุปรมโสดาบันนั้น. บทว่า โกลงฺโกลสฺส ชื่อว่า โกลังโกละ เพราะไปสู่ตระกูลจากตระกูล. ความว่า เพราะไม่เกิดใน ตระกูลต่ำจำเดิมแต่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ย่อมเกิดในตระกูล โภคสมบัติมากเท่านั้น. ได้แก่พระโกลังโกลโสดาบัน. บทว่า เอกพีชิสฺส ท่าน กล่าวพืชคือขันธ์. โสดาบันมีพืชคือขันธ์หนึ่งเท่านั้น ถืออัตภาพหนึ่งชื่อว่า เอกพีชี. ได้แก่พระเอกพีชีโสดาบัน. ชื่อของบุคคลเหล่านั้น เป็นชื่อที่พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงตั้งไว้. เพราะบุคคลผู้ถึงฐานะประมาณเท่านี้ ชื่อว่า สัตตักขัตตุ- ปรมะ ประมาณเท่านี้ชื่อโกลังโกละ ประมาณเท่านี้ชื่อว่าเอกพีชี เพราะเหตุนั้น จึงเป็นชื่อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งให้แก่บุคคลเหล่านี้ . จริงอยู่ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงรู้ว่า บุคคลนี้จักถึงฐานะประมาณเท่านี้ บุคคลนี้จักถึงฐานะประมาณ เท่านี้แล้วจึงทรงตั้งชื่อนั้น ๆ แก่บุคคลเหล่านั้น. จริงอยู่ พระโสดาบันมีปัญญาอ่อนเกิด ๗ ภพ จึงชื่อว่าสัตตักขัตตุ- ปรมะ มีปัญญาปานกลาง เกิดอีกไม่เกินภพที่ ๖ จึงชื่อว่าโกลังโกละ มีปัญญา กล้าเกิดภพเดียว จึงชื่อว่าเอกพีชี. การที่พระโสดาบันเหล่านั้น มีปัญญาอ่อน ปานกลางและกล้านี้นั่น ย่อมกำหนดเพราะบุรพเหตุ. พระโสดาบันแม้ ๓ เหล่า นี้ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งกามภพ แต่ในรูปภพและอรูปภพย่อมถือปฏิสนธิ แม้มาก.
หน้า 83 ข้อ 361
บทว่า สกทาคามิสฺส ชื่อว่า สกทาคามี เพราะมาสู่กามภพ คราวเดียว ด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ. ได้แก่พระสกทาคามีนั้น . บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม อรหา พระอรหันต์ในปัจจุบัน คือพระอรหันต์ในอัตภาพนี้แล. ปาฐะว่า อรหํ ดังนี้บ้าง. บทว่า อิธ นิฏฺา เชื่อในธรรมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงผู้ ท่องเที่ยวไปสู่กามภพ. ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายเกิดในรูปภพและอรูปภพ ย่อมไม่เกิดในกามภพ ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง. บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส ชื่อว่า อนฺตราปรินิพฺพายี เพราะ จะปรินิพพานด้วยการดับกิเลสในระหว่างกึ่งอายุ. อนึ่ง พระอนาคามีนั้นมี ๓ จำพวก คือ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างใกล้เกิด ๑ ท่านผู้จะปรินิพพาน ในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่ง ๑ ท่านผู้จะปรินิพพานในระหว่างอายุถึงกึ่ง ๑. ได้แก่ พระอันตราปรินิพพายีอนาคามีนั้น. บทว่า อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส ได้แก่ พระอนาคามีผู้พ้นอายุกึ่ง หรือใกล้จะถึงกาลกิริยา แล้วนิพพานด้วยการดับกิเลส. บทว่า อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส ได้แก่ พระอนาคามีผู้ไม่ต้องทำ ความเพียรมากนัก แล้วปรินิพพานด้วยการดับกิเลส โดยไม่ต้องใช้ความเพียร นัก. บทว่า สสงฺขารปรินิพฺพายี ได้แก่ พระอนาคามีผู้ต้องทำความเพียร มาก แล้วปรินิพพานด้วยการดับกิเลส ต้องใช้ความเพียรยากลำบาก. บทว่า อิทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺคามิโน ได้แก่ พระอนาคามีผู้มีกระแส เบื้องบน ต่อกระแสตัณหา กระแสวัฏฏะในเบื้องบน เพราะนำไปในเบื้องบน หรือมีกระแสในเบื้องบน คือ กระแสมรรคในเบื้องบน เพราะไปในเบื้องบน แล้วพึงได้. ชื่อว่า อกนิฏฺคามี เพราะไปสู่อกนิฏฐา. ได้เเก่พระอนาคามี อุทธังโสตอกนิฏฐคามีนั้น. นี้ คือพระอนาคามี ๔ ประเภท.
หน้า 84 ข้อ 361
ท่านผู้ยังพรหมโลก ๔ ตั้งแต่อวิหา ให้บริสุทธิ์แล้วไปสู่อกนิฏฐาจึง ปรินิพพาน ชื่อว่า อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี. ท่านผู้ยังพรหมโลก ๓ เบื้องต่ำให้บริสุทธิ์ แล้วตั้งอยู่ในสุทัสสีพรหม- โลก จึงปรินิพพาน ชื่อว่า อุทธังโสโต ไม่ชื่อว่า อกนิฏฐคามี. ท่านผู้ไปสู่อกนิฏฐาจากนี้แล้วปรินิพพาน ไม่ชื่อว่า อุทธังโสโต ชื่อว่า อกนิฏฐคามี. ท่านผู้ปรินิพพานในที่นั้น ๆ ในพรหมโลก ๔ เบื้องต่ำ ไม่ชื่อว่า อุทธังโสโต ไม่ชื่อว่า อกนิฏฐคามี. พระอนาคามี ๕ เหล่านี้ ท่านกล่าวถือเอาสุทธาวาส. ส่วนพระอนาคามี ทั้งหลาย. เพราะยังละรูปราคะอรูปราคะไม่ได้ ยังหวังอยู่ย่อมเกิดในรูปภพและ อรูปภพที่เหลือ แต่พระอนาคามีทั้งหลายเกิดในสุทธาวาสไม่เกิดในที่อื่น. บทว่า อเวจฺจปฺปสนฺนา เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น คือ รู้ตรัสรู้ด้วย อริยมรรคแล้ว เลื่อมใสด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว. บทว่า โสตาปนฺนา คือท่านผู้ถึงกระแสอริยมรรค. แม้บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอริยผลทั้งปวง ท่านก็ถือเอา ด้วยบทนี้. จบอรรถกถาภววิภวทิฏฐิกถา แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี
หน้า 85 ข้อ 362, 363
มหาวรรค อานาปานกถา ว่าด้วยเรื่องอานาปานสติสมาธิ [๓๖๒] เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติมี วัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ อันเนื่องมาแต่สมาธิย่อมเกิดขึ้น คือ ญาณในธรรมอัน เป็นอันตราย ๘ ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘ ญาณในอุปกิเลส ๑๘ ญาณ ในโวทาน ๑๓ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ ญาณด้วยสามารถสมาธิ ๒๔ ญาณด้วยสามารถวิปัสสนา ๗๒ นิพพิทาญาณ ๘ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ นิพ- พิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ ญาณในวิมุตติสุข ๒๑. [๓๖๓] ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมอันเป็น อุปการะ ๘ เป็นไฉน ? กามฉันทะเป็นอันตรายแก่สมาธิ เนกขัมมะเป็นอุปการะแก่สมาธิ พยาบาทเป็นอันตรายแก่สมาธิความไม่พยาบาทเป็นอุปการะแก่สมาธิ ถิ่น- มิทธะเป็นอันตรายแก่สมาธิ. อาโลกสัญญาเป็นอุปการะแก่สมาธิ อุทธัจจะเป็น อันตรายแก่สมาธิ ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอุปการะแก่สมาธิ. วิจิกิจฉาเป็นอันตราย แก่สมาธิ ความกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สมาธิ อวิชชาเป็นอันตรายแก่ สมาธิ ญาณเป็นอุปการะแก่สมาธิ อรติเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปราโมทย์ เป็นอุปการะแก่สมาธิ อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงเป็นอันตรายแก่สมาธิ กุศลธรรม ทั้งปวงเป็นอุปการะแก่สมาธิ ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณใน ธรรมเป็นอุปการะ ๘ เหล่านั้น จิตอันฟุ้งซ่านและจิตสงบระงับ ย่อมดำรงอยู่ ในความเป็นธรรมอย่างเดียวและย่อมหมดจดจากนิวรณ์ ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้.
หน้า 86 ข้อ 364, 365
[๓๖๔] ความเป็น ธรรมอย่างเดียวเหล่านั้นเป็นไฉน? เนกขัมมะ ความไม่พยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความ กำหนดธรรม ญาณ ความปราโมทย์ กุศลธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอย่างเดียว (แต่ละอย่าง). นิวรณ์นั้นเป็นไฉน กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งปวง เป็นนิวรณ์ (แต่ละอย่าง). [๓๖๕] คำว่า นีวรณา ความว่า ชื่อว่านิวรณ์เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่านิวรณ์เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก. ธรรมเครื่องนำออกเป็นไฉน เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องนำออกของ พระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยเนกขัมมะนั้น กามฉันทะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลไม่รู้จักเนกขัมมะอัน เป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกกามฉันทะนั้น กั้นไว้ เพราะเหตุนั้น กามฉันทะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริย เจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยความไม่พยาบาทนั้น ความพยาบาทเป็นเครื่องกั้น ธรรมเครื่องนำออก และบุคคลไม่รู้จักความไม่พยาบาทอันเป็นธรรมเครื่องนำ ออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกความพยาบาทนั้นกั้นไว้ เพราะ เหตุนั้น พยาบาทจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก อาโลกสัญญาเป็น ธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำ ออกด้วยอาโลกสัญญานั้น ถีนมิทธะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และ บุคคลย่อมไม่รู้จักอาโลกสัญญาอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้ง หลาย เพราะเป็นผู้ถูกถีนมิทธะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น ถีนมิทธะจึงชื่อว่า
หน้า 87 ข้อ 365
เป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมเครื่องนำออกของ พระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน นั้น อุทธัจจะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักความไม่ ฟุ้งซ่านอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูก อุทธัจจะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อุทธัจจะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกันธรรมเครื่อง นำออก การกำหนดธรรมเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยการกำหนดธรรมนั้น วิจิกิจฉาเป็นเครื่อง กั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักการกำหนดธรรมอันเป็นเครื่อง นำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกวิจิกิจฉานั้นกั้นไว้ เพราะเหตุ นั้น วิจิกิจฉาจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก. ญาณเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริย เจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยญาณนั้น อวิชชาเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักญาณอันเป็นเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชานั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อวิชชาจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้น ธรรมเครื่องนำออก ความปราโมทย์เป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้า ทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยความปราโมทย์นั้น อรติเป็น เครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักความปราโมทย์อันเป็น ธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอรตินั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อรติจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก กุศลธรรมแม้ ทั้งปวงก็เป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้ง หลายย่อมนำออกด้วยกุศลกรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงก็เป็นเครื่องกั้น ธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักกุศลธรรมอันเป็นธรรมเครื่องนำออก
หน้า 88 ข้อ 366
ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอกุศลธรรมเหล่านั้นกั้นไว้ เพราะเหตุ นั้น อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้น ธรรมเครื่องนำออก ก็แลเมื่อ พระโยคาวจรผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอา- นาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะย่อมมีได้. [๓๖๖] อุปกิเลส ๑๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้น. เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลม หายใจเข้า จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อบุคคล ใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก จิตถึงความฟุ้ง- ซ่านในภายนอก ย่อมเป็นอันตรายเเก่สมาธิ ความพอใจคือความปรารถนา ลมหายใจเข้า การเที่ยวไปด้วยตัณหา เป็นอันตรายแก่สมาธิ ความพอใจคือ ความปรารถนาลมหายใจออก การเที่ยวไปด้วยตัณหา เป็นอันตรายแก่สมาธิ ความหลงในการได้ลมหายใจออก แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจเข้าเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความหลงในการได้ลมหายใจเข้า แห่งบุคคลผู้ถูก ลมหายใจครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ. สติที่ไปตามลมหายใจเข้า ที่ไปตามลมหายใจ ออก ที่ฟุ้งซ่านในภายใน ที่ฟุ้งซ่านในภายนอก ความ ปรารถนาลมหายใจเข้า และความปรารถนาลมหายใจ ออก อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิ อันสัมปยุต ด้วยอานาปานสติ อุปกิเลสเหล่านั้น ถ้า จิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็นเครื่องไม่ให้หลุดพ้น ไป และเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ให้ถึงความเชื่อ ต่อผู้อื่น ฉะนี้แล.
หน้า 89 ข้อ 367
[๓๖๗] เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจ เข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิต กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจร คำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อ พระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็น อันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ. เมื่อคำนึงถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจ เข้า เมื่อคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อคำนึงถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก เมื่อ คำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดเเกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อ คำนึงถึงลมหายใจเข้า ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก เมื่อคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหาย- ใจเข้า อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแต่สมาธิ อันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อุปกิเลสเหล่านั้น ถ้า จิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็นเครื่องไม่ให้หลุดพ้น ไป และเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ให้ถึงความเชื่อ ต่อผู้อื่น ฉะนี้แล. จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตราย แก่สมาธิ จิตที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ ถึงความฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่ สมาธิ จิตที่หดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่
หน้า 90 ข้อ 368, 369
ถือจัด ตกไปข้าฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่น้อมเกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่ไม่น้อม ตกไป ข้างฝ่ายพยาบาท ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ. [๓๖๘] จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ที่ปรารถนา อนาคตารมณ์ จิตที่หดหู่ ที่ถือจัด ที่รู้เกินไป ที่ไม่รู้ ย่อมไม่ตั้งมั่น อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็นอันตรายแก่ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อุปกิเลสเหล่านั้น ย่อมเป็นเหตุให้บุคคลผู้มีความดำริเศร้าหมอง ไม่รู้ชัด ซึ่งอธิจิต ฉะนี้แล. [๓๖๙] เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด แห่งลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ จิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายใน เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่าม กลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและ ดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายนอก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจเข้า เพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและ ดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจออก เพราะความ เที่ยวไปด้วยตัณหา กายและจิตย่อมมีความปรารถนา หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่พระโยคาวจรผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ เป็นผู้หลงไหลในการได้ ลมหายใจออก กายและจิตมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ ความที่พระโยคาวจรถูกลมหายใจออกครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลม- หายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความ
หน้า 91 ข้อ 369
ที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า กายและ จิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจร ผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัด แกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระ- โยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิต ย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจร คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความ ปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่าย ความฟุ้งซ่าน กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิต หวังถึงอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่ง กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่น ไหวและดิ้นรน เพราะจิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน กายและจิตย่อมมี ความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะถือตัว ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตรู้เกินไป ตกไป ข้างฝ่ายความกำหนัด กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะ จิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท. ผู้ใดไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญอานาปานสติ กายและ จิตของผู้นั้นย่อมหวั่นไหว ดิ้นรน ผู้ใดบำเพ็ญ เจริญ อานาปานสติดี กายและจิตของผู้นั้น ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน ฉะนี้แล.
หน้า 92 ข้อ 370, 371
ก็และเมื่อพระโยคาวจร ผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะ ย่อมมีได้ อุปกิเลส ๑๘ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้น. [๓๗๐] ญาณในโวทาน ๑๓ เป็นไฉน ? จิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน พระโยคาวจรเว้นจิต นั้นเสีย ย่อมตั้งมั่นจิตนั้นไว้ในฐานะหนึ่ง จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วย อาการอย่างนี้ จิตจำนงหวังอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่ง พระโยคาวจร เว้นจิตนั้นเสีย น้อมจิตนั้นไปในฐานะนั้นแล จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ ด้วยอาการอย่างนี้ จิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายความเกียจคร้าน พระโยคาวจร ประคองจิตนั้นไว้แล้ว ละความเกียจคร้าน จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วย อาการอย่างนี้ จิตถือจัด ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ พระโยคาวจรข่มจิตนั้นเสีย แล้วละอุทธัจจะ จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตรู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด พระโยคาวจรผู้รู้ทันจิตนั้น ละความกำหนัดเสีย จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายความ พยาบาท พระโยคาวจรเป็นผู้รู้ทันจิตนั้น ละความพยาบาทเสีย จิตย่อมไม่ถึง ความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ ประการนี้ ย่อม ขาวผ่อง ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว. [๓๗๑] ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้นเป็นไฉน ? ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ความ เป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งสมถนิมิต ความเป็นธรรมอย่างเดียว ในความปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความ ปรากฏแห่งนิโรธ ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน
หน้า 93 ข้อ 372, 373
ของบุคคลผู้น้อมใจไปในจาคะทั้งหลาย ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความ ปรากฏแห่งสมถนิมิต ของบุคคลผู้หมั่นประกอบในอธิจิตทั้งหลาย ความเป็น ธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม ของบุคคลผู้เจริญ วิปัสสนาทั้งหลาย และความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งนิโรธ ของพระอริยบุคคลทั้งหลาย จิตที่ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียวโดยฐานะ ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นจิตที่มีปฏิปทาวิสุทธิผ่องใส เจริญงอกงามด้วยอุเบกขา และ ถึงความร่าเริงด้วยญาณ. [๓๗๒] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน. [๓๗๓] ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ลักษณะ แห่งเบื้องต้นเท่าไร. ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ คือ จิตหมดจดจากอันตรายแห่งเบื้องต้นนั้น จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง เพราะเป็นจิตหมดจด จิตแล่นไป ในสมถนิมิตนั้น เพราะเป็นจิตที่ดำเนินไปแล้ว จิตหมดจดจากอันตราย ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตอันหมดจด ๑ จิตแล่น ไปในสมถนิมิตเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็น เบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานเป็นฌานมีความงามในเบื้องต้น และถึงพร้อมด้วย ลักษณะ.
หน้า 94 ข้อ 374, 375, 376
[๓๗๔] ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ลักษณะ แห่งท่ามกลางเท่าไร. ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๓ คือ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ จิตดำเนินไป สู่สมถะวางเฉยอยู่. จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่ ๑ จิตมีความปรากฏ ในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ ๑ ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลาง แห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งปฐมฌาน ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวว่า ปฐมฌานเป็นฌานมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วย ลักษณะ. [๓๗๕] ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งที่สุดเท่าไร. ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิด ในปฐมฌานนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ความ ที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งที่สุด ๔ ประการเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌาน มีความงามในที่สุด และถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิต ถึงพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และถึงพร้อมด้วยปัญญา. [๓๗๖] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งทุติยฌาณ.
หน้า 95 ข้อ 377, 378, 379, 380
ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็น ท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งทุติยฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิจาร ปีติ . . . และถึงพร้อมด้วยปัญญา. [๓๗๗] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งตติยฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วย ลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยปีติ สุข. . .และถึงพร้อม ด้วยปัญญา. [๓๗๘] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งจตุตถฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการ อย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยอุเบกขา การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และถึงพร้อมด้วยปัญญา. [๓๗๙] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอากาสา- นัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มี ความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึง พร้อมด้วยอุเบกขา การอธิษฐานจิต ฯลฯ และถึงพร้อมด้วยปัญญา. [๓๘๐] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอนิจจา- นุปัสสนา ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง อย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการ ถึงพร้อมด้วยวิจาร...และถึง พร้อมด้วยปัญญา.
หน้า 96 ข้อ 381, 382
อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา ปฏินิ- สสัคคานุปัสสนา ขยานุปัสสนา วยานุปัสสนา วิปริณามานุปัสสนา อนิมิตตานุ- ปัสสนา อัปปณิหิตานุปัสสนา สุญญตานุปัสสนา อธิปัญญา ธรรมวิปัสสนา ยถาภูตญาณทัสนะ อาทีนวานุปัสสนา ปฎิสังขานุปัสสนา วิวัฏฏนานุปัสสนา โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค ฯลฯ [๓๘๑] อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค. ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็น ท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุด แห่งอรหัตมรรค. ความหมดจดแห่งปฏิปทา เป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่ง เบื้องต้นเท่าไร. ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการ คือ จิตหมดจดจากอันตรายแห่ง เบื้องต้นนั้น จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด จิตแล่นไปในสมถนิมิตนั้นเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว จิตหมดจดจากอันตราย ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด ๑ จิตแล่นไป ในสมถนิมิตนั้น เพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทา เป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านี้ เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคเป็นธรรมมีความงามในเบื้องต้น และถึง พร้อมด้วยลักษณะ. [๓๘๒] ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลางแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งท่ามกลางเท่าไร.
หน้า 97 ข้อ 383
ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๓ คือ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิตดำเนินไปสู่ สมถะวางเฉยอยู่ ๑ จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ ๑ เพราะเหตุที่จิตหมดจดวางเฉยอยู่ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่ จิตมีความ ปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่นั้น ท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรค เป็นธรรมมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ. [๓๘๓] ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งที่สุด เท่าไร ? ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิด ในอรหัตมรรคนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลาย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ความร่าเริงเป็นที่สุด แห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งที่สุด ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า อรหัตมรรคเป็นธรรม มีความงามในที่สุดและถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การ อธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และพร้อมด้วยปัญญา. นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่ง จิตดวงเดียว เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ ภาวนา นิมิตลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่ง จิตดวงเดียว เพราะรู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล.
หน้า 98 ข้อ 384, 385
[๓๘๔] ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตควงเดียว เป็น ธรรมไม่ปรากฏ ก็หามิได้ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จและบรรลุผลวิเศษอย่างไร ? เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ บุรุษเอาเลื่อยเลื่อย ต้นไม้นั้น สติของบุรุษย่อมเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งฟันเลื่อยซึ่งถูกที่ต้นไม้ บุรุษนั้นไม่ได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปไม่ปรากฏ ก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุผลวิเศษ ความเนื่องกันเป็นนิมิต เหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ ลม อัสสาสปัสสาสะ เหมือนฟันเลื่อย ภิกษุนั่งตั้งสติไว้มั่นที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปาก ไม่ได้ใส่ใจถึงลมอัสสาสปัสสาสะเข้าหรือออก ลมอัสสาสปัสสาสะเข้าหรือออกจะ ไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุ ถึงผลวิเศษ เหมือนบุรุษตั้งสติไว้ด้วยสามารถฟันเลื่อยอันถูกที่ต้นไม้ เขาไม่ได้ ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปจะไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฉะนั้น [๓๘๕] ประธานเป็นไฉน ? แม้กาย แม้จิตของภิกษุผู้ปรารภ ความเพียร ย่อมควรแก่การงาน นี้เป็นประธาน ประโยคเป็นไฉน ? ภิกษุ ผู้ปรารภความเพียร ย่อมละอุปกิเลสได้ วิตกย่อมสงบไป นี้เป็นประโยค ผลวิเศษเป็นไฉน ? ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อม ถึงความพินาศไป นี้เป็นผลวิเศษ ก็ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมไม่เป็นอารมณ์ แห่งจิตดวงเดียวอย่างนี้ และธรรม ๓ ประการนี้ไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตไม่ถึง ความฟุ้งซ่าน ปรากฏเป็นประธาน ยังประโยคให้สำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ.
หน้า 99 ข้อ 386
[๓๘๖] ภิกษุใด เจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ ดีแล้ว อบรมแล้วตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือน พระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น. ลมอัสสาสะ ชื่อว่า อานะ ไม่ใช่ลมปัสสาสะ ลมปัสสาสะ ชื่อว่า อปานะ ไม่ใช่ลมอัสสาสะ สติเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถลมอัสสาสปัสสาละ ย่อม ปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจเข้าและผู้หายใจออก. คำว่า ปริปุณฺณา ความว่า บริบูรณ์ ด้วยอรรถว่า ถือเอารอบ ด้วยอรรถว่ารวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ. ภาวนา ในคำว่า สุภาวิตา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสตินั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลาย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ อรรถแห่งภาวนา ๗ ประการนี้ เป็นอรรถอัน ภิกษุนั้นทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง น้อมไป อบรมแล้ว ปรารภเสมอ ดีแล้ว. คำว่า ยานีกตา ความว่า ภิกษุนั้นจำนงหวังในธรรมใด ๆ ย่อมเป็น ผู้ถึงความชำนาญ ถึงกำลัง ถึงความแกล้วกล้า ในธรรมนั้น ๆ ธรรมเหล่านั้น ของภิกษุนั้น เป็นธรรมเนื่องด้วยความคำนึง เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วย มนสิการ เนื่องด้วยจิตตุปบาท เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทำให้เป็น ดังยาน.
หน้า 100 ข้อ 386
คำว่า วตฺถุกตา ความว่า จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุใด ๆ สติย่อม ปรากฏดีในวัตถุนั้น ๆ ก็หรือว่าสติย่อมปรากฏดีในวัตถุใด ๆ จิตย่อมมั่นคงดีใน วัตถุนั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าทำให้เป็นที่ตั้ง. คำว่า อนฺฏฺิตา ความว่า จิตน้อมไปด้วยอาการใด ๆ สติก็หมุน ไปตาม (คุมอยู่) ด้วยอาการนั้น ๆ ก็หรือว่าสติหมุนไปด้วยอาการใด ๆ จิต ก็น้อมไปด้วยอาการนั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า น้อมไป. คำว่า ปริจิตา ความว่า อบรม ด้วยอรรถว่าถือเอารอบ ด้วยอรรถว่า รวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ภิกษุกำหนดถือเอาด้วยสติ ย่อมชนะอกุศล- ธรรมอันลามกได้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อบรม. คำว่า สุสมารทฺธา ความว่า ธรรม ๔ อย่างภิกษุปรารภดีแล้ว คือ ปรารภดีด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสตินั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่ง ความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ เพราะเพิกถอนกิเลสทั้งหลายซึ่งเป็นข้าศึกแก่ ธรรมนั้น ๑. คำว่า สุสมํ ความว่า ความเสมอก็มี ความเสมอดีก็มี ความเสมอ เป็นไฉน ? กุศลทั้งหลายอันไม่มีโทษ เกิดในธรรมนั้นเป็นฝักใฝ่แห่งความ ตรัสรู้ นี้เป็นความเสมอ ความเสมอดีเป็นไฉน ? ความดับอารมณ์แห่งธรรม เหล่านั้นเป็นนิพพาน นี้เป็นความเสมอดี ก็ความเสมอและความเสมอดีนี้ดังนี้ ภิกษุนั้นรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ความเพียร ภิกษุนั้นปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น ไม่หลงลืม กายสงบ ปรารภแล้ว จิตเป็นสมาธิมีอารมณ์เดียว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปรารภ แล้วเสมอดี.
หน้า 101 ข้อ 386
คำว่า อนุปุพฺพํ ปริจิตา ความว่า ภิกษุนั้นอบรมอานาปานสติ ข้างต้น ๆ ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว อบรมอานาปานสติข้างหลัง ๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้น ๆ ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ก็อบรมอานา- ปานสติข้างหลัง ๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้น ๆ ด้วยสามารถ ลมหายใจเข้าสั้น ก็อบรมอานาปานสติข้างหลัง ๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติ ข้างต้น ๆ ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ก็อบรมอานาปานสติข้างหลัง ๆ ตามลำดับ ฯลฯ อบรมอานาปานสติข้างต้น ๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณา เห็นความสละคืนหายใจเข้า ก็อบรมอานาปานสติข้างหลัง ๆ ตามลำดับ อบรม อานาปานสติข้างต้น ๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจ ออก ก็อบรมอานาปานสติข้างหลัง ๆ ตามลำดับ อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ แม้ ทั้งปวงอาศัยกันภิกษุนั้นอบรมแล้ว และอบรมตามลำดับแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอบรมแล้วตามลำดับ. คำว่า ยถา ความว่า อรรถแห่งยถาศัพท์มี ๑๐ คือ ความฝึกตน ๑ ความสงบตน ๑ ความยังตนให้ปรินิพพาน ๑ ความรู้ยิ่ง ๑ ความกำหนดรู้ ๑ ความละ ๑ ความเจริญ ๑ ความทำให้แจ้ง ๑ ความตรัสรู้สัจจะ ๑ ความยังตน ให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ ๑. คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเป็นสยัมภูไม่มี อาจารย์ ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้สดับมาแต่กาลก่อน ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้นและทรงถึงความเป็นผู้มีความ ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าพุทธะ เพราะอรรถว่ากระไร ?
หน้า 102 ข้อ 386
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าพุทธะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะ ทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ทรงสอนให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ เพราะความเป็นพระ- สัพพัญญู เพราะความที่พระองค์ทรงเห็นธรรมทั้งปวง เพราะความที่พระองค์ มีเนยยบทไม่เป็นอย่างอื่น เพราะความเป็นผู้มีพระสติไพบูลย์ เพราะนับว่า พระองค์สิ้นอาสวะ เพราะนับว่าพระองค์ไม่มีอุปกิเลส เพราะอรรถว่า ทรง ปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์ ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์เสด็จไปแล้วสู่หนทางที่ไปแห่ง บุคคลผู้เดียว เพราะอรรถว่า ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียว เพราะทรงกำจัดเสียซึ่งความไม่มีปัญญา เพราะทรงได้ซึ่งพระปัญญาเครื่องตรัสรู้. พระนามว่า พุทฺโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติสายโลหิต สมณะ พราหมณ์ เทวดา มิได้ แต่งตั้งให้เลย พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม พระนามที่เกิด ในที่สุดแห่งอรหัตผล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เกิดขึ้นพร้อมกับการทรงได้สัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้ โพธิพฤกษ์. คำว่า ทรงแสดงแล้ว ความว่า ความฝึกตน มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ฝึกตนแล้ว พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ความสงบตน . . . ความยังตนให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคล เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น.
หน้า 103 ข้อ 387
คำว่า โลโก ได้แก่ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวง ตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร ฯลฯ โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘. คำว่า ย่อมให้สว่างไสว ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว แจ่มใส เพราะเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งความฝึกตน ความสงบตน ความยังตน ให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ ซึ่งมียถาศัพท์ เป็นอรรถทุกประการ. คำว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ความว่า กิเลส เหมือนหมอก อริยญาณเหมือนดวงจันทร์ ภิกษุเหมือนจันทเทพบุตร ภิกษุ พ้นจากกิเลสทั้งปวง แล้วย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวเปล่งปลั่ง และไพโรจน์ เหมือนดวงจันทร์พ้นจากหมอก พ้นจากควันและธุลีในแผ่นดิน พ้นจากฝ่ามือ ราหู ยังโอกาสโลกให้สว่างไสวเปล่งปลั่ง และไพโรจน์ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ญาณในโวทาน ๑๓ ประการนี้. จบภาณวาร [๓๘๗] ญาณในความทำสติ ๓๒ เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง
หน้า 104 ข้อ 388
หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขาร หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับ จิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จัก รู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า ย่อมศึกษา ว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความ คลายกำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็น ความสละคืนหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก. [๓๘๘] คำว่า อิธ ความว่า ในทิฏฐินี้ ในความอดทนนี้ ในความ ชอบใจนี้ ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในธรรมวินัยนี้. คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ตาม เป็นพระเสขะ ก็ตาม เป็นพระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริมก็ตาม. คำว่า อรญฺํ ความว่า สถานที่ทุกแห่งนอกเสาเขื่อนไป สถานที่ นั้นป่า.
หน้า 105 ข้อ 389
คำว่า รุกฺขมูลํ ความว่า อาสนะของภิกษุซึ่งจัดไว้ที่โคนไม้นั้น คือ เตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้ หรือเครื่องลาดทำด้วยฟาง ภิกษุ เดิน ยืน นั่ง หรือนอนที่อาสนะนั้น. คำว่า สุญฺํ ความว่า เป็นสถานที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยใคร ๆ เป็น คฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม. คำว่า อาคารํ คือ วิหาร โรงมีหลังคาครึ่งหนึ่ง ปราสาท เรือนโล้น ถ้ำ. คำว่า นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ความว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้นั่ง คู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง คือ กายเป็นกายอันภิกษุนั้นตั้งวางไว้ตรง. ศัพท์ว่า ปริ ในคำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺเปตฺวา มีความกำหนด ถือเอาเป็นอรรถ ศัพท์ว่า มุขํ มีความนำออกเป็นอรรถ ศัพท์ว่า สติ มี ความเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า. [๓๘๙] คำว่า เป็นผู้มีสติหายใจเข้า ความว่า ภิกษุอมรมสติโดย อาการ ๓๒ คือ ภิกษุเป็นผู้ตั้งสติมั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่น เพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว...เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ...เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่น เพราะรู้ ความที่มีจิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ชื่อว่า เป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความ สละคืนหายใจเข้า ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่
หน้า 106 ข้อ 390
ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ...เป็น ผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความ เป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น. [๓๙๐] ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออก ยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว อย่างไร ? ภิกษุเมื่อหายใจเข้ายาว ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออก ยาว ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้าและหายใจออกยาว ย่อม หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับยาว ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อ หายใจเข้าหายใจออกยาว หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะนั้นนับยาว เมื่อหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่ นับยาว เมื่อหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออก ในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้าหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับยาว ความปราโมทย์ย่อมเกิด ขึ้นแก่ภิกษุเมื่อหายใจเข้าหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้ายาวละเอียดกว่า นั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจ ออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกในขณะที่ นับยาว เมื่อหายใจเข้าหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับยาว จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจ เข้าหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับยาว ย่อมหลีกออกจากการหายใจเข้าใจออก
หน้า 107 ข้อ 391, 392
ยาว อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจเข้ายาวด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ย่อมปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติ ปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็น กายในกาย. [๓๙๑] คำว่า อนุปสฺสติ ความว่า ภิกษุพิจารณากายนั้นอย่างไร ? พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง พิจารณาโดย ความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาโดยความเป็นสุข พิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็น ทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตต- สัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละ ราคะได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ ภิกษุพิจารณากายนั้น อย่างนี้. [๓๙๒] ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลาย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไป ซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความ ที่ธรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว เวทนาจึงปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไป
หน้า 108 ข้อ 393
ตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึง ความดับไป. [๓๙๓] เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึง ความดับ อย่างไร ? ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ? ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิด เวทนาจึงเกิด แม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความเกิด ความเกิดแห่งเวทนาก็ย่อม ปรากฏ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏ อย่างนี้. ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ? เมื่อมนสิการโดย ความไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดย ความเป็นทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการ โดยความเป็นอนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ ความ เข้าไปตั้งอยู่แห่งเวทนาย่อมปรากฏ อย่างนี้. ความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ? ความดับไปแห่งเวทนา ย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหาดับเวทนาจึงดับ เพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความแปรปรวน ความดับไปเเห่ง เวทนาก็ย่อมปรากฏ ความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ เวทนาย่อม ปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้.
หน้า 109 ข้อ 394, 395
[๓๙๔] สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึง ความดับ อย่างไร ? ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ? ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดสัญญาจึงเกิด ... ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏ อย่างนี้. ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ? เมื่อมนสิการโดย ความไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ. . . ความเข้าไป ตั้งอยู่แห่งสัญญาย่อมปรากฏ อย่างนี้. ความดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ? ความดับไปแห่งสัญญา ย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับสัญญาจึงดับ. . . ความดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างนี้ สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏ เข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้. [๓๙๕] วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความ ดับไป อย่างไร ? ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ? ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะ ตัณหาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิตกจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะ ความเกิด ความเกิดขึ้นแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏ อย่างนี้. ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ? เมื่อมนสิการโดยความ ไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความ
หน้า 110 ข้อ 396
เป็นทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความ เป็นอนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ ความเข้าไปตั้ง อยู่แห่งวิตกย่อมปรากฏ อย่างนี้. ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ? ความดับไปแห่งวิตกย่อม ปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับวิตกจึงดับ เพราะ ตัณหาดับวิตกจึงดับ เพราะกรรมดับวิตกจึงดับ เพราะสัญญาดับวิตกจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความแปรปรวน ความดับไปแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างนี้ วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไป ตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้. [๓๙๖] บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลาย ประชุมกัน รู้จักโคจรและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์. คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า บุคคล ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ? บุคคลย่อมยังสัทธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความน้อมใจเชื่อ ยังวิริยิน- ทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสตินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความเข้า ไปตั้งไว้ ยังสมาธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังปัญญินทรีย์ให้ ประชุมลงด้วยความเห็น บุคคลนี้ยังอินทรีย์เหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง.
หน้า 111 ข้อ 397
คำว่า รู้จักโคจร ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งบุคคลนั้นว่าเป็นโคจร แห่งบุคคลนั้น รู้จักโคจรแห่งบุคคลนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งบุคคลนั้น บุคคล ความรู้ ปัญญา. คำว่า สงบ ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ. คำว่า ประโยชน์ ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรม อันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ประเสริฐเป็นประโยชน์. คำว่า แทงตลอด ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทง ตลอดความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิต ผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบ เป็นประโยชน์. [๓๙๗] คำว่า ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลง ความว่า ย่อมให้ พละทั้งหลายประชุมลงอย่างไร ? บุคคลย่อมยังสัทธาพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความ ไม่มีศรัทธา ยังวิริยพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ยังสมาธิพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ยังปัญญาพละให้ ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา บุคคลนี้ย่อมยังพละเหล่านี้ให้ ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังพละทั้งหลาย ให้ประชุมลง. คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอด ธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์.
หน้า 112 ข้อ 398, 399
[๓๙๘] คำว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุม ความว่า บุคคลย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงได้อย่างไร ? บุคคลย่อมยังสติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยัง ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเลือกเฟ้น ยังวิริยสัมโพขฌงค์ให้ ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังปีติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความแผ่ ซ่านไป ยังปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความสงบ ยังสมาธิสัมโพชฌงค์ ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความ วางเฉย บุคคลนี้ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงในอารมณ์ เพราะเหตุ ดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง. คำว่า รู้โคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอด ธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. [๓๙๙] คำว่า ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อม ยังมรรคให้ประชุมลงอย่างไร ? บุคคลย่อมยังสัมมาทิฏฐิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังสัมมาสังกัปปะให้ ประชุมลงด้วยความยกขึ้นสู่อารมณ์ ยังสัมมาวาจาให้ประชุมลงด้วยความกำหนด ยังสัมมากันมันตะให้ประชุมลงด้วยความที่เกิดขึ้นดี ยังสัมมาอาชีวะให้ประชุม ลงด้วยความผ่องแผ้ว ยังสัมมาวายามะให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยัง สัมมาสติให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมาสมาธิให้ประชุมลงด้วย ความไม่ฟุ้งซ่าน บุคคลนี้ย่อมยังมรรคนี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุ ดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง.
หน้า 113 ข้อ 400
คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอด ธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๐๐] คำว่า ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง อย่างไร ? บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังพละ ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหว ยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ด้วยความเป็นธรรมเครื่องนำออก ยังมรรคให้ประชุมลงด้วยความเป็นเหตุ ยัง สติปัฏฐานให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมัปปธานให้ประชุมลงด้วย ความเริ่มตั้ง ยังอิทธิบาทให้ประชุมลงด้วยความให้สำเร็จ ยังสัจจะให้ประชุมลง ด้วยความถ่องแท้ ยังสมถะให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังวิปัสสนาให้ ประชุมลงด้วยความพิจารณาเห็น ยังสมถะและวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วยความ มีกิจเป็นอันเดียวกัน ยังธรรมเป็นคู่กันให้ประชุมลงด้วยความไม่ล่วงเกินกัน ยังสีลวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความสำรวม ยังจิตวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความ ไม่ฟุ้งซ่าน ยังทิฏฐิวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังวิโมกข์ให้ประชุมลงด้วย ควานหลุดพ้น ยังวิชชาให้ประชุมลงด้วยความแทงตลอด ยังวิมุตติให้ประชุม ลงด้วยความสละรอบ ยังญาณในความสิ้นไปให้ประชุมลงด้วยความตัดขาด ยัง ญาณในความไม่เกิดขึ้นให้ประชุมลงด้วยความเห็นเฉพาะ ยังฉันทะให้ประชุม ลงด้วยความเป็นมูลเหตุ ยังมนสิการให้ประชุมลงด้วยความเป็นสมุฏฐาน ยัง ผัสสะให้ประชุมลงด้วยความประสบ ยังเวทนาให้ประชุมลงด้วยความรู้สึก ยัง สมาธิให้ประชุมลงด้วยความเป็นประธาน ยังสติให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังสติสัมปชัญญะให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมที่ยิ่งกว่านั้น ยังวิมุตติให้ประชุม
หน้า 114 ข้อ 401
ลงด้วยความเป็นสาระ ยังนิพพานอันหยั่งลงในอมตะให้ประชุมลงด้วยความ เป็นที่สุด บุคคลนี้ย่อมยังธรรมเหล่านั้นให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุ ดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง. คำว่า รู้จักโคจร ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งธรรมนั้นว่าเป็นโคจร แห่งธรรมนั้น รู้จักโคจรแห่งธรรมนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งธรรมนั้นบุคคล ความรู้ปัญญา. คำว่า สงบ ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ. คำว่า ประโยชน์ ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรม อันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ประเสริฐเป็นประโยชน์. คำว่า แทงตลอด ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอด ความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๐๑] บุคคลเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่า หายใจเข้าสิ้น เมื่อหายใจออก สั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น อย่างไร. บุคคลเมื่อหายใจเข้าสั้น ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้น ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้า หายใจออกสั้น ย่อมหายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหายใจเข้าหายใจออกสั้น หายใจเข้าบ้าง หายใจ ออกบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถ ฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียด
หน้า 115 ข้อ 402
กว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจ เข้าหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าบ้าง หายใจ ออกบ้างในขณะนับได้นิดหน่อย ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้หายใจเข้า หายใจออกละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้าง ในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความ ปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียด กว่านั้น ด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้น ด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อม หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย จิตของภิกษุผู้เมื่อ หายใจเข้าหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ย่อมหลีกไปจากลมอัสสาสปัสสาสะสั้น อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจเข้าหายใจออกสั้นด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ มิใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัว สติด้วย บุคคลพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณากายในกาย. [๔๐๒] คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้น อย่างไร ฯลฯ พิจารณากายนั้นอย่างนี้. ภาวนาในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพเมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าและลมหายใจออก สั้น เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าลมหายใจออกสั้น ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง
หน้า 116 ข้อ 403, 404
ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และย่อมแทงตลอดธรรมอันมีความสงบ เป็นประโยชน์. [๔๐๓] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกอย่างไร ? กาย ในคำว่า กาโย มี ๒ คือ นามกาย ๑ รูปกาย ๑ นามกาย เป็นไฉน ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นนามด้วย เป็นนาม กายด้วย และท่านกล่าวจิตสังขารว่า นี้เป็นนามกาย รูปกายเป็นไฉน ? มหาภูตรูป ๔ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ลมอัสสาสปัสสาสะ นิมิต และท่าน กล่าวว่ากายสังขารที่เนื่องกัน นี้เป็นรูปกาย. [๔๐๔] กายเหล่านั้น ย่อมปรากฏ อย่างไร ? เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจ เข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติ ย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิต มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น. . . เมื่อรู้ความที่จิต มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น. . . เมื่อคำนึงถึงกาย เหล่านั้นย่อมปรากฏเมื่อรู้. . . เมื่อเห็น. . . เมื่อพิจารณา. . . เมื่ออธิษฐานจิต. . . เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา. . . เมื่อประคองความเพียร. . . เมื่อตั้งสติไว้มั่น . . . เมื่อตั้งจิตมั่น. . . เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง. . . เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ . . . เมื่อละธรรมที่ควรละ. . . เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ. . . เมื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ควรทำให้แจ้ง กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ กายเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ กาย
หน้า 117 ข้อ 405, 406
คือ ความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้าหายใจออกปรากฏ สติเป็นอนุ- ปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคล ย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย. [๔๐๕] คำว่า ย่อมพิจารณา ฯลฯ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็น ผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็นความระวังในสีลวิสุทธินั้นเป็นอธิสีล- สิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้นเป็นอธิจิตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ นั้นเป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ รู้ศึกษา เห็นศึกษา พิจารณาศึกษา อธิษฐานศึกษา น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาศึกษา ประคองความเพียรศึกษา ดำรงสติไว้มั่นศึกษา ตั้งจิตมั่นศึกษา รู้ชัดด้วย ปัญญาศึกษา รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งศึกษา กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ศึกษา และธรรมที่ควรละศึกษา เจริญธรรมที่ควรเจริญศึกษา ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควร ทำให้แจ้งศึกษา เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความ เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้าหายใจออก เวทนาย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง กองลมทั้งปวงหายใจเข้าหายใจออก ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๐๖] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษา ว่าจักระงับกายสังขารหายใจออก อย่างไร ? กายสังขารเป็นไฉน ? ลมหายใจเข้ายาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร ลมหายใจออกยาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้
หน้า 118 ข้อ 406
เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารเหล่านั้น ศึกษาอยู่ ลมหายใจเข้าสั้น ลมหายใจออกสั้น ลมที่บุคคลรู้แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจเข้า เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขาร บุคคล ระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารเหล่านั้น ศึกษาอยู่ ความอ่อนไป ความน้อมไป ความเอนไป ความโอนไป ความหวั่นไหว ความดิ้นรน ความโยก ความโคลง แห่งกาย มีอยู่ เพราะกายสังขารเห็นปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกาย สังขารหายใจเข้า ศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ความไม่อ่อนไป ความไม่น้อมไป ความไม่เอนไป ความไม่โอนไป ความไม่หวั่นไหว ความ ไม่ดิ้นรน ความไม่โยก ความไม่โคลง แห่งกาย มีอยู่เพราะกายสังขารเห็น ปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับ กายสังขารที่ละเอียดสุขุมหายใจเข้า ศึกษา อยู่ว่า จักระงับกายสังขารที่ละเอียดสุขุมหายใจออก ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคล ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขาร หายใจออก เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ไม่ปรากฏ ลมอัสสาสปัสสาสะก็ไม่ ปรากฏ อานาปานสติก็ไม่ปรากฏ อานาปานสติสมาธิก็ไม่ปรากฏ และบัณฑิต ทั้งหลายแม้จะเข้าแม้จะออกสมาบัตินั้นก็หามิได้ ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคลศึกษา อยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปาน- สติก็ปรากฏ อานาปานสติสมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและย่อม ออกสมาบัตินั้น ข้อนั้นเหมือนอะไร เหมือนเมื่อบุคคลตีกังสดาลเสียงดังย่อม เป็นไปก่อนตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งเสียงดัง เมื่อเสียงดัง ค่อยลง ต่อมาเสียงค่อยก็เป็นไปภายหลังตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิต แห่งเสียงค่อย และเมื่อเสียงค่อยดับลง ต่อมาจิตย่อมเป็นไปในภายหลัง แม้
หน้า 119 ข้อ 407
เพราะนิมิตแห่งเสียงค่อยเป็นอารมณ์ ข้อนี้ก็เหมือนกันฉะนั้น ลมหายใจเข้า และลมหายใจออกที่หยาบ ย่อมเป็นไปก่อนตามที่หมาย นึกทรงจำด้วยดีซึ่ง นิมิตแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่หยาบ เมื่อลมหายใจเข้าและลม หายใจออกที่หยาบเบาลง ต่อมาลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่ละเอียด ย่อม เป็นไปในภายหลังตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลมหายใจเข้าและ ลมหายใจออกที่ละเอียด และเมื่อลมหายใจเข้าและลมหายใจออกที่ละเอียดเบาลง อีก ต่อมาจิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านในภายหลัง แม้เพราะความที่นิมิตแห่ง ลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลม ก็ปรากฏ ลมอัสสาสปัสสาสก็ปรากฏ อานาปานสติก็ปรากฏ อานาปานสติ สมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและออกสมาบัตินั้น ๆ กายคือความ ที่บุคคลระงับกายสังขารหายใจเข้าหายใจออกปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณา กายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐาน- ภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย. [๔๐๗] คำว่า พิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้น อย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณากายนั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิด้วยอรรถว่า ความเป็นผู้ระงับกายสังขารระวังลมหายใจเข้าลมหายใจ ออก จิตวิสุทธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น ความ ระวังในศีลวิสุทธินั้น เป็นอธิศีลสิขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้น เป็น อธิจิตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลเมื่อ
หน้า 120 ข้อ 408
คำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็น ผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้าหายใจออก เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจเข้าหายใจออก ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ปะชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์อนุปัสสนาญาณ [ญาณในการพิจารณา] ๘ อุปัฏฐานานุสติ [อนุสติที่ปรากฏ] ๘ และ สุตันติกวัตถุ [เรื่องอันมีมาในพระสูตร] ในการพิจารณากายในกาย ๔. จบภาณวาร [๔๐๘] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออกอย่างไร ? ปีติเป็นไฉน ? เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถลมหายใจเข้ายาว ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่ จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ปีติและ ปราโมทย์ ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ลมหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง กายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วย สามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับ กายสังขารหายใจออก ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ปีติและปราโมทย์ คือ ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความรื่นเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ปีตินี้ย่อมปรากฏ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย
หน้า 121 ข้อ 408
สามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจ ออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ด้วย สามารถลมหายใจออกสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้ ระงับกายสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก สติย่อมตั้งมั่น ปีติย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อคำนึงถึง ปีตินั้น ย่อมปรากฏ เมื่อรู้...เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจ ไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียร เมื่อเข้าไปตั้งสติไว้ เมื่อจิตตั้งมั่น เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควร กำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรรู้ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้น ย่อมปรากฏ เวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง ปีติหายใจเข้าหายใจออกอย่างนี้นั้นปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนา ปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนา นั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐาน ภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย. คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาความนั้นอย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งปีติระวังลมหายใจออก ฯลฯ
หน้า 122 ข้อ 409
เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติ หายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้รู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็น ประโยชน์ [๔๐๙] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก อย่างไร ? สุข ในคำว่า สุขํ มี ๒ คือ กายิกสุข ๑ เจตสิกสุข ๑. กายิกสุขเป็นไฉน ? ความสำราญทางกาย ความสุขที่ได้เสวยทางกาย สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดในกายสัมผัสเป็นกายิกสุข. เจตสิกสุขเป็นไฉน ? ความสุขทางจิต ความสุขที่ได้เสวยเป็นความ สำราญเกิดแต่เจโตสัมผัส สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้ เป็นเจตสิกสุข. สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร ? เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้น ย่อมปรากฏ ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมคงมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง สุขเหล่านั้นย่อม ปรากฏ สุขเหล่านั้น ย่อมปรากฏอย่างนั้น. เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติ ด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้น ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้
หน้า 123 ข้อ 410
นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนา ทั้งหลาย. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนาอย่างไร ? ย่อม พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้น อย่างนี้ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งสุขระงับ ลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้ แจ้งสุขหายใจ เข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ. [๔๑๐] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า ย่อม ศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก อย่างไร ? จิตสังขารเป็นไฉน ? สัญญาและเวทนาด้วยสามารถลมหายใจเข้า ยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตสังขาร สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิต. สังขาร ฯลฯ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขาหายใจออก เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วย จิต เป็นจิตสังขาร นี้เป็นจิตสังขาร. จิตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร ? เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้า ยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตสังขารเหล่านี้ ย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติ ย่อมตั้งมั่น จิตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อ
หน้า 124 ข้อ 411
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตสังขารเหล่านั้น ย่อมปรากฏ จิตสังขาร เหล่านั้น ย่อมปรากฏอย่างนี้. เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะ เหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ พิจารณาเวทนาในเวทนา ทั้งหลาย. คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ? ย่อม พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งจิต สังขารระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิต- สังขารหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุม ลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็น ประโยชน์. [๔๑๑] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า ย่อม ศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก อย่างไร ? จิตสังขารเป็นไฉน ? สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจเข้า ยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตเป็นจิตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับสงบจิตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจออก ยาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบจิตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความ
หน้า 125 ข้อ 412
เป็นผู้รู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตสังขาร หายใจออก เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตสังขาร บุคคล ระงับ คือ ดับ สงบจิตสังขารเหล่านั้น ศึกษาอยู่ เวทนา ด้วยสามารถความ เป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาเวทนา นั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่ เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ระงับจิตสังขาร ระวังลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ. ความเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลรู้อยู่ ย่อมยัง อินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอด ธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ อนุปัสสนาญาณ (ญาณในการพิจารณา) ๘ อุปัฏฐานานุสติ (อนุสติที่ปรากฏ) ๘ สุตตันติกวัตถุ (เรื่องอันมีมาในพระสูตร) ในการพิจารณาเวทนาในเวทนา ๔. จบภาณวาร [๔๑๒] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออกอย่างไร ?
หน้า 126 ข้อ 413
จิตนั้นเป็นไฉน ? วิญญาณจิต ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว จิต คือ มนะ มานัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น วิญญาณจิต ด้วยสามารถลมหายใจออก ยาว ฯลฯ ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจเข้า จิต คือ มนะ... มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น นี้เป็นจิต. จิตปรากฏอย่างไร ? บุคคลเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมัน จิตนั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจ ออกยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตนั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตนั้นย่อมปรากฏ จิตนั้นย่อมปรากฏ อย่างนี้ วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง จิตหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ จิตปรากฏไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นต้น สติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้ นั้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่ เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งจิตระวังลมหายเข้าลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิต หายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๑๓] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักให้จิตเบิกบานหายใจเข้า ย่อมศึกษา ว่า จักให้จิตเบิกบานหายใจออกอย่างไร ?
หน้า 127 ข้อ 413
ก็ความเบิกบานแห่งจิตเป็นไฉน ? เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความ เบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลม หายใจออกยาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฯลฯ เมื่อรู้ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจ เข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ความเบิกบานแห่งจิตย่อม เกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ นี้เป็นความเบิกบานแห่งจิต วิญญาณจิต ด้วย สามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานหายใจเขาหายใจออกปรากฏ สติเป็นอนุ- ปัสสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคล ย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าว ว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่ เสพสีลวิสุทธิ ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบาน ระวังลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยัง อินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอด ธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์.
หน้า 128 ข้อ 414, 415
[๔๑๔ ] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตมั่นหายใจออกอย่างไร ? ก็สมาธินทรีย์เป็นไฉน ? ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจออก เป็นสมาธิ ความตั้งอยู่ ความ ตั้งอยู่ดี ความตั้งมั่น ความไม่กวัดแกว่ง ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ความมีใจ ไม่กวัดแกว่ง ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ วิญญาณจิต ด้วยความสามารถความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจเข้าหายใจออกนี้ ปรากฏ สติเป็น อนุปัสสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคล ย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่ เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นระวังลมหายใจเข้าลมหายใจ ออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็น ผู้ตั้งจิตมั่นหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๑๕] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้าอย่างไร ?
หน้า 129 ข้อ 416
บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตจากราคะหายใจเข้า จักเปลื้องจิต จากราคะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากโทสะ หายใจออก จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจออก ฯลฯ จักเปลื้องจิตจากมานะ จักเปลื้องจิตจากทิฏฐิ จักเปลื้องจิตจากวิจิกิจฉา จักเปลื้องจิตจากถิ่นมิทธะ จักเปลื้องจิตจากอุทธัจจะ จักเปลื้องจิตจากความไม่ ละอายบาป จักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจเข้า จักเปลื้องจิต จากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจออก วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ เปลื้องจิตหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ ฯลฯ คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตระวังลมหายใจเข้าลมหายใจ ออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ เปลื้องจิตหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบ เป็นอรรถ อนุปัสสนาญาณ ๔ อุปัฏฐานานุสติ ๘ สุตตันติกวัตถุในการ พิจารณาจิตในจิต ๔. [๔๑๖] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออกอย่างไร ? คำว่า อนิจฺจํ ความว่า อะไรไม่เที่ยง เบญจขันธ์ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ากระไร ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไป.
หน้า 130 ข้อ 416
บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความ เกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร ? บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ฯลฯ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ นี้ บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่ เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชรา และมรณะ หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในชราและ มรณะหายใจออก ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้าหายใจออกปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วย ญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การ พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยง ระวังลมหายใจเข้า หายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทง ตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์.
หน้า 131 ข้อ 417
[๔๑๗] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออก อย่างไร ? บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัดในรูป น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคล้าย กำหนัดในรูปหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัด ในรูป หายใจออก บุคคลเห็นโทษในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ใน จักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัด ในชรา และมรณะ และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดใน ชราและมรณะหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชรา และมรณะหายใจออกธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความคลาย กำหนัดหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้น ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้น อย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัด ระวังลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนดหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทง ตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์.
หน้า 132 ข้อ 418, 419
[๔๑๘] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจเข้า ย่อม ศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจออก อย่างไร ? บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับในรูป น้อมใจ ไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูป หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจออก เห็นโทษใน เวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในภิกษุ ฯลฯ โนชรา และมรณะ แล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความคับในชราและมรณะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจ เข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออก. [๔๑๙] โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อวิชชาย่อมดับด้วย อาการเท่าไร ? โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ ๘. โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? โทษในอวิชชาย่อมมี ด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษใน อวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. อวิชชาย่อมดับไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน? อวิชชาย่อมดับด้วยนิทาน ดับ ๑ ด้วยสมุทัยดับ ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยอาหารดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยวิญญาณเกิดขึ้น ๑ ด้วยนิโรธปรากฏ ๑ อวิชชาย่อมดับ ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้. บุคคลเห็นโทษในอวิชชาด้วยอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะ ในความดับแห่งอวิชชาด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิต
หน้า 133 ข้อ 420
ตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจเข้า ย่อมศึกษา ว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจออก. [๔๒๐] โทษในสังขารย่อมมีด้วยอาการเท่าไร สังขารย่อมดับด้วย อาการเท่าไร ฯลฯ โทษในวิญญาณย่อมมีด้วยอาการเท่าไร วิญญาณย่อมดับ ด้วยอาการเท่าไร โทษในนามรูปย่อมมีด้วยอาการเท่าไร นามรูปย่อมดับด้วย อาการเท่าไร โทษในสฬายตนะย่อมมีด้วยอาการเท่าไร สฬายตนะย่อมดับด้วย อาการเท่าไร โทษในสัมผัสย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ผัสสะย่อมดับด้วยอาการ เท่าไร โทษในเวทนาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร เวทนาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในตัณหาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ตัณหาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษใน อุปาทานย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อุปาทานย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษใน ภพย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ภพย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชาติย่อมมี ด้วยอาการเท่าไร ชาติย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชราและมรณะย่อมมี ด้วยอาการเท่าไร ชราและมรณะย่อมดับ ด้วยอาการเท่าไร ? โทษในชราและ มรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘. โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? โทษในชรา และมรณะย่อมมีด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่า เป็นอนัตตา ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ เหล่านี้. ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ? ชราและมรณะย่อม ดับด้วยนิทานดับ ๑ ด้วยสมุทัย ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยภพดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยญาณเกิด ๑ ด้วยนิโรธเกิดขึ้น ๑ ชรามรณะย่อมดับ ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้.
หน้า 134 ข้อ 421
บุคคลเห็นโทษด้วยชราและมรณะในอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิด ฉันทะในความดับแห่งชราและมรณะด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วย ศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะ หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออก ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความดับหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏ ด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้น ด้วยสตินั้น ด้วยญาณ นั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณา ธรรมในธรรมทั้งหลาย. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ? ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่า เป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความดับ ระวังลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความ เป็นผู้พิจารณาความดับหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอัน มีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๒๑] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจออก อย่างไร ? ความสละคืนมี ๒ อย่าง คือ ความสละคืนด้วยการบริจาค ๑ ความ สละคืนด้วยความแล่นไป ๑ จิต (คิด) สละรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละ คืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็น
หน้า 135 ข้อ 421
ความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืน ในรูปหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในรูปหายใจออก จิต (คิด) สละเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงเป็นความสละคืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็น ที่ดับชราและมรณะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคล ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะ หายใจเข้า ย่อม ศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะหายใจออกธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรม ในธรรมทั้งหลาย. คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณา ธรรมเหล่านั้นอย่างไร ? ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯลฯ เมื่อ สละคืน ย่อมสละความถือมั่นได้ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายอันเกิดในภาวนานั้น ไม่ล่วงเกินกันฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณา ความสละคืนระวังลมหายใจเข้าลม หายใจออก จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านทิฏฐิวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็นความ สำรวมในสีลวิสุทธินั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้น เป็น อธิจิตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลเมื่อคำนึง
หน้า 136 ข้อ 422
ถึงสิกขา ๓ประการนี้ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ ศึกษาอยู่ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจเข้า หายใจออก เวทนาปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณา ความสละคืนหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลาย ให้ประชุมลงย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อม ยังมรรคให้ประชุมลง ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมรู้จักโคจร และ แทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า ย่อมยัง อินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ? ย่อมยังสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุ นั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ อนุปัสสนา ญาณ ๘ อุปัฏฐานานุสติ ๘ สุตตันติกวัตถุ ในการพิจารณาธรรมในธรรม ทั้งหลาย ๔ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ นี้. [๔๒๒] ญาณด้วยสามารถแห่งสมาธิ ๒๔ เป็นไฉน ? ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็น ผู้เปลื้องจิตหายใจเข้าหายใจออก เป็นสมาธิ ญาณด้วยสามารถของสมาธิ ๒๔ เหล่านี้. ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒ เป็นไฉน ?
หน้า 137 ข้อ 422
วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นอนัตตา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเข้าหายใจออก โดยความ เป็นของไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความ เป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเช้า หายใจออก โดยความเป็นทุกข์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่า ความเป็นผู้เปลื้องจิต พิจารณาลมหายใจเข้าหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา ญาณด้วยสามารถ แห่งวิปัสสนา ๗๒ เหล่านี้. นิพพิทาญาณ ๘ เป็นไฉน ? ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถ ว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็น ตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง ฯลฯ ญาณชื่อว่านิพพิทา- ญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้า รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาความ สละคืนลมหายใจออก รู้เห็นตามความเป็นจริง นิพพิทาญาณ ๘ เหล่านี้. นิพพิทานุโลมญาณ ๘ เป็นไฉน ? ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลม หายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็น นิพพิทานุโลมญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็น ของไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ ฯลฯ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาสละคืนลมหายใจเข้าปรากฏ โดยความ
หน้า 138 ข้อ 422
เป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความ สละคืนลมหายใจออกปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ เหล่านี้. นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ เป็นไฉน ? ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณา ลมหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็น นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออกโดยความ เป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ฯลฯ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ เหล่านี้. ญาณในวิมุตติสุข ๒๑ เป็นไฉน ? ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะ ละเพราะตัดขาดซึ่งสักกายทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค. . . เพราะละ เพราะตัดขาด ซึ่งวิจิกิจฉาด้วยโสดาปัตติมรรค. . . เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งสีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยด้วยโสดาปัตติมรรค. . . เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ ด้วยสกทาคามิมรรค . . . เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์ ปฏิฆ- สังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ ด้วยอนาคามิมรรค ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ด้วยอรหัตมรรค ญาณในวิมุตติสุข ๒๑ เหล่านี้ เมื่อบุคคลเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อันมีวัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ เหล่านี้ อันสัมปยุตด้วยสมาธิ ย่อมเกิดขึ้น. จบอานาปานกถา
หน้า 139 ข้อ 422
อานาปานสติกถา ในมหาวรรค ๑. อรรถกถาคณนวาร บัดนี้ ถึงลำดับที่จะพรรณนาความที่ยังไม่เคยพรรณนา แห่งอานา- ปานสติกถาที่ท่านกล่าวไว้ในลำดับแห่งทิฏฐิกถา. จริงอยู่ อานาปานสติกถานี้ เป็นสมาธิภาวนาอันทำได้ง่ายเพื่อตรัสรู้ ตามความเป็นจริง แห่งโทษของทิฏฐิที่กล่าวไว้ดีแล้ว ในทิฏฐิกถา แห่งจิต บริสุทธิ์ด้วยดี ด้วยการชำระมลทินแห่งมิจฉาทิฏฐิ. อนึ่ง ในสมาธิภาวนาทั้งปวง อานาปานสติกถานี้ ท่านกล่าวไว้ในลำดับแห่งทิฏฐิกถาว่าเป็นสมาธิภาวนาและ เป็นประธาน เพราะตรัสรู้ตามความเป็นจริง แห่งจิตตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธินี้ ณ โพธิมูล ของพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งปวง. พึงทราบวินิจฉัยในอานาปานสติกถานั้นดังต่อไปนี้. บทว่า โสฬส- วตฺถุกํ อนาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต สมธิกานิ เทฺว าณสตานิ อุปฺปชฺชนฺติ เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติ มี วัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ อันเนื่องมาแต่สมาธิย่อมเกิดขึ้น เป็นการยกขึ้นแสดง จำนวนญาณ. บทมีอาทิว่า อฏฺ ปริปนฺเถ าณานิ ญาณในธรรมอัน เป็นอันตราย ๘ เป็นการชี้แจงจำนวนญาณ. บทต้นว่า กตมานิ อฏฺ ปริปนฺเถ าณานิ ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ เป็นไฉน. บทสุดท้ายว่า อิมานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข าณานิ ญาณในวิมุตติสุข ๒๑ เหล่านี้ เป็นการชี้แจง ความพิสดารของญาณทั้งปวง. พึงทราบการกำหนดบาลีก่อนอย่างนี้ว่า บทมี
หน้า 140 ข้อ 422
อาทิว่า โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต เมื่อพระโยคาวจร เจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติ มีวัตถุ ๑๖ เป็นบทสรุปในที่สุด. พึงทราบวินิจฉัยในการยกแสดงจำนวน ในการนับจำนวนว่า อานา- ปานสติสมาธิ มีวัตถุ ๑๖ ก่อนดังต่อไปนี้. ชื่อว่า โสฬสวตฺถุโก เพราะมีวัตถุ เป็นที่ตั้ง คือมีอารมณ์ ๑๖ ด้วยสามารถแห่งจตุกะ ละ ๔ เหล่านี้ คือ ลมหายใจ ยาว สั้นกำหนดรู้กองลมทั้งปวง สงบกายสังขาร ชื่อว่า กายานุปัสสนาจตุกะ ๑ กำหนดรู้ปีติ สุข จิตสังขาร สงบจิตสังขาร ชื่อว่า เวทนานุปัสสนาจตุกะ ๑ กำหนดรู้จิต จิตยินดียิ่ง จิตตั้งมั่น จิตพ้น ชื่อว่า จิตตนุปัสสนาจตุกะ ๑ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด การดับทุกข์ การสละ ชื่อว่า ธัมมานุปัสสนาจตุกะ ๑. อานาปานสติสมาธิ มีวัตถุ ๑๖ นั้น. ก็ในบทนี้ ลบวิภัตติด้วยวิธีของสมาส. บทว่า อานํ ได้แก่ ลมหายใจเข้าในภายใน. บทว่า อปานํ ได้แก่ ลมหายใจออกในภายนอก. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวโดยตรงกันข้าม เพราะ หายใจออกท่านกล่าวว่า อปานะ เพราะปราศจากการหายใจเข้า. แต่ในนิเทศ ท่านกล่าวว่า อาปาน เพราะเพ่งถึงทีฆะ น อักษร. เมื่อมีอานาปาน นั้น ชื่อว่า อานาปานสติ. อานาปานสตินี้เป็นชื่อของสติกำหนดอัสสาสะ ปัสสาสะ (ลมหายใจเข้าและหายใจออก) สมาธิประกอบด้วยอานาปานสติ หรือสมาธิ ในอานาปานสติ ชื่อว่า อานาปานสติสมาธิ. บทว่า ภาวยโต คือเจริญนิพเพธภาคี (ธรรมเป็นส่วนแห่งการ แทงตลอด). บทว่า สมาธิกานิ อันเนื่องมาแต่สมาธิ คือ เป็นไปกับด้วย ความยิ่ง ความว่า มีความยิ่งเกิน. ในบทว่า สมาธิกานิ นี้ ม อักษรเป็น บทสนธิ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สํ อธิกานิ. เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ได้
หน้า 141 ข้อ 422
ความว่า ญาณ ๒๐๐ ด้วย ยิ่งด้วย. ข้อนั้นไม่ถูก เพราะญาณ ๒๐๐ เหล่านี้ ก็จะเกินไป ๒๐. บทว่า ปริปนฺเถ าณานิ ญาณในธรรมเป็นอันตราย คือญาณ อันเป็นไป เพราะทำอันตรายให้เป็นอารมณ์. อนึ่ง ญาณในธรรมเป็นอุปการะ ในอุปกิเลส. บทว่า โวทาเน าณานิ ญาณในโวทาน (ความผ่องแผ้ว) คือ ชื่อว่า โวทาน เพราะจิตผ่องแผ้วบริสุทธิ์ด้วยญาณนั้น. ควรกล่าวว่า โวทานาณานิ ท่านกล่าวว่า โวทาเน าณานิ ญาณในโวทานดุจใน บทมีอาทิว่า สุตมเย าณํ ญาณในสุตมยปัญญา. ชื่อว่า สโตการี เพราะ มีสติสัมปชัญญะทำ ญาณของผู้มีสติทำนั้น. บทว่า นิพฺพิทาาณานิ คือญาณอันเป็นนิพพิทา (เบื่อหน่าย). บทว่า นิพฺพิทานุโลเม าณานิ คือญาณเกื้อกูลนิพพิทา. ปาฐะว่า นิพฺพิทานุโลมิาณานิ บ้าง. ความว่า ชื่อว่า นิพพิทานุโลมี เพราะ มีญาณเกื้อกูลแก่นิพพิทา. บทว่า นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิาณานิ คือญาณ ในความสงบนิพพิทา. บทว่า วิมุตฺติสุเข าณานิ คือญาณสัมปยุตด้วย วิมุตติสุข. ด้วยบทมีอาทิว่า กตมานิ อฏฺ(๘)เป็นไฉน ท่านแสดงถึงญาณร่วม กันในธรรมอันตรายและในธรรมเป็นอุปการะเหล่านั้น เพราะญาณในธรรม เป็นอันตราย และในธรรมเป็นอุปการะเป็นคู่ ตรงกันข้ามและเป็นข้าศึกกัน. บทมีอาทิว่า กามจฺฉนฺทเนกฺขมฺมา มีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง. อนึ่ง บทว่า อุปการํ เป็นนปุงสกลิงค์ โดยเป็นลิงควิปลาส. บทว่า สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา อกุศลธรรมแม้ทั้งปวง คืออกุศล ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหลือดังกล่าวแล้ว. อนึ่ง กุศลธรรมทั้งปวงเป็นฝ่าย
หน้า 142 ข้อ 422
แห่งการแทงตลอด. บทว่า ปริปนฺโถ และอุปการํ เป็นเอกวจนะ เพราะ เพ่งถึงบทนั้น ๆ นั่นเอง. พระสารีบุตรเถระ ครั้นถามถึงญาณในธรรมเป็น อันตราย และญาณในธรรมเป็นอุปการะนี้แล้ว แก้อารมณ์แห่งญาณเหล่านั้น แล้วแสดงสรุปญาณอันมีญาณนั้นเป็นอารมณ์ว่า เป็นอันแก้ญาณเหล่านั้นด้วย ธรรมเป็นปริปันถะ และอุปการะเหล่านั้นแล้ว. แม้ในบทมีอาทิว่า ญาณใน อุปกิเลสก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาคณนวาร ๒. อรรถกถาโสฬสญาณนิเทศ บทว่า โสฬสหิ อากาเรหิ ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านั้น คือด้วยส่วน แห่งญาณ ๑๖ ดังได้กล่าวแล้วโดยเป็นฝ่ายทั้งสอง. บทว่า อุทุปิตจิตฺตํ สมุทุ- ปิตจิตฺตํ จิตอันฟุ้งซ่านและจิตสงบระงับ ความว่า ในอุปจารภูมิ จิตสะสม ไว้เบื้องบน สะสมไว้เบื้องบนโดยชอบ ทำการสะสมสูงขึ้น ๆ ทำการสะสม สูงขึ้น ๆ โดยชอบ. ปาฐะว่า อุทุชิตํ จิตตํ สุมุชิตํ บ้าง. ความว่า จิตชนะ เพราะความสูง หรือชนะด้วยญาณอันทำความสูง. บทว่า สุมุทุชิตํ คือชนะเพราะความสูงเสมอ หรือชนะด้วยญาณ อันทำความสูง เป็นอันปฏิเสธความไม่เสมอ ในบทนี้ว่า สมา เสมอ. ใน ปาฐะนี้มีอุปสรรค ๒ตัว คือ อุ. ทุ. ปาฐะว่า อุรูชิตํ จิตฺตํ สมฺมารูชิตํ บ้าง. แม้ในปาฐะนี้ก็มีความว่าชนะแล้วเหมือนกัน. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า บทว่า อุรู อรู นี้ เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
หน้า 143 ข้อ 422
ในอรรถกถาวีโณปมสูตรท่านกล่าวความว่า ตชฺชิตํ และ สุตชฺชิตํ คือ คุกคามแล้ว คุกคามด้วยดีแล้ว . ความนั้นไม่สมควรในที่นี้. บทว่า เอกตฺเต สนฺติฏฺติ ย่อมดำรงอยู่ในความเป็นธรรมอย่างเดียว คือ ย่อมตั้งอยู่ในความ เป็นธรรมอย่างเดียวในอุปจารภูมิ โดยไม่มีความฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่าง ๆ. ในบทนี้ว่า นิยฺยานาวรณฏฺเน นีวรณา ชื่อว่า นิวรณ์เพราะ อรรถว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ท่านกล่าวว่า แม้ความไม่ยินดี แม้ อกุศลทั้งปวงก็ชื่อว่า นิวรณ์เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้น. บทว่า นิยฺยานา- วรณฏฺเน ชื่อว่า นิวรณ์เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องปิดทางมาแห่งธรรมเครื่อง นำออก. ปาฐะว่า นิยฺยานาวารณฏฺเน บ้าง. ความว่า ชื่อว่า นิวรณ์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องห้ามธรรมเครื่องนำออก. บทว่า เนกฺขมฺมํ อริยานํ นิยฺยานํ เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องนำ ออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย คือที่ตั้งแห่งมรรค ชื่อว่า เป็นธรรมเครื่องนำ ออกของพระอริยเจ้าทั้งหลายด้วยผลูปจาร เพราะเป็นเหตุแห่งอริยมรรค กล่าว คือเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย. พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อม นำออกคือเข้าถึงในขณะแห่งมรรค ด้วยผลูปจารนั้นเป็นเหตุ. ส่วนอาจารย์ บางพวกกล่าวว่า บทว่า นิยฺยานํ คือมรรค ข้อนั้นไม่ถูก เพราะในที่นี้ ท่านประสงค์เอาอุปจาร และเพราะไม่มีอาโลกสัญญาและกุศลธรรมทั้งปวงใน ขณะแห่งมรรค. บทว่า นิวุตตฺตา เพราะถูกอกุศลธรรมกันไว้คือปกปิดไว้. บทว่า นปฺปชานาติ ย่อมไม่รู้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคล. บทว่า วิสุทฺธิจิตฺตสฺส ผู้มีจิตบริสุทธิ์ ได้แก่ ในอุปจารภูมินั่นเอง. บทว่า ขณิกสโมธานา ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะ ความว่า ชื่อว่า ขณิกา เพราะมีขณะ เพราะเกิดขึ้นในขณะจิต ในขณะจิต ได้แก่
หน้า 144 ข้อ 422
อุปกิเลส การตั้งมั่น การประชุม การรวบรวมจิตเป็นไปชั่วขณะ ชื่อว่า ขณิก- สโมธาน เพราะฉะนั้น จึงมีความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะ. ท่านอธิบายไว้ ว่า อุปกิเลสทั้งหลายเมื่อเกิด ย่อมเกิดด้วยการเกี่ยวเนื่องกันชั่วขณะ ด้วยการ สืบต่อกันมาชั่วขณะ คือ ไม่เกิดด้วยอำนาจแห่งขณะจิตดวงหนึ่ง. จบอรรถกถาโสฬสญาณนิเทศ ๓. อรรถกถาอุปกิเลสญาณนิเทศ ปฐมฉักกะ (ฉักกะที่๑) พึงทราบวินิจฉัยในปฐมฉักกะดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺสาสาทิมชฺฌ- ปริโยสานํ เบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของลมหายใจเข้า คือ ปลายจมูก หรือ นิมิตปาก เป็นเบื้องต้นของลมเข้าในภายใน หัวใจเป็นท่ามกลาง มีนาภีเป็น ที่สุด. เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลม หายใจเข้านั้น จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน โดยไปตามความต่างกันแห่งที่ตั้ง จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายในนั้น เป็นอันตรายแก่สมาธิ เพราะไม่ดำรงอยู่ใน อารมณ์เดียว. บทว่า ปสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของ ลมหายใจออก คือ สะดือเป็นเบื้องต้นของลมออกไปในภายนอก หัวใจเป็น ท่ามกลาง ปลายจมูก นิมิตปาก หรืออากาศภายนอกเป็นที่สุด. ในที่นี้พึง ทราบการประกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
หน้า 145 ข้อ 422
บทว่า อสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ตณฺหาจริยา ความในใจ คือ ความปรารถนาลมหายใจเข้า การเที่ยวไปด้วยตัณหา ความว่า การกำหนดว่า กรรมฐานเนื่องด้วยลมจมูกแล้วพอใจ คือปรารถนาลมหายใจเข้าอันหยาบและ หยาบ ความเป็นไปด้วยตัณหา. เมื่อมีความเป็นไปแห่งตัณหา ชื่อว่า เป็น อันตรายแก่สมาธิ เพราะไม่ดำรงอยู่ในอารมณ์เดียว. บทว่า ปสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ความปรารถนาความพอใจ ลมหายใจออก ความว่า ความพอใจคือความปรารถนาลมหายใจออก ซึ่งเป็น ไปก่อนลมหายใจเข้า. บทที่เหลือพึงประกอบตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า อสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ ความว่า เมื่อ ลมหายใจเข้ายาวเกินไป หรือสั้นเกินไป ถูกลมหายใจเข้าทำลายเบียดเบียน เพราะมีความลำบากแห่งกายและจิตอันมีลมหายใจเข้าเป็นมูล. บทว่า ปสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา ความหลงในการได้ลมหายใจ ออก คือเพราะถูกลมหายใจเข้าบีบคั้น ผู้มีความสำคัญในความพอใจในลม หายใจออก ปรารถนาลมหายใจออก ยินดีในการได้ลมหายใจออกนั้น. แม้ใน ลมหายใจออกเป็นมูลก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว เพื่อพรรณนาตามความ ดังที่ได้กล่าวแล้วดังต่อไปนี้. บทว่า อนุคจฺฉนา คือไปตาม. บทว่า สติ คือสติอันเป็นเหตุ ฟุ้งซ่านในภายในและภายนอก. ชื่อว่า วิกฺเขโป. เพราะจิตฟุ้งซ่านด้วยลมหาย- ใจนั้น. ความฟุ้งซ่านในภายใน ชื่อว่า อชฺฌตฺตวิกเขโป. ความปรารถนา ความฟุ้งซ่านในภายในนั้น ชื่อว่า อชฺฌตฺตวิเขปากงฺขณา ท่านอธิบายว่า ความปรารถนาลมหายใจเข้าอันฟุ้งซ่านในภายใน ด้วยการไม่มีใจชอบ. พึง
หน้า 146 ข้อ 422
ทราบความปรารถนาความฟุ้งซ่านในภายนอกโดยนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า เยหิ คือด้วยอุปกิเลสเหล่าใด. บทว่า วิกมฺปมานสฺส ผู้หวั่นไหว คือผู้ฟุ้งซ่าน ถึงความฟุ้งซ่าน. บทว่า โน เจ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ถ้าจิตไม่หลุดพ้น คือจิตไม่น้อมไป ในอารมณ์อันเป็นอัสสาสปัสสาสะ และไม่หลุดพ้นจากธรรมเป็นข้าศึก. พึง ทราบการเชื่อมว่า จิตไม่หลุดพ้น และให้ถึงความเชื่อต่อผู้อื่น. บทว่า วิโมกฺขํ อปฺปชานนฺตา ไม่รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ คือผู้นั้นหรือผู้อื่นไม่รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ อัน เป็นความพอใจแห่งอารมณ์ และซึ่งวิโมกข์อันเป็นความพ้นจากธรรมเป็นข้าศึก อย่างนี้. บทว่า ปรปตฺติยา คือมีคนอื่นเป็นปัจจัย เชื่อคนอื่น ไม่มีญาณ ที่ประจักษ์แก่ตน เมื่อควรกล่าวว่า ปรปจฺจยิกา ท่านกล่าว ปรปตฺติยา. ความอย่างเดียวกัน. จบปฐมฉักกะ ทุติยฉักกะ (ฉักกะที่ ๒) พึงทราบวินิจฉัยในทุติยฉักกะดังต่อไปนี้. บทว่า นิมิตฺตํ ที่สัมผัส แห่งลมหายใจเข้าและหายใจออก. เพราะอัสสาสปัสสาสะกระทบดั้งจมูกของผู้ มีจมูกยาว กระทบริมฝีปากบนของผู้มีจมูกสั้น. ถ้าพระโยคาวจรนี้คำนึงถึง นิมิตนั้น จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิตนั้น ย่อมกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหาย- ใจเข้า คือไม่ตั้งอยู่ได้. เมื่อจิตของพระโยคาวจรนั้นไม่ตั้งอยู่ ความกวัดแกว่ง นั้นเป็นอันตรายของสมาธิ เพราะไม่มีสมาธิ. หากว่า คำนึงถึงอัสสาสะอย่าง เดียว จิตของพระโยคาวจรนั้นย่อมนำมาซึ่งความฟุ้งซ่านด้วยการเข้าไปในภาย
หน้า 147 ข้อ 422
ใน จิตไม่ตั้งอยู่ในนิมิต. เพราะฉะนั้น จิตย่อมกวัดแกว่งในนิมิต โดยนัย นี้พึงทำการประกอบแม้ในบทที่เหลือ. บทว่า วิกมฺปติ ในคาถาทั้งหลาย ได้แก่ ความฟุ้งซ่าน คือถึงความฟุ้งซ่าน. จบทุติยฉักกะ ตติยฉักกะ (ฉักกะที่ ๓) พึงทราบวินิจฉัยในตติยฉักกะดังต่อไปนี้. บทว่า อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ คือจิตที่ไปตามอัสสาสะ หรือปัสสาสะอันล่วงเลย ที่สัมผัสไป. บทว่า วิกฺเขปานุปติตํ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน คือไปตามด้วยความ ฟุ้งซ่าน หรือตกไป คือไปตามความฟุ้งซ่านเอง. บทว่า อนาคตปฏิกงฺขณํ จิตฺตํ จิตที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ คือจิตที่ปรารถนา คือหวังอัสสาสะหรือ ปัสสาสะอันยังไม่ถึงที่สัมผัส. บทว่า วิกมฺปิตํ หวั่นไหว คือหวั่นไหวด้วย ความฟุ้งซ่านอันไม่ตั้งอยู่ในอัสสาสะและปัสสาสะนั้น. บทว่า ลีนํ จิตหดหู่ คือจิตท้อแท้ด้วยความเพียรอันย่อหย่อนเกินไปเป็นต้น. บทว่า โกสชฺชานุ- ปติตํ จิตตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน คือไปตามความเกียจคร้าน. บทว่า อติป- คฺคหตํ จิตที่ประคองไว้จัด คือจิตที่มีความอุตสาหะจัดด้วยปรารภความเพียร จัด. บทว่า อุทฺธจฺจานุปติตํ จิตตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน คือไปตามความ ฟุ้งซ่าน. บทว่า อภินตํ จิตที่น้อมเกินไป คือจิตที่น้อมไปยิ่ง คือติดอยู่ใน วัตถุแห่งอัสสาสะทั้งหลาย. บทว่า อปนตํ จิตที่ไม่น้อมไป คือจิตกระทบใน วัตถุแห่งความไม่ยินดี หรือจิตปราศจากวัตถุแห่งความยินดีนั้น หรือยังไม่ ปราศจากไป ความว่า ไม่ปราศจากไปจากวัตถุนั้น. บทว่า ราคานุปตตํ
หน้า 148 ข้อ 422
จิตตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด คือเมื่อพระโยคาวจรกำหนดไว้ในใจถึงอัสสาส- ปัสสาสนิมิต ความกำหนัดตกไปในปีติและสุข หรือในวัตถุที่รื่นเริง รำพัน และการเล่นในก่อน. บทว่า พฺยาปาทานุปติตํ จิตตกไปข้างฝ่ายพยาบาท คือเมื่อพระโยคาวจรมีจิตไม่ยินดีในการกำหนดไว้ในใจ ความพยาบาทย่อมตก ไปตามอำนาจแห่งความโทมนัสที่เกิดขึ้นแล้ว หรือในอาฆาตวัตถุ (วัตถุแห่ง ความอาฆาต) ที่ประพฤติมาในกาลก่อน. บทว่า น สมาธิยติ ในคาถาทั้งหลาย ได้แก่ จิตไม่ตั้งมั่น. บทว่า อธิจิตฺตํ อธิจิต คือสมาธิอันยิ่ง ท่านแสดงโดยจิตเป็นประธาน. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงอุปกิเลส ๑๘ ด้วย ฉักกะ ๓ แล้วบัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงโทษแห่งอุปกิเลสเหล่านั้นโดยให้สำเร็จความ เป็นอันตรายแก่สมาธิ จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ ดังนี้อีก ความว่า เบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ กาย และจิตย่อมมีความปรารภ ความว่า แม้รูปกาย ด้วยอำนาจเเห่งรูปอันมีความ ฟุ้งซ่านเป็นสมุฏฐาน แม้จิตด้วยอำนาจแห่งความฟุ้งซ่านเป็นการสืบต่อ ย่อม เป็นอันยุ่งยากด้วยความลำบากและมีความกระวนกระวาย โดยความอ่อนกว่า นั้นก็ตื่นเต้นหวั่นไหว โดยความอ่อนกว่านั้นก็ดิ้นรนวุ่นวาย ย่อมมีความ ยุ่งยาก มีกำลังบ้าง ปานกลางบ้าง อ่อนบ้าง. ท่านอธิบายว่า ไม่สามารถจะ ไม่ให้ยุ่งยากได้. บทว่า จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตาปิ คือเพราะจิตหวั่นไหว. บทว่า ปริปุณฺณา อภาวิตา ในคาถาทั้งหลาย คือไม่เจริญเหมือนอย่างที่บำเพ็ญไว้. บทว่า อิญฺชิโต คือหวั่นไหว. บทว่า ผนฺทิโต ดิ้นรน คือหวั่นไหวอย่างอ่อน.
หน้า 149 ข้อ 422
เพราะความที่นิวรณ์ทั้งหลายในเบื้องต่ำไม่มีลำดับ ท่านจึงแสดงด้วยอัจจันตสมี- ปะ (ใกล้ที่สุด) ด้วยบทมีอาทิว่า ก็และด้วยนิวรณ์ทั้งหลายเหล่านี้. แต่ใน ที่นี้ เพราะนิวรณ์ทั้งหลายมีลำดับในบทสรุป ท่านจึงแสดงเป็นปรัมมุขา (ลับ หลัง) ด้วยบทมีอาทิว่า ก็และด้วยนิวรณ์ทั้งหลายเหล่านั้น. จบอรรถกถาอุปกิเลสญาณนิเทศ ๔. อรรถกถาโวทานญาณนิเทศ บทว่า โวทาเน าณานิ ญาณในโวทาน คือญาณบริสุทธิ์. บทว่า ตํ วิชยิตฺวา เว้นจิตนั้นเสีย พึงเชื่อมความว่า เว้นจิตแล่นไปตาม อตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ดังกล่าวแล้วในก่อนเสีย. บทว่า เอกฏฺาเน สมาทหติ ย่อมตั้งมั่นจิตไว้ในฐานะหนึ่ง คือ ตั้งมั่นไว้เสมอในที่สัมผัสแห่ง อัสสาสะและปัสสาสะ. บทว่า ตตฺเถว อธิโมกฺเขติ น้อมจิตไปในฐานะนั้นแล เมื่อท่านกล่าวว่า เอกฏฺาเน ในฐานะหนึ่ง พระโยคาวจรย่อมทำความตกลง ในที่สัมผัสแห่งอัสสาสะและปัสสาสะ. บทว่า ปคฺคณฺหิตฺวา ประคองจิตไว้แล้ว คือ ประคองจิตไว้ด้วย เจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์. บทว่า วินิคฺคณฺหิตฺวา ข่มจิตนั้นเสีย คือ ข่มจิตไว้ด้วยการเจริญปีติสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า ประคองจิตไว้ด้วย สตินทรีย์และวีริยินทรีย์ ข่มจิตไว้ด้วยสตินทรีย์และสมาธินทรีย์.
หน้า 150 ข้อ 422
บทว่า สมฺปชาโน หุตฺวา พระโยคาวจรรู้ทันจิตนั้น คือรู้ทันด้วย อสุภภาวนาเป็นต้น อีกอย่างหนึ่งรู้ทันด้วยเมตตาภาวนาเป็นต้น พึงทราบความ เชื่อมว่า พระโยคาวจรย่อมละราคะพยาบาทที่จิตตกตามไป. ความว่า เมื่อรู้ทันว่า จิตนั้นเป็นเช่นนี้ ย่อมละราคะพยาบาทโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อจิตนั้น. บทว่า ปริสุทฺธํ บริสุทธิ์คือไม่มีอุปกิเลส. บทว่า ปริโยทาตํ ขาวผ่อง คือ ประภัสสร. บทว่า เอกตฺตคตํ โหติ จิตถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว คือ เมื่อพระโยคาวจร ถึงความวิเศษนั้น ๆ จิตนั้น ๆ ก็ย่อมถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว. บทว่า กตเม เต เอกตฺตา ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้น เป็นไฉน. พระสารีบุตรเถระ เมื่อถามความเป็นธรรมอย่างเดียว แม้ประกอบ และยังไม่ประกอบ ย่อมถามทำรวมกัน. บทว่า ทานโวสฺสคฺคุปฏฺาเนกตฺตํ ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน คือ การบริจาค การสละทานอันเป็นทานวัตถุ ชื่อว่า ทานูปสคฺโค ได้แก่ เจตนาบริจาคทาน วัตถุ. การเข้าไปตั้งความปรากฏแห่งทานนั้นด้วยทำให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า ทานูปสคฺคุปฏฺานํ ความปรากฏแห่งการบริจาคทาน. อีกอย่างหนึ่งความเป็น ธรรมอย่างเดียว ในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ชื่อว่า ทานุปสคฺคุปฏฺ- าเนกตฺตํ. ปาฐะว่า ทานโวสฺสคฺคุปฏฺาเนกตฺตํ ดีกว่า ความอย่างเดียวกัน. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวจาคานุสติสมาธิด้วยการยกบทขึ้น. อนึ่ง แม้ท่าน กล่าวจาคานุสติสมาธินั้น ด้วยการยกบทก็เป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งความเป็นธรรม อย่างเดียวกัน แม้ ๓ อย่างนอกนี้ เพราะฉะนั้น อาจารย์พวกหนึ่งจึงกล่าว ไว้ในที่นี้ว่า ท่านชี้แจงไว้แล้วดังนี้. จริงอยู่ แม้นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ยัง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่จำพรรษาในทิศทั้งหลาย ในศาสนานี้จักมาสู่กรุงสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระมีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระผู้มี-
หน้า 151 ข้อ 422
พระภาคเจ้าแล้วจักทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุชื่อมรณภาพแล้ว ภิกษุนั้นจักมีคติอย่างไร อภิสัมปรายภพจักเป็นอย่างไรดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จักทรงพยากรณ์ถึงคติและสัมปรายภพนั้นในโสดาปัตติผลก็ดี ในสกคาทามิผล ก็ดี ในอนาคามิผลก็ดี ในอรหัตผลก็ดี. ข้าพเจ้าเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้วจัก ถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลาย พระคุณเจ้ารูปนั้นเคยมากรุงสาวัตถีหรือหนอ. หากภิกษุทั้งหลายจักกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ภิกษุรูปนั้นเคยมากรุงสาวัตถี. ข้าพเจ้า จักตัดสินใจถวายวัสสิกสาฏก อาคันตุกภัตร คมิกภัตร คิลานภัตร คิลานุปัฏ- ฐากภัตร คิลานเภสัช หรือธุวยาคู (ข้าวยาคูเป็นประจำ) ให้พระคุณเจ้ารูปนั้น บริโภคโดยไม่ต้องสงสัย เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงดังนั้น จักเกิดความปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้วจักเกิดปีติ เมื่อมีใจปีติ กายจักสงบ เมื่อกายสงบจักเสวยสุข เมื่อมีสุข จิตจักตั้งมั่น อินทรียภาวนา พลภาวนา โพชฌงคภาวนา นั้นจักมี แก่ข้าพเจ้า. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าในความเป็นธรรมอย่างเดียวทั้งหลาย ท่านกล่าวถึงธรรมที่หนึ่งด้วยอุปจารสมาธิ ธรรมที่สองด้วยอัปปนาสมาธิ ธรรมที่สามด้วยวิปัสสนาสมาธิ ธรรมที่สี่ด้วยมรรคและผล. นิมิตแห่งสมถะ ชื่อว่าสมถนิมิต. ลักษณะอันเป็นความเสื่อมความทำลาย ชื่อว่า วยลักษณะ. บทว่า นิโรโธ คือนิพพาน. บทที่เหลือ พึงประกอบตามนัยที่กล่าวแล้วใน ๓ บทเหล่านี้. บทว่า จาคธิมุตฺตานํ ของบุคคลผู้น้อมใจไปในจาคะ คือ คือน้อมไปในทาน. บทว่า อธิจิตฺตํ ได้แก่ สมาธิอันเป็นบทแห่งวิปัสสนา. บทว่า วิปสฺสกานํ ของบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาทั้งหลาย คือ ของผู้เห็นแจ้ง สังขารด้วยอนุปัสสนา ๓ ตั้งแต่ภังคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความดับสังขาร). บทว่า อริยปุคฺคลานํ คือพระอริยบุคคล ๘. ความเป็นธรรมอย่างเดียว ๓ มีธรรมที่ ๒ เป็นต้น ย่อมประกอบด้วยอานาปานสติ และด้วยกรรมฐาน ที่เหลือ. บทว่า จตูหิ าเนหิ คือด้วยเหตุทั้งหลาย ๔. บทที่ยกขึ้นว่า
หน้า 152 ข้อ 422
จิตถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว เป็นจิตแล่นไปสู่ปฏิปทาวิสุทธิ เป็นจิตเจริญ งอกงามด้วยอุเบกขา และเป็นจิตร่าเริงด้วยญาณดังนี้ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ- วิปัสสนามรรคและผล. บทขยายความอันเป็นเบื้องต้นแห่งคำถามเพราะใคร่จะ ทำเพื่อความพิสดารแห่งบทที่ยกขึ้นเหล่านั้นมีอาทิว่า อะไรเป็นเบื้องต้นแห่ง ปฐมฌาน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิปทาวิสุทฺธิปสนฺนญฺเจว ย่อมเป็นจิต ที่มีปฏิปทาวิสุทธิผ่องใส คือปฏิปทานั่นเองชื่อว่า วิสุทธิ เพราะชำระมลทิน คือนิวรณ์ จิตแล่นไป คือ เข้าไปสู่ปฏิปทาวิสุทธินั้น. บทว่า อุเปกฺขานุพฺ- รูหิตญฺจ คือ เจริญงอกงามด้วยอุเบกขา คือความเป็นกลางนั้น. บทว่า าเณน จ สมฺปหํสิตํ ร่าเริงด้วยญาณ คือ ร่าเริง ผ่องแผ้ว บริสุทธิ์ ด้วยญาณอันขาวผ่อง. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า อุปจาระพร้อม ด้วยการสะสม ชื่อว่า ปฏิปทาวิสุทธิ อัปปนาชื่อว่าการเจริญงอกงามด้วย อุเบกขา ปัจจเวกขณะชื่อว่า ความร่าเริง. อนึ่ง เพราะท่านกล่าวบทมีอาทิว่า จิตถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว เป็นจิตแล่นไปสู่ปฏิปทาวิสุทธิ ฉะนั้นพึงทราบปฏิปทาวิสุทธิด้วยการมาแห่ง อัปปนาภายใน การเจริญงอกงามด้วยอุเบกขาด้วยกิจแห่งอุเบกขา คือ ความ เป็นกลางนั้น การร่าเริงด้วยการสำเร็จกิจแห่งญาณอันขาวผ่องด้วยสำเร็จความ ไม่ล่วงไปแห่งธรรมทั้งหลาย. เป็นอย่างไร เพราะจิตย่อมบริสุทธิ์จากหมู่กิเลส คือ นิวรณ์อันเป็นอันตรายแก่ฌานนั้นในวาระที่อัปปนาเกิด. เพราะจิตบริสุทธิ์ จิตปราศจากเครื่องกีดกันย่อมดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง สมาธิคือ อัปปนาไปเสมอชื่อว่าสมถนิมิต อันเป็นท่ามกลาง. แต่ปุริมจิต (จิตดวงก่อน) ในลำดับแห่งอัปปนาสมาธินั้นเข้าถึงความ เป็นของแท้โดยนัยแห่งความปรวนแปรสันตติอย่างเดียว ชื่อว่าย่อมดำเนินสู่
หน้า 153 ข้อ 422
สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง เพราะดำเนินไปอย่างนี้ จิตจึงชื่อว่าแล่นไปใน สมถนิมิตนั้นโดยเข้าถึงความเป็นของแท้. พึงทราบปฏิปทาวิสุทธิ อันสำเร็จอาการมีอยู่ในปุริมจิตอย่างนี้ก่อนด้วย อำนาจแห่งการมาในขณะปฐมฌานเกิดนั่นเอง. อนึ่ง เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว ไม่ทำความขวนขวายในการชำระจิต เพราะไม่มีสิ่งที่ควรชำระอีก ชื่อว่า จิตหมดจดวางเฉยอยู่. เมื่อดำเนินสู่สมถะด้วยการเข้าถึงความเป็นสมถะแล้ว ไม่ทำความขวนขวายในการสมาทานอีก ชื่อว่า จิตดำเนินสู่สมถะวางเฉยอยู่. เพราะดำเนินสู่สมถะเมื่อจิตละความเกี่ยวข้องด้วยกิเลสแล้วปรากฏด้วยความเป็น ธรรมอย่างเดียว ไม่ทำความขวนขวายในการปรากฏแห่งความเป็นธรรมอย่าง เดียวอีก ชื่อว่า จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่. พึงทราบความพอกพูนอุเบกขาด้วยอำนาจกิจของความวางเฉยเป็นกลางนั้น. ธรรมเทียมคู่ คือ สมาธิและปัญญาเหล่าใดเกิดแล้วในจิตนั้น อัน พอกพูนด้วยอุเบกขาอย่างนี้ เมื่อยังไม่ล่วงเกินซึ่งกันและกัน ได้เป็นไปแล้ว. อินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้นเหล่าใด มีรสอันเดียวกันด้วยรสคือวิมุตติเพราะพ้น จากกิเลสต่าง ๆ เป็นไปแล้ว พระโยคาวจรนั้นนำความเพียงใด อันเข้าถึง วิมุตตินั้น สมควรแก่ความเป็นรสเดียวด้วยความไม่เป็นไป แห่งอินทรีย์เหล่านั้น. การเสพใดเป็นไปแล้วในขณะของพระโยคาวจรนั้น อาการเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เพราะเห็นโทษและอานิสงส์นั้น ๆ ในความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วด้วย ญาณแล้วสำเร็จเพราะเป็นจิตร่างเริง เป็นจิตผ่องใส ฉะนั้นพึงทราบว่า ความ ร่าเริงด้วยอำนาจแห่งความสำเร็จกิจ แห่งญาณอันขาวผ่องด้วยสำเร็จความไม่- ล่วงเกินกันเป็นต้นแห่งธรรมทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ดังนี้แล.
หน้า 154 ข้อ 422
ในบทนั้นมีความดังนี้ เพราะญาณปรากฏด้วยสามารถแห่งอุเบกขา สมดังที่พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า จิตประคองไว้แล้วอย่างนั้น ย่อมวางเฉย ด้วยดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ ด้วยสามารถแห่งอุเขกขา ปัญญินทรีมีประมาณ ยิ่ง ด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้น ย่อมมีกิจเป็นอันเดียวกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว ปัญญิน- ทรีย์มีประมาณยิ่ง ด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งภาวนา เพราะ อรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ความร่าเริง อันเป็นกิจของญาณเป็นที่สุด. บทมีอาทิว่า เอวํติวตฺตคตํ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ เป็นคำสรรเสริญจิตนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํติวยตฺตคตํ ได้แก่ จิต ถึงความเป็นไป ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งความแล่นไปสู่ปฏิปทาวิสุทธิ ความ พอกพูนอุเบกขาและความร่าเริงด้วยญาณ. บทว่า วิตกฺกสมฺปนฺนํ เป็นจิต ถึงพร้อมด้วยวิตก คือ ถึงความเป็นจิตงามด้วยวิตก เพราะปราศจากความ กำเริบแห่งกิเลส. บทว่า จิตฺตสฺส อธิฏฺานสมฺปนฺนํ ถึงพร้อมด้วยการอธิษฐาน แห่งจิต คือ จิตสมบูรณ์ไม่ย่อหย่อนด้วยการอธิษฐาน กล่าวคือเป็นไปตามลำดับ แห่งจิตในอารมณ์นั้นนั่นเอง ความเป็นไปแห่งฌานชื่อว่าอธิษฐาน ในเพราะ ความชำนาญแห่งอธิษฐาน ฉันใด แม้ในที่นี้ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ก็ ชื่อว่า อธิษฐานจิตย่อมควร ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น จิตย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว เท่านั้น แต่เพราะกล่าวว่า สมาธิสมฺปนฺนํ ถึงพร้อมด้วยสมาธิไว้ต่างหาก จึงควรถือเอาตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล. อีกอย่างหนึ่ง เพราะสงเคราะห์สมาธิ
หน้า 155 ข้อ 422
เข้าไว้ในองค์ฌาน จึงกล่าวว่า จิตฺตสฺส อธิฏฺานสมฺปนฺนํ ด้วยสามารถ แห่งหมวด ๕ ขององค์ฌาน. บทว่า สมาธิสมฺปนฺนํ ท่านกล่าวด้วยสามารถ แห่งหมวด ๕ ของอินทรีย์ เพราะสงเคราะห์สมาธิเข้าไว้ในอินทรีย์. แต่ในทุติยฌานเป็นต้น ท่านละบทที่ยังไม่ได้แล้วกล่าวว่า ปีติสมฺ- ปนฺนํ ถึงพร้อมด้วยปีติ ด้วยสามารถแห่งการได้. ในมหาวิปัสสนา ๑๘ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น วิตกเป็นต้นต้น บริบูรณ์ แล้วเพราะมหาวิปัสสนาเหล่านั้นเป็นกามาวจร. อนึ่ง เพราะในมหาวิปัสสนาเหล่า นั้นไม่มีอัปปนา จึงควรประกอบปฏิปทาวิสุทธิเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ ชั่วขณะ. ท่านกล่าววิตกเป็นต้นบริบูรณ์ ด้วยสามารถการได้เพราะได้วิตกเป็นต้น ด้วยปฐมฌานิก (ผู้ได้ปฐมฌาน) ในมรรค ๔ เพราะวิตกเป็นต้นในมรรค มีผู้ได้ทุติยฌานเป็นต้น ย่อมเสื่อมดุจในฌานทั้งหลาย. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันท่านแสดงโวทานญาณ (ญาณบริสุทธิ์) ๑๓ โดยพิสดาร. แสดงอย่างไร ท่านแสดงญาณ ๑๓ เหล่านี้ก็คือ ญาณทั้งหลาย ๖ สัมปยุตด้วยการตั้งมั่นในที่เดียวกัน ด้วยการน้อมไปในความตั้งมั่นนั้นเอง ด้วยการละความเกียจคร้าน ด้วยการละความฟุ้งซ่าน ด้วยการละราคะ ด้วย การละพยาบาท ญาณ ๔ สัมปยุต ด้วยความเป็นธรรมอย่างเดียว ๔ ญาณ ๓ สัมปยุตด้วยปฏิปทาวิสุทธิ การพอกพูนอุเบกขาและความร่าเริง. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงความสำเร็จแห่ง ญาณเหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งการเจริญอานาปานสติสมาธิ ไม่สรุปญาณ เหล่านั้น แล้วแสดงวิธีเจริญอานาปานสติสมาธิ อันเป็นเบื้องต้นแห่งการท้วง โดยนัยมีอาทิว่า นิมิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา นิมิตลมอัสสาสปัสสาสะ แล้ว แสดงสรุปญาณในที่สุด. นิมิตในญาณนั้นท่านกล่าวไว้แล้ว.
หน้า 156 ข้อ 422
บทว่า อนารมฺมณาเมกจิตฺตสฺส คือ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวง เดียว. ในบทนี้ ม อักษรเป็นบทสนธิ. ปาฐะว่า อนารมฺมณเมกจิตฺตสฺส บ้าง ความว่า ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว. บทว่า ตโย ธมฺเม ธรรม ๓ ประการ คือ ธรรม ๓ ประการมีนิมิตเป็นต้น. บทว่า ภาวนา ได้แก่ อานาปานสติสมาธิภาวนา. บทว่า กถํ อย่างไร เป็นคำถามใคร่จะกล่าวความ แห่งคาถาแก้ ดังกล่าวแล้วในลำดับแห่งคาถาท้วงดังกล่าวแล้วครั้งแรก. บทว่า น จิเม ตัดบทเป็น น จ อิเม ปาฐะว่า น จ เม ดังนี้บ้าง. ปาฐะนั้น เป็นปาฐะกำหนดบท. พึงประกอบ กถํ ศัพท์ด้วยบทแม้ที่เหลือ ๕ อย่างนี้ว่า กถํ น จ อวิทิตา โหนฺติ กถํ น จ จิตฺตํ วิกฺเขปํ คจฺฉติ เป็นธรรมไม่ปรากฏ ก็หามิได้อย่างไร และจิตไม่ถึงความฟุ้งซ่านอย่างไร. บทว่า ปธานญฺจ ปญฺายติ จิตปรากฏเป็นประธาน คือ ความเพียรปรารภการเจริญอานา- ปานสติสมาธิปรากฏ เพราะว่าวีริยะท่านกล่าวว่าเป็น ปธาน เพราะเป็นเหตุ เริ่มตั้ง. บทว่า ปโยคญฺจ สาเธติ จิตให้ประโยชน์สำเร็จ คือ พระโยคาวจร ยังฌานนั้นนิวรณ์ให้สำเร็จ เพราะว่า ฌานท่านกล่าวว่า ปโยค เพราะประกอบ ด้วยการข่มนิวรณ์. บทว่า วิเสสมธิคจฺฉติ บรรลุผลวิเศษ คือ ได้มรรค อันทำการละสังโยชน์ เพราะว่า มรรคท่านกล่าวว่า วิเสส เพราะเป็นอานิสงส์ แห่งสมถะและวิปัสสนา. อนึ่ง เพราะมรรคเป็นประธานแห่งความวิเศษ จึง ไม่ทำการสะสมด้วยการทำ. บัดนี้ พระสตรีบุตรเถระยังความที่ถามนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึง กล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ รุกฺโข เปรียบเหมือนต้นไม้ ดังนี้.
หน้า 157 ข้อ 422
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้. เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาทำพื้นที่ให้เรียบ เหมาะที่จะทำงานเพื่อเลื่อยด้วยเลื่อย เพื่อไม่ให้กลิ้งไปมา ในเวลาเอามีดถาก และผ่า. บทว่า กกเจน คือเลื่อยด้วยมือ. บทว่า อาคเต คือฟันเลื่อยที่ เลื่อยต้นไม้มาใกล้ตน. บทว่า คเต คือฟันเลื่อยที่เลื่อยต้นไม้ไปส่วนอื่น. วา ศัพท์เป็นสมุจจยัตถะ ลงในอรรถรวบรวม. บทว่า น อวิทิตา โหนฺติ ไม่ปรากฏก็หามิได้ คือ ฟันเลื่อยแม้ทั้งหมดที่บุรุษเลื่อยต้นไม้ แม้ไม่ถึงที่มองดู ก็ย่อมปรากฏ เพราะไม่ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป. บทว่า ปธานํ เป็น ประธาน คือความเพียรในการตัดต้นไม้. บทว่า ปโยคํ ประโยค คือ กิริยาที่ตัดต้นไม้. บทว่า วเสสมธิคจฺฉติ ถึงความวิเศษไม่มีด้วยอุปมา. บทว่า อุปนิพนฺธนา นิมิตฺตํ ความเนื่องกันเป็นนิมิต คือปลาย จมูกก็ดี ริมฝีปากก็ดี เป็นนิมิต คือ เป็นเหตุแห่งสติอันเนื่องกัน. สติชื่อว่า อุปนิพนฺธา เพราะเป็นเครื่องผูกจิตไว้ในอารมณ์. บทว่า นาสิกคฺเควา คือ ผู้มีจมูกยาวตั้งสติไว้ที่ปลายจมูก. บทว่า มุขนิมิตฺเต วา คือผู้มีจมูกสั้นตั้งสติ ไว้ที่ริมฝีปากบน เพราะริมฝีปากบนเป็นนิมิตแห่งสติที่ปาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มุขนิมิตฺตํ ริมฝีปาก. บทว่า อาคเต คือลมอัสสาสะ ปัสสาสะที่มาในภายในจากที่สัมผัส. มทว่า คเต คือลมอัสสาสปัสสาสะที่ไป ภายนอกจากที่สัมผัส. บทว่า น อวิทิตา โหนฺติ ลมอัสสาสปัสสาสะไม่ ปรากฏก็หามิได้ คือ ลมอัสสาสปัสสาสะแม้ทั้งหมดเหล่านั้น ยังไม่ถึงที่สัมผัส ก็ย่อมปรากฏ. เพราะไม่ใส่ใจถึงการมาการไปของลมอัสสาสปัสสาสะ. บทว่า กมฺมนียํ โหติ ย่อมควรแก่การงาน คือ ทั้งกาย ทั้งจิต ย่อมควรแก่การงาน เหมาะแก่ภาวนากรรม สมควรแก่ภาวนากรรม. ความเพียรนี้ชื่อว่า ปธาน เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวถึงเหตุด้วยผล.
หน้า 158 ข้อ 422
บทว่า อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละ อุปกิเลสได้ คือละนิวรณ์ได้ด้วยการข่มไว้. บทว่า วิตกฺกา วูปสมนฺติ วิตก ย่อมสงบไป คือ วิตกไม่ตั้งมั่นแล้ว เที่ยวไปในอารมณ์ต่าง ๆ ย่อมถึงความสงบ ภิกษุปรารภความเพียรละอุปกิเลสได้ด้วยฌานใด วิตกทั้งหลายย่อมสงบด้วย ฌานนั้น. บทว่า อยํ ปโยโค ท่านทำเป็นปุงลิงค์เพราะเพ่งถึงประโยค. บทว่า สญฺโชนานิ ปหียนฺติ ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ คือ ละสังโยชน์อันมรรคนั้น ๆ ทำลายด้วยสมุจเฉทปหาน. บทว่า อนุสยา พฺยาสนฺติ อนุสัยย่อมถึงความพินาศ คือ เพราะอนุสัยที่ละได้แล้วไม่เกิดขึ้นอีก จึงชื่อว่า พยนฺตา เพราะมีเกิดหรือเสื่อมปราศจากไปแล้ว. ชื่อว่า พฺยนฺติ โหนฺติ เพราะไม่เสื่อมมาก่อน ย่อมาเสื่อม ความว่า พินาศ. เพื่อแสดงว่า การละสังโยชน์ย่อมมีได้ด้วยการละอนุสัย มิใช่ด้วยอย่างอื่น ท่านจึงกล่าวถึง การละอนุสัย. ความว่า ละสังโยชน์ได้ด้วยมรรคใด อนุสัยย่อมพินาศไปด้วย มรรคนั้น นี้เป็นความวิเศษ. ในจตุกะที่ ๔ ท่านกล่าวถึงอริยมรรคไว้ในที่นี้ เพราะแม้อริยมรรค ท่านก็ได้ชี้แจงไว้แล้ว แม้เมื่อไม่กล่าวถึงความไม่มีอารมณ์เป็นสองแห่งจิต ดวงเดียว เพราะสำเร็จแล้วท่านจึงไม่แก้จิตดวงนั้นแล้วสรุปว่า ธรรม ๓ อย่าง เหล่านั้นไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียวอย่างนี้. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะสรรเสริญพระโยคาวจร ผู้สำเร็จภาวนา นั้นจึงกล่าวคาถาว่า อานาปานสฺสติ ยสฺส แล้วกล่าวนิเทศแห่งคาถานั้น. พึงทราบวินิจฉัยในบทนั้นดังต่อไปนี้ ภิกษุใดเจริญอานาปานสติให้ บริบูรณ์ดีแล้ว อบรมแล้วตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุ นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนอะไร เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจาก
หน้า 159 ข้อ 422
หมอกฉะนั้น. พึงทรามความเชื่อมด้วยคาถาว่า พระโยคาวจรนั้น ยังโลกมี ขันธโลกเป็นต้นนี้ ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้ว จากหมอกเป็นต้น ยังโอกาสโลกนี้ให้สว่างไสวฉะนั้น. พึงทราบว่าในบทนี้ ท่านทำการลบอาทิ ศัพท์เพราะท่านกล่าวถึง แม้น้ำค้างเป็นต้นในนิเทศแห่งบทว่า อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอกฉะนั้น. ในคาถานิเทศท่านกล่าวแปลกออกไปโดยปฏิเสธความนั้นว่า โน ปสฺสาโส โน อสฺสาโส ไม่ใช่ลมปัสสาสะ ไม่ใช่ลมอัสสาสะ. บทว่า อุปฏฺานํ สติ สติเข้าไปตั้งอยู่ ความว่า ชื่อว่าสติเข้าไปตั้งลมอัสสาสะนั้น เพราะความไม่หลง. ลมปัสสาสะก็เหมือนกัน ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันท่าน กล่าวความว่า สติในลมหายใจเข้าและหายใจออกชื่อว่า อานาปานสติ. บัดนี้ ประสงค์จะชี้แจงถึงบุคคลที่ท่านกล่าวว่า ยสฺส ด้วยอำนาจแห่งสติเท่านั้น จึง กล่าวว่า สติย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจเข้าและผู้หายใจออก. ความว่า ผู้ใด หายใจเข้า สติของผู้นั้นย่อมกำหนดลมอัสสาสะ. ผู้ใดหายใจออก สติของผู้นั้น ย่อมกำหนดลมปัสสาสะ. บทว่า ปริปุณฺณา คือ บริบูรณ์ด้วยบรรลุอรหัตมรรค อันสืบ มาจากมรรคในฌานและวิปัสสนา พระสารีบุตรเถระกล่าวคำมีอาทิว่า ปริคฺค- หฏเน ด้วยอรรถว่าถือเอารอบ หมายถึงธรรมคือมรรคฌานและวิปัสสนาฌาน. เพราะธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ปริคฺคหา เพราะอันพระโยคาวจรนี้ถือเอารอบ. ชื่อว่า ปุริปุณฺณา ด้วยอรรถว่าถือเอารอบนั้น. ชื่อว่า ปริปุณฺณา ด้วย อรรถว่าเป็นบริวาร เพราะจิตและเจตสิกทั้งปวงเป็นบริวารของกันและกัน ชื่อว่า ปริปุณฺณา ด้วยอรรถว่าบริบูรณ์ ด้วยความบริบูรณ์แห่งภาวนา.
หน้า 160 ข้อ 422
บทมีอาทิว่า จตสฺโส ภาวนา ภาวนา ๔ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง บทที่กล่าวแล้วว่า สุภาวิตา เจริญแล้ว. ภาวนา ๔ ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บทว่า ยานีกตา ทำให้เป็นดังยาน คือทำเช่นกับยานเทียมแล้ว. บทว่า วตฺถุกตา ทำให้เป็นที่ตั้ง คือทำเช่นกับวัตถุ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนุฏฺิตา น้อมไปคือปรากฏแล้ว. บทว่า ปริจิตา อบรม คือ ตั้งสะสมไว้ โดยรอบ. บทว่า สุสมารทฺธา. ปรารภดีแล้ว คือ ปรารภด้วยดี ทำด้วยดี. บทว่า ยตฺถ ยตฺถ อากงฺขติ ภิกษุจำนงหวังในที่ใด ๆ คือ หาก ภิกษุปรารถนาในฌานใด ๆ ในวิปัสสนาใด ๆ. บทว่า ตตฺถ ตตฺถ คือ ในฌานนั้น ๆ ในวิปัสสนานั้น ๆ. บทว่า วสิปฺปตฺโต เป็นผู้ถึงความชำนาญ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ชำนาญ คือความเป็นผู้มีวสีมาก. บทว่า พลปฺปตฺโต ถึงกำลัง คือถึงกำลังสมถะและวิปัสสนา. บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต ถึงความ แกล้วกล้าคือ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ความเป็นผู้ฉลาด. บทว่า เต ธมฺมา ได้แก่ ธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา. บทว่า อาวชฺชนปฏิพทฺธา เป็นธรรม เนื่องด้วยความคำนึง คือเพราะเนื่องด้วยความคำนึง ความว่า เพียงภิกษุนั้น คำนึงเท่านั้น ธรรมทั้งหลายย่อมถึงการประกอบพร้อมด้วยสันดาน หรือด้วย ญาณ. บทว่า อากงฺขณฺปฏิพทฺธา เนื่องด้วยความหวัง คือเพราะเนื่องด้วย ความชอบใจ ความว่า เพียงภิกษุชอบใจเท่านั้น ธรรมทั้งหลายย่อมถึงการ ประกอบพร้อมโดยนัยดังกล่าวแล้ว. อนึ่ง มนสิการในบทว่า มนสิการปฏิพทฺ- ธา นี้ เป็นจิตตุปบาทแห่งความคำนึง. ท่านกล่าวเพื่อขยายความด้วยสามารถแห่ง ไวพจน์ของความหวัง. บทว่า เตน วุจฺจติ ยานีกตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่าทำให้เป็นดังยาน อธิบายว่า ธรรมเหล่านั้นทำให้เป็นเช่นกับยาน เพราะทำแล้วอย่างนั้น.
หน้า 161 ข้อ 422
บทว่า ยสฺมึ ยสฺมึ วตฺถุสฺมึ ในวัตถุใด ๆ คือ ในวัตถุหนึ่ง ๆ ในวัตถุ ๑๖. บทว่า สฺวาธิฏฺิตํ มั่นคงดีแล้ว คือ ตั้งไว้ดีแล้ว. บทว่า สุปติฏฺิตา ปรากฏดีแล้ว คือ เข้าไปตั้งไว้ด้วยดี. ท่านแสดงธรรม ๒ อย่าง เหล่านั้น ประกอบด้วยอนุโลมปฏิโลมเพราะทำกิจของตน ๆ ร่วมกันแห่งสติ อันมีจิตสัมปยุตเเล้ว. บทว่า เตน วุจฺจติ วตฺถุกตา ด้วยเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า ทำให้เป็นที่ตั้ง อธิบายว่า เพราะความเป็นอย่างนี้ ธรรมทั้งหลาย จึงทำให้เป็นที่ตั้ง. บทว่า เยน เยน จิตฺตํ อภินีหรติ จิตน้อมไปด้วยอาการใด ๆ คือ จิตนำออกจากความเป็นไปในก่อนแล้วน้อมเข้าไปในภาวนาวิเศษใด ๆ. บทว่า เตน เตน สติ อนุปริวตฺตติ สติก็หมุนไปตามด้วยอาการนั้น ๆ คือ สติช่วยเหลือในภาวนาวิเศษนั้น ๆ หมุนไปตาม เพราะเป็นไปแต่ก่อน. ในบทว่า เยน เตน นี้ พึงทราบว่าเป็นสัตตมีวิภัตติ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ใด เข้าไปหา ณ ที่นั้นดังนี้. บทว่า เตน วุจฺจติ อนุฏฺิตา ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า น้อมไป คือ เพราะทำอย่างนั้นนั่นแล ท่านอธิบายว่า ธรรมทั้งหลายไปตาม ภาวนานั้น ๆ ตั้งอยู่ เพราะอานาปานสติเป็นประธานของสติ พึงทราบว่า ท่านทำการประกอบพร้อมกับสติในบทว่า วตฺถุกตา และอนุฏฺิตา. อนึ่ง เพราะสติอันภิกษุอบรมให้บริบูรณ์แล้ว เป็นอันงอกงามแล้ว ได้อาเสวนะแล้ว ฉะนั้น อรรถทั้ง ๓ ที่ท่านกล่าวไว้ในบทว่า ปริปุณฺณา เป็นอันกล่าวแม้ในบทว่า ปริจิตา ด้วย. ท่านกล่าวอรรถที่ ๔ เป็นอรรถ วิเศษ.
หน้า 162 ข้อ 422
ในบทเหล่านั้น บทว่า สติยา ปริคฺคณฺหนฺโต ภิกษุกำหนดถือ เอาด้วยสติ คือ พระโยคาวจรกำหนดถือเอาสิ่งที่ควรถือเอาด้วยสติอันสัมปยุต แล้ว หรือเป็นบุพภาค. บทว่า ชินาติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ภิกษุ ย่อมชนะอกุศลธรรมอันลามกได้ คือ ย่อมชนะ ย่อมครอบงำ กิเลสอันลามก ด้วยการตัดขาด. ธรรมเทศนานี้เป็นบุคลาธิษฐาน เพราะเมื่อธรรมทั้งหลาย ชนะ แม้บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรมนั้น ก็ชื่อว่าย่อมชนะด้วย. อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นไม่ละสติปรารภเพื่อจะชนะในขณะที่ยังเป็นไปของตน ท่านกล่าว ว่าชนะแล้ว เหมือนที่ท่านกล่าวว่า บุคคลปรารภเพื่อจะบริโภค ก็เป็นอัน บริโภคแล้ว. อนึ่ง พึงทราบลักษณะในบทนี้โดยอรรถแห่งศัพท์. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น เมื่อควรจะกล่าวว่า ปริชิตา ท่านแปลง ช อักษรเป็น จ อักษรกล่าวว่า ปริจิตา. ท่านทำโดยลักษณะของภาษา แปลง ท เป็น ต ในอรรถวิกัปว่า สมฺมา คโท อสฺสาติ สุคโต ชื่อว่า สุคต เพราะมีพระวาจาชอบ ฉันใด แม้ในบทนี้ก็พึงทราบฉันนั้น. บทว่า ปริจิตา ในอรรถวิกัปนี้เป็นกัตตุสาธนะ ๓ บทก่อนเป็นกัมมสาธนะ. บทว่า จตฺตาโร สุสมารทฺธา ธรรม ๔ อย่างภิกษุปรารภดีแล้ว ท่านอธิบายว่า ธรรม ๔ อย่างมีอรรถอันภิกษุปรารภดีแล้ว. พึงเห็นว่าลบ อตฺถ ศัพท์. แม้อรรถแห่งบทว่า สุสมารทฺธา พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า สุสมารทฺธา ในที่นี้ หรือ สุสมารทฺธธมฺมา มีธรรมอันภิกษุปรารภดีแล้ว. พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า จตฺตาโร โดยประเภทแห่งอรรถ มิใช่โดยประเภท แห่งธรรม. อนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายอันภิกษุเจริญแล้วเป็นอันชื่อว่า ปรารภ ดีแล้ว มิใช่ธรรมเหล่าอื่น ฉะนั้นท่านกล่าวอรรถแห่งความเจริญ ๓ อย่าง ไว้แม้ในที่นี้. แม้อรรถแห่งอาเสวนะ (การเสพ) ท่านก็กล่าวในอรรถแห่ง
หน้า 163 ข้อ 422
ความเจริญ ๓ อย่างที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านไม่กล่าวอรรถแห่งธรรมนั้น เป็นอันกล่าวถึงอรรถแห่งกิเลสอันเป็นข้าศึกแก่ธรรมนั้นที่ถอนแล้ว เพราะที่สุด แห่งการปรารภย่อมปรากฏโดยการถอนกิเลสอันเป็นข้าศึก ด้วยเหตุนั้นเป็น อันท่านกล่าวถึงอรรถอันถึงยอดแห่งธรรมที่ปรารภดีแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตปฺปจฺจนีกานํ กิเลสอันเป็นข้าศึกแก่ ธรรมนั้น คือ กิเลสเป็นข้าศึกแก่ฌานวิปัสสนาและมรรคเหล่านั้น. บทว่า กิเลสานํ แห่งกิเลสทั้งหลาย คือ แห่งกิเลสทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น และสักกายทิฏฐิ อันสัมปยุตด้วยนิจจสัญญาเป็นต้น. บทว่า สุสมุคฺฆาตตฺตา เพราะเพิกถอนด้วยดี คือ เพราะถอนด้วยดี เพราะพินาศไปด้วยสามารถแห่ง วิกขัมภนะ ตทังคะและสมุจเฉทะ. แต่ในคัมภีร์ทั้งหลาย พวกอาจารย์เขียน ไว้ว่า สุสมคฺฆาตตฺตา บทนั้นไม่ดี. พระสารีบุตรเถระเมื่อแสดงอรรถวิกัปแม้อื่นแห่งบทนั้นอีก จึงกล่าว คำมีอาทิว่า สุสมํ ความเสมอดี. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ชาตา กุสลธรรมทั้งหลายเกิดในธรรมนั้น คือ เกิดในภาวนาวิเศษอันถึงยอดนั้น. บทว่า อนวชฺชา ไม่มีโทษ คือ ปราศจากโทษ คือ กิเลสด้วยการไม่เข้าถึง ความที่กิเลสทั้งหลายเป็นอารมณ์. บทว่า กุสลา ได้แก่ กุศลโดยกำเนิด. บทว่า โพธิปกฺขิยา เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ คือ ชื่อว่า โพธิปกฺขิยา เพราะเป็นฝ่ายแห่งพระอริยเจ้าอันได้ชื่อว่า โพธิ เพราะอรรถว่าตรัสรู้. บทว่า ปกฺเข ภวตฺตา เพราะเป็นในฝ่าย คือ เพราะตั้งอยู่ในความเป็นอุปการะ อนึ่ง ธรรม ๓๗ เหล่านั้นคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘. บทว่า อิทํ สมํ
หน้า 164 ข้อ 422
นี้เป็นความเสมอ คือชื่อว่า เสมอ เพราะธรรมชาติในขณะมรรคนี้ย่อมยัง กิเลสทั้งหลายให้สงบคือ ให้พินาศไปด้วยการตัดขาด. บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ ความดับเป็นนิพพาน คือชื่อว่า นิโรธ เพราะดับทุกข์ ชื่อว่า. นิพพาน เพราะไม่มีตัณหา กล่าวคือเครื่องร้อยรัด. บทว่า อิทํ สุสมํ นี้เป็นความ เสมอดี คือนิพพานนี้ ชื่อว่า เสมอดี เพราะเสมอด้วยดี เพราะปราศจาก ความไม่เสมอ คือ สังขตธรรมทั้งปวง. บทว่า าตํ รู้แล้ว คือ รู้เสมอ กล่าวคือโพธิปักขิยธรรมด้วยญาณ เพราะไม่หลง รู้เสมอดี กล่าวคือนิพพาน ด้วยญาณโดยความเป็นอารมณ์ เห็นทั้งสองนั้นดุจเห็นด้วยตานั้นนั่นเอง. บทว่า วิทิตํ ทราบแล้ว คือ ได้ทั้งสองอย่างนั้นด้วยเกิดขึ้นสันดานและด้วย ทำเป็นอารมณ์ ทำให้แจ้งแล้วและถูกต้องแล้วด้วยปัญญาดุจรู้แล้ว ประกาศ อรรถแห่งบทก่อน ๆ ว่าไม่ย่อหย่อน ไม่หลงลืม ไม่ปั่นป่วน มีอารมณ์เป็นหนึ่ง. ในบทเหล่านั้น บทว่า อารทฺธํ ปรารภแล้ว คือปรารถนาแล้ว. บทว่า อลฺลีนํ ไม่ท้อถอย. บทว่า อุปฏฺิตา ตั้งมั่นแล้ว คือ เข้าไปตั้ง ไว้แล้ว. บทว่า อสมฺมุฏฺา ไม่หลงลืม คือ ไม่หายไป. บทว่า ปสฺสทฺโธ สงบแล้วคือดับแล้ว. บทว่า อสารทฺโธ ไม่ปั่นป่วน คือ ไม่กระวนกระวาย. บทว่า สมาหิตํ ตั้งมั่นแล้ว คือ ตั้งไว้เสมอ. บทว่า เอกคฺคํ มีอารมณ์เดียว คือ ไม่ฟุ้งซ่าน. บทมีอาทิว่า จตฺตาโร สุสมารทฺธา ธรรม ๔ อย่างภิกษุปรารภ ดีแล้ว มีอรรถเป็นมูลรากของคำ สุสมารทฺธา ทั้งสิ้น. ส่วนบทมีอาทิว่า อตฺถิ สมํ ความเสมอก็มี มีอรรถเป็นมูลรากของสุสม. บทมีอาทิว่า าตํ มีอรรถเป็นวิกัปของคำ อารทฺธ.
หน้า 165 ข้อ 422
ต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบอรรถแห่งบท เมื่อควรจะกล่าวว่า สมา จ สุสมา จ สมสุสมา เสมอและเสมอดี ชื่อว่า สมสุสมา ท่านทำเป็น เอกเสสสมาสมีรูปเป็นเอกเทศ แล้วกล่าวว่า สุสมา เหมือนกล่าวว่า นามญฺ จ รูปญฺจ นามรูปญฺจ นามรูปํ นาม รูป และนามรูป ชื่อว่า นามรูปํ. บทว่า อิทํ สมํ อิทํ สุสมํ นี้เสมอ นี้เสมอดี ท่านทำเป็นคำนปุงสกลิงค์ เพราะไม่เพ่งเป็นอย่างอื่น. อนึ่ง เพราะแม้ าตํ รู้แล้วท่านกล่าวว่า ทิฏฺํ เห็นแล้ว. เห็นแล้ว และปรารภแล้วโดยอรรถเป็นอันเดียวกัน. ส่วนบทว่า วิทิต รู้แล้ว สจฺฉิกต ทำให้แจ้งแล้ว ผสฺสิต ถูกต้องแล้ว เป็นไวพจน์ ของบทว่า าต รู้แล้ว. ฉะนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวอรรถแห่ง อารทฺธ ปรารภแล้วว่า าต รู้แล้ว. บทว่า อารทฺธํ โหติ วีริยํ อลฺลีนํ ความ เพียรภิกษุนั้นปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน มีอรรถตรงกับคำว่า อารทฺธ แต่บท มีอาทิว่า อุปฏฺิตา สติตั้งมั่น ท่านกล่าวเพื่อแสดงธรรมอันเป็นอุปการะ แก่ความเพียรอันสัมปยุตแล้ว มิได้กล่าวเพื่อแสดงอรรถแห่งคำว่า อารทฺธ ชื่อว่า สุสมารทฺธา เพราะปรารภแล้วด้วยดี โดยอรรถก่อน และชื่อว่า สุสมารทฺธา เพราะเริ่มเสมอดี ด้วยอรรถนี้เมื่อท่านทำเป็นเอกเสสสมาส จึงกล่าวว่า สุสมารทฺธา. ท่านกำหนดถือเอาอรรถนี้ แล้วกล่าวด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุสมารทฺธา ปรารภแล้วเสมอดี. บทว่า อนุปุพฺพํ คือตามลำดับ. อธิบายว่าก่อน ๆ หลัง. บทว่า ทีฆํอสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว คือด้วยสามารถลมหายใจ เข้าที่ท่านกล่าวว่า ทีฆํ ยาว. บทว่า ปุริมา ปุริมา ข้างต้น ๆ คือ สติ สมาธิ ข้างต้น ๆ. ท่านกล่าวอรรถแห่งบทว่า ปุพฺพํ ด้วยบทนั้น. บทว่า ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา ข้างหลัง ๆ คือสตินั่นเอง. ท่านกล่าวอรรถแห่งบทว่า
หน้า 166 ข้อ 422
อนุ ด้วยบทนั้น. ด้วยบททั้งสองนั้น เป็นอันได้ความว่า อบรม อานาปานสติ ก่อนและหลัง. เพราะกล่าวยังวัตถุ ๑๖ อย่างข้างบนให้พิสดาร ในที่นี้ท่านจึงย่อ แล้วแสดงบทสุดท้ายว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี พิจารณาเห็นความสละคืน ดังนี้. เพราะอานาปานสติ แม้ทั้งปวงภิกษุอบรมตามลำดับ เพราะเป็นไป ตามความชอบใจ บ่อย ๆ แห่งการเจริญถึงยอด. เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อญฺมญฺํปริจิตา เจว โหนฺติ อนุปริจิตา จ อาศัยกันภิกษุนั้นอบรม แล้วและอบรมตามลำดับแล้ว ดังนี้. บทว่า ยถตฺถา อรรถแห่ง ยถาศัพท์ คืออรรถตามสภาวะ. บทว่า อตฺตทมถฏฺโ ความฝึกตน คือความหมดพยศของตนในขณะอรหัตมรรค. บทว่า สมถฏฺโ ความสงบตน คือความเป็นผู้เยือกเย็น. บทว่า ปรินิพฺ- พาปนฏฺโ ความยังตนให้ปรินิพพาน คือด้วยการดับกิเลส. บทว่า อภิญฺ ฏฺโ ความรู้ยิ่ง คือด้วยอำนาจแห่งธรรมทั้งปวง. บทว่า ปริญฺฏฺโ ความกำหนดรู้เป็นต้น คือด้วยอำนาจแห่งกิจคือมรรคญาณ. บทว่า สจฺจาภิ- สมยฏฺโ ความตรัสรู้สัจจะ คือด้วยอำนาจแห่งการเห็นแจ้งแทงตลอด อริยสัจ ๔. บทว่า นิโรเธ ปติฏฺาปกฏฺโ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ใน นิโรธ คือด้วยอำนาจแห่งการกระทำอารมณ์. ท่านประสงค์จะชี้แจงว่า พุทฺโธ ในบทว่า พุทฺเธน แม้ไม่มีบทว่า พุทฺธสฺส จึงกล่าวว่า พุทฺโธ. บทว่า สยมฺภู พระผู้เป็นเอง คือเป็นเองปราศจากการแนะนำ. บทว่า อนาจริยโก ไม่มีอาจารย์ คือ ขยายอรรถแห่งบทว่า สยมฺภู. เพราะว่าผู้ใดแทงตลอด อริยสัจปราศจากอาจารย์ ผู้นั้นเป็นพระสยัมภู. แม้บทมีอาทิว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ในธรรมที่ไม่เคยสดับมาแต่กาลก่อน เป็นการประกาศอรรถ
หน้า 167 ข้อ 422
แห่งความไม่มีอาจารย์. บทว่า อนนุสฺสุเตสุ คือไม่เคยสดับมาแต่อาจารย์. บทว่า สามํ คือ เอง. บทว่า อภิสมฺพุชฺฌิ ตรัสรู้ คือ แทงตลอดโดย ชอบอย่างยิ่ง. บทว่า ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปาปุณิ คือ บรรลุความเป็น พระสัพพัญญูในสัจจะนั้น. ท่านกล่าวอย่างนั้น เพราะแทงตลอดสัจจะโดยที่ พระสัพพัญญูทั้งหลายเป็นผู้แทงตลอดสัจจะ ปาฐะว่า สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต บรรลุความเป็นพระสัพพัญญูบ้าง. บทว่า พเลสุ จ วสีภาวํ เป็นผู้มีความ ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย คือ บรรลุความเป็นอิสระในกำลังของพระตถาคต ๑๐. ผู้ใดเป็นอย่างนั้น ท่านกล่าวผู้นั้นว่าเป็น พุทธะ ในบทว่า พุทฺโธ นั้นเป็นบัญญัติ หมายถึง ขันธสันดานที่อบรมบรรลุความหลุดพ้นอันยอดเป็น นิมิตแห่งญานอันอะไรๆ ไม่กระทบแล้วในธรรมทั้งปวง หรือพุทธเจ้าผู้วิเศษ กว่าสัตว์เป็นบัญญัติ หมายถึง การตรัสรู้ยิ่งสัจจะ อันเป็นปทัฏฐานแห่งสัพพัญ- ญุตญาณ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงการชี้แจง บทว่า พุทธะ โดยอรรถ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้แจงโดยพยัญชนะ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า พุทฺโธติ เกนฏฺเน พุทฺโธ บทว่า พุทฺโธ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ นามว่า พุทธะด้วยอรรถว่ากระไร ในบทนั้นท่านกล่าวว่า อรคโต เพราะ ตรัสรู้ในโลกตามเป็นจริง ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะตรัสรู้สัจธรรม ชื่อว่า พุทฺโธ ทรงสอนให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ใบไม้แห้ง เพราะลมกระทบ. บทว่า สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะความ เป็นพระสัพพัญญู. ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะมีปัญญาสามารถ ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง. บทว่า สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ ทรง เห็นธรรมทั้งปวง. ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง ด้วยญาณจักษุ. บทว่า อนฺเนยฺยตาย พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะ
หน้า 168 ข้อ 422
ไม่มีผู้อื่นแนะนำ ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ด้วย พระองค์เองโดยไม่ตรัสรู้ด้วยผู้อื่น. บทว่า วิสวิตาย พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะมีพระสูติไพบูลย์ ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะอรรถว่าแย้ม ดุจดอกบัวแย้มโดยที่ทรงแย้มด้วยคุณต่าง ๆ. ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้ฉลาดในการสิ้นไปแห่งการนอนหลับด้วยกิเลสทั้งปวงด้วยละธรรม อันทำจิตให้ท้อแท้โดยปริยาย ๖ มีอาทิว่า ขีณาสวงฺขาเตน พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะนับว่าพระองค์สิ้นอาสวะ ดุจบุรุษผู้ฉลาดในการสิ้นไปแห่งการ นอนหลับ. เพราะบทว่า สงฺขา สงฺขาตํ โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า โดยส่วนแห่งคำว่า สงฺขาเตน. ชื่อว่า เพราะนับว่าไม่มีเครื่องลูบไล้ เพราะไม่มีเครื่องลูบไล่ต่อตัณหาและเครื่องลูบไล้ต่อทิฏฐิ. ท่านอธิบายบทมีอาทิ ว่า เอกนฺตวีตราโค ทรงปราศจากราคะโดยส่วนเดียวให้แปลกด้วยคำว่า โดยส่วนเดียว เพราะละกิเลสทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนาได้แล้ว. บทว่า เอกนฺ- ตนิกฺกิเลโส พระองค์ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว คือ ไม่มีกิเลสด้วยกิเลสทั้งปวง อันเหลือจาก ราคะ โทสะ และโมหะ. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเสด็จไปแล้วสู่ หนทางไปแห่งบุคคลผู้เดียว แม้อรรถแห่งการตรัสรู้ ก็ชื่อว่า เป็นอรรถแห่ง การไปสู่ธาตุทั้งหลาย เพราะอรรถแห่งการตรัสรู้อันเป็นอรรถแห่งการไปถึง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเสด็จไปสู่หนทางที่ไปแห่ง บุคคลผู้เดียว. อนึ่ง ในบทว่า เอกายนมคฺโค นี้ ท่านกล่าวชื่อของทางไว้ในชื่อ เป็นอันมากกว่า มรรค ปันถะ ปถะ ปัชชะ อัญชสะ วฏุมะ อายนะ นาวา อุตตรสตุ (สะพานข้าม) กุลล (แพ) สังกมะ (ทางก้าวไป).
หน้า 169 ข้อ 422
เพราะฉะนั้นทางจึงมีทางเดียว ไม่เป็นทาง ๒ แพร่ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนมรรค เพราะเป็นทางอันบุคคลเดียวพึงไป. บทว่า เอเกน ผู้เดียว คือ ด้วยจิตสงัดเพราะละความคลุกคลีด้วยหมู่. บทว่า อยิตพฺโพ พึงไป คือพึงปฏิบัติ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะเป็นเหตุไป. ความว่า ไปจาก สงสารสู่นิพพาน. การไปของผู้ประเสริฐ ชื่อว่า เอกายนะ. บทว่า เอเก คือผู้ประเสริฐ. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งปวง. เพราะ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทางอันเป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า เอกายนมรรค หรือชื่อว่า อยโน เพราะไป ความว่า ย่อมไป ย่อมเป็นไป. ชื่อว่า เอกายนมรรค เพราะเป็นทางไปในทางเดียว. ท่าน อธิบายว่า ทางเป็นไปในพระพุทธศาสนาทางเดียวเท่านั้น มิใช่ในทางอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายโน เพราะไปทางเดียว ท่านอธิบายว่า ในเบื้องต้นแม้เป็นไป ด้วยความเป็นมุขต่าง ๆ และนัยต่าง ๆ ในภายหลัง ก็ไป นิพพานอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น บทว่า เอกายนมคฺโค ความว่า ทางไปนิพพานทางเดียว. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อย่างเยี่ยมผู้เดียว ไม่เป็น พุทฺโธ เพราะตรัสรู้ด้วยคนอื่น ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยม ด้วยพระองค์ เองเท่านั้น. บทว่า อพุทฺธิริหตตฺตา พุทฺธิปฏิลาภา พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะทรงกำจัดเสียซึ่งความไม่มีปัญญา เพราะทรงได้ซึ่งพระปัญญา เครื่องตรัสรู้. บทนี้ว่า พุทฺธิ พุทฺธํ โพโธ เป็นคำบรรยาย. ในบทนั้น ท่านกล่าวไว้เพื่อให้รู้ว่า ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะประกอบด้วยพุทธคุณ ดุจกล่าวว่า ผ้าสีเขียว สีแดง เพราะประกอบด้วยชนิดของสีเขียวสีแดง.
หน้า 170 ข้อ 422
ต่อจากนั้นไป บทมีอาทิว่า พุทฺโธติ เนตํ นามํ บทว่า พุทฺโธ นี้ มิใช่ชื่อที่มารดาเป็นต้นตั้งให้ ท่านกล่าวเพื่อให้รู้ว่า นี้เป็นบัญญัติไปตามอรรถ. ในบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตา คือ สหาย. บทว่า อมจฺจา คือคน รับราชการ. บทว่า าตี คือญาติฝ่ายบิดา. บทว่า สาโลหิตา คือญาติ ฝ่ายมารดา. บทว่า สมณา คือผู้เป็นบรรพชิต. บทว่า พฺราหฺมณา คือ ผู้มีวาทะว่าเป็นผู้เจริญ หรือผู้มีบาปสงบมีบาปลอยแล้ว. บทว่า เทวตา คือ ท้าวสักกะเป็นต้นและพรหม. บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ พระนามที่เกิดในที่สุด แห่งพระอรหัตผลคือวิโมกขะ ได้แก่อรหัตมรรค ที่สุดแห่งวิโมกขะ คือ อรหัตผล ความเกิดในที่สุดแห่งวิโมกขะนั้น ชื่อว่า วิโมกขันติกะ. จริงอยู่ ความเป็นพระสัพพัญญู ย่อมสำเร็จด้วยอรหัตมรรค เป็นอัน สำเร็จในการเกิดอรหัตผล. เพราะฉะนั้น ความเป็นพระสัพพัญญูจึงเป็นความ เกิดในในที่สุดแห่งอรหัตผล แม้เนมิตตกนามนี้ก็ชื่อว่า เป็นการเกิดในที่สุด แห่งอรหัตผล ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นี้เป็นวิโมกขันติกนาม พระนาม ที่เกิดในที่สุดแห่งอรหัตผล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว. บทว่า โพธิยามูเล สห สพฺพญฺญุตาณสฺส ปฏิลาภา เกิด ขึ้นพร้อมกับการได้พระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ คือ พร้อมกับ การได้พระสัพพัญญุตญาณในขณะตามที่ได้กล่าวแล้ว ณ ควงไม้มหาโพธิ. บทว่า สจฺฉิกา ปญฺตฺติ สัจฉิกาบัญญัติ คือ ด้วยทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล หรือบัญญัติเกิดด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง. บทว่า ยทิทํ พุทฺโธ บัญญัติ ว่า พุทฺโธ นี้ เป็นการประกาศความเป็นพุทธะ โดยพยัญชนะ. การเทียบเคียงกันนี้ โดยอรรถดังที่กล่าวแล้ว ในบทภาชนีย์นี้แห่ง บาทคาถาว่า ยถา พุทฺเธน เทสิตา อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
หน้า 171 ข้อ 422
โดยประการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานาปานสติแล้ว โดยประการที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดง ยถา ศัพท์เป็นอรรถ ๑๐ อย่าง สงเคราะห์ด้วย ยถา ศัพท์ ด้วยเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านทำให้เป็นเอกเสสสมาสด้วย ด้วยอำนาจแห่ง เอกเสสสมาสสรุป ยถาศัพท์ มีปการศัพท์ เป็นอรรถ และยถาศัพท์ มีสภาว ศัพท์เป็นอรรถ แล้วกล่าวว่า ยถา. แต่ในบทภาชนีย์ท่านทำให้เป็นเอกวจนะ ว่า เทสิโต ด้วยการประกอบศัพท์หนึ่ง ๆ ใน ยถา ศัพท์นั้น. แม้ในบทต้น เพราะท่านกล่าวว่า โหติ คหฏฺโ วา โหติ ปพฺพชิโต วา เหมือนบุคคล เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ท่านกล่าวว่า ยสฺส คหฏฺสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา แห่งคฤหัสถ์ก็ตาม แห่งบรรพชิตก็ตาม ท่านกล่าวถึง อรรถแห่งโลก. บทว่า ปภาเสติ ย่อมให้สว่างไสว ความว่า ทำให้ปรากฏ แก่ญาณของตน. บทว่า อภิสมฺพุทฺธตฺตา เพราะเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ คือ เพราะแทงตลอดด้วยสาวกปารมิญาณ. บทว่า โอภาเสติ ย่อมยังโลกนี้ให้ สว่างไสว คือ โลกอันเป็นกามาวจร. บทว่า ภาเสติ ยังโลกให้สว่างไสว คือ โลกเป็นรูปาวจร. บทว่า ปภาเสติ ยังโลกนี้ให้สว่างไสว คือ โลกเป็นอรูปาวจร. บทว่า อริยาณํ คืออรหัตมรรคญาณ. บทว่า มหิกมุตฺโต คือพ้นจากน้ำค้าง. น้ำค้างท่านเรียกว่า มหิก. ปาฐะว่า มหิยา มุตฺโต บ้าง. บทว่า ธูมรชา มุตฺโต คือพ้นจากควันและธุลี. บทว่า ราหุคหณา วิปฺปมุตฺโต คือพ้น จากการจับของราหู ท่านกล่าวให้แปลกด้วยอุปสรรค ๒ อย่าง เพราะราหูเป็น ภาวะทำให้ดวงจันทร์เศร้าหมองเพราะใกล้กัน. บทว่า ภาสติ คือ ให้สว่างไสว ด้วยมีแสงสว่าง. บทว่า ตปเต ได้แก่ ให้เปล่งปลั่งด้วยมีเดช. บทว่า วิโรจเต คือให้ไพโรจน์ด้วยมีความรุ่งเรือง. บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ. อนึ่ง
หน้า 172 ข้อ 422
เพราะแม้ดวงจันทร์เมื่อสว่างไสวไพโรจน์ ย่อมยังโอกาสโลกนี้ให้สว่างไสว และภิกษุเมื่อสว่างไสว เปล่งปลั่ง ไพโรจน์ด้วยปัญญา ย่อมยังโลกมีขันธโลก เป็นต้น ให้สว่างไสวด้วยปัญญา ฉะนั้น แม้ในบททั้งสองท่านไม่กล่าวว่า ภาเสติ แต่กล่าว ภาสเต ดังนี้ เพราะเมื่อกล่าวอย่างนั้นก็เป็นอันกล่าวแม้อรรถแห่ง เหตุด้วย. หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่อุปมาด้วยพระอาทิตย์ซึ่งมีแสงกล้า ยิ่งนัก กลับไปอุปมาด้วยพระจันทร์. ตอบว่า พึงทราบว่าที่ถืออย่างนั้นเพราะ การอุปมาด้วยดวงจันทร์ อันประกอบด้วยคุณสมบัติเยือกเย็น เป็นการสมควร แก่ภิกษุผู้สงบ ด้วยการสงบความเร่าร้อน เพราะกิเลสทั้งปวง. พระสารีบุตรเถระครั้นสรรเสริญพระโยคาวจร ผู้ยังสิทธิในการเจริญ อานาปานสติให้สำเร็จ แล้วแสดงสรุปญาณเหล่านั้นว่า อิมานิ เตรส โวทาเน าณานิ ญาณในโวทาน ๑๓ เหล่านี้แล. จบอรรถกถาโวทานญาณนิเทศ
หน้า 173 ข้อ 422
๕. อรรถกถาสโตการิญาณนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในสโตการิญาณนิเทศ (ญาณในการทำสติ) ดังต่อ ไปนี้. ในมาติกา บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือภิกษุในศาสนานี้. จริงอยู่ อิธ ศัพท์ ในบทนี้ นี้แสดงถึงคำสอนอันเป็นนิสัยของบุคคลผู้ยังอานาปานสติสมาธิ มี ประการทั้งปวงให้เกิด และปฏิเสธความเป็นอย่างนั้นของศาสนาอื่น. ดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีในศาสนานี้เท่านั้น ฯลฯ ลัทธิของศาสนาอื่นว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง. บทว่า อรญฺคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺาคารคโต วา อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ ในเรือนว่างก็ดี นี้แสดงถึงการกำหนดถือเอาเสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญ อานาปานสติสมาธิของภิกษุนั้น. จิตของภิกษุนั้นคุ้นในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูป เป็นต้นตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะพอกพูนอารมณ์ อันเป็นอานาปานสติ สมาธิ จิตย่อมแล่นไปนอกทางทีเดียว ดุจรถเทียมด้วยโคโกง เพราะฉะนั้น เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโค ประสงค์จะผูกลูกโคโกงที่ดื่มน้ำมันทั้งหมดของแม่โค นมโกงให้เจริญ จึงนำออกจากแม่โคนม ฝังเสาใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง เอาเชือกผูก ไว้ที่เสานั้น ทีนั้นลูกโคของเขาไม่อาจดิ้นจากที่นั้น ๆ หนีไปได้ จึงหมอบ นอนนิ่งอยู่กับเสานั้นเอง ฉันใด แม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประสงค์จะฝึก จิตที่ประทุษร้ายให้เจริญ ด้วยการดื่มรสมีรูปารมณ์เป็นต้นตลอดกาลนาน จึง นำออกจากอารมณ์มีรูปเป็นต้น แล้วเข้าไปยังป่าก็ดี โคนไม่ก็ดี เรือนว่างก็ดี ผูกด้วยเชือกคือสติ ที่เสาคือลมอัสสาสะและปัสสาสะนั้น จิตของภิกษุนั้นแม้ดิ้น รนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่สะสมไว้ในกาลก่อน ก็ไม่สามารถจะตัด
หน้า 174 ข้อ 422
เชือกคือสติหนีไปได้ จึงนั่งสงบ นอนนิ่งอยู่กับอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยสามารถ แห่งอุปจารและอัปปนา. ด้วยเหตุนั้น ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า นรชนพึงผูกลูกโคที่ควรฝึกไว้ที่เสานี้ ฉันใด ภิกษุพึงผูกจิตของตนไว้ในอารมณ์ ด้วยสติให้มั่นคง ฉันนั้น. เสนาสนะนั้นของภิกษุนั้นสมควรแก่ภาวนา ด้วยประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะอานาปานสติกรรมฐาน อันเป็นปทัฏฐานแห่ง สุขวิหารธรรมในปัจจุบันของการบรรลุคุณวิเศษ ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจก- พุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เป็นยอดในประเภทของ กรรมฐานนี้ อันพระโยคาวจรไม่สละท้ายบ้าน อันวุ่นวายไปด้วยเสียงหญิง บุรุษ ช้างและม้าเป็นต้น ทำได้ไม่ง่ายนักเพื่อเจริญ เพราะฌานมีเสียงเสียบแทง ส่วนพระโยคาวจรกำหนดถือเอากรรมฐานนี้ในป่ามิใช่หมู่บ้าน ยังอานาปานสติ จตุตถฌานให้เกิด ทำฌานนั้นให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลายเป็นการทำ ได้ง่ายเพื่อบรรลุพระอรหัตอันสมเป็นผลเลิศ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ ทรงอ้างถึงเสนาสนะอันสมควรแก่พระโยคาวจรนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อรญฺคโต วา ดังนี้. พระเถระก็เหมือนอย่างนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจอาจารย์ผู้มีวิชาเกี่ยวกับพื้นที่. จริงอยู่ อาจารย์ผู้มีวิชาเกี่ยวกับพื้นที่นั้นเห็น พื้นที่สร้างนครแล้วกำหนดไว้ด้วยดี แนะนำว่า พวกท่านจงสร้างนคร ณ พื้นที่ นี้เถิด เมื่อนครสำเร็จลงด้วยดี ย่อมได้สักการะใหญ่ ฉันใด พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงกำหนดเสนาสนะอันสมควรแก่พระโยคาวจร แล้วทรงแนะนำว่าควรประกอบกรรมฐาน ณ ที่นี้ แต่นั้นเมื่อพระโยคาวจร
หน้า 175 ข้อ 422
ประกอบกรรมฐาน ณ ที่นั้น บรรลุพระอรหัตโดยลำดับ พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงได้รับสักการะใหญ่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าหนอ ดังนี้. อนึ่ง ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่าเป็นเช่นกับเสือเหลือง. พึงทราบว่าเหมือน อย่างพญาเสือเหลืองซุ่มอาศัยหญ้ารกชัฏ ป่ารกชัฏ ภูเขารกชัฏ ในป่าจับเนื้อ มีควายป่า กวาง สุกรเป็นต้น ฉันใด ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประกอบ กรรมฐานในป่าเป็นต้น ถือเอาโสดาปัตติมรรคสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรคและอริยผลทั้งหลายตามลำดับ. ดังที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย กล่าวไว้ว่า ธรรมดาเสือเหลืองซุ่มจับเนื้อทั้งหลาย ฉันใด พระพุทธบุตรนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประกอบความ เพียร เจริญวิปัสสนาเข้าไปสู่ป่า ย่อมถือเอาผลอันสูง สุด. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะในป่าอัน เป็นพื้นที่ประกอบความเพียรอย่างไวจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อรญฺคโต วา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺคโต อยู่ป่า คือ อยู่ป่าอันเป็นความสุข เกิดแต่ความสงัดอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะดังกล่าวแล้วในตอนก่อน. บทว่า รุกฺขมูลคโต อยู่โคนไม้ คือ อยู่ใกล้ต้นไม้. บทว่า สุญฺาคารคโต อยู่เรือนว่าง คือ อยู่โอกาสสงัดว่างเปล่า. อนึ่ง ในบทนี้แม้อยู่เสนาสนะ ๗ อย่างที่เหลือเว้นป่าและโคนไม้ก็ควร กล่าวว่า สุญฺาคารคโต อยู่เรือนว่างได้. จริงอยู่เสนาสนะมี ๙ อย่าง.
หน้า 176 ข้อ 422
ดังนี้ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุนั้นเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำเขา ป่าช้า ราวป่า ที่แจ้ง กองฟาง. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงแนะนำ เสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญอานาปานสติกรรมฐาน อันเกื้อกูล ด้วย ๓ ฤดูและเกื้อกูลด้วยธาตุจริยาแก่ภิกษุนั้น แล้วเมื่อจะทรงแนะนำถึง อิริยาบถอันสงบอันเป็นฝ่ายแห่งความไม่ท้อแท้และไม่ฟุ้งซ่านจึงตรัสว่า นิสีทติ นั่ง ครั้นแล้วเมื่อจะทรงแสดงความที่ภิกษุนั้นนั่งได้มั่นคง ความที่ลมอัสสาสะ ปัสสาสะเป็นไปปกติและอุบายกำหนดถือเอาอารมณ์ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา คู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ). ในบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกํ คือนั่งพับขาโดยรอบ. บทว่า อาภุชิตฺวา คู้ คือ พับ. บทว่า อุชํ กายํ ปณิธาย ตั้งกายตรง คือ ตั้ง สรีระเบื้องบนให้ตรง ให้กระดูกสันหลัง ๑๘ ท่อนจดกัน เพราะเมื่อนั่งอย่างนี้ หนัง เนื้อ เอ็น จะไม่น้อมลง เวทนาที่เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะเพราะหนัง เนื้อ และเอ็นน้อมลงเป็นเหตุจะไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อเวทนาไม่เกิดจิตก็มี อารมณ์เดียว กรรมฐานไม่ตก ย่อมเข้าถึงความเจริญงอกงาม. บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺเปตฺวา ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า คือ ดำรงสติเฉพาะกรรมฐาน. บทว่า โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ภิกษุนั้น เป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก คือ ภิกษุนั้นครั้นนั่งอย่างนี้และดำรงสติไว้อย่างนี้ เมื่อ ไม่ละสตินั้น ชื่อว่าเป็นต้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ทำสติ. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประการที่ภิกษุทำสติ จึง ตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต เมื่อหายใจเข้ายาว.
หน้า 177 ข้อ 422
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต เมื่อหายใจเข้ายาว คือ ลมหายใจเข้าเป็นไปยาว. หายใจเข้าสั้นก็เหมือนอย่างนั้น. อนึ่ง พึงทราบ ความที่ลมหายใจเข้าหายใจออกยาวและสั้นโดยกาล. จริงอยู่ มนุษย์ทั้งหลายบางครั้งหายใจเข้าและหายใจออกยาว เหมือน ช้างและงูเป็นต้น บางครั้งสั้นเหมือนสุนัขและกระต่ายเป็นต้น. ลมอัสสาสะ ปัสสาสะที่เหน็ดเหนื่อยยุ่งยากด้วยประการอื่นไม่มียาวและสั้น. เพราะฉะนั้นลม อัสสาสปัสสาสะเมื่อเข้าและออกตลอดกาลนานพึงทราบว่ายาว เมื่อเข้าและออก ตลอดกาลสั้นพึงทราบว่าสั้น. ในเรื่องนี้ ภิกษุนี้ เมื่อหายใจเข้า และหายใจ ออกยาวโดยอาการ ๙ อย่างดังกล่าวแล้วในตอนก่อนย่อมรู้ว่าเราหายใจเข้า หายใจออกยาว. สั้นก็เหมือนกัน อนึ่ง วรรณะ ๔ คือ ยาว สั้น ลมอัสสาสะและลมปัสสาสะ เช่นนั้นย่อมเป็นไป บนปลายจมูกของภิกษุผู้รู้อยู่ อย่างนั้น. พึงทราบว่า การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานย่อมสมบูรณ์แก่ภิกษุ นั้นด้วยอาการหนึ่งแห่งอาการ ๙ อย่าง. บทว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกาย- ปฏิสํเวที ปสฺสสีสฺสามีติ สิกฺขติ ภิกษุย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้รู้แจ้งกองลม ทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจออก คือ ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจะทำเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของกองลมอัสสาสะทั้งสิ้น ให้รู้แจ้ง ทำให้ปรากฏ หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า เราจะทำเบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดของกองลมปัสสาสะทั้งสิ้นให้รู้แจ้ง ให้ปรากฏหายใจออก. ภิกษุทำให้ รู้แจ้งให้ปรากฏอย่างนี้ หายใจเข้าและหายใจออกด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ.
หน้า 178 ข้อ 422
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อสฺสสิสฺสามิ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ย่อม ศึกษาว่าเราจักหายใจเข้า เราจักหายใจออก. จริงอยู่เบื้องต้นในกองลมอัสสาสะ หรือในกองลมปัสสาสะที่เป็นของละเอียด ๆ ไหลไปของภิกษุนั้นย่อมปรากฏ แต่ท่ามกลางที่สุดไม่ปรากฏ. ภิกษุนั้นย่อมอาจเพื่อกำหนดถือเอาเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในท่ามกลางและที่สุด. ภิกษุรูปหนึ่งท่ามกลางปรากฏ เบื้องต้นและ ที่สุดไม่ปรากฏ. ภิกษุรูปนั้นอาจเพื่อกำหนดถือเอาท่ามกลางเท่านั้น ย่อม ลำบากในเบื้องต้นและที่สุด. รูปหนึ่งที่สุดปรากฏ เบื้องต้นและท่ามกลาง ไม่ปรากฏ. รูปนั้นอาจเพื่อกำหนดถือเอาที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้น และท่ามกลาง. รูปหนึ่งปรากฏทั้งหมด รูปนั้นอาจเพื่อกำหนดถือเอาแม้ทั้งหมด ได้ ไม่ลำบากในที่ไหน ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า ควรเป็น เช่นนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สพฺพกายปฏิสํเวที ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สิกฺขติ ย่อมศึกษา คือ เพียรพยายามอย่างนี้. พึงทราบความในบทนี้อย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อม ทำให้มากซึ่งสิกขา ๓ เหล่านี้ คือ ความสำรวมของผู้เป็นอย่างนั้น ชื่อว่าอธิศีล- สิกขา สมาธิของผู้เป็นอย่างนั้น ชื่อว่า อธิจิตสิกขา ปัญญาของผู้เป็น อย่างนั้นชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา ในอารมณ์นั้น ด้วยสตินั้น ด้วยมนสิการนั้น. ในบทนั้นควรหายใจเข้าและควรหายใจออกอย่างเดียวโดยนัยก่อน ไม่ควรทำอะไร ๆ อย่างอื่น แต่จำเดิมแต่นั้นควรทำความเพียรในการให้ญาณ เกิดขึ้นเป็นต้น เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงอาการอันยังญาณให้เกิดขึ้น ซึ่งท่าน กล่าวถึงบาลีด้วยอำนาจแห่งปัจจุบันกาลว่า อสฺสสามีติ ปชานาติ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ภิกษุย่อมรู้ว่า เราหายใจเข้า ย่อมรู้ว่า เราหายใจออกแล้วควรทำ ตั้งแต่นี้ไป พึงทราบว่าท่านยกบาลีขึ้นด้วยอำนาจแห่งอนาคตกาลโดยนัยมีอาทิ
หน้า 179 ข้อ 422
ว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ เราจักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจเข้า ดังนี้. บทว่า ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ฯลฯ สิกฺขติ ย่อมศึกษาว่าจัก ระงับกายสังขาร ฯลฯ คือย่อมศึกษาว่า เราระงับ สงบ ดับ และเข้าไป สงบกายสังขาร กล่าวคือลมอัสสาสปัสสาสะอย่างหยาบ หายใจเข้าหายใจออก. ในบทนั้นพึงทราบถึงความหยาบ ความละเอียด และความสงบด้วยประการ อย่างนี้. ในกาลที่ภิกษุนี้มิได้กำหนดถือเอาก่อน กายและจิตย่อมกระวนกระวาย และเป็นของหยาบ เมื่อกายและจิตหยาบไม่สงบ แม้ลมอัสสาสะ ลมปัสสาสะก็ หยาบด้วย ลมอัสสาสะลมปัสสาสะมีกำลังกว่ายังเป็นไป จมูกไม่เพียงพอ ต้อง หายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างทางปาก อนึ่ง เมื่อใดกายบ้าง จิตบ้าง อัน ภิกษุนั้นกำหนดถือเอา เมื่อนั้นลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นสงบระงับ เมื่อลม อัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นสงบ ลมอัสสาสปัสสาสะละเอียดยังเป็นไป ย่อม ถึงอาการที่ควรค้นคว้าว่า ลมอัสสาสปัสสาสะมีหรือไม่มี. เหมือนอย่างว่าเมื่อ บุรุษวิ่งลงจากภูเขาหรือยกภาระหนักลงจากศีรษะยืนอยู่ ลมอัสสาสปัสสาสะ ก็หยาบ จมูกไม่เพียงพอ ต้องยืนหายใจเข้าบ้าง หายใจออกบ้างทางปาก. อนึ่ง เมื่อใดบุรุษนั้นบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยนั้น อาบน้ำ ดื่มน้ำ เอาผ้าสาฎกเปียกปิดอก นอนใต้ร่มเงาเย็น เมื่อนั้นลมอัสสาสปัสสาสะของ บุรุษนั้นละเอียด ย่อมถึงอาการที่ควรค้นคว้าดูว่า ลมอัสสาสปัสสาสะมีหรือ ไม่มี ฉันใด พึงให้พิสดารว่า ในกาลที่ภิกษุที่กำหนดถือเอาอย่างนั้นก็ฉันนั้น. จริงอย่างนั้น ในกาลที่ภิกษุนั้นไม่กำหนดถือเอาก่อน การผูกใจ การ รวบรวมและการใส่ใจว่า เราย่อมสงบกายสังขารหยาบ ๆ ดังนี้ย่อมไม่มี. แต่
หน้า 180 ข้อ 422
ในกาลที่กำหนดถือเอาย่อมมี. ด้วยเหตุนั้น ในกาลที่ภิกษุนั้นกำหนดถือเอาจาก กาลที่มิได้กำหนดถือเอา กายสังขารเป็นของละเอียด. ดังที่พระโบราณาจารย์ ทั้งหลายกล่าวว่า เมื่อกายและจิตปั่นป่วน กายสังขารย่อมเป็นไป รุนแรง. เมื่อกายไม่ปั่นป่วน กายสังขารย่อมเป็นไป อย่างสุขุม. แม้ในกาลกำหนดถือเอา กายสังขารหยาบ ในอุปจารแห่งปฐมฌาน กายสังขารสุขุม. แม้ในอุปจารแห่งปฐมฌานนั้น กายสังขารก็ยังหยาบ ใน ปฐมฌานจึงสุขุม. ในปฐมฌานและในอุปจารแห่งทุติยฌาน กายสังขารก็ยัง หยาบ ในทุติยฌานจึงสุขุม ในทุติยฌานและในอุปจารแห่งตติยฌานก็ยังหยาบ ในตติยฌานจึงสุขุม. ในตติยฌานและในอุปจารแห่งจตุตถฌานก็ยังหยาบ ใน จตุตถฌานจึงสุขุมยิ่งนัก ย่อมถึงการไม่เป็นไปอีกเลย. นี้เป็นมติของท่านผู้กล่าว ทีฆภาณกสังยุต. ส่วนท่านมัชฌิมภาณกาจารย์ย่อมปรารถนาความสุขุมกว่าแม้ในอุปจาร แห่งฌานสูง ๆ จากฌานต่ำ ๆ อย่างนี้ว่า ในปฐมฌานยังหยาบ ในอุปจาร แห่งทุติยฌานจึงสุขุม. ตามมติของท่านภาณกาจารย์ทั้งปวง กายสังขารที่เป็น ไปแล้วในกาลมิได้กำหนดถือเอา ย่อมสงบในกาลที่กำหนดถือเอา กายสังขาร ที่เป็นไปแล้วในกาลกำหนดถือเอา ย่อมสงบในอุปจารแห่งปฐมฌาน ฯลฯ กายสังขารที่เป็นไปแล้วในอุปจารแห่งจตุตถฌาน ย่อมสงบในจตุตถฌาน. นี้ เป็นนัยในสมถะเท่านั้น.
หน้า 181 ข้อ 422
ส่วนในวิปัสสนา กายสังขารที่เป็นไปแล้วในกาลที่มิได้กำหนดถือเอา ยังหยาบ ในกาลกำหนดถือเอามหาภูตรูปจึงสุขุม. แม้กายสังขารนั้นก็ยังหยาบ ในกาลกำหนดถือเอาอุปาทารูปจึงสุขุม. แม้นั้นก็ยังหยาบ ในกาลกำหนดถือเอา รูปทั้งสิ้นจึงสุขุม. แม้นั้นก็ยังหยาบ ในกาลกำหนดถือเอารูปจึงสุขุม. แม้นั้น ก็ยังหยาบ ในกาลกำหนดถือเอารูปและอรูปจึงสุขุม. แม้นนั้นก็ยังหยาบ ใน กาลกำหนดถือเอาปัจจัยจึงสุขุม. แม้นนั้นก็ยังหยาบ ในการเห็นนามรูปพร้อมกับ ปัจจัยจึงสุขุม. แม้นั้นก็ยังหยาบ ในวิปัสสนาอันมีลักษณะ. เป็นอารมณ์จึงสุขุม. แม้นนั้นก็ชื่อว่ายังหยาบ เพราะเป็นวิปัสสนายังอ่อน ในวิปัสสนามีกำลังจึง สุขุม. พึงทราบความสงบแห่งกายสังขารก่อน ๆ ด้วยกายสังขารหลัง ๆ โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล. ในบทนี้พึงทราบความที่กายสังขารหยาบ และสุขุม และความสงบอย่างนี้. นี้เป็นการพรรณนาบทตามลำดับแห่งปฐม จตุกะที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ด้วยอำนาจแห่งกายานุปัสสนาในที่นี้ ก็เพราะในที่นี้ท่านกล่าวจตุกะนี้ ด้วยอำนาจแห่งกรรมฐานแห่งอาทิ- กรรมิก. ส่วนจตุกะ ๓ นอกนี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมานุปัสสนา. ฉะนั้น กุลบุตรผู้เป็นอาทิกรรมิก ประสงค์จะเจริญกรรมฐานนี้ แล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แห่ง วิปัสสนาอันเป็นปทัฏฐานของจตุกฌาน ทำกิจทั้งปวงมียังศีลให้บริสุทธิ์เป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค แล้วพึงเรียนกรรมฐานอันมีสันธิ (การ ติดต่อ) ๕ ในสำนักของอาจารย์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๗. สันธิ ๕ เหล่านี้ คือ การเรียน ๑ การสอบถาม ๑ ความปรากฏ ๑ ความแนบแน่น ๑ ลักษณะ ๑. ในสันธิเหล่านั้น การเรียนกรรมฐานชื่อว่า อุคคหะ. การสอบถาม กรรมฐานชื่อว่า ปริปุจฉา. ความปรากฏแห่งกรรมฐานชื่อว่า อุปัฏฐานะ.
หน้า 182 ข้อ 422
ความแนบแน่นแห่งกรรมฐานชื่อว่า อัปปนา. ลักษณะแห่งกรรมฐาน ชื่อว่า ลักษณะ. ท่านอธิบายไว้ว่า กรรมฐานเป็นลักษณะอย่างนี้ ได้แก่การ ไตร่ตรองสภาพของกรรมฐาน. กุลบุตรผู้เรียนกรรมฐาน มีสันธิ ๕ อย่างนี้ แม้ตนเองก็ไม่ลำบาก แม้อาจารย์ก็ไม่ลำบาก. เพราะฉะนั้น ให้อาจารย์ยกขึ้นหน่อยหนึ่งแล้วใช้เวลา ท่องให้มาก เรียนกรรมฐานมีสันธิ ๕ อย่างนี้ เว้นที่อยู่อันประกอบด้วยโทษ ๑๘ อย่าง ในสำนักของอาจารย์หรือในที่อื่น แล้วอยู่ในเสนาสนะประกอบด้วย องค์ ๕ ตัดกังวลเล็กน้อย บริโภคเสร็จแล้วบรรเทาความมัวเมาอาหาร นั่งให้ สบาย ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ทำจิตให้ร่าเริง ไม่ให้เสื่อมแม้แต่บทเดียว จากการเรียนจากอาจารย์ พึงทำอานาปานสติกรรมฐานนี้ไว้ในใจ ต่อไปนี้เป็นวิธีมนสิการกรรมฐาน คือ คณนา (การนับ) อนุพัธนา (การติดตาม) ผุสนา (การสัมผัส) การตั้งไว้ ความเห็นแจ้ง ความเจริญ ความบริสุทธิ์ การพิจารณากรรมฐานเหล่านั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า คณนา คือการนับนั่นเอง. บทว่า อนุพนฺธนา คือการไปตาม. บทว่า ผุสนา คือการถูกต้อง. บทว่า ปนา คือการ แนบแน่น. บทว่า สลฺลฺกขณา คือการเห็นแจ้ง. บทว่า วิวฏฺฏนา คือ มรรค. บทว่า ปาริสุทฺธิ คือผล. บทว่า เตสญฺจ ปฏิปสฺสนา คือการ พิจารณากรรมฐานเหล่านั้น. ในบทนั้น กุลบุตรผู้เป็นอาทิกรรมนี้ พึงใส่ใจกรรมฐานนี้ด้วยการนับ ก่อน. เมื่อนับไม่ควรให้ต่ำกว่า ๕ ไม่ควรสูงกว่า ๑๐ ไม่ควรแสดงเป็น ตอนๆ
หน้า 183 ข้อ 422
ในระหว่าง เมื่อนับต่ำกว่า ๕ จิตตุปบาท ย่อมดิ้นรนในโอกาสคับแคบ ดุจ ฝูงโคที่ถูกขังไว้ในคอกอันคับแคบ เมื่อนับเกิน ๑๐ จิตตุปบาทอาศัยการนับ เท่านั้น เมื่อแสดงเป็นตอน ๆ ในระหว่าง จิตย่อมหวั่นไหวว่า กรรมฐาน ของเราถึงยอดแล้วหรือยังหนอ เพราะฉะนั้น ควรนับเว้นโทษเหล่านี้เสีย. อนึ่ง เมื่อนับควรนับเหมือนการตวงข้าวเปลือกนับช้า ๆ ก่อน เพราะ ตวงข้าวเปลือกให้เต็มทะนาน แล้วนับหนึ่ง แล้วเกลี่ยลง เมื่อเต็มอีก ครั้นเห็น หยากเยื่อไร ๆ ก็ทิ้งเสียนับหนึ่ง หนึ่ง. แม้ในการนับสอง สอง ก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. ผู้ใดกำหนดลมอัสสาสปัสสาสะ แม้ด้วยวิธีนี้อย่างนี้ กำหนดนับว่า หนึ่ง หนึ่ง ไปจนถึง สิบ สิบ เมื่อผู้นั้นนับอย่างนี้ ลมอัสสาสปัสสาสะทั้งเข้า และออกย่อมปรากฏ. ต่อแต่นั้นกุลบุตรควรละการนับเหมือนตวงข้าวเปลือกที่ นับช้า ๆ นั้นเสีย แล้วนับด้วยการนับของคนเลี้ยงโคคือนับเร็ว เพราะโคบาล ผู้ฉลาด เอาก้อนกรวดใส่พก ถือเชือกและไม้ไปคอกแต่เช้าตรู่ ตีที่หลังโค นั่งบนปลายเสาเขื่อนดีดก้อนกรวด นับโคที่ไปถึงประตูว่า หนึ่ง สอง. โคที่ อยู่อย่างลำบากในที่คับแคบมาตลอด ๓ ยาม จึงออกเบียดเสียดกันและกัน รีบออกเป็นหมู่ ๆ. โคบาลนั้นรีบนับว่า สาม สี ห้า สิบ. เมื่อโคบาลนับ โดยนัยก่อน ลมอัสสาสปัสสาสะปรากฏสัญจรไปเร็ว ๆ บ่อย ๆ. แต่นั้น โคบาล ครั้นรู้ว่าลมอัสสาสปัสสาสะสัญจรบ่อย ๆ จึงไม่นับ ทั้งภายในทั้งภายนอก นับเฉพาะที่ถึงประตูเท่านั้น แล้วรีบนับเร็ว ๆ ว่า ๑ ๒ ๓ ๔ ๕, ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖, ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗, ๘ ๙ ๑๐. จริงอยู่ ในกรรมฐานอันเนื่องด้วยการนับจิต ย่อมอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยกำลังการนับ ดุจจอดเรือไว้ที่กระแสเชี่ยว ด้วยความค้ำจุนของถ่อ.
หน้า 184 ข้อ 422
เมื่อกุลบุตรนับเร็วๆ อย่างนี้ กรรมฐานย่อมปรากฏดุจเป็นไปติดต่อกัน เมื่อรู้ว่า กรรมฐานเป็นไปติดต่อกันแล้วไม่กำหนดถือเอาลมภายในและภายนอก รีบนับโดยนัยก่อนนั่นแล เมื่อจิตเข้าไปพร้อมกับลมเข้าไปภายใน จิตกระทบกับ ลมภายใน ย่อมเป็นดุจเต็มด้วยมันข้น เมื่อนำจิตออกพร้อมกับลมออกภายนอก จิตย่อมฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ของความหนาในภายนอก. อนึ่ง เมื่อเจริญเว้นสติ ในโอกาสสัมผัส ภาวนาย่อมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่พึง กำหนดถือเอาลมภายในและภายนอก แล้วรีบนับโดยนัยก่อนนั้นแล. ก็จิตนี้ควรนับนานเพียงไร ตลอดเมื่ออารมณ์แห่งอัสสาสปัสสาสะ ยังมีอยู่ เว้นการนับจิตย่อมดำรงอยู่ เมื่ออารมณ์แห่งอัสสาสปัสสาสะยังมีอยู่ การนับเพื่อให้จิตดำรงอยู่ ทำการตัดวิตกอันซ่านไปในภายนอกเสีย ควรทำไว้ ในใจ ด้วยการนับอย่างนี้แล้วทำไว้ในใจด้วยการติดตาม. การรวบรวมการนับ แล้วติดตามลมอัสสาสปัสสาสะในลำดับแห่งสติ ชื่อว่า อนุพนฺธนา (การ ติดตาม). การนับนั้นมิใช่ด้วยอำนาจแห่งการติดตามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด. เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด และโทษในการติดตามการนับนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. เพราะฉะนั้น เมื่อมนสิการด้วยการติดตาม ไม่ควรใส่ใจด้วยอำนาจ แห่งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง ควรใส่ใจด้วยอำนาจแห่ง การสัมผัสและด้วยอำนาจแห่งการแนบแน่น เพราะว่าไม่มีการใส่ใจไว้ต่างหาก ด้วยอำนาจแห่งการสัมผัสและแนบแน่น ดุจด้วยอำนาจแห่งการนับและการ ติดตาม. อนึ่ง เมื่อนับในที่สัมผัสย่อมใส่ใจด้วยการนับ และด้วยการสัมผัส รวบรวมการนับในที่สัมผัสนั้นแล้วติดตามการนับและการสัมผัสเหล่านั้นด้วยสติ และดำรงจิตไว้ด้วยสามารถแห่งอัปปนา ท่านกล่าวว่า ย่อมใส่ใจด้วยการติดตาม
หน้า 185 ข้อ 422
ด้วยการสัมผัสและด้วยการแนบแน่น. พึงทราบความนี้นั้นด้วยการอุปมา ด้วย คนพิการและคนเฝ้าประตู ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย และด้วย อุปมาด้วยเลื่อย ดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในบาลีนี้แหละ. ต่อไปนี้เป็นอุปมาด้วย คนพิการ. เปรียบเหมือนคนพิการแกว่งชิงช้าแก่มารดาและบุตรผู้เล่นอยู่ที่ชิงช้า นั่งอยู่ที่โคนเสาชิงช้านั้นเอง ย่อมเห็นที่สุดทั้งสองและท่ามกลางของกระดาน ชิงช้าที่แกว่งไปมาตามลำดับ ไม่ขวนขวายเพื่อจะดูที่สุดทั้งสองและท่ามกลาง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันอยู่ที่โคนเสา คือการติดตามด้วยอำนาจแห่งสติ แล้วนั่งแกว่งชิงช้าคือลมอัสสาสและปัสสาสะด้วยสติ ในนิมิตนั้นติดตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของลมอัสสาสเเละปัสสาสะในที่สัมผัสทั้งไปและมาด้วยสติ ดำรงจิตไว้ ณ ที่นั้นนั่นแลย่อมเห็น และไม่ขวนขวายเพื่อจะดูลมอัสสาสะและ ปัสสาสะเหล่านั้น นี้อุปมาด้วยคนพิการ. ส่วนอุปมาด้วยคนเฝ้าประตูมีดังนี้ เปรียบเหมือนคนเฝ้าประตู. ย่อม ไม่ตรวจสอบคนภายในและภายนอกนครว่า ท่านเป็นใคร มาแต่ไหน จะไปไหน อะไรในมือของท่าน เพราะคนเหล่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่เขาตรวจสอบ เฉพาะคนที่มาถึงประตูแล้วเท่านั้น ฉันใด ลมเข้าไปภายใน และลมออกไป ภายนอกไม่ใช่ภาระของภิกษุนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ลมที่ถึงทวารเท่านั้น จึง เป็นภาระ นี้เป็นอุปมาด้วยคนเฝ้าประตู. ส่วนอุปมาด้วยเลื่อยได้กล่าวไว้แล้วในอานาปานสติกถาโดยนัยมีอาทิว่า นิมิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา นิมิต ลมอัสสาสะและลมปัสสาสะ. แต่ในที่นี้พึง ทราบว่า เป็นการประกอบเพียงความไม่ใส่ใจด้วยสามารถแห่งการมาและการ ไปของเลื่อยเท่านั้น.
หน้า 186 ข้อ 422
เมื่อใคร ๆ มนสิการกรรมฐานนี้ไม่ช้านิมิตย่อมเกิด. และการแนบ แน่นกล่าว คือ อัปปนา ประดับด้วยองค์ฌานที่เหลือย่อมสมบูรณ์. จำเดิมแต่ กาลมนสิการด้วยการนับของใคร ๆ เปรียบเหมือนผู้มีกายปั่นป่วนนั่งบนเตียง หรือตั่ง เตียงและตั่งย่อมน้อมลงย่อมมีเสียงเอี้ยดอ้าด เครื่องปูลาดย่อมย่นยับ ส่วนผู้มีกายไม่ปั่นป่วนนั่ง เตียง และตั่งย่อมไม่น้อยลง ไม่ส่งเสียงเอี้ยดอ้าด เครื่องปูลาดไม่ย่นยับ เตียงและตั่งย่อมเป็นเหมือนเต็มด้วยปุยนุ่น เพราะ เหตุไร เพราะผู้มีกายไม่ปั่นป่วนเบา ฉันใด จำเดิมแต่กาลมนสิการด้วยการ นับอย่างนั้นก็ฉันนั้น เมื่อความกระวนกระวายกายสงบด้วยอำนาจแห่งการดับ ลมอัสสาสะและปัสสาสะอย่างหยาบตามลำดับ กายก็ดี จิตก็ดีเป็นของเบา ร่าง กายเป็นดุจลอยไปบนอากาศ. เมื่อลมอัสสาสะและปัสสาสะอย่างหยาบของภิกษุนั้นดับแล้ว จิตมีลมอัส- สาสปัสสาสะละเอียดเป็นนิมิต เป็นอารมณ์ย่อมเป็นไป. แม้เมื่อจิตนั้นดับ ลม อัสสาสปัสสาสะอันเป็นนิมิต เป็นอารมณ์ละเอียดกว่า ละเอียดกว่านั้นยังเป็น ไป ๆ มา ๆ อยู่นั่นเอง. พึงทราบความนี้ด้วยอุปมาด้วยถาดโลหะดังกล่าวแล้ว ในตอนก่อน. กรรมฐานนี้ไม่เหมือนกรรมฐานเหล่าอื่น ซึ่งแจ่มแจ้งแล้วยิ่งๆ ขึ้นไป อนึ่ง กรรมฐานนี้ ย่อมถึงความละเอียดแก่ผู้เจริญยิ่ง ๆ แม้ความปรากฏก็ไม่ถึง เมื่อกรรมฐานนั้นไม่ปรากฏอย่างนี้ ภิกษุนั้นไม่ควรลุกจากอาสนะไป ด้วยคิดว่า เราจักถามอาจารย์หรือว่า บัดนี้กรรมฐานของเราฉิบหายเสียแล้ว ดังนี้ เพราะ เมื่อภิกษุยังอิริยาบถให้กำเริบแล้วไป กรรมฐานย่อมมีใหม่ ๆ โดยแท้ เพราะ ฉะนั้น ควรนำกรรมฐานมาจากที่ตามที่นั่งแล้วนั่นแล.
หน้า 187 ข้อ 422
ต่อไปนี้เป็นอุบายนำกรรมฐานมา ภิกษุนั้นรู้ความที่กรรมฐานไม่ ปรากฏ พึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ชื่อว่า ลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านี้มีอยู่ที่ไหน ไม่มีที่ไหน มีแก่ใคร หรือไม่มีแก่ใคร. ครั้นภิกษุสำเหนียกอย่างนี้รู้ว่า ลมอัส- สาสะ ปัสสาสะเหล่านี้ไม่มีแก่คนอยู่ในครรภ์มารดา ไม่มีแก่คนดำน้ำ แก่อสัญญี สัตว์ คนตาย ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้รวมอยู่ในรูปภพ อรูปภพ ผู้เข้านิโรธ แล้วพึงเตือนคนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า ดูก่อนบัณฑิต ท่านมิได้อยู่ในครรภ์มารดา มิได้ดำน้ำ มิได้เป็นอสัญญีสัตว์ มิได้ตาย มิได้เข้าจตุตถฌาน มิได้รวม อยู่ในรูปภพ อรูปภพ มิได้เข้านิโรธมิใช่หรือ. ลมอัสสาสปัสสาสะของท่าน ยังมีอยู่แน่ ๆ แต่ท่านไม่สามารถกำหนดถือเอาได้ เพราะท่านมีปัญญาน้อย. ครั้นแล้วภิกษุนั้นควรตั้งจิต ด้วยสัมผัสเป็นปกติแล้วยังมนสิการให้ เป็นไป. เพราะว่าลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านี้กระทบดั้งจมูกของผู้มีจมูกยาว เป็นไป กระทบริมฝีปากของผู้มีจมูกสั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นควรตั้ง นิมิตว่า ลมอัสสาสปัสสาสะกระทบที่นี้. จริงอยู่ พระผ้มีพระภาคเจ้าตรัสอาศัย อำนาจแห่งประโยชน์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวถึงการเจริญอานาปาน- สติของผู้มีสติหลง ผู้ไม่มีความรู้สึกดังนี้. จริงอยู่ กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมสมบูรณ์แก่ผู้มีสติ ผู้มีสัมปชัญญะโดยแท้ แต่เมื่อมนสิการอื่นจากนี้ กรรมฐานก็ยังปรากฏ. อนึ่ง อานาปานสติกรรมฐานนี้ เป็นการเจริญอย่างหนัก ๆ เป็นภูมิ แห่งมนสิการของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธบุตรผู้เป็น มหาบุรุษนั่นเอง มิได้เป็นนอกไปจากนี้ ทั้งสัตว์นอกนี้มิได้เสพ. กรรมฐาน เป็นอันสงบและสุขุม โดยประการที่ทำไว้ในใจ เพราะฉะนั้น ในที่นี้พึง ปรารถนาสติและปัญญามีกำลัง.
หน้า 188 ข้อ 422
เหมือนอย่างว่า ในเวลาเย็บผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง พึงต้องการแม้เข็มที่ ละเอียด แม้ด้ายร้อยเข็มก็ยังต้องการละเอียดกว่านั้น ฉันใด ในเวลาเจริญ กรรมฐานนี้เช่นกับผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง ฉันนั้นเหมือนกัน แม้สติเปรียบด้วย เข็ม ปัญญาสัมปยุตด้วยสตินั้นเปรียบด้วยการร้อยเข็ม ก็พึงปรารถนาที่มีกำลัง. ก็แลภิกษุผู้ประกอบด้วยสติปัญญาเหล่านั้น ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสปัสสาสะ เหล่านั้น นอกจากโอกาสที่สัมผัสตามปกติ. เหมือนอย่างว่า ชาวนาไถนาแล้วปล่อยโคผู้ไป แล้วนั่งพักบริโภค อาหาร. ลำดับนั้น โคผู้เหล่านั้นของเขาวิ่งเข้าดงไป. ชาวนาที่เป็นคนฉลาด ประสงค์จะจับโคเหล่านั้นเทียมไถ ไปเที่ยวตามรอยเท้าของโคเหล่านั้นไปยังดง. เขาถือเชือกและปฏักไปยังท่าน้ำที่โคเหล่านั้นลงโดยตรง นั่งบ้าง นอนบ้าง. ครั้นเขาเห็นโคเหล่านั้นเที่ยวไปตลอดวันแล้ว ลงสู่ท่าที่เคยลงอาบและดื่มแล้ว ขึ้นยืนอยู่ จึงเอาเชือกล่ามเอาปฏักแทงนำมาเทียมไถทำงานต่อไปฉันใด ภิกษุ นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้น นอกจาก โอกาสที่สัมผัสตามปกติ พึงถือเชือกคือสติและปฏัก คือ ปัญญาตั้งจิตไว้ใน โอกาสที่สัมผัสตามปกติ แล้วยังมนสิการให้เป็นไป. ก็เมื่อภิกษุมนสิการ อย่างนี้ ไม่ช้าลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นก็ปรากฏดุจโค ปรากฏที่ท่าที่เคยลง แต่นั้น ภิกษุนั้น พึงผูกด้วยเชือกคือสติประกอบไว้ในที่นั้นแล้วแทงด้วยปฏักคือ ปัญญา พึงประกอบกรรมฐานบ่อย ๆ เมื่อประกอบอย่างนี้ไม่ช้านัก นิมิตย่อม ปรากฏ ก็นิมิตนี้นั้น มิได้เป็นเช่นเดียวกันแห่งนิมิตทั้งปวง. อีกอย่างหนึ่ง นิมิตยังสุขสัมผัสให้เกิดขึ้นแก่ใครๆ ย่อมปรากฏ ดุจปุยนุ่น ปุยป้ายและสายลม อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ดังนี้.
หน้า 189 ข้อ 422
ส่วนในอรรถกถาทั้งหลายมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. จริงอยู่ นิมิตนี้มีรูป คล้ายดาวปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจก้อนแก้วมณี และดุจก้อนแก้วมุกดา เป็นสัมผัส แข็งปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจเมล็ดฝ้าย และดุจเสี้ยนไม้แก่น ปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจสายสังวาลยาว ดุจพวงดอกไม้และดุจเปลวควัน ปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจใย แมลงมุมอันกว้าง ดุจกลุ่มเมฆ ดุจดอกปทุม ดุจล้อรถ ดุจมณฑลดวงจันทร์ และดุจมณฑลดวงอาทิตย์. ก็แลนิมิตนั้น เมื่อภิกษุหลายรูปนั่งท่องพระสูตร เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า พระสูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเช่นไร ภิกษุรูปหนึ่ง กล่าวว่า ปรากฏแก่ผมดุจแม่น้ำใหญ่ไหลจากภูเขา. อีกรูปหนึ่งกล่าวว่า ปรากฏ แก่ผมดุจแนวป่าแห่งหนึ่ง. รูปอื่นกล่าวว่า ปรากฏแก่ผมดุจต้นไม้มีร่มเงาเย็น สมบูรณ์ด้วยกิ่งเต็มด้วยผล. สูตรเดียวเท่านั้นปรากฏแก่ภิกษุเหล่านั้น โดย ความต่างกัน เพราะสัญญาต่างกัน. กรรมฐานเดียวเท่านั้นย่อมปรากฏโดยความ ความต่างกันเพราะสัญญาต่างกันด้วยอาการอย่างนี้ เพราะกรรมฐานนั้นเกิดแต่สัญญา มีสัญญาเป็นนิทาน มีสัญญาเป็นแดนเกิด ฉะนั้นพึงทราบว่า ย่อมปรากฏโดย ความต่างกันเพราะสัญญาต่างกัน. อนึ่ง เมื่อนิมิตปรากฏ ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วบอกให้ทราบว่า ท่านอาจารย์ขอรับ นิมิตปรากฏเห็นปานนี้ ย่อมปรากฏแก่ผม. ส่วนอาจารย์ควร กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส นี้เป็นนิมิต ดูก่อนสัตบุรุษ ท่านจงทำกรรมฐานไว้ในใจ บ่อย ๆ เถิด แต่นั้นพึงตั้งจิตไว้ในนิมิตเท่านั้น. จำเดิมแต่นี้ไป ภิกษุนั้นย่อมมีภาวนาด้วยความแนบแน่นด้วยประการ ฉะนั้น. สมดังที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า
หน้า 190 ข้อ 422
ผู้มีปัญญายังจิตให้แนบแน่นในนิมิต เจริญอาการ ต่าง ๆ ย่อมผูกจิตของตนในลมอัสสาสะและปัสสาสะ ดังนี้. จำเดิมแค่ความปรากฏแห่งนิมิตอย่างนี้ เป็นอันภิกษุนั้นข่มนิวรณ์ทั้ง หลายได้แล้ว. กิเลสทั้งหลายสงบ. จิตตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ ครั้นแล้วภิกษุนั้น ไม่ควรใส่ใจถึงนิมิตนั้นโดยความเป็นสี ไม่ควรพิจารณาโดยความเป็นลักษณะ. แต่แล้วภิกษุควรเว้นอสัปปายะ ๗ มีอาวาสเป็นต้น แล้วเสพสัปปายะ ๗ เหล่านั้น ควรรักษาไว้ให้ดีดุจขัตติยมเหสีรักษาครรภ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ และดุจ ชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียวฉะนั้น. ต่อแต่นั้น พึงรักษานิมิตนั้น ไว้อย่างนี้แล้ว ถึงความเจริญงอกงามด้วยมนสิการบ่อย ๆ ยังความเป็นผู้ฉลาด ในอัปปนา ๑๐ อย่างให้ถึงพร้อม พึงประกอบภาวนาโดยมีความเพียรสม่ำเสมอ เมื่อภิกษุพยายามอยู่อย่างนี้ จตุกฌานและปัญจกฌานย่อมเกิดในนิมิตนั้น ตามลำดับ ดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. อนึ่ง ภิกษุผู้มีจตุกฌานเกิด แล้วอย่างนี้ ประสงค์จะเจริญกรรมฐานด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาและมรรคแล้ว บรรลุความบริสุทธิ์จงทำฌานนั้นให้คล่องแคล่วถึงความชำนาญด้วยอาการ ๕ อย่างแล้ว กำหนดนามรูปเริ่มตั้งวิปัสสนา. อย่างไร เพราะภิกษุนั้นออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมเห็นว่า กรชกายและ จิตเป็นเหตุเกิดลมอัสสาสปัสสาสะ. เหมือนอย่างว่า ลมย่อมสัญจรเพราะอาศัย เครื่องสูบของช่างทองและความพยายาม เกิดแต่การสูบเครื่องของบุรุษฉันใด ลมอัสสาสปัสสาสะย่อมสัญจรเพราะอาศัยกาย และจิตฉันนั้นเหมือนกัน แต่นั้น ย่อมกำหนดกายว่า เป็นรูปในเพราะอัสสาสปัสสาสะ และกำหนดจิตว่าเป็น อรูปในเพราะธรรมอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น.
หน้า 191 ข้อ 422
ครั้นภิกษุกำหนดนามรูปอย่างนี้ แล้วแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้น เมื่อแสวงหา ครั้นเห็นปัจจัยนั้นแล้ว ปรารภถึงความเป็นไปแห่งนามรูปในกาล แม้ ๓ แล้วจึงข้ามความสงสัยได้ ข้ามความสงสัยได้แล้ว จึงยกขึ้นสู่พระไตร- ลักษณ์ว่า อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเป็นกลาปะ (กอง) เมื่อส่วนเบื้องต้นแห่งอุทยัพพยานุปัสสนาเกิด จึงละวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ มีโอภาสเป็นต้น แล้วกำหนดอุทยัพพยานุปัสสนาญาณอันพ้นจากอุปกิเลสว่า มรรค ละความเกิด ถึงภังคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความดับ) เมื่อสังขาร ทั้งปวงปรากฏโดยความเป็นภัย ด้วยภังคานุปัสสนาเป็นลำดับ จึงเบื่อหน่าย พ้นบรรลุอริยมรรค ๔ ตามลำดับ ตั้งอยู่ในอรหัตผลถึงที่สุดแห่งปัจจเวกขณา- ญาณ ๑๙ เป็นทักษิไณยบุคคลผู้เลิศของโลกพร้อมทั้งเทวโลก. ด้วยเหตุ ประมาณเท่านี้ การเจริญอานาปานสติสมาธิ ตั้งต้นแต่การนับลมอัสสาสะ ปัสสาสะนั้น มีวิปัสสนาเป็นที่สุด เป็นอันครบบริบูรณ์. นี้เป็นการพรรณนา ปฐมจตุกะโดยอาการทั้งปวง ดังนี้แล. อนึ่ง ในจตุกะ ๓ นอกนี้ เพราะไม่มีนัยแห่งกรรมฐานภาวนาไว้ ต่างหาก ฉะนั้น พึงทราบความอย่างนี้แห่งจตุกะเหล่านั้นโดยนัยแห่งการ พรรณนาอนุบทนั่นเเล. บทว่า ปีติปฏิสํเวที รู้แจ้งปีติ คือ ย่อมศึกษาว่าเราทำปีติให้รู้แจ้ง ทำให้ปรากฏ หายใจเข้า หายใจออก. ในบทนั้นเป็นอันรู้แจ้งปีติโดยอาการ ๒ คือ โดยอารมณ์ และโดยความไม่หลง. รู้แจ้งปีติโดยอารมณ์เป็นอย่างไร. ภิกษุย่อมเข้าฌาน ๒ อย่าง พร้อมด้วยปีติ ภิกษุนั้นชื่อว่ารู้แจ้งปีติโดยอารมณ์ ด้วยการได้ฌานในขณะ สมาบัติ เพราะรู้แจ้งอารมณ์แล้ว.
หน้า 192 ข้อ 422
รู้แจ้งโดยความไม่หลงเป็นอย่างไร. ภิกษุเข้าฌาน ๒ อย่าง ครั้น ออกแท้ย่อมพิจารณาปีติอันสัมปยุตด้วยฌานโดยความเป็นของสิ้นไปโดยความ เป็นของเสื่อมไป เป็นอันภิกษุนั้นรู้แจ้งปีติโดยความไม่หลง ด้วยการแทงตลอด ลักษณะในขณะแห่งวิปัสสนา. โดยนัยนี้แลพึงทราบแม้บทที่เหลือโดยอรรถ. แต่ในบทนี้มีเนื้อความสักว่าต่างกันนี้ พึงทราบว่า เป็นอันภิกษุรู้แจ้งสุขด้วย สามารถแห่งฌาน ๓ รู้แจ้งจิตสังขารด้วยสามารถแห่งฌานแม้ ๔. บทว่า จิตฺตสงฺขาโร จิตสังขาร คือ เวทนาขันธ์และสัญญาขันธ์. บทว่า ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขรํ ระงับจิตสังขาร ความว่า ระงับจิต สังขารหยาบ ๆ คือ ดับ. พึงทราบจิตสังขารนั้นโดยพิสดารตามนัยดังกล่าว แล้วในกายสังขาร. อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ปีติ นี้ท่านกล่าวเวทนาโดยหัวข้อแห่งปีติ. ในบทว่า สุข ท่านกล่าวเวทนาโดยสรุป. ในบทแห่ง จิตสังขาร ทั้งสอง เวทนาสัมปยุตด้วยสัญญาเพราะบาลีว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก ธรรม เหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตสังขารด้วย เหตุนั้นพึงทราบว่าท่านกล่าวจตุกะ นี้โดยนัยแห่งเวทนานุปัสสนาอย่างนี้. แม้ในจตุกะที่ ๓ ก็พึงทราบความเป็นผู้ รู้แจ้งจิตด้วยอำนาจแห่งฌาน ๔. บทว่า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ทำจิตให้บันเทิง คือ ภิกษุย่อมศึกษา ว่าเรายังจิตให้บันเทิง ให้ปราโมทย์ ให้ร่าเริง ให้รื่นเริง จักหายใจเข้า จักหายใจออก. ในบทนั้น ภิกษุเป็นผู้บันเทิงด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วย สามารถแห่งสมาธิ และด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา.
หน้า 193 ข้อ 422
ด้วยสามารถแห่งสมาธิเป็นอย่างไร. ภิกษุเข้าถึงฌานสองอย่างพร้อม ด้วยปีติ ครั้นออกแล้วย่อมพิจารณาปีติสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปโดยความ เสื่อมไป. ภิกษุทำปีติสัมปยุตด้วยฌานในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนี้ ให้เป็น อารมณ์ ยังจิตให้ชื่นชมบันเทิง ปฏิบัติอย่างนี้ท่านกล่าวว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักยังจิตให้บันเทิง หายใจเข้า หายใจออก. บทว่า สมาทหํ จิตตํ ตั้งจิตไว้ คือ ตั้งดำรงจิตไว้เสมอในอารมณ์ ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานเป็นต้น หรือเข้าฌานเหล่านั้น ครั้นออกแล้ว จิต สัมปยุตด้วยฌานย่อมเกิดขึ้นโดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป ด้วยการ แทงตลอดลักษณะในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะจิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะ เมื่อจิต มีอารมณ์เดียวชั่วขณะเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ภิกษุตั้งดำรงจิตไว้เสมอในอารมณ์ แม้ด้วยอำนาจท่านก็กล่าวว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักตั้งจิตไว้หายใจเข้า หายใจออก. บทว่า วิโมจยํ จิตฺตํ เปลื้องจิต คือ เปลื้องปล่อยจิตจากนิวรณ์ ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน เปลื้องปล่อยจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติฌาน จากปีติ ด้วยตติยฌาน จากสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน หรือเข้าฌานทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นออกแล้วย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไป โดยความเสื่อม ไป ภิกษุนั้นเปลื้องปล่อยจิตจากนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนาในขณะแห่ง วิปัสสนา เปลื้องปล่อยจิตจากสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา จากอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสสนา จากความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา จากราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา จากสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา จากความถือมั่น ด้วย ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ย่อมหายใจเข้า และย่อมหายใจออก.
หน้า 194 ข้อ 422
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺ- สามิ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า หายใจออก. พึงทราบว่าจตุกะนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งจิตตานุปัสสนา. พึงทราบวินิจฉัยในจตุกะที่ ๔ ดังต่อไปนี้. พึงทราบ อนิจฺจํ ใน บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงนี้ก่อน. พึงทราบอนิจจตา พึงทราบอนิจจานุปัสสนา พึงทราบอนิจจานุปัสสี. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจํ ความไม่เที่ยง ได้แก่ ขันธ์ ๕. เพราะเหตุไร. เพราะเบญจขันธ์มีเกิด เสื่อมและเป็นอย่างอื่น. บทว่า อนิจฺจตา ความเป็นของไม่เที่ยง คือ ความที่เบญจขันธ์ เหล่านั้นเกิดเสื่อมและเป็นอย่างอื่น หรือเป็นแล้วไม่เป็น ความว่า การไม่ ตั้งอยู่โดยอาการนั้นของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแตกไปโดยการทำลายแห่งขณะ. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ พิจารณา เห็นว่าไม่เที่ยง ในรูปเป็นต้นด้วยสามารถแห่งความไม่เที่ยงนั้น. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือ ประกอบ ด้วยอนุปัสสนานั้น เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ภิกษุเป็นอย่างนั้นหายใจเข้า และหายใจออก ย่อมศึกษาในที่นี้ว่า เราจักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า และหายใจออก ดังนี้. ในบทว่า วิราคานุปสฺสี พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดนี้ ความ คลายกำหนัด มี ๒ อย่าง คือ ความคลายกำหนัดเพราะสิ้นไป และความคลาย กำหนัดเพราะล่วงส่วน. ใน ๒ บทนั้น บทว่า ขยวิราโค ความคลายกำหนัด เพราะสิ้นไป ได้แก่ ความทำลายขณะแห่งสังขารทั้งหลาย. บทว่า อจฺจนฺตวิ- ราโค ความคลายกำหนัดเพราะล่วงส่วนได้แก่ นิพพาน.
หน้า 195 ข้อ 422
บทว่า วิราคานุปสฺสนา พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ได้แก่ วิปัสสนาและมรรคอันเป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเห็นทั้งสองอย่างนั้น. พึงทราบว่า ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนาแม้สองอย่างหายใจเข้า และ หายใจออก ย่อมศึกษาว่าเราจักพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้าหายใจออก ดังนี้. แม้ในบทว่า นิโรธานุปสฺสี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ความสละคืนในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี พิจารณาเห็นความ สละคืนนี้ มี ๒ อย่าง คือ สละคืนเพราะบริจาค และสละคืนเพราะการแล่นไป. ความพิจารณาเห็นความสละคืนชื่อว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา. บทนี้เป็น ชื่อของวิปัสสนามรรค เพราะวิปัสสนาย่อมสละกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยขันธา- ภิสังขารด้วยสามารถแห่งตทังคะ ย่อมแล่นไปเพราะเห็นโทษแห่งสังขตธรรม และเพราะน้อมไปในนิพพานอันตรงกันข้ามกับโทษแห่งสังขตธรรมนั้น เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สละคืนเพราะบริจาค และสละคืนเพราะแล่นไป. มรรคย่อมสละกิเลสทั้งหลายพร้อมขันธาภิสังขาร ด้วยอำนาจแห่งการ ตัดขาด ย่อมแล่นไปในนิพพานด้วยการทำให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สละคืนเพราะบริจาค สละคืนเพราะแล่นไป. แม้ทั้งสองบท นั้น ท่านก็กล่าวว่าเป็น อนุปัสสนา เพราะความเห็นญาณก่อน ๆ พึงทราบว่า ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความสละคืน) แม้สองอย่างนั้น หายใจเข้าและหายใจออกย่อมศึกษาว่า เราจักเป็นผู้พิจารณา เห็นความสละคืนหายใจเข้า หายใจออก. อนึ่ง พึงทราบว่า ในบทว่า อนิจฺจานุปสฺสี นี้ ท่านกล่าวด้วย อำนาจแห่งวิปัสสนาอ่อน. บทว่า วิราคานุปสฺสี ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่ง วิปัสสนาอันสามารถคลายความกำหนัด ในสังขารทั้งหลายได้ เพราะมีกำลังมาก
หน้า 196 ข้อ 422
กว่านั้น. บทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา อันกล้าแข็ง ใกล้มรรคเข้าไปแล้ว. แม้มรรคก็มิได้ทำลายไปในวิปัสสนาที่ได้ ท่านกล่าวจตุกะนี้ด้วย อำนาจแห่งวิปัสสนาบริสุทธิ์ แต่ ๓ อย่างข้างต้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง สมถะและวิปัสสนา. จบอรรถกถาอาปานสติมาติกกา บัดนี้ เพื่อแสดงจำแนกมาติกาตามที่วางไว้โดยลำดับ จึงเริ่มบทมีอา- ทิว่า อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺิยา. บทว่า อิธ คือในทิฏฐินี้. ในบทเหล่านั้น ท่านกล่าวถึงคำสอนของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น อันได้แก่ไตรสิกขาด้วยบท ๑๐ บทมีอาทิว่า อิมิสฺสา ทิฏฺิยา ในทิฏฐินี้ เพราะคำสอนนั้นท่านกล่าวว่า ทิฏฐิ เพราะพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทรงเห็นแล้ว ท่านกล่าวว่า ขันติ ด้วยสามารถความอดทน กล่าวว่า รุจิ ด้วยสามารถความชอบใจ กล่าวว่า เขต ด้วยสามารถการถือเอา กล่าวว่า ธรรม ด้วยอรรถว่าเป็นสภาวธรรม กล่าวว่า วินัย ด้วยอรรถว่าควรศึกษา กล่าวว่า ธรรมวินัย แม้ด้วยอรรถ ทั้งสองนั้น กล่าวว่า ปาพจน์ ด้วยสามารถธรรมที่ตรัส กล่าวว่า พรหมจรรย์ ด้วยอรรถว่าเป็นความประพฤติอันประเสริฐ กล่าวว่า สัตถุ- ศาสน์ ด้วยสามารถให้คำสั่งสอน. เพราะฉะนั้น ในบทว่า อิมิสฺสา ทิฏฺิยา เป็นต้นพึงทราบ ความว่า ในความเห็นของพระพุทธเจ้านี้ ในความอดทนของพระพุทธเจ้านี้ ในความชอบใจของพระพุทธเจ้านี้ ในเขตของพระพุทธเจ้านี้ ในธรรมของ พระพุทธเจ้านี้ ในวินัยของพระพุทธเจ้านี้ ในธรรมและวินัยของพระพุทธเจ้านี้
หน้า 197 ข้อ 422
ในปาพจน์ของพระพุทธเจ้านี้ ในพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้านี้ ในสัตถุศาสน์ ของพระพุทธเจ้านี้. อีกอย่างหนึ่ง ปาพจน์ทั้งสิ้น อันได้แก่ ไตรสิกขานี้ ชื่อว่า ทิฏฐิ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นแล้ว เพราะเป็นปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ และ เพราะมีสัมมาทิฏฐิเป็นธรรมถึงก่อน ชื่อว่า ขันติ ด้วยสามารถความอดทนของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า รุจิ ด้วยสามารถความพอใจ ชื่อว่า อาทาย ด้วยสามารถการถือเอา ชื่อว่า ธรรม เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติของตนมิให้ ตกไปในอบาย ชื่อว่า วินัย เพราะขจัดฝ่ายเศร้าหมองออกไป ธรรมและ วินัยนั้นชื่อว่าธรรมวินัย หรือชื่อว่าธรรมวินัย เพราะขจัดอกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยกุศลธรรม ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใด ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด ไม่ เป็นไปเพื่อมีความกำหนัด ฯลฯ ดูก่อนโคตมี ท่านพึงทรงไว้โดยส่วนเดียว นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุศาสน์ หรือชื่อว่า ธรรมวินัย เพราะ เป็นข้อบังคับโดยธรรม มิใช่ข้อบังคับโดยอาชญาเป็นต้น. สมดังที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ชนบางพวกฝึกด้วยอาชญา ด้วยขอ และด้วย หวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาธรรมใหญ่ ไม่ใช่ อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา ฝึกผู้ประเสริฐ. อนึ่ง ชื่อว่าธรรมวินัยเพราะแนะนำโดยธรรม ว่าอะไรเป็นความริษยา ของผู้รู้ หรือปฏิบัติโดยธรรม. จริงอยู่วินัยนั้นเพื่อธรรมไม่มีโทษ มิใช่เพื่อ อานิสงส์แห่งโภคสมบัติในภพ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
หน้า 198 ข้อ 422
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้มิใช่อยู่เพื่อหลอกลวงคน. แม้พระปุณณเถระ ก็กล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส การประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วินัย เพราะนำไปให้บริสุทธิ์ การ นำไปโดยธรรม ชื่อว่าธรรมวินัย. วินัยนั้นย่อมนำไปจากธรรมคือสงสาร หรือ จากธรรมมีความโศกเป็นต้น สู่นิพพานอันบริสุทธิ์ หรือการนำไปสู่ธรรม มิใช่นำไปสู่พวกเจ้าลัทธิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรมวินัย. จริงอยู่ พระผู้มี พระภาคเจ้าเป็นผู้ทรงธรรม วินัยนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นนั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง เพราะธรรมทั้งหลายนั้นแล ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ และควรทำให้แจ้ง ฉะนั้น วินัยนั้นเป็นการนำไปในธรรมทั้งหลาย มิใช่นำไปในสัตว์ และในสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าธรรมวินัย. คําเป็นประธานเพราะคำของคนอื่นโดยพร้อมด้วยอรรถและพร้อมด้วย พยัญชนะ ชื่อว่าคําเป็นประธาน คำเป็นประธานนั้นแล ชื่อว่า ปาพจน์. ชื่อว่า พรหมจรรย์ เพราะมีความประพฤติประเสริฐด้วยจริยาทั้งปวง. ชื่อว่าสัตถุศาสน์ เพราะเป็นคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย หรือคำสอนอันเป็นของพระศาสดา ชื่อว่า สัตถุศาสน์. เพราะ พระธรรมวินัยนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นศาสดาในพระบาลีว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดอันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว ธรรมและวินัย นั้นจักเป็นศาสดาของพวกเธอโดยล่วงเราไป. พึงทราบความแห่งบททั้งหลาย เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง เพราะภิกษุผู้ยังอานาปานสติสมาธิให้เกิด โดยอาการทั้งปวงมีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น มิได้มีในศาสนาอื่น ฉะนั้น ในบทนั้น ๆ
หน้า 199 ข้อ 422
ท่านจึงกำหนดความแน่นอนลงไปว่า อิมสฺส แห่งศาสนานี้ และ อิมสฺมึ ในศาสนานี้. นี้เป็นอรรถแห่งการชี้แจงของมาติกาว่า อิธ. อนึ่ง ท่านไม่กล่าวอรรถแห่งคำของ ภิกฺขุ ศัพท์ด้วยคำมีอาทิว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณโก ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน แล้วแสดงถึงภิกษุที่ประสงค์ เอาในที่นี้เท่านั้น. ในบทนั้นชื่อว่าปุถุชน เพราะเป็นผู้ยังตัดกิเลสไม่ได้ และ ชื่อว่ากัลยาณชน เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า กัลยาณปุถุชน กัลยาณปุถุชนนั่นแล ชื่อว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณโก. ชื่อว่า เสกฺโข เพราะยังศึกษาอธิศีลเป็นต้น ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี หรือพระอนาคามี. ชื่อว่า อกุปฺปธมฺโม เพราะมีธรรมคืออรหัตผล ไม่กำเริบคือไม่ อาจให้หวั่นไหวได้. จริงอยู่ แม้ผู้มีธรรมไม่กำเริบนั้นก็ยังเจริญสมาธินี้. พึงทราบวินิจฉัยในอรัญญนิเทศดังต่อไปนี้. โดยปริยายแห่งวินัย คำว่า ป่า มาในบทมีอาทิว่า ป่าที่เหลือนอกจากบ้านและอุปจารแห่งบ้าน. โดยปริยาย แห่งพระสูตร หมายถึงภิกษุผู้อยู่ป่า มาแล้วในบทมีอาทิว่า เสนาสนะท้ายสุด ชั่ว ๕๐๐ ธนู ชื่อว่า ป่า. พระวินัยและพระสูตรแม้ทั้งสองเป็นปริยายเทศนา (เทศนาแบบบรรยาย) เพื่อแสดงป่าโดยปริยายเเห่งอภิธรรมว่า พระอภิธรรมเป็น นิปริยายเทศนา (เทศนาไม่อ้อมค้อม) จึงกล่าวว่า ป่าคือออกนอกเสาเขื่อนไป. ปาฐะว่า นิกฺขมิตฺวา พหิ อินฺทขีลํ ท่านกล่าวว่า เลยเสาเขื่อนออกไป. อนึ่ง ในบทว่า อินฺทขีโล นี้ คือ ธรณีประตูบ้านหรือนคร. พึงทราบวินิจฉัยในรุกขมูลนิเทศดังต่อไปนี้. เพราะโคนไม้ปรากฏแล้ว. ท่านจึงไม่กล่าวถึงโคนไม้นั้น กล่าวคำมีอาทิว่า ยตฺถ ดังนี้.
หน้า 200 ข้อ 422
บทว่า ยตฺถ คือที่โคนไม้ใด. ชื่อว่า อาสนะ เพราะเป็นที่นั่ง. บทว่า ปญฺตฺตํ คือตั้งไว้แล้ว. บทว่า มญฺโจ วา เป็นอาทิ เป็นคำกล่าวถึงประเภท ของอาสนะ. จริงอยู่ แม้เตียงท่านก็กล่าวไว้ในอาสนะทั้งหลาย ในบทนี้เพราะ เป็นโอกาสนั่งก็ได้. อนึ่ง เตียงนั้นเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาเตียงพิเศษ คือมสารกะ (เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าไปในขา) พุนทิกาพัทธ์ (เตียงติดกันเป็น แผง) กุฬีรปาทกะ (เตียงมีเท้าดังตีนปู) อาหัจจปาท (เตียงมีขาจดแม่แคร่). บรรดาตั่งเหล่านั้น ตั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนกัน. บทว่า ภิสิ ฟูก ได้แก่ฟูกอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาฟูกทำด้วยขนแกะ ฟูกทำด้วยผ้า ฟูกทำด้วยเปลือกไม้ ฟูกทำด้วยหญ้า ฟูกทําด้วยใบไม้. บทว่า ตฏฺฏิกา เสื่อ คือเสื่อทอด้วยใบตาลเป็นต้น. บทว่า จมฺมขณฺโฑ ท่อนหนัง คือท่อนหนังอย่างใดอย่างหนึ่งอันสมควรเป็นที่นั่ง. เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เป็นต้น คือ เอาหญ้าเป็นต้นสุมกันเข้า. บทว่า ตตฺถ คือ ที่โคนไม้นั้น. ด้วยบทมีอาทิว่า จงฺกมติ วา เดินท่านกล่าวถึงความที่โคนไม้ใช้เป็นที่ยัง อิริยาบถ ๔ ให้เป็นไปได้. ด้วยบททั้งปวงมี บทว่า ยตฺถ เป็นอาทิ ท่าน กล่าวถึงความที่โคนไม้มีร่มเงาหนาทึบ และเพราะเป็นที่สงัดจากผู้คน. บทว่า เกนจิ ด้วยหมู่ชนใด ๆ. ท่านแยกหมู่ชนนั้นให้พิสดารออกไปจึงกล่าวว่า คหฏฺเน วา ปพฺพชิเตน วา เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม. บทว่า อนากิณฺณํ ไม่เกลื่อนกล่น คือไม่มั่วสุม ไม่คับแคบ. เสนาสนะใด เป็นที่รกชัฎด้วยภูเขา รกชัฏด้วยป่า รกชัฏด้วยแม่น้ำ คาวุตหนึ่งบ้าง กึ่งโยชน์ บ้างโดยรอบ ใคร ๆ ไม่อาจเข้าไป โดยมิใช่เวลาอันควรได้ เสนาสนะนี้ ชื่อว่าไม่เกลื่อนกล่นแม้ในที่ใกล้. ส่วนเสนาสนะใดอยู่กึ่งโยชน์หรือโยชน์หนึ่ง เสนาสนะนี้ ชื่อว่าไม่เกลื่อนกล่นเพราะอยู่ไกล.
หน้า 201 ข้อ 422
บทว่า วิหาโร วิหาร ได้แก่ที่อยู่อันเหลือพ้นจากโรงมีหลังคาครั้งหนึ่ง เป็นต้น. บทว่า อฑฺฉโยโค โรงมีหลังคาครึ่งหนึ่ง ได้แก่เรือนปีกครุฑ. บทว่า ปาสาโท ปราสาท ได้แก่ ปราสาทยาวมีช่อฟ้าสอง. บทว่า หมฺมิยํ เรือนโล้น ได้แก่ ปราสาทมีเรือนยอดตั้งอยู่ ณ พื้น อากาศเบื้องบน. บทว่า คุหา ถ้ำ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาขันธกะอย่างนี้ คือ ถ้ำอิฐ ถ้ำหิน ถ้ำไม้ ถ้ำดิน. ส่วนในอรรถกถาวิภังค์ ท่านกล่าวถึงเสนาสนะที่ทำ แสดงทางบริหารโดยรอบ และที่พักกลางคืนและกลางวันไว้ในภายในว่าวิหาร. บทว่า คุหา ได้แก่ ถ้ำพื้นดิน ควรได้พักอาศัยตลอดคืนและวัน. ท่านกล่าวบททั้งสองนี้ให้ต่างกัน คือ ถ้ำภูเขาหรือถ้ำพื้นดิน ท่านทำให้เป็น วัตตมานาวิภัตติว่า นิสีทติ ย่อมนั่งด้วยอำนาจแห่งลักษณะทั่วไปแก่กาลทั้งปวง แห่งมาติกา แต่ท่านทำเป็นรูปสำเร็จว่า นิสินฺโน นั่งแล้ว เพื่อแสดงการ เริ่มและการสุดท้ายของการนั่ง เพราะมีการเริ่มภาวนาของภิกษุผู้นั่ง ณ ที่นี้. อนึ่ง เพราะเมื่อภิกษุนั่งตั้งกายตรง กายย่อมตรง ฉะนั้นท่านไม่เอื้อ ในพยัญชนะ เมื่อจะแสดงถึงความประสงค์อย่างเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุชุโก ตรง. ในบทเหล่านั้น บทว่า ิโต สุปณิหิโต กายเป็นกายอันภิกษุนั้นตั้ง ไว้ตรง ความว่า เป็นกายตั้งไว้ตรง เพราะตั้งตรงอยู่แล้ว มิใช่ตั้งไว้ตรงด้วย ตนเอง. บทว่า ปริคฺคหฏฺโ คือมีความกำหนดถือเอาเป็นอรรถ. กำหนด ถือเอาอะไร. ถือการนำออก. นำอะไรออก. นำอานาปาสติสมาธิตลอดถึง
หน้า 202 ข้อ 422
อรหัตมรรคออก ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า นิยฺยานฏฺโ มีความนำออก เป็นอรรถ. ท่านกล่าวมีการนําออกเป็นอรรถ จากสงสารด้วยสามารถแห่งอรรถ อันเจริญของมุขศัพท์. บทว่า อุปฏฺานตโถ มีความเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ คือ มีสภาวธรรม เป็นอรรถ. ด้วยบทเหล่านี้ทั้งหมดเป็นอันท่านอธิบายว่า ตั้งสติมีความนำออก กำหนดถือเอา. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า บทว่า ปริคฺคหฏฺโ คือ มีความกำหนดถือเอาเป็นอรรถด้วยสติ. บทว่า นิยฺยานฏฺโ คือมีทวารเข้า ออกของลมอัสสาสปัสสาสะ. ท่านอธิบายว่า ตั้งสติมีความนำลมอัสสาสะ ปัสสาสะที่กำหนดถือเอาออก. บทว่า พตฺตึสาย อาการหิ ด้วยอาการ ๓๒ ท่านกล่าวด้วยสามารถ การถือเอาโดยไม่มีส่วนเหลื่อ ของภิกษุทั้งหลายผู้ได้รับตามลำดับ ในสิ่งที่ไม่ แน่นอนนั้น ๆ. บทว่า ทีฆํ อสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว คือ ด้วยสามารถลมอัสสาสะที่กล่าวแล้วว่า ยาว ในมาติกา. ในบทที่เหลือ ก็อย่างนี้. บทว่า เอกคฺคตํ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียว. บทว่า อวิกฺเขปนํ ไม่ฟุ้งซ่าน คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวท่านกล่าวว่า ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะจิตไม่ ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ. บทว่า ปชานโต รู้อยู่ คือรู้ รู้ชัดด้วยความ ไม่หลง หรือรู้ด้วยทำให้เป็นอารมณ์ว่า เราได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว. บทว่า ตาย สติยา คือด้วยสติที่เข้าไปตั้งไว้แล้ว. บทว่า เตน าเณน คือด้วย ญาณรู้ความไม่ฟุ้งซ่านนั้น. ในบทว่า สโตการี โหติ เป็นผู้ทำสตินี้ เพราะ สติสัมปยุตด้วยญาณนั่นแล ท่านประสงค์เอาสติ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ว่า ภิกษุประกอบสติและปัญญาอย่างยิ่ง ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ. ฉะนั้นแม้ ญาณท่านก็ถือเอาด้วยคำว่า สโต มีสติ.
หน้า 203 ข้อ 422
บทว่า อทฺธานสงฺขาเต คือในกาลที่นับยาว. ทางยาวท่านก็เรียกว่า อทฺธาโน. แม้กาลนี้ท่านก็กล่าวว่า อทฺธาโน เพราะยาวดุจทางยาว แม้กล่าว ลมอัสสาสะ และลมปัสสาสะต่างหากกันว่า อสฺสสติ หายใจเข้าบ้าง และ ปสฺสติ หายใจออกบ้าง เพื่อแสดงความเป็นไปตามลำดับแห่งภาวนา ท่าน จึงกล่าวย่ออีกว่า อสฺสสติ บ้าง ปสฺสสติ บ้าง. บทว่า ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉันทะย่อมเกิด คือ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความยิ่ง ๆ ในรูปแห่งความเจริญยิ่งของ ภาวนา. บทว่า สุขุมตรํ ละเอียดกว่า ท่านกล่าวเพราะมีความสงบ. บทว่า ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ความปราโมทย์ย่อมเกิด คือปีติย่อมเกิด เพราะความ บริบูรณ์แห่งภาวนา. บทว่า อสฺสาสปสฺสาสาปิ จิตฺตํ วิวฏฺฏติ จิตย่อมหลีกออกจาก ลมอัสสาสปัสสาสะ คือ เมื่อปฏิภาคนิมิตเกิด เพราะอาศัยลมอัสสาสปัสสาสะ จิตย่อมกลับจากลมอัสสาสปัสสาสะปกติ. บทว่า อุเปกฺขา สณฺาติ อุเบกขา ย่อมตั้งอยู่ คือในปฏิภาคนิมิตนั้น มัชฌัตตุเบกขาอันเป็นอุปจาระและอัปปนา ย่อมตั้งอยู่ เพราะไม่มีความขนขวายในการตั้งไว้ซึ่งการบรรลุสมาธิ. บทว่า นวหากาเรหิ ด้วยอาการ ๙ อย่าง ได้แก่ อาการ ๙ อย่าง คือ อาการ ๓ ท่านกล่าวว่า อสฺสสติ บ้าง ปสฺสสติ บ้าง ก่อนแต่ฉันทะเกิด ตั้งแต่เริ่มภาวนา อาการ ๓ ก่อนความปราโมทย์เกิดตั้งแต่ฉันทะเกิด อาการ ๓ ตั้งแต่ความปราโมทย์เกิด. บทว่า กาโย กาย ชื่อว่า กาย เพราะประชุม ลมอัสสาสะและปัสสาสะที่เป็นของละเอียด ๆ ขึ้นไป. แม้นิมิตที่เกิดเพราะอาศัย ลมอัสสาสะปกติปัสสาสะปกติ ก็ย่อมได้ชื่อว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ. บทว่า อุปฏฺานํ สติ สติปรากฏ ชื่อว่า สติปรากฏ เพราะสติ กำหนดอารมณ์นั้นตั้งอยู่. บทว่า อนุปสฺสนาาณํ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ
หน้า 204 ข้อ 422
ความว่า กายานุปัสสนาเป็นนิมิตด้วยสามารถสมถะอนุปัสสนา คือ นามกาย รูปกาย เป็นญาณด้วยสามารถวิปัสสนา. บทว่า กาโยอุปฏฺานํ กายปรากฏ คือ ชื่อว่า ปรากฏ เพราะกายมี สติเข้าไปตั้งอยู่. บทว่า โน สติ ไม่ใช่สติ ความว่า กายนั้นไม่ใช่สติ. บทว่า ตาย สติยา คือ สติที่กล่าวแล้วในบัดนี้. บทว่า เตน าเณน ด้วยญาณนั้น คือ ด้วยญาณที่กล่าวในบัดนี้เหมือนกัน. บทว่า ตํ กายํ อนุปสฺ- สติ พิจารณาเห็นกายนั้น คือ ไปตามกายตามที่กล่าวด้วยอำนาจแห่งสมถะและ วิปัสสนา แล้วเห็นด้วยญาณสัมปยุตด้วยฌาน หรือด้วยวิปัสสนาญาน. แม้ใน ความไม่มีบทมี กาย เป็นต้น ในมาติกา ก็ควรกล่าวในบัดนี้เพราะจตุกะนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถกายานุปัสสนา ท่านชี้แจงบทแห่ง กาย หมายถึงคำว่า กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺานภาวนา สติปัฏฐานภาวนา คือ การ พิจารณาเห็นภายในกาย. บทว่า กาเย กายานุปสฺสนา คือ การพิจารณาเห็นกายนั้น ๆ ใน กายหลายอย่าง. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า การพิจารณาเห็นกายในกาย มิใช่พิจารณาเห็นธรรมอื่น มิใช่พิจารณาเห็นความเที่ยงความเป็นทุกข์ความงาม ในกายอันเป็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาและไม่งาม โดยที่แท้การ พิจารณาเห็นกายเท่านั้น โดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาและไม่งาม. อีก อย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า การพิจารณาเห็นกายสักแต่ว่ากาย เพราะไม่เห็น ใคร ๆ ที่ควรถือในกายว่า เรา ของเรา หญิง หรือชาย. แม้ใน ๓ บท มีอาทิว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา ข้างต้นก็มี นัยนี้เหมือนกัน. สตินั่นแลปรากฏชื่อว่า สติปัฏฐาน สติปัฏฐานสัมปยุตด้วย กายานุปัสสนา ชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏ- ฐานนั้น ชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานภาวนา.
หน้า 205 ข้อ 422
บทว่า ตํ กายํ ท่านกล่าวทำดุจว่าแสดงแล้วเพราะกายนั้น ท่าน สงเคราะห์ด้วย กาย ศัพท์ ในนามกาย รูปกาย แม้ยังมิได้แสดงไว้ เพราะ อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ย่อมได้ในนามกายและรูปกายนั่นเอง ไม่ได้ในกาย นิมิต อนุปัสสนาและภาวนาย่อมได้เพราะท่านกล่าวไว้แล้ว. บทมีอาทิว่า ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจ เข้า ลมหายใจออกยาว ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงอานิสงส์แห่งอานาปานสติภาวนา เพราะความที่สติไพบูลย์และญาณไพบูลย์เป็นอานิสงส์อานาปานสติภาวนานั้น. บทว่า จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขํป ปชานโต เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์ เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ท่านกล่าวหมายถึงความที่จิตมีอารมณ์เดียวในกาลเห็นแจ้งฌาน ที่ได้แล้ว. บทว่า วิทิตา เวทนา คือเวทนาซึ่งปรากฏด้วยเห็นการเกิดขึ้น จากความเป็นสามัญ. บทว่า วิทิตา อุปฏฺหนฺติ ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ คือ ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป โดยความสูญ. บทว่า วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนติ ปรากฏถึงความดับไป คือ ปรากฏถึงความพินาศ ด้วยเห็นความเสื่อมโดยความเป็นสามัญ อธิบายว่า ทำลาย. แม้ในสัญญาและ วิตกก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง เมื่อท่านกล่าว เวทนา สัญญาและวิตก ๓ อย่างเหล่านี้ แม้รูป ธรรมที่เหลือก็เป็นอันกล่าวไว้ด้วย. เพราะเหตุไรจึงกล่าว ๓ อย่างเท่านั้น. เพราะกำหนดถือเอาได้ยาก สุขทุกข์ปรากฏในเวทนาก่อน แต่อุเบกขา สุขุม กำหนดถือเอาได้ยาก ไม่ปรากฏด้วยดี แม้อุเบกขาก็ยังปรากฏแก่ภิกษุนั้น. สัญญาถือเอาตามสภาวะ. ไม่ปรากฏเพราะถือเอาเพียงอาการ. อนึ่ง สัญญานั้น สัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณถือเอาลักษณะเป็นสามัญตามสภาวะไม่ปรากฏอย่างยิ่ง แม้สัญญาจะปรากฏแก่ภิกษุนั้น วิตกทำไว้ต่างหากจากญาณ เพราะเป็นญาณ
หน้า 206 ข้อ 422
ปฏิรูป จึงกำหนดถือเอายาก เพราะญาณปฏิรูปเป็นวิตก. สมดังที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโสวิสาขะ ธรรมคือ สัมมาทิฏฐิและสัมมา- สังกัปปะสงเคราะห์เข้าในปัญญาขันธ์. แม้วิตกนั้นก็ปรากฏแก่ภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น เมื่อกล่าวถึงการกำหนด ถือเอายากอย่างนี้ รูปธรรมที่เหลือก็เป็นอันกล่าวแล้วด้วย. ในนิเทศแห่งบทเหล่า นี้ ท่านถามว่า เวทนาปรากฏเกิดขึ้นอย่างไร ไม่แก้บทนั้นแก้เพียงปรากฏแห่ง เวทนาที่เกิดขึ้น จึงเป็นอันแก้ความที่เวทนาปรากฏ เพราะเหตุนี้ จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า กถํ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ความเกิดแห่งเวทนาปรากฏ อย่างไร. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทมีอาทิว่า อวิชฺชาสมุทยา อวิชฺชานิโรธา เพราะอวิชชาเกิด เพราะอวิชชาดับ มีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. แม้สัญญาและวิตก ก็พึงทราบโดยนัยนี้แล. ในวิตักกวาระ ท่านมิได้กล่าวว่า เพราะผัสสะดับ แล้วกล่าวในที่แห่งผัสสะว่า เพราะสัญญาเกิด เพราะสัญญาดับ. หากถามว่า ที่กล่าวดังนั้นเพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะวิตกมีสัญญาเป็นมูล เพราะท่าน กล่าวไว้ว่า ความต่างกันแห่งสังกัปปะเกิดขึ้นเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา. อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความ ไม่เที่ยง พึงประกอบธรรมนั้น ๆ ในวาระนั้น ๆ โดยนัยมีอาทิว่า เวทนํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการเวทนาโดยความไม่เที่ยง ก็เพราะ เวทนาสัมปยุตด้วยวิปัสสนา จึงไม่เป็นอุปการะแก่วิปัสสนา เพราะไม่สามารถ ในการทำกิจแห่งวิปัสสนาได้ ฉะนั้นนั่นเอง เวทนาจึงไม่มาในโพธิปักขิยธรรม กิจแห่งสัญญาสัมปยุตด้วยวิปัสสนา จึงไม่คลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้น สัญญานั้น
หน้า 207 ข้อ 422
จึงเป็นอุปการะส่วนเดียวของวิปัสสนา แต่กิจแห่งการเห็นแจ้งเว้นวิตกย่อม ไม่มี เพราะวิปัสสนามีวิตกเป็นสหายย่อมทำกิจของตน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ปัญญาตามธรรมดาของตนย่อมไม่สามารถจะตัดสินอารมณ์ว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาได้ แต่เมื่อวิตกกระทบแล้ว กระทบแล้วให้อารมณ์ จึง สามารถตัดสินได้ เหมือนเหรัญญิกวางกหาปณะไว้ที่มือ แม้ประสงค์จะตรวจดู ในส่วนทั้งหมดก็ไม่สามารถจะพลิกกลับด้วยสายตาได้ แต่ครั้นเอานิ้วมือพลิก กับไปมาข้างโน้นข้างนี้ ก็สามารถตรวจดูได้ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตามธรรมดาของตนไม่สามารถวินิจฉัยอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความไม่เที่ยง เป็นต้นได้ แต่สามารถวินิจฉัยอารมณ์อันวิตกมีการยกขึ้นเป็นลักษณะ มีการ กระทบและการจดจ่อเป็นรสอันมาแล้ว ๆ ให้ได้ ดุจกระทบและพลิกกลับไปมา ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงเพียงลักษณะเพราะเวทนาและสัญญาทั้งหลาย เป็นอุปการะแก่วิปัสสนา ท่านจึงชี้แจงด้วยเอกวจนะในบทนั้น ๆ ว่า เวทนาย สญฺาย ดังนี้. บทว่า ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าลม หายใจออกยาวเป็นอาทิ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความถึงพร้อมแห่งอานาปานสติ- ภาวนา และผลแห่งภาวนา. ในบทเหล่านั้น บทว่า สโมธาเนติ ให้ประชุมลง ความว่า ตั้งไว้ ซึ่งอารมณ์หรือยังอารมณ์ให้ดังไว้ ชื่อว่า บุคคลย่อมตั้งอารมณ์ เพื่อความ บริบูรณ์แห่งภาวนา แม้ในความไม่มีความตั้งมั่น และความขวนขวาย. บทว่า โคจรํ อารมณ์ คือ สังขารเป็นอารมณ์ในขณะแห่งวิปัสสนาและนิพพานเป็น อารมณ์ในขณะแห่งมรรคและขณะแห่งผล. บทว่า สมตฺถํ คือความสงบเป็น
หน้า 208 ข้อ 422
ประโยชน์ หรือชื่อว่า สมตฺโถ เพราะประโยชน์ของความสงบ ซึ่งธรรมมี ความสงบเป็นประโยชน์นั้น. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺคํ สโมธาเนติ ยังมรรคให้ประชุมลง คือนิพพานนั่นเอง เป็นโคจรในขณะมรรคและผล. บทว่า อยํ ปุคฺคโล บุคคลนี้คือพระโยคาวจร ผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งอานาปานสติภาวนา. ในบทว่า อิมสฺมึ อารมฺมเณ ในอารมณ์นี้ คือในอารมณ์อันเป็นสังขตะ กล่าวคือ นามกาย รูปกาย ที่ท่าน สงเคราะห์ ด้วยบทว่า กาเย และในนิพพานเป็นอารมณ์อันเป็นมรรคโดยลำดับ นั้น. ท่านกล่าวศัพท์ว่า อารัมมณะ และ โคจร มีความอันเดียวกันด้วย บทว่า ยนฺตสฺส เป็นอาทิ. บทว่า ตสฺส คือ แห่งบุคคลนั้น. บทว่า ปชานาตีติ ปุคฺคโล ปชานนา ปญฺา ท่านอธิบายว่า บุคคลย่อมรู้ด้วย ปัญญา. บทว่า อารมฺมณสฺส อุปฏฺานํ ความปรากฏซึ่งอารมณ์ คือ สติ เป็นความปรากฏแห่งสังขารเป็นอารมณ์ในขณะแห่งวิปัสสนาและนิพพานเป็น อารมณ์ในขณะแห่งมรรคผล. ในบทที่ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในกรรม(ทุติยาวิภัตติ) เหมือนกล่าวว่าบำรุงซึ่งพระราชา. บทว่า อวิกฺเขโป ความไม่ฟุ้งซ่าน คือสมาธิ. บทว่า อธิฏฺานํ ความตั้งมั่น คือมีสังขารตามที่กล่าวแล้วเป็นอารมณ์และมี นิพพานเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อธิฏฺานํ เพราะอารมณ์มีจิตตั้งมั่. บทว่า โวทานํ ความผ่องแผ้ว คือ ญาณ ชื่อว่า โวทานํ เพราะอารมณ์เป็น เหตุให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์. สมาธิอันเป็นฝ่ายหดหู่ ชื่อว่า สงบ เพราะเป็นความสงบด้วยการถึง ความไม่หดหู่. ญาณอันเป็นฝ่ายฟุ้งซ่านชื่อว่า สงบ เพราะเป็นความสงบ ด้วยภาวะความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยเหตุนั้นเป็นอันกล่าวถึงความที่สมถะและ วิปัสสนาเป็นธรรมเทียมคู่ในขณะแห่งวิปัสสนามรรคและผล แต่สติ ชื่อว่า
หน้า 209 ข้อ 422
สงบ เพราะมีอุปการะแก่ความสงบทั้งสองนั้น เพราะมีประโยชน์ทั้งหมด อารมณ์ชื่อว่าสงบเพราะตั้งมั่นด้วยสมถะ. บทว่า อนวชฺชฏฺโ ธรรมอันไม่มี โทษเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งวิปัสสนาไม่มีโทษ. บทว่า นิกฺกิเลสฏฺโ ธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งมรรคไม่มีกิเลส. บทว่า โวทานฏโ ธรรมมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งผลบริสุทธิ์ บทว่า ปรมฏฺโ ธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์ คือ สภาวะแห่งนิพพาน เป็นธรรมสูงสุดกว่าธรรมทั้งปวง. บทว่า ปฏิวิชฺฌติ ย่อมแทงตลอด คือ แทงตลอดสภาวะนั้น ๆ โดยความไม่หลง. ในบทนี้ท่านกล่าวถึงการแทงตลอด โดยชอบด้วยบทมีอาทิว่า อารมฺณสฺส อุปฏฺานํ ปรากฏซึ่งอารมณ์. อนึ่ง ในบทนี้นั่นแหละ เพราะท่านกล่าวถึงการเเทงตลอดธรรมอันมีความผ่องแผ้ว เป็นประโยชน์ จึงเป็นอันกล่าวถึงธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอัน ไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ และธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์ มีลักษณะอย่าง เดียวกัน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมเครื่องนำไปมีลักษณะดังที่ท่านกล่าวว่า เมื่อกล่าวถึงธรรมอย่างเดียวกัน เป็นอันกล่าวถึงธรรม บางอย่างทั้งหมดที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน. อนึ่ง ในบทนี้ว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอันไม่เศร้า- หมองเป็นประโยชน์ ชื่อว่า เป็นธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเป็น ประโยชน์ของความสงบกล่าวคือความไม่ฟุ้งซ่าน. ธรรมอันผ่องแผ้วเป็น ประโยชน์ ชื่อว่า เป็นธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะความสงบ นั่นเเหละหมายถึงความผ่องแผ้วแห่งมรรควิปัสสนาเป็นประโยชน์. ชื่อว่า เป็น ธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเป็นประโยชน์แห่งความสงบกล่าวคือความ
หน้า 210 ข้อ 422
ผ่องแผ้วแห่งมรรค หมายถึงความผ่องแผ้วแห่งผล. ส่วนธรรมอันประเสริฐเป็น ประโยชน์เป็นธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะมีความสงบนั่นแลเป็น ประโยชน์ หรือเพราะเป็นประโยชน์แห่งความสงบทั้งหมด เพราะประกอบ ด้วยนิพพานความสงบเเละธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์มีประการดังกล่าว แล้วนั้นท่านทำให้เป็นเอกเสสสมาสสรุปเป็นเอกเทศ แล้วจึงกล่าวว่า สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ แทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. ธรรม คือ อินทรีย์ พละและโพชฌงค์ย่อมได้แม้ในขณะแห่งวิปัสสนามรรคและผล. มรรคและวิสุทธิ ๓ ย่อมได้ในขณะมรรคผลนั่นเอง. วิโมกข์วิชชา และความรู้ในความสิ้นไปย่อมได้ในขณะมรรคนั่นเอง. วิมุตติและความรู้ในการ ไม่เกิด ย่อมได้ในขณะผลนั่นเอง. ทำเหลือย่อมได้แม้ในขณะแห่งวิปัสสนา. พึงทราบวินิจฉัยในธรรมวารดังต่อไปนี้ บทว่า อิเม ธมฺเม อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนติ ยังธรรมเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ พึงทราบ ธรรมที่เหลือตามความประกอบเว้นนิพพาน. ท่านกล่าวบทนี้ด้วยสามารถเป็น เยภุยนัย (เป็นส่วนมาก) อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวอรรถทียังไม่ได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง. แม้เมื่อท่านแสดงธรรมเป็นเครื่องนำออกด้วยจตุกะหนึ่ง ๆ ก็เป็น อันแสดงถึงธรรมเป็นเครื่องนำออกโดยส่วนหนึ่งๆ เพราะความที่ส่วนแม้หนึ่งๆ มีการหยั่งลงไปในที่สุดแห่งจตุกะเป็นอุปนิสัยแห่งธรรมเป็นเครื่องนำออก เพราะเว้นส่วนหนึ่ง ๆ เสียไม่เป็นการนำออก. จบอรรถกถาแสดงลมหายใจเข้าและหายใจออกยาว
หน้า 211 ข้อ 422
พึงทราบวินิจฉัยในรัสสนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า วิตฺตรสงฺขาเต ในขณะที่นับได้นิดหน่อย คือ ในกาลที่นับได้เล็กน้อย. บทที่เหลือพึงทราบ โดยนัยดังกล่าวแล้วในนิเทศนี้. พึงทราบวินิจฉัยในสัพพกายปฏิสังเวทินิเทศ ดังต่อไปนี้. เพื่อถือ เอาความสุขเพราะเวทนาในอรูปธรรมหยาบ ท่านจึงกล่าวถึงเวทนาเสวย อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ก่อน แต่นั้นกล่าวถึงสัญญาถือเอาอาการแห่งอารมณ์ ของเวทนาอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมรู้พร้อมถึงเวทนาทีเสวย แต่นั้นกล่าวถึงเจตนา อันเป็นอภิสังขารด้วยอำนาจแห่งสัญญา แต่นั้นกล่าวถึงผัสสะ เพราะบาลีว่า สัมผัสแล้วย่อมเสวยอารมณ์ สัมผัสแล้วย่อมรู้เวทนา สัมผัสแล้วย่อมคิดถึง เวทนา แต่นั้นกล่าวถึงมนสิการอันมีลักษณะทั่วไปแห่งเวทนาทั้งปวง กล่าวถึง สังขารขันธ์ด้วยเจตนาเป็นต้น เมื่อท่านกล่าวถึงขันธ์ ๓ อย่าง อย่างนี้เป็นอัน กล่าวถึงวิญญาณขันธ์อาศัยขันธ์นั้น. บทว่า นามญฺจ ได้แก่ นามมีประการ ดังกล่าวแล้ว. บทว่า นามกาโย จ นี้ ท่านกล่าวเพื่อนำนามนั้น ออก เพราะ ท่านสงเคราะห์นิพพานเข้าโดยนาม และเพราะโลกุตรธรรมไม่เข้าถึงวิปัสสนา เป็นอันท่านนำเอานิพพานออกด้วยคำว่า กาโย เพราะนิพพานพ้นจากกอง. บทว่า เย จ วุจฺจนฺติ จิตฺตสงฺขารา ท่านกล่าวจิตสังขารว่าเป็นนามกาย คือ ท่านกล่าวว่าจิตสังขาร แม้กล่าวอย่างนี้ว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตเป็นจิตสังขาร ก็สงเคราะห์เข้าด้วยนามกายในที่นี้. บทว่า มหาภูตา มหาภูตรูป ชื่อว่า มหาภูตา เพราะเป็นใหญ่ โดยความปรากฏใหญ่ โดยความสามัญเป็นของใหญ่ โดยบริหารใหญ่ โดย ผิดปกติใหญ่. มหาภูตรูปมี ๔ อย่าง คือ ปวี อาโป เตโช วาโย. บทว่า จตุนฺนญจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔
หน้า 212 ข้อ 422
เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ ความว่า รูปที่ยังไม่ละยังเป็นไป เพราะอาศัยซึ่งมหาภูตรูป ๔. ก็อุปาทายรูปนั้นมี ๒๔ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส หญิง ชาย ชีวิต หทัยวัตถุ โอชะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ อากาศธาตุ รูปเบา อ่อน ควรแก่การงาน การสะสม การสืบต่อ ความคร่ำคร่า ความไม่เที่ยง. บทว่า อสฺสาโส จ ปสฺสาโส จ คือ ลมอัสสาสะ ปัสสาสะตาม ปกตินั่นเอง. แม้ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยลมอัสสาสปัสสาสะก็ได้ชื่อนั้น ดุจปฐวีกสิณเป็นต้น. อนึ่ง เพราะเห็นคล้ายรูปปฏิภาคนิมิต จึงได้ชื่อว่า รูป ดุจในประโยคมีอาทิว่า เห็นรูปในภายนอก. บทว่า นิมิตฺตญฺจ อุปนิพนฺธนา คือ ที่สัมผัสลมอัสสาสปัสสาสะเป็นนิมิตแห่งการเนื่องกันด้วยสติ. บทว่า เย จ วุจฺจนฺติ กายสงฺขารา ท่านกล่าวกายสังขารว่าเป็น รูปกาย คือ ท่านกล่าวว่า กายสังขารแม้กล่าวอย่างนี้ว่า ลมอัสสาสปัสสาสะเป็น ไปในกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกายเป็นกายสังขาร ก็สงเคราะห์เข้าด้วยรูปกาย ในที่นี้. บทว่า เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ คือ กายมีลมอัสสาสปัสสาสะเป็นนิมิต ในขณะแห่งฌาน กายมีรูปและไม่มีรูป ที่เหลือในขณะแห่งวิปัสสนาย่อมปรากฏโดยอารมณ์ ในขณะแห่งมรรคย่อม ปรากฏโดยความไม่หลง. ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ทีฆํ อสฺสาสปญฺาสวเสน ด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสปัสสาสะยาวหมายถึง แม้ในวิปัสสนามรรคเกิดขึ้น แล้วแก่พระโยคาวจร ผู้ได้ฌานด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ.
หน้า 213 ข้อ 422
บทมีอาทิว่า อาวชฺชโต ปชานโต เมื่อคำนึงถึง เมื่อรู้มีความดัง ได้กล่าวแล้วในศีลกถา. ท่านทำกายทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น ไว้ในภายในแล้วกล่าวว่า สพฺพกายปฏิสํเวที เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ในบทมีอาทิว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปญฺานํ สํวรฏฺเน ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ความสำรวมในฌานวิปัสสนามรรคอันเกิดขึ้นแล้ว แต่ลมอัสสาสปัสสาสะดังท่านกล่าวว่า สพฺพกายปฏิสํเวที เป็นผู้รู้แจ้งกองลม ทั้งปวง เป็นศีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าระวัง ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นจิตวิสุทธิด้วย อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญานั่นแลเป็นทิฏฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น เพียงความ ไม่มีบาป แม้ในความไม่มีวิรัติในฌานและวิปัสสนาก็พึงทราบว่าชื่อว่าสำรวม. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งบทมีอาทิว่า ปสฺสมฺภยํ ระงับ ดังต่อ ไปนี้. บทว่า กายิกา เป็นไปทางกาย คือ มีในรูปกาย. บทว่า กายปฏิพทฺธา คือ เนื่องด้วยกาย อาศัยกาย. เมื่อกายมี ลมอัสสาสปัสสาสะก็มี เมื่อกายไม่มี ลมอัสสาสปัสสาสะก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ลมอัสสาสปัสสาสะจึงชื่อว่ากายสังขาร เพราะลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้นปรุงขึ้นด้วยกาย. บทว่า ปสฺสมฺเภนฺ โต ระงับ คือ ให้ดับให้สงบ. ความระงับกายสังขารอย่างหยาบ สำเร็จด้วยคำว่า ปสฺสมฺภน. บทว่า นิโรเธนฺโต ดับ คือ ดับด้วยไม่ให้กายสังขารอย่างหยาบ เกิดขึ้น บทว่า จูปสเมนฺโต สงบ คือ นำความสงบโดยนัยแห่งการ แปรปรวนสันตติอย่างหนึ่งในกายสังขารอย่างหยาบนั่นแล. บทว่า สิกฺขติ ย่อมเชื่อมความว่า ย่อมศึกษาว่า เราจักหายใจเข้าด้วยสามารถแห่งอธิการ (หน้าที่) หรือย่อมศึกษาไตรสิกขา. บัดนี้เพื่อแสดงถึงความระงับกายสังขาร อย่างหยาบ ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถารูเปหิ เพราะกายสังขารเห็นปานใด
หน้า 214 ข้อ 422
บทว่า อานมนา ความอ่อนไป คือ อ่อนไปข้างหลัง. บทว่า วินมนา ความน้อมไป คือ น้อมไปทั้งสองข้าง. บทว่า สนฺนมนา ความเอนไป คือ เอนไปเป็นอย่างดีของกายสังขารที่เอนไปแม้โดยข้างทั้งปวง. บทว่า ปณมนา ความโอนไป คือ โอนไปข้างหน้า. บทว่า อิญฺชนา ความหวั่นไหว คือ สั่นไป. บทว่า ผนฺทนา ความดิ้นรน คือ ส่ายไปนิดหน่อย. บทว่า ปกมฺปนา ความโยก คือ โคลงไปมามาก. พึงทำการเชื่อมว่า ความอ่อนไป ฯลฯ ความ โยกกายด้วยกายสังขารเห็นปานใด ระงับกายสังขารเห็นปานนั้น และความ อ่อนไป ฯลฯ ความโยกใดแห่งกาย ระงับความอ่อนไปเป็นต้นนั้น เพราะความ กายสังขารระงับ ก็เป็นอันระงับความอ่อนไปเป็นต้นของกาย. พึงทราบโดย การเชื่อมความว่า กายไม่มีการน้อมไปเป็นต้น ด้วยกายสังขารเห็นปานใด ระงับกายสังขารแม้ละเอียดสุขุมเห็นปานั้นได้. กายไม่มีการน้อมไปเป็นต้นใด ระงับกายกายสังขารอันละเอียดสุขุมนั้นได้. บทว่า สนฺตํ สุขุมํ ละเอียด สุขุมนี้เป็นภาวนปุงสกะ (เป็นนปุงสกลิงค์) ในบทว่า อิติ กิร นี้ บทว่า อิติ มาในความว่า เอวํ อย่างนี้. บทว่า กิร มาในความว่า ยทิ ผิว่า คือ ผิว่า เล่าลือกันมาว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักระงับลมอัสสาสปัสสาสะ. แม้สุขุมอย่างนี้หายใจเข้าหายใจออก ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กิร ท่านอธิบายว่า เพราะเป็นคำเล่าลือ จึงควรลงในอรรถว่า ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าอดกลั้น และคนอื่นเขาพูดมา เราจึง ไม่เชื่อ ไม่อดกลั้น ไม่ประจักษ์แก่เราว่า ภิกษุย่อมศึกษาความระงับกายสังขาร แม้สุขุมด้วยประการฉะนี้ ดังนี้. บทว่า เอวํ สนฺเต เมื่อเป็นอย่างนี้ คือ เมื่อระงับกายสังขารอันสุขุม อย่างนี้มีอยู่. บทว่า จาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา น โหติ ความได้ลม
หน้า 215 ข้อ 422
ก็ไม่ปรากฏ คือ ได้ลมอัสสาสปัสสาสะ. บทว่า อุปลทฺธิ ความได้ คือ ความรู้สึก ความว่า ความรู้สึกในการภาวนาอันมีลมอัสสาสปัสสาสะนั้นเป็น อารมณ์ ซึ่งได้รับลมอัสสาสปัสสาสะมาย่อมไม่ปรากฏ คือ ไม่เกิด อารมณ์ นั้นไม่มีภาวนา. บทว่า อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา น โหติ ลมอัสสาสะ ปัสสาสะก็ไม่ปรากฏ ความว่า เพราะดับลมอัสสาสปัสสาสะแม้สุขุมด้วยภาวนา ลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านี้นั้นก็ไม่เกิด ไม่ปรากฏ. บทว่า อานาปานสติยา จ ปภาวนา น โหติ อานาปานสติ ก็ไม่ปรากฏ คือสติสัมปยุตด้วยความรู้สึกในภาวนา อันมีอานาปานสตินั้นเป็น อารมณ์ เพราะไม่มีลมอัสสาสปัสสาสะก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น การเจริญ อานาปานสติสมาธิอันสัมปยุตด้วยความรู้สึกในภาวนานั้นย่อมไม่มี. บทว่า จ นํ ในบทนี้ว่า น จ นํ ตํ เป็นเพียงนิบาตดุจในบทว่า ภิกฺขุ จ นํ เป็นอาทิ. เชื่อมความว่า บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าสมาบัติอย่างที่กล่าวแล้วนั้นก็หามิได้ แม้ จะออกจากสมาบัตินั้น ก็หามิได้. บทว่า อิติ กิร คือด้วยประการอย่างนี้ โดยเป็นถ้อยคำของฝ่าย เล่าลือ. พึงเห็นว่า กิร ศัพท์ในบทนี้ลงในอรรถว่า ด้วยประการอย่างนี้. บทว่า เอวํ สนฺเต คือเมื่อความระงับมีอยู่อย่างนี้. บทว่า ยถา กตํ วิย ข้อนั้นเหมือนอะไร คือ ถามความเปรียบเทียบว่า ข้อนั้นเหมือนวิธีที่กล่าวไว้ อย่างไร ท่านแสดงความเปรียบเทียบนั้น ด้วยบทว่า เสยฺยถาปิ เหมือน อย่างว่า. บทว่า กํเส กังสดาล คือ ภาชนะทำด้วยโลหะ. บทว่า นิมิตฺตํ คือ อาการแห่งเสียงเหล่านั้น. อนึ่ง บทว่า นิมิตฺตํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถ แห่งฉัฏฐีวิภัตติ ความว่า แห่งนิมิต นิมิตแห่งเสียงไม่ใช่อื่นจากเสียง. บทว่า สุคฺคหิตตฺตา คือ เพราะถือเอาด้วยดี. บทว่า สุมนสิกตตฺตา คือเพราะนึก
หน้า 216 ข้อ 422
ด้วยดี. บทว่า สุปธาริตตฺตา เพราะทรงจำไว้ด้วยดี คือตั้งไว้ในจิตด้วยดี. บทว่า สุขุมสทฺทนิมิตฺตารมฺมณตฺตาปิ แม้นิมิตแห่งเสียงค่อยเป็น อารมณ์ คือ เพราะเสียงแม้ค่อยในกาลนั้นดับไป จิตแม้มีนิมิตแห่งเสียงเป็น อารมณ์ค่อยกว่าย่อมเป็นได้ เพราะทำนิมิตแห่งเสียงค่อยกว่า แม้ไม่เป็นอารมณ์ แห่งนิมิตเสียงตามที่หมายไว้. อีกอย่างหนึ่ง แม้ความเป็นนิมิตแห่งเสียง ค่อยกว่าเป็นอารมณ์. พึงทราบความแม้ในอัปปนาโดยในนี้แล. ในบทมีอาทิว่า ปสฺสมฺภยํ พึงทราบการประกอบว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ท่านกล่าวว่า ระงับกายสังขาร คือ กาย หรือลมอัสสาสปัสสาสะ ในบทนี้ว่า ระงับกายสังขาร คือกาย. เมื่อพระโยคาวจรมีความคิดคำนึงว่า เมื่อกายสังขารแม้ระงับไปด้วยภาวนาวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งภาวนา)เราจะ ระงับกายสังขารอย่างหยาบ ดังนี้ ชื่อว่าระงับอย่างยิ่ง ด้วยความเอาใจใส่นั้น ความหายใจอย่างสุขุมก็ยังไม่ปรากฏ. บทว่า อฏอนุปสฺสเน าณานิ ญาณในการพิจารณา ๘ ได้แก่ อนปัสสนาญาณ ๘ คือ เมื่อกล่าววัตถุ ๔ ว่า เป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง ยาว สั้น ระงับกายสังขาร ด้วยอำนาจลมอัสสาสะ ๔ ด้วยอำนาจลมปัสสาสะ ๔. บทว่า อฏฺ จ อุปฏฺานานุสสติโย อนุสติที่ปรากฏ ๘ ได้แก่ อุปัฏฐานานุสติ ๘ คือ เมื่อท่านกล่าวถึงวัตถุ ๔ โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อรู้ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น ด้วยอำนาจแห่งลมอัสสาสะ ๔ ด้วยอำนาจแห่งลมปัสสาสะ ๔. บทว่า จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ เรื่องอันมีมาในพระสูตร ๔ คือ สุตตันติกวัตถุ ๔ ด้วยสามารถแห่งจตุกะที่ ๑ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้แล้วในอานาปานสติสูตร. จบอรรถกถาปฐมจตุกนิเทศ จบภาณวาร
หน้า 217 ข้อ 422
พึงทราบวินิจฉัยในปีติปฏิสังเวทินิเทศแห่งจตุกะที่ ๒ ดังต่อไปนี้ ใน บทว่า อุปฺปฺชชติ ปีติปามุชฺชํ ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดนี้. บทว่า ปีติ เป็นมูลบท. บทว่า ปามุชฺชํ เป็นบทขยายความ คือความปราโมทย์. ใน บทมีอาทิว่า ยา ปีติ ปามุชฺชํ ท่านกล่าวว่า ปีติย่อมได้ชื่อมีอาทิอย่างนี้ว่า ปีติและปราโมทย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีติ เป็นบทแสดงสภาวะ. ความ เป็นแห่งความปราโมทย์ ชื่อว่า ปามุชฺชํ. อาการแห่งความเบิกนาน ชื่อว่า อาโมทนา. อาการแห่งความบันเทิง ชื่อว่า ปโมทนา. อีกอย่างหนึ่งการทำ เภสัช น้ำมัน หรือน้ำร้อนน้ำเย็นให้รวมเป็นอันเดียวกัน ท่านเรียกว่า โมทนา ฉันใด แม้ด้วยการทำธรรมทั้งหลายให้รวมเป็นอันเดียวกัน ก็เรียกว่า โมทนา ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า อาโมทนา ปโมทนา เพราะเพิ่มบทอุปสรรคลงไป. ชื่อว่า หาโส เพราะอรรถว่า ความหรรษา. ชื่อว่า ปหาโส เพราะอรรถว่า ความรื่นเริง. บทนี้เป็นชื่อของความหรรษาร่าเริง. ชื่อว่า วิตฺติ เพราะความ ปลื้มใจ. บทนี้เป็นชื่อของทรัพย์. อนึ่ง ชื่อว่า วิตฺติ เพราะเป็นปัจจัยแห่ง โสมนัส เพราะทำให้เกิดความสบายใจ. เหมือนอย่างว่า ความโสมนัสย่อมเกิด แก่คนมีทรัพย์ เพราะอาศัยทรัพย์ ฉันใด ความโสมนัสย่อมเกิดแม้แก่คนมี ปีติ เพราะอาศัยปีติฉันนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิตฺติ ความปลื้มใจ จริงอยู่ บทนี้เป็นชื่อของปีติอันดำรงสภาวะแห่งความยินดีไว้. อนึ่ง บุคคลผู้มี ปีติท่านเรียกว่า อุทคฺโค ผู้ยินดี เพราะเป็นผู้มีกายและใจสูง สูงยิ่ง. ส่วน แห่งความเป็นผู้มีใจสูง ชื่อว่า โอทคฺยํ. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า อตฺตมนตา ความดีใจ. จริงอยู่ ใจของผู้ไม่ยินดี เพราะมีทุกข์เป็นเหตุ ไม่ ชื่อว่า มีใจของตน. ใจของผู้ยินดี เพราะสุขเป็นเหตุ ชื่อว่า มีใจของตน. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่า อตฺตมนตา ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง
หน้า 218 ข้อ 422
เพราะความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ไม่ใช่ของใคร ๆ อื่น ความเป็นแห่งจิต นั่นแล ชื่อว่า เจตสิกธรรม ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อตฺตมนตา จิตฺตสส ความที่จิตเป็นของตน. บทที่เหลือพึงทราบประกอบโดยนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ในที่นี้ ในตอนก่อนและตอนหลัง. พึงทราบวินิจฉัยใน สุขปฏิสํเวทินิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า เทฺว สุขานิ สุขมี ๒ อย่าง ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงภูมิของสมถะ และวิปัสสนา. เพราะกายิกสุข (สุขทางกาย) เป็นภูมิของวิปัสสนา. เจตสิกสุข (สุขทางใจ) เป็นภูมิของสมถะและวิปัสสนา. บทว่า กายิกํ กายิกสุข ชื่อว่า กายิกํ เพราะประกอบแล้วในกาย โดยเกิดขึ้นตามลำดับเว้นประสาทกาย. บทว่า เจตสิกํ เจตสิกสุข ชื่อว่า เจตสิก เพราะประกอบไว้ในใจโดยไม่พรากไป. ในสองบทนั้นปฏิเสธเจตสิกสุข ด้วย บทว่า กายิก. ปฏิเสธกายิกทุกข์ ด้วยบทว่า สุข. อนึ่ง ปฏิเสธกายิกสุข ด้วยบทว่า เจตสิก ปฏิเสธเจตสิกทุกข์ ด้วยบทว่า สุข. บทว่า สาตํ ความสำราญ คือความหวาน หวานด้วยดี. บทว่า สุขํ คือสุขนั่นเอง มิใช่ ทุกข์. บทว่า กายสมฺผสฺสชํ คือ เกิดในกายสัมผัส. บทว่า สาตํ สุขํ เวทยิตํ ความสุขที่ได้เสวยเป็นความสำราญ คือ ความสุขที่ได้เสวยเป็นความสำราญ ที่ไม่ได้เสวยไม่เป็นความสำราญ ความสุขที่ได้เสวย มิใช่ความทุกข์ที่ได้เสวย ๓ บทต่อไป ท่านกล่าวด้วยเป็นอิตถีลิงค์. ความในบทนี้มีว่า สาตา เวทนา น อสาตา สุข เวทนา น ทุกฺขา สุขเวทนาเป็นความสำราญ มิใช่ความ ไม่สำราญ เวทนาเป็นสุข มิใช่เป็นทุกข์. พึงประกอบเจตสิกสุขนิเทศ โดยนัยตรงข้ามกับที่ที่กล่าวแล้ว. บทว่า เต สุขา สุขเหล่านั้นเป็นลิงควิปลาส. ท่านกล่าวว่า ตานิ สุขานิ. บทที่
หน้า 219 ข้อ 422
เหลือในนิเทศนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในปฐมจตุกะหลังในจตุกะ พึงทราบสุตตันติกวัตถุ (เรื่องอันมีในพระสูตร) ด้วยอำนาจแห่งทุติยจตุกะ. จบอรรถกถาทุติยจตุกนิเทศ จบภาณวาร พึงทราบวินิจฉัยในตติยจตุกนิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า จิตฺตํ เป็น มูลบท. บทว่า วิญฺาณํ เป็นบทขยายความ. บทมีอาทิว่า ยํ จิตฺตํ จิตใด พึงประกอบโดยนัยดังกล่าวแล้วในปีติ ในบทอาทิว่า จิตฺตํ นั้น ชื่อว่า จิตฺตํ เพราะวิจิตรด้วยจิต. ชื่อว่า มโน เพราะรู้กำหนดอารมณ์. บทว่า มานสํ คือ ใจนั่นเอง. ท่านกล่าวธรรมอันสัมปยุตแล้วว่า มานโส ในบทนี้ว่า บ่วงใด มีใจเที่ยวไปในอากาศ ดังนี้เป็นต้น พระอรหัตท่านกล่าว มานสํ ในบทนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปรากฏในหมู่ชน สาวกของพระองค์ยินดีในพระศาสนา ยังไม่ได้บรรลุ พระอรหัต ยังเป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงทำกาละ เสียเล่า. บทว่า หทยํ คือจิต. อุระท่านกล่าวว่า หทัย ในบทมีอาทิว่า เราจัก ทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกอกของท่าน ท่านกล่าวว่า จิตในบท มีอาทิว่า เห็นจะถากจิตจากจิตด้วยความไม่รู้. ท่านกล่าวหทยวัตถุ ในบทว่า ม้าม หทัย. แต่ในที่นี้ จิต ท่านกล่าวว่า หทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน. จิตนั้นชื่อว่า ปณฺฑรํ ขาว เพราะอรรถว่า บริสุทธิ์ ท่านกล่าวหมายถึง ภวังคจิต. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ ประภัสสร แต่จิตนั้นถูกอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมาจึงเศร้าหมอง. อนึ่ง แม้จิตอกุศล
หน้า 220 ข้อ 422
ท่านก็กล่าวว่า ปัณฑระเหมือนกัน เพราะอกุศลออกจากจิตนั้นแล้ว ดุจแม่น้ำ คงคาไหลออกจากแม่น้ำคงคา และดุจแม่น้ำโคธาวรี ไหลออกจากแม่น้ำโคธาวรี ฉะนั้น. อนึ่ง เพราะจิตมีลักษณะรู้อารมณ์ จึงไม่เป็นกิเลสด้วยความเศร้าหมอง โดยสภาวะเป็นจิตบริสุทธิ์ทีเดียว แต่เมื่อประกอบด้วยอุปกิเลสจิตจึงเศร้าหมอง แม้เพราะเหตุนั้นจึงควรเพื่อกล่าวว่า ปัณฑระ ( ขาวผ่อง). อนึ่ง การถือเอา มโน ในบทนี้ว่า มโน มนายตนํ เพื่อแสดงถึงความเป็นอายตนะของใจ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงถึงบทว่า มนายตนะ นี้ ว่ามิใช่ชื่อว่ามนายตนะ. เพราะเป็นอายตนะของใจ ดุจเทวายตนะ (ที่อยู่ของเทวดา) ที่แท้ใจนั่นแหละ เป็นอายตนะ. จึงชื่อว่า มนายตนะ. อรรถแห่งอายตนะท่านกล่าวไว้ในหนหลัง แล้ว. ชื่อว่า มโน เพราะรู้ ความว่า รู้แจ้ง. ส่วนพระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย กล่าวว่า ชื่อว่า มโน เพราะรู้แจ้งอารมณ์ ดุจตวงด้วยทะนานและดุจทรงชั่ง ด้วยเครื่องชั่งใหญ่. ชื่อว่า อินฺทฺริยํ เพราะทำประโยชน์ให้ในลักษณะรู้. ใจนั่นแหละเป็นอินทรีย์ จึงชื่อว่า มนินทรีย์. ชื่อว่า วิญฺาณํ เพราะอรรถ ว่ารู้แจ้ง. วิญญาณนั้นเป็นขันธ์ จึงชื่อว่า วิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวว่า ขันธ์งอกขึ้น วิญญาณหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณขันธ์ด้วยอรรถว่าเป็นกอง. เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวว่า บุคคลเมื่อตัดส่วนหนึ่งของต้นไม้ชื่อว่า ตัดต้นไม้ ฉันใด วิญญาณแม้หนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณขันธ์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ท่านจึงกล่าวว่า วิญญาณขันธ์งอกขึ้น. อนึ่ง เพราะอรรถแห่งกอง มิใช่เป็นอรรถแห่งขันธ์ อรรถแห่งส่วนจึงเป็นอรรถแห่งขันธ์เท่านั้น ฉะนั้น จึงมีความว่า วิญฺาณโฏฺาโส ส่วนแห่งวิญญาณดังนี้บ้าง เพราะเป็น อรรถแห่งส่วน.
หน้า 221 ข้อ 422
บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่ จิตนั้น คือ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่สัมปยุตธรรมมีผัสสะเป็นต้น เหล่านั้น. จริงอยู่ ในบทนี้จิตดวงเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวโดย ๓ ชื่อคือชื่อว่า มโน เพราะอรรถว่า นับ ชื่อว่า วิญฺาณํ เพราะอรรถว่า รู้แจ้ง ชื่อว่า ธาตุ เพราะอรรถว่า เป็นสภาวะ หรือเพราะอรรถว่า มิใช่สัตว์. บทว่า อภิปฺปโมโท ความเบิกบาน คือความยินดียิ่ง. พึงทราบวินิจฉัยในสมาธินิเทศดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ีติ ความตั้งอยู่ เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์โดยความไม่หวั่นไหว. สองบทต่อไปเพิ่มอุปสรรคเข้า ชื่อว่า สณฺิติ ความตั้งอยู่ดี เพราะประมวลสัมปยุตธรรมทั้งหลายไว้ด้วยอารมณ์ แล้วตั้งอยู่ ชื่อว่า อวฏฺิติ ความตั้งมั่นเพราะเข้าไปเหนี่ยวอารมณ์ตั้งอยู่. ธรรม ๔ อย่างในฝ่ายกุศลคือ ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา ย่อม เหนี่ยวอารมณ์ไว้. ด้วยเหตุนั้นศรัทธาท่านจึงกล่าวว่า โอกปฺปนา ความ เชื่อถือ. สติท่านกล่าวว่า อปิลาปนตา ความไม่ใจลอย. สมาธิท่านกล่าวว่า อวฏฺิติ ความตั้งมั่น. ปัญญาท่านกล่าวว่า ปริโยคาหนา การหยั่งลง. ส่วนธรรม ๓ อย่างในฝ่ายอกุศล คือ ตัณหา ทิฏฐิ อวิชชา ย่อม เหนี่ยวอารมณ์ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวธรรมเหล่านั้น ว่า โอฆะ ห้วง. ชื่อว่า อวิสาหาโร ความไม่กวัดแกว่ง เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความกวัดแกว่งอันเป็น ไปแล้วด้วยสามารถแห่งอุทธัจจะและวิจิกิจฉา. จิตไปด้วยอำนาจแห่งความ ฟุ้งซ่านและความสงสัย ชื่อว่า ย่อมฟุ้งซ่าน. สมาธินี้ไม่เป็นอย่างนั้นจึงชื่อว่า อวิกฺเขโป ความไม่ฟุ้งซ่าน. จิตชื่อว่า กวัดแกว่งด้วยอำนาจแห่งอุทธัจจะ และวิจิกิจฉา ย่อมส่ายไปข้างโน้นข้างนี้. แต่สมาธินี้มีใจไม่กวัดแกว่ง จึงชื่อว่า อวิสาหฏมานสตา ความมีใจไม่กวัดแกว่ง.
หน้า 222 ข้อ 422
บทว่า สมโถ ความสงบ ได้แก่ ความสงบ ๓ อย่าง คือ จิตสงบ ๑ อธิกรณ์สงบ ๑ สังขารทั้งปวงสงบ ๑. ในความสงบ ๓ อย่างนั้น ชื่อว่า จิตสงบ เพราะจิตมีอารมณ์เป็นอย่างเดียวในสมาบัติ ๘ เพราะความหวั่นไหว แห่งจิต ความดิ้นรนแห่งจิตย่อมสงบ ย่อมเข้าไปสงบเพราะอาศัยจิตสงบนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวสมาธินั้นว่า จิตฺตสมโถ จิตสงบ. ชื่อว่า อธิกรณ์สงบ อธิกรณ์มี ๗ อย่าง มีสัมมุขาวินัยเป็นต้น เพราะอธิกรณ์เหล่านั้นสงบ เข้าไปสงบเพราะอาศัยอธิกรณสมถะนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวสมาธินั้นว่า อธิกรณสมโถ อธิกรณ์สงบ. อนึ่ง เพราะสังขารทั้งหลายทั้งปวง สงบ เข้าไปสงบ เพราะอาศัย นิพพาน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวสมาธินั้นว่า สพฺพสงฺขารสมโถ สังขารทั้งปวง สงบ. ในอรรถนี้ท่านประสงค์เอาจิตสงบ. ชื่อว่า สมาธินฺทฺริยํ เพราะทำ ความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งสมาธิ. ชื่อว่า สมาธิพลํ เพราะไม่หวั่นด้วย อุทธัจจะ บทว่า สมฺมาสมาธิ ได้แก่ สมาธิแน่นอน สมาธิทำให้พ้นทุกข์ กุศลสมาธิ ท่านกล่าวถึงการเปลื้องจิตจากวัตถุแห่งกิเลส ๑๐ อย่าง มีอาทิว่า ราคโต วโมจยํ จิตฺตํ เปลื้องจิตจากราคะ. อนึ่ง ในบทนี้ท่านรวมมิทธ ศัพท์ด้วยถีนศัพท์ และรวม กุกกุจจ ศัพท์ด้วย อุทธัจจ ศัพท์ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงอธิบายถึงการเปลื้องจากนิวรณ์เป็นต้น ด้วยปฐมฌานเป็นต้น ด้วยกล่าว ถึงการเปลื้องจากวัตถุอันเป็นกิเลส เพราะไปร่วมกันในปาฐะเหล่าอื่น และการ เปลื้องจากนิจจสัญญาเป็นต้น ด้วยอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. อนึ่ง ในไปยาลนี้ว่า กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ย่อมพิจารณาจิตนั้น อย่างไร เป็นอันท่านกล่าวถึงการละนิจจสัญญาเป็นต้น ด้วยอนิจจานุปัสสนา. พึงทราบเรื่องมาในพระสูตร ๔ ด้วยสามารถแห่งตติยจตุกะด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาตติยจตุกนิเทศ
หน้า 223 ข้อ 422
พึงทราบวินิจฉัยในจตุตถจตุกนิเทศดังต่อไปนี้. ท่านตั้งคำถามด้วย คำเป็นนปุงสกลิงค์ว่า อนิจฺจนฺติ กึ อนิจฺจํ บทว่า อนิจฺจํ อะไรไม่เที่ยง. บทว่า อุปฺปาทวยฏฺเน เพราะอรรถว่า เกิดขึ้นและเสื่อมไป ความว่า เพราะสภาวะคือ ความเกิดและความเสื่อม. ในบทนี้ เบญจขันธ์ เป็นสภาวลักษณะความเกิดและความเสื่อมของเบญจขันธ์เป็นวิการลักษณะ (ลักษณะความเปลี่ยนแปลง) ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะเป็นแล้วไม่เป็น ส่วนในอรรถกถาแม้ท่านกล่าวว่า ความไม่เที่ยงด้วย อำนาจแห่งสังขตลักษณะ. และว่าความที่เบญจขันธ์เหล่านั้นมีเกิดเสื่อมและเป็น อย่างอื่น ก็ยังกล่าวว่า ความเป็นแล้วไม่เป็นดังนี้. ด้วยบทนี้ อาการคือ เป็น แล้วไม่เป็น ท่านกล่าวว่าเป็น อนิจจลักษณะ. ท่านกล่าวทำไปยาลว่า เมื่อเห็น ความเกิดและความเสื่อมแห่งเบญจขันธ์ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ เหล่านี้. บทว่า ธมฺมา คือธรรมตามที่ท่านกล่าวแล้วมีรูปขันธ์เป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในวิราคานุปัสสีนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า รูเป อาทีนวํ ทิสฺวา เห็นโทษในรูป คือเห็นโทษในรูปขันธ์ด้วยการตั้งอยู่ในความ ไม่เที่ยงเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวแล้วข้างหน้าตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณ. บทว่า รูปวิราโค ในความคลายกำหนัดในรูป คือนิพพาน เพราะบุคคลอาศัยนิพพาน คลายกำหนัดรูป ย่อมดับด้วยการถึงความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า คลายความกำหนัด ในรูป. บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ เป็นผู้เกิด ฉันทะ คือมีฉันทะในธรรมอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการฟัง. บทว่า สทฺธธิมุตฺโต น้อมใจไปด้วยศรัทธาคือน้อมไป ตัดสินใจไปในนิพพานนั้น. ด้วยศรัทธา. บทว่า จิตฺตญฺจสฺสสฺยาธิฏฺีตํ และมีจิตตั้งมั่นดี พึงทราบ โดยเชื่อมความว่า จิตของพระโยคาวจรนั้นตั่งมั่นด้วยดี ประดิษฐานไว้ด้วยดี
หน้า 224 ข้อ 422
ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ในการทำลายรูปอันได้แก่ ความคลายกำหนัดในความ สิ้นไปด้วยสามารถแห่งการได้ยินได้ฟัง นิพพานอันคลายความกำหนัดในรูป กล่าวคือ คลายความกำหนัดหมดสิ้น. บทว่า รูเป วิราคานุปสฺสี พิจารณาความคลายกำหนัดในรูป ท่านกล่าวความคลายกำหนัดในความสิ้นไปแห่งรูปด้วยสัตตมีวิภัตติว่า รูเป วิราโค ความคลายกำหนัดในรูป. ท่านกล่าวความคลายกำหนัดหมดสิ้นแห่ง รูปด้วยสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตว่า รูเป วิราโค ความคลายกำหนัด ในเพราะรูป. ท่านกล่าวความคลายกำหนัดแม้ทั้งสองอย่างนั้น มีการพิจารณา โดยอารมณ์และโดยอัธยาศัยเป็นปกติว่า รูเป วิราคานุปสฺสี พิจารณาความ คลายกำหนัดในรูป. ในเวทนาเป็นต้นมีนัยนี้. แม้ในนิเทศแห่งบทว่า นิโรธานุปสฺสี ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ในบทนี้ว่า กตีหากาเรหิ ด้วยอาการเท่าไร มีความพิเศษดังต่อ ไปนี้. ท่านแสดงถึงการดับโทษ แม้แห่งรูปเป็นต้นด้วยการเห็นการดับโทษ แห่งองค์ของปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้น เพราะอวิชชาเป็นต้นเหล่านั้น ไม่ล่วงองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทไปได้ ด้วยคำพิเศษนี้แหละเป็นอันท่านกล่าวถึง ความพิเศษแห่งนิโรธานุปัสสนา เพราะพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด. ใน บทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจฏฺเน ด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง คือด้วยอรรถว่าสิ้นไป หรือด้วยอรรถว่า เป็นแล้วไม่เป็น. บทว่า ทุกฺขฏฺเน ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ คือด้วยอรรถว่า น่ากลัว หรือด้วยอรรถว่าบีบคั้น. บทว่า อนตฺตฏฺเน ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา คือด้วยอรรถว่า หาสาระมิได้ หรือด้วยอรรถว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ. บทว่า สนฺตาปฏฺเน ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน คือด้วยอรรถว่ากิเลสเป็นเหตุให้เดือดร้อน. บทว่า ปริณามฏฺเน ด้วย
หน้า 225 ข้อ 422
อรรถว่า แปรปรวน คือด้วยอรรถว่า แปรปรวนโดย ๒ ส่วน ด้วยอำนาจแห่ง ชรา และภังคะ (ความดับ). บทว่า นิทานนิโรเธน ด้วยนิทานดับ คือด้วยไม่มีเหตุปัจจัย. บทว่า นิรุชฺฌติ ย่อมดับคือไม่มี. บทว่า สมุทย- นิโรเธน ด้วยสมุทัยดับ คือด้วยความไม่มีปัจจัยอันใกล้. เพราะเหตุปัจจัย ท่านกล่าวว่า นิทาน ดุจโภชนะไม่เป็นที่สบายแก่คนเจ็บป่วย ปัจจัยอันใกล้ ท่านกล่าว สมุทัย ดุจลมน้ำดีและเสมหะของคนเจ็บป่วย. เพราะ นิทาน ย่อม ให้ผลด้วยการวินิจฉัย สมุทัยเป็นเหตุเกิดผลด้วยดี. บทว่า ชาตินิโรเธน ด้วยชาติดับ คือด้วยไม่มีการเกิดแห่งปัจจัย. บทว่า ปภวนิโรเธน ด้วยภพ ดับ คือด้วยไม่มีการเกิดแห่งปัจจัยอันใกล้ (อาสันนปัจจัย) ควรกล่าวว่า ชื่อว่า ภพ เพราะชาติเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. บทว่า เหตุนิโรเธน ด้วยเหตุดับคือ ด้วยไม่มีปัจจัยให้เกิดชนกปัจจัย. บทว่า ปจฺจยนิโรเธน ด้วยปัจจัยดับ คือด้วยไม่มีปัจจัยอุปถัมภ์ แม้เหตุปัจจัยก็เป็นทั้งอาสันนปัจจัย ชนกปัจจัย และอุปถัมภกปัจจัยนั่นเอง. ด้วยปัจจัยเหล่านั้น ที่กล่าวการดับชั่วคราว ในขณะวิปัสสนากล้าแข็ง. การดับเด็ดขาดในขณะแห่งมรรค. บทว่า าณุ- ปฺปาเทน ด้วยญาณเกิด คือ ด้วยความเกิดแห่งวิปัสสนาญาณกล้าแข็ง หรือ แห่งมรรคญาณ. บทว่า นิโรธุปฏฺาเนน ด้วยนิโรธปรากฏ คือด้วยความ ปรากฏแห่งนิพพาน กล่าวคือนิโรธด้วยอำนาจแห่งการได้ฟังถึงการดับความ สิ้นไปโดยประจักษ์ในขณะแห่งวิปัสสนา และด้วยความปรากฏแห่งนิพพาน โดยประจักษ์ในขณะแห่งมรรค. ด้วยบทเหล่านี้เป็นอันท่านทำความแน่นอน ด้วยอินทรีย์อันเป็นวิสัย และท่านกล่าวถึงความดับชั่วคราวและดับเด็ดขาด. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี (พิจารณา ความสละคืน) ดังต่อไปนี้. บทว่า รูปํ ปริจฺจชติ สละรูป คือสละรูปขันธ์ เพราะไม่เพ่งถึงด้วยการเห็นโทษ. บทว่า ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค สละคืน
หน้า 226 ข้อ 422
ด้วยการบริจาค ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า ปฏินิสฺสคโค เพราะอรรถว่า สละ. ด้วยบทนี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงอรรถแห่งการบริจาคแห่งบทว่า ปฏินิสสัคคะ เพราะฉะนั้น อธิบายว่า ได้แก่ การละกิเลสทั้งหลาย อนึ่ง ในบทนี้ วิปัสสนา อัน เป็นวุฏฐานคามินี (ญาณเป็นเครื่องออกไป) ย่อมสละกิเลสทั้งหลายได้โดย ชั่วคราว มรรคย่อมสละได้โดยเด็ดขาด. บทว่า รูปนิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ จิตย่อมแล่นไปใน นิพพานอันเป็นทีดับรูป คือ วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีย่อมแล่นไปเพราะ น้อมไปในนิพพานนั้น มรรคย่อมแล่นไปด้วยการทำให้เป็นอารมณ์. บทว่า ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคโค ความสละคืนด้วยการแล่นไป ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า ปฏินิสสัคคะ เพราะอรรถแล่นไป. ด้วยบทที่ท่าน กล่าวถึงอรรถแห่งความแล่นไปของบทว่า ปฏินิสสัคคะ เพราะฉะนั้น จึงมี ความว่า ได้แก่ การสละจิตลงในนิพพาน. พึงทราบเรื่องอันมาในพระสูตร ๔ เรื่อง ด้วยสามารถแห่งจตุตถจตุกะ. ในจตุกะนี้ พึงทราบถึงบทที่ควร กล่าวถึงชราและมรณะโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง ในสติปัฏฐานทั้งหลาย พึงทราบว่า ท่านทำการชี้แจงเป็น เอกวจนะโดยกล่าวถึงกายและจิตเป็นอย่างเดียวว่า กาเย กายานุปสฺสนา พิจารณากายในกาย จิตฺเต จิตตานุปสฺสนา พิจารณาจิตในจิต ทำการ ชี้แจงเป็นพหุวจนะ โดยกล่าวถึงความต่าง ๆ กันของเวทนาและธรรมว่า เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา พิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลายด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาจตุตถจตุกนิเทศ และ จบอรรถกถาสโตการญาณนิเทศ
หน้า 227 ข้อ 422
อรรถกถาญาณราสิฉักกนิเทศ บัดนี้ เป็นสมาธิ ๒๔ ในวัตถุ ๑๒ คือสมาธิละสอง คือ สมาธิหนึ่งด้วย สามารถลมอัสสาสะ สมาธิหนึ่งด้วยสามารถลมปัสสาสะ ในวัตถุละหนึ่งๆ แห่ง วัตถุ ๑๒ ด้วยสามารถจตุกะ ๓ มีกายานุปัสสนาเป็นต้น ในสมาธิญาณนิเทศ ๒๔ ในญาณที่ท่านแสดงไว้แล้ว ด้วยกองทั้ง ๖ กอง. ญาณสัมปยุตด้วยสมาธิ เหล่านั้น ในขณะฌานด้วยอำนาจแห่งสมาธิ ๒๔. พึงทราบวินิจฉัยในวิปัสสนาญาณนิเทศ ๗๒ ดังต่อไปนี้ บทว่า ทีฆํ อสฺสาสา เพราะลมอัสสาสะที่ท่านกล่าวแล้วว่า ยาว ท่านกล่าวไว้อย่างไร. ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า วิปสฺสนา เพราะอรรถว่า พิจารณาเห็นโดยความไม่ เที่ยงในขณะวิปัสสนาด้วยจิตตั้งมั่น เพราะได้ฌาน เพราะเหตุลมหายใจเข้ายาว. แม้ในอรรถอื่นก็มีนัยนี้. ในวัตถุ ๑๒ คืออนุปัสสนาอย่างละ ๖ อนุปัสสนา ๓ ด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสะ. อนุปัสสนา ๓ ด้วยสามารถแห่งลมปัสสาสะในวัตถุ ละหนึ่ง ๆ แห่งวัตถุ ๑๒ เหล่านั้น รวมเป็นอนุปัสสนา ๗๒. อนุปัสสนา ๗๒ เหล่านั้นแลเป็นญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒. พึงทราบวินิจฉัยในนิพพิทาญาณนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อนิจฺจานุ- ปสฺสี อสฺสาสํ พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง หายใจเข้า คือ พิจารณาหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง ความว่า พิจารณาเป็นไปโดย ความเป็นของไม่เที่ยง. อนึ่ง คำว่า อสฺสาสํ นี้ พึงเห็นว่าลงในอรรถแห่ง เหตุ. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาาณํ ชื่อว่า นิพพิทาญาณ เพราะรู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตั้งแต่พิจารณาเป็นกอง ๆ ไป
หน้า 228 ข้อ 422
จนถึงพิจารณาเห็นความดับ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงของสังขารทั้งหลาย ย่อม เห็นด้วยญาณจักษุนั้นดุจเห็นด้วยจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพิทาญาณ. ท่านอธิบายว่าชื่อว่านิพพิทาญาณในสังขารทั้งหลาย. พึงทราบว่าวิปัสสนาญาณ เป็นนิพพิทาญาณตามที่ได้กล่าวแล้วในนิเทศนี้ เพราะญาณทั้งหลายมีภยตูปัฏ- ฐานญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ) เป็นต้น และมุญจิตุ- กัมยตาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความใคร่จะพ้นไป) เป็นต้นเป็นธรรมต่างกัน. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งนิพพิทานุโลมญาณดังต่อไปนี้. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า คือ พิจารณา หายใจเข้าโดยเป็นของไม่เที่ยง. บทว่า ภยตุปฏฺาเน ปญฺา ปัญญาใน ความปรากฏเป็นของน่ากลัว เป็นอันท่านกล่าวถึง ภยตุปัฏฐานญาณ อาทีน- วานุปัสสนาญาณ และนิพพิทานุปัสสนาญาณ ด้วยคำนั้นแล เพราะญาณทั้ง ๓ มีลักษณะอย่างเดียวกัน. ญาณ ๓ เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า นิพพิทานุโลมญาณ เพราะอนุโลมโดยความอนุกูลของนิพพิทาญาณดังที่กล่าวแล้วโดยลำดับ. พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณดังต่อไปนี้.บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาตามลำดับนั่นแหละ. บทว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺนา ปญฺา ปัญญาพิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็น อันท่านกล่าวถึง มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงถึง ด้วยพิจารณาหาทาง) สังขารอุเบกขาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยอยู่) ด้วยคำนั้นเอง เพราะญาณทั้ง ๓ มีลักษณะอย่างเดียวกัน. แม้อนุโลมญาณ และมรรคญาณท่านก็รวมไว้ด้วยคำว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺนา นั่นแหละ. แม้สังขารุเบกขาญาณและอนุโลมญาณก็ชื่อว่า นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณด้วยละ ความขวนขวายในการเกิดนิพพิทา เพราะนิพพิทาถึงยอดแล้ว.
หน้า 229 ข้อ 422
ส่วนมรรคญาณ ชื่อว่า นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ เพราะเกิดในที่สุด นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ เพราะเหตุนั้น จึงควรอย่างยิ่ง. การไม่ถือเอามุญจิตุ- กัมยตาญาณอันเป็นเบื้องต้นดุจในนิพพิทานุโลม. แล้วถือเอาญานสองหมวด ในที่สุดว่า ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺนา เพื่อสงเคราะห์เข้าในมรรคญาณ. เพราะ เมื่อท่านกล่าวว่า มุญฺจิตุกมฺยตา ย่อมสงเคราะห์เอาอนุโลมญาณด้วย มิได้ สงเคราะห์เอามรรคญาณ. เพราะมรรคญาณมิได้ชื่อว่า มุญฺจิตุกมฺยตา. อนึ่ง ปัญญาชื่อว่า สนฺติฏฺนา เพราะวางเฉยอยู่ในความสำเร็จกิจ. อนึ่ง แม้ในอรรถกถาท่านก็กล่าวว่า บทว่า ผุสนา ความถูกต้อง คือ อปฺปนา ความแนบแน่น. ปัญญาชื่อว่า สนฺติฏฺนา ความวางเฉย เพราะทำมรรคญาณนี้เป็นอัปปนาในนิพพาน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงสงเคราะห์ แม้มรรคญาณ ด้วยคำว่า สนฺติฏฺนา แม้นิพพิทานุโลมญาณ โดยอรรถ ก็เป็นนิพพิทาญาณนั่นเอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงสงเคราะห์นิพพิทานุโลมญาณ เหล่านั้นด้วยนิพพิทาญาณแล้วใช้ศัพท์ นิพพิทา ว่า นิพฺพิทาปฏิปสฺสทฺธิ าณานิ ดังนี้ ไม่ใช่ศัพท์ว่า นิพฺพิทานุโลม. ในวัตถุ ๔ คือ ญาณละ ๒ คือ ญาณหนึ่งด้วยสามารถแห่งลมอัสสะ ญาณหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งลม ปัสสาสะในวัตถุหนึ่ง แห่งวัตถุ ๔ ที่ท่านกล่าวแล้วด้วยอํานาจแห่งธรรมานุปัสส- นาจตุกะที่ ๔ ในญาณัฏฐกนิเทศ ๓ เหล่านี้ จึงรวมเป็นญาณ ๘. พึงทราบวินิฉัยในวิมุตติสุขญาณนิเทศดังต่อไปนี้. พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงการละด้วยบทว่า ปหีนตฺตา เพราะละแล้วเมื่อจะแสดงการละนั้น ด้วยสมุจเฉทปหาน จึงกล่าวว่า สมุจฺฉินฺนตฺตา เพราะตัดขาด. บทว่า วิมุตฺติสุเข าณํ ญาณในวิมุติสุข คือ ญาณสัมปยุต ด้วยวิมุตติสุขอันเป็นผล และญาณคือการพิจารณาวิมุตติสุขอันเป็นผลเป็น
หน้า 230 ข้อ 423
อารมณ์. เพื่อแสดงว่า การละวัตถุทุจริตที่กลุ้มรุมด้วยการละกิเลสอันเป็นวัตถุ นอนเนื่องในสันดาน ท่านจึงกล่าวถึงการละกิเลสอันเป็นอนุสัยอีก. ท่านทำการ คำนวณญาณด้วยการคำนวณกิเลสที่ละได้แล้ว หมายถึงผลญาณ ๒๑. และท่าน คำนวณปัจจเวกขณญาณอันเป็นผลด้วยการคำนวณพิจารณาถึงกิเลสที่ละได้แล้ว หมายถึงปัจจเวกขณญาณ. จบอรรถกถาญาณราสิฉักกนิเทศ จบอรรถกถาอานาปานสติกถาแห่งอรรถกถา ปฏิสัมภิทามรรคชื่อว่าสัมธัมมปกาสินี มหาวรรค อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ [๔๒๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล.
หน้า 231 ข้อ 424, 425
[๔๒๔] อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร ? อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เมื่อบุคคลงดเว้น พวกบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีศรัทธา (และ) พิจารณาพระสูตรอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส สันธินทรีย์ย่อมหมดจด ด้วยอาการ ๓ เหล่านั้น เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้เกียจคร้าน สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้ปรารภความเพียร (และ) พิจารณาสัมมัปธาน วิริยินทรีย์ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีสติหลงลืม สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น (และ) พิจารณาสติปัฏฐาน สตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านั้น เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีใจ ไม่มั่นคง สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลมีใจมั่นคง (และ) พิจารณาฌาน และวิโมกข์ สมาธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านั้น เมื่อบุคคลงดเว้น พวกบุคคลทรามปัญญา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีปัญญา (และ) พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นบุคคล ๕ จำพวก สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ จำพวก (และ) พิจารณาจำนวนพระสูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เหล่านี้. [๔๒๕] บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญ อินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ? บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ เจริญอินทรีย์ ๕ ย่อม ด้วยอาการ ๑๐ บุคคลเมื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าเจริญสันธินทรีย์ เมื่อเจริญสัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อละความเป็นผู้ เกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญวิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้
หน้า 232 ข้อ 426, 427
เกียจคร้าน เมื่อละความประมาท ชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์ ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะ ชื่อว่าเจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญ สมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่าเจริญปัญญินทรีย์ เจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านั้น การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้. [๔๒๖] อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วย อาการเท่าไร ? อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ คือ สัทธิทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอสัทธินทรีย์ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นโทษชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ เป็นคุณชาติอันเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้ว ซึ่งความประมาท ความประมาทเป็นโทษชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะ ความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นคุณชาติอัน บุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นโทษชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรม แล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอวิชชา อวิชชาเป็นโทษชาติอัน บุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้. [๔๒๗] อินทรีย์ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร เป็นอินทรีย์อัน บุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร ?
หน้า 233 ข้อ 428
อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วย อาการ ๔ เป็นอินทรีย์อันบุคคล เจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะโสดาปัตติมรรค เป็นอินทรีย์ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะโสดาปัตติผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะสกทาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรม แล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะสกทาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคล ย่อมเจริญในขณะอนาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในอนาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะ อรหัตมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และ ระงับดีแล้วในขณะอรหัตผล. มรรควิสุทธิ ๔ ผลวิสุทธิ ๔ สมุจเฉทวิสุทธิ ๔ ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ๔ ด้วยประการดังนี้ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ เป็น อินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ เหล่านี้. [๔๒๘] บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์ บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เจริญอินทรีย์แล้ว. บุคคล ๘ เหล่าไหนเจริญอินทรีย์ ? พระเสขบุคคล ๗ กัลยาณปุถุชน ๑ บุคคล ๘ เหล่านี้เจริญอินทรีย์. บุคคล ๓ เหล่าไหนเจริญอินทรีย์แล้ว ? พระขีณาสพสาวกพระตถาคต ชื่อว่าพุทโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว พระปัจเจกพุทธะ ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่ามีพระคุณ
หน้า 234 ข้อ 429, 430
ประมาณไม่ได้ ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ เหล่านี้เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วย ประการดังนี้. สาวัตถีนิทาน [๔๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน ? คือสัทธินทรีย์...ปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบาย เครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านั้นตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นหาได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือได้รับยกย่องว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้นหาได้ทำให้แจ้งซึ่งสามัญผล หรือพรหมัญผลด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ไม่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดซึ่งเหตุ เกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นนั่นแล เป็นผู้ได้รับยกย่องว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ ได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และ ท่านเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลและพรหมัญผล ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่ง เองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่. [๔๓๐] อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้เหตุเกิด แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วย อาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มี โทษด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร
หน้า 235 ข้อ 431
อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้อุบายเป็น เครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ? อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้ความดับ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อม รู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ บุคคล ย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัด ออกไปด้วยอาการ ๑๘๐ บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐. [๔๓๑ ] อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อม รู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ? เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อเป็นเหตุ เกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจ เชื่อเป็นเหตุ เกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็น เหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธิน- ทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์ แก่ความประคองไว้ เหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถ ความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถ ความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่าง เดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่ง ความคํานึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิด แห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่ง
หน้า 236 ข้อ 431
มนสิการด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏ ธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นเหตุแห่งสตินทรีย์ เหตุ- เกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่ง สมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิด แห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุ เกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความ เห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น เป็น เหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่ง ปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์. เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็น เหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความ ประคองไว้ เป็นเหตุแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อ ประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิด แห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุ เกิดแห่งฉันทะความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิด แห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่ง
หน้า 237 ข้อ 432
สัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็น เหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถ สัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรม อย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็น ธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความ ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญิน- ทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้. [๔๓๒] อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อม รู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ? ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การน้อมใจเชื่อ เป็นความ ดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็น ความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถ แห่งสัทธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อ ประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่ง ฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับ แห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความ ไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่ง
หน้า 238 ข้อ 432
วิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั่งมั่น เป็น ความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็น ความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถ สตินทรีย์เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์ แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วย สามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการ ด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏ เป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่ง ปัญญินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับ แห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความ ดับแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่ง ปัญญินทรีย์ เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์. ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็น ความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความ ประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อ ประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความ คำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่ง ปัญญินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็น ความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วย สามารถแห่งความ
หน้า 239 ข้อ 433
ตั้งมั่นเป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความ ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วย สามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่ง มนสิการ ด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่ง วิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับ แห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เป็น ความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถ แห่งสัทธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่าง เดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏ เป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นความดับ แห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญิน- ทรีย์ เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐. เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้. [๔๓๓] อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้คุณ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ? ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่ง สัทธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อ เป็นคุณ แห่งสัทธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสัทธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์
หน้า 240 ข้อ 434
ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความประคองไว้เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสุขความ โสมนัสอันอาศัยวิริยินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏ แห่งความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติ ด้วยการตั้งมั่นเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสตินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณ แห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นคุณเเห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความ ไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความ แกล้ากล้าแห่งความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสุข ความโสมนัสอันอาศัยสมาธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ ปรากฏแห่งอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติ ด้วยความเห็น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยปัญญินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคล ย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้. [๔๓๔] อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้ โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ?
หน้า 241 ข้อ 435
ความปรากฏแห่งอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏ แห่งความเร่าร้อนเพราะอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ มีโทษ เพราะความไม่เที่ยง... เป็นทุกข์... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่ง ความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษ แห่งวิริยินทรีย์ วิริยินทรีย์มีโทษเพราะ ความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะควานประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ สตินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง... เป็นทุกข์... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏ แห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ สมาธินทรีย์มีโทษ เพราะความไม่เทียง... เป็นทุกข์... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็น โทษแห่งปัญญินทรีย์ ปัญญินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง...เป็นทุกข์... เป็นอนัตตา อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้โทษแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้. [๔๓๕] อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปด้วยอาการ ๑๘๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไป แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ เป็นไฉน ? สัทธิทรีย์ด้วยอรรถว่าความน้อมใจเชื่อ สลัดออกไปจากความเป็นผู้ ไม่มีศรัทธา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากเหล่า กิเลสทีเป็นไปตามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสัทธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ วิริยิน-
หน้า 242 ข้อ 435
ทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สลัดออกไปจากความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากความ เร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้ เกียจคร้าน ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากวิริยินทรีย์ซึ่งมีอยู่ ก่อนแต่การได้วิริยินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สลัด ออกไปจากความประมาท ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความประมาท ๑ จากเหล่า กิเลสที่เป็นไปตามความประมาท ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสตินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สตินทรีย์ทีประณีตกว่านั้น ๑ สมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ ๑ จากความเร่าร้อนเพราะ อุทธัจจะ ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสมาธินทรีย์ชึ่งมีอยู่ก่อน แต่การได้สมาธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น สลัด ออกไปจากอวิชชา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอวิชชา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไป ตามอวิชชา จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากปัญญินทรีย์ซึ่งมีอยู่ ก่อนแต่การได้ปัญญินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑. อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน ส่วนเบื้องต้น อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถทุติยฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถตติยฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถจตุตถฌาน สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ สลัด ออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญ- จายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในวิญญาณญัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญา-
หน้า 243 ข้อ 435
ยตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิจานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในแนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง ทุกขานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน อนัตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิราคานุปัสสนา สลัดออกไป จากอินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิโรธา- นุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วย สามารถแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฎิ- นิสสัคคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวยานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง อนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน อนิมิตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสุญญตานุปัสสนา สลัดออก ไปจากอินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งยถาภูตญาณทัสนะ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ใน อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอาทีนวานุปัสสนา สลัด ออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่ง ปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา อินทรีย์ ๕
หน้า 244 ข้อ 435
ด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขา- นุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติมรรค สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติผล สมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งสกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิมรรค สลัดออกไป จากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิผล สมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถ แห่งอรหัตมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอรหัตผลสมาบัติสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค. อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ สลัดออกไปจากกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ใน อัพยาบาท สลัดออกไปจากพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา สลัดออกไปจาก ถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ อินทรีย์ ๕ ใน ธรรมววัตถาน สลัดออกไปจากวิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ ในญาณ สลัดออกไป จากอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในความปราโมทย์ สลัดออกจากอรติ อินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน สลัดออกไปจากนิวรณ์ อินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน สลัดออกไป จากวิตกวิจาร อินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน สลัดออกไปจากปีติ อินทรีย์ ๕ ใน จตุตถฌาน สลัดออกไปจากสุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตน- สมาบัติ สลัดออกไปจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากาสานัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากวิญญาณัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากิญจัญญาย-
หน้า 245 ข้อ 435
ตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิจจสัญญา อินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา สลัดออกไปจากสุขสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอนัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกไป จากความเพลิดเพลิน อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา สลัดออกไปจากราคะ อินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจากสมุทัย อินทรีย์ ๕ ในปฏิ- นิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกไปจากความยึดมั่น อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนา สลัดออกไปจากฆนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากการ ประมวลอายุ อินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากธุวสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิมิต อินทรีย์ ๕ ในอัปป- ณิหิตานุปัสสนา สลัดออกไปจากปณิธิ อินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนา สลัดออกไปจากความถือมั่น อินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออก ไปจากความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นแก่นสาร อินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะ สลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะความหลง อินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา สลัดออกไปจากความถือมั่นด้วยความอาลัย อินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกไปจากการไม่พิจารณาหาทาง อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบ อินทรีย์ ๕ ในโสดา- ปัตติมรรค สลัดออกไปจากกิเลสซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิ อินทรีย์ ๕ ใน สกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนหยาบ ๆ อินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนละเอียด อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค สลัดออกไป จากกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้น ๆ เป็นคุณชาติอันพระขีณาสพ ทั้งปวงเทียวสลัดออกแล้ว สลัดออกดีแล้ว ระงับแล้วและระงับดีแล้ว อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้อุบาย เครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้. จบภาณวาร
หน้า 246 ข้อ 436, 437
สาวัตถีนิทาน ว่าด้วยประเภทของอินทรีย์ ๕ [๔๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญิ- นทรีย์ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสัทธินทรีย์ในที่ไหน. พึงเห็นในโส- ดาปัตติยังคะ (ธรรมอันเป็นองค์แห่งการบรรลุกระแสนิพพาน) ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นวิริยินทรีย์ในที่ไหน. พึงเห็นใน สัมมัปปธาน ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสตินทรีย์ในที่ไหน. พึงเห็นในสติ- ปัฏฐาน ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสมาธินทรีย์ในที่ไหน. พึงเห็นใน ฌาน ๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นปัญญินทรีย์ในที่ไหน. พึงเห็นใน อริยสัจ ๔. [๔๓๗] ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริย- สัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร.
หน้า 247 ข้อ 438, 439
ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐. [๔๓๘] ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึง เห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อในโสดา- ปัตติยังคะ คือ การคบสัตบุรุษ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็น สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็น ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่ง สตินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๓๙] ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน? พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ในสัมมัปป- ธาน ๔ คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน
หน้า 248 ข้อ 440
พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการ ประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือ การยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ฯลฯ ในสัมมัปป- ธาน คือ ความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาตินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่ง วิริยินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านั้น. [๔๔๐] ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตใน จิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคอง ด้วย
หน้า 249 ข้อ 441, 442
สามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๔๑] ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ใน ปฐมฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถ ว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯสฯ ในตติยฌาน ฯลฯ ในจตุต- ถฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่า น้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถ แห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๔๒] ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นอริยสัจ คือ ทุกข์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย ฯลฯ ในอริยสัจ คือ
หน้า 250 ข้อ 443, 444
ทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็น อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านั้น. [๔๔๓] ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น ความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติ แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ? ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ใน สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะ พึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐. [๔๔๔] ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็น ความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ น้อมใจเชื่อในโสดาปัตติยังคะ คือ การคบหาสัปบุรุษ พึงเห็นความประพฤติ แห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วย อรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่ง สัทธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ใน ความน้อมใจเชื่อในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน ฯลฯ ในโสดา-
หน้า 251 ข้อ 445
ปัตติยังคะ คือ การทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความ ประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วย สามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่ง อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๔๕ ] ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน. จะพึงเห็น ความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? จะพึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดให้ เกิดขึ้น พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็น ความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่ง วิริยินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ประคองไว้ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ใน สัมมัปปธาน คือ การบำเพ็ญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ฯลฯ ใน สัมมัปปธาน คือ ความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความ ไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็น ความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติ แห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ด้วย สามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้.
หน้า 252 ข้อ 446, 447
[๔๔๖] ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ตั้งมั่นในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นความประพฤติ แห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่ง สตินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๔๗] ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่า เห็นพึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถที่น้อมใจเชื่อ พึงเห็นความ ประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่ง สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นความ ประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน
หน้า 253 ข้อ 448, 449
ฯลฯ ในตติยฌาน ฯลฯ ในจตุตถฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่ง สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่ง สมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๔๘] ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๘ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ? พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการ เห็นในอริยสัจ คือ ทุกข์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่า น้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึง เห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่ง สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความ ประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น ในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกข- นิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจ เชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็น ความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่ง สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถ แห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วย อาการ ๒๐ เหล่านี้. [๔๔๙] ความประพฤติและวิหารธรรม เป็นอันตรัสรู้แล้ว แทงตลอด แล้ว เหมือนอย่างสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง กำหนดบุคคลไว้ในฐานที่ลึก ตามที่ ประพฤติตามที่อยู่ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้ว หรือว่าจักบรรลุเป็นแน่.
หน้า 254 ข้อ 449
จริยา ในคำว่า ความประพฤติ มี ๘ คือ อิริยาปถจริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ ปัตติจริยา ๑ โลกัตถจริยา ๑. ความประพฤติในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา ความประพฤติใน อายตนภายในภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่าสติจริยา ความประพฤติในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา ความประพฤติใน อริยสัจ ชื่อว่าญาณจริยา ความประพฤติในอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามรรคจริยา ความประพฤติในสามัญผล ๔ ชื่อว่าปัตติจริยา ความประพฤติกิจซึ่งเป็น ประโยชน์แก่โลก ในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจก- พุทธเจ้าบางส่วน ในพระสาวกบางส่วน ชื่อว่าโลกัตถจริยา อิริยาปถจริยา เป็นของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้ อายตนจริยา เป็นของท่านผู้คุ้มครอง อินทรีย์ สติจริยา เป็นของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท สมาธิจริยา เป็นของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต ญาณจริยา เป็นของท่านผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา มรรคจริยา เป็นของท่านผู้ปฏิบัติชอบ ปัตติจริยา เป็นของท่านผู้บรรลุผลแล้ว และโลกัตถจริยาเป็นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระปัจเจก พุทธเจ้าบางส่วนของพระสาวกบางส่วน จริยา ๘ เหล่านี้. จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมประพฤติ ด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งไว้มั่น ย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมประพฤติด้วย ปัญญา ผู้รู้แจ้ง ย่อมพระพฤติด้วยวิญญาณ ผู้ทราบว่า ท่าน ปฏิบัติอย่างนี้จึงบรรลุคุณวิเศษ ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา ผู้ที่ทราบ
หน้า 255 ข้อ 450
ว่ากุศลธรรมของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมยังอิฐผลให้ยืดยาวไป ดังนี้ ย่อม ประพฤติด้วยอายตนจริยา จริยา ๘ เหล่านี้. จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฏฐิ ๑ อภิโรปน- จริยาแห่งสัมมาสังกับปะ ๑ ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา ๑ สมุฏฐานจริยา แห่งสัมมากัมมันตะ ๑ โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ. ปัคคหจริยาแห่ง สัมมาวายามะ ๑ อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ ๑ อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ ๑ จริยา ๘ เหล่านี้. [๔๕๐] คำว่า วิหาโร ความว่า บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมอยู่ด้วย ศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่น ย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมอยู่ด้วยปัญญา. คำว่า รู้ตาม ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความ ประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่ง สมาธินทรีย์ ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันรู้ตามแล้ว. คำว่า แทงตลอดแล้ว ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์... ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันแทงตลอดแล้ว. คำว่า ตามที่ประพฤติ ความว่า ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ด้วย ความเพียรอย่างนี้ ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้. คำว่า ตามที่อยู่ ความว่า อยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ ...ด้วยปัญญาอย่างนี้. คำว่า วิญญู คือ ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้. คำว่า สพฺรหฺมจารี คือ บุคคลผู้มีการงานอย่างเดียวกัน มีอุเทศ อย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน.
หน้า 256 ข้อ 451, 452
ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทา ท่านกล่าวว่า เป็นฐานะอันลึก ในคำว่า คมฺภีเรสฺ าเนสุ. คำว่า โอกปฺเปยยุํ ความว่า พึงเชื่อ คือ พึงน้อมใจเชื่อ. คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่ สงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยสิ้นความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสอง เป็นเครื่องกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด เป็นเครื่อง กล่าวโดยหลักฐาน. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว ด้วยความเคารพ เป็นเครื่องกล่าวมีความเคารพยำเกรง. คำว่า บรรลุแล้ว ความว่า ถึงทับแล้ว คําว่า หรือว่าจักบรรลุ ความว่า จักถึงทับ. จบนิทานบริบูรณ์ [๔๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์...ปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้แล. อินทรีย์ ๕ เหล่านี้พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร พึงเห็นด้วยอาการ ๖ พึงเห็นด้วยอรรถว่ากระไร ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระ ในเบื้องต้น ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยอรรถว่า ครอบงำ ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่. [๔๕๒] พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างไร ? พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อแห่ง บุคคลและความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้
หน้า 257 ข้อ 452
พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็น วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ แห่งบุคคลผู้ละความ เกียจคร้าน พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น. พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วย อรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น แห่งบุคคลผู้ละความประมาท พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น. พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วย อรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่านแห่งบุคคลผู้ละอุทธัจจะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วย อรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วย อรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธิ นทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น แห่งบุคคลผู้ละ อวิชชา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็น ใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความ ประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็น
หน้า 258 ข้อ 452
สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็น ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วย สามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วย สามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็น ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น. พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วย อรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่ง สมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น ด้วย สามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อม ใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท แห่งบุคคลผู้ละพยาบาท ฯลฯ ด้วย สามารถแห่งอาโลกสัญญา แห่งบุคคลผู้ละถีนมิทธะ ฯลฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่ง บุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็น สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็น ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ พึงเห็น ปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็น ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค
หน้า 259 ข้อ 453, 454
แห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึง เห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึง เห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างนี้. [๔๕๓] พึงเห็นอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น อย่างไร. สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวัง ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น แห่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเกียจคร้าน เป็น เครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็น สีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความประมาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่ง สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่า ระวังอุทธัจจะ เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ด้วย อรรถว่าเห็น เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังอวิชชา เป็นเครื่องชำระใน เบื้องต้นแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถ ว่าระวังกามฉันทะ เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาท เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังพยาบาท เป็นเครื่อง ชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค เป็นสีล- วิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นอย่างนี้. [๔๕๔] พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างไร.
หน้า 260 ข้อ 454
ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ เพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับ ทิฏฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบ ๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียด ๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง. สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง ความปราโมทย์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจ แห่งปีติ ปัสสัทธิเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปีติ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง ปัสสัทธิ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่ง ความสุข โอภาสเกิดขึ้นด้วยสามารถความสุข สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจโอภาส สังเวชเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโอภาส สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจสังเวช จิตสังเวช แล้วย่อมตั้งมั่น สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจ สมาธิ จิตมั่นคงอย่างนั้นแล้วย่อมประคองไว้ดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจการประคองไว้ จิตประคองแล้วอย่างนั้นย่อม วางเฉยดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา สัทธินทรีย์มีประมาณ ยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นมีกิจ เสมอกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณ ยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจ เสมอกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะ
หน้า 261 ข้อ 455
เป็นธรรมที่เจริญแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วย อำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นธรรมที่หลีกไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปล่อย ธรรม ทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยไปแล้ว สัทธินทรีย์ มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วย สามารถแห่งความดับ มี ๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อย ด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลส และขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไปใน นิพพานธาตุเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการนี้. [๔๕๕] ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญวิริยินทรีย์ เพื่อละความ เกียจคร้าน เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ ร่วมกันกับทิฏฐิ ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญ สตินทรีย์ เพื่อละความประมาท เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความประมาท ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสมาธินทรีย์ เพื่อละ อุทธัจจะ เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญปัญญินทรีย์ เพื่อละอวิชชา เพื่อละความเร่าร้อน เพราะอวิชชา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบ ๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียด ๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถ ฉันทะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความ ปราโมทย์ ปีติย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณ ยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจปีติ ปัสสัทธิย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปีติ
หน้า 262 ข้อ 455
ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุข ย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่ง ปัญญา ด้วยอำนาจความสุข โอภาสย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งความสุข ปัญญิน- ทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจโอภาส ความสังเวชย่อม เกิดด้วยสามารถแห่งโอภาส ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง ด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจสมาธิจิตตั้งมั่น แล้วอย่างนั้น ย่อมประคอง ไว้ดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความประคอง ไว้ จิตประคองไว้แล้วอย่างนั้น ย่อมวางเฉยด้วยดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้น จากกิเลสต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา ปัญญินทรีย์มีประ- มาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นย่อมมี กิจเป็นอันเดียวกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว ปัญญินทรีย์มี ประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรม มีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีต กว่า เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นจิตหลีกไปแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความปล่อย ธรรม ทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยแล้ว ปัญญินทรีย์มี ประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วยอำนาจ แห่งความดับมี ๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ๑ ความปล่อยด้วยความ แล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลสและขันธ์
หน้า 263 ข้อ 456, 457
ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไปในนิพพานธาตุ อันเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับ มี ๒ ประการนี้ พึงเห็น อินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างนี้. จบภาณวาร [๔๕๖] จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างไร. ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วย สามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถ แห่งฉันทะ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความ ปราโมทย์ ฯลฯ จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างนี้. [๔๕๗] จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างไร. สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ย่อมครอบงำความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ย่อมครอบงำความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมครอบงำ ความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมครอบงำ ความประมาท ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความประมาท สมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำอุทธัจจะ ย่อมครอบงำความเร่าร้อน เพราะอุทธัจจะ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ย่อมครอบงำอวิชชา ย่อม ครอบงำความเร่าร้อนเพราะอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ย่อมครอบงำ กามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาท ย่อมครอบงำพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา ย่อมครอบงำถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำอุทธัจจะ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค ย่อมครอบงำกิเลส ทั้งปวง จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างนี้.
หน้า 264 ข้อ 458, 459
[๔๕๘] จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างไร. ผู้มีศรัทธา ย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์ ของผู้มีศรัทธา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ ผู้มีความเพียรย่อมให้ วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในความประคองไว้ วิริยินทรีย์ของผู้มีความเพียร ย่อมให้ตั้งอยู่ ในความประคองไว้ ผู้มีสติย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น สตินทรีย์ ของผู้มีสติ ย่อมให้ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ ในความไม่ฟุ้งซ่าน สมาธินทรีย์ของผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้ง- ซ่าน ผู้มีปัญญาย่อมให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในความเห็น ปัญญินทรีย์ของผู้มี ปัญญา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความเห็น พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ใน เนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พระ โยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท อินทรีย์ ๕ ของพระ- โยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอาโลก- สัญญา พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พระโยคาวจรย่อม ให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างนี้. [๔๕๙] ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ เท่าไร.
หน้า 265 ข้อ 460
ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ ท่านผู้ปราศ- จากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐. [๔๖๐] ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ? ปุถุชนผู้มีตนอันพิจารณาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๑ เป็นผู้ฉลาดให้ความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง ปัคคหนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ๑ เป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ๑ ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ เหล่านี้. พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ? พระเสขะมีตนอันพิจารณาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง อารมณ์ ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว พระเสขะผู้เจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้. ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการ ๑๐ เป็นไฉน ? ท่านผู้ปราศจากราคะมีตนอันพิจารณาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว
หน้า 266 ข้อ 461, 462
เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ท่านผู้ ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้. [๔๖๑] ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเจริญ- วิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดใน ความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร. ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ พระเสขะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ท่านผู้ ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นผู้ ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒. [๔๖๒] ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการ ๙ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน ? ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็น สุข ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดย ความเสื่อมไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ๑ เป็นผู้
หน้า 267 ข้อ 462
ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดย ความยั่งยืน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ ๑ เป็นผู้ ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดย เป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดย ความยึดมั่น ๑ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านั้น เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้. พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ? พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็น ของไม่เที่ยง ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความยึดมั่น เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้. ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วย อาการ ๑๒ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ? ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่ง มิใช่ญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ เป็นผู้ฉลาด
หน้า 268 ข้อ 463
ในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วย ๑๒ เหล่านี้ บุคคลผู้มีตนอันเว้นแล้ว ย่อมให้อินทรีย์ประชุม ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรม อันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ [๔๖๓] คำว่า ย่อมให้อินทรีย์ประชุมลง ความว่า ย่อมให้ อินทรีย์ประชุมลงอย่างไร ย่อมให้สัทธินทรีย์ประชุมลงด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯ ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดใน ความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความ เป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วย สามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ความสามารถความเป็นผู้ฉลาดใน ความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความ ไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความเป็นทุกข์ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความ เป็นสุข ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ด้วย สามรถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาด
หน้า 269 ข้อ 464
ในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้ง ไว้โดยความเสื่อมไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความ ประมวลมา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความแปรปรวน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความยั่งยืน ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความเป็นสภาพที่หานิมิตมิได้ ด้วยสามารถ ความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยเป็นสภาพมีนิมิต ด้วยสามารถความเป็น ผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดใน ความไม่ตั้งไว้โดยสภาพมีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดย ความเป็นสภาพสูญ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึด มั่น ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็น ผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่ง ความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความดับ ย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. [๔๖๔] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ด้วยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ อินทรีย์ ๓ เป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อมถึง ฐานะเท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล
หน้า 270 ข้อ 465
อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อัญญตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล. [๔๖๕] ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีความประคองไว้เป็น บริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็น บริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดียิ่งเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในการ สืบต่อแห่งความเป็นไปเป็นบริวารธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค เว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นกุศลทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็น ธรรมที่นำออก ล้วนเป็นเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม ล้วนเป็นโลกุตระ ล้วน เป็นธรรมมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามี- ตินทรีย์มีอินทรีย์ทั้ง ๘ นี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นเป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยเป็นบริวาร มีสัมปยุตธรรมเป็นบริวาร เป็นสหคตธรรม เป็น สหชาตธรรม เป็นธรรมเกี่ยวข้องกัน เป็นธรรมประกอบกัน ธรรมเหล่านั้น แลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในขณะโสดา- ปัตติผล ฯลฯ. ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจ เชื่อเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในความสืบเนื่องแห่งความ เป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตผล เว้นรูปอันมีจิต เป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นอพัพยากฤตทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นโลกุตระ ล้วนมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ นี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและ
หน้า 271 ข้อ 466
เป็นบริวารแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดนี้รวมเป็นอินทรีย์ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้. [๔๖๖] คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะ เหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติ- มรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะ สกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะ ทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไป เพราะอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ และอวิชชาทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปใน ขณะอรหัตมรรคนี้. บทธรรมที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็น ไม่มีโนโลกนี้ อนึ่ง บทธรรม อะไร ๆ ที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงทราบแล้ว ไม่พึงทรงทราบมิได้มี พระตถาคต ทรงทราบธรรมที่ควรนำไปทั้งปวง เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่าเป็น พระสมันตจักษุ. คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ เพราะอรรถว่า กระไร. พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ญาณในทุกขสมุทัย ฯลฯ สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ เป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณ ๑๔ นี้
หน้า 272 ข้อ 467
ในพระพุทธญาณ ๑๔ นี้ ญาณ ๘ ข้างต้นทั่วไปกับพระสาวก ญาณ ๖ ข้าง หลังไม่ทั่วไปกับพระสาวก. [๔๖๗] พระตถาคตทรงทราบ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยาก ตลอดหมด ที่ไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ ทนได้ยาก พระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงทราบแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรง ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยพระปัญญา ที่ไม่ทรงถูกต้องแล้วมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯลฯ สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุให้เกิด ฯลฯ สภาพแห่งนิโรธเป็นเหตุดับโดยไม่เหลือ ฯลฯ สภาพแห่งมรรคเป็นทางให้ถึง ฯลฯ สภาพแห่งอรรถปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาเครื่องแตกฉานดีโดยอรรถ ฯลฯ สภาพแห่งธรรมปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยธรรม ฯลฯ สภาพแห่ง นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยภาษา สภาพแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยปฏิภาณ ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั้งหลาย ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอันนอนตามของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ฯลฯ อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้สดับ ที่ได้ทราบ ที่รู้แจ้ง ที่ถึง ที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ โนโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแจ้งแล้ว
หน้า 273 ข้อ 467
ทรงรู้แล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาที่ไม่ทรงถูกต้องด้วย ปัญญาไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่าสมันตจักษุ สมันตจักษุ เป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ...สมาธินทรีย์ด้วยอรรถ ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลเมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อ ประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อม ตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อประคอง ไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อ ตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อ ประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้ง ใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติ มั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่น ย่อมประคองไว้ เมื่อประคอง ไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่น ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั่งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อรู้ชัด ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้ง ใจมั่นย่อมรู้ชัด เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคอง ไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่น จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะ ความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้ประ คองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็น ผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความ
หน้า 274 ข้อ 468
เป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัด จึงประคองไว้ เพราะความเป็น ผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ตั้ง สติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้ง สติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่น จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประ- คองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่น จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะ ความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็น ผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้ง สติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่น จึงรู้ชัด พระพุทธจักษุเป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณเป็นพระจักษุ อัน เป็นเครื่องให้ พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อย ในปัญญาจักษุก็มี มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มี อาการดีก็มี มีอาการชั่วก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่ายก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดย ยากก็มี บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลก และโทษโดยความเป็นภัย. [๔๖๘] คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมาก ในปัญญาจักษุ ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้ปรารภความเพียร...ผู้มี
หน้า 275 ข้อ 468
สติตั้งมั่น...ผู้มีจิตตั้งมั่น...ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้เกียจคร้าน...ผู้มีสติหลงลืม...ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ... ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ. คำว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มี ศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่ามีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน. คำว่า ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่า ผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว. คำว่า จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย จะพึงให้ฝึกให้รู้ได้โดยยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่า จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มี ปัญญา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก. คำว่า บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บาง พวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลก และโทษโดยความเป็นภัย ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความ เป็นภัย ผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย. คำว่า โลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวง
หน้า 276 ข้อ 468
ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔ คือ อาการ ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะ ภายใน ๖ โลก ๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘. คำว่า โทษ ความว่า กิเลสทั้งปวงเป็นโทษ ทุจริตทั้งปวงเป็นโทษ อภิสังขารทั้งปวงเป็นโทษ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงเป็นโทษ ความ สำคัญในโลกนี้และในโทษนี้ด้วยประการดังนี้ โดยความเป็นภัยอย่างแรงกล้า ปรากฏเฉพาะหน้า เปรียบเหมือนความสำคัญในเพชฌฆาต ซึ่งกำลังแกว่งดาบ เข้ามาโดยความเป็นภัย ฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงทราบ ทรงเห็น ทรง รู้ชัดแทงตลอด ซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้. จบตติยภาณวาร จบอินทริยกถา
หน้า 277 ข้อ 468
๔. อินทริยกถา ๑. อรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาในอินทริย- กถา ซึ่งกล่าวในลำดับอานาปานสติกถา. จริงอยู่ อินทริยกถานี้ท่านกล่าวในลำดับอานาปานสติกถา เพื่อแสดง วิธีมีการชำระอินทรีย์ อันเป็นอุปการะแก่อานาปานสตินั้น เพราะไม่มี อานาปานสติภาวนา ในเพราะความไม่มีอินทรีย์ทั้งหลายอันเป็นอุปการะแก่ อานาปานสติภาวนา เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะทำอินทริยกถา ที่ควรกล่าวนั้น อันเป็นเทศนาที่มีมาในพระสูตร โดยประสงค์จะให้รู้ซึ่งตน ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นเบื้องต้นจึงกล่าวคำ เป็นอาทิว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เป็นบทนิบาต. บททั้งหลายมีอาทิว่า เม เป็นบทนาม. บทว่า วิ ในบทว่า วิหรติ นี้ เป็นบทอุปสรรค. บทว่า หรติ เป็นบทอาขยาย. พึงทราบการจำแนกบทโดยนัยนี้ด้วยประการฉะนี้. แต่โดยอรรถ เอวํ ศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถแห่งนิทัศนะการชี้แจง และในอรรถแห่งอวธารณะ (การรับรอง) ในการถือเอาคําอันเป็นอุปมาการอ้าง การติเตียน การสรรเสริญและอาการ. แต่ เอวํ ศัพท์ในที่นี้วิญญูชนบัญญัติ ลงในอรรถแห่งอาการและในอรรถแห่งนิทัศนะ และในอรรถแห่งอวธารณะ ก็เหมือนอย่างนั้น.
หน้า 278 ข้อ 468
ในอรรถเหล่านั้น ท่านแสดงความนี้ด้วย เอวํ ศัพท์ อันมีอาการเป็น อรรถ แปลว่า ด้วยอาการอย่างนี้. ใคร ๆ สามารถจะรู้พระดำรัสของพระผู้มี พระภาคเจ้านั้น อันมีนัยต่าง ๆ ละเอียด มีอัธยาศัยไม่น้อยเป็นสมุฏฐาน สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ มีปาฏิหาริย์หลายอย่างลึกซึ้งด้วยเหตุผลเทศนา และปฏิเวธอันมาสู่คลองโสตโดยสมควรแก่ภาษาของตน ๆ แห่งสัตว์ทั้งปวงได้ โดยทุกประการ แม้ยังผู้ประสงค์จะพึงให้เกิดด้วยกำลังทั้งปวง จึงกล่าวว่า เอวํ เม สุตํ คือแม้ข้าพเจ้าก็สดับมาแล้วด้วยอาการหนึ่งดังนี้. พระสารีบุตร เถระ เมื่อจะออกตัวว่า เรามิใช่พระสยัมภู สิ่งนี้เรายังมิได้ทำให้แจ้ง ด้วย เอวํ ศัพท์อันมีนิทัศนะเป็นอรรถ จึงแสดงสูตรทั้งสิ้นที่ควรกล่าวในบัดนี้ว่า เอวํ เม สุตํ แม้เราก็สดับมาแล้วอย่างนี้ดังนี้. ด้วยมีอวธารณะเป็นอรรถ พระสารีบุตร เถระ เมื่อจะแสดงกำลังอันทรงไว้ของตน สมควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรง สรรเสริญ โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้เป็น สาวกของเรา มีปัญญามาก สารีบุตรเป็นผู้เลิศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายัง ไม่พิจารณาเห็นบุคคลอื่นแม้สักคนเดียว ซึ่งเป็นผู้ยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ ตถาคตประกาศไปแล้วอย่างนี้ ให้เป็นไปตามได้อย่างถูกต้องเหมือนสารีบุตร เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ตถาคตประกาศ แล้ว ให้เป็นไปตามได้อย่างถูกต้อง จึงยังความเป็นผู้ใคร่จะฟังให้เกิดแก่สัตว์ ทั้งหลายว่า เราสดับมาแล้วอย่างนี้ พระธรรมจักรนั้นแลไม่บกพร่องไม่เกิน โดยอรรถหรือโดยพยัญชนะ พึงเห็นเป็นอย่างนี้เท่านั้น ไม่พึงเห็นเป็น อย่างอื่น. เม ศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ จตุตถีวิภัตติและฉัฏฐี- วิภัตติ. แต่ในที่นี้ย่อมควรในสองอรรถว่า มยา สุตํ อันเราสดับแล้ว และ
หน้า 279 ข้อ 468
มม สุตํ สดับแล้วแก่เราดังนี้. ศัพท์ว่า สุตํ นี้เป็นทั้งอุปสรรคและมิใช่อุปสรรค ย่อมปรากฏในการฟังชัด การไป การชุ่มชื้น การสะสม การประกอบ การ รู้แจ้งทางหู และเมื่อจะรู้ ย่อมปรากฏด้วยการแล่นไปตามโสตทวาร. แต่ในที่นี้ สุตํ ศัพท์นั้นมีความว่า เข้าไปทรงไว้หรือการเข้าไปทรงไว้โดยแล่นไปตาม โสตทวาร. เมื่อ เม ศัพท์ มีอรรถว่า มยา ย่อมควรว่า อันเราสดับแล้ว อย่างนี้ คือ เข้าไปทรงไว้โดยแล่นไปตามโสตทวาร. เมื่อมีอรรถว่า มม ย่อม ควรว่า การฟังคือการเข้าไปทรงไว้โดยตามแล่นไปทางโสตทวารของเราอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อไม่รู้ความที่การฟังอันตนให้เกิดแล้วว่า เราสดับ มาแล้วอย่างนี้ เมื่อจะเปิดเผยการฟังอันมีมาก่อน ย่อมยังความไม่เชื่อถือใน ธรรมนี้ให้พินาศไปว่า คำนี้เรารับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้าด้วยเวสารัชธรรม ๔ ผู้ทรงกำลัง ๑๐ ผู้ตั้งอยู่ในฐานะ อันองอาจ ผู้บันลือสีหนาท ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ผู้เป็นอิสระในธรรม ผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้เป็นธรรมาธิบดี ผู้เป็นธรรมประทีป ผู้เป็นธรรมสรณะ ผู้เป็นจักรพรรดิแห่งพระสัทธรรมอันประเสริฐ ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ควรทำความเคลือบแคลงสงสัย ในอรรถ ในธรรม ในบท ในพยัญชนะ นี้เลย ยังสัทธาสัมปทาให้เกิด. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สาวกของพระโคดมกล่าวอยู่อย่างนี้ว่า เราสดับ มาแล้วอย่างนี้ ย่อมยังผู้ไม่เชื่อให้พินาศไป ยังผู้เชื่อ ให้เจริญในพระศาสนา ดังนี้. บทว่า เอกํ แสดงจำนวน. บทว่า สมยํ แสดงกำหนด. บทว่า เอกํ สมยํ แสดงความไม่แน่นอน. สมย ศัพท์ในบทนั้นย่อมปรากฏ
หน้า 280 ข้อ 468
ในการประชุม ขณะ กาล หมู่ เหตุ ทิฏฐิ การได้ การละ และการแทงตลอด. แต่ในที่นี้ สมย ศัพท์ เอาความว่า กาล. ด้วยเหตุนั้นท่านแสดงว่า เอกํ สมยํ โนสมัยหนึ่ง บรรดาสมัยทั้งหลาย้อนเป็นประเภทแห่งกาล มีปี ฤดู เดือน กึ่งเดือน คืน วัน เช้า เที่ยง เย็น ยามต้น ยามกลาง ยามสุด และครู่ เป็นต้น. ในกาลทั้งหลายมีปีเป็นต้นเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตร ใด ๆ ในปี ฤดู เดือน ปักษ์ กลางคืนหรือกลางวันใด ๆ พระสูตรนั้น ทั้งหมด พระเถระรู้แล้วเป็นอย่างดี กำหนดแล้วเป็นอย่างดีด้วยปัญญาโดยแท้. แต่เพราะเมื่อกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้ ในปีโน้น ฤดูโน้น เดือนโน้น ปักษ์โน้น กลางคืนวันโน้น หรือกลางวันวันโน้น ไม่สามารถ จะทรงจำได้ จะยกขึ้นแสดงได้ หรือให้ยกขึ้นแสดงได้โดยง่าย ควรจะกล่าว ให้มาก ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประมวลความนั้นลงด้วยบทเดียวเท่านั้นแล้ว กล่าวว่า เอกํ สมยํ. ในบรรดาสมัยอันมีประเภทมากมาย ตามประกาศไว้ในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอาทิอย่างนี้ คือ สมัยลงสู่พระครรภ์ สมัยประสูติ สมัยเกิดสังเวช สมัยเสด็จทรงผนวช สมัยทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา สมัยชนะมาร สมัยตรัสรู้ สมัยเสวยสุขในทิฏฐิธรรม สมัยเทศนา สมัยปรินิพพาน แสดงถึงสมัยหนึ่ง คือ สมัยเทศนา. ท่านกล่าวว่า เอกํ สมยํ หมายถึง สมัยใดสมัยหนึ่ง ในบรรดาสมัยอันเป็นสมัยทรงบำเพ็ญกิจด้วยพระกรุณาใน สมัยทรงบำเพ็ญพระญาณกรุณา อันเป็นสมัยทรงปฏิบัติประโยชน์ เพื่อผู้อื่น ในสมัยที่ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์เพื่อผู้อื่น อันเป็นสมัยแสดง
หน้า 281 ข้อ 468
ธรรมิกถาในสมัยที่ทรงกระทำกิจแก่ผู้มาประชุมกัน อันเป็นสมัยทรงประกาศ พระศาสนา. อนึ่ง เพราะบทว่า เอกํ สมยํ เป็นอัจจันตสังโยคะ คือ เป็นทุติยา- วิภัตติลงในอรรถว่า สิ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้หรือพระสูตร อื่นสิ้นสมัยใด ทรงอยู่ด้วยพระกรุณาวิหาร สิ้นสมัยนั้นตลอดกาล ฉะนั้น เพื่อส่องความนั้น ท่านจึงทำให้เป็นทุติยาวิภัตติ ดังที่ท่านกล่าวว่า ท่านเพ่งถึงอรรถนั้น ๆ แล้วจึงกล่าว สมย ศัพท์ ในที่อื่นด้วยสัตตมีวิภัตติ และตติยาวิภัตติ ในที่นี้กล่าว ด้วยทุติยาวิภัตติ. ส่วนพระโบราณาจารย์ทั้งหลายพรรณนาว่า สมย ศัพท์นี้มีความ ต่างกันเพียงคำพูดว่า ตสฺมึ สมเย ในสมัยนั้น เตน สมเยน ด้วยสมัย นั้น หรือ ตํ สมยํ สินสมัยนั้น ในที่ทั้งปวงมีความเป็นสัตตมีวิภัตติทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น แม้เมื่อกล่าวว่า เอกํ สมยํ ก็พึงทราบความว่า เอกสฺมึ สมเย ในสมัยหนึ่ง. บทว่า ภควา คือครู. เพราะชนทั้งหลายในโลกเรียกครูว่า ภควา อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้านี้เป็นครูของสรรพสัตว์ เพราะเป็นผู้ประเสริฐด้วย คุณทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงทราบบทว่า ภควา ต่อไป. แม้พระโบราณาจารย์ ทั้งหลายก็ยังกล่าวไว้ว่า คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐที่สุด คำว่า ภควา เป็นคำสูงที่สุด พระตถาคตนั้นทรงเป็นผู้ควรแก่ความ เคารพ คารวะ ด้วยเหตุนั้นจึงขนานพระนามว่า ภควา. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความโดยพิสดารแห่งบทนั้นด้วยคาถานี้ว่า
หน้า 282 ข้อ 468
เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงมีภาคยธรรม ๑ ทรงมีภัคคธรรม ๑ ทรงประกอบด้วยภคธรรม ๑ ทรง จำแนกธรรม ๑ ทรงมีผู้ภักดี ๑ ทรงคายการไปในภพ ทั้งหลาย ๑ ฉะนั้น จึงได้รับการขนานพระนามว่า ภควา. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ท่านกล่าวไว้ในพุทธานุสติ นิเทศ ในวิสุทธิมรรคแล้ว. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ในนิเทศนี้ท่านแสดงเทศนาสมบัติด้วยคำว่า เอวํ แสดงสาวกสมบัติ ด้วยบทว่า เม สุตํ แสดงกาลสมบัติว่า เอกํ สมยํ แสดงเทศกสมบัติด้วยบทว่า ภควา. อนึ่ง ในบทว่า สาวตฺถิยํ นี้ ชื่อว่า สาวตฺถี เป็นนครอันเป็นที่อยู่ ของฤษีชื่อว่า สวัตถะ. นักอักษรศาสตร์กล่าวไว้อย่างนี้ว่า เหมือนนครกากันที มากันที. แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ชื่อว่า สาวตฺถี เพราะมนุษย์ ทั้งหลายมีเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างโดอย่างหนึ่งทั้งหมด. อนึ่ง เมื่อพวกกอง- เกวียนถามว่า มีสินค้าอะไร ชาวกรุงสาวัตถีตอบว่า มีทุกอย่าง. เครื่องอุปกรณ์ทุกชนิด รวมอยู่ในกรุงสาวัตถี ตลอดทุกกาล เพราะฉะนั้น อาศัยเครื่องอุปกรณ์ ทั้งหมด จึงเรียกว่า สาวัตถี. ใกล้กรุงสาวัตถีนั้น. บทว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่า ใกล้. บทว่า วิหรติ นี้แสดงการพร้อมด้วยการอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดา การอยู่ด้วยอิริยาบถ และการอยู่อันเป็นของทิพย์ ของพรหม ของพระอริยะ โดยไม่พิเศษ. แต่ในที่นี้แสดงถึงการประกอบด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งใน บรรดาอิริยาบถทั้งหลาย อันมีประเภทเช่นยืน เดิน นั่งและนอน. ด้วยเหตุนั้น
หน้า 283 ข้อ 468
พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ประทับยืน แม้ทรงดำเนิน แม้ประทับนั่ง แม้บรรทม ก็พึงทราบว่า วิหรติ ประทับอยู่นั่นแล. ในบทว่า เชตวเน นี้ ชื่อ เชตะ เพราะทรงชนะชนผู้เป็นศัตรู ของพระองค์ หรือชื่อ เชตะ เพราะเกิดเมื่อชนะชนผู้เป็นศัตรูของพระราชา ของตน หรือชื่อ เชตะ เพราะตั้งชื่ออย่างนี้แก่พระกุมาร เพราะทำให้เป็น มงคล. ชื่อว่า วน เพราะปรารถนา ความว่า เพราะทำความยินดีแก่สัตว์ ทั้งหลาย เพื่ออัตตสมบัติ เพราะยังความสิเนหาให้เกิดในตน. หรือชื่อว่า วน เพราะเชิญชวน ความว่า ดุจขอร้องสัตว์ทั้งหลายว่า จงมาใช้สอยกะ เราเถิด มีทั้งลมไหวอ่อน ๆ ต้นไม้ กิ่งไม้ คบไม้ หน่อไม้ ใบไม้ ซึ่งทำ ให้เกิดความเพลิดเพลินด้วยความหอมของดอกไม้นานาชนิด และเป็นที่ยินดี ของวิหคมีนกดุเหว่าเป็นต้น. สวนของเจ้าเชต ชื่อว่า เชตวัน เพราะสวนนั้น พระราชกุมารพระ- นามว่า เชตะ ทรงปลูก ทำให้งอกงาม ทรงดูแลรักษาอย่างดี. อนึ่ง เจ้าเชต นั้นเป็นเจ้าของสวนนั้น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า เชตวนํ สวนของเจ้าเชต. ในเชตวันนั้น ชื่อว่า วน มีสองอย่าง คือ สวนปลูกและเกิดเอง. เชตวันนี้ และเวฬุวันเป็นต้นเป็นสวนปลูก. อันธวัน มหาวันเป็นต้นเกิดเอง. บทว่า อนาถปณฺฑิกสฺส อาราเม อารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี มารดาบิดาตั้งชื่อว่า สุทัตตคหบดี. อนึ่ง เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความประสงค์ ทุกประการ เพราะปราศจากความตระหนี่และเพราะเพียบพร้อมด้วยคุณมีกรุณา เป็นต้น ได้บริจาคก้อนข้าวแก่คนอนาถาตลอดกาล ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ ชื่อว่า อาราม เพราะเป็นที่มายินดีของสัตว์หรือโดยเฉพาะ บรรพชิต. บรรพชิตทั้งหลายมาจากที่นั้น ๆ ย่อมยินดี ย่อมยินดียิ่ง เพราะ
หน้า 284 ข้อ 468
อารามนั้นงามด้วยดอกไม้และผลไม้เป็นต้น และเพราะถึงพร้อมด้วยองค์แห่ง เสนาสนะ ๕ อย่างมีไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไปเป็นต้น ความว่า เป็นผู้ไม่ รำคาญอาศัยอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาราม เพราะแม้เมื่อชนไปในที่นั้น ๆ มาในระหว่างของตนแล้วให้ยินดีด้วยสมาบัติ มีประการดังกล่าวแล้ว เพราะ อารามนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี ซื้อด้วยเงิน ๑๘ โกฏิ จากพระหัตถ์ของ พระราชกุมารเชตะเพื่อเกลี่ยพื้นที่ แล้วให้สร้างเสนาสนะด้วยเงิน ๑๘ โกฏิ สร้างทางไปสู่วิหารด้วยเงิน ๑๘ โกฏิแล้วมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขด้วยบริจาคเงิน ๕๔ โกฏิด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นจึงเรียกว่าอาราม ของอนาถปิณฑิกะ. อารามของอนาถปิณฑิกะนั้น. อนึ่ง คำว่า เชตวเน ประกาศเจ้าของเดิม. คำว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ประกาศเจ้าของหลัง. ประโยชน์อะไรในการประกาศชนเหล่านั้น. เป็นการนึกถึงทิฏฐานุคติของผู้ประสงค์บุญทั้งหลาย. เจ้าเชตทรงบริจาคเงิน ๑๘ โกฏิ ที่ได้จากการขายพื้นที่ในสร้างซุ้มประตูและปราสาท และต้นไม้ มีค่าหลายโกฏิ อนาถปิณฑิกบริจาค ๕๔ โกฏิ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยการ ประกาศชื่อชนเหล่านั้น ท่านพระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่า ผู้ใคร่บุญ ทั้งหลายย่อมทำบุญอย่างนี้ ย่อมชักชวนผู้ใคร่บุญแม้เหล่าอื่น ในการนึกถึง ทิฏฐานุคติของท่านเหล่านั้น. ในข้อนั้นจะพึงมีผู้พูดว่า หากพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุง สาวัตถี ก็ไม่ควรกล่าวว่า เชตวเน อนาถปิณฺทิกสฺส อาราเม ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ครั้นประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว ก็ไม่ ควรกล่าวว่า สาวัตฺถิยํ ใกล้กรุงสาวัตถี เพราะสมัยเดียวไม่สามารถจะประทับ อยู่ในที่สองแห่งได้. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น เราได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า บทว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถว่าใกล้ คือ ใกล้กรุงสาวัตถี.
หน้า 285 ข้อ 468
เพราะฉะนั้น เหมือนฝูงโคทั้งหลายเที่ยวไปใกล้แม่น้ำคงคาและยมุนา เป็นต้น ก็เรียกว่า ฝูงโคเที่ยวไปใกล้แม่น้ำคงคา เที่ยวไปใกล้แม่น้ำยมุนา ฉันใด แม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น เชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุง สาวัตถี เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่นั้นก็กล่าวว่า ประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้กรุงสาวัตถี เพราะคำว่า กรุงสาวัตถี ของบทนั้นเพื่อแสดงถึงโคจรคาม คำที่เหลือเพื่อแสดงถึงที่อยู่อันสมควรแก่ บรรพชิต. ในบทเหล่านั้น ท่านพระสารีบุตรแสดงถึงการทำความอนุเคราะห์ คฤหัสถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประกาศชื่อกรุงสาวัตถี แสดงถึงการทำ ความอนุเคราะห์บรรพชิต ด้วยประการชื่อเชตวัน เป็นต้น อนึ่ง ด้วยบทต้น แสดงถึงการเว้นการประกอบอัตตกิลมถานุโยค เพราะได้รับปัจจัย ด้วยบท หลังแสดงถึงอุบายเป็นเครื่องเว้นการประกอบกามสุขัลลิกานุโยค เพราะละ วัตถุกาม. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทก่อนแสดงถึงการประกอบธรรมเทศนา ด้วย บทหลังแสดงถึงการน้อมไปเพื่อวิเวก. ด้วยบทก่อนแสดงถึงการเข้าถึงด้วย พระกรุณา ด้วยบทหลังแสดงถึงการเข้าถึงด้วยปัญญา. ด้วยบทต้นแสดงถึง ความเป็นผู้น้อมไปเพื่อยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยบทหลัง แสดงถึงความไม่เข้าไปติดในการทำประโยชน์สุขเพื่อผู้อื่น. ด้วยบทต้นแสดง ถึงการอยู่ผาสุก มีการไม่สละสุขอันประกอบด้วยธรรมเป็นนิมิต ด้วยบทหลัง แสดงถึงการอยู่ผาสุก มีการประกอบธรรมอันยอดเยี่ยมของมนุษย์. ด้วยบทต้น แสดงถึงความเป็นผู้มากด้วยอุปการะแก่มนุษย์ทั้งหลาย ด้วยบทหลังแสดงถึง ความเป็นผู้มากด้วยอุปการะแก่ทวยเทพ. ด้วยบทต้นแสดงถึงความที่พระองค์
หน้า 286 ข้อ 468
อุบัติขึ้นในโลกเป็นผู้เจริญในโลก ด้วยบทหลังแสดงถึงความเป็นผู้ไม่ถูกโลก ฉาบทา. ด้วยบทต้นแสดงการชี้แจงถึงประโยชน์ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอุบัติ ขึ้นแล้ว เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อ อนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลหนึ่งคือใคร คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบทหลังแสดงถึงการอยู่อันสมควรในที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติแล้ว. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติในสวนทั้งนั้น ทั้งโลกิยอุบัติ และโลกุตรอุบัติ คือ ครั้งแรกทรงอุบัติ ณ ลุมพินีวัน ครั้งที่สองทรงอุบัติ ณ โพธิมณฑล ด้วยเหตุนั้นพึงทราบการประกอบความในบทนี้ โดยนัยมี อาทิอย่างนี้ว่า พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงถึงการประทับอยู่ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าในสวนทั้งนั้น. บทว่า ตตฺร ณ ที่นั้น เป็นบทแสดงถึงเทศะและกาละ. ท่านแสดงว่า ในสมัยที่ประทับอยู่ และในพระวิหารเชตวันที่ประทับอยู่ หรือแสดงถึงเทศะ และกาละอันควรกล่าว. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ทรงแสดงธรรม ในเทศะหรือกาละอันไม่สมควร ดังตัวอย่างในข้อนี้ว่า ดูก่อนพาหิยะ ยังไม่ ถึงเวลาก่อน. บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอวธารณะ เพียงทำบทให้เต็ม หรือในอรรถแห่งกาลต้น. บทว่า ภควา คือแสดงถึงความเป็นผู้เคารพของ โลก. บทว่า ภิกฺขุ เป็นคำกล่าวถึงบุคคลที่ควรฟังพระดำรัส. อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ภิกฺขุ นี้ พึงทราบอรรถแห่งคำโดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่า ภิกฺขุ เพราะ เป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกฺขุ เพราะเป็นผู้ออกเที่ยวเพื่อขอ. บทว่า อามนฺเตสิ
หน้า 287 ข้อ 468
คือตรัสเรียก ได้ตรัสให้รู้ นี้เป็นความในบทว่า อามนฺเตสิ นี้ แต่ในที่อื่น เป็นไปในความให้รู้บ้าง ในการเรียกบ้าง. บทว่า ภิกฺขโว แสดงอาการเรียก. ด้วยบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศถึงความประพฤติที่คบคน เลวและคนดี ด้วยพระดำรัสอันสำเร็จด้วยการประกอบคุณ มีความเป็นผู้ขอ เป็นปกติ ความเป็นผู้ขอเป็นธรรมดา และความเป็นผู้ทำความดีในการขอ เป็นต้นของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงกระทำการข่มความเป็นผู้ฟุ้งซ่าน และความ หดหู่. อนึ่ง ด้วยบทว่า ภิกฺขโว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภิกษุเหล่านั้น ให้หันหน้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ ด้วยพระดำรัสอันเปี่ยมไปด้วยพระ- กรุณาอย่างกว้างขวาง พระหฤทัยและพระเนตรสุภาพ ทรงยังภิกษุเหล่านั้น ให้ เกิดความสนใจเพื่อจะฟังด้วยพระดำรัส แสดงความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะกล่าว นั้นนั่นเอง. อนึ่ง ด้วยบทว่า ภิกฺขโว นั้นทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้น แม้ ตั้งใจฟังด้วยดี ด้วยพระดำรัสอันเป็นประโยชน์ในการตรัสรู้. จริงอยู่ ความ เป็นผู้ตั้งใจฟังด้วยดีเป็นสมบัติของพระศาสนา. หากมีคำถามว่า เมื่อมีเทวดา และมนุษย์เหล่าอื่นอยู่ด้วย เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียก เฉพาะภิกษุทั้งหลายเท่านั้นเล่า. ตอบว่า เพราะภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด เป็นผู้นั่งใกล้ เป็นผู้เตรียมแล้วทุกเมื่อ และเป็นดุจภาชนะ อันที่จริง พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั่วไปแก่บริษัททั้งปวง. อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้เจริญที่สุดในบริษัทเพราะเข้าไปถึงก่อน ชื่อว่าเป็น ผู้ประเสริฐที่สุด เพราะเป็นผู้ดำเนินตามพระจริยาของพระศาสดา ตั้งแต่ความ เป็นผู้ไม่ครองเรือนเป็นต้น และเพราะเป็นผู้รับคำสอนไว้ทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็น ผู้ใกล้ เพราะเมื่อนั่ง ณ ที่นั้น ก็นั่งใกล้พระศาสดา ชื่อว่าเป็นผู้เตรียมไว้ ทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้ท่องเที่ยวไปในสำนักของพระศาสดา และชื่อว่าเป็นดุจ ภาชนะของพระธรรมเทศนา เพราะเป็นผู้พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอน.
หน้า 288 ข้อ 468
ในข้อนั้นจะพึงมีผู้พูดว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงธรรม ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายก่อน ไม่ทรงแสดงธรรมไปเลยเพื่ออะไร. เพื่อให้ตั้งสติ เพราะภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั่งคิดอย่างอื่นบ้าง จิตฟุ้งซ่านบ้าง พิจารณา ธรรมบ้าง มนสิการกรรมฐานบ้าง ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ตรัสเรียก แล้วทรงแสดงธรรมไปเลย ก็ไม่สามารถจะกำหนดได้ว่า เทศนานี้ มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นปัจจัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยมีเรื่อง เกิดขึ้นอย่างไรพึงถึงความฟุ้งซ่าน หรือพึงถือเอาผิด ๆ ด้วยเหตุนั้น เพื่อให้ ภิกษุเหล่านั้นตั้งสติ จึงตรัสเรียกก่อนแล้วทรงแสดงธรรมในภายหลัง. บทว่า ภทนฺเต นี้เป็นคำแสดงความเคารพ หรือเป็นการให้คำรับ ต่อพระศาสดา. อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ภทนฺเต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ ตรัสว่า ภิกฺขโว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ภทนฺเต ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกฺขโว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า ภทนฺเต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุทั้งหลายให้ คำรับว่า ภิกฺขโว. ภิกษุทั้งหลายทูลให้คำรับว่า ภทนฺเต. บทว่า เต ภิกฺขู พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเรียก. บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ คือภิกษุ ทั้งหลายทูลรับการตรัสเรียกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า ภิกษุทั้งหลาย หันหน้า ฟัง รับ ถือเอา. บทว่า ภควา เอตทโวจ คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระสูตรทั้งสิ้นนั้นที่ควรตรัสในบัดนี้. อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ท่านพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวถึงนิทานใด อันประดับด้วยการอ้างถึงกาละ เทศะ ผู้แสดง และบริษัท เพื่อความสะดวก แห่งพระสูตรนี้ อันส่องถึงความลึกซึ้งของเทศนาและญาณ ของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย อันสมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ดุจท่าน้ำอันเป็นภูมิภาคที่สะอาด
หน้า 289 ข้อ 468
เกลื่อนกลาดด้วยทรายเช่นกับลาดไว้ด้วยตาข่ายแก้วมุกดา มีบันไดแก้ววิลาส โสภิตขจิตด้วยพื้นศิลาราบรื่น เพื่อข้ามไปได้สะดวก ณ สระโบกขรณี มีน้ำ รสอร่อยใสสะอาดดาดาษไปด้วยดอกบัวและกอบัว ดุจบันไดงดงามรุ่งเรื่อง ผุดขึ้นด้วยแสงสว่างแห่งมวลแก้วมณี อันผูกติดไว้กับแผ่นกระดานอันละ- เอียดอ่อนทำด้วยงาและลดาทอง เพื่อขึ้นสะดวกยังปราสาทอันประเสริฐ ตกแต่ง ไว้อย่างรุ่งโรจน์ ล้อมด้วยฝาที่จัดไว้เป็นอย่างดี และเวทีอันวิจิตร ดุจเพราะ ใคร่จะสัมผัสทางแห่งนักษัตร ดุจมหาทวารอันมีประตูและหน้าต่างไพศาล รุ่งโรจน์ โชติช่วง บริสุทธิ์ด้วยทอง เงิน แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ว ประพาฬเป็นต้น เพื่อเข้าไปสะดวกยังเรือนใหญ่ อันงดงามด้วยอิสริยสมบัติ อันโอฬาร อันเป็นหลักการประพฤติของชน ในเรือนซึ่งมีเสียงไพเราะด้วย การพูด การหัวเราะเจือไปด้วยเสียงกระทบ มีกำไรมือและกำไรเท้าทองคำ เป็นต้น การพรรณนาความแห่งนิทานนั้นสมบูรณ์แล้ว. บทว่า ปญฺจ ในพระสูตรเป็นการกำหนดจำนวน. บทว่า อิมานิ อินฺทริยานิ อินทรีย์เหล่านี้ เป็นบทชี้แจงธรรมที่กำหนดไว้แล้ว. อรรถแห่ง อินทรีย์ ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงพระสูตรนี้แล้ว มีพระประสงค์ จะแสดงวิธีเจริญความบริสุทธิ์แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ที่ได้ตรัสไว้ในพระสูตรนี้ และความระงับอินทรีย์ที่เจริญแล้ว จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อิมานิ ปญฺจินฺ- ทฺริยานิ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิสุชฺฌนฺติ คือย่อมถึงความหมดจด. บทว่า อสฺสทฺเธ ผู้ไม่มีศรัทธา คือ ผู้ปราศจากความเชื่อในพระรัตนตรัย. บทว่า สทฺเธ ผู้มีศรัทธา คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย. บทว่า เสวโต
หน้า 290 ข้อ 468
สมาคม คือ เสพด้วยจิต. บทว่า ภชโต คบหา คือ เข้าไปนั่งใกล้. บทว่า ปยิรุปาสโต นั่งใกล้ คือ เข้าไปนั่งด้วยความเคารพ. บทว่า ปาสาทนีเย สุตตนฺเต พระสูตรอันนำมาซึ่งความเลื่อมใส คือ พระสูตรปฏิสังยุตด้วยพระ รัตนตรัยอันให้เกิดความเลื่อมใส. บทว่า กุสีเต ผู้เกียจคร้าน ชื่อว่า กุสีทา เพราะจมลงด้วยอาการเกียจคร้าน. กุสีทา นั่นแล คือ ผู้เกียจคร้าน. บุคคล ผู้เกียจคร้านเหล่านั้น. บทว่า สมฺมปฺปธาเน ความเพียรชอบ คือ พระสูตร ปฏิสังยุคด้วยความเพียรชอบอันให้สำเร็จกิจ ๔ อย่าง. บทว่า มุฏฺสฺสติ ผู้มีสติหลงลืม คือ ผู้มีสติหายไป. บทว่า สติปฏฺาเน สติปัฏฐาน คือ พระสูตรอันทำให้ยิ่งด้วยสติปัฏฐาน. บทว่า ฌานวิโมกฺเข ฌานและวิโมกข์ คือ พระสูตรอันทำให้ยิ่งด้วย จตุตถฌาน วิโมกข์ ๘ และวิโมกข์ ๓ อย่าง. บท ว่า ทุปฺปญฺเ บุคคลปัญญาทราม คือไม่มีปัญญา หรือชื่อว่า ทุปฺปญฺา เพราะเป็นผู้มีปัญญาทรามเพราะไม่มีปัญญา ซึ่งบุคคลผู้มีปัญญาทรามเหล่านั้น. บทว่า คมฺภีราณจริยํ ญาณจริยาอันลึกซึ้ง คือ พระสูตรปฏิสังยุตด้วย อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น หรือ เช่นกับญาณกถา. บทว่า สุตฺต- นฺตกฺขนฺเธ จำนวนพระสูตร คือ ส่วนแห่งพระสูตร. บทว่า อสฺสทฺธิยํ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ในบทมีอาทิว่า อสฺส- ทฺธิยํ คือ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา บุคคลเห็นโทษในความไม่มีศรัทธา ละ ความไม่มีศรัทธา ย่อมเจริญสัทธินทรีย์ บุคคลเห็นอานิสงส์ในสัทธินทรีย์ เจริญสัทธินทรีย์ ย่อมละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า โกสชฺชํ คือความเป็นผู้เกียจคร้าน. บทว่า ปมาทํ คือ การอยู่ปราศจากสติ. บทว่า อุทฺธจฺจํ คือความเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ได้แก่ ซัด จิตไป.
หน้า 291 ข้อ 468
บทว่า ปหีนตฺตา เพราะเป็นผู้ละแล้ว คือเพราะเป็นผู้ละการบำเพ็ญ ฌานด้วยสามารถแห่งอัปปนา. บทว่า สุปฺปหีนตฺตา เพราะความเป็นผู้ละ ดีแล้ว คือเพราะความเป็นผู้ละแล้วด้วยดี ด้วยการบำเพ็ญวิปัสสนา ด้วย สามารถแห่งวุฏฐานคามินี. บทว่า ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้ว พึงประกอบตามลำดับดังที่กล่าวแล้วนั่นแล. จริงอยู่ เพราะละ ด้วยสามารถตรงกันข้ามกับวิปัสสนา จึงควรกล่าวว่า สุปฺปหีนตฺตา เพราะ ฉะนั้น จึงควรกล่าวว่า สุภาวิตํ ไม่ใช่ด้วยฌาน. อนึ่ง เพราะการสำเร็จ ภาวนาด้วยการละสิ่งที่ควรละ เป็นอันสำเร็จการละสิ่งที่ควรละด้วยความสำเร็จ แห่งภาวนา ฉะนั้นท่านแสดงทำเป็นคู่กัน. พึงทราบวินิจฉัยในปฏิปัสสัทธิวารดังต่อไปนี้ บทว่า ภาวิตานิเจว โหนฺติ สุภาวิตานิจ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะ อินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้วนั่นแล เป็นอินทรีย์ที่อบรมดีแล้ว. บทว่า ปฏิปฺปสฺสทธานิจ สุปฺปฏิปสฺสทฺธานิจ ระงับแล้วระงับดีแล้ว ท่าน กล่าวถึงความที่อินทรีย์ระงับแล้วนั่นแล เป็นอินทรีย์ระงับดีแล้ว. พึงทราบ ความที่อินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้วและระงับแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเกิดกิจ ของมรรคในขณะแห่งผล. บทว่า สมุจเฉทวิสุทฺธิโย สมุจเฉทวิสุทธิ ได้แก่ มรรควิสุทธินั่นเอง. บทว่า ปฏิปฺปสฺสทธิวิสุทฺธิโย ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ได้แก่ ผลวิสุทธินั่นเอง. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงประกอบอินทรีย์มีวิธีดังกล่าวแล้ว อย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการกบุคคล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตีนํ ปุคฺคลานํ บุคคลเท่าไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิตินฺทฺริยวเสน พุทฺโธ ชื่อว่า พุทฺโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ความว่า ผู้ตรัสรู้ ผู้รู้อริยสัจ
หน้า 292 ข้อ 468
๔ ด้วยการฟังธรรมกถาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. นี้เป็นคำพูดถึงเหตุแห่ง ความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว เพราะว่า ผู้เจริญอินทรีย์แล้วในขณะแห่งผล เพราะเป็นผู้ตรัสรู้มรรคด้วยสามารถบรรลุภาวนา. พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะ แสดงถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผลเท่านั้นให้วิเศษออกไป เพราะพระอริยบุคคล ทั้งหลายแม้ ๘ ก็เป็นพระสาวกของพระตถาคต จึงกล่าวว่า ขีณาสโว พระ- ขีณาสพ เพราะพระขีณาสพเท่านั้น ท่านกล่าวว่า ภาวิตินฺทฺริโย ผู้เจริญ อินทรีย์แล้ว ด้วยการสำเร็จกิจทั้งปวง. ส่วนพระอริยบุคคลแม้นอกนั้นก็เป็น ผู้เจริญอินทรีย์แล้วเหมือนกัน โดยปริยาย เพราะสำเร็จกิจด้วยมรรคนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ในขณะแห่งผล ๔ ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อัน บุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้ว. อนึ่ง เพราะอินทรีย์ภาวนายังมีอยู่นั่นเอง แก่พระอริยบุคคลเหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่อุปริมรรค ฉะนั้น พระอริยบุคคล เหล่านั้น จึงไม่ชื่อว่า เป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้วโดยตรง. บทว่า สยมภูตฏฺเน ด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง คือเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ เป็น ภควา ด้วยอรรถเป็นแล้ว เกิดแล้วในชาติอันเป็นอริยะเอง. จริงอยู่ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็เป็นพระ- สยัมภูในขณะผลด้วยอำนาจแห่งความสำเร็จภาวนา. ชื่อว่า ภาวิตินฺทฺริโย ด้วย อรรถว่าเป็นผู้รู้เองในขณะแห่งผลด้วยประการฉะนี้. บทว่า อปฺปเมยฺยฏฺเน ด้วยอรรถว่า มีพระคุณประมาณไม่ได้ คือ ด้วยอรรถว่า ไม่สามารถประมาณได้ เพราะทรงประกอบด้วยอนันตคุณ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า มีพระคุณประมาณ ไม่ได้ เพราะสำเร็จด้วยภาวนาในขณะผล เพราะฉะนั้นแล จึงเป็นผู้เจริญ อินทรีย์แล้ว. จบอรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ
หน้า 293 ข้อ 468
๒. อรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะตั้งสูตรอื่นอีกแล้วชี้แจงถึงแบบอย่างแห่ง อินทรีย์ทั้งหลาย จึงแสดงพระสูตรมีอาทิว่า ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า เย หิ เกจิ สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นบทถือเอาโดยไม่มีเหลือ. หิ อักษรเป็นนิบาต ลงในอรรถเพียงให้เต็มบท (บทสมบูรณ์). บทว่า สมณา วา พฺราหฺมณา วา ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโวหารของโลก. บทว่า สมุทยํ เหตุเกิดคือปัจจัย. บทว่า อตฺถงฺคมํ ความดับคือถึงความไม่มีแห่งอินทรีย์ที่เกิดแล้ว หรือความ ไม่เกิดแห่งอินทรีย์ที่ยังไม่เกิด. บทว่า อสฺสาทํ คืออานิสงส์. บทว่า อาทีนวํ คือโทษ. บทว่า นิสฺสรณํ อุบายเครื่องสลัดออก คือ ออกไป. บทว่า ยถาภูตํ คือตามความเป็นจริง. บทว่า สมเณสุ คือผู้สงบบาป. บทว่า สมณสมฺมตา ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะ คือ เราไม่ได้รับยกย่องว่าเป็น สมณะ. เมื่อกล่าวว่า สมฺมตา ด้วยอำนาจแห่งปัจจุบันกาล เป็นอันกล่าว ฉัฏฐีวิภัตติในบทว่า เม นี้ ด้วยอำนาจแห่งลักษณะของศัพท์. บทว่า พฺราหฺมเณสุ คือผู้ลอยบาป บทว่า สามญฺตฺถํ สามัญ ผล คือประโยชน์ของความเป็นสมณะ. บทว่า พฺรหฺมญฺตฺถํ พรหมัญผล คือ โยชน์ความเป็นพราหมณ์ แม้ด้วยบททั้งสอง ก็เป็นอันท่านกล่าวถึง อรหัตผลนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สามญฺตฺถํ ได้แก่ ผล ๓ เบื้องต่ำ. บทว่า พฺรหฺมญฺตฺถํ ได้แก่ อรหัตผล. เพราะทั้งสามัญผลและพรหมัญผลก็คือ
หน้า 294 ข้อ 468
อริยมรรคนั่นเอง. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม คือ ในอัตภาพที่ประจักษ์อยู่นี่แล. บทว่า สยํ อภิญฺา สจฺฉิกตฺวา ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเอง คือ ทำไห้ประจักษ์ด้วยญาณอันยิ่งด้วยตนเอง. บทว่า อุปสมฺปชฺช เข้าถึง คือ ถึงแล้ว หรือให้สำเร็จแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้. พระสารีบุตรเถระถามถึง จำนวนประเภทของเหตุเกิดแห่งอินทรีย์เป็นต้นก่อนแล้วแก้จำนวนของประเภท ต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า อสีติสตํ ๑๘๐ คือ ๑๐๐ ยิ่งด้วย ๘๐. โยชนาแก้ว่าด้วยอาการอันบัณฑิตกล่าวว่า ๑๘๐. พึงทราบวินิจฉัยในคณนานิเทศ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งการถาม จำนวนประเภท อีกดังต่อไปนี้. บทว่า อธิโมกฺขตฺถาย เพื่อประโยชน์แก่ การน้อมใจเชื่อ คือ เพื่อน้อมใจเชื่อ เพื่อประโยชน์แก่การเชื่อ. บทว่า อาวชฺชนาย สมุทโย เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึง คือ ปัจจัยแห่งสัทธินทรีย์ การคำนึงถึงส่วนเบื้องต้นว่า เราจักยังศรัทธาให้เกิดเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่ง สัทธินทรีย์ การคำนึงถึงการแล่นไปแห่งสัทธินทรีย์ เป็นอนันตรปัจจัยแห่ง ชวนจิตดวงแรก เป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งชวนจิตดวงที่ ๒ เป็นต้น. บทว่า อธิโมกฺขวเสน ด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ คือ ด้วยสามารถความน้อมใจ เชื่อสัมปยุตด้วยฉันทะ. บทว่า ฉนฺทสฺส สมุทโย เหตุเกิดแห่งฉันทะ คือ เหตุเกิดแห่งธรรมฉันทะเป็นเยวาปนกธรรม สัมปยุตด้วยอธิโมกข์อันเกิดขึ้น เพราะการคำนึงถึงส่วนเบื้องต้นเป็นปัจจัย. อนึ่ง เหตุเกิดนั้นเป็นปัจจัยแห่ง สัทธินทรีย์ด้วยสามารถแห่งสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัม- ปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย และเป็นอธิปติปัจจัยในกาลที่มีฉันทะ เป็นใหญ่ เหตุเกิดนั้นเป็นปัจจัยแห่งอินทรีย์ที่ ๒ ด้วยสามารถแห่งอนันตรปัจจัย
หน้า 295 ข้อ 468
สมนันตรปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย. โดยนัยนี้แลพึงทำการประกอบแม้มนสิการ. อันที่จริง ในบทว่า มนสิกาโร นี้ก็อย่างเดียวกัน คือ มีมนสิการ เป็นเช่นเดียวกัน อันมีการแล่นไปเป็นลักษณะ.. มนสิการนั้นไม่เป็นอธิปติ- ปัจจัยในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย พึงทราบว่าการถือเอาเหตุเกิดทั้งสองเหล่านี้ว่า เพราะเป็นพลวปัจจัย (ปัจจัยที่มีกำลัง). บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ด้วยอำนาจแห่งสัทธินทรีย์ คือ ด้วยอำนาจสัทธินทรีย์อันถึงความเป็นอินทรีย์ เพราะความเจริญยิ่งแห่งภาวนา. บทว่า เอกตฺตุปฏฺานํ ความปรากฏเป็น ธรรมอย่างเดียว คือ ฐานะอันยิ่งใหญ่ เพราะไม่หวั่นไหวในอารมณ์เดียว ย่อมเป็นปัจจัยแห่งสัทธินทรีย์สูงขึ้นไป. พึงทราบแม้อินทรีย์ที่เหลือโดยนัย ดังกล่าวแล้วในสัทธินทรีย์นั่นแล. อินทรีย์หนึ่ง ๆ มีเหตุเกิดอย่างละ ๔ เพราะ เหตุนั้น อินทรีย์ ๕ จึงมีเหตุเกิด ๒๐ ในเหตุเกิดหนึ่ง ๆ ของเหตุเกิด ๔ ท่านประกอบเข้ากับอินทรีย์ ๕ แล้วกล่าวเหตุเกิด ๒๐. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พึงเห็น ๒๐ ที่ ๑ ด้วยสามารถแห่งมรรคต่างๆ ๒๐ ที่ ๒ ด้วยสามารถแห่งมรรค รวมเป็นอาการ ๔๐ ด้วยประการฉะนี้. แม้อัตถังคมวาร (ความดับ) ก็พึงทราบโดยนัยนี้แล. อนึ่ง การดับ นั้น การไม่ได้ของผู้ไม่ขวนขวายการเจริญอินทรีย์ ชื่อว่า ดับการได้. การเสื่อม จากการได้ของผู้เสื่อมจากการเจริญอินทรีย์ ชื่อว่า ดับ. การระงับของผู้บรรลุ ผล ชื่อว่า ดับ. บทว่า เอกตฺตํ อนุปฏฺานํ ความไม่ปรากฏเป็นธรรม อย่างเดียว คือ ความไม่ปรากฏในธรรมอย่างเดียว.
หน้า 296 ข้อ 468
อรรถกถาอัสสาทนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในอัสสาทนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺสทฺธิยสฺส อนุปฏฺานํ ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา คือ เว้นบุคคลผู้ไม่มี ศรัทธา คบบุคคลผู้มีศรัทธา พิจารณาปสาทนียสูตรและทำโยนิโสมนสิการใน สูตรให้มาก ชื่อว่า ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา. ในบทว่า อสฺสทฺธิยปริฬาหสฺส อนุปฏฺานํ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธานี้ เมื่อพูดถึงศรัทธาเป็นไปแก่คนไม่มีศรัทธา ความ ทุกข์ โทมนัส ย่อมเกิด นี้ชื่อว่าความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา. บทว่า อธิโมกฺขจริยาย เวสารชฺชํ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วย ความน้อมใจเชื่อ คือ ความเป็นผู้แกล้วกล้าด้วยความเป็นไปแห่งศรัทธาของ ผู้ถึงความชำนาญด้วยสามารถแห่งวัตถุอันเป็นศรัทธา หรือด้วยภาวนา. บทว่า สนฺโต จ วิหาราธิคโม ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม คือ การได้ สมถะหรือวิปัสสนา. คำว่า โสมนัส ในบทว่า สุขํ โสมนสฺสํ นี้ เพื่อ แสดงถึงความสุขทางใจ แม้ความสุขทางกายก็ย่อมได้แก่กายอันสัมผัสด้วยรูป ประณีต เกิดขึ้นเพราะสัทธินทรีย์ เพราะความสุขโสมนัสเป็นประธานและ เป็นคุณ ท่านจึงกล่าวให้พิเศษว่า สุขและโสมนัสนี้เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ โดยนัยนี้พึงทราบประกอบแม้คุณแห่งอินทรีย์ที่เหลือ. จบอรรถกถาอัสสาทนิเทส
หน้า 297 ข้อ 468
อรรถกถาอาทีนวนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในอาทีนวนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อนิจฺจฏฺเน เพราะอรรถว่าไม่เที่ยง คือ เพราะอรรถว่า สัทธินทรีย์ไม่เที่ยง ท่านกล่าวว่า สัทธินทรีย์นั้นมีอรรถว่าไม่เที่ยง เป็นโทษของสัทธินทรีย์. แม้ในสองบท นอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบว่าโทษเหล่านี้เป็นโทษของคุณของเหตุเกิด และความดับของอินทรีย์อันเป็นโลกิยะนั่นเอง. จบอรรถกถาอาทีนวนิเทศ อรรถกถานิสสรณนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในนิสสรณนิเทศดังต่อไปนี้.ในบทว่า อธิโมกฺขฏฺเน ด้วยอรรถว่า ความน้อมใจเชื่อเป็นอาทิ ท่านทำอย่างละ ๕ ในอินทรีย์หนึ่ง ๆ แล้วแสดงอินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออก ๒๕ ด้วยสามารถมรรคแห่งผล. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ปณีตตรสทฺธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา แต่ การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น คือ ด้วยสามารถการได้สัทธินทรีย์ที่ประณีต กว่าในขณะแห่งมรรค จากสัทธินทรีย์ที่เป็นไปแล้วในขณะแห่งวิปัสสนานั้น. บทว่า ปุริมตรสทฺธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ สลัดออกไปจากสัทธินทรีย์ที่มี อยู่ก่อน คือ สัทธินทรีย์ในขณะแห่งมรรคนั้นออกไปแล้วจากสัทธินทรีย์ที่เป็น ไปแล้วในขณะแห่งวิปัสสนาที่มีอยู่ก่อน. โดยนัยนี้แหละพึงประกอบแม้สัทธิน- ทรีย์ในขณะแห่งผล แม้อินทรีย์ที่เหลือในขณะทั้งสองนั้น.
หน้า 298 ข้อ 468
บทว่า ปพฺพภาเค ปฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ด้วยอินทรีย์ ๕ ในส่วน เบื้องต้น คือ เครื่องสลัดออกไป ๘ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ มีปฐมฌาน เป็นต้น ด้วยอินทรีย์ ๕ ในอุปจารแห่งปฐมฌาน เครื่องสลัดออกไป ๑๘ ด้วยสามารถแห่งมหาวิปัสสนา ๑๘ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น เครื่องสลัด ออกไปเป็นโลกุตระ ๘ ด้วยสามารถโสดาปัตติมรรคเป็นต้น. ท่านแสดงนิสสรณะ (เครื่องสลัดออกไป) ๓๔ ด้วยสามารถแห่งฌาน สมาบัติมหาวิปัสสนา มรรคและผล โดยการก้าวล่วงไปแห่งอินทรีย์ก่อน ๆ. อนึ่ง บทว่า เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ท่านแสดง นิสสรณะ ๓๗ โดยเป็นปฏิปักษ์ด้วยสามารถการละสิ่งเป็นปฏิปักษ์. ในบทนั้น ท่านกล่าว นิสสรณะ ๗ ในนิสสรณะ ๗ มีเนกขัมมะเป็นต้นด้วยสามารถแห่ง อุปจารภูมิ แต่ท่านมิได้กล่าวถึงผล เพราะไม่มีการละธรรมที่เป็นปฏิปักษ์. บทว่า ทิฏฺเกฺฏเหิ กิเลสอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิ กิเลสชื่อว่า ทิฏเกฏฺา เพราะตั้งอยู่ในบุคคลเดียวพร้อมกับทิฏฐิ ตลอดถึงโสดาปัตติมรรค จากกิเลส ซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิเหล่านั้น. บทว่า โอฬาริเกหิ จากกิเลสส่วนหยาบๆ คือ จากกามราคะและพยาบาทอันหยาบ. บทว่า อณุสหคเตหิ จากกิเลส ส่วนละเอียด คือ จากกามราคะและพยาบาทนั้นแหละอันเป็นส่วนละเอียด. บทว่า สพฺพกิเลเสหิ จากกิเลสทั้งปวง คือ จากกิเลสมีรูปราคะเป็นต้น. เพราะเมื่อละกิเลสเหล่านั้น ได้ก็เป็นอันละกิเลสทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นท่านจึง กล่าวว่า สพฺพกิเลเสหิ. แต่ในนิเทศนี้ บททั้งหลายที่มีความยังมิได้กล่าวไว้ ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บทว่า สพฺเพสฺเว ขีณาสวานํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺจินฺทฺริยานิ อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้น ๆ อันพระขีณาสพทั้งปวงสลัดออกแล้ว คือ อินทรีย์ ๕ ในฐานะนั้น ๆ ในบรรดาฐานะทั้งหลายที่กล่าวไว้แล้วในก่อน มีอาทิว่า
หน้า 299 ข้อ 468
อธิโมกฺขฏฺเน อันพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย ผู้เป็นพระขีณาสพสลัดออกแล้วจากฐานะนั้น ๆ ตามที่ประกอบไว้. ในวาระนี้ ท่านกล่าวถึงนัยที่ได้กล่าวแล้วครั้งแรก ด้วยสามารถแห่งพระขีณาสพตามที่ ประกอบไว้. ก็นิสสรณะเหล่านี้มี ๑๘๐ เป็นอย่างไร. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ใน ปฐมวารมีนิสสรณะทั้งหมด ๙๖ คือ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งมรรคและผล ๒๕ ด้วยการก้าวล่วงไป ๓๔ ด้วยการเป็นปฏิปักษ์ ๓๗. ในทุติยวารเมื่อนำ นิสสรณะออกเสีย ๑๒ ด้วยอำนาจแห่งพระขีณาสพทั้งหลาย นิสสรณะเหล่านี้ ก็เป็น ๘๔ ด้วยประการฉะนี้ นิสสรณะก่อน ๙๖ และนิสสรณะเหล่านั้น ๘๔ จึงรวมเป็นนิสสรณะ ๑๘๐. ก็นิสสรณะ ๑๒ อันพระขีณาสพพึงนำออกเป็นไฉน. นิสสรณะที่ พระขีณาสพพึงนำออก ๑๒ เหล่านี้ คือ บรรดานิสสรณะที่กล่าวแล้วโดยการ ก้าวล่วง นิสสรณะ ๘ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งมรรคและผล บรรดานิสสรณะ ที่กล่าวแล้วโดยเป็นปฏิปักษ์ นิสสรณะ ๔ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งมรรค. หากถามว่า เพราะเหตุไร พระขีณาสพพึงนำนิสสรณะที่กล่าวแล้วด้วย สามารถแห่งอรหัตผลออก. ตอบว่า เพราะได้นิสสรณะ ๒๕ ที่กล่าวไว้ก่อน ทั้งหมดด้วยสามารถแห่งอรหัตผล จึงเป็นอันท่านกล่าวนิสสรณะด้วยสามารถ แห่งอรหัตผลนั่นเอง. ผลสมาบัติเบื้องบน ๆ ยังไม่เข้าถึงผลสมาบัติเบื้องล่าง ๆ เพราะฉะนั้น จึงมิได้ผลแม้ ๓ ในเบื้องล่าง. อนึ่ง ฌาน สมาบัติ วิปัสสนา และเนกขัมมะเป็นต้น ย่อมได้ด้วยสามารถแห่งกิริยา. อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ สลัดออกไปจากธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ เพราะธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหลายสงบ ก่อนด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถานิสสรณนิเทศ จบอรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ
หน้า 300 ข้อ 468
๓. อรรถกถาตติยสุตตันตนิเทศ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะตั้งพระสูตรอื่นอีก แล้วชี้แจงถึงแบบอย่าง ของอินทรีย์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว ดังนี้. อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่า โสต ในบทนี้ว่า โสตาปตฺติยงเคสุ. การถึงการบรรลุอย่างสมบูรณ์ ชื่อว่า โสตาปตฺติ (การแรกถึงกระแสธรรม). องค์คือสัมภาระแห่ง โสตาปตฺติ ชื่อว่า โสตาปตฺติยังฺคานิ (องค์แห่งการแรก ถึงกระแสธรรม). โสดาปัตติยังคะ ๔ อย่างเหล่านี้ คือ การคบสัตบุรุษเป็น โสดาปัตติยังคะ ๑ การฟังสัทธรรม เป็นโสดาปัตติยังคะ ๑ โยนิโสมนสิการ เป็น โสดาปัตติยังคะ ๑ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นโสดาปัตติยังคะ ๑ เป็นองค์แห่งการได้ส่วนเบื้องต้น เพราะความเป็นพระโสดาบัน. อาการที่เหลือ กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. อนึ่ง บทนี้ท่านกล่าวเพื่อให้เห็นว่า อินทรีย์เหล่านี้เป็นใหญ่ในวิสัย ของตน. เปรียบเหมือนเศรษฐีบุตร ๔ คน เมื่อสหายมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่ ๕ เดินไปตามถนนด้วยคิดว่า จักเล่นนักษัตร ครั้นไปถึงเรือนของ เศรษฐีบุตรคนที่ ๑ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งเฉย. ผู้เป็นเจ้าของเรือนเท่านั้น สั่งว่า พวกเจ้าจงให้ขาทนียะ โภชยะแก่สหายเหล่านี้ พวกเจ้าจงให้ของหอม ดอกไม้ และเครื่องประดับเป็นต้นแก่สหายเหล่านี้. แล้วเดินตรวจตราในเรือน ครั้นไปถึงเรือนคนที่ ๒-๓-๔ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งเฉย. ผู้เป็นเจ้าของเรือน เท่านั้น สั่งว่า พวกเจ้าจงให้ขาทนียะ โภชนียะแก่สหายเหล่านี้ พวกเจ้าจงให้ ของหอม ดอกไม้ และเครื่องประดับเป็นต้นแก่สหาย แล้วเดินตรวจตราใน
หน้า 301 ข้อ 468
เรือน. ครั้นไปถึงพระราชมณเฑียรของพระราชาภายหลังทั้งหมด พระราชา แม้จะเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงก็จริง ถึงดังนั้นในกาลนี้ก็ยังรับสั่งว่า พวกเจ้าจงให้ ขาทนียะ โภชนียะแก่สหายเหล่านี้ จงให้ของหอม ดอกไม้ และเครื่องประดับ แก่สหายเหล่านั้น แล้วทรงดำเนินตรวจตราพระราชมณเฑียรของพระองค์ ฉันใด เมื่ออินทรีย์มีหมวด ๕ ทั้งศรัทธาก็ฉันนั้น เหมือนกัน แม้เกิดในอารมณ์เดียวกัน ก็เป็นดุจเมื่อสหายเหล่านั้นเดินไปตามถนนร่วมกัน. ครั้นถึงเรือนคนที่ ๑ อีก ๔ คนนั่งนิ่ง เจ้าของเรือนเท่านั้นเดินตรวจตรา ฉันใด สัทธินทรีย์มีลักษณะ น้อมใจเชื่อ เพราะบรรลุโสดาปัตติยังคะ เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า ฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามสัทธินทรีย์ไป. ครั้นถึงเรือนคนที่ ๒ อีก คนนอกนั้นนั่งนิ่ง. เจ้าของเรือนเท่านั้น เดินตรวจตรา ฉันใด วีริยินทรีย์เท่านั้น มีลักษณะประคองไว้ เพราะบรรลุ สัมมัปปธาน เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามวิริยินทรีย์ไป. ครั้นถึงเรือนคนที่ ๓ อีก ๔ คนนอกนั้นนั่งนิ่ง เจ้าของเรือนเท่านั้น เดินตรวจตรา ฉันใดสตินทรีย์เท่านั้นมีลักษณะตั้งมั่น เพราะบรรลุสติปัฏฐาน เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า ฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามสตินทรีย์ไป. ครั้นถึงเรือนคนที่ ๔ อีก ๔ คนนอกนี้นั่งเฉย เจ้าของเรือนเท่านั้น เดินตรวจตรา ฉันใด สมาธินทรีย์เท่านั้น มีลักษณะไม่ฟุ้งซ่าน เพราะบรรลุ ฌานเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า ฉันนั้น. อินทรีย์ที่เหลือตามสมาธินทรีย์ไป. แต่ครั้นไปถึงพระราชมณเฑียรของพระราชาภายหลังทั้งหมด อีก ๔ คน นั่งเฉย พระราชาเท่านั้นทรงดำเนินตรวจตรา ฉันใด ปัญญินทรีย์เท่านั้น มีลักษณะรู้ทั่ว เพราะบรรลุอริยสัจ เป็นใหญ่เป็นหัวหน้า ฉันนั้น. อินทรีย์ ที่เหลือตามปัญญินทรีย์ไป ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 302 ข้อ 468
อรรถกถาปเภทคณนนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในปเภทคณนนิเทศ อันเป็นเบื้องต้นแห่งคำถาม จำนวนประเภทแห่งพระสูตร. บทว่า สปฺปุริสสํเสเว คือการคบสัตบุรุษ ได้แก่ ในการคบคนดีโดยชอบ. บทว่า อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเน ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ คือ ด้วยอรรถว่าความเป็นใหญ่ในอินทรีย์ ที่เหลือกล่าวคือน้อมใจเชื่อ อธิบายว่าด้วยอรรถ คือเป็นหัวหน้าอินทรีย์ที่เหลือ. บทว่า สทฺธมฺมสฺสวเน คือการฟังสัทธรรม ได้แก่ ธรรมของสัตบุรุษ หรือชื่อว่า สทฺธมฺม เพราะเป็นธรรมงาม ในการฟังสัทธรรมนั้น. บทว่า โยนิโส- มนสิกาเร คือการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย. ในบทว่า ธมฺมานุ ธมฺมปฏิปตฺติยา การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้ พึงทราบความดังนี้ ธรรมที่เข้าถึงโลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า ธมฺมานุธมฺม. การปฏิบัติการถึง ธรรมานุธรรมอันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ชื่อว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ. แม้ใน สัมมัปปธาน เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาปเภทคณนนิเทศ
หน้า 303 ข้อ 468
อรรถกถาจริยาวาร แม้ในจริยาวารก็พึงทราบความโดยนัยนี้เหมือนกัน. ท่านกล่าวปฐมวาร ด้วยสามารถแห่งการให้อินทรีย์เกิดอย่างเดียว. ท่านกล่าวจริยาวาร ด้วยสามารถ แห่งการเสพ และกาลแห่งการทำให้บริบูรณ์ ซึ่งอินทรีย์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว จริงอยู่ คำว่า จริยา ปกติ อุสฺสนฺนตา จริยา ปกติ ความมากขึ้น โดย ความเป็นอันเดียวกัน. จบอรรถกถาจริยาวาร อรรถกถาจารวิหารนิเทศ บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงแบบอย่างของอินทรีย์ โดย ปริยายอื่นอีก ด้วยสามารถแห่งการชี้แจงความประพฤติและวิหารธรรม อัน สัมพันธ์กับจริยาจึงยกหัวข้อว่า จาโร จ วิหาโร จ เป็นอาทิแล้วกล่าวชี้แจง หัวข้อนั้น. ในหัวข้อนั้นพึงทราบความสัมพันธ์ของหัวข้อว่าเหมือนอย่างว่า สพรหมจารีผู้รู้แจ้ง พึงกำหนดไว้ในฐานะที่ลึกตามที่ประพฤติ ตามที่อยู่ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้ว หรือว่าจักบรรลุเป็นแน่ ฉันใด ความประพฤติ และ วิหารธรรมของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ก็ฉันนั้น อันสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง ตรัสรู้ แล้ว แทงตลอดแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในอุเทศนิเทศดังต่อไปนี้. ความประพฤตินั่นแหละ คือ จริยา. เพราะคำว่า จาโร จริยา โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน. เพราะฉะนั้น
หน้า 304 ข้อ 468
ในนิเทศแห่งบทว่า จาโร ท่านจึงกล่าวว่า จริยา. บทว่า อิริยาปถจริยา คือความประพฤติของอิริยาบถ ได้แก่ความเป็นไป. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ เหมือนกัน ส่วน อายตนจริยา ความประพฤติในอายตนะ คือความประพฤติ แห่งสติสัมปชัญญะในอายตนะทั้งหลาย. บทว่า ปตฺติ คือผล. ท่านกล่าวว่า ปตฺติ เพราะถึงผลเหล่านั้น เป็นประโยชน์ในปัจจุบันและภพหน้าของสัตโวลก นี้เป็นความพิเศษของบทว่า โลกตฺถ เป็นประโยชน์แก่โลก. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงภูมิของจริยาเหล่านั้น จึงกล่าว คำมีอาทิว่า จตูสุ อิริยาปเถสุ ในอิริยาบถทั้งหลาย. บทว่า สติปฏฺาเนสุ คืออารมณ์อันเป็นสติปัฏฐาน. แม้เมื่อกล่าวถึงสติปัฏฐาน ท่านก็กล่าวทำไม่เป็น อย่างอื่นจากสติ ดุจเป็นอย่างอื่นด้วยสามารถแห่งโวหาร. บทว่า อริยสจฺเจสุ ในอริยสัจทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยสามารถการกำหนดคือเอาสัจจะไว้ต่างหาก โลกิยสัจจญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น. บทว่า อริมคฺเคสุ สามญฺผเลสุ จ ในอริยมรรคและสามัญผล ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งโวหารเท่านั้น. บทว่า ปเทเส บางส่วน คือเป็นเอกเทศในการประพฤติกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่โลก. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่อมทรงกระทำโลกัตถจริยา โดยไม่มีบางส่วน. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงจริยาเหล่านั้นอีก ด้วยสามารถแห่งการกบุคคล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปณิสมฺปนฺนานํ ของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้ ในบทนั้นท่านผู้มีอิริยาบถไม่กำเริบถึงพร้อมด้วยการคุ้มครองอิริยาบถ เพราะ อิริยาบถสงบ คือ ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถอันสงบสมควรแก่ความเป็นภิกษุ ชื่อว่า ปณิธิสมฺปนฺนา ผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้. บทว่า อินฺทฺริเยสุ คุตฺต- ทฺวารานํ ผู้มีทวารคุ้มครองอินทรีย์ คือ ชื่อว่า คุตฺตทฺวารา เพราะมีทวาร คุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นอันเป็นไปแล้วในวิสัย ด้วย
หน้า 305 ข้อ 468
สามารถแห่งทวารหนึ่ง ๆ ของท่านผู้มีทวารคุ้มครองแล้วเหล่านั้น. อนึ่ง ในบทว่า ทฺวารํ นี้ คือ จักขุทวารเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งทวารที่เกิดขึ้น. บทว่า อปฺปมาทวิหารีนํ ของท่านผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท คือ ผู้อยู่ด้วย ความไม่ประมาทในศีลเป็นต้น. บทว่า อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ของท่านผู้ ขวนขวายในอธิจิต คือ ผู้ขวนขวายสมาธิอันได้แก่อธิจิต ด้วยความที่วิปัสสนา เป็นบาท. บทว่า พุทฺธิสมฺปนฺนานํ ของท่านผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปัญญา คือ ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยญาณ อันเป็นไปแล้วตั้งแต่กำหนดนามรูปจนถึงโคตรภู. บทว่า สมฺมาปฏิปนฺนานํ ของท่านผู้ปฏิบัติชอบ คือ ในขณะแห่งมรรค ๔. บทว่า อธิคตผลานํ ของท่านผู้บรรลุผล คือในขณะแห่งผล ๔. บทว่า อธิมุจฺจนฺโต ผู้น้อมใจเชื่อ คือผู้ทำการน้อมใจเชื่อ. บทว่า สทฺธาย จรติ ย่อมประพฤติด้วยศรัทธา คือเป็นไปด้วยสามารถแห่งศรัทธา. บทว่า ปคฺคณฺ- หนฺโต ผู้ประคองไว้ คือ ตั้งไว้ด้วยความเพียร คือสัมมัปปธาน ๔. บทว่า อุฏฺาเปนฺโต ผู้เข้าไปตั้งไว้มั่น คือ เข้าไปตั้งอารมณ์ไว้ด้วยสติ. บทว่า อวิกฺเขปํ กโรนฺโต ผู้ทำจิตไม่ไห้ฟุ้งซ่าน คือไม่ทำความฟุ้งซ่านด้วยสามารถ แห่งสมาธิ. บทว่า ปชานนฺโต ผู้รู้ชัด คือรู้ชัดด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้อริสัจ ๔. บทว่า วิชานนฺโต ผู้รู้แจ้ง คือรู้แจ้งอารมณ์ด้วยวิญญาณคือการพิจารณา อันเป็นหัวหน้าแห่งชวนจิตสัมปยุตด้วยอินทรีย์. บทว่า วิญฺาณจริยาย ด้วย วิญญาณจริยา คือ ด้วยสามารถแห่งความประพฤติ ด้วยวิญญาณคือการพิจารณา. บทว่า เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ปฏิบัติด้วยอินทรียจริยา พร้อมกับชวนจิต. บทว่า กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺติ กุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมยังอิฐผลให้ยืดยาวไป คือ กุศลธรรมทั้งหลายเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่ง สมถะและวิปัสสนา ย่อมยังความรุ่งเรืองให้เป็นไป ความว่า ย่อมเป็นไป.
หน้า 306 ข้อ 468
บทว่า อายตนจริยาย ด้วยอายตนจริยา คือ ประพฤติด้วยความพยายาม ยอดยิ่งแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ท่านอธิบายว่า ประพฤติด้วยความบากบั่น ด้วยความให้เป็นไป. บทว่า วิเสสมธิคจฺฉติ ย่อมบรรลุธรรมวิเศษ คือ บรรลุธรรมวิเศษด้วยอำนาจแห่งวิกขัมภนะ ตทังคะ สมุจเฉทะ และปฏิ- ปัสสัทธิ. บทว่า ทสฺสนจริยา เป็นต้น มีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล. ในบทมีอาทิว่า สทฺธาย วิหรติ ย่อมอยู่ด้วยศรัทธา มีวินิจฉัยดัง ต่อไปนี้. พึงเห็นการอยู่ด้วยอิริยาบถของผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธาเป็นต้น. บทว่า อนุพุทฺโธ รู้ตาม คือด้วยปัญญาพิสูจน์ความจริงแล้ว. บทว่า ปฏิวิทฺโธ แทงตลอดแล้ว คือด้วยปัญญารู้ประจักษ์ชัด. เพราะเมื่อผู้ตั้งอยู่ในอธิโมกข์เป็น ต้นรู้ตามแล้วแทงตลอดแล้ว ความประพฤติและวิหารธรรมเป็นอันตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว ฉะนั้นท่านจึงแสดงถึงผู้ตั้งอยู่ในอธิโมกข์เป็นต้นต้น แม้ในการรู้ ตามและแทงตลอด. บทว่า เอวํ ในบทมีอาทิว่า เอวํ สทฺธาย จรนฺตํ ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้แจงถึงประการดังกล่าว แล้วจึงชี้แจงถึงอรรถแห่ง ยถาศัพท์. แม้ในบทมีอาทิว่า วิญฺญู พึงทราบ ความดังนี้. ชื่อว่า วิญฺญู เพราะรู้ตามสภาพ. ชื่อว่า วิภาวี เพราะยังสภาพ ที่รู้แล้วให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏ. ชื่อว่า เมธา เพราะทำลายกิเลสดุจสาย ฟ้าทำลายหินที่ก่อไว้ หรือชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าเรียนทรงจำได้เร็ว. ชื่อว่า เมธาวี เพราะเป็นผู้มีปัญญา. ชื่อว่า ปณฺฑิตา เพราะถึงคือเป็นไป ด้วยญาณคติ. ชื่อว่า พุทฺธิสมฺปนฺนา เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธิสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญา. ชื่อว่า สพฺรหฺมจาริโน เพราะประพฤติปฏิปทา อันสูงสุดอันเป็นพรหมจริยา. ชื่อว่า มีกรรมอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่ง การกระทำกรรม ๔ อย่างมี อปโลกนกรรม (ความยินยอม) เป็นต้นร่วมกัน.
หน้า 307 ข้อ 468
ชื่อว่า มีอุเทศอย่างเดียวกัน คือมีการสวดปาฏิโมกข์ ๕ อย่างเหมือนกัน. ชื่อ ว่า สมสิกฺขา เพราะมีการศึกษาเสมอกัน ความเป็นผู้มีการศึกษาเสมอกัน ชื่อว่า สมสิกฺขตา อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมสิกฺขาตา บ้าง แปลว่า มี การศึกษาเสมอกัน. ท่านอธิบายว่า ผู้มีกรรมอย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอ กัน ชื่อว่า สพฺรหฺมจารี. เมื่อควรกล่าวว่า ฌานานิ ท่านทำลิงค์คลาด เคลื่อนเป็น ฌานา. บทว่า วิโมกฺขา ได้แก่ วิโมกข์ ๓ หรือ ๘. บทว่า สมาธิ ได้แก่ สมาธิ ๓ มีวิตกมีวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ไม่มีวิตกไม่มี วิจาร. บทว่า สมาปตฺติโย สมาบัติ คือไม่ตั้งอยู่ใน สุญญตานิมิต (ไม่ มีนิมิตว่าสูญ). บทว่า อภิญฺาโย คือ อภิญญา ๖. ชื่อว่า เอกํโส เพราะ เป็นส่วนเดียว มิได้เป็น ๒ ส่วน. ชื่อว่า เอกํสวจนํ เพราะกล่าวถึงประโยชน์ ส่วนเดียว. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทำการประกอบอย่างนี้. แต่โดยพิเศษ ชื่อว่า สํสโย เพราะนอนเนื่องคือเป็นไปเสมอหรือโดยรอบ. ชื่อว่า นิสฺ สํสโย เพราะไม่มีความสงสัย. ชื่อว่า กงฺขา เพราะความเป็นผู้ตัดสินไม่ได้ในเรื่อง เดียวเท่านั้น แม้อย่างอื่นก็ยังเคลือบแคลง. ชื่อว่า นิกฺกงฺโข เพราะไม่มี ความเคลือบแคลง. ความเป็นส่วนสอง ชื่อว่า เทฺววชฺฌํ ความไม่มีเป็นสอง ชื่อว่า อเทฺววชฺโฌ. ชื่อว่า เทฺวฬฺหกํ เพราะเคลื่อนไหว หวั่นไหวโดย สองส่วน. ชื่อว่า อเทฺวฬฺหโก เพราะไม่มีความหวั่นไหวเป็นสองส่วน (พูด ไม่เป็นสอง) การกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออกชื่อว่า นิยฺยานิกวจนํ อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า นิยฺโยควจนํ บ้าง แปลว่า กล่าวนำออก คำทั้งหมดนั้น เป็นไวพจน์ของความเป็นวิจิกิจฉา. ชื่อว่า ปิยวจนํ เพราะเป็นคำกล่าวน่ารัก โดยมีประโยชน์น่ารัก. อนึ่ง ครุวจนํ คำกล่าวด้วยความเคารพ ชื่อว่า สคารวํ เพราะมีความเคารพพร้อมด้วยคารวะ ความยำเกรง ชื่อว่า ปติสฺสโย ความ
หน้า 308 ข้อ 468
ว่า ไม่นอนไม่นั่งเพราะทำความเคารพผู้อื่น อีกอย่างหนึ่ง การรับคำ ชื่อว่า ปติสฺสโว ความว่า ฟังคำผู้อื่นเพราะประพฤติถ่อมตน. แม้ในสองบทนี้ เป็น ชื่อของความที่ผู้อื่นเป็นผู้ใหญ่ ชื่อ สคารวํ เพราะเป็นไปกับด้วยความเคารพ ชื่อว่า สปฺปติสฺสยํ เพราะเป็นไปกับด้วยความยำเกรงหรือการรับคำ. อีก อย่างหนึ่ง เมื่อควรจะกล่าวว่า สปฺปติสฺสวํ ท่านกล่าวว่า สปฺปติสฺสํ เพราะ ลบ ย อักษร หรือ ว อักษร. คำที่สละสลวยอย่างยิ่งชื่อว่า อธิวจนํ. ชื่อว่า สคารวสปฺปติสฺสํ เพราะมีความเคารพและความยำเกรง. คำกล่าวมีความ เคารพยำเกรง ชื่อว่า สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนํ แม้ในบททั้งสองนี้ท่านกล่าว ว่า เอตํ บ่อย ๆ ด้วยสามารถความต่างกันด้วยการกำหนดไวพจน์. บทว่า ปตฺโต วา ปาปุณิสฺสติ วา บรรลุแล้วหรือจักบรรลุ ได้แก่ ฌานเป็นต้น นั่นเอง. จบอรรถกถาจารวิหารนิเทศ จบอรรถกถาตติยสุตตันตนิเทศ
หน้า 309 ข้อ 468
๔. อรรถกถาจตุตถสุตตันตนิเทศ พระสารีบุตรเถระตั้งสูตรที่ ๑ อีก แล้วชี้แจงอินทรีย์ทั้งหลายโดยอาการ อย่างอื่นอีก. ในบทเหล่านั้น บทว่า กตีหากาเรหิ เกนฏฺเน ทฏฺพฺพานิ อินทรีย์ ๕ เหล่านั้น พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร ด้วยอรรถว่ากระไร คือ พึงเห็น ด้วยอาการเท่าไร. บทว่า เกนฏฺเน ทฏฺพฺพานิ พึงเห็นด้วยอรรถว่า กระไร พระสารีบุตรเถระถามถึงอาการที่พึงเห็นและอรรถที่พึงเห็น. บทว่า ฉหากาเรหิ เกนฏฺเน ทฏฺพฺพานิ คือพึงเห็นด้วยอาการ ๖ พึงเห็นด้วย อรรถกล่าวคืออาการ ๖ นั้นนั่นเอง. บทว่า อาธิปเตยฺยฏฺเน คือด้วยอรรถว่า ความเป็นใหญ่. บทว่า อาทิวิโสธนฏฺเน เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น คือ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระศีลอันเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. บทว่า อธิมตฺตฏฺเน ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง ท่านกล่าวว่า อธิมตฺตํ เพราะ มีกำลังมีประมาณยิ่ง. บทว่า อธิฏฺานฺตเถน คือด้วยอรรถว่าตั้งมั่น. บทว่า ปริยาทานฏฺเน ด้วยอรรถว่าครอบงำ คือด้วยอรรถว่าสิ้นไป. บทว่า ปติฏฺาปกฏฺเน คือด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่.
หน้า 310 ข้อ 468
อรรถกถาอธิปไตยัตถนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในอาธิปไตยัตถนิเทศดังต่อไปนี้. บทมีอาทิว่า อสฺ- สทฺธยํ ปชหโต แห่งบุคคลผู้สะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคำกล่าวถึงการละ ธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งอินทรีย์อยู่หนึ่ง ๆ ท่านกล่าวเพื่อความสำเร็จแห่งความ เป็นใหญ่ในการสำเร็จกิจของการละธรรมเป็นปฏิปักษ์ของตนๆ แม้ในขณะหนึ่ง. ท่านกล่าวถึงอินทรีย์ ๔ ทีเหลือสัมปยุตด้วยลัทธินทรีย์นั้น. พึงทราบ แม้ท่านกล่าวทำอินทรีย์หนึ่ง ๆ ให้เป็นหน้าที่ในขณะต่าง ๆ กัน แล้วทำอินทรีย์ นั้น ๆ ให้เป็นใหญ่กว่าอินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์นั้น ๆ เเล้วนำอินทรีย์นั้นไป. ส่วน บทว่า กามจฺฉนฺทํ ปชหโต ของบุคคลผู้ละกามฉันทะเป็นอาทิท่านกล่าวด้วย สามารถแห่งขณะเดียวกันนั้นเอง. จบอรรถกถาอธิปไตยัตถนิเทศ อรรถกถาอาทิวิโสธนัตถนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในอาทิวิโสธนัตถนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺสทฺธิย- สํวรฏฺเน สีลวิสุทฺธิ เป็นศีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าระวังความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา คือ ชื่อว่า ศีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าห้ามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาโดย การชำระมลทินของศีลโดยอรรถว่าเว้น. บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น แห่งสัทธินทรีย์ คือชำระศีลอันเป็นเบื้องต้นด้วยสามารถเป็นอุปนิสัยแห่ง สัทธินทรีย์. โดยนัยนี้แล พึงทราบอินทรีย์แม้ที่เหลือและอินทรีย์อันเป็นเหตุ แห่งการสำรวมกามฉันทะเป็นต้น. จบอรรถกถาอาทิวิโสธนัตถนิเทศ
หน้า 311 ข้อ 468
อรรถกถาอธิมัตตัตถนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในอธิมัตตัตถนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า สทฺธินฺทฺริย- สฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญแห่ง สัทธินทรีย์ คือ ฉันทะในธรรมอันฉลาดย่อมเกิดขึ้นในสัทธินทรีย์ เพราะฟัง ธรรมปฏิสังยุตด้วยศรัทธาของบุคคลผู้มีศรัทธา หรือเพราะเห็นคุณของการ เจริญสัทธินทรีย์. บทว่า ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น คือความปราโมทย์ย่อมเกิด เพราะฉันทะเกิด. บทว่า ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติ ย่อมเกิดขึ้น คือ ปีติมีกำลังย่อมเกิดเพราะความปราโมทย์. บทว่า ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปัสสัทธิย่อมเกิด คือ กายปัสสัทธิและจิตปัสสัทธิย่อมเกิด เพราะ ความเอิบอิ่มแห่งปีติ. บทว่า สุขํ อุปฺปชฺชติ ความสุขย่อมเกิดขึ้น คือ เจตสิกสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะกายและจิตสงบ. บทว่า โอภาโส อุปฺปชฺชต แสงสว่างย่อมเกิดขึ้น คือ แสงสว่าง คือสติย่อมเกิดขึ้น เพราะจมอยู่ ด้วยความสุข. บทว่า สํเวโค อุปฺปชฺชติ ความสังเวชย่อมเกิดขึ้น คือ ความสังเวชในเพราะความปรวนแปรของสังขารย่อมเกิดขึ้นเพราะรู้แจ้ง โทษของสังขารด้วยแสงสว่าง คือญาณ. บทว่า สํเวเชตฺวา จิตฺตํ สมาทิยติ จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น คือ จิตยังความสังเวชให้เกิดแล้ว ย่อมตั้งมั่นด้วยความสังเวชนั่นนั้นเอง. บทว่า สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ย่อม ประคองไว้ดี คือ ปลดเปลื้องความหดหู่และความฟุ้งซ่านเสียได้แล้วย่อมประคอง ไว้ด้วยดี. บทว่า สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ ย่อมวางเฉยด้วยดี คือ เพราะความ เพียรเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำความขวนขวายในการประกอบความเพียร สม่ำเสมออีก ชื่อว่าย่อมวางเฉยด้วยดี ด้วยสามารถแห่งความวางเฉย ด้วยวาง
หน้า 312 ข้อ 468
ตนเป็นกลางในความเพียรนั้น. บทว่า อุเปกฺขาวเสน ด้วยสามารถแห่ง อุเบกขา คือ ด้วยสามารถแห่งความวางเฉยด้วยวางตนเป็นกลางในความเพียร นั้น เพราะมีลักษณะนำไปเสมอ. บทว่า นานตฺตกิเลเสหิ จากกิเลสต่าง ๆ คือ จากกิเลสอันมีสภาพต่างกันอันเป็นปฏิปักษ์ แห่งวิปัสสนา. บทว่า วิโมกฺขว- เสน ด้วยสามารถแห่งวิโมกข์ คือ ด้วยสามารถแห่งความหลุดพ้นจากกิเลส ต่าง ๆ ตั้งแต่ภังคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับแห่งสังขาร). บทว่า วิมุตฺตตฺตา เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้น คือ หลุดพ้นจากกิเลส ต่าง ๆ. บทว่า เต ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น บทว่า เอกรสา โหนฺติ มีรสเป็นอันเดียวกัน คือ มีรสเป็นอันเดียวกันด้วยสามารถ แห่งวิมุตติ. บทว่า ภาวนาวเสน ด้วยอำนาจแห่งภาวนา คือ ด้วยอำนาจ แห่งภาวนามีรสเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ ธรรม เหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า คือ ธรรมทั้งหลายมี ฉันทะเป็นต้น ย่อมหลีกจากอารมณ์ คือ วิปัสสนาด้วยเหตุนั้นไปสู่อารมณ์ คือ นิพพานอันประณีตกว่าด้วยโคตรภูญาณ กล่าวคือ วิวัฏฏนานุปัสสนา (การ พิจารณาเห็นความหลีกไป) ความว่า ธรรมทั้งหลายหลีกออกจากอารมณ์ คือ สังขารแล้วเป็นไปในอารมณ์ คือ นิพพาน. บทว่า วิวฏฏนาวเสน ด้วย อำนาจแห่งความหลีกไป คือ ด้วยอำนาจแห่งความหลีกไปจากสังขารในขณะ โคตรภู โดยอารมณ์ คือ สังขาร. บทว่า วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชติ จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้นเพราะเป็นจิตหลีกไปแล้ว คือ บุคคลผู้เพียบพร้อม ด้วยมรรค ย่อมปล่อยกิเลสและขันธ์ด้วยเหตุนั้นนั่นแล เพราะจิตหลีกไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการปรากฏสองข้างในขณะมรรคเกิดนั่นเอง. บทว่า โวสฺสชฺ- ชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้นเพราะจิตเป็น
หน้า 313 ข้อ 468
ธรรมชาติปล่อยแล้ว คือ กิเลสและขันธ์ย่อมดับไปด้วยอำนาจแห่งการดับความ ไม่เกิด ด้วยเหตุนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยกิเลสและขันธ์ ในขณะ มรรคเกิดนั้นเอง. อนึ่ง บทว่า โวสฺสชฺชิตตฺตา ท่านทำให้เป็นคำกล่าวตาม เหตุผลที่เป็นจริงในความปรารถนา. เมื่อมีการดับกิเลส ท่านก็กล่าวถึงการดับ ขันธ์เพราะความปรากฏแห่งความดับขันธ์. บทว่า นิโรธวเสน ด้วยอำนาจ ความดับ คือ ด้วยอำนาจความดับตามที่กล่าวแล้ว. พระสารีบุตรเถระประสงค์ จะแสดงถึงความปล่อย ๒ ประการ ในขณะที่มรรคนั้นเกิด จึงกล่าวบทมีอาทิว่า นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ความปล่อยด้วยอำนาจแห่งความดับมี ๒ ประการ. ความปล่อยแม้ ๒ ประการ ก็มีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลัง. แม้ในบทมีอาทิว่า อสฺสทฺธิยสฺส ปหานาย ฉนฺ โท อุปฺปชฺชติ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา พึงทราบความโดยพิสดารโดยนัย นี้แล. แม้ในวาระอันมีวิริยินทรีย์เป็นต้นเป็นมูลเหตุ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาอธิมัตตัตถนิเทศ อรรถกถาอธิฏฐานนัตถนิเทศ แม้อธิฏฐานัตถนิเทศ พึงทราบโดยพิสดารโดยนัยนี้. มีความแตกต่าง กันอยู่อย่างเดียวในบทนี้ว่า อธิฏฺาติ ย่อมตั้งมั่น ความว่า ย่อมดำรงอยู่. จบอรรถกถาอธิฏฐานัตถนิเทศ
หน้า 314 ข้อ 468
อรรถกถาปริยาทานัตถปติฏฐาปกัตถนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในปริยาทานัตถนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ปริยาทียติ ย่อมครอบงำ คือ ย่อมให้สิ้นไป. พึงทราบวินิจฉัยในปติฏฐาปกัตถนิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า สทฺโธ สทฺธินทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺาเปติ ผู้มีศรัทธาย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ ในความน้อมใจเชื่อ คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาน้อมใจเชื่อว่า สังขารทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความ น้อมใจเชื่อ ด้วยบทนี้ท่านชี้แจงความพิเศษของการเจริญอินทรีย์ ด้วยความ พิเศษของบุคคล. บทว่า สทฺธสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกเข ปติฏฺาเปติ สัทธินทรีย์ ของผู้มีศรัทธาย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ คือ สัทธินทรีย์ของบุคคลผู้ ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ย่อมยังศรัทธานั้นให้ตั้งอยู่. อนึ่ง ย่อมยังบุคคลผู้น้อมใจ เชื่อให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ. ด้วยบทนี้ ท่านชี้แจงความพิเศษของบุคคล ด้วยความพิเศษของการเจริญอินทรีย์. เมื่อประคองจิตอยู่อย่างนี้ ย่อมให้ วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในความประคอง เมื่อตั้งสติไว้ย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความ ตั้งมั่น เมื่อตั้งจิตไว้มั่น ย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ย่อมให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในทัสสนะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบการประกอบแม้ในบทที่เหลือ. บทว่า โยคาวจโร ชื่อว่า โยคาวจโร เพราะท่องเที่ยวไปใน สมถโยคะ (การประกอบสมถะ)หรือในวิปัสสนาโยคะ (การประกอบวิปัสสนา). บทว่า อวจรติ คือ ท่องเที่ยวไป. จบอรรถกถาปริยาทานัตถปติฏฐาปกัตถนิเทศ
หน้า 315 ข้อ 468
อรรถกถาอินทริยสโมธาน บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงการรวมอินทรีย์ของผู้เจริญ สมาธิและของผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อชี้แจงประเภทแห่งความเป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ เป็นอันดับแรกก่อน จึงกล่าวคำมี อาทิว่า สมาธึ ภาเวนฺโต เจริญสมาธิ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาวนฺโต คือปุถุชน เจริญสมาธิอันเป็นฝ่ายแห่งการแทงตลอด. ส่วนแม้โลกุตรสมาธิก็ย่อมได้ แก่ พระเสกขะและแก่ผู้ปราศจากราคะ บทว่า อาวชฺชิตตฺตา ผู้มีตนพิจารณา แล้ว คือ มีตนพิจารณานิมิตมีกสิณเป็นต้นแล้ว. ท่านอธิบายว่า เพราะกระทำ บริกรรมมีกสิณเป็นต้นแล้วมีตนเป็นนิมิตให้เกิดในบริกรรมนั้น. บทว่า อาร- มฺมณูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ คือ เป็นผู้ฉลาด ในความตั้งไว้ซึ่งนิมิตอันให้เกิดนั้นนั่นเอง. บทว่า สมถนิมิตฺตูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต คือ เมื่อจิตฟุ้งซ่านด้วยความเป็นผู้เริ่ม ทำความเพียรเกินไป เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ คือ ความสงบจิต ด้วยอำนาจแห่งการเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขา- สัมโพชฌงค์. บทว่า ปคฺคหนิมิตฺตูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง ปัคคหนิมิต คือ เมื่อจิตหดหู่ด้วยความเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อนเกินไป เป็น ผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งนิมิต คือการประคองจิตด้วยอำนาจแห่งการเจริญธรรม- วิจยสัมโพชฌงค์ วีริยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์. บทว่า อวิกฺเขปูปฏ- านกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน คือ เป็นผู้ฉลาดใน การตั้งไว้ซึ่งสมาธิอันสัมปยุตด้วยจิตไม่ฟุ้งซ่านและไม่หดหู่. บทว่า โอภาสุ- ปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส คือ เมื่อจิตไม่ยินดีเพราะ ความเป็นผู้ด้อยในการใช้ปัญญา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง ญาโณภาส
หน้า 316 ข้อ 468
เพราะยังจิตให้สังเวชด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘. สังเวควัตถุ ๘ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ๔ อบายทุกข์เป็นที่ ๕ วัฏฏมูลกทุกข์ในอดีต ๑ วัฏฏ- มูลกทุกข์ในอนาคต ๑ อาหารปริเยฏฐิกทุกข์ (ทุกข์จากการแสวงหาอาหาร) ๑. บทว่า สมฺปหํสนูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความ ร่าเริง คือ เมื่อจิตไม่ยินดี เพราะยังไม่บรรลุสุข คือ ความสงบ ทำจิตให้ เลื่อมใสด้วยการระลึกพุทธคุณธรรมคุณและสังฆคุณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ ซึ่งความร่าเริง. บทว่า อุเปกฺขูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่ง อุเบกขา คือ เมื่อจิตปราศจากโทษมีความฟุ้งซ่านเป็นต้น เป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ซึ่งอุเบกขาด้วยการกระทำความไม่ขวนขวาย ในการข่มและการยกย่อง เป็นต้น. บทว่า เสกฺโข ชื่อว่า เสกฺโข เพราะศึกษาไตรสิกขา. บทว่า เอกตฺตูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว คือ เมื่อจิตออกจากกามเป็นต้น เพราะละสักกายทิฏฐิเป็นต้นได้แล้ว. บทว่า วีตราโค มีราคะไปปราศแล้ว คือ ปราศจากราคะสิ้นอาสวะแล้ว เพราะละ ราคะได้แล้วโดยประการทั้งปวง. บทว่า าณูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาด ในการตั้งไว้ซึ่งญาณ คือ ความเป็นผู้ฉลาดในอสัมโมหญาณในที่นั้น ๆ เพราะ ในธรรมของพระอรหันต์เป็นธรรมปราศจากความหลงใหล. บทว่า วิมุตฺตู- ปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในการตั้งไว้ซึ่งญาณ คือ เป็นผู้ฉลาดในความตั้ง ไว้ซึ่งอรหัตผลวิมุตติ.จริงอยู่ บทว่า วิมุตฺติ. ท่าน ประสงค์เอาอรหัตผลวิมุตต เพราะพ้นจากกิเลสทั้งปวง. พึงทราบบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต และบทมีอาทิว่า นิจฺจโต ใน ความตั้งไว้และความไม่ตั้งไว้ซึ่งวิปัสสนาภาวนาโดยนัยดังกล่าวแล้วในศีลกถา นั่นแล. แต่โดยปาฐะท่านตัดบทสมาสด้วยฉัฏฐีวิภัตติในบทเหล่านั้นคือ เป็นผู้
หน้า 317 ข้อ 468
ฉลาดในความตั้งไว้โดยความประมวลมา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความ แปรปรวน เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ เป็นผู้ ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดย เป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง เป็น ผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น. อนึ่ง ในบทว่า สุญฺตูปฏฺาน- กุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของสูญนี้ท่านตัดบทว่า สุญฺโต อุปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของสูญ หรือ สุญฺโต อุปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้เพราะ ความเป็นของสูญ. อนึ่ง เพราะมหาวิปัสสนา ๘ เหล่านี้ คือ นิพพิทานุ- ปัสสนา ๑ วิราคานุปัสสนา ๑ นิโรธานุปัสสนา ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ๑ อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ๑ ยถาภูตญาณทัสสนะ ๑ ปฏิสังขานุปัสสนา ๑ วิวัฏฏนานุปัสสนา ๑ เป็นมหาวิปัสสนาพิเศษโดยความพิเศษตามสภาวะของตน มิใช่พิเศษโดยความพิเศษแห่งอารมณ์ ฉะนั้นคำมีอาทิว่า เป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้โดยความเป็นของน่าเบื่อหน่าย จึงไม่ควรแก่มหาวิปัสสนา ๘ เหล่านั้น ดุจคำมีอาทิว่า เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะ ฉะนั้น ท่านจึงไม่ประกอบมหาวิปัสสนา ๘ เหล่านี้ไว้. ส่วนอาทีนวานุปัสสนา เป็นอันท่านประกอบว่า เป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้โดยความเป็นโทษ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่นด้วยความ อาลัย โดยอรรถด้วยคำคู่นี้เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ เป็น ผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงไม่ประกอบไว้ โดยสรุป. ในมหาวิปัสสนา ๑๘ พึงทราบว่าท่านไม่ประกอบมหาวิปัสสนา ๙ เหล่านี้ คือ มหาวิปัสสนาข้างต้น ๘ และอาทีนวานุปัสสนา ๑ ไว้แล้วประกอบ มหาวิปัสสนาอีก ๙ นอกนี้ไว้.
หน้า 318 ข้อ 468
บทว่า าณูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ คือ พระเสกขะเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณด้วยการเจริญวิปัสสนา เพราะไม่มี วิปัสสนูปกิเลส แต่ท่านมิได้กล่าวว่า เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณเพราะ ความปรากฏแห่งความใคร่ด้วยการเจริญสมาธิ. บทว่า วิสญฺโคูปฏฺาน- กุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยไม่เกี่ยวข้อง คือ เป็นผู้ฉลาดในความ ตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้องดังที่ท่านกล่าวไว้ ๔ อย่าง คือ กามโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยกามโยคะ.) ๑ ภวโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยภวโยคะ) ๑ ทิฏฐิโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิโยคะ) ๑. อวิชชาโยควิสัญโญคะ (ความไม่เกี่ยวข้องด้วยอวิชชาโยคะ) ๑. บทว่า สญฺโคานุปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความเกี่ยวข้อง คือ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้อง ที่ท่าน กล่าวไว้ ๔ อย่าง คือ กามโยคะ ๑ ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑. บทว่า นิโรธูปฏฺานกุสโล เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ คือ ท่านผู้ชื่อว่าเป็นขีณาสพ เพราะมีจิตน้อมไปสู่นิพพาน ด้วยอำนาจแห่งกำลังของ ท่านผู้สิ้นอาสวะแล้ว ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก จิตของภิกษุผู้เป็นขีณาสพน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ดังอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ ทำให้สูญสิ้นไปจากธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่ง นิพพาน กล่าวคือความดับ. บทว่า กุสลํ ในบทมีอาทิว่า อารมฺมณูปฏฺานกุสลวเสน ด้วย สามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ได้แก่ ญาณ. จริงอยู่ แม้ญาณก็ชื่อว่า กุสล เพราะประกอบด้วยบุคคลผู้ฉลาด เหมือนบทว่า ปณฺฑิตา ธมฺมา บัณฑิตธรรมทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยบุคคลผู้เป็นบัณฑิต เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้ฉลาด.
หน้า 319 ข้อ 468
บัดนี้ แม้ท่านกล่าวไว้แล้วในญาณกถามีอาทิว่า จตุสฏฺิยา อากาเรหิ ด้วยอาการ ๖๔ ท่านก็ยังนำมากล่าวไว้ในที่นี้ ด้วยเชื่อมกับอินทริยกถา. พึง ทราบบทนั้นโดยนัย ที่ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวแบบแผนของอินทรีย์ โดยเชื่อม ด้วยสมันตจักษุอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า น ตสฺส อทฺทิฏฺมิธตฺถิ กิจิ บทธรรมไร ๆ ที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็นไม่มีในโลกนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สมนฺตจกฺขุ ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ. ท่านแสดงความที่อินทรีย์ ทั้งหลาย ๕ ไม่พรากกันด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺินทฺริยสฺส วเสน ด้วยสามารถ แห่งปัญญินทรีย์. ท่านแสดงความที่อินทรีย์ ๕ มีรสอย่างเดียวกัน และเป็น ปัจจัยของกันและกัน ในเวลาประกอบการน้อมไป หรือในขณะแห่งมรรค ด้วยจตุกะ ๕ มีอินทรีย์หนึ่ง ๆ เป็นมูล มีอาทิว่า สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ เมื่อเชื่อมย่อมประคับประคอง. ท่านแสดงความที่อินทรีย์ ๕ มีรสอย่างเดียวกัน และเป็นปัจจัยของกัน และกัน ในเวลาประกอบการน้อมไป หรือในขณะแห่งมรรค ด้วยจตุกะ ๕ อันมีอินทรีย์หนึ่ง ๆ เป็นมูล มีอาทิว่า สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ เพราะความ เป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวแบบแผนของ อินทรีย์ โดยเชื่อมด้วยพุทธจักษุ จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยํ พุทฺธจกฺขํ พระ- พุทธญาณเป็นพุทธจักษุ. ในบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธจกฺขุํ ได้แก่ อินทริย- ปโรปริยัตญาณ (ปรีชากำหนดรู้ความหย่อนและยิ่ง แห่งอินทรีย์ของสัตว์ ทั้งหลาย) และอาสยานุสยญาณ (ปรีชากำหนดรู้อัธยาศัยและอนุสัยของสัตว์ ทั้งหลาย). อนึ่ง บทว่า พุทฺธาณํ นี้ ก็ได้แก่ญาณทั้งสองนั้นเหมือนกัน. บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอินทริยสโมธาน จบอรรถกถาอินทริยกถา
หน้า 320 ข้อ 469
มหาวรรค วิโมกขกถา บริบูรณ์นิทาน ว่าด้วยวิโมกข์ ๓ [๔๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้ ๓ ประการ เป็นไฉน คือสุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้. อีกประการหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ อัชฌัตตาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายใน) ๑ พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายนอก) ๑ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกแต่ส่วนทั้งสอง) ๑ วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธา- วุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับ จากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูป เห็นรูปทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญ ว่ารูปในภายใน เห็นรูป ทั้งหลายในภายนอก เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ วิญญาณณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ อากิญ- จัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ สัญญา
หน้า 321 ข้อ 470
เวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ สมยวิโมกข์ อสมยวิโมกข์ สามายิกวิโมกข์ อามายิกวิโมกข์ กุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ที่กำเริบได้) อกุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ ที่ไม่กำเริบ) โลกิยวิโมกข์ โลกุตรวิโมกข์ สาสววิโมกข์ อนาสววิโมกข์ สามิสวิโมกข์ นิรามิสวิโมกข์ นิรามิสตรวิโมกข์ ปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิต วิโมกข์ ปณิหิตปัสสัทธิวิโมกข์ สัญญุตวิโมกข์ วิสัญญุตวิโมกข์ เอกัตตวิโมกข์ มานัตตวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์. [๔๗๐] สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความ เป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความยึดมั่นในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ว่างเปล่า นี้เป็นสุญญตวิโมกข์. อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจาก ความเป็นรูปนั้น และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำเครื่องกำหนดหมาย ในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้น จึงเป็นวิโมกข์ไม่มีเครื่อง กำหนดหมาย นี้เป็นอนิมิตตวิโมกข์. อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่ โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจาก ความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความปรารถนาใน นามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้น จึงเป็นวิโมกข์ไม่มีความปรารถนา นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์. อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์.
หน้า 322 ข้อ 471
พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อรูปสมาบัติ ๔ เป็นพหิทธาวุฏฐาน. วิโมกข์. ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์. [๔๗๑] วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ปฐมฌาน ออกจากนิวรณ์ ทุติยฌานออกจากวิตกวิจาร ตติยฌานออกจากปีติ จตุตถฌาน ออกจากสุขและทุกข์ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์. วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อากาสานัญจายตน สมาบัติออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา. วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญา- ณัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากอากิญจัญญายตนสัญญา นี้เป็น วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์. วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติมรรคออกจาก สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐิอนุสัย วิจิกิจฉานุสัย ออกจาก เหล่ากิเลสที่เป็นไปตามสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจาก สรรพนิมิตภายนอก สกทาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตาม กามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อนาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อรหัตมรรคออกจากรูป- ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุนัย ภวราคานุสัย
หน้า 323 ข้อ 472, 473
อวิชชานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะเป็นต้นนั้น จากขันธ์ ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐาน วิโมกข์. [๔๗๒] วิโมกข์ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิตเพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์. วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตน- สมาบัติ นี้เป็นวิโมกข์ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์. วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้โสดาปัตติมรรค. สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์. [๔๗๓] วิโมกข์ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การ ได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน แห่งทุติยฌาน แห่งตติยฌาน แห่งจตุตถฌาน มีอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์. วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ? การได้หรือ วิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ แห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แห่ง อากิญจัญญายตนสมาบัติ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ มีอยู่ นี้เป็น วิโมกข์ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์.
หน้า 324 ข้อ 474, 475
วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ? โสดาปัตติผล แห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่ง อนาคามิมรรค อรหัตผลแห่งอรหัตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจาก ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์. [๔๗๔] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย อย่างไร? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายใน ย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้ เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิคอย่างนี้ว่า นิมิตสีเขียวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นในรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า เป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ฯลฯ นิมิตสีแดง. ..นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิต นั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อม น้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิต นั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อม เสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีขาวทั้งสองทั้งภายใน และภายนอกนี้ เป็นรูป เธอย่อมมีความสำคัญว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะ อรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างนี้. [๔๗๕] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็น รูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างไร ?
หน้า 325 ข้อ 476
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายใน ไม่ได้นีลสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญา เธอ ทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้ว เธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่า เป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียวภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ภิกษุบาง รูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง... นิมิตสีแดง... นิมิตสีขาวในภายใน ไม่ได้โอทาตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวภาย นอกย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่าง นี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ชื่อ ว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายในเห็นรูป ทั้งหลายในภายนอก อย่างนี้. [๔๗๖] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วน งามเท่านั้น อย่างไร ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอัน ไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วย กรุณา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจ ประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจ ไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างนี้.
หน้า 326 ข้อ 477, 478
[๔๗๗] อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรม วินัยนี้เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตต- สัญญา โดยประการทั้งปวง เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ นี้เป็นอากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์. วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตน- สมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้เป็นวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์. อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะ ล่วงวิญญาณัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า สิ่งน้อยหนึ่ง ไม่มี นี้เป็นอากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัย นี้ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานา- สัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิต- นิโรธ นี้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์. [๔๗๘] สมยวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น สมยวิโมกข์. อสมยวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้เป็นอสมยวิโมกข์.
หน้า 327 ข้อ 479
สามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาม- ยิกวิโมกข์. อสามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพ- พาน นี้เป็นอสามยิกวิโมกข์. กุปปวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นกุปป- วิโมกข์. อกุปปวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้เป็นอกุปปวิโมกข์. โลกิยวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นโลกิย- วิโมกข์. โลกุตรวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน นี้เป็นโลกุตรวิโมกข์. สาสววิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาสว- วิโมกข์. อนาสววิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้เป็นอนาสววิโมกข์. [๔๗๙] สามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็น สามิสวิโมกข์. นิรามิสวิโมกข์เป็นไฉน ? วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นนิรานิส- วิโมกข์. นิรามิสตรวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน นี้เป็นนิรามิสตรวิโมกข์.
หน้า 328 ข้อ 480
ปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นปณิหิต- วิโมกข์. อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์. ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์เป็นไฉน ? การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน ฯลฯ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์. สัญญุตวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสัญญุต- วิโมกข์. วิสัญญุตวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน นี้เป็นวิสัญญุตวิโมกข์. เอกัตตวิโมกข์เป็นไฉน ? อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพาน นี้เป็นเอกัตตวิโมกข์ นานัตตวิโมกข์เป็นไฉน ? ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น นานัตตวิโมกข์. [๔๘๐] สัญญาวิโมกข์เป็นไฉน ? สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญา วิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้. คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ? อนิจจานุปัสสนาญาณพ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญา- วิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณพ้นจากสุขสัญญา... อนัตตานุปัสสนาญาณพ้นจาก . อัตตสัญญา... นิพพิทานุปัสสนาญาณพ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดย ความเพลิดเพลิน)... วิราคานุปัสสนาญาณพ้นจากราคสัญญา... นิโรธานุ-
หน้า 329 ข้อ 481
ปัสสนาญาณพ้นจากสมุทยสัญญา...ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ พ้นจากอาทาน- สัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น)... อนิมิตตานุปัสสนาญาณพ้นจากนิมิตต- สัญญา... อัปปณิหิตานุปัสสนาญานพ้นจากปณิธิสัญญา... สุญญตานุปัสสนา- ญานพ้นจากอภินิเวสสัญญา (ความสำคัญโดยความยึดมั่น)... เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้. ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่าง เปล่าในรูปพ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญา- วิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้. ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้น จากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การ พิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะ เหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญา- วิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ อย่างนี้ นี้เป็นสัญญาวิโมกข์. [๔๘๑] ญาณวิโมกข์เป็นไฉน ? ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้.
หน้า 330 ข้อ 481
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ? อนิจจานุปัสสนายถาภูต- ญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็น สุข จากความไม่รู้... อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดย ความเป็นตัวตนจากความไม่รู้... นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความ หลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้... วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้น จากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้... นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาย- ถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้... อนิมิตตานุ- ปัสสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้... อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จาก ความไม่รู้... สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณ วิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้. ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความ หลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลง โดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้.
หน้า 331 ข้อ 482
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดย ความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจาก ความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่ง วัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์. [๔๘๒] สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน ? สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยา วิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้. คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงได้อย่างไร ? อนิจจานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความ เดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนา... โดยความเป็นสุข... อนัตตานุปัสสนา... โดยความเป็นตน... นิพพิทานุปัสสนา... โดยความ เพลิดเพลิน... วิราคานุปัสสนา... โดยความกำหนัด... นิโรธานุปัสสนา... โดยความเป็นเหตุเกิด... ปฏินิสสัคคานุปัสสนา... โดยความถือมั่น... อนิมิตตา- นุปัสสนา... โดยมีนิมิตเครื่องหมาย... อัปปณิหิตานุปัสสนา... โดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความ เดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะ เหตุนั้นจึงเป็น สิติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยา-
หน้า 332 ข้อ 483
วิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ อย่างนี้. การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นอย่าง เยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความ เป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยสามารถแห่ง วัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้. การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นอย่าง เยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความ เป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นสีติสิยาวิโมกข์. [๔๘๓] ฌานวิโมกข์เป็นไฉน ? เนกขัมมะเกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เนกขัมมะเกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึง เป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ความไม่พยาบาทเกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่พยาบาทเกิดพ้นไป เผาพ้นไป... อาโลก- สัญญาเกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด เผาอุทธัจจะ... การกำหนดธรรมเกิด เผาวิจิกิจฉา... ญาณเกิด เผาอวิชชา ... ความปราโมทย์เกิด เผาอรติ... ปฐมฌานเกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน ฯลฯ อรหัตมรรคเกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌาน เกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด
หน้า 333 ข้อ 484
ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน- วิโมกข์ นี้เป็นฌานวิโมกข์. [๔๘๔] อนุปาทาจิตวิโมกข์เป็นไฉน ? อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้. คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ? อนิจจานุปัสสนาญาน ย่อมพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณ พ้นจากความ ถือมั่นโดยความเป็นสุข... อนัตตานุปัสสนาญาณ พ้นจากดวามถือมั่นโดยความ เป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสสนาญาณ พ้นจากดวามถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความกำหนัด... นิโรธา- นุปัสสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นเหตุเกิด... ปฏินิสสัคคา- นุปัสสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความถือผิด... อนิมิตตานุปัสสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยนิมิต... อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ พ้นจากความถือมั่น โดยเป็นที่ตั้ง... สุญญตานุปัสสนาญาณ พ้นจากความถือมั่น โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทา- จิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วย สามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้. ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความถือมั่น โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทา-
หน้า 334 ข้อ 485, 486
จิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วย สามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้. ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้นจากความถือมั่น โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้นจากความถือมั่นโดย ความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้. [๔๘๕] อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ? ทุกขา- นุปัสสนาญาณ อนัตตานุปัสสนาญาณ นิพพิทานุปัสสนาญาณ วิราคานุปัสสนา- ญาณ นิโรธานุปัสสนาญาณ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ? อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ทุกขานุปัสลนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ นิพพิทา นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจาก อุปาทาน ๑ นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา- ญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อม พ้นจากอุปาทาน ๓. [๔๘๖] อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน ? อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้.
หน้า 335 ข้อ 486
ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ? ทุกขา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้. อนัตตานุปัสสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน ? อนัตตา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนัตตานุปัสสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ? นิพพิทา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้. วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ? วิราคา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน วิราคานุปัสสนาญาน ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้. นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน ? นิโรธา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เหล่านี้. ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน ? ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจาก อุปาทาน ๔ เหล่านี้. อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน ? อนิมิตตา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้.
หน้า 336 ข้อ 487
อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ? อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน อัปปณิหิตา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้. สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน ? สุญญตา- นุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาท สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้. ญาณ ๔ เหล่านี้ คือ อนิจจานุปัสสนาญาณ ๑ อนัตตานุปัสสนาญาณ ๑ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ๑ สุญญตานุปัสสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐิปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ ญาณ ๔ เหล่านี้ คือ ทุกขานุปัสสนาญาณ ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ๑ วิราคานุปัสสนาญาณ ๑ อัปป- ณิหิตานุปัสสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ญาณ ๒ เหล่านี้ คือ นิโรธานุปัสสนาญาณ ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจาก อุปาทานทั้ง ๔ คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ นี้เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์. จบวิโมกขกถา ปฐมภาณวาร [๔๘๗] ก็วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความ นำออกไปจากโลก ด้วยความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ โดยความพิจารณา เห็นสรรพสังขาร โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด ด้วยความที่จิตแล่นไปใน อัปปณิหิตธาตุ โดยความองอาจแห่งใจในสรรพสังขาร และด้วยความที่จิต แล่นไปในสุญญตาธาตุ โดยความพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยแปรเป็นอย่างอื่น วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก.
หน้า 337 ข้อ 488, 489
[๔๘๘] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา สังขารย่อมปรากฏอย่างไร ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความ สิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของ น่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็น ของสูญ. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิต มากด้วยธรรมอะไร ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตมากด้วยความน้อมไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความ เป็นอนัตตา จิตมากด้วยความรู้. บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็น อนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้อินทรีย์เป็นไฉน ? บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไป ย่อมได้สัทธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้ สมาธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ ปัญญินทรีย์. [๔๘๙] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์ในภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์ นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย (ปัจจัยเกิดร่วมกัน ) เป็นอัญญมัญญปัจจัย (เป็นปัจจัยของกันและกัน) เป็นนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่อาศัยกัน) เป็นสัมป-
หน้า 338 ข้อ 490
ยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่ประกอบกัน ) เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ใครย่อมเจริญ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไป ด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน... เมื่อมนสิการโดยความเป็น อนัตตามากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่ เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสย- ปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะ อรรถว่ากระไร ใครย่อมเจริญ ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้ง เป็นสหชาตปัจจัย... เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถ ว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วย ความสงบ สมาธินทรีย์เป็นใหญ่... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไป ด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์ นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียว กัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ ปฏิบัติผิด. [๔๙๐] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความ น้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตาม อินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสย- ปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัยในเวลาแทงตลอด มีอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่ อินทรีย์
หน้า 339 ข้อ 491
แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญ- ปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่า ภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็น ใหญ่เป็นไฉน ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็น ใหญ่เป็นไฉน ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้ง เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย ในเวลา แทงตลอด ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์ นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้แทงตลอด ก็ย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ย่อมแทงตลอด. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ สมาธินทรีย์ เป็นใหญ่... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์ เป็นใหญ่... [๔๙๑] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อินทรีย์อะไรมี ประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไร
หน้า 340 ข้อ 492
มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา อินทรีย์ อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความ เป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคล จึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ. [๔๙๒] บุคคลผู้เชื่อน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลทำให้แจ้งเพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี บุคคลบรรลุแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ บุคคลเชื่ออยู่ย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลถูกต้อง ฌานก่อน ภายหลังจึงการทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณ อันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขี ก็ได้ เป็นทิฏฐิปัตตะก็ได้ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย. คำว่า พึงเป็น คือ พึงเป็นอย่างไรเล่า ? เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลพึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความ เป็นทุกข์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต บุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์อย่างนี้.
หน้า 341 ข้อ 492
เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์ประมาณยิ่ง เพราะ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็น อนัตตา สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง...เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็น กายสักขี บุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์อย่างนี้. เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความ เป็นสภาพไม่เที่ยง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง... เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็น ทิฏฐิปัตตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ อย่างนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ พึง เป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักก็ได้ เป็นทิฏฐิปัตตะก็ได้อย่างนี้. บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาวิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็น ทิฏฐิปัตตะอย่างหนึ่ง เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มี ประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล เมื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มี ประมาณยิ่ง จึงเป็นกายสักขีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นทิฏฐิปัตต- บุคคล บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฏฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็น ทิฏฐิปัตตะอย่างหนึ่ง อย่างนี้.
หน้า 342 ข้อ 493, 494
[๔๙๓] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มี ประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตาม สัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคล ทั้งหมดนั้นเป็นสัทธานุสารีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้ง โสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตบุคคล เมื่อ มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัท- ธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรคทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตาม สัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้ แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุต. [๔๙๔] เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้น
หน้า 343 ข้อ 495
ท่านจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่ไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย... สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วย สามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วย สามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความ เป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคล จึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ฯลฯ ได้สกทาคามิมรรค ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรค ทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์ นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย...สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคล เจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี. [๔๙๕] เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์ มีประมาณ ยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุ นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นธรรมานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์ นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่ง ปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่ง ปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นธรรมานุสารี เมื่อมนสิการโดยความเป็น อนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฏฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคล เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคล
หน้า 344 ข้อ 496, 497
ทั้งหมดนั้นเป็นทิฏฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์ มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรค ทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้ อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฏฐิปัตต- บุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคล เจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็น ทิฏฐิปัตตะ. [๔๙๖] ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งเนกขัมมะ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึง หรือ จักถึง ได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจัก แทงตลอด ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือ จักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความ สำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้ว กล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขี ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์. [๔๙๗] บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน การกำหนดธรรม ญาณความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญ- จายตนสมาบัติ วิญญาญัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญา-
หน้า 345 ข้อ 498
นาสัญญายตนสมาบัติ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ขยานุปัสสนา วิปริณามานุปัสสนา อนิมิตตานุปัสสนา อัปปณิหิตานุปัสสนา สุญญตานุปัสสนาอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา ยถาภูตญาณทัสนะอาทีนวานุปัสสนา ปฏิสังขานุปัสสนา วิวัฏฏนานุปัสสนา โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคา- มิมรรค อรหัตมรรค. ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่ง สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งวิโมกข์ ๘ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึงหรือจัก ถึง ได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือ จักแทงตลอด ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือ จักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความ สำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความ แกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกาย- สักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์. [๔๙๘] ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือ จักบรรลุซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถ แห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์. ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งแทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจัก แทงตลอดซึ่งวิชชา ๓ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่ง
หน้า 346 ข้อ 499
สัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทริย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วย สามารถแห่งปัญญินทรีย์. ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งศึกษาแล้ว ย่อมศึกษา หรือจักศึกษาซึ่ง สิกขา ๓ ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อม ถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจัก ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วย สามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์. ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรค บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุต ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่ง ปัญญินทรีย์. [๔๙๙] การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อม แทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร. การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะ ด้วยอาการ ๔ คือ บุคคลย่อมแทงตลอดทุกขสัจเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา แทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจ เป็น การแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วย ภาวนา การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะ ด้วยอาการ ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขี ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์.
หน้า 347 ข้อ 500
การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอด สัจจะด้วยอาการเท่าไร. การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะ ด้วยอาการ ๙ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทนตลอดด้วยปริญญา แทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอด มรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดด้วยการเจริญมรรคสัจ การแทงตลอดด้วยอาการกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการละสังขาร ทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการเจริญกุศลทั้งปวง และการแทงตลอดด้วยการ ทำให้แจ้งมรรค ๔ แห่ง นิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่ง สัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถ แห่งปัญญินทรีย์. จบทุติยภาณวาร [๕๐๐] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏอย่างไร. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความ สิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของ น่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็น ของว่างเปล่า. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดย ความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยอะไร.
หน้า 348 ข้อ 501
เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมมากด้วยความน้อมใจ เชื่อ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตย่อมมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยความรู้. บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจ เชื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ มนสิการโดยความ เป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ ย่อมโดยวิโมกข์เป็นไฉน. บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจ เชื่อ ย่อมได้อนิมิตตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความ สงบ ย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วย ความรู้ ย่อมได้สุญญตวิโมกข์. [๕๐๑] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความ น้อมใจเชื่อ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้น มีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ใครเจริญ. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไร เป็นใหญ่...ใครเจริญ. เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไร เป็นใหญ่...ใครเจริญ. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจ เชื่อ อนิมิตตวิโมกขเป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้น มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย...มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถ
หน้า 349 ข้อ 502
ว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อม ไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิต- วิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้ง เป็นสหชาตปัจจัย...การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด. เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์ เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาต ปัจจัย...การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด. [๕๐๒] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นผู้มากด้วยความ น้อมใจเธอ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้น มีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มิกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ในเวลา แทงตลอด วิโมกข์ไหนเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามวิโมกข์ นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตต- ปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไร เป็นใหญ่...ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร. เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไร เป็นใหญ่...ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจ เชื่อ อนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนา ที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์
หน้า 350 ข้อ 503
นั้น มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อนิมิตตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์ แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่า ภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็น แม้บุคคลผู้แทงตลอดอย่างนี้ก็ชื่อว่าเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด. เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิต- วิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้น มี ๒ ทั้ง เป็นสหชาตปัจจัย...มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อัปปณิหิต- วิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้น ก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด. เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญต- วิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้น มี ๒ ทั้งเป็น สหชาตปัจจัย...มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด สุญญตวิโมกข์ ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด. [๕๐๓] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง วิโมกข์อะไรมี ประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไร มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา วิโมกข์ อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ.
หน้า 351 ข้อ 504
เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดย ความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอัปปณิหิตวิโมกข์มี ประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญต- วิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะสุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฏฐิปัตตะ. [๕๐๔] บุคคลเชื่อน้อมใจไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตบุคคล บุคคลทำให้แจ้ง เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี- บุคคล บุคคลถึงแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตต- บุคคล บุคคลเชื่อย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตบุคคล บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุ นั้น จึงชื่อว่ากายสักขีบุคคล ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฏฐิปัตตบุคคล. ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้วหรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตวิโมกข์ เป็นกายสักขี ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งความไม่พยาบาท อาโลกสัญญา ฯลฯ ความไม่ฟุ้งซ่าน. ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรค บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่ง สุญญตวิโมกข์.
หน้า 352 ข้อ 505, 506
[๕๐๕] การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อม แทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร. การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะ ได้ด้วยอาการ ๔ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา แทงตลอดสมุทัยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจเป็น การแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดสัจจะย่อมมีด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะ ด้วยอาการ ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถ แห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์. การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอด สัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร. การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอด สัจจะได้ด้วยอาการ ๙ คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วย ปริญญา ฯลฯ และการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งมรรค ๔ แห่งนิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถ แห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฏฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์. [๕๐๖] เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ย่อม เห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง สัมมาทัศนะ ความเห็นชอบย่อมมีได้ อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไร บุคคลย่อมละความ สงสัยได้ที่ไหน.
หน้า 353 ข้อ 506
เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหน ตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพ อันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์... เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหน ตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอัน บุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไร บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในที่ไหน. เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ ย่อมเห็นนิมิต ตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวง เป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีเเล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ด้วยความเป็นไปตาม สัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้. เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นความเป็นไป ตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็น สภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะ นั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้. เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและ ความเป็นไป ตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความ เป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้. ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ (ปัญญา เครื่องข้ามความสงสัย) มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถ อย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น.
หน้า 354 ข้อ 507, 508
ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ มี อรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. [๕๐๗] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา อะไรย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง นิมิตย่อมปรากฏโดยความ เป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไปย่อมปรากฏโดย ความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความ เป็นไป ย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว. ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว อาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมี อรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว อาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสสนา และสุญญตานุปัสสนา มีอรรถต่าง กันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสสนา และสุญญตานุปัสสนา มีอรรถ อย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. [๕๐๘] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ คือ การพิจารณานิมิต ย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณ คือ การพิจารณาความ
หน้า 355 ข้อ 508
เป็นไปย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณา ทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น. ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และ สังขารุเปกขาญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่าง เดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และ สังขารุเปกขาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดย ความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากอะไร ย่อมแล่นไปในที่ไหน. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมออกไปจากนิมิต ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตย่อม ออกไปจากความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเป็นไป เมื่อ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากนิมิตและความเป็นไป ย่อม แล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ ซึ่งไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไป. ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโครตภูธรรม มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียว กันต่างกันเเต่พยัญชนะเท่านั้น. ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยวิโมกข์อะไร.
หน้า 356 ข้อ 509
เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมหลุดพ้นไปด้วย อนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอัปปณิหิต- วิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยสุญญตวิโมกข์. ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วน ทั้งสองและมรรคญาณ มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่าง เดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วน ทั้งสอง และมรรคญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. [๕๐๙] วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการเท่าไร ย่อมมีใน ขณะเดียวกันด้วยอาการเท่าไร. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยอาการ ๗. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ เป็นไฉน. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ คือ ด้วยความเป็นใหญ่ ๑ ด้วยความตั้งมั่น ๑ ด้วยความน้อมจิตไป ๑ ด้วยความนำออกไป ๑. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างไร. เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการ โดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีใน ขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างนี้. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างไร.
หน้า 357 ข้อ 510
บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วย สามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมตั้งจิตไว้มั่น ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อม ตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกัน ด้วยความตั้งมั่นอย่างนี้. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างไร. บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมน้อมจิตไปด้วย สามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมน้อมจิตไป ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อม น้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วย ความน้อมจิตไปอย่างนี้. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างไร. บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมนำจิตออกไปสู่ นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความ เป็นทุกข์ ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิ- หิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอัน เป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วย ความนำออกไปอย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ นี้. [๕๑๐] วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน. วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ คือ ด้วยความประชุม ลง ๑ ด้วยความบรรลุ ๑ ด้วยความได้ ๑ ด้วยความแทงตลอด ๑ ด้วยความ ทำให้แจ้ง ๑ ด้วยความถูกต้อง ๑ ด้วยความตรัสรู้ ๑.
หน้า 358 ข้อ 510
วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ด้วยความ บรรลุ ด้วยความได้ ด้วยความแทงตลอด ด้วยความทำให้แจ้ง ด้วยความ ถูกต้อง ด้วยความตรัสรู้ อย่างไร. บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมพ้นจากนิมิต เพราะ เหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลย่อมพ้นจากอารมณ์ใด ย่อม ไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ ใด เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีใน ขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง...ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการ โดยความเป็นทุกข์ ย่อมพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่า จากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มี นิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็น อนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะ เหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง...ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็น อนัตตา ย่อมพ้นจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญต- วิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิต เพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้ง อยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึง
หน้า 359 ข้อ 511
เป็นสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ นี้. [๕๑๑] วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานมีอยู่ ธรรมอันเป็น ประธานแห่งวิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันอนุโลม ต่อวิโมกข์มีอยู่ วิโมกข์วิวัฏมีอยู่ การเจริญวิโมกข์มีอยู่ ความสงบระงับแห่ง วิโมกข์มีอยู่. วิโมกข์เป็นไฉน คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิต- วิโมกข์. สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ทุกขานุปัสส- นาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นสุข... อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้น จากความยึดมั่นโดยความเพลิดเพลิน... วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความ ยึดมั่นโดยความกำหนัด... นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดย เป็นเหตุเกิด... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความ ถือมั่น... อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นนิมิต... อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นที่ตั้ง... สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง... ญาณ คือ การ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพ เที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณา เห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา
หน้า 360 ข้อ 512
ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้น จากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ. ย่อมพ้น จากความยึดมั่นทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นี้เป็นสุญญต- วิโมกข์. [๕๑๒] อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจาก เครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสุข... อนัตตานุ- ปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสสนา- ญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเพลิดเพลิน... วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความกำหนัด... นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจาก เครื่องหมายโดยความเป็นเหตุเกิด... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจาก เครื่องหมายโดยความถือมั่น... อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมาย ทุกอย่าง... อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็น ที่ตั้ง... สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดย ความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความมีนิมิตในรูป ย่อมพ้นจากนิมิตทุกอย่าง... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็น ที่ตั้ง...ญาณ คือ ก็พิจารณาเห็นความว่าเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากเครื่อง หมายโดยความยึดมั่น... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา
หน้า 361 ข้อ 513
ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อม พ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตต- วิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากนิมิตทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดย ความเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณา เห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ นี้เป็นอนิมิตตวิโมกข์. [๕๑๓] อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้น จากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสุข... อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจาก ที่ตั้งโดยความเพลิดเพลิน... วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความ กำหนัด... นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นเหตุเกิด... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งไว้โดยความถือมั่น... อนิมิตตานุ- ปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นเครื่องหมาย... อัปปณิหิตานุปัสสนา-. ญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง...สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้ง โดยความยึดมั่น... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้น จากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้ง ทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณา เห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น
หน้า 362 ข้อ 514, 515
จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้น จากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้ง ทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณา เห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์. [๕๑๔] ธรรมอันเป็นประธานเป็นไฉน ธรรมอันเป็นไปในฝักฝ่าย ความตรัสรู้ เป็นกุศล ไม่มีโทษ เกิดในมรรควิโมกข์นั้น นี้ธรรมอันเป็น ประธาน. ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์เป็นไฉน นิพพานอันเป็นที่ดับ เป็น อารมณ์ของธรรมเหล่านั้น นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์. ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ อกุศลธรรมแม้ทุกอย่าง เป็นข้าศึกแก่วิโมกข์ นี้ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์. ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์เป็นไฉน กุศลมูล ๓ สุจริต ๓ กุศลธรรม แม้ทุกอย่าง เป็นธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์ นี้ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์. [๕๑๕] วิโมกขวิวัฏเป็นไฉน สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏ สัจจวิวัฏ บุคคลหมายรู้หลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิวัฏ บุคคลคิดอยู่หลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นเจโตวิวัฏ บุคคลรู้แจ้งหลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นจิตตวิวัฏ บุคคลทำความรู้ หลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิวัฏ บุคคลปล่อยวางหลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นวิโมกขวิวัฏ บุคคลหลีกออกไปในธรรมอันมีความถ่องแท้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัจจวิวัฏ สัญญาวิวัฏมีในที่ใด เจโตวิวัฏก็มีในที่นั้น
หน้า 363 ข้อ 516
เจโตวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏมีในที่ใด จิตตวิวัฏก็มีในที่นั้น จิตตวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฎมีในที่ใด ญาณวิวัฏก็มีในที่นั้น ญาณวิวัฏมี ในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏมีในที่ใด วิโมกขวิวัฏก็มีในที่นั้น วิโมกขวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏมีในที่ใด สัจจวิวัฏมีในที่นั้น สัจจวิวัฏมี ในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏก็มีในที่นั้น นี้เป็นวิโมกขวิวัฏ. [๕๑๖] การเจริญวิโมกข์เป็นไฉน การเสพ การเจริญ การทำให้มาก ซึ่งปฐมฌาน... ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน... อากาสานัญจายตน- สมาบัติ... วิญญานัญจายตนสมาบัติ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ... เนว- สัญญานาสัญญายตนสมาบัติ... โสดาปัตติมรรค... สกทาคามิมรรค... อนาคามิมรรค... การเสพ การเจริญ การทำให้มากซึ่งอรหัตมรรค นี้เป็นการ เจริญวิโมกข์. ความสงบระงับแห่งวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน... ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน... อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญา- ณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญนาสัญญายตนสมาบัติ โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผล แห่งอนาคามิมรรค อรหัตผลแห่งอรหัตมรรค นี้เป็นความสงบระงับแห่ง วิโมกข์. จบตติยภาณวาร จบวิโมกขกถา
หน้า 364 ข้อ 516
วิโมกขกถา อรรถกถาวิโมกขุเทศ บัดนี้ ถึงคราวที่จะพรรณนาไปตามลำดับ ความที่ยังไม่เคยพรรณนา แห่งวิโมกขกถา ซึ่งท่านกล่าวในลำดับอินทริยกถา. จริงอยู่ วิโมกขกถานี้ ท่านกล่าวในลำดับอินทริยกถา เพราะผู้ประกอบอินทริยภาวนาเป็นผู้ได้วิโมกข์- ก็พระสารีบุตรเถระเมื่อกล่าววิโมกขกถานั้น ทำสุตตันตเทศนาให้เป็นหัวหน้า แล้วกล่าวเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้น ดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า สุญฺโต วิโมกฺโข ได้แก่ อริยมรรคอันเป็นไป เพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการแห่งความเป็นของสูญ ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์. สุญญตวิโมกข์นั้น ชื่อว่า สุญญตะ เพราะเกิดธาตุสูญ. ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะพ้นจากกิเลส ทั้งหลาย. โดยนัยนี้นั่นแหละพึงทราบว่า วิโมกข์เป็นไปเพราะทำนิพพานให้เป็น อารมณ์ โดยอาการหานิมิตมิได้ ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์. วิโมกข์เป็นไป เพราะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการไม่มีที่ตั้ง ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์. ภิกษุรูปหนึ่งพิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความไม่เที่ยงแต่ต้นนั่นเอง อนึ่ง เพราะเพียงพิจารณาด้วยความไม่เที่ยงเท่านั้น ยังไม่เป็นการออกไปแห่ง มรรค ควรพิจารณาโดยความเป็นทุกข์บ้าง โดยความเป็นอนัตตาบ้าง. หาก เมื่อภิกษุนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นการออกไปแห่งมรรค ในกาลที่ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ภิกษุนี้ชื่อว่าอยู่โดยความไม่เที่ยง แล้วออกไปโดย
หน้า 365 ข้อ 516
ความไม่เที่ยง. อนึ่ง หากว่าการออกไปแห่งมรรค ในกาลที่ภิกษุนั้นพิจารณา โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ภิกษุนี้ชื่อว่า อยู่โดยความไม่เที่ยง แล้วออกไปโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา. แม้ในการอยู่โดยความ เป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตาแล้วออกไป ก็มีนัยนี้. อนึ่ง ในอุเทศนี้ แม้ภิกษุใดอยู่โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา หากในเวลาออกย่อมออกโดยความไม่เที่ยง แม้ทั้ง ๓ นี้ ก็เป็นผู้มากไปด้วยอธิโมกข์ ย่อมได้สัทธินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เป็นผู้ระลึกศรัทธาในขณะปฐมมรรค เป็นผู้พ้นจากศรัทธาในฐานะ ๗. อนึ่ง หากออกไปโดยความเป็นทุกข์ แม้ชนทั้ง ๓ ก็เป็นผู้มากด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้ สมาธินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นกายสักขี (พยานเห็นกับตา ทางกาย) ในที่ทั้งปวง. อนึ่ง อรูปฌานในกายสักขีนี้ เป็นบาทของภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็นอุภโตภาควิมุตในผลอันเลิศ แต่นั้นเป็นการออกโดยความเป็น อนัตตาของชนเหล่านั้น. ชนแม้ทั้ง ๓ ก็เป็นผู้มากด้วยความรู้ ย่อมได้ ปัญญินทรีย์ ย่อมพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์ เป็นผู้ระลึกถึงธรรมในขณะปฐมมรรค เป็นผู้ถึงทิฏฐิในฐานะ ๖ เป็นผู้พ้นด้วยปัญญาในผลอันเลิศ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามรรคย่อมได้ชื่อด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ด้วย เป็นไปกับหน้าที่ ๑ ด้วยเป็นข้าศึก ๑ ด้วยมีคุณ ๑ ด้วยอารมณ์ ๑ ด้วย การมา ๑. หากภิกษุพิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยง แล้วออกจากความวางเฉย ในสังขาร ย่อมพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ หากพิจารณาโดยความเป็นทุกข์แล้ว ออก ย่อมพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ หากพิจารณาโดยความเป็นอนัตตาแล้ว ออก ย่อมพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์ นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความเป็นไปกับหน้าที่.
หน้า 366 ข้อ 516
อนึ่ง วิโมกข์ชื่อว่า อนิมิตตะ เพราะทำการแยกความเป็นฆนะ (ก้อน) ของสังขารทั้งหลายด้วยอนิจจานุปัสสนา แล้วละนิมิตว่าเที่ยง นิมิต ว่ายั่งยืน นิมิตว่าคงที่ออกไปเสีย. ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะละสุขสัญญาด้วยทุกขานุ- ปัสสนา แล้วยังความปรารถนาที่ตั้งไว้ให้แห้งไป. ชื่อว่า สุญญตะ เพราะ ละความสำคัญว่าตน สัตว์ บุคคลด้วยอนัตตานุปัสสนา แล้วเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของสูญ นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความเป็นข้าศึก. อนึ่ง ชื่อว่า สุญญตะ เพราะความเป็นของสูญจากราคะเป็นต้น ชื่อว่า อนิมิตตะ เพราะไม่มีรูปนิมิตเป็นต้น หรือราคะนิมิตเป็นต้น. ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้งของราคะเป็นต้น นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความมีคุณ ของมรรคนั้น. มรรคนี้นั้น ย่อมทำนิพพานอันเป็นของสูญ ไม่มีนิมิต ไม่มีที่ตั้ง ให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยความเป็นอารมณ์. อนึ่ง การมามี ๒ อย่าง คือ วิปัสสนาคมนะ (การมาแห่งวิปัสสนา) ๑ มัคคาคมนะ (การมาแห่งมรรค) ๑. การมาแห่งวิปัสสนาย่อมได้ในมรรค การมาแห่งมรรคย่อมได้ในผล. เพราะอนัตตานุปัสสนา ชื่อว่า สุญญตะ มรรคแห่งสัญญตวิปัสสนา ชื่อว่า สุญญตะ. ผลแห่งสุญญตมรรค ชื่อว่า สุญญตะ. อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า อนิมิตตะ มรรคแห่งอนิมิตตานุปัสสนา ชื่อว่า อนิมิตตะ. ก็ชื่อนี้ย่อมได้ ด้วยอภิธรรมปริยาย แต่ในสุตตันตปริยายก็ได้ด้วย. จริงอยู่ อาจารย์ทั้งหลาย กล่าวไว้ในสุตตันตปริยายนั้นว่า พระโยคาวจรทำนิพพานอันเป็นโคตรภูญาณ หานิมิตมิได้ให้เป็นอารมณ์ เป็นชื่อที่ไม่มีนิมิตตั้งอยู่ในอาคมนียฐาน (ที่เป็นที่
หน้า 367 ข้อ 516
มาถึง) เองแล้วให้ชื่อแก่มรรค ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่ามรรคเป็นอนิมิตตะ ควรกล่าวว่า ผลเป็นอนิมิตตะด้วยการมาแห่งมรรค. ทุกขานุปัสสนาชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะยังการตั้งไว้ในสังขารทั้งหลายให้แห้งไป มรรคแห่งอัปปณิ- หิตวิปัสสนา ชื่อว่า อัปปณิหิตะ. ผลแห่งอัปปณิหิตมรรค ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะเหตุนั้น วิปัสสนาย่อมให้ชื่อแห่งมรรคของตนอย่างนี้. มรรคย่อมให้ชื่อ แห่งผล นี้ชื่อว่าเป็นชื่อโดยการมาถึง. พระโยคาวจรย่อมกำหนดคุณวิเศษแห่ง วิโมกข์ จากความวางเฉยในสังขารด้วยประการฉะนี้. พระสารีบุตรเถระครั้นยกวิโมกข์อันเป็นมหาวัตถุ ๓ ที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ขึ้นแสดงอย่างนี้ประสงค์จะชี้แจงถึงวิโมกข์ แม้อื่นอีก ด้วยสามารถการชี้แจงวิโมกข์นั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อปิจ อฏฺสฏฺี วิโมกฺขา อีกอย่างหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อปิจ เป็นบทแสดงถึงปริยายอื่น. วิโมกข์ เหล่านั้นมี ๖๘ ได้อย่างไร มี ๗๕ มิใช่หรือ. มี ๗๕ ตามเสียงเรียกร้องจริงหรือ ไม่ควรนับวิโมกข์ ๓ เหล่านี้ เพราะชี้แจงวิโมกข์อื่นเว้นวิโมกข์ ๓ ที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วและเพราะกั้นวิโมกข์เหล่านั้น แม้วิโมกข์ ๓ มี อัชฌัตตวิโมกข์เป็นต้นก็ไม่ควรนับ เพราะหยั่งลงภายในด้วยกล่าวโดยพิสดาร ๔ ส่วน อัปปณิหิตวิโมกข์ ในบทนี้ว่า ปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ก็ไม่ควรนับ เพราะมีชื่ออย่างเดียว กันด้วยการยกขึ้นแสดงเป็นครั้งแรก เมื่อนำวิโมกข์ ๗ อย่างเหล่านี้ออกอย่างนี้ แล้วก็เหลือวิโมกข์ ๖๘. หากถามว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุไรจึงยกวิโมกข์ ๓ มีสุญญตวิโมกข์เป็นต้นขึ้นแสดงเล่า. ตอบว่า เพื่อหยิบยกขึ้นโดยอุเทศ แล้วทำการชี้แจงวิโมกข์เหล่านั้น. อนึ่ง วิโมกข์ ๓ มี อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์
หน้า 368 ข้อ 516
(วิโมกข์มีการออกจากภายใน) เป็นต้น ท่านยกขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งหมู่ อันเป็นมูลเหตุเว้นประเภทเสีย. พึงทราบแม้อัปปณิหิตวิโมกข์ ท่านก็ยกขึ้น แสดงอีกด้วยอำนาจเป็นปฏิปักษ์ของปณิหิตวิโมกข์. พึงทราบวินิจฉัยในอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นต้นดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อชฺฌตฺตวุฏฺาโน เพราะออกจากภายใน. ชื่อว่า อนุโลมาเพราะคล้อยตาม ชื่อว่า อชฺฌตฺตวุฏฺานปฏิปฺปสฺสทฺธิ เพราะระงับออกไปแห่งการออกจาก ภายใน. บทว่า รูปี คือ รูปอันเป็นรูปฌานให้เกิดขึ้นในอวัยวะมีผมเป็นต้น ในภายใน ชื่อว่า รูปี เพราะภิกษุมีรูป. บทว่า รูปานิ ปสฺสติ ภิกษุเห็นรูป คือ เห็นรูปมีนีลกสิณเป็นต้นในภายนอกด้วยญาณจักษุ ด้วยบทนี้ท่านแสดงถึง การได้ฌานในกสิณทั้งหลายอันมีวัตถุในภายในและภายนอก. บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺี คือ ภิกษุไม่มีความสำคัญว่า รูปในภายใน ความว่า มีรูปาวจร ฌานยังไม่เกิดในผมเป็นต้นของตน ด้วยบทนี้ท่านทำบริกรรมในภายนอกแล้ว จึงแสดงฌานที่ได้แล้วในภายนอกนั่นเอง. บทว่า สุภนฺเตว อธิมุตฺโต น้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น คือ น้อมไปในอารมณ์ ว่างามเท่านั้น. ในบทนั้นความผูกใจว่างามไม่มีในอัปปนาภายในแม้โดยแท้ แต่ภิกษุใดแผ่ สัตตารมณ์ไปโดยอาการเป็นของไม่น่าเกลียดอยู่ เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้น้อมใจ ไปว่างามเท่านั้น ฉะนั้นท่านจึงยกขึ้นแสดงอย่างนี้. ชื่อว่า สมยวิโมกฺโข เพราะมีวิกขัมภนวิมุตติในสมัยที่ยังไม่อิ่มเอิบ ๆ. ชื่อว่า สามยิโก เพราะ วิโมกข์นั้นประกอบแล้วในสมัยที่ยังไม่อิ่มเอิบด้วยสามารถทำกิจของตน. ปาฐะ ว่า สามายิโก บ้าง. ชื่อว่า กุปฺโป เพราะสามารถกำเริบได้ คือ ทำลายได้. ชื่อว่า โลกิโก เพื่อประกอบไว้ในโลกโดยไม่ก้าวล่วงโลก ปาฐะว่า โลกิโย บ้าง. ชื่อว่า โลกุตฺตโร เพราะข้ามโลก หรือข้ามโลกได้แล้ว. ชื่อว่า สาสโว
หน้า 369 ข้อ 516
เพราะมีอาสวะด้วยการทำอารมณ์. ชื่อว่า อนาสโว เพราะไม่มีอาลวะด้วยการ ทำอารมณ์และด้วยการประกอบร่วม. ชื่อว่า สามิโส เพราะมีอามิสกล่าวคือรูป. ชื่อว่า นิรามิสา นิรามิสตโร เพราะไม่มีอามิส ยิ่งกว่าไม่มีอามิส เพราะ ละรูปและอรูปได้โดยประการทั้งปวง. บทว่า ปณิหิโต คือ ตั้งไว้แล้ว ปรารถนาแล้วด้วยอำนาจแห่งตัณหา. ชื่อว่า สญฺุตฺโต เพราะประกอบแล้วด้วยสังโยชน์ด้วยการทำอารมณ์. บทว่า เอกตฺตวิโมกฺโข ได้แก่ วิโมกข์มีสภาพอย่างเดียวกัน เพราะไม่งอกงามด้วย กิเลสทั้งหลาย. บทว่า สญฺาวิโมกฺโข คือ วิปัสสนาญาณนั้นแหละ ชื่อว่า สัญญาวิโมกข์ เพราะพ้นจากสัญญาวิปริต. วิปัสสนาญาณนั้นแหละ ชื่อว่า ญาณวิโมกข์ เพราะวิโมกข์ คือ ญาณนั้นแหละด้วยอำนาจพ้นจากความลุ่มหลง. บทว่า สีติสิยาวิโมกฺโข คือ ความพ้นเป็นไปแล้วว่า วิปัสสนาญาณนั้น แหละพึงเป็นความเย็น ชื่อว่า สีติสิยาวิโมกข์ ปาฐะว่า สีติสิกาวิโมกฺโข บ้าง. อาจารย์ทั้งหลายพรรณนาความแห่งบทนั้นว่า ความพ้นเพราะความเป็น ของเย็น. บทว่า ฌานวิโมกฺโข ได้แก่ วิโมกข์ คือฌานนั้นเองอันมี ประเภทเป็นอุปจาระและอัปปนา และมีประเภทเป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข ได้แก่ ความพ้นแห่งจิต เพราะไม่ยึดมั่น คือ ไม่ทำการถือ. บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาวิโมกขุเทศ
หน้า 370 ข้อ 516
อรรถกถาวิโมกขนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งอุเทศ มีอาทิว่า กตโม ดังต่อไปนี้. บทว่า อิติปฏิสญฺจิกฺขติ คือพิจารณาเห็นอย่างนี้. บทว่า สุญฺมิทํ นามรูปนี้ว่าง คือ ขันธบัญจกนี้ว่าง. ว่างจากอะไร ว่างจากความเป็นตัวตน หรือจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน. ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเตน วา จากความเป็นตัวตน คือ ว่าง จากความเป็นตัวตน เพราะไม่มีตัวตนที่กำหนดว่าเป็นคนพาล. บทว่า อตฺต- นิเยน วา จากสิ่งทีเนื่องด้วยตน คือ ว่างจากสิ่งที่เป็นของของตนที่กำหนด ไว้นั้น ความไม่มีสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพราะไม่มีของตนนั้นเอง. อนึ่ง ชื่อว่า สิ่งที่เนื่องด้วยตนจะพึงเป็นของเที่ยงหรือพึงเป็นความสุข. แม้ทั้งสองอย่างนั้น ก็ไม่มี. ท่านอธิบายไว้ว่า อนิจจานุปัสสนา ด้วยปฏิเสธสิ่งที่เป็นของเที่ยง ทุกขานุปัสสนา ด้วยปฏิเสธความสุข. บทว่า สุญฺมิทํ อตฺเตนวา นามรูป นี้ว่างจากความเป็นตัวตน ท่านกล่าวถึงอนัตตานุปัสสนานั่นเอง. บทว่า โส คือ ภิกษุนั้นเห็นแจ้งด้วยอนุปัสสนา ๓ อย่างนี้. บทว่า อภินิเวสํ น กโรติ ไม่ทำความยึดมั่น คือ ไม่ทำความยึดมั่นตนด้วยอำนาจแห่งอนัตตานุปัสสนา. บทว่า นิมิตฺตํ น กโรติ ไม่ทำเครื่องกำหนดหมาย คือ ไม่ทำเครื่องกำหนด หมายว่าเที่ยงด้วยอำนาจแห่ง อนิจจานุปัสสนา. บทว่า ปณิธึ น กโรติ ไม่ทำความปรารถนาคือ ไม่ทำความปรารถนาด้วยอำนาจแห่งทุกขานุปัสสนา. วิโมกข์ ๓ เหล่านี้ย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งตทังคะ ในขณะแห่งวิปัสสนา โดยปริยาย แต่ย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งสมุจเฉท ในขณะแห่งมรรคโดยตรง. ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ เพราะออกจากนิวรณ์เป็นต้นในภายใน.
หน้า 371 ข้อ 516
อรูปสมาบัติ ๔ ชื่อว่า พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ เพราะออกจากอารมณ์ทั้งหลาย แม้อารมณ์ท่านก็กล่าวว่า ภายนอกในบทนี้เหมือนอายตนะภายนอก. วิกขัมภน- วิโมกข์สองเหล่านี้ สมุจเฉทวิโมกข์เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์. ท่านกล่าวการออกจากภายในโดยสรุป ด้วยบทมีอาทิว่า นีวรเณหิ วุฏฺา ออกจากนิวรณ์ทั้งหลาย. ด้วยบทมีอาทิว่า รูปสญฺาย จากรูปสัญญา ท่านไม่กล่าวถึงสมาบัตินั้น เพราะการก้าวล่วงอารมณ์มีกสิณเป็นต้น ปรากฏแล้ว จึงกล่าวถึงการก้าวล่วงรูปสัญญาเป็นต้นดังที่ท่านกล่าวแล้วในพระสูตรทั้งหลาย. บทว่า สกฺกายทิฏฺิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาสา เป็นบทสมาส. ตัดบทว่า สกฺกายทิฏฺิกา (จากสักกายทิฏฐิ) วิจิกิจฺฉาย (จากวิจิกิจฉา) สีลพฺพตปรามาสา (จากสีลัพพตปรามาส). นี้แลเป็นปาฐะ. ด้วยบทว่า วิตกฺโก จ เป็นอาทิ ท่านกล่าวถึงอุปจารภูมิแห่งฌาน และสมาบัติ. ด้วยบทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา เป็นอาทิท่านกล่าวถึงวิปัสสนา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค ๔. บทว่า ปฏิลาโภ วา การได้ ชื่อว่า ปฏิลาโภ เพราะขวนขวาย ปรารถนาได้ด้วยถึงความชำนาญ ๕ อย่าง เพราะความขวนขวายในฌานและ ความขวนขวายในสมาบัติทั้งปวงเป็นความระงับด้วยถึงความชำนาญ ฉะนั้น การได้ท่านจึงกล่าวว่าวิโมกข์เป็นความระงับ. ส่วนวิบากเป็นความระงับฌาน และสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงตรงทีเดียว. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า การได้ ฌานและสมาบัติเพราะความขวนขวายในอุปจารสงบ เพราะฉะนั้นการได้ฌาน และสมาบัติท่านจึงกล่าวว่า ปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ความพ้นเป็นความระงับ. บทว่า อชฺฌตฺตํ ในภายใน คือ เป็นไปเพราะเนื่องกับตน. บทว่า ปจฺจตฺตํ เฉพาะตน คือ เป็นไปเฉพาะตน. ท่านแสดงภายในเนื่องด้วยตน
หน้า 372 ข้อ 516
แม้ด้วยบททั้งสองนั้น. บทว่า นีลนิมิตฺตํ นิมิตสีเขียว คือ สีเขียวนั่นเอง. บทว่า นีลสญฺํ ปฏิลภิ ได้นีลสัญญา คือ ได้สัญญาว่าสีเขียวในนีลนิมิตนั้น. บทว่า สุคฺคหิตํ กโรติ ทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว คือ ทำให้เป็น อันถือไว้ด้วยดีในบริกรรมภูมิ. บทว่า สูปธาริตํ อุปธาเรติ ทรงจำไว้ดีแล้ว คือ ทรงจำทำไว้ด้วยดีในอุปจารภูมิ. บทว่า สฺวาตฺถิตํ อวตฺถาเปติ กำหนด ไว้ดีแล้ว คือ ตัดสินด้วยดีในอัปปนาภูมิ. ปาฐะว่า ววตฺถาเปติ บ้าง. จริงอยู่ ภิกษุเมื่อทำนีลบริกรรมในภายในย่อมทำผมดีหรือดวงตา. บทว่า พหิทฺธา นีลมิตฺเต ในนิมิตสีเขียวภายนอก คือ ในนีลกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา ดอกไม้สีเขียว ผ้าสีเขียว ธาตุสีเขียว. บทว่า จิตฺตํ อุปสํหรติ คือน้อมจิต เข้าไป. แม้ในสีเหลืองเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อาเสวติ ย่อมเสพ คือ เสพสัญญานั้นแหละแต่ต้น. บทว่า ภาเวติ คือย่อมเจริญ. บทว่า พหุลีกโรติ ทำให้มาก ๆ คือทำบ่อย ๆ. บทว่า รูปํ ได้แก่ รูปมีนิมิตสีเขียว. บทว่า รูปสญฺี คือ มีความสำคัญว่าเป็นรูป ความสำคัญในรูปนั้น ชื่อว่า รูปสญฺา ชื่อว่า รูปสญฺี เพราะมีรูปเป็นสัญญา. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่ามีนิมิตสีเหลืองในภายในภิกษุเมื่อกระทำ ปีตบริกรรม ย่อมทำในที่มันข้น หรือที่ผิวหรือในที่ตาสีเหลือง เมื่อกระทำโลหิต บริกรรมย่อมทำที่เนื้อ เลือด ลิ้น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือในที่ตาสีแดง เมื่อทำ โอทาตบริกรรมย่อมทำที่กระดูก ฟัน เล็บ หรือในที่ตาสีขาว. บทว่า อชฺฌตฺตํ อรูปํ ไม่มีรูปในภายใน ความว่า ไม่มีรูปนิมิตในภายใน. บทว่า เมตฺตาสหคเตน ประกอบด้วยเมตตา คือประกอบด้วยเมตตา ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌานทุติยฌานตติยฌานและจตุตถฌาน. บทว่า เจตสา คือ มีใจ. บทว่า เอกํ ทิสํ ตลอดทิศหนึ่ง ท่านกล่าวหมายถึงสัตว์หนึ่งที่กำหนด
หน้า 373 ข้อ 516
ครั้งแรกแห่งทิศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปยังสัตว์อันไม่เนื่องด้วยทิศ หนึ่ง. บทว่า ผริตฺวา แผ่ไปแล้ว คือถูกต้องทำให้เป็นอารมณ์. บทว่า วิหรติ อยู่ คือยังการอยู่ด้วยอิริยาบถอันตั้งมั่นด้วยพรหมวิหารให้เป็นไป. บทว่า ตถา ทุติยํ ทิศที่สองก็เหมือนกัน คือ แผ่ไปตลอดทิศใดทิศหนึ่งใน บรรดาทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้น ฉันใด ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ อัน เป็นลำดับนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า อิติ อุทฺธํ ทั้งเบื้องบนท่านอธิบาย ว่า ทิศเบื้องบนโดยนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อโธ ติริยํ ทิศเบื้องล่าง เบื้อง ขวาง คือ แม้ทิศเบื้องล่าง แม้ทิศเบื้องขวางก็อย่างนั้นเหมือนกัน. อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า อโธ คือเบื้องล่าง. บทว่า ติริยํ คือ ทิศน้อย ความว่า ยังจิตสหรคต ด้วยเมตตาให้แล่นไปบ้าง ให้แล่นกลับบ้าง ในทิศทั้งปวง ดุจให้ม้าวิ่งไปวิ่งกลับในบริเวณของม้าฉะนั้น. ด้วยเหตุเพียงนี้ ท่านกำหนดถือเอาทิศหนึ่ง ๆ แล้วแสดงการแผ่เมตตา ไปโดยจำกัด. ส่วนบทมีอาทิว่า สพฺพธิ ในที่ทุกสถานท่านกล่าวเพื่อแสดง โดยไม่จำกัด. บทว่า สพฺพธิ คือในที่ทั้งปวง. บทว่า สพฺพตฺตาย ทั่ว สัตว์ทุกเหล่า คือทุกตัวตนในประเภทสัตว์มีเลว ปานกลาง เลิศ มิตร ศัตรู และความเป็นกลางเป็นต้นทั้งปวง อธิบายว่า เพราะไม่ทำการแบ่งแยกว่านี้เป็น สัตว์อื่น เป็นผู้เสมอกับตน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพตฺตตาย คือโดยความ เป็นผู้มีจิตรวมอยู่ทั้งหมด อธิบายว่า ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอกแม้เล็กน้อย. บทว่า สพฺพาวนฺตํ ตลอดโลกคือสัตว์ทุกเหล่า อธิบายว่าประกอบด้วยสัตว์ ทั้งปวง. ปาฐะว่า สพฺพวนฺตํ บ้าง. บทว่า โลกํ ได้แก่ สัตว์โลก อนึ่งใน นิเทศนี้ท่านกล่าวว่า เมตฺตาสหคเตน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอีกเพราะ แสดงปริยายด้วยบทมีอาทิอย่างนี้ว่า วิปุเลน อันไพบูลย์ หรือเพราะในบทนี้
หน้า 374 ข้อ 516
ท่านไม่กล่าว ตถาศัพท์ หรือ อิติศัพท์ อีก ดุจในการแผ่ไปโดยจำกัด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว บทว่า เมตฺตาสหคเตน เจตสา ด้วยใจประกอบด้วยเมตตา อีก หรือท่านกล่าวบทนี้โดยการสรุป. ในบทว่า วิปุเลน นี้พึงเห็นความ ไพบูลย์ด้วยการแผ่ไป พึงเห็นจิตนั้นถึงความเป็นใหญ่ ด้วยภูมิ. จริงอยู่ จิตนั้น ถึงความเป็นไปใหญ่ เพราะสามารถข่มกิเลสได้ เพราะมีผลไพบูลย์และเพราะ การสืบต่อยาว. อีกอย่างหนึ่ง จิตชื่อว่า มหคฺคตํ เพราะถึง คือ ดำเนินไปด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะและปัญญาอันยิ่งใหญ่. ชื่อว่า อปฺปมาณํ หาประมาณมิ ได้ด้วยสามารถแห่งความคล่องแคล่วและด้วยสามารถแห่งสัตตารมณ์อันประมาณ มิได้. ชื่อว่า อเวรํ ไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือความพยาบาท. ชื่อว่า อพฺยา- ปชฺฌํ ไม่มีความเบียดเบียนเพราะละโทมนัสเสียได้ ท่านอธิบายว่า ไม่มีทุกข์. บทว่า อปฺปฏิกูลา โหนฺติ สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง คือสัตว์ทั้งหลาย ไม่เป็นที่เกลียดชังจิตของภิกษุแล้วย่อมอุปัฏฐาก แม้ในบทที่เหลือพึงประกอบ ด้วย กรุณา มุทิตา และอุเบกขาโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ชื่อว่า ไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือความเบียดเบียนด้วยกรุณา เพราะละข้าศึกคือความริษยาด้วย มุทิตา. บทว่า อุเปกฺขาสหคเตน คือมีจิตประกอบด้วยอุเบกขาด้วยอำนาจ แห่งจตุตถฌาน. ชื่อว่า ไม่มีเวร เพราะละข้าศึกคือราคะ. ชื่อว่า ไม่เบียดเบียน เพราะละโสมนัสเกี่ยวกับเคหสิต (กามคุณ) อกุศลแม้ทั้งหมดชื่อว่า มีความ เบียดเบียน เพราะประกอบด้วยความเร่าร้อน คือกิเลส นี้เป็นความพิเศษของ บทเหล่านั้น. บทว่า สพฺพโส คือโดยอาการทั้งปวง หรือแห่งสัญญาทั้งปวง ความ ว่า แห่งสัญญาไม่มีเหลือ. บทว่า รูปสญฺานํ รูปสัญญา คือ รูปาวจรฌาน
หน้า 375 ข้อ 516
ดังที่กล่าวมาแล้วโดยหัวข้อว่า สัญญา และอารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น. จริงอยู่ แม้รูปาวจรฌานท่านกล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย แม้อารมณ์ของรูปาวจรฌานท่าน ก็กล่าวว่ารูป ในบทมีอาทิว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ สุวณฺณทุพฺพณฺ- ณานิ ภิกษุเห็นรูปทั้งหลายในภายนอกมีผิวงามและผิวทราม เพราะฉะนั้น ในที่นี้ บทว่า รูปสญฺานํ นี้ เป็นชื่อของรูปาวจรฌานดังที่ท่านกล่าว แล้วโดยหัวข้อว่า สัญญา อย่างนี้ว่า รูเป สญฺา รูปสญฺา ความสำคัญ ในรูปชื่อว่ารูปสัญญา. ชื่อว่า รูปสญฺํ เพราะมีรูปเป็นสัญญาท่านอธิบายว่า รูป เป็นชื่อของภิกษุนั้น พึงทราบว่าบทนี้เป็นชื่อของอารมณ์ อันเป็นประเภท มีปฐวีกสิณเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สมติกฺกมา เพราะล่วงคือเพราะคลายกำหนัดและเพราะดับ ตัณหา ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่า ภิกษุเพราะคลายกำหนัดเพราะ ดับ เพราะเหตุคลายกำหนัดเพราะดับ รูปสัญญากล่าวคือฌาน ๑๕ ด้วยอำนาจ แห่งกุศลวิบากกิริยาเหล่านี้ และรูปสัญญากล่าวคืออารมณ์ ด้วยอำนาจปฐวี- กสิณเป็นต้นเหล่านี้ หรือรูปสัญญาไม่มีส่วนเหลือ โดยอาการทั้งปวง เข้าถึง อากาสานัญจายตนะอยู่ เพราะไม่สามารถเข้าถึงรูปสัญญานั้นเพราะยังไม่ก้าวล่วง รูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง. อนึ่ง เพราะสมาบัตินั้นควรบรรลุด้วยการก้าวล่วงอารมณ์ มิใช่เหมือน ปฐมฌานเป็นต้นในอารมณ์เดียวเท่านั้น. การก้าวล่วงสัญญาย่อมไม่มีก็ผู้ยังไม่ คลายกำหนัดในอารมณ์ ฉะนั้นพึงทราบว่าท่านทำการพรรณนาความนี้ แม้ด้วย สามารถแห่งการก้าวล่วงอารมณ์. บทว่า ปฏิฆสญฺานํ อตฺถงฺคมา เพราะ ดับปฏิฆสัญญา คือ สัญญา เกิดความกระทบวัตถุมีจักษุเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิฆ-
หน้า 376 ข้อ 516
สัญญา. บทนี้เป็นชื่อของรูปสัญญาเป็นต้น. เพราะดับ เพราะละ เพราะไม่ ให้เกิดปฏิฆสัญญา ๑๐ โดยประการทั้งปวง คือ กุสลวิบากแห่งสัญญาเหล่านั้น ๕ อกุสลวิบาก ๕ ท่านอธิบายว่าทำไม่ให้เป็นไปได้ อนึ่ง สัญญาเหล่านี้ ย่อม ไม่มีแม้แก่ผู้เข้าถึงปฐมฌานเป็นต้นโดยแท้ เพราะในสมัยนั้นจิตยังไม่เป็นไป ด้วยอำนาจแห่งทวาร ๕ แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น เพื่อให้เกิดอุตสาหะในฌานนี้ ดุจในจตุตถฌานแห่งสุขและทุกข์ที่ละได้แล้วในที่อื่นและดุจในตติยมรรคแห่ง สักกายทิฏฐิเป็นต้น พึงทราบคำแห่งสัญญา เหล่านั้น ในที่นี้ด้วยอำนาจแห่ง การสรรเสริญฌานนี้. อีกอย่างหนึ่ง สัญญาเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้เข้าถึงรูปาวจรโดยแท้ถึงดัง นั้น ย่อมไม่มีเพราะละได้เเล้วก็หามิได้ เพราะการเจริญรูปาวจร ย่อมไม่เป็น ไปเพื่อคลายกำหนัดในรูป และเพราะยังเนื่องในรูป สัญญาเหล่านั้นจึงยังเป็น ไปอยู่ ส่วนภาวนานี้ยังเป็นไปเพื่อคลายกำหนัดในรูป เพราะฉะนั้นจึงควรกล่าวว่า สัญญาเหล่านั้นละได้แล้วในบทนี้ ไม่ใช่กล่าวแต่อย่างเดียว ควรแม้เพื่อทรง ไว้อย่างนี้โดยส่วนเดียวด้วย เพราะยังละสัญญา เหล่านั้น ไม่ได้ก่อนจากนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เสียงของผู้เข้าถึงปฐมฌานเป็นดุจหนาม. อนึ่ง เพราะละได้แล้วในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงความที่อรูปสมาบัติไม่หวั่น ไหวและความที่พ้นไปอย่างสงบ. บทว่า นานตฺตสญฺานํ อมนสิการา เพราะไม่มนสิการถึง นานัตตสัญญา คือ สัญญาเป็นไปในโคตรมีความต่าง ๆ กันหรือสัญญามีความ ต่าง ๆ กัน เพราะสัญญาเหล่านั้นเป็นไปในโคจรมีสภาพต่าง ๆ กัน อันเป็น ความต่างกัน มีรูปสัญญาเป็นต้น และเพราะสัญญา ๔๔ อย่างนี้คือ กามาวจร กุสลสัญญา ๘ อกุสลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุสลวิปากสัญญา ๑๑ อกุสลวิปาก
หน้า 377 ข้อ 516
สัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑ มีความต่างกัน มีสภาพต่างกันไม่เหมือน กันและกัน ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า นานตฺตสญฺา เพราะไม่มนสิการ ไม่ คำนึงและไม่ให้เกิดในจิตแห่งมานัตตสัญญาเหล่านั้น โดยประกอบทั้งปวง เพราะไม่คำนึงถึงสัญญาเหล่านั้นไม่ให้เกิดในจิต ไม่มนสิการ ไม่พิจารณา ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺมา อนึ่ง เพราะรูปสัญญาและปฏิฆสัญญาก่อนไม่มี แม้ใน ภพอันเกิดด้วยฌานนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงในกาลเข้าถึงฌานนี้ในภพนั้นอยู่ละ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวความไม่มี แม้โดยส่วนทั้งสอง คือ เพราะก้าวล่วง เพราะดับสัญญา เหล่านั้น. จริงอยู่ แม้ในนิเทศนั้นภิกษุเมื่อเข้าถึงฌานนี้อยู่ย่อมเข้าถึง เพราะ มนสิการสัญญาเหล่านั้นอยู่. แต่เมื่อมนสิการสัญญาเหล่านั้นก็ยังเป็นผู้ไม่เข้า ถึง. อนึ่ง ในนิเทศนี้ท่านกล่าวถึงการละรูปาวจรธรรมทั้งปวง ด้วยบทนี้ว่า รูปสญฺานํ สมติกฺกมา เพราะล่วงรูปสัญญา ดังนี้โดยสังเขป. ด้วยบทนี้ว่า ปฏิฆสญฺานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺานํ อมนสิการา เพราะดับ ปฏิฆสัญญา เพราะไม่มีมนสิการนานัตตสัญญา พึงทราบว่าท่านกล่าวการละ และการไม่มนสิการจิตเจตสิกอันเป็นกามาวจรทั้งปวง. ในบทว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุดนี้พึงทราบความดังนี้ ชื่อว่า อนนฺโต เพราะอากาศนั้นไม่ปรากฏว่าเกิดหรือเสื่อมเพราะเป็นเพียง บัญญัติ ชื่อว่า อนนฺโต แม้ด้วยสามารถการแผ่ไปไม่มีที่สุด. จริงอยู่ พระ- โยคาวจรนั้น ย่อมไม่แผ่ไปโดยเอกเทศ ย่อมแผ่ทั่วไป. บทว่า อากาโส คือ อากาศที่เพิกกสิณขึ้น. บทมีอาทิว่า อากาสานญฺจายตนํ มีความดังได้กล่าว แล้ว. บทว่า อุปสมฺปชฺช วิหรติ เข้าถึงอยู่ คือถึงอายตนะนั้นแล้วให้สำเร็จ อยู่ด้วยอิริยาบถอันสมควรนั้น. ชื่อว่า สมาปตฺติ เพราะควรเข้าถึงอายตนะ นั้นนั่นแหละ.
หน้า 378 ข้อ 516
บทว่า อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม เพราะล่วงอากาสานัญ- จายตนะ แม้ฌาน แม้อารมณ์ ก็ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในก่อน. จริงอยู่ แม้อารมณ์ ก็ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะโดยนัยที่กล่าวแล้วใน ก่อน เพราะอากาสานัญจะ (ความว่างเปล่าแห่งอากาศ) นั้นเป็นอายตนะด้วย อรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเป็นอารมณ์ของอรูปฌานที่หนึ่ง ดุจที่อยู่ของทวยเทพ ฉะนั้น. อนึ่ง ชื่อว่าอากาสานัญจายตนะ เพราะอากาสานัญจะ (ความ ว่างเปล่าของอากาศ) นั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นที่เกิด เพราะเป็น เหตุเกิดของฌานนั้น ดุจบทมีอาทิว่า กมฺโพชา อสฺสานํ อายตนํ กัมโพชนครเป็นถิ่นเกิดของม้าทั้งหลาย. พระโยคาวจรควรล่วงแม้ทั้งสองอย่าง คือ ฌานและอารมณ์ ด้วยทำไม่ ให้เป็นไปและด้วยไม่มนสิการแล้วเข้าถึงวิญญานัญจายตนะนี้อยู่ ฉะนั้นพึงทราบ ว่าท่านทำแม้ทั้งสองอย่างนี้รวมกันแล้วกล่าวบทนี้ว่า อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม. บทว่า อนนฺตํ วิญฺาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด วิญญาณนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า ภิกษุมนสิการวิญญาณที่แผ่ไปว่า อนนฺโต อากาโส อากาศไม่ มีที่สุดว่า อนนฺตํ วิญฺาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด หรือชื่อว่า อนนฺตํ ด้วยอำนาจ มนสิการ. จริงอยู่ พระโยคาวจรนั้น เมื่อมนสิการ อากาศ อารมณ์และวิญญาณ นั้น โดยไม่มีส่วนเหลือ ย่อมทำความไม่มีที่สุดไว้ในใจ. บทว่า วิญฺาณญฺ- จายตนํ สมติกฺกมฺม เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ แม้ฌาน แม้อารมณ์ ก็เป็นวิญญาณัญจายตนะตามนัยดังกล่าวแล้วแม้ในบทนี้และในบทก่อน. จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็เป็นวิญญาณณัญจายตนะ ตามนัยดังกล่าวแล้วในก่อนเพราะวิญญา- ณัญจะ (วิญญาณว่างเปล่า) นั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเป็น อารมณ์แห่งอรูปฌานที่ ๒. อนึ่ง ชื่อว่า วิญญาณัญจายตนะ เพราะวิญญา-
หน้า 379 ข้อ 516
ณัญจะนั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะเป็นเหตุเกิดของฌานนั้น. พระโยคาวจรควรล่วงแม้ทั้งสอง คือ ฌานและอารมณ์ ด้วยทำไม่ให้เป็นไป และไม่ทำไว้ในใจแล้วพึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะนี้. เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านทำแม้ทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวบทนี้ว่า วิญฺาณญฺจายตนํ สม- ติกมฺมม ดังนี้. บทว่า นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร ท่านอธิบายว่า พระ- โยคาวจรมนสิการอยู่อย่างนี้ว่า นตฺถิ นตฺถิ ไม่มี ไม่มี สุญฺํ สฺุํ ว่างเปล่า ว่างเปล่า วิวิตฺตํ วิวิตฺตํ สงัด สงัด. บทว่า อากิญฺจญฺายตนํ สมติกฺกมฺม เพราะล่วงอากิญจัญญาย- ตนะ (ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่งเป็นอารมณ์) แม้ฌาน แม้อารมณ์ก็เป็น อากิญจัญายตนะตามนัยดังกล่าวแล้วแม้ในบทนี้ และในบทก่อนนั่นแหละ. จริงอยู่ แม้อารมณ์ก็เป็นอากิญจัญญายตนะ เพราะอากิญจัญญะ (ไม่มีอะไร เหลือ) นั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง เพราะเป็นอารมณ์แห่งอรูปฌาน ที่ ๓ ตามนัยดังกล่าวแล้วในบทก่อน. อนึ่ง ชื่อว่าอากิญจัญญายตนะ เพราะ อากิญจัญญะนั้นเป็นอายตนะด้วยอรรถว่าเป็นถิ่นให้เกิด เพราะเป็นเหตุเกิดของ ฌานนั้นนั่นแล เพราะล่วงแม้ทั้งสองอย่างนั้น คือ ฌานและอารมณ์ ด้วยทำ ไม่ให้เป็นไปและด้วยไม่ทำไว้ในใจแล้วพึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ (มี สัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) นี้อยู่ เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านทำ แม้ทั้งสองอย่างนั้นรวมกันแล้วกล่าวบทนี้ว่า อากิญฺจญฺายตนํ สมติกฺกมฺม ดังนี้. สัญญาเวทยิตนิโรธกถา (การดับสัญญาเวทนา) ท่านกล่าวไว้แล้วใน หนหลัง. วิโมกข์ ๗ มีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ (ภิกษุมีรูป ย่อมเห็นรูป ทั้งหลาย) ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าพ้นด้วยดีจากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหลาย
หน้า 380 ข้อ 516
และเพราะอรรถว่าพ้นด้วยดี ด้วยอำนาจความยินดียิ่งในอารมณ์. ส่วนนิโรธ- สมาบัติ ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าพ้นแล้ว จากจิตและเจตสิกทั้งหลาย. ชื่อว่า สมยวิโมกข์ เพราะพ้นในสมัยเข้าถึงสมาบัติ ไม่พ้นในสมัยออกแล้ว. ชื่อว่า อริยมรรค เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งสมุจเฉทวิมุตติ. ชื่อว่า สามัญผล เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ชื่อว่า นิพพาน เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งนิสสรณวิมุตติ นี่เป็นอสมยวิโมกข์ สามยิกาสามยิกวิโมกข์ (พ้นชั่วคราวและไม่ชั่วคราว) ก็เหมือนอย่างนั้น. ชื่อว่า กุปฺโป เพราะอาศัยความประมาทจึงเสื่อม. ชื่อว่า อกุปฺโป เพราะไม่เสื่อมอย่างนั้น. ชื่อว่า โลกิโย เพราะย่อมเป็นไปตามโลก. ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะอริยมรรคทั้งหลายย่อมข้ามโลก ชื่อว่า โลกุตฺตรา เพราะ สามัญผลและนิพพานข้ามไปแล้วจากโลก. ชื่อว่า อนาสโว เพราะอาสวะ ทั้งหลายไม่หน่วงเหนี่ยวโลกุตรธรรมอันสูงด้วยเดชไว้ได้ ดุจแมลงวันไม่เกาะ ก้อนเหล็กที่ร้อนฉะนั้น. บทว่า รูปปฺปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกข์ปฏิสังยุตด้วยรูป คือ รูปฌาน. บทว่า อรูปปฺปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป คือ อรูปสมาบัติ. วิโมกข์ที่ถูกตัณหาหน่วงเหนี่ยวไว้ ชื่อว่าปณิหิตวิโมกข์ วิโมกข์ที่ไม่ถูกตัณหา หน่วงเหนี่ยวไว้ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์. มรรคผลชื่อว่าเอกัตตวิโมกข์ เพราะ มีอารมณ์อยู่เดียวกันและเพราะสำเร็จอย่างเดียวกัน นิพพาน ชื่อว่า เอกัตต- วิโมกข์ เพราะไม่มีที่สอง ชื่อว่า นานัตตวิโมกข์ เพราะมีอารมณ์ต่างกัน และเพราะมีวิบากต่างกัน. บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี ความว่า พึงมี คือ มี ๑๐ และมี ๑. อนึ่ง บทว่า สิยา เป็นคำแสดงวิธี มิใช่เป็นคำถาม. บทว่า วตฺถุวเสน
หน้า 381 ข้อ 516
ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ คือ มี ๑๐ ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ ๑๐ มีนิจจสัญญาเป็นต้น. บทว่า ปริยาเยน โดยปริยาย คือมี ๑ โดยปริยายแห่งการพ้น. บทว่า สิยาติ กถญฺจ สิยา บทว่า พึงมีได้ คือ พึงมีได้อย่างไร ได้แก่ ถามว่า สิ่งใดตั้งไว้ว่า พึงมี สิ่งนั้นพึงมีได้อย่างไร. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนาณํ เป็นบทสมาส. บาลีว่า อนิจฺจานุปสฺสนาาณํ ดังนี้บ้าง. แม้ในบทที่เหลือ ก็เหมือนกัน. บทว่า นิจฺจโต สญฺาย จากนิจจสัญญา คือ จากสัญญาอันเป็น ไปแล้วโดยความเป็นของเที่ยง ความว่า จากสัญญาอันเป็นไปแล้วว่า เป็น ของเที่ยง. แม้ในบทนี้ว่า สุขโต อตฺตโต นิมิตฺตโต สญฺาย จากสุข- สัญญา อัตตสัญญา นิมิตตสัญญา ก็มีนัยนี้. อนึ่ง บทว่า นิมิตฺตโต คือ จากนิมิตว่าเที่ยง. บทว่า นนฺทิยา สญฺาย จากนันทิสัญญา คือ จากสัญญา อันเป็นไปแล้วด้วยความเพลิดเพลิน ความว่า จากสัญญาอันสัมปยุตแล้วด้วย ความเพลิดเพลิน. แม้ในบทนี้ว่า ราคโต สมุทยโต อาทานโต ปณิธิโต อภินิเวสโต สญฺาย จากราคสัญญา สมุทยสัญญา อาทานสัญญา ปณิธิ- สัญญา อภินิเวสสัญญา ก็มีนัยนี้. อนึ่ง เพราะอนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ ขยานุปัสสนา (พิจารณาเห็น ความสิ้นไป) วยานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความเสื่อม) วิปริณามานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความแปรปรวน) เป็นความวิเศษแห่งภังคานุปัสสนา อันเป็น พลวปัจจัย เพราะเป็นกำลังแห่งอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น เพราะอนิจจานุปัสสนา มีกำลังด้วยเห็นความดับ ก็เมื่ออนิจจานุปัสสนามีกำลัง แม้การพิจารณาเห็น ทุกข์และอนัตตาว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา ดังนี้ก็มีกำลัง ฉะนั้นเมื่อท่านกล่าวอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ก็เป็น อันกล่าวถึงอนุปัสสนาแม้ ๓ เหล่านั้นด้วย. อนึ่ง เพราะท่านกล่าวว่า สุญญตา-
หน้า 382 ข้อ 516
นุปัสสนาญาณพ้นจากสัญญาโดยความยึดถือยึดมั่นสิ่งที่เป็นสาระ ยึดมั่นสิ่งที่เป็น ความลุ่มหลง ยึดมั่นสิ่งที่เป็นความอาลัย ยึดมั่นสิ่งที่เป็นกิเลสอันผูกใจ ตาม คำพูดว่า ย่อมหลุดพ้นจากสัญญาโดยความยึดมัน ท่านอธิบายต่อไปว่า พ้น จากสัญญาโดยไม่พิจารณา เพราะไม่มีสิ่งยึดมั่น ฉะนั้นพึงทราบว่า อนุปัสส- นาแม้ ๕ มีอธิปัญญาธัมมวิปัสสนาเป็นต้น ท่านมิได้กล่าวไว้เลย. ในมหา- วิปัสสนา ๑๘ พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวถึงอนุปัสสนา ๘ เหล่านั้นเลย กล่าว ถึงแต่อนุปัสสนา ๑๐ เท่านั้น. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ าณํ อนิจจานุปัสสนายถา- ภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นความรู้ตามความเป็นจริง. แม้ ทั้งสองบทเป็นปฐมาวิภัตติ. บทว่า ยถาภูตาณํ ท่านกล่าวถึงอรรถแห่ง ญาณ. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. บทว่า สมฺโมหา อญฺาณา จากความ หลง จากความไม่รู้ คือ จากความไม่รู้อันเป็นความหลง. บทว่า มุจฺจติ (พ้น) ท่านกล่าวถึงอรรถแห่งวิโมกข์. บทว่า อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ าณํ ความว่า อนิจ- จานุปัสสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม ชื่อว่า อนุตฺตรํ เพราะอรรถว่า สูงสุดโดยมีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น หรือชื่อว่า อนุตฺตรํ เพราะเป็นปัจจัย แห่งความยอดเยี่ยม ญาณอันมีความเย็นใจนั่นแล ชื่อว่าสีติภาวญาณ. สีติ- ภาวญาณนั้นเป็นญาณยอดเยี่ยม กล่าวคือพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง. นิพพาน ชื่อว่า เป็นความเย็นอย่างเยี่ยมในพระพุทธวจนะนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เป็นผู้ควรเพื่อทำให้แจ้งพระนิพพานอัน เป็นความเย็นอย่างเยี่ยม แต่ในที่นี้ วิปัสสนาเป็นความเย็นอย่างเยี่ยม. บทว่า นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจติ พ้นจากความ เดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสภาพเที่ยง
หน้า 383 ข้อ 516
แม้ในบทนี้ กิเลสอันเป็นไปว่าเที่ยง ท่านกล่าวว่า สนฺตาโป เพราะอรรถว่า เดือดร้อนในโลกนี้และโลกหน้า. ท่านกล่าวว่า ปริฬาโห เพราะอรรถว่า เผาผลาญ. ท่านกล่าวว่า ทรโถ เพราะอรรถว่าร้อน. บทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ ชายติ ฌานํ มีความดังได้กล่าวแล้วใน หนหลัง. อนึ่ง บทมีอาทิว่า เนกขัมมะในบทนี้ คือ สมาบัติ ๘ อันเป็นส่วน แห่งการแทงตลอด. บทว่า อนุปฺปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโข (การหลุดพ้นแห่งจิต เพราะไม่ยึดถือ) ในที่นี้คือวิปัสสนานั่นเอง. แต่ในบาลีนี้ว่า การพูดกันมี อันนี้เป็นประโยชน์ การปรึกษากันมีอันนี้เป็นประโยชน์ นี้คือความหลุดพ้น แห่งจิตเพราะไม่ยึดถือ นิพพาน คือ ความหลุดพ้นเพราะไม่ยึดถือ. บทว่า กตีหุปาทาเนหิ คือด้วยอุปาทานเท่าไร. บทว่า กตมา เอกุปาทา คือ จากอุปาทานหนึ่งเป็นไฉน. บทว่า อิทํ เอกุปาทานา คือ จากอุปาทานหนึ่งนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิทํ เพ่งญาณก่อน. ในการพ้นจากอุปาทานนั้น มีความดังต่อไปนี้ เพราะพระโยคาวจรเห็นแล้ว เห็นแล้วซึ่งความเกิดและความเสื่อมของสังขาร ทั้งหลายแต่ต้น เห็นด้วยอนิจจานุปัสสนา ภายหลังเห็นความดับของสังขาร ทั้งหลาย แล้วเห็นด้วยอนิมิตตานุปัสสนา เพราะอนิมิตตานุปัสสนาเป็นความ วิเศษแห่งอนิจจานุปัสสนา ความไม่มีตัวตนเป็นความปรากฏ ด้วยการเห็น ความเกิดและความเสื่อม และด้วยการเห็นความดับของสังขารทั้งหลาย ด้วย เหตุนั้นจึงเป็นการละทิฏฐุปาทานและอัตตวาทุปาทานได้. อนึ่ง เพราะละทิฏฐิ นั่นเอง จึงเป็นอันละสีลัพพตุปาทาน เพราะไม่มีความเห็นว่า ตัวตนย่อม บริสุทธิ์ได้ด้วยศีลและพรต. อนึ่ง เพราะพระโยคาวจรเห็นความไม่มีตัวตน
หน้า 384 ข้อ 516
โดยตรงด้วยอนัตตานุปัสสนา. อนึ่ง สุญญตานุปัสสนาเป็นความวิเศษแห่ง อนัตตานุปัสสนานั่นเอง ฉะนั้น ญาณ ๔ เหล่านี้ ย่อมพ้นจากอุปาทานทั้งหลาย ๓ มีทิฏฐุปาทานเป็นต้น. ท่านไม่กล่าวถึงการพ้นจากกามุปาทาน เพราะตัณหา เป็นข้าศึกโดยตรงของอนุปัสสนา ๔ มีทุกขานุปัสสนาเป็นต้น และของอนุ- ปัสสนา ๓ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น เพราะเมื่อพระโยคาวจรเห็นว่าสังขาร ทั้งหลายเป็นทุกข์ ด้วยทุกขานุปัสสนาแต่ต้น และภายหลังเมื่อเห็นว่า สังขาร ทั้งหลายเป็นทุกข์ด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา ย่อมละความปรารถนาสังขารทั้งหลาย เสียได้ เพราะอัปปณิหิตานุปัสสนาเป็นความวิเศษของทุกขานุปัสสนานั่นเอง. อนึ่ง เพราะเมื่อพระโยคาวจรเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายด้วยนิพพิทานุปัสสนา คลายความกำหนัดด้วยวิราคานุปัสสนา ย่อมละความปรารถนาสังขารทั้งหลาย เสียได้ ฉะนั้น ญาณ ๔ เหล่านี้ย่อมพ้นจากกามุปาทาน เพราะพระโยคาวจร ดับกิเลสทั้งหลายได้ด้วยนิโรธานุปัสสนา ย่อมสละกิเลสทั้งหลายได้ด้วย ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ฉะนั้น ญาณ ๒ เหล่านี้ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ ด้วย เหตุนั้นท่านจึงชี้แจงวิโมกข์ ๖๘ ด้วยความต่างกันโดยสภาวะ และด้วยความ ต่างกันโดยอาการ. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงถึงประธานแห่งวิโมกข์ทั้งหลาย ๓ ที่ยกขึ้นแสดงแต่ต้นแล้ว ประสงค์จะแสดงอินทรียวิเศษ และบุคคลวิเศษอัน เป็นประธานเป็นหัวหน้าของวิโมกข์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตีณิ โข ปนิมานิ วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ เหล่านี้แล. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกฺขมุขานิ คือ ประธานแห่งวิโมกข์ ๓. บทว่า โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไป เพื่อนำออกไปจากโลก คือย่อมเป็นไปเพื่อนำออกไปจากไตรโลกธาตุ.
หน้า 385 ข้อ 516
บทว่า สพฺพสงฺขาเร ปริจฺเฉทปริวฏฺฏุมโต สมนุปสฺสนตาย โดยความพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวง โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด คือ โดยความพิจารณาเห็นโดยความกำหนด และโดยความหมุนเวียนไป ด้วย อำนาจความเกิดและความเสื่อมแห่งสังขารทั้งหลายทั้งปวง. ปาฐะที่เหลือว่า โลกนิยฺยานํ โหติ เป็นการนำออกไปจากโลก. จริงอยู่ อนิจจานุปัสสนากำหนดว่า ก่อนแต่เกิด สังขารทั้งหลายไม่มี แล้วแสวงหาคติของสังขารเหล่านั้น พิจารณาเห็นโดยความหมุนเวียนและโดย ที่สุดว่า เบื้องหน้าแต่ความเสื่อม สังขารทั้งหลายย่อมไม่ถึง สังขารทั้งหลาย ย่อมอันตรธานไปในที่นี้แหละ. จริงอยู่ สังขารทั้งปวงกำหนดที่สุดเบื้องต้น ด้วยความเกิด กำหนดที่สุดเบื้องปลายด้วยความเสื่อม. บทว่า อนิมิตฺตตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย ด้วย ความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ คือ เป็นการนำออกไปจากโลก เพราะจิต น้อมไปในนิพพาน แม้ในขณะวิปัสสนา และเพราะนิพพานธาตุ กล่าวคือ อนิมิตเข้าไปสู่จิต โดยปรากฏด้วยอาการแห่งอนิมิต. บทว่า มโนสมุตฺเตชน- ตาย โดยความองอาจแห่งใจ คือโดยความสลดใจ เพราะจิตย่อมสลดใน สังขารทั้งหลาย ด้วยทุกขานุปัสสนา. บทว่า อปฺปณิหิตาย จ ธาตุยา ในอัปปณิหิตธาตุ (ธาตุที่ไม่ตั้งอยู่) คือนิพพานธาตุ อันได้แก่อัปปณิหิตะโดยปรากฏด้วยการที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะ จิตน้อมไปในนิพพานแม้ในขณะวิปัสสนา. บทว่า สพฺพธมฺเม ท่านไม่กล่าว ว่า สงฺขาเร กล่าวว่า สพฺพธมฺเม เพราะมีสภาพเป็นอนัตตา แม้ในความ ที่นิพพานยังไม่เข้าถึงวิปัสสนา. บทว่า ปรโต สมนุปสฺสนตาย โดย
หน้า 386 ข้อ 516
พิจารณาเห็นโดยความเป็นอย่างอื่น คือโดยพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา อย่างนี้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะอาศัยปัจจัย เพราะไม่อยู่ในอำนาจ และเพราะไม่เชื่อฟัง. บทว่า สุญฺตาย จ ธาตุยา ในสุญญตธาตุ คือ ในนิพพานธาตุ กล่าวคือสุญญตา โดยความปรากฏโดยอาการเป็นของสูญ เพราะจิตน้อมไปในนิพพาน แม้ในขณะแห่งวิปัสสนา. คำ ๓ เหล่านี้ ท่าน กล่าวด้วยอำนาจแห่งอนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา และอนัตตานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในลำดับต่อจากนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ขยโต คือโดยความสิ้นไป บทว่า ภยโต โดยความเป็นของน่ากลัว คือโดยความมีภัย. บทว่า สุญฺโต โดยความ เป็นของสูญ คือโดยความปราศจากตน. บทว่า อธิโมกฺขพหุลํ จิตมากด้วย ความน้อมไป คือจิตมากด้วยศรัทธาของความเชื่อในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจริงหนอ ด้วยเห็นความดับในขณะ โดยประจักษ์ของ ผู้ปฏิบัติด้วยศรัทธาว่า สังขารทั้งหลายย่อมแตกไป ด้วยอำนาจแห่งการดับใน ขณะ ด้วยอนิจจานุปัสสนา. อีกอย่างหนึ่ง จิตมากด้วยความน้อมไป เพราะ เห็นความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย อันเป็นปัจจุบันแล้วน้อมไปว่า สังขาร ทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เที่ยงด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ปสฺสทฺธิพหุลํ มากด้วยความสงบ คือจิตมากด้วยความสงบ เพราะไม่มีความ กระวนกระวายแห่งจิต เพราะละความตั้งใจอันทำให้จิตกำเริบด้วยทุกขานุปัสสนา อีกอย่างหนึ่ง จิตมากด้วยความสงบ เพราะไม่มีความฟุ้งซ่าน เพราะเกิดความ สังเวช และเพราะตั้งความสังเวชไว้โดยแยบคาย ด้วยทุกขานุปัสสนา. บทว่า
หน้า 387 ข้อ 516
เวทพหุลํ มากด้วยความรู้ คือจิตมากด้วยญาณของผู้เห็นอนัตตลักษณะอัน ลึกซึ้ง ซึ่งคนภายนอกไม่เห็น ด้วยอนัตตานุปัสสนา. อีกอย่างหนึ่ง จิตมากด้วย ความยินดีของผู้ยินดีว่า เห็นอนัตตลักษณะที่โลกพร้อมทั้งเทวโลกยังไม่เห็น. บทว่า อธิโมกฺขพหุโล สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ผู้มากด้วยความ น้อมใจไปย่อมได้สัทธินทรีย์ คือ ความน้อมใจไปในส่วนเบื้องต้นเป็นไปมาก ชื่อว่าสัทธินทรีย์ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา บุคคลนั้นย่อมได้สัทธินทรีย์นั้น. บทว่า ปสฺสทฺธิพหุโล สมาธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ผู้มากด้วยปัสสัทธิ ย่อม ได้สมาธินทรีย์ คือ บุคคลผู้มากด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้สมาธินทรีย์นั้น เพราะ ปัสสัทธิเป็นปัจจัย ด้วยการบำเพ็ญภาวนา โดยบาลีว่า ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น. บทว่า เวทพหุโล ปญฺินทฺริยํ ปฏิลภติ ความรู้ ในส่วนเบื้องต้นเป็นไปมาก ชื่อว่า ปัญญินทรีย์ ด้วยการบำเพ็ญภาวนา บุคคล นั้นย่อมได้ปัญญินทรีย์นั้น. บทว่า อาธิปเตยฺยํ โหติ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่ คือ แม้เมื่อฉันทะ เป็นต้น เป็นใหญ่ อินทรีย์ย่อมเป็นใหญ่ เป็นประธาน ด้วยสามารถยังกิจ ของตนให้สำเร็จได้. บทว่า ภาวนาย เป็นสัตตมีวิภัตติ หรือเพื่อประโยชน์ แก่การเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. บทว่า ตทนฺวยานิ โหนฺติ คือไปตามอินทรีย์นั้น คล้อยไปตามอินทรีย์นั้น. บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย (ปัจจัยเกิดร่วมกัน ) คือ เมื่อเกิดย่อมเป็นอุปการะ เพราะความที่เกิดร่วมกัน ดุจประทีปเป็นอุปการะแก่แสงสว่าง ฉะนั้น. บทว่า อญฺมญฺปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัย (เป็นปัจจัยของกันและกัน) คือ เป็นอุปการะแก่กัน และกัน โดยความช่วยเหลือให้เกิด ดุจไม้ ๓ อันช่วยเหลือกันและกัน. บทว่า
หน้า 388 ข้อ 516
นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ เป็นนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่อาศัยกัน) คือเป็นอุปการะ โดยอาการตั้งใจ และโดยอาการเป็นที่อาศัย ดุจพื้นดินเป็นเป็นอุปการะของ ความงอกงามแห่งต้นไม้. บทว่า สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสัมปยุตต- ปัจจัย (ปัจจัยที่ประกอบกัน ) คือเป็นอุปการะโดยความเป็นสัมปยุตตปัจจัย กล่าวคือมีวัตถุอันเดียวกัน อารมณ์อันเดียวกัน ดับพร้อมกัน ดับพร้อมกัน. บทว่า ปฏิเวธกาเล ในกาลแทงตลอด คือในกาลแทงตลอดสัจจะ ในขณะแห่งมรรค. บทว่า ปญฺินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปัญญินทรีย์ เป็นใหญ่ คือปัญญินทรีย์นั่นแลทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค ย่อมเป็นใหญ่ด้วยสามารถทำกิจคือเห็นสัจจะ และด้วยสามารถทำกิจคือละกิเลส. บทว่า ปฏิเวธาย แห่งการแทงตลอด คือเพื่อต้องการแทงตลอดสัจจะ. บทว่า เอกรสา มีรสอย่างเดียวกัน คือด้วยวิมุตติรส. บทว่า ทสฺสนฏฺเน เพราะ อรรถว่าเห็น คือเพราะอรรถว่าเห็นสัจจะ. บทว่า เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้แทงตลอดก็ย่อมเจริญ แม้บุคคลผู้เจริญก็ย่อม แทงตลอด ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นไปทั้งปวง แห่งการเจริญและการ แทงตลอดคราวเดียวเท่านั้นในขณะแห่งมรรค. ท่านประกอบ อปิ ศัพท์ใน บทว่า ปฏิเธกาเลปิ เพราะปัญญินทรีย์นั่นแลเป็นใหญ่ แม้ในขณะแห่ง วิปัสสนา ด้วยอนัตตานุปัสสนา. บทมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง
หน้า 389 ข้อ 516
ท่านกล่าวเพื่อแสดงบุคคลวิเศษด้วยสามารถแห่งอินทรีย์. ในบทเหล่านั้น บทว่า อธิมตฺตํ คือ ยิ่ง. ในบทนั้นพึงทราบความที่สัทธินทรีย์ สมาธินทรีย์เเละ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยความวางเฉยในสังสาร. ในบทว่า สทฺธาวิมุตฺโต น้อมใจเชื่อนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นสัทธาวิมุต ในฐานะ ๗ เหล่านั้นเว้นโสดาปัตติมรรค เพราะแม้เมื่อท่านกล่าวไม่แปลกกันใน บทนี้ ก็กล่าวแปลกกันในบทต่อไป. ท่านกล่าวว่า บุคคลเป็นสัทธาวิมุต เพราะความที่สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง มิใช่เป็นสัทธาวิมุต เพราะสัทธินทรีย์ มีประมาณยิ่งในที่ทั้งปวง. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ในอินทรีย์ที่เหลือแม้เมื่อ มีสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งในขณะ แห่งโสดาปัตติมรรค บุคคลก็เป็นสัทธาวิมุตได้เหมือนกัน. บทว่า กายสกฺขี โหติ บุคคลเป็นกายสักขี (มีกายเป็นสักขี) คือ บุคคลชื่อว่า เป็นกายสักขีในฐานะ ๘ อย่าง. บทว่า ทิฏฺปฺปตฺโต โหติ บุคคลเป็นทิฏฐิปัตตะ (ถึงแล้วซึ่งทิฏฐิ) พึงทราบตามนัยดังกล่าวแล้วในสัทธา- วิมุตนั่นแล. บทว่า สทฺทหนฺโต วิมุตฺโตติ สทฺธาวิมุตฺโต บุคคลชื่อว่า สัทธาวิมุต เพราะเชื่อน้อมใจไป ท่านอธิบายว่า ชื่อว่า สัทธาวิมุต เพราะ เชื่อในขณะโสดาปัตติมรรคเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง น้อมใจไปในขณะ แห่งผลแม้ ๔. บัดนี้ จักกล่าวถึงความเป็นสัทธาวิมุตในขณะมรรค ๓ ข้างบน แต่จักกล่าวความที่เป็นสัทธานุสารี (แล่นไปตามศรัทธา) ในขณะแห่งโสดา- ปัตติมรรคในภายหลัง. บทว่า ผุฏฺตฺตา สจฺฉิกโตติ กายสกฺขี บุคคลชื่อว่าเป็นกายสักขี เพราะทำให้แจ้ง เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เมื่อความเป็นสุกขวิปัสสกมีอยู่
หน้า 390 ข้อ 516
เมื่อความที่ผลแห่งอุปจารฌานได้รูปฌานและอรูปฌานมีอยู่ บุคคลชื่อว่า เป็น กายสักขี เพราะทำให้แจ้งนิพพาน เพราะเป็นผู้ถูกต้องผลของรูปฌานและ อรูปฌาน. ท่านอธิบายว่า เป็นสักขีในการสัมผัสฌานและในนิพพานมีประการ ดังกล่าวแล้วโดยนามกาย. บทว่า ทิฏฺตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺิปฺปตฺโต บุคคลชื่อว่า เป็น ทิฏฐิปัตตะเพราะบรรลุแล้ว เพราะเป็นผู้เห็นธรรม คือบุคคลชื่อว่าเป็นทิฏฐิ- ปัตตะเพราะบรรลุนิพพานด้วยอำนาจแห่งโสดาปัตติผลเป็นต้น ในภายหลัง เพราะเห็นนิพพานก่อนด้วยปัญญินทรีย์สัมปยุตในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค. ท่านอธิบายว่า บรรลุนิพพานด้วยทิฏฐิ คือปัญญินทรีย์. แต่จักกล่าวความที่ เป็นธัมมานุสารี (แล่นไปตามธรรม) ในขณะโสดาปัตติมรรคในภายหลัง. บทว่า สทฺทหนฺโต วิมุจฺจตีติ สทฺธาวิมุตฺโต บุคคลชื่อว่า เป็นสัทธาวิมุต เพราะเธออยู่ย่อมน้อมใจไป คือ บุคคลชื่อว่าเป็นสัทธาวิมุต เพราะเชื่ออยู่น้อมใจไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคและอรหัต- มรรค เพราะความที่สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง แม้น้อมใจไปในลัทธินทรีย์นั้น ท่านก็กล่าวว่า วิมุต ด้วยอำนาจแห่งการกล่าวที่เป็นจริงด้วยความหวัง. บทว่า ฌานผสฺสํ ถูกต้องฌาน คือ ถูกต้องฌาน ๓ อย่าง. ท่านกล่าวบทมีอาทิว่า ฌานผสฺสํ และบทมีอาทิว่า ทุกฺขา สงฺขารา ก่อนแล้วจึงกล่าวทั้งสองบท ให้ต่างกัน. บทว่า าณํ โหติ เป็นอาทิมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง. อนึ่ง ในบทนี้อาจารย์ทั้งหลายอธิบายว่า บุคคลผู้ได้ฌานครั้นออกแล้วด้วย ทุกขานุปัสสนาอันอนุกูลแก่สมาธินทรีย์ ย่อมบรรลุมรรคผล. บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี พึงเป็น. บทนี้ เป็นชื่อของวิธีเท่านั้น. บทว่า ตโย ปุคฺคลา
หน้า 391 ข้อ 516
บุคคล ๓ จำพวก คือบุคคล ๓ จำพวก ท่านกล่าวแล้วด้วยวิปัสสนานิยมและ ด้วยอินทรีย์นิยม. บทว่า วตฺถุวเสน ด้วยสามารถแห่งวัตถุคือด้วยสามารถ แห่งอินทรีย์วัตถุหนึ่ง ๆ ในอนุปัสสนา ๓. บทว่า ปริยาเยน คือโดยปริยาย นั้นนั่นเอง. ด้วยวาระนี้ท่านแสดงถึงอะไร. ท่านแสดงว่า ท่านกล่าวถึงความ เป็นใหญ่แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ ด้วยอนุปัสสนาหนึ่ง ๆ โดยเยภุยนัย และบาง คราวความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์หนึ่ง ๆ ในอนุปัสสนาแม้ ๓. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อมี สัทธาวิมุตเป็นต้น ย่อมมีในขณะแห่งมรรคและผล เพ่งถึงความเป็นใหญ่ แห่งอินทรีย์เหล่านั้น ๆ ในวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้นเหล่านั้น เพราะมีอนุ- ปัสสนาแม้ ๓ ในขณะแห่งวิปัสสนาอันเป็นส่วนเบื้องต้น เพราะเมื่อกล่าวอยู่ อย่างนี้ ความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์และบุคคลนิยม ท่านทำไว้ในเบื้องบนแห่ง วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีในหนหลัง และเป็นอันท่านทำดีแล้ว ไม่หวั่นไหว เลย. ในอนันตวาระ บทว่า สิยาติ อญฺโเยว พึงเป็นอย่างอื่น คือ พึงเป็นอย่างนี้. ในบทนี้ท่านกล่าวถึง ความนิยมในบทก่อน. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงจำแนกบุคคลวิเศษด้วยสามารถแห่ง มรรคและผล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโจ ฯลฯ โสตา- ปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์ มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค. ในบทเหล่านั้น บุคคลชื่อว่าเป็นสัทธานุสารี เพราะระลึกถึง คือไป ตามศรัทธา หรือระลึกถึงไปตามนิพพานด้วยศรัทธา. บทว่า สจฺฉิกตา ทำให้แจ้ง คือทำให้ประจักษ์. บทว่า อรหตฺตํ คืออรหัตผล. ชื่อว่า ธรรมานุสารี เพราะระลึกถึงธรรมกล่าวคือปัญญา หรือระลึกถึงนิพพานด้วย ธรรมนั้น.
หน้า 392 ข้อ 516
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะพรรณนาถึงบุคคลวิเศษด้วยความวิเศษ แห่งอินทรีย์ ๓ โดยปริยายอื่นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย หิ เกจิ บุคคล เหล่าใดเหล่าหนึ่งดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิตา วา เจริญแล้ว คือเจริญแล้วในอดีต. บทว่า ภาเวนฺติ วา ย่อมเจริญ คือเจริญในปัจจุบัน. บทว่า ภวิสฺสติ วา จักเจริญ คือ จักเจริญในอนาคต. บทว่า อธิคตา วา บรรลุแล้วเป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อขยายอรรถแห่งบทก่อน ๆ อันมีที่สุดเป็นอย่างหนึ่ง ๆ. บทว่า ผสฺสิตา วา ถูกต้องแล้ว คือ ถูกต้องแล้วด้วยญาณผุสนา. บทว่า วสิปฺปตฺตา ถึงความชำนาญ คือถึงความเป็นอิสระ. บทว่า ปารมิปฺปตฺตา ถึงความ สำเร็จ คือถึงที่สุด. บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺตา ถึงความแกล้วกล้า คือ ถึง ความมั่นใจ. สัทธาวิมุตเป็นต้นในที่ทั้งปวงถึงแล้ว ในขณะที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง. สติปัฏฐานเป็นต้นถึงแล้วในขณะแห่งมรรคนั่นแล. บทว่า อฏฺ วิโมกฺเข วิโมกข์ ๘ คือ บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรลุแล้วด้วยการบรรลุปฏิสัมภิทามรรคมีอาทิว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ดังนี้. บทว่า ติสฺโส สิกฺขา สิกขา ๓ คืออธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา บรรลุมรรคแล้วยังศึกษาอยู่. บทว่า ทุกฺขํ ปริชานนฺติ กำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น กำหนดรู้ในขณะแห่งมรรคนั่นเอง. บทว่า ปริญฺาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ แทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่า ปริญญาปฏิเวธะ เพราะแทงตลอดด้วยการแทงตลอดด้วยปริญญา หรือพึงแทงตลอดด้วยปริญญา. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า อภิญญาปฏิเวธะ แทง ตลอดด้วยอภิญญา เพราะให้แปลกจากธรรมทั้งปวงเป็นต้น. ส่วนเเทงตลอด ด้วยสัจฉิกิริยาพึงทราบด้วยสามารถความสำเร็จญาณในการพิจารณานิพพานใน
หน้า 393 ข้อ 516
ขณะแห่งมรรคนั่นเอง. ในที่นี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงอริยบุคคล ๕ ไว้อย่างนี้ ไม่ชี้แจงถึงอริยบุคคล ๒ เหล่านี้คือ อุภโตภาควิมุต และปัญญาวิมุต. แต่ในที่ อื่นท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลใดมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยปัสสัทธิย่อม ได้สมาธินทรีย์ บุคคลนั้นชื่อว่า กายสักขีในที่ทั้งปวง ส่วนบุคคลบรรลุ อรูปฌานแล้วบรรลุผลเลิศ ชื่อว่า อุภโตภาควิมุต. อนึ่ง บุคคลใดมนสิการ โดยความเป็นอนัตตามากด้วยความรู้ย่อมได้ปัญญินทรีย์ บุคคลนั้น ชื่อว่า ธรรมานุสารีในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ ในฐานะ ๖ ชื่อว่าปัญญาวิมุตในผลอันเลิศ. ในที่นี้ท่านสงเคราะห์บุคคลเหล่านั้นด้วย กายสักขีและทิฏฐิปัตตะ แต่โดยอรรถชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เพราะพ้นโดย ส่วนสองคือ ด้วยอรูปฌานและด้วยอริยมรรค ชื่อว่า ปัญญาวิมุต เพราะ รู้อยู่จึงพ้น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงความวิเศษของอินทรีย์และ บุคคล. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงถึงวิโมกขวิเศษ อันเป็น หัวหน้าของวิโมกข์และบุคคลวิเศษ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง. ในบทเหล่านั้น บทว่า เทฺว วิโมกฺขา วิโมกข์ ๒ คือ อัปปณิหิตวิโมกข์และสุญญตวิโมกข์. มรรคได้ชื่อว่า อนิมิตต- วิโมกข์ด้วยสามารถถึงอนิจจานุปัสสนา ย่อมได้แม้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ โดยความมีคุณเพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นที่ตั้ง และโดยอารมณ์ เพราะ ทำนิพพานอันได้ชื่อว่า อัปปณิหิต เพราะไม่มีปณิธิเหล่านั้นให้เป็นอารมณ์. อนึ่ง ย่อมได้แม้ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์โดยความมีคุณ เพราะว่างเปล่าจากราคะ โทสะและโมหะ และโดยอารมณ์เพราะทำนิพพานอันได้ชื่อว่า สุญญตะ เพราะ ว่างเปล่าจากราคะเป็นต้นนั่นแล ให้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น วิโมกข์ ๒
หน้า 394 ข้อ 516
เหล่านั้น จึงชื่อว่าไปตามอนิมิตตวิโมกข์. อนึ่ง พึงทราบว่า ปัจจัยมีสหชาต- ปัจจัยเป็นต้น แม้ไม่อื่นไปจากมรรคอันเป็นอนิมิตตะ ย่อมเป็นด้วยสามารถ แห่งองค์มรรคหนึ่ง ๆ ขององค์มรรค ๘. บทว่า เทฺว วิโมกฺขา อีกครั้ง คือ สุญญตวิโมกข์และอนิมิตต- วิโมกข์. จริงอยู่ มรรคได้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งการถึง ทุกขานุปัสสนา ย่อมได้แม้ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ โดยความมีคุณ เพราะไม่มี รูปนิมิต ราคนิมิตและนิจจนิมิตเป็นต้น และโดยอารมณ์ เพราะทำนิพพาน กล่าวคืออนิมิตตะ เพราะไม่มีนิมิตเหล่านั้นเลยให้เป็นอารมณ์. พึงประกอบ บทที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า เทฺว วิโมกฺขา อีกครั้ง คือ อนิมิตตวิโมกข์และอัปปณิหิต- วิโมกข์. การประกอบมีนัยดังกล่าวแล้วในบทนี้นั่นแล. บทว่า ปฏิเวธกาเล ในกาลแทงตลอด ท่านกล่าวแล้วตามลำดับของ อินทรีย์ทั้งหลายดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว. อนึ่ง ชื่อว่า วิโมกข์ย่อมไม่มีในขณะแห่ง วิปัสสนาเพราะปล่อยขณะแห่งมรรคเสีย แต่ท่านแสดงมรรควิโมกข์ที่กล่าวไว้ แล้วครั้งแรกให้แปลกไปจากคำว่า ปฏิเวธกาเล. ท่านย่อวาระละ ๒ มีอาทิว่า บุคคลใดเป็นสัทธาวิมุต และวาระว่า เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยงย่อมได้โสดาปัตติมรรค แต่พึงทราบเพราะประกอบด้วยอำนาจแห่ง วิโมกข์โดยพิสดาร. พึงทราบวาระมีอาทิว่า เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ตามนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันท่านชี้แจงถึงความวิเศษของ วิโมกข์และบุคคล. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงประธานของวิโมกข์ และวิโมกข์ โดยส่วนไม่น้อยอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต เมื่อ
หน้า 395 ข้อ 516
บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยถาภูตํ ตามความเป็นจริง คือ ตามสภาวะ. บทว่า ปชานาติ ย่อมรู้ คือรู้ด้วยญาณ. บทว่า ปสฺสติ ย่อมเห็นคือ เห็นด้วยญาณนั่นเอง ดุจเห็นด้วยจักษุ. บทว่า ตทนฺวเยน คือโดยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อธิบายว่า โดยไปตาม สัมมาทัศนะนั้นที่เห็นแล้วด้วยญาณโดยประจักษ์. บทว่า กงฺขา ปหียติ ย่อม ละความสงสัยได้คือ ความสงสัยว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง ย่อมละได้ด้วยอนิจจานุ- ปัสสนา ความสงสัยนอกนี้ย่อมละได้ด้วยอนุปัสสนานอกนี้. บทว่า นิมิตฺตํ นิมิต คือ ย่อมรู้สังขารนิมิตอันเป็นอารมณ์ ตามความเป็นจริง เพราะละ นิจจสัญญาได้ด้วยการแยกสันตติและฆนะออกไป. บทว่า เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัศนะ เพราะรู้ตามความ เป็นจริงนั้น ท่านจึงกล่าวญาณนั้นว่า สัมมาทัศนะ. บทว่า ปวตฺตํ ความ เป็นไป คือ รู้ความเป็นไปอันเป็นวิบาก แม้รู้ว่าสุขตามความเป็นจริง เพราะละตัณหากล่าวคือ ปณิธิได้ด้วยการถอนสุขสัญญาในอาการอันถึงทุกข์แล้ว ละด้วยสุขสัญญา. บทว่า นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและ ความเป็นไป คือย่อมรู้สังขารนิมิต และความเป็นไปอันเป็นวิบากตามความ เป็นจริง เพราะละอัตตสัญญา แม้โดยประการทั้งสองด้วยการถอนฆนะอันรวม กันอยู่ด้วยมีมนสิการถึงธาตุต่าง ๆ. บัดนี้ ท่านกล่าวถึง ๓ บทเท่านั้นมีอาทิว่า ยญฺจ ยถาภูตํ าณํ ยถาภูตญาณ มิได้กล่าวถึงบทอื่น. บทว่า ภยโต อุปฏฺาติ ย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว คือ นิมิตนั้นย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวตามลำดับ เพราะเห็นความไม่มี สุขเป็นนิจและตัวตน. ด้วยบทมีอาทิว่า ยา จ ภยตูปฏฺาเน ปญฺา
หน้า 396 ข้อ 516
ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ท่านกล่าวถึงญาณ ๓ ตั้งอยู่ใน ญาณเดียวอันแตกต่างกัน โดยประเภทของหน้าที่ สัมพันธ์กับภยตูปัฏฐานญาณใน วิปัสสนาญาณ ๙ กล่าวคือ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณ เป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ) ที่ท่านกล่าวไว้แล้วคือ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับ) ๑ ภังคานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึง เห็นความดับ) ๑ ภยตุปัฏฐานญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว) ๑ อาทีนวานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงเห็นโทษ) ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงถึงความเบื่อหน่าย) ๑ มุญจิตุกัมยตาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะ พ้นไปเสีย) ๑ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทาง) ๑ สังขารุเบกขาญาณ (ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยเสีย) ๑ อนุโลมญาณ (ปรีชา เป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริยสัจ) ไม่กล่าวถึงญาณที่เหลือ. พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงความที่สุญญตานุปัสสนาญาณร่วมกันนั้น ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน โดยสัมพันธ์แห่งอนัตตานุปัสสนาอันเป็นลำดับ ตั้งอยู่ใน ที่สุดแห่งในอนุปัสสนา ๓ อีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺตานุปสฺสนา ธรรมเหล่านี้คือ อนัตตานุปัสสนาและสุญญตานุ- ปัสสนา. เพราะญาณ ๒ เหล่านี้ โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน แต่ต่างกัน โดยประเภทของหน้าที่. อนิจจานุปัสสนา และอนิมิตตานุปัสสนาโดยอรรถ เป็นญาณอันเดียวกัน ทุกขานุปัสสนาและอัปปณิหิตานุปัสสนา โดยอรรถเป็น ญาณอย่างเดียวกัน ต่างกันโดยประเภทของหน้าที่เท่านั้น เหมือนญานเหล่านี้. เมื่อท่านกล่าวความที่อนัตตานุปัสสนา และสุญญตานุปัสสนาตั้งอยู่เป็นอันเดียว กัน เป็นอันท่านกล่าวถึงความที่ญาณแม้ทั้งสองเหล่านั้น ตั้งอยู่เป็นอันเดียวกัน เพราะมีลักษณะอย่างเดียวกัน.
หน้า 397 ข้อ 516
บทว่า นิมิตฺตํ ปฏิสงฺขา าณํ อุปฺปชชฺติ ญาณคือการ พิจารณานิมิตย่อมเกิด คือ ญาณย่อมเกิดเพราะรู้ด้วยอำนาจแห่งอนิจจลักษณะ ว่า สังขารนิมิตไม่ยั่งยืนเป็นไปชั่วกาล ถึงแม้ญาณเกิดขึ้นภายหลังเพราะรู้ก่อน ก็จริง ถึงดังนั้นโดยโวหาร ท่านกล่าวอย่างนี้ดุจบทมีอาทิว่า มโนวิญญาณ ย่อมเกิดเพราะอาศัยใจและธรรม. อนึ่ง แม้ผู้รู้คัมภีร์ศัพทศาสตร์ย่อมปรารถนา บทนี้แม้ในกาลเสมอกันดุจในบทมีอาทิว่า ความมืดย่อมปราศจากไปเพราะ ดวงอาทิตย์โผล่. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะทำบทต้น และบทท้าย เป็นอันเดียวกันโดยนัยแห่งความเป็นอันเดียวกัน. โดยนัยนี้ พึงทราบอรรถในสองบทนอกนี้. ความที่ญาณ ๓ มีมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น ตั้งอยู่อย่างเดียวกันมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า นิมิตฺตา จิตฺตํ วุฏฺาติ จิตย่อมออกไปจากนิมิตคือ จิต ชื่อว่าย่อมออกไปจากสังขารนิมิต เพราะไม่คิดอยู่ในสังขารนิมิต ด้วยเห็นโทษ ในสังขารนิมิต. บทว่า อนิมิตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ จิตย่อมแล่นไปใน นิพพานอันหานิมิตมิได้ คือจิตย่อมเข้าไปในนิพพานอันหานิมิตมิได้ โดยเป็น ปฏิปักษ์ต่อสังขารนิมิต เพราะจิตน้อมไปในนิพพานนั้น. แม้ในอนุปัสสนา ทั้งสองที่เหลือก็พึงทราบความโดยนัยนี้. บทว่า นิโรธนิพฺพานธาตุยา ใน นิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ คือในบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้สองอนุปัสสนาแรก. ปาฐะว่า นิโรเธ บ้าง. บทว่า พหิทฺธาวุฏฺานวิวฏฺฏเน ปญฺา ปัญญา ในความออกไปและความหลีกไปภายนอก คือ ท่านกล่าวถึงโคตรภูญาณโดยการ สัมพันธ์ด้วยการออก. บทว่า โคตฺรภูธมฺมา คือโคตรภูญาณนั่นเอง. เพราะ ความที่โคตรภูญาณตั้งอยู่อย่างเดียวกัน ด้วยประการนอกนี้ ย่อมไม่ควร. พึง ทราบว่าท่านทำเป็นพหุวจนะ ดุจในบทมีอาทิว่าธรรมทั้งหลายที่เป็นอสังขตะ
หน้า 398 ข้อ 516
ธรรมทั้งหลายที่ไม่เป็นปัจจัย หรือด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ เพราะวิโมกข์ ก็คือมรรค และมรรคออกไปจากส่วนทั้งสอง ฉะนั้น ด้วยความสัมพันธ์นั้น ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า ยา จ ทุภโตวุฏฺานวิวฏฺฏเน ปญฺา ปัญญา ในความออกไปและหลีกออกไปจากส่วนทั้งสอง. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงปริยายในขณะเดียวกัน แห่งขณะ ต่างกันของวิโมกข์ทั้งหลายอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตีหาการาหิ ด้วยอาการ เท่าไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า อาธิปเตยฺยฏฺเน คือด้วยความเป็นใหญ่. บทว่า อธิฏฺานฏฺเน คือด้วยความตั้งมั่น. บทว่า อภินีหารฏฺเน คือ ด้วยความน้อมจิตไปโดยวิปัสสนาวิถี. บทว่า นิยฺยานฏฺเน ด้วยความนำ ออกไป คือด้วยการเข้าถึงนิพพาน. บทว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต มนสิการ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง คือในขณะแห่งวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี นั่นเอง. บทว่า อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อนิมิตตวิโมกข์ คือในขณะแห่งมรรค นั่นเอง. ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า จิตฺตํ อธิฏฺาติ ย่อมตั้งจิตมั่นไว้ คือทำจิตให้ยิ่งตั้งมั่นไว้. อธิบายว่า ยังจิตให้ตั้งมั่น. บทว่า จิตฺตํ อภินีหรติ ย่อมน้อมจิตไป คือน้อมจิตไปโดยวิปัสสนาวิถี. บทว่า นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอัน เป็นที่ดับ คือ ท่านแสดงความที่ขณะต่างกัน ๔ ส่วนโดยความต่างกันด้วย อาการอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมเข้าถึงนิพพานกล่าวคือความดับ. บทว่า สโมธานฏฺเน ด้วยความประชุมลง เพราะมีขณะเดียวกัน คือ ด้วยความประชุมรวมกัน. บทว่า อธิคมนฏฺเน ด้วยความบรรลุ คือ ด้วยความรู้. บทว่า ปฏิลาภฏฺเน ด้วยความได้ คือด้วยการถึง. บทว่า
หน้า 399 ข้อ 516
ปฏิเวธฏฺเน ด้วยความแทงตลอด คือด้วยความแทงตลอดด้วยญาณ. บทว่า สจฺฉิกรณฏฺเน ด้วยความทำให้แจ้ง คือด้วยทำให้ประจักษ์. บทว่า ผสฺสนฏฺเน ด้วยความถูกต้อง คือด้วยความถูกต้องด้วยสัมผัสญาณ. บทว่า อภิสมยฺเน ด้วยความตรัสรู้ คือด้วยความมาถึงพร้อมเฉพาะหน้า. ใน บทว่า สโมธานฏฺเน นี้ เป็นบทมูลเหตุ. บทที่เหลือเป็นไวพจน์ของความ สำเร็จ เพราะฉะนั้นแล ท่านจึงทำการแก้บททั้งหมดเป็นอันเดียวกัน. บทว่า นิมิตฺตา มุจฺจติ ย่อมพ้นจากนิมิต คือพ้นจากนิมิตว่าเป็นสภาพเที่ยง ด้วย บทนี้ท่านกล่าวถึงอรรถของวิโมกข์. บทว่า ยโต มุจฺจติ พ้นจากอารมณ์ใด คือพ้นจากนิมิตใด. บทว่า ตตฺถ น ปณิทหติ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น คือไม่ทำความปรารถนาในนิมิตนั้น. บทว่า ยตฺถ น ปฏิทหติ ย่อมไม่ ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด คือ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในนิมิตใด. บทว่า เตน สุญฺโ เป็น ผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น คือว่างเปล่าจากนิมิตนั้น. บทว่า เยน สุญฺโ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือเป็นผู้ว่างเปล่าจากนิมิตใด ด้วยบทนี้ว่า เตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ไม่มีนิมิตเพราะนิมิตนั้น ท่านกล่าวถึงความไม่มีนิมิต. บทว่า ปณิธิยา มุจฺจติ ย่อมพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง. ปาฐะว่า ปณิธิ มุจฺจติ มีอรรถเป็นปัญจมีวิภัตติ คือพ้นจากปณิธิ ด้วยบทนี้ท่าน กล่าวถึงวิโมกข์. บทว่า ยตฺถ น ปณิทหติ บุคคลย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด คือไม่ตั้งอยู่ในทุกข์ใด. บทว่า เตน สุญฺโ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น คือว่างเปล่าจากทุกข์นั้น. บทว่า เยน สุญฺโ เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือว่างเปล่าจากทุกขนิมิตใด. บทว่า เยน นิมิตฺเตน เพราะนิมิตใด คือ เพราะทุกขนิมิตใด. ด้วยบทนี้ว่า ตตฺถ น ปณิทหติ บุคคลไม่ตั้งอยู่ ในนิมิตนั้น ท่านกล่าวถึงความไม่ตั้งไว้. ด้วยบทนี้ว่า อภินิเวสา มุจฺจติ
หน้า 400 ข้อ 516
พ้นจากความยึดมั่น ท่านกล่าวถึงวิโมกข์. บทว่า เยน สุญฺโ เป็นผู้ ว่างเปล่าจากอารมณ์ใด คือเป็นผู้ว่างเปล่านิมิตคือความยึดมั่นใด. บทว่า เยน นิมิตฺเตน เพราะนิมิตใด คือ เพราะนิมิตคือความยึดมั่นใด. บทว่า ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจาก อารมณ์นั้น คือ ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตคือความยึดมั่นใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากนิมิต คือความยึดมั่นนั้น ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงเนื้อความสุญญตะ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงวิโมกข์ ๘ เป็นต้นอีก จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า อตฺถิ วิโมกฺโข วิโมกข์มีอยู่ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า นิจฺจโต อภินิเวสา พ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นของไม่เที่ยง พึงทราบ โดยนัยที่ท่านกล่าวแล้วในสัญญาวิโมกข์. บทว่า สพฺพาภินิเวเสหิ จากความ ยึดมั่นทั้งปวง คือจากความยึดมั่นมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งการพ้นจากความยึดมั่น. ชื่อว่าอนิมิตต- วิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งความพ้นจากนิมิตมีความเป็นสภาพเที่ยงเป็นต้น. ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ด้วยสามารถแห่งความพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง มีความเป็นสภาพเที่ยงเป็นต้น. อนึ่ง ในบทนี้ว่า ปณิธิ มุจฺจติ พึงทราบว่าเป็นปัญจมีวิภัตติในที่ ทั้งปวง แปลว่า พ้นจากปณิธิ หรือปาฐะว่า ปณิธิยา มุจฺจติ แปลอย่าง เดียวกันว่า พ้นจากปณิธิ. มีตัวอย่างในบทนี้ว่า สพฺพปณิธีหิ มุจฺจติ พ้น จากปณิธิทั้งปวง. ท่านกล่าวอนุปัสสนา ๓ อย่างนี้ว่า วิโมกข์โดยปริยาย เพราะ ความที่วิโมกข์เป็นองค์ของวิปัสสนานั้น และเพราะเป็นปัจจัยแห่งสมุจเฉท- วิโมกข์.
หน้า 401 ข้อ 516
บทว่า ตตฺถ ชาตา เกิดในมรรควิโมกข์นั้น ท่านอธิบายว่า เมื่อ วิปัสสนาวิโมกข์แม้อยู่ในลำดับ กุศลธรรมทั้งหลายเกิดในมรรควิโมกข์นั้น เพราะกถานี้เป็นอธิการแห่งมรรควิโมกข์. บทว่า อนวชฺชกุสลา กุศลธรรม อันไม่มีโทษ คือกุศลปราศจากโทษมีราคะเป็นต้น หรือทำการตัดเด็ดขาด. บทว่า โพธิปกฺขิยา ธมฺมา โพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความ ตรัสรู้) คือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ที่ท่านกล่าวไว้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘. บทว่า อิทํ มุขํ นี้ ธรรมเป็นประธาน ท่านอธิบายว่า ธรรมชาติมีประการดังกล่าว แล้วนี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นประธาน เพราะเป็นประธานแห่งการเข้าไปสู่นิพพาน โดยอารมณ์. บทว่า เตสํ ธมฺมานํ แห่งธรรมเหล่านั้น คือแห่งโพธิปัก- ขิยธรรมเหล่านั้น. บทว่า อิทํ วิโมกฺขมุขํ นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์ คือ นิพพานเป็นนิสสรณวิโมกข์ ในบรรดาวิกขัมภนวิโมกข์ ตทังควิโมกข์ สุมุจเฉทวิโมกข์ ปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ และนิสสรณวิโมกข์ นิพพานชื่อว่า วิโมกฺขมุขํ เพราะเป็นประธานด้วยอรรถว่าสูงสุด ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรม หรืออสังขตธรรมมีประมาณเท่าใด วิราคะท่านกล่าวว่า เลิศกว่าธรรมเหล่านั้น. ท่านกล่าวอรรถนี้ด้วยอำนาจแห่ง กัมมธารยสมาสว่า วิโมกข์นั้นด้วยเป็นประธานด้วย ชื่อว่า วิโมกฺขมุขํ. ใน บทว่า วิโมกฺขญฺจ นี้เป็นลิงควิปลาส. บทว่า ตีณิ อกุสลมูลานิ อกุศลมูล ๓ คือ ราคะ โทสะ โมหะ. บทว่า ตีณิ ทุจฺจริตานิ ทุจริต ๓ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต. บทว่า สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา อกุศลธรรมแม้
หน้า 402 ข้อ 516
ทั้งหมด คืออกุศลธรรม สัมปยุตด้วยอกุศลมูล สัมปยุตและไม่สัมปยุตด้วย ทุจริต เว้นโทมนัสที่ควรเสพเป็นต้น. บทว่า กุสลมูลสุจริตานิ สุจริตอัน เป็นกุศลมูล พึงทราบโดยเป็นปฏิปักษ์กับทุจริตอันเป็นอกุศลมูลดังกล่าวแล้ว. บทว่า สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา กุสลธรรมแม้ทั้งหมด คือกุศลธรรม แม้ทั้งหมดเป็นอุปนิสัยแห่งวิโมกข์ สัมปยุตและไม่สัมปยุตด้วยกุศลมูลตามนัย ดังกล่าวแล้ว. วิวัฏฏกถา (กถาว่าด้วยการหลีกออกไป) ท่านกล่าวไว้แล้วใน หนหลัง. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวถึงวิวัฏฏะที่เหลือโดยสัมพันธ์กับวิโมกขวิวัฏ- บทว่า อาเสวนา การเสพ คือเสพแต่ต้น. บทว่า ภาวนา การเจริญ คือ การเจริญแห่งวิโมกข์นั้นนั่นเอง. บทว่า พหุลีกมฺมํ การทำให้มาก คือทำ บ่อย ๆ ด้วยการถึงความชำนาญแห่งวิโมกข์นั้น. อนึ่ง พึงทราบการเสพ เป็นต้น ด้วยสามารถยังกิจให้สำเร็จในขณะเดียวแห่งมรรคนั่นเอง. บทมีอาทิ ว่า ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา การได้หรือวิบากมีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลังนั้นแล ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาวิโมกขกถา แห่งสัทธัมมปกาสินี อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค
หน้า 403 ข้อ 517, 518
มหาวรรค คติกถา ว่าด้วยคติสมบัติ [๕๑๗] ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะ ปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร เทวดาชั้นรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร เทวดาชั้นอรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัย แห่งเหตุเท่าไร. ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่ง เหตุ ๘ ประการ กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดา ชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ เทวดาชั้นรูปาวจร เทวดาชั้นอรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ. [๕๑๘] ในธรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะ ปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการเป็นไฉน. ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาต- ปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะ กุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการ เป็นอัพยากฤต เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้วิญญาณเป็น
หน้า 404 ข้อ 519
ปัจจัย ก็มีนามรูป ในขณะปฏิสนธิ เบญจขันธ์เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญ- มัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ มหาภูต- รูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ในขณะ ปฏิสนธิ เครื่องปรุงชีวิต ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็น วิปปยุตตปัจจัยในขณะปฏิสนธิ นามและรูปเป็นสหชาตปัจจัย... เป็นวิปปยุตต- ปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย... เป็น วิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ เป็นสหชาตปัจจัย... เป็นสัมป- ยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ เป็นสหชาตปัจจัย... เป็นสัมปยุตต- ปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๒๘ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย... เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในกรรมอันเป็นสัมปยุตตญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการนี้. [๕๑๙] ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ กษัตริย์มหาศาล พราหมณ- มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่ง เหตุ ๘ ประการเป็นไฉน. ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาต- ปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะ กุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการ
หน้า 405 ข้อ 520
เป็นอัพยากฤต เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย ก็มีนามรูปในขณะปฏิสนธิ เบญจขันธ์เป็นสหชาตปัจจัย เป็น อัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ มหาภูตรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ใน ขณะปฏิสนธิ เครื่องปรุงชีวิต ๓ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญ- ปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและรูป เป็นสหชาตปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๒๘ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นวิปปยุตตปัจจัย กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการนี้. [๕๒๐] เทวดาชั้นรูปาวจรย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ เป็นไฉน. ในขณะแล่นไปในกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล ฯลฯ เทวดา ชั้นรูปาวจรย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการนี้. เทวดาชั้นอรูปาวจรย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการเป็นไฉน.
หน้า 406 ข้อ 521, 522
ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาต- ปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะ กุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการ เป็นอัพยากฤต เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย ก็มีนามรูป ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและ วิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย เทวดาชั้นอรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการนี้. [๕๒๑] ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด เพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไรกษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร. ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมเกิดเพราะปัจจัยเเห่ง เหตุ ๖ ประการ กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดา ชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการ. [๕๒๒] ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด เพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการเป็นไฉน.
หน้า 407 ข้อ 522
ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาต- ปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะ กุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๒ ประการ เป็นอัพยากฤต เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย ก็มีนามรูป ในขณะปฏิสนธิ เบญจขันธ์เป็นสหชาตปัจจัยเป็น อัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ มหาภูตรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เครื่องปรุงชีวิต ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นวิปป- ยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและรูปเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะ ปฏิสนธิ อินทรีย์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๒ ประการเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๒ ประการนี้เป็นสหชาตปัจจัย...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๒๖ ประการเป็นสหชาตปัจจัย...เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในกรรมอันประกอบ ด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ กษัตริย์ มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติ เพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้.
หน้า 408 ข้อ 522
ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาต- ปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะ- กุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ฯลฯ ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ กษัตริย์ มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติ เพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้. จบคติกถา อรรถกถาคติกถา บัดนี้ การพรรณนาความตามลำดับที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งคติกถาอัน พระสารีบุตรเถระแสดงถึงเหตุสมบัติอันเป็นเหตุแห่งการเกิดวิโมกข์นั้นกล่าวไว้ แล้ว. แม้ฌานก็จะไม่เกิดขึ้น แม้แก่ผู้เป็นทุเหตุกปฏิสนธิ เพราะพระบาลีว่า นตฺถิ ฌานํ อปญฺสฺส ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ก็วิโมกข์จะเกิดได้ อย่างไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า คติสมฺปตฺติยา คติสมบัติ คือ คติสมบัติ อันได้แก่มนุษย์และเทพในบรรดาคติ ๕ คือ นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และเทพ. ด้วยบทนี้แลท่านปฏิเสธคติวิบัติ ๓ ข้างต้น. สมบัติแห่งคติ ชื่อว่า คติสมบัติ. ท่านอธิบายว่า สุคติ. อนึ่ง ขันธ์ทั้งหลายพร้อมกับโอกาส ชื่อว่า คติ. และในคติ ๕ ท่านถือเอาแม้อสุรกาย ด้วยศัพท์ว่า เปตติวิสัย. บทว่า เทวา ได้แก่ กามาวจรเทพ ๖ และพรหมทั้งหลาย. แม้อสูรท่านก็
หน้า 409 ข้อ 522
สงเคราะห์ศัพท์ว่า เทว. บทว่า าณสมฺปยุตฺเต ในกรรมอันสัมปยุตด้วย ญาณ คือในขณะปฏิสนธิสัมปยุตด้วยญาณ. จริงอยู่ แม้ขณะก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยโวหารนั้นนั่นเอง เพราะประกอบด้วยญาณสัมปยุต. บทว่า กตีนํ เหตูนํ แห่งเหตุเท่าไร คือ แห่งเหตุเท่าไร ในบรรดาอโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ. บทว่า อุปปตฺติ คือ การเกิด. อนึ่ง เพราะแม้เกิดในตระกูลศูทรก็เป็นติเหตุกะได้ ฉะนั้น คำถามแรก จึงหมายถึงติเหตุกะเหล่านั้น และเพราะคนมีบุญมาก โดยมากเกิดในตระกูล มหาศาล ๓ ตระกูล ฉะนั้นคำถามจึงมี ๓ อย่าง ด้วยสามารถแห่งตระกูล ๓ เหล่านั้น แต่ท่านย่อปาฐะไว้. ชื่อว่า มหาสาลา เพราะมีสมบัติมาก อธิบายว่า มีเรือนใหญ่ มีสมบัติมาก. อีกอย่างหนึ่ง ควรกล่าวว่า มหาสารา เพราะมีทรัพย์มาก ท่านกล่าวว่า มหาสาลา เพราะแปลง ร อักษรเป็น ล อักษร. ชื่อว่า ขตฺติยมหาสาลา เพราะเป็นกษัตริย์มหาศาล หรือมหาศาลในกษัตริย์. แม้ ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทนั้น กษัตริย์ใดเก็บทรัพย์อย่างต่ำ ๑๐๐ โกฏิไว้ที่พระราชมณเฑียร ใช้จ่ายกหาปณะวันละ ๒๐ อัมพณะ กษัตริย์นี้ชื่อว่า กษัตริย์มหาศาล. พราหมณ์ใดเก็บทรัพย์อย่างต่ำ ๘๐ โกฏิไว้ที่เรือน ใช้จ่ายกหา- ปณะวันละ ๑๐ อัมพณะ พราหมณ์นี้ชื่อว่าพราหมณมหาศาล. คหบดีใดเก็บทรัพย์ อย่างต่ำ ๔๐ โกฏิไว้ที่เรือน ใช้จ่ายกหาปณะวันละ ๕ อัมพณะ คหบดีนี้ชื่อว่า คหบดีมหาศาล. เพราะเทพชั้นรูปาวจร และเทพชั้นอรุปาวจรเป็นติเหตุกะ โดยส่วนเดียว ท่านจึงไม่กล่าวว่า าณสมฺปยตฺเต ในกรรมอันสัมปยุตด้วย ญาณ. แต่ในมนุษย์ทั้งหลาย เพราะมีทุเหตุกะและอเหตุกะ และในเทพชั้น
หน้า 410 ข้อ 522
กามาวจรที่เหลือเพราะมีทุเหตุกะท่านจึงกล่าว าณสมฺปยตฺเต. อนึ่ง กามาวจรเทพทั้งหลายในที่นี้ ชื่อว่า เทวา เพราะเพลิดเพลินด้วยความยินดีใน กามคุณ ๕ และรุ่งเรืองด้วยรัศมีแห่งร่างกาย. รูปาวจรพรหมทั้งหลาย ชื่อว่า เทวา เพราะเพลิดเพลินด้วยความยินดีในฌาน และรุ่งเรืองด้วยรัศมีแห่ง ร่างกาย. อรูปาวจรพรหมทั้งหลาย ชื่อว่า เทวา เพราะเพลิดเพลินด้วยความ ยินดีในฌาน และรุ่งเรืองด้วยรุ่งเรืองแห่งญาณ. บทว่า กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม คือในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรมอันเป็นติเหตุกกามาวจรอันยังติเหตุกปฏิสนธิ ให้เกิดในอดีตชาติ ๗ วาระ ด้วยอำนาจการเกิดบ่อย ๆ ในชวนวิถีจิต ความว่า ในกาลอันเป็นไป. บทว่า ตโย เหตู กุสลา เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นกุศลเหตุ. บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาต- เจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คือ แห่งกุศลเจตนาที่เกิดในขณะ ดังกล่าวแล้วนั้น. บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย คือ เมื่อเกิดย่อมเป็นอุปการะโดยความเกิดร่วมกัน. บทว่า เตน วุจฺจติ ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าว คือกล่าวด้วยความเป็นสหชาตปัจจัยนั้นนั่นแล. บทว่า กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัยก็เกิดสังขาร ท่าน กล่าวโดยนัยแห่งปัจจยาการอันเป็นไปในขณะจิตดวงเดียว. อนึ่ง พึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์เจตสิกทั้งหมด อันสงเคราะห์ด้วยสังขารขันธ์ในบทนั้นด้วย พหุวจนะว่า สงฺขารา สังขารทั้งหลาย. ท่านกล่าวว่า กุสลมูลานิ บ้าง แม้เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารด้วย อปิ ศัพท์. บทว่า นิกฺกนฺติกฺขเณ ในขณะความพอใจแห่งสังขาร อันเกิดขึ้นในกรรมที่ปรากฏเฉพาะหน้าเพื่อให้
หน้า 411 ข้อ 522
วิบากของตน ในกรรมนิมิตหรือในคตินิมิตอันปรากฏด้วยกรรมที่ปรากฏแล้ว อย่างนั้น. บทว่า นิกนฺติ ความพอใจ คือ ความใคร่ ความปรารถนา. จริงอยู่ เพราะใกล้จะตายมีจิตวุ่นวายด้วยโมหะ ความพอใจย่อมเกิดขึ้นแม้ใน ข่ายแห่งอเวจีมหานรก ส่วนในนิมิตที่เหลือจะเป็นอย่างไร. บทว่า เทฺว เหตู เหตุ ๒ ประการ คือ โลภะ โมหะเป็นอกุศลเหตุ. ส่วนความพอใจในภพปรารภ ขันธสันดานของตนเพียงออกไปจากภวังควิถี อันเป็นไปแล้วในลำดับแห่ง ปฏิสนธิ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่สังขารทั้งปวง. บทมีอาทิอย่างนี้ว่า ก็หรือว่า อกุศลธรรมไม่เคยเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ในภูมิใด กุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่เคยเกิด แก่บุคคลนั้น ในภูมินั้นหรือ ? มีคำตอบว่า ใช่ ดังนี้ท่านกล่าวหมายถึงความพอ ใจนี้นั่นแล. บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คือ อกุศลเจตนา. บทว่า ปฏิสนฺธิกฺขเณ ในขณะแห่งปฏิสนธิ คือ ในขณะแห่ง ปฏิสนธิที่ถือเอาแล้วด้วยกรรมนั้น. บทว่า ตโต เหตู เหตุ ๓ ประการ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นอัพยากตเหตุ. บทว่า ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย แห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น คือ อัพยากตเจตนาอันเป็นวิบาก. ในบทนี้ว่า นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺาณํ แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณในขณะ ปฏิสนธินั้น วิบากเหตุ ๓ และเจตสิกที่เหลือเป็นนาม หทยวัตถุ เป็นรูป แม้แต่ นามรูปเป็นปัจจัยนั้นปฏิสนธิวิญญาณย่อมเป็นไป. นามแม้ในบทว่า วิญฺาณ- ปจฺจยาปิ นามรูปํ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยก็มีนามรูปนี้ มีประการดัง ได้กล่าวแล้ว. ส่วนรูปในบทนี้ได้แก่ รูป ๓๐ คือ วัตถุทสกะ กายทสกะ ภาวทสกะ ของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ เพราะท่านประสงค์เอามนุษย์ ปฏิสนธิพร้อม ด้วยเหตุ. อนึ่ง ได้แก่ รูป ๗๐ คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ (และรูป ๓๐ ข้างต้น) ของสังเสทชะ โอปปาติกะซึ่งมีอายตนะครบ
หน้า 412 ข้อ 522
นามรูปมีประการดังนี้แล้วนั้น ย่อมเป็นไปเพราะปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจัยใน ขณะปฏิสนธิ. ในบทนี้ว่า ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ ๕ คือ รูปที่ได้ในขณะปฏิสนธิ ด้วยปฏิสนธิจิตเป็นรูปขันธ์ เวทนาที่เกิดร่วมกันเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเป็น สัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือเป็นสังขารขันธ์ ปฏิสนธิจิตเป็นวิญญาณขันธ์. บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ไม่มีรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัยของกันและกัน มหาภูตรูป ๔ ในรูปขันธ์เป็นสหชาตปัจจัย ของกันและกัน ขันธ์ไม่มีรูปและหทยรูปเป็นสหชาตปัจจัยของกันและกัน แม้ มหาภูตรูปก็เป็นสหชาตปัจจัยของอุปาทารูป. บทว่า อญฺมญฺปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัย คือ เบญจขันธ์เป็นอุปการะแก่กันและกันด้วย ความอุปถัมภ์ให้เกิด ขันธ์ไม่มีรูป ๔ ก็เป็นอัญญมัญญปัจจัย มหาภูตรูป ๔ ก็เป็นอัญญมัญญปัจจัย. บทว่า นิสสยปจฺจยา โหนฺติ เป็นนิสสยปัจจัย คือ เบญจขันธ์เป็นอุปการะโดยอาการตั้งมั่นไว้และโดยอาการเป็นที่อาศัย ขันธ์ไม่มีรูป ๔ เป็นนิสสยปัจจัยของกันและกัน เพราะเหตุนั้นพึงให้พิสดารดุจ สหชาตปัจจัย. บทว่า วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นวิปปยุตตปัจจัยคือ เบญจขันธ์เป็นอุปการะโดยความวิปปยุตคปัจจัยด้วยการไม่เข้าถึงความเป็นมีวัตถุ อย่างเดียวกันเป็นต้น ขันธ์ไม่มีรูปเป็นวิปปยุตตปัจจัยของปฏิสนธิรูป หทัยรูป เป็นวิปปยุตตปัจจัยของขันธ์ไม่มีรูป เพราะในบทนี้ว่า ปญฺจกฺขนฺธา ท่าน กล่าวด้วยสามารถตามที่มีได้ด้วยประการฉะนี้. ในบทว่า จตฺตาโร มหาภูตา มหาภูตรูป ๔ นี้ท่านกล่าวถึงปัจจัย ๓ ก่อน. บทว่า ตโย ชีวิตสงฺขารา เครื่องปรุงชีวิต ๓ ประการ คือ อายุ ไออุ่นและวิญญาณ. บทว่า อายุ ได้แก่ รูปชีวิตินทรีย์และอรูปชีวิตินทรีย์.
หน้า 413 ข้อ 522
บทว่า อุสฺมา ได้แก่ เตโชธาตุ. บทว่า วิฺาณํ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ จริงอยู่ ชื่อว่า ชีวิตสังขาร เพราะอายุ ไออุ่น และวิญญาณเหล่านี้ย่อม ปรุงชีวิตสังขาร คือให้เป็นไปยิ่ง ๆ ขึ้น. บทว่า สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสหชาตปัจจัย พึงทราบว่า อรูปชีวิตินทรีย์และปฏิสนธิวิญญาณเป็นอัญญมัญญปัจจัยและสหชาตปัจจัยของ ขันธ์อันสัมปยุตกันเเละหทัยรูป เตโชธาตุเป็นอัญญมัญญปัจจัยและสหชาตปัจจัย ของมหาภูตรูป ๓ และเป็นสหชาตปัจจัยของอุปาทารูป รูปชีวิตินทรีย์เป็นสห- ชาตปัจจัยโดยปริยายของสหชาตรูป. บทว่า อญฺมญฺปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ เป็น อัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย คือ อรูปชีวิตินทรีย์และปฏิสนธิวิญญาณ ทั้ง ๒ เป็นอัญญมัญญปัจจัยของขันธ์อันสัมปยุตกัน. พึงทราบประกอบโดยนัยที่ ท่านกล่าวไว้ว่า อญฺมญฺนิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ เป็นอัญญมัญญปัจจัย และนิสสยปัจจัย. บทว่า วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นวิปปยุตตปัจจัย คือ อรูป- ชีวิตินทรีย์และปฏิสนธิวิญญาณย่อมเป็นวิปปยุตตปัจจัยของปฏิสนธิรูป. ส่วน รูปชีวิตินทรีย์ไม่เหมาะในความเป็นอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัยและวิปปยุตต- ปัจจัย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวด้วยอำนาจตามที่มีได้ว่า ตโย ชีวิตสงฺขารา เครื่องปรุงชีวิต ๓ ดังนี้. พึงประกอบนามและรูปในความเป็นปัจจัย ๔ โดยนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า จุทฺทส ธมฺมา คือธรรม ๑๔ ประการ โดยจำนวนอย่างนี้คือ ขันธ์ ๕ มหาภูตรูป ๔ ชีวิตสังขาร ๓ นาม ๑ รูป ๑. ความเป็นปัจจัยมีสห- ชาตปัจจัยเป็นต้นของธรรมเหล่านั้น และธรรมอื่นข้างหน้ามีนัยดังกล่าวแล้ว.
หน้า 414 ข้อ 522
บทว่า สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เป็นสัมปยุตตปัจจัย คือ ธรรมทั้งหลาย เป็นอุปการะโดยความสัมปยุตกันกล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน. บทว่า ปญฺจินฺทฺริยา อินทรีย์ ๕ ได้แก่ สัทธินทรีย์เป็นต้น. บทว่า นามญฺจ ในที่นี้ได้แก่ ขันธ์ ๓ มีเวทนาขันธ์ เป็นต้น. บทว่า วิญฺาณญฺจ ได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณ. บทว่า จุทฺทส ธมฺมา คือธรรม ๑๔ ประการ อีกโดยจำนวนอย่างนี้คือ ขันธ์ ๔ อินทรีย์ ๕ เหตุ ๓ นาม ๑ รูป ๑. บทว่า อฏฺวีสติ ธมฺมา ธรรม ๒๘ ประการ คือ ตอนต้น ๑๔ และธรรมเหล่านี้ ๑๔. เพราะแม้รูปก็เข้าไปในธรรมนี้ ท่านจึงนำสัมปยุตต- ปัจจัยออกแล้วกล่าววิปปยุตตปัจจัย. พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงถึงประเภทของปัจจัยนั้น ๆ แห่งธรรมอัน เกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้น ๆ ซึ่งมีอยู่ในปฏิสนธิอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงสรุปเหตุ ที่ชี้แจงไว้แต่ต้น จึงกล่าวว่า อิเมสํ อฏฺนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปฺปตฺติ โหติ ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการเหล่านี้. เหตุ ๘ ประการอย่างนี้คือ กุศลเหตุ ๓ ในขณะประมวลกรรม อกุศลเหตุ ๒ ในขณะพอใจ อัพยากต เหตุ ๓ ในขณะปฏิสนธิ. ในเหตุเหล่านั้น กุศลเหตุ ๓ และอกุศลเหตุ ๒ เป็น อุปนิสสยปัจจัยโดยความเป็นไปในขณะปฏิสนธินี้ อัพยากตเหตุ ๒ เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยและสหชาตปัจจัยตามสมควร. แม้ในวาระที่เหลือก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. อนึ่ง เพราะอรูปาวจรไม่มีรูป ท่านจึงกล่าวว่า แม้นามเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้วิญญาณเป็นปัจจัยก็มีนาม. แม้ธรรม ๑๔ ปนกับรูปก็ลดไป เพราะธรรมนั้นลดในวาระว่า อฏฺวีสติ ธมฺมา ธรรม ๒๘ ประการจึงไม่ได้ ดังนี้.
หน้า 415 ข้อ 522
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงติเหตุกปฏิสนธิอันเป็นปัจจัยแห่ง วิโมกข์แล้วประสงค์จะแสดงติเหตุกปฏิสนธิให้พิเศษด้วยการสัมพันธิ์กันนั้น จึง กล่าวบทมีอาทิว่า คติสมฺปตฺติยา าณวิปฺปยุตฺเต ในกรรมอันไม่ประกอบ ด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด. บทว่า กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม คือในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรมอันเป็นทุเหตุกะ อันให้เกิดปฏิสนธิในอดีตชาติ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า เทฺว เหตู เหตุ ๒ ประการ คือ อโลภะ อโทสะเป็นกุศลเหตุ เพราะไม่ประกอบด้วยญาณ. แม้อัพยากตเหตุก็มี ๒ คือ อโลภะ อโทสะเหมือนกัน. บทว่า จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ คืออินทรีย์ ๔ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น เว้นปัญญินทรีย์. บทว่า ทฺวาทส ธมฺมา ธรรม ๑๒ ประการ คือ ธรรม ๑๒ ประการ เพราะปัญญินทรีย์ และอโมหเหตุลดไป เพราะธรรม ๒ ประการนั้นลดไปจึงเป็นธรรม ๒๖. บทว่า ฉนฺนํ เหตูนํ คือแห่งเหตุ ๖ ประการ อย่างนี้คือกุศลเหตุ ๒ อกุศลเหตุ ๒ วิปากเหตุ ๒. แต่ในที่นี้ไม่ถือเอารูปาวจรและอรูปาวจร เพราะเป็นติเหตุกะโดยส่วนเดียว. พึงทราบบทที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในปฐมวาระนั่นแหละ. ในวาระนี้ท่าน กล่าวไว้ว่า ปฏิสนธิอันเป็นทุเหตุกะ ย่อมไม่มีด้วยกรรมอันเป็นติเหตุกะ เพราะ กรรมอันเป็นทุเหตุกะท่านกล่าวแล้ว ด้วยปฏิสนธิอันเป็นทุเหตุกะ เพราะ ฉะนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ในวาทะของพระมหาธรรมรักขิตเถระผู้ทรง พระไตรปิฎก ในอรรถกถาธรรมสังคหะว่า ปฏิสนธิเป็นติเหตุกะด้วยกรรม อันเป็นติเหตุกะ มิใช่เป็นทุเหตุกะและอเหตุกะ ทุเหตุกะและอเหตุกะย่อมเป็น ด้วยกรรมอันเป็นทุเหตุกะ มิใช่เป็นติเหตุกะ คำนั้นสมด้วยบาลีนี้. ส่วนคำใด
หน้า 416 ข้อ 523
ที่ท่านกล่าวไว้ในวาทะของพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฏก และพระมหา- ทัตตเถระผู้อยู่ ณ โมรวาปีว่า ปฏิสนธิเป็นติเหตุกะบ้าง เป็นทุเหตุกะบ้าง ย่อมมีได้ด้วยกรรมอันเป็นติเหตุกะ มิใช่เป็นอเหตุกะ ปฏิสนธิเป็นทุเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะบ้าง ย่อมมีได้ด้วยกรรมอันเป็นทุเหตุกะมิใช่เป็นติเหตุกะ คำนั้น ปรากฏคล้ายจะพลาดไปจากบาลีนี้ เพราะกถานี้เป็นอธิการแห่งเหตุ จึงไม่ กล่าวถึงอเหตุกปฏิสนธิ. จบอรรถกถาคติกถา มหาวรรค กรรมกถา ว่าด้วยเรื่องของกรรม [๕๒๓] กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมได้มีแล้ว กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมไม่ได้มีแล้ว กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมมีอยู่ กรรมได้มี แล้ว วิบากแห่งกรรมไม่มีอยู่ กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมจักมี กรรม ได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมจักไม่มี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมมีอยู่ กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมไม่มี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมมีอยู่ วิบากแห่ง กรรมจักไม่มี กรรมจักมี วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมจักมี วิบากแห่งกรรม จักไม่มี กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมได้มีแล้ว กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมไม่ได้มีแล้ว กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมมีอยู่ กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมไม่มี กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่ง กุศลกรรมจักมี กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี กุศลกรรม มีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมมีอยู่ กุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี
หน้า 417 ข้อ 524
กุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมจักมี กุศลกรรมจักมี วิบากแห่งกุศลกรรม จักไม่มี อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมไม่ได้มีแล้ว อกุศลกรรม ได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมมีอยู่ อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศล- กรรมไม่มี อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมได้ มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมจักไม่มี อกุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งอกุศลกรรม มีอยู่ อกุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งอกุศลกรรมไม่มี อกุศลกรรมมีอยู่ วิบาก แห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมจักมี วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรม จักมี วิบากแห่งอกุศลกรรมจักไม่มี. [๕๒๔] กรรมมีโทษได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมไม่มีโทษได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมดำได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมขาวได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีสุขเป็นกำไรได้มิแล้ว ฯลฯ กรรมมีทุกข์เป็นกำไรได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีสุขเป็นวิบากได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่ได้มีแล้ว กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ กรรม มีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมอัน มีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมอัน มีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมอัน มีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักไม่มี กรรมมี ทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ กรรมมีทุกข์เป็น วิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่ง กรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากจักมี วิบากแห่งกรรม อันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากจักมี วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์ เป็นวิบากจักไม่มี. จบกรรมกถา
หน้า 418 ข้อ 524
อรรถกถากรรมกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังมิได้พรรณนาไว้ แห่งกรรมกถา อันพระสารีบุตรเถระแสดงถึงกรรมอันเป็นปัจจัย แห่งเหตุสัมบัตินั้น. พึงทราบวินิจฉัยในกรรมกถานั้น ดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า อโหสิ กมฺมํ อโหสิ กมฺมวิปาโก กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมได้มีแล้ว ท่าน ถือเอาวิบากอันให้ผลในภพอดีต แห่งกรรมที่ทำแล้วในภพอดีตนั่นเอง แล้ว จึงกล่าวว่า อโหสิ กมฺมํ อโหสิ กมฺมวิปาโก. ท่านถือเอาวิบากอันไม่ให้ผลในภพอดีต ด้วยความบกพร่องปัจจัยแห่ง กรรมอดีต อันเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (กรรมให้ผลในภพนี้) และเป็น อุปปัชชเวทนียกรรม (กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า) และวิบากอัน ยังไม่ให้ผลแห่งกรรมอันดับรอบแล้วในอดีตนั่นเอง และอันเป็นทิฏฐธรรม- เวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม และอปราปริยเวทนียกรรม (กรรมให้ผล ในภพสืบ ๆ ไป) จึงกล่าวว่า อโหสิ กมฺมํ นาโหสิ กมฺมวิปาโก กรรม ได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมไม่ได้มีแล้ว. ท่านถือเอาวิบากอันให้ผลแห่งกรรมอดีต ด้วยความถึงพร้อมแห่งปัจจัย ในภพปัจจุบัน แห่งวิบากอันยังไม่ให้ผล แล้วจึงกล่าวว่า อโหสิ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมมีอยู่. ท่านถือเอาวิบากอันยังไม่ให้ผลแห่งกรรมอดีต อันล่วงเลยกาลแห่ง วิบากแล้ว เเละของผู้ปรินิพพานในภพปัจจุบันนั่นเอง แล้วจึงกล่าวว่า อโหสิ กมฺมํ นตฺถิ กมฺมวิปาโก กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมไม่มีอยู่.
หน้า 419 ข้อ 524
ท่านถือเอาวิบากอันควรให้ผล ด้วยความถึงพร้อมแห่งปัจจัยในภพ อนาคต แห่งกรรมอดีตอันควรแก่วิบาก อันเป็นวิบากยังไม่ให้ผล แล้วจึงกล่าว ว่า อโหสิ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก กรรมได้มีแล้ว วิบากกรรมจักมี. ท่านถือเอาวิบากอันไม่ควรให้ผล แห่งกรรมอดีตอันล่วงกาลแห่งวิบาก แล้ว และดับรอบในภพอนาคตนั่นเอง แล้วจึงกล่าวว่า อโหสิ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมจักไม่มี. ท่านแสดงกรรมอดีตอย่างนี้ไว้ ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งวิบาก และ มิใช่วิบาก ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต. ท่านถือเอาวิบากอันให้ผลในปัจจุบันนี้ แห่งกรรมอันเป็นทิฏฐธรรม- เวทนียกรรมที่ทำแล้วในภพนี้ แล้วจึงกล่าวว่า อตฺถิ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมมีอยู่. ท่านถือเอาวิบากอันไม่ให้ผลในภพนี้ ด้วยความบกพร่องแห่งปัจจัย ของกรรมปัจจุบันนั้น และยังไม่ให้ผลในภพนี้ ของผู้ปรินิพพานในปัจจุบัน แล้วจึงกล่าวว่า อตฺถิ กมฺมํ นตฺถิ กมฺมวิปาโก กรรมมีอยู่ วิบากของ กรรมไม่มีอยู่. ท่านถือเอาวิบากอันควรให้ผลในภพอนาคตของกรรมปัจจุบัน อันเป็น อุปปัชชเวทนียกรรม และอปราปริยเวทนียกรรม แล้วจึงกล่าวว่า อตฺถิ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก กรรมมีอยู่ วิบากกรรมจักมี. ท่านถือเอาวิบากอันไม่ควรให้ผลในภพอนาคต ด้วยความบกพร่อง ปัจจัย แห่งกรรมปัจจุบันอันเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม และไม่ควรให้ผลแก่ผู้ ควรปรินิพพานในภพอนาคต อันเป็นอปราปริยเวทนียกรรม แล้วจึงกล่าวว่า อตฺถิ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมจักไม่มี.
หน้า 420 ข้อ 524
ท่านแสดงถึงปัจจุบันกรรมอย่างนี้ไว้ ๔ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งวิบาก และมิใช่วิบากในปัจจุบันและอนาคต. ท่านถือเอาวิบากอันควรให้ผลในภพอนาคต แห่งกรรมที่ควรทำใน ภพอนาคต แล้วจึงกล่าวว่า ภวิสฺสติ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก กรรมจักมี ผลแห่งกรรมจักมี. ท่านถือเอาวิบากอันไม่ควรให้ผล ด้วยบกพร่องปัจจัยแห่งกรรมอนาคต นั้น และไม่ควรให้ผลของผู้ควรปรินิพพานในภพอนาคต แล้วจึงกล่าวว่า ภวิสฺสติ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก กรรมจักมี ผลแห่งกรรมจักไม่มี. ท่านแสดงกรรมอนาคตอย่างนี้ไว้ ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งวิบากและ มิใช่วิบากในอนาคต เป็นอันท่านทำกรรมทั้งหมดนั้น เป็นอันเดียวกันแล้ว แสดงกรรม ๑๒ อย่าง. ท่านตั้งอยู่ในฐานะนี้ แล้วนำกรรมจตุกะ ๓ มากล่าว เมื่อท่านกล่าวกรรมจตุกะนั้นแล้ว ความนี้จักปรากฏว่า เพราะกรรม ๔ อย่าง คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ๑ อุปปัชชเวทนียกรรม ๑ อปราปริยเวทนีย- กรรม ๑ อโหสิกรรม ๑. ในกรรมเหล่านั้นชวนเจตนาครั้งแรก เป็นกุศลก็ดี เป็นอกุศลก็ดี ในจิต ๗ ดวง ในชวนวิถีจิต ๑ ดวง ชื่อว่าทิฏฐธรรมเวทนียกรรม. ทิฏฐธรรม- เวทนียกรรมนั้นย่อมให้ผลในอัตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่อาจให้ผลอย่างนั้น ก็เป็นอโหสิกรรมด้วยสามารถติกะว่า กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมไม่ได้ มีแล้ว. วิบากแห่งกรรมจักไม่มี วิบากแห่งกรรมไม่มีอยู่ดังนี้. ส่วนชวนเจตนา ดวงที่ ๗ ให้สำเร็จประโยชน์ ชื่อว่าอุปปัชชเวทนียกรรม. อุปปัชชเวทนียกรรมนั้นย่อมให้ผลในอัตภาพเป็นลำดับไป เมื่อไม่ อาจให้ผลอย่างนั้นได้ ก็เป็นอโหสิกรรมตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อนึ่ง
หน้า 421 ข้อ 524
ชวนเจตนา ๕ ดวง ในระหว่างกรรมทั้งสองนั้น ชื่อว่าอปราปริยเวทนียกรรม. อปราปริยเวทนียกรรมนั้น ย่อมได้โอกาสเมื่อใดในอนาคต ย่อมให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีการเวียนว่ายอยู่ในสงสาร ชื่อว่า อโหสิกรรม ก็จะไม่มี. กรรม ๔ อย่าง แม้อื่น เป็นครุกรรม พหุลกรรม อาสันนกรรม และ กฏัตตาวาปนกรรม (กรรมสักว่าทำ). ในกรรมนั้นเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล ในกรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดหนักมีฆ่ามารดาเป็นต้น หรือมหัคคตกรรม (กรรมเกิดจากการได้ฌาน) กรรมนั้นแลให้ผลก่อน. อนึ่ง แม้ในกรรมหนา และไม่หนา กรรมใดหนามีความเป็นผู้มีศีลก็ดี เป็นผู้ทุศีลก็ดี กรรมนั้นย่อม ให้ผลก่อน. กรรมที่ระลึกถึงก็ดี กรรมที่ทำแล้วก็ดี ในเวลาใกล้ตาย ชื่อว่า อาสันนกรรม. จริงอยู่ ผู้ใกล้จะตายอาจระลึกถึงหรือทำกรรมใด การได้ อาเสวนะบ่อย ๆ พ้นจากกรรม ๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นเอง ชื่อว่า กฏัตตาวาปนกรรม. ในเมื่อไม่มีกรรมเหล่านั้น กฏัตตาวาปนกรรม นั้นย่อมฉุดคร่าปฏิสนธิ. กรรม ๔ อย่างอื่นอีก คือ ชนกกรรม (กรรมแต่งให้เกิด) อุปัต- กัมภกกรรม (กรรมสนับสนุน) อุปปีฬกกรรม (กรรมบีบคั้น) อุปฆาตกกรรม (กรรมตัดรอน). ในกรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ชื่อว่า ชนกกรรม. ชนกกรรมนั้นยังรูปวิบาก และอรูปวิบากให้เกิด แม้ในการเป็น ไปในปฏิสนธิ. ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้วิบากเกิดได้ ย่อมสนับสนุนสุข และทุกข์อันเกิดขึ้น ในวิบากที่เกิดแล้วด้วยปฏิสนธิที่กรรมอื่นให้ ย่อมให้เป็น ไปตลอดกาลไกล. อุปปีฬกกรรมย่อมบีบคั้น เบียดเบียนสุขและทุกข์อันเกิดในวิบาก ที่เกิดแล้วด้วยปฏิสนธิที่กรรมอื่นให้ ย่อมไม่ให้เพื่อเป็นไปตลอดกาลไกลได้.
หน้า 422 ข้อ 524
ส่วนอุปฆาตกกรรม ตัดรอนกรรมที่มีกำลังอ่อนอื่น ที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แล้วป้องกันวิบากของกรรมนั้น ทำโอกาสแก่วิบากของตน ก็เมื่อ โอกาสอันกรรมนั้นทำแล้ว ท่านกล่าวว่า กรรมนั้นชื่อว่าเกิดวิบาก. ด้วยประการฉะนี้ ระหว่างกรรม และระหว่างวิบากแห่งกรรม ๑๒ เหล่านี้ ย่อมปรากฏแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยความเป็นสิ่งที่แน่นอนแห่ง กรรมวิบากญาณไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย. นักวิปัสสนาพึงรู้ระหว่างกรรมและ ระหว่างวิบากโดยเอกเทศ. เพราะฉะนั้น ท่านประกาศความพิเศษของกรรมนี้ โดยเห็นเพียงเป็นหัวข้อ. ท่านกล่าวปฐมวารด้วยอำนาจกรรมล้วน ๆ อย่างนี้ แล้วจำแนกกรรมนั้นนั่นแล ออกเป็น ๒ ส่วน แล้วจึงกล่าวถึงวาระ ๑๐ อื่นอีก โดยปริยาย ๑๐ ด้วยอำนาจแห่งคู่ของกรรมมีกุศลกรรม และอกุศลกรรมเป็นต้น. ในกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้น ชื่อว่า กุสลํ เพราะอรรถว่าไม่มีโรค ชื่อว่า อกฺสลํ เพราะอรรถว่าไม่มีโรคหามิได้ (มีโรค) ท่านกล่าวทุกะนี้ ด้วย อำนาจแห่งชาติ. อกุศลนั่นแล เป็นสาวัชชะ (มีโทษ) เพราะประกอบด้วยโทษ มีราคะ เป็นต้น กุศลเป็นอนวัชชะ (ไม่มีโทษ) เพราะไม่มีโทษ มีราคะเป็นต้นนั้น. อกุศลชื่อว่าเป็นกัณหธรรม (ธรรมดำ) เพราะไม่บริสุทธิ์ หรือเพราะเหตุเกิด เป็นธรรมดำ. กุศลชื่อว่าสุกธรรม (ธรรมขาว) เพราะบริสุทธิ์ หรือเพราะ เหตุเกิดเป็นธรรมขาว กุศลชื่อว่า สุขุทรยะ (กรรมมีสุขเป็นกำไร) เพราะ เจริญด้วยความสุข อกุศลชื่อว่า ทุกขุทรยะ (กรรมมีทุกข์เป็นกำไร) เพราะ เจริญด้วยทุกข์. กุศลมีสุขเป็นวิบาก เพราะมีผลเป็นสุข. อกุศลมีทุกข์เป็น วิบาก เพราะมีผลเป็นทุกข์. พึงทราบอาการต่างกันแห่งกรรมเหล่านั้น ด้วย ประการฉะนี้แล. จบอรรถกถากรรมกถา
หน้า 423 ข้อ 525, 526
มหาวรรค วิปัลลาสกถา นิทานบริบูรณ์ ว่าด้วยวิปลาส ๔ [๕๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส นี้มี ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญผิด (แปรปรวน) ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสภาพ ที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสภาพที่ไม่งามว่างาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส ๔ ประการนี้แล. [๕๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฏฐิ ไม่วิปลาสนี้มี ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ สำคัญไม่ผิด ความคิดไม่ผิด ความเห็นไม่ผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่ามิใช่ตัวตน ในสภาพ ที่ไม่งามว่าไม่งาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฏฐิ ไม่วิปลาส ๔ ประการนี้แล. สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในสภาพที่ไม่เที่ยงว่า เที่ยง มีความสำคัญในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มี ความสำคัญในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน มีความ สำคัญในสภาพที่ไม่งามว่างาม ถูกความเห็นผิดนำไป มีจิตกวัดแกว่ง มีสัญญาผิด สัตว์เหล่านั้นติดอยู่ในบ่วง ของมาร เป็นสัตว์ไม่มีความปลอดโปร่งจากกิเลส ต้อง
หน้า 424 ข้อ 526
ไปสู่สงสาร เป็นผู้ถึงชาติและมรณะเมื่อใด พระพุทธ เจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงส่องแสงสว่าง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงประกาศธรรมนี้ อันให้ถึง ความสงบระงับทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญา ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วกลับได้ ความคิดชอบ เห็นสภาพที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง เห็นสภาพที่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ เห็น สภาพที่มิใช่ตัวตน โดยความเป็นสภาพมิใช่ตัวตนและ เห็นสภาพที่ไม่งามว่าไม่งาม เป็นผู้ถือมั่นสัมมาทิฏฐิ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ฉะนี้แล. วิปลาส ๔ ประการนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิละได้แล้ว ละทั่วแล้ว วิปลาสเหล่าใดละได้แล้ว เหล่าใดละทั่วแล้ว ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงละได้แล้ว ความสำคัญ ความคิดใน สภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขเกิดขึ้น ทิฏฐิวิปลาสละได้แล้ว ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ละได้แล้ว ความ สำคัญ ความคิดในสภาพที่ไม่งามว่างามเกิดขึ้น ทิฏฐิวิปลาสละได้แล้ว วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว และวิปลาส ๘ ในวัตถุ ๔ ละได้แล้ว วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว. จบวิปัลลาสกถา
หน้า 425 ข้อ 526
อรรถกถาวิปัลลาสกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิปัลลาส- กถา อันมีพระสูตรเป็นบทนำ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในวิปัลลาสะ อันเป็นปัจจัยของกรรมนั้นกล่าวแล้ว. พึงทราบความในพระสูตรก่อน. บทว่า สญฺญาวิปลฺลาสา คือมีความสำคัญคลาดเคลื่อนเป็นสภาวะ อธิบายว่ามี สัญญาวิปริต. แม้ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. สัญญาวิปลาสย่อม ปรากฏในกาลแห่งกิจของตนมีกำลัง ด้วยอกุศลสัญญาปราศจากทิฏฐิในฐานะ แห่งกิจของจิตมีกำลังอ่อน. จิตวิปลาส ย่อมเป็นไปในกาลแห่งกิจของตนเป็นอกุศลจิตปราศจาก ทิฏฐิมีกำลัง. ทิฏฐิวิปลาสย่อมเป็นไปในจิตอันสัมปยุตด้วยทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น สัญญาวิปลาสมีกำลังอ่อนกว่าทั้งหมด. จิตวิปลาสมี กำลังมากกว่าสัญญาวิปลาสนั้น. ทิฏฐิวิปลาสมีกำลังมากกว่าทั้งหมด. จริงอยู่ ชื่อว่าความสำคัญเพราะถือเอาเพียงอาการปรากฏแห่งอารมณ์ ดุจการเห็นกหา- ปณะของทารกที่ยังไม่รู้เดียงสา. ชื่อว่าความคิดเพราะถึงแม้การรู้แจ้งลักษณะ ดุจการเห็นกหาปณะของคนชาวบ้าน. ชื่อว่าความเห็นเพราะถึงแม้การรู้แจ้งลักษณะ ดุจการจับเหล็กด้วยคีมใหญ่ของช่างเหล็ก. บทว่า อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ สญฺาวิปลฺลาโส ความสำคัญผิดใน สภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง คือความสำคัญอันเกิดขึ้น เพราะถือเอาในวัตถุไม่เที่ยง ว่านี้เที่ยง ชื่อว่า สัญญาวิปลาส. พึงทราบความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
หน้า 426 ข้อ 526
บทว่า น สญฺาวิปลฺลาโส น จิตฺตวิปลฺลาโส น ทิฏฺิวิปลฺ- ลาโส ความสำคัญไม่ผิด ความคิดไม่ผิด ความเห็นไม่ผิด ท่านกล่าวถึง การถือเอาตามความเป็นจริง เพราะไม่มีการถือผิด ๑๒ อย่างในวัตถุ ๔ อย่าง. พึงทราบความในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้. บทว่า อนตฺตนิ จ อตฺตา คือมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน. บทว่า มิจฺฉา- ทิฏฺิหตา ถูกความเห็นผิดนำไป คือ ไม่เพียงมีความสำคัญอย่างเดียวเท่านั้น ยังถูกความเห็นผิดอันเกิดขึ้นดุจด้วยสัญญานำไป. บทว่า ขิตฺตจิตฺตา มีจิต กวัดแกว่ง คือ ประกอบด้วยจิตกวัดแกว่ง หมุนไปอันเกิดขึ้นดุจด้วยสัญญาและ ทิฏฐิ. บทว่า วิสญฺิโน มีสัญญาผิดนี้เป็นเพียงเทศนา. ความว่า มีความ สำคัญ ความคิดและความเห็นวิปริต. อีกอย่างหนึ่ง เพราะสัญญาเป็นตัวนำท่านจึงกล่าว สัญญาวิปลาสด้วย บท ๔ แห่งทิฏฐิก่อน แต่นั้นจึงกล่าวบทว่า มิจฺฉาทิฏฺิหตา ถูกมิจฉาทิฏฐิ นำไป เป็นทิฏฐิวิปลาส. บทว่า ขิตฺตจิตฺตา จิตกวัดแกว่งเป็นจิตวิปลาส. บทว่า วิสญฺิโน มีสัญญาผิด คือถึงโมหะปราศจากสัญญาปกติด้วยการ ถือวิปลาส ๓ ดุจในบทนี้ว่า สลบเพราะกำลังพิษ ถึงวิสัญญี (หมดความรู้สึก). บทว่า เต โยคยุตฺตา มารสฺส คือสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า คิดอยู่ในบ่วงของ มาร. บทว่า อโยคกฺเขมิโน เป็นสัตว์ไม่มีความปลอดโปร่งจากกิเลส คือ ไม่บรรลุนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ คือ จัญไร ๔. บทว่า สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ สัตว์ทั้งหลายต้องไปสู่สงสาร คือ บุคคลเหล่านั้นแหละ ต้องท่องเที่ยวไปสู่สงสาร. เป็นอย่างไร. เพราะสัตว์เหล่านั้นต้องไปสู่ชาติและ มรณะ ฉะนั้น จึงต้องท่องเที่ยวไป. บทว่า พุทฺธา คือ พระสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ อริยสัจ ๔ เป็นพหุวจนะด้วยสามารถทั่วไปใน ๓ กาล. บทว่า โลกสฺมึ คือ
หน้า 427 ข้อ 526
ในโอกาสโลก. บทว่า ปภงฺกรา ส่องแสงสว่าง คือทำโลกให้สว่างด้วยปัญญา. บทว่า อิมํ ธมฺมํ ปกาเสนฺติ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประกาศพระธรรม คือทรงแสดงธรรมละความวิปลาส. บทว่า ทุกฺขปสมคามินํ อันให้ถึงความ สงบระงับทุกข์ คือถึงนิพพานอันเป็นความสงบระงับทุกข์. บทว่า เตสํ สุตฺวาน คือ ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. บทว่า สปฺปญฺา ผู้มีปัญญา คือ มีปัญญาอันเป็นความสมควร. บทว่า สจิตฺตํ ปจฺจลทฺธุ กลับได้ความคิด คือกลับได้ความคิดของตนเว้นความวิปลาส. ตัดบทเป็น ปฏิอลทฺธุ. อีกอย่าง หนึ่ง ตัดบทเป็น ปฏิลภึสุ ปฏิอลทธุํ. บทว่า อนิจฺจโต ทกฺขุํ ได้เห็น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง คือได้เห็นด้วยสามารถแห่งความเป็นสภาพไม่เที่ยง นั่นเอง. บทว่า อตฺตนิ อนตฺตา เห็นสภาพที่มิใช่ตัวตนโดยความเป็นสภาพ มิใช่ตัวตน คือได้เห็นว่า ความไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นความไม่ใช่ตัวตน อีก อย่างหนึ่ง ได้เห็นสภาพมิใช่ตัวตนว่า ตัวตนไม่มีในวัตถุ. บทว่า สมฺมาทิฏฺิ- สมาทานา เป็นผู้ถือมั่นสัมมาทิฏฐิ คือถือความเห็นชอบ. บทว่า สพฺพทุกฺข อปจฺจคุํ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง. คือก้าวล่วงวัฏทุกข์ทั้งสิ้น. บทว่า ทิฏฺิ- สมฺปนฺนสฺส ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิแห่งคำถามละแล้ว และละทั่วแล้ว คือ พระโสดาบัน. บทว่า ทุกฺเข สุขนฺติ สญฺา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ความสำคัญ ความคิดในความทุกข์ว่า เป็นความสุขย่อมเกิดขึ้น คือ เพียงความ สำคัญ หรือเพียงความคิดย่อมเกิดขึ้น เพราะยังละความสะสมโมหกาลไม่ได้ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่พระอนาคามี ไม่ต้องพูดถึงแก่พระโสดาบัน. วิปลาสทั้งสองนี้ พระอรหันต์เท่านั้นจึงละได้. บทว่า อสุเภ สุภนฺติ สญฺา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ความสำคัญ ความคิดในสภาพที่ไม่งามว่างามเกิดขึ้น คือ เกิดขึ้นแม้แก่พระ-
หน้า 428 ข้อ 526
สกทาคามี ไม่ต้องพูดถึงแก่พระโสดาบัน. วิปลาสทั้งสองนี้ พระอนาคามีจึง ละได้ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ทั้งสองนี้ ท่านกล่าวหมายถึงพระโสดาบันและพระสกทาคามี. เพราะพระ- อนาคามีละกามราคะได้แล้ว พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละความสำคัญผิด ความคิดผิดในสภาพไม่งามว่างาม. ด้วยบทว่า ทฺวีสุ วตฺถูสุ เป็นอาทิ ท่านแสดงสรุปถึงการละและการละทั่ว. ในบทนั้น เป็นอันละวิปลาส ๖ ใน วัตถุ ๒ เหล่านี้ คือ ในสภาพไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสภาพมิใช่ตัวตนว่าตัวตน เป็นอันละทิฏฐิวิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ เหล่านี้ คือ ในสภาพเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสภาพไม่งามว่างาม. ในคัมภีร์บางคัมภีร์ท่านเขียน บทว่า เทฺว ก่อน. เขียนบทว่า ฉ ในภายหลัง. บทว่า จตูสุ วตฺถูสุ ท่านกล่าวทำวิปลาส ๔ รวมเป็น ๑. บทว่า อฏฺ ได้แก่ วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ วิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ รวมเป็นวิปลาส ๘. บทว่า จตฺตาโร คือ วิปลาส ๔ ได้แก่ สัญญาวิปลาส และจิตวิปลาสอย่างละ ๒ ในวัตถุหนึ่ง ๆ ในบรรดาวัตถุที่เป็นทุกข์และไม่งาม ในคัมภีร์บางคัมภีร์ท่านเขียนไว้อย่างนั้นเหมือนกัน แม้ในที่ที่ท่านกล่าวว่า ฉ ทฺวีสุ วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ดังนี้แล. จบอรรถกถาวิปัลลาสกถา
หน้า 429 ข้อ 527
มหาวรรค มรรคกถา ว่าด้วยมรรค [๕๒๗] คำว่า มคฺโค ความว่า ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่า กระไร. ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและ เป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความ ผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้ สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ สัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรค และเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ... สัมมาวาจาเพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็น มรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา... สัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็น สมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ... สัมมาอาชีวะเพราะ อรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ... สัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ... สัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ... สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสมาธิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดใน เบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อ บรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิต ตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ.
หน้า 430 ข้อ 528, 529
[๕๒๘] ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราค- สังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ... ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ... ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัย เพื่ออุปถัมภ์ สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่ง ปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรม พิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ใน นิโรธ. [๕๒๙] สัมมาทิฏฐิเป็นมรรคแห่งการเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นมรรค แห่งความดำริ สัมมาวาจาเป็นมรรคแห่งการกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นมรรค แห่งสมุฏฐาน สัมมาอาชีวะเป็นมรรคแห่งความผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็น มรรคแห่งความประคองไว้ สัมมาสติเป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สัมมาสมาธิ เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งการเลือกเฟ้น วิริยสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นมรรค แห่งความแผ่ซ่านไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความสงบ สมาธิ- สัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นมรรค แห่งการพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในความ ไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน
หน้า 431 ข้อ 529
สติพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในความไม่ประมาท สมาธิพละเป็น มรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นมรรคแห่งความไม่ หวั่นไหวในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์ เป็นมรรคแห่งความประคองไว้ สตินทรีย์เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สมา- ธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์เป็นมรรคแห่งความเห็น อินทรีย์เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นมรรคเพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรคเพราะอรรถ ว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นมรรค เพราะอรรถว่าตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นมรรคเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็น มรรคเพราะอรรถว่าถ่องแท้ สมถะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนา เป็นมรรคเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถะและวิปัสสนาเป็นมรรคเพราะ อรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าสำรวม จิตวิสุทธิเป็นมรรค เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็น มรรคเพราะอรรถว่าหลุดพ้น วิชชาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติ เป็นมรรคเพราะอรรถว่าปล่อย ญาณในความสิ้นไปเป็นมรรคเพราะอรรถว่า ตัดขาด ฉันทะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นมรรคเพราะ อรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เวทนาเป็น มรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม สมาธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นธรรม อันยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอัน หยั่งลงสู่อมตะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด. จบมรรคกถา
หน้า 432 ข้อ 529
อรรถกถามรรคกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งมรรคกถา อันพระสารีบุตรเถระแสดงอริยมรรคทำการละวิปลาส ๓ เหล่านั้นกล่าวแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า มคฺโคติ เกนฏฺเน มคฺโค บทว่า มคฺโค ชื่อว่า มรรคด้วยอรรถว่ากระไร คือ ในพระพุทธศาสนาท่านกล่าวว่า มรรค ด้วยอรรถว่ากระไร. ในปริยาย ๑๐ มีอาทิว่า มิจฺฉาทิฏฺิยา ปหานาย เพื่อ ละมิจฉาทิฏฐิ ท่านกล่าวถึงมรรคหนึ่ง ๆ ด้วยสามารถเป็นข้าศึกโดยตรงแห่ง องค์มรรคนั้น ๆ. บทว่า มคฺโค เจว เหตุ จ เป็นมรรคและเป็นเหตุ คือชื่อว่า มรรค ด้วยอรรถว่าเป็นทางเฉพาะเพื่อทำกิจนั้น ๆ ชื่อว่า เหตุ ด้วยอรรถว่า เป็นผู้ทำให้ถึง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงมรรคมีอรรถว่า เป็นทางเฉพาะ และมีอรรถว่าเป็นผู้นำให้ถึงมรรค มรรคเป็นทางเฉพาะในบทมีอาทิว่า นี้เป็น มรรค นี้เป็นปฏิปทา เหตุเป็นผู้นำให้ถึงในประโยคมีอาทิว่า มรรคมีอรรถว่า นำออกไป มีอรรถว่าเป็นเหตุแห่งมรรค ด้วยบททั้งสองนี้เป็นอันท่านทำการ แก้คำถามว่า มคฺโคติ เกนฏฺเน มคฺโค ดังนี้. บทว่า สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย เพื่ออุปถัมภ์สหชาต- ธรรม คือ เพื่อความเป็นการอุปถัมภ์อรูปธรรมอันเกิดพร้อมกับตน โดย ความเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยและนิสสยปัจจัยเป็นต้น. บทว่า กิเลสานํ ปริยาทาย เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย คือ เพื่อให้กิเลสที่เหลือ ดังกล่าวแล้ว อันมรรคนั้น ๆ ทำลายให้สิ้นไป. ในบทนี้ว่า ปฏิเวธาทิวิโสธ- นาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ มีความดังนี้ เพราะศีลและ ทิฏฐิเป็นเบื้องต้น แห่งสัจจปฏิเวธโดยพระบาลีว่า อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศล-
หน้า 433 ข้อ 529
ธรรมทั้งหลาย ศีลบริสุทธิ์ด้วยดีและทิฏฐิอันตรง ศีลและทิฏฐินั้นย่อมบริบูรณ์ ด้วยมรรคในเบื้องต้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าว ปฏิเวธาทิวิโสธนาย ดังนี้. บทว่า จิตฺตสฺส อธิฏฺานาย เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต คือ เพื่อความ ตั้งมั่นในกิจของตนแห่งจิตอันสัมปยุตกัน. บทว่า จิตฺตสฺส โวทานาย เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต คือ เพื่อบริสุทธิ์แห่งจิต. บทว่า วิเสสาธิคมาย เพื่อบรรลุธรรมวิเศษ คือ เพื่อได้เฉพาะคุณวิเศษกว่าธรรมเป็นโลกิยะ. บทว่า อุตฺตริปฏิเวธาย เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง คือ เพื่อแทงตลอดธรรมอัน ยิ่งกว่าธรรมเป็นโลกิยะ. บทว่า สจฺจาภิสมยาย เพื่อตรัสรู้สัจจะ คือ เพื่อ ตรัสรู้ธรรมเอกแห่งอริยสัจ ๔ คือ เพื่อแทงตลอดธรรมเอกด้วยสามารถยังกิจ ให้สำเร็จ. บทว่า นิโรเธปติฏาปนาย เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ คือ เพื่อ ให้จิตหรือบุคคลตั้งอยู่ในนิพพาน. ท่านทำองค์แห่งมรรค ๘ เป็นอันเดียวกัน แล้ว กล่าวถึงการละกิเลสอันมรรคนั้น ๆ ทำลายในขณะแห่งสกทาคามิมรรค เป็นต้น เหตุในเพราะกล่าวอย่างนี้ท่านกล่าวแล้วในหนหลัง เพราะการชำระ ในเบื้องต้นด้วยดีและความผ่องแผ้วแห่งจิตด้วยดี ย่อมมีได้ด้วยมรรคสูง ๆ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวบททั้งหลายแม้เหล่านั้น. ด้วยบทมีอาทิว่า ทสฺสนมคฺโค เป็นมรรคแห่งการเห็นท่านกล่าวถึง อรรถแห่งมรรคด้วยสามารถแห่งลักษณะของธรรมนั้นจนถึงที่สุด. บทแม้ ทั้งหมดเหล่านั้น มีความดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในอภิญไญยนิเทศ (ชี้แจงถึง ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง). ในบทนี้ ท่านชี้แจงถึงมรรคอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ ตามที่เกิดอย่างนี้. ท่านชี้แจงถึงมรรคด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ. อนึ่ง เพราะมรรค นั้นเป็นมรรคโดยตรง ท่านจึงไม่กล่าวว่า มคฺโค. บทมีอาทิว่า อธิปเตยฺยฏฺเน อินฺทฺริยา ชื่อว่า อินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่ง
หน้า 434 ข้อ 530
อรรถของอินทรีย์เป็นต้น. อนึ่ง ในบทว่า สจฺจานิ นี้ได้แก่สัจจญาณ. ธรรม เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า มรรค ด้วยอรรถว่า เป็นทางปฏิบัติเพื่อนิพพาน. อนึ่ง นิพพานท่านกล่าวไว้ในที่สุด พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่ามรรคเพราะ สัตบุรุษผู้ถูกสังสารทุกข์ครอบงำ ผู้ต้องการพ้นจากทุกข์แสวงหา. จบอรรถกถามรรคกถา มหาวรรค มัณฑเปยยกถา ว่าด้วยความผ่องใส ๓ อย่าง [๕๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ในพระศาสดาซึ่งมีอยู่ เฉพาะหน้า เป็นพรหมจรรย์อันผ่องใสควรดื่ม ความผ่องใสในพระศาสดาซึ่ง มีอยู่เฉพาะหน้ามี ๓ ประการ คือ ความผ่องใสแห่งเทศนา ๑ ความผ่องใส แห่งการรับ ? ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ ๑. ความผ่องใสแห่งเทศนาเป็นไฉน การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่าย ซึ่งอริยสัจ ๔ การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่าย ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความผ่องใสแห่งเทศนา. ความผ่องใสแห่งการรับเป็นไฉน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง นี้เป็นความผ่องใสแห่ง การรับ.
หน้า 435 ข้อ 531
ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์เป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์. [๕๓๑] สัทธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อ ความไม่มี ศรัทธาเป็นกาก บุคคลทิ้งความไม่มีศรัทธาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใส แห่งความน้อมใจเชื่อของสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงเป็นพรหม- จรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม วิริยินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่ม ความผ่องใสแห่งความประคองไว้ของวิริยินทรีย์ เพราะเหตุนั้น วิริยินทรีย์ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สตินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความ ตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นของสตินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สตินทรีย์จึงเป็น พรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความ ผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สมาธินทรีย์จึงเป็น พรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการเห็น อวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการ เห็นของปัญญินทรีย์ เพราะเหตุนั้น ปัญญินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความ ผ่องใสควรดื่ม. สัทธาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกาก บุคคลทิ้งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา อันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหว ในความไม่มี ศรัทธาของสัทธาพละ เพราะเหตุนั้น สัทธาพละ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความ
หน้า 436 ข้อ 531
ผ่องใสควรดื่ม วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความ เกียจคร้าน ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสีย แล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้านของวิริยพละ เพราะเหตุนั้น วิริยพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สติพละเป็น ความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความประมาท ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่น ไหวในความประมาทของสติพละ เพราะเหตุนั้น สติพละจึงเป็นพรหมจรรย์ มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธิพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความ ผ่องใสเเห่งความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะของสมาธิพละ เพราะเหตุนั้น สมาธิพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปัญญาพละเป็นความผ่องใส แห่งความไม่หวั่นไหวในอวิชชา อวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็น กากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในอวิชชาของปัญญาพละ เพราะเหตุนั้น ปัญญาพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม. สติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นของ สติสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น สติสัมโพชฌงค์ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใส ควรดื่ม ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้น อวิชชา เป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้น ของธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์จึงเป็น พรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม วิริยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการ ประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกาก
หน้า 437 ข้อ 531
เสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ของวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะ เหตุนั้น วิริยสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปีติสัม- โพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ความเร่าร้อนเป็นกาก บุคคลทิ้ง ความเร่าร้อนอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่านไป ของ ปีติสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ปีติสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความ ผ่องใสควรดื่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความสงบ ความชั่ว หยาบเป็นกาก บุคคลทิ้งความชั่วหยาบอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใส แห่งความสงบของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จึงเป็นพรหมจรรย์ มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใส แห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทาง การไม่พิจารณาหาทางเป็นกาก บุคคลทิ้งการไม่พิจารณาหาทางอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการ พิจารณาหาทางของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม. สัมมาทิฏฐิเป็นความผ่องใสแห่งการเห็น มิจฉาทิฏฐิเป็นกาก บุคคล ทิ้งมิจฉาทิฏฐิอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเห็นของสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น สัมมาทิฏฐิจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาสัง- กัปปะเป็นความผ่องใสแห่งความดำริ มิจฉาสังกัปปะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉา- สังกัปปะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความดำริของสัมมาสังกัปปะ เพราะเหตุนั้น สัมมาสังกัปปะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมา-
หน้า 438 ข้อ 532
วาจาเป็นความผ่องใสแห่งการกำหนดมิจฉาวาจาเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาวาจา อันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการกำหนดของสัมมาวาจา เพราะเหตุ นั้น สัมมาวาจาจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมากัมมันตะเป็น ความผ่องใสแห่งสมุฏฐาน มิจฉากัมมันตะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉากัมมันตะอัน เป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งสมุฏฐานของสัมมากัมมันตะ เพราะเหตุ นั้น สัมมากัมมันตะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาอาชีวะเป็น ความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้ว มิจฉาอาชีวะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาอาชีวะอัน เป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้วของสัมมาอาชีวะ เพราะเหตุ นั้น สัมมาอาชีวะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาวายามะเป็น ความผ่องใสแห่งการประคองไว้ มิจฉาวายามะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาวายามะ อันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการประคองไว้ของสัมมาวายามะ เพราะ เหตุนั้น สัมมาวายามะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาสติเป็น ความผ่องใสแห่งการตั้งมั่น มิจฉาสติเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสติอันเป็นกากเสีย แล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการตั้งมั่นของสัมมาสติ เพราะเหตุนั้น สัมมาสติจึงเป็น พรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาสมาธิเป็นความผ่องใสแห่งความไม่ ฟุ้งซ่าน มิจฉาสมาธิเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสมาธิอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่ม ความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสัมมาสมาธิ เพราะเหตุนั้น สัมมาสมาธิ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม. [๕๓๒] ความผ่องใสมีอยู่ ธรรมที่ควรดื่มมีอยู่ กากมีอยู่ สัทธินทรีย์ เป็นความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัทธินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม วิริยินทรีย์เป็น ความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส
หน้า 439 ข้อ 532
วิมุตติรส ในวิริยินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สตินทรีย์เป็นความผ่องใส แห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ใน สตินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสมาธินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการเห็น อวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในปัญญินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม. สัทธาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัทธา พละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวใน ความเกียจคร้าน ความเกียจคร้านเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในวิริยินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สติพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่ หวั่นไหวในความประมาท ความประมาทเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสติพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สมาธิพละเป็นความผ่องใสแห่ง ความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสมาธิพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปัญญาพละเป็นความผ่องใสแห่งความ ไม่หวั่นไหวในอวิชชา อวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในปัญญาพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม. สติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็น กาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสติสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้น อวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในธรรมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม วิริยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้ความเกียจคร้านเป็นกาก
หน้า 440 ข้อ 533
อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปีติ- สัมโพชฌงค์เป็น ความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ความเร่าร้อนเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในปีติสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปัสสัทธิสัมโพช- ฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความสงบ ความชั่วหยาบเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทาง การไม่พิจารณาหาทางเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม. [๕๓๓] สัมมาทิฏฐิเป็นความผ่องใสแห่งการเห็น มิจฉาทิฏฐิเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมา- สังกัปปะเป็นความผ่องใสแห่งความดำริ มิจฉาสังกัปปะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาสังกัปปะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาวาจาเป็น ความผ่องใสแห่งความกำหนด มิจฉาวาจาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาวาจานั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมากัมมันตะเป็นความผ่องใสแห่ง สมุฏฐาน อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมากัมมันตะนั้น เป็นธรรมที่ ควรดื่ม สัมมาอาชีวะเป็นความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้ว มิจฉาอาชีวะเป็น กาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาวายามะเป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ มิจฉาวายามะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาวายามะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาสติเป็นความผ่องใสแห่งการตั้งมั่น มิจฉาสตินั้นเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาสตินั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาสมาธิเป็น
หน้า 441 ข้อ 533
ความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน มิจฉาสมาธิเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ในสัมมาสมาธินั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาทิฏฐิเป็นความผ่องใส แห่งการเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นความผ่องใสแห่งความดำริ สัมมาวาจาเป็น ความผ่องใสเเห่งการกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นความผ่องใสแห่งสมุฏฐาน สัมมาอาชีวะเป็นความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นความผ่องใส แห่งความประคองไว้ สัมมาสติเป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น สัมมาสมาธิ เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่ง ความตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็น ความผ่องใสแห่งความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทาง สัทธา- พละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน สติพละ เป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในความประมาท สมาธิพละเป็นความ ผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นความผ่องใสแห่ง ความไม่หวั่นไหวในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความน้อมใจ เชื่อ วิริยินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้ สตินทรีย์เป็นความ ผ่องใสแห่งการตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการเห็น อินทรีย์เป็นความผ่องใสเพราะอรรถ ว่าเป็นใหญ่ พละเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็น ความผ่องใสเพราะอรรถว่านำออก มรรคเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็น เหตุ สติปัฏฐานเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นความ
หน้า 442 ข้อ 533
ผ่องใสเพราะอรรถว่าเริ่มตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าให้ สำเร็จ สมถะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นความ ผ่องใสเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถะและวิปัสสนาเป็นความผ่องใสเพราะ อรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่า ไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิ เป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิเป็นความผ่องใสเพราะ อรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าหลุดพ้น วิชชาเป็นความ ผ่องใสเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าปล่อยวาง ขยญาณเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นเป็น ความผ่องใสเพราะอรรถว่าสงบระงับ ฉันทะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่า เป็นมูล มนสิการเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นความ ผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เวทนาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็น ที่รวม สมาธิเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นความผ่องใส เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นธรรมยิ่งกว่า ธรรมนั้น วิมุตติเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอันหยั่งลง สู่อมตะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ฉะนี้แล. จบมัณฑเปยยกถา จบภาณวาร จบมหาวรรคที่ ๑
หน้า 443 ข้อ 533
อรรถกถามัณฑเปยยกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งมัณฑเปยย- กถา (ของใสที่ควรดื่มเทียบด้วยคุณธรรม) อันเป็นเบื้องต้นส่วนหนึ่งของ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่ มรรคนั้นเป็นธรรม ผ่องใสควรดื่ม ตรัสไว้แล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า มณฺฑเปยฺยํ เป็นพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม ชื่อว่า มณฺโฑ ด้วยอรรถว่าผ่องใสเหมือนอย่างเนยใสที่สมบูรณ์ สะอาด ใส ท่านเรียกว่า สัปปิมัณฑะ ความผ่องใสของเนยใส ฉะนั้น. ชื่อว่า เปยฺยํ ด้วยอรรถว่า ควรดื่ม. ชนทั้งหลายดื่มของควรดื่มใดแล้วลงไปในระหว่างถนน หมดความรู้ แม้ผ้านุ่งเป็นต้นของตนก็ไม่อยู่กับตัว ของควรดื่มนั้นแม้ใสก็ ไม่ควรดื่ม. ส่วนศาสนพรหมจรรย์ คือ ไตรสิกขานี้ของเรา ชื่อว่าใส เพราะ สมบูรณ์ เพราะไม่มีมลทิน เพราะผ่องใส และชื่อว่าควรดื่ม เพราะนำ ประโยชน์สุขมาให้ เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงว่าเป็น พรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม. ชื่อว่า มณฺฑเปยฺยํ เพราะมีความผ่องใสควรดื่ม. นั้นคืออะไร. คือศาสนพรหมจรรย์. เพราะเหตุไรไตรสิกขาจึงชื่อว่าพรหมจรรย์. นิพพานชื่อว่า พรหม เพราะอรรถว่าสูงสุด ไตรสิกขาเป็นความประพฤติ เพื่อประโยชน์แก่ความสูงสุดเพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่นิพพาน เพราะเหตุ นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นพรหมจรรย์ ศาสนพรหมจรรย์ก็คือ ไตรสิกขานั้นนั่นเอง. บทว่า สตฺถา สมฺมุขีภูโต พระศาสดามีอยู่เฉพาะหน้านี้ เป็นคำ แสดงถึงเหตุในบทนี้. ก็เพราะพระศาสดามีอยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้นท่านทั้งหลาย
หน้า 444 ข้อ 533
จงประกอบความเพียร ดื่มพรหมจรรย์อันผ่องใสนี้เถิด เพราะเมื่อดื่มยาใส ข้างนอกไม่ได้อยู่ต่อหน้าหมอ ย่อมมีความสงสัยว่า เราไม่รู้ขนาดหรือการ เอาขึ้นเอาลง แต่อยู่ต่อหน้าหมอก็หมดสงสัยด้วยคิดว่า หมอจักรู้จักดื่ม พระศาสดาผู้เป็นพระธรรมสามีของพวกเรามีอยู่เฉพาะหน้าอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงชักชวนในการดื่มพรหมจรรย์อันผ่องใสว่า พวกท่านจงทำ ความเพียรแล้วดื่มเถิด. ชื่อว่า สตฺถา เพราะตามสั่งสอนตามสมควร ซึ่งทิฏฐิ ธรรมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถในบทนี้ แม้โดยนัยแห่งนิเทศมีอาทิว่า สตฺถา ภควา สตฺถวาโห พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงนำหมู่ ชื่อว่า สัตถวาหะ ชื่อว่า สมฺมุขีภูโต เพราะมีหน้าปรากฏอยู่. พึงทราบวินิจฉัย ในมัณฑเปยยนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่าติธตฺตมณฺโฑ ความผ่องใสมีอยู่ ๓ ประการ ชื่อว่า ติธตฺตํ ความผ่องใสในพระศาสดาซึ่ง มีอยู่เฉพาะหน้ามี ๓ ประการ ชื่อว่า ติธตฺตมณฺโฑ ความว่า ความผ่องใสมี ๓ อย่าง. บทว่า สตฺถริ สมฺมุขีภูเต ในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้านี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความผ่องใส ๓ ประการอันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง แม้ เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพาน ความผ่องใส ๓ ประการ ยังเป็นไปอยู่โดย เอกเทศ. อนึ่ง ในนิเทศแห่งบทนั้น พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวว่า สตฺถริ สมฺมุขีภูเต แล้วกล่าวว่า กตโม เทสนามณฺโฑ ความผ่องใสแห่งเทศนา เป็นไฉน. บทว่า เทสนามณฺโฑ ความผ่องใสแห่งเทศนา คือ ธรรมเทศนา นั่นแหละเป็นความผ่องใส. บทว่า ปฏิคฺคหมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งการรับ คือผู้รับเทศนานั่นแหละเป็นผู้ผ่องใส. บทว่าพฺรหฺมจริยมณฺโฑ ความผ่องใส แห่งพรหมจรรย์ คือ มรรคพรหมจรรย์นั่นแหละเป็นความผ่องใส.
หน้า 445 ข้อ 533
บทว่า อาจิกฺขนา การบอก คือ การกล่าวโดยชื่อว่าชื่อทั้งหลายเหล่านี้ แห่งสัจจะเป็นต้นควรแสดง. บทว่า เทสนา การแสดงคือการชี้แจง. บทว่า ปญฺปนา การบัญญัติ คือ การให้รู้ หรือการตั้งไว้ในมุข คือ ญาณ จริงอยู่ เมื่อตั้งอาสนะไว้ท่านกล่าวว่าปูอาสนะ. บทว่า ปฏฺปนา การแต่งตั้ง คือ การบัญญัติ ความว่า ความเป็นไป หรือการตั้งไว้ในมุขคือญาณ. บทว่า วิวรณา การเปิดเผย คือ ทำการเปิดเผย ความว่า ชี้แจงเปิดเผย. บทว่า วิภชนา การจำแนก คือ ทำการจำแนก ความว่า ชี้แจงโดยการจำแนก. บทว่า อุตฺตานีกมฺมํ การทำให้ง่าย คือ การทำความปรากฏ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาจิกฺขนา เป็นบทแสดงเหตุของบท ๖ บท มี เทศนาเป็นต้น. ท่านกล่าว ๖ บทมีเทศนาเป็นต้น เพื่อขยายความแห่งบทว่า อาจิกฺขนา. ใน ๖ บทนั้น บทว่า เทสนา คือการแสดงโดยยกหัวข้อขึ้นก่อน โดยสังเขป ด้วยสามารถแห่งอุคฆฏิตัญญูบุคคล เพราะอุคฆฏิตัญญูบุคคล ย่อมรู้แจ้งแทงตลอดบทที่ท่านกล่าวโดยสังเขป และกล่าวขึ้นก่อน. บทว่า ปญฺปนา คือ การบัญญัติด้วยการชี้แจงบทที่ท่านย่อไว้ก่อน โดยพิสดาร ด้วยความพอใจของความคิดและด้วยความเฉียบแหลมของปัญญา แห่งธรรม เหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งวิปัญจิตัญญูบุคคล. บทว่า ปฏฺปนา คือการ บัญญัติด้วยการทำให้พิสดารยิ่งขึ้น ด้วยการชี้แจงเฉพาะนิเทศที่ท่านชี้แจง ธรรมเหล่านั้นไว้แล้ว. บทว่า วิวรณา คือการเปิดเผยบทแม้ที่ท่านชี้แจง ไว้แล้วด้วยการพูดบ่อย ๆ. บทว่า วิภชนา คือการจำแนกด้วยการทำการ จำแนกแม้บทที่ท่านกล่าวไว้แล้วบ่อย ๆ. บทว่า อุตฺตานีกมฺมํ คือทำให้ง่าย ด้วยกล่าวทำบทที่ท่านเปิดเผยแล้วโดยพิสดาร และด้วยกล่าวชี้แจงบทที่ท่าน จำแนกไว้แล้ว. เทศนานี้ย่อมมีเพื่อการแทงตลอดแม้ของไนยบุคคลทั้งหลาย.
หน้า 446 ข้อ 533
บทว่า เย วา ปนญฺเปิ เกจิ หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง ท่านหมายถึงวินิปาติกะ (พวกตกอยู่ในอบาย) มีมารดาของท่านปิยังกระเป็นต้น. บทว่า วิญฺาตาโร ผู้รู้แจ้ง คือผู้รู้แจ้งโลกุตรธรรมด้วยการแทงตลอด. จริงอยู่ ท่านผู้รู้แจ้งเหล่านี้มีภิกษุเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิคฺคหา ผู้รับเพราะรับ พระธรรมเทศนาด้วยสามารถการแทงตลอด. บทว่า อยเมว เป็นอาทิมีความ ดังที่ท่านกล่าวไว้แล้ว นิเทศแห่งปฐมฌาน. อริยมรรคท่านกล่าวว่าเป็นพรหม- จรรย์ เพราะประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันประเสริฐ เพราะไหลไปโดย นิพพาน. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงประกอบอินทรีย์ พละโพชฌงค์ และองค์แห่งมรรค อันมีอยู่ในขณะแห่งมรรค แห่งความผ่องใสในการน้อมใจ เชื่อนั้นด้วยบทมีอาทิว่า อธิโมกฺขมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อ ในวิธีแห่งพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม. ในบทเหล่านั้น บทว่า อธิโมกฺขมณฺโฑ คือความผ่องใสอันได้แก่ การน้อมใจเชื่อ. บทว่า กสโฏ เป็นกาก คือ ขุ่นปราศจากความเลื่อมใส. บทว่า ฉฑฺเฑตฺวา ทิ้งแล้ว คือ ละด้วยตัดขาด. บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ดื่มความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อ ของสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใส ควรดื่ม อธิบายว่า แม้เมื่อความที่ความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อ ไม่เป็น อื่นจากสัทธินทรีย์ ท่านก็กล่าวทำเป็นอย่างอื่นด้วยสามารถแห่งโวหาร. ลูกหินบด แม้เมื่อลูกหินบดไม่เป็นเป็นอย่างอื่นมีอยู่ท่านก็เรียกว่า สรีระแห่งลูกหินบด ฉันใด อนึ่ง ในบาลีท่านกล่าวภาวะแม้ไม่เป็นอย่างอื่นจากธรรมดาในบทมีอาทิ ว่า ผุสิตตฺตํ ความเป็นสิ่งสัมผัสได้ ดุจเป็นอย่างอื่นฉันใด อนึ่ง ในอรรถกถา ท่านกล่าวถึงลักษณะแม้ไม่เป็นอย่างอื่นจากธรรมดาในบทมีอาทิว่า ผุสนลกฺ-
หน้า 447 ข้อ 533
ขโณ ผสฺโส ผัสสะมีลักษณะถูกต้อง ดุจเป็นอย่างอื่นฉันใด พึงทราบข้อ อุปมานี้ฉันนั้น. อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในบทที่ยังไม่เคยกล่าวดังต่อไปนี้. บทว่า ปริฬาโห ความเร่าร้อน คือความเดือดร้อนเพราะกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ ปีติซึ่งมีลักษณะอิ่มเอิบ. บทว่า ทุฏฺฐุลฺลํ ความชั่วหยาบ คือ ความหยาบ ความไม่สงบด้วยอำนาจกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบ. บทว่า อปฺปฏิ- สงฺขา ความไม่พิจารณา คือ การนำความไม่สงบมาด้วยอำนาจกิเลสอันเป็น ปฏิปักษ์ต่อการพิจารณา. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระประสงค์จะทรงชี้แจงถึงวิธีแห่งพรหมจรรย์ มีความผ่องใสควรดื่ม โดยปริยายอื่นจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อตฺถิ มณฺโฑ ความผ่องใสมีอยู่. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือในสัทธินทรีย์นั้น. พึงทราบวินิจฉัย ในบทมีอาทิว่า อตฺถรโส อรรถรส คือ ความน้อมไปแห่งสัทธินทรีย์เป็น อรรถ สัทธินทรีย์เป็นธรรม สัทธินทรีย์นั่นแหละชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้นจาก กิเลสต่าง ๆ ความถึงพร้อมแห่งอรรถนั้น ชื่อว่า อตฺถรโส อรรถรส. ความถึงพร้อมแห่งธรรมนั้น ชื่อว่า ธมฺมรโส ธรรมรส. ความถึงพร้อม แห่งวิมุตตินั้นชื่อว่า วิมุตติรส. อีกอย่างหนึ่ง ความยินดีในการได้อรรถ ชื่อว่า อรรถรส. ความยินดี ในการได้ธรรม ชื่อว่าธรรมรส. ความยินดีในการได้วิมุตติ ชื่อว่า วิมุตติรส. บทว่า รติ ความยินดี คือ สัมปยุตด้วยรสนั้น หรือปีติมีรสนั้นเป็นอารมณ์ พึงทราบอรรถแม้ในบทที่เหลือโดยนัยนี้. ในปริยายนี้ท่านกล่าวอรรถว่า พรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม ชื่อว่า มณฺฑเปยฺยํ.
หน้า 448 ข้อ 533
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่มด้วยอำนาจ แห่งอินทรีย์ พละโพชฌงค์และองค์แห่งมรรคตามลำดับแห่งโพธิปักขิยธรรมมี อินทรีย์เป็นต้นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์อันตั้ง อยู่ในที่สุดอีก จึงทรงการทำมรรคให้เป็นธรรมถึงก่อน เพราะมรรคเป็น ประธาน แล้วจึงทรงแสดงองค์แห่งมรรค โพชฌงค์ พละและอินทรีย์. บทมีอาทิว่า อาธิปเตยฺยฏฺเน อินฺทฺริยา มณฺโฑ อินทรีย์เป็น ความผ่องใส เพราะอรรถว่า เป็นใหญ่ คือ อินทรีย์เป็นโลกิยะและโลกุตระ เป็นความผ่องใส ตามที่ประกอบไว้. พึงทราบบทนั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วใน หนหลัง. อนึ่ง ในบทนี้ว่า ตถฏฺเน สจฺจ มณฺโฑ สัจจะเป็นความ ผ่องใส เพราะอรรถว่าเป็นสัจจะแท้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า สัจจญาณเป็น สัจจะ เพราะไม่มีทุกขสมุทัย เป็นความผ่องใส ดุจในมหาหัตถิปทสูตร. จบอรรถกถามัณฑเปยยกถา และ จบอรรถกถามหาวรรค รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานกถา ๔. อินทริยกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มรรคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา และอรรถกถา. นิกายอันประเสริฐนี้ เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่หนึ่ง ไม่มีวรรคอื่น เสมอท่านตั้งไว้แล้ว ฉะนี้แล.
หน้า 449 ข้อ 534
ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา ว่าด้วยมรรค ๔ [๕๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูก่อน- อาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ ทั้งหมดหรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง มรรค ๔ เป็นไฉน. ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะ เป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อม เกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป. อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุ นั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรค นั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป. อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อภิกษุนั้น เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้ มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละ สังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป.
หน้า 450 ข้อ 535
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอกาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรค ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุ นั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อม สิ้นไป ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์ อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใด มรรคหนึ่ง. [๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ? ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะ จึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น. ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอัน เดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกิน กัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑. คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคเกิดอย่างไร. สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสังกัปปะด้วย อรรถว่าดำริ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนด เป็นมรรค ย่อมเกิด สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมา-
หน้า 451 ข้อ 535
อาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวายามะด้วยอรรถว่า ประคองไว้ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคย่อมเกิด มรรคย่อมเกิดอย่างนี้. คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่ง มรรคนั้น ดังนี้ ความว่า ย่อมเสพอย่างไร. ภิกษุนั้น นึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ เห็นอยู่ชื่อว่าเสพ พิจารณาอยู่ชื่อว่าเสพ อธิฐานจิตอยู่ชื่อว่าเสพ น้อมจิตไปด้วยศรัทธาชื่อว่า เสพ ประคองความเพียรไว้ชื่อว่าเสพ ตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าเสพ ตั้งจิตไว้อยู่ ชื่อว่าเสพ ทราบชัดด้วยปัญญาชื่อว่าเสพ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งอยู่ชื่อว่าเสพ กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ชื่อว่าเสพ ละธรรมที่ควรละชื่อว่าเสพ เจริญ ธรรมที่ควรเจริญชื่อว่าเสพ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้. คำว่า เจริญ ความว่า เจริญอย่างไร. ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ...ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้. คำว่า ทำให้มาก ความว่า ทำให้มากอย่างไร. ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก...ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าทำให้มาก ทำให้มากอย่างนี้. คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละ สังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร.
หน้า 452 ข้อ 536
ย่อมละสังโยชน์ ๓ นี้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัย ๒ นี้ คือ ทิฏฐิอนุสัย วิจิกิจฉาอนุสัย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค. ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วน หยาบ ๆ อนุสัย ๒ นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ ย่อม สิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค. ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วน ละเอียด ๆ อนุสัย ๒ นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค. ย่อมละสังโยชน์ ๕ นี้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อนุสัย ๓ นี้ คือ มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมสิ้น ไปด้วยอรหัตมรรค ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้. [๕๓๖] ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่ พยาบาท เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่ง อาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ด้วยสามารถความ เป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็น ทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามี ภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น. ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน...ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ. คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร.
หน้า 453 ข้อ 537
สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด... มรรคย่อมเกิด อย่างนี้. คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ ฯลฯ เจริญ ทำให้ มากซึ่งมรรคนั้น ความว่า ย่อมเสพอย่างไร. ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งมรรคที่ ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้. คำว่า ย่อมเจริญ ความว่า ย่อมเจริญอย่างไร. ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ รู้อยู่ชื่อว่าเจริญ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้. คำว่า ทำให้มาก ความว่า ย่อมทำให้มากอย่างไร. ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก รู้อยู่ชื่อว่าทำให้มาก ฯลฯ ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าทำให้มาก ย่อมทำให้มากอย่างนี้. คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งธรรมนั้นอยู่ ย่อมละ สังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร... [๕๓๗] ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ? วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดย ความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่ เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น.
หน้า 454 ข้อ 538
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯลฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรค ย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เป็นอารมณ์ และความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการ ดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญ- สมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น. ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็น ที่เสพ. คำว่า มรรคย่อมเกิด ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละ สังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา และมรณะ โดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง ฯลฯ โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมี การปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์ และความที่จิตมีอารมณ์ เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมี ภายหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น. ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ฯลฯ คำว่า ย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างนี้. [๕๓๘] ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ?
หน้า 455 ข้อ 538
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ ด้วย ความเป็นอารมณ์ ๑ ด้วยความเป็นโคจร ๑ ด้วยความละ ๑ ด้วยความสละ ๑ ด้วยความออก ๑ ด้วยความหลีกไป ๑ ด้วยความเป็นธรรมสงบ ๑ ด้วยความ เป็นธรรมประณีต ๑ ด้วยความหลุดพ้น ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑ ด้วยความ เป็นเครื่องข้าม ๑ ด้วยความไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่าง- เปล่า ๑ ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความไม่ล่วงเกินกัน และกัน ๑ ด้วยความเป็นคู่กัน ๑. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยอารมณ์อย่างไร. เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นอารมณ์ ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นอารมณ์ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่าน จึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์. ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯลฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อม เกิดอย่างนี้ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะ และวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ อย่างนี้. ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจรอย่างไร. เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิ- โรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นโคจร เพราะเหตุดังนี้นั้นท่าน จึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจร.
หน้า 456 ข้อ 539
[๕๓๙] ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความอย่างไร. เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ เเละขันธ์ สมาธิ คือ ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบ ด้วยอวิชชา และขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความละ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญ สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความละ. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละอย่างไร. เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความ ที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบ ด้วยอวิชชา และขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความสละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญ สมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละ. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความออกอย่างไร. เมื่อภิกษุออกจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุออกจากกิเลส อันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มี นิโรธเป็นโคจร ด้วยประการฉะนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความออก เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความออก. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไปอย่างไร.
หน้า 457 ข้อ 540
เมื่อภิกษุหลีกไปจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุหลีกไป จากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณา เห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอัน เดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความหลีกไป เพราะดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กัน ด้วยความหลีกไป. [๕๔๐] ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรม ละเอียดอย่างไร ? เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมละเอียด มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็น เป็นธรรมละเอียด มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะ และวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความ เป็นธรรมละเอียด เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนา เป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมที่ละเอียด. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต อย่างไร. เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมประณีต มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็น เป็นธรรมประณีต มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการฉะนี้ สมถะและ วิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็น ธรรมประณีต เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็น คู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต.
หน้า 458 ข้อ 541
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลุดพ้นอย่างไร. เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมหลุดพ้น มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่า พิจารณาเห็น เป็นความหลุดพ้น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ ชื่อว่า เจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา ด้วย ประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกิน กันและกัน ด้วยความหลุดพ้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะ และวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความหลุดพ้น. [๕๔๑] ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะ อย่างไร ? เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะ มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยอวิชชาสวะ มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็น คู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีอาสวะ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่าน จึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นของคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะ. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม อย่างไร ? เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุข้ามจาก กิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน
หน้า 459 ข้อ 541
เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะเเละวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม. ภิกษุเจริญสมถะเเละวิปัสสนา ด้วยความไม่มีนิมิต อย่างไร ? เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีนิมิตด้วยนิมิตทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเป็นธรรมไม่มีนิมิตทั้งปวง มีนิโรธ เป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็น คู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีนิมิต เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง กล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นของคู่กัน ด้วยความไม่มีนิมิต. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง อย่างไร ? เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธ เป็นโคจรด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง. ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า อย่างไร ? เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความว่างเปล่า เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า.
หน้า 460 ข้อ 542
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วง เกินกัน และอินทรีย์มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯลฯ คำว่ามรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ? ฯลฯ มรรคย่อมเกิด อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะ และวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่าอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนา เป็นคู่กัน ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันอย่างนี้. [๕๔๒] ใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ย่อมมี อย่างไร ? เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โอภาสย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงโอภาสว่า โอภาสเป็นธรรม เพราะนึกถึงโอภาสนั้น จึงมีความ ฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตาม ความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงโอภาสอัน เป็นธรรมถกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้นจิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอก ผุดขึ้นตั้งมั่นอยู่. มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ? ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ เมื่อ ภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ปัคคาหะ (ความเพียร) อุปัฏฐาน (ความตั้งมั่น) อุเบกขา นิกันติ (ความพอใจ) ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็น
หน้า 461 ข้อ 543
อุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็น อนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจนึกถึงความพอใจอันเป็นธรรม ถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ? ฯลฯ มรรค ย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ฯลฯ เมื่อ ภิกษุมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะ นึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้น กั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้. [๕๔๓] เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ เมื่อ ภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา เมื่อภิกษุมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึง ความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งชราและมรณะอันปรากฏโดยความเป็น
หน้า 462 ข้อ 543
อนัตตา โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ? ฯลฯ มรรคย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯลฯ ย่อม ละสังโยชน์ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูก อุทธัจจะกั้นไว้อย่างนี้. จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะโอกาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ ความวางเฉยจากความนึกถึงอุเบกขา และนิกันติ ภิกษุ นั้นกำหนดฐานะ ๑๐ ประการนี้ ด้วยปัญญาแล้ว ย่อม เป็นผู้ฉลาดในความนึกถึงโอกาสเป็นต้นอันเป็นธรรม ฟุ้งซ่าน และย่อมไม่ถึงความหลงใหล จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง และเคลื่อนจากจิตภาวนา จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง ภาวนาย่อมเสื่อมไป จิตบริสุทธิ์ ไม่เศร้า หมอง ภาวนาย่อมไม่เสื่อม จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง และไม่เคลื่อนจากจิตภาวนา ด้วยฐานะ ๔ ประการนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดซึ่งความที่จิตฟุ้งซ่านถูกโอภาสเป็น ต้นกั้นไว้ ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ ฉะนี้แล. จบยุคนัทธกถา
หน้า 463 ข้อ 543
ยุคนัทธวรรค อรรถกถายุคนัทธกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยกล่าวแห่งยุคนัทธกถาอัน มีสูตรเป็นบทนำ อันพระอานนทเถระแสดงถึงคุณของยุคนัทธธรรม (ธรรมที่ เทียมคู่) แห่งอริยมรรคอันเป็นคุณธรรมผ่องใสควรดื่มกล่าวแล้ว. ก็เพราะพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ เชื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น พระธรรมราชายังทรงพระชนม์ ได้ปรินิพพานในปีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น พระธรรมราชาเสด็จปรินิพพาน. ฉะนั้นพึงทราบว่าเมื่อพระธรรมราชายังทรง พระชนม์อยู่นั่นเอง พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรสดับสูตรนี้ซึ่งพระอานนท์ผู้เป็น ธรรมภัณฑาคาริก (คลังพระธรรม) แสดงไว้ เฉพาะหน้าของพระอานนท์นั้น แล้วจึงกล่าวว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อายสฺมา เป็นคำพูดน่ารัก เป็นคำพูด แสดงความเคารพ เป็นคำพูดแสดงความมีคารวะ และความยำเกรง อธิบายว่า ผู้มีอายุ. บทว่า อานนฺโท เป็นชื่อของพระเถระนั้น. เพราะพระเถระนั้น เมื่อเกิดได้ทำความพอใจ ความยินดีอย่างมากในตระกูล ฉะนั้น พระเถระนั้น จึงได้ชื่อว่า อานนท์. บทว่า โกสมฺพิยํ ใกล้นครมีชื่ออย่างนั้น. เพราะ นครนั้น มีต้นสะคร้อขึ้นหนาแน่นในที่นั้น ๆ มีสวนและสระโบกขรณีเป็นต้น ฉะนั้น นครนั้นจึงชื่อว่า โกสัมพี อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า เพราะฤษีกุสุมพะ สร้างไว้ ไม่ไกลจากอาศรม. บทว่า โฆสิตาราเม ณ โฆสิตาราม คือ ณ อารามที่โฆสิตเศรษฐีสร้างไว้. ในกรุงโกสัมพี ได้มีเศรษฐี ๓ คน คือ โฆสิตเศรษฐี กุกกุฏเศรษฐี ปาวาริกเศรษฐี. เศรษฐีทั้ง ๓ นั้น ได้ฟังว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วในโลก จึงให้เตรียมอุปกรณ์ในการให้ทานด้วยเกวียน
หน้า 464 ข้อ 543
๕๐๐ เล่มไปกรุงสาวัตถี จัดที่พักใกล้พระเชตวันแล้วไปเฝ้าพระศาสดา ถวาย บังคม นั่งทำปฏิสันถาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ตั้งอยู่ในโสดา- ปัตติผล นิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขประมาณกึ่งเดือน แล้วหมอบลง ณ บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเสด็จไปยังชนบทของตน เมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายย่อมยินดียิ่งใน สุญญาคาร ครั้นทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ปฏิญญาแก่พวกเราแล้ว จึงยินดีอย่างยิ่ง ถวายบังคมพระทศพล ออกไปสร้างวิหาร เพื่อเป็นที่ประทับ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่โยชน์หนึ่ง ๆ ในระหว่างทางถึงกรุงโกสัมพีโดยลำดับ ทำการบริจาคทรัพย์เป็นอันมากในอารามของตน ๆ แล้วสร้างวิหารทั้งหลาย ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ในเศรษฐีเหล่านั้น โฆสิตเศรษฐีสร้างอาราม ชื่อว่า โฆสิตาราม กุกกุฏเศรษฐีสร้างอารามชื่อว่า กุกกุฏาราม ปาวาริกเศรษฐี สร้างในสวนอัมพวัน ชื่อว่า ปาวาริกัมพวัน. ท่านกล่าวว่า โฆสิตเสฏินา การิเต อาราเม ในอารามอันโฆสิตเศรษฐีสร้างหมายถึงโฆสิตารามนั้น. ในบทว่า อาวุโส ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุผู้อาวุโสทั้งหลาย นี้ พระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อตรัสเรียกสาวกทั้งหลาย ย่อมตรัสเรียกว่า ภิกฺขโว. ส่วนสาวกทั้งหลายคิดว่า เราจงอย่าเป็นเช่นกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเลย จึง กล่าวว่า อาวุโส ก่อนแล้วจึงกล่าวว่า ภิกฺขโว ภายหลัง. อนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสเรียก ภิกษุสงฆ์ย่อมรับว่า ภทนฺเต เมื่อสาวกเรียก ภิกษุสงฆ์รับว่า อาวุโส. บทว่า โย หิ โกจิ รูปใดรูปหนึ่ง เป็นคำไม่แน่นอน. ด้วยบทนี้ เป็นการหมายเอาภิกษุทั้งหมดเช่นนั้น. บทว่า มม สนฺติเก ในสำนักของเรา.
หน้า 465 ข้อ 543
คือในที่ใกล้เรา. บทว่า อรหตฺตปฺปตฺตํ คือบรรลุพระอรหัตด้วยตนเอง. รูปสำเร็จเป็นนปุงสกลิงค์ หรือตัดบทว่า อรหตฺตํ ปตฺตํ บรรลุซึ่งพระอรหัต ความว่า พระอรหัตอันตนบรรลุแล้ว หรือปาฐะที่เหลือว่าตนบรรลุพระอรหัต แล้ว. บทว่า จตูหิ มคฺเคหิ ด้วยมรรค ๔ คือด้วยปฏิปทามรรค ๔ ซึ่ง ท่านกล่าวไว้ในตอนบน มิใช่ด้วยอริยมรรค. เพราะท่านกล่าวไว้แผนกหนึ่ง ด้วยบทว่า จตูหิ มคฺเคหิ ด้วยมรรค ๔ พึงทราบว่าปฏิปทามรรคมี ๔ อย่างนี้ คือ มรรคมีธรรมุทธัจจะเป็นหัวหน้าแห่งอริยมรรคต้น ของพระอรหันต์ รูปใดรูป ๑ มรรคมีสมถะเป็นหัวหน้าแห่งอริยมรรค ๑ มรรคมีวิปัสสนาเป็น เบื้องต้นแห่งอริยมรรค ๑ มรรคมียุคนัทธธรรม (ธรรมที่เทียมคู่) เป็น เบื้องต้นแห่งอริยมรรค ๑ บทว่า เอเตสํ วา อญฺตเรน หรือด้วยมรรค เหล่านั้น มรรคใดมรรคหนึ่ง คือ หรือด้วยมรรคหนึ่งบรรดาปฏิปทามรรค ๔ เหล่านั้น ความว่า พระอานนท์เถระพยากรณ์การบรรลุพระอรหัต ด้วยปฏิปทา- มรรค. จริงอยู่ เมื่อพระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปัสสกบรรลุโสดาปัตติมรรค อันมี- ธรรมุทธัจจะเป็นเบื้องต้น แล้วบรรลุมรรค ๓ ที่เหลือด้วยวิปัสสนาล้วน การ บรรลุพระอรหัตย่อมเป็นมรรค มีธรรมุทธัจจะเป็นเบื้องต้น การบรรลุ พระอรหัตของพระอรหันต์ผู้มีมรรค ๔ อันตนบรรลุแล้วก็ดี ยังไม่บรรลุแล้ว ก็ดี ซึ่งธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ บรรลุแล้วด้วยสามารถแห่งปฏิปทามรรค ๓ มีสมถะเป็นเบื้องต้น เป็นต้นมรรคหนึ่งๆ ย่อมเป็นมรรคมีมรรคหนึ่ง ๆ นอกนี้ เป็นเบื้องต้น ฉะนั้น พระอานนทเถระจึงกล่าวว่า เอเตสํ วา อญฺตเรน. บทว่า สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ย่อมเจริญวิปัสสนา อันมีสมถะเป็นเบื้องต้น คือเจริญวิปัสสนาทำสมถะให้เป็นเบื้องต้น คือให้ไปถึง
หน้า 466 ข้อ 543
ก่อน ความว่า ยังสมาธิให้เกิดก่อน แล้วจึงเจริญวิปัสสนาภายหลัง. บทว่า มคฺโค สญฺชายติ มรรคย่อมเกิด คือโลกุตรมรรคย่อมเกิดก่อน. ในบท มีอาทิว่า โส ตํ มคฺคํ ภิกษุนั้นย่อมเสพมรรคนั้น ชื่อว่าการเสพเป็นต้น ของมรรค อันมีขณะจิตเดียวย่อมไม่มี ภิกษุยังทุติยมรรคเป็นต้นให้เกิด ท่านกล่าวว่า ภิกษุเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น. บทว่า สญฺโชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตี โหนฺติ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป คือ ย่อมละสังโยชน์ทั้งปวงได้ตามลำดับตลอดถึงอรหัตมรรค อนุสัยย่อมสิ้นไป. อนึ่ง บทว่า อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ความว่า อนุสัยปราศจากไป โดยไม่เกิดขึ้นอีก. บทว่า ปุน จปรํ อีกประการหนึ่ง คือยังมีเหตุอื่นอีก. บทว่า วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถ ภาเวติ ย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็น เบื้องต้น คือ ภิกษุเจริญสมถะ ทำวิปัสสนาให้เป็นเบื้องต้น คือให้ไปถึงก่อน ความว่า ยังวิปัสสนาให้เกิดก่อน แล้วจึงเจริญสมาธิภายหลัง. บทว่า ยุคนทฺธํ ภาเวติ เจริญคู่กันไป คือเจริญทำให้คู่กันไป. ในบทนี้ไม่อาจเข้าสมาบัติด้วยจิตนั้น แล้วพิจารณาสังขารทั้งหลายด้วยจิตนั้น ได้ แก่ภิกษุนี้เข้าสมาบัติได้เพียงใด ย่อมพิจารณาถึงสังขารทั้งหลายได้เพียง นั้น. พิจารณาถึงสังขารได้เพียงใด ย่อมเข้าสมาบัติได้เพียงนั้นอย่างไร. ภิกษุ เข้าปฐมฌาน ครั้นออกจากปฐมฌานนั้นแล้วย่อมพิจารณาสังขารทั้งหลาย ครั้นพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้วย่อมเข้าทุติยฌาน ครั้นออกจากทุติยฌานนั้น แล้ว ย่อมพิจารณาสังขารทั้งหลาย ครั้นพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อม เข้าตติยฌาน ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ครั้นออกจากเนวสัญญานา- สัญญายตนสมาบัตินั้นแล้ว ย่อมพิจารณาถึงสังขารทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุชื่อว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาอันเป็นธรรมคู่กัน.
หน้า 467 ข้อ 543
ในบทนี้ว่า ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตมานสํ มีใจนึกถึงโอภาสอันเป็น ธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ คือ อุทธัจจะคือความฟุ้งซ่าน ด้วยบังเกิดจิตอัน สหรคตด้วยอุทธัจจะ ด้วยสามารถแห่งหมุนเคว้งไปในธรรม ๑๐ ประการ มี โอภาสเป็นต้น อันเป็นที่รู้กันว่าเป็นอุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เพราะผู้เจริญ วิปัสสนามีปัญญาอ่อน ชื่อว่า ธรรมุทธัจจะ มีใจอันธรรมุทธัจจะนั้นกั้นไว้ คือถือเอาผิดรูปให้ถึงความพิโรธ ชื่อว่า มีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูก อุทธัจจะกั้นไว้ หรือมีใจถูกธรรมุทธัจจะนั้นอันเป็นเหตุกั้นไว้ ด้วยความเกิด แห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิอันมีธรรมุทธัจจะนั้นอันเป็นเหตุ. ปาฐะว่า ธมฺมุทฺ- ธจฺจวิคฺคหิตมานสํ. ด้วยบทนี้ว่า โหติ โส อาวุโส สมโย ดูก่อน อาวุโส สมัยนั้น พระอานนทเถระห้ามธรรมุทธัจจะนั้น ด้วยกำหนดมรรคและ มิใช่มรรค แล้วแสดงถึงปฏิบัติวิถีแห่งวิปัสสนาอีก. บทว่า ยํ ตํ จิตฺตํ จิตนั้นใด คือในสมัยใด จิตนั้นก้าวลงสู่วิถีแห่ง วิปัสสนาเป็นไปแล้ว. บทว่า อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฺติ จิตย่อมตั้งมั่นอยู่ ภายใน คือจิตก้าวลงสู่วิถีแห่งวิปัสสนาแล้ว ย่อมตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ กล่าว คือภายในแห่งอารมณ์ในสมัยนั้น. บทว่า สนฺนิสีทติ จิตสงบ คือสงบโดย ชอบด้วยความเป็นไปในอารมณ์นั้นนั่นเอง. บทว่า เอโกทิ โหติ เป็น ธรรมเอกผุดขึ้น คือมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า สมาธิยติ ตั้งมั่นอยู่ คือ จิตตั้งมั่นโดยชอบ ตั้งมั่นด้วยดี. นี้อรรถกถาพระสูตร
หน้า 468 ข้อ 543
อรรถกถาสุตตันตนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศกถาแห่งสูตรนั้นดังต่อไปนี้. บทว่า ตตฺถ ธมฺเม ชาเต ธรรมที่เกิดในสมาธินั้น คือจิตเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นสมาธินั้น. พระอานนทเถระแสดงถึงประเภทแห่งวิปัสสนา ด้วยบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเน ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง. บทว่า สมฺมาทิฏฺิ มคฺโค ได้แก่มรรคคือสัมมาทิฏฐิ. ในองค์แห่งมรรค ๘ แม้องค์หนึ่ง ๆ ท่านก็เรียกมรรค. บทว่า อาเสวติ ย่อมเสพ คือย่อมเสพ ด้วยอำนาจแห่งโสดาปัตติมรรค. บทว่า ภาเวติ ย่อมเจริญ คือย่อมเจริญ ด้วยอำนาจแห่งสกทาคามิมรรค. บทว่า พหุลีกโรติ ย่อมทำให้มาก คือ ย่อมทำให้มาก ด้วยให้เกิดอนาคามิมรรคและอรหัตมรรค แม้เมื่อความไม่ ต่างกันแห่งหน้าที่ของมรรค ๓ เหล่านี้มีอยู่ เพราะอาวัชชนจิตเป็นต้น เป็น จิตทั่วไป ท่านจึงแก้เหมือนกัน. ในไปยาลในระหว่างอาโลกสัญญา และปฏินิสสัคคานุปัสสนา ท่าน ย่อความไม่ฟุ้งซ่านเป็นต้น ฌาน สมาบัติ กสิณ อนุสติ และอสุภะ และ ลมหายใจเข้ายาวเป็นต้นไว้ เพราะท่านได้ชี้แจงไว้แล้วในสมาธิญาณนิเทศใน ลำดับ. อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า อวิกฺเขปวเสน ด้วยอำนาจแห่งความ ไม่ฟุ้งซ่าน พึงถือเอาด้วยความไม่ฟุ้งซ่านอันเป็นส่วนเบื้องต้น ในบทมีอาทิว่า อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความ เป็นสภาพไม่เที่ยงหายใจเข้า พึงทราบวิปัสสนามีกำลัง มีสมาธิสัมปยุตด้วย
หน้า 469 ข้อ 543
วิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ในกาลแห่งวิปัสสนาอ่อนในจตุกะที่ท่านกล่าวแล้วด้วย อำนาจแห่งวิปัสสนาล้วน. พึงทราบวินิจฉัยในวาระแห่งวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นดังต่อไปนี้. ท่าน กล่าววิปัสสนาไม่กำหนดอารมณ์ ด้วยบทมีอาทิว่า อนิจฺจโต ก่อน กล่าว กำหนดอารมณ์ด้วยบทมีอาทิว่า รูปํ อนิจฺจโต ในภายหลัง. บทว่า ตตฺถ ชาตานํ เกิดแล้วในวิปัสสนานั้น คือจิตเจตสิกธรรมเกิดแล้วในวิปัสสนานั้น. การปล่อยในบทนี้ว่า โวสฺสคฺคารมฺมณตา ความที่จิตมีการปล่อยเป็นอารมณ์ คือนิพพาน เพราะนิพพานท่านกล่าวว่า โวสฺสคฺโค เพราะปล่อยสังขตธรรม เพราะสละ. วิปัสสนาและธรรมสัมปยุตด้วยวิปัสสนานั้น มีนิพพานเป็นที่ตั้ง มีนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะน้อมไปสู่นิพพาน และเพราะตั้งอยู่ในนิพพาน ด้วยสามารถแห่งอัธยาศัย. แม้การตั้งไว้ก็ชื่อว่าอารมณ์ เพราะหน่วงเหนี่ยวไว้ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ด้วยอรรถว่าตั้งอยู่ในนิพพานนั่นเอง. จริงอยู่ แม้ใน บาลีในที่อื่น การตั้งไว้ที่ก็กล่าวว่า อารมฺมณํ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวบท มีอาทิว่า ดูก่อนอาวุโส เหมือนบุรุษเอาคบเพลิงหญ้าที่ติดไฟจุดเรือนมุงด้วย ไม้อ้อ เรือนมุงด้วยหญ้าแห้งเป็นโพรงค้างปี ทางทิศตะวันออก ไฟพึงได้ โอกาส พึงได้อารมณ์ เพราะฉะนั้น เพราะความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลาย ที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ ความไม่ฟุ้งซ่านใดอันมีประเภทเป็นอุปการะ และอัปปนากล่าวคือ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ให้สมาธิเกิดโดยมีนิพพาน เป็นที่ตั้งเป็นเหตุ ความไม่ฟุ้งซ่านนั้น ท่านชี้แจงเป็นสมาธิ คือมีความ ตั้งมั่นอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอดให้สมาธิเกิดในภายหลัง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อิติ ปมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาก่อน สมถะภายหลัง.
หน้า 470 ข้อ 543
พึงทราบวินิจฉัยในยุคนัทธนิเทศ ดังต่อไปนี้. เพราะลำดับแห่งธรรม ที่เป็นคู่ ท่านกล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งสูตรในภายหลัง ปรากฏแล้วโดยนัย แห่งนิเทศทั้งสองในก่อน ส่วนลำดับแห่งธรรมที่เป็นคู่ในขณะแห่งมรรคยังไม่ ปรากฏ เพราะฉะนั้น พระอานนทเถระไม่กล่าวถึงการเจริญธรรมที่เป็นคู่ อันมีอยู่ไม่น้อยในส่วนเบื้องต้น เมื่อจะแสดงถึงการเจริญธรรมที่เป็นคู่ อันได้ โดยส่วนเดียวในขณะแห่งมรรค จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสฬสหิ อากาเรหิ ด้วยอาการ ๑๖. ในบทเหล่านั้น ธรรมคู่ที่ท่านยกขึ้นแสดงในที่สุดในอาการ ๑๗ อย่าง มีอาทิว่า อารมฺมณฏฺเน ด้วยความเป็นอารมณ์ละธรรมคู่นั้น เพราะตั้งอยู่ ในที่เดียวกันด้วยเป็นบทมูลเหตุแล้วกล่าวว่า โสฬสหิ ด้วยอาการ ๑๖ ด้วย อำนาจแห่งอาการที่เหลือ. บทว่า อารมฺมณฏฺเน คือด้วยความหน่วงเหนี่ยว อธิบายว่า ด้วย อำนาจแห่งอารมณ์. บทว่า โคจรฏฺเน ด้วยความเป็นอารมณ์ เมื่อมีบทว่า อารมฺม- ณฏฺเน อยู่แล้ว. บทว่า โคจรฏฺเน คือฐานะควรอาศัย. บทว่า ปหานฏฺเน คือด้วยความละ. บทว่า ปริจฺจาคฏฺเน ด้วยความสละ คือเมื่อการละมีอยู่แล้วก็ด้วยความไม่ยึดถือด้วยความเสียสละ. บทว่า วุฏฺานฏฺเน ด้วยความออก คือด้วยความออกไป. บทว่า วิวฏฺฏนตฺเถน ด้วยความหลีกไป คือเมื่อการออกไปมีอยู่แล้วก็ด้วยการไม่ หมุนกลับมาอีก ด้วยการกลับไป. บทว่า สนฺตฏฺเน ด้วยความเป็นธรรม สงบ คือด้วยความดับ. บทว่า ปณีตฏฺเน ด้วยความเป็นธรรมประณีตคือ แม้เมื่อมีความดับอยู่แล้วก็ด้วยความเป็นธรรมสูงสุด หรือด้วยความเป็นธรรม ไม่เดือดร้อน.
หน้า 471 ข้อ 543
บทว่า วิมุตฺตฏฺเน ด้วยความหลุดพ้น คือด้วยความปราศจาก เครื่องผูกพัน. บทว่า อนาสวฏฺเน ด้วยความไม่มีอาสวะ คือ แม้เมื่อมีการ พ้นจากเครื่องผูกพันแล้วก็ด้วยความปราศจากอาสวะอันทำอารมณ์ยังเป็นไปอยู่. บทว่า ตรณฏฺเน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม คือด้วยความไม่จมแล้วลอนไป. บทว่า อนิมิตฺตฏฺเน ด้วยความไม่มีนิมิต คือด้วยความปราศจากสังขารนิมิต. บทว่า อปฺปณิหิตฏฺเน ด้วยความไม่มีที่ตั้งคือ ด้วยความปราศจาก ที่ตั้ง. บทว่า สุญฺตฏเน ด้วยความว่างเปล่า คือด้วยความปราศจากเครื่อง ยึด. บทว่า เอกรสฏฺเน ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน คือด้วย กิจอย่างเดียวกัน. บทว่า อนติวตฺตนฏฺเน ด้วยความไม่ล่วงเกินกันคือ ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน. บทว่า ยุคนทฺธฏฺเน คือ ด้วยความเป็น คู่กัน. บทว่า อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิชฺชํ ปชหโต เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ ละอวิชชา ท่านกล่าวด้วยสามารถการละธรรมเป็นปฏิปักษ์ของธรรมนั้น ๆ ของ พระโยคาวจร. อนึ่ง นิโรธในที่นี้คือ นิพพานนั่นเอง. บทว่า อญฺมญฺํ นาติวตฺตนฺติ ไม่ล่วงเกินกันและกัน คือ หากสมณะล่วงเกินวิปัสสนา จิตพึง เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะสมถะเป็นไปในฝ่ายหดหู่. หากว่า วิปัสสนา ล่วงเกินสมถะ จิตพึงเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่านเพราะวิปัสสนาเป็นไปในฝ่ายแห่ง ความฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น สมถะเมื่อไม่ล่วงเกินวิปัสสนาย่อมไม่ตกไปใน ความเกียจคร้าน วิปัสสนาล่วงเกินสมถะ ย่อมไม่ตกไปในความฟุ้งซ่าน สมถะเป็นไปเสมอย่อมรักษาวิปัสสนาจากการตกไปสู่ความฟุ้งซ่าน วิปัสสนา เป็นไปเสมอย่อมรักษาสมถะจากการตกไปสู่ความเกียจคร้าน. สมถะและวิปัสสนา ทั้ง ๒ มีกิจอย่างเดียวกันด้วยกิจคือ การไม่ล่วงเกินกันและกันด้วยประการฉะนี้. สมถะและวิปัสสนาเป็นไปเสมอไม่ล่วงเกินกันและกัน ย่อมทำประโยชน์ให้
หน้า 472 ข้อ 543
สำเร็จ. ความที่สมถะและวิปัสสนานั้นเป็นธรรมคู่กันในขณะแห่งมรรคย่อมมีได้ เพราะเป็นธรรมคู่กันในขณะแห่งวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี. เพื่อความเข้าใจกิจของมรรคทั้งสิ้น เพราะท่านกล่าวการทำการละ การสละ การออก และการหลีกไปด้วยอำนาจแห่งกิจของมรรค ท่านจึงชี้แจง กิเลสสหรคตด้วยอุทธัจจะและขันธ์ และกิเลสสหรคตด้วยอวิชชาและขันธ์ เพราะท่านกล่าวขันธ์ที่เหลืออย่างนั้นแล้ว จึงไม่ชี้แจงถึงอุทธัจจะและอวิชชา ด้วยอำนาจแห่งการเข้าใจเพียงธรรมอันเป็นปฏิปักษ์. บทว่า วิวฏฺฏโต คือ หลีกไป. บทว่า สมาธิ กามาสวา วิมุตฺโต โหติ สมาธิพ้นจากกามาสวะ ท่านกล่าวเพราะสมาธิเป็นปฏิปักษ์ของกามฉันทะ. บทว่า ราควิราคา เพราะ คลายราคะ ชื่อว่า ราควิราโค เพราะมีการคลาย การก้าวล่วงราคะหรือเป็น ปัญจมีวภัตติว่า ราควิราคโต จากการคลายราคะ. อนึ่ง เพราะคลายอวิชชา. บทว่า เจโตวิมุตฺติ คือสมาธิสัมปยุตด้วยมรรค. บทว่า ปญฺาวิมุตฺติ ปัญญา สัมปยุตด้วยมรรค. บทว่า ตรโต คือ ผู้ข้าม. บทว่า สพฺพปณิธีหิ ด้วยที่ตั้ง ทั้งปวง คือด้วยที่ตั้งคือราคะ โทสะ โมหะ หรือด้วยความปรารถนาทั้งปวง. พระอานนทเถระครั้นแก้อาการ ๑๔ อย่าง อย่างนี้แล้ว จึงไม่แก้ ความมีกิจอย่างเดียวกัน และความไม่ก้าวล่วงแล้วกล่าวว่า อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ ด้วยอาการ ๑๖ อย่างเหล่านี้. เพราะเหตุไร เพราะในที่สุดของ อาการอย่างหนึ่ง ๆ แห่งอาการ ๑๔ เหล่านั้น ท่านชี้แจงไว้ว่า อาการทั้งหลาย มีกิจอย่างเดียวกัน เป็นธรรมคู่กัน ไม่ก้าวล่วงกันและกันดังนี้ จึงเป็นอัน ท่านแสดงอาการแม้ทั้งสองเหล่านั้นทีเดียว ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โสฬสหิ. ส่วนอาการมีความเป็นธรรมคู่ท่านไม่ได้กล่าวไว้ แม้ในนิเทศเลย. จบอรรถกถาสุตตันตนิเทศ
หน้า 473 ข้อ 543
อรรถกถาธรรมุทธัจจวารนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในธรรมุทธัจจวาระดังต่อไปนี้. บทว่า อนิจฺจโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง โอภาสย่อมเกิดขึ้น คือภิกษุตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสสนาเห็นแจ้งสังขาร ทั้งหลายด้วยอนุปัสสนา ๓ บ่อย ๆ มีจิตบริสุทธิ์ด้วยการละกิเลสด้วยตทังคปหานะ ในวิปัสสนาญาณอันถึงความแก่กล้า โอภาสย่อมเกิดความปกติด้วยอานุภาพ แห่งวิปัสสนาญาณในขณะมนสิการ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความ เป็นทุกข์ หรือโดยความไม่ใช่ตัวตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงโอภาส ของภิกษุผู้มนสิการ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงก่อน. ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาไม่ฉลาด เมื่อโอภาสนั้นเกิดคิดว่า โอภาสเห็น ปานนี้ ยังไม่เคยเกิดแก่เรามาก่อนจากนี้เลยหนอ เราเป็นผู้บรรลุมรรค บรรลุผลแน่แท้แล้ว จึงถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่มรรคนั่นแหละว่า เป็นมรรค สิ่งที่ ไม่ใช่ผลนั่นแหละว่าเป็นผล. เมื่อภิกษุนั้นถือเอาสิ่งที่ไม่ใช่มรรคว่าเป็นมรรค สิ่งที่ไม่ใช่ผลว่าเป็น ผล ก้าวออกจากวิปัสสนาวิถี. ภิกษุนั้นสละวิปัสสนาวิถีของตนถึงความฟุ้งซ่าน หรือสำคัญโอภาสด้วยความสำคัญแห่งตัณหาและทิฏฐินั่งอยู่. ก็โอภาสนี้นั้นเกิด ให้สว่างเพียงที่นั่งของภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเท่านั้น ภายในห้องของภิกษุบางรูป แม้นอกห้องของภิกษุบางรูป ทั่วทั้งวิหารของภิกษุบางรูป คาวุตหนึ่งกึ่งโยชน์ ๒ โยชน์ ฯลฯ ทำแสงสว่างเป็นอันเดียวกันตั้งแต่พื้นดินจนถึงอกนิษฐพรหมโลก ของภิกษุบางรูป แต่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดโอภาสตลอดหมื่นโลกธาตุ เพราะโอภาสนี้ ยังที่นั้น ๆ ให้สว่างย่อมเกิดในเวลามืดอันประกอบด้วยองค์ ๔.
หน้า 474 ข้อ 543
บทว่า โอภาโส ธมฺโมติ โอภาสํ อาวชฺชติ ภิกษุนึกถึงโอภาส ว่า โอภาสเป็นธรรม คือ ภิกษุทำไว้ในใจถึงโอภาสนั้น ๆ ว่า โอภาสนี้เป็น มรรคธรรมหรือเป็นผลธรรมดังนี้. บทว่า ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจํ เพราะ นึกถึงโอภาสนั้น ความฟุ้งซ่านจึงเป็นอุทธัจจะ คือ เพราะโอภาสนั้นหรือ เพราะนึกถึงว่า โอภาสเป็นธรรม ความฟุ้งซ่านจึงเกิดขึ้น นั่นคือ อุทธัจจะ. บทว่า เตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ คือภิกษุมีใจอันอุทธัจจะซึ่งเกิดขึ้นอย่างนั้นกั้นไว้ หรือผู้เจริญวิปัสสนามีใจอัน อุทธัจจะนั้นเป็นเหตุกั้นไว้โดยเกิดกิเลสอันมีอุทธัจจะนั้นเป็นมูลเหตุ เพราะ ก้าวลงสู่วิปัสสนาวิถี หรือความฟุ้งซ่านแล้วตั้งอยู่ในกิเลสอันมีความฟุ้งซ่าน นั้นเป็นมูลเหตุ ย่อมไม่รู้ความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความ เป็นทุกข์ โดยความไม่ใช่ตัวตนตามความเป็นจริง. พึงประกอบ อิติ ศัพท์ อย่างนี้ว่า เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตมานโส ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า มีใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้. บทว่า โหติ โส สมโย สมัยนั้นคือ หากว่า การสอบสวนเกิดขึ้น แก่พระโยคาวจรแม้ผู้มีจิตเศร้าหมองด้วยความพอใจ พระโยคาวจรนั้นย่อมรู้ อย่างนี้ว่า ธรรมดาวิปัสสนามีสังขารเป็นอารมณ์ มรรคและผลมีนิพพานเป็น อารมณ์ แม้จิตเหล่านี้มีสังขารเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้น โอภาสนี้มิใช่มรรค อุทยัพพยานุปัสสนาเท่านั้นเป็นมรรคของนิพพาน. พระโยคาวจรกำหนดมรรค และมิใช่มรรคแล้วเว้นความฟุ้งซ่านนั้นตั้งอยู่ในอุทยัพพยานุปัสสนา พิจารณา สังขารทั้งหลายด้วยดี โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดย ความไม่ใช่ตัวตน. เมื่อพระโยคาวจรสอบสวนอยู่อย่างนี้นั้นเป็นสมัย แต่เมื่อ ไม่สอบสวนอยู่อย่างนี้ เป็นผู้มีมานะจัดว่า เราเป็นผู้บรรลุมรรคและผลดังนี้.
หน้า 475 ข้อ 543
บทว่า ยํ ตํ จิตฺตํ ได้แก่ วิปัสสนาจิตนั้น. บทว่า อชฺฌตฺตเมว ใน ภายใน คือในภายในโคจรอันเป็นอารมณ์แห่งอนิจจานุปัสสนา. บทว่า าณํ อุปฺปชฺชติ ญาณย่อมเกิดขึ้น คือ เมื่อพระโยคาวจรนั้น พิจารณาอย่างรอบคอบถึงรูปธรรมและอรูปธรรม วิปัสสนาญาณอันเฉียบแหลม แข้งแกร่งกล้ายิ่งนัก มีกำลังไม่ถูกกำจัดย่อมเกิดขึ้นดุจวชิระของพระอินทร์ที่ปล่อย ออกไปฉะนั้น. บทว่า ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติย่อมเกิดขึ้น คือ ในสมัยนั้น ปีติสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ๕ อย่างนี้ คือ ขุททกาปีติ (ปีติอย่างน้อย) ๑ ขณิกา- ปีติ (ปีติชั่วขณะ) ๑ โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพัก ๆ) ๑ อุพเพงคาปีติ (ปีติอย่าง โลดโผน) ๑ ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) ๑ ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจรนั้นยัง สรีระทั้งสิ้นให้อิ่มเอม. บทว่า ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ความสงบย่อมเกิดขึ้น คือ ในสมัยนั้น พระโยคาวจรนั้นไม่มีความกระวนกระวายของกายและจิต ไม่มีความหนัก ไม่มีความหยาบ ไม่มีความไม่ควรแก่การงาน ไม่มีความไข้ ไม่มีความคด แต่ที่แท้พระโยคาวจรนั้นมีกายและจิตสงบเบาอ่อน ควรแก่การ งานคล่องแคล่วเฉียบแหลม ตรง. พระโยคาวจรนั้นมีกายและจิตอันเป็นปัส- สัทธิเป็นต้นเหล่านี้ อนุเคราะห์แล้ว ย่อมเสวยความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ใน สมัยนั้น. ท่านกล่าวหมายถึงความยินดีว่า ความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุ ผู้เข้าไปสู่เรือนว่าง ผู้มีจิตสงบ ผู้เห็นแจ้งธรรมโดย ชอบ แต่กาลใดๆ ภิกษุย่อมพิจารณาความเกิดและ ความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งหลาย แต่กาลนั้น ๆ ภิกษุย่อม ได้ปีติและปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นอมตะ ของภิกษุผู้รู้แจ้งทั้งหลาย.
หน้า 476 ข้อ 543
ความสงบแห่งกายและจิตสัมปยุตด้วยวิปัสสนา พร้อมด้วยความเป็น ของเบาเป็นต้น ยังความยินดีอันมิใช่ของมนุษย์นี้ให้สำเร็จย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น. บทว่า สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขย่อมเกิดขึ้น คือ สุขสัมปยุตด้วยวิปัสสนาอันยัง สรีระทั้งสิ้นให้ชุ่มชื่น ย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้น แก่ภิกษุนั้น. บทว่า อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ย่อมเกิดขึ้น คือ ศรัทธาสัมปยุต ด้วยวิปัสสนาอันเป็นความเลื่อมใสอย่างแรงของจิตและเจตสิกย่อมเกิดขึ้นใน สมัยนั้นแก่ภิกษุนั้น. บทว่า ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ ปัคคาหะ (ความเพียร) ย่อมเกิดขึ้นคือ ความเพียรสัมปยุตด้วยวิปัสสนาอันประคองไว้ดีแล้วไม่ย่อหย่อน และไม่ตึงจนเกินไป ย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้น แก่ภิกษุนั้น. บทว่า อุปฏฺานํ อุปฺปชฺชติ อุปัฏฐานะ (ความตั้งมั่น) ย่อมเกิดขึ้น คือ สติสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ตั้งไว้ด้วยดีแล้ว ฝังแน่น ไม่หวั่นไหว เช่นกับภูเขาหลวงย่อมเกิดขึ้นในสมัย นั้นแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุนั้นย่อมนึกถึง รวบรวบ ทำไว้ในใจ พิจารณาถึงฐานะ ใด ๆ ฐานะนั้น ๆ แล่นออกไป ย่อมปรากฏแก่ภิกษุนั้นด้วยสติดุจปรโลก ปรากฏแก่ผู้ได้ทิพยจักษุฉะนั้น. บทว่า อุเปกฺขา คือ ความวางเฉยด้วยวิปัสสนา และความวางเฉยด้วยการพิจารณา. จริงอยู่ แม้ความวางเฉยด้วยวิปัสสนาอัน เป็นกลางในสังขารทั้งปวง มีกำลังย่อมเกิดขึ้นในสมัยนั้น แม้ความวางเฉย ด้วยการพิจารณา ย่อมเกิดในมโนทวาร. จริงอยู่ ความวางเฉยด้วยการพิจารณา นั้นเมื่อภิกษุนั้นพิจารณาถึงฐานะนั้น ๆ เป็นความกล้าแข็ง ย่อมนำไปดุจวชิระ ของพระอินทร์ที่ปล่อยออกไป และดุจลูกศรเหล็กอันร้อนที่แล่นออกไปที่ภาชนะ ใบไม้. ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคอย่างนี้. อนึ่ง ในบทนี้ว่า วิปสฺสนูเปกฺขา อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ได้แก่ อุเบกขา คือ วางตนเป็นกลางในอารมณ์นั้น ๆ สัมปยุตด้วยวิปัสสนา. จริงอยู่
หน้า 477 ข้อ 543
เมื่อยึดถือวิปัสสนาญาณ ก็จะมีโทษด้วยคำพูดอีกว่า ญาณ ย่อมเกิด เพราะ วิปัสสนาญาณมาถึงแล้ว. อนึ่ง ในการพรรณนาถึงตติยฌานท่านกล่าวว่า แม้ สังขารุเบกขาและวิปัสสนุเบกขา โดยอรรถก็เป็นอันเดียวกัน เพราะเป็นปัญญา เหมือนกัน ต่างกันเป็น ๒ ส่วนด้วยอำนาจแห่งหน้าที่ เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าว ถึงอุเบกขา คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้น สัมปยุตด้วยวิปัสสนาจึงไม่มีโทษ ในการพูดอีก และสมด้วยการพรรณนาตติยฌาน. ก็เพราะในอินทรีย์ ๕ ท่าน ชี้แจงถึงปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์และสตินทรีย์ว่า ฌาน อธิโมกข์ ปัคคหะ อุปัฏฐานะ ส่วนสมาธินทรีย์ท่านไม่ชี้แจงไว้. อนึ่ง พึงชี้แจง สมาธินทรีย์เท่านั้น ด้วยสามารถแห่งธรรมคู่กัน ฉะนั้น พึงทราบว่า สมาธิ เป็นไปแล้วเสมอท่านกล่าวว่า อุเบกขา เพราะทำการละความขวนขวายในการ ตั้งมั่น. บทว่า นิกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกันติ (ความพอใจ) ย่อมเกิดขึ้น คือ ความพอใจ มีอาการสงบ สุขุมทำความอาลัยในวิปัสสนาอันประดับด้วย โอภาสเป็นต้นอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้น ความพอใจใด ไม่อาจแม้กำหนดลงไปว่า เป็นกิเลส ดุจในโอภาส เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พระโยคาวจรคิดว่า ญาณเห็นปานนี้ ไม่เคยเกิดแก่เรามาก่อนจากนี้ ปีติ ปัสสัทธิ อธิโมกข์ ปัคคหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ เห็นปานนี้เคยเกิดแล้ว เราเป็นผู้บรรลุมรรค เราเป็นผู้บรรลุผลแน่นอน แล้วถือเอาสิ่งมิใช่มรรคว่าเป็นมรรค สิ่งมิใช่ผล ว่าเป็นผล เมื่อพระโยคาวจรนั้น ถือเอาสิ่งมิใช่มรรคว่าเป็นมรรค และสิ่งมิใช่ ผลว่าเป็นผล วิปัสสนาวิถี ย่อมหลีกออกไป. พระโยคาวจรนั้นสละมูลกรรมฐานของตนแล้วนั่ง ยินดีความพอใจนั้น เท่านั้น.
หน้า 478 ข้อ 543
อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวโอภาสเป็นต้นว่าเป็นอุปกิเลส เพราะเป็น ที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง เพราะไม่ใช่อกุศล ส่วนนิกันติเป็นอุปกิเลสด้วย เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมองด้วย. อุปกิเลสเหล่านั้นมี ๑๐ อย่างด้วยสามารถ แห่งวัตถุ มี ๓๐ ด้วยสามารถแห่งการถือเอา อย่างไร. เมื่อพระโยคาวจร ถือว่า โอภาสเกิดแล้วแก่เรา ย่อมเป็นการถือเอาด้วยทิฏฐิ เมื่อถือว่าโอภาส น่าพอใจหนอเกิดแล้ว ย่อมเป็นการถือเอาด้วยมานะ เมื่อยินดีโอภาส ย่อมเป็น การถือเอาด้วยตัณหา การถือเอา ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งทิฏฐิมานะและตัณหา ในโอภาสด้วยประการดังนี้. แม้ในอุปกิเลสที่เหลือก็อย่างนั้น. อุปกิเลส ๓๐ ด้วยอำนาจแห่งการถือเอาย่อมมีด้วยประการฉะนี้. บทว่า ทุกฺขโต มนสิกโรโต อนตฺตโต มนสิกโรโต เมื่อ ภิกษุมนสิการโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา พึงทราบความโดยนัยนี้ แม้ในวาระทั้งหลาย. ในบทนี้พึงทราบความเกิดแห่งวิปัสสนูปกิเลสแห่งวิปัสสนา หนึ่ง ๆ ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนาหนึ่ง ๆ มิใช่อย่างเดียวเท่านั้น. พึงทราบวินิจฉัยในอนุปัสสนา ๓ ดังต่อไปนี้. พระอานนทเถระ ครั้น แสดงอุปกิเลสทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา โดยไม่ต่างกันอย่างนี้ แล้วเมื่อ จะแสดงด้วยอำนาจแห่งความต่างกันอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ดังนี้. ในบท เหล่านั้น บทว่า ชรามรณํ อนิจฺจโต อุปฏฺานํ ชรามรณะอันปรากฏ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง คือ ความปรากฏของชราและมรณะโดยความเป็น สภาพไม่เที่ยง. เพราะพระโยคาวจรผู้ไม่ฉลาด ไม่เปรื่องปราชญ์ด้วยอำนาจแห่ง อุปกิเลส ๓๐ ดังกล่าวแล้วในบทก่อน ย่อมหวั่นไหวในโอภาสเป็นต้น ย่อม พิจารณา โอภาสเป็นต้นอย่างหนึ่ง ๆ ว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็น
หน้า 479 ข้อ 543
ตัวตนของเรา ฉะนั้น พระอานนทเถระเมื่อจะแสดงความนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถามีอาทิว่า โอภาเสว เจว าเณ จ ในโอภาสและญาณดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิกมฺปติ ย่อมกวัดแกว่ง คือ ย่อมกวัดแกว่ง หวั่นไหว ๓ อย่างด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ ในอารมณ์มีโอภาสเป็นต้น. บทว่า เยหิ จิตฺตํ ปเวเธติ จิตย่อมหวั่นไหว คือ จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวด้วย ปัสสัทธิและสุขโดยประการต่าง ๆ ด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ เพราะฉะนั้น พึง ทราบความสัมพันธ์ ความว่า พระโยคาวจรย่อมกวัดแกว่งในปัสสัทธิ และใน สุข. บทว่า อุเปกฺขา วชฺชนาย เจว จากความนึกถึงอุเบกขา คือ จิต ย่อมกวัดแกว่ง จากความนึก คือ อุเบกขา อธิบายว่า ย่อมกวัดแกว่งจากความ วางเฉยในการนึกถึง. แต่ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวไว้ว่า อุเปกฺขาวชฺชนายญฺจ ในการนึกถึงอุเบกขา. บทว่า อุเปกฺขาย จ ความวางเฉย คือ จิตย่อม กวัดแกว่งด้วยความวางเฉยมีประการดังกล่าวแล้ว อธิบายว่า ย่อมกวัดแกว่ง ด้วยความพอใจ. อนึ่ง ในบทนี้ เพราะท่านชี้แจงถึงอุเบกขา ๒ อย่าง จึงกล่าวอรรถ โดยประการทั้งสองในฐานะที่ท่านกล่าวแล้วว่า อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ อุเบกขา ย่อมเกิด. อนุปัสสนาอย่างหนึ่ง ๆ เพราะความปรากฏแห่งความวางเฉยด้วยการ นึกถึงแห่งอนุปัสสนาหนึ่ง ๆ ในอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ท่านกล่าวว่า เจริญ บ่อย ๆ ว่า อนิจฺจํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ ทุกฺขํ อนตฺตา อนตฺตา. อนึ่ง เพราะพระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต เปรื่องปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยความรู้ เมื่อโอภาสเป็นต้นเกิดขึ้น ย่อมกำหนด ย่อมสอบสวน โอภาสนั้นด้วยปัญญาว่า โอภาสนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็โอภาสนั้นแลเป็นสภาพ ไม่เที่ยง เป็นสิ่งปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความ
หน้า 480 ข้อ 543
เสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายราคะเป็นธรรมดา มีการดับกิเลสเป็นธรรมดา ด้วยประการดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรนั้นมีความดำริอย่างนี้. หากโอภาสพึงเป็น ตัวตน พึงควรที่จะถือเอาว่าเป็นตัวตน แต่โอภาสนี้มิใช่ตัวตน ยังถือกันว่า เป็นตัวตน เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรเมื่อเห็นว่า โอภาสนี้มิใช่ตัวตน เพราะ ไม่เป็นไปในอำนาจ จึงถอนทิฏฐิเสียได้. หากว่า โอภาสพึงเป็นสภาพเที่ยง พึงควรเพื่อถือเอาว่าเป็นสภาพเที่ยง แต่โอภาสนี้เป็นสภาพไม่เที่ยง ยังถือกัน ว่าเป็นสภาพเที่ยง เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรนี้เมื่อเห็นว่าเป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะมีแล้วไม่มีย่อมถอนมานะเสีย. หากว่า โอภาสพึงเป็นความสุข พึงควร ถือเอาว่า เป็นความสุข แต่โอภาสนี้เป็นความทุกข์ ยังถือเอาว่าเป็นความสุข เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรนี้เมื่อเห็นว่าเป็นความทุกข์ เพราะเกิดขึ้นสิ้นไป และบีบคั้น ย่อมถอนความพอใจ ดุจในโอภาส แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น. พระโยคาวจรครั้นพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นโอภาสว่า นั่นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่กวัดแกว่ง ไม่หวั่นไหว ในโอภาสเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระอานนท- เถระเมื่อแสดงความนั้น จึงกล่าวคาถาว่า อิมานิ ทส านานิ ฐานะ ๑๐ ประการเหล่านี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทส านานิ คือมีโอภาสเป็นต้น. บทว่า ปญฺายสฺส ปริจฺจิตา ภิกษุนั้นกำหนดด้วยปัญญา คือ กำหนด ถูกต้อง อบรมบ่อย ๆ ด้วยปัญญา พ้นจากอุปกิเลส. บทว่า ธมฺมุทฺธจฺจกุสโล โหติ เป็นผู้ฉลาด ในความนึกถึงโอภาสเป็นต้น อันเป็นธรรมฟุ้งซ่าน คือ พระโยคาวจรเป็นผู้กำหนดฐานะ ๑๐ อย่างด้วยปัญญา เป็นผู้ฉลาดด้วยการ แทงตลอดตามความเป็นจริงแห่งธรรมุทธัจจะ มีประการดังกล่าวแล้วใน
หน้า 481 ข้อ 543
ตอนก่อน. บทว่า น จ สมฺโมหคจฺฉติ ย่อมไม่ถึงความหลงใหล คือ ไม่ถึงความหลงใหลด้วยการถอนตัณหา มานะและทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ฉลาดใน ธรรมุทธัจจะ. บัดนี้ พระอานนทเถระครั้นยังวิธีที่กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน ให้แจ่ม แจ้งโดยปริยายอื่นอีก เมื่อจะแสดงจึงกล่าวคาถามีอาทิว่า วิกมฺปติเจว กิลิสฺสติ จิตกวัดแกว่งและเศร้าหมอง. ในบทนั้น พระโยคาวจรมีปัญญาอ่อนย่อมถึงความ ฟุ้งซ่านในโอภาสเป็นต้น และความเกิดแห่งกิเลสที่เหลือ. พระโยคาวจรมีปัญญา ปานกลาง ย่อมถึงความฟุ้งซ่าน ไม่ถึงความเกิดแห่งกิเลสที่เหลือ พระโยคาวจร นั้นย่อมเป็นผู้มีมานะจัด. พระโยคาวจรมีปัญญาคมกล้า แม้ถึงความฟุ้งซ่าน ก็ยังละมานะจัดนั้นแล้วปรารภวิปัสสนา. ส่วนพระโยคาวจรผู้มีปัญญาคมกล้า ยิ่งนัก จะไม่ถึงความฟุ้งซ่าน และไม่ถึงความเกิดขึ้นแห่งกิเลสที่เหลือ. บทว่า วิกมฺปติ เจว ย่อมกวัดแกว่ง ได้แก่ บรรดาพระโยคาวจรเหล่านั้น พระโยคาวจร ผู้มีปัญญาอ่อนย่อมถึงความฟุ้งซ่าน คือ ธรรมุทธัจจะ. บทว่า กิลิสฺสติ จ ย่อมเศร้าหมอง คือ ย่อมเศร้าหมอง ด้วยกิเลส คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ. ความว่า ย่อมเดือดร้อน ถูกเบียดเบียน. บทว่า จวติ จิตฺตภาวนา จิต เคลื่อนจากจิตภาวนา คือ เคลื่อนจากจิตภาวนา คือ วิปัสสนาของพระโยคาวจร นั้นผู้มีปัญญาอ่อน เพราะไม่กำจัดความเป็นปฏิปักษ์จากฐานะในกิเลสทั้งหลาย นั่นเอง อธิบายว่า ตกไป. บทว่า วิกมฺปติ กิลิสฺสติ จิตย่อมกวัดแกว่ง เศร้าหมอง คือ พระโยคาวจรผู้มีปัญญาปานกลาง ย่อมกวัดแกว่ง ด้วยความ ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส. บทว่า ภาวนา ปริหายติ ภาวนา ย่อมเสื่อมไป คือ วิปัสสนาย่อมเสื่อม อธิบายว่า เป็นไปไม่ได้ โดยไม่มีการ เริ่มวิปัสสนา เพราะพระโยคาวจรผู้มีปัญญาปานกลางนั้นมีมานะจัด. บทว่า วิกมฺปติ กิลิสฺสติ แม้พระโยคาวจรผู้มีปัญญาคมกล้า ก็ย่อมกวัดแกว่ง
หน้า 482 ข้อ 543
ด้วยความฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส. บทว่า ภาวนา น ปริหายติ ภาวนาย่อมไม่เสื่อม คือ พระโยคาวจรผู้มีปัญญาคมกล้านั้น เมื่อยังมีความ ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาภาวนาย่อมไม่เสื่อม คือ ยังเป็นไปได้ เพราะยังมีการละความ ฟุ้งซ่านแห่งมานะจัดนั้น แล้วเริ่มวิปัสสนา. บทว่า น จ วิกฺขิปฺปติ จิตฺตํ น กิลิสฺสติ จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง คือ จิตของพระโยคาวจรผู้มีปัญญาคมกล้ายิ่งนัก ย่อมไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยความฟุ้งซ่าน และไม่เศร้าหมองด้วยกิเลสทั้งหลาย. บทว่า น จวติ จิตฺตภาวนา จิตย่อมไม่เคลื่อนจากจิตภาวนา คือ ไม่เคลื่อนจากจิตภาวนาคือ วิปัสสนาของพระโยคาวจรนั้น อธิบายว่า ตั้งอยู่ในที่เดิม เพราะไม่มีกิเลส อันทำให้ฟุ้งซ่าน. ด้วยฐานะอันเป็นเหตุหรือเป็นการกระทำ ๔ เหล่านี้ ซึ่งท่านกล่าวไว้ ในบัดนี้ ในบทมีอาทิว่า อิเมหิ จตูหิ าเนหิ ด้วยฐานะ ๔ เหล่านี้ พระโยคาวจรที่ ๔ เป็นผู้ฉลาด มีปัญญามาก มีใจอันความหดหู่และความ ฟุ้งซ่านแห่งจิตกั้นไว้ในฐานะ ๑๐ มีโอภาสเป็นต้น เป็นผู้ปราศจากความเกิดขึ้น แห่งกิเลสอันทำให้ฟุ้งซ่าน ย่อมรู้โดยประการต่าง ๆ ว่า พระโยคาวจร ๓ มี พระโยคาวจรปัญญาอ่อนเป็นต้น ย่อมมีใจเป็นอย่างนี้และอย่างนี้ เพราะเหตุ นั้น พึงทราบการพรรณนาอรรถโดยการสัมพันธ์ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สงฺเขโป ความหดหู่ พึงทราบความที่จิตหดหู่ด้วยสามารถ ความเกิดฟุ้งซ่านและกิเลสทั้งหลาย. บทว่า วิกฺเขโป ความฟุ้งซ่านคือพึง ทราบความที่จิตฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งความฟุ้งซ่านดังกล่าวแล้วในฐานะทั้ง หลาย ๒ ว่า วิกมฺปติ กิลิสฺสติ จิตย่อมกวัดแกว่งเศร้าหมอง ฉะนี้แล. จบอรรถกถาธรรมุทธัจจวารนิเทศ จบอรรถกถายุคนัทธกถา
หน้า 483 ข้อ 544, 545
ยุคนัทธวรรค สัจจกถา นิทานในกถาบริบูรณ์ ว่าด้วยสัจจะ ๔ [๕๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ๔ ประการเป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัจจะว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็น ของเเท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ ประการนี้แล เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น. [๕๔๕] ทุกข์เป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ? สภาพแห่งทุกข์เป็นทุกข์ ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น คือ สภาพที่บีบคั้นแห่งทุกข์ ๑ สภาพแห่งทุกข์ อันปัจจัย ปรุงแต่ง ๑ สภาพที่ให้เดือดร้อน ๑ สภาพที่แปรไป ๑ สภาพแห่งทุกข์เป็น ทุกข์ ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ทุกข์เป็น สัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างนี้. สมุทัยเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ? สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุเกิด ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น คือ สภาพที่ประมวลมาแห่งสมุทัย ๑ สภาพที่เป็นเหตุ ๑ สภาพที่ประกอบไว้ ๑ สภาพพัวพัน ๑ สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุเกิด ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น สมุทัยเป็นสัจจะ ด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างนี้.
หน้า 484 ข้อ 546
นิโรธเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ? สภาพดับแห่งนิโรธ ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็น อย่างอื่น คือ สภาพสลัดออกแห่งนิโรธ ๑ สภาพสงัด ๑ สภาพที่ปัจจัย ไม่ปรุงแต่ง ๑ สภาพเป็นอมตะ ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ ประการนี้ เป็น ของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น นิโรธเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็น ของแท้อย่างนี้. มรรคเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ? สภาพเป็นทางเเห่งมรรค ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น คือ สภาพนำออกแห่งมรรค ๑ สภาพเป็นเหตุ ๑ สภาพที่ เห็น ๑ สภาพเป็นใหญ่ ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น มรรคเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้ อย่างนี้. [๕๔๖] สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๔ คือ ด้วยความ เป็นของแท้ ๑ ด้วยความเป็นอนัตตา ๑ ด้วยความเป็นของจริง ๑ ด้วยความ เป็นปฏิเวธ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใด ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่ง ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้อย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ด้วยอาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่ง สมุทัยเป็นสภาพแท้ ๑ สภาพดับแห่งนิโรธเป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นทางแห่ง
หน้า 485 ข้อ 546
มรรคเป็นสภาพแท้ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคล ย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการ แทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตาอย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตา ด้วย อาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๔ สภาพเป็น เหตุเกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพ มิใช่ตัวตน ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นอนัตตา ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใด ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่ง ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของจริงอย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของจริง ด้วย อาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพจริง ๑ สภาพเป็นเหตุ เกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพจริง ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพจริง ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพจริง ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นของจริง ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุ นั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธอย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธด้วย อาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สภาพ
หน้า 486 ข้อ 547
เป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็น สภาพแทงตลอด ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธ ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใด ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่ง ด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว. [๕๔๗] สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ? สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ๑ สิ่งใดไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา ๑ สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเป็นของแท้ ๑ สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาและเป็นของแท้ สิ่งนั้นเป็นของจริง ๑ สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของแท้และเป็นของจริง สิ่งนั้น ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สิ่งใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สิ่งนั้นเป็นหนึ่ง บุคคล ย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการ แทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๙ คือ ด้วยความ เป็นของแท้ ๑ ด้วยความเป็นอนัตตา ๑ ด้วยความเป็นของจริง ๑ ด้วยความ เป็นปฏิเวธ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควร กำหนดรู้ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรละ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรเจริญ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ๑ สัจจ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งด้วย อาการ ๙ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อม แทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอด ด้วยญาณเดียว.
หน้า 487 ข้อ 548
[๕๔๘] สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของ- แท้อย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ ด้วย อาการ ๙ คือ สภาพทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นเหตุ เกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งอภิญญาเป็นสภาพที่ควร รู้ยิ่ง เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งปริญญาเป็นสภาพที่ควรกำหนดรู้ เป็นสภาพ แท้ ๑ สภาพแห่งปหานะเป็นสภาพที่ควรละ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่ง ภาวนาเป็นสภาพที่ควรเจริญ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งสัจฉิกิริยา เป็น สภาพที่ควรทำให้แจ้ง เป็นสภาพแท้ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๙ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะ นั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตาด้วย ความเป็นของจริง ด้วยความเป็นปฏิเวธ อย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธด้วยอาการ ๙ คือ สภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพที่ทนได้ยาก เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุเกิด เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งนิโรธ เป็นที่ดับ เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งมรรคเป็นทางดำเนิน เป็น สภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งอภิญญาเป็นสภาพที่ควรรู้ยิ่ง เป็นสภาพควร แทงตลอด ๑ สภาพแห่งปริญญาเป็นสภาพที่ควรกำหนดรู้ เป็นสภาพควร แทงตลอด ๑ สภาพแห่งปหานะเป็นสภาพที่ควรละ เป็นสภาพที่ควรแทงตลอด
หน้า 488 ข้อ 549
๑ สภาพแห่งภาวนาเป็นสภาพที่ควรเจริญ เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพ แห่งสัจฉิกิริยาเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยความเป็นปฏิเวธ ด้วยอาการ ๙ นี้ สัจจะ ใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอด สัจจะ หนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว. [๕๔๙] สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ? สัจจะ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๑๒ คือ ด้วยความ เป็นของแท้ ๑ ด้วยความเป็นอนัตตา ๑ ด้วยความเป็นของจริง ๑ ด้วยความ เป็นปฏิเวธ ๑ ด้วยความเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ๑ ด้วยความเป็นเครื่องกำหนดรู้ ๑ ด้วยความเป็นธรรม ๑ ด้วยความเป็นเหมือนอย่างนั้น ๑ ด้วยความเป็นธรรม ที่รู้แล้ว ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ๑ ด้วยความเป็นเครื่องถูก ต้อง ๑ ด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยอาการ ๑๒ อย่างนี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมี การแทงตลอดด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ อย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ ด้วย อาการ ๑๖ คือ สภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑ เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑ เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑ เป็นสภาพแปรปรวน ๑ เป็นสภาพแท้ สภาพแห่ง สมุทัยเป็นสภาพประมวลมา ๑ เป็นเหตุ ๑ เป็นเครื่องประกอบไว้ ๑ เป็น สภาพกังวล ๑ เป็นสภาพแท้ สภาพแห่งนิโรธเป็นที่สลัดออก ๑ เป็นสภาพสงัด ๑ เป็นสภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ๑ เป็นอมตะ ๑ เป็นสภาพแท้ สภาพแห่ง
หน้า 489 ข้อ 550
มรรคเป็นเครื่องนำออก ๑ เป็นเหตุ ๑ เป็นทัศนะ ๑ เป็นใหญ่ ๑ เป็นสภาพ แท้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยความเป็นของแท้ ด้วย อาการ ๑๖ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อม แทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอด ด้วยญาณเดียว. สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตา ฯลฯ ด้วยความเป็นของจริง ด้วยความเป็นปฏิเวธ ด้วยความเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ด้วย ความเป็นเครื่องกำหนดรู้ ด้วยความเป็นธรรม ด้วยความเป็นเหมือนอย่างนั้น ด้วยความเป็นธรรมที่รู้แล้ว ด้วยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ด้วยความ เป็นเครื่องถูกต้อง ด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ อย่างไร ? สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ ด้วยอาการ ๑๖ คือ สภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น...เป็นสภาพแปรปรวน เป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สภาพแห่งสมุทัยเป็นสภาพประมวลมา... เป็นสภาพ กังวล เป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สภาพแห่งนิโรธเป็นที่สลัดออก...เป็นอมตะ เป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สภาพแห่งมรรคเป็นเครื่องนำออก...เป็นใหญ่ เป็น สภาพเครื่องตรัสรู้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยความเป็นเครื่อง ตรัสรู้ ด้วยอาการ ๑๖ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมี การแทงตลอดด้วยญาณเดียว. [๕๕๐] สัจจะมีลักษณะเท่าไร ? สัจจะมีลักษณะ ๒ คือสังขตลักษณะ ๑ อสังขตลักษณะ ๑ สัจจะมีลักษณะ ๒ นี้.
หน้า 490 ข้อ 551
สัจจะมีลักษณะเท่าไร ? สัจจะมีลักษณะ ๖ คือ สัจจะที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีความเกิดปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑ สัจจะที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ความเกิดไม่ปรากฏ ๑ ความเสื่อมไม่ปรากฏ ๑ เมื่อ ยังตั้งอยู่ความแปรไม่ปรากฏ ๑ สัจจะมีลักษณะ ๖ นี้. สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๑๒ คือ ทุกขสัจ มีความเกิด ขึ้นปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑ สมุทัยสัจมี ความเกิดขึ้นปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑ มรรคสัจมีความเกิดขึ้นปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปร ปรากฏ ๑ นิโรธสัจ ความเกิดไม่ปรากฏ ๑ ความเสื่อมไม่ปรากฏ ๑ เมื่อยัง ตั้งอยู่ความแปรไม่ปรากฏ ๑ สัจจะมีลักษณะ ๑๒ นี้. [๕๕๑] สัจจะ ๔ เป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤต เท่าไร ? สมุทัยสัจเป็นอกุศล มรรคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี สัจจะ ๓ นี้ท่านสงเคราะห์ ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๓ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย. คำว่า พึงมี คือ ก็พึงมีอย่างไร ? ทุกขสัจเป็นอกุศล สมุทัยสัจเป็นอกุศล สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วย สัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นอกุศลพึงมีอย่าง นี้ ทุกขสัจเป็นกุศล มรรคสัจเป็นกุศล สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นกุศล พึงมีอย่างนี้ ทุกข์- สัจเป็นอัพยากฤต นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑
หน้า 491 ข้อ 552, 553
สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นอัพยากฤต พึงมีอย่างนี้ สัจจะ ๓ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๓ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย. [๕๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเราเป็นโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดว่า อะไรหนอแลเป็นคุณ เป็นโทษ เป็นอุบาย เครื่องสลัดออก แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า สุข โสมนัส อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป ความจำกัดฉันทราคะ ความละฉันทราคะในรูป นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออก แห่งรูป...สุขโสมนัส อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ ความกำจัดฉันทราคะ ความละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็นอุบายเครื่องสลัด ออกแห่งวิญญาณ. [๕๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ทั่วถึงซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกโดยเป็นอุบายเครื่อง สลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ ตามความเป็นจริง เพียงใด เราก็ยังไม่ ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใด เราได้รู้ทั่วถึงซึ่งคุณโดยความเป็น คุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกโดยเป็นอุบาย เครื่องสลัดออก แห่งอุปทานขันธ์ ๕ นี้ ตามความจริง เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณ ว่าได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็แล ญาณ-
หน้า 492 ข้อ 554, 555
ทัศนะเกิดขึ้นแก่เราว่า เจโตวิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ ความเกิดอีกมิได้มี. [๕๕๔] การแทงตลอดด้วยการละว่า สุข โสมนัส อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป ดังนี้ เป็นสมุทัยสัจ การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ว่ารูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป ดังนี้ เป็นทุกขสัจ การแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะ การละ ฉันทราคะในรูป นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ดังนี้ เป็นนิโรธสัจ การ แทงตลอดด้วยภาวนา คือ ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ในฐานะทั้ง ๓ นี้ เป็นมรรคสัจ การแทงตลอดด้วยการละว่า สุข โสมนัส อาศัยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่ง วิญญาณ ดังนี้ เป็นสมุทัยสัจ การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ว่า วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ ดังนี้ เป็นทุกขสัจ การแทงตลอดด้วยทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะ การ ละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ ดังนี้ เป็น นิโรจสัจ การแทงตลอดด้วยภาวนา คือ ทิฏฐิสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิ ในฐานะทั้ง ๓ นี้ เป็นมรรคสัจ. [๕๕๕] สัจจะด้วยอาการเท่าไร ? สัจจะด้วยอาการ ๓ คือ ด้วยความแสวงหา ๑ ด้วยความกำหนด ๑ ด้วยความแทงตลอด ๑. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างไร ? สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ชราและมรณะมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด.
หน้า 493 ข้อ 555
สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ชราและมรณะมีชาติเป็นเหตุ มีชาติ เป็นสมุทัย มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด ญาณย่อมรู้ชัดซึ่งชราและมรณะ เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับแห่งชราและมรณะ และข้อปฏิบัติเครื่อง ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ชาติมีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไรเป็น แดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ...มีภพเป็น แดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับแห่งชาติ และข้อ ปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งชาติ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ภพมีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไรเป็น แดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ...มี อุปาทานเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับแห่งภพ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งภพ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า อุปาทานมีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ... มีตัณหาเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับ แห่งอุปาทาน และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน สัจจะด้วยความ แทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ตัณหามีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ... มีเวทนาเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งตัณหา เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่ง ตัณหา และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งตัณหา สัจจะด้วยความแทง- ตลอดอย่างนี้.
หน้า 494 ข้อ 555
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า เวทนามีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ตัณหามีผัสสะเป็นเหตุ... มีผัสสะเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่ง เวทนา และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา สัจจะด้วยความแทงตลอด อย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ผัสสะมีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ ...มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับ แห่งผัสสะ เเละข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งผัสสะ สัจจะด้วยความ แทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า สฬายตนะมีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ ... มีนามรูปเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งสฬายตนะ เหตุเกิดสฬายตนะ ความ ดับสฬายตนะ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสฬายตนะ สัจจะด้วยความ แทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า นามรูปมีอะไรเป็นเหตุ... มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ... . วิญญาณเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งนามรูป เหตุเกิดนามรูป ความดับนามรูป และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับนามรูป สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้. สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า วิญญาณมีอะไรเป็นเหตุ...มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ...
หน้า 495 ข้อ 556
มีสังขารเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดวิญญาณ ความดับวิญญาณ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับวิญญาณ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้... สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า สังขารมีอะไรเป็นเหตุ... มีอะไร เป็นแดนเกิด ? สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ... มีอวิชชาเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งสังขาร เหตุเกิดสังขาร ความดับสังขาร และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสังขาร สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้. [๕๕๖] ชราและมรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็นสมุทัยสัจ ความสลัด ชรามรณะและชาติ แม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ชาติเป็นทุกขสัจ ภพเป็นสมุทัยสัจ การสลัดชาติและภพแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ อุปาทานเป็นทุกขสัจ ตัณหาเป็นสมุทัยสัจ การสลัดอุปาทานและตัณหาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็น มรรคสัจ ตัณหาเป็นทุกขสัจ เวทนาเป็นสมุทัยสัจ การสลัดตัณหาและเวทนา แม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ เวทนาเป็นทุกขสัจ ผัสสะเป็นสมุทัยสัจ การสลัดเวทนาและผัสสะแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จัก ความดับเป็นมรรคสัจ ผัสสะเป็นทุกขสัจ สฬายตนะเป็นสมุทัยสัจ การสลัด ผัสสะและสฬายตนะแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ สฬายตนะเป็นทุกขสัจ นามรูปเป็นสมุทัยสัจ การสลัดสฬายตนะและนามรูป แม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ นามรูปเป็นทุกขสัจ วิญญาณเป็นสมุทัยสัจ การสลัดนามรูปและวิญญาณแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ วิญญาณเป็นทุกขสัจ สังขารเป็นสมุทัยสัจ การ สลัดวิญญาณและสังขารแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ สังขารเป็นทุกขสัจ อวิชชาเป็นสมุทัยสัจ การสลัดสังขารและอวิชชาแม้ทั้งสอง
หน้า 496 ข้อ 556
เป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ชรามรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็น ทุกขสัจก็มี เป็นสมุทัยสัจก็มี การสลัดชรามรณะและชาติแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ชาติเป็นทุกขสัจ ภพเป็นทุกขสัจก็มี เป็น สมุทัยสัจก็มี การสลัดชาติและภพแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับ เป็นมรรคสัจ ฯลฯ สังขารเป็นทุกขสัจ อวิชชาเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทัยสัจ ก็มี การสลัดสังขารและอวิชชาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็น มรรคสัจ ฉะนี้แล. จบสัจจกถา จบภาณวาร อรรถกถาสัจกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับ ความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งสัจจกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความวิเศษของ การแทงตลอดสัจจะ อันตั้งอยู่บนความจริงด้วยสามารถแห่งอริยมรรคอันเป็น คุณของธรรมคู่กันตรัสไว้แล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อน ดังต่อไปนี้. บทว่า ตถานิ คือ เป็นของแท้ด้วยความเป็นจริง จริงอยู่ ธรรมชาติทั้งหลายอันเป็นความ จริงนั่นแหละชื่อว่า สัจจะ ด้วยอรรถว่าเป็นจริง. อรรถแห่งสัจจะท่านกล่าวไว้ แล้วในอรรถกถาปฐมญาณนิเทศ. บทว่า อวิตถานิ เป็นของไม่ผิด คือ ปราศจากความตรงกันข้ามในสภาพที่กล่าวแล้ว เพราะสัจจะไม่มี ก็ชื่อว่า
หน้า 497 ข้อ 556
ไม่มีสัจจะ. บทว่า อนญฺกานิ ไม่เป็นอย่างอื่น คือ เว้นจากสภาพอื่น เพราะไม่มีสัจจะหามิได้ ก็ชื่อว่า มีสัจจะ. บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ตถเมตํ สัจจะว่านี้ทุกข์เป็นของ จริง คือ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่กล่าวว่า นี้ทุกข์ สิ่งนั้นชื่อว่า เป็น ของแท้ เพราะตามความเป็นจริง. จริงอยู่ ทุกข์นั่นแหละคือทุกข์ ชื่อว่า เป็นของไม่ผิด เพราะไม่มีสิ่งตรงกันข้ามในสภาวะดังกล่าวแล้ว เพราะทุกข์ ไม่มี ก็ชื่อว่า ไม่มีทุกข์ ชื่อว่าไม่เป็นอย่างอื่นเพราะปราศจากสภาพอื่น. จริงอยู่ ทุกข์ไม่มีสภาพเป็นสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ได้. แม้ในสมุทัยเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ บทว่า ตถฏฺเน ด้วยอรรถเป็นของแท้ คือ ด้วยอรรถตามความ เป็นจริง. บทว่า ปีฬนฏโ สภาพบีบคั้นเป็นต้น มีความดังกล่าวแล้วใน ญาณกถานั่นแล. บทว่า เอกปฺปฏิเวธานิ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว คือ แทง ตลอดด้วยมรรคญาณเดียว หรือชื่อว่า เอกปฺปฏิเวธานิ เพราะมีการแทง ตลอดร่วมกัน. บทว่า อนตฺตฏฺเน ด้วยความเป็นอนัตตา คือ ด้วยความ เป็นอนัตตา เพราะความที่สัจจะแม้ ๒ ปราศจากตน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ใน วิสุทธิมรรคว่า โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งหมดนั่นแหละ พึงทราบว่า ว่างเปล่า เพราะไม่มีผู้เสวย ผู้กระทำ ผู้ดับและผู้ไป. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 498 ข้อ 556
ความจริง ทุกข์เท่านั้นมีอยู่ ใครๆ เป็นทุกข์หามี ไม่การกระทำมีอยู่ ใครๆ ผู้ทำหามีไม่ ความดับมีอยู่ ใคร ๆ ผู้ดับหามีไม่ ทางมีอยู่ แต่คนผู้เดินทางหามีไม่. อีกอย่างหนึ่ง ความว่างเปล่า จากความงามความสุขอันยั่งยืน และตัวตน ความว่างเปล่าจาก ๒ บท ข้างต้นและ ตัวตนเป็นอมตบท ในสัจจะเหล่านั้น ความว่างเปล่า เป็นมรรค ปราศจากความสุขยั่งยืนและตัวตน. บทว่า สจฺจฏฺเน ด้วยความเป็นของจริง คือ ด้วยความไม่ผิดจาก ความจริง. บทว่า ปฏิเวธฏฺเน ด้วยความเป็นปฏิเวธ คือ ด้วยความพึง แทงตลอดในขณะแห่งมรรค. บทว่า เอกสงฺคหิตานิ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ เข้าเป็นหนึ่ง คือ สงเคราะห์ด้วยอรรถหนึ่ง ๆ ความว่า ถึงการนับว่าเป็นหนึ่ง. บทว่า ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ สิ่งใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สิ่งนั้น เป็นหนึ่ง ความว่า เพราะท่านสงเคราะห์ด้วยอรรถหนึ่ง ฉะนั้นจึงเป็นหนึ่ง. ท่านเพ่งถึงความที่สัจจะทั้งหลายเป็นหนึ่ง แม้ในความที่มีมากแล้วทำให้เป็น เอกวจนะ. บทว่า เอกตฺตํ เอเกน าเณน ปฏิวิชฺฌติ บุคคลย่อมแทงตลอด สัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว คือ บุคคลกำหนด กำหนดเป็นอย่างดีถึงความที่สัจจะ ๔ ต่างกันและเป็นอันเดียวกัน ในส่วนเบื้องต้นแล้วดำรงอยู่ ย่อมแทงตลอด สัจจะหนึ่งมีความเป็นของแท้เป็นต้น ด้วยมรรคญาณหนึ่งในขณะแห่ง มรรค. อย่างไร เมื่อแทงตลอดสัจจะหนึ่งมีความเป็นของแท้เป็นต้น แห่ง นิโรธสัจ ย่อมเป็นอันแทงตลอดสัจจะหนึ่งมีความเป็นของแท้เป็นต้น แม้แห่ง สัจจะที่เหลือก็เหมือนกัน. เมื่อพระโยคาวจรกำหนด กำหนดด้วยดีถึงความต่างกัน
หน้า 499 ข้อ 556
และเป็นอันเดียวกันแห่งขันธ์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น แล้วตั้งอยู่ ในเวลาออกจาก มรรค ออกโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ หรือโดยความ เป็นอนัตตา แม้เมื่อเห็นขันธ์หนึ่ง โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นต้น แม้ ขันธ์ที่เหลือก็เป็นอันเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นต้น ฉันใด แม้ข้อนี้ ก็พึงเห็นมีอุปมาฉันนั้น. บทว่า ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโ ตถฏฺโ สภาพทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพแท้ คือ อรรถ ๔ อย่างมีความบีบคั้นแห่งทุกขสัจเป็นต้น เป็น สภาพแท้ เพราะเป็นจริง. แม้ในสัจจะที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อรรถ ๔ อย่างนั้นนั่นแล ชื่อว่า เป็นสภาพมิใช่ตัวตน เพราะไม่มีตัวตน ชื่อว่า เป็น สภาพจริง เพราะไม่ผิดไปจากความจริงโดยสภาพดังกล่าวแล้ว ชื่อว่า เป็น สภาพแทงตลอด เพราะควรแทงตลอดในขณะแห่งมรรค. บทมีอาทิว่า ยํ อนิจฺจํ สิ่งใดไม่เที่ยง ท่านแสดงทำสามัญลักษณะ ให้เป็นเบื้องต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ อนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตํ อนิจฺจํ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่เที่ยง ท่านหมายเอา ทุกข์ สมุทัย และมรรค เพราะสัจจะ ๓ เหล่านั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง และ ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยง. บทว่า ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ ตํ อนตฺตา สิ่งใดไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ท่านสงเคราะห์นิโรธสัจกับ มรรค ๓ เหล่านั้น. จริงอยู่ แม้สัจจะ ๔ ก็เป็นอนัตตา. บทว่า ตํ ตถํ สิ่งนั้นเป็นของแท้ คือ สิ่งนั้นเป็นของจริงเป็นสัจจจตุกะ. บทว่า ตํ สจฺจํ สิ่งนั้นเป็นของจริง คือ สิ่งนั้นนั่นแหละไม่ผิดไปจากความจริง ตามสภาพเป็น สัจจจตุกะ.
หน้า 500 ข้อ 556
ในบทมีอาทิว่า นวหากาเรหิ ด้วยอาการ ๙ พึงทราบว่าท่านแสดง ด้วยความรู้ยิ่ง เพราะพระบาลีว่า สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเยฺยํ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สิ่งควรรู้ยิ่งทั้งปวงเป็นอาทิ ด้วยความกำหนดรู้ เพราะความปรากฏ แห่งญาติปริญญาในสัจจะ ในสัจจะนี้แม้แยกกันในความกำหนดรู้ทุกข์ ใน การละสมุทัย ในการเจริญมรรค ในการทำให้แจ้งนิโรธ ด้วยการละ เพราะ ปรากฏการละด้วยเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยการเจริญ เพราะปรากฏการเจริญอริยสัจ ๔ ด้วยทำให้แจ้ง เพราะปรากฏการทำให้แจ้งอริยสัจ ๔. ในบทมีอาทิว่า นวหากาเรหิ ตถฏฺเน ด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๙ ท่านประกอบตามนัยที่กล่าวแล้วครั้งแรกนั่นเอง. ในบทมีอาทิว่า ทฺวาทสหิ อากาเรหิ ด้วยอาการ ๒ ความเป็นของแท้เป็นต้น มีความ ดังกล่าวแล้วในญาณกถา. พึงทราบการประกอบตามนัยดังกล่าวแล้วแม้ในนิเทศ แห่งอาการเหล่านั้น. ในบทมีอาทิว่า สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ สัจจะมีลักษณะเท่าไร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแยกลักษณะ ๖ ที่ควรกล่าวต่อไปเป็นสองส่วน คือ เป็นสังขตะและอสังขตะ แล้วตรัสว่า เทฺว ลกฺขณานิ มีลักษณะ ๒ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขตลกฺขณญฺจ อสงฺขตลกฺขณญฺจ สังขตลักษณะ และอสังขตลักษณะ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสังขตลักษณะและอสังขต- ลักษณะไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะของสังขตธรรม ๓ เหล่านี้ คือ ความเกิดปรากฏ ความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความแปรเป็นอย่างอื่น ปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ เหล่านี้ คือ ความเกิดไม่ปรากฏ ความเสื่อมไม่ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความแปรเป็นอย่างอื่น ไม่ปรากฏ ดังนี้ แต่สังขตธรรมไม่ใช่ลักษณะ ลักษณะไม่ใช่สังขตธรรม.
หน้า 501 ข้อ 556
อนึ่ง เว้นสังขตธรรมเสียแล้วไม่สามารถบัญญัติลักษณะได้ แม้เว้นลักษณะ เสียแล้วก็ไม่สามารถบัญญัติสังขตธรรมได้ แต่สังขตธรรมย่อมปรากฏได้ด้วย ลักษณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงลักษณะทั้งสองนั้นโดยพิสดาร จึงตรัสว่า ฉ ลกฺขณานิ ลักษณะทั้งหลาย ๖. บทว่า สงฺขตานํ สจฺจานํ สัจจะที่ปรุงแต่ง คือ ทุกขสัจ สมุทยสัจ และมรรคสัจ เพราะสัจจะเหล่านั้น ชื่อว่า สังขตะ เพราะอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า อุปฺปาโท คือ ชาติ. บทว่า ปญฺายติ คือ ย่อมให้รู้. บทว่า วโย คือ ความดับ. บทว่า ิตานํ อญฺถตฺตํ เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรากฏ คือ เมื่อยังตั้งอยู่ ความเป็น อย่างอื่น คือ ชราปรากฏ เพราะสัจจะที่ปรุงแต่ง ๓ สำเร็จแล้ว ท่านจึงกล่าว ถึงความเกิด ความเสื่อม และความแปร แต่ไม่ควรกล่าวถึงความเกิด ความ เสื่อม และความแปร เพราะความเกิด ความชรา และความดับของสัจจะที่ ปรุงแต่งเหล่านั้นยังไม่สำเร็จ ไม่ควรกล่าวว่า ความเกิด ความเสื่อมและ ความแปรไม่ปรากฏ เพราะอาศัยสิ่งปรุงแต่ง แต่ควรกล่าวว่าเป็นสังขตะ เพราะความผิดปกติของสังขตะ. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ความเกิด ความชรา เเละความดับของทุกข์และสมุทัย นับเนื่องด้วยสัจจะ ความเกิด ความชรา ความดับของมรรคสัจ ไม่นับเนื่องด้วยสัจจะ. ในบทนั้นท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งขันธกวรรคว่า ในขณะสังขตะ ทั้งหลายเกิด สังขตะทั้งหลายก็ดี ลักษณะแห่งความเกิดก็ดี ขณะสังขตะเกิด นั้นกล่าว คือ กาลก็ดีย่อมปรากฏ เมื่อความเกิดล่วงไป สังขตะก็ดี ลักษณะชรา ก็ดี ขณะแห่งความเกิด กล่าวคือกาลก็ดีย่อมปรากฏ ในขณะดับ สังขตะก็ดี ชราก็ดี ลักษณะดับก็ดี ขณะแห่งความดับนั้นกล่าวคือกาลก็ดีย่อมปรากฏ.
หน้า 502 ข้อ 556
บทว่า อสงฺขตสฺส สจฺจสฺส สัจจะที่ไม่ปรุงแต่ง คือ นิโรธสัจ เพราะนิโรธสัจนั้นชื่อว่าอสังขตะ เพราะสำเร็จเองไม่ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า ิตสฺส เมื่อตั้งอยู่ คือ ตั้งอยู่เพราะความเป็นสภาพเที่ยง มิได้ตั้งอยู่ เพราะความถึงฐานะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงลักษณะทั้งสองนั้นอีกโดยพิสดาร จึงตรัสว่า ทฺวาทส ลกฺขณานิ ลักษณะทั้งหลาย ๑๒. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า จตุนฺนํ สจฺจานํ กติ กุสลา สัจจะ ๔ เป็นกุศลเท่าไร ดังต่อไปนี้. บทว่า อพฺยากตํ อัพยากฤต (ทำให้ แจ้งไม่ได้) คือ นิพพานเป็นอัพยากฤตในอัพยากฤต ๔ คือ วิบากเป็นอัพยากฤต กิริยาเป็นอัพยากฤต รูปเป็นอัพยากฤต นิพพานเป็นอัพยากฤต เพราะอัพยากฤต แม้ ๔ ชื่อว่า อัพยากฤต เพราะทำให้แจ้งไม่ได้ด้วยลักษณะเป็นกุศลและอกุศล. บทว่า สิยา กุสลํ เป็นกุศลก็มี คือ เป็นกุศลด้วยอำนาจแห่งกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล. บทว่า สิยา อกุสลํ เป็นอกุศลก็มี คือ เป็นอกุศลด้วยอำนาจแห่งอกุศลที่เหลือเว้นตัณหา. บทว่า สิยา อพฺยากตํ เป็นอัพยากฤตก็มี คือ เป็นอัพยากฤตด้วยอำนาจแห่งวิบากกิริยาอันเป็นกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร และแห่งรูปทั้งหลาย. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า สิยา ตีณิ สจฺจานิ พึงเป็นสัจจะ ๓ ดังต่อไปนี้. บทว่า สงฺคหิตานิ ท่านสงเคราะห์ คือ นับเข้า. บทว่า วตฺถุวเสน ด้วยสามารถแห่งวัตถุ คือ ด้วยสามารถแห่งวัตถุกล่าวคือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคที่เป็นอกุศล กุศล และอัพยากฤต. บทว่า ยํ ทุกฺขสจฺจํ อกุสลํ ทุกขสัจเป็นอกุศล คือ อกุศล ที่เหลือเว้นตัณหา. บทว่า อกุสลฏฺเน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นอกุศล คือ ทุกขสัจและสมุทยสัจ ๒ เหล่านี้ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็น
หน้า 503 ข้อ 556
อกุศล อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นอกุศลสัจจะ บทว่า เอกสจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ คือ อกุศลสัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ ด้วยทุกขสัจและสมุทยสัจ ๒. บทว่า ยํ ทุกฺขสจฺจํ กุสลํ ทุกขสัจเป็นกุศล คือ เป็นกุศล เป็นไปในภูมิ ๓ ทุกขสัจและมรรคสัจ ๒ เหล่านี้ท่านสงเคราะห์ ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นกุศล ชื่อว่าเป็นกุศลสัจจะ กุศลสัจจะ ๑ ท่าน สงเคราะห์ด้วยทุกขสัจและมรรคสัจ ๒. บทว่า ยํ ทุกฺขสจฺจํ อพฺยากตํ ทุกขสัจเป็นอัพยากฤต คือ วิบากกิริยาอันเป็นไปในภูมิ ๓ และรูป ทุกขสัจ และนิโรธสัจ ๒ เหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยความเป็นอัพยากฤต ชื่อว่าเป็นอัพยากฤตสัจจะ อัพยากฤตสัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยทุกขสัจและ นิโรธสัจ ๒. บทว่า ตีณิ สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ สัจจะ ๓ ท่าน สงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ คือ สมุทยสัจ มรรคสัจ และนิโรธสัจ ท่านสงเคราะห์ ด้วยทุกขสัจอันเป็นอกุศล กุศล และอัพยากฤต ๑. บทว่า เอกํ สจฺจํ ตีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๓ คือ ทุกขสัจ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสมุทยสัจ มรรคสัจและนิโรธสัจอันเป็นอกุศล กุศล และ อัพยากฤตไว้ต่างหาก. ส่วนอาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า ทุกขสัจและ สมุทยสัจท่านสงเคราะห์ด้วยสมุทยสัจ ด้วยความเป็นอกุศล ทุกขสัจและมรรคสัจ ท่านสงเคราะห์ด้วยมรรคสัจ ด้วยความเป็นกุศล มิใช่ด้วยความเป็นทัศนะ. ทุกขสัจและนิโรธสัจท่านสงเคราะห์ด้วยนิโรธสัจ ด้วยความเป็นอัพยากฤต มิใช่ด้วยความเป็นอสังขตะ. จบอรรถกถาปฐมสุตตันตนิเทศ
หน้า 504 ข้อ 556
อรรถกถาทุติยสุตตันตปาลินิเทศ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทรงชี้แจงการแทงตลอดสัจจะด้วย อำนาจแห่งอรรถของพระสูตรอื่นอีก จึงทรงนำพระสูตรมาทรงแสดงมีอาทิว่า ปุพฺเพ เม ภิกฺขเว ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ เม ภิกฺขเว สมฺโพธา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ คือ แต่สัพพัญญุตญาณของเรา. บทว่า อนภิสมฺพุทฺธสฺส ยังไม่ตรัสรู้ คือ ยังไม่แทงตลอดธรรมทั้งปวง. บทว่า โพธสตฺตสฺเสว สโต คือ เมื่อเราเป็นโพธิสัตว์. บทว่า เอตทโหสิ ได้มีความ คิดนี้ คือ เมื่อเรานั่งเหนือโพธิบัลลังก์ ได้มีความปริวิตกนี้. บทว่า อสฺสาโท ความพอใจ ชื่อว่า อัสสาทะ เพราะความพอใจ. บทว่า อาทีนโว คือ เป็นโทษ. บทว่า นิสฺสรณํ เป็นอุบายเครื่องสลัดออก คือ หลีกออกไป. บทว่า สุขํ ชื่อว่า สุข เพราะถึงความสบาย อธิบายว่า กระทำรูปที่เกิดขึ้น ให้มีความสุข. บทว่า โสมนสฺสํ ชื่อว่า สุมนะ เพราะมีใจงาม เพราะประกอบ ด้วยปีติและโสมนัส ความเป็นแห่งความมีใจงาม ชื่อว่า โสมนัส ความสุข นั่นแหละวิเศษกว่าการประกอบด้วยปีติ. บทว่า อนิจฺจํ คือ ไม่ยั่งยืน. บทว่า ทุกฺขํ ชื่อว่า ทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ และเพราะสังขารเป็นทุกข์. บทว่า วิปริณามธมฺมํ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา คือ ไม่อยู่ในอำนาจ มีความเปลี่ยนแปลงไปด้วยชราและความดับเป็นปกติ ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึง ความไม่มีตัวตน. บทว่า ฉนฺทราควินโย ความกำจัดฉันทราคะ คือ กั้นราคะอันได้แก่ฉันทะ มิใช่กั้นราคะ คือ ผิวพรรณ. บทว่า ฉนฺทราคปฺปหานํ ความละฉันทราคะ คือ ละฉันทราคะนั้นนั่นเอง.
หน้า 505 ข้อ 556
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ยาวกีวญฺจ เพียงใดดังต่อไปนี้. เรายังไม่รู้ทั่วถึง คือ ไม่แทงตลอดด้วยญาณอันยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ฯลฯ แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริงเพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณ คือ ไม่ทำการปฏิญญา ว่า เราเป็นอรหันต์ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ความเป็นสัพพัญญู ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าเพียงนั้น พึงทราบอรรถโดยความ เชื่อมด้วยประการฉะนี้. บทว่า กีวญฺจ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ยโต คือ เพราะเหตุใด หรือในกาลใด. บทว่า อถ คือในลำดับ. บทว่า าณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณทัศนะเกิดขึ้น แก่เรา คือ ปัจจเวกขณญาณ คือ ทัศนะเกิดขึ้นแก่เราด้วยทำด้วยทำกิจคือทัศนะ. บทว่า อกุปฺปา ไม่กำเริบ คือ ไม่อาจให้กำเริบ ให้หวั่นไหวได้. บทว่า วิมุตฺติ คือ อรหัตผลวิมุตติ แม้การพิจารณามรรคนิพพานก็เป็นอันท่านกล่าวด้วยการ พิจารณาผลนั่นเอง. บทว่า อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้มีในที่สุด คือ ความ เป็นไปแห่งขันธ์นี้มีในที่สุด. บทว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิด อีกมิได้มี คือ บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงการพิจารณา กิเลสที่ละได้แล้ว เพราะการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีแก่พระอรหันต์. จบอรรถกถาทุติยสุตตันตปาลินิเทศ อรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ การรู้ว่า สุขโสมนัสสัมปยุตด้วยตัณหานี้เป็นคุณแห่งรูป ในลำดับ แห่งการประกอบสัจจปฏิเวธญาณ และในส่วนเบื้องต้นว่า อยํ รูปสฺส อสฺสา- โทติ ปหานปฺปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยการละว่า สุขโสมนัสนี้เป็นคุณ
หน้า 506 ข้อ 556
แห่งรูป แล้วแทงตลอดสมุทยสัจ กล่าวคือการละสมุทัยในขณะแห่งมรรค. บทว่า สมุทยสจฺจํ สมุทยสัจ คือ ญาณอันแทงตลอดสมุทยสัจ. จริงอยู่ แม้อารัมมณญาณอันเป็นอริยสัจ ท่านก็กล่าวว่า สัจจะ ดุจในประโยคมีอาทิ ว่า กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง กุศลธรรมทั้งหมดเหล่านั้น ย่อมถึงการสง- เคราะห์เข้าในอริยสัจ ๔. การรู้ว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดานี้เป็น โทษแห่งรูปในส่วนเบื้องต้นว่า อยํ รูปสฺส อาทีนโวติ ปริญฺาปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ว่า รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไป เป็นธรรมดานี้เป็นโทษแห่งรูป แล้วแทงตลอดทุกขสัจ กล่าวคือ การกำหนดรู้ ทุกข์ในมรรคญาณ. บทว่า ทุกฺขสจฺจํ ได้แก่ ญาณอันแทงตลอดทุกขสัจ. การรู้ว่า นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่รูปในส่วนเบื้องต้นว่า อิทํ รูปสฺส นิสฺสรณนฺติ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วยทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะการละฉันทราคะนี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป แล้ว แทงตลอดนิโรธสัจกล่าวคือ การทำให้แจ้งนิโรธสัจในขณะแห่งมรรค. บทว่า นิโรธสจฺจํ นิโรธสัจ คือญาณแทงตลอดนิโรธสัจ มีนิโรธสัจเป็นอารมณ์. บทว่า ยา อิเมสุ ตีสุ าเนสุ ในฐานะ ๓ เหล่านี้ พึงทราบการประกอบความ ว่า ทิฏฐิ สังกัปปะ เป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งการแทงตลอดใน สมุทัย ทุกข์ นิโรธ ๓ ตามที่กล่าวแล้วนี้. บทว่า ภาวนาปฏิเวโธ การแทงตลอดด้วย ภาวนา คือ แทงตลอดด้วยมรรคสัจ อันได้แก่มรรคภาวนานี้. บทว่า มคฺค- สจฺจํ มรรคสัจ คือ ญาณอันแทงตลอดมรรคสัจ. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดง สัจจะและการแทงตลอดสัจจะ โดยปริยายอื่นอีกจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สจฺจนฺติ กตีหากาเรหิ สจฺจํ
หน้า 507 ข้อ 556
สัจจะด้วยอาการเท่าไร. ในบทนั้น เพราะพระสัพพัญญูโพธิสัตว์แม้ทั้งปวง นั่งเหนือโพธิบัลลังก์แสวงหาสมุทยสัจมีชาติเป็นต้น ของทุกขสัจ มีชรามรณะ เป็นต้นว่าอะไรหนอ. อนึ่ง เมื่อแสวงหาอย่างนั้นจึงกำหนดถือเอาว่า สมุทยสัจ มีชาติเป็นต้นเป็นปัจจัยของทุกขสัจมีชราและมรณะเป็นต้น ฉะนั้น การแสวงหา นั้น และการกำหนดนั้น ท่านทำว่าเป็นสัจจะ เพราะแสวงหาเเละเพราะกำหนด สัจจะทั้งหลาย แล้วจึงกล่าวว่า เอสนฏฺเน ปริคฺคนฏฺเน ด้วยความแสวงหา ด้วยความกำหนด. อนึ่ง วิธีนี้ย่อมได้ในการกำหนดปัจจัย แม้ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลาย แต่ย่อมได้ในการกำหนดปัจจัยของพระสาวกทั้งหลาย ด้วยการเชื่อฟัง. บทว่า ปฏิเวธฏฺเน ด้วยความแทงตลอด คือ ด้วยความแทงตลอดเป็นอัน เดียวกันในขณะแห่งมรรค ของผู้แสวงหาและของผู้กำหนดอย่างนั้นในส่วน เบื้องต้น. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า กึนิทานํ ดังต่อไปนี้. บทว่า นิทาน เป็นต้น เป็นไวพจน์ของเหตุทั้งหมด เพราะเหตุย่อมมอบให้ซึ่งผล ดุจบอกว่า เชิญพวกท่านรับของนั้นเถิดดังนี้ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า นิทาน เพราะผล ย่อมตั้งขึ้น เกิดขึ้น เป็นขึ้น จากเหตุนั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สมุทย ชาติ ปภโว. ในบทนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้. ชื่อว่า กึนิทานํ เพราะมีอะไรเป็นเหตุ. ชื่อว่า กึสมุทยํ เพราะมีอะไรเป็นสมุทัย. ชื่อว่า กึชาติกํ เพราะมีอะไร เป็นกำเนิด. ชื่อว่า กึปภวํ เพราะมีอะไรเป็นแดนเกิด. อนึ่ง เพราะชรามรณะนั้นมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นสมุทัย มีชาติเป็น กำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ชาตินิทานํ มีชาติเป็นเหตุ เป็นอาทิ. บทว่า ชรามรณํ
หน้า 508 ข้อ 556
ชราและมรณะ คือ ทุกขสัจ. บทว่า ชรามรณสมุทยํ เหตุเกิดแห่งชรา และมรณะ คือ สมุทยสัจเป็นปัจจัยแห่งชราและมรณะนั้น. บทว่า ชรามรณ- นิโรธํ ความดับแห่งชราและมรณะ คือ นิโรธสัจ. บทว่า ชรามรณนิโรธ- คามินีปฏิปทํ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ คือ มรรคสัจ. พึงทราบอรรถในบททั้งปวงโดยนัยนี้. บทว่า นิโรธปฺปชานนา การรู้ ชัดความดับ คือ รู้ความดับด้วยทำอารมณ์. บทว่า ชาติ สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ ชาติเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทยสัจก็มี ชื่อว่า ทุกขสัจ ด้วยความปรากฏ เพราะภพเป็นปัจจัย ชื่อว่า สมุทยสัจ ด้วยความเป็นปัจจัย ของชราและมรณะ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า อวิชฺชา สิยา ทุกฺข- สจฺจํ อวิชชาเป็นทุกขสัจก็มี คือ อวิชชาเป็นสมุทัยแห่งอาสวะด้วยความมี อวิชชาเป็นสมุทัย. จบอรรถกถาทุติยสุตตันตนิเทศ จบอรรถกถาสัจจกถา
หน้า 509 ข้อ 557
ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถา สาวัตถีนิทาน ว่าด้วยโพชฌงค์ ๗ [๕๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ เป็นไฉน ? คือ สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขา- สัมโพชฌงค์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล. คำว่า โพชฺฌงฺคา ความว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นไปในความตรัสรู้ ว่าย่อมตรัสรู้ ว่าตรัสรู้ตาม ว่าตรัสรู้เฉพาะ ว่าตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ ว่าให้ตรัสรู้ตาม ว่าให้ ตรัสรู้เฉพาะ ว่าให้ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่าย ตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายเครื่องตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถ ว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายเครื่องตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็น เหตุให้ได้ความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าปลูกความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าบำรุง ความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ถึงความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ถึงพร้อมความ ตรัสรู้.
หน้า 510 ข้อ 558
[๕๕๘] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นมูล เพราะอรรถว่า ประพฤติตามอรรถที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ากำหนดธรรมที่เป็นมูล เพราะ อรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลเป็นบริวาร เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลบริบูรณ์ เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในธรรมอัน เป็นมูล เพราะอรรถว่าให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่า เจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถ ว่าเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าประพฤติตามเหตุ... เพราะอรรถว่าเจริญความ ชำนาญในความแตกฉานในเหตุ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญ ในความแตกฉานในเหตุ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย เพราะอรรถว่าประพฤติ ตามปัจจัย...เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในปัจจัย ชื่อว่า โพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในปัจจัย เพราะ อรรถว่าหมดจด เพราะอรรถว่าประพฤติหมดจด... เพราะอรรถว่าเจริญความ ชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึง ความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด เพราะอรรถว่าไม่มีโทษ เพราะ อรรถว่าประพฤติไม่มีโทษ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตก ฉานในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความ แตกฉานในความไม่มีโทษ เพราะอรรถว่าเป็นเนกขัมมะ เพราะอรรถว่า ประพฤติเนกขัมมะ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานใน เนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉาน ในเนกขัมมะ เพราะอรรถว่าหลุดพ้น เพราะอรรถว่าประพฤติหลุดพ้น... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น ชื่อว่า
หน้า 511 ข้อ 559
โพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น เพราะอรรถว่าไม่มีอาสวะ เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีอาสวะ... เพราะอรรถ ว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ เพราะอรรถ ว่าเป็นวิเวก เพราะอรรถว่าประพฤติวิเวก... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญ ในความแตกฉานในวิเวก ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญใน ความแตกฉานในวิเวก เพราะอรรถว่าปล่อยวาง เพราะอรรถว่าประพฤติปล่อย วาง เพราะอรรถว่ากำหนดความปล่อยวาง เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางเป็น บริวาร เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางบริบูรณ์ เพราะอรรถว่ามีความปล่อย วางแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในความปล่อยวาง เพราะอรรถว่าให้ถึง ความแตกฉานในความปล่อยวาง เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความ แตกฉานในความปล่อยวาง ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญใน ความแตกฉานในความปล่อยวาง. [๕๕๙] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นมูล ว่า ตรัสรู้สภาพอันเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นปัจจัย ว่าตรัสรู้สภาพอันหมดจด ว่าตรัสรู้สภาพอันไม่มีโทษ ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นเนกขัมมะ ว่าตรัสรู้สภาพ วิมุตติ ว่าตรัสรู้สภาพไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพวิเวก ว่าตรัสรู้สภาพปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นมูล ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติ- ธรรมอันเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าตรัสรู้ สภาพความประพฤติหมดจด ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติไม่มีโทษ ว่าตรัสรู้ สภาพความประพฤติเนกขัมมะ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติวิมุตติ ว่าตรัสรู้ สภาพความประพฤติไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติวิเวก ว่าตรัสรู้
หน้า 512 ข้อ 560
สภาพความประพฤติปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความกำหนดธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความกำหนดปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันเป็นมูลเป็นบริวาร ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพมีความปล่อยวางเป็นบริวาร ว่าตรัสรู้สภาพมีธรรมอันเป็น มูลบริบูรณ์ ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพมีความปล่อยวางบริบูรณ์ ว่าตรัสรู้สภาพธรรม อันเป็นมูลแก่กล้า ฯลฯ ว่าตรัสรู้ธรรมอันมีความปล่อยวางแก่กล้า ว่าตรัสรู้ สภาพความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความแตกฉานใน ความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพอันให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพอันให้ถึงความแตกฉานในความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความ เจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพ ความเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ฯลฯ. [๕๖๐] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพระอรรถว่าตรัสรู้สภาพความกำหนด ว่า ตรัสรู้สภาพบริวาร ฯลฯ ตรัสรู้สภาพบริบูรณ์ ว่าตรัสรู้สภาพแห่งจิตมีอารมณ์ เดียว ว่าตรัสรู้สภาพความไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้ ว่าตรัสรู้สภาพ ความไม่แพร่ไป ว่าตรัสรู้สภาพความไม่ขุ่นมัว ว่าตรัสรู้สภาพไม่มีกิเลสเครื่อง หวั่นไหว ว่าตรัสรู้สภาพตั้งอยู่แห่งจิต ด้วยสามารถความปรากฏโดยความมี อารมณ์เดียว ว่าตรัสรู้สภาพอารมณ์ ว่าตรัสรู้สภาพโคจร ว่าตรัสรู้สภาพละ ว่าตรัสรู้สภาพสละ ว่าตรัสรู้สภาพการออกไป ว่าตรัสรู้สภาพความหลีกไป ว่าตรัสรู้สภาพละเอียด ว่าตรัสรู้สภาพประณีต ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ว่า ตรัสรู้สภาพไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพการข้ามไป ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอัน ไม่มีนิมิต ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอัน ว่างเปล่า ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันมีกิจเป็นอันเดียวกัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรม อันไม่ล่วงเกินกัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นคู่กัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมเครื่อง
หน้า 513 ข้อ 561, 562
นำออก ว่าตรัสรู้สภาพแห่งเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพทัสสนะ ว่าตรัสรู้สภาพธรรม ที่เป็นใหญ่. [๕๖๑] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่านแห่ง สมถะ ว่าตรัสรู้ความพิจารณาเห็นแห่งวิปัสสนา ว่าตรัสรู้ความมีกิจเป็นอัน เดียวกันแห่งสมถะและวิปัสสนา ว่าตรัสรู้ความไม่ล่วงเกินกันแห่งธรรมที่คู่กัน ว่าตรัสรู้ความสมาทานสิกขา ว่าตรัสรู้ความเป็นโคจรแห่งอารมณ์ ว่าตรัสรู้ ความประคองจิตที่หดหู่ไว้ ว่าตรัสรู้ความข่มจิตที่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้ความวางเฉย แห่งจิตที่บริสุทธิ์ทั้งสองอย่าง ว่าตรัสรู้ความบรรลุธรรมพิเศษ ว่าตรัสรู้ความ แทงตลอดธรรมที่ยิ่ง ว่าตรัสรู้ความตรัสรู้สัจจะ ว่าตรัสรู้ความยังจิตให้ตั้งอยู่ ในนิโรธ. [๕๖๒] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความน้อมใจเชื่อแห่ง สัทธินทรีย์ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะ อรรถว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาแห่งสัทธาพละ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวในอวิชชาแห่งปัญญาพละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะ อรรถว่าตรัสรู้ความตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความพิจารณาหา ทางแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความเห็น ชอบแห่งสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ ว่าตรัสรู้ความไม่ หวั่นไหวแห่งพละ ว่าตรัสรู้ความนำออกแห่งโพชฌงค์ ว่าตรัสรู้ความเป็นเหตุ แห่งมรรค ว่าตรัสรู้ความตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน ว่าตรัสรู้ความตั้งไว้แห่งสัม- มัปปธาน ว่าตรัสรู้ความให้สำเร็จแห่งอิทธิบาท ว่าตรัสรู้ความเป็นธรรมแท้ แห่งสัจจะ ว่าตรัสรู้ความระงับแห่งประโยค ว่าตรัสรู้ความทำให้แจ้งแห่งผล
หน้า 514 ข้อ 563, 564, 565
ว่าตรัสรู้ความตรึกแห่งวิตก ว่าตรัสรู้ความตรองแห่งวิจาร ว่าตรัสรู้ความ แผ่ซ่านแห่งปีติ ว่าตรัสรู้ความไหลไปแห่งสุข ว่าตรัสรู้ความมีอารมณ์เดียว แห่งจิต. [๕๖๓] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความนึก ว่าตรัสรู้ สภาพความรู้แจ้ง ว่าตรัสรู้สภาพความรู้ชัด ว่าตรัสรู้สภาพความหมายรู้ ว่า ตรัสรู้สภาพสมาธิอันเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรรู้ยิ่ง ว่าตรัสรู้ สภาพที่ควรกำหนดพิจารณา ว่าตรัสรู้สภาพสละแห่งปหานะ ว่าตรัสรู้สภาพ มีกิจเป็นอันเดียวกันแห่งภาวนา ว่าตรัสรู้สภาพควรถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา ว่า ตรัสรู้สภาพเป็นกองแห่งขันธ์ ว่าตรัสรู้สภาพทรงไว้แห่งธาตุ ว่าตรัสรู้สภาพ เป็นบ่อเกิดแห่งอายตนะ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม ว่า ตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม. [๕๖๔] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพแห่งจิต ว่าตรัสรู้ สภาพที่มีอยู่ในระหว่างแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความออกแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพ ความหลีกไปแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นปัจจัย แห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นที่ตั้งแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นภูมิแห่งจิต ว่าตรัสรู้ สภาพเป็นอารมณ์แห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นโคจรแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพ ความประพฤติแห่งจิต. ว่าตรัสรู้สภาพที่ดำเนินไปแห่งจิต. [๕๖๕] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความนึกในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความรู้แจ้งในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความ รู้ชัดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความหมายรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่า ตรัสรู้สภาพเป็นสมาธิในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความแล่นไปในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความผ่องใสในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความ
หน้า 515 ข้อ 565
เพิกเฉยในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความหลุดพ้นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความเห็นว่า นี้ละเอียดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำ เป็นดุจยานในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความตั้งขึ้นเนือง ๆ ในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้งในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพ ความตั้งขึ้นเนือง ๆ ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพสะสมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพปรารภด้วยดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่กำหนดในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบริวารในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพบริบูรณ์ ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ประชุมลงในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้ สภาพตั้งมั่นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเป็นที่เสพในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเจริญในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำให้มากในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ขึ้นไปดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ด้วยดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้ สภาพตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่าง- เดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้ ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้ สภาพที่ให้ตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้พร้อมใน ธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้ในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้ตามในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้เฉพาะในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้พร้อมในธรรม อย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความ สว่างขึ้นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างตามในธรรมอย่างเดียว
หน้า 516 ข้อ 566, 567
ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างเฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่าง พร้อมในธรรมอย่างเดียว. [๕๖๖] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นบาทแห่ง วิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพดับ ว่าตรัสรู้สภาพเผาผลาญ ว่าตรัสรู้สภาพความรุ่งเรือง ว่าตรัสรู้สภาพเครื่องให้กิเลสเร่าร้อน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่ไม่มีมลทิน ว่า ตรัสรู้สภาพธรรมที่ปราศจากมลทิน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่หามลทินมิได้ ว่า ตรัสรู้สภาพความสงบ ว่าตรัสรู้สภาพเครื่องให้สงบ ว่าตรัสรู้สภาพความสงัด ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติสงัด ว่าตรัสรู้สภาพความสำรอกกิเลส ว่าตรัสรู้ สภาพความประพฤติสำรอกกิเลส ว่าตรัสรู้สภาพความดับ ว่าตรัสรู้สภาพความ ประพฤติความดับ ว่าตรัสรู้สภาพความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติ ความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพเป็น บาปแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ สำเร็จแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพน้อมไปแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้ แห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่ง ฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพวิริยะ ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพจิต ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพ วิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นประธานแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้สำเร็จแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพน้อมไปแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้แห่งวิมังสา ว่า ตรัสรู้สภาพตั้งมั่นแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา. [๕๖๗] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความบีบคั้นแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้เดือดร้อนแห่งทุกข์
หน้า 517 ข้อ 568
ว่าตรัสรู้สภาพความแปรปรวนแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพความประมวลมาแห่ง สมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพที่ประกอบไว้แห่ง สมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพพัวพันแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพที่สลัดออกแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพสงัดแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งทุกข- นิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอมตะแห่งทุกขวิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพที่นำออกแห่ง มรรค ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพที่เห็นแห่งมรรค ว่า ตรัสรู้สภาพความเป็นใหญ่แห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพที่ถ่องแท้ ว่าตรัสรู้สภาพ เป็นอนัตตา ว่าตรัสรู้สภาพเป็นของจริง ว่าตรัสรู้สภาพแทงตลอด ว่าตรัสรู้ สภาพที่ควรรู้ยิ่ง ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรกำหนดรู้ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นธรรม ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นธาตุ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปรากฏ ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรทำให้แจ้ง ว่าตรัสรู้สภาพถูกต้อง ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ ว่าตรัสรู้เนกขัมมะ ว่าตรัสรู้ความ ไม่พยาบาท ว่าตรัสรู้อาโลกสัญญา ว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้การ กำหนดธรรม ว่าตรัสรู้ญาณ ว่าตรัสรู้ความปราโมทย์ ว่าตรัสรู้ปฐมญาณ ฯลฯ ว่าตรัสรู้อรหัตมรรค. [๕๖๘] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สัทธินทรีย์ด้วยความว่า น้อมใจเชื่อ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็น ว่าตรัสรูส้สัทธาพละด้วย ความไม่หวั่นไหวในความไม่มีศรัทธา ฯลฯ ว่าตรัสรู้ปัญญาพละด้วยความ ว่าไม่หวั่นไหวในอวิชชา ว่าตรัสรู้สติสัมโพชฌงค์ด้วยความว่าตั้งมั่น ฯลฯ ว่าตรัสรู้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยความว่าพิจารณาหาทาง ว่าตรัสรู้สัมมาทิฏฐิ ด้วยความว่าเห็น ฯลฯ ว่าตรัสรู้สัมมาสมาธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้
หน้า 518 ข้อ 568
อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ ว่าตรัสรู้พละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว ว่าตรัสรู้ สภาพนำออก ว่าตรัสรู้มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สติปัฏฐานด้วยความ ว่าตั้งมั่น ว่าตรัสรู้สัมมัปปธานด้วยความว่าตั้งไว้ ว่าตรัสรู้อิทธิบาทด้วยความ ว่าให้สำเร็จ ว่าตรัสรู้สัจจะด้วยความว่าเป็นของแท้ ว่าตรัสรู้สมถะด้วยความ ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้วิปัสสนาด้วยความว่าพิจารณาเห็น ว่าตรัสรู้สมถะและ วิปัสสนาด้วยความว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ว่าตรัสรู้ธรรมที่เป็นคู่กันด้วยความ ว่าไม่ล่วงเกินกัน ว่าตรัสรู้สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม ว่าตรัสรู้จิตวิสุทธิด้วย ความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้ทิฏฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็น ว่าตรัสรู้วิโมกข์ด้วย ความว่าหลุดพ้น ว่าตรัสรู้วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด ว่าตรัสรู้วิมุตติด้วย ความว่าสละ ว่าตรัสรู้ขยญาณด้วยความว่าตัดขาด ว่าตรัสรู้ญาณในความไม่ เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ว่าตรัสรู้ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูล ว่าตรัสรู้มนสิการ ด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ว่าตรัสรู้ผัสสะด้วยความว่าเป็นที่รวม ว่าตรัสรู้ เวทนาด้วยความว่าเป็นที่ประชุม ว่าตรัสรู้สมาธิด้วยความว่าเป็นประธาน ว่า ตรัสรู้สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ว่าตรัสรู้ปัญญาด้วยความว่าเป็นธรรมยิ่งกว่า ธรรมนั้น ๆ ว่าตรัสรู้วิมุตติด้วยความว่าเป็นสาระ ว่าตรัสรู้นิพพานอันหยั่งลง ในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด.
หน้า 519 ข้อ 569
สาวัตถีนิทาน ว่าด้วยความหมายของโพชฌงค์ [๕๖๙] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระ- สารีบุตรได้กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน ? คือสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อน ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เรานั้นหวังจะอยู่ในเวลาเข้าด้วยโพชฌงค์ใด ๆ ในโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เรา ก็อยู่ในเวลาเข้าด้วยโพชฌงค์นั้น ๆ หวังจะอยู่ในเวลาเที่ยง ฯลฯ เวลาเย็นด้วย โพชฌงค์ใด ๆ เราก็อยู่ในเวลาเย็นด้วยโพชฌงค์นั้น ๆ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่า หาประมาณมิได้ ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดี เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัด ซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราย่อมรู้ว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ ฯลฯ ดูก่อนท่าน ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดี เมื่อเรากำลังเที่ยว ไปย่อมรู้ซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ของเราเคลื่อนไป เราย่อมรู้ว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะ ปัจจัยนี้ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนตู้เก็บผ้าของพระราชา หรือ ของราชมหาอำมาตย์ เต็มด้วยผ้าสีต่าง ๆ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์นั้น ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเช้า ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแล ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดใน
หน้า 520 ข้อ 570
เวลาเที่ยง ในเวลาเย็น ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแล ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราก็ฉันนั้นเหมือนกันแล หวังจะอยู่ในเวลาเข้าด้วยโพชฌงค์ใด ๆ ในโพชฌงค์ ๗ ประการนี้...ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าอุเบกขา สัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้. [๕๗๐] โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น มีอยู่อย่างไร ? นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรา มีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น เปรียบเหมือนเมื่อดวงประทีปที่ตามด้วยน้ำมัน กำลังสว่างอยู่ เปลวไฟมีเพียงใด แสงก็มีเพียงนั้น แสงมีเพียงใด เปลวไฟก็มี เพียงนั้น ฉันใด นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น ฉันนั้น. โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้น มีอยู่อย่างไร ? กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงเทียว สังขารอันให้เกิดขึ้นภพ ใหม่มีประมาณ นิโรธหาประมาณมิได้ เพราะความเป็นอสังขตธรรม นิโรธ ย่อมปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหา ประมาณมิได้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น. โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้น มีอยู่อย่างไร ? กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงเทียว สังขารอันให้เกิดในภพ ใหม่ ไม่เสมอ นิโรธมีความเสมอเป็นธรรมดา เพราะความเป็นธรรมละเอียด เพราะความเป็นธรรมประณีต นิโรธย่อมปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น.
หน้า 521 ข้อ 571, 572
[๕๗๑] เมื่อเราเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะ ปัจจัยนี้ อย่างไร สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร ย่อมเคลื่อนไป ด้วยอาการเท่าไร สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ ย่อมเคลื่อนไป ด้วยอาการ ๘. สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ? สติสัมโพชฌงค์ ย่อมดำรงอยู่ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึง ความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึก ถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึง นิมิต ๑ ด้วยความนึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความไม่นึกถึงสังขาร ๑ สติสัมโพชฌงค์ ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ นี้. สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ? สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเคลื่อนไปด้วยความนึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มี ความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอัน ไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอัน ไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความนึกถึงสังขารสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ นี้ เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ของเรา เคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้ ฯลฯ. [๕๗๒] โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ นั้น มีอยู่อย่างไร ?
หน้า 522 ข้อ 573
นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีเพียงนั้น เปรียบเหมือนดวงประทีปที่ตามด้วยน้ำมัน กำลังสว่างอยู่... โพชฌงค์ในข้อว่า อุเขกขาสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ นั้น มีอยู่อย่างไร... โพชฌงค์ในข้อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้น มีอยู่อย่างไร... เมื่อเราเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรง อยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะ ปัจจัยนี้อย่างไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร ย่อมเคลื่อน ไปด้วยอาการเท่าไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ ย่อมเคลื่อน ไปด้วยอาการ ๘. [๕๗๓] อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ? อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมดำรงอยู่ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มี ความเกิดขึ้น ๑ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะความไม่นึกถึงความเกิด ๑ เพราะอรรถ ว่า ตรัสรู้ความน้อมไปแห่งจิต ว่าตรัสรู้ความนำออกแห่งจิต อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดำรงไว้ซึ่งความสลัดออกแห่งจิต ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิมิต ๑ ด้วยความนึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความไม่นึกถึงสังขาร ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ นี้. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ?
หน้า 523 ข้อ 573
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเคลื่อนไปด้วยความนึกถึงความเกิด ๑ ด้วย ความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิมิต ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความนึกถึงสังขาร ๑ ด้วยความ ไม่นึกถึงนิโรธ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ นี้ เมื่อเรา กำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้ เคลื่อนไปเราก็รู้ว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้. จบโพชฌงคกถา อรรถกถาโพชฌงคกถา บัดนี้ จะพรรณนาความตามลำดับที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งโพชฌงค- กถาอันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงความวิเศษ ของโพชฌงค์ให้สำเร็จการแทงตลอดสัจจะตรัสไว้แล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นดังต่อไปนี้. บทว่า โพชฺฌงฺคา ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือแห่งบุคคลผู้ ตรัสรู้. พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีอันได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา อันเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตรมรรค เป็นปฏิปักษ์แห่งอันตรายทั้งหลายไม่น้อย มีความหดหู่ ฟุ้งซ่าน ตั้งอยู่รวบรวม ประกอบกามสุข ทำตนให้ลำบาก อุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิและความถือมั่น เป็นต้น เพื่อเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โพธิ ผู้ตรัสรู้. บทว่า พุชฺฌติ
หน้า 524 ข้อ 573
ย่อมตรัสรู้ ท่านอธิบายว่า ออกจากความหลับอันเป็นสันดานของกิเลส หรือ แทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ชื่อว่า โพชฌงค์เพราะเป็นองค์แห่งการ ตรัสรู้ อันได้แก่ธรรมสามัคคีนั้น ดุจองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้น. แม้พระอริยสาวกใดย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีนั้นมีประการตามที่กล่าวแล้ว ท่านเรียกพระอริยสาวกนั้นว่า โพธิ. ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่ง ผู้ตรัสรู้นั้น ดุจองค์เสนาและองค์รถเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้. ท่าน กล่าวอรรถแห่งสติสัมโพชฌงค์เป็นต้นไว้ในอภิญเญยยนิเทศ. พึงทราบวินิจฉัยในโพชฌังคัตถนิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า โพธิยํ สํวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไปในความตรัสรู้ คือ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่การ ตรัสรู้. เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของใคร. เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของ ผู้มีกิจอันทำแล้วด้วยการพิจารณานิพพานด้วยมรรคและผล หรือเพื่อประโยชน์ แก่การตื่นจากความหลับ เพราะกิเลส ท่านอธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่ความ เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยผล. โพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ แม้มีวิปัสสนาเป็น กำลัง. นี้เป็นอธิบายทั่วไปของโพชฌงค์อันเป็นวิปัสสนามรรคและผล. โพชฌงค์ เหล่านั้นย่อมเป็นไป เพื่อความตรัสรู้ในฐานะ ๓ เพื่อแทงตลอดนิพพาน. ด้วย บทนี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงคำว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้. ที่ เกิดของโพชฌงค์ ท่านกล่าวไว้ด้วยจตุกะ ๕ มีอาทิว่า พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ ท่านกล่าวไว้ในอภิญเญยยนิเทศ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พุชฺฌนฺติ ชี้แจงถึงผู้ทำ เพื่อให้เห็นความเป็นผู้สามารถ
หน้า 525 ข้อ 573
ในการทำกิจของตนแห่งโพชฌงค์. บทว่า พุชฺฌนฏฺเน เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ แม้ความเป็นผู้สามารถในการทำกิจของตนมีอยู่ ก็ชี้แจงถึงภาวะเพื่อ ให้เห็นความไม่มีผู้ทำ. บทว่า โพเธนฺติ ให้ตรัสรู้ เมื่อพระโยคาวจรตรัสรู้ ด้วยการเจริญโพชฌงค์ ชี้แจงถึงเหตุกัตตา (ผู้ใช้ให้ทำ) แห่งโพชฌงค์ เพราะ เป็นผู้ประกอบ. บทว่า โพธนฏฺเน เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ คือ ชี้แจงถึง ภาวะของผู้ใช้ให้ทำ เพราะเป็นผู้ประกอบตามนัยดังกล่าวแล้วครั้งแรกนั่นแหละ. บทว่า โพธิปกฺขิยฏฺเน เพราะอรรถว่าเป็นไปในฝ่ายตรัสรู้ คือ เพราะ เป็นไปในฝ่ายของพระโยคาวจรผู้ได้ชื่อว่า โพธิ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้. นี้เป็นการชี้แจงความที่โพชฌงค์เหล่านั้นเป็นอุปการะแก่พระโยคาวจร. ด้วยบท เหล่านี้ท่านอธิบายว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งผู้ตรัสรู้. พึงทราบ วินิจฉัยในลักษณะมีอาทิว่า พุทฺธิลภนฏฺเน เพราะอรรถให้ได้ความตรัสรู้. บทว่า พุทฺธิลภนฏฺเน คือ เพราะอรรถให้พระโยคาวจรถึงความตรัสรู้. บทว่า โรปนฏฺเน เพราะอรรถว่าปลูกความตรัสรู้ คือ เพราะอรรถให้สัตว์ ทั้งหลายดำรงอยู่. บทว่า ปาปนฏฺเน เพราะอรรถให้ถึงความตรัสรู้ คือ เพราะอรรถให้สำเร็จความที่ให้สัตว์ดำรงอยู่. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า โพชฌงค์อันเป็นวิปัสสนาเหล่านี้ คือโพชฌงค์ เป็นมรรคผลต่างกันด้วยอุปสรรค ๓ ศัพท์ คือ ปฏิ-อภิ-สํ เฉพาะ-ยิ่ง-พร้อม. พึงทราบว่า ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ โพชฌงค์ทั้งหลายท่านชี้แจงไว้ด้วยธรรมโวหารแม้ทั้งหมด.
หน้า 526 ข้อ 573
อรรถกถามูลมูลกาทิทสกกถา พึงทราบวินิจฉัยในมูลมูลกทสกะมีอาทิว่า มูลฏฺเน ดังต่อไปนี้. บทว่า มูลฏฺเน เพราะอรรถว่าเป็นมูล คือ ในวิปัสสนาเป็นต้น เพราะอรรถว่า โพชฌงค์ก่อน ๆ เป็นมูลของโพชฌงค์หลัง ๆ ของสหชาตธรรม และของกัน และกัน. บทว่า มูลจริยฏฺเน เพราะอรรถว่า ประพฤติตามอรรถที่เป็นมูล คือ ประพฤติเป็นไปเป็นมูล ชื่อว่า มูลจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติเป็น มูลนั้น อธิบายว่า เพราะอรรถว่าเป็นมูลแล้วจึงเป็นไป. บทว่า มูลปริคฺ- คหฏฺเน เพราะอรรถว่ากำหนดธรรมที่เป็นมูล คือ โพชฌงค์เหล่านั้นชื่อว่า กำหนด เพราะกำหนดเพื่อต้องการให้เกิดตั้งแต่ต้น การกำหนดมูลนั่นแหละ ชื่อว่า มูลปริคฺคหา เพราะอรรถว่า กำหนดธรรมที่เป็นมูลนั้น เพราะอรรถว่า มีธรรมเป็นบริวาร ด้วยเป็นบริวารของกันและกัน เพราะอรรถว่ามีธรรม บริบูรณ์ด้วยการบำเพ็ญภาวนา เพราะอรรถว่ามีธรรมแก่กล้า ด้วยให้บรรลุ ความสำเร็จ. ชื่อว่า มูลปฏิสมฺภิทา แตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะมูล ๖ อย่างเหล่านั้น และชื่อว่าปฏิสัมภิทา เพราะแตกฉานในประเภท เพราะ อรรถว่าแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล. บทว่า มูลปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเน เพราะอรรถว่า ให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล คือ เพราะอรรถว่า ให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ของพระโยคาวจรผู้ขวนขวายในการ เจริญโพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เจริญความชำนาญ ด้วยความแตกฉานใน ธรรมอันเป็นมูลนั้น ของพระโยคาวจรนั้นนั่นเอง. ในโวหารของบุคคลเช่นนี้ แม้ที่เหลือ พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งผู้ตรัสรู้. พึงทราบว่า โพชฌงค์เป็นผลในการไม่กล่าวถึงความสำเร็จแม้เช่นนี้ ในบทว่า มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปตฺตานมฺปิ แม้ของผู้ถึงความชำนาญในความ แตกฉานธรรมอันเป็นมูล. ปาฐะว่า วสีภาวํ ปตฺตานํ ของผู้ถึงความชำนาญ บ้าง. จบมูลมูลกทสกะ
หน้า 527 ข้อ 573
ในทสกะ ๙ มีเหตุมูลกะเป็นต้น แม้ที่เหลือพึงทราบอรรถแห่งคำทั่วไป โดยนัยนี้แล. โพชฌงค์ตามที่กล่าวแล้วในคำไม่ทั่วไป ชื่อว่าเหตุ เพราะให้ เกิดธรรมตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า ปัจจัย เพราะช่วยค้ำจุน ชื่อว่า วิสุทธิ เพราะเป็นความหมดจดแห่งตทังคะ สมุจเฉทะและปฏิปัสสัทธิ ชื่อว่าไม่มีโทษ เพราะปราศจากโทษ ชื่อว่า เนกขัมมะ เพราะบาลีว่า สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา เนกฺขมฺมํ กุศลธรรมแม้ทั้งหมดเป็นเนกขัมมะ ชื่อว่า วิมุตติ ด้วยสามารถ แห่งตทังควิมุตติเป็นต้น เพราะพ้นจากกิเลสทั้งหลาย. โพชฌงค์อันเป็นมรรค และผล ชื่อว่า อนาสวะ เพราะปราศจากอาสวะอันเป็นขอบเขต. โพชฌงค์ แม้ ๓ อย่างชื่อว่า วิเวก ด้วยสามารถแห่งตทังควิเวกเป็นต้น เพราะว่างเปล่า จากกิเลสทั้งหลาย. โพชฌงค์อันเป็นวิปัสสนาและมรรค ชื่อว่า โวสฺสคฺคา เพราะปล่อยวางการสละและเพราะปล่อยวางการแล่นไป. โพชฌงค์อันเป็นผล ชื่อว่า โวสฺสคฺคา เพราะปล่อยวางการแล่นไป. ทสกะ ๙ ท่านชี้แจงด้วยบท หนึ่ง ๆ มีอาทิว่า มูลฏฺํ พุชฺฌนฺติ ตรัสรู้สภาพอันเป็นมูล พึงทราบโดยนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. ส่วนบทว่า วสีภาวปฺปตฺตานํ ท่านไม่บอกเพราะ ไม่มีคำเป็นปัจจุบันกาล. การกำหนดเป็นต้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในอภิญเญยย- นิเทศ. พระเถระครั้นยกสูตรที่ตนแสดงขึ้นแล้วประสงค์จะแสดงโพชฌงค์วิธี ด้วยการชี้แจงสูตรนั้น จึงกล่าวนิทานมีอาทิว่า เอกํ สมยํ แล้วยกสูตรขึ้น แสดง. อนึ่ง ในสูตรนี้ เพราะเป็นสูตรที่ตนแสดงเอง ท่านจึงไม่กล่าวว่า เอวํ เม สุตํ. อนึ่งในบทว่า อายสฺมา สารูปุตฺโต นี้ ท่านกล่าวทำตน ดุจคนอื่นเพื่อความฉลาดของผู้แสดง. เพราะอาจารย์ทั้งหลายประกอบคำเช่นนี้ ไว้มากในคันถะทั้งหลายในโลก. บทว่า ปุพฺพณฺหสมยํ คือ ตลอดเวลาเช้าทั้งสิ้น.
หน้า 528 ข้อ 573
บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ แม้ในสองบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ ดูก่อนอาวุโส หากว่าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ คือ หากสติสัมโพชฌงค์ ของเรามีอยู่อย่างนี้. บทว่า อปฺปมาโณติ เม โหติ สติสัมโพชฌงค์ของเรา ก็หาประมาณมิได้ คือ สติสัมโพชฌงค์ของเราหาประมาณมิได้ มีอยู่อย่างนี้. บทว่า สุสมารทฺโธ เม โหติ ปรารภแล้วด้วยดี คือ สติสัมโพชฌงค์ของเรา บริบูรณ์ด้วยดีอย่างนี้. บทว่า ติฏฺนฺตํ ตั้งอยู่ คือ ตั้งอยู่ด้วยเป็นไปใน นิพพานารมณ์. บทว่า จวติ เคลื่อนไป คือ หลีกไปจากนิพพานารมณ์ แม้ในโพชฌงค์ที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า ราชมหามตฺตสฺส คือแห่งมหาอำมาตย์ ของพระราชา หรือผู้ประกอบด้วยประมาณโภคสมบัติ เพราะมีโภคสมบัติมาก. บทว่า นานารตฺตานํ เต็มด้วยผ้าสีต่าง ๆ คือ ผ้าย้อมด้วยสีต่าง ๆ. บทนี้เป็น ฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถบริบูรณ์ อธิบายว่า ด้วยสีต่าง ๆ. บทว่า ทุสฺสกรณฺ- ฑโก คือเปรียบเหมือนตู้เก็บผ้า. บทว่า ทุสฺสยุคํ ผ้าคู่ คือ คู่ผ้า. บทว่า ปารุปิตุํ คือเพื่อปกปิด. ในสูตรนี้ท่านกล่าวถึงโพชฌงค์อันเป็นผลของพระเถระ จริงอยู่ ในกาลใด พระเถระกระทำสติสัมโพชฌงค์ให้เป็นหัวข้อ แล้วเข้าถึง ผลสมาบัติ ในกาลนั้น โพชฌงค์นอกนี้ก็ตามสติสัมโพชฌงค์นั้นไป ในกาลใด เข้าถึงธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกาลนั้น โพชฌงค์ แม้ที่เหลือก็ตามธรรมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นไป เพราะเหตุนั้น พระเถระเมื่อจะ แสดงความที่ตนมีความชำนาญในความประพฤติผลสมาบัติอย่างนั้น จึงกล่าว สูตรนี้.
หน้า 529 ข้อ 573
อรรถกถาสุตตันตนิเทศ ในบทว่า กถํ สติ สมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหติ ถ้าสติ สัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้นมีอยู่อย่างไร บทว่า โพชฺฌงฺโค ความว่า เมื่อ พระโยคาวจรเข้าผลสมบัติ ทำสติสัมโพชฌงค์ให้เป็นประธาน เมื่อโพชฌงค์อื่น มีอยู่ สติสัมโพชฌงค์นี้ย่อมมีอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น หากว่า เมื่อสติสัมโพช- ฌงค์เป็นไปแล้วอย่างนี้ สติสัมโพชฌงค์นั้นมีอยู่อย่างไร. บทว่า ยาวตา นิโรธุปฏฺาติ นิโรธย่อมปรากฏเพียงใด คือ นิ- โรธย่อมปรากฏโดยกาลใด อธิบาย นิพพานย่อมปรากฏโดยอารมณ์ในกาลใด. บทว่า ยาวตา อจฺฉิ เปลวไฟมีเพียงใด คือ เปลวไฟมีโดยประมาณเพียงใด. บทว่า กถํ อปฺปมาโณ อิติ เจ โหตีติ โพชฺฌงฺโค โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้นมีอยู่อย่างไร ความว่า เมื่อ สติสัมโพชฌงค์แม้หาประมาณมิได้มีอยู่ สติสัมโพชฌงค์นี้ก็ย่อมหาประมาณมิได้ ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น หากว่าสติสัมโพชฌงค์หาประมาณมิได้นั้น มีอยู่แก่พระโยคาวจรผู้เป็นไปแล้วอย่างไร. บทว่า ปมาณวนฺตา มีประมาณ คือ กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฺานกิเลส และสังขารอันทำให้เกิดภพใหม่ ชื่อว่า มีประมาณ. ราคะเป็นต้น เพราะคำว่า ราคะ โทสะ โมหะ กระทำประมาณ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ใด การทำประมาณแก่ผู้นั้นว่า นี้ประมาณเท่านี้ ชื่อว่า ประมาณ. กิเลสเป็นต้น เป็นเครื่องผูกติดอาศัยในประมาณนั้น ชื่อว่า มีประมาณ. บทว่า กิเลสา คือ เป็นอนุสัย. บทว่า ปริยุฏฺานา คือ กิเลสที่ถึงความฟุ้งซ่าน. บทว่า สงฺขารา โปโนพฺภวิกา สังขารอันให้เกิดภพใหม่ คือ การเกิดบ่อย ๆ ชื่อว่า
หน้า 530 ข้อ 573
ปุนัพภวะ. ชื่อว่า โปนพฺภวิกา เพราะมีภพใหม่เป็นปกติ การมีภพใหม่ นั่นแหละ ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา. สังขาร ได้แก่ กุศลกรรมและกุศลกรรม. บทว่า อปฺปมาโณ หาประมาณมิได้ คือ ชื่อว่า หาประมาณมิได้ เพราะไม่มี ประมาณอันมีประมาณดังกล่าวแล้ว เพื่อความวิเศษจากนั้น เพราะแม้มรรค และผลก็ไม่มีประมาณ. บทว่า อจลฏฺเน อสงฺขตฏฺเน เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว เพราะอรรถว่าเป็นอสังขตธรรมได้กล่าวไว้แล้ว ชื่อว่า ไม่หวั่น ไหว เพราะไม่มีความดับ ชื่อว่า เป็นอสังขตะ เพราะไม่มีปัจจัย จริงอยู่ ทั้ง ไม่หวั่นไหว ทั้งเป็นสังขตะปราศจากประมาณอย่างยิ่ง. บทว่า กถํ สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค สติสัม- โพชฌงค์ ชื่อว่า เราปรารภแล้วด้วยดีนั้นมีอยู่อย่างไร คือ พึงประกอบโดยนัยดัง กล่าวแล้วในลำดับ. บทว่า วิสมา ไม่เสมอ ชื่อว่า วิสมา เพราะไม่เสมอ เอง และเพราะเป็นเหตุแห่งความไม่เสมอ. บทว่า สทฺธมฺโม ชื่อว่า ธรรม เสมอ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมสงบ เป็นธรรมประณีต ชื่อว่า สงบ เพราะ ไม่มีประมาณ ชื่อว่า ประณีต เพราะอรรถว่าเป็นธรรมสูงสุดกว่าธรรมทั้งปวง เพราะพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นสังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดีมีประมาณเพียงใด เรากล่าววิราคะว่าเป็นธรรมเลิศกว่าธรรม ทั้งหลายเหล่านั้น. ปรารภแล้วในธรรมเสมอด้วยดีดังกล่าวแล้วว่าในสมธรรม นั้น ชื่อว่า สุสมารทฺโธ ปรารภแล้วด้วยดี. บทว่า อาวชฺชิตตฺตา เพราะ ความนึกถึง ท่านกล่าวหมายถึงกาลอันเป็นไปแล้วด้วยผลสมบัติ ท่านอธิบาย ไว้ว่า เพราะมโนทวาราวัชชนะเกิดขึ้นแล้วในนิพพานกล่าวคือ อนุบปาทาทิ (นิพพานอันไม่มีความเกิด) เป็นต้น. บทว่า ติฏฺติ ตั้งอยู่ คือ เป็นไปอยู่. บทว่า อุปฺปาทํ (ความเกิด) เป็นต้น มีอรรถดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ในวาระแม้ที่เป็นโพชฌงค์มูลกะที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาโพชฌงคกถา
หน้า 531 ข้อ 574, 575
ยุคนัทธวรรค เมตตากถา สาวัตถีนิทาน ว่าด้วยอานิสงส์และอาการแผ่เมตตา [๕๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพ แล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนื่อง ๆ อบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว อานิสงส์ ๑๑ ประการเป็นอันหวังได้ อานิสงส์ ๑๑ ประการเป็นไฉน ? คือ ผู้เจริญเมตตาย่อมหลับเป็นสุข ๑ ตื่นเป็นสุข ๑ ไม่ ฝันลามก ๑ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ ๑ ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ ๑ เทวดา ย่อมรักษา ๑ ไฟ ยาพิษ หรือศาสตราย่อมไม่กล้ำกลาย ๑ จิตของผู้เจริญเมตตา เป็นสมาธิได้รวดเร็ว ๑ สีหน้าของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส ๑ ย่อมไม่หลงใหล กระทำกาละ ๑ เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรมอันยิ่งย่อมเข้าถึงพรหมโลก ๑ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนื่อง ๆ อบรมแล้ว ปรารภดี แล้ว อานิสงส์ ๑๑ ประการนี้เป็นอันหวังได้. [๕๗๕] เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงก็มี แผ่ไปโดยเจาะจง ก็มี แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายก็มี เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ เท่าไร ? แผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการเท่าไร ? แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ เท่าไร ? เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ แผ่ไปโดยเจาะ จงด้วยอาการ ๗ แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐. เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ?
หน้า 532 ข้อ 576
เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มี เวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่ในสุขเถิด ปาณะทั้งปวง ฯลฯ ภูตทั้งปวง บุคคลทั้งปวง ผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไป โดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕๑ นี้. เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ? เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยเจาะจงว่า ขอหญิงทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ชายทั้งปวง ฯลฯ อารย- ชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗๒ นี้. [๕๗๖] เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน? เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพาจง เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ขอสัตว์ ทั้งปวงในทิศประจิม ฯลฯ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทัก- ษิณ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ ขอสัตว์ทั้งปวง ในทิศอีสาน ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง ขอ สัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเป็นสุขเถิด ขอปาณะทั้งปวงในทิศบูรพา ฯลฯ ภูต บุคคล ผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพ หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง อนารย- ๑. แผ่โดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ คือ ๑. สพฺเพ สตฺตา ๒. สพฺเพ ปาณา ๓. สพฺเพ ภูตา ๔. สพฺเพ ปุคฺคลา ๕. สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา ๒. เจาะจงด้วยอาการ ๗ คือ สพฺพา อิตฺถิโย ๒. สพฺเพ ปุริสา ๓. สพฺเพ อริยา ๔. สพฺเพ อนริยา ๕. สพฺเพ เทวา ๖. สพฺเพ มนุสฺสา ๗. สพฺเพ วินิปาติกา.
หน้า 533 ข้อ 577
ชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่ มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด วินิปาติกสัตว์ ทั้งปวงในทิศปัจฉิม ฯลฯ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ในทิศทักษิณ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศ พายัพ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียนเบียดกัน ไม่มีทุกข์รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตา เจโตวิมุตติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ นี้ เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปสู่สัตว์ ทั้งปวงด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้นสัตว์ทั้งปวง ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวง ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อน ไม่ทำสัตว์ ทั้งปวงให้เดือนร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยีสัตว์ทั้งปวง ๑ ด้วยการเว้น การเบียดเบียน ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ๑ ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่าได้มีเวร ๑ จงเป็นผู้มีสุข อย่ามีทุกข์ ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็น ทุกข์ จิตชื่อว่า เมตตา เพราะรัก ชื่อว่า เจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่า วิมุตติเพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วย เป็น เจโตวิมุตติด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุตติ. [๕๗๗] บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธา ว่าขอสัตว์ ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตา เจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียร ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร. . . ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรม แล้วด้วยวิริยินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้เป็นมั่นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มี เวร. . . ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์ ผู้เจริญเมตตา
หน้า 534 ข้อ 578
ตั้งจิตไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร. . . ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอัน อบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาทราบชัดด้วยปัญญาว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร. . . ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพ เมตตาเจโตวิมุตติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นภาวนา ของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเจริญเมตตาเจโตวิมุตติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการ นี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรมของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลทำให้ มากซึ่งเจโตวิมุตติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอลังการ ของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมประดับเมตตาเจโตวิมุตติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นบริขารของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคล ย่อมปรุงแต่งเมตตาเจโตวิมุตติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุตติดีแล้ว ด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็นภาวนา เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังกร เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็นความตั้งอยู่ดี เป็นความพ้นพิเศษ เป็นความเห็นว่า นี้ละเอียด ของเมตตาเจโตวิมุตติ เมตตาเจโตวิมุตติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนือง ๆ สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว อธิษฐาน ดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๗๘] ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวในความไม่มีศรัทธา ด้วย มนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด
หน้า 535 ข้อ 579
ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธาพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่ หวั่นไหวในความเกียจคร้าน ด้วยมนสิการ ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่ มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยพละ ผู้เจริญ เมตตาย่อมไม่หวั่นไหวในความประมาท ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวในอวิชชา ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญาพละ. ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวในอวิชชา ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพเมตตา- เจโตวิมุตติด้วยพละ ๕ ประการนี้... เมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนือง ๆ สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว ดำเนิน ขึ้นไปดีแล้ว อธิษฐานดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด ให้ โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๗๙] ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้ว ด้วยสติสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาเลือกเฟ้นด้วยปัญญาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจง เป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยธรรมวิจย- สัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาระงับความเร่าร้อนว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาระงับ
หน้า 536 ข้อ 580
ความคิดชั่วหยาบไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตา- เจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้ว ด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาย่อมวางเฉยกิเลสทั้งหลายด้วยญาณว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร จงมีความปลอดโปร่ง จงมีสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุตติ ด้วยโพชฌงค์ ๗ ประการนี้...เมตตาเจโตวิมุตติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำ ให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนือง ๆ สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว อธิษฐาน ดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด ให้ โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๘๐] ผู้เจริญเมตตาย่อมเห็นชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มี เวร มีความปลอดโปรง มีสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้ว ด้วยสัมมาทิฏฐิ ผู้เจริญเมตตาย่อมดำริโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสังกัปปะ ผู้เจริญ เมตตาย่อมกำหนดโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวาจา ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้ง การงานไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโต- วิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมากัมมันตะ ผู้เจริญเมตตาย่อมชำระอาชีพให้ ขาวผ่องโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติ เป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาอาชีวะ ผู้เจริญเมตตาย่อมประคองความเพียรไว้ โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็น
หน้า 537 ข้อ 580
อันอบรมแล้วด้วยสัมมาวายามะ ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งสติไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วย สัมมาสติ ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้ว ด้วยสัมมาสมาธิ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเจโตวิมุตติ บุคคล ย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุตติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นภาวนาของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเจริญเมตตาเจโตวิมุตติด้วยองค์ มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรมของเมตตาเจโต- วิมุตติ บุคคลย่อมทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุตติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอลังการของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมประดับ เมตตาเจโตวิมุตติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็น บริขารของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมปรุงแต่งเมตตาเจโตวิมุตติด้วยองค์ มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริขารของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุตติด้วยดีด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์ มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็นภาวนา เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังการ เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็น ความตั้งอยู่ด้วยดี เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่านี้ละเอียดของเมตตา- เจโตวิมุตติ อันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนือง ๆ สั่งสม แล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว อธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษ แล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว.
หน้า 538 ข้อ 581, 582
[๕๘๑] เมตตาเจโตวิมุตติ แผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้น ความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้ เดือดร้อน ไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการ เบียดเบียน ไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง บุคคลทั้งปวง สัตว์ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ขอ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมีความสุข อย่า มีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑ จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักวินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วยเป็นเจโตวิมุตติ ด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมน้อมใจ ไปด้วยศรัทธาว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๘๒] เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้น ความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้ เดือดร้อน ไม่ให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการ เบียดเบียด ไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา ในทิศปัจจิม ใน ทิศอุดร ในทิศทักษิณ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศ หรดี ในทิศเบื้องต่ำ ในทิศเบื้องบน ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็น ผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมี ตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑ จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักสัตว์ทั้งปวง
หน้า 539 ข้อ 583, 584
ในทิศเบื้องบน ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้น จากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุตติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลผู้เจริญเมตตา ย่อมน้อมใจไป ด้วยศรัทธาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบนจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความ ปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วย สัทธินทรีย์ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๘๓] เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้น ความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้ เดือดร้อน ไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการ เบียดเบียน ไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง บุคคลทั้งปวง สัตว์ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ใน ทิศบูรพา ในทิศปัจจิม ในทิศอุดร ในทิศทักษิณ ในทิศอาคเนย์ ในทิศ พายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องต่ำ ในทิศเบื้องบน ขอ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมี ความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑ จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุตติเพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลส ทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วยเป็นเจโตวิมุตติด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เมตตา- เจโตวิมุตติ. [๕๘๔] บุคคลผู้เจริญเมตตา ย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่าขอ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง
หน้า 540 ข้อ 585, 586
มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ผู้เจริญ เมตตาประคองความเพียรไว้ว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จง เป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติ เป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่น ฯลฯ เมตตาเจโต- วิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตมั่น ฯลฯ เมตตา เจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์ ผู้เจริญเมตตารู้ชัดด้วยปัญญา ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็น อาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุตติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๘๕] ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ด้วย มนสิการว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความ ปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วย สัทธาพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน เมตตา- เจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวใน ความประมาท เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติพละ ฯลฯ ผู้เจริญ เมตตาไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วย สมาธิพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน เมตตา- อบรมแล้วด้วยปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุตติด้วยพละ ๕ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้ รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๘๖] ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้นั่นว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศ เบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้
หน้า 541 ข้อ 587
เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตา เลือกเฟ้นด้วยปัญญา เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยธรรมวิจยสัม- โพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอัน อบรมแล้วด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาระงับความเร่าร้อนไว้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาระงับ ความชั่วหยาบไว้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้มั่น เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิ สัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาวางเฉยกิเลสทั้งปวงด้วยญาณ เมตตาเจโตวิมุตติ เป็นอันอบรมแล้วด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็น อาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุตติด้วยโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. [๕๘๗] ผู้เจริญเมตตาย่อมเห็นโดยชอบว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาดำริโดย ชอบ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตา กำหนดโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวาจา ฯลฯ ผู้ เจริญเมตตาตั้งการงานไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วย สัมมากัมมันตะ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาชำระอาชีพให้ผ่องแผ้วโดยชอบ เมตตา- เจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาประคองความ เพียรไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวายามะ ฯลฯ
หน้า 542 ข้อ 587
ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้วด้วย สัมมาสติ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งมั่นโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุตติเป็นอันอบรมแล้ว ด้วยสัมมาสมาธิ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุตติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ ฯลฯ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุตติ บุคคลห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุตติ ด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็น ภาวนา เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังการ เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความ บริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็น ความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็นความดำรงมั่น เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่า นี้ละเอียด ของเมตตาเจโตวิมุตติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนือง ๆ สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว อธิษฐาน ดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด (ให้ รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว. จบเมตตากถา
หน้า 543 ข้อ 587
อรรถกถาเมตตากถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งเมตตากถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น ดำเนินตามโพชฌงคกถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ในลำดับแห่งโพชฌงคกถา. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นดังต่อไปนี้. บทว่า อาเสวิตาย อัน บุคคลเสพแล้ว คือ เสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า ภาวิตาย คือ เจริญแล้ว. บทว่า พหุลีกตาย ทำให้มากแล้ว คือ ทำแล้วบ่อย ๆ. บทว่า ยานีกตาย ทำให้เป็นดังยาน คือ ทำเช่นกับยานที่เทียมแล้ว. บทว่า วตฺถุกตาย ทำให้ เป็นที่ตั้ง คือ ทำดุจวัตถุเพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนุฏฺิตาย ตั้งไว้ เนือง ๆ คือ ปรากฏแล้ว. บทว่า ปริจิตาย อบรมแล้ว คือ สะสมดำรงไว้ โดยรอบ. บทว่า สุสมารทฺธาย ปรารภดีแล้ว คือ ปรารภแล้วด้วยดี ทำ ด้วยดีแล้ว. บทว่า อานสํสา คือ คุณ. บทว่า ปาฏิกงฺขา หวัง คือ พึงหวัง พึงปรารถนา. บทว่า สุขํ สุปติ หลับเป็นสุข คือ หลับเป็นสุขไม่หลับเหมือนตน ส่วนมาก กรนกลิ้งเกลือกไปมาหลับเป็นทุกข์ แม้ก้าวลงสู่ความหลับก็เป็น เหมือนเข้าสมาบัติ. บทว่า สุขํ ปฏิพุชฺฌติ ตื่นเป็นสุข คือ ตื่นเป็นสุข ไม่ผิดปกติ เหมือนดอกปทุมแย้ม ไม่ตื่นเหมือนคนอื่นที่ทอดถอนบิดกาย พลิกไปมาตื่นเป็นทุกข์. บทว่า น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ ไม่ฝันลามก คือ เมื่อฝันย่อมเห็นฝันอันเจริญ เหมือนไหว้พระเจดีย์ เหมือนทำการบูชา และ เหมือนฟังธรรม ไม่เห็นความฝันลามกเหมือนคนอื่นฝันเห็นเหมือนถูกโจร
หน้า 544 ข้อ 587
ล้อมตน เหมือนถูกสัตว์ร้ายเบียดเบียนและเหมือนตกลงไปในเหว. บทว่า มนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รัก เป็นที่ ชอบใจของมนุษย์ทั้งหลาย ดุจแก้วมุกดาหารสวมไว้ที่อกและดุจดอกไม้ประดับ ไว้บนศีรษะ. บทว่า อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักแม้ของอมนุษย์เหมือนเป็นที่รักของมนุษย์. บทว่า เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมรักษา คือ เทวดาย่อมรักษาดุจมารดาบิดารักษาบุตรฉะนั้น. บทว่า นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ย่อมไม่กล้ำกลายเขา คือ ไฟ ยาพิษ หรือศัสตรา ย่อมไม่ก้าวเข้าไป ในกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา อธิบายว่า ไม่ยังกายของเขาให้กำเริบ. บทว่า ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็ว คือ จิตของผู้อยู่ด้วยเมตตาย่อม ตั้งมั่นได้เร็ว ไม่มีความชักช้า. บทว่า มุขวณฺโธ วิปฺปสีทติ สีหน้าผ่องใส คือ หน้าของเขามีสีผ่องใส ดุจตาลสุกพ้นจากขั้ว. บทว่า อสมฺมูฬฺโห กาลํ กโรติ ไม่หลงใหลกระทำกาละ คือ ผู้อยู่ด้วยเมตตาไม่หลงตาย ไม่หลงทำ กาละดุจคนก้าวลงสู่ความหลับ. บทว่า อุตฺตรึ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต เมื่อยัง ไม่แทงตลอดธรรมอันยิ่ง คือเมื่อยังไม่สามารถบรรลุพระอรหัตอันยิ่งกว่าเมตตา สมาบัติได้เคลื่อนจากโลกนี้ดุจหลับแล้วตื่น. บทว่า พฺรหฺมโลกูปโค โหติ คือ ย่อมเข้าถึงพรหมโลก. พึงทราบวินิจฉัยในเมตตานิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า อโนธิโส ผรณา คือ แผ่ไปโดยไม่เจาะจง เขตแดนชื่อว่า โอธิ ไม่มีเขตแดนชื่อว่า อโนธิ โดยไม่มีเขตแดนนั้น ความว่าโดยไม่เจาะจง ท่านอธิบายว่า แผ่ไปโดยไม่มี ที่กำหนด. บทว่า โอธิโส โดยเจาะจง คือ โดยมีกำหนด. บทว่า ทิสา ผรณา คือ แผ่ไปในทิศทั้งหลาย. บทว่า สพฺเพ ทั้งหมด คือ กำหนดโดย
หน้า 545 ข้อ 587
ไม่มีเหลือ. อรรถแห่งบทว่า สตฺตา ท่านกล่าวไว้แล้วในอรรถกถามาติกา แห่งญาณกถา. โวหารนี้ย่อมเป็นไปแม้ในผู้ที่ปราศจากราคะแล้ว ด้วยรุฬหิศัพท์ ดุจโวหารว่า พัดใบตาลย่อมเป็นไปในพัดวิชนี แม้ทำด้วยไม้ไผ่. บทว่า อเวรา ไม่มีเวร คือ ปราศจากเวร. บทว่า อพฺยาปชฺฌา ไม่เบียดเบียน คือ เว้นจาก ความพยาบาท. บทว่า อนีฆา คือ ไม่มีทุกข์. บทว่า สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด คือ มีความสุขยังอัตภาพให้เป็นไปได้. พึงทราบความ สัมพันธ์ของคำในบทนี้อย่างนี้ว่า แสดงความไม่มีเวร อาศัยสันดานของตนและ คนอื่น อาศัยสันดานของคนอื่น และคนนอกนี้ในบทว่า อเวรา แสดงความ ไม่มีพยาบาทอันไม่มีเวรนั้นเป็นมูล เพราะความไม่มีเวร ในบทมีอาทิว่า อพฺยาปชฺฌา แสดงความไม่มีทุกข์อันไม่มีความพยาบาทนั้นเป็นมูล เพราะ ไม่มีความพยาบาทในบทว่า อนีฆา แสดงการบริหารอัตภาพด้วยความสุข เพราะไม่มีทุกข์ ในบทว่า สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ แผ่เมตตาด้วยอำนาจ แห่งคำอันปรากฏแล้วในคำทั้งหลาย ๔ มีอาทิว่า อเวรา โหนฺตุ จงอย่าได้ มีเวรเลยเหล่านี้. ในบทมีอาทิว่า ปาณา มีความดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ปาณา เพราะมี ชีวิต ความว่า เพราะยังเป็นไปอาศัยลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอยู่. ชื่อว่า ภูตา เพราะยังเป็นอยู่ ความว่า เพราะยังเกิดอยู่. ชื่อว่า ปุคฺคลา เพราะ ไปในนรกซึ่งท่านเรียกว่า ปุํ นั้น. สรีระหรือขันธปัญจกท่านเรียกว่าอัตภาพ หมายถึงอัตภาพ เพราะปรากฏเพียงบัญญัติ ชื่อว่า อตฺตภาวปริยาปนฺนา ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพ เพราะนับเนืองกำหนดหยั่งลงในอัตภาพนั้น. ท่านยกคำ ที่เหลือด้วยอำนาจแห่งรุฬหิศัพท์ (ศัพท์ที่ขยายความ) แล้วพึงทราบว่า คำ ทั้งหมดนั้นเป็นไวพจน์ของสัตว์ทั้งปวง เหมือนคำว่า สตฺตา ฉะนั้น.
หน้า 546 ข้อ 587
คำแม้อื่นเป็นไวพจน์ของสัตว์ทั้งปวงมีอาทิว่า สพฺเพ ชนฺตู สพฺเพ ชีวา สัตว์เกิดทั้งปวง สัตว์มีชีวิตทั้งปวงก็มีอยู่โดยแท้ แต่ท่านถือเอาคำ ๕ เหล่านี้ ด้วยเป็นคำปรากฏอยู่แล้วจึงกล่าวว่า เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะ จงด้วยอาการ ๕. อนึ่ง มิใช่โดยเพียงคำพูดอย่างเดียวเท่านั้น แห่งบทมีอาทิว่า สตฺตา ปาณา ที่แท้แล้วสัตว์เหล่าใดพึงปรารถนาความต่างกันแม้โดยอรรถ การแผ่ไปโดยไม่เจาะจงของสัตว์เหล่านั้นย่อมผิด เพราะฉะนั้นไม่ถือเอาอรรถ อย่างนั้นแล้วแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในอาการ ๕ เหล่านี้. อนึ่ง ในการแผ่ไปโดยเจาะจง พึงทราบความดังนี้. บทว่า อิตฺถิโย ปุริสา ท่านกล่าวถึงเพศ. บทว่า อริยา อนริยา ท่านกล่าวถึงอริยะและปุถุชน. บทว่า เทวา มนุสฺสา วินิปาติกา ท่านกล่าวถึงการเกิด. แม้ในการแผ่ไป ในทิศ ไม่ทำการจำแนกทิศแล้วแผ่ไปโดยไม่เจาะจง เพราะแผ่ไปโดยนัยมี อาทิว่า สพฺเพ สตฺตา ในทิศทั้งปวง แผ่ไปโดยเจาะจงเพราะแผ่ไปโดย นัยมีอาทิว่า สพฺพา อิตฺถิโย ในทิศทั้งปวง. อนึ่ง เพราะการแผ่เมตตาแม้ ๓ อย่างนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งจิต ยังไม่ถึงอัปปนา ฉะนั้นพึงถือเอาอัปปนาในวาระ ๓ ในการแผ่โดยไม่เจาะจง ท่านกล่าวถึงการแผ่ ๔ อย่างเหล่านั้นด้วยรวบรวมประโยชน์นั่นเอง คือ อย่าง หนึ่งว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรกันเลย อย่างหนึ่งว่า จงอย่าได้ เบียดเบียนกันเลย อย่างหนึ่งว่า จงอย่ามีทุกข์เลย อย่างหนึ่งว่า จงมีความสุข รักษาตนเถิด เพราะเมตตามีลักษณะรวบรวมประโยชน์ ด้วยอำนาจแห่ง อัปปนาอย่างละ ๔ ๆ ในอาการ ๕ มีอาทิว่า สตฺตา รวมเป็นอัปปนา ๒๐ ในการแผ่โดยเจาะจงด้วยอำนาจแห่งอัปปนาอย่างละ ๔ ๆ ในอาการ ๗ มีอาทิว่า
หน้า 547 ข้อ 587
สพฺพา อิตฺถิโย รวมเป็นอัปปนา ๒๘. อนึ่ง ในการแผ่ไปในทิศ อัปปนา ๔๘๐ คือ อัปปนา ๒๐๐ ทำอย่างละ ๒๐ แห่งทิศหนึ่ง ๆ โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในทิศตะวันออก อัปปนา ๒๘๐ ทำอย่างละ ๒๘ แห่งทิศ หนึ่ง ๆ โดยนัยมีอาทิว่า หญิงทั้งหลายทั้งปวงในทิศตะวันออก อัปปนาทั้งหมด ที่ท่านกล่าวไว้ในที่นี้รวมเป็นอัปปนา ๕๒๘ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวแม้การแผ่กรุณามุทิตาอุเบกขา เหมือนท่านกล่าวการแผ่เมตตาโดย ๓ อย่างฉะนั้น. อรรถกถาอินทริยวาร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงอาการประมวลมาซึ่งเมต- ตาและการอบรมอินทรีย์เป็นต้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สพฺเพสํ สตฺตานํ ปีฬนํ วชฺเชตฺวา เว้นความบีบคั้นสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีฬนํ การบีบคั้น คือ บีบคั้นสรีระข้างใน. บทว่า อุปฆาตํ การฆ่า คือ การฆ่าสรีระข้างนอก. บทว่า สนฺตาปํ การทำให้ เดือดร้อน คือ ทำใจให้เดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ. บทว่า ปริยาทานํ ความย่ำยี คือ ความสิ้นชีวิตเป็นต้นโดยปกติ. บทว่า วิเหสํ เบียดเบียน คือ เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น. บทว่า วชฺเชตฺวา เว้น คือ นำอย่างหนึ่ง ๆ ใน การเบียดเบียนเป็นต้นออกไปจากจิตของตนเอง. ท่านกล่าวบท ๕ มีการ เบียดเบียนเป็นต้นเหล่านี้ ด้วยเว้นสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการรวบรวมเมตตา. บทว่า อปีฬนาย ด้วยไม่บีบคั้นเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยการรวบรวมเมตตา.
หน้า 548 ข้อ 587
บทว่า อปีฬนาย พึงเชื่อมความว่า ประพฤติเมตตาในสัตว์ทั้งปวงด้วยอาการ ไม่บีบคั้น. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น. สามบทแม้เหล่านี้ว่า มา เวริโน มา ทุกฺขิโน มา ทุกฺขิตตฺตา อย่าได้มีเวร อย่ามีทุกข์ อย่ามีตนเป็นทุกข์ เป็นคำปฏิเสธสิ่งเป็นปฏิปักษ์ ของการรวบรวมเมตตา. คำว่า มา คือ จงอย่ามี. สามบทว่า อเวริโน สุขิโน สุขิตตฺตา จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความสุข มีตนเป็นสุข เป็นคำรวบรวมเมตตา. สองบทนี้ว่า อพฺยาปชฺฌา อนีฆา จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียน ไม่มีทุกข์ พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์เข้าด้วยคำว่า สุขิโน จงมีความสุข. บทว่า สุขิตตฺตา จงมีตนเป็นสุข แสดงความสุขนั้นเป็นไปเป็นนิจ. อนึ่ง บทว่า สุขิตตฺตา และบทว่า สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ โดยอรรถ เป็นอย่างเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่ง พึงสงเคราะห์คำว่า ความไม่เบียดเบียนกัน และไม่มีทุกข์ ด้วยบทมีอาทิว่า อปีฬนาย ด้วยไม่บีบคั้น. บทว่า อฏฺหากา- เรหิ ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ คือ อาการรวบรวมเมตตา ๕ มีอาทิว่า อปีฬนาย อาการรวบรวมเมตตา ๓ มีอาทิว่า อเวริโน โหนฺตุ. บทว่า เมตฺตายติ ประพฤติด้วยความรัก คือ ความเยื่อใย. บทว่า ตํ ธมฺมํ เจตยติ คิดถึง ธรรมนั้น คือ คิดติดต่อธรรมนั้นอันรวบรวมประโยชน์ อธิบายว่า ประพฤติ. บทว่า สพฺพพฺยาปาทปริยุฏฺาเนหิ วิมุจฺจติ พ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐาน- กิเลสทั้งปวง คือ พ้นจากการข่มด้วยความฟุ้งซ่านของพยาบาททั้งปวง อันเป็น ปฏิปักษ์แห่งเมตตา. บทว่า เมตฺตา จ เจโตวิมุตฺติ จ เมตตาและเจโตวิมุตติ คือ เมตตาอย่างเดียวเท่านั้น ท่านพรรณนาไว้ ๓ อย่าง. บท ๓ บทเหล่านั้นคือ อเวริโน เขมิโน สุขิโน เป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุข ท่านกล่าวสงเคราะห์อาการดังกล่าวแล้ว ใน
หน้า 549 ข้อ 587
บทก่อนโดยสังเขป. อินทรีย์ ๕ สัมปยุตด้วยเมตตา ท่านกล่าวแล้วโดยนัยมี อาทิว่า สทฺธาย อธิมุจฺจติ น้อมใจไปด้วยศรัทธา. พึงทราบวินิจฉัยในวาระ ๖ มีอาทิว่า อาเสวนา ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อาเสวนา เพราะเสพเมตตา. ภาวนา พหุลีกรรมก็อย่างนั้น. บทว่า อลงฺการา อลังการ คือ เครื่องประดับ. บทว่า สฺวาลงฺกตา ประดับด้วยดี คือ ประดับ ตกแต่งด้วยดี. บทว่า ปริกฺขารา คือ สัมภาระทั้งหลาย. บทว่า สุปริกฺขตา ปรุงแต่งด้วยดี คือ เก็บรวบรวมไว้ด้วยดี. บทว่า ปริวารา ด้วยอรรถว่า รักษา. ท่านกล่าว ๒๘ บทมีอาเสวนะเป็นต้นอีก เพื่อกล่าวถึงคุณของเมตตา. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาริปูริ ทำให้เต็ม คือ ความบริบูรณ์. บทว่า สหคตา คือ สหรคตด้วยปัญญา. บทว่า สหชาตา เป็นต้นก็อย่างนั้น. บทว่า ปกฺขนฺทนา แล่นไป คือ เข้าไปด้วยเมตตา ชื่อว่า ปกฺขนฺทนา เพราะ เป็นเหตุแล่นไปแห่งเมตตา. บทว่า สํสีทนา ความผ่องใสเป็นต้นก็อย่างนั้น. บทว่า เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนา เห็นว่านี้สงบ คือ เห็นว่าเมตตานี้สงบ เพราะเหตุนั้น การเห็นว่านี้สงบเป็นนปุงสกลิงค์ ดุจในคำว่า เอตทคฺคํ นี้เลิศ. บทว่า สิวาธิฏฺิตา อธิษฐานดีแล้ว คือ ตั้งไว้ด้วยดี. บทว่า สุสมุคฺคตา ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว คือ ยกขึ้นแล้วด้วยดี. บทว่า สุวิมุตฺตา พ้นวิเศษแล้ว คือ พ้นด้วยดีแล้วจากข้าศึกของตน ๆ. บทว่า นิพฺพตฺเตนฺติ คือ อินทรีย์ ๕ ประการ สัมปยุตด้วยเมตตายังเมตตาให้เกิด. บทว่า โชเตนฺติ ให้รุ่งเรือง คือ ทำให้ปรากฏ. บทว่า ปตาเปนฺติ ให้สว่างไสว คือ ให้รุ่งโรจน์. จบอรรถกถาอินทริยวาร
หน้า 550 ข้อ 587
อรรถกถาพลาทิวารัตตยะ พึงทราบแม้พลวารโดยนัยดังกล่าวแล้วในอินทริยวารนั่นแล. ท่าน กล่าววาระองค์แห่งมรรคในโพชฌงค์ไว้โดยปริยาย มิได้กล่าวด้วยอำนาจตาม ลักษณะ. ในวาระแห่งองค์มรรค ท่านกล่าวสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา- อาชีวะไว้ด้วยอำนาจแห่งส่วนเบื้องต้นของเมตตา มิใช่ด้วยอำนาจแห่งอัปปนา เพราะธรรมเหล่านี้ ย่อมไม่เกิดร่วมด้วยเมตตา. พึงทราบอรรถแม้แห่งวาระ ที่เหลือมีอาทิว่า สพฺเพสํ ปาณานํ แห่งสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงโดยนัยดังกล่าว แล้วในวาระ ๗ นั่นแล. ส่วนวิธีเจริญเมตตาพึงถือเอาจากวิสุทธิมรรค. จบอรรถกถาพลาทิวารัตตยะ จบอรรถกถาเมตตากถา
หน้า 551 ข้อ 588
ยุคนัทธวรรค วิราคกถา ว่าด้วยวิราคธรรม [๕๘๘] วิราคะเป็นมรรค วิมุตติเป็นผล วิราคะเป็นมรรคอย่างไร ? ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ย่อมคลายจาก มิจฉาทิฏฐิ จากกิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิต ภายนอก วิราคะ (มรรค) มีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็น โคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่า วิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิด เพราะสัมมาทิฏฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น มรรคจึง เป็นวิราคะ องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ย่อม ถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น อริยมรรคอันมี องค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรค ของสมณพราหมณ์เป็นอันมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึง ประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย. สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ ย่อมคลายจากมิจฉาสังกัปปะ สัมมา- วาจาด้วยอรรถว่ากำหนด ย่อมคลายจากมิจฉาวาจา สัมมากัมมันตะด้วยอรรถ ว่าตั้งขึ้นด้วยดี ย่อมคลายจากมิจฉากัมมันตะ สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าชำระ
หน้า 552 ข้อ 589, 590
อาชีวะให้ผ่องแผ้ว ย่อมคลายจากมิจฉาอาชีวะ สัมมาวายามะด้วยอรรถว่า ประคองไว้ ย่อมคลายจากมิจฉาวายามะ สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อม คลายจากมิจฉาสติ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากมิจฉา- สมาธิ จากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นนั้น จากขันธ์และสรรพนิมิต ภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมใน วิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่า วิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาสังกัปปะ เป็นต้นนั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็น มรรค องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรค จึงเป็นวิราคะ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ย่อมไปถึง นิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้เพราะฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุดและประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์ เป็นอันมาก ผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรค ทั้งหลาย. [๕๘๙] ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนหยาบ ๆ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธิ นั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย. [๕๙๐] ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา-
หน้า 553 ข้อ 591, 592
สมาธินั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย. [๕๙๑] ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย คลายจากกิเลสที่ เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมี วิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่า วิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็น วิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาสมาธิมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็น วิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึง ความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ย่อมถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก ผู้ถือลัทธิอื่น เพราะ ฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย. [๕๙๒] สัมมาทิฏฐิเป็นวิราคะเพราะความเห็น สัมมาสังกัปปะเป็น วิราคะเพราะความดำริ สัมมาวาจาเป็นวิราคะเพราะความกำหนด สัมมา- กัมมันตะเป็นวิราคะเพราะความตั้งขึ้นไว้ชอบ สัมมาอาชีวะเป็นวิราคะเพราะ ชำระอาชีวะให้ผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นวิราคะเพราะประคองไว้ สัมมาสติ เป็นวิราคะเพราะตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นวิราคะเพราะไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์ เป็นวิราคะเพราะตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะเลือกเฟ้น วิริยสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะ
หน้า 554 ข้อ 592
แผ่ซ่านไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นวิราคะเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความ พิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวในความไม่มี ศรัทธา วิริยพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน สติพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวในความประมาท สมาธิพละเป็น วิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นวิราคะเพราะ ความไม่หวั่นไหวในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความประคองไว้ สตินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความ ตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์เป็นวิราคะ เพราะความเห็น อินทรีย์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นวิราคะ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่านำออกไป มรรคเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นวิราคะเพราะอรรถว่า ตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเริ่มตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นวิราคะ เพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นของถ่องแท้ สมถะ เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาวิราคะเพราะอรรถว่าพิจารณา เห็น สมถวิปัสสนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่ คู่กันเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถ ว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิเป็น วิราคะเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าพ้นวิเศษ วิชชา เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าสละ ขยญาณเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าตัดขาด ฉันทะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็น มูล มนสิการเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นวิราคะเพราะ
หน้า 555 ข้อ 593
อรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมลง สมาธิ เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้น ๆ วิมุตติเป็นวิราคะ เพราะอรรถว่าเป็นสารธรรม สัมมาทิฏฐิเป็นมรรคเพราะความเห็น สัมมา- สังกัปปะเป็นมรรคเพราะความดำริ ฯลฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นมรรค เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด วิราคะเป็นมรรคอย่างนี้. [๕๙๓] วิมุตติเป็นผลอย่างไร ในขณะโสดาปัตติผล สัมมาทิฏฐิด้วย อรรถว่าเห็น พ้นจากมิจฉาทิฏฐิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้นจาก ขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติมีวิมุตติเป็นอารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ วิมุตติในคำว่า วิมุตฺติ นี้มี ๒ คือ นิพพาน เป็นวิมุตติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาทิฏฐิ มีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นวิมุตติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงเป็นผล สัมมาสังกัปปะ ด้วยอรรถว่าดำริ พ้นจากมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนด พ้นจากมิจฉาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าตั้งไว้ด้วยดี พ้นจาก มิจฉากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าชำระอาชีพให้ผ่องแผ้ว พ้นจาก มิจฉาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ พ้นจากมิจฉาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พ้นจากมิจฉาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วย อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พ้นจากมิจฉาสมาธิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- สังกัปปะเป็นต้นนั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติมีวิมุตติเป็น อารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจร ประชุมเข้าในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ ในวิมุตติ วิมุตติในคำว่า วิมุตติ นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิมุตติ ๑ ธรรมทั้งปวง ที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุตติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงเป็นผล.
หน้า 556 ข้อ 594, 595, 596, 597
[๕๙๔] ในขณะสกทาคามิผล สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- ทิฏฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก... เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงเป็นผล. [๕๙๕] ในขณะอนาคามิผล สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐิ เป็นต้นนั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก... เพราะฉะนั้น วิมุตติ จึงเป็นผล. [๕๙๖] ในขณะอรหัตผล สัมมาทิฏฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมา- สมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉา- ทิฏฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุตติมีวิมุตติเป็นอารมณ์ มีวิมุตติเป็นโคจรประชุมเข้าในวิมุตติ ตั้งอยู่ในวิมุตติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุตติ วิมุตติในคำว่า วิมุตฺติ นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิมุตติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิด เพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นวิมุตติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุตติจึงเป็นผล. [๕๙๗] สัมมาทิฏฐิเป็นวิมุตติเพราะความเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็น วิมุตติเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นวิมุตติ เพราะความตั้งไว้มั่น ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นวิมุตติเพราะความพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็น วิมุตติเพราะความไม่หวั่นไหวในความไม่มีศรัทธา ฯลฯ ปัญญาพละเป็นวิมุตติ เพราะความไม่หวั่นไหวในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นวิมุตติเพราะความน้อมใจ
หน้า 557 ข้อ 597
เชื่อ ฯลฯ ปัญญินทรีย์เป็นวิมุตติเพราะความเห็น อินทรีย์เป็นวิมุตติเพราะอรรถ ว่าเป็นใหญ่ พละเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวโพชฌงค์เป็นวิมุตติเพราะ อรรถว่าเป็นเครื่องนำออก มรรคเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐาน เป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเริ่มตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็น ของถ่องแท้ สมถะเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นวิมุตติเพราะ อรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นวิมุตติ เพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าพ้น วิชชาเป็นวิ- มุตติเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าสละ ญาณในความ ไม่เกิดขึ้นเป็นวิมุตติ เพราะอรรถว่าระงับ ฉันทะเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่า เป็นที่รวม เวทนาเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นวิมุตติเพราะ อรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นวิมุตติ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้น ๆ วิมุตติเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็น สารธรรม นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด วิมุตติ เป็นผลอย่างนี้ วิราคะเป็นมรรค วิมุตติเป็นผล ด้วยประการฉะนี้. จบวิราคกถา
หน้า 558 ข้อ 597
อรรถกถาวิราคกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนา แห่งวิราคกถา อันมีกล่าว คือ วิราคะ เป็นเบื้องต้นอันพระสาริบุตรเถระกล่าวไว้แล้ว ในลำดับ แห่งเมตตากถาอันเป็นที่สุดแห่งการประกอบมรรค. พึงทราบวินิจฉัยในวิราคกถานั้นก่อน. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะ ชี้แจงอรรถแห่งบทพระสูตรทั้งสองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า เมื่อ หน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจิตย่อมพ้น จึงตั้งอุเทศว่า วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลํ วิราคะเป็นมรรค วิมุตติเป็นผล. พระสารีบุตรเถระประสงค์ชี้แจงอรรถแห่งคำในวิราคกถานั้นก่อน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กถํ วิราโค มคฺโค วิราคะเป็นมรรคอย่างไร. ใน บทเหล่านั้น บทว่า วิรชฺชติ ย่อมคลาย คือ ปราศจากความกำหนัด. บทที่ เหลือมีอรรถดังกล่าวแล้วในมรรคญาณนิเทศ. บทว่า วิราโค ความว่า เพราะ สัมมาทิฏฐิ ย่อมคลายความกำหนัด ฉะนั้น จึงชื่อว่า วิราคะ. อนึ่ง วิราคะ (มรรค) นั้น เพราะมีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ ฯลฯ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ ฉะนั้น พึงทราบความสัมพันธ์ของคำทั้งหลาย ๕ มีอาทิว่า วิราคารมฺมโณ (มีวิราคะ คือนิพพาน เป็นอารมณ์) อย่างนี้ว่า วิราโค วิราคะ (มรรค). ในบทเหล่านั้น บทว่า วิราคารมฺมโณ คือ มี นิพพานเป็นอารมณ์. บทว่า วิราคโคจโร มีวิราคะเป็นโคจร คือ มีนิพพาน เป็นวิสัย. บทว่า วิราเค สมุปาคโต เข้ามาประชุมในวิราคะ คือ เกิดพร้อม กันในนิพพาน. บทว่า วิราเค ิโต ตั้งอยู่ในวิราคะ คือ ตั้งอยู่ในนิพพาน
หน้า 559 ข้อ 597
ด้วยอำนาจแห่งความเป็นไป. บทว่า วิราเค ปติฏิโต ประดิษฐานใน วิราคะ คือ ประดิษฐานในนิพพานด้วยอำนาจแห่งการไม่กลับ. บทว่า นิพฺ- พานญฺจ วิราโค นิพพานเป็นวิราคะ คือ นิพพาน ชื่อว่า เป็นวิราคะเพราะ มีวิราคะเป็นเหตุ. บทว่า นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธรรมทั้งปวงเกิดเพราะ สัมมาทิฏฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์ คือ ธรรมทั้งปวงเกิดในสัมมาทิฏฐิมีนิพพาน เป็นอารมณ์ หรือ ด้วยความที่สัมมาทิฏฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์. ธรรมทั้งหลาย มีผัสสะเป็นต้น ทั้งปวงอันสัมปยุตด้วยมรรคเหล่านั้น ชื่อว่า วิราคะ เพราะ อรรถว่าคลายความกำหนัด เพราะเหตุนั้นจึง ชื่อว่า วิราคะ. บทว่า สห- ชาตานิ เป็นสหชาติ คือ องค์แห่งมรรค ๗ มีสัมมาสังกัปปะเป็นต้น เกิดร่วม กับสัมมาทิฏฐิ. บทว่า วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค องค์ ๗ ที่เกิด ร่วมกันย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะเหตุนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค ความว่า องค์ ๗ ที่เกิดร่วมกันย่อมถึงวิราคะทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้นจึง ชื่อว่า วิราคะ เพราะมีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ ชื่อว่า มรรค เพราะ อรรถว่าแสวงหา องค์แห่งมรรคแม้องค์หนึ่ง ๆ ย่อมได้ ชื่อว่า มรรค เมื่อท่านกล่าวถึงความที่องค์หนึ่ง ๆ เป็นมรรค เป็นอันกล่าวถึงความที่แม้ สัมมาทิฏฐิ ก็เป็นมรรคด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแหละท่านจึงถือเอาองค์ แห่งมรรค ๘ แล้วกล่าวว่า เอเตน มคฺเคน ด้วยมรรคนี้. บทว่า พุทฺธา จ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านสงเคราะห์เอาแม้พระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย. จริงอยู่ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ชื่อว่า พุทธะเหมือนกัน เพราะพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๒ เหล่านั้น คือ พระ ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า. บทว่า อคตํ ไม่เคยไป คือ ไม่เคยไปในสงสารอันไม่รู้เบื้องต้นที่สุด. บทว่า ทิสํ ชื่อว่า ทิส เพราะเห็น อ้างถึง ติดต่อ ด้วยการปฏิบัติทั้งสิ้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิส เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเห็น ทรงอ้างถึง ทรงกล่าวว่า ปรมึ
หน้า 560 ข้อ 597
สุขํ เป็นสุขอย่างยิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิส เพราะเป็นเหตุเห็น สละ ทอดทิ้งทุกข์ทั้งปวง นิพพานอันเป็นทิสนั้น. บทว่า อฏฺงฺคิโก มคฺโค มรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวไว้อย่างไร. ท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระสาวกทั้งหลาย ย่อมถึงนิพพาน ด้วยประชุมธรรมมีองค์ ๘ นั้น ด้วยเหตุนั้น ประชุมธรรมมีองค์ ๘ นั้น จึง ชื่อว่า มรรค เพราะอรรถเป็นเครื่องไป. บทว่า ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ สมณพราหมณ์เป็นอันมากผู้ถือลัทธิอื่น คือ สมณะและพรา- หมณ์ต่างถือลัทธิอื่นจากศาสนานี้. บทว่า อคฺโค เลิศ คือ มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐกว่ามรรคที่เหลือเหล่านั้น. บทว่า เสฏฺโ ประเสริฐ คือ น่าสรร- เสริญอย่างยิ่งกว่ามรรคที่เหลือ. บทว่า วิโมกฺโข เป็นประธาน คือ ดีใน การเป็นประธาน ความว่า ความดีนี้แหละในเพราะเป็นประธานของมรรคที่ เหลือ. บทว่า อุตฺตโม สูงสุด คือ ข้ามมรรคที่เหลือไปได้อย่างวิเศษ. บทว่า ปวโร ประเสริฐ คือ แยกออกจากมรรคที่เหลือโดยประการต่าง ๆ. บทว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเหตุ. เพราะฉะนั้นอธิบายว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่าอัฏฐังคิกมรรคประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย สมดังที่พระองค์ ตรัสไว้ว่า อัฏฐังคิกมรรคประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย บท ทั้ง ๔ ประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย วิราคะประเสริฐ กว่าธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประเสริฐกว่า สัตว์ ๒ เท่าทั้งหลาย. ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสมรรคนั้นแล้วตรัสว่า อัฏฐัง- คิกมรรคประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ดังนี้. แม้ในวาระที่เหลือ พึงทราบความ โดยนัยนี้ และโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
หน้า 561 ข้อ 597
วิราคะ อันได้แก่ความเห็นในบทมีอาทิว่า ทสฺสนวิราโค ชื่อว่า วิราคะเพราะความเห็น. พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงพละก่อนกว่าอินทรีย์ในที่นี้ เพราะพละประเสริฐกว่าอรรถแห่งความเป็นอินทรีย์. บทมีคำอาทิว่า อธิปเต- ยฺยฏฺเน อินฺทฺริยานิ เป็นอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ เป็นการชี้แจง อรรถของอินทรีย์เป็นต้น มิใช่ชี้แจงอรรถของวิราคะ. บทว่า ตถฏฺเน สจฺจา เป็นสัจจะ เพราะอรรถว่าเป็นของแท้ คือ พึงทราบว่าเป็นสัจจญาณ. บทว่า สีล วิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ. บทว่า จิตฺตวิสุทฺธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต คือ สัมมาสมาธิ. บทว่า ทิฏฐิวิสุทฺธิ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ. บทว่า วิชฺชาวิมุตฺตฏฺเน เพราะอรรถว่า พ้นวิเศษ คือ เพราะอรรถพ้นจากกิเลสอันทำลายด้วยมรรคนั้นๆ. บทว่า วิชฺชา ความรู้แจ้ง คือ สัมมาทิฏฐิ. บทว่า วิมุตฺติ ความพ้นวิเศษ คือ สมุจ- เฉทวิมุตติ. บทว่า อยโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเน มคฺโค นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะเป็นมรรค เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่า มรรค เพราะ แสวงหาด้วยการพิจารณามรรคผล. ธรรมที่ท่านกล่าวในวิราคนิเทศนี้แม้ทั้ง หมด ก็ในขณะแห่งมรรคนั่นเอง ในวิมุตตินิเทศ ในขณะแห่งผล เพราะ ฉะนั้น แม้มนสิการถึงฉันทะก็สัมปยุตด้วยมรรคผล. พึงทราบอรรถ แม้ใน วิมุตตินิเทศโดยนัยดังกล่าวแล้วในวิราคนิเทศนั่นแล. อนึ่ง ผลในนิเทศนี้ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้นด้วยความสงบ. นิพพาน ชื่อว่า วิมุตติ เพราะพ้น ด้วยการนำออกไป. คำมีอาทิว่า สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ องค์ ๗ เป็น สหชาติ ย่อมไม่ได้ในที่นี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ได้กล่าวไว้ เพราะพ้นเป็นผล เองท่านจึงกล่าวเพียงเท่านี้ว่า ปริจฺจาคฏฺเน วิมุตฺติ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะ อรรถว่าสละ. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาวิราคกถา
หน้า 562 ข้อ 598, 599
ยุคนัทธวรรค ปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา ๔ [๕๙๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุเบญจวัคคีย์ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ ประการนี้ บรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุด ๒ ประการเป็นไฉน ? คือ การประกอบความพัวพันกามสุขในกามทั้งหลาย อันเป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบการทำตนให้ลำบาก เป็นทุกข์ ไม่ใช่ ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมา- ปฏิปทาอันไม่เกี่ยวข้องส่วนสุดทั้ง ๒ ประการนี้นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้ว ทำจักษุ ทำญาณ (เห็นประจักษ์รู้ชัด) ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มัชฌิมาปฏิปทาที่ตถาคต ตรัสรู้แล้ว ทำจักษุ ทำญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ ตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน ? อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ...สัมมาสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทานี้นั้นแล ตถาคตตรัสรู้ แล้ว ทำจักษุ ทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน. [๕๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความป่วยไข้ก็เป็นทุกข์ แม้ความตาย
หน้า 563 ข้อ 600
ก็เป็นทุกข์ ความประจวบกับสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความ พลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักเป็นทุกข์ แม้ความไม่ได้สมปรารถนา ก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกข- สมุทัยสัจนี้แล คือ ตัณหาอันให้เกิดในภพต่อไป อันสหรคตด้วยความกำหนัด ด้วยสามารถความเพลิดเพลิน เป็นเหตุให้เพลินในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่กาม- ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือ ความดับตัณหานั้นแลโดยความสำรอกไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความปล่อย ความไม่พัวพัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจนี้แล คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. [๖๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ ฯลฯ เรา กำหนดรู้แล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้น ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ ฯลฯ เราละ ได้แล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้น ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย
หน้า 564 ข้อ 601
ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง ฯลฯ เราทำให้แจ้งแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้น ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราได้เจริญแล้ว. [๖๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ยถาภูตญาณทัศนะมีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ด้วยประการฉะนี้ ในอริยสัจ ๔ ของเรา ยังไม่หมดจดดี เพียงใด เราก็ ยังไม่ปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์เพียงนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใดแล ยถาภูตญาณทัศนะมี วนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ด้วยประการฉะนี้ ในอริยสัจ ๔ ของเรา หมดจด ดีแล้ว เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ก็แลญาณทัศนะเกิดขึ้นแก่เราว่า เจโตวิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ ไม่มีการเกิดในภพต่อไป พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ชื่นชมยินดีพระพุทธภาษิตของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับ เป็นธรรมดา.
หน้า 565 ข้อ 602
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรแล้ว ภุมมเทวดา ก็ ประกาศก้องว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐนี้ ที่สมณ- พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็น ไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เทวดาชั้นจาตุมมหาราช ได้ฟังเสียงของภุมมเทวดาแล้ว ฯลฯ เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา เทวดา ชั้นดุสิต เทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาผู้นับเนื่อง ในหมู่พรหมก็ประกาศก้องว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐ นี้ ที่สมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ให้เป็นไป ไม่ได้ ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี. เพราะเหตุดังนี้แล โดยขณะระยะครู่เดียวนั้น เสียงก็บันลือลั่นไปจน ตลอดพรหมโลก และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็สะเทือนสะท้านหวั่นไหว อนึ่ง แสงสว่างอย่างยิ่ง หาประมาณมิได้ ก็ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเสียซึ่งเทวานุภาพ ของเทวดาทั้งหลาย. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า ท่านผู้เจริญ ภิกษุ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ ภิกษุโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะ อุทานดังนี้แล ท่านโกณฑัญญะจึงมีนามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ดังนี้. [๖๐๒] จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ คำว่า จักษุเกิดขึ้น...แสง สว่างเกิดขึ้นนี้ เพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าเห็น คำว่า ญาณเกิดขึ้น เพราะ อรรถว่ารู้ คำว่า ปัญญาเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าทราบชัด คำว่า วิชชาเกิดขึ้น เพื่ออรรถว่าแทงตลอด คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว.
หน้า 566 ข้อ 602
จักษุเป็นธรรม ญาณเป็นธรรม ปัญญาเป็นธรรม วิชชาเป็นธรรม แสงสว่างเป็นธรรม ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของธรรม- ปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้นเป็น โคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรม เหล่านั้นเป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณใน ธรรมทั้งหลายว่า ธรรมปฏิสัมภิทา. ความเห็นเป็นอรรถ ความรู้เป็นอรรถ ความทราบชัดเป็นอรรถ ความแทงตลอดเป็นอรรถ ความสว่างไสวเป็นอรรถ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่าใดเป็นอารมณ์ของ อรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่าใด เป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในอรรถทั้งหลายว่า อรรถปฏิสัมภิทา. การกล่าวพยัญชนนิรุตติเพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การกล่าวพยัญชน- นิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ นิรุตติ ๑๐ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็น โคจรของนิรุตติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่าใด เป็นอารมณ์ของนิรุตติปฏิ- สัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของนิรุตติปฏิสัมภิทาธรรมและอรรถ เหล่าใดเป็นโคจรของนิรุตติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของ นิรุตติปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในนิรุตติทั้งหลายว่า นิรุตติ- ปฏิสัมภิทา. ญาณ ๒๐ ประการนี้ คือ ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุตติ ๑๐ ประการ เป็นอารมณ์ และเป็นโคจรของ
หน้า 567 ข้อ 603, 604
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่านั้นเป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่าใด เป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลายว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา. [๖๐๓] จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแลควรกำหนดรู้ ฯลฯ เรากำหนดรู้แล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้น ญาณเกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้น วิชชาเกิดขึ้น แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าเห็น...คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม...แสงสว่างเป็นธรรม ธรรม ๕ ประการนี้ เป็น อารมณ์และเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา...เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณ ในปฏิภาณทั้งหลายว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ในทุกขอริยสัจมีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐. [๖๐๔] จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยสัจ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ ฯลฯ เราละได้แล้ว ฯลฯ ในทุกขสมุทัยอริยสัจ มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย
หน้า 568 ข้อ 605
ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง ฯลฯ เราทำให้แจ้งแล้ว ฯลฯ ในทุกขนิโรธอริยสัจ มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟัง มาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เรา เจริญแล้ว ฯลฯ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ในอริยสัจ ๔ มีธรรม ๖๐ มีอรรถ ๖๐ มีนิรุตติ ๑๖๐ มีญาณ ๒๔๐. [๖๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกาย ในกายนี้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟัง มาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกาย ในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญ แล้ว การพิจารณาเห็นเวทนา ในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นจิต ในจิตนี้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟัง มาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟัง มาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้น ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้
หน้า 569 ข้อ 605
นั้นแลควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้น ญาณเกิดขึ้น ปัญญา เกิดขึ้น วิชชาเกิดขึ้น แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าเห็น คำว่า ญาณเกิดขึ้น เพราะอรรถ ว่ารู้ คำว่า ปัญญาเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าทราบชัด คำว่า วิชชาเกิดขึ้น เพราะ อรรถว่าแทงตลอด คำว่า แสงสว่าง เกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ญาณเป็นธรรม ปัญญาเป็นธรรม วิชชาเป็นธรรม แสงสว่างเป็นธรรม ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และโคจรแห่งธรรม- ปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้น เป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้น เป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณ ในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมปฏิสัมภิทา. ความเห็นเป็นอรรถ ความรู้เป็นอรรถ ความทราบชัดเป็นอรรถ ความ แทงตลอดเป็นอรรถ ความสว่างไสวเป็นอรรถ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์ และเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่าใดเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิ- ทา อรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่าใดเป็นโคจรของ อรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในอรรถทั้งหลายว่าอรรถปฏิสัมภิทา. การกล่าวพยัญชนนิรุตติเพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การกล่าวพยัญชน- นิรุตติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ นิรุตติ ๑๐ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจร ของนิรุตติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่าใดเป็นอารมณ์ของนิรุตติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของนิรุตติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่าใด
หน้า 570 ข้อ 606
เป็นโคจรของนิรุตติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของนิรุตติ- ปฏิสัมภิทาเพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในนิรุตติทั้งหลายว่านิรุตติปฏิสัมภิทา. ญาณ ๒๐ ประการ คือ ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุตติ ๑๐ ประการ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของปฏิภาณปฏิ- สัมภิทา ญาณในธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรม เหล่านั้นเป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรเหล่าใดเป็นโคจรของ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ในธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลายว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ใน สติปัฏฐาณคือการพิจารณาเห็นกายในกาย มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณา เห็นจิตในจิตนี้ ฯลฯ. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมา ก่อนว่า การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมทั้งหลายนี้นั้น ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯลฯ ในสติปัฏฐานคือมี การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ในสติปัฏฐาน ๔ มีธรรม ๖๐ มีอรรถ ๖๐ มีนิรุตติ ๑๒๐ มี ญาณ ๒๔๐. [๖๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย ฉันทะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและ ปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้.
หน้า 571 ข้อ 607
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เรา ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธาน- สังขารนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้ นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว. [๖๐๗] จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควร เจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักเกิดขึ้น... แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะ อรรถว่าสว่างไสว... จักษุเป็นธรรม...เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลาย ว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ในอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและ ปธานสังขาร มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ฯลฯ อิทธิบาท ประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบ ด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมา ก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้นั้นแล ควร เจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯลฯ ในอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสา
หน้า 572 ข้อ 608, 609
และปธานสังขาร มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุตติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ใน อิทธิบาท มีธรรม ๖๐ มีอรรถ ๖๐ มีนิรุตติ ๑๒๐ มีญาณ ๒๔๐. [๖๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า สมุทัย สมุทัย ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายทีพระวิปัสสีโพธิสัตว์ ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นิโรธ นิโรธ ในไวยากรณภาษิตของพระวิปัสสีโพธิ- สัตว์ มีธรรม ๑๐ มีอรรถ ๑๐ มีนิรุตติ ๒๐ มีญาณ ๔๐. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่พระสิขีโพธิสัตว์ ฯลฯ พระเวสสภูโพธิสัตว์ ฯลฯ พระกกุสันธโพธิสัตว์ ฯลฯ พระโกนาคมน์โพธิสัตว์ ฯลฯ พระกัสสปโพธิสัตว์ ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า สมุทัย สมุทัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่พระกัสสปโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นิโรธ นิโรธ ในไวยกรณ- ภาษิตของพระกัสสปโพธิสัตว์ มีธรรม ๑๐ มีอรรถ ๑๐ มีนิรุตติ ๒๐ มีญาณ ๔๐. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่ พระโคดมโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า สมุทัย สมุทัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระโคดมโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟัง มาก่อนว่า นิโรธ นิโรธ ในไวยากรณภาษิตของพระโคดมโพธิสัตว์ มีธรรม ๑๐ มีอรรถ ๑๐ มีนิรุตติ ๒๐ มีญาณ ๔๐. ในไวยากรณภาษิต ๗ ของพระโพธิสัตว์ ๗ องค์ มีธรรม ๗๐ มี อรรถ ๗๐ มีนิรุตติ ๑๔๐ มีญาณ ๒๘๐. [๖๐๙] จักษุ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่ารู้ยิ่งแห่งอภิญญา เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา
หน้า 573 ข้อ 610
อรรถว่ารู้ยิ่ง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาไม่มี ในอรรถว่ารู้ยิ่งแห่งอภิญญา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ฯลฯ อรรถว่ากำหนด รู้แห่งปริญญา ฯลฯ อรรถว่าละแห่งปหานะ ฯลฯ อรรถว่าเจริญแห่ง ภาวนา ฯลฯ. จักษุ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา เรา รู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา อรรถว่าทำให้แจ้ง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าทำให้แจ้ง แห่งสัจฉิกิริยา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในอรรถ ว่ารู้ยิ่งแห่งอภิญญา ในอรรถว่ากำหนดรู้แห่งปริญญา ในอรรถว่าละแห่งปหานะ ในอรรถว่าเจริญแห่งภาวนา ในอรรถว่าทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา มีธรรม ๑๒๕ มีอรรถ ๑๒๕ มีนิรุตติ ๒๕๐ มีญาณ ๕๐๐. [๖๑๐] จักษุ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้งหลาย เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วย ปัญญา อรรถว่ากอง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่ากอง แห่งขันธ์ทั้งหลาย มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ ญาณ ๑๐๐ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าทรงไว้แห่งธาตุทั้งหลาย ฯลฯ อรรถว่า บ่อเกิดแห่งอายตนะทั้งหลาย อรรถว่าปัจจัยปรุงแห่งสังขตธรรมทั้งหลาย อรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา อรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งที่เราไม่ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในอรรถว่ากอง แห่งขันธ์ทั้งหลาย ในอรรถว่าทรงไว้แห่งธาตุทั้งหลาย ในอรรถว่าบ่อเกิด
หน้า 574 ข้อ 611, 612
แห่งอายตนะทั้งหลาย ในอรรถว่าปัจจัยปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรมทั้งหลาย ใน อรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม มีธรรม ๑๒๕ มีอรรถ ๑๒๕ มี นิรุตติ ๒๕๐ มีญาณ ๕๐๐. [๖๑๑] จักษุ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าทนได้ยากแห่งทุกข์ เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา อรรถว่าทนได้ยาก ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าทนได้ยาก แห่งทุกข์ ธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าเหตุให้เกิดแห่งสมุทัย ฯลฯ อรรถว่าดับแห่งนิโรธ อรรถว่าเป็นทางแห่งมรรค เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา อรรถว่าเป็นทางที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าเป็นทางแห่งมรรค มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในอริยสัจ มีธรรม ๑๐๐ มีอรรถ ๑๐๐ มีนิรุตติ ๒๐๐ มีญาณ ๕๐๐. [๖๑๒] จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าความแตกฉานใน อรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา อรรถว่าความแตกฉานในอรรถ เราไม่ถูก ต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าความแตกฉานในอรรถแห่งอรรถ ปฏิสัมภิทา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐. จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าความแตกฉานในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทา อรรถว่าความแตกฉานในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา อรรถว่าความแตกฉานใน
หน้า 575 ข้อ 613
ปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้ง แล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา อรรถว่าความแตกฉานปฏิภาณ ที่เราไม่ ถูกต้องแล้ว ไม่มี ในอรรถว่าความแตกฉานในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕. มีญาณ ๑๐๐ ในปฏิสัมภิทา ๔ มี ธรรม ๑๐๐ มีอรรถ ๑๐๐ มีนิรุตติ ๒๐๐ มีญาณ ๔๐๐. [๖๑๓] จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้น อินทริยปโรปริยัตญาณ เรา รู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา อินทริยปโรปริยัตญาณ เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอินทริยปโร- ปริยัตญาณ มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ยมกปาฏิหาริยญาณ มหากรุณาสมาปัตติญาณ อนาวรณญาณ เรา รู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา อนาวรณญาณ เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอนาวรณญาณ มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุตติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในพุทธธรรม ๖ มีธรรม ๑๕๐ มีอรรถ ๑๕๐ มีนิรุตติ ๓๐๐ มีญาณ ๖๐๐ ในปกรณ์ปฏิสัมภิทา มีธรรม ๘๕๐ มีอรรถ ๘๕๐ มีนิรุตติ ๑,๗๐๐ มีญาณ ๓,๔๐๐ ฉะนี้แล. จบปฏิสัมภิทากถา
หน้า 576 ข้อ 613
ปฏิสัมภิทากถา อรรถกถาธรรมจักกัปปวัตตนวาระ บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความซึ่งยังไม่เคยพรรณนามาก่อน แห่ง ปฏิสัมภิทากถา อันมีธรรมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงถึงประเภทแห่งปฏิสัมภิทามรรค สำเร็จลงด้วยอำนาจเเห่งมรรค อันได้แก่วิราคะ ตรัสไว้แล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตร ดังต่อไปนี้. บทว่า พาราณสิยํ คือ มีแม่น้ำชื่อว่า พาราณสา. กรุงพาราณสีเป็นนครอยู่ไม่ไกลแม่น้ำพาราณสา. ใกล้กรุงพาราณสีนั้น. บทว่า อิสิปตเน มิคทาเย ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน คือ ชื่อว่าสวนมฤคทายวัน เพราะเป็นที่ให้อภัยแก่มฤคทั้งหลายอันได้ชื่ออย่าง นั้น ด้วยสามารถแห่งการลง ๆ ขึ้น ๆ ของพวกฤๅษี. เพราะพวกฤษีสัพพัญญู. เกิดขึ้นแล้ว ๆ ก็ลงไปในป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น อธิบายว่า นั่งประชุมกัน เพื่อยังธรรมจักรให้เป็นไป แม้พวกฤๅษีปัจเจกพุทธะออกจากนิโรธสมาบัติ เมื่อล่วงไป ๗ วัน จากเงื้อมเขานันทมูลกะ ล้างหน้าที่สระอโนดาต เหาะมา ทางอากาศก็ลงไปประชุมกัน ณ ที่นี้ ประชุมกันเพื่อเป็นสุข เพื่ออุโบสถ ใหญ่ และเพื่ออุโบสถน้อย เมื่อจะกลับไปสู่เขาคันธมาทน์ ก็เหาะไปจากที่นั้น เพราะเหตุนั้น ด้วยบทนี้ที่นั้นท่านจึงเรียกว่า อิสิปตนะ ด้วยเป็นที่ลง ๆ ขึ้น ๆ ของพวกฤาษี. บาลีว่า อิสิปทนํ ดังนี้บ้าง. บทว่า ปญฺจวคฺคิเย ภิกษุเบญจวัคคีย์ (มีพวก ๕) คือ พวกของ ภิกษุ ๕ ดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
หน้า 577 ข้อ 613
พระมหาเถระ ๕ เหล่านี้ คือ พระโกณฑัญญะ ๑ พระภัททิยะ ๑ พระวัปปะ ๑ พระมหานาม ๑ พระ- อัสสชิ ๑ ท่านเรียกว่า ภิกษุมีพวก ๕ ชื่อว่า ปัญจวรรค ชื่อว่า ปัญจวัคคีย์ เพราะเนื่องในพวก ๕ นั้น. บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ตรัสกะภิกษุทั้งหลาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง บำเพ็ญบารมีจำเดิม แต่ละสมอภินิหาร ณ บาทมูลของพระทศพล พระนามว่า ทีปังกร จนบรรลุภพสุดท้ายโดยลำดับ ในภพสุดท้ายเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงถึงโพธิมณฑลโดยลำดับ ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ ณ โพธิมณฑล นั้น ทรงกำจัดมารและพลมาร ทรงระลึกถึงปุพเพนิวาสญาณ ในปฐมยาม ในมัชฌิมยามทรงยังทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ในที่สุดปัจฉิมยามทรงยังหมื่นโลกธาตุ ให้บันลือก้องกัมปนาท ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ล่วงไป ๗ สัปดาห์ ณ โพธิมณฑล ท้าวมหาพรหมทูลวิงวอนขอให้ทรงแสดงธรรม ทรงตรวจตรา สัตว์โลกด้วยทิพยจักษุ เสด็จไปกรุงพารานสี เพื่อทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก มีพระประสงค์จะให้ภิกษุเบญจวัคคีย์ยอมรับแล้ว ทรงยังธรรมจักรให้เป็นไป จึงตรัสเรียก. บทว่า เทฺว เม ภิกฺขเว อนฺตา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้ พระสุรเสียงที่เปล่งออกด้วยทรงเปล่งพระดำรัสนี้ ข้างบนถึง ภวัคคพรหม ข้างล่างถึงอเวจี แล้วแผ่ไปตั้งอยู่ตลอดหมื่นโลกธาตุ ในสมัยนั้น พระผู้มี ๑๘ โกฏิมาประชุมกัน พระอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก พระจันทร์ เต็มดวงประกอบด้วยอาสาฬหนักษัตรขึ้นทางทิศตะวันออก ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร พระดำรัสมีอาทิว่า เทฺว เม ภิกฺขเว อนฺตา ดังนี้.
หน้า 578 ข้อ 613
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชิเตน บรรพชิต คือ ผู้ตัดวัตถุกาม อันเกี่ยวข้องด้วยคฤหัสถ์ออกบวช. บทว่า น เสวิตพฺพา ไม่ควรเสพ คือ ไม่ควรใช้สอย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา อัน บรรพชิตไม่ควรเสพ เพราะการปฏิบัติอย่างวิเศษเป็นเครื่องรองรับของบรรพชิต ทั้งหลาย. บทว่า กาเมสุ กามสุขัลลิกานุโยโค การประกอบความพัวพัน กามสุขในกามทั้งหลาย คือการประกอบกามสุขคือกิเลสในวัตถุกาม หรือการ ประกอบอาศัยกามสุขคือกิเลส. บทว่า หีโน เป็นของเลวคือลามก. บทว่า คมฺโม คือ เป็นของชาวบ้าน. บทว่า โปถุชฺชนิโก เป็นของปุถุชน คือ ปุถุชนได้แก่อันธพาลปุถุชนประพฤติกันเนือง ๆ. บทว่า อนริโย คือไม่ใช่ ของพระอริยเจ้า. อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ของมีอยู่ของพระอริยเจ้าผู้บริสุทธิ์ ผู้ สูงสุด. บทว่า อนตฺถสญฺหิโต ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ความว่า ไม่ อาศัยเหตุอันนำความสุขมาให้. บทว่า อตฺตกิลมถานุโยโค การประกอบการทำตนให้ลำบาก ความว่า ทำความทุกข์ให้แก่ตน. บทว่า ทุกฺโข คือนำความทุกข์มาให้ ด้วยการทรมานคนมีนอนบนที่ทำด้วยหนามเป็นต้น. ในบทนี้ท่านไม่กล่าวว่า หีโน เพื่อรักษาจิตของผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น เพราะผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น ถือว่าเป็นตบะอันสูงสุด ไม่กล่าวว่า โปถุชฺชนิโก เพราะเป็นธรรมดาของ บรรพชิตทั้งหลาย และเพราะไม่ทั่วไปด้วยคฤหัสถ์ทั้งหลาย. อนึ่ง ในบทว่า กามสุขลฺลิกานุโยโค นั้นท่านไม่กล่าวว่า ทุกฺโข เพราะพวกปฏิญาณ ว่าเป็นบรรพชิตพวกใดพวกหนึ่ง มีวาทะว่านิพพานในปัจจุบันถือเอาว่า เพราะ ตัวตนนี้เปี่ยมเพียบพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ด้วยเหตุนี้ตัวตนนี้จึงเป็นอัน บรรลุนิพพานในปัจจุบัน เพื่อรักษาจิตของผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น และเพราะ
หน้า 579 ข้อ 613
การสมาทานธรรมนั้นเป็นความสุขในปัจจุบัน ไม่ควรเสพกามสุขัลลิกานุโยค เพราะเป็นความสุขเศร้าหมองด้วยตัณหาและทิฏฐิในปัจจุบัน เพราะมีทุกข์เป็น ผลต่อไป และเพราะผู้ขวนขวายกามสุขัลลิกานุโยคนั้นพัวพันด้วยตัณหาและ ทิฏฐิ ไม่ควรเสพอัตตกิลมถานุโยค เพราะเป็นทุกข์เศร้าหมองด้วยทิฏฐิใน ปัจจุบัน เพราะมีทุกข์เป็นผลต่อไป และเพราะผู้ขวนขวายในอัตตกิลมถานุโยค นั้นผูกพันด้วยทิฏฐิ. บทว่า เอเต เต คือ เหล่านั้นนี้. บทว่า อนุปคมฺม ไม่เกี่ยวข้อง คือ ไม่เข้าไปใกล้. บทว่า มชฺฌิมา สายกลาง ชื่อว่า มชฺฌิมา เพราะเป็นทางสายกลางไม่มีสุขและทุกข์เศร้าหมอง ชื่อว่า ปฏิปทา เพราะ เป็นเหตุถึงนิพพาน. บทว่า อภิสมฺพุทฺธา ตรัสรู้แล้ว คือ แทงตลอดแล้ว. ในบทมีอาทิว่า จกฺขุกรณี ทำจักษุมีความดังต่อไปนี้. ชื่อว่า จกฺขุกรณี เพราะทำปัญญาจักษุ. บทว่า าณกรณี ทำญาณเป็นไวพจน์ของบทว่า จกฺขุกรณี นั้นนั่นแหละ. บทว่า อุปสมาย เพื่อความสงบ คือ เพื่อสงบ กิเลส. บทว่า อภิญฺาย เพื่อความรู้ยิ่ง คือ เพื่อประโยชน์แก่ความรู้ยิ่ง สัจจะ ๔. บทว่า สมฺโพธาย เพื่อความตรัสรู้ คือเพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ สัจจะ ๔ เหล่านั้น. บทว่า นิพฺพานาย เพื่อนิพพาน คือ เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง นิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า จกฺขุกรณี เพราะทำมรรคญาณ คือ ทัศนะ. ชื่อว่า าณกรณี เพราะทำมรรคญาณคือภาวนา เพื่อสงบกิเลสทั้งปวง เพื่อรู้ยิ่งธรรมทั้งปวง เพื่อตรัสรู้อรหัตผล เพื่อดับกิเลสและขันธ์. ท่านกล่าว สัจจกถาไว้ในอภิญเญยยนิเทศแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงประกาศสัจจะอย่างนี้แล้ว ได้สดับลำดับ การแทงตลอดของพระองค์ ของเบญจวัคคีย์เหล่านั้นผู้ยังมีมานะจัดในพระองค์
หน้า 580 ข้อ 613
แล้วทรงยังการปฏิบัติให้หมดจดด้วยการถอนมานะจัด เมื่อทรงเห็นการแทง ตลอดสัจจะ จึงทรงแสดงลำดับของการแทงตลอดของพระองค์ ด้วยบทมีอาทิว่า อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เคยฟัง มาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ คือ ทรงแสดงลำดับปฏิเวธของพระองค์ ในบทเหล่านั้น บทว่า อนนุสฺสุเตสุ ยังไม่เคยได้ฟัง ความว่า ยังไม่เคยเป็นไปตามผู้อื่น. อรรถแห่งบทมีอาทิว่า จกฺขุํ จักมีแจ้ง ข้างหน้า. การแทงตลอดความเห็นสัจจะ ๔ คือ นี้ทุกขอริยสัจ ๑ นี้ทุกขสมุทัย ๑ นี้ทุกข- นิโรธ ๑ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ ย่อมเป็นไปในเสขภูมิ. การพิจารณา สัจจะ ๔ คือ กำหนดรู้แล้ว ๑ ละแล้ว ๑ ทำให้แจ้งแล้ว ๑ เจริญแล้ว ๑ ย่อม เป็นไปในอเสกขภูมิ. บทว่า ติปริวุฏฺฏํ มีวนรอบ ๓ คือ เพราะมีวนรอบ ๓ ด้วยสามารถ แห่งวนรอบ ๓ คือ สัจจญาณ (ปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ) กิจจญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ กิจอันควรทำ) กตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้กิจอันทำแล้ว). ในบทว่า ติปริวฏฺฏํ นี้ การรู้ตามความเป็นจริงในสัจจะ ๔ อย่างนี้ว่า นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทย- อริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่า สัจจญาณ ในสัจจญาณเหล่านั้น ญาณ คือ ความรู้กิจอันควรทำอย่างนี้ว่า ทุกข์ควร กำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญ ชื่อว่า กิจจญาณ. ญาณคือความรู้ถึงความที่กิจนั้นได้ทำแล้วอย่างนี้ว่า ทุกข์กำหนดรู้ แล้ว สมุทัยละได้แล้ว นิโรธทำให้แจ้งแล้ว มรรคเจริญแล้ว ชื่อว่า กตาณ. บทว่า ทฺวาทสาการํ มีอาการ ๑๒ คือ มีอาการ ๑๒ ด้วยสามารถ แห่งอาการละ ๓ ๆ ในสัจจะละ ๑ ๆ เหล่านั้น. บทว่า าณทสฺสนํ คือ ทัศนะ ได้แก่ ญาณอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสัจจะเหล่านั้นมีวนรอบ ๓ มี
หน้า 581 ข้อ 613
อาการ ๑๒. บทว่า อตฺตมนา ชื่นชมยินดี คือ มีใจเป็นของตน. จริงอยู่ ผู้มีใจประกอบด้วยปีติโสมนัส ชื่อว่า มีใจเป็นของตน เพราะสัตว์ทั้งหลาย ใคร่ความสุข เกลียดทุกข์ อธิบายว่า มีใจเป็นของตน มีใจถือเอาแล้ว มีใจอิ่มเอิบแล้วด้วยปีติและโสมนัส. บทว่า อภินนฺทุํ พอใจ คือ หันหน้า เข้าหาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพอใจ. บทว่า เวยฺยากรณสฺมึ ไวยากรณภาษิต พระสูตรที่ไม่มีคาถา ในพระสูตรชื่อว่า เวยฺยากรณํ เพราะทำให้แจ้งอรรถ อย่างเดียว. บทว่า ภญฺมาเน คือ ตรัสอยู่ ทำให้เป็นปัจจุบันใกล้ปัจจุบัน คือ กำลังตรัส. บทว่า วิรชุํ ปราศจากธุลี คือ ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น. บทว่า วีตมลํ ปราศจากมลทินมีราคะเป็นต้น เพราะราคะเป็นต้น ชื่อว่า ธุลี เพราะอรรถว่า ท่วมทับ ชื่อว่า มลทิน เพราะอรรถว่า ประทุษร้าย. บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ธรรมจักษุ ในที่บางแห่งได้แก่ญาณในปฐมมรรค ในที่ บางแห่งได้แก่ญาณมรรคญาณ ๓ เป็นต้น ในที่บางแห่งได้แก่แม้มรรคญาณ ๔ แต่ในที่นี้ ได้แก่ ญาณในปฐมมรรคเท่านั้น. บทว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา อธิบายว่า ธรรมจักษุ เกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะ ผู้เป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. บทว่า ธมฺมจกฺเก ได้แก่ ปฏิเวธญาณและเทศนาญาณ. จริงอยู่ เมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าประทับอยู่เหนือโพธิบัลลังก์ แม้ปฏิเวธญาณมีอาการ ๑๒ เป็นไปใน สัจจะ ๔ เมื่อประทับนั่ง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แม้เทศนาญาณเป็นไป แล้วด้วยสัจจเทศนามีอาการ ๑๒ ชื่อว่า ธรรมจักร แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็เป็น ญาณของพระทศพล ธรรมจักรนั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศด้วย เทศนานี้ ชื่อว่า เป็นไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรนี้นั้น
หน้า 582 ข้อ 613
ตลอดเวลาที่พระอัญญาโกณฑัญญเถระยังไม่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับ พรหม ๑๘ โกฏิ แต่เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะตั้งอยู่แล้ว ธรรมจักรจึงชื่อว่า ประกาศแล้ว. ท่านหมายถึงเรื่องนั้น จึงกล่าว ปวตฺติเต จ ภควตา ธมฺมจกฺเก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว. บทว่า ภุมฺมา เทวา คือเทวดาที่อยู่บนพื้นดิน. บทว่า สทฺทม- นุสฺสาเวสุํ ประกาศก้อง คือ ภุมมเทวดาให้สาธุการเป็นเสียงเดียวกันแล้ว ประกาศก้องมีอาทิว่า เอตํ ภควตา. บทว่า อปฺปฏิวตฺติยํ อันใคร ๆ ให้เป็นไปไม่ได้ คือ ไม่อาจคัดค้านได้ว่า นี้ไม่เป็นอย่างนั้น. อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบว่าเทวดาและพรหมทั้งหลายประชุมกัน เมื่อจบเทศนาได้ให้สาธุการ เป็นเสียงเดียวกัน แต่ภุมมเทวดาเป็นต้นยังไม่มาประชุมครั้นได้ฟังเสียงเทวดา และพรหมเหล่านั้น ๆ จึงได้ให้สาธุการ. อนึ่ง ภุมมเทวดาที่เกิดในภูเขาและ ต้นไม้เป็นต้นเหล่านั้น แม้ภุมมเทวดาเหล่านั้นจะนับเนื่องในพวกเทวดาชั้น จาตุมมหาราชิกา ท่านก็กล่าวทำให้แยกกันในบทนี้. บทว่า จาตุมมหาราชิกา เพราะมีเทวดามหาราชา ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฏ วิรุฬหก วิรูปักษ์และกุเวร. เทวดาเหล่านั้นสถิตอยู่ ณ ท่ามกลางภูเขาสิเนรุ เทวดาเหล่านั้นอยู่บนภูเขาก็มี อยู่บนอากาศก็มี สืบต่อเทวดาเหล่านั้นไปก็ถึงจักรวาลบรรพต เทวดาแม้ทั้ง หมดเหล่านี้ คือ ขิทฑาปโทสิกา มโนปโทสิกา สีตวลาหก อุณหวลาหก จันทิมเทวบุตร สุริยเทวบุตร ก็เป็นเทวดาประดิษฐานอยู่ ณ เทวโลกชั้น จาตุมมหาราชิกานั่นแหละ. ชื่อว่า ตาวตึสา เพราะมีชน ๓๓ คนเกิดในเทว โลกนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ตาวตึสา เป็นชื่อของเทวดาเหล่า นั้น แม้เทวดาเหล่านั้นประดิษฐานบนภูเขาก็มีบนอากาศก็มี ความสืบเนื่องกันมา แห่งเทวดาเหล่านั้นถึงจักรวาลบรรพต ชั้นยามาเป็นต้นก็อย่างนั้น. แม้ในเทวโลก
หน้า 583 ข้อ 613
หนึ่ง เทวดาสืบต่อของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่า ยังไม่ถึงจักรวาลบรรพตไม่มี. ชื่อว่า ยามา เพราะไป ไปถึง ถึงพร้อมซึ่งสุขอันเป็นทิพย์. ชื่อว่า ตุสิตา เพราะยินดีร่าเริง. ชื่อว่า นิมมานรตี เพราะนิรมิตยินดีสมบัติ ตามความ ชอบใจในเวลาใคร่จะยินดีโดยส่วนพิเศษจากที่ตกแต่งไว้ตามปกติ. ชื่อว่า ปร- นิมมิตวสวัตดี เพราะเมื่อผู้อื่นรู้วารจิตแล้วนิรมิตสมบัติให้ย่อมเป็นไปสู่อำนาจ. ชื่อว่า พฺรหฺมกายิกา เพราะนับเนื่องในพรหมกาย. แม้พรหมกายิกาทั้งหมด ท่านหมายถึงพรหมที่มีขันธ์ ๕ ด้วย. ท่านกล่าวว่า เตน มุหุตฺเตน โดยครู่เดียว ท่านกล่าวให้แปลก กับคำว่า เตน ขเณน โดยขณะนั้น โดยขณะก็ได้แก่ครู่ ท่านอธิบายว่า มิใช่โดยขณะทางปรมัตถ์. บทว่า ยาว พฺรหฺมโลกา ตลอดพรหมโลก คือ ทำพรหมโลกให้มีที่สุด. บทว่า สทฺโท คือเสียงสาธุการ. บทว่า ทสสหสฺสี คือ มีหมื่นจักรวาล. บทว่า สงฺกมฺปิ หวั่นไหว คือ สะเทือนสะท้านหวั่นไหว ในรูปข้างบนด้วยดี. บทว่า สมฺปกมฺปิ หวั่นไหวด้วยดี คือ สะเทือนสะท้าน หวั่นไหวขึ้นข้างบน ลงเบื้องล่างด้วยดี. บทว่า สมฺปเวธิ สั่นสะเทือน คือ สั่นสะเทือนไปทั่ว ๔ ทิศด้วยดี. เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงหยั่งลงสู่พระครรภ์พระมารดา เพื่อความเป็น พระสัมพุทธเจ้าและเมื่อประสูติจากพระครรภ์พระมารดานั้น มหาปฐพีได้หวั่น ไหวด้วยเดชแห่งบุญ ในคราวตรัสรู้ได้หวั่นไหวด้วยเดชแห่งญาณคือการแทง ตลอด ในคราวประกาศพระธรรมจักร แผ่นดินได้หวั่นไหวดุจให้สาธุการด้วย เดชแห่งญาณคือ เทศนา ได้หวั่นไหวด้วยเทวตานุภาพในคราวทรงปลงอายุสัง- ขารและในคราวมหาปรินิพพาน แผ่นดินดุจไม่อดกลั้นความตื่นเต้นได้ด้วยความ กรุณาได้หวั่นไหวด้วยเทวตานุภาพ. บทว่า อปฺปมาโณ หาประมาณมิได้ คือ
หน้า 584 ข้อ 613
มีประมาณเจริญ. ในบทว่า โอฬาโร อย่างยิ่งนี้ท่านกล่าวว่า มธุรํ อุฬารํ มีรสอร่อยอย่างยิ่ง ในบทมีอาทิว่า อุฬารานิ อุฬารานิ ขาทนียานิ ขาทนฺติ เคี้ยวของเคี้ยวมีรสอร่อยอย่างยิ่งอย่างยิ่ง. ท่านกล่าวว่า ปณีตํ อุฬารํ ประณีต อย่างยิ่ง ในประโยคมีอาทิว่า อุฬาราย วตฺถโภคาย จิตฺตํ นมติ จิตย่อม น้อมไปในผ้าและสมบัติอย่างยิ่ง. ท่านกล่าวว่า เสฏฺํ อุฬารํ ประเสริฐอย่างยิ่ง ในประโยคมีอาทิว่า อุฬาราย ขลุ ภวํ วจฺฉายโน สมณํ โคตมํ ปสํสาย ปสํสติ ได้ยินว่า ท่านวัจฉายนะผู้เจริญ สรรเสริญพระสมณโคดมด้วยการ สรรเสริญอย่างยิ่ง. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวว่า วิปุโล อุฬาโร ไพบูลย์อย่างยิ่ง. บทว่า โอภาโส แสงสว่างคือแสงสว่างเกิดด้วยอานุภาพแห่งเทศนาญาณและ เทวตานุภาพ. บทว่า โลเก คือในหมื่นจักรวาลนั่นเอง. บทว่า อติกฺกมฺเมว เทวานํ เทวานุภาวํ ล่วงเสียซึ่งเทวานุภาพ ของเทวดาทั้งหลาย คืออานุภาพของเทวดาทั้งหลายเป็นดังนี้ รัศมีของผ้าที่นุ่ง แผ่ไป ๑๒ โยชน์ อานุภาพของสรีระ เครื่องประดับ และวิมานก็เหมือนอย่างนั้น แสงสว่างก้าวล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย. บทว่า อุทานํ อุทาน คือ พระดำรัสที่เปล่งออกมาสำเร็จด้วยโสมนัสญาณ. บทว่า อุทาเนสิ คือทรงเปล่ง. บทว่า อญฺาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโ ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะ ได้รู้ แล้วหนอ พระสุรเสียงที่เปล่งอุทานนี้ แผ่ไปตั้งอยู่ตลอดหมื่นโลกธาตุ. บทว่า อญฺาโกณฺฑญฺโ ความว่า โกณฑัญญะรู้แล้วอย่างเลิศ. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ทสฺสนฏฺเน เพราะอรรถว่าเห็น ในนิเทศแห่งจักษุเป็นต้นดังต่อไปนี้. ญาณหนึ่งนั่นแหละชื่อว่า จักษุ เพราะ ทำกิจด้วยความเห็น ดุจจักษุของสัตว์ที่พึงแนะนําตามที่ได้กล่าวแล้ว. ชื่อว่า าณ เพราะทำกิจด้วยญาณ. ชื่อว่า ปัญญา เพราะทำกิจด้วยรู้โดยประการ
หน้า 585 ข้อ 613
ต่าง ๆ. ชื่อว่า วิชชา เพราะทำการแทงตลอดโดยไม่มีส่วนเหลือ. ชื่อว่า อาโลก เพราะทำกิจด้วยแสงสว่างในกาลทั้งปวง. แม้ในบทมีอาทิว่า จกฺขุํ ธมฺโม จักษุเป็นธรรม มีความดังต่อไปนี้. ญาณหนึ่งนั่นแหละท่านพรรณนาไว้โดย ๕ ส่วน ด้วยความต่างกันแห่งกิจ. บทว่า อารมฺมณา ด้วยอรรถว่าอุปถัมภ์. บทว่า โคจรา ด้วยอรรถว่า เป็นอารมณ์. ในบทมีอาทิว่า ทสฺสนฏฺเน ท่านกล่าวถึงญาณกิจไว้ โดย ๕ ส่วน. โดยนัยนี้พึงทราบญาณ ๖๐ คือ ธรรม ๑๕ อรรถ ๑๕ ทำในวาระ หนึ่งๆ ใน ๓ วาระ อย่างละ ๕ เป็นนิรุตติ ๓๐ ในนิรุตติ ๓๐ ในปัณณรสกะ ๒ ในธรรม ๑๕ ในอรรถ ๑๕. แม้ในอริยสัจที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบญาณ ๒๔๐ อย่างนี้ คือ ธรรม ๖๐ อรรถ ๖๐ เป็นนิรุตติ ๑๒๐ ในธรรม ๖๐ ในอรรถ ๖๐ ในนิรุตติ ๑๒๐ ในธรรม ๖๐ ในอรรถ ๖๐ ด้วยอำนาจแห่งธรรมและอรรถอย่างละ ๑๕ ในอริยสัจหนึ่ง ๆ ในอริยสัจ ๔. จบอรรถกถาธรรมจักรกัปปวัตตนวาระ อรรถกถาสติปัฏฐานวาระเป็นต้น พึงทราบอรรถและการนับในปฏิสัมภิทานิเทศ อันมีสติปัฏฐานสูตร เป็นเบื้องต้น และมีอิทธิปาทสูตรเป็นเบื้องต้น.
หน้า 586 ข้อ 613
อรรถกถาสัตตโพธิสัตตวาระเป็นต้น ในสูตรหนึ่ง ๆ ในสูตร ๗ ของพระโพธิสัตว์ ๗ มีธรรม ๑๐ คือ ในสมุทัย ๕ มีจักษุเป็นต้น ในนิโรธ ๕ มีอรรถ ๑๐ คือในสมุทัย ๕ มีอรรถ ว่าความเห็นเป็นต้น. ในนิโรธ ๕ มีนิรุตติ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งธรรมและอรรถ เหล่านั้น มีญาณ ๔๐ การนับทำไวยากรณภาษิต รวมกันกล่าวเข้าใจง่ายดี. พึงทราบวินิจฉัยในปฏิสัมภิทานิเทศ ซึ่งท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถ แห่งพระสัพพัญญุตญาณดังต่อไปนี้ ในมูลกะหนึ่ง ๆ มีธรรม ๒๕ ด้วยสามารถ ปัญจกะละ ๕ คือ ในคำหนึ่ง ๆ ใน ๕ คำเหล่านี้ คือ เรารู้แล้ว ๑ เห็นแล้ว ๑ รู้แจ้งแล้ว ๑ ทำให้แจ้งแล้ว ๑ ถูกต้องแล้ว ๑ ด้วยปัญญาธรรม ๕ มีจักษุ เป็นต้น ธรรม ๕ มีอรรถว่าความเห็นเป็นต้น มีอรรถ ๒๕ เป็นนิรุตติ คูณด้วย ๒ (๕๐) เป็นญาณคูณด้วย ๒ (๑๐๐) ทำ ๕ อย่างรวมกันแล้วทำ ๕ ๕ ครั้ง แม้ในวาระที่กล่าวทำ ๕ รวมกัน เป็น ๒๕ จึงมีธรรม ๑๒๕ มีอรรถ ๑๒๕ มีนิรุตติ คูณด้วย ๒ (๒๕๐) มีญาณคูณด้วย ๒ (๕๐๐). บทว่า อฑฺฒเตยฺยานิ คือ มีนิรุตติ ๒๕๐. แม้ในขันธ์เป็นต้นก็มี นัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 587 ข้อ 613
อรรถกถาฉพุทธธรรมวาระ พึงทราบวินิจฉัยในพุทธธรรมวาระ ดังต่อไปนี้. บทว่า ทิยฑฺฒสตํ มีธรรม ๑๕๐ คือ ๒๕ รวม ๖ ครั้ง เป็นธรรม ๑๕๐ มีนิรุตติ คูณด้วย ๒ (๓๐๐) มีญาณคูณด้วย ๒ (๖๐๐). บทว่า ปฏิสมฺภิทาธิกรเณ คือใน คัมภีร์ปฏิสัมภิทา. บทว่า อฑฺฒนวธมฺมสตา นี้ คือ มีธรรม ๘๕๐ อย่างนี้ คือ ในสัจจะ๔ ที่กล่าวแล้วครั้งแรก ๖๐ ในสติปัฏฐาน ๔ รวม ๖๐ ในไวยากรณ- ภาษิตของพระโพธิสัตว์ ๗ ในธรรม ๕ มีตั้งอยู่ในอภิญญาเป็นต้น ๑๒๕ ใน ธรรม ๕ มีขันธ์เป็นต้น ๑๒๕ ในอริยสัจ ๔ อีก ๑๐๐ ในปฏิสัมภิทา ๔ รวม ๑๐๐ ในพุทธธรรม ๖ รวม ๑๕๐. แม้อรรถก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน. มีนิรุตติ ๑๒๐ ในฐานะ ๓ มีสัจจะ เป็นต้น มีนิรุตติ ๑๔๐ ในไวยากรณภาษิต ๗ มีนิรุตติในอภิญญาเป็นต้น และ ในขันธ์เป็นต้นอย่างละ ๑๕๐ มีนิรุตติอย่างละ ๒๐๐ ในอริยสัจ ๔ และใน ปฏิสัมภิทา มีนิรุตติ ๓๐๐ ในพุทธธรรม รวมเป็นมีนิรุตติ ๑,๗๐๐. มีญาณ ๓,๔๐๐ อย่างนี้ คือ มีญาณอย่างละ ๒๐๐ ในฐานะ ๓ มีสัจจะเป็นต้น มีญาณ ๒๘๐ ในไวยากรณภาษิต ๗ มีญาณอย่างละ ๕๐๐ ในอภิญญาเป็นต้น และ ในขันธ์เป็นต้น มีญาณอย่างละ ๔๐๐ ในปฏิสัมภิทา ๔ มีญาณ ๖๐๐ ใน พุทธธรรม. จบอรรถกถาปฏิสัมภิทากถา
หน้า 588 ข้อ 614, 615
ยุคนัทธวรรค ธรรมจักกกถา ว่าด้วยธรรมจักร [๖๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้ พระนครพาราณสี ฯลฯ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านพระโกณฑัญญะ จึงมีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ ดังนี้. ภิกษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่ เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ... คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถ ว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ญาณเป็นธรรม ความรู้เป็นอรรถ ปัญญาเป็นธรรม ความรู้ทั่วเป็นอรรถ วิชชาเป็นอรรถ ความแทงตลอดเป็น ธรรม แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็น อารมณ์ มีสัจจะเป็นโคจร สงเคราะห์เข้าในสัจจะ นับเนื่องในสัจจะ เข้ามา ประชุมในสัจจะ ตั้งอยู่ในสัจจะ ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ. [๖๑๕] ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่า กระไร ? ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรง ให้จักรเป็นไปโดยการประพฤติเป็นธรรม ทรงดำรงอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป
หน้า 589 ข้อ 615
ทรงประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ใน ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง ยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความ ยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความเเกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงสักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรงนับถือธรรมให้จักร เป็นไป ทรงบูชาธรรมให้จักรเป็นไป ทรงนอบน้อมธรรมให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นธงให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นยอดให้จักรเป็นไป ทรงมี ธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป ชื่อว่าธรรมจักรเพราะอรรถว่า ก็ธรรมจักรนั้นแล สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ให้เป็นไปไม่ได้ ชื่อว่าธรรมจักรเพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป... ปัญญินทรีย์เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป สัทธาพละเป็นธรรม ... ปัญญาพละเป็นธรรม สติสัมโพชฌงค์เป็นธรรม ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นธรรม สัมมาทิฏฐิเป็นธรรม ... สัมมาสมาธิเป็นธรรม อินทรีย์เป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์ เป็นธรรมเพราะอรรถว่านําออก มรรคเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติ- ปัฏฐานเป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นธรรมเพราะอรรถว่า ตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นธรรมเพราะ อรรถว่าเป็นของแท้ สมถะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็น ธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจ เป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิ
หน้า 590 ข้อ 616
เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น วิชชาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าบริจาค ญาณในความสิ้นไปในธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้น เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ ฉันทะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการ เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่า เป็นประธาน เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นธรรมเพราะ อรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้น ๆ วิมุตติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป. [๖๑๖] จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ ฯลฯ เรากำหนดรู้แล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะ อรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความ สว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง ทุกข์ ... ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ. ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
หน้า 591 ข้อ 617, 618
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักร เป็นไป...นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรง ให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป. [๖๑๗] จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ ฯลฯ เราละได้แล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่าง เกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความ สว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง สมุทัยเป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ เป็นที่ตั้งแห่งมรรค เป็น ที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์... ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ. ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป. [๖๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมา ก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว
หน้า 592 ข้อ 619
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณา เห็นจิตในจิตนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้น ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุ เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า กระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่าง เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความ สว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งกาย เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน เป็นที่ตั้งแห่งธรรม เป็นที่ตั้งแห่ง สติปัฏฐาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์... ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน. ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป. [๖๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรม ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย ฉันทะและปธานสังขารนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้น
หน้า 593 ข้อ 619
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอัน ยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมา ก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมา ก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาท ประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่าง เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น...คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะ อรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ... แสงสว่างเป็นธรรม ความ สว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการ เป็นที่ตั้งแห่งฉันทะ เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์...ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท. ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
หน้า 594 ข้อ 619
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป. . . นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป. จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมา ก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาท ประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ? คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว. จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความ สว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง วิริยะ เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท เป็นที่ตั้งแห่งวิมังสา เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ มีอิทธิบาท เป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท นับเนื่องในอิทธิบาท เข้ามาประชุมใน อิทธิบาท ตั้งอยู่ในอิทธิบาท ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท. ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและ จักรเป็นไป... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้น ๆ เป็นไป. จบธรรมจักกกถา
หน้า 595 ข้อ 619
ธรรมจักรกถา อรรถกถาสัจจวาระ จะพรรณนาตามลําดับความที่ยังมิได้เคยพรรณนาไว้แห่งธรรมจักรกถา อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำพระธรรมจักกัปวัตตนสูตรให้เป็นเบื้องต้นอีก ตรัสแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขวตฺถุกา เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ คือ เพราะ มีทุกข์เป็นที่ตั้งด้วยอำนาจแห่งการตรัสรู้อย่างเดียว. พระสารีบุตรเถระยังทุกข์ นั้นให้วิเศษออกไป จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สจฺจวตฺถุกา เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ ชื่อว่า สจฺจารมฺมณา เพราะ สัจจะเป็นอารมณ์ เป็นตัวอุปถัมภ์. ชื่อว่า สจฺจโคจรา เพราะมีสัจจะเป็นโคจรเป็นวิสัย. บทว่า สจฺจสงฺคหิตา สงเคราะห์เข้าในสัจจะ คือ สงเคราะห์ด้วยมรรคสัจ. บทว่า สจฺจปริยาปนฺนา นับเนื่องในสัจจะ คือ นับเนื่องในมรรคสัจ. บทว่า สจฺเจ สมุปาคตา เข้ามา ประชุมในสัจจะ คือเกิดร่วมกันในทุกขสัจด้วยกำหนดรู้ทุกข์. บทว่า ิตา ปติฏฺิตา คือตั้งอยู่ในสัจจะ ประดิษฐานอยู่ในสัจจะนั้นนั่นแหละเหมือนกัน. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงพระธรรมจักรที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า ปวตฺติเต จ ภควตา ธมฺมจกฺเก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว ดังนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ธมฺมจกฺกํ. ใน บทว่า ธมฺมจกฺกํ นั้น ธรรมจักรมี ๒ อย่าง คือปฏิเวธธรรมจักร และเทศนา- ธรรมจักร. ปฏิเวธธรรมจักร ณ โพธิบัลลังก์ เทศนาธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตน- มฤคทายวัน.
หน้า 596 ข้อ 619
บทว่า ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ ธรรมและจักรเป็นไป ท่านกล่าวถึงปฏิเวธธรรมจักร. บทว่า จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจ ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ท่านกล่าวถึงเทศนา ธรรมจักร. อย่างไร เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือโพธิบัลลังก์ ยัง ธรรมมีประเภทเป็นต้นว่า อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และองค์แห่งมรรคให้ เป็นไปในขณะแห่งมรรค ธรรมนั้นแหละชื่อว่าจักร เพราะเป็นไปเพื่อฆ่าศัตรู คือกิเลส ดุจจักรสำหรับประหาร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังจักรคือธรรมให้ เป็นไป ชื่อว่า ทรงยังจักรให้เป็นไป ด้วยบทนั้น ท่านกล่าวเป็นกัมมธารยสมาส ว่า จักรคือธรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงจักรคือเทศนาให้เป็นไป เพราะเป็นไปเพื่อฆ่าศัตรูคือกิเลสในสันดานของ เวไนยสัตว์ ในขณะแสดงธรรมเช่นกับจักรสำหรับใช้ประหาร และยังธรรมจักร อันมีประเภทเป็นต้นว่า อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ องค์แห่งมรรคให้เป็นไป ในสันดานของเวไนยสัตว์. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงทวันทวสมาสว่า ธรรมด้วย จักรด้วย ชื่อว่าธรรมและจักร ก็เพราะเมื่อความเป็นไปยังมีอยู่ ก็ชื่อว่า ยังเป็นไปอยู่ ฉะนั้น แม้ในที่ทั้งปวงท่านกล่าวว่า ปวตฺเตติ ให้เป็นไป แต่พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า จกฺกํ เพราะอรรถว่าเป็นไป. บทมีอาทิว่า ธมฺเมน ปวตฺเตนฺตีติ ธมฺมจกฺกํ ชื่อว่า ธรรมจักร เพราะทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม พึงทราบว่าท่านกล่าวหมายถึงเทศนาธรรม- จักรนั่นเอง. ในบทเหล่านั้นบทว่า ธมฺเมน ปวตฺเตติ ท่านกล่าวว่าธรรมจักร เพราะจักรเป็นไปแล้วโดยธรรมตามสภาวะอย่างไร. บทว่า ธมฺมจริยา ปวตฺ- เตติ ท่านกล่าวว่า ธรรมจักร เพราะจักรเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ธรรมในสัน- ดานของเวไนยสัตว์. ด้วยบทมีอาทิว่า ธมฺเม ิโต ดำรงอยู่ในธรรม ท่านกล่าว ถึง ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีธรรม และเป็นเจ้าแห่งธรรม. สมดังที่ท่าน
หน้า 597 ข้อ 619
พระมหากัจจายนะกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น ทรงรู้ทรงเห็นเป็นผู้มีพระจักษุ เป็นผู้มีพระญาณ เป็นผู้มีธรรม เป็น พรหม เป็นผู้เผยแผ่ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ขยายเนื้อความ เป็นผู้ให้อมตธรรม เป็นเจ้าของแห่งธรรม เป็นพระตถาคต เพราะฉะนั้น ด้วยบทนั้นท่านจึง กล่าวว่า ธมฺมจกฺกํ เพราะเป็นจักรแห่งธรรม. บทว่า ิโต ตั้งอยู่แล้ว คือ ตั้งอยู่โดยความมีอารมณ์. บทว่า ปติฏฺิโต ประดิษฐานแล้ว คือ ประดิษฐาน โดยความไม่หวั่นไหว. บทว่า วสิปฺปตฺโต ทรงบรรลุถึงความชำนาญ คือ ถึงความมีอิสรภาพ. บทว่า ปารมิปฺปตฺโต ทรงบรรลุถึงความยอดเยี่ยม คือ บรรลุถึงที่สุด. บทว่า เวสารชฺชปฺปตฺโต ทรงบรรลุถึงความแกล้วกล้า คือ บรรลุถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า. ด้วยบทมีอาทิว่า ธมฺเม ปติฏฺาเปนฺโต ทรงให้มหาชนดำรงอยู่ในธรรม ท่านเพ่งถึงสันดานของเวไนยสัตว์ แล้วกล่าว ว่า จกฺกํ เพื่อประโยชน์แก่ธรรม เพราะพระองค์เป็นเจ้าของธรรมด้วยคำ ดังกล่าวแล้ว. ด้วยบทมีอาทิว่า ธมฺมํ สกฺกโรนฺโต ทรงสักการะธรรม ท่านกล่าวว่า จกฺกํ เพื่อประโยชน์แก่ธรรม เพราะผู้ใดประพฤติธรรมด้วย สักการะเป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติเพื่อธรรม. บทว่า ธมฺมํ ครุกโรนฺโต ทรงเคารพธรรม คือ ทำความเคารพนั้นด้วยให้เกิดคารวะในธรรมนั้น. บทว่า ธมฺมํ มาเนนฺโต ทรงนับถือธรรม คือ ทรงทำธรรมให้เป็นที่รัก เป็นที่ น่ายกย่องอยู่. บทว่า ธมฺมํ ปูเชนฺโต ทรงบูชาธรรม คือ อ้างถึงธรรมนั้น แล้วทำการบูชา ด้วยปฏิบัติบูชาในเทศนา. บทว่า ธมฺมํ อปจายมาโน ทรง นอบน้อมธรรม คือทำความประพฤติถ่อมด้วยการสักการะและเคารพธรรม นั้นนั่นเทียว. บทว่า ธมฺมทฺธโช ธมฺมเกตุ มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นยอด ความว่า มีธรรมเป็นธงและมีธรรมเป็นยอดด้วยการนำธรรมไว้ในเบื้องหน้า ดุจธง และยกขึ้นดุจเป็นยอดแล้วให้เป็นไป. บทว่า ธมฺมาธิปเตยฺโย มีธรรม
หน้า 598 ข้อ 619
เป็นใหญ่ คือมาจากความมีธรรมเป็นใหญ่ เป็นผู้มีธรรมเป็นใหญ่ด้วยกระทำ กิริยาทั้งปวง ด้วยอำนาจแห่งธรรมคือการภาวนา. บทว่า ตํ โข ปน ธมฺมจกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ อันใคร ๆ ยัง ธรรมจักรนั้นให้เป็นไปไม่ได้ ท่านกล่าวถึงความเป็นธรรมที่ไม่ถูกกำจัด เพราะใคร ๆ ไม่สามารถจะให้กลับได้ เพราะฉะนั้น ธรรมนั้นท่านจึงกล่าวว่า จกฺกํ เพราะอรรถว่าเป็นไปได้. บทว่า สทฺธินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตติ สัทธินทรีย์ เป็นธรรม ยังธรรมนั้นให้เป็นไป ความว่า ยังสัทธินทรีย์เป็นธรรมนั้นให้ เป็นไป ด้วยยังสัทธินทรีย์สัมปยุตด้วยมรรคให้เกิดในสันดานของเวไนยสัตว์. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สจฺจา คือสัจจญาณ วิปัสสนา วิชชาและมรรคญาณ. บทว่า อนุปฺปาเท าณํ ญาณในความไม่เกิด คือญาณในอรหัตผล ยังญาณแม้นั้นให้เป็นไปในสันดานของเวไนยสัตว์ เมื่อ ทำการแทงตลอดคือนิพพาน ก็ชื่อว่า ยังญาณให้เป็นไป. ในสมุทยวารเป็นต้น ท่านแสดงย่อบทที่แปลกว่า สมุทยวตฺถุกา นิโรธวตฺถุกา มคฺควตฺถุกา มีสมุทัยเป็นที่ตั้ง มีนิโรธเป็นที่ตั้ง มีมรรคเป็นที่ตั้ง. บทต้นเช่นกับที่กล่าว แล้วในวาระแม้นี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อรรถกถาสติปัฏฐานวาร แม้วาระมีสติปัฏฐาน อิทธิบาทเป็นเบื้องต้น ท่านก็กล่าวไว้แล้วด้วย สามารถแห่งขณะของมรรค แม้วาระเหล่านั้นท่านก็แสดงย่อบทที่แปลกไว้ใน วาระนั้น ๆ ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาธรรมจักรกถา
หน้า 599 ข้อ 620
ยุคนัทธวรรค โลกกุตตรกถา ว่าด้วยโลกุตรธรรม [๖๒๐] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ. ชื่อว่าโลกุตระ ในคำว่า โลกุตฺตรา นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?. ชื่อว่าโลกุตระ เพราะอรรถว่า ข้ามพ้นโลก ข้ามพ้นแต่โลก ข้ามไป จากโลก ล่วงพ้นโลก ล่วงพ้นโลกอยู่ เป็นอดิเรกในโลก สลัดออกแต่โลก สลัดออกจากโลก สลัดไปจากโลก สลัดออกไปจากโลก สละออกแต่โลก สละออกจากโลก สละออกไปจากโลก ไม่ตั้งอยู่ในโลก ไม่ดำรงอยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ในโลก ไม่เปื้อนในโลก ไม่ไล้ในโลก ไม่ไล้ด้วยโลก ไม่ฉาบในโลก ไม่ฉาบด้วยโลก หลุดไปในโลก หลุดไปจากโลก พ้นไปจากโลก หลุดพ้นไป แต่โลก ไม่เกี่ยวข้องในโลก ไม่เกี่ยวข้องด้วยโลก พรากออกแต่โลก พราก ออกจากโลก พรากออกไปแต่โลก หมดจดแต่โลก หมดจดกว่าโลก หมดจด จากโลก สะอาดแต่โลก สะอาดกว่าโลก สะอาดจากโลก ออกแต่โลก ออก จากโลก ออกไปจากโลก เว้นแต่โลก เว้นจากโลก เว้นไปจากโลก ไม่ข้อง ในโลก ไม่ยึดในโลก ไม่พัวพันในโลก ตัดโลกขาดอยู่ ตัดโลกขาดแล้ว ให้โลกระงับอยู่ ให้โลกระงับแล้ว ไม่กลับมาสู่โลก ไม่เป็นคติของโลก ไม่เป็นวิสัยของโลก ไม่เป็นสาธารณะแก่โลก สำรอกโลก ไม่เวียนมาสู่โลก ละโลก ไม่ยังโลกให้เกิด ไม่ลดโลก นำโลก กำจัดโลก ไม่อบโลกให้งาม ล่วงโลก ครอบงำโลกตั้งอยู่ ฉะนี้แล. จบโลกุตตรกถา
หน้า 600 ข้อ 620
อรรถกถาโลกุตตรกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งโลกุตรกถา อันพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในลำดับแห่งธรรมจักรกถาอันเป็นไปในโลกุตร- ธรรม. ความแห่งบทโลกุตระในโลกุตรกถานั้นจักมีแจ้งในนิเทศวาร. โพธิ- ปักขิยธรรม ๓๗ มีอาทิว่า จตฺตาโร สติปฏฺานา สัมปยุตด้วยมรรคและ ผลตามที่ประกอบ ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า โพธิปกฺขิยธรรม เพราะเป็นไป ในฝ่ายแห่งอริยะอันได้ชื่ออย่างนี้ว่า โพธิ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้. บทว่า ปกฺเข ภวตฺตา เพราะเป็นไปในฝ่าย คือ เพราะตั้งอยู่ในความเป็นอุปการะ. ชื่ออุปฏฺานํ เพราะก้าวลง คือ แล่นไปในอารมณ์เหล่านั้น แล้วปรากฏ สติ นั่นแหละปรากฏชื่อว่าสติปัฏฐาน ประเภทของสติปัฏฐานนั้น ๔ อย่าง เป็นไป ด้วยอำนาจการถืออาการไม่งาม เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน และด้วย อำนาจการยังกิจให้สำเร็จด้วยการละความงาม สุข ความเที่ยงและความสำคัญ ว่าตัวตนในกาย เวทนาจิต และธรรม เพราะฉะนั้นจึงท่านจึงเรียกว่าสติปัฏฐาน ๔. ชื่อว่า ปธานํ เพราะเป็นเหตุตั้งไว้. การตั้งไว้งามชื่อว่า สัมมัป- ปธาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมฺมปฺปธานํ เพราะเป็นเหตุตั้งไว้ชอบ หรือ เพราะการตั้งไว้งามนั้นชื่อว่า ปธาน เพราะปราศจากความประพฤติผิด คือ กิเลส เพราะนำความประเสริฐมาให้ ด้วยอรรถว่าให้สำเร็จประโยชน์สุข หรือเพราะ ทำความเป็นประธาน สัมมัปปธานนี้เป็นชื่อของความเพียร. สัมมัปธานนี้นั้น มีหน้าที่ละอกุศลที่เกิดแล้ว ไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นให้สำเร็จกิจในการเกิดขึ้นแห่ง กุศลที่ยังไม่เกิด ให้สำเร็จกิจในการตั้งอยู่แห่งกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น สัมมัปปธานจึงมี ๔ อย่างด้วยประการฉะนี้ ท่านจึงกล่าวว่า สัมมัปปธาน ๔.
หน้า 601 ข้อ 620
ชื่อว่า อิทธิบาท เพราะความสำเร็จโดยปริยายนี้ว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความสำเร็จนี้ เป็นผู้เจริญถึงชั้นอุกฤษฏ์ ชื่อว่า ย่อมสำเร็จ เพราะอรรถว่า สำเร็จโดยปริยายแห่งความสำเร็จ เป็นธรรมให้ถึงความสำเร็จ ด้วยอรรถว่า เป็นเบื้องต้นอันสัมปยุตเข้าด้วยกันแห่งความสำเร็จนั้น และเพราะ อรรถว่า เป็นเหตุแห่งส่วนเบื้องต้นอันเป็นผล เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อิทธิบาท ๔. ชื่อว่า อินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่กล่าวคือครอบงำ เพราะ ครอบงำความไม่มีศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลง. ชื่อว่า พละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว เพราะไม่ถูกความ ไม่มีศรัทธาเป็นต้นครอบงำ. แม้อินทรีย์และพละทั้งสองอย่างนั้นก็มี ๕ อย่าง เดียวกัน คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ พละ ๕. อนึ่ง ธรรมทั้งหลาย ๗ มีสติเป็นต้น ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งสัตว์ผู้ตรัสรู้ และธรรมทั้งหลาย ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็นองค์แห่งมรรค เพราะอรรถว่า นำออกไป ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘. โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเหล่านี้ เมื่อวิปัสสนาอันเป็นโลกิยะ ในส่วนเบื้องต้นยังเป็นไปอยู่ ชื่อว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะกำหนด ถือเอากายโดยอาการ ๑๔ อย่าง ชื่อว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเพราะกำหนด ถือเอาเวทนาโดยอาการ ๙ อย่าง ชื่อว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะ กำหนดถือเอาจิตโดยอาการ ๖ อย่าง ชื่อว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะ กำหนดถือเอาธรรมโดยอาการ ๕ อย่างด้วยประการดังนี้.
หน้า 602 ข้อ 620
ในกาลพยายามเพื่อเห็นอกุศลอันเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้อื่น ซึ่งยังไม่เคยเกิด ในอัตภาพนี้แล้วไม่ให้อกุศลนั้นเกิดด้วยคิดว่า เราจักไม่ปฏิบัติเหมือนอย่างที่ อกุศลนั้นเกิดแก่ผู้ปฏิบัติ อกุศลนั้นจักไม่เกิดแก่เราอย่างนี้ เป็นสัมมัปปธาน ข้อที่ ๑ ในกาลพยายามเพื่อเห็นอกุศลที่เกิด เพราะความประพฤติของตนแล้วละ อกุศลนั้น เป็นสัมมัปปธานข้อที่ ๒ เมื่อพยายามเพื่อให้ฌานหรือวิปัสสนา อันยังไม่เคยเกิดในอัตภาพนี้ให้เกิดขึ้น เป็นสัมมัปปธานข้อที่ ๓ เมื่อพยายาม ให้ฌานหรือวิปัสสนาเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยประการที่ไม่ให้เสื่อม เป็นสัมมัปปธาน ข้อที่ ๔. ในกาลทำฉันทะให้เป็นธุระแล้วให้กุศลเกิดขึ้นเป็นฉันทิทธิบาท ใน กาลทำวิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้เป็นธุระแล้วให้กุศลเกิดขึ้นเป็นวิมังสิทธิบาท ในกาลเว้นพูดเท็จเป็นสัมมาวาจา ในกาลเว้นการงานผิด อาชีพผิด เป็น สัมมาอาชีวะ โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายย่อมได้ในจิตต่าง ๆ อย่างนี้ด้วยประการ ฉะนี้. แต่ในขณะแห่งมรรค ๔ โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายย่อมได้ในจิตดวง เดียวกัน ในขณะแห่งผลย่อมได้โพธิปักขิยธรรมที่เหลือ เว้นสัมมัปปธาน ๔. อนึ่ง เมื่อโลกุตรธรรมเหล่านั้นได้ในจิตดวงเดียวอย่างนี้ สติมีนิพพานเป็น อารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔ ด้วยสามารถสำเร็จกิจ ในการละความสำคัญว่างามในกายเป็นต้น วิริยะอย่างเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวว่า สัมมัปปธาน ๔ ด้วยสามารถสำเร็จกิจมีไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ละอกุศลที่เกิด เป็นต้น. ในโพธิปักขิยธรรมที่เหลือไม่มีการลดการเพิ่ม. อีกอย่างหนึ่ง ในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น พึงทราบคาถาดังต่อไปนี้. ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น มี ๖ หมวด ดังนี้คือ
หน้า 603 ข้อ 620
ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อ เป็นธรรมมีอยู่โดยหมวด เดียว ธรรม ๑ ข้อ มีโดย ๒ หมวด อนึ่ง ธรรมเดียว มีโดย ๔ หมวด และโดย ๕ หมวด โดย ๘ หมวด และโดย ๙ หมวด. บทว่า นว เอกวิธา ธรรมทั้งหลาย ๙ ข้อมีอยู่โดยหมวดเดียว คือ ธรรม ๙ ข้อเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ จิตตะ ๑ ปีติ ๑ ปัสสัทธิ ๑ อุเบกขา ๑ สังกัปปะ ๑ วาจา ๑ กัมมันตะ ๑ อาชีวะ ๑ มีอยู่โดยหมวดเดียวเท่านั้น ด้วยสามารถฉันทิทธิบาทเป็นต้น ไม่ผนวกส่วนอื่น. บทว่า เอโก เทฺวธา ธรรม ๑ ข้อมีโดย ๒ หมวด คือ ศรัทธาตั้งอยู่โดย ๒ หมวด ด้วยสามารถแห่ง อินทรีย์และพละ. บทว่า อถ จตุปญฺจธา อนึ่ง ธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด และโดย ๕ หมวด คือ ธรรมอื่นธรรมเดียวมีโดย ๔ หมวด ธรรมอื่นตั้งอยู่ โดย ๕ หมวด. ในธรรมเหล่านั้น สมาธิข้อเดียวตั้งอยู่โดย ๔ หมวด คือ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑. ปัญญาตั้งอยู่โดย ๕ หมวด โดยหมวด แห่งธรรม ๔ เหล่านั้นและโดยส่วนหนึ่งของอิทธิบาท. บทว่า อฏฺธา นวธา เจว โดย ๘ และ ๙ หมวด คือ ธรรมอย่างเดียวอีกข้อหนึ่ง ตั้งอยู่โดย ๘ หมวด ธรรมเดียวข้อหนึ่งตั้งอยู่โดย ๙ หมวด อธิบายว่า สติตั้งอยู่ ๘ หมวด คือ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑. วิริยะตั้งอยู่ ๙ หมวด คือ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๑ อินทรีย์ ๑ พละ ๑ โพชฌงค์ ๑ องค์มรรค ๑ ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบความในคาถาต่อไปนี้. โพธิปักขิยธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ที่ไม่ประสม กันก็มี ๑๔ เท่านั้น โดยหมวดก็มีอยู่ ๗ หมวด โดย ประเภทมี ๓๗ เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้นโพธิปักขิยธรรม
หน้า 604 ข้อ 620
เหล่านั้นก็เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดทีเดียว ด้วยการทำ กิจของตน ๆ ให้สำเร็จ และด้วยดำเนินไปตามรูป ของตน. พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ สัมปยุตด้วยมรรค และผลอย่างนี้แล้ว จึงย่อโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นลงในมรรคและผลอีก แล้ว กล่าวว่า อริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ ความเป็นสมถะชื่อว่า สามัญญะ. สามัญญะนี้เป็นชื่อของอริยมรรค ๔ ผลแห่งสามัญญะทั้งหลายชื่อว่าสามัญผล ส่วนนิพพานไม่ปนกันเลย โลกุตรธรรมทั้งหลาย ๔๖ ด้วยสามารถแห่งโพธิ- ปักขิยธรรม ๓๗ มรรค ๔ ผล และนิพพาน ๑ โดยพิสดาร จากนั้นโดยย่อ โลกุตรธรรม ๙ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แม้จากนั้น โดยย่อพึงทราบว่า โลกุตรธรรม ๓ ด้วยสามารถมรรค ๑ ผล ๑ นิพพาน ๑. อนึ่ง เมื่อกล่าวถึงความที่มรรคผลมีสติปฏิฐานเป็นต้นเป็นโลกุตระก็เป็นอัน ท่านกล่าวถึงความที่แม้ผัสสะเป็นต้นอันสัมปยุตด้วยมรรคผลนั้น ก็เป็นโลกุตระ เหมือนกัน. ท่านกล่าวถึงสติปัฏฐานเป็นต้นด้วยเป็นธรรมเป็นประธาน. อนึ่ง ในโลกุตรธรรมนิเทศในอภิธรรม ท่านกล่าวถึงความที่ผัสสะเป็นต้นอันสัมป- ยุตด้วยมรรคและผลเป็นโลกุตรธรรม. บทว่า โลกํ ตรนฺติ ข้ามพ้นโลก คือ ก้าวล่วงโลก. ในบทนี้ คำเป็นปัจจุบันกาลเช่นนี้ทั้งหมดท่านกล่าวหมายถึงอริยมรรค ๔ เพราะโสดา- ปัตติมรรค ข้ามอบายโลกได้ สกทาคามิมรรคข้ามกามาวจรโลกเป็นเอกเทศได้ อนาคามิมรรคข้ามกามาวจรโลกได้ อรหัตมรรคข้ามรูปาวจรโลกและอรูปาวจร- โลกได้. บทว่า โลกา อุตฺตรนฺติ ข้ามไปจากโลก คือ ออกไปจากโลก. บทว่า โลกโตติ จ โลกมฺหาติ จ คำว่า จากโลกและแต่โลก คือ ท่านแสดงถึง
หน้า 605 ข้อ 620
ความวิเศษของปัญจมีวิภัตติ. บทว่า โลกํ สมติกฺกมนฺติ ล่วงพ้นโลกมี ความดังได้กล่าวไว้แล้วครั้งแรก. ในบทนั้นท่านกล่าวไม่เพ่งถึงความของ อุปสรรค. ในบทนี้ท่านกล่าวพร้อมด้วยความของอุปสรรค. บทว่า โลกํ สมติกฺกนฺตา ล่วงพ้นโลกแล้ว คือ ก้าวล่วงโลกตามที่กล่าวแล้วโดยชอบ. คำที่เป็นอดีตกาลเช่นนี้ทั้งหมด ในบทนี้ ท่านกล่าวหมายถึงนิพพานเป็นผล. เพราะโสดาปัตติผลเป็นต้นก้าวล่วงโลก ตามที่กล่าวแล้วตั้งอยู่ นิพพานก้าวล่วง โลกทั้งหมดทุกเมื่อ. บทว่า โลเกน อติเรก คือยิ่งไปกว่าโลก. บทนี้ท่าน กล่าวหมายถึงโลกุตรธรรมแม้ทั้งหมด. บทว่า นิสฺสรนฺติ คือพรากไป. บทว่า นิสฺสฏา คือออกไป. คำ ๑๘ มีอาทิว่า โลเก น ติฏฺติ ไม่ตั้งอยู่ ในโลก ย่อมควรแม้ในโลกุตรธรรมทั้งหมด. บทว่า น ติฏฺนฺติ ท่าน กล่าวเพราะไม่นับเนืองในโลก. บทว่า โลเก น ลิมฺปติ ไม่ติดในโลก คือ แม้เป็นไปในสันดานก็ไม่ติดในโลกนั้น. บทว่า โลเกน น ลิมฺปติ ไม่ติด ด้วยโลก ความว่า ไม่ติดด้วยจิตไร ๆ ของผู้ยังไม่แทงตลอด ด้วยจิตเป็น อกุศลและไม่สามารถของผู้แทงตลอดแล้ว. บทว่า อสํลิตฺตา อนุปลิตฺตา ไม่ติด ไม่ฉาบ พึงทราบด้วยอุปสรรค. บทว่า วิปฺปมุตฺตา พ้นแล้ว คือ ความไม่ติดนั่นเอง แปลกที่พยัญชนะต่างกัน เพราะผู้ใดไม่ติดในสิ่งใดด้วย สิ่งใด ผู้นั้นเป็นผู้พ้นในสิ่งนั้นด้วยสิ่งนั้น. บท ๓ บทมีอาทิว่า โลกา วิปฺป- มุตฺตา พ้นไปจากโลก ท่านกล่าวโดยเป็นปัญจมีวิภัตติ. บทว่า วิสญฺญุตฺตา ไม่เกี่ยวข้องเป็นความยอดเยี่ยมของความพ้นไป เพราะผู้ใดพ้นในสิ่งใดด้วย สิ่งใด จากสิ่งใด ผู้นั้นเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ในสิ่งนั้น ด้วยสิ่งนั้น จากสิ่งนั้น. บทว่า โลกา สุชฺฌนฺติ หมดจดจากโลก คือ ล้างมลทินของโลกแล้ว หมดจดจากโลก. บทว่า วิสุชฺฌนฺติ สะอาด แปลกกันที่อุปสรรค. บทว่า
หน้า 606 ข้อ 620
วุฏฺหนฺติ ออก คือ ลุกขึ้น. บทว่า วิวชฺชนฺติ คือไม่กลับ . บทว่า น สชฺชนฺติ ไม่ข้อง คือ ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า น คยฺหนฺติ ไม่ยึด คือ ไม่ถือ. บทว่า น พชฺฌนฺติ ไม่พัวพัน คือ ไม่ผูกพัน. บทว่า สมุจฺฉินฺทนฺติ ตัด คือ ทำไม่ให้เป็นไปได้. อนึ่งท่านกล่าวคำมีอาทิว่า เพราะหมดจดจากโลก เหมือนบทว่า โลกํ สมุจฺฉินฺนตฺตา เพราะตัดขาดจากโลก. บทว่า ปฏิปฺ- ปสฺสมฺเภนฺติ ให้โลกระงับอยู่ คือ ให้โลกดับ. บท ๔ มีอาทิว่า อปจฺจคา ย่อมควรในโลกุตระแม้ทั้งปวง. บทว่า อปจฺจคา ไม่กลับมา. คือ ไม่มีทาง. บทว่า อคติ ไม่เป็นคติ คือ ไม่เป็นที่พึ่ง. บทว่า อวิสยา ไม่เป็นวิสัย คือ เป็นที่อาศัย. บทว่า อสาธารณา ไม่เป็นสาธารณะ คือ ไม่เสมอ. บทว่า วมนฺติ คือ คายออก. บทว่า น ปจฺจาคมนฺติ ไม่เวียนมา ท่าน กล่าวโดยนัยตรงข้ามกับคำที่กล่าวแล้ว ความว่า ไม่กินของที่ตายแล้วอีก. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงความที่ของที่คายแล้วเป็นอันคายไปแล้ว. แม้ในหมวด ๓ แห่งทุกะในลำดับก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า วิสิเนนฺติ ไม่ผูก คือ กระจัดกระจายไป พ้นไป ความว่า ไม่ผูกพัน. บทว่า น อุสฺสิเนนฺติ ผูก คือ ไม่กระจัดกระจาย ไม่พ้น. บทว่า วิสิเนนฺติ ปาฐะทำให้เสียงสั้นว่า น อุสฺสิเนนฺติ ดี. บทว่า วิธูเปนฺติ กำจัด คือ ให้ดับ. บทว่า น สุธูเปนฺติ ไม่อบโลกให้งาม คือ ไม่รุ่งเรือง. บทว่า โลกํ สมติกฺกมฺม อภิภุยฺย ติฏฺนฺติ ล่วงโลกครอบงำโลกตั้งอยู่ คือ โลกุตรธรรมแม้ทั้งหมดก้าวล่วงและครอบงำโลกตั้งอยู่ด้วยดี เพราะเหตุ นั้นจึงชื่อว่า โลกุตระ เป็นอันท่านกล่าวถึงความที่โลกุตระทั้งหลายเหนือ โลกและยิ่งกว่าโลกโดยประการดังกล่าวนี้แม้ทั้งหมด. จบอรรถกถาโลกุตตรกถา
หน้า 607 ข้อ 621, 622
ยุคนัทธวรรค พลกถา ว่าด้วยพลธรรม [๖๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน ? คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้แล. อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละ อนวัชชพละ สังคาหพละ ขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสริยพละ อธิษฐานพละ สมถพละ วิปัสสนาพละ เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑. ขีณาสวพละ ๑๐ อิทธิพละ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐. [๖๒๒] สัทธาพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่ หวั่นไหวในความไม่ศรัทธา เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม เพราะ ความว่าครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพราะความว่าเป็นความสะอาดในเบื้องต้นแห่ง ปฏิเวธ เพราะความว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต เพราะความว่าเป็นที่ผ่องแผ้วแห่งจิต เพราะความว่าเป็นเครื่องบรรลุคุณวิเศษ เพราะความว่าแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง เพราะความว่าตรัสรู้สัจจะ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสัทธาพละ.
หน้า 608 ข้อ 623
วิริยพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว ในความเกียจคร้าน เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้ การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นวิริยพละ. สติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวใน ความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การก- รกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสติพละ. สมาธิพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว ในอุทธัจจะ เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การก- บุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสมาธิพละ. ปัญญาพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว ในความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่า ให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นปัญญาพละ. [๖๒๓] หิริพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายกาม- ฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละอายพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ละอายถิ่นมิทธะ ด้วยโลกสัญญา ละอายอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ละอายวิจิกิจฉาด้วยธรรม- ววัตถาน ละอายอวิชชาด้วยญาณ ละอายอรติด้วยความปราโมทย์ ละอายนิวร ์ ด้วยปฐมญาณ ฯลฯ ละอายสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นหิริพละ. โอตตัปปพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรง กลัวกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ เกรงกลัวสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็น โอตตัปปพละ.
หน้า 609 ข้อ 624, 625
ปฏิสังขานพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ พิจารณาสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นปฏิสังขานพละ. [๖๒๔] ภาวนาพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญ ความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเจริญอรหัตมรรค นี้เป็นภาวนาพละ. อนวัชชพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าอนวัขชพละ เพราะอรรถว่า ในเนก- ขัมมะไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ในความไม่พยาบาทไม่มี โทษน้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ. สังคาหพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโย- คาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกด จิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นสังคาหพละ. [๖๒๕] ขันติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนก- ขัมมะย่อมอดทนเพราะละกามฉันทะได้แล้ว ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะ ละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นขันติพละ. ปัญญัตติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระ- โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิต ไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี่เป็นปัญญัตติพละ.
หน้า 610 ข้อ 626
นิชฌัตติพละเป็นไฉน ? ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระ- โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมเพ่งจิต ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ. อิสริยพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยา- บาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถ อรหัตมรรคนี้เป็นอิสริยพละ. อธิษฐานพละเป็นไฉน ? ชื่อว่าอธิฐานพละ เพราะอรรถว่า พระ- โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละ พยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิ- เลส ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ. [๖๒๖] สมถพละเป็นไฉน ? ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถเนกขัมมะ เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้ง- ซ่าน ด้วยสามารถอาโลกสัญญาเป็นสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็น สมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณา เห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ. ชื่อว่าสมถพละ ในคำว่า สมถพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ?
หน้า 611 ข้อ 627
ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในนิวรณ์ด้วยปฐม- ฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในวิตกวิจารด้วยทุติยญาน เพราะ อรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในปีติด้วยตติยฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่น- ไหวในสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะ อรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในวิญญานัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตน- สมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอุทธัจจะ ในกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ นี้ เป็นสมถพละ. [๖๒๗] วิปัสสนาพละเป็นไฉน ? อนิจจานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ทุกขานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ การพิจารณาเห็น ความสละคืนในรูป เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็น วิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การ พิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ. ชื่อว่า วิปัสสนาพละ ในคำว่า วิปสฺสนาพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในสุขสัญญา ด้วย ทุกขานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในความเพลิดเพลิน ด้วย นิพพิทานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในราคะ ด้วยวิราคา-
หน้า 612 ข้อ 628, 629
นุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวในความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ใน กิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ. [๖๒๘] เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นไฉน ? ชื่อว่า เสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษา ในสัมมาทิฏฐินั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมา- สังกัปปะ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้นเสร็จ แล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ฯลฯ สัมมาวิมุตติ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมา- กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ นั้นเสร็จแล้ว เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ นี้. [๖๒๙] ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นไฉน ? ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เป็น ผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดย ความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของ ภิกษุขีณาสพซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลาย ของเราสิ้นไปแล้ว. อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบ ด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพ เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตาม
หน้า 613 ข้อ 630
ความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณ ความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว. อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ตั้งอยู่ในวิเวก สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็น ธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงนี้ ก็เป็น กำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว. อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของ พระขีณาสพ ซึ่งพระขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลาย ของเราสิ้นไปแล้ว. อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรค มีองค์ ๘ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว นี้เป็นกำลังของพระขีณาสพ ๑๐. [๖๓๐] อิทธิพละ ๑๐ เป็นไฉน ? ฤทธิ์เพราะการอธิษฐาน ๑ ฤทธิ์ ที่แผลงได้ต่าง ๆ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑ ฤทธิ์ที่ แผ่ไปด้วยสมาธิ ๑ ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของ
หน้า 614 ข้อ 631
ท่านผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จมาแต่วิชชา ๑ ฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จเพราะ เหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้น ๆ ๑ อิทธิพละ ๑๐ นี้. [๖๓๑] ตถาคตพละ ๑๐ เป็นไฉน ? พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรง ทราบซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง แม้ ข้อที่พระตถาคตทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ ตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัย ปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลัง ของพระตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึง ประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบปฏิปทา เครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระ- ตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกธาตุต่าง ๆ โดยความ เป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบโลกธาตุต่าง ๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็น ผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความ ที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลัง ของพระตถาคต ฯลฯ.
หน้า 615 ข้อ 631
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่ง อินทรีย์ ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคต ทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นและบุคคลอื่น ตามความ เป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความ ผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของ พระตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็น อันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการดังนี้ แม้ข้อที่ พระตถาคตทรงระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ บ้าง ฯลฯ นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลัง อุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ แม้ข้อที่พระตถาคตทรง พิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ ของมนุษย์นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ. อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้า ถึงอยู่ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึง
หน้า 616 ข้อ 632
อยู่นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยทรงปฏิญาณฐานะ ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ตถาคตพละ ๑๐ นี้. [๖๓๒] ชื่อว่าสัทธาพละ ชื่อว่าวิริยพละ ชื่อว่าสติพละ ชื่อว่า สมาธิพละ ชื่อว่าปัญญาพละ ชื่อว่าหิริพละ ชื่อว่าโอตตัปปพละ ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่ากระไร ? ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน ชื่อว่า สติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่ หวั่นไหวในอวิชชา ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอัน ลามก ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่าเกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ ชื่อว่า ภาวนาพละ เพราะอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น มีกิจเป็นอัน เดียวกัน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโคจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะ เป็นต้นนั้น ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อ นิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร ตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร ย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระ- โยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า สมถพละ เพราะอรรถว่า จิตมีอารมณ์เดียวด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า
หน้า 617 ข้อ 632
วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดใน ภาวนานั้น ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฏฐิ เป็นต้นนั้น ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฏฐิ เป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลายสิ้น ไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อม สำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วน นั้น ๆ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล. จบพลกถา อรรถกถาพลกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งพลกถา อันมี พระสูตรเป็นเบื้องต้นอันเป็นโลกุตรกถา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ลำดับแห่งโลกุตรกถา. ในพลกถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดง พละ ๕ โดยพระสูตรแต่ต้น แล้วมีพระประสงค์จะทรงแสดงพละแม้อื่นจาก พละ ๕ นั้นจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อปิจ อฏฺสฏฺี พลานิ อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ ดังนี้. แม้พละ ๖๘ ทั้งหมดก็ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวโดยภาวะตรงกันข้ามกับพละ ๕ นั้น. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า หิริพลํ หิริพละดังต่อไปนี้. ชื่อว่า หิริ เพราะเป็นเหตุละอายต่อบาป. บทนั้นเป็นชื่อของความละอาย. ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะเป็นเหตุกลัวต่อบาป. บทนั้นเป็นชื่อของความหวาดสะดุ้ง.
หน้า 618 ข้อ 632
หิริมีภายในเป็นสมุฏฐาน โอตตัปปะมีภายนอกเป็นสมุฏฐาน. หิริมีตนเป็นใหญ่ โอตตัปปะมีโลกเป็นใหญ่. หิริตั้งอยู่ในสภาพที่ละอาย โอตตัปปะตั้งอยู่ในสภาพ ที่กลัว. หิริมีความเคารพเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความเห็นภัยจากความกลัว โทษ. ชื่อว่า หิริพละ เพราะหิรินั้นแล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความไม่มีหิริ. ชื่อว่า โอตตัปปพละ เพราะโอตตัปปะนั้นแล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยความ ไม่มีโอตตัปปะ. ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยการไม่ พิจารณา. บทนี้เป็นชื่อของปัญญาเข้าไปพิจารณา กำลังเกิดขึ้นแก่พระโยคาวจร ผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ด้วยความเพียรเป็นหลัก ชื่อว่า ภาวนาพละ. บทนี้ เป็นชื่อของขันธ์ ๔ อันเป็นไปอย่างนั้น. ศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ ชื่อว่า อนวัชชพละ. สังคหวัตถุ ๔ ชื่อว่า สังคาหพละ. ปาฐะว่า สงฺคเห พลํ กำลังในการสงเคราะห์บ้าง. การอดกลั้นทุกข์ ชื่อว่า ขันติพละ. การยินดี ธรรมกถาของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญัตติพละ. การเพ่งถึงประโยชน์อันยิ่ง ชื่อว่า นิชฌัตติพละ. ความเป็นผู้มากในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่า อิสริยพละ. การ ตั้งตามความพอใจในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่า อธิษฐานพละ. ประโยชน์ของหิริพละเป็นต้น ท่านกล่าวถือเอาการประกอบโดยความ พิเศษ ด้วยพยัญชนะในบทมาติกาทั้งหลาย. บทว่า สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ คือ สมถะและวิปัสสนาอันมีกำลังนั่นเอง. พึงทราบวินิจฉัยในมาติกานิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า อสฺสทฺธิเย น กมฺปตีติ สทฺธาพลํ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวในความ ไม่มีศรัทธา พระสารีบุตรเถระกล่าวถึงอรรถของพละอันเป็นมูลเหตุ แล้วแสดง สัทธาพละนั้นให้พิเศษด้วยปริยาย ๙ อื่นอีก. จริงอยู่ ธรรมใดไม่หวั่นไหว เป็นธรรมมีกำลัง ธรรมนั้นย่อมอุปถัมภ์ธรรมที่เกิดร่วมกัน พระโยคาวจร
หน้า 619 ข้อ 632
ควบคุมกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ของตนไว้ได้ ชำระศีลและทิฏฐิอันเป็นเบื้องต้น แห่งการแทงตลอดไว้ได้ ยังจิตให้ตั้งมั่นในอารมณ์ ทำจิตให้ผ่องใสให้ผ่องแผ้ว ถึงความชำนาญย่อมให้บรรลุคุณวิเศษ เมื่อบรรลุยิ่งกว่านั้นย่อมให้ทำการ แทงตลอดยิ่งขึ้นไป ครั้นบรรลุอริยมรรความลำดับแล้ว ย่อมให้ทำการบรรลุ สัจจะได้ ย่อมให้ตั้งอยู่ในนิโรธด้วยการบรรลุผลได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำ อรรถแห่งพละให้พิเศษโดยอาการ ๙ อย่าง. ในพละ ๔ มีวิริยพละเป็นต้น ก็นัยนี้. บทว่า กามฉนฺทํ หิรียติ ละอายกามฉันทะ คือพระโยคาวจร ประกอบด้วยเนกขัมมะ ละอายกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ. แม้ในโอตตัปปะก็ นัยนี้เหมือนกัน. แม้การละอายอกุศลทั้งปวงเหล่านี้ ก็เป็นอันท่านกล่าวถึง ความกลัวด้วย. พึงทราบอรรถแม้แห่งบทว่า พฺยาปาทํ เป็นอาทิโดยนัยนี้แหละ. บทว่า ปฏิสงฺขาติ ย่อมพิจารณา คือ พิจารณาโดยความเป็นโทษด้วยความ ไม่หลง. บทว่า ภาเวติ คือย่อมเจริญ. บทว่า วชฺชํ โทษ คือ โทษมีราคะ เป็นต้น. บทว่า สงฺคณฺหาติ ย่อมสงเคราะห์ คือ ย่อมผูก. บทว่า ขมติ ย่อม อดทน คือ พระโยคาวจรนั้นย่อมอดทน ย่อมชอบใจ. บทว่า ปญฺเปติ ย่อมตั้งไว้ คือ พอใจ. บทว่า นิชฺฌาเปติ ย่อมเพ่ง คือ ย่อมคิด. บทว่า วสํ วตฺเตติ ให้เป็นไปในอำนาจ คือ ทำจิตมากในความคิดให้เป็นไปตาม อำนาจของตน. บทว่า อธิฏฺาติ ย่อมอธิษฐาน คือ ย่อมจัดแจง. แม้พละ ทั้งหมดมีภาวนาพละเป็นต้นก็เป็นเนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละ. ในอรรถกถา แห่งมาติกาท่านกล่าวไว้โดยประการอื่น แต่พึงทราบว่าท่านไม่กล่าวถึงอรรถ ไว้ในที่นี้ เพราะปรากฏโดยพยัญชนะอยู่แล้ว. ท่านพระสารีบุตรเถระชี้แจงถึง สมถพละและวิปัสสนาพละโดยพิสดาร ในที่สุดกล่าวบทมีอาทิว่า อุทฺธจฺจ-
หน้า 620 ข้อ 632
สหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวใจกิเลสอัน สหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ และบทมีอาทิว่า อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชาและ ในขันธ์ เพื่อให้เห็นถึงลักษณะของสมถพละ และวิปัสสนาพละ. พึงทราบวินิจฉัยในเสกขพละ และอเสกขพละดังต่อไปนี้. บทว่า สมฺมาทิฏฺึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ชื่อว่า เสกขพละเพราะพระเสกขะยังต้อง ศึกษาสัมมาทิฏฐิ ความว่า ชื่อพระเสกขะเพราะพระเสกขบุคคลยังต้องศึกษา สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเสกขพละ เพราะสัมมาทิฏฐินั้นนั่นแหละ เป็นกำลังของ พระเสกขะนั้น. บทว่า ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ ชื่อว่า อเสกขพละ เพราะพระอเสกขะศึกษาในสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ความว่า ชื่อว่าพระ- อเสกขะ เพราะพระอเสกขบุคคลไม่ต้องศึกษา เพราะสัมมาทิฏฐินั้นพระอเสกข- บุคคลศึกษาแล้ว ชื่อว่า อเสกขพละ เพราะสัมมาทิฏฐินั้นนั่นแหละเป็น กำลังของพระอเสขะนั้น. ในสัมมาสังกัปปะเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สมฺมาาณํ สัมมาญาณ คือ ปัจจเวกขณญาณ (ญาณเป็น เครื่องพิจารณา). จริงอยู่ แม้ญาณนั้นเป็นโลกิยะก็เป็นเสกขพละ เพราะพระ- เสกขะยังต้องประพฤติอยู่. ท่านกล่าวว่า อเสกขพละเพราะพระอเสกขะไม่ต้อง ประพฤติแล้ว. บทว่า สมฺมาวิมุตฺติ สัมมาวิมุตติ คือ ธรรมสัมปยุตด้วยผล ที่เหลือ เว้นองค์แห่งมรรค ๘ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิมุตติที่เหลือ เว้นโลกุตรวิมุตติเป็นสัมมาวิมุตติ ความว่า สัมมาวิมุตตินั้นเป็นเสกขพละ และอเสกขพละมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ญาณพละแม้ทั้งหมดมีในขีณาสวพละ. บทว่า ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อันภิกษุขีณาสพ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถ
หน้า 621 ข้อ 632
แห่งตติยาวิภัตติ เป็น ขีณาสเวน ภิกฺขุนา. บทว่า อนิจฺจโต โดยความ เป็นสภาพไม่เที่ยง คือ โดยความไม่เที่ยงด้วยอาการ เป็นแล้วไม่เป็น. บทว่า ยถาภูตํ คือ ตามความเป็นจริง. บทว่า ปญฺาย ด้วยปัญญา คือ ด้วย มรรคปัญญากับวิปัสสนา ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดี โดยความเป็นสภาพ ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยไม่ใช่ตัวตน เพราะมีปัญญานั้นเป็นมูล. บทว่า ยํ เป็นภาวนปุงสก หรือมีความว่า ด้วยเหตุใด. บทว่า อาคมฺม คือ อาศัย. บทว่า ปฏิชานาติ ปฏิญาณ คือ รับทำตามปฏิญาณ. บทว่า องฺคารกาสูปมา เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง คือ เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยอรรถว่า น่ากลัวมาก. บทว่า กามา คือ วัตถุกามและกิเลสกาม. บทว่า วิเวกนินฺนํ โน้มไปในวิเวก คือ น้อมไปในนิพพาน กล่าวคือความสงัดจาก อุปธิด้วยผลสมาบัติ. จริงอยู่ วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก (สงัดจากกิเลส) ๑. ผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด ยินดีในเนกขัมมะชื่อว่า กายวิเวก. ผู้ ขวนขวายในอธิจิต ชื่อว่า จิตตวิเวก. บุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ปราศจากเครื่องปรุงแต่ง หรือน้อมไปในนิพพานกล่าวคือความวิเวกอันเป็นเครื่องนำออกไป ชื่อว่า อุปธิวิเวก. ความจริง วิเวกมี ๕ อย่าง คือ วิกขัมภนวิเวก ๑ ตทังควิเวก ๑ สมุจเฉทวิเวก ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวก ๑ นิสสรณวิเวก ๑. อนึ่ง บทว่า วิเวกนินฺนํ คือ โน้มไปในวิเวก. บทว่า วิเวกโปณํ คือ น้อมไปในวิเวก. บทว่า วิเวกปพฺภารํ คือ เอนไปในวิเวก. แม้บททั้งสองก็เป็นไวพจน์ของบทก่อน นั่นแหละ. บทว่า วิเวกฏฺํ ตั้งอยู่ในวิเวก คือ เว้นจากกิเลสทั้งหลาย หรือ ไปเสียให้ไกล. บทว่า เนกฺขมฺมาภิรตํ ยินดีในเนกขัมมะ คือ ยินดีใน นิพพาน หรือยินดีในบรรพชา. บทว่า พฺยนฺตีภูตํ สิ้นสูญไป คือ ปราศจาก
หน้า 622 ข้อ 632
ไป แม้การแสดงครั้งเดียวก็ไม่ผิด พ้นไป ไม่เกี่ยวข้อง. บทว่า สพฺพโส คือ โดยประการทั้งปวง. บทว่า อาสวฏฺานิเยหิ ธมฺเมหิ จากธรรมอันเป็น ที่ตั้งแห่งอาสวะ ความว่า จากกิเลสอันเป็นเหตุของอาสวะทั้งหลายด้วยการ เกี่ยวข้อง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า พฺยนฺตีภูตํ ความสิ้นสูญไป คือ ปราศจาก ความใคร่ อธิบายว่า หมดตัณหา. จากไหน จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง อาสวะโดยประการทั้งปวง คือ จากธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง. ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงโลกิยมรรคและโลกุตรมรรคของพระขีณาสพ ด้วยขีณาสวพละ ๑๐ อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พละกำหนดรู้ทุกข์ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีสภาพ ไม่เที่ยง พละละสมุทัยว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง พละทำ ให้แจ้งนิโรธว่า จิตโน้มไปในวิเวก พละในการเจริญมรรค ๗ อย่างมีอาทิว่า สติปัฏฐาน ๔. อิทธิพละ ๑๐ อย่างจักมีแจ้งในอิทธิกถา. พึงทราบวินิจฉัยในตถาคตพลนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ตถาคตพลานิ คือกำลังของพระตถาคตเท่านั้น ไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่น หรือว่าพละอันมา แล้วเหมือนอย่างพละของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนมาแล้วด้วยการสะสมบุญ. ในบท นั้น ตถาคตพละมี ๒ อย่าง คือ กายพละ ๑ ญาณพละ ๑ ในพละ ๒ อย่างนั้น พึงทราบกายพละโดยติดตามถึงตระกูลช้าง. สมดังที่ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลาย กล่าวไว้ว่า ตระกูลช้าง ๑๐ เหล่านี้ คือ กาฬาวกะ ๑ คังเคยยะ ๑ ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑ คันธะ ๑ มังคละ ๑ เหมะ ๑ อุโปสถะ ๑ ฉัททันตะ ๑.
หน้า 623 ข้อ 632
เหล่านี้คือตระกูลช้าง ๑๐. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาฬาวกํ พึงเห็นตระกูลช้าง ตามปกติ. กำลังกายของบุรุษ ๑๐ เป็นกำลังของช้างกาฬาวกะเชือกหนึ่ง. กำลังของกาฬาวกะ ๑๐ เป็นกำลังของคังเคยยะเชือกหนึ่ง. กำลังของคังเคยยะ ๑๐ เป็นกำลังของปัณฑระเชือกหนึ่ง. กำลังของปัณฑระ ๑๐ เป็นกำลังของ ตัมพะเชือกหนึ่ง. กำลังของตัมพะ ๑๐ เป็นกำลังของปิงคละเชือกหนึ่ง. กำลัง ของปิงคละ ๑๐ เป็นกำลังของคันธะเชือกหนึ่ง. กำลังของคันธะ ๑๐ เป็นกำลัง ของมังคละเชือกหนึ่ง. กำลังของมังคละ ๑๐ เป็นกำลังของเหมวตะเชือกหนึ่ง. กำลังของเหมวตะ ๑๐ เป็นกำลังของอุโปสถะเชือกหนึ่ง. กำลังของอุโปสถะ ๑๐ เป็นกำลังของฉัททันตะเชือกหนึ่ง. กำลังของฉัททันตะ ๑๐ เป็นกำลังของพระ- ตถาคตพระองค์เดียว. บทนี้ท่านกล่าวถึง แม้บทว่า นารายนสงฺฆาตพลํ คือกำลังของ นารายนะ. ตถาคตพละนั้นเท่ากับกำลังช้างปกติ ๑,๐๐๐ โกฏิ เท่ากับกำลัง บุรุษ ๑๐,๐๐๐ โกฏิ นี้คือกายพละของพระตถาคต. ส่วนญาณพละมาแล้วใน บาลีนี้และในที่อื่น. ญาณ ๑,๐๐๐ ไม่น้อยแม้อื่นอย่างนี้ คือ ทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ อกัมปนญาณ (ญาณไม่หวั่นไหว) ในบริษัท ๘ จตุโยนิปริจเฉทกญาณ (ญาณกำหนดกำเนิด ๔) ปัญจคติปริจเฉทกญาณ (ญาณกำหนดคติ ๕) มาแล้วในมัชฌิมนิกาย ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ มาแล้วในสังยุตตนิกาย นี้ชื่อว่า ญาณพละ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาญาณพละนั่นแหละ. เพราะญาณท่านกล่าวว่า เป็นพละด้วยอรรถว่า ไม่หวั่นไหวและด้วยอรรถว่าอุปถัมภ์. บทว่า านญฺจ านโต ฐานะโดยเป็นฐานะ คือ เหตุโดยเป็นเหตุ. เพราะเหตุผลย่อมตั้งอยู่ในญาณนั้น คือ ย่อมเกิดขึ้นและย่อมเป็นไป เพราะ
หน้า 624 ข้อ 632
ประพฤติเนื่องด้วยญาณนั้น ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า านํ. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบธรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อเกิดธรรมว่าเป็นฐานะ ธรรมที่ ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นปัจจัย เพื่อเกิดธรรมว่าไม่เป็นฐานะ ชื่อว่าย่อมทรงทราบ ฐานะโดยเป็นฐานะและอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง. บทว่า ยมฺปิ คือด้วยญาณใด. บทว่า อิทมฺปิ คือแม้ญาณนี้ก็เป็นฐานญาณ อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นตถาคตพละของพระตถาคต. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบ อย่างนี้. บทว่า อาสภณฺานํ ฐานะอันสูงสุด คือ ฐานะอันประเสริฐ ฐานะ อันสูงสุด อธิบายว่า เป็นฐานะของพระพุทธเจ้าแต่ก่อนทั้งหลายผู้องอาจ. อีกอย่างหนึ่ง โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑๐๐ ตัว โควสภะผู้เป็นหัวหน้าโค ๑,๐๐๐ ตัว โคอุสภะผู้เป็นหัวหน้าคอก ๑๐๐ คอก โควสภะผู้เป็นหัวหน้าคอก ๑,๐๐๐ คอก โคนิสภะประเสริฐกว่าโคทั้งหมด อดทนต่ออันตรายทั้งปวงได้ สีขาวน่ารักนำภาระไปได้มาก ไม่สะดุ้งแม้เสียงฟ้าร้องตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาอุสภะ เพราะบทว่า อาสภณฺานํ แม้นี้ก็เป็นคำกล่าวโดย ปริยายของอุสภะนั้น ชื่อว่าอาสภะ เพราะฐานะนี้ของอุสภะ. บทว่า านํ คือเอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดินมั่นอยู่. อนึ่ง ฐานะนี้ ชื่อว่า อาสภะ เพราะดุจผู้องอาจ เหมือนอย่างว่าโคอุสภะ คือโคผู้นำประกอบ ด้วยอุสุภพละ เอาเท้าทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดิน ตั้งไว้โดยไม่หวั่นไหว ฉันใด แม้พระตถาคตก็ฉันนั้นทรงประกอบด้วยตถาคตพละ ๑๐ เอาเท้า คือ เวสารัชชะ ๔ เหยียบปฐพี คือ บริษัท ๘ ไม่หวั่นไหวด้วยข้าศึกศัตรูไร ๆ ในโลกพร้อม ทั้งเทวโลกดำรงอยู่ด้วยฐานะอันไม่หวั่นไหว. อนึ่ง เมื่อดำรงอยู่อย่างนี้ย่อม ปฏิญาณ เข้าไปใกล้ ไม่บอกคืน ให้ยกขึ้นในตนซึ่งฐานะอันองอาจนั้น ด้วย เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อาสภณฺานํ ปฏิชานาติ ปฏิญาณฐานะอันองอาจ.
หน้า 625 ข้อ 632
บทว่า ปริสาสุ คือ ในบริษัท ๘ มีกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ เทพชั้นจาตุมมหาราชิกะ เทพชั้นดาวดึงส์ มาร และพรหม. บทว่า สีหนาทํ นทติ บันลือสีหนาท คือ บันลือเสียงประเสริฐ เสียงไม่สะดุ้งกลัว หรือบันลือ เสียงกึกก้องเช่นเสียงสีหะ. พึงแสดงอรรถนี้ด้วยสีหนาทสูตร. ราชสีห์ท่านเรียกว่า สีหะ เพราะอดทน เพราะฆ่าสัตว์เป็นอาหาร ฉันใด พระตถาคตก็ฉันนั้น ท่านกล่าวว่า สีหะ เพราะอดทนโลกธรรมและกำจัดปรัปปวาท (ผู้กล่าวโต้แย้ง) การบันลือของสีหะดังกล่าวแล้วอย่างนั้น ชื่อว่า สีหนาท. สีหะประกอบด้วย สีหพละแกล้วกล้าปราศจากขนพองสยองเกล้า บันลือสีหนาทในที่ทั้งปวงฉันใด แม้พระตถาคตดุจสีหะก็ฉันนั้น ทรงประกอบด้วยตถาคตพละทรงแกล้วกล้าใน บริษัท ๘ ปราศจากความสยดสยอง ทรงบันลือสีหนาทถึงพร้อมด้วยบทบาท การแสดงหลาย ๆ อย่างโดยนัยมีอาทิว่า อิติ รูปํ รูปเป็นดังนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ ทรงบันลือสีหนาทในบริษัท ทั้งหลาย. บทว่า พฺรหฺมํ ในบทนี้ว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ประกาศ พรหมจักร เป็นจักรประเสริฐสูงสุดบริสุทธิ์. พึงทราบจักกศัพท์ดังต่อไปนี้. จักกศัพท์ปรากฏใน สมบัติ ลักษณะ เครื่อง ประกอบรถ อิริยาบถ ทาน รัตนจักร ธรรมจักร อุรจักรเป็นต้น ในที่นี้ปรากฏในธรรมจักร พระโยคา- วจรพึงประกาศธรรมจักรแม้นั้นโดยอาการ ๒ อย่าง. จักกศัพท์ ปรากฏในสมบัติ ในบทมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมบัติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยจักร ๔ เหล่านี้. ปรากฏใน
หน้า 626 ข้อ 632
ลักษณะ ในประโยคนี้ว่า จักรเกิดที่ฝ่าพระบาทเบื้องล่าง. ปรากฏในส่วน ของรถ ในประโยคนี้ว่า ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าฉะนั้น. ปรากฏในอิริยาบถ ในบทนี้ว่า มีจักร ๔ มีทวาร ๙. ปรากฏในทาน ในประโยคนี้ว่า เมื่อให้ ท่านจงบริโภคเถิดและอย่าเป็นผู้ประมาท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแคว้น โกศล ขอพระองค์จงยังจักรให้เป็นไปเถิด. เป็นไปในรัตนจักร ในบทนี้ว่า จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว. เป็นไปในธรรมจักร ในบทนี้ว่า จักรอันเราประกาศแล้ว. เป็นไปในอุรจักร ในบทนี้ว่า จักรย่อมหมุนไปบน หัวของสัตว์ผู้ถูกความริษยาครอบงำแล้ว. เป็นไปในปหรณจักรในบทนี้ว่า ด้วย จักรมียอดคม. ในอสนิมณฑลในบทนี้ว่า สายฟ้าฟาด. แต่ในที่นี้ จักกศัพท์นี้ ปรากฏในธรรมจักร. อนึ่ง ธรรมจักรนั้นมี ๒ อย่าง คือ ปฏิเวธญาณ และเทศนาญาณ. ในญาณทั้ง ๒ นั้น การนำมาซึ่งอริยผลของตนอันเจริญแล้วด้วยปัญญา ชื่อว่า ปฏิเวธญาณ. การนำมาซึ่งอริยผลของสาวกทั้งหลายอันเจริญแล้วด้วยกรุณา ชื่อว่าเทศนาญาณ. ในญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ อย่าง คือ กำลังเกิด ๑ เกิดแล้ว ๑. ญาณนั้นชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่ออกมหาภิเนษกรมณ์ จนถึง อรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในอรหัตผล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิด ตั้งแต่ ประดิษฐาน ณ ภพดุสิต จนถึงบรรลุอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่า เกิดแล้วในขณะแห่งผล หรือกำลังเกิดตั้งแต่ศาสนาพระทีปังกรทศพล จนถึง บรรลุอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดแล้วในขณะแห่งผล. แม้เทศนาญาณก็มี ๒ อย่าง คือ กำลังเป็นไป ๑ เป็นไปแล้ว ๑. เทศนาญาณนั้นชื่อว่า กำลังเป็นไป เพียงใดแต่อรหัตมรรคของพระอัญญาโกณทัญญเถระ ชื่อเป็นไปแล้วในขณะ แห่งผล. ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ เทศนาญาณเป็นโลกิยะ. แม้ทั้ง ๒ นั้น
หน้า 627 ข้อ 632
ก็ไม่ทั่วไปด้วยผู้อื่น เป็นโอรสญาณ (ญาณเกิดแต่อก) ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เท่านั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ประกาศ พรหมจักร. บทว่า กมฺมสมาทานํ กรรมสมาทาน คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่สมาทานแล้ว หรือกรรมนั้นแหละชื่อว่ากรรมสมาทาน. บทว่า านโส เหตุโส โดยฐานะ โดยเหตุ คือโดยปัจจัยและโดยเหตุ ในบทนั้น ฐานะ แห่งวิบาก เพราะคติ อุปธิ กาล ปโยคะ กรรมเป็นเหตุ. บทว่า สพฺพตฺถ- คามินึ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง คือ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงคติ ทั้งปวง และปฏิปทาเครื่องให้ถึงอคติ. บทว่า ปฏิปทํ ปฏิปทา คือมรรค. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ตามความเป็นจริง คือ ตถาคตย่อมรู้สภาพโดย ไม่วิปริตของการปฏิบัติกล่าวคือ กุศลเจตนาและอกุศลเจตนา แม้ในวัตถุเดียว โดยนัยนี้ว่า แม้เมื่อมนุษย์มากฆ่าสัตว์ตัวเดียวเท่านั้น เจตนาของการฆ่านี้ก็จัก เป็นเจตนาไปสู่นรก จักเป็นเจตนาไปสู่กำเนิดดิรัจฉาน. บทว่า อเนกธาตุํ อเนกธาตุ คือธาตุมากด้วยธาตุมีจักษุธาตุเป็นต้น หรือมีกามธาตุเป็นต้น. บทว่า นานาธาตุํ ธาตุต่าง ๆ คือธาตุมีประการต่าง ๆ เพราะธาตุเหล่านั้นมีลักษณะ ผิดกัน. บทว่าโลกํ ได้แก่ โลก คือ ขันธ์อายตนะธาตุ. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ รู้ตามความเป็นจริง คือแทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้น ๆ โดยไม่วิปริต. บทว่า นานาธิมุตฺติกตํ คือ ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่างกัน ด้วยอัธยาศัยเลว ประณีตเป็นต้น. บทว่า ปรสตฺตานํ ของสัตว์อื่น คือ ของสัตว์ที่เป็นประธาน. บทว่า ปรปุคฺคลานํ ของบุคคลอื่น คือของสัตว์เลวอื่นจากสัตว์ที่เป็นประธาน นั้น ทั้ง ๒ บทนี้มีอรรถอย่างเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยอาการ
หน้า 628 ข้อ 632
๒ อย่าง ด้วยสามารถเวไนยสัตว์ แม้ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสโดยนัย ดังกล่าวแล้ว. บทว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ คือ ความเป็นอื่นและความไม่เป็นอื่นของอินทรีย์ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น อธิบายว่า ความเจริญและความเสื่อม. บทว่า ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ ฌานวิโมกข์ สมาธิและ สมาบัติ คือ แห่งฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น แห่งวิโมกข์ ๘ มีอาทิว่า ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย แห่งสมาธิ ๓ มีวิตกวิจารเป็นต้น แห่งอนุปุพพสมาบัติ ๙ มีปฐมฌานสมาบัติเป็นต้น. บทว่า สงฺกิเลสํ ความเศร้าหมอง คือธรรม อันเป็นไปในฝ่ายเสื่อม. บทว่า โวทานํ ความผ่องแผ้ว คือธรรมอันเป็นไป ในฝ่ายวิเศษ. บทว่า วุฏฺานํ ความออก คือเหตุที่ออกจากฌาน. อนึ่ง ความออกนั้นท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก แม้ ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็เป็นความออก ได้แก่ฌานอันคล่องแคล่ว และ สมาบัติอันเป็นผลแห่งภวังค์. เพราะฌานอันคล่องแคล่ว ชั้นต่ำ ๆ เป็นปทัฏฐานแห่งฌานชั้นสูง ๆ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้ความผ่องแผ้วก็เป็นความออก ความออกจากฌาน ทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภวังค์ ความออกจากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีได้ด้วยผล- สมาบัติ ท่านหมายถึงความออกนั้นจึงกล่าวว่า แม้ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็เป็นความออก. ปุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณ และอาสวักขยญาณท่านประกาศไว้ แล้วในหนหลังนั่นแล. ในบทเหล่านั้น บทว่า อาสวานํ ขยา เพราะอาสวะ สิ้นไป คือ เพราะกิเลสทั้งหมดสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค. บทว่า อนาสวํ ไม่มี
หน้า 629 ข้อ 632
อาสวะ คือปราศจากอาสวะ. ในบทว่า เจโตวิมุตฺตึ ปญฺาวิมุตฺตึ นี้ ท่านกล่าวสมาธิสัมปยุตด้วยอรหัตผล ด้วยคำว่า เจโต กล่าวปัญญาสัมปยุต ด้วยอรหัตผลนั้นด้วยคำว่า ปัญญา. อนึ่ง พึงทราบว่า สมาธิชื่อเจโตวิมุตติ เพราะพ้นจากราคะ ปัญญาชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะพ้นจากอวิชชา. สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิพึงเป็นสมาธินทรีย์ ปัญญาพึงเป็นปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ชื่อว่า เจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ ชื่อว่า ปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา. อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า สมถพละเป็นเจโตวิมุตติ วิปัสสนาพละเป็น ปัญญาวิมุตติ. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม คือในอัตภาพนี้. บทว่า สยํ อภิญฺา สจฺฉิกตฺวา ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง คือทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยตนเอง อธิบายว่า รู้ด้วยปัจจัยอื่นอีก. บทว่า อุปสมฺปชฺช เข้าถึง คือ บรรลุแล้วหรือสำเร็จแล้ว. อนึ่ง พึงทราบความพิสดารของทศพลญาณ ๑๐ นี้ โดยนัยดังกล่าว แล้วในอภิธรรม. ในบทนั้นถ้อยคำฝ่ายปรวาทีมีว่า ชื่อว่า ทศพลญาณเป็นญาณเฉพาะ ไม่มี. นี้เป็นประเภทของสัพพัญญุตญาณนั่นเอง ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น. เพราะทศพลญาณเป็นอย่างอื่น สัพพัญญุตญาณเป็นอย่างอื่น ทศพลญาณย่อม รู้กิจของตน ๆ เท่านั้น สัพพัญญุตญาณย่อมรู้กิจนั้นบ้าง กิจที่เหลือจากนั้นบ้าง. พึงทราบวินิจฉัยในทศพลญาณ ดังต่อไปนี้ ทศพลญาณที่ ๑ ย่อมรู้เหตุ และมิใช่เหตุ. ทศพลญาณที่ ๒ ย่อมรู้ระหว่างกรรมและระหว่างวิบาก. ทศพล- ญาณที่ ๓ ย่อมรู้กำหนดของกรรม. ทศพลญาณที่ ๔ ย่อมรู้เหตุของความต่าง แห่งธาตุ. ทศพลญาณที่ ๕ ย่อมรู้อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย. ทศพลญาณที่ ๖
หน้า 630 ข้อ 632
ย่อมรู้ความแก่กล้าและความอ่อนของอินทรีย์ทั้งหลาย. ทศพลญาณที่ ๗ ย่อมรู้ ความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งญาณเหล่านั้น พร้อมกับฌานเป็นต้น. ทศพลญาณ ที่ ๘ ย่อมรู้ความสืบต่อของขันธ์ที่อยู่อาศัยในก่อน. ทศพลญาณที่ ๙ ย่อมรู้จุติ และปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย. ทศพลญาณที่ ๑๐ ย่อมรู้กำหนดสัจจะเท่านั้น. ส่วนสัพพัญญุตญาณ ย่อมรู้สิ่งที่ทศพลญาณเหล่านั้นควรรู้ และยิ่ง กว่านั้น แต่ไม่ทำกิจทั้งหมดของญาณเหล่านั้น เพราะทศพลญาณนั้นมีฌาน ก็ไม่อาจให้แนบแน่นได้ มีฤทธิ์ก็ไม่อาจทำให้มหัศจรรย์ได้ มีมรรคก็ไม่ สามารถยังกิเลสให้สิ้นได้. อีกอย่างหนึ่ง ควรถามปรวาทีอย่างนี้ว่า ชื่อว่าทศพลญาณนี้ มีวิตก มีวิจาร หรือไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร หรือไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร เป็นกามาวจร หรือรูปาวจร หรืออรูปาวจร เป็นโลกิยะหรือโลกุตระ. เมื่อรู้ก็จักตอบว่า ฌาน ๗ มีวิตกมีวิจารตามลำดับ จักตอบว่า ฌาน ๒ นอกจากนั้นไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร จักตอบว่า อาสวักขยญาณมีทั้งวิตกมีทั้งวิจารก็มี ไม่มีวิตก มีเพียงวิจารก็มี ไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจารก็มี. อนึ่ง จักตอบว่า ฌาน ๗ เป็น กามาวจรตามลำดับ ฌาน ๒ นอกจากนั้นเป็นรูปาวจร ในที่สุดจากนั้นเป็น โลกุตระอย่างเดียว จักตอบว่า ส่วนสัพพัญญุตญาณ มีทั้งวิตกมีทั้งเป็น กามาวจร เป็นโลกิยะ. บัดนี้ พระตถาคตทรงทราบการพรรณนาตามความที่ยิ่งไม่เคยพรรณนา ไว้ในบทนี้อย่างนี้ แล้วทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกิเลส อันเป็นฐานะและ อฐานะแห่งการบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ และการไม่บรรลุของเวไนยสัตว์ ทั้งหลาย ด้วยฐานาฐานญาณเป็นครั้งแรก เพราะทรงเห็นฐานะของสัมมาทิฏฐิ อันเป็นโลกิยะ และเพราะทรงเห็นความไม่มีฐานะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ ครั้นแล้ว
หน้า 631 ข้อ 632
ทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นวิบากด้วยกรรมวิปากญาณ เพราะทรงเห็นปฏิสนธิ อันเป็นติเหตุกะ ทรงเห็นความไม่มีเครื่องกั้นกรรมด้วยสัพพัตถคามินีปฏิปทา- ญาณ (ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง) เพราะทรงเห็นความไม่มี อนันตริยกรรม ทรงเห็นจริยาวิเศษ เพื่อทรงแสดงธรรมอนุกูลแก่อนาวรณญาณ (ญาณที่ไม่มีเครื่องกั้น) ด้วยนานาธาตุญาณ (ปรีชากำหนดรู้ธาตุต่าง ๆ) แห่ง ธาตุไม่น้อย เพราะทรงแสดงความต่างกันแห่งธาตุ ด้วยประการฉะนี้. ครั้นแล้วทรงแสดงอัธยาศัย ด้วยนานาธิมุตติกตาญาณ (ปรีชากำหนด รู้อัธยาศัยต่าง ๆ) ของเวไนยสัตว์เหล่านั้น เพื่อแม้ไม่ถือเอาการประกอบก็ ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถอัธยาศัย ต่อจากนั้นเพื่อทรงแสดงธรรมตามความ สามารถตามกำลังของผู้น้อมไปในทิฏฐิอย่างนี้ จึงทรงเห็นความหย่อนและยิ่ง อ่อนของอินทรีย์ ด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ เพราะทรงเห็นความแก่กล้าและความ อ่อนของอินทรีย์ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น. อนึ่ง หากว่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้กำหนดรู้ความหย่อน และยิ่งของอินทรีย์อย่างนี้ยังมีอยู่ไกล เมื่อนั้นพระตถาคตย่อมเข้าถึง ด้วยฤทธิ์ วิเศษเร็วพลัน เพราะทรงชำนาญในฌานเป็นต้น ด้วยญาณมีฌานเป็นต้น ครั้นเข้าถึงแล้วทรงเห็นความแจ่มแจ้งของชาติก่อน ด้วยปุพเพนิวาสานุสติ- ญาณ ความวิเศษของจิตเดี๋ยวนั้น ด้วยเจโตปริยญาณ อันควรบรรลุเพราะ อานุภาพแห่งทิพยจักษุญาณ ทรงแสดงธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ เพราะปราศ- จากความหลง ด้วยปฏิปทาอันนำไปสู่ความสิ้นอาสวะ ด้วยอานุภาพแห่งอาส- วักขยญาณ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงกำลัง ๑๐ ด้วยบทนี้ตาม ลำดับ.
หน้า 632 ข้อ 632
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะชี้แจงกำลังทั้งหมด โดยความเป็น ลักษณะจึงตั้งคำถามโดยนัยมีอาทิว่า เกนฏฺเน สทฺธาพลํ ชื่อว่า สัทธาพละ เพราะอรรถว่ากระไร แล้วแก้โดยนัย มีอาทิว่า อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเน เพราะอรรถไม่ไหวหวั่นในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา. ในบทเหล่านั้น บทมีอาทิว่า หิริยติ ย่อมละอาย เป็นการแสดงถึงบุคลา- ธิษฐาน. ในที่สุดอธิษฐานพละมีภาวนาพละเป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าว หมายถึงเนกขัมมะเป็นต้นเท่านั้น ด้วยบทว่า ตตฺถ เตน และ ตํ ใน เนกขัมมะนั้น ด้วยเนกขัมมะนั้น ซึ่งเนกขัมมะนั้น. บทว่า เตน จิตฺตํ เอกคฺคํ จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยเนกขัมมะนั้น ท่านอธิบายว่า จิตมีอารมณ์เดียว ด้วยสมาธินั้น. บทว่า ตตฺถ ชาเต ธรรมที่เกิดในภาวนานั้น คือ ธรรมที่เกิดในสมถะนั้น ด้วยความประกอบ หรือมีวิปัสสนาเป็นอารมณ์เกิดในสมถะนั้น . บทว่า ตตฺถ สิกฺขติ พระเสกขะ ยังต้องศึกษาในสัมมาทิฏฐินั้น ความว่า ชื่อว่า เสกขพละ เพราะพระเสกขะ ยังต้องศึกษาในเสกขพละนั้น. บทว่า ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา เพราะความที่ พระอเสกขะศึกษาในสัมมาทิฏฐินั้นเสร็จแล้ว ความว่า ชื่อว่า อเสกขพละ เพราะ พระอเสกขะศึกษาแล้วในอเสกขพละนั้น. บทว่า เตน อาสวา ขีณา อาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยสัมมาทิฏฐินั้น ความว่า ญาณนั้น ชื่อว่า ขีณาสวพละ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยโลกิยญาณ และโลกุตรญาณนั้น. จริงอยู่ อาสวะทั้งหลาย ชื่อว่า สิ้นไปแล้วด้วยโลกิยญาณ เพราะความไม่มีโลกุตรธรรม เพราะความไม่มีวิปัสสนา. ชื่อว่า ขีณาสวพละ เพราะกำลังของพระขีณาสพ อย่างนี้. บทว่า ตํ ตสฺส อิชฺฌตีติ อิทฺธิพลํ ชื่อว่า อิทธิพละ เพราะ
หน้า 633 ข้อ 632
ฤทธิ์ย่อมสำเร็จ เพราะการอธิษฐาน ความว่า ฤทธิ์นั่นแหละเป็นกำลังจึงชื่อว่า อิทธิพละ เพราะฤทธิ์ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีฤทธิ์นั้น. บทว่า อปฺปเมยฺยฏเน เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ คือ สาวกทั้งหลายย่อมรู้ฐานะและ อฐานะเป็นต้น โดยเอกเทศ. ท่านกล่าวว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริง หมายถึงความรู้นั่นแหละ โดยอาการทั้งปวง ถึงแม้ท่านจะ ไม่กล่าวว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ไว้ในวิชชา ๓ ก็จริง แต่เพราะท่านกล่าวไว้ ในที่อื่น จึงเป็นอันกล่าว แม้ในวิชชาเหล่านั้นด้วย. บทว่า อญฺตฺถ คือในญาณพละ ๗ ที่เหลือ และในพละ ๑๐ ใน อภิธรรม. อนึ่ง อินทริยปโรปริยัตตญาณไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย แม้โดย ประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้พละ ๑๐ ก็ไม่ทั่วไปด้วยสาวกทั้งหลาย พละ ๑๐ ชื่อว่า หาประมาณมิได้ เพราะอรรถว่ามีประมาณยิ่ง เพราะอรรถว่า ชั่งไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปฺปเมยฺยฺยฏฺเน ตถาคตพลํ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ด้วยประการดังนี้. จบอรรถกถาพลกถา
หน้า 634 ข้อ 633
ยุคนัทธวรรค สุญญกถา ว่าด้วยสุญญตา [๖๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเขตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระ- องค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุเพียงเท่าไรหนอแล พระองค์จึงตรัสว่า โลกสูญ ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เพราะว่าสูญจากตนและ จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่าโลกสูญ ดูก่อนอานนท์ อะไรเล่า สูญ จากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ดูก่อนอานนท์ จักษุสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย ตน รูปสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน จักษุวิญญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่อง ด้วยตน จักษุสัมผัสสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็สูญจากตนและสิ่ง ที่เนื่องด้วยตน หูสูญ ฯลฯ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญ กายสูญ โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ธรรมารมณ์สูญจากตนและ สิ่งที่เนื่องด้วยตน มโนวิญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา
หน้า 635 ข้อ 634, 635, 636
ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่าโลกสูญ. [๖๓๔] สิ่งที่สูญสูญ สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ อัคคบทสูญ ลักษณสูญ วิกขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญ นิสสรณ- สูญ ภายในสูญ ภายนอกสูญ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ส่วนที่เสมอกันสูญ ส่วนที่ไม่เสมอกันสูญ ความแสวงหาสูญ ความกำหนดสูญ ความได้เฉพาะสูญ การแทงตลอดสูญ ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่าง ๆ สูญ ความอดทน สูญ ความอธิษฐานสูญ ความมั่นคงสูญ การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมป- ชานบุคคลสูญ มีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง. [๖๓๕] สิ่งที่สูญสูญเป็นไฉน ? จักษุสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วย ตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็น ธรรมดา หูสูญ ฯลฯ จมูกสูญ ลิ้นสูญ กายสูญ ใจสูญจากตน จากสิ่งที่ เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่ แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้สิ่งที่สูญสูญ. [๖๓๖] สังขารสูญเป็นไฉน สังขาร ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุ- ญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร สูญจากอปุญญาภิสังขารและ อเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร นี้สังขาร ๓. สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร กายสังขาร สูญจากวจีสังขารและจิตสังขาร วจีสังขาร สูญจากกายสังขารและ จิตตสังขาร จิตตสังขาร สูญจากกายสังขารและวจีสังขาร นี้สังขาร ๓.
หน้า 636 ข้อ 637, 638, 639
สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ สังขารส่วนอดีต สังขารส่วนอนาคต สังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอดีต สูญจากสังขารส่วนอนาคตและสังขารส่วน ปัจจุบัน สังขารส่วนอนาคต สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนปัจจุบัน สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนอนาคต นี้สังขาร ๓ นี้สังขารสูญ. [๖๓๗] วิปริณามธรรมสูญเป็นไฉน ? รูปเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ (ปกติเดิม) รูปหายไป แปรปรวนไปและสูญไป เวทนาเกิดแล้ว ฯลฯ สัญญา เกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ว วิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้ว สูญไปจากสภาพ ภพหายไป แปรปรวนไปและสูญไป นี้วิปริณามธรรมสูญ. [๖๓๘] อัคคบทสูญเป็นไฉน ? บทนี้ คือ ความสงบแห่งสังขาร ทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ นิพพาน เป็นบทเลิศ เป็นบทประเสริฐ เป็นบทวิเศษ นี้อัคคบทสูญ. [๖๓๙] ลักษณสูญเป็นไฉน ? ลักษณะ ๒ คือ พาลลักษณะ ๑ บัณฑิตลักษณะ ๑ พาลลักษณะสูญจากบัณฑิตลักษณะ บัณฑิตลักษณะสูญจาก พาลลักษณะ ลักษณะ ๓ คือ อุปปาทลักษณะ (ลักษณะความเกิดขึ้น) วยลักษณะ (ลักษณะความเสื่อมไป) ฐิตัญญถัตตลักษณะ (ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่ แปรเป็นอื่นไป) อุปปาทลักษณะ สูญจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ วยลักษณะ สูญจากอุปปาทลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ ฐิตัญญถัตตลักษณะ สูญจากอุปปาทลักษณะและวยลักษณะ ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งรูป สูญจาก ลักษณะความเสื่อมไปและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความ เสื่อมไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปร เป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความ
หน้า 637 ข้อ 640, 641, 642, 643
เกิดขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเสื่อมไป และจากลักษณะเมื่อตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความเสื่อมไปแห่งชราและ มรณะ สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเกิด ขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป นี้ลักษณสูญ. [๖๔๐] วิกขัมภนสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและ สูญไป พยาบาทอันความไม่พยาบาทข่มแล้วและสูญไป ถีนมิทธะอันอาโลก- สัญญาข่มแล้วและสูญไป อุทธัจจะอันความไม่ฟุ้งซ่านข่มแล้วและสูญไป วิจิกิจฉา อันการกำหนดธรรมข่มแล้วและสูญไป อวิชชาอันญาณข่มแล้วและสูญไป อรติ อันความปราโมทย์ข่มแล้วและสูญไป นิวรณ์อันปฐมฌานข่มแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคข่มแล้วและสูญไป นี้วิกขัมภนสูญ. [๖๔๑] ตทังคสูญเป็นไฉน กามฉันทะเป็นตทังคสูญ (สูญเพราะ องค์นั้น ๆ) เพราะเนกขัมมะ...นิวรณ์เป็นตทังคสูญเพราะปฐมฌาน ฯลฯ ความถือผิดเพราะกิเลสเครื่องประกอบไว้ เป็นตทังคสูญเพราะวิวัฏนานุปัสสนา นี้ตทังคสูญ. [๖๔๒] สมุจเฉทสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและ สูญไป...นิวรณ์อันปฐมฌานตัดแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัต- มรรคตัดแล้วและสูญไป นี้สมุจเฉทสูญ. [๖๔๓] ปฏิปัสสัทธิสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะระงับแล้ว และสูญไป...นิวรณ์อันปฐมฌานระงับแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอัน อรหัตมรรคระงับแล้วและสูญไป นี้ปฏิปัสสัทธิสูญ.
หน้า 638 ข้อ 644, 645, 646, 647, 648
[๖๔๔] นิสสรณสูญเป็นไฉน ? กามฉันทะอันเนกขัมมะสลัดออก แล้วและสูญไป...นิวรณ์อันปฐมฌานสลัดออกแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวง อันอรหัตมรรคสลัดออกแล้วและสูญไป นี้นิสสรณสูญ. [๖๔๕] ภายในสูญเป็นไฉน ? จักษุภายในสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่อง ด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวน เป็นธรรมดา หูภายใน ฯลฯ จมูกภายใน ลิ้นภายใน กายภายใน ใจภายใน สูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายในสูญ. [๖๔๖] ภายนอกสูญเป็นไฉน ? รูปภายนอกสูญ ฯลฯ ธรรมารมณ์ ภายนอกสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายนอกสูญ. [๖๔๗] ทั้งภายในและภายนอกสูญเป็นไฉน ? จักษุภายในและรูป ภายนอก ทั้งสองนั้นสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความ ยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา หูภายในและเสียง ภายนอก ฯลฯ จมูกภายในและกลิ่นภายนอก ลิ้นภายในและรสภายนอก กาย ภายในและโผฏฐัพพะภายนอก ใจภายในและธรรมารมณ์ภายนอก ทั้งสองนั้น สูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ทั้งภายในและภายนอกสูญ. [๖๔๘] ส่วนเสมอกันสูญเป็นไฉน ? อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วน เสมอกันและสูญไป อายตนภายนอก ๖...หมวดวิญญาณ ๖...หมวดผัสสะ ๖ ...หมวดเวทนา ๖...หมวดสัญญา ๖.. หมวดเจตนา ๖ เป็นส่วนเสมอกัน และสูญไป นี้ส่วนเสมอกันสูญ.
หน้า 639 ข้อ 649, 650, 651, 652, 653
[๖๔๙] ส่วนไม่เสมอกันสูญเป็นไฉน ? อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วน ไม่เสมอกันกับอายตนะภายนอก ๖ และสูญไป อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วน ไม่เสมอกันกับหมวดวิญญาณ ๖ และสูญไป หมวดวิญญาณ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอ กันกับหมวดผัสสะ ๖ และสูญไป หมวดผัสสะ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับ หมวดเวทนา ๖ และสูญไป หมวดเวทนา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวด สัญญา ๖ และสูญไป หมวดสัญญา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดเจตนา ๖ และสูญไป นี้ส่วนไม่เสมอกันสูญ. [๖๕๐] ความแสวงหาสูญเป็นไฉน ? ความแสวงหาเนกขัมมะสูญจาก กามฉันทะ ความแสวงหาความไม่พยาบาทสูญจากพยาบาท ความเเสวงหา อาโลกสัญญาสูญจากถิ่นมิทธะ ความแสวงหาความไม่ฟุ้งซ่านสูญจากอุทธัจจะ ความแสวงหาการกำหนดธรรมสูญจากวิจิกิจฉา ความแสวงหาญาณสูญจาก อวิชชา ความแสวงหาปฐมฌานสูญจากนิวรณ์ ฯลฯ ความแสวงหาอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความแสวงหาสูญ. [๖๕๑] ความกำหนดสูญเป็นไฉน ? ความกำหนดเนกขัมมะสูญจาก กามฉันทะ ฯลฯ ความกำหนดอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความกำหนด สูญ. [๖๕๒] ความได้เฉพาะสูญเป็นไฉน ? ความได้เนกขัมมะ สูญจาก กามฉันทะ ฯลฯ ความได้อรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความได้เฉพาะ สูญ. [๖๕๓] การแทงตลอดสูญเป็นไฉน ? การแทงตลอดเนกขัมมะ สูญ จากกามฉันทะ ฯลฯ การแทงตลอดอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้การ แทงตลอดสูญ.
หน้า 640 ข้อ 654, 655, 656, 657, 658
[๖๕๔] ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่าง ๆ สูญเป็นไฉน ? กามฉันทะเป็นความต่าง เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว ความที่เนกขัมมะเป็น อย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากกามฉันทะ พยาบาทเป็นความต่าง ความ ไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว ความที่ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียวของบุคคล ผู้คิดอยู่สูญจากพยาบาท ถิ่นมิทธะเป็นความต่าง อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียว ความที่อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากถิ่นมิทธะ อุทธัจจะ เป็นความต่าง วิจิกิจฉาเป็นความต่าง อวิชชาเป็นความต่าง อรติเป็นความต่าง นิวรณ์เป็นความต่าง ปฐมฌานเป็นอย่างเดียว ความที่ปฐมฌานเป็นอย่างเดียว ของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากนิวรณ์ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นความต่าง อรหัตมรรค เป็นอย่างเดียว ความที่อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจาก กิเลสทั้งปวง นี้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่าง ๆ สูญ. [๖๕๕] ความอดทนสูญเป็นไฉน ? ความอดทนในเนกขัมมะสูญจาก กามฉันทะ ฯลฯ ความอดทนในอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความ อดทนสูญ. [๖๕๖] ความอธิษฐานสูญเป็นไฉน ? ความอธิษฐานในเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะ ฯลฯ ความอธิษฐานในอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความอธิฐานสูญ. [๖๕๗] ความมั่นคงสูญเป็นไฉน ? ความมั่นคงแห่งเนกขัมมะ สูญ จากกามฉันทะ ฯลฯ ความมั่นคงแห่งอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความ มั่นคงสูญ. [๖๕๘] การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคล สูญมีประโยชน์ อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวงเป็นไฉน ? สัมปชานบุคคลครอบงำความเป็นไป
หน้า 641 ข้อ 658
แห่งกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ครอบงำความเป็นไปแห่งพยาบาทด้วยความไม่ พยาบาท ครอบงำความเป็นไปแห่งถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ครอบงำความ เป็นไปแห่งอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ครอบงำความเป็นไปแห่งวิจิกิจฉา ด้วยการกำหนดธรรม ครอบงำความเป็นไปแห่งอวิชชาด้วยญาณ ครอบงำ ความเป็นไปแห่งอรติด้วยความปราโมทย์ ครอบงำความเป็นไปแห่งนิวรณ์ด้วย ปฐมฌาน ฯลฯ ครอบงำกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค. อีกประการหนึ่ง เมื่อสัมปชานบุคคลปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส- นิพพานธาตุ ความเป็นไปแห่งจักษุนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่ง จักษุอื่นก็ไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ ความเป็นไปแห่งจมูก ความ เป็นไปแห่งลิ้น ความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่งใจนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่งใจอื่นก็ไม่เกิดขึ้น นี้ความครอบงำความเป็นไปแห่ง สัมปชานบุคคลสูญมีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง ฉะนี้แล. จบสุญญกถา จบยุคนัทธวรรคที่ ๒ อรรถกถาสุญญกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งสุญญกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น มีโลกุตรสุญญตาเป็นที่สุด อันพระอานนทเถระ กล่าวแล้วในลำดับแห่งพลกถาอันมีโลกุตรพละเป็นที่สุด.
หน้า 642 ข้อ 658
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรดังต่อไปนี้ก่อน. บทว่า อถ เป็นนิบาต ลงในความถือมั่นในถ้อยคำ. ด้วยบทนั้นท่านทำการถือมั่นถ้อยคำมีอาทิว่า อายสฺมา. บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งบทบูรณ์ (ทำบทให้เต็ม). บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ พระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้นพึงเห็น อรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า ยตฺถ ภควา ตตฺถ อุปสงฺกมิ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับ ณ ที่ใด เข้าไปเฝ้าแล้ว ณ ที่นั้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นอรรถใน บทนี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พึงเข้าไปเฝ้า ด้วยเหตุใด เข้าไปเฝ้าแล้วด้วยเหตุนั้น. อนึ่ง พึงเห็นอรรถในบทนี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์พึงเข้าไปเฝ้าด้วยเหตุอะไร ด้วยประสงค์ บรรลุคุณวิเศษมีประการต่าง ๆ ดุจต้นไม้ใหญ่ซึ่งผลิตผลอยู่เป็นนิจ อันหมู่นก ทั้งหลายพึงเข้าไปด้วยประสงค์กินผลไม้มีรสอร่อยฉะนั้น เข้าไปหาแล้วด้วยเหตุ นั้น. อนึ่ง บทว่า อุปสงฺกมิ ท่านอธิบายว่า เข้าไปแล้ว. บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว เป็นบทแสดงถึงที่สุดแห่งการเข้าเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ท่าน อธิบายว่า ไปแล้วอย่างนี้ คือ ไปยังที่ระหว่างอาสนะจากที่นั้น กล่าวคือใกล้ พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อภิวาเทตฺวา คือ ถวายบังคมด้วยเบญจางค- ประดิษฐ์. บัดนี้ พระอานนทเถระประสงค์จะทูลถามข้อความที่ตนมาอุปัฏฐาก พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุคคลเลิศในโลก จึงยกมือขึ้นถวายบังคมเหนือศีรษะ แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บทว่า เอกมนฺตํ แสดงถึงเป็นภาวนปุงสกดุจใน ประโยคมีอาทิว่า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เดินไม่สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น พึงเห็นอรรถในบทนี้ อย่างนี้ว่า พระอานนท์นั่งโดยอาการที่นั่ง ณ ที่สมควร
หน้า 643 ข้อ 658
ส่วนหนึ่ง บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ. บทว่า นิสีทิ คือ สำเร็จการนั่ง. จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์ผู้ฉลาด ครั้นเข้าไปหาท่านผู้ที่เคารพ ย่อมนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เพราะเป็นผู้ฉลาดในอาสนะ พระเถระนี้ก็ เป็นรูปหนึ่งของบรรดาผู้ฉลาดเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงนั่ง ณ ที่สมควร ส่วนหนึ่ง ก็นั่งอย่างไรเล่าจึงชื่อว่า นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. คือ เว้นโทษ ของการนั่ง ๖ ประการ คือ ไกลเกินไป ๑ ใกล้เกินไป ๑ เหนือลม ๑ ที่ไม่มีระหว่าง ๑ ตรงหน้าเกินไป ๑ หลังเกินไป ๑. เพราะนั่งไกลเกินไป หากประสงค์จะพูดก็ต้องพูดด้วยเสียงดัง. นั่งใกล้เกินไปย่อมเบียดเสียด. นั่ง เหนือลมก็จะรบกวนด้วยกลิ่นตัว. นั่งไม่มีระหว่างประกาศความไม่เคารพ. นั่ง ตรงหน้าเกินไป หากประสงค์จะเห็นตาต่อตาก็จะจ้องกัน. นั่งหลังเกินไป หาก ประสงค์จะเห็นก็ต้องเหยียดคอมองดู. เพราะฉะนั้น พระอานนทเถระนี้จึงนั่ง เว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. บทว่า เอตทโวจ คือได้ทูลถามพระผู้มี- พระภาคเจ้า. บทว่า สุญฺโ โลโก สุญฺโ โลโกติ ภนฺเต วุจฺจติ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ ความว่า ภิกษุผู้ ปฏิบัติในศาสนานี้ย่อมกล่าวว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ เพราะคำเช่นนั้น พูดกันมากในที่นั้น ๆ เพื่อสงเคราะห์ภิกษุทั้งหมดเหล่านั้นจึงพูดซ้ำ ๆ เมื่อ กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็เป็นอันรวมคำเหล่านั้นทั้งหมด. บทว่า กิตฺตาวตา คือ ด้วยประมาณเท่าไร. ศัพท์ว่า นุ หนอ เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งความ สงสัย. บทว่า สุญฺํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา สูญจากตนหรือสิ่งที่ เนื่องด้วยตน คือ สูญจากตนที่โลกกำหนดไว้อย่างนี้ว่า ผู้ทำ ผู้เสวย ผู้มีอำนาจ
หน้า 644 ข้อ 658
เอง และจากบริขารอันเป็นของตน เพราะความไม่มีตนนั่นแหละ จักษุ เป็นต้นทั้งหมด เป็นธรรมชาติของโลก จักษุเป็นต้นนั่นแหละ ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่าสลายไป. อนึ่ง เพราะตนไม่มีในโลกนี้ และสิ่งที่เนื่องด้วยตน ก็ไม่มีในโลกนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุญฺโ โลโก โลกสูญ- แม้โลกุตรธรรมก็สูญเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งเนื่องด้วยตน แต่ท่านกล่าวถึง โลกิยธรรมเท่านั้นโดยสมควรแก่คำถาม. อนึ่ง บทว่า สุญฺโ ท่านไม่กล่าวว่า ธรรมไม่มี ท่านกล่าวถึง ความไม่มีตนและสาระอันเนื่องด้วยตนในธรรมนั้น. อนึ่ง เมื่อชาวโลกพูดว่า เรือนสูญ หม้อสูญ ก็มิใช่กล่าวถึงความไม่มีเรือนและหม้อ กล่าวถึงความ ไม่มีสิ่งอื่นในเรือนและในหม้อนั้น. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความนี้ไว้ว่า ก็สิ่งใดแลไม่มีในสิ่งนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาสิ่งนั้นว่าสูญด้วยเหตุนั้น แต่สิ่งใด มีเหลืออยู่ในสิ่งนั้น สิ่งนั้นมีอยู่ ภิกษุย่อมรู้ว่าสิ่งนี้มีอยู่ดังนี้. ในญายคันถะ (คัมภีร์เพื่อความรู้) และในสัททคันถะ (คัมภีร์ศัพท์) ก็มีความอย่างนี้เหมือนกัน. ในพระสูตรนี้ ท่านกล่าวถึงอนัตตลักขณสูตรเหล่านั้นด้วยประการดังนี้. พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้. ท่านยกบทมาติกา ๒๕ บท มีอาทิว่า สุญฺํ สุญฺํ ขึ้นด้วยเชื่อมคำว่าสูญ แล้วชี้แจงบทมาติกา เหล่านั้น. พึงทราบความในมาติกานั้น ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า สุญฺํ สุญฺํ เพราะสูญคือว่างเปล่า ไม่แปลกไปจากบทอื่น. อนึ่ง ในบทนี้เพราะไม่ชี้แจงว่า อสุกํ โน้น ท่านไม่เพ่งถึงความเป็นของสูญ แล้วจึงทำให้เป็นคำนปุงสกลิงค์. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. ชื่อว่า สังขารสูญ เพราะสังขารนั่นแหละสูญจาก สังขารที่เหลือ. ชื่อว่า วิปริณามสูญ เพราะสูญผิดรูป เปลี่ยนแปลง
หน้า 645 ข้อ 658
แปรปรวนไปด้วยชราและความดับ สูญเพราะวิปริณามธรรมนั้น. ชื่อว่า อัคคสูญ เพราะอัคคบทนั้นเป็นเลิศจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน หรือสูญ จากสังขารทั้งปวง. ชื่อว่า ลักษณสูญ เพราะลักษณะนั่นแหละสูญจากลักษณะ ที่เหลือ. ชื่อว่า วิกขัมภนสูญ เพราะสูญเพราะการข่มมีเนกขัมมะเป็นต้น. แม้ในสุญญะ ๔ มีตทังคสูญ (สูญเพราะองค์นั้น ๆ) เป็นต้น มีนัยนี้เหมือนกัน. ชื่อว่า อัชฌัตตสูญ (ภายในสูญ) เพราะภายในนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนือง ด้วยตนเป็นต้น. ชื่อว่า พหิทธาสูญ (ภายนอกสูญ) เพราะภายนอกนั้นสูญ จากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น. ชื่อว่า ทุภโตสูญ (ทั้งภายในและภาย นอกสูญ) เพราะทั้งสองนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น. ชื่อว่า สภาคสูญ (ส่วนที่เสมอกันสูญ) เพราะสภาคะมีส่วนเสมอกัน สภาคะนั้น สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น ความว่า สูญเหมือนกัน. ชื่อว่า วิสภาคสูญ (ส่วนที่ไม่เสมอกันสูญ) เพราะวิสภาคะปราศจากส่วนเสมอกัน วิสภาคะนั้นสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ความว่า สูญไม่เหมือนกัน. ใน บางคัมภีร์เขียนไว้ว่า สภาคสุญฺํ วิสภาคสุญฺํ อยู่ในลำดับ นิสฺสรณ- สุญฺํ (สูญเพราะสลัดออก). ชื่อว่า เอสนาสูญ (ความแสวงหาสูญ) เพราะ การแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้น สูญจากกามฉันทะเป็นต้น. แม้ในสุญญะ ๓ มี ปริคฺคหสุญฺา (ความกำหนดสูญ) เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ชื่อว่า เอกัตตสูญ (ความเป็นอย่างเดียวสูญ) เพราะความเป็นอย่างเดียวนั้นสูญจาก ความเป็นต่างกัน เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์เดียวกัน เพราะไม่มีความฟุ้งซ่านใน อารมณ์ต่าง ๆ กัน. ชื่อว่า นานัตตสูญ (ความเป็นต่าง ๆ สูญ) เพราะความ เป็นต่าง ๆ นั้นสูญจากความเป็นอันเดียวกัน เพราะตรงกันข้ามกันความเป็น อย่างเดียวกันนั้น. ชื่อว่า ขันติสูญ เพราะความอดทนในเนกขัมมะเป็นต้น
หน้า 646 ข้อ 658
สูญจากกามฉันทะเป็นต้น อธิษฐานสูญ และความมั่นคงสูญ มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สมฺปชานสฺส ผู้มีสัมปชัญญะ คือ พระอรหันต์ผู้ปรินิพพานประกอบ ด้วยสัมปชัญญะ. บทว่า ปวตฺตปริยาทานํ การครอบงำความเป็นไป คือ อนุปาทาปรินิพพาน (ปรินิพพานเพราะไม่เกิดอีก). บทว่า สพฺพสุญฺตานํ คือ กว่าความสูญทั้งปวง. บทว่า ปรมตฺถสุญฺํ คือ ความสูญอันเป็น ประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะไม่มีสังขารทั้งปวง. พึงทราบวินิจฉัยในมาติกานิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า นิจฺเจน วา จากความเที่ยง คือสูญจากความเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงไร ๆ อันก้าวล่วง ความดับแล้วเป็นไปอยู่ได้. บทว่า ธุเวน วา จากความยั่งยืน คือสูญจาก ความยั่งยืนเพราะไม่มีความมั่นคงไร ๆ ที่เป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย แม้ในกาลที่ มีอยู่. บทว่า สสฺสเตน วา จากความมั่นคง คือสูญจากความมั่นคง เพราะ ไม่มีอะไร ๆ ที่มีอยู่ในกาลทั้งปวงซึ่งตัดขาดไปแล้ว. บทว่า อวิปริณาม- ธมฺเมน วา จากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา คือสูญจากความไม่แปรปรวน เป็นธรรมดา เพราะไม่มีอะไร ๆ ซึ่งปกติจะไม่แปรปรวนไปด้วยความดับ เมื่อกล่าวถึงความสูญจากตนโดยพระสูตรแล้ว เพื่อแสดงความสูญจากความเป็น ของเที่ยง และความสูญจากความสุข ท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า นิจฺเจน ไว้ ในที่นี้. เมื่อกล่าวถึงความสูญจากความเป็นของเที่ยง เพราะความเป็นของ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์โดยถูกบีบคั้น เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้ความสูญจากความสุข ด้วย. อนึ่ง พึงทราบว่าท่านย่อวิสัย ๖ มีรูปเป็นต้น วิญญาณ ๖ มีจักษุวิญญาณ เป็นต้น ผัสสะ ๖ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น และเวทนา ๖ มีจักษุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้นไว้ในที่นี้.
หน้า 647 ข้อ 658
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ปุญฺาภิสงฺขาโร ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า บุญ เพราะกลั่นกรองการกระทำของตน ยังอัธยาศัยของบุคคลนั้นให้เต็ม และ ยังความเจริญน่าบูชาให้เกิด. ชื่อว่า อภิสังขาร เพราะปรุงแต่งวิบากและ กฏัตตารูป. การปรุงแต่งชื่อว่าปุญญาภิสังขาร การปรุงแต่งบาปโดยตรงกันข้าม กับบุญชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร. ชื่อว่า อเนญชาภิสังขาร เพราะปรุงแต่งความ ไม่หวั่นไหว. ปุญญาภิสังขารมีเจตนา ๑๓ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ เป็นไปด้วย อำนาจแห่งทาน ศีล ภาวนาเป็นต้น และรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ เป็นไปด้วย อำนาจแห่งภาวนา. อปุญญาภิสังขารมีอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นไปด้วยอำนาจแห่ง ปาณาติบาตเป็นต้น. อเนญชาภิสังขารมีอรูปาวจรเจตนา ๔ เป็นไปด้วยอำนาจ แห่งภาวนาเท่านั้น เพราะเหตุนั้น สังขาร ๓ มีเจตนา ๒๙. ในกายสังขารเป็นต้นมีความดังนี้. ชื่อว่า กายสังขาร เพราะเป็น ไปทางกาย หรือปรุงแต่งกาย. แม้ในวจีสังขารและจิตตสังขาร ก็มีนัยนี้เหมือน กัน. ท่านกล่าวติกะนี้เพื่อให้เห็นความเป็นไปทางทวารแห่งปุญญาภิสังขาร เป็นต้น ในขณะประมวลกรรมไว้. เจตนา ๒๑ คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ อภิญญาเจตนา ๑ ยังกายวิญญัติ (ให้รู้ทางกาย) ให้ตั้งขึ้น แล้วเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่า กายสังขาร. เจตนาเหล่านั้นนั่นแหละยังวจี- วิญญัติ (ให้รู้ทางวาจา) ให้ตั้งขึ้น แล้วเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่า วจีสังขาร. ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมดเป็นไปในมโนทวาร ชื่อว่า จิตตสังขาร. ในบทมีอาทิว่า อตีตา สงฺขารา สังสารส่วนอดีต มีความดังต่อไปนี้. สังขตธรรมแม้ทั้งหมด ถึงคราวของตนดับไป ชื่อว่าสังขารส่วนอดีต. สังขต- ธรรมยังไม่ถึงคราวของตน ชื่อว่าสังขารส่วนอนาคต. สังขตธรรมถึงคราว ของตน ชื่อว่าสังขารส่วนปัจจุบัน.
หน้า 648 ข้อ 658
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงสังขารส่วนปัจจุบัน ในการสูญ เพราะความแปรปรวนแล้ว จึงทรงแสดงปัจจุบันธรรมก่อนว่า ความแปรปรวน ของสังขารส่วนปัจจุบันนั้น ๆ สามารถกล่าวได้ง่าย. ในบทเหล่านั้น บทว่า ชาตํ รูปํ รูปเกิดแล้ว คือรูปส่วนปัจจุบัน. พึงทราบความในบทนี้ว่า สภาเวน สุญฺํ สูญไปจากสภาพ ดังต่อไปนี้. ความเป็นเองชื่อว่าสภาพ อธิบายว่า เกิดเอง หรือความเป็นของตน ชื่อว่า สภาพ อธิบายว่า ความเกิดของตนเอง. ชื่อว่า สูญจากสภาพ เพราะความเป็นเอง เว้นปัจจัย เพราะความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย หรือความเป็นของตนไม่มีใน สภาพนี้ ท่านอธิบายว่า สูญจากความเป็นเอง หรือจากความเป็นตน. อีก อย่างหนึ่ง ความเป็นของตนชื่อว่าสภาพ เพราะว่าธรรมหนึ่ง ๆ ในรูปธรรม และอรูปธรรมไม่น้อย มีปฐวีธาตุเป็นต้น ชื่อว่าตนประสงค์ผู้อื่นด้วย. อนึ่ง บทว่า ภาโว นี้ เป็นคำกล่าวโดยธรรมปริยาย. อนึ่ง ธรรมคือความเป็นอื่น ไม่มีแก่ธรรมหนึ่ง เพราะฉะนั้น ชื่อว่าสูญจากความเป็นอื่นของตน ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความที่ธรรมนั้นเป็นสภาพอย่างเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สภาเวน สุญฺํ สูญไปจากสภาพ คือสูญ ไปจากสภาพอันเป็นความสูญ. ท่านอธิบายไว้อย่างไร ท่านอธิบายไว้ว่า สูญ เพราะความเป็นสภาพ สูญ สูญ มิใช่สูญเพราะความเป็นสภาพสูญโดยปริยาย อย่างอื่น. หากอาจารย์บางพวกพึงกล่าวว่า ความเป็นตนชื่อว่าสภาพ สูญจาก สภาพนั้น อธิบายไว้อย่างไร. ธรรมชื่อว่า ภาวะ ภาวะนั้นเติมบท ส เข้าไป ประสงค์เอาผู้อื่น รูปเป็นสภาวะ. เพราะธรรมไม่มีแก่ใคร ๆ ท่านจึงกล่าวความ ไม่มีแห่งรูปว่า รูปเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ ดังนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น ย่อมผิด
หน้า 649 ข้อ 658
ด้วยคำว่า ชาตํ รูปํ รูปเกิดแล้ว. เพราะรูปปราศจากความเกิด จะชื่อว่า รูปเกิดแล้วไม่ได้. นิพพานต่างหากปราศจากความเกิด นิพพานนั้นจึงไม่ชื่อว่า เกิดแล้ว. อนึ่ง ชาติ ชรา และมรณะ ปราศจากความเกิดก็ไม่ชื่อว่า เกิดแล้ว. ด้วยเหตุนั้นแหละ ในบทนี้ท่านจึงไม่ยกขึ้นอย่างนี้ ว่าชาติเกิดแล้ว สูญไป จากสภาพ ชรามรณะเกิดแล้ว สูญไปจากสภาพ แล้วจึงชี้แจงทำภพนั่นแหละ ให้เป็นที่สุด. ผิว่า คำว่า ชาตํ เกิดแล้วพึงควรแม้แก่ผู้ปราศจากความเกิด ก็ควร กล่าวได้ว่า ชาตา ชาติ ชาติ ชรามรณํ ชาติเกิดแล้ว ชราและมรณะเกิดแล้ว เพราะเมื่อชาติชราและมรณะปราศจากความเกิด ท่านก็ไม่กล่าวคำว่า ชาติ ฉะนั้น คำว่า สูญ คือไม่มีจากสภาพ จึงผิดด้วยคำว่า ชาตํ เพราะปราศจากความ เกิดของความไม่มี. อนึ่ง เมื่อไม่มี คำว่า สุญฺํ ก็ผิดด้วยคำของชาวโลกที่กล่าว แล้วในหนหลัง ด้วยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า และด้วยคำในญายคันถะ และสัทธาคันถะ และผิดด้วยข้อยุติไม่น้อย เพราะฉะนั้น พึงทิ้งคำนั้นเสีย เหมือนทิ้งขยะ. ในบทนี้เป็นอันยุติว่า ธรรม ธรรมทั้งหลายมีอยู่ในขณะของตน ด้วยประมาณพระพุทธพจน์มิใช่น้อย และด้วยยุติไม่น้อย มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามีอยู่ แม้เราก็กล่าวว่า สิ่งนั้น มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่าไม่มี แม้ เราก็กล่าวว่า สิ่งนั้นไม่มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บัณฑิตทั้งหลาย ในโลกสมมติว่ามี เราก็กล่าวว่าสิ่งนั้นมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ที่บัณฑิตทั้งหลายในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวว่า สิ่งนั้นว่ามี.* * สํ. ขนฺธ. ๑๗/๒๓๙
หน้า 650 ข้อ 658
บทว่า วิคตํ รูปํ รูปหายไป คือ รูปส่วนอดีตดับ เพราะเกิดแล้ว ถึงความดับ. บทว่า วิปริณตญฺเจว สุญฺญฺจ รูปแปรปรวนไปและหายไป คือรูปถึงความผิดรูป ความแปรปรวนด้วยชราและความดับ และสูญจากความ แปรปรวนนั้น เพราะปรากฏความแปรปรวนแห่งรูปที่กำลังเป็นไปอยู่ เพราะ ไม่มีความแปรปรวนแห่งรูปส่วนอดีต. แม้ในบทว่า ชาตา เวทนา เวทนาเกิดแล้วเป็นต้น ก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. อนึ่ง ชาติ ชรา และมรณะไม่ควรในที่นี้ โดยไม่ได้ด้วยภาวะ ของตน เพราะยังไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ท่านจึงละนัยทั้งสองอาทิว่า ชาติ เกิดแล้ว ชราและมรณะเกิดแล้ว แล้วทำนัยมีภพเป็นต้นนั้นแหละให้เป็นที่สุด ตั้งไว้. บทว่า อคฺคํ คือเป็นผู้อยู่ในความเลิศ. บทว่า เสฏฺํ คือน่าสรรเสริญ อย่างยิ่ง. บทว่า วิสิฏฺํ คือวิเศษยิ่ง. ปาฐะว่า วิเสฏฺํ บ้าง. แม้โดยอาการ ๓ อย่างนั้น คือ อคฺคํ เสฏฺํ วิสิฏฺํ ได้แก่ นิพพานอันประเสริฐ ชื่อว่า บท เพราะความปฏิบัติด้วยปฏิปทาชอบ. บทว่า ยทิทํ ตัดบทเป็น ยํ อิทํ. บัดนี้ พระอานนทเถระชี้แจงถึงนิพพานอันควรกล่าวไว้ เพราะความสงบสังขาร ทั้งปวงย่อมมีได้เพราะอาศัยนิพพาน ความสละอุปธิทั้งหลายอันได้แก่ ขันธูปธิ กิเลสูปธิ อภิสังขารูปธิ กามคุณูปธิ ย่อมมีได้ ความสิ้นตัณหา ความสำรอก กิเลสและความดับย่อมมีได้ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ ความสงบสังขาร ทั้งปวง ความสละอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ. บทว่า นิพฺพานํ คือ ออกไปจากลักษณะอันเป็นสภาพ.
หน้า 651 ข้อ 658
พึงทราบวินิจฉัยในลักษณะทั้งหลายดังต่อไปนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาลลักษณะ พาลนิมิต พาลปทาน (เรื่องราว ของคนพาล) ของคนพาลมี ๓ อย่าง. ๓ อย่างเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลในโลกนี้มีความคิดชั่ว พูดชั่วและทำกรรมชั่ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้แลเป็นพาลลักษณะ พาลนิมิต พาลปทานของตนพาล. พาลลักษณะ ๓ อย่าง ของคนพาล บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า พาล เพราะลักษณะของตน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิต บัณฑิตปทาน (เรื่องราวของบัณฑิต) ของบัณฑิตมี ๓ อย่าง เหล่านี้. ๓ อย่างเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตในโลกนี้คิดดี พูดดี และทำกรรมดี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้แลเป็นบัณฑิตลักษณะ บัณฑิตนิมิต และบัณฑิตปทานของบัณฑิต. บัณฑิตลักษณะ ๓ อย่าง ของบัณฑิต บัณฑิตทั้งหลาย เรียกว่า บัณฑิต เพราะลักษณะของตน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะ ของสังขตธรรม ๓ เหล่านี้. ๓ อย่างเป็นไฉน. ความเกิดปรากฏ ๑ ความเสื่อม ปรากฏ ๑ เมื่อตั้งอยู่ความแปรไปปรากฏ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๓ อย่าง เหล่านี้แหละเป็นสังขตลักษณะของสังขตธรรม. ด้วยบทนี้ท่านแสดงถึงความไม่มีลักษณะ ๒ ที่เหลือในขณะเกิด ลักษณะ ๒ ที่เหลือในขณะตั้งอยู่ ลักษณะ ๒ ที่เหลือในขณะดับ. อนึ่ง ใน บทนี้ท่านกล่าวถึงลักษณะมีความเกิดเป็นต้นแห่งชาติ และชรามรณะโดยไป- ยาลมุข (ละข้อความ). ลักษณะนั้นละชาติชราและมรณะเสีย เพราะความสูญ จากความแปรปรวนจึงพลาดไปด้วยคำแห่งนัยอันมีภพเป็นที่สุดและด้วยลัทธิที่
หน้า 652 ข้อ 658
ไม่พูดถึงความเกิดเป็นต้นแห่งความเกิดเป็นต้น แต่เพราะตกไปในกระแสแห่ง ลักษณะพึงทราบว่าท่านเขียนทำให้ตกไปในกระแส. อนึ่ง ท่านกล่าวว่าใน อภิธรรมมิได้ยกขึ้นว่า องค์แห่งฌานแม้ได้ในสังคหวารแห่งมโนธาตุและมโน- วิญญาณธาตุอันเป็นอเหตุกวิบาก ก็ตกไปในกระแสแห่งวิญญาณ ๕ ฉันใด แม้ในที่นี้ก็พึงทราบความที่ลักษณะตกไปในกระแสฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ความเกิดเป็นต้นแห่งสังขารทั้งหลายอันมีชาติ ชรา และมรณะ พึงทราบว่าท่านกล่าวทำสังขารเหล่านั้นดุจในบทว่า เห็นชาติชรา และมรณะโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง. บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโ จ กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและสูญไป คือ กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้ว และสูญไปเพราะเนกขัมมะ กล่าวคืออันเนกขัมมะนั้นแหละข่ม เพราะไม่มี เนกขัมมะในกามฉันทะนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทำการประกอบอย่างนั้น. อนึ่ง แม้ในตทังคปหานะและสมุจเฉทปหานะท่านก็กล่าวถึงการข่มด้วยอรรถว่า ทำให้ไกลด้วยบทนี้ว่า ละด้วยตทังคะและสมุจเฉทะเป็นอันทำให้ไกลแล้วนั่นเอง. บทว่า เนกฺขมฺเมน กามฉนฺโท ตทงฺคสุญฺโ กามฉันทะเป็น ตทังคสูญ (สูญเพราะองค์นั้น ๆ) เพราะเนกขัมมะ คือ กามฉันทะละได้ด้วย เนกขัมมะ. สูญไปด้วยองค์ คือ เนกขัมมะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง กามฉันทะ อย่างใดอย่างหนึ่งสูญไปด้วยองค์นั้นอันเป็นเนกขัมมะ เพราะไม่มีเนกขัมมะใน กามฉันทะนั้น. แม้ในบทที่เหลือก็พึงทราบการประกอบอย่างนั้น. อนึ่ง ใน บทนี้ท่านชี้แจงความสูญเพราะองค์นั้น ๆ ด้วยอุปจารฌานและอัปปนาฌานและ ด้วยวิปัสสนาเพียงความไม่มีองค์นั้น ๆ ในกามฉันทะนั้น ๆ แต่ท่านชี้แจง วิปัสสนาทำวิวัฏฏานุปัสสนา (การเห็นนิพพาน) ให้เป็นที่สุด เพราะไม่มีคำ แสดงถึงการละ ท่านมิได้ชี้แจงถึงมรรค ๔.
หน้า 653 ข้อ 658
ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺเมน กามฉนฺโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโ จ กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและสูญไป พึงทราบอรรถ ในบทนี้โดยนัย ดังกล่าวแล้วในวิกขัมภนะ (การข่ม) นั้นแล. ท่านกล่าวถึงสมุจเฉทะ (การตัด) โดยปริยายนี้ว่านิวรณ์ทั้งหลาย แม้ละแล้วด้วยตทังคะ และวิกขัมภนะ ก็ชื่อว่า ตัดขาดแล้ว เพราะไม่มีความปรากฏขึ้น พึงทราบว่าท่านกล่าวด้วยสามารถให้ สำเร็จในการตัดกามฉันทะนั้น ๆ หรือด้วยสามารถเนกขัมมะอันสัมยุตด้วยมรรค เป็นต้น. อนึ่ง ในปฏิปัสสัทธิสูญ (สูญเพราะระงับ) และนิสสรณสูญ (สูญ เพราะสลัดออก) พึงทราบอรรถตามนัยดังกล่าวแล้วในบทนี้นั้นแหละ. ส่วนใน ตทังคปหานะ วิกขัมภนปหานะ และสมุจเฉทปหานะท่านกล่าวถือเอาเพียงความ สลัดออก เพราะเพียงระงับในบทนี้. ในสุญญะ ๕ เหล่านี้ เนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวโดยชื่อว่า วิกขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญ และนิสสรณสูญ. บทว่า อชฺฌตฺตํ คือมีในภายใน. บทว่า พหิทฺธา คือ มีในภายนอก. บทว่า ทุภโต สุญฺํ คือ สูญทั้งภายในและภายนอกทั้งสอง. คำว่า โต ย่อมมีแม้ในปัจจัตตะ (ปฐมาวิภัตติ) เป็นต้น. อายตนะภายใน ๖ เป็นต้น เป็นส่วนเสมอกันโดยความเป็นอายตนะ ภายใน ๖ เป็นต้น เป็นส่วนไม่เสมอกันด้วยอายตนะทั้งหลายอื่น. อนึ่ง ใน บทมีอาทิว่า วิญฺาณกายา ด้วยหมวดวิญญาณในที่นี้ท่านกล่าวถึงวิญญาณ เป็นต้นด้วยคำว่า กายะ. ใน เนกฺขมฺเมสนา (การแสวงหาเนกขัมมะ) เป็นต้น พึงทราบความดังต่อไปนี้. ชื่อว่า เอสนา เพราะอันวิญญูชนทั้งหลาย ผู้มีความต้องการเนกขัมมะนั้นย่อมแสวงหาเนกขัมมะนั่นแหละ. อีกอย่างหนึ่ง แม้การแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้นก็ สูญไปจากกามฉันทะเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า แม้เนกขัมมะเป็นต้น ก็ไม่ต้อง
หน้า 654 ข้อ 658
พูดถึง. ใน ปริคฺคห (ความกำหนด) เป็นต้นพึงทราบความดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปริคฺคห เพราะวิญญูชนแสวงหาเนกขัมมะเป็นต้นในส่วน เบื้องต้น กำหนดเอาในส่วนเบื้องปลาย ชื่อว่า ปฏิลาภ (ความได้) เพราะ วิญญูชนกำหนดเนกขัมมะย่อมได้ด้วยการบรรลุ และชื่อว่า ปฏิเวธ (การ แทงตลอด) เพราะวิญญูชนได้เนกขัมมะแล้วย่อมแทงตลอดด้วยญาณ. พระอานนทเถระถามถึงความเป็นอย่างเดียวสูญและความเป็นต่าง ๆ สูญ คราวเดียวกันแล้วแก้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ไม่แก้ความเป็นต่าง ๆ สูญ แล้วทำการสรุปคราวเดียวกัน. หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่แก้. ตอบว่า พึงทราบว่า ไม่แก้ เพราะท่านเพ่งถึงการประกอบในบทนี้โดยปริยายดังกล่าว แล้ว. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบการประกอบดังนี้ เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว กามฉันทะเป็นความต่าง กามฉันทะเป็นความต่าง สูญไปจากความเป็น อย่างเดียว คือ เนกขัมมะ. แม้ในบทที่เหลือพึงทราบการประกอบอย่างนี้. ในบทมีอาทิว่า ขนฺติ พึงทราบความดังต่อไปนี้. เนกขัมมะเป็นต้น ท่านกล่าวว่า ขันติ เพราะอดทนชอบใจ กล่าวว่า อธิฏฐาน เพราะเข้าไป ตั้งไว้ซึ่งความชอบใจ และกล่าวว่า ปริโยคาหนะ (ความมั่นคง) เพราะ เมื่อเข้าไปตั้งแล้วเสพตามความชอบใจ. ปรมัตถสุญญนิเทศมีอาทิว่า สมฺปชาโน (รู้ตัว) ท่านพรรณนาไว้แล้วในปรินิพพานญาณนิเทศนั่นแหละ. อนึ่ง ในสุญญะทั้งหมดเหล่านี้ สังขารสุญญะ (สังขารสูญ) วิปริณาม- สุญญะ (ความแปรปรวนสูญ) และลักขณสุญญะ (ลักษณสูญ) ท่านกล่าว เพื่อให้เห็นความไม่ปนกันและกันของธรรมทั้งหลายตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว. อนึ่ง ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากธรรมฝ่ายกุศลแห่งธรรมฝ่ายอกุศล ในฐานะใด เพื่อให้เห็นโทษในอกุศลด้วยฐานะนั้น. ท่านกล่าวถึงความสูญไป จากธรรมฝ่ายอกุศลแห่งธรรมฝ่ายกุศลด้วยฐานะใด เพื่อให้เห็นอานิสงส์ในกุศล ด้วยฐานะนั้น. ท่านกล่าวถึงความสูญไปจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนในฐานะใด
หน้า 655 ข้อ 658
เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายฐานะนั้นในสังขารทั้งปวง. พึงทราบว่าท่านกล่าวถึง อัคคสูญและปรมัตถสูญ เพื่อให้เกิดอุตสาหะในนิพพาน. ในความสูญเหล่านั้น ความสูญ ๒ อย่าง คือ อัคคสูญและปรมัตถสูญ โดยอรรถได้แก่นิพพานนั่นเอง ท่านกล่าวทำเป็น ๒ อย่างด้วยอำนาจแห่งความ เลิศและมีประโยชน์อย่างยิ่ง และด้วยอำนาจแห่งสอุปาทิเสส และอนุปาทิเสส. ความสูญ ๒ อย่างเหล่านั้น มีส่วนเสมอกันเพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย ตนและสูญจากสังขาร. ความสูญ ๖ อย่างเหล่านี้ คือ สูญสูญ ๑ ภายในสูญ ๑ ภายนอกสูญ ๑ ทั้งภายในและภายนอกสูญ ๑ ส่วนเสมอกันสูญ ๑ ส่วนไม่- เสมอกันสูญ ๑ เป็นอันสูญสูญทั้งหมด. อนึ่ง ท่านกล่าวความสูญ ๖ อย่างโดย ประเภทมิภายในสูญเป็นต้น. อนึ่ง ความสูญ ๖ อย่างเหล่านั้นชื่อว่ามีส่วน เสมอกัน เพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นต้น. ความสูญ ๑๗ อย่าง คือ สังขารสูญ ๑ วิปริณามธรรมสูญ ๑ ลักษณสูญ ๑ วิกขัมภนสูญ ๑ ตทังคสูญ ๑ สมุจเฉทสูญ ๑ ปฏิปัสสัทธิสูญ ๑ นิสสรณสูญ ๑ เอสนาสูญ ๑ ปริคคหสูญ ๑ ปฏิลาภสูญ ๑ ปฏิเวธสูญ ๑ เอกัตตสูญ ๑ นานัตตสูญ ๑ ขันติสูญ ๑ อธิษฐานสูญ ๑ ปริโยคาหสูญ ๑ ท่านกล่าวไว้ต่างหากกันด้วย อำนาจแห่งความไม่มี เพราะสูญจากธรรมนั้น ๆ อันไม่มีในตน. อนึ่ง สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ ลักษณสูญมีส่วนเสมอกัน ด้วย การไม่ปนกับความสูญนอกนั้น. ความสูญ ๕ มีวิกขัมภนสูญเป็นต้น ชื่อว่า มีส่วนเสมอกัน เพราะความสูญไปด้วยธรรมฝ่ายกุศล. ความสูญ ๔ มีเอสนาสูญ เป็นต้น และความสูญ ๓ มีขันติสูญเป็นต้น ชื่อว่ามีส่วนเสมอกัน เพราะ สูญไปจากธรรมฝ่ายอกุศล. เอกัตตสูญและนานัตตสูญ มีส่วนเสมอกันด้วย ตรงกันข้ามของกันและกัน. ท่านผู้รู้อรรถแห่งความสูญ ย่อมพรรณนาไว้ใน ศาสนานี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงโดยย่อเป็นความสูญ ๓ ส่วน ๒ ส่วน และ ๑ ส่วน.
หน้า 656 ข้อ 658
อย่างไร. ธรรมทั้งปวงที่เป็นโลกิยธรรม ชื่อว่า สูญจากความยั่งยืน ความงาม ความสุขและตัวตนเพราะปราศจากความยั่งยืน ความงามความสุขและตัวตน. ธรรมอันเป็นมรรคและผล ชื่อว่า สูญจากความยั่งยืนความสุขและตัวตน เพราะ ปราศจากความยั่งยืนความสุขและตัวตน. ความเป็นสภาพไม่เที่ยงนั่นแหละสูญ ไปจากความสุข. ความไม่มีอาสวะ สูญไปจากความงาม. นิพพานธรรมชื่อว่า สูญจากตัวตนเพราะไม่มีตัวตน. สังขตธรรมแม้ทั้งหมดทั้งที่เป็นโลกิยะและโล- กุตระ ชื่อว่า สูญจากสัตว์ เพราะไม่มีสัตว์ไร ๆ. นิพพานธรรมอันเป็นอสังขตะ ชื่อว่า สูญจากสังขารเพราะไม่มีแม้สังขารทั้งหลายเหล่านั้น. ส่วนธรรมทั้งหมด ทั้งที่เป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรม ชื่อว่า สูญจากตัวตนเพราะไม่มีบุคคล กล่าวคือ ตัวตน ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสุญญกถา แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี และ จบการพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนา แห่งมัชฌิมวรรค รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักกกถา ๘. โลกุตตรกถา ๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา และอรรถกถา นิกายอันประเสริฐนี้ท่านตั้งไว้แล้ว เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๒ ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ฉะนี้แล.
หน้า 657 ข้อ 659
ปัญญาวรรค มหาปัญญากถา ว่าด้วยชนิดของปัญญา [๖๕๙] อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง ปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา...อนัตตานุปัสสนา...นิพพิทา- นุปัสสนา... วิราคานุปัสสนา... นิโรธานุปัสสนา... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่ บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ? อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา...ย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญา ทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์ อนัตตานุปัสสนา... ย่อมยังมหาปัญญา (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์ นิพพิทานุปัสสนา... ย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้ บริบูรณ์ วิราคานุปัสสนา...ย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์ นิโรธานุปัสสนา...ย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์ ปฏินิส- สัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้... ย่อม ยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) ให้บริบูรณ์ หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา อรรถปฏิสัมภิทาเป็นคุณชาติ อันบุคคล บรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถแห่ง หาสปัญญานั้น ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง
หน้า 658 ข้อ 660
แล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรมแห่งหาสปัญญานั้น นิรุตติ- ปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วย ปัญญา โดยการกำหนดนิรุตติแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็น คุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการ กำหนดปฏิภาณแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอัน บุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น. [๖๖๐] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็น ความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหน ให้บริบูรณ์ ? การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมยังชวนปัญหาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้ บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง ปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา...ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น. การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญา
หน้า 659 ข้อ 661
อย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ? การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความ สละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสา- มันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็น ปฏิภาณปฏิสัมภิทา... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุ แล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น. [๖๖๑] การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ ไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมยังปัญญาอย่างไหน ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป...การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งที่ เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป... การ พิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...การพิจารณา เห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...การพิจารณา เห็นความคลายกำหนัดในรูป... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้ง เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... การพิจารณาเห็นความดับในรูป... การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... การ พิจารณาเห็นความสละคืนในรูป...การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็น
หน้า 660 ข้อ 661
ส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง ปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ? การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้ง เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การ พิจารณาเห็นทุกข์ในรูป... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณา เห็นทุกข์ในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...ย่อมยังชวนปัญญาให้ บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป...ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ การ พิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยัง ชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป...ย่อมยังติกข- ปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ คลายกำหนัดในรูป... ย่อมยังวิบูลปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ คลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...ย่อมยังชวนปัญญา ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูป...ย่อมยังคัมภีรปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อม ยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป...ย่อมยังอัสสา- มันตปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน...ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้... ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้...ย่อมยังปุถุปัญญา ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง หาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา... ปฏิสัมภิทา ๔
หน้า 661 ข้อ 662
ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วย ปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ. การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความ ไม่เที่ยงในชราและมรณะ ทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การ พิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและ มรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ? การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ...ย่อมยังชวนปัญญา ให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วย ปัญญา เพราะหาสปัญญา. [๖๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๔ ประการเป็นไฉน ? คือ สัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษ ๑ สัทธรรมสวนะ ฟังสัทธรรมคำสั่งสอน ของท่าน ๑ โยนิโสมนสิการะ ไตร่ตรองพิจารณาคำสั่งสอนของท่าน ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
หน้า 662 ข้อ 663, 664
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำ ให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ๔ ประการ เป็นไฉน ? คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่ บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล. [๖๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เพื่อความเป็นผู้มี ปัญญาหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เพื่อความ เป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป เพื่อความเป็น ผู้มีปัญญาคมกล้า เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ๔ ประการเป็นไฉน ? คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรม- ปฏิบัติติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๑ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯลฯ เพื่อความเป็นผู้มี ปัญญาทำลายกิเลส. [๖๖๔] การได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะ ซึ่งปัญญาเป็นไฉน ? การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำ ให้แจ้ง การเข้าถึงพร้อม ซึ่งมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔
หน้า 663 ข้อ 665
อภิญญา ๖ ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ นี้ เป็นการได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา. ความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่ง ปัญญาเป็นไฉน ? ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชนย่อมเจริญ ปัญญาของพระอรหันต์ย่อมเจริญ นี้เป็นความเจริญ นี้เป็นความเจริญแห่ง ปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา. ความไพบูลย์แห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่ง ปัญญาเป็นไฉน ? ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวกและของกัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความ ไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ เป็นปัญญาไพบูลย์ นี้เป็นความไพบูลย์แห่ง ปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา. [๖๖๕] มหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถใหญ่ กำหนด ธรรมใหญ่ กำหนดนิรุตติใหญ่ กำหนดปฏิภาณใหญ่ กำหนดศีลขันธ์ใหญ่ กำหนดสมาธิขันธ์ใหญ่ กำหนดปัญญาขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุตติขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุตติญาณทัสนขันธ์ใหญ่ กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่ กำหนดวิหาร- สมาบัติใหญ่ กำหนดอริยสัจใหญ่ กำหนดสติปัฏฐานใหญ่ กำหนดสัมมัปปธาน- ใหญ่ กำหนดอิทธิบาทใหญ่ กำหนดอินทรีย์ใหญ่ กำหนดพละใหญ่ กำหนด โพชฌงค์ใหญ่ กำหนดอริยมรรคใหญ่ กำหนดสามัญผลใหญ่ กำหนดอภิญญา
หน้า 664 ข้อ 666, 667
ใหญ่ กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นี้เป็นมหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อเป็นผู้มีปัญญาใหญ่. [๖๖๖] ปุถุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา แน่นหนาเป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ มาก ในธาตุต่าง ๆ มาก ในอายตนะต่าง ๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ มาก ในความได้เนือง ๆ ซึ่งความสูญต่าง ๆ มาก ในอรรถต่าง ๆ มาก ใน ธรรมต่าง ๆ มาก ในนิรุตติต่าง ๆ มาก ในปฏิภาณต่าง ๆ มาก ในศีลขันธ์ ต่าง ๆ มาก ในสมาธิขันธ์ต่าง ๆ มาก ในปัญญาขันธ์ต่าง ๆ มาก ในวิมุตติ- ขันธ์ต่าง ๆ มาก ในวิมุตติญาณทัสนขันธ์ต่าง ๆ มาก ในฐานะและอฐานะ ต่าง ๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่าง ๆ มาก ในอริยสัจต่าง ๆ มาก ในสติ- ปัฏฐานต่าง ๆ มาก ในสัมมัปปธานต่าง ๆ มาก ในอิทธิบาทต่าง ๆ มาก ในอินทรีย์ต่าง ๆ มาก ในพละต่าง ๆ มาก ในโพชฌงค์ต่าง ๆ มาก ใน อริยมรรคต่าง ๆ มาก ในสามัญผลต่าง ๆ มาก ในอภิญญาต่าง ๆ มาก ใน นิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็นปุถุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนา. [๖๖๗] วิบูลปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา กว้างขวาง เป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถ กว้างขวาง กำหนดธรรมกว้างขวาง... กำหนดอภิญญากว้างขวาง กำหนด นิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกว้างขวาง นี้เป็นวิบูลปัญญา ในคำว่า เป็น ไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง.
หน้า 665 ข้อ 668, 669
[๖๖๘] คัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง เป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ ลึกซึ่ง ในธาตุลึกซึ้ง...ในอภิญญาลึกซึ้ง ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่าง ลึกซึ้ง นี้เป็นคัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง. [๖๖๙] อัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มี ปัญญาไม่ใกล้ เป็นไฉน ? อรรถปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถ ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติ อันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการ กำหนดธรรม นิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลใดบรรลุแล้ว ทำให้ แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุตติ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องด้วยปัญญา โดย การกำหนดปฏิภาณ ใครอื่นย่อมไม่สามารถจะครอบงำอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณของบุคคลผู้นั้นได้ และบุคคลผู้นั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่ใคร ๆ ครอบงำ ไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของกัลยาณ- ปุถุชนห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ไม่ชิดกับปัญญาของบุคคลที่ ๘ (พระอรหันต์) เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน บุคคลที่ ๘ มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของบุคคลที่ ๘ ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระโสดาบัน เมื่อเทียบกับ บุคคลที่ ๘ พระโสดาบันมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระโสดาบันห่างไกล แสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระสกทาคามี เมื่อเทียบกับพระโสดาบัน
หน้า 666 ข้อ 669
พระสกทาคามี มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระสกทาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอนาคามี เมื่อเทียบกับพระสกทาคามี พระ- อนาคามีมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอนาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอรหันต์ เมื่อเทียบกับพระอนาคามี พระอรหันต์มี ปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอรหันต์ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับ ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเทียบกับพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า มีปัญญาไม่ใกล้ เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าและโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้เลิศ ทรงมีปัญญาไม่ใกล้ ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ทรงมีญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไป ทรงมี พระญาณหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระเดชหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่ง ทรงมีทรัพย์มาก ทรงมีอริยทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็น ผู้นำไ่ปให้วิเศษ ทรงนำไปเนือง ๆ ทรงบัญญัติ ทรงพินิจ ทรงเพ่ง ทรง ให้หมู่สัตว์เลื่อมใส แท้จริงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงยังมรรคที่ยัง ไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ตรัสบอกมรรค ที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จักมรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละพระสาวกทั้งหลายในบัดนี้ และที่จะมีมาในภายหลัง ย่อมเป็นผู้ดำเนิน ไปตามมรรค แท้จริงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงทราบก็ย่อม ทรงทราบ เมื่อทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น ทรงมีจักษุ ทรงมีญาณ ทรงมีธรรม ทรงมีพรหม ตรัสบอก ตรัสบอกทั่ว ทรงนำอรรถออก ทรงประทานอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เสด็จไปอย่างนั้น บทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
หน้า 667 ข้อ 669
ไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงทราบ ไม่ทรงทำให้แจ้ง ไม่ทรงถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญามิได้มี ธรรมทั้งปวงรวมทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองในมุข คือ พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้เเล้วโดย อาการทั้งปวง ชื่อว่าบทที่ควรแนะนำซึ่งเป็นอรรถเป็นธรรมที่ควรรู้ อย่างใด อย่างหนึ่งและประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ ภพนี้ ประโยชน์ภพหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลับ ประโยชน์ ปกปิด ประโยชน์ที่ควรนำไป ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ ประโยชน์ไม่มีกิเลส ประโยชน์ขาวผ่อง หรือปรมัตถประโยชน์ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณ พระญาณของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นรูปตลอด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั่วหมด พระญาณของพระพุทธเจ้ามิได้ขัดข้อง ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน เนยยบถมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมี เท่าใด เนยยบถก็มีเท่านั้น พระญาณมีเนยยบถเป็นที่สุดรอบ เนยยบถมีพระญาณ เป็นที่สุดรอบ พระญาณไม่เป็นไปเกินเนยยบถ เนยยบถก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน เปรียบเหมือนผอบสองชั้น สนิทกันดี ผอบชั้นล่างไม่เกินผอบชั้นบน ผอบชั้นบนก็ไม่เกินผอบชั้นล่าง ผอบทั้งสองชั้นนั้นต่างก็ตั้งอยู่ในที่สุดของกันและกัน ฉะนั้น พระพุทธญาณ ย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยความทรงคำนึง เนื่องด้วย ทรงพระประสงค์ เนื่องด้วยทรงพระมนสิการ เนื่องด้วยพระจิตตุบาทของ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว พระพุทธญาณเป็นไปในสรรพสัตว์ พระพุทธ- เจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย อนุสัย ความประพฤติ อธิมุตติ ของสรรพสัตว์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญา จักษุ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม พระองค์
หน้า 668 ข้อ 670
พึงทรงให้รู้ได้ง่าย พระองค์พึงให้รู้ได้ยาก เป็นภัพสัตว์ เป็นอภัพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณเปรียบเหมือนปลาและเต่า ทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนปลาติมิและปลาติมิงคละ ย่อมว่ายวนอยู่ภายใน มหาสมุทร ฉะนั้น เปรียบเหมือนนกทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนนกครุฑ ตระกูลเวนเตยยะ ย่อมบินร่อนไปในประเทศอากาศ ฉันใด ดูก่อนสารีบุตร แม้บรรดาสัตว์ผู้มีปัญญา ก็ย่อมเป็นไปในประเทศพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน พุทธญาณแผ่ไป ขจัดปัญหาของเทวดาและมนุษย์แล้วตั้งอยู่ บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฏฐิ ด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วพากันเข้ามาหาพระตถาคต ถาม ปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกและทรง แก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมรุ่งเรืองยิ่งด้วยปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ นี้เป็น อัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้. [๖๗๐] ภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดัง แผ่นดิน เป็นไฉน ? ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่ง ราคะ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งโทสะ ครอบงำอยู่ ครอบแล้วซึ่งโมหะ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ
หน้า 669 ข้อ 671
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้ว ซึ่งกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ ว่า เป็นปัญญาย่ำยีราคะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโทสะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโมหะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโกธะอันเป็นข้าศึก ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง อันเป็นข้าศึก แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วยปัญญาอันกว้างขวาง ไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดินนั้น เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นภูริปัญญา อีกประการหนึ่ง คำว่า ภูริ นี้เป็นชื่อของปัญญา ปัญญาเป็นปริณายก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภูริปัญญา นี้เป็นภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน. [๖๗๑] ปัญญาพาหุลละ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา มาก เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีปัญญาหนัก เป็นผู้มีปัญญาเป็นจริต มีปัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นธงชัย มีปัญญา เป็นยอด มีปัญญาเป็นใหญ่ มีการเลือกเฟ้นมาก มีการค้นคว้ามาก มีการ พิจารณามาก มีการเพ่งพินิจมาก มีการเพ่งพิจารณาเป็นธรรมดา มีธรรมเป็น เครื่องอยู่แจ่มแจ้ง มีปัญญาเป็นจริง มีปัญญาหนัก มีปัญญามาก โน้มไปใน ปัญญา น้อมไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมจิตไปในปัญญา มีปัญญา เป็นอธิบดี เปรียบเหมือนภิกษุผู้หนักไปในคณะ ท่านกล่าวว่า มีคณะมาก ผู้หนักในจีวร ท่านกล่าวว่า มีจีวรมาก ผู้หนักในบาตร ท่านกล่าวว่า มีบาตรมาก ผู้หนักในเสนาสนะ ท่านกล่าวว่า มีเสนาสนะมาก ฉะนั้น นี้เป็นปัญญา- พาหุลละ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก.
หน้า 670 ข้อ 672, 673
[๖๗๒] สีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีล ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญอินทรียสังวรให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็น เครื่องบำเพ็ญโภชเน มัตตัญญุตา ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญ ชาคริยานุโยคให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญปัญญาขันธ์ ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุตติขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็น เครื่องบำเพ็ญวิมุตติญาณทัสนขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องแทงตลอด ฐานะและอฐานะได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอริยสัจได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องเจริญสติปัฏฐานได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องเจริญสัมมัปปธานได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องเจริญอิทธิบาทได้เร็ว ๆ เป็น เครื่องเจริญอินทรีย์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องเจริญพละได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องเจริญ โพชฌงค์ได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องเจริญอริยมรรคได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่ง สามัญผลได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอภิญญาได้เร็ว ๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้ง ซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้เร็ว ๆ นี้เป็นสีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว ๆ. [๖๗๓] ลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา พลันเป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญ ศีลให้บริบูรณ์ได้พลัน ๆ... เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์
หน้า 671 ข้อ 674, 675
อย่างยิ่งได้พลัน ๆ นี้เป็นลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มี ปัญญาพลัน. [๖๗๔] หาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ร่าเริงเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ บำเพ็ญอินทริย- สังวรให้บริบูรณ์... ซึ่งทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้บริบูรณ์ ด้วยปัญญานั้น ๆ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้น ๆ จึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง นี้เป็น หาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง. [๖๗๕] ชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา แล่นไป เป็นไฉน ? ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาแล่นไปสู่รูปทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกล หรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็น อดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความ เป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต
หน้า 672 ข้อ 676
และปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่ น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็น ที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้เห็นแจ่มแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา และมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับชราและมรณะไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะ อรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็น อดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่นไปในนิพพาน เป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวนปัญญาเพราะอรรถว่าปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัย กันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่น ไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะไว นี้เป็นชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป. [๖๗๖] ติกขปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา คมกล้า เป็นไฉน ? ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่ รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งกามวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งอกุศลธรรมอันลามก
หน้า 673 ข้อ 677, 678
ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งโทสะ ฯลฯ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขาร ทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเป็นเครื่องให้บุคคลได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว นี้เป็นติกขปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า. [๖๗๗] นิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มี ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากไปด้วยความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความเบื่อหน่าย ความระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขาร ทั้งปวง ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ ที่ไม่เคย เบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอัน เป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ไม่เคยทำลายด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้น ๆ จึงชื่อว่า นิพเพธิกปัญญา นี้เป็นนิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญา ๑๖ ประการนี้. [๖๗๘] บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ ประการนี้ เป็นผู้บรรลุ ปฏิสัมภิทา บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ คือ ผู้หนึ่งถึงพร้อมด้วยความเพียร
หน้า 674 ข้อ 678
มาก่อน ผู้หนึ่งไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียงมาก่อน ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียร มาก่อน เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย ความเพียรมาก่อนก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งเป็นพหูสูต ผู้หนึ่งไม่เป็นพหูสูต ผู้เป็น พหูสูตเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่เป็นพหูสูต และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วย ความเพียรมาก่อนมี ๒ แม้ผู้เป็นพหูสูตก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมากด้วยเทศนา ผู้หนึ่งไม่มากด้วยเทศนา ผู้มากด้วยเทศนา เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ ไม่มากด้วยเทศนา และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ และผู้มากด้วยเทศนาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งอาศัยครู ผู้หนึ่งไม่อาศัยครู ผู้อาศัย ครูเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่อาศัยครู และมีญาณแตกฉาน บุคคล ผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความ เพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ และผู้อาศัยครูก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีวิหารธรรมมาก ผู้หนึ่งไม่มีวิหารธรรมมาก ผู้มีวิหารธรรมมาก เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มีวิหารธรรมมาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วย ความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครู มี ๒ และผู้มีวิหารธรรมก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีความพิจารณามาก ผู้หนึ่งไม่มี ความพิจารณามาก ผู้มีความพิจารณามากเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ ไม่มีความพิจารณามาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลบรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมีก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูต
หน้า 675 ข้อ 678
มี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ และผู้มี ความพิจารณามากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งเป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้หนึ่ง เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็น พระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้เป็นพระเสขะบรรลุ ปฏิสัมภิทา และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคล ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความ พิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่ง บรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งไม่บรรลุถึงสาวกบารมี ผู้บรรลุถึงสาวกบารมีเป็นผู้ ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่บรรลุถึงสาวกบารมี และมีญาณแตกฉาน บุคคล ผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความ เพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะ บรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งบรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งเป็นพระปัจเจก- สัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ บรรลุถึงสาวกบารมี และมีญาณแตกฉาน เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และโลก พร้อมทั้งเทวโลก ดังนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง เป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มี พระญาณแตกฉาน ทรงได้ปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุถึงเวสารัชชญาณ ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ฯลฯ บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญา เปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฏฐิด้วย
หน้า 676 ข้อ 678
ปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้ว พากันเข้ามาหาพระตถาคต ถาม ปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกและทรง แก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหา เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ฉะนี้แล. จบมหาปัญญากถา อรรถกถามหาปัญญากถา ในปัญญาวรรค บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่พรรณนาแห่งปัญญากถา อัน พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในลำดับแห่งสุญญกถาอันเป็นปทัฏฐานแห่งปัญญา โดยพิเศษ. ตอนต้นในปัญญากถานั้น ปัญญา ๗ ประการ มีอนุปัสสนาหนึ่ง ๆ เป็นมูลในอนุปัสสนา ๗ พระสารีบุตรเถระชี้แจง ทำคำถามให้เป็นเบื้องต้นก่อน. ปัญญา ๓ มีอนุปัสสนา ๒ เป็นมูล และมีอนุปัสสนาอันยิ่งอย่างหนึ่ง ๆ เป็นมูล พระสารีบุตรเถระชี้แจงไม่ทำคำถาม. ท่านชี้แจงความบริบูรณ์ของปัญญา ๑๐ แต่ต้นด้วยประการฉะนี้. พึงทราบวินิจฉัยในอนุปัสสนาเหล่านั้น ดังต่อไปนี้. เพราะอนิจจา- นุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นของไม่เที่ยง) แล่นไปในสังขารที่เห็นแล้ว
หน้า 677 ข้อ 678
โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และโดยความเป็นอนัตตาว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ฉะนั้น อนิจจานุปัสสนานั้น ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา (ปัญญาแล่นไป) ให้บริบูรณ์ จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่า ชวนา เพราะแล่น ไปในวิสัยของตน ชื่อว่า ชวนปัญญา เพราะปัญญานั้นแล่นไป. ทุกขานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นเป็นทุกข์) มีกำลังเพราะอาศัย สมาธินทรีย์ ย่อมชำแรก ย่อมทำลายปณิธิ เพราะฉะนั้น ทุกขานุปัสสนา ย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์. จริงอยู่ ปัญญา นั้นชื่อว่า นิพฺเพธิกา เพราะทำลายกิเลส ชื่อว่า นิพฺเพธิกปฺา เพราะ ปัญญานั้นทำลายกิเลส. อนัตตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา) ย่อมยังมหาปัญญา ให้บริบูรณ์ เพราะการถึงความเจริญด้วยเห็นความเป็นของสูญเป็นการถึงความ ยิ่งใหญ่. จริงอยู่ ปัญญานั้นชื่อว่า มหาปญฺา ปัญญาใหญ่เพราะถึงความ ความเจริญ. เพราะนิพพิทานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย) เป็น ปัญญาคมกล้าสามารถเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เพราะความที่อนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งของการมีกำลังด้วยอาเสวนะ แม้แต่ก่อน ฉะนั้น นิพพิทา- นุปัสสนาย่อมยังติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์. เพราะแม้วิราคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด) ก็ กว้างขวางสามารถคลายกำหนัดจากสังขารทั้งปวง เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละ เป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลัง ด้วยอาเสวนะแม้แต่ก่อน ฉะนั้น วิราคานุ- ปัสสนาย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์.
หน้า 678 ข้อ 678
เพราะแม้นิโรธานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับ) ก็ลึกซึ้ง สามารถเห็นความดับทั้งปวง ด้วยลักษณะของความเสื่อม เพราะอนุปัสสนา ๓ นั่นแหละ เป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลังด้วยอเสวนะแม้แต่ก่อน ฉะนั้น นิโรธานุปัสสนาย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์. จริงอยู่ นิโรธชื่อว่า คมฺภีโร เพราะไม่ได้ตั้งอยู่ด้วยปัญญาอันตื้น ๆ แม้ปัญญาถึง ความหยั่งลงในความลึกซึ้งนั้น ก็ชื่อว่า คมฺภีรา. แม้เพราะปฏินิสสัคคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นการสละคืน) เป็น ปัญญาไม่ใกล้สามารถสละคืนสังขารทั้งปวงด้วยลักษณะแห่งความเสื่อม เพราะ อนุปัสสนา ๓ นั่นแหละเป็นที่ตั้งอันเจริญกว่าการมีกำลัง ด้วยอเสวนะแม้แต่ต้น เพราะพุทธิย่อมอยู่ไกลกว่าปัญญา ๖ เพราะยังไม่ถึงชั้นยอด ฉะนั้น ปฏินิส- สัคคานุปัสสนาย่อมยังอสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ เพราะ ไม่ใกล้เอง. จริงอยู่ อสามันตปัญญานั้น ชื่อว่า อสามนฺตา เพราะไกลจาก ปัญญาเบื้องต่ำ ชื่อว่า อสามนฺตปญฺา เพราะปัญญาไม่ใกล้. บทว่า ปณฺฑิจฺจํ ปูเรนฺติ คือ ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์. เพราะปัญญา ๗ ตามที่กล่าวแล้ว เจริญให้บริบูรณ์แล้ว ถึงลักษณะของบัณฑิต เป็นบัณฑิตด้วยสังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณ และโคตรภูญาณกล่าว คือ วุฏฐานคามินีวิปัสสนาอันถึงยอด เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปณฺทิจฺจํ ปูเรนฺติ ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์. บทว่า อฏฺปญฺา คือ ปัญญา ๘ ประการทั้งปวงพร้อมด้วยปัญญา คือความเป็นบัณฑิต. บทว่า ปุถุปญฺํ ปริปูเรนฺติ ย่อมยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ คือ เพราะบัณฑิตนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยความ เป็นบัณฑิตนั้นกระทำนิพพาน ในลำดับโคตรภูญาณให้เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุ
หน้า 679 ข้อ 678
ปัญญาคือมรรคผล ที่กล่าวว่า ปุถุปญฺา เพราะปัญญาบรรลุความเป็น โลกุตระแน่นหนากว่าโลกิยะ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ๘ ประการ ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์. พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อิมา นว ปญฺา ปัญญา ๙ ประการ นี้ ดังต่อไปนี้. การพิจารณามรรคของพระอริยบุคคลนั้นผู้บรรลุมรรคและผล ตามลำดับ ผู้มีจิตสันดานเป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะมีจิตสันดานประณีต ด้วยการประกอบโลกุตรธรรมอันประณีต ผู้ออกจากภวังค์หยั่งลงในลำดับเเห่ง ผลการพิจารณาผลของพระอริยบุคคล ผู้หยั่งลงสู่ภวังค์แล้วออกจากภวังค์นั้น การพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วโดยนัยนี้แหละ การพิจารณากิเลสที่เหลือ การ พิจารณานิพพาน การพิจารณา ๕ ประการ ย่อมเป็นไปด้วยประการดังนี้แล. ในการพิจารณาเหล่านั้น การพิจารณามรรค และการพิจารณาผล เป็นปฏิภาณ- ปฏิสัมภิทาอย่างไร. ท่านติดตามบาลีในอภิธรรม แล้วกล่าวไว้ในอรรถกถา นั้นว่า ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ คือ ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ นิพพาน ๑ อรรถเเห่งภาษิต ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ เป็นอรรถ. มรรคญาณ และผลญาณอันมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ เพราะพระนิพพานเป็นอรรถ จึงเป็น อรรถปฏิสัมภิทา เพราะคำว่า ญาณในอรรถทั้งหลาย เป็นอรรถปฏิสัมภิทา. ปัจจเวกขณญาณแห่งมรรคญาณและผลญาณ อันเป็นอรรถปฏิสัมภิทานั้น เป็น ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะคำว่า ญาณในญาณทั้งหลาย เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัจจเวกขณญาณนั้น ชื่อว่าหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) แห่งจิตสันดานอัน เป็นไปด้วยอาการร่าเริง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญา ๙ ย่อมยัง หาสปัญญาให้บริบูรณ์ และหาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแม้มี
หน้า 680 ข้อ 678
ประการทั้งปวง ชื่อว่า ปญฺา เพราะอรรถว่า ให้รู้กล่าวคือทำเนื้อความนั้น ๆ ให้ปรากฏ ชื่อว่า ปญฺา เพราะรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้น ๆ. บทว่า ตสฺส คืออันพระอริยบุคคลมีประการดังกล่าวแล้วนั้น. บท นั้นเป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. บทว่า อตฺถววตฺถานโต โดยกำหนดอรรถ คือโดยกำหนดอรรถ ๕ อย่างตามที่กล่าวแล้ว. อนึ่ง แม้บัดนี้ ท่านก็กล่าวไว้ในสมณกรณียกถา (กถาอันสมณะพึงกระทำ) ว่าญาณอันมีประเภท เป็นส่วนที่ ๑ ใน ๕ ประเภท ในอรรถคือ เหตุผล ๑ นิพพาน ๑ อรรถแห่งคำ ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑. บทว่า อธิคตา โหติ อันบุคคลบรรลุแล้ว คือ ได้แล้ว ปฏิสัมภิทานั้นแหละ อันบุคคลทำให้แจ้งแล้วด้วยการทำให้แจ้งการได้ เฉพาะ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ด้วยผัสสะที่ได้เฉพาะนั่นแหละ. บทว่า ธมฺมววตฺถานโต โดยกำหนดธรรม คือโดยกำหนดธรรม ๕ อย่างที่ท่าน กล่าวโดยทำนองแห่งบาลีในอภิธรรมว่า ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ คือ เหตุอันยังผล ให้เกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ อริยมรรค ๑ ภาษิต ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑ ชื่อว่า ธรรม. แม้บทนี้ท่านก็กล่าวไว้ในสมณกรณียกถาว่า ญาณอันมีประเภทเป็น ส่วนที่ ๒ ใน ๕ ประเภทในธรรม คือ เหตุ ๑ อริยมรรค ๑ คำพูด ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑. บทว่า นิรุตฺติววตฺถานโต โดยการกำหนดนิรุตติ คือโดยการกำหนด นิรุตติอันสมควรแก่อรรถนั้น ๆ. บทว่า ปฏิภาณววตฺถานโต โดยการกำหนด ปฏิภาณ คือโดยการกำหนดปฏิสัมภิทาญาณ ๓ อันได้แก่ ปฏิภาณ. บทว่า ตสฺสิมา ตัดบทเป็น ตสฺส อิมา นี้เป็นคำสรุป. พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงคุณวิเศษของอนุปัสสนาทั้งหลายด้วยการ สงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งหมดอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงด้วยประเภทแห่ง
หน้า 681 ข้อ 678
วัตถุ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา การพิจารณาเห็นความ ไม่เที่ยงในรูป. บทนั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงชวนปัญญาด้วยสามารถแห่งอดีต อนาคตและปัจจุบันในรูปเป็นต้น จึงตั้งคำถามด้วยอำนาจรูปเป็นต้น อย่างเดียว และด้วยอำนาจรูปในอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วได้แก้ไปตามลำดับของ คำถาม. ในชวนปัญญานั้น ปัญญาที่ท่านชี้แจงไว้ก่อนในการแก้รูปล้วน ๆ เป็นต้น เป็นชวนปัญญาด้วยสามารถแห่งการแล่นไปในอดีตเป็นต้นในการแก้ทั้งหมด อันมีรูปในอดีตอนาคตและปัจจุบันเป็นมูล. พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงประเภทแห่งปัญญาอันมีพระสูตรไม่ น้อยเป็นเบื้องต้นอีก จึงแสดงพระสูตรทั้งหลายก่อน. ในบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปุริสสํเสโว การคบสัตบุรุษ คือการคบ สัตบุรุษทั้งหลายมีประการดังกล่าวแล้วในหนหลัง. บทว่า สทฺธมฺมสฺสวนํ การฟังพระสัทธรรม คือฟังคำสอนแสดงข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้นในสำนักของ สัตบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า โยนิโสมนสิกาโร การทำไว้ในใจโดย แยบคาย คือ ทำไว้ในใจโดยอุบายด้วยการพิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ฟังแล้ว. บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือปฏิบัติธรรม อันเป็นข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น อันเนื่องในโลกุตรธรรม. คำ ๔ เหล่านั้นคือ ปญฺาปฏิลาภาย (เพื่อได้ปัญญา) ๑ ปญฺาวุทฺธิยา (เพื่อความเจริญแห่งปัญญา) ๑ ปญฺาเวปุลฺลาย (เพื่อความไพบูลย์แห่ง ปัญญา) ๑ ปญฺาพาหุลฺลาย (เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก) ๑ เป็นคำแสดง ภาวะด้วยอำนาจแห่งปัญญา. คำ ๑๒ คำที่เหลือ เป็นคำแสดงภาวะด้วยอำนาจ แห่งบุคคล.
หน้า 682 ข้อ 678
อรรถกถาโสฬสปัญญานิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า ฉนฺนํ อภิญฺานํ อภิญญา ๖ คือ อิทธิวิธ (แสดงฤทธิได้) ๑ ทิพยโสต (หูทิพย์) ๑ เจโต- ปริยญาณ (รู้จักกำหนดใจผู้อื่น) ๑ ปุพเพนิวาสญาณ (ระลึกชาติได้) ๑ ทิพย- จักขุ (ตาทิพย์) ๑ อาสวักขยญาณ (รู้จักทำอาสวะให้สิ้น) ๑. บทว่า เตสตฺตตีนํ าณานํ ญาณ ๗๓ คือญาณทั่วไปแก่สาวกที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในญาณกถา. ในบทว่า สุตฺตสตฺตตีนํ าณานํ ญาณ ๗๗ มีพระบาลีว่า ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง แก่เธอทั้งหลาย จงฟัง จงใส่ใจไว้ให้ดี เราจักกล่าว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณวัตถุ ๗๗ เป็น ไฉน ? ญาณว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยแม้ในอดีตกาล ก็มีชราและ มรณะ ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะก็ไม่มี ญาณว่า เพราะชาติเป็น ปัจจัยแม้ในกาลอนาคตก็มีชราและมรณะ ญาณว่า เมื่อไม่มีชาติ ชราและมรณะ ก็ไม่มี. ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อม ไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา. ญาณว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ. ฯลฯ ญาณว่า เพราะอุปาทานเป็น ปัจจัยจึงมีภพ. ญาณว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน. ญาณว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. ญาณว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมี เวทนา. ญาณว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ. ญาณว่า เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ. ญาณว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนาม รูป. ญาณว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ. ญาณว่า เพราะอวิชชา
หน้า 683 ข้อ 678
เป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชาสังขารก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะ อวิชชาเป็นปัจจัยแม้ในกาลเป็นอดีตก็มีสังขาร ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขาร ก็ไม่มี. ญาณว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย แม้ในกาลอนาคตก็มีสังขาร ญาณว่า เมื่อไม่มีอวิชชา สังขารก็ไม่มี. ญาณว่า ธัมมัฏฐิติญาณมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสำรอกกิเลสเป็นธรรมดา มีความดับไป เป็นธรรมดา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวญาณวัตถุ ๗๗ อย่างเหล่านี้. ญาณ ๗๗ อย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิทานวรรคด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ญาณวัตถุ ๔ อย่าง ท่านกล่าวอย่างละ ๔ ในองค์ ๑๑ โดยนัยนี้ว่า ญาณใน ชราและมรณะ ญาณในเหตุเกิดชราและมรณะ ญาณในความดับชราและมรณะ ญาณในปฏิปทาให้ความดับชราและมรณะ ท่านมิได้ถือเอาในที่นี้. อนึ่ง ญาณ ในทั้งสองแห่งนั้นเป็นวัตถุแห่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุข จึงชื่อว่า ญาณวัตถุ. การได้ในบทมีอาทิว่า ลาโภ ท่านกล่าวว่า ปฏิลาโภ การได้เฉพาะ เพราะเพิ่มอุปสรรคทำให้วิเศษ. เพื่อขยายความแห่งบทนั้นอีก ท่านจึงกล่าวว่า ปตฺติ สมฺปตฺติ การถึง การถึงพร้อม. บทว่า ผสฺสนา การถูกต้อง คือ การ ถูกต้องด้วยการบรรลุ. บทว่า สจฺฉิกิริยา การทำให้แจ้ง คือ การทำให้แจ้งด้วย การได้เฉพาะ. บทว่า อุปสมฺปทา การเข้าถึงพร้อม คือการให้สำเร็จ. บทว่า สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ พระเสกขะ ๗ จำพวก คือของพระเสกขะ ๗ จำพวกมีท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ซึ่งรู้กันว่า เป็นพระเสกขะเพราะยัง ต้องศึกษาสิกขา ๓. บทว่า ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ของกัลยาณปุถุชน คือ ของปุถุชนที่รู้กันว่า เป็นคนดีโดยอรรถว่า เป็นผู้ดีเพราะประกอบปฏิปทาอัน ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน. บทว่า วฑฺฒิตวฑฺฒนา คือเป็นเหตุเจริญด้วยปัญญา
หน้า 684 ข้อ 678
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งปัญญา ๘ ตามที่กล่าวแล้ว และด้วยอำนาจแห่งปัญญาของพระอรหันต์ ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่ง ปัญญาก็เหมือนกัน. ในบทมีอาทิว่า มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาติ ย่อมกำหนดอรรถ ใหญ่มีความดังต่อไปนี้. พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทาย่อมกำหนดอรรถ เป็นต้นด้วยทำให้เป็นอารมณ์. มหาปัญญาแม้ทั้งหมดก็เป็นของพระอริยสาวก ทั้งหลายนั่นแหละ. อนึ่ง มหาปัญญาเป็นวิสัยแห่งปัญญานั้น มีความดังได้กล่าว แล้วในหนหลังนั่นแหละ. นานาศัพท์ในบทมีอาทิว่า ปุถุนานาขนฺเธสุ ในขันธ์ต่าง ๆ มาก เป็นคำกล่าวถึงอรรถแห่งปุถุศัพท์. บทว่า าณํ ปวตฺตีติ ปุถุปญฺา ชื่อว่า ปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไป ความว่า ญาณนั้นชื่อว่า ปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วนั่น. บทว่า นานาปฏิจฺจ- สมุปฺปาเทสุ ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ ท่านกล่าวเพราะเป็นปัจจัยมากด้วย อำนาจแห่งธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น. บทว่า นานาสุญฺตมนุลพฺเภสุ ในความ ได้เนือง ๆ ซึ่งความสูญต่าง ๆ คือ การเข้าไปได้ชื่อว่า อุปลัพภะ อธิบายว่า การถือเอา การไม่เข้าไปได้ชื่อว่า อนุปลัพภะ เพราะการไม่เข้าไปได้ คำมาก ชื่อว่า อนุปลัพภา เป็นพหุวจนะ. อีกอย่างหนึ่ง การไม่เข้าไปได้ซึ่งตน และสิ่งที่เนื่องด้วยตนในความสูญต่าง ๆ ด้วยสุญญตา ๒๕ ชื่อว่า นานา- สุญญตานุปลัพภา. ในนานาสุญญตานุปลัพภานั้น. เมื่อควรจะกล่าวว่า นานาสุญฺตมนุปลพฺเภสุ ท่านกล่าว ม อักษรด้วยบทสนธิดุจในบทว่า อทุกฺขมสุขา ไม่ทุกข์ไม่สุข. ปัญญา ๕ อย่างเหล่านี้ทั่วไป ด้วยกัลยาณปุถุชน
หน้า 685 ข้อ 678
ปัญญาในบทมีอาทิว่า นานาอตฺถา มีอรรถต่าง ๆ ของพระอริยเจ้าเท่านั้น. บทว่า ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม ในธรรมทั่วไปแก่ปุถุชน คือโลกิยธรรม. ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า ปุถุชนปัญญา เพราะปัญญาหนา ปัญญาแผนกหนึ่ง เพราะมีนิพพานอันเป็นของใหญ่เป็นอารมณ์จากโลกิยะโดยปริยายในที่สุดนี้. บทว่า วิปุลปญฺา พึงทราบความนัยแห่งมหาปัญญา. เมื่อกำหนดธรรม ตามที่กล่าวแล้ว พึงทราบความไพบูลย์ของปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะ มีคุณใหญ่และปัญญากำหนดธรรมเหล่านั้นเพราะความใหญ่ และกำหนดธรรม เพราะความใหญ่ เพราะความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองเท่านั้น. คัมภีร์ปัญญาพึงทราบ โดยนัยแห่งปุถุปัญญา. ธรรมเหล่านั้น อันไม่พึงได้ และปัญญานั้น ชื่อว่า คัมภีรา เพราะปกติชนไม่พึงได้. บทว่า ยสฺส ปุคฺคลสฺส คือ แห่งพระอริยบุคคลนั่นแหละ. บทว่า อญฺโ โกจิ ใครอื่น คือ ปุถุชน. บทว่า อภิสมฺภวิตุํ เพื่อครอบงำได้ คือ เพื่อถึงพร้อมได้. บทว่า อนภิสมฺภวนีโย อันใครๆ ครอบงำไม่ได้ คือ อันใคร ๆ ไม่สามารถบรรลุได้. บทว่า อญฺเหิ คือ ปุถุชนนั่นแหละ. บทว่า อฏฺมกสฺส ของบุคคลที่ ๘ คือของท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาบัติมรรค เป็นบุคคลที่ ๘ นับตั้งแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. บทว่า ทูเร คือในที่ไกล. บทว่า วิทูเร คือไกลเป็นพิเศษ. บทว่า สุวิทูเร คือไกลแสนไกล. บทว่า น สนฺติเก คือไม่ใกล้. บทว่า น สามนฺตา คือในส่วนไม่ใกล้. คำประกอบ คำปฏิเสธทั้งสองนี้ กำหนดถึงความไกลนั่นเอง. บทว่า อุปาทาย คืออาศัย บทว่า โสตาปนฺนสฺส คือท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวว่า มรรคปัญญานั้น ๆ ห่างไกลจากผลปัญญานั้น ๆ. บทว่า ปจฺเจกฺสมฺพุทฺโธ แปลกกันด้วยอุปสรรค. ทั้งสองบทนี้ บริสุทธิ์เหมือนกัน.
หน้า 686 ข้อ 678
พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวคำมีอาทิว่า ปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า และชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกห่างไกลจากปัญญาของพระตถาคต แล้วประสงค์จะ แสดงปัญญาอันตั้งอยู่ไกลนั้นโดยประการไม่น้อย จึงกล่าวบทมีอาทิว่า ปญฺา- ปเภทกุสโล พระตถาคตทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺาปเภทกุสโล คือทรงฉลาดในประเภท แห่งปัญญาอันมีกำหนดมากมายของพระองค์. บทว่า ปภินฺนาโณ ทรงมี ญาณแตกฉาน คือ มีพระญาณถึงประเภทหาที่สุดมิได้. ด้วยบทนี้ แม้เมื่อมี ความฉลาดในประเภทแห่งปัญญา พระสารีบุตรเถระก็แสดงความที่ปัญญา เหล่านั้นมีประเภทหาที่สุดมิได้. บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิโท ทรงบรรลุ ปฏิสัมภิทา คือ ทรงได้ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันเลิศ. บทว่า จตุเวสารชฺชปฺ- ปตฺโต. ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ คือทรงถึงญาณ กล่าวคือความกล้าหาญ ๔. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณานิมิตนั้นว่า เมื่อพระสัมมา- สัมพุทธเจ้ารู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใคร ๆ ในโลกนี้จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับธรรมว่า ธรรมเหล่านี้พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ยังมิได้ตรัสรู้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามิได้พิจารณาถึง นิมิตนั้นเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความกล้าหาญอยู่ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรายังไม่พิจารณาเห็นนิมิตนั้นว่า เมื่อพระขีณาสพรู้ธรรมเหล่านั้น สมณะ พราหมณ์ ฯลฯ หรือใคร ๆ ในโลก จักท้วงเราในข้อนั้นพร้อมกับ ธรรมว่า อาสวะเหล่านี้ยังไม่สิ้นไป เมื่อพระขีณาสพเสพอันตรายิกธรรม ที่กล่าวก็ไม่ควรเพื่อเป็นอันตรายได้ อนึ่ง ธรรมที่ท่านแสดงแล้วเพื่อประโยชน์
หน้า 687 ข้อ 678
แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมไม่นำออก เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ กระทำนั้นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เห็นนิมิตนั้น ฯลฯ อยู่. บทว่า ทสพลธารี ทรงพละ ๑๐ ชื่อว่า ทสพลา เพราะมีพละ ๑๐. พละของท่านผู้มีพละ ๑๐ ชื่อว่า ทสพลพลานิ ชื่อว่า ทสพลพลธารี เพราะทรงพละของผู้มีพละ ๑๐ อธิบายว่าทรงกำลังทศพลญาณ. ด้วยคำทั้ง ๓ เหล่านี้ ท่านแสดงเพียงหัวข้อประเภทของเวไนยสัตว์อันมีประเภทมากมาย. พระตถาคตทรงเป็นบุรุษองอาจด้วยได้สมมติ เป็นมงคลยิ่ง โดยประกอบด้วย ปัญญา ทรงเป็นบุรุษสีหะด้วยอรรถว่าความไม่หวาดสะดุ้ง ทรงเป็นบุรุษนาค ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ทรงเป็นบุรุษอาชาไนยด้วยอรรถว่าเป็นผู้รู้ทั่ว ทรงเป็น บุรุษนำธุระไปด้วยอรรถว่านำกิจธุระของโลกไป. ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณวิเศษที่ได้จากอนันต- ญาณมีเดชเป็นต้น เพื่อจะแสดงความที่เดชเป็นต้นเหล่านั้นเป็นรากของอนันต- ญาณจึงกล่าว อนนฺตาโณ ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ แล้วกล่าวบทมีอาทิว่า อนนฺตเตโช ทรงมีเดชหาที่สุดมิได้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตาโน คือทรงมีญาณปราศจากที่สุด ด้วยการคำนวณและด้วยความเป็นผู้มีอำนาจ. บทว่า อนนฺตเตโช คือทรงมีเดช ถือพระญาณหาที่สุดมิได้ ด้วยการกำจัด มืด คือ โมหะในสันดานของเวไนยสัตว์. บทว่า อนนฺตยโส ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ คือ ทรงมีการประกาศเกียรติคุณ หาที่สุดมิได้ แผ่ไป ๓ โลกด้วยพระปัญญาคุณ. บทว่า อฑฺโฆ ทรงเป็น ผู้มั่งคั่ง คือ ทรงเพียบพร้อมด้วยทรัพย์ คือ ปัญญา. บทว่า มหทฺธโน ทรงมีทรัพย์มาก ชื่อว่า มหทฺธโน เพราะมีทรัพย์ คือ ปัญญามากโดยความ เป็นผู้มากด้วยอำนาจ แม้ในเพราะความเป็นผู้เจริญด้วยทรัพย์ คือ ปัญญา.
หน้า 688 ข้อ 678
บทว่า ธนวา ทรงมีอริยทรัพย์ ชื่อว่า ธนวา เพราะมีทรัพย์ คือ ปัญญา อันควรสรรเสริญ เพราะมีทรัพย์ คือ ปัญญาอันประกอบอยู่เป็นนิจ เพราะมี ทรัพย์ คือ ปัญญาอันเป็นความยอดเยี่ยม. ในอรรถทั้ง ๓ เหล่านี้ ผู้รู้ศัพท์ ทั้งหลายย่อมปรารถนาคำนี้. พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงความสำเร็จในอัตสมบัติของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยพระปัญญาคุณอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความสำเร็จสมบัติอันเป็น ประโยชน์แก่โลกด้วยพระปัญญาคุณอีก จึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนตา ทรงเป็น ผู้นำ. พึงทราบควานในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้. ทรงเป็นผู้นำเวไนยสัตว์ ทั้งหลายไปสู่ฐานะอันเกษม คือ นิพพานจากฐานะอันน่ากลัว คือ สงสาร ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษซึ่งเวไนยสัตว์ทั้งหลายด้วยสังวรวินัย และปหานวินัย ในเวลาทรงแนะนำ ทรงนำไปเนืองๆ ด้วยการตัดความสงสัยในขณะทรงแสดง ธรรม ทรงตัดความสงสัยแล้วทรงบัญญัติอรรถที่ควรให้รู้ ทรงพินิจด้วย ทำการตัดสินข้อที่บัญญัติไว้อย่างนั้น ทรงเพ่งอรรถที่ทรงพินิจแล้วอย่างนั้น ด้วยการประกอบในการปฏิบัติ ทรงให้หมู่สัตว์ผู้ปฏิบัติแล้วอย่างนั้นเลื่อมใส ด้วยผลของการปฏิบัติ. หิ อักษรในบทนี้ว่า โส หิ ภควา เป็นนิบาตลงใน การแสดงอ้างถึงเหตุแห่งอรรถที่กล่าวไว้แล้วในลำดับ. บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น คือ ยังอริยมรรค อันเป็นเหตุแห่งอสาธารณญาณ ๖ ซึ่งยังไม่เคยเกิดในสันดานของตน ให้เกิดขึ้น ในสันดานของตน เพื่อประโยชน์แก่โลก ณ โคนต้นโพธิ์. บทว่า อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเนตา ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม คือ ยัง อริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งสาวกปารมิญาณที่ยังไม่เคยเกิดพร้อมในสันดานของ
หน้า 689 ข้อ 678
เวไนยสัตว์ให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ ตั้งแต่ทรงประกาศพระธรรม จักรจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สัญชาเนตา เพราะทรงยังอริยมรรคให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยผู้เป็นสาวกด้วยพระ- ดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั่นแหละ. บทว่า อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก คือ ทรงให้คำพยากรณ์เพื่อความ เป็นพระพุทธเจ้าของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้สะสมบุญกุศลไว้เพื่อความเป็น พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการแล้วทรงบอกมรรค คือ ความเป็น บารมีที่ยังไม่เคยบอก หรืออริยมรรคที่ควรให้เกิดขึ้น ณ โคนต้นโพธิโดยเพียง พยากรณ์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า. นัยนี้ย่อมได้แม้ในการพยากรณ์พระปัจเจก- โพธิสัตว์เหมือนกัน. บทว่า มคฺคญฺญู ทรงรู้จักมรรค คือ ทรงรู้อริยมรรคอันตนให้ เกิดขึ้นด้วยการพิจารณา. บทว่า มคฺควิทู ทรงทราบมรรค คือ ทรงฉลาด อริยมรรคอันพึงให้เกิดขึ้นในสันดานของเวไนยสัตว์. บทว่า มคฺคโกวิโท ทรงฉลาดในมรรค คือ ทรงเห็นแจ้งมรรคที่ควรบอกแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ทรงรู้มรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่ออภิสัมโพธิ ทรงทราบมรรคอัน เป็นข้อปฏิบัติเพื่อปัจเจกโพธิ ทรงฉลาดในมรรคอันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อสาวกโพธิ. อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์ทั้งหลายย่อมทำการประกอบอรรถตามลำดับ ด้วยอำนาจแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกในอดีต อนาคตและปัจจุบันด้วยอำนาจแห่งอัปปณิหิตมรรคอันมีสุญญตะเป็นนิมิต และ ด้วยอำนาจเเห่งมรรคของอุคฆฏิตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคล และไนยบุคคล ตามควร เพราะบาลีว่า ด้วยมรรคนี้ สาวกทั้งหลาย ข้ามแล้วในก่อน จักข้าม ย่อมข้ามซึ่งโอฆะดังนี้.
หน้า 690 ข้อ 678
บทว่า มคฺคานุคามี จ ปน ก็และพระสาวกเป็นผู้ดำเนินไปตาม มรรค คือ เป็นผู้ดำเนินไปตามมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินไปแล้ว. จ ศัพท์ในบทนี้เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งเหตุ. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงเหตุแห่งการบรรลุคุณมียังมรรคให้เกิดเป็นต้น. ปน ศัพท์เป็นนิบาต ลงในอรรถว่าทำแล้ว. ด้วยบทนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งมรรคที่ ทำแล้ว. บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา พระสาวกที่จะมาภายหลัง คือ เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วก่อน พระสาวกประกอบด้วยคุณมีศีลอันมาภาย- หลังเป็นต้น. ด้วยเหตุดังนี้ เพราะคุณมีศีลเป็นต้น แม้ทั้งหมดของพระผู้มี- พระภาคเจ้าอาศัยอรหัตมรรคนั่นแหละมาแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ด้วยยังมรรคที่ยัง ไม่เกิดให้เกิดขึ้นดังนี้ ฉะนั้น พระเถระกล่าวถึงคุณเพราะอาศัยอรหัตมรรค นั่นแหละ. บทว่า ชานํ ชานาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงทราบ ก็ย่อม ทรงทราบ คือ ย่อมทรงทราบสิ่งที่ควรทรงทราบ อธิบายว่า ธรรมดาสิ่งที่ ควรทราบด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อพระสัพพัญญุตญาณยังมีอยู่ ย่อม ทรงทราบสิ่งที่ควรทราบทั้งหมดนั้นอันเป็นทางแห่งข้อควรแนะนำ ๕ ประการ ด้วยปัญญา. บทว่า ปสฺสํ ปสฺสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเห็นก็ย่อม ทรงเห็น คือ ทรงเห็นสิ่งที่ควรเห็น อธิบายว่า ทรงกระทำทางอันควรแนะนำ นั้นแหละ ดุจเห็นด้วยจักษุเพราะเห็นทั้งหมด ชื่อว่า ย่อมเห็นด้วยปัญญาจักษุ หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เป็นเหมือนคนบางพวกแม้ถือเอาสิ่งวิปริต รู้อยู่ ก็ย่อมไม่รู้ แม้เห็นก็ย่อมไม่เห็น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือตามสภาพที่ เป็นจริง ทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ ทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าทรงมีจักษุ เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้นําในการเห็น ชื่อว่าทรงมีญาณเพราะอรรถว่ามีความเป็นผู้ทรงรู้แจ้งเป็นต้น ชื่อว่าทรงมีธรรม
หน้า 691 ข้อ 678
เพราะอรรถว่ามีสภาพไม่วิปริต หรือสำเร็จด้วยธรรมที่พระองค์ทรงคิดด้วย พระทัย แล้วทรงเปล่งด้วยพระวาจา เพราะทรงชำนาญทางปริยัติธรรม ชื่อว่า ทรงมีพรหม เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทรงมีจักษุเพราะทรงเป็นดุจจักษุ ชื่อว่าทรงมีญาณ เพราะทรงเป็นดุจญาณ ชื่อว่า ทรงมีธรรม เพราะทรงเป็นดุจธรรม ชื่อว่า ทรงมีพรหม เพราะ ทรงเป็นดุจพรหม. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสบอก เพราะตรัสบอกพระธรรม หรือเพราะยังพระธรรมให้เป็นไป ตรัสบอกทั่ว เพราะตรัสบอกโดยประการ ต่าง ๆ หรือให้เป็นไปโดยประการต่าง ๆ ทรงนำอรรถออก เพราะทรงนำ อรรถออกแล้วจึงทรงแนะนำ ทรงประทานอมตธรรม เพราะทรงแสดงข้อ ปฏิบัติเพื่อบรรลุอมตธรรม หรือเพราะทรงให้บรรลุอมตธรรมด้วยการแสดง ธรรมประกาศอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เพราะทรงให้เกิดโลกุตรธรรม ด้วยการประทานโลกุตรธรรมตามความสุขโดยสมควรแก่เวไนยสัตว์ และทรง เป็นอิสระในธรรมทั้งหลาย. บทว่า ตถาคต มีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณดังที่กล่าวแล้วด้วยบทมี อาทิว่า ชานํ ชานาติ เมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงถวายให้วิเศษยิ่งขึ้นเพราะ พระสัพพัญญุตญาณ เมื่อจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จจึงกล่าวบทมี อาทิว่า นตฺถิ มิได้มีดังนี้ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาญเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรง เป็นอย่างนั้น มิได้ทำให้แจ้งมิได้มี เพราะกำจัดความหลงพร้อมด้วยวาสนาใน ธรรมทั้งปวงด้วยอรหัตมรรคญาณอันสำเร็จด้วยอำนาจกำลังบุญที่ทรงบําพ็ญมา แล้ว ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะทรงทราบ ธรรมที่ปวงโดยความไม่หลง ซึ่งว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรง
หน้า 692 ข้อ 678
เห็นมิได้มี เพราะธรรมทั้งปวงพระองค์ทรงเห็นด้วยญาณจักษุ ดุจด้วยจักษุ อนึ่ง ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะพระองค์ทรงบรรลุ แล้วด้วยญาณ ชื่อว่าบทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำให้แจ้งมิได้มี เพราะ พระองค์ทรงทำให้แจ้ง ด้วยการทำให้แจ้ง ด้วยการไม่หลง ชื่อว่าบทธรรมที่ พระองค์ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญามิได้มี เพราะพระองค์ทรงถูกต้องด้วยปัญญา อันไม่หลง. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนํ ได้แก่กาลหรือธรรมเป็นปัจจุบัน. บทว่า อุปา- ทายคือถือเองแล้ว ความว่าทำไว้ในภายใน แม้นิพพานพ้นกาลไปแล้ว ท่านก็ถือ เอาด้วยคำว่า อุปาทาย นั่นแหละ อนึ่ง คำมี อตีต ล่วงไปแล้วเป็นต้นย่อม สืบเนื่องกับคำมีอาทิ นตฺถิ หรือกับคำมีอาทิว่า สพฺเพ. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงรวมสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมด. บทว่า สพฺพา- กาเรน โดยอาการทั้งปวงคือรวมอาการทั้งปวงมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นแห่ง ธรรมอย่างหนึ่งๆ ในบรรดาธรรมทั้งหมด. บทว่า าณมุเข ในมุขคือพระญาณ ได้แก่ในเฉพาะหน้าคือพระญาณ. บทว่า อาปาถํ อาคจฺฉติ ย่อมมาสู่คลองคือ ย่อมถึงการรวมกัน. บทว่า ชานิตพฺพํ ควรรู้ท่านกล่าวเพื่อขยายความแห่งบท ว่า เนยฺยํ ควรแนะนำ วา ศัพท์ในบทมีอาทิว่า อตฺตตฺโถ วา และประโยชน์ ตนเป็นสมุจจยรรถ (ความรวมกัน). บทว่า อตฺตตฺโถ คือประโยชน์ของตน. บทว่า ปรตฺโถ ประโยชน์ของผู้อื่นคือประโยชน์ของโลก ๓ อื่น. บทว่า อุภยตฺโถ ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้แก่ประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่ายคราวเดียวกัน คือของตนและของคนอื่น. บทว่า ทิฏฺธมฺมิโก ประโยชน์ภพนี้ คือประโยชน์ ประกอบในภพนี้ หรือประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ประกอบแล้วในภพหน้า หรือประโยชน์ในสัมปรายภพชื่อว่า สมฺปรายิโก. พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุตฺตาโน ดังต่อไปนี้ ประโยชน์ที่พูด ใช้โวหารชื่อว่า อุตฺตาโน ประโยชน์ตื้น เพราะเข้าใจง่าย ประโยชน์ที่พูดเกิน
หน้า 693 ข้อ 678
โวหารปฏิสังยุตด้วยสุญญตาชื่อว่า คมฺภีโร ประโยชน์ลึก เพราะเข้าใจยาก ประโยชน์อันเป็นโลกุตระชื่อว่า คุฬฺโห ประโยชน์ลับเพราะพูดภายนอก เกินไป ประโยชน์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิจฺฉนฺโน ประโยชน์ปกปิด เพราะปกปิดด้วยฆนะ. (ก้อน) เป็นต้น ประโยชน์ที่พูดโดยไม่ใช้โวหารมาก ชื่อว่า เนยฺโย ประโยชน์ที่ควรนำไป เพราะไม่ถือเอาตามความพอใจ ควรนำ ไปตามความประสงค์ ประโยชน์ที่พูดด้วยใช้โวหารชื่อว่า นีโต ประโยชน์ที่ นำไปแล้ว เพราะนำความประสงค์ไปโดยเพียงคำพูดประโยชน์คือศีล สมาธิและ วิปัสสนาอันบริสุทธิ์ด้วยดีชื่อว่า อนวชฺโช ประโยชน์ไม่มีโทษ เพราะปราศ- จากโทษด้วยตทังคะและวิกขัมภนะ ประโยชน์คืออริยมรรคชื่อว่า นิกฺกิเลโส ประโยชน์ไม่มีกิเลส เพราะตัดกิเลสขาด ประโยชน์คืออริยผลชื่อว่า โวทาโน ประโยชน์ผ่องแผ้ว เพราะกิเลสสงบ นิพพานชื่อว่า ปรมตฺโถ ประโยชน์ อย่างยิ่ง เพราะนิพพานเป็นธรรมเลิศในสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย. บทว่า ปริวตฺตติ ย่อมเป็นไป คือแทรกซึมคลุกเคล้าโดยรอบย่อม เป็นไปโดยวิเศษในภายในพุทธญาณ เพราะไม่เป็นภายนอกจากความเป็นวิสัย แห่งพุทธญาณ พระสารีบุตรเถระย่อมแสดงความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง สำเร็จพระญาณด้วยบทมีอาทิ สพฺพํ กายกมฺมํ ตลอดกายกรรมทั้งปวง. บทว่า าณานุปริวตฺตติ พระญาณย่อมเป็นไปตลอด ความว่าไม่ปราศจากพระญาณ. บทว่า อปฺปฏิหิตํ มิได้ขัดข้อง ท่านแสดงถึงความที่ไม่มีอะไรกั้นไว้ พระ สารีบุตรเถระประสงค์จะยังพระสัพพัญญุตญาณให้สำเร็จด้วยอุปมาจึงกล่าวบทมี อาทิว่า ยาวตกํ เนยยบทมีเท่าใด. ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า เนยฺยํ เพราะ ควรรู้ ชื่อว่า เนยฺยปริยนฺติกํ เพราะพระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุด อนึ่งผู้ ไม่เป็นสัพพัญญูไม่มีเนยยบทเป็นที่สุด แม้ในเนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดก็มี
หน้า 694 ข้อ 678
ดังนี้เหมือนกัน พระสารีบุตรเถระแสดงความที่ได้กล่าวไว้แล้วในคู่ต้นให้พิเศษ ไปด้วยคู่นี้ แสดงกำหนดด้วยการปฏิเสธด้วยคู่ที่ ๓ อนึ่ง เนยยะในบทนี้ชื่อว่า เนยยปถ เพราะเป็นคลองแห่งญาณ. บทว่า อญฺมญฺํ ปริยนฺตฏฺายิโน ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน คือมีปกติยังเนยยะและญาณ ให้สิ้นไปแล้วตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกันจากฐานะ. บทว่า อาวชฺชน- ปฏิพทฺธา เนื่องด้วยความทรงคํานึง คือเนื่องด้วยมโนทวาราวัชชนะความว่า ย่อมรู้ลำดับแห่งความคำนึงนั่นเอง. บทว่า อากงฺขปฏิพทฺธา เนื่องด้วยทรง พระประสงค์ คือเนื่องด้วยความพอใจ ความว่าย่อมรู้ลำดับแห่งอาวัชชนจิตด้วย ชวนญาณ ท่านกล่าวบททั้ง ๒ นอกนี้เพื่อประกาศความตามลำดับบททั้ง ๒ นี้. บทว่า พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย เป็นต้น ท่านพรรณนาไว้ในญาณกถาแล้ว แต่มาในมหานิเทศว่าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ย่อมทรงทราบอัธยาศัย. ในบทนั้นมาในอาคตสถานว่า พุทฺธสฺส ภคว- โต ในที่นี้ในที่บางเเห่งว่า พุทฺธสฺส. บทว่า อนฺตมโส คือโดยที่สุด. ในบทว่า ติมิติมิงฺคลํ นี้ พึงทราบดังต่อไปนี้ ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่า ติมิ ปลาชนิดหนึ่งชื่อว่าติมิงคิละเพราะตัวใหญ่กว่าปลาติมินั้น สามารถกลืนกิน ปลาติมิได้ ปลาชนิดหนึ่งชื่อติมิติมิคละมีลำตัวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ สามารถ กลืนกินปลาติมิคละได้. ในบทนี้พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะด้วยถือเอากำเนิด. ในบทว่า ครุฬํ เวนเตยิยํ ครุฑตระกูลเวนเทยยะนี้พึงทราบว่าชื่อว่า ครุฬ เป็นซึ่งโดยกำเนิด ชื่อว่า เวนเตยฺย เป็นชื่อโดยโคตร. บทว่า ปเทเส คือในเอกเทศ. บทว่า สารีปุตฺตสมา มีปัญญาเสมอด้วยพระสารีบุตรพึง ทราบว่าท่านกล่าวหมายถึงพระเถระผู้เป็นพระธรรมเสนาบดีของพระพุทธเจ้าทั้ง ปวง เพราะพระสาวกที่เหลือไม่มีผู้เสมอด้วยพระธรรมเสนาบดีเถระทางปัญญา
หน้า 695 ข้อ 678
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุทั้งหลายสาวกของเราผู้มีปัญญามาก อนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า สัตว์ทั้งหลายอื่นใดมีอยู่เว้นพระโลกนาถ สัตว์ เหล่านั้นย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งปัญญา ของพระ- สารีบุตร. บทว่า ผริตฺวา แผ่ไป คือพุทธญาณบรรลุถึงปัญญาแม้ของเทวดา และมนุษย์ทั้งปวงแล้วเเผ่ไปแทรกซึมเข้าไปสู่ปัญญาของเทวดา และมนุษย์เหล่า นั้นโดยฐานะแล้วตั้งอยู่. บทว่า อติฆํสิตฺวา ขจัดแล้วคือพุทธญาณก้าวล่วง ปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงแผ่ไปกำจัดทำลายเนยยะทั้งปวงแม้ไม่ใช่ วิสัยของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นแล้วตั้งอยู่ ปาฐะในมหานิเทศว่า อภิภวิตฺวา ครอบงำแล้วคือย่ำยีแล้ว ด้วยบทว่า เยปิเต เป็นต้น. พระสารีบุตรเถระแผ่ ไปขจัดด้วยประการนี้แล้ว แสดงเหตุให้ประจักษ์แห่งฐานะ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา คือประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต. บทว่า นิปุณา ละเอียด คือมีปัญญาละเอียดสุขุมสามารถแทงตลอดปัญญาสุขุมในระหว่างอรรถได้. บทว่า กตปรปฺปวาทา แต่งวาทะโต้ตอบ คือรู้วาทะโต้ตอบและแต่งวาทะต่อสู้กับชน เหล่าอื่น. บทว่า วาลเวธิรูปา คือ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถ ยิงขนทราย. บทว่า เต ภินฺทนฺตา ปญฺา จรนฺติ ปญฺาคเตน ทิฏฺิค- ตานิ เที่ยวทำลายปัญญาและทิฏฐิด้วยปัญญา ความว่าเที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิ ของคนอื่นแม้สุขุมด้วยปัญญาของตนดุจนายขมังธนูยิงขนทรายฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานั่นแหละคือ ปัญญาคตะ ทิฏฐินั้นแหละคือทิฏฐิ คตะ ดุจในคำว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ คูถ มูตร เป็นต้น. บทว่า ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺ- วา แต่งปัญหา คือแต่งคำถาม ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง ท่านกล่าว ๒ ครั้ง
หน้า 696 ข้อ 678
เพื่อสงเคราะห์เข้าด้วยกันเพราะทำปัญญาเท่านั้นให้มากยิ่งขึ้น. บทว่าคุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ ปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย มีปาฐะที่เหลือว่า อตฺถชาตานิ เกิดประโยชน์ บัณฑิตทั้งหลายถามปัญหาเพราะบัณฑิตเหล่านั้นเห็นข้อแนะนำ อย่างนั้นแล้วอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์อย่างนี้ว่า ขอจงถามปัญหา ที่ตนแต่งมา อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงประทานโอกาสเพื่อให้ผู้อื่นถาม ทรงแสดงธรรมแก่ผู้เข้าไปเฝ้าเท่านั้น สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บัณฑิตเหล่านั้นพากันแต่งปัญหา ด้วยหมายใจว่า จักเข้าไปหาพระ- สมณโคดมแล้วทูลถามปัญหานี้ หากว่าพระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้ว อย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักยกวาทะนี้แก่พระองค์ แม้หากว่า พระสมณโคดมนั้นถูกพวกเราถามแล้วอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ พวกเรา จักยกวาทะนั้นแม้อย่างนี้แก่พระองค์ ดังนี้. บัณฑิตเหล่านั้นพากันเข้าไปเฝ้า พระสมณโคดมถึงที่ประทับ. พระสมณโคดมก็ทรงชี้แจง ให้สมาทาน ให้อาจ- หาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา. บัณฑิตเหล่านั้นถูกพระสมณโคดมทรงชี้แจง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ก็ไม่ถามปัญหากะพระสมณ โคดมเลย บัณฑิตเหล่านั้นจักยกวาทะแก่พระสมณโคดมที่ไหนได้ ย่อมกลาย เป็นสาวกของพระสมณโคดมไปโดยแท้. หากถามว่า เพราะเหตุไร บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่ทูลถามปัญหา. ตอบว่า นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ทรงตรวจดู อัธยาศัยของบริษัท แต่นั้นทรงเห็นว่า บัณฑิตเหล่านี้พากันมาทำปัญหา ซ่อนเร้น ลี้ลับ ให้มีสาระเงื่อนงำ ครั้นบัณฑิตเหล่านั้นไม่ทูลถามพระองค์เลย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า โทษประมาณเท่านี้ในการถามปัญหา ประมาณ เท่านี้ในการแก้ปัญหา ประมาณเท่านี้ในอรรถ ในบท ในอักขระ ดังนี้ เมื่อ
หน้า 697 ข้อ 678
จะถามปัญหาเหล่านั้น พึงถามอย่างนี้ เมื่อจะแก้ปัญหาควรแก้อย่างนี้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงใส่ปัญหาที่บัณฑิตเหล่านั้นนำมาทำให้มีสาระซับซ้อน ไว้ใน ระหว่างธรรมกถาแล้วจึงทรงแสดง. บัณฑิตเหล่านั้นย่อมพอใจว่า เราไม่ถาม ปัญหาเหล่านั้น เป็นความประเสริฐของเรา หากว่าเราพึงถามพระสมณโคดม จะพึงทรงทำให้เราตั้งตัวไม่ติดได้เลย. อีกประการหนึ่ง ธรรมดาพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแผ่เมตตาไปยังบริษัท ด้วยการเเผ่เมตตา มหาชน ย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมี รูปโฉมงดงาม น่าทัศนา มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระชิวหาอ่อนนุ่ม มีช่อง พระทนต์สนิท ทรงกล่าวธรรมดุจรดหทัยด้วยน้ำอมฤต ในการทรงกล่าวธรรม นั้น ผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยการทรงแผ่เมตตา ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่ สามารถจะจับสิ่งตรงกันข้ามกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงกล่าวกถาไม่มีสอง กถาไม่เป็นโมฆะ กถานำสัตว์ออกไป เห็นปานนี้ได้เลย บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ถามปัญหา เพราะความที่ตนเลื่อมใสนั่นแหละ. บทว่า กถิตา วิสชฺชตา จ ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกล่าวและทรงแก้แล้ว ความว่า ปัญหาเหล่านั้นเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกล่าว ด้วยการตรัสถึงปัญหาที่บัณฑิตทั้งหลายถามว่า พวกท่านจงถาม อย่างนี้ เป็นอันทรงแก้โดยประการที่ควรแก้นั่นเอง. บทว่า นิทฺทิฏฺิการณา มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ความว่า ปัญหาเหล่านั้นมีเหตุที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงไขให้เห็นชัด ด้วยการแก้ทำให้มีเหตุอย่างนี้ว่า การแก้ย่อมมี ด้วยเหตุการณ์อย่างนี้. บทว่า อุปกฺขิตฺตา จ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปหมอบเฝ้า ย่อมปรากฏแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นมีกษัตริย์บัณฑิตเป็นต้น เข้าเฝ้าแทบพระบาท ย่อมปรากฏแก่
หน้า 698 ข้อ 678
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการแก้ปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งสาวก ทั้ง อุบาสกย่อมปรากฏ อธิบายว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงสาวกสมบัติ หรือ อุบาสกสมบัติ. บทว่า อถ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าลำดับ อธิบายว่า ในลำดับ พร้อมด้วยสมบัติที่บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปเฝ้า. บทว่า ตตฺถ คือ ในที่นั้น หรือในอธิการนั้น. บทว่า อภิโรจติ ย่อมรุ่งเรือง คือโชติช่วง สว่างไสว อย่างยิ่ง. บทว่า ยทิทํ ปญฺาย คือ ด้วยปัญญา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงรุ่งเรือง ด้วยปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้า. อิติศัพท์ ลงในอรรถ แห่งเหตุ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ด้วยเหตุนี้. บทว่า ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺา ชื่อว่า ภูริปญฺา มีปัญญา ดังแผ่นดิน เพราะอรรถว่า ครอบงำราคะ ความว่า ชื่อว่า ภูริปญฺา เพราะ มรรคปัญญานั้น ๆ ครอบงำ ย่ำยี ราคะอันเป็นโทษกับตน. บทว่า ภูริ มี อรรถว่า ฉลาด เฉียบแหลม ความฉลาดย่อมครอบงำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ ความไม่ฉลาดครอบงำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอรรถแห่งความครอบงำ ด้วยภูริปัญญา. บทว่า อภิภวิตา ครอบงำอยู่ คือ ผลปัญญานั้น ๆ ครอบงำ ย่ำยีราคะนั้น ๆ. ปาฐะว่า อภิภวตา บ้าง. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทมีราคะเป็นต้นพึงทราบความ ดังต่อไปนี้. ราคะ มีลักษณะ กำหนัด. โทสะ มีลักษณะประทุษร้าย. โมหะ มีลักษณะหลง โกธะ มีลักษณะโกรธ. อุปนาหะ มีลักษณะผูกโกรธไว้. โกธะเกิดก่อน อุปนาหะ เกิดภายหลัง. มักขะ มีลักษณะลบหลู่คุณผู้อื่น. ปลาสะ มีลักษณะตีเสมอ. อิสสา มีลักษณะทำสมบัติผู้อื่นให้สิ้นไป. มัจฉริยะ มีลักษณะหลงสมบัติ ของตน. มายา มีลักษณะปกปิดความชั่วที่ตนทำ. สาเยยะ มีลักษณะ ประกาศคุณอันไม่มีอยู่ของตน. ถัมภะ มีลักษณะจิตกระด้าง สารัมภะ มี
หน้า 699 ข้อ 678
ลักษณการทำเกินกว่าการทำ. มานะ มีลักษณะถือตัว. อติมานะ มีลักษณะ ถือตัวยิ่ง. มทะ มีลักษณะมัวเมา. ปมาทะ มีลักษณะปล่อยจิตในกามคุณ ๕. ด้วยบทว่า ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺา เป็นปัญญาย่ำยี ราคะอันเป็นข้าศึกเป็นต้น ท่านอธิบายไว้อย่างไร กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ภูอริ เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกในจิตสันดาน. ท่านกล่าว่า ภูริ เพราะลบ อ อักษรด้วยบทสนธิ. พึงทราบว่าเมื่อควรจะกล่าวว่า ปัญญาย่ำยี ภูริ นั้นชื่อว่า ภูริมทฺทนิปญฺา ท่านกล่าวว่า ภูริปญฺา เพราะลบ มทฺทนิ ศัพท์เสีย. อนึ่ง บทว่า ตํ อรึ มทฺทนี ท่านกำหนดบทว่า เตสํ อรีนํ มทฺทนี การย่ำยีข้าศึกเหล่านั้น. บทว่า ปวีสมาย เสมอด้วยแผ่นดิน คือ ชื่อว่า เสมอด้วยแผ่นดิน เพราะอรรถว่ากว้างขวางไพบูลนั่นเอง. บทว่า วิตฺถตาย กว้างขวาง คือแผ่ไปในวิสัยที่ควรรู้ได้ ไม่เป็นไปในเอกเทศ. บทว่า วิปุลาย ไพบูลคือโอฬาร. แต่มาในมหานิเทศว่า วิปุลาย วิตฺถตาย ไพบูล กว้างขวาง. บทว่า สมนฺนาคโต คือบุคคลผู้ประกอบแล้ว. อิติศัพท์ ลงในอรรถว่า เหตุ ความว่า ด้วยเหตุนี้ปัญญาของบุคคลนั้น ชื่อว่า ภูริปัญญา เพราะ บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมยินดีในอรรถที่ เจริญแล้ว เมื่อควรจะกล่าวว่า ภูริปญฺสฺส ปญฺา ภูริปญฺปญฺา ปัญญาของบุคคลผู้ประกอบด้วยภูริปัญญา ชื่อว่า ภูริปัญญปัญญา ท่านกล่าว ภูริปญฺา เพราะลบ ปญฺญาศัพท์ เสียศัพท์หนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภูริปญฺา เพราะมีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน. บทว่า อปิจ ท่านกล่าวเพื่อให้ เห็นปริยายอย่างอื่น. บทว่า ปญฺายเมตํ คำว่า ภูริ นี้ เป็นชื่อของ ปัญญา. บทว่า อธิวจนํ เป็นคำกล่าวยิ่งนัก. บทว่า ภูริ ชื่อว่า ภูริ เพราะ อรรถว่า ย่อมยินดีในอรรถที่เจริญแล้ว. บทว่า เมธา ปัญญาชื่อว่า เมธา
หน้า 700 ข้อ 678
เพราะอรรถว่า กำจัดทำลายกิเลสทั้งหลาย ดุจสายฟ้าทำลายสิ่งที่ก่อด้วยหิน ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่า ถือเอาทรงไว้เร็วพลัน. บทว่า ปริณายกา ปัญญาเป็นปริณายก. ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะอรรถว่า ปัญญาย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ย่อมนำสัตว์นั้นไปในธรรมอันสัมปยุต ในการ ปฏิบัติประโยชน์และในปฏิเวธอันมีลักษณะแน่นอน ด้วยบทเหล่านั้นเป็นอัน ท่านกล่าวถึงคำอันเป็นปริยายแห่งปัญญาแม้อย่างอื่นด้วย. บทว่า ปญฺาพาหุลฺลํ ความเป็นผู้มีปัญญามาก ชื่อว่า ปญฺา- พหุโล เพราะมีปัญญามาก ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีปัญญามากนั้น ชื่อว่า ปัญญาพาหุลละ ปัญญานั่นแหละเป็นไปมาก. ในบทมีอาทิว่า อิเธกจฺโจ บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้แก่กัลยาณ- ปุถุชน หรืออริยบุคคล. ชื่อว่า ปญฺาครุโก เพราะเป็นผู้มีปัญญาหนัก. ชื่อว่า ปญฺาจริโต เพราะเป็นผู้มีปัญญาเป็นจริต. ชื่อว่า ปญฺาสโย เพราะมีปัญญาเป็นที่อาศัย. ชื่อว่า ปญฺญาธิมุตฺโต เพราะน้อมใจเชื่อด้วย ปัญญา. ชื่อว่า ปญฺาธโช เพราะมีปัญญาเป็นธงชัย. ชื่อว่า ปญฺาเกตุ เพราะมีปัญญาเป็นยอด. ชื่อว่า ปญฺาธิปติ เพราะมีปัญญาเป็นใหญ่. ชื่อว่า ปญฺาธิปเตยฺโย เพราะมาจากความเป็นผู้มีปัญญาเป็นใหญ่. ชื่อว่า วิจย- พหุโล เพราะมีการเลือกเฟ้นสภาวธรรมมาก. ชื่อว่า ปวิจยพหุโล เพราะ มีการค้นคว้าสภาวธรรมโดยประการต่าง ๆ มาก. การหยั่งลงด้วยปัญญาแล้ว ปรากฏธรรมนั้น ๆ คือให้แจ่มแจ้ง ชื่อว่า โอกขายนะ ชื่อว่า โอกฺขายน- พหุโล เพราะมีการพิจารณามาก. การเพ่งพิจารณาธรรมนั้น ๆ ด้วยปัญญา โดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขา. การดำเนินไป การเป็นไปด้วยการเพ่งพิจารณา โดยชอบ ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนํ. ชื่อว่า สมฺเปกฺขายนธมฺโม เพราะมีการ
หน้า 701 ข้อ 678
เพ่งพิจารณาโดยชอบเป็นธรรม เป็นปกติ. ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะทำ ธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง ให้ปรากฏอยู่. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิภูตวิหารี เพราะ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง. ชื่อว่า ตจฺจริโต เพราะมีปัญญาเป็นจริต. ชื่อว่า ตคฺครุโกเพรามีปัญญาหนัก. ชื่อว่า ตพฺพหุโล เพราะมีปัญญามาก. โน้มไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตนฺนินโน. น้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺโปโณ. เงื้อมไปในปัญญานั้น ชื่อว่า ตปฺปพฺภาโร. น้อมจิตไปในปัญญา นั้น ชื่อว่า ตทธิมุตฺโต. ปัญญานั้นเป็นใหญ่ ชื่อว่า ตทธิปติ. ผู้มาจาก ปัญญาเป็นใหญ่นั้น ชื่อว่า ตทธิปเตยฺโย. บทมีอาทิว่า ปญฺาครุโก มี ปัญญาหนัก ท่านกล่าวจำเดิมแต่เกิดในชาติก่อน ดุจในประโยคมีอาทิว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม ย่อมรู้การเสพกาม. บทมีอาทิว่า ตจฺจริโต ท่าน กล่าวถึงในชาตินี้. สีฆปัญญา (ปัญญาเร็ว) ลหุปัญญา (ปัญญาเบา) หาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) และชวนปัญญา (ปัญญาแล่น) เป็นปัญญาเจือด้วยโลกิยะและ โลกุตระ. ชื่อว่า สีฆปญฺา ด้วยอรรถว่าเร็ว. ชื่อว่า ลหุปญฺา ด้วยอรรถ ว่าเบา. ชื่อว่า หาสปญฺา ด้วยอรรถว่าร่าเริง. ชื่อว่า ชวนปญฺา ด้วยอรรถว่าแล่นไปในสังขารเข้าถึงวิปัสสนาและในวิสังขาร. บทว่า สีฆํ สีฆํ พลัน ๆ ท่านกล่าว ๒ ครั้ง เพื่อสงเคราะห์ศีลเป็นต้นมาก. บทว่า สีลานิ คือ ปาติโมกขสังวรศีลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ ด้วยสามารถแห่ง จาริตศีลและวาริตศีล. บทว่า อินฺทฺริยสํวรํ อินทริยสังวร คือ การไม่ทำให้ ราคะปฏิฆะเข้าไปสู่อินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้นแล้ว ปิดกั้นด้วยหน้าต่างคือ สติ. บทว่า โภชเน มตฺตญฺญุตํ คือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค
หน้า 702 ข้อ 678
ด้วยพิจารณาแล้วจึงบริโภค. บทว่า ชาคริยานุโยคํ ประกอบความเพียร ด้วยความเป็นผู้ตื่นอยู่ คือชื่อว่า ชาคโร เป็นผู้ตื่น เพราะใน ๓ ส่วนของวัน ย่อมตื่น คือไม่หลับในส่วนปฐมยามและมัชฌิมยามของราตรี บำเพ็ญสมณธรรม อย่างเดียว. ความเป็นผู้ตื่น กรรมคือความเป็นผู้ตื่น การประกอบเนือง ๆ ของความเป็นผู้ตื่น ชื่อว่า ชาคริยานุโยค ยังชาคริยานุโยคนั้นให้บริบูรณ์. บทว่า สีลกฺขนฺธํ คือ ศีลขันธ์อันเป็นของพระเสขะหรือพระอเสขะ. ขันธ์ แม้นอกนี้ก็พึงทราบอย่างนี้. บทว่า ปญฺาขนฺธํ คือมรรคปัญญาและโลกิย- ปัญญาของพระเสขะและพระอเสขะ. บทว่า วิมุตฺติขนฺธํ คือ ผลวิมุตติ. บทว่า วิมุตฺติาณทสฺสนกฺขนฺธํ คือ ปัจจเวกขณญาณ. บทว่า หาสพหุโล เป็นผู้มีความร่าเริง เป็นมูลบท. บทว่า เวทพหุโล เป็นผู้มีความพอใจมาก เป็นบทชี้แจงด้วยการเสวยโสมนัสเวทนาอันสัมปยุตด้วยปีตินั่นแหละ. บทว่า ตุฏฺิพหุโล เป็นผู้มีความยินดีมาก เป็นบทชี้แจงด้วยอาการยินดีแห่งปีติมี กำลังไม่มากนัก. บทว่า ปามุชฺชพหุโล เป็นผู้มีความปราโมทย์มาก เป็น บทชี้แจงด้วยความปราโมทย์แห่งปีติมีกำลัง. บทว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ เป็นอาทิ มีความดังได้กล่าวแล้วในสัมมสนญาณนิเทศ. บทว่า ตุลยิตฺวา คือเทียบเคียง ด้วยกลาปสัมมสนะ (การพิจารณาเป็นกลุ่มเป็นกอง). บทว่า ตีรยิตฺวา คือ พินิจด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา. บทว่า วิภาวยิตฺวา พิจารณา คือ ทำให้ ปรากฏด้วยภังคานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า วิภูตํ กตฺวา ทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ฉลาดด้วยสังขารุเบกขาญาณ. ติกขปัญญา (ปัญญาคมกล้า) เป็นโลกุตระทีเดียว. บทว่า อุปฺปนฺนํ เกิดขึ้นแล้ว คือ วิตกแม้ละได้แล้วด้วยสมถวิปัสสนา ด้วยวิกขัมภนะและ ตทังคะ ท่านก็กล่าวว่า เกิดขึ้นยังถอนไม่ได้ เพราะไม่ล่วงเลยธรรมดาที่
หน้า 703 ข้อ 678
เกิดขึ้น เพราะยังถอนไม่ได้ด้วยอริยมรรค. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาวิตกที่เกิดขึ้น ยังถอนไม่ได้นั้น. บทว่า นาธิวาเสติ ไม่รับรองไว้ คือ ไม่ยกขึ้นสู่สันดาน แล้วให้อยู่. บทว่า ปชหติ ย่อมละ. คือ ละด้วยตัดขาด. บทว่า วิโนเทติ ย่อมบรรเทา คือ ย่อมซัดไป. บทว่า พฺยนฺตีกโรติ ย่อมทำให้สิ้นสุด คือ ทำให้ปราศจากที่สุด. บทว่า อนภาวํ คเมติ ให้ถึงความไม่มีต่อไป ความว่า ถึงอริยมรรความลำดับวิปัสสนาแล้วให้ถึงความไม่มีด้วยการตัดขาด. วิตกประกอบด้วยกาม ชื่อว่า กามวิตก วิตกประกอบด้วยความตาย ของผู้อื่น ชื่อว่า พยาบาทวิตก. วิตกประกอบด้วยความเบียดเบียนผู้อื่น ชื่อว่า วิหิงสาวิตก. บทว่า ปาปเก คือ ลามก. บทว่า อกุสเล ธมฺเม คือธรรมอันไม่เป็นความฉลาด. บทว่า นิพฺเพธิกปญฺา ปัญญาเครื่องทำลาย กิเลส คือ มรรคปัญญาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย. บทว่า อุพฺเพคพหุโล เป็นผู้มากด้วยความสะดุ้ง คือ เป็นผู้มากด้วยความหวาดกลัว ภัยในเพราะญาณ. บทว่า อุตฺตาสพหุโล เป็นผู้มากไปด้วยความหวาดเสียว คือมากไปด้วยความกลัวอย่างแรง. บทนี้ ขยายความบทก่อนนั่นเอง. บทว่า อุกฺกณฺพหุโล คือเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย เพราะมุ่งเฉพาะวิสังขาร นอกเหนือไปจากสังขาร. บทว่า อนภิรติพหุโล เป็นผู้มากไปด้วยความไม่ พอใจ ท่านแสดงถึงความไม่มีความยินดียิ่งด้วยความเบื่อหน่าย. แม้บัดนี้ พระสารีบุตรเถระไขความนั้นด้วยคำทั้งสอง. ในบทเหล่านั้น บทว่า พหิมุโข เบือนหน้าออก คือมุ่งหน้าเฉพาะ นิพพานอันเป็นภายนอกจากสังขาร. บทว่า น รมติ ไม่ยินดี คือ ไม่ยินดียิ่ง. บทว่า อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ ไม่เคยเบื่อหน่าย คือไม่เคยถึงที่สุดในสังสารอัน ไม่รู้เบื้องต้นและที่สุดแล้วเบื่อหน่าย. บทว่า อปฺปทาลิตปุพฺพํ ไม่เคยทำลาย
หน้า 704 ข้อ 678
เป็นคำกล่าวถึงอรรถของบทนั้น ความว่า ไม่เคยทำลายด้วยการกระทำที่สุด นั่นเอง. บทว่า โลภกฺขนฺธํ กองโลภะ คือ กองโลภะ หรือมีส่วนแห่งโลภะ. บทว่า อิมาหิ โสฬสหิ ปญฺาหิ สมนฺนาคโต บุคคลผู้ประกอบ ด้วยปัญญา ๑๖ ประการเหล่านี้ ท่านกล่าวถึงพระอรหันต์โดยกำหนดอย่าง อุกฤษฏ์ แม้พระโสดาบันพระสกทาคามีและพระอนาคามีก็ย่อมได้เหมือนกัน เพราะท่านกล่าวไว้ในตอนก่อนว่า เอโก เสขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ผู้หนึ่งเป็น พระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา. อรรถกถาปุคคลวิเสสนิเทศ พระสารีบุตรเถระแสดงถึงลำดับของบุคคลวิเศษผู้บรรลุปฏิสัมภิทาด้วย บทมีอาทิว่า เทฺว ปุคฺคลา บุคคล ๒ ประเภท. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพโย- โค ผู้มีความเพียรก่อน คือประกอบด้วยบุญอันเป็นเหตุบรรลุปฏิสัมภิทาในอดีต ชาติ. บทว่า เตน คือเหตุที่มีความเพียรมาก่อนนั้น. แม้ในบทที่เหลือ ก็อย่างนั้น. บทว่า อติเรโก โหติ เป็นผู้ประเสริฐ คือมากเกินหรือเพราะ มีความเพียรมากเกินท่านจึงกล่าวว่า อติเรโก. บทว่า อธิโก โหติ เป็นผู้ยิ่ง คือเป็นผู้เลิศ. บทว่า วิเสโส โหติ เป็นผู้วิเศษ คือวิเศษที่สุด หรือ เพราะมีความเพียรวิเศษท่านจึงกล่าวว่า วิเสโส. บทว่า าณํ ปภิชฺชติ ญาณแตกฉาน คือถึงความแตกฉานปฏิสัมภิทาญาณ. บทว่า พหุสฺสุโต เป็น พหูสูต คือ เป็นพหูสูตด้วยอำนาจแห่งพุทธพจน์. บทว่า เทสนาพหุโล เป็นผู้มากด้วยเทศนา คือ ด้วยอำนาจแห่งธรรมเทศนา. บทว่า ครูปนิสฺสิโต
หน้า 705 ข้อ 678
เป็นผู้อาศัยครู คือ เข้าไปอาศัยครูผู้ยิ่งด้วยปัญญา. บทว่า วิหารพหุโล เป็นผู้มีวิหารธรรมมาก็ได้แก่เป็นผู้มีวิหารธรรม คือวิปัสสนามาก เป็นผู้มีวิหาร- ธรรม คือ ผลสมาบัติมาก. บทว่า ปจฺจเวกขณาพหุโล เป็นผู้มีความ พิจารณามาก ได้แก่เมื่อมีวิหารธรรม คือวิปัสสนาย่อมเป็นผู้มีความพิจารณา วิปัสสนา เมื่อมีวิหารธรรมคือผลสมาบัติ ย่อมเป็นผู้มีความพิจารณาผลสมาบัติ มาก. บทว่า เสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต คือเป็นพระเสกขะบรรลุปฏิสัมภิทา เป็นพระอเสกขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็อย่างนั้น. ในบทว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต เป็นผู้บรรลุสาวกบารมีนี้วินิจฉัย ดังต่อไปนี้. การถึงฝั่งแห่งสาวกญาณ ๖๗ ของพระมหาสาวกผู้เลิศกว่าสาวกผู้มี ปัญญามากทั้งหลาย ชื่อว่า ปารมี. บารมีของพระสาวก ชื่อว่า สาวกบารมี. ผู้ถึงสาวกบารมีนั้น ชื่อว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต. ปาฐะว่า สาวกปารมิตา- ปฺปตฺโต บ้าง. มหาสาวกนั้นเป็นผู้รักษาและเป็นผู้บำเพ็ญสาวกญาณ ๖๗ ชื่อว่า ปรโม. ความเป็นหรือกรรมแห่งปรมะนั้นด้วยญาณกิริยา ๖๗ อย่างนี้ ของปรมะนั้น ชื่อว่า ปารมี. บารมีของพระสาวกนั้นชื่อว่า สาวกบารมี. ผู้ถึงสาวกบารมีนั้น ชื่อว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต. บทว่า สาวกปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ พระสาวกรูปใดรูปหนึ่งมีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น. พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า เอโก ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ผู้หนึ่งเป็น พระปัจเจกสัมพุทธะ เพราะไม่มีพระสาวกอื่นยิ่งกว่าพระสาวกผู้บรรลุสาวก- บารมี. พระสารีบุตรเถระแสดงสรุปความที่กล่าวแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺา- ปเภทกุสโล ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาอีก. ท่านชี้แจงญาณ หลายอย่างแห่งญาณกาโดยมาก. ท่านกล่าวทำปัญญาแม้อย่างหนึ่งแห่งปัญญา- กถาโดยมากให้ต่าง ๆ กัน โดยอาการต่าง ๆ กัน นี้เป็นความพิเศษด้วยประการ ฉะนี้. จบอรรถกถามหาปัญญากถา
หน้า 706 ข้อ 679, 680, 681, 682
ปัญญาวรรค อิทธิกถา ว่าด้วยเรืองฤทธิ์ [๖๗๙] ฤทธิ์เป็นอย่างไร ฤทธิ์มีเท่าไร ภูมิ บาท บท มูล แห่ง ฤทธิ์ มีอย่างละเท่าไร ? ฤทธิ์ในคำว่า ฤทธิ์เป็นอย่างไร ด้วยความว่าสำเร็จ ฤทธิ์ในคำว่า ฤทธิ์มีเท่าไร มี ๑๐ ภูมิแห่งฤทธิ์มี ๔ บาทมี ๔ บทมี ๘ มูลมี ๑๖. [๖๘๐] ฤทธิ์ ๑๐ เป็นไฉน ? ฤทธิ์ที่อธิษฐาน ๑ ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ ๑ ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ๑ ฤทธิ์ ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ๑ ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ ฤทธิ์เกิด แต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จแต่วิชา ๑ ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วย ความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้น ๑. [๖๘๑] ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ? ปฐมฌานเป็นภูมิเกิดแต่วิเวก ๑ ทุติยฌานเป็นภูมิแห่งปีติและสุข ๑ ตติยฌานเป็นภูมิแห่งอุเบกขาและสุข ๑ จตุตถฌานเป็นภูมิแห่งความไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ๑ ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ เพื่อความได้เฉพาะ ฤทธิ์ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ เพื่อความไหลไปแห่งฤทธิ์ เพื่อความเป็นผู้ ชำนาญในฤทธิ์ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์. [๖๘๒] บาท ๔ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ? ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะ และปธานสังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่ง ด้วยความเพียร
หน้า 707 ข้อ 683, 684
และปธานสังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธาน- สังขาร ๑ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขาร ๑ บาท ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์... เพื่อความแกล้วกล้าด้วย ฤทธิ์. [๖๘๓] บท ๔ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ? ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต ฉันทะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัย วิริยะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิริยะ วิริยะ เป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยจิตได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต จิตไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่จิต จิตเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุ อาศัยวิมังสาได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิมังสา วิมังสาเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง บท ๘ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความได้ฤทธิ์...เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์. [๖๘๔] มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ? จิตไม่ฟุบลง ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา (จิตไม่หวั่นไหว) จิตไม่ฟูขึ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ อุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา จิตไม่น้อมไป ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะราคะ...จิตไม่มุ่งร้าย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะพยาบาท... จิตอันทิฏฐิ ไม่อาศัย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ...จิตไม่พัวพัน ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ฉันทราคะ...จิตหลุดพ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกามราคะ...จิตไม่เกาะเกี่ยว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส... จิตปราศจากเครื่องครอบงำ ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะความครอบงำแห่งกิเลส... เอกัคคตาจิต ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะกิเลส
หน้า 708 ข้อ 685
ต่าง ๆ... จิตที่กำหนดด้วยศรัทธา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธา... จิตที่กำหนดด้วยวิริยะ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน... จิตที่กำหนดด้วยสติ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท...จิตที่กำหนดด้วย สมาธิ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ...จิตที่กำหนดด้วยปัญญา ย่อมไม่ หวั่นไหวเพราะอวิชชา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา จิตที่ถึงความสว่างไสว ย่อมไม่หวันไหวเพราะความมืดคืออวิชชา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอเนญชา มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ เพื่อความสำเร็จแห่งฤทธิ์ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญ ในฤทธิ์ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์. [๖๘๕] ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นไฉน ? ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็น หลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดิน เหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป ในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก อย่างนั้นด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้. คำว่า ในศาสนานี้ คือ ในทิฏฐินี้ ในขันตินี้ ในความชอบใจนี้ ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าในศาสนานี้. คำว่า ภิกษุ คือ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นพระเสขะหรือเป็น พระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบ.
หน้า 709 ข้อ 685
คำว่า แสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ แสดงฤทธิ์ได้มีประการต่าง ๆ อย่าง. คำว่า คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปกติเป็น คนเดียว ย่อมนึกให้เป็นหลายคน คือ นึกให้เป็นร้อยคน พันคนหรือแสนคน แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นหลายคน ก็เป็นหลายคน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ถึงความชำนาญแห่งจิต แม้คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ เปรียบเหมือนท่าน พระจุลปันถกรูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ ฉะนั้น. คำว่า หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปกติหลายคน ย่อมนึกให้เป็นคนเดียว แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นคนเดียว ก็เป็น คนเดียว ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ เปรียบเหมือนท่านพระจุลปันถก หลายรูปเป็นรูปเดียวก็ได้ ฉะนั้น. คำว่า ทำให้ปรากฏก็ได้ คือ ที่อันอะไร ๆ ปิดบังไว้ ทำให้ไม่มี อะไรปิดบังให้เปิดเผยก็ได้. คำว่า ทำให้หายไปก็ได้ คือ ที่อันอะไร ๆ เปิดไว้ ทำให้เป็นที่ ปิดบังมิดชิดก็ได้. คำว่า ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้อากาศกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงฝา กำแพง ภูเขา แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นที่ว่างก็ย่อมเป็นที่ว่าง ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ย่อมทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต ย่อมทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ตัดขัดเหมือนไปในที่แจ้ง เปรียบเหมือนพวก มนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ย่อมไปในที่ที่ไม่มีอะไร ๆ ปิดบังกั้นไว้ไม่ติดขัด ฉะนั้น.
หน้า 710 ข้อ 685
คำว่า ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้อาโปกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงแผ่นดินแล้วอธิษฐานด้วยญาณ ว่า จงเป็นน้ำ ก็เป็นน้ำ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินได้ ท่านผู้มี ฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิตผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เปรียบ เหมือนพวกมนุษย์ ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ผุดขึ้นดำลงในน้ำได้ ฉะนั้น. คำว่า เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ คือ ท่านผู้ มีฤทธิ์เป็นผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงน้ำ แล้วอธิษฐานด้วย ญาณว่า จงเป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น เดินไปบนน้ำไม่ แตกได้ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ถึงความชำนาญแห่งจิต เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือน เดินบนแผ่นดินก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ เดินไป บนแผ่นดินไม่แตกได้ ฉะนั้น. คำว่า เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้ ปฐวีกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงอากาศ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จง เป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นเดินบ้าง ยืนบ้าง นอนบ้าง ในอากาศกลางหาวเหมือนนกก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดย ปกติ เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง บนแผ่นดิน ฉะนั้น. คำว่า ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้น ด้วยฝ่ามือก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ในศาสนานี้ ถึงความชำนาญแห่งจิต นั่ง หรือนอนก็ตาม นึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า พระจันทร์พระอาทิตย์ จงมีในที่ใกล้มือ ก็ย่อมมีที่ใกล้มือ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม ย่อมลูบคลำสัมผัสพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือได้
หน้า 711 ข้อ 685
เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ย่อมลูบคลำสัมผัสรูปอะไร ๆ ที่ใกล้มือได้ ฉะนั้น. คำว่า ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ผู้ถึง ความชำนาญแห่งจิตนั้น ถ้าประสงค์จะไปยังพรหมโลก ก็อธิษฐานที่ไกลให้เป็น ที่ใกล้ว่า จงเป็นที่ใกล้ ก็เป็นที่ใกล้ อธิษฐานที่ใกล้ให้เป็นที่ไกลว่า จงเป็น ที่ไกล ก็เป็นที่ไกล อธิษฐานของมากให้เป็นของน้อยว่า จงเป็นของน้อย ก็เป็น ของน้อย อธิษฐานของน้อยให้เป็นของมากว่า จงเป็นของมาก ก็เป็นของมาก ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นได้ด้วยทิพยจักษุ ย่อมฟังเสียงพรหมนั้นได้ด้วยทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นได้ด้วยเจโตปริยญาณ ท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่ง จิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ปรากฏ ก็น้อมจิตอธิษฐานจิต ด้วยสามารถแห่งกาย ครั้นแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยัง พรหมโลกได้ด้วยกายที่ปรากฏอยู่ ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ ก็น้อมกายอธิษฐานกายด้วย สามารถแห่งจิต ครั้นแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหม- โลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ ท่านผู้มีฤทธิ์นิรมิตรูปอันสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบ ทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ไว้ข้างหน้าของพรหมนั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ เดินอยู่ รูปกายนิรมิตก็เดินอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ รูปกายนิรมิต ก็ยืนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นั่งอยู่ รูปกายนิรมิตก็นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ถ้า ท่านผู้มีฤทธิ์นอนอยู่ รูปกายนิรมิตก็นอนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์บัง หวนควันอยู่ รูปกายนิรมิตก็บังหวนควันอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ให้ไฟ ลุกโพลงอยู่ รูปกายนิรมิตก็ให้ไฟลุกโพลง ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์กล่าวธรรม
หน้า 712 ข้อ 686, 687
อยู่ รูปกายนิรมิตก็กล่าวธรรมอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ถามปัญหาอยู่ รูปกายนิรมิตก็ถามปัญหาอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์อันรูปกายนิรมิตถาม ปัญหาแล้วก็แก้ รูปกายนิรมิตอันท่านผู้มีฤทธิ์ถามปัญหาแล้วก็แก้อยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนสนทนาปราศรัยอยู่กับพรหมนั้น รูปกายนิรมิตก็ยืนสนทนา ปราศรัยกับพรหมนั้นอยู่ ณ ที่นั้น ท่านผู้มีฤทธิ์ทำกิจใด รูปกายนิรมิตก็ทำ กิจนั้น ๆ นั่นแล นี่ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นดังนี้. [๖๘๖] ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ เป็นไฉน ? พระเถระนามว่าอภิภู เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก เปล่งเสียงให้พันโลกธาตุ ทราบชัด ท่านแสดงธรรมด้วยกายที่ปรากฏก็มี ด้วยกายที่ไม่ปรากฏก็มี ด้วย กายครึ่งหนึ่งส่วนล่างปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนบนไม่ปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนบนปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนล่างไม่ปรากฏก็มี ท่านละเพศปกติแล้วแสดงเพศกุมารบ้าง แสดงเพศนาคบ้าง แสดงเพศครุฑ บ้าง แสดงเพศยักษ์บ้าง แสดงเพศอสูรบ้าง แสดงเพศพระอินทร์บ้าง แสดง เพศเทวดาบ้าง แสดงเพศพรหมบ้าง แสดงเพศสมุทรบ้าง แสดงเพศภูเขาบ้าง แสดงเพศป่าบ้าง แสดงเพศราชสีห์บ้าง แสดงเพศเสือโคร่งบ้าง แสดงเพศ เสือเหลืองบ้าง แสดงพลช้างบ้าง แสดงพลม้าบ้าง แสดงพลรถบ้าง แสดง พลราบบ้าง แสดงกองทัพตั้งประชิดกันต่าง ๆ บ้าง นี้เป็นฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ. [๖๘๗] ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจเป็นไฉน ? ภิกษุในศาสนานี้ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเทียบบุรุษชักไส้ออกจาก หญ้าปล้อง เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องเป็น
หน้า 713 ข้อ 688, 689
อย่างหนึ่ง ไส้เป็นอย่างหนึ่ง แต่ไส้ก็ออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษชักดาบออกจากฝัก เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ฝักเป็นอย่างหนึ่ง แต่ดาบก็ออกจากฝักนั่นเอง อีก ประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษเอางูออกจากกระทอ เขาพึงมีความสำคัญอย่าง นี้ว่า นี้งู นี้กระทอ งูเป็นอย่างหนึ่ง กระทอเป็นอย่างหนึ่ง แต่งูก็ออกจาก กระทอนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ มีรูปสำเร็จด้วยใจมีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ฤทธิ์สำเร็จ ด้วยใจ. [๖๘๘] ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณเป็นไฉน ? ความละนิจจสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ความละสุขสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุกขานุ- ปัสสนา ความละอัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอนัตตานุปัสสนา ความละความ เพลิดเพลิน ย่อมสำเร็จได้ด้วยนิพพิทานุปัสสนา ความละราคะ ย่อมสำเร็จได้ ด้วยวิราคานุปัสสนา ความละสมุทัย ย่อมสำเร็จได้ด้วยนิโรธานุปัสสนา ความละ ความยึดถือ ย่อมสำเร็จได้ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ ที่แผ่ไปด้วยญาณ ท่านพระพักกุละ ท่านพระสังกิจจะ ท่านพระภูตปาละ มีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ นี้ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ. [๖๘๙] ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิเป็นไฉน ? ความละนิวรณ์ ย่อมสำเร็จได้ด้วยปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น จึงเป็น ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละวิตกวิจาร ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุติยฌาน เพราะ เหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละปีติ ย่อมสำเร็จได้ด้วย ตติยฌาน ฯลฯ ความละสุขและทุกข์ ย่อมสำเร็จได้ด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ ความ
หน้า 714 ข้อ 690
ละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอากาสานัญจายตน- สมาบัติ ฯลฯ ความละอากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยวิญญา- ณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ ความละวิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ความละอากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมสำเร็จ ได้ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไป ด้วยสมาธิ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระสัญชีวะ ท่านพระขาณุโกณฑัญญะ อุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา มีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ นี้ฤทธิ์ที่แผ่ไป ด้วยสมาธิ. [๖๙๐] ฤทธิ์ของพระอริยะเป็นไฉน ? ภิกษุในศาสนานี้ ถ้าหวังว่า เราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็น สิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า เราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญใน สิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูล และในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูล และในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญ ในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่ง ที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า เราพึงเว้นสิ่งทั้ง สองนั้นมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ ก็เป็นผู้ มีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่. ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ? ภิกษุแผ่ไปโดยเมตตา หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ในสิ่งที่ไม่ น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้
หน้า 715 ข้อ 691
ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอย่างไร ? ภิกษุแผ่ไปโดยความไม่งาม หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในสิ่งที่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ อย่างนี้ ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งไม่ ปฏิกูลอยู่อย่างไร ? ภิกษุแผ่ไปโดยเมตตาหรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ในสิ่งทั้งไม่ น่าปรารถนาและน่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้ ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ? ภิกษุแผ่ไปโดยความไม่งาม หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในสิ่งทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างนี้ ภิกษุเว้นสิ่งทั้งสองนั้นมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูล และใน สิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ? ภิกษุในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเว้นสิ่งทั้งสองนั้นมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้ นี้ฤทธิ์ของพระอริยะ. [๖๙๑] ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมเป็นไฉน ? นกทุกชนิด เทวดาทั้งปวง มนุษย์บางพวก วินิปาติกเปรตบางพวก มีฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม นี้ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม.
หน้า 716 ข้อ 692, 693, 694
[๖๙๒] ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญเป็นไฉน ? พระเจ้าจักรพรรดิ เสด็จเหาะไปในอากาศพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา ตลอดจนพวกปกครองม้าเป็นที่สุด นี้เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ฤทธิ์ของโชติย- คฤหบดี ฤทธิ์ของชฎิลคฤหบดี ฤทธิ์ของเมณฑกคฤหบดี ฤทธิ์ของโฆสิตคฤหบดี ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญมาก ๕ คน เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ นี้ฤทธิ์ของท่านผู้ มีบุญ. [๖๙๓] ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชาเป็นไฉน ? พวกวิชชาธรร่ายวิชชาแล้วย่อมเหาะไปได้ แสดงพลช้างบ้าง พลม้า บ้าง พลรถบ้าง พลราบบ้าง แสดงกองทัพตั้งประชิดกันต่างๆ บ้าง ในอากาศ กลางหาว นี้ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชา. [๖๙๔] ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบ ในส่วนนั้น ๆ อย่างไร ? ความละกามฉันทะ ย่อมสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อ ว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้น ๆ ความ ละพยาบาท ย่อมสำเร็จได้ด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ ความละถีนมิทธะย่อม สำเร็จได้ด้วยอาโลกสัญญา ฯลฯ ความละกิเลสทั้งปวง ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัต มรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการ ประกอบชอบในส่วนนั้น ๆ ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการ ประกอบชอบในส่วนนั้น ๆ อย่างนี้ ฤทธิ์ ๑๐ ประการเหล่านี้. จบอิทธิกถา
หน้า 717 ข้อ 694
อรรถกถาอิทธิกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาไว้แห่งอิทธิกถา อัน พระสารีบุตรเถระแสดงถึงบุญญานุภาพในลำดับแห่งปัญญากถาพึงทราบวินิจฉัย ในคำถามเหล่านั้นดังต่อไปนี้ก่อน บทว่า กา อิทฺธิ ฤทธิ์เป็นอย่างไร เป็น สภาวปุจฉา (ถามถึงสภาพ). บทว่า กติอิทฺธิโย ฤทธิ์มีเท่าไรเป็น ปเภทปุจฉา (ถามถึงประเภท). บทว่า กติภูมิโย ภูมิแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็นสัมภารปุจฉา (ถามถึงสะสม). บทว่า กติปาทา บาทแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็น ปติฏฐปุจฉา (ถามถึงที่ตั้ง). บทว่า กติปทานิ บทแห่งฤทธิ์มีเท่าไร เป็น อาสันนการณปุจฉา (ถามเหตุที่ใกล้เคียง). บทว่า กติมูลานิ มูล แห่งฤทธิ์มีเท่าไรเป็นอาทิการณปุจฉา (ถามเหตุเบื้องต้น). พึงทราบวินิจฉัยในคำตอบดังต่อไปนี้ บทว่า อิชฺฌนฏฺเน อิทฺธิ ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยอรรถว่าสำเร็จ อธิบายว่า ด้วยอรรถว่าสำเร็จและด้วยอรรถว่า ได้เฉพาะ เพราะสิ่งใดสำเร็จและได้เฉพาะท่านกล่าวสิ่งนั้นว่าย่อมสำเร็จ สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าว่าวัตถุกามนั้นจะสำเร็จแก่สัตว์ผู้ปรารถนากาม อยู่ดังนี้ พึงทราบบทมีอาทิว่า ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะเนกขัมมะย่อมสำเร็จ ชื่อว่า ปาฏิหาริยํ เพราะเนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะ พึงทราบนัยอื่นต่อไปชื่อว่า อิทฺธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ บทที่เป็นชื่อของอุปายสัมปทา (ความถึงพร้อม ด้วยอุบาย) จริงอยู่ อุปายสัมปทาย่อมสำเร็จเพราะประสบผลที่ประสงค์สมดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จิตตคหบดีนี้แลเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม หากว่า จิตตคหบดีจักปรารถนาว่าเราพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิดังนี้ ความตั้งใจของผู้มี
หน้า 718 ข้อ 694
ศีลจักสำเร็จเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ พึงทราบนัยอื่นต่อไปอีก ชื่อว่า อิทฺธิ เพราะ เป็นเหตุสำเร็จของสัตว์. บทว่า อิชฺฌนฺติ ย่อมสำเร็จ ท่านอธิบายว่าเป็นความ เจริญงอกงามถึงความอุกฤษฏ์. ชื่อว่าฤทธิ์ที่อธิษฐานเพราะสำเร็จด้วยความอธิษฐานในฤทธิ์ ๑๐. ชื่อว่า ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ เพราะเป็นไปด้วยการทำให้แปลก โดยละวรรณะปกติ ชื่อว่าฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ เพราะเป็นไปด้วยความสำเร็จแห่งสรีระสำเร็จทางใจ อย่างอื่น ชื่อว่าฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณเป็นความวิเศษเกิดด้วยอานุภาพของญาณ ในเบื้องต้น ในภายหลังหรือในขณะนั้น ชื่อว่าฤทธิ์แผ่ไปด้วยสมาธิเป็นความ วิเศษเกิดด้วยอานุภาพของสมถะในเบื้องต้นในภายหลังหรือในขณะนั้น ชื่อว่า ฤทธิ์ของพระอริยะเพราะเกิดแก่พระอริยะผู้ถึงความชำนาญทางจิต ชื่อว่าฤทธิ์ เกิดแต่ผลกรรมเป็นความวิเศษเกิดด้วยผลกรรม ว่าฤทธิ์ของผู้มีบุญเพราะ เป็นความวิเศษเกิดแก่ผู้มีบุญที่ทำไว้ในกาลก่อน ชื่อว่าฤทธิ์สำเร็จแต่วิชชา เป็นความวิเศษเกิดแต่วิชชา ความสำเร็จแห่งกรรมนั้น ๆ ด้วยการประกอบชอบ นั้น ชื่อว่า อิทธิ ด้วยอรรถว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วน นั้น ๆ. บทว่า อิทฺธิยา จตสฺโส ภูมิโย ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์ แม้เมื่อท่านกล่าว ไม่แปลกกัน ท่านก็กล่าวถึงภูมิแห่งฤทธิ์ที่อธิษฐานที่แผลงได้ต่าง ๆ และที่สำเร็จ แต่ใจตามแต่จะได้ มิใช่ของฤทธิ์ที่เหลือ. บทว่า วิเวกชา ภูมิ เป็นภูมิเกิดแต่ วิเวก คือเป็นภูมิเกิดแต่วิเวกหรือในวิเวก ชื่อว่าวิเวกชาภูมิ. บทว่า ปีติสุขภูมิ เป็นภูมิแห่งปีติและสุข คือเป็นภูมิประกอบด้วยปีติและสุข. บทว่า อุเปกฺขาสุข- ภูมิ เป็นภูมิแห่งอุเบกขาและสุขคือ ชื่อว่า ภูมิ เพราะประกอบด้วยอุเบกขา คือวางตนเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ และด้วยสุข. บทว่า อทุกฺขมสุขภูมิ เป็น
หน้า 719 ข้อ 694
ภูมิแห่งความไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เป็นภูมิประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนา ในฌาน เหล่านั้น ปฐมฌานแล้วทุติยฌานเป็นความแผ่ไปแห่งปีติ ตติยฌานเป็นความ แผ่ไปแห่งสุข จตุตถฌานเป็นความแผ่ไปแห่งจิต อนึ่ง ในบทนี้ เพราะผู้มี กายเบาอ่อนควรแก่การงานก้าวล่วงสุขสัญญา และลหุสัญญาด้วยสัญญาด้วยการ แผ่ไปแห่งสุขย่อมได้ฤทธิ์ ฉะนั้น ฌาน ๓ ข้างต้นพึงทราบว่าเป็นสัมภารภูมิ เพราะเป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์โดยปริยายนี้ ส่วนจตุตถฌานเป็นภูมิปกติเพื่อได้ฤทธิ์ เท่านั้น. บทว่า อิทฺธิลาภาย เพื่อได้ฤทธิ์คือเพื่อได้ฤทธิ์ทั้งหลายด้วยความ ปรากฏในสันดานของตน. บทว่า อิทฺธิปฏิลาภาย เพื่อได้เฉพาะฤทธิ์คือเพื่อ ได้ฤทธิ์ที่เสื่อมแล้วคืนมาด้วยปรารภความเพียร เพิ่มบทอุปสรรคลงไป บทว่า อิทฺธิวิกุพฺพนาย เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ คือเพื่อแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง. บทว่า อิทฺธิวิสวิตาย เพื่อความไหลไปแห่งฤทธิ์ ชื่อว่า วิสวี เพราะไหล ไปสู่ความวิเศษต่างๆ คือให้เกิดให้เป็นไป อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า วิสวี เพราะ มีการไหลไปหลายอย่าง ความเป็นแห่งผู้มีความไหลไปชื่อว่า วิสวิตา เพื่อ ความเป็นผู้มีความไหลไปแห่งฤทธิ์นั้น อธิบายว่าเพื่อแสดงความวิเศษของฤทธิ์ ได้หลายอย่าง. บทว่า อิทฺธิวสีภาวาย เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์คือ เพื่อความเป็นอิสระในฤทธิ์. บทว่า อิทฺธิเวสารชฺชาย คือเพื่อความเป็นผู้ แกล้วกล้าด้วยฤทธิ์. อิทธิบาทมีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้วในญาณกถา บทว่า ฉนฺทํ เจ ภิกฺขุ นิสฺสาย หากภิกษุอาศัยฉันทะคือถ้าภิกษุอาศัยฉันทะแล้วทำฉันทะให้เป็นใหญ่. บทว่า ลภติ สมาธึ ย่อมได้สมาธิ คือย่อมได้เฉพาะทำให้สมาธิเกิด แม้ใน บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน ในบทนั้นพึงทราบบท คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พึงทราบบท ๓ อย่างนี้คือสมาธิ ๔ สัมปยุตด้วยบทนั้น บททั้งหลาย
หน้า 720 ข้อ 694
๔ อนึ่ง เพราะฉันทะคือความใคร่เพื่อให้ฤทธิ์เกิดประกอบโดยความเป็นอันเดียว กันกับสมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อได้สมาธิ วิริยะเป็นต้นก็อย่างนั้น ฉะนั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงบท ๘ นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงถึงโยควิธีที่พระโยคาวรใคร่จะยัง อภิญญาให้เกิด จึงตรัสถึงความไม่หวั่นไหวแห่งจิตว่า พระโยคาวรจรนั้นเมื่อจิต ตั้งมั่นบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิต อ่อน ควรแก่การงานดำรงมั่นถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้ดังนี้ พระเถระเมื่อ แสดงถึงความไม่หวั่นไหวนั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสฬสมูลานิ มูล ๑๖ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อโนนตํ จิตไม่ฟุบลง คือไม่ฟุบลงด้วยความ เกียจคร้าน อธิบายว่าไม่เร้นลับ. บทว่า อนุนฺนตํ จิตไม่ฟูขึ้นคือไม่ขึ้น เบื้องบนด้วยความฟุ้งซ่าน อธิบายว่า จิตไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า อนภินตํ จิตไม่น้อมไป คือ ไม่น้อมไปด้วยความโลภ ความว่า ไม่ติดแน่น. ท่านอธิบาย ว่า จิตน้อมไป น้อมไปยิ่ง เพราะความใคร่อย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้น จิตไม่เป็น เช่นนั้น. บทว่า ราเคน ด้วยราคะคือด้วยความโลภอันมีสังขารเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนปนตํ จิตไม่มุ่งร้าย คือ ไม่มุ่งร้ายด้วยโทสะ ความว่า ไม่กระทบ กระทั่ง. บทว่า นตํ นติ โดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน คือ น้อมไป. ท่าน อธิบายว่า จิตปราศจากความน้อมไป ชื่อว่า อปนตํ คือมุ่งร้าย จิตนี้ไม่เป็น เช่นนั้น. บทว่า อนิสฺสิตํ จิตอันทิฏฐิไม่อาศัย คือ ไม่อาศัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าเป็นตัวตน หรือเป็นสิ่งเนื่องด้วยตัวตน ด้วยอำนาจทิฏฐิ เพราะเห็นโดย ความไม่เป็นตัวตน. บทว่า อปฺปฏิพทฺธํ จิตไม่พัวพัน คือ ไม่พัวพันด้วย หวังอุปการะตอบ. บทว่า ฉนฺทราเคน เพราะฉันทราคะ คือ เพราะความโลภ มีสัตว์เป็นที่ตั้ง. บทว่า วิปฺปมุตฺตํ จิตหลุดพ้น คือ หลุดพ้นจากกามราคะ
หน้า 721 ข้อ 694
ด้วยวิกขัมภนวิมุตติ. อีกอย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากกามราคะด้วยวิมุตติ ๕. อีก อย่างหนึ่ง หลุดพ้นจากความเป็นปฏิปักษ์นั้น ๆ ด้วยวิมุตติ ๕. บทนี้ท่านกล่าว ด้วยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์โดยนัยดังกล่าวแล้วว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ในนิโรธ- สมาบัติญาณ เพราะยังอภิญญาให้เกิดแก่พระเสขะผู้เป็นปุถุชนและพระอเสขะ แต่ควรถือเอาตามมีตามได้. บทว่า กามราเคน เพราะกามราคะ คือ เพราะ ความกำหนัดในเมถุน. บทว่า วิสญฺญุตํ จิตไม่เกาะเกี่ยว คือ ไม่เกาะเกี่ยว ด้วยกิเลสที่เหลือเพราะข่มไว้ได้ หรือไม่เกาะเกี่ยว เพราะตัดขาดได้ด้วยความ อุกฤษฏ์. บทว่า กิเลเส คือกิเลสที่เหลือ. บทว่า วิปริยาทิกตํ จิตปราศจาก เครื่องครอบงำ คือ จิตกระทำให้ปราศจากขอบเขตของกิเลส ด้วยอำนาจ ขอบเขตกิเลสที่ควรข่ม หรือด้วยอำนาจขอบเขตกิเลสที่ควรละด้วยมรรคนั้นๆ. บทว่า กิเลสปริยาเท เพราะความครอบงำของกิเลส คือ เพราะขอบเขต ของกิเลสที่ละได้แล้วนั้น ๆ. บทว่า เอกคฺคตํ คือจิตมีอารมณ์เดียว. บทว่า นานตฺตกิเลเสหิ เพราะกิเลสต่าง ๆ คือ เพราะกิเลสอันเป็นไปอยู่ในอารมณ์ ต่าง ๆ. บทนี้ท่านกล่าวเพ่งถึงอารมณ์ แต่บทว่า โอโนนตํ จิตไม่ฟุบลง เป็นอาทิ ท่านกล่าวเพ่งถึงกิเลสทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า โอภาสคตํ จิตที่ ถึงความสว่างไสว คือ จิตที่ถึงความสว่างไสวเพราะปัญญาด้วยความเป็นไปแห่ง ความฉลาดเพราะปัญญา. บทว่า อวิชฺชนฺธกาเร เพราะความมืดคืออวิชชา คือ เพราะอวิชชามีกำลัง ท่านกล่าวภูมิ ๔ มูล ๑๖ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นของ ฤทธิ์. ท่านกล่าวบาท ๔ และบท ๘ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นและด้วยการประกอบ พร้อม.
หน้า 722 ข้อ 694
อรรถกถาทสอิทธินิเทศ พระสารีบุตรเถระ ครั้นแสดงธรรมอันเป็นภูมิ บาท บท และมูล แห่งฤทธิ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงฤทธิ์เหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตมา อธิฏฺานา อิทฺธิ ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นไฉน. ท่านกล่าวอรรถแห่ง บทที่ยกขึ้นในบทนั้นไว้ในอิทธิวิธญาณนิเทศแล้ว. บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุในศาสนานี้. ด้วยบทนั้นท่านแสดงถึงความไม่มีแห่งผู้แสดงฤทธิ์ได้โดย ประการทั้งปวงไว้ในที่อื่น. นิเทศแห่งบททั้งสองนี้มีอรรถดังที่ท่านได้กล่าวแล้ว ในหนหลัง. อนึ่ง ด้วยบทนั้นนั่นแหละ ภิกษุประกอบแล้วด้วยธรรมอันเป็น ภูมิ บาท บท และมูลแห่งฤทธิ์ เป็นอันท่านกล่าวถึงความเป็นผู้มีจิตฝึกแล้ว ด้วยอาการ ๑๔ หรือ ๑๕ ดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค ด้วยสามารถแห่งการ เข้าถึงความเป็นใหญ่อย่างหนึ่ง ๆ มีฉันทะเป็นต้น และความเป็นผู้มีจิตอ่อน ควรแก่การงานด้วยสามารถความเป็นผู้ชำนาญ มีอาวัชชนะเป็นต้น. ภิกษุผู้ถึง พร้อมด้วยการประกอบเบื้องต้นมีกำลัง เป็นผู้มีคุณมีได้อภิญญาเป็นต้นด้วยการ ได้เฉพาะพระอรหัตนั่นเอง ด้วยการถึงพร้อมแห่งการประกอบเบื้องต้น เป็นผู้ ประกอบด้วยธรรมทั้งหลาย มีภูมิเป็นต้น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวถึง ภิกษุแม้นั้น. บทว่า พหุกํ อาวชฺชติ ย่อมนึกให้เป็นหลายคน คือ หากภิกษุเข้า จตุตถฌานอันเป็นบทแห่งอภิญญามีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ครั้นออกแล้วย่อม ปรารถนาเป็น ๑๐๐ คน ย่อมนึกด้วยทำบริกรรมว่าเราจงเป็น ๑๐๐ คน เรา จงเป็น ๑๐๐ คน ดังนี้. บทว่า อาวชฺชิตฺวา ฌาเณน อธิฏฺาติ ครั้น นึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ คือ ทำบริกรรมอย่างนี้แล้วอธิษฐานด้วยอภิญญา-
หน้า 723 ข้อ 694
ญาณ ครั้นทำบริกรรมในที่นี้แล้วท่านไม่กล่าวถึงการเข้าสมาบัติมีฌานเป็น บาทอีก ท่านไม่กล่าวไว้ก็จริง แต่ถึงดังนั้นในอรรถกถาท่านก็กล่าวด้วย สามารถบริกรรมว่า อาวชฺชติ ย่อมนึก ครั้นนึกแล้วอธิษฐานด้วยญาณ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวด้วยสามารถแห่งอภิญญาญาณ เพราะฉะนั้น ภิกษุ ย่อมนึกคนเดียวเป็นหลายคน จากนั้นภิกษุย่อมเข้าสมาบัติในที่สุดแห่งจิตบริ- กรรม ครั้นออกจากสมาบัติแล้วนึกอีกว่า เราจงเป็นหลายคน ต่อจากนั้น ย่อมอธิษฐานด้วยอภิญญาญาณอย่างเดียวเท่านั้น โดยได้ชื่อว่า อธิฏฺานํ ด้วยสามารถให้ความสำเร็จด้วยการเกิดในลำดับแห่งจิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ๓ หรือ ๔ ดวงอันเป็นไปแล้ว เพราะเหตุนั้นพึงเห็นอย่างนี้แหละ เพราะท่านกล่าว พึงเห็นอรรถในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้ เหมือนอย่างเมื่อกล่าวว่า กินแล้วนอน ก็มิได้หมายความว่า ไม่ดื่มน้ำ ไม่ล้างมือเป็นต้น แล้วนอนตอนกินเสร็จแล้ว นั่นเอง แม้เมื่อมีกิจอื่นในระหว่างก็กล่าวว่า กินแล้วนอนฉันใด พึงเห็น แม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น แม้การเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาทครั้งแรก ท่านก็มิได้ กล่าวไว้ในบาลี. อนึ่ง พร้อมด้วยอธิษฐานญาณนั้นเป็น ๑๐๐ คน. แม้ในพันคน แสนคน ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. หากไม่สำเร็จอย่างนั้น พึงทำบริกรรมอีก พึงเข้าสมาบัติ แม้ครั้งที่ ๒ ครั้นออกแล้วพึงอธิษฐาน. ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาสังยุตว่า ควรเข้าสมาบัติครั้งหนึ่ง สองครั้ง ในจิตเหล่านั้น จิตมีฌานเป็นบาทมีนิมิต เป็นอารมณ์ จิตบริกรรมคน ๑๐๐ เป็นอารมณ์หรือมีคน ๑,๐๐๐ เป็นอารมณ์ จิตเหล่านั้นย่อมสำเร็จได้ด้วยวรรณะ มิใช่ด้วยบัญญัติ แม้จิตอธิษฐานก็มีคน ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ เป็นอารมณ์เหมือนกัน จิตอธิษฐานนั้นเป็นรูปาวจรจตุต- ถฌานย่อมเกิดอย่างนั้นในลำดับโคตรภู ดุจอัปปนาจิตดังกล่าวแล้วในก่อน.
หน้า 724 ข้อ 694
เพื่อแสดงถึงกายสักขี ของความเป็นหลายคน ท่านจึงกล่าวว่า เหมือน ท่านพระจุลบันถกรูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ฉะนั้น. อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า ท่านทำคำเป็นปัจจุบัน เพราะพระเถระเป็นผู้มีปกติทำอย่างนั้น และเพราะ พระเถระนั้นยังมีชีวิตอยู่. แม้ในวาระว่า เป็นรูปเดียวก็ได้ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ในข้อนั้นมีเรื่องเล่าว่า พระเถระพี่น้องสองรูป ชื่อว่า ปันถกเพราะเกิดใน หนทาง. พี่น้องสองรูปนั้นพระมหาปันถกผู้พี่บวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทา. พระมหาบันถกเป็นพระอรหันต์จึงให้จุลบนถกบวชแล้วได้ให้ คาถานี้ว่า ดอกปทุมชื่อโกกนุทบานในเวลาเช้า ยังไม่สิ้น กลิ่น ยังมีกลิ่นหอมอยู่ ฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรส ผู้ไพโรจน์อยู่ดุจดวงอาทิตย์ รุ่งโรจน์อยู่ในอากาศ ฉะนั้น. พระจุลบันถกไม่สามารถท่องคาถานั้นให้คล่องได้ล่วงไป ๔ เดือน ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะพระจุลบันถกว่า ท่านไม่สมควรในพระศาสนานี้ จงออกไปจากพระศาสนานี้เสียเถิด. อนึ่ง ในเวลานั้นพระเถระเป็นภัตตุเทศก์ (ผู้แจกภัตร). ชีวกโกมารภัจ ถือเอาดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอัน มากไปยังอัมพวันของตน บูชาพระศาสดา ฟังธรรมถวายบังคมพระทศพล แล้วเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า พระคุณเจ้าขอรับ พรุ่งนี้ขอพระคุณเจ้าพาภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขรับภิกษาที่บ้านของกระผมเถิด. พระเถระก็กล่าวว่า อาตมารับนิมนต์แก่ภิกษุที่เหลือเว้นจุลปันถก. พระจุลบันถกได้ฟังดังนั้น เสียใจเป็นอย่างยิ่ง รุ่งขึ้นออกจากวัดแต่เช้าตรู่ ยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตูวิหาร เพราะเป็นผู้มีความหวังในพระศาสนา.
หน้า 725 ข้อ 694
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยของพระจุลบันถกนั้น จึงเสด็จ เข้าไปหาตรัสว่า ร้องไห้ทำไม. พระจุลบันถกกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่สามารถทำการท่องจำได้มิใช่เป็นผู้ไม่สมควร ในศาสนาของเรา อย่าเศร้าโศกไปเลย ปันถก แล้วเอาฝ่าพระหัตถ์ซึ่งมีรอยจักร ลูบศีรษะของพระจุลปันถกนั้น จูงที่แขนเสด็จเข้าสู่พระวิหารให้นั่ง ณ พระ- คันธกุฎีตรัสว่า ปันถก เธอจงนั่งลูบคลำผ้าเก่าผืนนี้ว่า รโชหรณํ รโชหรณํ นำธุลีออก นำธุลีออก แล้วทรงประทานชิ้นผ้าเก่าบริสุทธิ์อันเกิดด้วยฤทธิ์แก่ พระจุลปันถกนั้น เมื่อถึงเวลาทรงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปเรือนของชีวก ประทับนั่ง ณ อาสนะที่เราปูลาดไว้. เมื่อพระจุลปันถูกลูบคลำชิ้นผ้าเก่าอยู่ อย่างนั้น ผ้าก็หมองได้มีสีดำโดยลำดับ พระจุลปันถกนั้นได้สัญญาว่า ชิ้นผ้า เก่านี้บริสุทธิ์ ไม่มีความหมองคล้ำในผ้านี้ แต่เพราะอาศัยอัตภาพจึงได้ หมองคล้ำ ยังญาณให้หยั่งลงในขันธ์ ๕ เจริญวิปัสสนา. ขณะนั้นพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงเปล่งพระโอภาสปรากฏดุจประทับนั่งข้างหน้าของพระจุลปันถก นั้น ได้ตรัสโอภาสคาถานี้ว่า ธุลีคือราคะแต่มิใช่เรณู (ละออง) คำว่า รโช (ธุลี) นี้เป็นชื่อของราคะ บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ละธุลีนี้แล้วอยู่ในศาสนาของตถาคต ผู้ปราศจากธุลี แล้ว. ธุลี คือ โทสะ ฯลฯ ในศาสนาของตถาคตผู้ ปราศจากธุลีแล้ว. ธุลี คือ โมหะ ฯลฯ ในศาสนาของตถาคต ผู้ปราศจากธุลีแล้ว.
หน้า 726 ข้อ 694
ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่งไม่ ประมาทเป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครองแห่งมุนี คงที่สงบ มีสติทุกเมื่อ. เมื่อจบคาถาพระเถระบรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระ เถระนั้น เป็นผู้ได้ฌานสำเร็จแต่ใจ รูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ หลายรูปสามารถ เป็นรูปเดียวก็ได้. ปิฎก ๓ และอภิญญา ๖ ได้ปรากฏแก่พระเถระด้วยอรหัตมรรค นั่นแล. แม้ชีวกก็น้อมทักษิโณทกเข้าไปถวายแด่พระทศพล พระศาสดาทรง ปิดบาตร ชีวกทูลถามว่า เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ตรัสว่ายังมีภิกษุรูปหนึ่งอยู่ใน วิหาร ชีวกนั้นจึงส่งบุรุษไปบอกว่า เจ้าจงไปนำพระคุณเจ้ามาเร็วพลัน พระ- จุลปันถกเถระประสงค์จะให้พี่ชายรู้ว่าตนบรรลุธรรมวิเศษแล้ว ก่อนที่บุรุษนั้น จะมาถึงจึงนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป แม้รูปหนึ่งก็ไม่เหมือนกับรูปหนึ่ง รูปหนึ่ง ได้ทำกิจของสมณะมีเย็บจีวรเป็นต้นไม่เหมือนกับรูปอื่น บุรุษไปเห็นภิกษุในวัด มากมายจึงกลับมาบอกแก่ชีวกว่า นาย ภิกษุในวัดมากมาย ผมไม่เห็นพระคุณ เจ้าที่ควรจะนิมนต์เลย. ชีวกทูลถามพระศาสดาบอกชื่อของพระเถระรูปนั้นแล้ว ส่งบุรุษไปอีก บุรุษนั้นไปถามว่า ท่านขอรับ รูปไหนชื่อจุลปันถก ทั้งพันรูป บอกพร้อมกันกล่าวว่า เราคือจุลบันถก เราคือจุลบันถก บุรุษนั้นกลับไปอีกกล่าว ว่า นัยว่า พระคุณท่านทั้งหมดเป็นจุลบันถก ผมไม่รู้จะนิมนต์รูปไหน ชีวก ได้รู้โดยนัยว่า ภิกษุมีฤทธิ์ เพราะแทงตลอดสัจจธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า เธอจงไป จงจับภิกษุที่เห็นเป็นรูปแรกที่ชายจีวรแล้วกล่าวว่า พระ- ศาสดาตรัสเรียกท่านแล้วนำมา บุรุษนั้นไปแล้วได้ทำตามนั้น ทันใดนั้นเอง ภิกษุที่นิรมิตแล้วทั้งหมดก็หายไป พระเถระส่งบุรุษนั้นกลับไป สำเร็จเสร็จกิจ มีล้างหน้าเป็นต้นแล้วไปถึงก่อนนั่งเหนืออาสนะที่เขาปูไว้ ในขณะนั้น พระ-
หน้า 727 ข้อ 694
ศาสดาทรงรับทักษิโณทก เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วให้พระจุลบันถกเถระ กล่าวธรรมกถา อนุโมทนาภัตร พระเถระกล่าวธรรมกถา มีประมาณเท่า คัมภีร์ ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย. ภิกษุรูปอื่นๆ นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจด้วยการอธิษฐานย่อมนิรมิตได้ ๓ รูป หรือ ๒ รูป ย่อมนิรมิตหลายรูปให้เป็นเช่นกับรูปเดียวได้ และทำกรรม ได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่พระจุลบันถกเถระนิรมิตได้ ๑,๐๐๐ รูปโดยนึกครั้ง เดียวเท่านั้น มิได้ทำ ๒ คนให้เป็นเช่นกับคนเดียว มิได้ทำกรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพระเถระจึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้นิรมิตกายสำเร็จแต่ใจ ส่วนภิกษุ รูปอื่น ๆ ไม่กำหนดจำนวนมากจึงเป็นเช่นผู้มีฤทธิ์นิรมิตได้เท่านั้น ภิกษุรูป อื่น ๆ ย่อมทำกรรมที่ผู้มีฤทธิ์ทำมียืนนั่งเป็นต้น และความเป็นผู้พูดนิ่งเป็นต้น ได้เท่านั้น แต่หากว่า ประสงค์จะทำวรรณะต่าง ๆ บางพวกก็ทำได้ในปฐมวัย บางพวกก็ในมัชฌิมวัย บางพวกก็ในปัจฉิมวัย อนึ่งประสงค์จะทำผมยาว โล้น ทั้งหมด มีผมปน มีจีวรสีแดงครึ่งหนึ่งจีวรสีเหลือง หรือทำบทภาณ ธรรม- กถา สรภัญญะถามปัญหาแก้ปัญหาย้อมต้มเย็บ ซักจีวรเป็นต้นมีประการต่าง ๆ แม้อย่างอื่น ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาท แล้วทำปริกรรมโดยนัยมี อาทิว่า ภิกษุประมาณเท่านี้จงเป็นผู้มีปฐมวัย เเล้วเข้าสมาบัติอีกครั้นออกแล้ว พึงอธิษฐาน จึงเป็นผู้มีประการที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ กับด้วยจิตอธิษฐาน ในบทมีอาทิว่า พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ มีนัยนี้ เหมือนกัน. แต่ความต่างกันมีดังต่อไปนี้ บทว่า ปกติยา พหุโก โดยปกติ หลายคน คือโดยปกติที่นิรมิตในระหว่างกาลนิรมิตหลายคน อนึ่ง ภิกษุนี้ครั้น นิรมิตความเป็นหลายรูปอย่างนี้แล้ว จึงดำริต่อไปว่า เราจักจงกรมรูปเดียว
หน้า 728 ข้อ 694
จักทำการท่อง จักถามปัญหา เพราะความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยว่าวัดนี้ มีภิกษุน้อย หากพวกอื่นจักมา จักรู้จักเราว่า ภิกษุประมาณเท่านี้เหมือนรูปเดียว กันมาแต่ไหน นี้จักเป็นอานุภาพของพระเถระแน่แท้ ดังนี้จึงปรารถนาว่า เรา จงเป็นรูปเดียว ในระหว่างเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาท ครั้นออกแล้วทำบริกรรม ว่า เราจงเป็นรูปเดียวเข้าสมาบัติอีก ครั้นออกแล้วพึงอธิษฐานว่า เราจงเป็น รูปเดียวพร้อมกับจิตอธิษฐานนั่นเองก็เป็นรูปเดียว เมื่อไม่ทำอย่างนี้ย่อมเป็น รูปเดียวได้เองด้วยตามที่กำหนดไว้. เพราะบทว่า อาวิภาวํ ทำให้ปรากฏมาเป็นบทตั้งแล้วกล่าวว่า เกนจิ อนาวฏํ โหติ ทำให้ไม่มีอะไรปิดบัง ท่านจึงกล่าวถึงอรรถแห่งความปรากฏ ของบทว่า อาวิภาว ด้วยบทว่า เกนจิ อนาวฏํ. ท่านกล่าวถึงปาฐะที่เหลือ ว่า กโรติ ด้วยบทว่า โหติ ดังนี้ เพราะเมื่อทำให้แจ้งก็เป็นอันทำให้ ปรากฏ. บทว่า เกนจิ อนาวฏํ คือไม่มีอะไร ๆ มีฝาเป็นต้นปิดบัง คือ ปราศจากเครื่องกั้น. บทว่า อปฺปฏิจฺฉนฺนํ ไม่ปกปิด คือไม่ปิดข้างบน ชื่อว่า วิวฏํ เปิดเผยเพราะไม่ปิดบัง ชื่อว่า ปากฏํ ปรากฏ เพราะไม่ปกปิด. บทว่า ติโรภาวํ ทำให้หายไป คือทำให้อยู่ในระหว่าง ชื่อว่า ปิหิตํ ปิดบังเพราะ เครื่องกั้นนั้นปิด ชื่อว่า ปฏิกุชฺชิตํ มิดชิดเพราะปิดที่ที่ปิดบังไว้นั่นเอง. บทว่า อากาสกสิณสมาปตฺติยา ได้แก่จตุตถฌานสมาบัติอันเกิดขึ้นแล้วใน อากาศกสิณที่กำหนดไว้. บทว่า ลาภี เป็นผู้ได้ชื่อว่า ลาภี เพราะเป็นผู้มีลาภ. บทว่า อปริกฺขิตฺเต ไม่มีอะไรกันไว้ คือในท้องที่ที่ไม่มีอะไรกั้นไว้โดยรอบ เพราะท่านกล่าวอากาศกสิณไว้ในที่นี้ ฌานที่เจริญแล้ว ในทีนั้นนั่นแหละย่อม เป็นปัจจัยแห่งอากาศกสิณ ไม่พึงเห็นว่าอย่างอื่น พึงเห็นฌานมีกสิณนั้นเป็น อารมณ์แม้ในบรรดาอาโปกสินในเบื้องบนเป็นต้น มิใช่อย่างอื่น. บทว่า ปวึ
หน้า 729 ข้อ 694
อาวชฺชติ อุทกํ อาวชฺชติ อากาสํ อาวชฺชติ ย่อมนึกถึงแผ่นดิน ย่อมนึก ถึงน้ำ ย่อมนึกถึงอากาศ คือย่อมนึกถึงแผ่นดิน น้ำและอากาศตามปกติ. บทว่า อนฺตลิกฺเข บนอากาศท่านแสดงถึงความที่อากาศนั้นเป็นอากาศไกลกว่าแผ่นดิน เพราะท่านไม่นิยมกสิณในการลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ จึงกล่าวโดยไม่ ต่างกันว่าผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ถือความชำนาญแห่งจิต. บทว่า นิสินฺนโก วา นิปนฺน- โก วา คือนั่งก็ดี นอนก็ดี ด้วยบทนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแม้อิริยาบถทั้งสองนอก นั้นด้วย. บทว่า หตฺถปาเส โหตุ คือดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จงมีในที่ใกล้มือ. ปาฐะว่า หตฺถปสฺเส โหตุ จงมีที่ข้างมือบ้าง บทนี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจของ ผู้ใคร่จะทำอย่างนั้น. อนึ่ง ผู้มีฤทธิ์นี้แม้ไปในที่นั้น แล้วก็ยกมือลูบคลำได้. บทว่า อามสติ ลูบ คือถูกต้องนิดหน่อย. บทว่า ปรามสติ คลำ คือถูก ต้องหนักหน่อย. บทว่า ปริมชฺชติ สัมผัส คือถูกต้องโดยรอบ. บทว่า รูปคตํ คือรูปที่ตั้งอยู่ใกล้มือนั่นเอง. บทว่า ทูเรปิ สนฺติเก อธิฏฺาติ อธิษฐานที่ ไกลให้เป็นที่ใกล้คือผู้มีฤทธิ์ครั้นออกจากสมาบัติมีฌานเป็นบาทแล้ว ย่อมนึก ถึงเทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ในที่ไกลว่า จงมีในที่ใกล้ดังนี้ ครั้นนึกถึงแล้ว กระทำบริกรรมเข้าสมาบัติอีกครั้นออกแล้วอธิฐานด้วยญาณว่า จงมีในที่ใกล้ ดังนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ย่อมมีในที่ใกล้ แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ อนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงถึงความวิเศษของความสำเร็จแห่งฤทธิ์นี้ แม้ไม่ เป็นอุปการะแก่ผู้ประสงค์จะไปพรหมโลกกล่าวถึงการกระทำที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ แล้วไปพรหมโลกได้ จงกล่าวคำมีอาทิว่า สนฺติเกปิ แม้ในที่ใกล้. ในบทนั้นมิใช่การทำเล็กน้อยและทำมากอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งทั้งหมด ที่ปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ฤทธิ์ แม้ในบทมีอาทิว่า อมธุรํ มธุรํ ทั้งไม่ อร่อยทั้งอร่อย พึงทราบนัยอื่นอีก. บทว่า ทูเรปิ สนฺติเก อธิฏฺาติ
หน้า 730 ข้อ 694
อธิษฐานแม้ที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ คืออธิษฐานพรหมโลก ในที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ ของมนุษยโลก. บทว่า สนฺติเกปิ ทูเร อธิฏฺาติ อธิษฐานแม้ในที่ใกล้ให้ เป็นที่ไกลคืออธิษฐานมนุษยโลกในที่ใกล้ให้เป็นพรหมโลกในที่ไกล. บทว่า พหุกมฺปิ โถกํ อธิฏฺาติ อธิษฐานของแม้มากให้เป็นของน้อยคือหากว่าพรหม ทั้งหลายมาประชุมกันมาก เพราะพรหมมีร่างกายใหญ่จะละทัศนูปจาร (การ เห็นใกล้เคียง) สวนูปจาร (การฟังใกล้เคียง) ผู้มีฤทธิ์ย่อรวมกันในทัศนูปจาร และสวนูปจาร อธิษฐานแม้ของมากให้เป็นของน้อย. บทว่า โถกมฺปิ พหุกํ อธิฏฺาติ อธิษฐานแม้ของน้อยให้เป็นของมาก คือหากว่าผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะไป กับบริวารมาก เป็นผู้มีบริวารมาก็เพราะอธิษฐานตนชื่อว่าน้อยเพราะมีคนเดียว ให้มากแล้วไป พึงเห็นอรรถในบทนี้ด้วยประการฉะนี้แล. เมื่อเป็นอย่างนั้นแม้ บท ๔ อย่างนี้ย่อมเป็นอุปการะในการไปพรหมโลก. บทว่า ทิพฺเพน จกฺขุนา ตสฺส พฺรหฺมุโน รูปํ ปสฺสติ ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นด้วยทิพยจักษุ คือ ผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ในที่นี้เจริญอาโลกกสิณ ย่อมเห็นรูปพรหมที่ประสงค์จะเห็นด้วย ทิพยจักษุ ยืนอยู่ในที่นี้นั่นแหละย่อมได้ยินเสียงของพรหมนั้นกำลังพูดกันด้วย ทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นด้วยเจโตปริยญาณ. บทว่า ทิสฺสมาเนน ด้วยกายที่ปรากฏ คือด้วยการเพ่งด้วยจักษุ. บทว่า กายวเสน จิตฺตํ ปริณาเมติ คือน้อมจิตด้วยสามารถแห่งรูปกาย ยึดจิตมีฌานเป็นบาทแล้วยก ขึ้นในกาย กระทำการไปของกายด้วยสำคัญว่าเบา ให้เป็นการไปช้าเพราะการ ไปด้วยกายเป็นความช้า. บทว่า อธิฏฺาติ เป็นไวพจน์ของบทนั้นนั่นแหละ ความว่าให้สำเร็จ. บทว่า สุขสฺญฺจ ลหุสญฺญฺจ โอกฺกมิตฺวา หยั่ง ลงสู่สุชสัญญญาและลหุสัญญา คือ หยั่งลงเข้าไปถูกต้องเข้าถึงสุขสัญญาและ ลหุสัญญาอันเกิดพร้อมกับอิทธิจิต มีฌานเป็นบาทเป็นอารมณ์ สัญญาสัมปยุต
หน้า 731 ข้อ 694
ด้วยอุเบกขา ชื่อ สุขสัญญา เพราะอุเบกขาท่านกล่าวว่า ความสงบเป็นความ สุข สัญญานั่นแหละพึงทราบว่าเป็นลหุสัญญาเพราะพ้นจากนิวรณ์และธรรม เป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น. แม้กรชกายของผู้มีฤทธิ์หยั่งลงสู่สัญญานั้นก็เบาดุจปุยนุ่น ผู้มีฤทธิ์นั้น ไปสู่พรหมโลกด้วยกายอันปรากฏเบาดุจปุยนุ่นที่ถูกลมพัดไป อนึ่ง เมื่อไปอย่าง นี้หากปรารถนา ก็นิรมิตทางบนอากาศด้วยปฐวีกสิณแล้วเดินไป หากปรารถนา ก็นิรมิตดอกปทุมทุก ๆ ย่างเท้าบนอากาศด้วยปฐวีกสิณนั่นแหละแล้ววางเท้า บนดอกปทุมเดินไป หากปรารถนาก็อธิษฐานลมด้วยวาโยกสิณแล้วไปกับ ลมดุจปุยนุ่น ความเป็นผู้ใคร่จะไปนั่นแหละเป็นประมาณในเรื่องนี้ เพราะ ความเป็นผู้ใคร่จะไป ผู้มีฤทธิ์นั้น จึงอธิษฐานจิตทำอย่างนั้น ชัดไปด้วยกำลัง ของอธิษฐานปรากฏดุจลูกศรแล่นไปด้วยกำลังของสายธนู. บทว่า จิตตฺวเสน กายํ ปริณาเมติ น้อมกายไปด้วยอำนาจจิตคือยึดกรชกาย แล้วยกขึ้นในจิต อันมีฌานเป็นบท ทำการไปของจิตให้เป็นการไปเร็ว เพราะการไปด้วยจิต เป็นความเร็ว. บทว่า สุขสญฺญฺจ ลหุสญฺญฺจ โอกฺกมิตฺวา คือหยั่งลงสู่ สุขสัญญาและลหุสัญญา อันเกิดพร้อมกับอิทธิจิตอันมีรูปกายเป็นอารมณ์. บท ที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. แต่บทนี้เป็นการไปด้วยจิต เมื่อ ถามว่าผู้มีฤทธิ์นี้ เมื่อไปด้วยกายอันไม่ปรากฏอย่างนี้ ย่อมไปในอุปาทขณะ แห่งจิตอธิษฐานนั้นหรือ หรือว่าในฐิติขณะ หรือภังคขณะ. พระเถระกล่าวว่า ไปในขณะแม้ทั้ง ๓ ไปเองหรือว่าส่งรูปนิรมิตไป ทำตามชอบใจ แต่ในที่นี้ ผู้มีฤทธิ์นั้นไปมาเอง. บทว่า มโนมยํ สำเร็จแต่ใจ ชื่อว่า มโนมยํ เพราะ เป็นรูปนิมิตด้วยใจอธิษฐาน. ชื่อว่า สพฺพงฺคปจฺจงฺคํ มีอวัยวะครบทุกส่วน
หน้า 732 ข้อ 694
คือมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบทั้งหมด. บทว่า อหีนินฺทฺริยํ มีอินทรีย์ไม่บกพร่องนี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสัณฐานของจักษุและโสตะเป็นต้น เพราะในรูป นิมิตไม่มีประสาท. บทมีอาทิว่า สเจ โส อิทฺธิมา จงฺกมติ นิมฺมิโตปิ ตตฺถ จงฺกมติ หากผู้มีฤทธิ์จงกรมอยู่ แม้รูปนิมิตก็จงกรมในที่นั้น ท่านกล่าวหมายถึงสาวก นิมิตทั้งหมด ส่วนพุทธนิมิตทั้งหลายย่อมทำสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ ทำแม้อย่างอื่นด้วยอำนาจจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ธูมายติ ปชฺชลติ บังหวนควันให้ไฟลุกโพลง ท่านกล่าวด้วยอำนาจเจโตกสิณ. ๓ บทมีอาทิว่า ธมฺมํ ภาสติ กล่าวธรรมท่านกล่าวไม่แน่นอน. บทว่า สนฺติฏฺติ ยืนอยู่ คือ ยืนร่วมกัน. บทว่า สลฺลปติ สนทนาอยู่ คือ สนทนาร่วมกัน. บทว่า สากจฺฉ สมาปชฺชติ ปราศรัยกัน คือ ปราศรัยด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ของกันและกัน. อนึ่ง ผู้มีฤทธิ์นั้นยืนอยู่ ณ ที่นี้ ย่อมเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ย่อมได้ยินเสียงด้วยทิพยโสตธาตุ ย่อมรู้จิตด้วยเจโตปริยญาณ ย่อมยืนสนทนา ปราศรัยกับพรหมนั้น. การอธิษฐานของผู้มีฤทธิ์นั้นมีอาทิว่า ย่อมอธิษฐาน แม้ในที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ได้ ผู้มีฤทธิ์นั้นไปสู่พรหมโลกด้วยกายอันปรากฏ หรือไม่ปรากฏ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ย่อมไม่ยังอำนาจให้เป็นไปทางกายได้ ย่อมถึงวิธีดังที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ผู้มีฤทธิ์นั้นย่อมนิรมิตคนมีรูปไว้ข้างหน้า พรหมนั้นได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ชื่อว่าย่อมยังอำนาจให้เป็นไปทางกายได้. ส่วนบทที่เหลือท่านกล่าวไว้ เพื่อชี้ให้เห็นส่วนเบื้องต้นของการยังอำนาจให้ เป็นไปทางกาย นี้เป็นฤทธิ์ที่อธิษฐาน. พึงทราบวินิจฉัยในวิกุพพนิทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. ท่านกล่าวยกตัวอย่าง สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เพื่อชี้ให้เห็นกายสักขีของฤทธิ์ที่
หน้า 733 ข้อ 694
แผลงได้ต่าง ๆ. พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงถึงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ นั้น จึงแสดงฤทธิ์ที่อธิฐานได้ยินเสียงเเห่งพันโลกธาตุ อันน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ไม่เคยมีมาก่อนว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ทรง เปล่งเสียงให้พันโลกธาตุทราบชัด ดังนี้. บัดนี้ เพื่อแสดงเรื่องราวนั้น ท่านจึงกล่าวข้อความนี้. ในกัป ๓๑ ถอย ไปจากกัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตในชาติ เป็นลำดับ อุบัติในพระครรภ์ของพระมเหสีพระนามว่า ปภาวดี ของพระเจ้า อรุณวดี ในอรุณวดีนคร มีพระญาณแก่กล้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ตรัสรู้ พระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิมณฑลทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ ทรง อาศัยอรุณวดีนครประทับอยู่ วันหนึ่ง ตอนเช้าตรู่ทรงชำระพระวรกายแล้ว แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ทรงดำริว่า จักเข้าไปอรุณวดีนครเพื่อบิณฑบาต ประทับยืน ณ ที่ใกล้ซุ้มประตูพระวิหาร ตรัสเรียกพระอัครสาวกชื่อ อภิภู มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เข้าไปอรุณวดีนครเพื่อบิณฑบาตกันเถิด เราจักเข้าไปพรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเรียกอภิภูภิกษุ มีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ มาเถิดเราจะเข้าไปพรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง จนกว่าจะถึงเวลา ฉัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อภิภูภิกษุรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิขี ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ลำดับนั้นแล พระผู้มี พระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี และพระอภิภูภิกษุได้เข้าไปยังพรหมโลกชั้นใด ชั้นหนึ่ง.
หน้า 734 ข้อ 694
ณ พรหมโลกนั้น มหาพรหมเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีความ ชื่นชม ทำการต้อนรับได้ปูลาดพรหมอาสนะถวาย ปูลาดอาสนะอันสมควร แม้แก่พระเถระด้วย. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้. แม้พระเถระก็นั่งเหนืออาสนะที่ถึงแก่ตน. มหาพรหมถวายบังคมพระทศพล แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ลำดับนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิขี ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสกะอภิภูภิกษุว่า ดูก่อน พราหมณ์ ธรรมีกถาจงแจ่มแจ้งแก่พรหม พรหมบริษัทและพรหมปาริสัชชะ ทั้งหลายเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อภิภูภิกษุรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มี พระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แสดงธรรมกถาแก่พรหม พรหมบริษัทและพรหมปาริสัชชะทั้งหลาย เมื่อพระเถระกล่าวธรรมกถา หมู่ พรหมทั้งหลายยกโทษว่า ก็พวกเราได้การมาสู่พรหมโลกของพระศาสดาตลอด กาลนาน ภิกษุนี้เว้นพระศาสดาเสียแล้ว แสดงธรรมเสียเอง. พระศาสดาทรงทราบว่า หมู่พรหมไม่พอใจจึงตรัสกะภิกษุอภิภูว่า ดูก่อนพราหมณ์ พรหม พรหมบริษัท และพรหมปาริสัชชะทั้งหลายเหล่านั้น พากันยกโทษ ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นเธอจงให้พรหม พรหมบริษัท และพรหมปาริสัชชาทั้งหลาย สลดใจโดยประมาณยิ่ง. พระเถระรับพระดำรัส ของพระศาสดาแล้ว แผลงฤทธิ์ต่าง ๆ หลายอย่าง ยังพันโลกธาตุให้รู้แจ่มแจ้ง ด้วยเสียง ได้กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า ท่านทั้งหลายจงริเริ่ม จงก้าวหน้า จงประกอบ (ความเพียร) ในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาแห่ง
หน้า 735 ข้อ 694
มัจจุ ดุจช่างกำจัดเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น ผู้ใดจักไม่ ประมาทในธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจักละสงสารคือชาติ แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ก็พระเถระทำอย่างไร จึงยังพันโลกธาตุให้รู้แจ้งด้วยเสียง. พระเถระเข้า นีลกสิณก่อน ครั้นออกแล้วแผ่ความมืดไปในที่ทั้งปวงในพันจักรวาลด้วยอภิญ- ญาญาณ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดความคำนึงว่า อะไรนี่มืดแล้ว พระเถระจึงเข้าอา โลกกสิณครั้นออกแล้วก็ทำแสงสว่างให้ปรากฏ เมื่อสัตว์ทั้งหลายกำลังเพ่งดูว่า อะไรนี่สว่างแล้ว พระเถระจึงแสดงตนให้ปรากฏ. เทวดาและมนุษย์ในพันจักร- วาลต่างประคองอัญชลียืนนมัสการพระเถระ พระเถระกล่าวว่า ขอมหาชนจงฟัง เสียงของเราผู้แสดงธรรม แล้วจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้. เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ได้ยินเสียงของพระเถระดุจนั่งแสดงธรรม ในท่ามกลางบริษัทที่ประชุมกันอยู่ แม้ใจความก็ได้ปรากฏแก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ท่านกล่าวว่า พระเถระ ให้รู้แจ่มแจ้งด้วยเสียง หมายถึงให้รู้แจ่มแจ้งใจความนั้น. ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า โส ทสฺสมาเนนปิ พระเถระแสดงธรรมด้วยกายที่ปรากฏบ้าง ดังนี้อีก หมายถึงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ หลายอย่างนี้ พระเถระนั้นทำ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ เทเสสิ พระเถระแสดงธรรม คือ แสดงฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ มีประการดังกล่าวแล้วก่อนจึงแสดงธรรม. แต่นั้น พึงทราบว่าพระเถระกล่าว ๒ คาถา โดยลำดับตามที่กล่าวแล้ว จึงให้รู้แจ่มแจ้ง ด้วยเสียง. อนึ่ง ในบทมีอาทิว่า ทิสฺสมาเนนปิ กาเยน ด้วยกายที่ปรากฏ บ้าง เป็นตติยาวิภัตติลงในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ (มี ด้วย ทั้ง) คือมีกาย เป็นอย่างนั้น.
หน้า 736 ข้อ 694
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงเรื่องราวนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงถึง วิธีทำฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ ของผู้มีฤทธิ์แม้อื่น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โส ปกติวณฺณํ วิชหิตฺวา ผู้มีฤทธิ์นั้นละเพศปกติแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า โส คือ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีจิตอ่อนสมควรแก่ การงานที่ทำ ตามวิธีดังกล่าวแล้วในหนหลัง. หากภิกษุผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำ ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นละเพศปกติ คือสัณฐานปกติของตน แล้วแสดงเพศเป็นกุมารบ้าง. อย่างไร คือออกจากจตุตถฌานมีปฐวีกสิณเป็น อารมณ์ มีอภิญญาเป็นบาท แล้วนึกถึงเพศกุมารที่ควรนิรมิตว่า เราจงเป็น กุมารมีรูปอย่างนี้ ดังนี้แล้ว เมื่อทำบริกรรมเสร็จจึงเข้าสมาบัติอีก ครั้นออก แล้ว อธิษฐานด้วยอภิญญาญาณว่า เราจงเป็นกุมารมีรูปอย่างนี้ ดังนี้. ภิกษุ ผู้มีฤทธิ์นั้นก็จะเป็นกุมารพร้อมกับอธิษฐาน. ท่านกล่าวไว้ในปฐวีกสิณในวิสุทธิมรรคว่า สมาบัติมีปฐวีกสิณเป็น อารมณ์ มีฌานเป็นบาท ย่อมสมควรในที่นี้ด้วยคำว่า ฤทธิ์ที่แผลงต่าง ๆ มี อาทิอย่างนี้ว่า ความเป็นคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ด้วยอำนาจปฐวีกสิณ ฯลฯ ย่อมสำเร็จดังนี้. อนึ่ง ในอภิญญานิเทศในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแหละ ท่าน กล่าวว่า ออกจากปฐวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ จากฌานมี อภิญญาเป็นบาท ดังนี้ ด้วยฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ. อนึ่ง ในนิเทศนั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวว่า ควรคิดถึงเพศกุมารของตน. คำกล่าวนั้นดูเหมือนจะไม่สมควร ในการนิรมิตมีนาคเป็นต้น. แม้ในการนิรมิตมีเพศนาคเป็นต้น ก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. ในบทเหล่านั้น บทว่า นาควณฺณํ เพศนาค คือมีสัณฐานคล้ายงู. บทว่า สุปณฺณวณฺณํ เพศครุฑ คือมีสัณฐานคล้ายครุฑ. บทว่า อินฺทวณฺณํ
หน้า 737 ข้อ 694
เพศพระอินทร์ คือ มีสัณฐานคล้ายท้าวสักกะ. บทว่า เทววณฺณํ เพศเทวดา คือ มีสัณฐานคล้ายเทวดาที่เหลือ. บทว่า สมุทฺทวณฺณํ เพศสมุทร ย่อม สำเร็จด้วยอำนาจแห่งอาโปกสิณ. บทว่า ปตฺตึ พลราบ คือ พลเดินเท้า. บทว่า วิวิธมฺปิ เสนาพฺยูหํ กองทัพตั้งประชิดกันต่าง ๆ คือ หมู่ทหารหลายเหล่า มีพลช้างเป็นต้น. แต่ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวบทมีอาทิว่า แสดงแม้ช้างด้วย เพื่อให้เห็นช้างเป็นต้น แม้ในภายนอก. ในวิสุทธิมรรคนั้นไม่พึงอธิษฐาน ว่า เราจงเป็นช้าง พึงอธิษฐานว่า ช้างจงมี. แม้ในม้าเป็นต้นท่านก็กล่าวว่า มีนัยนี้เหมือนกัน คำนั้นผิดด้วยบทเดิมกล่าวว่า ละเพศปกติ และด้วยความ ที่ฤทธิ์แผลงได้ต่าง ๆ เพราะว่าการไม่ละเพศปกติตามลำดับ ดังกล่าวในบาลี แล้ว แสดงเพศอื่นด้วยอำนาจอธิษฐาน ชื่อว่า ฤทธิ์ที่อธิษฐาน. การละ เพศปกติแล้วแสดงตนเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจอธิษฐาน ชื่อว่า ฤทธิ์แผลง ได้ต่าง ๆ. พึงทราบวินิจฉัยในมโนมยิทธินิเทศดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า อิมมฺหา กายา อญฺํ กายํ อภินิมฺมินาติ ภิกษุนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ ความว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์ประสงค์จะทำมโนมยิทธิฤทธิ์ทางใจ ครั้นออกจากสมาบัติ มีอากาศกสิณเป็นอารมณ์ มีฌานเป็นบาทแล้วนึกถึงรูปกายของตนก่อนแล้ว อธิษฐานว่าโพรงจงมี โพรงย่อมมี ต่อจากนั้นนึกถึงกายอื่นด้วยอำนาจปฐวี- กสิณในภายในของโพรงนั้นแล้วทำบริกรรมอธิษฐาน โดยนัยดังกล่าวแล้ว นั่นแหละ กายอื่นย่อมมีภายในโพรงนั้น ภิกษุนั้นบ้วนกายนั้นออกจากปาก แล้วตั้งไว้ภายนอก. บัดนี้พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะประกาศความนั้นด้วยอุปมา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า มุญฺชมฺหา คือ จากหญ้าปล้อง. บทว่า อีสิกํ ปวาเหยฺย พึงชักไส้ คือ ขุดหน่อ. บทว่า โกสิยา คือจากฝัก. บทว่า กรณฺฑา จากกระทอ คือ จากคราบหนังเก่า.
หน้า 738 ข้อ 694
อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธเรยฺย พึงยกออก พึงทราบการยก ออกแห่งกระทอนั้นด้วยจิตเท่านั้น เพราะธรรมดางูนี้ตั้งอยู่ในชาติของตน อาศัยระหว่างท่อนไม้บ้าง ระหว่างต้นไม้บ้าง ด้วยกำลัง คือ การลอกคราบ ออกจากตัว รังเกียจหนังเก่า ดุจเคี้ยวกินตัวย่อมละคราบด้วยตนเอง ด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้. อนึ่ง ในเรื่องนี้ท่านกล่าวอุปมาเหล่านั้นไว้ เพื่อให้เห็นว่า รูปสำเร็จแต่ฤทธิ์นี้ ของผู้มีฤทธิ์ย่อมเป็นเช่นกันด้วยอาการทั้งปวง เหมือนไส้ เป็นต้น ย่อมเป็นเช่นกันออกจากหญ้าปล้องฉะนั้น กายที่ทำด้วยใจ คือ อภิญญาในบทนี้ว่า ผู้มีฤทธิ์เข้าไปด้วยฤทธิ์ ด้วยกายสำเร็จแต่ใจ ชื่อว่า มโนมยกาโย กายสำเร็จแต่ใจ กายที่เกิดขึ้นด้วยใจ คือ ฌานในบทนี้ว่า ผู้มีฤทธิ์เข้าถึงกายสำเร็จ แต่ใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มโนมยกาโย กาย สำเร็จแต่ใจ เพราะใจนั้นทำ แต่ในที่นี้ กายเกิดขึ้นแล้วด้วยใจ คือ อภิญญา ชื่อว่า มโนมยกาโย กายสำเร็จแต่ใจ เพราะใจนั้นทำ. เมื่อเป็นเช่นนั้น หากถามว่า ชื่อว่า กายสำเร็จแต่ใจอันฤทธิ์ที่อธิษฐานและอันฤทธิ์ที่แผลงได้ ต่าง ๆ ทำ ย่อมมีได้หรือ. ตอบว่า ย่อมมีได้ทีเดียว แต่ในที่นี้ การนิรมิต จากภายในเท่านั้น ชื่อว่า มโนมยิทธิ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า เป็นฤทธิ์ที่ อธิษฐานและเป็นฤทธิ์ที่แปลงได้ต่าง ๆ เพราะทำให้พิเศษเป็นต่างหากของฤทธิ์ เหล่านั้น. พึงทราบวินิจฉัยในญาณวิปผารนิเทศดังต่อไปนี้. ชื่อว่า าณวิปฺ- ผารา ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ เพราะมีกำลังแผ่ไปแห่งญาณ. อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบว่าท่านแสดงฤทธิ์ด้วยอนุปัสสนา ๗ แล้วย่อฤทธิ์ที่เหลือตลอดถึง อรหัตมรรค.
หน้า 739 ข้อ 694
ในบทมีอาทิว่า ท่านพากุละมีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ มีความว่าท่าน พากุลเถระได้ชื่ออย่างนี้ เพราะเป็นผู้เจริญในตระกูลทั้งสอง ละสมบุญบารมี มาในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เป็นพระเถระที่ถึงพร้อมด้วยบุญสัมปทา. จริงอยู่ พระเถระนั้นเสวยมหาสมบัติ ท่องเที่ยวไปในเทวโลก และมนุษยโลก บังเกิด ในศาสนาของพระทศพลของเรา เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงโกสัมพีก่อน. ในเวลาที่พระเถระนั้นเกิด พี่เลี้ยงพร้อมด้วยบริวารนำไปยังแม่น้ำยมุนาพร้อม กับบริวารใหญ่ เพื่อสิริมงคล เล่นน้ำดำผุดดำว่ายอยู่. ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง สำคัญว่า ทารกนี้เป็นอาหารของเรา จึงอ้าปากว่ายเข้าไปหา. พี่เลี้ยงทิ้งทารก หนีไป. ปลาใหญ่กลืนกินทารกนั้น. สัตว์ผู้มีบุญไม่ได้รับทุกข์แต่อย่างไร คล้ายเข้าไปยังห้องนอนฉะนั้น ด้วยเดชของทารก ปลาร้อนผ่าว ดุจกลืนกระ- เบื้องร้อนว่ายไปด้วยความเร็วสิ้นทาง ๒๐ โยชน์เข้าไปยังตาข่ายของชาวประมง ชาวกรุงพาราณสี. ปลานั้นพอชาวประมงเอาออกจากตาข่ายเท่านั้นก็ตายด้วยเดช ของทารกนั้น. ชาวประมงเอาปลานั้นใส่ตะกร้า คิดว่าจะขายในราคาพันหนึ่ง เที่ยวไปในนคร ไปถึงประตูเรือนของเศรษฐี ไม่มีบุตร มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ได้ขายปลาให้ภรรยาเศรษฐี ๑ กหาปณะ. นางเอาปลาวางไว้บนแผ่นกระดาน ด้วยตนเองแล้วผ่าข้างหลัง ครั้นเห็นทารกมีสีดุจทองคำในท้องปลาจึงตะโกนว่า เราได้บุตรในท้องปลาแล้วนำทารกเข้าไปหาสามี. ทันใดนั้นเองเศรษฐีให้ตีกลอง ประกาศแล้วนำทารกมาเฝ้าพระราชากราบทูลเพื่อความให้ทรงทราบ. พระราชา ตรัสว่า ทารกมีบุญ ท่านจงเลี้ยงทารกให้ดี. ตระกูลเศรษฐีที่เป็นมารดาบิดา ครั้นทราบเรื่องราวนั้นจึงไป ณ ที่นั้น พูดว่า บุตรของเรา จึงโต้เถียงกันเพื่อ จะเอาทารกไป. ทั้งสองก็ได้ไปเฝ้าพระราชา.
หน้า 740 ข้อ 694
พระราชาตรัสว่า เราไม่อาจทำให้ตระกูลทั้งสองไม่ให้มีบุตรได้ ทารก นี้จงเป็นทายาทของตระกูลทั้งสองเถิด. ตั้งแต่นั้นมาตระกูลทั้งสองก็อุดมสมบูรณ์ ด้วยลาภมากมาย. เพราะทารกนั้นเป็นผู้เจริญด้วยสองตระกูลจึงตั้งชื่อว่า พากุล- กุมาร. เมื่อพากุลกุมารนั้นรู้เดียงสาแล้ว มารดาบิดาจึงสร้างปราสาทแห่งละ ๓ หลังในนครทั้งสอง หาคนฟ้อนรำมาแสดงเป็นประจำ. พากุลกุมารอยู่ใน นครหนึ่ง ๆ นครละ ๔ เดือน. เมื่อพากุลกุมารอยู่ในนครหนึ่งครบ ๔ เดือน มารดาบิดาจึงสร้างมณฑปไว้ที่เรือขนานแล้วให้พากุลกุมารพร้อมด้วยนักฟ้อนรำ ในรูปอยู่บนเรือขนานนั้น แล้วนำพากุลกุมารซึ่งเสวยมหาสมบัติไปอีกพวกหนึ่ง สองเดือนได้ครึ่งทาง. แม้นักฟ้อนชาวนครอีกนครหนึ่ง ก็เตรียมต้อนรับเหมือน กัน ด้วยคิดว่า อีกสองเดือนพากุลกุมารจักมาถึงครึ่งทาง แล้วนำมานคร ของตนอยู่ได้สองเดือน. พากุลกุมารอยู่ในนครนั้น ๔ เดือน แล้วกลับไปอีก นครหนึ่งโดยทำนองนั้น. เมื่อพากุลกุมารเสวยสมบัติอยู่อย่างนี้ อายุครบ ๘๐ ปี. ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วทรง ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จจาริกไปตามลำดับบรรลุถึงกรุงโกสัมพี. พระมัชฌิมภาณกาจารย์ กล่าวว่า กรุงพาราณสี. แม้พากุลเศรษฐีก็ได้ยินว่า พระทศพลเสด็จมา จึงถือของหอมและดอกไม้เป็นอันมากไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถา ได้ศรัทธาแล้วก็บวช. พระพากุละเป็นปุถุชนอยู่ ๗ วันเท่านั้น ในอรุณที่ ๘ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ลำดับนั้น มาตุคามที่อยู่ในนครทั้งสอง มายังเรือนตระกูลของตน ๆ อยู่ ณ ที่นั้นทำจีวรส่งไปถวาย. พระเถระใช้จีวรที่ชาวกรุงโกสัมพีส่งไปถวายทุก กึ่งเดือน. ชาวกรุงโกสัมพีก็ส่งไปถวายทุกกึ่งเดือน โดยทำนองนี้ ได้นำสิ่งที่ อุดมในนครทั้งสองมาถวายพระเถระด้วยประการดังนี้. พระเถระบวชได้ ๘๐
หน้า 741 ข้อ 694
พรรษาอย่างมีความสุข. อาพาธแม้มีประมาณน้อยเพียงครู่เดียวก็ไม่เคยมีแก่ พระเถระนั้น ในทั้งสองตระกูล พระเถระกล่าวพากุลสูตรในครั้งสุดท้ายแล้วก็ ปรินิพพาน ด้วยประการฉะนี้. ความไม่มีโรคในท้องปลา ชื่อว่า ฤทธิ์ที่แผ่ไป ด้วยญาณ เพราะท่านพระพากุละมีภพครั้งสุดท้ายเกิดด้วยอานุภาพแห่งอรหัต- ญาณที่ควรได้ด้วยอัตภาพนั้น. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ด้วยอานุภาพแห่ง ปฏิสัมภิทาญาณที่บรรลุด้วยผลกรรมอันสุจริต. แม้พระสังกิจจเถระก็เคยทำบุญไว้ก่อนบังเกิดในครรภ์ของธิดาตระกูล มั่งคั่งในกรุงสาวัตถีผู้เป็นอุปัฏฐากของพระธรรมเสนาบดีเถระ. ธิดานั้นเมื่อทารก อยู่ในครรภ์ ได้ถึงแก่กรรมในขณะนั่นเอง ด้วยโรคอย่างหนึ่ง. เมื่อร่างของ ธิดานั้นถูกเผา เนื้อที่เหลือไหม้เว้นเนื้อที่ครรภ์. ลำดับนั้น เนื้อที่ครรภ์ของนาง หล่นลงจากเชิงตะกอน สัปเหร่อเอาหลาวแทงในที่ ๒-๓ แห่ง. ปลายหลาว ถูกหางตาของทารก. สัปเหร่อทั้งหลายแทงเนื้อที่ครรภ์แล้วเอาใส่ไว้ในกองเถ้า เอาเถ้ากลบแล้วกลับไป. เนื้อที่ครรภ์ไหม้. แต่บนยอดเถ้า ทารกคล้ายรูปทองคำ ดุจนอนบนกลีบปทุม. จริงอยู่ เมื่อสัตว์ผู้มีภพครั้งสุดท้ายแม้ถูกภูเขาสิเนรุ ทับ ก็ยังไม่สิ้นชีวิต เพราะยังไม่บรรลุพระอรหัต. วันรุ่งขึ้นสัปเหร่อคิดว่า จักดับเชิงตะกอนจึงพากันมา เห็นทารกนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงพาทารกไปนครถามนักพยากรณ์. นักพยากรณ์กล่าวว่า หากทารกนี้จักอยู่ ครองเรือน พวกญาติจักลำบากตลอด ๗ ชั่วตระกูล หากบวช จักมีสมณะ ๕๐๐ แวดล้อมเที่ยวไป. ตาได้เลี้ยงทารกนั้นจนเจริญ เมื่อทารกเจริญแม้พวก ญาติก็พากันเลี้ยงดู ด้วยหวังว่าจักให้บวชในสำนักของพระคุณเจ้าของเรา. เมื่อทารกมีอายุได้ ๗ ขวบ เขาได้ยินพวกเด็ก ๆ พูดกันว่า มารดาของท่าน ถึงแก่กรรมเมื่อท่านยังอยู่ในครรภ์ เมื่อร่างของมารดาถูกเผา ท่านก็ไฟไหม้
หน้า 742 ข้อ 694
จึงบอกแก่พวกญาติว่า นัยว่าฉันพ้นจากภัยเห็นปานนี้ ฉันจะไม่อยู่เป็น ฆราวาสละ ฉันจักบวช. พวกญาติกล่าวว่า ดีแล้วพ่อคุณ จึงพาไปหาพระธรรม- เสนาบดีสารีบุตรได้มอบให้ว่า ขอพระคุณเจ้าให้กุมารนี้บวชเถิด. พระเถระ ให้ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้ทารกบวช. ทารกนั้นเมื่อจดปลายมีดโกนเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ครั้นอายุครบก็ได้อุปสมบทบวชได้ ๑๐ พรรษา มีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวารเที่ยวไป. ความเป็นผู้ไม่มีโรคบนเชิง- ตะกอนก่อด้วยฟืน โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่า ฤทธิ์แผ่ไปด้วยญาณ ของท่านสังกิจจะ. แม้พระภูตปาลเถระก็เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุมาก่อน. บิดาของท่าน เป็นคนยากจนอยู่ในกรุงราชคฤห์. บิดาพาทารกนั้นไปคงกับเกวียนเพื่อหาฟืน บรรทุกฟืนเสร็จแล้ว เดินทางไปถึงใกล้ประตูเมืองในเวลาเย็น. ลำดับนั้น โค ทั้งหลายของเขาสลัดแอกออกแล้วเข้าเมือง. เขาให้บุตรน้อยนั่งใต้เกวียน แล้ว เดินตามรอยเท้าโคเข้าเมืองเหมือนกัน. เมื่อเขายังไม่ออกประตูเมืองปิดเสียแล้ว. ทารกนอนหลับอยู่ภายใต้เกวียนตลอดคืน. ตามปกติกรุงราชคฤห์มีอมนุษย์ มาก ก็ที่นี้เป็นที่ใกล้ป่าช้า และไม่มียักษ์ไร ๆ สามารถจะทำอันตรายแก่ทารก ผู้มีภพครั้งสุดท้ายนั้นได้. ครั้นต่อมาทารกนั้นบวชได้บรรลุพระอรหัต มีชื่อว่า ภูตปาลเถระ. ความเป็นผู้ไม่มีโรคโดยนัยดังกล่าวแล้วในท้องที่ แม้มียักษ์ร้าย เที่ยวไปอย่างนี้ ชื่อว่า ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณของท่านพระภูตปาละ. พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิวิปผาริทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. ในบทมีอาทิว่า อายสฺมโต สารีปุตฺตเถรสฺส สมาธิวิปฺผารา อิทฺธิ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วย สมาธิของท่านพระสารีบุตร มีความว่า เมื่อท่านพระสารีบุตรอยู่ที่กโปตกันทรา กับพระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อคืนเดือนหงาย ยังมิได้ปลงผม นั่งอยู่ใน
หน้า 743 ข้อ 694
ที่แจ้ง ยักษ์ร้ายตนหนึ่งแม้ถูกยักษ์ผู้เป็นสหายห้ามก็ได้ประหารบนศีรษะของ พระเถระ เสียงสนั่นหวั่นไหวดุจเสียงเมฆ. ในขณะที่ยักษ์ประหาร พระเถระ นั่งเข้าสมาบัติ จึงไม่มีการเจ็บปวดไร ๆ ด้วยการประหารนั้น. นี้เป็นฤทธิ์ที่ แผ่ไปด้วยสมาธิของท่านพระสารีบุตรเถระนั้น. สมดังที่พระสารีบุตรเถระกล่าว ไว้ว่า ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปะ ใกล้กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่ ณ กโปตกันทรา. สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร ตอนกลางคืนเดือนหงายยังมิได้ปลงผม นั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ โอกาสแจ้ง. สมัยนั้นแล ยักษ์สหายสองตนออกจากทิศอุดรไปทิศทักษิณด้วยกรณียะ อย่างใดอย่างหนึ่ง. ยักษ์ทั้งสองได้เห็นท่านพระสารีบุตร ฯลฯ นั่งอยู่ ณ ที่แจ้ง ครั้นเห็นแล้วยักษ์ตนหนึ่งได้พูดกะยักษ์ผู้เป็นสหายว่า ดูก่อนสหาย ย่อมสว่างไสวกะเรา เพื่อจะประหารศีรษะของสมณะนี้. เมื่อยักษ์กล่าวอย่างนี้ แล้ว ยักษ์สหายได้พูดกะยักษ์นั้นว่า อย่าเลยสหาย อย่าดูหมิ่นสมณะนั้นเลย สมณะนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่ สาม ฯลฯ ดูก่อนสหาย สมณะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. ครั้งนั้นแล ยักษ์นั้นมิได้เชื่อฟังยักษ์สหายนั้นได้ประหารศีรษะของท่าน พระสารีบุตรได้มีการประหารยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ด้วยการประหารนั้น ยังช้าง ขนาด ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกครึ่ง ให้จมได้โดยแท้ หรือพึงทำลายยอดภูเขาใหญ่ ได้ แต่ทว่ายักษ์นั้นร้องว่า เราร้อน เราร้อน แล้วตกลงในมหานรก ณ ที่นั้นนั่นเอง.
หน้า 744 ข้อ 694
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเห็นยักษ์นั้นประหารศีรษะของท่านพระ- สารีบุตรด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงเกินของมนุษย์ จึงเข้าไปหาพระสารีบุตร ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนพระสารีบุตรผู้มีอายุพอทนได้หรือ ยัง เยียวยาได้หรือ ไม่มีทุกข์ไรบ้างหรือ พระสารีบุตรกล่าวว่า ดูก่อนท่านโมคคัล- ลานะพอทนได้ พอเยียวยาได้ อนึ่ง ศีรษะของผมเป็นทุกข์นิดหน่อย. พระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี มาเลย ข้อที่ท่านสารีบุตรมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ดูก่อนท่านสารีบุตร ยักษ์ตน ใดตนหนึ่งได้ประหารศีรษะของท่าน ได้เป็นการประหารยิ่งใหญ่ถึงเพียงดัง ฯลฯ อนึ่ง ศีรษะของผมเป็นทุกข์นิดหน่อย. พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่ เคยมีมาเลย ข้อที่ท่านมหาโมคคัลลานะมีอานุภาพมาก ย่อมเห็นแม้ยักษ์ในที่ใด บัดนี้พวกเราจะไม่เห็นแม้ปิศาจเล่นฝุ่นในที่นั้นได้อีกเลย. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับการสนทนาเห็นปานนั้นของพระมหา- นาคทั้งสองเหล่านั้น ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงเกินของมนุษย์ จึงทรง เปล่งอุทานว่า จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหินตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ โกรธเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธเคือง จิต ของผู้ใดอบรมแล้วอย่างนี้ ทุกข์จักถึงผู้นั้นได้แต่ไหน. อนึ่ง คำในอรรถกถาว่า ด้วยการประหารนั้นไม่มีความเจ็บป่วยใด ๆ เลย เหมาะสมอย่างยิ่งกับพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทุกข์จักถึงผู้นั้น ได้แต่ที่ไหน เพราะฉะนั้นทุกขเวทนาย่อมไม่มีด้วยคำที่พระสารีบุตรเถระกล่าวว่า
หน้า 745 ข้อ 694
อนึ่ง ศีรษะของเราเป็นทุกข์นิดหน่อย แต่ท่านกล่าวว่าทุกข์หมายถึงความที่ศีรษะ นั้นไม่ควรแก่การงาน จริงอยู่แม้ในโลกท่านกล่าวว่าปกติของความสุขสามารถ จะบริหารได้โดยไม่ยาก ปกติของความทุกข์สามารถจะบริหารได้โดยยาก ความ ที่ศรีษะไม่ควรแก่การงานนั้นพึงทราบว่าได้มีเพราะเป็นสมัยที่ออกจากสมาบัติ เสียแล้ว ในสมัยที่เอิบอิ่มด้วยสมาบัติจะพึงมีไม่ได้เลย ท่านกล่าวว่า บัดนี้เรา ย่อมไม่เห็นแม้ปีศาจเล่นฝุ่นเลย เพราะไม่สามารถจะเห็นได้ ท่านกล่าวเพราะ ไม่มีความขวนขวายในอภิญญาทั้งหลาย นัยว่าพระเถระอนุเคราะห์หมู่ชนใน ภายหลัง อย่าได้สำคัญฤทธิ์อันเป็นของปุถุชนว่ามีสาระเลยโดยมากไม่ให้ฤทธิ์ อนึ่ง ในเถรคาถาท่านกล่าวไว้ว่า ความปรารถนาของเรามิได้มีเพื่อปุพเพนิวาสญาณ มิได้มีเพื่อทิพยจักษุ มิได้มีเพื่อฤทธิ์ อันเป็นเจโตปริย- ญาณ เพื่อจุติเพื่ออุปบัติเพื่อความบริสุทธิ์แห่งโสตธาตุ เลย. พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความปรารถนาในอภิญญาทั้งหลายด้วยตน เอง แต่พระเถระบรรลุบารมีในสาวกปารมิญาณ. คนเลี้ยงโคเป็นต้นเข้าใจว่า พระสัญชีวเถระผู้เข้านิโรธเป็นอัครสาวก ที่สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะมรณภาพเสียแล้ว จึงลากเอา หญ้าและฟืนเป็นต้นก่อไฟเผา แม้เพียงอังสะที่จีวรของพระเถระก็ไม่ไหม้ นี้ เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนมารผู้ลามก ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ดูก่อนมารผู้ลามก พระ ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีสาวก
หน้า 746 ข้อ 694
คู่หนึ่งชื่อว่าวิธุระและสัญชีวะเป็นคู่เจริญเลิศ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีสาวกใด ๆ จะเสมอเหมือนด้วยท่านวิธุระ ในการแสดงธรรม ด้วยปริยายนี้ท่านวิธุระ จึงมีชื่อว่า วิธุโร ส่วนท่านสัญชีวะไปสู่ป่าบ้าง ไปสู่โคนต้นไม้บ้าง ไปสู่เรือน ว่างบ้าง ย่อมเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธโดยไม่ยากเลย. ดูก่อนมารผู้ลามก เรื่องเคยมีมาแล้ว ท่านสัญชีวะนั่งเข้าสัญญาเวทยิ- ตนิโรธ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง พวกคนเลี้ยงโค เลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยว ได้เห็นท่านสัญชีวะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเห็นแล้วก็ คิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ พ่อคุณเอ๋ย ไม่เคยมีมาแล้ว สมณะนี้นั่งมรณภาพ พวกเราช่วยกันเผาเถิด. ลำดับนั้น คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นักท่องเที่ยวจึงลาก หญ้าฟืนโคมัย แล้วสุมบนกายของท่านสัญชีวะจุดไฟกลับไป ลำดับนั้น ท่าน พระสัญชีวะโดยราตรีนั้นล่วงไปออกจากสมาบัติสลัดจีวร นุ่งในตอนเช้าถือ บาตรและจีวรเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ ชาวนา นัก ท่องเที่ยงเห็นท่านสัญชีวะออกบิณฑบาต จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงพ่อคุณเอ๋ย ไม่เคยมีมาแล้ว พระสมณะนี้นั่งมรณภาพ ท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว โดยปริยายนี้แล ท่านสัญชีวะจึงมีชื่อว่า สญฺชีโว ด้วยประการฉะนี้แล. ส่วนพระขาณุโกณฑัญญเถระตามปกติเป็นผู้มากด้วยสมาบัติ พระ- เถระนั้น นั่งเข้าสมาบัติตลอดคืนในป่าแห่งหนึ่ง โจร ๕๐๐ ลักข้าวของเดินไป ประสงค์จะพักผ่อนด้วยคิดว่า บัดนี้ไม่มีคนเดินตามรอยเท้าพวกเรา จึงวางข้าว ของลงสำคัญว่าตอไม้ วางข้าวของทั้งหมดไว้บนร่างของพระเถระนั่นเอง เมื่อ พวกโจรพักผ่อนแล้วเตรียมจะเดินต่อไป ในขณะที่จะถือข้าวลงที่วางไว้คราว
หน้า 747 ข้อ 694
แรก พระเถระลุกขึ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ พวกโจรเห็นอาการที่พระเถระเคลื่อน ไหวได้ต่างกลัวร้องเอ็ดตะโร พระเถระกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลายอย่ากลัวไป เลย เราเป็นภิกษุ พวกโจรจึงพากันมาไหว้ด้วยความเลื่อมใสในพระเถระจึง บวชแล้วบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา จำเดิมแต่นั้นมาพระเถระจึงได้ ชื่อว่า ขาณุกณฺฑญฺเถโร ความที่ท่านพระขาณุโกณฑัญญเถระนั้นถูกโจร เอาข้าวของ ๕๐๐ ชิ้นวางทับไม่มีเจ็บปวด นี้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ. ส่วนนางอุตตราอุบาสิกาธิดาของปุณณเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากในกรุง- ราชคฤห์ ในเวลาเป็นกุมาริกานั่นเองได้บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกับมารดาบิดา นางเจริญวัยแล้วมารดาบิดาได้ยกนางให้แก่บุตรของราชคหเศรษฐีผู้เป็นมิจฉา- ทิฏฐิด้วยความเกี่ยวดองกันมาก นางอุตตราอุบาสิกาไม่ได้โอกาสเพื่อจะเห็นพระ พุทธเจ้า เพื่อจะฟังธรรมและเพื่อให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นผู้กระวนกระวายจึงเรียกหญิงแพศยาชื่อว่าสิริมา ในนครนั้นเองแล้วให้กหา- ปณะ ๑๕,๐๐๐ ที่นางนำมาจากเรือนของบิดา เพื่อทำบุญตามโอกาสแก่นาง- สิริมานั้นแล้วบอกว่า เจ้าจงถือเอากหาปณะเหล่านั้นแล้วบำเรอเศรษฐีบุตรตลอด กึ่งเดือนนี้ให้นางสิริมาอิ่มเอิบกับสามีตนเอง อธิษฐานองค์อุโบสถ ดีใจว่าเราจัก ได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นต้นตลอดกึ่งเดือนนี้ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุขตลอดปวารณาได้ถวายมหาทานตลอดกึ่งเดือน ภายหลังอาหารให้ จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคในโรงครัวใหญ่ ส่วนสามีของนางคิดว่าพรุ่งนี้จะ เป็นวันปวารณาจึงยืนที่หน้าต่างกับนางสิริมาแลออกไปภายนอก เห็นนางอุตตรา เดินอยู่อย่างนั้น เหงื่อโทรมเต็มไปด้วยขี้เถ้าเปรอะไปด้วยเขม่าจึงหัวเราะว่า หญิงโง่ไม่บริโภคสมบัติของตนทำแต่กุศล แม้นางอุตตราก็แลดูสามีหัวเราะว่า คนโง่ไม่ทำกุศลเพื่อภพหน้า.
หน้า 748 ข้อ 694
นางสิริมาเห็นกิริยาของคนทั้งสองสำคัญว่า เราเป็นเจ้าของเรือนจึงเกิด ริษยาโกรธนางอุตตราคิดว่า เราจักทำให้นางอุตตราลำบาก จึงลงจากปราสาท นางอุตตรารู้เหตุนั้นจึงนั่งบนตั่งแผ่จิตเมตตาไปยังนางสิริมานั้น นางสิริมาลง จากปราสาท เข้าโรงครัวเอาเนยใส่ที่เดือดเต็มกระบวยเพราะหุงเป็นขนมลาดลง บนศีรษะของนางอุตตรา เนยใสกลายไปดุจน้ำเย็นบนใบปทุม พวกทาสีพากัน โบยนางสิริมาด้วยมือและเท้าให้ล้มลงบนแผ่นดิน นางอุตตราออกจากเมตตา ฌานแล้วจึงห้ามพวกทาสี นางสิริมาขอโทษนางอุตตรา นางอุตตรากล่าวว่า พรุ่งนี้เจ้าจงขอขมาต่อพระพักตร์ของพระศาสดา แล้วบอกการปรุงอาหาร แก่นางสิริมาผู้วิงวอนขอรับใช้ทางกาย นางสิริมาปรุงอาหารแล้ว มีหญิง แพศยา ๕๐๐ บริวารของตนอังคาสพระศาสดากับพระสงฆ์แล้วกล่าวว่า พวก เจ้าจงเป็นเพื่อนในการให้นางอุตตรายกโทษเถิด วันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยหญิง แพศยาเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วจึงถวายบังคม พระศาสดาทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันได้ผิดต่อนางอุตตราขอให้ นางอุตตรายกโทษให้แก่หม่อมฉันเถิด พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุตตรา เจ้าจง ยกโทษเถิด เมื่อนางทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยกโทษให้แล้ว ทรง แสดงธรรมมีอาทิว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธํ พึงชนะความโกรธด้วยความ ไม่โกรธ นางอุตตรานำสามีพ่อผัวแม่ผัวเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เฉพาะพระพักตร์ เมื่อจบเทศนา ชนทั้ง ๓ เหล่านั้น และหญิงแพศยาทั้งหมดตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ความไม่มีเจ็บปวดด้วยเนยใสที่เดือดของนางอุตตราอุบาสิกาเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไป ด้วยสมาธิ. อุบาสิกาสามาวดีอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน กรุงโกสัมพี. พระเจ้า อุเทนนั้นได้มีอัครมเหสี ๓ องค์ มีหญิงบริวารองค์ละ ๕๐๐. บรรดามเหสี
หน้า 749 ข้อ 694
เหล่านั้น นางสามาวดีเป็นธิดาของภัททิยเศรษฐีในภัททิยนคร เมื่อบิดาถึง แก่กรรม มีหญิง ๕๐๐ เป็นบริวารเติบโตในเรือนของโฆสิตเศรษฐี ในกรุง- โกสัมพีผู้เป็นสหายของบิดา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางเจริญวัยแล้ว ทรงเกิดความสิเนหา จึงนำนางพร้อมด้วยบริวารไปยังพระราชมณเฑียรได้ ทรงประกอบการอภิเษกสมรส. มเหสีอีกองค์หนึ่ง ชื่อว่า วาสุลทัตตา พระธิดา ของพระเจ้าจัณฑปโชต. ธิดาของมาคัณทิยพราหมณ์ ซึ่งบิดายกให้เป็น บาทบริจาริกา ได้ฟังคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แม้ความพอใจในเพราะเมถุนมิได้มี เพราะเห็น นางตัณหา นางอรดีและนางราคา ความพอใจอะไร จักมี เพราะเห็นสรีระธิดาของท่าน ซึ่งเต็มไปด้วยมูตร และกรีส เราไม่ปรารถนาถูกต้อง สรีระธิดาของท่าน นั้น แม้ด้วยเท้า ได้ผูกอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า มารดาบิดาของนางได้บรรลุอนาคามิผล ในเมื่อจบมากคัณฑิยสุตตเทศนา จึงบวชแล้วบรรลุพระอรหัต. มาคัณทิยพราหมณ์ อาของนางนำไปกรุงโกสัมพี ถวายนางแด่พระราชา นางจึงได้เป็นมเหสี องค์หนึ่งของพระราชา. ครั้งนั้นแล เศรษฐี ๓ คน คือ โฆสิตเศรษฐี กุกกุฏเศรษฐี ปาวาริก- เศรษฐีได้สดับว่า พระตถาคตทรงอุบัติขึ้นในโลก จึงไปเฝ้าพระศาสดายัง พระมหาวิหารเชตวัน ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผล ถวายมหาทานแก่ ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอดกึ่งเดือน ทูลอาราธนาพระศาสดา เสด็จไปกรุงโกสัมพี ชนทั้ง ๓ สร้างอาราม ๓ แห่ง คือ โฆสิตาราม กุกกุฏาราม ปาวาริการาม ยังพระศาสดาผู้เสด็จมาในที่นั้นให้ประทับอยู่ในวิหารละหนึ่งวัน
หน้า 750 ข้อ 694
ตามลำดับ เศรษฐีคนหนึ่ง ๆ ได้ถวายมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อม ด้วยพระสงฆ์. อยู่มาวันหนึ่ง นายมาลาการชื่อว่า สุมนะ อุปัฏฐากของเศรษฐี เหล่านั้น ได้ขอร้องต่อเศรษฐี ขอให้พระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้นั่งใน เรือนของตนเพื่อฉันภัตตาหาร. ขณะนั้น นางขุชชุตตรา ทาสีรับใช้ของ พระนางสามาวดีรับเอา ๘ กหาปณะ ได้ไปยังเรือนของนายมาลาการนั้น. นาย มาลาการพูดว่า ท่านจงเป็นเพื่อนในการอังคาสพระศาสดาเถิด. นางขุชชุตตรา ได้ทำอย่างนั้น เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาเป็นโสดาบัน ในกาลอื่นถือเอา ๔ กหาปณะเพื่อตน เพราะไม่ควรถือเอาสิ่งที่เขาไม่ให้ จึงซื้อ ดอกไม้ ๘ กหาปณะ นำเข้าไปให้แก่พระนางสามาวดี. เมื่อพระนางสามาวดีตรัส ถามถึงเหตุที่ดอกไม้มีมาก นางจึงทูลบอกตามความเป็นจริง เพราะไม่ควรพูดเท็จ. พระนางสามาวดีตรัสถามว่า เพราะเหตุไร วันนี้เจ้าจึงไม่รับ. นางขุชชุตตราทูล ตอบว่า ฉันฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ทำให้แจ้งซึ่งอมตธรรม แล้ว. พระนางสามาวดีตรัสว่า แม่อุตตราจงบอกอมตธรรมนั้นแก่พวกเราบ้าง. นางทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์ขอให้ฉันอาบน้ำแล้ว ให้คู่ผ้าบริสุทธิ์ ให้นั่งบน อาสนะสูง พวกท่านทั้งหมดจงนั่ง ณ อาสนะต่ำ. หญิงทั้งหมดเหล่านั้นได้ทำอย่างนั้น นางขุชชุตตราเป็นอริยสาวิกา บรรลุเสขปฏิสัมภิทาจึงนุ่งผ้าผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือพัดวิชนีแสดงธรรม แก่หญิงเหล่านั้น. พระนางสามาวดีและหญิง ๕๐๐ ได้บรรลุโสดาปัตติผล หญิงทั้งหมดเหล่านั้นไหว้นางขุชชุตตราแล้วกล่าวว่า ข้าแต่แม่ ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านไม่ต้องทำการรับใช้ ตั้งอยู่ในฐานะมารดา อาจารย์ของพวกเราฟังธรรม ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว จงกล่าวแก่พวกเรา. นางขุชชุตตราทำตามนั้น ต่อมาเป็นผู้ทรงไตรปิฎก พระศาสดาทรงตั้งในฐานะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกา
หน้า 751 ข้อ 694
ทั้งหลายผู้เป็นพหูสูต นางได้ตำแหน่งเป็นผู้เลิศ. หญิงที่อยู่กับพระนางสามาวดี กระหยิ่มการเห็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระทศพลทรงดำเนินถึงระหว่างถนน เมื่อ หน้าต่างไม่พอก็เจาะฝามองดูพระศาสดา กระทำการไหว้และบูชา. นางมาคันทิยาไปในที่นั้นเห็นช่องเหล่านั้น แล้วจึงถามเหตุในที่นั้น รู้ว่าพระศาสดาเสด็จมา ด้วยความอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงโกรธหญิง เหล่านั้น ได้ทูลพระราชาว่า มหาราชเพคะ หญิงที่อยู่กับนางสามาวดี มีความ ปรารถนาในภายนอก เจาะฝามองดูพระสมณโคดม ในไม่ช้าก็จะฆ่าพระองค์ พระราชาแม้เห็นช่องก็ไม่เชื่อคำเพ็ททูลของนางมาคัณทิยา รับสั่งให้ทำหน้าต่าง มีช่องข้างบน. นางมาคัณทิยาประสงค์จะให้พระราชาทำลายหญิงเหล่านั้น จึงให้ นำไก่เป็นมา ๘ ตัว แล้วทูลว่า มหาราชเพคะ เพื่อทดลองหญิงเหล่านั้น ขอ พระองค์ทรงส่งไก่เหล่านี้ไปด้วยรับสั่งว่า ท่านจงฆ่าไก่เหล่านี้แกงให้เรา. พระ- ราชาทรงส่งไปตามนั้น เมื่อพระนางสามาวดีตรัสว่าพวกเราไม่ทำปาณาติบาต นางมาคัณทิยาจึงพูดอีกว่า จงแกงส่งไปถวายพระสมณโคดมนั้น. เมื่อพระราชา ทรงส่งไปอย่างนั้น นางมาคัณทิยาทูลตามนั้นแล้ว จึงส่งไก่ตายไป ๘ ตัว. พระนางสามาวดีจึงแกงส่งไปถวายพระทศพล. แม้ด้วยเหตุนั้น นางมาคัณทิยาก็ ไม่อาจให้พระราชาทรงพิโรธได้. พระราชาประทับอยู่ตำหนักละ ๗ วัน ในตำหนักที่มเหสีองค์หนึ่ง ๆ ในมเหสี ๓ องค์ประทับอยู่. พระราชาทรงถือพิณเรียกช้าง เสด็จไปยังที่ที่ พระองค์เสด็จไป ในเวลาพระราชาเสด็จไปยังตำหนักของพระนางสามาวดี นาง มาคัณทิยาให้นำลูกงูเห่าตัวหนึ่งมาเอายาล้างเขี้ยว แล้วให้ใส่ลงในข้อไม้ไผ่แล้ว ใส่ในภายในพิณ เอากลุ่มดอกไม้ปิดช่องไว้. ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปในที่ นั้น นางมาคัณทิยาทำเป็นเดินไปเดินมาแล้ว เอากลุ่มดอกไม้นั้นออกจากช่อง พิณ. งูเลื้อยออกมาพ่นพิษแผ่พังพานนอนบนตั่งบรรทม นางมาคัณทิยาร้อง-
หน้า 752 ข้อ 694
เสียงดังว่า งู พระทูลกระหม่อม พระราชาทรงเห็นงูแล้วทรงพิโรธ. พระนาง สามาวดีรู้ว่าพระราชาทรงพิโรธ จึงได้นัดหมายแก่หญิง ๕๐๐ ว่า วันนี้พวกเจ้าจง แผ่เมตตาแก่พระราชา ด้วยโอทิสสกเมตตา (แผ่เจาะจง). แม้พระนางเองก็ได้ทรง ทำอย่างนั้น พระราชาทรงจับสหัสสถามธนู (ธนูใช้กำลังคนหนึ่งพัน) ขึ้นสาย หมายจะยิงพระนางสามาวดีก่อนแล้วให้ถึงหญิงเหล่านั้นทั้งหมดตามลำดับ ทรง สอดลูกศรอาบด้วยยาพิษ ประทับยืนบรรจุลูกธนูแล้ว ไม่สามารถจะซัดลูกศรไป ได้ ไม่สามารถยกลงได้ พระเสโทไหลจากพระวรกาย ทรงเจ็บปวดพระวรกาย พระเขฬะไหลออกจากพระโอฐไม่เห็นสิ่งควรยึดถือได้ ลำดับนั้นพระนางสามาวดี ทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเพคะ พระองค์ทรงลำบากหรือ พระราชา ตรัสว่า ถูกแล้วพระเทวี เราลำบากมาก เจ้าจงเป็นที่พึ่งของเราเถิด. พระนาง สามาวดีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ดีแล้ว ขอพระองค์จงทำลูกศรให้มีหน้าตรง แผ่นดินเถิด. พระราชาได้ทรงทำอย่างนั้น . พระนางสามาวดี ทรงอธิษฐานว่า ขอลูกศรจงหลุดจากพระหัตถ์ของพระราชาเถิด. ในขณะนั้นลูกศรก็หล่นลง. ในขณะนั้น เอง พระราชาทรงดำลงไปในน้ำ มีผ้าเปียก มีพระเกศาเปียก ทรงหมอบลงแทบเท้าของพระนางสามาวดี ตรัสว่า พระเทวียกโทษให้เราเถิด เราลุ่มหลงงมงาย ทิศทั้งหมดมืดมิดแก่เรา แม่- สามาวดีจงช่วยเรา จงเป็นที่พึ่งของเราเถิด. พระนางสามาวดี ทูลว่า พระองค์อย่าถึงหม่อมฉันเป็นที่พึ่งเลย หม่อมฉัน ถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นที่พึ่ง ขอพระองค์จง ทรงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นที่พึ่งเถิด และขอ พระองค์จงเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันด้วย.
หน้า 753 ข้อ 694
พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะขอถึงท่านและพระศาสดาเป็นที่พึ่ง อนึ่ง เราจะให้พรแก่เจ้า. พระนางสามาวดี ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรง ให้หม่อมฉันรับพรเถิด. พระราชาเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาขอถึงเป็นที่พึ่งแล้ว นิมนต์ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน ตรัสกะพระนางสามาวดีว่า จงรับพรเถิด. พระนางรับว่า ดีแล้ว ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงให้พรแก่หม่อมฉัน คือ ขอพระศาสดาจงเสด็จมา ณ ที่นี้ พร้อมด้วยพระภิกษุ ๕๐๐ เถิด หม่อมฉันจักฟังธรรม. พระราชาถวายบังคม พระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จมา ณ ที่นี้ กับภิกษุ ๕๐๐ เป็นประจำเถิด พวกหญิงที่อยู่กับพระนางสามาวดีก็กล่าวว่า หม่อมฉันทั้งหลายจักฟังธรรม. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร การไปยังที่ แห่งเดียวเป็นประจำไม่สมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้มหาชนก็ยังหวังจะ ให้ไปอยู่. พระราชาทูลว่า ถ้าเช่นนั้นขอพระองค์ตรัสสั่งภิกษุเถิด. พระศาสดา ตรัสสั่งกะพระอานนทเถระ. พระเถระพาภิกษุ ๕๐๐ ไปยังราชตระกูลเป็น ประจำ. แม้หญิงทั้งหลายมีพระเทวีเป็นประมุขเหล่านั้นก็อังคาสพระเถระแล้ว พากันฟังธรรม. อนึ่ง พระศาสดาทรงตั้งพระนางสามาวดีไว้ในฐานะเป็นผู้เลิศ กว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีเมตตาวิหารธรรม. ความที่พระราชาไม่สามารถปล่อย ลูกศรไปได้เป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิของพระนางสามาวดีอุบาสิกาด้วยประการ ฉะนี้. อนึ่ง ในที่นี้ท่านเรียกว่าอุบาสิกา เพราะเข้าใกล้พระรัตนตรัยด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ด้วยความเลื่อมใสอันลึกซึ้ง หรือด้วยการถึงพระ- รัตนตรัยเป็นที่พึ่ง. พึงทราบวินิจฉัยในอริยิทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า อริยา อิทฺธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ ท่านกล่าวว่าฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะเกิดแก่พระอริยะ
หน้า 754 ข้อ 694
ผู้เป็นพระขีณาสพผู้ถึงความชำนาญทางจิต. บทว่า อิธ ภิกฺขุ คือ ภิกษุผู้เป็น พระขีณาสพในศาสนานี้. บทว่า อนิฏฺสฺมึ วตฺถุสฺมึ ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา คือในวัตถุ ในสัตว์ หรือในสังขารที่ไม่ชอบใจ ด้วยอารมณ์ปกติ. บทว่า เมตฺตาย วา ผรติ ภิกษุแผ่ไปด้วยเมตตา คือ หากเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปด้วย เมตตาภาวนา. บทว่า ธาตุโต วา อุปสํหรติ น้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ คือ หากว่าเป็นสังขาร ย่อมน้อมเข้าไปซึ่งธาตุมนสิการว่า สักว่าเป็นธาตุ การ น้อมเข้าไปแม้ในสัตว์ว่าเป็นธาตุก็ควร. บทว่า อสุภาย วา ผรติ ย่อมแผ่ ไปโดยความไม่งาม คือหากว่าเป็นสัตว์ ย่อมแผ่ไปโดยอสุภภาวนา. บทว่า อนิจฺจโต วา อุปสํหรติ ย่อมน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง คือ หากว่าเป็นสังขารย่อมน้อมเข้าไปซึ่งมนสิการว่า เป็นของไม่เที่ยง. บทว่า ตทุภยํ ตัดบทเป็น ตํ อุภยํ ได้แก่ ทั้งสองนั้น. บทว่า อุเปกฺขโก มีอุเบกขา คือ มีอุเบกขาด้วยอุเบกขามีองค์ ๖. บทว่า สโต มีสติ คือ เพราะถึงความเป็นผู้ไพบูลย์ด้วยสติ. บทว่า สมฺปชาโน มีสัมปชัญญะ เพราะเป็นผู้มีความรู้สึกด้วยปัญญา. บทว่า จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เห็นรูป ด้วยจักษุ คือ เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถในการเห็นรูปที่ได้ โวหารว่า จักษุ ด้วยอำนาจแห่งเหตุ แต่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า จักษุย่อมไม่เห็นรูป เพราะจักษุไม่มีจิต จิตย่อมไม่เห็นรูป เพราะจิตไม่มีจักษุ แต่ในเมื่อกระทบกัน ทางทวารารัมมณะ ย่อมเห็นได้ด้วยจิตมีปสาทเป็นวัตถุ. อนึ่ง กถาเช่นนี้ นี้ชื่อว่า สสัมภารกถา (กถาเจือปนกัน ) ดุจในบทว่า แทงด้วยธนู เพราะฉะนั้น ในบทนี้จึงมีอธิบายว่า เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ. อีกอย่างหนึ่ง เห็นรูปด้วย จักษุเป็นเหตุ. บทว่า เนว สุมโน โหติ ไม่ดีใจ คือ ปฏิเสธความโสมนัส อาศัยเรือน มิใช่โสมนัสเวทนาอันเป็นกิริยา. บทว่า น ทุมฺมโน ไม่เสียใจ
หน้า 755 ข้อ 694
คือ ปฏิเสธโทมนัสทั้งหมด. บทว่า อุเปกฺขโก วิหรติ เป็นผู้วางเฉยอยู่ คือ เป็นผู้วางเฉยอยู่ด้วยอุเบกขา คือ วางตนเป็นกลางในอารมณ์นั้น อันได้ ชื่อว่า อุเบกขามีองค์ ๖ เพราะเป็นไปในทวาร ๖ อันเป็นอาการแห่งการไม่ละ ความบริสุทธิ์เป็นปกติ ในคลองแห่งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. แม้ในบท มีอาทิว่า โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงด้วยหูก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พึงทราบวินิจฉัยในกัมมวิปากชิทธินิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า สพฺเพสํ ปกฺขีนํ แห่งนกทั้งปวง คือ การไปทางอากาศเว้นฌาน และอภิญญา ของนก ทั้งหลายทุกชนิด การไปทางอากาศของเทวดาทั้งปวง และการเห็นเป็นต้น ก็อย่างนั้น. บทว่า เอกจฺจานํ มนุสฺสานํ แห่งมนุษย์บางพวก คือ แห่ง มนุษย์ผู้อยู่ครั้งปฐมกัป. บทว่า เอกจฺจานํ วินิปาติกานํ แห่งวินิบาต บางพวก คือ ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรมมีการไปทางอากาศเป็นต้นของวินิปาติกเปรต พวกอื่น เพราะตกไปจากกายอันเป็นความสุขมีอาทิอย่างนี้ คือ ปิยังกรมารดา ปุนัพพสุกมารดา ผุสสมิตตา ธัมมคุตตา. พึงทราบวินิจฉัยในอิทธินิเทศของผู้มีบุญดังต่อไปนี้. บทว่า ราชา ชื่อว่า ราชา เพราะยังคนอื่นให้ยินดีโดยธรรม ชื่อว่า จกฺกวตฺตี เพราะยัง รัตนจักรให้เป็นไป. บทว่า เวหาสํ คจฺฉนติ เหาะไปยังอากาศ เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งอัจจันตสังโยค บทว่า จตุรงฺคินิยา ด้วยจตุรงคินีเสนา ได้แก่ เสนามีองค์ ๔ คือ ช้าง ม้า รถและพลเดินเท้า. บทว่า เสนา คือ รวมองค์ ๔ เหล่านั้น. บทว่า อนฺตมโส โดยที่สุด คนดูแลม้า ชื่อว่า อสฺสพนฺธา คนดูแลโค ชื่อว่า โคปุริสา. บทว่า อุปาทาย หมายถึง คือ ไม่ปล่อย อธิบายว่า การเหาะไปยิ่งอากาศของชนเหล่านั้นอย่างนี้เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ.
หน้า 756 ข้อ 694
บทว่า โชติยสฺส คหปติสฺส ปุญฺวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของโชติย- คหบดีผู้มีบุญ คือ เศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ผู้สะสมบุญญาธิการไว้ในพระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้งหลายในก่อน ชื่อว่า โชติกะ. ได้ยินว่า ในเวลาที่โชติกะนั้นเกิด สรรพาวุธในนครทั้งสิ้นลุกโพลง แม้เครื่องอาภรณ์ที่แต่งไว้ในกายของชน ทั้งปวงก็เปล่งแสงสว่างดุจลุกโพลง นครได้มีแสงสว่างรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน ลำดับนั้น ในวันที่ตั้งชื่อกุมารนั้นจึงชื่อว่า โชติกะ เพราะนครทั้งสิ้นรุ่งโรจน์ เป็นอันเดียวกัน ครั้นโชติกะเจริญวัย เมื่อชำระพื้นที่เพื่อสร้างเรือน ท้าวสักก- เทวราช เสด็จมาปรับพื้นดินในที่ประมาณ ๑๖ กรีส สร้างปราสาท ๗ ชั้น สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ สร้างกำแพง ๗ ชั้นประกอบด้วยซุ้มประตู ๗ ซุ้ม สำเร็จด้วยแก้ว ๗ ประการ ในท้ายกำแพงปลูกต้นกัลปพฤกษ์ไว้ ๖๔ ต้น ใน ๔ มุมของปราสาท ฝังหม้อขุมทรัพย์ประมาณโยชน์หนึ่ง ๓ คาวุต ๒ คาวุต ๑ คาวุต ใน ๔ มุมของปราสาท ต้นอ้อย สำเร็จด้วยทองคำ ๔ ต้นประมาณ เท่าลำตาลอ่อนเกิดขึ้น ใบของต้นอ้อยเหล่านั้นสำเร็จด้วยแก้วมณี ข้อสำเร็จ ด้วยทองคำ ที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ ซุ้มหนึ่ง ๆ มียักษ์ ๗ ตนมีบริวารตนละ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ ๔,๐๐๐ ๕,๐๐๐ ๖,๐๐๐ ๗,๐๐๐ คอยอารักขา. พระเจ้าพิมพิสารมหาราช ทรงสดับถึงการสร้างปราสาทเป็นต้น แล้ว จึงทรงส่งเศวตฉัตรของเศรษฐีไปให้. เศรษฐีนั้นจึงชื่อว่า โชติกเศรษฐี เป็นผู้ ปรากฏไปทั่วชมพูทวีป เสวยมหาสมบัติอยู่ ณ ปราสาทนั้นกับภริยาซึ่งเทวดา ทั้งหลายนำมาจากอุตตรกุรุทวีปแล้วให้นั่งเหนือห้องอันเป็นสิริซึ่งถือเอาข้าวสาร ทะนานหนึ่งและแผ่นหินให้เกิดไฟ ๓ แผ่นมาด้วย ภัตรย่อมเพียงพอแก่เขาด้วย ข้าวสารทะนานหนึ่งตลอดชีวิต ได้ยินว่า หากชนทั้งหลายประสงค์จะบรรทุก ข้าวสารลงในเกวียน ๑๐๐ เล่ม ทะนานข้าวสารนั้นแหละก็ยังตั้งอยู่ ในเวลา
หน้า 757 ข้อ 694
หุงข้าว ใส่ข้าวสารลงในหม้อข้าวแล้ววางไว้ข้างบนแผ่นหินเหล่านั้น แผ่นหิน ก็จะลุกเป็นไฟขึ้นทันที เมื่อข้าวสุกก็ดับ ด้วยสัญญาณนั้น ชนทั้งหลายก็รู้ว่า ข้าวสุกแล้ว. แม้ในเวลาแกงเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. อาหารของชน เหล่านั้นย่อมหุงต้มด้วยหินให้เกิดไฟอย่างนี้ ชนทั้งหลายย่อมอยู่ด้วยแสงสว่างแห่ง แก้วมณี ย่อมไม่รู้จักแสงสว่างของไฟหรือของประทีป. โชติกเศรษฐีได้ปรากฏ ไปทั่วชมพูทวีปว่า มีสมบัติถึงปานนี้ มหาชนขึ้นยานเป็นต้น มาเพื่อจะเห็น. โชติกเศรษฐีให้ภัตตาหารแห่งข้าวสารจากอุตตกุรุทวีปแก่คนที่มาแล้ว ๆ สั่งว่า ชนทั้งหลายจงถือเอาผ้าและอาภรณ์จากต้นกัลปพฤกษ์เถิด สั่งว่า ชนทั้งหลาย จงเปิดปากหม้อขุมทรัพย์ คาวุตหนึ่งแล้วถือเอาให้เพียงพอ. เมื่อชาวชมพูทวีป ทั้งสิ้นถือเอาทรัพย์ไป หม้อขุมทรัพย์ก็มิได้พร่องแม้เพียงองคุลี นี้เป็นฤทธิ์ ของท่านผู้มีบุญนั้น. บทว่า ชฏิลสฺส คหปติสฺส ปุญฺวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของชฎิล- คหบดีผู้มีบุญ คือ เศรษฐีในเมืองตักกศิลาสะสมบุญ สร้างธาตุเจดีย์ของพระผู้มี- พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ชื่อชฎิล. นัยว่ามารดาของชฎิลนั้นเป็นธิดาของ เศรษฐี ในกรุงพาราณสีมีรูปสวยยิ่งนัก. เมื่อธิดามีอายุได้ ๑๕-๑๖ ปี มารดา บิดาให้นางอยู่บนพื้นบนของปราสาท ๗ ชั้นเพื่อดูแล. วันหนึ่งวิชาธรเหาะไป ทางอากาศเห็นนางเปิดหน้าต่างมองดูภายนอกเกิดสิเนหา จึงเข้าไปทางหน้าต่าง ทำสันถวะกับนาง. นางจึงตั้งครรภ์ด้วยเหตุนั้น. ลำดับนั้น ทาสีเห็นนางจึงถามว่า นี่อะไรกันแม่. นางกล่าวว่า อย่า เอ็ดไป เจ้าอย่าบอกใคร ๆ เป็นอันขาด. ทาสีก็นิ่งเพราะความกลัว. ครบ ๑๐ เดือน นางก็คลอดบุตร ให้ทาสีนำภาชนะใหม่มาให้ทารกนอนบนภาชนะนั้น แล้วปิดภาชนะนั้นเสีย วางพวงดอกไม้ไว้ข้างบนสั่งทาสีว่า เจ้าจงยกภาชนะนี้
หน้า 758 ข้อ 694
เทินศีรษะไปทิ้งที่แม่น้ำคงคา เมื่อผู้คนถามว่า นี้อะไร เจ้าพึงบอกว่าเป็น พลีกรรมของแม่เจ้าของฉัน. ทาสีได้ทำตามนั้น. ที่แม่น้ำคงคาทางใต้น้ำ หญิงสองคนอาบน้ำอยู่เห็นภาชนะนั้น ลอยน้ำมา คนหนึ่งพูดว่า นั่นภาชนะ ของฉัน คนหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่อยู่ภายในภาชนะนั้นเป็นของฉัน เมื่อภาชนะ ลอยมาถึง หญิงคนหนึ่งแบกภาชนะนั้นมาวางไว้บนบก ครั้นเปิดออกเห็นทารก จึงกล่าวว่า ทารกต้องเป็นของฉัน เพราะเธอพูดว่า ภาชนะเป็นของฉัน. หญิงคนหนึ่งพูดว่า ทารกเป็นของฉันเพราะเธอพูดว่า สิ่งที่อยู่ภายใน ภาชนะนั้นเป็นของฉัน . หญิงทั้งสองนั้นเถียงกัน พากันไปศาลเมื่อผู้พิพากษา ไม่อาจตัดสินได้ ได้พากันไปเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงสดับคำของหญิงทั้งสองนั้นแล้วตรัสสั่งว่า เจ้าจงรับทารก ไป เจ้าจงรับภาชนะไป หญิงที่ได้ทารกไปเป็นอุปัฏฐากของพระมหากัจจายน- เถระ. นางเลี้ยงดูทารกนั้นด้วยหวังว่าจะให้บวชในสำนักของพระเถระ. ในวัน ที่ทารกนั้นคลอด เพราะไม่ล้างมลทินของครรภ์แล้วนำออกไป ผมจึงยุ่ง ด้วยเหตุนั้น จึงมีชื่อว่า ชฎิล. เมื่อทารกนั้นเดินได้ พระเถระเข้าไปบิณฑบาต ยังเรือนนั้น. อุบาสิกานิมนต์พระเถระให้นั่งแล้วถวายอาหาร. พระเถระเห็น ทารก จึงถามว่า อุบาสิกา ท่านได้ทารกมาหรือ. นางตอบว่า เจ้าค่ะ ดิฉัน เลี้ยงดูมาด้วยหวังว่าจะให้บวชในสำนักของพระคุณท่านเจ้าค่ะ. พระเถระรับว่าดีละ แล้วพาทารกนั้นไปตรวจดูว่าทารกนี้จะมีบุญกรรม เพื่อเสวยสมบัติของคฤหัสถ์ไหมหนอ คิดว่า สัตว์ผู้มีบุญจักได้เสวยมหาสมบัติ ตอนเป็นหนุ่มก่อน แม้ญาณของเขาก็ยังไม่แก่กล้าพอ จึงพาทารกนั้นไปเรือน ของอุปัฏฐาก คนหนึ่งในเมืองตักกศิลา.
หน้า 759 ข้อ 694
อุปัฏฐากนั้นยืนไหว้พระเถระเห็นทารกจึงถามว่าได้ทารกมาหรือ พระ- เถระตอบว่า ถูกแล้วอุบาสก ทารกนี้จักบวช แต่ยังหนุ่มนักขอให้อยู่กับท่านไป ก่อน อุบาสกรับว่าดีแล้วพระคุณท่าน จึงตั้งทารกนั้นไว้ในฐานะบุตรประคับ ประคองอย่างดี อนึ่ง ในเรือนของอุปัฏฐากนั้น มีสินค้าสะสมมาตลอด ๑๒ ปี อุปัฏฐากนั้นไปในระหว่างบ้านนำสินค้านั้นทั้งหมดไปตลาดบอกราคาของสินค้า นั้นแก่ชฎิลกุมารแล้วกล่าวว่า เจ้าพึงรับทรัพย์เท่านี้ ๆแล้วให้ไปในวันนั้น เทวดาผู้รักษานครบันดาลให้ผู้มีความต้องการโดยที่สุด แม้ยี่หร่าและพริกให้ มุ่งหน้าไปตลาดของชฎิลกุมารนั้น ชฎิลกุมารนั้นขายสินค้าที่สะสมมาตลอด ๑๒ ปี หมดในวันเดียวเท่านั้น กุฎุมพีมาไม่เห็นอะไร ๆ ในตลาด จึงพูดว่า พ่อ คุณ เจ้าทำสินค้าหายไปหมดแล้วหรือ ชฎิลกุมารบอกไม่หายดอกพ่อ ฉันขาย หมดตามที่พ่อสั่งไว้ว่าของอย่างโน้นราคาเท่านี้ ของอย่างนี้ราคาเท่านั้น เพราะ เหตุนั้น สินค้าทั้งหมดจึงได้ตามราคา กุฎุมพีเลื่อมใสคิดว่าชายที่หาค่ามิได้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าในกาลไหนๆ จึงยกลูกสาวของตนซึ่งเจริญวัยแล้ว ให้แก่เขาแล้ว สั่งคนงานว่าจงสร้างเรือนให้ชฎิลกุมาร เมื่อสร้างเรือนเสร็จจึง กล่าวว่า เจ้าทั้งสองจงไปอยู่ที่เรือนของตนเถิด ในขณะที่เขาเข้าเรือนพอเท้า ข้างหนึ่งเหยียบธรณีประตู สุวรรณบรรพตประมาณ ๘๐ ศอก ผุดขึ้นในพื้น ที่ส่วนหลังสุดของเรือน นี้ว่าพระราชาทรงสดับว่า สุวรรณบรรพตผุดขึ้น ทำลายพื้นที่ในเรือนของชฎิล จึงทรงส่งเศวตฉัตรไปให้ชฎิลนั้น ชฎิลนั้นจึงได้ ชื่อว่าชฎิลเศรษฐี นี่เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญนั้น. บทว่า เมณฺฑกสฺส คหปติสฺส ปุญฺวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของ เมณฑกคหบดีผู้มีบุญ คือ เศรษฐีในภัททิยนครแคว้นมคธได้สะสมบุญญาธิการ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ชื่อเมณฑกะ ได้ยินว่าที่หลัง
หน้า 760 ข้อ 694
เรือนของเศรษฐีนั้นมีแกะทองคำประมาณเท่าช้าง ม้าและโคอุสภะในที่ประมาณ ๘ กรีส ทำลายแผ่นดินผุดขึ้นหลังกับหลังชนกันลูกคลีหนังของด้าย ๕ สี ใส่ ไว้ในปากของแกะทองคำเหล่านั้น ชนทั้งหลายเมื่อมีความต้องการด้วยเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้นก็ดี ด้วยเครื่องปกปิดเงินและทองเป็นต้นก็ดี ดึงลูกคสีหนังออกจากปากของแกะทองคำเหล่านั้น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง เครื่อง นุ่งห่มเงินและทองเพียงพอแก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ออกจากปากของแกะแม้ตัว หนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาเศรษฐีนั้นก็ปรากฏชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี นี้เป็นฤทธิ์ของผู้มี บุญนั้น. บทว่า โฆสิตสฺส คหปติสฺส ปุญฺวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของโฆสิต คหบดีผู้มีบุญคือเศรษฐีในกรุงโกสัมพีแคว้นสักกะ สะสมบุญญาธิการในพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่าโฆสิต นัยว่าเศรษฐีนั้นจุติจากเทวโลกบังเกิดในท้องของ หญิงงามเมืองในกรุงโกสัมพี ในวันตลอด หญิงงามเมืองนั้นให้ทารกนอนบน กระด้งแล้วให้เอาไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ กาและสุนัขทั้งหลายนั่งห้อมล้อมทารกนั้น ชายคนหนึ่งเห็นดังนั้น จึงได้ความสำคัญว่าเป็นบุตรคิดว่า เราได้บุตรแล้วจึงนำ ไปเรือน ในกาลนั้นโกสัมพิกเศรษฐีเห็นปุโรหิตจึงถามว่า ท่านอาจารย์วันนี้ท่าน ตรวจดูฤกษ์ดิถีแล้วหรือ เมื่อปุโรหิตตอบว่า ดูแล้วท่านมหาเศรษฐี จึงถามว่า จักมีอะไรแก่ชนบท ปุโรหิตตอบว่า ในนครนี้เด็กเกิดวันนี้จักเป็นเศรษฐีผู้ใหญ่ ในกาลนั้น ภริยาของเศรษฐีมีครรภ์แก่ เพราะฉะนั้น เศรษฐีนั้นจึงรีบสั่งคนไป เรือนสั่งว่า เจ้าจงไป จงรู้ว่าภริยาของเราคลอดทารกหรือยั่งไม่ตลอด ครั้นสดับ ว่ายังไม่คลอด จึงไปเรือนเรียกนางกาฬีทาสีมาให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ สั่งว่า เจ้าจงไป จงสืบดูในนครนี้แล้วนำทารกที่เกิดในวันนี้มา ทาสีไปเที่ยวสืบดูก็ไปถึงเรือนนั้น เห็นทารกรู้ว่าเกิดในวันนั้นจึงให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ นำทารกมาให้แก่เศรษฐี เศรษฐี
หน้า 761 ข้อ 694
คิดว่าถ้าลูกสาวของเราจักเกิด เราจะแต่งานทารกนั้นให้กับลูกสาวแล้วให้ดำรง ตำแหน่งเศรษฐี ถ้าเป็นบุตรชายเกิด เราจักฆ่าทารกนั้นเสีย แล้วเลี้ยงดูทารก นั้นให้เติบโตในเรือน. ลำดับนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน ภริยาของเศรษฐีตลอดบุตรชาย เศรษฐี คิดว่าเมื่อไม่มีทารกนี้บุตรของเราก็จักได้ตำแหน่งเศรษฐี บัดนี้ เราควรจะฆ่า ทารกนั้นเสียแล้วเรียกนางกาฬีทาสีมาสั่งว่า นี่แน่แม่สาวใช้ ในเวลาโคออกจาก ดอก เจ้าจงให้ทารกนี้นอนขวางในท่ามกลางประตูคอก แม่โคทั้งหลายจักเหยียบ ทารกนั้นให้ตาย เจ้ารู้ว่าทารกนั้นถูกแม่โคเหยียบหรือไม่เหยียบแล้วจงกลับมา นางกาฬีทาสีไป พอคนเลี้ยงโคเปิดประตูคอกก็ให้ทารกนั้นนอนเหมือนอย่างนั้น โคอุสภะหัวหน้าฝูงโคครั้งก่อนๆ ออกภายหลังโคทั้งหมด แต่วันนั้นออกก่อนโค ทั้งหมด ยืนคล่อมทารกไว้ในระหว่างเท้าทั้ง ๔ แม่โคหลายร้อยตัวออกเสียดสีข้าง ทั้งสองของโคอุสภะ แม้คนเลี้ยงโคก็คิดว่าโคอุสะนี้เมื่อก่อนออกภายหลังโค ทั้งหมด แต่วันนี้ออกก่อนยืนนิ่งที่กลางประตู นี่มันอะไรกันหนอ จึงเดินไปเห็น ทารกนอนอยู่ภายใต้โคอุสภะนั้น จึงได้ความสิเนหาในบุตรคิดว่า เราได้บุตรแล้ว จึงนำไปเรือน นางกาฬีทาสีกลับไปเศรษฐีถามจึงบอกความทั้งหมด เศรษฐีบอก ว่าเจ้าจงไปให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ นี้ แก่คนเลี้ยงโค แล้วนำทารกนั้นมาอีก. ครั้งนั้นเศรษฐีจึงบอกนางกาฬีทาสีว่า แม่ทาสีในเมืองนี้มีเกวียน ๕๐๐ เล่ม ออกในย่ำรุ่งไปทำการค้าขาย เจ้าจงนำทารกนี้ให้นอนที่ทางล้อหรือโค ทั้งหลายจักเหยียบทารกนั้น หรือล้อจักขยี้เสีย เจ้ารู้ความเป็นไปแล้วกลับมา นางทาสีไปให้ทารกนอนที่ทางล้อ หัวหน้าคนขับเกวียนได้ออกไปข้างหน้า. ลำดับนั้น โคของหัวหน้าคนขับเกวียนถึงที่นั้นแล้วจึงสลัดแอก แม้คน ขับเกวียนยกขึ้นบ่อย ๆ แล้วขับไปก็ไม่ยอมไปข้างหน้า เมื่อคนขับเกวียนนั้น
หน้า 762 ข้อ 694
พยายามอยู่กับโคเหล่านั้นอย่างนี้ อรุณขึ้นแล้ว คนขับเกวียนคิดว่าโคทำอะไร ครั้น เห็นทารกจึงคิดว่า กรรมหนักหนอ ดีใจว่าเราได้บุตร จึงนำทารกนั้นไป เรือน แม้นางกาฬีก็กลับ ถูกเศรษฐีถามเล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีกล่าวว่าเจ้าจงไป ให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วนำทารกนั้นมา นางกาฬีก็ได้ทำตามนั้น. ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะนางกาฬีนั้นว่า บัดนี้เจ้าจงนำทารกนั้นไปป่าช้า ผีดิบแล้วให้นอนระหว่างกอไม้ สุนัขเป็นต้น ณ ที่นั้น จักเคี้ยวกินเสีย หรือ อมนุษย์จักประหารเสีย เจ้าพึงรู้ว่าทารกนั้นตายหรือไม่ตาย นางกาฬีนั้นนำ ทารกนั้นไปให้นอน ณ ที่นั้นแล้วยืนในข้างหนึ่ง สุนัขเป็นต้นหรืออมนุษย์ไม่ สามารถจะเข้าใกล้ได้ ลำดับนั้น คนเลี้ยงแพะคนหนึ่ง นำแพะไปหาอาหาร ข้างป่าช้า. แพะตัวหนึ่งเคี้ยวกินใบไม้อยู่เข้าไประหว่างกอไม้เห็นทารกแล้วยืนคุก- เข่าให้นมทารก เมื่อคนเลี้ยงแพะให้เสียงว่า เฮ้ เฮ้ ก็ไม่ออกไป คนเลี้ยงแพะ คิดว่าเราจะต้องตีแพะนั้นนำออกไป จึงเข้าไปในระหว่างกอไผ่เห็นแพะยืนคุกเข่า ให้ทารกดื่มนมได้ความสิเนหาในทารกว่าเป็นบุตร คิดว่า เราได้บุตรแล้ว จึงพา กลับไป นางกาฬีกลับไปถูกเศรษฐีถามจึงเล่าเรื่องให้ฟัง เศรษฐีกล่าวว่าเจ้าจง ไปจงให้ทรัพย์คนเลี้ยงแพะ ๑,๐๐๐ แล้วนำทารกมาอีก นางกาฬีได้ทำตามนั้น. ลำดับนั้น เศรษฐีจึงพูดกะนางกาฬีว่า เจ้าจงพาทารกนี้ไปขึ้นภูเขา เหวโจร แล้วโยนลงในเหว ทารกก็จะถูกกระแทกที่หลืบเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จักตกลงบนพื้น เจ้าพึงรู้ว่าทารกนั้นตายหรือไม่ตายแล้วกลับมา นางกาฬีนำ ทารกนั้นไปตามนั้นยืนอยู่บนยอดเขาแล้วโยนทารกลงไป พุ่มไผ่ใหญ่อาศัยหลืบ ภูเขานั้นงอกงามไปตามภูเขาพุ่มชะเอมหนาทึบคลุมยอดพุ่มไผ่นั้น ทารกเมื่อ ตกลงไป ก็ได้ตกลงบนพุ่มชะเอมนั้นดุจตกในเปลฉะนั้น ในวันนั้นหัวหน้า
หน้า 763 ข้อ 694
ช่างจักสานถึงเวลาจะตัดไม้ไผ่จึงไปกับบุตรเริ่มจะตัดพุ่มไม้ไผ่นั้น เมื่อพุ่มไม้ ไผ่ไหว ทารกได้ร้อง เขาได้ยินเหมือนเสียงทารกจึงขึ้นอีกข้างหนึ่งเห็นทารกนั้น ดีใจว่าเราได้บุตรแล้ว จึงพาทารกกลับ นางกาฬีกลับไปถูกเศรษฐีถามจึงเล่าเรื่อง ให้ฟัง เศรษฐีบอกว่าเจ้าจงไปให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้ว จงนำทารกนั้นมา นาง กาฬีได้ทำตามนั้น. เมื่อเศรษฐีทำแล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่อย่างนี้ ทารกก็เติบโตขึ้น เพราะทารก นั้นส่งเสียงร้องมากจึงมีชื่อว่า โฆสิตะ โฆสิตะนั้นปรากฏแก่เศรษฐีดุจหนาม ที่ลูกตา ไม่อาจดูตรง ๆ ได้ เศรษฐีจึงคิดหาอุบายเพื่อจะฆ่าโฆสิตะนั้น จึงไปหา ช่างหม้อของตนถามว่า เมื่อไรท่านจักเผาหลุม เมื่อช่างหม้อบอกพรุ่งนี้ เศรษฐี จึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงรับทรัพย์ ๑,๐๐๐ นี้ไว้ แล้วทำธุระอย่างหนึ่งแก่ เรา ช่างหม้อถามว่า ทำอะไรเล่านาย เศรษฐีบอกว่าเรามีบุตรเป็นอวชาตบุตร อยู่คนหนึ่ง เราจะส่งมาหาท่าน ที่นั้นท่านพึงให้บุตรนั้นเข้าไปยังห้อง เอามีดที่ คมตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใส่ลงในตุ่มแล้วฝังในหลุม นี้ทรัพย์ ๑,๐๐ ของ ท่านเป็นการรับคำ อนึ่ง ที่ยิ่งไปกว่านั้นเราจักสมนาคุณท่านในภายหลังช่าง หม้อรับคำ. รุ่งขึ้นเศรษฐีเรียกโฆสิตะมาสั่งว่า เมื่อวานพ่อได้สั่งช่างหม้อให้ทำธุระ อย่างหนึ่ง มาเถิดลูกไปหาช่างหม้อนั้นแล้วบอกว่า เมื่อวานนี้พ่อสั่งให้ท่านทำ ธุระอย่างหนึ่งให้เสร็จดังนี้แล้วส่งไป โฆสิตะรับคำแล้วก็ไป บุตรคนหนึ่งของ เศรษฐีกำลังเล่นลูกข่างอยู่กับพวก ทารกเห็นโฆสิตะกำลังเดินมาถึงที่นั้น จึงร้อง เรียกถามว่าจะไปไหน เมื่อโฆสิตะบอกว่าพ่อสั่งให้ไปหาช่างหม้อ บุตรเศรษฐี บอกว่าฉันไปที่นั้นเอง ทารกเหล่านั้นชนะเราไปหลายคะแนนแล้ว ท่านชนะ คะแนนนั้นแล้วจงให้แก่เรา. โฆสิตะบอกว่า ฉันกลัวพ่อ ลูกเศรษฐีบอกว่า
หน้า 764 ข้อ 694
อย่ากลัวเลยพี่ ฉันจะนำข่าวนั้นไปเอง แล้วบอกต่อไปว่า พวกทารกเป็นอัน มากชนะไปแล้ว ท่านจงชนะคืนคะแนนให้ฉันจนกว่าจะกลับมา. นัยว่า โฆสิตะฉลาดในการเล่นลูกข่าง. ด้วยเหตุนั้นบุตรเศรษฐีจึงแค่นไค้เขาอย่างนั้น. โฆสิตะบอกว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปบอกกะช่างหม้อว่า เมื่อวานนี้ พ่อฉันสั่ง ให้ท่านทำธุระอย่างหนึ่ง ขอให้ท่านทำธุระนั้นให้เสร็จเถิด แล้วส่งบุตรเศรษฐี ไป. บุตรเศรษฐีนั้นไปหาช่างหม้อแล้วได้บอกตามนั้น. ครั้งนั้น ช่างหม้อจึงจับบุตรเศรษฐีนั้นตามที่เศรษฐีสั่ง แล้วโยนลงไป ในหลุม. โฆสิตะเล่นอยู่ตลอดวัน ตอนเย็นจึงกลับเรือน เมื่อเศรษฐีถามว่า ไม่ได้ไปหรือลูก เขาจึงบอกเหตุที่ตนไม่ไปและเหตุที่น้องไป. เศรษฐีร้อง เสียงดังลั่นว่า ตายแล้ว ตายแล้ว ! เป็นเหมือนโลหิตร้อนผ่าวไปทั่วตัว ประคองแขนคร่ำครวญว่า พ่อช่างหม้อจ๋า อย่าฆ่าลูกฉัน ๆ ได้ไปหาช่างหม้อ ช่างหม้อเห็นเศรษฐีมาอย่างนั้นจึงกล่าวว่า อย่าเอะอะไปเลยนาย ธุรกิจสำเร็จ แล้ว. เศรษฐีถูกความโศกใหญ่หลวง ดุจภูเขาท่วมทับ เสวยโทมนัสไม่น้อย. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เศรษฐีก็ไม่อาจมองดูโฆสิตะตรง ๆ ได้ คิดอยู่ว่า เราจะฆ่าโฆสิตะนั้นได้อย่างไร เห็นอุบายว่า เราจักส่งไปหาผู้จัดการทรัพย์สิน ใน ๑๐๐ หมู่บ้านของเราแล้วให้ฆ่าเสีย จึงเขียนหนังสือส่งให้ผู้จัดการทรัพย์ มีความว่า บุตรคนนี้เป็นอวชาตบุตรของเรา ขอให้ฆ่าเสียแล้วผลักลงใน หลุมคูถ ก็เมื่อทำอย่างนี้แล้ว เราจักสมนาคุณแก่ลุง แล้วกล่าวกะโฆสิตะว่า พ่อโฆสิตะ พ่อมีผู้จัดการทรัพย์ใน ๑๐๐ หมู่บ้าน เจ้าจงนำหนังสือนี้ไปให้เขา แล้วผูกหนังสือที่ชายผ้าของโฆสิตะ โฆสิตะไม่รู้อักขรสมัย เพราะตั้งแต่เป็นเด็ก เศรษฐีจะฆ่าเขาท่าเดียวก็ไม่อาจฆ่าได้ จักให้เรียนอักขรสมัยได้อย่างไร โฆสิตะ จึงผูกใบมรณะของตนไว้ที่ชายผ้า เมื่อจะออกไปกล่าวว่า พ่อ ฉันไม่มีเสบียง
หน้า 765 ข้อ 694
เลย เศรษฐีกล่าวว่าไม่ต้องเสบียงดอกลูก เศรษฐีสหายของพ่อมีอยู่ที่บ้านโน้น ในระหว่างทาง เจ้าจงกินอาหารเช้าที่เรือนของเพื่อนนั้นแล้วเดินต่อไป. โฆสิตะรับคำแล้วไหว้บิดา ออกไปถึงบ้านนั้น ถามหาเรือนเศรษฐี ไปเห็นภรรยาของเศรษฐี. เมื่อภรรยาเศรษฐีถามว่า พ่อมาจากไหน เขาบอกว่า มาจากภายในเมือง ภรรยาเศรษฐีถามว่า พ่อเป็นบุตรใคร ตอบว่า เป็นบุตร เศรษฐี ผู้เป็นสหายของท่านจ้ะแม่. ถามว่า พ่อชื่อโฆสิตะใช่ไหม ตอบว่า ใช่จ้ะแม่. พอเห็นเท่านั้นภรรยาเศรษฐีก็เกิดความสิเนหาในโฆสิตะว่าเป็นบุตร เศรษฐีมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุ ๑๕-๑๖ รูปร่างสวย น่าชม. มารดาบิดาให้ ทาสีรับใช้คนหนึ่ง เพื่อดูแล นางให้นอนในห้องสิริชั้นบนของปราสาท ๗ ชั้น. ในขณะนั้น ลูกสาวเศรษฐีส่งทาสีนั้นไปตลาด. ลำดับนั้น ภรรยาเศรษฐีเห็นทาสีนั้น ถามว่า เจ้าจะไปไหน เมื่อทาสี ตอบว่า ธิดาของแม่เจ้าให้ไปตลาดจ้ะ จึงกล่าวว่า จงมานี่ก่อน งดไปตลาด ไว้ก่อน เจ้าจงปูตั่งให้บุตรของเรา หาน้ำมาล้างเท้า ทาน้ำมัน ปูที่นอนให้ ภายหลังจึงไปตลาด ทาสีได้ทำตามนั้น ลูกสาวเศรษฐีดุทาสีมาช้า ทาสีจึงบอก กะธิดาว่า อย่าโกรธฉันเลย โฆสิตะบุตรเศรษฐีมา ฉันทำโน่นบ้าง นี่บ้าง ให้แก่โฆสิตะนั้นแล้วก็ไปตลาด เสร็จแล้วจึงกลับมานี่แหละจ้ะ. ลูกสาวเศรษฐี ครั้นได้ฟังชื่อว่าโฆสิตะบุตรเศรษฐีเท่านั้น ความรักด้วยอำนาจบุพเพสันนิวาส ตัดผิวหนังเป็นต้นจดเยื่อกระดูกตั้งอยู่. นางจึงถามทาสีนั้นว่า เขานอนที่ไหนเล่า ตอบว่า นอนหลับบนที่นอนจ้ะ. ถามว่า มีอะไรที่มือของเขาบ้าง. อบว่า มีหนังสือที่ชายผ้าจ้ะ นางคิดว่า นั่นหนังสืออะไรหนอ เมื่อโฆสิตะกำลังหลับ เมื่อมารดาบิดาไม่เห็นเพราะส่งใจไปอื่น จึงไปหาโฆสิตะนั้นแก้หนังสือออก ถือเข้าไปห้องของตนปิดประตู เปิดหน้าต่าง เพราะนางฉลาดในอักขรสมัย
หน้า 766 ข้อ 694
จึงอ่านหนังสือนั้น คิดว่า โอช่างโง่เสียจริง ผูกใบมรณะของตนไว้ที่ชายผ้า เที่ยวไป หากเราไม่เห็น เขาก็จะไม่มีชีวิต จึงฉีกหนังสือนั้นเสียแล้ว เขียน หนังสืออื่นแทนด้วยกำของเศรษฐีว่า บุตรของเราชื่อโฆสิตะให้นำบรรณาการ จาก ๑๐๐ หมู่บ้านมาทำการมงคลสมรสกับธิดาของเศรษฐีชนบทนี้ ให้ปลูกเรือน ๒ ชั้น ท่ามกลางบ้านเป็นที่อยู่ของตนแล้วจัดการอารักขาให้ดี ด้วยการล้อม กำแพงและตั้งยามคุ้มกัน เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จงส่งข่าวให้เราทราบ ด้วย เมื่อทำอย่างนี้เสร็จแล้ว เราจะสมนาคุณแก่ลุง ครั้นเขียนเสร็จจึงม้วน หนังสือ ผูกไว้ที่ชายผ้าของเขา. โฆสิตะนอนหลับตลอดวัน ลุกขึ้นบริโภคอาหารแล้วก็กลับไป รุ่งขึ้น ไปบ้านนั้นแต่เช้าตรู่ เห็นผู้จัดการทรัพย์สินกำลังทำการงานในบ้าน. ผู้จัดการ ทรัพย์สินเห็นโฆสิตะจึงถามว่า อะไรพ่อคุณ โฆสิตะบอกว่า พ่อของฉันส่ง หนังสือมาให้ท่าน เขารับหนังสือไปอ่านดีใจ สั่งช่างทำเรือนว่า ดูเถิด นาย ของเราเขารักเรา ส่งบุตรมาหาเรา ขอให้ทำพิธีมงคลสมรสแก่บุตรคนใดของเขา กับลูกสาวของเรา พวกท่านรีบไปหาไม้เป็นต้นมาเถิด แล้วให้ปลูกเรือนตาม ที่กล่าวแล้ว ในท่ามกลางบ้านให้นำเครื่องบรรณาการมาจาก ๑๐๐ หมู่บ้าน แล้วนำธิดาของเศรษฐีชนบทมาทำพิธีมงคลสมรส เสร็จแล้วส่งข่าวไปให้เศรษฐี ทราบว่า ได้ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว. เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็เกิดเสียใจใหญ่หลวงว่า ธุระที่เราให้ทำไม่สำเร็จ ธุระที่เราไม่ให้ทำสำเร็จ พร้อมกับความโศกถึงบุตร ความโศกนั้นประดัง เข้ามาอีก จึงเกิดร้อนท้องถึงกับท้องร่วง แม้ลูกสาวเศรษฐีก็สั่งว่า หากมีใคร มาจากสำนักของเศรษฐี จงบอกเรา อย่าบอกแก่บุตรของเศรษฐีก่อน. แม้เศรษฐี ก็คิดว่า บัดนี้เราจะไม่ให้บุตรชั่วเป็นเจ้าของสมบัติของเรา จึงกล่าวกะผู้จัดการ
หน้า 767 ข้อ 694
ทรัพย์อีกคนหนึ่งว่า ลุง ฉันอยากเห็นบุตรของฉัน ลุงส่งคนใกล้ชิดคนหนึ่ง แล้วเขียนหนังสือฉบับหนึ่งส่งไป เรียกบุตรของเรามา. ผู้จัดการทรัพย์สินรับคำ แล้วให้หนังสือส่งบุรุษคนหนึ่งไป ลูกสาว เศรษฐีได้พาโฆสิตกุมารไปในเวลาที่เศรษฐีเจ็บหนัก เศรษฐีได้ถึงแก่กรรมเสีย แล้ว เมื่อบิดาถึงแก่กรรม พระราชาทรงประทานสมบัติที่บิดาใช้สอย ทรงมอบ ตำแหน่งเศรษฐีพร้อมด้วยฉัตรให้. โฆสิตเศรษฐีดำรงอยู่ในมหาสมบัติ รู้ว่า ตนพ้นจากความตายในฐานะ ๗ ครั้งตั้งแต่ต้นตามคำของลูกสาวเศรษฐีและ นางกาฬี จึงสละทรัพย์วันละ ๑,๐๐๐ บริจาคทาน. ความที่โฆสิตเศรษฐีไม่มีโรค ในฐานะ ๗ ครั้งอย่างนี้เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ. ในบทเหล่านั้น บทว่า คหํ คือเรือน ผู้เป็นใหญ่ในเรือนคือคหบดี บทนี้เป็นชื่อของผู้เป็นใหญ่ในตระกูลมหาศาล ในบางคัมภีร์เขียนเมณฑกเศรษฐี ไว้ในลำดับของโฆสิตเศรษฐี. ในบทว่า ปญฺจนฺนํ มหาปุญฺานํ ปุญฺวโต อิทฺธิ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๕ คน เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญนี้ มีความว่า พึงเห็นบุญฤทธิ์ของผู้มีบุญมาก ๕ คน. ชน ๕ คนเหล่านี้ ชื่อว่า ผู้มีบุญมาก ๕ คือ เมณฑกเศรษฐี ๑ นางจันทปทุมา ภริยาเมณฑกเศรษฐี ๑ ธนัญชัย เศรษฐีบุตร ๑ นางสุมนาเทวีสะใภ้ ๑ นายปุณณทาส ๑ ได้สะสมบุญญาธิการ ในพระปัจเจกพุทธเจ้า. ในชนเหล่านั้นเมณฑกเศรษฐี สร้างฉางไว้ ๑,๒๕๐ ฉาง ลูบศีรษะแล้วนั่งที่ประตู แหงนดูเบื้องบน สายข้าวสาลีแดง หล่นจาก อากาศเต็มฉางทั้งหมด. ภริยาของเมณฑกเศรษฐีนั้น เอาข้าวสารประมาณ ทะนานหนึ่งหุงข้าว แล้วทำแกงในสูปะและพยัญชนะอย่างหนึ่ง ประดับด้วย เครื่องประดับทุกชนิด นั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้ที่ซุ้มประตู ประกาศเรียกว่า ผู้มี ความต้องการภัตตาหารทั้งปวงจงมาเถิด ถือทัพพีทองคำทักใส่ภาชนะที่คนมา
หน้า 768 ข้อ 694
แล้ว ๆ นำเข้าไปแล้วให้ แม้เมื่อนางให้อยู่ตลอดวันก็ปรากฏเพียงถือเอาด้วย ทัพพีคราวเดียวเท่านั้น. บุตรของเมณฑกเศรษฐี ลูบศีรษะแล้วถือเอาถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ถุง ประกาศว่า ผู้มีความต้องการกหาปณะจงมาเถิด แล้วใส่ภาชนะที่คนมาแล้ว ๆ ให้ไป กหาปณะ ๑,๐๐๐ ถุงก็ยังอยู่. สะใภ้ของเศรษฐีประดับด้วยเครื่องประดับทุกชนิด ถือเอาตะกร้าข้าว- เปลือก ทะนาน นั่งบนที่นั่งประกาศว่า ผู้มีความต้องการพืชข้าวจงมาเถิด แล้วตักใส่ภาชนะที่คนถือมาแล้ว ๆ ให้ ตะกร้าก็ยังเต็มอย่างเดิม. ทาสของเศรษฐีประดับด้วยเครื่องประดับทุกชนิด เชือกทองคำเทียมโค ที่แอกทองคำ ถือด้ามปฏักทองคำ ให้นิ้วทั้ง ๕ ของโคมีกลิ่นหอม สวมปลอก ทองคำที่เขาทั้งสองข้างขับไปนา ไถรอยไถไว้ ๗ แห่ง คือ ข้างนี้ ๓ ข้างนี้ ๓ ท่ามกลาง ๑ แล้วไป. ชาวชมพูทวีปถือเอาภัตร พืช เงินและทองเป็นต้น จากเรือนเศรษฐีตามความชอบใจ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงภัททิยนคร โดยลำดับ ผู้มีบุญทั้ง ๕ และนางวิสาขาธิดาของธนัญชัยเศรษฐี ได้บรรลุ โสดาปัตติผล ด้วยการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า นี้ฤทธิ์ของผู้มีบุญมาก ๕ คน เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ แต่โดยสังเขปความวิเศษแห่งความสำเร็จ ในการสะสมบุญที่ถึงความแก่กล้าเป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ. พึงทราบวินิจฉัยในวิชชามยิทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า วิชฺชาธรา เพราะทรงไว้ซึ่งวิชชาของชาวคันธาระ มีอาการให้สำเร็จ หรือวิชชาอื่นอันสำเร็จ ใกล้เคียง อันสำเร็จตามความปรารถนา. บทว่า วิชฺชํ ปริชปฺเปตฺวา ร่ายวิชชา คือ ร่ายวิชชาตามที่ใกล้เคียงด้วยปาก บทที่เหลือมีอรรถดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.
หน้า 769 ข้อ 694
พึงทราบวินิจฉัยในสัมมาปโยคิทธินิเทศ ดังต่อไปนี้. ท่านถามเพียง อาการแห่งความสำเร็จ ไม่ถามว่า กตมา เป็นไฉน เพราะไม่มีคุณวิเศษ อย่างอื่น แล้วถามเพียงประการเท่านั้น จึงตั้งคำถามว่า กถํ อย่างไร แล้ว สรุปว่า เอวํ อย่างนี้. อนึ่ง ในนิเทศนี้บาลีเช่นกับบาลีมีในก่อนมาแล้วด้วย การแสดง การประกอบชอบ กล่าวคือการปฏิบัตินั่นเอง แต่มาในอรรถว่า ความวิเศษเกิดขึ้นเพราะทำกรรมนั้น หมายถึงการเตรียมการอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยทำสกฏพยุหะ (การตั้งค่ายรบแบบกองเกวียน) เป็นต้น ศิลปกรรมอย่างใด อย่างหนึ่ง เวชกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง การเรียนไตรเพท การเรียนพระไตร ปิฎก โดยที่สุดการไถและการหว่านเป็นต้น ชื่อว่า ฤทธิ์ ด้วยความสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้น ๆ ด้วยประการดังนี้. จบอรรถกถาอิทธิกถา
หน้า 770 ข้อ 695, 696
ปัญญาวรรค อภิสมยกถา ว่าด้วยความตรัสรู้ [๖๙๕] คำว่า ความตรัสรู้ ความว่า ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร ย่อม ตรัสรู้ด้วยจิต ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ บุคคลผู้ไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยญาณ ย่อมตรัสรู้ด้วยญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ได้ซิ บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้ ย่อม ตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณ ย่อมตรัสรู้ได้ด้วยจิตและญาณหรือ ถ้าอย่างนั้น ก็ ตรัสรู้ได้ด้วยกามาวจรจิตและญาณซิ ย่อมตรัสรู้ด้วยกามาวจรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยรูปาวจรจิตและญาณ ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยอรูปาวจรจิตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยอรูปาว- จรจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณซิ ตรัส รู้ด้วยกัมมัสสกตาจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยสัจจานุโลมิกจิต และญาณซิ ตรัสรู้ด้วยสัจจานุโลมิกจิตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นอดีตและญาณไม่ได้ ถ้าอย่าง นั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและญาณซิ ตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นอนาคตและ ญาณไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณซิ ตรัสรู้ด้วย จิตที่เป็นปัจจุบันและญาณไม่ได้ (แต่) ตรัสรู้ได้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณ ในขณะโลกุตรมรรค. [๖๙๖] ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและญาณในขณะแห่งโลกุตร- มรรคอย่างไร ? ในขณะโลกุตรมรรค จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น และเป็นเหตุเป็น ปัจจัยแห่งญาณ จิตอันสัมปยุตด้วยญาณนั้น มีนิโรธเป็นโคจร ญาณเป็นใหญ่
หน้า 771 ข้อ 697
ในการเห็น และเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งจิต ญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น มี นิโรธเป็นโคจร ย่อมตรัสรู้ด้วยจิตที่เป็นปัจจุบันและด้วยญาณ ในขณะแห่ง โลกุตรมรรคอย่างนี้. [๖๙๗] ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ? ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโลกุตรมรรค ความตรัสรู้ด้วยความเห็น เป็นสัมมาทิฏฐิ ความตรัสรู้ด้วยความดำริเป็นสัมมาสังกัปปะ ความตรัสรู้ด้วย ความกำหนดเป็นสัมมาวาจา ความตรัสรู้ด้วยความเป็นสมุฏฐานเป็นสัมมากัมมัน- ตะ ความตรัสรู้ด้วยความขาวผ่องเป็นสัมมาอาชีวะ ความตรัสรู้ด้วยความตั้งสติ มั่นเป็นสัมมาสติ ความตรัสรู้ด้วยความไม้ฟุ้งซ่านเป็นสัมมาสมาธิ ความตรัสรู้ ด้วยความตั้งสติมั่น เป็นสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ความตรัสรู้ด้วยการพิจารณาหา ทางเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในความเป็นผู้ ไม่มีศรัทธาเป็นสัทธาพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน เป็นวิริยะพละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในความประมาท เป็นสติ พละ ความตรัสรู้ด้วยความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะเป็นสมาธิพละ ความตรัสรู้ ด้วยความไม่หวั่นไหวในอวิชชา เป็นปัญญาพละ ความตรัสรู้ด้วยความน้อมใจ เชื่อเป็นสัทธินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความประคองไว้ เป็นวิริยินทรีย์ ความ ตรัสรู้ด้วยความตั้งสติมั่นเป็นสตินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความไม่ฟุ้งซ่านเป็น สมาธินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยความเห็นเป็นปัญญินทรีย์ ความตรัสรู้ด้วยอินทรีย์ ด้วยความว่าเป็นใหญ่ ความตรัสรู้ด้วยพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว ความตรัส รู้ด้วยโพชฌงค์ด้วยความว่านำออก ความตรัสรู้ด้วยมรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ ความตรัสรู้ด้วยสติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งสติมั่น ความตรัสรู้ ด้วยสัมมัปปธาน ด้วยความว่าตั้งไว้ ความตรัสรู้ด้วยอิทธิบาทด้วยความว่าให้สำเร็จ ความตรัสรู้
หน้า 772 ข้อ 698
สัจจะด้วยความว่าเป็นของแท้ ความตรัสรู้ด้วยสมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ความตรัสรู้ด้วยวิปัสสนาด้วยความว่าพิจารณาเห็น ความตรัสรู้ด้วยสมถะและ วิปัสสนาด้วยความว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ความตรัสรู้ด้วยธรรมคู่กันด้วยความ ว่าไม่ล่วงเกินกัน ศีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม เป็นความตรัสรู้ จิตตวิสุทธิด้วย ความว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความตรัสรู้ ทิฏฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็นเป็นความตรัสรู้ ความตรัสรู้ด้วยอธิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น ความตรัสรู้ด้วยวิชชาด้วยความ ว่าแทงตลอด วิมุตติด้วยความว่าบริจาค เป็นความตรัสรู้ ญาณในความสิ้นไป ด้วยความว่าตัดขาด เป็นความตรัสรู้ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความเป็นมูล เหตุ มนสิการเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นความตรัสรู้ ด้วยความว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่ประชุม สมาธิ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นประธาน สติเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็น ใหญ่ ปัญญาเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้น ๆ วิมุตติ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นสารธรรม นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นความ ตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด. [๖๙๘] ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ? ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโสดาปัตติมรรค ความตรัสรู้ด้วย ความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ นิพพานอันหยั่งลง ในอมตะ เป็นความตรัสรู้ ด้วยความว่าเป็นที่สุด. ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ? ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะโสดาปัตติผล ความตรัสรู้ด้วยความ เห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น เป็นความตรัสรู้ ด้วยความว่าระงับ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นมูลเหตุ ฯลฯ นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด.
หน้า 773 ข้อ 699
ถามว่า ความตรัสรู้มีเท่านี้หรือ ? ตอบว่า ไม่ใช่มีเท่านี้ ในขณะสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะสกทาคามิ ผล ในขณะอนาคามิมรรค ในขณะอนาคามิผล ในขณะอรหัตมรรค ในขณะ อรหัตผล ความตรัสรู้ด้วยความเห็น เป็นสัมมาทิฏฐิ ความตรัสรู้ด้วยความดำริ เป็นสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้นเป็นความตรัสรู้ ด้วยความว่าระงับ ฉันทะเป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นมูลเหตุ ฯลฯ นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะ เป็นความตรัสรู้ด้วยความว่าเป็นที่สุด บุคคลนี้นั้นย่อมละ ได้ซึ่งกิเลสทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน. [๖๙๙] คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีต ความว่า บุคคล ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ทำกิเลสที่สิ้นไป แล้วให้สิ้นไป ทำกิเลสที่ดับไปแล้วให้ดับไป ทำกิเลสที่ปราศไปแล้วให้ปราศ ไป ทำกิเลสที่หมดแล้วให้หมดไป ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอดีตอันไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นละกิเลสที่เป็นอดีตหาได้ไม่. คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคต ความว่า บุคคลย่อมละ ได้ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคตหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลนั้นก็ละกิเลสที่ยังไม่เกิด ละกิเลสที่ยังไม่บังเกิด ละกิเลสที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ละกิเลสที่ยังไม่ปรากฏ ละได้ ซึ่งกิเลสที่เป็นอนาคตอันไม่มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นละกิเลสที่เป็น อนาคตหาได้ไม่. คำว่า ย่อมละได้ซึ่งกิเลสที่เป็นปัจจุบัน ความว่า บุคคลย่อมละ ได้ซึ่งกิเลสที่เป็นปัจจุบันหรือ ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กำหนัดก็ละราคะได้ ผู้ขัด เคืองก็ละโทสะได้ ผู้หลงก็ละโมหะได้ ผู้มีมานะผูกพันก็ละมานะได้ ผู้ถือผิด ก็ละทิฏฐิได้ ผู้ถึงความฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะได้ ผู้ลังเลไม่แน่ใจก็ละวิจิกิจฉาได้ ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรงก็ละอนุสัยได้ ธรรมฝ่ายคำและธรรมฝ่ายขาวซึ่งเป็นคู่กันกำลัง เป็นไป มรรคภาวนาอันมีความหม่นหมองด้วยกิเลสนั้น. ก็มีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต กิเลสที่เป็นอนาคต กิเลสที่เป็นปัจจุบัน หาได้ไม่.
หน้า 774 ข้อ 700
[๗๐๐] บุคคลย่อมละกิเลสที่เป็นอดีตหาได้ไม่ ละกิเลสที่เป็นอนาคต หาได้ไม่ ละกิเลสที่เป็นปัจจุบันหาได้ไม่หรือ ถ้าอย่างนั้น มรรคภาวนาก็ ไม่มี การทำให้แจ้งซึ่งผลก็ไม่มี การละกิเลสก็ไม่มี ธรรมาภิสมัยก็ไม่มี. หามิได้ มรรคภาวนามีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลมีอยู่ การละกิเลสมี อยู่ ธรรมาภิสมัยมีอยู่ เหมือนอะไร ? เหมือนต้นไม้กำลังรุ่น ยังไม่เกิดผลบุรุษ พึงตัดต้นไม้นั้นที่ราก ผลที่ยังไม่เกิดแห่งต้นไม้นั้นก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิด ก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ เลยฉันใด ความเกิดขึ้น เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในความเกิดขึ้นแล้ว จึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น กิเลส เหล่าใดพึงบังเกิด เพราะความเกิดขึ้นเป็นปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิดเลย ที่ไม่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏเลย ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ ด้วย ประการฉะนี้ เพราะเหตุแห่งความเป็นไป เพราะเหตุแห่งสังขารเป็นนิมิต เพราะเหตุแห่งกรรมเป็นปัจจัยแห่งความบังเกิดแห่งกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษ ในกรรมแล้วจึงแล่นไปในนิพพานอันไม่มีกรรม เพราะความที่จิตเป็นธรรม- ชาติแล่นไปในนิพพานอันไม่มีกรรม กิเลสเหล่าใดพึงบังเกิดเพราะกรรมเป็น ปัจจัย กิเลสเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดเลย ที่ยังไม่บังเกิดก็ไม่บังเกิดเลย ที่ ยังไม่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เกิดขึ้นเลย ที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏเลย เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับด้วยประการฉะนี้ มรรคภาวนามีอยู่ การทำให้แจ้งซึ่งผลมีอยู่ การ ละกิเลสมีอยู่ ธรรมาภิสมัยมีอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอภิสมยกถา
หน้า 775 ข้อ 700
อรรถกถาอภิสมยกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังมิได้พรรณาแห่งอภิสมยกถาอันพระสารี- บุตรเถระผู้แสดงอภิสมัยอันเป็นฤทธิ์อย่างยิ่งในลำดับแห่งอิทธิกถากล่าวแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิสมโย ความตรัสรู้ คือถึงพร้อมด้วยธรรม เป็นประธานแห่งสัจจะทั้งหลาย อธิบายว่าแทงตลอด อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความตรัสรู้อรรถ. บทว่า เกน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยอะไร ท่านอธิบาย ไว้อย่างไร ท่านกล่าวความตรัสรู้ว่า ความตรัสรู้เป็นรสนั้นใดในบทแห่งสูตร มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้ธรรมให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้แล เมื่อความตรัสรู้นั้นเป็นไปอยู่ บุคคลผู้ตรัสรู้ย่อมตรัสรู้สัจจะด้วยธรรมอะไรเป็นผู้ มีธรรมเป็นประธาน ย่อมถึงพร้อมอธิบายว่าแทงตลอดนี้เป็นคำถามของผู้ท้วง ก่อน. บทว่า จิตฺเตน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยจิต คือแก้อย่างนั้นเพราะ เว้นจิตเสียแล้วไม่มีความตรัสรู้. บทมีอาทิว่า หญฺจิ เป็นการท้วงอีก หญฺจิ แปลว่า ถ้าว่า. เพราะท่านกล่าวว่า ด้วยจิตผู้ท้วงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นบุคคลผู้ไม่มี ญาณก็ตรัสรู้ได้ซิ. บทว่า น อญฺาณี อภิสเมติ บุคคลไม่มีญาณตรัสรู้ไม่ได้ คือปฏิเสธเพราะไม่มีความตรัสรู้โดยเพียงจิตเท่านั้น. บทว่า าเณน อภิสเมติ ย่อมตรัสรู้ด้วยญานเป็นการรับรอง. บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้งเป็นการท้วงว่า ผู้ไม่มีความรู้ ย่อมตรัสรู้เพราะไม่มีจิตได้ซิเพราะท่านกล่าวว่า าเณน ด้วย ญาณ. บทว่า น อจิตฺตโก อภิเสเมติ บุคคลผู้ไม่มีจิตก็ตรัสรู้ไม่ได้ เป็น การปฏิเสธเพราะผู้ไม่มีจิตตรัสรู้ไม่ได้. บทมีอาทิว่า จิตฺเตน จ เป็นการรับรอง. บทมีอาทิว่า หญฺจิ อีกครั้งเป็นการท้วงอำนาจทั่วไปแห่งจิตและญาณทั้งหมด. แม้ในการท้วงและการแก้ที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 776 ข้อ 700
บทว่า กมฺมสฺสกตาจิตฺเตน จ าเณน จ ด้วยกัมมัสสกตาจิตและ ด้วยญาณ คือ ด้วยจิตอันเป็นไปแล้วด้วยกัมมัสสกดาอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายมี กรรมเป็นของตน. บท สจฺจานุโลมิกจิตฺเตน จ าเณน จ ด้วย สัจจา- นุโลมิกจิต และด้วยญาณคือด้วยจิตสัมปยุตด้วยวิปัสสนากล่าวคือ สัจจา- นุโลมิกญาณ เพราะช่วยการแทงตลอดสัจจะและด้วยวิปัสสนาญาณ. บทว่า กถํ อย่างไรเป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา (ถามเองตอบเอง) เหมือนอภิสมัย. บทว่า อุปฺปาทาธิปเตยฺยํ จิตเป็นใหญ่ในการให้เกิดขึ้น ได้แก่ เพราะเมื่อไม่มีจิตเกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เพราะจิตยึดอารมณ์ เจตสิกก็เกิด พร้อมกับจิตนั้น เมื่อไม่มีอารมณ์จะยึดจักเกิดได้อย่างไรเล่า แม้ในอภิธรรม ท่านก็จำแนกเจตสิกไว้ด้วยกายเกิดขึ้นแห่งจิตนั่นแหละ ฉะนั้นจิตจึงเป็นใหญ่ ในการเกิดขึ้นแห่งมรรคญาณ. บทว่า าณสฺส คือแห่งมรรคญาณ. บทว่า เหตุ ปจฺจโย จ เป็นเหตุเป็นปัจจัยคือเป็นผู้ให้เกิดและเป็นผู้อุปถัมภ์. บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ คือ จิตสัมปยุตด้วยญาณนั้น. บทว่า นิโรธโคจรํ มีนิโรธ เป็นโคจร คือมีนิพพานเป็นอารมณ์. บทว่า ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ญาณเป็น ใหญ่ในการเห็นคือเป็นใหญ่ในการเห็นนิพพานเพราะไม่มีกิจที่จะเห็นสิ่งที่เหลือ. บทว่า จิตฺตสฺส แห่งจิต คือแห่งจิตสัมปยุตด้วยมรรค. บทว่า ตํสมฺปยุตฺตํ คือญาณอันสัมปยุตด้วยจิตนั้น. เพราะปริยายแม้นี้มิใช่ความตรัสรู้ด้วยจิตและญาณเท่านั้น ที่แท้ธรรม คือจิตและเจตสิกอันสัมปยุตด้วยมรรค แม้ทั้งหมดชื่อว่า เป็นความตรัสรู้ด้วย ยังกิจคือความตรัสรู้สัจจะให้สำเร็จ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดง ปริยายแม้นั้นจึงถามว่าความตรัสรู้มีเท่านั้นหรือ ปฏิเสธว่า นหิ ไม่ใช่มีเท่านั้น แล้วกล่าวคำมีอาทิว่า โลกุตฺตรมคฺคกฺขเณ ในขณะแห่งโลกุตรมรรค.
หน้า 777 ข้อ 700
บทว่า ทสฺสนาภิสมโย ความตรัสรู้ด้วยความเห็น คือ ความตรัสรู้อันเป็น ความเห็น แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า สจฺจา คือสัจจญาณ มรรคญาณ นั่นแลชื่อว่าวิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นพระนิพพาน. บทว่า วิโมกฺโข คือมรรควิโมกข์. บทว่า วิชฺชา คือมรรคญาณนั้นแหละ. บทว่า วิมุตฺติ คือสมุจเฉทวิมุตติ. นิพพานชื่อว่า อภิสมโย เพราะตรัสรู้ ที่เหลือชื่อว่า อภิสมยา เพราะเป็นเหตุตรัสรู้. พระสารีบุตรเถระเพื่อแสดงจำแนกอภิสมัยด้วยมรรคและผล จึงกล่าว คำมีอาทิว่า กินฺนุ ดังนี้. อนึ่ง ในที่นี้ เพราะญาณย่อมไม่ได้ในความสิ้นไป ด้วยอรรถว่าตัดขาดในขณะผล ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุปฺปาเท าณํ ญาณในนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น. พึงทราบบทที่เหลือตามสมควร บัดนี้ เพราะเมื่อมีการละกิเลส ความตรัสรู้ก็ย่อมมีได้ และเมื่อมีความตรัสรู้การละ กิเลสก็ย่อมมีได้ ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ ประสงค์จะแสดงถึงการละกิเลส อันมีการท้วงเป็นเบื้องต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สฺวายํ บุคคลนี้นั้น ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สฺวายํ คือพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคนี้ นั้น. คำ ๔ คำในบทนี้มี เอวํ เป็นอาทิ เป็นการถามของผู้ท้วง. บทนี้ว่า อตีเต กิเลเส ปชหติ ละกิเลสที่เป็นอดีต เป็นคำแก้เพื่อให้โอกาสแก่การ ท้วง. บทว่า ขีณํ คือสิ้นไปแล้วด้วยความดับ. บทว่า นิรุทฺธํ ดับแล้ว คือ ดับด้วยไม่เกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยสันดาน. บทว่า วิคตํ ปราศไป คือ ปราศไป จากขณะที่กำลังเป็นไปอยู่. บทว่า วิคเมติ คือ ให้ปราศไป. บทว่า อตฺถงฺคตํ ถึงการดับไป คือ ถึงความไม่มี. บทว่า อตฺถงฺคเมติ คือ ให้ถึงความไม่มี. ครั้นแสดงโทษในข้อนั้นแล้วจึงกล่าวปฏิเสธว่า บุคคลละกิเลสอันเป็นอดีต
หน้า 778 ข้อ 700
หาได้ไม่. บทว่า อชาตํ ที่ไม่เกิดขึ้น คือ ยังไม่เกิดขึ้นจากการท้วงอันเป็น อนาคต. บทว่า อนิพฺพตฺตํ กิเลสที่ยังไม่เกิด คือ กิเลสที่ยังไม่ถึงสภาวะ. บทว่า อนุปฺปนฺนํ กิเลสที่ยังไม่เกิด คือ ยังไม่ปฏิบัติในอนาคตจำเดิมแต่เกิด. บทว่า อปาตุภูตํ ไม่ปรากฏ คือ ไม่ปรากฏแห่งจิตโดยความเป็นปัจจุบัน. เมื่อผู้ละในอดีตและอนาคต ความพยายามไม่มีผลย่อมได้รับ เพราะไม่มีสิ่งที่ควร ละ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงปฏิเสธแม้ทั้งสองอย่าง. บทว่า รตฺโต ราคํ ปชหติ บุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะได้ คือ บุคคลผู้กำหนัดย่อมละราคะนั้นได้ด้วยราคะ ที่กำลังเป็นไปอยู่. แม้ในกิเลสที่กำลังเป็นไปอยู่ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ถามคโต ผู้มีกิเลสเรี่ยวแรง คือ ผู้ถึงสภาพมั่นคง. บทว่า กณฺหสุกฺกา ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว คือ ธรรมที่เป็นอกุศลและกุศลซึ่งเป็นคู่กันกำลัง เป็นไป คือ ย่อมถึงเสมอกัน. บทว่า สงฺกิเลสิกา มรรคภาวนาอันมีความ หม่นหมองด้วยกิเลส คือ เมื่อความที่ความหม่นหมองสัมปยุตกันมีอยู่ มรรค- ภาวนาประกอบด้วยความหม่นหมอง ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เมื่อละในปัจจุบันอย่างนี้ มรรคภาวนาอันเป็นความหม่นหมองย่อมมีได้ และความพยายามก็ไม่มีผล เพราะมีสิ่งที่ควรละกับความพยายาม เพราะยังไม่มีการแยกจิตออกจากกิเลส อันเป็นปัจจุบัน. บทว่า น หิ ไม่มี คือ ปฏิเสธคำที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ๔ ส่วน. บทว่า อตฺถิ มีอยู่ คือ รับรอง. บทว่า ยถา กถํ วิย เหมือนอะไร เป็นการถาม เพื่อชี้ให้เห็นอุทาหรณ์แห่งความมี คือ มีเหมือนโดยประการไร มีเหมือนอะไร. บทว่า ยถาปิ แม้ฉันใด. บทว่า ตรุโณ รุกฺโข ต้นไม้รุ่น คือ ถือเอา ต้นไม้รุ่นเพื่อจะได้ไห้ผล. บทว่า อชาตผโล ผลที่ยังไม่เกิด คือ แม้เมื่อ ยังมีการให้ผลอยู่ก็ฉวยเอาก่อนเวลาจากการได้ผล. บทว่า ตเมนํ คือ ต้นไม้
หน้า 779 ข้อ 700
นั้น. บทว่า เอนํ เป็นเพียงนิบาต หรือคือ ตํ เอตํ. บทว่า มูลํ ฉินฺเทยฺย พึงตัดราก คือ พึงตัดตั้งแต่ราก. บทว่า อชาตผลา คือ ผลยังไม่เกิด. บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ. ท่านกล่าวถึงการสืบต่อขันธ์อันเป็นปัจจุบัน แม้ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ การเกิด ๑ ความเป็นไป ๑ นิมิต ๑ การประมวล ๑ ขันธสันดานอันไม่เป็นพืชของกิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณ เพราะขันธ- สันดานนั้นไม่เป็นพืช กิเลสนั้นมีขันธสันดานนั้นเป็นปัจจัยยังไม่เกิดขึ้น ย่อม ไม่เกิดขึ้น. บทว่า อาทีนวํ ทิสฺวา เห็นโทษ คือ เห็นโทษโดยความเป็น ของไม่เที่ยงเป็นต้น. ท่านกล่าวถึงนิพพานเท่านั้นด้วยบท ๔ บท มีอาทิว่า อนุปฺปาโท การไม่เกิดขึ้น. บทว่า จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ จิตแล่นไป คือ จิต สัมปยุตด้วยมรรค ย่อมแล่นไป. บทว่า เหตุนิโรธา ทุกฺขนิโรโธ เพราะเหตุ ดับ ทุกข์ก็ดับ คือ เพราะความไม่เกิดสันดานอันเป็นพืชของกิเลสทั้งหลายดับ ก็เป็นอันดับความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อันเป็นขันธ์ในอนาคต. เพราะความไม่เกิดกิเลสอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อย่างนี้ดับ จึงเป็นอันดับความไม่ เกิดแห่งทุกข์ด้วย. พระสารีบุตรเถระกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถิ มคฺคภาวนา มรรคภาวนามีอยู่ เพราะมีข้อยุติในการละกิเลส. แต่ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ด้วยบทนี้ท่านแสดงไว้อย่างไร. ท่านแสดง ถึงการละกิเลสอันได้ภูมิแล้ว ก็ภูมิที่ได้นั้นเป็นอดีต อนาคต หรือเป็นปัจจุบัน. พึงทราบกถาพิสดารแห่งการละกิเลสที่ท่านกล่าวแล้วว่า กิเลสอันได้ภูมิเกิดขึ้น แล้วโดยนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถามรรคสัจจนิเทศแห่งสุตมยญาณกถา. แต่ใน ที่นี้ท่านประสงค์เอากิเลสที่ควรละได้ด้วยมรรคญาณเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอภิสมยกถา
หน้า 780 ข้อ 701, 702
ปัญญาวรรค วิเวกกถา สาวัตถีนิทาน ว่าด้วยศีลและวิเวก [๗๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใด อย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. [๗๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อม เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัย วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ ... ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน ความสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคาม และภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
หน้า 781 ข้อ 703, 704, 705
อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึง ความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย. [๗๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมถึงความเจริงอกงามไพบูลย์ในธรรม ทั้งหลายอย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิอันอาศัย วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ... เจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ สัมมาทิฏฐิมี วิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒. [๗๐๔] สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เป็นไฉน ? วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิ- วิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวก ในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้น ๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวก ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิ- วิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นที่ดับ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้. [๗๐๕] สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เป็นไฉน ? วิราคะ ๕ คือ วิกขัมภนวิราคะ ตทังควิราคะ สมุจเฉทวิราคะ ปฏิปัสสัทธิวิราคะ นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญ
หน้า 782 ข้อ 706, 707, 708
ปฐมฌาน ๑...นิสสรณวิราคะเป็นที่ดับ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้. [๗๐๖] สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เป็นไฉน ? นิโรธ ๕ คือ วิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญ ปฐมฌาน ๑... นิสสรณนิโรธเป็นที่ดับ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้. [๗๐๗] สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เป็นไฉน ? ความสละ ๕ คือ วิกขัมภนโวสัคคะ ตทังคโวสัคคะ สมุจเฉทโวสัคคะ ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ นิสสรณโวสัคคะ ความสละในการข่มนิวรณ์ของภิกษุ ผู้เจริญปฐมฌาน ๑...นิสสรณโวสัคคะ เป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาทิฏฐิ มีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิต ตั้งมั่นด้วยดีในความสละ ๕ นี้. สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้. [๗๐๘] สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เป็นไฉน ? วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิ- วิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวก
หน้า 783 ข้อ 709, 710, 711
ในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้น ๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวก ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิ- วิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้. [๗๐๙] สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เป็นไฉน ? วิราคะ ๕ คือ วิกขัมภนวิราคะ ตทังควิราคะ สมุจเฉทวิราคะ ปฏิปัสสัทธิวิราคะ นิสสรณวิราคะ วิราคะในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญ ปฐมฌาน ๑ ...นิสสรณวิราคะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีใน วิราคะ ๕ นี้. [๗๑๐] สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เป็นไฉน ? นิโรธ ๕ คือ วิกขัมภนนิโรธ ตทังคนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิ- ปัสสัทธินิโรธ นิสสรณนิโรธ นิโรธในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ... ปฏิปัสสัทธินิโรธในขณะผล ๑ นิสสรณนิโรธเป็นอมตธาตุ ๑ สัมมาสมาธิ มีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิต ตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในนิโรธ ๕ นี้. [๗๑๑] สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เป็นไฉน ? ความสละ ๕ คือ วิกขัมภนโวสัคคะ ตทังคโวสัคคะ สมุจเฉทโวสัคคะ ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ นิสสรณโวสัคคะ ความสละในการข่มนิวรณ์ ของภิกษุ ผู้เจริญปฐมฌาน ๑ ความสละในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้น ๆ ของภิกษุผู้เจริญ สมาธิอันมีส่วนทำลายกิเลส ๑ สมุจเฉทโวสัคคะ ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรค
หน้า 784 ข้อ 712, 713
อันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะในขณะผล ๑ นิสสรณโวสัคคะ เป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิด ฉันทะน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในความสละ ๕ นี้. สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มี นิสัย ๑๒ เหล่านี้. [๗๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลัง อย่างใด อย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ภิกษุเจริญ ทำให้มาก ซึ่งโพชฌงค์ ๗ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งพละ ๕ ฯลฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่งพละ ๕ อยู่ ย่อม ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ภิกษุเจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคาม และภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญ งอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย. [๗๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย อย่างไร ?
หน้า 785 ข้อ 714
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัทธินทรีย์ อันอาศัย วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เจริญวิริยินทรีย์ ฯลฯ เจริญสตินทรีย์ เจริญสมาธินทรีย์ เจริญปัญญินทรีย์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒. [๗๑๔] สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เป็นไฉน ? วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิ วิเวก นิสสรณวิเวก วิเวกในการข่มนิวรณ์ของภิกษุผู้เจริญปฐมฌาน ๑ วิเวกในการละทิฏฐิด้วยองค์นั้น ๆ ของภิกษุผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลาย กิเลส ๑ สมุจเฉทวิเวก ของภิกษุผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑ ปฏิปัสสัทธิวิเวกในขณะผล ๑ นิสสรณวิเวกเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ๑ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฯลฯ สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ วิริยินทรีย์ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เป็นไฉน ? วิเวก ๕ คือ วิกขัมภนวิเวก ตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิ- วิเวก นิสสรณวิเวก ฯลฯ ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ ฉะนี้แล. จบวิเวกกถา
หน้า 786 ข้อ 714
อรรถกถาวิเวกกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งวิเวกกถา อันมี พระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาการละ ในลำดับ แห่งอภิสมยกถามีการละเป็นที่สุดตรัสไว้แล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อน บทว่า เย เกจิ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นบทรวมยอดไม่มีเหลือ. บทว่า พลกรณียา ทำด้วยกำลัง คือพึงทำด้วย กำลังขาและแขน. บทว่า กมฺมนฺตา การงาน คือ การงานมีวิ่ง กระโดด ไถและหว่านเป็นต้น. บทว่า กยีรนฺติ ต้องทำ คือ อันผู้มีกำลังต้องทำ. บทว่า สีลํ นิสฺสาย อาศัยศีล คือทำจตุปาริสุทธิศีลให้เป็นที่อาศัย. บทว่า ภาเวติ ย่อมเจริญ ในที่นี้ท่านประสงค์เอามรรคภาวนา อันเป็นโลกิยะและโลกุตระ เพราะผู้มีศีลขาดแล้วไม่มีมรรคภาวนา. บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ อาศัยวิเวก คืออาศัยตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก นิสสรณวิเวก. บทว่า วิเวโก คือความสงัด. จริงอยู่ พระโยคาวจรประกอบ ด้วยอริยมรรคภาวนา ย่อมเจริญอริยมรรคภาวนา อาศัยตทังควิเวกโดยกิจ ในขณะแห่งวิปัสสนา อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัธยาศัย อาศัยสมุจเฉทวิเวกโดยกิจ ในขณะมรรค อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์ ในการอาศัยวิราคะเป็นต้น ก็มีนัยนี้. จริงอยู่ วิเวกนั่นแหละ ชื่อว่าวิราคะ ด้วยอรรถว่าคลายกำหนัด ชื่อว่า นิโรธ ด้วยอรรถว่าดับ ชื่อว่า โวสสัคคะ ด้วยอรรถว่าสละ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิเวก เพราะสงัดจากกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าวิราคะ เพราะคลายจากกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่านิโรธ เพราะดับกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า
หน้า 787 ข้อ 714
โวสสัคคะ เพราะสละกิเลสทั้งหลาย เพราะปล่อยจิตไปในนิพพาน. อนึ่ง โวสสัคคะมี ๒ อย่าง คือ ปริจจาคโวสสัคคะ (ปล่อยด้วยการสละ) และ ปักขันทนโวสสัคคะ. ปล่อยด้วยการแล่นไป. ในโวสสัคคะ ๒ อย่างนั้น การ ละกิเลสด้วยตทังคะในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค ชื่อว่า ปริจจาคโวสัคคะ. การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นใน ขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ. แม้ทั้งสองนั้นก็สมควรในนัยแห่งการพรรณนาความ อันเจือด้วยโลกิยะ โลกุตระนี้. เป็นความจริงอย่างนั้น ในสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ธรรมนี้อย่างหนึ่ง ๆ ย่อมสละกิเลสโดยประการตามที่กล่าวแล้ว และย่อมแล่น ไปสู่นิพพาน. บทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ น้อมไปในความสละ ท่านอธิบายว่า น้อมไป โน้มไป อบรม บ่มให้แก่กล้า เพื่อความสละด้วยคำทั้งสิ้นนี้. ภิกษุผู้ ขวนขวายอริยมรรคภาวนานี้ย่อมเจริญอริยมรรคนั้นโดยประการที่ธรรมหนึ่ง ๆ ในสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ย่อมอบรมและบ่มให้แก่กล้าเพื่อปล่อยให้สละกิเลส และ เพื่อปล่อยให้แล่นไปสู่นิพพาน. ในบทว่า พีชคามภูตคามา พืชคามและภูตคามนี้ มีอธิบายว่า พืช ๕ อย่าง คือ พืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากข้อ ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืชชื่อว่าพีชคาม ชื่อว่าภูตคามจำเดิมแต่ความปรากฏแห่ง หน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว. อธิบายว่า รวมรากหน่อสีเขียวของภูตคามที่เกิดแล้ว อาจารย์บางคนกล่าวว่า เมื่อเทวดาหวงแหน ย่อมเป็นตั้งแต่เวลามีหน่อสีเขียว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภูตคาม เพราะเป็นบ้านของภูตคือเทวดาเหล่านั้น. บทว่า วุฑฺฒึ ความเจริญ คือเจริญด้วยหน่อเป็นต้น. บทว่า วิรุฬฺหึ งอกงาม คือ งอกงามด้วยลำต้นเป็นต้น. บทว่า เวปุลฺลํ ไพบูลย์ คือไพบูลย์ด้วยดอกเป็นต้น
หน้า 788 ข้อ 714
อนึ่ง ในทางธรรม บทว่า วุฑฺฒึ คือเจริญด้วยความประพฤติธรรมที่ยังไม่ เคยประพฤติ. บทว่า วิรุฬฺหึ คืองอกงามด้วยการทำกิจให้สำเร็จ. บทว่า เวปุลฺลํ คือความไพบูลย์ด้วยสำเร็จกิจแล้ว. ปาฐะว่า วิปุลฺลตฺตํ คือความ เป็นผู้ไพบูลย์บ้าง. อีกอย่างหนึ่ง บท ๓ เหล่านั้นประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา. อรรถกถามัคคังคนิเทศ พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันตนิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า สมฺมาทิฏฺิยา เป็นฉัฏฐีวิภัตติ แห่งสัมมาทิฏฐิอันเป็นไปอยู่ จากการประกอบตามสมควร และจากอารมณ์ ในฌาน วิปัสสนา มรรค ผล และนิพพาน และในจิต อันสัมปยุตด้วยโลกิยวิรัติ คือแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นอันเดียวกัน โดยเป็นสามัญ- ลักษณะ. บทว่า วิกฺขมฺภนวิเวโก วิกขัมภนวิเวก คือความสงัดด้วยการ ข่มไว้ ด้วยการทำให้ไกล แห่งอะไร แห่งนิวรณ์ทั้งหลาย. บทมีอาทิว่า ปมชฺฌานํ ภาวยโต เจริญปฐมฌาน ท่านกล่าวถึงปฐมฌานด้วยการข่มไว้ เมื่อท่านกล่าวถึงปฐมฌานนั้น ก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ฌานที่เหลือด้วยเหมือนกัน. ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิวิเวก เพราะมีสัมมาทิฏฐิแม้ในฌานทั้งหลาย. บทว่า ตทงฺควิเวโก คือความสงัดด้วยวิปัสสนาญาณนั้น ๆ. บทว่า ทิฏฺิคตานํ ทิฏฐิทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า ทิฏฐิวิเวก เพราะทิฏฐิวิเวกทำได้ยาก และเพราะเป็นประธาน เมื่อท่านกล่าวถึงทิฏฐิวิเวกก็เป็นอันกล่าวแม้วิเวกมี นิจจสัญญาเป็นต้น. บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ สมาธิอันเป็นส่วนแห่ง
หน้า 789 ข้อ 714
การทำลายกิเลส คือ สมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. บทว่า สมุจฺเฉทวิเวโก สมุจเฉทวิเวก คือ ความสงัดด้วยการตัดขาดกิเลสทั้งหลาย. บทว่า โลกุตฺตรํ ขยคามึ มคฺคํ โลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป คือโลกุตรมรรคอันให้ ถึงนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไป. บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิเวโก ปฏิปัสสัทธิ- วิเวก คือ ความสงัดในการสงบกิเลสทั้งหลาย. บทว่า นิสฺสรณวิเวโก นิสสรณวิเวก คือความสงัดสังขารอันเป็นการนำสังขตธรรมทั้งหมดออกไป. บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ คือเป็นผู้เกิดความพอใจ ในธรรมในส่วนเบื้องต้น. บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต คือเป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธา ในส่วนเบื้องต้น. บทว่า จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺิตํ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี คือจิต ของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี คือมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น. ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่าเป็นที่อาศัย เพราะ เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น. แต่อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ท่านกล่าวสมาธิว่า มีจิตตั้งมั่นด้วยดี แม้ในวิราคะเป็นต้นก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธวารดังต่อไปนี้. ท่านแสดงคำปริยาย อื่นจากนิโรธศัพท์ แล้วกล่าวว่า อมตา ธาตุ อมตธาตุ. พึงทราบในบทที่ เหลือต่อไป บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ เป็นนิโรธ คือนิพพาน แม้ในบท ทั้งสองก็เป็นนิพพานเหมือนกัน. บทว่า ทฺวาทส นิสฺสยา มีนิสัย ๑๒ คือ ทำฉันทะ สัทธา จิต อย่างละ ๓ ให้อย่างหนึ่ง ๆ เป็น ๔ อย่าง มีวิเวกเป็นต้น รวมเป็นนิสัย ๑๒. แม้สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ก็พึงทราบการประกอบความโดยนัยนี้เหมือนกัน. อนึ่ง พึงทราบว่าท่านกล่าว ถึงวิรัติอันเป็นไปอยู่ ด้วยสามารถส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย แห่งฌาน
หน้า 790 ข้อ 714
และวิปัสสนา เพราะไม่มีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ใน ขณะแห่งฌาน ในขณะแห่งวิปัสสนาทำฌานและวิปัสสนาให้อาศัยกัน. อนึ่ง พึงทราบว่า วิเวก วิราคะ นิโรธ และปฏินิสสัคคะ แห่งนิวรณ์และทิฏฐิ ชื่อว่า วิเวกเป็นต้นแห่งวิรัติทั้งหลายอันเป็นอยู่อย่างนั้น. เหมือนที่ท่านกล่าว ไว้ในอัฏฐกนิบาตว่า ดูก่อนภิกษุ แต่นั้นท่านพึงเจริญสมาธินี้ พร้อมด้วยวิตก พร้อมด้วยวิจาร พึงเจริญแม้เพียงวิจารไม่มีวิตก พึงเจริญแม้ไม่มีทั้งวิตก ไม่มีทั้งวิจาร พึงเจริญพร้อมด้วยปีติ พึงเจริญแม้ไม่มีปีติ พึงเจริญแม้สหรคต ด้วยความพอใจ พึงเจริญแม้สหรคตด้วยอุเบกขา. ท่านกล่าวเมตตาเป็นต้น และกายานุปัสสนาเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งสมาธิอันเป็นมูลภายในของตนดุจ กล่าวถึงจตุกฌานและปัญจกฌาน แม้ในบทนี้ก็พึงทราบว่าท่านกล่าวถึงวิรัติ ด้วยอำนาจส่วนเบื้องต้น และส่วนเบื้องปลายอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ถือเอาเพียงพยัญชนฉายา (เงาแห่งพยัญชนะ) จึงไม่ควรกล่าวตู่. เพราะ พระพุทธพจน์ลึกซึ้งมาก พึงเข้าไปหาอาจารย์แล้วเรียนเอาโดยความประสงค์. แม้ในโพชฌงควาระ พลวาระและอินทริยวาระ ก็พึงทราบความโดย นัยนี้แล. จบอรรถกถาวิเวกกถา
หน้า 791 ข้อ 715
ปัญญาวรรค จริยากถา ว่าด้วยจริยา ๘ [๗๑๕] จริยา ในคำว่า จริยา นี้ มี ๘ คือ อิริยาปถจริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ ปัตติจริยา ๑ โลกัตถกริยา ๑. ความประพฤติในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา ความประพฤติ ในอายตนะภายในเเละภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา ความประพฤติใน สติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่าสติจริยา ความประพฤติในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา ความประพฤติในอริยสัจ ๔ ชื่อว่าญาณจริยา ความประพฤติในอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามรรคจริยา ความประพฤติในสามัญผล ๔ ชื่อว่าปัตติจริยา ความ ประพฤติอันเป็นส่วนเฉพาะในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ความประ- พฤติอันเป็นส่วนเฉพาะในพระปัจเจกพุทธเจ้าความประพฤติอันเป็นส่วนเฉพาะ ในพระสาวก ชื่อว่าโลกัตถจริยา อิริยาปถจริยาของบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย ความปรารถนา อายตนจริยาของท่านผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย สติจริยาของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท สมาธิจริยาของท่านผู้ขวนขวาย ในอธิจิต ญาณจริยาของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา มรรคจริยาของท่านผู้ ปฏิบัติชอบ ปัตติจริยา ของท่านผู้บรรลุผลแล้ว และโลกัตถจริยา เป็นส่วน เฉพาะของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นส่วนเฉพาะของพระปัจเจก- พุทธเจ้า และเป็นส่วนเฉพาะของพระสาวก จริยา ๘ เหล่านี้.
หน้า 792 ข้อ 716, 717
[๗๑๖] จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อย่อม ประพฤติด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่น ย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ทำความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้ง ย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ผู้มนสิการว่า ท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมบรรลุคุณพิเศษได้ ก็ประพฤติด้วยวิเศษจริยา ผู้มนสิการว่ากุศลธรรมของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมให้ต่อเนื่องกันไป ก็ ประพฤติด้วยอายตนจริยา จริยา ๘ เหล่านี้. [๗๑๗] จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ การประพฤติด้วยทัศนะแห่ง สัมมาทิฏฐิ ๑ การประพฤติด้วยความดำริแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑ การประพฤติ ด้วยความกำหนดแห่งสัมมาวาจา ๑ การประพฤติด้วยสมุฏฐานแห่งสัมมากัม- มันตะ ๑ การประพฤติด้วยความขาวผ่องแห่งสัมมาอาชีวะ ๑ การประพฤติด้วย ความประคองไว้แห่งสัมมาวายามะ ๑ การประพฤติด้วยความตั้งสติมั่นแห่ง สัมมาสติ ๑ การประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ๑ จริยา ๘ เหล่านี้ ฉะนี้แล. จบจริยากถา
หน้า 793 ข้อ 718, 719, 720
อรรถกถาจริยากถา บัดนี้ เพื่อให้เห็นอุบายการทำให้แจ้งซึ่งนิพพานกล่าวคือนิสสรณวิเวก อันเป็นความสงัดอย่างยิ่งในลำดับวิเวกกถา และเพื่อให้เห็นการทำประโยชน์ สุขแก่โลก แห่งนิโรธอันทำให้แจ้งอย่างนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวจริยากถา แม้ชี้แจงไว้แล้วในอินทริยกถาอีก. การพรรณนาความแห่งจริยากถานั้น ท่าน กล่าวไว้แล้วในอินทริยกถานั่นแล ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาจริยากถา ปัญญาวรรค ปาฏิหาริยกถา ว่าด้วยปฏิหาริย์ ๓ [๗๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์ ๓ ประการนี้ ๓ ประการ เป็นไฉน คือ อิทธิปาฏิหาริย์ ๑ อาเทศนาปาฏิหาริย์ ๑ อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ๑. [๗๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้ หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลก ก็ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์. [๗๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาเทศนาปาฏิหาริย์เป็นไฉน ?
หน้า 794 ข้อ 721
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมทายใจได้ตาม เหตุที่กำหนดว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่าน เป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย แต่เมื่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ก็ดี ของอมนุษย์ก็ดี หรือของเทวดาก็ดี ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็น ประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจ นั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย และหาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้ กำลังตรึกตรองอยู่ ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็น ประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจ นั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย หาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ และหาได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้ กำลังตรึกตรองแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อกำหนดใจของผู้เข้าสมาธิอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ด้วยใจของตนแล้วก็รู้ได้ว่า ท่านผู้นี้ตั้งมโนสังขารไว้อย่างใด ก็จัก ตรึกถึงวิตกชื่อโน้นในระหว่างจิตนี้อย่างนั้น ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อาเทศนาปาฏิหาริย์. [๗๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อนุศาสนีปาฏิหาริย์เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพร่ำสอน อย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น จงมนสิการอย่างนี้ อย่ามนสิการ
หน้า 795 ข้อ 722
อย่างนั้น จงละธรรมนี้ จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาฏิหาริย์ ๓ ประการนี้แล. [๗๒๒] เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ เนกขัมมะ ย่อมกำจัดกามฉันทะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วย เนกขัมมะนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และเนกขัมมะนั้น ท่าน ทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็น ธรรมสมควรแก่เนกขัมมะนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เนกขัมมะจึงเป็น อนุศาสนีปาฏิหาริย์. ความไม่พยาบาทย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ความไม่พยาบาท ย่อมกำจัดพยาบาทได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วย ความไม่พยาบาทนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริ ไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ความไม่พยาบาทจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และความ ไม่พยาบาทนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มาก อย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ความไม่พยาบาทนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความไม่พยาบาทจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์. อาโลกสัญญาย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ อาโลกสัญญาย่อม กำจัดถีนมิทธะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วย อาโลกสัญญานั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น อาโลกสัญญาจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และอาโลกสัญญานั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติ อันเป็นธรรมสมควรแก่อาโลกสัญญานั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาโลก- สัญญาจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์.
หน้า 796 ข้อ 722
ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดอุทธัจจะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วย ความไม่ฟุ้งซ่านนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ความไม่ฟุ้งซ่าน จึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และความ ไม่ฟุ้งซ่านนั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มาก อย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ความไม่ฟุ้งซ่านนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความไม่ฟุ้งซ่านจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ฯลฯ. อรหัตมรรคย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ อรหัตมรรคย่อม กำจัดกิเลสได้หมด เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วย อรหัตมรรคนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น อรหัตมรรคจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และอรหัตมรรคนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติ อันเป็นธรรมสมควรแก่อรหัตมรรคนั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อรหัต- มรรคจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริย์. เนกขัมมะย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิย่อมกำจัดกามฉันทะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ ความไม่พยาบาทย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดพยาบาทได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ อิทธิเเละปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อาโสกสัญญาย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดถีนมิทธะได้ เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ฯลฯ อรหัตมรรคย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็นอิทธิ ย่อมกำจัดกิเลสได้หมด เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ อิทธิและ ปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ ฉะนี้แล. จบปาฏิหาริยกถา
หน้า 797 ข้อ 722
อรรถกถาปาฏิหาริยกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพิจารณา แห่งปาฏิหาริยกถาอันมี พระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์มีการพร่ำสอน ประโยชน์แก่โลกเป็นที่สุด ในลำดับแห่งจริยากถาอันมีความพระพฤติเป็นประ- โยชน์แก่โลกเป็นที่สุดครบแล้ว. ในพระสูตรนั้นพึงทราบความดังต่อไปนี้ก่อน บทว่า ปาฏิหาริยานิ คือปาฏิหาริย์ด้วยการนำสิ่งเป็นข้าศึกออกไปคือนำกิเลสออกไป. บทว่าอิทฺธิปา- ฏิหาริยํ อิทธิปาฏิหาริย์ชื่อว่า อิทธิ ด้วยความสำเร็จ ชื่อว่าปาฏิหาริยะ ด้วย การนำออกไป อิทธินั่นแหละเป็นปาฏิหาริยะจึงชื่อว่าอิทธิปาฏิหาริย์ ส่วนใน ปาฏิหาริย์นอกนี้ชื่อว่า อาเทศนา ด้วยการดักใจ ชื่อว่า อนุศาสนี ด้วย การพร่ำสอน บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า อิธ คือในโลกนี้. บทว่า เอกจฺโจ คือบุรุษคนหนึ่ง อิทธิปาฏิหาริยนิเทศมีอรรถดังกล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง. บทว่า นิมิตฺเตน อาทิสติ ย่อมทายใจตามนิมิตคือย่อมกล่าว ด้วยนิมิตที่มาแล้วด้วยนิมิตที่ไปแล้วหรือด้วยนิมิตแห่งจิต. บทว่า เอวมฺปิ เต มโน ใจของท่านเป็นอย่างนี้ คือใจของท่านเป็น อย่างนี้มีโสมนัส มีโทมนัสหรือสัมปยุตด้วยกามวิตกเป็นต้น อปิศัพท์ เป็น สัมบิณฑนัตถะ (มีความรวมกัน). บทว่า อิตฺถมฺปิ เต มโน ใจของท่าน เป็นประการนี้ คือ แสดงประการต่าง ๆ ในจิตแม้อย่างหนึ่ง ๆ จากจิตมีโสมนัส เป็นต้น. บทว่า อิติปิ เต จิตฺตํ จิตของท่านเป็นดังนี้ คือ จิตของท่านแม้ เป็นดังนี้ ความว่า จิตคิดถึงประโยชน์ ๆ เป็นไป. บทว่า พหุญฺเจปิ อาทิสติ
หน้า 798 ข้อ 722
แม้ภิกษุนั้นทายใจเป็นอันมาก คือ กล่าวแม้มากว่าจิตนี้ จิตนี้อื่นจากจิตได้มีแล้ว ย่อมมี จักมี. บทว่า ตเถว ตํ โหติ โน อญฺถา การทายใจนั้นก็เป็นอย่าง นั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือการทายใจก็เป็นเหมือนที่กล่าวทั้งหมด ไม่เป็นอย่างอื่น บทว่า น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ ภิกษุไม่ทายใจตามนิมิตเลยคือแม้รู้ นิมิตอยู่ก็ไม่กล่าวตามนิมิตอย่างเดียว. บทว่า อปิจ เป็นบทแสดงปริยายอื่น อีก. บทว่า มนุสฺสานํ คือแห่งมนุษย์ผู้ยังจิตให้เกิด. บทว่า อมนุสฺสานํ คือยักษ์ปีศาจเป็นต้นที่ได้ฟังแล้วหรือยังไม่ได้ฟัง. บทว่า เทวตานํ คือเทวดา ชั้นจาตุมมหาราชิกาเป็นต้น. บทว่า สทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงแล้วคือฟังเสียง ของผู้รู้จิตของคนอื่นแล้วกล่าว. บทว่า ปน เป็นนิบาต ลงในความริเริ่มอีก. บทว่า วิตกฺกยโต ของผู้วิตกคือของผู้ตรึกด้วยวิตกตามธรรมดา. บทว่า วิจารยโต ของผู้ครองด้วยวิจารสัมปยุตด้วยวิตกนั่นเอง. บทว่า วิตกฺก- วิจารสทฺทํ สุตฺวา ฟังเสียงวิตกวิจารคือฟังเสียงละเมอของคนหลับคน ประมาทบ่นพึมพำอันเกิดขึ้นด้วยกำลังของวิตก ย่อมทายมีอาทิว่าใจของท่าน เป็นดังนี้ด้วยอำนาจแห่งเสียงที่เกิดขึ้นแก่ผู้วิตก. บทว่า อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจารท่าน กล่าวแสดงความสามารถในการรู้จิตอันสงบปราศจากวิตกวิจารและความกำเริบ แต่ไม่ต้องกล่าวในความรู้จิตที่เหลือ. บทว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ กำหนดใจด้วยใจย่อมรู้ เป็นการได้เจโตปริยญาณ. บทว่า โภโต คือผู้เจริญ. บทว่า มโนสงฺขารา ปณิหิตา ตั้งมโนสังขารไว้ คือ ตั้งจิตสังขารไว้. บทว่า อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺเกสฺสติ จักตรึกถึงวิตกชื่อโน้น คือย่อม รู้ว่าจักตรึกจักประพฤติวิตกมีกุศลวิตกเป็นต้น อนึ่ง เมื่อรู้ย่อมรู้ด้วยการเข้าถึง ย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น ตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้ ย่อมรู้ว่าภิกษุนั้นเริ่ม กสิณภาวนายังปฐมฌานทุติยฌานเป็นต้นหรือยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดด้วยอาการใด
หน้า 799 ข้อ 722
การบริกรรมกสิณนั้นแหละชื่อว่าย่อมรู้ด้วยการเข้าถึง เมื่อเริ่มปฐมวิปัสสนาย่อมรู้ ย่อมรู้ว่าภิกษุนั้นเริ่มวิปัสสนา ยังโสดาปัตติมรรคให้เกิด ฯลฯ หรือยังอรหัต- มรรคให้เกิดด้วยอาการใด ชื่อว่าย่อมรู้โดยส่วนเบื้องต้น ย่อมรู้ว่ามโนสังขาร ตั้งอยู่แก่จิตนี้ ภิกษุจักตรึกถึงจิตชื่อนี้ในลำดับแห่งจิตชื่อนี้ หรือเมื่อภิกษุ ออกจากจิตนี้ สมาธิอันเป็นส่วนแห่งความเสื่อมจักมีจักให้สมาธิอันเป็นส่วนแห่ง ความตั้งอยู่ อันเป็นส่วนแห่งความวิเศษอันเป็นส่วนแห่งความทำลาย หรือ อภิญญาด้วยอาการใดชื่อว่าตรวจดูจิตในภายในสมาบัติแล้วรู้. บทว่า พหุญฺเจปิ อาทิสติ ถึงแม้ภิกษุนั้นทายใจไว้เป็นอันมาก คือถึงแม้กล่าวไว้เป็นอันมาก ด้วย ประเภท ๑๖ มี สราคะเป็นต้นเพราะทำเจโตปริยญาณให้เป็นอารมณ์แห่ง จิตและเจตสิก พึงทราบว่ามิใช่ด้วยสามารถอย่างอื่น. บทว่า ตเถว ตํ โหติ การทายใจนั้นก็เป็นอย่างนั้น คือการรู้โดยเจโตปริยญาณก็เป็นอย่างนั้นโดย ส่วนเดียวไม่มีโดยประการอื่น. บทว่า เอวํ วิตกฺเกถ จงตรึกอย่างนี้คือจงตรึก ยังเนกขัมมวิตกเป็นต้นให้เป็นไปอย่างนี้. บทว่า มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ จง อย่าตรึกอย่างนี้ คือจงอย่าตรึกให้กามวิตกเป็นต้นเป็นไปอย่างนี้. บทว่า เอวํ มนสิ กโรถ จงทำไว้ในใจอย่างนี้คือจงทำไว้ในใจซึ่งอนิจจสัญญาหรือในทุกข- สัญญาเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า มาเอวํ มนสากริตฺถ จงอย่าทำในใจ อย่างนี้คือจงอย่าทำในใจโดยนัยมีอาทิว่าเที่ยงเป็นต้นอย่างนี้. บทว่าอิทํ ปชหถ จงละธรรมนี้คือจงละกามคุณ ๕ และราคะเป็นต้นนี้. บทว่า อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถ จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด คือ จงบรรลุให้สำเร็จโลกุตรธรรมอันมี ประเภทเป็นมรรค ๔ ผล ๔ นี้อยู่เถิด. บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงปริยายอื่นในอิทธิปาฏิหาริย์โดย วิเศษจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ ชื่อว่าอิทธิเพราะเนก-
หน้า 800 ข้อ 722
ขัมมะย่อมสำเร็จในบทเหล่านั้น. บทว่า กามฉนฺทํ ปฏิหรติ เนกขัมมะย่อม กำจัดกามฉันทะได้ คือเนกขัมมะเป็นกำลังเฉพาะย่อมนำออกคือละกามฉันทะอัน เป็นปฏิปักษ์ของตน เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั่นแหละ จึงชื่อว่าปาฏิหาริยะ. บท ว่า เย เตน เนกฺขมฺเมน สมนฺนาคตา ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น คือ บุคคลเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้นนำกามฉันทะออกไปอย่างนี้ด้วย การได้เฉพาะ. บทว่า วิสุทฺธจิตฺตา คือมีจิตบริสุทธิ์เพราะไม่มีกามฉันทะ. บทว่า อนาวิลสงฺกปฺปา มีความดำริไม่ขุ่นมัว คือมีความดำริในเนกขัมมะไม่ ขุ่นมัวด้วยการดำริถึงกาม. บทว่า อิติ อาเทสนาปาฏิหาริยํ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ เนกขัมมะเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์อย่าง นี้ด้วยจิตเป็นอื่นเป็นกุศล ด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอื่นหรือด้วยพระพุทธสาวก ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบทำอาเทสนศัพท์ให้เป็นปาฐะที่เหลือ เพราะเหตุนั้น การทายใจอย่างนี้ชื่อว่าอาเทศนาปาฏิหาริยะ. บทว่า เอวํ อาเส- วิตพฺพํ พึงเสพอย่างนี้ คือพึงเสพด้วยประการนี้แต่ต้นใน ๓ บทที่เหลือก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า ตทนุธมฺมตา สติ อุปฏฺาเปตพฺพา พึงตั้งสติเป็นธรรมดา ตามสมควรคือพึงตั้งสติอันช่วยเนกขัมมะนั้นให้ยิ่งยวดใน บทว่า อิติ อนุสาส- นีปฏิหาริยํ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะจึงเป็นอนุศาสนีปาฏิหาริยะนี้พึงทำการ ประกอบดุจด้วยการประกอบอาเทศนาปาฏิหาริยะ แม้ในพยาบาทเป็นต้นก็มี นัยนี้เหมือนกัน แต่ปาฐะท่านย่อฌานเป็นต้นแล้วเขียนแสดงอรหัตมรรคไว้ใน ที่สุด พึงทราบว่าท่านกล่าวบทมีอาทิว่า เอวํ อาเสวิตพฺโพ พึงเสพอย่างนี้ ด้วยเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรคเพราะเป็นไปในขณะจิตดวงเดียว จริงอยู่พึง ทราบว่า เมื่อยังมรรคให้เกิดด้วยวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีกล่าวคือโลกิยะ
หน้า 801 ข้อ 723
มรรคอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งมรรค เมื่อทำอาเสวนะเป็นต้นแล้วแม้มรรค เกิดขึ้นด้วยวิปัสสนานั้นก็เป็นอันชื่อว่าเสพแล้ว เจริญแล้วทำให้มากแล้ว. ฝ่าย อาจารย์ผู้เป็นสัพพัตถิกวาท (มีวาทะทุกอย่างมีประโยชน์) กล่าวว่ามรรคหนึ่งๆ มี ๑๖ ขณะ แต่การตั้งสติเป็นธรรมดาตามสมควรแก่มรรคนั้น ย่อมพยายามใน ส่วนเบื้องต้นเท่านั้น. เพื่อแสดงความที่ บทว่า อิทฺธิปาฏิหาริยํ เป็นกัมมธารย- สมาสท่านจึงกล่าวบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ อิชฺฌตีติ อิทฺธิ อีกครั้ง เมื่อ ท่านกล่าวความที่อิทธิปาฏิหาริยะเป็นสมาสใน ๓ ปาฏิหาริย์ ดังกล่าวแล้วใน พระสูตรก็เป็นอันกล่าวถึงแม้ปาฏิหาริยะสองที่เหลือด้วย เพราะเหตุนั้น พึงทราบ ว่าท่านกล่าวอรรถแห่งสมาสของอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นบทต้นในปริยายนี้แล. จบอรรถกถาปาฏิหาริยกถา ปัญญาวรรค สมสีสกถา ว่าด้วยธรมสงบและธรรมส่วนสำคัญ [๗๒๓] ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในสัมมาสมุจ- เฉทและในนิโรธ เป็นญาณในความว่าสมธรรมและสีสธรรม คำว่า ธรรมทั้งปวง คือขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตรธรรม. คำว่า สัมมาสมุจเฉท ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องตัดกามฉันทะ ได้ขาดดี อัพยาบาทเป็นเครื่องตัดพยาบาทได้ขาดดี อาโลกสัญญาเป็นเครื่อง
หน้า 802 ข้อ 724, 725
ตัดถีนมิทธะได้ขาดดี อวิกเขปะเป็นเครื่องตัดอุทธัจจะได้ขาดดี ธรรมววัตถาน เป็นเครื่องตัดวิจิกิจฉาได้ขาดดี ญาณเป็นเครื่องตัดอวิชชาได้ขาดดี ความ ปราโมทย์เป็นเครื่องตัดอรติได้ขาดดี ปฐมฌานเป็นเครื่องตัดนิวรณ์ได้ขาดดี ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องตัดกิเลสทั้งปวงได้ขาดดี. [๗๒๔] คำว่า นิโรธ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องดับกามฉันทะ อัพยาบาทเป็นเครื่องดับพยาบาท...ความปราโมทย์เป็นเครื่องดับอรติ ปฐม- ฌานเป็นเครื่องดับนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องดับกิเลสทั้งปวง. คำว่า ความไม่ปรากฏ ความว่า เมื่อพระโยคาวจรได้เนกขัมมะ กามฉันทะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อัพยาบาท พยาบาทย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ อาโลกสัญญา ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้อวิกเขปะ อุทธัจจะย่อมไม่ ปรากฏ เมื่อได้ธรรมววัตถาน วิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ฌาน อวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ความปราโมทย์ อรติย่อมไม่ปรากฏ เมื่อได้ปฐมฌาณ นิวรณ์ย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ เมื่อได้อรหัตมรรค กิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ. [๗๒๕] คำว่า สมธรรม (ธรรมสงบ) ความว่าเพราะท่านละกาม- ฉันทะได้แล้ว เนกขัมมะจึงเป็นสมณธรรม เพราะท่านละพยาบาทได้แล้ว อัพยาบาทจึงเป็นสมธรรม เพื่อท่านละถีนมิทธะได้แล้ว อาโลกสัญญาจึงเป็น สมธรรม เพราะท่านละอุทธัจจะได้แล้ว อวิกเขปะจึงเป็นสมธรรม เพราะท่าน ละวิจิกิจฉาได้แล้ว ธรรมววัตถานจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละอวิชชาได้แล้ว ฌานจึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละอรติได้แล้ว ความปราโมทย์จึงเป็นสมธรรม เพราะท่านละนิวรณ์ได้แล้ว ปฐมฌานจึงเป็นสมธรรม ฯลฯ เพราะท่านละ กิเลสทั้งปวงได้แล้ว อรหัตมรรคจึงเป็นสมธรรม.
หน้า 803 ข้อ 725
สีสธรรม ในคำว่า สีสํ มี ๑๓ คือ ตัณหามีความกังวลเป็นประ- ธาณ ๑ มานะมีความพัวพันเป็นประธาน ๑ ทิฏฐิมีความถือผิดเป็นประธาน ๑ อุทธัจจะมีความฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ อวิชชามีกิเลสเป็นประธาน ๑ ศรัทธา มีความน้อมใจเชื่อเป็นประธาน ๑ วิริยะมีความประคองไว้เป็นประธาน ๑ สติ มีความตั้งมั่นเป็นประธาน ๑ สมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ ปัญญามี ความเห็นเป็นประธาน ๑ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นไปเป็นประธาน ๑ วิโมกข์ โคจรเป็นประธาน ๑ นิโรธมีสังขารเป็นประธาน ๑. จบสมสีสกถา อรรถกถาสมสีสกถา บัดนี้ เพื่อแสดงความที่สมสีสะ (ดับกิเลสพร้อมกับชีวิต) สงเคราะห์เข้าในอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นปาฏิหาริย์เบื้องต้น ในลำดับแห่ง ปาฏิหาริยกถา ว่าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวสมสีสกถา (สมธรรม ความสงบ สีสธรรม ธรรมส่วนสำคัญ ) ไว้แม้ท่านชี้แจงไว้แล้ว ในญาณกถา ด้วยสัมพันธ์กับอิทธิปาฏิหาริย์อีก. การพรรณนาความสมสีสกถา นั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในญาณกถานั่นแล ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสมสีสกถา
หน้า 804 ข้อ 726, 727
ปัญญาวรรค สติปัฏฐานกถา สาวัตถีนิทานบริบูรณ์ ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔ [๗๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ ประการนี้ ๔ ประการ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณา เห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกอยู่ เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ เป็นผู้พิจารณา เห็นจิตในจิต ฯลฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ ประการนี้แล. [๗๒๗] ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไร ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกองธาตุดินโดยความ เป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง พิจารณาเห็นโดย ความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข พิจารณาเห็นโดยความเป็น อนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณา เห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็น อนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลาย
หน้า 805 ข้อ 727
กำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืนย่อม ละความยึดถือได้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายโดยอาการ ๗ นี้ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสติและ ญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นกายในกายว่า สติปัฏฐาน- ภาวนา. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนา ด้วยความว่าธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยความว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็น อันเดียวกัน ๑ ด้วยความว่าเป็นเครื่องนำไปซึ่งความเพียร อันสมควรแก่ ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และอินทรีย์มีกิจเป็นอันเดียวกันนั้น ๑ ด้วยความว่าเป็นธรรมที่เสพ ๑ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกอง อาโปธาตุ กองเตโชธาตุ กองวาโยธาตุ กองผม กองขน กองผิว กองหนัง กองเนื้อ กองเอ็น กองกระดูก กองเยื่อในกระดูก โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่ พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณา เห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็น ของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อม ละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ ภิกษุพิจารณา เห็นกายด้วยอาการ ๗ นี้ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึง เรียกการพิจารณาเห็นกายในกายว่า สติปัฏฐานภาวนา.
หน้า 806 ข้อ 728, 729
ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็น ธรรมที่เสพ ฯลฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างนี้. [๗๒๘] ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่อย่างไร ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นสุขเวทนาโดยความเป็น ของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน ไม่ ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯลฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาด้วยอาการ ๗ นี้ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อม พิจารณาเห็นเวทนานั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียก การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายว่า สติปัฏฐานภาวนา. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็น ธรรมที่เสพ ฯลฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นทุกขเวทนา ฯลฯ อทุกขมสุขเวทนา จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ เมื่อ สละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาด้วยอาการ ๗ นี้ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นเวทนานั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายว่า สติปัฏฐานภาวนา. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยความว่า เป็น ธรรมที่เสพ ฯลฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่อย่างนี้. [๗๒๙] ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไร ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตมีราคะ โดยความ เป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน
หน้า 807 ข้อ 730
ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯลฯ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตด้วยอาการ ๗ นี้ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นจิตนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณา เห็นจิตในจิตว่า สติปัฏฐานภาวนา. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยความเป็นธรรมที่ เสพ ฯลฯ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตมีราคะ จิตปราศจาก ราคะ จิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ จิต- ฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตไม่มีจิต อื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้น จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ โดยความเป็นของ ไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯลฯ เมื่อ สละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตด้วยอาการ ๗ นี้ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น จิตนั้นด้วยสติและญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นจิต ในจิตว่า สติปัฏฐานภาวนา. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยความว่าเป็นธรรม ที่เสพ ฯลฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างนี้. [๗๓๐] ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างไร ? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เว้นกาย เวทนา จิตเสียแล้ว ย่อมพิจารณา เห็นธรรมทั้งหลายที่เหลือจากนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็น
หน้า 808 ข้อ 730
โดยความเป็นของเที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดย ความเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความ เป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม ทั้งหลายด้วยอาการ ๗ นี้ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นด้วยสติและญาณนั้นเพราะ เหตุดังนี้นั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายว่า สติ- ปัฏฐานภาวนา. ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยความว่าธรรม ทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยความว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจ เป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความว่าเป็นเครื่องนำไป ซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน นั้น ๑ ด้วยความว่าเป็นธรรมที่เสพ ๑ ฯลฯ ภิกษุมีปกติพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างนี้ ฉะนี้แล. จบสติปัฏฐานกถา
หน้า 809 ข้อ 730
อรรถกถาสติปัฏฐานกถา บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งสติปัฏฐานกถา อันมีพระสูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปัสสนาวิเศษ ๗ อย่าง ยกอิทธิปาฏิหาริย์ที่พระองค์ตรัสแล้วในลำดับแห่งสมสีสกถาเป็นตัวอย่าง ตรัสแล้ว. พึงทราบความในพระสูตรนั้นก่อน บทว่า จตฺตาโร สติปัฏฐาน ๔ เป็นการกำหนดจำนวน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการกำหนดสติปัฏฐาน ไว้ว่า ไม่ต่ำกว่านั้น ไม่สูงกว่านั้น. บทว่า อิเม นี้เป็นบทชี้ให้เห็นสิ่งที่ ควรชี้ให้เห็น. บทว่า ภิกฺขเว เป็นคำร้องเรียกบุคคลผู้รับธรรม. บทว่า สติปฏฺานา คือสติปัฏฐาน ๓ อย่าง ได้แก่ สติเป็นโคจร ๑ ความที่ พระศาสดาผู้ประพฤติล่วงความยินดียินร้าย ในสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติ ๓ อย่าง ๑ และสติ ๑. สติโคจรท่านกล่าวว่า สติปัฏฐาน มาในพระบาลีมีอาทิว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิดและความดับของสติปัฏฐาน ๔. บทนั้น มีอธิบายว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะมีที่ตั้ง อะไรตั้ง สติตั้ง การตั้งสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน. ความละเมิดคำแนะนำด้วยความข้องใจของศาสดา ในสาวกผู้ปฏิบัติ ท่านกล่าวว่า สติปฏฺานํ ในพระบาลีนี้ว่า พึงทราบการตั้งสติ ๓ ประการ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่าเป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่. บทนั้นมี อธิบายว่า ชื่อว่า ปัฏฐาน. เพราะควรตั้งไว้ อธิบายว่า ควรประพฤติ ควรตั้งไว้ด้วยอะไร ด้วยสติ การตั้งไว้ด้วยสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน.
หน้า 810 ข้อ 730
อนึ่ง สติ นั่นแหละท่านกล่าวว่า สติปัฏฐาน มาในพระบาลี มีอาทิว่าสติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ยังโพชฌงค์ ๗ ให้ บริบูรณ์. บทนั้นมีอธิบายว่า ชื่อว่า ปฏฺานํ เพราะย่อมตั้งไว้ ความว่า ตั้งไว้ ก้าวไป แล่นไปแล้วเป็นไปอยู่ สตินั่นแหละตั้งไว้ชื่อว่า สติปัฏฐาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่า เป็นที่ระลึก ชื่อว่า อุปัฏฐาน เพราะอรรถว่า เป็นที่เข้าไปตั้งไว้ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า สติปัฏฐาน เพราะสติเข้าไปตั้งไว้บ้าง. นี้เป็นความประสงค์ในที่นี้. ผิถามว่า เพราะเหตุไร จึงทำเป็นพหุวจนะว่า สติปฏฺานา. เพราะสติมีมาก. จริงอยู่ ว่าโดยประเภท ของอารมณ์ สติเหล่านั้นมีมาก. บทว่า กตเม จตฺตาโร ๔ ประการเป็นไฉน เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา ถามตอบเอง. บทว่า อิธ คือในพระศาสนานี้. บทว่า ภิกฺขุ ชื่อว่า ภิกขุ เพราะเห็นภัยในสงสาร. ก็การพรรณนาความแห่งบทที่ เหลือในคาถานี้ท่านกล่าวไว้เเล้วในอรรถกถามรรคสัจจนิเทศ ในสุตมยญาณกถา. ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง. เพราะเพื่อเป็นประโยชน์แก่เวไนยสัตว์ เพราะเมื่อตัณหาจริต ทิฏฐิจริต สมถยานิก วิปสสนายานิก เป็นไปแล้วโดยสองส่วน ๆ ด้วยความอ่อนและ ความเฉียบแหลม กายานุปัสสนาสติปัฏฐานอย่างหยาบเป็นทางหมดจดของผู้มี ตัณหาจริตอ่อน เวทนานุปัสสนสติปัฏฐานอย่างละเป็นทางหมดจดของ ผู้เฉียบแหลม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานอันมีประเภทไม่ยิ่งเกินเป็นทางหมดจด ของผู้มีทิฏฐิจริตอ่อน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อันมีประเภทยิ่งเกินเป็นทาง บริสุทธิ์ของผู้มีทิฏฐิจริตเฉียบแหลม. สติปัฏฐานข้อที่ ๑ เป็นนิมิตควรถึงโดย ไม่ยาก เป็นทางบริสุทธิ์ของเป็นสมถยานิกอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๒ เป็น ทางหมดจดของผู้เป็นสมถยานิกเฉียบแหลม เพราะไม่ดำรงอยู่ในอารมณ์หยาบ.
หน้า 811 ข้อ 730
สติปัฏฐานข้อที่ ๓ มีประเภทไม่ยิ่งเกินเป็นอารมณ์ เป็นทางหมดจดของผู้เป็น วิปัสสนายานิกอ่อน. สติปัฏฐานข้อที่ ๔ มีประเภทยิ่งเกินเป็นอารมณ์ เป็นทาง หมดจดของผู้เป็นวิปัสสนายานิกเฉียบแหลม. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ ไว้ในหย่อนไม่ยิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง เพื่อละความสำคัญผิดว่าเป็นของงาม เป็นสุข เป็น ของเที่ยงและเป็นตัวตน เพราะว่ากายเป็นของไม่งาม. อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายมี ความสำคัญผิด ๆ ในกายนั้นว่าเป็นของงาม เพื่อละความสำคัญผิดนั้น ของสัตว์ เหล่านั้น ด้วยเห็นความเป็นของไม่งามในกายนั้น จึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่ ๑. อนึ่ง พระองค์ตรัสถึงทุกขเวทนาในเวทนาเป็นต้นที่สัตว์ถือว่า เป็นสุข เป็น ของเที่ยง เป็นตัวตน พระองค์ตรัสว่า จิตเป็นธรรมชาติไม่เที่ยง ธรรมเป็น อนัตตา สัตว์ทั้งหลายยังมีความสำคัญผิด ๆ ในสิ่งเหล่านั้นว่า เป็นสุข เป็น ของเที่ยง เป็นตัวตน เพื่อละความสำคัญผิดเหล่านั้น ของสัตว์เหล่านั้นด้วย แสดงถึงความเป็นทุกข์เป็นต้นในสิ่งนั้น พระองค์จึงตรัสสติปัฏฐาน ๓ ที่เหลือ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละความสำคัญ ผิด ๆ ว่าเป็นของงาม เป็นของเที่ยง เป็นตัวตน ด้วยประการฉะนี้ มิใช่ เพื่อละความสำคัญผิดอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อละโอฆะ ๔ โยคะ ๔ อาสวะ ๔ คันถะ ๔ อุปาทาน ๔ และอคติ ๔ บ้าง เพื่อกำหนดรู้อาหาร ๔ อย่างบ้าง พึงทราบว่า พระองค์จึงตรัสสติปัฏฐาน ๔. พึงทราบวินิจฉัยในสุตตันนิเทศ ดังต่อไปนี้. บทว่า ปวีกายึ กองปฐวีธาตุ คือธาตุดินในกายนี้. เพื่อสงเคราะห์ปฐวีธาตุทั้งหมด เพราะ ปฐวีธาตุในกายทั้งสิ้นมีมากท่านจึงใช้ กาย ศัพท์ ด้วยอรรถว่าเป็นที่รวม.
หน้า 812 ข้อ 730
แม้ในกองวาโยธาตุเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ท่านใช้กองผมเป็นต้น เพราะกองผมเป็นต้นมีมาก. อนึ่ง บทว่า วักกะ ไตเป็นต้น เพราะกำหนด ไว้แล้วจึงไม่ใช้ กาย เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านจึงไม่ใช้ กาย แห่ง วักกะเป็นต้นนั้น. พึงทราบความในบทมีอาทิว่า สุขํ เวทนํ ดังต่อไปนี้. บทว่า สุขํ เวทนํ เวทนา ได้แก่ สุขเวทนาทางกายหรือทางจิต. ทุกขเวทนาก็อย่างนั้น. ส่วนบทว่า อทุกฺขมสุขํ เวทนํ ได้แก่ อุเขกขาเวทนาทางจิตเท่านั้น. บทว่า สามิสํ สุขํ เวทนํ สุขเวทนาเจืออามิส คือ โสมนัสเวทนาอาศัยเรือน ๖. บทว่า นิรามิสํ สุขํ เวทนา สุขเวทนาไม่เจืออามิส ได้แก่ โสมนัสเวทนา อาศัยเนกขัมมะ ๖. บทว่า สามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ ทุกขเวทนาเจืออามิส ได้แก่ โทมนัสเวทนาอาศัยเรือน ๖. บทว่า นิรามิสํ ทุกฺขํ เวทนํ ทุกขเวทนา ไม่เจืออามิส ได้แก่ โทมนัสเวทนาอาศัยเนกขัมมะ ๖. บทว่า สามิสํ อทุกฺขม- สุขํ เวทนํ อทุกขมสุขเวทนาเจืออามิส ได้แก่ อุเบกขาเวทนาอาศัยเรือน ๖. บทว่า นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ อทุกขมสุขเวทนาไม่เจืออามิส ได้แก่ อุเบกขาเวทนาอาศัยเนกขัมมะ ๖. บทมีอาทิว่า สราคํ จิตฺตํ จิตมีราคะ มีอรรถดังกล่าวแล้วในญาณกถา. บทว่า ตทวเสเส ธมฺเม ในธรรมที่เหลือ จากนั้น คือ ในธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือจากกาย เวทนา และจิตเท่านั้น. อนึ่ง ในบททั้งปวง บทว่า เตน าเณน คือ ด้วยอนุปัสสนาญาณ ๗ อย่างนั้น. อนึ่ง บทเหล่าใดมีอรรถมิได้กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ ในกถานี้ บทเหล่านั้นมีอรรถ ดังได้กล่าวแล้วในกถานั้น ๆ ในหนหลังนั่นแล ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสติปัฏฐานกถา
หน้า 813 ข้อ 731, 732
ปัญญาวรรค วิปัสสนากถา สาวัตถีนิทานบริบูรณ์ ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนา [๗๓๑] ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขาร ไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยงอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่ เป็นฐานะที่จะมีได้. ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดา- ปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็น ของไม่เที่ยงอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. [๗๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารไร ๆ โดยความเป็นสุข จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะ มีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์อยู่ จักเป็นผู้ประ- กอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จัก
หน้า 814 ข้อ 733, 734
ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม อันเป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้ แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็น ฐานะที่มีได้. [๗๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นธรรมไร ๆ โดยความเป็นอัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่ จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็น ฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นธรรมไร ๆ โดยความเป็นอนัตตาอยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุ- โลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตต- นิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้. [๗๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นนิพพาน โดยความเป็นทุกข์อยู่ จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่ จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้ไม่เป็น ฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอ พิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นสุขอยู่ จัก เป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลม- ขันติ จักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล ข้อ นี้เป็นฐานะที่มีได้.
หน้า 815 ข้อ 735
[๗๓๕] ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร ย่างลงสู่สัมมัตต- นิยามด้วยอาการเท่าไร ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ย่างลงสู่สัม- มัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐. ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ย่างลงสู่สัมมัตต- นิยามด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ? ภิกษุพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นทุกข์ ๑ เป็นโรค ๑ เป็นดังหัวฝี ๑ เป็นดังลูกศร ๑ เป็นความลำบาก ๑ เป็นอาพาธ ๑ เป็นอย่างอื่น ๑ เป็นของชำรุด ๑ เป็นเสนียด ๑ เป็นอุบาทว์ ๑ เป็นภัย ๑ เป็นอุปสรรค ๑ เป็นความหวั่นไหว ๑ เป็นของผุพัง ๑ เป็นของไม่ยั่งยืน ๑ เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ๑ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ๑ เป็นของไม่เป็น ที่พึ่ง ๑ เป็นของว่าง ๑ เป็นของเปล่า ๑ เป็นของสูญ ๑ เป็นอนัตตา ๑ เป็นโทษ ๑ เป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ๑ เป็นของหาสาระมิได้ ๑ เป็นมูลแห่งความลำบาก ๑ เป็นดังเพชฌฆาต ๑ เป็นความเสื่อมไป ๑ เป็น ของมีอาสวะ ๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ เป็นเหยื่อแห่งมาร ๑ เป็นของ มีความเกิดเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความ ป่วยไข้เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความ เศร้าโศกเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความ คับแค้นใจเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ๑ เมื่อ พิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเที่ยง ย่อมย่างลงสู่ สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นทุกข์ ย่อมได้อนุโลม- ขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นสุข ย่อม
หน้า 816 ข้อ 735
ย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นโรค... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโรค เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยเป็นดังหัวฝี... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานไม่มีฝีหัว... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นดังลูกศร... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีลูกศร... เมื่อพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยความลำบาก... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีความลำบาก... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอา- พาธ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีอาพาธ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอื่น... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับ แห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของชำรุด... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพ- พานไม่มีความชำรุดเป็นธรรมดา... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น เสนียด...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีเสนียด ...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุบาทว์... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุบาทว์... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นภัย...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานอันไม่ มีภัย... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุปสรรค... เมื่อพิจารณาเห็น ว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุปสรรค... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจ- ขันธ์โดยความเป็นของหวั่นไหว... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีความหวั่นไหว... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น ่ของผุพัง... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความ ผุพัง... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน... เมื่อพิจารณา เห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความยั่งยืน... เมื่อพิจารณาเห็น
หน้า 817 ข้อ 735
เบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ต้านทาน... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานเป็นที่ป้องกัน ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของ ไม่มีที่พึ่ง... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ พึ่ง... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของว่าง... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพานไม่ว่าง ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของเปล่า... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น นิพพานไม่เปล่า... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของสูญ... เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานสูญอย่างยิ่ง...เมื่อพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอนัตตา... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นโทษ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มี โทษ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของแปรปรวนเป็นธรรมดา... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความไม่แปรปรวน เป็นธรรมดา...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของหาสาระมิได้ ...เมื่อ พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีสาระ ... เมื่อพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีมูลแห่งความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นดังเพชฌฆาต ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เป็นดังเพชฌฆาต... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของเสื่อมไป ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น
หน้า 818 ข้อ 735
นิพพานไม่มีความเสื่อมไป... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมี อาสวะ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มี- อาสวะ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เป็นเหยื่อแห่งมาร ... เมื่อพิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเกิด... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจ- ขันธ์โดยความเป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความ ดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความแก่ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความป่วยไข้ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดย ความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา... เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพานไม่มีความตาย...เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น ของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ...เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์ เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าโศก ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็น ของมีความคร่ำครวญเป็นธรรมดา...เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจ- ขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความคร่ำครวญ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความ คับแค้นเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่ง เบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความดับแค้น ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจาร- ณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุ- โลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความ เศร้าหมอง ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม.
หน้า 819 ข้อ 736
[๗๓๖] การพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็น อนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นทุกข์ เป็นทุกขานุปัสนา โดยความเป็นโรค เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นดังหัวฝี เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็น ดังลูกศรเป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นความลำบาก เป็นทุกขานุปัสสนา โดย ความเป็นอาพาธ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นอย่างอื่น เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของชำรุด เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นเสนียด เป็นทุกขา- นุปัสสนา โดยความเป็นอุบาทว์ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นภัย เป็น ทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นอุปสรรค เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของ หวั่นไหว เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของผุพัง เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่มีอะไร ต้านทาน เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน เป็นทุกขานุ- ปัสสนา โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของว่าง เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของเปล่า เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็น ของสูญ เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นอนัตตา เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นโทษ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความแปรปรวนเป็น ธรรมดาเป็นอนิจจานุปัสสนาโดยความเป็นของหาสาระมิได้เป็นอนัตตานุปัสสนา โดยความเป็นมูลแห่งความทุกข์ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นดังเพชฌฆาต เป็นทุกขานุปัสสนา โดยเป็นความเสื่อมไป เป็นอนิจจานุปัสสนา โดยความเป็น ของมีอาสวะ เป็นทุกขานุปัสสนา โดยเป็นของมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นอนิจจานุ- ปัสสนา โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมี ความเกิดเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความแก่เป็น ธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา
หน้า 820 ข้อ 736
เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา เป็นอนิจจานุ- ปัสสนา โดยความเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดาเป็นทุกขานุปัสสนา โดย ความเป็นของมีความคร่ำครวญเป็นธรรมดาเป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็น ของมีความคับแค้นเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา โดยความเป็นของมี ความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา. ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ นี้ ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ด้วยอาการ ๔๐ นี้. ภิกษุผู้ได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ นี้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วย อาการ ๔๐ นี้ มีอนิจจานุปัสสนาเท่าไร มีทุกขานุปัสสนาเท่าไร มีอนัตตานุ- ปัสสนาเท่าไร ? ท่านกล่าวว่า มีอนิจจานุปัสสนา ๕๐ มีทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ มีอนัตตานุปัสสนา ๒๕ ฉะนี้แล. จบวิปัสสนากถา อรรถกถาวิปัสสนากถา บัดนี้ จะพรรณนาตามความที่ยังไม่พรรณนาแห่งวิปัสสนากถาอันมีพระ สูตรเป็นเบื้องต้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงประเภทแห่งวิปัสสนาใน ลำดับแห่งสติปัฏฐานกถาปฏิสังยุตด้วยวิปัสสนาตรัสแล้ว. พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นก่อนดังต่อไปนี้ บทว่า โส เพราะ เป็นสรรพนาม จึงเป็นอันสงเคราะห์ภิกษุแม้ทั้งหมดที่มีอยู่. บทว่า วต
หน้า 821 ข้อ 736
เป็นนิบาตลงในอรรถเอกังสะ. (ทำบทให้เต็ม). บทว่า กญฺจิ สงฺขารํ สัง- ขารไร ๆ คือสังขารแม้มีประมาณน้อย. ในบทว่า อนุโลมิกาย ขนฺติยา ด้วย อนุโลมขันตินี้มีความดังนี้. ชื่อว่า อนุโลมิกะ เพราะวิปัสสนานั่นแหละย่อม อนุโลมโลกุตรมรรค ชื่อว่าอนุโลมิกา เพราะเพ่งถึงขันตินั่นแหละ ชื่อว่า ขนฺติ เพราะสังขารทั้งปวงย่อมพอใจย่อมชอบใจแก่ภิกษุนั้นโดยความเป็นของ ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยเป็นอนัตตา. ขันตินั้นมี ๓ อย่าง คือ อย่าง อ่อน ๑ อย่างกลาง ๑ อย่างกล้า ๑ ขันติมีการพิจารณาเป็นกลาปะ (กลุ่มก้อน) เป็นเบื้องต้น มีอุทยัพพยญาณเป็นที่สุด เป็นอนุโลมขันติอย่างอ่อน ขันติมี การพิจารณาถึงความดับเป็นเบื้องต้น มีสังขารอุเบกขาญาณเป็นที่สุดชื่อว่า อนุโลมขันติอย่างกลาง ขันติเป็นอนุโลมญาณ (ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่ กำหนดรู้อริยสัจ) ชื่อว่าอนุโลมขันติอย่างกล้า. บทว่า สมนฺนาคโต ประกอบ แล้วคือเข้าถึงแล้ว. บทว่า เนตํ านํ วิชฺชติ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้คือ ไม่เป็นฐานะไม่เป็นเหตุที่จะมีได้ตามที่กล่าวแล้ว. ในบทนี้ว่า สมฺมตฺตนิยามํ สัมมัตตนิยาม (ความชอบและความแน่นอน) นี้มีความดังนี้. ชื่อว่า สมฺมตฺ- โต เพราะเป็นสภาวะชอบโดยความหวังอย่างนี้ว่า จักนำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้แก่เราโดยความเจริญอย่างนั้น และโดยปรากฏความเป็นไป อันไม่วิปริต ในสิ่งไม่งามเป็นต้นว่าเป็นของงาม ชื่อว่านิยาโม เพราะเป็นความ แน่นอนด้วยการให้ผลในลำดับและด้วยการบรรลุพระอรหัต ความว่าการตั้งใจ แน่วแน่. ชื่อว่า สมฺมตฺตนิยาโม เพราะความชอบและความแน่นอน. นั้น คืออะไร คือโลกุตรมรรค แต่โดยพิเศษก็คือโสดาปัตติมรรค. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิยโต สมฺโพธิปรายโน มีการตรัสรู้ในเบื้องหน้า แน่นอน เพราะแน่นอนด้วยมรรคนิยาม สู่สัมมัตตนิยามนั้น. บทว่า โอกฺก-
หน้า 822 ข้อ 736
มิสฺสติ จักย่างลงคือจักเข้าไป อธิบายว่าข้อนั้นมิใช่ฐานะ อนึ่ง พึงทราบว่า ท่านไม่ยึดถือฐานะนั้นเพราะความที่โคตรภูเป็นที่ตั้งแห่งอาวัชชนะของมรรค แล้วกล่าวถึงการก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามในลำดับแห่งอนุโลมขันติ. อีกอย่างหนึ่ง ในมหาวิปัสสนา ๑๘ โคตรภูเป็นวิวัฏฏนานุปัสสนา (การพิจารณาถึงนิพพาน) ถึงเหตุนั้น จึงเป็นอันสงเคราะห์เข้าในอนุโลมิกขันติ นั่นแหละ แม้ใน ๔ สูตรก็พึงทราบความโดยนัยนี้แหละด้วยบทเหล่านั้น ท่าน กล่าว ๔ สูตรไว้ในฉักกนิบาตว่าธรรม ๖ อย่าง ด้วยสามารถอนุโลมิกขันติ สัมมัตตนิยามและอริยผล ๔ เป็นความจริง สูตร ๔ สูตร ย่อมมีด้วยปักษ์ทั้ง สองคือกัณหปักษ์และศุกลปักษ์. พระโยคาวจรผู้เริ่มวิปัสสนาด้วยการพิจารณากลาปะกำหนดนามรูป และปัจจัยแห่งนามรูปในบททีอาทิว่า ปญฺจกฺขนฺเธ อนิจฺจโต พิจารณาเห็น เบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงในสุตตันตนิเทศอันมีคำถามเป็นเบื้องต้น ว่า กตีหากาเรหิ ด้วยอาการเท่าไรแล้วเห็นว่าขันธ์หนึ่ง ๆ ในขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง โดยความเป็นของไม่เที่ยงเพราะปรากฏแล้วและเพราะมีเบื้องต้นและที่สุด. โดยความเป็นทุกข์ เพราะมีเกิดดับ และบีบคั้นและเพราะเป็นที่ตั้งแห่ง ทุกข์. โดยความเป็นโรค เพราะยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัยและเพราะเป็นเหตุ แห่งโรค. โดยเป็นดังหัวฝี เพราะประกอบด้วยความทุกข์และความเสียดแทง เพราะอสุจิคือกิเลสไหลออก และเพราะบวมแก่จัดและแตกด้วยเกิดแก่และดับ.
หน้า 823 ข้อ 736
โดยความเป็นดังลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเสียดแทง ภายใน และเพราะนำออกได้ยาก. โดยความลำบาก เพราะน่าติเตียน เพราะนำความไม่เจริญมาให้ และ ความชั่วร้าย. โดยความป่วยไข้ เพราะให้เกิดความไม่มีเสรี และเพราะเป็นที่ตั้งแห่ง ความอาพาธ. โดยความเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีอำนาจและเพราะไม่เชื่อฟัง. โดยความเป็นของชำรุดด้วยพยาธิชราและมรณะ. โดยความเป็นเสนียด เพราะนำความพินาศไม่น้อยมาให้. โดยความเป็นอุบาทว์ เพราะนำความพินาศมากมายอันไม่รู้แล้วมาให้ และเพราะเป็นวัตถุแห่งอันตรายทั้งปวง. โดยความเป็นภัย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งภัยทั้งปวง และเพราะเป็น ปฏิปักษ์แห่งความหายใจเข้าเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือสงบยากโดยความเป็นอุปสรรค เพราะถูกความพินาศไม่น้อยติดตาม เพราะเกี่ยวข้องด้วยโทสะ และเพราะอด กลั้นไม่ได้ดุจอุปสรรค. โดยความหวั่นไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิชราและมรณะและโลก- ธรรมมีลาภเป็นต้น. โดยความผุพัง เพราะเข้าถึงความผุพังด้วยความพยายามและด้วยหน้าที่. โดยความไม่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่ตั้งอยู่ตกไป และเพราะความไม่มีความ มั่นคง. โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน เพราะต้านทานไม่ได้และเพราะ ไม่ได้รับความปลอดโปร่ง.
หน้า 824 ข้อ 736
โดยความเป็นของไม่มีอะไรลับลี้ เพราะไม่ควรเพื่อติดและเพราะแม้ สิ่งที่ติดก็ไม่ทำการป้องกันได้. โดยความไม่เป็นที่พึ่ง เพราะไม่มีสิ่งที่อาศัยอันจะเป็นสาระในความกลัว ได้. โดยความเป็นของว่าง เพราะว่างจากความยั่งยืนความสุขและอาหาร อร่อยตามที่กำหนดไว้. โดยความเป็นของเปล่า เพราะเป็นของว่างนั่นเอง หรือเพราะเป็นของ น้อย เพราะของแม้น้อยท่านก็กล่าวว่าเป็นของเปล่าในโลก. โดยความเป็นของสูญ เพราะปราศจากเจ้าของที่อยู่อาศัยผู้รู้ผู้กระทำ ผู้ตั้งใจ โดยความเป็นอนัตตา เพราะตนเองไม่เป็นเจ้าของเป็นต้น. โดยความเป็นโทษ เพราะเป็นทุกข์ประจำและความที่ทุกข์เป็นโทษ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อาทีนโว เพราะฟุ้งไปคือเป็นไปแห่งโทษ ทั้งหลาย บทนี้เป็นชื่อของมนุษย์ขัดสน. อนึ่ง แม้ขันธ์ ๕ ก็เป็นความขัดสน เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าโดยความเป็นโทษ เพราะเป็นเช่นกับโทษ นั่นเอง. โดยมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะตามปกติก็แปรปรวน โดยสองส่วน คือ โดยชราและมรณะ. โดยความไม่มีสาระ เพราะไม่มีกำลังและเพราะทำลายความสุขดุจกระพี้. โดยความเป็นเหตุแห่งความลำบาก เพราะเป็นเหตุแห่งความชั่วร้าย. โดยความเป็นดังฆาตกร เพราะทำลายความวิสาสะดุจข้าศึก ปากพูดว่า เป็นมิตร.
หน้า 825 ข้อ 736
โดยปราศจากความเจริญ เพราะหมดความเจริญ และความสมบูรณ์. โดยเป็นของมีอาสวะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ. โดยเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. โดยความเป็นเหยื่อของมาร เพราะเป็นเหยื่อของมัจจุมารและกิเลสมาร. โดยความเป็นของมีความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดา เพราะมี ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเป็นปกติ. โดยเป็นของมีความโศก ความคร่ำครวญ ความดับแค้นเป็นธรรมดา เพราะมีความโศก ความคร่ำครวญ และความคับแค้นเป็นเหตุ. โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เพราะความที่ตัณหา ทิฏฐิทุจริตและสังกิเลสเป็นวิสยธรรมดา. อนึ่ง ในบทเหล่านั้นทั้งหมดพึงเห็นปาฐะที่เหลือว่า ปสฺสติ ดังนี้. บทว่า ปญฺจกฺขนฺเธ ขันธ์ ๕ แม้เมื่อกล่าวโดยส่วนรวมก็พึงทราบว่า ท่าน กล่าวพรรณนาอรรถด้วยขันธ์หนึ่ง ๆ เพราะมาต่างหากกันในกลาปสัมมสนนิเทศ เพราะในที่สุดคำนวณอนุปัสสนา ด้วยสามารถขันธ์ทั้งหลายต่างหากกัน และ เพราะมีความเป็นไปแม้ในส่วนอวัยวะ แห่งคำที่เป็นไปในส่วนรวมกัน. อีก อย่างหนึ่ง พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า ปญฺจกฺขนฺเธ ด้วยการกล่าวย่อมสัมมสนะ อันเป็นไปต่างหากกันร่วมเป็นอันเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่ง การพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นอันเดียวกัน เพราะปรากฏคำในอรรถกถาว่า ด้วยการประหารครั้งเดียว ขันธ์ ๕ ก็ออกไปดังนี้ ย่อมควรทีเดียว. บทว่า ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ นิโรโธ นิจฺจํ นิพฺพานนฺติ ปสฺสนฺโต เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเที่ยว คือ เมื่อพิจารณา เห็นว่า นิพพานเที่ยงด้วยอำนาจแห่งญาณอันเป็นทางสงบ ในกาลแห่งวิปัสสนา ตามที่กล่าวแล้วในอาทีนวญาณนิเทศ. บทว่า สมฺมตฺตนิยามํ โอกฺกมติ
หน้า 826 ข้อ 736
ย่อมหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม คือ ย่อมหยั่งลงในขณะแห่งมรรค ก็ชื่อว่าหยั่งลง ในขณะแห่งผลด้วย ในปริยายแห่งการหยั่งลงในนิยามทั้งหมดก็มีนัยนี้เหมือน กัน. บทว่า อาโรคยํ คือความไม่มีโรค. บทว่า วิสลฺลํ คือปราศจากลูกศร ในบทเช่นนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อนาพาธํ คือปราศจากอาพาธ หรือ เป็นปฏิปักษ์ต่ออาพาธ. ในบทเช่นนี้ก็นัยนี้ บทว่า อปรปจฺจยํ คือปราศจาก ปัจจัยอื่น อาจารย์บางพวกกล่าวประกอบกันว่า อุปสฺสคฺคโตติ จ อนุปสฺ- สคฺคนฺติ จ เห็นขันธ์ ๕ โดยมีอุปสรรคและนิพพานไม่มีอุปสรรค. บทว่า ปรมสุญฺํ สูญอย่างยิ่ง ชื่อว่าสูญอย่างยิ่ง เพราะสูญจากสังขารทั้งหมด และ เพราะสูญอย่างสูงสุด. บทว่า ปรมตฺถํ มีประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะเป็น ของเลิศกว่าสังขตะและอสังขตะ เป็นนปุงสกลิงค์เพราะลิงควิปลาส. ท่านไม่ กล่าวปริยายโดยอนุโลมในสองบทนี้ เพราะนิพพานเป็นของสูญและเพราะเป็น อนัตตา. บทว่า อนาสวํ คือปราศจากอาสวะ. บทว่า นิรามิสํ คือปราศจาก อามิส. บทว่า อชาตํ คือไม่เกิดเพราะปราศจากความเกิด. บทว่า อมตํ คือปราศจากความตายเพราะไม่ดับ. จริงอยู่ แม้ความตายท่านก็กล่าวว่า มตํ เพราะเป็นนปุงสกลิงค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันในอนุปัสสนา ๓ ด้วยสงเคราะห์ตามสภาวธรรมในอนุปัสสนา ๔๐ อันแตกต่างกันโดยอาการ ดังกล่าวแล้วตามลำดับนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า อนิจฺจโตติ อนิจฺจานุปสฺสนา การพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็น อนิจจานุปัสสนา พึงประกอบในความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาตามสมควร ในอนุปัสสนาเหล่านั้น แต่ในที่สุดท่านแสดงอนุปัสสนาเหล่านั้น ด้วยการ คำนวณต่างกัน.
หน้า 827 ข้อ 736
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจวีสติ ๒๕ คือ อนัตตานุปัสสนา ๒๕ ในขันธ์ ๕ ทำขันธ์หนึ่ง ๆ อย่างละ ๕ คือ ปรโต (โดยเป็นอย่างอื่น) ๑ ริตฺตโต (โดยเป็นของว่าง) ๑ ตุจฺฉโต (โดยเป็นของเปล่า) ๑ สฺุโต (โดยเป็นของสูญ) ๑ อนตฺตโต (โดยเป็นอนัตตา) ๑. บทว่า ปญฺาส ๕๐ คือ อนิจจานุปัสสนา ๕๐ ในขันธ์ ๕ ทำขันธ์ หนึ่ง ๆ อย่างละ ๑๐ คือ อนิจฺจโต (โดยเป็นของไม่เที่ยง) ๑ ปโลกโต (โดยการทำลาย) ๑ จลโต (โดยความหวั่นไหว) ๑. ปภงฺคุโต (โดยความ ผุพัง) ๑ อทฺธุวโต (โดยความไม่ยั่งยืน) ๑ วิปริณามธมฺมโต (โดยความ แปรปรวนเป็นธรรมดา) ๑ อสารกโต (โดยความไม่มีสาระ) ๑ วิภวโต (โดยปราศจากความเจริญ) ๑ สงฺขโต (โดยปัจจัยปรุงแต่ง) ๑ มรณธมฺมโต (โดยมีความตายเป็นธรรมดา) ๑. บทว่า สตํ ปญฺจวีสติ ๑๒๕ คือ ทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ ในขันธ์ ๕ ทำขันธ์หนึ่ง ๆ อย่างละ ๒๕ มีอาทิว่า ทุกฺขโต โรคโต. บทว่า ยานิ ทุกฺเข ปวุจฺจเร พึงทราบการเชื่อม ความว่า อนุปัสสนาที่ท่านกล่าวด้วยสามารถ การคำนวณขันธปัญจกอันเป็นทุกข์ ๑๒๕ อย่าง. อนึ่ง ในบทว่า ยานิ นี้ พึงเห็นว่าเป็นลิงควิปลาส. จบอรรถกถาวิปัสสนากถา
หน้า 828 ข้อ 737
ปัญญาวรรค มาติกากถา ว่าด้วยเนกขัมมะ [๗๓๗] บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น ความ หลุดพ้น เป็นวิโมกข์ วิชชาวิมุตติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณทัสนะ สุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสสัคคะ จริยา ฌานวิโมกข์ ภาวนาธิษฐานชีวิต. คำว่า นิจฺฉาโต ความว่า บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจาก กามฉันทะ ด้วยเนกขัมมะ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากพยาบาทด้วยความ ไม่พยาบาท ฯลฯ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้น จากนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค. คำว่า วิโมกฺโข ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากพยาบาท ฯลฯ ปฐมฌานชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็น เครื่องพ้นจากนิวรณ์ ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็น เครื่องพ้นจากกิเลสทั้งปวง. คำว่า วิชฺชาวิมุตฺติ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกามฉันทะ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ความไม่พยาบาทชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากพยาบาท ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ฯลฯ อรหัตมรรค
หน้า 829 ข้อ 738, 739
ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่. ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจาก กิเลสทั้งปวง ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่. [๗๓๘] ข้อว่า อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺา ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่อง เห็นความกั้นในสีลวิสุทธิ เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอธิปัญญาสิกขา ความไม่ พยาบาท ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถเป็นเครื่องกั้นความพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งปวง ชื่อว่า จิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถ ว่าเป็นเครื่องเห็นความกั้นในสีลวิสุทธิ เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านใน จิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอธิปัญญาสิกขา. [๗๓๙] คำว่า ปสฺสทฺธิ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องระงับกาม- ฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นเครื่องระงับพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่อง ระงับกิเลสทั้งปวง. คำว่า าณํ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ เพราะ เป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ เพราะ เป็นเหตุให้ละพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ เพราะ เป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง. คำว่า ทสฺสนํ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าทัศนะ เพราะความว่าเห็น เพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าทัศนะ เพราะความว่า เห็น เพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าทัศนะ เพราะความ ว่าเห็น เพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง.
หน้า 830 ข้อ 740
คำว่า วิสุทฺธิ ความว่า บุคคลละกามฉันทะ ย่อมหมดจดด้วย เนกขัมมะ ละพยาบาทย่อมหมดจดด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ ละกิเลสทั้งปวง ย่อมหมดจดด้วยอรหัตมรรค. [๗๔๐] คำว่า เนกฺขมฺมํ ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌาน เป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธ เป็นเนกขัมมะ จากสิ่งที่มีที่เป็น อัน ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ความไม่พยาบาท เป็นเนกขัมมะจากพยาบาท อาโลกสัญญา เป็นเนกขัมมะจากถิ่นมิทธะ ฯลฯ คำว่า นสฺสรณํ ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌาน เป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธ เป็นเครื่องสลัดสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาท เป็นเครื่องสลัดพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นเครื่องสลัดกิเลสทั้งปวง. คำว่า ปวิเวโก ความว่า เนกขัมมะ เป็นที่สงัดกามฉันทะ ความ ไม่พยาบาท เป็นที่สงัดพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นสิ่งที่สงัดกิเลสทั้งปวง. คำว่า โวสฺสคฺโค ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องปล่อยวางกามฉันทะ ความไม่พยาบาท เป็นเครื่องปล่อยวางพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็นเครื่อง ปล่อยวางกิเลสทั้งปวง. คำว่า จริยา ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องประพฤติละกามฉันทะ ความไม่พยาบาท เป็นเครื่องประพฤติละพยาบาท ฯลฯ อรหัตมรรค เป็น เครื่องประพฤติละกิเลสทั้งปวง. คำว่า ฌานวิโมกฺโข ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผากามฉันทะ ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เกิดหลุดพ้น เพราะอรรถว่า เผาหลุดพ้น เนกขัมมธรรม เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผา ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า รู้กิเลสที่เกิด
หน้า 831 ข้อ 741
และที่ถูกเผา ความไม่พยาบาท ชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผาพยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญาชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผาถีนมิทธะ ฯลฯ อรหัตมรรคชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผากิเลสทั้งปวง ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เกิดหลุดพ้น เพราะอรรถว่า เผาหลุดพ้น อรหัตมรรคธรรมชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผา ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า รู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา. [๗๔๑] คำว่า ภาวนาธิฏฺานชีวิตํ ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา ย่อมอธิษฐานจิต ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึง พร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็น อยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ ไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนาถึงพร้อม ด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือ ที่ ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่ประชุม สมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น บุคคลละพยาบาทเจริญความไม่พยาบาท ละถีนมิทธะเจริญอาโลกสัญญา ละ- อุทธัจจะเจริญความไม่ฟุ้งซ่าน ละวิจิกิจฉาเจริญธรรมววัตถาน ละอวิชชา เจริญฌาน ละอรติเจริญความปราโมทย์ ละนิวรณ์เจริญปฐมฌาน ฯลฯ ละ กิเลสทั้งปวงเจริญอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยภาวนา บุคคลย่อมตั้งมั่นจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าถึงพร้อม ด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อม เป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่ชอบ เป็นอยู่ไม่ผิด เป็นอยู่ หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าถึงพร้อมด้วยอาชีวะ
หน้า 832 ข้อ 741
ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือ ที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุม คฤหบดีก็ดี ที่ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะ เหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น ฉะนี้แล. จบมาติกากถา ปกรณ์ปฏิสัมภิทาจบบริบูรณ์ อรรถกถามาติกากถา บัดนี้ พระมหาเถระประสงค์จะสรรเสริญธรรม คือ สมถะ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพานที่ท่านชี้แจงไว้แล้ว ในปฏิสัมภิทามรรคทั้งสิ้นในลำดับ แห่งวิปัสสนากถา โดยปริยายต่าง ๆ ด้วยความต่างกันแห่งอาการจึงยกบทมาติกา ๑๙ บท มีอาทิว่า นิจฺฉาโต ผู้ไม่มีความหิวขึ้นแล้วกล่าวมาติกากถาด้วย ชี้แจงบทมาติกาเหล่านั้น. ต่อไปนี้จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนา แห่งมาติกากถานั้น พึงทราบวินิจฉัยในมาติกาก่อน. บทว่า นิจฺฉาโต คือ ผู้ไม่มีความหิว. จริงอยู่ กิเลสแม้ทั้งหมดชื่อว่า มิลิตา (เหี่ยวแห้ง) เพราะ ประกอบด้วยความบีบคั้น แม้ราคะอันเป็นไปในลำดับก็เผาผลาญร่างกาย จะ พูดไปทำไมถึงกิเลสอย่างอื่น. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกิเลส ๓ อย่าง อันเป็นตัวการของกิเลสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ อย่าง คือ ราคัคคิ (ไฟราคะ) โทสัคคิ (ไฟโทสะ) โมหัคคิ (ไฟโมหะ). แม้กิเลสที่ประกอบ ด้วยราคะ โทสะ โมหะนั้นก็ย่อมเผาผลาญเหมือนกัน. ชื่อว่า นิจฺฉาโต เพราะ
หน้า 833 ข้อ 741
ไม่มีกิเลสเกิดแล้วอย่างนี้ ผู้ไม่มีความหิวนั้นเป็นอย่างไร. พึงเห็นว่า ความ หลุดพ้นโดยผูกพันกับวิโมกข์ ชื่อว่า โมกฺโข เพราะพ้น ชื่อว่า วิโมกฺโข เพราะหลุดพ้น นี้เป็นบทมาติกา ๑. บทว่า วิชฺชาวิมุตฺติ คือวิชานั่นแหละ คือวิมุตติ นี้เป็นมาติกาบท ๑. บทว่า ฌานวิโมกฺโข คือฌานนั่นแหละเป็น วิโมกข์ นี้เป็นมาติกาบท ๑. มาติกาบทที่เหลือก็เป็นบทหนึ่ง ๆ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นมาติกาบท ๑๙ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เนกขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต นิจฺฉาโต บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือพระโยคาวจรผู้ไม่มีกิเลส ย่อม หลุดพ้นจากกามฉันทะ. เพราะปราศจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ แม้เนกขัมมะ ที่พระโยคาวจรนั้นได้ก็หมดความหิว ไม่มีกิเลสเป็นความหลุดพ้น แม้ในบท ที่เหลือก็อย่างนั้น. บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ คือพระโยคาวจรย่อมพ้นจาก กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ. เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั้นจึงเป็นวิโมกข์ แม้ใน บทที่เหลือก็อย่างนั้น. บทว่า วิชฺชตีติ วิชฺชา เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ามีอยู่ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ถือเข้าไปได้โดยสภาพ. อีกอย่างหนึ่ง เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า อันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติ เพื่อรู้ความเป็นจริง ย่อมรู้สึก ย่อมรู้ความเป็นจริง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า อันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติ เพื่อได้คุณวิเศษ ย่อมรู้สึก ย่อมได้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมประสบ ย่อมได้ภูมิที่ตนควรประสบ.
หน้า 834 ข้อ 741
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมทำความ รู้แจ้งสภาวธรรม เพราะเห็นสภาวธรรมเป็นเหตุ. บทว่า วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชติ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ อธิบายว่า ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า ธรรมตามที่กล่าวแล้วมีอยู่ ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ย่อม หลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว เมื่อหลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว ย่อม มีด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเน ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ ความว่า เนกขัมมะนั้นชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องห้ามกามฉันทะ เนกขัมมะชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุ ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็นเพราะการเห็นเป็นเหตุ แม้ใน บทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ย่อมระงับ ความว่า ธรรมมีเนกขัมมะ เป็นต้น ชื่อว่าปัสสัทธิ เพราะพระโยคาวจรย่อมระงับกามฉันทะเป็นต้น ด้วย เนกขัมมะเป็นต้น . บทว่า ปหีนตฺตา คือ เพราะเป็นเหตุให้ละด้วยปหานะนั้นๆ. บทว่า าตฏฺเน าณํ ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ ความว่า เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ ด้วยสามารถพิจารณาฌาน วิปัสสนา มรรค แม้ใน บทนี้ว่า ทฏฺตฺตา ทสฺสนํ ชื่อว่าทัศนะ เพราะอรรถว่าเห็นก็มีนัยนี้เหมือน กัน ชื่อว่า โยคี เพราะบริสุทธิ์ คือ วิสุทธิมีเนกขัมมะเป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในเนกขัมมนิเทศ ดังต่อไปนี้. เนกขัมมะชื่อว่า นิสสรณะ (สลัดกาม) เพราะสลัดจากกามราคะเพราะไม่มีโลภ ชื่อว่า เนกขัมมะ เพราะออกจากกามราคะนั้น. เมื่อกล่าวว่า เนกขัมมะเป็นเครื่อง สลัดรูป เพื่อแสดงถึงความวิเศษ เพราะไม่แสดงความวิเศษของอรูป ท่าน
หน้า 835 ข้อ 741
จึงกล่าวว่า ยทิทํ อารุปฺปํ อรูปฌานสลัดรูป ตามลำดับปาฐะที่ท่านกล่าวไว้ แล้วในที่อื่นนั่นแหละ. อนึ่ง อรูปฌานนั้น ชื่อว่าเนกขัมมะ เพราะออกจากรูป เพราะเหตุนั้นเป็นอันท่านกล่าวด้วยอธิการะ. บทว่า ภูตํ สิ่งที่เป็นแล้วเป็น บทแสดงถึงการประกอบสิ่งที่เกิดขึ้น. บทว่า สงฺขตํ สิ่งที่ปรุงแล้วเป็นบท แสดงถึงความวิเศษแห่งกำลังปัจจัย. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นบทแสดงถึงความไม่ขวนขวายปัจจัย แม้ในการประกอบปัจจัย. บทว่า นิโรโธ ตสฺส เนกฺขมฺมํ นิโรธเป็นเนกขัมมะจากสิ่งที่มีที่เป็น คือนิพพาน ชื่อว่าเนกขัมมะจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น เพราะออกจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น การถือ อรูปฌานและนิโรธ ท่านทำแล้วตามลำดับดังกล่าวแล้วในปาฐะอื่น. เมื่อกล่าว ว่าการออกไปจากกามฉันทะเป็นเนกขัมมะ เป็นอันท่านกล่าวซ้ำอีก. ท่านไม่ กล่าวว่า ความสำเร็จแห่งการออกไปจากกามฉันทะ ด้วยคำว่าเนกขัมมะเท่านั้น แล้วกล่าวว่าเนกขัมมะที่เหลือ ข้อนั้นตรงแท้ แม้ในนิสสรณนิเทศก็พึงทราบ ความโดยนัยนี้แหละ อนึ่ง ธาตุเป็นเครื่องสลัดออกในนิเทศนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นเนกขัมมะตรงทีเดียว. บทว่า ปวิเวโก ความสงัด คือ ความสงัดเป็นเนกขัมมะเป็นต้นทีเดียว. บทว่า โวสฺสชฺชติ ย่อมปล่อยวาง คือ โยคี. เนกขัมมะเป็นต้นเป็นการ ปล่อยวาง. ท่านกล่าวว่าพระโยคาวจรประพฤติเนกขัมมะ ย่อมเที่ยวไปด้วย เนกขัมมะ. อนึ่ง เนกขัมมะนั้นเป็นจริยา แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ ควรจะ กล่าวไว้ในฌานวิโมกขนิเทศ ท่านก็กล่าวไว้ในวิโมกขกถา ในวิโมกกถานั้น ท่านกล่าวว่า ฌานวิโมกฺโข หลุดพ้น เพราะฌานว่า ชานาติ ย่อมรู้อย่างเดียว. แต่ในฌานวิโมกขนิเทศนี้ มีความแปลกออกไป ว่าท่านแสดงเป็นบุคลา- ธิษฐานว่า ชายติ ย่อมเกิด.
หน้า 836 ข้อ 741
อนึ่ง ในภาวนาธิฏฐานชีวิตนิเทศ ท่านแสดงเป็นบุคลาธิษฐาน. แต่ตามธรรมดาเนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละ ชื่อว่า ภาวนา จิตที่ตั้งไว้ด้วย เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า อธิษฐาน สัมมาอาชีวะของผู้มีจิตตั้งไว้ด้วยเนกขัมมะ เป็นต้น ชื่อว่า ชีวิต. สัมมาอาชีวะนั้นเป็นอย่างไร การเว้นจากมิจฉาชีวะ และพยายามแสวงหาปัจจัยโดยธรรมโดยเสมอ. ในบทเหล่านั้น บทว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ คือมีชีวิตอยู่อย่างสงบ อธิบายว่า เป็นอยู่โดยสงบ. บทว่า โน วิสมํ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ ท่านทำ เป็นอวธารณ (คำปฏิเสธ) ด้วยปฏิเสธความที่กล่าวว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ. บทว่า สมฺมา ชีวติ เป็นอยู่โดยชอบ เป็นบทชี้แจงอาการ. บทว่า โน มิจฺฉา ไม่เป็นอยู่ผิด คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง. บทว่า วิสุทฺธิ ชีวติ เป็นอยู่หมดจด คือมีชีวิตเป็นอยู่หมดจด ด้วยความหมดจดตามสภาพ. บทว่า โน กิลิฏฺิ ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง. พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมปทา ๓ ตามที่กล่าวแล้ว แห่งญาณ สมบัติด้วยบทมีอาทิว่า ยญฺเทว. บทว่า ยญฺเทว ตัดบทเป็น ยํ ยํ เอว. บทว่า ขตฺติยปรสํ คือประชุมพวกกษัตริย์. ท่านกล่าวว่าบริษัทเพราะนั่ง อยู่รอบๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรกัน ในอีก ๓ บริษัทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน การถือเอาบริษัท ๔ เหล่านั้น เพราะประกอบด้วยอาคมสมบัติและญาณสมบัติ ของกษัตริย์เป็นต้นนั่นเอง มิใช่ด้วยบริษัทของพวกศูทร. บทว่า วิสารโท เป็นผู้แกล้วกล้า คือถึงพร้อมด้วยปัญญา ปราศจากความครั่นคร้าม คือไม่กลัว. บทว่า อมงฺกุโต ไม่เก้อเขิน คือไม่ขยาด มีความอาจหาญ. บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ ข้อนั้นเพราะเหตุไร หากถามว่า ความเป็นผู้กล้าหาญนั้น ย่อมเป็นเพราะ เหตุไร เพราะการณ์ไร กล่าวถึงเหตุแห่งความกล้าหาญนั้นว่า ตถา หิ เพราะ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๓ คือ ภาวนา อธิษฐาน อาชีวะ ฉะนั้น พระ-
หน้า 837 ข้อ 741
สารีบุตรเถระครั้น แสดงถึงเหตุแห่งความเป็นผู้กล้าหาญว่า วิสารโท โหติ เป็นผู้กล้าหาญแล้ว จึงให้จบลงด้วยประการฉะนี้แล. จบอรรถกถามาติกากถา แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี จบการพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งจูฬวรรค จบอรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามรรค ประดับด้วย ๓๐ กถา สงเคราะห์ ลงใน ๓ วรรค ด้วยเหตุเพียงนี้แล. รวมกถาที่มีในปกรณ์ปฏิสัมภิทานั้นพร้อมกับอรรถกถา คือ ๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานกถา ๔. อินทริยกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มรรคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา. ๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา ๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา. ๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธิกถา ๓. อภิสมยกถา ๔. วิเวกกถา ๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา ๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา ๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา. วรรค ๓ วรรคในปกรณ์ปฏิสันภิทา มีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งในมรรค เป็นอนันตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศเกลื่อนกลาดด้วยดวงดาว และเช่นสระใหญ่ ความสว่างจ้าแห่งญาณของพระโยคีทั้งหลาย ย่อมมีได้โดย พิลาสแห่งคณะพระธรรมกถิกาจารย์ฉะนี้แล. จบปฏิสัมภิทาลงด้วยประการฉะนี้
หน้า 838 ข้อ 741
นิคมกถา ในปฏิสัมภิทามรรคนี้ ท่านพระสารีบุตรเถระ กล่าวไว้ ๓ วรรค ตามลำดับของขนาดโดยชื่อว่า มหา- วรรค มัชฌิมวรรคและจุลวรรค. ในวรรคหนึ่ง ๆ ท่านแสดงไว้วรรคละ ๑๐ กถา การพรรณนาอุทาน- กถาเหล่านี้ ท่านแสดงตามลำดับของกถาเหล่านั้น. กถาเหล่านั้นมี ๑๐ คือ ญาณกถา ๑ ทิฏฐิกถา ๑ อานาปานกถา ๑ อินทริยกถา ๑ วิโมกขกถาเป็นที่ ๕ คติกถา ๑ กรรมกถา ๑ วิปัลลาสกถา ๑ มรรคกถา ๑ มัณฑกถา ๑ รวมเป็น ๑๐ กถา. กถาต่อไปคือ ยุคนันธกถา ๑ สัจจกถา ๑ โพช- ฌังคกถา ๑ เมตตากถา ๑ วิราคกถาเป็นที่ ๕ ปฏิสัม- ภิทากถา ๑ ธรรมจักกกถา ๑ โลกุตตรกถา ๑ พลกถา ๑ สุญญตากถา ๑ ปัญญากถา ๑ อิทธิกถา ๑ อภิสมยกถา ๑ วิเวก- กถา ๑ จริยากถาเป็นที่ ๕ ปาฏิหาริยกถา ๑ สมสีส- กถา ๑ สติปัฏฐานกถา ๑ วิปัสสนากถา ๑ มาติกากถา ๑. พระเถระผู้เป็นใหญ่กว่าพระสาวกผู้สดับมาจาก พระสุคต ผู้ยินดีในการทำประโยชน์แก่สัตว์ อรรถกถา อันมั่นคง กล่าวปฏิสัมภิทามรรคใดไว้แล้ว อรรถกถา ปฏิสัมภิทามรรคนั้น ข้าพเจ้าเริ่มรจนาเพราะอาศัยนัย ของอรรถกถาก่อน ๆ เป็นข้อยุติอย่างนั้น อรรถกถา นั้นจึงถึงความสำเร็จลงได้ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 839 ข้อ 741
ท่านผู้มีปัญญายิ่ง เป็นผู้ประกอบด้วยคุณคือ ปัญญาประกอบด้วยศรัทธาได้กระทำคุณงามความดีไว้ ไม่น้อย ณ บริเวณมหาวิหาร พระเถระผู้อาศัยอยู่ใน วิหารนี้ มีชื่อปรากฏแล้วว่า โมคคัลลานะ ในพรรษา ที่ ๓ ได้เคลื่อนไปแล้ว อรรถกถาอนุโลมตามสมัย ยัง ประโยชน์ให้เกิดแก่โลก ได้สำเร็จลงเพราะอาศัยพระ- เถระผู้แสดงเถรวาท ขออรรถกถาอนุโลมตามธรรม อันให้สำเร็จประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น เป็นที่ ชื่นชมของสรรพสัตว์ จงถึงความสำเร็จเหมือนอย่าง นั้นเถิด. ส่วนภาณวาร ๕๘ ภาณวารที่ควรรู้แจ้ง ท่านผู้ ฉลาดในการคำนวณไว้ในอรรถกถาสัทธัมมปกาสินี้ ภาณวารจำนวน ๑๔,๐๐๐ และคาถา ๕๐๐ คาถา ท่าน คำนวณด้วยการประพันธ์เป็นฉันท์แห่งอรรถกถา สัทธัมมปกาสินีนั้นอย่างรอบคอบ. ข้าพเจ้าผู้เอื้อเฟื้อเพื่อให้ศาสนาตั้งอยู่นาน และ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ได้สะสมบุญนี้ ถึงความ ไพบูลย์ไม่น้อย ขอโลกจงบริโภครสแห่งพระสัทธรรม อันปราศจากมลทินของพระทสพลด้วยบุญนั้น ถึง ความสุข ด้วยความสุขแท้จริงเทอญ. จบอรรถกถาคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินี