พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕
ขุททกนิกาย อปทาน-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก
3,795 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 70, 71, 72, 73, 74
เล่มจริงที่ 70 (662 หน้า · 0001 – 0662)
กระโดดไปหน้า (662 หน้า)
หน้า 1
ข้อ 1
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทาน
เล่มที่ ๘ ภาคที่ ๑
ตอนที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธวรรคที่ ๑
๑. พุทธาปทาน
ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
[๑] พระอานนท์ เวเทหมุนี ผู้มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ได้ทูล
ถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหารว่า ได้ทราบว่า
พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีอยู่หรือ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้น
เป็นนักปราชญ์ได้เพราะเหตุอะไร.
ในกาลนั้น พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ ได้ตรัสกะพระอานนท์ผู้เจริญ ด้วยพระสุรเสียงอัน
ไพเราะว่า ชนเหล่าใดได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้า
ทุกพระองค์ ผู้ไม่ได้ความหลุดพ้นกิเลสในศาสนาของพระ-
ชินเจ้า.
หน้า 2
ข้อ 1
โดยที่มีพระสัมโพธิญาณนั้นนั่นแลเป็นประธาน มีพระ-
อัธยาศัยอันเข้มแข็ง มีพระปัญญาแก่กล้า อาจบรรลุความ
เป็นพระสัพพัญญูได้ ด้วยเดชแห่งพระปัญญา.
แม้เราก็ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในพระพุทธเจ้า
แต่ปางก่อนทั้งหลาย บารมี ๓๐ ถ้วน ที่จะให้เป็นพระธรรม.
ราชา เราก็ได้บำเพ็ญมานับไม่ถ้วน.
เราประนมนิ้วทั้ง ๑๐ นมัสการพระโลกนายก พร้อมทั้ง
พระสงฆ์ กราบไหว้พระสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐด้วยเศียรเกล้า.
ในพุทธเกษตรทั้งหลาย มีรัตนะทั้งที่อยู่ในอากาศและอยู่
บนภาคพื้นแผ่นดินมีประมาณเท่าใด ที่ใจจะนึกนำมาได้ ทั้ง-
หมด ณ ภาคพื้นอันมีรูปิยะมีประมาณเท่านั้น.
เราได้สร้างปราสาทอันล้วนแล้วด้วยรัตนะสูงจรดฟ้า ตลอด
ภาคพื้นมิใช่น้อย
ซึ่งมีเสาอันวิจิตรงดงาม สร้างจัดจำแนกไว้อย่างดีมีค่า
มาก ซึ่งมีคันทวยหาด้วยทองคำ ประดับด้วยนกกะเรียน
และฉัตร.
พื้นชั้นแรกเป็นแก้วไพฑูรย์งดงามปราศจากไฝฝ้าคือมลทิน
เกลื่อนกลาดด้วยกอบัวหลวง มีพื้นทองคำอย่างดี.
พื้นบางชั้นมีสีดังแก้วประพาฬเป็นกิ่งก้านน่ายินดี สีแดง
งดงาม เปล่งรัศมีดังสีแมลงค่อมทองสว่างไสวไปทั่วทิศ.
หน้า 3
ข้อ 1
มีหน้ามุข ประตู หน้าต่าง จัดไว้อย่างดี มีไพที ๔ ชั้น
มีชวาลา มีพวงอุบะหอมเป็นที่รื่นรมย์ใจ.
บางชั้น มีสีเขียว เหลือง แดง ขาว และดำล้วน
ประกอบด้วยเรือนยอดประดับด้วยรัตนะ ๗.
มีปทุมบานสะพรั่ง งดงามด้วยเนื้อและนก ดารดาษด้วย
ดาวนักษัตร ประดับด้วยรูปดวงจันทร์และดวงอาทิตย์.
ปกคลุมด้วยตาข่ายทองคำ ห้อยย้อยด้วยกระดิ่งทองคำ
ตาข่ายทองคำน่ารื่นรมย์ใจ เปล่งเสียงได้ด้วยแรงลม.
มีหน้าต่างงดงามด้วยสีต่าง ๆ คือสีชมพู สีแดง สีเหลือง
และสีทอง มีธงปักไว้เป็นทิวแถว
แผ่นกระดานต่าง ๆ มากมายหลายร้อย ทำด้วยเงิน ทำ
ด้วยแก้วมณี ทับทิม และทำด้วยแก้วลาย วิจิตรด้วยที่นอน
ต่าง ๆ ปูด้วยผ้าจากแคว้นกาสีเนื้อละเอียด.
มีผ้าห่มสีเหลืองทำด้วยผ้ากัมพล ผ้าทุกุลพัสตร์ ผ้าเมือง
จีน ผ้าเมืองปัตตุณณะ เราปูเครื่องลาดทุกชนิดด้วยใจ. ใน
ชั้นนั้น ๆ ประดับยอดด้วยรัตนะ มีคนยืนถือประทีปแก้วสว่าง
ไสว.
มีเสาระเนียด เสาซุ้มประตู ทำด้วยทองชมพูนุท ทำด้วย
ไม้แก่น และทำด้วยเงิน.
มีที่ต่อหลายแห่งจัดไว้เรียบดี วิจิตรด้วยบานประตูและ
กลอน ทำปราสาทให้งดงามอยู่.
หน้า 4
ข้อ 1
สองข้างปราสาทมีกระถางน้ำเต็มเปี่ยมหลายกระถาง ปลูก
ปทุมและอุบลไว้.
เรานิรมิตพระพุทธเจ้าในอดีต ผู้เป็นนายกของโลกทุก
พระองค์ พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก ด้วยวรรณะและรูปตามปกติ.
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พร้อมทั้งพระสาวกเสด็จเข้า และ
เข้าไปทางประตูนั้น. หมู่พระอริยเจ้านั่งบนตั่งอันล้วนแล้วด้วย
ทองคำล้วน ๆ.
พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ยอดเยี่ยมในโลก มีอยู่ในบัดนี้ก็ดี
ที่ล่วงไปแล้วก็ดี ที่จะมีมาก็ดี ทุกพระองค์ได้ขึ้นปราสาทของ
เรา.
พระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยพระองค์ผู้ไม่พ่ายแพ้
ทั้งในอดีตและปัจจุบันทั้งหมด ได้ขึ้นปราสาทของเรา.
มีต้นกัลปพฤกษ์มากมายทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของ
มนุษย์ เรานำเอาผ้าทุกอย่างจากต้นกัลปพฤกษ์นั้นนาทำจีวร
ให้ท่านเหล่านั้นครอง.
ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำและข้าวมีสมบูรณ์ เรา
รสอาหารเต็มบาตรงาม อันล้วนแล้วด้วยแก้วมณีแล้วถวาย.
พระอริยเจ้าทั้งหลายครองผ้าทิพย์ ครองจีวรเนื้อเกลี้ยง
อิ่มหนำสำราญ ด้วยน้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
มีรสหวานฉ่ำ และด้วยข้าวปายาส.
หมู่พระอริยเจ้าผู้อิ่มหนำด้วยข้าวปายาสแล้วเข้าห้องแก้ว
หน้า 5
ข้อ 1
สำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอันควรค่ามาก ดังไกรสรราชสีห์
นอนในถ้ำที่อยู่ฉะนั้น.
มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวอยู่ สำเร็จสีหไสยาบนที่นอนแล้ว
ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนที่นอน.
เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน อันเป็นโคจรของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. บางพระองค์แสดงธรรม บางพระองค์
แผลงฤทธิ์ บางพระองค์เข้าอัปปนาฌาน และบางพระองค์
เจริญอภิญญาวสี.
ฝ่ายพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แผลงฤทธิ์เป็นหลายร้อยหลาย
พันองค์ ถามอารมณ์คือพระสัพพัญญุตญาณกะพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ฐานะอันละเอียดลึกซึ้งด้วย
ปัญญา.
พระสาวกทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระ-
สาวก. ท่านเหล่านั้นคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระสาวกผู้เป็นศิษย์ ต่างถามกันและกัน ต่างพยากรณ์
กันและกัน. ท่านเหล่านั้นยินดีอยู่ด้วยความยินดีอันนี้ อภิรมย์
อยู่ในปราสาทของเรา มีฉัตรซ้อน ๆ กันซึ่งมีสีเปล่งปลั่งดัง
แก้วไพฑูรย์ตั้งอยู่.
ทุก ๆ องค์ทรงฉัตรอันห้อยย้อยด้วยข่ายทอง ขจิตด้วย
ข่ายเงิน แสดงด้วยข่ายมุกดา บนพระเศียร. มีเพดานผ้า
แวววาวด้วยดาวทอง ห้อยพวงมาลัยไว้ทั้งงดงามตระการตา
ทุก ๆ พระองค์ทรงไว้เหนือพระเศียร.
หน้า 6
ข้อ 1
มีพวงมาลัยเต็มไปหมด งดงามด้วยพวงของหอม เกลื่อน
กลาดด้วยพวงผ้า ประดับประดาด้วยพวงแก้ว.
เกลื่อนด้วยดอกไม้ งดงามยิ่งนัก อบด้วยของหอมที่น่า
ยินดี เจิมด้วยของหอม มุงด้วยเครื่องมุงอันเป็นทอง.
ในทิศทั้ง ๔ มีสระโบกขรณี เต็มด้วยปทุมและอุบล หอม
ตลบด้วยเกสรดอกปทุม ปรากฏดังสีทองคำ. ต้นไม้ทุกต้น
รอ ๆ ปราสาทออกดอก และดอกมันเองก็หล่นลงโปรย-
ปรายปราสาทของเรา.
ในปราสาทนั้น มีนกยูงรำแพนหาง หงส์ทิพย์ส่งเสียง
ร่ำร้อง และหมู่นกการวิกก็ขับขานอยู่โดยรอย.
กลองทุกอย่างดังขึ้นเอง พิณทุกชนิดก็ดีดขึ้นเอง เครื่อง
สังคีตทุกชนิดก็ขับขานไปรอบปราสาท.
บัลลังก์ทองใหญ่สมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่อง ล้วนแล้ว
ด้วยแก้ จงตั้งอยู่ในกำหนดพุทธเจ้าและในหมื่นจักรวาล
ต้นไม้ประจำทวีปก็ส่องแสงสว่าง เป็นต้นไม้สว่างไสวเป็น
อย่างเดียวกันสืบต่อกันไปตั้งหมื่นต้น.
หญิงเต้นรำ หญิงขับร้อง ก็เต้นรำขับร้องไป หมู่นาง
อัปสรผู้มีสีต่างๆ กัน ปรากฏอยู่รอบปราสาท.
เราให้ชักธงทุกชนิดมี ๕ สี งามวิจิตรไว้บนยอดไม้ ยอด
ภูเขา และบนยอดเขาสิเนรุ.
หมู่คน นาค คนธรรพ์ และเทวดาทุกองค์เข้ามา ท่าน
เหล่านั้นประนมมือไหว้แวดล้อมปราสาทอยู่.
หน้า 7
ข้อ 1
กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราจะพึงกระทำ
ด้วยกาย วาจา และใจ กุศลกรรมนั้นเรากระทำแล้ว ได้
ไปในไตรทศ.
สัตว์เหล่าใดผู้มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์
เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญที่เราได้กระทำแล้ว.
สัตว์เหล่าใดทราบบุญที่เรากระทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่
สัตว์เหล่านั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอ
ทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้นให้รู้.
ปวงสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเป็นอยู่ทุกจำพวก ของได้
อาหารอันพึงใจ ด้วยใจของเรา.
เราให้ทานด้วยใจ เรายึดถือเอาความเลื่อมใสด้วยใจ เรา
บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ แล้วบูชาแก่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.
เพราะกรรมที่เรากระทำดีแล้วนั้น และเพราะการตั้งเจตนา
ไว้ เราละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปยังดาวดึงส์พิภพ.
เราย่อมรู้จักภพทั้งสอง คือความเป็นเทวดาและมนุษย์
ไม่รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจ.
เราเป็นใหญ่กว่าเทวดา เป็นใหญ่ในมนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยรูปลักษณะไม่มีผู้เสมอด้วยปัญญา.
โภชนะต่าง ๆ อย่างประเสริฐ รัตนะมากมาย และผ้า
ชนิดต่าง ๆ ย่อมจากฟากฟ้าเข้ามาหาเราพลัน. เราชี้มือไปใน
หน้า 8
ข้อ 1
ที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ และในป่า
อาหารทิพย์ย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา ในน้ำ และ
ในป่า รัตนะทุกอย่างย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า ของหอมทุกอย่างย่อมมาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ
ในน้ำ และในป่า. ยวดยานทุกชนิดย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ใน
น้ำ และในป่า ดอกไม้ทุกชนิดย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ใน
น้ำ และในป่า เครื่องประดับย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า ปวงนางกัญญาย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรดย่อมเข้ามาหาเรา.
เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำ
และในป่า ของเคี้ยวทุกอย่างย่อมเข้ามาหาเรา.
เราให้ทานอันประเสริฐนั้นในคนไม่มีทรัพย์ คนเดินทาง
ไกล ยาจกและคนเดินทางเปลี่ยว เพื่อต้องการบรรลุพระ-
สัมโพธิญาณอันประเสริฐ.
เรายังภูเขาหินให้บันลืออยู่ ขังเขาอันหนาแน่นให้กระหึ่ม
หน้า 9
ข้อ 1
อยู่ ยังมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริงอยู่ จะเป็น
พระพุทธเจ้าในโลก. ทิศทั้ง ๑๐ มีอยู่ในโลก ที่สุด ย่อมไม่มี
แก่ผู้ไปอยู่ ก็ในทิศาภาคนั้น มีพุทธเขตนับไม่ถ้วน.
รัศมีของเราปรากฏเปล่งออกเป็นคู่ ๆ ข่ายรัศมีมีอยู่ใน
ระหว่างนี้ เราเป็นผู้มีแสงสว่างมากมาย.
ปวงชนโลกธาตุมีประมาณเท่านี้จงเห็นเรา ปวงชน
ทั้งหมดจงมีใจดี จงอนุวัตรตามเราทั้งหมด.
เราตีกลองอมฤตมีเสียงบันลือไพเราะ สละสลวย ปวงชน
ในระหว่างนี้ จงได้ยินเสียงอันไพเราะของเรา.
เมื่อเมฆฝนคือธรรมตกลง ปวงชนจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
บรรดาชนเหล่านั้น สัตว์ผู้เกิดสุดท้ายภายหลัง จงได้เป็น
พระโสดาบัน.
เราให้ทานที่ควรให้ บำเพ็ญศีลโดยไม่เหลือ ถึงเนก-
ขัมมบารมีแล้วบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม เราสอบถาม
บัณฑิตทั้งหลาย ทำความเพียรอย่างสูงสุด ถึงขันติบารมีแล้ว
บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
เรากระทำอธิษฐานมั่นคง บำเพ็ญสัจบารมี ถึงเมตตา-
บารมีแล้วบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม เราเป็นผู้สม่ำเสมอ
ในอารมณ์ทั้งปวง คือในลาภ ความไม่มีลาภ สุข ทุกข์
สรรเสริญ และการดูหมิ่น บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านโดยเป็นภัย และ
หน้า 10
ข้อ 1
เห็นความเพียรโดยเป็นความเกษม จงปรารภความเพียรเถิด
นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยเป็นภัย และเห็นความ
ไม่วิวาทโดยเป็นความเกษม จงสมัครสมานกัน กล่าววาจา
อ่อนหวานแก่กัน นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดยเป็นภัย และเห็น
ความไม่ประมาทโดยเป็นความเกษมแล้ว จงเจริญอัฏฐังคิก-
มรรค นี้เป็นอนุสาสนีของพระพุทธเจ้า.
พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มากมาย มาประชุมกันโดย
ประการทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้พระพุทธเจ้าและ
พระอรหันต์ทั้งหลายเถิด.
ด้วยประการอย่างนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย
พระธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย เมื่อบุคคล
เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรมอันเป็นอจินไตย ย่อม
มีวิบากเป็นอจินไตยแล.
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะให้พระอานนท์รู้พุทธจิตของ
พระองค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อว่า พุทธาปทานิยะ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
พุทธาปาทานจบบริบูรณ์
หน้า 11
ข้อ 1
วิสุทธชนวิลาสินี
อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธวรรคที่ ๑
คาถาเริ่มต้นพระคัมภีร์
ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หาบุคคล
เปรียบปานมิได้ ผู้เสด็จขึ้นสู่สาครคือไญยธรรม ผู้ข้ามสาคร
คือสงสารได้แล้ว ด้วยเศียรเกล้า. ขอไหว้พระธรรมอันยอด
เยี่ยมสงบละเอียดลึกซึ้ง เห็นได้แสนยาก อันกระทำภพน้อย
และภพใหญ่ให้บริสุทธิ์ ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าบูชาแล้ว ด้วย
เศียรเกล้า. ขอไหว้พระสงฆ์ผู้ปราศจากทุกข์ ไม่มีเครื่องข้อง
คือกิเลส ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลผู้สูงสุด มีอินทรีย์สงบ ผู้
ปราศจากอาสวะ ด้วยเศียรเกล้า. ด้วยการนอบน้อมพระรัตน-
ตรัยอันวิเศษซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งใจกระทำโดยพิเศษนั้น ข้าพเจ้า
อันพระเถระทั้งหลายผู้เป็นปราชญ์ยิ่งกว่าปราชญ์ ผู้รู้อาคมคือ
พระปริยัติ ผู้เป็นวิญญูชนมียศใหญ่ ได้ขอร้องด้วยการเอื้อ
เฟื้อแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นพิเศษว่า ท่านขอรับ ท่านควรแต่ง
หน้า 12
ข้อ 1
อรรถกถาอปทาน ว่าด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมาในกาล
ก่อน. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักแสดงอรรถสังวรรณนา
อันงดงามแห่งอปทาน ว่าด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมา
ในกาลก่อน ซึ่งแสดงข้อแนะนำอันพิเศษในพระไตรปิฎก
ที่ยังเหลืออยู่ตามนัยแห่งพระบาลีทีเดียว โดยกล่าวถึงด้วยวิธี
นี้ว่า เรื่องราวอันดีเยี่ยมนี้ใครกล่าว กล่าวไว้ที่ไหน เมื่อไร
และเพื่ออะไร. เพราะฉะนั้น เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในนิทาน
ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะกล่าววิธีนั้น ๆ อันแปลกจากกันตามที่
เกิดก่อนหลัง จะเป็นเครื่องทำให้การเล่าเรียนและทรงจำได้
ง่ายขึ้น.
ในชั้นเดิม เรื่องราวนั้นท่านรจนาไว้ในภาษาสิงหล และ
ในอรรถกถาของเก่า ย่อมไม่ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่สาธุ-
ชนต้องการ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยนัยตามอรรถกถาของ
เก่านั้น เว้นข้อความที่คลาดเคลื่อนเสีย ประกาศแต่เนื้อความ
ที่พิเศษออกไป จักกระทำการพรรณนาเนื้อความที่แปลกและ
ดีที่สุดแล.
นิทานกถา
ก็เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้ว่า "เรื่องราวอันดีเยี่ยม ใครกล่าว
กล่าวไว้ที่ไหน และกล่าวไว้เมื่อไร" และว่า "ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนา
เนื้อความ" ดังนี้ การพรรณนาเนื้อความแห่งอปทานนี้นั้น เมื่อข้าพเจ้า
หน้า 13
ข้อ 1
แสดงนิทานทั้งสามนี้ คือ ทูเรนิทาน (นิทานในกาลไกล) อวิทูเรนิทาน
(นิทานในกาลไม่ไกล) สันติเกนิทาน (นิทานในกาลใกล้) พรรณนาอยู่
จักทำให้เข้าใจได้แจ่มเเจ้งดี เพราะผู้ฟังอปทานั้น เข้าใจแจ่มแจ้งมาแต่
เริ่มต้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงจักแสดงนิทานเหล่านั้น แล้วจึงจะ
พรรณนาอปทานนั้นต่อไป.
บรรดานิทานนั้น เบื้องต้นพึงทราบปริเฉทคือการกำหนดขั้นตอน
ของนิทานเหล่านั้นเสียก่อน. ก็กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระมหาสัตว์
กระทำอภินิหาร ณ เบื้องบาทมูลแห่งพระพุทธทีปังกรจนถึงจุติจากอัตภาพ
พระเวสสันดรบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน. กถามรรคที่
เล่าเรื่องตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่
ควงไม้โพธิ์จัดเป็นอริทูเรนิทาน. ส่วนสันติเกนิทาน จะหาได้ในที่นั้น ๆ
แห่งพระองค์เมื่อประทับอยู่ในที่นั้น ๆ แล.
ทูเรหิทานกถา
ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อว่าทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้
เล่ากันมาว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัปนับแต่ภัทรกัป
นี้ไป ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดี ในนครนั้น มีพราหมณ์ชื่อสุเมธ
อาศัยอยู่ เขามีกำเนิดมาดีทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา
มีครรภ์อันบริสุทธิ์นับได้เจ็ดชั่วตระกูล ใคร ๆ จะคัดค้านดูถูกเกี่ยวกับ
เรื่องชาติมิได้ มีรูปสวยน่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง
เขาไม่กระทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์เท่านั้น.
มารดาบิดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขายังรุ่นหนุ่ม ต่อมาอำมาตย์
หน้า 14
ข้อ 1
ผู้จัดการผลประโยชน์ของเขานำเอาบัญชีทรัพย์สินมา เปิดห้องอันเต็ม
ด้วยทอง เงิน แก้วมณี และแก้วมุกดาเป็นต้น แล้วบอกให้ทราบถึง
ทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมาร ทรัพย์สินเท่านี้ เป็นของมารดา
เท่านี้เป็นของบิดา เท่านี้เป็นของปู่ตาและทวด แล้วเรียนว่า ขอท่านจง
ครอบครองทรัพย์สินมีประมาณเท่านี้เถิด. สุเมธบัณฑิตคิดว่า บิดาและปู่
เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว เมื่อไปสู่ปรโลกจะถือเอาแม้ทรัพย์
กหาปณะหนึ่งไปด้วยก็หามิได้ แต่เราควรจะทำเหตุที่จะถือเอาทรัพย์ไป
ให้ได้ ครั้นคิดแล้วเขาจึงกราบทูลแด่พระราชา ให้ตีกลองป่าวร้องไปใน
พระนคร ให้ทานแก่มหาชนแล้วบวชเป็นดาบส. ก็เพื่อที่จะให้เนื้อความ
นี้แจ่มแจ้ง ควรจะกล่าวสุเมธกถาไว้ ณ ที่นี้ด้วย. แต่สุเมธกถานี้นั้นมีมา
แล้วในพุทธวงศ์โดยสิ้นเชิงก็จริง ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยจะปรากฏชัดแจ้งนัก
เพราะมีมาโดยเป็นคาถาประพันธ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวสุเมธกถา
นั้น พร้อมทั้งคำที่แสดงคาถาประพันธ์ไว้ในระหว่าง ๆ ด้วย.
สุเมธกถา
ก็ในที่สุดแห่งสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรอีกแสนกัป ได้มีพระนครได้
นามว่า อมรวดี และอีกนามหนึ่งว่า อมร อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ ประการ
ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ในพุทธวงศ์ว่า
ในสื่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัป มีพระนครหนึ่งนามว่า
อมร เป็นเมืองสวยงามน่าดู น่ารื่นรมย์ใจ สมบูรณ์ด้วยข้าว
และน้ำ อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ ประการ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า
หน้า 15
ข้อ 1
ได้เป็นเมืองอึกทึกด้วยเสียงทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ เสียงช้าง เสียงม้า
เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์
เสียงสัมมตาล (ดนตรีชนิดหนึ่งทำด้วยไม้) และเสียงที่ ๑. ว่า เชิญกิน
เชิญดื่ม เชิญขบเคี้ยว. ก็ท่านถือเอาเพียงเอา เทศของเสียง ๑๐ ประการ
นั้นเท่านั้น แล้วกล่าวคาถานี้ไว้ในพุทธวงศ์ว่า
กึกก้องด้วยเสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์
เสียงรถ และเสียงเชิญด้วยข้าวและน้ำว่า เชิญกิน เชิญดื่ม.
แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า
พระนครอันสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกประการ เพียบ
พร้อมด้วยกิจการทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ขวักไขว่
ไปด้วยเหล่าชนนานาชาติ มั่งคั่งประหนึ่งเทพนคร เป็นที่อยู่
อาศัยของคนมีบุญ.
ในนครอมรวดี พราหมณ์นามว่า สุเมธ มีสมบัติสะสม
ไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากหลาย เป็นผู้คงแก่
เรียน ทรงจำมนต์ได้ เรียนจบไตรเพท ถึงความสำเร็จใน
ลักขณศาสตร์ อิติหาสศาสตร์ และธรรมเนียมพราหมณ์
ของตน.
อยู่มาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตนั้นอยู่ในที่ลับ ณ พื้นปราสาทชั้นบน
อันประเสริฐ นั่งขัดสมาธิคิดอยู่อย่างนี้ว่า ดูก่อนบัณฑิต ธรรมดาว่าการถือ
ปฏิสนธิในภพใหม่เป็นทุกข์ การแตกทำลายแห่งสรีระในที่ที่เกิดแล้ว ๆ
ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน อันตัวเราย่อมมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้
ความตายเป็นธรรมดา เราผู้เป็นอย่างนี้ ควรแสวงหาอมตมหานิพพาน
หน้า 16
ข้อ 1
อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีทุกข์ มีความสุข เยือกเย็น
เป็นทางสายเดียวที่พ้นจากภพ มีปกตินำไปสู่พระนิพพาน จะพึงมีแน่นอน.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ตอนนั้น เราอยู่ในที่สงบนั่งคิดอย่างนี้ว่า การเกิดในภพ
ใหม่ และการแตกทำลายของสรีระเป็นทุกข์. เรานั้นมีความ
เกิด ความแก่ ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จักแสวงหาพระ-
นิพพาน อันไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม.
ไฉนหนอ เราพึงไม่เยื่อใย ไร้ความต้องการ ละทิ้งร่างกาย
เน่า ซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิดนี้เสีย แล้วไปเสีย
ทางนั้นมาอยู่ และจักมี ทางนั้น ไม่อาจเป็นเหตุหามิได้
เราจักแสวงหาทางนั้น เพื่อหลุดพ้นจากภพให้ได้.
ต่อแต่นั้น ก็คิดให้ยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าสุข
เป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์ ย่อมมีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่ แม้สิ่งที่ปราศจาก
ภพอันเป็นปฏิปักษ์ต่อภพนั้น ก็พึงมีฉันนั้น และเมื่อความร้อนมีอยู่
แม้ความเย็นอันเป็นเครื่องสงบควานร้อนนั้น ก็ย่อมมีอยู่ ฉันใด แม้
พระนิพพานอันเป็นเครื่องสงบระงับไฟคือราคะเป็นต้น ก็พึงมี ฉันนั้น
แม้ธรรมอันงดงาม ไม่มีโทษ เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นบาปลามก
ก็ย่อมมีอยู่ ฉันใด เมื่อความเกิดอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพานกล่าวคือ
การไม่เกิด เพราะความเกิดทั้งปวงหมดสิ้นไป ก็พึงมี ฉันนั้น. เพราะ-
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า.
เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้สุขก็ย่อมมี ฉันใด เมื่อภพมีอยู่
แม้ความไม่มีมีภพ ก็พึงปรารถนาได้ ฉันนั้น.
หน้า 17
ข้อ 1
เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอีกอย่าง ก็ต้องมี ฉันใด
เมื่อไฟสามกองมีอยู่ แม้ความดับเย็น ก็พึงปรารถนาได้
ฉันนั้น.
เมื่อความชั่วมีอยู่ ความดีงาม ก็ต้องมี ฉันใด เมื่อความ
เกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิด ก็พึงปรารถนาได้ ฉันนั้น.
ท่านคิดข้ออื่นต่อไปอีกว่า บุรุษผู้ตกลงไปในหลุมคูถ. เห็นสระใหญ่
ดาดาษด้วยดอกปทุม ๕ สีแต่ไกล ควรแสวงหา (ทางไป) สระนั้นว่า
เราจะไปยังสระใหญ่นั้นทางไหนหนอ การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็น
โทษผิดของสระไม่ เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันใด เมื่อสระน้ำ
คือพระอมตมหานิพพานอันเป็นเครื่องชำระมลทิน คือกิเลส มีอยู่ การ
ไม่แสวงหาสระน้ำ คืออมมหานิพพานนั้น หาได้เป็นโทษผิดของสระน้ำ
คืออมตมหานิพพานไม่ เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันนั้นเหมือน
ดัน. อนึ่ง บุรุษถูกพวกโจรล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป
ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของทางไม่ แต่เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น
ฉันใด บุรุษผู้ถูกกิเลสทั้งหลายห่อหุ้มยึดไว้ เมื่อทางอันเยือกเย็นเป็นที่
ไปสู่พระนิพพานมีอยู่ แต่ไม่แสวงหาทาง หาเป็นโทษผิดของทางไม่ แต่
เป็นโทษผิดของบุรุษเท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. อนึ่ง บุรุษผู้ถูกพยาธิ-
เบียดเบียน เมื่อหมอผู้เยียวยาพยาธิมีอยู่ ถ้าไม่หาหมอให้เยียวยาพยาธินั้น
ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของหมอไม่ แต่เป็นโทษผิดของบุรุษเท่านั้น ฉันใด
ผู้ใดถูกพยาธิคือกิเลสเบียดเบียน ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในทางเป็น
ที่เขาไปสงบกิเลสซึ่งมีอยู่ ข้อนั้นเป็นโทษผิดของผู้นั้นเท่านั้น หาเป็น
หน้า 18
ข้อ 1
โทษผิดของอาจารย์ผู้ทำกิเลสให้พินาศไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
บุรุษผู้ตกอยู่ในหลุมคูถ เห็นสระมีน้ำเต็มเปี่ยม ไม่ไปหา
สระนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของสระไม่ ฉันใด เมื่อสระคือ
อมตะสำหรับเป็นเครื่องชำมลทินคือกิเลสมีอยู่ เขาไม่ไปหา
สระนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของสระคืออมตะไม่ ฉันนั้น
คนเมื่อถูกศัตรูรุมล้อม เมื่อทางหนไปมีอยู่ ก็ไม่หนีไป
ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของทางไม่ ฉันใด คนที่ถูกกิเลสกลุ้มรุม
เมื่อทางปลอดภัยมีอยู่ ไม่ไปหาทางนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษ
ผิดของทางที่ปลอดภัยนั้นไม่ ฉันนั้น.
คนผู้เจ็บป่วย เมื่อหมอรักษาโรคมีอยู่ ไม่ยอมให้หมอ
รักษาความเจ็บป่วยนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของหมอนั้นไม่
ฉันใด คนผู้ได้รับทุกข์ถูกความเจ็บป่วย คือกิเลสเบียดเบียน
แล้วไม่ไปหาอาจารย์นั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของอาจารย์ผู้
แนะนำไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน.
ท่านยังคิดข้ออื่นต่อไปอีกว่า คนผู้ชอบแต่งตัว พึงทิ้งซากศพที่
คล้องคออยู่แล้วไปสบาย ฉันใด แม้เราก็พึงทิ้งร่างกายเปื่อยเน่านี้เสีย ไม่
มีอาลัยห่วงใยเข้าไปยังนครคือนิพพาน ฉันนั้น.
อนึ่ง ชายหญิงทั้งหลายถ่ายอุจจาระและปัสสาวะรดบนพื้นอันสกปรก
ย่อมไม่เก็บอุจจาระหรือปัสสาวะนั้นใส่พก หรือเอาชายผ้าห่อไป ต่าง
รังเกียจ ไม่มีความอาลัยเลยกลับทิ้งไปเสีย ฉันใด แม้เราก็เป็นผู้ไม่มี
หน้า 19
ข้อ 1
ความอาลัย ควรละทิ้งร่างกายอันเปื่อยเน่า เข้าไปยังนครคือพระอมต-
นิพพาน ฉันนั้น.
อนึ่ง ธรรมดานายเรือไม่มีความอาลัยทิ้งเรือลำเก่าคร่ำคร่าไป ฉันใด
แม้เราก็ละทิ้งร่างกายนี้อันมีของไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลทั้ง ๙ แห่ง
ไม่มีความห่วงใย เข้าไปยังนิพพานบุรี ฉันนั้น.
อนึ่ง บุคคลพกพาเอารัตนะต่าง ๆ เดินทางไปกับพวกโจร เพราะ
กลัวรัตนะของตนจะฉิบหาย จึงทั้งพวกโจรนั้นเสีย แล้วเดินทางที่ปลอดภัย
ฉันใด กรัชกายแม้นี้ก็เป็นเสมือนโจรปล้นรัตนะ ฉันนั้น.
ถ้าเราจักกระทำความอยากไว้ในกรัชกายนี้ ธรรมรัตนะคืออริยมรรค
กุศลของเราจักพินาศไป เพราะฉะนั้น เราละทิ้งกายนี้อันเสมือนกับโจร
แล้วเข้าไปยังนคร คือพระอมตมหานิพพาน จึงจะควร. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า
บุรุษปลดเปลื้องซากศพที่น่าเกลียด ซึ่งผูกไว้ที่คอออกเสีย
แล้วไป มีความสุขอยู่อย่างเสรีโดยลำพังตนเองได้ฉันใด คน
ก็ควรละทิ้งร่างกายเน่าที่มากมูลด้วยซากศพนานาชนิด ไม่มี
อาลัย ไม่มีความต้องการไปเสีย ฉันนั้น.
ชายหญิงทั้งหลายถ่ายกรีสลงในที่ถ่ายอุจจาระ เป็นผู้ไม่
อาลัย ไม่ต้องการไปเสีย ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน จะ
ละทิ้งร่างกายนี้ อันเต็มด้วยซากศพนานาชนิด แล้วไปเสีย
เหมือนคนถ่ายอุจจาระแล้วละทิ้งส้วมไป ฉันนั้น.
เจ้าของละทิ้งเรือเก่าคร่ำคร่าผุพัง น้ำรั่วเข้าไปได้ ไม่มี
ความอาลัย ไม่มีความต้องการไปเสีย ฉันใด เราก็ฉันนั้น
หน้า 20
ข้อ 1
เหมือนกัน จักละทิ้งร่างกายนี้ ซึ่งมีช่องเก้าช่องหลั่งไหลออก
เป็นนิจไปเสีย เหมือนเจ้าของทิ้งเรือเก่าไปฉะนั้น.
บุรุษเดินไปกับพวกโจร ถือห่อของไปด้วย เห็นภัยที่จะ
เกิดจาการตัดห่อของ จึงทิ้งพวกโจรไป แม้ฉันใด กายนี้ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน เสมือนมหาโจร เราจักละทิ้งกายนี้ไปเสีย
เพราะกลัวแต่การตัดกุศลให้ขาด.
สุเมธบัณฑิต คิดเนื้อความอันประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ ด้วยอุปมา
ชนิดต่าง ๆ อย่างนี้แล้ว สละกองโภคทรัพย์นัยไม่ถ้วนในเรือนของตน
แก่เหล่าชนมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในหนหลัง ให้มหาทาน ละวัตถุกาม และกิเลสกามทั้งหลาย แล้ว
ออกจากอมรนครคนเดียวเท่านั้น อาศัยภูเขาชื่อธรรมิกะในป่าหิมพานต์
สร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาและที่จงกรมใกล้อาศรมนั้น เพื่อจะละโทษ
คือนิวรณ์ ๕ และเพื่อจะนำมาซึ่งพละกล่าวคืออภิญญาอันประกอบด้วยคุณ
อันเป็นเหตุ ๘ ประการ ซึ่งท่านกล่าวได้โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อจิตตั้งมั่น
แล้วอย่างนี้ ดังนี้ จึงละทิ้งผ้าสาฏกที่ประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ ไว้ใน
อาศรมบทนั้น แล้วนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ
บวชเป็นฤๅษี. ท่านบวชอย่างนี้แล้ว ละทิ้งบรรณศาลานั้นอันเกลื่อนกล่น
ด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปยังโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ
เลิกละธัญญวิกัติ ข้าวชนิดต่าง ๆ ทุกชนิด หันมาบริโภคผลไม้ป่า เริ่ม
ดังความเพียรด้วยอำนาจการนั่ง การยืน และการจงกรม ภายใน ๗ วัน
นั่นเอง ก็ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ท่านได้บรรลุอภิญญาพละ
ตามที่ปรารถนา ด้วยประการอย่างนี้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 21
ข้อ 1
เราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิแก่คนยาก
จนอนาถา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์. ในที่ไม่ไกลป่าหิมพานต์
มีภูเขาชื่อธรรมิกะ เราสร้างอาศรมอย่างดีไว้ สร้างบรรณ-
ศาลาอย่างดีไว้ ทั้งยังสร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการ
ไว้ใกล้อาศรมนั้น เราได้อภิญญาพละอันประกอบด้วยคุณ ๘
ประการ.
เราเลิกใช้ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ หัน
มานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ.
เราละทิ้งบรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๑๐ ประการ เข้า
ไปสู่โคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราเลิกละข้าว
ที่หว่านที่ปลูกโดยสิ้นเชิง หันมาบริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ที่
สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอเนกประการ เราเริ่มตั้งความเพียรในที่
นั่งที่ยืนและที่จงกรม ในอาศรมบทนั้น ภายใน ๗ วัน เรา
ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้.
ก็ด้วยบาลีว่า อสฺสโม สุกโค มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา นี้ ใน
คาถานั้นท่านกล่าวถึงอาศรม บรรณศาลา และที่จงกรม ไว้ราวกะว่า
สุเมธบัณฑิตสร้างด้วยมือของตนเอง แต่ในคาถานี้ มีเนื้อความดัง-
ต่อไปนี้ :-
ท้าวสักกะทรงเห็นพระมหาสัตว์ว่า เข้าป่าหิมพานต์แล้ว วันนี้จัก
เข้าไปถึงธรรมิกบรรพต จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า นี่แน่ะ
พ่อ สุเมธบัณฑิตออกไปด้วยคิดว่า จักบวช เธอจงเนรมิตที่อยู่ให้แก่
สุเมธบัณฑิตนั้น. วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นรับพระดำรัสของท้าวสักกะนั้น
หน้า 22
ข้อ 1
แล้ว จึงเนรมิตอาศรมอันน่ารื่นรมย์ บรรณศาลาอันสนิทดี และที่จงกรม
อันรื่นรมย์ใจ. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาอาศรมบทนั้นอัน
สำเร็จด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ในครั้งนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร
ที่ภูเขาธรรมิกบรรพตนั้น.
อาศรมเราได้สร้างได้ดีแล้ว บรรณศาลาเราได้สร้างไว้
อย่างดี เราได้สร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใกล้
อาศรมนั้นด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกโต มยฺหํ แปลว่า เราสร้างอาศรม
ไว้ดีแล้ว. บทว่า ปณฺณสาลา สุมาปิตา ความว่า แม้ศาลามุงด้วยใบไม้
เราก็ได้สร้างไว้อย่างดี.
บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ความว่า ชื่อว่า โทษของที่จงกรมมี ๕
อย่าง เหล่านี้ คือ แข็งและขรุขระ ๑ มีต้นไม้ภายใน ๑ ปกคลุมด้วย
รกชัฏ ๑ แคบเกินไป ๑ กว้างเกินไป ๑.
จริงอยู่ เมื่อพระโยคีจงกรมบนที่จงกรม มีพื้นดินแข็งและขรุขระ
เท้าทั้งสองจะเจ็บปวดเกิดการพองขึ้น จิตไม่ได้ความแน่วแน่ กัมมัฏฐาน
จะวิบัติ แต่กัมมัฏฐานจะถึงพร้อม ก็เพราะได้อาศัยการอยู่ผาสุกในพื้นที่
อ่อนนุ่มและเรียบ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พื้นที่แข็งและขรุขระเป็น
โทษประการที่ ๑.
เมื่อมีต้นไม้อยู่ภายใน หรือท่ามกลาง หรือที่สุดของที่จงกรม เมื่อ
อาศัยความประมาทเดินจงกรม หน้าผากหรือศีรษะย่อมกระทบ เพราะ-
ฉะนั้น ที่จงกรมมีต้นไม้อยู่ภายใน จึงเป็นโทษประการที่ ๒
พระโยคีเมื่อจงกรมอยู่ในที่จงกรมอันปกคลุมด้วยชัฏหญ้าและเถาวัลย์
หน้า 23
ข้อ 1
เป็นต้น ในเวลามืดค่ำก็จะเหยียบงูเป็นต้นตาย หรือถูกงูเป็นต้นนั้นกัดได้
รับทุกขเวทนา เพราะฉะนั้น ที่จงกรมอันปกคลุมด้วยชัฏ (รกรุงรัง) จึง
เป็นโทษประการที่ ๓
เมื่อพระโยคีจงกรมอยู่ในที่จงกรมแคบเกินไป โดยความกว้าง
ประมาณศอกหนึ่งหรือครึ่งศอก เล็บบ้าง นิ่วบ้าง จะสะดุดขอบจงกรม
เข้าแล้วจะแตก เพราะฉะนั้น ที่จงกรมแคบเกินไป จึงเป็นโทษประการ
ที่ ๔
เมื่อพระโยคีจงกรมอยู่ในที่จงกรมกว้างเกินไป จิตย่อมพล่าน ไม่
ได้ความแน่วแน่ เพราะฉะนั้น ความที่จงกรมกว้างเกินไป จึงเป็นโทษ
ประการที่ ๕.
ก็ที่อนุจงกรม ส่วนกว้างประมาณศอกหนึ่งในด้านทั้งสอง ประมาณ
ด้านละหนึ่งศอก. ที่จงกรมส่วนยาว ประมาณ ๖๐ ศอก พื้นอ่อนนุ่ม
เกลี่ยทรายไว้เรียบ ย่อมควร เหมือนที่จงกรมของพระมหามหินทเถระผู้
ทำชาวเกาะให้เลื่อมใสในเจติยคีรีวิหาร ที่จงกรมของท่านได้เป็นเช่นนั้น.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราได้สร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕
ประการ ไว้ใกล้อาศรมนั้น.
บทว่า อฏฺคุณสมุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสมณสุข ๘ ประการ
ชื่อว่าสมณสุข ๘ ประการ เหล่านี้ คือ ไม่มีการหวงแหนทรัพย์และข้าว-
เปลือก ๑ แสวงหาบิณฑบาตที่ไม่มีโทษ ๑ บริโภคบิณฑบาตที่เย็น ๑
ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุบีบคั้นชาวรัฐ ในเมื่อราชสกุลบีบคั้นชาวรัฐถือเอา
ทรัพย์ที่มีค่า หรือดีบุกและกหาปณะเป็นต้น ๑ ปราศจากความกำหนัด
ด้วยอำนาจความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ๑ ไม่กลัวโจรปล้น ๑
หน้า 24
ข้อ 1
ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชา และมหาอำมาตย์ของพระราชา ๑ ไม่ถูกขัด
ขวางในทิศทั้งสี่ ๑. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ผู้อยู่ในอาศรมนั้นสามารถ
ได้รับความสุขทั้ง ๘ ประการนี้ เราจึงสร้างอาศรมนั้นอันประกอบด้วย
คุณ ๘ ประการนี้.
บทว่า อภิญฺาพลมาหรึ ความว่า ภายหลังเมื่อเราอยู่ในอาศรม
นั้นกระทำกสิณบริกรรม แล้วเริ่มวิปัสสนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง
และโดยความเป็นทุกข์ เพื่อต้องการให้อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้น แล้ว
จึงได้วิปัสสนาพละอันทรงเรี่ยวแรง อธิบายว่า เราอยู่ในอาศรมนั้น
สามารถนำเอาพละนั้นมาได้ ด้วยประการใด เราได้สร้างอาศรมนั้นให้
สมควรแก่วิปัสสนาพละ เพื่อต้องการอภิญญา ด้วยประการนั้น.
ในคำว่า สาฏกํ ปชหึ ตตฺถ นวโทสมุปาคตํ นี้ มีคำที่จะกล่าวไป
โดยลำดับดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่าในกาลนั้น เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตอาศรมที่ประกอบ
ด้วยกระท่อมที่เร้น และที่จงกรมเป็นต้น ดารดาษด้วยไม้ดอกและได้ผล
น่ารื่นรมย์ มีบ่อน้ำมีรสอร่อย ปราศจากเนื้อร้ายและนกที่มีเสียงร้องน่า
สะพรึงกลัว ควรแก่ความสงบสงัด จัดพนักพิงไว้ในที่สุดทั้งสองด้านแห่งที่
จงกรมอันตกแต่งแล้ว เนรมิตศิลามีสีดังถั่วเขียว มีพื้นเรียบ ไว้ในท่าม
กลางที่จงกรม เพื่อจะได้นั่ง สำหรับภายในของบรรณศาลา ได้เนรมิต
สิ่งของทุกอย่างที่จะเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่บรรพชิตอย่างนี้ คือบริขารดาบส
มีชฎาทรงกลม ผ้าเปลือกไม้ ไม้สามง่าม และคนโทน้ำเป็นต้น ที่
ปะรำมีหม้อน้ำ สังข์ตักน้ำดื่ม และขันตักน้ำดื่ม ที่โรงไฟมีกระเบื้อง
รองถ่านและฟืนเป็นต้น ที่ฝาบรรณศาลาได้เขียนอักษรไว้ว่า ใคร ๆ มี
หน้า 25
ข้อ 1
ประสงค์จะบวช จงถือเอาบริขารเหล่านี้แล้วบวชเถิด เสร็จแล้วกลับไป
ยังเทวโลก สุเมธบัณฑิตตรวจที่อันผาสุกอันสมควรแก่การอยู่อาศัยของตน
ตามแนวซอกเขา ณ เชิงเขาหิมพานต์ ได้เห็นอาศรมอันน่ารื่นรมย์ซึ่งท้าว
สักกะประทาน อันวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ ณ ที่แม่น้ำไหลกลับ จึง
ไปยังท้าวที่จงกรม มิได้เห็นรอยเท้า จึงคิดว่าบรรพชิตทั้งหลายแสวงหา
ภิกษาหารในหมู่บ้านใกล้ เหน็ดเหนื่อยมาแล้ว จักเข้าไปบรรณศาลาแล้ว
นั่งอยู่เป็นแน่แท้ จึงรออยู่หน่อยหนึ่งแล้วคิดว่า ชักช้าเหลือเกิน เรา
อยากจะรู้นัก จึงเปิดประตูบรรณศาลาเข้าไปข้างในแล้วมองดูรอบ ๆ ได้
อ่านอักษรที่ฝาผนังแผ่นใหญ่ แล้วคิดว่า กัปปิยบริขารเหล่านี้เป็นของเรา
เราจักถือเอากัปปิยบริขารเหล่านี้บวช จึงเปลื้องคูผ้าสาฎกที่ตนนุ่งห่มทิ้ง
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราละทิ้งผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเข้าไปอย่างนี้แล้วเปลื้อง
ผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น.
ด้วยบทว่า นวโทหสมุปาคตํ นี้ ท่านแสดงว่า เราเมื่อจะละทิ้งผ้า
สาฎก เพราะได้เห็น โทษ ๙ ประการ จึงได้ละทิ้งไปเสีย. จริงอยู่ สำหรับ
ผู้บวชเป็นดาบส โทษ ๙ ประการย่อมปรากฏในผ้าสาฎก คือความเป็น
ของมีค่ามาก เป็นโทษอันหนึ่ง. เกิดขึ้นเพราะเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น เป็น
โทษอันหนึ่ง, เศร้าหมองเร็วเพราะการใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะ
ว่าผ้าสาฎกเศร้าหมองแล้ว จะต้องซักต้องย้อม. การที่เก่าไปเพราะการ
ใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, จริงอยู่ สำหรับผ้าที่เก่าแล้ว จะต้องทำการ
ชุนหรือทำการปะผ้า. แสวงหาใหม่กว่าจะได้ก็แสนยาก เป็นโทษอันหนึ่ง,
ไม่เหมาะสมแก่การบวชเป็นดาบส เป็นโทษอันหนึ่ง, เป็นของทั่วไปแก่
หน้า 26
ข้อ 1
ศัตรู เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะว่า จะต้องคุ้มครองไว้โดยประการที่ศัตรู
จะถือเอาไปไม่ได้. การอยู่ในฐานะเป็นเครื่องประดับของผู้ใช้สอย เป็น
โทษอันหนึ่ง เป็นความมักมากในของใช้ประจำตัวสำหรับผู้ถือเที่ยวไป
เป็นโทษอันหนึ่ง.
บทว่า วากจีรํ นิวาเสสึ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร ในครั้งนั้น
เราเห็นโทษ ๙ ประการเหล่านี้ จึงละทิ้งผ้าสาฎกแล้ว นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้
คือถือเอาผ้าเปลือกไม้ซึ่งเอาหญ้ามุงกระต่ายมาทำให้เป็นชิ้น ๆ แล้วถักทำ
ขึ้น เพื่อต้องการใช้เป็นผ้านุ่งและผ้าห่ม.
บทว่า ทฺวาทสคุณมุปาคตํ แปลว่า ประกอบด้วยอานิสงส์ ๑๒
ประการ. จริงอยู่ ผ้าเปลือกไม้ มีอานิสงส์ ๑๒ ประการ คือ
ข้อว่า มีราคาถูก็ ดี สมควร นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ก่อน
ข้อว่า สามารถทำด้วยมือของตนเองได้ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒
ข้อที่ว่า จะค่อย ๆ สกปรกเพราะการใช้สอย แม้เมื่อจะซักก็ไม่
เนิ่นช้าเสียเวลา นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓
แต่เมื่อเก่าก็ไม่มีการจะต้องเย็บ เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔
เมื่อแสวงหาใหม่ก็การทำได้ง่าย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕
เหมาะสมแก่การบวชเป็นดาบส เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๖
พวกศัตรูไม่ต้องการใช้สอย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๗
ไม่อยู่ในฐานะเป็นเครื่องประคบสำหรับผู้ใช้สอย เป็นอานิสงส์
ข้อที่ ๘
ในเวลาครองเป็นของเบา เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๙
ความเป็นผู้มักน้อยในปัจจัยคือจีวร เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๐
หน้า 27
ข้อ 1
การเกิดขึ้นแห่งผ้าเปลือกไม้เป็นของชอบธรรมและไม่มีโทษ เป็น
อานิสงส์ข้อที่ ๑
เมื่อผ้าเปลือกไม้หายไปก็ไม่เสียดาย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๒.
ในบทว่า อฏฺโทสสมากิณฺณํ ปชหึ ปณฺณสาลกํ นี้มีคำถาม
สอดเข้ามาว่า เราละทิ้งอย่างไร ? ตอบว่า ได้ยินว่า สุเมธบัณฑิตนั้น
เปลื้องคู่ผ้าสาฎกอย่างดีออก แล้วถือเอาผ้าเปลือกไม้สีแดง เช่นกับ
พวงดอกอโนชา ซึ่งคล้องอยู่ที่ราวจีวรเอามานุ่ง แล้วห่มผ้าเปลือกไม้
อีกผืนหนึ่ง ซึ่งมีสีดุจสีทอง ทับลงบนผ้าเปลือกไม้ที่นุ่งนั้น แล้ว
กระทำหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ เช่นกับสัณฐานดอกบุนนาคให้เป็นผ้าเฉวียง
บ่า สวมชฎากลมแล้วสอดปิ่นไม้แก่นเข้ากับมวยผม เพื่อกระทำให้
แน่น วางคนโทน้ำซึ่งมีสีดังแก้วประพาฬไว้ในสาแหรก เช่นกับข่าย
แก้วมุกดา ถือหาบซึ่งโค้งในที่สามแห่ง แล้วคล้องคนโทน้ำไว้ที่ปลายหาบ
ข้างหนึ่ง คล้องขอ กระเช้าและไม้สามง่ามเป็นต้นที่ปลายหาบข้างหนึ่ง
แล้วเอาหาบซึ่งบรรจุบริขารดาบสวางลงบนบ่า มือขวาถือไม้เท้าออกจาก
บรรณศาลา เดินจงกรมกลับไปกลับมาในที่จงกรมใหญ่ประมาณ ๖๐ ศอก
แลดูเพศของตนแล้วคิดว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว การบรรพชาของ
เรางดงามหนอ ชื่อว่าการบรรพชานี้อันท่านผู้เป็นวีรบุรุษทั้งหลายทั้งปวง
มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญชมเชยแล้ว
เครื่องผูกมัดของคฤหัสถ์เราละได้แล้ว เราเป็นผู้ออกเนกขัมมะแล้ว การ
บรรพชาอันยอดเยี่ยม เราได้แล้ว เราจักกระทำสมณธรรม เราจักได้สุข
ในมรรคและผล ดังนี้แล้วเกิดความอุตสาหะ วางหาบดาบสบริขารลง
แล้วนั่งบนแผ่นศิลามีสีดังถั่วเขียวในท่ามกลางที่จงกรม ประหนึ่งดังรูปปั้น
หน้า 28
ข้อ 1
ทองคำฉะนั้น. ได้ยับยั้งอยู่ตลอดส่วนของวัน ในเวลาเย็นจึงเข้าบรรณศาลา
นอนบนเสื่อที่ถักด้วยแขนงไม้ข้างเตียงหวาย ให้ตัวได้รับอากาศอันสดชื่น
แล้วตื่นขึ้นตอนใกล้รุ่ง คำนึงถึงการมาของตนว่า เราเห็นโทษในการ
ครองเรือน จึงสละโภคทรัพย์นับไม่ถ้วน และยศอันหาที่สุดมิได้ เข้า
ป่าบวชแสวงหาเนกขัมนะ จำเดิมแต่บัดนี้ไป เราจะประพฤติด้วยความ
ประมาทย่อมไม่ควร ด้วยว่าแมลงวันคือมิจฉาวิตกย่อมกัดกินผู้ที่ละความ
สงัดเที่ยวไป เราพอกพูนความสงัดในบัดนี้ จึงจะควร เพราะเราเห็น
การครองเรือนโดยความเป็นของมีแต่กังวล จึงออกบวช ก็บรรณศาลานี้
น่าพอใจ พื้นที่ก็ทำการปรับไว้ดี มีสีดังผลมะตูมสุก ฝาผนังขาวมีสีดังเงิน
หลังคามุงด้วยใบไม้มีสีดังเท้านกพิราบ เตียงหวายมีสีดังเครื่องปูลาดอัน
ตระการตา สถานที่อยู่เป็นที่อยู่ได้อย่างผาสุก ความพร้อมมูลแห่งเรือน
ของเรา เสมือนว่าจะยิ่งไปกว่าบรรณศาลานี้ ไม่ปรากฏให้เห็น จึงเมื่อ
จะค้นหาโทษของบรรณศาลา ก็ได้เห็นโทษ ๘ ประการ.
จริงอยู่ ในการใช้สอยบรรณศาลา มีโทษ ๘ ประการ คือการ
แสวงหาด้วยการรวบรวมทัพพสัมภาระกระทำด้วยการเริ่มอย่างใหญ่หลวง
เป็นโทษข้อที่ ๑.
การจะต้องซ่อมแซมอยู่เป็นนิตย์ เพราะเมื่อหญ้า ใบไม้ และ
ดินเหนียวร่วงหล่นลงจะต้องเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางไว้ ณ ที่เดิมแล้ว ๆ เล่า ๆ
เป็นโทษข้อที่ ๒.
ธรรมดาเสนาสนะจะต้องถึงแก่ท่านผู้แก่กว่า เมื่อเราถูกปลุกให้ลุกขึ้น
ในคราวที่มิใช่เวลา ความแน่วแน่ของจิตก็จะมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น
การที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นจึงเป็นโทษข้อที่ ๓.
หน้า 29
ข้อ 1
การกระทำร่างกายให้อ่อนแอ โดยกำจัดความหนาวและความร้อน
เป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๔.
ผู้เข้าไปสู่เรือนอาจทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะเหตุนั้น
การปกปิดข้อครหาได้ เป็นโทษข้อที่ ๕.
การทำความหวงแหนว่า "เป็นของเรา" เป็นโทษข้อที่ ๖.
ธรรมดามีเรือนแสดงว่าต้องมีคู่ เป็นโทษข้อที่ ๗.
การเป็นของสาธารณ์ทั่วไปแก่คนมาก เพราะเป็นของสาธารณ์
สำหรับสัตว์มีเล็น เรือด และตุ๊กแกเป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๘.
พระมหาสัตว์เห็นโทษ ๘ ประการนี้ จึงละทิ้งบรรณศาลาเสีย
ด้วยประการฉะนี้ . เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า เราละทิ้ง
บรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๔ ประการ ดังนี้.
บทว่า อุปาคมึ รุกฺขมูลํ คุเณ ทสหุปาคตํ ความว่า
พระมหาสัตว์กล่าวว่า เราห้ามที่มุงบัง เข้าหาโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ
๑๐ ประการ.
ในการอยู่โคนไม้นั้น มีคุณ ๑๐ ประการนี้ คือ
มีความริเริ่มน้อย เป็นคุณข้อที่ ๑ เพราะเพียงแต่เข้าไปเท่านั้น
ก็อยู่ที่นั้นได้.
การปฏิบัติรักษาน้อย เป็นคุณข้อที่ ๒ เพราะโคนไม้นั้น จะ
กวาดหรือไม่กวาดก็ตาม ก็ใช้สอยได้สบายเหมือนกัน.
การที่ไม่ต้องถูกปลุกให้ลุกขึ้น เป็นคุณข้อที่ ๓.
ไม่ปกปิดข้อครหา เมื่อจะทำชั่วที่โคนไม้นั้นย่อมละอายใจ เพราะ
เหตุนั้น การปกปิดข้อครหาไม่ได้ เป็นคุณข้อที่ ๔.
หน้า 30
ข้อ 1
ไม่ทำร่างกายให้อึดอัด เหมือนกับอยู่กลางแจ้ง เพราะเหตุนั้น
การที่ร่างกายไม่อึดอัด เป็นคุณข้อที่ ๕.
ไม่มีการต้องทำความหวงแหนไว้ เป็นคุณข้อที่ ๖.
ห้ามความอาลัยว่าเป็นบ้านเรือนเสียได้ เป็นคุณข้อที่ ๗.
ไม่มีการไล่ไปด้วยคำว่า เราจักปัดกวาดเช็ดถูที่นั้น พวกท่านจง
ออกไป เหมือนดังในบ้านเรือนอันทั่วไปแก่คนจำนวนมาก เป็นคุณ
ข้อที่ ๘.
ผู้อยู่ก็มีความปีติอิ่มเอิบใจ เป็นคุณข้อที่ ๙.
การไม่มีความห่วงใย เพราะเสนาสนะคือโคนไม้หาได้ง่ายในที่
ที่ผ่านไป เป็นคุณข้อที่ ๑๐.
พระมหาสัตว์เห็นคุณ ๑๐ ประการเหล่านี้ จึงกล่าวว่า เราเข้าหา
โคนไม้ ดังนี้.
พระมหาสัตว์กำหนดเหตุมีประมาณเท่านี้ เหล่านี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น
จึงเข้าไปภิกขาจารยังหมู่บ้าน. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในหมู่บ้านที่ท่านไปถึง
ได้ถวายภิกษาด้วยความอุตสาหะใหญ่. ท่านทำภัตกิจเสร็จแล้วมายังอาศรม
นั่งลงแล้วคิดว่า เรามิได้บวชด้วยหวังใจว่าจะได้อาหาร ธรรมดาอาหาร
อันละเอียดนี้ ย่อมเพิ่มพูนความเมาเพราะมานะ และความเมาในความเป็น
บุรุษ และที่สุดทุกข์อันมีอาหารเป็นมูล ย่อมมีไม่ได้ ถ้ากระไร เราพึง
เลิกละอาหารที่เกิดจากข้าวที่เขาหว่านและปลูก บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง.
จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์ก็ได้กระทำตามนั้น พากเพียรพยายามอยู่ ใน
ภายในสัปดาห์เดียวเท่านั้น ก็ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้บังเกิดได้.
เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า
หน้า 31
ข้อ 1
เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดยเด็ดขาด มาบริโภคผลไม้
ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอันมาก เราเริ่มตั้งความเพียร
ในการนั่ง การยืน และการเดินจงกรมอย่างนั้น ในภายใน
สัปดาห์หนึ่ง ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้.
เมื่อสุเมธดาบสบรรลุอภิญญาขาพละอย่างนี้แล้ว ให้เวลาล่วงไปด้วย
ความสุขอันเกิดจากสมาบัติ พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร ได้เสด็จอุบัติ
ขึ้นในโลก. ในการถือปฏิสนธิ การประสูติ การตรัสรู้ และการประกาศ
พระธรรมจักรของพระศาสดาพระองค์นั้น หมื่นโลกธาตุแม้ทั้งสิ้นสะเทือน
เลื่อนลั่นหวั่นไหวร้องลั่น บุพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้นแล้ว. สุเมธ-
ดาบสยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในสมาบัติ ไม่ได้ยินเสียงนั้น และไม่ได้เห็น
บุพนิมิตเหล่านั้นด้วย. เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า
เมื่อเราบรรลุถึงความสำเร็จเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระศาสนา
อย่างนี้ พระชินเจ้าผู้เป็นโลกนายก ทรงพระนามว่าทีปังกร
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เมื่อพระองค์เสด็จอุบัติ ประสูติ ตรัสรู้และ
แสดงพระธรรมเทศนา เราเอิบอิ่มอยู่ด้วยความยินในฌาน
มิได้เห็นนิมิตทั้ง ๔ ประการแล.
ในกาลนั้น พระทศพลพระนามว่า ทีปังกร มีพระขีณาสพสี่แสน
ห้อมล้อมแล้ว เสด็จจาริกไปถึงรัมมนคร๑ เสด็จประทับอยู่ในสุทัสสนมหา-
วิหาร. ชนชาวรัมมนครได้ทราบข่าวว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้า
พระนานว่าทีปังกร ผู้เป็นใหญ่กว่าสมณะ ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ
อันยิ่งยอด ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกไปโดยลำดับ
๑. บางแห่งเป็นรัมมกนคร.
หน้า 32
ข้อ 1
เสด็จถึงรัมมนครของพวกเราแล้ว เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหา-
วิหาร ต่างพากันถือเภสัชมีเนยใสและเนยขึ้นเป็นต้น และผ้าเครื่องนุ่งห่ม
ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ก็พากันหลั่งไหลไปจนถึงที่พระพุทธเจ้า
พระธรรมและพระสงฆ์ประทับ เข้าเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชา
ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง สดับพระธรรม
เทศนา ทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น แล้วพากันลุกจากอาสนะหลีกไป.
ในวันรุ่งขึ้น ชนเหล่านั้นต่างพากันตระเตรียมมหาทาน ประดับ
พระนครตกแต่งหนทางที่จะเสด็จมาแห่งพระทศพล ในที่มีน้ำขังก็เอาดินถม
ทำพื้นที่ดินให้ราบเรียบ โรยทรายอันมีสีดังแผ่นเงิน โปรดข้าวตอกและ
ดอกไม้ เอาผ้าย้อมสีต่าง ๆ ยกเป็นธงชายและธงแผ่นผ้า ตั้งต้นกล้วย
และแถวหม้อน้ำเต็ม. ในกาลนั้น สุเมธดาบสเหาะจากอาศรมของตนขึ้นสู่
อากาศ แล้วเหาะไปทางส่วนเบื้องบนของคนเหล่านั้น เห็นพวกเขาร่าเริง
ยินดีกัน จึงคิดว่ามีเหตุอะไรหนอ จึงลงจากอากาศยืนอยู่ ณ ข้างหนึ่ง
ถามคนทั้งหลายว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านพากันประดับประดาหนทาง
อันไม่สม่ำเสมอในที่นี้ เพื่อใครกัน . เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า
ในเขตแดนอันเป็นปัจจันตประเทศ พวกมนุษย์มีใจยินดี
นิมนต์พระตถาคต แล้วชำระแผ้วถางหนทางสำหรับเสด็จ
ดำเนินมาของพระองค์ สมัยนั้น เราออกไปจากอาศรมของ
ตน สะบัดผ้าเปลือกไม้ (ให้เรียบร้อย) แล้ว ที่นั้น
เหาะไปในอัมพร เราได้เห็นตนเกิดความยินดี ต่างร่าเริง
ดีใจปราโมทย์ จึงลงจากท้องฟ้า ไต่ถามคนทั้งหลายทันทีว่า
หน้า 33
ข้อ 1
มหาชนเกิดความดีใจ ต่างยินดีร่าเริงปราโมทย์ พวกเขาชำระ
แผ้วถางถนนหนหางเพื่อใครกัน.
มนุษย์ทั้งหลายจึงเรียนว่า ท่านสุเมธผู้เจริญ ท่านไม่ทราบหรือ
พระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร บรรลุพระสัมโพธิญาณ
แล้ว ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกมาถึงนครของพวกเรา
เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร พวกเราทูลนิมนต์พระผู้มี-
พระภาคเจ้านั้นมา จึงพากันตกแต่งทางเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น. ลำดับนั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า แม้เพียงคำประกาศว่า
พุทโธ ก็หาได้ยากในโลก จะป่วยกล่าวไปไยถึงการอุบัติขึ้นแห่งพระ-
พุทธเจ้า แม้เราก็ควรจะร่วมกับคนเหล่านี้ตกแต่งทาง เพื่อพระทศพลด้วย.
ท่านจึงกล่าวกะคนเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านทั้งหลายตกแต่งทางนี้
เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอท่านจงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เรา
ก็จักตกแต่งทางพร้อมกับพวกท่าน. คนเหล่านั้นรับปากว่า ดีแล้ว ต่างรู้
กันอยู่ว่า สุเมธดาบสมีฤทธิ์ จึงกำหนดเอาโอกาสที่น้ำขังให้ไปด้วยคำว่า
ท่านจงตกแต่งที่นี้. สุเมธดาบสถือเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้ว
คิดว่า เราสามารถจะตกแต่งโอกาสนี้ด้วยฤทธิ์ได้ โอกาสคือที่ว่างซึ่งเรา
ตกแต่งด้วยฤทธิ์อย่างนี้ จะไม่ทำเราให้ดีใจนัก วันนี้ เราควรกระทำการ
ขวนขวายด้วยกาย จึงขนดินมาถมลงในสถานที่นั้น.
เมื่อสถานที่นั้น ของสุเมธดาบสยังตกแต่งไม่เสร็จเลย พระทีปังกร
ทศพลห้อมล้อมด้วยพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีอานุภาพมากสี่แสน
เมื่อเหล่าเทวดาบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์เป็นต้น บรรเลงดนตรี
ทิพย์ ขับสังคีตทิพย์ เมื่อเหล่ามนุษย์บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็น
หน้า 34
ข้อ 1
ต้น และดนตรีอันเป็นของมนุษย์ พระองค์ได้เสด็จดำเนินตามทางที่ตกแต่ง
ประดับประดานั้น ด้วยพุทธลีลาอันหาอุปมามิได้ ประดุจราชสีห์เยื้อง
กรายบนมโนศิลาฉะนั้น. สุเมธดาบสลืมตาทั้งสองขึ้นมองดูพระวรกายของ
พระทศพล ผู้เสด็จดำเนินมาตารมทางที่ตกแต่งไว้ ซึ่งถึงความงามด้วย
พระรูปโฉม อันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สวยงามด้วย
พระอนุยัญชนะ ๘๐ แวดวงด้วยพระรัศมีด้านละวา เปล่งพระพุทธรัศมี
อันหนาทึบมีพรรณ ๖ ประการ เป็นวง ๆ และเป็นคู่ ๆ เหมือนสาย
ฟ้าแลบมีประการต่าง ๆ ในพื้นท้องฟ้าซึ่งมีสีดังแก้วมณีฉะนั้น จึง
คิดว่า วันนี้ เราควรบริจาคชีวิตเพื่อพระทศพล พระผู้มีพระภาคเจ้า
อย่าทรงเหยียบเปือกตม แต่จงทรงเหยียบบนหลังเราเสด็จไปพร้อมกับ
พระขีณาสพสี่แสนองค์ เหมือนกับเหยียบสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น
ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลและสุขแก่เราตลอดกาลนาน ครั้นคิดแล้ว
จึงสยายผม แล้วเอาหนึ่งเสือ ชฎามณฑลและผ้าเปลือกไม้ปูลาดลง
เปือกตมอันมีสีดำ แล้วนอนลงบนหลังเปือกตม ประหนึ่งว่าสะพานแผ่น
แก้วมณีฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
พวกมนุษย์เหล่านั้นถูกเราถามแล้ว ต่างยืนยันว่า พระ-
พุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นพระชินะ โลกนายก พระนามว่า
ทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก คนทั้งหลายชำระแผ้วถาง
ถนนหนทาง เพื่อพระพุทธเจ้านั้น.
ทันใดนั้น ปีติเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ
เรากล่าวว่า พุทโธ พุทโธ อยู่ ก็ได้เสวยโสมนัส. เรายืนอยู่
ในที่นั้นยินดีแล้ว กลับสลดใจคิดว่าเราจักปลูกพืชลงไว้ในที่นี้
หน้า 35
ข้อ 1
ขณะอย่าได้ล่วงเลยไปเสียเปล่า (แล้วกล่าวว่า) ถ้าท่านทั้ง-
หลายชำระแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า ก็จงให้โอกาสที่ว่าง
แห่งหนึ่งแก่เรา แม้เราก็จะชำระแผ้วถางถนนหนทาง ทีนั้น
คนเหล่านั้นได้ให้ที่ว่างแก่เรา เพื่อชำระแผ้วถางหนทาง.
เวลานั้นเราคิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ พลางแผ้วถางหนทาง.
เมื่อที่ว่างของเรายังแผ้วถางไม่เสร็จ พระชินเจ้ามหามุนี-
ทีปังกรพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่
ปราศจากมลทิน ได้เสด็จดำเนินทางมา การต้อนรับก็มีขึ้น
กลองมากมายก็บรรเลงขึ้น เหล่าคนและเทวดาต่างร่าเริง
พากันประกาศสาธุการ เหล่าเทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวก
มนุษย์ก็เห็นเหล่าเทวดา แม้ทั้งสองพวกนั้น ต่างก็ประคอง
อัญชลีเดินตามพระตถาคต.
แม้ทั้งสองพวกนั้น คือพวกเทวดาบรรเลงดนตรีทิพย์
พวกมนุษย์บรรเลงดนตรีของมนุษย์ เดินตามพระตถาคต.
เหล่าเทวดาที่เหาะมาทางอากาศ ก็โปรยปรายดอกมณฑารพ
ดอกปทุม และดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ. เหล่า
เทวดาที่เหาะมาทางอากาศ โปรยผงจันทน์ และของหอม
อย่างดีล้วนเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ.
เหล่าคนผู้อยู่บนพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอกช้างน้าว
ดอกกระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดไปทั่ว
ทุกทิศ.
หน้า 36
ข้อ 1
เราสยายผมออก แล้วลาดผ้าเปลือกไม้คากรองและ
หนังเสือบนเปือกตมนั้นแล้ว นอนคว่ำลงด้วยความปรารถนา
ว่า
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย จงทรงเหยียบ
เราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบที่เปือกตมเลย ข้อนั้นจักเป็นไป
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ดังนี้.
สุเมธดาบสนั้นนอนบนหลังเปือกตมนั้นแล ลืมตาทั้งสองขึ้นอีก
เห็นพระพุทธสิริของพระทีปังกรทศพล จึงคิดว่า ถ้าเราพึงต้องการ ก็
พึงเผากิเลสทั้งปวงเป็นสังฆนวกะเข้าไปสู่รัมมนครได้ แต่เราไม่มีกิจด้วย
การเผากิเลส ด้วยเพศที่ใครไม่รู้จักแล้วบรรลุพระนิพพาน ถ้ากระไรเรา
พึงเป็นดังพระทศพลทีปังกร บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณอย่างสูงยิ่งแล้ว
ขึ้นสู่ธรรมนาวาให้มหาชนข้ามสงสารสาครได้แล้ว จึงปรินิพพานภายหลัง
ข้อนี้สมควรแก่เรา. ต่อจากนั้น จึงประมวลธรรม ๘ ประการ การทำ
ความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วจึงนอนลง.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เมื่อเรานอนบนแผ่นดิน ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า วันนี้
เราเมื่อปรารถนาอยู่ ก็จะพึงเผากิเลสของเราได้.
จะมีประโยชน์อะไรแก่เราเล่าด้วยการทำให้แจ้งธรรมใน
ที่นี้ ด้วยเพศที่ใคร ๆ ไม่รู้จัก เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
จะมีประโยชน์อะไรแก่เราด้วยลูกผู้ชายผู้มีรูปร่างแข็งแรง
หน้า 37
ข้อ 1
ข้ามฝั่งไปผู้เดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จักให้
มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ข้ามฝั่งไปด้วย.
ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้ ที่เรากระทำแล้วด้วยความ
เป็นลูกผู้ชายผู้ยอดเยี่ยม เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว
จักให้เหล่าชนมากมายข้ามฝั่งไปด้วย.
เราตัดกระแสคือสงสาร ทำลายภพทั้งสามแล้วขึ้นสู่
ธรรมนาวา จักให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามไปด้วย ดังนี้.
ก็เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้ เพราะประชุมธรรม
๔ ประการไว้ได้ คือความเป็นมนุษย์ . ความถึงพร้อมด้วย
เพศ เหตุ การได้เห็นพระศาสดา การได้บรรพชา ๑
ความสมบูรณ์ด้วยคุณ ๑ การกระทำอันยิ่งใหญ่ ๑ ความเป็นผู้
มีฉันทะ ๑.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์เท่านั้น แล้วประกาศ
ความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของ
นาค ครุฑ เทวดา หรือท้าวสักกะ หาสำเร็จไม่.
แม้ในอัตภาพมนุษย์ เมื่อเขาดำรงอยู่ในเพศบุรุษเท่านั้น ความ
ปรารถนาจึงจะสำเร็จ ความปรารถนาของหญิง หรือของบัณเฑาะก์
กะเทยและอุภโตพยัญชนก หาสำเร็จไม่.
แม้สำหรับบุรุษ เมื่อเขาสมบูรณ์ด้วยเหตุ ที่จะบรรลุพระอรหัตใน
อัตภาพนั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ นอกนี้หาสำเร็จไม่.
แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุ เมื่อปรารถนาในสำนักของพระ-
หน้า 38
ข้อ 1
พุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ เมื่อ
พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อเขาปรารถนาในที่ใกล้พระเจดีย์หรือที่
โคนต้นโพธิ์ ก็หาสำเร็จไม่.
แม้สำหรับผู้ปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ดำรงอยู่ใน
เพศพรรพชาเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้ดำรงอยู่ใน
เพศคฤหัสถ์ หาสำเร็จไม่.
แม้สำหรับผู้บวชแล้ว เมื่อได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เท่านั้น
ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้เว้นจากคุณสมบัตินี้ หาสำเร็จไม่.
แม้ผู้ที่สมบูรณ์แล้วด้วยคุณก็ตาม ผู้ใดได้บริจาคชีวิตของตนแก่
พระพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้นั้นเท่านั้น
ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับคนนอกนี้ หาสำเร็จไม่.
แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการการทำอันยิ่งใหญ่ ความปรารถนา
ย่อมจะสำเร็จแก่ผู้มีฉันทะ อุตสาหะ ความพยายาม และการแสวงหาอัน
ยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันกระทำความเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น
คนนอกนี้หาสำเร็จไม่.
ในข้อที่ฉันทะจะต้องยิ่งใหญ่นั้น มีข้อความอุปมาดังต่อไปนี้ :-
ก็ถ้าจะพึงเป็นอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถที่จะใช้กำลังแขนของตนข้าม
ห้องจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเป็นน้ำผืนเดียวกันหมด จนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อม
บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่าผู้ใดจะสามารถกวาดห้องจักรวาล
ทั้งสิ้น ซึ่งปกคลุมด้วยกอไผ่แล้วเหยียบย่ำไปด้วยเท้าจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้น
ย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้. หรือว่าผู้ใดสามารถเอาหอกปักห้อง
จักรวาลทั้งสิ้น แล้วเอาเท้าเหยียบห้องจักรวาลซึ่งเต็มด้วยใบหอกติด ๆ
หน้า 39
ข้อ 1
กันจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่า ผู้ใด
สามารถเอาเท้าทั้งสองเหยียบท้องจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเต็มด้วยถ่านเพลิงอัน
ปราศจากเปลวจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้. ผู้
ใดไม่สำคัญเหตุเหล่านั้นแม้สักเหตุเดียวว่าเป็นของที่ตนทำได้ยาก แต่เป็น
ผู้ที่ประกอบด้วยฉันทะ อุตสาหะ วายามะ และการแสวงหาอันยิ่งใหญ่
อย่างนี้ว่า เราจักข้ามแม้สิ่งนี้หรือไปจนถึงฝั่งให้ได้ ความปรารถนาของ
ผู้นั้นเท่านั้น ย่อมสำเร็จ คนนอกนี้หาสำเร็จไม่. เพราะฉะนั้น สุเมธ-
ดาบสได้ประชุมธรรม ๘ ประการนี้ไว้ได้หมด จึงกระทำความปรารถนา
อันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงนอนลง.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรเสด็จมาแล้ว ทรงยืนที่เบื้องศีรษะ
ของสุเมธดาบส ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์ด้วยประสาท มี
วรรณะ ๕ ประการ ประหนึ่งว่าเปิดสีหบัญชรแก้วมณี ทรงเห็นสุเมธ-
ดาบสนอนอยู่เหนือหลังเปือกตม จึงทรงดำริว่า ดาบสนี้กระทำความ
ปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความ
ปรารถนาของดาบสนี้จะสำเร็จหรือไม่หนอ จึงทรงส่งอนาคตังสญาณ
ใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่า ล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป
ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทั้งที่ทรงประทับยืนอยู่
นั่นแหละ ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางบริษัทว่า ท่านทั้งหลายเห็นดาบส
ผู้มีตบะสูงผู้นี้ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตมหรือไม่. ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
ว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า. พระองค์จึงตรัสว่า ดาบสนี้กระทำความปรารถนา
อันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของ
ดาบสนี้จักสำเร็จ ด้วยว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป
หน้า 40
ข้อ 1
ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม, ก็ในอัตภาพนั้น พระ-
นครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัยของเขา พระเทวีพระนามว่ามายา
จักเป็นพระมารดา พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระบิดา พระ-
เถระนามว่าอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าโกลิตะจัก
เป็นทุติยสาวก พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระเถรี
นามว่าเขมาจักเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาจักเป็นทุติย-
สาวิกา ดาบสนี้มีญาณแก่กล้าแล้วจักออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียร
ใหญ่ รับข้าวปายาสที่ควงไม้นิโครธแล้ว บริโภคที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
แล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑ์ จักตรัสรู้พร้อมเฉพาะที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา ทรงยืน ณ เบื้องศีรษะ ได้ตรัสคำนี้กะเรา
ว่า
พวกท่านจงดูดาบสผู้เป็นชฎิลผู้นี้ ซึ่งมีตบะสูง เขาจัก
ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ในกัปที่นับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ไป.
เขาจักเป็นพระตถาคต จักออกจากนครชื่อกบิลพัสดุ์ อัน
น่ารื่นรมย์ เริ่มตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตจะนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ประคองข้าว-
ปายาสไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญราช ณ ที่นั้น.
พระชินเจ้านั้น เสวยข้าวปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัณชรา แล้ว
เสด็จไปยังควงไม้โพธิ์ ตามทางที่เขาตกแต่งไว้ดีแล้ว
ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่มิมีใครยิ่งกว่า
หน้า 41
ข้อ 1
ทรงกระทำประทักษิณโพธิมัณฑ์แล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้
อัสสัตถพฤกษ์.
พระมารดาผู้เป็นชนนีของท่านผู้นี้ จักมีนามว่ามายา
พระบิดาจักมีนามว่าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมีนามว่าโคดม.
พระโกลิตะ และพระอุปติสสะ จักเป็นพระอัครสาวกผู้หา
อาสวะมิได้ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น พระอุปัฏฐาก
นามว่าอานนท์ จักอุปัฏฐากพระชินเจ้านั้น.
พระเขมาและพระอุบลวรรณา จักเป็นอัครสาวิกาผู้หา
อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น. ต้นไม้
ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกกันว่าต้นอัสสัตถ-
พฤกษ์ ดังนี้.
สุเมธดาบสได้ฟังดังนั้น ได้มีความโสมนัสว่า นัยว่า ความปรารถนา
ของเราจักสำเร็จ. มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรแล้ว
ต่างพากันร่าเริงยินดีว่า นัยว่าสุเมธดาบสเป็นพืชแห่งพระพุทธเจ้า เป็น
หน่อแห่งพระพุทธเจ้า และพวกเขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่า
มนุษย์เมื่อจะข้ามแม่น้ำ เมื่อไม่อาจข้ามตามท่าตรงได้ ย่อมข้ามโดยท่า
ข้างใต้ ฉันใด แม้เราทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ได้มรรคและผล
ในศาสนาของพระทศพลทีปังกร ก็พึงสามารถทำให้แจ้งมรรคและผล
ต่อหน้าท่าน ในกาลที่ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ดังนี้แล้ว
พากันดังความปรารถนาไว้.
ฝ่ายพระทศพลทีปังกรสรรเสริญพระโพธิสัตว์แล้ว บูชาด้วยดอกไม้
๘ กำมือ ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป. พระขีณาสพนับได้
หน้า 42
ข้อ 1
สี่แสนแม้เหล่านั้น ก็บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้ กระทำ
ประทักษิณแล้วหลีกไป. ส่วนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็บูชาอย่างนั้น
เหมือนกัน ไหว้แล้วพากันหลีกไป.
ในเวลาที่คนทั้งปวงหลีกไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึงลุกขึ้นจากที่นอน
แล้วคิดว่า เราจักเลือกเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย จึงนั่งขัดสมาธิบนยอด
กองดอกไม้. เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งอย่างนี้แล้ว เทวดาทั้งหลายในหมื่น
จักรวาลทั้งสิ้นให้สาธุการแล้วกล่าวกันว่า ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า ใน
กาลที่พระโพธิสัตว์ครั้งเก่าก่อนนั่งขัดสมาธิด้วยคิดว่า จักเฟ้นหาบารมี
ทั้งหลาย ชื่อว่าบุรพนิมิตอันใดย่อมปรากฏ แม้บุรพนิมิตเหล่านั้นทั้งหมด
ก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวก
เราก็รู้ข้อนั้นว่า นิมิตเหล่านี้ปรากฏแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าโดย
แน่แท้ ท่านจงประคองความเพียรของตนไว้ให้มั่นคงเถิด แล้วกล่าว
สรรเสริญพระโพธิสัตว์ด้วยคำสรรเสริญนานัปการ. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า
คนและเทวดาได้ฟังพระดำรัสนี้ของพระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีผู้
เสมอ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ต่างยินดีว่า นัยว่าดาบสนี้
เป็นพืชของพระพุทธเจ้า.
เสียงโห่ร้องดังลั่นไป มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาในหมื่นโลก-
ธาตุ ต่างปรบมือหัวเราะเริงร่า ประคองอัญชลีนมัสการอยู่.
ถ้าพวกเราจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้ไซร้
จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน.
หน้า 43
ข้อ 1
มนุษย์ทั้งหลายเมื่อข้ามน้ำ พลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้า
จะยึดท่าข้างใต้ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราแม้ทั้งหมด ก็ฉันนั้น ถ้าพ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้
ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน.
พระทีปังกรผู้รู้แจ้งโลกผู้ควรรับเครื่องบูชา ทรงระบุกรรม
ของเราแล้ว จึงทรงยกพระบาทเบื้องขวาเสด็จไป.
พระชินบุตรทั้งหมดที่มีอยู่ในที่นั้น ได้กระทำประทักษิณ
เรา คน นาค คนธรรพ์ต่างก็กราบไหว้แล้วหลีกไป.
เมื่อพระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์เสด็จล่วงทัศนวิสัย
ของเราแล้ว เรามีจิตร่าเริงยินดี ลุกขึ้นจากอาสนะในขณะ
นั้น.
ครั้งนั้น เรามีความสุขด้วยความสุข มีความปราโมทย์
ด้วยความปราโมย์ ท่วมท้นด้วยความปีติ นั่งขัดสมาธิอยู่.
ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้
ชำนาญในฌาน บรรลุถึงอภิญญาบารมีแล้ว.
ในหมื่นโลกธาตุ พระฤาษีผู้จะเสมอเหมือนเราย่อมไม่มี
เราเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในธรรมคือฤทธิ์ จึงได้ความสุข
เช่นนี้.
ในการนั่งขัดสมาธิของเรา เทวดาและมนุษย์ผู้อยู่ในหมื่น
โลกธาตุ เปล่งเสียงบันลือลั่นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้.
หน้า 44
ข้อ 1
นิมิตใด จักปรากฏในการนั่งขัดสมาธิของพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายในกาลก่อน นิมิตเหล่านั้น ก็ปรากฏแล้วในวันนี้.
ความหมายก็เหือดหาย ความร้อนก็ระงับ นิมิตเหล่านั้น
ก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
หมื่นโลกธาตุปราศจากเสียง ไม่มีความยุ่งเหยิง นิมิต
เหล่านั้นปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้.
พายุใหญ่ก็ไม่พัด น้ำก็ไม่ไหล นิมิตเหล่านั้นปรากฏแล้ว
ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
ดอกไม้ที่เกิดบนบกและที่เกิดในน้ำ ทั้งหมดต่างบานใน
ทันใดนั้น ดอกไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็บานแล้วในวันนี้ ท่าน
จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
เครือเถาหรือต้นไม้ที่ทรงผลในขณะนั้น เครือเถาและ
ต้นไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้น ก็ออกผลในวันนี้ ท่านจักได้เป็น
พระพุทธเจ้าแน่แท้.
รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศและที่อยู่ในภาคพื้นดินต่าง
ส่องแสงโชติช่วงอยู่ในทันใดนั้น รัตนะแม้เหล่านั้นต่างส่อง
แสงอยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
ดนตรีทั้งของมนุษย์ และของทิพย์บรรเลงอยู่ในขณะนั้น
ดนตรีทั้งสองชนิดแม้นั้นก็ขับขานขึ้นในวันนี้ ท่านจักได้เป็น
พระพุทธเจ้าแน่แท้.
ท้องฟ้ามีดอกไม้งดงาม ย่อมตกเป็นฝนในทันใด ท้องฟ้า
หน้า 45
ข้อ 1
แม้เหล่านั้นก็ตกลงเป็นฝนในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้.
มหาสมุทรก็ม้วนตัว หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว ทั้งสองอย่าง
แม้นั้นก็มีเสียงลั่นในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
ไฟแม้ในนรก ในหมื่นโลกธาตุก็ดับในขณะนั้น ไฟแม้
นั้นก็ดับแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
พระอาทิตย์ปราศจากมลทิน สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏใน
ขณะนั้น แม้สิ่งเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็น
พระพุทธเจ้าแน่แท้.
น้ำพุ่งขึ้นจากแผ่นดินในทันทีทันใด โดยที่ฝนมิได้ตกเลย
แม้น้ำก็พุ่งขึ้นแล้วจากแผ่นดินในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่แท้.
หมู่ดาวนักขัตฤกษ์ก็สว่างไสวในมณฑลท้องฟ้า พระจันทร์
ก็ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรง ที่อาศัยอยู่ในซอกเขา ก็ออก
จากที่อยู่ของตน ๆ สัตว์แม้เหล่านั้นก็ทั้งที่อยู่อาศัยในวันนี้
ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
ความไม่ยินดีย่อมไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
ต่างมีความยินดีด้วยกันในขณะนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นต่างก็ยินดี
ด้วยกันในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
โรคทั้งหลายสงบลงในขณะนั้น และความหิวก็พินาศไป
หน้า 46
ข้อ 1
แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่แท้.
คราวนั้น ราคะก็เบาบาง โทสะ โมหะ ก็พินาศไป
ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปราศจากไปแล้ว
ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้
ในกาลนั้น ภัยก็ไม่มี แม้ในวันนี้ความไม่มีภัยนั้นก็
ปรากฏแล้ว พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่แท้.
ธุลีย่อมไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน แม้ในวันนี้ ข้อนั้นก็ปรากฏ
แล้ว พวกเรารู้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้.
กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็ถอยห่างไป กลิ่นทิพย์ก็ฟุ้งตลบอยู่
กลิ่นแม้นั้นก็ฟุ้งตลบอยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้.
เทวดาทั้งปวง ยกเว้นพวกอรูปพรหมย่อมปรากฏ เทวดา
ทั้งปวงแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่แท้.
ชื่อว่านรกมีเพียงใด นรกทั้งหมดย่อมปรากฏในขณะนั้น
นรกทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็น
พระพุทธเจ้าแน่แท้.
ในคราวนั้น ฝาผนัง บานประตู และแผ่นหิน ไม่มี
หน้า 47
ข้อ 1
เครื่องกีดขวางได้ แม้สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นที่ว่างไปในวันนี้
ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
ในขณะนั้น ไม่มีการจุติและอุปบัติ แม้ข้อนั้นก็ปรากฏ
แล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่น อย่าหวนกลับ จง
ก้าวหน้าไป แม้เราทั้งหลายก็ย่อมรู้แจ้งข้อนี้ว่า ท่านจักได้
เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระทีปังกรทศพล และเทวดา
ในหมื่นจักรวาล เกิดความอุตสาหะยิ่งกว่าประมาณ จึงคิดว่า ธรรมดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เปล่า ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าไม่
เป็นอย่างอื่น เหมือนอย่างว่า ก้อนดินที่ขว้างไปในอากาศจะต้องตกแน่
นอน สัตว์เกิดแล้วจะต้องตาย เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์ก็คลอดขึ้น
ราชสีห์ออกจากที่อยู่ก็จะต้องบันลือสีหนาท หญิงมีครรภ์แก่ก็จะต้องคลอด
เป็นของมีแน่นอน ฉันใด ธรรมดาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ก็นั้นเหมือนกัน เป็นของแน่นอนไม่เปล่า. เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เราฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และของเทวดาในหมื่น
จักรวาลทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความร่าเริงยินดีปราโมทย์ จึงคิด
อย่างนี้ในเวลานั้นว่า
พระชินพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นสอง มีพระ-
ดำรัสไม่เปล่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง
เราจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
หน้า 48
ข้อ 1
ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้า ย่อมตกลงในแผ่นดินแน่นอน
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็ฉันนั้น
เหมืนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ไม่มีพระดำรัสอันไม่เป็นจริง เราจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่
แท้.
ความตายของสัตว์ทั้งมวลเป็นของแน่นอนและเที่ยงตรง
แม้ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย
เป็นของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
เมื่อถึงเวลาสิ้นราตรี พระอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอน ฉันใด
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็นของ
แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
ราชสีห์ลุกขึ้นจากที่นอน จะต้องบันลือสีหนาทแน่นอน
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็น
ของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
หญิงทั้งหลายผู้มีครรภ์จะต้องคลอดแน่นอน ฉันใด พระ-
ดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป้นของแน่นอน-
และเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.
สุเมธดาบสนั้นกระทำการตกลงอย่างนี้ว่า เราจักได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่นอน เพื่อที่จะใคร่ครวญถึงธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธเจ้า
จึงคิดว่า ธรรมอันกระทำให้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนหนอ อยู่เบื้องบน
หรือเบื้องล่าง หรืออยู่ในทิศใหญ่และทิศน้อย เมื่อคิดค้นธรรมธาตุทั้งสิ้น
ไปโดยลำดับ ก็ได้เห็นทานบารมีข้อที่ ๑ ที่พระโพธิสัตว์แต่เก่าก่อน
หน้า 49
ข้อ 1
ทั้งหลาย ถือปฏิบัติเป็นประจำ จึงกล่าวสอนตนอย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธ-
บัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้บริบูรณ์
เหมือนอย่างว่า หม้อน้ำที่คว่ำไว้ย่อมคายน้ำออกหมด ไม่นำกลับเข้าไป
ฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่เหลียวแลทรัพย์ ยศ บุตรและภรรยา
หรืออวัยวะน้อยใหญ่ ให้สิ่งที่เขาต้องการอยากได้ทั้งหมด แก่ยาจกผู้มาถึง
กระทำมิให้มีส่วนเหลือ จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์เป็นพระพุทธเจ้า ครั้น
กล่าวสอนตนแล้ว จึงอธิษฐานทานบารมีข้อแรก กระทำให้มั่นแล้ว.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เอาเถอะ เราจะเลือกเฟ้นธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธ-
เจ้า ทั้งทางโน้นและทางนี้ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ทั้ง
สิบทิศตลอดถึงธรรมธาตุ.
ครั้นเมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่อย่างนั้น จึงได้เห็นทานบารมี
ข้อที่ ๑ เป็นเส้นทางใหญ่ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน
ประพฤติตามคลองธรรมสืบกันมาแล้ว.
ท่านจงสมาทานบารมีข้อที่ ๑ นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึง
ความเป็นทานบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ.
หม้อน้ำเต็มเปี่ยม ใครผู้ใดผู้หนึ่งคว่ำปากลง น้ำย่อม
ไหลออกหมด น้ำย่อมไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น แม้ฉันใด
ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นยาจกไม่ว่าจะต่ำทราม สูงส่ง
และปานกลาง จงให้ทานให้หมด เหมือนหม้อน้ำที่เขาคว่ำ
ปากลงไว้ฉะนั้น.
หน้า 50
ข้อ 1
ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า ธรรมที่กระทำให้เป็น
พระพุทธเจ้า จะไม่พึงมีประมาณเท่านี้เลย จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก
ก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ ๒ จึงได้มีความคิดอันนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต
จําเดิมแต่นี้ไป แม้ศีลบารมี ท่านก็ต้องบําเพ็ญให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า
ธรรมดาว่าเนื้อทรายจามรี ไม่เห็นแก่ชีวิต รักษาเฉพาะขนหางของตน
เท่านั้น ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น จำเดิมแต่นี้ไป อย่าได้เห็นแม้แก่ชีวิต
รักษาเฉพาะศีลเท่านั้นจักได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วได้อธิษฐานศีลบารมี
ข้อที่ ๒ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีประมาณเท่านี้ เรา
จักเลือกเฟ้นธรรมแม้อย่างอื่นอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ ๒
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานศีลบารมีข้อที่ ๒ นี้ กระทำให้มั่นก่อน
จงถึงความเป็นศีลบารมี หากท่านปรารถนาเพื่อจะบรรลุพระ-
โพธิญาณ.
จามรี หางคล้องติดในที่ไหนก็ตาม ปลดขนหางออก
ไม่ได้ ก็ยอมตายในที่นั้น แม้ฉันใด
ท่านจงบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ในภูมิทั้ง ๔ จงรักษาศีลไว้
ทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้นเถิด.
ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย
จะไม่พึงมีประมาณเท่านี้เลย จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็น
เนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิม
หน้า 51
ข้อ 1
แต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้เนกขัมมบารมีให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า
บุรุษผู้อยู่ในเรือนจำมาเป็นเวลานาน มิได้มีความรักใคร่ในเรือนจำนั้นเลย
โดยที่แท้รำคาญอย่างเดียว ไม่อยากอยู่ ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
จงทำภพทั้งปวงให้เป็นเช่นกับเรือนจำ รำคาญอยากจะพ้นไปจากภพ
ทั้งปวง มุ่งหน้าต่อเนกขัมมะ คือการออกจากกามเท่านั้น ท่านจักได้
เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอาการอย่างนี้ แล้วได้อธิษฐานเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓
กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจัก
เลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
คราวนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ในก่อนถือปฏิบัติเป็นประจำแล้ว.
ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ นี้ กระทำให้มั่น
ก่อน จงถึงความเป็นเนกขัมมบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุ
พระโพธิญาณ.
บุรุษอยู่มานานในเรือนจำ ลำบากเพราะความทุกข์ มิได้
ทำความยินดีให้เกิดในเรือนจำนั้น แสวงหาความพ้นออกไป
อย่างเดียว ฉันใด
ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ เป็นผู้มุ่งหน้าออก
บวช เพื่อพ้นจากภพนั้นเถิด.
ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะ
ไม่พึงมีเพียงเท่านี้ จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นปัญญาบารมี
ข้อที่ ๔ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่าน
หน้า 52
ข้อ 1
พึงบำเพ็ญแม้ปัญญาบารมีให้บริบูรณ์ ท่านอย่าได้เว้นใคร ๆ เลย ไม่ว่า
จะเป็นคนชั้นต่ำชั้นกลาง และชั้นสูง พึงเข้าไปหาบัณฑิตแม้ทั้งหมด
ไต่ถามปัญหา. เหมือนอย่างว่า ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่
ละเว้นตระกูลไร ๆ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลชั้นต่ำเป็นต้น เที่ยวไปบิณฑบาต
ตามลำดับ ได้อาหารพอยังชีพโดยพลัน ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้น เข้า
ไปหาบัณฑิตทั้งปวง ได้ถามปัญหา จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้นคิดแล้ว
จึงอธิษฐานปัญหาบารมีข้อที่ ๔ กระทำให้มั่นแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมเหล่านี้จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจักเฟ้นหาธรรม
แม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
เราเมื่อค้นหาอยู่ในคราวนั้น ก็ได้เห็นปัญญาบารมีข้อที่ ๔
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อน ๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานปัญญาบารมีข้อที่ ๔ นี้ กระทำให้มั่นก่อน
จงถึงความเป็นปัญญาบารมี ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระ-
โพธิญาณ.
ภิกษุเมื่อขออยู่ ไม่เว้นตระกูลต่ำ สูง และปานกลาง ย่อม
ได้อาหารเป็นเครื่องยังชีพ ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด
ท่านเมื่อไต่ถามชนผู้รู้อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ถึงความเป็น
ปัญญาบารมี จักได้บรรลุพระสัมโพธิญาณฉะนั้นเหมือนกัน.
ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะไม่
พึงมีเพียงเท่านั้น จึงใคร่ควรให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้เห็นวิริยบารมีข้อที่ ๕
หน้า 53
ข้อ 1
จึงได้มีความคิคฃดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึง
บำเพ็ญแม้วิริยบารมีให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า พญาราชสีห์มฤคราช
เป็นผู้มีความเพียรมั่นในอิริยาบถทั้งปวง ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้น เป็น
ผู้มีความเพียรมั่นในอิริยาบถทั้งปวง ในภพทุกภพ เป็นผู้มีความเพียร
ไม่ย่อหย่อน จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานวิริยบารมี
ข้อที่ ๕ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมทั้งหลาย จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเฟ้น
หาธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็น วิริยบารมีข้อที่ ๕ ที่
ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานวิริยบารมีข้อที่ ๕ นี้ กระทำให้มั่นก่อน จง
ถึงความเป็นวิริยบารมี ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ.
พญาราชสีห์มฤคราช เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนใน
การนั่ง การยืน และการเดิน ประคองใจไว้ในกาลทุกเมื่อ
แม้ฉันใด
ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงประคองความเพียรไว้ให้มั่น
ตลอดทุกภพ ถึงความเป็นวิริยบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัม-
โพธิญาณได้.
ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะ
ไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นขันติบารมี
ข้อที่ ๖ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป
ท่านพึงบำเพ็ญแม้ขันติบารมีให้บริบูรณ์ ท่านพึงเป็นผู้อดทนทั้งในการ
หน้า 54
ข้อ 1
ยกย่องนับถือและในการดูถูกดูหมิ่น. เหมือนอย่างว่า คนทั้งหลายทิ้งของ
สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็มิได้กระทำความรัก
และความขัดเคืองเพราะการกระทำอันนั้น ย่อมอด ย่อมทน ย่อมกลั้น
ไว้ได้ ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อดทนได้ทั้งในการ
นับถือ ทั้งในการดูหมิ่น จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐาน
ขันติบารมีข้อ ที่ ๖ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือก
เฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
ในคราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นขันติบารมีข้อที่ ๖
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ชั้นก่อน ๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานขันติบารมีข้อที่ ๖ นี้ กระทำให้มั่นก่อน
มีใจไม่ลังเลในขันติบารมีนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ.
ธรรมดาแผ่นดินย่อมอดกลั้นสิ่งทั้งปวง ที่เขาทิ้งลงสะอาด
บ้าง ไม่สะอาดบ้าง ไม่กระทำการขัดเคือง เพราะการกระทำ
นั้น แม้ฉันใด
แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อดทนต่อการนับถือ
และการดูหมิ่นของคนทั้งปวง ถึงความเป็นขันติบารมีแล้ว จัก
บรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ลำดับนั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะไม่พึง
มีเพียงนี้เท่านั้น แล้วใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นสัจจบารมีข้อที่ ๗
จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึง
บำเพ็ญแม้สัจจบารมีให้บริบูรณ์ แม้เมื่ออสนีบาตจะตกลงบนกระหม่อม
หน้า 55
ข้อ 1
ก็ตาม ท่านอย่าได้กล่าวมุสาวาททั้งรู้อยู่ ด้วยอำนาจฉันทะเป็นต้น เพื่อ
ต้องการทรัพย์เป็นต้น. เหมือนอย่างว่าธรรมดาคาวประกายพรึก ในฤดู
ทั้งปวง หาได้ละวิถีโคจรของตนโคจรไปในวิถีอื่นไม่ ย่อมจะโคจรไปใน
วิถีของตนเท่านั้น ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อย่าได้ละสัจจะ
กล่าวมุสาวาทเลย จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานสัจจ-
บารมีข้อที่ ๗ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมทั้งหลาย จะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น เราจัก
เลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
คราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นสัจจบารมีข้อที่ ๗ ที่
ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานสัจจบารมีข้อที่ ๗ นี้ กระทำให้มั่นก่อน
มีคำพูดไม่เป็นสองในข้อนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ธรรมดาดาวประกายพรึกเป็นดุจคันชั่ง คือเที่ยงตรงใน
โลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่ว่าในสมัย ฤดู หรือปีก็ตาม ย่อม
ไม่โคจรและเวียนออกนอกวิถีโคจร แม้ฉันใด
แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ออกไปนอกทางสัจจะ
ทั้งหลาย ถึงความเป็นสัจจบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณได้.
ลำดับนั้น สุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะไม่พึง
มีเพียงนี้เท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นอธิษฐานบารมี
ข้อที่ ๘ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่าน
จงบำเพ็ญแม้อธิษฐานบารมีให้บริบูรณ์ ท่านพึงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวใน
หน้า 56
ข้อ 1
อธิษฐานที่ได้อธิษฐานไว้. เหมือนอย่างว่า ธรรมดาภูเขาถูกลมพัดใน
ทิศทั้งปวง ไม่หวั่นไหว ไม่เขยื้อน คงตั้งอยู่ในที่ของตน ฉันใด แม้
ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่หวั่นไหวในการอธิษฐาน คือการตั้งใจมั่น
ของตน จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานซึ่งอธิษฐาน-
บารมีข้อที่ ๘ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือก
เฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
ในคราวนั้นเราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็น อธิษฐานบารมีข้อที่ ๘
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘ นี้ กระทำให้มั่น
ก่อน ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้น จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณได้.
ภูเขาหินไม่หวั่นไหว คงตั้งอยู่ตามเดิม ไม่สะเทือนเพราะ
ลมแรงกล้า คงตั้งอยู่ในที่ของตนเอง แม้ฉันใด
แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษ-
ฐาน ในกาลทั้งปวง ถึงความเป็นอธิษฐานบารมีแล้ว จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณได้.
ลำดับนั้น สุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะไม่
พึงมีเพียงนี้เท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้เห็นเมตตาบารมี
ข้อที่ ๙ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป
ท่านพึงบำเพ็ญแม้เมตตาบารมีให้บริบูรณ์ ท่านพึงเป็นผู้มีจิตเป็นอย่างเดียว
กัน ทั้งในสิ่งที่เป็นประโยชน์และในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เหมือนอย่างว่า
หน้า 57
ข้อ 1
ธรรมดาน้ำย่อมไหลแผ่ความเย็นเป็นเช่นเดียวกัน ทั้งแก่คนชั่วทั้งแก่คนดี
ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีจิตเป็นอย่างเดียวด้วยเมตตาจิต
ในสัตว์ทั้งปวงอยู่ จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานเมตตา-
บารมีข้อที่ ๙ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือก
เฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ ที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
คราวนั้น เมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเมตตาบารมีข้อที่ ๙
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานเมตตาบารมีข้อที่ ๙ นี้ กระทำให้มั่นก่อน
จงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนด้วยเมตตา ถ้าท่านปรารถนา
เพื่อจะบรรลุพระโพธิญาณ.
ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็นไปให้คนดีและคนเลวโดย
เสมอกัน ชะล้างมลทินคือธุลีออกได้ แม้ฉันใด
แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญเมตตาให้สม่ำเสมอ
ในชนที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูล ท่านถึงความเป็นเมตตาบารมี
แล้วจักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ลำดับนั้น สุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย จะไม่
พึงมีเพียงนี้เท่านั้น จึงพิจารณาให้ยิ่งขึ้นไป ก็ได้เห็นอุเบกขาบารมีข้อ
ที่ ๑๐ แล้วได้มีความคิดดังนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป
ท่านจงบำเพ็ญแม้อุเบกขาบารมีให้บริบูรณ์ พึงวางใจเป็นกลางทั้งในสุข
และทั้งในทุกข์. เหมือนอย่างว่า ธรรมดาแผ่นดินเมื่อคนทิ้งของสะอาด
บ้าง ไม่สะอาดบ้าง ย่อมทำใจเป็นกลางอยู่ ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้น
หน้า 58
ข้อ 1
เหมือนกัน วางใจเป็นกลางอยู่ในสุขและทุกข์ ก็จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
ครั้นคิดแล้ว จึงอธิษฐานอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ กระทำให้มั่นแล้ว. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือก
เฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
คราวนั้นเรา เลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐
ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ นี้ กระทำให้มั่น
ก่อน ท่านเป็นผู้มั่นคงประดุจตราชู จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ.
ธรรมดาแผ่นดินย่อมวางเฉย ในของไม่สะอาดและของ
สะอาดที่คนทิ้งลง เว้นจากความโกรธและความยินดีทั้งสอง
นั้น ฉันใด
แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเป็นประดุจตราชั่งในสุข
และทุกข์ในกาลทุกเมื่อ ถึงความเป็นอุเบกขาบารมีแล้ว จัก
บรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ต่อแต่นั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายอันเป็น
เครื่องบ่มพระโพธิญาณ ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายพึงปฏิบัติในโลกนี้ มี
เพียงนี้เท่านั้น เว้นบารมี ๑๐ เสียธรรมเหล่าอื่นย่อมไม่มี บารมีทั้ง ๑๐ นี้
แม้ในอากาศเบื้องบนก็ไม่มี แม้ในแผ่นดินเบื้องล่างก็ไม่มี แม้ในทิศ
ทั้งหลาย มีทิศตะวันออกเป็นต้นก็ไม่มี แต่จะตั้งอยู่เฉพาะในภายในหทัย
ของเราเท่านั้น. ครั้นได้เห็นว่าบารมีเหล่านั้นตั้งอยู่เฉพาะในหทัยอย่างนั้น
จึงอธิษฐานบารมีเหล่านั้นทั้งหมดกระทำให้มั่น พิจารณาอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ
หน้า 59
ข้อ 1
พิจารณากลับไปกลับมา ยึดเอาตอนปลายทวนมาให้ถึงต้น ยึดเอาตอนต้น
ทวนให้ถึงตอนปลาย ยึดเอาตอนกลางให้จบลงตอนสุดข้างทั้งสอง ยึดเอา
ที่สุดจากข้างทั้งสองให้จบลงตอนกลาง.
การบริจาคสิ่งของภายนอก จัดเป็นทานบารมี การบริจาคอวัยวะ
น้อยใหญ่ จัดเป็นทานอุปบารมี การบริจาคชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี
เพราะเหตุนั้น ท่านสุเมธดาบส จึงพิจารณาสมติงสบารมี คือบารมี ๑๐
อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ประดุจคนหมุนเครื่องยนต์หีบน้ำมันไป
มา และเหมือนเอาเขามหาเมรุให้เป็นโม่กวนมหาสมุทรในจักรวารฉะนั้น.
เมื่อสุเมธดาบสนั้นพิจารณาบารมี ๑๐ อยู่อย่างนั้น ด้วยเดชแห่งธรรม มหา-
ปฐพีนี้ หนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ร้องลั่น สะท้านเลื่อนลั่นหวั่นไหว
เหมือนมัดไม้อ้อที่ถูกช้างเหยียบ และเหมือนเครื่องยนต์หีบอ้อยที่กำลังหีบ
อ้อยอยู่ หมุนคว้างไม่ต่างอะไรกับวงล้อเครื่องปั้นหม้อ และวงล้อเครื่อง
ยนต์หีบน้ำมัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณในโลก มีเพียงเท่านี้
นั้น ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็ไม่มี นอกไปจากนี้ก็ไม่มี ท่านจงตั้งมั่น
อยู่ในธรรมนั้น.
เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งสภาวะ รส และ
ลักษณะ ด้วยเดชแห่งธรรม แผ่นดินทั้งหมื่นโลกธาตุหวั่นไหว.
แผ่นดินไหว ร้องลั่น ดังเครื่องยนต์หีบอ้อยที่หีบอยู่
เมทนีดลเลื่อนลั่น เหมือนวงล้อเครื่องยนต์หีบน้ำมันฉะนั้น.
เมื่อมหาปฐพีไหวอยู่ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในรัมมนครไม่สามารถจะทรง
ตัวอยู่ได้ ต่างสลบล้มลง ประหนึ่งว่าศาลาใหญ่ถูกลมยุคันตวาตโหมพัด
หน้า 60
ข้อ 1
ฉะนั้น. ภาชนะดินมีหม้อเป็นต้น กลิ้งกระทบกันและกันแตกละเอียด
มหาชนสะดุ้งกลัว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบข้อนี้เลยว่า แผ่นดินนี้นาคทำให้หมุน
หรือว่าบรรดาภูต ยักษ์ และเทวดาพวกใดพวกหนึ่ง ทำให้หมุน อีก
ประการหนึ่ง มหาชนแม้ทั้งหมดนี้ ถูกทำให้เดือดร้อน ความชั่วหรือ
ความดีจักมีแก่โลกนี้ ขอพระองค์จงตรัสบอกเหตุนั้นแก่ข้าพระองค์ทั้ง-
หลายด้วยเถิด. ลำดับนั้น พระศาสดาครั้นได้ทรงสดับถ้อยคำของชน
เหล่านั้น จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย อย่าคิดอะไรเลย ภัยอันมี
ต้นเหตุมาจากเหตุนี้ ไม่มีแก่พวกท่าน ผู้ที่เราพยากรณ์ให้ไว้ในวันนี้ว่า
สุเมธบัณฑิตจักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคตนั้น บัดนี้
พิจารณาบารมี ๑๐ เมื่อเขาพิจารณาไตร่ตรองอยู่ เพราะเดชแห่งธรรม
โลกธาตุตลอดทั้งหมื่นหนึ่ง จึงไหวและร้องลั่นไปพร้อมกันทีเดียว. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ในที่อังคาสพระพุทธเจ้า บริษัทมีประมาณเท่าใด บริษัท
มีประมาณเท่านั้น ในที่นั้น ต่างตัวสั่นเป็นลมล้มลงบน
แผ่นดิน.
หม้อนำหลายพัน และหม้อข้าวหลายร้อย ในที่นั้น
กระทบกันและกันแตกละเอียด.
มหาชนหวาดเสียวสะดุ้งกลัวหัวหมุน มีใจว้าวุ่น จึง
ประชุมกัน แล้วพากันไปเฝ้าพระพุทธทีปังกร.
กราบทูลว่า อะไรจักมีแก่โลก ดีหรือชั่ว หรือชาวโลก
หน้า 61
ข้อ 1
ทั้งปวงจะถูกทำให้เดือดร้อนวุ่นวาย ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระ-
จักษุ ขอจงทรงบรรเทาเหตุนั้น.
คราวนั้น พระมหามุนีทีปังกรทรงให้พวกเขาเข้าใจด้วย
พระดำรัสว่า พวกท่านจงวางใจเสียเถิด อย่าได้กลัวเลย ใน
การไหวของแผ่นดินนี้.
วันนี้ เราได้พยากรณ์บุคคลใดว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
บุคคลนั้นพิจารณาธรรมเก่าก่อนที่พระชินเจ้าเคยถือปฏิบัติมา.
เมื่อเขาพิจารณาถึงธรรมอันเป็นพุทธภูมิโดยไม่เหลืออยู่.
ด้วยเหตุนั้น โลกธาตุหนึ่งหมื่นนี้ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก จึง
ได้ไหว.
มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระตถาคตแล้ว ต่างร่าเริงยินดี พากัน
ถือเอาดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ออกจากรัมมนครเข้าไปหาพระ-
โพธิสัตว์ บูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไหว้แล้วกระทำประ-
ทักษิณแล้วเข้าไปยังรัมมนครตามเดิม. ฝ่ายพระโพธิสัตว์พิจารณาบารมี
๑๐ อธิษฐานความเพียรกระทำให้มั่น แล้วลุกจากอาสนะไป. ด้วยเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ทันใดนั้น ใจของพวกเขาก็เย็น เพราะได้ฟังพระดำรัส
ของพระพุทธเจ้า ทุกคนจึงพากันเข้าไปหาเรากราบไหว้อีก.
เรายึดมั่นพระพุทธคุณ กระทำใจให้มั่น แล้วนมัสการ
พระพุทธเจ้าทีปังกร ลุกขึ้นจากอาสนะไปในคราวนั้น.
ลำดับนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้น ประชุมกันบูชาพระ-
โพธิสัตว์ผู้ลุกขึ้นจากอาสนะ ด้วยดอกไม้และของหอมอันเป็นทิพย์ ไหว้แล้ว
หน้า 62
ข้อ 1
ป่าวประกาศคำสรรเสริญอันเป็นมงคลมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านสุเมธดาบสผู้
เป็นเจ้า วันนี้ท่านตั้งความปรารถนายิ่งใหญ่ไว้ที่ใกล้บาทมูลของพระ-
ทีปังกรทศพล ความปรารถนานั้นจงสำเร็จแก่ท่าน โดยหาอันตรายมิได้
ความกลัวหรือความหวาดเสียว อย่าได้มีแก่ท่าน โรคแม้มีประมาณน้อย
จงอย่าเกิดขึ้นในร่างกาย ท่านจงรีบเร่งบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์แล้วรู้แจ้ง
พระสัมมาสัมโพธิญาณ ต้นไม้ที่เผล็ดดอกออกผลย่อมเผล็ดดอกและออกผล
ตามฤดูกาล ฉันใด แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อย่าได้ล่วงเลยฤดูกาลนั้น
จงได้สัมผัสพระสัมโพธิญาณอันอุดมโดยพลัน ก็แหละครั้นป่าวประกาศ
อย่างนี้แล้ว ได้กลับไปยังเทวสถานของตน ๆ ตามเดิม. ฝ่ายพระโพธิสัตว์
ผู้อันเทวดาทั้งหลายสรรเสริญแล้ว จึงคิดว่า เราจักบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้
บริบูรณ์เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุดสื่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ดังนี้แล้ว
อธิษฐานความเพียรกระทำให้มั่น แล้วได้เหาะขึ้นสู่ท้องฟ้าไปสู่ป่าหิมพานต์
ทันที. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างโปรยปรายดอกไม้
ทิพย์และดอกไม้อันเป็นของมนุษย์ แก่เขาผู้ลุกขึ้นจากอาสนะ.
เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวกนั้น ต่างก็ประกาศความ
สวัสดีว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่ ขอท่านจงได้สิ่ง
นั้น ตามความปรารถนา.
ขอสรรพเสนียดจัญไรจงบำราศไป ขอความโศกและโรค
จงพินาศไป อันตรายทั้งหลายจงอย่าได้มีแก่ท่าน ท่านจงได้
สัมผัสพระโพธิญาณอันอุดมโดยเร็วพลัน.
เมื่อถึงฤดูกาล ต้นไม้ทั้งหลายที่มีดอก ย่อมผลิดอก
หน้า 63
ข้อ 1
แม้ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงเบิกบานด้วยพุทธญาณ
ฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์ ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์ ฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ตรัสรู้ที่ต้นโพธิมณฑล
ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงตรัสรู้ที่ต้นโพธิของพระ-
ชินเจ้า ฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ประกาศพระธรรมจักร
ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงประกาศพระธรรมจักร
ฉันนั้นเถิด.
พระจันทร์บริสุทธิ์ไพโรจน์ในวันเพ็ญ ฉันใด ขอท่านจง
มีใจเต็มเปี่ยมรุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ ฉันนั้นเถิด.
พระอาทิตย์พ้นจากราหู ย่อมสว่างจ้าด้วยความร้อน ฉันใด
ขอท่านจงพ้นจากโลก ไพโรจน์ด้วยสิริ ฉันนั้นเถิด.
แม่น้ำสายใดสายหนึ่ง ย่อมไหลลงยังทะเลใหญ่ ฉันใด
ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก จงประชุมกันในสำนักของท่าน
ฉันนั้นเถิด.
ในกาลนั้น สุเมธดาบสนั้นอันเทวดาและมนุษย์ชมเชย
และสรรเสริญแล้ว สมาทานธรรม ๑๐ ประการ เมื่อจะ
บำเพ็ญธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์จึงเข้าไปสู่ป่าใหญ่แล้ว.
จบสุเมธกถา
หน้า 64
ข้อ 1
สุรุจิพราหมณกถา
ฝ่ายชนชาวรัมมนคร ครั้นเข้าไปยังนครแล้ว ก็ได้ถวายมหาทานแก่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดาได้ทรงแสดงธรรมแก่
พวกเขา ให้มหาชนดำรงอยู่ในสรณะเป็นต้น แล้วเสด็จออกจากรัมมนคร
ต่อจากนั้น พระองค์ทรงดำรงอยู่ตลอดชั่วพระชนมายุ ทรงกระทำ
พุทธกิจครบทุกอย่างแล้ว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุโดย
ลำดับ. คำทั้งหมดที่ควรจะกล่าวในเรื่องนั้น พึงทราบโดยพิสดารตามนัย
ที่กล่าวไว้ในพุทธวงศ์แล. จริงอยู่ ท่านกล่าวไว้ในพุทธวงศ์นั้นว่า
ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นอังคาสพระโลกนายกพร้อมทั้งพระ-
สงฆ์แล้ว ได้ถึงพระศาสดาที่ปังกรพระองค์นั้นเป็นสรณะ.
พระตถาคตทรงยังบางคนให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ บางคน
ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ อีกพวกให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐.
ทรงประทานสามัญผลอันสูงสุดทั้ง ๔ แก่บางคน ทรง
ประทานธรรมที่ไม่มีสิ่งใดเสมอคือปฏิสัมภิทาแก่บางคน.
บางคน พระนราสภก็ทรงประทานสมาบัติ ๘ อันประเสริฐ
บางคนก็ทรงมอบให้วิชชา ๓ และอภิญญา ๖.
พระมหามุนีทรงสั่งสอนหมู่ชน ด้วยความพยายามนั้น
เพราะเหตุนั้น ศาสนาของพระโลกนาถจึงได้แผ่ไพศาลไป.
พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าทีปังกร ผู้มีพระหนุใหญ่ มี
ต้นพระศอดังคอของโคผู้ ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น
ทรงปลดเปลื้องทุคติให้.
หน้า 65
ข้อ 1
พระมหามุนีทรงเห็นชนที่พอจะแนะนำให้ตรัสรู้ได้ แม้
ในที่แสนโยชน์ ก็เสด็จเข้าไปหาโดยครู่เดียว ให้เขาตรัสรู้ได้.
ในการตรัสรู้มรรคผลครั้งแรก พระพุทธเจ้าให้สัตว์ร้อย-
โกฏิได้ตรัสรู้ ในการตรัสรู้มรรคผลครั้งที่สอง พระนาถะให้
สัตว์เก้าโกฏิได้ตรัสรู้.
ก็ในกาลใด พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมในเทวพิภพ
ในกาลนั้น การตรัสรู้มรรคผลครั้งที่สาม ได้มีแก่สัตว์เก้า
หมื่นโกฏิ.
การประชุมของพระศาสดาทีปังกรได้มี ๓ ครั้ง การประ-
ชุมครั้งแรกมีชนแสนโกฏิ.
อีกครั้ง เมื่อพระชินเจ้าประทับอยู่วิเวกที่ยอดเขานารทะ
พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินร้อยโกฏิประชุมกัน.
ในกาลใด พระมหาวีระประทับอยู่บนยอดเขาสุทัสสนะ
ในกาลนั้น พระมหามุนีทรงห้อมล้อมด้วยพระขีณาสพเก้า-
หมื่นโกฏิ.
สมัยนั้นเราเป็นชฎิลมีตบะกล้า สำเร็จอภิญญา ๕ เหาะ
ไปกลางอากาศ.
การตรัสรู้ธรรม โดยการนับว่า ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่น สอง
หมื่น การตรัสรู้ธรรมมิได้นับว่า ได้มีแก่หนึ่งคนหรือสองคน
ในกาลนั้น ศาสนานี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร แผ่ไป
กว้างขวาง ชนรู้กันมากมาย แพร่หลายบริสุทธิ์ผุดผ่อง.
หน้า 66
ข้อ 1
พระขีณาสพสี่แสนได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ห้อมล้อม
พระทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลกอยู่ทุกเมื่อ.
สมัยนั้น ใคร ๆ ก็ตาม จะละภพมนุษย์ไป เขาเหล่านั้น
มิได้บรรลุพระอรหัต ยังเป็นเสขบุคคล จะต้องถูกเขาตำหนิ
ติเตียน.
พระพุทธศาสนาก็เบิกบานไปด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ เป็น
พระขีณาสพ ปราศจากมลทิน งดงามอยู่ในกาลทุกเมื่อ.
พระศาสดาทีปังกร มีนครนามว่ารัมมวดี มีกษัตริย์นามว่า
สุเทวะเป็นพระชนก มีพระเทวีนามว่าสุเมธาเป็นพระชนนี.
พระองค์ทรงครองเรือนอยู่หมื่นปี มีปราสาทอย่างดีที่สุด
สามหลัง ชื่อว่าหังสา โกญจา และมยุรา.
มีเหล่านารีแต่งตัวสวยงามจำนวนสามแสน มีจอมนารี
นามว่า ปทุมา มีพระโอรสนามว่า อุสภักขันธะ.
พระองค์หรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกบวชด้วยยาน
คือช้าง พระชินเจ้าทรงตั้งปธานความเพียรอยู่ ๑๐ เดือนถ้วน.
พระมุนีทรงบำเพ็ญเพียรทางใจได้ตรัสรู้แล้ว พระมหามุนี
ทีปังกรผู้สงบ อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว.
พระมหาวีระ ทรงประกาศพระธรรมจักร ในตำหนักอัน
ประกอบด้วยสิริในนันทาราม ประทับนั่งที่โคนต้นซึก ได้ทรง
กระทำการย่ำยีพวกเดียรถีย์.
มีพระอัครสาวก คือพระสุมังคละและพระติสสะ พระ-
ศาสดาทีปังกรมีพระอุปัฏฐากนามว่าสาคตะ.
หน้า 67
ข้อ 1
มีพระอัครสาวิกา คือพระนางนันทาและพระนางสุนันทา
ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกกันว่าต้น-
ปิปผลิ.
มีอัครอุปัฏฐากนามว่าตปุสสะ และภัลลิกะ นางสิริมา
และนางโกณาเป็นอุปัฏฐากยิกาของพระศาสดาที่ปังกร.
พระมหามุนีทีปังกรมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก ทรงงดงาม
ประดุจต้นไม้ประจำทวีป และดุจต้นพญาไม้สาละมีดอกบาน
สะพรั่ง.
รัศมีของพระองค์วิ่งวนไปรอบ ๆ ๑๒ โยชน์ พระมเหสีเจ้า
พระองค์นั้นมีพระชนมายุได้แสนปี พระองค์ดำรงอยู่เพียงนั้น
ทรงยังชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามได้แล้ว.
พระองค์พร้อมทั้งสาวกทรงยังพระสัทธรรมให้สว่างไสว
ยังมหาชนให้ข้ามได้แล้ว ทรงรุ่งโรจน์ดุจกองไฟแล้วนิพพาน
ไป.
พระฤทธิ์ พระยศ และพระจักรรัตนะที่พระบาททั้งสอง
ทั้งหมดนั้นอันตรธานหายไปแล้ว สังขารทั้งปวงเป็นของ
ว่างเปล่าแน่แท้ ดังนี้.
พระชินเจ้าผู้ศาสดา พระนามว่าทีปังกร เสด็จนิพพานที่
นันทาราม ณ ที่นั้นมีพระชินสถูปของพระองค์สูง ๓๖ โยชน์
แล.
ก็ในกาลต่อจากพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ล่วงมาได้หนึ่งอสงไข
พระศาสดาพระนามว่า โกณฑัญญะ เสด็จอุบัติขึ้น. แม้พระศาสดา
หน้า 68
ข้อ 1
พระองค์นั้น ก็ได้มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาตครั้งแรก มีพระ-
สาวกแสนโกฏิ สันนิบาตครั้งที่ ๒ มีพระสาวกพันโกฏิ สันนิบาตครั้ง
ที่ ๓ มีพระสาวกเก้าสิบโกฏิ.
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระเจ้าจักรพรรติพระนามว่า วิชิตาวี
ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์แสนโกฏิมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระ-
ศาสดาทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วทรง
แสดงธรรม. พระโพธิสัตว์นั้น ทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว
สละราชสมบัติออกบวช เรียนพระไตรปิฎก ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕
ให้เกิดขึ้น มีฌานไม่เสื่อม ไปเกิดในพรหมโลก.
ก็พระโกณฑัญญพุทธเจ้า มีนครชื่อว่า รัมมวดี กษัตริย์พระนามว่า
สุนันทะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่า สุชาดา เป็นพระชนนี
พระเถระทั้งสอง คือ พระภัททะ และ พระสุภัททะ เป็นพระอัครสาวก
พระเถระนามว่า อนุรุทธะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสอง คือ
พระติสสา และ พระอุปติสสา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นขานาง
เป็นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีรกายสูง ๘๘ ศอก ประมาณพระชนมายุได้
แสนปี.
ต่อจากพระทีปังกร ก็มีพระนายกพระนามว่าโกณฑัญญะ
มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศนับไม่ได้ มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ เข้าถึงได้แสนยาก.
ในกาลต่อจากพระโกณฑัญญะพุทธเจ้านั้น ล่วงไปหนึ่งอสงไขย
ในกัปเดียวกันนั่งเอง มีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ บังเกิดขึ้นแล้ว คือ
พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 69
ข้อ 1
พระนามว่า มังคละ ได้มีการประชุมสาวก ๓ครั้ง ในการประชุมครั้งแรก
มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ แสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ เก้าสิบโกฏิ.
ได้ยินว่า พระภาคาต่างพระมารดาของพระองค์ พระนามว่า
อานันทกุมาร ได้เสด็จมายังสำนักของพระศาสดา เพื่อต้องการฟังธรรม
พร้อมกับบริษัทนับได้เก้าสิบโกฏิ พระศาสดาตรัสอนุบุพพิกถาแก่พระองค์
พระองค์พร้อมกับบริษัทได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. พระ-
ศาสดาทรงตรวจดูบุพจริยาของกุลบุตรเหล่านั้น ทรงเห็นอุปนิสัยแห่ง
บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาตรัสว่า
พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นเอง เขาทั้งหมดก็ทรงบาตรและ
จีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ สมบูรณ์ด้วยอากัปกิริยาประดุจพระเถระมีพรรษา
ได้ ๖๐ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ห้อมล้อมอยู่. นี้ได้เป็นการประชุม
พระสาวกครั้งที่ ๓ ของพระองค์. ก็พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ได้มีพระ-
รัศมีจากพระสรีระโดยรอบประมาณ ๘๐ ศอกเท่านั้น ฉันใด แต่ของ
พระมังคละนั้น หาเป็นเหมือนฉันนั้นไม่ ก็พระรัศมีจากพระสรีระของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่เป็นนิตยกาล.
ต้นไม้ แผ่นดิน ภูเขา และทะเล เป็นต้น โดยที่สุดจนชั้นหม้อข้าว
เป็นต้น ได้เป็นเหมือนหุ้มด้วยแผ่นทองคำ.
อนึ่ง ประมาณพระชนมายุของพระองค์ได้เก้าหมื่นปี. ตลอดเวลา
ประมาณเท่านี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้น ไม่สามารถจะส่องแสง
ด้วยรัศมีของตน การกำหนดกลางคืนและกลางวันไม่ปรากฏมี ตอน
กลางวัน เหล่าสัตว์ท่องเที่ยวไปด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้านั่นแหละ
เหมือนกับ แสงสว่างของพระอาทิตย์ ชาวโลกกำหนดขั้นตอนของกลางคืน
หน้า 70
ข้อ 1
และกลางวัน ด้วยอำนาจแห่งดอกไม้ที่บานในตอนเย็น และนกร้อง
เป็นต้นในตอนเช้า.
ถามว่า ก็พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ไม่มีอานุภาพนี้หรือ ?
ตอบว่า ไม่มีหามิได้.
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น เมื่อทรงมุ่งหวัง จะพึงแผ่พระ-
รัศมีไปตลอดหมื่นโลกธาตุหรือยิ่งกว่านั้น ก็พระรัศมีจากพระสรีระของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ามังคละ ได้แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่
เป็นนิตย์ทีเดียว เหมือนพระรัศมีด้านละวาของพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ
ด้วยอำนาจความปรารถนาในกาลก่อน.
ได้ยินว่า ในคราวยังประพฤติจริยาของพระโพธิสัตว์ พระองค์
ดำรงอยู่ในอัตภาพ เช่นกับพระเวสสันดร พร้อมทั้งบุตรและภรรยา อยู่
ที่ภูเขาเช่นกับเขาวังกบรรพต. ครั้งนั้น มียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า ขรทาฐิกะ
ได้ทราบว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการให้ทาน จึงเข้าไปหาด้วยเพศของ
พราหมณ์ ขอทารกทั้งสองกะพระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ตรัสว่า
พราหมณ์ เราให้บุตรน้อยทั้งสอง ดังนี้แล้วร่าเริงบันเทิงใจ ได้ให้ทารก
ทั้งสอง ทำให้แผ่นดินมีน้ำเป็นขอบเขตหวั่นไหว. ยักษ์ยืนพิงพนักพิงใน
ที่สุดของที่จงกรม เมื่อพระมหาสัตว์กำลังเห็นอยู่นั่นแหละ ได้กินทารก
ทั้งสองเหมือนกำรากไม้ แม้เพราะมองดูยักษ์ ได้เห็นปากของมันกำลัง
หลั่งสายเลือดออกมาประดุจเปลวไฟ ในปากที่พออ้าขึ้น ความโทมนัส
แม้เท่าปลายผมมิได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ ก็เมื่อพระมหาสัตว์นั้นคิดอยู่
ว่า ทานอันเราให้ดีแล้วหนอ ปีติและโสมนัสอย่างใหญ่หลวงก็เกิดขึ้นใน
สรีระ เขาปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งทานของเรานี้ ในอนาคตกาล ขอให้
หน้า 71
ข้อ 1
รัศมีจงฉายออกจากสรีระโดยทำนองนี้ทีเดียว เพราะอาศัยความปรารถนา
รัศมีทั้งหลายจึงฉายออกจากพระสรีระของพระองค์ตอนเป็นพระพุทธเจ้า
แผ่ซ่านไปตลอดที่ประมาณเท่านี้.
บุรพจริตของพระองค์แม้อื่นอีกก็ยังมี. ได้ยินว่า พระองค์ในกาล
เป็นพระโพธิสัตว์ ได้เห็นพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง คิดว่า
เราควรบริจาคชีวิตแก่พระพุทธองค์นี้ จึงพันสรีระทั้งสิ้น โดยทำนอง
อย่างพันประทีปด้าม เอาเนยใสใส่เต็มถาดทองคำมีค่าหนึ่งแสน สูง
ประมาณศอกกำ จุดไส้พันไส้ในถาดทองนั้น เอาถาดทองนั้นทูนศีรษะ
แล้วให้จุดไฟทั่วตัว กระทำประทักษิณพระเจดีย์ให้เวลาล่วงไปตลอดทั้ง
คืน เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นแม้จะพยายามอยู่อย่างนั้นจนอรุณขึ้น ความ
ร้อนก็มิได้ระคายเคืองแม้สักว่าขุมขน ได้เป็นเหมือนเวลาเข้าไปยังห้อง
ดอกปทุม. จริงอยู่ ชื่อว่า ธรรมนี้ย่อมรักษาคนผู้รักษาตน. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติ
ดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประ-
พฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ ดังนี้.
เพราะผลแห่งกรรมแม้นี้ แสงสว่างจากสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น จึงได้แผ่ไปตั้งอยู่ตลอดหมื่นโลกธาตุ.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย เป็นพราหมณ์นามว่า
สุรุจิ คิดว่าจักนิมนต์พระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้าฟังธรรมกถาอันไพเราะ
แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษาของ
ข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้. พระศาสดาตรัสถามว่า พราหมณ์ ท่านต้องการ
หน้า 72
ข้อ 1
ภิกษุเท่าไร ? พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุผู้เป็น
บริวารของพระองค์มีประมาณเท่าไร. ในคราวนั้น พระศาสดาทรงมีการ
ประชุมเป็นครั้งแรกพอดี เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า มีภิกษุแสนโกฏิ.
พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์พร้อมกับภิกษุ
ทั้งหมด จงทรงรับภิกษาของข้าพระองค์เถิด. พระศาสดาทรงรับนิมนต์
แล้ว.
พราหมณ์ทูลนิมนต์เพื่อให้เสวยในวันพรุ่งนี้แล้ว จึงไปเรือนคิดว่า
เราอาจถวายยาคู. ภัต และผ้าเป็นต้น แก่ภิกษุทั้งหลายประมาณเท่านี้ได้
แค่ที่สำหรับนั่งจักมีได้อย่างไร.
ความคิดนั้นของเขา ทำให้เกิดความร้อนแก่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
ของท้าวเทวราชผู้ประทับอยู่ในที่สุดแปดหมื่นสี่พันโยชน์. ท้าวสักกะทรง
ดำริว่า ใครหนอมีความประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่นี้ จึงทรงตรวจดู
ด้วยทิพยจักษุ ก็ได้เห็นพระมหาบุรุษ จึงทรงดำริว่า พราหมณ์นามว่าสุรุจิ
นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วคิดเพื่อต้องการที่นั่ง แม้
เราก็ควรไปในที่นั้นแล้วถือเอาส่วนบุญ จึงทรงนิรมิตร่างเป็นช่างไม้ ถือ
มีดและขวานไปปรากฏเบื้องหน้าของมหาบุรุษกล่าวว่า ใคร ๆ มีกิจที่จะ
ต้องทำด้วยการจ้างบ้าง.
พระมหาบุรุษเห็นช่างไม้นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านจักทำงานอะไร.
ท้าวสักกะตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าศิลปะที่เราจะไม่รู้ ย่อมไม่มี ผู้ใดจะให้ทำงาน
ใด จะเป็นบ้านหรือมณฑปก็ตาม เรารู้ที่จะให้งานนั้นแก่ผู้นั้น. พระ-
มหาบุรุษกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เรามีงาน. ท้าวสักกะตรัสถามว่า งาน
หน้า 73
ข้อ 1
อะไรนาย พระมหาบุรุษกล่าวว่า เรานิมนต์ภิกษุแสนโกฏิมาฉันพรุ่งนี้
เราจักกระทำมณฑปสำหรับนั่งของภิกษุเหล่านั้น. ท้าวสักกะตรัสว่า
ธรรมดาเรากระทำได้ ถ้าท่านสามารถให้ค่าจ้างเรา. พระมหาบุรุษกล่าวว่า
เราสามารถ พ่อ. ท้าวสักกะจึงกล่าวว่า ดีแล้ว เราจักทำ แล้วไปแลดู
สถานที่แห่งหนึ่ง. สถานที่ประมาณสิบสองสิบสามโยชน์ได้มีพื้นที่ราบเรียบ
เสมือนมณฑลกสิณ. ท้าวสักกะนั้นทรงแลดูแล้วคิดว่า ในที่มีประมาณ
เท่านี้ มณฑปอันล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗ จงผุดขึ้น. ทันใดนั้น มณฑป
ก็ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นมา.
มณฑปนั้น ที่เสาอันล้วนด้วยทองคำ มีปุ่มแล้วด้วยเงิน ที่เสาอัน
ล้วนด้วยเงิน มีปุ่มล้วนด้วยทองคำ ที่เสาอันล้วนด้วยแก้วมณี มีปุ่มล้วน
ด้วยแก้วประพาฬ ที่เสาล้วนด้วยแก้วประพาฬ มีปุ่มล้วนด้วยแก้วมณี ที่
เสาอันล้วนด้วยรัตนะทั้ง ๗ มีปุ่มล้วนด้วยรัตนะทั้ง ๗. ต่อจากนั้น จึง
ทรงแลดูด้วยพระดำริว่า ตาข่ายกระดึงจงห้อยย้อยในระหว่าง ๆ ของ
มณฑป. พร้อมกับทรงมองดูเท่านั้น ตาข่ายก็ห้อยย้อยลง เสียงอันไพเราะ
ของตาข่ายกระดึงซึ่งถูกลมอ่อนรำเพยพัดก็เปล่งเสียงออกมา ดุจเสียงดนตรี
อันประกอบด้วยองค์ ๕ ดูราวกับเวลาที่สังคีตทิพย์บรรเลงอยู่ฉะนั้น.
เมื่อท้าวสักกะทรงพระดำริว่า ขอให้พวงของหอมและพวงดอกไม้
จงห้อยย้อยลงในระหว่าง ๆ พวงดอกไม้ทั้งหลายก็ห้อยย้อยลง. พระองค์
ทรงพระดำริว่า ขออาสนะและแท่นรองนั่งของภิกษุนับได้แสนโกฏิ จง
ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นมา ในทันใดนั้น สิ่งเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมา. ทรง
พระดำริว่า ที่ทุก ๆ มุม ขอให้ตุ่มน้ำผุดขึ้นมามุมละใบ ตุ่มน้ำทั้งหลาย
ก็ผุดขึ้นมา.
หน้า 74
ข้อ 1
ท้าวสักกะทรงนิรมิตสิ่งของมีประมาณเท่านี้เสร็จแล้ว จึงไปยัง
สำนักของพราหมณ์กล่าวว่า มาเถิด เจ้า ท่านจงตรวจดูมณฑปของท่าน
แล้วจงให้ค่าจ้างเรา. พระมหาบุรุษจึงไปตรวจดูมณฑป และเมื่อกำลัง
ตรวจดูอยู่นั้นแล สรีระทั้งสิ้นได้สัมผัสกับปีติมีวรรณะ ๕ ชนิดตลอดเวลา
ลำดับนั้น เขามองดูมณฑปแล้วได้มีความคิดดังนี้ว่า มณฑปนี้ ผู้
ที่เป็นมนุษย์กระทำไม่ได้ แต่เพราะอัธยาศัยของเรา คุณของเรา ภพ
ของท้าวสักกะจักร้อนขึ้นเป็นแน่ แต่นั้น ท้าวสักกะเทวราชจักสร้าง
มณฑปนี้ขึ้น. เขาคิดว่า การถวายทานเพียงวันเดียวเท่านั้น ในมณฑป
เห็นปานนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย เราจักถวายสัก ๗ วัน. จริงอยู่ ทาน
ภายนอกแม้มีประมาณเท่านั้น ย่อมไม่สามารถทำความยินดีให้แก่พระ-
โพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าความยินดีจะมีได้ เพราะอาศัยการบริจาคของ
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในคราวตัดศีรษะที่ประดับแล้ว ควักนัยน์ตาทั้งสอง
ข้างที่หยอดแล้ว หรือเพิกเนื้อหทัยให้ไป.
จริงอยู่ เมื่อพระโพธิสัตว์แม้ของพวกเราสละทรัพย์ห้าแสนกหาปณะ
ทุกวัน ให้ทานที่ประตูทั้ง ๔ ประตู และที่ท่ามกลางนคร ในเรื่อง
สีวิราชชาดก ทานนั้นไม่สามารถทำความยินดีในการบริจาคให้เกิดขึ้นได้
แต่ในกาลใด ท้าวสักกเทวราชแปลงตัวมาในรูปของพราหมณ์ ขอนัยน์ตา
ทั้งสองข้าง ในกาลนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ควักนัยน์ตาเหล่านั้น ให้ไป
นั่นแหละ ความร่าเริงจึงจะเกิดขึ้น จิตมิได้มีความเป็นอย่างอื่น แม้
สักเท่าปลายผม ขึ้นชื่อว่าความอิ่มใจเพราะอาศัยทานที่ให้แล้วอย่างนี้
มิได้มีแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเลย. เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษแม้นั้น
หน้า 75
ข้อ 1
ก็คิดว่า เราควรถวายทานแก่ภิกษุนับได้แสนโกฏิ ตลอด ๗ วัน จึงนิมนต์
ให้นั่งในมณฑปนั้น แล้วได้ถวายทานชื่อว่าควปานะ ตลอด ๗ วัน.
ที่เรียกว่าควปานะนั้น ได้แก่โภชนะที่เขาใส่นมสดจนเต็มหม้อ
ใหญ่ ๆ แล้วตั้งบนเตา ใส่ข้าวสารนิดหน่อยลงในนมสดที่เคี่ยวจนงวด
แล้วปรุงด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลป่น และเนยใสที่เคี่ยวแล้ว. แต่เฉพาะมนุษย์
เท่านั้นไม่อาจอังคาสได้ แม้เทวดา ทั้งต้องสลับกันจึงจะอังคาสได้. แม้
ที่ประมาณ ๑๒-๑๓ โยชน์ก็ไม่อาจจุภิกษุทั้งหลายได้เพียงพอ แต่ภิกษุ
เหล่านั้นนั่งได้ด้วยอานุภาพของตน.
ก็ในวันสุดท้าย พระมหาบุรุษให้ล้างบาตรของภิกษุทุกรูป แล้ว
บรรจุเต็มด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เพื่อต้องการ
ให้เป็นเภสัช แล้วได้ถวายพร้อมกับไตรจีวร ผ้าสาฎกที่เป็นจีวรที่ภิกษุ
ผู้เป็นสังฆนวกะได้รับ มีราคาถึงหนึ่งแสน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า
บุรุษนี้ได้ถวายมหาทานเห็นปานนี้ เขาจักได้เป็นอะไรหนอ ได้ทรงเห็น
ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่งสองอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป เขาจักได้
เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ จึงตรัสเรียกพระมหาบุรุษมาแล้ว
ทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาลชื่อมีประมาณเท่านี้ตัวท่านจักได้เป็นพระพุทธ-
เจ้ามีนามว่า โคตมะ พระมหาบุรุษได้ฟังพยากรณ์นั้นแล้ว คิดว่า นัยว่า
เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เราจะต้องการอะไรด้วยการอยู่ครองเรือน เรา
จักบวช จึงละทิ้งสมบัติเห็นปานนั้น ประหนึ่งก้อนเขฬะ แล้วบวชใน
สำนักของพระศาสดา เรียนเอาพุทธพจน์ได้แล้ว ทำอภิญญาและสมาบัติ
ให้บังเกิด ในเวลาสิ้นอายุได้บังเกิดในพรหมโลก.
หน้า 76
ข้อ 1
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ามังคละได้มีนครชื่อว่า อุตตระ แม้บิดาก็
เป็นกษัตริย์พระนามว่าอุตตระ แม้พระมารดาก็เป็นพระเทวีพระนามว่า
อุตตรา พระเถระทั้งสองคือ พระสุเทวะ และพระธรรมเสนะ ได้เป็น
พระอัครสาวก พระเถระนามว่า ปาลิตะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรี
ทั้งสอง คือ พระนางสีวลี และพระนางอโสกา ได้เป็นพระอัครสาวิกา
ต้นกากะทิงเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีระสูงได้ ๘๘ ศอก. เมื่อพระองค์
ดำรงพระชนมายุอยู่เก้าหมื่นปีแล้วปรินิพพาน จักรวาลทั้งหมื่นหนึ่งได้มืด
หมด โดยพร้อมกันทีเดียว. มนุษย์ทั้งหลายในจักรวาลทั้งสิ้น ได้ร้องไห้
ปริเทวนาการอย่างใหญ่หลวง.
กาลภายหลังของพระโกณฑัญญะ พระนายกพระนามว่า
มังคละ ทรงถือดวงประทีปคือพระธรรม กำจัดความมืด
ในโลก ฉะนี้แล.
ในกาลหลังแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จปรินิพพาน
กระทำหมื่นโลกธาตุให้มืดด้วยประการอย่างนี้แล้ว พระศาสดาพระนามว่า
สุมนะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก แม้พระองค์ก็มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง.
ในการประชุมครั้งแรก มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ที่กาญจนบรรพต
มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.
คราวนั้นพระมหาสัตว์ได้เป็นพญานาคนามว่า อตุละ มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก. พระมหาสัตว์นั้นได้สดับว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว อันหมู่ญาติห้อมล้อมออกจากนาคพิภพ ให้กระทำการบรรเลงด้วย
ดนตรีทิพย์ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งมีภิกษุแสนโกฏิ
หน้า 77
ข้อ 1
เป็นบริวาร ยังมหาทานให้เป็นไป ถวายผ้าองค์ละคู่แล้วตั้งอยู่ในสรณ-
คมน์ทั้งสาม.
พระศาสดาแม้นั้นก็ทรงพยากรณ์เขาว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าใน
อนาคตกาล. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้มีนครชื่อว่า เมขละ
พระราชาพระนามว่า สุทัตตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สิริมา
เป็นพระมารดา พระเถระทั้งสอง คือ พระสรณะ และพระภาวิตัตตะ
เป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่า อุเทนะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระ-
เถรีทั้งสอง คือ พระนางโสณา และพระนางอุปโสณา เป็นพระอัครสาวิกา
ต้นกากะทิงเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๙๐ ศอก ประมาณพระชนมายุ
ได้เก้าหมื่นปีพอดี.
กาลภายหลังของพระพุทธเจ้าพระนามว่ามังคละ มีพระ-
นายกพระนามว่าสุมนะ หาผู้เสมอมิได้โดยธรรมทั้งปวง
ทรงสูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ฉะนี้แล.
ในกาลภายหลังแห่งพระสุมนะพระองค์นั้น พระศาสดาพระนามว่า
เรวตะ ได้เสด็จอุบัติขึ้น. สาวกสันนิบาตแม้ของพระองค์ได้มี ๓ ครั้ง
ในสันนิบาตครั้งแรก นับไม่ได้ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ ก็
เช่นกัน.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์ชื่อว่า อติเทวะ ฟัง
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ตั้งอยู่ในสรณะทั้งสาม ประคอง
อัญชลีไว้เหนือศีรษะ ได้ฟังพระคุณในการละกิเลสของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น จึงได้บูชาด้วยผ้าอุตราสงค์คือผ้าห่ม. แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์
เขาว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.
หน้า 78
ข้อ 1
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีพระนครชื่อว่า สุธัญญวดี กษัตริย์
พระนามว่า วิปุละ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า วิปุลา เป็น
พระมารดา พระเถระทั้งสอง คือ พระวรุณะ และพระพรหมเทวะ เป็น
พระอัครสาวก พระเถระนามว่า สัมภวะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสอง
คือ พระนางภัททา และพระนางสุภัททา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกากะทิง
เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุหกหมื่นปีแล.
กาลภายหลังแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุมนะ มีพระ-
นายกพระนามว่าเรวตะ หาผู้เปรียบปานมิได้ หาผู้เสมอ
เหมือนมิได้ ไม่มีผู้เทียมทัน เป็นพระชินเจ้าผู้สูงสุด ฉะนี้แล.
ในกาลภายหลังแห่งพระเรวตะนั้น พระศาสดาพระนามว่า โสภิตะ
ได้เสด็จอุบัติขึ้น แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาต
ครั้งแรก มีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ.
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์นามว่า อชิตะ ฟังพระ-
ธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วตั้งอยู่ในสรณะสาม ได้ถวายมหาทานแก่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. แม้พระองค์ก็ได้ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีพระนครชื่อว่า สุธรรม พระราชา
พระนามว่า สุธรรม เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สุธรรมา เป็น
พระมารดา พระเถระทั้งสองคือ พระอสมะ และพระสุเนตตะ เป็นพระ-
อัครสาวก พระเถระชื่อว่า อโนมะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสองคือ
พระนางนกุลา และพระนางสุชาดา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกากะทิง
หน้า 79
ข้อ 1
เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระองค์มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีประมาณพระชนมายุ
เก้าหมื่นปีแล.
กาลภายหลังแห่งพระพุทธเจ้าเรวตะ ก็มีพระนายกพระ-
นามว่าโสภิตะ มีพระทัยตั้งมั่น มีพระทัยสงบ ไม่มีผู้เสมอ
หาคนเปรียบมิได้ ฉะนี้แล.
ในกาลภายหลังแห่งพระโสภิตะนั้น ล่วงไปได้อสงไขยหนึ่ง ใน
กัปเดียวกัน มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ คือ พระอโนมทัสสี
พระปทุมะ และ พระนารทะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี มีสาวกสันนิบาต
๓ ครั้ง ครั้งแรกมีภิกษุแปดแสน ครั้งที่ ๒ เจ็ดแสน ครั้งที่ ๓ หกแสน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นเสนาบดีของยักษ์ตนหนึ่ง มีฤทธิ์มาก
มีอานุภาพมาก. เป็นอธิบดีของยักษ์หลายแสนโกฏิ พระโพธิสัตว์นั้นได้
สดับว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จึงได้มาถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ได้มีพระนครชื่อว่า
จันทวดี พระราชาพระนามว่า ยสวา เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า
ยโสธรา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์ คือ พระนิสภะ
และพระอโนมะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า วรุณะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์
คือ พระนางสุนทรี และพระนางสุมนา ต้นรกฟ้าเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้
มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุประมาณได้แสนปีแล.
หน้า 80
ข้อ 1
ในกาลภายหลังพระโสภิตพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า มีพระยศ
นับไม่ได้ มีพระเดชยากที่ใคร ๆ จะก้าวล่วงได้ ฉะนี้แล.
ในกาลภายหลังแห่งพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีพระศาสดาพระนามว่า
ปทุมะ เสด็จอุบัติขึ้น แม้พระองค์ก็มีสาวกสันตนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาต
ครั้งแรก มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุสามแสน ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ
สองแสน ผู้อยู่ในชัฏป่ามหาวัน ในป่าไม่มีบ้าน.
ครั้งนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในไพรสณฑ์นั้นนั่นเอง พระ-
โพธิสัตว์เป็นราชสีห์ เห็นพระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติ มีจิตเลื่อมใส
จึงไหว้แล้วทำประทักษิณ เกิดปีติโสมนัสบันลือสีหนาทขึ้น ๓ ครั้ง ตลอด
๗ วันมิได้ละปีติอันมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เพราะสุขอันเกิดจากปีติ
นั่นเอง จึงไม่ออกไปหากิน กระทำการบริจาคชีวิต ได้เข้าไปยืนเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. เมื่อล่วงไปได้ ๗ วัน พระศาสดาทรงออกจาก
นิโรธ ทอดพระเนตรเห็นราชสีห์ ได้ทรงดำริว่า เขายังจิตให้เลื่อมใส
แม้ในภิกษุสงฆ์ ก็จักไหว้พระสงฆ์ แล้วทรงดำริว่า ขอภิกษุสงฆ์จงมา.
ทันใดนั่งเอง ภิกษุทั้งหลายก็มา ฝ่ายราชสีห์ก็ทำจิตให้เลื่อมใสในพระ-
ภิกษุสงฆ์. พระศาสดาทรงตรวจดูใจของราชสีห์นั้นแล้วทรงพยากรณ์
ว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมะ
ได้มีนครชื่อว่า จัมปกะ พระราชาพระนามว่า อสมะ เป็นพระบิดา
พระเทวีพระนามว่า อสมา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์
คือ พระสาละ และพระอุปสาละ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า วรุณะ
มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางรามา และพระนางสุรามา
หน้า 81
ข้อ 1
ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่าโสณพฤกษ์ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุ
แสนปีแล.
กาลภายหลังแห่งพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธ-
เจ้า พระนามว่าปทุมะโดยพระนาม ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบปานได้ ฉะนี้แล.
ในกาลภายหลังแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมะนั้น มีพระศาสดา
พระนามว่า นารทะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต
๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าหมื่นโกฏิ
ครั้งที่ ๓ แปดหมื่นโกฏิ
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤๅษี เป็นผู้ปฏิบัติชำนาญใน
อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า
เป็นประธาน ได้กระทำการบูชาด้วยจันทน์แดง. พระศาสดาแม้พระองค์
นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต-
กาล.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีพระนครชื่อว่าธัญญวดี มี
กษัตริย์พระนามว่า สุเทวะ เป็นพระบิดา มีพระเทวีพระนามว่า อโนมา
เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์ คือ พระภัททสาละ และ
พระชิตมิตตะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า วาเสฏฐะ มีพระอัครสาวิกา
๒ องค์ คือ พระนางอุตตรา และพระนางผัคคุนี ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่า
นหาโสณพฤกษ์ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
ต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมะ พระสัมพุทธเจ้า
หน้า 82
ข้อ 1
พระนามว่านารทะโดยพระนาม เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบปานได้ ฉะนี้แล.
ก็ในกาลต่อจากพระนารทะพุทธเจ้า ในที่สุดแสนกัปแต่กัปนี้ไป
ในกัปเดียวมีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว พระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว เเม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก
มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ที่เวภารบรรพต มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓
มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นผู้ครองแคว้นใหญ่ชื่อว่า ชฏิละ ได้ถวาย
ทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดา
แม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
ในอนาคตกาล. ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์ มิได้มีในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าปทุมุตตระ. เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ได้ถึงพระพุทธเจ้าเท่านั้น
เป็นสรณะ
พระองค์ได้มีนครชื่อว่า หังสวดี กษัตริย์พระนามว่า อานันทะ
เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สุชาดา เป็นพระมารดา มีพระ-
อัครสาวก ๒ องค์ คือ พระเทวละ และพระสุชาตะ มีพระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า สุมนะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางอมิตา และ
พระนางอสมา มีต้นสาละเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก
รัศมีจากพระสรีระแผ่ไปจดที่ ๑๒ โยชน์โดยรอบ มีพระชนมายุแสนปีแล.
ต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่านารทะ พระชินสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ผู้ไม่กระเพื่อม
ไหว มีอุปมาดังสาคร ฉะนี้แล.
หน้า 83
ข้อ 1
กาลต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระนั้น ล่วงไปได้
สามหมื่นกัป ในกัปเดียวกัน มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระสุเมธะ
และพระสุชาตะ ได้บังเกิดขึ้นแล้ว. แม้พระสุเมธพุทธเจ้าก็มีสาวก-
สันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกในสุทัสสนนคร มีพระขีณาสพ
ร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ. ครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์เป็นมาณพชื่อว่า อุตตระ สละทรัพย์แปดสิบโกฏิที่ฝังเก็บไว้
นั่นแล ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฟังธรรม
แล้วตั้งอยู่ในสรณะสาม แล้วออกบวช. พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรง
พยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ได้มีนครชื่อว่า สุทัสสนะ พระ-
ราชาพระนามว่า สุทัตตะ เป็นพระบิดา แม้พระมารดาก็ได้เป็นพระเทวี
พระนามว่า สุทัตตา มีพระอัครสาวก ๒ องค์ คือ พระสรณะ และ
พระสัพพกามะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า สาคระ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์
คือ พระนางรามา และพระนางสุรามา ต้นสะเดาเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้
มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ มีพระ-
นายกพระนามว่าสุเมธะ ผู้ที่ใคร ๆ จะเข้าถึงได้ยาก มีพระ-
เดชกล้า เป็นพระมุนีผู้สูงสุดในโลกทั้งปวง ฉะนี้แล.
กาลต่อจากพระสุเมธพุทธเจ้า มีพระศาสดาพระนามว่า สุชาตะ
อุบัติขึ้น. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุ
หกล้าน ครั้งที่ ๒ ห้าล้าน ครั้งที่ ๓ สี่ล้าน. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ได้สดับว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า
หน้า 84
ข้อ 1
ฟังธรรม จึงถวายราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมกับรัตนะทั้ง ๗ แก่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วบวชในสำนักของพระศาสดา.
ชาวรัฐทั้งสิ้นต่างถือเอาเงินที่เกิดขึ้นในรัฐ จัดการกิจของตนผู้ทะนุบำรุง
วัดให้สำเร็จ แล้วได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ตลอดกาลเป็นนิจ. พระศาสดาแม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิ-
สัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล. พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ได้มีนครชื่อว่าสุมังคละ พระราชาพระนามว่า อุคคตะ
เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า ปภาวดี เป็นพระมารดา มีพระอัคร-
สาวก ๒ องค์ คือ พระสุทัสสนะ และ พระสุเทวะ มีพระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า นารทะ มีพระอัครสาวิกา ๒ พระองค์ คือพระนางนาคา และ
พระนางนาคสมานา มีต้นไผ่ใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้. ได้ยินว่า ต้นไผ่
ใหญ่นั้นมีช่องกลวงน้อย มีลำต้นทึบ มีกิ่งใหญ่ ๆ พุ่งขึ้นข้างบนแลดูเจิดจ้า
ประดุจกำหางนกยูง. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีพระสรีระสูง ๕๐
ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล มีพระนายกพระนามว่า สุชาตะ มี
พระหนุดังคางราชสีห์ มีลำพระศอดังคอโคผู้ หาผู้ประมาณ
มิได้ อันใคร ๆ เข้าถึงได้ยาก ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า ในที่สุดหนึ่งพันแปดร้อยกัป
แต่กัปนี้ไป ในกัปเดียวกัน มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ คือพระ-
ปิยทัสสี พระอรรถทัสสี และพระธรรมทัสสี. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า
ปิยทัสสี ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒
มีภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดสิบโกฏิ.
หน้า 85
ข้อ 1
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นมาณพชื่อว่า กัสสป เป็นผู้เรียนจบ
ไตรเพท ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว จึงให้สร้างสังฆาราม
โดยบริจาคทรัพย์แสนโกฏิ ตั้งอยู่ในสรณะและศีล. ลำดับนั้นพระศาสดา
ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ต่อล่วงไปหนึ่งพันแปดร้อยกัป จักได้
เป็นพระพุทธเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าอโนมะ. พระราชา
พระนามว่า สุทินนะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า จันทา เป็น
พระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์ คือ พระปาลิตะ และพระสรรพ-
ทัสสี มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า โสภิตะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ
พรนางสุชาตา และพระนางธรรมทินนา มีต้นกุ่มเป็นไม้ตรัสรู้ มี
พระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า พระสยัมภูพระนามว่า
ปิยทัสสี ผู้นำโลก อันใคร ๆ เข้าถึงได้ยาก ผู้เสมอกับ
พระพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้เสมอ มีพระยศใหญ่ ฉะนั้นแล.
ในกาลต่อจากพระปิยทัสสีพุทธเจ้านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า อรรถทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต
๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุเก้าล้านแปดแสน ครั้งที่ ๒ มีภิกษุแปดล้าน
แปดแสน ครั้งที่ ๓ มีภิกษุเท่านั้นเหมือนกัน. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์
เป็นดาบสมีฤทธิ์มากชื่อว่า สุสีมะ นำเอาฉัตรที่ทำด้วยดอกมณฑารพมา
จากเทวโลก แล้วบูชาพระศาสดา. แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิ-
สัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล. พระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้น มีนครชื่อว่า โสภณะ พระราชาพระนามว่า สาคระ เป็นพระบิดา
หน้า 86
ข้อ 1
พระเทวีพระนามว่า สุทัสสนา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์
คือ พระสันตะ และพระอุปสันตะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า อภยะ มี
พระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางธรรมา และพระนางสุธรรมา ต้น
จำปาเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก รัศมีจากพระสรีระ ได้
แผ่ไปตั้งอยู่ประมาณหนึ่งโยชน์โดยรอบ มีพระชนมายุแสนปีแล.
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล พระอรรถทัสสีผู้องอาจในหมู่ชน
ขจัดความมืดอย่างใหญ่แล้ว ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม
ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระอรรถทัสสีพุทธเจ้านั้น พระศาสดาพระนามว่า
ธรรมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ มีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุ
แปดสิบโกฏิ. ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกเทวราช ได้
กระทำการบูชาด้วยดอกไม้หอมอันเป็นทิพย์ และดนตรีทิพย์. พระศาสดา
แม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้น ว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
ในอนาคตกาล. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่า สรณะ
พระราชาพระนามว่า สรณะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สุนันทา
เป็นพระมารดา พระเถระ ๒ องค์ คือ พระปทุมะ และพระผุสสเทวะ
เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่า สุเนตตะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระ-
เถรี ๒ องค์ คือ พระนางเขมา และพระนางสัพพกามา เป็นพระ-
อัครสาวิกา ต้นรัตตังกุรพฤกษ์เป็นไม้ที่ตรัสรู้ ต้นมะกล่ำเครือก็เรียก
ก็พระสรีระของพระองค์สูงได้ ๘๐ ศอก พระชนมายุได้แสนปีแล.
หน้า 87
ข้อ 1
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล พระธรรมทัสสีผู้มีพระยศใหญ่
ทรงกำจัดความมืดมนอนธการแล้วรุ่งโรจน์อยู่ในโลก พร้อม
ทั้งเทวโลก ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระธรรมทัสสีพุทธเจ้านั้น ในที่สุดเก้าสิบสี่กัปแต่นี้
ไป ในกัปเดียวมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ พระองค์
เดียวเท่านั้น เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง
สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบ
โกฏิ. ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นดาบสชื่อว่า มังคละ มีเดชกล้า
สมบูรณ์ด้วยอภิญญาพละ นำเอาผลหว้าใหญ่มาถวายพระคถาคต. พระ-
ศาสดาเสวยผลหว้านั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดเก้าสิบสี่กัป จักได้
เป็นพระพุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีนครชื่อว่า เวภาระ พระราชา
พระนามว่า ชยเสนะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สุผัสสา เป็น
พระมารดา พระเถระ ๒ องค์ คือ พระสัมพละ และพระสุมิตตะ เป็น
พระอัครสาวก พระเถระชื่อว่า เรวตะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรี ๒ องค์
คือ พระนางสีวลา และพระนางสุรามา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกรรณิการ์
เป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุได้แสนปีแล.
หลังจากพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า พระโลกนายกพระนาม
ว่าสิทธิธัตถะ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง เหมือนพระอาทิตย์
โผล่ขึ้นแล้ว ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระสิทธัตถพุทธเจ้านั้น ในที่สุดเก้าสิบสองกัปแต่นี้
ไป มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์บังเกิดในกัปเดียวกัน คือ พระติสสะ
และพระผุสสะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าติสสะ มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง.
หน้า 88
ข้อ 1
สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปด-
สิบโกฏิ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นกษัตริย์พระนามว่า สุชาตะ มีโภค-
สมบัติมาก มียศยิ่งใหญ่ บวชเป็นฤๅษี ได้ถึงความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
สดับว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จึงถือเอาดอกมณฑารพ ดอกปทุม
และดอกปาริฉัตร อันเป็นทิพย์ ไปบูชาพระตถาคตผู้เสด็จดำเนินไปใน
ท่ามกลางบริษัท ๔ ได้กระทำเพดานดอกไม้ในอากาศ. พระศาสดาแม้
พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในที่สุด ๙๒ กัปแต่นี้ไป
จักได้เป็นพระพุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนครชื่อว่า
เขมะ กษัตริย์พระนามว่า ชนสันธะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า
ปทุมา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์ คือ พระพรหมเทวะ
และพระอุทยะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า สุมนะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์
คือ พระนางผุสสา และพระนางสุทัตตา ต้นประดู่ลายเป็นไม้ที่ตรัสรู้
มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุแสนปีแล.
กาลต่อจากพระสิทธัตถพุทธเจ้า ก็มีพระติสสพุทธเจ้าซึ่ง
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบปาน มีเดชหาที่สุดมิได้ มี
พระยศนับมิได้ เป็นนายกผู้เลิศในโลกแล.
กาลต่อจากพระติสสพุทธเจ้านั้นไป พระศาสดาพระนามว่า ผุส๑สะ
ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาต
ครั้งแรก มีภิกษุหกล้าน ครั้งที่ ๒ ห้าล้าน ครั้งที่ ๓ สามล้านสองแสน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นกษัตริย์ พระนามว่า วิชิตาวี ทรงละ
๑. บางแห่งเป็นปุสสะ.
หน้า 89
ข้อ 1
ราชสมบัติใหญ่ บวชในสำนักของพระศาสดา เรียนพระไตรปิฎกแล้ว
แสดงธรรมกถาแก่มหาชน และบำเพ็ญศีลบารมี. พระศาสดาแม้พระองค์
นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนครชื่อว่า กาสี พระราชาพระนามว่า ชยเสนะ
เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า สิริมา เป็นพระมารดา มีพระอัคร-
สาวก ๒ องค์ คือ พระสุรักขิตะ และ พระธรรมเสนะ มีพระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า สภิยะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางจาลา และพระนาง
อุปจาลา มีต้นมะขามป้อมเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มี
พระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล ได้มีพระศาสดาพระนามว่า ผุสสะ
เป็นผู้ยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบมิได้ เป็นผู้เสมอด้วยพระพุทธ-
เจ้าซึ่งหาผู้เสมอมิได้ ทรงเป็นนายกผู้เลิศในโลก ฉะนี้แล.
กาลต่อจากพระผุสสะพระองค์นั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่นี้ไป พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวก
สันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุหกล้านแปดแสน ครั้งที่ ๒
หนึ่งแสน ครั้งที่ ๓ แปดหมื่น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นนาคราช
ชื่อว่า อตุละ มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ได้ถวายตั่งใหญ่ทำด้วยทอง ขจิต
ด้วยแก้ว ๗ ประการ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์
เขาว่า ในกัปที่ ๙๑ แต่นี้ไป จักได้เป็นพระพุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น มีนครชื่อว่า พันธุมดี พระราชาพระนามว่า พันธุมะ เป็น
พระบิดา พระเทวีพระนามว่า พันธุมดี เป็นพระมารดา มีพระอัคร-
สาวก ๒ องค์ คือ พระขัณฑะ และพระติสสะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า
หน้า 90
ข้อ 1
พระอโสกะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางจันทา และพระนาง
จันทมิตตา มีต้นแคฝอยเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระ-
รัศมีจากพระสรีระได้เเผ่ไปตั้งอยู่ ๗ โยชน์ ในกาลทุกเมื่อ มีพระชนมายุ
แปดหมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระผุสสพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้าพระนาม
ว่าริปัสสีโดยพระนาม ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ผู้มีจักษุญาณ
ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ฉะนั้นแล.
ในกาลต่อจากพระวิปัสสีพระองค์นั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่นี้ไป ได้มี
พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระสิขี และ พระเวสสภู. แม้พระสิขี
ผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุ
หนึ่งแสน ครั้งที่ ๒ แปดหมื่น ครั้งที่ ๓ เจ็ดหมื่น
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาพระนามว่า อรินทมะ ได้
ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้ว
ถวายช้างแก้ว ซึ่งประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ แล้วได้ถวายกัปปิยภัณฑ์
ให้มีขนาดเท่าตัวช้าง พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิ-
สัตว์นั้นว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่นี้ไป จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนครชื่อว่า อรุณวดี กษัตริย์พระนามว่า
อรุณ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า ปภาวดี เป็นพระมารดา มี
พระอัครสาวก ๒ องค์ คือ พระอภิภู และพระสัมภวะ มีพระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า เขมังกร มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนางขสิลา และ
พระนางปทุมา มีต้นบุณฑริก (ต้นมะม่วง) เป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระ
หน้า 91
ข้อ 1
สูง ๗๐ ศอก พระรัศมีจากพระสรีระได้แผ่ไปตั้งอยู่ ๓ โยชน์ มีพระชน-
มายุเจ็ดหมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระวิปัสสี ได้มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี
เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า เป็นพระชินเจ้าซึ่งไม่มีผู้เสมอ
หาบุคคลเปรียบปานมิได้ ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระสิขีพระองค์นั้น พระศาสดาพระนามว่า เวสสภู
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้ง
แรก มีภิกษุแปดหมื่น ครั้งที่ ๒ เจ็ดหมื่น ครั้งที่ ๓ หกหมื่น.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชาพระนามว่า สุทัสสนะ
ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
แล้วบวชในสำนักของพระเวสสภูนั้น สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณ มากไปด้วย
ความยำเกรงและความปีติในพระพุทธรัตนะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระ-
องค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่นี้ไป จักได้
เป็นพระพุทธเจ้า. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนครชื่อว่า อโนมะ
พระราชาพระนามว่า สุปปตีตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่า ยสวดี
เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือ พระโสณะ และ พระอุตตระ
มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า อุปสันตะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์ คือ พระนาง
รามา และพระนาง สุรามา มีตันสาละเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง
๖๐ ศอก มีพระชนมายุหกหมื่นปีแล.
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล พระชินเจ้าพระองค์นั้น พระนามว่า
เวสสภู โดยพระนาม ไม่มีผู้เสมอ หาบุคคลเปรียบปานมิได้
เสด็จอุบัติแล้วในโลก ฉะนั้นแล.
หน้า 92
ข้อ 1
ในกาลต่อจากพระเวสสภูนั้น ในกัปนี้ มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น
พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และ
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะมีสาวก-
สันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น ในสันนิบาตนั้น มีภิกษุสี่หมื่น.
ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชานามว่าเขมะ ถวาย
มหาทานพร้อมทั้งจีวร และเภสัชมียาหยอดตาเป็นต้น แก่ภิกษุสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประธาน พึงพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วบวช
พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็น
พระพุทธเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะมีนครชื่อว่า เขมะ พราหมณ์นามว่า
อัคคิทัตตะ เป็นพระบิดา พราหมณีนามว่า วิสาขา เป็นพระมารดา
มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือ พระวิธุระ และพระสัญชีวะ มีพระอุปัฏฐาก
ชื่อว่า พุทธิชะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือ พระนางสามา และพระ-
นางจัมปา มีต้นซึกใหญ่เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๔๐ ศอก มี
พระชนมายุสี่หมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระเวสสภู มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
กกุสันธะ โดยพระนาม ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ประมาณ
ไม่ได้ เข้าถึงได้โดยยาก ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระกกุสันธะนั้น พระศาสดาพระนามว่า โกนา-
คมนะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น
ในสาวกสันนิบาตนั้น มีภิกษุสามหมื่น.
หน้า 93
ข้อ 1
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาพระนามว่า ปัพพตะ อันหมู่
อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา สดับพระธรรมเทศนา
แล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ยังมหาทานให้เป็นไป
แล้ว ถวายผ้าปัตตุณณะ (ผ้าไหมที่ซักแล้ว) ผ้าจีนปฏะ (ผ้าขาวในเมือง
จีน) ผ้าโกไสย (ผ้าทอด้วยไหม) ผ้ากัมพล (ผ้าทำด้วยขนสัตว์) ผ้าทุกูละ
(ผ้าทำด้วยเปลือกไม้) และเครื่องลาดขนสัตว์ทำด้วยทอง แล้วบวชใน
สำนักของพระศาสดา. พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระ-
โพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนครชื่อว่า โสภวดี พราหมณ์
นามว่า ยัญญทัตตะ เป็นพระบิดา พราหมณีนามว่า อุตตรา เป็นพระ-
มารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือ พระภิยยสะ และพระอุตตระ มี
พระอุปัฏฐากชื่อว่า โสตถิชะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือ พระนาง
สมุททา และพระนางอุตตรา มีต้นมะเดื่อเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระ
สูง ๓๐ ศอก มีพระชนมายุสามหมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระกกุสันธะ มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
โกนาคมนะ. ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า เป็นพระชินเจ้าผู้โลก-
เชษฐ์องอาจในหมู่คน ฉะนี้แล.
ในกาลต่อจากพระโกนาคมนะนั้น พระศาสดาพระนามว่า กัสสปะ
อุบัติขึ้นแล้ว แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น, ในสาวก
สันนิบาตนั้น มีภิกษุสองหมื่น. ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นมาณพ
ชื่อว่า โชติปาละ สำเร็จไตรเพท เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งบนแผ่นดินและ
กลางหาว ได้เป็นมิตรของช่างหม้อชื่อว่า ฆฏิการะ พระโพธิสัตว์นั้นไป
หน้า 94
ข้อ 1
เฝ้าพระศาสดาพร้อมกับช่างหม้อนั้น ได้ฟังธรรมกถาแล้วบวช ลงมือทำ
ความเพียร เล่าเรียนพระไตรปิฎกทำพระพุทธศาสนาให้งดงาม เพราะถึง
พร้อมด้วยวัตรปฏิบัติน้อยใหญ่ พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.
นครที่ประสูติของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีนามว่า พาราณสี
พราหมณ์นามว่า พรหมทัตตะ เป็นพระบิดา พราหมณีนามว่า ธนวดี
เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือ พระติสสะ และพระภารทวาชะ
มีพระอุปัฏฐากชื่อว่า สรรพมิตตะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือ พระนาง
อนุฬา และพระนาง อุรุเวฬา มีต้นนิโครธเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระ
สูง ๒๐ ศอก มีพระชนมายุสองหมื่นปีแล.
กาลต่อจากพระโกนาคมนะ พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะโดยพระโคตร ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า เป็นพระ-
ธรรมราชา ผู้ทรงทำแสงสว่าง ฉะนี้แล.
ก็ในกัปที่พระทีปังกรทศพลเสด็จอุบัติขึ้นนั้น แม้จะมีพระพุทธเจ้า
องค์อื่น ๆ ถึง ๓ พระองค์ แต่พระโพธิสัตว์มิได้รับการพยากรณ์ในสำนัก
ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่แสดงพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายนั้นไว้ในที่นี้ แต่ในอรรถกถา เพื่อที่จะแสดงพระพุทธเจ้าแม้
ทั้งหมด ตั้งแต่พระทีปังกรไป จึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า
พระสัมพุทธเจ้าเหล่านี้ คือพระตัณหังกร พระเมธังกร
พระสรณังกร พระทีปังกรสัมพุทธเจ้า พระโกณฑัญญะผู้
สูงสุดกว่านระ
หน้า 95
ข้อ 1
พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตมุนี
พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระนารทะ พทุมมุตตระ
พระสุเมธะ พระสุชาตะ พระปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่
พระอัตถทัสสี พระธรรมทัสสี พระสิทธัตถะผู้โลกนายก
พระติสสะ พระผุสสสัมพุทธเจ้า พระวิปัสสี พระสิขี
พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ
ผู้นายก
ล้วนปราศจากราคะ มีพระหทัยตั้งมั่น ทรงบรรเทาความ
มืดอย่างใหญ่ได้ เหมือนพระอาทิตย์ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-
สัมพุทธเจ้าเหล่านั้นพร้อมทั้งพระสาวก ลุกโพลงแล้วประดุจ
กองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว.
บรรดาพระพุทธเจ้าเหล่านั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย ได้
กระทำอธิการไว้ในสำนักของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ มีพระทีปังกร
เป็นต้น มาตลอดสื่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป. ก็กาลต่อจากพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว ไม่มี
พระพุทธเจ้าพระองค์อื่น. ก็พระโพธิสัตว์ได้รับคำพยากรณ์ในสำนักของ
พระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ มีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้น ดังพรรณนา
มาฉะนี้แล้ว จึงทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรมมีความเป็นผู้มีทานบารมีเป็นต้น
ที่พระโพธิสัตว์นี้ประมวลธรรม ๘ ประการนี้ที่ว่า
อภินีหารคือความปรารถนาอย่างจริงจัง ย่อมสำเร็จเพราะ
ประมวลธรรม ๘ ประการเข้าไว้คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความ
สมบูรณ์ด้วยเพศ ( ชาย) ๑ เหตุ (ที่จะได้บรรลุพระอรหัต) ๑
หน้า 96
ข้อ 1
ได้พบเห็นพระศาสดา ๑ ได้บรรพชา ๑ สมบูรณ์ด้วยคุณ
(คือได้อภิญญาและสมาบัติ) การกระทำอันยิ่ง (สละชีวิต
ถวายพระพุทธเจ้า)๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ (อุตสาหะพากเพียร
มาก) ๑.
แล้วกระทำอภินีหารไว้ที่บาทมูลของพระทีปังกร แล้วกระทำความ
อุตสาหะว่า เอาเถอะ เราจะค้นหาธรรม อันกระทำความเป็นพระพุทธเจ้า
ทั่วทุกด้าน ซึ่งได้เห็นแล้วว่า ครั้งนั้น เราค้นหาอยู่ ก็ได้พบเห็นทาน-
บารมีข้อแรก บำเพ็ญมาจนกระทั่งอัตภาพเป็นพระเวสสันดร และเมื่อ
ดำเนินมา ก็ดำเนินมาเพราะได้ประสบอานิสงส์ของพระโพธิสัตว์ผู้ที่ได้
กระทำอภินิหารไว้ ซึ่งท่านพรรณนาไว้ว่า
นรชนผู้สมบูรณ์ด้วยองค์คุณทุกประการ ผู้เที่ยงต่อพระ-
โพธิญาณอย่างนี้ ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานแท้ด้วยร้อย
โกฏิกัป
จะไม่เกิดในอเวจีมหานรก และในโลกันตรนรกก็เช่นกัน
แม้เมื่อเกิดในทุคติ จะไม่เกิดเป็นนิชฌามตัณหิกเปรต ขุปปิ-
ปาสาเปรต และกาลกัญชิกาสูร
ไม่เป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ เมื่อเกิดในมนุษย์ก็จะไม่เป็นคน
ตาบอดแต่กำเนิด
ไม่เป็นคนหูหนวก ไม่เป็นคนใบ้ ไม่เกิดเป็นสตรี ไม่
เป็นอุภโตพยัญชนกะและกะเทย.
นรชนผู้เที่ยงต่อพระโพธิญาณ จะไม่ติดพันในสิ่งใด
พ้นจากอนันตริยกรรม เป็นผู้มีโคจรสะอาดในที่ทุกสถาน
หน้า 97
ข้อ 1
ไม่ซ่องเสพมิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นกรรมและผลของการ
กระทำ แม้จะไปเกิดในสวรรค์ก็จะไม่เกิดเป็นอสัญญีสัตว์
ในเหล่าเทพชั้นสุทธาวาส ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเกิด. เป็น
สัตบุรุษ น้อมใจไปในเนกขัมมะ พรากจากภพน้อยใหญ่
ประพฤติแต่ประโยชน์แก่โลก บำเพ็ญบารมีทั้งปวง ดังนี้.
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอยู่ ไม่มีปริมาณของ
อัตภาพที่บำเพ็ญเพื่อความเป็นผู้มีทานบารมี คือกาลเป็นพราหมณ์ชื่อว่า
อกิตติ กาลเป็นพราหมณ์ชื่อ สังขะ กาลเป็นพระเจ้าธนัญชัย กาลเป็น
พระเจ้ามหาสุทัสสนะ กาลเป็นมหาโควินทะ กาลเป็นพระเจ้านิมิมหา-
ราช การเป็นพระจันทกุมาร กาลเป็นวิสัยหเศรษฐี กาลเป็นพระเจ้า
สีวิราช กาลเป็นพระเวสสันดรราชา ก็โดยแท้จริง ในสสบัณฑิตชาดก
ความเป็นทานบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำการบริจาคคนอย่างนี้ว่า
เราเห็นเขาเข้ามาเพื่อภิกษา จึงบริจาคตนของตน ผู้เสมอ
ด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นผู้มีศีลบารมี คือใน
กาลเป็นสีลวนาคราช กาลเป็นจัมเปยยนาคราช กาลเป็นภูริทัตตนาคราช
กาลเป็นพญาช้างฉัตทันต์ กาลเป็นชัยทิสราชบุตร กาลเป็นอลีน-
สัตตุกุมาร ก็เหลือที่จะนับได้. ก็โดยที่แท้ ในสังขปาลชาดก ความ
เป็นผู้มีศีลบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำการบริจาคคนอยู่อย่างนี้ว่า
เราถูกแทงด้วยหลาวก็ดี ถูกแทงด้วยหอกก็ดี มิได้โกรธ
พวกลูกของนายบ้านเลย นี้เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้.
หน้า 98
ข้อ 1
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์สละราชสมบัติใหญ่ บำเพ็ญความเป็น
ผู้มีเนกขัมมบารมี คือในกาลเป็นโสมนัสสกุมาร กาลเป็นหัตถิปาลกุมาร
กาลเป็นอโยฆรบัณฑิต จะนับประมาณมิได้. ก็โดยที่แท้ ในจูฬสุตโสม-
ชาดก ความเป็นเนกขัมมบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้สละราชสมบัติออก
บวช เพราะความเป็นผู้ไม่มีความติดข้องอย่างนี้ว่า
เราสละราะสมบัติใหญ่ที่อยู่ในเงื้อมมือ ประดุจก้อนเขฬะ
เมื่อละทิ้ง ไม่มีความข้องเลย นี้เป็นเนกขัมมบารมีของเรา
ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นผู้มีปัญญาบารมี คือ
ในกาลเป็นวิธุรบัณฑิต กาลเป็นมหาโควินทบัณฑิต กาลเป็นกุททาล-
บัณฑิต กาลเป็นอรกบัณฑิต กาลเป็นโพธิปริพาชก กาลเป็นมโหสถ-
บัณฑิต จะนับประมาณมิได้. ก็โดยที่แท้ ในสัตตุภัสตชาดก ความเป็น
ปัญญาบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้แสดงงูที่อยู่ในกระสอบ ในคราวเป็น
เสนกบัณฑิตว่า
เราใช้ปัญญาใคร่ครวญอยู่ ได้ช่วยปลดเปลื้องพราหมณ์
ให้พ้นจากทุกข์ ผู้เสมอด้วยปัญญาของเราไม่มี นี้เป็นปัญญา
บารมีของเรา ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นวิริยบารมีเป็นต้น ก็
หน้า 99
ข้อ 1
เหลือที่ประมาณได้. ก็โดยที่แท้ ในมหาชนกชาดก ความเป็นวิริยบารมี
ของพระโพธิสัตว์ผู้ว่ายข้ามมหาสมุทรอยู่อย่างนี้ว่า
ในท่ามกลางน้ำ เราไม่เห็นฝั่งเลย พวกมนุษย์ถูกฆ่าตาย
หมด เราไม่มีจิตเป็นอย่างอื่นเลย นี้เป็นวิริยบารมีของเรา
ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
ในขันติวาทีชาดก ความเป็นขันติบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้อดกลั้น
มหันตทุกข์ได้ เหมือนไม่มีจิตใจอย่างนี้ว่า
เมื่อพระเจ้ากาสีฟาดฟันเราผู้เหมือนไม่มีจิตรใจ ด้วยขวาน
อันคมกริบ เราไม่โกรธเลย นี้เป็นขันติบารมีของเรา ดังนี้ .
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
ในมหาสุตโสมชาดก ความเป็นสัจบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้สละ
ชีวิตตามรักษาสัจจะอยู่อย่างนี้ว่า
เราเมื่อจะตามรักษาสัจวาจา ได้สละชีวิตของเราปลด-
เปลื้องกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ได้แล้ว นี้เป็นสัจบารมีของเรา
ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
ในมูคปักขชาดก ความเป็นอธิษฐานบารมี ของพระโพธิสัตว์ ผู้
สละแม้ชีวิตอธิษฐานวัตรอยู่อย่างนี้ว่า
มารดาบิดาได้เป็นที่เกลียดชังของเรา ทั้งยศใหญ่ก็มิได้
เป็นที่เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา
เพราะฉะนั้น เราจึงอธิษฐานวัตร ดังนี้.
หน้า 100
ข้อ 1
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
ในสุวรรณสามชาดก ความเป็นเมตตาบารมี ของพระโพธิสัตว์
ผู้ไม่เหลียวแลแม้แต่ชีวิต มีความเมตตาอยู่อย่างนี้ว่า
ใคร ๆ ก็ทำให้เราสะดุ้งไม่ได้ ทั้งเราก็มิได้หวาดกลัวต่อ
ใคร ๆ เราอันกำลังเมตตาค้ำชู จึงยินดีอยู่ในป่าได้ทุกเมื่อ
ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
ในโลมหังสชาดก ความเป็นอุเบกขาบารมี ของพระโพธิสัตว์ผู้เมื่อ
พวกเด็กชาวบ้านยังความสุขและความทุกข์ให้เกิดขึ้น ด้วยการถ่มน้ำลายใส่
เป็นต้น และด้วยการนำดอกไม้และของหอมเข้ามาบูชาเป็นต้น ก็ไม่
ประพฤติล่วงเลยอุเบกขาอย่างนี้ว่า
เราหนุนซากศพเหลือแต่กระดูก สำเร็จการนอนในป่าช้า
พวกเด็กชาวบ้านพากันเข้ามาแสดงรูป (อาการ) นานัปการ
ดังนี้.
จัดเป็นปรมัตถบารมี.
นี้เป็นความสังเขปในที่นี้ ส่วนข้อความพิสดารนั้น พึงถือเอาจาก
จริยาปิฎก. พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีทั้งหลายอย่างนี้แล้ว ดำรงอยู่
ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร กระทำบุญใหญ่ อันเป็นเหตุให้แผ่นดิน
ใหญ่ไหวเป็นต้น อย่างนี้ว่า
แผ่นดินนี้หาจิตใจมิได้ ไม่รู้สึกสุขและทุกข์ แม้แผ่นดิน
นั้นก็ได้ไหวแล้วถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังทานของเรา ดังนี้.
ในเวลาสิ้นสุดแห่งอายุ จุติจากอัตภาพนั้นได้ไปเกิดในดุสิตพิภพ.
หน้า 101
ข้อ 1
ฐานะมีประมาณเท่านี้ จำเดิมแต่บาทมูลของพระพุทธเจ้าทีปังกร จนถึง
พระโพธิสัตว์นี้บังเกิดในดุสิตบุรี พึงทราบว่า ชื่อทูเรนิทาน ด้วยประการ
ฉะนี้.
จบทูเรนิทานกถา
อวิทูเรนิทานกถา
ก็เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในดุสิตบุรีนั้นแล ชื่อว่าความโกลาหล คือ
ความแตกตื่นเรื่องพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว. จริงอยู่ ในโลกย่อมมี
ความโกลาหล ๓ ประการเกิดขึ้น คือ โกลาหลเรื่องกัป ๑ โกลาหลเรื่อง
พระพุทธเจ้า ๑ โกลาหลเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ ๑.
บรรดาโกลาหลทั้งสามนั้น เทพชั้นกามาวจรชื่อว่าโลกพยูหะทราบว่า
ล่วงไปแสนปี เหตุเกิดตอนสิ้นกัปจักมี จึงปล่อยศีรษะสยายผม มีหน้า
ร้องไห้เอามือทั้งสองเช็ดน้ำตา นุ่งผ้าแดง ทรงเพศผิดรูปร่างเหลือเกิน
เที่ยวบอกกล่าวไปในถิ่นมนุษย์อย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย
ล่วงแสนปีจากนี้ไป เหตุเกิดตอนสิ้นกัปจักมี โลกนี้จักพินาศ แม้มหา-
สมุทรจะเหือดแห้ง มหาปฐพีนี้กับขุนเขาสิเนรุ จักถูกไฟไหม้ จักพินาศ
โลกาวินาศ จักมีจนกระทั่งพรหมโลก ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ขอพวก
ท่านจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จงบำรุงมารดาบิดา จง
ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ในตระกูล นี้ชื่อว่าโกลาหลเรื่องกัป.
หน้า 102
ข้อ 1
เหล่าโลกบาลเทวดาทราบว่า ก็เมื่อล่วงไปพันปี พระสัพพัญญู-
พุทธเจ้าจักอุบัติขึ้นในโลก จึงเที่ยวป่าวร้องว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์
ทั้งหลาย เมื่อล่วงพันปีแต่นี้ไป พระสัพพัญญูพุทธเจ้าจักเสด็จอุบัติขึ้นใน
โลก นี้ชื่อว่าโกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้า.
เทวดาทั้งหลายทราบว่า ล่วงไปร้อยปี พระเจ้าจักรพรรดิจักอุบัติ
ขึ้น จึงเที่ยวป่าวร้องว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย โดยล่วงร้อยปีแต่
นี้ไป พระเจ้าจักรพรรดิจักอุบัติขึ้นในโลก นี้ชื่อว่าโกลาหลเรื่องพระเจ้า-
จักรพรรดิ.
โกลาหลทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นเรื่องใหญ่.
บรรดาโกลาหลทั้งสามนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้น ได้ฟัง
เสียงโกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้าแล้วจึงร่วมประชุมกัน ได้ทราบว่า สัตว์
ชื่อโน้นจักได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปหาเขาแล้วพากันอ้อนวอน และ
เมื่ออ้อนวอนอยู่ ก็จะอ้อนวอนในเพราะบุรพนิมิตทั้งหลาย.
ก็ในครั้งนั้น เทวดาแม้ทั้งปวงนั้น พร้อมกับท้าวจาตุมหาราช
ท้าวสักกะ ท้าวสุยามะ ท้าวสันดุสิต ท้าวสุนิมมิต ท้าววสวัตดี และ
ท้าวมหาพรหม พากันประชุมในจักรวาลเดียวกัน แล้วไปยังสำนักของ
พระโพธิสัตว์ในดุสิตพิภพ ต่างอ้อนวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่าน
บำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ มา หาได้ปรารถนาสักกสมบัติ มารสมบัติ พรหม-
สมบัติ และจักรพรรดิสมบัติบำเพ็ญไม่ แต่ท่านปรารถนาพระสัพพัญญุต-
ญาณบำเพ็ญ เพื่อต้องการจะรื้อขนสัตว์ออกจากโลก ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์
บัดนี้นั้นเป็นกาลที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นสมัยที่ท่านจะเป็น
พระพุทธเจ้าแล้ว.
หน้า 103
ข้อ 1
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์มิได้ให้ปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายทันที จะ
ตรวจดู ปัญจมหาวิโลกนะ คือสิ่งที่จะต้องเลือกใหญ่ ๕ ประการ คือ
กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล และกำหนดอายุของมารดา.
ใน ๕ ประการนั้น พระโพธิสัตว์จะตรวจดูกาลข้อแรกว่า เป็น
กาลสมควรหรือกาลไม่สมควร. ในเรื่องกาลนั้น กาลแห่งอายุที่เจริญเกิน
กว่าแสนปี ชื่อว่าเป็นกาลไม่สมควร. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า ในกาล
นั้น ชาติ ชรา และมรณะของสัตว์ทั้งหลายไม่ปรากฏ และพระธรรม-
เทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ย่อมไม่มี เมื่อ
พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พวกเขาจะคิดว่า
พระองค์ตรัสข้อนี้ชื่ออะไร จึงย่อมไม่เห็นสำคัญว่า จะควรฟัง และควร
เชื่อ แต่นั้น การตรัสรู้มรรคผลก็จะมีไม่ได้ เมื่อไม่มีการตรัสรู้มรรคผล
ศาสนาคือคำสอนจะไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. เพราะฉะนั้น กาลนั้น
จึงเป็นกาลไม่สมควร. แม้กาลแห่งอายุหย่อนกว่าร้อยปี ก็ชื่อว่าเป็นกาล
ไม่สมควร เพราะเหตุไร ? เพราะว่าในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา
และโอวาทที่ให้แก่สัตว์ผู้มีกิเลสหนา ย่อมไม่ตั้งอยู่ในฐานเป็นโอวาท จะ
ปราศจากไปเร็วพลัน เหมือนรอยไม้ขีดในน้ำ เพราะฉะนั้น แม้กาลนั้น
ก็เป็นกาลไม่สมควร. กาลแห่งอายุตั้งแต่แสนปีลงมา และตั้งแต่ร้อยปีขึ้น
ไป ชื่อว่าเป็นกาลสมควร และกาลนั้นก็เป็นกาลแห่งอายุร้อยปี ลำดับนั้น
พระมหาสัตว์ก็มองเห็นกาลว่า เป็นกาลที่ควรบังเกิด.
จากนั้น เมื่อจะตรวจดูทวีป ได้ตรวจดูทวีปทั้ง ๔ พร้อมทั้งทวีป
บริวาร จึงเห็นทวีปหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บังเกิดในทวีปทั้งสาม
บังเกิดเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น.
หน้า 104
ข้อ 1
จากนั้น ก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่าชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่ มีประมาณ
หมื่นโยชน์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ จึงตรวจดู
โอกาสก็ได้เห็นมัชฌิมประเทศ. ชื่อว่ามัชฌิมประเทศ คือประเทศที่ท่าน
กล่าวไว้ในวินัยอย่างนี้ว่า ในทิศตะวันออกมีนิคมชื่อกชังคละ ถัดจากนั้น
ไป เป็นมหาสาลประเทศ ถัดจากมหาสาลประเทศนั้นไป เป็นปัจจันต-
ชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ มี
แม่น้ำชื่อว่าสัลลวดี ถัดจากแม่น้ำสัลลวดีนั้นไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วม
ในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศใต้ มีนิคมชื่อว่าเสตกัณณิกะ ถัด
จากเสตกัณณิกนิคมนั้นไป เป็นปัจจัย ชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิม-
ประเทศ. ในทิศตะวันตก มีพราหมณคามชื่อว่าถูนะ ถัดจากนั้นไป
เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศเหนือ มี
ภูเขาชื่อว่า อุสีรธชะ ถัดจากนั้นออกไป เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้า
มา เป็นมัชฌิมประเทศ. มัชฌิมประเทศนั้นยาวสามร้อยโยชน์ กว้าง
สองร้อยห้าสิบโยชน์ วัดโดยรอบได้เก้าร้อยโยชน์ ดังนี้ ในประเทศนั้น
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก
พระเจ้าจักรพรรดิ และขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล และคหบดี
มหาศาล ผู้มเหสักข์เหล่าอื่นย่อมเกิดขึ้น และนครชื่อว่ากบิลพัสดุ์นี้ก็ตั้ง
อยู่ในมัชฌิมประเทศนี้ พระโพธิสัตว์จึงได้ถึงความตกลงใจว่า เราควร
บังเกิดในนครนั้น.
ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะเลือกดูตระกูล จึงเห็นตระกูลว่า
ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่บังเกิดในตระกูลแพศย์หรือตระกูลศูทร
แต่จะบังเกิดในตระกูลทั้งสองเท่านั้น คือตระกูลกษัตริย์หรือตระกูล
หน้า 105
ข้อ 1
พราหมณ์ที่โลกยกย่องแล้ว ก็บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลก
ยกย่องแล้ว เราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่า
สุทโธทนะ จักเป็นพระบิดาของเรา.
ต่อจากนั้น จึงเลือกดูมารดาได้เห็นว่า ธรรมดามารดาของพระ-
พุทธเจ้า ย่อมไม่เป็นหญิงเหลาะแหละ ไม่เป็นนักเลงสุรา แต่จะเป็นผู้ได้
บำเพ็ญบารมีมาแสนกัป เป็นผู้มีศีลห้าไม่ขาดเลย จำเดิมแต่เกิดมา. ก็
พระเทวีพระนามว่ามหามายานี้ ทรงเป็นเช่นนี้ พระนางมหามายานี้ จัก
เป็นพระมารดาของเรา เมื่อตรวจดูว่า พระนางจะมีพระชนมายุเท่าไร
ก็เห็นว่า หลังจาก ๑๐ เดือนไปแล้ว จะมีพระชนมายุได้ ๗ วัน.
พระโพธิสัตว์ตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้ ด้วยประการดังนี้
แล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถึงกาลที่เราจะเป็นพระ-
พุทธเจ้าแล้ว เมื่อจะกระทำการสงเคราะห์เทวดาทั้งหลาย จึงได้ให้ปฏิญญา
แล้วส่งเทวดาเหล่านั้นไปด้วยคำว่า ขอพวกท่านไปได้ อันเทวดาชั้นดุสิต
ห้อมล้อมแล้วเข้าไปสู่นันทนวัน ในดุสิตบุรี จริงอยู่ ในเทวโลกทุกชั้น
มีนันทนวันทั้งนั้น ในนันทนวันนั้น เทวดาทั้งหลายจะเที่ยวคอยเตือน
ให้พระโพธิสัตว์นั้นระลึกถึงโอกาสแห่งกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อน
ว่า ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด.
พระโพธิสัตว์นั้นอันเทวดาทั้งหลาย ผู้เตือนให้ระลึกถึงกุศลอย่างนี้ ห้อม
ล้อมเที่ยวไปอยู่ในนันทนวันนั่นแล ได้จุติแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระนางมหามายาเทวี. เพื่อที่จะให้เรื่องการถือปฏิสนธินั้นชัดแจ้ง จึงมี
ถ้อยคำบรรยายโดยลำดับ ดังต่อไปนี้:-
ได้ยินว่า ครั้งนั้น ในนครกบิลพัสดุ์ได้มีการนักขัตฤกษ์เดือน ๘
หน้า 106
ข้อ 1
อย่างเอิกเกริก มหาชนเล่นงานนักขัตฤกษ์กัน. ฝ่ายพระนางมหามายาเทวี
ตั้งแต่วันที่ ๗ ก่อนวันเพ็ญ ทรงร่วมเล่นงานนักขัตฤกษ์ที่เพียบพร้อมด้วย
ดอกไม้เเละของหอมอันสง่าผ่าเผย ไม่มีการดื่มสุรา ในวันที่ ๗ ตั้งแต่เช้า
ตรู่ สรงสนานด้วยน้ำเจือน้ำหอม ทรงสละพระราชทรัพย์สี่แสน ถวายมหา-
ทานแล้ว ทรงประดับด้วยเครื่องราชอลังการทั้งปวง เสวยพระกระยาหาร
อย่างดี ทรงอธิษฐานองค์อุโบสถ เสด็จเข้าห้องอันมีสิริที่ประดับตกแต่ง
แล้ว บรรทมเหนือพระสิริไสยาสน์ ก้าวลงสู่ความหลับ ได้ทรงพระสุบิน
ดังนี้ว่า
นัยว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ ยกพระนางขึ้นไปพร้อมกับ
พระที่ไสยาสน์ แล้วนำไปยังป่าหิมพานต์วางลงบนพื้นมโนศิลามีประมาณ
๖๐ โยชน์ ภายใต้ต้นสาละใหญ่มีขนาด ๗ โยชน์ แล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วน
สุดข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น เหล่าพระเทวีของท้าวมหาราชเหล่านั้น พากัน
มานำพระเทวีไปยังสระอโนดาต ให้สรงสนาน เพื่อที่จะชำระล้างมลทิน
ของมนุษย์ออก แล้วให้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ให้ทรงลูบไล้ด้วยของหอม
ให้ทรงประดับดอกไม้ทิพย์ ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น มีภูเขาเงินลูกหนึ่ง
ภายในภูเขาเงินนั้นมีวิมานทอง พวกเขาให้ตั้งพระที่ไสยาสน์อันเป็น
ทิพย์ มีเบื้องพระเศียรอยู่ทางทิศตะวันออก ในวิมานทองนั้น แล้วให้
บรรทม. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เป็นช้างตัวประเสริฐสีขาว ท่องเที่ยว
ไปในภูเขาทองลูกหนึ่งซึ่งมีอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น ได้ลงจากภูเขาทอง
นั้นแล้วขึ้นไปยังภูเขาเงิน เดินมาทางทิศเหนือ ได้เอาวงซึ่งมีสีดังพวง
เงินจับดอกปทุมสีขาว เปล่งเสียงโกญจนาทเข้าไปยังวิมานทอง กระทำ
หน้า 107
ข้อ 1
ประทักษิณพระที่ไสยาสน์ของพระมารดา ๓ ครั้ง ได้เป็นเสมือนผ่าพระ-
ปรัศว์เบื้องขวาเข้าสู่พระครรภ์. พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิด้วยนักขัตฤกษ์
เดือน ๘ หลัง ด้วยประการฉะนี้.
วันรุ่งขึ้น พระเทวีทรงตื่นบรรทมแล้วกราบทูลพระสุบินนั้นแด่
พระราชา พระราชารับสั่งให้เชิญพราหมณ์ชั้นหัวหน้าประมาณ ๖๔ คน
เข้าเฝ้า ให้ปูลาดอาสนะอันควรค่ามากบนพื้นที่ฉาบทาด้วยโคมัยสด มี
เครื่องสักการะอันเป็นมงคลที่กระทำด้วยข้าวตอกเป็นต้น ให้ใส่ข้าวปายาส
ชั้นเลิศที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดเต็มถาดทองและเงิน
เอาถาดทองและเงินนั่นแหละ ครอบแล้วได้ประทานแก่เหล่าพราหมณ์ผู้นั่ง
อยู่บนอาสนะนั้น และทรงให้พราหมณ์เหล่านั้นอิ่มหนำด้วยสิ่งของอื่น ๆ
มีการประทานผ้าใหม่ และแม่โคแดงเป็นต้น ทีนั้น จึงรับสั่งให้บอก
พระสุบินแก่พราหมณ์เหล่านั้นผู้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง แล้ว
ตรัสถามว่า จักมีเหตุการณ์อะไร. พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงพระปริวิตกเลย พระเทวีทรงตั้งพระ-
ครรภ์แล้ว และพระครรภ์ที่ตั้งขึ้นนั้น เป็นครรภ์บุรุษ มิใช่ครรภ์สตรี
พระองค์จักมีพระโอรส ถ้าพระโอรสนั้นทรงครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิ ถ้าเสด็จออกจากเรือนทรงผนวช จักได้เป็นพระพุทธเจ้ามี
กิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก.
ก็ในขณะที่พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา
นั่นแหละ เหมือนโลกธาตุทั้งสิ้นได้สะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกัน
ทันที. ปุพพนิมิต ๓๒ ประการ ได้ปรากฏขึ้นแล้วในหมื่นจักรวาล ได้
หน้า 108
ข้อ 1
แสงสว่างหาประมาณมิได้แผ่ซ่านไป, พวกคนตาบอดกลับได้ดวงตา ประ-
หนึ่งว่ามีความประสงค์จะดูพระสิรินั้นของพระโพธิสัตว์นั้น. พวกคน
หูหนวกได้ยินเสียง, พวกคนใบ้พูดจาได้, พวกคนค่อมก็มีตัวตรง, พวก
คนง่อยก็กลับเดินได้ด้วยเท้า, สัตว์ทั้งปวงที่ถูกจองจำก็หลุดพ้นจากเครื่อง
จองจำมีขื่อคาเป็นต้น ไฟในนรกทั้งปวงก็ดับ, ในเปรตวิสัย ความหิว
กระหายก็ระงับ. เหล่าสัตว์ดิรัจฉานก็ไม่มีความกลัว. โรคของสัตว์ทั้งปวง
ก็สงบ. สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็พูดจาด้วยถ้อยคำอันน่ารัก, ม้าทั้งหลาย
ต่างหัวเราะด้วยอาการอันไพเราะ, ช้างทั้งหลายต่างก็ร้อง. ดนตรีทุกชนิด
ต่างก็เปล่งเสียงกึกก้องของตน ๆ, เครื่องอาภรณ์ที่สวมอยู่ในมือเป็นต้น
ของพวกมนุษย์ ไม่กระทบกันเลย ก็เปล่งเสียงได้, ทั่วทุกทิศแจ่มใส,
สายลมอ่อนเย็น ทำความสุขให้เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายก็รำเพยพัด, เมฆ
ฝนที่มิใช่กาลก็ตกลงมา, น้ำก็พุแม้จากแผ่นดินไหลไป. พวกนกก็งด
การบินไปในอากาศ, แม่น้ำทั้งหลายก็หยุดนิ่งไม่ไหล. มหาสมุทรมีน้ำ
มีรสหวาน, พื้นน้ำก็ดาดาษด้วยปทุม ๕ สี มีทั่วทุกแห่ง, ดอกไม้ทุกชนิด
ทั้งที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำก็เบ่งบาน, ดอกปทุมชนิดลำต้นก็บานที่ลำต้น,
ดอกปทุมชนิดกิ่งก็บานที่กิ่ง. ดอกปทุมชนิดเครือเถาก็บานที่เครือเถา,
ดอกปทุมชนิดก้านก็ชำแรกพื้นศิลาทึบ เป็นดอกบัวซ้อน ๆ กัน ออกมา,
ดอกปทุมชนิดห้อยในอากาศก็บังเกิดขึ้น. ฝนดอกไม้ก็ตกลงมารอบด้าน,
ดนตรีทิพย์ต่างก็บรรเลงในอากาศ, โลกธาตุทั่วทั้งหมื่น ได้เป็นประหนึ่ง
พวงมาลัยที่เขาหมุนแล้วขว้างไป เป็นประหนึ่งกำดอกไม้ที่เขาบีบแล้วผูก
มัดไว้ เป็นเสมือนอาสนะดอกไม้ที่เขาตกแต่งประดับประดาไว้ และเป็น
หน้า 109
ข้อ 1
เสมือนพัดวาลวิชนีที่กำลังโบก ซึ่งมีระเบียบดอกเป็นอันเดียวกัน จึงได้
อบอวลไปด้วยความหอมของดอกไม้เเละธูป ถึงความโสภาคย์ยิ่งนัก.
จำเดิมแต่การถือปฏิสนธิของพระโพธิสัตว์ ผู้ถือปฏิสนธิแล้ว อย่างนี้
เพื่อที่จะป้องกันอันตรายแก่พระโพธิสัตว์ และมารดาของพระโพธิสัตว์
เทวบุตร ๔ องค์ถือพระขรรค์คอยให้การอารักขา. ความคิดเกี่ยวกับราคะ
ในบุรุษทั้งหลาย มิได้เกิดขึ้นแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์ พระนางมี
แต่ถึงความเลิศด้วยลาภและความเลิศด้วยศ มีความสุข มีพระวรกายไม่
ลำบาก และทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ ผู้อยู่ในภายในพระครรภ์
เหมือนเส้นด้ายสีเหลืองที่ร้อยไว้ในแก้วมณีใสฉะนั้น. ก็เพราะเหตุที่ครรภ์ที่
พระโพธิสัตว์อยู่ เป็นเสมือนห้องพระเจดีย์ สัตว์อื่นไม่อาจอยู่หรือใช้สอย
ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้๗ วัน พระมารดาของ
พระโพธิสัตว์จึงสวรรคตแล้วไปอุบัติในดุสิตบุรี. เหมือนอย่างว่า หญิง
อื่น ๆ ไม่ถึง ๑๐ เดือนบ้าง เลยไปบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง ตลอดบุตร
ฉันใด พระมารดาของพระโพธิสัตว์หาเหมือนอย่างนั้นไม่. ก็พระมารดา
ของพระโพธิสัตว์นั้น บริหารพระโพธิสัตว์ไว้ด้วยพระครรภ์ตลอด ๑๐
เดือน แล้วประทับยืนประสูติ ข้อนี้เป็นธรรมดาของพระมารดาแห่ง
พระโพธิสัตว์.
ฝ่ายพระมหามายาเทวีทรงบริหารพระโพธิสัตว์ด้วยพระครรภ์ ตลอด
๑๐ เดือน ประดุจบริหารน้ำมันด้วยบาตรฉะนั้น มีพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว
มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปยังเรือนแห่งพระญาติ จึงกราบทูลแด่พระ-
เจ้าสุทโธทนมหาราชว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันปรารถนาจะไปยัง
เทวทหนครอันเป็นของตระกูล. พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงรับว่าได้
หน้า 110
ข้อ 1
แล้วรับสั่งให้ทำหนทางจากนครกบิลพัสดุ์ จนถึงนครเทวทหะให้ราบเรียบ
ให้ประดับด้วยเครื่องประดับมีต้นกล้วย หม้อน้ำเต็ม ธงชาย และธง
แผ่นผ้าเป็นต้น ให้พระเทวีประทับนั่งในสีวิกาทอง ให้อำมาตย์พันคน
หาม ทรงส่งไปด้วยบริวารมากมาย. ก็ป่าสาลวันอันเป็นมงคลชื่อว่า
ลุมพินีวัน แม้ของชนชาวพระนครทั้งสอง ได้มีอยู่ในระหว่างนครทั้งสอง.
สมัยนั้น ป่าสาลวันทั้งสิ้น มีดอกบานเป็นถ่องแถวเดียวกัน ตั้งแต่โคน
จนถึงปลายกิ่ง. ตามระหว่างกิ่งและระหว่างดอก มีหมู่ภมร ๕ สี และ
หมู่นกนานัปการ เที่ยวร้องอยู่ด้วยเสียงอันไพเราะ ลุมพินีวันทั้งสิ้นได้
เป็นเสมือนจิตรลดาวัน เป็นประหนึ่งสถานที่มาดื่ม ซึ่งเขาจัดไว้อย่างดี
สำหรับพระราชาผู้มีอานุภาพมาก. พระเทวีทอดพระเนตรเห็นดังนั้น เกิด
มีพระประสงค์จะทรงเล่นในสาลวัน. อำมาตย์ทั้งหลายจึงพาพระเทวีเข้า
ไปยังสาลวัน. พระนางเสด็จเข้าถึงโคนต้นสาละอันเป็นมงคลแล้ว ได้มี
พระประสงค์จะจับกิ่งสาละ กิ่งสาละได้น้อมลงเข้าไปใกล้พระหัตถ์ของพระ-
เทวี ประหนึ่งยอดหวายที่ทอดลงอย่างอ่อนช้อยฉะนั้น. พระนางทรง
เหยียดพระหัตถ์จับกิ่ง. ก็ในขณะนั้นเอง ลมกัมมัชวาตของพระเทวีเกิด
ปั่นป่วน ลำดับนั้น มหาชนจึงวงม่านเพื่อพระนางแล้วถอยออกไป ก็
เมื่อพระนางทรงยืนจับกิ่งสาละอยู่นั่นแล ได้ประสูติแล้ว
ในขณะนั้นนั่นเอง ท้าวมหาพรหมผู้มี้จิตบริสุทธิ์ ๔ พระองค์
ก็ถือข่ายทองคำมาถึง ท้าวมหาพรหมเหล่านั้นเอาข่ายทองคำนั้นรับพระ-
โพธิสัตว์วางไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดาพลางทะลว่า ข้าแต่พระเทวี
ขอพระองค์ทรงดีพระทัยเถิด พระราชบุตรของพระองค์มีศักดาใหญ่อุบัติ
ขึ้นแล้ว.
หน้า 111
ข้อ 1
เหมือนอย่างว่า สัตว์เหล่าอื่นออกจากท้องมารดาแล้ว เปื้อนด้วยสิ่ง
ปฏิกูลไม่สะอาดคลอดออกมาฉันใด พระโพธิสัตว์หาเป็นเหมือนฉันนั้นไม่.
ก็พระโพธิสัตว์นั้นเหยียดมือทั้งสองและเท้าทั้งสองยืนอยู่ ดุจพระธรรม-
กถึกลงจากธรรมาสน์ และเหมือนบุรุษลงจากบันได ไม่แปดเปื้อนด้วย
ของไม่สะอาดใด ๆ ซึ่งมีอยู่ในครรภ์ของมารดา เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์
โชติช่วงอยู่ประดุจแก้วมณีที่เขาวางไว้บนผ้ากาสิกพัสตร์ฉะนั้น ตลอดออก
จากครรภ์พระมารดา. เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ตาม เพื่อจะสักการะพระโพธิสัตว์
และพระมารดาของพระโพธิสัตว์ สายธารน้ำสองสายจึงพลุ่งจากอากาศ
ทำให้ได้รับ ความสดชื่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์ และพระมารดา
ของพระโพธิสัตว์.
ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้รับพระโพธิสัตว์นั้น จากหัตถ์
ของท้าวมหาพรหมผู้ยืนเอาข่ายทองคำรับอยู่ ด้วยเครื่องลาดทำด้วยหนัง
เสือดาวอันมีสัมผัสสบาย ซึ่งสมมติกันว่าเป็นมงคล พวกมนุษย์เอา
พระยี่ภู่ทำด้วยผ้าทุกูลพัสตร์รับจากหัตถ์ของท้าวมหาราชเหล่านั้น พอพ้น
จากมือของพวกมนุษย์ พระโพธิสัตว์ก็ประทับยืนบนแผ่นดินทอดพระ-
เนตรดูทิศตะวันออก จักรวาลหลายพันได้เป็นลานอันเดียวกัน เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น พากันบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น
กล่าวกันว่า ข้าแต่มหาบุรุษ คนอื่นผู้จะเสมอเหมือนท่าน ไม่มีในโลกนี้
ในโลกนี้ จักมีผู้ยิ่งกว่ามาแต่ไหน พระโพธิสัตว์มองตรวจไปโดยลำดับ
ตลอดทั้ง ๑๐ ทิศ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศ ทิศน้อย ๔ ทิศ เบื้องล่างและ
เบื้องบน ด้วยประการอย่างนี้แล้ว มิได้ทรงเห็นใคร ๆ ผู้แม้นเหมือน
กับตน ทรงดำริว่านี้ทิศเหนือ จึงเสด็จโดยย่างพระบาทไป ๗ ก้าว มีท้าว
หน้า 112
ข้อ 1
มหาพรหมคอยกั้นเศวตฉัตร ท้าวสุยามะถือพัดวาลวิชนี และเทวดาอื่น ๆ
ถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เหลือ เดินตามเสด็จ. จากนั้นประทับยืน ณ พระ-
บาทที่ ๗ ทรงบันลือสีหนาทเปล่งอาสภิวาจาเป็นต้นว่า เราเป็นผู้เลิศ
ของโลก ดังนี้.
จริงอยู่ พระโพธิสัตว์พอคลอดออกมาจากครรภ์ของพระมารดา
เท่านั้น เปล่งวาจาได้ใน ๓ อัตภาพ คือ อัตภาพเป็นมโหสถ อัตภาพ
เป็นพระเวสสันดร และอัตภาพนี้.
ได้ยินว่า ในอัตภาพเป็นมโหสถ เมื่อพระโพธิสัตว์นั้น จะ
ตลอดออกจากครรภ์มารดาเท่านั้น ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาวางแก่นจันทน์
ลงในมือแล้วเสด็จไป พระโพธิสัตว์นั้นกำแก่นจันทน์นั้นไว้แล้วจึงคลอด
ออกมา. ลำดับนั้น มารดาถามพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าถือ
อะไรมาด้วย ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า โอสถจ้ะแม่ ดังนั้น บิดามารดาจึง
ดังชื่อเขาว่า โอสถกุมาร เพราะถือโอสถมา. บิดามารดาเอาโอสถนั้น
ใส่ไว้ในตุ่ม โอสถนั้นนั่นแหละได้เป็นยาระงับสารพัดโรค แก่คนตาบอด
หูหนวกเป็นต้นที่ผ่านมา ๆ. ต่อมา เพราะอาศัยคำพูดที่เกิดขึ้นว่า โอสถนี้
โอสถนี้มีคุณมหันต์ จึงได้เกิดมีชื่อว่า มโหสถ.
ส่วนในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร พระโพธิสัตว์เมื่อจะประสูติจาก
พระครรภ์มารดา ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาประสูติแล้วตรัสว่า พระมารดา
อะไร ๆ ในเรือนมีไหม ลูกจักให้ทาน. ลำดับนั้น พระมารดาของพระ-
องค์ตรัสว่า พ่อ ลูกบังเกิดในตระกูลที่มีทรัพย์ แล้วให้วางถุงทรัพย์หนึ่ง
พันไว้ จึงวางมือของพระโอรสไว้เหนือผ้าพระหัตถ์ของพระนาง.
หน้า 113
ข้อ 1
ส่วนในอัตภาพนี้ พระโพธิสัตว์บันลือสีหนาทนี้ พระโพธิสัตว์
พอประสูติจากพระครรภ์มารดาเท่านั้น ก็ทรงเปล่งพระวาจาได้ ในอัตภาพ
ทั้ง ๓ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็แม้ในขณะที่พระโพธิสัตว์นั้นประสูติ ได้มีบุรพนิมิต ๓๒ ประ-
การปรากฏขึ้น เหมือนในขณะถือปฏิสนธิ ก็สมัยใด พระโพธิสัตว์ของ
เราทั้งหลายประสูติในลุมพินีวัน สมัยนั้นนั่นแหละ พระเทวีมารดาพระ-
ราหุล พระอานันทเถระ ฉันนอำมาตย์ กาฬุทายีอำมาตย์ กัณฐกะ
อัศวราช มหาโพธิพฤกษ์ และหม้อขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ขุม ก็เกิดขึ้น
พร้อมกัน ในหม้อขุมทรัพย์ทั้ง ๔ นั้น ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดคาวุต
หนึ่ง ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดกึ่งโยชน์ ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาด
๓ คาวุต ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดหนึ่งโยชน์ โดยส่วนลึก ไปจดที่สุด
ของแผ่นดินทีเดียว เพราะเหตุนั้น ทั้ง ๗ เหล่านี้จึงจัดเป็นสหชาต.
ชนชาวเมืองทั้งสองนครได้พาพระโพธิสัตว์ไปยังนครกบิลพัสดุ์เลย
ทีเดียว ก็วันนั้นเอง หมู่เทพในภพดาวดึงส์ต่างร่าเริงยินดีว่า พระราชบุตร
ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในนครกบิลพัสดุ์ ประสูติแล้ว พระราชกุมาร
นี้จักนั่งที่ควงไม้โพธิ์ แล้วจักได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันโบกสะบัดผ้า
เป็นต้นเล่นสนุกกัน.
สมัยนั้น ดาบสชื่อว่ากาฬเทวิล ผู้คุ้นเคยกับราชสกุลของพระเจ้า
สุทโธทนมหาราช เป็นผู้ได้สมาบัติ ๘ การทำภัตกิจแล้วไปยังดาวดึงส์
พิภพ เพื่อต้องการพักผ่อนกลางวัน นั่งพักผ่อนกลางวันอยู่ในดาวดึงส์
พิภพนั้น เห็นเทวดาเหล่านั้นเล่นสนุกกันอยู่อย่างนั้น จึงถามว่า เพราะ
เหตุไร ท่านทั้งหลายจึงมีใจร่าเริงเล่นสนุกกันอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจง
หน้า 114
ข้อ 1
บอกเหตุนั้นแก่เราบ้าง. เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์
พระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชประสูติแล้ว พระราชบุตรนั้น
จักประทับที่โพธิมัณฑ์เป็นพระพุทธเจ้า ประกาศพระธรรมจักร พวกเรา
จักได้เห็นพระพุทธลีลาอันหาประมาณมิได้ของพระองค์ และจักได้ฟัง
ธรรม เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลายจึงได้เป็นผู้ยินดีด้วยเหตุนี้. พระดาบส
ได้ฟังคำของเทวดาเหล่านั้นแล้ว จึงรีบลงมาจากเทวโลก เข้าไปยัง
พระราชนิเวศน์ นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้วทูลว่า มหาบพิตร ได้ยิน
ว่าพระราชบุตรของพระองค์ประสูตรแล้ว อาตมภาพอยากจะเห็นพระราช-
บุตรนั้น. พระราชาทรงให้นำพระกุมารผู้แต่งตัวแล้วมา เริ่มที่จะให้ไหว้
พระดาบส พระบาททั้งสองของพระโพธิสัตว์ กลับไปประดิษฐานบน
ชฎาของพระดาบส จริงอยู่ บุคคลอื่นชื่อว่าผู้สมควรที่พระโพธิสัตว์จะพึง
ไหว้โดยอัตภาพนั้น ย่อมไม่มี ก็ถ้าผู้ไม่รู้ จะพึงวางศีรษะของพระ-
โพธิสัตว์ลงแทบบาทมูลของพระดาบส ศีรษะของพระดาบสนั้นจะแตก
ออก ๗ เสี่ยง. พระดาบสคิดว่า เราไม่ควรจะทำตนของเราให้พินาศ จึง
ลุกขึ้นจากอาสนะ ประคองอัญชลีแก่พระโพธิสัตว์. พระราชาทรงเห็น
ความอัศจรรย์ข้อนั้น จึงทรงไหว้พระราชบุตรของพระองค์.
พระดาบสระลึกได้ ๘๐ กัป คือในอดีต ๔๐ กัป ในอนาคต ๔๐ กัป
เห็นลักษณะสมบัติของพระโพธิสัตว์แล้วรำพึงว่า เธอจักได้เป็นพระพุทธ-
เจ้าหรือไม่หนอ จึงใคร่ครวญดูรู้ว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้อง
สงสัย จึงได้กระทำการยิ้มแย้มอันเป็นเหตุให้รู้ว่า พระราชบุตรนี้เป็น
อัจฉริยบุรุษ แต่นั้นจึงใคร่ครวญดูว่า เราจักได้เห็นอัจฉริยบุรุษผู้นี้เป็น
พระพุทธเจ้าหรือไม่หนอ ได้เห็นว่าเราจักไม่ได้ทันเห็น จักตายเสียใน
หน้า 115
ข้อ 1
ระหว่างนั้นแหละ จักบังเกิดในอรูปภพที่พระพุทธเจ้าร้อยองค์ก็ดี พันองค์
ก็ดี ไม่อาจเสด็จไปให้ตรัสรู้ได้ แล้วคิดว่า เราจักไม่ได้ทันเห็นอัจฉริย-
บุรุษชื่อผู้เห็นปานนี้เป็นพระพุทธเจ้า เราจักมีความเสื่อมอย่างมหันต์หนอ
จึงได้ร้องไห้แล้ว.
คนทั้งหลายเห็นแล้วจึงเรียนถามท่านว่า พระคุณเจ้าของพวกเรา
หัวเราะอยู่เมื่อกี้ กลับร้องไห้อีกเล่า ท่านผู้เจริญ อันตรายไร ๆ จักมีแด่
พระลูกเจ้าของพวกเราหรือหนอ ? พระดาบสบอกว่า พระราชบุตรนี้ไม่
มีอันตราย จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย. คนทั้งหลายจึง
เรียนถามว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงร้องไห้
เล่า พระดาบสบอกว่า เราโศกเศร้าถึงตนว่า จักไม่ได้ทันเห็นบุรุษ
ผู้เห็นปานนี้เป็นพระพุทธเจ้า เราจักมีความเสื่อมอย่างมหันต์หนอ จึงได้
ร้องไห้.
ลำดับนั้น ท่านจึงใคร่ครวญดูว่า บรรดาพวกญาติของเรา ญาติ
ไรๆ จักได้ทันเห็นบุรุษนี้เป็นพระพุทธเจ้าบ้างไหม ก็ได้เห็นนาลกทารก
ผู้เป็นหลานของตน. ท่านจึงไปยังเรือนของน้องสาวแล้วถามว่า นาลกะ
บุตรของเจ้าอยู่ไหน. น้องสาวตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า เขาอยู่ในเรือน
เจ้าค่ะ. พระดาบสกล่าวว่า จงไปเรียกเขามา ครั้นให้เรียกมาแล้ว จึงพูด
กะกุมารผู้มายังสำนักของตนว่า นี่แน่ะพ่อหลานชาย พระราชบุตรประสูติ
ในราชสกุลของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระราชบุตรนั่นเป็นหน่อเนื้อ
พุทธางกูร ล่วงไป ๓๕ ปีจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เจ้าจักได้ทันเห็น
พระองค์ เจ้าจงบวชเสียในวันนี้ทีเดียว.
หน้า 116
ข้อ 1
ฝ่ายทารกผู้เกิดในตระกูลมีทรัพย์ ๘๗ โกฏิคิดว่า หลวงลุงจักไม่
ชักชวนเราในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ทันใดนั้นเองจึงให้คนไปซื้อผ้ากาสายะ
และบาตรดินมาจากตลาด แล้วปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ
ประคองอัญชลีมุ่งหน้าไปทางพระโพธิสัตว์ โดยคิดว่า เราบวชอุทิศท่าน
ผู้อุดมบุคคลในโลก ดังนี้แล้วกราบไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เอาบาตร
ใส่ถุงคล้องจะงอยบ่า เข้าป่าหิมพานต์ กระทำสมณธรรม.
ท่านนาลกะนั้น เข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ได้บรรลุพระปรมาภิสัมโพธิ-
ญาณแล้ว ขอให้ตรัสนาลกปฏิปทา แล้วกลับเข้าป่าหิมพานต์อีก บรรลุ
พระอรหัตแล้วปฏิบัติปฏิปทาอย่างอุกฤษฏ์ รักษาอายุอยู่ได้ ๗ เดือนเท่านั้น
ยืนพิงภูเขาทองลูกหนึ่ง อยู่ท่าเดียว ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพ-
พานธาตุ.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์แล พระประยูรญาติทั่งหลายให้สนานพระเศียร
ในวันที่ ๕ แล้วคิดกันว่า จักเฉลิมพระนาม จึงให้ฉาบทาพระราช-
มณเฑียรด้วยคันธชาติ ๔ ชนิด โปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้จัด
ข้าวปายาสล้วน ๆ แล้วเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน ผู้เรียนจบไตรเพท ให้นั่ง
ในพระราชมณเฑียร ให้ฉันโภชนะอย่างดี กระทำสักการะอย่างมากมายแล้ว
ให้ทายพระลักษณะว่า อะไรจักเกิดมีหนอแล. บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น
ครั้งนั้น พราหมณ์ ๘ คนนั้น คือรามพราหมณ์ ธชพราหณ์
ลักขณพราหมณ์ มันตีพราหมณ์ ยัญญพราหมณ์ สุโภช-
พราหมณ์ สุยามพราหมณ์ และสุทัตตพราหมณ์ เป็นผู้
จบเวทางคศาสตร์มีองค์ ๖ กระทำให้แจ้งซึ่งมนต์แล้ว ด้วย
ประการฉะนี้.
หน้า 117
ข้อ 1
พราหมณ์เฉพาะ ๘ คนนี้นี่แล ได้เป็นผู้ทำนายพระลักษณะ. แม้
พระสุบินในวันที่ถือปฏิสนธิ พราหมณ์ทั้ง ๘ คนนี้นั่นแหละ ก็ได้ทำนาย
แล้ว. บรรดาพราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้น ๗ คนชูขึ้น ๒ นิ้ว ทำนายพระ-
โพธิสัตว์นั้นเป็น ๒ สถานว่า ผู้ประกอบด้วยพระลักษณะเหล่านี้ ถ้า
อยู่ครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าบวชจักได้เป็นพระ-
พุทธเจ้า แล้วบอกสิริสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหมด. แต่มาณพชื่อ
โกณฑัญญะ โดยโคตร เป็นหนุ่มกว่าพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ตรวจดู
ลักษณสมบัติอันประเสริฐของพระโพธิสัตว์แล้ว ชูขึ้นนิ้วเดียว พยากรณ์
โดยสถานเดียวเท่านั้นว่า พระกุมารนี้ไม่มีเหตุที่จะดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน
พระกุมารนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้ว โดย
ส่วนเดียว. อันโกณฑัญญมาณพนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ เป็นสัตว์ผู้จะ
เกิดในภพสุดท้าย มีปัญญาเหนือคนทั้ง ๗ นอกนี้ ได้เห็นคติเดียวเท่านั้น
กล่าวคือ พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะเป็นพระพุทธเจ้า
โดยแน่นอน เพราะเหตุนั้น จึงชูขึ้นนิ้วเดียวแล้วพยากรณ์อย่างนั้น.
ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายเมื่อจะเฉลิมพระนามของพระโพธิสัตว์นั้น จึง
ขนานพระนามว่า สิทธัตถะ เพราะกระทำให้สำเร็จความต้องการแก่โลก
ทั้งปวง.
ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงไปยังเรือนของตน ๆ เรียกลูก ๆ
มาบอกว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกเราเป็นคนแก่ จะอยู่ถึงพระราชบุตร
ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชบรรลุพระสัพพัญญุตญาณหรือไม่ (ก็ไม่รู้)
เมื่อพระราชกุมารนั้นบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว พวกเจ้าพึงบวชใน
หน้า 118
ข้อ 1
สำนักของพระองค์. พราหมณ์ทั้ง ๗ คนนั้นดำรงอยู่ตราบชั่วอายุแล้วได้
ไปตามกรรม ส่วนโกณฑัญญมาณพเท่านั้นยังมีชีวิตอยู่.
โกณฑัญญมานพนั้น เมื่อพระมหาสัตว์อาศัยความเจริญแล้วออก
มหาภิเนษกรมณ์บวชแล้ว เสด็จถึงอุรุเวลาประเทศโดยลำดับ ทรงพระ-
ดำริว่า ภูนิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริงหนอ ที่นี้สมควรที่จะบำเพ็ญเพียรของ
กุลบุตรผู้มีความต้องการจะบำเพ็ญเพียร จึงเสด็จเข้าไปอยู่ ณ ที่นั้น เขา
ได้ฟังข่าวว่า พระมหาบุรุษทรงผนวชแล้ว จึงเข้าไปหาพวกบุตรของ
พราหมณ์เหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินข่าวว่า พระสิทธัตถกุมารทรง
ผนวชแล้ว พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าบิดาของ
ท่านทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ ก็จะพึงออกบวชวันนี้ ถ้าแม้ท่านทั้งหลายจะต้อง
การจงมาซิ พวกเราจักบวชตามพระมหาบุรุษนั้น. พวกเขาทั้งหมดไม่
สามารถจะมีฉันทะเป็นอันเดียวกันได้ บรรดาชนทั้ง ๗ นั้น ๓ คนไม่บวช
๔ คนนอกนี้บวช โดยตั้งให้โกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า พราหมณ์ทั้ง
๕ คนนั้น จึงมีชื่อว่า พระปัญจวัคคีย์เถระ.
ก็ในครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนะตรัสถามว่า บุตรของเราเห็นอะไร
จึงจักบวช พวกอำมาตย์กราบทูลว่า เห็นบุพนิมิตทั้ง ๔. ตรัสถามว่า
บุพนิมิตอะไรบ้าง. กราบทูลว่า คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต.
พระราชาตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป พวกท่านอย่าได้เห็นปานนี้เข้าไป
ยังสำนักแห่งบุตรของเรา เราไม่มีกิจกรรมที่จะให้บุตรของเราเป็นพระ-
พุทธเจ้า เรามีความประสงค์จะเห็นบุตรของเราครอบครองราชสมบัติจักร-
พรรดิ อันมีความเป็นอิสริยาธิบดีในทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็น
บริวาร ห้อมล้อมด้วยบริษัทอันมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ ท่องเที่ยวไปในพื้น
หน้า 119
ข้อ 1
ท้องฟ้า ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อที่จะห้ามมิให้บุพนิมิตทั้ง ๔
ประการนี้ มาสู่คลองจักษุพระกุมาร จึงทรงตั้งการอารักขาไว้ในที่ทุก ๆ
คาวุตในทิศทาง ๔.
ก็วันนั้น เมื่อตระกูลพระญาติแปดหมื่นตระกูลประชุมกันในมงคล
สถานแล้ว พระญาติองค์หนึ่ง ๆ ได้อนุญาตบุตรคนหนึ่ง ๆ ว่า พระราช-
กุมารนี้ จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระราชาก็ตาม พวกเราจักให้บุตร
คนละคน ถ้าแม้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า จักเป็นผู้อันหมู่ขัตติยสมณะห้อม
ล้อมเที่ยวไป ถ้าแม้จักเป็นพระราชา จักเป็นผู้อันขัตติยกุมารห้อมล้อม
กระทำไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไป. ฝ่ายพระราชาก็ทรงตั้งนางนมผู้ปราศจาก
สรรพโรค สมบูรณ์ด้วยรูปอันอุดมแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เจริญ
ด้วยบริวารใหญ่ ด้วยสิริโสภาคย์อันยิ่งใหญ่.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงมีงานพระราชพิธีชื่อว่า วัปปมงคล.
วันนั้น ประชาชนต่างประดับประดาพระนครทั้งสิ้น ประดุจเทพนคร
คนทั้งหมดมีทาสและกรรมกรเป็นต้น นุ่งห่มผ้าใหม่ ประดับด้วยของ
หอมและดอกไม้เป็นต้น ประชุมกันในราชสกุล เทียมไถถึงพันคันใน
งานพระราชพิธี. ก็ในวันนั้น ไถ ๑๐๘ คัน หย่อนไว้คันหนึ่ง (คือ
๑๐๗ คัน) พร้อมทั้งโคผู้ผูกเชือกสายตะพาย หุ้มด้วยเงิน. ส่วนไถที่พระ-
ราชาทรงถือ หุ้มด้วยทองคำสุกปลั่ง. แม้เขา เชือกสายตะพา และ
ปฏักของโคผู้ทั้งหลาย หุ้มด้วยทองคำทั้งนั้น.
พระราชาเสด็จออกด้วยบริวารใหญ่ ได้ทรงพาพระราชบุตรไปด้วย.
ในสถานที่ประกอบพระราชพิธี มีต้นหว้าต้นหนึ่ง มีใบหนาแน่น มีร่มเงา
หน้า 120
ข้อ 1
ชิดสนิท. พระราชาทรงให้ปูลาดพระที่บรรทมของพระกุมาร ณ ภายใต้
ต้นหว้านั้น ให้ผูกเพดานขจิตด้วยดาวทองไว้เบื้องบน ให้แวดวงด้วย
ปราการคือพระวิสูตร วางการอารักขาเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประดับ
เครื่องราชอลังการทั้งปวง ห้อมล้อมด้วยหมู่อำมาตย์เสด็จไปยังสถานที่
จรดพระนังคัล ณ ที่นั้นพระราชาทรงถือพระนังคัลทองคำ อำมาตย์
ทั้งหลายถือไถเงิน ๑๐๗ คัน พวกชาวนาถือไถที่เหลือ. พวกเขาถือไถ
เหล่านั้นไถไปรอบ ๆ ส่วนพระราชาทรงไถจากด้านในไปสู่ด้านนอก ไถ
จากด้านนอกไปสู่ด้านใน. ในที่แห่งหนึ่ง มีมหาสมบัติ. พวกนางนมที่
นั่งห้อมล้อมพระโพธิสัตว์ คิดว่าจักไปดูสมบัติของพระราชา จึงออกจาก
พระวิสูตรไปข้างนอก.
พระโพธิสัตว์ทรงแลดูไปรอบ ๆ ไม่เห็นมีใครเลย จึงเสด็จลุกขึ้น
โดยเร็ว ทรงนั่งขัดสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้น
แล้ว. พวกนางนมเที่ยวไปในระหว่างเวลากินอาหาร จึงชักช้าไปหน่อย
หนึ่ง. เงาของต้นไม้ที่เหลือคล้อยไป แต่เงาของต้นหว้านั้นคงตั้งอยู่เป็น
ปริมณฑล. พวกนางนมคิดได้ว่า พระลูกเจ้าประทับอยู่พระองค์เดียว
จึงรีบยกพระวิสูตรขึ้นเข้าไปภายใน เห็นพระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิบน
พระที่บรรทม และเห็นปาฏิหาริย์นั้น จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า
ข้าแต่สมมติเทพ พระกุมารประทับนั่งอย่างนี้ เงาของต้นไม้อื่น ๆ คล้อย
ไปแล้ว แต่เงาของต้นหว้าคงตั้งเป็นปริมณฑลอยู่. พระราชารีบเสด็จมา
ทรงเห็นปาฏิหาริย์ จึงทรงไหว้พระโอรสโดยตรัสว่า นี่แนะพ่อ นี้เป็นการ
ไหว้เจ้าครั้งที่สอง.
หน้า 121
ข้อ 1
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์มีพระชนมายุ ๑๖ พรรษาโดยลำดับ. พระ-
ราชาให้สร้างปราสาทสามหลัง อันเหมาะสมแต่ฤดูทั้งสาม เพื่อพระโพธิ-
สัตว์ คือหลังหนึ่งมี ๙ ชั้น หลังหนึ่งมี ๗ ชั้น หลังหนึ่ง ๕ ชั้น และ
ให้หญิงฟ้อนรำสี่หมื่นนางคอยบำเรอรับใช้. พระโพธิสัตว์อันหญิงฟ้อนรำ
ผู้ประดับกายงดงามห้อมล้อม เหมือนเทพบุตรอันหมู่นางอัปสรห้อมล้อมอยู่
ฉะนั้น ถูกบำเรออยู่ด้วยดนตรีไม่มีบุรุษเจือปน เสวยมหาสมบัติอยู่ใน
ปราสาททั้งสามตามคราวแห่งฤดู. ส่วนพระเทวีมารดาพระราหุลเป็นพระ-
อัครมเหสีของพระองค์.
เมื่อพระองค์เสวยสมบัติอยู่อย่างนั้น วันหนึ่ง ได้มีการพูดกันขึ้น
ในระหว่างหมู่พระญาติดังนี้ว่า พระสิทธัตถะทรงเที่ยวขวนขวายอยู่แต่การ
เล่นเท่านั้น ไม่ทรงศึกษาศิลปศาสตร์อะไร ๆ เมื่อมีสงครามมาประชิด
เข้า จักกระทำอย่างไร. พระราชารับสั่งให้เรียกพระโพธิสัตว์มาแล้ว
ตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ พวกญาติ ๆ ของลูกพากันพูดว่า สิทธัตถะไม่ศึกษา
ศิลปศาสตร์อะไร ๆ ขวนขวายแต่การเล่นเท่านั้นเที่ยวไป ในเรื่องนี้ ลูก
จะเข้าใจอย่างไร ในเวลาประจวบกับพวกศัตรู พระโพธิสัตว์ทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ ขอพระองค์
ได้โปรดให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องไปในพระนคร เพื่อให้มาดูศิลปะของข้า
พระองค์ ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป ข้าพระองค์จักแสดงศิลปศาสตร์แก่หมู่
พระญาติ. พระราชาได้ทรงกระทำตามนั้น พระโพธิสัตว์ให้ประชุมนัก
แม่นธนูผู้สามารถยิงอย่างสายฟ้าแลบ และผู้สามารถยิงขนหางสัตว์ แล้ว
ทรงแสดงศิลปะทั้ง ๑๒ ชนิดแก่พระญาติ ซึ่งไม่ทั่วไปกับพวกนักแม่นธนู
หน้า 122
ข้อ 1
อื่น ๆ ในท่ามกลางมหาชน. เรื่องนั้นพึงทราบตามนัยที่มีมาในสรภังค-
ชาดกนั่นแล. ครั้งนั้น หมู่พระญาติของพระองค์ได้หมดข้อสงสัย
อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์มีพระประสงค์จะเสด็จไปยังอุทยานภูมิ
จึงตรัสเรียกนายสารถีมาแล้วตรัสว่า จงเทียมรถ. นายสารถีนั้นรับพระ-
บัญชาแล้ว ประดับรถชั้นสูงสุดอันควรค่ามาก ด้วยเครื่องประดับทั้งปวง
แล้วเทียมม้าสินธพที่เป็นมงคล ๔ ตัว มีสีดังกลีบดอกโกมุท เสร็จแล้ว
จึงทูลบอกแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นรถอันเป็นเช่นกับเทพ-
วิมาน ได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปทางอุทยาน. เทวดาทั้งหลายคิดว่า กาล
ที่จะตรัสรู้พร้อมเฉพาะของพระสิทธัตถกุมาร ใกล้เข้ามาแล้ว พวกเราจัก
แสดงบุพนิมิต จึงแสดงเทวบุตรองค์หนึ่ง ให้เป็นคนแก่ชรา มีฟันหัก
ผมหงอก หลังโกง มีร่างกายค้อมลง ถือไม้เท้า สั่นงก ๆ เงิน ๆ
พระโพธิสัตว์และนายสารถีก็ได้ทอดพระเนตรเห็น และแลเห็นคนแก่ชรา
นั้น. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสถามนายสารถี โดยนัยอันมาใน
มหาปทานสูตรว่า นี่แน่ะสหาย บุรุษนั่นชื่อไร แม้ผมของเขาก็ไม่เหมือน
คนอื่น ๆ ดังนี้ ได้ทรงสดับคำของนายสารถีนั้นแล้วทรงดำริว่า แน่ะผู้
เจริญความเกิดนี้ น่าติเตียนจริงหนอ เพราะชื่อว่าความแก่จักปรากฏแก่
สัตว์ผู้เกิดแล้วดังนี้ มีพระทัยสลด เสด็จกลับจากที่นั้นขึ้นสู่ปราสาททันที
พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร บุตรของเราจึงกลับเร็ว ? นายสารถี
กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเห็นคนแก่ พระเจ้าข้า. พระราชา
ตรัสว่า พวกเขาพูดกันว่า เพราะเห็นคนแก่จักบวช เพราะเหตุไร พวก
เจ้าจึงจะทำเราให้ฉิบหายเสียเล่า จงรีบจัดนางฟ้อนรำให้ลูกเราดู เธอเสวย
หน้า 123
ข้อ 1
สมบัติอยู่ จักไม่ระลึกถึงการบวช แล้วทรงเพิ่มการอารักขาให้มากขึ้น
วางการอารักขาไว้ในที่ทุก ๆ กึ่งโยชน์ ในทิศทั้งปวง.
วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังอุทยานเหมือนอย่างเดิม ทอด
พระเนตรเห็นคนเจ็บที่เทวดานิมิตขึ้น จึงตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแหละ
มีพระทัยสลด เสด็จกลับขึ้นสู่ปราสาท. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสถามแล้วทรง
จัดแจงโดยนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแหละ แต่เพิ่มการอารักขาขึ้นอีก
ทรงวางการอารักขาไว้ในที่มีประมาณ ๓ คาวุตโดยรอบ.
ต่อมาอีกวัน พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุทยานเหมือนเดิม ทอดพระ-
เนตรเห็นคนตายที่เทวดานิมิตขึ้น ตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแหละ มีพระ-
ทัยสลด หวนกลับขึ้นสู่ปราสาท. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสถามแล้วทรงจัดแจง
โดยนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแหละ จึงทรงเพิ่มการอารักขาขึ้นอีก ทรง
วางการอารักขาไว้ในที่ประมาณหนึ่งโยชน์โดยรอบ.
วันรุ่งขึ้นต่อมา พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุทยาน ทอดพระเนตรเห็น
บรรพชิตนุ่งห่มเรียบร้อยที่เทวดานิมิตไว้อย่างนั้นเหมือนกัน จึงตรัสถาม
นายสารถีว่า สหาย ผู้นี้ชื่อไร ? สารถีไม่รู้จักบรรพชิตหรือคุณธรรม
ของบรรพชิต เพราะยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นก็จริง ถึงกระนั้น เพราะ
อานุภาพของเทวดา เขากล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผู้นี้ชื่อว่าบรรพชิต
แล้วพรรณนาคุณของการบวช. พระโพธิสัตว์ยังความพอพระทัยให้เกิดขึ้น
ในการบวช ได้เสด็จไปยังอุทยานตลอดวันนั้น. ฝ่ายพระทีฆภาณกาจารย์
ทั้งหลายกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปเห็นนิมิตทั้ง ๔ โดยวันเดียว
เท่านั้น.
หน้า 124
ข้อ 1
พระโพธิสัตว์นั้นทรงเล่นอยู่ในอุทยานนั้นตลอดทั้งวัน แล้วสรง
สนานในสระโบกขรณีอันเป็นมงคล เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ประทับ
นั่งบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล มีพระประสงค์จะให้เขาแต่งพระองค์. ทีนั้น
พวกบริจาริกาของพระองค์ถือเอาผ้าสีต่าง ๆ เครื่องอาภรณ์หลายชนิดนา-
นัปการ และดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ มายืนห้อมล้อมอยู่โดยรอบ.
ขณะนั้น อาสนะที่ท้าวสักกะประทับนั่ง ได้มีความร้อนขึ้น ท้าวสักกะนั้น
ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า ใครหนอ มีความต้องการจะให้เราเคลื่อนจากที่นี้
ทรงทราบว่าพระโพธิสัตว์มีพระประสงค์จะให้ตกแต่งพระองค์ จึงตรัส
เรียกพระวิสสุกรรมมาตรัสว่า นี่แน่ะวิสสุกรรมผู้สหาย วันนี้ สิทธัตถกุมาร
จักเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในเวลาเที่ยงคืน การประดับนี้เป็นการ
ประดับครั้งสุดท้ายของพระองค์ ท่านจงไปยังอุทยานประดับตกแต่งพระ-
มหาบุรุษ ด้วยเครื่องประดับอันเป็นทิพย์. พระวิสสุกรรมนั้นรับเทวบัญชา-
แล้ว เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ทันที ด้วยเทวานุภาพเป็นเหมือนกับช่าง
กัลบกของพระองค์ทีเดียว เอาผ้าทิพย์พันพระเศียรของพระโพธิสัตว์.
โดยการสัมผัสมือเท่านั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้ทราบว่า ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ ผู้นี้
เป็นเทวบุตร. เมื่อพอเขาเอาผ้าพันผืนพันพระเศียรเข้า ผ้าพันผืนก็นูนขึ้น
โดยอาการคล้ายแก้วมณีบนพระโมลี เมื่อเขาพันอีก ผ้าพันผืนก็นูนขึ้น
เพราะเหตุนั้น เมื่อเขาพัน ๑๐ ครั้ง ผ้าหมื่นผืนก็นูนสูงขึ้น. ใคร ๆ
ไม่ควรคิดว่า พระเศียรเล็ก ผ้ามาก พอนูนขึ้นได้อย่างไร. เพราะ
บรรดาผ้าเหล่านั้น ผ้าที่ใหญ่กว่าทุกผืน มีขนาดเท่าดอกมะขามป้อม
ผ้าที่เหลือมีขนาดเท่าดอกกระทุ่ม พระเศียรของพระโพธิสัตว์ได้เป็น
เหมือนดอกสารภีที่หนาแน่นด้วยเกสรฉะนั้น.
หน้า 125
ข้อ 1
ลำดับนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว
เมื่อพวกนักดนตรีทั้งปวงแสดงปฏิภาณของตน ๆ เมื่อพวกพราหมณ์สรร-
เสริญด้วยคำมีอาทิว่า ขอพระองค์จงทรงยินดีในชัยชนะ เพราะพวกคนที่
ถือการได้ยินได้ฟังว่าเป็นมงคลเป็นต้น สรรเสริญด้วยการประกาศสดุดี
ด้วยคำอันเป็นมงคลนานัปการ พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นรถอันประเสริฐซึ่ง
ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง. สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
ทรงสดับว่า มารดาราหุลประสูติพระโอรส จึงส่งสาสน์ไปว่า ท่านทั้งหลาย
จงบอกความดีใจของเราแก่ลูกของเราด้วย. พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับข่าว
สาสน์นั้นแล้วตรัสว่า ราหุ (ห่วง) เกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว. พระ-
ราชาตรัสถามว่า บุตรของเราได้พูดอะไรบ้าง ครั้นได้สดับคำนั้นแล้วจึง
ตรัสว่า ตั้งแต่นี้ไป หลานของเราจงมีชื่อว่า ราหุลกุมาร.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสด็จขึ้นทรงรถอันประเสริฐ เสด็จเข้าสู่พระนคร
ด้วยพระยศอันยิ่งใหญ่ ด้วยพระสิริโสภาคย์อันรื่นรมย์ใจยิ่งนัก. สมัยนั้น
นางขัตติยกัญญาพระนามว่า กีสาโคตมี เสด็จอยู่ ณ พื้นปราสาทชั้นบน
อันประเสริฐ เห็นความสง่าแห่งพระรูปโฉมของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำ
ประทักษิณพระนคร ทรงเกิดปีติโสมนัส จึงทรงเปล่งอุทานนี้ว่า
บุรุษเช่นนี้ เป็นบุตรของมารดาใด มารดานั้นก็ดับ๑ได้แน่
เป็นบุตรของบิดาใด บิดานั้นก็ดับได้แน่ เป็นสามีของนารีใด
นารีนั้นก็ดับได้แน่.
พระโพธิสัตว์สดับคำอันเป็นคาถานั้น ทรงดำริว่า พระนางกีสาโคตมี
นี้ตรัสอย่างนี้ว่า หทัยของมารดา หทัยของบิดา หทัยของภริยา ผู้เห็นอัตภาพ
เห็นปานนี้ ย่อมดับทุกข์ได้ เมื่ออะไรหนอดับ หทัยจึงชื่อว่าดับทุกข์ได้.
๑. หมายถึงสมายใจ, เย็นใจ.
หน้า 126
ข้อ 1
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ผู้มีหทัยคลายความกำหนัดในกิเลสทั้งหลาย
ได้มีพระดำริดังนี้ว่า เมื่อไฟคือราคะดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี เมื่อไฟคือ
โทสะดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี เมื่อไฟคือโมหะดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี
เมื่อความเร่าร้อนเพราะกิเลสทั้งปวงมีมานะทิฏฐิเป็นต้นดับ หทัยชื่อว่า
ดับก็มี พระนางให้เราฟังคำที่ดี ความจริง เรากำลังเที่ยวแสวงหาความ
ดับอยู่ วันนี้แล เราควรทิ้งการครองเรือนออกไปบวชแสวงหาความดับ.
นี้จงเป็นส่วนแห่งอาจารย์สำหรับพระนางเถิด แล้วปลดแก้วมุกดาหารมีค่า
หนึ่งแสนจากพระศอ ส่งไปประทานแก่พระนางกีสาโคตมี. พระนางเกิด
ความโสมนัสว่า สิทธัตถกุมารมีจิตปฏิพัทธ์เราจึงส่งเครื่องบรรณาการมาให้.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นสู่ปราสาทของพระองค์ ด้วยพระสิริโสภาคย์
อันยิ่งใหญ่ เสด็จบรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ ในทันใดนั้นเอง เหล่าสตรี
นักฟ้อนผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ผู้ศึกษามาดีแล้วใน
การฟ้อนและการขับเป็นต้น ทั้งงามเลิศด้วยรูปโฉม ประดุจนางเทพ.
กัญญา ถือดนตรีนานาชนิดมาแวดล้อมทำพระโพธิสัตว์ให้อภิรมย์ยินดี
ต่างพากันประกอบการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง. พระโพธิสัตว์ไม่
ทรงอภิรมย์ยินดีในการฟ้อนรำเป็นต้น เพราะทรงมีพระหฤทัยเบื่อหน่ายใน
กิเลสทั้งหลาย ครู่เดียวก็เสด็จเข้าสู่นิทรา. ฝ่ายสตรีเหล่านั้นคิดกันว่า
พวกเราประกอบการฟ้อนรำเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระราชกุมารใด
พระราชกุมารนั้นเสด็จเข้าสู่นิทราแล้ว บัดนี้พวกเราจะลำบากไปเพื่ออะไร
ต่างพากันวางเครื่องดนตรีที่ถือไว้ๆ แล้วก็นอนหลับไป ดวงประทีป
น้ำมันหอมยังคงลุกสว่างอยู่.
หน้า 127
ข้อ 1
พระโพธิสัตว์ทรงตื่นบรรทม ทรงนั่งขัดสมาธิบนหลังพระที่บรรทม
ได้ทอดพระเนตรเห็นสตรีเหล่านั้นนอนหลับทับเครื่องดนตรีอยู่ บางพวก
มีน้ำลายไหล มีตัวเปรอะเปื้อนน้ำลาย บางพวกกัดฟัน บางพวกนอนกรน
บางพวกละเมอ บางพวกอ้าปาก บางพวกผ้าหลุดลุ่ยปรากฏอวัยวะเพศอัน
น่าเกลียด. พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นอาการผิดแผกของสตรีเหล่า-
นั้น ได้ทรงมีพระหฤทัยเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายยิ่งกว่าประมาณ พื้น
ใหญ่นั้นตกแต่งประดับประดาไว้แม้จะเป็นเช่นกับภพของท้าวสักกะ ก็
ปรากฏแก่พระองค์ประหนึ่งว่า ป่าช้าผีดิบซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิด
ภพทั้ง ๓ ปรากฏเหมือนเรือนถูกไฟไหม้ จึงเปล่งอุทานว่า วุ่นวายจริง
หนอ ขัดข้องจริงหนอ. พระทัยของพระองค์ทรงน้อมไปเพื่อบรรพชา
ยิ่งขึ้น.
พระโพธิสัตว์นั้นทรงดำริว่า เราออกมหาภิเนษกรมณ์เสียในวันนี้
ทีเดียว จึงเสด็จลุกขึ้นจากพระที่บรรทม เสด็จไปใกล้ประตูตรัสว่า ใคร
อยู่ที่นั่น. นายฉันนะนอนเอาศีรษะหนุนธรณีประตูอยู่กราบทูลว่า ข้าแต่
พระลูกเจ้า ข้าพระองค์ ฉันนะ. ตรัสว่า วันนี้เรามีประสงค์จะออกมหา-
ภิเนษกรมณ์ จงจัดหาม้าให้เราตัวหนึ่ง. เขาทูลรับว่า ได้ พระเจ้าข้า แล้ว
ถือเอาเครื่องม้าไปยังโรงม้า เมื่อดวงประทีปน้ำมันหอมยังลุกโพลงอยู่
เห็นหญ้าม้ากัณฐกะยืนอยู่บนภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ภายใต้เพดานแผ่น
ดอกมะลิ คิดว่า วันนี้ เราควรจัดม้าตัวนี้แหละถวาย จึงได้จัดม้ากัณฐกะ.
มากัณฐกะนั้นเมื่อนายฉันนะจัดเตรียมอยู่ ได้รู้ว่าการจัดเตรียมคราวนี้
กระชับแน่นจริง ไม่เหมือนการจัดเตรียมในคราวเสด็จประพาสเล่นในสวน
เป็นต้น ในวันอื่น ๆ วันนี้พระลูกเจ้าของเรา จักมีพระประสงค์เสด็จ
หน้า 128
ข้อ 1
ออกมหาภิเนษกรมณ์. ทีนั้นก็มีใจยินดีจึงร้องดังลั่น เสียงนั้นจะพึงกลบ
ไปทั่วทั้งพระนคร แต่เทวดาทั้งหลายกั้นเสียงนั้นไว้มิให้ใคร ๆ ได้ยิน.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงใช้นายฉันนะไปแล้วทรงดำริว่า เราจักเยี่ยม
ดูลูกเสียก่อน จึงเสด็จลุกขึ้นจากบัลลังก์ที่ประทับ เสด็จไปยังที่อยู่ของ
พระมารดาพระราหุล ทรงเปิดประตูห้อง ขณะนั้นดวงประทีปน้ำมันหอม
ยังลุกไหม้อยู่ในภายในห้อง พระมารดาพระราหุลทรงบรรทมวางพระหัตถ์
เหนือเศียรพระโอรส บนที่บรรทมอันเกลื่อนกล่นด้วยดอกมะลิซ้อนและ
ดอกมะลิลาเป็นต้น. พระโพธิสัตว์ประทับยืนวางพระบาทบนธรณีประตู
ทอดพระเนตรดูแล้วทรงดำริว่า ถ้าเราจักเอามือพระเทวีออกแล้วจับลูก
ของเราไซร้ พระเทวีก็จักตื่นบรรทม เมื่อเป็นอย่างนั้น อันตรายจักมี
แก่เรา เราจักเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจักมาเยี่ยมดูลูก ครั้นทรงดำริ
แล้วจึงเสด็จลงจากพื้นปราสาทไป. ก็คำที่กล่าวไว้ในอรรถกถาชาดกว่า
ตอนนั้น พระราหุลกุมารประสูติได้ ๗ วัน ดังนี้ ไม่มีอยู่ในอรรถกถา
ที่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้น พึงถือเอาคำนี้แหละ.
พระโพธิสัตว์เสด็จลงจากพื้นปราสาทอย่างนี้แล้ว เสด็จเข้าไปใกล้
ม้าตรัสอย่างนี้ว่า นี่แน่ะพ่อกัณฐกะ วันนี้ เจ้าจงให้เราข้ามฝั่งสักคืน
หนึ่งเถิด เราอาศัยเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จักยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ให้ข้ามฝั่งด้วย. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ก็กระโดดขึ้นหลังม้ากัณฐกะ.
ม้ากัณฐกะโดยความยาวเริ่มแต่คอวัดได้ ๑๘ ศอก ประกอบด้วยส่วนสูง
อันเหมาะสมกับความยาวนั้น สมบูรณ์ด้วยกำลังและความเร็ว ตัวขาว
ปลอดประดุจสังข์ที่ขัดแล้ว. ถ้าม้ากัณฐกะนั้นพึงร้องหรือกระทำเสี่ยงที่เท้า
เสียงก็จะพึงกลบไปทั่วทั้งพระนคร เพราะฉะนั้น เทวดาทั้งหลายจึงปิด
หน้า 129
ข้อ 1
เสียงร้องของม้านั้น โดยประการที่ใคร ๆ จะไม่ได้ยิน ด้วยอานุภาพของ
คน แล้วเอาฝ่ามือเข้าไปรองรับในวาระที่ม้าก้าวเท้าเหยียบไป ๆ. พระ-
โพธิสัตว์เสด็จอยู่ท่ามกลางหลังม้าตัวประเสริฐ ให้นายฉันนะจับหางม้า
เสด็จถึงยังที่ใกล้ประตูใหญ่ตอนเที่ยงคืน.
ก็ในกาลนั้น พระราชาทรงให้การทำบานประตูสองบาน แต่ละบาน
จะต้องใช้บุรุษหนึ่งพันคนเปิด ด้วยทรงพระดำริว่า เมื่อเป็นอย่างนี้
บุตรของเราจักไม่อาจเปิดประตูเมืองออกไปได้ ไม่ว่าเวลาไหน ๆ. แต่
พระโพธิสัตว์ทรงสมบูรณ์ด้วยพละกำลัง เมื่อเทียบกับช้าง ทรงกำลังเท่า
ช้างถึงพันโกฏิเชือก เมื่อเทียบกับบุรุษ ทรงกำลังเท่าบุรุษถึงหมื่นโกฏิ
พระองค์จึงทรงดำริว่า ถ้าใครไม่เปิดประตู วันนี้เรานั่งอยู่บนหลังม้า
กัณฐกะนี่แหละ จักเอาขาอ่อนหนีบม้ากัณฐกะพร้อมทั้งนายฉันนะผู้ยืนจับ
หางอยู่ โดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไป. ฝ่ายนายฉันนะก็คิดว่า ถ้าประตู
ไม่เปิด เราจักให้พระลูกเจ้าผู้เป็นนายของตนประทับนั่งบนคอ เอาแขน-
ขวาโอบรอบท้องม้ากัณฐกะกระทำให้อยู่ในระหว่างรักแร้ โดดข้ามกำแพง
ออกไป. ฝ่ายม้ากัณฐกะก็คิดว่า ถ้าประตูไม่เปิด เราจักยกนายของตน
ทั้งที่นั่งอยู่บนหลัง พร้อมทั้งนายฉันนะผู้ยืนจับหางอยู่ โดดข้ามกำแพง
ออกไป. ถ้าประตูไม่เปิด ชนทั้งสามนั้นคนใดคนหนึ่งพึงทำให้สำเร็จตาม
ที่คิดไว้ได้แน่ แต่เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูเปิดประตูให้.
ในขณะนั้นนั่นเอง มารผู้มีบาปคิดว่า จักให้พระโพธิสัตว์กลับ จึง
มายืนอยู่ในอากาศแล้วทูลว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าออกเลย ในวันที่ ๗
แต่วันนี้ไป จักรรัตนะจักปรากฏแก่ท่าน ท่านจักครอบครองราชสมบัติ
ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร จงกลับเถิด ท่านผู้
หน้า 130
ข้อ 1
นิรทุกข์. พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ? มารตอบว่า เรา
เป็นวสวัตดีมาร. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนมาร เรารู้ว่าจักรรัตนะจะ
ปรากฏแก่เรา เราไม่มีความต้องการราชสมบัติ เราจักเป็นพระพุทธเจ้า
ทำหมื่นโลกธาตุให้บันลือ. มารกล่าวว่า จำเดิมแต่บัดนี้ไป ในเวลาที่
ท่านคิดถึงกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกก็ตาม เราจักรู้ ดังนี้
คอยหาช่องติดตามไปเหมือนเงาฉะนั้น.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ไม่ทรงห่วงใยละทิ้งจักรพรรดิราชสมบัติอันอยู่ใน
เงื้อมพระหัตถ์ ประหนึ่งทิ้งก้อนเขฬะ เสด็จออกจากพระนครด้วยสักการะ
ยิ่งใหญ่ ก็ในวันเพ็ญเดือน ๘ เมื่อนักขัตฤกษ์ในเดือน ๘ หลังกำลัง
ดำเนินไปอยู่ พระโพธิสัตว์เสด็จออกไปแล้ว มีพระประสงค์จะแลดูพระ-
นครอีกครั้ง ก็แหละเมื่อพระโพธิสัตว์นั้นมีความคิดพอเกิดขึ้นอย่างนี้เท่า
นั้น มหาปฐพีเหมือนจะกราบทูลว่า ข้าแต่มหาบุรุษ พระองค์ไม่ต้องหัน
กลับมาทำการทอดพระเนตรดอก ได้แยกขาออกหมุนกลับให้ ประดุจ
วงล้อของนายช่างหม้อ. พระโพธิสัตว์ประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปทาง
พระนคร ทอดพระเนตรดูพระนครแล้วทรง แสดงเจดีย์สถานที่กลับม้า-
กัณฐกะ ณ ปฐพีประเทศนั้น แล้วทรงกระทำม้ากัณฐกะให้บ่ายหน้าไปใน
ทางที่จะเสด็จ ได้เสด็จไปแล้วด้วยสักการะอันยิ่งใหญ่ ด้วยความงามสง่า
อันโอฬาร.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นเทวดาทั้งหลายชูคบเพลิงไปข้างหน้าพระโพธิ-
สัตว์นั้นหกหมื่นดวง ข้างหลังหกหมื่นดวง ข้างขวาหกหมื่นดวง และ
ข้างซ้ายหกหมื่นดวง. เทวดาอีกพวกหนึ่งชูคบเพลิงหาประมาณมิได้ที่ขอบ
ปากจักรวาล. เทวดากับนาคและครุฑเป็นต้นอีกพวกหนึ่ง เดินบูชาด้วย
หน้า 131
ข้อ 1
ของหอม ดอกไม้ จุณและธูปอันเป็นทิพย์. ท้องฟ้านภาดลได้เนืองแน่น
ไปด้วยดอกปาริฉัตรและดอกมณฑารพ เหมือนเนืองแน่นด้วยสายธารน้ำ
ในเวลามีเมฆฝนอันหนาทึบ. ทิพยสังคีตทั้งหลายได้บรรเลงแล้ว ดนตรี
หกล้านแปดแสนชนิดได้บรรเลงโดยรอบ ๆ คือด้านหน้าแปดแสนด้านข้าง
และด้านหลังด้านละสองล้าน เสียงดนตรีเหล่านั้นย่อมเป็นไป เหมือนเวลา
ที่เมฆคำรามในท้องมหาสมุทร และเหมือนเวลาที่สาครมีเสียงกึกก้องใน
ท้องภูเขายุคนธร.
พระโพธิสัตว์เสด็จไปด้วยสิริโสภาคย์นี้ ล่วงเลยราชอาณาจักร-
ทั้ง ๓ โดยราตรีเดียวเท่านั้น บรรลุถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที ในที่สุด ๓๐
โยชน์. ถามว่า ก็สามารถไปเกินกว่านั้นได้หรือไม่ ? ตอบว่า ไม่สามารถ
หามิได้ เพราะม้านั้นเที่ยวไปทางชาย ๆ ขอบท้องจักรวาลหนึ่ง เหมือนเหยียบ
ขอบกงของวงล้อที่อยู่ในดุม สามารถจะกลับมาก่อนอาหารเช้าตรู่ แล้ว
บริโภคอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตน. ก็ในกาลนั้น ม้าต้องดึงร่างที่ทับถม
ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ที่เทวดา นาค และครุฑเป็นต้น ยืน
โปรยอยู่ในอากาศจนกระทั่งอุรุประเทศขาอ่อน แล้วตะลุยชัฏแห่งของหอม
และดอกไม้ไป จึงได้มีความล่าช้ามาก เพราะฉะนั้น จึงไปได้เพียง ๓๐
โยชน์เท่านั้น. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำตรัสถามนาย
ฉันนะว่า แม่น้ำนี้ชื่ออะไร ? นายฉันนะทูลว่า ชื่ออโนมานที พระเจ้าข้า.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า การบรรพชาของเราจักไม่ทราม จึงเอาส้นพระ-
บาทกระตุ้นให้สัญญาณม้า และม้าก็ได้กระโดดไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้นของ
แม่น้ำอันกว้าง ๘ อุสภะ.
พระโพธิสัตว์เสด็จลงจากหลังม้า ประทับยืนบนเนินทรายอันเป็น
หน้า 132
ข้อ 1
เสมือนแผ่นเงิน แล้วตรัสเรียกนายฉันนะมาตรัสว่า นี่แน่ะฉันนะผู้สหาย
เธอจงพาเอาอาภรณ์และม้ากัณฐกะของฉันไป ฉันจักบวช. นายฉันนะทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ แม้ข้าพระองค์ก็จักบวช. พระโพธิสัตว์ตรัสห้ามถึง ๓ ครั้ง
ว่า เธอยังบวชไม่ได้ เธอจะต้องไป จึงทรงมอบอาภรณ์และม้าให้แล้ว
ทรงดำริว่า ผมทั้งหลายของเรานี้ไม่สมควรแก่สมณะ ผู้อื่นที่สมควรจะตัด
ผมของพระโพธิสัตว์ ย่อมไม่มี. ลำดับนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักเอา
พระขรรค์ตัดด้วยตนเองทีเดียวจึงเอาพระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์ เอาพระ-
หัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา (จุก) พร้อมกับพระเมาลี (มวยผม) แล้วจึงตัด
พระเกสาเหลือประมาณ ๒ องคุลี เวียนขวาแนบติดพระเศียร. พระเกสา
เหล่านั้น ได้มีอยู่ประมาณนั้นเท่านั้น จนตลอดพระชนม์ชีพ. และพระมัสสุ
ก็ได้มีพอเหมาะกับพระเกสานั้น. ชื่อว่ากิจในการปลงพระเกศาและพระ-
มัสสุ ไม่มีอีกต่อไป. พระโพธิสัตว์ถือพระจุฬากับพระเมาลีแล้วทรง
อธิษฐานว่า ถ้าเราจักได้เป็นพระสัมพุทธเจ้า จงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าจักไม่
ได้เป็น จงตกลงบนแผ่นดิน แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ พระจุฬานั้น
ลอยขึ้นไปถึงที่มีประมาณโยชน์หนึ่ง แล้วได้ตั้งอยู่ในอากาศ. ท้าวสักกะ
เทวราชทรงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ แล้วทรงเอาผอบแก้วมีประมาณโยชน์
หนึ่งรับไว้ ให้ประดิษฐานไว้ในเจดีย์ชื่อว่า จุฬามณีเจดีย์ ในดาวดึงส์
พิภพ.
พระศากยะผู้ประเสริฐ ได้ตัดพระเมาลีอันอบด้วยกลิ่น-
หอมอันประเสริฐ แล้วโยนขึ้นไปยังเวหาส ท้าววาสวะผู้มี
พระเนตรตั้งพัน เอาผอบแก้วอันประเสริฐทูนพระเศียรรับไว้
แล.
หน้า 133
ข้อ 1
พระโพธิสัตว์ทรงดำริสืบไปว่า ผ้ากาสิกพัสตร์เหล่านี้ไม่สมควรแก่
สมณะสำหรับเรา. ครั้งนั้น ฆฏิการมหาพรหมผู้เป็นสหายเก่าของพระโพธิ-
สัตว์ ในครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า มีความเป็นมิตรยังไม่เสื่อมคลายตลอด
พุทธันดรหนึ่ง คิดว่า วันนี้ สหายเราออกมหาภิเนษกรมณ์ เราจักถือเอา
สมณบริขารของสหายเรานั้นไป จึงนำเอาบริขาร ๘ เหล่านี้มาถวายคือ
บริขารเหล่านี้ คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม รัดประคด
เป็น ๘ กับผ้ากรองน้ำ ย่อมสมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบความ
เพียร.
พระโพธิสัตว์นุ่งห่มธงชัยของพระอรหันต์ ทรงถือเพศบรรพชิตอัน
อุดม แล้วตรัสว่า ฉันนะ เธอจงกราบทูลถึงความสบายไม่ป่วยไข้แก่พระ-
ชนกและพระชนนีตามคำของเรา ดังนี้แล้วทรงส่งไป. นายฉันนะถวาย
บังคมพระโพธิสัตว์ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ส่วนม้ากัณฐกะได้ยิน
พระดำรัสของพระโพธิสัตว์ผู้ตรัสอยู่กับนายฉันนะ คิดว่า บัดนี้เราจะไม่
ได้เห็นนายของเราอีกต่อไป เมื่อละคลองจักษุไป ไม่อาจอดกลั้นความโศก
ไว้ได้ มีหทัยแตกตายไป บังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อกัณฐกะ ในภพดาวดึงส์.
ครั้งแรก นายฉันนะได้มีความโศกเพียงอย่างเดียว แต่เพราะม้ากัณฐกะ
ตายไปถูกความโศกครั้งทีสองบีบคั้น จึงได้ร้องไห้ร่ำไรไปยังพระนคร.
พระโพธิสัตว์ครั้นบวชแล้ว ทรงยับยั้งอยู่ในอนุปิยอัมพวันซึ่งมีอยู่
ในประเทศนั้น ๗ วัน ด้วยความสุขอันเกิดจากบรรพชา แล้วเสด็จดำเนิน
ด้วยพระบาทสิ้นหนทาง ๓๐ โยชน์ โดยวันเดียวเท่านั้น ได้เสด็จเข้าไปยัง
กรุงราชคฤห์. ก็ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว ก็เสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ
ตรอก. พระนครทั้งสิ้นได้ถึงความตื่นเต้น เพราะได้เห็นพระรูปโฉมของ
หน้า 134
ข้อ 1
พระโพธิสัตว์เท่านั้น เหมือนกรุงราชคฤห์ ตื่นเต้นในเมื่อช้างธนปาลกะ
เข้าไป และเหมือนเทพนครตื่นเต้นในเมื่ออสุรินทราหูเข้าไป. ราชบุรุษ
ทั้งหลายไปกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ บุคคลชื่อเห็นปานนี้ เที่ยว
บิณฑบาตในพระนคร ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบเกล้าว่า ผู้นี้ชื่ออะไร
จะเป็นเทพหรือมนุษย์ นาคหรือครุฑ. พระราชาประทับยืนที่พื้นปราสาท
ได้ทรงเห็นพระมหาบุรุษ อัศจรรย์พระหฤทัยไม่เคยเป็น ทรงสั่งพวก
ราชบุรุษว่า นี่แน่ะพนาย พวกท่านจงไปพิจารณาดู ถ้าจักไม่ใช่มนุษย์
เขาจักออกจากพระนครหายไป ถ้าจักเป็นเทวดา เขาจักไปทางอากาศ
ถ้าจักเป็นนาค เขาจักดำดินไป ถ้าจักเป็นมนุษย์เขาจักบริโภคภิกษาหาร
ตามที่ได้.
ฝ่ายพระมหาบุรุษรวบรวมภัตอันสำรวมกัน รู้ว่า ภัตมีประมาณ
เท่านี้ เพียงพอแก่เรา เพื่อที่จะยังอัตภาพให้เป็นไป จึงเสด็จออกจาก
พระนครทางประตูที่เสด็จเข้ามานั้นแหละ บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวัน-
ออก ประทับนั่งใต้ร่มเงาแห่งภูเขา ปัณฑวะ เริ่มเสวยพระกระยาหาร.
ลำดับนั้น พระอันตะไส้ใหญ่ของพระมหาบุรุษนั้น ได้ถึงอาการจะกลับ
ออกทางพระโอษฐ์ ลำดับนั้นพระองค์แม้จะทรงอึดอัดด้วยอาหารอันปฏิกูล
นั้น เพราะด้วยทั้งพระอัตภาพนั้น ไม่ทรงเคยเห็นอาหารนั้นแม้ด้วยพระ-
จักษุ จึงทรงโอวาทคนด้วยพระองค์เองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสิทธัตถะ เธอ
แม้เกิดในสถานที่ที่บริโภคโภชนะแห่งข้าวสาลีหอมเก็บไว้ ๓ ปี มีรสเลิศ
ต่าง ๆ ในตระกูลที่หาข้าวและน้ำได้ง่าย ได้เห็นท่านผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็น
วัตรรูปหนึ่งจึงคิดว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะเป็นผู้เห็นปานนี้ เที่ยว
บิณฑบาตบริโภค กาลนั้นจักมีแก่เราไหมหนอ ดังนี้จึงออกบวช บัดนี้
หน้า 135
ข้อ 1
เธอจะกระทำข้อที่คิดไว้นั่นอย่างไร ครั้นทรงโอวาทพระองค์อย่างนี้แล้ว
ไม่มีพระอาการอันผิดเเผกเสวยพระกระยาหาร.
ราชบุรุษทั้งหลายเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงไปกราบทูลแด่พระราชา
พระราชาทรงสดับคำของทูตแล้ว จึงรีบเสด็จออกจากพระนคร เสด็จไป
ยังสำนักของพระโพธิสัตว์ ทรงเลื่อมใสเฉพาะในพระอิริยาบถ จึงทรงยก
ความเป็นใหญ่ทั้งปวงให้แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า มหา-
บพิตร อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยวัตถุกามหรือกิเลสกาม อาตมภาพ
ปรารถนาพระอภิสัมโพธิญาณอันยอดยิ่ง จึงออกบวช. พระราชาแม้จะ
ทรงอ้อนวอนเป็นอเนกประการ ก็ไม่ทรงได้น้ำพระทัยของพระโพธิสัตว์
จึงถือเอาปฏิญญาว่า พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แล้ว ก็พระองค์
เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พึงเสด็จมายังแคว้นของหม่อมฉันก่อน. นี้เป็น
ความสังเขปในที่นี้ ส่วนความพิสดารพึงตรวจดูปัพพัชชาสูตร๑นี้ว่า เรา
จักสรรเสริญการบวช เหมือนท่านผู้มีจักษุบวชแล้ว ดังนี้ พร้อมทั้ง
อรรถกถาแล้วพึงทราบเถิด.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงให้ปฏิญญาแก่พระราชาแล้ว เสด็จเที่ยวจาริกไป
โดยลำดับ เสด็จเข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตร
ทำสมาบัติให้เกิดแล้ว คิดว่า นี้ไม่ใช่ทางเพื่อการตรัสรู้ จึงยังไม่พอ
พระทัยสมาบัติภาวนาแม้นั้น เพื่อจะทรงแสดงเรี่ยวแรงและความเพียร
ของพระองค์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก จึงมีพระประสงค์จะเริ่มตั้งความ
เพียรใหญ่ จึงเสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ทรงพระดำริว่า ภูมิภาคนี้น่า
รื่นรมย์จริงหนอ จึงเสด็จเข้าอย่ในอุรุเวลาประเทศนั้น เริ่มตั้งมหาปธาน
๑. ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๕๔.
หน้า 136
ข้อ 1
ความเพียรใหญ่ พระปัญจวัคคีย์มีพระโกณฑัญญะเป็นประธานแม้เหล่านั้น
เที่ยวไปเพื่อภิกษาหารในคามนิคมและราชธานีทั้งหลาย ได้ไปประจวบ
กับพระโพธิสัตว์ ณ ตำบลอุรุเวลาประเทศนั้น. ลำดับนั้น พระปัญจ-
วัคคีย์เหล่านั้นได้อยู่ในสำนักคอยดูอุปัฏฐากพระโพธิสัตว์ ผู้เริ่มตั้งมหา-
ปธานความเพียรตลอด ๖ พรรษา ด้วยวัตรปฏิบัติมีการกวาดบริเวณ
เป็นต้น ด้วยหวังใจว่า เดี๋ยวจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เดี๋ยวจักได้เป็น
พระพุทธเจ้า. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ดำริว่า เราจักทำทุกรกิริยาให้ถึงที่สุด
จึงทรงยับยั้งอยู่ด้วยข้าวสารเมล็ดงาหนึ่งเป็นต้น ได้ทรงกระทำการตัด
อาหารแม้โดยประการทั้งปวง. ฝ่ายเทวดาทั้งหลายก็นำเอาโอชะทั้งหลาย
เข้าไปแทรกทางขุมขน.
ลำดับนั้น พระวรกายของพระโพธิสัตว์นั้น แม้จะมีวรรณะดังสีทอง
ก็ได้มีวรรณะคำคล้ำไป เพราะไม่มีพระกระยาหาร และเพราะได้รับความ
กะปลกกะเปลี้ยอย่างยิ่ง พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการก็มิได้ปรากฏ
ออกมา. บางคราวเมื่อทรงเพ่งอานาปานกฌาน คือลมหายใจเข้าออก
ถูกเวทนาใหญ่ครอบงำ ถึงกับสลบล้มลงในที่สุดที่จงกรม. ลำดับนั้น
เทวดาบางพวกกล่าวถึงพระโพธิสัตว์นั้นว่า พระสมณโคดมทำกาลกิริยา
แล้ว. เทวดาบางพวกกล่าวว่า นี้เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอรหันต์
เท่านั้น. บรรดาเทวดาเหล่านั้น เทวดาผู้มีความสำคัญว่า พระสมณโคดม
ทำกาลกิริยาแล้ว ได้ไปกราบทูลแก่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชว่า พระราช-
โอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว. พระเจ้าสุทโธทนมหาราชตรัสว่า บุตร
ของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า จะยังไม่ตาย. เทวดาเหล่านั้นกราบทูล
ว่า พระโอรสของพระองค์ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงล้มที่พื้น
หน้า 137
ข้อ 1
บำเพ็ญเพียรอยู่สวรรคตแล้ว. พระราชาได้ทรงสดับดังนี้ จึงตรัสห้ามว่า
เราไม่เชื่อ บุตรของเรายังไม่บรรลุพระโพธิญาณ จะไม่ทำกาลกิริยา.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไรพระราชาจึงไม่ทรงเชื่อ ตอบว่า เพราะได้ทรง
เห็นปาฏิหาริย์ในวันที่ให้ไหว้พระกาลเทวิลดาบส และที่โคนต้นหว้า.
เมื่อพระโพธิสัตว์กลับได้สัญญาเสด็จลุกขึ้น เทวดาเหล่านั้นได้ไป
กราบทูลแก่พระราชาอีกว่า ข้าแต่มหาราช โอรสของพระองค์ไม่มีพระ-
โรคแล้ว. พระราชาตรัสว่า เรารู้ว่าบุตรของเราไม่ตาย. เมื่อพระมหาสัตว์
ทรงทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ พรรษา กาลเวลาได้เป็นเหมือนขอดปมไว้ใน
อากาศ. พระมหาสัตว์นั้นทรงดำริว่า ชื่อว่าการทำทุกรกิริยานี้ ย่อมไม่
เป็นทางเพื่อที่จะตรัสรู้ จึงเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาทในคามและนิคม เพื่อ
จะนำอาหารหยาบมาแล้วเสวยพระกระยาหาร. ครั้งนั้น มหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการของพระมหาสัตว์ก็ได้กลับเป็นปกติ. แม้พระกายก็มีวรรณดุจ
ทองคำ. ภิกษุปัญจวัคคีย์พากันคิดว่า พระมหาบุรุษนี้แม้ทรงทำทุกรกิริยา
อยู่ถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ บัดนี้เที่ยวบิณฑบาตใน
คามนิคมเป็นต้น นำอาหารหยาบมา จักอาจตรัสรู้ได้อย่างไร พระมหา-
บุรุษนี้คลายความเพียร เวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้ว การที่พวกเราคิด
คาดคะเนเอาคุณวิเศษจากสำนักของพระมหาบุรุษนี้ เหมือนคนผู้ประสงค์
จะสนานศีรษะคิดคะเนเอาหยาดน้ำค้างฉะนั้น พวกเราจะประโยชน์อะไร
ด้วยพระมหาบุรุษนี้ จึงพากันละพระมหาบุรุษ ถือบาตรและจีวรของตนๆ
เดินทางไป ๑๘ โยชน์ เข้าไปยังป่าอิสิปตนะ.
ก็สมัยนั้นแล ทาริกาชื่อว่า สุชาดา ผู้เกิดในเรือนของเสนานิกุฎุมพี
ในตำบล อุรุเวลาเสนานิคม เจริญวัยแล้วได้การทำความปรารถนาที่ต้น
หน้า 138
ข้อ 1
ไทรต้นหนึ่งว่า ถ้าข้าพเจ้าไปยังเรือนสกุลที่มีชาติเสมอกัน ได้บุตรชายใน
ครรภ์แรกไซร้ ข้าพเจ้าจักทำพลีกรรมโดยบริจาคทรัพย์แสนหนึ่งแก่ท่าน
ทุกปี ๆ. ความปรารถนานั้นของนางสำเร็จแล้ว นางมีความประสงค์จะ
ทำพลีกรรมในวันเพ็ญเดือน ๖ เมื่อครบปีที่ ๖ แห่งพระมหาสัตว์ผู้ทรง
ทำทุกรกิริยามา และก่อนหน้านั้นแหละ ได้ปล่อยแม่โคนมพันตัวให้เที่ยว
ไปในป่าชะเอม ให้แม่โคนม ๕๐๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑,๐๐๐ ตัว
นั้น แล้วให้แม่โคนม ๒๕๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๕๐๐ ตัวนั้น
รวมความว่า นางต้องการความข้นความหวาน และความมีโอชะของน้ำนม
จึงได้กระทำการหมุนเวียนไป จนกระทั่งแม่โคนม ๘ ตัวดื่มน้ำนมของแม่
โคนม ๑๖ ตัว ด้วยประการฉะนี้. ในวันเพ็ญเดือน ๖ นางคิดว่า จักทำ
พลีกรรมตั้งแต่เช้าตรู่ จึงลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งของราตรี แล้วให้รีดนม
แม่โคนม ๘ ตัวนั้น ลูกโคทั้งหลายยังไม่ทันมาใกล้เต้านมของแม่โคนม
แต่เมื่อพอนำภาชนะใหม่เข้าไปที่ใกล้เต้านม ธารน้ำนมก็ไหลออกโดย
ธรรมดาของคน. นางสุชาดาเห็นความอัศจรรย์ดังนั้น จึงตักน้ำนมด้วย
มือของตนเองใส่ลงในภาชนะใหม่ แล้วรีบก่อไฟด้วยมือของตนเอง
เมื่อนางกำลังหุงข้าวปายาสนั้นอยู่ ฟองใหญ่ ๆ ผุดขึ้นไหลวนเป็น
ทักษิณาวัฏ น้ำมันแม้จะแตกออกสักหยาดเดียว ก็ไม่กระเด็นออกไปข้าง
นอก ควันไฟแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ตั้งขึ้นจากเตาไฟ. สมัยนั้น ท้าว-
จตุโลกบาลมาถือการอารักขาที่เตาไฟ ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกะ
ทรงนำดุ้นฟืนมาใส่ไฟให้ลุกโพลงอยู่ เทวดาทั้งหลายรวบรวมเอาโอชะที่
สำเร็จแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพัน
เป็นบริวารมาใส่ลงในข้าวปายาสนั้น ด้วยเทวานุภาพของตน ๆ เสมือน
หน้า 139
ข้อ 1
คั้นรวงผึ้งซึ่งคิดอยู่ที่ท่อนไม้ถือเอาแต่น้ำหวานฉะนั้น. จริงอยู่ ในเวลา
อื่น ๆ เทวดาทั้งหลายใส่โอชะในทุก ๆ คำข้าว แต่ในวันบรรลุพระ-
สัมโพธิญาณ และวันปรินิพพาน ใส่ลงในหม้อเลยทีเดียว. นางสุชาดา
ได้เห็นความอัศจรรย์มิใช่น้อย ซึ่งปรากฏแก่ตน ณ ที่นั้น ในวันเดียว
เท่านั้น จึงเรียกนางปุณณาทาสีมาพูดว่า นี่แน่ะแม่ปุณณา วันนี้เทวดา
ของพวกเราน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เพราะว่าเราไม่เคยเห็นความอัศจรรย์เห็น
ปานนี้ ในเวลามีประมาณเท่านี้ เธอจงรีบไปปัดกวาดเทวสถานโดยเร็ว.
นางปุณณาทาสีรับคำของนางแล้วรีบด่วนไปยังโคนไม้.
ในตอนกลางคืนวันนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงเห็นมหาสุบิน ๕
ประการ เมื่อทรงใคร่ครวญดู จึงทรงกระทำสันนิษฐานว่า วันนี้ เราจัก
ได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เมื่อราตรีนั้นล่วงไป จึงทรง
กระทำการปฏิบัติพระสรีระ ทรงคอยเวลาภิกขาจาร พอเช้าตรู่ จึงเสด็จ
มาประทับนั่งที่โคนไม้นั้น ยังโคนไม้ทั้งสิ้นให้สว่างไสวด้วยพระรัศมีของ
พระองค์. ลำดับนั้น นางปุณณาทาสีนั้นนาได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่ง
ที่โคนไม้ มองดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออกอยู่. และต้นไม้ทั้งสิ้นมีวรรณ
ดุจทองคำ เพราะพระรัศมีอันซ่านออกจากพระสรีระของพระองค์. นาง-
ปุณณาทาสีนั้นได้เห็นแล้วจึงมีความคิดดังนี้ว่า วันนี้ เทวดาของเราเห็นจะ
ลงจากต้นไม้มานั่งเพื่อคอยรับพลีกรรมด้วยมือของตนเอง จึงเป็นผู้มีความ
ตื่นเต้น รีบมาบอกเนื้อความนั้นแก่นางสุชาดา.
นางสุชาดาได้ฟังคำของนางปุณณาทาสีนั้นแล้วมีใจยินดีพูดว่า ตั้งแต่
วันนี้ไป เจ้าจงตั้งอยู่ในฐานะเป็นธิดาคนโตของเรา แล้วได้ให้เครื่อง
อลังการทั้งปวงอันสมควรแก่ธิดา. ก็เพราะเหตุที่ในวันจะได้บรรลุความ
หน้า 140
ข้อ 1
เป็นพระพุทธเจ้า ควรจะได้ถาดทองใบหนึ่งซึ่งมีราคาหนึ่งแสน ฉะนั้น
นางสุชาดานั้นจึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักใส่ข้าวปายาสในถาดทอง
นางมีความประสงค์จะให้นำถาดทองราคาหนึ่งแสนมาเพื่อใส่ข้าวปายาสใน
ถาดทองนั้น จึงรำพึงถึงโภชนะที่สุกแล้ว ข้าวปายาสทั้งหมดได้กลิ้งมาตั้ง
อยู่เฉพาะในถาด เหมือนน้ำกลิ้งมาจากใบปทุมฉะนั้น ข้าวปายาสนั้นได้มี
ปริมาณเต็มถาดหนึ่งพอดี นางจึงเอาถาดใบอื่นครอบถาดใบนั้นแล้วเอา
ผ้าขาวพันห่อไว้ ส่วนตนประดับประดาร่างกายด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง
เสร็จแล้ว ทูนถาดนั้นบนศีรษะของคนไปยังโคนต้นไทรด้วยอานุภาพใหญ่
เห็นพระโพธิสัตว์แล้วเกิดความโสมนัสเป็นกำลัง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา
จึงโน้มตัวเดินไปตั้งแต่ที่ที่ได้เห็น ปลงถาดลงจากศีรษะแล้วเปิด (ผ้าคลุม)
ออก เอาสุวรรณภิงคาร คนโทน้ำทองคำ ตักน้ำที่อบด้วยดอกไม้หอม
แล้วได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ยืนอยู่. บาตรดินที่ฆฏิการมหาพรหมถวาย
ไม่ได้ห่างพระโพธิสัตว์มาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ขณะนั้นได้หายไป
พระโพธิสัตว์ไม่ทรงเห็นบาตร จึงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกรับน้ำ นาง-
สุชาดาจึงวางข้าวปายาสพร้อมทั้งถาดลงบนพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษ ๆ
ทรงแลดูนางสุชาดา ๆ กำหนดพระอาการได้ทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า
ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความชอบใจ
เถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้
มโนรถของท่านก็จงสำเร็จ ฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่ง
แสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่าไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับนั่ง ทรงทำประทักษิณ
ต้นไม้ แล้วทรงถือถาดเสด็จไปที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในวันที่พระโพธิ-
หน้า 141
ข้อ 1
สัตว์หลายแสนพระองค์จะตรัสรู้ มีท่าเป็นที่เสด็จลงสรงสนานชื่อว่า สุปติฏ-
ฐิตะ จึงทรงวางถาดที่ฝั่งแห่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น แล้วเสด็จลงสรงสนาน
ที่ท่าชื่อว่าสุปติฏฐิตะ แล้วทรงนุ่งห่มธงชัยของพระอรหันต์อันเป็นเครื่อง
นุ่งห่มของพระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ ประทับนั่งบ่ายพระพักตร์ไป
ทางทิศตะวันออก เสวยข้าวมธุปายาสน้ำน้อยทั้งหมด ที่ทรงกระทำให้เป็น
ปั้น ๔๙ ปั้น ปั้นหนึ่งมีประมาณเท่าจาวตาลสุก ข้าวมธุปายาสนั้นแล
ได้เป็นพระกระยาหารอยู่ได้ ๔๙ วัน สำหรับพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธ-
เจ้าแล้วประทับอยู่ที่โพธิมัณฑ์ตลอด ๗ สัปดาห์. ตลอดกาลมีประมาณ
เท่านี้ ไม่มีพระกระยาหารอย่างอื่น ไม่มีการสรงสนาน ไม่มีการชำระ
พระโอษฐ์ ไม่มีการถ่ายพระบังคนหนัก ทรงยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน
และความสุขในผลสมาบัติ. ก็ครั้นเสวยข้าวมธุปายาสนั้นแล้ว ทรงถือถาด
ทองตรัสว่า ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ ถาดนี้จงทวนกระแส
น้ำไป ถ้าจักไม่ได้เป็น จงลอยไปตามกระแสน้ำ ครั้นตรัสแล้วทรงลอย
ไปในกระแสแม่น้ำ.
ถาดนั้นกระแสน้ำไปถึงกลางแม่น้ำ ตรงสถานที่กลางแม่น้ำ
นั่นแหละ ได้ทวนกระแสน้ำไปสิ้นที่ประมาณ ๘๐ ศอก เสมือนม้าตัวที่
สมบูรณ์ด้วยความเร็วฉะนั้น แล้วจมลง ณ ที่นำวนแห่งหนึ่งไปถึงภพของ
พญากาฬนาคราช กระทบถาดเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓
พระองค์ ส่งเสียงดังกริ๊ก ๆ แล้วได้รองอยู่ใต้ถาดเหล่านั้น. พญากาฬ-
นาคราชได้ยินเสียงนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า เมื่อวาน พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น
องค์หนึ่ง วันนี้ บังเกิดขึ้นอีกหนึ่งองค์ แล้วลุกขึ้นกล่าวสรรเสริญด้วย
บทหลายร้อยบท. ได้ยินว่า เวลาที่แผ่นดินใหญ่งอกขึ้นเต็มท้องฟ้า
หน้า 142
ข้อ 1
ประมาณ ๑ โยชน์ ๓ คาวุต ได้เป็นเสมือนวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ สำหรับ
พญากาฬนาคราชนั้น.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทรงพักผ่อนกลางวันอยู่ในสาลวันอันมีดอกบาน
สะพรั่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ครั้นเวลาเย็น ในเวลาดอกไม้ทั้งหลายหล่นจาก
ขั้ว จึงเสด็จบ่ายพระพักตร์ไปทางต้นโพธิ์ ตามหนทางกว้าง ๘ อุสภะ
ที่เทวดาทั้งหลายประดับประดาไว้ เหมือนราชสีห์เยื้องกรายฉะนั้น. พวก
นาค ยักษ์ และครุฑ เป็นต้น บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น
อันเป็นทิพย์ บรรเลงสังคีตทิพย์เป็นต้น หมื่นโลกธาตุได้มีกลิ่นหอมเป็น
อันเดียวกัน มีดอกไม้เป็นอันเดียวกัน และมีเสียงสาธุการเป็นอย่าง
เดียวกัน.
สมัยนั้น คนหาบหญ้าชื่อ โสตถิยะ หาบหญ้าเดินสวนทางมา รู้
อาการของพระมหาบุรุษ จึงได้ถวายหญ้า ๘ กำมือ. พระโพธิสัตว์ทรงถือ
หญ้าเสด็จขึ้นยังโพธิมัณฑ์ ประทับยืนอยู่ ณ ด้านทิศใต้ บ่ายพระพักตร์ไป
ทางทิศเหนือ ขณะนั้น จักรวาลด้านทิศใต้ได้จมลงเป็นเสมือนจรดถึง
อเวจีเบื้องล่าง จักรวาลด้านทิศเหนือได้ลอยขึ้นเสมือนจรดถึงภวัคคพรหม
เบื้องบน. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า สถานที่นี้เห็นจักไม่เป็นสถานที่ที่จะ
ให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ จึงทรงทำประทักษิณ แล้วเสด็จไปยังด้านทิศ
ตะวันตก ประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปยังทิศตะวันออก ลำดับนั้น จักร-
วาลด้านตะวันตกจมลงเป็นเสมือนจรดถึงอเวจีเบื้องล่าง จักรวาลด้าน
ตะวันออกได้ลอยขึ้นเป็นเสมือนจรดถึงภวัคคพรหมเบื้องบน. ได้ยินว่า ใน
ที่ที่พระโพธิสัตว์นั้นประทับยืนแล้ว ๆ มหาปฐพีได้ยุบลงและนูนขึ้น
เหมือนวงล้อของเกวียนใหญ่ซึ่งสอดใส่อยู่ในดุม ถูกเหยียบที่ชายขอบของกง
หน้า 143
ข้อ 1
ฉะนั้น. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แม้สถานที่นี้ ก็เห็นจักไม่เป็นสถานที่
ให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ จึงทรงทำประทักษิณ แล้วเสด็จไปยังด้านทิศ.
เหนือ ประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศใต้. ลำดับนั้น จักรวาลด้าน
ทิศเหนือได้ทรุดลงเป็นประหนึ่งจรดถึงอเวจีเบื้องล่าง จักรวาลด้านทิศใต้ได้
ลอยขึ้นเป็นเสมือนจรดถึงภวัคคพรหมเบื้องบน. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า
แม้สถานที่นี้ ก็เห็นจักไม่เป็นสถานที่ให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ จึงทรง
กระทำประทักษิณ เสด็จไปยังด้านทิศตะวันออกประทับยืนบ่ายพระพักตร์
ไปด้านทิศตะวันตก. ก็ในด้านทิศตะวันออก ได้มีสถานที่ตั้งบัลลังก์ของ
พระพุทธเจ้าทั้งปวง สถานที่นั้นจึงไม่หวั่นไหวไม่สั่นสะเทือน. พระโพธิ-
สัตว์ทรงทราบว่า สถานทีนี้อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงไม่ทรงละ เป็นสถานที่
ไม่หวั่นไหว เป็นสถานที่กำจัดกรงคือกิเลส จึงทรงจับปลายหญ้าเหล่านั้น
เขย่า. ทันใดนั้นเอง ได้มีบัลลังก์สูง ๑๔ ศอก หญ้าแม้เหล่านั้นก็ตั้งอยู่
โดยสัณฐาน เห็นปานที่ช่างเขียนหรือช่างโบกฉาบผู้ฉลาดยิ่งก็ไม่สามารถจะ
เขียนหรือโบกฉาบได้. พระโพธิสัตว์ทรงกระทำลำต้นโพธิ์ไว้เบื้องปฤษ-
ฎางค์ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทรงมีพระมนัสมั่นคง ทรง
นั่งคู้อปราชิตบัลลังก์ ซึ่งแม้ฟ้าจะผ่าลงมาถึงร้อยครั้งก็ไม่แตกทำลาย โดย
ทรงอธิษฐานว่า
เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือ
แต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที เรายังไม่บรรลุพระ-
สัมมาสัมโพธิญาณ จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้.
สมัยนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า สิทธัตถกุมารต้องการจะล่วงพ้นอำนาจ
ของเรา บัดนี้ เราจักไม่ให้สิทธัตถกุมารนั้นล่วงพ้นไปได้ จึงไปยังสำนัก
หน้า 144
ข้อ 1
ของพลมาร บอกเนื้อความนั้นแล้ว ให้ทำการประกาศชื่อมารโฆษณา
แล้วพาพลมารออกไป. เสนามารนั้นได้มีอยู่ข้างหน้าของมาร ๑๒ โยชน์
ข้างขวาและข้างซ้ายข้างละ ๑๒ โยชน์ ข้างหลังตั้งอยู่จรดชายขอบเขต
จักรวาลสูงขึ้นเบื้องบน ๙ โยชน์ซึ่งเมื่อโห่ร้อง เสียงโห่ร้องจะได้ยินเหมือน
เสียงแผ่นดินทรุดตั้งแต่พันโยชน์ไป. ครั้งนั้น เทวบุตรมารขี่ช้างคิริเมขล์
สูงร้อยห้าสิบโยชน์ นิรมิตแขนหนึ่งพันถืออาวุธนานาชนิด บริษัทมาร
แม้ที่เหลือ ตั้งแต่สองคนขึ้นไป จะเป็นเหมือนคนเดียวกันถืออาวุธอย่าง
เดียวกันหามีไม่ ต่างมีรูปร่างต่าง ๆ กัน มีหน้าคนละอย่างกัน ถืออาวุธ
ต่างชนิดกัน พากันมาจู่โจมพระโพธิสัตว์.
ส่วนเทวดาในหมื่นจักรวาลกำลังยืนกล่าวสดุดีพระมหาสัตว์อยู่. ท้าว
สักกเทวราชยืนเป่าสังข์วิชยุตร ได้ยินว่าสังข์นั้นมีขนาดประมาณ ๑๒๐ ศอก
เมื่อเป่าให้กินลมไว้คราวเดียว จะมีเสียงอยู่ตลอด ๔ เดือน ไม่หมดเสียง
พญามหากาฬนาค ยืนพรรณนาพระคุณเท่านั้นเกินกว่าร้อยบาท ท้าว-
มหาพรหมยืนกั้นเศวตฉัตร. ก็เมื่อพลมารเข้าไปใกล้โพธิมัณฑ์ บรรดา
เทพเหล่านั้นแม้องค์หนึ่ง ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ต่างพากันหนีหน้าไป
จากที่ที่อยู่ตรงหน้า ๆ แม้พญากาฬนาคราชก็ดำดินไปมัญเชริกนาคพิภพ
ซึ่งมีขนาด ๕๐๐ โยชน์ นอนเอามือทั้งสองปิดหน้า แม้ท้าวสักกเทวราช
ก็ลากสังข์วิชยุตรไปยืนที่ขอบปากจักรวาล. ท้าวมหาพรหมจับยอดเศวต-
ฉัตรเสด็จไปยังพรหมโลกทันที. แม้เทวดาองค์หนึ่งชื่อว่าผู้สามารถยืนอยู่
มิได้มีเลย แต่พระมหาบุรุษพระองค์เดียวเท่านั้นประทับอยู่.
ฝ่ายมารกล่าวกะบริษัทของตนว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย ชื่อว่าบุรุษ
หน้า 145
ข้อ 1
อื่นผู้จะเสมอเหมือนพระสิทธัตถะโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ย่อมไม่มี
พวกเราจักไม่อาจทำการรบต่อหน้า พวกเราจักทำการรบทางด้านหลัง.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงมองทั้งสามด้านได้เห็นแต่ความว่างเปล่า เพราะ
เทวดาทั้งปวงพากันหนีไปหมด. พระองค์ทรงเห็นพลมารจู่โจมเข้ามาทาง
ด้านเหนืออีก จึงทรงดำริว่า ชนมีประมาณเท่านี้กระทำความพากเพียร
ใหญ่โต เพราะมุ่งหมายเอาเราผู้เดียว ในที่นี้เราไม่มีบิดา มารดา พี่น้อง
หรือญาติไร ๆ อื่น แต่บารมี ๑๐ นี้เท่านั้น เป็นเสมือนบริวารชนที่เรา
ชุบเลี้ยงไว้ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น เราควรทำบารมีเท่านั้นให้เป็น
ยอดของหมู่พล เอาศาสตราคือบารมีนั่นแหละประหาร กำจัดหมู่พลนี้
เสีย ดังนี้แล้ว จึงทรงนั่งรำพึงถึงบารมีทั้ง ๑๐ ประการ.
ลำดับนั้น เทวบุตรมารคิดว่า จักบันดาลให้พระสิทธัตถกุมารหนีไป
เฉพาะด้วยลม จึงบันดาลมณฑลของลมให้ตั้งขึ้น. ขณะนั้นเอง ลมทั้งหลาย
อันต่างด้วยลมด้านทิศตะวันออกเป็นต้นก็ตั้งขึ้นมา แม้สามารถจะทำลาย
ยอดภูเขาซึ่งมีประมาณกึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์
กระทำป่า กอไม้ และต้นไม้เป็นต้นให้มีรากขึ้นข้างบน แล้วทำคามนิคม
รอบ ๆ ให้ละเอียดเป็นจุณวิจุณ แต่มีอานุภาพถูกเดชแห่งบุญของพระ-
มหาบุรุษกำจัดเสียแล้ว พอมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถที่จะทำแม้มาตร
ว่าชายจีวรของพระโพธิสัตว์ให้ไหวได้.
ลำดับนั้น เทวบุตรมารจึงคิดว่า จักเอาน้ำมาท่วมทำพระสิทธัตถะ
ให้ตาย จึงบันดาลฝนห่าใหญ่ให้ตั้งขึ้น, ด้วยอานุภาพของเทวบุตรมารนั้น
เมฆฝนอันมีร้อยหลืบพันหลืบเป็นต้นเป็นประเภทตั้งขึ้นซ้อน ๆ กัน แล้ว
ตกลงมา. ด้วยกำลังแห่งสายธารของน้ำฝน แผ่นดินได้เป็นช่องน้อยช่อง
หน้า 146
ข้อ 1
ใหญ่. มหาเมฆที่ลอยมาทางส่วนเบื้องบนของป่าและต้นไม้เป็นต้น ไม่
อาจให้น้ำแม้เท่าก้อนหยาดน้ำค้างเปียกที่จีวรของพระมหาสัตว์.
ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนหินให้ตั้งขึ้น ยอดภูเขายอดใหญ่ ๆ คุ
กรุ่นเป็นควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลาย
เป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์.
ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนเครื่องประหารให้ตั้งขึ้น เครื่องประหาร
มีดาบ หอก และลูกศร เป็นต้น มีคมข้างเดียว มีคมสองข้าง คุเป็น
ควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็น
ดอกไม้ทิพย์.
ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนถ่านเพลิงให้ตั้งขึ้น ถ่านเพลิงทั้งหลาย
มีสีดังดอกทองกวาว ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็น
ดอกไม้ทิพย์ โปรยปรายลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์.
ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนเถ้ารึงให้ตั้งขึ้น เถ้ารึงมีสีดังไฟร้อน
อย่างยิ่ง ลอยมาทางอากาศก็กลายเป็นจุณของจันทน์ตกลงแทบบาทมูล
ของพระโพธิสัตว์.
ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนทรายให้ตั้งขึ้น ทรายทั้งหลายละเอียด
ยิบ คุเป็นควัน ไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์
ตกลงแทบบาทมูลของพระมหาสัตว์.
ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนเปือกตมให้ตั้งขึ้น เปือกตมนั้นคุเป็น
ควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ ก็กลายเป็นเครื่องลูบไล้อันเป็นทิพย์
ตกลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์.
ลำดับนั้น เทวบุตรมารได้บันดาลความมืดให้ตั้งขึ้น ด้วยคิดว่า
หน้า 147
ข้อ 1
เราจักทำให้พระสิทธัตถะกลัวด้วยความมืดนี้แล้วหนีไป. ความมืดนั้นเป็น
ความมืดตื้อ เหมือนความมืดอันประกอบด้วยองค์ ๔ (คือแรม ๑๔ ค่ำ
ป่าชัฏ เมฆทึบ และเที่ยงคืน) พอถึงพระโพธิสัตว์ก็อันตรธานหายไป
เหมือนความมืดที่ถูกกำจัดด้วยแสงสว่างของดวงอาทิตย์ฉะนั้น.
มารนั้นเมื่อไม่สามารถทำให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยลม ฝน ห่าฝน-
หิน ห่าฝนเครื่องประหาร ห่าฝนถ่านเพลิง ห่าฝนเถ้ารึง ห่าฝนทราย
ห่าฝนเปือกตม และห่าฝนคือความมืด ทั้ง ๙ ประการนี้ ด้วยประการ
อย่างนี้ได้ จึงสั่งบริษัทของตนว่า พนาย พวกท่านจะหยุดอยู่ทำไม จง
จับพระสิทธัตถะกุมารนี้ จงฆ่า จงให้หนีไป แม้ตนเองก็นั่งอยู่บนคอช้าง
คิริเมขล์ ถือจักราวุธเข้าไปใกล้พระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า สิทธัตถะ ท่าน
จงลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้ บัลลังก์นี้ไม่ถึงแก่ท่าน บัลลังก์นี้ถึงแก่เรา. พระ-
มหาสัตว์ได้ฟังคำของมารนั้นแล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนมาร ท่านไม่ได้บำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ทัศ ไม่ได้บำเพ็ญอุปบารมี ๑๐ ไม่ได้บำเพ็ญปรมัตถบารมี ๑๐
มหาบริจาค ๕ ก็ไม่ได้บำเพ็ญ ท่านไม่ได้บำเพ็ญญาตัตถจริยา โลกัตถจริยา
พุทธัตถจริยา ทั้งหมดนั้น เราเท่านั้นบำเพ็ญมาแล้ว เพราะฉะนั้น
บัลลังก์นี้จึงไม่ถึงแก่ท่าน บัลลังก์นี้ถึงแก่เราเท่านั้น.
มารโกรธ อดกลั้นกำลังของความโกรธไว้ไม่ได้ จึงขว้างจักราวุธ
ใส่พระมหาบุรุษ จักราวุธนั้น เมื่อพระมหาบุรุษรำพึงถึงบารมี ๑๐ ทัศ
อยู่นั้นแล ได้กลายเป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่ ณ ส่วนเบื้องบน. ได้ยินว่า
จักราวุธนั้นคมกล้านัก มารโกรธแล้วขว้างไปในที่อื่น จะตัดเสาหินอัน
เป็นแท่งเดียวทึบขาดไป เหมือนตัดหน่อไม้ไผ่. แต่บัดนี้ เมื่อจักราวุธ
นั้นกลายเป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่ บริษัทมารที่เหลือจึงพากันปล่อยยอดเขา
หน้า 148
ข้อ 1
หินใหญ่ ให้กลิ้งมา ด้วยคิดว่า พระสิทธัตถะจักลุกจากบัลลังก์หนีไปใน
บัดนี้. ยอดเขาหินแม้เหล่านั้น เมื่อพระมหาบุรุษรำพึงถึงบารมี ๑๐ ทัศอยู่
ก็กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ตกลงบนภาคพื้น เทวดาทั้งหลายที่อยู่ ณ ขอบปาก
จักรวาลก็ยืดคอเงยศีรษะขึ้นแลดูด้วยคิคว่า โอ ! อัตภาพอันถึงความเลิศ
ด้วยพระรูปโฉมของพระสิทธัตถกุมร ฉิบหายเสียแล้วหนอ พระสิทธัตถ-
กุมารนั้น จักทรงกระทำอย่างไรหนอ.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า บัลลังก์ที่ถึงในวันนี้เป็นที่ตรัสรู้ของ
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ย่อมถึงแก่เรา จึงตรัส
กะมารผู้ยืนอยู่ว่า ดูก่อนมาร ในภาวะที่ท่านได้ให้ทาน ใครเป็นสักขี
พยาน มารเหยียดมือไปตรงหน้าพลมารโดยพูดว่า คนเหล่านี้มีประมาณ
เท่านี้แล เป็นสักขีพยาน. ขณะนั้น เสียงของบริษัทมารได้ดังขึ้นว่า เรา
เป็นสักขีพยาน เราเป็นสักขีพยาน ได้เป็นเหมือนเสียงแผ่นดินทรุด.
ลำดับนั้น มารกล่าวกะพระมหาบุรุษว่า สิทธัตถะ ในภาวะที่ท่าน
ให้ทานไว้แล้ว ใครเป็นสักขีพยาน. พระมหาบุรุษตรัสว่า ในภาวะที่เรา
ให้ทาน ตนผู้มีจิตใจเป็นพยานก่อน แต่ในที่นี้ เราไม่มีใคร ๆ ที่มีจิตใจ
เป็นสักขีพยานให้ได้ ทานที่เราให้ในอัตภาพอื่น ๆ จงยกไว้ก่อน เอาแค่
ในภาวะที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วได้ให้สัตตสดกมหา-
ทานก่อน ปฐพีอันหนาใหญ่นี้แม้จะไม่มีจิตใจก็เป็นสักขีพยานได้ จึงทรง
นำออกเฉพาะพระหัตถ์เบื้องขวา จากภายในกลีบจีวร แล้วทรงชี้ไปตรง
หน้ามหาปฐพี โดยตรัสว่า ในภาวะที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวส-
สันดรแล้วให้สัตตสดกมหาทาน ท่านเป็นสักขีพยานหรือไม่ได้เป็น. มหา-
ปฐพีได้บันลือขึ้นเหมือนจะท่วมทับพลมาร ด้วยร้อยเสียง พันเสียง แสน
เสียงว่า ในกาลนั้น เราเป็นสักขีพยานท่าน.
หน้า 149
ข้อ 1
แต่นั้น เมื่อพระมหาบุรุษทรงพิจารณาถึงทานที่ให้ในอัตภาพเป็น
พระเวสสันดรอยู่ว่า สิทธัตถะ มหาทาน อุดมทาน ท่านได้ให้แล้ว ดังนี้
ช้างคิริเมขล์สูง ๑๕๐ โยชน์ คุกเข่าลงบนแผ่นดิน บริษัทมารพากันหนีไป
ยังทิศานุทิศ มาร ๒ ตนชื่อว่าหนีไปทางเดียวกัน ย่อมไม่มี พากันทิ้ง
อาภรณ์ที่ศีรษะ และผ้าที่นุ่งห่ม แล้วหนีไปทางทิศที่ตรงหน้า ๆ นั่งเอง.
แต่นั้น หมู่เทพได้เห็นพลมารหนีไป พวกเทวดา จึงประกาศแก่พวก
เทวดา พวกนาคจึงประกาศแก่พวกนาค พวกครุฑจึงประกาศแก่พวก
ครุฑ พวกพรหมจึงประกาศแก่พวกพรหมว่า ความปราชัยเกิดแก่มาร
แล้ว ชัยชนะเกิดแก่สิทธัตถกุมารแล้ว พวกเราจักทำการบูชาชัยชนะ
ดังนี้ ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นมายังโพธิบัลลังก์อันเป็นสำนัก
ของพระมหาบุรุษ.
ก็เมื่อพลมารเหล่านั้นหนีไปอย่างนี้แล้ว
ในกาลนั้น หมู่เทพมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ
พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมี
ชัยชนะ ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว.
ในกาลนั้น หมู่นาคมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ
พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมีชัย
ชนะ ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว.
ในกาลนั้น หมู่ครุฑมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ
พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมี
ชัยชนะ ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว.
ในกาลนั้น หมู่พรหมมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะ
หน้า 150
ข้อ 1
ของพระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ ทรง
มีชัยชนะ ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว ฉะนั้นแล.
เทวดาในหมื่นจักรวาลที่เหลือ ได้บูชาด้วยดอกไม้ของหอมและ
เครื่องลูบไล้ กับได้กล่าวสดุดีนานัปการอยู่. เมื่อพระอาทิตย์ยัง
ทอแสงอยู่อย่างนี้นั้นแล พระมหาบุรุษทรงกำจัดมารและพลมารได้ อันกาบ
ใบมหาโพธิพฤษ์ซึ่งตกลงเบื้องบนจีวร ประหนึ่งกลีบแก้วประพาฬแดง
บูชาอยู่ ทรงระลึกบุพเพนิวาสญาณได้ในปฐมยาม ทรงชำระทิพยจักษุได้
ในมัชฌิมยาม ทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจสมุปบาทได้ในปัจฉิมยาม.
ครั้งเมื่อพระมหาบุรุษนั้นทรงพิจารณาปัจจยาการ อันประกอบด้วยบท ๑๒
บท โดยอนุโลมและปฏิโลม ด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะ หมื่นโลกธาตุ
ได้ไหวถึง ๑๒ ครั้ง จนจรดน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด.
ก็เมื่อพระมหาบุรุษทรงยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือแล้ว ทรงรู้แจ้ง
แทงตลอดพระสัพพญัญญุญาณในเวลาอรุณขึ้น หมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นก็ได้มี
การตกแต่งประดับประดาแผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักร-
วาลทิศตะวันออก กระทบขอบปากจักรวาลทิศตะวันตก. อนึ่ง แผ่นผ้าของ
ธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักรวาลทิศตะวันตก กระทบขอบปากจักร-
วาลทิศตะวันออก. แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักรวาลทิศใต้
กระทบขอบปากจักรวาลทิศเหนือ แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบ
ปากจักรวาลทิศเหนือ กระทบขอบปากจักรวาลทิศใต้. แผ่นผ้าของธง
ทั้งหลายที่ยกขึ้นที่พื้นแผ่นดิน ได้ตั้งจรดถึงพรหมโลก แผ่นผ้าของธง
ทั้งหลายที่ยกขึ้นที่พรหมโลก ก็ตั้งอยู่จรดถึงบนพื้นแผ่นดิน. ต้นไม้ดอกไม้
ในหมื่นจักรวาลก็ออกดอก ต้นไม้ผลก็เต็มไปด้วยพวงผล. ปทุมชนิด
หน้า 151
ข้อ 1
ลำต้นก็ออกดอกที่ลำต้น ปทุมชนิดกิ่งก็ออกดอกที่กิ่ง ปทุมชนิดเครือเถา
ออกดอกที่เครือเถา ปทุมชนิดที่ห้อยในอากาศก็ออกดอกในอากาศ
ปทุมชนิดเป็นก้านก็ทำลายพื้นศิลาทึบเป็นดอกบัวตั้งขึ้นซ้อนๆ กัน. หมื่น
โลกธาตุได้เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้ เหมือนกลุ่มดอกไม้ที่เขาวน ๆ แล้ว
โยนไป และเหมือนเครื่องลาดดอกไม้ที่เขาลาดไว้อย่างดี. โลกันตริกนรก
กว้าง ๘ พันโยชน์ในระหว่างจักรวาลทั้งหลาย ไม่เคยสว่างแม้ด้วย แสง
อาทิตย์ ๗ ดวง ในกาลนั้นได้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. มหาสมุทรลึก
๘๔,๐๐๐ โยชน์ ได้กลายเป็นน้ำหวาน. แม่น้ำทั้งหลายไม่ไหล คนบอด
แต่กำเนิดแลเห็นรูป คนหนวกแต่กำเนิดได้ยินเสียง. คนง่อยเปลี้ยแต่
กำเนิดก็เดินได้ เครื่องจองจำคือขื่อคาเป็นต้นก็ขาดตกไปเอง.
พระมหาบุรุษอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บูชาอยู่ด้วยสิริสมบัติ
หาประมาณมิได้ ด้วยประการอย่างนี้ เมื่ออัจฉริยธรรมทั้งหลายมีประการ
มิใช่น้อยปรากฏแล้ว ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงมิได้ทรงละว่า
เราเมื่อแสวงหานายช่างผู้การทำเรือน เมื่อไม่ประสบได้
ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์.
นี่แน่ะนายช่างผู้กระทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักรไม่ได้
กระทำเรือนอีกต่อไป ซี่โครงทั้งหมดของท่านเราหักเสียแล้ว
ยอดเรือนเราก็กำจัดแล้ว จิตของเราถึงวิสังขารคือพระนิพพาน
แล้ว เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว ดังนี้.
ฐานะมีประมาณเท่านี้ โดยเริ่มตั้งแต่พิภพดุสิตจนกระทั่งบรรลุ
หน้า 152
ข้อ 1
พระสัพพัญญุตญาณที่โพธิมัณฑ์นี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า อวิทูเรนิทาน ด้วย
ประการฉะนี้.
จบอวิทูเรนิทานกถา
สันติเกนิทานกถา
ก็สันติเกนิทาน ท่านกล่าวว่า ย่อมได้เฉพาะในที่นั้น ๆ อย่างนี้ว่า
"สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันอันเป็นอารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี" ดังนี้ และว่า " ประทับอยู่
ในกูฎาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี" ดังนี้, ท่านกล่าวไว้อย่างนี้.
ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น สันติเกนิทานแม้นั้น พึงทราบตั้งแต่ต้นอย่างนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่งบนชยบัลลังก์ ทรงเปล่งอุทาน
แล้วได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า เราแล่นไปถึงสื่อสงไขยแสนกัป ก็เพราะเหตุ
บัลลังก์นี้ เพราะเหตุบัลลังก์นี้แหละ เราได้ตัดศีรษะอันประดับแล้วที่คอ
ให้ไปแล้ว ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราควักนัยน์ตาที่หยอดดีแล้ว และ
เชือดหทัยให้ไปแล้ว ให้บุตรเช่นกับชาลีกุมาร ให้ธิดาเช่นกับกัณหาชินา
กุมารีและให้ภริยาเช่นกับพระมัทรีเทวี เพื่อเป็นทาสของคนอื่น ๆ บัลลังก์
ของเรานี้ เป็นบัลลังก์ชัย เป็นบัลลังก์มั่นคง เมื่อเรานั่งบนบัลลังก์นี้แล้ว
ความดำริเต็มบริบูรณ์ เราจักไม่ออกจากบัลลังก์นี้ก่อน ดังนี้ พระองค์จึง
ประทับนั่งเข้าสมาบัติหลายแสนโกฏิ ณ บัลลังก์นั้นนั่นแหละตลอด ๗ วัน
หน้า 153
ข้อ 1
ซึ่งท่านหมายกล่าวได้ว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเสวย
วิมุตติสุข โดยบัลลังก์เดียวตลอดสัปดาห์.
ครั้งนั้น เทวดาบางพวก เกิดความปริวิตกขึ้นว่า แม้วันนี้ พระ-
สิทธัตถะก็ยังมีกิจที่จะต้องทำอยู่เป็นแน่ เพราะยังไม่ละความอาลัยใน
บัลลังก์ พระศาสดาทรงทราบความปริวิตกของเทวดาทั้งหลาย เพื่อจะทรง
ระงับความปริวิตกของเทวดาเหล่านั้น จึงทรงเหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงแสดง
ยมกปาฏิหาริย์. จริงอยู่ ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำที่มหาโพธิมัณฑ์ก็ดี ปาฏิ-
หาริย์ที่ทรงกระทำในสมาคมพระญาติก็ดี ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำในสมาคม
ชาวปาตลีบุตรก็ดี ทั้งหมดได้เป็นเช่นกับยมกปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำที่ควง
ไม้คัณฑามพพฤกษ์.
พระศาสดาครั้นทรงระงับความวิตกของเทวดาทั้งหลาย ด้วยปาฏิ-
หาริย์นี้อย่างนี้แล้ว จึงประทับยืนทางด้านทิศเหนือติดกับทิศตะวันออก
เยื้องจากบัลลังก์ไปเล็กน้อย ทรงพระดำริว่า เราแทงตลอดพระสัพพัญ-
ญุตญาณ ที่บัลลังก์นี้หนอ จึงทรงลืมพระเนตรแลดูบัลลังก์และต้นโพธิ์
อันเป็นสถานที่บรรลุผลแห่งบารมีทั้งหลาย ที่ทรงบำเพ็ญมาสี่อสงไขย-
แสนกัป ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์. สถานที่นั้นจึงชื่อว่า อนิมิสเจดีย์.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงนิรมิตที่จงกรมในระหว่างบัลลังก์กับ
สถานที่ที่ประทับยืน ทรงจงกรมอยู่บนรัตนจงกรมอันยาวจากทิศตะวันออก
จรดทิศตะวันตก ยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์ สถานที่นั้นจึงชื่อว่า รัตนจงกรม-
เจดีย์.
ก็ในสัปดาห์ที่ ๔ เทวดาทั้งหลายนิรมิตเรือนแก้วทางด้านทิศพายัพ
หน้า 154
ข้อ 1
จากต้นโพธิ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้วนั้น ทรง
พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก และพระสมันตปัฏฐานอนันตนัยในพระ-
อภิธรรมปิฎกนั่นโดยพิเศษ ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์. ส่วนนักอภิธรรม
ทั้งหลายกล่าวว่า ที่ชื่อว่าเรือนแก้ว ไม่ใช่เรือนที่ทำด้วยแก้ว ๗ ประการ
แต่สถานที่ที่ทรงพิจารณาปกรณ์ทั้ง ๗ เรียกว่าเรือนแก้ว. แต่เพราะเหตุที่
ท่านประยุกต์เรื่องทั้งสองนั้นเข้าไว้ในที่นี้โดยปริยาย เพราะฉะนั้น ควร
ถือเอาทั้งสองเรื่องนั้นนั่นแหละ. ก็จำเดิมแต่นั้นมา สถานที่นั้นจึงชื่อว่า
รัตนฆรเจดีย์.
พระศาสดาทรงยับยั้งอยู่ ๔ สัปดาห์เฉพาะบริเวณใกล้ต้นโพธิ์เท่านั้น
ด้วยประการอย่างนี้ ในสัปดาห์ที่ ๕ เสด็จจากควงไม้โพธิ์ไปยังไม้
อชปาลนิโครธ ประทับนั่งพิจารณาพระธรรมและเสวยวิมุตติสุข ณ ต้น
อชปาลนิโครธแม้นั้น.
สมัยนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า เราติดตามอยู่ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้
แม้จะเพ่งมองหาช่องอยู่ ก็ไม่ได้เห็นความพลั้งพลาดอะไร ๆ ของสิทธัตถะ
นี้ บัดนี้ สิทธัตถะนี้ก้าวล่วงพ้นอำนาจของเราเสียแล้ว จึงถึงความโทมนัส
นั่งอยู่ในหนทางใหญ่ เมื่อคิดถึงเหตุ ๑๖ ประการ จึงขีดเส้น ๑๖ เส้น
ลงบนแผ่นดิน คือคิดว่า เราไม่ได้บำเพ็ญทานบารมีเหมือนสิทธัตถะนี้
เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้ ดังนี้ แล้วขีดลงไปเส้น
หนึ่ง. อนึ่ง คิดว่า เราไม่ได้บำเพ็ญศีลบารมี ฯลฯ เนกขัมบารมี ปัญญา-
บารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี
อุเบกขาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นเหมือน
สิทธัตถะนี้ ดังนี้แล้วขีดเส้น (ที่ ๒ ถึงเส้น ) ที่ ๑๐. อนึ่ง คิดว่า เราไม่
หน้า 155
ข้อ 1
ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอดอินทริยปโรปริยัตติ-
ญาณอันไม่ทั่วไปแก่คนอื่น เหมือนสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่
ได้เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้ ดังนี้แล้วขีดเส้น ที่ ๑๑. อนึ่ง คิดว่า เราไม่ได้
บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอดอาสยานุสยญาณ ฯลฯ
มหากรุณาสมาปัตติญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณอนาวรณญาณและสัพพัญญุต-
ญานอันไม่ทั่วไปแก่คนอื่น เหมือนดังสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึง
ไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้ ดังนี้แล้ว ขีดเส้นที่ ๑๒ ถึงเส้นที่ ๑๖. มารนั่ง
ขีดเส้น ๑๖ เส้นอยู่ที่หนทางใหญ่ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็สมัยนั้นธิดาของมาร ๓ นาง คือ นางตัณหา นางราคา และ
นางอรดี คิดว่า บิดาของพวกเราไม่ปรากฏ บัดนี้ อยู่ที่ไหนหนอ จึงพา
กันมองหา ได้เห็นบิดาผู้มีความโทมนัสนั่งขีดแผ่นดินอยู่ จึงพากันไปยัง
สำนักของบิดาแล้วถามว่า ท่านพ่อ เพราะเหตุไร ท่านพ่อจึงเป็นทุกข์
หม่นหมองใจ. มารกล่าวว่า ลูกเอ๋ย มหาสมณะนี้ ล่วงพ้นอำนาจของ
เราเสียแล้ว พ่อคอยดูอยู่ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ ไม่อาจได้เห็นช่องคือ
โทษของมหาสมณะนี้ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงเป็นทุกข์หม่นหมองใจ. ธิดา
มารกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านพ่ออย่าเสียใจเลย ลูก ๆ จักทำ
มหาสมณะนั้นไว้ในอำนาจของตน ๆ แล้วพามา. มารกล่าวว่า ลูกเอ๋ย
มหาสมณะนี้ ใคร ๆ ไม่อาจทำไว้ในอำนาจได้ บุรุษผู้นี้ตั้งอยู่ในศรัทธา
อันไม่หวั่นไหว. ธิดามารกล่าวว่า ท่านพ่อ พวกลูกชื่อว่าเป็นสตรี
ลูก ๆ จักเอาบ่วงคือราคะเป็นต้น ผูกมหาสมณะนั้น นำมาเดี๋ยวนี้แหละ.
ท่านพ่ออย่าคิดไปเลย ครั้นกล่าวแล้วจึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลว่า
ข้าแต่พระสมณะ พวกข้าพระบาทจะบำเรอบาทของพระองค์. พระผู้มี-
หน้า 156
ข้อ 1
พระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่ใจถึงคำของพวกนาง ทรงไม่ทรงลืมพระเนตรแลดู
ทรงนั่งเสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกอย่างเดียว เพราะทรงน้อมพระทัยไปใน
ธรรมเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิอันยอดเยียม.
ธิดามารคิดกันอีกว่า ความประสงค์ของพวกผู้ชายเอาแน่ไม่ได้ บาง
พวกมีความรักหญิงเด็ก ๆ บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในปฐมวัย บางพวกรัก
หญิงผู้อยู่ในมัชฌิมวัย บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในปัจฉิมวัย ถ้ากระไร พวก
เราควรเอารูปต่างอย่างเข้าไปล่อแล้วยึดเอา จึงนางหนึ่ง ๆ นิรมิตอัตภาพ
ของตนๆ โดยเป็นรูปหญิงวัยรุ่นเป็นต้น คือเป็นหญิงวัยรุ่นเป็นหญิงยังไม่
คลอด เป็นหญิงคลอดคราวเดียว เป็นหญิงคลอดสองคราว เป็นหญิง
กลางคน และเป็นหญิงผู้ใหญ่ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ๖ ครั้ง
แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าพระบาททั้งหลาย จะบำเรอบาทของ
พระองค์ แม้ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงใส่พระทัย โดยปะ-
การที่ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม
ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธิดามาร
เหล่านั้นเข้าไปหา โดยเป็นหญิงผู้ใหญ่ จึงทรงอธิษฐานว่า หญิงเหล่านี้
จงเป็นคนฟันหักมีผมหงอก. คำของเกจิอาจารย์นั้น ไม่ควรเชื่อถือ. เพราะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้ทรงกระทำอธิษฐานเห็นปานนั้นก็หามิได้ แต่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงหลีกไป พวกเธอเห็นอะไรจึงพยายาม
อย่างนี้ ควรทำกรรมชื่อเห็นปานนี้ เบื้องหน้าของคนผู้ยังไม่ปราศจาก
ราคะเป็นต้น ก็ตถาคตละราคะ โทสะ โมหะแล้ว จึงทรงปรารภถึงการ
ละกิเลสของพระองค์ ทรงแสดงธรรมตรัสคาถา ๒ คาถา ในพุทธวรรค
ธรรมบท ดังนี้ว่า
หน้า 157
ข้อ 1
ความชนะอันผู้ใดชนะแล้วไม่กลับแพ้ ใคร ๆ จะนำความ
ชนะของผู้นั้นไปไม่ได้ในโลก ท่านทั้งหลายจักนำพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ผู้มีอารมณ์ไม่มีที่สุด ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วย
ร่องรอยอะไร.
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่มีตัณหาดุจข่าย ส่ายไปใน
อารมณ์ต่าง ๆ เพื่อจะนำไปในที่ไหน ท่านทั้งหลายจักนำ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีอารมณ์ไม่มีที่สุด ผู้ไม่มีร่องรอย
ไปด้วยร่องรอยอะไร ดังนี้.
ธิดามารเหล่านั้นพากันกล่าวคำนั้นอาทิว่า นัยว่า เป็นความจริง บิดา
ของพวกเราได้กล่าวไว้ว่า พระอรหันต์สุคตเจ้าในโลก ใคร ๆ จะนำไป
ง่าย ๆ ด้วยราคะ. หาได้ไม่ ดังนี้แล้วพากันกลับมายังสำนักของบิดา.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ที่อชปาลนิโครธนั้นนั่นแหละ
ตลอดสัปดาห์ แต่นั้นได้เสด็จไปยังโคนไม้มุจลินท์. ณ ที่นั้น เกิดฝน
พรำอยู่ตลอด ๗ วัน เพื่อจะป้องกันความหนาวเป็นต้น พญานาค ชื่อ
มุจลินท์ เอาขนดวง ๗ รอบ ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่เหมือนประทับอยู่ใน
พระคันธกุฎีอันไม่คับแคบ ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์ แล้วเสด็จเข้าไป
ยังต้นราชายตนะ แม้ ณ ที่นั้นก็ทรงยับยั้งเสวยวิมุตติสุขอยู่ตลอดสัปดาห์.
โดยลำดับกาลเพียงเท่านี้ก็ครบ ๗ สัปดาห์บริบูรณ์.
ในระหว่างนี้ไม่มีการสรงพระพักตร์ ไม่มีการปฏิบัติพระสรีระ ไม่มี
กิจด้วยพระกระยาหาร แต่ทรงยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขและผลสุขเท่านั้น.
ครั้นในวัน ที่ ๔๙ อัน เป็นที่สุดของ ๗ สัปดาห์นั้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าประทับนั่งอยู่ที่ต้นราชายตนะนั้น เกิดพระดำริขึ้นว่าจักสรงพระพักตร์.
หน้า 158
ข้อ 1
ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ทรงนำผลสมออันเป็นยาสมุนไพรมาถวาย. พระ-
ศาสดาเสวยผลสมอนั้น ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้มีการถ่ายพระบังคน
หนัก. ลำดับนั้น ท้าวสักกะนั้นแลได้ถวายไม้ชำระพระทนต์ ชื่อนาคลดา
และน้ำบ้วนพระโอษฐ์ น้ำสรงพระพักตร์แก่พระองค์ พระศาสดาทรง
เคี้ยวไม้ชำระพระทนต์นั้น แล้วบ้วนพระโอษฐ์ สรงพระพักตร์ด้วย
น่าจากสระอโนดาต เสร็จแล้วยังคงประทับนั่งอยู่ที่โคนไม้ราชายตนะนั้น
นั่นแหละ.
สมัยนั้น พาณิช ๒ คนชื่อ ตปุสสะ และ ภัลลิกะ เดินทางจาก
อุกกลชนบท จะไปยังมัชฌิมประเทศ ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ผู้อันเทวดา
ผู้เป็นญาติสายโลหิตของตนในชาติก่อน กั้นเกวียนไว้ ให้มีความอุตสาหะ
ในการจัดพระกระยาหารถวายแด่พระศาสดา จึงถือเอาข้าวตูก้อนและขนม
น้ำผึ้ง (ขนมหวาน) แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับพระกระยาหารของ
ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ดังนี้แล้วน้อมถวายพระศาสดาแล้วยืนอยู่ เพราะ
บาตรได้อันตรธานหายไปในวันรับข้าวปายาส พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง
ดำริว่า พระตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับที่มือ เราจะรับที่อะไรหนอ.
ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์จากทิศทั้ง ๔ รู้พระดำริของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงน้อมถวายบาตรทั้งหลายอันแล้วด้วยแก้วอินทนิล พระผู้มี-
พระภาคเจ้าไม่ทรงรับบาตรเหล่านั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงน้อมถวาย
บาตร ๔ ใบ อันแล้วด้วยศิลามีสีดังถั่วเขียว เพื่อจะทรงอนุรักษ์ศรัทธา
ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงทรงรับบาตรแม้ทั้ง ๔ ใบ ทรงวางซ้อน ๆ
กัน แล้วทรงอธิษฐานว่า จงเป็นบาตรใบเดียว บาตรทั้ง ๔ ใบจึงมีรอย
หน้า 159
ข้อ 1
ปรากฏอยู่ที่ขอบปาก รวมเข้าเป็นใบเดียวกัน โดยประมาณบาตรขนาด
กลาง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระกระยาหารที่บาตรอันล้วนด้วยศิลา
มีค่ามากนั้น เสวยแล้วได้ทรงกระทำอนุโมทนา. พาณิชพี่น้องสองคนนั้น
ถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ ได้เป็น ทเววาจิกอุบาสก
คืออุบาสกผู้กล่าวถึงสรณะสอง. ลำดับนั้น พาณิชทั้งสองคนนั้นกราบ
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดประทานฐานะ อันควร
ที่จะพึงปรนนิบัติแก่ข้าพระองค์ทั้งสองด้วยเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า
จงเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระเศียรของพระองค์ แล้วได้ประทานพระเกศธาตุ
ทั้งหลายให้ไป. พาณิชทั้งสองนั้นบรรจุพระเกศธาตุเหล่านั้นไว้ภายใน
ผอบทองคำ ประดิษฐานพระเจดีย์ไว้ในนครของตน.
ก็จำเดิมแต่นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับไปยังต้นอชปาล-
นิโครธอีก แล้วประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นนิโครธ. ครั้นเมื่อพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้านั้นพอประทับนั่งที่ควงต้นนิโครธนั้นเท่านั้น ทรงพิจารณาถึง
ความที่ธรรมอันพระองค์ทรงบรรลุแล้วเป็นธรรมลึกซึ้ง ความตรึกอัน
พระพุทธเจ้าทั้งปวงเคยประพฤติกันมา ถึงอาการคือความไม่ประสงค์จะ
ทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น บังเกิดขึ้นว่า ธรรมนี้เราบรรลุได้โดยยาก
แล.
ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทรงดำริว่า ท่านผู้เจริญ โลกจัก
พินาศหนอ ท่านผู้เจริญ โลกจักพินาศหนอ จึงทรงพาท้าวสักกะ ท้าว-
สุยามะ ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมมานรดี ท้าววสวัตดี และท้าวมหาพรหม
ทั้งหลาย จากหมื่นจักรวาล เสด็จมายังสำนักของพระศาสดา ทูลอาราธนา
หน้า 160
ข้อ 1
ให้ทรงแสดงธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรม.
พระศาสดาทรงให้ปฏิญญาแก่ท้าวสหัมบดีพรหมนั้น แล้วทรงดำริ
อยู่ว่า เราควรแสดงธรรมกัณฑ์แรก แก่ใครหนอ ทรงยังพระดำริให้เกิด
ขึ้นว่า อาฬารดาบส เป็นบัณฑิต เธอจักรู้ธรรมนี้ได้เร็วพลัน จึงทรง
ตรวจดูอีก ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้นกระทำกาละได้ ๗ วันแล้ว จึง
ทรงรำพึงถึง อุทกดาบส ได้ทรงทราบว่า แม้อุทกดาบสนั้นก็ได้กระทำ
กาละเสียเมื่อพลบคำวานนี้ จึงทรงมนสิการปรารภถึง พระปัญจวัคคีย์
ว่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะมากมายแก่เรา จึงทรงรำพึงว่า บัดนี้ ภิกษุ
ปัญจวัคคีย์เหล่านั้น อยู่ที่ไหนหนอ ได้ทรงทราบว่า อยู่ในป่าอิสิปตนมิค-
ทายวัน แขวงเมืองพาราณสี จึงเสด็จเที่ยวบิณฑบาตไปรอบ ๆ โพธิ-
มัณฑ์ประทับอยู่ ๒ - ๓ วัน แล้วทรงดำริว่า ในวันเพ็ญเดือน ๘ เราจัก
ไปเมืองพาราณสี ประกาศพระธรรมจักร จึงในคิถีที่ ๑๔ ค่ำแห่งปักษ์
เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง เมื่อราตรีสว่างตั้งขึ้นแล้ว พอเช้าตรู่ ทรงถือบาตร
และจีวรเสด็จดำเนินสิ้นหนทาง ๑๘ โยชน์ ในระหว่างทาง ทรงพบ
อุปกอาชีวก จึงตรัสบอกถึงความที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแก่อุปก-
อาชีวกนั้น แล้วเสด็จถึงป่าอิสิปตนะในเวลาเย็นวันนั้นเอง.
พระปัญจวัคคีย์เห็นพระตถาคตเสด็จมาแค่ไกล ได้กระทำกติกากัน
ว่า นี่แน่ะอาวุโสทั้งหลาย พระสมณโคดมนี้เวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก
ในปัจจัย มีร่างกายสมบูรณ์ มีอินทรีย์ผ่องใส มีวรรณดุจทอง กำลัง
เสด็จมา พวกเราจักไม่ทำสามีจิกรรม มีการไหว้เป็นต้นแก่พระสมณโคดม
หน้า 161
ข้อ 1
นี้ แต่เธอประสูติในตระกูลใหญ่ ย่อมควรจัดอาสนะไว้ ด้วยเหตุนั้น
พวกเราปูลาดเพียงอาสนะไว้เพื่อเธอ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงรำพึงว่า ภิกษุปัจวัคคีย์เหล่านี้ คิดกัน
อย่างไรหนอ.ก็ได้ทราบวาระจิตด้วยพระญาณ อันสามารถทรงทราบอาจาระ
แห่งจิตของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก. ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงประมวล
เมตตาจิต อันสามารถแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปโดยไม่เจาะจง ในเทวดา
และมนุษย์ทั้งมวล แล้วทรงแผ่เมตตาจิตไปในพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น
ด้วยอำนาจการแผ่โดยเจาะจง. พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นอันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าให้สัมผัสด้วยเมตตาจิตแล้ว เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จเข้าไปใกล้
ไม่อาจดำรงอยู่ตามกติกาของตน ได้พากันลุกขึ้นทำกิจทั้งปวงมีการอภิวาท
เป็นต้น แต่ไม่รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงร้อง
เรียกพระองค์โดยพระนามและโดยวาทะว่า "อาวุโส" ทั้งสิ้น.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นรู้ว่า
พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า โดยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่า
เรียกตถาคตโดยชื่อและโดยวาทะว่า "อาวุโส" เลย ภิกษุทั้งหลาย ตถาคต
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ แล้วประทับนั่งบนพุทธอาสน์
อันประเสริฐที่ปูลาดไว้ เมื่อประจวบกับดาวนักษัตรแห่งเดือน ๘ หลัง
กำลังดำเนินไป อันพรหม ๑๘ โกฏิห้อมล้อมแล้ว จึงตรัสเรียกพระเถระ
ปัญจวัคคีย์มา ทรงแสดง พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันยอดเยี่ยม
เพริศแพร้วด้วยญาณ ๖ มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒. บรรดาพระเถระ
ปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พระโกณฑัญญเถระ ส่งญาณไปตามกระแสแห่ง
หน้า 162
ข้อ 1
เทศนา ในเวลาจบพระสูตร ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับ
พรหม ๑๘ โกฏิ.
พระศาสดา ทรงเข้าจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น
นั่นเอง ในวันรุ่งขึ้น ประทับนั่งทรงโอวาทพระวัปปเถระ อยู่ในวิหาร
นั่นแล พระเถระที่เหลือทั้ง ๔ รูปเที่ยวบิณฑบาต. ในเวลาเช้านั่นเอง
พระวัปปเถระ ก็บรรลุพระโสดาปัตติผล โดยวิธีนี้นั่นแล ทรงให้พระเถระ
ทั้งหมดดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล คือวันรุ่งขึ้น ให้พระภัตทิยเถระ
บรรลุ วันรุ่งขึ้น ให้พระมหานามเถระบรรลุ วันรุ่งขึ้น ให้พระอัสสชิ-
เถระบรรลุ ครั้นในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ให้พระเถระทั้ง ๕ ประชุมกัน
แล้วทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ในเวลาจบเทศนา พระเถระทั้ง ๕
ดำรงอยู่ในพระอรหัต.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของ ยสกุลบุตร ตรัสเรียก
เขาผู้เบื่อหน่ายละเรือนออกไปในตอนกลางคืนว่า มานี่เถิด ยสะ ทรง
ให้เขาดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผลในตอนกลางคืนนั้นแหละ แล้วให้ดำรง
อยู่ในพระอรหัตในวันรุ่งขึ้น แล้วทรงให้ชน ๕๔ คนแม้อื่นอีก ผู้เป็น
สหายของพระยสะนั้นบรรพชา ด้วยเอหิภิกขุบรรพชา แล้วทรงให้บรรลุ
พระอรหัต.
ก็เมื่อพระอรหันต์ ๖๑ องค์เกิดขึ้นในโลก ด้วยประการอย่างนี้แล้ว
พระศาสดาทรงออกพรรษาปวารณาแล้ว ทรงส่งภิกษุ ๖๐ รูปไปในทิศ
ทั้งหลายด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป
ดังนี้เป็นต้น ส่วนพระองค์เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ในระหว่างทาง
ทรงแนะนำ ภัททวัคคีย์กุมาร ๓๐ คนในชัฏป่าฝ้าย บรรดาภัททวัคคีย์กุมาร
หน้า 163
ข้อ 1
เหล่านั้น คนสุดท้ายเขาทั้งหมดได้เป็นพระโสดาบัน คนเหนือกว่าเขา
ทั้งหมดได้เป็นพระอนาคามี พระองค์ทรงให้ภัททวัคคีย์กุมารทั้งหมด
แม้นั้นบรรพชา ด้วยความเป็นเอหิภิกขุเหมือนกัน แล้วทรงส่งไปในทิศ
ทั้งหลาย แล้วพระองค์เสด็จถึงอุรุเวลาประเทศ ทรงแสดงปาฏิหาริย์
๓,๕๐๐ ปาฏิหาริย์ ทรงแนะนำชฎิลสามพี่น้อง มีอุรุเวลกัสสปะ เป็นต้น
มีชฎิลหนึ่งพันเป็นบริวาร ทรงให้บรรพชาด้วยความเป็นเอหิภิกขุแล้ว ให้
นั่งที่คยาสีสประเทศ ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตด้วย อาทิตตปริยายเทศนา
อันพระอรหันต์หนึ่งพันองค์ห้อมล้อม แล้วได้เสด็จไปยังอุทยานลัฏฐิวัน
ณ ชานพระนครราชคฤห์โดยพระประสงค์ว่า จักทรงเปลื้องปฏิญญาที่ให้ไว้
กับพระเจ้าพิมพิสาร พระราชาทรงสดับข่าวจากสำนักของนายอุยยานบาลว่า
พระศาสดาเสด็จมา จึงทรงห้อมล้อมด้วยพราหมณ์และคหบดี ๑๒ นหุต
(คือ ๑๒ หมื่น) เสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทรงซบพระเศียรลงที่พระบาท
ของพระตถาคต อันมีฝ่าพระบาทวิจิตด้วยลายจักร กำลังเปล่งรัศมีสุก
สกาวขึ้น ประดุจเพดานอันดาดด้วยแผ่นทองคำ แล้วประทับนั่ง ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง พร้อมทั้งบริษัท.
ลำดับนั้น พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า พระ-
มหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในพระอุรุเวลกัสสปะ หรือว่าพระอุรุเวล-
กัสสปะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบความปริวิตกแห่งใจของพราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น ด้วยพระหทัย
จึงตรัสกะพระอุรุเวลกัสสปะ ด้วยพระคาถาว่า
ดูก่อนกัสสปะ เธออยู่ในตำบลอุรุเวลามานาน ซูบผอม
เพราะกำลังพรต เป็นผู้กล่าวสอนประชาชน เห็นโทษอะไร
หน้า 164
ข้อ 1
หรือจึงละไปเสีย เราถามเนื้อความนี้กะเธอ อย่างไรเธอจึง
ละการบูชาไฟเสียเล่า.
ฝ่ายพระเถระก็ทราบความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าว
คาถานี้ว่า
ยัญทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญ รูป เสียง กลิ่น รส
ที่น่าใคร่ และหญิงทั้งหลาย ข้าพระองค์รู้ว่า นี้เป็นมลทิน
ในอุปธิทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในการ
เซ่นสรวงและการบูชา ดังนี้.
เพื่อจะประกาศความที่ตนเป็นสาวก จึงซบศีรษะลงที่หลังพระบาท
ของพระตถาคตแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้แล้วเหาะขึ้นสู่
เวหาส ๗ ครั้ง คือ ๑ ชั่วลำตาล ๒ ชั่วลำตาล ๓ ชั่วลำตาล จนกระทั่ง
ประมาณ ๗ ชั่วลำตาล แล้วลงมาถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่ง ณ ที่
ควรข้างหนึ่ง.
มหาชนได้เห็นปาฏิหาริย์ดังนั้น จึงกล่าวเฉพาะกถาสรรเสริญพระ-
คุณของพระศาสดาเท่านั้นว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพมาก
เพราะแม้พระอุรุเวลกัสสปะ ชื่อว่า ผู้มีทิฏฐิจัดอย่างนี้ สำคัญตนว่าเป็น
พระอรหันต์ ก็ถูกพระตถาคตทรมาน ทำลายข่ายคือทิฏฐิเสียแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่ได้ทรมานอุรุเวลกัสสปะแต่ใน
บัดนี้เท่านั้น แม้ในอดีตกาล อุรุเวลกัสสปะนี้เราก็ได้ทรมานแล้ว เพราะ
เหตุเกิดเรื่องนี้ขึ้น จึงตรัส มหานารทกัสสปชาดก แล้วทรงประกาศ
สัจจะ ๔. พระราชาพร้อมกับบริวาร ๑๑ นหุต ดำรงอยู่ในพระโสดา-
หน้า 165
ข้อ 1
ปัตติผล บริวาร ๑ นหุตประกาศความเป็นอุบาสก. พระราชาประทับ
นั่งอยู่ในสำนักของพระศาสดานั่นเอง ทรงประกาศความสบายพระทัย ๕
ประการแล้วทรงถึงสรณะ ทรงนิมนต์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ แล้วเสด็จ
ลุกขึ้นจากอาสน์ กระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเสด็จหลีกไป.
วันรุ่งขึ้น พวกชนชาวเมืองราชคฤห์ทั้งสิ้นนับได้ ๑๘ โกฏิ ทั้งที่
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเมื่อวันวาน กับทั้งที่ไม่ได้เห็น ต่างมีความ
ประสงค์จะเห็นพระตถาคต จึงพากันจากเมืองราชคฤห์ไปยังลัฏฐิวันอุทยาน
แต่เช้าตรู่. หนทาง ๓ คาวุตไม่พอจะเดิน. ลัฏฐิวันอุทานทั้งสิ้นแน่น
ขนัด. มหาชนแม้เห็นพระอัตภาพอันถึงความงามเลิศแห่งพระรูปโฉมของ
พระทศพล ก็ไม่อาจกระทำให้อิ่ม. นี้ชื่อว่า ภูมิของการพรรณนา. จริงอยู่
ในฐานะเห็นปานนี้ พึงพรรณนาความสง่าแห่งพระรูปกายแม้ทั้งหมด อัน
มีประเภทแห่งพระลักษณะ และพระอนุพยัญชนะเป็นต้น ของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. เมื่ออุทยานและทางเดินแน่นขนัด ด้วยมหาชนผู้จะดูพระ-
สรีระของพระทศพล อันถึงความงามเลิศด้วยพระรูปโฉมอย่างนี้ แม้ภิกษุ
รูปเดียวก็ไม่มีโอกาสออกไปได้. นัยว่า วันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจะต้อง
ขาดพระกระยาหาร เพราะฉะนั้น อาสนะที่ท้าวสักกะประทับนั่ง จึงแสดง
อาการร้อน อันมีเหตุให้รู้ว่า ข้อนั้นอย่าได้มีเลย. ท้าวสักกะทรงรำพึงดู
รู้เหตุนั้นแล้ว จึงนิรมิตเพศเป็นมาณพน้อย กล่าวคำสดุดีอันประกอบด้วย
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เสด็จลงเบื้องพระพักตร์ของพระ-
ทศพล กระทำที่ว่างด้วยเทวานุภาพ เสด็จไปเบื้องหน้ากล่าวคุณของ
พระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 166
ข้อ 1
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะงามดุจลิ่มทองสิงคี ผู้ทรงฝึก
แล้ว ทรงหลุดพ้นแล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พร้อมกับ
พระปุราณชฎิลผู้ฝึกตนได้แล้ว ผู้หลุดพ้นแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะงามดุจลิ่มทองสิงคี ผู้หลุดพ้น
แล้ว ทรงข้ามได้แล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พร้อมกับ
พระปุราณชฎิลผู้พ้นแล้ว ผู้ข้ามได้แล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะงามดุจลิ่มทองสิงคี ผู้สงบ
แล้ว ทรงสงบแล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พร้อมกับ
พระปุราณชฎิล ผู้สงบแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเครื่องอยู่ ๑๐ มีพระ-
กำลัง ๑๐ ทรงรู้แจ้งธรรม ๑๐ และประกอบด้วยพระคุณ ๑๐
มีบริวารหนึ่งพัน เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์แล้ว ดังนี้.
ในกาลนั้น มหาชนเห็นความสง่าแห่งรูปของมาณพน้อยแล้วคิดว่า
มาณพน้อยผู้นี้ มีรูปงามยิ่งหนอ ก็พวกเราไม่เคยเห็นเลย จึงกล่าวว่า
มาณพน้อยผู้นี้มาจากไหน หรือว่ามาณพน้อยผู้นี้เป็นของใคร. มาณพ
ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
พระสุคตเจ้าพระองค์ใด ทรงเป็นปราชญ์ ทรงฝึกพระ-
องค์ได้ในที่ทั้งปวง บริสุทธิ์ ไม่มีบุคคลเปรียบปาน เป็น
พระอรหันต์ในโลก เราเป็นคนรับใช้ของพระสุคตเจ้าพระองค์
นั้น ดังนี้.
พระศาสดาเสด็จดำเนินตามทาง ซึ่งมีช่องว่างที่ท้าวสักกะกระทำไว้
อันภิกษุหนึ่งพันแวดล้อมเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์. พระราชาถวายมหาทาน
หน้า 167
ข้อ 1
แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ หม่อมฉันจักไม่อาจอยู่ โดยเว้นพระรัตนตรัย หม่อมฉันจักมา
ยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาบ้าง ไม่ใช่เวลาบ้าง ก็อุทยาน
ชื่อว่าลัฏฐิวันไกลเกินไป แต่อุทยานชื่อว่าเวฬุวันของหม่อมฉันแห่งนี้
ไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไป สมบูรณ์ด้วยการไปและการมา เป็น
เสนาสนะสมควรแก่พระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงรับอุทยานเวฬุวันของหม่อมฉันนี้เถิด แล้วทรงเอาพระ-
สุวรรณภิงคารตักน้ำอันมีสีดังแก้วมณีอบด้วยดอกไม้หอม เมื่อจะทรง
บริจาคพระเวฬุวันอุทยาน จึงทรงหลั่งน้ำให้ตกลงบนพระหัตถ์ของพระ-
ทศพล. เมื่อทรงรับพระเวฬุวันอุทยานนั้นนั่นแล มหาปฐพีได้หวั่นไหว
ซึ่งมีอันให้รู้ว่า มูลรากของพระพุทธศาสนาได้หยั่งลงแล้ว. จริงอยู่
ในพื้นชมพูทวีป ยกเว้นพระเวฬุวันเสีย ชื่อว่าเสนาสนะอื่นที่ทรงรับแล้ว
มหาปฐพีไหว ไม่มีเลย. แม้ในตามพปัณณิทวีป คือเกาะลังกา ยกเว้น
มหาวิหารเสีย ชื่อว่าเสนาสนะอื่นที่รับแล้วแผ่นดินไหว ก็ย่อมไม่มี.
พระศาสดาครั้นทรงรับพระเวฬุวนารามแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาแก่
พระราชาแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จไป
ยังพระเวฬุวัน.
ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกสองคน คือ สารีบุตร และ โมคคัลลานะ
อาศัยกรุงราชคฤห์แสวงหาอมตธรรมอยู่. ในปริพาชกสองคนนั้น สารีบุตร
ปริพาชกเห็นพระอัสสชิเถระเข้าไปบิณฑบาตมีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไปนั่ง
ใกล้ฟังคาถามีอาทิว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ดังนี้ ได้ตั้งอยู่ในพระ-
โสดาปัตติผล แล้วได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ แก่โมคคัลลานปริพาชก
หน้า 168
ข้อ 1
ผู้เป็นสหายของตน แม้โมคคัลลานปริพาชกนั้น ก็ได้ดำรงอยู่ใน
โสดาปัตติผล. ปริพาชกทั้งสองนั้นจึงอำลาสัญชัยปริพาชกไปบวชใน
สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งบริษัทของตน. บรรดาท่าน
ทั้งสองนั้น พระโมคคัลลานะบรรลุพระอรหัตโดย ๗ วัน พระสารีบุตร
บรรลุพระอรหัตโดยกึ่งเดือน พระศาสดาทรงตั้งพระเถระทั้งสองนั้นไว้ใน
ตำแหน่งอัครสาวก และในวันที่พระสารีบุตรเถระบรรลุพระอรหัตนั่น
แหละ ได้ทรงกระทำสันนิบาตคือประชุมพระสาวก
ก็เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในพระเวฬุวันอุทยานนั้นนั่นแล พระ-
เจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทรงสดับว่า ข่าวว่าบุตรของเราประพฤติทุกรกิริยา
อยู่ ๖ ปี จึงบรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้วประกาศพระธรรมจักร
อันบวร เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ในพระเวฬุวันดังนี้ จึงตรัส
เรียกอำมาตย์คนหนึ่งมาตรัสว่า มานี่แน่ะพนาย ท่านมีบุรุษพันหนึ่งเป็น
บริวารเดินทางไปกรุงราชคฤห์ กล่าวตามคำของเราว่า พระเจ้าสุทโธทน-
มหาราชพระราชบิดาของพระองค์ มีพระประสงค์จะพบ ดังนี้แล้วจงพา
บุตรของเรามา.
อำมาตย์ผู้นั้นรับพระราชดำรัสของพระราชาใส่เศียรเกล้าว่า พระ-
พุทธเจ้าข้า แล้วมีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร รีบเดินทางไปสิ้นหนทาง
๖๐ โยชน์ แล้วเข้าไปยังพระวิหาร ในเวลาที่พระทศพลประทับนั่ง
แสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔. อำมาตย์นั้นคิดว่า พระราชสาสน์
ของพระราชาที่ส่งมาจงงดไว้ก่อน จึงยืนอยู่ท้ายบริษัทฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดา ทั้งที่ยืนอยู่นั่นแล ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับบุรุษ
พันหนึ่ง จึงทูลขอบรรพชา. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า
หน้า 169
ข้อ 1
ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ทันใดนั้นเอง คนทั้งหมดได้เป็นผู้
ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นดุจพระเถระมีพรรษา ๖๐
พรรษา.
ก็ตามธรรมดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกลายเป็นผู้มัธยัสถ์ไปตั้ง
แต่เวลาที่ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น พระผู้เป็นอำมาตย์นั้นจึง
มิได้กราบทูลข่าวที่พระราชาส่งมาแด่พระทศพล. พระราชาทรงดำริว่า
อำมาตย์ผู้ที่ไปยังไม่กลับมา ข่าวสาสน์ก็ไม่ได้ฟัง จึงส่งอำมาตย์คนอื่น
ไปโดยทำนองนั้นนั่นแลว่า มานี่แน่ะพนาย ท่านจงไป. อำมาตย์แม้
คนนั้นไปแล้วได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งบริษัทก็ได้เป็นผู้นิ่งเสีย โดยนัย
อันมีในก่อนนั่นแหละ. พระราชาทรงสั่งอำมาตย์อื่นไปอีก ๗ คน โดย
ทำนองนี้แหละว่า มานี่แน่ะพนาย ท่านจงไป. อำมาตย์ที่พระราชาทรง
ส่งไปนั้นทั้งหมด เป็นบุรุษบริวาร ๙ พันคน เป็นอำมาตย์ ๙ คน ทำ
กิจของตนเสร็จแล้ว เป็นผู้นิ่งเสีย อยู่แต่ในกรุงราชคฤห์นั้นเท่านั้น.
พระราชาไม่ทรงได้อำมาตย์ผู้จะนำ แม้แต่ข่าวสาสน์มาบอก จึง
ทรงพระดำริว่า ชนแม้มีประมาณเท่านี้ ไม่นำกลับมาแม้แต่ข่าวสาสน์ เพราะ
ไม่มีความรักในเรา ใครหนอจักกระทำตามคำสั่งของเรา เมื่อทรงตรวจดู
พลของหลวงทั้งหมดก็ได้ทรงเห็นกาฬุทายีอำมาตย์. ได้ยินว่า กาฬุทายี
อำมาตย์นั้นเป็นผู้จัดราชกิจทั้งปวง เป็นคนภายใน เป็นอำมาตย์ผู้มีความ
คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เกิดวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ เป็นสหายเล่นหัว
กันมา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกกาฬุทายีอำมาตย์นั้นมาว่า นี่แน่ะ
พ่อกาฬุทายี ฉันอยากจะเห็นบุตรของฉัน จึงส่งอำมาตย์ ๙ คนกับบุรุษ
ผู้เป็นบริวาร ๙ พันไป บรรดาคนเหล่านั้นแม้คนเดียวชื่อว่าผู้จะมาบอก
หน้า 170
ข้อ 1
เพียงแต่ข่าวสาสน์ก็ไม่มี ก็อันตรายแห่งชีวิตของเรารู้ได้ยาก เรายังมีชีวิต
อยู่ปรารถนาจะเห็นบุตร เธอจักอาจแสดงบุตรแก่เราหรือหนอ กาฬุทายี
อำมาตย์กราบทูลว่า จักอาจพระเจ้าข้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าจักได้บวช.
พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ เธอจะบวชหรือไม่บวชก็ตาม จงแสดงบุตร
แก่เรา. กาฬุทายีอำมาตย์ทูลรับพระบัญชาว่า ได้พระเจ้าข้า แล้วถือ
พระราชสาสน์ไปยังกรุงราชคฤห์ ยืนอยู่ท้ายบริษัทในเวลาที่พระศาสดา
ทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้ว พร้อมทั้งบริวารบรรลุพระอรหัตแล้ว
บวชด้วยความเป็นเอหิภิกขุอยู่.
พระศาสดาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตลอดภายในพรรษาแรก
ประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ออกพรรษาปวารณาแล้วเสด็จไปยัง
ตำบลอุรุเวลา ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลานั้นตลอด ๓ เดือน ทรงแนะ
นำชฎิลสามพี่น้องแล้ว มีภิกษุหนึ่งพันเป็นบริวาร ในวันเพ็ญเดือนยี่
เสด็จไปกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ ๒ เดือน. โดยลำดับกาลมีประมาณเท่านี้
เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองพาราณสีเป็นเวลา ๕ เดือน. ฤดูเหมันต์
ทั้งสิ้นได้ล่วงไปแล้ว. ตั้งแต่วันที่พระกาฬุทายีเถระมาถึง เวลาได้ล่วงไป
แล้ว ๗-๘ วัน ในวันเพ็ญเดือน ๔ พระเถระคิดว่า บัดนี้ฤดูเหมันต์
ล่วงไปแล้ว วสันตฤดูกำลังย่างเข้ามา พวกมนุษย์ถอนข้าวกล้าเป็นต้น
เสร็จแล้ว ให้หนทางตามที่ตรงหน้าๆ (หมายความว่าบ่ายหน้าไปทางไหน
มีทางไปได้ทั้งนั้น ) แผ่นดินก็ปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจี ราวป่ามีดอกไม้
บานสะพรั่ง หนทางเหมาะแก่การที่จะเดินทาง เป็นกาลที่พระทศพลจะ
กระทำการสงเคราะห์พระญาติ. ลำดับนั้น ท่านพระกาฬุทายีจึงเข้าไปเฝ้า
หน้า 171
ข้อ 1
พระผู้มีพระภาคเจ้า พรรณนาการเสด็จดำเนินไปยังนครแห่งราชสกุลของ
พระทศพล ด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ต้นไม้ทั้งหลายมีสีแดง กำลัง
ทรงผลสลัดใบแล้ว ต้นไม้เหล่านั้น สว่างโพลงดุจมีเปลวไฟ
ข้าแต่มหาวีระ ถึงสมัยที่เหมาะสมแก่การที่พระองค์จะรื่น
รมย์ ฯลฯ
สถานที่ไม่เย็นจัด ไม่ร้อนจัด ไม่อัตคัดและอดอยากนัก
ฟื้นภูมิภาคมีหญ้าแพรกเขียวสด ข้าแต่พระมหามุนี กาลนี้
เป็นกาลสมควรที่จะเสด็จไป ดังนี้.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระกาฬุทายีเถระว่า ดูก่อนอุทายี เพราะ
เหตุไรหนอ เธอจึงพรรณนาการไป ด้วยเสียงอันไพเราะ พระกาฬุทายี
เถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
พระบิดาของพระองค์ ทรงมีพระประสงค์จะพบเห็นพระองค์ ขอพระองค์
จงทรงกระทำการสงเคราะห์พระญาติทั้งหลายเถิด. พระศาสดาตรัสว่า
ดีละอุทายี เราจักกระทำการสังเคราะห์พระญาติทั้งหลาย เธอจงบอก
แก่ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจักได้ทำคมิกวัตร คือระเบียบของผู้จะไปให้
บริบูรณ์. พระเถระรับพระดำรัสว่า ดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แล้ว
บอกแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้อมล้อมด้วยพระภิกษุขีณาสพสองหมื่นองค์
คือ ภิกษุกุลบุตรชาวเมืองอังคะและมคธะหมื่นองค์ ภิกษุกุลบุตร
ชาวเมืองกบิลพัสดุ์หมื่นองค์ เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์เสด็จดำเนินวัน
ละโยชน์หนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า จากเมืองราชคฤห์
หน้า 172
ข้อ 1
ถึงเมืองกบิลพัสดุ์ประมาณ ๖๐ โยชน์ เราจักถึงได้โดย ๒ เดือน จึง
เสด็จออกหลีกจาริกไปโดยไม่รีบด่วน. ฝ่ายพระเถระคิดว่า เราจักกราบทูล
ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกมาแล้ว แก่พระราชา จึงเหาะขึ้นสู่
เวหาสไปปรากฏในพระราชนิเวศน์.
พระราชาทรงเห็นพระเถระแล้วมีพระทัยยินดี จึงนิมนต์ให้นั่งบน
บัลลังก์อันควรค่ามาก บรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ที่
เขาจัดเพื่อพระองค์แล้วได้ถวาย. พระเถระแสดงอาการจะลุกขึ้นไป. พระ-
ราชาตรัสว่า จงนั่งฉันเถิดพ่อ พระเถระทูลว่า ข้าแต่มหาราชบพิตร อาตภาพ
จักไปยังสำนักของพระศาสดาแล้ว จักฉัน. พระราชาตรัสถามว่า ก็พระ-
ศาสดาอยู่ที่ไหนล่ะพ่อ. พระเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระศาสดา
มีภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร เสด็จออกจาริกมาแล้ว เพื่อต้องการจะเฝ้า
พระองค์. พระราชาทรงมีพระมนัสยินดีตรัสว่า ท่านจงฉันบิณฑบาตนี้
แล้วนำบิณฑบาตจากที่นี้ไปถวายพระโอรสนั้น จนกว่าพระโอรสของโยม
จะถึงนครนี้. พระเถระรับพระดำรัสแล้ว.
พระราชาทรงอังคาสพระเถระ แล้วให้ขัดถูบาตด้วยผงเครื่องหอม
บรรจุให้เต็มด้วยโภชนะชั้นดี แล้วให้ตั้งไว้ในมือของพระเถระโดยตรัสว่า
ขอท่านจงถวายแด่พระตถาคต. พระเถระเมื่อคนทั้งหลายเห็นอยู่ทีเดียว
ได้โยนบาตรไปในอากาศ ฝ่ายตนเองก็เหาะขึ้นสู่เวหา นำบิณฑบาต
มาวางถวายที่พระหัตถ์ของพระศาสดา. พระศาสดาเสวยบิณฑบาตนั้น.
พระเถระนำบิณฑบาตมาทุกวัน ๆ โดยอุบายนั้นแหละ.
ฝ่ายพระศาสดาก็เสวยบิณฑบาตของพระราชาเท่านั้น ในระหว่าง
ทาง. ในเวลาเสร็จภัตกิจทุกวัน ๆ แม้พระเถระก็กล่าวว่า วันนี้ พระ-
หน้า 173
ข้อ 1
ผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสิ้นระยะทางมีประมาณเท่านี้ วันนี้มีประมาณเท่านี้
และได้กระทำราชสกุลทั้งสิ้น ให้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสดา โดยเว้น
การได้เห็นพระศาสดา ด้วยกถาอันประกอบด้วยพระพุทธคุณ. เพราะ-
เหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสถาปนาพระเถระให้เป็นเอต-
ทัคคะด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาฬุทายีนี้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ
สาวกของเรา ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส.
ฝ่ายเจ้าศากยะทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจวนถึง ต่าง
คิดกันว่า จักเห็นพระญาติผู้ประเสริฐของพวกเรา จึงประชุมกันพิจารณา
สถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า กำหนดเอาว่า อารามของ
เจ้าศากยนิโครธ น่ารื่นรมย์ จึงให้กระทำวิธีการซ่อมแซมทุกอย่างใน
อารามนั้น มีมือถือของหอมและดอกไม้ เมื่อจะทำการต้อนรับ จึงส่งเด็ก
ชายและเด็กหญิงชาวเมืองผู้ยังเด็ก ๆ แต่งตัวด้วยเครื่องประดับทุกอย่างไป
ก่อน ต่อจากนั้น ส่งราชกุมารและราชกุมารีไป ตนเองบูชาอยู่ด้วยของ
หอมและดอกไม้เป็นต้น ในระหว่างราชกุมารและราชกุมารีเหล่านั้น ได้
พาพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังนิโครธารามทีเดียว. ณ นิโครธารามนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อม ประทับนั่งบนบวร-
พุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้.
ธรรมดาว่าเจ้าศากยะทั้งหลายมีมานะในเรื่องชาติ ถือตัวจัด เจ้า
ศากยะเหล่านั้นคิดกันว่า สิทธัตถกุมารเป็นเด็กกว่าพวกเรา เป็นพระ-
กนิษฐา เป็นพระภาคิไนย เป็นพระโอรส เป็นพระนัดดาของพวกเรา
จึงได้ตรัสกะราชกุมารทั้งหลายที่หนุ่ม ๆ ว่า พวกเธอจงพากันถวายบังคม
เราทั้งหลายจักนั่งข้างหลังของพวกเธอ. เมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายเหล่านั้น
หน้า 174
ข้อ 1
ไม่ถวายบังคมนั่งอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของ
เจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงพระดำริว่า พระญาติทั้งหลายไม่ไหว้เรา เอา
เถอะ เราจะให้พวกเขาไหว้ในบัดนี้ จึงทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นบาท
แห่งอภิญญา แล้วออกจากจตุตถฌานนั้นเหาะขึ้นสู่อากาศ ทำทีโปรยธุลี
พระบาทลงบนพระเศียรของเจ้าศากยะเหล่านั้น ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์
เช่นเดียวกับยมกปาฏิหาริย์ที่ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์. พระราชาทรงเห็น
ความอัศจรรย์นั้น จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันที่พระองค์
ประสูติ หม่อมฉันได้เห็นพระบาทของพระองค์ ผู้ซึ่งเขานำเข้าไปเพื่อให้
ไหว้กาฬเทวิลดาบส กลับไปตั้งอยู่บนกระหม่อมของพราหมณ์ จึงได้ไหว้
พระบาทของพระองค์ นี้เป็นการไหว้ครั้งแรก ของหม่อมฉัน. ในวัน
วัปปมงคลแรกนาขวัญ หม่อมฉันก็ได้เห็นร่มเงาไม้หว้าของพระองค์ผู้
บรรทมอยู่บนพระที่สิริไสยาสน์ในร่มเงาไม้หว้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
(ไปตามตะวัน) ก็ได้ไหว้พระบาท นี้เป็นการไหว้ครั้งที่สอง ของหม่อม-
ฉัน. ก็บัดนี้ หม่อมฉันได้เห็นปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยเห็นนี้ จึงไหว้พระบาท
ของพระองค์ นี้เป็นการไหว้ครั้งที่สาม ของหม่อมฉัน.
ก็เมื่อพระราชาถวายบังคมแล้ว เจ้าศากยะแม้องค์เดียว ชื่อว่าเป็น
ผู้สามารถทรงยืนอยู่โดยไม่ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้มีเลย เจ้า-
ศากยะทั้งปวงพากันถวายบังคมทั้งสิ้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระญาติทั้งหลายถวายบังคมด้วยประการ
ฉะนี้แล้ว เสด็จลงจากอากาศ ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว ได้มีการประชุมพระญาติอันถึงจุด
หน้า 175
ข้อ 1
สุดยอด เจ้าศากยะทั้งปวงเป็นผู้มีจิตแน่วแน่ประทับนั่งแล้ว. ลำดับนั้น
มหาเมฆได้ยังฝนโบกขรพรรษให้ตกลงมา น้ำสีแดงไหลไปข้างล่าง ผู้
ต้องการให้เปียกเท่านั้น จึงจะเปียก สำหรับผู้ไม่ประสงค์จะให้เปียก น้ำ
แม้แต่หยาดเดียวก็ไม่ตกลงบนร่างกาย. เจ้าศากยะทั้งปวงเห็นดังนั้น เป็น
ผู้มีจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงสั่งสนทนากันขึ้นว่า โอ ! น่าอัศจรรย์ โอ !
ไม่เคยมี.
พระศาสดาตรัสว่า ฝนโบกขรพรรษตกลงในสมาคมแห่งพระญาติ
ของเราแต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในอดีตกาลก็ได้ตกแล้ว จึงตรัส
เวสสันดรชาดก เพราะเหตุเกิดเรื่องนี้ขึ้น. เจ้าศากยะทั้งปวงได้ฟังพระ-
ธรรมกถาแล้ว เสด็จลุกขึ้นถวายบังคมแล้วเสด็จหลีกไป. พระราชาหรือ
มหาอำมาตย์ของพระราชาแม้แต่ผู้เดียว ชื่อว่ากราบทูลว่า พระองค์ทั้งหมด
ขอจงรับภิกษาของข้าพระองค์ทั้งหลายดังนี้ แล้วจึงไป ย่อมไม่มี.
วันรุ่งขึ้น พระศาสดาอันภิกษุสองหมื่นแวดล้อม เสด็จเข้าไป
บิณฑบาตยังกรุงกบิลพัสดุ์ ใครๆ ไม่ไปนิมนต์พระองค์ หรือไม่รับบาตร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนที่ธรณีประตูนั้นแล ทรงพระรำพึงว่า พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองของสกุลอย่างไร
หนอ คือเสด็จไปยังเรือนของพวกอิสรชนโดยข้ามลำดับ หรือว่าเสด็จ
เที่ยวไปตามลำดับตรอก ลำดับนั้น ไม่ได้ทรงเห็นแม้พระพุทธเจ้าสักองค์
หนึ่งเสด็จไปโดยข้ามลำดับ จึงทรงดำริว่า บัดนี้ แม้เราก็ควรประคับ
ประคองวงศ์ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เฉพาะบัดนี้เท่านั้น และต่อไป
สาวกทั้งหลายของเรา เมื่อสำเหนียกตามเราอยู่นั่นแล จักได้บำเพ็ญ
หน้า 176
ข้อ 1
ปิณฑจาริกวัตร คือถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ดังนี้แล้วจึงเสด็จ
เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก เริ่มตั้งแต่เรือนที่ตั้งอยู่ในที่สุดไป. มหา-
ชนโจษขานกันว่า ได้ข่าวว่า สิทธัตถกุมารผู้เป็นเจ้านายเที่ยวไปเพื่อก้อน
ข้าว จึงเปิดหน้าต่างในปราสาทชั้น ๒ และชั้น ๓ เป็นต้น ได้เป็นผู้
ขวนขวายเพื่อจะดู.
ฝ่ายพระเทวีพระมารดาของพระราหุล ทรงดำริว่า นัยว่า พระลูกเจ้า
เสด็จเที่ยวไปในพระนครนี้แหละด้วยวอทองเป็นต้น โดยราชานุภาพยิ่ง
ใหญ่ มาบัดนี้ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ. ถือกระเบื้องเสด็จ
เที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว จะงามหรือหนอ จึงทรงเปิดพระแกลทอดพระเนตร
ดู ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังถนนในพระนครให้สว่าง ด้วยพระ-
รัศมีแห่งพระสรีระอันเรื่องรองด้วยแสงสีต่างๆ ไพโรจน์งดงามด้วยพุทธ-
สิริอันหาอุปมามิได้ ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สดใส
ด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ ตามประชิดล้อมรอบด้วยพระรัศมีด้าน
ละวา จึงทรงชมเชยตั้งแต่พระอุณหิส (ได้แก่ส่วนที่เลยหน้าผากไป) จน
ถึงพื้นพระบาท ด้วยคาถาชื่อว่านรสีหคาถา ๑๐ คาถามีอาทิอย่างนี้ว่า
พระผู้นรสีหะ มีพระเกสาเป็นลอนอ่อนดำสนิท มีพื้น
พระนลาตปราศจากมลทินดุจพระอาทิตย์ มีพระนาสิกโค้ง
อ่อนยาวพอเหมาะ มีข่ายพระรัศมีแผ่ซ่านไป ดังนี้.
แล้วกราบทูลแด่พระราชาว่า พระโอรสของพระองค์เสด็จเที่ยวไป
เพื่อก้อนข้าว. พระราชาสลดพระทัย เอาพระหัตถ์จัดผ้าสาฎกให้เรียบร้อย
พลางรีบด่วนเสด็จออก รีบเสด็จดำเนินไปประทับยืนเบื้องพระพักตร์ของ
หน้า 177
ข้อ 1
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร
พระองค์จึงทรงกระทำหม่อมฉันให้ได้อาย เพื่ออะไรจึงเสด็จเที่ยวไปเพื่อ
ก้อนข้าว ทำไมพระองค์จึงทรงกระทำความสำคัญว่า ภิกษุมีประมาณ
เท่านี้ไม่อาจได้ภัตตาหาร.
พระศาสดาตรัสว่า. มหาบพิตร นี้เป็นการประพฤติตามวงศ์ของ
อาตมภาพ
พระราชาตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่าวงศ์ของเราทั้งหลาย
เป็นวงศ์กษัตริย์มหาสมมตราช ก็วงศ์กษัตริย์มหาสมมตราชนี้ ย่อมไม่มี
กษัตริย์สักพระองค์เดียว ชื่อว่าผู้เที่ยวไปเพื่อภิกษา.
พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ชื่อว่าวงศ์กษัตริย์นี้ เป็นวงศ์ของ
พระองค์ ส่วนชื่อว่าพุทธวงศ์นี้ คือพระทีปังกร พระโกณฑัญญะ ฯลฯ
พระกัสสปเป็นวงศ์ของอาตมภาพ ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านี้และอื่นๆ
นับได้หลายพัน ได้สำเร็จการเลี้ยงพระชนมชีพด้วยการเที่ยวภิกขาจาร
เท่านั้น ทั้งที่ประทับยืนอยู่ในระหว่างถนนนั่นแล ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
บุคคลไม่ควรประมาทในก้อนข้าวที่ตนพึงลุกขึ้นยืนรับ พึง
ประพฤติธรรมให้สุจริต บุคคลผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ย่อม
อยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนี้.
ในเวลาจบพระคาถา พระราชาทรงดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. ได้ทรง
สดับคาถานี้ว่า
บุคคลพึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติธรรมนั้น
ให้ทุจริตผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้
และโลกหน้า ดังนี้.
หน้า 178
ข้อ 1
ได้ดำรงอยู่ในพระสกทาคามิผล ทรงสดับมหาธัมมปาลชาดก ได้ดำรง
อยู่ในพระอนาคามิผล ในสมัยใกล้จะสวรรคต ทรงบรรทมบนพระที่
สิริไสยาสน์ภายใต้เศวตฉัตรนั้นแล ได้บรรลุพระอรหัต. กิจในการตาม
ประกอบปธานความเพียรด้วยการอยู่ป่า มิได้มีแก่พระราชา.
ก็พระราชานั้น ครั้นทรงกระทำให้แจ้งพระโสดาปัตติผลแล้วแล
ทรงรับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนำพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้ง
บริษัทขึ้นสู่มหาปราสาท ทรงอังคาสด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต.
ในเวลาเสร็จภัตกิจ นางสนมทั้งปวงพากันมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ยกเว้นพระมารดาพระราหุล. ก็พระมารดาพระราหุลนั้น แม้ปริวาร-
ชนจะกราบทูลว่า ขอพระองค์จงเสด็จไปถวายบังคมพระลูกเจ้า ก็ตรัสว่า
ถ้าคุณความดีของเรามีอยู่ พระลูกเจ้าจักเสด็จมายังสำนักของเราด้วย
พระองค์เอง พระองค์เสด็จมานั้นแหละ เราจึงจะถวายบังคม ครั้นตรัส
ดังนี้แล้วก็มิได้เสด็จไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงให้พระราชารับบาตรแล้ว ได้เสด็จไป
ยังห้องอันมีสิริ ของพระราชธิดา พร้อมกับพระอัครสาวกทั้งสองแล้ว
ตรัสว่า พระราชธิดาเมื่อไหว้ตามชอบใจอยู่ ไม่ควรกล่าวอะไร แล้ว
ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย. พระราชธิดารีบเสด็จมาแล้วจับข้อ
พระบาท กลิ้งเกลือกพระเศียรที่หลังพระบาทแล้ว ถวายบังคมตามพระ-
อัธยาศัย. พระราชาตรัสคุณสมบัติมีความรักและความนับถือมากเป็นต้น
ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ของพระราชธิดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธิดา
ของหม่อมฉันได้สดับว่า พระองค์ทรงนุ่งห่มผ้ากาสายะ ตั้งแต่นั้นก็เป็น
ผู้นุ่งห่มผ้าสายะ ได้สดับว่า พระองค์เสวยพระกระยาหารหนเดียว ก็เป็น
หน้า 179
ข้อ 1
ผู้เสวยภัตหนเดียวบ้าง ได้สดับว่า พระองค์ละเลิกที่นอนใหญ่ ก็บรรทม
บนเตียงน้อยอันขึงด้วยแผ่นผ้า ทราบว่า พระองค์ทรงเว้นจากดอกไม้และ
ของหอมเป็นต้น ก็งดเว้นดอกไม้และของหอมบ้าง เมื่อพระญาติทั้งหลาย
ส่งข่าวมาว่า เราทั้งหลายจักปรนนิบัติ ก็มิได้เหลียวแลพระญาติเหล่านั้น
แม้พระองค์เดียว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธิดาของหม่อมฉันเพียบพร้อม
ด้วยคุณสมบัติอย่างนี้. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ข้อที่พระราชธิดา
ที่พระองค์รักษาอยู่ในบัดนี้ รักษาตนได้ในเมื่อญาณแก่กล้าแล้ว ไม่น่า
อัศจรรย์ เมื่อก่อน พระราชธิดานี้ไม่มีการอารักขา เที่ยวอยู่ที่เชิงเขาก็
ยังรักษาตนได้ ในเมื่อญาณทั้งที่ยังไม่แก่กล้า ดังนี้แล้วตรัส จันทกินรี-
ชาดก แล้วทรงลุกขึ้นจากอาสนะเสด็จหลีกไป.
ก็ในวันรุ่งขึ้น เมื่องานวิวาหมงคลเนื่องในการเสด็จเข้าพระตำหนัก
อภิเษกของนันทราชกุมารกำลังเป็นไปอยู่ พระศาสดาเสด็จไปยังตำหนัก
ของนันทราชกุมารนั้น ทรงให้พระกุมารถือบาตร มีพระประสงค์จะให้
บวช ตรัสเรื่องมงคลแล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไป. นางชนบท-
กัลยาณี เห็นพระกุมารกำลังเสด็จไป จึงทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอ
พระองค์จงกลับมาโดยด่วน แล้วชะเง้อแลดู. นันทกุมารนั้นไม่อาจทูลกะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระองค์ทรงรับบาตร จึงได้เสด็จไปยังพระ-
วิหารเหมือนกัน. นันทกุมารไม่ปรารถนาเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรง
ให้บวชแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ ทรงให้นันทะ
บวชในวันที่ ๓ ด้วยประการฉะนี้.
ในวันที่ ๗ แม้พระมารดาของพระราหุล ก็ทรงแต่งองค์พระกุมาร
แล้วส่งไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า นี่แน่ะพ่อ เจ้าจงดูพระสมณะ
หน้า 180
ข้อ 1
นั้น ซึ่งมีวรรณแห่งรูปดังรูปพรหม มีวรรณดังทองคำ ห้อมล้อมด้วย
สมณะสองหมื่นรูป พระสมณะนี้เป็นบิดาของเจ้า พระสมณะนั่นมีขุมทรัพย์
ใหญ่ จำเดิมแต่พระสมณะนั้น ออกบวชแล้ว แม่ไม่เห็นขุมทรัพย์เหล่านั้น
เจ้าจงไปขอมรดกกะพระสมณะนั้นว่า ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์เป็น
กุมาร ได้รับอภิเษกแล้วจักได้เป็นจักรพรรดิ ข้าพระองค์ต้องการทรัพย์
ขอพระองค์จงประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์ เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของ
ทรัพย์มรดกของบิดา และพระกุมารก็ได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั่นแล ได้ความรักในฐานเป็นบิดา มีจิตใจร่าเริง กราบทูลว่า ข้าแต่
พระสมณะ ร่มเงาของพระองค์เป็นสุข แล้วได้ยืนตรัสถ้อยคำอื่น ๆ และ
ถ้อยคำอันสมควรแก่ตนเป็นอันมาก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจแล้ว
ตรัสอนุโมทนาเสร็จแล้ว ทรงลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไป. ฝ่ายพระกุมาร
กราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงประทานทรัพย์มรดกแก่
ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงประทานทรัพย์มรดกแก่
ข้าพระองค์ แล้วติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ให้
พระกุมารกลับ แม้ปริวารชนก็ไม่อาจยังพระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มี-
พระภาคเจ้าให้กลับได้. พระกุมารนั้นได้ไปยังพระอารามนั้นแล พร้อม
กับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการดังนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า กุมารนี้ปรารถนา
ทรัพย์อันเป็นของบิดา ซึ่งเป็นไปตามวัฏฏะ มีแต่ความคับแค้น เอาเถอะ
เราจะให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ ซึ่งเราได้เฉพาะที่โพธิมัณฑ์แก่กุมารนี้
เราจะทำกุมารนั้นให้เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกอันเป็นโลกุตระ จึงตรัสเรียก
ท่านพระสารีบุตรมาว่า สารีบุตร ถ้าอย่างนั้น ท่านจงให้ราหุลกุมารบวช.
หน้า 181
ข้อ 1
พระเถระให้ราหุลกุมารนั้นบวชแล้ว ก็แหละเมื่อพระกุมารบวชแล้ว ความ
ทุกข์มีประมาณยิ่งเกิดขึ้นแก่พระราชา. พระองค์เมื่อไม่อาจทรงอดกลั้น
ความทุกข์นั้นได้ จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสขอพรว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังหม่อมฉันขอโอกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ไม่พึง
บวชบุตรที่บิดามารดายังไม่อนุญาต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พรแก่ท้าว
เธอ ในวันรุ่งขึ้นทรงกระทำภัตกิจในพระราชนิเวศน์ เมื่อพระราชา
ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในคราวที่
พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาตนหนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉัน กล่าวว่า
พระโอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว หม่อมฉันไม่เชื่อคำของเทวดานั้น
ได้ห้ามเทวดานั้นว่า บุตรของเรา ยังไม่บรรลุพระสัมโพธิญาณจะยังไม่
ตาย ดังนี้ จึงตรัสว่า บัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในกาล
ก่อน คนเอากระดูกมาแสดงแล้วกล่าวว่า บุตรของท่านตายแล้ว พระองค์
ก็ยังไม่ทรงเชื่อ ดังนี้แล้วตรัส มหาธรรมปาลชาดก เพราะเหตุเกิด
เรื่องนี้ขึ้น ในเวลาจบพระกถา พระราชาทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระบิดาดำรงอยู่ในผลทั้ง ๓ ด้วยประการ
ดังนี้แล้ว อันหมู่ภิกษุห้อมล้อมแล้วเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์อีก ทรง
ประทับอยู่ที่ป่าสีตวัน. สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคหบดี เอาเกวียน
๕๐๐ เล่มบรรทุกสินค้าไปยังกรุงราชคฤห์ ได้ไปยังเรือนของเศรษฐีผู้เป็น
สหายรักของคน ได้สดับว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในกรุง-
ราชคฤห์นั้น ในเวลาใกล้รุ่งจัด จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทางประตูที่เปิด
ด้วยเทวานุภาพ ฟังธรรมแล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในวันที่สองได้ถวาย
หน้า 182
ข้อ 1
มหาทานแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้กราบทูลขอให้
พระศาสดาทรงรับปฏิญญา เพื่อต้องการเสด็จมายังนครสาวัตถี ในระหว่าง
ทางในที่ ๔๕ โยชน์ ได้ให้ทรัพย์หนึ่งแสนสร้างวิหารในที่ทุก ๆ หนึ่ง
โยชน์ แล้วซื้อสวนของเจ้าเชตด้วยเงิน ๑๘ โกฏิ โดยเอาเงินโกฏิปูจน
เต็มเนื้อที่ แล้วเริ่มการก่อสร้าง. ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีนั้นให้สร้าง
วิหารอันเป็นที่รื่นรมย์ใจในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ด้วยการบริจาคเงิน ๑๘
โกฏิ คือให้สร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระทศพลในท่ามกลาง ให้สร้างเสนา-
สนะที่เหลือ เช่นกุฎีเดี่ยว กุฎีคู่ กุฎีทรงกลม ศาลาหลังยาว ศาลาสั้น
และปะรำเป็นต้น และสระโบกขรณี ที่จงกรม ที่พักกลางคืน และที่พัก
กลางวัน ในอาวาสอันเป็นที่อยู่แห่งหนึ่ง โดยแยกเป็นส่วนบุคคลสำหรับ
พระมหาเถระ ๘๐ รายล้อมพระคันธกุฎีนั้น เสร็จแล้วส่งทูตไปนิมนต์
พระทศพลให้เสด็จมา. พระศาสดาทรงสดับคำของทูตนั้นแล้ว มีภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ เสด็จถึงนครสาวัตถีโดย
ลำดับ.
ฝ่ายท่านมหาเศรษฐี ก็ตระเตรียมการฉลองพระวิหาร ในวันที่
พระตถาคตเสด็จเข้าพระเชตวัน ได้แต่งตัวบุตรด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง
แล้วส่งไปพร้อมกับกุมาร ๕๐๐ คน ผู้ตกแต่งประดับประดาแล้วเหมือนกัน
บุตรของเศรษฐีนั้นพร้อมด้วยบริวาร ถือธง ๕๐๐ คันอันเรืองรองด้วยผ้า
๕ สี อยู่ข้างหน้าของพระทศพล ธิดาของเศรษฐี ๒ คน คือนางมหา
สุภัททา และนางจูฬสุภัททา พร้อมกับกุมาริกา ๕๐๐ นาง ถือหม้อเต็ม
น้ำ ออกเดินไปข้างหลังของกุมารเหล่านั้น ภริยาของเศรษฐีประดับด้วย
เครื่องอลังการทั้งปวง พร้อมกับมาตุคาม ๕๐๐ นาง ถือถาดมีของเต็ม
หน้า 183
ข้อ 1
ออกเดินไปข้างหลังของกุมาริกาเหล่านั้น. ท่านมหาเศรษฐีนุ่งห่มผ้าใหม่
พร้อมกับเศรษฐี ๕๐๐ คน ผู้นุ่งห่มด้วยผ้าใหม่เหมือนกัน มุ่งไปเฉพาะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เบื้องหลังของคนทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
กระทำอุบาสกบริษัทนี้ไว้เบื้องหน้า อันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรง
กระทำระหว่างป่าให้เป็นดุจราดรดด้วยการราดด้วยน้ำทอง ด้วยพระรัศมี
จากพระสรีระของพระองค์ จึงเสด็จเข้าพระเชตวันวิหาร ด้วยพุทธลีลา
อันหาที่สุดมิได้ ด้วยพุทธสิริอันหาประมาณมิได้.
ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะปฏิบัติในวิหารนี้อย่างไร ? พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนคหบดี ถ้าอย่างนั้นท่านจงให้ประดิษฐานวิหาร
นี้ เพื่อภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา ท่านมหา-
เศรษฐีรับพระพุทธฎีกาว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วถือเต้าน้ำทองคำหลั่งน้ำ
ให้ตกลงเหนือพระหัตถ์ของพระทศพล แล้วได้ถวายด้วยคำว่า ข้าพระองค์
ขอถวายพระเชตวันวิหารนี้แก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานซึ่งอยู่
ในทิศทั้ง ๔ ผู้มาแล้วและที่ยังไม่ได้มา. พระศาสดาทรงรับพระวิหารแล้ว
เมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา ได้ตรัสอานิสงส์การถวายวิหารว่า
เสนาสนะย่อมป้องกันความหนาวและความร้อน แต่นั้น
ย่อมป้องกันเนื้อร้าย งู ยุง น้ำค้าง และฝน แต่นั้นย่อมป้องกัน
ลม และแดดอันกล้า ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมบรรเทาไป. การถวาย
วิหารแก่สงฆ์เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพิจารณา และ
เพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ.
หน้า 184
ข้อ 1
เพราะเหตุนั้นแล บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์
ของตน พึงสร้างวิหารอันรื่นรมย์ ถวายให้เป็นที่อยู่ในภิกษุผู้
เป็นพหูสูตเถิด.
อนึ่ง พึงถวายข้าว น้ำ ผ้า และเสนาสนะแก่ท่านเหล่า
นั้น ด้วยใจอันเลื่อมใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง. เขาผู้ถวายวิหาร
รู้ธรรมใดในโลกนี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน ท่าน
เหล่านั้นย่อมแสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง
แก่เขา.
จำเดิมแต่วันที่สองไป ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เริ่มการฉลอง
วิหาร. การฉลองวิหารของนางวิสาขา ๔ เดือนเสร็จ ส่วนการฉลองวิหาร
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๙ เดือนเสร็จ. แม้ในการฉลองวิหาร ก็สิ้น
ทรัพย์ไปถึง ๑๘ โกฏิทีเดียว. เฉพาะวิหารอย่างเดียวเท่านั้น ท่านได้
บริจาคทรัพย์นับได้ ๕๔ โกฏิ ด้วยประการฉะนี้.
ก็ในอดีตกาล ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี
เศรษฐีชื่อว่า ปุนัพพสุมิตตะ ซื้อที่โดยการปูลาดอิฐทองคำ สร้างสังฆา-
รามประมาณหนึ่งโยชน์ ลงในที่นั้นนั่นแหละ.
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี เศรษฐีชื่อ สิริ-
วัฑฒะ ซื้อที่โดยการปูลาดผาลทองคำ แล้วให้สร้างสังฆารามมีประมาณ ๓
คาวุต ลงในที่นั้นนั่นแหละ.
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เวสสภู เศรษฐีชื่อว่า
โสตถิยะ ซื้อที่โดยปูลาดรอยเท้าช้างทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมี
ประมาณกึ่งโยชน์ ลงในที่นั้นนั่นแหละ.
หน้า 185
ข้อ 1
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ เศรษฐีชื่อว่า
อัจจุตะ ซื้อที่โดยการปูลาดอิฐทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณหนึ่ง
คาวุต ลงในที่นั้นนั่นแหละ.
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ เศรษฐี
ชื่อว่า อุคคะ ซื้อที่โดยการปูลาดเต่าทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณ
กึ่งคาวุต ลงในที่นั้นนั่นแหละ.
ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เศรษฐีชื่อว่า
สุมังคละ ซื้อที่โดยการปูลาดไม้เท้าทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณ
๖ กรีส ลงในที่นั้นนั่นแหละ.
แต่ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เศรษฐีชื่อว่า
อนาถบิณฑิกะ ซื้อที่โดยการปูลาดทรัพย์โกฏิกหาปณะ แล้วสร้างสังฆาราม
มีประมาณ ๘ กรีส ลงในที่นั้นนั่นแหละ. ได้ยินว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่
ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มิได้ทรงละเลยทีเดียว.
ตั้งแต่บรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่มหาโพธิมัณฑ์ จนกระทั่งถึงเตียง
มหาปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สถานที่ใด ๆ สถานที่
นี้นั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า สันติเกนิทาน ด้วยประการฉะนี้.
จบนิทานกถา
หน้า 186
ข้อ 1
พรรณนาอัพภันตรนิทาน
ศัพท์ว่า อถ ในคาถานี้ว่า
ลำดับนี้ ท่านทั้งหลายผู้มีใจบริสุทธิ์ จงสดับพุทธาปทาน
ว่า เราเป็นพระธรรมราชาสมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ถ้วน ซึ่ง
ใคร ๆ นับไม่ได้ ดังนี้.
เป็นบทนิบาตใช้ในอรรถว่า แสดงลำดับแห่งอธิการ คือ เป็นบทนิบาต
ที่ประกอบด้วยวิภัตติ ในบรรดานิบาตทั้งสอง ที่ประกอบด้วยวิภัตติ และ
ไม่ประกอบวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง
อถ ศัพท์เป็นไปในอรรถว่า อธิการ, มงคล, อรรถว่า
สำเร็จ, อวธารณะ, อรรถว่า ต่อเนื่องกันไป, และอรรถว่า
ปราศจากไป.
จริงอย่างนั้น เพราะท่านกล่าวไว้ว่า
อธิการย่อมบ่งบอกถึงกิจอันยิ่ง ฐานะอันยิ่ง และอรรถ
อันยิ่ง ท่านกล่าวไว้โดยภาวะอันประเสริฐที่สุดและเจริญที่สุด
ดังนี้.
(เชื่อมความว่า) ท่านทั้งหลายจงฟังอปทาน (คือเหตุ) อันประกอบ
ด้วย อถ ศัพท์อันมีอธิการเป็นอรรถ โดยเป็นกิจอันยิ่งแห่งบารมีธรรม
๓๐ ถ้วนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ โดยภาวะอันประเสริฐที่สุดและเจริญ
ที่สุด. เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถ
ศัพท์ซึ่งมีมงคลเป็นอรรถ โดยพระบาลีว่า การบูชาผู้ควรบูชา นั่น
หน้า 187
ข้อ 1
เป็นมงคลอันสูงสุด เพราะการบูชาพระโพธิสัตว์ ๓ จำพวกเป็นมงคลโดย
สภาพ. เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานที่ประกอบด้วย อถ
ศัพท์อันมีความสำเร็จเป็นอรรถ เพราะกิจแห่งสมบัติของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าเป็นต้น สำเร็จแล้วด้วยพระอรหัตมรรค. เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลาย
จงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถ ศัพท์อันมีอวธารณะเป็นอรรถ คือมี
การห้ามเป็นอรรถ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่มีกุศลอื่นจากกุศลมี
อรหัตมรรคเป็นต้น. เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบ
ด้วย อถ ศัพท์อันมี อนันตระ ความต่อเนื่องกันเป็นอรรถ เพราะท่าน
ร้อยกรองไว้ติดต่อกับการร้อยกรองขุททกปาฐะ. เชื่อมความว่า ท่าน
ทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถ ศัพท์ ซึ่งมีการจากไปเป็นอรรถ
เพราะเริ่มจากขุททกปาฐะนี้ไป.
ในบทว่า พุทฺโธ พระพุทธเจ้า นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงหยั่งเห็นสิ่งทั้งปวง.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงเป็นผู้ไม่มีตนอื่นแนะนำ.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงเป็นผู้เบิกบาน.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะสิ้นอาสวะแล้ว.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะปราศจากอุปกิเลส.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะการถือบวช.
หน้า 188
ข้อ 1
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะอรรถว่าไม่เป็นที่สอง.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะอรรถว่าละตัณหาได้.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะเสด็จดำเนินทางเป็นที่ไปอันเอก.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะพระองค์เดียวตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิ-
ญาณอันยอดเยี่ยม.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงได้เฉพาะความรู้ เป็นเหตุกำจัด
ความไม่รู้เสียได้.
บททั้งสามคือ พุทฺธิ พุทฺธํ โพโธ นี้ ไม่มีความแตกต่างกัน. ผ้า
เราเรียกว่า ผ้าเขียว ผ้าแดง เพราะประกอบด้วยสีเขียวเป็นต้น ฉันใด.
ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า
ฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ญาณในมรรคทั้ง ๔ เรียกว่า โพธิ, ญาณที่เรียกว่า
โพธิ เพราะทำหมู่กิเลส ๑,๕๐๐ ทั้งสิ้นให้สิ้นไป ด้วยญาณนั้นนั่นแหละ
แล้วบรรลุพระนิพพาน. สมังคีบุคคลผู้ประกอบพร้อมด้วยญาณนั้น ชื่อว่า
เป็นพระพุทธเจ้า. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปด้วย
ญาณนั้นเหมือนกัน แล้วจึงบรรลุพระนิพพาน. ก็ญาณนั้นเท่านั้นเป็น
อปทาน คือเป็นเหตุของพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น โดยเป็นญาณอันยิ่งเฉพาะ.
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงชื่อว่า พุทธาปทาน เพราะพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขยแสนกัป จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ
และเพราะทรงบรรลุอสาธารณญาณ มีอินทริยปโรปริยัตติญาณ มหากรุณา-
สมาบัติญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณ สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ
อาสยานุสยญาณเป็นต้น และเพราะทรงให้หมู่สัตว์นับไม่ถ้วนดื่มอมตธรรม
หน้า 189
ข้อ 1
ด้วยพระธรรมเทศนา แม้กัณฑ์เดียวแล้วให้บรรลุพระนิพพาน.
ก็พุทธาปทานนั้นมี ๒ อย่าง โดยเป็นกุศลและอกุศล แต่พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลายไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ แม้เมื่อจะทำการสงเคราะห์
ทายกผู้ถวายปัจจัย มีข้าวเป็นต้น ก็แสดงธรรมด้วยคาถา ๒ คาถานี้
เท่านั้นแหละว่า
ขออิฐผลที่ท่านอยากได้แล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จโดย
เร็วพลัน ความดำริไว้ในใจจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์
ในวันเพ็ญฉะนั้น.
ขออิฐผลที่ท่านอยากได้แล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จโดย
เร็วพลัน ความดำริในใจจงเต็มที่ เหมือนแก้วมณี ชื่อโชติรส
ฉะนั้น ดังนี้.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้จะแสดงธรรม ก็ไม่อาจทำหมู่สัตว์
นับไม่ถ้วนให้ตรัสรู้ได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นเหมือนพระสัพพัญญู-
พุทธเจ้า ตรัสรู้ได้เฉพาะโดยโดดเดี่ยว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า. อปทาน คือเหตุแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ชื่อว่า
ปัจเจกพุทธาปทาน.
ชื่อว่า เถระ เพราะดำรงอยู่นาน.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เถระ เพราะประกอบด้วยคุณ มีศีล อาจาระ
และมัทวะความอ่อนโยนเป็นต้น อันมั่นคงกว่า.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เถระ เพราะประกอบด้วยคุณ คือศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ อันมั่นคงและประเสริฐ.
หน้า 190
ข้อ 1
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เถระ เพราะบรรลุพระนิพพาน คือสันติ
ที่นับว่ามั่นคงกว่า ประณีต และยอดเยี่ยม.
อปทานของพระเถระทั้งหลาย ชื่อว่า เถราปทาน.
ชื่อว่า เถรี เพราะประกอบด้วยตาทิคุณทั้งหลายเหมือนพระเถระ.
อปทานของพระเถรีทั้งหลาย ชื่อว่า เถรีปทาน.
ในอปทานเหล่านั้น พุทธาปทานมี ๕ อปทาน และ ๕ พระสูตร.
ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
อปทานที่ ๑ ซึ่งมี ๕ อปทาน และ ๕ พระสูตร นี้ชื่อว่า
พุทธาปทาน โดยอนุโลม.
แม้ปัจเจกพุทธาปทานก็มี ๕ อปทาน และ ๕ พระสูตร. ด้วยเหตุ
นั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
อปทานที่ ๒ ซึ่งมี ๕ อปทาน และ๕ พระสูตร นี้ชื่อว่า
ปัจเจกพุทธาปทาน โดยอนุโลม.
เถราปทานมี ๕๑๐ อปทาน ว่าโดยวรรค มี ๕๑ วรรค. ด้วยเหตุ
นั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
อปทานที่ ๓ ซึ่งมี ๕๐๐ อปทาน ว่าโดยวรรค มี ๕๑
วรรค นี้ชื่อว่า เถราปทาน โดยอนุโลม.
เถรีอปทานมี ๔๐ อปทาน ว่าโดยวรรค มี ๔ วรรค. ด้วยเหตุนั้น
พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
อปทานที่ ๔ ซึ่งมี ๔๐ อปทาน และมีวรรค ๔ วรรค นี้
ชื่อว่า เถรีปทาน โดยอนุโลม.
หน้า 191
ข้อ 1
อปทาน ศัพท์ ในบทว่า อปทานํ นี้ ปรากฏว่าใช้ในความหมาย
มีอาทิว่า การณะ คหณะ อปคมนะ ปฏิปาฏิ และอักโกสนะ.
จริงอย่างนั้น อปทาน ศัพท์นี้ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า การณะ
คือเหตุ ได้ในประโยคมีอาทิว่า ขตฺติยานํ อปทานํ, พฺราหฺมณานํ อปทานํ
อธิบายว่า เหตุแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย เหตุแห่งพราหมณ์ทั้งหลาย.
ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า คหณะ คือการถือ ได้ในประโยคมี
อาทิว่า อุปาสกานํ อปทานํ อธิบายว่า อุบาสกทั้งหลายถือเอาด้วยดี.
ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า อปคมนะ คือการจากไป ได้ใน
ประโยคมีอาทิว่า วาณิชานํ อปทานํ สุทฺทานํ อปทานํ อธิบายว่า พวก
พ่อค้าและพวกศูทรเหล่านั้น พากันจากไปแต่ที่นั้น ๆ.
ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า ปฏิปาฏิ คือตามลำดับ ได้ในประโยค
มีอาทิว่า ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ย่อมเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว โดย
เที่ยวไปตามลำดับ อธิบายว่า เที่ยวไปตามลำดับเรือน.
ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า อักโกสนะ คือ การด่า ได้ใน
ประโยคมีอาทิว่า ย่อมด่าว่า ชนเหล่านี้ไปปราศ จากความเป็นสมณะ ชน
เหล่านั้นไปปราศ จากความเป็นพราหมณ์ อธิบายว่า ย่อมด่า ย่อมบริภาษ.
แต่ในที่นี้ ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า การณะ คือเหตุ เพราะ-
ฉะนั้น อปทานของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ชื่อว่า พุทธาปทาน อธิบายว่า
เหตุแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พึงเห็นว่า บารมี ๓๐ ถ้วนมีทานบารมี
เป็นต้น เป็นเหตุของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่น้อย อุปมาดังเมล็ดทราย
ในแม่น้ำคงคา. มีการเชื่อมความว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายผู้มีใจบริสุทธิ์
หน้า 192
ข้อ 1
จงสดับอปทานที่ประกอบในความหมายมีความหมายว่า อธิการคือคุณที่
กระทำไว้ยิ่งใหญ่เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทฺธมานสา ความว่า ท่านทั้งหลาย
ผู้เป็นพระขีณาสพ ๕๐๐ องค์ ชื่อว่าสุทธมานสา คือมีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง
มีหฤทัยสะอาด เพราะทำกิเลส ๑,๕๐๐ ให้สิ้นไปด้วยอรหัตมรรคญาณ
แล้วดำรงอยู่ จงนั่งประชุมกันฟังอปทานในโรงธรรมนี้ อธิบายว่า ท่าน
ทั้งหลายจงเงี่ยโสดลงฟังกระทำไว้ในใจ.
ก็ในข้อนี้พึงเห็นว่า แม้เมื่อปัจเจกพุทธาปทาน เถราปทาน และ
เถรีอปทานจะมีอยู่ ท่านก็ไม่กล่าวว่า อปทานานิ กลับกล่าวคำว่า อถ
พุทธาปทานานิ เหมือนเมื่อขันธยมก อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก
สังขารยมก และอนุสยยมก แม้จะมีอยู่ก็กล่าวว่า มูลยมก ด้วยอำนาจที่เป็น
ประธาน และด้วยอำนาจที่เป็นเบื้องต้น และเหมือนเมื่อสังฆาทิเสส ๑๓
อนิยต ๒ และนิสสัคคิยะ ๓๐ แม้จะมีอยู่ ก็กล่าวว่า ปาราชิกกัณฑ์ ด้วย
อำนาจที่เป็นประธาน และด้วยอำนาจทีเป็นเบื้องต้น แม้ในที่นี้ ท่านก็
กล่าวไว้โดยที่เป็นประธานและเป็นเบื้องต้น.
เมื่อควรจะกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธาปทานานิ แต่ท่านทำการลบ
บทนิบาตว่า สมฺมา ซึ่งบ่งบอกอรรถที่เป็นตติยาวิภัตติ และบทอุปสรรค
ว่า สํ ซึ่งบ่งบอกอรรถของศัพท์ว่า สยํ โดยนิรุตตินัยว่า วณฺณาคโม
ฯ เป ฯ ปญฺจวิธํ นิรุตฺตํ = นิรุตต์มี ๕ ชนิด คือ ลงตัวอักษร ฯลฯ
หรือโดยสูตรว่า เตสุ วุทฺธิโลปาคมวิการวิปรีตาเทสา จ = ก็ในสนธิ-
กิริโยปกรณ์เหล่านั้น มีพฤทธิ์ ลบ ลงตัวอักษร ทำให้ผิดจากของเดิม
และแปลงให้ผิดตรงกันข้าม ดังนี้ แล้วถือเอาเฉพาะศัพท์ว่า พุทฺธ อัน
หน้า 193
ข้อ 1
บ่งว่าเป็นกิตก์ แล้วกล่าวว่า พุทฺธาปทานานิ เพื่อสะดวกในการประพันธ์
คาถา. เพราะฉะนั้น บทว่า พุทฺธาปทานานิ มีความหมายว่า อปทาน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้.
พรรณนาอัพภันตรนิทาน
ในวิสุทธขนวิลาสินี อรรถกถาอทาน
จบเพียงเท่านี้
๑. พรรณนาพุทธาปทาน
บัดนี้ พระเถระมีความประสงค์จะกล่าวอรรถกถาอปทาน ในลำดับ
อัพภันตรนิทาน จึงกล่าวไว้ว่า
อปทาน คืออปทานใด แสดงนัยอันวิจิตร พระอรหันตเจ้า
ทั้งหลาย สังคายนาไว้ในขุททกนิกาย บัดนี้ ถึงลำดับแห่ง
การสังวรรณนา เนื้อความแห่งอปทานั้น ดังนี้.
ก่อนอื่น อปทานใดในคาถานั้น ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในรส
อันเดียวกัน เพราะท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธพจน์ทั้งสิ้นมีรสคือวิมุตติ
เป็นอันเดียวกัน, ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในธรรมที่ท่านสงเคราะห์ไว้ ๒
ส่วน ด้วยอำนาจธรรมและวินัย, ในบรรดาปฐมพุทธพจน์ มัชฌิม-
พุทธพจน์ และปัจฉิมพุทธพจน์ ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในมัชฌิม-
พุทธพจน์, ในบรรดาพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรม-
ปิฎก ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในพระสุตตันตปิฎก, ในบรรดานิกาย ๕
หน้า 194
ข้อ 1
คือ ทีฆนิกา มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตรนิกาย และขุททก-
นิกาย ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในขุททกนิกาย, ในบรรดานวังคสัตถุศาสน์
คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูต-
ธรรม เวทัลละ ท่านสงเคราะห์ลงในคาถา. ในบรรดาธรรมขันธ์
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ซึ่งท่านพระอานนท์กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
ธรรมเหล่าใดที่คล่องปากขึ้นใจของข้าพเจ้า ธรรมเหล่านั้น
มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือที่ข้าพเจ้าเรียกจากพระพุทธเจ้า
๘๒,๐๐๐ เรียนจากภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังนี้.
เป็นอันสงเคราะห์ลงใน ๒-๓ พระธรรมขันธ์.
บัดนี้ ท่านเมื่อจะแสดงอปทานนั้น จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็น
พระธรรมราชาสมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ถ้วน มีจำนวนนับไม่ถ้วน ดังนี้.
ในคำเหล่านั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บารมี ๑๐ ถ้วนนั่นเอง จัดเป็นบารมี ๓๐ ถ้วน ด้วยอำนาจบารมี
๑๐ อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ โดยเป็นอย่างต่ำ อย่างกลาง
และอย่างสูง. ผู้บริบูรณ์ดี คือผู้สมบูรณ์ ประกอบ พร้อมพรั่ง บรรลุ
ประกอบพร้อมด้วยบารมี ๑๐ ถ้วนนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้สมบูรณ์
ด้วยบารมี ๓๐ ถ้วน. ชื่อว่า ราชา เพราะยังหมู่สัตว์ผู้อยู่ในสกลโลกทั้ง ๓
และกายของตนให้ยินดี คือไห้ยึดติดด้วยพรหมวิหารสมาบัติ ๔ คือ
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือด้วยความเป็นผู้มีจิตเป็นอันเดียว
ด้วยธรรมเครื่องอยู่แห่งผลสมาบัติ, พระราชาโดยธรรม ชื่อว่า
พระธรรมราชา, พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างนี้. อธิบายว่า พระพุทธ-
หน้า 195
ข้อ 1
เจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาที่ล่วงไปแล้ว คือ จากไปแล้ว ดับแล้ว ถึงการ
ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว มีจำนวนนับไม่ได้ คือเว้นจากการนับ ด้วยอำนาจจำนวน
สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฏิ ปโกฏิ โกฏิปโกฏิ นหุต นินนหุต
อักโขภินี พินทุ อัพพุทะ นิรัพพุทะ อหหะ อพพะ อฏฏะ โสคันธิกะ
อุปปละ กุมุทะ ปุณฑริกะ ปทุมะ กถามะ มหากถานะ และอสัง-
เขยยะ๑.
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระอานนทเถระทูลถามถึงอธิการที่พระองค์
ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ทรงทำไว้ ในอดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้น และสมภาร
ที่พระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงทำไว้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สมฺโพธึ
พุทฺธเสฏฺานํ ดังนี้. อธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ผู้เจริญ เธอจงฟังอปทาน
ของเรา. เชื่อมความว่า ดูก่อนอานนท์ ในกาลก่อน คือในกาลบำเพ็ญ
โพธิสมภาร เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อภิวาทด้วยเศียรเกล้าซึ่งพระ-
สัมโพธิญาณ คือจตุสัจมรรคญาณ หรือพระสัพพัญญุตญาณ ของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประเสริฐ คือผู้แทงตลอดสัจจะ ๔. อธิบายว่า เราเอา
นิ้ว ๑๐ นิ้ว คือฝ่ามือทั้งสองนมัสการ คือไหว้พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็น
นายกของโลก คือผู้เป็นใหญ่ในโลก พร้อมทั้งพระสงฆ์ คือเป็นไปกับ
สงฆ์สาวก แล้วอภิวาทด้วยเศียร คือด้วยศีรษะ คือกระทำการสรรเสริญ
ด้วยความเต็มใจ แล้วกระทำการนอบน้อมอยู่.
บทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺเตสุ ความว่า รัตนะทั้ง ๗ มีแก้วไพฑูรย์
เป็นต้นที่ตั้งอยู่ในอากาศ คือที่อยู่ในอากาศ ที่ตั้งอยู่บนภาคพื้น คือที่อยู่
บนพื้นของแผ่นดิน นับไม่ถ้วน คือนับไม่ได้ มีอยู่เพียงใด คือมีประมาณ
๑. เป็นวิธีนับในคัมภีร์ทางศาสนา โปรดดูคำอธิบายในหนังสือภิธานัปปทีปิกา หน้า ๑๓๔.
หน้า 196
ข้อ 1
เท่าใด ในพุทธเขตในหมื่นจักรวาล เราเอาใจคือจิตประมวลมาซึ่งรัตนะ
ทั้งหมดนั้น คือจักอธิษฐานจิตนำมาด้วยดี อธิบายว่า เราจะกระทำให้
เป็นกองรอบ ๆ ปราสาทของเรา.
บทว่า ตตฺถ รูปิยภูมิยํ ความว่า นิรมิตพื้นอันสำเร็จด้วยรูปิยะ คือ
สำเร็จด้วยเงิน ในปราสาทหลายชั้นนั้น, อธิบายว่า เรานิรมิตปราสาท
หลายร้อยชั้นอันล้วนแล้วด้วยรัตนะ คือสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ สูงคือพุ่งขึ้น
เด่นอยู่ในท้องฟ้า คือโชติช่วงอยู่ในอากาศ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะพรรณนาปราสาทนั้นเท่านั้น จึงตรัสว่า
วิจิตฺตถมฺภํ ดังนี้ เป็นต้น. เชื่อมความว่า ปราสาทให้ยกเสามีสีดังแก้วลาย
เป็นต้นมิใช่น้อย วิจิตรงดงาม ทำไว้อย่างดี คือสร้างไว้ดีถูกลักษณะ
จัดแบ่งไว้เรียบร้อยโดยเป็นส่วนสูงและส่วนกว้าง ชื่อว่า ควรมีค่ามาก
เพราะนิรมิตเสาค่ายอันมีค่าหลายร้อยโกฏิไว้. ปราสาทวิเศษอย่างไรอีก
บ้าง? คือปราสาทมีขื่ออันสำเร็จด้วยทอง ได้แก่ ประกอบด้วยขื่อและ
คันทวยอันทำด้วยทอง ประดับแล้ว คืองดงามด้วยนกกะเรียนและฉัตร
ที่ยกขึ้นในปราสาทนั้น.
เมื่อจะทรงพรรณนาความงามของปราสาทโดยเฉพาะซ้ำอีก จึงตรัส
ว่า ปมา เวฬุริยา ภูมิ ดังนี้ เป็นต้น . ความว่า ปราสาทซึ่งมีพื้นหลาย
ร้อยชั้นนั้นงดงาม คือน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เสมอเหมือนหมอก
คือ เช่นกับหลืบเมฆฝน ปราศจากมลทิน คือไม่มีมลทิน มีสีเขียว สำเร็จ
ด้วยแก้วไพฑูรย์ อธิบายว่า พื้นชั้นแรกดารดาษ คือสะพรั่งด้วยกอบัว
และดอกปทุมที่เกิดในน้ำ งดงามด้วยกาญจนภูมิ คือพื้นทองอันประเสริฐ
คือสูงสุด.
หน้า 197
ข้อ 1
อธิบายว่า พื้นปราสาทนั้นนั่นแล บางชั้นเป็นส่วนของแก้ว
ประพาฬ คือเป็นโกฏฐาสของแก้วประพาฬ มีสีดังแก้วประพาฬ พื้นบาง
ชั้นแดง คือมีสีแดง พื้นบางชั้นงาม คือเป็นที่ดื่มด่ำใจ มีแสงสว่างดังสี
แมลงค่อมทอง คือเปล่งรัศมีอยู่ พื้นบางชั้นส่องแสงไปทั้ง ๑๐ ทิศ.
ในปราสาทนั้น มีป้อมและศิลาติดหน้ามุขที่จัดไว้ดีแล้ว คือจัดไว้
เรียบร้อย มีสีหบัญชรและสีหทวารที่ทำไว้เป็นแผนก ๆ ตามส่วน. บทว่า
จตุโร เวทิกา ความว่า ที่วลัยของชุกชีและหน้าต่างมีตาข่าย ๔ แห่ง มีพวง
ของหอมและช่อของหอมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจ คือเป็นที่จับใจ ห้อยย้อยอยู่.
ในปราสาทนั้นแหละ มีเรือนยอดประดับด้วยรัตนะ ๗ คืองดงาม
ด้วยรัตนะ ๗. มีสีเป็นอย่างไร ? คือเป็นสีเขียว คือมีสีเขียว เป็นสีเหลือง
คือมีสีเหลือง ได้แก่ มีสีเหลืองทอง เป็นสีแดง คือมีสีเหมือนโลหิต
ได้แก่ มีสีแดง เป็นสีขาว คือมีสีขาว ได้แก่ เป็นสีเศวต มีสีดำล้วน
คือมีสีดำไม่มีสีอื่นเจือ อธิบายว่า ปราสาทนั้นประกอบด้วยเรือนยอด
คือประกอบด้วยเรือนยอดอย่างดี และด้วยเรือนยอดมีช่อฟ้าอย่างดี.
ในปราสาทนั้นแหละ มีดอกปทุมชูดอก คือมีดอกตั้งบาน ได้แก่
ดอกปทุมบานสะพรั่งงดงาม อธิบายว่า ปราสาทนั้นงดงามด้วยหมู่เนื้อร้าย
มีสีหะและพยัคฆ์เป็นต้น และงดงามด้วยหมู่ปักษี มีหงส์ นกกะเรียน
และนกยูงเป็นต้น. หมายความว่า ปราสาทนั้นสูงลิ่ว เพราะสูงจรดท้องฟ้า
จึงเกลื่อนกล่นด้วยนักษัตรและดวงดาว ประดับด้วยพระจันทร์ พระ-
อาทิตย์ และรูปพระจันทร์พระอาทิตย์.
อธิบายว่า ปราสาทของพระเจ้าจักรพรรดิหลังนั้นนั่นแหละ ดาดาษ
ด้วยข่ายเหม คือข่ายทอง ประกอบด้วยกระดิ่งทอง คือประกอบด้วยข่าย
หน้า 198
ข้อ 1
กระดิ่งทอง. หมายความว่า ระเบียบดอกไม้ทอง คือถ่องแถวของดอกไม้
ดอกเป็นที่รื่นรมย์ใจ คือเป็นที่จับใจ ย่อมเปล่งเสียง คือย่อมส่งเสียง
เพราะแรงลม คือเพราะลมกระทบ.
ปักธงซึ่งย้อมสี คือระบายด้วยสีต่าง ๆ คือมีสีมิใช่น้อย คือธงสี
หงสบาท ได้แก่ สีฝาง สีแดง คือสีโลหิต เป็นสีเหลือง คือมีสีเหลือง
และธงสีทองและสีเหลืองแก่ ได้แก่ มีสีดังทองชมพูนุท และมีสีเหลืองแก่
คือปักธงสีต่าง ๆ ไว้ในปราสาทนั้น. คำว่า ธชมาลินี นี้ ท่านกล่าว
โดยเป็นลิงควิปลาส อธิบายว่า ปราสาทนั้นประกอบด้วยระเบียบธง.
พระองค์เมื่อจะทรงพรรณนาเครื่องลาดเป็นต้นในปราสาทนั้น จึง
ตรัสว่า น นํ พหู ดังนี้ เป็นต้น. อธิบายว่า ปราสาทนั้นชื่อว่าจะไม่มี
สิ่งของโดยมาก ย่อมไม่มีในปราสาทนั้น. ที่นอนมีเตียงและตั่งเป็นต้น
วิจิตด้วยที่นอนต่าง ๆ คือวิจิตรงดงามด้วยเครื่องลาดมิใช่น้อย มีจำนวน
หลายร้อย คือนับได้หลายร้อย. มีเป็นอย่างไร. คือที่นอนเป็นแก้วผลึก
ได้แก่ ทำด้วยแก้วผลึก ที่สำเร็จด้วยเงิน คือทำด้วยเงิน สำเร็จด้วยแก้ว
มณี คือทำด้วยแก้วมณีเขียว ทำด้วยทับทิม คือทำด้วยแก้วมณีรัตนชาติ
สีแดงโดยกำเนิด สำเร็จด้วยแก้วลาย คือทำด้วยแก้วมณีด่าง คือเพชร
ตาแมว ลาดด้วยผ้ากาสีเนื้อดี คือลาดด้วยผ้ากาสีเนื้อละเอียดอ่อน.
ผ้าห่มชื่อว่า ปาวุรา. ผ้าห่มเป็นเช่นไร ? คือผ้ากัมพล ได้แก่
ผ้าที่ทอด้วยผม ผ้าทุกุละ ได้แก่ ผ้าที่ทอด้วยผ้าทุกุละ ผ้าจีนะ ได้แก่ ผ้า
ที่ทอด้วยฝ้ายจีน ผ้าปัตตุณณะ ได้แก่ ผ้าที่ทอด้วยฝ้ายอันเกิดมีในประเทศ
ปัตตุณณะ เป็นผ้าสีเหลือง คือมีสีเหลือง. อธิบายว่า เราให้ปูลาดเครื่อง
หน้า 199
ข้อ 1
ลาดอันวิจิตร คือที่นอนทั้งหมดอันวิจิตด้วยเครื่องลาด และผ้าห่มมิใช่
น้อยด้วยใจ คือด้วยจิต.
เมื่อจะทรงพรรณนาปราสาทนั้นโดยเฉพาะ จึงตรัสว่า ตาสุ ตาเสฺวว
ภูมีสุ ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตนกูฏลงฺกตํ ความว่า
ประดับ คือ งามด้วยยอดอันล้วนด้วยแก้ว คือ ช่อฟ้าแก้ว. บทว่า
มณิเวโรจนา อุกฺกา ความว่า คบเพลิง คือประทีปมีด้ามอันกระทำด้วย
แก้วมณีอันรุ่งเรือง คือแก้วมณีแดง. บทว่า ธารยนฺตา สุติฏฺเร
ความว่า คนหลายร้อยยืนทรงไว้ คือถือชูไว้ในอากาศอย่างเรียบร้อย.
เมื่อจะทรงพรรณนาปราสาทนั้นนั่นแหละซ้ำอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า
โสภนฺติ เอสิกาถมฺภา ดังนี้. เสาที่เขาปักไว้ที่ประตูเมือง เพื่อต้องการ
ความงาม ชื่อว่า เสาระเนียด ในคำว่า โสภนฺติ เอสิกาถมฺภา นั้น. ซุ้ม
ประตูงาม คือน่าพึงใจ เป็นซุ้มประตูทอง คือสำเร็จด้วยทอง เป็นทอง
ชมพูนุท คือล้วนแล้วด้วยทองชมพูนุท สำเร็จด้วยไม้แก่น คือทำด้วย
แก่นไม้ตะเคียน และทำด้วยเงิน. อธิบายว่า เสาระเนียดและซุ้มประตู
ทำปราสาทนั้นให้งดงาม.
อธิบายว่า ในปราสาทนั้น มีที่ต่อหลายแห่งจัดไว้เรียบร้อย วิจิตร
คืองามด้วยบานประตูและกลอน เป็นวงรอบของที่ต่องดงามอยู่. บทว่า
อุภโต ได้แก่ สองข้างปราสาทนั้น มีหม้อเต็มน้ำ ประกอบคือเต็มวัย
ปทุมมิใช่น้อย และอุบลมิใช่น้อย ทำปราสาทนั้นให้งดงาม.
ครั้นทรงพรรณนาความงามของปราสาทอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรง
ประกาศปราสาทที่ทำด้วยรัตนะ และสักการะสัมมานะ การนับถือยกย่อง
จึงตรัสคำมีอาทิว่า อตีเต สพฺพพุทฺเธ จ ดังนี้.
หน้า 200
ข้อ 1
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีเต ความว่า ในกาลอันล่วงไปแล้ว
คือผ่านไปแล้ว เรานิรมิตพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกทุกองค์ พร้อม
ทั้งพระสงฆ์ คือเป็นไปกับหมู่สาวกที่เกิดมีมาแล้ว และพระพุทธเจ้า
พร้อมทั้งสาวก คือมีพระสาวก โดยมีวรรณ รูปโฉมและทรวดทรงตาม
ปกติโดยสภาวะ พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกทุกพระองค์ เสด็จเข้าไป
ยังปราสาททางประตูที่จะต้องเสด็จเข้าไป ประทับนั่งบนตั่งอันทำด้วยทอง
ล้วน ๆ คือล้วนแล้วด้วยทองทั้งหมด เป็นอริยมณฑล คือเป็นหมู่พระ-
อริยะ.
อธิบายว่า ในบัดนี้ คือในปัจจุบัน เราได้ให้พระพุทธเจ้าผู้ยอด
เยี่ยม คือไม่มีผู้ยิ่งกว่าซึ่งมีอยู่ และพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยองค์ผู้
เป็นสยัมภู คือผู้เป็นเองไม่มีคนอื่นเป็นอาจารย์ ผู้ไม่พ่ายแพ้ คือผู้อัน
ขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวบุตรมารทำให้
แพ้ไม่ได้ ผู้บรรลุชัยชนะ ให้อิ่มหนำแล้ว. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ใน
อดีตกาลและปัจจุบันกาล พากันเสด็จขึ้น อธิบายว่า พากันเสด็จขึ้นสู่
ภพ คือปราสาทของเราอย่างดี.
เชื่อมความว่า ต้นกัลปพฤกษ์เหล่าใดที่เป็นทิพย์ คือเกิดในเทวโลก
มีอยู่มาก และต้นกัลปพฤกษ์เหล่าใดที่เป็นของมนุษย์ คือเกิดในมนุษย์
มีอยู่เป็นอันมาก เรานำเอาผ้าทั้งหมดจากต้นกัลปพฤกษ์เหล่านั้น แล้ว
ให้ทำเป็นไตรจีวร แล้วให้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นครองไตรจีวร.
ครั้นให้นุ่งห่มไตรจีวรอย่างนี้แล้ว เอาของเคี้ยวคือของอย่างใด
อย่างหนึ่งมีขนมเป็นต้นที่ควรเคี้ยว อันถึงพร้อมแล้วคือมีรสอร่อย ของควร
บริโภคคืออาหารที่ควรบริโภคอันอร่อย ของควรลิ้มคือของที่ควรเลียกิน
หน้า 201
ข้อ 1
อันอร่อย ของควรดื่มคือน้ำปานะ ๘ อย่างที่สมบูรณ์คืออร่อย และโภชนะ
คืออาหารที่ควรกิน บรรจุให้เต็มที่ในบาตรมณีมัย คือทำด้วยศิลาอันงาม
คือดี แล้วถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นั่งลงแล้ว อธิบายว่า
นิมนต์ให้รับเอาแล้ว.
อริยมณฑลทั้งหมดนั้น คือหมู่พระอริยเจ้าทั้งหมดนั้น เป็นผู้มี
ทิพยจักษุเสมอกัน เป็นผู้เกลี้ยงเกลา อธิบายว่า เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วย
ทิพยจักษุ เป็นผู้เกลี้ยงเกลา คือเป็นผู้สละสลวย คืองดงาม เพราะเว้น
จากกิเลสทั้งปวง ครองจีวร คือเป็นผู้พรั่งพร้อมกันด้วยไตรจีวร เป็น
ผู้อันเราให้อิ่มหนำสำราญบริบูรณ์ด้วยของหวาน น้ำตาลกรวด น้ำมัน
น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และข้าวชั้นดี.
หมู่พระอริยเจ้าเหล่านั้นอันเราให้อิ่มหนำอย่างนี้แล้ว เข้าสู่ห้องแก้ว
คือเรือนมีห้องอันนิรมิตด้วยรัตนะทั้ง ๗ แล้วสำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอัน
มีค่ามาก คือบนเตียงอันหาค่ามิได้ ดุจไกรสรราชสีห์มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย
คือนอนอยู่ในถ้ำฉะนั้น อธิบายว่า สีหมฤคราชนอนตะแคงข้างขวา
ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า เอาเท้าขวาทำเป็นที่หนุนศีรษะ วางเท้าซ้ายทอดไป
ตรง ๆ เอาหางซุกไว้ในระหว่างหัวไส้ แล้วนิ่ง ๆ ฉันใด หมู่พระ-
อริยเจ้าทั้งหลายก็สำเร็จ คือกระทำการนอน ฉันนั้น.
อธิบายความว่า หมู่พระอริยเจ้าเหล่านั้น ครั้นสำเร็จสีหไสยาอย่าง
นี้แล้ว รู้ตัวอยู่คือสมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ลุกขึ้นแล้วคือลุกขึ้นอย่าง
เรียบร้อย แล้วคู้บัลลังก์บนที่นอน คือทำการนั่งทำขาอ่อนให้แนบ
ติดกันไป.
หน้า 202
ข้อ 1
บทว่า โคจรํ สพฺพพุทฺธานํ ความว่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วย
ความยินดีในฌาน คือเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความยินดีในฌาน อันเป็น
โคจร คืออารมณ์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวงทั้งที่ล่วงไปแล้วและที่ยังไม่มา.
บทว่า อญฺเ ธมฺมานิ เทเสนฺติ ความว่า บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า
เหล่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าพวกหนึ่ง คือบางพวกแสดงธรรม อีก
พวกหนึ่งเล่นคือรื่นรมย์ด้วยฤทธิ์ คือด้วยการเล่นฌานมีปฐมฌานเป็นต้น.
ความอธิบายต่อไปว่า บางพวกอบรมอภิญญา คืออภิญญา ๕
ให้เชี่ยวชาญ คือทำให้ชำนาญ คือบรรดาอภิญญา ๕ ย่อมถึง คือเข้า
อภิญญาอันไปคือถึง บรรลุความชำนาญ ด้วยความชำนาญ ๕ ประการ
กล่าวคือการนึก การเข้า การออก การหยุดยืน และการพิจารณา.
บางพวกแผลงฤทธิ์ คือทำการแผลงฤทธิ์ให้เป็นหลายพันคน ได้แก่
แผลงฤทธิ์มีอาทิอย่างนี้ คือแม้คนเดียวทำให้เป็นหลายคน แม้หลายคน
ทำให้เป็นคนเดียวก็ได้.
บทว่า พุทฺธาปิ พุทฺเธ ความว่า เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ประชุมกันอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมถามพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ถึงปัญหาอันเป็นวิสัย คือเป็นอารมณ์ของพระสัพพัญพัญญุตญาณ พระ-
พุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมตรัสรู้แจ้งจริง คือตรัสรู้โดยพิเศษไม่มีส่วนเหลือ ซึ่ง
ฐานะคือเหตุ ที่ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกซึ่งโดยอรรถ อันละเอียดคือสุขุมด้วย
พระปัญญา.
ในกาลนั้น แม้พระสาวกทั้งหลายผู้ประชุมกันอยู่ในปราสาทของเรา
ย่อมถามปัญหากะพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ถาม
หน้า 203
ข้อ 1
ปัญหากะสาวกดือศิษย์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าและพระสาวกเหล่านั้น ต่าง
ถามปัญหากันและกัน ต่างพยากรณ์คือแก้ปัญหากันและกัน.
เมื่อจะทรงแสดงพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น โดยมีภาวะเป็นอย่างเดียว
กันอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า พุทฺธา ปจฺเจกพุทฺธา จ ดังนี้. ในคำนั้น
มีอธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระสาวกคือศิษย์ และผู้ปรนนิบัติคือนิสิต ทั้งหมดนี้ยินดีอยู่ด้วยความ
ยินดีของตน ๆ เร้นอยู่ ย่อมอภิรมย์อยู่ในปราสาทของเรา.
พระเจ้าติโลกวิชัยจักรพรรดิราชนั้น ครั้นทรงแสดงอาจารสมบัติ
ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ในเวชยันตปราสาทของพระองค์อย่างนี้
แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอานุภาพของพระองค์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า
ฉตฺตา ติฏฺนฺติ รตนา ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า ฉัตรแก้ว อัน
ล้วนแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพวงมาลัยทองเป็นทิวแถว คือห้อย
ตาข่ายทองอยู่ประจำ. ฉัตรทั่งหลายวงด้วยข่ายแก้วมุกดา คือล้อมด้วย
ข่ายแก้วมุกดา เพียงแต่คิดว่า ฉัตรทุกชนิดจงกั้นอยู่เหนือกระหม่อมคือ
ศีรษะเรา ก็ย่อมปรากฏขึ้น.
เพดานผ้าวิจิตด้วยดาวทอง คือแวววาวด้วยดาวทองจงมี คือจง
บังเกิดขึ้น. อธิบายว่า เพดานมิใช่น้อยทุกชนิด วิจิตรคือมีสีหลายอย่าง
ดาษด้วยมาลัย คือแผ่ไปด้วยดอกไม้ จงกั้นอยู่เหนือกระหม่อม คือส่วน
เบื้องบนแห่งที่เป็นที่นั่ง.
เชื่อมความว่า สระโบกขรณีดาดาษ คือกลาดเกลื่อนด้วยพวงดอกไม้
คือพวงของหอมและดอกไม้หลายอย่าง งดงามด้วยพวงของหอม คือ
พวงสุคนธชาติมีจันทน์ หญ้าฝรั่นและกฤษณาเป็นต้น. อธิบายว่า สระ-
หน้า 204
ข้อ 1
โบกขรณีเกลื่อนกล่นด้วยพวงผ้า คือพวงผ้าอันหาด่ามิได้ มีผ้าปัตตุณณะ
และผ้าจีนะเป็นต้น ประดับตกแต่งด้วยพวงรัตนะทั้ง ๗. ดาดาษด้วย
ดอกไม้ คือดาดาษด้วยดอกไม้หอมมีจำปา สฬละ และจงกลนีเป็นต้น
วิจิตรงดงามด้วยดี. สระโบกขรณีมีอะไรอีกบ้าง ? คือสระโบกขรณีอบ
อวลด้วยสุคนธชาติอันมีกลิ่นหอมน่าพอใจยิ่ง. เจิมด้วยของหอมไว้โดยรอบ
คือประดับด้วยของหอมที่เอานิ้วทั้ง ๕ ไล้ทาไว้ สระโบกขรณีอันมีอยู่ใน
ทิศทั้ง ๔ ของปราสาท มุ่งด้วยเครื่องมุงเหมคือมุงด้วยเครื่องมุงอันเป็น
ทอง และเพดานทอง ดาดาษแผ่เต็มไปด้วยปทุมและอุบล ปรากฏเป็น
สีทองในรูปทอง สระโบกขรณีฟุ้งไปด้วยละอองเรณูของดอกปทุม คือ
ขจรขจายไปด้วยละอองธุลีของดอกปทุม งดงามอยู่.
รอบ ๆ เวชยันตปราสาทของเรา มีต้นไม้มีต้นจำปาเป็นต้นออก
ดอกทุกต้น นี้เป็นต้นไม้ดอก. ดอกไม้ทั้งหลายหล่นมาเองแล้วลอยไป
โปรยปราสาท อธิบายว่า โปรยลงเบื้องบนปราสาท.
มีอธิบายว่า ในเวชยันตปราสาทของเรานั้น มีนกยูงฟ้อน มีหมู่
หงส์ทิพย์ คือหงส์เทวดาส่งเสียงร้อง หมู่นกการวิก คือโกกิลาที่มีเสียง
เพราะขับขาน คือทำการขับร้อง และหมู่นกอื่น ๆ ที่ไม่สำคัญ ก็ร่ำร้อง
ด้วยเสียงอัน ไพเราะอยู่โดยรอบปราสาท.
รอบ ๆ ปราสาท มีกลองขึงหนังหน้าเดียวและกลองขึงหนังสอง-
หน้าเป็นต้นทั้งหมดได้ดังขึ้น คือได้ตีขึ้น พิณนั้นทั้งหมดซึ่งมีสายมิใช่น้อย
ได้ดีดขึ้น คือส่งเสียง. สังคีตทุกชนิด คือเป็นอเนกประการ จงเป็นไป
คือจงบรรเลง อธิบายว่า จงขับขานขึ้น.
หน้า 205
ข้อ 1
ในพุทธเขตมีกำหนดเพียงใด คือในที่มีประมาณเท่าใด ได้แก่
ในหมื่นจักรวาล และในจักรวาลอื่นจากหมื่นจักรวาลนั้น บัลลังก์ทอง
สมบูรณ์ด้วยความโชติช่วง คือสมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่องว่าง ใหญ่โต
สำเร็จด้วยรัตนะทั่วทุกด้าน คือเขาทำขจิตด้วยรัตนะทั้ง ๗ จงตั้งอยู่ ต้นไม้
ประดับประทีป คือต้นไม้มีน้ำมันตามประทีปจงลุกเป็นไฟโพลงอยู่ คือ
สว่างด้วยประทีปรอบ ๆ ปราสาท. เป็นไม้ประทีปติดต่อกันไปเป็นหมื่นดวง
คือเป็นหมื่นดวงติดต่อกันกับหมื่นดวง จงเป็นประทีปรุ่งเรื่องเป็นอัน
เดียวกัน คือเป็นประดุจประทีปดวงเดียวกัน อธิบายว่า จงลุกโพลง.
หญิงคณิกาคือหญิงฟ้อนผู้ฉลาดในการฟ้อนและการขับ หญิงขับร้อง
คือผู้ทำเสียงด้วยปาก จงฟ้อนไปรอบ ๆ ปราสาท. หมู่นางอัปสรคือหมู่
หญิงเทวดา จงฟ้อนรำ. สนามเต้นรำต่าง ๆ คือมณฑลสนามเต้นรำ
ต่าง ๆ มีสีเป็นอเนกประการ จงฟ้อนรำรอบ ๆ ปราสาท ชื่อว่าเขา
เห็นกันทั่วไป อธิบายว่า จงปรากฏ.
อธิบายว่า ในครั้งนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่าติโลกวิชัย
ให้ยกธงทั้งปวงมี ๕ สี คือมีสี ๕ สี มีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น วิจิตร
คืองดงามด้วยสีหลายหลาก บนยอดไม้ บนยอดเขา คือยอดเขาหิมพานต์
และเขาจักรวาลเป็นต้น บนยอดเขาสิเนรุ และในที่ทั้งปวง ในจักรวาล
ทั้งสิ้น.
อธิบายว่า พวกคนคือคนจากโลกอื่น พวกนาคจากโลกนาค
พวกคนธรรพ์และเทวดาจากเทวโลก ทั้งหมดจงมาคือจงเข้ามา. พวก
คนเป็นต้นเหล่านั้นนมัสการ คือทำการนอบน้อมเรา กระทำอัญชลี คือ
ทำกระพุ่มมือ แวดล้อมเวชยันตปราสาทของเรา.
หน้า 206
ข้อ 1
พระเจ้าจักรพรรดิติโลกวิชัยนั้น ครั้นพรรณนาอานุภาพปราสาท
และอานุภาพของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะให้ถือเอาผลบุญที่คนทำไว้
ด้วยสมบัติ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยํ กิญฺจิ กุสลํ กมฺมํ ดังนี้. อธิบายว่า
กิริยากล่าวคือกุศลกรรมอย่างไดอย่างหนึ่งที่จะพึงการทำมีอยู่ กุศลกรรม
ที่จะพึงทำทั้งหมดนั้น เราทำแล้วด้วยกาย วาจา และใจ คือด้วยไตร-
ทวาร ให้เป็นอันทำดีแล้ว คือให้เป็นอันทำด้วยดีแล้วในไตรทศ อธิบายว่า
กระทำให้ควรแก่การเกิดขึ้นในภพดาวดึงส์.
เมื่อจะให้ถือเอาอีกจึงกล่าวว่า เย สตฺตา สญฺณิโน ดังนี้เป็นต้น
ในคำนั้นมีอธิบายว่า สัตว์เหล่าใด จะเป็นมนุษย์ เทวดาหรือพรหมก็ตาม
ที่มีสัญญา คือประกอบด้วยสัญญามีอยู่ และสัตว์เหล่าใดที่ไม่มีสัญญา คือ
เว้นจากสัญญา ได้แก่สัตว์ผู้ไม่มีสัญญาย่อมมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจง
เป็นผู้มีส่วนบุญที่เรากระทำแล้ว คือจงเป็นผู้มีบุญ
พระโพธิสัตว์เมื่อจะให้ถือเอาแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เยสํ กตํ
ดังนี้. อธิบายว่า บุญที่เราทำแล้วอันชน นาค คนธรรพ์และเทพเหล่าใด
รู้ดีแล้วคือทราบแล้ว เราให้ผลบุญแก่นรชนเป็นต้นเหล่านั้น นรชน
เป็นต้นเหล่าใด ไม่รู้ว่าเราให้บุญที่เราทำแล้วนั้น เทพทั้งหลายจงไปแจ้ง
ให้รู้ อธิบายว่า จงบอกผลบุญนั้นแก่นรชนเป็นต้นเหล่านั้น.
สัตว์เหล่าใดในโลกทั้งปวงผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีวิต สัตว์เหล่านั้น
ทั้งหมดจงได้โภชนะอันพึงใจทุกอย่างด้วยใจของเรา คือด้วยจิตของเรา
อธิบายว่า จงได้ด้วยบุญฤทธิ์ของเรา.
ทานใดเราได้ให้แล้ว ด้วยจิตใจอันเลื่อมใส เรานำมาแล้ว คือยัง
ความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแล้ว ในทานนั้นด้วยจิตใจ. พระสัมพุทธเจ้าทุก
หน้า 207
ข้อ 1
พระองค์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า และพระสาวกของพระชินเจ้า เราผู้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้บูชาแล้ว.
ด้วยกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น คือด้วยกุศลกรรมที่เราเชื่อแล้วกระทำ
ไว้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ คือด้วยความปรารถนาที่ทำไว้ด้วยใจ เรา
ละคือทิ้งร่างกายมนุษย์ ได้แก่สรีระของมนุษย์ แล้วได้ไปสู่ดาวดึงส-
เทวโลก อธิบายว่า เราได้เกิดขึ้นในดาวดึงสเทวโลกนั้น เหมือนหลับ
แล้วตื่นขึ้นฉะนั้น.
แต่นั้น พระเจ้าจักรพรรดิติโลกวิชัยได้สวรรคตแล้ว จำเดิมแต่นั้น
เรารู้จักภพ ๒ ภพ คือชาติ ๒ ชาติที่มาถึง คือความเป็นเทวดา ได้แก่
อัตภาพของเทวดา และความเป็นมนุษย์ คืออัตภาพของมนุษย์. นอกจาก
๒ ชาติ เราไม่รู้จัก คือไม่เห็นคติอื่น คือความอุปบัติอื่น อันเป็นผลแห่ง
ความปรารถนาด้วยใจคือด้วยจิต อธิบายว่า เป็นผลแห่งความปรารถนา
ที่เราปรารถนาแล้ว.
บทว่า เทวานํ อธิโก โหมิ ความว่า ถ้าเกิดในเทวดา เราได้
เป็นผู้ยิ่งคือเป็นใหญ่ ได้แก่เป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาทั้งหลาย ด้วย
อายุ วรรณะ พละ และเดช. ถ้าเกิดในมนุษย์ เราย่อมเป็นใหญ่ใน
มนุษย์ คือเป็นอธิบดี เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งหลาย อนึ่ง เราเป็นพระ-
ราชาผู้เพียบพร้อม คือสมบูรณ์ด้วยรูปอันยิ่ง คือด้วยรูปสมบัติ และด้วย
ลักษณะ คือลักษณะส่วนสูงและส่วนใหญ่ ไม่มีผู้เสมอ คือเว้นคนผู้เสมอ
ด้วยปัญญา ได้แก่ปัญญาเครื่องรู้ปรมัตถ์ในภพที่เกิดแล้ว ๆ อธิบายว่า
ไม่มีใคร ๆ เสมอเหมือนเรา.
หน้า 208
ข้อ 1
เพราะผลบุญอันเป็นบุญสมภารที่เรากระทำไว้แล้ว โภชนะอัน
ประเสริฐอร่อยมีหลายอย่างคือมีประการต่าง ๆ รัตนะทั้ง ๗ มากมายมี
ประมาณไม่น้อย และผ้าปัตตุณณะและผ้าโกเสยยะเป็นต้นหลายชนิด คือ
เป็นอเนกประการ จากฟากฟ้าคือนภากาศมา คือเข้ามาหาเรา ได้แก่สำนัก
เราโดยเร็วพลัน ในภพที่เกิดแล้ว ๆ.
เราเหยียดคือชี้มือไปยังที่ใด ๆ จะเป็นที่แผ่นดิน บนภูเขา บน
อากาศ ในน้ำ และในป่า ภักษาทิพย์คืออาหารทิพย์ย่อมเข้ามา คือ
เข้ามาหาเรา ได้แก่สำนักเราจากที่นั้น ๆ อธิบายว่า ย่อมปรากฏขึ้น.
อนึ่ง รัตนะทั้งปวง ของหอมมีจันทน์เป็นต้นทุกอย่าง ยานคือพาหนะ
ทุกชนิด มาลาคือดอกไม้ทั้งหมดมีจำปา กากะทิงและบุนนาคเป็นต้น
เครื่องอลังการคือเครื่องอาภรณ์ทุกชนิด นางทิพกัญญาทุกนาง น้ำผึ้ง
และน้ำตาลกรวดทุกอย่าง ของเคี้ยวคือของควรเคี้ยวมีขนมเป็นต้นทุกชนิด
ย่อมเข้ามา คือย่อมเข้ามาหาเราคือสำนักเราโดยลำดับ.
บทว่า สมฺโพธิวรปตฺติยา แปลว่า เพื่อต้องการบรรลุมรรคญาณ
ทั้ง ๔ อันสูงสุด. อธิบายว่า เราได้กระทำ คือบำเพ็ญอุดมทานใด เพราะ
อุดมทานนั้น เรากระทำภูเขาหินให้บันลือเป็นอันเดียวกันทั้งสิ้น ให้
กระหึ่มเสียงดัง คือเสียงกึกก้องมากมาย ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก ได้แก่
มนุษยโลกและเทวโลกทั้งสิ้นให้ร่าเริง คือทำให้ถึงความโสมนัส จะได้
เป็นพระพุทธเจ้าผู้มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก คือในสกลโลก
ทั้ง ๓.
บทว่า ทิสา ทสวิธา โลเก ความว่า ในจักรวาลโลก มีทิศ
อยู่ ๑๐ อย่าง คือ ๑๐ ส่วน ที่สุดย่อมไม่มีแก่ผู้ไป คือผู้ดำเนินไปอยู่
หน้า 209
ข้อ 1
ในส่วนนั้น. ครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในที่ที่เราไปแล้ว ๆ หรือใน
ทิศาภาคนั้น มีพุทธเขตคือพุทธวิสัยนับไม่ถ้วน คือยกเว้นการนับ.
บทว่า ปภา ปกิตฺติตา ความว่า ในกาลเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ครั้งนั้น รัศมีของเรา รัศมีคือแสงสว่างของจักรแก้ว และแก้วมณีเป็นต้น
นำรัศมีมา คือเปล่งรัศมีเป็นคู่ ๆ ปรากฏแล้ว ในระหว่างนี้ คือใน
ระหว่างหมื่นจักรวาล มีข่ายคือหมู่รัศมีได้มีแสงสว่างกว้างขวาง คือ
มากมาย.
บทว่า เอตฺตเก โลกธาตุมฺหิ ความว่า ในหมื่นจักรวาล ชนทั้งปวง
ย่อมดู คือเห็นเรา. เทวดาทั้งปวงจนกระทั่งเทวโลกจงอนุวรรตน์ตาม คือ
เกื้อกูลเรา.
บทว่า วิสิฏฺมธุนาเทน แปลว่า ด้วยเสียงบันลืออันไพเราะสละ
สลวย. บทว่า อมตเภริมาหนึ แปลว่า เราตีกลองอมตเภรี ได้แก่
กลองอันประเสริฐ. ชนทั้งปวงในระหว่างนี้ คือระหว่างหมื่นจักรวาลนี้
จงฟัง คือจงใส่ใจวาจาที่เปล่งคือเสียงอันไพเราะของเรา.
เมื่อฝนคือธรรมตกลง คือเมื่อฝนมีอรรถอันเป็นปรมัตถ์ ลึกซึ้ง
ไพเราะ สุขุม อันเป็นโวหารของพระธรรมเทศนานั้น ตกลงมาด้วยการ
บันลืออันล้วนแล้วด้วยพระธรรนเทศนา ภิกษุและภิกษุณีเป็นต้นทั้งหมด
จงเป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลส ด้วยอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า เยตฺถ ปจฺฉิมกา สตฺตา มีอธิบายว่า บรรดาสัตว์คือบริษัท ๔
อันเป็นหมวดหมู่นี้ สัตว์เหล่าใดเป็นปัจฉิมกสัตว์ คือเป็นผู้ต่ำสุดด้วย
อำนาจคุณความดี สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด จงเป็นพระโสดาบัน.
หน้า 210
ข้อ 1
ในคราวเป็นพระเจ้าจักรพรรดิโลกวิชัยนั้น เราได้ให้ทานที่ควร
ให้ บำเพ็ญศีลบารมีโดยไม่เหลือ บรรลุถึงบารมี คือที่สุดในเนกขัม
คือเนกขัมมบารมี พึงเป็นผู้บรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด คือมรรคญาณ
ทั้ง ๔.
เราสอบถามบัณฑิต คือนักปราชญ์ผู้มีปัญญา คือถามว่า ท่านผู้
เจริญ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล
คนทำอะไรจึงจะเป็นผู้มีส่วนแห่งสวรรค์และนิพพานทั้งสอง อธิบายว่า
บำเพ็ญปัญญาบารมี ด้วยประการอย่างนี้. บทว่า กตฺวา วีริยมุตฺตมํ
ได้แก่ การทำความเพียรอันสูงสุด คือ ประเสริฐสุด ได้แก่ ไม่ขาดตอน
ในการยืนและการนั่งเป็นต้น อธิบายว่า บำเพ็ญวิริยบารมี. เราถึงบารมี
คือที่สุดแห่งอธิวาสนขันติที่คนร้ายทั้งสิ้นไม่ทำความเอื้อเฟื้อ คือได้บำเพ็ญ
ขันติบารมีแล้ว พึงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด คือความเป็นพระ-
พุทธเจ้าอันอุดม.
บทว่า กตฺวา ทฬฺหมธิฏฺานํ ความว่า เรากระทำอธิษฐานบารมี
มั่นโดยไม่หวั่นไหวว่า แม้เมื่อสรีระและชีวิตของเราจะพินาศไป เราจัก
ไม่งดเว้นบุญกรรม บำเพ็ญที่สุดแห่งสัจบารมีว่า แม้เมื่อศีรษะจะขาด เรา
จักไม่กล่าวมุสาวาท ถึงที่สุดแห่งเมตตาบารมี โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์
ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข ไม่มีโรคป่วยไข้ แล้วบรรลุพระสัม-
โพธิญาณอันสูงสุด.
เราเป็นผู้เสมอ คือมีใจเสมอในอารมณ์ทั้งปวง คือในการได้สิ่งมี
ชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต ในการไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ในสุขทางกายและทางใจ
ในทุกข์เช่นนั้นคือที่เป็นไปทางกายและทางใจ ในการยกย่องที่ชนผู้มี
หน้า 211
ข้อ 1
ความเอื้อเฟื้อกระทำ และในการดูหมิ่น บำเพ็ญอุเบกขาบารมี บรรลุแล้ว
อธิบายว่า พึงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
ท่านทั้งหลายจงเห็นคือรู้ความเกียจคร้าน คือความเป็นผู้เกียจคร้าน
โดยความเป็นภัย คือโดยอำนาจว่าเป็นภัยว่า มีส่วนแห่งอบายทุกข์ เห็น
คือรู้ความไม่เกียจคร้าน คือความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ความประพฤติอัน
ไม่หดหู่ ชื่อว่าความเพียรโดยความเกษม คือโดยอำนาจความเกษมว่า มี
ปกติให้ไปสู่นิพพาน แล้วจงเป็นผู้ปรารภความเพียร. นี้เป็นพุทธานุสาสนี
คือนี้เป็นความพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า.
บทว่า วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาท
คือการทะเลาะโดยความเป็นภัย เห็นคือรู้ว่า ความวิวาทมีส่วนแห่งอบาย
และเห็นคือรู้ความไม่วิวาท คือความงดเว้นจากการวิวาทว่าเป็นเหตุให้
บรรลุพระนิพพาน แล้วจงเป็นผู้สมัครสมานกัน คือมีจิตมีอารมณ์เลิศ
เป็นอันเดียว เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน คือสละสลวย งดงามด้วยเมตตา
อันดำเนินไปในธุระหน้าที่. กถาคือการเจรจา การกล่าวนี้เป็นอนุสาสนี
คือเป็นการให้โอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ท่านทั้งหลายจงเห็น คือจงรู้ความประมาท คือการอยู่โดยปราศจาก
สติ ในการยืนและการนั่งเป็นต้น โดยความเป็นภัยว่า เป็นเหตุให้เป็นไป
เพื่อความทุกข์ ความเป็นผู้มีรูปชั่วและความเป็นผู้มีข้าวน้ำน้อยเป็นต้น
และเป็นเหตุให้ไปสู่อบายเป็นต้น ในสถานที่เกิดแล้ว ๆ แล้วจงเห็นคือ
จงรู้อย่างชัดแจ้งถึงความไม่ประมาท คือการอยู่ด้วยสติในอิริยาบถทั้งปวง
โดยเป็นความเกษม คือโดยความเจริญว่า เป็นเหตุเครื่องบรรลุพระ-
นิพพาน แล้วจงอบรม คือจงเจริญ จงใส่ใจถึงมรรคมีองค์ ๘ คือมรรค
หน้า 212
ข้อ 1
ได้แก่อุบายเครื่องบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ อันมีองค์ประกอบ ๘ อย่าง
คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ. กถาคือการกล่าว ได้แก่การ
เจรจา การเปล่งวาจา นี้เป็นพุทธานุสาสนี อธิบายว่า เป็นความพร่ำสอน
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า สมาคตา พหู พุทฺธา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
นับได้หลายแสนมาพร้อมกันแล้ว คือเป็นผู้ประชุมกันแล้ว และพระ-
อรหันตขีณาสพทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว คือเป็นผู้ประชุมกันแล้วโดย
ประการทั้งปวง ได้แก่โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย
จงนอบน้อม คือจงนมัสการกราบไหว้ ด้วยการกระทำความนอบน้อม
ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายนั้นผู้ควร
แก่การกราบไหว้.
ด้วยประการฉะนี้ คือด้วยประการดังเรากล่าวมาแล้วนี้ พระพุทธ-
เจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย คือใคร ๆ ไม่พึงอาจเพื่อจะคิด. ธรรมทั้งหลาย
มีอาทิ คือสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ มรรคมีองค์ ๘ ขันธ์ ๕ เหตุปัจจัย
อารัมมณปัจจัยเป็นต้น ชื่อว่า พุทธธรรม. อีกอย่างหนึ่ง สภาวะแห่งพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย คือใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะคิด วิบากกล่าวคือ
เทวสมบัติ มนุษย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เป็นอจินไตย คือในสิ่งที่พ้นจากวิสัยของการคิด
ย่อมเป็นอันใคร ๆ ไม่อาจคิด คือล่วงพ้นจากการที่จะนับจำนวน.
ก็ด้วยลำดับคำมีประมาณเท่านี้ อุปมาเหมือนคนเดินทาง เมื่อใครๆ
ถูกเขาถามว่า ขอจงบอกทางแก่เรา ก็บอกว่า จงละทางซ้ายถือเอาทาง
หน้า 213
ข้อ 1
ขวา ดังนี้แล้วก็ทำกิจที่ควรทำในคามนิคม และราชธานีให้สำเร็จโดยทาง
นั้น แม้จะไปใหม่อีกตามทางซ้ายมือสายอื่นที่เขาไม่ได้เดินกัน ก็ย่อม
ทำกิจที่ควรทำในคามและนิคมเป็นต้นให้สำเร็จได้ ฉันใด พุทธาปทาน
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นให้สำเร็จได้ด้วยอปทานที่เป็นฝ่ายกุศลแล้ว เพื่อ
ที่จะให้พุทธาปทานนั้นนั่นแลพิสดารออกไป ด้วยอำนาจอปทานที่เป็น
ฝ่ายอกุศลบ้าง จึงตั้งหัวข้อปัญหาไว้ดังนี้ว่า
การทำทุกรกิริยา ๑ การกล่าวโทษ ๑ การด่าว่า ๑ การ
กล่าวหา ๑ การถูกศิลากระทบ ๑ การเสวยเวทนาจากสะเก็ด
หิน ๑
การปล่อยช้างนาฬาคิรี ๑ การถูกผ่าตัดด้วยศัสตรา ๑ การ
ปวดศีรษะ ๑ การกินข้าวแดง ๑ ความเจ็บปวดสาหัสที่
กลางหลัง ๑ การลงโลหิต ๑ เหล่านี้เป็นเหตุฝ่ายอกุศล.
บรรดาข้อปัญหาเหล่านั้น ปัญหาข้อที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
การทำทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ พรรษา ชื่อว่า ทำทุกรกิริยา. ในกาล
แห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพราหมณ์
มาณพชื่อว่า โชติปาละ โดยที่เป็นชาติพราหมณ์จึงไม่เลื่อมใสในพระ-
ศาสนา เพราะวิบากของกรรมเก่าแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เขาได้ฟังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ. จึงได้กล่าวว่า การตรัสรู้ของ
สมณะโล้นจักมีมาแต่ที่ไหน การตรัสรู้เป็นของที่ได้โดยยากยิ่ง เพราะ
วิบากของกรรมนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงได้เสวยทุกข์มีนรกเป็นต้นหลาย
ร้อยชาติ ถัดมาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นนั่นแหละ เขาทำ
ชาติสงสารให้สิ้นไปด้วยกรรมที่ได้พยากรณ์ไว้นั้นนั่นแล ในตอนสุดท้าย
หน้า 214
ข้อ 1
ได้อัตภาพเป็นพระเวสสันดร จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในภพดุสิต.
จุติจากภพดุสิตนั้นด้วยการอาราธนาของเหล่าเทวดา บังเกิดในสักยตระกูล
เพราะญาณแก่กล้าจึงละทิ้งราชสมบัติในสกลชมพูทวีปเสีย แล้วตัดกำ
พระเกศาให้มีปลายเสมอกัน ด้วยดาบที่ลับไว้อย่างดี ที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที
รับบริขาร ๘ อันสำเร็จด้วยฤทธิ์ซึ่งเกิดขึ้นกลีบปทุม ในเวลาที่กัปยังตั้ง
อยู่ซึ่งพระพรหมนำมาให้แล้วบรรพชา เพราะญาณทัสสนะคือพระโพธิ-
ญาณยังไม่แก่กล้าก่อน จึงไม่รู้จักทางและมิใช่ทางแห่งความเป็นพระ-
พุทธเจ้า เป็นผู้มีสรีระเช่นกับเปรตผู้ไม่มีเนื้อและเลือด เหลือแต่กระดูก
หนังและเอ็น ด้วยอำนาจที่บริโภคอาหามื้อเดียว คำเดียว เป็นผู้เดียว
ทางเดียว และนั่งผู้เดียว บำเพ็ญทุกรกิริยามหาปธานความเพียรใหญ่
โดยนัยดังกล่าวไว้ในปธานสูตรนั่นแล ณ อุรุเวลาชนบทถึง ๖ พรรษา.
พระโพธิสัตว์นั้นนึกถึงทุกรกิริยานี้ว่า ไม่เป็นทางแห่งการตรัสรู้ จึงกลับ
เสวยอาหารประณีตในคาม นิคม และราชธานี มีอินทรีย์ผ่องใส มี
มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ครบบริบูรณ์ เสด็จเข้าไปยังโพธิมัณฑ์โดยลำดับ
ชนะมารทั้ง ๕ ได้เป็นพระพุทธเจ้า.
ก็ในกาลนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ชื่อ โชติปาละ ได้กล่าว
กะพระกัสสปสุคตเจ้าว่า การตรัสรู้ของสมณะโล้นจักมีนาแต่
ไหน การตรัสรู้เป็นของได้ยากยิ่ง.
เพราะวิบากของกรรมนั้น เราจึงต้องทำทุกรกิริยามากมาย
อยู่ที่ตำบลอุรุเวลาถึง ๖ ปี จากนั้น จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ.
เราไม่ได้บรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดโดยหนทางนั้น เรา
ถูกกรรมเก่าห้ามไว้ จึงได้แสวงหาโดยทางผิด.
หน้า 215
ข้อ 1
เรามีบุญและบาปสิ้นไปหมดแล้ว เว้นจากความเร่าร้อน
ทั้งปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ไม่มีอาสวะ
จักปรินิพพานแล.
ในปัญหาข้อที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การกล่าวยิ่ง คือการคำว่า ชื่อว่า อัพภักขานะ. ได้ยินว่า ใน
อดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลศูทร เป็นนักเลงชื่อ มุนาฬิ ผู้ไม่
มีชื่อเสียง ไม่มีความชำนาญอะไรอาศัยอยู่. ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธ-
เจ้านามว่า สุรภิ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากไปถึงที่ใกล้ของเขาด้วยกิจ
บางอย่าง. เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ได้ด่าว่าด้วยคำ
เป็นต้นว่า สมณะนี้ทุศีล มีธรรมลามก. เพราะวิบากของอกุศลนั้น เขา
จึงได้เสวยทุกข์ในนรกเป็นต้น หลายพันปี ในอัตภาพครั้งสุดท้ายนี้ ใน
ตอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในภพดุสิต พวกเดียรถีย์ปรากฏขึ้น
ก่อน เที่ยวแสดงทิฏฐิ ๖๒ หลอกลวงประชาชนอยู่นั้น จึงได้จุติจาก
ดุสิตบุรี บังเกิดในสกุลสักยราช แล้วได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับ.
พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ เสมือนหิ่งห้อยในตอนพระอาทิตย์ขึ้น จึง
ผูกความอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้าเที่ยวไปอยู่. สมัยนั้น เศรษฐีใน
กรุงราชคฤห์ผูกตาข่ายในแม่น้ำคงคาแล้วเล่นอยู่ เห็นปุ่มไม้จันทร์แดง
จึงคิดว่า ในเรือนของเรามีไม้จันทร์มากมาย จะให้เอาปุ่มไม้จันทร์แดง
นี้เข้าเครื่องกลึง แล้วให้ช่างกลึงกลึงบาตรด้วยปุ่มไม้จันทร์แดงนั้น แล้ว
แขวนที่ไม้ไผ่ต่อ ๆ ลำกัน ให้ตีกลองป่าวร้องว่า ผู้ใดมาถือเอาบาตรใบนี้
ได้ด้วยฤทธิ์ เราจักเป็นผู้จงรักภักดีต่อผู้นั้น.
หน้า 216
ข้อ 1
ในกาลนั้น พวกเดียรถีย์ปรึกษากันว่า บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว
บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวกะบริษัทของตนอย่างนี้
เราจะไปใกล้ๆ ไม้ไผ่ ทำอาการดังว่าจะเหาะขึ้นในอากาศ พวกท่านจง
จับบ่าเราแล้วห้ามว่า ท่านอย่ากระทำฤทธิ์เพราะอาศัยบาตรที่ทำด้วยไม้
เผาผีเลย เดียรถีย์เหล่านั้นพากันไปอย่างนั้น แล้วได้กระทำเหมือน
อย่างนั้น.
ครั้งนั้น พระปิณโฑลภารทวาชะ และพระโมคคัลลานะ ยืนอยู่บน
ยอดภูเขาหินประมาณ ๓ คาวุต กำลังห่มจีวรเพื่อต้องการจะรับบิณฑบาต
ได้ยินเสียงโกลาหลนั้น. บรรดาพระเถระทั้งสองนั้น พระโมคคัลลานะ
ได้กล่าวกะพระปิณโฑลภารทวาชะว่า ท่านจงเหาะไปเอาบาตรนั้น. พระ-
ปิณโฑลภารทวาชะนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเท่านั้นที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเลิศของท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ท่านนั่นแหละ
จงถือเอา. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านถูกพระโมคคัลลานะบังคับว่า ท่าน
นั่นแหละผมสั่งแล้ว จงถือเอาเถิด จึงทำภูเขาหินประมาณ ๓ คาวุต ที่
ตนยืนอยู่ ให้ติดที่พื้นเท้าแล้วให้ปกคลุมนครราชคฤห์เสียทั้งสิ้น เหมือน
ฝาปิดหม้อข้าวฉะนั้น. ครั้งนั้น ชนชาวพระนครแลเห็นพระเถระนั้น ดุจ
ด้ายแดงที่ร้อยในภูเขาแก้วผลึก พากันตะโกนว่า ท่านภารทวาชะผู้เจริญ
ขอท่านจงคุ้มครองพวกกระผมด้วย ต่างก็กลัว จึงได้เอากระด้งเป็นต้น
กั้นไว้เหนือศีรษะ. ทีนั้น พระเถระได้ปล่อยภูเขานั้นลงไว้ในที่ที่ตั้งอยู่
แล้วไปด้วยฤทธิ์ถือเอาบาตรนั้นมา. ครั้งนั้น ชนชาวพระนครได้กระทำ
ความโกลาหลดังขึ้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในพระเวฬุวนาราม ได้ทรงสดับ
หน้า 217
ข้อ 1
เสียงนั้น จึงตรัสถามพระอานนท์ว่า นั้นเสียงอะไร ? พระอานนท์
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระภารทวาชะถือเอาบาตรมา
ได้ ชนชาวพระนครจึงยินดีได้กระทำเสียงโห่ร้อง. ครั้งนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เพื่อที่จะทรงปลดเปลื้องการกล่าวร้ายผู้อื่นต่อไป จึงทรงให้
นำบาตรนั้นมาทุบให้แตก แล้วทำการบดให้ละเอียดสำหรับเป็นยาหยอดตา
แล้วทรงให้แก่ภิกษุทั้งหลาย ก็แหละครั้นทรงให้แล้ว จึงทรงบัญญัติ
สิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรทำการแสดงฤทธิ์ ภิกษุใด
ทำ ภิกษุนั้นต้องอาบัติทุกกฏ.
ลำดับนั้น เดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวกันว่า ข่าวว่าพระสมณโคดม
บัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย สาวกเหล่านั้นย่อมไม่ล่วงละเมิดสิกขาบท
ที่บัญญัติไว้นั้น แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต พวกเราจักทำอิทธิปาฏิหาริย์ จึง
พากันเป็นหมวดหมู่ทำความโกลาหลอยู่ในที่นั้น ๆ ครั้งนั้น พระเจ้า-
พิมพิสารได้ทรงสดับดังนั้น จึงเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงไหว้
แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเดียรถีย์บ่าวร้องว่า จักทำอิทธิปาฏิหาริย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร แม้อาตมภาพก็จักทำ.
พระราชาตรัสถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบท
แก่สาวกทั้งหลายไว้แล้วมิใช่หรือ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร อาตมภาพจักถามเฉพาะ
พระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงตั้งสินไหมสำหรับผู้กินผลมะม่วงเป็นต้น
ในอุทยานของพระองค์ว่า สินไหมมีประมาณเท่านี้ แม้สำหรับพระองค์ก็
ทรงตั้งรวมเข้าด้วยหรือ.
หน้า 218
ข้อ 1
พระราชาทูลว่า ไม่มีสินไหมสำหรับข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่างนั้น มหาบพิตร สิกขาบทที่
บัญญัติไว้แล้ว ย่อมไม่มีสำหรับอาตมภาพ.
พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาฏิหาริย์จักมีที่ไหน
พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ที่โคนต้นคัณฑามพพฤกษ์ ใกล้เมือง
สาวัตถี มหาบพิตร.
พระราชาตรัสว่า ดีละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย
จักคอยดูปาฏิหาริย์นั้น.
ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์ได้ฟังว่า นัยว่าปาฏิหาริย์จักมีที่โคนต้น
คัณฑามพพฤกษ์ จึงให้ตัดต้นมะม่วงรอบ ๆ พระนคร. ชาวพระนคร
ทั้งหลาย จึงพากันผูกมัดเตียงซ้อน ๆ กัน และหอคอยเป็นต้น ในสถาน
ที่อันเป็นลานใหญ่ ชาวชมพูทวีปเป็นกลุ่ม ๆ ได้ยืนแผ่ขยายไปตลอด
๑๒ โยชน์ เฉพาะในทิศตะวันออก แม้ในทิศที่เหลือ ก็ประชุมกันอยู่
โดยอาการอันสมควรแก่สถานที่นั้น.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อกาลเวลาถึงเข้าแล้ว ในวันเพ็ญเดือน ๘
ทรงทำกิจที่ควรทำให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วเสด็จไปยังที่นั้นประทับนั่งอยู่
แล้ว. ขณะนั้น นายคนเฝ้าอุทยานชื่อว่าคัณฑะ เห็นมะม่วงสุกดีในรัง
มดแดง จึงคิดว่า ถ้าเราจะถวายมะม่วงนี้แก่พระราชา ก็จะได้ทรัพย์อัน
เป็นสาระมีกหาปณะเป็นต้น แต่เมื่อน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
สมบัติในโลกนี้และโลกหน้าก็จักเกิดมี ครั้นคิดดังนี้แล้วจึงน้อมถวายแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับมะม่วงนั้นแล้ว ดำรัสสั่ง
หน้า 219
ข้อ 1
พระอานนทเถระว่า เธอจงคั้นผลมะม่วงนี้ทำให้เป็นน้ำปานะ. พระเถระ
ได้กระทำตามพระดำรัสแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดื่ม (น้ำ) ผลมะม่วง
แล้ว ประทานเมล็ดมะม่วงแก่นายคนเฝ้าอุทยานแล้วตรัสว่า จงเพาะเมล็ด
มะม่วงนี้. นายอุยยานบาลนั้นจึงคุ้ยทรายแล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้น พระ-
อานนทเถระเอาคนโทตักน้ำรด. ขณะนั้น หน่อมะม่วงก็งอกขึ้นมา เมื่อ
มหาชนเห็นอยู่นั่นแหละ ก็ปรากฏเต็มไปด้วยกิ่ง ค่าคบ ดอก ผล และ
ใบอ่อน. ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นเคี้ยวกินผลมะม่วงที่หล่นลงมา ไม่อาจให้
หมดสิ้นได้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตรัตนจงกรมบนยอดเขา
มหาเมรุในจักรวาลนี้ จากจักรวาลทิศตะวันออกจนกระทั่งถึงจักรวาลทิศ
ตะวันตก เมื่อจะทรงยังบริษัทมิใช่น้อยให้บันลือสีหนาท จึงทรงกระทำ
มหาอิทธิปาฏิหาริย์ โดยนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถาธรรมบท ทรงย่ำยี
พวกเดียรถีย์ทำให้พวกเขาถึงประการอันผิดแผกไปต่าง ๆ ในเวลาเสร็จ
ปาฏิหาริย์ ได้เสด็จไปยังภพดาวดึงส์ โดยพุทธจริยาที่พระพุทธเจ้าใน
ปางก่อนทรงประพฤติมาแล้ว ทรงจำพรรษาอยู่ในภพดาวดึงส์นั้น ทรง
แสดงพระอภิธรรมติดต่อกันตลอดไตรมาส ทรงทำเทวดามิใช่น้อยมีพระ-
มารดาเป็นประธาน ให้บรรลุพระโสดาปัตติมรรค ออกพระพรรษาแล้ว
เสด็จลงจากเทวโลก อันหมู่เทวดาและพรหมมิใช่น้อยห้อมล้อม เสด็จลง
ยังประตูเมืองสังกัสสะ ได้ทรงกระทำการอนุเคราะห์ชาวโลกแล้ว. ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีลาภสักการะท่วมท้นท่ามกลางชมพูทวีป ประดุจ
แม่น้ำใหญ่ ๕ สาย (คือ คงคา อจิรวดี ยมุนา สรภู มหี) ฉะนั้น.
หน้า 220
ข้อ 1
ครั้งนั้น พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ เป็นทุกข์ เสียใจ คอตก
นั่งก้มหน้าอยู่. ในกาลนั้น อุบาสิกาของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ชื่อนาง
จิญจมาณวิกา ถึงความเป็นผู้เลอเลิศด้วยรูปโฉม เห็นพวกเดียรถีย์
เหล่านั้นนั่งอยู่อย่างนั้น จึงถามว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลาย
จึงนั่งเป็นทุกข์ เสียใจอยู่อย่างนี้ ? พวกเดียรถีย์กล่าวว่า น้องหญิง ก็เพราะ
เหตุไรเล่า เธอจึงได้เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย. นางจิญจมาณวิกาถามว่า
มีเหตุอะไร ท่านผูเจริญ. เดียรถีย์กล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง จำเดิมแต่กาลที่
พระสมณโคดมเกิดขึ้นมา พวกเราเสื่อมลาภสักการะหมด ชาวพระนคร
ไม่สำคัญอะไร ๆ พวกเรา. นางจิญจมาณวิกาถามว่า ในเรื่องนี้ ดิฉันควร
จะทำอะไร. เดียรถีย์ตอบว่า เธอควรจะยังโทษมิใช่คุณให้เกิดขึ้นแก่พระ-
สมณโคดม. นางจิญจมาณวิกานั้นกล่าวว่า ข้อนั้น ไม่เป็นการหนักใจสำหรับ
ดิฉันดังนี้แล้ว เมื่อจะทำความอุตสาหะในการนั้น จึงไปยังพระเชตวันวิหาร
ในเวลาวิกาล แล้วอยู่ในสำนักของพวกเดียรถีย์ ครั้นตอนเช้า ในเวลาที่
ชนชาวพระนครถือของหอมเป็นต้นไปเพื่อจะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค-
เจ้า จึงออกมา ทำทีเหมือนออกจากพระเชตวันวิหาร ถูกถามว่า นอน
ที่ไหน จึงกล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยที่ที่เรานอนแก่พวกท่าน ดังนี้
แล้วก็หลีกไปเสีย. เมื่อกาลเวลาดำเนินไปโดยลำดับ นางถูกถามแล้ว
กล่าวว่า เรานอนในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมแล้วออกมา
พวกปุถุชนผู้เขลาเชื่อดังนั้น บัณฑิตทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้น ไม่เชื่อ.
วันหนึ่ง นางผูกท่อนไม้กลมไว้ที่ท้องแล้วนุ่งผ้าแดงทับไว้ แล้วไปกล่าว
กะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งเพื่อทรงแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมทั้ง
หน้า 221
ข้อ 1
พระราชาอย่างนี้ว่า พระสมณะผู้เจริญ ท่าน (มัวแต่) แสดงธรรม ไม่
จัดแจงกระเทียมและพริกเป็นต้น เพื่อเราผู้มีครรภ์ทารกที่เกิดเพราะอาศัย
ท่าน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนน้องหญิง ท่านกับเราเท่านั้น
ย่อมรู้ภาวะอันจริงแท้. นางจิญจมาณวิกากล่าวว่า อย่างนั้นทีเดียว เรา
กับท่าน ๒ คนเท่านั้น ย่อมรู้คราวที่เกี่ยวข้องกันด้วยเมถุน คนอื่นย่อม
ไม่รู้.
ขณะนั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการเร่าร้อน.
ท้าวสักกะทรงรำพึงอยู่ ทรงรู้เหตุนั้น จึงตรัสสั่งเทวบุตร ๒ องค์ว่า
บรรดาท่านทั้งสอง องค์หนึ่งนิรมิตเพศเป็นหนู กัดเครื่องผูกท่อนไม้กลม
ของนางให้ขาด องค์หนึ่งทำมณฑลของลมให้ตั้งขึ้น พัดผ้าที่นางห่มให้
เวิกขึ้นเบื้องบน. เทวบุตรทั้งสองนั้นได้ไปกระทำอย่างนั้นแล้ว. ท่อนไม้
กลมตกลง ทำลายหลังเท้าของนางแตก. ปุถุชนทั้งหลายผู้ประชุมกันอยู่
ในโรงธรรมสภา ทั้งหมดพากันกล่าวว่า เฮ้ย! นางโจรร้าย เจ้าได้ทำการ
กล่าวหาความเห็นปานนี้ แก่พระผู้เป็นเจ้าของโลกทั้ง ๓ ผู้เห็นปานนี้
แล้วต่างลุกขึ้นเอากำปั้นประหารคนละที นำออกไปจากที่ประชุม เมื่อ
นางล่วงพ้นไปจากทัสสนะคือการเห็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า แผ่นดินได้
ให้ช่อง. ขณะนั้น เปลวไฟจากอเวจีนรกตั้งขึ้น หุ้มห่อนางเหมือนหุ้มด้วย
ผ้ากัมพลแดงที่ตระกูลให้ แล้วซัดลงไปในอเวจีนรก. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้มีลาภสักการะอย่างล้นเหลือ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าผู้ทรงครอบงำสิ่งทั้งปวง มีสาวกชื่อว่านันทะ
เรากล่าวตู่พระสาวกชื่อว่านันทะนั้น จึงได้ท่องเที่ยวไปใน
นรก สิ้นกาลนาน.
หน้า 222
ข้อ 1
เราท่องเที่ยวไปในนรกตลอดกาลนานถึงหมื่นปี ได้ความ
เป็นมนุษย์แล้ว ได้รับการกล่าวตู่มากมาย.
เพราะกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมาณวิกาได้กล่าวตู่เรา
ด้วยคำอันไม่เป็นจริงต่อหน้าหมู่ชน.
ในปัญหาข้อที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การกล่าวยิ่ง คือ การด่า ชื่อว่า อัพภักขานะ. ได้ยินว่า ในอดีต
กาล พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดที่ไม่ปรากฏชื่อเสียง เป็นนักเลงชื่อว่า
มุนาฬิ เพราะกำลังแรงที่คลุกคลีกับคนชั่ว จึงได้ด่าพระปัจเจกพุทธเจ้า
นามว่า สุรภิ ว่า ภิกษุนี้ทุศีล มีธรรมอันลามก. เพราะวจีกรรมอันเป็น
อกุศลนั้น พระโพธิสัตว์นั้นไหม้อยู่ในนรกหลายพันปี ในอัตภาพครั้ง
สุดท้ายนี้ เกิดเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยกำลังแห่งความสำเร็จบารมี ๑๐ ได้
เป็นผู้ถึงลาภอันเลิศและยศอันเลิศ. พวกเดียรถีย์กลับเกิดความอุตสาหะขึ้น
อีก คิดกันว่า พวกเราจักยังโทษมิใช่ยศ ให้เกิดแก่พระสมณโคดมได้
อย่างไรหนอ พากันนั่งเป็นทุกข์เสียใจ.
ครั้งนั้น ปริพาชิกาผู้หนึ่งชื่อว่า สุนทรี เข้าไปหาเดียรถีย์เหล่านั้น
ไหว้แล้วยืนอยู่ เห็นเดียรถีย์ทั้งหลายพากันนิ่งไม่พูดอะไร จึงถามว่า ดิฉัน
มีโทษอะไรหรือ ? พวกเดียรถีย์กล่าวว่า พวกเราถูกพระสมณโคดม
เบียดเบียนอยู่ ท่านกลับมีความขวนขวายน้อยอยู่ ข้อนี้เป็นโทษของท่าน
นางสุนทรีกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ดิฉันจักกระทำอย่างไรในข้อนั้น
เดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจักอาจหรือที่จะทำโทษมิใช่คุณให้เกิดขึ้น
แก่พระสมณโคดม. นางสุนทรีกล่าวว่า จักอาจซิ พระผู้เป็นเจ้า ครั้น
กล่าวแล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ก็กล่าวแก่พวกคนที่ได้พบเห็นว่า ตนนอน
หน้า 223
ข้อ 1
ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมแล้วจึงออกมา ดังนี้ โดยนัย
ดังกล่าวมาแล้วด่าบริภาษอยู่ ฝ่ายพวกเดียรถีย์ก็ด่าบริภาษอยู่ว่า ผู้เจริญ
ทั้งหลาย จงเห็นกรรมของพระสมณโคดม. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า
ในชาติอื่นๆ ในครั้งก่อน เราเป็นนักเลงชื่อว่ามุนาฬิ ได้
กล่าวตู่พระสุรภิปัจเจกพุทธเจ้าผู้ไม่ประทุษร้าย.
เพราะวิบากของกรรมนั้น เราจงท่องเที่ยวไปในนรกสิ้น
กาลนาน เสวยทุกขเวทนาหลายพันปี.
ด้วยเศษกรรมที่เหลือนั้น ในภพสุดท้ายนี้ เราจึงได้รับ
การกล่าวตู่ เพราะเหตุแห่งนางสุนทรี.
ในปัญหาข้อที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การด่า การบริภาษโดยยิ่ง คือโดยพิเศษ ชื่อว่า อัพภักขานะ.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นผู้ศึกษา
เล่าเรียนมาก คนเป็นอันมากสักการบูชา ได้บวชเป็นดาบส มีรากเหง้า
และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร สอนมนต์พวกมาณพจำนวนมาก สำเร็จการ
อยู่ในป่าหิมพานต์. ดาบสรูปหนึ่งได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ได้มา
ยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์นั้นพอเห็นพระดาบสนั้น
เท่านั้น ถูกความริษยาครอบงำ ได้คำว่าพระฤๅษีผู้ไม่ประทุษร้ายนั้นว่า
ฤๅษีนี้หลอกลวง บริโภคกาม และบอกกะพวกศิษย์ของตนว่า ฤๅษีนี้
เป็นผู้ไม่มีอาจาระเห็นปานนี้. ฝ่ายศิษย์เหล่านั้นก็พากันด่า บริภาษอย่าง
นั้นเหมือนกัน. ด้วยวิบากของอกุศลกรรมนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงได้
เสวยทุกข์ในนรกอยู่พันปี ในอัตภาพหลังสุดนี้ ได้เป็นพระพุทธเจ้า ถึง
หน้า 224
ข้อ 1
ความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ ปรากฏดุจพระจันทร์เพ็ญในอากาศ
ฉะนั้น.
แม้ด้วยการด่าว่าถึงอย่างนั้น พวกเดียรถีย์ก็ยังไม่พอใจ ให้นาง
สุนทรีทำการด่าว่าอีก ให้เรียกพวกนักเลงสุรามาให้ค่าจ้างแล้วสั่งว่า พวก
ท่านจงฆ่านางสุนทรีแล้วปิดด้วยขยะดอกไม้ในที่ใกล้ประตูพระเชตวัน พวก
นักเลงสุราเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น แต่นั้น พวกเดียรถีย์จึงกราบทูล
แก่พระราชาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่พบเห็นนางสุนทรี. พระราชา
รับสั่งว่า พวกท่านจงค้นดู เดียรถีย์เหล่านั้นจึงเอามาจากที่ที่ตนให้โยน
ไว้แล้วยกขึ้นสู่เตียงน้อยแสดงแก่พระราชา แล้วเที่ยวโฆษณาโทษของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ในพระนครทั้งสิ้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่าน
ทั้งหลายจงเห็นการกระทำของพระสมณโคดมและของพวกสาวก. แล้ว
วางนางสุนทรีไว้บนแคร่ในป่าช้าผีดิบ. พระราชารับสั่งว่า ท่านทั้งหลาย
จงค้นหาคนฆ่านางสุนทรี.
ครั้งนั้น พวกนักเลงดื่มสุราแล้วทำการทะเลาะกันว่า เจ้าฆ่านาง-
สุนทรี เจ้าฆ่า. ราชบุรุษทั้งหลาย จึงจับพวกนักเลงเหล่านั้นแสดงแก่
พระราชา พระราชาตรัสถามว่า แน่ะพนาย พวกเจ้าฆ่านางสุนทรีหรือ?
นักเลงเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ. พระราชาตรัส
ถามว่า พวกใครสั่ง ? นักเลงทูลว่า พวกเดียรถีย์สั่ง พระเจ้าข้า. พระราชา-
จึงให้นำพวกเดียรถีย์มาแล้วให้จองจำพันธนาการแล้วรับสั่งว่า แน่ะพนาย
พวกเจ้าจงไปป่าวร้องว่า เราทั่งหลายให้ฆ่านางสุนทรีเองแหละ โดยความ
จะให้เป็นโทษแก่พระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าและสาวกทั้งหลายของ
พระองค์ไม่ได้เป็นผู้กระทำ. พวกเดียรถีย์ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว. ชาว
หน้า 225
ข้อ 1
พระนครทั้งสิ้นต่างเป็นผู้หมดความสงสัย. พระราชาทรงให้ฆ่าพวกเดียรถีย์
และพวกนักเลงแล้วให้ทิ้งไป. แต่นั้น ลาภสักการะเจริญพอกพูนแก่
พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยยิ่งกว่าประมาณ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าจงตรัสว่า
เราเป็นพราหมณ์เรียนจบแล้ว เป็นผู้อันมหาชนสักการะ
บูชา ได้สอนมนต์กะมาณพ ๕๐๐ คนในป่าใหญ่.
พระฤๅษีผู้กล้า สำเร็จอภิญญา ๕ มีฤทธิ์มาก มาในที่นี้
นั้น และเราได้เห็นพระฤๅษีนั้นมาแล้ว ได้กล่าวตู่ว่าท่านผู้ไม่
ประทุษร้าย.
แต่นั้น เราได้บอกกะศิษย์ทั้งหลายว่า ฤๅษีนี้เป็นผู้บริโภค
กาม แม้เมื่อเราบอกอยู่ มาณพทั้งหลายก็พลอยยินดีตาม.
แต่นั้น มาณพทุกคนเที่ยวภิกขาไปทุก ๆ ตระกูล ก็บอก
กล่าวแก่มหาชนว่า ฤๅษีนี้บริโภคกาม.
เพราะวิบากของกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้จึงได้รับการ
กล่าวตู่ด้วยกันทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทรี.
ปัญหาข้อที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สิลาเวโธ ได้แก่ ผู้มีจิตอันโทสะกระทบแล้ว กลิ้งศิลาทับ.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์และน้องชายเป็นลูกพ่อเดียวกัน เมื่อ
บิดาล่วงลับไปแล้ว พี่น้องทั้งสองนั้น ทำการทะเลาะกัน เพราะอาศัย
พวกทาส จึงได้คิดร้ายกันและกัน พระโพธิสัตว์กดทับน้องชายไว้ด้วย
ความที่ตนเป็นผู้มีกำลัง แล้วกลิ้งหินทับลงเบื้องบนน้องชายนั้น. เพราะ
หน้า 226
ข้อ 1
วิบากของกรรมนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้เสวยทุกข์ในนรกเป็นต้นหลาย
พันปี ในอัตภาพหลังสุดนี้ได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า.
พระเทวทัตผู้เป็นพระมาตุลาของพระราหุลกุมาร ในชาติก่อนได้
เป็นพ่อค้ากับพระโพธิสัตว์ ในครั้งเป็นพ่อค้าชื่อว่า เสริพาณิช พ่อค้า
ทั้งสองนั้นไปถึงปัฏฏนคาม บ้านอันตั้งอยู่ใกล้ท่าแห่งหนึ่ง จึงตกลงกันว่า
ท่านจงถือเอาถนนสายหนึ่ง แม้เราก็จะถือเอาถนนสายหนึ่ง แล้วทั้งสอง
คนก็เข้าไป. บรรดาคนทั้งสองนั้น ในถนนสายที่พระเทวทัตเข้าไป
ได้มีคน ๒ คนเท่านั้น คือภรรยาของเศรษฐีเก่าคนหนึ่ง หลานสาวคนหนึ่ง
ถาดทองใบใหญ่ของคนทั้งสองนั้น ถูกสนิมจับ เป็นของที่เขาวางปนไว้
ในระหว่างภาชนะ. ภรรยาของเศรษฐีเก่านั้นไม่รู้ว่าภาชนะทอง จึงกล่าว
กะท่านเทวทัตนั้นว่า ท่านจงเอาถาดใบนี้ไปแล้วจงให้เครื่องประดับมา.
เทวทัตนั้นจับถาดใบนั้นแล้วเอาเข็มขีดดู รู้ว่าเป็นถาดทอง แล้วคิดว่า
เราจักให้นิดหน่อยแล้วถือเอา จึงไปเสีย.
ลำดับนั้น หลานสาวเห็นพระโพธิสัตว์มายังที่ใกล้ประตู จึงกล่าวว่า
ข้าแต่แม่เจ้า ขอท่านจงให้เครื่องประดับ กัจฉปุฏะ แก่ดิฉัน. ภรรยา
เศรษฐีเท่านั้นจึงให้เรียกพระโพธิสัตว์นั้นมา ให้นั่งลงแล้วจึงให้ภาชนะ
นั้นแล้วจึงกล่าวว่า ท่านจงถือเอาภาชนะนี้แล้วจงให้เครื่องประดับกัจฉปุฏะ
แก่หลานสาวของข้าพเจ้า. พระโพธิสัตว์จับภาชนะนั้น รู้ว่าเป็นภาชนะ
ทอง และรู้ว่า นางถูกเทวทัตนั้นลวง จึงเก็บ ๘ กหาปณะไว้ในถุง
เพื่อตน และให้สินค้าที่เหลือ ให้ประดับเครื่องประดับ กัจฉปุฏะ ที่มือ
ของนางกุมาริกาแล้วก็ไป. พ่อค้านั้นหวนกลับมาถามอีก. ภรรยาเศรษฐี
นั้นกล่าวว่า นี่แน่ะพ่อ ท่านไม่เอา บุตรของเราให้สิ่งนี้ ๆ แล้วถือเอา
หน้า 227
ข้อ 1
ถาดใบนั้นไปเสียแล้ว. พ่อค้านั้นพอได้ฟังดังนั้น มีหทัยเหมือนจะแตก
ออก จึงวิ่งติดตามไป. พระโพธิสัตว์ขึ้นเรือแล่นไปแล้ว. พ่อค้านั้น
กล่าวว่า หยุด! อย่าหนี อย่าหนี แล้วได้ทำความปรารถนาว่า เราพึง
สามารถทำให้มันฉิบหายในภพที่เกิดแล้ว ๆ.
ด้วยอำนาจความปรารถนา พ่อค้านั้นเบียดเบียนกันและกันหลาย
แสนชาติ ในอัตภาพนี้ บังเกิดในสักยตระกูล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ได้
ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น แล้ว
บวช เป็นผู้ได้ฌานปรากฏแล้ว ทูลขอพรพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ทั้งปวง จงสมาทานธุดงค์ ๑๓ มีเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตรเป็นต้น ภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้นจงเป็นภาระของข้าพระองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาต พระเทวทัตผูกเวร จึงเสื่อมจากฌาน
ต้องการจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า วันหนึ่ง ยืนอยู่เบื้องบน
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับยืนอยู่ที่เชิงเขาเวภาระ๑ กลิ้งยอดเขาลงมา ด้วย
อานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยอดเขายอดอื่นรับเอายอดเขานั้นที่กำลัง
ตกลงมา. สะเก็ดหินที่ตั้งขึ้นเพราะยอดเขาเหล่านั้นกระทบกัน ปลิวมา
กระทบหลังพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เมื่อชาติก่อน เราฆ่าน้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่ง
ทรัพย์ เราใส่ลงในซอกหิน และบดขยี้ด้วยหิน
เพราะวิบากของกรรมนั้น พระเทวทัตจึงกลิ้งหิน ก้อนหิน
บดขยี้นิ้วหัวแม่เท้าของเรา.
๑. ที่อื่นเป็น เขาคิชฌกูฏ.
หน้า 228
ข้อ 1
ปัญหาข้อที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
สะเก็ดหินกระทบ ชื่อว่า สกลิกาเวธะ. ได้ยินว่า ในอดีตกาล
พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลหนึ่ง ในเวลาเป็นเด็ก กำลังเล่นอยู่ที่ถนน
ใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในถนนคิดว่า สมณะโล้น
นี้จะไปไหน จึงถือเอาสะเก็ดหินขว้างไปที่หลังเท้าของท่าน. หนังหลังเท้า
ขาด โลหิตไหลออก. เพราะกรรมอันลามกนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้
เสวยทุกข์อย่างมหันต์ในนรกหลายพันปี แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้เกิด
การห้อพระโลหิตขึ้น เพราะสะเก็ดหินกระทบที่หลังพระบาท ด้วยอำนาจ
กรรมเก่า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า
ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าในหนทาง จึงขว้างสะเก็ดหินใส่.
เพราะวิบากของกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัต
จึงประกอบนายขมังธนูเพื่อฆ่าเรา.
ปัญหาข้อที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ช้างธนปาลกะที่เขาส่งไปเพื่อต้องการให้ฆ่า ชื่อว่า ช้างนาฬาคิรี.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นคนเลี้ยงช้าง ขึ้นช้าง
เที่ยวไปอยู่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในหนทางใหญ่ คิดว่า คนหัวโล้น
มาจากไหน เป็นผู้มีจิตถูกโทสะกระทบแล้ว เกิดเป็นดุจตะปูตรึงใจ ได้
ทำช้างให้ขัดเคือง. ด้วยกรรมนั้น พระโพธิสัตว์จึงได้เสวยทุกข์ในอบาย
หลายพันปี ในอัตภาพหลังสุดได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า. พระเทวทัต
กระทำพระเจ้าอชาตศัตรูให้เป็นสหายแล้วให้สัญญากันว่า มหาบพิตร
พระองค์ปลงพระชนม์พระบิดาแล้วจงเป็นพระราชา อาตมภาพฆ่าพระ-
หน้า 229
ข้อ 1
พุทธเจ้าแล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้ อยู่มาวันหนึ่ง ไปยังโรงช้างตาม
ที่พระราชาทรงอนุญาต แล้วสั่งคนเลี้ยงช้างว่า พรุ่งนี้ ท่านจงให้ช้าง
นาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ หม้อ แล้วจงปล่อยไปในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต. พระนครทั้งสิ้นได้มีเสียงเอิกเกริกมากมาย. ชน
ทั้งหลายกล่าวกันว่า เราจักดูการต่อยุทธ์ของนาคคือช้าง กับนาคคือ
พระพุทธเจ้า ดังนี้แล้วพากันผูกเตียงและเตียงซ้อน ในถนนหลวง จาก
ด้านทั้งสอง แล้วประชุมกันแต่เช้าตรู่.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแล้ว อัน
หมู่ภิกษุห้อมล้อมเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์. ขณะนั้น พวก
คนเลี้ยงช้างปล่อยช้างนาฬาคิรี โดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ช้าง
นาฬาคิรีทำลายถนนและทางสี่แพร่งเป็นต้นเดินมา ครั้งนั้น หญิงผู้หนึ่งพา
เด็กเดินข้ามถนน ช้างเห็นหญิงนั้นจึงไล่ติดตาม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
นี่แน่ะนาฬาคิรี เธอถูกเขาส่งมาเพื่อจะฆ่าหญิงนั้นก็หามิได้ เธอจงมาทางนี้.
ช้างนั้นได้ฟังเสียงนั้นแล้ว ก็วิ่งบ่ายหน้ามุ่งไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่เมตตาอันควรแก่การแผ่ในจักรวาล อันหา
ประมาณมิได้ ในสัตว์อันหาที่สุดมิได้ ไปในช้างนาฬาคิรีตัวเดียวเท่านั้น.
ช้างนาฬาคิรีนั้นอันพระเมตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกต้องแล้ว กลาย
เป็นช้างที่ไม่มีภัย หมอบลงแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงวางพระหัตถ์ลงบนกระหม่อมของช้างนาฬาคิรีนั้น. ครั้งนั้น
เทวดาและพรหมเป็นต้นเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยเป็น จึงพากันบูชาด้วย
ดอกไม้และเกสรดอกไม้เป็นต้น. ในพระนครทั้งสิ้น ได้มีกองทรัพย์
หน้า 230
ข้อ 1
ประมาณถึงเข่า. พระราชารับสั่งให้เที่ยวตีกลองป่าวร้อง ทรัพย์ที่ประตู
ด้านทิศตะวันตกจงเป็นของชาวพระนคร ทรัพย์ที่ประตูด้านทิศตะวันออก
จงนำเข้าท้องพระคลังหลวง. คนทั้งปวงกระทำอย่างนั้นแล้ว. ในครั้งนั้น
ช้างนาฬาคิรีได้มีชื่อว่า ธนบาล. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังพระ-
เวฬุวนาราม. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า.
ในกาลก่อน เราได้เป็นนายควาญช้าง ได้ทำช้างให้โกรธ
พระปัจเจกมุนีผู้สูงสุด ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตรอยู่นั้น.
เพราะวิบากของกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีตัวดุร้ายหมุนเข้า
มาประจัญในบุรีอันประเสริฐ ชื่อว่า คิริพพชะ คือกรุง
ราชคฤห์.
ปัญหาข้อที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การผ่าฝีด้วยศัสตรา คือ ตัดด้วยผึ่ง ด้วยศาสตรา ชื่อว่า สัตถัจ-
เฉทะ. ได้ยินว่า ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชาในปัจจันต-
ประเทศ พระโพธิสัตว์นั้นเป็นนักเลง ด้วยอำนาจการคลุกคลีกับคนชั่ว
และด้วยอำนาจการอยู่ในปัจจัยตประเทศ เป็นคนหยาบช้า อยู่มาวันหนึ่ง
ถือมีดเดินเท้าเปล่า เที่ยวไปในเนือง ได้เอามีดฆ่าฟันคนผู้ไม่มีความผิด
ได้ไปแล้ว. ด้วยวิบากของกรรมอันลามกนั้น พระโพธิสัตว์นั้นไหม้ใน
นรกหลายพันปี เสวยทุกข์ในทุคติ มีสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้น ด้วยวิบาก
ที่เหลือ ในอัตภาพหลังสุดแม้ได้เป็นพระพุทธเจ้า หนึ่งก็ได้เกิดห้อพระ-
โลหิตขึ้น เพราะก้อนหินที่พระเทวทัตกลิ้งใส่กระทบเอา โดยนัยดังกล่าว
ในหนหลัง. หมอชีวกผ่าหนังที่บวมขึ้นนั้นด้วยจิตเมตตา. การทำพระ-
หน้า 231
ข้อ 1
โลหิตให้ห้อขึ้นของพระเทวทัตผู้มีจิตเป็นข้าศึก ได้เป็นอนันตริยกรรม.
การผ่าหนังที่บวมขึ้นของหมอชีวกผู้มีจิตเมตตา ได้เป็นบุญอย่างเดียว.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราเป็นคนเดินเท้า ฆ่าคนทั้งหลายด้วยหอก ด้วยวิบาก
ของกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้อยู่ในนรกอย่างรุนแรง.
ด้วยเศษของกรรมนั้น มาบัดนี้เขาจึงตัดหนังที่เท้าของเรา
เสียสิ้น เพราะยังไม่หมดกรรม.
ปัญหาข้อที่ ๙ มีวินิจฉัยต่อไปนี้.
อาพาธที่ศีรษะ คือเวทนาที่ศีรษะ ชื่อว่า สีสทุกขะ ทุกข์ที่ศีรษะ.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นชาวประมง ในหมู่บ้าน
ชาวประมง. วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้นกับพวกบุรุษชาวประมง ไปยัง
ที่ที่ฆ่าปลา เห็นปลาทั้งหลายตาย ได้ทำโสมนัสให้เกิดขึ้นในข้อที่ปลาตาย
นั้น แม้บุรุษชาวประมงที่ไปด้วยกัน ก็ทำความโสมนัสให้เกิดขึ้นอย่างนั้น
เหมือนกัน. ด้วยอกุศลกรรมนั้น พระโพธิสัตว์ได้เสวยทุกข์ในอบายทั้ง ๔
ในอัตภาพหลังสุดนี้ ได้บังเกิดขึ้นตระกูลศากยราช พร้อมกับบุรุษเหล่านั้น
แม้จะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับแล้ว ก็ยังได้เสวยความ
เจ็บป่วยที่ศีรษะด้วยตนเอง และเจ้าศากยะเหล่านั้น ถึงความพินาศกันหมด
ในสงความของเจ้าวิฑูฑภะ โดยนัยดังกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เราเป็นลูกชาวประมงในหมู่บ้านชาวประมง เห็นปลา
ทั้งหลายถูกฆ่า ได้ยังความโสมนัสดีใจให้เกิดขึ้น.
หน้า 232
ข้อ 1
เพราะวิบากของกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะได้มีแก่เรา
แล้ว ในคราวที่เจ้าวิฑูฑภะฆ่าสัตว์ทั้งหมด (คือเจ้าศากยะ)
แล้ว.
ปัญหาข้อที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การกินข้าวสารแห่งข้าวแดงในเมืองเวสาลี ชื่อว่า ยวขาทนะ การ
กินข้าวแดง. ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลหนึ่ง
เพราะอำนาจชาติและเพราะความเป็นอันธพาล เห็นสาวกทั้งหลายของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผุสสะ ฉันข้าวน้ำอันอร่อย และโภชนะแห่งข้าวสาลี
เป็นต้น จึงด่าว่า เฮ้ย ! พวกสมณะโล้น พวกท่านจงกินข้าวแดงเถอะ
อย่ากินโภชนะแห่งข้าวสาลีเลย. เพราะวิบากแห่งอกุศลกรรมนั้น พระ-
โพธิสัตว์จึงเสวยทุกข์อยู่ในอบายทั้ง ๔ หลายพันปี ในอัตภาพหลังสุดนี้
ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับ เมื่อทรงกระทำความอนุเคราะห์ชาว
โลก เสด็จเที่ยวไปในคาม นิคม และราชธานีทั้งหลาย. สมัยหนึ่ง เสด็จ
ถึงโคนไม้สะเดาอันสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ ณ ที่ใกล้เวรัญชพราหมณ-
คาม. เวรัญชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อไม่อาจเอาชนะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้โดยเหตุหลายประการ ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การเสด็จเข้าจำพรรษาในที่นี้แหละ
ย่อมควร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคำนิมนต์โดยดุษณีภาพ.
ครั้นจำเดิมแต่วันรุ่งขึ้นไป มารผู้มีบาปได้กระทำการดลใจชาวบ้าน
เวรัญชพราหมณคามทั้งสิ้น ไม่ได้มีแม้แต่คนเดียวผู้จะถวายภิกษาสักทัพพี
หนึ่ง แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าไปบิณฑบาต เพราะเนื่องด้วยมาร
ดลใจ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีบาตรเปล่า อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมเสด็จ
หน้า 233
ข้อ 1
กลับมา. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จกลับมาอย่างนั้น พวกพ่อค้าม้า
ที่อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ได้ถวายทานในวันนั้น จำเดิมแต่วันนั้นไป ได้
นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร แล้วทำการแบ่งจาก
ภิกษุทั้งหลาย. เทวดาในพันจักรวาลแห่งจักรวาลทั้งสิ้น พากันใส่ทิพโอชะ
เหมือนในวันที่นางสุชาดาหุงข้าวปายาส. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว
พระองค์เสวยข้าวแดงตลอดไตรมาส ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อล่วงไป ๓
เดือน การดลใจของมารก็หายไปในวันปวารณา เวรัญชพราหมณ์ระลึก
ขึ้นได้ถึงความสลดใจอย่างใหญ่หลวง จึงถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มี
พระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายบังคมแล้วขอให้ทรงอดโทษ ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ในศาสนาของพระ-
พุทธเจ้า พระนามว่า ผุสสะ ว่า พวกท่านจงเคี้ยว จงกินแต่
ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลีเลย
ด้วยวิบากของกรรมนั้น เราจึงได้เคี้ยวกินข้าวแดงตลอด
ไตรมาส เพราะว่า ในคราวนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว
จึงได้อยู่ในบ้านเวรัญชา.
ปัญหาข้อที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
อาพาธที่หลัง ชื่อว่า ปิฏิทุกขะ ทุกข์ที่หลัง. ได้ยินว่า ในอดีต-
กาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคหบดี สมบูรณ์ด้วยกำลัง ได้เป็นคน
ค่อนข้างเตี้ย. สมัยนั้น นักต่อสู้ด้วยการต่อสู้ด้วยมวยปล้ำคนหนึ่ง เมื่อ
การต่อสู้ด้วยมวยปล้ำกำลังดำเนินไปอยู่ในคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย
หน้า 234
ข้อ 1
ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ทำพวกบุรุษล้มลง ได้รับชัยชนะ มาถึงเมืองอัน
เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์เข้าโดยลำดับ ได้ทำพวกคนในเมืองแม้นั้นให้
ล้มลงแล้ว เริ่มจะไป. คราวนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า ผู้นี้ได้รับชัยชนะ
ในที่เป็นที่อยู่ของเราแล้วก็จะไป จึงมายังบริเวณพระนครในที่นั้น ปรบ
มือแล้วกล่าวว่า ท่านจงมา จงต่อสู้กับเราแล้วค่อยไป นักมวยปล้ำนั้น
หัวเราะแล้วคิดว่า พวกบุรุษใหญ่โตเรายังทำให้ล้มได้ บุรุษผู้นี้เป็นคนเตี้ย
มีธาตุเป็นคนเตี้ย ย่อมไม่เพียงพอแม้แก่มือข้างเดียว จึงปรบมือบันลือ
แล้วเดินมา. คนทั้งสองนั้นจับมือกันและกัน พระโพธิสัตว์ยกนักมวยปล้ำ
คนนั้นขึ้นแล้วหมุนในอากาศ เมื่อจะให้ตกลงบนภาคพื้น ได้ทำลาย
กระดูกไหล่แล้วให้ล้มลง. ชาวพระนครทั้งสิ้นทำการโห่ร้อง ปรบมือ
บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยผ้าและอาภรณ์เป็นต้น. พระโพธิสัตว์ให้นักต่อสู้
ด้วยมวยปล้ำนั้นตรง ๆ กระทำกระดูกไหล่ให้ตรงแล้วกล่าวว่า ท่านจงไป
ตั้งแต่นี้ไปท่านจงอย่ากระทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วส่งไป ด้วยวิบากของ
กรรมนั้น พระโพธิสัตว์ได้เสวยทุกข์ที่ร่างกายและศีรษะเป็นต้น ในภพ
ที่เกิดแล้ว ๆ ในอัตภาพหลังสุด แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้เสวยทุกข์
มีการเสียดแทงที่หลังเป็นต้น. เพราะฉะนั้น เมื่อความทุกข์ที่เบื้องพระ-
ปฤษฎางค์เกิดขึ้นในกาลบางคราว พระองค์จึงตรัสกะพระสารีบุตรและ
พระโมคคัลลานะว่า จำเดิมแต่นี้ไป พวกเธอจงแสดงธรรม แล้วพระองค์
ทรงลาดสุคตจีวรแล้วบรรทม. ขึ้นชื่อว่ากรรมเก่า แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้น
ไปได้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เมื่อการปล้ำกันดำเนินไปอยู่ เราได้เบียดเบียนบุตรนัก-
มวยปล้ำ (ให้ลำบาก)
หน้า 235
ข้อ 1
ด้วยวิบากของกรรมนั้น ความทุกข์ที่หลัง (ปวดหลัง)
จึงได้มีแก่เรา.
ปัญหาข้อที่ ๑๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
การถ่ายด้วยการลงพระโลหิต ชื่อว่า อติสาระ โรคบิด. ได้ยินว่า
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคหบดี เลี้ยงชีพด้วยเวชกรรม
พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อจะเยียวยาบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งผู้ถูกโรคครอบงำ
จึงปรุงยาแล้วเยียวยา อาศัยความประมาทในการให้ไทยธรรมของบุตร
เศรษฐีนั้น จึงให้โอสถอีกขนานหนึ่ง ได้กระทำการถ่ายโดยการสำรอก
ออก เศรษฐีได้ให้ทรัพย์เป็นอันมาก. ด้วยวิบากของกรรมนั้น พระ-
โพธิสัตว์จึงได้ถูกอาพาธด้วยโรคลงโลหิตครอบงำในภพที่เกิดแล้ว ๆ ใน
อัตภาพหลังสุดแม้นี้ ในปรินิพพานสมัย จึงได้มีการถ่ายด้วยการลงพระ-
โลหิต ในขณะที่เสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะกัมมารบุตรปรุงถวาย พร้อม
กับพระกระยาหารอันมีทิพโอชะที่เทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นใส่ลงไว้. กำลัง
ช้างแสนโกฏิเชือก ได้ถึงความสิ้นไป. ในวันเพ็ญเดือน ๖ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไปเพื่อต้องการปรินิพพานในเมืองกุสินารา ประ-
ทับนั่งในที่หลายแห่ง ระหายน้ำ ทรงดื่มน้ำ ทรงถึงเมืองกุสินาราด้วย
ความลำบากอย่างมหันต์ แล้วเสด็จปรินิพพานในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง.
แม้พระผู้เป็นเจ้าของไตรโลกเห็นปานนี้ กรรมเก่าก็ไม่ละเว้น. ด้วยเหตุ
นั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาบุตรของเศรษฐี ด้วย
วิบากของกรรมนั้น โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา.
หน้า 236
ข้อ 1
พระชินเจ้าทรงบรรลุอภิญญาพละทั่งปวง ทรงพยากรณ์
ต่อหน้าภิกษุสงฆ์ ณ อโนดาตสระใหญ่ ด้วยประการฉะนี้แล.
อปทานฝ่ายอกุศล ชื่อว่าเป็นอันจบบริบูรณ์ ด้วยการตั้งหัวข้อ
ปัญหาที่ท่านให้ปฏิญญาไว้ ด้วยประการอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า อิตฺถํ สุทํ อธิบายว่า ด้วยประการฉะนี้ คือ ด้วยนัยที่กล่าวไว้
ในหนหลัง โดยประการนี้. ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาต มาในอรรถว่า
ทำบทให้เต็ม. พระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระมหา-
กรุณาพระองค์นั้น ทรงเพียบพร้อมด้วยภาคยธรรม เป็นพระมหาสัตว์
ผู้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ทรงประกอบด้วยคุณ มีอาทิอย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีภาคบุญ คือโชค ผู้หักราน
กิเลส ผู้ประกอบด้วยภาคธรรมทั้งหลาย ผู้ทรงด้วยภาคธรรม
ทั้งหลาย ผู้ทรงจำแนกธรรม ผู้คบแล้ว ผู้คายการไปในภพ
ทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ภควา.
ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ ทรงเป็น
พรหมยิ่งกว่าพรหม ทรงเป็นพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อจะทรง
ยกย่อง คือทำให้ปรากฏซึ่งพุทธจริยา คือเหตุแห่งพระพุทธเจ้าของ
พระองค์ จึงได้ภาษิตคือตรัสธรรมบรรยาย คือพระสูตรธรรมเทศนา
ชื่อว่า พุทธาปทานิยะ คือ ชื่อว่า ประกาศเหตุแห่งพระพุทธเจ้าแล.
พรรณนาพุทธาปทาน
ในวิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาอปทาน
จบบริบูรณ์เท่านี้
หน้า 237
ข้อ 2
๒. ปัจเจกพุทธาปทาน
ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
[๒] ลำดับนี้ ขอท่านทั้งหลายจงฟัง ปัจเจกสัมพุทธาปทาน.
พระอานนท์เวเทหมุนี ผู้มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว ได้ทูลถาม
พระตถาคตผู้ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวันว่า ได้ทราบว่า
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ามีจริงหรือ เพราะเหตุไร ท่านเหล่านั้น
จึงได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญู ผู้ประ-
เสริฐ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสตอบท่านพระอานนท์ผู้เจริญ
ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าสร้าง
บุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าทั้งปวง ยังไม่ได้โมกขธรรมใน
ศาสนาของพระชินเจ้า.
ด้วยมุขคือความสังเวชนั้นนั่นแล ท่านเหล่านั้นเป็น
นักปราชญ์ มีปัญญาแก่กล้า ถึงจะเว้นพระพุทธเจ้าก็ย่อม
บรรลุปัจเจกโพธิญาณได้ แม้ด้วยอารมณ์นิดหน่อย.
ในโลกทั้งปวง เว้นเราเสียแล้ว ไม่มีใครเสมอกับพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าได้เลย เราจักบอกคุณเพียงสังเขปนี้ ของท่าน
เหล่านั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคุณของพระมหามุนีให้ดี.
ท่านทั้งปวงผู้ปรารถนาพระนิพพาน อันเป็นโอสถวิเศษ
จงมีใจผ่องใส ฟังถ้อยคำอันดีอ่อนหวานไพเราะ ของพระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ ตรัสรู้ด้วยตนเองเถิด.
หน้า 238
ข้อ 2
คำพยากรณ์โดยสืบ ๆ กันมาเหล่าใด ของพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลายผู้มาประชุมกัน โทษ เหตุปราศจากราคะ
และพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย บรรลุพระโพธิญาณ ด้วย
ประการใด.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย มีสัญญาในวัตถุอันมีราคะ
ว่า ปราศจากราคะ มีจิตปราศจากกำหนัด ในโลกอันกำหนัด
ละธรรมเครื่องเนิ่นช้า ชนะทิฏฐิอันดิ้นรน แล้วได้บรรลุ
พระโพธิสัตว์ ณ สถานที่นั้นเอง.
ท่านวางอาญาในสัตว์ทั้งปวงเสียแล้ว ไม่เบียดเบียนสัตว์
แม้ตนเดียว ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น มีจิตประกอบด้วยเมตตา
หวังประโยชน์เกื้อกูล พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเสมือนนอแรด
ฉะนั้น.
ท่านวางอาญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนแม้ผู้หนึ่งใน
บรรดาสัตว์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาบุตร ที่ไหนจะปรารถนา
สหาย พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเสมือนนอแรดฉะนั้น.
ความมีเสน่หาย่อมมีแก่ผู้เกี่ยวข้อง ทุกข์ที่อาศัยความ
เสน่หานี้มีมากมาย ท่านเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเสน่หา
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
บุคคลผู้อนุเคราะห์มิตรสหาย มีจิตใจผูกพัน ย่อมทำ
ประโยชน์ให้เสื่อมไป ท่านเล็งเห็นภัยในความสนิทสนมข้อนี้
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเสมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 239
ข้อ 2
ความเสน่หาในบุตรและภรรยา เปรียบเหมือนไม้ไผ่
กอไผ่เกี่ยวพันกันอยู่ ท่านไม่ข้องในบุตรและภรรยา ดัง
หน่อไม้ไผ่ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเสมือนนอแรดฉะนั้น.
เนื้อในป่าไม้ถูกมัด เที่ยวหาเหยื่อด้วยความปรารถนา
ฉันใด ท่านเป็นวิญญูชนมุ่งความเสรี พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เช่นกับนอแรด ฉันนั้น.
ในท่ามกลางหมู่สหาย ย่อมจะมีการปรึกษาหารือกัน ทั้ง
ในที่อยู่ ที่ยืน ที่เดิน และที่หากิน ท่านเล็งเห็นความไม่
ละโมบ ความเสรี พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นเดียวกับนอแรดฉะนั้น.
การเล่นในท่ามกลางหมู่สหาย เป็นความยินดีและความ
รักในบุตรภรรยา เป็นสิ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ท่านเกลียด
ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เสมือนนอแรดฉะนั้น.
ท่านแผ่เมตตาไปทั้ง ๔ ทิศ ไม่มีความโกรธเคือง ยินดี
ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ อดทนต่ออันตรายทั้งหลายได้ ไม่
หวาดเสียว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเสมือนนอแรดฉะนั้น.
แม้คนผู้บวชแล้วบางพวก และพวกคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน
สงเคราะห์ได้ยาก ท่านจึงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตร
ของคนอื่น พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ท่านปลงเครื่องหมายของคฤหัสถ์ เป็นผู้กล้าหาญ ตัด
เครื่องผูกของคฤหัสถ์ เสมือนต้นทองหลางมีใบขาดมาก
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
หน้า 240
ข้อ 2
ถ้าจะพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ประพฤติเช่นเดียว
กัน อยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงำอันตราย
ทั้งปวง มีใจดี มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้น.
ถ้าไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้อยู่ด้วยกรรมดี เป็น
นักปราชญ์ ไว้เป็นเพื่อนเที่ยวไปด้วยกัน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยว
ไป เหมือนพระราชา ทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เที่ยว
ไปพระองค์เดียว ดังช้างชื่อมาตังคะ ละโขลงอยู่ในป่าฉะนั้น.
ความจริง เราย่อมสรรเสริญความถึงพร้อมด้วยสหาย พึง
คบหาสหายผู้ประเสริฐกว่า หรือผู้ที่เสมอกัน เมื่อไม่ได้สหาย
เหล่านั้น ก็พึงคบหากรรมอันไม่มีโทษ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านเห็นกำไลมือทองคำอันผุดผ่อง ที่นายช่างทองทำ
เสร็จแล้ว กระทบกันอยู่ที่แขนทั้งสอง (เกิดความเบื่อหน่าย)
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
การเปล่งวาจา หรือวาจาเครื่องข้องของเรานั้น พึงมีกับ
เพื่อนอย่างนี้ ท่านเล็งเห็นภัยนี้ต่อไป พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร หวานอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ
ย่อมย่ำยีจิตด้วยสภาพต่าง ๆ ท่านเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ความจัญไร หัวฝี อุบาทว์ โรค กิเลสดุจลูกศร และ
หน้า 241
ข้อ 2
ภัยนี้ของเรา ท่านเห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย พึงเป็นผู้เดียว
เที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านครอบงำอันตรายแม้ทั้งหมดนี้ คือ หนาว ร้อน
ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์
เลื้อยคลาน แล้วพึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ท่านพึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรด เปรียบเหมือน
ช้างมีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว สีกายดังดดอกปทุมใหญ่โต ละโขลง
อยู่ในป่าตามชอบใจฉะนั้น.
ท่านใคร่ครวญถ้อยคำของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์ว่า บุคคลพึงถูกต้องวิมุตติอันเกิดเอง นี้มิใช่ฐานะ
ของผู้ทำความคลุกคลีด้วยหมู่ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับ
นอแรดฉะนั้น.
ท่านเป็นไปล่วงทิฏฐิอันเป็นข้าศึก ถึงความแน่นอน มี
มรรคอันได้แล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว อันคนอื่นไม่ต้อง
แนะนำ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านไม่มีความโลภ ไม่โกง ไม่ระหาย ไม่ลบหลู่คุณท่าน
มีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดแล้ว เป็นผู้ไม่มีตัณหาในโลก
ทั่งปวง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
กุลบุตรพึงละเว้นสหายผู้ลามก ผู้มักชี้แต่ความฉิบหาย
ตั้งอยู่ในฐานะผิดธรรมดา ไม่พึงเสพสหายผู้ขวนขวาย ผู้
ประมาทด้วยตนเอง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรด
ฉะนั้น.
หน้า 242
ข้อ 2
กุลบุตรพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มี
ปฏิภาณ รู้ประโยชน์ทั้งหลาย บรรเทาความสงสัยแล้ว
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านไม่พอใจการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก
ไม่ห่วงใย งดเว้นจากฐานะที่ตกแต่ง มีปกติกล่าวคำสัตย์
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านละบุตร ภรรยา บิดา มารดา ทรัพย์ ข้าวเปลือก
พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามที่มีอยู่มากมาย พึงเป็นผู้เดียว
เที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
นี้เป็นความเกี่ยวข้อง ในความเกี่ยวข้องนี้ มีสุขนิดหน่อย
มีความพอใจน้อย มีทุกข์มากยิ่ง บุรุษผู้มีความรู้ทราบว่า
ความเกี่ยวข้องนี้ดุจลูกธนู พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับ
นอแรดฉะนั้น.
กุลบุตรพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนปลา
ทำลายข่ายแล้วไม่กลับมา ดังไฟไม้เชื้อลามไปแล้วไม่กับ
มา พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
พึงทอดจักษุลง ไม่คะนองเท้า มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว
รักษาใจไว้ได้ อันราคะไม่รั่วรด อันไฟกิเลสไม่เผาลน พึง
เป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านละเครื่องหมายแห่งคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองหลาง
มีใบขาดแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชแล้ว พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 243
ข้อ 2
ท่านไม่กระทำความกำหนัดในรส ไม่โลเล ไม่ต้องเลี้ยง
ผู้อื่น เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ข้องเกี่ยวใน
สกุล ฟังเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕ ประการ บรรเทาอุปกิเลส
เสียทั้งสิ้น ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ตัดโทษอันเกิดแต่สิเนหา
แล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านทำสุข ทุกข์ โทมนัส และโสมนัสก่อน ๆ ไว้เบื้อง
หลัง ได้อุเบกขา สมถะ และความหมดจดแล้ว พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านปรารภความเพียรเพื่อบรรลุพระนิพพาน มีจิตไม่หดหู่
ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มีความเพียรมั่น ประกอบด้วยกำลัง
เรี่ยวแรง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติธรรมสมควร
แก่ธรรมเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาด
เฉียบแหลม เป็นผู้สดับตรับฟัง มีสติ มีธรรมอันพิจารณา
แล้ว เป็นผู้เที่ยง มีความเพียร พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่น
กับนอแรดฉะนั้น.
ท่านไม่สะดุ้งเพราะเสียง ดุจสีหะ ไม่ข้องอยู่ในตัณหา
และทิฏฐิ เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ไม่ติดอยู่ในโลก ดุจดอก
ปทุมไม่ติดน้ำ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
หน้า 244
ข้อ 2
ท่านเสพเสนาสนะอันสงัด เหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็น
กำลัง เป็นราชาของหมู่เนื้อ มีปกติประพฤติข่มขี่ครอบงำ
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านเจริญเมตตาวิมุตติ กรุณาวิมุตติ มุทิตาวิมุตติ และ
อุเบกขาวิมุตติทุกเวลา ไม่พิโรธสัตว์โลกทั้งปวง พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
ท่านละราคะ โทสะ และโมหะ ทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย
เสีย ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับ
นอแรดฉะนั้น.
ชนทั้งหลาย มีเหตุเป็นประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน
มิตรทั้งหลายไม่มีเหตุ หาได้ยากในวันนี้ มนุษย์ทั้งหลายมี
ปัญญามองประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด ฟังเป็นผู้เดียว
เที่ยวไปเช่นกับนอแรดฉะนั้น.
นักปราชญ์เหล่าใดมีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญาหมดจดดี มีจิต
ตั้งมั่น ประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา มีปกติเห็นธรรม
พิเศษ รู้แจ้งธรรมอันประกอบด้วยองค์มรรค และโพชฌงค์.
เจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิต-
วิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาของพระชินเจ้า
นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกชินเจ้า.
มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วง
ทุกข์ทั้งปวงได้ มีใจเบิกบาน มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง
อุปมาดังราชสีห์ อุปมาดังนอแรดฉะนั้น.
หน้า 245
ข้อ 2
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านี้ มีอันทรีย์สงบ มีใจสงบ
มีใจตั้งมั่น มีปกติประพฤติกรุณาในสัตว์ ในปัจจันตชนบท
เกื้อกูลแก่เหล่าสัตว์ รุ่งเรื่องอยู่ในโลกนี้และโลกหน้า เช่น
กับดวงประทีปฉะนั้น.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านี้ ละกิเลสเครื่องกั้นทั้งปวง
หมดแล้ว เป็นจอมชน เห็นประทีปส่องโลกให้สว่าง มีรัศมี
เช่นรัศมีแห่งทองคำแท่ง เป็นพระทักขิไณยบุคคลชั้นดีของ
ชาวโลก โดยไม่ต้องสงสัย เป็นผู้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ.
คำสุภาษิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไป
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ชนเหล่าใดผู้เป็นพาลได้ฟังแล้วไม่
กระทำเหมือนอย่างนั้น ชนเหล่านั้นท่องเที่ยวไปในสังสาร-
ทุกข์บ่อย ๆ.
คำสุภาษิตของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นคำ
ไพเราะ. ดังน้ำผึ้งรวงอันไหลออกอยู่ ชนเหล่าใดได้ฟังแล้ว
ประกอบการปฏิบัติเช่นนั้น ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญา
เห็นสัจจะ.
คาถาอันโอฬารที่พระปัจเจกสัมพุทธชินเจ้า ออกบวช
กล่าวไว้แล้ว คาถาเหล่านั้นอันพระศากยสีหะผู้สูงสุดกว่า
นรชนทรงประกาศแล้ว เพื่อให้รู้แจ้งธรรม.
คำที่เป็นคาถาเหล่านี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น
รจนาไว้อย่างวิเศษ เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก อันพระสยัมภู
หน้า 246
ข้อ 2
ผู้สีหะทรงประกาศแล้ว เพื่อเพิ่มพูนความสังเวช ความไม่
คลุกคลี และปัญญา ฉะนี้แล.
ปัจเจกพุทธาปทาน จบบริบูรณ์
จบอปทานที่ ๒
พรรณนาปัจเจกพุทธาปทาน
พระอานนทเถระเมื่อจะสังคายนาอปทาน ต่อจากพุทธาปทานนั้น
ต่อไป อันท่านพระมหากัสสปเถระถามว่า นี่แน่ะท่านอาวุโสอานนท์
ปัจเจกพุทธาปทาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน จึงกล่าวว่า
ลำดับนี้ ขอท่านทั้งหลายจงฟังปัจเจกพุทธาปทาน ดังนี้. อรรถแห่ง
อปทานของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง
นั้นแล.
พระเถระเมื่อจะประกาศบทที่กล่าวว่า สุณาถ ด้วยอำนาจการ
บังเกิดโดยเกิดเรื่องขึ้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตถาคตํ เชตวเน วสนฺตํ
พระตถาคตประทับอยู่ในพระเชตวัน ดังนี้. ในคำว่า ตถาคตํ เชตวเน
วสนฺตํ นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ผู้ประทับอยู่ในวิหารอันมีชื่ออย่างนั้น เนื่องด้วยพระนามของ
เชตกุมาร โดยอิริยาบถวิหารทั้ง ๔ หรือโดยทิพวิหาร พรหมวิหาร
และอริยวิหาร พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีในกาลก่อน มีพระวิปัสสีเป็นต้น
ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ แล้วเสด็จมาโดยประการใด พระผู้มีพระ-
หน้า 247
ข้อ 2
ภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้ว โดยประการนั้น เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่า พระตถาคต. เชื่อมความหมายว่า พระตถาคตพระองค์นั้น
ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร.
บทว่า เวเทหมุนี ความว่า พระเทวีผู้เกิดแคว้นเวเทหะ จึงชื่อว่า
เวเทหี, โอรสของพระนางเวเทหี จึงชื่อว่า เวเทหิบุตร.
ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ท่านผู้ไป คือดำเนินไป ได้แก่ เป็น
ไปด้วยโมนะนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มุนี. มุนีนั้นด้วย โอรสของ
พระนางเวเทหีด้วย เพราะเหตุนั้น ควรจะกล่าวว่า เวเทหิปุตตมุนี กลับ
กล่าวว่า เวเทหมุนี เพราะแปลง อิ เป็น อ และลบ ปุตฺต ศัพท์เสีย
โดยนิรุกตินัย มีอาทิว่า วณฺณาคโม ลงตัวอักษรใหม่. เชื่อมความว่า
ท่านพระอานนท์ผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อานนท์นี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกของเรา ผู้มีสติ มีธิติ
มีคติ เป็นพหูสูต เป็นผู้อุปัฏฐาก ดังนี้ น้อมองค์ลง คือน้อมองค์
คือกาย กระทำอัญชลี ได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่า
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร พระเจ้าข้า ? พระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมมี คือย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร คือการณ์อะไร.
พระเถระทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า วีระ.
เบื้องหน้าแต่นั้น พระอานนทเถระเมื่อจะแสดงอาการที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงวิสัชนา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ดังนี้. ชื่อว่า
สัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวงต่างด้วยสิ่งที่เป็นอดีตเป็นต้น ประดุจ
ผลมะขามป้อมในมือ. ชื่อว่า พระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ เพราะพระสัพ-
หน้า 248
ข้อ 2
พัญญูองค์นั้น ประเสริฐคือสูงสุด. ชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ เพราะ
ทรงหา คือแสวงหาคุณคือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณ-
ทัสสนะอันใหญ่. เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือ ในกาลที่ถูกถามนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส คือตรัสบอกพระอานนท์ผู้เถระ ด้วยพระสุรเสียง
อันไพเราะ. อธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ผู้เจริญ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
เหล่าใด กระทำบุญญาธิการไว้ คือกระทำบุญสมภารไว้ ในพระพุทธเจ้า
ปางก่อนทั้งหลาย คือในอดีตพุทธเจ้าทั่งหลายปางก่อน ยังไม่ได้ความ
หลุดพ้นในศาสนาของพระชินเจ้า คือยังไม่บรรลุพระนิพพาน พระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนักปราชญ์ กระทำบุคคลผู้หนึ่ง
ให้เป็นประธาน โดยมุขคือความสังเวช จึงได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ในโลกนี้. ผู้มีปัญญากล้าแข็งดี คือมีปัญญากล้าแข็งด้วยดี. แม้เว้นจาก
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ แม้เว้นจากโอวาทานุสาสนีของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ย่อมบรรลุคือย่อมรู้แจ้งปัจเจกสัมโพธิ คือโพธิเฉพาะผู้เดียว
ได้แก่ โพธิอันต่อเนื่อง (รอง) จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วย
อารมณ์แม้นิดหน่อย คือแม้มีประมาณน้อย.
ในโลกทั้งปวงคือในไตรโลกทั้งสิ้น เว้นเรา (คือพระพุทธเจ้า)
คือละเว้นเราเสีย บุคคลผู้เสมอ คือแม้นเหมือนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ย่อมไม่มี. เราจักกล่าว อธิบายว่า จักบอกคุณนี้ ของพระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนีเหล่านั้น เพียงบางส่วน คือเพียงสังเขป ให้
สำเร็จประโยชน์ คือให้ดีแก่ท่านทั้งหลาย.
ท่านทั้งปวงผู้ปรารถนา คืออยากได้พระนิพพาน คือเภสัช ได้แก่
โอสถอันยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า มีจิตผ่องใส คือมีใจใสสะอาด
หน้า 249
ข้อ 2
จงฟัง อธิบายว่า จงใส่ใจ ถ้อยคำ คือคำอุทานอันอร่อย คืออันหวาน
เหมือนน้ำผึ้งเล็ก คือเหมือนรวงน้ำผึ้งเล็ก ของพระฤาษีใหญ่ในระหว่าง
ฤาษีทั้งหลาย ผู้ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง คือรู้แจ้งด้วยตนเอง.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สมาคตานํ ได้แก่ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลายผู้ประชุมกันแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว. อธิบายว่า คำพยากรณ์สืบ ๆ
กันมา คือเฉพาะองค์หนึ่ง ๆ เหล่าใดอันเป็นอปทานของพระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้า ๑๐๐ องค์ มีอาทิ คือ พระอริฏฐะ พระอุปริฏฐะ พระ-
ตครสิขี พระยสัสสี พระสุทัสสนะ พระปิยทัสสี พระคันธาระ พระ-
ปิณโฑละ พระอุปาสภะ พระนิถะ พระตถะ พระสุตวะ พระภาวิตัตตะ
พระสุมภะ พระสุภะ พระเมถุละ พระอัฏมะ พระสุเมธะ พระอนีฆะ
พระสุทาฐะ พระหิงคุ พระหิงคะ พระทเวชาลินะ พระอัฏฐกะ พระ-
โกสละ พระสุพาหุ พระอุปเนมิสะ พระเนมิสะ พระสันจิตตะ พระ-
สัจจะ พระตถะ พระวิรชะ พระปัณฑิตะ พระกาละ พระอุปกาละ
พระวิชิตะ พระชิตะ พระอังคะ พระปังคะ พระคุตติชชิตะ พระปัสสี
พระชหี พระอุปธิ พระทุกขมูละ พระอปราชิตะ พระสรภังคะ
พระโลมหังสะ พระอุจจังคมายะ พระอสิตะ พระอนาสวะ พระมโนมยะ
พระมานัจฉิทะ พระพันธุมะ พระตทาธิมุตตะ พระวิมละ พระเกตุมะ
พระโกตุมพรังคะ พระมาตังคะ พระอริยะ พระอัจจุตะ พระอัจจุตคามี
พระพยามกะ พระสุมังคละ และพระทิพพิละ อาทีนพโทษใด วิราควัตถุ
คือเหตุเป็นเครื่องไม่ยึดติดใด และพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายบรรลุ
ตามโพธิ คือกระทำจตุมรรคญาณให้ประจักษ์ได้ด้วยเหตุใด, พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้คลายสัญญาในวัตถุที่มีราคะ คือในวัตถุที่พึงยึดติด
หน้า 250
ข้อ 2
แน่น ได้แก่ ในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย มีจิตปราศจากกำหนัดใน
โลกอันกำหนัดแล้ว คือในโลกอันมีสภาวะเป็นเครื่องยึดติด ละกิเลสเครื่อง
เนิ่นช้าทั้งหลายได้แล้ว คือละกิเลส กล่าวคือ เครื่องเนิ่นช้า คือเครื่อง
เนิ่นช้าคือราคะ เครื่องเนิ่นช้าคือโทสะ เครื่องเนิ่นช้าคือโมหะ เครื่องเนิ่นช้า
คือกิเลสทั้งปวง ชนะความดิ้นรน คือชนะทิฏฐิ ๖๒ อันดิ้นรน บรรลุตาม
โพธิอย่างนั้น คือกระทำปัจเจกโพธิญาณให้ประจักษ์แล้วด้วยเหตุนั้น.
บทว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฑํ ความว่า วาง คือเว้นการ
ขู่ การทำลาย การฆ่า และการจองจำ ไม่เบียดเบียนสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง
คือสัตว์ไร ๆ แม้ตัวเดียวในระหว่างสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น คือไม่ทำให้
ลำบาก มีจิตเมตตา คือมีจิตสหรคตด้วยเมตตาว่า สัตว์ทั้งปวงจงมีความ
สุข เป็นผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือมีความอนุเคราะห์ด้วย
ประโยชน์เกื้อกูลเป็นสภาพ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺเพสุ นี้ ในคำว่า
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฑํ เป็นบทบอกการถือเอาหมดโดยประการ
ทั้งปวง คือหมดสิ้นไม่มีเศษ. ในบทว่า ภูเตสุ นี้ สัตว์ที่สะดุ้งและมั่นคง
เรียกว่า ภูตะ สัตว์เหล่าใดละความอยากคือตัณหาไม่ได้ ทั้งละภัยและ
ความกลัวไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ผู้สะดุ้ง. เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า
ผู้สะดุ้ง ? สัตว์เหล่าใดย่อมสะดุ้ง คือสะดุ้งขึ้น สะดุ้งรอบ ย่อมกลัว
ย่อมถึงความสะดุ้งพร้อม เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นท่านจึงเรียกว่า
ผู้สะดุ้ง. สัตว์เหล่าใดละความอยากคือตัณหา ทั้งภัยและความกลัวได้
สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า ผู้มั่นคง. เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าผู้มั่นคง ? สัตว์เหล่าใด
ย่อมมั่นคง คือไม่สะดุ้ง ไม่สะดุ้งขึ้น ไม่สะดุ้งรอบ ไม่กลัว ไม่ถึง
ความสะดุ้งพร้อม เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่าผู้มั่นคง.
หน้า 251
ข้อ 2
อาชญา ๓ คืออาชญาทางกาย อาชญาทางวาจา อาชญาทางใจ.
กายทุจริต ๓ ชื่อว่า อาชญาทางกาย, วจีทุจริต ๔ ชื่อว่า อาชญาทาง
วาจา, มโนทุจริต ๓ ชื่อว่า อาชญาทางใจ. วาง คือตั้งลง ยกลง ยก-
ลงพร้อม วางไว้ คือระงับอาชญา ๓ อย่างนั้นในภูตคือสัตว์ทั้งปวง คือ
ทั้งสิ้น ได้แก่ ไม่ถือเอาอาชญา เพื่อจะเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง. บทว่า อวิเหยํ อญฺตรมฺปิ เตสํ
ความว่า ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่ง ๆ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน ท่อน-
ไม้ ศัสตรา ขื่อคา หรือเชือก ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ทุกชนิดด้วยฝ่ามือ
หรือก้อนดิน ท่อนไม้ ศาสตรา ชื่อคา หรือเชือก คือไม่เบียดเบียนสัตว์
เหล่านั้นแม้ตัวใดตัวหนึ่ง.
ศัพท์ว่า น ในคำว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ เป็นศัพท์
ปฏิเสธ. บทว่า ปุตฺตํ ความว่า บุตร ๔ ประเภท คือ บุตรที่เกิดในตน ๑
บุตรที่เกิดในภริยา ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรคืออันเตวาสิก ๑.
บทว่า สหายํ ความว่า การมา การไป การยืน การนั่ง การ
ร้องเรียก การเจรจา การสนทนากับผู้ใด เป็นความผาสุก ผู้นั้นท่าน
เรียกว่า สหาย.
บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ ความว่า ไม่อยากได้ คือ
ไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่ทะเยอทะยาน ไม่รำพันถึงแม้แต่บุตร จะ
อยากได้ยินดี ปรารถนา ทะเยอทะยาน รำพันถึงมิตร เพื่อนเห็น เพื่อน-
คบ หรือสหาย มาแต่ไหน เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า ไม่อยากได้แม้แต่บุตร
จะอยากได้สหายมาแต่ไหน.
หน้า 252
ข้อ 2
บทว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า พระปัจเจกพุทธ-
เจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะการบรรพชา.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อน.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะอรรถว่า ละตัณหา.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากราคะแน่นอน.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากโทสะแน่นอน.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากโมหะแน่นอน.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะหมดกิเลสแน่นอน.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะดำเนินสู่ทางเป็นที่ดำเนินไปผู้เดียว.
ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณ
อันยอดเยี่ยมผู้เดียว.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชาอย่างไร ?
คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ตัดปลิโพธกังวลในการครองเรือน
เสียทั้งหมด ตัดปลิโพธกังวลในลูกเมีย ตัดปลิโพธกังวลในญาติมิตร
อำมาตย์ และการสั่งสม ปลงผมและหนวด นุ่งผ้ากาสายะ ออกจาก
เรือนบวชไม่มีเรือน เข้าถึงความไม่มีกังวล ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป คือ
อยู่ เป็นอยู่ เป็นไป คุ้มครอง ไป ให้ไป เพราะเหตุนั้น พระปัจเจก-
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อน
อย่างไร ? คือท่านเป็นผู้บวชอย่างนั้นอยู่ผู้เดียว เสพอาศัยเสนาสนะอัน
สงัด อันเป็นอรัญ ป่า และไหล่เขา ไม่มีเสียงอึกทึก ปราศจากลมอัน
เกิดจากชน อยู่โดดเดี่ยวไกลจากพวกมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น
หน้า 253
ข้อ 2
ท่านยืนคนเดียว เดินคนเดียว นั่งคนเดียว นอนคนเดียว ผู้เดียวเข้าไป
บิณฑบาตยังบ้าน ผู้เดียวกลับมา ผู้เดียวนั่งในที่ลับ ผู้เดียวเดินจงกรม
ผู้เดียวเที่ยวไป คืออยู่ เป็นอยู่ เป็นไป คุ้มครอง ไป ให้เป็นไป ท่าน
ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อน อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ละตัณหาเป็น
อย่างไร ?
คือท่านผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผา
กิเลสให้เร่าร้อน มีใจสงบอยู่ เริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่ กำจัด
มารพร้อมทั้งเสนามารแล้วละบรรเทา ทำให้พินาศไป ทำให้ถึงการไม่
เกิดอีกต่อไป ซึ่งตัณหาอันมีข่าย คือตัณหาอันฟุ้งไปในอารมณ์ต่าง ๆ.
บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน
ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารซึ่งมีความเป็นอย่างนี้ และมีความเป็น
โดยประการอื่น.
ภิกษุรู้โทษข้อนี้ เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ยึดมั่นมีสติ
พึงเว้นโดยสิ้นเชิง ซึ่งตัณหาอันเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า ละตัณหา
ด้วยประการอย่างนี้.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากราคะโดย
ส่วนเดียว เป็นอย่างไร ?
คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าปราศจากราคะโดยส่วนเดียว
เพราะละราคะได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้เดียว. ชื่อว่าผู้ปราศจาก
โทสะโดยส่วนเดียว เพราะละโทสะได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้เดียว.
หน้า 254
ข้อ 2
ชื่อว่าผู้ปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะละโมหะได้ เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าผู้เดียว. ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะละกิเลสทั้งหลาย
ได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า
ผู้เดียว เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว ด้วยประการอย่างนี้.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะดำเนินสู่ทางเป็นที่ไป
สำหรับคนผู้เดียว เป็นอย่างไร ?
สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕
โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านเรียกว่า เอกายนมรรค ทางเป็นที่
ไปสำหรับคนผู้เดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นความสิ้นชาติและที่สุดแห่ง
ชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ทรงรู้ชัดทางเป็น
ที่ไปสำหรับคนผู้เดียว ในกาลก่อนชนทั้งหลายข้ามโอฆะไป
แล้วด้วยทางนี้ ในอนาคตจักข้ามด้วยทางนี้ และปัจจุบันนี้
ก็กำลังข้ามโอฆะด้วยทางนี้.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะดำเนินสู่ทางเป็นที่
ไปสำหรับคนผู้เดียว ด้วยประการอย่างนี้.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะ
พระปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมผู้เดียว เป็นอย่างไร ?
ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า โพธิ. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิมังสา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ. พระปัจเจกสัมพุทธ-
เจ้านั้น ตรัสรู้ด้วยปัจเจกโพธิญาณนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เทียง ตรัสรู้
หน้า 255
ข้อ 2
ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ตรัสรู้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. ตรัสรู้
ว่า สังขารทั้งหลายมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า วิญญาณมีเพราะ
สังขารเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า
สฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า ผัสสะมีเพราะสฬายตนะ
เป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า ตัณหามี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย
ตรัสรู้ว่า ภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่า ชาติมีเพราะภพเป็น
ปัจจัย ตรัสรู้ว่า ชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย.
ตรัสรู้ว่า สังขารดับ เพราะอวิชชาดับ ตรัสรู้ว่า วิญญาณดับ
เพราะสังขารดับ ฯลฯ ตรัสรู้ว่า ชาติดับ เพราะภพดับ ตรัสรู้ว่า
ชรามรณะดับ เพราะชาติดับ. ตรัสรู้ว่า นี้ทุกข์ ตรัสรู้ว่า นี้ทุกขสมุทัย
ตรัสรู้ว่า นี้ทุกขนิโรธ ตรัสรู้ว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. ตรัสรู้ว่า
เหล่านี้อาสวะ ตรัสรู้ว่า นี้อาสวสมุทัย ฯลฯ ตรัสรู้ว่า นี้ปฏิปทา.
ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ
ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ
ตรัสรู้การเกิดการดับไป ความเพลิดเพลิน โทษ และการสลัดออกแห่ง
ผัสสายตนะ ๖ ตรัสรู้การเกิด ฯลฯ การสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
ตรัสรู้การเกิด การดับไป ความเพลิดเพลินโทษ และการสลัดออกแห่ง
มหาภูตรูป ๔ ตรัสรู้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา.
อีกอย่างหนึ่ง ตรัสรู้ ตรัสรู้ตาม ตรัสรู้เฉพาะ ตรัสรู้พร้อม บรรลุ
ถูกต้อง กระทำให้แจ้ง ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ ควรรู้ตาม ควรรู้เฉพาะ ควรรู้
หน้า 256
ข้อ 2
พร้อม ควรบรรลุ ควรถูกต้อง ควรทำให้แจ้งทั้งหมดนั้น ด้วยปัจเจก-
โพธิญาณนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะตรัสรู้
พร้อมเฉพาะซึ่งพระปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมผู้เดียว อย่างนี้ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า จเร ความว่า จริยา ๘ คือ อิริยาบถจริยา ๑ อายตน-
จริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ ปัตติ-
จริยา ๑ และโลกัตถจริยา ๑.
จริยาในอิริยาบถทั้ง ๔ ชื่อว่า อิริยาปถจริยา.
จริยาในอายตนะภายใน ๖ และภายนอก ๖ ชื่อว่า อายตนจริยา.
จริยาในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ชื่อว่า สติจริยา.
จริยาในฌาน ๔ ชื่อว่า สมาธิจริยา.
จริยาในอริยสัจ ๔ ชื่อว่า ญาณจริยา.
จริยาในอริยมรรค ๔ ชื่อว่า มรรคจริยา.
จริยาในสามัญญผล ๔ ชื่อว่า ปัตติจริยา.
จริยาในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าบางส่วน ในพระสาวกทั้งหลายบางส่วน ชื่อว่า โลกัตถอริยา.
อิริยาบถจริยาย่อมมีแก่ผู้เพียบพร้อมด้วยปณิธิการดำรงตน, อาตน-
จริยาย่อมมีแก่ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย สติจริยาย่อมมีแก่ผู้ปกติ
อยู่ด้วยความไม่ประมาท. สมาธิจริยาย่อมมีแก่ผู้ประกอบเนือง ๆ ในอธิจิต,
ญาณจริยาย่อมมีแก่ผู้สมบูรณ์ด้วยพุทธิปัญญา, มรรคจริยาย่อมมีแก่ผู้ปฏิบัติ
โดยชอบ, ปัตติจริยาย่อมมีแก่ผู้บรรลุผล และโลกัตถจริยาย่อมมีแก่
หน้า 257
ข้อ 2
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าบางส่วน
แก่พระสาวกทั้งหลายบางส่วน นี้จริยา ๘ ประการ.
จริยา ๘ อีกอย่างหนึ่ง ท่านเมื่อน้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วย
ศรัทธา, เมื่อประคองอยู่ย่อมประพฤติด้วยความเพียร. เมื่อเข้าไปตั้งมั่น
ย่อมประพฤติด้วยสติ. เมื่อกระทำความไม่ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ,
เมื่อรู้ชัดย่อมประพฤติไปด้วยปัญญา. เมื่อรู้แจ้งย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ-
จริยา, ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา เพราะมนสิการว่า กุศลธรรม
ทั้งหลายย่อมมาถึงแก่ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา เพราะ
มนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษ. นี้จริยา ๘ ประการ.
จริยา ๘ อีกอย่างหนึ่ง จริยาในทัสสนะ สำหรับสัมมาทิฏฐิ จริยา
ในการยกจิต สำหรับสัมมาสังกัปปะ จริยาในการกำหนด สำหรับสัมมา-
วาจา จริยาในความหมั่น สำหรับสัมมากัมมันตะ จริยาในความบริสุทธิ์
สำหรับสัมมาอาชีวะ จริยาในการประคองไว้ สำหรับสัมมากัมมันตะ จริยา
ในการปรากฏ สำหรับสัมมาสติ และจริยาในความไม่ฟุ้งซ่าน สำหรับ
สัมมาสมาธิ นี้จริยา ๘ ประการ.
บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ธรรมดาแรด มีนอเดียวเท่านั้น
ไม่มีนอที่สอง ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เหมือนกับนอแรดนั้น เช่นเดียวกับนอแรดนั้น มีส่วนเปรียบด้วยนอแรด
นั้น, ของเค็มจัด เรียกว่าเหมือนเกลือ ของขมจัด เ รียกว่าเหมือนของขม
ของหวานจัด เรียกว่าเหมือนน้ำหวาน ของร้อนจัด เรียกว่าเหมือนไฟ
ของเย็นจัด เรียกว่าเหมือนหิมะ ลำน้ำใหญ่ เรียกว่าเหมือนทะเล พระ-
สาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาพละ เรียกว่าเหมือนพระศาสดา ฉันใด พระ-
หน้า 258
ข้อ 2
ปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเหมือนนอแรด เช่นกับ
นอแรด มีส่วนเปรียบด้วยนอแรด ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน หลุดพ้นกิเลส
เครื่องผูกพัน เที่ยวไป คืออยู่ เป็นอยู่ เป็นไปอยู่ คุ้มครองอยู่ ไปอยู่
ให้ไปอยู่ในโลกโดยชอบ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน
นอแรด ด้วยเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
บุคคลวางอาชญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้น
แม้ตัวหนึ่ง ไม่ปรารถนาบุตร จะปรารถนาสหายแต่ที่ไหน
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ความเสน่หาย่อมมีแก่บุคคลผู้เกิดความเกี่ยวข้อง ทุกข์ที่
อาศัยความเสน่หานี้มีมากมาย. บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดจาก
ความเสน่หา พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ผู้ช่วยอนุเคราะห์มิตรสหาย มีจิตพัวพันอยู่ ย่อมทำ
ประโยชน์ให้เสื่อมไป บุคคลมองเห็นภัยในความสนิทสนมนี้
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ความอาลัยในบุตรและภรรยา เปรียบเหมือนไม้ไผ่ใหญ่
เกี่ยวเกาะกันอยู่ บุคคลไม่ข้องอยู่ในบุตรและภรรยาเหมือน
หน่อไม้ไผ่ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
วิญญูชนหวังความเสรี พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน
นอแรดดังเนื้อในป่าไม่ถูกผูก ย่อมเที่ยวไปหาเหยื่อได้ตาม
ความปรารถนาฉะนั้น.
ในท่ามกลางสหาย ย่อมจะต้องมีการปรึกษาหารือกัน
หน้า 259
ข้อ 2
บุคคลเล็งเห็นความเสรี อันไม่เพ่งเล็งไปในการอยู่ การยืน
การเดิน และการเที่ยวไป พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน
นอแรดฉะนั้น.
การเล่นในท่ามกลางสหายเป็นความยินดี และความรัก
ในบุตรภรรยาเป็นเรื่องกว้างใหญ่ไพศาล บุคคลเกลียดความ
พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน
นอแรดฉะนั้น.
พึงแผ่เมตตาไปทั้ง ๔ ทิศ และไม่โกรธเคือง ยินดีด้วย
ปัจจัยตามมีตามได้ อดทนต่ออันตรายทั้งหลาย ไม่หวาดเสียว
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
แม้บรรพชิตบางพวก และพวกคฤหัสถ์ที่ครองเรือนก็
สงเคราะห์ได้ยาก พึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยในบุตรของคนอื่น
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บุคคลปลงเครื่องหมายของคฤหัสถ์เสีย เป็นผู้กล้าหาญ
ตัดเครื่องหมายของคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองหลางขาดใบ พึง
เป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ถ้าบุคคลได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน พึงเที่ยวไป
กับสหายผู้เป็นนักปราชญ์มีปกติอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พึง
ครอบงำอันตรายทั้งมวล พึงดีใจ มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้น.
ถ้าไม่ได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เป็นนักปราชญ์
มีปกติอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จไว้เที่ยวไปด้วยกัน พึงเป็นผู้
เดียวเที่ยวไป เหมือนพระราชาทรงละแว่นแคว้นที่พระองค์
ชนะแล้ว และเหมือนช้างชื่อมาตังคะในป่าฉะนั้น.
หน้า 260
ข้อ 2
อันที่แท้ พวกเราสรรเสริญสหายสมบัติ พึงคบหาสหาย
ผู้ประเสริฐกว่าหรือผู้เสมอกัน บุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้ พึง
คบหากรรมอันไม่มีโทษ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด
ฉะนั้น.
บุคคลเห็นกำไลมือทองคำอันสุกปลั่ง อันช่างทองทำสำเร็จ
อย่างดี กระทบกันอยู่ที่แขนทั้งสอง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนนอแรดฉะนั้น.
การกล่าวด้วยวาจา หรือการติดข้องของเรา จะพึงมีกับ
เพื่อนอย่างนี้ บุคคลเล็งเห็นภัยนี้ ต่อไปภายหน้า พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ก็กามทั้งหลายงดงาม หวานอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ
ย่อมย่ำยีจิตใจด้วยรูปแปลก ๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณ
ทั้งหลาย พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ความจัญไร หัวฝี อันตราย โรค บาดแผล และภัย นี้
จะพึงมีแก่เรา บุคคลเห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย พึงเที่ยว
ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงครอบงำอันตรายนี้ทั้งหมด คือความหนาว ความร้อน
ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์
เลื้อยคลาน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บุคคลพึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรด หรือเหมือน
ช้างเกิดร่างกายใหญ่โต มีสีดังดอกปทุม ละโขลงอยู่ในป่า
ตามชอบใจฉะนั้น.
ท่านใคร่ครวญคำของพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอาทิจจพันธุ์
หน้า 261
ข้อ 2
ว่า ข้อที่บุคคลผู้ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่ จะพึงบรรลุวิมุตติอัน
เกิดขึ้นในสมัยนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนนอแรดฉะนั้น.
เราเป็นไปล่วงข้าศึกคือทิฏฐิ ถึงความแน่นอน มีมรรค
อันได้แล้ว มีญาณเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีคนอื่นแนะนำ พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บุคคลไม่มีความโลภ ไม่โกง ไม่กระหาย ไม่ลบหลู่
คุณท่าน มีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดแล้ว ไม่มีกิเลสเป็นที่มา
นอน ครอบงำโลกทั้งปวง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน
นอแรดฉะนั้น.
บุคคลพึงเว้นสหายผู้ลามก ผู้มักชี้แต่ความพินาศ ตั้งมั่น
อยู่ในฐานะลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ซ่องเสพผู้ขวนขวาย ผู้ประมาท
ด้วยตนเอง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ
รู้ทั่วถึงประโยชน์ทั้งหลาย บรรเทาความสงสัยได้ พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บุคคลไม่พอใจการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก
ไม่อาลัยคลายความยินดีจากฐานะที่ตกแต่ง มีปกติกล่าวแต่
คำสัตย์ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
บุคคลละบุตร ภรรยา บิดา มารดา ทรัพย์ ข้าวเปลือก
พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามส่วน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 262
ข้อ 2
นี้เป็นกิเลสเครื่องข้อง ในกิเลสเครื่องข้องนี้ มีความสุข
นิดหน่อย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มากยิ่ง ผู้มีความคิดรู้ว่า
เครื่องข้องนี้เป็นดุจขอ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด
ฉะนั้น.
บุคคลพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย เหมือนปลาทำลายข่าย
ไม่หวนกลับมาอีก เหมือนไฟไม่หวนกลับมายังที่ที่ไหม้แล้ว
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงทอดจักษุลง ไม่คะนองเท้า คุ้มครองอินทรีย์ รักษา
มนัส อันราคะไม่รั่วรด อันไฟกิเลสไม่เผาลน พึงเป็นผู้
เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงละเครื่องหมายคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองกวาวมีใบขาด
แล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชแล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนนอแรดฉะนั้น
ไม่พึงทำความกำหนัดในรส ไม่โลเล ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่น
เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ข้องเกี่ยวในสกุล
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั่น.
พึงละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕ ประการ บรรเทาอุปกิเลสเสีย
ทั้งหมด ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ตัดโทษอันเกิดแต่สิเนหา
ได้แล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
กระทำสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสในก่อนไว้เบื้อง
หลัง ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนนอแรดฉะนั้น.
หน้า 263
ข้อ 2
พึงปรารภความเพียรเพื่อบรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง มีจิตไม่
หดหู่ ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มีความบากบั่นมั่น ประกอบ
ด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด
ฉะนั้น.
ไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติธรรมสมควร
แก่ธรรมเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย พึงเป็น
ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท ไม่เป็นคนบ้า
น้ำลาย มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันพิจารณาแล้ว เป็นผู้เที่ยงมี
ปธานความเพียร พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
ไม่พึงสะดุ้งในเพราะเสียง ดุจสีหะ มีข้องอยู่ เหมือนลม
ไม่ติดตาข่าย ไม่ติดอยู่ เหมือนปทุมไม่ติดน้ำ พึงเป็นผู้เดียว
เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงเสพเสนาสนะอันสงัด เหมือนสีหะผู้เป็นราชาของ
พวกเนื้อ มีเขี้ยวเป็นกำลัง ประพฤติข่มขี่ครอบงำเนื้อทั้งหลาย
ฉะนั้น พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงเจริญเมตตาวิมุตติ กรุณาวิมุตติ มุทิตาวิมุติ และ
อุเบกขาวิมุตติทุกเวลา ไม่พิโรธสัตว์โลกทั้งมวล พึงเป็นผู้
เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
พึงละราคะ โทสะ และโมหะ ทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย
ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด
ฉะนั้น.
หน้า 264
ข้อ 2
ชนทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงคบหาสมาคมกัน
บุคคลผู้ไม่มีเหตุ จะมาเป็นมิตรกันในทุกวันนี้หาได้ยาก พวก
มนุษย์ผู้ไม่สะอาดมักเห็นแก่ประโยชน์ตน พึงเป็นผู้เดียว
เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น.
คำว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ ในคาถานั้น คือพระสูตรว่าด้วยขัคค-
วิสาณปัจเจกสัมพุทธาปทาน.
พระสูตรนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระสูตรทั้งปวง มีเหตูเกิดขึ้น ๔ อย่าง คือเกิดโดยอัธยาศัย
ของตนเอง ๑ เกิดโดยอัธยาศัยของผู้อื่น เกิดโดยเกิดเรื่องขึ้น ๑
และเกิดโดยอำนาจการถาม ๑
ในเหตุเกิด ๔ อย่างนั้น ขัคควิสาณสูตรเกิดขึ้นด้วยอำนาจการถาม
โดยไม่พิเศษ. แต่เมื่อว่าโดยพิเศษ เพราะเหตุที่คาถาบางคาถาในสูตรนี้
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ ถูกเขาถามจึงกล่าวไว้ บางคาถาไม่ถูก
ถาม แต่เมื่อจะเปล่งเฉพาะอุทานอันเหมาะสมแก่นัยแห่งมรรคที่คนบรรลุ
จึงได้กล่าวไว้ เพราะฉะนั้น บางคาถาจึงเกิดขึ้นด้วยอำนาจการถาม บาง
คาถาเกิดขึ้นด้วยอัธยาศัยของตน. ในเหตุเกิด ๔ อย่างนั้น เหตุเกิดด้วย
อำนาจการถามโดยไม่พิเศษนี้นั้น พึงทราบอย่างนี้จำเดิมแต่ต้นไป.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในนครสาวัตถี ครั้งนั้น
ท่านพระอานนท์ อยู่ในที่ลับเร้นอยู่ เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า
ความปรารถนาและอภินีหารของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมปรากฏ ของ
พระสาวกทั้งหลายก็ปรากฏเหมือนอย่างนั้น แต่ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ทั้งหลายยังไม่ปรากฏ ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
หน้า 265
ข้อ 2
ทูลถาม. ท่านพระอานนท์นั้นจึงออกจากที่เร้น ทูลถามถึงเรื่องราวนั้น
โดยลำดับ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสปุพพโยคาวจรสูตร
แก่ท่านพระอานนท์นั้นว่า
ดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ คือย่อมทำ
ผู้หยั่งลงในความเพียรอันมีในก่อน ให้พลันบรรลุพระอรหัต-
ผลในปัจจุบัน ๑ ถ้ายังไม่ให้บรรลุพระอรหัตผลในปัจจุบัน
เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมให้บรรลุพระอรหัตผลในเวลาจะตาย ๑
ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะเป็นเทวบุตรบรรลุพระอรหัตผล ๑ ถ้า
ไม่อย่างนั้น จะเป็นขิปปาภิญญาตรัสรู้ได้เร็ว ในเมื่ออยู่
ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะ
เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าในกาลสุดท้ายภายหลัง ๑
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสต่อไปอีกว่า
ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย อภินีหาร หยั่งลงในความเพียรอันมีในก่อน
เพราะฉะนั้น ความปรารถนาและอภินิหารของพระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งมวล จึงจำปรารถนา.
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนา
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปนานเพียงไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ความปรารถนาของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยกำหนดอย่างต่ำ ย่อมเป็นไป ๔ อสงไขย
แสนกัป โดยกำหนดอย่างกลาง ย่อมเป็นไป ๘ อสงไขยแสนกัป โดย
กำหนดอย่างสูง ย่อมเป็นไป ๑๖ อสงไขยแสนกัป.
หน้า 266
ข้อ 2
ก็ความแตกต่างกันเหล่านี้ พึงทราบโดยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นปัญญาธิกะยิ่งด้วยปัญญา สัทธาธิกะยิ่งด้วยศรัทธา และวิริยาธิกะ
ยิ่งด้วยความเพียร.
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าผู้เป็นปัญญาธิกะ มีศรัทธาอ่อน มีปัญญา
กล้าแข็ง.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัทธาธิกะ มีปัญญาปานกลาง มีศรัทธา
กล้าแข็ง.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นวิริยาธิกะ มีศรัทธาและปัญญาอ่อน มีความ
เพียรกล้าแข็ง.
ก็ฐานะนี้ที่ว่ายังไม่ถึง ๔ อสงไขยแสนกัป เมื่อให้ทานทุกวัน ๆ เช่น
การให้ทานของพระเวสสันดร และการสั่งสมบารมีธรรมมีศีลเป็นต้นอัน
สมควรแก่ทานนั้น ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าในระหว่างได้ ดังนี้ ย่อมจะมี
ไม่ได้. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะญาณยังไม่ตั้งท้อง
ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยังไม่ถึงความแก่กล้า. ฐานะนี้ที่ว่า ข้าวกล้าที่จะ
เผล็ดผลต่อเมื่อล่วงไป ๓ เดือน ๔เดือน และ ๕ เดือน ยังไม่ถึงเวลานั้น ๆ
จะอยากได้ก็ดี จะเอาน้ำรดก็ดี สักร้อยครั้งพันครั้งทุกวัน ๆ จัก ให้เผล็ด
ผลโดยปักษ์หนึ่งหรือเดือนหนึ่งในระหว่าง ดังนี้ ย่อมไม่มี. ถามว่า เพราะ
เหตุไร ? ตอบว่า เพราะข้าวกล้ายังไม่ท้อง ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยัง
ไม่แก่ ดังนี้ชื่อฉันใด ฐานะนี้ว่า ยังไม่ถึง ๔ อสงไขยแสนกัป จักได้
เป็นพระพุทธเจ้าดังนี้ ย่อมไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น พึง
กระทำการบำเพ็ญบารมีตลอดกาลตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละ เพื่อต้อง
การให้ญาณแก่กล้า.
หน้า 267
ข้อ 2
อนึ่ง ผู้ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าโดยกาลแม้มีประมาณเท่านี้
ก็จำต้องปรารถนาสมบัติ ๘ ประการในการกระทำอภินีหาร. จริงอยู่
อภินีหารนี้ย่อมสำเร็จเพราะประชุมธรรม ๘ ประการไว้ได้
คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศชาย ๑ เหตุ ๑
การได้พบพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ ความถึงพร้อมด้วย
คุณ ๑ การกระทำอันยิ่ง ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑.
คำว่า อภินีหาร นี้ เป็นชื่อของความปรารถนาเดิมเริ่มแรก. ใน
ธรรม ๘ ประการนั้น การเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อว่าความเป็นมนุษย์.
จริงอยู่ เว้นจากกำเนิดมนุษย์ ความปรารถนาย่อมไม่สำเร็จแก่ผู้ดำรงอยู่
ในกำเนิดที่เหลือ แม้แต่กำเนิดเทวดา อันผู้ดำรงอยู่ในกำเนิดอื่นนั้น
เมื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ต้องกระทำบุญกรรมมีทานเป็นต้น
แล้วปรารถนาเฉพาะความเป็นมนุษย์ (ให้ได้ก่อน) ครั้นดำรงอยู่ในความ
เป็นมนุษย์แล้วจึงค่อยกระทำความปรารถนา (ความเป็นพระพุทธเจ้า).
เมื่อกระทำอย่างนี้แหละ ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ.
ความเป็นบุรุษ ชื่อว่าความถึงพร้อมด้วยเพศ. จริงอยู่ มาตุคาม
กะเทย และคนสองเพศ แม้จะดำรงอยู่ในกำเนิดมนุษย์ ก็ปรารถนาไม่
สำเร็จ. อันผู้ดำรงอยู่ในเพศมาตุคามเป็นต้น นั้น เมื่อปรารถนาความเป็น
พระพุทธเจ้า พึงกระทำบุญกรรมมีทานเป็นต้น แล้วจึงปรารถนาเฉพาะ
ความเป็นบุรุษ ครั้นได้ดำรงอยู่ในความเป็นบุรุษแล้ว จึงพึงปรารถนา
ความเป็นพระพุทธเจ้า ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ความปรารถนาย่อมสำเร็จ.
ความถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อว่าเหตุ. ก็บุคคลใด
เพียรพยายามอยู่. ในอัตภาพนั้นสามารถบรรลุพระอรหัต ความปรารถนา
หน้า 268
ข้อ 2
ของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของบุคคลนอกนี้ย่อมไม่สำเร็จ
เหมือนดังสุเมธบัณฑิต. จริงอยู่ ท่านสุเมธบัณฑิตนั้น ได้พบพระทีปังกร-
พุทธเจ้าในที่พร้อมพระพักตร์แล้วจึงการทำความปรารถนา.
ความเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือน ชื่อว่าการบรรพชา. ก็ความเป็นผู้ไม่มี
เหย้าเรือนนั้น ย่อมควรในพระศาสนา หรือในนิกายของดาบสและ
ปริพาชกผู้เป็นกรรมวาทีและกิริยวาที เหมือนดังท่านสุเมธบัณฑิต. จริงอยู่
ท่านสุเมธบัณฑิตนั้นเป็นดาบส นามว่าสุเมธ ได้กระทำความปรารถนา
แล้ว.
การได้เฉพาะคุณมีฌานเป็นต้น ชื่อว่าความถึงพร้อมด้วยคุณ.
จริงอยู่ แต่เมื่อบวชแล้วก็เฉพาะสมบูรณ์ด้วยคุณเท่านั้น ความปรารถนา
จึงจะสำเร็จ ย่อมไม่สำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ เหมือนดังสุเมธบัณฑิต.
จริงอยู่ ท่านสุเมธบัณฑิตนั้นเป็นผู้มีอภิญญา ๕ และเป็นผู้ได้สมาบัติ ๘
ได้ปรารถนาแล้ว.
การกระทำอันยิ่ง อธิบายว่า การบริจาคชื่อว่า อธิการ. จริงอยู่
เมื่อบุคคลบริจาคชีวิตเป็นต้นแล้วปรารถนานั้นแหละ ความปรารถนาย่อม
สำเร็จ ไม่สำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ เหมือนดังท่านสุเมธบัณฑิต. จริงอยู่ ท่าน
สุเมธบัณฑิตนั้นกระทำการบริจาคตน แล้วตั้งความปรารถนาไว้อย่างนี้ว่า
พระพุทธเจ้าพร้อมกับศิษย์ทั้งหลายจงเหยียบเราไป อย่า
ทรงเหยียบเปือกตมเลย ข้อนี้จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
แก่เรา ดังนี้.
แล้วจึงได้ปรารถนา.
หน้า 269
ข้อ 2
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ ชื่อว่าความเป็นผู้มีฉันทะ. ความเป็น
ผู้มีฉันทะที่จะทำนั้น ย่อมมีกำลังแก่ผู้ใด ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่
ผู้นั้น. อธิบายว่า ก็ความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำนั้น ถ้าใคร ๆ มากล่าวว่า
ใครอยู่ในนรก ๔ อสงไขยแสนกัป แล้วปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
ดังนี้ ผู้ใดได้ฟังดังนั้นอาจกล่าวว่า เรา ดังนี้ พึงทราบว่ามีกำลังแก่ผู้นั้น.
อนึ่ง ถ้าใคร ๆ มากล่าวว่า ใครเหยียบจักรวาลทั้งสิ้นอันเต็มด้วยถ่าน
เพลิงปราศจากเปลว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ ใคร
เหยียบจักรวาลทั้งสิ้นอันเกลื่อนกลาดด้วยหอกและหลาวพ้นไปได้ ย่อม
ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ ใครข้ามจักรวาลทั้งสิ้นอันมีน้ำเต็ม
เปี่ยมไปได้ ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ ใครเดินย่ำจักรวาล
ทั้งสิ้นที่ปกคลุมด้วยกอไผ่ไม่มีช่องว่างพ้นไปได้ ย่อมปรารถนาความเป็น
พระพุทธเจ้าได้ดังนี้ ผู้ใดได้ฟังดังนั้นอาจสามารถพูดว่า เรา ดังนี้ พึงทราบ
ว่าผู้นั้นมีความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำมีกำลัง. ก็สุเมธบัณฑิตประกอบด้วย
ฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่ที่จะทำเห็นปานดังกล่าวมา จึงปรารถนาแล้ว.
ก็พระโพธิสัตว์ผู้มีอภินีหารอันสำเร็จแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่เข้าถึง
อภัพพฐานะ คือฐานะอันไม่ควร ๑๘ ประการเหล่านี้.
อธิบายว่า จำเดิมแต่สำเร็จอภินีหารแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นไม่เป็น
คนบอดไม่เป็นคนหนวกมาแต่กำเนิด ๑ ไม่เป็นคนบ้า ๑ ไม่เป็นคนใบ้๑.
ไม่เป็นง่อยเปลี้ย ไม่เกิดขึ้นในหมู่คนมิลักขะ คือคนป่าเถื่อน ๑ ไม่เกิด
ในท้องนางทาสี ๑ ไม่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิคือคนมีมิจฉาทิฏฐิอันดิ่ง ๑ ท่าน
จะไม่กลับเพศ ๑ ไม่ทำอนันตริยกรรมห้า ๑ ไม่เป็นคนมีโรคเรื้อน ๑
ในกำเนิดดิรัจฉานจะไม่มีร่างกายเล็กกว่านกกระจาบ จะไม่ใหญ่โตกว่า
หน้า 270
ข้อ 2
ช้าง ๑ จะไม่เกิดขึ้นในขุปปิปาสิกเปรตและนิชฌามตัณหิกเปรต ๑ จะ
ไม่เกิดขึ้นในพวกกาลกัญชิกาสูร ๑ ไม่เกิดในอเวจีนรก ๑ ไม่เกิดใน
โลกันตนรก ๑ อนึ่ง จะไม่เป็นมาร ๑ ในชั้นกามาวจรทั้งหลาย ใน
ชั้นรูปาวจรทั้งหลาย จะไม่เกิดในอสัญญีภพ ๑ ไม่เกิดในชั้นสุทธาวาส ๑
ไม่เกิดในอรูปภพ ไม่ก้าวล้ำไปยังจักรวาลอื่น ๑.
พระโพธิสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยพุทธภูมิ ๔ เหล่านี้ คือ อุสสาหะ
ความอุตสาหะ ๑ อุมมัคคะ ปัญญา ๑ อวัตถานะ ความตั้งใจมั่น ๑
หิตจริยา การประพฤติประโยชน์เกื้อกูล ๑ ในพุทธภูมิ ๔ ประการนั้น
พึงทราบว่า
ความเพียร เรียกว่าอุสสาหะ ปัญญา เรียกว่าอุมมัคคะ
อธิษฐานความตั้งมั่น เรียกว่าอวัตถานะ การประพฤติประ-
โยชน์เกื้อกูลที่เรียกว่าหิตจริยา เรียกว่า เมตตาภาวนา.
อนึ่ง อัชฌาสัย ๖ ประการนี้ใด คืออัชฌาสัยในเนกขัมมะ ๑
อัชฌาสัยในปวิเวก ๑ อัชฌาสัยในอโลภะ ๑ อัชฌาสัยในอโทสะ ๑
อัชฌาสัยในอโมหะ ๑ และอัชฌาสัยในนิสสรณะ การสลัดออกจากภพ ๑
ย่อมเป็นไปเพื่อบ่มพระโพธิญาณ. และเพราะประกอบด้วยอัชฌาสัยเหล่า
ใด ท่านจึงเรียกพระโพธิสัตว์ทั้งหลายว่า ผู้มีเนกขัมมะเป็นอัธยาศัย
เห็นโทษในกามทั้งหลาย, ว่าผู้มีปวิเวกเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในการ
คลุกคลี, ว่าผู้มีอโลภะเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในความโลภ, ว่าผู้มีอโทสะ
เป็นอัธยาศัย เห็นโทษในโทสะ, ว่าผู้มีอโมหะเป็นอัธยาศัย เห็นโทษใน
โมหะ, ว่าผู้มีการสลัดออกจากภพเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในภพทั้งปวง.
หน้า 271
ข้อ 2
พระโพธิสัตว์ผู้สำเร็จอภินิหาร ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยเหล่านั้น
ด้วย.
ถามว่า ก็ความปรารถนาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็นไป
นานเพียงไร ? ตอบว่า ความปรารถนาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมเป็นไป ๒ อสงไขยแสนกัป ไม่อาจต่ำกว่านั้น พึงทราบเหตุในความ
ปรารถนานั้น โดยนัยดังกล่าวไว้ในเบื้องต้นนั่นแหละ ก็ว่าโดยกาลแม้มี
ประมาณเท่านี้ ผู้ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็จำต้อง
ปรารถนาสมบัติ ๕ ประการกระทำอภินีหาร. จริงอยู่ พระปัจเจกสัมพุทธ-
เจ้าเหล่านั้น
มีเหตุแห่งอภินิหารเหล่านี้ คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความ
ถึงพร้อมด้วยเพศชาย ๑ การได้เห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ ๑
การกระทำอันยิ่งใหญ่ ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า การได้เห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ
ได้แก่ การได้เห็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า และพระสาวก
ของพระพุทธเจ้า ท่านใดท่านหนึ่ง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอถามว่า ความปรารถนาของพระสาวกทั้งหลาย
เป็นไปตลอดกาลมีประมาณเท่าไร ?
ตอบว่า ความปรารถนาของพระอัครสาวกเป็นไป ๑ อสงไขย
แสนกัป ของพระอสีติมหาสาวกเป็นไปแสนกัปเท่านั้น. ความปรารถนา
ของพระพุทธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธอุปัฏฐาก และพระ-
พุทธบุตร ก็แสนกัปเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงไม่อาจต่ำกว่านั้น
เหตุในความปรารถนานั้น มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน.
หน้า 272
ข้อ 2
แต่พระสาวกเหล่านี้ ทุกองค์มีอภินิหารเฉพาะสองข้อเท่านั้น คือ
อธิการ การกระทำอันยิ่ง และ ฉันทตา ความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำ.
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย บำเพ็ญบารมีทั้งหลายตลอดกาลซึ่งมีประ
เภทตามที่กล่าวแล้ว ด้วยความปรารถนานี้ และด้วยอภินิหารนี้ อย่างนี้
แล้ว เมื่อจะเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นในสกุลกษัตริย์หรือสกุล
พราหมณ์.
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นในสกุลกษัตริย์ สกุล
พราหมณ์หรือสกุลคหบดี สกุลใดสกุลหนึ่ง.
ส่วนพระอัครสาวกย่อมเกิดขึ้นเฉพาะ ในสกุลกษัตริย์ และ สกุล
พราหมณ์ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า.
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เกิดขึ้นในสังวัฏฏกัปคือกัปเสื่อม ย่อม
เกิดขึ้นในวิวัฏฏกัปคือกัปเจริญ. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็เหมือนกัน.
อนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เกิดขึ้นในกาลที่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายบังเกิดขึ้น. พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และยัง
ให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้เฉพาะตนเอง แต่ไม่
ยังให้ผู้อื่นรู้. พระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมแทงตลอดอรรถรสเท่านั้น ไม่แทง
ตลอดธรรมรส. เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่อาจยกโลกุตรธรรม
ขึ้นสู่บัญญัติแล้วแสดง. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น มีการตรัสรู้ธรรม
เหมือนคนใบ้เห็นความฝัน และเหมือนพรานป่าลิ้มรสกับข้าวในเมือง
ฉะนั้น. ท่านบรรลุประเภทแห่งความแตกฉานในอิทธิฤทธิ์และสมาบัติ
ทั้งปวง เป็นผู้ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า สูงกว่าพระสาวก โดยคุณวิเศษ.
ให้คนอื่นบวชไม่ได้ แต่ให้ศึกษาอภิสมาจาริกวัตรได้ กระทำอุโบสถด้วย
หน้า 273
ข้อ 2
อุเทศนี้ว่า พึงทำการขัดเกลาจิต ไม่พึงถึงอวสานคือจบ หรือกระทำ
อุโบสถโดยเพียงกล่าวว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ และเมื่อจะทำอุโบสถ
ย่อมประชุมกันทำที่รัตนมาฬกะโรงแก้ว ณ ควงต้นไม้สวรรค์ บนภูเขา
คันธมาทน์แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกความปรารถนา และอภินิหารอัน
บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แก่ท่านพระ-
อานนท์ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะตรัสบอกพระปัจเจก-
พุทธเจ้านั้น ๆ ผู้เป็นไปพร้อมด้วยความปรารถนานี้ และด้วยอภินีหารนี้
จึงได้ตรัสขัคคิสาณสูตรนี้ โดยนัยมีอาทิว่า วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง
ดังนี้ นี้เป็นเหตุเกิดแห่งขัคควิสาณสูตรด้วยอำนาจการถาม โดยไม่พิเศษ
ก่อน.
บัดนี้ จะได้กล่าวการเกิดขึ้นแห่งขัคควิสาณสูตร โดยพิเศษ. ใน
ข้อนั้น พึงทราบการเกิดขึ้นแห่งคาถานี้อย่างนี้ก่อน :-
ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ หยั่งลงสู่ภูมิปัจเจกโพธิสัตว์
บำเพ็ญบารมีอยู่สองอสงไขยแสนกัป บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาค-
เจ้ากัสสปะ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรให้
บริบูรณ์ ได้กระทำสมณธรรมแล้ว. เขาว่า ขึ้นชื่อว่าผู้ไม่บำเพ็ญวัตรให้
บริบูรณ์อย่างนี้แล้วบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ ย่อมไม่มี. ก็วัตรอะไรที่
ชื่อว่า คตปัจจาคตวัตร. อธิบายว่า การนำไปและนำกลับมา. เรา
ทั้งหลายจักกล่าวโดยประการที่วัตรจะแจ่มแจ้ง.
ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้นำไปแต่ไม่นำกลับมา บางรูปนำกลับ
มา แต่ไม่นำไป บางรูปทั้งไม่นำไป ไม่นำกลับมา บางรูปทั้งนำไปและ
หน้า 274
ข้อ 2
นำกลับมา. บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุใดลุกขึ้นแต่เช้ามืด กระทำวัตร
ที่ลานพระเจดีย์ และลานโพธิ์ รดน้ำที่ต้นโพธิ์ ทำหม้อน้ำดื่มให้เต็มแล้ว
ตั้งไว้ในโรงน้ำดื่ม กระทำอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตร สมาทานขันธก-
วัตร ๘๒ และมหาวัตร ๑๔ ประพฤติอยู่. ภิกษุนั้นกระทำบริกรรม
ร่างกายแล้วเข้าสู่เสนาสนะ ยับยั้งอยู่ในที่นั่งอันสงัดจนถึงเวลาภิกขาจาร
รู้เวลาแล้ว นุ่งสบง ผูกรัดประคด ห่มจีวรเฉวียงบ่า เอาสังฆาฏิพาดไหล่
คล้องบาตรที่บ่า ใส่ใจถึงกรรมฐาน เดินไปลานพระเจดีย์ ไหว้พระเจดีย์
และต้นโพธิ์ แล้วห่มจีวรในที่ใกล้บ้าน แล้วถือบาตรเข้าบ้านไปบิณฑบาต
ก็ภิกษุผู้เข้าไปแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มีลาภ มีบุญ อันพวกอุบาสกอุบาสิกา
สักการะเคารพ กลับมาที่ตระกูลของอุปัฏฐากหรือโรงเป็นที่กลับ ถูกพวก
อุบาสกและอุบาสิกาถามปัญหานั้น ๆ อยู่ ย่อมละทิ้งมนสิการนั้นแล้วออก
ไป เพราะตอบปัญหาของอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น และเพราะความฟุ้งซ่าน
อันเกิดจากการแสดงธรรม แม้มายังวิหาร ถูกพวกภิกษุถามปัญหา ก็จะ
ต้องตอบปัญหา กล่าวธรรมะ และถึงการขวนขวายนั้น ๆ จะชักช้าอยู่
กับภิกษุเหล่านั้นด้วยประการอย่างนี้ ตลอดทั้งเวลาหลังภัต ทั้งปฐมยาม
และมัชฌิมยาม ถูกความชั่วหยาบทางกายครอบงำ แม้ในตอนปัจฉิมยาม
ก็จะนอนเสีย, ไม่ใส่ใจถึงกรรมฐาน. ภิกษุนี้เรียกว่า นำไป แต่ไม่นำ
กลับมา.
ส่วนภิกษุใดเป็นผู้มีความป่วยไข้มากมาย ฉันภัตตาหารแล้ว ในเวลา
ใกล้รุ่งก็ยังย่อยไม่เรียบร้อย ในเวลาเช้ามืด ไม่อาจลุกขึ้นกระทำวัตรตาม
ที่กล่าวได้ หรือไม่อาจมนสิการกรรมฐานได้ โดยที่แท้ ต้องการยาคู
ของเคี้ยว เภสัชหรือภัต พอได้เวลาเท่านั้น ก็ถือบาตรและจีวรเข้าบ้าน
หน้า 275
ข้อ 2
ได้ยาคูของเคี้ยว เภสัชหรือภัตในบ้านนั้นแล้ว นำบาตรออกมา ทำภัตกิจ
ให้เสร็จแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ กระทำไว้ในใจซึ่งพระกรรมฐาน
จะบรรลุคุณวิเศษหรือไม่ก็ตาม กลับมายังวิหารแล้วอยู่ด้วยมนสิการนั้นนั่น
แหละ ภิกษุนี้เรียกว่า นำกลับมาแต่ไม่ได้นำไป. จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลาย
ผู้เช่นนี้ ดื่มยาคูแล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตในพระพุทธศาสนา
ล่วงพ้นคลองแห่งการนับ. ในโรงฉันในบ้านนั้น ๆ ในเกาะสิงหล อาสนะ
ที่ภิกษุทั้งหลายนั่งดื่มข้าวยาคูแล้วไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่มี.
ส่วนภิกษุใด เป็นผู้มักอยู่ด้วยความประมาท ทอดธุระ ทำลาย
วัตรทั้งปวงเสีย มีจิตถูกผูกด้วยเครื่องผูกดุจตะปูตรึงใจ ๕ อย่างอยู่ ไม่
หมั่นประกอบมนสิการกรรมฐาน เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน ก็เนิ่นช้าด้วย
การกล่าวกับพวกคฤหัสถ์ เป็นคนเปล่า ๆ ออกมา ภิกษุนี้เรียกว่า ไม่นำ
ไปทั้งไม่นำกลับมา.
ส่วนภิกษุใดลุกขึ้นแต่เช้ามืด ทำวัตรทุกอย่างให้ครบบริบูรณ์โดย
นัยอันมีในก่อนนั่นแหละ ขัดสมาธิ มนสิการถึงกรรมฐานจนถึงเวลา
ภิกขาจาร. ธรรมดากรรมฐานมี ๒ อย่าง คือสัพพัตถกรรมฐาน คือ
กรรมฐานที่ใช้ทั่วทุกที่ และปาริหาริยกรรมฐาน กรรมฐานที่จะต้อง
บริหาร. ในกรรมฐาน ๒ อย่างนั้น เมตตา และมรณานุสสติ ชื่อว่า
สัพพัตถกรรมฐาน เพราะกรรมฐานดังกล่าวนั้น จำต้องการ จำต้อง
ปรารถนาในที่ทุกแห่ง เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า สัพพัตถกกรรมฐาน.
ธรรมดาเมตตาจำปรารถนาในที่ทั้งปวงมีอาวาสเป็นต้น. จริงอยู่ ภิกษุผู้มี
ปกติอยู่ด้วยเมตตาในอาวาสทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเพื่อน
สพรหมจารีทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น ย่อมอยู่เป็นผาสุก ไม่กระทบกระทั่ง
หน้า 276
ข้อ 2
กัน. ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในเทวดาทั้งหลาย จะเป็นผู้อันเหล่าเทวดา
รักษาคุ้มครองอยู่เป็นสุข. ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในพระราชาและมหา
อำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น จะเป็นผู้อันพระราชาและมหาอำมาตย์
เหล่านั้นรักใคร่หวงแหนอยู่เป็นสุข. ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในคาม
และนิคมเป็นต้น จะเป็นผู้อันคนทั้งหลายในที่เที่ยวภิกขาจารเป็นต้นในที่
ทุกแห่ง สักการะ เคารพ ย่อมอยู่เป็นสุข. ภิกษุละความชอบใจในชีวิต
เสียด้วยการเจริญมรณานุสสติ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่.
ส่วนกรรมฐานที่จะต้องบริหารทุกเมื่อ อันพระโยคีเรียนเอาแล้ว
ตามสมควรแก่จริตนั้น เป็นกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอสุภ ๑๐
กสิณ ๑๐ และอนุสสติ ๑๐ หรือเป็นเฉพาะจตุธาตุววัตถานการกำหนด
ธาตุ ๔ เท่านั้น กรรมฐานนั้นเรียกว่าปาริหาริยกรรมฐาน เพราะจำต้อง
บริหาร จำต้องรักษา และจำต้องเจริญอยู่ทุกเมื่อ ปาริหาริยกรรมฐาน
นั้นนั่นแล เรียกว่ามูลกรรมฐานก็ได้. อันกุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์บวชใน
พระศาสนาอยู่ร่วมกัน ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง
๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง กระทำกติกวัตรอยู่ว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายมิได้บวชเพราะเป็นหนี้ ไม่ได้บวชเพราะมีภัย ไม่ได้บวชเพราะ
จะทำการเลี้ยงชีพ แต่ประสงค์จะพ้นจากทุกข์ จึงได้บวชในพระศาสนานี้
เพราะฉะนั้น กิเลสที่เกิดในตอนเดิน ท่านทั้งหลายจงข่มเสียเฉพาะใน
ตอนเดิน กิเลสที่เกิดในตอนยืน จงข่มเสียเฉพาะในตอนยืน กิเลสที่เกิด
ในตอนนั่ง จงข่มเสียในตอนนั่ง กิเลสที่เกิดในตอนนอน จงข่มเสีย
เฉพาะในตอนนอน.
หน้า 277
ข้อ 2
กุลบุตรเหล่านั้นครั้นกระทำกติกวัตรอย่างนี้แล้ว เมื่อจะไปภิกขาจาร
ในระหว่างทางกึ่งอุสภะ หนึ่งอุสภะ กึ่งคาวุต และหนึ่งคาวุต มีหินอยู่ ก็
กระทำไว้ในใจถึงกรรมฐานด้วยสัญญานั้นเดินไปอยู่. ถ้าในตอนเดินไป
กิเลสเกิดขึ้นแก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมข่มกิเลสนั้นเสียในตอนเดินนั่นแหละ
เมื่อไม่อาจอย่างนั้นจึงยืนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ท่านผู้มาข้างหลังของผู้
นั้นก็จะต้องหยุดยืนอยู่. ผู้นั้นจะโจทท้วงตนขึ้นว่า ภิกษุนี้ย่อมรู้ความ
ดำริที่เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน ข้อนี้ไม่สมควรแก่ท่าน ดังนี้แล้วเจริญวิปัสสนา
ย่อมก้าวลงสู่อริยภูมิในตอนยืนนั้นนั่นเอง เมื่อไม่อาจอย่างนั้น จึงนั่งอยู่
นัยนั้นเหมือนกันว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ท่านผู้มาข้างหลังของผู้นั้นก็จะ
ต้องนั่ง ดังนี้. เมื่อไม่อาจก้าวลงสู่อริยภูมิ ก็ข่มกิเลสนั้นแล้วใส่ใจถึงกรรม-
ฐานเท่านั้นเดินไป (ถ้า) มีจิตเคลื่อนจากกรรมฐานอย่ายกเท้าไป ถ้าจะยก
เท้าไป ต้องกลับมายืน ณ ที่เดิมให้ได้. เหมือนพระมหาผุสสเทวเถระ
ผู้อยู่ในอาลินทกะ.
ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรเท่านั้นอยู่ถึง ๑๙ ปี
ฝ่ายคนทั้งหลาย ไถนา หว่านข้าว นวดข้าว และทำการงานอยู่ในระหว่าง
ทาง เห็นพระเถระเดินไปอย่างนั้น จึงเจรจากันว่า พระเถระเดินกลับ
มาบ่อย ๆ ท่านหลงทางหรือว่าลืมอะไร. พระเถระไม่สนใจข้อนั้น มีจิต
ประกอบด้วยกรรมฐานอย่างเดียว การทำสมณธรรมอยู่ ภายใน ๒๐ ปีก็
ได้บรรลุพระอรหัต. ในวันที่พระเถระนั้นบรรลุพระอรหัตนั่นแล เทวดา
ผู้สิงอยู่ท้ายที่จงกรม ได้ยืนเอานิ้วทั้งหลายทำแสงสว่างให้โพลงขึ้น ท้าว
มหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมต่างมายังที่
บำรุง และพระมหาติสสเถระผู้อยู่ในป่า ได้เห็นแสงสว่างนั้น ในวันที่
หน้า 278
ข้อ 2
สองจึงถามท่านว่า ในตอนกลางคืน ได้มีแสงสว่างในสำนักของท่านผู้มี
อายุ แสงสว่างนั้น คือแสงอะไร ? พระเถระเมื่อจะทำความสับสนคือ
พรางเรื่อง จึงกล่าวคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมดาแสงสว่าง เป็นแสงของ
ประทีปก็มี เป็นแสงของแก้วมณีก็มี ท่านถูกแค่นไค้ว่า พระคุณเจ้า
ปกปิดหรือ จึงรับว่าครับ แล้วจึงได้บอก.
และเหมือนพระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาฬวิลลิมัณฑปะ. ได้ยินว่า
พระเถระแม้นั้น เมื่อจะบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร จึงคิดว่า เบื้องต้น เรา
จักบูชาพระมหาปธานความเพียรใหญ่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน แล้ว
จึงอธิษฐานการยืนและการจงกรมเท่านั้นถึง ๗ ปี ได้บำเพ็ญคตปัจจาคต-
วัตรอีก ๑๖ ปีจึงบรรลุพระอรหัต. พระเถระมีจิตประกอบตามกรรมฐาน
อยู่อย่างนี้ทีเดียว จึงยกเท้าไป เมื่อมีจิตพรากจากกรรมฐาน ยกเท้าจะ
หวนกลับมา ท่านไปจนใกล้บ้านแล้วยืนอยู่ในสถานที่อันน่าสงสัยว่า จะเป็น
แม่โคหรือบรรพชิตหนอ จึงห่มสังฆาฏิถือบาตรไปถึงประตูบ้าน แล้วเอา
น้ำจากคนโทน้ำที่หนีบรักแร้มาอม แล้วจึงเข้าบ้านด้วยคิดว่า ความ
สับสนแห่งกรรมฐานของเราอย่าได้มี แม้ด้วยเหตุสักว่าการกล่าวกะพวกคน
ผู้เข้าไปหาเพื่อถวายภิกษาหรือเพื่อจะไหว้ว่า จงมีอายุยืนเถิด. ก็ถ้าพวกเขา
ถามท่านถึงวันว่า ท่านผู้เจริญ วันนี้ ๗ ค่ำ หรือ ๘ ค่ำ ท่านจะกลืนน้ำแล้ว
จึงบอก ถ้าผู้ถามถึงวันไม่มี ในเวลาออกไป ท่านจะบ้วนทั้งที่ประตูบ้าน
แล้วจึงไป.
และเหมือนภิกษุ ๕๐ รูป จำพรรษาอยู่ในกลัมพติตถวิหาร ใน
เกาะสิงหล. ได้ยินว่า ในวันอุโบสถใกล้เข้าพรรษา ภิกษุเหล่านั้นได้
กระทำกติกวัตรกันว่า เราทั้งหลายยังไม่บรรลุพระอรหัต จักไม่พูดกะกัน
หน้า 279
ข้อ 2
และกัน. และเมื่อจะเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต อมน้ำที่ประตูบ้านแล้วจึงเข้า
ไป. เมื่อเขาถามถึงวัน ก็กลืนน้ำแล้วจึงบอก เมื่อไม่มีผู้ถาม ก็บ้วนที่
ประตูบ้านแล้วกลับมายังวิหาร. คนทั้งหลายในที่นั้นเห็นที่ที่บ้วนน้ำก็รู้ได้
ว่า วันนี้ มารูปเดียว วันนี้มาสองรูป. และพากันคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุ
เหล่านั้นไม่พูดกับพวกเราหรือว่าไม่พูดแม้กะกันและกัน. ถ้าไม่พูดแม้กะกัน
และกัน จักเกิดวิวาทกันแน่แท้ เอาเถอะ พวกเราจักให้ภิกษุเหล่านั้น
ขอโทษกะกันและกัน. คนทั้งปวงได้พากันไปยังวิหาร. เมื่อภิกษุ ๕๐ รูป
ในวิหารนั้นเข้าพรรษาแล้ว จึงไม่ได้เห็นภิกษุ ๒ รูปในที่เดียวกัน. ลำดับ
นั้น บรรดาคนเหล่านั้น บุรุษผู้มีดวงตากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย โอกาสของตนผู้ทำการทะเลาะกัน ย่อมไม่เป็นเช่นนี้ ลาน
พระเจดีย์ ลานโพธิ์ เกลี้ยงเกลา ไม้กวาดก็เก็บไว้เรียบร้อย น้ำดื่มน่าใช้
ก็ตั้งไว้ดี แต่นั้นคนเหล่านั้นจึงพากันกลับ. ภิกษุแม้เหล่านั้นเจริญวิปัสสนา
ภายในพรรษาเท่านั้น ได้บรรลุพระอรหัต ในวันมหาปวารณา จึง
ปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณา.
ภิกษุมีจิตประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น เหมือนพระมหานาคเถระ
ผู้อยู่ในกาฬวัลลิมัณฑปะ และเหมือนภิกษุผู้จำพรรษาอยู่ในกลัมพติตถ-
วิหาร ด้วยประการอย่างนี้ ย่างเท้าไปใกล้บ้านจึงอมน้ำ กำหนดถนน
ในถนนใดไม่มีคนก่อการทะเลาะมีนักเลงสุราเป็นต้น หรือช้างดุม้าดุเป็น
ต้น จึงดำเนินไปตามถนนนั้น. และเมื่อเที่ยวบิณฑบาตไปในถนนนั้น
ก็รีบร้อนไปโดยรวดเร็ว. ชื่อว่าธุดงค์ของภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตโดย
รวดเร็วเป็นวัตรย่อมไม่มี. อนึ่ง ไปถึงภูมิภาคอันไม่สม่ำเสมอ ก็เป็นผู้
นิ่งเดินไป เหมือนเกวียนเต็มน้ำ และเข้าไปตามลำดับบ้าน เพื่อที่จะ
หน้า 280
ข้อ 2
กำหนดผู้ใคร่จะให้หรือไม่ให้ จึงรอเวลาอันเหมาะสมแก่กิจนั้น รับภิกษา
ได้แล้วนั่งอยู่ในโอกาสอันสมควร เมื่อมนสิการกรรมฐาน จึงเข้าไปยัง
ความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร พิจารณาโดยเปรียบด้วยน้ำมันหยอดเพลา
ทายาแผล และเนื้อของบุตร บริโภคอาหารอันประกอบด้วยองค์ ๘ ว่า
มิใช่เพื่อเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา ฯลฯ และบริโภคแล้วทำกิจด้วยน้ำ บรรเทา
ความลำบากเพราะภัตครู่หนึ่ง แล้วกระทำไว้ในใจถึงกรรมฐาน ตลอด
กาลภายหลังภัต ตลอดยามแรกและยามสุดท้าย เหมือนกาลก่อนภัต. ภิกษุ
นี้เรียกว่า นำไปและนำกลับมาด้วย. การนำไปและนำกลับมานี้ด้วย
ประการอย่างนี้ เรียกว่าคตปัจจาคตวัตร.
ภิกษุผู้บำเพ็ญวัตรนี้อยู่ ถ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ย่อมบรรลุ
พระอรหัตในปฐมวัยทีเดียว ถ้าไม่บรรลุในปฐมวัย ก็จะบรรลุในมัชฌิมวัย
ถ้าไม่บรรลุในมัชฌิมวัย ก็จะบรรลุในเวลาใกล้จะตาย ถ้าไม่บรรลุใน
เวลาใกล้จะตาย ก็จะเป็นเทวบุตรแล้วบรรลุ ถ้าเป็นเทวบุตรไม่บรรลุ ก็จะ
ได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน. ถ้าไม่ได้เป็นพระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าปรินิพพาน ก็จะได้เป็นผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน ในความเป็นผู้พร้อม
หน้าต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เหมือนพระพาหิยเถระ หรือจะเป็นผู้มีปัญญา
มากเหมือนพระสารีบุตรเถระ.
พระปัจเจกโพธิสัตว์นี้ บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป
เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรนี้อยู่สองหมื่นปี กระทำ
กาละแล้วบังเกิดขึ้นในกามาวจรเทวโลก. จุติจากนั้นแล้วได้ถือปฏิสนธิ
ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี. สตรีทั้งหลายผู้ฉลาด
ย่อมรู้การตั้งครรภ์ได้ในวันนั้นเอง. ก็พระอัครมเหสีนั้นเป็นสตรีคนหนึ่ง
หน้า 281
ข้อ 2
บรรดาสตรีเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พระอัครมเหสีแม้นี้ก็กราบทูลการตั้ง
ครรภ์นั้นแด่พระราชา. ข้อที่เมื่อสัตว์ผู้มีบุญเกิดขึ้นในครรภ์ มาตุคาม
ย่อมได้การบริหารครรภ์นั้น เป็นของธรรมดา. เพราฉะนั้น พระราชา
จึงได้ประทานการบริหารครรภ์แก่พระอัครมเหสีนั้น. จำเดิมแต่นั้น
พระนางไม่ได้กลืนกินอะไร ๆ ที่ร้อนจัด เย็นจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ด
จัด และขมจัด. เพราะเมื่อมารดากลืนกินของที่ร้อนจัด สัตว์ที่เกิดใน
ครรภ์ย่อมเป็นเหมือนอยู่ในโลหกุมภี เมื่อกลืนกินของเย็นจัด ย่อมเป็น
เหมือนอยู่ในโลกันตนรก เมื่อบริโภคของเปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ขม
จัด อวัยวะของทารกย่อมมีเวทนากล้า เหมือนถูกผ่าด้วยมีดแล้วราดด้วย
ของเปรี้ยวเป็นต้น. ผู้บริหารครรภ์ทั้งหลายย่อมห้ามพระนางจากการเดิน
มาก ยืนมาก นั่งมาก และนอนมาก ด้วยหวังใจว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์
อย่าได้มีความลำบากเพราะการเคลื่อนไหว. พระนางได้การเดินเป็นต้น
บนภาคพื้นที่ลาดด้วยเครื่องอันนุ่มโดยพอประมาณ ย่อมได้เสวยข้าวน้ำที่
เป็นสัปปายะ อร่อย สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น ผู้บริหารครรภ์
กำหนดให้พระนางเดิน ให้ประทับนั่งและให้ออกไป.
พระนางอันเขาบริหารอยู่อย่างนี้ ในเวลาพระครรภ์แก่ เสด็จเข้า
เรือนประสูติ ในเวลาใกล้รุ่ง ประสูติพระโอรสผู้เช่นกับก้อนมโนศิลาที่
เคล้าด้วยน้ำมันที่หุงแล้ว ประกอบด้วยธัญญลักษณะ และบุญลักษณะ.
ในวันที่ ๕ จากวันนั้น พระญาติทั้งหลายจึงแสดงพระโอรสนั้น ผู้ตกแต่ง
ประดับประดาแล้วแด่พระราชา. พระราชาทรงดีพระทัย ให้บำรุงด้วย
แม่นม ๖๖ นาง. พระราชโอรสนั้นเจริญด้วยสมบัติทั้งปวง ไม่นานนัก
ก็ทรงบรรลุความเป็นผู้รู้เดียงสา. พระราชาทรงอภิเษกพระโอรสนั้นผู้มี
หน้า 282
ข้อ 2
พระชนม์ ๑๖ พรรษาด้วยราชสมบัติ และให้บำรุงบำเรอด้วยนางฟ้อน
ต่าง ๆ พระราชโอรสผู้อภิเษกแล้ว ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัต
โดยพระนาม ครองราชสมบัติในสองหมื่นนครในสกลชมพูทวีป. ได้ยินว่า
ในชมพูทวีป เมื่อก่อน ได้มีนครอยู่แปดหมื่นสี่พันนคร นครเหล่านั้น
เสื่อมไปเหลืออยู่หกหมื่นนคร แต่นั้น เสื่อมไปเหลืออยู่สี่หมื่นนคร ก็ใน
เวลาเสื่อมหมดมีเหลืออยู่สองหมื่นนคร. ก็พระเจ้าพรหมทัตนี้อุบัติขึ้นใน
เวลาเสื่อมหมด เพราะเหตุนั้น พระเจ้าพรหมทัตจึงได้มีสองหมื่นนคร
มีปราสาทสองหมื่นองค์ มีพลช้างสองหมื่นเชือก มีพลม้าสองหมื่นตัว
มีพลรถสองหมื่นคัน มีพลเดินเท้าสองหมื่นคน มีสตรีสองหมื่นนาง คือ
นางในและหญิงฟ้อน มีอำมาตย์สองหมื่นคน.
พระเจ้าพรหมทัตนั้น ทรงครองมหาราชสมบัติอยู่นั่นแล ทรง
การทำกสิณบริกรรม ทรงทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้ว
ก็เพราะเหตุว่าพระราชาผู้อภิเษกแล้ว ต้องประทับนั่งในศาลเป็นประจำ
ฉะนั้น วันหนึ่งเวลาเช้าตรู่ เสวยพระกระยาหารเข้าแล้ว ประทับนั่งใน
ที่วินิจฉัย. พวกคนได้กระทำเสียงดังลั่นเอ็ดอึงในที่นั้น. พระองค์ทรง
ดำริว่า เสียงนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมาบัติ จึงเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทประทับ
นั่งด้วยหวังว่าจะเข้าสมาบัติ ก็ไม่อาจเข้าได้ สมาบัติเสื่อมไปเพราะความ
สับสนในตอนเป็นพระราชา. ลำดับนั้น จึงทรงดำริว่า ราชสมบัติประเสริฐ
หรือสมณธรรมประเสริฐ. แต่นั้น ทรงทราบว่า ความสุขในราชสมบัติ
นิดหน่อย มีโทษมาก แต่ความสุขในสมณธรรมไพบูลย์ มีอานิสงส์
มิใช่น้อย และบุรุษชั้นสูงเสพแล้ว จึงทรงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า เธอจง
ปกครองราชสมบัตินี้โดยธรรมโดยสม่ำเสมอ อย่าครอบครองโดยไม่เป็น
หน้า 283
ข้อ 2
ธรรม ดังนี้แล้ว ทรงมอบสมบัติทั้งปวงให้แก่อำมาตย์นั้น แล้วเสด็จขึ้น
ปราสาท ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในสมาบัติ ใคร ๆ จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ ยกเว้น
แต่ผู้จะถวายน้ำสรงพระพักตร์และไม้ชำระฟัน กับคนผู้จะนำพระกระ-
ยาหารไปถวายเป็นต้น.
ลำดับนั้น เมื่อเวลาล่วงไปประมาณกึ่งเดือน พระมเหสีตรัสถามว่า
พระราชาไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ในการเสด็จไปอุทาน การทอดพระเนตร
กำลังพล และการฟ้อนเป็นต้น พระราชาเสด็จไปไหน. อำมาตย์ทั้งหลาย
จึงกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระมเหสี. พระนางทรงให้ส่งข่าวแก่อำมาตย์
(ผู้รับมอบราชสมบัติ) ว่า เมื่อท่านรับมอบราชสมบัติ แม้เราก็เป็นอัน
ท่านรับมอบด้วย ท่านจงมาสำเร็จการอยู่ร่วมกับเรา. อำมาตย์นั้นปิดหู.
ทั้งสองข้างเสีย แล้วห้ามว่า คำนี้ไม่น่าฟัง. พระนางจึงให้ส่งข่าวไปอีก
๒-๓ ครั้ง ให้คุกคามเขาผู้ไม่ปรารถนาว่า ถ้าท่านไม่ทำ เราจะปลดท่าน
แม้จากตำแหน่ง จะให้ปลงแม้ชีวิตท่าน. อำมาตย์นั้นกลัวคิดว่า ธรรมดา
มาตุคามเป็นผู้ตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยว บางครั้งจะให้กระทำแม้อย่างที่ตรัสนั้น.
วันหนึ่งไปที่ลับสำเร็จการอยู่ร่วมกันบนพระที่สิริไสยากับพระนาง. พระ-
นางเป็นหญิงมีบุญ มีสัมผัสสบาย อำมาตย์นั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัด
ในสัมผัสของพระนาง ทั้งระแวงทั้งสงสัยนั่นแหละก็ได้ไปในที่นั้นเนือง ๆ
ต่อมาหมดความระแวงสงสัย เริ่มเข้าไปโดยลำดับดุจเจ้าของเรือนของตน.
ลำดับนั้น คนของพระราชาได้กราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา.
พระราชาไม่ทรงเชื่อ. จึงพากันกราบทูลแม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม.
ลำดับนั้น พระราชาทรงแอบไป ได้ทรงเห็นด้วยพระองค์เอง จึงรับสั่ง
ให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหมดแล้วแจ้งให้ทราบ. อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า
หน้า 284
ข้อ 2
อำมาตย์ผู้นี้ผิดต่อพระราชา ควรตัดมือ ควรตัดเท้า ดังนี้แล้ว ชี้กรรมกรณ์
การลงโทษทางกายทั้งหมดจนกระทั่งถึงการเสียบหลาว. พระราชาตรัสว่า
ในการฆ่า การจองจำ และการทุบตีผู้นี้ การเบียดเบียนก็จะพึงเกิดขึ้น
แก่เรา ในการปลงชีวิต ปาณาติบาตก็จะพึงเกิด ในการริบทรัพย์ อทินนา-
ทานก็จะพึงเกิดขึ้น ไม่ควรทำกรรมเห็นปานนี้ พวกท่านจงขับไล่อำมาตย์
ผู้นี้ออกไปเสียจากอาณาจักรของเรา. อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเขาให้เป็น
คนไม่มีเขตแดน. เขาจึงพาเอาทรัพย์และบุตรของตนที่พอจะนำเอาไปได้
ไปยังเขตแดงของพระราชาอื่น. พระราชาในเขตแดนนั้นได้ทรงทราบ
เข้าจึงตรัสถามว่า ท่านมาทำไม ? อำมาตย์นั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่
สมมติเทพ ข้าพระองค์ปรารถนาจะคอยรับใช้พระองค์. พระราชานั้นจึง
รับเอาไว้. พอล่วงไป ๒-๓ วัน อำมาตย์ได้ความคุ้นเคยแล้วได้กราบ
ทูลคำนี้กะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นน้ำผึ้งไม่มี
ตัวอ่อน คนผู้จะเคี้ยวกินน้ำผึ้งนั้นก็ไม่มี. พระราชาทรงดำริว่า อะไรนี่
คนที่จะประสงค์จะเย้ยจึงจะกล่าว จึงไม่ทรงเชื่อฟัง. อำมาตย์นั้นได้ช่อง
จึงได้กราบทูลพรรณนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก พระราชาตรัสถามว่า นี่อะไร ?
อำมาตย์นั้น กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติในเมืองพาราณสี
พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านประสงค์จะนำเราไปฆ่าให้ตายหรือ.
อำมาตย์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าได้ตรัสอย่างนั้น
ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ขอพระองค์จงส่งคนไป. พระราชาจึงทรงส่งคน
ทั้งหลายไป คนเหล่านั้นไปถึงแล้ว จึงขุดซุ้มประตูแล้วโผล่ขึ้นในตำหนัก
ที่บรรทมของพระราชา.
หน้า 285
ข้อ 2
พระราชาทรงเห็นแล้วตรัสถามว่า พวกท่านพากันมาเพื่ออะไร ?
คนเหล่านั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์เป็นโจร พระเจ้าข้า พระราชา
ได้ให้ทรัพย์แก่คนเหล่านั้นแล้วตรัสสอนว่า พวกท่านอย่าได้กระทำอย่างนี้
อีกแล้วปล่อยตัวไป คนเหล่านั้นจึงมากราบทูลให้พระราชานั้นทรงทราบ.
พระราชานั้นทรงทดลองอย่างนั้นแหละครั้งที่สองอีก ทรงทราบว่า พระ-
ราชาทรงมีศีล จึงคุมกองทัพมีองค์ ๔ เช้าประชิดนครหนึ่งในระหว่าง
แดน แล้วให้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ในนครนั้นว่า ท่านจะให้นครแก่เราหรือว่า
จะรบ. อำมาตย์นั้นจึงให้คนกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระเจ้าพรหมทัตว่า
ขอพระองค์ผู้สมมติเทพจงสั่งมาว่า จะรบหรือจะให้นคร. พระราชาทรง
ส่งข่าวไปว่า ไม่จำต้องรบ ท่านจงให้นครแล้วจงมาในนครพาราณสีนี้.
อำมาตย์นั้นได้กระทำตามรับสั่งอย่างนั้น ฝ่ายพระราชาที่เป็นข้าศึกยึดนคร
นั้นได้แล้ว ทรงส่งทูตทั้งหลายไปแม้ในนครที่เหลือเหมือนอย่างนั้นแหละ
อำมาตย์แม้เหล่านั้นก็กราบทูลแก่พระเจ้าพรหมทัตอย่างนั้นเหมือนกัน อัน
พระเจ้าพรหมทัตนั้นตรัสว่า ไม่จำต้องรบ พึงมา ณ ที่นี่ จึงพากันมายัง
เมืองพาราณสี.
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่
มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์จักรบกับพระราชานั้น. พระราชาทรงห้ามว่า
ปาณาติบาตจักมีแก่เรา. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
พวกข้าพระองค์จักจับเป็นพระราชานั้น แล้วนำมาในที่นี้ทีเดียว ทำให้
พระราชาทรงยินยอมด้วยอุบายต่าง ๆ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช
ขอพระองค์จงเสด็จมา ดังนี้แล้วเริ่มจะไป พระราชาตรัสว่า ถ้าท่านทั้งหลาย
จะไม่กระทำสัตว์ให้ตาย ด้วยการประหารและปล้น เราก็จะไป. อำมาตย์
หน้า 286
ข้อ 2
ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์จะไม่ทำ พวก
ข้าพระองค์จะแสดงภัยแล้วให้หนีไป ดังนี้แล้วจึงคุมจตุรงคินีเสนา ใส่
ดวงประทีปในหม้อแล้วไปในตอนกลางคืน. วันนั้น พระราชาที่เป็น
ข้าศึกยึดนครในที่ใกล้เมืองพาราณสีได้แล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้จะมีอะไร
จึงให้ปลดเครื่องผูกสอดในตอนกลางคืน เป็นผู้ประมาท จึงก้าวลงสู่ความ
หลับพร้อมกับหมู่พล.
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้พาพระเจ้าพรหมทัตไปถึงค่ายของ
พระราชาผู้เป็นข้าศึก จึงให้นำดวงประทีปออกจากหม้อทุกหม้อ ทำให้
โชติช่วงเป็นอันเดียวกัน แล้วกระทำการโห่ร้อง อำมาตย์ของพระราชาที่
เป็นข้าศึก เห็นหมู่พลมากมายก็กลัว จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาของตนแล้ว
ได้กล่าวเสียงดังลั่นว่า ขอพระองค์จงลุกขึ้นเคี้ยวกินน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวอ่อนเถิด.
แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม ก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. พระราชาผู้เป็น
ข้าศึกทรงตื่นขึ้นเพราะเสียงนั้น ถึงความกลัวหวาดสะดุ้ง. เสียงโห่ร้อง
ตั้งร้อยลั่นไปแล้ว. พระราชานั้นทรงดำริว่า เราเชื่อคำของคนอื่น จึงตก
ไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ทรงบ่นถึงเรื่องนั้น ๆ ไปตลอดทั้งคืน ในวัน
รุ่งขึ้น ทรงดำริว่า พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม คงไม่ทำการขัดขวาง
เราจะไปให้พระองค์อดโทษ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา คุกเข่าลงแล้วกราบ
ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอดโทษผิดของหม่อมฉัน. พระ-
ราชาทรงโอวาทพระราชาที่เป็นข้าศึกนั้น ตรัสว่า จงลุกขึ้นเถิด หม่อมฉัน
อดโทษแก่พระองค์. พระราชาข้าศึกนั้น เมื่อพระราชาสักว่า ตรัสอย่างนั้น
เท่านั้น ก็ได้ถึงความโล่งพระทัยอย่างยิ่ง ได้ราชสมบัติในชนบท
หน้า 287
ข้อ 2
ใกล้เคียงพระเจ้าพาราณสีนั่นเอง พระราชาทั้งสองนั้นได้เป็นพระสหายกัน
และกัน.
ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเสนาทั้งสองฝ่ายรื่นเริง
บันเทิงยืนร่วมกันได้ จึงทรงดำริว่า เพราะเราผู้เดียวเท่านั้นตามรักษาจิต
หยาดโลหิตสักเท่าแมลงวันตัวเล็ก ๆ ดื่มได้ จึงไม่เกิดขึ้นในหมู่มหาชนนี้
โอ สาธุ โอ ดีแล้ว ! สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข อย่าได้มีเวรกัน
อย่าเบียดเบียนกัน แล้วทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น ทรงทำเมตตาฌาน
นั้นนั่นแหละให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย กระทำให้แจ้งปัจเจก-
โพธิญาณ บรรลุความเป็นพระสยัมภูแล้ว. อำมาตย์ทั้งหลายหมอบกราบ
ลงแล้ว กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตผู้มีความสุขด้วยสุขในมรรคและผล ผู้
ประทับนั่งอยู่บนคอช้างว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า การที่จะเสด็จไป พึงทำ
สักการะแก่หมู่พลผู้ชนะ พึงให้เสบียงคือภัตแก่หมู่พลผู้แพ้. พระเจ้า
พรหมทัตนั้นตรัสว่า นี่แน่ะพนา เราไม่ได้เป็นพระราชา เราชื่อว่า
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระองค์ผู้ประเสริฐ
ตรัสอะไร พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นผู้เช่นนี้. พระ-
ราชาตรัสว่า พนายทั้งหลาย พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร.
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ธรรมดาพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้มีผม
และหนวดยาวสองนิ้ว ประกอบด้วยบริขาร ๘. พระราชาจึงเอาพระหัตถ์
ขวาลูบพระเศียร. ทันใดนั้นเพศคฤหัสถ์อันตรธานหายไป เพศบรรพชิต
ปรากฏขึ้น. พระองค์มีพระเกสาและพระมัสสุประมาณสองนิ้ว ประกอบ
ด้วยบริขาร ๘ เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษาหนึ่งร้อย. พระราชาทรง
เข้าจตุตถฌานเหาะจากคอช้างขึ้นสู่เวหาส ประทับนั่งบนดอกปทุม. อำมาตย์
หน้า 288
ข้อ 2
ทั้งหลายถวายบังคมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็น
กรรมฐาน พระองค์บรรลุได้อย่างไร ? พระราชานั้น เพราะเหตุที่
พระองค์มีกรรมฐานมีเมตตาฌานเป็นอารมณ์ และทรงเห็นแจ้งวิปัสสนา
นั้น จึงได้บรรลุ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสคาถา
นี้แหละอันเป็นอุทานคาถา และพยากรณ์คาถาว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย
ทณฺฑํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพสุ แปลว่า ไม่เหลือ. บทว่า
ภูเตสุ ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย. ในที่นี้มีความสังเขปเท่านี้ ส่วนความ
พิสดาร ข้าพเจ้าจักกล่าวในอรรถกถารัตนสูตร. บทว่า นิธาย แปลว่า
วางแล้ว. บทว่า ทณฺฑํ ได้แก่ อาชญาทางกาย วาจา และใจ. คำนี้
เป็นชื่อของกายทุจริตเป็นต้น. จริงอยู่ กายทุจริตชื่อว่าทัณฑ์ เพราะย่อม
ลงโทษ อธิบายว่า เบียดเบียน คือทำให้ถึงความพินาศฉิบหาย. วจีทุจริต
และมโนทุจริต ก็เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ทัณฑ์ได้แก่ทัณฑ์คือการ
ประหาร อธิบายว่า วางทัณฑ์คือการประหารนั้น ดังนี้ก็มี. บทว่า
อวิเหยํ แปลว่า ไม่เบียดเบียน. บทว่า อญฺตรมฺปิ ได้แก่ คนใด
คนหนึ่ง คือแม้คนหนึ่ง. บทว่า เตสํ โยคว่า สัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น.
บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย ความว่า ไม่พึงปรารถนาบุตรชนิดใดชนิดหนึ่ง
ในบรรดาบุตร ๔ จำพวกนี้ คือบุตรที่เกิดแต่ตน บุตรเกิดแต่ภริยา บุตร
ที่เขาให้ และอันเตวาสิก คือลูกศิษย์. บทว่า กุโต สหายํ ความว่า
แต่สหายควรปรารถนา เพราะเหตุนั้น จะปรารถนาสหายนั้นแต่ไหนเล่า.
บทว่า เอโก ความว่า ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชา, ชื่อว่า
ผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อน, ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหา
หน้า 289
ข้อ 2
ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าปราศจากกิเลสโดยส่วนเดียว, ชื่อว่าผู้เดียว
เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณผู้เดียว. จริงอยู่ ท่านเป็น
ไปอยู่ในท่ามกลางสมณะตั้งพันองค์ ก็ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตัดความเกี่ยว
ข้องกับคฤหัสถ์เสีย. ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชาอย่างนี้ . ยืนผู้เดียว
เดินผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว ไปอยู่คือเป็นไปผู้เดียว เพราะเหตุนั้น
จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อนด้วยประการอย่างนี้.
บุคคลมีตัณหาเป็นเพื่อน จึงท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาลอัน
ยาวนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีภาวะเป็นอย่างนี้ และมี
ภาวะเป็นอย่างอื่น. ภิกษุรู้โทษนี้แล้วปราศจากตัณหา ไม่ล้อ
มั่น มีสติ พึงงดเว้นตัณหาอันเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์เสีย.
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหาได้ด้วย
ประการอย่างนี้. กิเลสทั้งปวงเป็นอันท่านละได้แล้ว มีมูลรากขาดแล้ว
ทำให้เป็นดุจวัตถุคือที่ตั้งของต้นตาล ทำให้ถึงความไม่มีต่อไป มีอัน
ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่า
ปราศจากกิเลสโดยส่วนเดียว ด้วยประการอย่างนี้. ท่านไม่มีอาจารย์ เป็น
สยัมภู. ตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณด้วยตนเอง เพราะ.
เหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณ
ผู้เดียว ด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า จเร ความว่า จริยา ๘ เหล่านี้ใด คืออิริยาบถจริยาใน
อิริยาบถ ๔ ของผู้ที่สมบูรณ์ด้วยปณิธิ. อายตนจริยาในอายตนะภายใน
และภายนอก ๖ ของผู้ที่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. สติจริยาใน
สติปัฏฐาน ๔ ของผู้ที่มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท. สมาธิจริยาในฌาน ๔
หน้า 290
ข้อ 2
ของผู้ที่ประกอบเนือง ๆ ในอธิจิต. ญาณจริยาในอริยสัจ ๔ ของผู้ที่สมบูรณ์
ด้วยพุทธิปัญญา. มรรคจริยาในอริยสัจ ๔ ของผู้ที่ปฏิบัติชอบ. ปัตติ-
จริยาในสามัญญผล ๔ ของผู้ที่บรรลุผล. และโลกัตถจริยาในสรรพสัตว์
ของพระพุทธเจ้า ๓ จำพวก. บรรดาจริยาเหล่านั้น จริยาของพระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าโดยบางส่วน. เหมือนดังท่านกล่าว
ไว้ว่า บทว่า จริยา ได้แก่ จริยา ๘ คืออิริยบถจริยา. ความพิสดาร
แล้ว. พึงเป็นผู้ประกอบด้วยจริยาเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า
จริยา ๘ แม้อื่นอีกท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ผู้น้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วย
ศรัทธา ผู้ประคองไว้ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งมั่นย่อม
ประพฤติด้วยสติ ผู้ไม่ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้อยู่ย่อมพระพฤติ
ด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้งอยู่ย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ย่อมประพฤติอายตน-
จริยาโดยมนสิการว่า กุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดแก่ผู้ปฏิบัติอย่างนี้.
ย่อมประพฤติวิเสสจริยาโดยมนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษ
พึงเป็นผู้ประกอบด้วยจริยา ๘ แม้เหล่านั้น. ในคำว่า ขคฺควิสาณกปฺโป
นี้ เขาของแรดชื่อว่านอแรด. ความหมายของกัปปศัพท์ ข้าพเจ้าจัก
ประกาศในอรรถกถามงคลสูตร. แต่ในที่นี้กัปปศัพท์นี้ พึงทราบว่า
ให้พิสดาร เช่น ดังในประโยคว่า ผู้เจริญทั้งหลาย นัยว่า พวกเราปรึกษา
หารืออยู่กับพระสาวกผู้เช่นกับพระศาสดา. บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ท่าน
จึงอธิบายว่า เช่นกันนอแรด. พรรณนาความโดยบทในที่นี้ เพียง
เท่านี้ก่อน.
แต่เมื่อว่าด้วยความเกี่ยวเนื่องกันโดยอธิบาย พึงทราบอย่างนี้.
อาชญามีประการดังกล่าวนี้ใด อันบุคคลให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลาย ย่อม
หน้า 291
ข้อ 2
ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เราปล่อยวางอาชญานั้นให้สัตว์ทั้งมวล โดยไม่
ให้อาชญาเป็นไปในสัตว์เหล่านั้น และโดยนำเข้าไปซึ่งประโยชน์เกื้อกูล
แก่สัตว์อื่น ด้วยเมตตาอันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับอาชญานั้น และเพราะเป็น
ผู้ปล่อยวางอาชญาเสียแล้ว จึงไม่เบียดเบียนโดยประการที่พวกสัตว์ผู้ที่
ยังไม่วางอาชญาเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยท่อนไม้ ศัสตรา ฝ่ามือ
หรือก้อนดิน อาศัยเมตตากรรมฐานนี้แม้ข้อหนึ่ง บรรดาพรหมวิหาร ๔
เหล่านั้น เห็นแจ้งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ในกรรมฐานนั้น
และสังขารอื่นจากนั้น ตามแนวของเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
นั้นนั่นแล จึงได้บรรลุพระปัจเจกโพธิญาณนี้ อธิบายว่า ดังกล่าวมานี้
เพียงเท่านี้ก่อน.
ส่วนเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกันมีดังต่อไปนี้. เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้
แล้ว อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระองค์
จะเสด็จไปไหน. ลำดับนั้น เมื่อพระองค์ทรงรำพึงว่า พระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน อยู่ ณ ที่ไหน ทรงรู้แล้วจึงตรัสว่า เราจะ
อยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์ อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ บัดนี้ พระองค์จะละพวกข้าพระองค์ จึงไม่พึงประสงค์พวก
ข้าพระองค์. ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงตรัสคำทั้งปวงว่า น
ปุตฺตมิจฺเฉยฺย ดังนี้เป็นต้น. ในคำนั้นมีอธิบายว่า บัดนี้ เราไม่ปรารถนา
แม้บุตรชนิดใดชนิดหนึ่ง บรรดาบุตรที่เกิดในตนเป็นต้น จะปรารถนา
สหายผู้เช่นท่าน แต่ที่ไหนเล่า. เพราะฉะนั้น บรรดาพวกท่าน ผู้ใด
ปรารถนาจะไปกับเรา หรือจะเป็นเช่นกับเรา ผู้นั้นพึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป
เหมือนนอแรด. อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่
หน้า 292
ข้อ 2
พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระองค์จะละพวกข้าพระองค์ จะไม่ต้องการ
พวกข้าพระองค์. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงตรัสว่า บุคคลไม่ปรารถนา
บุตร จะปรารถนาสหายมาแต่ไหนเล่า ได้เห็นคุณของการเที่ยวไปผู้เดียว
โดยเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว จึงร่าเริง เกิดปีติโสมนัส เปล่งอุทานนี้ว่า
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น ดังนี้. ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อ
มหาชนเห็นอยู่นั่นแล ได้เหาะขึ้นในอากาสไปยังภูเขาคันธมาทน์.
ชื่อว่าภูเขาคันธมาทน์นี้ได้มีอยู่เลยภูเขา ๗ ลูกไป คือจูฬกาฬบรรพต
มหากาฬบรรพต นาคปลิเวฐนบรรพต จันทคัพภบรรพต สุริยคัพภบรรพต
สุวัณณปัสสบรรพต และหินวันตบรรพต ในป่าหิมพานต์. ณ ภูเขาคันธ-
มาทน์ มีเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ เป็นสถานที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลาย และมีคูหา ๓ คูหา คือสุวรรณคูหา ๑ มณิคูหา ๑ รัชตคูหา ๑
บรรดาคูหาทั้ง ๓ นั้น ที่ประตูมณิคูหา มีต้นไม้ชื่อว่ามัญชูสกะ ต้นไม้
สวรรค์ สูงหนึ่งโยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์. ต้นไม้นั้นย่อมเผล็ดดอกในน้ำ
หรือบนบกทั่วไป โดยพิเศษ ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมา. เบื้อง
บนต้นไม้นั้น มีโรงรัตนะทุกชนิด ในโรงรตนะนั้น ลมที่กวาดก็ปัดกวาด
หยากเยื่อทิ้ง ลมที่กระทำที่ให้เรียบ ก็กระทำทรายอันล้วนแล้วด้วยรัตนะ
ทั้งปวงให้เรียบ ลมที่รดน้ำก็นำน้ำจากสระอโนดาตมารดน้ำ ลมที่ทำให้มี
กลิ่นหอม ก็นำกลิ่นหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาจากป่าหิมพานต์ ลมที่
โปรยก็โปรยดอกไม้ทั้งหลายให้ตกลงมา ลมที่ลาดก็ลาดที่ทั้งปวง และใน
โรงนั้นปูลาดอาสนะไว้เรียบร้อยเป็นประจำ สำหรับเป็นที่ที่พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งปวงนั่งประชุม ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และในวัน
อุโบสถ. นี้เป็นปกติในที่นั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ไปในที่นั้นแล้ว
หน้า 293
ข้อ 2
นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว. ลำดับนั้น ถ้าในเวลานั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้า
อื่น ๆ อยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น ก็จะประชุมกันในทันทีนั้น
แล้วต่างก็นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว ก็แลครั้นนั่งแล้ว จะพากันเข้า
สมาบัติบางสมาบัติแล้วจึงออกจากสมาบัติ แต่นั้น เพื่อที่จะให้พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งปวงอนุโมทนา พระสังฆเถระจะถามกรรมฐานกะพระปัจเจก-
พุทธเจ้าผู้มาไม่นานอย่างนี้ว่า ท่านบรรลุอย่างไร. แม้ในกาลนั้น พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าผู้มายังไม่นานนั้น ก็จะกล่าวอุทานคาถาและพยากรณ์คาถา
ของตนนั้นนั่นแหละ. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกท่านพระอานนท์ถาม
ก็ตรัสคาถานั้นนั่นแหละซ้ำอีก แม้พระอานนท์ก็กล่าวคาถานั้นนั่นแหละใน
คราวสังคายนา รวมความว่า คาถาหนึ่ง ๆ ย่อมเป็นอันกล่าว ๔ ครั้ง
คือในที่ที่ตรัสรู้พระปัจเจกสัมโพธิญาณ ๑ ในโรงบนต้นไม้สวรรค์ ๑
ในเวลาที่พระอานนท์ทูลถาม ๑ ในคราวสังคายนา ๑ ด้วยประการ
อย่างนี้แล.
จบพรรณนาคาถาที่ ๑
พรรณนาสังสัคคคาถา
คาถาว่า สํสคฺคชาตสฺส ดังนี้เป็นต้น มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระปัจเจกโพธิสัตว์แม้นี้ ก็กระทำสมณธรรมโดยนัยเรื่องก่อนนั้น
แล ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป สองหมื่นปี กระทำกสิณ-
บริกรรมยังปฐมฌานให้บังเกิดแล้ว กำหนดนามและรูป พิจารณาลักษณะ
หน้า 294
ข้อ 2
ยังไม่บรรลุอริมรรค จึงบังเกิดในพรหมโลก. พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้น
จุติจากพรหมโลกนั้นแล้ว อุบัติในครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้า.
พาราณสี เจริญวัยขึ้นโดยนัยก่อนนั่นแล อาศัยกาลจำเดิมแต่ที่ได้รู้ความ
แปลกกันว่า ผู้นี้เป็นหญิง ผู้นี้เป็นชายแล้ว ไม่ชอบอยู่ในมือของพวก
ผู้หญิง ไม่ยินดีแม้มาตรว่าการอบ การอาบน้ำ และการประดับเป็นต้น
บุรุษเท่านั้นเลี้ยงดูพระปัจเจกโพธิสัตว์นั้น ในเวลาจะให้ดื่มนม แม่นม
ทั้งหลายสวมเสื้อปลอมเพศเป็นชายให้ดื่มนม. พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้นได้
สูดกลิ่นหรือได้ยินเสียงของหญิงทั้งหลายเข้าก็ร้องไห้ แม้รู้เดียงสาแล้วก็ไม่
ปรารถนาจะพบเห็นผู้หญิงทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงให้สมญา-
นามพระโพธิสัตว์นั้นว่า อนิตถิคันธกุมาร.
เมื่ออนิตถิคันธกุมารนั้นมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา พระราชาทรงดำริ
ว่า จักให้ดำรงวงศ์สกุล จึงให้นำสาวน้อยผู้เหมาะสมแก่พระกุมารนั้นมา
แล้วทรงสั่งอำมาตย์ผู้หนึ่งว่า ท่านจงทำให้พระกุมารยินดี. อำมาตย์มีความ
ประสงค์จะให้พระกุมารนั้นยินดีด้วยอุบาย จึงให้เเวดวงปราการม่านในที่
ไม่ไกลพระกุมารนั้น แล้วให้พวกหญิงฟ้อนรำประกอบการแสดง. พระ-
กุมารได้ฟังเสียงขับร้องและเสียงประโคมดนตรี จึงตรัสถามว่า นี้เสียงของ
ของใคร. อำมาตย์กราบทูลว่า นี้เป็นเสียงของพวกหญิงฟ้อนรำของ
พระองค์ ผู้มีบุญทั้งหลายจึงจะมีการฟ้อนรำเช่นนี้ ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์
จงอภิรมย์เถิด พระองค์เป็นผู้มีบุญมาก. พระกุมารให้เฆี่ยนอำมาตย์
ด้วยไม้แล้วให้ลากตัวออกไป. อำมาตย์นั้นจึงกราบทูลแก่พระราชา พระ-
ราชาเสด็จไปพร้อมกับพระชนนีของพระกุมาร ให้พระกุมารขอโทษ
แล้วทรงสั่งอำมาตย์อีก. พระกุมารถูกพระบิดาเป็นต้นเหล่านั้นบีบคั้น
หน้า 295
ข้อ 2
หนักเข้า จึงให้ทองคำเนื้อดีเยี่ยมแล้วสั่งพวกช่างทองว่า พวกท่านจงทำ
รูปหญิงให้งดงาม. ช่างทองเหล่านั้นกระทำรูปหญิงประดับด้วยเครื่อง
อลังการทุกอย่าง ประดุจพระวิสสุกรรมเทวบุตรเนรมิตแล้วให้ทอดพระ-
เนตร. พระกุมารทรงเห็นแล้ว ทรงสั่นพระเศียรด้วยความประหลาด
พระทัย แล้วให้ส่งไปถวายพระชนกและพระชนนีด้วยคำทูลว่า ถ้าหม่อมฉัน
ได้สตรีผู้เช่นนี้ จักรับเอา. พระชนกและชนนีตรัสกันว่า บุตรของเรามีบุญ
มาก ทาริกาบางนางผู้ได้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานั้น จักเกิดขึ้นในโลก
แล้วอย่างแน่นอน จึงให้ยกรูปทองนั้นขึ้นรถได้สั่งไปแก่พวกอำมาตย์ว่า
ท่านทั้งหลายจงไปเที่ยวแสวงหาทาริกาผู้เช่นรูปทองนี้. อำมาตย์เหล่านั้น
พารูปทองนั้นเที่ยวไปในชนบทใหญ่ ๆ ๑๖ ชนบท ไปถึงบ้านนั้น ๆ
เห็นหมู่ชนในที่ใด ๆ มีท่าน้ำเป็นต้น จึงตั้งรูปทองเหมือนหนึ่งเทวดาไว้
ในที่นั้น ๆ ทำการบูชาด้วยดอกไม้ ผ้า และเครื่องประดับต่าง ๆ ดาด
เพดานแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งด้วยหวังใจว่า ถ้าใคร ๆ จักเคยเห็น
ทาริกาเห็นปานนี้ เขาจักสั่งสนทนาขึ้น. อำมาตย์ทั้งหลายท่องเที่ยวไปทั่ว
ทุกชนบทโดยอุบายนั้น ยกเว้นแคว้นมัททราฐ ดูหมิ่นแคว้นมัททราฐนั้น
ว่าเป็นแคว้นเล็ก ครั้งแรกจึงไม่ไปในแคว้นนั้น พากันกลับเสีย
ลำดับนั้น อำมาตย์เหล่านั้นได้ความคิดดังนี้ว่า ก่อนอื่น แม้
มัททราฐ พวกเราก็จะไป เราทั้งหลายแม้เข้าไปยังเมืองพาราณสีแล้ว
พระราชาจะได้ไม่ส่งไปอีก ครั้นคิดกันดังนี้ แล้ว อำมาตย์เหล่านั้นจึงได้
ไปยังสาคลนครในแคว้นมัททราฐ. ก็ในสาคลนครมีพระราชาพระนามว่า
มัททวะ. ธิดาของพระองค์ พระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา มีพระรูปโฉม
งดงาม. พวกนางวัณณทาสีของพระราชธิดานั้น พากันไปท่าน้ำเพื่อต้อง
หน้า 296
ข้อ 2
การจะอาบน้ำ เห็นรูปทองนั้นที่พวกอำมาตย์ตั้งไว้ที่ท่าน้ำนั้นแต่ไกล พา
กันกล่าวว่า พระราชบุตรีส่งพวกเรามาเพื่อต้องการน้ำ แล้วยังเสด็จมา
ด้วยพระองค์เอง จึงไปใกล้ ๆ แล้วกล่าวว่า นี้ไม่ใช่เจ้านายหญิง เจ้า
นายหญิงของพวกเรามีรูปโฉมงดงามกว่านี้. อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้น
จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลขอทาริกา โดยนัยอันเหมาะสม แม้พระราชา
ก็ได้ประทานให้. อำมาตย์เหล่านั้นจึงส่งข่าวแก่พระเจ้าพาราณสีว่า ข้าแต่
สมมติเทพ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้นางกุมาริกาแล้ว พระองค์จะเสด็จมาเอง
หรือจะให้ข้าพระองค์ทั้งหลายนำมา พระราชาทรงส่งพระราชสาสน์ไปว่า
เมื่อเรามาความลำบากในเพราะชนบทจักเกิดมี พวกท่านนั่นแหละจงนำมา.
ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายพานางทาริกาออกจากนคร แล้วส่งข่าวแก่
พระกุมารว่า ได้นางกุมาริกาผู้เช่นกับรูปทองแล้ว. พระกุมารพอได้ฟัง
เท่านั้นถูกราคะครอบงำก็เสื่อมจากปฐมฌาน. พระกุมารนั้นจึงส่งข่าวไป
โดยทูตสืบ ๆ กัน (คือทยอยส่งทูตไปเรื่อย ๆ) ว่าพวกท่านจงรีบนำมา
พวกท่านจงรีบนำมา โดยการพักแรมอยู่ในที่ทุกแห่งคืนเดียว อำมาตย์
เหล่านั้นก็ถึงเมืองพาราณสี จึงตั้งอยู่ภายนอกพระนคร ส่งข่าวถวายพระ-
ราชาว่า ควรจะเข้าไปวันนี้หรือไม่. พระราชาตรัสว่า กุมาริกานำมาจาก
สกุลอันประเสริฐ พวกเรากระทำมงคลกิริยาแล้วจักให้เข้าไปด้วยสักการะ
ยิ่งใหญ่ ท่านทั้งหลายจงนำนางไปยังอุทยานก่อน. อำมาตย์เหล่านั้นได้
กระทำตามรับสั่งอย่างนั้น. กุมาริกานั้นเป็นหญิงละเอียดอ่อนเกินไปบอบ-
ช้ำเพราะยานกระแทก เกิดโรคลมเพราะความลำบากในหนทางไกล เป็น
ประหนึ่งดอกไม้เหี่ยว จึงได้ตายไปในเวลาตอนกลางคืน. อำมาตย์ทั้งหลาย
พากันปริเทวนาการว่า พวกเราเป็นผู้พลาดจากสักการะเสียแล้ว. พระ-
หน้า 297
ข้อ 2
ราชาและชาวพระนครต่างร่ำไรว่า สกุลวงศ์พินาศเสียแล้ว. พระนครทั้งสิ้น
ได้เป็นโกลาหลวุ่นวาย ในเพราะเพียงแต่ได้ฟังข่าวเท่านั้น ความโศก
อย่างมหันต์ก็เกิดขึ้นแก่พระกุมารแล้ว.
ลำดับนั้น พระกุมารเริ่มขุดรากของความโศก พระองค์ทรงดำริ
อย่างนี้ว่า ชื่อว่าความโศกนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด แต่สำหรับผู้เกิดแล้ว
ย่อมมีความโศก เพราะฉะนั้น ความโศกมี เพราะอาศัยชาติ ก็ชาติมี
เพราะอาศัยอะไร ทรงรู้ว่า ชาติมีเพราะอาศัยภพ. เมื่อทรงมนสิการโดย
แยบคาย ด้วยอานุภาพของการอบรมภาวนาในกาลก่อนด้วยประการอย่าง
นี้ จึงได้เห็นปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลม และเมื่อกลับพิจารณา
สังขารทั้งหลายเป็นอนุโลมอีก ประทับนั่งอยู่ในที่นั้นแหละ ได้กระทำให้
แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ. อำมาตย์ทั้งหลายเห็นพระกุมารนั้น มีความ
สุขด้วยสุขในมรรคและผล มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบประทับนั่งอยู่ จึง
กระทำการหมอบกราบแล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าได้ทรง
เศร้าโศกเลย ชมพูทวีปใหญ่โตข้าพระองค์ทั้งหลายจักนำนางกัญญาอื่นซึ่ง
งามกว่านั้นมาถวาย. พระกุมารนั้นตรัสว่า เรามิได้เศร้าโศก เราหมดโศก
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว. เบื้องหน้าแต่นี้ไปเรื่องทั้งปวงเป็นเช่นกับ
คาถาแรกที่กล่าวมาแล้วนั่นแล ยกเว้นการพรรณนาคาถา.
ก็การพรรณนาคาถาพึงทราบอย่างนี้.
บทว่า สํสคฺคชาตสฺส แปลว่า ผู้เกิดความเกี่ยวข้อง. ในบทว่า
เกิดความเกี่ยวข้อง นั้น ความเกี่ยวข้องมี ๕ อย่าง ด้วยอำนาจการเกี่ยว-
ข้องด้วยการเห็น เกี่ยวข้องด้วยการฟัง เกี่ยวข้องด้วยกาย เกี่ยวข้องด้วย
การเจรจา และเกี่ยวข้องด้วยการกินร่วมกัน. ในการเกี่ยวข้อง ๕ อย่าง
หน้า 298
ข้อ 2
นั้น ราคะเกิดทางจักขุวิญญาณวิถี เพราะเห็นกันและกัน ชื่อว่า ทัสสน-
สังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการเห็น. ในข้อนั้น มีธิดาของกุฎุมพีชาวกาฬ-
ทีฆวาปี ในเกาะสิงหล เห็นภิกษุหนุ่มผู้กล่าวทีฆนิกายผู้อยู่ในกัลยาณวิหาร
ซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาตมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ ไม่ได้ภิกษุหนุ่มนั้นด้วยอุบาย
อะไร ๆ จึงตายไป และภิกษุหนุ่มรูปนั้นแหละ เห็นท่อนผ้านุ่งห่มของนาง
คิดว่า เราไม่ได้อยู่ร่วมกับนางผู้นุ่งห่มผ้าเห็นปานนี้ มีหทัยแตกตายเป็น
ตัวอย่าง.
ราคะเกิดทางโสตวิญญาณวิถี เพราะได้ฟังรูปสมบัติเป็นต้นที่คน
อื่นกล่าว หรือได้ฟังเสียงหัวเราะ เสียงเจรจา และเสียงขับร้องด้วยตนเอง
ชื่อว่า สวนสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการฟัง. แม้ในข้อนั้น ก็มีพระภิกษุหนุ่ม
ชื่อติสสะผู้อยู่ในปัญจัคคฬเลนะ ได้ยินเสียงของธิดาช่างทองผู้อยู่ในคิริคาม
ไปสระปทุมพร้อมกับนางกุมาริกา ๕๐๐ นาง อาบน้ำ เก็บดอกไม้แล้ว
ขับร้องด้วยเสียงสูง (ท่าน) กำลังไปทางอากาศ เสื่อมจากคุณวิเศษเพราะ
กามราคะ จึงถึงความพินาศ เป็นตัวอย่าง.
ราคะที่เกิดขึ้นเพราะการลูบคลำอวัยวะของกันและกัน ชื่อว่ากาย-
สังสัคคะ ความเกี่ยวข้องด้วยกาย. ก็ภิกษุหนุ่มผู้กล่าวธรรมะและราชธิดา
เป็นตัวอย่างในข้ออื่น. ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มในมหาวิหารกล่าวธรรมะ มหาชน
พากันมาในวิหารนั้น แม้พระราชากับพระอัครมเหสีและราชธิดาก็ได้เสด็จ
มา. แต่นั้น เพราะอาศัยรูปและเสียงของภิกษุหนุ่มนั้น. ราคะกล้าจึงเกิด
ขึ้นแก่ราชธิดา ทั้งเกิดแก่ภิกษุหนุ่มนั้นด้วย. พระราชาทอดพระเนตรเห็น
ดังนั้น ทรงกำหนดรู้ได้ จึงให้วงปราการคือม่าน. คนทั้งสองนั้นจับต้อง
หน้า 299
ข้อ 2
สวมกอดกันและกัน. คนทั้งหลายจึงเอาปราการคือม่านออกแล้วมองดูอีก
ก็ได้เห็นคนทั้งสองตายเสียแล้ว.
ก็ราคะเกิดขึ้น เพราะอำนาจการเรียกหาและการเจรจากันและกัน
ชื่อว่าสมุลลปนสังสัคคะ เกี่ยวข้องด้วยการเจรจากัน. ราคะที่เกิดขึ้น
เพราะกระทำการบริโภคร่วมกับนางภิกษุณีทั้งหลาย ชื่อว่าสัมโภคสังสัคคะ
เกี่ยวข้องด้วยการกินร่วมกัน. ในสังสัคคะการเกี่ยวข้องกันทั้งสองนี้ มีภิกษุ
และภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิกเป็นตัวอย่าง. ได้ยินว่า ในคราวฉลอง
มหาวิหารชื่อว่ามริจวัฏฏิ พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยทรงตระเตรียมมหาทาน
แล้วอังคาสพระสงฆ์สองฝ่าย. เมื่อเขาถวายยาคูร้อนในมหาทานนั้น สาม-
เณรีผู้ใหม่ในสงฆ์ ได้ถวายกำไลงาแก่สามเณรผู้ใหม่ในสงฆ์ซึ่งไม่มีเชิงรอง
แล้วกระทำการเจรจาปราศรัยกัน. คนทั้งสองนั้นได้อุปสมบทแล้ว มีพรรษา
๖๐ ไปยังฝั่งอื่น กลับได้สัญญาเก่าก่อน เพราะการเจรจาปราศรัยกันและกัน
ทันใดนั้นจึงเกิดความสิเนหา ได้ล่วงละเมิดสิกขาบท เป็นปาราชิก.
ความเสน่หาย่อมมีแก่ผู้เกิดการเยวข้อง ด้วยการเกี่ยวข้องอย่างใด
อย่างหนึ่งในบรรดาการเกี่ยวข้อง ๕ อย่าง ด้วยประการฉะนี้. ราคะกล้า
อันมีราคะเดิมเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น. แต่นั้น ความทุกข์นี้อันเป็นไปตาม
ความเสน่หาย่อมมีมา คือความทุกข์นี้มีประการต่าง ๆ มีโสกะ และปริเทวะ
เป็นต้น อันเป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในสัมปรายภพ ซึ่งติดตามความ
เสน่หานั้นนั่นแหละ ย่อมมีมา คือย่อมมีทั่ว ได้แก่ย่อมเกิดขึ้น.
อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การปล่อยจิตในอารมณ์ ชื่อว่าสังสัคคะ.
แต่นั้นเป็นเสน่หา และทุกข์อันเกิดจากความเสน่หานี้ ฉะนี้แล. พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้านั้นกล่าวถึงคาถานี้ ซึ่งมีประเภทแห่งเนื้อความอย่างนี้แล้ว
หน้า 300
ข้อ 2
จึงกล่าวว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้นั้น ขุดรากเหง้าของทุกข์ซึ่งมีโศกทุกข์
แล้วเป็นต้น อันไปตามความเสน่หานั้นนั่นแหละ ได้บรรลุปัจเจกโพธิ-
ญาณแล้วแล.
เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะควรกระทำอย่างไร. ลำดับ
นั้น พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลายหรือคนใดคนหนึ่ง มีความประสงค์
จะพ้นจากทุกข์นี้ คนแม้ทั้งหมดนั้น เห็นโทษอันเกิดจากความเสน่หา
พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. ก็ในที่นี้พึงทราบว่า ท่านหมาย
เอาคำที่กล่าวว่า ทุกข์นี้อันไปตามความเสน่หาย่อมมีมาก ดังนี้นั้นนั่น-
แหละ จึงกล่าวคำนี้ว่า เห็นโทษอันเกิดจากความเสน่หาดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง
เชื่อมความอย่างนี้ว่า ความเสน่หาย่อมมีแก่ผู้เกิดความเกี่ยวข้องด้วยความ
เกี่ยวข้องตามที่กล่าวแล้ว ทุกข์นี้เป็นไปตามความเสน่หา. ย่อมมีมาก
เราเห็นโทษอันเกิดจากความเสน่หา ตามความเป็นจริงอย่างนี้ จึงได้บรรลุ
ดังนี้ แล้วพึงทราบว่า ท่านกล่าวบาทที่ ๔ ด้วยอำนาจความเสน่หา
โดยนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้น. เบื้องหน้าแต่นั้นไป บททั้งปวงเป็นเช่น
กับที่กล่าวแล้วในคาถาแรก ฉะนี้แล.
จบพรรณนาสังสัคคคาถา
พรรณนามิตตสุหัชชคาถา
คาถาว่า มิตฺเต สุหชฺเช ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? มีเรื่อง
เกิดขึ้นว่า พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์นี้อุบัติขึ้นแล้วโดยนัยดังกล่าวในคาถา
หน้า 301
ข้อ 2
แรกนั้นแล ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ทำปฐมฌานให้
บังเกิดแล้ว ทรงพิจารณาว่า สมณธรรมประเสริฐ หรือราชสมบัติ
ประเสริฐ จึงมอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลายแล้วได้กระทำสมณธรรม.
อำมาตย์ทั้งหลายแม้อันพระปัจเจกโพธิสัตว์ตรัสว่า พวกท่านจงกระทำโดย
ธรรมโดยสม่ำเสมอ ก็รับสินบนกระทำโดยไม่เป็นธรรม. อำมาตย์
เหล่านั้นรับสินบนแล้ว ทำเจ้าของทรัพย์ให้แพ้ คราวหนึ่งทำราชวัลลภ
คนหนึ่งให้แพ้. ราชวัลลภนั้นจึงเข้าไปพร้อมกับพวกปรุงพระกระยาหาร
ของพระราชา แล้วกราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ. ในวันที่สอง
พระราชาจึงได้เสด็จไปยังสถานที่วินิจฉัยด้วยพระองค์เอง. ลำดับนั้น
พวกมหาชนส่งเสียงอื้ออึงขึ้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกอำมาตย์กระทำ
เจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ พระเจ้าข้า แล้วได้กระทำเหมือนจะรบเป็นการ
ใหญ่. ลำดับนั้น พระราชาจึงเสด็จลุกขึ้นจากที่วินิจฉัยแล้วเสด็จขึ้นยัง
ปราสาท ประทับนั่งเข้าสมาบัติ มีจิตฟุ้งซ่านเพราะเสียงนั้น ไม่อาจเข้า
สมาบัติได้. พระราชานั้นทรงดำริว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติ
สมณธรรมประเสริฐ จึงทรงสละราชสมบัติ ทำสมาบัติให้บังเกิดขึ้นอีก
แล้วเจริญวิปัสสนาโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั้นแล กระทำให้แจ้งพระ-
ปัจเจกโพธิญาณแล้ว และถูกพระสังฆเถระถามกรรมฐานแล้วจึงได้กล่าว
คาถานี้.
บรรดามิตรและสหายนั้น ชื่อว่า มิตร เพราะอำนาจของไมตรีจิต.
ชื่อว่า สหาย เพราะความเป็นผู้มีใจดี. คนบางพวกเป็นเพียงมิตร เพราะ
เป็นผู้หวังเกื้อกูลอย่างเดียว ไม่เป็นสหาย. บางพวกเป็นเพียงสหาย โดย
ทำความสุขใจให้เกิดในการไป การมา การยืน การนั่ง และการโอภา-
หน้า 302
ข้อ 2
ปราศรัย แต่ไม่ได้เป็นมิตร. บางพวกเป็นทั้งสหายและเป็นทั้งมิตร ด้วย
อำนาจการกระทำทั้งสองอย่างนั้น.
มิตรนั้นมี ๒ พวก คือ อคาริยมิตร และ อนคาริยมิตร.
บรรดามิตร ๒ พวกนั้น อคาริยมิตรมี ๓ คือ มิตรมีอุปการะ ๑
มิตรร่วมสุขและร่วมทุกข์ ๑ มิตรผู้มีความเอ็นดู ๑. อนคาริยมิตร โดย
พิเศษเป็นแต่ผู้บอกประโยชน์ให้เท่านั้น. มิตรเหล่านั้นเป็นผู้ประกอบด้วย
องค์ ๔ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า:-
ดูก่อนคฤหบดีบุตร พึงทราบมิตรผู้มีหทัยดี มีอุปการะโดย
สถาน ๔ คือ ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ ป้องกันทรัพย์
สมาบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่ง
พำนักได้ ๑ เมื่อกิจจำต้องทำเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเพิ่มโภคทรัพย์
ให้สองเท่าของจำนวนนั้น ๑
อนึ่ง เหมือนอย่างที่ตรัสว่า :-
ดูก่อนคหบดีบุตร พึงทราบมิตรผู้มีหทัยดี เป็นผู้ร่วมสุข
และร่วมทุกข์โดยสถาน ๔ คือบอกความลับของตนแก่เพื่อน
ปกปิดความลับของเพื่อน ๑ ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๑ แม้
ชีวิตก็ย่อมสละให้เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้ ๑
อนึ่ง เหมือนอย่างที่ตรัสว่า :-
ดูก่อนคหบดีบุตร พึงทราบมิตรผู้มีหทัยดี ผู้มีความรักใคร่
โดยสถาน ๔ คือ ไม่ยินดีเพราะความเสื่อมเสียของเพื่อน ๑
หน้า 303
ข้อ 2
ยินดีเพราะความเจริญของเพื่อน ๑ ห้ามคนผู้กล่าวโทษของ
เพื่อน ๑ สรรเสริญคนที่กล่าวสรรเสริญเพื่อน ๑
อนึ่ง เหมือนอย่างทีตรัสไว้ว่า:-
ดูก่อนคหบดีบุตร พึงทราบมิตรผู้มีหทัยดี ผู้แนะประโยชน์
ให้โดยสถาน ๔ คือห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความ
ดีงาม ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ บอกทางสวรรค์
ให้ ๑.
บรรดามิตร ๒ พวกนั้น ในที่นี้ประสงค์เอาอคาริยมิตร แต่โดย
ความ ย่อมรวมเอามิตรแม้ทั้งหมด. บทว่า มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน
ได้แก่ เอ็นดูมิตรสหายเหล่านั้น คือต้องการนำสุขเข้าไปให้มิตรเหล่านั้น
และต้องการบำบัดทุกข์ออกไป.
บทว่า หาเปติ อตฺคถํ ความว่า ย่อมทำประโยชน์ ๓ คือ
ทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์
อนึ่ง ทำประโยชน์ ๓ คือประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์
ทั้งของตนและของคนอื่น ให้เสื่อม คือให้พินาศไปโดยส่วนทั้งสอง
คือ โดยทำสิ่งที่ได้แล้วให้พินาศไป ๑ โดยทำสิ่งที่ยังไม่ได้มิให้เกิดขึ้น ๑.
ผู้มีจิตพัวพัน คือแม้จะตั้งตนไว้ในฐานะที่ต่ำอย่างนี้ว่า เว้นผู้นี้เสียเรา
เป็นอยู่ไม่ได้ ผู้นี้เป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้าของเรา ดังนี้ ก็ชื่อว่า
เป็นผู้มีจิตพัวพันแล้ว. แม้จะตั้งตนไว้ในฐานะที่สูงอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้
ปราศจากเราเสียเป็นอยู่ไม่ได้ เราเป็นคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้าของคน
เหล่านั้น ดังนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตพัวพันแล้ว. ก็ในที่นี้ ท่านประสงค์
เอาผู้มีจิตพัวพันอย่างนี้.
หน้า 304
ข้อ 2
บทว่า เอตฺ ภยํ ได้แก่ ภัยคือการทำประโยชน์ให้เสื่อมไปนี้ คำนี้
พระราชาตรัสหมายเอาความเสื่อมสมาบัติของพระองค์.
บทว่า สนฺถเว ความว่า สันถวะมี ๓ อย่าง คือตัณหาสันถวะ
ทิฏฐิสันถวะ และมิตตสันถวะ ในสันถวะ ๓ อย่างนั้น ตัณหาทั้ง ๑๐๘
ประเภท ชื่อว่า ตัณหาสันถวะ ทิฏฐิทั้ง ๖๒ ชนิด ชื่อว่า ทิฏฐิสันถวะ
การอนุเคราะห์มิตรด้วยความเป็นผู้มีจิตผูกพัน ชื่อว่า มิตตสันถวะ. บรรดา
สันถวะ ๓ เหล่านั้น ในที่นี้ประสงค์เอามิตตสันถวะนั้น. จริงอยู่ สมาบัติ
ของพระราชานั้นเสื่อม เพราะมิตตสันถวะนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เราเห็นภัยนี้ในความสนิทสนม จึงได้บรรลุแล้ว. คำที่เหลือเช่นกับที่
กล่าวแล้วแล.
จบพรรณนามิตตสุหัชชคาถา
พรรณนาวังสกฬีรคาถา
คาถาว่า วํโส วิสาโล ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในปางก่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๓ องค์ บวชใน
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรสิ้นสองหมื่น
ปี แล้วเกิดขึ้นในเทวโลก. จุติจากเทวโลกนั้น บรรดาปัจเจกโพธิสัตว์
เหล่านั้น พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์ใหญ่ บังเกิดในราชสกุลของพระเจ้า
พาราณสี พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๒ องค์นี้ บังเกิดในราชสกุลชายแดน.
พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งสองนั้น เรียนกรรมฐานแล้ว สละราชสมบัติออก
หน้า 305
ข้อ 2
บวช ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยลำดับ อยู่ที่เงื้อมนันทมูลกะ วันหนึ่ง
ออกจากสมาบัติแล้วรำพึงว่า เราทั้งหลายทำกรรมอะไรไว้ จึงได้บรรลุ
โลกุตรสุขนี้โดยลำดับ พิจารณาอยู่ก็ได้เห็นจริยาของตน ๆ ในกาลแห่ง
พระกัสสปพุทธเจ้า. แต่นั้น จึงรำพึงว่า องค์ที่ ๓ อยู่ที่ไหน ก็ได้เห็น
ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ระลึกถึงคุณทั้งหลายของพระ-
ปัจเจกโพธิสัตว์องค์นั้น คิดว่า พระปัจเจกโพธิสัตว์นั้น เป็นผู้ประกอบ
ด้วยคุณมีความมักน้อยเป็นต้นตามปกติทีเดียว เป็นผู้โอวาทกล่าวสอน
เฉพาะพวกเรา อดทนต่อถ้อยคำ มีปกติติเตียนบาป เอาเถอะ เราจะ
แสดงอารมณ์นั้นแล้วจึงจะบอก จึงหาโอกาสอยู่ วันหนึ่ง เห็นพระราชา
นั้นทรงประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จไปยังอุทยาน จึงมาทาง
อากาศแล้วได้ยืนอยู่ที่ควงพุ่มไม้ไผ่ใกล้ประตูอุทยาน. มหาชนไม่อิ่ม แหงน
ดูพระราชา โดยการมองดูพระราชา. ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า
มีไหมหนอ ใคร ๆ ไม่กระทำความขวนขวายในการดูเรา จึงตรวจดูอยู่
ก็ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสอง ก็ความเสน่หาในพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งสองนั้น เกิดขึ้นแก่พระองค์ พร้อมกับการเห็นทีเดียว. พระองค์จึง
เสด็จลงจากคอช้าง เสด็จเข้าไปหาด้วยมารยาทอันเรียบร้อย แล้วตรัส
ถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายชื่ออะไร ? พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสอง
ทูลว่า มหาบพิตร อาตมภาพทั้งสองชื่ออสัชชมานะ. พระราชาตรัสถามว่า
ท่านผู้เจริญ ชื่อว่า อสัชชมานะ นี้ มีความหมายอย่างไร ? พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทูลว่า มีความหมายว่า ไม่ข้อง ถวายพระพร.
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงชี้ที่กอไม้ไผ่แล้วทูลว่า มหาบพิตร
กอไม้ไผ่นี้เอารากลำต้น กิ่งใหญ่ และกิ่งน้อยเกี่ยวก่ายกันอยู่โดยประการ
หน้า 306
ข้อ 2
ทั้งปวง บุรุษผู้มีดาบในมือเมื่อตัดรากแล้วดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจถอนออก
มาได้ แม้ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกชัฏภายในและภายนอก
ทำให้พันกันนุง พัวพันติดข้องอยู่ในอารมณ์นั้น ก็หรือว่า หน่อไม้ไผ่นี้
แม้จะอยู่ท่ามกลางกอไผ่นั้น ตั้งอยู่อันอะไร ๆ ไม่รัดติด เพราะยังไม่เกิดกิ่ง
ก็แต่ว่า ใคร ๆ ไม่อาจจะตัดยอดหรือโคนต้นแล้วดึงออกมา แม้ฉันใด
อาตมภาพทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ข้องอยู่ในอะไร ๆ ไปได้ทั่วทุก
ทิศ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ทันใดนั้นจึงเข้าจตุตถฌาน เมื่อพระราชา
ทอดพระเนตรดูอยู่นั่นแล ได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่า นันทมูลกะ ทางอากาศ.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะเป็นผู้ไม่
ข้องอย่างนี้ ทั้งที่ประทับยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้
กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว. ท่านถูกถามกรรมฐานโดยนัยอัน
มีในก่อนนั่นแหละ จึงได้กล่าวคาถานี้.
ไม้ไผ่ ชื่อว่า วังสะ ในคาถานั้น. บทว่า วิสาโล ได้แก่ แผ่
ออกไป. ว อักษร มีอรรถว่าห้ามเนื้อความอื่น อีกอย่างหนึ่ง ว อักษร
นี้ คือ เอว อักษร. ในที่นี้ เอ อักษรหายไป ด้วยอำนาจสนธิการต่อ
เอ อักษรนั้น เชื่อมเข้ากับบทเบื้องปลาย. เราจักกล่าวข้อนั้นภายหลัง.
บทว่า ยถา ใช้ในการเปรียบ. บทว่า วิสตฺโต ได้แก่ ติด นุงนัง
เกี่ยวพัน. บทว่า ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ได้แก่ ในบุตร ธิดา และภรรยา.
บทว่า ยา เปกฺขา ได้แก่ ความอยากใด คือ ความเสน่หาอันใด. บทว่า
วํสกฺกฬีโรว อสชฺชมาโน ความว่า ไม่ติดอยู่ ดังหน่อไม้ไผ่. ท่าน
อธิบายไว้อย่างไร ? (ท่านอธิบายไว้ว่า) ไม้ไผ่แผ่กว้างย่อมเป็นของเกี่ยวพัน
กันแท้ ฉันใด ความห่วงใยในบุตรธิดาและภรรยาแม้นั้น ก็ฉันนั้น ชื่อว่า
หน้า 307
ข้อ 2
ติดข้องวัตถุเหล่านั้น เพราะเป็นสิ่งรึงรัดไว้. เรานั้นมีความห่วงใย ด้วย
ความห่วงใยนั้น จึงติดข้องอยู่ เหมือนไม้ไผ่ซึ่งแผ่กว้างไปฉะนั้น เพราะ
เหตุนั้น เราเห็นโทษในความห่วงใยอย่างนี้ จึงตัดความห่วงใยนั้นด้วย
มรรคญาณ ไม่ข้องอยู่ด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น
ในอิฐผลมีลาภเป็นต้น หรือในภพมีกามภพเป็นต้น เหมือนหน่อไม้ไผ่นี้
จึงได้บรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแหละ.
จบพรรณนาวังสกฬีรคาถา
พรรณนามิโคอรัญญคาถา
คาถาว่า มิโค อรญฺมฺหิ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระโยคาวจรในศาสนาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า กัสสป กระทำกาละแล้ว เกิดขึ้นในสกุลเศรษฐีในเมือง
พาราณสี ซึ่งมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เขาได้เป็นผู้ถึงความงาม
แต่นั้นได้เป็นผู้ผิดภรรยาของคนอื่น กระทำกาละแล้วบังเกิดในนรก ไหม้
อยู่ในนรกนั้น ด้วยวิบากของกรรมที่เหลือ จึงถือปฏิสนธิเป็นหญิงในท้อง
ของภรรยาเศรษฐี. สัตว์ทั้งหลายที่มาจากนรก ย่อมมีความร้อนอยู่ด้วย.
ด้วยเหตุนั้น ภรรยาของเศรษฐี มีครรภ์ร้อน ทรงครรภ์นั้นโดยยาก
ลำบาก คลอดทาริกาตามเวลา. ทาริกานั้นจำเดิมแต่วันที่เกิดมาแล้ว เป็น
ที่เกลียดชังของบิดามารดา และของพวกพ้องกับปริชนที่เหลือ และพอ
เจริญวัยแล้ว บิดามารดายกให้ในตระกูลใด ได้เป็นที่เกลียดชังของสามี
หน้า 308
ข้อ 2
พ่อสามี และแม่สามีในตระกูลแม้นั้น ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจเลย.
ครั้งเมื่อเขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ บุตรของเศรษฐีไม่ปรารถนาจะเล่น
กับทาริกานั้น จึงนำหญิงแพศยามาเล่นด้วย. นางทาริกานั้นได้ฟังข่าวนั้น
จากสำนักของพวกทาสี จึงเข้าไปหาบุตรของเศรษฐี และแนะนำด้วย
ประการต่าง ๆ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ธรรมดาหญิง ถ้าแม้เป็น
พระกนิษฐาของพระราชา ๑๐ พระองค์ หรือเป็นพระธิดาของพระเจ้า
จักรพรรดิก็ตาม แม้ถึงอย่างนั้น จะต้องทำการรับใช้สามี เมื่อสามีไม่เรียก
หา ก็ย่อมจะได้เสวยความทุกข์ เหมือนถูกเสียบไว้บนหลาว ถ้าดิฉันควร
แก่การอนุเคราะห์ ก็ควรจะอนุเคราะห์ ถ้าไม่ควรอนุเคราะห์ ก็ควร
ปล่อยไป. ดิฉันจักได้ไปยังสกุลแห่งญาติของตน. บุตรของเศรษฐีกล่าวว่า
ช่างเถอะ นางผู้เจริญ เธออย่าเสียใจจงตระเตรียมการเล่นเถิด พวกเรา
จักเล่นงานนักขัตฤกษ์. ธิดาของเศรษฐีเกิดความอุตสาหะด้วยเหตุสักว่า
การเจรจามีประมาณเท่านั้น คิดว่า จักเล่นงานนักขัตฤกษ์พรุ่งนี้ จึง
จัดแจงของเคี้ยวและของบริโภคมากมาย. ในวันที่สอง บุตรของเศรษฐี
ไม่ได้บอกเลย ได้ไปยังสถานที่เล่น. นางนั่งมองดูหนทางด้วยหวังใจว่า
ประเดี๋ยวเขาจักส่งคนมา เห็นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว จึงส่งคนทั้งหลายไป.
คนเหล่านั้นกลับมาแล้วบอกว่า บุตรของเศรษฐีไปแล้ว. ธิดาของเศรษฐี
นั้นจึงถือเอาสิ่งของทั้งหมดนั้น ซึ่งจัดเตรียมไว้หมดแล้วยกขึ้นบรรทุกยาน
เริ่มไปยังอุทยาน.
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เงื้อมนันทมูลกะ ในวันที่ ๗ ออก
จากนิโรธสมาบัติ เคี้ยวไม้ชำระฟันชื่อนาคลดา ล้างหน้าที่สระอโนดาต
หน้า 309
ข้อ 2
แล้วรำพึงว่า วันนี้ เราจักเที่ยวภิกขาจารที่ไหน ได้เห็นธิดาของเศรษฐี
นั้นรู้ว่า กรรมนั้นของธิดาเศรษฐีนี้จักถึงความสิ้นไป เพราะได้ทำสักการะ
ด้วยศรัทธาในเรา จึงยืนที่พื้นมโนศิลาประมาณ ๖๐ โยชน์ในที่ใกล้เงื้อม
แล้วถือบาตรจีวรเข้าฌานมีอภิญญาเป็นบาท แล้วมาทางอากาศลงที่หน
ทาง นางเดินสวนทางมา ได้บ่ายหน้าไปยังนครพาราณสี. พวกทาสีเห็น
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นเข้า จึงบอกแก่ธิดาเศรษฐี นางจึงลงจากยาน
ไหว้โดยเคารพ บรรจุบาตรให้เต็มด้วยของควรเคี้ยวของควรบริโภค อัน
สมบูรณ์ด้วยรสต่าง ๆ แล้วเอาดอกปทุมปิด เอามือถือกำดอกปทุม โดย
ให้ดอกปทุมอยู่เบื้องล่าง ถวายบาตรในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว
ไหว้ มือถือกำดอกปทุมอยู่ ได้กระทำความปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ
ดิฉันอุบัติในภพใด ๆ พึงเป็นที่รัก ที่ชอบใจของมหาชนในภพนั้น ๆ
เหมือนดอกปทุมนี้. ครั้นปรารถนาอย่างนี้แล้ว จึงปรารถนาครั้งที่สองว่า
ท่านผู้เจริญ การอยู่ในครรภ์ลำบาก พึงปฏิสนธิในดอกปทุมเท่านั้น โดย
ไม่ต้องเข้าถึงการอยู่ในครรภ์ ปรารถนาแม้ครั้งที่สามว่า มาตุคามน่า
รังเกียจ แม้ธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิก็ยังจะต้องไปสู่อำนาจของผู้อื่น
เพราะฉะนั้น ดิฉันอย่าได้เข้าถึงความเป็นหญิง พึงเป็นบุรุษ. แม้ครั้งที่สี่
ก็ปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันพึงล่วงพ้นสังสารทุกข์นี้ ในที่สุด พึง
บรรลุอมตธรรมที่ท่านได้บรรลุแล้วนี้. นางกระทำความปรารถนา ๔
ประการอย่างนี้แล้ว บูชาดอกปทุมกำหนึ่งนั้นแล้วไหว้ด้วยเบญจางค-
ประดิษฐ์ ได้ทำความปรารถนาครั้งที่หนึ่งนี้ว่า กลิ่นและผิวพรรณ
ของดิฉันจงเป็นเหมือนดอกไม้เท่านั้น.
หน้า 310
ข้อ 2
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ารับบาตรและกำดอกไม้แล้วยืนใน
อากาศ กระทำอนุโมทนาแก่ธิดาของเศรษฐี ด้วยคาถานี้ว่า
สิ่งที่ท่านอยากได้แล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จโดยเร็ว
พลัน ความดำริทั้งปวงจงเต็ม เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ
ฉะนั้น.
แล้วอธิษฐานว่า ธิดาเศรษฐีจงเห็นเราไปอยู่ แล้วได้ไปยังเงื้อมเขา
นันทมูลกะทางอากาศ. เมื่อธิดาของเศรษฐีเห็นดังนั้น เกิดความปีติมาก
มาย. อกุศลกรรมที่นางกระทำไว้ในระหว่างภพ หมดสิ้นไป เพราะไม่มี
โอกาส นางเป็นผู้บริสุทธิ์ ดุจภาชนะทองแดงอันเขาขัดด้วยความเปรี้ยว
ของมะขามฉะนั้น. ทันใดนั้นเอง ชนทั้งปวงในตระกูลสามีและตระกูล
ญาติของนางยินดีแล้ว. ส่งคำอันน่ารักและบรรณาการไปว่า พวกเราจะ
ทำอะไร (จะให้พวกเราทำอะไรบ้าง). แม้สามีก็ส่งคนไปว่า ท่านทั้งหลาย
จงรีบนำเศรษฐีธิดามา เราลืมแล้วมาอุทยาน. ก็จำเดิมแต่นั้นมา มหาชน
รักใคร่คอยบริหารดูแลนาง ดุจจันทน์อันไล้ทาที่น่าอก ดุจแก้วมุกดาหาร
ที่สวมใส่ และดุจระเบียบดอกไม้ฉะนั้น. นางเสวยสุขอันประกอบด้วย
ความเป็นใหญ่และโภคทรัพย์ ตลอดชั่วอายุ ตายแล้วเกิดในดอกปทุมใน
เทวโลก โดยภาวะเป็นบุรุษ. เทวบุตรนั้น แม้เมื่อเดินก็เดินไปในห้อง
ดอกปทุมเท่านั้น จะยืนก็ดี จะนั่งก็ดี จะนอนก็ดี ก็ยืน นั่ง นอน
เฉพาะในห้องแห่งดอกปทุมเท่านั้น. และเทวดาทั้งหลายพากันเรียกเทว-
บุตรนั้นว่า มหาปทุมเทวบุตร. มหาปทุมเทวบุตรนั้นท่องเที่ยวไปใน
เทวบุตรทั้ง ๖ ชั้นเท่านั้น เป็นอนุโลมและปฏิโลม ด้วยอิทธานุภาพนั้น
ด้วยประการอย่างนี้.
หน้า 311
ข้อ 2
ก็สมัยนั้น พระเจ้าพาราณสีมีสตรีสองหมื่นนาง บรรดาสตรีเหล่านั้น
แม้สตรีนางหนึ่งก็ไม่ได้บุตรชาย. อำมาตย์ทั้งหลายจึงทำพระราชาให้แจ้ง
พระทัยว่า ข้าแต่สมมติเทพ ควรปรารถนาพระโอรสผู้รักษาสกุลวงศ์
เมื่อพระโอรสผู้เกิดในพระองค์ไม่มี แม้พระโอรสที่เกิดในเขต ก็เป็นผู้
ธำรงสกุลวงศ์ได้. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า หญิงที่เหลือ ยกเว้น
พระมเหสี จงกระทำการฟ้อนรำโดยธรรมตลอด ๗ วัน ดังนี้แล้วรับสั่ง
ให้เที่ยวไปภายนอกได้ตามความปรารถนา. แม้ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้พระ-
โอรส. อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดา
พระมเหสี เป็นผู้เลิศกว่าหญิงทั้งปวง ด้วยบุญและปัญญา ชื่อแม้ไฉน
เทพพึงได้พระโอรสในพระครรภ์ของพระมเหสี. พระราชาจึงแจ้งเนื้อ
ความนี้แก่พระมเหสี. พระมเหสีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า สตรีผู้มี
ศีลมีปกติกล่าวคำสัจ พึงได้บุตร สตรีผู้ปราศจากหิริโอตตัปปะ จะมีบุตร
มาแต่ไหน จึงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท สมาทานศีลห้า แล้วรำพึงถึงบ่อย ๆ.
เมื่อพระราชธิดาผู้มีศีลรำพึงถึงศีลห้าอยู่ พระทัยปรารถนาบุตรสักว่าเกิด
ขึ้นแล้ว อาสนะของท้าวสักกะจึงสั่นไหว.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงไป ได้ทรงรู้แจ้งเรื่องราวนั้นแล้ว
ทรงดำริว่า เราจะให้บุตรผู้ประเสริฐแก่พระราชธิดาผู้มีศีล จึงเสด็จมา
ทางอากาศ ประทับยืนอยู่ตรงหน้าพระเทวีแล้วตรัสว่า นี่แน่ะเทวี เธอ
จะปรารถนาอะไร. พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันปรารถนา
พระโอรส. ท้าวสักกะตรัสว่า นี่แน่ะเทวี เราจะให้โอรสแก่เธอ อย่าคิด
ไปเลย แล้วเสด็จไปเทวโลก ทรงรำพึงว่า เทวบุตรผู้จะหมดอายุใน
เทวโลกนี้ มีหรือไม่หนอ ทรงทราบว่า มหาปทุมเทวบุตรนี้ จักเป็นผู้ใคร่
หน้า 312
ข้อ 2
จะไปยังเทวโลกเบื้องบนด้วย จึงไปยังวิมานของมหาปทุมเทวบุตรนั้นแล้ว
อ้อนวอนว่า พ่อมหาปทุม เธอจงไปยังมนุษยโลกเถิด. มหาปทุมเทวบุตร
กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าตรัสอย่างนี้ ข้าพระองค์
เกลียดมนุษยโลก. ท้าวสักกะตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ เธอกระทำบุญไว้ใน
มนุษยโลก จึงได้อุบัติในเทวโลกนี้ เธอตั้งอยู่ในมนุษยโลกนั้นนั่นแหละ
จะพึงบำเพ็ญบารมีได้ ไปเถอะพ่อ. มหาปทุมเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่มหา-
ราชเจ้า การอยู่ในครรภ์เป็นทุกข์ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่ในครรภ์นั้น.
ผู้อันท้าวสักกะตรัสอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ ว่า นี่แน่ะพ่อ การอยู่ในครรภ์จะ
ไม่มีแก่เธอ เพราะเธอได้กระทำกรรมไว้ โดยประการที่จักบังเกิดเฉพาะ
ในห้องแห่งดอกปทุมเท่านั้น จงไปเถอะพ่อ ดังนี้ จึงรับคำเชิญ.
มหาปทุมเทวบุตรนั้นจุติจากเทวโลก. แล้วบังเกิดในห้องแห่งดอก
ปทุม ในสระโบกขรณีอันดาดด้วยแผ่นศิลา ในอุทยานของพระเจ้า
พาราณสี. และคืนนั้น เวลาใกล้รุ่ง พระมเหสีทรงพระสุบินไปว่า พระ-
องค์แวดล้อมด้วยสตรีสองหมื่นนาง เสด็จไปอุทยาน ได้พระโอรสในห้อง
ปทุมในสระโบกขรณีอันดาดด้วยศิลา. เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระนาง
ทรงศีลอยู่ ได้เสด็จไปในพระอุทยานนั้นทรงเห็นดอกปทุมดอกหนึ่ง.
ดอกปทุมนั้นไม่ได้อยู่ริมตลิ่งทั้งไม่ได้อยู่ในที่ลึก. ก็พร้อมกับที่พระนาง
ทรงเห็นเท่านั้น ความรักประดุจดังบุตรเกิดขึ้นในดอกปทุมนั้น. พระ-
นางเสด็จลงด้วยพระองค์เอง ได้เด็ดเอาดอกปทุมนั้นมา. เมื่อดอกปทุม
พอสักว่าพระนางทรงจับเท่านั้น กลีบทั้งหลายก็แย้มบาน. พระนางได้ทรง
เห็นทารกดุจรูปปฏิมาทองคำในดอกปทุมนั้น. ครั้นทรงเห็นเท่านั้นก็ทรง
เปล่งพระสุรเสียงว่า เราได้ลูกชายแล้ว. มหาชนได้เปล่งเสียงสาธุการถึง
หน้า 313
ข้อ 2
พันครั้ง ทั้งได้ส่งข่าวแด่พระราชาด้วย. พระราชาทรงสดับแล้วตรัส
ถามว่า ได้ที่ไหน ได้ทรงสดับถึงสถานที่ได้ จึงตรัสว่า อุทยานและดอก
ปทุมเป็นของเรา เพราะฉะนั้น บุตรนี้ชื่อว่าบุตรผู้เกิดในเขต เพราะเกิด
ในเขตของเรา จึงให้เข้ามายังนคร ให้สตรีสองหมื่นนางกระทำหน้าที่เป็น
แม่นม. สตรีใด ๆ รู้ว่าพระกุมารชอบ ก็ให้เสวยของเคี้ยวที่ทรงปรารถนา
แล้ว ๆ สตรีนั้น ๆ ย่อมได้ทรัพย์หนึ่งพัน. เมืองพาราณสีทั้งสิ้นร่ำลือกัน
ชนทั้งปวงได้ส่งบรรณาการตั้งพันไปถวายพระกุมาร. พระกุมารไม่ทรง
สนพระทัยถึงบรรณาการนั้น ๆ อันพวกนางนมทูลว่า จงเคี้ยวกินสิ่งนี้ จง
เสวยสิ่งนี้ ทรงเบื่อระอาการเสวย จึงเสด็จไปยังซุ้มประตู ทรงเล่นลูก
กลมอันทำด้วยครั้ง.
ในครั้งนั้น มีพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง อาศัยเมืองพาราณสี
อยู่ในป่าอิสิปตนะ ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด กระทำกิจทั้งปวงมีเสนาสนวัตร
บริกรรมร่างกาย และมนสิการกรรมฐานเป็นต้น แล้วออกจากที่เร้น
รำพึงอยู่ว่า วันนี้เราจักรับภิกษาที่ไหน ได้เห็นคุณสมบัติของพระกุมาร
จึงใคร่ครวญว่า พระกุมารนี้เมื่อชาติก่อน ได้ทำกรรมอะไรไว้ ได้ทราบ
ว่า พระกุมารนี้ได้ถวายบิณฑบาตแก่คนเช่นกับเรา แล้วปรารถนาความ
ปรารถนา ๔ ประการ ในความปรารถนา ๔ ประการนั้น ๓ ประการ
สำเร็จแล้ว ความปรารถนาอีกข้อหนึ่งยังไม่สำเร็จ เราจักให้อารมณ์แก่
พระกุมารนั้นด้วยอุบาย ครั้นคิดแล้วจึงได้ไปยังสำนักของพระกุมารนั้น
ด้วยการภิกขาจาร พระกุมารเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้วตรัสว่า ข้าแต่
พระสมณะ ท่านอย่ามาที่นี้ เพราะคนเหล่านี้จะกล่าวแม้กะท่านว่า จง
เคี้ยวกินสิ่งนี้ จงบริโภคสิ่งนี้. โดยการกล่าวคำเดียวเท่านั้น พระปัจเจก-
หน้า 314
ข้อ 2
พุทธเจ้าก็กลับจากที่นั้น ได้ไปยังเสนาสนะของตน พระกุมารจึงกล่าว
กะบริวารนั้นว่า พระสมณะนี้เพียงแต่เรากล่าวเท่านั้นก็กลับไป ท่านโกรธ
เรากระมังหนอ. พระกุมารนั้นอันพวกบริวารชนเหล่านั้นทูลว่า ธรรมดา
บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่มุ่งหน้าที่จะโกรธ คนอื่นมีใจเลื่อมใสถวายสิ่งใด
ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้น จึงทรงดำริว่า สมณะชื่อเห็นปานนี้
โกรธแล้ว เราจักให้ท่านอดโทษ จึงกราบทูลแก่พระชนกชนนี แล้ว
เสด็จขึ้นทรงช้างไปยังป่าอิสิปตนะ ด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ทอดพระ-
เนตรเห็นฝูงเนื้อจึงตรัสถามว่า พวกเหล่านี้ ชื่ออะไร ? บริวารชนทูลว่า
ข้าแต่เจ้านาย สัตว์เหล่านี้ชื่อว่าเนื้อ. พระกุมารตรัสว่า พวกคนผู้กล่าวแก่
เนื้อเหล่านี้ว่า จงกินสิ่งนี้ จงบริโภคสิ่งนี้ จงลิ้มสิ่งนี้ ดังนี้แล้วปรนนิบัติ
อยู่ มีอยู่หรือ. บริวารชนทูลว่า ไม่มีพระเจ้าข้า เนื้อเหล่านี้มันอยู่ในที่
ที่มีหญ้าและน้ำอันหาได้ง่าย. พระกุมารดำริว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็ควร
จะอยู่เหมือนพวกเนื้อเหล่านั้น ไม่มีใครรักษาเลยอยู่ในที่ที่ปรารถนา แล้ว
ถือเอาเรื่องนี้ให้เป็นอารมณ์. ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้ารู้ว่า พระกุมาร
เสด็จมา จึงกวาดทางไปเสนาสนะและที่จงกรมทำให้เกลี้ยง แล้วเดิน
จงกรม ๑-๒-๓ ครั้ง แสดงรอยเท้าไว้ แล้วกวาดสถานที่พักกลางวัน
และบรรณศาลา กระทำให้เกลี้ยงแสดงรอยเท้าเข้าไป ไม่แสดงรอยเท้า
ที่ออกแล้วได้ไปเสียที่อื่น. พระกุมารเสด็จไปที่นั้น ทรงเห็นสถานที่นั้น
เขากวาดไว้เกลี้ยง ได้ทรงสดับบริวารชนกล่าวว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
นั้น เห็นจะอยู่ที่นี่ จึงตรัสว่า สมณะนั้นแม้เช้าก็โกรธ ยิ่งมาเห็นสถานที่
ของตนถูกช้างและม้าเป็นต้นเหยียบย่ำ จะโกรธมากขึ้น พวกท่านจงยืน
อยู่ที่นี้แหละ แล้วเสด็จลงจากคอช้าง พระองค์เดียวเสด็จเข้าไปยังเสนาสนะ
หน้า 315
ข้อ 2
ทรงเห็นรอยเท้าในสถานที่ที่กวาดไว้อย่างดี โดยถูกต้องตามระเบียบ จึง
ทรงดำริว่า บัดนี้ สมณะนี้นั้นจงกรมอยู่ในที่นี้ ไม่คิดเรื่องการค้าขาย
เป็นต้น สมณะนี้เห็นจะคิดประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนถ่ายเดียวเป็นแน่ มี
พระมนัสเลื่อมใส เสด็จขึ้นที่จงกรม ทรงทำวิตกอันแน่นหนาให้ออก
ห่างไกล เสด็จไปประทับนั่งบนแผ่นหิน ทรงเกิดอารมณ์แน่วแน่เสด็จ
เข้าไปยังบรรณศาลา ทรงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ถูกปุโรหิตถามกรรมฐาน
โดยนัยก่อนนั่นแหละ จึงประทับนั่งบนพื้นท้องฟ้า ได้ตรัสพระคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิโค ได้แก่ เนื้อ ๒ ชนิด คือ เนื้อ
ทราย ๑ เนื้อเก้ง ๑. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า มิโค นี้ เป็นชื่อของสัตว์ ๔ เท้า
ที่อยู่ในป่าทั้งหมด. แต่ในที่นี้ ประสงค์เอาเนื้อเก้ง เกจิอาจารย์ท่านกล่าว
ไว้ดังนี้ . บทว่า อรญฺมฺหิ ความว่า เว้นบ้านและอุปจารของบ้าน ที่
เหลือจัดเป็นป่า แต่ในที่นี้ประสงค์เอาอุทยาน เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวอธิบายว่าในอุทยาน ศัพท์ ยถา ใช้ในอรรถว่า เปรียบเทียบ.
บทว่า อพทฺโธ แปลว่า ไม่ถูกผูกด้วยเครื่องผูกคือเชื่อกเป็นต้น. ด้วย
คำนี้ ท่านแสดงถึงจริยาอันปราศจากความน่ารังเกียจ. บทว่า เยนิจฺฉกํ
คจฺฉติ โคจราย ความว่า ไปหาเหยื่อโดยทิสาภาคที่คนปรารถนาจะไป
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เนื้อที่อยู่ในอรัญเที่ยวไปในอรัญป่าใหญ่
เดินอย่างวางใจ ยืนอย่างวางใจ นั่งอย่างวางใจ นอนอย่าง
วางใจ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่
อยู่ในสายตาของนายพราน แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 316
ข้อ 2
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึง
ปฐมฌานอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า กระทำ
มารให้ตามหาร่องรอยไม่ได้ เธอกำจัดดวงตาของมารได้แล้ว
ไปยังที่ที่มารผู้มีจักษุมองไม่เห็น.
เนื้อความพิสดารแล้ว. บทว่า เสริตํ ได้แก่ ความเป็นไปที่มีความ
พอใจหรือความเป็นผู้เกี่ยวเนื่องกับคนอื่น. ท่านกล่าวอธิบายว่า เนื้อ
ไม่ถูกผูกในป่าย่อมไปหาเหยื่อตามความปรารถนา ฉันใด เมื่อไรหนอ
แม้เราก็พึงตัดเครื่องผูกคือตัณหา เที่ยวไปอย่างนั้น ฉันนั้น. วิญญูชน
คือคนผู้เป็นบัณฑิตหวังความเสรี พึงเที่ยวไปผู้เดียว ฉะนั้นแล.
จบพรรณนามิโคอรัญญคาถา
พรรณนาอามันตนาคาถา
คาถาว่า อามนฺตนา โหติ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า อำมาตย์ทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าในสมัยเป็นที่บำรุงใหญ่ของ
พระเจ้าพาราณสี. บรรดาอำมาตย์เหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งกราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพ มีสิ่งที่ควรจะทรงสดับ จึงทูลขอให้เสด็จไป ณ ส่วนข้าง
หนึ่ง. พระราชาได้เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะแล้วเสด็จไป. อีกคนหนึ่งทูล
ขอให้ประทับนั่งในที่บำรุงใหญ่อีก. อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งบน
คอช้าง อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งบนหลังม้า. อำมาตย์คนหนึ่ง
ทูลขอให้ประทับนั่งในรถทอง อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอให้ประทับนั่งวอเสด็จ
หน้า 317
ข้อ 2
ไปอุทาน. พระราชาได้เสด็จลงจากวอนั้นเสด็จไป. อำมาตย์อื่นอีกทูลขอ
ให้เสด็จจาริกในชนบท. พระราชาทรงสดับคำของอำมาตย์แม้นั้น จึง
เสด็จลงจากคอช้าง แล้วได้เสด็จไป ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อเป็นอย่างนั้น
พระองค์ทรงระอาพวกอำมาตย์เหล่านั้น จงทรงผนวช. อำมาตย์ทั้งหลาย
จึงเจริญ ด้วยความเป็นใหญ่. บรรดาอำมาตย์เหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่ง
ไปกราบทูลพระราชาว่าข้าแต่มหาราช ขอพระองค์โปรดประทานชนบท
ชื่อโน้นแก่ข้าพระบาท. พระราชาตรัสกะอำมาตย์นั้นว่า คนชื่อโน้นกินอยู่.
อำมาตย์นั้นไม่เอื้อเฟื้อพระดำรัสของพระราชากราบทูลว่า ข้าพระบาทจะ
ไปยึดเอาชนบทนั้นกิน ดังนี้แล้ว ไปในชนบทนั้นก่อการทะเลาะกัน คน
ทั้งสองพากันมายังสำนักของพระราชาอีก แล้วกราบทูลโทษของกันและกัน.
พระราชาทรงดำริว่า เราไม่อาจให้พวกอำมาตย์เหล่านั้นยินดีได้ ทรงเห็น
โทษในความโลภของอำมาตย์เหล่านั้น เห็นแจ้งอยู่กระทำให้แจ้งพระ-
ปัจเจกโพธิญาณ. พระองค์ได้กล่าวอุทานนี้ โดยนัยอันมีในก่อน.
ความหมายของอุทานนั้นว่า. บุคคลผู้ดำรงอยู่ท่ามกลางสหาย ย่อม
จะมีการเรียกร้องโดยประการนั้นโดยนัยมีอาทิว่า จะฟังเรื่องนี้ จงให้
สิ่งนี้แก่เรา ทั้งในการอยู่กล่าวคือการนอนกลางวัน ในการยืนกล่าวคือ
ที่บำรุงให้ ในการไปกล่าวคือการไปอุทาน และในการจาริกกล่าว
คือการจาริกไปในชนบท เพราะฉะนั้น เราจึงระอาในข้อนั้น การคบ
หาอริยชนนี้ มีอานิสงส์มิใช่น้อยเป็นสุขโดยส่วนเดียว แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น
คนเลวทุกคนผู้ถูกความโลภครอบงำ ก็ไม่ปรารถนาการบรรพชา เราเห็น
ความไม่โลภนั้น และความประพฤติตามความพอใจตน ด้วยอำนาจ
หน้า 318
ข้อ 2
ภัพพบุคคล โดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของคนอื่น เริ่มวิปัสสนาแล้ว จึง
บรรลุพระปัจเจกโพธิญาณโดยลำดับ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
จบพรรณนาอมันตนาคาถา
พรรณนาขิฑฑารติคาถา
คาถาว่า ขิฑฺฑา รติ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่า เอกปุตตก-
พรหมทัต พระราชานั้นมีพระโอรสน้อยผู้เดียวเป็นที่โปรดปรานเสมอด้วย
ชีวิต. พระราชาจะทรงพาเอาแต่พระโอรสน้อยเสด็จไปในทุกพระอิริยาบถ
วันหนึ่งเสด็จไปยังพระราชอุทยาน ทรงเว้นพระโอรสนั้นเสีย เสด็จไป
แล้ว. ฝ่ายพระกุมารสิ้นพระชนม์ด้วยพยาธิอันเกิดขึ้นแล้วในวันนั้นเอง.
อำมาตย์ทั้งหลายปรึกษากันว่า แม้พระทัยของพระราชาก็จะแตกเพราะ
ความเสน่หาในพระโอรส จึงไม่กราบทูลให้ทรงทราบ พากันเผาพระ-
กุมารนั้น. พระราชาทรงเมาน้ำจัณฑ์อยู่ในพระราชอุทยาน ไม่ได้ระลึก
ถึงพระโอรส แม้ในวันที่ ๒ ก็เหมือนกัน ในเวลาสรงสนานและเวลา
เสวยก็มิได้ทรงระลึกถึง. ลำดับนั้น พระราชาเสวยแล้วประทับนั่งอยู่ ทรง
ระลึกชนได้จึงรับสั่งว่า พวกท่านจงนำลูกชายของเรามา. อำมาตย์
ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา โดยวิธีอันเหมาะสม. ลำดับ
นั้น พระองค์ถูกความโศกครอบงำประทับนั่ง ทรงทำไว้ในพระทัยโดย
อุบายอันแยบคายอย่างนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้
หน้า 319
ข้อ 2
จึงเกิด พระองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมโดย
ลำดับอยู่อย่างนี้ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ. คำที่เหลือ
เช่นกับที่กล่าวแล้วในวรรณนาแห่งสังสัคคคาถานั่นแหละ. เว้นพรรณนา
ความในคาถา.
ก็พรรณนาความมีว่า. การเล่นชื่อว่า ขิฑฺฑา. การเล่นนั้นมี ๒ อย่าง
คือเล่นหางกาย ๑ เล่นทางวาจา ๑. บรรดาการเล่น ๒ อย่างนั้น การเล่น
มีอาทิอย่างนี้ คือเล่นช้างบ้าง เล่นม้าบ้าง เล่นรถบ้าง เล่นธนูบ้าง
เล่นคาบบ้าง ชื่อว่าเล่นทางกา . การเล่นมีอาทิอย่างนี้คือ การขับร้อง
การกล่าวโศลก เอาปากทำกลอง และเปิงมาง ชื่อว่าการเล่นทางวาจา
ความยินดีในกามคุณ ๕ ชื่อว่า รติ. บทว่า วิปุลํ ได้แก่ เอิบอาบไป
ทั่วอัตภาพ โดยการตั้งอยู่จนกระทั่งจรดเยื่อในกระดูก. คำที่เหลือปรากฏ
ชัดแล้ว. ก็แม้วาจาประกอบความอนุสนธิในคาถานี้ ก็พึงทราบโดยนัย
ที่กล่าวแล้วในสังสัคคคาถานั่นแล. และเบื้องหน้าแต่นั้นไป เรื่องราว
ทั้งปวงก็เหมือนกัน.
จบพรรณนาขิฑฑารติคาถา
พรรณนาจาตุททิสคาถา
คาถาว่า จาตุทฺทิโส ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในปางก่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๔ องค์ บวชใน
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่สองหมื่นปี
หน้า 320
ข้อ 2
แล้วบังเกิดในเทวโลก. จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บรรดาพระปัจเจก-
โพธิสัตว์เหล่านั้น พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์ใหญ่ ได้เป็นพระเจ้าพาราณสี.
พระปัจเจกโพธิสัตว์ที่เหลือได้เป็นพรราชาตามปกติ. ฝ่ายพระราชาทั้ง
๕ องค์นั้น เรียนกรรมฐานแล้วทรงสละราชสมบัติออกบวช ได้เป็นพระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าโดยลำดับ แล้วอยู่ที่เงื้อมนันทมูลกะ วันหนึ่ง ออกจาก
สมาบัติแล้วรำพึงถึงกรรมและสหายของตน โดยนัยดังกล่าวแล้วในวังสก-
ฬีรคาถา ครั้นรู้แล้วจึงหาโอกาสเพื่อจะแสดงอารมณ์แก่พระเจ้าพาราณสี
ด้วยอุบาย. ก็พระราชานั้นตกพระทัยในเวลากลางคืนถึง ๓ ครั้ง ทรง
กลัวจึงทรงร้องด้วยความระทมพระทัย เสด็จวิ่งไปที่พื้นใหญ่. แม้ถูก
ปุโรหิตผู้ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทูลถามถึงการบรรทมเป็นสุขสบายก็ตรัสว่า ท่าน
อาจารย์ เราจะมีความสุขมาแต่ไหน แล้วทรงบอกเรื่องราวทั้งหมดนั้น
ฝ่ายปุโรหิตคิดว่า โรคนี้ใคร ๆ ไม่อาจแนะนำด้วยเภสัชกรรมอย่างใด
อย่างหนึ่ง มีการถ่ายยาเบื้องสูงเป็นต้น แต่อุบายสำหรับจะกินเกิดขึ้น
แก่เราแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นี้เป็นบุพนิมิตแห่งความ
เสื่อมราชสมบัติและอันตรายแห่งพระชนม์ชีพเป็นต้น ทำให้พระราชา
ตกพระทัยมากขึ้น แล้วกราบทูลว่า เพื่อจะให้บุพนิมิตนั้นสงบ พระองค์
พึงประทานช้าง ม้า และรถเป็นต้นมีประมาณเท่านี้ ๆ กับทั้งเงินและ
ทองไห้เป็นทักษิณาบูชายัญ ดังนี้แล้วให้จัดแจงการบูชายัญ.
ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นสัตว์มีปราณ-
หลายพันที่เขาประมวลมาเพื่อประโยชน์แก่ยัญ จึงคิดว่า เมื่อพระราชา
ทรงกระทำกรรมนี้ พระองค์จักเป็นผู้อันใคร ๆ ให้ตรัสรู้ได้ยาก เอาเถอะ
หน้า 321
ข้อ 2
เราทั้งหลายจะล่วงหน้าไปคอยดูพระราชานั้น จึงมาเที่ยวบิณฑบาต ได้
ไปที่พระลานหลวงตามลำดับ โดยนัยดังกล่าวแล้วในวังสกฬีรคาถา.
พระราชาประทับยืนที่สีหบัญชร ทอดพระเนตรพระลานหลวง ได้เห็น
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น และพร้อมกับการเห็นนั่นแหละ ความ
เสน่หาได้เกิดขึ้นแก่พระองค์. ลำดับนั้น จึงรับสั่งให้นิมนต์พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าเหล่านั้นมา นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ณ พื้นกลางแจ้ง
ให้ฉันโดยเคารพ แล้วตรัสถามพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้กระทำภัตกิจเสร็จ
แล้วว่า ท่านทั้งหลายเป็นใคร ? พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าตอบว่า มหาบพิตร
พวกอาตมาชื่อว่า จาตุทิศ. พระราชาถามว่า ท่านผู้เจริ้ญ ความหมายของคำ
ว่าจาตุทิศนี้เป็นอย่างไร ? พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าตอบว่า มหาบพิตร พวก
อาตมาไม่มีความกลัว หรือความสะดุ้งใจในที่ไหน ๆ จากที่ไหน ๆ ในทิศ
ทั้ง ๔. พระราชาถามว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ความกลัวนี้จึงไม่มี
แก่ท่านทั้งหลาย. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมา
ทั้งหลายเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วยเหตุนั้น ความกลัวนั้นจึง
ไม่มีแก่พวกอาตมา ดังนี้แล้วลุกจากอาสนะได้ไปยังสถานที่อยู่ของตน.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า สมณะเหล่านี้พากันกล่าวว่า ไม่
มีความกลัว เพราะเจริญเมตตาเป็นต้น แต่พวกพราหมณ์พากันพรรณนา
การฆ่าสัตว์หลายพันตัว คำของพวกไหนหนอเป็นคำจริง. ลำดับนั้นพระ-
องค์ได้มีความดำริดังนี้ว่า สมณะทั้งหลายล้างของไม่สะอาดด้วยของสะอาด
แต่พวกพราหมณ์ล้างของไม่สะอาด ด้วยของไม่สะอาด ก็ใคร ๆ ไม่อาจ
ล้างของไม่สะอาดด้วยของไม่สะอาด คำของบรรพชิตเท่านั้นเป็นคำสัจจริง.
พระองค์จึงเจริญพรหมวิหารทั้ง ๔ มีเมตตาเป็นต้นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ขอ
หน้า 322
ข้อ 2
สัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข ๆ เถิด ทรงมีพระทัยแผ่ประโยชน์เกื้อกูล ทรงสั่ง
อำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านจงปล่อยสัตว์ทั้งหมด สัตว์ทั้งหมดจงดื่มน้ำ
เย็น กินหญ้าเขียวสด และลมเย็นจงรำเพยพัดสัตว์เหล่านั้น. อำมาตย์
เหล่านั้นได้กระทำตามรับสั่งทุกประการ.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า เราพ้นจากกรรมชั่ว เพราะคำ
ของกัลยาณมิตร จึงประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง เจริญวิปัสสนา ได้
ทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ ก็ในเวลาเสวย เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงเสวย ถึงเวลาแล้วพระเจ้าข้า พระองค์
ได้ตรัสคำทั้งปวงโดยนัยก่อนนั่นแลว่า เรามิใช่พระราชา ดังนี้เป็นต้น
แล้วได้ตรัสอุทานคาถาและพยากรณ์คาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาตุทฺทิโส ความว่า มีปกติอยู่ตาม
สบายในทิศทั้ง ๔ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า จาตุทิศ เพราะมีทิศทั้ง ๔ อัน
แผ่ไปด้วยพรหมวิหารภาวนา โดยนัยมีอาทิว่า แผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่. ชื่อว่า
ผู้ไม่มีปฏิฆะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์หรือสังขารในที่ไหนๆ ในทิศทั้ง ๔
นั้น เพราะความกลัว. บทว่า สนฺตุสฺสมาโน ได้แก่ ผู้สันโดษด้วย
อำนาจสันโดษ ๑๒ อย่าง. บทว่า อิตรีตเรน ได้แก่ ด้วยปัจจัยสูง ๆ ต่ำๆ
ในคำว่า ปริสฺสยานํ สหิตา อฉมฺภี นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ ชื่อว่า ปริสสยะ
เพราะเบียดเบียนรอบกายและจิต หรือยังสมบัติแห่งกายและจิตให้เสื่อมไป
รอบ หรืออาศัยกายและจิตนั้นนอนอยู่. คำว่า ปริสสยะ นี้ เป็นชื่อของ
อุปัทวันตรายทางกายและจิต ที่เป็นภายนอก มีสีหะและพยัคฆ์เป็นต้น
ที่เป็นภายใน มีกามฉันทะเป็นต้น. ชื่อว่าอดกลั้นอันตรายอันเบียดเบียน
หน้า 323
ข้อ 2
เหล่านั้น ด้วยอธิวาสนขันติ และด้วยธรรมทั้งหลายมีวิริยะเป็นต้น. ชื่อว่า
ผู้ไม่หวาดสะดุ้ง เพราะไม่มีความกลัวอันทำให้ตัวแข็ง. ท่านกล่าว
อธิบายไว้อย่างไร. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตาม
ได้ เหมือนสมณะ ๔ จำพวกเหล่านั้น ดำรงอยู่ในสันโดษอันเป็นปทัฏ-
ฐานของการปฏิบัตินี้ ชื่อว่าอยู่ตามผาสุกในทิศ ๔ เพราะเจริญเมตตา
เป็นต้นในทิศทั้ง ๔ และชื่อว่าเป็นผู้ไม่ขัดเคือง เพราะไม่มีความกลัวแต่
การเบียดเบียนในสัตว์และสังขารทั้งหลาย. ผู้นั้นชื่อว่าผู้อดกลั้นอันตราย
อันเบียดเบียน เพราะเป็นผู้อยู่ตามความสบายในทิศทั้ง ๔ และชื่อว่าเป็น
ผู้ไม่หวาดสะดุ้ง เพราะความเป็นผู้ไม่ขัดเคือง เราเห็นคุณของการปฏิบัติ
อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ แล้วปฏิบัติโดยแยบคาย ได้บรรลุพระปัจเจก-
โพธิญาณแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า เรารู้ว่า บุคคลผู้สันโดษ
ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ เป็นผู้อยู่ตามความสบายใน ๔ ทิศ โดยนัย
ดังกล่าวแล้ว เหมือนพระสมณะเหล่านั้น จึงปรารถนาความเป็นผู้อยู่ตาม
สบายในทิศ ๔ อย่างนั้น ปฏิบัติโดยแยบคายจึงได้บรรลุ เพราะฉะนั้น
แม้ผู้อื่นเมื่อปรารถนาฐานะเช่นนี้ พึงเป็นผู้อดทนอันตรายอันเบียดเบียน
โดยความเป็นผู้อยู่ตามสบายในทิศ ๔ และเป็นผู้ไม่หวาดสะดุ้ง โดยความ
เป็นผู้ไม่ขัดเคือง เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
จบพรรณนาจาตุททิสคาถา
หน้า 324
ข้อ 2
พรรณนาทุสสังคหคาถา
คาถาว่า ทุสฺสงฺคหา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสีสวรรคตแล้ว แต่นั้น
เมื่อวันโศกเศร้าล่วงเลยไปแล้ว วันหนึ่ง อำมาตย์ทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่า
ธรรมดาพระราชาทั้งหลายจำต้องปรารถนาพระอัครมเหสีในราชกิจนั้น ๆ
อย่างแน่นอน ดังพวกข้าพระบาทขอโอกาส ขอสมมติเทพทรงนำพระเทวี
องค์อื่นมา. พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพนาย ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายจงรู้
กันเองเถิด. อำมาตย์เหล่านั้นพากันแสวงหาอยู่ พระราชาในราชอาณาจักร
ใกล้เคียงสวรรคต พระเทวีของพระราชานั้นปกครองราชสมบัติ และ
พระเทวีนั้นได้มีพระครรภ์. อำมาตย์ทั้งหลายระว่าพระเทวีนี้เหมาะสมแก่
พระราชา จึงทูลอ้อนวอนพระนาง. พระนางตรัสว่า ธรรมดาหญิงมี
ครรภ์ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของคนทั้งหลาย ถ้าพวกท่านจะรอจนกว่าเราจะ
คลอด เมื่อเป็นอย่างนั้น ย่อมเป็นการดี ถ้าไม่รอ พวกท่านก็จงหาหญิง
อื่นเถิด. อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลความนั้นแม้แก่พระราชา. พระราชา
ตรัสว่า พระนางแม้จะมีครรภ์ก็ช่างเถอะ พวกท่านจงนำมาเถิด. อำมาตย์
เหล่านั้นจึงนำมา. พระราชาทรงอภิเษกพระเทวีนั้นแล้ว ได้ประทาน
เครื่องใช้สอยสำหรับพระมเหสีทุกอย่าง. ทรงสงเคราะห์พระนางและ
บริวารชน ด้วยเครื่องบรรณาการมีอย่างต่าง ๆ. พระมเหสีนั้นประสูติ
พระโอรสตามกาลเวลา. พระราชาทรงกระทำโอรสของพระนางนั้นไว้ที่
พระเพลา และพระอุระในพระอิริยาบถทั้งปวง ดุจพระโอรสของพระองค์.
ครั้งนั้น บริวารชนของพระเทวีนั้นพากันคิดว่า พระราชาทรงสงเคราะห์
หน้า 325
ข้อ 2
อย่างยิ่ง ทรงกระทำความคุ้นเคยเป็นล้นพ้นในพระกุมาร เอาเถอะพวก
เราจักยุยงพระกุมารนั้นให้แตกกัน.
แต่นั้น จึงพากันทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พ่อ พระองค์เป็นโอรส
แห่งพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย ไม่ได้เป็นพระโอรสของพระราชา
องค์นี้ พระองค์อย่าทรงไว้วางพระทัยพระราชาองค์นี้. ทีนั้น พระกุมาร
อันพระราชาตรัสว่า มาซิลูก ดังนี้ก็ดี เอาพระหัตถ์ดึงมาก็ดี ก็ไม่ติด
พระราชาเหมือนแต่ก่อน. พระราชาทรงพิจารณาอยู่ว่า เหตุอะไรกัน
ทรงทราบเรื่องราวนั้น ทรงเบื่อหน่ายว่า คนเหล่านั้นแม้เราจะสงเคราะห์
อยู่ ก็ยังมีความประพฤติวิปริตอยู่นั่นเอง จึงทรงละราชสมบัติออกทรง
ผนวช. ฝ่ายอำมาตย์และบริวารชนทั้งหลายทราบว่า พระราชาทรงผนวช
ก็พากันบวชเป็นอันมาก. พระราชาพร้อมด้วยบริวารชน แม้บวชแล้ว
คนทั้งหลายก็ยังน้อมนำปัจจัยอันประณีตเข้าไปถวาย. พระราชาทรงให้
ปัจจัยอันประณีต ตามลำดับคนผู้แก่กว่า. บรรดาคนเหล่านั้น คนที่ได้
ของดีก็พากันยินดี คนที่ได้ของไม่ดีก็พากันยกโทษว่า พวกเรากวาด
บริเวณเป็นต้น กระทำกิจการทั้งปวงอยู่ ก็ได้ภัตตาหารเศร้าหมองและ
ผ้าเก่า. พระราชานั้นทรงทราบแม้ดังนั้น จึงทรงดำริว่า พวกเหล่านี้แม้
เราให้อยู่ตามลำดับผู้แก่กว่า ก็ยังยกโทษอยู่ โอ ! บริษัทสงเคราะห์ยาก
จึงทรงถือบาตรและจีวร พระองค์เดียวเสด็จเข้าป่า ปรารภวิปัสสนา ได้
ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ. และถูกชนผู้มาในที่นั้นถามถึงกรรม-
ฐาน จึงได้ตรัสคาถานี้. คาถานั้นปรากฏชัดแล้วโดยอรรถ แต่มีวาจา
ประกอบความดังนี้ แม้บรรพชิตบางพวก ผู้ถูกความไม่สันโดษครอบงำ
ก็สงเคราะห์ยาก อนึ่ง คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็อย่างนั้นเหมือนกัน. เรา
หน้า 326
ข้อ 2
เกลียดความเป็นผู้สงเคราะห์ยากนี้ จึงปรารภวิปัสสนาได้บรรลุแล้ว. คำ
ที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.
จบพรรณนาทุสสังคหคาถา
พรรณนาโกวิฬารคาถา
คาถาว่า โอโรปยิตฺวา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาในนครพาราณสี พระนามว่า จาตุมาสิก-
พรหมทัต เสด็จไปพระราชอุทยานในเดือนแรกของฤดูคิมหันต์ ทรง
เห็นต้นทองหลางเต็มไปด้วยใบเขียวและแน่นทึบ ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์
ในพระราชอุทยานนั้น จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงปูลาดที่นอนของเราที่
โคนต้นทองหลาง แล้วทรงเล่นในพระราชอุทยาน เวลาเย็น ทรงสำเร็จ
การบรรทมอยู่ ณ ที่โคนต้นทองหลางนั้น. ในเดือนกลางฤดูคิมหันต์ ได้
เสด็จไปยังพระราชอุทยานอีก ในคราวนั้น ต้นทองหลางกำลังออกดอก
แม้ในคราวนั้น ก็ได้ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้นแหละ. ในเดือนท้ายฤดู
คิมหันต์ ได้เสด็จไปแม้อีก ในคราวนั้น ต้นทองหลางสลัดใบ เป็น
เหมือนต้นไม้แห้ง. แม้ในคราวนั้น พระราชาก็ไม่ทันดูต้นไม้นั้น ด้วย
ความคุ้นเคยในกาลก่อน จึงรับสั่งให้ปูลาดที่บรรทม ณ ที่โคนต้นทองหลาง
นั้นนั่นเอง. อำมาตย์ทั้งหลายแม้จะรู้อยู่ ก็ให้ปูลาดที่บรรทมที่โคนต้น
ทองหลางนั้น ตามคำสั่งของพระราชา. พระองค์ทรงเล่นในพระราช-
อุทยาน พอเวลาเย็น เมื่อจบรรทม ณ ที่นั้น ทรงเห็นต้นไม้นั้นเข้า
หน้า 327
ข้อ 2
จึงทรงดำริว่า ร้ายจริง ต้นไม้นี้ เมื่อก่อนมีใบเต็ม ได้เป็นต้นไม้งาม
น่าดู ประดุจสำเร็จด้วยแก้วมณี จากนั้น ได้มีสง่าน่าดูด้วยดอกทั้งหลาย
เช่นกับหน่อแก้วประพาฬอันวางอยู่ระหว่างกิ่งมีสีแดงแก้วมณี และภูมิภาค
ภายใต้ต้นไม้นี้ ก็เกลี่ยด้วยทราย เช่นกับข่ายแก้วมุกดา ดาดาษด้วยดอก
อันหล่นจากขั้ว ได้เป็นดุจลาดไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง วันนี้ ต้นไม้ชื่อนั้น
เหมือนต้นไม้แห้ง เหลือสักว่ากิ่งยืนต้นอยู่ โอ! ต้นทองหลางก็ยิ่งถูกชรา
ทำร้ายแล้ว ทรงได้เฉพาะอนิจจสัญญาว่า แม้สิ่งที่ไม่มีวิญญาณครอง ก็
ยังถูกชรานั้นเบียดเบียน จะป่วยกล่าวไปไยถึงสิ่งที่มีวิญญาณเล่า พระองค์
ทรงเห็นแจ้งสังขารทั้งปวงตามแนวนั้นนั่นแล โดยความเป็นทุกข์ และ
โดยความเป็นอนัตตา ทรงปรารถนาอยู่ว่า โอหนอ ! แม้เราก็พึงเป็น
ผู้ปราศจากเครื่องหมายคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองหลางสลัดใบฉะนั้น ทรง
บรรทมอยู่โดยข้างเบื้องขวา ณ พื้นที่บรรทมนั้น โดยลำดับ เจริญวิปัสสนา
ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว. ในเวลาเสด็จไปจากที่นั้น เมื่อ
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้เวลาเสด็จไปแล้วพระเจ้าข้า
จึงตรัสคำมีอาทิว่า เราไม่ใช่พระราชา แล้วได้ตรัสคาถานี้ โดยนัยก่อน
นั่นแหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอโรปยิตฺวา แปลว่า นำออกไป.
บทว่า คิหิพฺยญฺชนานิ ได้แก่ ผม หนวด ผ้าขาว เครื่องประดับ ดอกไม้
ของหอม เครื่องลูบไล้ บุตร ภรรยา ทาสี และทาสเป็นต้น. สิ่งเหล่านี้
ทำความเป็นคฤหัสถ์ให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า คิหิพฺยญฺชนานิ.
บทว่า สนฺฉินฺนปตฺโต แปลว่า มีใบร่วงไปแล้ว. บทว่า เฉตฺวาน ได้แก่
ตัดด้วยมรรคญาณ. บทว่า วีโร ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเพียรใน
หน้า 328
ข้อ 2
มรรค. บทว่า คิหิพนฺธนานิ ได้แก่ เครื่องผูกคือกาม. จริงอยู่ กาม
ทั้งหลายเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์ เนื้อความของบทเพียงเท่านี้ก่อน.
ส่วนอธิบายมีดังนี้ พระราชาทรงดำริอย่างนี้ว่า โอหนอ ! แม้เราก็พึง
ปลงเครื่องหมายของคฤหัสถ์เสีย พึงเป็นเหมือนต้นทองหลางสลัดใบฉะนั้น
ทรงปรารภวิปัสสนาได้บรรลุแล้ว. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั้นแล.
จบพรรณนาโกวิฬารคาถา
พรรณนาสหายคาถา
คาถาว่า สเจ ลเภถ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในปางก่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๒ องค์ บวชใน
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่สองหมื่น
ปีแล้วบังเกิดขึ้นในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บรรดาปัจเจกโพธิ-
สัตว์เหล่านั้น พระปัจเจกโพธิสัตว์องค์พี่ใหญ่ได้เป็นโอรสของพระเจ้า-
พาราณสี องค์น้องชายได้เป็นบุตรของปุโรหิต. พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งสอง
นั้นถือปฏิสนธิวันเดียวกัน ออกจากท้องมารดาวันเดียวกัน ได้เป็นสหาย
เล่นฝุ่นด้วยกัน. บุตรปุโรหิตได้เป็นผู้มีปัญญา เขากราบทูลพระราชบุตรว่า
ข้าแต่พระสหาย เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปแล้ว พระองค์จักได้ราชสมบัติ
ข้าพระองค์จักได้ตำแหน่งปุโรหิต อันคนผู้ศึกษาดีแล้ว อาจปกครอง
ราชสมบัติได้ พระองค์จงมา พวกเราจักเรียนศิลปศาสตร์ แต่นั้น คน
ทั้งสองได้เป็นผู้สร้างสมยัญ๑ เที่ยวภิกขาไปในคามและนิคมเป็นต้น ไป
๑. คล้องสายยัญ.
หน้า 329
ข้อ 2
ถึงบ้านปัจจันตชนบท. พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์ เข้าไปยังบ้านนั้น
ในเวลาภิกขาจาร. คนทั้งหลายในบ้านนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
แล้ว เกิดความอุตสาหะ พากันปูลาดอาสนะ น้อมของเคี้ยวและของ
บริโภคอันประณีตเข้าไปบูชาอยู่. คนทั้งสองนั้นมีความคิดดังนี้ว่า ชื่อว่า
คนผู้มีตระกูลสูงเช่นกับพวกเรา ย่อมไม่มี ก็อีกอย่างหนึ่ง คนเหล่านี้
ถ้าต้องการ ก็จะให้ภิกษาแก่พวกเรา ถ้าไม่ต้องการ ก็จะไม่ให้ จะ
กระทำสักการะเห็นปานนี้แก่บรรพชิตเหล่านี้ บรรพชิตเหล่านี้ย่อมรู้ศิลป-
ศาสตร์ไร ๆ เป็นแน่ เอาเถอะ พวกเราจักเรียนศิลปศาสตร์ในสำนักของ
บรรพชิตเหล่านี้. เมื่อพวกคนกลับไปแล้ว คนทั้งสองนั้นได้โอกาส จึง
พูดอ้อนวอนว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงให้พวกกระผมศึกษา
ศิลปะที่ท่านทั้งหลายทราบเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า พวก
เราไม่อาจให้คนที่มิใช่บรรพชิตศึกษา. คนทั้งสองนั้นจึงขอบรรพชาแล้ว
บวช. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงบอกอภิสมาจาริกวัตร
แก่คนทั้งสองนั้น โดยนัยมีอาทิว่า ท่าทั้งหลายพึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่ม
อย่างนี้ แล้วกล่าวว่า ความยินดีในความเป็นผู้เดียว เป็นความสำเร็จ
แห่งศิลปะนี้ เพราะฉะนั้น พึงนั่งผู้เดียว พึงจงกรมผู้เดียว พึงยืนผู้เดียว
พึงนอนผู้เดียว ดังนี้ แล้วได้ให้บรรณศาลาแยกกัน. แต่นั้น บรรพชิต
ทั้งสองนั้น จึงเข้าไปยังบรรณศาลาของตน ๆ แล้วนั่งอยู่. จำเดิมแต่กาล
ที่นั่งแล้ว บุตรปุโรหิตได้ความตั้งมั่นแห่งจิต ได้ฌานแล้ว. พอชั่วครู่เดียว
พระราชบุตรรำคาญ จึงมายังสำนักของบุตรปุโรหิต. บุตรปุโรหิตนั้นเห็น
ดังนั้นจึงถามว่า อะไรกันสหาย ? ราชบุตรกล่าวว่า เรารำคาญเสียแล้ว.
บุตรปุโรหิตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งที่นี้. ราชบุตรนั้นนั่งในที่
หน้า 330
ข้อ 2
นั้นได้ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า นี่แนะสหาย ได้ยินว่า ความยินดีในความเป็น
ผู้เดียว เป็นความสำเร็จแห่งศิลปะนี้. บุตรปุโรหิตกล่าวว่า อย่างนั้น
สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงไปยังโอกาสที่ตนนั่งเท่านั้น เราจักเรียนเอา
ความสำเร็จของศิลปะนี้. ราชบุตรนั้นจึงไป พอครู่เดียวเท่านั้นก็รำคาญ
อีก จึงกลับมาโดยนัยก่อนนั่นแหละถึง ๓ ครั้ง.
ลำดับนั้น บุตรปุโรหิตจึงส่งราชบุตรนั้นไปเหมือนอย่างเดิม เมื่อ
ราชบุตรนั้นไปแล้ว จึงคิดว่า ราชบุตรนี้ทำกรรมของตนและกรรมของ
เราให้เสื่อมเสีย มาในที่นี้เนือง ๆ. บุตรปุโรหิตนั้นจึงออกจากบรรณศาลา
เข้าป่า. ฝ่ายราชบุตรนั่งอยู่ในบรรณศาลานั่นแหละ พอชั่วครู่เดียวก็รำคาญ
ขึ้นอีก จึงมายังสำนักของบุตรปุโรหิตนั้น แม้หาไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นบุตร
ปุโรหิตนั้น จึงคิดว่าผู้ใดแม้พาเอาเครื่องบรรณาการในคราวเป็นคฤหัสถ์
มา ก็ไม่ได้เห็นเรา บัดนี้ ผู้นั้น เมื่อเรามาแล้วประสงค์จะไม่ให้แม้แต่
การเห็น จึงได้หลีกไป โอ เจ้าจิตร้าย เจ้าไม่ละอาย เราถูกเจ้านำมาที่นี้
ถึง ๔ ครั้ง บัดนี้ เราจักไม่เป็นไปในอำนาจของเจ้า โดยที่แท้ เราจักให้
เจ้านั่นแหละเป็นไปในอำนาจิตของเรา ดังนี้ แล้วเข้าไปยังเสนาสนะของตน
เริ่มวิปัสสนาทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ
ทางอากาศ. ฝ่ายบุตรปุโรหิตนอกนี้เข้าป่าแล้ว เริ่มวิปัสสนา ทำให้แจ้ง
ปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ไปที่นั้นเหมือนกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสอง
นั้นนั่งอยู่ที่พื้นมโนศิลา ได้กล่าวอุทานคาถาเหล่านี้โดยแยกกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปกํ ได้แก่ ผู้มีปัญญารักษาตนตาม
ปกติ คือเป็นบัณฑิต ได้แก่ ผู้ฉลาดในการบริกรรมกสิณเป็นต้น. บทว่า
สาธุวิหารํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยธรรมเครื่องอยู่อันแนบแน่น หรือด้วย
หน้า 331
ข้อ 2
ธรรมเครื่องอยู่อย่างเฉียด ๆ. บทว่า ธีรํ คือ ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาเครื่อง
ทรงจำ. ในข้อนั้น ท่านกล่าวธิติสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่อง
ทรงจำ ด้วยความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน. แต่ในที่นี้ หมายความว่า ผู้
สมบูรณ์ด้วยธิติเท่านั้น. ความบากบั่นไม่ย่อหย่อน ชื่อว่า ธิติ. คำนี้เป็น
ชื่อของความเพียรซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ จ นหารุ จ จะเหลือ
แต่หนังและเอ็นก็ตาม ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธีระ เพราะเกลียดชัง
บาป ดังนี้ก็มี บทว่า ราชาว รฏฺํ วิชิตฺ ปหาย ความว่า พึงละสหาย
ผู้เป็นพาลเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระราชาตามปกติรู้ว่า แว่นแคว้นที่เรา
ชนะแล้ว นำอนัตถพินาศมาให้ จึงละราชสมบัติเที่ยวไปพระองค์เดียว
ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ราชาว รฏฺํ นั้น มีความแม้ดังนี้ว่า
ผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนพระเจ้าสุตโสม ทรงละแว่นแคว้นที่ชนะแล้ว
เที่ยวไปพระองค์เดียว และเหมือนพระเจ้ามหาชนกฉะนั้น. คำที่เหลือ
อาจรู้ได้ตามแนวที่กล่าวแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงไม่ต้องกล่าวให้พิสดาร
ฉะนี้แล.
จบพรรณนาสหายคาถา
พรรณนาอัทธาปสังสาคาถา
เหตุเกิดคาถาว่า อทฺธา ปสํสาม ดังนี้เป็นต้น เหมือนกับเหตุเกิดขึ้น
แห่งจาตุททิสคาถา คราบเท่าที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่
ลาดไว้ในพื้นที่โล่งแจ้ง. ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้.
หน้า 332
ข้อ 2
พระราชานี้ไม่ตกพระทัย เหมือนพระราชานั้นตกพระทัยถึง ๓ ครั้ง
ในตอนกลางคืน. พระราชานี้มิได้ทรงเข้าไปตั้งยัญ พระองค์นิมนต์
ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ในพื้นที่โล่งแจ้ง
แล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นใคร ? พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทูลว่า มหาบพิตร พวกอาตมาชื่อว่าอนวัชชโภชี. พระราชาตรัสถาม
ว่า ท่านผู้เจริญ คำว่า อนวัชชโภชี นี้ มีความหมายว่าอย่างไร ?
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทูลว่า มหาบพิตร พวกอาตมาได้ของดีหรือ
ไม่ดี ไม่มีอาการผิดแผกบริโภคได้. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงได้
มีพระดำริดังนี้ว่า ถ้ากระไร เราควรจะได้พิสูจน์ดูท่านเหล่านี้ว่า เป็นผู้
เช่นนี้หรือไม่. วันนั้น พระองค์จึงทรงอังคาสด้วยข้าวปลายเกรียน มีน้ำ
ผักดองเป็นที่สอง. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีอาการผิดแผก ฉัน
ข้าวปลายเกรียนนั้นดุจเป็นของอมฤต. พระราชาทรงพระดำริว่า ท่านเหล่า
นี้เป็นผู้ไม่มีอาการผิดแผกในวันเดียว เพราะปฏิญญาไว้ พรุ่งนี้ เราจักรู้อีก
จึงนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้. แม้ในวันที่สอง ก็ได้ทรงกระทำเหมือน
อย่างนั้น. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ฉันเหมือนอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า เราจักถวายของดีทดลองดู จึง
นิมนต์อีก ทรงทำมหาสักการะถึง ๒ วัน วันอังคาสด้วยของเคี้ยวของ
ฉันอันประณีตวิจิตรยิ่ง. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ไม่มีอาการผิด
แผก ฉันเหมือนอย่างนั้นแหละ กล่าวมงคลแก่พระราชาแล้วหลีกไป.
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นหลีกไปไม่นาน พระราชาทรงดำริว่า ท่าน
เหล่านี้เป็นอนวัชชโภชีมีปกติฉันหาโทษมิได้ โอหนอ ! แม้เราก็ควรเป็น
หน้า 333
ข้อ 2
อนวัชชโภชีบ้าง จึงสละราชสมบัติใหญ่ สมาทานการบรรพชา เริ่ม
วิปัสสนาแล้ว ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะชี้แจงอารมณ์ของตน
ในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ ควงต้นไม้สวรรค์ ได้กล่าว
คาถานี้. คาถานั้นโดยใจความของบทง่ายมาก แต่ในบทว่า สหายสมฺปทํ
นี้ สหายผู้เพียบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้นอันเป็นอเสขะ พึงทราบว่าสหาย-
สัมปทาทั้งสิ้น.
ส่วนวาจาประกอบความในคำว่า สหายสมฺปทํ นี้ มีดังต่อไปนี้:-
เราสรรเสริญสหายสัมปทาที่กล่าวแล้วนั้นโดยแท้ อธิบายว่า เราชมเชยโดย
ส่วนเดียวเท่านั้น. สรรเสริญอย่างไร ? สรรเสริญว่า ควรคบหาสหายผู้
ประเสริฐกว่า หรือผู้เสมอกัน. เพราะเหตุไร ? เพราะเมื่อบุคคลคบหาผู้
ที่ประเสริฐกว่าด้วยคุณ มีศีลเป็นต้นของตน ธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น
ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดแล้ว ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์.
เมื่อคบหาคนผู้เสมอกัน ธรรมที่ได้แล้วก็ไม่เสื่อม เพราะเสมอเท่ากัน
และกัน ทั้งเพราะบรรเทาความรำคาญใจเสียได้. ก็กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์
ไม่ได้สหายเหล่านั้นผู้ประเสริฐกว่าและเสมอกัน แล้วละมิจฉาชีพมีการ
หลอกลวงเป็นต้น บริโภคโภชนะที่เกิดขึ้นโดยธรรม โดยเสมอ และไม่
ทำความยินดียินร้ายให้เกิดขึ้นในโภชนะนั้น เป็นผู้มีปกติบริโภคโดยหา
โทษมิได้ เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. แม้เราก็ประพฤติอยู่อย่าง
นี้ จึงได้บรรลุสมบัตินี้แล.
จบพรรณนาอัทธาปสังสาคาถา
หน้า 334
ข้อ 2
พรรณนาสุวัณณวลยคาถา
คาถาว่า ทิสฺวา สุวณฺถเสฺส ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาในนครพาราณสีองค์หนึ่ง ได้เสด็จเข้าบรรทม
กลางวันในฤดูร้อน และนางวัณณทาสีในสำนักของพระราชานั้น กำลัง
บดจันทน์แดงอยู่ ที่แขนข้างหนึ่งของนางวัณณทาสีนั้น มีกำไลมือทองคำ
อันหนึ่ง ที่แขนอีกข้างหนึ่งมีสองอัน. กำไลทอง ๒ อันนั้นกระทบกัน
กำไลทองอันเดียวนอกนั้น ไม่กระทบ (อะไร). พระราชาทรงเห็นดังนั้น
จึงดำริว่า ในเพราะการอยู่เป็นคณะอย่างนี้แหละ จึงมีการกระทบกัน
ในเพราะการอยู่โดดเดี่ยว จึงไม่มีการกระทบกัน แล้วทอดพระเนตรดู
นางทาสีบ่อย ๆ. ก็สมัยนั้น พระเทวีประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทุก
ชนิด ยืนถวายการพัดอยู่ พระเทวีนั้นทรงดำริว่า พระราชาเห็นจะมี
พระทัยปฏิพัทธ์นางวัณณทาสี จึงรับสั่งให้นางทาสีนั้นลุกขึ้น แล้วเริ่มบด
ด้วยพระองค์เอง. ก็ครั้งนั้น ที่พระพาหาทั้งสองของพระนางมีกำไลทองคำ
มิใช่น้อย กำไลทองเหล่านั้นกระทบกัน ทำให้เกิดเสียงดังลั่น. พระราชา
ทรงเบื่อระอายิ่งนัก จึงทรงบรรทมโดยพระปรัศว์เบื้องขวาเท่านั้น ทรง
เริ่มวิปัสสนาแล้วกระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ. พระเทวีถือจันทน์
เข้าไปหาพระราชานั้นผู้บรรทมสบายด้วยสุขอันยอดเยี่ยม แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่มหาราช พระองค์จงทรงลูบไล้. พระราชานั้นตรัสว่า จงหลีกไป
อย่าลูบไล้. พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจะลูบไล้ให้แก่
ใคร. พระราชาตรัสว่า เราไม่ใช่พระราชา. อำมาตย์ทั้งหลายได้ฟัง
ถ้อยคำปราศรัยของพระราชาและพระเทวีนั้นอย่างนั้น จึงพากันเข้าไปเฝ้า.
พระองค์ แม้อำมาตย์เหล่านั้นร้องทูลด้วยวาทะว่าพระราชา ก็ตรัสว่า
หน้า 335
ข้อ 2
เราไม่ใช่พระราชาดอกพนาย. คำที่เหลือเช่นกับที่กล่าวแล้วในคาถาแรก
นั่นแหละ.
ส่วนการพรรณนาคาถามีดังต่อไปนี้ :- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ทิสฺวา แปลว่า ทรงแลดูแล้ว. บทว่า สุวณฺณสฺส แปลว่า ทองคำ.
บาลีที่เหลือว่า วลยานิ. ก็อรรถะพร้อมทั้งอรรถะของบทที่เหลือมีเพียง
เท่านี้. บทว่า ปภสฺสรานิ แปลว่า มีแสงสุกปลั่งเป็นปกติ มีอธิบายว่า
โชติช่วงอยู่ คำที่เหลือมีอรรถะของบทง่ายทั้งนั้น. ส่วนวาจาประกอบ
ความมีดังต่อไปนี้ :- เราเห็นกำไลทองที่แขนจึงคิดอย่างนี้ว่า เมื่อมีการ
อยู่เป็นคณะ การกระทบกันย่อมมี เมื่ออยู่ผู้เดียว ก็ไม่มีการกระทบกัน
จึงเริ่มวิปัสสนาได้บรรลุแล้ว. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาสุวัณณวลยคาถา
พรรณนาอายติภยคาถา
คาถาว่า เอวํ ทุติเยน ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง ยังเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียว มี
พระประสงค์จะทรงผนวช จึงสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงพา
พระเทวีมาแล้วให้ทรงบริหารราชสมบัติ เราจักบวช. อำมาตย์ทั้งหลาย
ทูลให้ทรงทราบว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่อาจรักษา
ราชสมบัติที่หาพระราชามิได้ พระราชาใกล้เคียงทั้งหลายจักพากันมาปล้น
ชิงเอา ขอพระองค์จงทรงรอจนตราบเท่าพระโอรสสักองค์หนึ่งเสด็จอุบัติ
ขึ้น. พระราชาทรงมีพระทัยอ่อนจึงทรงรับคำ. ลำดับนั้น พระเทวีทรง
หน้า 336
ข้อ 2
ตั้งครรภ์. พระราชาทรงสั่งอำมาตย์เหล่านั้นอีกว่า พระเทวีทรงมีพระครรภ์
ท่านทั้งหลายจงอภิเษกพระโอรสผู้ประสูติแล้วในราชสมบัติ แล้วจงบริหาร
ราชสมบัติ เราจักบวช. อำมาตย์ทั้งหลายทูลพระราชาให้ทรงทราบแม้อีกว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้อที่พระเทวีจักประสูติพระโอรสหรือพระธิดานั้นรู้ได้
ยาก เพราะเหตุนั้น ขอพระองค์จงทรงรอเวลาประสูติก่อน. ทีนั้นพระเทวี
ได้ประสูติพระโอรส. แม้คราวนั้น พระราชาก็ทรงสั่งอำมาตย์ทั้งหลาย
เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. อำมาตย์ทั้งหลายพากันทูลพระราชาให้ทรง
ทราบด้วยเหตุมากมายแม้อีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองจงทรงรอ
จนกว่าพระโอรสจะเป็นผู้สามารถ. ลำดับนั้น เมื่อพระกุมารเป็นผู้สามารถ
แล้วพระราชารับสั่งให้อำมาตย์ทั้งหลายประชุมกันแล้วตรัสว่า บัดนี้ พระ-
กุมารนี้เป็นผู้สามารถแล้ว ท่านทั้งหลายจงอภิเษกพระกุมารนั้นในราชสมบัติ
แล้วปรนนิบัติ ครั้นตรัสแล้ว ไม่ให้โอกาสแก่พวกอำมาตย์ ให้นำบริขาร
ทั้งปวงมีผ้ากาสายะเป็นต้นมาจากตลาด ทรงผนวชในภายในบุรีนั่นเอง
แล้วเสด็จออกไปเหมือนพระมหาชนก. ปริชนทั้งปวงพากันร่ำไรมีประการ
ต่าง ๆ ติดตามพระราชาไป. พระราชาเสด็จไปตราบเท่ารัชสีมาของ
พระองค์ แล้วเอาไม้เท้าขีดรอยพลางตรัสว่า ไม่ควรก้าวล่วงรอยขีดนี้
มหาชนนอนลงบนแผ่นดินทำศีรษะไว้ที่รอยขีดร่ำไรอยู่ กล่าวว่า นี่แน่ะพ่อ
บัดนี้ อาชญาของพระราชาจะทำอะไรแก่พระองค์ได้ จึงให้พระกุมาร
ก้าวล่วงรอยขีดไป. พระกุมารทูลว่า พระเจ้าพ่อ พระเจ้าพ่อ แล้ววิ่ง
ไปทันพระราชา. พระราชาทรงเห็นพระกุมารแล้วทรงดำริว่า เราบริหาร
มหาชนนครองราชสมบัติ บัดนี้ เราไม่อาจบริหารทารกคนเดียวได้หรือ
จึงพาพระกุมารเข้าป่า ทรงเห็นบรรณศาลาที่พระปัจเจกพุทธเจ้าในปาง
หน้า 337
ข้อ 2
ก่อนทั้งหลายอยู่มาแล้วในป่านั้น จึงสำเร็จการอยู้พร้อมกับพระโอรส.
ลำดับนั้น พระกุมารทรงทำความคุ้นเคยในที่นอนอย่างดีเป็นต้น
เมื่อมานอนบนเครื่องลาดทำด้วยหญ้า หรือบนเตียงเชือก จึงทรงกันแสง.
เป็นผู้อันความหนาวและลมเป็นต้นถูกต้องเข้าก็ทูลว่า หนาวเสด็จพ่อ ร้อน
เสด็จพ่อ ยุงกัดเสด็จพ่อ หิวเสด็จพ่อ กระหายเสด็จพ่อ. พระราชามัวแต่ทรง
ปลอบโยนพระกุมารอยู่นั่นแล ทำให้เวลาล่วงไปตลอดราตรี แม้
เวลากลางวันทรงเที่ยวบิณฑบาตแล้วนำภัตตาหารเข้าไปให้พระกุมารนั้น.
ภัตตาหารสำรวม มากไปด้วยข้าวฟ่าง ลูกเดือย และถั่วเขียวเป็นต้น แม้
ไม่ชอบใจก็เสวยภัตตาหารนั้นด้วยอำนาจของความหิว พอล่วงไป ๒-๓ วัน
ก็ทรงซูบซีดเหมือนปทุมที่วางไว้ในที่ร้อน ส่วนพระราชาไม่ทรงมีประการ
อันแปลก เสวยได้ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา. ลำดับนั้น พระราชา
เมื่อจะทรงให้พระกุมารยินยอมจึงตรัสว่า นี่แนะพ่อ ในนคร ย่อมจะหา
อาหารประณีตได้ พวกเราจงพากันไปในนครนั้นเถิด. พระกุมารรับว่า
ดีละเสด็จพ่อ. แต่นั้น พระราชาทรงให้พระกุมารอยู่ข้างหน้า แล้วพา
กันกลับมาตามทางที่มาแล้วนั่นแหละ. ฝ่ายพระเทวีชนนีของพระกุมาร
ทรงดำริว่า บัดนี้ พระราชาจักไม่ทรงพาพระกุมารไปอยู่ป่านาน พอล่วง
ไป ๒-๓ วันเท่านั้นก็จักเสด็จกลับ จึงให้กระทำรั้วไว้ในที่ที่พระราชา
เอาไม้เท้าขีดไว้นั่นแหละ แล้วสำเร็จการอยู่. พระราชาประทับยืนอยู่ในที่
ไม่ไกลจากรั้วของพระเทวีนั้น แล้วทรงส่งพระกุมารไปว่า ดูก่อนพ่อ
มารดาของเจ้านั่งอยู่ที่นี้ เจ้าจงไป. พระองค์ได้ประทับยืนดูด้วยหวังพระทัย
ว่าใคร ๆ อย่าได้เบียดเบียนเขาเลย จนกระทั่งพระกุมารนั้นถึงที่นั้น พระ-
กุมารได้วิ่งไปยังสำนักของพระมารดา.
หน้า 338
ข้อ 2
พวกบุรุษผู้ทำการอารักขาเห็นพระกุมารนั้นเสด็จมา จึงกราบทูล
พระเทวี. พระเทวีห้อมล้อมด้วยหญิงฟ้อนสองหมื่นนางต้อนรับเอาไว้แล้ว
และตรัสถามถึงความเป็นไปของพระราชา ได้ทรงสดับว่า เสด็จมาข้างหลัง
จึงทรงสั่งคนไปคอยรับ ฝ่ายพระราชาได้เสด็จไปยังที่อยู่ของพระองค์ใน
ทันใดนั้นเอง. คนทั้งหลายไม่พบพระราชจึงพากันกลับมา. ลำดับนั้น
พระเทวีทรงหมดหวัง จึงพาพระโอรสไปยังพระนครอภิเษกไว้ในราช-
สมบัติ. ฝ่ายพระราชาประทับนั่งอยู่ในที่อยู่ของพระองค์ ทรงเห็นแจ้งบรรลุ
พระโพธิญาณแล้ว ได้กล่าวอุทานคาถานี้ ในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ณ ควงต้นไม้สวรรค์. อุทานคาถานั้น โดยใจความง่ายทั้งนั้น.
ก็ในอุทานคาถานี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้. การเปล่งวาจาสนทนาหรือ
วาจาเครื่องเกี่ยวข้องด้วยอำนาจความเสน่หาในกุมารนั้นนี้ใด เกิดแล้วแก่
เราผู้ยังกุมารนั้นให้ยินยอมอยู่ โดยการอยู่ร่วมกับกุมารคนหนึ่งผู้เป็นเพื่อน.
ผู้ประกาศให้ทราบความหนาวและความร้อนเป็นต้น. ถ้าเราไม่สละกุมาร
นั้นไซร้ แม้กาลต่อจากนั้นไป การเปล่งวาจาสนทนาหรือวาจาเครื่อง
เกี่ยวข้องนั้น ก็จักมีอยู่เหมือนอย่างนั้น. การเปล่งวาจาสนทนาหรือวาจา
เครื่องเกี่ยวข้องกับเพื่อนจะพึงมีแก่เราจนถึงในบัดนี้. เราเล็งเห็นภัยนี้ต่อ
ไปข้างหน้าว่า การเปล่งวาจาสนทนาและวาจาเครื่องเกี่ยวข้องทั้งสองนี้
จะกระทำอันตรายแก่การบรรลุคุณวิเศษ จึงทิ้งกุมารนั้นแล้วปฏิบัติโดย
แยบคาย จึงได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาอายติภยคาถา
หน้า 339
ข้อ 2
พรรณนากามคาถา
คาถาว่า กามา หิ จิตฺรา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า บุตรของเศรษฐีในนครพาราณสี ยังหนุ่มแน่นทีเดียว
ได้ตำแหน่งเศรษฐี. เขามีปราสาท ๓ หลังอันเหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓. เขาให้
บำเรอด้วยสมบัติทั้งปวงดุจเทพกุมาร. ครั้งนั้น เขายังเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียว
คิดว่าจักบวช จึงลาบิดามารดา. บิดามารดาห้ามเขาไว้ เขาก็ยังรบเร้าอยู่
เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. บิดามารดาจึงห้ามเขาแม้อีกโดยประการต่าง ๆ
ว่า พ่อเอย เจ้าเป็นคนละเอียดอ่อน การบรรพชาทำได้ยาก เช่นกับการ
การเดินไป ๆ มา ๆ บนคมมีดโกน. เขาก็ยังรบเร้าอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ
บิดามารดาจึงคิดว่า ถ้าลูกคนนี้บวช ความโทมนัสย่อมเกิดมีแก่พวกเรา
ห้ามเขาได้ ความโทมนัสย่อมจะเกิดมีแก่เขา. เออก็ความโทมนัสจงมีแก่
พวกเราเถิด จงอย่ามีแก่เขาเลย จึงอนุญาตให้บวช. แต่นั้น บุตรของ
เศรษฐีนั้นไม่สนใจปริชนทั้งปวงผู้ปริเทวนาการอยู่ ไปยังป่าอิสิปตนะ
บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. เสนาสนะอันประเสริฐยัง
ไม่ถึงเขา เขาจึงลาดเสื่อลำแพนบนเตียงน้อยแล้วนอน. เขาเคยชินที่นอน
อย่างดีมาแล้ว จึงได้มีความลำบากยิ่งตลอดคืนยังรุ่ง. เมื่อราตรีสว่างแล้ว
เขาทำบริกรรมสรีระแล้วถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตพร้อมกับพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าผู้แก่กว่า ได้เสนาสนะเลิศและโภชนะเลิศ. พระปัจเจก-
พุทธเจ้าผู้เป็นนวกะ ได้อาสนะและโภชนะอันเศร้าหมอง อย่างใดอย่าง
หนึ่งเท่านั้น. เขาได้เป็นผู้มีความทุกข์อย่างยิ่ง แม้เพราะโภชนะอันเศร้า-
หมองนั้น. พอล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น เขาก็ซูบผอมมีผิวพรรณหมอง-
หน้า 340
ข้อ 2
คล้ำเบื่อหน่าย ในเพราะสมณธรรมยังไม่ถึงความแก่กล้านั้น. แต่นั้น จึง
สั่งทูตให้บอกแก่บิดามารดาแล้วสึก. พอ ๒ - ๓ วัน เขาได้กำลังแล้ว
ประสงค์จะบวชแม้อีก. แต่นั้น เขาจึงบวชเป็นครั้งที่สอง แล้วก็สึกไปอีก
ในครั้งที่สามเขาบวชอีก ปฏิบัติโดยชอบเห็นแจ้งแล้ว กระทำให้แจ้ง
ปัจเจกโพธิญาณแล้วกล่าวอุทานคาถานี้ ได้กล่าวแม้พยากรณ์คาถานี้แหละ
ในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายซ้ำอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ
วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ใน ๒ อย่างนั้น ธรรมคืออารมณ์มีปิยรูป
เป็นต้น ชื่อว่าวัตถุกาม ประเภทของราคะทั้งหมด ชื่อว่ากิเลสกาม. ก็
ในที่นี้ ประสงค์เอาวัตถุกาม. กามทั้งหลายวิจิตรงดงามโดยอเนกประการ
มีรูปเป็นต้น. ชื่อว่าอร่อย เพราะเป็นที่ชอบใจของชาวโลก. ชื่อว่าเป็น
ที่รื่นรมย์ใจ เพราะทำใจของพาลปุถุชนให้ยินดี. บทว่า วิรูปรูเปน ได้แก่
ด้วยรูปต่าง ๆ. ท่านกล่าวอธิบายว่า ด้วยสภาวะหลายอย่าง. จริงอยู่ กาม
เหล่านั้นวิจิตรงดงามด้วยอำนาจรูปเป็นต้น มีรูปต่าง ๆ ชนิด ด้วยอำนาจ
สีเขียวเป็นต้นในรูปเป็นต้น. อธิบายว่า กามทั่งหลายแสดงความชอบใจ
โดยประการนั้น ๆ ด้วยรูปต่าง ๆ นั้น ๆ อย่างนี้ ย่ำยีจิตอยู่คือไม่ให้ยินดี
ในการบวช. คำที่เหลือในคาถานี้ ปรากฏชัดแล้ว แม้บทสรุป ก็พึง
ประกอบด้วยบท ๒ บท หรือ ๓ บท แล้วพึงทราบโดยนัยดังกล่าวใน
คาถาแรกนั้นแล.
จบพรรณนากามคาถา
หน้า 341
ข้อ 2
พรรณนาอีติคาถา
คาถาว่า อีติ จ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า หัวฝีเกิดขึ้นแก่พระเจ้าพาราณสี เวทนากล้าได้เพิ่มมาก
ขึ้น หมอทั้งหลายทูลว่า เว้นสัตถกรรมการผ่าตัด จะไม่มีความผาสุก
พระราชาทรงให้อภัยหมอเหล่านั้น แล้วให้กระทำการผ่าตัด. หมอเหล่า-
นั้นผ่าหัวฝีนั้นแล้ว นำหนองและเลือดออกมา กระทำให้ไม่มีเวทนาแล้ว
เอาผ้าพันแผล. และถวายคำแนะนำพระราชาใน (การเสวย) เนื้อและ
พระกระยาหารอันเศร้าหมอง. พระราชาทรงมีพระสรีระซูบผอม เพราะ
โภชนะเศร้าหมอง. และหัวฝีของพระราชานั้นก็แห้งไป. พระราชาทรงมี
สัญญาว่าทรงผาสุก จึงเสวยพระกระยาหารอันสนิท. ด้วยเหตุนั้น จึงทรง
เกิดพละกำลัง ทรงเสพเฉพาะในการเสพเท่านั้น. หัวฝีของพระราชานั้น
ก็ถึงสภาวะอันมีในก่อนนั่นแหละ เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์จึงให้ทำการ
ผ่าตัดจนถึง ๓ ครั้ง อันหมอทั้งหลายละเว้นแล้ว (จากการรักษา) จึงทรง
เบื่อหน่าย ละราชสมบัติใหญ่ออกบวชเข้าป่า เริ่มวิปัสสนา ๖ พรรษาก็
ทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ ได้กล่าวอุทานคาถานี้แล้วไปยังเงื้อม
เขานันทมูลกะ.
ที่ชื่อว่า อีติ จัญไรในคาถานั้น เพราะอรรถว่า มา. คำว่า อีติ
นี้ เป็นชื่อของเหตุแห่งความฉิบหายอันเป็นส่วนแห่งอกุศลที่จรมา. เพราะ-
ฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านี้ก็ชื่อว่าจัญไร เพราะอรรถว่า นำมาซึ่งความ
ฉิบหายมิใช่น้อย และเพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมอนัตถพินาศ. แม้หัวฝี
ก็หลั่งของไม่สะอาดออกมา เป็นของบวมขึ้น แก่จัด และแตกออก
เพราะฉะนั้น กามคุณเหล่านี้ จึงชื่อว่าดุจหัวฝี เพราะหลั่งของไม่สะอาด
หน้า 342
ข้อ 2
คือกิเลสออกมา และเพราะมีภาวะบวมขึ้น แก่จัด และแตกออก โดย
การเกิดขึ้น การคร่ำคร่า และแตกพังไป. ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะอรรถว่า
รบกวน. อธิบายว่า ทำอนัตถพินาศให้เกิดครอบงำ ท่วมทับไว้. คำว่า
อุปัทวะนี้เป็นชื่อของหัวฝีคือราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น แม้กามคุณ
เหล่านี้ ก็ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะนำมาซึ่งความพินาศคือการไม่รู้แจ้งพระ-
นิพพานเป็นเหตุ และเพราะเป็นวัตถุที่ตั้งโดยรอบแห่งอุปัทวกรรมทุกชนิด.
ก็เพราะเหตุที่กามคุณเหล่านี้ ทำความกระสับกระส่ายเพราะกิเลสให้เกิด
ทำความไม่มีโรคกล่าวคือศีล หรือความโลภให้เกิดขึ้น ปล้นเอาความไม่
มีโรคซึ่งเป็นไปตามปกติ ฉะนั้น กามคุณเหล่านั้นจึงชื่อว่าดุจโรค เพราะ
อรรถว่า ปล้นความไม่มีโรคนี้. อนึ่ง ชื่อว่าดุจลูกศร เพราะอรรถว่า
เข้าไปเรื่อย ๆ ในภายใน เพราะอรรถว่า เสียบเข้าในภายใน และเพราะ
อรรถว่า ถอนออกยาก. ชื่อว่าเป็นภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในปัจจุบันและ
ภัยในภายหน้า. ชื่อว่า เมตํ เพราะตัดบทออกเป็น เม เอตํ. คำที่เหลือใน
คาถานี้ปรากฏชัดแล้ว. แม้คำสรุปก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาอีติคาถา
พรรณนาสีตาลุกคาถา
คาถาว่า สีตญฺจ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่าสีตาลุก-
พรหมทัต พระราชานั้นทรงผนวชแล้วอยู่ในกุฎีที่มุงบังด้วยหญ้าในป่า
ก็ในสถานที่นั้น ในฤดูหนาวก็หนาวจัด ในฤดูร้อนก็ร้อนจัด เพราะเป็น
หน้า 343
ข้อ 2
สถานที่โล่งแจ้ง. ในโคจรคาม ก็ไม่ได้ภิกษาเพียงพอแก่ความต้องการ
แม้น้ำดื่มก็หาได้ยาก. ทั้งลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลานก็เบียดเบียน
พระราชานั้นได้มีพระดำริดังนี้ว่า ในที่ประมาณกึ่งโยชน์จากที่นี้ไป มีถิ่น
ที่สมบูรณ์ อันตรายอันเบียดเบียนเหล่านั้นแม้ทุกชนิดก็ไม่มี ในถิ่นที่นั้น
ถ้ากระไรเราพึงไปในถิ่นที่นั้น เราอยู่ผาสุกอาจได้บรรลุความสุข. พระ-
องค์ได้ทรงดำริต่อไปอีกว่า ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่เป็นผู้มักมาก
ในปัจจัย และย่อมทำจิตเห็นปานนี้ ให้อยู่ในอำนาจของตนได้ ย่อมไม่
ตกอยู่ในอำนาจของจิต เราจักไม่ไปละ ครั้นทรงพิจารณาอย่างนี้แล้ว
จึงไม่เสด็จไป. พระองค์ทรงพิจารณาจิตที่เกิดขึ้นอย่างนี้จนถึงครั้งที่สาม
ทำจิตให้กลับแล้ว แต่นั้นพระองค์ก็ประทับอยู่ในที่เดิมนั่นแหละ ถึง
๗ พรรษา ปฏิบัติชอบอยู่ กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ
ตรัสอุทานคาถานี้ แล้วได้เสด็จไปยังเงื้อมเขานนัทมูลกะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีตญฺจ ความว่า ความหนาวมี ๒ อย่าง
คือความหนาวมีธาตุภายในกำเริบเป็นปัจจัย และความหนาวมีธาตุภายนอก
กำเริบเป็นปัจจัย. แม้ความร้อนก็มี ๒ อย่างเหมือนกัน. แมลงวันสีน้ำตาล
ชื่อว่าเหลือบ. บทว่า สิรึสปา ความว่า ทีฆชาติชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่ง
เลื้อยคลานไป. คำที่เหลือปรากฏชัดแล้ว. แม้บทสรุปพึงทราบโดยนัย
ดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณาสีตาลุกคาถา
หน้า 344
ข้อ 2
พรรณนานาคคาถา
คาถาว่า นาโคว ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี มีพระราชาองค์หนึ่งครองสมบัติอยู่
๒๐ ปี สวรรคตแล้วไหม้อยู่ในนรก ๒๐ ปีเหมือนกัน แล้วเกิดในกำเนิด
ช้างในหิมวันตประเทศ มิสกนธ์กายเกิดพร้อมแล้ว มีร่างกายทั้งสิ้นดุจสี
ปทุม ได้เป็นช้างใหญ่จ่าโขลงตัวประเสริฐ. เฉพาะลูกช้างทั้งหลายย่อม
กินกิ่งไม้หักที่ช้างนั้นหักลงแล้ว ๆ แม้ในการหยั่งลงน้ำ พวกช้างพังก็เอา
เปือกตมมาไล้ทาช้างนั้น. เรื่องทั้งหมดได้เป็นเหมือนเรื่องของช้างปาลิ-
ไลยกะ. ช้างนั้นเบื่อหน่ายจึงหลีกออกไปจากโขลง. แต่นั้น โขลงช้างก็
ติดตามช้างนั้นไปตามแนวของรอยเท้า. ช้างนั้นแม้หลีกไปอย่างนั้นถึงครั้ง
ที่ ๓ โขลงช้างก็ยังติดตามอยู่นั่นแหละ. ลำดับนั้น ช้างนั้นจึงคิดว่า
บัดนี้ หลานของเราครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ถ้ากระไรเราพึง
ไปยังอุทยาน ตามชาติกำเนิดอันมีในก่อนของตน หลานนั้นจักรักษาเรา
ไว้ในอุทยานนั้น. ลำดับนั้น เมื่อโขลงช้างพากันหลับในตอนกลางคืน
ช้างนั้นจึงละโขลงเข้าไปยังอุทยานนั้นนั่นแหละ. พนักงานรักษาอุทยาน
เห็นเข้า จึงกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงแวดล้อมด้วยเสนา โดย
หวังพระทัยว่าจักจับช้าง. ช้างบ่ายหน้าไปเฉพาะพระราชา. พระราชา
ทรงดำริว่า ช้างมาตรงหน้าเรา จึงผูกสอดลูกศรประทับยืนอยู่. ลำดับนั้น
ช้างคิดว่า พระราชานี้คงจะยิงเรา จึงกล่าวด้วยถ้อยคำมนุษย์ว่า ข้าแต่
ท่านพรหมทัต พระองค์อย่ายิงข้าพระองค์เลย ข้าพระองค์เป็นพระอัยกา
ของพระองค์. พระราชาตรัสว่า ท่านพูดอะไร แล้วตรัสถามเรื่องราว
ทั้งปวง. ฝ่ายช้างก็กราบทูลเรื่องทั้งปวงในราชสมบัติ ในนรก และใน
หน้า 345
ข้อ 2
กำเนิดช้าง. ให้ทรงทราบ. พระราชาตรัสว่า ดีละ ท่านอย่ากลัว และอย่าให้
ใคร ๆ กลัว แล้วให้เข้าไปตั้งเสบียง คนอารักขา และสิ่งของสำหรับช้าง
แก่ช้าง.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จบนคอช้างตัวประเสริฐทรงดำริว่า
พระอัยกานี้ครองราชสมบัติอยู่ ๒๐ ปี แล้วไหม้ในนรก แล้วเกิดใน
กำเนิดดิรัจฉานด้วยเศษแห่งวิบากที่เหลือ แม้ในกำเนิดนั้นก็อดกลั้นการ
กระทบกระทั่งในการอยู่เป็นหมู่คณะไม่ได้ จึงมาที่นี้. โอ ! การอยู่เป็นหมู่
คณะลำบากหนอ. แต่ความเป็นผู้เดียวอยู่เป็นสุขแล. จึงทรงเริมวิปัสสนา
บนคอช้างนั้นนั่นเอง ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว.พระราชา
นั้นทรงมีความสุขด้วยโลกุตรสุข พวกอำมาตย์เข้าไปหมอบกราบแล้ว
ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้เวลาเสด็จไปแล้ว พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น
พระราชาตรัสว่า เราไม่ได้เป็นพระราชา แล้วได้ตรัสคาถานี้ โดยนัยอัน
มีในก่อนนั่นแล. คาถานั้น ว่าโดยอรรถแห่งบท ปรากฏชัดแล้ว.
ก็ในที่นี้ ประกอบคำอธิบายไว้ดังต่อไปนี้. ก็คาถานั้นท่านกล่าว
โดยความถูกต้อง มิใช่กล่าวตามที่ได้ฟังกันมา. ช้างนี้ชื่อว่านาคะ เพราะ
ไม่มาสู่ภูมิที่ตนยังมิได้ฝึก เพราะเป็นผู้ฝึกแล้วในศีลทั้งหลายที่พระอริยะ
ใคร่หรือเพราะเป็นผู้มีร่างกายใหญ่โต ฉันใด ชื่อว่าในกาลไหน ๆ แม้เรา
ก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้ชื่อว่านาค เพราะไม่มาสู่ภูมิที่ยังไม่ได้ฝึก เพราะ
เป็นผู้ฝึกแล้วในศีลทั้งหลายที่พระอริยเจ้าใคร่ เพราะไม่กระทำบาป และ
เพราะไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก หรือเพราะเป็นผู้มีสรีระคุณใหญ่. อนึ่ง
ช้างนี้ละโขลง อยู่ในป่าตามความชอบใจ ด้วยความสุขในความเป็นผู้เดียว
เที่ยวไป พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด ฉันใด ชื่อว่าในกาลไหน ๆ
หน้า 346
ข้อ 2
แม้เราก็ฉันนั้น พึงเว้นหมู่คณะเสีย อยู่ในป่าตามความชอบใจด้วยความ
สุขในการอยู่ผู้เดียว คืออาศัยในป่าตลอดกาลที่ปรารถนา โดยประการที่
จะมีความสุขแก่ตน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด อธิบายว่า
พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป. อนึ่ง ช้างนี้ชื่อว่ามีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว เพราะเป็น
ผู้มีขันธ์ซึ่งตั้งอยู่ถูกที่ใหญ่โต ฉันใด ชื่อว่าในกาลไหน ๆ แม้เรา ก็ฉันนั้น
เป็นผู้ชื่อว่ามีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว เพราะเป็นผู้มีขันธ์คือกองแห่งศีลอันเป็น
ของพระอเสขะอันยิ่งใหญ่. อนึ่ง ช้างนี้ชื่อว่าปทุมี มีสีเหมือนปทุม เพราะ
มีตัวเช่นกับปทุม หรือเพราะเกิดในตระกูลช้างปทุม ฉันใด ชื่อว่าใน
กาลไหน ๆ แม้เรา ก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้ชื่อว่าปทุมี เพราะเป็นผู้ซื่อตรง
เช่นกับปทุม หรือเพราะเป็นผู้เกิดในปทุมคืออริยชาติ. อนึ่ง ช้างนี้เป็น
ผู้โอฬารยิ่งด้วยเรี่ยวแรงและกำลังเป็นต้น ฉันใด ชื่อว่าในกาลไหน ๆ
แม้เรา ก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์
เป็นต้น หรือด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องชำแรกกิเลสเป็นต้น.
เราคิดอยู่อย่างนี้ จึงเริ่มวิปัสสนา แล้วได้บรรลุพระปัจเจกสัมโพธิญาณ
ฉะนี้แล.
จบพรรณนานาคคาถา
พรรณนาอัฏฐานคาถา
คาถาว่า อฏฺาน ตํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า โอรสของพระเจ้าพาราณสียังทรงเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียว มี
พระประสงค์จะผนวช จึงทูลอ้อนวอนพระชนกชนนี. พระชนกชนนีทรง
หน้า 347
ข้อ 2
ห้ามพระโอรสนั้น. พระโอรสนั้นแม้จะถูกห้ามก็ยังทรงรบเร้าอยู่นั่นแหละว่า
จักบวช. แต่นั้น พระชนกชนนีได้ตรัสคำทั้งปวงแล้วทรงอนุญาต เหมือน
บุตรเศรษฐีที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น. และทรงให้พระโอรสปฏิญาณว่า บวช
แล้วต้องอยู่ในพระอุทยานเท่านั้น. พระโอรสได้ทรงการทำอย่างนั้นแล้ว.
พระมารดาของพระองค์ทรงห้อมล้อมด้วยหญิงฟ้อนสองหมื่นนาง เสด็จไป
พระอุทยานแต่เช้าตรู่ ให้พระโอรสดื่มยาคู และในระหว่างก็ทรงให้เคี้ยว
ของควรเคี้ยวเป็นต้น ทรงสนทนาอยู่กับพระโอรสนั้นจนกระทั่งเที่ยง จึง
เสด็จเข้าพระนคร. ฝ่ายพระบิดาก็เสด็จมาในเวลาเที่ยง ให้พระโอรสนั้น
เสวย แม้พระองค์ก็เสวยด้วย ทรงสนทนากับพระโอรสนั้นตลอดวัน ใน
เวลาเย็น ทรงวางคนผู้ปรนนิบัติไว้ แล้วเสด็จเข้าพระนคร. พระโอรส
นั้นไม่เงียบสงัดอยู่ตลอดทั้งวันและคืนด้วยประการอย่างนี้.
ก็สมัยนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอาทิจจพันธุ์ อยู่ใน
เงื้อมเขานันทมูลกะ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงรำพึงอยู่ได้เห็น
พระกุมารนั้นว่า กุมารนี้อาจบวชได้ แต่ไม่อาจตัดชัฏได้. เบื้องหน้าแต่นั้น
ทรงรำพึงต่อไปว่า พระกุมารจักเบื่อหน่ายโดยธรรมดาของตนได้หรือ
ไม่หนอ. ลำดับนั้น ทราบว่า พระกุมารเมื่อทรงเบื่อหน่ายเองโดยธรรมดา
จักเป็นเวลานานมาก จึงดำริว่า เราจักให้อารมณ์แก่พระกุมารนั้นดังนี้
แล้วมาจากพื้นมโนศิลาโดยนัยก่อน แล้วได้ยืนอยู่ในอุทยาน. บริษัท
ของพระราชาเห็นเข้าจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
เสด็จมา. พระราชาทรงมีพระทัยปราโมทย์ว่า บัดนี้โอรสของเราจะไม่
รำคาญ จักอยู่กับพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงทรงอุปัฏฐากพระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าโดยเคารพ แล้วขอให้อยู่ในอุทยานั้น รับสั่งให้กระทำทุกสิ่ง
หน้า 348
ข้อ 2
มีบรรณศาลา ที่พักกลางวัน และที่จงกรมเป็นต้น เสร็จแล้วนิมนต์ให้อยู่.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ในที่นั้น วันหนึ่งได้โอกาสจึงถามพระกุมาร
ว่าพระองค์เป็นอะไร ? พระกุมารตรัสว่า ข้าพเจ้าเป็นบรรพชิต. พระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่เป็นผู้เช่นนี้.
ลำดับนั้น เมื่อพระกุมารตรัสว่า ท่านผู้เจริญ บรรพชิตทั้งหลาย
เป็นผู้เช่นไร อะไรไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
ท่านไม่เพ่งดูการกระทำอันไม่สมควรแก่ท่าน พระมารดาของท่านเสด็จ
มาในเวลาเช้า พร้อมกับพวกสตรีสองหมื่นนาง กระทำอุทยานให้
ไม่เงียบสงัด อนึ่ง พระบิดาของท่านก็เสด็จมาพร้อมกับหมู่พลใหญ่ ทำ
ให้ไม่เงียบสงัดในตอนเย็น บริษัทผู้ปรนนิบัติทำให้ไม่เงียบสงัดตลอด
ราตรีทั้งสิ้น มิใช่หรือ ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่เป็นเช่นกับท่าน
แต่ท่านเป็นผู้เป็นเช่นนี้ ดังนี้แล้วแสดงธรรมเครื่องอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในหิมวันตประเทศด้วยฤทธิ์แก่พระกุมาร ผู้ยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแหละ.
พระกุมารเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในหิมวันตประเทศนั้น ผู้ยืน
พิงแผ่นกระดานสำหรับยึด ผู้กำลังจงกรม และผู้กำลังทำการย้อม
และการเย็บเป็นต้น จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายไม่ได้มาในที่นี้ แต่
การบรรพชาท่านทั้งหลายอนุญาตแล้ว. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า
เจริญพร ท่านอนุญาตการบรรพชาจำเดิมแต่กาลที่บวชแล้ว ชื่อว่าสมณะ
ทั้งหลายย่อมได้เพื่อจะกระทำการออกไปจากทุกข์แก่ตน และเพื่อจะไปยัง
ถิ่นที่ต้องการที่ปรารถนา กรรมมีประมาณเท่านี้แหละย่อมควร ครั้นกล่าว
แล้วจึงยืนอยู่ในอากาศ กล่าวกึ่งคาถานี้ว่า ข้อที่จะได้สัมผัสวิมุตติอันเกิด
หน้า 349
ข้อ 2
ขึ้นในสมัยนั้น มิใช่ฐานะของผู้ยินดีในการคลุกคลีดังนี้ เป็นผู้ที่ใคร ๆ
ยังเห็นอยู่นั้นแล ได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะทางอากาศ.
เมื่อพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเสด็จไปอย่างนั้นแล้ว พระกุมารนั้นเสด็จ
เข้าไปยังบรรณศาลาของตนแล้วก็นอน. ฝ่ายบุรุษผู้อารักขาประมาทเสียว่า
พระกุมารนอนแล้ว บัดนี้จักไปไหนได้ จึงก้าวลงสู่ความหลับ. พระ-
กุมารรู้ว่าบุรุษนั้นประมาทแล้ว จึงถือบาตรจีวรเข้าไปป่า. ก็พระกุมารนั้น
ยืนอยู่ในที่นั้นเริ่มวิปัสสนา กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้วไป
ยังสถานที่ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. และในที่นั้น ถูกถามว่า บรรลุ
ได้อย่างไร จึงกล่าวกึ่งคาถาที่พระอาทิจจพันธุปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้
ให้ครบบริบูรณ์.
ความของคาถานั้นว่า บทว่า อฏฺาน ตํ ตัดเป็น อฏฺานํ ตํ
ท่านอธิบายว่า อการณํ ตํ แปลว่า ข้อนั้นมิใช่เหตุ. ท่านลบนิคคหิต.
เหมือนในคำมีอาทิว่า อริยสจฺจาน ทสฺสนํ ดังนี้. บทว่า สงฺคณิกา-
รตสฺส แปลว่า ผู้ยินดีในหมู่คณะ. บทว่า ยํ เป็นคำกล่าวเหตุ ดุจใน
คำมีอาทิว่า ยํ หิรียติ หิรียิตพฺเพน แปลว่า เพราะละอายด้วยสิ่งที่ควร
ละอาย. บทว่า ผสฺเส ได้แก่ พึงบรรลุ. บทว่า สามยิกํ วิมุตฺตึ
ได้แก่ โลกิยสมาบัติ. จริงอยู่ สมาบัติอันเป็นฝ่ายโลกิยะนั้น ท่านเรียกว่า
สามยิกา วิมุตฺติ เพราะหลุดพ้นจากข้าศึกทั้งหลายในสมัยที่แน่วแน่ ๆ
เท่านั้น. ซึ่ง สามยิกวิมุตติ นั้น. พระกุมารตรัสว่า เราใคร่ครวญคำ
ของพระอาทิจจพันธุปัจเจกสัมพุทธเจ้าดังนี้ว่า บุคคลพึงบรรลุวิมุตติด้วย
เหตุใด เหตุนั้นมิใช่ฐานะ คือเหตุนั้นย่อมไม่มีแก่ผู้ยินดีในการคลุกคลี
หน้า 350
ข้อ 2
ดังนี้ จึงละความยินดีในการคลุกคลี ปฏิบัติโดยแยบคาย จึงได้บรรลุแล้ว.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาอัฏฐานคาถา
จบวรรคที่ ๒
พรรณนาทิฏฐิวิสูกคาถา
คำว่า ทิฏฺีวิสูกานิ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่งไปในที่ลับแล้วทรงดำริว่า ความ
ร้อนเป็นต้นอันกำจัดความหนาวเป็นต้น มีอยู่ฉันใด วิวัฏฏะอันกำจัดวัฏฏะ
มีอยู่ฉันนั้นหรือไม่หนอ. พระองค์จึงตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวก
ท่านรู้จักวิวัฏฏะไหม ? อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
รู้พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า วิวัฏฏะนั้นคืออะไร ? แต่นั้นอำมาตย์
ทั้งหลายจึงกล่าวถึงความเที่ยงและความขาดสูญ โดยนัยมีอาทิว่า โลกมี
ที่สุด. พระราชาทรงดำริว่า อำมาตย์พวกนี้ไม่รู้ อำมาตย์พวกนี้ทั้งหมด
เป็นไปในคติของทิฏฐิ ทรงเห็นความที่พระองค์เองทรงเป็นที่ขัดกัน
และไม่เหมาะสมกันแก่อำมาตย์เหล่านั้น แล้วทรงดำริว่า วิวัฏฏะอันกำจัด
วัฏฏะย่อมมี ควรแสวงหาวิวัฏฏะนั้น จึงทรงละราชสมบัติออกผนวชเจริญ
วิปัสสนาอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้ว. ได้ตรัสอุทาน
คาถานี้ และพยากรณ์คาถา ในท่ามกลางพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ความของคาถานั้นว่า บทว่า ทิฏฺีวิสูกานิ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒.
จริงอยู่ ทิฏฐิเหล่านั้นชื่อว่าเป็นข้าศึก เพราะอรรถว่า เป็นข้าศึก เพราะ
หน้า 351
ข้อ 2
อรรถว่า เป็นเครื่องแทง และเพราะอรรถว่า ทวนต่อมรรคสัมมาทิฏฐิ เมื่อ
เป็นอย่างนั้น ข้าศึกของทิฏฐิ หรือข้าศึกคือทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐีวิสูกะ. บทว่า
อุปาติวตฺโต แปลว่า ก้าวล่วงแล้วด้วยมรรคคือทัสสนะ. บทว่า ปตฺโต
นิยามํ ความว่า บรรลุถึงนิยตภาวะความเป็นผู้แน่นอน โดยความเป็น
ผู้ไม่ตกไปเป็นธรรมดา และโดยความเป็นผู้มีสัมโพธิญาณเป็นที่ไปใน
เบื้องหน้า อีกอย่างหนึ่ง บรรลุปฐมมรรคกล่าวคือสัมมัตตนิยาม. ท่าน
กล่าวความสำเร็จกิจในปฐมมรรค และการได้เฉพาะปฐมมรรคนั้น ด้วย
ลำดับคำมีประมาณเท่านี้. บัดนี้ ท่านแสดงการได้เฉพาะมรรคที่เหลือ ด้วย
คำว่า ปฏิลทฺธมคฺโค นี้. บทว่า อุปฺปนฺนาโณมฺหิ แปลว่า เราเป็นผู้
มีพระปัจเจกสัมโพธิญาณเกิดขึ้นแล้ว. ท่านแสดงผล ด้วยบทว่า อุปฺปนฺน-
าโณมฺหิ นี้. บทว่า อนญฺเนยฺโย ความว่า อันคนเหล่าอื่นไม่ต้อง
แนะนำว่า นี้จริง. ท่านแสดงความเป็นพระสยัมภู ด้วยบทว่า อนญฺ-
เนยฺโย นี้. อีกอย่างหนึ่ง แสดงถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญเอง เพราะไม่
มีความเป็นผู้อันคนอื่นจะพึงแนะนำในพระปัจเจกสัมโพธิญาณที่ได้บรรลุ
แล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เป็นไปล่วงข้าศึกคือทิฏฐิ ด้วยสมถะและ
วิปัสสนา บรรลุถึงความแน่นอน ด้วยมรรคเบื้องต้น มีมรรคอันได้แล้ว
ด้วยมรรคที่เหลือทั้งหลาย มีญาณเกิดขึ้นแล้ว ด้วยผลญาณ ชื่อว่าอันคน
อื่นไม่ได้แนะนำ เพราะได้บรรลุธรรมทั้งหมดนั้นด้วยตนเอง. คำที่เหลือ
พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนาทิฏกฐีวิสูกคาถา
หน้า 352
ข้อ 2
พรรณนานิลโลลุปคาถา
คาถาว่า นิลฺโลลุโป ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พ่อครัวของพระเจ้าพาราณสีหุงพระกระยาหารในระหว่าง
(เสวย) เห็นเป็นที่พอใจมีรสอร่อย แล้วน้อมเข้าไปถวายด้วยหวังใจว่า
ชื่อแม้ไฉน พระราชาคงจะประทานทรัพย์ให้แก่เรา. พระกระยาหารนั้น
โดยเฉพาะกลิ่นเท่านั้น ก็ทำความเป็นผู้ใคร่เสวยให้เกิดแก่พระราชา ทำ
พระเขฬะในพระโอฐให้เกิดขึ้น ก็เมื่อคำข้าวคำแรกสักว่าใส่เข้าในพระโอฐ
เอ็นหมื่นเจ็ดพันเอ็นได้เป็นประหนึ่งน่าอมฤตถูกต้องแล้ว. พ่อครัวคิดว่า
จักประทานเราเดี๋ยวนี้ จักประทานเราเดี๋ยวนี้. ฝ่ายพระราชาทรงดำริว่า
พ่อครัวสมควรแก่การสักการะ. แล้วทรงดำริต่อไปว่า ก็เราได้ลิ้มรสแล้ว
สักการะ เกียรติศัพท์อันเลวก็จะแพร่ไปว่า พระราชาองค์นี้เป็นคนโลภ
หนักในรส ดังนี้ จึงมิได้ตรัสคำอะไร ๆ. เมื่อเป็นอย่างนั้น พ่อครัว
ก็ยังคงคิดอยู่ว่า ประเดี๋ยวจักประทาน ประเดี๋ยวจักประทาน จนกระทั่ง
เสวยเสร็จ. ฝ่ายพระราชาก็มิได้ตรัสอะไร ๆ เพราะกลัวต่อการติเตียน.
ลำดับนั้น พ่อครัวคิดว่า ชิวหาวิญญาณของพระราชานี้ เห็นจะไม่มี
ในวันที่สอง จึงน้อมพระกระยาหารอันมีรสไม่อร่อยเข้าไปถวาย. พระ-
ราชาพอได้เสวยแม้ทรงทราบอยู่ว่า แน่ะผู้เจริญ วันนั้นพ่อครัวควรแก่
การตำหนิหนอ แต่ก็ทรงพิจารณาเหมือนในครั้งก่อน จึงมิได้ตรัสอะไรๆ
เพราะกลัวการติเตียน. ลำดับนั้นพ่อครัวคิดว่า พระราชา ดีก็ไม่ทรงทราบ
ไม่ดีก็ไม่ทรงทราบ จึงถือเอาเครื่องเสบียงทุกชนิดด้วยตัวเอง แล้วหุง
ต้มเฉพาะบางอย่างถวายพระราชา. พระราชาทรงพระดำริว่า โอหนอ
ความโลภ ชื่อว่าเราผู้กินบ้านเมืองถึงสองหมื่นเมือง ยังไม่ได้แม้สักว่า
หน้า 353
ข้อ 2
ข้าวสวย เพราะความโลภของพ่อครัวนี้ ทรงเบื่อหน่ายละราชสมบัติออก
ผนวชเห็นแจ้งอยู่ ได้ทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ ได้ตรัสคาถานี้
โดยนัยก่อนนั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิลฺโลลุโป แปลว่า ไม่มีความโลภ.
จริงอยู่ บุคคลใด ถูกความอยากในรสครอบงำ บุคคลนั้นย่อมโลภจัด
โลภแล้ว ๆ เล่า ๆ.เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โลลุปะ ผู้โลภ. เพราะ-
ฉะนั้น พระราชานี้เมื่อจะทรงห้ามความเป็นผู้ถูกเรียกว่าเป็นคนโลภ จึง
ตรัสว่า นิลโลลุปะ ผู้ไม่มีความโลภ. ในบทว่า นิกฺกุโห นี้ มีอธิบาย
ดังต่อไปนี้. เรื่องสำหรับหลอกลวง ๓ อย่าง ไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นท่านเรียกว่า
ผู้ไม่หลอกลวง ก็จริง ถึงอย่างนั้น ในคาถานี้ ชื่อว่า ผู้ไม่หลอกลวง
เพราะไม่ถึงความประหลาดใจในโภชนะอันเป็นที่พอใจเป็นต้น. ในบทว่า
นิปฺปิปาโส นี้ ความอยากจะดื่ม ชื่อว่าความกระหาย, ชื่อว่าผู้ไม่
กระหาย เพราะไม่มีความอยากจะดื่มนั้น อธิบายว่า ผู้เว้นจากความ
ประสงค์จะบริโภคเพราะความโลภในรสอร่อย. ในบทว่า นิมฺมกโข นี้
มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน มีลักษณะทำคุณความดีของคนอื่นให้ฉิบหาย.
ชื่อว่าผู้ไม่มีความลบหลู่คูณท่าน เพราะไม่มีมักขะนั้น. ท่านกล่าวหมายเอา
ความไม่มีการลบหลู่คุณของพ่อครัว ในคราวที่พระองค์ทรงเป็นคฤหัสถ์.
ในบทว่า นิทฺธนฺตกสาวโมโห นี้ ธรรม ๖ ประการ คือกิเลส ๓ มีราคะ
เป็นต้น และทุจริต ๓ มีกายทุจริตเป็นต้น พึงทราบว่า กสาวะ น้ำฝาด
เพราะอรรถว่า ไม่ผ่องใสตามที่เกิดมี เพราะอรรถว่า ให้ละภาวะของตน
แล้ว ให้ถือภาวะของผู้อื่น และเพราะอรรถว่า ดุจตะกอน. เหมือนดังท่าน
กล่าวไว้ว่า
หน้า 354
ข้อ 2
บรรดาธรรมเหล่านั้น กิเลสดุจน้ำฝาด ๓ เป็นไฉน ? กิเลส
ดุจน้ำฝาก ๓ เหล่านี้ คือกิเลสดุจน้ำฝาดคือราคะ โทสะ
และโมหะ บรรดาธรรมเหล่านั้น กิเลสดุจน้ำฝาด ๓ แม้อื่น
อีกเป็นไฉน ? คือกิเลสดุจน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา และ
ทางใจ ดังนี้.
บรรดากิเลสดุจน้ำฝาดเหล่านั้น ชื่อว่าผู้มีโมหะดุจน้ำฝาดอันขจัด
แล้ว เพราะเป็นผู้ขจัดกิเลสดุจน้ำฝาด ๓ เว้นโมหะ และเพราะเป็นผู้
ขจัดโมหะอันเป็นมูลรากของกิเลสดุจน้ำฝาดทั้งหมดนั้น. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าเป็นผู้มีโมหะดุจน้ำฝาดอันขจัดแล้ว เพราะเป็นผู้ขจัดกิเลสดุจน้ำฝาด
ทางกาน วาจา ใจ ๓ นั่นแหละ และชื่อว่าเป็นผู้มีโมหะ. อันขจัดแล้ว
เพราะเป็นผู้ขจัดโมหะแล้ว. บรรดากิเลสดุจน้ำฝาดนอกนี้ ความ
ที่กิเลสดุจน้ำฝาดคือราคะถูกขจัด สำเร็จแล้วด้วยความเป็นผู้ไม่มีความโลภ
เป็นต้น ความที่กิเลสดุจน้ำฝาดคือโทสะถูกขจัด สำเร็จแล้วด้วยความเป็น
ผู้ไม่มีการลบหลู่คุณท่าน. บทว่า นิราสโย แปลว่า ผู้ไม่มีตัณหา. บทว่า
สพฺพโลเก ภวิตฺวา ความว่า เป็นผู้เว้นจากภวตัณหาและวิภวตัณหาใน
โลกทั้งสิ้น คือในภพทั้ง ๓ หรือในอายตนะ ๑๒. คำที่เกลือพึงทราบ
โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง กล่าวบาททั้ง ๓ แล้วพึงทำการ
เชื่อมความในบทว่า เอโก จเร นี้ แม้อย่างนี้ว่า พึงอาจเป็นผู้เดียว
เที่ยวไป ดังนี้.
จบพรรณนานิลโลลุปคาถา
หน้า 355
ข้อ 2
พรรณนาปาปสหายคาถา
คาถาว่า ปาปํ สหายํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในพระนครพาราณสี ทรงทำประทักษิณ
พระนครด้วยราชานุภาพอันใหญ่ยิ่ง ทรงเห็นคนทั้งหลายนำข้าวเปลือก
เก่าเป็นต้นออกจากฉางไปภายนอก จึงตรัสถามอำมาตย์ว่า พนาย นี้
อะไรกัน ? เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า บัดนี้ข้าว
เปลือกใหม่เป็นต้นจักเกิดขึ้น คนเหล่านี้จึงทิ้งข้าวเปลือกเก่าเป็นต้นเสีย
เพื่อจะทำที่ว่างแก่ข้าวเปลือกใหม่เป็นต้นเหล่านั้น. พระราชาตรัสว่า
นี่แน่ะพนาย เสบียงของพวกหมู่พลในตำหนักในฝ่ายหญิงเป็นต้น ยังเต็ม
บริบูรณ์อยู่หรือ. เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ยังเต็ม
บริบูรณ์อยู่พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพนาย ถ้าอย่างนั้น ท่าน
ทั้งหลายจงก่อสร้างโรงทาน เราจักให้ทาน ข้าวเปลือกเหล่านี้จงอย่าได้
เสียหายไปโดยไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลเลย. ลำดับนั้น อำมาตย์ผู้มีคติใน
ความเห็นผิดคนหนึ่งปรารภว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทานที่ให้แล้วไม่มี
ผลดังนี้ แล้วจึงกราบทูลพระราชาต่อไปว่า คนทั้งที่เป็นพาลและเป็น
บัณฑิต แล่นไป ท่องเที่ยวไป จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง ดังนี้แล้ว
ทูลห้ามเสีย. พระราชาทรงเห็นคนทั้งหลายแย่งฉางข้าวกันแม้ครั้งที่สอง
แม้ครั้งที่สาม ก็ตรัสสั่งเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. แม้ครั้งที่สาม อำมาตย์
ผู้มีคติในความเห็นผิดแม้นั้น ก็กล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า
ทานนี้คนโง่บัญญัติ แล้วทูลห้ามพระราชานั้น. พระองค์ตรัสว่า แน่ะเจ้า
แม้ของของเราก็ไม่ได้เพื่อจะให้หรือ เราจะได้ประโยชน์อะไรจากพวก
สหายลามกเหล่านี้ ทรงเบื่อหน่าย จึงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่
หน้า 356
ข้อ 2
ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ. และเมื่อจะทรงติเตียนสหายลามก
ผู้นั้น จึงตรัสอุทานคาถานี้.
เนื้อความย่อแห่งอุทานคาถานั้น มีดังต่อไปนี้. สหายนี้ใดชื่อว่า
ผู้ลามก เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยทิฏฐิลามกอันมีวัตถุ ๑๐ ประการ, ชื่อว่า
ผู้มักเห็นความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพราะเห็นความฉิบหายมิใช่ประโยชน์
แม้ของคนเหล่าอื่น และเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันไม่สม่ำเสมอมีกาย
ทุจริตเป็นต้น กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงงดเว้นสหายผู้ลามกนั้น ผู้มัก
เห็นแต่ความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันสม่ำเสมอ.
บทว่า สยํ น เสเว ได้แก่ ไม่พึงซ่องเสพสหายนั้น ด้วยอำนาจ
ของตน. ท่านอธิบายว่า ก็ถ้าคนอื่นมีอำนาจจะอาจทำอะไรได้. บทว่า
ปสุตํ ได้แก่ ผู้ขวนขวาย อธิบายว่า ผู้คิดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ด้วยอำนาจ
ทิฏฐิ. บทว่า ปมตฺตํ ได้แก่ ผู้ปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕. อีกอย่างหนึ่ง
ได้แก่ ผู้เว้นจากการทำกุศลให้เจริญ. ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงคบหา ไม่
พึงเข้าไปนั่งใกล้สหายนั้น คือผู้เห็นปานนั้น โดยที่แท้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยว
ไปเหมือนนอแรดฉะนั้นแล.
จบพรรณนาปาปสหายคาถา
พรรณนาพหุสสุตคาถา
คาถาว่า พหุสฺสุตํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
คำทั้งปวงมีอาทิว่า ได้ยินว่า ในกาลก่อนพระปัจเจกโพธิสัตว์ ๘ องค์
บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรแล้ว
หน้า 357
ข้อ 2
อุบัติขึ้นในเทวโลกดังนี้ เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในอนวัชชโภชีคาถา
นั่นแหละ, ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้.
พระราชานิมนต์ให้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งแล้ว จึงตรัส
ถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นใคร พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นทูลว่า
มหาราชเจ้า อาตมาทั้งหลายชื่อว่าพหุสุตะ. พระราชาทรงดำริว่า เรา
ชื่อว่าสุตพรหมทัต ย่อมไม่อิ่มการฟัง, เอาเถอะ เราจักฟังธรรมเทศนา
ซึ่งมีนัยอันวิจิตรในสำนักของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ครั้นดำริ
แล้ว ทรงดีพระทัย ถวายน้ำทักษิโณทกแล้วทรงอังคาส ในเวลาเสร็จ
ภัตกิจ จึงประทับนั่งในที่ใกล้พระสังฆเถระแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอ
ท่านได้โปรดกล่าวธรรมกถาเถิด. ท่านกล่าวว่า ขอมหาราชเจ้า จงทรงมี
พระเกษมสำราญ จงมีความสิ้นไปแห่งราคะเถิด แล้วลุกขึ้น. พระราชา
ทรงดำริว่า ท่านผู้นี้มิได้เป็นพหูสูต ท่านองค์ที่สองคงจักเป็นพหูสูต,
พรุ่งนี้เราจักได้ฟังธรรมเทศนาอันวิจิตรในสำนักของท่าน จึงนิมนต์ฉัน
ในวันพรุ่งนี้. พระองค์ทรงนิมนต์จนถึงลำดับแห่งพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ทุกองค์ ด้วยประการอย่างนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแม้ทั้งหมดนั้น
ก็กล่าวบทที่เหลือให้เป็นเช่นกับองค์ที่ ๑ ทำบทหนึ่ง ๆ ให้แปลกกัน
อย่างนี้ว่า จงสิ้นโทสะเถิด จงสิ้นโมหะเถิด จงสิ้นคติเถิด จงสิ้นภพเถิด
จงสิ้นวัฏฏะเถิด จงสิ้นอุปธิเถิด แล้วก็ลุกขึ้น.
ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า ท่านเหล่านี้กล่าวว่า พวกเราเป็น
พหูสูต แต่ท่านเหล่านั้นไม่มีกถาอันวิจิตร ท่านเหล่านั้นกล่าวอะไร จึง
ทรงเริ่มพิจารณาอรรถแห่งคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น. ครั้น
เมื่อทรงพิจารณาอรรถของคำว่า จงสิ้นราคะเถิด จึงได้ทรงทราบว่า
หน้า 358
ข้อ 2
เมื่อราคะสิ้นไป โทสะก็ดี โมหะก็ดี กิเลสอื่น ๆ ก็ดี ย่อมเป็นอันสิ้นไป
ได้ ทรงดีพระทัยว่า สมณะเหล่านี้เป็นพหูสูตโดยสิ้นเชิง เหมือนอย่างว่า
บุรุษผู้เอานิ้วมือชี้มหาปฐพีหรืออากาศ ย่อมเป็นอันชี้เอาพื้นที่ประมาณ
เท่าองคุลีเท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ ย่อมเป็นอันชี้เอามหาปฐพีทั้งสิ้น
อากาศก็เหมือนกัน แม้ฉันใด พระสมณะเหล่านี้ ก็ฉันนั้น เมื่อชี้แจงอรรถ
หนึ่ง ๆ ย่อมเป็นอันชี้แจงอรรถทั้งหลายอันหาปริมาณมิได้. จากนั้น
พระองค์ทรงดำริว่า ชื่อว่าในกาลบางคราว แม้เราก็จักเป็นพหูสูตอย่างนั้น
เมื่อทรงปรารถนาความเป็นพหูสูตเห็นปานนั้น จึงทรงสละราชสมบัติออก
ผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ แล้ว
ได้ตรัสอุทานคาถานี้.
เนื้อความย่อในอุทานคาถานี้มีดังต่อไปนี้.
บทว่า พหุสฺสุตํ ความว่า พหูสูตมี ๒ อย่าง คือปริยัติพหูสูต
ทั้งมวล โดยใจความในพระไตรปิฎก และปฏิเวธพหูสูต โดยแทงตลอด
มรรค ผล วิชชา และอภิญญา. ผู้มีอาคมอันมาแล้ว ชื่อว่า ธมฺมธโร
ผู้ทรงธรรม, อนึ่ง ผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
อันยิ่งใหญ่ ชื่อว่า อุฬาโร ผู้ยิ่งใหญ่. ผู้มียุตตปฏิภาณ มีมุตตปฏิภาณ
และมียุตตมุตตปฏิภาณ ชื่อว่า ปฏิภาณวา ผู้มีปฏิภาณ. อีกอย่างหนึ่ง
พึงทราบผู้มีปฏิภาณ ๓ อย่าง โดยปริยัติ ปริปุจฉาและอธิคม. จริงอยู่
ปริยัติย่อมแจ่มแจ้งแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้มีปริยัติปฏิภาณ แจ่มแจ้งในปริยัติ.
การสอบถามย่อมแจ่มแจ้งแก่ผู้ใดซึ่งสอบถามถึงอรรถ ญาณ ลักษณะ ฐานะ
และอฐานะ ผู้นั้นเป็นผู้มีปริปุจฉาปฏิภาณ แจ่มแจ้งในการถาม. มรรค
หน้า 359
ข้อ 2
เป็นต้นอันผู้ใดแทงตลอดแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้มีอธิคมปฏิภาณ แจ่มแจ้งใน
การบรรลุ. บุคคลคบมิตรนั้นคือเห็นปานนั้น ผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม
ผู้ยิ่งใหญ่ มีปฏิภาณ. แต่นั้นพึงรู้ทั่วถึงประโยชน์มีประการมิใช่น้อย โดย
ชนิดประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ทั้งสอง หรือโดยชนิด
ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยอานุภาพ
ของมิตรนั้น แต่นั้นบรรเทาความกังขา คือบรรเทา ได้แก่ทำให้พินาศไป
ซึ่งความลังเลสงสัยในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอาทิว่า ในอดีต-
กาลอันยาวนาน เราได้มีแล้วหรือหนอ เป็นผู้ทำกิจทั้งปวงเสร็จแล้ว
อย่างนี้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้นแล.
จบพรรณนาพหุสสุตคาถา
พรรณนาวิภูสัฏฐานคาถา
คาถาว่า ขิฑฑํ รตึ ดังนี้เป้นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาพระนามว่า วิภูสกพรหมทัต ในนครพาราณสี
เสวยยาคูหรือพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ แล้วให้ช่างประดับพระองค์ด้วย
เครื่องประดับนานาชนิด แล้วทรงดูพระสรีระทั้งสิ้นในพระฉายใหญ่
ไม่โปรดสิ่งใด ก็เอาสิ่งนั้นออก แล้วให้ประดับด้วยเครื่องประดับอย่างอื่น.
วันหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น เวลาเสวยพระกระยาหารเป็น
เวลาเที่ยงพอดี. พระองค์ทรงประดับค้างอยู่ จึงทรงเอาแผ่นผ้าพันพระ-
เศียรเสวยแล้ว เสด็จเข้าบรรทมกลางวัน. เมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้นแล้ว
หน้า 360
ข้อ 2
ทรงกระทำอยู่อย่างนั้นนั่นแลซ้ำอีก พระอาทิตย์ก็ตก. แม้วันที่สอง
แม้วันที่สามก็อย่างนั้น. ครั้นเมื่อพระองค์ทรงขวนขวายแต่การประดับ
ประดาอยู่อย่างนั้น โรคที่พระปฤษฎางค์ได้เกิดขึ้น พระองค์ได้มีพระดำริ
ดังนี้ว่า พุทโธ่เอ๋ย เราแม้เอาเรี่ยวแรงทั้งหมดมาประดับประดาก็ยังไม่พอใจ
ในการประดับที่สำเร็จแล้วนี้ ทำความดิ้นรนให้เกิดขึ้น ก็ขึ้นชื่อว่าความ
ดิ้นรนเป็นธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการไปอบาย เอาเถอะ เราจักข่มความดิ้นรน
เสีย จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้ง
พระปัจเจกสัมโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้.
การเล่นและความยินดีในอุทานคาถานั้นได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น.
บทว่า กามสุขํ ได้แก่ ความสุขในวัตถุกาม. จริงอยู่ แม้วัตถุกาม
ทั้งหลายท่านก็เรียกว่าสุข เพราะเป็นอารมณ์เป็นต้นของความสุข. เหมือน
ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า รูปเป็นสุข ตกไปตามความสุข มีอยู่ดังนี้ . เมื่อเป็น
อย่างนั้น ไม่ทำให้พอใจ คือไม่ทำว่าพอละ. ซึ่งการเล่น ความยินดี
และความสุขนี้ในโลกพิภพนี้ ได้แก่ ไม่ถือเอาการเล่นเป็นต้นนี้อย่างนี้ว่า
เป็นที่อิ่มใจ หรือว่าเป็นสาระ. บทว่า อนเปกฺขมาโน ได้แก่ ผู้มีปกติ
ไม่เพ่งเล็งคือไม่มักมาก ไม่มีความอยาก เพราะการไม่ทำให้พอใจนั้น.
ในคำว่า วิภูสฏานา วิรโต สจฺจวาที นั้น การประดับมี ๒ อย่าง
คือการประดับของคฤหัสถ์ และการประดับของบรรพชิต. การประดับ
ด้วยผ้าสาฎก ผ้าโพก ดอกไม้ และของหอมเป็นต้น ชื่อว่าการประดับ
ของคฤหัสถ์ การประดับด้วยเครื่องประดับคือบาตรเป็นต้น ชื่อว่าการ
ประดับของบรรพชิต. ฐานะที่ประดับก็คือการประดับนั่นเอง. ผู้คลาย
หน้า 361
ข้อ 2
ความยินดีจากฐานะที่ประดับนั้นด้วยวิรัติ ๓ อย่าง. พึงเห็นเนื้อความ
อย่างนี้ว่า ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์ เพราะกล่าวคำจริงแท้.
จบพรรณนาวิภูสัฏฐานคาถา
พรรณนาปุตตทารคาถา
คาถาว่า ปุตฺตญฺจ ทารํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า โอรสของพระเจ้าพาราณสี ทรงอภิเษกครองราชสมบัติ
ในเวลายังทรงเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียว. พระองค์เสวยสิริราชสมบัติ ดุจพระ-
ปัจเจกโพธิสัตว์ที่กล่าวแล้วในคาถาที่หนึ่ง วันหนึ่งทรงดำริว่า เราครอง
ราชสมบัติอยู่ ย่อมกระทำความทุกข์ให้แก่คนเป็นอันมาก เราจะประ-
โยชน์อะไรด้วยบาปนี้ เพื่อต้องการภัตมื้อเดียว เอาเถอะ เราจะทำความ
สุขให้เกิดขึ้น จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรง
ทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสอุทานคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนานิ ได้แก่ รัตนะทั้งหลายมีแก้ว
มุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงินและทอง
เป็นต้น. บทว่า ธญฺานิ ได้แก่ บุพพัณชาติ ๗ ชนิด มีข้าวสาลี ข้าว
เปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้
เป็นต้น และอปรัณชาติที่เหลือ (มีถั่ว งา เป็นต้น ). บทว่า พนฺธวานิ
ได้แก่ เผ่าพันธุ์ ๔ อย่าง มีเผ่าพันธุ์คือญาติ เผ่าพันธุ์คือโคตร เผ่าพันธุ์
หน้า 362
ข้อ 2
คือมิตรและเผ่าพันธุ์คือศิลป. บทว่า ยโถธิกานิ ได้แก่ ซึ่งตั้งอยู่ตามเขต
ของตน ๆ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาปุตตทารคาถา
พรรณนาสังคคาถา
คาถาว่า สงฺโค เอโส ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่า ปาทโลล-
พรหมทัต พระองค์เสวยยาคูและพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ แล้วทอด
พระเนตรละคร ๓ อย่าง ในปราสาททั้ง ๓. การฟ้อนชื่อว่ามี ๓ อย่าง
คือการฟ้อนอันมาจากพระราชาองค์ก่อน ๑ การฟ้อนอันมาจากพระราชา
ต่อมา ๑ การฟ้อนอันตั้งขึ้นในกาลของตน ๑. วันหนึ่ง พระองค์เสด็จ
ไปยังปราสาทที่มีนางฟ้อนสาวแต่เช้าตรู่. หญิงฟ้อนเหล่านั้นคิดว่า จักทำ
พระราชาให้ยินดี จึงพากันประกอบการฟ้อน การขับ และการประโคม
เป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง ประดุจนางอัปสรประกอบถวายแก่ท้าวสักกะผู้
เป็นจอมเทวดาฉะนั้น. พระราชาไม่ทรงยินดีด้วย ดำริว่า นี้ไม่น่าอัศจรรย์
สำหรับคนสาว จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มีนางฟ้อนปูนกลาง. หญิงฟ้อน
แม้เหล่านั้นก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. พระองค์ก็ไม่ทรงยินดี
เหมือนอย่างนั้น แม้ในหญิงฟ้อนปูนกลางนั้น จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มี
หญิงฟ้อนเป็นคนแก่. แม้หญิงฟ้อนเหล่านั้นก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.
พระราชาทรงเห็นการฟ้อนเสมือนกระดูกเล่นแสดง และได้ทรงฟังการขับ
หน้า 363
ข้อ 2
ไม่ไพเราะ เพราะหญิงฟ้อนเหล่านั้นเป็นไปล่วง ๒-๓ ชั่วพระราชาแล้ว
จึงเป็นคนแก่ จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มีหญิงฟ้อนสาว ๆ ซ้ำอีก แล้ว
เสด็จไปยังปราสาทที่มีหญิงปูนกลางช้ำอีก พระองค์ทรงเที่ยวไปแม้อย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้ ก็ไม่ทรงยินดีในปราสาทไหน ๆ จึงทรงดำริว่า หญิง
ฟ้อนเหล่านี้ ประสงค์จะยังเราให้ยินดี จึงเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดประกอบ
การฟ้อน การขับ และการประโคม ประดุจนางอัปสรทั้งหลาย ประสงค์
จะให้ท้าวสักกะจอมเทวดาทรงยินดี จึงประกอบถวายฉะนั้น. เรานั้นไม่
ยินดีในที่ไหน ๆ ทำให้รกโลก. ก็ขึ้นชื่อว่าความโลภนี้ เป็นธรรมที่ตั้ง
แห่งการไปสู่อบาย เอาเถอะ เราจักข่มความโลภเสีย จึงสละราชสมบัติ
แล้วทรงผนวช เจริญวิปัสสนาแล้วได้ทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณ จึงได้
ตรัสอุทานคาถานี้.
เนื้อความแห่งอุทานคาถานั้นว่า :- พระราชาทรงชี้แจงเครื่องใช้
สอยของพระองค์ด้วยบทว่า สงฺโค เอโส นี้. เพราะเครื่องใช้สอยนั้น
ชื่อว่า สังคะ เพราะเป็นที่ข้องอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ดุจช้างเข้าไป (ติด)
อยู่ในเปือกตมฉะนั้น. ในบทว่า ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ นี้ ความสุขชื่อว่า
นิดหน่อย เพราะอรรถว่า ต่ำช้า โดยจะต้องให้เกิดขึ้นด้วยสัญญาวิปริต
ในเวลาใช้สอยกามคุณ ๕ หรือโดยนับเนื่องในธรรมอันเป็นกามาวจร
คือเป็นของชั่วครู่เหมือนความสุขในการเห็นการฟ้อนด้วยแสงสว่างแห่งแสง
ฟ้าแลบ อธิบายว่า เป็นไปชั่วคราว. ก็ในบทว่า อปฺปสฺสาโท ทุกฺข-
เมเวตฺถ ภิยฺโย นี้ ความยินดีใดที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุข-
โสมนัสอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นใด นี้เป็นความยินดีในกามทั้งหลาย
ความยินดีนั้น คือทุกข์ ในความเกี่ยวข้องนี้ ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิอย่างนี้
หน้า 364
ข้อ 2
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โทษของกามทั้งหลายเป็นอย่างไร ? ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในพระศาสนานี้ ย่อมเลี้ยงชีวิตด้วยฐานะแห่งศิลปะ
ใด คือด้วยการตีตรา หรือด้วยการคำนวณดังนี้ ว่าด้วยการเทียบเคียงกัน
ทุกข์นั้นมีน้อย ประมาณเท่าหยาดน้ำ โดยที่แท้ ทุกข์เท่านั้นมีมากยิ่ง
เช่นกับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในความ
เกี่ยวข้องนี้ มีความยินดีน้อย ทุกข์เท่านั้นมากยิ่ง. บทว่า คโฬ เอโส
ความว่า ความเกียวข้องคือกามคุณ ๕ นี้ เปรียบดังเบ็ด โดยแสดงความ
ยินดีแล้วฉุดลากมา. บทว่า อิติ ตฺวา มติมา ความว่า บุรุษผู้มีความรู้
คือ เป็นบัณฑิต รู้อย่างนี้แล้ว พึงละความเกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นแล้วเที่ยว
ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้นแล.
จบพรรณนาสังคคาถา
พรรณนาสันทาลคาถา
คาถาว่า สนฺทาลยิตฺวาน ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่า อนิวัตต-
พรหมทัต พระราชานั้นเข้าสู่สงความไม่ชนะ หรือทรงปรารภกิจอื่นไม่
สำเร็จจะไม่กลับมา. เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงรู้จักพระองค์อย่างนั้น.
วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปพระราชอุทยาน.
ก็สมัยนั้น ไฟป่าเกิดขึ้น ไฟนั้นไหม้ไม้เเห้งและหญ้าสดเป็นต้น
ลามไปไม่กลับเลย. พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงทรงทำนิมิตอันมีไฟป่าน
หน้า 365
ข้อ 2
นั้นเป็นเครื่องเปรียบให้เกิดขึ้นว่า ไฟป่านี้ฉันใด ไฟ ๑๑ กองก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ไหม้สัตว์ทั้งปวงลามไปไม่กลับมา ทำมหันตทุกข์ให้เกิดขึ้น.
ชื่อว่าเมื่อไร เพื่อให้ทุกข์นี้หมดสิ้น แม้เราก็จะเผากิเลสทั้งหลายไม่ให้กลับมา
ด้วยไฟคืออริมรรคญาณ เหมือนไฟนี้ ไหม้ลามไปไม่พึงหวนกลับมา ฉะนั้น.
แต่นั้น พระองค์เสด็จไปครู่หนึ่ง ได้ทรงเห็นชาวประมงกำลังจับ
ปลาในน้ำ ปลาใหญ่ตัวหนึ่งเข้าไปถวายในแหของชาวประมงเหล่านั้น ได้
ทำลายแหหนีไป. ชาวประมงเหล่านี้จึงพากันส่งเสียงว่า ปลาทำลายแห
หนีไปแล้ว. พระราชาได้ทรงสดับคำแม้นั้น จึงทรงทำนิมิตอันมีปลานั้น
เป็นข้อเปรียบเทียบว่า ชื่อว่าเมื่อไร แม้เราก็จะทำลายข่ายคือตัณหาและ
ทิฏฐิ ด้วยอริมรรคญาณ พึงไปไม่ติดข้องอยู่. พระองค์จึงทรงสละ
ราชสมบัติผนวช ปรารภวิปัสสนา ได้ทรงทำให้เเจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ
และได้ตรัสอุทานคาถานี้.
ในบทที่สองของคาถานั้น สิ่งที่ทำด้วยด้ายเรียกว่า ชาละ. น้ำ
เรียกว่า อัมพุ. ชื่อว่าอัมพุจารี เพราะเที่ยวไปในน้ำนั้น. คำว่า อัมพุจารี
นั้นเป็นชื่อของปลา. ปลาในน้ำ ชื่อว่า สลิลัมพุจารี. อธิบายว่า เหมือน
ปลาทำลายแหไปในแม่น้ำนั้น. ในบาทที่สาม สถานที่ที่ถูกไฟไหม้เรียกว่า
ทัฑฒะ อธิบายว่า ไฟย่อมไม่หวนกลับมายังที่ที่ไหม้แล้ว คือจะมาเกิดที่
นั้นไม่ได้ ฉันใด เราก็จะไม่หวนกลับมายังสถานที่ คือกามคุณที่ถูกเผา
ไหม้ด้วยไฟคือมรรคญาณ คือจะไม่มาในกามคุณนั้นต่อไปฉันนั้น. คำที่
เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาสันทาลคาถา
หน้า 366
ข้อ 2
พรรณนาโอกขิตตจักขุคาถา
คาถาว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี พระราชาพระนามว่า จักขุโลลพรหม-
ทัต เป็นผู้ทรงขวนขวายการดูละคร เหมือนพระเจ้าปาทโลลพรหมทัต.
ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้.
พระเจ้าปาทโลลพรหมทัตนั้น เป็นผู้ไม่สันโดษเสด็จไปในที่นั้น ๆ
ส่วนพระเจ้าจักขุโลลพรหมทัตพระองค์นี้ ทอดพระเนตรการละครนั้น ๆ
ทรงเพลิดเพลินอย่างยิ่ง เสด็จเที่ยวเพิ่มความอยาก โดยผลัดเปลี่ยนหมุน
เวียนทอดพระเนตรการแสดงละคร. ได้ยินว่า พระองค์ทรงเห็นภรรยา
ของกุฎุมพีนางหนึ่งซึ่งมาดูการแสดง ได้ยังความกำหนัดรักใคร่ให้เกิดขึ้น.
แต่นั้นทรงถึงความสลดพระทัยขึ้นมา จึงทรงดำริว่า เฮ้อ! เราทำความ
อยากนี้ให้เจริญอยู่ จักเป็นผู้เต็มอยู่ในอบาย เอาละ เราจักข่มความอยาก
นั้น จึงออกผนวชแล้วได้เห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ
เมื่อจะทรงติเตียนการปฏิบัติแรก ๆ ของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้
อันแสดงคุณซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัตินั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ แปลว่า ผู้มีจักษุทอด
ลงเบื้องล่าง. ท่านอธิบายไว้ว่า วางกระดูกคอ ๗ ข้อไว้โดยลำดับแล้ว
เพ่งดูชั่วแอก เพื่อจะดูสิ่งที่ควรเว้นและสิ่งที่ควรจะถือเอา. แต่ไม่ใช่เอา
กระดูกคางจรดกระดูกหทัย เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็นผู้มีจักษุ
ทอดลงก็ย่อมจะไม่เป็นสมณสารูป.
บทว่า น จ ปาทโลโล ความว่า ไม่เป็นเหมือนคนเท้าคัน โดย
ความเป็นผู้ใคร่จะเข้าไปท่ามกลางคณะ ด้วยอาการอย่างนี้ คือเป็นคนที่ ๒
หน้า 367
ข้อ 2
ของคนคนเดียว เป็นคนที่ ๓ ของคน ๒ คน คือเป็นผู้งดเว้นจากการ
เที่ยวจาริกไปนานและเที่ยวจาริกไปไม่กลับ.
บทว่า คุตฺตินฺทฺริโย ความว่า เป็นผู้มีอินทรีย์อันคุ้มครองด้วย
อำนาจอินทรีย์ที่เหลือดังกล่าวแล้ว เพราะบรรดาอินทรีย์ทั้ง ๖ ในที่นี้
ท่านกล่าวมนินทรีย์ไว้เป็นแผนกหนึ่งต่างหาก.
บทว่า รกฺขิตมานสาโน ความว่า มานสานํ ก็คือ มานสํ นั่นเอง.
ชื่อว่า ผู้รักษาใจ เพราะรักษาใจนั้นไว้ได้. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้รักษา
จิตไว้ได้โดยประการที่ไม่ถูกกิเลสปล้น. บทว่า อนวสฺสุโต ความว่า ผู้
เว้นจากการถูกกิเลสรั่วรดในอารมณ์นั้น ๆ ด้วยกายปฏิบัตินี้.
บทว่า อปริฑยฺหมาโน ได้แก่ ไม่ถูกไฟกิเลสเผา. อีกอย่างหนึ่ง
ได้แก่ ไม่ถูกกิเลสรั่วรดภายนอก ไม่ถูกไฟกิเลสเผาในภายใน. คำที่เหลือ
มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาโอกขิตตจักขุคาถา
พรรณนาปาริจฉัตตกคาถา
คาถาว่า โอหารยิตฺวา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในนครพาราณสี มีพระราชาอีกองค์พระนามว่า จาตุ-
มาสิกพรหมทัต เสด็จไปเล่นอุทยานทุก ๆ ๔ เดือน วันหนึ่ง พระองค์
เสด็จเข้าไปยังอุทยาน ในเดือนกลางของฤดูคิมหันต์ ทรงเห็นต้นทองหลาง
ดารดาษด้วยใบ มีกิ่งและค่าคบประดับด้วยดอก ที่ประตูอุทยาน ทรงถือ
เอาหนึ่งดอกแล้วเสด็จเข้าไปยังอุทยาน.
หน้า 368
ข้อ 2
ลำดับนั้น อำมาตย์คนหนึ่งผู้อยู่บนคอช้าง คิดว่า พระราชาทรง
ถือเอาดอกชั้นเลิศไปแล้ว จึงได้ถือเอาหนึ่งดอกเหมือนกัน. หมู่พล
ทั้งหมดต่างได้ถือเอาโดยอุบายเดียวกัน. พวกที่ไม่ชอบดอก แม้ใบก็ถือ
เอาไป.
ต้นไม้นั้นไม่มีใบและดอก ได้มีอยู่สักว่าลำต้นเท่านั้น. เวลาเย็น
พระราชาเสด็จออกจากอุทยาน ทรงเห็นดังนั้น จึงทรงดำริว่า ทำไมคน
จึงทำกับต้นไม้นี้ ตอนเวลาที่เรามา ต้นไม้นี้ยังประดับด้วยดอก เช่นกับ
แก้วประพาฬที่ระหว่างกิ่งอันมีสีดุจแก้วมณี มาบัดนี้ กลับไม่มีใบและดอก
เมื่อกำลังทรงดำริอยู่ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ไม่มีดอก มีใบสะพรั่ง
ในที่ไม่ไกลต้นทองหลางนั้นเอง และพระองค์ครั้นทรงเห็นแล้ว ได้มี
พระดำริดังนี้ว่า ต้นไม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้ของชนเป็นอันมาก
เพราะมีกิ่งเต็มด้วยดอก ด้วยเหตุนั้น จึงถึงความพินาศไปโดยครู่เดียว
เท่านั้น ส่วนต้นไม้อื่นต้นนี้ คงตั้งอยู่เหมือนเดิม เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความอยากได้ ก็ราชสมบัตินี้เล่า ก็เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้ เหมือน
ต้นไม้มีดอกฉะนั้น ส่วนภิกขุภาวะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้ เหมือน
ต้นไม้ที่ไม่มีดอก. เพราะฉะนั้น ตราบใด ที่ราชสมบัติแม้นี้ยังไม่ถูกชิง
เหมือนต้นไม้นี้ ตราบนั้น เราจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะบวช เหมือนต้นทอง-
หลางต้นอื่นนี้ที่ไม่มีใบดารดาษอยู่ฉะนั้น. พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติ
ผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัส
อุทานคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา นี้
พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เสด็จออกจากตำหนักเป็นผู้นุ่งห่มผ้ากาสายะ.
หน้า 369
ข้อ 2
คำที่เหลืออาจรู้แจ้งได้โดยนัยดังกล่าวแล้วแล เพราะเหตุนั้น จึงไม่ต้อง
กล่าวให้พิสดาร.
จบพรรณนาปาริจฉัตตกคาถา
จบวรรคที่ ๓
พรรณนารสเคธคาถา
คาถาว่า รเสสุ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง อันบุตรอำมาตย์ทั้งหลายห้อม
ล้อมอยู่ในอุทยาน ทรงเล่นอยู่ในสระโบกขรณีอันมีแผ่นศิลา. พ่อครัว
ของพระองค์เอารสของเนื้อทุกชนิดมาหุงอันตรภัต (อาหารว่าง) อันปรุง
อย่างดีเยี่ยม ประดุจอมฤตรสแล้วน้อมเข้าไปถวาย. พระองค์ทรงคิดใน
รสนั้น ไม่ทรงประทานอะไร ๆ แก่ใคร ๆ เสวยเฉพาะพระองค์เท่านั้น.
ทรงเล่นน้ำอยู่ จึงเสด็จออกไปในเวลาพลบค่ำเกินไป แล้วรีบ ๆ เสวย.
บรรดาคนที่พระองค์เคยเสวยร่วมด้วยในกาลก่อนนั้น พระองค์มิได้ทรง
ระลึกถึงใคร ๆ. ครั้นภายหลัง ทรงยังการพิจารณาให้เกิดขึ้น ทรงทราบ
ว่า โอ ! เราถูกความอยากในรสครอบงำ ลืมชนทั้งปวงเสีย บริโภค
เฉพาะคนเดียวนั้น ได้กระทำกรรมอันลามกแล้ว เอาเถอะ เราจักข่ม
ความอยากในรสนั้น ครั้นทรงดำริแล้วจึงสละราชสมบัติผนวช เจริญ
วิปัสสนากระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรงติเตียนการปฏิบัติ
อันมีในก่อนของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้ อันแสดงคุณตรงกัน
ข้ามกับการปฏิบัตินั้น.
หน้า 370
ข้อ 2
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รเสสุ ได้แก่ ในของควรลิ้มอันต่าง
ตัวรสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ด รสเค็ม รสแสบ และรสฝาด
เป็นต้น. บทว่า เคธํ อกรํ แปลว่า ไม่กระทำความอยากได้ อธิบายว่า
ไม่ยังตัณหาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อโลโล ไม่หมกมุ่นในความวิเศษของรสทั่งหลายอย่างนี้ว่า
เราจักลิ้มสิ่งนี้ เราจักลิ้มสิ่งนี้.
บทว่า อนญฺโปสี ได้แก่ ผู้เว้นจากสัทธิวิหาริกที่จะต้องเลี้ยงดู
เป็นต้น อธิบายว่า เป็นผู้สันโดษด้วยเหตุสักว่าทรงร่างกายไว้. อีกอย่าง
หนึ่ง อธิบายว่า ชื่อว่าผู้ไม่เลี้ยงดูคนอื่น เพราะไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน
ที่เรามีปกติกระทำความอยากในรสทั้งหลายในอุทยาน เลี้ยงคนอื่น ละ
ตัณหาอันเป็นเหตุให้โลภกระทำความอยากในรสทั้งหลายนั้นเสีย แล้วไม่
ทำอัตภาพอื่นซึ่งมีตัณหาเป็นมูลรากให้บังเกิดต่อไป. อีกอย่างหนึ่ง ใน
บทนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า กิเลสทั้งหลายเรียกว่าอัญญะ เพราะอรรถว่า ยัง
อัตภาพให้เกิด, ชื่อว่า อันญญโปสี เพราะไม่เลี้ยงดูกิเลสเหล่านั้น.
บทว่า สปทานจารี ได้แก่ มีปกติเที่ยวไปไม่แวะออก (นอกทาง)
คือมีปกติเที่ยวไปโดยลำดับ อธิบายว่า ไม่ละลำดับเรือน เข้าไปบิณฑบาต
ติดต่อกันไป ทั้งตระกูลมั่งคั่งและตระกูลเข็ญใจ.
บทว่า กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตโต ได้แก่ มีจิตไม่ข้องอยู่ใน
ตระกูลกษัตริย์เป็นต้นตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ด้วยอำนาจกิเลส, อธิบายว่า
เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์ อุปมาดังพระจันทร์. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
จบพรรณนารสเคธคาถา
หน้า 371
ข้อ 2
พรรณนาอาวรณคาถา
คาถาว่า ปหาย ปญฺจาวรณานิ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี เป็นผู้ได้ปฐมฌาน.
เพื่อจะทรงอนุรักษ์ฌานนั้น พระองค์จึงทรงละราชสมบัติออกผนวช เห็น
แจ้งอยู่ จึงทรงบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรงแสดงปฏิปัตติสัมปทา
ของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจาวรณานิ ได้แก่ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง.
นิวรณ์ ๕ นั้น โดยใจความ ได้กล่าวไว้แล้วใน อุรคสูตร. ก็เพราะเหตุ
ที่นิวรณ์เหล่านั้นกั้นจิตไว้ เหมือนหมอกเป็นต้นกั้นดวงจันทร์และดวง
อาทิตย์ฉะนั้น จึงเรียกว่าเป็นเครื่องกั้นจิต. อธิบายว่า พึงละ คือละขาด
ซึ่งนิวรณ์เหล่านั้น ด้วยอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ.
บทว่า อุปกฺกิเลเส ได้แก่ อกุศลธรรมซึ่งเข้าไปเบียดเบียนจิต.
อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ อภิชฌาเป็นต้นซึ่งกล่าวไว้ในวัตโถปมสูตรเป็นต้น.
บทว่า พฺยปนุชฺช แปลว่า บรรเทา อธิบายว่า ละขาดด้วย
วิปัสสนาและมรรค. บทว่า สพฺเพ ได้แก่ ไม่เหลือ. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย
สมถวิปัสสนาอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เพราะละ
ทิฏฐินิสัยได้แล้วด้วยปฐมมรรค, ตัดโทษคือความเสน่หา อธิบายว่า
ตัณหาและราคะอันเป็นไปในไตรธาตุ ด้วยมรรคที่เหลือ. จริงอยู่ ความ
เสน่หาเท่านั้นท่านเรียกว่า สิเนหโทษ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณ. คำที่
เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาอาวรณคาถาน
หน้า 372
ข้อ 2
พรรณนาวิปิฏฐิคาถา
คาถาว่า วิปิฏฺิกตฺวาน ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร.
ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี ได้เป็นผู้ได้จตุตถ-
ฌาน. แม้พระราชานั้น เพื่อจะอนุรักษ์ฌาน ก็ทรงสละราชสมบัติออก
ผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้เเจ้งปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรงแสดง
ปฏิปัตติทิสัมปทาของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปิฏฺิกตฺวาน แปลว่า กระทำไว้ข้าง
หลัง อธิบายว่า ทิ้ง คือละ. บทว่า สุขญฺจ ทุกฺขํ ได้แก่ ความยินดี
และความไม่ยินดีทางกาย. บทว่า โสมนสฺสโทมนสฺสํ ได้แก่ ความยินดี
และความไม่ยินดีทางใจ. บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน.
บทว่า สมถํ ได้แก่ สมาธิในจตุตถฌานเท่านั้น. บทว่า วิสุทฺธํ ความว่า
ชื่อว่า บริสุทธิ์ยิ่ง เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึก ๙ ประการ คือ
นิวรณ์ ๕ และวิตก วิจาร ปีติ สุข อธิบายว่า ปราศจากอุปกิเลส ดุจ
ทองคำอันขัดแล้ว.
ส่วนวาจารวบรวมความมีดังต่อไปนี้. กระทำสุขและทุกข์ในกาล
ก่อนเท่านี้ไว้ข้างหลัง อธิบายว่า กระทำทุกข์ไว้ข้างหลังในอุปจารแห่ง
ปฐมฌาน กระทำสุขไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งตติยฌาน. นำ จ อักษรที่
กล่าวไว้เบื้องต้นกลับไปไว้เบื้องปลาย สำเร็จรูปว่า โสมนสฺสํ โทมนสฺสญฺจ
วิปิฏฺิกตฺวาน ปุพฺเพว ทำโสมนัส และโทมนัสก่อน ๆ ไว้ข้างหลัง ดังนี้.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า ทำโสมนัสไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งจตุตถ-
ฌาน และทำโทมนัสไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งทุติยฌาน. จริงอยู่ ฌาน
เหล่านั้นเป็นฐานสำหรับละโสมนัสและโทมนัสโดยอ้อม. แต่เมื่อว่าโดยตรง
หน้า 373
ข้อ 2
ปฐมฌานเป็นฐานสำหรับละทุกข์ ทุติยฌานเป็นฐานสำหรับละสุข จตุตถ-
ฌานเป็นฐานสำหรับละโสมนัส. เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า คำทั้งปวง
มีอาทิว่า พระโยคีเข้าถึงฌานที่หนึ่งอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วในฌาน
ที่หนึ่งนี้ ย่อมดับสิ้นเชิง. กระทำทุกข์โทมนัสและสุขไว้ข้างหลังในฌาน ๓
มีปฐมฌานเป็นต้น ชื่อว่า ในกาลก่อน ฉันใด ในที่นี้ก็ฉันนั้น กระทำ
โสมนัสไว้ข้างหลังในจตุตถฌาน ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์ด้วย
ปฏิปทานี้ แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล
จบพรรณนาวิปัฏฐิคาถา
พรรณนาอารัทธวีริยคาถา
คาถาว่า อารทฺธวีริโย ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาปัจจันตประเทศองค์หนึ่ง มีทหารหนึ่งพันเป็น
กำลัง เป็นผู้มีราชสมบัติเพียงเล็กน้อย แต่เป็นผู้มีพระปัญญามาก. วันหนึ่ง
พระองค์ทรงดำริว่า เราเป็นผู้มีราชสมบัติน้อยก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น
เรามีปัญญาอาจสามารถเพื่อยึดเอาชมพูทวีปทั้งสิ้นได้ จึงทรงส่งทูตไปยัง
พระราชาใกล้เคียงว่า ภายใน ๗ วันพระเจ้าสามันตราชจงมอบราช-
สมบัติให้แก่เรา หรือว่าจะทำการรบกับเรา.
จากนั้น พระองค์ก็ให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ของพระองค์แล้วตรัสว่า
เรายังมิได้บอกกล่าวท่านทั้งหลายเลย กระทำกรรมไปโดยพลการ เรา
ส่งสารอย่างนี้ไปให้แก่พระราชาโน้นแล้ว เราควรกระทำอย่างไร. เหล่า
อำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองก์อาจให้ทูตนั้นกลับได้หรือ
หน้า 374
ข้อ 2
พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ไม่อาจ ทูตจักไปแล้ว. อำมาตย์กราบทูล
ว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์ได้ทรงทำพวกข้าพระบาทให้พินาศเสีย
แล้ว เพราะการตายด้วยศัสตราของคนอื่นลำบาก เอาเถิดพวกข้าพระบาท
จะฆ่ากันและกันตาย จะฆ่าตัวตาย จะแขวน (คอตาย) จะกินยาพิษ (ตาย).
บรรดาอำมาตย์เหล่านั้นคนหนึ่ง ๆ พรรณนาเฉพาะความตายเท่านั้น ด้วย
ประการอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยอำมาตย์
เหล่านี้ นี่แน่ะพนาย ทหารทั้งหลายของเรามีอยู่. ลำดับนั้น ทหารพันคน
ก็ลุกขึ้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาทเป็นทหาร ข้าแต่มหาราช
ข้าพระบาทเป็นทหาร. พระราชาทรงดำริว่า เราจักทดลองทหารเหล่านี้
จึงรับสั่งให้จัดแจงเชิงตะกอนใหญ่แล้วตรัสว่า นี่แนะพนาย เรื่องนี้เรา
กระทำลงไปด้วยความผลุนผลัน อำมาตย์ทั้งหลายคัดค้านเราเรื่องนั้น เรา
นั้นจักเข้าสู่เชิงตะกอน ใครจักเข้าไปกับเรา ใครจะเสียสละชีวิตเพื่อเรา.
เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ทหาร ๕๐๐ คนก็ลุกขึ้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช
พวกข้าพระบาทจักเข้าไปพระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะทหารอีก ๕๐๐ คนนอกนี้ว่า พ่อ
ทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายจักทำอะไร. ทหารเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่
มหาราช นี้มิใช่การกระทำเยี่ยงลูกผู้ชาย อันนี้เป็นจริยาของผู้หญิง
อีกอย่างหนึ่ง มหาราชก็ได้ส่งทูตไปแก่พระราชาฝ่ายข้าศึกแล้ว พวก
ข้าพระบาทนั้นจักรบกับพระราชานั้นจนตาย. แต่นั้นพระราชาจึงตรัสว่า
พวกท่านบริจาคชีวิตเพื่อเรา จึงจัดกองทัพอันประกอบด้วยองค์ ๕ อัน
ทหารพันคนนั้นห้อมล้อม เสด็จไปประทับนั่งในเขตแดนแห่งราชอาณาจักร.
หน้า 375
ข้อ 2
พระราชาฝ่ายข้าศึกนั้น ได้ทรงสดับเรื่องราวนั้น ทรงพระพิโรธ
ว่า ชะช้า ! พระราชาน้อย ๆ นั้น ไม่เพียงพอแม้เเก่ทาสของเรา จึงพา
หมู่พลทั้งปวงออกไปเพื่อจะสู้รบ.
พระราชาน้อยนั้นทรงเห็นพระราชาฝ่ายข้าศึกยกออกมา จึงตรัส
กะหมู่พลว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกท่านมีไม่มาก ท่านทั้งหมดจงรวมกัน
ถือดาบและโล่ รีบไปตรงหน้าพระราชานี้. ทหารเหล่านั้นได้กระทำ
เหมือนอย่างนั้น.
ที่นั้น กองทัพของพระราชานั้น ได้แยกออกเป็นสองฝ่ายให้ระหว่าง
ทหารเหล่านั้น จึงจับเป็นพระราชานั้นได้ แล้วถวายแก่พระราชาของตน
ผู้เสด็จมาด้วยหวังพระทัยว่า จักฆ่าพระรานั้น. พระราชาฝ่ายข้าศึก
ทูลขออภัยพระราชาน้อยนั้น. พระราชาทรงให้อภัยแก่พระราชาฝ่ายข้าศึก
แล้วให้ทรงกระทำการสบถ ทรงทำไว้ในอำนาจของพระองค์แล้วทรงมุ่ง
เข้าหาพระราชาอื่นพร้อมกับพระราชาฝ่ายข้าศึกนั้น ทรงตั้งอยู่ในเขต-
แดนแห่งราชอาณาจักรของพระราชานั้นแล้วทรงส่งสารไปว่า จะให้
ราชสมบัติแก่เราหรือว่าจะรบ. พระราชานั้นทรงส่งสารมาว่า หม่อมฉัน
ย่อมทนไม่ได้แม้แต่การรบครั้งเดียว แล้วมอบถวายราชสมบัติ. พระราชา
น้อยทรงจับพระราชาทั้งปวงได้โดยอุบายนี้ แล้วได้ทรงจับเอาแม้พระเจ้า-
พาราณสีไว้ในภายใน.
พระราชาน้อยนั้น อันพระราชา ๑๐๑ องค์ห้อมล้อม ทรง
ครอบครองราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น จึงทรงดำริว่า เมื่อก่อนเราเป็น
พระราชาน้อย แต่บัดนี้ เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งมณฑลใน
ชมพูทวีปทั้งสิ้น เพราะญาณสมบัติของตน ก็ญาณของเรานั้นแลประกอบ
หน้า 376
ข้อ 2
ด้วยความเพียรอันเป็นโลกิยะ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อคลาย
กำหนัด ไฉนหนอ เราพึงแสวงหาโลกุตรธรรมด้วยญาณนี้.
ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงมอบราชสมบัติแก่พระเจ้าพาราณสี และ
ตั้งบุตรและทาระไว้ในชนบทของพระองค์ ทรงละสิ่งทั้งปวง เสด็จออก
ผนวช ปรารภวิปัสสนาแล้วทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรง
แสดงวิริยสมบัติของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้.
ในอุทานคาถานั้น พึงทำวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. ชื่อว่าผู้ปรารภ
ความเพียรเพราะมีความเพียรอันปรารภแล้ว. ด้วยบทนี้ทรงแสดงถึงความ
ทีพระองค์เป็นผู้มีความเพียรใหญ่. พระนิพพานท่านเรียกว่า ปรมัตถะ
การบรรลุพระนิพพานนั้น ชื่อว่าปรมัตถปัตติ. เพื่อบรรลุพระนิพพาน
อันชื่อว่าปรมัตถะนั้น. ด้วยบทนี้ ทรงแสดงถึงผลที่พึงบรรลุด้วยการ
ปรารภความเพียรนั้น.
ด้วยบทว่า อลีนจิตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงความไม่หดหู่ของจิตและ
เจตสิกซึ่งมีความเพียรเป็นผู้อุปถัมภ์. ด้วยบทว่า อกุสีตวุตฺติ นี้ ทรงแสดง
ถึงการไม่จมลงแห่งกาย ในการยืนและการจงกรมเป็นต้น.
ด้วยบทว่า ทฬฺหนิกฺกโม นี้ ทรงแสดงถึงความเพียรที่เริ่มตั้งไว้
ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ จ นหารุ จ จะเหลือแต่หนังและเอ็นก็
ตามดังนี้. ซึ่งบุคคลเริ่มตั้งไว้ในอนุบุพสิกขาเป็นต้น ท่านเรียกว่า กระทำ
ให้แจ้งปรมัตถสัจจะด้วยกาย. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า ทฬฺหนิกฺกโม นี้
ทรงแสดงถึงความเพียรอันสัมปยุตด้วยมรรค. ก็ความเพียรนั้น ชื่อว่ามัน
เพราะถึงความบริบูรณ์แห่งการอบรม ชื่อว่าเป็นเครื่องก้าวออก เพราะ
ออกจากปฏิปักษ์โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้บุคคลผู้พร้อมพรั่ง
หน้า 377
ข้อ 2
ด้วยความเพียรนั้น ท่านเรียกว่า ทัฬหนิกมะ เพราะมีความเพียรเครื่อง
ก้าวออกอันมั่น.
บทว่า ถามพลูปปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกำลังแรงกายและ
กำลังญาณในขณะมรรค. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยพละกำลังอัน
เป็นเรี่ยวแรง ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังญาณอันมั่นคง.
ด้วยบทว่า ถามพลูปปนฺโน นี้ ท่านแสดงถึงความประกอบพร้อม
ด้วยวิปัสสนาญาณแห่งความเพียรนั้น จึงทำปธานคือความเพียรเครื่อง
ประกอบให้สำเร็จ. อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบบาททั้ง ๓ ด้วยความเพียร
อันเป็นชั้นต้น ชั้นกลางและชั้นสูง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาอารัทธวีริยคาถา
พรรณนาปฏิสัลลานคาถา
คาถาว่า ปฏิสลฺลานํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
การเกิดขึ้นแห่งคาถานี้ เหมือนดังอาวรณคาถาไม่มีความพิเศษไร ๆ.
ส่วนพรรณนาอรรถแห่งคาถานี้มีความว่า การกลับเฉพาะจากหมู่สัตว์และ
สังขารนั้น ๆ หลีกเร้นอยู่ ชื่อว่า ปฏิสัลลานะ ได้แก่ ความเป็นผู้มีปกติ
เสพ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง คือความเป็นผู้เดียว ได้แก่ กายวิเวก สงัดกาย.
จิตตวิเวก สงัดจิต ท่านเรียกว่า ฌาน เพราะเผากิเลสดังข้าศึกและ
เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์และลักษณะ.
ในคำว่า ฌาน นั้น สมาบัติ ๘ เรียกว่า ฌาน เพราะเผากิเลสดังข้าศึก
หน้า 378
ข้อ 2
มีนิวรณ์เป็นต้น และเพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์มีกสิณเป็นต้น. วิปัสสนา
มรรค ผล ก็ เรียกว่า ฌาน เพราะเผากิเลสดังข้าศึกมีสัตตสัญญาความสำคัญ
ว่าสัตว์เป็นต้น และเพราะเข้าไปเพ่งลักษณะ. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์
เอาอารัมมณูปนิชฌานการเข้าไปเพ่งอารมณ์เท่านั้น. ไม่ละ คือไม่ทิ้ง ได้แก่
ไม่สละ การหลีกเร้นและฌานนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น. บทว่า ธมฺเมสุ
ได้แก่ ในธรรมคือเบญจขันธ์เป็นต้นอันเข้าถึงวิปัสสนา. บทว่า นิจฺจํ
แปลว่า ติดต่อ คือไปเสมอ ๆ ได้แก่ ไม่เกลื่อนกล่นแล้ว.
บทว่า อนุธมฺมจารี ได้แก่ ประพฤติวิปัสสนาธรรมอันไปแล้ว
เนือง ๆ โดยปรารภธรรมนั้น ๆ เป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ธมฺเมสุ
นี้ โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่า ธรรม. ชื่อว่า อนุธรรม เพราะธรรมอัน
อนุโลมแก่ธรรมเหล่านั้น. คำว่า อนุธรรม นี้ เป็นชื่อของวิปัสสนา.
ในคาถานั้น ควรจะกล่าวว่า ธมฺมานํ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี มีปกติ
ประพฤติธรรมอนุโลมแก่ธรรมเป็นนิจ แต่เพื่อสะดวกในการประพันธ์
คาถา จึงเป็นอันกล่าวว่า ธมฺเมสุ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องวิภัตติ.
ในบทว่า อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ นี้ พึงทราบวาจาประกอบ
ความอย่างนี้ว่า พิจารณาเห็นโทษมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นในภพทั้ง ๓ ด้วย
วิปัสสนากล่าวคือความเป็นผู้มีปกติประพฤติอันเป็นอนุโลมนั้น พึงกล่าว
ว่า เป็นผู้บรรลุด้วยปฏิปทา คือวิปัสสนาอันถึงยอดแห่งกายวิเวกและ
จิตตวิเวกนี้ด้วยอาการอย่างนี้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป.
จบพรรณนาปฏิสัลลานคาถา
หน้า 379
ข้อ 2
พรรณนาตัณหักขยคาถา
คาถาว่า ตณฺหกฺขยํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่งกระทำประทักษิณพระนคร
ด้วยราชานุภาพอันใหญ่ยิ่ง. คนทั้งหลายผู้มีหทัยรำพึงถึงความงามแห่ง
พระสรีระของพระราชานั้น แม้ไปข้างหน้า ก็ยังกลับมาแหงนดูพระองค์
แม้ไปข้างหลังก็ดี ไปทางข้างทั้งสองก็ดี ก็ยังหันกลับมาแหงนดูพระองค์.
ก็ตามปกติทีเดียวชาวโลกไม่อิ่มในการดูพระพุทธเจ้า และในการดู
พระจันทร์เพ็ญ มหาสมุทรและพระราชา.
ครั้งนั้น ฝ่ายภรรยาของกุฎุมพีนางหนึ่ง อยู่ในปราสาทชั้นบนได้เปิด
หน้าต่างยืนแลดูอยู่. พระราชาทรงเห็นนางนั้น มีพระทัยปฏิพัทธ์รักใคร่
จึงสั่งอำมาตย์ว่า แน่ะพนาย เธอจงรู้ว่า หญิงนี้มีสามีหรือไม่มีสามีเท่านั้น.
อำมาตย์นั้นรู้แล้ว จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ หญิงนี้มีสามีพระเจ้าข้า.
ที่นั้น พระราชาจึงทรงดำริว่า หญิงฟ้อนรำสองหมื่นนางเหล่านี้
เปรียบปานดังนางเทพอัปสร ยังเราคนเดียวเท่านั้นให้อภิรมย์ บัดนี้ เรา
นั้นไม่ยินดีหญิงแม้เหล่านี้ มาทำตัณหาให้เกิดขึ้นในหญิงของชายอื่น
ตัณหานั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมคร่าไปสู่อบายถ่ายเดียว ดังนี้ ทรงเห็นโทษ
ของตัณหาแล้ว ทรงดำริว่า จักข่มตัณหานั้น จึงละทิ้งราชสมบัติผนวช
ทรงเห็นแจ้งอยู่ จึงได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัส
อุทานคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหกฺขยํ ได้แก่ พระนิพพาน อีก
อย่างหนึ่ง ได้แก่ความไม่เป็นไปแห่งตัณหาซึ่งมีโทษอันเห็นแล้วอย่างนั้น.
บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ มีปกติกระทำโดยติดต่อ คือมีปกติ
กระทำโดยเคารพ.
หน้า 380
ข้อ 2
บทว่า อเนลมูโค ได้แก่ ผู้ไม่มีน้ำลายที่ปาก. อีกอย่างหนึ่ง
ได้แก่ ไม่เป็นคนบ้าและคนใบ้ ท่านอธิบายว่า เป็นบัณฑิตเป็นผู้เฉียบ
แหลม.
ชื่อว่า ผู้มีสุตะ เพราะมีสุตะอันยังหิตสุขให้ถึงพร้อม ท่านอธิบายว่า
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปริยัติ.
บทว่า สติมา ได้แก่ เป็นผู้ระลึกถึงสิ่งที่ได้กระทำไว้นานเป็นต้นได้.
บทว่า สงฺขาตธมฺโม ได้แก่ ผู้มีธรรมอันกำหนดรู้แล้วด้วยการ
เข้าไปพิจารณาธรรม.
บทว่า นิยโต ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้เที่ยงด้วยอริยมรรค
บทว่า ปธานวา ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรเป็นเครื่องตั้ง
ไว้โดยชอบ. พึงประกอบปาฐะนี้โดยนอกลำดับ.
ผู้ประกอบด้วยธรรมมีความไม่ประมาทเป็นต้นเหล่านั้น ด้วย
ประการอย่างนี้นั่นแล เป็นผู้มีปธานความเพียรด้วยปธานความเพียรอัน
ให้ถึงความแน่นอน เป็นผู้เที่ยงแท้แล้วโดยความแน่นอนที่ถึงพร้อมด้วย
ปธานความเพียรนั้น แต่นั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมอันพิจารณาเสร็จแล้ว
เพราะได้บรรลุพระอรหัต. จริงอยู่ พระอรหันต์ทั้งหลายท่านเรียกว่า
ผู้มีธรรมอันพิจารณาเสร็จแล้ว เพราะไม่มีธรรมที่จะต้องพิจารณาอีก.
เหมือนดังที่ท่านกล่าวว่า ผู้ใดเป็นผู้มีธรรมอันพิจารณาแล้ว ผู้ใดยังเป็น
พระเสขะ และผู้ใดยังเป็นปุถุชน ในพระศาสนานี้ดังนี้. คำที่เหลือมีนัย
ดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกันแล.
จบพรรณนาตัณหักขยคาถา
หน้า 381
ข้อ 2
พรรณนาสีหทิคาถา
คาถาว่า สีโหว ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า อุทยานของพระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง มีอยู่ในที่ไกล
พระองค์ทรงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่เสด็จไปอุทยาน ในระหว่างทางเสด็จลงจาก
พระยานเสด็จเข้าไปยังที่ที่มีน้ำด้วยหวังพระทัยว่า จักชำระล้างพระพักตร์.
ก็ในถิ่นนั้น มีนางสีหะคลอดลูกสีหะแล้วตนก็ไปหาเหยื่อ. ราชบุรุษเห็น
ลูกสีหะนั้นแล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ลูกสีหะ พระเจ้าข้า
พระราชาทรงดำริว่า เขาว่าสีหะไม่กลัวใคร เพื่อจะทดลองลูกสีหะนั้น
จึงให้ตีกลองเป็นต้นขึ้น ลูกสีหะแม้ได้ยินเสียงนั้น ก็ยังนอนอยู่อย่างนั้น
แหละ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระราชาจึงทรงตีกลองจนถึงครั้งที่สาม ในครั้ง
ที่สาม ลูกสีหะนั้นยกศีรษะขึ้นแลดูบริษัททั้งหมด แล้วก็นอนอยู่เหมือน
อย่างนั้นนั่นแหละ.
ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า พวกเราจงไปตราบเท่าที่แม่ของมัน
ยังไม่มา เมื่อกำลังเสด็จไปก็ทรงดำริว่า ลูกสีหะแม้เกิดในวันนั้น ก็ไม่
สะดุ้ง ไม่กลัว ชื่อว่ากาลไรเล่า แม้เราก็พึงทิ้งความสะดุ้ง คือตัณหาและ
ทิฏฐิ แล้วไม่สะดุ้ง ไม่กลัว.
พระองค์ทรงถือเอาเรื่องนั้นให้เป็นอารมณ์เสด็จไป ทรงเห็นชาว-
ประมงจับปลาแล้วผูกไว้ที่กิ่งไม้ แล้วไป เหมือนลมไม่ติดตาข่ายที่ขึงไว้
ได้ทรงถือเอานิมิตในเรื่องนั้นอีกว่า ชื่อว่ากาลไรเล่า แม้เราก็พึงฉีกข่าย
คือตัณหา ทิฏฐิและโมหะ แล้วไม่ข้องอยู่อย่างนั้นไปเสีย.
ครั้งนั้น พระราชาเสด็จไปยังอุทยานประทับนั่งที่ฝั่งสระโบกขรณีมี
แผ่นศิลา ทรงเห็นดอกปทุมที่ถูกลมกระทบจึงน้อมลงแตะน้ำ แล้วกลับ
หน้า 382
ข้อ 2
ตั้งอยู่ในที่เดิมในเมื่อปราศจากลม อันน้ำไม่ฉาบทา ได้ทรงถือเอานิมิตใน
ข้อนั้นว่า ชื่อว่ากาลไรเล่า แม้เราก็เกิดแล้วในโลก อันโลกฉาบทาไม่ได้
ตั้งอยู่ เหมือนปทุมเหล่านี้เกิดแล้วในน้ำ อันน้ำฉาบทาไม่ได้ตั้งอยู่ฉะนั้น.
พระองค์ทรงดำริบ่อย ๆ ว่า เราพึงเป็นผู้ไม่สะดุ้ง ไม่ข้องอยู่ ไม่ถูก
ฉาบทา เหมือนสีหะ ลม และปทุมฉะนั้น จึงทรงละราชสมบัติผนวช
เห็นแจ้งอยู่ ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสอุทานคาถา
นี้.
ชื่อว่า สีหะ ในคาถานั้น สีหะมี ๔ จำพวก คือติณสีหะ ปัณฑุสีหะ
กาฬสีหะและไกรสรสีหะ. บรรดาสีหะเหล่านั้น ไกรสรสีหะ ท่านกล่าวว่า
เป็นเลิศ ไกรสรสีหะนั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้.
ลม มีหลายอย่างเช่นลมทิศตะวันออกเป็นต้น.
ปทุม ก็มีหลายอย่างเช่นสีแดงและสีขาวเป็นต้น. บรรดาลมและ
ปทุมเหล่านั้น ลมชนิดใดชนิดหนึ่ง และปทุมชนิดใดชนิดหนึ่งย่อมควร
ทั้งนั้น.
เพราะเหตุว่า บรรดาความสะดุ้งกลัวเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความสะดุ้ง
กลัวย่อมมีเพราะรักตน อันธรรมดาความรักตนเป็นการฉาบทาด้วยตัณหา
แม้ความรักตนนั้นก็ย่อมมีเพราะความโลภ อันประกอบด้วยทิฏฐิหรือ
ปราศจากทิฏฐิก็ตาม และความรักตนแม้นั้นก็คือตัณหานั่นเอง.
อนึ่ง ความข้องย่อมมีแก่บุคคลผู้เว้น จากการเข้าไปพิจารณาเป็นต้น
ในอารมณ์นั้น เพราะโมหะ. และโมหะ ก็คืออวิชชา. ในตัณหาและ
อวิชชานั้น ละตัณหาด้วยสมถะ ละอวิชชาด้วยวิปัสสนา.
เพราะฉะนั้น พึงละความรักตนด้วยสมถะ ไม่สะดุ้งในลักษณะ
หน้า 383
ข้อ 2
ทั้งหลายมีลักษณะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เป็นต้น เหมือนสีหะไม่สะดุ้งกลัวใน
เสียงทั้งหลาย ละโมหะด้วยวิปัสสนา ไม่ข้องอยู่ในขันธ์และอายตนะเป็นต้น
เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ละโลภะและทิฏฐิอันประกอบด้วยโลภะ ด้วยสมถะ
เหมือนกัน ไม่ติดเปื้อนด้วยความโลภในภวสมบัติทั้งปวง เหมือนปทุม
ไม่ติดน้ำฉะนั้น.
ก็บรรดาธรรมเหล่านี้ ศีลเป็นปทัฏฐานของสมถะ สมถะเป็น
ปทัฏฐานของสมาธิ สมาธิเป็นปทัฏฐานของวิปัสสนา รวมความว่า เมื่อ
ธรรม ๒ ประการสำเร็จแล้ว ขันธ์คือคุณทั้ง ๓ ย่อมเป็นอันสำเร็จได้แท้
บรรดาขันธ์คือคุณเหล่านั้น บุคคลย่อมเป็นผู้กล้าหาญด้วยศีลขันธ์ คุณคือ
ศีล.
บุคคลนั้นย่อมไม่สะดุ้งกลัว เหมือนสีหะไม่สะดุ้งกลัวในเสียงทั้งหลาย
เพราะความที่มันเป็นสัตว์ที่ต้องโกรธ ในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ,
บุคคลผู้มีสภาวะอันแทงตลอดแล้วด้วยปัญญาขันธ์ คุณคือปัญญา ย่อมไม่
ข้องอยู่ในประเภทแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น เหมือนลมไม่ขังอยู่ในตาข่าย
เป็นผู้มีราคะไปปราศแล้วด้วยสมาธิขันธ์ คุณคือสมาธิ ย่อมไม่แปดเปื้อน
ด้วยราคะ เหมือนปทุมไม่ติดน้ำฉะนั้น.
เมื่อเป็นอย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบบุคคลผู้ไม่สะดุ้ง ไม่ข้อง และ
ไม่แปดเปื้อน ด้วยอำนาจการละตัณหา อวิชชา และอกุศลมูล ๓ ตามที่มี
ด้วยสมถะกับวิปัสสนา และด้วยคุณคือศีล สมาธิและปัญญา. คำที่เหลือ
มีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาสีหาทิคาถา
หน้า 384
ข้อ 2
พรรณนาทาฐพลีคาถา
คาถาว่า สีโห ยถา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง เพื่อที่จะยังชนบทชายแดนที่
กำเริบให้สงบ จึงทรงละหนทางเป็นที่ไปตามลำดับแห่งหมู่บ้านเสีย ถือ
เอาทางลัดในดง อันเป็นทางตรง เสด็จไปด้วยกองทัพใหญ่.
ก็สมัยนั้น ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง มีราชสีห์นอนผิงความร้อนของ
พระอาทิตย์อ่อน ๆ อยู่. ราชบุรุษทั้งหลายเห็นราชสีห์นั้น จึงกราบทูลแด่
พระราชา. พระราชาทรงดำริว่า นัยว่าราชสีห์ไม่สะดุ้งกลัว จึงให้กระทำ
เสียงกลองและบัณเฑาะว์เป็นต้น ราชสีห์ก็คงนอนอยู่เหมือนอย่างเดิม แม้
ครั้งที่สองก็ทรงให้กระทำ ราชสีห์ก็คงนอนอยู่เหมือนอย่างเดิม ทรงให้
กระทำแม้ครั้งที่สาม. ในกาลนั้น ราชสีห์คิดว่า สีหะผู้เป็นศัตรูเฉพาะต่อเรา
คงจะมี จึงยืนหยัดด้วยเท้าทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท. ควาญช้างเป็นต้น
ได้ฟังเสียงสีหนาทนั้น จึงลงจากช้างเป็นต้นแล้วเข้าไปยังพงหญ้า. หมู่
ช้างและม้าต่างๆ หนีไปยังทิศใหญ่ทิศน้อย แม้ช้างของพระราชาก็พา
พระราชาไปกระทบหมู่ไม้หนีไป.
พระราชาไม่อาจทรงช้างนั้นได้จึงทรงโหนกิ่งไม้ไว้ แล้วจึงปล่อยให้
ตกลงยังพื้นดิน แล้วเสด็จไปตามทางที่เดินได้คนเดียว ถึงสถานที่เป็นที่
อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ตรัสถามพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ในที่นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายได้ยินเสียงบ้างไหม ? พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลายทูลว่า ขอถวายพระพร ได้ยิน มหาบพิตร.
พระราชา. เสียงของใคร ท่านผู้เจริญ.
หน้า 385
ข้อ 2
พระปัจเจกพุทธเจ้า. ครั้งแรก เสียงของกลองและสังข์เป็นต้น
ภายหลังเสียงของราชสีห์.
พระราชา. ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายไม่กลัวหรือ.
พระปัจเจกพุทธเจ้า. มหาบพิตร พวกอาตมาไม่กลัวต่อเสียงไร ๆ.
พระราชา. ท่านผู้เจริญ ก็ท่านอาจทำแม้ข้าพเจ้าให้เป็นเช่นนี้ได้
ไหม.
พระปัจเจกพุทธเจ้า. อาจ มหาบพิตร ถ้าพระองค์จักผนวช.
พระราชา. ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะบวช.
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั่งหลายให้พระราชานั้นผนวชแล้ว
ให้ศึกษาอาภิสมาจาริกวัตร โดยนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องหน้านั่นแหละ. แม้
พระราชานั้นก็ทรงเห็นแจ้งอยู่โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนเหมือนกัน จึง
ทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้.
ทีชื่อว่า สีหะ ในคาถานั้น เพราะอดทน เพราะการฆ่า และ
เพราะแล่นไปรวดเร็ว. ในที่นี้ ประสงค์เอาไกรสรราชสีห์เท่านั้น. ชื่อว่า
ทาฐพลี เพราะราชสีห์นั้นมีเขี้ยวเป็นกำลัง.
บททั้งสองว่า ปสยฺห อภิภุยฺย พึงประกอบกับศัพท์ จารี ว่า
ปสยฺหจารี อภิภุยฺยจารี. ในสองอย่างนั้น ชื่อว่า ปสัยหจารี เพราะ
พระพฤติข่ม คือข่มขี่ ชื่อว่า อภิภุยยจารี เพราะประพฤติครอบงำ คือ
ทำให้สะดุ้งกลัว ได้แก่ ทำให้อยู่ในอำนาจ. ราชสีห์นี้นั้นมีปกติประพฤติ
ข่มขี่ด้วยกำลังกาย และมีปกติประพฤติครอบงำด้วยเดช.
ในข้อนั้น หากใคร ๆ จะกล่าวว่า ราชสีห์มีปกติประพฤติข่มขี่
หน้า 386
ข้อ 2
ครอบงำอะไร. แต่นั้นพึงทำอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติว่า มิคานํ ลงในอรรถ
แห่งทุติยาวิภัตติ แล้วพึงกล่าวเฉพาะว่า มีปกติประพฤติข่มขี่ครอบงำมฤค
ทั้งหลาย.
บทว่า ปนฺตานิ แปลว่า ไกล. บทว่า เสนาสนานิ ได้แก่ สถาน
ที่อยู่. คำที่เหลือออาจรู้ได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล เพราะเหตุนั้น จึง
ไม่ต้องให้พิสดารแล.
จบพรรณนาทาฐพลีคาถา
พรรณนาอัปปมัญญาคาถา
คาถาว่า เมตฺตํ อุเปกฺขํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่ง ทรงได้เมตตาฌานเป็นต้น. พระองค์
ทรงดำริว่า ราชสมบัติเป็นอันตรายต่อความสุขในฌาน เพื่อจะทรง
อนุรักษ์ฌาน จึงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้ง
พระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้.
บรรดาเมตตาเป็นต้นนั้น ความเป็นผู้ใคร่จะนำเข้าไปซึ่งหิตสุข
โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุขเถิด ดังนี้ ชื่อว่า
เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข.
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะบำบัดสิ่งที่มิใช่ประโยชน์เกื้อกูลและทุกข์ โดย
นัยมีอาทิว่า โอหนอ สัตว์ทั้งหลายพึงพ้นจากทุกข์นี้ ดังนี้ ชื่อว่า กรุณา
ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะไม่ให้พลัดพรากจากหิตสุข โดยนัยมีอาทิว่า
หน้า 387
ข้อ 2
สัตว์ทั้งหลายผู้เจริญ จงยินดีหนอ จงยินดีด้วยดี ดังนี้ ชื่อว่า มุทิตา
ความพลอยยินดี.
ความวางเฉยในสุขและทุกข์ โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายจัก
ปรากฏตามกรรมของตน ดังนี้ ชื่อว่า อุเบกขา ความวางเฉย
ก็เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านกล่าวเมตตา แล้วจึง
กล่าวอุเบกขา และมุทิตาทีหลัง โดยสับลำดับกัน.
บทว่า วิมุตฺตึ ความว่า อัปปมัญญา แม้ทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่า วิมุตติ
เพราะหลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกของตน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า พึงเจริญเมตตาวิมุตติ อุเบกขาวิมุตติ กรุณาวิมุตติ และมุทิตาวิมุตติ
ในลำดับกาล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาเสวมาโน ความว่า เจริญเมตตา
กรุณา มุทิตา ทั้ง ๓ ด้วยอำนาจติกฌานและจตุกฌาน เจริญอุเบกขา
ด้วยอำนาจจตุกฌาน.
บทว่า กาเล ความว่า เจริญเมตตา ออกจากเมตตานั้นแล้วเจริญ
กรุณา ออกจากกรุณาแล้วเจริญมุทิตา ออกจากกรุณา หรือจากฌานที่
ไม่มีปีตินอกนี้ แล้วเจริญอุเบกขานั่นแล ท่านเรียกว่าเจริญในลำดับกาล
อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เจริญในเวลามีความผาสุก.
บทว่า สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน ความว่า ไม่พิโรธสัตว์โลก
ทั้งปวงใน ๑๐ ทิศ. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายไม่วุ่นวาย เพราะเจริญเมตตา
เป็นต้น และปฏิฆะอันเป็นตัวข้าศึกในสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบระงับ. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่พิโรธด้วยสัตว์โลกทั้งปวง.
ความสังเขปในที่นี้เพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดาร ท่านกล่าวกถาว่า
หน้า 388
ข้อ 2
ด้วยเมตตาเป็นต้นไว้ในอรรถกถาธรรมสังคหะ ชื่อว่า อัฏฐสาลินี. คำที่
เหลือเช่นกับที่กล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาอัปปมัญญาคาถา
พรรณนาชีวิตสังขยคาถา
คาถาว่า ราคญฺจ โทสญฺจ ดังนี้ป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า มาตังคะ อาศัยนครราชคฤห์
อยู่ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หลังสุดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง
บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาทั้งหลาย
มาเพื่อจะบูชาพระโพธิสัตว์ เห็นพระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้า จึงพากัน
กล่าวว่า นี่แนะ ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก.
พระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้านั้น กำลังออกจากนิโรธ ได้ฟังดังนั้น
เห็นตนจะสิ้นชีวิต จึงเหาะไปที่ภูเขาชื่อมหาปปาตะในหิมวันตประเทศ
อันเป็นที่ปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วโยนร่างกระดูก
ของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานแล้วในกาลก่อนลงในเหว แล้วตนเอง
ก็นั่งบนพื้นศิลา ได้กล่าวอุทานคาถานี้.
ราคะ โทสะ โมหะ ในคาถานั้นได้กล่าวไว้แล้วในอุรคสูตร.
บทว่า สํโยชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐. ทำลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐
นั้น ด้วยมรรคนั้น ๆ.
หน้า 389
ข้อ 2
บทว่า อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ ความว่า ความแตกหมดแห่ง
จุติจิต เรียกว่าความสิ้นชีวิต. ก็ชื่อว่าผู้ไม่สะดุ้งกลัวในความสิ้นชีวิตนั้น
เพราะละความใคร่ในชีวิตได้แล้ว.
โดยลำดับคำเพียงเท่านี้ ท่านแสดงสอุปาทิเสสนิพพานของตน ใน
เวลาจบคาถา จึงปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ฉะนี้แล.
จบพรรณนาชีวิตสังขยคาถา
คาถา๑มีอาทิว่า
คนทั้งหลายมุ่งประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน, ในทุกวันนี้
มิตรทั้งหลายผู้ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยาก ดังนี้.
คาถาว่า ภชนฺติ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?
ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี ทรงปกครองราช-
อาณาจักรอันรุ่งเรื่อง มีประการดังกล่าวแล้วในคาถาต้นนั่นแหละ อาพาธ
กล้าเกิดขึ้นแก่พระองค์ ทุกขเวทนาทั้งหลายย่อมเป็นไป. สตรีสองหมื่น
นางห้อมล้อมพระองค์ กระทำการนวดฟั้นพระหัตถ์และพระบาทเป็นต้น.
พวกอำมาตย์คิดกันว่า พระราชาจักสวรรคตในบัดนี้ ช่างเถอะ
พวกเราจะแสวงหาที่พึ่งของตน จึงไปยังสำนักของพระราชาองค์หนึ่ง ทูล
ขออยู่รับใช้. อำมาตย์เหล่านั้นรับใช้อยู่ในที่นั้น ไม่ได้อะไรๆ. พระราชา
ทรงหายจากประชวรแล้วตรัสถามว่า อำมาตย์ชื่อนี้ ๆ ไปไหน ? จากนั้น
ได้ทรงสดับเรื่องราวนั้น ได้ทรงสั่นพระเศียรนิ่งอยู่.
ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นได้ฟังข่าวว่า พระราชาทรงหายประชวรแล้ว
๑. พรรณนาคาถาที่เหลือ ที่ไม่มีชื่อ รวม ๑๐ คาถา.
หน้า 390
ข้อ 2
ทั้งไม่ได้อะไรในที่นั้น ถูกความเสื่อมอย่างยิ่งบีบคั้น จึงกลับมาอีก ถวาย
บังคมพระราชาแล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. และถูกพระราชานั้น
ตรัสถามว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปไหน จึงพากันกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นสมมติเทพทรงทุรพล จึงพากันไปยังชนบทชื่อโน้น
เพราะความกลัวอันเกิดจากการเลี้ยงชีพ. พระราชาทรงสั่นพระเศียรแล้ว
ดำริว่า ถ้ากระไร เราจักแสดงอาพาธนั้นอีก พวกอำมาตย์จักกระทำอย่าง
นั้นอีกครั้งหรือไม่. พระราชาเมื่อจะทรงแสดงเวทนากล้า เหมือนโรคถูก
ต้องแล้วในกาลก่อน จึงได้ทรงกระทำการลวงว่าเป็นไข้. เหล่าสตรีพากัน
ห้อมล้อม ได้กระทำกิจทั้งปวงเช่นกับครั้งก่อนนั่นแล.
ฝ่ายพวกอำมาตย์ก็พาชนมากกว่าก่อน หลีกไปอีกเหมือนอย่างนั้น
นั่นแหละ. พระราชาทรงกระทำกรรมทุกอย่างเช่นกับครั้งก่อน จนถึงครั้งที่
สาม ด้วยอาการอย่างนี้ ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นก็พากันหลีกไปเหมือนอย่าง
นั้นนั่นแล. แม้ครั้งที่สี่จากนั้น พระราชาทรงเห็นอำมาตย์เหล่านั้นมา
ทรงดำริว่า พุทโธ่เอ๋ย พวกอำมาตย์ผู้ละทิ้งเราผู้ป่วยไข้ไม่ห่วงใยหลีกไป
จำพวกนี้ ได้กระทำกรรมที่ทำได้ยาก จึงทรงเบื่อหน่าย ได้ละราชสมบัติ
ผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ จึงได้
ตรัสอุทานคาถานี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภชนฺติ ความว่า เข้าไปนั่งชิดร่างกาย.
บทว่า เสวนฺติ ความว่า บำเรออัญชลีกรรมเป็นต้น โดยคอยฟัง
ว่าจะให้ทำอะไร ชื่อว่าผู้มุ่งประโยชน์ เพราะมีประโยชน์เป็นเหตุ. ท่าน
อธิบายว่า การคบหาสมาคมไม่มีเหตุอื่น ประโยชน์เท่านั้นเป็นเหตุของคน
เหล่านั้น คนทั้งหลายคบหากันเพราะประโยชน์เป็นเหตุ.
หน้า 391
ข้อ 2
บทว่า นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา ความว่า ชื่อว่า ไม่มุ่ง
ประโยชน์ เพราะประโยชน์ที่ได้เฉพาะแก่ตนอย่างนี้ว่า พวกเราจักได้
อะไรๆ จากคนนี้. มิตรทุกวันนี้ผู้ประกอบด้วยความเป็นมิตรอันประเสริฐ
ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ว่า
มิตรมีอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มิตรผู้แนะประโยชน์
มิตรมีความเอ็นดู ดังนี้.
บทว่า อตฺตฏฺปญฺา ความว่า ปัญญาของชนเหล่านี้ตั้งอยู่ในตน
อธิบายว่า เห็นแก่ตน ไม่เห็นแก่คนอื่น. บาลีว่า อตฺตตฺถปญฺา ดังนี้
ก็มี บาลีนั้นมีความว่า เห็นแก่ประโยชน์ของตนเท่านั้น ไม่เห็นประโยชน์
ของคนอื่น. ได้ยินว่า บาลีว่า ทิฏฺตฺถปญฺา แม้นี้ เป็นบาลีเก่า. บาลี
นั้นมีใจความว่า ชนเหล่านั้นมีปัญญาในประโยชน์เดี๋ยวนี้ คือในปัจจุบัน
ไม่มีปัญญาในอนาคต ท่านอธิบายว่า เห็นแก่ประโยชน์ปัจจุบัน ไม่เห็น
แก่ประโยชน์ภายหน้า.
บทว่า อสุจินา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และ
มโนกรรมอันไม่สะอาด คือไม่ประเสริฐ.
บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ชื่อว่ามีเขาดังมีด เพราะเที่ยว
ทำภูเขาเป็นต้นให้เป็นจุณวิจุณ ด้วยเขาของตน เหมือนคนเอามีดดาบ
ตัดต้นไม้ฉะนั้น. ชื่อว่าวิสาณะ เพราะมีอำนาจเช่นกับยาพิษ. ชื่อว่าขัคคะ
เพราะดุจมีดดาบ. มฤคใดมีเขาดุจมีดดาบ มฤคนี้นั้น ชื่อว่าขัคควิสาณะ
มีเขาดุจมีด. นอของมฤคที่มีเขาดุจมีดนั้น ชื่อว่าขัคควิสาณกัปปะ คือ
นอแรด.
หน้า 392
ข้อ 2
อธิบายว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเปรียบเสมือนนอแรดฉะนั้น องค์เดียว
ไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย เที่ยวไป คืออยู่ เป็นไป ดำเนินไป ให้ดำเนินไป.
บทว่า วิสุทฺธสึลา แปลว่า ผู้มีศีลหมดจดโดยพิเศษ คือผู้มีศีล
หมดจดด้วยความบริสุทธิ์ ๔ ประการ.
บทว่า วิสุทฺธปญฺา แปลว่า ผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ด้วยดี คือ
ชื่อว่ามีปัญญา คือความแตกฉานในมรรคและผลอันบริสุทธิ์ เพราะเว้น
จากราคะเป็นต้น.
บทว่า สมาหิตา แปลว่า ตั้งมั่นดี คือด้วยดี ได้แก่ มีจิตั้งอยู่
ในที่ใกล้.
บทว่า ชาคริยานุยุตฺตา ความว่า ความตื่น ชื่อว่าชาคระ, อธิบายว่า
ก้าวล่วงความหลับ. ความเป็นแห่งความตื่นอยู่ ชื่อว่าชาคริยะ, ผู้หมั่น
ประกอบในความตื่นอยู่ ชื่อว่าผู้ประกอบตามในความตื่นอยู่.
บทว่า วิปสฺสกา ได้แก่ ผู้มีปกติเห็นโดยพิเศษว่า อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา อธิบายว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอยู่.
บทว่า ธมฺมวิเสสทสฺสี แปลว่า ผู้มีปกติเห็นโดยพิเศษซึ่งกุศล
ธรรม ๑๐ ซึ่งสัจธรรม ๔ หรือโลกุตรธรรม ๙.
บทว่า มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคคเต ได้แก่ อริยธรรมอันถึง คือประกอบ
ด้วยองค์แห่งมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น และด้วยโพชฌงค์มีสติสัมโพชฌงค์
เป็นต้น.
บทว่า วิชญฺา แปลว่า รู้ อธิบายว่า รู้โดยพิเศษ.
บทว่า สุญฺตาปฺปณิหิตญฺจานิมิตฺตํ ได้แก่ ซึ่งสุญญตวิโมกข์ด้วย
หน้า 393
ข้อ 2
อนัตตานุปัสสนา ซึ่งอัปปณิหิตวิโมกข์ด้วยทุกขานุปัสสนา และซึ่งอนิมิตต-
วิโมกข์ด้วยอนิจจานุปัสสนา.
บทว่า อาเสวยิตฺวา ได้แก่ เจริญแล้ว. ธีรชนเหล่าใดกระทำบุญ-
สมภารไว้ ยังไม่ถึง คือยังไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาแห่ง
พระชินเจ้า ธีรชนเหล่านั้นได้กระทำบุญสมภารไว้ ย่อมเป็นพระปัจเจก-
ชินเจ้า คือเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้สยัมภู คือผู้เป็นเอง.
ถามว่า ท่านเป็นอย่างไร ? ตอบว่า ท่านเป็นผู้มีธรรมยิ่งใหญ่
คือมีบุญสมภารใหญ่อันได้บำเพ็ญมาแล้ว มีธรรมกายมาก คือมีสภาวธรรม
มิใช่น้อยเป็นร่างกาย. ถามว่า ท่านเป็นอย่างไรอีก ? ตอบว่า ท่านมีจิต
เป็นอิสระ คือเป็นไปในคติของจิต อธิบายว่า ถึงพร้อมด้วยฌาน.
ผู้ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวล คือข้าม ได้แก่ ก้าวล่วงโอฆะ คือสงสาร
ทั้งมวล มีจิตเบิกบาน คือมีจิตโสมนัส อธิบายว่า มีใจสงบ เพราะเว้น
จากกิเลสมีโกธะ และมานะเป็นต้น.
ผู้มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือมีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือ
ประโยชน์สูงสุด เช่นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ อาการ ๓๒ สัจจะ ๔ และ
ปฏิจจสมุปบาท. เปรียบด้วยราชสีห์ฉะนั้น อธิบายว่า ประดุจราชสีห์
เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวและไม่กลัว. ผู้เช่นกับนอแรด อธิบายว่า
ชื่อว่า ผู้เช่นกับนอของแรด เพราะไม่มีการคลุกคลีด้วยหมู่.
บทว่า สนฺตินฺทฺริยา ความว่า ผู้มีอินทรีย์มีสภาวะอันสงบแล้ว
เพราะจักขุนทรีย์เป็นต้น ไม่ดำเนินไปในอารมณ์ของตน ๆ.
บทว่า สนฺตมนา แปลว่า มีจิตสงบ, อธิบายว่า มีความดำริ
แห่งจิตมีสภาวะสงบแล้ว เพราะความเป็นผู้หมดกิเลส.
หน้า 394
ข้อ 2
บทว่า สมาธี ได้แก่ ผู้มีจิตเป็นเอกัคคตาด้วยดี
บทว่า ปจฺจนฺตสตฺเตสุ ปติปฺปจารา ความว่า มีปกติประพฤติ
ด้วยความเอ็นดู และความกรุณาเป็นต้นในเหล่าสัตว์ในปัจจันตชนบท
บทว่า ทีปา ปรตฺถ อิธ วิชฺชลนฺตา ความว่า เป็นดวงประทีป
คือเป็นเช่นกับดวงประทีป อันโพลงอยู่ในโลกหน้าและโลกนี้ ด้วยการ
กระทำความอนุเคราะห์แก่ชาวโลกทั้งสิ้น.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธา สตตํ หิตาเม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
เหล่านี้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล ติดต่อกัน คือตลอดกาล.
บทว่า ปหีนสพฺพาวรณา ชนินฺทา ความว่า พระปัจเจกสัม-
พุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นใหญ่ คือเป็นผู้สูงสุดแห่งมวลชน ชื่อว่าผู้ละเครื่อง
กั้นทั้งปวงได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละเครื่องกั้น ๕ ประการทั้งหมด มีกาม-
ฉันทนิวรณ์เป็นต้น.
บทว่า ฑนกญฺจนาภา ความว่า ผู้มีรัศมีเช่นกับความสุกสกาวแห่ง
ทองสีแดงและทองชมพูนุท.
บทว่า นิสฺสํสยํ โลกสุทกฺขิเณยฺยา ได้แก่ เป็นผู้ควร คือสมควร
เพื่อรับทักษิณาชั้นดี คือทานชั้นเลิศของชาวโลกโดยส่วนเดียว อธิบายว่า
ชื่อว่าเป็นผู้ควรรับสุนทรทาน เพราะเป็นผู้ไม่มีกิเลส.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธา สตตปฺปิตาเม ความว่า พระพุทธะผู้บรรลุ
ปัจเจกญาณเหล่านี้เป็นผู้แนบแน่น คืออิ่มหนำบริบูรณ์เป็นนิตย์ คือเป็น
นิตยกาล อธิบายว่า แม้จะไม่มีอาหารตลอด ๗ วัน ก็บริบูรณ์อยู่ได้ด้วย
อำนาจนิโรธสมาบัติและผลสมาบัติ.
หน้า 395
ข้อ 2
อสาธารณพุทธะทั้งหลายเป็นใหญ่เป็นเอก คือเป็นส่วนหนึ่ง ได้แก่
ไม่เหมือน เป็นอย่างอื่น จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าปัจเจกสัมพุทธเจ้า
อีกอย่างหนึ่ง เพราะ ปติ ศัพท์เป็นอุปสรรคในความว่าเป็นเอก ท่าน
กล่าวไว้ว่า
ศัพท์ทั้ง ๓ นี้ คืออุปสรรค นิบาตและปัจจัย นักนิรุตติ-
ศาสตร์ทั้งหลายกล่าวว่า มีวิสัยแห่งอรรถมิใช่น้อย.
ท่านจึงเป็นใหญ่ คือเป็นประธานเป็นเจ้าของ เพราะรับอาหาร
มีประมาณน้อยของเหล่าทายกมากมาย แล้วให้ได้บรรลุถึงสวรรค์ และ
นิพพาน. จริงอย่างนั้น ท่านเป็นใหญ่เป็นประธานโดยรับส่วนแห่งภัตของ
คนหาบหญ้า ชื่อว่าอันนภาระ เมื่อเขามองเห็นอยู่ ก็ฉันให้ดู ยังเหล่าเทวดา
ให้ให้สาธุการ แล้วทำนายอันนภาระผู้เข็ญใจให้ได้รับตำแหน่งเศรษฐี แล้ว
ยังทรัพย์นับด้วยโกฏิให้เกิดขึ้น และโดยรับบิณฑบาตที่พระโพธิสัตว์เหยียบ
ฝักปทุมอันผุดขึ้นในหลุมถ่านเพลิง ไม้ตะเคียนที่มารนิรมิตขึ้นถวาย เมื่อ
พระโพธิสัตว์นั้นมองเห็นอยู่นั่นแหละ ได้ทำความโสมนัสให้เกิดขึ้นด้วย
การเหาะไป (ดังกล่าวไว้)ในขทิรังคารชาดกและโดยที่พระปัจเจกสัมพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย ผู้เป็นโอรสของพระอัครมเหสีอรุณวตี ยังความโสมนัสให้เกิด
ขึ้นแก่มหาชนกโพธิสัตว์และเทวี ด้วยการเหาะมาจากเขาคันธมาทน์ ด้วย
การอาราธนาของพระเทวีแห่งพระเจ้ามหาชนกแล้วรับการถวายทาน.
อนึ่ง ในกาลที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เมื่อฉาตกภัยเกิดขึ้น
ในชมพูทวีปทั้งสิ้น พาราณสีเศรษฐีทำข้าวเปลือกในฉางหกหมื่นฉางซึ่ง
บรรจุไว้เต็มรักษาไว้ให้หมดไป เพราะอาศัยฉาตกภัย ทำข้าวเปลือกที่ฝั่งไว้
ในแผ่นดินและข้าวเปลือกที่บรรจุไว้ในตุ่มหกพันตุ่มให้หมดไป และทำ
หน้า 396
ข้อ 2
ข้าวเปลือกที่ขยำกับดินเหนียวแล้วทาไว้ที่ฝาปราสาททั้งสิ้นให้หมดไป ใน
คราวนั้นเหลือข้าวเพียงทะนานเดียวเท่านั้น จึงนอนทำความคิดให้เกิด
ขึ้นว่า เราจักกินข้าวนี้แล้วตายวันนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
มาจากเขาคันธมาทน์ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน. เศรษฐีเห็นท่านเข้าจึงเกิด
ความเลื่อมใส เมื่อจะบริจาคชีวิตถวาย จึงเกลี่ยภัตตาหารลงในบาตร
ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปยังที่อยู่
เมื่อเศรษฐีมองเห็นอยู่นั่นแล ได้ฉันพร้อมกับพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
๕๐๐ องค์ ด้วยอานุภาพของตน. ในคราวนั้นท่านเศรษฐีและภรรยาได้
ปิดหม้อข้าวที่หุงภัตแล้วตั้งไว้.
เมื่อความหิวเกิดขึ้นแก่เศรษฐีผู้กำลังหลับ เขาจึงลุกขึ้นกล่าวกะ
ภรรยาว่า นางผู้เจริญ เธอจงดูสักว่าภัตอันเป็นข้าวตังในภัต. นางผู้มีการ
ศึกษาดีไม่กล่าวว่า ให้หมดแล้วมิใช่หรือ (นาง) เปิดฝาหม้อข้าว (ดู).
ทันใดนั้นหม้อข้าวนั้นได้เต็มด้วยภัตแห่งข้าวสาลี มีกลิ่นหอม เช่นกับดอก
มะลิตูม. นางกับเศรษฐีดีใจ ตนเอง คนที่อยู่ในเรือนทั้งสิ้น และชาวเมือง
ทั้งสิ้นพากันบริโภค. ที่ที่คนตักเอา ๆ ด้วยทัพพีกลับเต็มอยู่. ข้าวสาลี
มีกลิ่นหอม เต็มในฉางทั้งหกหมื่นฉาง. ชนชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นถือเอา
พืชข้าวเปลือกจากเรือนของเศรษฐีนั่นแหละ จึงพากันมีความสุข พระ-
พุทธเจ้าเป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของในการก้าวลงสู่ความสุข การบริบาล
รักษาและการให้บรรลุสวรรค์และนิพพานในสัตตนิกายมิใช่น้อย มีอาทิ
อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัจเจกสัมพุทธเจ้า.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ ได้แก่ คำที่พระปัจเจกสัมพุทธ-
เจ้าทั้งหลาย ภาษิตคือกล่าวไว้ดีแล้ว ด้วยอำนาจโอวาทและอนุสาสนี.
หน้า 397
ข้อ 2
บทว่า จรนฺติ โลกมฺหิ สเทวโลกมฺหิ ความว่า ย่อมเที่ยวไป คือ
เป็นไปในสัตว์โลก อันเป็นไปกับเทวโลก.
บทว่า สุตฺวา ตถา เย น กโรนฺติ พาลา ความว่า พาลชน
เหล่าใดไม่กระทำ คือไม่ใส่ใจถึงคำภาษิตของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้ง-
หลายเห็นปานนั้น พาลชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวไปคือเป็นไป อธิบายว่า
แล่นไปในกองทุกข์ คือในสงสารทุกข์ ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ ความว่า คำที่พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว คือกล่าวเพื่อต้องการความหลุดพ้นจากอบายทั้ง ๔.
ถ้อยคำเป็นอย่างไร ? เป็นดุจรวงน้ำผึ้งอันหลั่งออก คือกำลังไหลออก
อธิบายว่า เป็นคำหวานเหมือนน้ำผึ้ง. ความว่า แม้บัณฑิตชนเหล่าใด
ผู้ประกอบด้วยการปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่ในข้อปฏิบัติทั้งหลายตามแนวที่กล่าว
แล้ว ได้ฟังคำอันไพเราะเห็นปานนั้นแล้วกระทำตามถ้อยคำ บัณฑิต-
ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้เห็นสัจจะ คือมีปกติเห็นสัจจะทั้ง ๔ เป็นผู้มีปัญญา
คือเป็นไปกับด้วยปัญญา.
บทว่า ปจฺเจกพุทฺเธหิ ชิเนหิ ภาสิตา ความว่า ชื่อว่าชินะ เพราะ
ชนะ คือได้ชนะกิเลส กถาที่พระชินปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นกล่าว
คือภาษิตไว้ กล่าวไว้ เป็นคำโอฬาร คือมีโอชะปรากฏอยู่ คือเป็นไปอยู่.
เชื่อมความว่า กถาเหล่านั้น คือกถาอันพระศากยสีหะ ได้แก่พระตถาคต
ผู้เป็นสีหะในวงศ์แห่งศากยราช ผู้ออกบวชแล้วได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็น
นระชั้นสูง คือเป็นผู้สูงสุดประเสริฐกว่านรชนทั้งหลาย ทรงประกาศไว้
คือทรงทำให้ปรากฏ ได้แก่ตรัสเทศนาไว้แล้ว. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า
หน้า 398
ข้อ 2
ทรงประกาศไว้เพื่ออะไร จึงตรัสว่า เพื่อให้รู้แจ้งธรรม. อธิบายว่า
เพื่อให้รู้โลกุตรธรรม ๙ โดยพิเศษ.
บทว่า โลกานุกมฺปาย อิมานิ เตสํ ความว่า เพราะความเป็นผู้
อนุเคราะห์โลก คือเพราะอาศัยความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก พระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงกล่าวคำเหล่านี้ คือคาถาเหล่านี้ให้วิเศษ คือแต่งไว้
กล่าวไว้โดยพิเศษ.
บทว่า สํเวคสงฺคมติวฑฺฒนตฺถํ ความว่า เพื่อเพิ่มพูนความ
สังเวช เพื่อเพิ่มพูนความไม่คลุกคลี คือเพื่อเพิ่มพูนความเป็นผู้เดียว
และเพื่อเพิ่มพูนความรู้ คือเพื่อเพิ่มพูนปัญญา พระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นสยัมภูสีหะ คือเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ เป็นแล้ว เกิดแล้ว แทงตลอดแล้ว
เฉพาะพระองค์เอง เป็นดุจสีหะไม่กลัว ได้ประกาศคำเหล่านี้ อธิบายว่า
ประกาศ เปิดเผย ทำให้คนซึ่งความเหล่านี้.
ศัพท์ว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถจบข้อความ.
พรรณนาปัจเจกพุทธาปทาน
ในวิสุทธชนวิลบาสินี อรรถกถาอปทาน
จบบริบูรณ์เท่านี้
หน้า 399
ข้อ 3
๓. เถราปทาน
สารีปุตตเถราปทานที่ ๓ (๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสารีบุตร
ลำดับนี้ขอเชิญฟังเถราปทาน
[๓] ในที่ไม่ไกลแต่หิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะ เรา
สร้างอาศรมไว้อย่างดี สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น
อาศรมของเราไม่ไกลจากแม่น้ำอันไม่ลึก มีท่าน้ำราบเรียบ
เป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาวสะอาด.
ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวดตลิ่งไม่ชัน
น้ำจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็นไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม.
ฝูงจระเข้ มังกร ปลาฉลาม และเต่า ว่ายเล่นอยู่ในแม่น้ำ
นั้น แม่น้ำไหลไปทำให้อาศรมของเรางาม.
ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน ปลานกกระจอก ว่ายโดดอยู่ ทำให้อาศรมของ
เรางาม.
ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อยอยู่
ทั้งสองฝั่ง ทำให้อาศรมของเรางาม.
ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ย่างทราย
ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กากะทิ บุนนาค
และลำเจียก มีกลิ่นหอมฟุ้งเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรม
ของเรา.
หน้า 400
ข้อ 3
ไม้ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบบานสะพรั่ง ไม้ปรู
และมะกล่ำหลวง ดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
การะเกด พะยอมขาว พิกุลและมะลิซ้อน มีดอกหอมอบอวล
ทำให้อาศรมของเรางาม.
ไม้เจตพังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชันมีมาก
ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำให้อาศรมของเรางาม.
บุนนาค บุนนาคเขา และแคฝอย ดอกบานสะพรั่ง
หอมตลบอบอวล ทำให้อาศรมของเรางาม. ไม้ราชพฤกษ์
อัญชันเขียว ไม้กระทุ่มและพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป
ทำให้อาศรมของเรางาม.
ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วย และมะกรูด งอกงามด้วยน้ำหอม
ออกผลสะพรั่ง.
ดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอกบัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัว
หลวงชนิดหนึ่งดอกร่วงพรู บานอยู่ในบึงในกาลนั้น.
กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวก็เลื้อยไป กระจับเกลื่อนด้วยใบ
งามอยู่ในบึงในกาลนั้น.
ไม้เตาเสือ จงกลนี ไม้อุตตรา และชบา กลิ่นหอม
ตลบไป ดอกบานอยู่ในบึงในกาลนั้น.
ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน ปลาสังกุลา และปลารำพัน มีอยู่ในบึงในกาลนั้น.
ฝูงจระเข้ ปลาสลาด ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ และงูเหลือม
ใหญ่ อยู่ในบึงนั้นในกาลนั้น. ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ
หน้า 401
ข้อ 3
นกจากพรากที่เที่ยวไปในน้ำ นกดุเหว่า และสาลิกา อาศัย
สระนั้นเลี้ยงชีวิต.
ฝูงนกกวัก ไก่ฟ้า ฝูงนกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด นกแขกเต้า
ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต. ฝูงหงส์ นกกะเรียน นกยูง
นกดุเหว่า ไก่ นกค้อนหอย และนกโพระดก ย่อมอาศัย
เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ฝูงนกแสก นกหัวขวาน นกเขา เหยี่ยวและนกกาน้ำ
จำนวนมาก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ฝูงเนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอก ละมั่ง
และเนื้อทรายมากมาย ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว
โขลงช้าง แยกกันเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้
สระนั้น.
เหล่ากินนร วานร แม้คนทำงานในป่า หมาไล่เนื้อ
และนายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ต้นมะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลอยู่
เป็นประจำในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา.
ต้นคำ ต้นสน กระทุ่ม สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน เผล็ดผล
ทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา.
ต้นสมอ มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก กระเบา
ไม้รกฟ้า และมะตูม เผล็ดผลเป็นนิจ.
หน้า 402
ข้อ 3
เหง้ามัน มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก กะเม็ง และคัดมอน
มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา.
ณ ที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระขุดไว้อย่างดี มี
น้ำรสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ.
ดาดาษด้วยบัวหลวง อุบล และบัวขาว เกลื่อนกลาด
ด้วยบัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป.
ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์
ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุ
อภิญญาพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้างเรียบร้อยน่ารื่นรมย์ ใน
ป่าอันมีไม้ดอก ไม้ผล สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทั้งปวงด้วย
ประการอย่างนี้.
ศิษย์ของเรา ๒๔,๐๐๐ คนนี้เป็นพราหมณ์ทั้งหมด ผู้มีชาติ
มียศ บำรุงเราอยู่.
มวลศิษย์ของเรานี้เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์
ในตำราทำนายลักษณะและในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์
นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ ถึงความเต็มเปี่ยมในธรรมของตน.
เหล่าศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย. ในนิมิต และ
ในลักษณะ ศึกษาดีแล้วในแผ่นดิน ในพื้นที่และอากาศ.
ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้มักน้อย มีปัญญา มีอาหารน้อย ไม่โลภ
สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ
มีจิตตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
หน้า 403
ข้อ 3
เป็นผู้ถึงความยอดเยี่ยมแห่งอภิญญา ยินดีในโคจรคือ
อาหารอันเป็นของบิดา เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์
ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
ศิษย์ของเราเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ สำรวมทวาร ๖ ไม่
หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ หาผู้ทัดเทียม
ได้ยาก.
ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ตลอดราตรี ด้วยการนั่งคู้
บัลลังก์ ด้วยการยืนและการเดินจงกรม หาผู้ทัดเทียมได้
ยาก.
เหล่าศิษย์ของเรา ไม่กำหนัดในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความ
กำหนัด ไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่
หลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง หาผู้ทัดเทียมได้ยาก.
ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ ประพฤติอยู่เป็นนิจ-
กาล บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใครจะแข่งได้.
ศิษย์ของเราเหล่านั้น เมื่อจะเล่น ย่อมเล่นฌาน นำผล
หว้าจากต้นหว้ามา หาผู้ทัดเทียมมิได้.
พวกหนึ่งไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพ-
วิเทหทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา
ยากที่ผู้อื่นจะทัดเทียมได้ด้วยการแสวงหา.
ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ตนเองไปข้างหลัง
ท้องฟ้าถูกดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว. ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุก
หน้า 404
ข้อ 3
ด้วยไฟแล้วกิน บางพวกก็กินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟัน
แทะเปลือกออกแล่วจึงกิน.
บางพวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกทุบด้วยหินกิน
บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง บางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำ
ทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวกเอาน้ำราดตัว ศิษย์ของเราหา
ผู้ทัดเทียมได้ยาก.
ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ เล็บเท้า และขนรักแร้ออกยาว
ขี้ฟันเขลอะ มีธุลีบนเศียร หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้ทัดเทียม
ได้ยาก.
ชฏิลทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันในเวลาเช้า
แล้วไปประกาศลาภมากในอากาศในกาลนั้น. เมื่อดาบส
เหล่านี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อม
ยินดีด้วยเสียงหนังเสือ.
ฤๅษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ
ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา.
ปวงฤๅษีนี้แลทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปในอากาศ
มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ อันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้
ดังสาครอันใคร ๆ ให้กระเพื่อมไม่ได้ฉะนั้น.
ฤๅษีศิษย์ของเรา บางพวกประกอบการยืนและเดิน บาง
พวกไม่นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอ
ได้ยาก.
หน้า 405
ข้อ 3
ท่านเหล่านี้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อ-
กูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกตนทั้งหมด ไม่ติเตียนใคร ๆ ทั้งนั้น.
เป็นผู้ไม่สะดุ้งดังพญาราชสีห์ มีกำลังดังพญาคชสาร ยาก
ที่จะข่มได้ดังเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนักของเรา.
พวกวิชาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์
อสูร และครุฑ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ศิษย์ของเราเหล่านั้น ทรงชฎา สมบูรณ์ด้วยหาบบริขาร-
ดาบส นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกคน อาศัย
เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้เหมาะสม มีความเคารพกัน
และกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี.
ท่านเหล่านี้ซ้อนเท้าบนเท้า เงียบเสียง สังวรดี ทั้งหมด
นั้น เข้ามาไหว้เราด้วยเศียรเกล้า.
เราเป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในณาน อันศิษย์เหล่านั้นผู้สงบ
ผู้มีตบะ ห้อมล้อมอยู่ในอาศรมนั้น.
อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่นศีลของเหล่าฤๅษี และ
ด้วยกลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้ทั้งสองอย่าง.
เราไม่รู้จักคืนและวัน ความไม่พอใจ ย่อมไม่มีแก่เรา
เราสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง.
เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และเมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก
กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม.
หน้า 406
ข้อ 3
เราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญา ถือเอา
บริขารดาบสเข้าไปป่า.
ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีร้าย ในการทำนาย
ฝัน และตำราทำนายลักษณะ ทรงบทมนต์อันกำลังเป็นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐ
ในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่ความวิเวก เป็นพระ-
สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังเขาหิมวันต์.
พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนี ประกอบด้วยพระกรุณา เป็น
อุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์แล้ว ทรงนั่งขัดสมาธิ.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระรัศมีสว่างจ้า
น่ารื่นรมย์ใจ ดุจดอกบัวเขียว ควรบูชา ทรงรุ่งเรื่องดังกองไฟ.
เราได้เห็นพระนายกของโลก ทรงรุ่งโรจน์ดุจต้นไม้
ประดับด้วยประทีป ดุจสายฟ้าในท้องฟ้า ดุจพญารังอันบาน
สะพรั่ง.
เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้
เป็นมหาวีระ ทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์
ทั้งปวงได้.
ครั้นเราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดา
แล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่.
เอาเถอะ เราจะดูพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ เราได้
เห็นจักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะ
ของพระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงใจในพระตถาคต.
หน้า 407
ข้อ 3
ในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั้น แล้วได้นำเอา
ดอกไม้ ๘ ดอก มาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ครั้นบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำ
หนังเสือเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของโลก.
พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วยพระญาณใด
เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว.
ข้าแต่พระสยัมภู ผู้เป็นแดนเกิดขึ้นแห่งพระคุณหาประ-
มาณมิได้ ขอพระองค์จงรื้อถอนสัตว์โลกนี้ สัตว์โลกเหล่านั้น
อาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสคือความสงสัย
เสียได้.
พระองค์ทรงเป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นหลัก
เป็นที่อาศัย เป็นที่พึ่งพิง เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ เป็นพระพุทธ-
เจ้าของสัตว์ทั้งหลาย.
น้ำในมหาสมุทรอาจประมาณได้ด้วยมาตราตวง แต่
ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้
เลย.
เอาดินมาชั่งดูแล้ว อาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใคร ๆ
ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย.
อาจวัดอากาศได้ด้วยเชือกหรือนิ้วมือ แต่ใคร ๆ ไม่อาจ
ประมาณพระสัพพัณญุตญาณของพระองค์ได้เลย.
พึงอาจประมาณน้ำในมหาสมุทร และแผ่นดินทั้งหมดได้
แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร.
หน้า 408
ข้อ 3
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตว์เหล่าใดย่อมเป็น
ไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก สัตว์เหล่านี้ย่อมอยู่ในภายในข่าย
คือพระญาณของพระองค์.
พระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดสิ้นเชิง ด้วย
พระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ ด้วยพระ-
ญาณนั้น. สุรุจิดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ปูลาด
หนังเสือบนแผ่นดินแล้วนั่ง.
ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงหยั่งลงในห้วงมหรรณพ
๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูง
เพียงนั้น ทำให้ละเอียดถึงแสนโกฏิ ด้วยชนิดแห่งการนับ.
เมื่อทำคะแนน (นับ) ไว้ ย่อมถึงความหมดสิ้นได้ แต่
ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย.
ผู้ใดพึงเอาข่ายตาถี่ ๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่าพึง
เข้าไปในภายในข่ายของผู้นั้น.
ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนาบางพวกก็ฉันนั้น
แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ.
เดียรถีย์เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย ด้วยพระญาณอัน
บริสุทธิ์ มีปกติทรงเห็นได้โดยไม่ติดขัด ไม่ล่วงพ้นพระญาณ
ของพระองค์ไปได้.
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี
ผู้มีพระยศใหญ่ ทรงชำนะกิเลส เสด็จออกจากสมาธิแล้ว
ทรงตรวจดูทิศ.
หน้า 409
ข้อ 3
พระอัครสาวกนามว่า นิสภะ ของพระอโนมทัสสีมุนี อัน
พระขีณาสพหนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบมั่นคง บริสุทธิ์สะอาด ได้
อภิญญา ๖ ผู้คงที่ แวดล้อมอยู่ ทราบพระดำริของพระ-
พุทธเจ้าแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก.
ท่านเหล่านั้นอยู่ในอากาศ ได้กระทำประทักษิณพระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้ว ลงมาประนมอัญชลีนมัสการอยู่ในสำนัก
ของพระพุทธเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้เป็นโลก-
เชษฐ์ เป็นนระผู้องอาจ ทรงชำนะกิเลสแล้ว ประทับนั่งใน
ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ทรงกระทำการแย้มพระโอฐ.
พระภิกษุนามว่า วรุณะ อุปัฏฐากของพระศาสดาอโนมทัสสี
ทำผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระโลกนายกว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดา
ทรงกระทำการแย้มหนอ เพราะเมื่อไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายย่อมไม่ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก เป็น
นระผู้องอาจ ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
นี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ ทั้งชมเชยญาณของเรา เรา
จักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
เทวดาทั้งปวงพร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระ-
หน้า 410
ข้อ 3
พุทธเจ้าแล้ว ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้า
พระสัมพุทธเจ้า.
หมู่ทวยเทพผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟัง
พระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า.
จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า
จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ดนตรีหกหมื่น กลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็น
นิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
หญิงล้วนแต่สาว ๆ หกหมื่นนาง ประดับประดาสวยงาม
มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตรตระการตา สวมกุณฑลแก้วมณี มี
หน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผาย ไหล่ผึ่ง เอวกลม จักห้อม
ล้อมผู้นี้เป็นนิจ.
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ใน
เทวโลกตลอดแสนกัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแผ่นดิน
พันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง
จักเป็นเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ถ้วน.
เมื่อถึงภพสุดท้าย ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์
นางพราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของ
มารดา โดยชื่อว่า สารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักหากังวล
มิได้ ละทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิ แล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหา
สันติบททั่วแผ่นดินนี้.
หน้า 411
ข้อ 3
ในกัปอันประมาณมิได้ แต่กัปนี้ไป พระศาสดาทรง
พระนามว่า โคตมะ โดยพระโคตร ทรงสมภพในสกุล
พระเจ้าโอกกากราช จักมีขึ้นในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาท
ในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จัก
ได้เป็นพระอัครสาวกมีนามว่า สารีบุตร.
แม่น้ำคงคาชื่อว่า ภาคีรสี นี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์
ไหลไปถึงมหาสมุทร ยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารี-
บุตรนี้ ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญแกล้วกล้าในเวททั้งสาม ถึงที่สุด
แห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ.
ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้
ว่าถึงการนับทรายนี้ใดนับไม่ถ้วน การนับทรายแม้นั้น ก็อาจ
นับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร
จักไม่มี ฉันนั้นเลย.
เมื่อทำคะแนน (นับ) ไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป
แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักไม่เป็นเหมือนอย่าง
นั้นเลย.
คลื่นในมหาสมุทร เมื่อจะว่าโดยการนับ ก็นับไม่ถ้วน
ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักนับไม่ได้ ฉันนั้น
เหมือนกัน.
พระสารีบุตรจักยังพระสัมพุทธเจ้า ผู้ศากยโคดม ผู้ประ-
เสริฐให้ทรงโปรด แล้วจักได้เป็นพระอัครสาวกถึงความยอด
เยี่ยมแห่งปัญญา จักประกาศตามได้โดยชอบ ซึ่งพระธรรม-
หน้า 412
ข้อ 3
จักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรทรงประกาศแล้ว จักยังเมล็ด
ฝน คือธรรมให้ตกลาง.
พระโคดมผู้เป็นศากยะ ผู้ประเสริฐ ทรงทราบข้อนั้น
ทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้
ในตำแหน่งอัครสาวก.
โอ ! กรรมเราได้ทำไว้อย่างดีแล้ว แก่พระศาสดาพระ-
นามว่า อโนมทัสสี. เราได้กระทำอธิการคือบุญอันยิ่งใหญ่
แก่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ได้ถึงที่สุดในที่ทั้งปวง พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้น่าอัศจรรย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงกรรมที่เรากระทำไว้ใน
กาลอันนับไม่ได้ว่าเป็นวิบากของกรรมในภพสุดท้ายนี้แก่เรา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เหมือนกำลังแห่งลูกศรอันพ้น
ดีแล้ว(จากแล่ง). เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้
ดับสนิท ไม่หวั่นไหว พิจารณาเดียรถีย์ทั้งปวง ท่องเที่ยว
ไปแล้วในภพ.
คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสะสมทรัพย์ไว้ทุกอย่าง
เพื่อปลดเปลื้องความป่วยไข้ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อ
แสวงหาอมตบทคือพระนิพพาน อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้
บวชเป็นฤๅษี ๕๐๐ ชาติ โดยไม่ปะปนกัน.
เราทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ
ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก. ความบริสุทธิ์ในลัทธิ
ภายนอก ย่อมไม่มี ยกเว้นแต่ศาสนาของพระชินเจ้า.
หน้า 413
ข้อ 3
สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้มีปัญญา ย่อมบริสุทธิ์ได้ใน
ศาสนาของพระชินเจ้า. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่นำตัวเรานี้
ผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ไปในลัทธิภายนอก, เราเมื่อแสวงหาบท
อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง จึงท่องเที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด.
บุรุษผู้ต้องการแก่น พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออก จะไม่ได้
แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่น ฉันใด คน
เป็นอันมากผู้เป็นเดียรถีย์ มีทิฏฐิต่าง ๆ กันในโลก ก็ฉันนั้น
แล.
คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจากอสังขตบท เหมือนต้นกล้วย
ว่างเปล่าจากแก่นฉะนั้น. เมื่อถึงภพสุดท้ายแล้ว เราได้เป็น
เผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ ละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมาก ออกบวช
เป็นบรรพชิตแล้ว.
จบปฐมภาณวาร
ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพราหมณ์นามว่า สัญชัย ซึ่ง
เป็นผู้สอน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ข้าแต่พระมหาวีระ
พราหมณ์ชื่อ อัสสชิ สาวกของพระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก
มีเดชรุ่งเรื่อง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น.
ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญาเป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นใน
ความเป็นมุนี มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาค แย้มบานดัง
ดอกปทุม.
หน้า 414
ข้อ 3
ครั้นข้าพระองค์เห็นท่านผู้มีอินทรีย์อันฝึกดีแล้ว มีใจ
บริสุทธิ์ องอาจ ประเสริฐ แกล้วกล้า จึงเกิดความคิดว่า
ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์.
ท่านผู้มีอิริยาบถน่าเลื่อมใส มีรูปงาม สำรวมดี จักเป็น
ผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด จักเป็นผู้เห็นอมตบท
เราถามแล้ว ท่านจักตอบ เราจักสอบถามท่านอีก.
ข้าพระองค์ได้ตามไปข้างหลังของท่านผู้กำลังเที่ยวบิณฑ-
บาต รอคอยโอกาสอยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท.
ข้าพระองค์เข้าไปหาท่านซึ่งพักอยู่ในระหว่างถนน แล้ว
ได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ มีความเพียร ท่านมีโคตร
อย่างไร ท่านเป็นศิษย์ของใคร.
ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้วไม่ครั่นคร้าม ดังพญาไกรสร
ได้พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก อาตมา
เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ผู้เป้นอนุชาตบุตร มียศมาก
ศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าของท่าน เป็นเช่นไร ขอได้
โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.
ข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียดทุก
อย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศรคือตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความ
ทุกข์ทั้งมวลว่า
ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุ
หน้า 415
ข้อ 3
แห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระ
มหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้.
เมื่อท่านพระอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุ
ผลที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟัง
คำสอนของพระชินเจ้า.
ครั้นข้าพระองค์ได้ฟังคำสอนของพระมุนี ได้เห็นธรรม
อันสงสุด จึงหยั่งลงสู่พระสัทธรรม แล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า
ธรรมนี้เท่านั้น ถ้ามีเพียงเท่านั้น พระองค์ทรงทำให้แจ้ง
บทอันไม่เศร้าโศก ที่ข้าพเจ้าไม่ได้พบเห็น ล่วงเวลาไปหลาย
หมื่นกัป.
ข้าพระองค์แสวงหาธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด
ประโยชน์นั้นอันข้าพระองค์ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กาลนี้
มิใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์อันพระอัสสชิให้ยินดี
แล้ว เพราะได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว.
ข้าพระองค์เมื่อจะแสวงหาสหาย จึงได้ไปยังอาศรม
สหายของข้าพระองค์ สหายเห็นข้าพระองค์จากที่ไกลทีเดียว
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า
ท่านเป็นผู้มีหน้าตาผ่องใส ความเป็นมุนีคงจะปรากฏแน่
ท่านได้บรรลุอมตบทอันดับสนิท ไม่มีการเคลื่อนแลหรือ.
ท่านได้เป็นผู้เหมาะสมแก่ความงามมาแล้ว เหมือนช้างถูก
แทงด้วยหอกซัดไม่หวั่นไหฉะนั้น ดูก่อนพราหมณ์ ท่าน
หน้า 416
ข้อ 3
เป็นเหมืนฝึกตนแล้ว เป็นผู้สงบระงับในธรรมเครื่องฝึกที่ได้
ฝึกมาแล้ว.
เราได้บรรลุอมตบทอันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศรคือความโศก
ได้แล้ว แม้ตัวท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น พวกเราจงไปยัง
สำนักของพระพุทธเจ้ากันเถิด.
สหายอันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว รับคำแล้ว ได้จูงมือ
พากันเข้ามายังสำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นศากย-
บุตร ข้าพระองค์ทั้งสองจักบวชในสำนักของพระองค์ จัก
อาศัยคำสอนของพระองค์ แล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ท่านโกลิตะ เป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุด
แห่งปัญญา ข้าพระองค์ทั้งสองจะร่วมกันทำศาสนาให้งาม
ข้าพระองค์มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงเที่ยวไปในลัทธิผิด
เพราะได้อาศัยทัสสนะของพระองค์ ความดำริของข้าพระองค์
จึงเต็ม.
ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตามฤดูกาล ส่งกลิ่น
หอมตลบ ยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ-
ศากยบุตร ผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ใน
ศาสนธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมเบ่งบานในสมัย.
ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้คือวิมุตติ เป็นที่พ้นภพสงสาร
ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ด้วยการได้ดอกไม้ คือวิมุตติ.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีเสีย ตลอดพุทธ-
หน้า 417
ข้อ 3
เขต ไม่มีใครเสมอด้วยปัญญาแห่งข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของ
พระองค์.
ศิษย์และบริษัทของพระองค์ พระองค์ทรงแนะนำดีแล้ว
ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกจิตอันสูงสุด ย่อม
แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
ท่านเหล่านั้นเพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์
มีจิตสงบ ตั้งมั่น เป็นมุนี ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี ย่อม
แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
ท่านเหล่านั้นมีความปรารถนาน้อย มีปัญญา เป็น
นักปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้งลาภ และความ
เสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
ท่านเหล่านั้นถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน
มีจีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งในวิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อม
แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติมรรค ๔ ตั้งอยู่ในอรหัตผล เป็น
เสขะพรั่งพร้อมด้วยผลเบื้องต่ำ ๓ หวังประโยชน์อันสูงสุด
ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
ทั้งท่านผู้เป็นพระโสดาบัน ทั้งท่านที่เป็นพระสกทาคามี
พระอนาคามี และพระอรหันต์ปราศจากมลทิน ย่อมแวดล้อม
พระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาดในสติปัฏฐาน ยินดี
ในโพชฌงคภาวนา ทุกท่านย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
หน้า 418
ข้อ 3
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา
หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุก
เมื่อ.
ท่านเหล่านั้นมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์
และปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้
แลหนอ ศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง
แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.
พระองค์ อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวมดีแล้ว มีตบะ แวดล้อม
แล้ว ไม่ทรงครั่นคร้าม ดุจพญาราชสีห์ ย่อมงดงามดุจ
พระจันทร์.
ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินย่อมงาม ถึงความไพบูลย์ และ
ย่อมเผล็ดผล ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ผู้มีพระยศ
ใหญ่ พระองค์ก็เป็นเช่นกับแผ่นดิน ฉันนั้น ศิษย์ทั้งหลายตั้ง
อยู่ในศาสนาของพระองค์ ย่อมได้อมตผล.
แม่น้ำสินธุ สรัสสดี จันทภาคา คงคา ยมุนา สรภู
และแม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านี้ไหลมา สาครย่อมรับไว้หมด
แม่น้ำเหล่านี้ย่อมละชื่อเดิม ย่อมปรากฏว่าเป็นสาครเท่านั้น
ฉันใด วรรณ ๔ เหล่านี้ ก็ฉันนั้น ในสำนักของพระองค์
แล้ว ทั้งหมดย่อมละชื่อเดิม ปรากฏว่าพุทธบุตร.
เปรียบเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน โคจรอยู่ใน
อากาศ ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงหมู่ดาวทั้งหมดในโลก ด้วยรัศมี
หน้า 419
ข้อ 3
ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ ก็ฉันนั้น อันศิษย์
ทั้งหลายแวดล้อมแล้ว ย่อมรุ่งเรืองล้นเหล่าเทวดาและมนุษย์
ตลอดพุทธเขตในกาลทุกเมื่อ.
คลื่นตั้งขึ้นในน้ำลึก ย่อมล่วงเลยฝั่งไปไม่ได้ คลื่นเหล่า
นั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อมเป็นระลอกเล็กน้อยละลายหายไป
ฉันใด ชนในโลกเป็นส่วนมากที่เป็นเดียรถีย์ ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิ
ต่าง ๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของพระองค์ แต่ก็ไม่ล่วง
เลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าชนเหล่านั้นมาถึงพระ-
องค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน พากันเข้ามายังสำนักของ
พระองค์แล้ว ย่อมกลายเป็นจุณไฟ.
เปรียบเหมือนโกมุท บัวขมและบัวเผื่อนเป็นอันมาก ที่
เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบอยู่ด้วยน้ำเปือกตมและโคลน ฉันใด
สัตว์เป็นอันมาก ก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก อันราคะและโทสะ
เบียดเบียนแล้วงอกงามอยู่ เหมือนโกมุทงอกงามอยู่ใน
เปือกตมฉะนั้น.
ปทุมเกิดในน้ำ ย่อมไพโรจน์อยู่ในท่ามกลางน้ำ มันมี
เกสรบริสุทธิ์ ไม่ติดด้วยน้ำ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า
พระองค์ ก็ฉันนั้น เป็นมหามุนีเกิดในโลก แต่ไม่ติดโลก
เหมือนปทุมไม่ติดน้ำฉะนั้น.
ดอกไม้อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือนจิตร-
มาส ย่อมไม่ล่วงพ้นเดือนนั้น สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำ
หน้า 420
ข้อ 3
บาน ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ ก็ฉันนั้น
เป็นผู้บานแล้วด้วยวิมุตติของพระองค์.
สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลยศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัว
เกิดในน้ำ ย่อมบานไม่พ้นเดือนกัตติกาฉะนั้น.
พญาไม้รังดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบ อันไม้รังต้นอื่น
แวดล้อม ย่อมงามยิ่ง ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์
ฉันนั้น บานแล้วด้วยพุทธญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว
ย่อมงาม เหมือนพญาไม้รังฉะนั้น.
ภูเขาหินชื่อว่าหิมวันต์เป็นที่เกิดโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่
อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย ฉันใด ข่าแต่
พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ ฉันนั้น เป็นดังโอสถของมวลสัตว์.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุวิชชา ๓ และอภิญญา ๖
ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงมีพระกรุณาพร่ำสอนแล้ว
ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของ
พระองค์.
ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อ ออกจากถ้ำที่อยู่เหลียวดูทิศทั้ง ๔
แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม มฤคทั้งปวง
ย่อมสะดุ้งกลัว.
อันที่จริง ราชสีห์ผู้มีชาติกำเนิดนี้ ย่อมยังปศุสัตว์ให้
สะดุ้งกลัวทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์
ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อมหวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อม
ตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้งกลัว ฉันนั้น.
หน้า 421
ข้อ 3
ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ ปวงเดียรถีย์
ย่อมสะดุ้งกลัว ดังฝูงกา เหยี่ยว และเนื้อ วิ่งกระเจิงเพราะ
ราชสีห์ฉะนั้น.
ผู้เป็นเจ้าคณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชาวโลกเรียกกันว่าเป็น
ศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมอันนำกันสืบ ๆ มา
แก่บริษัท.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ส่วนพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมแก่
มวลสัตว์เหมือนอย่างนั้น พระองค์ตรัสรู้สัจจะและโพธิปัก-
ขิยธรรม ด้วยพระองค์เอง ทรงทราบอัธยาศัยกิเลส และ
อินทรีย์มีกำลังและไม่มีกำลัง ทรงทราบภัพพบุคคลและ
อภัพพบุคคล แล้วจึงทรงบันลือประดุจมหาเมฆ.
บริษัทจะพึงนั่งเต็มรอบจักรวาล เขาเหล่านั้นมีทิฏฐิต่างกัน
คิดต่างกัน เพื่อทรงตัดความสงสัยของสัตว์เหล่านั้น พระองค์
ผู้เป็นมุนี ผู้ฉลาดในข้ออุปมา ทรงทราบจิตของสัตว์ทั้งปวง
เมื่อได้ทรงแก้ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ตัดความสงสัยของสัตว์
ทั้งหลายได้.
แผ่นดินพึงเต็มด้วยคนเช่นกับจอกแหนในน้ำ คนทั้งหมด
นั้นประนมอัญชลีสรรเสริญพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก หรือ
ว่าคนเหล่านั้นสรรเสริญอยู่ตลอดกัป ฟังสรรเสริญพระคุณ
ต่าง ๆ ก็ไม่ทำพระคุณให้สิ้นสุดประมาณได้ พระตถาคตมี
พระคุณหาประมาณมิได้.
หน้า 422
ข้อ 3
ด้วยว่าพระมหาชินเจ้า เป็นผู้อันเราสรรเสริญแล้วตาม
กำลังของตนเท่านั้นฉันใด คนทั้งหลายก็ฉันนั้น เมื่อสรรเสริญ
อยู่ถึงโกฏิกัป ก็จะพึงสรรเสริญอย่างนี้ ๆ.
ก็ถ้าใคร ๆ จะเป็นเทพหรือมนุษย์ก็ตาม ผู้ศึกษามาดีแล้ว
จะสรรเสริญคุณให้สุดประมาณได้
ผู้นั้นก็จะได้แต่ความลำบากเท่านั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้
ศากยบุตร มีพระยศมาก ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในศาสนาของ
พระองค์ ถึงที่สุดแห่งปัญญาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้อยู่.
ข้าพระองค์จะย่ำยีพวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้า
ให้เป็นไป จะเป็นธรรมเสนาบดีในศาสนาของพระศากยบุตร
ในวันนี้ไป.
กรรมที่ข้าพระองค์กระทำแล้ว ในกาลอันหาประมาณมิได้
แสดงผลแก่ข้าพระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสแล้ว ดุจ
ลูกศรอันหมดกำลังแล้ว.
มนุษย์คนใดคนหนึ่งทูนของหนักไว้บนศีรษะทุกเวลา ต้อง
ลำบากด้วยภาระ ฉันใด อันภาระที่เราแบกอยู่ ก็ฉันนั้น. เรา
ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ เป็นผู้แบกภาระคือภพ เหมือนถอน
เขาสิเนรุวางไว้บนศีรษะ ท่องเที่ยวไปในภพ.
บัดนี้ เราปลงภาระแล้ว เพิกภพทั้งหลายเสียแล้ว กิจที่
ควรทําทุกอย่างในศาสนาของพระศากยบุตร เราทำเสร็จแล้ว.
ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระศากยบุตร เราเป็นเลิศด้วย
ปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา.
หน้า 423
ข้อ 3
เราเป็นผู้ฉลาดดีในสมาธิ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์วันนี้ เรา
ปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันก็ได้.
พระมหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัส
คำสอนแก่เรา นิโรธเป็นที่อยู่ของเรา.
ทิพยจักษุของเราหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่น
ประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์.
ก็กิจทุกอย่างที่สาวกจะพึงทำ เราทำเสร็จแล้ว เว้นพระ-
โลกนาถ ไม่มีใครเสมอเรา.
เราเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์รวดเร็ว
ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ.
เราทั้งหลายเป็นผู้เคารพในบุรุษผู้สูงสุด ด้วยการสัมผัส
สาวกคุณ และด้วยปัญญาจิตของเรา สงเคราะห์เพื่อน
พรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ.
เรามีความเย่อหยิ่งด้วยมานะอันวางแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยว
และเหมือนโคเขาหักฉะนั้น เข้าไปหาหมู่คณะด้วยความ
เคารพหนัก.
ถ้าปัญญาของเราจะมีรูปร่าง ก็จะเสมอด้วยพระเจ้า-
แผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี.
เราย่อมยังพระธรรมจักร อันพระผู้มีพระภาคศากยบุตร
ผู้คงที่ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ นี้เป็นผล
แห่งการชมเชยพระญาณ.
หน้า 424
ข้อ 3
คนที่มีความปรารถนาลามก เกียจคร้าน ละความเพียร
มีสุตะน้อย และไม่มีอาจาระ อย่าได้สมาคมกับเราในที่ไหนๆ
ในกาลไร ๆ.
ส่วนคนผู้มีสุตะมาก มีปัญญา ตั้งมั่นดีแล้วในศีล และ
เป็นผู้ประกอบด้วยความสงบใจ ขอจงตั้งอยู่บนกระหม่อม
ของเรา.
ด้วยเหตุนั้น เราจึงขอบอกกล่าวท่านทั้งหลาย ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในสมาคมนี้.
ขอท่านทั้งหลายจงมีความปรารถนาน้อย สันโดษ และ
ให้ทานทุกเมื่อ.
เราเป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้เห็น
พระอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชินั้น เป็นอาจารย์
ของเรา เป็นนักปราชญ์.
เราเป็นสาวกของท่าน วันนี้ เป็นธรรมเสนาบดี ถึงที่สุด
ในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิผู้เป็นอาจารย์ของเรา อยู่ใน
ทิศใด เราย่อมทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น.
พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของเรา
แล้วประทับนั่งอยู่ในหมู่ภิกษุ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ.
คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำ
เสร็จแล้วฉะนี้แล.
หน้า 425
ข้อ 3
ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสารีปุตตเถราปทาน
พรรณนาเถราปทาน
๑. พรรณนาสารีปุตตเถราปทาน
ต่อจากนั้น เพื่อจะสังวรรณนาคาถารวบรวมเถราปทาน ท่าน
จึงกล่าวว่า อถ เถราปทานํ สุณาถ ดังนี้.
อรรถแห่ง อถ ศัพท์ และ อปทาน ศัพท์ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น.
ก็บรรดาศัพท์เหล่านี้ เถร ศัพท์นี้ เป็นไปในอรรถมิใช่น้อย มี
อรรถว่า กาล มั่นคง บัญญัติ ชื่อ และใหญ่ เป็นต้น.
จริงอย่างนั้น เถรศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่า กาล เช่นในประโยค
มีอาทิว่า เถโรวสฺสิกานิ ปูตีนิ จุณฺณกชาตานิ แปลว่า ท่อนกระดูก
ทั้งหลาย ที่ฝนตกชะอยู่เกินเวลานานปีแล้ว ผุป่นละเอียดไป. อธิบายว่า
ฝนตกชะอยู่นาน คือตกเป็นเวลานาน.
ใช้ในความหมายว่า มั่นคง เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโรปิ ตาว
มหา แปลว่า เพียงเป็นผู้มั่นคง เป็นใหญ่ก่อน. อธิบายว่า เป็นผู้มีศีล
มั่นคง.
ใช้ในความหมายว่า บัญญัติ เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโร
อยมายสฺมา มหลฺลโก แปลว่า ท่านผู้มีอายุนี้เป็นคนแก่คนเฒ่า, อธิบายว่า
เป็นเพียงโลกบัญญัติ.
หน้า 426
ข้อ 3
ใช้ในความหมายว่า ชื่อ เช่นในประโยคมีอาทิว่า จุนฺทตฺเถโร
ผุสฺสตฺเถโร พระจุนทเถระ พระผุสสเถระ อธิบายว่า เขาตั้งชื่อไว้อย่างนี้.
ใช้ในความหมายว่า คนใหญ่ เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโร จายํ
กุมาโร มม ปุตฺเตสุ บรรดาลูก ๆ ของข้าพเจ้า กุมารนี้เป็นคนใหญ่
(คนหัวปี) อธิบายว่า เด็กคนโต.
แต่ในที่นี้ เถระ ศัพท์นี้ ใช้ในความหมายว่า กาล และ มั่นคง.
เพราะฉะนั้น ชื่อว่า เถร เพราะดำรงอยู่มาสิ้นกาลนาน, อีกอย่างหนึ่ง
ท่านผู้ประกอบด้วยคุณมีศีล อาจาระ และมัทวะ อันมั่นคงยิ่ง เรียกว่า
เถระ. พระเถระและเถระ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระเถระทั้งหลาย,
อปทานคือเหตุแห่งพระเถระทั้งหลาย ชื่อว่าเถราปทาน, เชื่อมความว่า
ท่านทั้งหลายจงฟังเถราปทานนั้น.
คำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ดังนี้
เป็นอปทานของท่านพระสารีบุตร, เรื่องของท่านผู้มีอายุนั้น และของ
พระมหาโมคคัลลานเถระ พึงทราบอย่างนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในที่สุดหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ท่าน
พระสารีบุตรบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เป็นผู้ชื่อว่า สรทมาณพ
โดยชื่อ, ท่านพระมหาโมคคัลลานะบังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล โดย
ชื่อ มีชื่อว่า สิริวัฑฒนกุฏุมพี.
คนทั้งสองนั้นเป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน บรรดาคนทั้งสองนั้น
สรทมาณพ เมื่อบิดาล่วงลับไปแล้ว ได้ครอบครองทรัพย์อันเป็นของ
ตระกูล วันหนึ่ง อยู่ในที่ลับคิดว่า ชื่อว่าความตายของสัตว์เหล่านั้นเป็น
หน้า 427
ข้อ 3
สิ่งที่แน่นอน เพราะฉะนั้น เราควรเข้าถือการบวชอย่างหนึ่ง แสวงหา
ทางหลุดพ้น จึงเข้าไปหาสหายแล้วกล่าวว่า สหาย เราอยากบวช ท่าน
จักอาจบวชไหม. เมื่อสหายนั้นกล่าวว่า ไม่อาจ จึงกล่าวว่า ช่างเถอะ
เฉพาะเราเท่านั้นจักบวช แล้วให้เปิดคลังรัตนะให้มหาทานแก่คนกำพร้า
และคนเดินทางเป็นต้น แล้วไปยังเชิงเขาบวชเป็นฤาษี. เมื่อสรทมาณพ
นั้นบวช ได้มีเหล่าบุตรพราหมณ์ประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนบวชตาม. สรท-
ดาบสนั้นทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด แล้วจึงบอกกสิณ-
บริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้น. ชฎิลทั้งหมดนั้นก็ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘
ให้บังเกิดขึ้น.
สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เสด็จอุบัติ
ขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ได้ยังเหล่าสัตว์ให้
ข้ามจากโอฆะสงสารใหญ่ วันหนึ่ง มีพระประสงค์จะสงเคราะห์สรทดาบส
และเหล่าอันเตวาสิก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อน ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จไปทางอากาศ ทรงดำริว่า จงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบส
นั้นเห็นอยู่นั่นแล จึงเสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนแผ่นดิน.
สรทดาบส พิจารณามหาบุรุษลักษณะในพระสรีระของพระศาสดา
แล้วลงสันนิษฐานว่า ท่านผู้นี้เป็นพระสัพพัญญูพุทธะแท้เทียว จึงได้
กระทำการต้อนรับ ให้ปูลาดอาสนะถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
บนอาสนะที่เขาปูลาดแล้ว สรทดาบสนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ในสำนัก
ของพระศาสดา.
สมัยนั้น ชฎิลประมาณ ๗๔,๐๐๐ ผู้เป็นอันเตวาสิกของสรทดาบส
นั้น ถือผลไม้น้อยใหญ่อันประณีต ๆ มีโอชะมาอยู่ ได้เห็นพระศาสดาเกิด
หน้า 428
ข้อ 3
ความเลื่อมใส แลดูอาการนั่งแห่งอาจารย์ของตนและพระศาสดา แล้วพา
กันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ เมื่อก่อนพวกข้าพเจ้าสำคัญว่า ใคร ๆ ผู้จะใหญ่
กว่าท่านไม่มี ก็บุรุษนี้เห็นจะใหญ่กว่าท่าน. สรทดาบสกล่าวว่า พ่อ
ทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไร พวกเธอปรารถนาจะกระทำเขาสิเนรุอันสูง
หกล้านแปดแสนโยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด พวกเธออย่า
กระทำเราให้เท่ากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย. ลำดับนั้น ดาบสเหล่านั้น
ครั้นได้ฟังคำของอาจารย์แล้ว พากันคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นอุดมบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
ทีเดียวหนอ ทั้งหมดจึงหมอบลงที่พระบาทไหว้พระศาสดา.
ทีนั้น อาจารย์จึงกล่าวกะพวกศิษย์นั้นว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย ไทย-
ธรรมของพวกเราอันสมควรแก่พระศาสดา ไม่มี และพระศาสดาก็เสด็จมา
ณ ที่นี้ในเวลาภิกขาจาร เอาเถอะ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลัง
ผลาผลอันประณีตใด ๆ พวกเธอได้นำมาแล้ว พวกเธอก็จงนำเอาผลาผลไม้
นั้น ๆ มาเถิด ครั้นให้นำมาแล้ว จึงล้างมือทั้งสอง ให้ตั้งผลาผลไม้
ลงในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง เมื่อพระศาสดาสักว่าทรงรับผลา-
ผลไม้ เทวดาทั้งหลายได้ใส่ทิพโอชาเข้าไป. แม้น้ำพระดาบสก็ได้กรอง
ถวายด้วยตนเองเหมือนกัน.
จากนั้น เมื่อพระศาสดาทรงทำกิจด้วยโภชนะให้เสร็จแล้วประทับ
นั่ง ดาบสให้เรียกเหล่าอันเตวาสิกทั้งหมดมา แล้วนั่งกล่าวสาราณียกถา
อยู่ในสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงดำริว่า อัครสาวกทั้งสองจง
มาพร้อมกับหมู่ภิกษุ. ทันใดนั้น พระอัครสาวกมีพระขีณาสพหนึ่งแสน
เป็นบริวาร ก็มาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง.
หน้า 429
ข้อ 3
ลำดับนั้น สรทดาบสจึงเรียกเหล่าอันเตวาสิกมาว่า พ่อทั้งหลาย
ควรทำการบูชาด้วยอาสนะดอกไม้ แก่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ เพราะ-
ฉะนั้น พวกเธอจงนำดอกไม้มา. ทันใดนั้น เหล่าอันเตวาสิกจึงนำดอกไม้
ทั้งหลายอันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาด้วยฤทธิ์ แล้วปูลาดอาสนะดอกไม้
ประมาณหนึ่งโยชน์แก่พระพุทธเจ้า ปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณ ๓ คาวุต
แก่พระอัครสาวกทั้งสอง ปูลาดอาสนะดอกไม้ชนิดกึ่งโยชน์เป็นต้น แก่
เหล่าภิกษุที่เหลือ ปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณอุสภะแก่ภิกษุผู้ใหม่
ในสงฆ์.
ครั้นปูลาดอาสนะทั้งหลายอย่างนี้แล้ว สรทดาบสจึงประคองอัญชลี
ตรงพระพักตร์ของพระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระองค์เสด็จขึ้นยังอาสนะดอกไม้นี้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์. พระผู้-
มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว
พระอัครสาวกทั้งสองและเหล่าภิกษุที่เหลือ ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแก่ตนๆ.
พระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติด้วยพระประสงค์ว่า ผลใหญ่จงมี
แก่ดาบสเหล่านั้น. ฝ่ายพระอัครสาวกทั้งสองและภิกษุที่เหลือ รู้ว่าพระ-
ศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติ จึงพากันเข้านิโรธสมาบัติ. พระดาบสได้ยืน
กั้นฉัตรดอกไม้แด่พระศาสดาสิ้นกาลหาระหว่างมิได้ตลอด ๗ วัน. พระ-
ดาบสนอกนี้ฉันมูลผลาหารจากป่าแล้ว ในเวลาที่เหลือก็ได้ยืนประคอง
อัญชลีอยู่.
พอล่วงไปได้ ๗ วัน พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ แล้ว
ตรัสเรียกพระนิสภเถระอัครสาวกว่า เธอจงกระทำอนุโมทนาอาสนะดอก-
ไม้แก่ดาบสทั้งหลาย. พระเถระตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ ได้กระทำ
หน้า 430
ข้อ 3
อนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลายเหล่านั้น ในเวลาจบเทศนาของ
พระนิสภเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอโนมเถระทุทิยอัครสาวกว่า
แม้เธอก็จงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น. ฝ่ายพระอโนมเถระพิจารณา
พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก แล้วกล่าวธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น
ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม มิได้มีด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้งสอง.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตั้งอยู่ในพุทธวิสัย แล้วทรงเริ่มพระ-
ธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันที่เหลือแม้ทั้งหมด
เว้นสรทดาบสบรรลุพระอรหัตแล้ว. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์
ตรัสกะชฎิลเหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ทันใดนั้น ชฎิล
เหล่านั้นมีเพศดาบสอันตรธานหายไป ได้เป็นผู้ทรงบริขาร ๘ ดุจพระเถระ
มีพรรษา ๖๐ ฉะนั้น.
ส่วนสรทดาบส เพราะความที่ตนเป็นผู้เกิดปริวิตกขึ้นเวลาแสดง
ธรรมว่า โอหนอ แม้เราก็พึงเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งใน
อนาคต เหมือนพระนิสภเถระนี้ ได้มีจิตส่งไปอื่น จึงไม่ได้อาจเพื่อจะทำ
ให้รู้แจ้งมรรคผล. ลำดับนั้น จึงถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้กระทำ
ความปรารถนาเหมือนอย่างนั้น.
พระศาสดาทรงเห็นว่าจะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์
ว่า ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป. แต่กัปนี้ไป อัครสาวกของพระ-
โคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จักมีนามว่าสารีบุตร ดังนี้แล้วตรัสธรรมกถา มี
ภิกษุสงฆ์เป็นบริวารแล่นไปยังอากาศแล้ว.
ฝ่ายสรทดาบสก็ได้ไปยังสำนักของสิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหาย แล้วกล่าว
ว่า สหาย เราปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
หน้า 431
ข้อ 3
ผู้จะอุบัติขึ้นในอนาคต ณ ที่บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อโนมทัสสี แม้ท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกของพระโคดมสัมมา-
สัมพุทธเจ้านั้น.
สิริวัฑฒกุฎุมพีได้ฟังการชี้แจงดังนั้น จึงให้กระทำที่ประมาณ ๘
กรีสที่ประตูนิเวศน์ของตนให้มีพื้นราบเรียบ แล้วโรยดอกไม้มีข้าวตอก
เป็นที่ ๕ ให้สร้างมณฑปมุงด้วยอุบลเขียว ให้ลาดอาสนะสำหรับพระ-
พุทธเจ้า ให้ลาดอาสนะสำหรับภิกษุทั้งหลาย แล้วตระเตรียมเครื่อง
สักการะและสัมมานะมากมาย แล้วให้สรทดาบสไปนิมนต์พระศาสดามา
ยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แล้วให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน ครองผ้าทั้งหลายอันควรค่ามาก แล้วได้กระทำความปรารถนา
เพื่อความเป็นทุติยสาวก.
พระศาสดา ทรงเห็นความสำเร็จของสิริวัฑฒกุฎุมพีนั้นโดยหา
อันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์โดยนัยดังกล่าวแล้ว ทรงทำอนุโมทนาภัต
แล้วเสด็จหลีกไป. สิริวัฑฒกุฎุมพีร่าเริงแจ่มใส กระทำกุศลกรรมตลอด
ชั่วอายุ แล้วบังเกิดในกามาวจรเทวโลก ในวาระจิตที่ ๒ สรทดาบส
เจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วบังเกิดในพรหมโลก.
จำเดิมแต่นั้น ท่านไม่กล่าวถึงกรรมในระหว่างของสหายทั้งสอง.
ก็สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางรูปสารีพราหมณี ในอุปติสสคาม
ไม่ไกลนครราชคฤห์ ก่อนกว่าการอุบัติขึ้นแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
ทั้งหลาย. ในวันนั้นเอง แม้สหายของสรทดาบสนั้น ก็ถือปฏิสนธิใน
ครรภ์ของนางโมคคัลลีพราหมณี ในโกลิตคาม ไม่ไกลนครราชคฤห์
เหมือนกัน.
หน้า 432
ข้อ 3
เพราะฉะนั้น โมคคัลลานะ ชื่อว่า โมคคัลลานะ เพราะเป็นบุตร
ของนางโมคคัลลีพราหมณี, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะ
เกิดโดยโมคคัลลีโคตร. อีกอย่างหนึ่ง ในเวลาที่มารดายังเป็นกุมาริกา
บิดามารดาของนางกุมาริกานั้นเรียกชื่อว่า มุคคลี เพราะถือเอาคำว่า มา
อุคฺคลิ มา อุคฺคลิ อย่ากลืน อย่ากลืน. ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็น
บุตรของนางมุคคลีนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็น
ผู้อาจ คือสามารถในการได้ ในการถือเอา ในการรู้แจ้งมรรคมีโสดา-
ปัตติมรรคเป็นต้น.
ได้ยินว่า ตระกูลทั้งสองนั้น เป็นสหายเนื่องกันมา ๗ ชั่วสกุล.
บิดามารดาได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนทั้งสองนั้นในวันเดียวกัน. พอล่วง
ไปได้ ๑๐ เดือน บิดามารดาก็เริ่มตั้งแม่นม ๖๖ คน แก่คนทั้งสองนั้น
แม้ผู้เกิดแล้ว. ในวันตั้งชื่อ บิดามารดาตั้งชื่อบุตรของนางรูปสารีพราหมณี
ว่า อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในอุปติสสคาม.
ตั้งชื่อของบุตรนอกนี้ว่า โกลิตะ เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้า
ในโกลิตคาม. คนทั้งสองนั้นเจริญอยู่ด้วยบริวารใหญ่ อาศัยความเจริญ
เติบโตแล้ว ได้ถึงความสำเร็จศิลปะทั้งปวง.
อยู่มาวันหนึ่ง คนทั้งสองนั้นกำลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรุงราช-
คฤห์ เห็นมหาชนประชุมกัน เพราะญาณถึงความแก่กล้า จึงเกิดความคิดขึ้น
โดยแยบคายได้ความสังเวชว่า คนเหล่านี้ทั้งหมด ภายในร้อยปีเท่านั้น ก็จะ
เข้าไปยังปากของมัจจุราช จึงทำการตัดสินใจว่า เราทั้งหลายควรแสวงหา
โมกขธรรม และเมื่อจะแสวงหาโมกขธรรมนั้น ควรได้การบรรพชาอย่าง-
หนึ่ง จึงพากันบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน.
หน้า 433
ข้อ 3
จำเดิมแต่คนทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้เป็นผู้ถึงลาภ
อันเลิศและยศอันเลิศ. โดย ๒-๓ วัน เท่านั้น คนทั้งสองนั้นก็เรียนลัทธิของ
สัญชัยได้ทั้งหมด ไม่เห็นสาระในลัทธินั้น ได้เหนื่อยหน่ายลัทธินั้น จึง
ถามปัญหากะสมณพราหมณ์ที่เขาสมมติกันว่า เป็นบัณฑิตในที่นั้นๆ สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น ผู้ถูกคนทั้งสองถามแล้ว ไม่ยังการแก้ปัญหาให้สำเร็จ
ได้ โดยที่แท้ คนทั้งสองนั้นนั่งเอง พากันแก้ปัญหาไห้แก่สมณพราหมณ์
เหล่านั้น. เมื่อเป็นอย่างนั้น คนทั้งสองนั้น เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม
(ต่อไป) จึงได้ทำกติกาว่า ในเราทั้งสอง คนใดบรรลุอมตะก่อน คนนั้น
จงบอกแก่อีกคนหนึ่ง.
ก็สมัยนั้น เมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายทรงบรรลุพระปฐมาภิ-
สัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ทรงทรมานชฎิล
พันคนมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้น แล้วประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์โดยลำดับ
วันหนึ่ง อุปติสสปริพาชกไปยังปริพาชการาม เห็นท่านพระอัสสชิเถระ
เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ คิดว่า บรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาท
เห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็น ชื่อว่าธรรมอันละเอียดจะพึงมีในบรรพชิตนี้
จึงเกิดความเลื่อมใส มองดูท่านผู้มีอายุเพื่อจะถามปัญหา ได้ติดตามไป
ข้างหลัง.
ฝ่ายพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ไปยังโอกาสอันเหมาะสม เพื่อจะ
บริโภค. ปริพาชกได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย และในเวลาเสร็จภัตกิจ
ได้ถวายน้ำในคนโทของตนแก่พระเถระ. ปริพาชกนั้นกระทำอาจริยวัตร
อย่างนี้แล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถรผู้กระทำภัตกิจเสร็จแล้วจึงถามว่า
ใครเป็นศาสดาของท่านหรือ หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ? พระ-
หน้า 434
ข้อ 3
เถระอ้างเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันปริพาชกนั้นถามอีกว่า ก็ศาสดา
ของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร คิดว่า เราจักแสดงความที่พระศาสนานี้
เป็นของลึกซึ้ง จึงประกาศว่าตนยังเป็นผู้ใหม่ และเมื่อจะแสดงธรรมใน
พระศาสนาแก่ปริพาชกนั้นโดยสังเขป จึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา
เหตุปฺปภวา เป็นต้น.
ปริพาชกได้ฟังเฉพาะสองบทแรกเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในพระโสดา-
ปัตติมรรคและโสดาปัตติผลอันสมบูรณ์ด้วยนัยพันหนึ่ง สองบทหลังจบลง
ในเวลาเขาเป็นพระโสดาบัน. ก็ในเวลาจบคาถา เขาเป็นพระโสดาบัน
เมื่อคุณวิเศษในเบื้องบนยังไม่เป็นไป จึงกำหนดว่า เหตุในพระศาสนานี้
จักมี จึงกล่าวกะพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้
สูงเลย เท่านี้แหละพอแล้ว พระศาสดาของเราทั้งหลายอยู่ที่ไหน. พระ-
อัสสชิกล่าวว่า อยู่ทีพระเวฬุวัน. ปริพาชกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจง
ล่วงหน้าไป ข้าพเจ้าจะเปลื้องปฏิญญาที่ทำไว้แก่สหายของข้าพเจ้าแล้วจัก
พาสหายนั้นมาด้วย แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ
สั่งพระเถระแล้วได้ไปยังปริพาชการาม.
โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสสปริพาชกนั้นกำลังมาแต่ไกล คิดว่า สีหน้า
ไม่เหมือนวันอื่น อุปติสสะนี้จักบรรลุอมตธรรมเป็นแน่จึงยกย่องการบรรลุ
คุณวิเศษของอุปติสสะนั้น โดยอาการนั้นแหละ แล้วถามถึงการบรรลุ
อมตธรรม. ฝ่ายอุปติสสะนั้นก็ปฏิญญาแก่โกลิตะนั้นว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้า
บรรลุอมตธรรมแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ.
ในเวลาจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วกล่าวว่า
พระศาสดาของพวกพวกเราอยู่ที่ไหน.
หน้า 435
ข้อ 3
อุปติสสะกล่าวว่า อยู่ที่พระเวฬุวัน.
โกลิตะกล่าวว่า ผู้มีอายุ ถ้าอย่างนั้น พวกเราจงมา จักเฝ้าพระ-
ศาสดา.
อุปติสสะเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ตลอดกาลทั้งปวงทีเดียว เพราะฉะนั้น
จึงได้เป็นผู้ใคร่จะประกาศคุณของพระศาสดาแก่สัญชัย แล้วนำสัญชัย
แม้นั้นไปยังสำนักของพระศาสดาด้วย.
สัญชัยปริพาชกนั้นถูกความหวังในลาภครอบงำ ไม่ปรารถนาจะ
เป็นอันเตวาสิก จึงปฏิเสธว่า เราไม่อาจเป็นตุ่มสำหรับตักวิดน้ำ คน
ทั้งสองนั้นเมื่อไม่อาจให้สัญชัยปริพาชกนั้นยินยอมได้ด้วยเหตุหลายประการ
จึงได้ไปยังพระเวฬุวันพร้อมกับอันเตวาสิก ๒๕๐ คน ผู้พระพฤติตาม
โอวาทของตน.
พระศาสดาทรงเห็นคนเหล่านั้นมาจากที่ไกล จึงตรัสว่า นี้จักเป็น
คู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญเลิศ แล้วทรงแสดงธรรมตามจริยาแห่ง
บริษัทของคนทั้งสองนั้น ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต แล้วได้ประทาน
อุปสมบทด้วยความเป็นเอหิภิกขุ บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ได้มา
แม้แก่พระอัครสาวก เหมือนมาแก่ภิกษุเหล่านั้น แต่กิจแห่งมรรคสาม
เบื้องบนของพระอัครสาวกยังไม่สำเร็จ เพราะเหตุไร ? เพราะสาวก-
บารมีญาณเป็นคุณยิ่งใหญ่.
บรรดาพระอัครสาวกนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ในวันที่ ๗
แต่บวชแล้วกระทำสมณธรรมอยู่ที่บ้านกัลลวาลคาม ในมคธรัฐ เมื่อถีน-
มิทธะก้าวลงอยู่ อันพระศาสดาให้สังเวชแล้ว บรรเทาถีนมิทธะ (ความ
หน้า 436
ข้อ 3
โงกง่วง) ได้ กำลังฟังธาตุกรรมฐานอยู่ทีเดียว ได้บรรลุมรรคเบื้องบน
ทั้ง ๓ ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ.
ท่านพระสารีบุตรล่วงไปได้กึ่งเดือนแต่การบรรพชา อยู่ในถ้ำสุกร๑-
ขตะ ในกรุงราชคฤห์กับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนา
แนวแห่งปริคคหสูตร แเก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน ส่งญาณ
ไปตามพระธรรมเทศนา จึงถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ เหมือนบุคคล
บริโภคภัตที่เขาคดมาเพื่อผู้อื่นฉะนั้น ดังนั้น สาวกบารมีญาณของพระ-
อัครสาวกทั้งสองได้ถึงที่สุดในที่ใกล้พระศาสดาทีเดียว.
ท่านพระสารีบุตรบรรลุสาวกบารมีญาณอย่างนี้แล้วจึงรำพึงว่า
สมบัตินี้เราได้ด้วยกรรมอะไร ได้รู้กรรมนั้นแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานด้วย
อำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ดังนี้.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ในที่ไม่ไกลหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะ เราสร้าง
อาศรมไว้อย่างดี (และ) สร้างบรรณศาลาไว้อย่างดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิมวนฺตสฺส ความว่า ที่ชื่อว่า หิมวา
เพราะประเทศนั้นมีหิมะ, ในที่ไม่ไกล คือในที่ใกล้หิมวันตประเทศนั้น
อธิบายว่า ในป่าอันเนื่องกับเขาหิมาลัย.
บทว่า ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาเจือด้วยดินร่วน
อันมีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ความว่า อาศรม คืออรัญวาส
ที่ทำไว้เพื่อเรา คือเพื่อประโยชน์แก่เรา ณ ที่ภูเขาชื่อลัมพกะนั้น ชื่อว่า
อาศรม เพราะสงบเงียบโดยทั่วไป คือโดยรอบ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
๑. ที่ปรากฏโดยมากกว่า สุกรขาตา.
หน้า 437
ข้อ 3
อาศรม เพราะเป็นที่ไม่มีความดิ้นรน คือความกระวนกระวาย แก่ผู้เข้า
ไปแล้ว, อรัญวาสอันเป็นอย่างนี้ เราทำไว้ดีแล้ว. อธิบายว่า สร้างไว้
ด้วยอาการอันดี เช่นที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน กุฎี และปะรำเป็นต้น.
บทว่า ปณฺณสาลา ได้แก่ บรรณศาลาสำหรับเป็นที่อาศัยอยู่ มุง
ด้วยใบไม้มีแฝกและหญ้าปล้องเป็นต้น.
แม่น้ำมีฝั่งตื้น มีท่าดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วย
ทรายขาวสะอาด มีอยู่ไม่ไกลอาศรมของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตานกูลา ได้แก่ แม่น้ำไม่ลึก.
บทว่า สุปติตฺถา แปลว่า มีท่าดี.
บทว่า มโนรมา ได้แก่ ประทับใจ คือเป็นที่ยังใจให้เอิบอาบ,
บทว่า สุสุทฺธปุลินากิณฺณา ได้แก่ เกลื่อนกลาดด้วยทราย ปาน
ประหนึ่งว่ากลีบแก้วมุกดาขาวดี อธิบายว่า เป็นต้องทราย.
อธิบายว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อยที่เป็นอย่างนี้นั้น ได้มีอยู่ในที่ไม่ไกล
คือในที่ใกล้อาศรมของเรา. ก็บทว่า อสฺสมํ พึงทราบว่า เป็นทุติยาวิภัตติ
ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.
ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่
ชัน น้ำจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของ
เรางาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ชื่อว่าไม่มีกรวด
คือเว้นจากกรวด เพราะท่านกล่าวว่า เกลื่อนกลาดด้วยทราย.
บทว่า อปพฺภารา แปลว่า เว้นจากเงื้อม อธิบายว่า ฝั่งไม่ลึก.
บทว่า สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา ความว่า แม่น้ำ คือแม่น้ำน้อย มีน้ำ
หน้า 438
ข้อ 3
มีรสอร่อย เว้นจากกลิ่นเหม็น ไหลไป คือเป็นไป ทำอาศรมบทของเรา
ให้งาม.
ฝูงจระเข้ มังกร ปลาร้าย และเต่าว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำ
นั้น แม่น้ำไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม.
ในคาถานั้น เชื่อมความว่า จระเข้ มังกร ปลาฉลาม คือปลาร้าย
และเต่า ได้เล่นอยู่ในแม่น้ำนี้. เชื่อมความว่า แม่น้ำ คือแม่น้ำน้อยไหล
คือไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม.
ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน ปลานกกระจอก ว่ายโลดโดดอยู่ ย่อมทำให้
อาศรมของเรางาม.
อธิบายว่า ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน และปลานกกระจอก มัจฉาชาติทั้งหมดนี้ โดดไปข้างโน้นข้าง
นี้ คือไหลไปกับแม่น้ำ ทำให้อาศรมบทของเรางาม.
ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อยอยู่
ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ กูเลสุ ความว่า ที่ข้างทั้งสอง
ของแม่น้ำนั้น มีต้นไม้ที่มีดอกประจำ มีผลประจำ ห้อยอยู่ทั้งสองฝั่ง
คือน้อมลงเบื้องล้างที่ฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ย่างทราย
บานอยู่เป็นนิจ มีกลิ่นหอมดุจกลิ่นทิพย์ ฟุ้งตลบไปในอาศรม
ของเรา.
หน้า 439
ข้อ 3
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพา เป็นต้น ความว่า มะม่วงเป็น
พวงมีรสหวานอร่อย ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นแคฝอย ต้นย่างทราย ต้นไม้
เหล่านี้ มีดอกบานอยู่เป็นนิจ. มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นทิพย์ ฟุ้ง คือฟุ้ง
ตลบไปรอบ ๆ อาศรมของเรา.
ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กากะทิง บุนนาค
และลำเจียก บานสะพรั่งมีกลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์ ฟุ้งไปใน
อาศรมของเรา.
ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่มมีดอก
เหมือนวงกลมทองคำ ไม้กากะทิง ไม้บุนนาค และไม้ลำเจียกหอม ไม้
ทั้งหมดนี้ มีดอกบาน คือบานสะพรั่ง กลิ่นตลบ คือส่งกลิ่นหอมฟุ้งไป
ในอาศรมของเรา เหมือนกลิ่นทิพย์.
ต้นลำดวน ต้นอโศก ต้นกุหลาบ ไม้ปรู และไม้มะกล่ำ
หลวง มีดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ต้นลำดวนดอกบาน ต้นอโศกดอก
บาน ต้นกุหลาบดอกบาน ต้นปรูดอกบาน และมะกล่ำหลวงดอกบาน
ไม้เหล่านี้บานสะพรั่งงดงามอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
การะเกด พะยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน ส่งกลิ่นหอม
อบอวล ทำอาศรมของเราให้งดงาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกตกา ได้แก่ กอสุคนธการะเกด.
อธิบายว่า ต้นพะยอมขาว พิกุล กอมะลิซ้อน รุกขชาติทั้งหมดนี้ส่งกลิ่น
หอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางามไปทั่ว.
หน้า 440
ข้อ 3
ไม้เจตพังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชันเป็น
อันมาก ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำให้อาศรมของเรางาม.
เชื่อมความว่า ไม้ทั้งหลายมีเจตพังคีเป็นต้นเหล่านี้ ทำอาศรมของ
เราให้งามไปทั่ว ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่.
บุนนาค บุนนาคเขา และต้นโกวิฬาร์ (ไม้สวรรค์) ดอก
บานสะพรั่ง หอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม.
อธิบายว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีบุนนาคเป็นต้น ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำ
ให้อาศรมของเรางาม.
ไม้ราชพฤกษ์ อัญชันเขียว ไม้กระทุ่ม และพิกุล มีมาก
ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำอาศรมของเราให้งาม.
เชื่อมความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นราชพฤกษ์เป็นต้น ส่งกลิ่นหอม
ตลบ ทำให้อาศรมของเรางาม.
ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วย และมะกรูด เจริญเติบโตด้วย
น้ำหอม ออกผลสะพรั่ง.
ในคาถานั้น มีใจความว่า พุ่มถั่วดำเป็นต้นเหล่านี้ เจริญเติบโต
ด้วยน้ำหอมแห่งเครื่องหอมมีจันทน์เป็นต้น ทรงผลดุจทอง ทำให้อาศรม
ของเรางดงาม.
ปทุมอย่างหนึ่งบาน ปทุมอย่างหนึ่งกำลังเกิด ปทุมอย่าง
หนึ่งดอกร่วง บานอยู่ในบึงในกาลนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺเ ปุปฺผนฺติ ปทุมา ความว่า ใน
บึง ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา ปทุมอย่างหนึ่ง คือบางพวกบาน ปทุม
หน้า 441
ข้อ 3
บางพวกเกิดอยู่ คือบังเกิดอยู่ ปทุมบางพวกมีดอกร่วง คือมีเกสรใน
กลีบโรยไป.
ปทุมกำลังเผล็ดดอกตูม เหง้าบัวไหลไป กระจับเกลื่อน
ด้วยใบ งามอยู่ในบึง ในกาลนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา ความว่า ใน
กาลนั้น คือในสมัยที่เราเป็นดาบสอยู่ ปทุมบางเหล่ากำลังเผล็ดดอกตูมอยู่
ในภายในบึง เหง้าบัว คือรากปทุม กำลังไหลไป คือไหลไปจากภายใน
เปือกตมนี้เหมือนงาช้าง. ความว่า กระจับทั้งหลายเป็นกอ ดาดาษด้วย
ใบและดอก งดงามอยู่.
ไม้ตาเสือ จงกลนี ไม้อุตตรี และชบา บานอยู่ในบึง
ส่งกลิ่นหอมตลบอยู่ในกาลนั้น.
อธิบายความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ ณ ที่ใกล้บึง กอ-
ตาเสือ กอจงกลนี กอชื่ออุตตรี และกอชบา กอไม้ทั้งหมดนี้บาน คือ
ออกดอก พาเอากลิ่นหอมมา ทำบึงให้งดงาม.
ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน ปลาสังกุลา และปลารำพัน ย่อมอยู่ในบึง ใน
กาลนั้น.
เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ หมู่ปลามีปลาสลาด
เป็นต้น ไม่กลัวย่อมอยู่ในบึง.
ฝูงจระเข้ ปลาฉลาม ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ เต่า และงู
เหลือม ย่อมอยู่ในบึง ในกาลนั้น.
หน้า 442
ข้อ 3
เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ ฝูงปลามีจระเข้เป็นต้น
เหล่านั้น ไม่กลัว ไม่มีอันตราย ย่อมอยู่ในบึง ใกล้อาศรมของเรา.
ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพรากที่เที่ยวไปในน้ำ
นกดุเหว่า นกแขกเต้า และนกสาลิกา ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต
อยู่ใกล้สระนั้น.
ในคาถานั้น เชื่อมความว่า นกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพราก
ที่เที่ยวไปในน้ำ นกดุเหว่า นกแขกเต้า และนกสาลิกา อาศัยสระใกล้
อาศรมของเรา คือเข้าไปอาศัยสระนั้นเป็นอยู่.
ฝูงนกกวัก ไก่ฟ้า นกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด นกแขกเต้า
ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกุตฺถกา ได้แก่ นกที่มีชื่ออย่างนั้น
บทว่า กุฬีรกา ได้แก่ นกที่มีชื่ออย่างนั้น. เชื่อมความว่า นกกะลิงป่า
นกต้อยตีวิด และนกแขกเต้า นกทั้งหมดนี้ ย่อมอาศัยสระใกล้อาศรม
ของเรานั้นเป็นอยู่.
ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกดุเหว่า ไก่ นกค้อนหอย
นกโพระดก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
อธิบายว่า ฝูงนกมีหงส์เป็นต้นเหล่านี้ทั้งหมด เข้าไปอาศัยสระนั้น
เป็นอยู่ คือเลี้ยงชีวิตอยู่.
ฝูงนกแสก นกหัวขวาน นกเขาเหยี่ยว และนกกาน้ำ
นกมากมาย เข้าไปอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ในคาถานั้น มีอธิบายว่า นกแสก นกหัวขวาน นกเขา นกเหยี่ยว
หน้า 443
ข้อ 3
และนกกาน้ำ นกมากมายบนบก ย่อมเป็นอยู่ คือสำเร็จความเป็นอยู่ ณ
สระนั้น คือ ณ ที่ใกล้สระนั้น.
เนื้อฟาน หมู จามรี กวาง ละมั่ง เนื้อทราย เป็น
อันมาก เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.
ในคาถานั้น มีใจความว่า มฤคเหล่านั้นมีเนื้อฟานเป็นต้น เลี้ยง
ชีวิตอยู่ ณ สระนั้น คือใกล้สระนั้น. ทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมี-
วิภัตติ.
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมู หมาใน เสือดาว
โขลงช้าง แยกกันเป็น ๓ พวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระ
นั้น.
เชื่อมความว่า สัตว์จตุบทมีสีหะเป็นต้นเหล่านี้ เว้นจากอันตราย
เป็นอยู่ใกล้สระนั้น.
พวกกินนร วานร คนทำงานในป่า สุนัขไล่เนื้อ และ
นายพราน ย่อมอาศัยเป็นอยู่ใกล้สระนั้น.
ในคาถานี้ มีความหมายว่า สัตว์เหล่านี้มีกินนรเป็นต้นซึ่งมีชื่อ
อย่างนี้ ย่อมอยู่ใกล้สระนั้น.
มะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลอยู่เป็น
นิจ ในที่ไม่ไกลจากอาศรมของเรา.
ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ไม้ทั้งหลายมีมะพลับเป็นต้นเหล่านี้
เผล็ดผลมีรสอร่อย ในที่ไม่ไกลจากอาศรมของเรา ตลอดกาลทั้ง ๓ คือ
ฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เป็นประจำ.
หน้า 444
ข้อ 3
ต้นคำ ต้นสน ต้นสะเดา สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน
เผล็ดผลเป็นประจำอยู่ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา.
ในคาถานั้น มีความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นคำเป็นต้นเหล่านี้ มี
ผลเป็นสำคัญ มีผลอร่อย มีผลอันอุดมมาร่วมกัน คือประกอบพร้อมดี
ได้แก่ สะพรั่งพร้อม เผล็ดผลเป็นประจำ งดงามอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา.
ต้นสมอ มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก กระเบา
ไม้รกฟ้า และมะตูม ต้นไม้เหล่านั้นเผล็ดผลอยู่.
เชื่อมความว่า ต้นไม้มีสมอเป็นต้นเหล่านั้น เกิดอยู่ในที่ใกล้อาศรม
ของเรา เผล็ดผลอยู่เป็นนิจ.
เหง้ามัน มันอ้อน นมแมว มันนก กะเม็ง และคัดมอน
มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา.
เชื่อมความว่า มูลผลทั้งหลายมีเหง้ามันเป็นต้นเหล่านี้ หวาน มีรส
อร่อย มีอยู่เป็นอันมาก ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา.
ณ ที่ไม่ไกลอาศรมของเรา มีสระน้ำสร้างไว้ดีแล้ว มีน้ำ
ใสเย็น มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่รื่นรมย์ใจ.
ในคาถานั้น มีความว่า ในที่ไม่ไกลอาศรม คือในที่ใกล้อาศรม
ได้มีสระน้ำสร้างไว้ดีแล้ว คือเขาสร้างให้ควรแก่การขึ้นและการลงด้วยดี
มีน้ำใส คือมีน้ำใสแจ๋ว น้ำเย็น มีท่าราบเรียบ คือมีท่าดี เป็นที่รื่นรมย์
ใจ คือกระทำความโสมนัสให้.
ดารดาษด้วยปทุมและอุบล สะพรั่งด้วยบุณฑริก ปกคลุม
ด้วยบัวขมและเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป.
ในคาถานั้น มีความว่า สระทั้งหลายดารดาษ คือบริบูรณ์ด้วย
หน้า 445
ข้อ 3
ปทุมบัวหลวง และอุบลบัวขาว ประกอบคือสะพรั่งด้วยบุณฑริกบัวขาว
เกลื่อนกลาด คือเป็นกลุ่ม ๆ ด้วยบัวขมและบัวเผื่อน กลิ่นหอมฟุ้งตลบ
คือฟุ้งไปรอบด้าน.
ในกาลนั้น เราอยู่ในอาศรมที่สร้างไว้อย่างดี น่ารื่นรมย์
ในป่าที่มีดอกไม้บาน สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทั้งมวลอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สพฺพงคสมฺปนฺเน ความว่า ใน
กาลนั้น คือในกาลเป็นดาบสอยู่ในอาศรม คือในอรัญวาส อันน่ารื่นรมย์
ที่สร้างอย่างดี ในป่าอันเป็นชัฏด้วยไม้ดอกและไม้ผล สมบูรณ์ คือบริบูรณ์
ด้วยองค์ประกอบมีแม่น้ำเป็นต้นทุกชนิด.
พระดาบสครั้นแสดงสมบัติแห่งอาศรมของตน ด้วยลำดับคำมี
ประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงคุณสมบัติมีศีลเป็นต้นของตน จึง
กล่าวว่า
ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร
เพ่งฌาน ยินดีในฌาน บรรลุอภิญญาพละ ๕.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวา ความว่า สมบูรณ์ด้วยศีล ๕
เช่นปาริสุทธิศีล ๔ อันประกอบพร้อมด้วยฌาน.
บทว่า วตฺตสมฺปนฺนา ความว่า บริบูรณ์ด้วยการสมาทานวัตรว่า
ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่เสพฆราวาสและกามคุณ ๕.
บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่ง คือมีการเพ่งเป็นปกติ ด้วย
ลักขณูปนิชฌาน และอารัมมณูปนิชฌาน.
บทว่า ฌานรโต ความว่า ยินดีแล้ว คือเร้นอยู่ ได้แก่ สมบูรณ์
อยู่ทุกเมื่อในฌานทั้งหลายเหล่านี้.
หน้า 446
ข้อ 3
บทว่า ปญฺจาภิญฺาพลสมฺปนฺโน ความว่า สมบูรณ์ด้วยพละ
อธิบายว่า บริบูรณ์ด้วยอภิญญา คือปัญญาพิเศษ ๕ ประการ คือออิทธิวิธะ
แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพโสตะ หูทิพย์ ปรจิตตวิชานนะ รู้ใจคนอื่น ปุพพ-
นิวาสานุสสติ ระลึกชาติก่อนได้ ทิพพจักขุ ตาทิพย์. เชื่อมความว่า เรา
เป็นดาบส โดยชื่อว่า สุรุจิ อยู่.
ครั้นแสดงคุณสมบัติของตนด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว เมื่อจะ
แสดงปริสสมบัติ คือความสมบูรณ์ด้วยบริษัท จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
ศิษย์ของเราทั้งหมดนี้ เป็นพราหมณ์ ๒๔,๐๐๐ คน มีชาติ
มียศ บำรุงเราอยู่.
ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ศิษย์ของเราทั้งหมดนี้ เป็นพราหมณ์
๒๔,๐๐๐ คน มีชาติ คือสมบูรณ์ด้วยชาติกำเนิด มียศ คือสมบูรณ์ด้วย
บริวารบำรุงเราอยู่.
มวลศิษย์ของเรานี้ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์
ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้ง
คัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ ถึงความเต็มเปี่ยมในธรรม
ของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ ในตำราทำนายลักษณะ.
ย่อมรู้ลักษณะของสตรีและบุรุษชาวโลกีย์ทั้งปวงว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะ
เหล่านี้ จะมีทุกข์ ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะมีสุข. ตำราอัน
ประกาศลักษณะนั้น ชื่อว่า ลักขณะ. ในตำราทายลักษณะนั้น.
บทว่า อิติหาเส ได้แก่ ในทำราอันแสดงเฉพาะคำที่พูดว่า เรื่องนี้
เป็นแล้วอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นแล้วอย่างนี้. เชื่อมความว่า ถึงความเต็มเปี่ยม
คือที่สุดในตำราทายลักษณะ และตำราอิติหาสะ.
หน้า 447
ข้อ 3
ตำราอันประกาศชื่อต้นไม้เเละภูเขาเป็นต้น เรียกว่า นิฆัณฑุ.
บทว่า เกฏุเภ ได้แก่ ตำราว่าด้วยการกำหนดใช้คำกิริยา อันเป็น
อุปการะแก่กวีทั้งหลาย. ชื่อว่า สนิฆัณฑุ เพราะเป็นไปกับด้วยคัมภีร์
นิฆัณฑุ. ชื่อว่า สเกฏุกะ เพราะเป็นไปกับด้วยคัมภีร์เกฏุภะ, เชื่อม
ความว่า ถึงความสำเร็จในไตรเพทอันเป็นไปกับด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุและ
เกฏุภะนั้น.
บทว่า ปทกา ได้แก่ ผู้ฉลาดในบทนาม สมาส ตัทธิต อาขยาต
และกิตก์เป็นต้น.
บทว่า เวยฺยากรณา ได้แก่ ผู้ฉลาดในพยากรณ์มีจันทปาณินีย-
กลาปะ เป็นต้น.
อธิบายว่า สธมฺเม ปารมึ คตา ความว่า ถึง คือบรรลุความเต็มเปี่ยม
คือที่สุดในธรรมของตน คือในธรรมของพราหมณ์ ได้แก่ ไตรเพท.
ศิษย์ทั้งหลายของเรา เป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิต
และในลักษณะ ศึกษาดีแล้วในแผ่นดิน พื้นที่และอากาศ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป :- เป็นผู้ฉลาด คือเฉลียวฉลาด
ในลางดีร้ายมีอุกกาบาต คือดวงไฟตกและแผ่นดินไหวเป็นต้น ในนิมิต
ดีและนิมิตร้าย และในอิตถีลักษณะ ปุริสลักษณะ และมหาปุริสลักษณะ.
ศิษย์ทั้งหลายของเราศึกษาดีแล้วในสิ่งทั้งปวง คือในแผ่นดิน ใน
พื้นที่ และในกลางหาว คืออากาศ.
ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้มักน้อย มีปัญญา มีอาหารน้อย ไม่
โลภ สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ ห้อมล้อมเราอยู่
ทุกเมื่อ.
หน้า 448
ข้อ 3
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺฉา ได้แก่ ผู้ยังอัตภาพให้เป็น
ไปด้วยอาหารแม้มีประมาณน้อย.
บทว่า นิปกา คือ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญาเครื่อง
รักษาตน.
บทว่า อปฺปาหารา ได้แก่ มีอาหารมื้อเดียว อธิบายว่า บริโภค
ภัตมื้อเดียว.
บทว่า อโลลุปา ได้แก่ เป็นผู้ไม่เป็นไปด้วยตัณหาคือความอยาก.
บทว่า ลาภาลาเภน ความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราเหล่านี้สันโดษ
คือมีความพอใจด้วยลาภ และความไม่มีลาภ ห้อมล้อม คือบำรุงเราอยู่
ทุกเมื่อ คือเป็นนิตยกาล.
(ศิษย์ของเรา) เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนัก-
ปราชญ์ มีจิตสงบ มีใจตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล
ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายี คือ ประกอบด้วยลักขณูปนิชฌาน
และในอารัมมณูปนิชฌาน. อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ผู้มีปกติเพ่ง.
บทว่า ฌานรตา ได้แก่ เป็นผู้ยินดี คือแนบแน่นในฌานเหล่านั้น.
บทว่า ธีรา ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา เครื่องทรงจำ.
บทว่า สนฺตจิตฺตา แปลว่า ผู้มีใจสงบ.
บทว่า สมาหิตา ได้แก่ ผู้มีจิตแน่วแน่.
บทว่า อากิญฺจญฺํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีปลิโพธกังวล.
บทว่า ปตฺถยนฺตา แปลว่า ปรารถนาอยู่. เชื่อมความว่า ศิษย์
ทั้งหลายของเราถึงซึ่งความเป็นอย่างนี้ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
หน้า 449
ข้อ 3
(ศิษย์ของเรา) บรรลุอภิญญาบารมี คือความยอดเยี่ยม
แห่งอภิญญา ยินดีในโคจร คืออาหารอันเป็นของมีอยู่ของ
บิดา ท่องเที่ยวไปในอากาศ มีปัญญา ห้อมล้อมเราอยู่
ทุกเมื่อ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิญฺาปารมิปฺปตฺตา ความว่า บรรลุ
ความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในอภิญญา ๕ ได้แก่ ทำให้บริบูรณ์แล้ว.
บทว่า เปตฺติเก โคจเร รตา ความว่า ยินดีแล้วในอาหารที่ได้ด้วย
การไม่วิญญัติ คือการไม่ขอ อันเป็นพุทธานุญาต.
บทว่า อนฺตลิกฺขจรา ความว่า ไปและมาทางห้วงเวหา คือ
อากาศ.
บทว่า ธีรา ความว่า เป็นผู้มั่นคง คือมีสภาวะไม่หวั่นไหวใน
อันตรายมีสีหะ และพยัคฆ์เป็นต้น. อธิบายความว่า หมู่ดาบสของเรา
เป็นแล้วอย่างนี้ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
หมู่ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมทวาร ๖ ไม่หวั่นไหว
รักษาอินทรีย์ ไม่คลุกคลี เป็นนักปราชญ์ หาผู้ทัดเทียม
ได้ยาก.
ในคาถานั้น มีความว่า สำรวมแล้ว คือกั้นแล้ว ได้แก่ปิดแล้ว
ในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น และในอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น
อธิบายว่า เป็นผู้รักษาและคุ้มครองทวาร.
บทว่า ทุราสทา แปลว่า เข้าถึงยาก อธิบายว่า ไม่อาจ คือไม่
สมควรเข้าไปใกล้ คือกระทบกระทั่ง.
หน้า 450
ข้อ 3
ศิษย์ของเราเหล่านั้นหาผู้ทัดเทียมได้ยาก ยับยั้งอยู่ตลอด
ราตรี ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ ด้วยการยืน และการจงกรม.
ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเรายังราตรีทั้งสิ้นให้
น้อมล่วงไป คือให้ก้าวล่วงไปโดยพิเศษ ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ คือนั่ง
ให้ขาอ่อนเนื่องกัน เว้นการนอน ด้วยการยืน และด้วยการจงกรม.
ศิษย์ทั้งหลายของเราเข้าใกล้ได้ยาก ไม่กำหนัดในอารมณ์
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความขัดเคือง ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง.
อธิบายความในคาถานั้นว่า หมู่ศิษย์ของเรา คือดาบสเหล่านั้น
ถึงซึ่งอาการอย่างนี้ ย่อมไม่กำหนัดคือไม่ทำความกำหนัดให้เกิดขึ้นใน
วัตถุอันน่ากำหนัด คืออันควรกำหนัด, ไม่ขัดเคือง คือไม่ทำความขัดเคือง
ในวัตถุที่น่าขัดเคือง คือควรขัดเคือง ได้แก่ ควรทำความขัดเคืองให้
เกิดขึ้น, ไม่หลง คือไม่ทำความหลงในวัตถุอันน่าหลง คือควรให้หลง
อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา.
ศิษย์เหล่านั้นทดลองการแผลงฤทธิ์ ประพฤติอยู่ตลอด
กาลเป็นนิจ ศิษย์เหล่านั้นทำแผ่นดินให้ไหว ยากที่ใครจะ
แข่งได้.
เชื่อมความว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้น ทดลองประพฤติอยู่เป็น
นิตยกาล ซึ่งการแผลงฤทธิ์ มีอาทิว่า คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลาย
คนเป็นคนเดียวก็ได้.
อธิบายว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นนิรมิตแผ่นดินในอากาศบ้าง ใน
น้ำบ้าง แล้วทำอิริยาบถให้สั่นไหว.
หน้า 451
ข้อ 3
อธิบาย (บท สารมฺเภน) ว่า อันใคร ๆ ไม่พึงได้ด้วยการแข่งดี
คือด้วยการถือเอาเป็นคู่ คือด้วยการกระทำการทะเลาะ.
ศิษย์ของเราเหล่านั้น เมื่อจะเล่นย่อมเล่นฌาน ไปนำ
เอาผลหว้าจากต้นหว้ามา หาผู้เข้าถึงได้ยาก.
อธิบายว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเมื่อเล่นกีฬา คือเล่น ได้แก่ ยินดี
การเล่นปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า ชมฺพุโต ผลมาเนนฺติ ความว่า ไปด้วยฤทธิ์แล้วนำเอา
มาซึ่งผลหว้าประมาณเท่าหม้อ จากต้นหว้าสูงร้อยโยชน์ ในหิมวันต-
ประเทศ.
ศิษย์พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทห-
ทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป ศิษย์เหล่านั้นไม่มีผู้ทัดเทียม
ด้วยการแสวงหา.
เชื่อมความในคาถาว่า ระหว่างศิษย์ของเราเหล่านั้น ศิษย์อื่นคือ
พวกหนึ่งไปทวีปโคยาน คืออปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป
พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป, ศิษย์เหล่านั้นหาผู้เข้าถึงได้ยาก ย่อมไปหา
คือแสวงหา ได้แก่แสวงหาปัจจัยในสถานที่เหล่านี้.
ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ส่วนตนเองไปข้างหลัง
ท้องฟ้าถูกดาบส ๒๔,๐๐๐ บดบังไว้.
ความในคาถาว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเมื่อไปทางอากาศ ส่งหาบ
คือกระเช้าอันเต็มด้วยบริขารดาบส ก็ครั้นส่งหาบนั้นไปข้างหน้าก่อนแล้ว
ตนเองไปข้างหลังหาบนั้น.
หน้า 452
ข้อ 3
เชื่อมความ (ในบาทคาถาต่อมา) ว่า ท้องฟ้าคือพื้นอากาศมี
ดาบส ๒๔,๐๐๐ ผู้ไปอยู่อย่างนั้น บดบังไว้ คือปิดบังไว้.
ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟ บางพวกกินดิบ ๆ บาง
พวกเอาฟันแทะกิน บางพวกซ้อมด้วยครกกิน บางพวกทุบ
ด้วยหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง.
ในคาถานั้น มีการเชื่อมความว่า ศิษย์ของเราบางเหล่าคือบางพวก
ปิ้งไฟ คือเผาผลาผลและผักเป็นต้นแล้วจึงกิน, บางพวกไม่ปิ้งไฟ
คือไม่ปิ้งให้สุกด้วยไฟ กินทั้งดิบ ๆ. บางพวกเอาฟันนั่นแหละแทะ
เปลือกกิน. บางพวกตำด้วยครก คือใช้ครกตำกิน บางพวกทุบด้วยหิน
คือเอาหินทุบกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง.
ศิษย์ของเราบางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำทั้งเช้าและ
เย็น บางพวกเอาน้ำราดรดตัว หาผู้เข้าถึงได้ยาก.
ความของคาถาว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราหาผู้เข้าถึงได้ยาก บางพวก
ชอบสะอาด คือต้องการความบริสุทธิ์ ลงอาบน้ำ คือเข้าไปในน้ำทั้งเช้า
และเย็น.
บางพวกเอาน้ำราดรดตัว อธิบายว่า ทำการรดที่ตัวด้วยน้ำ.
ศิษย์ทั้งหลายของเราหาผู้ทัดเทียมมิได้ ปล่อยเล็บมือ
เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเขลอะ มีธุลีบนเศียร แต่
หอมด้วยกลิ่นศีล.
ความในคาถามันว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นหาผู้ทัดเทียมมิได้ มีเล็บ
และขนยาวงอกคือเกิดที่รักแร้ทั้งสอง และที่มือและเท้า, อธิบายว่า ไม่
ประดับไม่ตกแต่ง เพราะเว้นจากขุรกรรม คือโกนด้วยมีดโกน.
หน้า 453
ข้อ 3
บทว่า ปงฺกทนฺตา ความว่า มีมลทินจับที่ฟัน เพราะไม่ได้กระทำ
ให้ขาวด้วยผงอิฐหรือผงหินน้ำนม.
บทว่า รชสฺสิรา ได้แก่ มีศีรษะเปื้อนธุลี เพราะเว้นจากการ
ทาน้ำมันเป็นต้น.
บทว่า คนฺธิตา สีลคนฺเธน ความว่า เป็นผู้มีกลิ่นหอมไปในที่
ทุกแห่งด้วยกลิ่นโลกียศีล เพราะเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยศีลอันประกอบด้วย
ฌาน สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย.
ในบทว่า มม สิสฺสา ทุราสทา มีความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเรา
ใคร ๆ ไม่อาจเข้าถึง คือกระทบได้ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมี
ประการดังกล่าวแล้วนี้.
ชฏิลทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันเวลาเช้าแล้วไป
ประกาศลาภน้อยลาภมากในท้องฟ้าในกาลนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ปาโตว สนฺนิปติตฺวา นี้ โต
ปัจจัยลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ อธิบายว่า เป็นหมวดหมู่กันอยู่ใน
สำนักของเราในเวลาเช้าตรู่ทีเดียว.
ชฎิล คือดาบสผู้สวมชฏา มีตบะกล้า คือมีตบะปรากฏ ได้แก่
มีตบะแผ่ไปแล้ว.
เชื่อมความในตอนนี้ว่า ชฎิลทั้งหลายประกาศลาภน้อยลาภใหญ่
คือกระทำลาภเล็กและลาภใหญ่ให้ปรากฏ ในครั้งนั้น คือในกาลนั้น จึงไป
ในอัมพรคือพื้นอากาศ.
สุรุจิดาบสเมื่อจะประกาศคุณทั้งหลาย เฉพาะของดาบสเหล่านั้นอีก
จึงกล่าวคำว่า เอเตสํ ปกฺกมนฺตานํ ดังนี้เป็นต้น. ในคำนั้นมีความว่า
หน้า 454
ข้อ 3
เสียงดังอันเกิดจากผ้าคากรองของดาบสเหล่านี้ ผู้หลีกไป คือผู้ไปอยู่ใน
อากาศหรือบนบก ย่อมสะพัดไป.
ในบทว่า มุทิตา โหนฺติ เทวตา นี้ เชื่อมความว่า เพราะเสียง
หนังเสือของเหล่าดาบสผู้ทำเสียงดังให้สะพัดไปอยู่อย่างนั้น เทวดาทั้งหลาย
จึงยินดี เกิดความโสมนัสว่า สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้
ยินดี คือพอใจด้วย.
ในบทว่า ทิโส ทิสํ นี้ เชื่อมความว่า ฤๅษีเหล่านั้นไปในห้อง
กลางหาว คือเที่ยวไปในอากาศเป็นปกติ ย่อมหลีกไป คือไปยังทิศใหญ่
และทิศน้อย.
ในบทว่า สเก พเลนุปตฺตทฺธา นี้ เชื่อมความว่า เป็นผู้ประกอบ
ด้วยกำลังร่างกาย และกำลังฌานของตน ย่อมไปในที่ที่ประสงค์จะไปตาม
ความต้องการ.
เมื่อจะประกาศอานุภาพเฉพาะของดาบสเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า ปวี กมฺปกา เอเต ดังนี้.
ในกาลนั้น ดาบสเหล่านั้น มีความต้องการเที่ยวไปในที่ทุกแห่ง
ทำแผ่นดินให้ไหว คือทำเมทนีให้เคลื่อนไหว มีปกติเที่ยวไปในท้องฟ้า
คือมีปกติเที่ยวไปในอากาศ.
บทว่า อุคฺคเตชา เป็นต้น ความว่า มีเดชพลุ่งขึ้น คือมีเดช
แพร่สะพัดไป ผู้ข่มขี่ได้ยาก คือไม่อาจข่มขี่ คือครอบงำเป็นไป เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ข่มได้ยาก.
ในบทว่า สาคโรว อโขภิยา นี้ เชื่อมความว่า เป็นผู้อันคนอื่น
หน้า 455
ข้อ 3
ให้กระเพื่อมไม่ได้ คือไม่อาจให้หวั่นไหวได้ เหมือนสาคร คือเหมือน
สมุทรอันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้ คือให้ขุ่นไม่ได้.
ในบทว่า านจงฺกมิโน เกจิ นี้ เชื่อมความว่า ในระหว่างศิษย์
ของเราเหล่านั้น ฤๅษีบางพวกถึงพร้อมด้วยอิริยาบถยืน และอิริยาบถ
จงกรม ฤๅษีบางพวกถือการนั่งเป็นวัตร คือถึงพร้อมด้วยอิริยาบถนั่ง
ฤๅษีบางพวกกินปวัตตโภชนะ คือกินใบไม้ที่หล่นเอง ชื่อว่ายากที่จะหา
ผู้ทัดเทียม เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายเห็นปานนี้.
เมื่อจะชมเชยดาบสทั้งหมดนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เมตฺตาวิหาริโน
ดังนี้.
ในคำนั้น มีเนื้อความว่า ศิษย์ของเราเหล่านี้ ชื่อว่ามีปกติอยู่ด้วย
เมตตา เพราะแผ่เมตตาอันมีความเสน่หาเป็นลักษณะโดยนัยมีอาทิว่า สัตว์
หาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ จงเป็นสุขเถิด ดังนี้
แล้วอยู่ คือยังอัตภาพให้เป็นไปอยู่. อธิบายว่า ฤๅษีเหล่านั้นทั้งหมดเป็น
ผู้แสวงหาประโยชน์ คือแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ คือสัตว์
ทั้งปวง ไม่ยกตน คือไม่ถือตัว ไม่ข่มใคร ๆ คือคนไร ๆ ได้แก่
ไม่สำคัญโดยทำให้เป็นคนต่ำกว่า.
เชื่อมความ (ในคาถานี้ ) ว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเป็นผู้ไม่สะดุ้ง
คือไม่กลัวดุจราชสีห์ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณคือศีล สมาธิ และ
สมาบัติ มีเรี่ยวแรง คือถึงพร้อมด้วยกำลังกาย และกำลังฌาน ดุจคชราช
คือดุจพญาช้าง ยากที่จะเข้าถึง คือไม่อาจกระทบ ดุจพญาเสือโคร่ง
ย่อมมาในสำนักของเรา.
หน้า 456
ข้อ 3
ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะประกาศโดยเลศ คือการแสดงอานุภาพ
ของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิชฺชาธรา ดังนี้. ในคำนั้น มีการเชื่อม
ความว่า วิชาธรมีการท่องมนต์เป็นต้น ภุมเทวดาผู้อยู่ที่ต้นไม้และภูเขา
เป็นต้น นาคผู้ตั้งอยู่ในภาคพื้น และผู้ตั้งอยู่บนบก คนธรรพ์เทพ รากษส
ผู้ดุร้าย กุมภัณฑเทพ ทานพเทพ และครุฑผู้สามารถนิรมิตสิ่งที่ปรารถนา
แล้ว ๆ ย่อมเข้าไปอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต, อธิบายว่า อยู่ที่สระนั้น คือ
ที่ใกล้สระ.
เมื่อจะพรรณนาคุณทั้งหลาย ของเหล่าดาบสผู้เป็นศิษย์ของตนนั้น
แหละแม้อีก จึงกล่าวคำว่า เต ชฏา ขาริภริตา ดังนี้เป็นต้น. คำทั้งหมด
นั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. บทว่า ขาริภารํ ได้แก่ บริขารของดาบสมี
กระบวยตักน้ำ และคนโทน้ำเป็นต้น.
เมื่อจะประกาศคุณทั้งหลายของตนแม้อีก จึงกล่าวคำว่า อุปฺปาเต
สุปิเน จาปิ ดังนี้เป็นต้น. ในคำนั้น เชื่อมความว่า เพราะถึงความ
สำเร็จในศิลปะของพราหมณ์ และเพราะเป็นผู้ฉลาดในเรื่องราวของ
นักษัตร เราถูกใคร ๆ ถามถึงความเป็นไปในลักษณะแห่งอุปบาตและ
ในสุบินว่า นักขัตฤกษ์ที่ราชกุมารนี้เกิดงามหรือไม่งาม เราเป็นผู้ศึกษามา
ดีแล้วในการบอกถึงความสำเร็จแห่งสุบินว่า สุบินนี้งาม สุบินนี้ไม่งาม
และในการบอกลักษณะมือเท้าของสตรีและบุรุษทั้งปวง ชื่อว่าทรงไว้ซึ่ง
บทมนต์ คือโกฏฐาสของมนท์ทำนายลักษณะทุกอย่าง ซึ่งเป็นไปอยู่ใน
ชมพูทวีปทั้งสิ้นในกาลนั้น คือในกาลที่เราเป็นดาบส.
เมื่อจะประกาศการพยากรณ์ของตน ให้มีพุทธคุณเป็นเบื้องหน้า
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทัสสี ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า ที่ชื่อว่า
หน้า 457
ข้อ 3
อโนมะ เพราะไม่ต่ำทราม. การเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยมังสจักษุ
ทิพยจักษุ สมันตจักษุ ธรรมจักษุ และพุทธจักษุ ชื่อว่าทัสสนะ
ทัศนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่ต่ำทราม พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ชื่อว่า อโนมทัสสี. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุทั้งหลาย
มีความเป็นผู้มีภาคยะคือบุญเป็นต้น ชื่อว่า โลกเชษฐ์ เพราะเป็นผู้เจริญ
ที่สุดและประเสริฐสุดของโลก โคผู้เจริญที่สุดมี ๓ พวก คือโคอุสภะ
โคนิสภะ และโคอาสภะ ในโค ๓ พวกนั้น โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคร้อยตัว
ชื่ออุสภะ โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคพันตัว ชื่อว่านิสภะ โคผู้นำบุรุษ
ที่ประเสริฐสุด โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคแสนตัว ชื่อว่าอาสภะ โคผู้ยิ่งใหญ่,
นระผู้ยิ่งใหญ่แห่งนรชนทั้งหลาย ชื่อว่านราสภะ, นระผู้แทงตลอดธรรม
ทั้งปวง ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ, นระผู้ทรงใคร่ความวิเวก คือผู้ปรารถนา
ความเป็นผู้เดียว เสด็จเข้าไปยังหิมวันค์คือเขาหิมาลัย.
บทว่า อชโฌคาเหตฺวา หิมวนฺตํ ความว่า หยั่งลง คือเสด็จ
เข้าไปใกล้เขาหิมวันต์. คำที่เหลืออง่ายทั้งนั้น.
เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระโลกนายกผู้ประทับนั่งอยู่ รุ่งเรือง
คือโชติช่วงดุจดอกบัวเขียว เป็นตั่งแห่งเครื่องบูชายัญ คือเป็นตั่งแห่ง
เครื่องบูชาเทพคือเครื่องสังเวย สว่างจ้า คือประกอบด้วยรัศมีดังกองไฟ
โพลงอยู่ในอากาศดุจสายฟ้า บานสะพรั่งดุจพญารัง.
เทพของเทพทั้งหลาย ชื่อว่าเทวเทวะ, เพราะได้เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น ผู้เป็นเทพของเทพ เราจึงตรวจคือพิจารณาพระลักษณะ คือ
เหตุเป็นเครื่องให้รู้มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระองค์ว่า จะเป็น
หน้า 458
ข้อ 3
พระพุทธเจ้าหรือไม่หนอแล. เชื่อมความว่า เราเห็นพระชินเจ้าผู้มีพระจักษุ
คือผู้มีพระจักษุ ๕ ด้วยเหตุอะไร.
ความในคาถานี้ว่า กำหนึ่งพัน คือจักรลักษณะปรากฏที่พระบาท
อันอุดม คือที่พื้นฝ่าพระบาทอันอุดม, เราได้เห็นลักษณะเหล่านั้น ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ตกลงคือถึงสันนิษฐาน อธิบายว่า
เป็นผู้หมดความสงสัยในพระตถาคต. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
ความในคาถานี้ว่า พระสยัมภู คือพระผู้เป็นเอง. ผู้เป็นแดนเกิด
แห่งพระคุณนับไม่ได้ คือเป็นแดนเกิดขึ้น ได้แก่ เป็นฐานที่ตั้งขึ้นแห่ง
พระคุณทั้งหลายนับไม่ได้ คือประมาณไม่ได้, บททั้งสองนี้เป็นอาลปนะ
ทั้งนั้น พระองค์ทรงรื้อขนชาวโลกนี้ คือสัตว์โลกนี้ด้วยดี คือทรงขน
ขึ้นจากสังสารให้ถึงบนบก คือนิพพาน.
เชื่อมความว่า มวลสัตว์เหล่านั้นมาสู่ทัสสนะของพระองค์แล้ว ย่อม
ข้ามคือก้าวล่วงกระแสคือความแคลงใจ ได้แก่โอฆะใหญ่ คือวิจิกิจฉา.
พระดาบสเมื่อจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
ตุวํ สตฺถา ดังนี้ ในคำนั้นเชื่อมความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ
พระองค์เป็นศาสดาคือเป็นอาจารย์ของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก. พระ-
องค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นเกตุ คือเป็นของสูง เพราะอรรถว่า สูงสุด, พระองค์
เท่านั้นชื่อว่าเป็นธง เพราะอรรถว่า ปรากฏในโลกทั้งสิ้น, พระองค์เท่านั้น
ชื่อว่าเป็นเสา คือเป็นเช่นกับเสาที่ปักไว้ เพราะอรรถว่า สูงขึ้น, พระองค์
เท่านั้นเป็นที่อาศัย คือเป็นฐานะที่จะพึงถึงชั้นสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย คือ
ของสรรพสัตว์ พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่ง คือเป็นฐานที่พึ่งพิง พระองค์
เท่านั้นชื่อว่าเป็นประทีป คือเป็นดุจประทีปน้ำมัน เพราะกำจัดความมืด
หน้า 459
ข้อ 3
คือโมหะของสัตว์โลก เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า คือเป็นผู้สูงสุด
ประเสริฐสุดแห่งเหล่าเทพ พรหม และมนุษย์ผู้มี ๒ เท้า.
เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สกฺกา สมุทฺเท อุทกํ ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายว่า ใคร ๆ อาจ
ประมาณ คือนับน้ำในมหาสมุทรอันลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ได้ด้วยเครื่องตวง
ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์ใคร ๆ ไม่อาจเลยที่จะ
ประมาณ คือนับว่า มีประมาณเท่านี้.
เชื่อมความว่า ใคร ๆ วางที่มณฑลตราชั่ง คือที่ช่องตราชั่งแล้วอาจ
ชั่งปฐพีคือดินได้ ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์
ใคร ๆ ไม่อาจชั่งได้เลย.
ความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ อากาศคือห้วงเวหา
ทั้งสิ้น ใคร ๆ อาจนับได้ด้วยเชือกหรือนิ้วมือ แต่ญาณได้แก่อากาศ
คือญาณของพระองค์ ใคร ๆ ไม่อาจประมาณ คือนับไม่ได้เลย.
ในบทว่า มหาสมุทฺเท อุทกํ นี้ ความว่า พึงละ คือทิ้ง ได้แก่
ก้าวล่วงน้ำทั้งสิ้นในสาคร ลึก ๘๔๐๐๐ โยชน์ และแผ่นดินทั้งสิ้นหนาได้
๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ คือพึงทำให้เสมอได้ จะถือเอาพระญาณของพระพุทธเจ้า
มาชั่งคือทำให้เสมอ ย่อมไม่ควรด้วยอุปมา คือด้วยอำนาจอุปมา พระ-
ญาณเท่านั้นเป็นคุณชาติอันยิ่ง.
ข้าแต่พระผู้มีจักษุ คือข้าแต่พระผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕ คำนี้เป็น
อาลปนะคือคำร้องเรียก. โลกเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย คำนี้เป็น
ฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. เชื่อมความว่า จิตของสัตว์
ทั้งหลายเหล่าใด คือมีประมาณเท่าใด ย่อมเป็นไปในระหว่างโลกพร้อม
หน้า 460
ข้อ 3
ทั้งเทวโลก สัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเหล่านั้น คือมีประมาณเท่านั้น อยู่ใน
ภายในข่ายคือญาณของพระองค์ คือเข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณ
อธิบายว่า ทรงเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยข่ายคือพระญาณ.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระสัพพัญญู คือผู้รู้ธรรมทั้งปวง
ผูเจริญ พระองค์ทรงถึง คือบรรลุพระโพธิญาณ คือพระนิพพานทั้งสิ้น
ด้วยพระญาณใด อันสัมปยุตด้วยมรรค ทรงย่ำยี คือครอบงำเดียรถีย์
เหล่าอื่น คืออันเดียรถีย์ทั้งหลาย ด้วยพระญาณนั้น.
พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย เมื่อจะประกาศอาการที่ดาบสนั้น
สรรเสริญ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิมา คาถา ถวิตฺวาน ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า อิมา คาถา ความว่า ดาบสชื่อว่าสุรุจิโดยชื่อ แต่มาใน
อรรถกถาที่เหลือว่า สรทมาณพ สรรเสริญ คือทำการสรรเสริญด้วยคาถา
ทั้งหลายเหล่านี้. บาลีตามอรรถกถานัยนั้น เป็นประมาณ, อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าสุรุจิ เพราะมีความชอบใจ คืออัธยาศัย ได้แก่นิพพานาลัยงาม,
ชื่อว่า สรทะ เพราะแล่น คือไป ได้แก่ เป็นไปในการฝึกอินทรีย์,
ดังนั้น แม้ทั้งสองอย่างก็เป็นชื่อของดาบสนั้น. สุรุจิกาบสนั้นลาดหนังเสือ
แล้วนั่งบนแผ่นดิน อธิบายว่า สรทดาบสนั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖
ประการ มีใกล้เกินไปเป็นต้น.
พระดาบสนั่งในที่นั้นแล้ว เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระญาณของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเท่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ
ดังนี้.
ในบทว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ ในคาถานั้น มีการเชื่อมความว่า
ขุนเขาคือขุนเขาเมรุ หยั่ง คือหยั่งลง ได้แก่ ลงไปในห้วงมหรรณพ คือ
หน้า 461
ข้อ 3
ในสาครลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงคือพุ่งขึ้น ๘๔,๐๐๐ โยชน์เพียงนั้น คือ
มีประมาณเท่านั้น อันท่านกล่าวไว้ในบัดนี้.
เขาเนรุสูงเพียงนั้น คือสูงขึ้นไปอย่างนั้น เขามหาเนรุนั้น คือขุนเขา
เนรุใหญ่อย่างนั้น โดยส่วนยาว ส่วนสูง และส่วนกว้าง เป็นขุนเขาถูก
ทำให้ละเอียด คือถูกทำให้แหลกละเอียดถึงแสนโกฏิ โดยส่วนแห่ง
การนับ.
เชื่อมความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์เมื่อ
ตั้งคะแนนนับไว้ คือเมื่อทำร้อย พัน หรือแสนก็ตาม ให้เป็นหน่วยหนึ่ง ๆ
แล้วตั้งไว้ในพระญาณ จุณแห่งเขาเนรุใหญ่นั้นนั่นแหละพึงสิ้นไป พระ-
ญาณของพระองค์ใคร ๆ ไม่อาจประมาณคือทำการประมาณได้เลย.
อธิบายความในคาถานี้ว่า บุคคลใดพึงล้อม คือพึงทำการล้อมไว้
โดยรอบ ซึ่งน้ำในมหาสมุทรทั้งสิ้น ด้วยตาข่ายตาถี่ ๆ คือมีช่องละเอียด
เมื่อบุคคลนั้นล้อมน้ำไว้อย่างนี้ สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เกิดในน้ำ สัตว์
ทั้งหมดนั้นจะต้องถูกกักไว้ในภายในข่าย.
พระดาบสเมื่อจะแสดงความอุปไมยนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตเถว
หิ ดังนี้. ในข้อที่กล่าวมานั้น สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในน้ำ ย่อมอยู่ในภาย
ในข่าย ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีภาคเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ คือผู้กระทำความ
เพียรเพื่อบรรลุพระมหาโพธิญาณ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เดียรถีย์ คือเจ้า
ลัทธิผิดเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก คือไม่ใช่น้อย ผู้แล่นไปในการถือผิด
คือผู้เข้าไปสู่การยึดถือกล่าวคือทิฏฐิ เป็นผู้ถูกปรามาสคือการยึดมั่น ได้แก่
ถูกทิฏฐิอันมีลักษณะยึดถือไปข้างหน้าโดยสภาพ ให้ลงอยู่คือปิดกั้นไว้.
หน้า 462
ข้อ 3
เชื่อมความในคาถานี้ว่า เดียรถีย์เหล่านี้ทั้งหมด อยู่ในข่าย หรือ
เข้าไปในภายในข่ายแห่งพระญาณ ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลส
ของพระองค์ อันมีปกติเห็นโดยไม่ติดขัด คือเห็นธรรมทั้งปวงเว้นจาก
เครื่องกั้นเป็นปกติ อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า าณํ เต นาติวตฺตเร
ความว่า พวกเดียรถีย์เหล่านั้นไม่ล่วงพ้นพระญาณของพระองค์ไปได้.
ในเวลาเสร็จสิ้นการสรรเสริญที่ล่วงแล้วอย่างนี้ เพื่อจะแสดงการ
เริ่มพยากรณ์ของตน พระดาบสจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ภควา ตมฺหิ สมเย
ดังนี้ ในคำนั้น เชื่อมความว่า ในสมัยใด ดาบสสรรเสริญพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ในสมัยนั้น คือกาลเสร็จสิ้นการสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าอโนมทัสสี ชื่อว่าผู้มีพระยศใหญ่ เพราะทรงมีบริวารล่วงพ้น
การนับ ชื่อว่าพระชินะ เพราะทรงชนะกิเลสมารเป็นต้น ทรงออกจาก
สมาธิ คือจากอัปปนาสมาธิ ทรงตรวจดูสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นด้วยทิพย-
จักษุ.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสีนั้น ผู้เป็นมุนี คือผู้ประกอบด้วยพระญาณ
กล่าวคือโมนะ อันพระขีณาสพหนึ่งแสนผู้มีจิตสงบ คือมีกิเลสในใจอัน
สงบระงับ ผู้เป็นตาที่บุคคล ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้มีสภาพไม่หวั่นไหว
ในสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ผู้บริสุทธิ์ คือผู้ประกอบด้วยกาย-
กรรมเป็นต้นอันบริสุทธิ์ มีอภิญญา ๖ ผู้คงที่ คือมีสภาวะอันไม่หวั่นไหว
ด้วยโลกธรรม ๘ ห้อมล้อมแล้ว รู้คือทราบพระดำริของพระพุทธเจ้า
จึงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก คือได้ไปยังที่ใกล้ในทันใดนั้นเอง.
หน้า 463
ข้อ 3
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มาแล้วอย่างนั้น ณ ที่นั้น คือ ณ ที่ใกล้พระผู้มี
พระภาคเจ้า. ทั้งที่ยังอยู่ในกลางหาว คือในอากาศ ได้กระทำประทักษิณ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. เชื่อมความว่า ท่านเหล่านั้นทั้งหมดประคอง
อัญชลีนมัสการอยู่ จากอากาศลงมาในสำนักของพระพุทธเจ้า.
พระดาบส เมื่อจะประกาศเหตุอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งการให้การ
พยากรณ์อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิตํ ปาตุกริ ดังนี้. คำทั้งหมดนั้นมี
เนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า โย มํ ปุปฺเผน ความว่า ดาบสใดยังจิตให้เลื่อมใสในเรา
แล้วบูชาเราด้วยดอกไม้มิใช่น้อย และสรรเสริญคือชมเชยญาณของเรา
เนือง ๆ คือบ่อย ๆ. บทว่า ตมหํ ความว่า เราจักประกาศ คือจัก
กระทำดาบสนั้นให้ปรากฏ. ท่านทั้งหลายจงฟัง คือจงกระทำอารมณ์
ในการที่จะฟัง คือจงใส่ใจคำเรากล่าว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประทานการพยากรณ์ จึงตรัสว่า
ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า เมื่อภพอันมีใน
สุดท้าย คือเป็นที่สุดถึงพร้อมแล้ว ดาบสนี้จักถึงความเป็นมนุษย์ คือชาติ
กำเนิดมนุษย์ ได้แก่ จักเกิดขึ้นในมนุษยโลก. นางพราหมณีชื่อว่าสารี
เพราะเป็นผู้มีสาระด้วยสาระทั้งหลาย มีสาระคือรูปทรัพย์ตระกูลโภคทรัพย์
และสาระคือบุญเป็นต้น จักตั้งครรภ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มมูลพยากรณ์ว่า อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป
ดังนี้. ในมูลพยากรณ์นี้ พึงเห็นว่า พระอัครสาวกทั้งสอง บำเพ็ญ
บารมีหนึ่งอสงไขยแสนกัปก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น เพื่อความสะดวกในการ
ประพันธ์คาถา ท่านจึงถือเอาอันตรกัปแล้วกล่าวไว้อย่างนั้น.
หน้า 464
ข้อ 3
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพยากรณ์ว่า จักได้เป็นพระอัครสาวก
โดยชื่อว่า สารีบุตร พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นครั้นประทานพยากรณ์แล้ว
เมื่อจะสรรเสริญดาบสนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อยํ ภาคีรถี๑ ดังนี้. อธิบายว่า
ระหว่างแม่น้ำ ๕ สายนี้ คือ คงคา ยมุนา สรภู มหี อจิรวดี แม่น้ำ
ใหญ่สายที่หนึ่งชื่อว่าภาคีรถีนี้ เกิดจากเขาหิมวันต์ คือไหลมาจากเขา
หิมวันต์ คือเกิดจากสระอโนดาต ไหลไปถึงทะเลใหญ่ คือห้วงน้ำใหญ่
ย่อมถึง คือเข้าไปยังมหาสมุทร คือมหาสาคร ฉันใด สารีบุตรนี้ ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน เป็นผู้อาจหาญในเวททั้งสามของตน คือเป็นผู้กล้าหาญมีญาณ
ไม่พลั้งพลาด คือมีญาณแผ่ไปในเวททั้งสามอันเป็นไปอยู่ในตระกูลของ
ตน ถึงความเต็มเปี่ยมด้วยปัญญา คือถึงที่สุดแห่งสาวกญาณของตน จัก
ยังสัตว์ทั้งหลาย คือสัตว์ทั้งมวลให้อิ่ม คือให้อิ่มหนำ คือจักกระทำความ
อิ่มหนำให้.
บทว่า หิมวนฺตมุปาทาย ความว่า กระทำภูเขาหิมาลัยให้เป็นต้น
แล้วกระทำห้วงน้ำใหญ่คือมหาสมุทร ได้แก่สาครอันมีน้ำเป็นภาระให้เป็น
ที่สุด ในระหว่างนี้ คือในท่ามกลางภูเขาและสาครนี้ ทรายใด คือ
กองทรายประมาณเท่าใดมีอยู่ ว่าด้วยการนับ คือว่าด้วยอำนาจการนับ
ทรายนั้นนับไม่ถ้วน คือล่วงพ้นการนับ.
บทว่า ตมฺปิ สกฺกา อเสเสน ความว่า แม้ทรายนั้น ใคร ๆ
อาจคือพึงอาจนับได้หมด, เชื่อมความว่า การนับนั้นย่อมมีได้ด้วยประการ
ใด. ที่สุดคือปริโยสานแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มีเลย ด้วย
ประการนั้น.
๑. บาลีว่า ภาคีรสี.
หน้า 465
ข้อ 3
บทว่า ลกฺเข ฯ เป ฯ ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อคะแนน ได้แก่คะแนน
แห่งญาณ คือเวลาหนึ่งของญาณ ที่ใคร ๆ วางคือตั้งไว้มีอยู่ ทรายใน
แม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป คือพึงถึงความหมดสิ้นไป.
ในบทว่า มหาสมุทฺเท นี้ เชื่อมความว่า คลื่นทั้งหลายคือกลุ่ม
คลื่นชนิดหนึ่งคาวุตเป็นต้น ในมหาสาครทั้ง ๔ อันลึกได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์
ว่าถึงการนับ นับไม่ถ้วน คือเว้นจากการนับ ย่อมมีด้วยประการใด
ที่สุดคือความสิ้นสุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักไม่มีด้วยประการนั้น.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า พระสารีบุตรนั้นมีปัญญาอย่างนี้ ยังพระ-
สัมพุทธเจ้า ชื่อว่าโคตมะ เพราะเป็นโคตมโคตร ผู้เป็นใหญ่ในศากย-
ตระกูล ชื่อว่าผู้เป็นศากยะผู้ประเสริฐ ให้ทรงโปรดแล้ว คือทำความ
ยินดีแห่งจิตด้วยวัตรปฏิบัติ ศีลและอาจาระเป็นต้น ถึงความเต็มเปี่ยม คือ
ที่สุดแห่งสาวกญาณด้วยปัญญา จักเป็นอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้น.
อธิบายความในคาถานี้ว่า พระสารีบุตรนั้นได้รับตำแหน่งอัครสาวก
อย่างนี้แล้ว จักประกาศตามพระธรรมจักร คือพระสัทธรรม อันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตรทรงประกาศแล้ว คือทรงทำให้ปรากฏแล้ว ด้วย
สภาวะอันไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ คือจักทรงจำไว้
ไม่ให้พินาศ. จักยังฝนคือธรรม ได้แก่ฝนคือพระธรรมเทศนาให้ตกลง
ได้แก่จักแสดง ประกาศ เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื่นเป็นไป.
เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมศากยะผู้ประเสริฐ ทรง
รู้ยิ่งสิ่งทั้งหมดนั้น คือทรงรู้ด้วยญาณวิเศษ ประทับนั่งในหมู่ภิกษุ คือ
ในท่ามกลางพระอริยบุคคล จักทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คือ
หน้า 466
ข้อ 3
ในตำแหน่งอันสูง อันเป็นที่อภิรมย์แห่งหมู่ของคุณความดีมีปัญญาทั้งสิ้น
เป็นต้น.
ดาบสนั้นได้รับพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ถึงความโสมนัส เมื่อจะเปล่ง
อุทานด้วยอำนาจปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโห เม สุกตํ กมฺมํ
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า อโห เป็นนิบาต ลงในอรรถว่าน่า
อัศจรรย์. อธิบายว่า กรรมคือโกฏฐาสแห่งบุญ ที่เราทำดีแล้ว คือทำ
ด้วยดีแล้ว ได้แก่เชื่อแล้ว กระทำแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อโนมทัสสี ผู้เป็นศาสดาคือเป็นครู เป็นกรรมน่าอัศจรรย์ คือน่าพิศวง
มีอานุภาพเป็นอจินไตย.
เชื่อมความว่า เราได้ทำอธิการคือบุญสมภารแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ใด ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุด ได้แก่ถึงพร้อมซึ่งที่สุดอันยอด
เยี่ยมในที่ทั้งปวง คือในคณะแห่งคุณทั้งสิ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ คือน่าพิศวง.
บทว่า อปริเมยฺเย เป็นต้น ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงกุศลกรรมที่ทำไว้ ในกาลอันล่วงพ้นการนับ ว่ามีผลคือวิบากใน
อัตภาพหลังสุดนี้แก่เรา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วด้วยผลแห่งบุญนั้น
เหมือนกำลังเร็วแห่งศรอันพ้นดีแล้ว คือหลุดไปดีแล้ว ได้แก่ที่นายขมังธนู
ผู้ฉลาดยิ่งไปแล้วฉะนั้น. ท่านพระสารีบุตรเมื่อจะประกาศความเพียร
เฉพาะของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสงฺขตํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสงฺขตํ แปลว่า ปรุงแต่งไม่ได้
อธิบายว่า อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันทำไม่ได้. เชื่อมความว่า เรานั้น
หน้า 467
ข้อ 3
แสวงหานิพพานที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้นั้น ชื่อว่าไม่หวั่นไหว เพราะไม่มี
ความปฏิกูลด้วยกิเลส ชื่อว่าบท เพราะเป็นที่ตั้งแห่งบุญสมภารที่ทำไว้
แล้ว ค้นหาคือเข้าไปพิจารณาพวกเดียรถีย์ทั้งปวง คือเจ้าลัทธิทั้งสิ้น
ได้แก่บุคคลผู้ก่อให้เกิดทิฏฐิ จึงท่องเที่ยว คือวนเวียนไปในภพมีกามภพ
เป็นต้น.
เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ
พฺยาธิโต โปโส ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยาธิโต เชื่อมความว่า ชาย คือบุรุษ
ถูกพยาธิเบียดเบียนจะต้องแสวงหาโอสถฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อจะแสวง
หาอมตบทคือนิพพานอันปรุงแต่งไม่ได้ จึงบวชเป็นฤๅษี ๕๐๐ ชาติ
คือในอัตภาพ ๕๐๐ ชาติ อันไม่ปะปนกันคือไม่ขาดสาย ติดต่อกันไป.
บทว่า กุติตฺเถ สฺจรึ อหํ ความว่า เราท่องเที่ยวไปในท่าคือ
ทางไปอันลามก. ชายผู้ต้องการแก่น คือบุรุษผู้แสวงหาแก่น. บทว่า
กทลึ เฉตฺวาน ผาลเย ความว่า พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออกสองซีก.
บทว่า น ตตฺถ สารํ วินฺเทยฺย ความว่า ก็แหละครั้นผ่าออกแล้ว
ไม่พึงประสบ คือไม่พึงได้แก่นในต้นกล้วยนั้น, เชื่อมความว่า บุรุษนั้น
เป็นผู้ว่าง คือเปล่าจากแก่น.
เชื่อมความว่า ต้นกล้วยว่างเปล่า คือเปล่าจากแก่น ฉันใด พวก
เดียรถีย์ คือชนมากผู้มีทิฏฐิคติต่าง ๆ ในโลก ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็น
ผู้ว่างคือเปล่าจากพระนิพพานอันเป็นอสังขตะ. ศัพท์ว่า เส เป็นเพียง
นิบาต.
หน้า 468
ข้อ 3
อธิบายในคาถานี้ว่า ในภพหลังสุดคือในชาติสุดท้าย เราได้เป็น
เผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ คือเกิดในตระกูลพราหมณ์. บทว่า มหาโภคํ
ฉฑฺเฑตฺวาน ความว่า เราทิ้งกองโภคทรัพย์ใหญ่ เหมือนก้อนเขฬะ
บวชคือปฏิบัติเป็นบรรพชิต ได้แก่เป็นผู้เว้นจากกรรมมีกสิกรรมและ
พาณิชกรรมเป็นต้น คือบวชเป็นดาบส.
พรรณนาปฐมภาณวารจบบริบูรณ์
บทว่า อชฺฌายโก ฯ เป ฯ มุนึ โมเน สมาหิตํ ความว่า ญาณ
เรียกว่าโมนะ, ผู้ประกอบด้วยโมนะนั้น ชื่อว่ามุนี, ผู้มีจิตตั้งคือตั้งลง
โดยชอบ ชื่อว่าตั้งมั่นในโมนะนั้น. ชื่อว่านาค เพราะไม่กระทำบาปคือ
โทษ ได้แก่พระอัสสชิเถระ, ซึ่งพระมหานาคนั้นผู้ไพโรจน์ เหมือนดอก
ปทุมอันแย้มบานดีแล้วฉะนั้น.
บทว่า ทิสฺวา เม ฯ เปฯ ปุจฺฉิตุํ อมตํ ปทํ มีเนื้อความง่ายๆ
ทั้งนั้น.
บทว่า วีถินฺตเร เชื่อมความว่า เราเข้าไป คือไปใกล้พระเถระนั้น
ผู้ถึงแล้วโดยลำดับ คือผู้ถึงพร้อมแล้ว ได้แก่เข้าไปแล้วในระหว่างถนน
แล้วจึงถาม.
บทวา กีทิสํ เต มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่มหาวีระผู้บรรลุ
พระอรหัต ในการประกาศพระธรรมจักรครั้งแรก ในระหว่างพระ-
อรหันต์ทั้งหลายในศาสนาของบุรุษผู้มีปัญญาทรงจำได้ทั้งสิ้น ข้าแต่ท่านผู้
มียศใหญ่ เพราะเป็นผู้มากด้วยบริวารอันเกิดตามมา พระพุทธเจ้าของท่าน
หน้า 469
ข้อ 3
มีศาสนธรรม คือศาสนา กล่าวคือธรรมเทศนาเป็นเช่นไร อธิบายว่า
ท่านผู้เจริญ คือท่านผู้มีหน้าอันผ่องใส ขอท่านจงบอก คือจงกล่าวคำสอน
อันดีคือเจริญแก่ข้าพเจ้า.
ลำดับนั้น พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงอาการที่ถาม จึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า โส เม ปุฏฺโ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส โยค อสฺสชิตฺเถโร. พระอัสสชิเถระ
อันเราถามแล้ว คือกล่าวว่า คำสอนเป็นเช่นไร ? จึงกล่าวถ้อยคำทั้งหมด.
เชื่อมความในตอนนี้ว่า คำสอนทั้งหมด ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกโดยอรรถ
ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกโดยเทศนา ธรรม และปฏิเวธ เป็นบทอันละเอียด
คือเป็นพระนิพพาน เพราะประกาศปรมัตถสัจเป็นต้น เป็นธรรมฆ่า
ลูกศรคือกิเลส ได้แก่กระทำให้พินาศ เป็นเครื่องบรรเทาสังสารทุกข์
ทั้งปวง คือเป็นธรรมทำความสิ้นสังสารทุกข์ทั้งปวง.
เมื่อแสดงอาการที่พระอัสสชิเถระกล่าว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย
ธมฺมา ดังนี้. เชื่อมความว่า ธรรมเหล่าใด คือสภาวธรรมเหล่าใด
พร้อมทั้งปัจจัย มีเหตุเป็นแดนเกิด คืออุบัติ เกิด เป็น เกิดพร้อม บังเกิด
บังเกิดเฉพาะ จากเหตุ คือจากการณ์ มีอยู่ มีพร้อม ได้อยู่, พระ-
ตถาคตตรัสเหตุคือการณ์ของธรรมเหล่านั้น. บทว่า เตสฺจ โย นิโรโธ
ได้แก่ ความดับ คือสภาวะแห่งการดับอันใด แห่งธรรมอันมีเหตุเหล่านั้น
บทว่า เอวํวาที มหาสมโณ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า
มหาสมณะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยบริวารคือคุณมีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นต้น
และเพราะเป็นผู้กำจัดบาปได้แล้ว มีปกติตรัสอย่างนี้ คือตรัสการสงบ
ระงับเหตุเป็นต้น เป็นปกติ ตรัสไว้.
หน้า 470
ข้อ 3
ครั้นฟังธรรมที่พระเถระกล่าวแล้ว แต่นั้น เมื่อจะแสดงประการที่
ตนกระทำให้ประจักษ์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสหํ ดังนี้. คำนั้นง่าย
ทั้งนั้น.
บทว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ความว่า แม้ถ้าว่า ไม่มี
ยิ่งไปกว่านี้ไซร้ ก็พึงบรรลุเฉพาะเท่านี้ คือเฉพาะโสดาปัตติผลนี้เท่านั้น.
ก็เหมือนอย่างนั้น คือพึงบรรลุธรรมนี้แหละ. พระองค์รู้แจ้งคือแทง
ตลอดบทคือพระนิพพานอันไม่เศร้าโศก. บทนี้ ชื่อว่าอันข้าพระองค์
ทั้งหลายไม่ได้เคยพบเห็น ล่วงเลยไปหลายหมื่นกัป.
บทว่า ยฺวาหํ ธมฺมํ คเวสนฺโต ความว่า ข้าพระองค์ใด เมื่อ
แสวงหา คือเสาะหาธรรมคือสันติบท จึงท่องเที่ยวไป คือวนเวียนไปใน
ท่าที่ผิด คือท่าอันน่าเกลียด ได้แก่ท่าอันควรตำหนิ. บทว่า โส เม อตฺโถ
อนุปฺปตฺโต ความว่า ประโยชน์ที่ควรแสวงหานั้นข้าพระองค์ถึงแล้วโดย
ลำดับ คือถึงพร้อมแล้ว ก็บัดนี้เป็นกาลที่ข้าพระองค์ไม่ประมาท คือ
เป็นผู้ไม่ประมาท.
อธิบายว่า ข้าพระองค์อันพระอัสสชิเถระให้ยินดีแล้ว คือทำความ
โสมนัสให้แล้ว ถึงคือบรรลุบทคือนิพพานอันไม่หวั่นไหวคือไม่เคลื่อนไหว
เมื่อแสวงหา คือไปหาสหาย คือโกลิตมาณพ จึงได้ไปยังอาศรมบท.
บทว่า ทูรโตว มมํ ทิสฺวา ความว่า สหายของข้าพระองค์สำเหนียกดี
เห็นข้าพระองค์มาแต่ที่ไกลจากอาศรมบท เขาเป็นผู้สมบูรณ์ คือพรั่งพร้อม
ด้วยอิริยาบถ มีการยืนและการนั่งเป็นต้น ได้กล่าว คือพูดคำที่จะกล่าว
ต่อไปข้างหน้านี้.
หน้า 471
ข้อ 3
อธิบายว่า นี่แน่ะสหายผู้เจริญ ท่านเป็นผู้มีหน้าตาผ่องใส คือเป็น
ผู้ประกอบด้วยหน้าและตาผ่องใส คืองดงาม ได้แก่โชติช่วง. ราวกะว่า
ความเป็นมุนีท่านเห็นได้คือปรากฏแก่ท่าน. ท่านถึงความเป็นอย่างนี้ ได้
บรรลุอมตนิพพานแล้ว ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านได้บรรลุบทคือพระ-
นิพพานอันไม่จุติแลหรือ.
บทว่า สุภานุรูโป อายาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้สมควรแก่ความ
งาม คือวรรณะอันผ่องใสมาแล้ว. ด้วยบทว่า อาเนญฺชการิโต วิย นี้
โกลิตมาณพถามว่า นี่แน่ะท่านผู้ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปแล้ว
ท่านเป็นเหมือนผู้ฝึกมาแล้ว คือเหมือนได้ศึกษามาอย่างดีถึง ๓ เดือน
เหมือนช้างถูกแทงด้วยหอกซัดเป็นต้นก็ไม่หวั่นไหว ผู้มีการฝึกอันฝึกแล้ว
คือมีสิกขาอันได้ศึกษาแล้ว เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วในบท คือพระนิพพาน.
อุปติสสมาณพถูกโกลิตมาณพนั้นถาม จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อมตํ
มยา ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า อปริโยสิตสงฺกปฺโป ความว่า ผู้มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด
แห่งความปรารถนาที่ปรารถนาไว้ว่า เราพึงเป็นอัครสาวกของพระพุทธ-
เจ้าองค์หนึ่งในอนาคต. เราท่องเที่ยว คือหมุนไปรอบ ๆ ในท่าอันผิด
คือในทางที่ไม่ควรไป. อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คือข้าแต่พระ-
โคดมผู้เจริญที่สุดในโลก เพราะอาศัยคือเพราะได้บรรลุทัสสนะของ
พระองค์ ความดำริของข้าพระองค์ คือความปรารถนาของข้าพระองค์จึง
เต็มแล้ว คือบริบูรณ์แล้ว ด้วยการบรรลุอรหัตมรรค คือด้วยการบรรลุ
สาวกบารมีญาณ. บทว่า ปวิยํ ปติฏฺาย ความว่า ต้นไม้ที่เกิดบน
แผ่นดิน ย่อมบานคือแย้มบานในสมัย คือในฤดูเหมันต์, กลิ่นทิพย์
หน้า 472
ข้อ 3
คือกลิ่นหอมย่อมฟุ้ง คือฟุ้งตลบไป ย่อมยังสัตว์ทั้งปวง คือยังเทวดาและ
มนุษย์ทั้งปวงให้ยินดี คือกระทำให้ประกอบด้วยโสมนัส ฉันใด.
ในบทว่า ตเถวาหํ มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความ
เพียรใหญ่ คือผู้มีพระโอรสในศากยตระกูลเป็นมหาบริวาร ข้าพระองค์
ตั้งอยู่เฉพาะแล้ว ในศาสนาของพระองค์ จึงหาคือแสวงหาสมัย คือกาล
เพื่อจะบาน คือเพื่อแย้มบานด้วยอรหัตมรรคญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า วิมุตติปุปฺผํ ความว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นหรือหลุดพ้น,
หาอยู่ คือแสวงหาดอกไม้ กล่าวคืออรหัตผลวิมุตติ อันเป็นที่พ้นจากภพ
สงสารนั้น คือการท่องเที่ยว คือการไปในภพมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่า
ภวสังสาระ, การพ้นจากภวสังขาระนั้น ชื่อว่าภวสังสารโมจนะ. บทว่า
วิมุตฺติปุปฺผลาเภน ความว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้น อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าวิมุตติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นแห่งบุคคลผุ้มีบุญสมภารอันทำไว้
แล้ว คืออัครผล ได้แก่พระอรหัตผล. ชื่อว่า ปุปฺผํ ดอกไม้ เพราะ
เป็นเครื่องบานคือแย้มบานแห่งเวไนย. ดอกไม้คือวิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติ-
ปุปผะ. การได้ ชื่อว่าลาภะ, การได้ดอกไม้คือวิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติปุปผลาภะ,
ข้าพระองค์ยังสัตว์ทั้งปวง คือเหล่าสรรพสัตว์ให้ยินดี คือให้ถึงความ
โสมนัส ด้วยการได้ดอกไม้คือวิมุตติ ได้แก่ด้วยการบรรลุนั้น.
ในบทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้เป็นต้น เชื่อมความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คือมีจักษุด้วยจักษุ ๕. อาณา คืออานุภาพแห่ง
พระปริตรมีรัตนสูตรเป็นต้น ย่อมเป็นไปในที่ประมาณเท่าใดในพุทธเขต
กล่าวคือในที่แสนโกฏิจักรวาลมีประมาณเท่านั้น เว้นพระมหามุนี คือเว้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ ใคร ๆ อื่นผู้จะเหมือน
หน้า 473
ข้อ 3
คือเสมอด้วยปัญญาแห่งบุตรของพระองค์ คือข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของ
พระองค์ย่อมไม่มี. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ปฏิปนฺนา เป็นต้น ความว่า พระอริยภิกษุทั้ง ๘ เหล่านี้
คือท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค ๔ ท่านผู้ตั้งอยู่ในผล คือตั้งอยู่ในอรหัต-
ผล และพระเสขะผู้พรั่งพร้อมด้วยผล คือท่านผู้ประกอบด้วยผลทั้ง ๓
เบื้องต่ำ หวังคือแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด คือพระนิพพาน แวดล้อม
พระองค์ผู้มีปัญญา คือเสวนา คบหา เข้าไปนั่งใกล้อยู่ทุกเมื่อ คือตลอด
กาลทั้งปวง.
เป็นผู้ฉลาด คือเฉลียวฉลาดในสติปัฏฐาน ๔ กล่าวคือ กายานุปัสสนา
เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา ยินดีติดแน่นใน
การอบรม คือการเจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น.
พระองค์ย่อมงดงามเหมือนอุฬุราชา คือเหมือนราชาแห่งดาวคือ
พระจันทร์.
ชื่อว่า ธรณี เพราะทรงต้นไม้ ภูเขา รัตนะ และสัตว์เป็นต้น.
ต้นไม้ทั้งหลาย ชื่อว่า ธรณีรุหา เพราะงอกขึ้นคือเกิด, และเจริญบน
ธรณี. ต้นไม้ทั้งหลายตั้งอยู่บนปฐพี ย่อมงอกและย่อมเจริญ คือย่อมถึง
ความเจริญงอกงาม ชื่อว่าย่อมถึงความไพบูลย์ คือความบริบูรณ์, ต้นไม้
เหล่านั้นย่อมแสดงผล คือย่อมทรงผลโดยลำดับ.
เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สินฺธุ สรสฺสตี ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นต่อไป. แม้น้ำชื่อว่าสินธุวาทิ แม่น้ำชื่อว่า
สรัสสดี แม่น้ำชื่อว่านันทิยะ แม่น้ำชื่อว่าจันทภาคา แม่น้ำชื่อว่าคงคา แม่น้ำ
หน้า 474
ข้อ 3
ชื่อว่ายมุนา แม่น้ำชื่อว่าสรภู และแม่น้ำชื่อว่ามหี. สาครเท่านั้น คือ
มหาสมุทรเท่านั้นย่อมรับ คือรับเอา ได้แก่ทรงไว้ซึ่งแม่น้ำเหล่านี้ซึ่งไหล
ไปคือกำลังไปอยู่. ในกาลนั้น แม่น้ำทั้งหมดเหล่านั้นย่อมละคือทิ้งชื่อเดิม
ได้แก่ชื่อและบัญญัติโวหารเดิมมีแม่น้ำสินธุวาทิเป็นต้น ย่อมรู้ คือย่อม
ปรากฏชื่อว่า สาคร เท่านั้น ฉันใด. วรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ คือตระกูลทั้ง ๔
คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พากัน
บวชในสำนักของพระองค์ คือในสำนักได้แก่ในที่ใกล้พระองค์ ทรง
บาตรและผ้ากาสายจีวรบำเรออยู่ ย่อมละคือย่อมสละชื่อเดิม คือบัญญัติ
โวหารอันมีชื่อว่ากษัตริย์เป็นต้น พึงรู้กัน คือเป็นผู้ปรากฏว่าพุทธบุตร
คือว่าพุทธโอรส.
พระจันทร์ คือดวงจันทร์ชื่อว่าปราศจากมลทิน คือมีมลทินไป
ปราศแล้ว ได้แก่ไม่มีมลทิน เพราะปราศจากเครื่องเศร้าหมอง ๕ ประการ
คือหมอก น้ำค้าง ธุลี ควัน และราหู โคจรไปอยู่ในอากาศธาตุ คือ
ท้องฟ้า ย่ำยีหมู่ดาวทั้งหมดด้วยรัศมี ไพโรจน์ คือสว่างจ้าอยู่ในโลก
ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ.
บัวขาวและบัวเผื่อนเกิดในน้ำ คือเจริญในน้ำมีมากมาย คือล่วง
พ้นการนับ ไม่เปื้อนคือไม่ติดด้วยน้ำ เปือกตมและโคลน ฉันใด สัตว์
เป็นอันมาก คือสัตว์ไม่มีประมาณ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดคือเจริญอยู่ใน
โลก อันราคะและโทสะเบียดเบียน คือผูกพันไว้ ย่อมงอกงาม เหมือน
โกมุทงอกงาม คือเกิดในเปือกตมฉะนั้น. ปทุม ชื่อว่า เกสรี.
บทว่า รมฺมเก มาเส ได้แก่ ในเดือน ๑๒ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า
ในวันเพ็ญแห่งเดือนทั้ง ๔ อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท. เชื่อมความว่า
หน้า 475
ข้อ 3
ดอกไม้เป็นอันมากเกิดในน้ำ ได้แก่ดอกปทุมเป็นต้นย่อมบาน คือแย้ม
ขยาย ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ ย่อมล่วงเลยเดือนนั้น คือเดือน ๑๒ นั้น
ไปไม่ได้. บทว่า สมโย ปุปฺผนาย โส ความว่า เดือน ๑๒ นั้นเป็น
สมัยคือเวลาแห่งการบาน คือแย้มบาน. ดอกไม้ทั้งหลายย่อมบาน ฉันใด
ข้าแต่พระศากยบุตร พระองค์ทรงเป็นผู้บาน คือแย้มบานแล้ว ฉันนั้น
เหมือนกัน. บทว่า ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา ความว่า ภิกษุทั้งหลายผู้เป็น
ศิษย์ของพระองค์ กระทำบุญสมภารไว้แล้ว เป็นผู้บานแล้ว คือเป็นผู้
แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ คือด้วยญาณในอรหัตผล. อธิบายว่า ปทุมที่เกิด
ในน้ำ ย่อมไม่ล่วงพ้นเวลาที่บาน ฉันใด สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ล่วงเลย คือ
ไม่ล่วงพ้นคำสอนคือโอวาทานุสาสนีของพระองค์ ฉันนั้น.
บทว่า ยถาปิ เสโล หิมวา ได้แก่ ภูเขาล้วนแล้วด้วยหินชื่อว่า
หิมวันต์. ภูเขาหิมวันต์นั้น มีโอสถ คือมีโอสถสำหรับสัตว์ทั้งปวง คือ
สำหรับสัตว์ผู้ป่วยไข้ทั้งหมด เป็นที่อยู่ คือเป็นบ้านเรือนของเหล่านาค
อสูร และเทวดาทั้งปวงฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ทรงเป็นประดุจโอสถ เพราะทรงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้
พ้นจากชรา พยาธิ และมรณะเป็นต้น. เชื่อมความว่า ภูเขาหิมวันต์นั้น
เป็นที่อยู่ของพวกนาคเป็นต้น ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้ถึง คือผู้บรรลุความ
เต็มเปี่ยม คือที่สุดแห่งวิชชา ๓ อภิญญา ๖ และอิทธิฤทธิ์ ก็ย่อมอาศัย
พระองค์อยู่ ฉันนั้น. นัยที่คาถาทั้งหลายเนื่องสัมพันธ์กันด้วยอุปมาและ
อุปไมย ในหนหลังหรือในเบื้องหน้า บัณฑิตพึงเข้าใจได้ดีทีเดียว.
ในคำว่า อาสยานุสยํ ตฺวา นี้ อัธยาศัยคือจริยา ชื่อว่า อาสยะ,
กิเลสอย่างแรงกล้า ชื่อว่า อนุสยะ. อธิบายว่า ทรงทราบอัธยาศัยและ
หน้า 476
ข้อ 3
อนุสัยคือความเป็นของกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นราคจริต ผู้นี้เป็น
โทสจริต ผู้นี้เป็นโมหจริต. บทว่า อินฺทฺริยานํ พลาพลํ ความว่า ทรง
รู้อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นมีกำลังและไม่มีกำลังอย่างนี้ว่า มีอินทรีย์
แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการไม่ดี ให้รู้ได้ง่าย ให้รู้ได้
ยาก. บทว่า ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ
พระองค์ทรงรู้แจ้ง คือทรงทำให้ประจักษ์ว่า บุคคลนี้ควร คือสามารถ
บุคคลนี้ไม่ควรเพื่อรู้แจ้งธรรมที่เราแสดงแล้ว จึงทรงบันลือ คือทรง
กระทำจักรวาลทั้งสิ้นให้มีการบันลือเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยการบันลืออัน
ไม่หวาดกลัว ด้วยการบันลือดุจสีหะในการแสดงธรรม เหมือนมหาเมฆ
อันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ บันลืออยู่ฉะนั้น.
บทว่า จกฺกวาฬปริยนฺตา ความว่า บริษัทพึงนั่งเต็มห้องจักรวาล
โดยรอบ. พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้น มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน คือมีการถือทัสสนะ
มิใช่น้อย กล่าวต่าง ๆ กัน เกิดแคลงใจ วิวาทกันอยู่ เพื่อจะตัดความ
สงสัย คือเพื่อต้องการจะตัดความรู้ผิดของพวกเขา พระองค์ผู้เป็นมุนี
ทรงฉลาดในข้ออุปมา คือทรงมีความชำนาญในอุปมาอุปไมย ทรงทราบจิต
คือทรงทราบการเที่ยวไปแห่งจิตของสัตว์ทั้งปวง ตรัสปัญหาเดียวเท่านั้น
ก็ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของสัตว์ทั้งหลายผู้นั่งอยู่ในห้องแห่งจักรวาล
ทั้งสิ้นเสียได้ คือทรงกระทำให้หมดความสงสัย โดยการตรัสปัญหาเดียว
เท่านั้น.
บทว่า อุปทิสสทิเสเหว นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อุปทิสะ
เพราะเขาเห็นกัน คือเป็นของปรากฏอยู่บนน้ำ ได้แก่พวกจอกแหน.
ผู้เช่นกับพวกจอกแหน ชื่อว่า อุปทิสสทิสา ได้แก่ พวกมนุษย์. เหมือน
หน้า 477
ข้อ 3
อย่างว่า อุปทิสะ คือจอกแหนทั้งหลาย ทำน้ำไม่ให้ปรากฏ แผ่ตั้งอยู่
บนน้ำนั้น ฉันใด พสุธา คือแผ่นดิน ก็ฉันนั้น พึงเต็มด้วยพวกมนุษย์
ผู้เช่นกับจอกแหนนั้นนั่นแหละ ผู้ยืนแผ่ติด ๆ กันไป. มนุษย์ทั้งหมดนั้น
ยืนเต็มปฐพี ประนมอัญชลี คือประคองอัญชลีไว้บนศีรษะ พึงประกาศ
คุณพระโลกนายก คือพึงกล่าวคุณของพระพุทธเจ้าผู้โลกนายก.
หรือว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหมดนั้นประกาศอยู่ คือแม้จะกล่าว
พระคุณอยู่ตลอดกัป คือตลอดกัปทั้งสิ้น ก็จะพึงประกาศด้วยพระคุณ
ต่าง ๆ คือด้วยพระคุณมีประการต่าง ๆ แม้ถึงอย่างนั้น เทวดาและ
มนุษย์ทั้งหมดนั้น ก็จะไม่พึงถึง คือจะไม่ถึงพร้อม คือจะไม่อาจเพื่อจะ
นับประมาณ คือเพื่อจะกล่าวประมาณพระคุณได้. พระตถาคตสัมมาสัม-
พุทธเจ้าประมาณไม่ได้ คือมีพระคุณล้นเหลือ จนนับประมาณไม่ได้. ท่าน
แสดงความเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ด้วยคำว่า อปฺปเมยฺโย นี้.
อธิบายในคาถานี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้ทรงชนะแล้ว คือผู้ทรงชนะ
กิเลส เป็นผู้อันเราประกาศ คือชมเชยแล้ว ด้วยเรี่ยวแรงของตน คือ
ด้วยกำลังของตน โดยอุปมา อุปไมย ในหนหลัง ฉันใด เทวดาและ
มนุษย์ทั้งปวงประกาศอยู่โกฏิกัปก็ดี ร้อยโกฏิกัปก็ดี ก็จะพึงประกาศ คือ
พึงกล่าว ฉันนั้นเหมือนกัน.
เพื่อจะแสดงพระคุณทั้งหลายหาประมาณมิได้ ซ้ำอีก จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า สเจ หิ โกจิ เทโว วา ดังนี้. บทว่า ปูริตํ ปริกฑฺเฒยฺย
ความว่า บุคคลใดจะพึงชักน้ำอันเต็มในมหาสมุทรรอบทุกด้าน บุคคล
นั้นพึงได้ คือพึงถึงความคับแค้น คือความทุกข์เท่านั้น.
บทว่า วตฺเตมิ ชินสาสนํ ความว่า เราย่อมประพฤติปฏิบัติ คือ
หน้า 478
ข้อ 3
รักษาพระไตรปิฎกทั้งสิ้นอันพระชินเจ้าตรัสแล้ว. บทว่า ธมฺมเสนาปติ
ความว่า ชื่อว่าเป็นธรรมเสนาบดี เพราะเป็นใหญ่ คือเป็นประธานใน
บริษัทกล่าวคือบริษัท ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยธรรม คือด้วย
ปัญญา. อธิบายว่า ในศาสนาของพระศากยบุตร คือของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เราจะรักษาพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นในวันนี้ คือในกาลที่กำลัง
เป็นไปอยู่นี้ เหมือนเชษฐโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น.
เมื่อจะแสดงความหมุนเวียนไปในสงสารของตน จึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า โย โกจิ มนุโช ภารํ ดังนี้. เชื่อมความในคำนี้ว่า มนุษย์คนใดคน
หนึ่งพึงวางภาระ คือภาระบนศีรษะไว้บนกระหม่อม คือบนศีรษะแล้ว
ทูนไว้ คือพึงนำไป มนุษย์นั้นพึงมีความลำบากเพราะภาระนั้น คือพึง
เป็นผู้ถูกภาระนั้นเบียดเบียน ครอบงำอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาล. ภาระ
ได้แก่ภาระที่แบก เราแบกไว้แล้ว คือแบกไว้มากยิ่งนัก. เราถูกไฟ ๓ กอง
กล่าวคือไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ เผาอยู่อย่างนั้น คือโดย
ประการนั้น แบกคือเป็นทุกข์ด้วยภาระคือภพ ได้แก่ภาระคือการเข้าถึง
ภพสงสาร เหมือนถอนภูเขา คือเหมือนถอนคือยกเขามหาเมรุบรรพตขึ้น
วางไว้บนศีรษะ ท่องเที่ยวคือหมุนไปรอบ ๆ ในภพทั้งหลาย.
บทว่า โอโรปิโต จ เม ภาโร ความว่า บัดนี้ เราปลงคือวางภาระ
คือภพนั้น ตั้งแต่เวลาที่บวชแล้ว. บทว่า ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา ความว่า
ภพใหม่ทุกภพเรากำจัดแล้ว. กรณียะ คือกรรมในการกำจัดกิเลสโดย
ลำดับ มรรคที่จะต้องกระทำอันใด มีอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร คือ
พระผู้มีพระภาคเจ้า กรณียะทั้งหมดนั้นเราทำเสร็จแล้ว.
เมื่อจะแสดงความวิเศษของตนอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยาวตา
หน้า 479
ข้อ 3
พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้. ในคำนั้น ท่านแสดงว่า ในพุทธเขต กล่าวคือ
หมื่นจักรวาลมีกำหนดเพียงใด คือมีประมาณเท่าใด เว้นพระศากยะ
ผู้ประเสริฐ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญที่สุดในศากยตระกูล บรรดา
สัตว์ที่เหลือทั้งหลาย สัตว์แม้ไร ๆ ผู้เสมอเราด้วยปัญญาย่อมไม่มี. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา
ดังนี้.
เมื่อจะแสดงอานุภาพของตนอีก จึงกล่าวคำ สมาธิมฺหิ ดังนี้
เป็นต้น. คำนั้นเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ฌานวิโมกฺขานขิปฺปปฏิลาภี ความว่า เป็นผู้พลันได้ฌาน
มีปฐมฌานเป็นต้น และวิโมกข์อันเป็นโลกุตระ ๘ อันถึงการนับว่า
วิโมกข์ เพราะพ้นจากโลก ชื่อว่าย่อมบรรลุได้เร็ว.
เมื่อจะประกาศความที่ตนแม้มีอานุภาพมากอย่างนั้น ก็เป็นผู้มีความ
นับถือมาก ด้วยความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า อุทฺธตวิโสว ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้. บัดนี้ เราเป็น
ผู้มีความหยิ่งด้วยมานะอันวางลงแล้ว คือเป็นผู้มีความหยิ่งด้วยมานะ มี
ความเมาเพราะโคตรเป็นต้นอันทิ้งเสียแล้ว เหมือนงูถูกถอนพิษเสียแล้ว
คือมีพิษกล้าอันเพิกทิ้งแล้ว (และ) เหมือนโคเขาขาด คือถูกตัดเขาเสีย
แล้ว ย่อมเข้าไป คือเข้าถึงคณะคือสำนักสงฆ์ ด้วยความเคารพหนัก
คือด้วยความนับถือมากด้วยความเต็มใจ.
บัดนี้ เมื่อจะประกาศความใหญ่แห่งปัญญาของตน จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า ยทิรูปินี ดังนี้. อธิบายว่า ปัญญาใหญ่ของเราเห็นปานนี้เป็นของ
ไม่มีรูปร่าง ถ้าจะพึงมีรูปร่าง ในกาลนั้น ปัญญาของเราก็จะสม คือจะ
หน้า 480
ข้อ 3
เสมอกับพระเจ้าแผ่นดิน คือพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน. ครั้นแสดง
ความเป็นใหญ่แห่งปัญญาของตนอย่างนี้แล้ว แต่นั้น ได้ระลึกถึงบุพ-
กรรมด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสิสฺส
ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า ความเป็นใหญ่แห่งปัญญาของเรานี้ เป็น
ผลแห่งการสรรเสริญญาณอันเรากระทำแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า อโนมทัสสี.
ก็ จักก ศัพท์ ในคำว่า ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ นี้ ย่อมเป็นไปใน
อรรถว่า พาหนะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า จตุจกฺกยานํ ยานมีล้อ ๔ ล้อ.
เป็นไปในอรรถว่า เทศนา เช่นในประโยคว่า ปวตฺติเต จ ปน
ภควตา ธมฺมจกฺเก ก็แหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศจักรคือ
ธรรม.
เป็นไปในอรรถว่า บุญกิริยาวัตถุ คือทานมัย เช่นในประโยค
มีอาทิว่า จงยังจักรคือทานให้เป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวง.
เป็นไปในอรรถว่า อิริยาบถ เช่นในประโยคมีอาทิว่า ย่อมยัง
จักรคืออิริยาบถให้เป็นไปตลอดวันและคืน.
เป็นไปในอรรถว่า จักรกรด เช่นในประโยคมีอาทิว่า จักรย่อม
หมุนอยู่บนกระหม่อมของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ.
เป็นไปในอรรถว่า จักรรัตนะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า พระเจ้า
จักรพรรดิทรงเป็นไปด้วยอานุภาพแห่งจักร.
ก็ในที่นี้ จักก ศัพท์นี้ย่อมเป็นไปใน เทศนา. เชื่อมความว่า เรา
ประกาศตาม คือประกาศไปตามได้โดยชอบ คือโดยไม่ผิดแผก ได้แก่
แสดง คือกระทำการแสดงพระธรรมจักร กล่าวคือพระไตรปิฎก อัน
พระศากยบุตร คือพระโคดมสัมพุทธเจ้าผู้คงที่ คือผู้ประกอบด้วยตาทิคุณ
หน้า 481
ข้อ 3
ทรงประกาศ คือทรงแสดงไว้แล้ว. การประกาศตาม คือการแสดงภพ
ไปตามพระธรรมจักรที่ทรงแสดงแล้วนี้ เป็นผลของการสรรเสริญพระ-
ญาณที่เรากระทำแล้วแก่พระพุทธเจ้าองค์ก่อน.
แต่นั้น เมื่อจะแสดงผลแห่งบุญ มีสัปปุริสูปนิสสยะ และโยนิโส-
มนสิการะเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ ดังนี้.
ในคำนั้น เชื่อมความว่า บุคคลผู้มีความปรารถนาลามก คือผู้ประกอบ
ด้วยความอยากอันลามก ได้แก่มีปกติประพฤติลามก ผู้เกียจคร้านในการ
กระทำวัตรปฏิบัติ ในการยืนและการนั่งเป็นต้น ผู้มีความเพียรเลวในการ
เจริญฌาน สมาธิและมรรคเป็นต้น ชื่อว่าผู้มีสุตะน้อย เพราะเว้นจาก
คันถธุระและวิปัสสนาธุระ และชื่อว่าผู้ไม่มีอาจาระ เพราะเว้นจากอาจาระ
ในอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น จงอย่าได้มาร่วมคือสมาคมกับเรา ในที่
ไหน ๆ ในกาลไร ๆ เลย.
บทว่า พหุสฺสุโต ได้แก่ บุคคลผู้เป็นพหูสูต ๒ อย่าง ด้วยอำนาจ
ปริยัติและปฎิเวธ. บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยเมธาคือปัญญา.
บทว่า สีเลสุ สุสมาหิโต ความว่า ตั้งมั่นแล้ว คือมีจิตตั้งมั่นแล้วใน
ปาริสุทธิศีล ๔ ศีลอันสัมปยุตด้วยมรรคและอุโบสถศีลมีองค์ ๘ เป็นต้น.
บทว่า เจโตสมถานุยุตฺโต ได้แก่ บุคคลผู้ประกอบเอกีภาพแห่งจิต.
อธิบายว่า บุคคลเห็นปานนี้ จงตั้งอยู่บนกระหม่อมโดยแท้ คือจงตั้งอยู่
แม้บนศีรษะอันเป็นกระหม่อมของเรา.
พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวผลานิสงส์ที่ตนได้แล้ว เมื่อจะชักชวน
คนอื่นในข้อนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตํ โว วทามิ ภทฺทนฺเต ดังนี้.
คำนั้นเข้าใจดีแล้วทั้งนั้น.
หน้า 482
ข้อ 3
บทว่า ยมหํ ความว่า พระอัสสชิเถระใด เราเห็นครั้งแรกคือ
เบื้องต้น ได้เป็นผู้ปราศจากมลทิน คือเว้นจากมลทิน เพราะละกิเลส
ทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น โดยการได้โสดาปัตติมรรค พระอัสสชิเถระ
นั้นเป็นอาจารย์เรา คือเป็นผู้ให้สำเหนียกโลกุตรธรรม. เราได้เป็นธรรม-
เสนาบดีในวันนี้ เพราะการได้ฟัง คือเพราะการพร่ำสอนของพระอัสสชิ-
เถระนั้น. เราถึงความเต็มเปี่ยม คือถึงที่สุดในที่ทั้งปวง คือในคุณทั้งปวง
เป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลสอยู่.
เมื่อจะแสดงความมีความเคารพในอาจารย์ของตน จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า โย เม อาจริโย ดังนี้. เชื่อมความว่า พระเถระใดชื่อว่าอัสสชิ
ผู้เป็นสาวกของพระศาสดา ได้เป็นอาจารย์ของเรา พระเถระนั้นย่อมอยู่
ในทิศใด คือในทิศาภาคใด เราทำทิศาภาคนั้นไว้เหนือศีรษะเรา คือ
เหนือส่วนเบื้องบนแห่งศีรษะ.
แต่นั้น เมื่อจะแสดงถึงความที่คนเป็นผู้ได้ฐานันดร จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า นม กมฺมํ ดังนี้. เชื่อมความว่า พระโคดมคือพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นศากยะผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นเกตุของศากยตระกูล ทรงระลึกคือทรง
ทราบกรรมที่ทำไว้ในกาลก่อนของเรา ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ประทับ-
นั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คือตำแหน่ง
พระอัครสาวก.
ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ คืออรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา และความแตกต่างแห่งปฏิสัมภิทา
เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในปฏิสัมภิทามรรค วิโมกข์ ๘ ว่าด้วยมรรค ๔
และผล ๔ หรือว่าด้วยรูปฌานและอรูปฌาน ได้แก่ธรรมเครื่องหลุดพ้น
หน้า 483
ข้อ 3
จากสงสาร และอภิญญา ๖ มีอิทธิวิธะการแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ เป็นต้น
เรากระทำให้แจ้งแล้ว คือกระทำให้ประจักษ์แล้ว. บทว่า กตํ พุทฺธสฺส
สาสนํ ความว่า การพร่ำสอน ได้แก่คำสั่งสอน กล่าวคือโอวาทของ
พระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว คือให้สำเร็จแล้วด้วยอรหัตมรรคญาณ.
ศัพท์ว่า อิตฺถํ ในคำว่า อิตฺถํ สุทํ นี้ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า
ชี้แจง อธิบายว่า โดยประการนี้. ด้วยคำนั้น ท่านบ่งถึงอปทานของ
พระสารีบุตรทั้งสิ้น. ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ทำบทให้เต็ม.
บทว่า อายสฺมา เป็นคำเรียกด้วยความเคารพหนัก. บทว่า สาริปุตฺโต
ได้แก่ พระเถระที่เขาตั้งชื่อตามนามของมารดา. บทว่า อิมา คาถาโย
ความว่า ได้ภาษิต คือกล่าวคาถาว่าด้วยอปทานของพระสารีบุตรเถระ
ทั้งมวลเหล่านี้. อิติ ศัพท์ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า จบบริบูรณ์ อธิบายว่า
อปทานของพระสารีบุตรทั้งมวลจบแล้ว.
จบพรรณนาสารีปุตตเถราปทาน
หน้า 484
ข้อ 4
มหาโมคคัลลานเถราปทานที่ ๔ (๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหาโมคคัลลานะ
[๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่าอโนมทัสสี ผู้ประเสริฐสุด
ในโลก เป็นนระผู้องอาจ อันหมู่เทพแวดล้อมประทับอยู่ ณ
ประเทศหิมวันต์.
เวลานั้น เราเป็นนาคราชมีนามว่า วรุณ แปลงรูปอันน่า
ใคร่ได้ต่าง ๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่.
เราละหมู่นาคซึ่งเป็นบริวารทั้งสิ้น มาตั้งวงดนตรี ในกาล
นั้น หมู่นางนาคแวดล้อมพระสัมพุทธเจ้าประโคมดนตรีอยู่.
เมื่อดนตรีของมนุษย์และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของ
เทวดาก็ประโคมอยู่ ฝ่ายพระพุทธเจ้าได้ทรงสดับเสียงดนตรี
ของทั้งสองฝ่ายทรงตื่นบรรทม.
เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จเข้าไปยังภพของเรา
เราปูลาดอาสนะแล้วกราบทูลเวลาเสวยพระกระยาหาร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นายกของโลก อันพระขีณาสพ
หนึ่งพันแวดล้อม ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสว เสด็จมายัง
ภพของเรา.
เวลานั้น เราอังคาสพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา
เป็นนระผู้องอาจผู้เสด็จเข้ามา พร้อมกับภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำ
ด้วยข้าวและน้ำ.
พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคล ทรงอนุโมทนาแล้ว
หน้า 485
ข้อ 4
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้บูชาพระสงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
ของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้นจักไปสู่เทวโลก.
จักเสวยเทวรัชสมบัติ ๗๗ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติใน
แผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง
และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๕ ครั้ง โภคทรัพย์นับไม่
ถ้วน จักเกิดแก่ผู้นั้นในทันทีทันใด.
ในกัปที่นับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคตมะ
โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ
อุบัติขึ้นในโลก.
ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็น
เผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ นามว่า โกลิตะ โดยนาม.
ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เขาจักบวช. จักได้เป็น
พระสาวกที่สองของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าโคดม.
จักปรารภความเพียร มีจิตอันส่งไปในพระนิพพาน ถึงที่
สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
นิพพาน.
(เมื่อก่อน) เราอาศัยมิตรผู้ลามก ตกอยู่ในอำนาจกาม-
ราคะ มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ได้ฆ่าทั้งมารดาและบิดา.
เราเข้าถึงกำเนิดอันเป็นนรกหรือมนุษย์อันพรั่งพร้อมด้วย
กรรมลามก ยังต้องศีรษะแตกตาย.
หน้า 486
ข้อ 4
นี้เป็นกรรมครั้งหลังสุดของเรา ภพครั้งสุดท้ายยังเป็นไป
อยู่ กรรมเช่นนี้จักมีแก่เราในเวลาใกล้จะตายแม้ในที่นี้.
เราหมั่นประกอบวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
แม้แผ่นดินอันลึกหนา ใคร ๆ กำจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุด
แห่งฤทธิ์ พึงให้ไหวได้ด้วยนิ้วหัวแม่เท้าซ้าย.
เราไม่เห็นอัสมิมานะ เราไม่มีมานะ เรากระทำความ
ยำเกรงอย่างหนักแม้ชั้นที่สุดในสามเณร.
ในกัปหาประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราสั่งสมกรรมใดไว้ เรา
ได้บรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้นโดยลำดับ เป็นผู้บรรลุถึงธรรม
เครื่องสิ้นอาสวะแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมหาโมคคัลลานเถราปทาน
หน้า 487
ข้อ 4
๒. พรรณนามหาโมคคัลลานเถราปทาน
อปทานของ ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้เป็นต้น.
คำมีอาทิว่า ก็พระเถระนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้า
ปางก่อนทั้งหลาย สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพ
นั้น ๆ ครั้นในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีดังนี้ ได้
กล่าวไว้แล้วในเรื่องของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ.
ความพิสดารว่า จำเดิมแต่วันที่บวชแล้ว ในวันที่ ๗ พระเถระ
เข้าไปอาศัยบ้าน กัลลวาลคาม ในมคธรัฐ บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ เมื่อ
ถีนมิทธะคือความโงกง่วงครอบงำ อันพระศาสดาทรงให้สลดใจด้วยพระ-
ดำรัสมีอาทิว่า โมคคัลลานะ ความพยายามของเธออย่าได้ไร้ผลเสียเลย เมื่อ
ได้ฟังธาตุกรรมฐานอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรเทาความโงกง่วงแล้ว
ตรัสให้ฟังอยู่ ได้บรรลุมรรคทั้ง ๓ เบื้องบน โดยลำดับแห่งวิปัสสนา
แล้วถึงที่สุดแห่งสาวกญาณในขณะแห่งผลอันเลิศคือพระอรหัตผล.
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ครั้นได้บรรลุความเป็นทุติยสาวก
อย่างนี้แล้ว ได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานอัน
เป็นบุพจริยาด้วยอำนาจความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสี
ภควา ดังนี้. ในคำนั้น ที่ชื่อว่าอโนมทัสสี เพราะมีทัสสนะคือความ
เห็นไม่ต่ำทราม คือไม่เลวทราม. จริงอยู่ พระองค์มีการเห็นอันการทำ
ความไม่อิ่มแก่คนผู้มองดูพระองค์อยู่ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งเดือน ตลอด
ทั้งปี แม้ตลอดแสนปี เพราะพระองค์เป็นผู้มีพระสรีระประดับด้วยมหา-
ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอโนมทัสสี อีกอย่าง
หน้า 488
ข้อ 4
หนึ่ง ชื่อว่าอโนมทัสสี เพราะมีปกติเห็นพระนิพพานอันไม่ต่ำทรามคือไม่
เลวทราม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้พระนามว่า อโนมทัสสี เพราะเหตุ
ทั้งหลายมีความเป็นผู้มีภาคยะคือบุญเป็นต้น. บทว่า โลกเชฏฺโ ได้แก่
เป็นใหญ่ คือเป็นประธานแห่งสัตว์โลกทั้งมวล. ชื่อว่า อาสภะ เพราะ
เป็นเช่นกับวัวผู้ ผู้ยิ่งใหญ่, ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนระทั้งหลาย ชื่อว่า นราสภะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสีผู้เป็นใหญ่แห่งโลก ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนระพระ-
องค์นั้น อันหมู่แห่งเทพกระทำไว้ในเบื้องหน้า คืออันหมู่เทพทั้งหลาย
ห้อมล้อมแล้ว. เชื่อมความต่อกันไปว่า ประทับอยู่ในหิมวันตประเทศ.
อธิบายความว่า ในคราวที่ได้กระทำความปรารถนาในวาระที่สอง
เพื่อเป็นทุติยสาวกนั้น เราได้บั้งเกิดเป็นนาคราชมีนามชื่อว่าวรุณ. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในกาลนั้น เราเป็นนาคราชมีนามชื่อว่าวรุณ
ดังนี้. บทว่า กามรูปี ได้แก่ มีปกตินิรมิตสิ่งที่ใคร่ได้ตามปรารถนา.
บทว่า วิกุพฺพามิ แปลว่า กระทำการแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ. บทว่า
มโหทธินิวาสหํ ความว่า ในระหว่างนาคเหล่านี้ คือมัญเชริกนาค ๑
นาคที่อยู่บนแผ่นดิน ๑ นาคที่อยู่บนภูเขา ๑ นาคที่อยู่ในแม่น้ำ ๑ นาค
ที่อยู่ในสมุทร ๑ เราเป็นนาคอยู่ในสมุทร อาศัยอยู่ อธิบายว่า สำเร็จการ
อยู่ในห้วงน้ำใหญ่คือในสมุทร.
บทว่า สงฺคณิยํ คณํ หิตฺวา ความว่า ละ คือเว้นหมู่นาคซึ่ง
เป็นบริวารประจำ คือซึ่งเป็นบริวารของตน. บทว่า ตุริยํ ปฏฺเปสหํ
ความว่า เราเริ่มตั้งดนตรี อธิบายว่า ให้บรรเลงดนตรี. บทว่า สมฺพุทฺธํ
ปริวาเรตฺวา ความว่า ในกาลนั้น เหล่านางอัปสร คือนางนาคมาณวิกา
ทั้งหลาย แวดล้อมพระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้าบรรเลงแล้ว คือขับร้องด้วย
หน้า 489
ข้อ 4
คำอันไพเราะ บรรเลงด้วยคำพากย์เป็นต้น ได้แก่บรรเลงตามความ
เหมาะสมที่ตนมีอยู่.
บทว่า วชฺชมาเนสุ ตุริเยสุ ความว่า เมื่อดนตรีมนุษย์และดนตรี
นาคอันประกอบด้วยองค์ ๕ บรรเลงอยู่. บทว่า เทวตุริยานิ วชฺชยุํ
ความว่า เทวดาชั้นจาตุมหาราชก็บรรเลง คือประโคมดนตรีทิพย์.
บทว่า อุภินฺนํ สทฺทํ สุตฺวาน ความว่า ได้ทรงฟังเสียงกลองเทวดา
และมนุษย์ทั้งสองฝ่าย. อธิบายว่า พระพุทธเจ้าแม้ผู้ทรงเสมอด้วยครูของ
โลกทั้งสามก็ทรงรู้พร้อม คือทรงทราบ ทรงสดับ.
บทว่า นิมนฺเตตฺวาน สมฺพุทฺธํ ความว่า นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า
พร้อมทั้งหมู่สาวก เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ แล้วแวดล้อม. บทว่า สกภวนํ
ได้แก่ เข้าไปยังนาคพิภพของตน. บทว่า คนฺตฺวา จ อาสนํ ปญฺา-
เปตฺวาน ความว่า ให้ปูลาด คือตระเตรียมที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน
กุฎี มณฑป ที่นอน และที่นั่ง. บทว่า กาลมาโรจยึ อหํ ความว่า เรา
กระทำวิธีเบื้องต้นอย่างนี้แล้ว ให้กราบทูล คือให้ทรงทราบเวลาว่า ได้
เวลาแล้วพระเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.
บทว่า นขีณาสวสหสฺเสหิ ความว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น อันพระอรหันต์หนึ่งพันห้อมล้อมแล้ว เป็นนายกของโลก
ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เสด็จเข้าไป คือเสด็จถึงภพของเรา.
เมื่อจะแสดงอาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จเข้าไปยังภพของ
ตนแล้ว ให้เสวย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุปวิฏฺํ มหาวีรํ ดังนี้. คำนั้น
เข้าใจได้ง่ายมาก.
บทว่า โอกฺกากกุลสมฺภโว ความว่า พระศาสดาพระนามว่าโคดม
โดยพระโคตร คือโดยอำนาจพระโคตร ทรงอุบัติในราชสกุลอันมาแล้ว
หน้า 490
ข้อ 4
โดยสืบ ๆ กันแห่งพระเจ้าโอกกากราช หรืออุบัติในราชสกุลอันปรากฏ
ในชมพูทวีปทั้งสิ้น จักเกิดมีในมนุษยโลก.
ด้วยบทว่า โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน นี้ พระศาสดาได้ทรงกระทำ
การพยากรณ์ว่านาคราชนั้นอันกุศลมูลคือบุญสมภารตักเตือน คือส่งเสริม
ในภายหลังคือภพสุดท้าย จึงบวชในพระศาสนา จักเป็นทุติยอัครสาวก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม.
บทว่า อารทฺธวีริโย ได้แก่ มีความเพียรในอิริยาบถทั้งหลายมีการ
ยืนและการนั่งเป็นต้น. บทว่า ปหิตตฺโต แปลว่า มีจิตส่งไปแล้วใน
พระนิพพาน. บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต ความว่า ถึง คือบรรลุถึง
ความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในอธิษฐานฤทธิ์ วิกุพพนฤทธิ์ กัมมวิปากชฤทธิ์
เป็นต้น ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโมคคัลลานะนี้เป็น
ยอดแห่งภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์. บทว่า สพฺพาสเว ความว่า กำหนดรู้
คือรู้ทั่ว ได้แก่รอบด้าน คือละธรรมคือกาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา
ทั้งหมด อันได้ชื่อว่า อาสวะ เพราะไหลไป คือเป็นไปทั่ว คือรอบด้าน
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือไม่มีกิเลส. บทว่า นิพฺพายิสฺสติ เชื่อมความว่า
จักนิพพานด้วยกิเลสปรินิพพานและขันธปรินิพพาน.
พระเถระ ครั้นกล่าวถึงการพยากรณ์ที่ได้ด้วยอำนาจบุญของตนอย่าง
นี้แล้ว เมื่อจะประกาศจริยาอันลามกอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปาปมิตฺโต-
ปนิสฺสาย ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า เข้าไปอาศัย คือกระทำปาปมิตร
คือมิตรผู้มีบาปคือผู้ลามก ให้เป็นที่อาศัย ได้แก่ เป็นผู้เกี่ยวข้องกับ
ปาปมิตรเหล่านั้น.
ในข้อนั้น มีอนุบุพพิกถาดังต่อไปนี้. สมัยหนึ่ง พวกเดียรถีย์
หน้า 491
ข้อ 4
ประชุมกันปรึกษากันว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านรู้ไหม เพราะเหตุไร
ลาภสักการะจึงบังเกิดมากมายแก่พระสมโคดม. พวกเดียรถีย์กล่าวว่า
พวกเราไม่รู้ ก็ท่านเล่า ไม่รู้หรือ. พวกเดียรถีย์กล่าวว่า เออ เรารู้
ลาภสักการะเกิดขึ้น เพราะอาศัยภิกษุรูปหนึ่งชื่อโมคคัลลานะ. ด้วยว่า
พระโมคคัลลานะนั้นไปยังเทวโลก ถามถึงกรรมที่เหล่าเทวดากระทำ แล้ว
กลับมาบอกแก่พวกมนุษย์ว่า พวกเขาทำกรรมชื่อนี้ จึงได้สมบัติเห็นปานนี้
และถามกรรมแม้ของพวกที่เกิดในนรก แล้วกลับมาบอกแก่พวกมนุษย์ว่า
พวกเขาทำกรรมชื่อนี้จึงได้เสวยทุกข์เห็นปานนี้.
มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของพระมหาโมคคัลลานะแล้ว จึงนำไป
เฉพาะซึ่งลาภสักการะใหญ่. เดียรถีย์ทั้งหมด ได้มีฉันทะเป็นอย่างเดียวกัน
ว่า ถ้าพวกเราอาจฆ่าพระโมคคัลลานะนั้น ลาภสักการะนั้นจักบังเกิดแก่
พวกเรา อุบายนี้มีประโยชน์ แล้วคิดกันว่า พวกเราจักกระทำอุบาย
อย่างใดอย่างหนึ่ง ฆ่าพระโมคคัลลานะนั้นเสีย จึงชักชวนพวกอุปัฏฐาก
ของตน ได้กหาปณะหนึ่งพัน แล้วให้เรียกโจรนักฆ่าคนมาแล้วพูดว่า
ชื่อว่าพระมหาโมคคัลลานเถระ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสมณโคดม
อยู่ ณ กาฬศิลาประเทศ ท่านจงไป ณ ที่นั้น แล้วฆ่าพระโมคคัลลานะ
นั้นเสีย ครั้นกล่าวแล้วได้ให้กหาปณะหนึ่งพันนั้นแก่โจรเหล่านั้น.
พวกโจรรับคำเพราะได้ทรัพย์ พากันกล่าวว่า พวกเราจักฆ่าพระ-
เถระ จึงไปล้อมสถานที่อยู่ของพระเถระนั้น. พระเถระรู้ว่าพวกโจร
เหล่านั้นล้อมตนอยู่ จึงหนีออกไปทางช่องกุญแจ. พวกโจรไม่เห็นพระ-
เถระในวันนั้น จึงพากันล้อมสถานที่อยู่ข้องพระเถระนั้นในวันรุ่งขึ้น.
พระเถระรู้แล้วจึงทำลายมณฑลช่อฟ้าแล้วเหาะไป. เมื่อเป็นอย่างนั้น พวก
หน้า 492
ข้อ 4
โจรเหล่านั้นจึงไม่อาจจับพระเถระทั้งในเดือนต้นและเดือนกลาง แต่เมื่อ
ถึงเดือนหลัง พระเถระรู้ว่ากรรมที่ตนกระทำไว้ชักพามา จึงไม่หลบหนี.
พวกโจรประหารพระเถระ ทุบทำลายการทำกระดูกทั้งหลายให้มีขนาดเมล็ด
ข้าวสารเป็นประมาณ. ทีนั้น พวกโจรสำคัญพระเถระนั้นว่าตายแล้ว จึง
โยนไปบนหลังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง แล้วพากันหลีกไป.
พระเถระคิดว่า เราจักเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้วทีเดียวจึงจัก
ปรินิพพาน แล้วประสานอัตภาพด้วยเครื่องประสานคือฌาน แล้วเหาะ
ไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักปรินิพพาน. พระศาสดาตรัสว่า เธอจัก
ปรินิพพานหรือโมคคัลลานะ. พระเถระกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ.
พระศาสดา. เธอจักไปปรินิพพานที่ไหน.
พระเถระ. จะไปยังกาฬศิลาประเทศ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. โมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอกล่าวธรรมแก่เราแล้ว
จงไปเถิด. เพราะตั้งแต่บัดนี้ไป เราจะไม่มีการเห็นสาวกเช่นท่าน (อีก
ต่อไป).
พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทำ
อย่างนั้น พระเจ้าข้า แล้วถวายบังคมพระศาสดา เหาะขึ้นสู่อากาศ
กระทำฤทธิ์มีประการต่าง ๆ เหมือนพระสารีบุตรเถระ กระทำในวัน
ปรินิพพาน แล้วกล่าวธรรม ถวายบังคมลาพระศาสดา ไปยังกาฬศิลา-
ประเทศแล้วปรินิพพาน. เรื่องราวนี้ว่า เขาว่า พวกโจรฆ่าพระเถระ
ดังนี้ ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น.
หน้า 493
ข้อ 4
พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงประกอบพวกจารบุรุษ เพื่อให้แสวงหา
พวกโจร. เมื่อโจรเหล่านั้นดื่มสุราในโรงดื่มสุราอยู่เมาเหล้า โจรคนหนึ่ง
ประหารหลังของโจรคนหนึ่งให้ล้มลงไป. โจรคนนั้นเมื่อจะคุกคามโจรที่
ประหารตนนั้น จึงกล่าวว่า แน่ะเจ้าคนแนะนำยาก เหตุไร เจ้าจึง
ประหารหลังของเราทำให้ล้มลง เฮ้ย ! เจ้าโจรร้าย ก็พระมหาโมคคัลลาน-
เถระน่ะ เจ้าประหารก่อนหรือ. โจรผู้ประหารกล่าวว่า ก็เจ้าไม่รู้ว่าข้า
ประหารก่อนหรือ. เมื่อโจรเหล่านั้นพูดกันอยู่อย่างนี้ว่า ข้าประหาร, ข้า-
ประหาร ดังนี้ จารบุรุษเหล่านั้นได้ฟังแล้วจึงจับโจรเหล่านั้นทั้งหมด แล้ว
กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชารับสั่งให้เรียกโจรเหล่านั้นมา
แล้วตรัสถามว่า พวกเจ้าฆ่าพระเถระหรือ? พวกโจรกราบทูลว่า พระเจ้าข้า
ข้าแต่สมมติเทพ. พระราชา. ใครส่งพวกเจ้ามา. พวกโจร. พวกสมณะ
เปลือย พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้จับพวกสมณะเปลือยทั้ง ๕๐๐ คน
แล้วให้ฝังในหลุมประมาณเพียงสะดือที่ท้องสนามหลวง พร้อมกับพวกโจร
ทั้ง ๕๐๐ คน แล้วให้เอาฟางสุมแล้วให้จุดไฟ. ครั้นทรงทราบว่า คน
เหล่านั้นถูกเผาแล้วให้เอาไถเหล็กไถ ให้ทำคนทั้งหมดให้เป็นท่อนน้อย
ท่อนใหญ่. ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายสั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า
พระมหาโมคคัลลานเถระถึงแก่ความตายไม่เหมาะสมแก่ตน. พระศาสดา
เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากัน
เรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย ความตายของโมคคัลลานะ ไม่เหมาะสมแก่อัตภาพนี้เท่านั้น
แต่เหมาะสมแท้แก่กรรมที่โมคคัลลานะนั้นทำไว้ในชาติก่อน อันภิกษุ
หน้า 494
ข้อ 4
ทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุรพกรรมของพระเถระนั้น
เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า จึงตรัสบุรพกรรมนั้นโดยพิสดารว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีกุลบุตรคนหนึ่งในนคร
พาราณสี กระทำการงานมีการซ้อมข้าวและหุงข้าวเป็นต้นด้วยตนเอง
ปฏิบัติบิดามารดา. ทีนั้น บิดามารดาของเขาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้า
ผู้เดียวกระทำการงานทั้งในบ้านและในป่าลำบาก เราจักนำนางกุมาริกา
คนหนึ่งมาให้เจ้า แม้ถูกกุลบุตรนั้นห้ามว่า ข้าแต่คุณพ่อและคุณแม่
ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ตราบใด ลูกจักบำรุงคุณพ่อและคุณแม่ด้วยมือของ
ตนเองตราบนั้น ดังนี้ ก็ยังอ้อนวอนอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ แล้วนำนางกุมาริกา
มาให้. กุมาริกานั้นบำรุงบิดามารดาของเขาได้ ๒-๓ วันเท่านั้น ภายหลัง
ไม่ปรารถนาแม้จะเห็นคนทั้งสองนั้น จึงยกโทษว่า ดิฉันไม่อาจอยู่ในที่
เดียวกันกับบิดามารดาของท่าน เมื่อกุลบุตรนั้นไม่เชื่อถือถ้อยคำของตน
ในเวลาเขาออกไปข้างนอก จึงเอาชิ้นเปลือกปอและฟองข้าวยาคูมาโรย
ในที่นั้น ๆ อันกุลบุตรนั้นมาแล้วถามว่า นี้อะไรกัน นางจึงกล่าวว่า นี่
เป็นกรรมของคนทั้งแก่ทั้งบอดเหล่านี้ เขาเที่ยวกระทำให้สกปรกไปทั่ว
เรือน ฉันไม่อาจอยู่ในที่เดียวกันกับคนเหล่านี้ เมื่อนางกล่าวอยู่บ่อย ๆ
อย่างนี้ สัตว์ผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว แม้เห็นปานนี้ ก็แตกกับบิดา
มารดา. กุลบุตรนั้นจึงกล่าวว่า ช่างเถอะ เราจักรรู้กรรมที่จะทำแก่คน
เหล่านั้น จึงให้บิดามารดาบริโภคแล้วกล่าวว่า ข้าแต่คุณพ่อคุณแม่ พวก
ญาติของท่านทั้งสองในที่ชื่อโน้น หวังการมา พวกเราจักไปในที่นั้น
ดังนี้ แล้วยกบิดามารดาขึ้นยานน้อยพาไป ในเวลาถึงท่ามกลางดง จึง
หน้า 495
ข้อ 4
กล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ท่านจงถือเชือก พวกโคจะเดินไปตามความสำคัญ
ของอาญา ในที่นี้มีพวกโจรอยู่ ฉันจะลงเดินไป แล้วให้เชือกในมือของ
บิดา ตนเองลงเดินไป ได้เปลี่ยนเสียงกระทำให้เป็นเสียงพวกโจรตั้งขึ้น.
บิดามารดาได้ยินเสียง สำคัญว่าโจรตั้งขึ้น จึงกล่าวว่า พ่อ พวกโจรตั้ง
ขึ้นแล้ว พวกเราเป็นคนแก่ พ่อจงรักษาเฉพาะตนเองเถิด. บิดามารดา
แม้จะร้องอยู่ เขาก็กระทำเสียงโจร ทุบให้ตายแล้ว โยนทิ้งไปในดงแล้ว
กลับมา.
พระศาสดาครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของพระเถระแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะกระทำกรรมมีประมาณเท่านี้ ไหม้อยู่ในนรก
หลายแสนปี ด้วยผลวิบากที่เหลือเพียงนั้น จึงเป็นผู้แหลกละเอียดเพราะ
ทุบอย่างนั้นแหละ แล้วถึงความตายสิ้นร้อยอัตภาพ โมคคัลลานะได้
ความตายอันสมควรแก่กรรมของตนอย่างนี้ทีเดียว ฝ่ายพวกเดียรถีย์ ๕๐๐
กับโจร ๕๐๐ ประทุษร้ายบุตรของเราผู้ไม่ประทุษร้าย ก็ได้ความตายอัน
สมควรเหมือนกัน. เพราะผู้ประทุษร้ายในคนผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมถึง
ความพินาศเพราะเหตุ ๑๐ ประการนั่นเทียว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดง
ธรรม จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
บุคคลใดประทุษร้ายคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้ไม่มีอาชญา
ด้วยอาชญา บุคคลนั้นย่อมพลันเข้าถึงฐานะ ๑๐อย่าง อย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ
ย่อมถึงเวทนาอันหยาบ ๑
ความเสื่อม ๑
หน้า 496
ข้อ 4
ความแตกทำลายแห่งสีรระ ๑
อาพาธหนัก ๑
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑
ความขัดข้องแต่พระราชา ๑
การกล่าวต่ออย่างร้ายแรง๑
ความสิ้นญาติ ๑
ความผุพังแห่งโภคทรัพย์ ๑
อีกอย่างหนึ่ง ไฟผู้ชำระย่อมไหม้เรือนของเขา ๑ เพราะ
กายแตกทำลาย คนปัญญาทรามนั้น ย่อมเข้าถึงนรก ดังนี้.
บทว่า ปวิเวกมนุยุตฺโต ความว่า ประกอบเนือง ๆ คือ
ประกอบแล้ว ได้แก่ ประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้วซึ่งความสงัด คือ
ความเป็นผู้เดียวโดยอาการ. บทว่า สมาธิภาวนารโต ความว่า ยินดี
แล้ว คือติดแน่นแล้วในการเจริญปฐมฌานเป็นต้น. เชื่อมความว่า จัก
กำหนดรู้ คือรู้แล้ว ได้แก่ ละแล้วซึ่งอาสวะทั้งปวงได้แก่กิเลสทั้งสิ้น
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือไม่มีกิเลสอยู่.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงบุพจริตด้วยอำนาจบุญสมภารของตน จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า ธรณิมฺปิ สุคมฺภีรํ ดังนี้.
ในคำนั้น มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้. บทว่า ปุพฺเพน โจทิโต
ความว่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตักเตือนแล้ว คือทรงส่งไปแล้ว.
บทว่า ภิกฺขุสงฺฆสฺส เปกฺขโต ความว่า เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เห็นอยู่.
บทว่า มิคารมาตุปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเน กมฺปยิ ความว่า เราทำมหา-
หน้า 497
ข้อ 4
ปราสาทอันประดับด้วยเสาพันต้น ซึ่งนางวิสาขามหาอุบาสิกาให้สร้างไว้
ในบุพพาราม ให้หวั่นไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้าของตน. ก็สมัยนั้น เมื่อพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในปราสาทตามที่กล่าวแล้วในบุพพาราม พวก
ภิกษุมากหลายนั่งในปราสาทชั้นบน ไม่คำนึงถึงแม้แต่พระศาสดา เริ่ม
กล่าวเดรัจฉานกถา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับดังนั้น ทรงพระ
ประสงค์จะให้พวกภิกษุเหล่านั้นสลดใจแล้ว กระทำให้เป็นภาชนะรองรับ
พระธรรมเทศนาของพระองค์ จึงตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
มาว่า โมคคัลลานะ เธอจงเห็นพวกภิกษุใหม่ผู้ประกอบเดรัจฉานกถา.
พระเถระได้ฟังพระดำรัสนั้น ทราบพระอัธยาศัยของพระศาสดา จึงเข้า
จตุตถฌาน มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ มีอภิญญาเป็นบาท แล้วออกจาก
จตุตถฌาน อธิษฐานว่า โอกาสที่ปราสาทตั้งอยู่จงเป็นน้ำ แล้วเอานิ้ว
หัวแม่เท้าประหารจอมยอดปราสาท. ปราสาทได้เอนตะแคงไปข้างหนึ่ง
พระเถระประหารซ้ำอีก ปราสาทได้ตะแคงไปข้างอื่น. ภิกษุเหล่านั้น
กลัวตื่นเต้น เพราะกลัวตกปราสาท จึงออกจากปราสาทนั้นแล้วได้ยืนอยู่
ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของภิกษุ
เหล่านั้น แล้วทรงแสดงธรรม. เพราะได้ฟังพระธรรมนั้น บรรดาภิกษุ
เหล่านั้น บางพวกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล บางพวกตั้งอยู่ในสกทาคามิผล
บางพวกตั้งอยู่ในอนาคามิผล บางพวกตั้งอยู่ในอรหัตผล. เนื้อความนี้นั้น
พึงแสดงด้วยปาสาทกัมปนสูตร.
บทว่า เวชยนฺตปาสาทํ ความว่า เวชยันตปราสาทนั้นสูงพันโยชน์
ประดับด้วยป้อมและเรือนยอดหลายพันผุดขึ้น ในตอนเนื้อท้าวสักกะจอม-
หน้า 498
ข้อ 4
เทพ ชนะพวกอสูรในเทวาสุรสงครามแล้วประทับอยู่ในท่ามกลางนคร
ในภพดาวดึงส์ เป็นปราสาทอันได้นามว่า เวชยันต์ เพราะบังเกิดตอน
ที่สุดชัยชนะ, ท่านหมายเอาปราสาทนั้น จึงกล่าวว่า เวชยนฺตปาสาทํ
ดังนี้ พระเถระทำเวชยันตปราสาทแม้นั้น ให้ไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้า. ก็
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในบุพพาราม ท้าวสักกเทวราช
เข้าไปเฝ้าแล้วทูลถามถึงวิมุตติ คือธรรมเครื่องสิ้นตัณหา. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงวิสัชนาแก่ท้าวเธอ. ท้าวเธอได้ทรงสดับดังนั้น ทรงดีพระทัย
ร่าเริง ทรงอภิวาทแล้วกระทำประทักษิณ เสด็จไปยังเทวโลกของพระองค์
ทันที.
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะคิดอย่างนี้ว่า ท้าวสักกะเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามปัญหาอันประกอบด้วยพระนิพพาน
อันลึกซึ้งเห็นปานนี้ และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงแก้ปัญหาแล้ว ท้าว
สักกะรู้แล้วจึงเสด็จไป หรือว่าไม่รู้ได้เสด็จไปแล้ว. ถ้ากระไรเราควรไป
ยังเทวโลกแล้วพึงรู้ความนั้น.
ในทันใดนั้น พระเถระได้ไปยังภพดาวดึงส์ ทูลถามเนื้อความนั้น
กะท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ. ท้าวสักกะเป็นผู้ประมาทมัวเมาในทิพสมบัติ
จึงได้กระทำให้สับสน. เพื่อจะให้เกิดความสลดใจแก่ท้าวเธอ พระเถระ
จึงทำเวชยันตปราสาทให้ไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า
พระเถระผู้มั่นคงด้วยกำลังฤทธิ์ ทำเวชยันตปราสาทให้
ไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้า และทำเทวดาทั้งหลายให้สลดใจแล้ว
ดังนี้.
หน้า 499
ข้อ 4
ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยจูฬตัณหาสังขยวิมุตติสูตร. อาการที่ไหว
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังหมดแล้ว. คำว่า พระเถรนั้นสอบถามท้าวสักกะ
ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการที่พระเถระถามวิมุตติ คือธรรมเครื่องสิ้น
ตัณหา ตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้มี-
อายุ ท่านทราบตัณหาขยวิมุตติบ้างไหม ดังนี้. ท้าวสักกะได้พยากรณ์แก่
พระเถระนั้นแล้ว. คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาว่า เมื่อพระเถระกระทำปราสาท
ให้ไหวแล้ว ท้าวเธอสลดพระทัย ทรงละความประมาทแล้วทรงใส่ใจโดย
แยบคายแล้วจึงทรงพยากรณ์ปัญหา. ก็ในกาลนั้น ท้าวเธอตรัสตาม
ทำนองที่พระศาสดาทรงเทศนาเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ท้าวเธอถูกพระเถระถามแล้วจึงพยากรณ์ปัญหาตามเป็นจริง ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกํ โส ปริปุจฺฉติ ความว่า พระ-
มหาโมคคัลลานเถระถามถึงความที่ตัณหาสังขยวิมุตติ ที่พระศาสดาทรง
แสดงแล้ว เป็นอันรับมาถูกต้อง กะท้าวสักกเทวราช. ก็คำนี้เป็นคำ
กล่าวในกาลปัจจุบัน ใช้ในอรรถเป็นอดีตกาล. บทว่า อปาวุโส ชานาสิ
ความว่า ผู้มีอายุ พระองค์ทราบบ้างไหม คือทรงทราบหรือ. ด้วยบทว่า
ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย นี้ พระเถระทูลถามว่า พระศาสดาทรงแสดงตัณหา
สังขยวิมุตติแก่พระองค์ เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์ย่อมทรงทราบหรือ
อีกอย่างหนึ่ง ด้วย บทว่า ตณฺหกฺขยวิมุติติโย นี้ พระเถระทูลถามถึงการ
แสดงตัณหาสังขยวิมุตติสูตร.
บทว่า พฺรหฺมานํ ได้แก่ ท้าวมหาพรหม. บทว่า สุธมฺมายาภิโต
สภํ ได้แก่ ในสุธรรมาสภา. ก็สุธรรมาสภานี้เป็นสุธรรมาสภาในพรหม-
โลก ไม่ใช่ในภพดาวดึงส์. ธรรมดาเทวโลกที่เว้นจากสุธรรมาสภา ย่อม
หน้า 500
ข้อ 4
ไม่มี. บทว่า อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺิ, ยา เต ทิฏฺิ ปุเร อหุ
ความว่า สมณะหรือพราหมณ์ไร ๆ ผู้สามารถเพื่อจะเข้าไปยังพรหมโลก
นี้ ย่อมไม่มี ในกาลก่อนแต่พระศาสดาเสด็จมาในที่นี้ ทิฏฐิใดได้มีแล้ว
แก่ท่าน ทำไม แม้วันนี้ คือแม้บัดนี้ ทิฏฐินั้นจึงไม่ปราศจากไป.
บทว่า ปสฺสสิ วีติวตฺตนตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ ความว่า ท่าน
เห็นโอภาสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งสาวก อันพระสาวกทั้งหลายมี
พระมหากัปปินะ และพระมหากัสสปเป็นต้นห้อมล้อม ประทับนั่งเข้า
เตโชธาตุ แผ่ไปในพรหมโลก.
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทราบความคิดของพรหมผู้นั่งประชุม
อยู่ในสุธรรมสภาในพรหมโลกผู้กำลังคิดอยู่ว่า สมณะหรือพราหมณ์ไรๆ
ผู้มีฤทธิ์อย่างนี้ มีอยู่หรือหนอ สมณะหรือพราหมณ์นั้น พึงสามารถมา
ในที่นี้ พระองค์จึงเสด็จไปในพรหมโลกนั้น ประทับนั่งในอากาศเหนือ
กระหม่อมของพรหม ทรงเข้าเตโชธาตุ เปล่งโอภาสอยู่ ทรงดำริให้
พระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นมา. พระมหาโมคคลัลานะเป็นต้นแม้เหล่านั้น
ก็ได้ไปในที่นั้นพร้อมกับทรงดำริ ถวายบังคมพระศาสดา รู้อัธยาศัยของ
พระศาสดาแล้ว จึงนั่งเข้าเตโชธาตุอยู่ในทิศละองค์ แล้วเปล่งโอภาสไป.
พรหมทั้งสิ้นได้มีโอภาสเป็นอันเดียวกัน. พระศาสดาทรงทราบว่า พรหม
เป็นผู้มีจิตพร้อมพรั่งแล้ว จึงทรงแสดงธรรมประกาศสัจจะ ๔.
ในเวลาจบเทศนา พรหมหลายพันได้ตั้งอยู่ในมรรคและผลทั้งหลาย.
ท่านหมายถึงข้อนั้น เมื่อจะทักท้วง จึงกล่าวคาถาว่า อชฺชาปิ เต อาวุโส
สา ทิฏฺิ ดังนี้. ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยพกพรหมสูตร. สมจริงดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
หน้า 501
ข้อ 4
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน
อันเป็นอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี.
ก็สมัยนั้นแล พรหมองค์หนึ่งเกิดทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า
สมณะหรือพราหมณ์ผู้จะพึงมาในที่นี้ ย่อมไม่มี. ลำดับนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพรหม
นั้นด้วยใจ จึงทรงอันตรธานหายจากพระเชตวัน ไปปรากฏขึ้น
ในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไป
หรือคู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงนั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ในอากาศเบื้องบนของ
พรหมนั้น.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความคิดดังนี้ว่า
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่าน
พระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั่งขัดสมาธิ
เข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์
อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์. ครั้นเห็นแล้ว จึงอันตรธาน
หายจากพระเชตวัน ไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือน
บุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไป หรือคู้แขนที่เหยียดเข้ามา
ฉะนั้น ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ อาศัยทิศตะวัน-
ออก นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น
แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั่นแล ท่านพรมหากัสสปะ ได้มีความคิดดังนี้ว่า
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระ-
หน้า 502
ข้อ 4
มหากัสสปะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิเข้า
เตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อัน
บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นได้เห็นแล้วจึงอันตรธานหาย
จากพระเชตวันไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มี
แขนที่เหยียดออกเข้ามาฉะนั้น. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหา
กัสสปะอาศัยทิศใต้นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบน
ของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะ ได้มีความคิดดังนี้ว่า บัดนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหา-
กัปปินะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิเข้า
เตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อัน
บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นได้เห็นแล้วจึงอันตรธานหาย
จากพระเชตวัน ไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้
มีกำลัง ฯ ล ฯ คู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น ครั้งนั้นแล ท่าน
พระมหากัปปินะอาศัยทิศตะวันตก นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ
ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ ได้มีความคิดดังนี้ว่า บัดนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระอนุรุทธะ
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ
ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วง
จักษุของมนุษย์ ครั้นเห็นแล้วจึงอันตรธานหายจากพระเชตวัน
ไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯ ล ฯ
หน้า 503
ข้อ 4
คู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ
อาศัยทิศเหนือ นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบน
ของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะพรหมนั้น ด้วย
คาถาว่า
ผู้มีอายุ แม้ทุกวันนี้ ท่านก็ยังมีทิฏฐิที่ได้มีมาแล้วในกาล
ก่อน ท่านย่อมเห็นรัศมีมีสีเลื่อมพรายแผ่ไปในพรหมโลก.
(พรหมกล่าวว่า) ท่านผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่มีทิฏฐิ ที่
ข้าพเจ้าได้เคยมีมาแล้วในกาลก่อน ข้าพเจ้าเห็นรัศมีสีเลื่อม
พรายอันแผ่ไปในพรหมโลก. วันนี้ข้าพเจ้านั้น ขอกล่าว
ถ้อยคำว่า เป็นผู้เที่ยงยั่งยืน ดังนี้.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงทำพรหมนั้นให้
สลดใจแล้ว ทรงอันตรธานหายจากพรหมโลกนั้น ไปปรากฏ
ในพระเชตวัน เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯ ล ฯ ฉะนั้น. ครั้งนั้นแล
พรหมนั้นเรียกพรหมปาริสัชชะองค์หนึ่งมาว่า นี่แน่ะท่านผู้.
เช่นกับเรา ท่านจงมา ท่านจงเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัล-
ลานะจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้ไปหาแล้ว จงกล่าวกะท่านพระมหา-
โมคคัลลานะอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์
หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แม้เหล่าอื่นผู้มีฤทธิ์มาก
อย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เหมือนพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระกัสสปะท่านพระกัปปินะ และท่านพระอนุรุทธะ ยังมี
อยู่หรือ. พรหมปาริสัชชะนั้นรับคำพรหมนั้นว่า ได้ ท่านผู้
หน้า 504
ข้อ 4
นิรทุกข์ แล้วเข้าไปหาท่านพระมหาโมคลัลลานะจนถึงที่อยู่
ครั้นเข้าไปหาแล้ว จึงกล่าวคำนี้กะท่านพระมหาโมคัลลานะ
ว่า ข้าแต่พระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เหล่าสาวกของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แม้เหล่าอื่น ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้
มีอานุภาพมากอย่างนี้ เหมือนท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระกัสสปะ ท่านพระกัปปินะ และท่านพระอนุรุทธะ
ยังมีอยู่หรือ. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ได้กล่าวกะพรหมปาริสัชชะนั้นด้วยคาถาว่า
เหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิฤทธิ์ ฉลาดในการกำหนดจิตของผู้อื่น
มีมากหลาย ดังนี้.
ลำดับนั้นแล พรหมปาริสัชชะนั้น เพลิดเพลินอนุโมทนา
ภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วเข้าไปหาพรหมนั้น
จนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้วกล่าวคำนั้นว่า ท่านผู้นิรทุกข์
พระมหาโมคคัลลานะผู้มีอายุกล่าวอย่างนี้ว่า
เหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ
มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิฤทธิ์ ฉลาดในการกำหนดจิตของผู้อื่น
มีมากหลาย ดังนี้.
พรหมปาริสัชชะนั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว และพรหมนั้นดีใจ เพลิด
เพลินภาษิตของพรหมปาริสชัชะนั้น ฉะนี้แล.
ท่านหมายถึงเรื่องราวดังกล่าวนี้ จึงกล่าวว่า ก็เนื้อความนี้ พึง
แสดงโดยพกพรหมสูตร.
หน้า 505
ข้อ 4
ด้วย บทว่า มหาเนรุโน กูฏํ นี้ ท่านกล่าวถึงขุนเขาสิเนรุทั้งสิ้น
ทีเดียว โดยจุดเด่นคือยอด.
บทว่า วิโมกฺเขน อปสฺสยิ มีอธิบายว่า เห็นแล้วด้วยวิโมกข์
อันสัมปยุตด้วยฌาน คืออภิญญาอันเป็นที่อาศัย.
บทว่า วนํ ได้แก่ ชมพูทวีป. จริงอยู่ ชมพูทวีปนั้น ท่านเรียก
วนะ เพราะมีป่ามากหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชมฺพุมณฺ-
ฑสฺส อิสฺสโร ผู้เป็นใหญ่แห่งชมพูมัณฑประเทศ.
บทว่า ปุพฺพวิเทหานํ ได้แก่ ปุพพวิเทหสถาน คือปุพพวิเทหทวีป.
บทว่า เย จ ภูมิสยา นรา ความว่า พวกมนุษย์ชาวอปรโคยาน-
ทวีป และอุตตรกุรุทวีป ชื่อว่านระผู้นอนบนพื้นดิน. จริงอยู่ นระเหล่านั้น
ท่านเรียกว่าภูมิสยะ นอนบนพื้นดิน เพราะไม่มีเรือน. เชื่อมความว่า
นรชนแม้เหล่านั้นทั้งหมดไม่เห็นอยู่. ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยการทรมาน
นันโทปนันทนาคราช.
ได้ยินว่า สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดี ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระองค์จงรับภิกษาหารในเรือนของข้าพระองค์ พร้อมกับภิกษุสงฆ์ ๕๐๐
ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ แล้วหลีกไป. ก็ในวันนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุในเวลาใกล้รุ่ง นาคราชชื่อว่านันโทปนันทะมาสู่
คลองในมุขแห่งพระญาณ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงว่า นาคราช
นี้มาสู่คลองในมุขแห่งญาณของเรา จักมีอะไรหนอ ก็ได้ทรงเห็นอุปนิสัย
แห่งสรณคมน์ จึงทรงรำพึงว่า นาคราชนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใส
หน้า 506
ข้อ 4
ในพระรัตนตรัย ใครหนอจะพึงปลดเปลื้องนาคราชนี้จากมิจฉาทิฏฐิ ดังนี้
ก็ได้ทรงเห็นพระมหาโมคคัลลานะ.
ลำดับนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระองค์ทรงกระทำการปฏิบัติ
พระสรีระแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท์ผู้มีอายุมาว่า อานนท์ เธอจงบอก
ภิกษุทั้ง ๕๐๐ ว่า พระตถาคตจะเสด็จจาริกไปในเทวโลก. ก็วันนั้น
พวกนาคจัดแจงพื้นที่สำหรับดื่มของนันโทปนันทนาคราช. นาคราชนั้น
เขาเอาเศวตฉัตรทิพย์กางบนรัตนบัลลังก์ทิพย์ อันนาคนักฟ้อน ๓ ประเภท
และนาคบริษัทห้อมล้อม กำลังนั่งคอยข้าวและน้ำที่เขาจะให้เอาเข้าไปตั้ง
ในภาชนะทิพย์ทั้งหลาย. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำโดย
ประการที่นาคราชจะแลเห็น จึงเสด็จมุ่งพระพักตร์ไปยังดาวดึงส์เทวโลก
ทางเหนือวิมานทองนาคราชนั้นนั่นแหละ พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐.
ก็สมัยนั้น นันโทปนันทนาคราช เกิดทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า
ก็พวกสมณะโล้นชื่อเหล่านี้ เข้าไปยังภพของเทวดาชั้นดาวดึงส์ก็ดี ทาง
เบื้องบนภพของเรา บัดนี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่ให้พวกสมณะโล้นเหล่านี้
โปรยละอองเท้าบนกระหม่อมของเราทั้งหลายไป. จึงลุกขึ้นไปยังเชิงภูเขา
สิเนรุ ละอัตภาพนั้น เอาขนดวงภูเขาสิเนรุ ๗ รอบ แผ่พังพานไว้เบื้องบน
แล้วเอาพังพานคว่ำลงยึดภพดาวดึงส์ไว้ ให้ถึงการแลไม่เห็น.
ครั้งนั้นแล ท่านพระรัฏฐปาละ ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อน ข้าพระองค์ยืนที่ประเทศนี้
แลเห็นภูเขาสิเนรุ แลเห็นภูเขาล้อมเขาสิเนรุ เห็นภพดาวดึงส์ เห็นเวช-
ยันตปราสาท เห็นธงในเบื้องบนเวชยันตปราสาท, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย แห่งการที่ข้าพระองค์ไม่เห็นเขาสิเนรุ
หน้า 507
ข้อ 4
ฯ ล ฯ ไม่เห็นธงในเบื้องบนเวชยันตปราสาท ในบัดนี้. พระศาสดา
ตรัสว่า รัฏฐปาละ นาคราชชื่อนันโทปนันทะนี้โกรธพวกเธอ จึงเอา
ขนดวงภูเขาสิเนรุ ๗ รอบ ให้ปิดเบื้องบนด้วยพังพาน กระทำให้มืด
พระรัฏฐปาละกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทรมาน
นาคราชนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตพระรัฏฐปาละนั้น. ครั้ง
นั้นแล ภิกษุแม้ทั้งปวง คือท่านพระภัททิยะ ท่านพระราหุล ต่างลุกขึ้น
โดยลำดับ. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาต.
ในที่สุด พระมหาโมคคัลลานเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทรมานนาคราชนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
อนุญาตว่า โมคคัลลานะ เธอจงทรมาน. พระเถระละอัตภาพนั้น แล้ว
นิรมิตเพศนาคราชใหญ่ แล้วเอาขนดวงนันโทปนันทนาคราช วางพังพาน
ของตนเหนือพังพานของนาคราชนั้น แล้วกดเข้าไปกับภูเขาสิเนรุ.
นาคราชบังหวนควัน. ฝ่ายพระเถระก็กล่าวว่า ไม่ใช่จะมีควันในสรีระ
ของท่านเท่านั้น แม้ของเราก็มี จึงบังหวนควัน. ควันของนาคราชไม่
เบียดเบียนพระเถระ แต่ควันของพระเถระเบียดเบียนนาคราช ลำดับนั้น
นาคราชจึงโพลงเป็นไฟ. ฝ่ายพระเถระก็กล่าวว่า ไม่ใช่จะมีไฟในสรีระ
ของท่านเท่านั้น แม้ของเราก็มี แล้วโพลงไฟ. ไฟของนาคราชไม่เบียด
เบียนพระเถระ แต่ไฟของพระเถระเบียดเบียนนาคราช. นาคราชคิดว่า
สมณะนี้กดเรากับภูเขาสิเนรุ บังหวนควันและโพลงไฟ จึงสอบถามว่า
ผู้เจริญ ท่านเป็นใคร ? พระเถระตอบว่า นันทะ เราแลเป็นโมคคัลลานะ.
นาคราช กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงดำรงอยู่โดยภิกขุภาวะแห่งตนเถิด.
พระเถระจึงละอัตภาพนั้นแล้ว เข้าไปทางช่องหูขวาของนาคราช
หน้า 508
ข้อ 4
นั้นแล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าทางช่องหูซ้ายแล้วออกทางช่องหูขวา. อนึ่ง
เข้าทางช่องจมูกขวา แล้วออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่องจมูกซ้าย
แล้วออกทางช่องจมูกขวา. ลำดับนั้น นาคราชอ้าปาก พระเถระจึงเข้า
ทางปากแล้วเดินจงกรมอยู่ในท้อง ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอจงมนสิการ นาคมีฤทธิ์
พระเถระกราบทูลคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อิทธิบาท ๔
ข้าพระองค์แลเจริญกระทำให้มาก กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็น
ดังวัตถุที่ตั้ง ปฏิบัติแล้ว สะสมแล้ว เริ่มดีแล้ว ช้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
นันโทปนันทนาคราชจงยกไว้ นาคราชเช่นกับนันโทปนันทะ ๑๐๐ ก็ดี
๑,๐๐๐ ก็ดี ข้าพระองค์พึงทรมานได้.
นาคราชคิดว่า เบื้องต้น เมื่อเข้ามา เราไม่เห็น ทีนี้ ในเวลา
ออก เราจะใส่พระสมณะนั้นในระหว่างเขี้ยวแล้วจักเคี้ยวกินเสีย ครั้นคิด
แล้วจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงออกมาเถิด อย่าเดินจงกรมไป ๆ
มา ๆ ภายในท้อง เบียดเบียนข้าพเจ้าเลย. พระเถระได้ออกมายืนอยู่
ข้างนอก. นาคราชเห็นว่า องค์นี้คือเขาล่ะ จึงพ่นลมทางจมูก, พระเถระ
เข้าจตุตถฌาน, แม้ขุมขนของพระเถระนั้น ลมก็ไม่อาจทำให้สั่นได้.
ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายที่เหลือ อาจทำปาฏิหาริย์ทั้งปวงได้ จำเดิมแต่ต้น.
แต่ถึงฐานะนี้แล้ว จักไม่อาจเพื่อเป็นผู้ใส่ใจสังเกตได้รวดเร็วอย่างนี้แล้ว
เข้าฌาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตการทรมาน
นาคราชแก่ภิกษุเหล่านั้น.
นาคราชคิดว่า เราไม่ได้อาจเพื่อจะทำแม้แต่ขุมขนของสมณะนี้ให้
เคลื่อนไหวด้วยลมจมูก สมณะนั้นมีฤทธิ์มาก พระเถระเปลี่ยนอัตภาพ
หน้า 509
ข้อ 4
นั้นแล้วนิรมิตรูปสุบรรณ เมื่อจะแสดงลมของสุบรรณ จึงติดตามนาคราช.
นาคราชเปลี่ยนอัตภาพนั้น แล้วนิรมิตเพศเป็นมาณพน้อยกล่าวว่า ท่าน
ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ ดังนี้แล้วไหว้เท้าทั้งสองของพระ-
เถระ.
พระเถระกล่าวว่า นันทะ พระศาสดาของเราเสด็จมาด้วย ท่าน
จงมา เราไปกัน แล้วทรมานนาคราชกระทำให้หมดพยศ แล้วได้พาไป
ยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
นาคราชถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า นาคราช เธอจงเป็นสุขเถิด อันภิกษุสงฆ์แวดล้อม ได้เสด็จไปยัง
นิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี.
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไร
พระองค์จึงเสด็จมาสายพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เพราะได้
มีสงครามของโมคคัลลานะกับนันโทปนันทนาคราช ท่านอนาถบิณฑิก-
เศรษฐีทูลถามว่า ก็ใครชนะ ใครปราชัย พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า โมคคัลลานะชนะ นันทะปราชัย. อนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับภัตตาหารโดยลำดับ
เดียวตลอด ๗ วัน ข้าพระองค์จักกระทำสักการะแก่พระเถระตลอด ๗ วัน
ดังนี้ แล้วให้กระทำสักการะใหญ่แก่ภิกษุ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ตลอด ๗ วัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พึงแสดงเนื้อความนี้ ด้วย
การทรมานนันโทปนันทนาคราชดังนี้.
ก็สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในปราสาทอันประดับ
หน้า 510
ข้อ 4
ด้วยห้องพันห้อง ที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาสร้างไว้ในบุพพาราม ฯลฯ
และให้เทวดาทั้งหลายสลดใจแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เราถึงที่สุดแห่งอิทธิฤทธิ์ ยังแม้ธรณีอันลึก หนาที่ใคร ๆ
กำจัดได้ยาก ให้ไหวแล้ว ด้วยนิ้วหัวแม่เท้าซ้าย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต ความว่า ถึง คือ
บรรลุถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ มีแสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ เป็นต้น.
บทว่า อสฺมิมานํ ความว่า เราย่อมไม่พบ คือไม่เห็นอัสมิมานะ
มีอาทิว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ศีล และสมาธิ เมื่อจะแสดงข้อ
นั้นเท่านั้นจึงกล่าวว่า มาโน มยฺหํ น วิชฺชติ ดังนี้.
บทว่า สามเณเร อุปาทาย ความว่า เรากระทำจิตเคารพ คือ
จิตคารวะ ได้แก่ ความนับถือมากโดยเอื้อเฟื้อ ในภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้น กระทำ
สามเณรให้เป็นต้นไป.
บทว่า อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ความว่า ในที่สุดหนึ่งอสงไขย
แสนกัปอันนับไม่ได้ แต่กัปที่เราเกิดแล้วนี้ คือแต่อันตรกัปเป็นต้น
บทว่า ยํ กมฺมมภินีหรึ ความว่า เราบำเพ็ญบุญสมบัติอันเป็นเหตุให้ถึง
ความเป็นอัครสาวก.
บทว่า ตาหํ ภูมิมนุปฺปตฺโต ความว่า เราเป็นผู้ถึงโดยลำดับซึ่ง
สาวกภูมินั้น คือเป็นผู้ถึงพระนิพพานกล่าวคือความสิ้นอาสวะ.
ปฏิสัมภิทา ๔ มีอัตถปฏิสัมภิทาเป็นต้น วิโมกข์ ๘ มีโสดาปัตติ-
มรรคเป็นต้น อภิญญา ๖ มีอิทธิวิธะแสดงฤทธิ์ได้เป็นต้น เรากระทำ
ให้แจ้งแล้ว คือทำให้เห็นประจักษ์แล้ว. คำสอนกล่าวคือโอวาทานุสาสนี
หน้า 511
ข้อ 4
ของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรากระทำแล้ว อธิบายว่า
ให้เสร็จแล้วด้วยการยังข้อปฏิบัติในศีลให้สำเร็จ.
บทว่า อิตฺถํ แปลว่า โดยประการนี้ คือโดยลำดับดังกล่าวไว้ใน
หนหลัง. พระมหาโมคคัลลานเถระได้รับพยากรณ์ ๒ ครั้ง ในสำนักของ
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเฉพาะองค์เดียว ด้วยประการอย่างนี้. ถามว่า ได้
อย่างไร ? ตอบว่า เป็นเศรษฐีได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง จุติจากอัตภาพนั้น บังเกิด
ในนาคภพอันตั้งอยู่ในสมุทร ได้ทำการบูชาในสำนักของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้นนั่นแหละ เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอายุยืน ได้นิมนต์ให้
เสวยแล้วกระทำการมหาบูชา. แม้ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้
ตรัสพยากรณ์.
ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ทำบาทให้เต็ม.
คำว่า อายสฺมา เป็นคำกล่าวด้วยความรัก คือเป็นคำเรียกด้วย
ความเคารพหนัก. พระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิต คือกล่าวอปทาน
คาถาเหล่านี้ ศัพท์ว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า จบข้อความ.
จบพรรณนามหาโมคคัลลานเถราปทาน
หน้า 512
ข้อ 5
มหากัสสปเถราปทานที่ ๕ (๓)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์
[๕] ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ
เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ผู้เป็นนาถะของโลก นิพพานแล้ว
ชนทั้งหลายทำการบูชาพระศาสดา.
หมู่ชนมีจิตร่าเริงเบิกบานบันเทิง เมื่อเขาเหล่านั้นเกิด
ความสังเวช ปีติย่อมเกิดแก่เรา.
เราประชุมญาติและมิตรแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า พระมหา-
วีรเจ้าปรินิพพานแล้ว เชิญพวกเรามาทำการบูชากันเถิด.
พวกเขารับคำว่าสาธุแล้ว ทำความร่าเริงให้เกิดแก่เรา
อย่างยิ่งว่า พวกเราจักทำการก่อสร้างบุญในพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนาถะของโลก.
ได้ให้สร้างเจดีย์อันมีค่าทำอย่างเรียบร้อย สูง ๑๐๐ ศอก
กว้าง ๑๕๐ ศอก พุ่งขึ้นในท้องฟ้า ดุจวิมาน.
ครั้นสร้างเจดีย์อันมีค่างดงามด้วยระเบียบอันดี ไว้ในที่
นั้นแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใสบูชาเจดีย์อันอุดม.
เจดีย์นั้นย่อมรุ่งเรือง ดังกองไฟโพลงอยู่ในอากาศ ดัง
เช่นพญารังดอกบานสะพรั่ง ย่อมสว่างไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ เหมือน
สายฟ้าในอากาศ.
เรายังจิตให้เลื่อมใสในห้องพระบรมธาตุนั้น ก่อสร้างกุศล
เป็นอันมาก ระลึกถึงกรรมเก่าแล้วได้เข้าถึงไตรทศ.
หน้า 513
ข้อ 5
เราอยู่บนยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว วิมาน
ของเราสูงตระหง่าน สูงสุด ๗ ชั้น.
กูฏาคาร (ปราสาท) พันหนึ่ง สำเร็จด้วยทองคำล้วน ย่อม
รุ่งเรือง ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสวด้วยเดชของตน.
ในกาลนั้น ศาลาหน้ามุขแม้เหล่าอื่นอันสำเร็จด้วยแก้วมณี
มีอยู่ แม้ศาลาหน้ามุขเหล่านั้น โชตช่วงด้วยรัศมีทั่ว ๔ ทิศ
โดยรอบ.
กูฏาคารอันบังเกิดขึ้นด้วยบุญกรรม อันบุญกรรมนิรมิตไว้
เรียบร้อย สำเร็จด้วยแก้วมณี โชติช่วงทั่วทิศน้อยทิศใหญ่
โดยรอบ.
โอภาสแห่งกูฏาคารอันโชติช่วงอยู่เหล่านั้น เป็นสิ่ง
ไพบูลย์ เราครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่า อุพพิทธะ ครอบครอง
แผ่นดินมีสมุทรสาครทั้งสี่เป็นขอบเขต ในหกหมื่นกัป.
ในภัทรกัปนี้ เราได้เป็นเหมือนอย่างนั้น ๓๐ ครั้ง คือ
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก ยินดีในกรรมของตน.
สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔
ในครั้งนั้น ปราสาทของเราสว่างไสวดังสายฟ้า ด้านยาว ๒๔
โยชน์ ด้านกว้าง ๑๒ โยชน์.
นครชื่อรัมมกะ มีกำแพงและค่ายมั่นคง ด้านยาว ๕๐๐
โยชน์ ด้านกว้าง ๒๕๐ โยชน์ คับคั่งด้วยหมู่ชน เหมือน
เทพนครของชาวไตรทศ.
หน้า 514
ข้อ 5
เข็ม ๒๕ เล่ม เขาใส่ไว้ในกล่องเข็ม ย่อมกระทบกัน
และกัน เบียดเสียดกันเป็นนิจ ฉันใด แม้นครของเรา ก็
ฉันนั้น เกลื่อนด้วยช้างม้าและรถ คับคั่งด้วยหมู่มนุษย์ น่า
รื่นรมย์ เป็นนครอันอุดม.
เรากินและดื่มอยู่ในนครนั้น แล้วไปเกิดเป็นเทวดาอีก
กุศลสมบัติได้มีแก่เราในภพสุดท้าย.
เราสมภพในสกุลพราหมณ์ สั่งสมรัตนะไว้มาก สละ
ทรัพย์ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช. คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิ-
สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมหากัสสปเถราปทาน
๓. พรรณนามหากัสสปเถราปทาน
คำว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต เป็นต้น เป็นอปทานของท่านพระ-
มหากัสสปเถระ.
แม้พระมหากัสสปเถระนี้ ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญสมภารอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เป็นกุฎุมพีมีทรัพย์
สมบัติ ๘๐ โกฏิ มีนามว่า เวเทหะ อยู่ในนครหังสวดี.
หน้า 515
ข้อ 5
กุฎุมพีนั้น เป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ว่าเป็นของเราอยู่ ในวันอุโบสถวันหนึ่ง บริโภคโภชนะดีแต่เช้าตรู่
ธิษฐานองค์อุโบสถแล้ว ถือของหอมและดอกไม้ไปวิหาร บูชาพระศาสดา
นมัสการแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ก็ขณะนั้น พระศาสดาทรงตั้งพระสาวกที่สามนามว่า มหานิสภ-
เถระ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสภะนี้เป็นเลิศ
แห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเรา ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนเรื่องธุดงค์.
อุบาสกได้ฟังดังนั้นก็เลื่อมใส ในเวลาจบธรรมกถา เมื่อมหาชนลุกไปแล้ว
จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระองค์จงรับภิกษาของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้. พระศาสดาตรัสว่า
อุบาสก ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มาก. อุบาสกทูลถามว่า ภิกษุสงฆ์มีประมาณ
เท่าไร พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า มีภิกษุประมาณหกล้านแปดแสน.
อุบาสกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษาของ
ข้าพระองค์ อย่าให้เหลือแม้สามเณรรูปเดียวไว้ในวิหาร. พระศาสดาทรง
รับนิมนต์แล้ว. อุบาสกรู้ว่า พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว จึงไปเรือน
ตระเตรียมมหาทาน ในวันรุ่งขึ้น ใช้ให้คนไปกราบทูลเวลาเสวยภัตตาหาร
แด่พระศาสดา. พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวรมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จ
ไปยังเรือนของอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว ในเวลา
เสร็จการถวายน้ำทักษิโณทก ทรงรับข้าวยาคูเป็นต้น ได้ทรงกระทำการ
สละภัตตาหารเสีย. แม้อุบาสกก็นั่งอยู่ในที่ใกล้พระศาสดา.
ในระหว่างนั้น พระมหานิสภเถระ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ได้ดำเนิน
ไปยังถนนนั้นเหมือนกัน. อุบาสกเห็น จึงลุกไปไหวพระเถระแล้วกล่าวว่า
หน้า 516
ข้อ 5
ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้บาตร. พระเถระจึงได้ให้บาตร. อุบาสกกล่าว
ว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงเข้าไปในที่นี้เถิด แม้พระศาสดาก็ประทับนั่ง
อยู่ในเรือน. พระเถระกล่าวว่า ไม่ควรดอก อุบาสก. เขาจึงถือเอาบาตร
ของพระเถระบรรจุให้เต็มด้วยบิณฑบาตแล้วถวาย. แต่นั้นเขาตามส่งพระ-
เถระแล้วกลับมานั่งในที่ใกล้พระศาสดา แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระมหานิสภเถระ แม้เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า แม้
พระศาสดาก็ประทับนั่งในเรือน ดังนี้ ก็ไม่ปรารถนาจะเข้ามา พระมหา-
นิสภเถระนี้ มีคุณยิ่งกว่าคุณทั้งหลายของพระองค์หรือ. อันธรรมดาว่า
วรรณมัจฉริยะ การตระหนี่คุณความดี ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนอุบาสก เราทั้งหลาย
นั่งคอยภิกษาอยู่ในเรือน ภิกษุนั้นไม่นั่งมองดูภิกษาอย่างนั้น เราทั้งหลาย
อยู่เสนาสนะใกล้บ้าน ภิกษุนั้นอยู่เฉพาะในป่าเท่านั้น. เราทั้งหลายอยู่ใน
ที่มุงบัง ภิกษุนั้นอยู่เฉพาะกลางแจ้งเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคุณ
ของพระนิสภเถระว่า คุณของเธอดังนี้และดังนี้ ประหนึ่งจะทำมหาสมุทร
ให้เต็ม.
ฝ่ายอุบาสกเป็นผู้เลื่อมใสดียิ่งขึ้น เหมือนประทีปที่ลุกโพลงอยู่ตาม
ปกติ ถูกราดด้วยน้ำมันฉะนั้น จึงคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยสมบัติ
อย่างอื่น ถ้ากระไรเราจักกระทำความปรารถนา เพื่อความเป็นผู้เลิศแห่ง
ภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์ ในศาสนาของพระพุทธเจ้า
องค์หนึ่ง ในอนาคตกาล. เขาจึงนิมนต์พระศาสดาอีกครั้ง แล้วถวาย
มหาทานโดยทำนองนั้นนั่นแหละตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ถวายไตรจีวร
แก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วหมอบลงแทบพระบาทของ
หน้า 517
ข้อ 5
พระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์
ถวายทานอยู่ตลอด ๗ วัน เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม
เมตตามโนกรรมอันใด ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตา-
มโนกรรมอันนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น จะเป็นเทวสมบัติ
หรือสักกสมบัติ มารสมบัติ และพรหมสมบัติก็ตาม. ก็กรรมของข้า-
พระองค์นี้ จงเป็นอธิการความดีแก่ความเป็นเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรง
ธุดงค์ ๑๓ เพื่อต้องการถึงฐานันดรที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว ในสำนัก
ของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล. พระศาสดาทรงตรวจดูว่า
อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่หลวง จักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงเห็นว่า
สำเร็จ จึงตรัสพยากรณ์ว่า ท่านปรารถนาตำแหน่งอันเป็นที่ชื่นใจ, ใน
อนาคตกาล ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักอุบัติขึ้น
ท่านจักเป็นพระสาวกที่สามของพระพุทธเจ้านั้น จักเป็นผู้ชื่อว่า มหา-
กัสสปเถระ, อุบาสกได้ฟังดังนั้น จึงมนสิการว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง ได้สำคัญสมบัตินั้น ประหนึ่งจะพึงได้ใน
วันรุ่งขึ้น. เขาให้ทาน สมาทานศีล แล้วรักษาไว้ ตลอดชั่วอายุ กระทำ
บุญกรรมมีประการต่าง ๆ กระทำกาละแล้วไปบังเกิดในสวรรค์.
จำเดิมแต่นั้น อุบาสกนั้น เสวยสมบัติอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เมื่อพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัย
พันธุมดีนคร ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน จึงจุติจากเทวโลก บังเกิด
ในตระกูลพราหมณ์แก่ตระกูลหนึ่ง.
ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีตรัสธรรม ใน
ปีที่ ๗. ได้มีความโกลาหลอย่างใหญ่หลวง. เหล่าเทวดาในชมพูทวีป
หน้า 518
ข้อ 5
ทั้งสิ้น บอกกันว่า พระศาสดาจักตรัสธรรม. พราหมณ์ได้ยินข่าวนั้น.
พราหมณ์นั้นมีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งผืนเดียวเท่านั้น นางพราหมณีก็มีผ้าสาฎก
สำหรับนุ่งผืนเดียวเหมือนกัน. แต่คนทั้งสองมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น.
พราหมณ์นั้นจึงปรากฏในพระนครทั้งสิ้นว่า เอกสาฎกพราหมณ์.
พราหมณ์นั้น เมื่อมีการประชุมพวกพราหมณ์ด้วยกิจเฉพาะบางอย่าง
จึงเว้นนางพราหมณีไว้ในเรือน ตนเองห่มผ้าผืนนั้นไป. เมื่อมีการประชุม
พวกนางพราหมณี ตนเองก็อยู่ในเรือน นางพราหมณีจึงห่มผ้าผืนนั้นไป.
ก็ในวันนั้น พราหมณ์นั้นกล่าวกะนางพราหมณีว่า นี่แน่ะนาง
ผู้เจริญ เธอจักฟังธรรมกลางคืนหรือกลางวัน. นางพราหมณีกล่าวว่า
นาย ดิฉันเป็นมาตุคามมีชาติขลาดกลัว ไม่อาจฟังธรรมในตอนกลางคืน
ดิฉันจักฟังกลางวัน จึงเว้นพราหมณ์นั้นไว้ในเรือน ห่มผ้านั้นไปวิหาร
พร้อมกับเหล่าอุบาสิกา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ฟังธรรมแล้วได้ไปกับพวกอุบาสิกา. ทีนั้น พราหมณ์จึงเว้นนางพราหมณี
ไว้ในเรือน แล้วห่มผ้านั้นไปวิหาร.
ก็สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งบนธรรมาสน์ที่ประดับประดา อยู่
ในท่ามกลางบริษัท ทรงจับพัดอันวิจิตรตรัสธรรมกถา เสมือนทำคงคา
ในอากาศให้หลั่งลง และดุจกระทำเขาสิเนรุให้เป็นโม่แล้วกวนสาคร
ฉะนั้น. เมื่อพราหมณ์นั่งอยู่ท้ายสุดบริษัทฟังธรรมอยู่ ปีติมีวรรณะ ๕
ประการ ทำสรีระให้เต็มเกิดขึ้น ในเวลาปฐมยามทีเดียว. เขาจึงพับผ้าที่
ห่มแล้วคิดว่า จักถวายแด่พระทศพล. ทีนั้น ความตระหนี่อันแสดงโทษ
ตั้งพันเกิดแก่พราหมณ์นั้น เขาคิดว่า นางพราหมณีและเรามีผ้าห่มผืน
เดียวเท่านั้น ชื่อว่าผ้าห่มไร ๆ อื่น ย่อมไม่มี เราไม่อาจะเพื่อจะไม่ห่มผ้า
หน้า 519
ข้อ 5
เที่ยวไปข้างนอกได้ ดังนี้ จึงได้เป็นผู้ประสงค์จะไม่ถวายแม้โดยประการ
ทั้งปวง. ครั้นเมื่อปฐมยามล่วงไป แม้ในมัชฌิมยาม ปีติก็เกิดแก่เขา
เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. เขาคิดเหมือนอย่างนั้น ได้เป้นผู้ประสงค์จะ
ไม่ถวายอย่างนั้นเหมือนกัน. ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป ปีติเกิดขึ้นแก่เขา
แม้ในปัจฉิมยามเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. ในกาลนั้น เขาชนะความ
ตระหนี่ พับผ้าแล้ววางไว้แทบพระบาทของพระศาสดา แต่นั้น จึงงอ
มือซ้าย เอามือขวาปรบบันลือ ๓ ครั้ง ว่า ชิตํ เม ชิตํ เม เราชนะ
แล้ว ๆ.
สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราช ประทับนั่งสดับธรรมอยู่ภายในม่าน
หลังธรรมาสน์ ก็ธรรมดาพระราชาย่อมไม่ทรงโปรดเสียงว่า ชิตํ เม เรา
ชนะ. พระราชาจึงทรงสั่งบุรุษว่า พนาย เธอจงไปถามพราหมณ์นั้นว่า
เขาพูดอะไร. พราหมณ์อันบุรุษนั้นมาถามแล้ว จึงกล่าวว่า พวกคนที่เหลือ
ขึ้นยานคือช้างเป็นต้น ถือดาบและโล่เป็นต้น จึงชนะเสนาของพระราชาอื่น
ข้อนั้นไม่น่าอัศจรรย์ ส่วนเราชนะจิตอันตระหนี่ ได้ถวายผ้าห่มแด่พระ-
ทศพล เหมือนคนเอาค้อนทุบหัวโคโกงที่เดินตามมาข้างหลัง ทำให้มัน
หนีไปฉะนั้น. ความตระหนี่ที่เราชนะนั้นน่าอัศจรรย์. บุรุษนั้นจึงกลับมา
กราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา. พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพนาย เรา
ทั้งหลายไม่รู้ความเหมาะสมแก่พระทศพล พราหมณ์ย่อมรู้ ดังนี้. ทรง
เลื่อมใสพราหมณ์นั้นได้ทรงส่งคู่ผ้าไปให้.
พราหมณ์เห็นดังนั้นจึงคิดว่า พระราชา ไม่ทรงประทานอะไร ๆ
ครั้งแรกแก่เราผู้นั่งนิ่ง แล้วได้ประทานแก่เราผู้กล่าวคุณทั้งหลายของ
พระศาสดา ผ้าคู่นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยพระคุณทั้งหลายของพระศาสดา จึง
หน้า 520
ข้อ 5
สมควรแก่พระศาสดาเท่านั้น ครั้นคิดแล้วได้ถวายคู่ผ้าแม้นั้นแก่พระ-
ทศพล. พระราชาตรัสถามว่า พราหมณ์กระทำอย่างไร. ทรงสดับว่า
เขาถวายคู่ผ้าแม้นั้นแก่พระตถาคตเท่านั้น จึงให้ส่งคู่ผ้า ๒ คู่แม้อื่นไปให้.
พราหมณ์ก็ได้ถวายคู่ผ้าแม้เหล่านั้นแก่พระศาสดา. พระราชาทรงให้ส่ง
คู่ผ้า ๔ คู่แม้อื่นอีกไปประทาน รวมความว่า ตรัสอย่างนั้นแล้วทรงให้ส่ง
คู่ผ้าไปจนกระทั่ง ๓๒ คู่.
ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า การกระทำดังนี้ ย่อมเป็นเสมือนจะให้
เพิ่มขึ้น ๆ (มาก ๆ) แล้วจึงรับเอา คือรับเอาคู่ผ้า ๒ คู่ คือคู่หนึ่งเพื่อตน
คู่หนึ่งเพื่อนางพราหมณี แล้วได้ถวายเฉพาะตถาคต ๓๐ คู่ และตั้งแต่นั้น
เขาเป็นผู้คุ้นเคยกับพระศาสดา.
ครั้นวันหนึ่ง ในฤดูหนาวเย็น พระราชาทอดพระเนตรเห็น
พราหมณ์นั้นฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา จึงประทานผ้ากัมพลแดง
ที่พระองค์ห่มอันมีค่าแสนหนึ่ง แล้วตรัสว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงห่มผ้า
กัมพลนี้ฟังธรรม. พราหมณ์คิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยผ้ากัมพลนี้
อันจะนำเข้าไปในกายอันเปื่อยเน่านี้ จึงกระทำเพดานในเบื้องบนเตียง
ของพระตถาคตในภายในพระคันธกุฎีแล้วก็ไป.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปยังพระวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่ง
ในสำนักของพระศาสดา ในภายในพระคันธกุฎี. ขณะนั้น พระพุทธรัศมี
มีพรรณะ ๖ ประการ กระทบที่ผ้ากัมพล. ผ้ากัมพลเปล่งแสงเจิดจ้า.
พระราชาทรงแหงนดู ทรงจำได้ รับสั่งว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี่ผ้า
กัมพลของกระหม่อมฉัน ๆ ให้เอกสาฎกพราหมณ์. พระศาสดาตรัสว่า
มหาบพิตร พระองค์บูชาพราหมณ์ พราหมณ์บูชาเราตถาคต.
หน้า 521
ข้อ 5
พระราชาทรงดำริว่า พราหมณ์รู้สิ่งที่ควร เราไม่รู้จึงทรงเลื่อมใส
ได้ทรงกระทำสิ่งที่เป็นอุปการะแก่หมู่คนทั้งหมดนั้น ให้เป็น ๘ หมวด
หมวดละ ๘ สิ่ง ทรงให้ทานชื่อว่าสัพพัตถกะ (สารพัดประโยชน์ ) แล้ว
ทรงตั้งพราหมณ์ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต. ฝ่ายพราหมณ์นั้นเข้าไปตั้ง
สลากภัต ๖๔ ที่ คือชื่อว่าหมวดละแปด ๘ ที่ เป็น ๖๔ ที่ แล้วให้ทาน
รักษาศีลตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์.
จุติจากสวรรค์นั้นอีก ในกัปนี้บังเกิดในตระกูลกุฎุมพีในนคร
พาราณสี ระหว่างพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่าโกนาคมนะและพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ. เขาอาศัย
ความเจริญอยู่ครองเรือน วันหนึ่ง เสด็จเที่ยวพักผ่อนอยู่ในป่า. ก็สมัยนั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้ากระทำจีวรกรรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ เมื่อผ้าอนุวาตไม่เพียงพอ
จึงเริ่มพับเก็บไว้. เขาเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร
ท่านจึงพับเก็บไว้. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ผ้าอนุวาตไม่เพียงพอ.
เขาจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงทำด้วยผ้านี้ แล้วถวายผ้าห่ม ได้
กระทำความปรารถนาว่า ความเสื่อมไร ๆ จงอย่าใดมีแก่ข้าพเจ้าในที่ที่
เกิดแล้ว ๆ.
เมื่อภรรยากับน้องสาวก่อการทะเลาะกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไป
บิณฑบาตแม้ในเรือนของเขา. ครั้งนั้น น้องสาวของเขาได้ถวายบิณฑบาต
แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วหมายเอาภรรยาของเขาตั้งความปรารถนาว่า
เราพึงเว้นหญิงพาลเห็นปานนี้ ๑๐๐ โยชน์. นางยืนอยู่ที่ลานบ้านได้ยิน
เข้าจึงคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้จงอย่าได้บริโภคภัตที่หญิงนี้ถวาย จึง
รับบาตรเทภัตทิ้งเสีย แล้วได้บรรจุให้เต็มด้วยเปือกตมถวาย. น้องสาว
หน้า 522
ข้อ 5
ของเขาเห็นจึงกล่าวว่า นางหญิงพาล เจ้าจงด่าหรือจงประหารเราก่อนเถอะ
ก็การทิ้งภัตจากบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาสอง
อสงไขยเห็นปานนี้ แล้วให้เปือกตม ไม่ควร.
ครั้งนั้น ภรรยาของเขาเกิดการพิจารณาขึ้นมาได้. นางจึงกล่าวว่า
โปรดหยุดก่อนเจ้าข้า แล้วเทเปือกตมทิ้ง ล้างบาตรแล้วระบมด้วยผง
เครื่องหอม บรรจุให้เต็มด้วยภัตอันประณีต และด้วยของมีรสอร่อยทั้งสี่
ให้เต็ม แล้ววางบาตรอันแพรวพราวด้วยเนยใสมีสีดังกลีบปทุมลาดไว้
ข้างบน ลงในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้กระทำความปรารถนา
ว่า บิณฑบาตนี้เกิดโอภาสได้ ฉันใด ร่างกายของเราจงเกิดโอภาส ฉันนั้น
เถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะไปยังอากาศ.
ผัวเมียทั้งสองแม้นั้นดำรงอยู่ตลอดชั่วอายุ เคลื่อนจากอัตภาพนั้น
แล้วบังเกิดในสวรรค์. จุติจากสวรรค์นั้นอีก เกิดเป็นอุบาสกในตระกูล
ที่สมบรูณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ ในนครพาราณสี ในกาลแห่ง
พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า. ฝ่ายภรรยาบังเกิดเป็นธิดาของเศรษฐี ผู้เช่น-
นั้นเหมือนกัน. เมื่อเขาเจริญวัยแล้ว บิดามารดาจึงนำธิดาของเศรษฐีนั้น
นั่นแหละมา. ด้วยอานุภาพของกรรมอันลามก ซึ่งมีวิบากอันไม่น่า
ปรารถนาในชาติก่อน เมื่อนางสักว่าเข้าไปยังตระกูลสามี เรือนทั้งสิ้น
จำเดิมแต่ระหว่างธรณีประตูเข้าไป เกิดกลิ่นเหม็นประดุจหลุมคูถที่เขา
เปิดไว้ฉะนั้น. กุมารถามว่า นี่กลิ่นของใคร ได้ฟังว่า ของธิดาเศรษฐี
จึงกล่าวว่า จงนำนางออกไป แล้วให้ส่งไปยังเรือนตระกูลของนางทันที.
นางกลับมาโดยทำนองนั้นนั่นแล ๗ ฐานะ.
หน้า 523
ข้อ 5
สมัยนั้น พระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว. ชนทั้งหลายก่อพระ-
เจดีย์ของพระองค์สูงโยชน์หนึ่ง ด้วยอิฐทองคำมีค่าแสนหนึ่ง. เมื่อเขา
กำลังพากันก่อเจดีย์นั้นอยู่ ธิดาเศรษฐีนั้นคิดว่า เรากลับแล้วในฐานะ
ทั้ง ๗ เราจะประโยชน์อะไรด้วยชีวิต จึงให้หักยุบสิ่งของเครื่องประดับของ
ตนให้กระทำเป็นอิฐทองคำ ยาว ๑ ศอก กว้าง ๑ คืบ สูง ๔ นิ้ว. แต่นั้น
จึงถือเอาก้อนหรดาลและมโนศิลา แล้วถือดอกอุบล ๘ กำ ไปยังที่ที่ก่อ
พระเจดีย์. ก็ขณะนั้น แถวอิฐแห่งหนึ่งวงมาขาดอิฐสำหรับเชื่อมต่อ. ธิดา-
เศรษฐีจึงกล่าวกะนายช่างว่า ท่านจงวางอิฐของเราก้อนนี้ลงในที่นี้.
นายช่างกล่าวว่า แม่นาง ท่านมาได้เวลาพอดี ท่านจงวางด้วยตัวเองเถิด.
นางจึงขึ้นไปเอาน้ำมันเคลือบก้อนหรดาลและมโนศิลาแล้ว เอาเครื่อง-
เชื่อมนั้นตั้งติดอิฐ. แล้วทำการบูชาด้วยดอกอุบล ๘ กำนั้นในเบื้องบน
ไหว้แล้วทำความปรารถนาว่า ในที่ที่เกิดแล้ว ๆ ขอให้กลิ่นจันทน์ฟุ้งออก
จากกายของข้าพเจ้า ขอให้กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก เสร็จแล้วไหว้พระ-
เจดีย์ กระทำประทักษิณแล้วได้กลับไปเรือน ขณะนั้นเอง สติปรารภถึง
นางเกิดขึ้นแก่บุตรเศรษฐีผู้ที่นำนางไปเรือนครั้งแรก. แม้ในพระนคร
ก็มีการป่าวร้องการนักขัตฤกษ์. บุตรเศรษฐีนั้นกล่าวกะพวกอุปัฏฐากว่า
ธิดาเศรษฐีที่นำมาที่นี้ อยู่ไหน. พวกอุปัฏฐากกล่าวว่า อยู่ที่เรือนของ
ตระกูลครับนาย. บุตรเศรษฐีกล่าวว่า พวกท่านจงไปนำนางมา เราจัก
เล่นนักขัตฤกษ์. อุปัฏฐากเหล่านั้นไปไหว้นางแล้วยืนอยู่. ผู้อันนางถามว่า
นี่แนะพ่อทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมกัน จึงพากันบอกเรื่องราวนั้นแก่
นาง. นางกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราเอาสิ่งของเครื่องประดับบูชาพระ-
เจดีย์เสียแล้ว เราไม่มีเครื่องประดับ. อุปัฏฐากเหล่านั้น จึงไปบอกแก่
หน้า 524
ข้อ 5
บุตรเศรษฐี. บุตรเศรษฐีกล่าวว่า พวกท่านจงนำนางมาเถอะ นางจัก
ได้เครื่องประดับ. อุปัฏฐากเหล่านั้นจึงนำนางมา. พร้อมกับให้นางเข้าไป
ยังเรือน กลิ่นจันทน์และกลิ่นอุบลฟุ้งไปตลอดทั้งเรือน. บุตรเศรษฐีถาม
นางว่า นางผู้เจริญ ทีแรก กลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากร่างกายของเธอ แต่
บัดนี้ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากร่างกายของเธอ กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก,
นี่อะไรกัน ? นางจึงบอกกรรมที่ตนกระทำตั้งแต่ต้น. บุตรเศรษฐีคิดว่า
พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์หนอ จึงเลื่อมใส ให้เอาเสื้อ
ที่ทำด้วยผ้ากัมพลหุ้มพระเจดีย์ทองอันสูงหนึ่งโยชน์ แล้วได้ประดับประดา
ด้วยปทุมทอง ขนาดเท่าล้อรถในที่นั้น ๆ เหล่าปทุมทองที่ห้อยมี
ประมาณ ๑๒ ศอก.
บุตรเศรษฐีนั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพ
นั้นไปบังเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นอีก แล้วมาบังเกิดในตระกูล
อำมาตย์ตระกูลหนึ่ง ในที่ประมาณหนึ่งโยชน์จากนครพาราณสี. ส่วน
ภรรยาของเขาจุติจากเทวโลกเกิดเป็นราชธิดาพระองค์ใหญ่ในราชสกุล
เมื่อคนทั้งสองนั้นถึงความเจริญวัยแล้ว เขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ในบ้าน
ที่อยู่ของกุมาร. กุมารนั้นกล่าวกะมารดาว่า แม่จ๋า แม่จงให้ผ้าสาฎกฉัน
ฉันจักเล่นงานนักขัตฤกษ์. มารดาจึงได้นำผ้าที่ซักแล้วมาให้. กุมารกล่าว
ว่า แม่จ๋า ผ้าผืนนี้หยาบ. มารดาจึงได้นำผ้าผืนอื่นมาให้. แม้ผ้าผืนนั้น
เขาก็ปฏิเสธเสีย. ทีนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า นี่แน่ะพ่อ พวกเราเกิด
ในเรือนเช่นไร พวกเราไม่มีบุญเพื่อจะได้ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้. กุมาร
กล่าวว่า แม่จ๋า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปยังที่ที่จะได้. มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย
แม่ปรารถนาจะให้เจ้าได้ราชสมบัติในนครพาราณสี ในวันนี้ทีเดียว. กุมาร
หน้า 525
ข้อ 5
ไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า ฉันไปละแม่. มารดากล่าวว่า ไปเถอะพ่อ. ก็
กุมารนั้นออกไปตามกำหนดของบุญ ไปถึงนครพาราณสี แล้วนอน
คลุมโปงอยู่บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลในอุทยาน. ก็วันนั้นเป็นวันที่ ๗
ที่พระเจ้าพาราณสีสวรรคต.
อำมาตย์ทั่งหลายทำการถวายพระเพลิงแล้ว นั่งอยู่ที่พระลานหลวง
ปรึกษากันว่า พระราชาทรงมีแต่พระธิดาองค์เดียว ไม่มีพระโอรส
ราชสมบัติที่ไม่มีพระราชาจักพินาศ ใครควรเป็นพระราชา. พวกอำมาตย์
ต่างกล่าวว่า ท่านจงเป็น ท่านจงเป็น. ปุโรหิตกล่าวว่า ไม่ควรเลือกมาก
พวกเราจักปล่อยผุสสรถ. อำมาตย์เหล่านั้นจึงเทียมม้าสินธพ ๔ ตัว มีสี
ดังดอกโกมุท แล้ววางราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง และเศวตฉัตรไว้บนผุสส-
รถนั้น แล้วปล่อยรถไป ให้ประโคมดนตรีตามหลังไป รถออกทางประตู
ด้านทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปยังอุทยาน. อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถ
บ่ายหน้ามุ่งไปอุทยาน เพราะความคุ้นเคย พวกเราจงให้รถกลับ. ปุโรหิต
กล่าวว่า พวกท่านอย่าให้รถกลับ. รถไปกระทำประทักษิณกุมารแล้วทำท่า
จะเกยขึ้นก็หยุดอยู่. ปุโรหิตเลิกชายผ้าห่มตรวจดูพื้นเท้ากล่าวว่า ทวีปนี้
จงยกไว้ ผู้นี้สมควรครองราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพัน
เป็นบริวาร แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรี แล้วให้ประโคม
ดนตรี ๓ ครั้ง.
ลำดับนั้น กุมารเปิดหน้าแลดูอยู่พลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายพากัน
มาด้วยกรรมอะไร. อำมาตย์ทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่เทวะ ราชสมบัติถึงแก่
พระองค์. กุมารกล่าวว่า พระราชาของพวกท่านไปไหน. พวกอำมาตย์
กล่าวว่า ข้าแต่นาย พระราชาเสด็จไปสู่ความเป็นเทวดาเสียแล้ว. กุมาร
หน้า 526
ข้อ 5
กล่าวว่า ล่วงไปกี่วันแล้ว. อำมาตย์. วันนี้เป็นวันที่ ๗. กุมาร. พระโอรส
หรือพระธิดาไม่มีหรือ. พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ พระธิดามี, พระโอรส
ไม่มี. กุมารกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เราจักครองราชสมบัติ. อำมาตย์
เหล่านั้นจึงให้สร้างมณฑปสำหรับอภิเษกขึ้นในทันใดนั้น แล้วประดับ-
ประดาพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง พาไปอุทยาน ได้กระทำ
การอภิเษกแก่กุมาร. ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงนำผ้ามีค่าแสนหนึ่ง
เข้าไปเพื่อกุมารผู้ทำการอภิเษกแล้ว. พระกุมารตรัสว่า พ่อทั้งหลาย นี้
อะไรกัน.
พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะห ผ้าสำหรับนุ่ง.
พระกุมาร. พ่อทั้งหลาย ผ้าเนื้อหยาบมิใช่หรือ.
พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ บรรดาผ้าสำหรับใช้สอยของมนุษย์ ผ้า
ที่เนื้อนุ่มกว่านี้ไม่มี.
พระกุมาร. พระราชาของท่านทั้งหลาย ทรงนุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ.
พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ พระเจ้าข้า.
พระกุมารตรัสว่า พระราชาของท่านทั้งหลาย เห็นจะไม่มีบุญ แล้ว
ให้นำพระสุวรรณภิงคารมาด้วยพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงนำสุวรรณ-
ภิงคารมา เราจักได้ผ้า แล้วเสด็จลุกขึ้นไปล้างพระหัตถ์ บ้วนพระโอฐ
แล้วเอาพระหัตถ์วักน้ำประพรมไปในทิศตะวันออก ต้นกัลปพฤกษ์ ๘ ต้น
ชำแรกแผ่นดินทึบผุดขึ้น. ทรงวักน้ำประพรมไปในทิศใต้ ทิศตะวันตก
และทิศเหนืออีก รวมความว่าทรงประพรมไปทั้ง ๔ ทิศ. ต้นกัลปพฤกษ์
๓๒ ต้น ผุดขึ้น โดยทำให้มีทิศละ ๘ ต้น ๆ ในทิศทั้งปวง. พระกุมาร
นั้นทรงนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจง
หน้า 527
ข้อ 5
เที่ยวตีกลองป่าวร้องอย่างนี้ว่า ในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช สตรี
ทั่งหลายผู้กรอด้าย อย่ากรอด้ายเลย แล้วให้ยกฉัตร ประดับตกแต่งเสด็จ
ไปบนคอช้างตัวประเสริฐ เสด็จเข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาทเสวยมหา-
สมบัติอยู่.
เมื่อเวลาดำเนินไปอยู่อย่างนี้ พระเทวีเห็นสมบัติของพระราชาแล้ว
ทรงแสดงอาการของผู้มีความสงสารว่า โอ น่าสงสารหนอ ท่านผู้มีตบะ,
ถูกพระราชาตรัสถามว่า เทวี นี้อะไรกัน ? จึงทูลว่า ข้าแต่เทวะ สมบัติของ
พระองค์ใหญ่ยิ่งนัก ผลแห่งกรรมดีที่พระองค์ทรงเชื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
แล้วกระทำไว้ในอดีต แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์ไม่ทรงกระทำบุญอันเป็นปัจจัย
แก่อนาคต.
พระราชาตรัสว่า เราจักให้แก่ใคร ผู้มีศีลไม่มี. พระเทวีทูลว่า
เทวะ ชมพูทวีปไม่สูญจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. เทวะ ขอพระองค์จง
ตระเตรียมทานไว้ หม่อมฉันจักได้พระอรหันต์.
ในวันรุ่งขึ้น พระราชาทรงให้ตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศ
ตะวันออก. พระเทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่ นอนพังพาบ
บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก ณ ปราสาทชั้นบน แล้วกล่าวว่า ถ้าพระ-
อรหันต์ทั้งหลายมีอยู่ในทิศนี้ พรุ่งนี้ ขอจงมารับภิกษาของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ในทิศนั้น ไม่มีพระอรหันต์ จึงได้ประทานสักการะนั้นแก่คนกำพร้าและ
ยาจกทั้งหลาย.
ในวันรุ่งขึ้น ทรงตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศใต้ ไม่ได้พระ-
ทักขิไณยบุคคลเหมือนอย่างนั้นแหละ. แม้ในวันรุ่งขึ้นก็ทรงตระเตรียมไว้
ที่ประตูด้านทิศตะวันตก ก็ไม่ได้พระทักขิไณยบุคคลเหมือนอย่างนั้นนั่น-
หน้า 528
ข้อ 5
แหละ. แต่ในวันที่ได้ตระเตรียมไว้ที่ประตูด้านทิศเหนือ เมื่อพระเทวี
นิมนต์เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็น
พี่ชายของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ ผู้เป็นโอรสของพระนางปทุมวดี ซึ่ง
อยู่ในหิมวันตประเทศ เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นน้องชายมาว่า
ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้านันทราชนิมนต์ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
จงรับนิมนต์ของท้าวเธอเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว
ในวันรุ่งขึ้นล้างหน้าที่สระอโนดาตแล้ว เหาะมาทางอากาศลงที่ประตูด้าน
ทิศเหนือ. คนทั้งหลายเห็นแล้ว จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่
เทวะ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์มาแล้ว.
พระราชาพร้อมกับพระเทวีพากันไปไหว้แล้วนำขึ้นสู่ปราสาท ถวาย
ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ณ ปราสาทนั้น ในเวลาเสร็จภัตกิจ
พระราชาทรงหมอบลงแทบเท้าของพระสังฆเถระ พระเทวีทรงหมอบลง
แทบเท้าพระสังฆนวกะ แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้า
ทั้งหลายจักไม่ลำบากเรื่องปัจจัย และข้าพเจ้าทั้งหลายจักไม่เสื่อมจากบุญ
ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาแก่ข้าพเจ้าทั่งหลาย เพื่อจะอยู่ในที่นี้ตลอด-
ชั่วอายุ. ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทำปฏิญญาแล้ว ทำที่อยู่อาศัยให้
พร้อมเสร็จด้วยอาการทุกอย่าง คือบรรณศาลา ๕๐๐ ที่จงกรม ๕๐๐ ใน
พระอุทยาน แล้วให้อยู่ในที่นั้น.
เมื่อกาลเวลาล่วงไปอย่างนี้ เมื่อปัจจันตชนบทของพระราชาเกิด
จลาจลขึ้น พระราชาตรัสว่า เราจะไปปราบปรามปัจจันตชนบทให้สงบ
ราบคาบ เธออย่าประมาทพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายดังนี้ ทรงโอวาท
พระเทวีแล้วเสด็จไป. เมื่อพระราชายังไม่ทันจะเสด็จกลับมา อายุสังขาร
ของพระปัจเจกพุทธเจ้าก็สิ้นไป. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดนั่นแล
หน้า 529
ข้อ 5
ปรินิพพานแล้ว ด้วยประการดังนี้ คือ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า
เล่นฌานอยู่ตลอดยามสามแห่งราตรี ในเวลาอรุณขึ้น ได้ยืนเหนี่ยวแผ่น
กระดานสำหรับเหนี่ยว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ฝ่าย
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่เหลือ ก็ปรินิพพานโดยอุบายนั้น. วันรุ่งขึ้น
พระเทวีจัดแจงที่นั่งสำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วโปรยดอกไม้
อบธูป ประทับนั่งแลดูการมาของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ครั้นไม่
เห็นมา จึงส่งพวกบุรุษไปด้วยพระดำรัสว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายจงไป จงรู้พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่ผาสุกอย่างไร. บุรุษเหล่านั้น
พากันไป แล้วเปิดประตูบรรณศาลาของพระมหาปทุม เมื่อไม่เห็นท่าน
ในที่นั้น จึงไปยังที่จงกรม เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับเหนี่ยว
จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ได้เวลาแล้ว. สรีระของท่านผู้ปรินิพพานแล้ว
จักพูดได้อย่างไร. บุรุษเหล่านั้นกล่าวว่า เห็นจะหลับ จึงเอามือลูบที่
หลังเท้า รู้ว่าปรินิพพานแล้ว เพราะเท้าทั้งสองเย็นและแข็ง จึงไปยัง
สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่สอง รู้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน จึงไป
ยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่สาม เขาแม้ทั้งหมดรู้ว่าท่านปริ-
นิพพานแล้ว อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงพากันกลับมายังราชสกุล อัน
พระเทวีตรัสถามว่า พ่อทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าไปไหน จึงกราบทูล
ว่า ปรินิพพานแล้ว พระเจ้าข้า. พระเทวีทรงกันแสงคร่ำครวญ เสด็จ
ออกไป ณ ที่นั้นพร้อมกับพวกชาวเมือง ทรงให้การทำสาธุกีฬา แล้วทรง
ให้ทำฌาปนกิจสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วให้เอาพระธาตุ
ทั้งหลายมาก่อพระเจดีย์ไว้.
หน้า 530
ข้อ 5
พระราชาทรงปราบปรามปัจ จันตชนบทให้สงบราบคาบแล้วเสด็จ
กลับมา จึงตรัสถามพระเทวีผู้เสด็จมาต้อนรับว่า พระนางผู้เจริญ เธอ
ไม่ประมาทในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายหรือ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
สบายดีหรือ. พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย
ปรินิพานเสียแล้ว. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า ความตายยัง
เกิดขึ้นแก่บัณฑิตทั้งหลายแม้เห็นปานนี้ ความพ้นจากความตาย จักมี
แก่พวกเรามาแต่ไหน. พระองค์ไม่เสด็จเข้าพระนคร เสด็จไปยังพระ-
อุทยานทันที แล้วรับสั่งให้เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มา ทรงมอบราชสมบัติ
ให้แก่พระโอรสนั้นแล้ว ทรงผนวชเป็นสมณะด้วยพระองค์เอง. ฝ่าย
พระเทวีทรงดำริว่า เมื่อพระราชาทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไร จึง
ทรงผนวชในพระอุทยานเหมือนอย่างนั้นแหละ. ทั้งสองพระองค์ทรง
ทำฌานให้เกิดแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ไปบังเกิดในพรหมโลก.
เมื่อพระราชาและพระเทวีทั้งสองนั้น อยู่ในพรหมโลกนั้นนั่นแหละ
พระศาสดาของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรม-
จักรอันบวรแล้ว เสด็จถึงนครราชคฤห์โดยลำดับ. เมื่อพระศาสดาเสด็จ
อาศัยอยู่ในนครราชคฤห์นั้น ปิปผลิมาณพนี้บังเกิดในท้องของภรรยา
กบิลพราหมณ์ ในพราหมณคามชื่อว่ามหาติตถะ. นางภัททกาปิลานี นี้
บังเกิดในท้องของภรรยาพราหมณ์โกสิยโคตร ในสาคลนคร แคว้น
มัททราฐ. เมื่อคนทั้งสองนั้นเติบโตโดยลำดับ เมื่อปิปผลิมาณพบรรลุวัย
ที่ ๒๐ นางภัททาบรรลุวันที่ ๑๖ บิดามารดาแลดูบุตรแล้วจึงคาดคั้นว่า
นี่แน่ะพ่อ เจ้าก็เจริญวัยแล้ว สมควรดำรงวงศ์สกุล. มาณพกล่าวว่า
คุณพ่อคุณแม่ อย่าได้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ในคลองแห่งโสตของผมเลย
หน้า 531
ข้อ 5
กระผมจักปฏิบัติทราบเท่าที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่
ล่วงลับไปแล้ว กระผมจักออกบวช. ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน บิดามารดา
ก็กล่าวอีก. ฝ่ายมาณพนั้นก็ปฏิเสธอีก. ตั้งแต่นั้น มารดาคงกล่าวอยู่
เนือง ๆ ทีเดียว.
มาณพคิดว่า จักให้มารดายินยอม จึงให้ทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม
แล้วให้พวกช่างทองทำรูปหญิง ในเวลาเสร็จกรรมมีการขัดและการบุรูป
นั้นเป็นต้น จึงให้รูปนั้นนุ่งผ้าแดง ให้ประดับดอกไม้และเครื่องอลังการ
ต่าง ๆ อัน เพียบพร้อมไปด้วยทอง แล้วกล่าวว่า คุณแม่ ผมได้อารมณ์
เห็นปานนี้จึงจักอยู่ครองเรือน เมื่อไม่ได้ก็จักไม่อยู่. นางพราหมณีผู้มี
ปัญญาคิดว่า บุตรของเรามีบุญ ได้ให้ทานสร้างอภินีหารไว้แล้ว เมื่อ
ทำบุญทั้งหลายในชาติก่อน คงจะไม่ได้ทำคนเดียว. หญิงผู้ทำบุญร่วมกับ
บุตรของเรานี้ จักเป็นหญิงเปรียบปานรูปทองเป็นแน่. นางจึงให้เชิญ
พราหมณ์ ๘ คนมา เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยโภคะทั้งปวงแล้ว ยกรูปทอง
ขึ้นบนรถ แล้วส่งไปด้วยคำว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านจงพากันไป เห็น
ทาริกาเห็นปานนี้ ในตระกูลที่มีชาติ โคตร และโภคะ เป็นต้น เสมอกัน
กับเราทั้งหลายในที่ใด จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นอาการแสดงความ
สัตย์จริงไว้ในที่นั้น.
พราหมณ์เหล่านั้นพากันออกไปด้วยคิดว่า นี่เป็นการงานของพวก
เรา แล้วปรึกษากันว่า พวกเราจักได้ที่ไหน ขึ้นชื่อว่ามัททราฐเป็น
ตำหนักฝ่ายใน พวกเราจักไปยังมัททราฐ แล้วได้ไปยังสาคลนครใน
มัททราฐ. ตั้งรูปทองนั้นไว้ที่ท่าสำหรับอาบน้ำ ในแคว้นมัททราฐนั้น
แล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น แม่นมของนางภัททาให้นาง
หน้า 532
ข้อ 5
ภัตทาอาบน้ำ แต่งตัวแล้ว ตนเองไปท่าน้ำเพื่อจะอาบ เห็นรูปทองจึงคิด
ว่า แม่ภัททานี้แนะนำไม่ได้ มายืนอยู่ที่นี้เพื่ออะไร จึงตีที่ข้างหลัง รู้ว่า
เป็นรูปทองจึงกล่าวว่า เราทำความสำคัญให้เกิดขึ้นว่า เป็นธิดาแห่งเเม่
เจ้าของเรา หญิงนี้ เมื่อธิดาแห่งแม่เจ้าแม้รับเอาผ้านุ่งแล้ว ก็จะไม่
เหมือน. ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงถามแม่นมนั้นว่า ได้ยินว่า ธิดา
แห่งนายของท่านเห็นปานนี้. แม่นมนั้นกล่าวว่า ธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา
เป็นหญิงมีรูปงามกว่ารูปเปรียบทองนี้ ร้อยเท่า พันเท่า จริงอย่างนั้น
เธอนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก แม้จะไม่มีประทีป ก็กำจัดความมืด
ได้ด้วยแสงสว่างจากร่างกาย. พวกพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เรา
ทั้งหลายจะไปยังสำนักแห่งบิดามารดาของนาง แล้วยกรูปทองขึ้นรถตาม
แม่นมนั้นไป แล้วยืนอยู่ที่ประตูเรือนให้บอกถึงการมา.
พราหมณ์ปฏิสันถารแล้วถามว่า ท่านทั้งหลายมาจากไหน ?.
พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่า เราทั้งหลายมาจากเรือนของกบิลพราหมณ์
ณ บ้านมหาติตถคามในแคว้นมคธ ด้วยเหตุชื่อนี้. พราหมณ์กล่าวว่า ดีละ
พ่อ พราหมณ์นั้นมีชาติ โคตร และทรัพย์สมบัติเสมอกับเรา เราจักให้
ทาริกา แล้วรับเครื่องบรรณาการไว้. พราหมณ์เหล่านั้นจึงส่งข่าวแก่
กบิลพราหมณ์ว่า ทาริกาชื่อว่าภัททา พวกเราได้แล้ว ท่านจงรู้กิจที่ควร
กระทำต่อไป. บิดามารดาได้ฟังข่าวนั้นแล้ว จึงบอกแก่ปิปผลิมาณพว่า
ได้นางทาริกาแล้ว. ปิปผลิมาณพคิดว่า เราคิดว่าจักไม่ได้ พราหมณ์
เหล่านี้ส่งข่าวมาว่าได้แล้ว, เราไม่มีความต้องการ จักส่งหนังสือไป แล้ว
ไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า แม่ภัททาจงได้สามีผู้สมควรแก่ชาติโคตรและ
โภคทรัพย์ของตนเถิด เราจักออกบวช ท่านอย่าได้ร้อนใจในภายหลัง.
หน้า 533
ข้อ 5
ฝ่ายนางภัททาได้ฟังว่า นัยว่า บิดามารดาประสงค์จะให้เราแก่ผู้โน้น จึง
ไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า ลูกเจ้าจงได้ทาริกาผู้เหมาะสมแก่ชาติโคตร
และโภคทรัพย์ของตน เราจักบวช ท่านจงอย่าได้ร้อนใจภายหลัง. หนังสือ
ทั้งสองฉบับมาประจวบกันระหว่างทาง. พวกนางภัททาถามว่า นี้หนังสือ
ของใคร. พวกปิปผลิมาณพตอบว่า หนังสือนี้ปิปผลิมาณพส่งไปให้
นางภัททา. เมื่อพวกปิปผลิมาณพกล่าวว่า นี้หนังสือของใคร และเมื่อ
พวกนางภัตทากล่าวว่า หนังสือนี้นางภัททาส่งไปให้ปิปผลิมาณพ คน
เหล่านั้นจงอ่านหนังสือทั้งสองฉบับแล้วกล่าวกันว่า ท่านทั้งหลายจงดูการ
การทำของพวกเด็ก ๆ ดังนี้ แล้วฉีกทิ้งไปในป่า แล้วเขียนหนังสือฉบับ
อื่นซึ่งเสมอเหมือนกับหนังสือนั้น แล้วส่งไปทั้งข้างนี้และข้างนี้. ดังนั้น
หนังสือของกุมารและกุมาริกาจึงเหมือนกัน เป็นหนังสือเอื้อเฟื้อและ
เกื้อกูลแก่ทางโลกเท่านั้น เพราะเหตุนั้น คนทั้งสองนั้นแม้จะไม่ต้องการ
ก็ได้มาร่วมกัน.
ในวันนั้นเอง ฝ่ายปิปผลินาณพก็ให้นางภัททาถือดอกไม้พวงหนึ่ง.
ฝ่ายนางภัททาก็วางดอกไม้เหล่านั้นไว้ท่ามกลางที่นอน. คนทั้งสองบริโภค
อาหารเย็นแล้วเริ่มเข้านอน. ในสองคนนั้น มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา
นางภัททาขึ้นทางด้านซ้าย แล้วกล่าวว่า พวกเราจักรู้ชัดแจ้งว่า ดอกไม้
ในด้านของผู้ใดเหี่ยว ราคะจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น ใคร ๆ ไม่พึงติด
พวงดอกไม้นี้. ก็คนทั้งสองนั้นไม่หลับเลยตลอดราตรีทั้งสิ้น เพราะกลัว
จะถูกต้องร่างกายของกันและกัน ให้เวลาล่วงไปแล้ว. ก็ในเวลากลางวัน
แม้แต่ความยิ้มแย้มก็ไม่ได้กระทำ. คนทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกันด้วยอามิส
ทางโลก ไม่จัดแจงการงานตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดา
หน้า 534
ข้อ 5
มารดากระทำกาละแล้ว จึงจัดแจง. สมบัติของมาณพมีมากมาย. ผงทองคำ
ที่เขาเพิกออกจากร่างกายแล้วทิ้งไปในวันหนึ่งเท่านั้น ควรได้ประมาณ
๑๒ ทะนาน โดยทะนานมคธ. มาณพมีบึงใหญ่ติดเครื่องยนต์ ๖๐ แห่ง
มีเนื้อที่ทำงาน ๒ โยชน์ มีบ้าน ๔ บ้าน ขนาดเมืองอนุราธปุระ มี
พลช้าง ๑๔ กอง พลม้า ๑๔ กอง และพลรถ ๑๔ กอง.
วันหนึ่ง เขาขี่ม้าตัวที่ประดับแล้วอันมหาชนแวดล้อม ไปยังสถาน
ที่ทำการงานยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้น ดึงสัตว์ทั้งหลาย
มีไส้เดือนเป็นต้น ขึ้นมาจากที่แบะออกด้วยไถแล้วกินอยู่ จึงถามว่า พ่อ
ทั้งหลาย นกเหล่านี้กินอะไร. บริวารชนบอกว่า ข้าแต่เจ้า มันกินไส้เดือน.
มาณพกล่าวว่า บาปที่พวกนกทำจะมีแก่ใคร. บริวารชนตอบว่า ข้าแต่เจ้า
จะมีแก่ท่าน. เขาจึงคิดว่า ถ้าบาปที่นกเหล่านี้ทำมีแก่เราละก็ ทรัพย์
๘๗ โกฏิจักทำอะไรแก่เรา การงาน ๑๒ โยชน์ จักทำอะไร บึงติด
เครื่องยนต์จักทำอะไร และบ้าน ๑๔ บ้าน จักทำอะไร, เราจักมอบสมบัติ
ทั้งหมดนี้แก่นางภัตทาถาปิลานี แล้วจักออกบวช.
ขณะนั้น นางภัททากาปิลานีหว่านเมล็ดงา ๓ หม้อในระหว่างไร่
พวกแม่นมแวดล้อมนั่งอยู่ เห็นพวกกากินสัตว์ในเมล็ดงา จึงถามว่า
แม่ทั้งหลาย กาเหล่านี้กินอะไร ? พวกแม่นมกล่าวว่า กินสัตว์จ้ะ แม่เจ้า.
นางภัททาถามว่า อกุศลจะมีแก่ใคร ? พวกแม่นมตอบว่า มีแก่ท่านจะ
แม่เจ้า. นางจึงคิดว่า เราได้ผ้า ๔ ศอกและภัตสักว่าข้าวสุกทะนานหนึ่ง
ย่อมควร ก็ถ้าอกุศลที่สัตว์เหล่านี้ทำจะเป็นของเรา แม้พันภพ เราก็ไม่
อาจยกหัวขึ้นจากวัฏฏะได้ เมื่อลูกเจ้าพอมาถึงเท่านั้น เราจักมอบสมบัติ
ทั้งหมดแก่ลูกเจ้าแล้วจักออกบวช.
หน้า 535
ข้อ 5
มาณพมาแล้วอาบน้ำขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนบัลลังก์อันควรค่ามาก.
ลำดับนั้น บริวารชนน้อมนำโภชนะอันสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดิเข้า
ไปให้แก่มาณพ. คนทั้งสองบริโภคแล้ว เมื่อบริวารชนออกไปแล้ว จึง
ไปในที่ลับนั่งในที่ผาสุก.
ลำดับนั้น มาณพจึงกล่าวกะนางภัททาว่า นี่แน่ะภัททา เธอเมื่อมา
ยังเรือนนี้ นำทรัพย์มีประมาณเท่าไรมา. นางภัททากล่าวว่า ข้าแต่เจ้า นำมา
ห้าหมื่นห้าพันเล่มเกวียน. มาณพกล่าวว่า ทรัพย์ทั้งหมดนั้น และสมบัติ
อันมีประเภทอาทิอย่างนี้ คือทรัพย์ ๘๗ โกฏิในเรือนนี้ และบึงติดเครื่อง
ยนต์ ๖๐ บึง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดนั้น ฉันขอมอบแก่เธอเท่านั้น. นางภัททา
กล่าวว่า ข้าแต่เจ้า ก็ท่านเล่าจะไปไหน. มาณพกล่าวว่า ฉันจักบวช.
นางภัททากล่าวว่า ข้าแต่เจ้า แม้ฉันก็นั่งคอยการมาของท่าน แม้ฉัน
ก็จักบวช. ภพทั้งสามปรากฏแก่คนทั้งสองนั้น เหมือนกุฎีใบไม้ถูกไฟติด
ทั่วแล้วฉะนั้น. คนทั้งสองนั้นกล่าวว่า เราทั้งสองจักบวช จึงให้คนไป
นำจีวรที่ย้อมด้วยรสน้ำฝาด และบาตรดินมาจากร้านตลาด แล้วให้กัน
และกันปลงผมแล้วกล่าวว่า พระอรหันต์เหล่าใดมีอยู่ในโลก เราทั้งหลาย
บวชอุทิศพระอรหันต์เหล่านั้นดังนี้ แล้วบวช ใส่บาตรในถุงคล้องที่ไหล่
แล้วลงจากปราสาท. บรรดาทาสและกรรมกรในเรือน ใคร ๆ
จำไม่ได้.
ครั้งนั้น คนทั้งสองนั้นออกจากบ้านพราหมณ์ไปทางประตูบ้านทาส
พวกชาวบ้านทาสจำได้ ด้วยอำนาจอาการและท่าทาง. ทาสเหล่านั้นร้องไห้
หมอบลงที่เท้าแล้วกล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เหตุไรท่านทั้งหลายจึงกระทำพวก
ข้าพเจ้าให้เป็นคนอนาถาหาที่พึ่งมิได้. คนทั้งสองกล่าวว่า นี่แน่ะพนาย
หน้า 536
ข้อ 5
เราทั้งสองบวชด้วยเห็นว่า ภพทั้งสามเป็นประดุจบรรณศาลาอันไฟติด
ทั่วแล้ว ถ้าเราทั้งสองจะทำท่านทั้งหลาย แต่ละคนให้เป็นไทไซร้ แม้
ร้อยปีก็ไม่พอ ท่านทั้งหลายจงชำระศีรษะของพวกท่าน แล้วจงเป็นไทเลี้ยง
ชีวิตอยู่เถิด เมื่อทาสเหล่านั้นร้องไห้อยู่นั่นแหละได้พากันหลีกไปแล้ว.
พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมามองดู พลางคิดว่า นางภัททา-
กาปิลานีนี้ เป็นหญิงมีค่าควรแก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น เดินมาข้างหลังเรา.
ก็ข้อที่ใคร ๆ จะพึงคิดอย่างนี้ว่า คนเหล่านั้นแม้บวชแล้ว ก็ไม่อาจเว้น
จากกัน การทำกรรมอันไม่สมควร เป็นฐานะที่จะมีได้. จึงยังความคิด
ให้เกิดขึ้นว่า ใคร ๆ พึงประทุษร้ายด้วยใจอันลามกอย่างนี้แล้ว พึงทำ
อบายให้เต็ม ดังนี้ พลางเดินไปข้างหน้า เห็นทางสองแพร่ง จึงได้
หยุดอยู่ที่ต้นทางนั้น . ฝ่ายนางภัททามาถึงจึงไหว้แล้วได้ยืนอยู่.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะนางภัททาว่า นี่แน่ะภัททา มหาชน
เห็นหญิงผู้เช่นท่านเดินมาข้างหลังเรา มีจิตคิดประทุษร้ายในพวกเราว่า
คนเหล่านี้ แม้บวชแล้วก็ไม่อาจเว้นจากกัน จะพึงเป็นผู้ยังอบายให้เต็ม.
ในทางสองแพร่งนี้ ท่านจงถือเอาทางหนึ่ง เราจักไปโดยทางหนึ่ง.
นางภัททากล่าวว่า เจ้าข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มาตุคามเป็นปลิโพธ
กังวลของบรรพชิตทั้งหลาย, คนทั้งหลายจะพึงแสดงโทษแก่พวกเราว่า
คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่เว้นจากกัน ดังนี้แล้ว ทำประทักษิณ ๓ ครั้ง
ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง ๔ แห่ง แล้วประคองอัญชลีอันรุ่งเรือง
ด้วยการประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ แล้วกล่าวว่า ความสนิทสนมโดยความเป็น
มิตรที่ทำไว้ในกาลนานประมาณแสนกัป แตกในวันนี้ ท่านนั่นแหละ
หน้า 537
ข้อ 5
ชื่อว่าเป็นเบื้องขวา ทางขวาย่อมควรแก่ท่าน ดิฉันชื่อว่ามาตุคาม เป็น
ผู้มีชาติเบื้องซ้าย ทางซ้ายย่อมควรแก่ดิฉัน ดังนี้ จึงไหว้แล้วเดินทางไป.
ในเวลาที่ชนทั้งสองนั้นเป็นสองฝ่าย มหาปฐพีนี้ได้ไหวครวญครางประ-
หนึ่งจะกล่าวว่า เราแม้สามารถรองรับเขาจักรวาลและเขาสิเนรุเป็นต้น
ก็ไม่สามารถรองรับคุณทั้งหลายของท่านทั้งสองได้. เหมือนเสียงสายฟ้า
ดังอยู่ในอากาศ เขาจักรวาลบันลือลั่น.
ฝ่ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ในพระคันธกุฎี ในพระ-
เวฬุวันมหาวิหาร ทรงสดับเสียงแผ่นดินไหว ทรงรำพึงว่า ปฐพีไหวเพื่อ
อะไรหนอ ทรงทราบว่า ปิปผลิมาณพและนางภัททากาปิลานี ละสมบัติ
ประมาณไม่ได้ บวชอุทิศเรา, เพราะกำลังแห่งคุณความดีของตนทั้งสอง
การไหวแห่งปฐพีนี้จึงเกิดในที่ที่คนทั้งสองนั้นพรากจากกัน, แม้เราก็ควร
ทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ทรงถือบาตร
และจีวรเอง ไม่บอกใคร ๆ ในบรรดาพระมหาเถระ ๘๐ องค์ ทรงทำ
การต้อนรับสิ้นหนทาง ๓ คาวุต ทรงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ควงไม้พหุปุตต-
นิโครธ ในระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา. ก็พระองค์ประทับนั่ง
มิได้ทรงนั่งอย่างภิกษุผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง ทรงถือเอาเพศ
ของพระพุทธเจ้า แล้วประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีประมาณ ๘๐ ศอก.
ขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีขนาดเท่าร่มใบไม้ ล้อเกวียน และเรือนยอดเป็น
ต้น แผ่ฉวัดเฉวียนไปรอบ ๆ กระทำให้เหมือนเวลาที่พระจันทร์พันดวง
และพระอาทิตย์พันดวงขึ้นอยู่ฉะนั้น ได้ทำระหว่างป่านั้นให้มีแสงสว่าง
เป็นอันเดียวกัน. ระหว่างป่าไพโรจน์ด้วยสิริแห่งพระมหาปุริสลักษณะ
หน้า 538
ข้อ 5
๓๒ ประการ เหมือนท้องฟ้าไพโรจน์ด้วยหมู่ดาวอันโชติช่วง และเหมือน
น่าไพโรจน์ด้วยกอบัวอันบานสะพรั่งฉะนั้น. ตามปกติลำต้นนิโครธขาว
ใบเขียว ผลสุกแดง. แต่วันนั้น ต้นนิโครธทั้งต้น ได้มีสีเหมือนสีทองไป
หมดทั้งต้น.
พระมหากัสสปเถระเห็นดังนั้นจึงคิดว่า ผู้นี้จักเป็นพระศาสดาของ
เราทั้งหลาย เราบวชอุทิศพระศาสดาพระองค์นี้ จึงน้อมตัวลงเดินไป
จำเดิมแต่ที่ที่ตนเห็นแล้ว ไหว้ในที่ ๓ แห่งแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์
เป็นสาวก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของ
ข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสกะพระมหากัสสปเถระนั้นว่า ดูก่อนกัสสป ถ้าเธอพึงทำความเคารพ
นับถือนี้แก่แผ่นดิน แผ่นดินแม้นั้นก็ไม่พึงอาจรองรับไว้ได้ ความเคารพ
นับถืออันเธอผู้รู้ความที่พระตถาคตเป็นผู้มีคุณมากอย่างนี้กระทำแล้ว ย่อม
ไม่อาจทำแม้ขนของเราให้ไหว ดูก่อนกัสสป เธอจงนั่ง เราจะให้ทรัพย์
มรดกแก่เธอ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานอุปสมบทแก่พระมหา-
กัสสปเถระนั้น ด้วยโอวาท ๓ ข้อ. ก็ครั้นให้แล้วจึงเสด็จออกจากควงไม้
พหุปุตตนิโครธ ทรงทำพระเถระให้เป็นปัจฉาสมณะแล้วทรงเดินทางไป.
พระสรีระของพระองค์งดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ของ
พระมหากัสสปปะดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ, พระเถระนั้น
ติดตามรอยพระบาทของพระศาสดา เหมือนเอาเรือทองพ่วงไปฉะนั้น.
พระศาสดาเสด็จไปตามทางได้หน่อยหนึ่ง แล้วทรงแวะลงจากทาง ทรง
หน้า 539
ข้อ 5
แสดงพระอาการจะประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง พระเถระรู้ว่า พระศาสดา
ประสงค์จะประทับนั่ง จึงลาดสังฆาฏิอันเป็นแผ่นผ้าเก่าของคน ทำให้เป็น
๔ ชั้น.
พระศาสดาประทับนั่งบนสังฆาฏินั้น เอาพระหัตถ์ลูบคลำผ้าพลาง
ตรัสว่า กัสสป สังฆาฏิอันเป็นแผ่นผ้าเก่าผืนนี้ของเธอ อ่อนนุ่ม. พระ-
เถระนั้นรู้ว่า พระศาสดาตรัสความที่สังฆาฏิของเราอ่อนนุ่ม จักประสงค์
จะทรงห่ม จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
จงทรงห่มผ้าสังฆาฏิเถิด พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอจักห่ม
อะไร. พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เมื่อได้
ผ้าสำหรับห่มของพระองค์จึงจักห่ม พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป
ก็เธอจักอาจครองผ้าบังสุกุลอันเก่าเพราะการใช้สอยผืนนี้ได้หรือ เพราะว่า
ในวันที่เราถือเอาผ้าบังสุกุลผืนนี้ มหาปฐพีกระทำน้ำเป็นที่สุดรอบหวั่น-
ไหวแล้ว ธรรมดาว่าจีวรเก่า อันเป็นเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้าผืนนี้
บุคคลผู้มีคุณนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรนี้อันภิกษุผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตร
มาแต่กำเนิด ผู้ฉลาดสามารถในการบำเพ็ญปฏิบัติเท่านั้นครอง จึงจะควร
ดังนี้ แล้วทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ.
ครั้นทรงเปลี่ยนจีวรกันอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่มจีวร
ของพระเถระ พระเถระห่มจีวรของพระศาสดา. ขณะนั้น มหาปฐพีนี้
แม้จะไม่มีจิตใจ ก็หวั่นไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด ประหนึ่งจะ
พูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทำสิ่งที่ทำได้ยาก, ชื่อว่าจีวร
ที่ห่มของพระองค์เคยแลกเปลี่ยนกับสาวก ไม่ได้มีแล้ว ข้าพระองค์ไม่
หน้า 540
ข้อ 5
อาจรองรับพระคุณของพระองค์ไว้ได้. ฝ่ายพระเถระมิได้ทำความถือตัวว่า
เราได้จีวรเครื่องบริโภคใช้สอยของพระพุทธเจ้า บัดนี้ เราจะทำอะไรให้
ยิ่งขึ้น ได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ ในสำนักของพระศาสดาเท่านั้น ได้เป็น
ปุถุชนอยู่ประมาณ ๗ วัน. ในวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทา.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสรรเสริญพระเถระนั้น โดยนัยมีอาทิ
อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปเปรียบเสมอด้วยพระจันทร์ เข้าไป
ยังตระกูลทั้งหลาย ไม่คะนองกาย ไม่คะนองจิต เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์
ไม่เย่อหยิ่งในตระกูลทั้งหลาย ดังนี้, ในกาลต่อมา เมื่อประทับนั่งใน
ท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุ
ทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์ และกล่าวสอนธุดงค์ว่า ภิกษุทั้งหลาย กัสสปนี้เป็นผู้
เลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้ทรงธุดงค์ และกล่าวสอนธุดงค์ ดังนี้.
ท่านพระมหากัสสป อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ได้รับความเป็นพระมหาสาวกแล้ว ระลึกถึงบุพ-
กรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในชาติก่อน ด้วย
ความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ความว่า ได้ยิน
ว่า จำเดิมแต่กาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จออกจากพระครรภ์ของ
พระมารดา ในสมัยที่ย่างพระบาท ปทุมแสนกลีบทำลายแผ่นดินผุดขึ้น
ณ พระบาทที่ทรงเหยียบแล้ว ๆ เพราะฉะนั้น คำว่า ปทุมุตฺตรสฺส นั้น
จึงได้เป็นพระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 541
ข้อ 5
เพราะสัตว์หนึ่ง ๆ ในบรรดาสัตตนิกายทั้งสิ้น กระทำบุญคนละร้อย
(พระองค์) ทรงกระทำบุญได้ร้อยเท่าของบุญนั้น.
บทว่า โลกเชฏฺสฺส ตาทิโน ความว่า ผู้เป็นประธานของสัตว์-
โลก ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะทรงถึงความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และ
อนิฏฐารมณ์.
บทว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ปรินิพพานแล้วด้วยขันธปรินิพพาน อธิบายว่า
เสด็จไปสู่ที่แลไม่เห็น.
ด้วยบทว่า ปูชํ กุพฺพนฺติ สตฺถุโน นี้ เชื่อมความว่า เล่นสาธุกีฬา
กระทำการบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ใดพระนามว่า พระศาสดา เพราะ
ทรงสั่งสอนชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ด้วยบทว่า อคฺคึ จินนฺตี ชนตา นี้ เชื่อมความว่า หมู่ชนก่อไฟ
ทำให้เป็นกองเพื่อต้องการจะเผา ร่าเริง ยินดี โดยทั่วกัน คือโดยรอบๆ
ร่าเริง ยินดี โดยปการะคือแต่ละอย่าง ๆ กระทำบูชาอยู่.
บทว่า เตสุ สํเวคชาเตสุ ความว่า เมื่อหมู่ชนเหล่านั้นถึงความ
สังเวช ได้ความสะดุ้ง ความปีติ คือความร่าเริงเกิดขึ้น คือปรากฏแก่เรา.
บทว่า าติมิตฺเต สมาเนตฺวา ความว่า ประชุมเผ่าพันธุ์และสหาย
ของเรา คือทำให้เป็นกลุ่ม. เชื่อมความว่า เราได้กล่าว คือพูดคำนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่หลวงปรินิพพานแล้ว คือได้เสด็จ
ไปสู่ที่ที่ไม่เห็นแล้ว.
ศัพท์ว่า หนฺท ในคำว่า หนฺท ปูชํ กโรม เส นี้ เป็นนิบาตบอก
หน้า 542
ข้อ 5
อรรถ คือการสละ. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น พวกเราทุกคนผู้มาประชุม
กัน จงทำการบูชา. ศัพท์ว่า เส เป็นนิบาต.
บทว่า สาธูติ เต ปฏิสฺสุตฺวา ความว่า ญาติและมิตรของเรา
เหล่านั้น ฟังตอบแล้ว คือรับคำเราว่า สาธุ คือดี ได้แก่ เจริญ ทำ
ความร่าเริง คือปีติ อย่างยิ่ง คืออย่างเหลือล้นให้เกิดแล้ว คือให้เกิดขึ้น
แล้วแก่เรา.
แต่นั้น เมื่อจะแสดงการก่อสร้างบุญที่ตนได้ทำไว้ จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า พุทฺธสฺมึ โลกนาถมฺหิ ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า เรา
สร้างเอง และให้คนอื่นสร้างเจดีย์อันพุ่งขึ้น คือสูงขึ้น ๑๐๐ ศอก กว้าง
๑๕๐ ศอก สูงขึ้นในท้องฟ้าคือในอากาศดุจวิมาน ให้เป็นการสร้างอย่างดี
คือให้เป็นการสร้างด้วยอาการอันดี มีค่า แล้วกระทำ คือได้กระทำการ
สะสมบุญ ได้แก่บุญราศีคือกองบุญ.
บทว่า กตฺวาน อคฺฆิยํ ตตฺถ ความว่า ทำเองและให้คนอื่นทำให้
มีค่าวิจิตร คืองดงาม ด้วยถ่องแถวแห่งตาล คือด้วยแนวแห่งต้นตาล
ยังจิตของตนให้เลื่อมใส บูชาพระเจดีย์ชั้นสูงสุด ด้วยบทว่า เจติยํ
ปูชยุตฺตมํ เชื่อมความว่า เราบูชาพระเจดีย์อันสูงสุด คือที่เขาบรรจุพระ-
ธาตุของพระพุทธเจ้าไว้.
เมื่อจะแสดงความใหญ่มหึมาของพระเจดีย์นั้น จึงกล่าวคำว่า
อคฺคิกฺขนฺโธว ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิกฺขนฺโธว
เชื่อมความว่า พระเจดีย์นั้นย่อมส่องแสงด้วยรัตนะ ๗ ประการ เหมือน
หน้า 543
ข้อ 5
กองไฟโพลงอยู่ในอากาศ สว่างไสว คือโชติช่วงตลอดจตุรทิศ คือทิศ
ทั้งสี่ เหมือนต้นพญารังบาน คือมีดอกบาน และเหมือนสายรุ้งในอากาศ.
บทว่า ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา เชื่อมความว่า เรายังจิตคือใจให้
เลื่อมใส คือทำความโสมนัสในห้องบรรจุพระธาตุอันโชติช่วงอยู่นั้น แล้ว
ทำกุศลคือบุญเป็นอันมาก คือมีประการต่าง ๆ ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิต
นั้น ได้ระลึกถึงบุญกรรมอย่างนี้ว่า เราได้ทำบุญมีประมาณเท่านี้ ในห้อง
บรรจุพระธาตุ และในพระศาสนา ตายแล้วจึงเข้าถึง คือเกิดยังไตรทศ
คือภพดาวดึงส์เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น.
เมื่อจะประกาศสมบัติของคนที่ได้ในเทวโลกที่เกิดขึ้น จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า สหสฺสยุตฺตํ ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราอยู่ยังยานอันเทียม
ด้วยม้า คือรถทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว. เรามีภพ คือมีวิมาน
สูงตระหง่าน ๗ ชั้น.
อธิบายว่า ในวิมานนั้น ได้มีกูฏาคารพันหลังสำเร็จด้วยทองคำ
ทั้งสิ้น. เชื่อมความว่า ด้วยเดชของตน คือด้วยอานุภาพของตน เรา
ย่อมรุ่งเรือง คือโชติช่วง ทำทิศทั้งปวง คือทั้งสิบทิศให้สว่างไสวอยู่.
ในวิมานที่ปรากฏแก่เรานั้น มีหอคอย คือศาลาหน้ามุขแม้หลังอื่น
อยู่. ศาลาหน้ามุขเป็นอย่างไร ? เชื่อมความว่า ในกาลนั้น หอคอยแม้
เหล่านั้นสำเร็จด้วยทับทิม คือสำเร็จด้วยแก้วมณีแดง โชติช่วงไปตลอด
๔ ทิศ ด้วยแสงสว่าง คือรัศมี.
อธิบายว่า เราครอบงำเทวดาทั้งปวง คือเทวดาในเทวโลก ๖ ชั้น
ทั้งสิ้น. หากจะมีผู้ถามว่า เป็นผลของอะไร ? ขอตอบว่า นี้เป็นผล
แห่งบุญกรรมที่เราทำไว้แล้ว.
หน้า 544
ข้อ 5
แต่นั้น เมื่อจะแสดงมนุษย์สมบัติ จึงกล่าวคำว่า สฏฺิกปฺป-
สหสฺสมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. ในคำนั้น เชื่อมความว่า ในที่สุดหกหมื่นกัป
ภายหลังกัปนี้ไป เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่า อุพพิทธะ มีมหาสมุทร ๔
เป็นขอบเขต คือมีมหาทวีป เป็นที่สุด เป็นผู้ชนะ คือชนะข้าศึกทั้งปวง
ครอบครองแผ่นดิน คือครองราชสมบัติ.
บทว่า ตเถว ภทฺทเก กปฺเป คือในกัปชื่อว่า ภัททกะ เพราะเป็น
กัปที่ประดับด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์. เชื่อมความในตอนนี้ว่า เราได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ เป็นประธานในทวีปทั้งสี่ ๓๐ ครั้ง คือ
๓๐ ชาติ สมบูรณ์ คือพรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีจักรรัตนะ
เป็นต้น ยินดีในกรรมของตน คือยินดี ได้แก่ ยึดแน่นอยู่ในกรรมของ
ตน ได้แก่ ทศพิธราชธรรม.
เมื่อจะแสดงสมบัติที่เสวยในคราวที่ตนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จึง
กล่าวคำว่า ตตฺถาปิ ภวนํ มยฺหํ ดังนี้เป็นต้น. ในคำนั้น เชื่อมความว่า
ในความเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น ภพของเรา คือปราสาทของเรา สูง
ขึ้นเหมือนสายรุ้งกินน้ำ คือสูงขึ้นไปโดยชนิดเป็นชั้น ๗ ชั้นเป็นต้น
เหมือนสายฟ้า ตั้งสว่างจ้าอยู่ในอากาศ ว่าโดยส่วนยาว และส่วนสูง
๒๔ โยชน์ ว่าโดยส่วนกว้าง ๑๒ โยชน์.
อธิบายว่า ได้มีนครชื่อว่ารัมมณะ เพราะเป็นที่ติดใจของชน
ทั้งปวง. ท่านแสดงว่า นครที่สมบูรณ์ด้วยกำแพงและเสาระเนียดมั่นคง
สูงประมาณ ๑๒ หรือ ๓๐ ศอก.
ตทฑฺฒกํ ตัดบทเป็น ตโต อฑฺฒกํ อธิบายว่า ประมาณ ๒๕๐
หน้า 545
ข้อ 5
โยชน์. บทว่า ปกฺขิตตา ปณฺณวีสตี ความว่า จัดร้านขายของ ๒๐ ร้าน
คือเขตกำหนดถนนคิด ๆ กัน. บทว่า พฺรหมญฺกุลสมฺถูฌต แปลว่า
เกิดในตระกูลพราหมณ์. คำที่เหลือ เข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดัง
กล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนามหากัสสปเถราปทาน
หน้า 546
ข้อ 6
อนุรุทธเถราปทานที่ ๖ (๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
[๖] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธเชษฐบุรุษ
ของโลก เป็นนระผู้องอาจ ผู้นายกของโลก เสด็จออกเร้น
อยู่.
จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธสัมพุทธเจ้าผู้นายกของโลก แล้ว
ได้ประคองอัญชลีทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้
องอาจ ขอจงทรงอนุเคราะห์เถิด ข้าพระองค์ขอถวายประทีป
แก่พระองค์ผู้เข้าฌานอยู่ที่ควงไม้.
พระสยัมภูผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ทรง
รับคำแล้ว เราจึงห้อยไว้ที่ต้นไม้ประกอบยนต์ ในกาลนั้น.
ได้ถวายไส้ตะเกียงพันหนึ่ง แก่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์
ของโลก ประทีปโพลงอยู่ตลอด ๗ วันแล้ว ดับไปเอง.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละ
กายมนุษย์แล้วได้เข้าถึงวิมาน.
เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมานอันกุศลบุญนิรมิตไว้
ดีแล้ว ย่อมรุ่งโรจน์โดยรอบ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป.
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๘ ครั้ง เวลานั้นเรามอง
เห็นได้ตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน.
ในกาลนั้น เราย่อมไพโรจน์ไปทั่วโยชน์หนึ่งโดยรอบ
ย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป.
หน้า 547
ข้อ 6
เราได้เป็นจอมเทวดา ครองราชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๓๐
กัป ใคร ๆ ดูหมิ่นเราไม่ได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป.
เราได้บรรลุทิพยจักษุในพระพุทธศาสนา ย่อมมองเห็น
ตลอดพันโลกด้วยญาณ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป.
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ เสด็จอุบัติใน
สามหมื่นกัปแต่กัปนี้ เรามีจิตผ่องใส ได้ถวายประทีปแก่
พระองค์.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรา
ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอนุรุทธเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ-
ฉะนี้แล.
จบอนุรุทธเถราปทาน
๔. พรรณนาอนุรุทธเถราปทาน
คำมีอาทิว่า สุเมธํ ภควนฺตาหํ ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระ-
อนุรุทธเถระ.
แม้ ท่านพระอนุรุทธเถระ นี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไวในพระ-
พุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระ-
นิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
หน้า 548
ข้อ 6
ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ. พอ
เจริญวัยแล้ว วันหนึ่ง ไปวิหารฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เห็น
พระภิกษุรูปหนึ่ง พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย
ผู้มีจักษุทิพย์ แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงยังมหาทานให้เป็นไป
๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งมีภิกษุบริวารแสนหนึ่ง ในวันที่ ๗ ได้
ถวายผ้าชั้นสูงสุดแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วได้ทำความ
ปรารถนาไว้. ฝ่ายพระศาสดา ก็ได้ทรงเห็นความสำเร็จของเขาโดยไม่มี
อันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า จักเป็นผู้เลิศแห่งผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย ใน
ศาสนาของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล. แม้เขาก็กระทำ
บุญทั้งหลายในพระศาสนานั้น เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้ทำการ
บูชาด้วยประทีปอันโอฬารที่สถูปทองขนาด ๗ โยชน์ ด้วยประทีปต้นและ
ประทีปกระเบื้องกับถาดสำริดเป็นอันมาก ด้วยอธิษฐานว่า จงเป็นอุป-
นิสัยแก่ทิพยจักษุญาณ เขากระทำบุญทั้งหลายอยู่ตลอดชีวิต ด้วยประการ
อย่างนี้ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่ากัสสป บรรลุความเป็นผู้รู้เดียงสาในเรือนของกุฎุมพี ณ นคร
พาราณสี เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน เมื่อสถูปทองขนาด ๑ โยชน์สำเร็จ
แล้ว จึงเอาถาดสำริดจำนวนมากมาบรรจุให้เต็มด้วยเนยใสอันใสแจ๋ว
และให้วางก้อนน้ำอ้อยงบก้อนหนึ่ง ๆ ไว้ตรงกลาง ให้ขอบปากกับขอบ
ปากจรดกัน แล้วให้ตั้งล้อมพระเจดีย์. ให้เอาถาดสำริดที่คนถือบรรจุด้วย
เนยใสอันใสแจ๋วให้เต็ม จุดไฟพันไส้แล้ววางไว้บนศีรษะ เดินเวียนพระ-
เจดีย์อยู่ตลอดคืน.
ในอัตภาพแม้นั้น ก็กระทำกุศลอย่างนั้นจนตลอดชีวิต แล้วบังเกิด
หน้า 549
ข้อ 6
ในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากเทวโลกนั้น
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้บั้งเกิดในตระกูลเข็ญใจ ในนคร-
พาราณสีนั่นแหละ. เขาได้มีชื่อว่า อันนภาระ. นายอันนภาระนั้นกระทำ
การงานเลี้ยงชีวิตอยู่ในเรือนของเศรษฐีชื่อว่า สุมนะ. วันหนึ่ง เขาเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้านานว่า อุปริฏฐะ ออกจากนิโรธสมาบัติ เหาะมาจาก
ภูเขาคันธมาทน์ ลงที่ประตูเมืองพาราณสี ห่มจีวรแล้วบิณฑบาตในนคร
มีใจเลื่อมใส จึงรับบาตรแล้วใส่ภัตอันเป็นส่วนแบ่งที่เขาเก็บไว้เพื่อประ-
โยชน์แก่ตน เริ่มประสงค์จะถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า. ฝ่ายภรรยาของ
เขาก็ใส่ภัตอันเป็นส่วนแบ่งของตนลงในบาตรนั้นเหมือนกัน เขาจึงนำ
บาตรนั้นไปวางไว้ในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า. พระปัจเจกพุทธเจ้ารับ
บาตรนั้น กระทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป.
วันนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ที่ฉัตรของสุมนเศรษฐี อนุโมทนาด้วยเสียง
อันดังว่า โอ! ทาน เป็นทานอย่างยิ่ง อันนายอันนภาระประดิษฐานไว้
ดีแล้วในพระอุปริฏฐะ. สุมนเศรษฐีได้ฟังดังนั้นคิดว่า ทานนี้เท่านั้นอัน
เทวดาอนุโมทนาอย่างนี้ ย่อมเป็นอุดมทาน จึงขอส่วนบุญในทานนั้น.
ฝ่ายนายอันนภาระ ก็ได้ให้ส่วนบุญแก่สุมนเศรษฐีนั้น ด้วยเหตุนั้น สุมน-
เศรษฐีจึงมีใจเลื่อมใสให้ทรัพย์เขาพันหนึ่ง แล้วกล่าวว่า จำเดิมแต่นี้ไป
กิจด้วยการทำการงานด้วยมือของตน ย่อมไม่มีแก่ท่าน ท่านจงกระทำ
เรือนให้เหมาะสมแล้วอยู่ประจำเถิด.
เพราะเหตุที่บิณฑบาต อันบุคคลถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ออก
จากนิโรธสมาบัติ ย่อมมีวิบากอันโอฬารในวันนั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น
หน้า 550
ข้อ 6
สุมนเศรษฐีเมื่อจะไปเฝ้าพระราชา ได้พาเอานายอันนภาระนั้นไปด้วย.
ฝ่ายพระราชา ทอดพระเนตรดูนายอันนภาระนั้นโดยเอื้อเฟื้อ. เศรษฐี
กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายอันนภาระนี้ เป็นผู้ควรจะทอดพระ-
เนตรดูทีเดียว แล้วกราบทูลกรรมที่นายอันนภาระทำในคราวนั้น และ
ความที่แม้ตนก็ได้ให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่เขา. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น
ทรงยินดีแก่เขา ได้ประทานทรัพย์พันหนึ่ง แล้วทรงสั่งสถานที่สร้างเรือน
แก่เขาว่า เธอจงสร้างเรือนอยู่ในที่โน้น. เมื่อนายอันนภาระนั้นให้ชำระ
สถานที่นั้นอยู่ หม้อขุมทรัพย์ใหญ่ ๆ หลายหม้อผุดขึ้นแล้ว. เขาเห็น
ดังนั้นจึงกราบทูลแด่พระราชา. พระราชารับสั่งให้ขนทรัพย์ทั้งหมดขึ้นมา
ทรงเห็นเขาทำเป็นกองไว้ จึงตรัสถามว่า ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ มีใน
เรือนของใครในนครนี้บ้าง. ประชาชนพากันกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ
ในเรือนของใครไม่มี พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น นาย
อันนภาระนี้ จงเป็นเศรษฐีชื่อว่า อันนภารเศรษฐี ในนครนี้ แล้วทรง
ให้ยกฉัตรเศรษฐีแก่เขาในวันนั้นเอง.
เขาเป็นเศรษฐีแล้วกระทำกรรมอันงามอยู่ชั่วอายุ แล้วบังเกิดใน
เทวโลกท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ตลอดกาลนาน ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้น จึงถือปฏิสนธิในวังของพระ-
เจ้าสุกโกทนศากยะในนครกบิลพัสดุ์. พระญาติทั้งหลายได้ขนานนามแก่เขา
ผู้เกิดแล้วว่า อนุรุทธะ เจ้าอนุรุทธะนั้นเป็นพระกนิษฐภาดาของพระเจ้า
มหานามศากยะ เป็นโอรสของพระเจ้าอาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้
ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เป็นผู้มีปัญญามาก. ก็พระกระยาหารของพระองค์
เกิดขึ้นเฉพาะในถาดทองเท่านั้น.
หน้า 551
ข้อ 6
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระมารดาของพระองค์ทรงดำริว่า บุตรของ
เราย่อมไม่รู้บทว่า " ไม่มี " เราจักให้เขารู้ จึงเอาถาดทองใบหนึ่งปิด
ถาดทองเปล่า ๆ ใบหนึ่ง แล้วส่งไปให้แก่เธอ, ในระหว่างทาง เทวดา
ทั้งหลายทำถาดทองนั้นให้เต็มด้วยขนมทิพย์. เจ้าอนุรุทธะนั้นมีบุญมาก
อย่างนี้ อันเหล่าหญิงฟ้อนรำผู้ประดับประดาแวดล้อม เสวยสมบัติใหญ่
อยู่ในปราสาท ๓ หลังอันเหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓ ประดุจเทวดา.
พระโพธิสัตว์แม้ของเราทั้งหลายจุติจากดุสิตบุรีในสมัยนั้น บังเกิด
ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงถึง
ความเจริญวัยโดยลำดับ ประทับอยู่ท่ามกลางเรือน ๒๙ พรรษา แล้วเสด็จ
ออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ทรง
ยับยั้งอยู่ที่โพธิมัณฑสถาน ๗ สัปดาห์ แล้วทรงประกาศพระธรรมจักรที่
ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อจะทรงกระทำการอนุเคราะห์ชาวโลก จึงเสด็จ
ไปยังนครราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน. ในกาลนั้น พระเจ้า-
สุทโธทนมหาราช ทรงส่งอำมาตย์ ๑๐ คน มีบริวารคนละพันไปด้วย
พระดำรัสว่า ได้ยินว่า บุตรของเราถึงนครราชคฤห์โดยลำดับแล้ว นี่แน่ะ
นาย ท่านทั้งหลายจงไปนำบุตรของเรามา. อำมาตย์เหล่านั้นทั้งหมด
พากันบรรพชาด้วยเอหิภิกขุบรรพชา. บรรดาอำมาตย์เหล่านั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าอันพระอุทายีเถระทูลอาราธนาขอให้เสด็จจาริกไป ทรงแวด-
ล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่น เสด็จออกจากนครราชคฤห์ถึงกบิลพัสดุ์บุรี
แล้วทรงแสดงปาฏิหาริย์มิใช่น้อยในสมาคมพระญาติ แล้วตรัสธรรม-
เทศนาอันวิจิตรงดงามด้วยปาฏิหาริย์ ยังมหาชนให้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว ใน-
วันที่สอง ทรงถือบาตรและจีวรประทับยืนที่ประตูพระนคร ทรงพระ-
หน้า 552
ข้อ 6
รำพึงว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เสด็จมาถึงนครของตระกูลแล้ว ทรง
ประพฤติอย่างไรหนอ ทรงทราบว่า ประพฤติเที่ยวบิณฑบาตไปตาม
ลำดับตรอก จึงเสด็จเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอก. พระราชาทรง
ทราบว่า พระโอรสของพระองค์เที่ยวบิณฑบาตจึงรีบด่วนเสด็จมา ได้ทรง
สดับธรรมในระหว่างถนน จึงนิมนต์ให้เสด็จเข้าในนิเวศน์ของพระองค์
ได้ทรงกระทำสักการะสัมมานะใหญ่หลวง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ
การอนุเคราะห์พระญาติอันจะพึงทรงกระทำในที่นั้น แล้วทรงให้ราหุล-
กุมารบรรพชา ไม่นานนัก พระองค์เสด็จเที่ยวจาริกจากนครกบิลพัสดุ์
ไปในมัลลรัฐ เสด็จถึงอนุปิยอัมพวัน.
สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชรับสั่งให้ประชุมหมู่เจ้าศากยะแล้ว
ตรัสว่า ถ้าบุตรของเราจักครองเรือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ มีหมู่กษัตริย์เป็นบริวาร, ราหุลกุมารแม้เป็นหลาน
ของเรา ก็จักได้เที่ยวห้อมล้อมบุตรของเราพร้อมกับหมู่กษัตริย์ แม้ท่าน
ทั้งหลายก็ย่อมรู้เรื่องราวอันนี้ ก็บัดนี้ บุตรของเราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
กษัตริย์ทั้งหลายเท่านั้นจงเป็นบริวารของบุตรของเรา ท่านทั้งหลายจงให้
ทารกคนหนึ่ง ๆ จากตระกูลหนึ่ง ๆ. เมื่อพระเจ้าสุทโธทนมหาราชตรัส
อย่างนี้แล้ว ขัตติยกุมารแปดหมื่นสองพันองค์ พากันบวชพร้อมกัน.
สมัยนั้น เจ้ามหานามศากยะ ทรงเป็นเจ้าทรัพย์ ท้าวเธอจึงเสด็จ
เข้าไปหาเจ้าอนุรุทธศากยะผู้เป็นพระกนิษฐาของพระองค์ แล้วได้ตรัส
คำนี้ว่า พ่ออนุรุทธะ บัดนี้ ศากยกุมารผู้มีชื่อเสียงปรากฏพากันบวชตาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงผนวชแล้ว ก็ใคร ๆ จากตระกูลของพวกเรา ผู้
จะออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือน ย่อมไม่มี ถ้าอย่างนั้น เธอจง
หน้า 553
ข้อ 6
บวช หรือพี่จักบวช. เจ้าอนุรุทธะได้ฟังดังนั้น ไม่ยินดีในการครองเรือน
มีตนเป็นที่ ๗ ออกจากเรือนเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือน. ลำดับแห่งการบรรพชา
ของเจ้าอนุรุทธะนั้น มาแล้วในสังฆเภทกขันธกะนั่นแล. ก็บรรดาเจ้าศากยะ
เหล่านั้นผู้ไปยังอนุปิยอัมพวันแล้วบวชอย่างนั้น พระภัททิยเถระบรรลุ
พระอรหัตในภายในพรรษานั้นนั่นเอง. พระอนุรุทธเถระทำทิพยจักษุให้
บังเกิด พระเทวทัตทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด พระอานนทเถระตั้งอยู่ใน
พระโสดาปัตติผล พระภคุเถระ และพระกิมพิลเถระ บรรลุพระอรหัตใน
ภายหลัง. อภินิหารแห่งความปรารถนาในชาติก่อน ของพระเถระแม้
ทั้งหมดนั้น จักมีแจ้งในอาคตสถานของตน ๆ. พระอนุรุทธเถระนี้
เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระธรรมเสนาบดี แล้วไปยังปาจีน-
วังสทายวัน ในเจติยรัฐ บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ตรึกมหาปุริสวิตกได้ ๗
ข้อ ลำบากในมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘. พระศาสดาทรงทราบว่า พระ-
อนุรุทธะลำบากในมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ จึงทรงดำริว่า เราจักทำความดำริ
ของอนุรุทธะให้บริบูรณ์ จึงเสด็จไปในที่นั้น ประทับนั่งบนบวรพุทธ-
อาสน์ที่เขาลาดไว้ ตรัสอริยวังสปฏิปทาอันประดับด้วยการอบรมสันโดษใน
ปัจจัย ๔ เป็นที่มายินดี ทรงทำมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ ให้บริบูรณ์ แล้ว
เหาะขึ้นสู่อากาศเสด็จไปเฉพาะเภสกลาวันนั่นแล.
พระเถระ พอเมื่อพระศาสดาเสด็จไปแล้วเท่านั้น ได้เป็นพระมหา
ขีณาสพมีวิชชา ๓ คิดว่า พระศาสดาทรงทราบใจของเรา จึงได้เสด็จมา
ประทานมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ ให้บริบูรณ์ ก็มโนรถของเรานั้นถึงที่สุดแล้ว
ได้ปรารภพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า และปฏิเวธธรรมของตน
จึงได้กล่าวอุทานคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 554
ข้อ 6
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงรู้ความดำริของเรา
ได้เสด็จเข้าไปหาด้วยพระฤทธิ์ทางกายอันสำเร็จด้วยใจ เรา
ได้มีความดำริในกาลใด ในกาลนั้น ได้ทรงแสดงให้ยิ่งกว่า
นั้น. พระพุทธเจ้าผู้ยินดีในธรรมอันไม่มีความเนิ่นช้า ได้
ทรงแสดงธรรมอันไม่มีความเนิ่นช้า เรารู้ทั่วถึงธรรมของ
พระองค์ ยินดีในพระศาสนาอยู่ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว.
ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
ทรงตั้งพระอนุรุทธเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่า อนุรุทธะเป็นเลิศ
แห่งภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์.
พระอนุรุทธเถระนั้น ครั้นได้ตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุผู้มีจักษุทิพย์
จากสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน
เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติก่อน ด้วยอำนาจความโสมนัส
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุเมธํ ภควนฺตาหํ ดังนี้. ในคำนั่น เชื่อมความว่า
เมธาดีกล่าวคือปัญญาในการให้เข้าไปคอยปฏิบัติ ปัญญาในมรรคผล
ปัญญาในวิปัสสนา และปฏิสัมภิทาเป็นต้น มีอยู่แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าใด
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ชื่อว่าสุเมธะผู้มีปัญญาดี, เราได้เห็นพระสุเมธะ
นั้นชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะทรงถึงพร้อมด้วยภาคยะคือบุญ ผู้
เจริญที่สุด คือประเสริฐสุด ได้แก่เป็นประธานของโลก คือทรงออกจาก
สงสารก่อน ผู้องอาจคือไปเบื้องหน้าแห่งนรชนทั้งหลาย ผู้หลีกออก
คือเป็นผู้สงัด ได้แก่ผู้ปราศจากความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะอยู่.
ความว่า เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ชื่อว่า สัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรม
หน้า 555
ข้อ 6
ทั้งปวงด้วยพระองค์เอง. บทว่า อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ความว่า ประนม
นิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือศีรษะ. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ทิวา รตฺติญฺจ ปสฺสามิ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาล
เกิดขึ้นในเทวโลกและมนุษยโลก เราย่อมมองเห็นได้โยชน์หนึ่งโดยรอบ
ด้วยมังสจักษุ.
บทว่า สหสฺสโลกํ าเณน ความว่า เราแลเห็นตลอดพันจักรวาล
ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า สตฺถุ สาสเน ได้แก่ ในศาสนาของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ณ บัดนี้. นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป คือ
บูชาด้วยประทีป อธิบายว่า ด้วยผลนี้ เราจึงบรรลุ คือได้ทำทิพยจักษุ
ให้เกิดขึ้น.
จบพรรณนาอนุรุทธเถราปทาน
หน้า 556
ข้อ 7
ปุณณมันตานีปุตตเถราปทานที่ ๗ (๕)
ว่าด้วยผลแห่งการแสดงธรรม
[๗] เราเป็นพราหมณ์ผู้สอน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พวก
ศิษย์ห้อมล้อม ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นบุคคล
ชั้นสูงสุด.
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก ทรงรับ
เครื่องบูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเราโดยย่อ.
เราได้ฟังธรรมนั้นแล้วถวายอภิวาทพระศาสดา ประคอง
อัญชลี แล้วมุ่งหน้าไปทางทิศทักษิณหลีกไป.
เราได้ฟังมาโดยย่อ แล้วแสดงได้โดยพิสดาร ศิษย์
ทั้งหมดดีใจฟังเรากล่าวอยู่.
บรรเทาทิฏฐิของตนได้แล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระ-
พุทธเจ้า เหมือนเราแม้ฟังโดยย่อ ก็แสดงได้โดยพิสดาร
ฉะนั้น.
เราเป็นผู้ฉลาดในนัยแห่งพระอภิธรรม เป็นผู้ฉลาดด้วย
ความหมดจดในกถาวัตถุ ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่.
ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระ-
องค์ ผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็น
ใหญ่ในทวีปทั้ง ๔.
หน้า 557
ข้อ 7
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำ
เสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน
๕. พรรณนาปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน
คำมีอาทิว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้ เป็นอปทานของท่าน
พระปุณณมันตานีบุตรเถระ.
แม้พระเถระนี้ ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน
ทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพานใน
ภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในนครหังสวดี ก่อนหน้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัติขึ้น แล้วถึงความเป็นผู้รู้
เดียงสาขึ้นโดยลำดับ ในกาลต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าสัตว์ผู้ควรแก่การตรัสรู จึงไปยัง
พระวิหารพร้อมกับมหาชน โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง นั่งอยู่ท้าย
บริษัทแล้วฟังธรรมอยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง
เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นผู้เห็น
ปานนี้ในอนาคต. ในเวลาจบเทศนา เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้ว จึงเข้าไป
หน้า 558
ข้อ 7
เฝ้าพระศาสดา ทูลนิมนต์แล้วกระทำมหาสักการะ โดยนัยดังกล่าวแล้ว
ในหนหลัง แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ด้วยการกระทำอันยิ่งนี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น
ก็ภิกษุนั้น พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็น
ธรรมกถึก ในที่สุดของวันที่ ๗ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น พึงเป็น
ผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระ-
องค์หนึ่งในอนาคตกาลดังนี้ ได้ทำความปรารถนาแล้ว. พระศาสดาทรง
ตรวจดูอนาคต ทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ จึงทรง
พยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม
จักอุบัติขึ้น เธอบวชในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้านั้น จักเป็นผู้เลิศ
แห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึก.
เขากระทำกรรมอันงามตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้น เก็บรวม
บุญสมภารอยู่แสนกัป ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้บังเกิดเป็นหลานของพระ-
อัญญาโกณฑัญญเถระ ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์
ชื่อว่าโทณวัตถุ ไม่ไกลนครกบิลพัสดุ์ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อเขาว่า ปุณณะ
นายปุณณะนั้น เมื่อพระศาสดาบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรง
ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยนครราชคฤห์ประทับอยู่
โดยลำดับ จึงบวชในสำนักของพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้อุปสมบทแล้ว
ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียร ทำกิจแห่งบรรพชิตทั้งปวงให้ถึงที่สุดแล้ว
มายังสำนักของพระศาสดากับพระเถระผู้เป็นลุง ด้วยหวังใจว่า จักไปเฝ้า
พระศาสดา ล่าช้าอยู่ใกล้ ๆ นครกบิลพัสดุ์ กระทำกรรมอยู่ในโยนิโส-
หน้า 559
ข้อ 7
มนสิการไม่นานนัก ยังวิปัสสนาให้ขวนขวายแล้วได้บรรลุพระอรหัต.
ก็พระปุณณเถระนั้น ได้มีกุลบุตร ๕๐๐ คนบวชอยู่ในสำนัก. พระ-
เถระกล่าวสอนกุลบุตรเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ. แม้กุลบุตร
เหล่านั้นทั้งหมดก็กล่าวสอนด้วยกถาวัตถุ ๑๐ และตั้งอยู่ในโอวาทของ
พระปุณณเถระนั้นได้บรรลุพระอรหัต ครั้นรู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตน
ถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
พวกกระผมถึงที่สุดแห่งกิจบรรพชิตแล้ว และเป็นผู้มีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐
บัดนี้เป็นสมัยเพื่อจะเข้าเฝ้าพระทศพลแห่งพวกกระผม. พระเถระได้ฟัง
คำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงคิดว่า พระศาสดาย่อมทรงทราบว่าเราเป็นผู้
ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรมก็ไม่ทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ นั้นแสดง ก็เมื่อ
เราไป ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดจักแวดล้อมเราไป เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่
ควรจะไปเฝ้าพระทศพลพร้อมกับคณะ ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าพระทศพล
ก่อน. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส
ทั้งหลาย พวกเธอจงไปเฝ้าพระทศพลก่อน จงถวายบังคมพระบาทของ
พระตถาคต ตามคำของเรา, แม้เราก็จักไปตามทางที่พวกท่านไป. พระ-
เถระแม้เหล่านั้น ทั้งหมดอยู่ในรัฐอันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทั้งหมด
เป็นพระขีณาสพ ทั้งหมดได้กถาวัตถุ ๑๐ ไม่ตัดทิ้งโอวาทของพระ-
อุปัชฌาย์ ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหนทางไปได้
๖๐ โยชน์ แล้วไปยังพระเวฬุวันวิหาร ในเมืองราชคฤห์ ถวายบังคม
พระบาทของพระทศพล แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. ก็การปราศรัยกับ
อาคันตุกภิกษุทั้งหลายนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายทรงประพฤติสืบกัน
มา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปฏิสันถารอันไพเราะกับ
หน้า 560
ข้อ 7
ภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสบายดีหรือ
ดังนี้ แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากไหน เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นกราบทูลอีกว่า มาจากชาติภูมิ พระเจ้าข้า จึงตรัสถึงภิกษุ
ผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ภิกษุทั้งหลาย ใครหนออันเหล่าภิกษุเพื่อน
พรหมจารีชาวชาติภูมิ ในแคว้นชาติภูมิยกย่องอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อย
ด้วยตนเอง และกล่าวถ้อยคำชักนำในความมักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย. แม้
ภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้มีอายุชื่อว่า
ปุณณะ บุตรของนางมันตานี พระเจ้าข้า.
ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น ได้มีความประสงค์
เพื่อจะได้เห็นพระเถระ. ลำดับนั้น พระศาสดาได้เสด็จจากเมืองราชคฤห์
ไปยังเมืองสาวัตถี. แม้พระปุณเถระก็ได้ฟังว่า พระทศพลเสด็จไปใน
เมืองสาวัตถีนั้น จึงไปด้วยหวังว่า จักเฝ้าพระศาสดา มาทันพระตถาคต
ในภายในพระคันธกุฎีนั่นเอง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ.
พระเถระฟังธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพล เพื่อต้องการจะหลีกเร้นจึง
ไปยังอันธวัน นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง. ฝ่ายพระสารีบุตร
เถระได้ทราบการมาของท่าน จึงตรวจดูหัวข้อธรรมแล้วไป กำหนดโอกาส
แล้วเข้าไปหาพระเถระผู้นั่งอยู่ ณ โคนไม้นั้น ปราศรัยกับพระเถระแล้ว
จึงถามลำดับแห่งวิสุทธินั้น . ฝ่ายพระเถระนั้นก็พยากรณ์ปัญหาที่ถามแล้ว ๆ
แก่พระสารีบุตรเถระ ทำจิตให้ยินดียิ่งด้วยการเปรียบด้วยรถ ๗ ผลัด.
พระเถระทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาษิตของกันและกัน.
ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์
ทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณะ
หน้า 561
ข้อ 7
นี้ เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นพระธรรมกถึก. พระเถระ
นั้นระลึกถึงกรรมในก่อนของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความพระพฤติ
ในชาติก่อนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌายโก ได้แก่ บอก คือสอน
พวกพราหมณ์มิใช่น้อย. บทว่า มนฺตธโร แปลว่า ผู้ทรงจำมนต์ ท่าน
กล่าวอธิบายว่า ทรงจำพระเวทที่ ๔ กล่าวคือคัมภีร์พระเวท ด้วยอำนาจ
การท่อง การฟัง และการให้. บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ความว่า ผู้ถึง
ฝั่ง คือที่สุดในคัมภีร์พระเวททั้ง ๓ อันได้นามว่าผู้มีเวท เพราะเป็นผู้
ทรงจำเวททั้ง ๓ คืออิรุพเวท ยชุรเวท และสามเวท ด้วยญาณความรู้.
บทว่า ปุรกฺขโตมฺหิ สิสฺเสหิ ความว่า เราเป็นผู้อันเหล่าศิษย์ผู้เป็น
บริวารประจำของเราห้อมล้อมอยู่. บทว่า อุปคจฺฉึ นรุตฺตมํ ความว่า
เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดแห่งนรชน อธิบายว่า เข้าไป
ใกล้ๆ. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า อภิธมฺมนยญฺญูหํ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลของ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราเป็นผู้ฉลาดในอภิธรรมนัย. บทว่า กถา-
วตฺถุวิสุทฺธิยา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดด้วยความหมดจดในกถาวัตถุปกรณ์ อีก
อย่างหนึ่ง ความว่า เป็นผู้ฉลาดในกถาวัตถุ ๑๐ มีกถาว่าด้วยความมัก-
น้อยและสันโดษเป็นต้น. เราให้ชนผู้สำรวมอินทรีย์ คือบัณฑิตทั้งปวง
รู้แจ้ง คือตรัสรู้ด้วยความหมดจดในกถาวัตถุนั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือ
ไม่มีกิเลสอยู่ ได้แก่ สำเร็จการอยู่.
บทว่า อิโต ปญฺจสเต กปฺเป ความว่า ใน ๕๐๐ กัปแต่กัป
ชื่อภัทรกัป เพราะประดับด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ได้มีพระเจ้า
หน้า 562
ข้อ 7
จักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้ประกาศดี คือผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วย
รัตนะ ๗ มีจักรรัตนะเป็นต้น ทรงเป็นใหญ่ คือเป็นประธานในทวีป
ทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนาปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน
หน้า 563
ข้อ 8
อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม
[๘] ในพระนครหังสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่า สุชาต สั่งสมทรัพย์
ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย.
เป็นผู้สอน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ถึงที่สุดในคัมภีร์
ทำนายลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และคัมภีร์พราหมณ์.
ในกาลนั้นปริพาชกผู้มุ่นผมเป็นชฎา สาวกของพระพุทธ-
เจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ และดาบส
ผู้ท่องเที่ยว พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน.
แม้พวกเขาก็ห้อมล้อมข้าพระองค์ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์
มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมากบูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่
บูชาใคร ๆ.
เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นคนที่ควรจะบูชา เวลานั้น ข้า-
พระองค์มีมานะจัด คำว่า พุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลาที่พระ-
ชินเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น.
โดยกาลล่วงวันและคืนไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระผู้เป็นนายก ทรงบรรเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จ
อุบัติขึ้นในโลก.
ในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย
หนาแน่น เวลานั้น พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนคร-
หังสวดี.
หน้า 564
ข้อ 8
พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์
แก่พระพุทธบิดา ในกาลนั้นบริษัทโดยรอบมีประมาณโยชน์
หนึ่ง.
ในกาลนั้น ดาบสชื่อว่าสุนันทะ อันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว
ว่าเลิศ ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท.
พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ภายใต้มณฑปดอกไม้
อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสนโกฏิ.
พระพุทธเจ้าทรงยังฝนคือธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า ท่าน
ผู้นี้เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือมนุษยโลก จักเป็นผู้
ประเสริฐกว่าเขาทั้งหมด ท่องเที่ยวไปในภพ.
ในแสนกัป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ผู้สมภพใน
วงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก.
บุตรของนางมันตานีชื่อว่าปุณณะ จักเป็นสาวกของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย
อันธรรมนิรมิตแล้ว.
เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้าทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรง
แสดงพระกำลังของพระองค์ ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสด้วย
ประการอย่างนี้.
ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบสในครั้งนั้น
ครั้นสุนันทดาบสกระทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทำ
คติของตนให้หมดจด.
หน้า 565
ข้อ 8
เพราะข้าพระองค์ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี จึงได้มี
ความดำริ ณ ที่นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ด้วยประการ
ที่จะได้เห็นพระโคดม.
ครั้นข้าพระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาของ
ข้าพระองค์ว่า จะประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอัน
ยอดเยี่ยม.
ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวงในศาสนา พระศาสดาทรงตั้ง
ไว้ในตำแหน่งอันเลิศฝ่ายพระวินัย ข้าพระองค์จึงได้ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น.
โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาคร
อันอะไรให้กระเพื่อมไม่ได้.
ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแด่พระพุทะเจ้า ด้วย
โภคสมบัตินั้น.
ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร ด้วย
ทรัพย์แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม
ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น
และถ้ำอย่างสวยงามไว้ ในที่จงกรมใกล้สังฆาราม.
ได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ และห้องอาบน้ำ แล้วได้ถวาย
แก่ภิกษุสงฆ์.
ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้า
อารามและเภสัชทุกอย่างนั้น.
ได้ตั้งอารักขาไว้ แล้วให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วย
หน้า 566
ข้อ 8
หวังว่า ใคร ๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตสงบ
ผู้คงที่.
ได้ให้สร้างกุฎีที่อยู่แสนหลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้าง
สำเร็จพร้อมไพบูลย์แล้ว จึงน้อมถวายแด่พระสันพุทธเจ้าว่า
ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามสำเร็จแล้ว ขอ
พระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์ขอ
มอบถวายแด่พระองค์ ขอได้โปรดรับไว้เถิดพระเจ้าข้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้เเจ้งโลก เป็น
นายกของโลก ผู้ควรแก่การรับเครื่องบูชา ทรงทราบความ
ดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม.
ข้าพระองค์ทราบว่า พระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่ทรงรับแล้ว จึงให้ตระเตรียมโภชนะเสร็จแล้วกราบทูล
เวลาเสวย.
เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้ว พระปทุมุตตระผู้
นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์พร้อมด้วย
พระขีณาสพพันหนึ่ง.
ข้าพระองค์ทราบเวลาว่า พระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้
เลี้ยงดูให้อิ่มหนําด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว
ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ
โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจนเสร็จด้วยทรัพย์
เท่านั้นเหมือนกัน ขอได้โปรดทรงรับเถิด.
ด้วยการถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อ
หน้า 567
ข้อ 8
ข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนา.
พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม ที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จ
แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ผู้ใดได้ถวายสังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้ว แด่พระพุทธเจ้า
เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า
จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม.
ดนตรีหกหมื่น และกลองอันประดับสวยงาม จะแวดล้อม
ผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม.
นารีแปดหมื่นหกพันนาง ตกแต่งงดงาม มีผ้าและอาภรณ์
อันวิจิตร สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม
ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่
เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม.
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัป จักเป็น
จอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุก
อย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง
เสวยเทวราชสมบัติอยู่.
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็น
พระราชาอันไพบูลย์ในแผ่นดิน โดยคณนานับไม่ถ้วน
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก
ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น.
หน้า 568
ข้อ 8
เป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรม อันธรรมเนรมิต มีนามชื่อว่า
อุบาลี.
จักถึงที่สุดในพระวินัย ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ
ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่.
พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้น แล้ว
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ.
ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศลอันหาประมาณมิได้ ย่อม
ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ประโยชน์คือธรรมเครื่องสิ้น
แห่งสังโยชน์ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้ว.
อุปมาเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคาม ถูกเสียบด้วย
หลาว ไม่ได้ความสุขที่หลาว ปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว
ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น อันอาญาคือ
ภพคุกคาม ถูกเสียบด้วยหลาวคือกรรม ถูกเวทนาคือความ
กระหายบีบคน.
ไม่ได้ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อม
แสวงหาอุบายเครื่องพ้น ดังคนแสวงหาอุบายเพื่อฆ่ายาพิษ.
พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบยาสำหรับฆ่ายาพิษ
ดื่มยานั้นแล้วพึงมีความสุข เพราะพ้นจากพิษ ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันถูกยาพิษ
บีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชาบีบคั้นแล้ว พึงแสวงหายาคือ
พระสัทธรรม.
หน้า 569
ข้อ 8
เมื่อแสวงหายาคือพระสัทธรรมอยู่ ได้พบศาสนาของ
พระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอดของ
โอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง.
ข้าพระองค์ดื่มยาคือธรรมแล้ว ถอนยาพิษคือสังสารทุกข์
ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอันไม่แก่ไม่ตาย เป็น
ธรรมชาติเย็นสนิท.
อุปมาเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับทุกข์เพราะผีสิง พึง
แสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึงพบ
หมอผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึง
ให้ผีพินาศไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น ได้รับทุกข์
เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่างคือญาณ เพื่อ
จะพ้นจากความมืด ทีนั้น ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความ
มืดคือกิเลสให้หมดจด. ได้ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์
แล้ว ดังหมอผีขับผีไปฉะนั้น.
ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้ามกระแสตัณหา
ได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิง เหมือนหมอผีขับผีพร้อมทั้งถอน
รากฉะนั้น.
อุปมาเหมือนพญาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อ
ของตน ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์
โดยรอบ ครั้นจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้
ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาคไปได้ตามปรารถนา ฉันใด.
หน้า 570
ข้อ 8
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น แสวงหา
อสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลัง บินแสวงหานาคฉะนั้น
ข้าพระองค์ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอัน
ประเสริฐ เป็นสันติบท ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือ
ธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไปฉะนั้น.
เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา ต่อเมื่อล่วงไป
พันปี จึงเผล็ดผลหนึ่งผล. เหล่าเทวดาเข้าไปนั่งใกล้เถาวัลย์
ชื่ออาสาวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่งนานเพียงนั้น เถาวัลย์
อาสาวดีนั้น เป็นเลิศแห่งไม้เถา๑ เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย
อย่างนี้.
ข้าพระองค์อาศัยเวลาเป็นแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระ-
องค์ผู้เป็นมุนี ได้นมัสการทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า เหมือน
เทวดาเชยชมผลอาสาวดีฉะนั้น.
การบำเรอพระพุทธเจ้าไม่เป็นหมัน และการนมัสการไม่
เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมาแต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลย
ข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นหาปฏิสนธิในภพ ก็ไม่เห็น
เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบ
ระงับเที่ยวไป.
ธรรมดาดอกปทุม ย่อมบานเพราะแสงอาทิตย์ แม้ฉันใด
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บานแล้ว
เพราะรัศมีของพระพุทธเจ้า.
๑. บาลีเป็น ผลุตฺตมา, ม. ยุ. เป็นลตุตฺตมา.
หน้า 571
ข้อ 8
นกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อ เมื่อเมฆ
ร้องกระหึ่ม นกยางย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์
อยู่แม้นานตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจาก
การทรงครรภ์ เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด.
ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆฝนคือธรรม ได้ถือเอา
ครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม ข้าพระองค์
อาศัยแสนกัป ทรงครรภ์คือบุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระคือ
สงสารตลอดเวลาที่สายฝนคือธรรมยังไม่ตก.
ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศ
กึกก้องด้วยสายฝนคือธรรม ในนครกบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรมย์
ข้าพระองค์จึงได้พ้นจากภาระคือสงสาร.
ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรมคือสุญญตวิโมกข์ อนิ-
มิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมดแม้นั้น
ให้สะอาดได้แล้ว.
จบทุติยภาณวาร
ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัป
อันหาประมาณมิได้ ประโยชน์อันนั้น ข้าพระองค์ได้ถึงแล้ว
สันติบทอันยอดเยี่ยม ข้าพระองค์บรรลุแล้ว.
ข้าพระองค์ถึงความยอดเยี่ยมในพระวินัย เหมือนภิกษุ
ผู้ชำนาญพระบาลีฉะนั้น ไม่มีใครเสมอเหมือนข้าพระองค์
ข้าพระองค์ทรงคำสอนไว้.
หน้า 572
ข้อ 8
ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัย (คืออุภโตวิภังค์)
ขันธกะ (คือมหาวรรคและจุลวรรค) ในติกเฉท (คือติก-
สังฆาทิเสส และติกปาจตตีย์) และในคัมภีร์ที่ ๕ (คือปริวาร)
เหล่านี้ ทั้งในอักขระหรือแม้พยัญชนะ.
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิคคหกรรม การลงโทษ ใน
ปฏิกรรม การทำคืนอาบัติ ในฐานะและไม่ใช่ฐานะ ในการ
ชักเข้าหมู่ และในการให้ออกจากอาบัติ ถึงความยอดเยี่ยม
ในวินัยกรรมทั้งปวง.
ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัย ขันธกะ และอุภโตวิภังค์
แล้วพึงชักเข้าหมู่ตามกิจ.
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติ และเฉียบแหลมใน
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ ย่อมไม่มี
ข้าพระองค์ผู้เดียวเป็นเลิศแห่งพระวินัยธรในพระพุทธศาสนา.
วันนี้ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัด
ความสงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ศากยบุตร.
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือบัญญัติ อนุ-
บัญญัติ อักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน.
เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรงพระกำลัง ทรงกำจัดเสนา
ของพระราชาอื่นแล้วพึงทำให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้วจึง
ให้สร้างนครไว้ในที่นั้น.
หน้า 573
ข้อ 8
ทรงให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียด ซุ้มประตูและป้อม
ต่าง ๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก ทรงให้สร้างถนน วงเวียน
ร้านตลาด อันจัดไว้เป็นระเบียบ และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อ
วินิจฉัยคดีและมิใช่คดี.
เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษ
และเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้.
เพื่อประสงค์จะทรงรักษาสิ่งของ จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้
ในหน้าที่รักษาสิ่งของ ด้วยทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่า
ฉิบหายเสียเลย.
ผู้ใดเป็นผูสมัครสมานกับพระราชา ปรารถนาความเจริญ
แก่พระราชานั้น ๆ ย่อมประทานการตัดสินอธิกรณ์แก่ผู้นั้น
เพื่อปฏิบัติต่อมิตร.
พระราชานั้นโปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้าย ในนิมิต
และในตำราทำนานลักษณะ ผู้สั่งสอนมนต์ ทรงจำมนต์ ไว้ใน
ตำแหน่งปุโรหิต.
พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อม
เรียกว่ากษัตริย์.
เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมรักษาพระราชาอยู่ทุกเมื่อ
ดังนกจากพรากรักษาญาติของตนผู้มีทุกข์ ฉันใด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น มหาชนย่อมกล่าว
ว่า เป็นพระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระ-
ราชาทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่ากษัตริย์ฉะนั้น.
หน้า 574
ข้อ 8
พระองค์ทรงปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้ง
เสนามาร และความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนคร
ธรรมไว้.
ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีลเป็นดังกำแพง
พระญาณของพระองค์เป็นดังซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์
เป็นดังเสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นดังนายประตู.
ข้าแต่พระมุนี สติปัฏฐานของพระองค์เป็นดังป้อม ปัญญา
ของพระองค์เป็นดังทางสี่แพร่ง อิทธิบาทเป็นดังทางสาน
แพร่ง.
ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระสูตร
พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็น
ดังธรรมสภาในนครธรรมของพระองค์.
วิหารธรรม คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิต-
วิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้ เป็นดังธรรมกุฎีในนคร
ธรรมของพระองค์.
พระธรรมเสนาบดีของพระองค์มีนามว่า สารีบุตร ทรงตั้ง
ไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา และว่าเป็นผู้ฉลาดในปฏิภาณ.
ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามว่า โกลิตะ ผู้ฉลาด
ในจุติและอุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์.
ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรงวงศ์โบราณ
มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เทียบถึงได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้
พิพากษาของพระองค์.
หน้า 575
ข้อ 8
ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนาม
ว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญพระบาลี
ทั้งปวง ในพระศาสนา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่แก่ข้าพระองค์ ทรง
ละเว้นพระเถระเหล่านี้ทั้งหมดเสีย แล้วทรงประทานการ
วินิจฉัยวินัย อันผู้รู้แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์.
ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถามปัญหาในวินัย
ในปัญหานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้
ทันที.
ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอ
กับข้าพระองค์ในเรื่องพระวินัย จักมีใครยิ่งกว่ามาแต่ไหน.
พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วทรง
ประกาศอย่างนี้ว่า ไม่ใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและ
ขันธกะ.
นวังคสัตถุศาสน์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มีกำหนดเพียง
ใด ทั้งหมดนั้นเรากล่าวไว้แล้วในวินัย แก่บุคคลผู้เห็นว่า
มีวินัยเป็นมูลราก.
พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของ
เรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ.
เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัป ประโยชน์
นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย.
หน้า 576
ข้อ 8
เมื่อก่อนเราเป็นช่างกัลบก ผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้า-
ศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้วเกิดเป็นบุตรของพระผู้
แสวงหาคุณใหญ่.
ในกัปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้าแผ่นดิน
พระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณ
มิได้ มีทรัพย์มากมาย.
เราเป็นกษัตริย์นามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชา
องค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาในชาติ และเพราะ
ความเมาในยศและโภคะ.
ช้างแสนหนึ่งประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง เป็นช้าง
ตกมันโดยฐานะสาม เกดในตระกูลช้างมาตังคะ ห้อมล้อมเรา
อยู่ทุกเมื่อ.
เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน
จึงขึ้นช้างชื่อว่าสิริ แล้วออกจากพระนครในกาลนั้น
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าเทวละ สมบูรณ์ด้วยจรณะ
คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้าเรา.
เวลานั้นเราได้ไสช้างสิรินาคไปให้ทำร้ายพระปัจเจกพุทธ-
เจ้า. เพราะการบังคับไสไปนั้น ช้างเกิดความโกรธ (ในเรา)
จึงไม่ยกเท้าขึ้น.
เราเห็นช้างร้องไห้ จึงได้กระทำความโกรธในพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วไปยัง
อุทยาน.
หน้า 577
ข้อ 8
ณ ที่นั้น เราไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟลุกโพลง
อยู่บนศีรษะ ย่อมร้อนด้วยความเร่าร้อน เหมือนปลาติดเบ็ด.
แผ่นดินมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ปรากฏแก่เราเหมือนไฟ
ติดทั่วแล้ว เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า
หม่อมฉันได้ทำพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์ใดผู้เป็นสยัมภู
ผู้เดินมา เหมือนอสรพิษโกรธ ดุจกองฟางไหม้โพลง
ประหนึ่งช้างกุญชรตัวฝึกแล้วซึ่งตกมันให้ขัดเคือง พระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้น หม่อมฉันให้ขัดเคืองแล้ว เป็นผู้
พึงกลัวมีเดชกล้า เป็นพระชินเจ้า.
(พระชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ เรา
จักขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าเราจะไม่ขอขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว
มีจิตตั้งมั่น ภายใน ๗ วัน แว่นแคว้นของเราจักพินาศ.
สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตกราชา
ได้รุกรานฤๅษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาเป็นผู้ตก
ยากแล้ว.
ฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธ
เคืองเมื่อใด เมื่อนั้นท่านย่อมยังมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก
ทั้งสาครและภูเขาให้พินาศ.
เราจึงสั่งให้บุรุษทั้งหลายประชุมกัน ในประเทศประมาณ
สามพันโยชน์ เพื่อต้องการแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระ-
ปัจเจกสัมพุทธเจ้า.
หน้า 578
ข้อ 8
เราทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พา
กันหมอบลงแทบเท้า ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า แล้วได้
เรียนท่านดังนี้ว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ขอเจ้าประคุณได้อดโทษเถิด มหา-
ชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้าประคุณได้โปรดบรรเทาความ
เร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศเลย มนุษย์พร้อม
ทั้งเทวดา อสูรและผีเสื้อน้ำทั้งหมด พึงต่อยศีรษะของกระผม
ด้วยค้อนเหล็กทุกเมื่อ.
(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้งอยู่ในน้ำ พืช
ไม่งอกบนหินล้วน ๆ กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษ ฉันใด
ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ฉันนั้น.
อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทรสาครประมาณไม่ได้ และ
อากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะอันใคร ๆให้กำเริบไม่ได้
ฉันนั้น.
พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และมีตบะ
เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน ย่อม
ไม่มีการลุแก่อคติ.
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้บรรเทา
ความเร่าร้อนให้หมดไป ในกาลนั้นเราได้เหาะขึ้นสู่อากาศ
ข้างหน้ามหาชน กล่าวว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึง
ความเลวทราม พ้นจากชาตินั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย.
หน้า 579
ข้อ 8
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้น พระองค์ก็ได้บรรเทา
ความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือดร้อนอยู่ และ
ข้าพระองค์ก็ได้ขอขมาพระสยัมภูเจ้าแล้ว.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้วันนี้พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กอง
ให้แก่ข้าพระองค์ ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ และข้าพระองค์
ได้ถึงความเย็นแล้ว.
ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอท่านเหล่านั้นจงฟัง
เรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่าน ตามบทที่เราเห็นแล้ว.
เราดูหมิ่นพระสยัมภูผู้เป็นเอง ผู้มีจิตสงบ มีใจมั่นคง
นั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้เราจึงเกิดในกำเนิดต่ำทราม.
ขณะอย่าพลาดท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะ
ย่อมเศร้าโศก ท่านทั้งหลายจงพยายามในประโยชน์ของตน
ท่านทั้งหลายจงยังขณะให้สำเร็จ.
ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบาง
พวก ยาพิษร้ายของบุคคลบางพวก เป็นยาของบุคคลบาง
พวก.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสบอกการเปลื้องสงสารแก่ผู้
ปฏิบัติ ตรัสบอกการออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัส
บอกโอสถแก่ผู้ได้ผล ตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอก
ยาพิษอันร้ายแรงแก่บุคคลผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา ยาพิษ
อันร้ายแรงย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้ายฉะนั้น.
หน้า 580
ข้อ 8
ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้ว ย่อมยังชีวิตให้พินาศ
ได้ครั้งเดียว แต่คนที่ผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกเผาใน
โกฏิกัป.
พระศาสนานั้นย่อมข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้ เพราะ
ขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตา เพราะฉะนั้น พระ-
พุทธะเหล่านั้นอันใคร ๆ ให้พิโรธไม่ได้.
พระมุนี มีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือในพระเทวทัต
นายขมังธนู องคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล.
พระพุทธเจ้าเหล่านี้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด
เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงมีจิตเสมอในชนทั้งปวง คือ
ในผู้ฆ่าและพระโอรส.
ใคร ๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทาง เปื้อนของ
ไม่สะอาด เป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีบนเศียรเกล้า
ไหว้.
พระพุทธเจ้าเหล่าใดในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี
ย่อมบริสุทธิ์ด้วยธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่า
นั้น ควรนมัสการ.
เราย่อมทรงพระวินัยอันงาม เช่นกับพระศาสดา ไว้ด้วย
หทัย เราจักนมัสการพระวินัยในกาลทุกเมื่อ.
พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของ
เรา เราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของ
เรา.
หน้า 581
ข้อ 8
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย
และฉลาดในสมถะ ขอถวายบังคมที่พระบาทของพระองค์
ผู้เป็นพระศาสดา.
ข้าพระองค์นั้นจะไปจากบ้านนี้สู่บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรี
โน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระธรรม อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว.
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมด
แล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ข้าพระองค์
ได้ดีแล้วหนอ ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพระองค์กระทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุปาลีเถราปทาน
หน้า 582
ข้อ 8
๖. พรรณนาอุปาลีเถราปทาน
คำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้ เป็นอปทานของท่าน
พระอุบาลีเถระ.
แม้พระเถระนี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง
ก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระ-
นิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ใน
นครหังสวดี. วันหนึ่ง ฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา ได้
เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศแห่งพระวินัยธร
ทั้งหลาย จึงกระทำกรรม คือการการทำอันยิ่งแด่พระศาสดา แล้ว
ปรารถนาฐานันดรนั้น.
เขาทำกุศลจนตลอดชีวิต แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของช่างกัลบก ญาติ
ทั้งหลายตั้งชื่อเขาว่า อุบาลี. อุบาลีนั้นเจริญวัยแล้วได้เป็นสหายรักแห่ง
กษัตริย์ ๖ พระองค์ มีเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่
ในอนุปิยอัมพวัน ได้ออกบวชพร้อมกับกษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ผู้เสด็จออก
ทรงผนวช. วิธีการบรรพชาของพระอุบาลีนั้น มาในพระบาลีทีเดียว.
พระอุบาลีนั้น บรรพชาอุปสมบทแล้ว เรียนพระกรรมฐาน
ในสำนักของพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. ขอพระ-
องค์จงทรงอนุญาตการอยู่ป่าแก่ข้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุ เมื่ออยู่ป่า ธุระอย่างเดียวเท่านั้น จักเจริญงอกงาม แต่เมื่อ
อยู่ในสำนักของเรา วิปัสสนาธุระและคันถธุระจักบริบูรณ์.
หน้า 583
ข้อ 8
พระอุบาลีนั้นรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว กระทำวิปัสสนา-
กรรมอยู่ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. แม้พระศาสดาก็ทรงให้
พระอุบาลีนั้นเรียนพระวินัยปิฏกทั้งสิ้น ด้วยพระองค์เอง กาลต่อมา ท่าน
ได้วินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องนี้ คือเรื่องภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะ และเรื่อง
กุมารกัสสปะ. พระศาสดาทรงประทานสาธุการ ในการวินิจฉัยแต่ละเรื่อง
ทรงกระทำวินิจฉัยทั่ง ๓ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงตั้งพระเถระไว้ใน
ตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นวินัยธร.
พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพ-
กรรมของตนขึ้นมาก็เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความ
ประพฤติในกาลก่อนนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หํสวติยา ความว่า รั้ว คือการล้อม
กำแพง โดยอาการอย่างหงส์วน มีอยู่ในนครใด นครนั้นชื่อว่า หังสวดี.
อีกอย่างหนึ่ง พวกหงส์นับไม่ถ้วนอยู่อาศัยในบึงโบกขรณี สระ และ
เปือกตม เป็นต้น บินแล่นอยู่รอบ ๆ ในนครนั้น เพราะเหตุนั้น นคร
นั้นจึงชื่อว่า หังสวดี, ในนครหังสวดีนั้น.
บทว่า สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าสุชาต เพราะ
เกิดดี อธิบายว่า เกิดมาเป็นผู้ไม่ถูกติเตียนโดยคำว่า ไม่ถูกดูถูก ไม่ถูก
ตำหนิ. บทว่า อสีติโกฏินิจโย เชื่อมความว่า พราหมณ์นามว่าสุชาต
มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่ามีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ คือมีทรัพย์
และข้าวเปลือกนับไม่ถ้วน.
เมื่อจะแสดงว่า พราหมณ์สุชาตนั้นนั่นแหละเป็นคนใหญ่โตแม้อีก
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
หน้า 584
ข้อ 8
อชฺฌายโก ความว่า เป็นผู้บอกไตรเพทเป็นต้นแก่คนเหล่าอื่น. บทว่า
มนฺตธโร ความว่า ปัญญา ท่านเรียกว่า มันตา มีปัญญารู้การพยากรณ์
อถรรพณเวทเป็นต้น. บทว่า ติณฺณํ เวทาน ปารคู ความว่า ถึงที่สุด
(คือเรียนจบ) ไตรเพทกล่าวคือ อิรุพเพท ยชุพเพท และสามเพท.
บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ คัมภีร์ทายลักษณะ. อธิบายว่า ในคัมภีร์อัน
ประกาศลักษณะที่ปรากฏอยู่ในมือและเท้าเป็นต้น ของบุรุษผู้จะเป็น
พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย. บทว่า
อิติหาเส ความว่า ในคัมภีร์อันประกาศเรื่องราวครั้งโบราณ ว่าเป็น
อย่างนี้ ๆ. บทว่า สธมฺเม ความว่า ผู้ถึงบารมี คือถึง ได้แก่ บรรลุ
ถึงปริโยสาน คือที่สุดในธรรมของตน คือธรรมของพราหมณ์.
บทว่า ปริพฺพาชก เชื่อมความว่า พวกสาวกของนิครนถ์ทั้งหมด
นั้น มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน ในครั้งนั้น พากันเที่ยวไปบนแผ่นดิน คือบน
พื้นปฐพี.
อธิบายว่า พระชินเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นตราบใด คือตลอดกาลมีประมาณ
เท่าใด คำว่า พุทฺโธ ย่อมไม่มีตราบนั้น คือตลอดกาลมีประมาณ
เท่านั้น.
บทว่า อจฺจเยน อโหรตฺตํ ความว่า วันและคืน ชื่อว่าอโหรัตตะ,
โดยปีล่วงไปมากมาย. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า มนฺตานิปุตฺโต ความว่า บุตรของธิดาช่างกัลบก ชื่อว่า
มันตานี, ได้นามว่า ปุณณะ เพราะครบเดือน ครบวัน. เชื่อมความว่า
จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น.
หน้า 585
ข้อ 8
บทว่า เอวํ กิตฺตยิ โส พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระนั้นทรงประกาศ คือได้ทรงประทานการพยากรณ์อัน
น่ายินดีด้วยดี คืออันให้ความโสมนัสด้วยอาการอันดี ด้วยประการอย่างนี้
คือด้วยประการนี้. เชื่อมความว่า ยังชนทั้งปวง คือหมู่ชนทั้งสิ้นให้ยินดี
ด้วยดี คือกระทำให้โสมนัส เมื่อจะแสดงกำลังของตน คือเมื่อจะทำให้
ปรากฏ.
ลำดับต่อจากนั้น เมื่อจะแสดงอานุภาพของตนโดยอ้างผู้อื่น จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า กตญฺชลี ดังนี้. เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในกาล
ก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัตินั้น ชนทั้งปวงกระทำกระพุ่มอัญชลี นมัสการ
สุนันทดาบสอยู่. บทว่า พุทฺเธ การํ กริตฺวาน ความว่า สุนันทดาบส
นั้น แม้เป็นผู้อันชนทั้งปวงบูชาแล้วอย่างนี้ ก็ไม่กระทำการถือตัวว่าเป็น
ผู้ที่เขาบูชา ได้กระทำกิจอันยิ่งในพระพุทธศาสนา ทำคติคือการเกิดของ
ตนให้หมดจด คือได้กระทำให้บริสุทธิ์.
บทว่า สุตฺวาน มุนิโน วจํ ได้แก่ พระวาจาของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น, เพื่อสะดวกในการผูกคาถา ท่านกล่าวว่า วจํ โดย
รัสสะ อา อักษร. เชื่อมความว่า เราได้มีความดำริ คือได้มีมนสิการด้วย
เจตนาว่า เพราะได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีดังนี้ว่า ในอนาคตกาลอัน
ยาวนาน พระศาสดาพระนามว่าโคดม โดยพระนาม จักเกิดมีในโลก
เราจักเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม โดยประการใด จักกระทำ
สักการะคือกิจอันยิ่ง ได้แก่ บุญสมภาร โดยประการนั้น.
บทว่า เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ได้แก่ คิดอย่างนี้ว่า เราจักทำสักการะ.
บทว่า กิริยํ จินฺตยึ มม ความว่า เราคิดถึงการกระทำ คือกิจที่จะพึง
หน้า 586
ข้อ 8
ทำว่า เราจะพึงทำบุญเช่นไรหนอ. บทว่า กฺยาหํ กมฺหํ อาจรามิ
ความว่า เราจะประพฤติ คือบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร บทว่า ปุญฺกฺ-
เขตฺเต อนุตฺตเร ความว่า ในพระรัตนตรัยอันเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า คือเป็น
ภาชนะแห่งบุญทั้งสิ้น.
บทว่า อยญฺจ ปาิโก ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุนี้เป็นภิกษุผู้ได้นาม
ว่า ปาฐิกะ เพราะสวดพระบาลีในคัมภีร์ คือกล่าวด้วยอำนาจสรภัญญะ.
พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศ คือทรงตั้งว่าเป็นผู้เลิศ ในระหว่าง
แห่งภิกษุผู้ชำนาญบาลี คือผู้สวดและกล่าวสอนทั้งหมด และในพระวินัย
ในพระศาสนา, เราปรารถนาฐานะนั้น คือฐานันดรที่ภิกษุนั้นได้รับ.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงอุบายในการทำบุญของตน จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า อิทํ เม อมิตํ โภคํ ดังนี้. เชื่อมความในคำนั้นว่า กอง
แห่งโภคทรัพย์ของข้าพระองค์นับไม่ได้ คือเว้นจากการนับประมาณ อัน
ใคร ๆ ให้กระเพื่อมไม่ได้ คือไม่อาจให้กระเพื่อมได้ อุปมาดังสาคร คือ
เช่นกับสาคร ข้าพระองค์ให้สร้างอารามแก่พระพุทธเจ้าด้วยโภคะนั้น
คือด้วยทรัพย์เช่นนั้น คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
เชื่อมความว่า พระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในหมู่ภิกษุ ทรงรับ
สังฆารามที่ดาบสนั้นสร้าง คือให้ทำดีแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ อันแสดง
อานิสงส์แห่งอารามนั้น.
เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ได้ตรัสอานิสงส์ไว้อย่างไร ? จึงตรัสว่า
โย โส ดังนี้ อธิบายว่า ดาบสใดผู้ถวายสังฆาราม มอบถวายสังฆาราม
ที่สร้างไว้ดีแล้ว คือที่จัดแจงไว้เรียบร้อยโดยนัยมีกุฎี ที่เร้น มณฑป
ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้น แก่พระพุทธเจ้า คือได้ถวาย
หน้า 587
ข้อ 8
โดยประการ คือโดยจิตอันประกอบด้วยความโสมนัส. บทว่า ตมหํ
กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า เราจักกระทำดาบสนั้นให้ปรากฏ คือจักกระทำให้
แจ้ง. บทว่า สุณาถ มม ภาสโต ความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังคำ
ของเรา อธิบายว่า จงเงี่ยโสตลง คือจงมีจิตไม่ฟุ้งซ่าน กระทำไว้ในใจ.
เมื่อจะทรงแสดงผลของอารามที่ดาบสนั้นถวาย จึงตรัสคำมีอาทิว่า
หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี ดังนี้. คำนั้นเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ความว่า อิฐผลกล่าวคือสมบัติที่จะ
พึงเสวยต่อไปนี้ เป็นผลคือเป็นวิบากของการถวายสังฆาราม.
บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ความว่า เหล่านารี คือสตรีแปดหมื่น
หกพันนางตกแต่งงดงาม คือประดับตกแต่งสวยงาม มีผ้าและอาภรณ์
อันวิจิตร อธิบายว่า ประกอบด้วยผ้าและอาภรณ์ทั้งหลายอันวิจิตร คือ
มีรูปมิใช่น้อย. บทว่า อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ได้แก่ ห้อยต่างหูแก้ว
มุกดาหารและแก้วมณี.
เมื่อจะแสดงถึงความประเสริฐ คือความงามแห่งรูปร่างของหญิง
เหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาฬารปมฺหา ดังนี้. ในคำนั้นมีวินิจฉัยดัง
ต่อไปนี้. นัยน์ตาทั้งหลายของหญิงเหล่าใด กว้างคือใหญ่ เหมือนลูกแก้ว
มณีกลม หญิงเหล่านั้นชื่อว่ามีตากลม อธิบายว่า มีดวงตาใสเหมือนตา
ภมรทั้งหลาย. ผู้มากด้วยความร่าเริง คือมีความร่าเริงเป็นปกติ อธิบายว่า
ผู้งดงามด้วยการเยื้องกราย. บทว่า สุสญฺา ได้แก่ ผู้มีอวัยวะแห่ง
ร่างกายที่พึงสำคัญว่างาม. บทว่า ตนุมชฺฌิมา ได้แก่ ผู้มีส่วนแห่งท้อง
เล็ก คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท ได้แก่ เป็นทายาทในธรรม
หน้า 588
ข้อ 8
ทั้งหลาย คือเป็นผู้มีส่วนแห่งโกฏฐาสในธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า โคตมะนั้น. บทว่า โอรโส แปลว่า เกิดในอก. อธิบายว่า
เป็นบุตรเกิดในอก เพราะได้ฟังธรรมที่ทรงแสดงกระทบฐานทั้ง ๕ มี คอ
เพดาน และริมฝีปากเป็นต้น อันสมบูรณ์ด้วยความรู้ในพยัญชนะ ๑๐
อย่าง มีสิถิล และธนิตเป็นต้น แล้วทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไป โดยลำดับ
มรรคมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น แล้วดำรงอยู่ในพระอรหัต.
บทว่า ธมฺมนิมฺมิโต ความว่า ท่านจักเป็นผู้ถูกเนรมิต คือจักเป็น
ผู้ปรากฏโดยธรรม คือโดยสม่ำเสมอ โดยไม่มีอาชญา โดยไม่มีศัสตรา.
บทว่า อุปาลิ นาม นาเมน ความว่า ผู้นั้นชื่อว่า มันตานีบุตร ตามชื่อ
ของมารดา ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น จักเป็นสาวกของพระศาสดาโดยชื่อว่า
อุบาลี เพราะยึดติด คือประกอบ พรั่งพร้อมด้วยกายและจิต ในที่ใกล้
กษัตริย์ทั้งหลาย เพราะออกไปบวชพร้อมกับเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น.
บทว่า วินเย ปารมึ คโต ความว่า บรรลุ คือถึงที่สุด ได้แก่การ
จบในพระวินัยปิฎก. บทว่า านาฏฺาเน จ โกวิโท ความว่า เป็นผู้
ฉลาด คือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในเหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า ชินสาสนํ
ธาเรนฺโต ความว่า ทรงอนุสาสนีที่พระชินเจ้าตรัสไว้ ได้แก่พระไตร-
ปิฎกของพระชินเจ้า โดยการสอน การฟัง การคิด และการทรงจำ
เป็นต้น อธิบายว่า กำหนดไว้ได้. บทว่า วิหริสฺสตินาสโว ความว่า
เป็นผู้ไม่มีกิเลส จักนำอัตภาพไปมิให้ตกหล่น คือจักยังอัตภาพให้เป็นไป
ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔.
บทว่า อปริเมยฺยุปาทาย ได้แก่ กระทำแสนมิใช่น้อยให้เป็นต้น
ไป. บทว่า ปตฺเถมิ ตว สาสนํ ความว่า เราปรารถนา คืออยากได้
หน้า 589
ข้อ 8
ศาสนาของพระองค์ว่า พึงเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้เป็นวินัยธร ในศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดม. บทว่า โส เม อตฺโถ ความ
ว่า ประโยชน์กล่าวคือตำแหน่งเอตทัคคะนั้น เราได้บรรลุแล้ว. บทว่า
สพฺพสํโยชนกฺขโย เชื่อมความว่า ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เราได้บรรลุ
แล้ว อธิบายว่า บรรลุพระนิพพานแล้ว.
เชื่อมความว่า ผู้ชาย คือบุรุษ ถูกคุกคาม คือถูกบีบคั้นด้วยราช-
อาญา ถูกเสียบหลาว คือถูกร้อยไว้ที่หลาว ไม่ได้ประสบ คือไม่ได้
เสวยความยินดี คือความสุขอันอร่อยที่หลาว ย่อมต้องการพ้น คือการ
หลุดพ้นไป ฉันใด.
เชื่อมความ (ในตอนต่อมา) ว่า ข้าแต่พระมหาวีระ คือข้าแต่
พระวีระผู้สูงสุดในระหว่างวีรชนทั้งหลาย ข้าพระองค์ถูกคุกคาม คือถูก
บีบคั้นด้วยอาญาคือภพ ได้แก่อาญาคือชาติ ถูกเสียบที่หลาวคือกรรม
ได้แก่ถูกเสียบที่หลาว คือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ถูกเวทนาคือความ
ระหาย ได้แก่ความกระสับกระส่าย เพราะความระหายเบียดเบียน คือ
ครอบงำทำให้มีทุกข์ ไม่ประสบ คือไม่ได้ความยินดีในภพ ได้แก่ความ
สุขอันอร่อยในสงสาร. ข้าพระองค์ถูกเผาด้วยไฟ ๓ กอง กล่าวคือไฟคือ
ราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟอันตั้งขึ้นในกัป
และไฟคือทุกข์ จึงหา คือแสวงหาความหลุดพ้น คืออุบายเครื่องหลุดพ้น
ฉันนั้น. เชื่อมความว่า บุคคลผู้ถึง คือต้องราชอาญา ย่อมแสวงหาความ
หลุดพ้น ฉันใด ข้าพระองค์ผู้ต้องการอาญาคือภพ ย่อมแสวงหาความ
หลุดพ้น ฉันนั้น.
หน้า 590
ข้อ 8
เมื่อจะแสดงความหลุดพ้นจากสงสาร โดยอุปมาอุปไมยอีก จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า ยถา วิสาโท ดังนี้. ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-
ที่ชื่อว่า วิสาทะ เพราะถูกพิษคืองูพิษกัด คือขบกัดเข้าแล้ว อธิบายว่า
ถูกงูกัด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิสาทะ เพราะกินคือกลืนกินพิษคือยาพิษ
อย่างแรง อธิบายว่า กินยาพิษ. เชื่อมความว่า บุรุษใดถูกงูพิษกัด คือ
ถูกงูพิษนั้น คือเช่นนั้นเบียดเบียน พึงหาคือแสวงหายาคือโอสถอันเป็น
อุบายเพื่อฆ่าพิษ คือเพื่อขจัดพิษให้พินาศ เมื่อแสวงหายานั้น พึงพบ
คือพึงเห็นยา คือโอสถสำหรับฆ่าพิษ คือสำหรับขจัดพิษให้พินาศ บุรุษ
นั้นดื่มโอสถที่ตนพบเห็นแล้ว พึงเป็นผู้มีความสุขสบายเพราะพ้น คือ
เพราะเหตุที่พ้นจากพิษ ฉันใด.
บทว่า ตเถวาหํ ความว่า นระนั้นถูกพิษเบียดเบียน คือถูกงูมีพิษ
กัด หรือผู้กินยาพิษเข้าไป ดื่มโอสถแล้วพึงมีความสุขโดยประการใด
เราถูกอวิชชาคือโมหะบีบคั้นหนักโดยประการนั้น. บทว่า สทฺธมฺมา-
คทเมสหํ ความว่า เราหา คือแสวงหาอยู่ซึ่งโอสถ กล่าวคือพระสัท-
ธรรม.
บทว่า ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต ความว่า แสวงหาโอสถ คือธรรม
เพื่อกำจัดพิษคือสังสารทุกข์ให้พินาศ. บทว่า อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ
ความว่า เราได้พบเห็นศาสนาของพระโคดม ผู้ทรงเกิดจากศากยตระกูล
บทว่า อคฺคํ สพฺโพสธานํ ตํ ความว่า ในระหว่างบรรดาโอสถเหล่านั้น
ธัมโมสถ กล่าวคือคำสอนของพระศากยโคดมนั้นเป็นเลิศ คือเป็นชั้นสูง
สุด. บทว่า สพฺพสลฺลวิโนทนํ เชื่อมความว่า เราดื่มธรรมโอสถ ได้เเก่
โอสถคือธรรม อันเป็นเครื่องบรรเทา คือเป็นเครื่องทำความสงบลูกศร
หน้า 591
ข้อ 8
ทั้งปวง มีลูกศรคือราคะเป็นต้น ได้ถอนพิษทั้งปวง ได้แก่พิษคือสังสาร-
ทุกข์ทั้งสิ้น คือทำให้พินาศไป. บทว่า อชรามรํ เชื่อมความว่า เรา
ถอนพิษคือทุกข์นั้นแล้ว ได้ถูกต้อง คือได้ทำให้ประจักษ์ซึ่งพระนิพพาน
อันไม่แก่ คือเว้นจากความแก่ อันไม่ตาย คือเว้นจากความตาย เป็น
ภาวะเย็น คือเป็นของเย็น เพราะเว้นจากความเร่าร้อน เพราะราคะ
เป็นต้น.
เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบความมืดคือกิเลสอีก จึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า ยถา ภูตฏฺฏิโต ดังนี้. ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- บุคคลคือบุรุษ
ถูกภูตผีเบียดเบียน คือถูกภูตผีได้แก่ยักษ์เบียดเบียนคือบีบคั้น ถึงการ
บีบคั้น คือถึงความทุกข์ เพราะภูตผีสิง คือเพราะยักษ์จับ พึงแสวงหา
หมอภูตผี เพื่อจะพ้น คือเพื่อต้องการจะพ้นจากภูตผี คือจากยักษ์จับ
ฉันใด คือโดยประการใด.
เชื่อมความในคาตอนนี้ว่า ก็เมื่อแสวงหาหมอผีนั้น พึงพบหมอผี
ผู้ฉลาดดี คือผู้เฉลียวฉลาดในวิชาไล่ผี หมอผีนั้นพึงกำจัดภูตผีที่สิงบุรุษ
ผู้ที่ถูกยักษ์จับนั้น คือพึงทำให้พินาศไป คือพึงกำจัดเสียพร้อมทั้งมูลราก
คือพร้อมทั้งมูลเหตุ กระทำไม่ให้สิงอีกต่อไป.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นวีรบุรุษสูงสุด
ข้าพระองค์ถูกบีบคั้นเพราะความมืดจับ คือเพราะความมืดคือกิเลสจับ
จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณ ได้แก่แสงสว่างคือปัญญาเพื่อจะพ้น คือ
เพื่อต้องการจะพ้นไปจากความมืด ได้แก่จากความมืดคือกิเลส ฉันนั้น
เหมือนกัน คือโดยประการนั้นเหมือนกัน.
หน้า 592
ข้อ 8
ในคาถานี้มีความว่า ครั้งนั้น คือในลำดับนั้น เราได้เห็นพระ-
ศากยมุนีผู้ทรงทำความมืดคือกิเลสให้หมดจด คือผู้ทรงทำความมืดคือ
กิเลสให้พินาศ. เชื่อมความว่า พระศากยมุนีนั้นได้ทรงบรรเทา คือได้
ทรงทำให้ไกลซึ่งความมืด คือความอันธการ ได้แก่ความมืดคือกิเลส
ให้แก่เรา เหมือนหมอภูตผีขับไล่ภูตผี คือเหมือนหมอผีบรรเทาคนที่ถูก
ยักษ์จับให้คลายฉะนั้น.
ความในคาถามนี้ว่า เรานั้นหลุดพ้นอย่างนี้แล้ว ตัดได้ด้วยดีซึ่ง
กระแสตัณหา คือความหลั่งไหลไปในสงสาร เราห้ามกระแสตัณหา ได้แก่
โอฆะใหญ่คือตัณหา คือได้กระทำให้หมดไป คือให้เป็นไปไม่ได้. บทว่า
ภวํ อุคฺฆาฏยึ สพฺพํ ความว่า เราถอนภพใหม่ทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น
คือทำให้พินาศไป. เชื่อมความว่า เราถอนได้ทั้งราก เหมือนหมอผีไล่ผี
พร้อมทั้งมูลเหตุ.
แต่นั้น เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบการแสวงหาพระนิพพาน จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า ยถา ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า ที่ชื่อว่า ครุฑ
เพราะกลืนกินของหนักคือนาค. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ครุฑ เพราะจับ
คือถือเอาของหนักคือนาค, ได้แก่พญาครุฑ. ครุฑนั้นโผลง คือโฉบลง
เพื่อต้องการจับนาคอันเป็นภักษาของตน คือเป็นเหยื่อของตน ได้นามว่า
ปันนคะ เพราะไม่ไปสู่เงื้อมมือของผู้อื่นโดยปการะชนิดไร ทำสระใหญ่
คือมหาสมุทรร้อยโยชน์ คือมีประมาณร้อยโยชน์โดยรอบ คือรอบด้าน
ให้กระเพื่อม คือให้กระฉอกด้วยลมปีกของตน ฉันใด.
เชื่อมความในคาถาตอนนี้ว่า ครุฑนั้นบินไปในเวหา คือมีปกติบิน
ไปในเวหาส จับนาคได้แล้วทำให้ห้อยหัวลง ทำให้ลำบากอยู่ คือ
หน้า 593
ข้อ 8
เบียดเบียนอยู่โดยการเบียดเบียนต่าง ๆ ในที่นั้น ๆ จับเอาคือจับอย่าง
มั่นคงแล้วหลีกไป คือบินไปตามที่ต้องการ คือในที่ที่ตนต้องการไป.
ในตอนนี้ เชื่อมความว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เจริญ ครุฑผู้มีพละ
กำลังจับนาค ได้แล้วย่อมบินไป ฉันใด ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
แสวงหาพระนิพพานอันเป็นอสังขตะ คืออันปัจจัยทั้งหลายกระทำไม่ได้
ได้แก่แสวงหาโดยการยังข้อปฏิบัติให้บริบูรณ์ คายโทษทั้งหลายได้แก่
กิเลส ๑,๕๐๐ ทั้งสิ้น คือข้าพระองค์ทำให้หมดจดโดยวิเศษ ด้วยสมุจเฉท-
ปหาน.
เชื่อมความในคาถาว่า ครุฑจับนาคกินอยู่ ฉันใด ข้าพระองค์ ก็
ฉันนั้น เห็นแล้ว คือเห็นอยู่ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ได้แก่ธรรมอันสูงสุด
ถือเอาสันติบท คือนิพพานบทอันเอก ยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า
ด้วยมรรคและผลทั้งหลาย ใช้สอยอยู่.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงความที่พระนิพพานเป็นของได้โดยาก จึงกล่าว
คำมีอาทิว่า อาสาวตี นาม ลตา ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า เครือเถา
ชื่อว่า อาสาวดี เพราะเทวดาทั้งปวงมีความหวัง คือความอยากได้ใน
เครือเถานี้. เครือเถานั้นเกิด คือบังเกิดขึ้นในจิตรลดาวัน คือในวนะ
ได้แก่ในอุทยานอันเป็นดงเครือเถาที่วิจิตรตระการตามิใช่น้อย. ต่อพันปี
คือต่อล่วงไปพันปี เครือเถานั้นจึงเกิดผลหนึ่งผล คือเผล็ดผล ๆ เดียว.
บทว่า ตํ เทวา เชื่อมความว่า เครือเถาอาสาวดีนั้น มีผลนานถึง
เพียงนั้น เมื่อล่วงกาลนานเท่านั้นจึงเผล็ดผลคือจึงจะมีผล เหล่าเทวดา
คือเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมเข้าไปนั่งใกล้คือคบหา, เครือเถาชื่อว่าอาสาวดีนั้น
หน้า 594
ข้อ 8
เป็นเครือเถาชั้นสูง คือเป็นเครือเถาชั้นสูงในระหว่างเครือเถาทั้งหลาย ได้
เป็นที่รักของเหล่าเทวดาอย่างนี้.
บทว่า สตสหสฺสุปาทาย ความว่า กระทำเวลาแสนปีให้เป็นต้น
ไป. บทว่า ตาหํ ปริจเร มุนิ ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ข้าแต่
พระมุนี คือพระผู้มีญาณ ได้แก่พระสัพพัญญูผู้เจริญ ข้าพระองค์บำเรอ
คือเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. บทว่า สายํ ปาตํ นมสฺสามิ
ความว่า ข้าพระองค์นมัสการ คือกระทำการนอบน้อม ๒ ครั้ง คือเวลา
เย็นและเวลาเช้า. เชื่อมความว่า เหมือนเทวดาทั้งหลาย คือเหมือนเหล่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์ เข้าไปนั่งใกล้เครือเถาอาสาวดีทั้งเย็นและเช้า.
บทว่า อวญฺฌา ปาริจริยา ความว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นพระ-
พุทธเจ้า การบรรลุถึงพระนิพพานจึงได้มี เพราะฉะนั้น การบำเรอ
พระพุทธเจ้า คือการกระทำวัตรปฏิบัติจึงไม่เป็นหมัน คือไม่สูญเปล่า
และการนมัสการคือกิริยาประณาม จึงไม่เป็นโมฆะ คือไม่สูญเปล่า. จริง
อย่างนั้น เรามาแต่ที่ไกล คือแม้มาจากที่ไกล คือจากทางไกลคือสงสาร
มีปรากฏอยู่ขณะนี้ คือขณะที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นนี้ไม่พลาดไป คือไม่
ล่วงเลยไป อธิบายว่า ยังไม่ล่วงเลยเราไป.
เชื่อมความว่า เราบรรลุถึงพระนิพพาน เหตุได้เห็นพระพุทธเจ้า
จึงค้นหา คือพิจารณาปฏิสนธิของเราในภพที่จะเกิดต่อไปก็ไม่เห็น. เชื่อม
ความว่า เราไม่มีอุปธิ คือเว้นจากอุปธิคือขันธ์และอุปธิคือกิเลสทั้งหลาย
เป็นผู้หลุดพ้น คือเป็นผู้เว้นจากกิเลสทั้งปวง สงบ คือมีใจสงบ เพราะ
ไม่มีความเร่าร้อนเพราะกิเลส เที่ยวไปอยู่.
เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบการเห็นพระพุทธเจ้าของตนอีก จึง
หน้า 595
ข้อ 8
กล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ ปทุมํ นาม ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า
ธรรมดาปทุมย่อมบาน คือย่อมแย้มบานเพราะแสงอาทิตย์ คือเพราะ
สัมผัสแสงอาทิตย์ แม้ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า คือข้าแต่พระผู้สูงสุด
กว่าวีรชน ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้บานแล้ว เพราะรัศมี
ของพระพุทธเจ้า คือเพราะเกิดรัศมี คือพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงแล้ว.
เมื่อจะแสดงการเห็นพระนิพพาน เพราะการได้เห็นพระพุทธเจ้าอีก
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา พลากา ดังนี้. ในคำนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทั้งปวง นกยางตัวผู้ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยาง
คือในชาตินกยาง ฉันใด.
หากจะมีคำถามสอดเข้ามาว่า เมื่อไม่มีตัวผู้ พวกนกยางจะตั้งครรภ์
ได้อย่างไร ?
ตอบว่า เมื่อเมฆครางกระหึ่ม คือทำเสียง นางนกยางเหล่านั้นได้
ฟังเสียงเมฆร้องย่อมตั้งครรภ์ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทั้งปวง อธิบายว่า
ย่อมทรงฟองไข่ไว้. เมฆยังไม่ครางกระหึ่ม คือเมฆยังไม่ทำเสียงเพียงใด
คือตลอดกาลมีประมาณเท่าใด นางนกยางทั้งหลายก็ทรงครรภ์คือฟองไข่
ไว้เป็นเวลานาน คือโดยกาลนานเพียงนั้น คือตลอดกาลมีประมาณ
เท่านั้น. เมื่อใดคือกาลใด เมฆฝนตกลงมา คือร้องครางโดยปการะชนิด
ต่าง ๆ แล้วตกลงมา คือหลั่งสายฝนตกลงมา เมื่อนั้น คือกาลนั้น นาง-
นกยางทั้งหลายย่อมพ้นจากภาระ คือการทรงครรภ์ อธิบายว่า ตกฟอง
(ออกไข่).
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงข้อความอุปไมยให้ถึงพร้อม จึง
หน้า 596
ข้อ 8
กล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า เมื่อ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประกาศกึกก้อง คือทรงแสดงด้วย
เมฆ คือพระธรรม คือด้วยเมฆกล่าวคือโวหารปรมัตถเทศนา ในกาลนั้น
ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้น ได้ถือเอาครรภ์คือพระธรรม ได้แก่ครรภ์คือ
บุญสมภารมีทานและศีลเป็นต้น อันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพาน.
เชื่อมความว่า ข้าพระองค์อาศัยแสนกัป คือทำแสนกัปให้เป็น
เบื้องต้น ทำครรภ์คือบุญ ได้แก่ทำบุญสมภารมีทานและศีลเป็นต้น ให้
ทรงอยู่ คือให้เต็มอยู่. ธรรมเมฆ คือพระธรรมเทศนายังไม่ครางกระหึ่ม
คือพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงแสดง เพียงใด ข้าพระองค์ก็ยังไม่พ้น คือยังไม่
เปลื้อง ได้แก่ยังไม่เป็นคนละแผนกจากภาระ คือจากครรภ์ภาระ คือ
สงสาร เพียงนั้น.
เชื่อมความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระศากยมุนี คือข้าแต่พระองค์
ผู้สมภพในศากยวงศ์ผู้เจริญ ในกาลใด พระองค์ทรงกระหึ่ม คือทรง
ประกาศธรรมเมฆในนครกบิลพัสดุ์ คือในนครอันมีนามว่ากบิลพัสดุ์ อัน
น่ายินดี คือน่ารื่นรมย์ แห่งพระบิดาของพระองค์ทรงพระนามว่า
สุทโธทนมหาราช ในกาลนั้น ข้าพระองค์พ้นแล้ว คือได้พ้นแล้วจาก
ภาระ คือจากคัพภภาระคือสงสาร.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงมรรคผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า สุญฺตํ ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า ข้าพระองค์บรรลุ
คือเจริญอริยมรรค ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ เพราะไม่มีความยึดถือว่าเป็นตน
และเป็นของตน ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ เพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะ
และกิเลสทั้งปวง ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะไม่มีปณิธิคือตัณหา.
หน้า 597
ข้อ 8
บทว่า จตุโร จ ผเล สพฺเพ ความว่า ได้ทำให้แจ้งสามัญผล ๔ ทั้งหมด.
บทว่า ธมฺเมวํ วิชฏยึ อหํ ความว่า ข้าพระองค์สะสาง คือขจัดชัฏ คือ
รกชัฏในธรรมทั้งปวง ด้วยประการอย่างนี้.
จบพรรณนาทุติยภาณวาร
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงเฉพาะคุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า อปริเมยฺยุปาทาย ดังนี้. ในคำนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ที่ชื่อว่าอปริเมยยะ เพราะประมาณไม่ได้ อธิบายว่า ไม่อาจจะประมาณ
คือจะนับ โดยนับเป็นปี. ข้าพระองค์อาศัยคือกระทำกัปอันหาประมาณ
มิได้นั้นให้เป็นเบื้องต้นมา ปรารถนาศาสนาของพระองค์อย่างนี้ว่า ข้า-
พระองค์พึงเป็นเลิศแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย ในศาสนาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคต. คำว่า ปตฺเถมิ เป็นคำปัจจุบัน
ใช้ในอรรถเป็นอดีต. อธิบายว่า ปตฺเถสึ ปรารถนาแล้ว. บทว่า โส เม
อตฺโถ ความว่า ประโยชน์คือปรารถนานั้น เราได้บรรลุแล้ว คือทำให้
สำเร็จแล้ว. เชื่อมความว่า ข้าพระองค์ได้ถึง คือได้บรรลุสันติบท คือ
พระนิพพานอันยอดเยี่ยม.
ข้าพระองค์นั้นถึงความยอดเยี่ยม คือถึงที่สุดในพระวินัย คือใน
พระวินัยปิฎก เพราะเป็นผู้บรรลุแล้ว. บทว่า ยถาปิ ปาิโก อิสิ ความ
ว่า ฤาษีคือภิกษุผู้เป็นเลิศแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย ในศาสนาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญพระบาลี คือเป็นผู้
หน้า 598
ข้อ 8
ปรากฏแล้ว ฉันใด ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า น เม สมสโม
อตฺถิ ความว่า เพราะความเป็นผู้มีปกติทรงพระวินัย คนอื่นซึ่งจะเป็นผู้
เสมอเหมือนข้าพระองค์จึงไม่มี. อธิบายว่า ข้าพระองค์ยังศาสนาคือคำสอน
กล่าวคือโอวาทานุสาสนีให้ดำรงอยู่ คือให้บริบูรณ์อยู่.
เมื่อจะแสดงความวิเศษของตนช้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วินเย
ขนฺธเก จาปิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินเย ได้แก่ ในอุภโต-
วิภังค์. บทว่า ขนฺธเก ได้แก่ ในมหาวรรคและจูฬวรรค. บทว่า
ติกจฺเฉเท ได้แก่ ในติกสังฆาทิเสสและติกปาจิตตีย์เป็นต้น. บทว่า
ปญฺจเม ได้แก่ ในบริวาร. ในวินัยเป็นต้นนี้ คือในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้
ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัย คือไม่มีความลังเลใจ. บทว่า อกฺขเร ได้แก่
ในอักขระมี อ อักษรเป็นต้น อันนับเนื่องในพระวินัยปิฏก. บทว่า
พฺยญฺชเน เชื่อมความว่า หรือว่าในพยัญชนะมี ก อักษรเป็นต้น ข้า-
พระองค์ก็ไม่มีความเคลือบแคลง คือความสงสัย.
บทว่า นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ความว่า เป็นผู้ฉลาด คือเป็นผู้
เฉลียวฉลาด ในนิคคหะการลงโทษพวกภิกษุลามก ในการทำคืนอาบัติ
มีการให้ปริวาสเป็นต้นแก่ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัว ในฐานะและมิใช่ฐานะคือ
ในเหตุและมิใช่เหตุ. เชื่อมความว่า เป็นผู้ฉลาดในโอสารณะ คือในการ
ให้กลับเข้าหมู่ ได้แก่ในการให้เข้าหมู่ด้วยการระงับกรรมมีตัชชนียกรรม
เป็นต้น และในวุฏฐาปนะ คือในการให้ออกจากอาบัติ ได้เเก่ในการกระทำ
ให้ไม่มีอาบัติ. บทว่า สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ความว่า ถึงที่สุดในวินัย-
กรรมทุกอย่าง. อธิบายว่า เป็นผู้สามารถ เฉลียวฉลาด.
หน้า 599
ข้อ 8
บทว่า วินเย ขนฺธเก จาปิ ความว่า วาง คือตั้งบท ได้แก่สุตบท
ในวินัย และขันธกะซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า อุภโต วินิเว-
เตฺวา ความว่า ปฏิบัติ คือชำระสะสาง นำนัยมาจากทั้งสองอย่าง คือ
จากวินัยและจากขันธกะ. บทว่า รสโต คือ โดยกิจ. พึงเรียกเข้าหมู่
อธิบายว่า กระทำการเรียกให้เข้าหมู่.
บทว่า นิรุตฺติยา จ กุสโล ความว่า เป็นผู้เฉลียวฉลาดในโวหาร
คือถ้อยคำมีอาทิว่า รุกขะ ต้นไม้, ปฏะ แผ่นผ้า, กุมภะ หม้อ, มาลา
ดอกไม้, จิตตะ จิต. บทว่า อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาด
คือเชี่ยวชาญในอัตถะ คือความเจริญ และในอนัตถะ คือความเสื่อม.
บทว่า อนญฺาตํ มยา นตฺถิ ความว่า สิ่งไร ๆ ที่ข้าพระองค์ไม่รู้ คือ
ไม่รู้แจ้ง ไม่ปรากฏชัดในวินัยปิฎกหรือในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น ย่อมไม่มี.
บทว่า เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ความว่า ข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นเป็น
ผู้เลิศ คือเป็นผู้ประเสริฐ สูงสุดแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย ในพระพุทธ-
ศาสนา.
บทว่า รูปทกฺเข อหํ อชฺช เชื่อมความว่า วันนี้ คือในกาลบัดนี้
ข้าพระองค์บรรเทา คือทำให้พินาศ ซึ่งความเคลือบแคลงทั้งปวง คือ
ความสงสัยทั้งสิ้น เพราะชำนาญในรูป คือเพราะเห็นรูป ได้แก่การ
วินิจฉัยวินัย ในพระศาสนา คือปาพจน์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
ศากยบุตร.
บทว่า ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ความว่า ข้าพระองค์ตัด คือสงบระงับ
ได้แก่ขจัดให้หมดซึ่งความสงสัยทั้งหมด ๑๖ ประการ อันเกิดขึ้นปรารภ
กาลทั้งสาม มีอาทิว่า ในอดีตเราได้มีหรือหนอ.
หน้า 600
ข้อ 8
บทว่า ปทํ อนุปทญฺจาปิ ความว่า ได้แก่ บท คือบทหน้า อนุบท
คือบทปลาย. อักขระ คืออักขระตัวหนึ่ง ๆ และพยัญชนะ คือวิธีของ
พยัญชนะ ๑๐ อย่าง มีสิถิล ธนิต เป็นต้น. บทว่า นิทาเน ได้แก่ ใน
นิทาน มีอาทิว่า เตน สมเยน ดังนี้. บทว่า ปริโยสาเน ได้แก่ ใน
บทส่งท้าย. บทว่า สพฺพตฺถ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดในฐานะ
ทั้งหมด ๖ ประการ.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป เมื่อจะประกาศพระคุณทั้งหลายเฉพาะของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ ราชา พลวา ดังนี้. ในคำนั้น
มีอธิบายว่า พระราชาผู้มีพระกำลัง คือทรงสมบูรณ์ด้วยกำลัง คือเรี่ยว-
แรง หรือทรงสมบูรณ์ด้วยกำลังเสนา ทรงข่มเสนาของพระราชาอื่น คือ
พระราชาฝ่ายตรงข้าม คือจับได้หมดหรือขับไล่ให้หนีไปหมด แล้วพึงทำ
ให้เร่าร้อน คือให้เดือดร้อน ให้ลำบาก ฉันใด. บทว่า วิชิตฺวาน สงฺคามํ
ความว่า ทรงชนะวิเศษ คือทรงชนะโดยวิเศษซึ่งสงคราม คือการถึง
กันเข้า ได้แก่การรบกับเสนาของพระราชาอื่น คือทรงได้ชัยชนะแล้ว.
บทว่า นครํ ตตฺถ มาปเย ความว่า จึงให้สร้าง คือให้กระทำนคร คือ
สถานที่อยู่อันประดับด้วยปราสาทและเรือนโล้นเป็นต้นลงในที่นั้น คือใน
ที่ที่ทรงชนะนั้น.
บทว่า ปาการํ ปริขญฺจาปิ เชื่อมความว่า ให้ทำกำแพง คือ
กำแพงอิฐอันขาวด้วยปูนขาว ในนครที่สร้างไว้นั้น. และให้ทำแม้คู คือ
แม้คูเปือกตม คูน้ำ คูแห้ง. บทว่า เอสิกํ ทฺวารโกฏฺกํ ได้แก่ ให้ทำ
เสาระเนียด ตั้งซุ้มใหญ่ และซุ้มประตู ๔ ชั้น เป็นต้น เพื่อความงดงาม
หน้า 601
ข้อ 8
ของพระนคร. บทว่า อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ เชื่อมความว่า และให้ทำ
คือให้สร้างป้อมสูงลิ่วอันต่างด้วยป้อม ๔ ชั้นเป็นต้นต่างๆ คือมีประการ
ต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก.
บทว่า สิงฺฆาฏกํ จจฺจรญฺจ เชื่อมความว่า ให้สร้างกำแพงเป็นต้น
อย่างเดียวก็หามิได้ ให้สร้างทางสี่แพร่ง คือทางสี่แยก และทางแยก คือ
ถนนในระหว่าง. บทว่า สุวิภตฺตนฺตราปณํ ความว่า ให้สร้างระหว่าง
ร้านค้า คือร้านค้าหลายพันอันจัดไว้เป็นระเบียบ คือมีส่วนโดยจัดแบ่ง
เป็นส่วน ๆ. บทว่า การเยยฺย สภํ ตตฺถ ความว่า ให้สร้างสภา คือ
ศาลสำหรับตัดสินคดีโดยธรรม (ศาลสถิตยุติธรรม) ไว้ในนครที่สร้าง
นั้น. เชื่อมความว่า ให้สร้างสถานที่วินิจฉัยคดีและมิใช่คดี คือศาลเป็น
ที่ตัดสิน เพื่อทำการวินิจฉัยตัดสินความเจริญและความเสื่อม.
บทว่า นิคฺฆาตตฺถํ อมิตฺตานํ ความว่า เพื่อป้องกันพระราชาฝ่าย
ตรงข้าม. บทว่า ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ ได้แก่ เพื่อจะได้รู้โทษและมิใช่
โทษ. บทว่า พลกายสฺส รกฺขาย ความว่า เพื่อต้องการจะรักษาพลกาย
คือหมู่เสนา อันได้แก่พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า พระราชา
ผู้เป็นเจ้าของนครนั้น จึงทรงตั้ง คือทรงสถาปนาเสนาบดี คือมหา-
อำมาตย์ผู้นำกองทัพไว้ในฐานันดร คือลำดับยศและบรรดาศักดิ์.
บทว่า อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส เชื่อมความว่า เพื่อจะอารักขา
คือเพื่อจะรักษาโดยรอบด้านซึ่งของหลวง มีทอง เงิน แก้วมุกดา และ
แก้วมณีเป็นต้น พระราชานั้นจึงทรงตั้งคนคือบุรุษผู้ฉลาดในการเก็บ คือ
ผู้เฉลียวฉลาดในการรักษา ให้เป็นภัณฑรักษ์คือผู้รักษาสิ่งของไว้ในเรือน
คลัง ด้วยหวังพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าได้ฉิบหายเสียเลย.
หน้า 602
ข้อ 8
บทว่า มมตฺโต โหติ โย รญฺโ ความว่า ผู้ใดเป็นบัณฑิต เป็น
ผู้รักใคร่ คือตกอยู่ในฝ่ายของพระราชา. บทว่า วุฑฺฒึ ยสฺส จ อิจฺฉติ
เชื่อมความว่า และผู้ใดย่อมปรารถนา คือย่อมต้องการความเจริญงอกงาม
แด่พระราชานั้น พระราชาย่อมประทานความเป็นใหญ่ในการวินิจฉัย
อธิกรณ์แก่ผู้นั้น ผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติต่อมิตร คือต่อความ
เป็นมิตร.
บทว่า อุปฺปาเตสุ ได้แก่ ในลางทั้งหลายมีอุกกาบาต คือดวงไฟ
ตกลงมา และทิสาฑาหะ คือทิศถูกไฟไหม้เป็นต้น. บทว่า นิมิตฺเตสุ
ได้แก่ ในศาสตร์อันว่าด้วยการรู้นิมิตอย่างนี้ว่า นี้นิมิตดี นี้นิมิตไม่ดี มี
ถูกหนูกัดเป็นต้น. บทว่า ลกฺขเณสุ จ เชื่อมความว่า อนึ่ง พระราชา
นั้นทรงตั้งคนผู้ฉลาด คือผู้เฉลียวฉลาดในศาสตร์อันว่าด้วยการรู้นิมิตที่
มือและเท้าของชายหญิง ผู้สั่งสอนคือผู้บอกการพยากรณ์แก่ศิษย์มิใช่น้อย
ผู้ทรงจำมนต์ คือทรงจำมนต์กล่าวคือไตรเพท ผู้เป็นบัณฑิต ไว้ใน
ความเป็นปุโรหิต คือในฐานันดรที่ปุโรหิต.
บทว่า เอเตหงฺเคหิ สมฺปนโน เชื่อมความว่า พระราชานั้นผู้ถึง
พร้อม คือพร้อมพรั่งด้วยองค์ คือองค์ประกอบ ซึ่งมีประการดังกล่าว
แล้วนี้ เขาเรียก คือกล่าวว่า กษัตริย์. บทว่า สทา รกฺขนฺติ ราชานํ
ความว่า อำมาตย์มีเสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมรักษาคือคุ้มครองพระราชา
นั้นทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.
ถามว่า เหมือนอะไร ?
ตอบว่า เหมือนนกจากพราก อธิบายว่า เหมือนนกจากพราก
รักษาญาติของตนผู้มีทุกข์ คือผู้ถึงความทุกข์ฉะนั้น.
หน้า 603
ข้อ 8
บทว่า ตเถว ตวํ มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่พระวีรบุรุษผู้สูงสุด
พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์มีองค์แห่งเสนาบดีเป็นต้น ปิดกั้นประตู
พระนครทรงอาศัยอยู่ ฉันใด พระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นพระธรรม-
ราชา คือเป็นพระราชาโดยธรรม โดยเสมอ ของชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลก
คือของชาวโลกผู้เป็นไปกับทั้งเทวดาทั้งหลาย ดุจกษัตริย์กำจัดอมิตรได้
คือกำจัดข้าศึกได้แล้ว มหาชนเรียกว่า คือกล่าวว่า พระธรรมราชา
เพราะทรงเป็นพระราชาโดยทรงบำเพ็ญธรรมคือบารมี ๑๐ ทัศให้บริบูรณ์.
บทว่า ติตฺถิเย นีหริตฺวาน ความว่า เพราะความเป็นพระธรรม-
ราชา จึงทรงนำออก คือนำไปโดยไม่เหลือซึ่งพวกเดียรถีย์ทั้งสิ้นซึ่งเป็น
ปฏิปักษ์ กระทำให้หมดพยศ และแม้มารพร้อมทั้งเสนา คือแม้วสวัตดี-
มารพร้อมทั้งเสนาก็ทรงนำออกหมด. บทว่า ตมนฺธการํ วิธมิตฺวา ความว่า
ขจัด คือกำจัดความมืดคือโมหะ กล่าวคือความมืด. อธิบายว่า ทรงให้
สร้าง คือทรงนิรมิต ได้แก่ทรงประดิษฐานธรรมนคร คือนครกล่าวคือ
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หรือกล่าวคือธรรม คือขันธ์ อายตนะ
ธาตุ ปฏิจจสมุปบาท พละ โพชฌงค์ และสมันตปัฏฐานอันมีนัยลึกซึ้ง.
บทว่า สีลํ ปาการกํ ตตฺถ ได้แก่ ในธรรมนครที่ให้ประดิษฐาน
ไว้นั้น มีปาริสุทธิศีลเป็นกำแพง. บทว่า าณํ เต ทฺวารโกฏฺกํ
ความว่า ญาณของพระองค์ มีพระสัพพัญญุตญาณ อาสยานุสยญาณ
อนาคตังสญาณ และอตีตังสญาณเป็นต้นนั่นแหละ เป็นซุ้มประตู. บทว่า
สทฺธา เต เอสิกา วีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบากบั่นไม่ย่อหย่อน
ผู้เจริญ ศรัทธาคือความเชื่อของพระองค์ อันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็น
หน้า 604
ข้อ 8
เหตุ เริ่มแต่บาทมูลของพระพุทธทีปังกร เป็นเสาอันประดับประดาด้วย
เครื่องอลังการที่ยกขึ้นตั้งไว้. บทว่า ทฺวารปาโล จ สํวโร ความว่า
ความสังวรอันเป็นไปในทวาร ๖ ของพระองค์ คือการรักษา การป้องกัน
และคุ้มครอง เป็นนายทวารบาล คือเป็นผู้รักษาประตู.
บทว่า สติปฏฺานมฏฺฏาลํ ความว่า พระองค์มีสติปัฏฐาน ๔
เป็นป้อมซึ่งมีเครื่องมุงเกลี้ยงๆ. บทว่า ปญฺา เต จจฺจรํ มุเน ความว่า
ข้าแต่พระมุนีผู้มีพระญาณผู้เจริญ ปัญญาของพระองค์มีอย่างต่าง ๆ มี
ปาฏิหาริยปัญญาเป็นต้น เป็นทางสี่แพร่ง คือเป็นที่ชุมทาง ได้แก่เป็น
ทางไปสู่พระนคร. บทว่า อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํ ความว่า อิทธิบาท ๔
กล่าวคือฉันทะ วีริยะ จิตตะ และวีมังสา ของพระองค์เป็นทางสี่แยก
คือเป็นที่ต่อของทาง ๔ สาย. บทว่า ธมฺมวีถิ สุมาปิตํ ความว่า ธรรม-
นครนั้น พระองค์ทรงสร้างคือตกแต่งไว้เรียบร้อย ด้วยถนนกล่าวคือ
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.
บทว่า สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ ความว่า ในธรรมนครนี้ของ
พระองค์ มีพระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก และพระวินัยปิฎก
คือพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ มีสุตตะ เคยยะเป็นต้นทั้งหมด คือทั้งสิ้น
เป็นธรรมสภา คือเป็นศาลตัดสินอธิกรณ์โดยธรรม.
บทว่า สุญฺตํ อนิมิตฺตญฺจ ความว่า สุญญตวิหารธรรมที่ได้ด้วย
อำนาจอนัตตานุปัสสนา และอนิมิตตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจอนิจจา-
นุปัสสนา. บทว่า วิหารญฺจปฺปณิหิตํ ได้แก่ อัปปณิหิตวิหารธรรมที่ได้
ด้วยอำนาจทุกขานุปัสสนา. บทว่า อาเนญฺชญฺจ ได้แก่ อาเนญชวิหาร-
ธรรม กล่าวคือสามัญผล ๔ อันไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน. บทว่า
หน้า 605
ข้อ 8
นิโรโธ จ ได้แก่ พระนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งมวล. บทว่า เอสา
ธมฺมกุฏี ตว ความว่า นี้กล่าวคือโลกุตรธรรม ๙ ทั้งหมด เป็นธรรมกุฎี
คือเป็นเรือนที่อยู่ของพระองค์.
บทว่า ปญฺาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ความว่า พระเถระที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแต่งตั้งไว้ คือทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศ แห่งภิกษุทั้งหลาย
ผู้มีปัญญาด้วยอำนาจปัญญา ผู้ฉลาดคือเฉลียวฉลาดในปฏิภาณ คือในกิจ
ที่จะพึงทำด้วยปัญญา หรือว่าในยุตตมุตตปฏิภาณการโต้ตอบ ปรากฏ
โดยนามว่าสารีบุตร เป็นธรรมเสนาบดีของพระองค์ คือเป็นใหญ่
เป็นประธาน โดยการทรงจำกองธรรมคือพระไตรปิฎกที่พระองค์ทรง
แสดงแล้ว ย่อมกระทำกิจของกองทัพ.
บทว่า จุตูปปาตกุสโล ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้เจริญ พระ-
โมคคัลลานเถระเป็นผู้ฉลาด คือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในจุตูปปาตญาณ คือใน
จุติและอุบัติ. บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต เชื่อมความว่า พระ-
โมคคัลลานเถระชื่อว่าโกลิตะโดยชื่อ ผู้ถึงคือบรรลุบารมี คือที่สุดแห่ง
ความแตกฉานด้วยฤทธิ์ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า แม้คนเดียวก็เป็น
หลายคนได้ แม้หลายคนก็เป็นคนเดียวได้ เป็นโปโรหิจจะ คือเป็นปุโรหิต
ของพระองค์.
บทว่า โปราณกํสธโร ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีพระญาณผู้
เจริญ พระมหากัสสปเถระผู้ทรงไว้ หรือผู้รู้สืบ ๆ มาซึ่งวงศ์เก่าก่อน
เป็นผู้มีเดชกล้า คือมีเดชปรากฏ หาผู้เทียมถึงได้ยาก คือยาก ได้แก่
ไม่อาจทำให้ขัดเคืองคือกระทบกระทั่ง. บทว่า ธุตวาทีคุเณนคฺโค ความว่า
พระมหากัสสปเถระเป็นผู้เลิศ คือประเสริฐด้วยธุตวาทีคุณ เพราะกล่าว
หน้า 606
ข้อ 8
คือกล่าวสอนธุดงค์ ๑๓ มีเตจีวริกังคธุดงค์เป็นต้น และด้วยธุดงคคุณ เป็น
ผู้พิพากษาของพระองค์ คือเป็นประธานในการกระทำตามบัญญัติ คือ
การตัดสิน.
บทว่า พหุสฺสุโต ธมฺมธโร ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้เจริญ
พระอานนท์ ชื่อว่าเป็นพหูสูต เพราะได้ฟังพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ เป็น
อันมาก คือเพราะได้เรียนมาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าและจากภิกษุสงฆ์
ชื่อว่าผู้ทรงธรรม เพราะทรงธรรมคือนิกายนับได้หกแสนมิใช่น้อย และ
ปรมัตถธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า สพฺพปาลี จ สาสเน ความว่า พระเถระมีนามชื่อว่า
อานนท์ ชื่อว่าผู้ชำนาญพระบาลีทั้งปวง เพราะเป็นผู้เลิศคือเป็นผู้
ประเสริฐแห่งภิกษุทั้งปวง ผู้กล่าวคือผู้สาธยายพระบาลีทั้งปวงในพระ-
พุทธศาสนา. บทว่า ธมฺมารกฺโข ตว ความว่า เป็นผู้อารักขา คือ
เป็นผู้รักษา ปกครองธรรม ได้แก่ภัณฑะ คือพระไตรปิฎกธรรมของ
พระองค์ อธิบายว่า เป็นคลังธรรม.
บทว่า เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีภัคยะคือบุญ ทรงละคือทรงเว้นพระเถระ
ทั้งหลายแม้ผู้มีอานุภาพมากมีพระสารีบุตรเป็นต้นเหล่านี้เสีย ทรงประมาณ
คือได้ทรงกระทำประมาณ ได้แก่ ได้ทรงใส่พระทัยเฉพาะเราเท่านั้น.
บทว่า วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบ คือได้
ทรงประทานโดยปการะแก่เรา ซึ่งการวินิจฉัย คือการพิจารณาโทษใน
พระวินัย อันบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้วินัยแสดงไว้แล้ว คือประกาศไว้แล้ว.
หน้า 607
ข้อ 8
บทว่า โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ความว่า ภิกษุพุทธสาวกรูปใด
รูปหนึ่งถามปัญหาอันอิงอาศัยวินัยกะเรา, เราไม่ต้องคิด คือไม่เคลือบ
แคลงสงสัยในปัญหาที่ถามนั้น. เชื่อมความว่า เรากล่าวเนื้อความนั้น
เท่านั้น คือความที่ถามนั้นเท่านั้น.
บทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ เชื่อมความว่า ในพุทธอาณาเขต
ในที่มีกำหนดเพียงไร คือมีประมาณเท่าไร (ก็ตาม) เว้นพระมหามุนี คือ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเสีย ไม่มีบุคคลผู้เหมือนเรา คือเช่นกับเรา
ในเรื่องวินัยหรือในการกระทำวินิจฉัยพระวินัยในพระวินัยปิฎก เราเท่านั้น
เป็นผู้เลิศ, ผู้ยิ่งกว่าคือยิ่งกว่าเรา จักมีมาแต่ไหน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ประทับนั่งในหมู่ภิกษุ คือ
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วทรงประกาศอย่างนี้ คือทรงกระทำ
สีหนาท. ทรงประกาศอย่างไร ? ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีผู้เสมอ
คือแม้นเหมือนอุบาลี ในเรื่องวินัยคืออุภโตวิภังค์ในขันธกะทั้งหลาย คือ
มหาวรรคและจูฬวรรค และในบริวาร ด้วย จ ศัพท์.
บทว่า ยาวตา ความว่า นวังคสัตถุศาสน์ มีสุตตะ เคยยะ
เป็นต้น มีประมาณเท่าใดอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือทรงแสดงไว้ทั้งหมด
พระศาสดาทรงประกาศแก่ผู้มีปกติเห็น คือเห็นอยู่อย่างนี้ว่า นวังคสัตถุ-
ศาสน์นั้น หยั่งลงในพระวินัย คือเข้าอยู่ภายในพระวินัย มีพระวินัยเป็น
มูลราก.
บทว่า มม กมฺมํ สริตฺวาน เชื่อมความว่า พระโคดมศากยะ
ผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นประธานในศากยวงศ์ ทรงระลึกคือทรงรู้ประจักษ์
แจ้งกรรมของเรา คือความปรารถนาในกาลก่อนของเรา ด้วยพระอตีตังส-
หน้า 608
ข้อ 8
ญาณ เสด็จไปในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาลีนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเรา
ผู้เป็นวินัยธร ดังนี้.
บทว่า สตสหสฺสุปาทาย ความว่า เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ใด
เริ่มมาแสนกัป ประโยชน์ของเรานั้น เราถึงแล้วโดยลำดับ คือบรรลุแล้ว
ได้เฉพาะแล้ว ถึงความยอดเยี่ยมคือถึงที่สุดในพระวินัย.
เมื่อก่อน คือในกาลก่อน เราได้เป็นช่างกัลบก ทำความยินดี
ให้เกิด คือทำความโสมนัสแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย คือแก่พระราชาใน
ศากยวงศ์ทั้งหลาย. เราละคือละทิ้งโดยวิเศษซึ่งชาตินั้น คือตระกูลนั้น
ได้แก่ กำเนิดนั้น เกิดเป็นบุตรของพระมเหสีเจ้า คือของพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า อธิบายว่า ถึงการนับว่าเป็นศากยบุตร เพราะทรงคำสอน
ไว้ได้.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงอปทานแห่งกาลบังเกิดในตระกูล
ทาสของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิโต ทุติยเก กปฺเป ดังนี้. ในคำนั้น
เชื่อมความว่า ในกัปที่สองภายหลังภัทรกัปนี้ไป มีขัตติยราชพระองค์หนึ่ง
พระนามว่าอัญชสะโดยพระนาม มีพระเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ คือมี
พระเดชานุภาพล่วงพ้นจากการนับ มีพระยศนับไม่ได้ คือมีบริวารพ้นจาก
นับประมาณ มีทรัพย์มาก คือมีทรัพย์หลายแสนโกฏิ ทรงเป็นภูมิบาล
คือทรงปกครองรักษาปฐพี.
บทว่า ตสฺส รญฺโ เชื่อมความว่า เราเป็นโอรสของพระราชา
นั้นคือผู้เช่นนั้น ได้เป็นกษัตริย์ คือเป็นขัตติยกุมารนามว่า จันทนะ.
หน้า 609
ข้อ 8
อธิบายว่า เรานั้นเป็นคนกระด้าง คือแข็งกร้าว ถือตัว ด้วยความเมา
เพราะชาติ ยศ และโภคะ.
บทว่า นาคสตสหสฺสานิ เชื่อมความว่า ช้างแสนเชือกเกิดใน
ตระกูลมาตังคะ แตกมันโดยส่วนสาม คือมันแตก ได้แก่มันไหลจากที่ ๓
แห่ง คือ ตา หู และอัณฑะ ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง คือประดับ
ด้วยเครื่องประดับสำหรับช้างทุกชนิด ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ คือตลอด
กาลทั้งปวง.
บทว่า สพเลหิ ปเรโตหํ เชื่อมความว่า ในกาลนั้น เราอันพล
ของตน คืออันพลแห่งกองทัพของตนห้อมล้อม ประสงค์จะไปอุทยาน
จึงขึ้นขี่ช้างชื่อว่า สิริกะ ออกจากพระนครไป.
บทว่า จรเณน จ สมฺปนฺโน ความว่า พระสัมพุทธเจ้า คือ
พระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าเทวละ ประกอบด้วยจรณธรรม ๑๕ มีศีลสังวร
เป็นต้น คุ้มครองทวาร คือปิดทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น สำรวม
เรียบร้อย คือรักษากายและจิตไว้ด้วยดี มาคือถึงเบื้องหน้าคือตรง
หน้าเรา.
บทว่า เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ ความว่า เราเห็นพระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้านั้นมาแล้ว จึงไสช้างชื่อว่าสิริกะไปตรงหน้า ให้ขัดเคือง
คั่งแค้น คือให้ทำร้ายพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. บทว่า ตโต สญฺชาตโกโป
โส ความว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะบีบบังคับไสไปนั้น ช้างนั้นได้
เกิดความโกรธในเรา จึงไม่ยอมย่างเท้า อธิบายว่า เป็นช้างหยุดนิ่งอยู่.
บทว่า นาคํ ทุฏฺมนํ ทิสวา ความว่า เราเห็นช้างมีใจประทุษร้าย
คือมีจิตโกรธ จึงได้กระทำความโกรธ คือยังโทสะให้เกิดขึ้นในพระ-
หน้า 610
ข้อ 8
ปัจเจกสัมพุทธเจ้า. บทว่า วิเหสยิตฺวา สมฺพุทฺธํ เชื่อมความว่า เรา
ทำร้ายคือเบียดเบียนพระเทวละปัจเจกพุทธะแล้ว ได้ไปยังอุทยาน.
บทว่า สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ ความว่า เราไม่ได้ประสบความ
ยินดีในการทำให้ขัดเคืองนั้น. อธิบายว่า เราไม่ได้สุขอันอร่อย ซึ่งมีการ
ให้ขัดเคืองเป็นเหตุ. บทว่า สิโร ปชฺชลิโต ยถา ความว่า หัวคือ
ศีรษะของเราเป็นเหมือนลุกโพลงแล้ว คือเป็นเหมือนลุกโพลงอยู่. บทว่า
ปริฬาเหน ฑยฺหามิ ความว่า เราทำความโกรธในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ย่อมเร่าร้อน คือมีจิตร้อนด้วยความเร่าร้อนอันตามเผาอยู่ในภายหลัง.
บทว่า สาครนฺตา ความว่า เพราะกำลังของกรรมอันลามกนั้น
นั่นเอง มหาปฐพีทั้งสิ้นอันมีสาครเป็นที่สุด คือมีสาครเป็นที่สุดรอบ
ย่อมเป็นคือยอมปรากฏแก่เรา เสมือนไฟติดทั่วแล้ว คือเสมือนไฟลุกโพลง
แล้ว. บทว่า ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม ความว่า เมื่อภัยเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้
เราจึงเข้ามา คือเข้าไปยังสำนักแห่งพระราชบิดาของตน แล้วได้กล่าว
คือกราบทูลคำนี้.
บทว่า อาสีวิสํว กุปิตํ เชื่อมความว่า หม่อมฉันทำพระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้าองค์ใดผู้เป็นสยัมภู คือเป็นพุทธะด้วยตนเอง ผู้เดินมาเหมือน
อสรพิษทั้งปวงโกรธ ดุจกองไฟไหม้โพลง และประหนึ่งกุญชรคือช้าง
ชั้นสูง ที่ฝึกมาแล้วซึ่งตกมัน คือแตกมัน ๓ แห่ง ให้ท่านขัดเคือง คือ
ให้ขุ่นเคือง.
บทว่า อาสาทิโต มยา พุทฺโธ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
องค์นั้น ผู้อันหม่อมฉันทำให้ขัดเคืองคือให้ขุ่นเคือง เป็นผู้น่ากลัว คือ
ชื่อว่าน่ากลัว เพราะคนอื่น ๆ ไม่อาจต่อตีได้ ผู้มีตบะยิ่งใหญ่คือมีตบะ
หน้า 611
ข้อ 8
ปรากฏ ผู้ชนะคือผู้ชนะมารทั้ง ๕ อธิบายว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณอย่างนี้ หม่อมฉันกระทบกระทั่งแล้ว. บทว่า ปุรา
สพฺเพ วินสฺสาม ความว่า เพราะกระทำความไม่เอื้อเฟื้อในพระปัจเจก-
สัมพุทธเจ้านั้น พวกเราทั้งหมดจักพินาศ คือจักฉิบหายโดยอาการต่าง ๆ
อธิบายว่า จะเป็นเหมือนเถ้าธุลี. บทว่า ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ความว่า
พวกเราจักให้พระปัจเจกสัมพุทธมุนีนั้นอดโทษ ตราบเท่าที่จักไม่ฉิบหาย.
บทว่า โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม ความว่า หากเราทั้งหลาย
จักไม่ยังพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ผู้ฝึกตนแล้ว คือผู้ฝึกจิตแล้ว ผู้มีจิต
ตั้งมั่น คือมีจิตแน่วแน่ ให้ยกโทษคือให้อดโทษ. ภายใน ๗ วัน คือ
ในส่วนภายใน ๗ วัน ได้แก่ ไม่เกิน ๗ วัน แว่นแคว้นอันสมบูรณ์
ของเรา จักทำลายคือจักฉิบหายหมด.
บทว่า สุเมขโล โกสิโย จ ความว่า พระราชา ๔ พระองค์
มีพระเจ้าสุเมขละเป็นต้นเหล่านี้ รุกรานคือกระทบกระทั่งพระฤๅษีทั้งหลาย
ได้แก่ กระทำความไม่เอื้อเฟื้อ พร้อมทั้งชาวรัฐ คือพร้อมกับชาว
ชนบทในแว่นแคว้น กลายเป็นคนเข็ญใจ คือพากันถึงความพินาศ.
บทว่า ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย เชื่อมความว่า ในกาลใด พระ-
ฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวม คือผู้สำรวมด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น เป็นผู้
สงบมีปกติประพฤติพรหมจรรย์ คือมีปกติประพฤติสูง ได้แก่มีปกติ
ประเสริฐ พากันโกรธคือเป็นผู้โทมนัส ในกาลนั้น จักทำโลกพร้อม
ทั้งเทวโลก พร้อมทั้งสาครภูเขา ให้พินาศ.
บทว่า ติโยชนสหสฺสมฺหิ เชื่อมความว่า เรารู้อานุภาพของ
ฤๅษีเหล่านั้น จึงให้ประชุมเหล่าบุรุษในประเทศประมาณสามพันโยชน์
หน้า 612
ข้อ 8
เพื่อขอให้ท่านอดโทษ คือเพื่อต้องการแสดง คือเพื่อต้องการประกาศ
โทษในความล่วงเกินคือความผิด. บทว่า สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ความว่า
ข้าพเจ้าเข้าไปหา คือเข้าไปใกล้พระสยัมภู คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า.
บทว่า อลฺลวตฺถา ความว่า ชนทั้งปวงเป็นหมวดหมู่พร้อมกับเรา
มีผ้าเปียก คือมีผ้าอุตราสงค์เปียกน้ำ มีหัวเปียก คือมีผมเปียก กระทำ
อัญชลี คือกระทำพุ่มแห่งอัญชลีไว้เหนือศีรษะ หมอบลง คือนอนลงที่เท้า
คือใกล้เท้าของพระพุทธะ คือพระปัจเจกมุนี ได้กล่าวคำนี้ อธิบายว่า
ได้กล่าวคือกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงอดโทษเถิด.
ข้าแต่พระมหาวีระ คือข้าแต่พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษชั้นสูง ได้แก่
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เจริญ ขอท่านจงอดโทษคือจงบรรเทาโทษผิด
ที่ข้าพระองค์กระทำในพระองค์ เพราะความไม่รู้ อธิบายว่า ขออย่าทรง
ใส่ใจเลย. ชนคือหมู่ชนวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่า ขอพระองค์จง
บรรเทาความเร่าร้อน คือความเร่าร้อนเพราะทุกข์ทางจิตที่ทำด้วยโทสะ
และโมหะ แก่พวกข้าพระองค์ คือขอจงกระทำให้เบาบาง อธิบายว่า
ขอพระองค์อย่าทรงทำแว่นแคว้น คือชาวชนบทในแว่นแคว้นทั้งสิ้นของ
พวกข้าพระองค์ ให้พินาศเลย.
บทว่า สเทวมานุสา สพฺเพ ความว่า หมู่มนุษย์ทั้งปวงพร้อม
ทั้งเทพทั้งทานพ คือพร้อมทั่งเหล่าอสูรมีปหาราทะอสูรเป็นต้น พร้อม
ทั้งรากษส จะเอาค้อนเหล็ก คือค้อนใหญ่ต่อยคือทำลายหัวของเรา คือ
กระหม่อมของเราอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะประกาศความที่พระพุทธะทั้งหลายอดโทษ
และไม่โกรธ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทเก อคฺคิ น สณฺาติ. ในคำนั้น
หน้า 613
ข้อ 8
มีอธิบายว่า ไฟย่อมไม่ตั้งคือไม่ตั้งอยู่เฉพาะในน้ำ ฉันใด พืชย่อมไม่งอก
บนหิน คือบนเขาหิน ฉันใด หนอนคือสัตว์มีชีวิต ย่อมไม่ตั้งอยู่ในยาคือ
โอสถ ฉันใด ความโกรธคือจิตโกรธ ได้แก่ ความมีใจประทุษร้าย
ย่อมไม่เกิด คือย่อมไม่เกิดขึ้นในพระพุทธะ คือในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
ผู้แทงตลอดสัจจะได้แล้ว ฉันนั้น.
เมื่อจะประกาศอานุภาพของพระพุทธะทั้งหลายซ้ำอีก จึงกล่าวคำมี
อาทิว่า ยถา จ ภูมิ ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า
ภาคพื้นคือปฐพีไม่หวั่นไหว คือนิ่ง ฉันใด พระพุทธะเป็นผู้นิ่ง ฉันนั้น.
อธิบายว่า สาครคือมหาสมุทรประมาณไม่ได้ คือไม่อาจประมาณ คือถือเอา
ประมาณ ฉันใด พระพุทธะก็ประมาณไม่ได้ ฉันนั้น. อธิบายว่า
อากาศคืออากาศที่ถูกต้องไม่ได้ ไม่มีที่สุด คือเว้นที่สุดรอบ ฉันใด พระ-
พุทธะ ก็ฉันนั้น อันใคร ๆ ให้กำเริบไม่ได้ คือใคร ๆ ไม่อาจให้กำเริบ
คือให้วุ่นวาย.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงคำขอขมาต่อพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สทา ขนฺตา มหาวีรา ดังนี้. ในคำนั้น มีการเชื่อม
ความว่า พระมหาวีรเจ้าทั้งหลาย คือพระพุทธะทั้งหลายผู้มีวิริยะสูงสุด
มีตบะ คือประกอบด้วยวิริยะอันได้นามว่า ตบะ เพราะเผาบาปทั่งหลาย
ผู้อดทนคือถึงพร้อมด้วยขันติ และเป็นผู้อดโทษ คืออดกลั้นความผิด
ของผู้อื่นทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า ขนฺตานํ ขมิตานญฺจ
ความว่า พระพุทธะเหล่านั้นผู้อดทน คือประกอบด้วยขันติและอดโทษ
คืออดกลั้นความผิดของผู้อื่น ย่อมไม่มีการถึง คือถึงอคติมีฉันทาคติ
เป็นต้น.
หน้า 614
ข้อ 8
อธิบายในตอนนี้ว่า พระสัมพุทธเจ้า คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้น
กล่าวคำนี้ ด้วยประการดังนี้แล้ว เมื่อจะบรรเทาคือคลายความเร่าร้อน
คือความร้อนที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย จึงเหาะขึ้นยังนภากาศในกาลนั้น
ต่อหน้ามหาชนคือต่อหน้าชนหมู่ใหญ่พร้อมทั้งพระราชาผู้มาประชุมกันอยู่.
บทว่า เตน กมฺเมนหํ ธีร ความว่า ข้าแต่พระธีรเจ้า คือข้าแต่
พระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยธิติ เพราะกรรมนั้น คือเพราะกรรมคือความไม่
เอื้อเฟื้อที่ได้กระทำไว้ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้า-
พระองค์จึงเข้าถึง คือถึงพร้อมซึ่งความเลวทราม คือความลามก ได้แก่
ความเกิดในการทำการงานเป็นช่างกัลบกของพระราชาทั้งหลาย.
บทว่า สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ความว่า ล่วง คือล่วงพ้นไปด้วยดี
ซึ่งความเกิด อันเนื่องด้วยผู้อื่นนั้น. บทว่า ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ความว่า
ข้าพระองค์เข้าไปแล้ว คือเป็นผู้เข้าไปสู่นิพพานบุรี คือนิพพานมหานคร
อันปลอดภัย.
บทว่า ตทาปิ มํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษ
ผู้สูงสุด แม้ในกาลนั้น คือแม้ในสมัยที่ทำพระปัจเจกพุทธเจ้าให้ขัดเคือง
นั้น พระสยัมภู คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้ทรงบรรเทาคือทรงทำให้ห่าง
ไกล ซึ่งความเร่าร้อน คือความกระวนกระวายทางกายและจิตอันเกิดขึ้น
เพราะเหตุแห่งความขัดเคือง. เชื่อมความว่า พระสยัมภูทรงเห็นโทษอัน
ตั้งอยู่ดีแล้ว คือตั้งอยู่ด้วยดีในการแสดงความเป็นโทษ จึงอดโทษเรา
ผู้เร่าร้อน คือเดือนร้อนอยู่ด้วยความเดือดร้อนในภายหลัง คือด้วยความ
รำคาญใจนั้นนั่นแหละ คืออดกลั้นความผิดนั้น.
บทว่า อชฺชาปิ มํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดแห่ง
หน้า 615
ข้อ 8
วีรชน แม้วันนี้ คือแม้ในกาลที่พระองค์มาประชุมกัน พระผู้มีพระภาค-
เจ้าได้ทำข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง คือถูกไฟ ๓ กอง คือราคะ โทสะ
และโมหะ หรือไฟ คือนรก เปรต และสังสาระแผดเผาอยู่ คือได้เสวย
ทุกข์อยู่ ให้ถึงคือให้ถึงพร้อมด้วยความเย็น ได้แก่ความเย็น กล่าวคือความ
สงบกายและจิต เพราะโทมนัสพินาศไป หรือพระนิพพานนั่นเอง. เชื่อม
ความว่า ทรงทำไฟ ๓ กอง คือไฟ ๓ กองนั้น ซึ่งมีประการดังกล่าว
แล้วให้ดับ คือให้เข้าไปสงบ.
ครั้นแสดงอปทานอันเลวของตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการ
อย่างนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวชักชวนแม้คนอื่น ๆ ให้ฟังอปทานอันเลวนั้น
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เยสํ โสตาวธานตฺถิ ดังนี้. ในคำนั้น มีใจความว่า
ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสต คือการตั้งโสตลง ท่านเหล่านั้นจงฟัง คือจง
ใส่ใจคำของเราผู้กล่าวอยู่. บทว่า อตฺถํ ตุมฺหํ ปวกฺขามิ เชื่อมความว่า
เราเห็นบทคือพระนิพพานโดยประการใด เราจักกล่าวปรมัตถ์กล่าวคือ
พระนิพพานแก่ท่านทั้งหลายโดยประการนั้น.
เมื่อจะแสดงข้อนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นดังต่อไปนี้ :- เราดูหมิ่น คือการทำความไม่เอื้อ-
เฟื้อพระสยัมภู คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นเอง คือผู้เกิดในอริยชาติ ผู้มี
จิตสงบ มีใจมั่น เพราะกรรมนั้น คือเพราะอกุศลที่ทำแล้วนั้น จึงเป็น
ผู้เกิด คือเป็นผู้บังเกิดในชาติต่ำ คือในชาติที่เนื่องกับคนอื่น คือใน
ชาติเป็นช่างกัลบก ในวันนี้ คือในปัจจุบันนี้.
บทว่า มา โข ขณํ วิราเธถ ความว่า ท่านทั้งหลายอย่าพลาด คือ
อย่าทำให้พลาดขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น, จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้ล่วง
หน้า 616
ข้อ 8
พ้นขณะ คือก้าวล่วงขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ย่อมเศร้าโศก อธิบายว่า
ย่อมเศร้าโศกอย่างนี้ว่า พวกเราเป็นผู้ไม่มีบุญ มีปัญญาทราม ดังนี้.
ท่านทั้งหลายจงพยายาม คือจงกระทำความเพียรในประโยชน์ของตน คือ
ในความเจริญของตน. อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงทำขณะคือสมัยที่พระ-
พุทธเจ้าอุบัติขึ้นให้ถึงเฉพาะ คือให้สำเร็จ ได้แก่ถึงแล้ว.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงโทษของผู้ที่ไปในสงสาร โดยอุปมา
อุปไมย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอกจฺจานญฺจ วมนํ ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อม
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกยาสำรอก คือยาทำให้อาเจียนแก่
บุคคลบางพวก ยารุ คือยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้าย คือยาพิษ
อันทำให้สลบแก่บุคคลบางพวก และยาคืออุบายสำหรับรักษาแก่บุคคลบาง
พวกโดยลำดับ ด้วยประการอย่างนี้.
บทว่า วมนํ ปฏิปนฺนานํ เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
บอกการสำรอก คือการทิ้งสงสาร ได้แก่การพ้นสงสารแก่คนผู้ปฏิบัติ
คือผู้มีความพร้อมพรั่งด้วยมรรค. เชื่อมความว่า ตรัสบอกการถ่าย คือ
การไหลออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล. ตรัสบอกโอสถคือพระนิพพาน
แก่ผู้มีปกติได้ผล คือได้ผลแล้วดำรงชีวิตอยู่. ตรัสบอกพระสงฆ์ผู้เป็น
บุญเขต แก่ผู้แสวงหา คือผู้แสวงหามนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ และนิพพาน
สมบัติ.
บทว่า สาสเนน วิรุทฺธานํ เชื่อมความว่า ตรัสบอกยาพิษอันร้าย
แรง คือความแตกตื่น ได้แก่บาปอกุศล แก่คนผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระ-
ศาสนา. บว่า ยถา อาสีวิโส เชื่อมความว่า ยาพิษอันร้ายแรงย่อมเผา
คือเผาลนนระนั้น คือนระผู้ไม่มีศรัทธาทำแต่บาปนั้น ได้แก่ทำให้ซูบซีด
หน้า 617
ข้อ 8
ในอบายทั้ง ๔ เช่นกับอสรพิษ คือเหมือนอสรพิษ คืองูชื่อว่าทิฏฐวิสะ
เพราะกระทำให้เป็นเถ้าธุลีโดยสักแต่ว่าเห็น ย่อมแผดเผานระที่คนเห็นคือ
ทำให้ลำบากฉะนั้น.
บทว่า สกึ ปีตํ หลาหลํ ความว่า ยาพิษอันร้ายแรงที่ดื่มเข้าไป
ย่อมเข้าไปปิดกั้นชีวิต คือทำชีวิตให้พินาศไปคราวเดียว คือวาระเดียว
แต่บุคคลผิดแล้ว คือทำความผิดในพระศาสนา ย่อมถูกเผา คือย่อมถูก
แผดเผาในโกฏิกัป คือในกัปนับด้วยโกฏิ.
ครั้นแสดงผลวิบากของบุคคลผู้ไม่มีศรัทธาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อ
จะแสดงอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขนฺติยา
ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า พระพุทธเจ้าผู้ตรัสบอกการสำรอกเป็นต้น
นั้น ย่อมยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก คือเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย ให้
ข้าม คือก้าวพ้น ได้แก่ให้ดับด้วย ขันติ คือความอดทน ด้วยอวิหิงสา
คือการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย และด้วยความมีเมตตาจิต คือมีจิต
เมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันพวกท่านไม่ควรผิด
พลาด คือไม่อาจผิดพลาด อธิบายว่า พึงปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา.
อธิบายในคาถาต่อไปว่า ย่อมไม่ข้อง คือไม่คบ ไม่ติดในลาภ
และในการไม่มีลาภ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่หวั่นไหว ในการนับถือ
คือในการกระทำความเอื้อเฟื้อ และในการดูหมิ่น คือการกระทำความไม่
เอื้อเฟื้อ ย่อมเป็นเช่นกับแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น
ท่านทั้งหลายไม่ควรคิดร้าย คือไม่พึงมุ่งร้าย คือไม่อาจมุ่งร้าย.
เมื่อจะแสดงความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายพระองค์เป็นกลาง จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า เทวทตฺเต ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า พระมุนี คือ
หน้า 618
ข้อ 8
พระพุทธมุนี เป็นผู้เสมอ คือมีพระมนัสเสมอในสัตว์ทั้งปวงทั้งผู้ฆ่าและ
ผู้ไม่ฆ่า.
บทว่า เอเตสํ ปฏิโฆ นตฺถิ เชื่อมความว่า ปฏิฆะ คือความดุร้าย
ได้แก่ความเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยโทสะ ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น
ราคะย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น อธิบายว่า แม้ราคะคือความกำหนัด
ได้แก่การติดใจย่อมไม่มี คือย่อมไม่ได้แก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะ-
เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นผู้เสมอ คือมีพระทัยเสมอต่อสัตว์ทั้งปวง
คือต่อผู้ฆ่าและพระโอรส.
เมื่อจะแสดงอานุภาพเฉพาะของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซ้ำอีก จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ดังนี้. ในคำนั้น มีอธิบายว่า
ใคร ๆ เห็นผ้ากาสาวะ คือจีวรย้อมด้วยน้ำฝาดอันเปื้อนคูถ คือระคนด้วย
คูถ อันเป็นธงชัยของพระฤๅษี ได้แก่เป็นธงคือบริขารของพระอริยเจ้า
ทั้งหลาย ที่เขาทิ้งไว้ในหนทาง จึงกระทำอัญชลี คือกระทำการประชุม
นิ้วทั้ง๑๐ ได้แก่กระพุ่มอัญชลีเหนือศีรษะแล้วพึงไหว้ด้วยเศียรเกล้า คือ
พึงไหว้ พึงนับถือ พึงบูชา ธงของฤๅษีคือ ธงของพระอรหัต ได้แก่
จีวรอันแสดงความเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก.
บทว่า อพฺภตีตา ความว่า พระพุทธเจ้าเหล่าใดอัสดงคตไปยิ่งแล้ว
คือดับไปแล้ว พระพุทธเจ้าเหล่าใดกำลังเป็นไปอยู่ คือเกิดแล้วในบัดนี้
และพระพุทธเจ้าเหล่าใดยังไม่มีมา คือยังไม่เกิด ไม่เป็น ไม่บังเกิด คือ
ยังไม่ปรากฏ. บทว่า ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ความว่า พระพุทธเจ้าเหล่านี้
ย่อมหมดจด คือบริสุทธิ์ งดงามด้วยธงของฤๅษี คือด้วยจีวรนี้ เพราะ-
เหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงควรนอบน้อม นมัสการ กราบไหว้.
หน้า 619
ข้อ 8
บาลีว่า เอตํ นมสฺสิยํ ดังนี้ก็มี. บาลีนั้นมีใจความว่า พึงนมัสการธง
ของฤๅษีนั้น.
เบื้องหน้าแต่นั้นไป เมื่อจะแสดงคุณของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สตฺถุกปฺปํ ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราทรงจำไว้ด้วยหทัยคือด้วยจิต
ได้แก่เราพิจารณาด้วยการฟังและการทรงจำเป็นต้น ซึ่งพระวินัยอันถูก
ต้อง คือพระวินัยอันดีงาม ได้แก่การฝึกไตรทวารด้วยอาการอันงาม
เหมือนกับพระศาสดา คือเหมือนกับพระพุทธเจ้า. อธิบายว่า เรานมัส-
การ คือไหว้พระวินัย ได้แก่พระวินัยปิฎก จักกระทำความเอื้อเฟื้อ
ในพระวินัยอยู่ คือสำเร็จการอยู่ทุกกาล ได้แก่ในกาลทั้งปวง.
บทว่า วินโย อาสโย มยฺหํ ความว่า พระวินัยปิฏกเป็นโอกาส
คือเป็นเรือนของเรา ด้วยอำนาจการฟัง การทรงจำ การมนสิการ การ
เล่าเรียน การสอบถาม และการประกาศ. บทว่า วินโย านจงฺกมํ
ความว่า พระวินัยเป็นฐานที่ยืน และเป็นฐานที่จงกรม ด้วยการทำกิจ
มีการฟังเป็นต้นของเรา. บทว่า กปฺเปมิ วินเย วาสํ ความว่า เราสำเร็จ
คือกระทำการอยู่ คือการนอนในพระวินัยปิฎก คือในแบบแผนแห่ง
พระวินัย ด้วยอำนาจการฟัง การทรงจำ และการประกาศ. บทว่า
วินโย มม โคจโร ความว่า พระวินัยปิฎกเป็นโคจร คือเป็นอาหาร
ได้แก่เป็นโภชนะของเราด้วยอำนาจการทรงจำ และการมนสิการเป็นนิจ.
บทว่า วินเย ปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความยอดเยี่ยม คือที่สุดใน
วินัยปิฎกทั้งสิ้น. บทว่า สมเถ จาปิ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาด คือ
เป็นผู้เฉลียวฉลาดในการระงับ คือในการสงบระงับ และการออกจาก
หน้า 620
ข้อ 8
กองอาบัติทั้ง ๗ มีปาราชิกเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่เป็นผู้ฉลาดยิ่ง
คือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในอธิกรณสมถะ คือในอธิกรณ์ที่ท่านกล่าวว่า
ท่านรู้กันว่า อธิกรณ์มี ๔ คือวิวาทาวิกรณ์ อนุวาทาวิกรณ์
อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์.
และในอธิกรณสมถะ ๗ ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ
เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ.
บทว่า อุปาลิ ตํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญผู้มีความ
เพียรใหญ่ยิ่ง คือผู้มีความเพียร เพื่อบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ในสี่-
อสงไขยแสนกัป พระอุบาลีภิกษุย่อมไหว้ คือย่อมกระทำความนอบน้อม
ที่พระบาท คือที่พระบาทยุคลของพระองค์ผู้เป็นศาสดา คือผู้พร่ำสอน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
เชื่อมความว่า ข้าพระองค์นั้นบวชแล้วนมัสการอยู่ คือกระทำการ
นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าอยู่ และรู้ว่าพระธรรมคือโลกุตรธรรม ๙ ที่
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงแล้ว เป็นธรรมดี คือว่าเป็นธรรมงาม
จึงนมัสการพระธรรมอยู่ จักเที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากบุรีสู่บุรี คือจาก
นครสู่นคร.
บทว่า กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ความว่า กิเลสทั้งหมดนับได้ ๑,๕๐๐
ซึ่งอยู่ในจิตตสันดานของข้าพระองค์ อันข้าพระองค์เผา คือทำให้ซูบซีด
เหือดแห้ง พินาศไปแล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณที่แทงตลอดแล้ว. บทว่า
ภวา สพฺเพ สมูหตา ความว่า ภพทั้งหมด ๙ ภพ มีกามภพเป็นต้น
ข้าพระองค์ถอนแล้ว คือถอนหมดแล้ว ได้แก่ทำให้สิ้นแล้ว ขจัดแล้ว.
หน้า 621
ข้อ 8
บทว่า สพฺพาสวา ปริกฺขีณา ความว่า อาสวะทั้งหมด ๔ อย่าง คือ
กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และอวิชชาสวะ สิ้นไปรอบแล้ว คือถึง
ความสิ้นไปโดยรอบ. อธิบายว่า บัดนี้ คือในกาลที่บรรลุพระอรหัตแล้วนี้
ภพใหม่ คือภพกล่าวคือการเกิดอีก ได้แก่การเป็น การเกิด ย่อมไม่มี.
เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยความโสมนัสอย่างยิ่ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สฺวาคตํ ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า การที่ข้าพระองค์มาในสำนัก
คือในที่ใกล้หรือในนครเดียวกันแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คือแห่ง
พระพุทธเจ้าผู้สงสุด เป็นการมาดีแล้ว คือเป็นการมาดี เป็นการมาอย่าง
งดงามโดยแท้ คือโดยส่วนเดียว. บทว่า ติสฺโส วิชฺชา ความว่า ข้า-
พระองค์บรรลุ คือถึงพร้อม ได้แก่ทำให้ประจักษ์วิชชา คือบุพเพ-
นิวสญาณ ทิพพจักขุญาณ และอาสวักขยญาณ. บทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ
ความว่า คำสั่งสอนคือคือการพร่ำสอนอันพระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงแสดงแล้ว ข้าพระองค์กระทำแล้ว คือให้สำเร็จแล้ว ได้แก่ยัง
วัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ มนสิการกรรมฐานแล้วให้สำเร็จด้วยการบรรลุ
อรหัตมรรคญาณ.
บทว่า ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส ความว่า ปัญญา ๔ ประการ มี
อัตถปฏิสัมภิทาเป็นต้น ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คือทำให้ประจักษ์แล้ว.
บทว่า วิโมกฺขาปิ จ อฏฺิเม เชื่อมความว่า วิโมกข์คืออุบายเครื่องพ้น
จากสงสาร ๘ ประการเหล่านี้ คือมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ข้าพระองค์
ทำให้แจ้งแล้ว.
บทว่า ฉฬภิญฺา สจฺฉิกตา ความว่า อภิญญา ๖ เหล่านี้ คือ
อิทธิวิธะ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพโสตะ หูทิพย์ เจโตปริยะญาณ
หน้า 622
ข้อ 8
กำหนดใจคนอื่นได้ ปุพเพนิวาสญาณ ระลึกชาติได้ ทิพพ-
จักขุ ตาทิพย์ และอาสวักขยญาณ ความรู้ในการทำอาสวะ
ให้สิ้นไป.
ข้าพระองค์ทำให้เเจ้งแล้ว คือทำให้ประจักษ์แล้ว, คำสอนของ
พระพุทธเจ้าชื่อว่าทำเสร็จแล้ว เพราะการทำให้เเจ้งญาณเหล่านี้.
บทว่า อิตฺถํ ได้แก่ ด้วยประการดังกล่าวในหนหลังนี้. ศัพท์ว่า
สุทํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถสักว่าทำบทให้เต็ม. บทว่า อายสฺมา อุปาลิ
เถโร ความว่า สาวกผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลอันมั่นคงเป็นต้น ได้ภาษิต
คือกล่าวคาถาเหล่านี้ อันแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อน.
จบพรรณนาอุบาลีเถราปทาน
หน้า 623
ข้อ 9
อัญญาโกณฑัญญเถราปทานที่ ๙ (๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายปฐมภัตแก่พระพุทธเจ้า
[๙] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐ-
บุตรของโลก เป็นนายกอย่างวิเศษ ทรงบรรลุพุทธภูมิแล้ว
เป็นครั้งแรก.
เทวดาประมาณเท่าใด มาประชุมกันที่ควงไม้โพธิ์ทั้งหมด
แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ประนมกรอัญชลีไหว้อยู่.
เทวดาทั้งปวงนั้นมีใจยินดี เที่ยวประกาศไปในอากาศว่า
พระพุทธเจ้านี้ทรงบรรเทาความมืดมนอนธการแล้ว ทรงบรรลุ
แล้วโดยลำดับ.
เสียงบันลือลั่นของเทวดาผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้น
ได้เป็นไปว่า เราจักเผากิเลสทั้งหลายในศาสนาของพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า. เรารู้เสียงอันเทวดาทั้งหลายเปล่งแล้วด้วย
วาจา ร่าเริง มีจิตยินดี ได้ถวายภิกษาก่อน.
พระศาสดาผู้สูงสุดในโลก ทรงทราบความดำริของเรา
แล้วประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
เราออกบวชได้ ๗ วัน จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ภัตอัน
เป็นปฐมของเรานี้ เป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปของผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์ เทพบุตรใดจากภพดุสิตมา ณ ที่นี้ ได้ถวายภิกษา
หน้า 624
ข้อ 9
แก่เรา เราจักพยากรณ์เทพบุตรนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา
กล่าว.
ผู้นั้นจักเสวยเทวราชสมบัติอยู่ประมาณ ๓ หมื่นกัป จัก
ครอบครองไตรทิพย์ ครอบงำเทวดาทั้งปวง เคลื่อนจากเทวโลก
แล้วจักถึงความเป็นมนุษย์ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย
ราชสมบัติในมนุษยโลกนับพันครั้ง.
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นั้นเคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จัก
ออกบวชเป็นบรรพชิตอยู่ ๖ ปี แต่นั้น ในปีที่ ๗ พระพุทธ-
เจ้าจักตรัสสัจจะ ๔ ภิกษุมีนามชื่อว่า โกณฑัญญะ จักทำให้
แจ้งเป็นครั้งแรก.
เราบวชตามพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จออกบวช ความเพียรเรา
ทำดีแล้ว เราบวชเป็นบรรพชิต เพื่อต้องการเผากิเลส.
พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว ตีกลองอมฤตในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก ในป่าใหญ่กับด้วยเรานี้.
บัดนี้ เราบรรลุอมตบทอันสงบระงับ อันยอดเยี่ยมนั้นแล้ว
เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรา
ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
หน้า 625
ข้อ 9
ทราบว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัญญาโกณฑัญญเถราปทาน
๗. พรรณนาอัญญาโกณฑัญญเถราปทาน
คำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระ-
อัญญาโกณฑัญณะเถระ.
ได้ยินว่า พระเถระนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อน
ทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูล
ของคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว. วันหนึ่ง
ฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง
ไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้รัตตัญญูรู้แจ้งธรรมก่อน ในพระ-
ศาสนาของพระองค์ แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น จึงยังมหาทาน
ให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุหนึ่งแสนเป็นบริวาร
แล้วได้กระทำความปรารถนาไว้. ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นว่าความ
ปรารถนาของเขานั้นไม่มีอันตรายจึงทรงพยากรณ์สมบัติอันจะมี. เขาทำบุญ
ทั่งหลายตลอดชั่วชีวิต เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนชวน
กันให้ประดิษฐานพระเจดีย์ เขาให้สร้างเรือนแก้วไว้ในภายในพระเจดีย์
และให้สร้างเรือนแก้วอันมีค่าจำนวนหนึ่งพัน รายล้อมพระเจดีย์.
เขาทำบุญทั้งหลายอย่างนี้ จุติจากชาตินั้นท่องเที่ยวไปในเทวดา
หน้า 626
ข้อ 9
และมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
เป็นกุฎุมพีชื่อว่า มหากาล ให้ฉีกท้องข้าวสาลีในนามีประมาณ ๘ กรีส
แล้วให้จัดปรุงข้าวปายาสน้ำมัน ไม่เจือด้วยข้าวสาลีที่ถือเอาแล้ว ใส่น้ำผึ้ง
เนยใส และน้ำตาลกรวดลงในข้าวปายาสนั้น แล้วได้ถวายแก่พระสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ที่ที่เขาฉีกท้องข้าวสาลีถือเอาแล้ว ๆ คงเต็ม
บริบูรณ์อยู่ตามเดิม. ในเวลาข้าวสาลีเป็นข้าวเม่า ได้ให้ทานชื่อว่าเลิศด้วย
ข้าวเม่า, ในเวลาเกี่ยว ได้ให้ทานเลิศในกาลเกี่ยว, ในคราวทำขะเน็ด ได้ให้
ทานอันเลิศในคราวทำขะเน็ด, ในคราวทำให้เป็นฟ่อนเป็นต้น ได้ให้ทาน
อันเลิศในคราวทำเป็นฟ่อน, ได้ให้ทานอันเลิศในคราวขนเข้าลาน, ได้ให้
ทานอันเลิศในคราวทำให้เป็นลอม, ได้ให้ทานอันเลิศในคราวตวง, และ
ได้ให้ทานอันเลิศในคราวขนขึ้นฉาง, ได้ให้ทานอันเลิศ ๙ ครั้ง ในหน้า
ข้าวกล้าครั้งหนึ่ง ๆ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ข้าวกล้าแม้นั้นก็ได้สมบูรณ์
ยิ่ง ๆ ขึ้น.
เขาทำบุญทั้งหลายตลอดชั่วชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ จุติจากชาตินั้น
บังเกิดในเทวโลก. ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้มาบังเกิด
ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ชื่อว่าโทณวัตถุ ในที่ไม่
ไกลจากนครกบิลพัสดุ์ ก่อนหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายอุบัติ
ขึ้น. เขาได้มีนามอันมาตามโคตรว่า โกณฑัญญะ. เขาเจริญวัยแล้ว
เรียนจบไตรเพท และได้ถึงความสำเร็จในลักษณมนต์ทั้งหลาย. สมัยนั้น
พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายจุติจากดุสิตบุรี บังเกิดในพระราชมณเฑียร
ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในกบิลพัสดุ์บุรี. ในวันเฉลิมพระนามของ
พระราชกุมารนั้น เมื่อเขาเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนเข้ามา พราหมณ์ ๘ คน
หน้า 627
ข้อ 9
เหล่าใดอันเขาเชิญเข้าไปยังท้องพระโรง เพื่อพิจารณาพระลักษณะ ใน
บรรดาพราหมณ์ ๘ คนนั้น โกณฑัญญพราหมณ์เป็นผู้หนุ่มกว่าพราหมณ์
ทั้งหมด เห็นความสำเร็จแห่งพระลักษณะของพระมหาบุรุษ ตกลงใจว่า
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยแน่แท้ จึงเที่ยวคอยดูการออกเพื่อคุณอัน
ยิ่งใหญ่ของพระมหาสัตว์.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจริญด้วยบริวารหมู่ใหญ่ ถึงความเจริญโดยลำดับ
ถึงความแก่กล้าแห่งพระญาณแล้ว จึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในพรรษา
ที่ ๒๙ ทรงผนวชที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาโดย
ลำดับ แล้วเริ่มบำเพ็ญเพียร. ในกาลนั้น โกณฑัญญมานพรู้ว่าพระมหา-
สัตว์ทรงผนวชแล้ว จึงพร้อมกับพวกลูกของพราหมณ์ผู้ท่านายพระลักษณะ
มีวัปปมาณพเป็นต้น มีตนเป็นที่ ๕ พากันบวชแล้ว เข้าไปยังสำนักของ
พระโพธิสัตว์โดยลำดับ บำรุงพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ ๖ พรรษา เกิดเบื่อ
ระอาเพราะพระโพธิสัตว์นั้นเสวยพระกระยาหารหยาบ จึงได้หลีกไปยังป่า
อิสิปตนมิคทายวัน. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้พระกำลังกายเพราะทรง
บริโภคพระอาหารหยาบ จึงประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ที่ควงไม้โพธิ์
ในวันเพ็ญเดือน ๖ ทรงเหยียบย่ำกระหม่อมแห่งมารทั้ง ๓ เป็นพระอภิ-
สัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงยับยั้งอยู่ที่โพธิมัณฑสถานนั่นแหละ ๗ สัปดาห์
ทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของพระปัญจวัคคีย์แล้ว จึงเสด็จไปยัง
อิสิปตนมิคทายวันในวันเพ็ญเดือน ๘ แล้วตรัสพระธัมมจักกัปปวัตตน-
สูตรแก่พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น. ในเวลาจบพระธรรมเทศนา พระโกณ-
ฑัญญเถระพร้อมกับพรหม ๑๘ โกฏิ ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. ครั้น
หน้า 628
ข้อ 9
ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ท่านได้ทำให้แจ้งพระอรหัตด้วยอนัตตลักขณสูตร
เทศนา.
พระโกณฑัญญเถระนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้วคิดว่า เรา
ทำกรรมอะไรจึงได้บรรลุโลกุตรสุข เมื่อใคร่ครวญดู ก็ได้รู้บุพกรรมของ
ตนโดยประจักษ์ เมื่อจะแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนด้วย
อำนาจอุทาน ด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ
ดังนี้. เนื้อความแห่งคำนั้น ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า
โลกเชฏฺํ วินายกํ ความว่า ทรงเป็นหัวหน้า คือเป็นประธานแห่ง
สัตว์โลกทั้งสิ้น. ชื่อว่าทรงนำไปให้วิเศษ เพราะทรงนำไปโดยวิเศษ คือ
ทรงยังเหล่าเวไนยสัตว์ให้ถึงฝั่งอื่นแห่งสงสารสาคร คือพระอมตมหา-
นิพพาน. ซึ่งพระสัมพุทธเจ้านั้นผู้ทรงนำไปโดยวิเศษ. บทว่า พุทฺธ-
ภูมิมนุปฺปตฺตํ ความว่า ที่ชื่อว่าพุทธภูมิ เพราะเป็นภูมิ คือเป็นสถานที่
ประดิษฐานแห่งพระพุทธเจ้า, ได้แก่พระสัพพัญญุตญาณ. ที่ชื่อว่า
บรรลุถึงพุทธภูมิ เพราะบรรลุถึง คือแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณนั้น.
ซึ่งพระสัมพุทธเจ้านั้น ผู้บรรลุถึงพุทธภูมิแล้ว. อธิบายว่า บรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณ คือเป็นพระพุทธเจ้า. บทว่า ปมํ อทฺทสํ อหํ ความ
ว่า ในเวลาใกล้รุ่งแห่งคืนวันเพ็ญเดือน ๖ เราได้เห็นพระปทุมุตตร-
สัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก.
บทว่า ยาวตา โพธิยา มูเล เชื่อมความว่า ยักษ์ทั้งหลายมี
ประมาณเท่าใดมาประชุมกันแล้ว คือเป็นหมวดหมู่อยู่ที่ใกล้ต้นโพธิ์
กระทำอัญชลี วางกระพุ่มอัญชลีอันเป็นที่ประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือเศียร
หน้า 629
ข้อ 9
ไหว้คือนมัสการพระสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ได้เป็น
พระพุทธเจ้า.
บทว่า สพฺเพ เทวา ตุฏฺมนา เชื่อมความว่า เทวดาทั้งหมดนั้น
มาสู่สถานที่แห่งพระสัมพุทธะผู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่างมีจิตยินดีท่องเที่ยว
ไปในอากาศ. บทว่า อนฺธการตโมนุโท ความว่า พระพุทธเจ้า-
พระองค์นี้ทรงบรรเทา คือทำความมืดตื้อคือโมหะให้สิ้นไป ทรงบรรลุ
แล้วโดยลำดับ.
บทว่า เตสํ หาสปเรตานํ เชื่อมความว่า เสียงบันลือลั่น คือเสียง
กึกก้องของเทวดาเหล่านั้นผู้ประกอบด้วยความร่าเริง คือปีติโสมนัส ได้
เป็นไปแล้ว คือแพร่ไปว่า พวกเราจักเผากิเลส คือสังกิเลสธรรมใน
ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
บทว่า เทวานํ คิรมญฺาย เชื่อมความว่า เรารู้เสียงของเหล่า
เทวดาซึ่งเปล่งพร้อมกับคำชมเชยด้วยวาจาจึงร่าเริง ได้ถวายภิกษาครั้งแรก
คืออาหารทีแรกแก่พระผู้เป็นพระพุทธเจ้า ด้วยจิตอันร่าเริงคือด้วยจิตอัน
ประกอบด้วยโสมนัส.
บทว่า สตฺตาหํ อภินิกฺขมฺม ความว่า เราออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่
แล้วกระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ กล่าวคือ
อรหัตมรรคญาณอันเป็นปทัฏฐานแห่งพระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า อิทํ
เม ปมํ ภตฺตํ ความว่า ภัตนี้เป็นเครื่องยังสรีระให้เป็นไป เป็นภัตอัน
เทวบุตรนี้ให้ครั้งแรกแก่เราผู้เป็นพรหมจารี คือผู้ประพฤติธรรมสูงสุด.
บทว่า ตุสิตา หิ อิธาคนฺตฺวา ความว่า เทวบุตรใดจากภพดุสิต
มาในมนุษยโลกนี้ น้อมเข้ามา คือได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักประกาศ
หน้า 630
ข้อ 9
คือจักกล่าว ได้เเก่จักทำเทวบุตรนั้นให้ปรากฏ. เชื่อมความว่า ท่าน
ทั้งหลายจงฟังคำเราผู้จะกล่าวอยู่. เบื้องหน้าแต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักพรรณนา
เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
บทว่า ติทสา ได้แก่ จากภพดาวดึงส์. บทว่า อคารา เชื่อม
ความว่า จักออกจากเรือนพราหมณ์อันเกิดขึ้นแก่ตนแล้วบวชอยู่กับพระ-
โพธิสัตว์ ผู้กระทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี.
บทว่า ตโต สตฺตมเก วสฺเส ได้แก่ ในปีที่ ๗ จำเดิมแต่กาลที่
บวชแล้วนั้น. บทว่า พุทฺโธ สจฺจํ กเถสฺสติ ความว่า ทรงกระทำ
ทุกรกิริยาได้ ๖ ปีแล้ว ในปีที่ ๗ จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วตรัสสัจจะ
ทั้ง ๔ กล่าวคือทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ ด้วยพระ-
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.
บทว่า โกณฺฑญฺโ นาม นาเมน ความว่า ชื่อว่าโกณฑัญญะโดยนาม
คือโดยอำนาจชื่อของโคตร. บทว่า ปมํ สจฺฉิกาหิติ ความว่า จัก
กระทำให้แจ้ง คือจักทำให้ประจักษ์ ซึ่งพระโสดาปัตติมรรคญาณก่อน
คือแต่ต้นทีเดียว ในระหว่างพระปัญจวัคคีย์ทั้งหลาย.
บทว่า นิกฺขนฺเตนานุปพฺพชึ ความว่า ออกบวชตามพร้อมกับพระ-
โพธิสัตว์ผู้เสด็จออกเเล้ว. อธิบายว่า เราบวชตามอย่างนั้นกระทำปธาน
คือความเพียรดีแล้ว คือกระทำด้วยดี ได้แก่กระทำให้มั่นแล้วกระทำ.
บทว่า กิเลเส ฌาปนตฺถาย ความว่า เพื่อต้องการทำกิเลสทั้งหลายให้
เหือดแห้ง คือเพื่อต้องการกำจัดกิเลส เราจึงบวชคือปฏิบัติศาสนาเป็นผู้
ไม่มีเรือน คือไม่มีประโยชน์แก่เรือน ได้แก่เว้นจากกรรมมีการทำนาและ
การค้าเป็นต้น.
หน้า 631
ข้อ 9
บทว่า อภิคนฺตฺวาน สพฺพญฺญู ความว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้อดีต
อนาคตและปัจจุบัน หรือไญยธรรม๑ที่ควรรู้กล่าวคือสังขาร วิการ ลักษณะ
นิพพาน และบัญญัติ เสด็จไปเฉพาะ คือเสด็จเข้าไปยังป่าเป็นที่อยู่
ของมฤค คือวิหารเป็นที่ให้อภัยแก่มฤค ได้ประหารคือตี ได้แก่ทรง
แสดงอมตเภรี ได้แก่เภรีคืออมตมหานิพพาน ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณ
นี้ ที่เรากระทำให้เเจ้งแล้วในสัตว์โลกอันเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย.
บทว่า โส ทานิ ความว่า เรานั้นเป็นพระโสดาบันองค์แรก บัดนี้
ได้ถึงคือบรรลุอมตนิพพานอันสงบ คือมีสภาวะสงบระงับ เป็นบทคือพึง
ถึง ได้แก่พึงบรรลุอันยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า ด้วยอรหัตมรรคญาณ.
บทว่า สพฺพาสเว ปริญฺาย ความว่า เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงมี
กามาสวะเป็นต้น คือละอาสวะทั้งปวงด้วยปหานปริญญา เป็นผู้ไม่มี
อาสวะ คือไม่มีกิเลสอยู่ คือสำเร็จการอยู่ด้วยอิริยาบถวิหาร. คาถาทั้งหลาย
มีคำว่า ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส เป็นต้น มีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
ครั้นกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูลาด
ไว้ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงแสดง
ความที่พระเถระเป็นผู้รู้แจ้งธรรมก่อนเพื่อน จึงทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ใน
เอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัญญาโกณฑัญญะนี้ เป็นเลิศแห่งภิกษุ
สาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน. พระอัญญาโกณฑัญญ-
เถระนั้น ประสงค์จะหลีกเลี่ยงความพินอบพิเทาที่พระอัครสาวกทั้งสอง
กระทำในตน และการอยู่เกลื่อนกล่นในเสนาสนะใกล้บ้าน และมีความ
ประสงค์จะอยู่ด้วยความยินดีในวิเวก สำคัญแม้แต่การทำปฏิสันถารแก่
๑. ไญยธรรม ธรรมที่ควรรู้มี ๕ อย่าง.
หน้า 632
ข้อ 9
คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย ผู้เข้ามายังสำนักของตน ว่าเป็นเหตุเนิ่นช้า
จึงทูลลาพระศาสดาเข้าไปยังหิมวันตประเทศ อันช้างฉัททันต์ทั้งหลาย
บำรุงอยู่ ได้อยู่ที่ฝั่งสระฉัททันต์ถึง ๑๒ พรรษา. พระเถระอยู่ที่นั่นด้วย
อาการอย่างนี้ วันหนึ่งท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปหา ทรงไหว้แล้วยืน
อยู่ได้ตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดังจะขอโอกาส ขอพระผู้เป็นเจ้า
จงแสดงธรรมแก่กระผม. พระเถระจึงแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะนั้นอันมี
ห้องแห่งอริยสัจ ๔ ถูกไตรลักษณ์กระทบประกอบด้วยสุญญตา วิจิตร
ด้วยนัยต่าง ๆ หยั่งลงสู่อมตะ ด้วยพุทธลีลา. ท้าวสักกะทรงสดับธรรม
นั้นแล้ว เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของพระองค์ จึงได้ทรงกระทำการ
สรรเสริญว่า
เรานี้ได้ฟังธรรมอันมีรสใหญ่ยิ่ง จึงเลื่อมใสยิ่งนัก พระ-
เถระแสดงธรรมอันคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นโดยประการ
ทั้งปวง ดังนี้.
พระเถระอยู่ที่ฝั่งสระฉัททันต์ ๑๒ พรรษา เมื่อกาลจะปรินิพพาน
ใกล้เข้ามา จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ขอให้ทรงอนุญาตการปรินิพพาน
แล้วไป ณ ที่เดิมนั่นแหละ ปรินิพพานแล้วแล.
จบพรรณนาอัญญโกณฑัญญเถราปทาน
หน้า 633
ข้อ 10
ปิณโฑลภารทวาชเถราปทานที่ ๑๐ (๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม
[๑๐] พระสยัมภูชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นบุคคลผู้เลิศ
ประทับอยู่บนยอดเขาจิตตกูฏข้างหน้าหิมวันต์ เราเป็นพญาเนื้อ
ผู้ไม่มีความกลัว สามารถจะไปได้ในทิศทั้ง ๔ พำนักอยู่ ณ
ที่นั้น.
สัตว์เป็นอันมากได้ฟังเสียงของเราแล้ว ย่อมครั่นคร้าม
เราคาบดอกปทุมที่บาน เข้าไปหาพระนราสภ ได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าซึ่งเสด็จออกจากสมาธิ.
เวลานั้น เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงสุดกว่า
นระใน ๔ ทิศ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วได้บันลือสีหนาท.
พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา
ของเราแล้วประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ ทวยเทพทั้งปวงได้ทราบพระดำรัสของพระ-
พุทธเจ้าแล้ว มาประชุมกันแล้งกล่าวว่า พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐจักเสด็จมา เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้น.
พระมหามุนีผู้ทรงเห็นกาลไกล ผู้เป็นนายกของโลก ทรง
ประกาศเสียงบันลือของเรา เบื้องหน้าทวยเทพและมนุษย์ผู้
ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นว่า ผู้ใดได้ถวายปทุมนี้ และ
ได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง
เรากล่าว.
หน้า 634
ข้อ 10
ในกัปที่ ๘ แต่ภัทรกัปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ จัก
เสวยความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิทรงกำลัง มีพระนามชื่อว่าปทุม.
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้น ทรงประกาศพระศาสนาแล้ว
พญาสีหะนี้จักเป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ จักออกจากสกุล-
พราหมณ์แล้วบวชในพระศาสนาของพระศาสดาพระองค์นั้น.
เขามีตนอันส่งไปแล้วเพื่อความเพียร เป็นผู้สงบระงับไม่
มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน
ณ เสนาสนะอันสงัดปราศจากชน แต่คลาคล่ำด้วยเนื้อร้าย.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนั้นแล.
จบปิณโฑลภารทวารชเถราปทาน
หน้า 635
ข้อ 10
๘. พรรณนาปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน
คำว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้เป็นต้น เป็นอปทานของ
ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ.
แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในกำเนิดราชสีห์อยู่ในถ้ำ
ที่เชิงภูเขา. เพื่อจะทรงกระทำความอนุเคราะห์แก่ราชสีห์นั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้าไปยังถ้ำเป็นที่อยู่ของราชสีห์นั้น ในเวลาที่ออกไป
หาเหยื่อ ทรงนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่. ราชสีห์จับเหยื่อแล้วกลับมายืนอยู่ที
ประตูถ้ำ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทั้งร่าเริงและยินดี จึงบูชาด้วยดอกไม้
ที่เกิดในน้ำและบนบก ทำจิตให้เลื่อมใส. เพื่อต้องการจะอารักขาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงบันลือสีหนาท ๓ เวลา เพื่อให้เนื้อร้ายอื่น ๆ หนีไป
ได้ยืนอยู่ด้วยสติอันไปแล้วในพระพุทธเจ้า. บูชาอยู่ตลอด ๗ วัน เหมือน
ในวันแรก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เมื่อล่วง ๗ วันแล้ว ควร
ออกจากนิโรธสมาบัติ ส่วนแห่งบุญมีประมาณเท่านี้จักเป็นอุปนิสัยแก่.
ราชสีห์นี้ ดังนี้ เมื่อราชสีห์นั้นเห็นอยู่นั่นแหล่ะ จึงเหาะขึ้นไปสู่อากาศ
เสด็จไปยังพระวิหารทีเดียว.
ราชสีห์ไม่อาจอดกลั้นความทุกข์ เพราะพลัดพรากจากพระพุทธเจ้า
จึงกระทำกาละแล้วบังเกิดในตระกูลมีโภคะมากในนครหังสวดี พอเจริญวัย
แล้ว ได้ไปยังพระวิหารกับชาวเมือง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา
แล้วเลื่อมใส ยังมหาทานให้เป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน ตลอด ๗ วัน ทำบุญทั้งหลายจนชั่วชีวิต ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
หน้า 636
ข้อ 10
อยู่ในเทวดาและมนุษย์ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย
จึงบังเกิดเป็นบุตรของปุโรหิตแห่งพระเจ้าอุเทน. เขาได้มีชื่อว่า ภารทวาชะ.
ภารทวาชะนั้นเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพทสอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คน
เพราะความที่ตนเป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสม โดยความเป็นผู้กินจุ
ถูกพวกมาณพเหล่านั้นละทิ้ง จึงไปยังนครราชคฤห์ ได้เห็นลาภสักการะ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จึงบวชในพระศาสนา เป็นผู้ไม่รู้
ประมาณในการบริโภคอยู่. พระศาสดาทรงให้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้รู้จัก
ประมาณด้วยอุบาย ท่านจึงเริ่มตั้งวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็ได้อภิญญา ๖.
ก็ครั้นเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้ว จึงบันลือสีหนาทว่า ผู้ใดมีความสงสัย
ในมรรคและผล ผู้นั้นจงถามเราดังนี้ ทั้งต่อพระพักตร์ของพระผู้มี
พระภาคเจ้าและในหมู่ภิกษุ ด้วยคิดว่า สิ่งใดที่สาวกทั้งหลายพึงบรรลุ
สิ่งนั้นเราบรรลุแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้
ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปิณโฑลภารทวาชะนี้ เป็นเลิศแห่ง
ภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้บันลือสีหนาท.
พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุญ-
สมภารที่ได้กระทำไว้ในชาติก่อน เมื่อจะทำให้แจ้งซึ่งอปทานแห่งบุญ-
กรรมของตนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร ดังนี้.
เนื้อความแห่งคำนั้น ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. บทว่า ปุรโต หิมวนฺ-
ตสฺส ความว่า ในส่วนแห่งทิศตะวันออกของภูเขาหิมาลัย. บทว่า จิตฺตกูเฏ-
วสี ตทา เชื่อมความว่า ในกาลใด เราเป็นราชสีห์ คือเป็นพญาเนื้อ
อยู่ ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ ในกาลนั้น พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ
หน้า 637
ข้อ 10
ประทับอยู่ที่เขาชื่อว่าจิตตกูฏ คือที่ยอดเขาชื่อว่าจิตตบรรพต เพราะเป็น
ภูเขาที่งดงามหลากสีด้วยโอสถ และรัตนะทั้งหลายมิใช่น้อย.
บทว่า อภีตรูโป ตตฺถาสึ ความว่า เราได้เป็นพญาเนื้อผู้ไม่กลัว
เป็นสภาวะ คือเป็นผู้ไม่มีความกลัวเป็นสภาวะอยู่ในที่นั้น. บทว่า จตุกฺกโม
ได้แก่ เป็นผู้ก้าวไป คือสามารถจะไปได้ทั้ง ๔ ทิศ. บทว่า ยสฺส สทฺทํ
สุณิตฺวาน ความว่า ชนมาก คือสัตว์เป็นอันมากได้ฟังสีหนาทของ
พญาเนื้อใด ย่อมข่ม คือย่อมขัดขวางโดยพิเศษ ได้แก่ย่อมกลัว.
บทว่า สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห ความว่า มีความเลื่อมใสในพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ได้คาบดอกปทุมที่บานดีแล้ว ได้เข้าไปหาคือได้เข้าไปใกล้
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนราสภ คือผู้องอาจ สูงสุด คือประเสริฐสุดแห่ง
นระทั้งหลาย. บทว่า วุฏฺิตสฺส สมาธิมฺหิ ความว่า เราปลูก คือบูชา
ดอกไม้นั้นแด่พระพุทธเจ้าผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ.
บทว่า จตุทฺทิสํ นมสฺสิตฺวา ความว่า เรานมัสการทั้ง ๔ ทิศ
แล้วทำจิตของตนให้เลื่อมใส คือให้ตั้งอยู่ด้วยความเอื้อเฟื้อ ได้บันลือ
สีหนาท คือการบันลืออย่างไม่เกรงกลัว ได้แก่ทำสีหนาทให้กึกก้องแล้ว.
ลำดับนั้น เมื่อจะประกาศการพยากรณ์ที่พระพุทธเจ้าประทานแล้ว
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า วทตํ เสฏฺโ เชื่อมความว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
คือสูงสุดแห่งพวกอัญญเดียรถีย์ผู้กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า ๆ
ดังนี้ เสด็จมาแล้ว. อธิบายว่า เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้นของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้เสด็จมาแล้วนั้น.
บทว่า เตสํ หาสปเรตานํ ความว่า ของเทวดาและมนุษย์
หน้า 638
ข้อ 10
เหล่านั้นผู้ห้อมล้อม คือครอบงำ ได้แก่ ผู้ประกอบความร่าเริง คือ
ด้วยความโสมนัส. บทว่า โลกนายโก ความว่า พระมหามุนี คือพระมุนี
ผู้ยิ่งใหญ่ในระหว่างมุนีทั้งหลาย ผู้ทรงเห็นกาลไกล คือผู้ทรงเห็นอนาคต-
กาล ผู้เป็นนายกของโลก คือผู้ทรงยังชาวโลกให้ถึงสวรรค์และนิพพาน
ทรงแสดง คือทรงประกาศ ได้แก่ตรัสถึงเสียงของเรา คือเสียงบันลือ
อย่างราชสีห์ของเรา. คาถาที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
คาถาต่อไปมีความว่า ราชสีห์จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
ปทุม โดยพระนาม จักครองความเป็นใหญ่ คืออิสรภาพ ได้แก่
ราชสมบัติ ๖๔ ชาติ.
บทว่า กปฺปสตสหสฺสมฺหิ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่ง
ฉัฏฐีวิภัตติ. อธิบายว่า ในที่สุดแสนกัป.
บทว่า ปกาสิเต ปาวจเน ความว่า ในพระไตรปิฎกที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าโคดมนั้นทรงประกาศแล้ว คือทรงแสดงแล้ว. บทว่า
พฺรหมฺพนฺธุ ภวิสฺสติ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลแห่งพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อนี้จักบังเกิดในตระกูล
พราหมณ์. บทว่า พฺรหฺมญฺา อภินิกฺขมฺม เชื่อมความว่า จักออก
จากตระกูลพราหมณ์บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่ มีจิตส่งไปเพื่อกระทำความเพียร
ชื่อว่าผู้ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีกิเลสทั้งหลายกล่าวคืออุปธิ ชื่อว่าผู้สงบระงับ
เพราะไม่มีความกระวนกระวายเพราะกิเลส กำหนดรู้ คือละอาสวะ
ทั้งปวง ได้แก่อาสวะทั้งสิ้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือไม่มีกิเลส จักนิพพาน
อธิบายว่า จักเป็นผู้นิพพานด้วยขันธปรินิพพาน.
หน้า 639
ข้อ 10
บทว่า วิชเน ปนฺตเสยฺยมฺหิ ความว่า ในเสนาสนะป่าไกลเว้น
จากความแออัดด้วยหมู่ชน. บทว่า วาฬมิคสมากุเล ความว่า อากูล
คือเกลื่อนกล่นด้วยการเกี่ยวข้องกับเนื้อร้ายมีกาฬราชสีห์เป็นต้น. คำที่
เหลือมีเนื้อความดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนาปิณโฑลภารทวาาชเถราปทาน
หน้า 640
ข้อ 11
ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๑๑ (๙)
ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฝาก
[๑๑] แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็น
นายเรืออยู่ที่ท่าอันขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้นายกของโลก
สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จักข้าม
กระแสแม่น้ำคงคา.
เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมาก แล้วทำประทุนเรือที่
นายช่างตกแต่งเป็นอันดี ไว้ต้อนรับพระนราสภ.
ก็พระสัมมาพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วเสด็จขึ้นเรือ พระ-
ศาสดานี้ประทับยืน ณ ท่ามกลางน้ำ ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ผู้ใดให้พระสัมพุทธเจ้า และพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะข้าม
ฟาก ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น.
วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงาม มีสัณฐานดังเรือ
จักเกิดแก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ.
ในกัปที่ ๕๘ ผู้นี้จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่า ตารณะ
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร
สาครเป็นที่สุด.
ในกัปที่ ๕๗ จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่า จัมพกะ ทรง
มีพระกำลังมาก จักรุ่งเรืองดังพระอาทิตย์อุทัย.
หน้า 641
ข้อ 11
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้
เคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นเผ่าพันธุ์
พราหมณ์ มีนามชื่อว่า เรวตะ.
อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม.
ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบความเพียร เจริญ
วิปัสสนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน.
เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันเป็นเครื่องนำมาซึ่ง
ธรรมเป็นแดงเกษมจากโยคะ เราทรงร่างกายอันมีในที่สุดไว้
ในพระศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบขทิรวนิยเรวตเถราปทาน
หน้า 642
ข้อ 11
๙. พรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน
คำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี นาม ดังนี้ เป็นอปทานของท่าน
พระขทิรวนิยเถระ.
แม้พระเถระนี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลของ
นายท่าเรือในนครหังสวดี กระทำการงานอยู่ที่ท่าเรือชื่อว่า ปยาคติตถะ
ใกล้แม่น้ำใหญ่. วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยหมู่สาวก
เสด็จเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำ มีใจเลื่อมใส จึงประกอบเรือขนาน ส่งให้ถึง
ฝั่งอื่นด้วยบูชาสักการะอันยิ่งใหญ่ ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรง
ตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า จึงปรารถนาฐานันดรนั้น
ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วกระทำ
ความปรารถนาไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนา
ของเขาไม่เป็นหมัน.
จำเดิมแต่นั้น เขาสั่งสมบุญทั้งหลาย ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสองอยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
ครรภ์ของพราหมณี ชื่อว่า รูปสารี ในบ้านนาลกะแคว้นมคธ. เขาเจริญ
วัยแล้ว มารดาบิดาประสงค์จะตกแต่งให้มีเหย้าเรือน จึงบอกเขา. เขา
ได้ฟังว่า พระสารีบุตรเถระบวชแล้ว จึงคิดว่า อุปติสสะผู้เป็นพี่ชายใหญ่
ของเรา ละทิ้งทรัพย์สมบัตินี้บวชแล้ว เราจักเสวยก้อนเขฬะที่พี่ชายใหญ่
นั้นบ้วนแล้วได้อย่างไร เกิดความสลดใจ ลวงญาติทั้งหลายประดุจเนื้อ
ไม่เข้าไปสู่บ่วง ผู้อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ จึงไปยังสำนักของภิกษุ
หน้า 643
ข้อ 11
ทั้งหลาย แล้วแจ้งให้ทราบว่าตนเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี แล้ว
บอกถึงความพอใจในการบรรพชาของตน. ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชา
พอมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็ให้อุปสมบท แล้วชักชวนให้ขวนขวายในกรรม-
ฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานแล้ว เข้าไปยังป่าไม้ตะเคียนพักผ่อนอยู่ เพียร
พยายามอยู่ เพราะเป็นผู้ถึงความแก่กล้าแห่งญาณ ไม่นานนักก็ได้เป็น
พระอรหันต์มีอภิญญา ๖. ครั้นท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว เพื่อจะถวาย
บังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดี จึงเก็บงำเสนาสนะแล้วถือ
บาตรจีวรออกไป ถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ จึงเข้าไปยังพระเชตวัน
ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดีแล้ว อยู่ในพระเชตวัน
๒-๓ วัน. ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า
ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ด้วย
พระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรวตะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวก
ทั้งหลายของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร.
พระเถระครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนของตน
ด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คงฺคา ความว่า ที่ชื่อว่า คงคา เพราะ
ขับกล่อมคือกระทำเสียงกึกก้องไหลไป. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ปฐพี
เขาเรียกกันว่า โค, ที่ชื่อว่าคงคา เพราะวนรอบไหลไปในปฐพีนั้น. แม่น้ำ
คงคา ณ ที่ที่กระทำการวนรอบสระอโนดาต ๓ รอบแล้วไหลไป ชื่อว่า
อาวัฏฏคงคา. ณ ที่ที่ไหลไปทางยอดเขา ชื่อว่า พหลคงคา, ณ ที่ที่เซาะเขา
ขวางทะลุไหลไป ชื่อว่า อุมังคคงคา, ณ ที่ที่กระทบเขาหนาจากเขาขวาง
หน้า 644
ข้อ 11
นั้น แล้วไหลพลุ่งขึ้นไปทางอากาศห้าโยชน์ ชื่อว่า อากาสคงคา, และ ชื่อว่า
ภาคีรถี เพราะทำลายที่ที่น้ำตกลง แล้วทำลายฝั่งสระโบกขรณีที่เกิดเอง
ห้าโยชน์ ณ ที่นั้นแหละ เป็นแม่น้ำ ๕ สาย เหมือนนิ้วมือ ๕ นิ้ว มีชื่อ ๕
ชื่อคือ คงคา ยมุนา สรภู มหี และอจิรวดี แล้วกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้
เป็น ๕ ภาค ๕ ส่วนแล้วไป คือไหลไปยัง ๕ ภาค ๕ ส่วน. แม่น้ำนั้นด้วย
มีทางไหลไป ๕ ส่วนด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าแม่น้ำคงคาภาคีรถี.
พึงเห็นว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า ภาคีรถี คงคา เพื่อสะดวกในการประพันธ์
คาถา จึงกล่าวดังเคยประพฤติมา. บทว่า หิมวนฺตา ปภาวิตา ความว่า
ที่ชื่อว่า หิมะ เพราะเบียดเบียนเหล่าสัตว์ คือเบียดเบียนรบกวน ทำให้
วุ่นวายด้วยความหนาว. ชื่อว่า หิมวา เพราะเขานั้นมีหิมะ. ชื่อว่า
หิมวนฺตปภาวิตา เพราะเกิด คือเป็นไป ได้แก่ไหลไปจำเดิมแต่ภูเขา
หิมวันต์นั้น. บทว่า กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูล
ชาวประมง ได้เป็นนายเรืออยู่ที่ท่าไม่เรียบ ประกอบด้วยกระแสอันเชี่ยว
ของแม่น้ำคงคานั้น. บทว่า โอริเม จ ตรึ อหํ ความว่า เราให้
พวกคนผู้มาถึงแล้ว ๆ ข้ามจากฝั่งนอกไปยังฝั่งใน.
บทว่า ปทุมุตฺตโร นายโก ความว่า พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้สูงสุด
แห่งเหล่าสัตว์ ๒ เท้า ทรงนำ คือทรงยังเหล่าสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน
ทรงทำบุญ สมบัติของเราให้สำเร็จ. เชื่อมความว่า พระองค์มีพระผู้ชำนะ
ตนหนึ่งแสน คือมีพระขีณาสพหนึ่งแสน ถึงท่าน้ำ เพื่อจะข้ามกระแสน้ำ
คงคา.
บทว่า พหู นาวา สมาเนตฺวา ความว่า เราเห็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้านั้นผู้เสด็จถึงแล้ว จึงนำเรือหลาย ๆ ลำมาเทียบกัน คือกระทำ
หน้า 645
ข้อ 11
เรือ ๒ ลำให้ติดกัน แล้วทำหลังคาด้วยปะรำที่พวกช่างปรุง คือทำเสร็จ
อย่างดีไว้เบื้องบนเรือนั้น แล้วนับถือ บูชาพระนราสภ คือพระสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.
บทว่า อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า เมื่อเอาเรือ
ขนานกันอย่างนั้นแล้ว พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ ที่นั้น แล้วเสด็จขึ้น
ยังเรือ คือนาวาอันเลิศลำนั้น. บทว่า วาริมชฺเฌ ิโต สตฺถา เชื่อม
ความว่า พระศาสดาเสด็จขึ้นเรือแล้ว กำลังประทับอยู่ท่ามกลางน้ำ
ในแม่น้ำคงคา ได้ภาษิตคือตรัสพระคาถาอันประกอบด้วยความโสมนัส
เหล่านี้.
บทว่า โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ ความว่า นายเรือนั้นใด
นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ให้ข้ามกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา. บทว่า สงฺฆญฺ-
จาปิ อนาสวํ ความว่า นายเรือนั้น มิใช่นิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้
ข้ามน้ำอย่างเดียวเท่านั้น แม้พระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะหมดกิเลส ก็นิมนต์
ให้ข้ามไปด้วย. บทว่า เตน จิตฺตปสาเทน ความว่า มีจิตเลื่อมใส
อันประกอบด้วยความโสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นในกาลขับเรือนั้น จักยินดี คือ
จักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก คือในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น.
บทว่า นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ ความว่า พยัมหะ คือวิมาน
ที่ทำไว้เรียบร้อย คือบังเกิดเสร็จแล้ว ตั้งอยู่เหมือนเรือ คือมีสัณฐาน
เหมือนเรือ จักบังเกิด คือจักปรากฏแก่ท่านผู้เกิดขึ้นในเทวโลก. บทว่า
อากาเส ปุปฺผฉทนํ เชื่อมความว่า เพราะวิบากของกรรมที่ได้ทำปะรำไว้
ปะรำเรือหลังคาดอกไม้ จักกางกั้นในอากาศในกาลทุกเมื่อ คือในที่
ที่ไปแล้ว ๆ.
หน้า 646
ข้อ 11
บทว่า อฏฺปญฺาสกปฺปมฺหิ เชื่อมความว่า ล่วงไป ๕๘ กัป
ตั้งแต่กาลที่ทำบุญนี้ จักเป็นกษัตริย์จักรพรรดิ มีนามชื่อว่า ตารกะ จัก
เป็นใหญ่ คือเป็นผู้มีชัยชนะในทวีปทั้ง ๔. คาถาที่เหลือมีเนื้อความง่าย
ทั่งนั้น.
บทว่า เรวโต นาม นาเมน ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์พรหม
ได้แก่เป็นบุตรพราหมณ์ คือจักเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่า เรวตะ.
เพราะเกิดในเรวดีฤกษ์.
บทว่า นิพฺพายิสฺสินาสโว ความว่า เป็นผู้หมดกิเลสจักนิพพาน
ด้วยขันธปรินิพพาน.
บทว่า วิริยํ เม ธุรโธรุยฺหํ ความว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ความเพียรของเราถึงที่สุด
แห่งบารมีโดยลำดับ เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เป็นความเพียรนำธุระ
ไป คือเป็นที่รองรับธุระ เป็นเครื่องนำมาซึ่งพระนิพพานอันเป็นแดน
เกษม จากโยคะทั้งหลาย. บทว่า ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ เชื่อมความว่า
บัดนี้ เราทรงสรีระสุดท้ายไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกาลต่อมา พระเถระนั้นไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คน
คือนายจาลา นายอุปจาลา และนายสีสูปจาลา ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาว
๓ นาง คือนางจาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาให้บวชแล้ว
แนะนำกรรมฐานให้. หลาน ๆ เหล่านั้น ขวนขวายประกอบตามพระ-
กรรมฐานอยู่.
ก็สมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดขึ้นแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระ
ได้ฟังดังนั้น จึงเข้าไปหาด้วยหวังใจว่า จักทำการถามถึงความป่วยไข้เและ
หน้า 647
ข้อ 11
ถามถึงการบรรลุมรรคผลของพระเรวตะ. พระเรวตะเถระเห็นพระธรรม-
เสนาบดีเดินมาแต่ไกล เมื่อจะโอวาทโดยการทำสติให้เกิดขึ้นแก่สามเณร
เหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า จาเล ดังนี้. คำว่า จาเล อุปจาเล สีสูป-
จาเล ในคาถานั้น เป็นคำร้องเรียกสามเณรเหล่านั้น. ก็เด็กทั้ง ๓ คน
ซึ่งได้ชื่อเป็นเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลา และสีสูปจาลา แม้จะบวชแล้ว
เขาก็ยังเรียกชื่ออยู่อย่างนั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า เด็กเหล่านั้นชื่อว่า จาลี
อุปจาลี สีสูปจาลี ดังนี้ก็มี. พระเรวตเถระเมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กระทำ
การเรียกมาด้วยคำมีอาทิว่า จาลา ดังนี้. จึงกล่าวว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มี
สติอยู่เถิด ดังนี้ แล้วกล่าวเหตุในการเรียกมานั้นว่า พระเถระผู้เป็นลุง
ของพวกท่านประหนึ่งนักแม่นธนู เดินมาแล้ว ดังนี้. บทว่า ปติสฺสตา
แปลว่า เป็นผู้มีสติ. ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะห้ามความหมายอย่าง
อื่น. บทว่า อาคโต แปลว่า มาแล้ว. บทว่า โว แปลว่า ของพวก
ท่าน. บทว่า วาลํ วิย เวธิ แปลว่า เหมือนนักแม่นธนู. ก็ในคำนี้มี
ความย่อดังต่อไปนี้. พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านมีสภาพเหมือนนัก
แม่นธนู คือคล้ายกับพระศาสดา เพราะมีปัญญากล้า มีปัญญาไว และ
มีปัญญาชำแรกกิเลส มาแล้ว, เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงเข้าไป
ตั้งสมณสัญญา คือจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่เถิด คือจงเป็นผู้
ไม่ประมาทในธรรมเครื่องอยู่ตามที่ได้บรรลุแล้วเถิด.
สามเณรเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงกระทำวัตรมีการต้อนรับเป็นต้น
แก่พระธรรมเสนาบดี แล้วนั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่ไม่ไกลเกินไป ในเวลาที่
พระเถระผู้เป็นลุงทั้งสองปฏิสันถารกัน. พระธรรมเสนาบดีกระทำปฏิ-
สันถารกับพระเรวตเถระแล้ว ลุกจากอาสนะเข้าไปหาสามเณรเหล่านั้น เมื่อ
หน้า 648
ข้อ 11
พระเถระเข้าไปหา สามเณรเหล่านั้นได้ลุกขึ้นไหว้แล้วยืนอยู่ เพราะได้ทำ
กำหนดเวลาไว้อย่างนั้น. พระเถระถามว่า พวกเธออยู่ด้วยธรรมเครื่อง
อยู่อย่างไหน ? เมื่อสามเณรเหล่านั้นบอกให้ทราบแล้ว จึงแนะนำแม้เด็ก
ทั้งหลายอย่างนั้น พลางสรรเสริญพระเถระว่า น้องชายของเรามีปกติ
กล่าวคำสัจจริงถึงผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนี้แล้วหลีกไป.
คำที่เหลือในคาถานี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน
หน้า 649
ข้อ 12
อานันทเถราปทานที่ ๑๒ (๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
[๑๒] พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จออกจากประตู
พระอารามแล้ว ทรงเมล็ดฝนอมฤตให้ตก ยังมหาชนให้เย็น
สบาย.
พระขีณาสพผู้เป็นนักปราชญ์เหล่านั้น ประมาณหนึ่งแสน
ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดุจพระฉายาตามพระองค์ไปฉะนั้น.
เวลานั้น เราอยู่บนคอช้าง กั้นฉัตรขาวอันประเสริฐ ปีติ
เกิดแก่เรา เพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระรูปโฉมงาม.
เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภ ได้กั้นฉัตร
แก้วของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระมหาฤๅษีพระนามว่าปทุมุตตระ. ทรงทราบความดำริ
ของเราแล้ว ทรงหยุดกถานั้นไว้ แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการทอง เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
บุรุษผู้นี้ไปจากมนุษยโลกแล้ว จักครอบครองภพดุสิต จัก
เสวยสมบัติ มีนางอัปสรทั้งหลายแวดล้อม.
จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง จักเป็นอธิบดีแห่งชน
ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘
ครั้ง จักเสวยราชสมบัติในประเทศราชอันไพบูลย์ในแผ่นดิน.
หน้า 650
ข้อ 12
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก
ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็นธงชัยแห่ง
สกุลศากยะ จักรได้เป็นพุทธอุปัฏฐาก มีนามชื่อว่า อานนท์
จักมีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดในพาหุสัจจะ มี
ความประพฤติอ่อนน้อม ไม่กระด้าง ชำนาญในบาลีทั้งปวง.
พระอานนท์นั้น มีจิตส่งไปเพื่อความเพียร สงบระงับ
ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน.
มีช้างกุญชรอยู่ในป่าอายุ ๖๐ ปี ตกมัน ๓ แห่ง (คือที่
ตา หู และอัณฑะ) เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ มีงางอนงาม
ควรเป็นราชพาหนะ ฉันใด แม้บัณฑิตทั้งหลาย ก็ฉันนั้น
ประมาณได้หลายแสน มีฤทธิ์มาก บัณฑิตทั้งหมดนั้นของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้ไม่มีกิเลส.
เรานมัสการอยู่ทั้งในยามต้น ในยามกลาง และในยาม
สุดท้าย เรามีจิตเลื่อมใส ปลื้มใจ บำรุงพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด เรามีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา มีสติ
สัมปชัญญะ บรรลุโสดาปัตติผล ฉลาดในเสขภูมิ.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ เราก่อสร้างกรรมใดไว้ เราได้บรรลุ
ถึงภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นแล้วมีผลมาก การมา
ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดของเรา เป็นการมาดีแล้ว
หนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 651
ข้อ 12
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอานนทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอานันทเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พุทธาปทาน ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน ๓. สารีปุตตเถรา-
ปทาน ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน ๕. มหากัสสปเถราปทาน ๖.
อนุรุทธเถราปทาน ๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน ๘. อุปาลีเถรา-
ปทาน ๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน ๑๐. ปิณโฑลภารทวาชเถรา-
ปทาน ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ๑๒. อานันทเถราปทาน. รวม
คาถาทั้งหมดได้ ๖๕๐ คาถา.
จบอปทานพุทธวรรคที่ ๑
๑๐. พรรณนาอานันทเถราปทาน
คำมีอาทิว่า อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ดังนี้. เป็นอปทานของท่าน
พระอานนทเถระ.
แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
หน้า 652
ข้อ 12
ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดเป็นน้องชายต่างมารดากับ
พระศาสดา ในนครหังสวดี. เขาได้มีชื่อว่า สุมนะ. ก็พระบิดาของ
สุมนะนั้น เป็นพระราชาพระนามว่า นันทะ, พระเจ้านันทราชนั้น เมื่อ
สุมนกุมารผู้เป็นโอรสของพระองค์เจริญวัยแล้ว จึงได้ประทานโภคนคร
ให้ในที่ประมาณ ๒๐ โยชน์ จากนครหังสวดีไป. สุมนกุมารนั้นมาเฝ้า
พระศาสดาและพระบิดาในบางครั้งบางคราว ครั้งนั้น พระราชาทรงบำรุง
พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสนโดยเคารพด้วยพระองค์เอง ไม่
ยอมให้คนอื่นบำรุง.
สมัยนั้น ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น. พระกุมารไม่กราบทูลพระราชา
ถึงความที่ปัจจันตชนบทกำเริบ เสด็จไประงับเสียเอง. พระราชาได้สดับ
ดังนั้นดีพระทัยตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ พ่อจะให้พรเจ้า เจ้าจงรับเอา. พระ-
กุมารกราบทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อจะบำรุงพระศาสดาและภิกษุ
สงฆ์ กระทำชีวิตไม่ไห้เป็นหมัน. พระราชาตรัสว่า ข้อนั้นเจ้าไม่อาจได้
จงบอกอย่างอื่นเถิด. พระกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาว่า
กษัตริย์ทั้งหลาย ไม่มีพระดำรัสเป็นสอง ขอพระองค์จงประทานการบำรุง
พระศาสดานั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องการอย่างอื่น. ถ้าพระ-
ศาสดาทรงอนุญาต ก็เป็นอันทรงประทานเถิดพระเจ้าข้า. พระกุมารนั้น
จึงเสด็จไปยังพระวิหารด้วยทรงหวังว่า จักหยั่งรู้น้ำพระทัยของพระศาสดา.
ก็สมัยนั้น พระศาสดากำลังเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี. พระกุมารเสด็จ
เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ โยมมาเพื่อจะเฝ้าพระ-
หน้า 653
ข้อ 12
ศาสดา ขอท่านทั้งหลายจงแสดงพระศาสดาแก่โยมด้วยเถิด. ภิกษุทั้งหลาย
ทูลว่า พระเถระชื่อว่าสุมนะเป็นพระอุปัฏฐากของพระศาสดา พระองค์จง
เสด็จไปยังสำนักของพระเถระนั้น. พระกุมารจึงเสด็จไปยังสำนักของพระ-
เถระแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสดา.
ลำดับนั้น พระเถระ เมื่อพระกุมารทรงเห็นอยู่นั่นเอง ได้ดำดิน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระราชบุตรเสด็จมาเพื่อจะขอเฝ้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุ ถ้าอย่างนั้นเธอจงปูลาดอาสนะไว้ข้างนอก. พระเถระถือเอาพุทธ-
อาสน์อีกที่หนึ่ง แล้วดำลงในภายในพระคันธกุฎี เมื่อพระกุมารนั้นทรง
เห็นอยู่ ก็ปรากฏขึ้น ณ ที่บริเวณภายนอก แล้วปูลาดอาสนะในบริเวณ
พระคันธกุฎี. พระกุมารเห็นดังนั้น จึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า ภิกษุนี้
ยิ่งใหญ่หนอ.
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ประทับนั่งบน
อาสนะที่ปูลาดไว้. พระราชบุตรถวายบังคมพระศาสดา ทรงทำปฏิสันถาร
แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระนี้เห็นจะเป็นที่โปรดปราน
ในพระศาสนาของพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ถวายพระพร พระกุมาร
เธอเป็นที่โปรดปราน. พระราชบุตรทูลถามว่า พระเถระนี้เป็นที่โปรด-
ปราน เพราะกระทำกรรมอะไร พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า เพราะ
ทำบุญมีให้ทานเป็นต้น. พระราชบุตรนั้นทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
แม้กระหม่อมฉันก็ใคร่จะเป็นที่โปรดปรานในศาสนาของพระพุทธเจ้าใน
อนาคต เหมือนพระเถระนี้ แล้วถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ-
เจ้าเป็นประธาน ณ ที่กองค่ายพัก ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ กราบทูลว่า
หน้า 654
ข้อ 12
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กระหม่อมฉันได้พรสำหรับปรนนิบัติพระองค์ ๓
เดือน จากสำนักพระราชบิดา ขอพระองค์จงรับนิมนต์การอยู่จำพรรษา
เพื่อหม่อมฉันตลอด ๓ เดือน ทรงทราบว่าพระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว
จึงพาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งบริวารไป แล้วให้สร้างวิหารทั้งหลาย
อันเหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่ของพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ ไว้ในที่ระยะหนึ่ง
โยชน์ๆ แล้วนิมนต์ให้ประทับอยู่ในวิหารนั้น ๆ แล้วนิมนต์ให้เสด็จเข้า
ไปประทับยังวิหารที่สร้างด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ในอุทยานชื่อว่า โสภณะ
ซึ่งซื้อไว้ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ณ ที่ใกล้สถานที่ประทับของพระองค์ แล้ว
หลั่งน้ำให้ตกลงด้วยพระดำรัสว่า
ข้าแต่พระมหามุนี อุทยานชื่อว่าโสภณะนี้ กระหม่อมฉัน
ซื้อไว้ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง แล้วให้สร้างด้วยทรัพย์อีกแสนหนึ่ง
ขอพระองค์ได้โปรดรับไว้เถิด.
ในวันใกล้วันเข้าพรรษา พระราชบุตรได้ยังมหาทานให้เป็นไปแด่
พระศาสดา แล้วทรงชักชวนโอรส พระชายา และเหล่าอำมาตย์ ในการ
ให้ทาน และการกระทำกิจการว่า ท่านทั้งหลายพึงให้ทานโดยวิหารนี้
ส่วนพระองค์เองประทับอยู่ที่ใกล้ ๆ กับสถานที่อยู่ของพระสุมนเถระ ทรง
บำรุงพระศาสดาตลอดไตรมาส ณ สถานที่ประทับอยู่ของพระองค์ ด้วย
ประการอย่างนี้. ก็เมื่อจวนจะใกล้วันปวารณา จึงเสด็จเข้าไปยังหมู่บ้าน
ยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ทรงวางไตรจีวรไว้แทบ
บาทมูลของพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ ทรงนมัสการแล้วได้ทรงกระทำ
ความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุญที่กระหม่อมฉันทำเริ่มมา
หน้า 655
ข้อ 12
ตั้งแต่กองค่ายนั้น จะกระทำเพื่อประโยชน์แก่สักกสมบัติเป็นต้นก็หามิได้
โดยที่แท้ กระหม่อมฉันพึงเป็นอุปัฏฐากที่โปรดปรานของพระพุทธเจ้า
องค์หนึ่งในอนาคต เหมือนพระสุมนเถระนี้. พระศาสดาทรงเห็นว่า
ความปรารถนานั้นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์แล้วเสด็จหลีกไป.
ในพุทธุปบาทกาลนั้น เขาทำบุญอยู่ถึงแสนปี แม้ต่อจากพุทธุปบาท-
กาลนั้นไป ก็ได้สั่งสมบุญกรรมไว้เหลือหลายในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไป
ในเทวดาและมนุษย์ ครั้นในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป
จึงมาเกิดในเรือนของผู้มีสกุล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ได้เอาผ้า
อุตราสงค์มาทำการบูชา เพื่อจะรับบาตรของพระเถระรูปหนึ่งผู้กำลังเที่ยว
บิณฑบาตอยู่. เขากลับไปเกิดในสวรรค์อีก จุติจากสวรรค์แล้วมาเป็น
พระเจ้าพาราณสี ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ จึงนิมนต์ให้พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นให้ฉัน เสร็จแล้วให้สร้างบรรณศาลา ๘ หลังไว้ใน
อุทยานอันเป็นมงคลของพระองค์ แล้วมอบถวายตั่งอันสำเร็จด้วยรัตนะ
ทั้งหมด กับเชิงรองอันเป็นแก้วมณี ๘ สำรับ เพื่อให้เป็นที่นั่งของพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วทำการอุปัฏฐากอยู่ถึงหมื่นปี. การกระทำ
ดังนี้ ได้ปรากฏแล้ว.
เขาก่อสร้างบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ ถึงแสนกัป ได้บังเกิดใน
สวรรค์ชั้นดุสิต พร้อมกับพระโพธิสัตว์ของพวกเราทั้งหลาย จุติจากภพ
ดุสิตนั้นแล้วมาบังเกิดในพระราชมณเฑียรของ พระเจ้าอมิโตทนศากยะ
ได้นามว่า อานนท์ เพราะเกิดมาทำพวกพระญาติให้ยินดี. อานนท์
นั้นเจริญวัยขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการเสด็จออก
หน้า 656
ข้อ 12
อภิเนษกรมณ์ ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักรอันประเสริฐ แล้วเสด็จไปยังนครกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เสร็จ
แล้วเสด็จออกจากนครกบิลพัสดุ์นั้น จึงออกไปพร้อมกับเจ้าภัททิยะเป็นต้น
ผู้เสด็จออกบวชเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แล้วบวชใน
สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ฟังธรรมกถาในสำนักของท่านพระ-
ปุณณมันตานีบุตร จึงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ก็สมัยนั้น ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่มีอุปัฏฐาก
ประจำเป็นเวลา ๒๐ พรรษา. บางคราวท่านพระนาคสมาละถือบาตรจีวร
เที่ยวไป. บางคราวพระนาคิตะ, บางคราวพระอุปวาณะ, บางคราวพระ-
สุนักขัตตะ, บางคราวพระจุนทะสมณุทเทส, บางคราวพระสาคิตะ, บาง
คราวพระเมฆิยะ ท่านเหล่านั้น โดยมากพระศาสดาไม่ทรงโปรด. อยู่มา
วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่บนบวร-
พุทธอาสน์อันเขาปูลาดไว้บนบริเวณพระคันธกุฎี ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
มาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราเป็นคนแก่แล้ว. ภิกษุบางพวก
เมื่อเรากล่าวว่า จะไปทางนี้ กลับไปทางอื่น บางพวกวางบาตรจีวรของ
เราไว้ที่พื้น พวกท่านจงเลือกภิกษุสักรูปหนึ่งให้เป็นอุปัฏฐากประจำตัว
เรา. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้นเกิดธรรมสังเวช. ลำดับนั้น ท่านพระ-
สารีบุตรลุกขึ้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักบำรุงพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ห้ามท่านเสีย. โดยอุบายนี้ พระมหาสาวกทั้งปวงมีพระมหาโมคคัลลานะ
เป็นต้น ยกเว้นท่านพระอานนท์ ต่างลุกขึ้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์จัก
อุปัฏฐาก ๆ แม้พระมหาสาวกเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงห้ามเสีย.
หน้า 657
ข้อ 12
ส่วนพระอานนท์คงนั่งนิ่งอยู่. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าว
กะท่านพระอานนท์ว่า ท่านผู้มีอายุ แม้ตัวท่านก็จงทูลขอตำแหน่งอุปัฏฐาก
พระศาสดาเถิด. พระอานนท์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าการอุปัฏฐากที่ได้มาด้วย
การขอ จะเป็นเช่นไร ถ้าทรงชอบพระทัย พระศาสดาก็จักตรัสบอกเอง.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนอื่น ๆ
ไม่ต้องให้กำลังใจอานนท์ เธอรู้ตัวเองแล้วจักอุปัฏฐากเราเอง. ลำดับนั้น
ภิกษุทั้งหลายจึงพากันกล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด อาวุโสอานนท์ ท่านจงขอ
ตำแหน่งอุปัฏฐากกะพระศาสดาเถิด. พระเถระลุกขึ้น แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่ประทานจีวรอันประณีต
ที่ทรงได้แก่ข้าพระองค์ ๑ จักไม่ทรงประทานบิณฑบาตอันประณีต ๑ จักไม่
ประทานให้อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน ๑ จักไม่ทรงพาไปยังที่นิมนต์ ๑ เมื่อ
เป็นอย่างนี้ ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า. การปฏิเสธ ๔
ข้อนี้ เพื่อจะปลดเปลื้องการติเตียนที่ว่า เมื่อได้คุณประโยชน์มีประมาณ
เท่านี้ การอุปัฏฐากพระศาสดาจะหนักหนาอะไร. (พระอานนท์กราบทูล
ว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปยังที่นิมนต์ที่
ข้าพระองค์ได้รับไว้ ๑ ข้าพระองค์จะได้นำบุคคลผู้มาแล้ว ๆ จากประเทศ
อื่นเข้าเฝ้าในทันทีทันใด ๑ เมื่อใด ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ขอให้ได้
เข้าเฝ้าถามพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ เมื่อนั้น ๑ ถ้าพระองค์จักทรงพยากรณ์
ธรรม ที่ทรงแสดงในที่ลับหลังแก่ข้าพระองค์อีก ๑ เมื่อเป็นอย่างนี้
ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า. การขอ ๔ ข้อนี้ เพื่อจะ
ปลดเปลื้องคำติเตียนที่ว่า แม้เรื่องเท่านี้ พระเถระก็ไม่ได้การอนุเคราะห์ใน
สำนักพระศาสดา และเพื่อจะทำธรรมภัณฑาคาริกขุนคลังธรรมให้บริบูรณ์
หน้า 658
ข้อ 12
รวมความว่า พระเถระได้พร ๘ ประการนี้ จึงจะเป็นอุปัฏฐากประจำ.
พระเถระได้บรรลุผลแห่งบารมีทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญมาแสนกัป ก็เพื่อต้อง-
การฐานันดรนั้นเท่านั้น.
ตั้งแต่วันที่ได้ตำแหน่งอุปัฏฐาก พระเถระได้อุปัฏฐากพระทศพล
ด้วยกิจมีอาทิอย่างนี้ คือถวายน้ำสรง ๒ ครั้ง ถวายไม้ชำระพระทนต์ ๓ ครั้ง
บริกรรมพระหัตถ์และพระบาท บริกรรมพระปฤษฎางค์ และกวาด
บริเวณพระคันธกุฎี เป็นผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสำนักตลอดภาคกลางวัน ด้วย
หวังใจว่า เวลาชื่อนี้ พระศาสดาควรได้สิ่งชื่อนี้ เราควรทำกรรมชื่อนี้
ส่วนในภาคกลางคืน ได้ถือเอาประทีปด้ามดวงใหญ่ เดินไปรอบ ๆ
บริเวณพระคันธกุฎี ๙ ครั้ง เพื่อจะได้ถวายคำตอบในเมื่อพระศาสดาตรัส
เรียก และเพื่อบรรเทาความง่วงเหงาหาวนอน. ลำดับนั้น พระศาสดา
ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าในพระเชตวัน ตรัสสรรเสริญ
พระอานนทเถระโดยอเนกปริยาย แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุ
ทั้งหลาย ผู้เป็นพหูสต มีสติ มีคติ มีธิติ และ เป็นอุปัฏฐาก.
พระเถระนี้ อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ ในฐานะ ๕
ฐานะ ด้วยประการอย่างนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันน่าอัศจรรย์ไม่
เคยมี ๔ ประการ เป็นผู้รักษาคลังธรรมของพระศาสดา ทั้งที่ยังเป็นพระ-
เสขะอยู่ทีเดียว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว อันภิกษุทั้งหลายให้อาจหาญ
ขึ้น และอันเทวดาให้สังเวชสลดใจโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง คิดว่า
ก็บัดนี้ พรุ่งนี้แล้วหนอ จะทำสังคายนาพระธรรม ก็ข้อที่เรายังเป็น
พระเสขะมีกรณียะที่จะพึงทำ จะไปยังที่ประชุมเพื่อสังคายนาพระธรรมกับ
พระเถระผู้เป็นอเสขะ ไม่สมควรเลย จึงเกิดความอุตสาหะ เริ่มตั้ง
วิปัสสนา กระทำวิปัสสนากรรมอยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ไม่ได้ความเพียรอัน
หน้า 659
ข้อ 12
สม่ำเสมอในการจงกรม แต่นั้น จึงเข้าไปยังวิหารแล้วนั่งบนที่นอน มี
ความประสงค์จะนอน จึงเอนกายลง. ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน, และ
เท้าพอพ้นจากพื้น ในระหว่างนี้ จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายโดยไม่
ถือมั่น ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖.
พระเถระประกอบด้วยคุณ มีอภิญญา ๖ เป็นต้นอย่างนี้ บรรลุ
ตำแหน่งเอตทัคคะโดยคุณมีความเป็นอุปัฏฐากเป็นต้น ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เมื่อจะแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนด้วยความ
โสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า อารามทฺวารา ความว่า พระมหามุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จออกจากประตูพระวิหาร แล้วประทับนั่งบน
บวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้เรียบร้อย ที่เขาทำไว้ท่ามกลางมณฑป ใกล้ประตู
ด้านนอก เพื่อจะทรงแสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งปวง. บทว่า วสฺสนฺโต อมตํ
วุฏฺึ ความว่า หลังฝนคือธรรมด้วยสายธารแห่งมหาอมตะคือพระธรรม-
เทศนา. บทว่า นิพฺพาเปสิ มหาชนํ ความว่า ทรงทำไฟคือกิเลสอัน
อยู่ในจิตสันดานของมหาชนให้ดับ คือให้สงบระงับ อธิบายว่า ทรง
ยังมหาชนให้ถึงความสงบคือความเย็น ด้วยการดื่มน้ำอมฤตคือพระ-
นิพพาน.
เมื่อจะแสดงบริวารสมบัติจึงกล่าวว่า สตสหสฺสํ เต ธีรา ดังนี้.
อธิบายว่า นักปราชญ์เหล่านั้นเป็นพระขีณาสพประมาณหนึ่งแสน ประ-
กอบด้วยอภิญญา ๖ คือส่วนแห่งญาณ มีอิทธิวิธญาณเป็นต้น ชื่อว่ามีฤทธิ์
เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ทั้งหลาย อันสามารถไปในหลายแสน
จักรวาลได้โดยทันที พากันแวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาค-
หน้า 660
ข้อ 12
เจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น ประดุจเงาไม่ไปปราศในที่ไหน ๆ
อธิบายว่า แวดล้อมฟังธรรมอยู่.
บทว่า หตฺถิกฺขนฺธคโต อาสึ ความว่า ในกาลนั้น คือในสมัย
แสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้นั่งอยู่บนหลังช้าง. บทว่า
เสตจฺฉตฺตํ วรุตฺตมํ ความว่า เรานั่งบนหลังช้างกั้นเศวตฉัตรชั้นสูงที่พึง
ต้องการไว้เหนือกระหม่อมของเรา. บทว่า สุจารุรูปํ ทิสฺวาน ความว่า
ความปลื้มใจ คือความยินดี ได้แก่ความโสมนัสเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้
เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระรูปงดงามเป็นที่จับใจ กำลังทรงแสดงธรรมอยู่.
บทว่า โอรุยฺห หตฺถิกฺขนฺธมฺหา ความว่า เราเห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้นประทับนั่ง จึงลงจากหลังช้างแล้วเข้าไปเฝ้า คือไปสู่ที่ใกล้
พระนราสภ คือพระผู้ประเสริฐแห่งนระ. บทว่า รตนมยฉตฺตํ เม เชื่อม
ความว่า เรากั้นฉัตรของเราอันประดับด้วยรัตนะ เหนือพระเศียรแห่ง
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระนั้นทรงเป็นใหญ่ในระหว่างฤาษีทั้งหลาย ทรงทราบ
ความดำริอันเกิดขึ้นด้วยความเลื่อมของเรา. บทว่า ตํ กตํ ปยิตฺวาน
ความว่า พระองค์ทรงหยุดพระธรรมกถาที่พระองค์กำลังทรงแสดงอยู่นั้น.
แล้วได้ภาษิตคือตรัสคาถาเหล่านี้ เพื่อต้องการพยากรณ์เรา.
หากจะมีคำถามว่า ทรงพยากรณ์อย่างไร ? จึงตรัสคำมีอาทิว่า โย
โส ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า พระราชกุมารนั้นใดทรงกั้นฉัตร
อันประดับด้วยเครื่องอลังการอันเป็นทอง เหนือกระหม่อมของเราตถาคต.
บทว่า ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า เราจักประกาศคือจักกระทำพระ-
หน้า 661
ข้อ 12
ราชกุมารนั้นให้ปรากฏ. บทว่า สุโณถ มม ภาสโต ความว่า ท่าน
ทั้งหลายจงฟัง คือจงเงี่ยโสตลงมนสิการคำของเราผู้จะกล่าวอยู่.
บทว่า อิโต คนฺตฺวา อยํ โปโส ความว่า พระราชกุมารนี้จุติ
จากมนุษยโลกนี้ จักไปยังภพดุสิตแล้วอยู่ คือจักอยู่ในภพดุสิตนั้น. ใน
คำนั้นเชื่อมเนื้อความว่า อันนางอัปสรทั้งหลายกระทำไว้ในเบื้องหน้า คือ
แวดล้อม จักเสวยสมบัติอยู่ในภพดุสิต.
บทว่า จตุตฺตึสกฺขตฺตุํ เชื่อมความว่า จุติจากภพดุสิตแล้วบังเกิด
ขึ้นในภพดาวดึงส์ จักเป็นจอมเทวดาครองเทวราชสมบัติอยู่ ๓๔ ครั้ง.
บทว่า พลาธิโป อฏฺสตํ ความว่า จุติจากภพดาวดึงส์มาบังเกิดใน
มนุษยโลก จักเป็นใหญ่ในกองทัพ คือเป็นใหญ่เป็นประธานในกองทัพ
อันประกอบด้วยองค์ ๔ จักเป็นเจ้าประเทศราช ๑๐๘ ชาติ จักอยู่ครอง
พสุธาคือปฐพีอันประเสริฐด้วยรัตนะมิใช่น้อย คือจักอยู่ในแผ่นดิน.
บทว่า อฏฺปญฺาสกฺขตฺตุํ ความว่า จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘
ชาติ. จักครองความเป็นเจ้าประเทศราชอันกว้างใหญ่คือนับไม่ถ้วน ใน
แผ่นดิน คือในแผ่นดินชมพูทวีปทั้งสิ้น.
บทว่า สกฺยานํ กุลเกตุสฺส ความว่า จักได้เป็นญาติของพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นธงชัยแห่งสักยราชสกุล.
บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร. บทว่า นิปโก ได้แก่
เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญารู้รอบคอบ. เป็นผู้เฉลียวฉลาด
ในพาหุสัจจะ คือความเป็นพหูสูต ได้แก่ในการทรงจำพระไตรปิฎก.
เชื่อมความว่า จักเป็นผู้มีความประพฤติในการถ่อมตน คือเป็นผู้ไม่ดูหมิ่น
ผู้อื่น เป็นผู้ไม่แข็งกระด้าง คือเว้นจากความกระด้างมีความคะนองทาง
หน้า 662
ข้อ 12
กายเป็นต้น จักเป็นผู้ชำนาญบาลีทั้งปวง คือจักเป็นผู้มีปกติทรงจำพระ-
ไตรปิฎกทั้งสิ้นได้.
บทว่า ปธานปหิตตฺโต โส ความว่า พระอานนทเถระนั้น เป็น
ผู้มีจิตส่งไปเพื่อกระทำความเพียร. บทว่า อุปสนฺโต นิรูปธิ ความว่า
เป็นผู้เว้นอุปธิคือ ราคะ โทสะ และโมหะ. เป็นผู้สงบ คือเป็นผู้มีกาย
และจิตสงบ เพราะละเหล่ากิเลสที่จะพึงละด้วยโสดาปัตติมรรค.
บทว่า สนฺติ อารญฺกา ความว่า มีในอรัญ คือเกิดในป่าใหญ่.
บทว่า สฏฺิหายนา ความว่า ในเวลามีอายุ ๖๐ ปี มีกำลังเสื่อมไป.
บทว่า ติธา ปภินฺนา ความว่า ตกมัน ๓ แห่ง กล่าวคือที่ตา หู และ
อัณฑะ. บทว่า มาตงฺคา แปลว่า เกิดในตระกูลช้างชื่อมาตังคะ. บท
ว่า อีสาทนฺตา แปลว่า มีงาเหมือนงอนรถ. เป็นช้างทรงคือเป็นราช-
พาหนะ. ช้างตัวประเสริฐ ได้แก่พญาช้าง กล่าวคือช้างกุญชรมีปรากฏ
อยู่ ฉันใด บัณฑิตกล่าวคือพรขีณาสพ ได้แก่พระอรหันตนาคผู้มีฤทธิ์
นับด้วยแสน ย่อมมีอยู่ ฉันนั้น. พระอรหันตนาคทั้งหมดนั้น ของพญาช้าง
ตัวประเสริฐคือพระพุทธเจ้า. บทว่า น โหนฺติ ปณิธิมฺหิ เต ความ
ว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมไม่เป็นเช่นนั้นในความปรารถนา อธิบายว่า
บัณฑิตทั้งหมดนั้นพึงกลัวภัย ไม่อาจดำรงอยู่ตามภาวะของตนได้อย่างไร.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วฉะนี้แล.
จบพรรณนาอานันทเถราปทาน
จบพรรณนาพุทธวรรคที่ ๑ ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้
จบอรรถกถาอปทานภาคที่ ๑
เล่มจริงที่ 71 (1,006 หน้า · 0001 – 1006)
กระโดดไปหน้า (1,006 หน้า)
1 11 21 31 41 51 61 71 81 91 101 111 121 131 141 151 161 171 181 191 201 211 221 231 241 251 261 271 281 291 301 311 321 331 341 351 361 371 381 391 401 411 421 431 441 451 461 471 481 491 501 511 521 531 541 551 561 571 581 591 601 611 621 631 641 651 661 671 681 691 701 711 721 731 741 751 761 771 781 791 801 811 821 831 841 851 861 871 881 891 901 911 921 931 941 951 961 971 981 991 1001
หน้า 1
ข้อ 13
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทาน
เล่มที่ ๘ ภาคที่ ๒
ตอนที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เถรปทาน
สีหาสนิยวรรคที่ ๒
สีหาสนทายกเถรปทานที่ ๑ (๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายราชอาสน์ทองคำ
[๑๓] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
นิพพานแล้ว เมื่อพระศาสนา (แผ่) กว้างขวาง พระศาสนา
มีท่านผู้รู้ (พระขีณาสพ) มาก.
เรามีจิตผ่องใส ใจผ่องแผ้ว ได้ทำราชอาสน์ทองคำ
ครั้นทำราชอาสน์ทองคำแล้ว ได้ทำตั่งสำหรับรองเท้า.
ได้สร้างเรือนสำหรับเก็บราชอาสน์ทองคำนั้น ในฤดูฝน
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้บังเกิดในภพดุสิต วิมานยาว
๒๔ โยชน์ กว้าง ๑๔ โยชน์ อันบุญกรรมสร้างอย่างงดงามมี
อยู่ในภพดุสิตนั้นเพื่อเรา.
หน้า 2
ข้อ 13
นางเทพกัญญา ๗ หมื่นแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ และ
บัลลังก์ทองที่สร้างอย่างวิจิตร มีอยู่ในวิมานของเรา.
ยานช้าง ยานม้า ยาทิพย์ ตั้งไว้คอยรับเรา ปราสาท
และย่อมบังเกิดตามความปรารถนา.
บัลลังก์แก้วมณี และบัลลังก์ไม้แก่นอย่างอื่นเป็นอันมาก
ย่อมเกิดแก่เราทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) ราชอาสน์
ทองคำ.
เราสวมรองเท้าทำด้วยทองคำ ทำด้วยเงิน ทำด้วยแก้ว
ผลึก ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
ผลกรรมนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง พระ-
นามว่าอินท์ ในกัปที่ ๗๒ แต่กัปนี้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
พระนามว่าสุมนะ.
ในกัปที่ ๗๐ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง พระนามว่า
วรุณ. สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔.
คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสีหาสนทายกเถราปทาน
หน้า 3
ข้อ 13
วิสุทธชนวิลาสินี
อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เถราปทาน
สีหาสนิยวรรคที่ ๒
๑๑.๑ อรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสีหาสนทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้
เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิทธัตถะ ท่านบังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ
สมบูรณ์ด้วยศรัทธา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว จึงได้เกิด พอท่าน
อยู่ในเทวโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านยัง
บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้พบเห็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงคิดน้อยใจว่า เสียดายจริงหนอที่เราไม่ได้มีโอกาสพบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ดังนี้ มีจิตเลื่อมใสใน
องค์พระเจดีย์ เกิดโสมนัสจิต ให้ช่างสร้างอาสนะสีหะบนธรรมาสน์ที่
สำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด วิจิตรปานหนึ่งว่าเทพยดาเนรมิต แล้วทำ
๑. เลขข้างหน้าอรรถกถา บอกลำดับอปทานของพระเถระต่อจากเถราปทานวรรคที่ ๑.
หน้า 4
ข้อ 13
การบูชาแด่พระพุทธเจ้า คล้ายกับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ให้สร้าง
เรือนยอดงดงามปานดังทิพยวิมานไว้บนธรรมาสน์นั้น. ให้สร้างตั่งรองเท้า
สำหรับ รองเท้า. เขาการทำเทียนธูปดอกไม้และของหอมเป็นต้นนานาชนิด
ให้เป็นเครื่องบูชา จนตลอดชีวิตเห็นปานนี้ จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว
บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติกลับไปกลับมาในกามาวจรสวรรค์
๖ ชั้น เสวยจักรพรรดิสมบัตินับครั้งไม่ถ้วนในมนุษยโลก และได้เสวย
สมบัติคือการเป็นพระราชาในประเทศจนนับครั้งไม่ถ้วน ในพระศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้บวชบำเพ็ญ สมณธรรม
ในระหว่างนักท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาท.
กาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งหนึ่ง พอบรรลุนิติ.
ภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีศรัทธาขอบรรพชา
อุปสมบท เรียนกัมมัฏฐาน พากเพียรพยายาม ไม่นานนักก็ได้บรรลุ
พระอรหัต.
ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ จึงได้ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เกิดโสมนัสขึ้นแล้ว เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีใน
กาลก่อน จึงกล่าวคาถาเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมหิ ดังนี้. โลกนาถะ
ในคาถาหมายถึงที่พึ่ง คือประธานของชาวโลก, อธิบายว่า เจ้าของ
แห่งชาวโลกทั้ง ๓. เชื่อมความว่า เมื่อพระโลกนาถเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
ปรินิพพานแล้ว. บทว่า วิตฺถาริเต ปาวจเน ความว่า เมื่อปาพจน์คือ
พระไตรปิฎก กว้างขวางออกไป แผ่ไปปรากฏชัดแล้ว. บทว่า พาหุ-
ชญฺมฺหิ สาสเน ความว่า เมื่อหมู่ชนเป็นอันมาก ได้แก่พระขีณาสพ
หน้า 5
ข้อ 13
หลายแสนโกฏิ ได้รู้ ได้บรรลุถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันสงเคราะห์
ด้วยไตรสิกขาแล้ว.
บทว่า ปสนฺนจิตโต สุมโน ความว่า ในกาลนั้น เราไม่มีโอกาส
ได้เกิดพบพระพุทธเจ้าขณะยังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อพระองค์ปรินิพพาน
แล้ว จึงได้จุติจากเทวโลกมาบังเกิดในมนุษยโลก ได้พบแต่เจดีย์บรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้มีจิตเลื่อมใส
มีใจประกอบด้วยศรัทธา มีใจดีงาม เกิดความเลื่อมใสและนับถือเป็น
อันมากขึ้นว่า ช่างเป็นบุญเหลือเกิน ที่การมาของเรานับว่าเป็นการมาดี
แล้ว ดังนี้จึงจินตนาการว่า เราสมควรที่จะบำเพ็ญบุญสักอย่างหนึ่งเพื่อ
บรรลุพระนิพพาน จึงได้ใช้เงินทองและแก้วเป็นต้นมาประดับประดา
อาสนะสีหะ อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ไว้ใกล้พระเจดีย์ของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า. และได้ให้คนสร้างตั่งรองเท้าสำหรับรองพระบาท ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งแล้ว บนธรรมาสน์นั้น. และได้ให้คนสร้าง
เรือนยอดไว้บนธรรมาสน์นั้น เพื่อไม่ให้อาสนะสีหะเปียกฝน. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า สีหาสนมกาสหํ ฯ เปฯ ฆรํ ตตฺถ อกาสหํ ดังนี้.
บทว่า เตน จิตฺตปฺปสาเทน ความว่า เรามีจิตเลื่อมใสสร้างอาสนะสีหะ
ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าคล้ายกับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่. บทว่า
ตุสิตํ อุปปชฺชหํ ความว่า เราได้บังเกิดในดุสิตภพ.
บทว่า อายาเมน จตุพฺพีส ความว่า วิมานมีส่วนยาวและสูง
๒๔ โยชน์ เกิดปรากฏแก่ข้าพเจ้าผู้เกิดเป็นเทวดาในดุสิตภพนั้น ด้วยบุญ
ที่ ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเป็นอย่างดี และวิมานกว้าง ๑๔ โยชน์ ได้บังเกิดมี
ในขณะที่ข้าพเจ้าได้เกิดแล้วทีเดียว. คำที่เหลือพอรู้ได้ง่ายอยู่แล้ว.
หน้า 6
ข้อ 14
บทว่า จตุนฺนวุเต อิโต กปฺเป ความว่า เราได้กระทำ คือได้
บำเพ็ญกรรมมาในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้. ความว่า ตั้งแต่นั้นมา ด้วย
พลังแห่งบุญ เราจึงได้ไม่รู้จักทุคติอะไรเลย คือทุคติอะไร ๆ ไม่เคย
ได้มีเลย.
บทว่า เตสตฺตติมฺหิโต กปฺเป ไก้แก่ ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้.
บทว่า อินฺทนามา ตโย ชนา ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์
พระนามว่าอินทะ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าอินทะ ในกัปหนึ่ง
๓ ชาติ. บทว่า เทฺว สตฺตติมหิโต กปฺเป ได้แก่ ในกัปที่ ๗๒ แต่
กัปนี้. คน ๓ คนที่มีชื่อว่าสุมนะ คือได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๓ ครั้ง.
บทว่า สมสตฺตติโต กปฺเป ความว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ผู้มีพระนามอย่างนี้คือ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าวรุณ ในกัป
ที่ ๗๐ ไม่หย่อนไม่ยิ่งแต่กัปนี้ คือได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยจักรรัตนะ
ทุกอย่างในทวีปทั้ง ๔. คำที่เหลือพอรู้ได้อยู่แล้ว.
จบอรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน
เอกถัมภิกเถราปทานที่ ๒ (๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว
[๑๔ ] ได้มีการประชุมมหาอุบาสกของพระผู้พระภาคเจ้า พระ-
พระนามว่าสิทธัตถะ และอุบาสกเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าเป็น
สรณะ เชื่อพระตถาคต. อุบาสกทั้งหมดมาประชุมปรึกษากัน
หน้า 7
ข้อ 14
จะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง
จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่.
เราพบอุบาสกเหล่านั้นในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะ
อุบาสก ในเวลานั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก.
อุบาสกผู้มีศีลเหล่านั้นอันเราถามแล้ว ตอบให้ทราบว่า
เราต้องการจะสร้างศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง.
ขอท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด. ฉันจักถวายแด่พระ-
ศาสดา. ฉันจักนำเสามาให้ ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวายหา.
อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใสมีใจยินดีให้เสาแก่เรา แล้วกลับ
จากป่านั้นมาสู่เรือนของตน ๆ.
เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสาในกาลนั้น
เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้นเราได้เกิดในวิมาน ภพของเราตั้ง
อยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน.
เมื่อกลองดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ ใน ๕๕ กัป
เราได้เป็นพระราชาพระนามว่ายโสธร.
แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบด้วย
เรือนยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่งเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ.
ใน ๒๑ กัป เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าอุเทน แม้ในกาล
นั้น ภพของเราก็มี ๗ ชั้น ประดับอย่างสวยงาม.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือควานเป็นเทวดาหรือความเป็น
หน้า 8
ข้อ 14
มนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้น ๆ ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง
(การถวาย) เสาต้นเดียว.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ในกาลนั้นเราได้ให้เสาใด ด้วยบุญ
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง ( การถวาย) เสา
ต้นเดียว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกถัมภิกเถราปทาน
๑๒. อรรถกถสเอกถัมเถราปทาน
อปทานแห่ง ท่านพระเอกถัมภิกทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
ไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิทธัตถะ บังเกิดเป็นคนดูแลป่าไม้ ในตระกูลแห่งหนึ่ง ที่เพียบพร้อม
ด้วยทรัพย์สมบัติ. ในสมัยนั้นอุบาสกและอุบาสิกาล้วนมีศรัทธา มีความ
เลื่อมใส มีความพร้อมเพรียงกัน ตั้งใจว่า พวกเราจะสร้างศาลาสำหรับ
หน้า 9
ข้อ 14
บำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปสู่ป่าเพื่อต้องการทัพพสัมภาระ ได้
พบเห็นอุบาสกนั้นเข้า จึงอ้อนวอนว่า ท่านจงให้การงานสักอย่างหนึ่ง
แก่พวกเราเถิด. อุบาสกคนนั้น พอทราบความเป็นไปนั้นแล้ว จึงพูดว่า
พวกท่านอยู่คิดไปเลยดังนี้ แล้วได้ส่งเขาเหล่านั้นไป ได้ให้พวกเขา
เหล่านั้นหามเสาไม้แก่นต้นหนึ่งไปแสดงแด่พระศาสดา. ด้วยการให้เสา
ไม้แก่นนั้นนั่นแล เขาเกิดโสมนัสในใจ ทำบุญคือการให้ไม้แก่นนั้นเป็น
ครั้งแรกแล้ว ก็ทำบุญมีการให้ทานเป็นต้นอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก จุติ
จากอัตภาพนั้น ไปบังเกิดบนเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติในกามาวจร
สวรรค์ ๖ ชั้นกลับไปกลับมา ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษย์โลกอีก
หลายครั้ง และได้เสวยสมบัติคือเป็นพระราชาปกครองประเทศนับไม่ถ้วน
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธา
พร้อมกับมารดาบิดาได้ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มี
ศรัทธาบรรพชาอุปสมบท เล่าเรียนกัมมัฏฐานอย่างตั้งใจ มิช้ามินาน
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น จึงได้ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีมาในกาล
ก่อน จงกล่าวคำเริ่มค้นว่า สิทฺธตฺถกสฺสส ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่าสิทธัตถะในคาถานั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์
ด้วยภคธรรม. บทว่า มหาปูคคโณ ความว่า ได้มีหมู่แห่งอุบาสกเป็น
จำนวนมาก. บทว่า สรณํ คตา จ เต พุทฺธํ ความว่า อุบาสก
เหล่านั้นเข้าถึง คบ หรือทราบว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ดังนี้. บทว่า
ตถคตํ สทฺธหํ ความว่า ตั้งพระพุทธคุณไว้ในจิตสันดานของตน.
หน้า 10
ข้อ 14
บทว่า สพฺเพ สงฺคมฺม มนฺเตตฺวา ความว่า ทั้งหมดพบประชุม
ปรึกษากัน ให้สัญญากันและกัน มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน สร้างโรง
คือศาลาสำหรับบำรุง เพื่อประโยชน์แก่พระศาสดา. เชื่อมความว่า เมื่อยัง
ไม่ได้เสาสักต้นหนึ่ง ในบรรดาทัพพสัมภาระทั้งหลาย จึงพากันเที่ยว
ค้นหาในป่าใหญ่.
บทว่า เตหํ อรญฺเ ทิสฺวาน เชื่อมความว่า เราได้เห็นพวก
อุบาสกเหล่านั้นในป่า เข้าไปเป็นหมู่ ประคองอัญชลี กระทำอัญชลี
ประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือเศียร ในกาลนั้นเราจึงถามหมู่อุบาสกว่า พวก
ท่านมายังป่านี้เพื่อต้องการอะไร.
เชื่อมความว่า อุบาสกเหล่านั้นเป็นผู้มีศีล ถูกเราถามแล้ว จึงบอก
เป็นพิเศษว่า เราเป็นผู้มีความประสงค์จะสร้างโรงบำรุง แต่พวกเรายัง
ไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง.
เชื่อมความว่า พวกท่านจงให้เสาต้นหนึ่งแก่เราเถิด เราเองจักนำ
เสาต้นนั้นไปถวายยังสำนักพระศาสดา, ขอท่านผู้เจริญ อย่าได้พยายาม
ในการนำเอาเสาไปเลย.
บทว่า ยํ ยํ โยนุปปชฺชามิ ความว่า เราจะเข้าถึงกำเนิดใด ๆ
คือจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม. อีกอย่างหนึ่ง คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติ
ใช้ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ, อธิบายว่า ในโลกใด คือจะเป็น
เทวโลก หรือมนุษยโลกก็ตาม. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน
หน้า 11
ข้อ 15
นันทเถราปทานที่ ๓ (๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้า
[๑๕] เราได้ถวายผ้าทอด้วยเปลือกไม้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลกผู้มั่นคง ตรัสรู้เอง
แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงพยา-
กรณ์เรานั้นว่า ด้วยการถวายผ้านี้ ท่านจักเป็นผู้มีผิวพรรณดัง
ทองคำ.
ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักได้.
เป็นพระอนุชาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าโคดม.
ท่าอันราคะย้อมแล้ว มีปกติสุข ประกอบด้วยความ
กำหนัดในกาม เป็นผู้อันพระพุทธเจ้าตักเตือนแล้ว แต่นั้น
จักบวช.
ครั้นบวชในพระศาสนาของพระโคดมนั้นแล้ว อันกุศลมูล
ตักเตือนแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
ในแสนกัปจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง มีพระนามว่า
เจละ ใน ๖ ล้านกัปจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง มีพระนาม
ว่า อุปเจละ.
ใน ๕,๐๐๐ กัป จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้งพระนาม
ว่า เจละเหมือนกัน สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่
ในทวีปทั้ง ๔.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 12
ข้อ 15
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระนันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบนันทเถราปทาน
๑๓. อรรถานันทเถราปทาน
อปทานของท่านพระนันทเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺสํ
ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็น
อันมาก ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ในพระนครหังสาวดี บรรลุ
นิติภาวะแล้ว ขณะที่ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้พบ
ภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งพวกภิกษุ
ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ตนเองจึงปรารถนาตำแหน่งนั้น
บำเพ็ญมหาทานที่มากไปด้วยการบูชาและสักการะ ให้เป็นไปแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์แล้ว ตั้งปณิธานไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์พึงได้เป็นอย่างพระสาวกรูปนั้น ของ
พระพุทธเจ้าผู้เช่นกับพระองค์เถิด.
จำเดิมแต่นั้น ท่านก็ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
หน้า 13
ข้อ 15
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี เกิดเป็นเต่าใหญ่
ในแม่น้ำชื่อว่า ธัมมตา วันหนึ่งได้พบพระศาสดาประทับยืนอยู่ใกล้ฝั่ง
เพื่อจะข้ามแม่น้ำ ตนเองประสงค์จะให้พระผู้มีพระภาคเจ้าข้ามฝั่ง จึง
หมอบลงใกล้พระบาทของพระศาสดา. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัย
ของเธอแล้ว จึงทรงขึ้นบนหลัง. เธอดีใจมาก รีบแหวกว่ายตัดกระแสน้ำ
ให้ถึงฝั่งโน้นได้รวดเร็ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอนุโมทนาแก่เธอ
ตรัสชี้แจงถึงสมบัติจนแจ่มแจ้งแล้ว เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมอันนั้น ท่านจึงได้ท่องเที่ยวไปในสุคติหลายครั้ง
หลายหนทีเดียว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระนาง
มหาปชาบดีโคตมี พระอัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในกรุง
กบิลพัสดุ์ ในวันจะขนานนามท่าน หมู่ญาติบังเกิดความยินดี จึงขนาน
พระนามว่า นันทะ. ในเวลาที่นันทกุมารได้เจริญวัยขึ้นแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ทรง
กระทำการอนุเคราะห์สัตว์โลก เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรง
กระทำฝนโบกขรพรรษให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ในสมาคมแห่งหมู่ญาต
ตรัสเวสสันดรชาดก ในวันที่ ๒ เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ทรงยังพระชนก
ให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยพระคาถาเป็นต้นว่า อุตฺติฏเ นปฺปมชฺ-
เชยฺย ดังนี้ แล้วเสด็จไปยังพระนิเวศน์ ทรงยังพระนางมหาปชาบดีให้
ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และให้พระราชาดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ด้วย
พระคาถาเป็นต้นว่า ธมฺมํ. จเร สุจริตํ ดังนี้. ในวันที่ ๓ เสด็จเข้าไป
บิณฑบาต ในเมื่อวันอาวาหมงคลเป็นที่เสด็จเข้าไปยังพระราชนิเวศน์
เพื่อการอภิเษกของนันทกุมาร กำลังดำเนินไปอยู่. พระศาสดาทรง
หน้า 14
ข้อ 15
ประทานบาตรในมือของนันทกุมารแล้ว ตรัสมงคลแล้ว ไม่รับบาตรจาก
มือของนันทกุมารนั้น เสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ทรงให้นันทกุมารผู้ถือ
บาตรตามมายังวิหาร ผู้ไม่มีใจปรารถนาจะบวช ให้บวชแล้ว ทรง
ทราบว่า เธอถูกความไม่ยินดีเข้าบีบคั้น เพราะเหตุที่เธอบวชด้วยอาการ
อย่างนั้นนั่นแหละ จึงทรงบรรเทาความไม่ยินดียิ่งนั้นของเธอเสียด้วย
อุบาย. เธอพิจารณาแล้วโดยแยบคาย เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา มิช้ามินานก็
ได้บรรลุพระอรหัต. พอวันรุ่งขึ้น พระเถระจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้า กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์พ้น
จากข้อประกันที่จะรับนางอัปสร ๕๐๐ นางผู้มีเท้าที่มีสีแดงคล้ายเท้านกพิราบ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอบอกคืนข้อประกันนั้นกะพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ดูก่อนนันทะ ในกาลที่เธอไม่
ยึดมั่น มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายได้ เราก็คุ้มครองรับรองว่า จะ
บอกคืนข้อประกันนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระ-
นันทะมีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายได้อย่างวิเศษ เมื่อจะทรง
ประกาศคุณข้อนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นันทะเป็นผู้เลิศแห่ง
พวกภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา ผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย
ดังนี้แล้ว ทรงตั้งพระนันทะนั้นไว้ในตำแหน่งนั้น โดยความเป็นผู้มีทวาร
อันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย. ก็พระเถระคิดว่า เราอาศัยความไม่
สำรวมอินทรีย์ จึงถึงซึ่งอาการอันแปลกๆ นี้ เราจักข่มอาการอันแปลกๆ
นั้นให้ได้เป็นอย่างดี ดังนี้แล้วเกิดความอุสาหะ มีความละอายและความ
เกรงกลัวต่อบาปเป็นกำลัง และได้บรรลุถึงบารมีอันสูงสุดในการสำรวม
อินทรีย์ เพราะความที่ท่านได้สั่งสมบำเพ็ญมาในการสำรวมอินทรีย์นั้น.
หน้า 15
ข้อ 15
ครั้นท่านได้รับตำแหน่งอันเลิศนั้นอย่างนี้แล้ว จึงได้ระลึกถึงบุพ-
กรรมของตน ได้รับความโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงข้อประพฤติของ
พระพุทธเจ้า จึงกล่าวคาถาเป็นต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า
วตฺถํ โขมํ มยา ทินฺนํ ความว่า ผ้าที่เกิดในแคว้นโขนะ คือเรามีจิต
เลื่อมใส มีความเคารพนับถือมาก ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้น้อมถวาย
ผ้าโขนะที่มีเนื้อละเอียดอ่อนยิ่งนัก. บทว่า สยมฺภุสฺส ความว่า พระองค์
นั่นแล เป็นแล้ว เกิดแล้ว คือนิพพานแล้วโดยอริยชาติ. บทว่า มเหสิโน
เชื่อมความว่า ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า ค้นหา แสวงหา กองศีล
กองสมาธิ กองปัญญา กองวิมุตติ และกองวิมุตติญาณทัสสนะอย่างใหญ่
หลวงได้, เราได้ถวายผ้าโขมะเพื่อประโยชน์แก่การทำเป็นจีวร แด่พระ-
สยัมภูผู้แสวงหากองแห่งสาระคุณอันใหญ่นั้นแล้ว.
บทว่า ตํ ในบทว่า ตํ เม พุทโธ วิยากาสิ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ
ใช้ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ, อธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำ คือ
ตรัสแล้วโดยพิเศษ ถึงผลทานของเราผู้ถวายผ้านั้น. บทว่า ชลชุตฺตม-
นามโก ได้แก่ มีพระนามว่า ปทุมุตตระ. ปาฐะว่า ชลรุตฺตมนายโก
ดังนี้ก็มี, ความแห่งปาฐะนั้นว่า ผู้นำชั้นยอด คือประธานแห่งหมู่เทวดา
และพรหมทั้งหลายผู้รุ่งเรื่อง. บทว่า อิมินา วตฺถทาเนน ความว่า ด้วย
ผลแห่งการถวายผ้า ในอนาคตกาล เธอจักเป็นผู้มีวรรณะเพียงดัง
ทองคำ.
บทว่า เทฺว สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวา ได้แก่ ได้เสวยสมบัติทั้งสอง คือ
ทิพยสมบัติ และมนุษยสมบัติ. บทว่า กุสลมูเลหิ โจทิโต ความว่า
เป็นผู้อันส่วนแห่งกุศลตักเตือนแล้ว คือส่งไปแล้ว ได้แก่ คล้าย ๆ กับ
หน้า 16
ข้อ 15
ส่งไปว่า ด้วยบุญอันนี้ ขอเธอจงประสบกุศลในสำนักของพระศาสดาเถิด.
เชื่อมความว่า ทรงพยากรณ์ว่า เธอจักได้เป็นพระกนิษฐภาดาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าโคดม.
บทว่า ราครตฺโต สุขสีโล ความว่า มีความกำหนัดเยื่อใยด้วย
กิเลสกามทั้งหลาย มีการเสวยความสุขทางกายและความสุขทางจิตเป็น
สภาพ. บทว่า กาเมสุ เคธมายุโต ความว่า ถูกตัณหา คือความกำหนัด
ในวัตถุกามทั้งหลาย ประกอบผูกพันไว้แล้ว. บทว่า พุทฺเธน โจทิโต
สนฺโต ตทา ตฺวํ คือ เพราะกำหนัดแล้วในกามทั้งหลาย. เชื่อมความว่า
ฉะนั้น เธอผู้ได้รับการตักเตือนจากพระโคดมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระภาดา
ของตนแล้ว คือส่งเธอไปทางการบวช ก็จักได้บวชในสำนักของพระองค์.
บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ตวํ ตตฺถ ความว่า ในพระศาสนาของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมนั้น เธอบวชแล้ว เป็นผู้มีกุศลมูลเป็นต้น
เหตุ มีบุญสมภารตักเตือนแล้ว บำเพ็ญภาวนา กำหนดรู้ กำหนดละอาสวะ
ทั้งปวงได้เด็ดขาด มีอนามัยดี ไม่มีทุกข์ จักนิพพาน คือจักบรรลุถึง
ความที่มารมองไม่เห็น อธิบายว่า จักถึงภาวะที่ไม่มีบัญญัติ.
บทว่า สตกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า ในกัปที่ ๑๐,๐๐๐ ในกาลก่อน
แต่กัปนี้ไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๔ วาระ มีพระนามเดียวคลอด
ว่า เจละ. บทว่า สฏฺิกปฺปสตสหสฺสานิ ความว่า ก็ภายหลังล่วงไปได้
๖ ล้านกัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง พระนามว่า อุปเจละ ใน
กัปหนึ่ง ๆ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทุก ๆ ๔ ชาติ
บทว่า ปญฺจกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า ในกัปที่ ๕,๐๐๐ ได้เป็น
หน้า 17
ข้อ 15
พระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง พระนามว่าเจละเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์
เพียบพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ ได้เป็นใหญ่เป็นประธาน ในทวีปทั้ง ๔
ทุกทวีป คือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพ-
วิเทหทวีป. คำที่เหลือมีเนื้อความดังที่ได้กล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถานันทเถราปทาน
หน้า 18
ข้อ 16
จุลลปันถกเถราปทานที่ ๔ (๑๔)
ว่าด้วยบุพกรรมของพระจุลลปันถกเถระ
[๑๖] เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรับเครื่อง
บูชาแล้ว พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขา
หิมวันต์.
แม้เวลานั้นเราก็อยู่ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้า
ไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ผู้เสด็จมาไม่นาน.
เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้าพระ-
นราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งกำลังเข้า
สมาธิ.
เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสองถวายแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรับแล้ว.
เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบาน เข้ามาสู่ภูเขาหินวันต์ ยังสาธุ-
การให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจักษุทรงอนุโมทนา.
ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดม
อยู่ในอากาศ.
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรดอกบัว
ให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา
กล่าว.
หน้า 19
ข้อ 16
ดาบสนี้จักเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัป และจัก
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๕ ครั้ง. จะท่องเที่ยวสู่กำเนิดใด ๆ
คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ จักทรงไว้ซึ่ง
ดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ.
ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร
ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้นี้จักได้
ความเป็นมนุษย์ เขาจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วย
ฤทธิ์อันสำเร็จด้วยใจ.
จักมีพี่น้องชายสองคนมีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสองคนเสวย
ประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง.
เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรายังไม่ได้
คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร.
เรามีปัญญาเขลา เพราะเราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชาย
จึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้.
เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู
สังฆาราม ไม่หวังในความเป็นสมณะ.
ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะเรา
ทรงจับเราที่แขน พาเข้ารูปในสังฆาราม.
พระศาสดาคุ้มทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาท
ให้แก่เราว่า จงอธิฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้วางไว้ ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง.
หน้า 20
ข้อ 16
เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้วจึงระลึกถึงดอกบัวได้ จิต
ของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุพระอรหัต.
เราถึงที่สุดในฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ฤทธิ์
อันสำเร็จด้วยใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระจุลลปันถกะได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบจุลลปันถกเถราปทาน
๑๔. อรรถกถาจูฬปันถกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระจูฬปันถกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
ไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ เนื้อความที่ข้าพเจ้าจะพึงกล่าวด้วยอำนาจอัตถุปปัตติเหตุ
ในเรื่องนี้ ได้กล่าวไว้แล้วทั้งหมด ในเรื่องของพระมหาปันถก ในอฏัฐก-
นิบาตนั่นแล. ส่วนเนื้อความที่แปลกกันมีดังนี้ว่า พระมหาปันถกเถระ
บรรลุพระอรหัตแล้ว ยังอยู่ด้วยความสุขอัน เกิดแต่ผลสมาบัติ คิดว่า
๑. บาลีเป็นจุลลปันถกเถระ.
หน้า 21
ข้อ 16
ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะสามารถให้จูฬปันถกะดำรงอยู่ในความสุขอย่างนี้
บ้าง. ท่านจึงเข้าไปหาธนเศรษฐีผู้เป็นตาของตนแล้ว กล่าวว่า โยมมหา-
เศรษฐี ถ้าโยมอนุญาต อาตมาภาพก็จะให้จูฬปันถกะบวช. โยมมหาเศรษฐี
พูดว่า ให้เขาบวชเถอะพระคุณเจ้า. พระเถระจึงได้ให้จูฬปันถกะนั้นบวช
แล้ว . จูฬปันถกะนั้น เมื่อดำรงมั่นอยู่ในศีล ๑๐ ได้ดีแล้ว จึงเล่าเรียน
คาถาในสำนักของพี่ชายว่า
ดอกบัวโกกนุทะ กลิ่นหอม บานแต่เช้าตรู่ พึงมีกลิ่น
ยังไม่สิ้นไป ฉันใด เธอจงทอดทัศนาการดูพระอังคีรสผู้
ไพโรจน์อยู่ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงในกลางหาว ฉันนั้น ดังนี้.
โดยล่วงไป ๔ เดือน ก็ยังไม่สามารถจะเรียนจำคำถามได้. แม้ที่
ได้เล่าเรียนแล้ว ก็ยังไม่คิดอยู่ในใจได้. ลำดับนั้น พระมหาปันถกะจึง
กล่าวกะเธอว่า จูฬปันถกะเอ๋ย ! เธอช่างอาภัพในพระศาสนานี้เสียจริง ๆ
เวลาผ่านไปตั้ง ๔ เดือน ก็ยังไม่สามารถจะเรียนจำแม้คาถาสักคาถาหนึ่ง
ได้ ก็แล้วเธอจักให้กิจแห่งบรรพชิตถึงที่สุดได้อย่างไร ไป ! เธอจง
ออกไปเสียจากที่นี้. พระจูฬปันถกะนั้น พอถูกพระเถระพี่ชายประณาม
ขับไล่ จึงได้ไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้กับซุ้มประตู.
ก็ในสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในชีวกัมพวันวิหาร. ลำดับนั้น
หมอชีวกใช้ให้คนไปนิมนต์ว่า เธอจงไปนิมนต์พระศาสดาพร้อมกับพระ-
ภิกษุ ๕๐๐ รูปมา. ก็ในสมัยนั้น ท่านพระมหาปันถกะกำลังเป็นภัตตุทเทสก์
อยู่. พระมหาปันถกะนั้น พอได้รับนิมนต์จากหมอชีวกว่า ขอท่านจงรับ
ภิกษาเพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป จึงพูดว่า เว้นพระจูฬปันถกะเสีย ภิกษุที่เหลือ
อาตมภาพรับได้. พระจูพปันถกะพอได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้แต่เสียใจเป็น
หน้า 22
ข้อ 16
อย่างยิ่ง. พระศาสดาได้ทรงทราบถึงความทุกข์ใจของเธอ จึงทรงดำริว่า
เราต้องใช้อุบายแล้ว จูฬปันถกะจึงจักตรัสรู้ได้ ดังนี้ แล้วแสดงพระองค์
ในที่อันไม่ไกลเธอนัก ตรัสถามว่า ปันถกะ เธอร้องไห้ทำไม ? พระ-
จูฬปันถกะกราบทูลว่า พระพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า, พระศาสดา
ตรัสว่า ปันถกะเอ๋ย ! อย่าคิดมากไปเลย. เธอบวชในศาสนาของเรา มานี่
มารับผ้าผืนนี้ไป แล้วจงทำบริกรรมในใจว่า รโชหรณํ รโชหรณํ (ผ้า
เช็ดธุลี ผ้าเช็ดธุลี) ดังนี้แล้ว จึงได้ประทานท่อนผ้าสะอาดอันสำเร็จด้วย
ฤทธิ์ให้. ท่านนั่งใช้มือลูบคลำบริกรรมท่อนผ้าที่พระศาสดาทรงประทาน
ให้มาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้. เมื่อท่านบริกรรมลูบคลำผ้าผืนนั้น
ไปมา ผ้าสะอาดก็กลายเป็นเศร้าหมอง เมื่อท่านบริกรมลูบคลำไปอีก ผ้า
สะอาดก็กลายเป็นเช่นกับผ้าเช็ดหม้อข้าว, เพราะมีญาณอันแก่กล้า ท่าน
จึงคิคอย่างนี้ว่า แต่เดิมมาท่อนผ้าผืนนี้ก็บริสุทธิ์สะอาด. เพราะอาศัย
สรีระอันมีวิญาณครองนี้ จึงได้กลายเป็นอย่างอื่นเศร้าหมองไป ฉะนั้น
ผ้าผืนนี้ เป็นอนิจจังอย่างไร แม้จิตก็คงเป็นอย่างนั้นแน่ จึงเริ่มตั้งความ
สิ้นไปเสื่อมไป ยังฌานในนิมิตนั้นนั่นแลให้เกิดขึ้นแล้ว ทำฌานให้เป็น
บาท เริ่มเจริญวิปัสสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔.
พอท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้วเท่านั้น พระไตรปิฎก และอภิญญา ๕
ก็ติดตามมาแล้ว.
พระศาสดาได้เสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๔๙๙ รูปแล้ว ประทับนั่งบน
อาสนะที่เขาปูลาดจัดไว้ในนิเวศน์ของหมอชีวก. แด่พระจูฬปันถกะไม่ได้
ไป เพราะพระพี่ชายของตนไม่ยอมรับนิมนต์เพื่อภิกษาแก่ตน. หมอชีวก
เริ่มจะถวายข้าวยาคู. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรเสีย เมื่อหมอ
หน้า 23
ข้อ 16
ชีวกกราบทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงได้รับภิกษาพระเจ้าข้า จึง
ได้ตรัสตอบว่า หมอชีวก ภิกษุที่วิหารยังมีอยู่อีกหนึ่งรูป. หมอชีวกนั้น
จึงได้ใช้คนไปว่า พนาย เจ้าจงไปพาพระคุณเจ้าที่นั่งอยู่ในวิหารมา. แม้
พระจูฬปันถกเถระ ก็นั่งเนรมิตภิกษุขึ้น ๑,๐๐๐ รูป แต่ละรูปไม่เหมือน
กัน ด้วยทั้งรูปร่างและกิริยาท่าทาง. พอคนใช้นั้น เห็นว่าภิกษุในวิหาร
มีเป็นจำนวนมาก จึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า ภิกษุสงฆ์ในวิหาร มีมาก
กว่าภิกษุสงฆ์ที่มาในบ้านนี้ ผมไม่รู้จักพระคุณเจ้าที่ใช้ให้ไปนิมนต์มา.
หมอชีวกกราบทูลถามพระศาสดาว่า ภิกษุที่นั่งอยู่ในวิหารชื่ออะไร
พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ชื่อว่า จูฬปันถกะ ชีวก. หมอชีวกจึงใช้
คนไปใหม่ว่า พนาย เธอจงไปถามว่า พระภิกษุรูปไหน ชื่อว่าจูฬปันถกะ
แล้วจงพาภิกษุรูปนั้นมา. คนใช้นั้นไปยังวิหารแล้วถามว่า ท่านขอรับ
ภิกษุรูปไหนชื่อว่าจูฬปันถกะ. ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูปจึงตอบพร้อม ๆ กัน ว่า
เราชื่อจูฬปันถกะ เราชื่อจูฬปันถกะ คนใช้นั้น จึงกลับมาอีกแล้ว บอกให้
หมอชีวกทราบเรื่องนั้น. เพราะค่าที่ตนรู้ตลอดสัจจะ หมอชีวกจึงทราบ
โดยนัยว่า พระคุณเจ้า ชะรอยว่าจะมีฤทธิ์แน่ จึงสั่งคนใช้ว่า พนาย เธอ
จงไปพูดว่า พระศาสดามีรับสั่งให้ท่านทั้งหลาย เฉพาะพระคุณเจ้ารูปที่
ขานรับก่อนมาหา แล้วเธอจงจับที่ชายจีวร. คนใช้นั้นไปยังวิหารแล้วได้
กระทำตามสั่ง. ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุที่เนรมิตทั้งหลาย ก็อันตรธาน
หายไป. คนใช้จึงได้พาพระเถระไปแล้ว.
ขณะนั้น พระศาสดาจึงทรงรับข้าวยาคู. และของอื่นต่างชนิดมี
ของขบเคี้ยวเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงการทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึง
ทรงรับสั่งให้ท่านพระจูฬปันถกะ กระทำอนุโมทนา. พระจูฬปันถกหะนั้น
หน้า 24
ข้อ 16
เป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา กระทำอนุโมทนาด้วยการยังพระพุทธพจน์
คือพระไตรปิฎกให้กระเพื่อม จับพระอัธยาศัยของพระศาสดา คล้าย ๆ กับ
ว่าจับเอาภูเขาสิเนรุมากวนคนลงไปยังมหาสมุทรฉะนั้น. เมื่อพระทศพล
กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว เสด็จไปยังพระวิหาร จึงมีถ้อยคำพูดเกิดขึ้นในโรง
ธรรมสภาว่า ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ที่ได้ทรงแสดงฤทธิ์มากมายอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่จูฬปันถกะไม่สามารถจะเรียน
จำคาถาหนึ่ง ในระยะเวลา ๔ เดือนได้ ก็บันดาลให้เป็นไปได้โดยขณะ
รวดเร็วทีเดียว ดังนี้ ความจริงก็เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ในนิเวศน์ของหมอชีวก ทรงทราบว่า จิตของพระจูฬปันถกะ
มั่นคงดีแล้วอย่างนั้น วิปัสสนาดำเนินไปสู่วิถีแล้ว ดังนี้ ทั้ง ๆ ที่ประทับ
นั่งอยู่นั่นแล ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ เมื่อจะแสดงว่า ปันถกะ
ท่อนผ้าเก่าผืนนี้ ยังไม่เศร้าหมองเกลื่อนกล่นด้วยธุลีเท่าไรนัก แต่ว่าสิ่ง
ที่เศร้าหมอง เป็นธุลีในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้า ยิ่งไปกว่านี้ยังมี
อยู่อีก ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านั้นว่า
ราคะชื่อว่า ธุลี แต่ละออง ท่านไม่เรียกว่า ธุลี คำว่า
ธุลี นั่นเป็นชื่อของราคะ ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั้นได้เด็ดขาด
แล้ว อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงปราศจากธุลี.
โทสะชื่อว่า ธุลี ฯลฯ ในศาสดาของพระพุทธเจ้าผู้ทรง
ปราศจากธุลี.
โมหะชื่อว่า ธุลี ฯลฯ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรง
ปราศจากธุลี.
ในเวลาจบพระคาถา พระจูฬปันถกะได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้ง
หน้า 25
ข้อ 16
ปฏิสัมภิทา ๔ พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำเจรจาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว
เสด็จมาประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ
กำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จูฬปันถกะตั้งอยู่ในโอวาทของเราแล้ว
ได้รับสมบัติคือโลกุตระในบัดนี้ ส่วนในกาลก่อนได้เพียงสมบัติคือโลกิยะ
เท่านั้น ดังนี้ ภิกษุเหล่านั้นพากันกราบทูลอ้อนวอน จึงได้ตรัสจูฬ-
เศรษฐีชาดกไว้แล้ว. ในกาลต่อมา พระศาสดามีหมู่พระอริยเจ้าแวดล้อม
ประทับนั่งบนธรรมาสน์แล้ว ทรงแต่งตั้งพระจูฬปันถกะนั้นไว้ในตำแหน่ง
ที่เลิศแห่งพวกภิกษุผู้เนรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจ และผู้ฉลาดในการเปลี่ยน
แปลงใจ.
พระจูฬปันถกะนั้น พอได้รับตำแหน่งแต่งตั้งอย่างนี้แล้ว จึงระลึก
บุพกรรมของตนเอง ด้วยอำนาจแห่งปีติและโสมนัส เมื่อจะประกาศ
อ้างถึงความประพฤติที่เคยมีมาในกาลก่อน จึงได้กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ . สองบทเบื้องต้นในคาถานั้น ข้าพเจ้าได้
กล่าวไว้แล้วนั่นแล. บทว่า คณมฺหา วูปกฏฺโ โส ความว่า พระศาสดา
ทรงพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น เสด็จหลีกออกจากหมู่ภิกษุหมู่มาก
พระองค์เดียวโดยลำพัง เสด็จเข้าไปยังที่อันสงัด. ในกาลครั้งเมื่อเรายัง
เป็นดาบส ได้อยู่ คือได้สำเร็จการอยู่อาศัย หมายความว่า ได้อยู่ด้วย
อิริยาบถทั้ง ๔ ในหิมวันตประเทศ ได้แก่ที่ใกล้กับภูเขาหิมาลัย.
บทว่า อหมฺปิ ฯ เป ฯ ตทา ความว่า ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น เสด็จเข้าไปอยู่อาศัยยังหิมวันตประเทศ. เชื่อมความว่า ใน
ครั้งนั้น ถึงตัวเราก็อยู่ในอาศรมที่ได้สร้างไว้ใกล้กับหิมวันตประเทศ คือ
หน้า 26
ข้อ 16
ในอรัญวาสีอันได้นามว่า อาศรม เพราะเป็นที่สงบจากอันตราย คือสิ่ง
ที่จะเบียดเบียนทางกายและจิต โดยรอบด้าน. บทว่า อจิราคตํ มหาวีรํ
เชื่อมความว่า เราได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้นำ
ชาวโลก คือผู้เป็นประธาน ผู้มีความเพียรมาก ผู้มาแล้วไม่นานนัก,
อธิบายว่า เพิ่งได้เสด็จมาถึงในขณะนั้นนั่นเอง.
บทว่า ปุปฺผฉตฺตํ คเหตฺวาน ความว่า ก็เมื่อจะเข้าไปหาอย่างนั้น
จึงกันร่มทำด้วยดอกไม้ บุบังด้วยดอกไม้มีดอกปทุมและดอกอุบลเป็นต้น
เข้าไปกั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประเสริฐแก่นรชนทั้งหลาย คือเข้า
ไปใกล้. บทว่า สนาธึ สาปชฺชนฺตํ เชื่อมความว่า เราได้กระทำ
อันตรายแก่ผู้นั่งเข้ารูปาวจรสมาธิฌาน.
บทว่า อุโภ หตฺเถหิ ปคฺคยฺห เชื่อมความว่า เราได้ใช้มือทั้งสอง
ข้างยกฉัตรดอกไม้ อันตกแต่งจัดแจงดีแล้วนั้นขึ้นถวายแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า บทว่า ปฏิคฺคเหสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ
ทรงรับ คือทรงเอื้อเฟื้อรับฉัตรดอกไม้ ที่เราได้ถวายแล้วนั้นเป็นอย่างดี.
บทว่า สตปตฺตฉตฺตํ ปคฺคยฺห ความว่า พระดาบสได้ถือฉัตร
ดอกไม้ ที่บุบังด้วยดอกปทุมทั้งหลาย หลายร้อยกลีบ โดยที่ดอกปทุม
แต่ละดอกมีกลีบนับเป็นร้อยๆ กลีบ ได้ถวายแก่เราโดยอาการอันเอื้อเฟื้อ.
บทว่า ตมหํ กิตฺตยิสฺสสมิ ความว่า เราจักระบุชื่อดาบสนั้น คือจัก
กระทำให้ปรากฏ. ท่านทั้งหลาย จึงพึงถ้อยคำ คือจงตั้งใจฟังถ้อยคำ
ของเราผู้กำลังพูดอยู่เถิด.
บทว่า ปญฺจวีสติกปฺปานิ เชื่อมความว่า ด้วยการได้ถวายฉัตร
ดอกไม้นี้ จักได้เป็นท้าวสักกะ ครอบครองเทวสมบัติ ในภพดาวดึงส์
หน้า 27
ข้อ 16
ตลอด ๒๕ ครั้ง. บทว่า จตุตฺตึสติกขตฺตุญฺจ ความว่า จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิในมนุษย์โลกตลอด ๓๔ ครั้ง.
บทว่า ยํ ยํ โยนึ ความว่า ย่อมระลึกได้ถึงชาติในกำเนิดมนุษย์
เป็นต้น. อธิบายว่า ดอกปทุมจักทรงไว้ กั้นไว้ซึ่งเธอผู้ทั้งอยู่ คือ นั่งอยู่
หรือยืนอยู่ ในอัพโภกาสคือทที่ว่าง-ในกำเนิดนั้น ๆ. บทว่า ปกาสิเต
ปาวจเน ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงประกาศ คือแสดง
พระไตรปิฎกทั้งสิ้น จักได้คือเข้าถึงความเป็นมนุษย์คือชาติแห่งมนุษย์.
บทว่า นโนมยมฺหิ กายมฺหิ ความว่า ชื่อว่า มโนมยะ เพราะอรรถว่า
เกิดด้วยใจ คือด้วยฌานจิต อธิบายว่า จิตย่อมเป็นไปด้วยประการใด เขา
จะให้กายเป็นไป คือกระทำให้มีคติจิตเป็นไปอย่างนั้น. ในเพราะกาย
อันสำเร็จด้วยใจนั้น ดาบสนั้น จักมีชื่อว่าจูฬปันถกะผู้สูงสุด คือเป็นผู้เลิศ.
คำที่เหลือเป็นคำที่รู้ได้ง่าย เพราะท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง และเพราะ
มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
บทว่า สรึ โกกนทํ อหํ ความว่า เราลูบคลำท่อนผ้าที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงนิรมิต ระลึกถึงดอกบัวชื่อโกกนท. บทว่า ตตฺถ จิตฺตํ
วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราสดชื่นน้อมไปในดอกบัวชื่อว่าโกกนท.
เชื่อมความว่า ลำดับนั้น เราบรรลุพระอรหัตแล้ว.
เชื่อมความว่า บรรลุถึงบารมี คือที่สุดในกายอันสำเร็จด้วยใจ คือ
อันมีคติแห่งจิต ในที่ทุกสถานคือที่ทั้งปวง. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาจูฬปันถกะเถราปทาน
หน้า 28
ข้อ 17
ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๕ (๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการไล้ทาของหอม
[๑๗] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสุเมธ เป็นบุคคลผู้เลิศ
นิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำการบูชา
พระสถูป. ในสมาคมนั้น มีพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มี
ฤทธิ์มากเท่าใด เรานิมนต์พระขีณาสพเหล่านั้นมาประชุมกัน
ในสมาคมนั้นแล้ว ได้ทำสังฆภัตถวาย.
เราเวลานั้น มีภิกษุอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่าสุเมธ ท่านมีชื่อว่าสุเมธ ได้อนุโมทนาในเวลานั้น.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงวิมาน นางอัปสร
แปดหมื่นหกพันได้มีแก่เรา.
นางอัปสรเหล่านั้น ย่อมอนุวัตรตามความประสงค์ทุก
อย่างของเราเสมอ เราย่อมครอบงำเทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผล
แห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๒๕ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่าวรุณ ในกาลนั้น
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยโภชนะอันขาวผ่อง.
ชนเหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำรถไปไถนา
มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบริโภคข้าวสาลีอันเกิดเองสุกเองในที่
ไม่ได้ไถ.
เราเสวยราชสมบัติ ในภพนั้นแล้ว ได้ถึงความเป็นเทวดา
อีก ถึงเวลานั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็บังเกิดแก่เรา.
สัตว์ทั้งปวงซึ่งเป็นมิตรหรือมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียน
เรา เราเป็นที่รักของสัตว์ทุกจำพวก นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
หน้า 29
ข้อ 17
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้ให้ทานในกาลนั้น ด้วยการให้ทาน
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไล้ทาด้วยของหอม.
ในภัทรกัปนี้ เราผ้าเดียวได้เป็นอธิบดี องคน ได้เป็นราช-
ฤๅษีผู้มีอานุภาพนาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพลมาก.
เรานั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ
ได้เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประ-
การฉะนั้นแล.
จบปิลินทวัจฉเถราปทาน
๑๕. อรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
อปทานของท่านพระปิลินทวัจฉเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลมีโภคะ
มาก ในหังสวดีนคร ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา โดยนัยดังกล่าวแล้ว
หน้า 30
ข้อ 17
ในหนหลัง เห็นพระศาสดาทรงภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ
โดยภาวะเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น
บำเพ็ญบุญตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดา
และมนุษย์ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านบูชาพระสถูปของพระผู้มี-
พระภาคเจ้านั้น บำเพ็ญทานให้เป็นไปแด่พระสงฆ์ เคลื่อนจากอัตภาพ
นั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อพระพุทธ-
เจ้าไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิให้มหาชนพากันตั้งอยู่ในศีล ๕
ได้กระทำให้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของ
เราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นนั้นแล ท่านบังเกิดในตระกูลพราหมณ์
ในกรุงสาวัตถี. ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า ปิลินทะ. บทว่า วจฺโฉ
ได้แก่ โคตร. ครั้นต่อมาท่านได้ปรากฏนามว่า ปิลิทวัจฉะก็เพราะท่าน
เป็นผู้มากไปด้วยการสังเวช ท่านจึงบวชเป็นปริพาชก ยังวิชชา ๓ ชื่อว่า
จูฬคันธาระให้สำเร็จ เป็นผู้เที่ยวไปทางอากาศ และรู้จิตของผู้อื่นด้วย
วิชชานั้น ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว
เสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์โดยลำดับ. จำเดิมแต่นั้นมา ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธเจ้า วิชชานั้นไม่ได้สำเร็จแก่ท่าน. ท่านไม่ยังกิจของคนให้
สำเร็จ. ท่านดำริว่า ข้อที่ท่านได้สดับมาในสำนักอาจารย์และปาจารย์
คือมหาคันธารวิชชา ซึ่งเป็นที่ ๆ ท่านทรงจำไว้ได้ แต่จูฬคันธารวิชชา
ย่อมไม่สำเร็ว เพราะฉะนั้น ตั้งแต่พระสมโคดมเสด็จมา วิชชาของ
เรานี้ย่อมไม่สำเร็จ พระสมณโคดมย่อมทรงทราบมหาคันธารวิชชาอย่าง
หน้า 31
ข้อ 17
ไม่ต้องสงสัย กระไรหนอ เราจะเข้าไปหาท่าน พึงเรียนวิชชานั้นใน
สำนักของพระสมณโคดม. เพราะเหตุนั้นแล พระองค์จึงตรัสว่า
ท่านจงบวชในสำนักของเรา. ท่านสำคัญว่า การบริกรรมวิชชาเป็นการ
บรรพชา จึงได้บรรพชาแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม
แก่ท่าน ได้ทรงประทานกัมมัฏฐานอันสมควรแก่จริยา. เพราะท่าน
สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ไม่นานนัก ท่านเริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต
แล้ว.
ก็เทวดาเหล่านั้นใด ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านในชาติก่อน เกิดใน
สวรรค์ เทวดาเหล่านั้น อาศัยความเป็นผู้กตัญญู เกิดความนับถือใน
ท่านมาก เข้าไปนั่งใกล้พระเถระทั้งเย็นและเช้า. เพราะฉะนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงทรงตั้งท่านไว้ในความเป็นผู้เลิศ โดยความเป็นที่รักเป็นที่
พอใจของเทวดาทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของ
เรา ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปิลินทวัจฉะเป็นเลิศ ท่านถึง
ตำแหน่งอันเลิศอย่างนี้แล้ว หวนระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริยาปทาน ด้วยสามารถปีติและโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า โลกนาโถ เพราะเป็น
ที่พึ่งคือเป็นประธานของกามโลก รูปโลกและอรูปโลก. ชื่อว่า อคฺคปุคฺคโล
เพราะเป็นผู้มีเมธาดีคือประเสริฐล้ำเลิศ. เชื่อมความว่า เมื่อพระโลกนาถ-
ผู้มีเมธาดีคือบุคคลผู้ล้ำเลิศนั้นปรินิพพาน ด้วยขันธ์ปรินิพพาน. บทว่า
ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยศรัทธา มีใจดี
ด้วยโสมนัส ให้กระทำการบูชาพระสถูป คือพระเจดีย์ของพระผู้มี-
หน้า 32
ข้อ 17
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุเมธะนั้น. บทว่า เย จ ขีณาสวา ตตฺถ
ความว่า ก็พระขีณาสพ คือผู้ละกิเลสได้แล้ว ผู้ชื่อว่าฉฬภิญญา คือผู้
ประกอบด้วยอภิญญา ๖ ชื่อว่า มหิทฺธิกา คือ ผู้ประกอบด้วยฤทธิ์มาก.
อธิบายว่า เรานิมนต์พระขีณาสพทั้งหมดนั้น ให้มาประชุมกันในที่นั้น
นำมาด้วยความเอื้อเฟื้อ ได้กระทำสังฆภัตที่จะพึงถวายแก่สงฆ์ทั้งสิ้น
อธิบายว่า ให้พระขีณาสพนั้นฉัน. บทว่า อุปฏฺาโก ตทา อหุ ความว่า
ในกาลเป็นที่ให้สังฆภัตแก่เราในครั้งนั้น ท่านได้เป็นอุปัฏฐากสาวก
ชื่อว่า สุเมธะ ตามพระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
สุเมธะ. อธิบายว่า สาวกนั้นได้อนุโมทนาชื่นชมยินดีบูชาสักการะแก่เรา
แล้วได้แสดงอานิสงส์.
บทว่า เตน จิตฺตปฺปสาเทน เราได้เข้าถึงวิมานในเทวโลก
ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจการกระทำการบูชาพระสถูป
นั้น, อธิบายว่า เราบังเกิดในทิพยวิมานนั้น. บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ
ความว่า นางเทพอัปสรหมื่นหกพันนาง ได้ชื่นชมยินดี ยังจิตของเรา
ให้ยินดีในวิมานนั้น.
บทว่า มเมว อนุวตฺตนฺติ ความว่า เทพอัปสรเหล่านั้น อุปัฏฐาก
ด้วยกามทั้งปวงคือด้วยวัตถุกามมีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อนุวัตรตามเรา
เท่านั้น คือกระทำตามคำของเรา ในกาลนั้น ตลอดกาลเป็นนิตย์. คำที่
เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
หน้า 33
ข้อ 18
ราหุลเถราปทานที่ ๖ (๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเครื่องลาด
[๑๘] เราได้ถวายเครื่องลาดในปราสาท ๗ ชั้น แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่
พระมหามุนีผู้เป็นจอมแห่ชน เป็นนระผู้ประเสริฐ อันพระ-
ขีณาสพหนึ่งพันแวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าพระคันธกุฏี พระ-
ศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ทรงยังพระ-
คันธกุฎีให้รุ่งเรื่อง ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า ที่นอนนี้ผู้ใดให้โชติช่วงแล้ว ดังกระจกเงา
อันขัดดีแล้ว เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ปราสาททองอันงดงาม หรือปราสาทแก้วไพฑูรย์เป็นที่รัก
แห่งใจ จักบังเกิดแก่ผู้นั้น ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดา เสวย
เทวรัชสมบัติอยู่ ๖๔ ครั้ง ในกัปที่ ๒๑ จักได้เป็นกษัตริย์
พระนามว่าวิมละ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงครอบครอง
แผ่นดินสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต พระนครชื่อว่า เรณุวดี
สร้างด้วยแผ่นอิฐ โดยยาว ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจตุรัส
ปราสาทชื่อว่าสุทัสนะ อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ ประ-
กอบด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ
วิทยาธรมีเสียงสิบอย่างต่าง ๆ กัน มาเกลื่อนกล่นอยู่ เหมือน
จักเป็นนครชื่อว่าสุทัสนะของเหล่าเทวดา รัศมีแห่งนครนั้น
เปล่งปลั่งดังเมื่อพระอาทิตย์อุทัย นครนั้นจักรุ่งเรืองจ้าโดย
รอบ ๘ โยชน์อยู่เป็นนิจ ในแสนกัป พระศาสดาทรงพระ-
หน้า 34
ข้อ 18
นามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอก-
กากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว
จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักได้เป็นพระราชโอรสของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ถ้าจะพึงอยู่ครองเรือน ผู้นั้น
พึงได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ข้อที่เขาจะถึงความยินดี
ในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เขาจักออกบวชเป็น
บรรพชิต เป็นผู้มีวัตรอันงาม จักได้เป็นพระอรหันต์มีนาม
ว่าราหุล พระมหามุนีทรงพยากรณ์เราว่า มีปัญญา สมบูรณ์
ด้วยศีล เหมือนนกต้อยตีวิดรักษาไข่ ดังจามรีรักษาขนหาง
เรารู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในศาสนา เรา
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง
ชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระราหุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบราหุลเถราปทาน
๑๖. อรรถกถาราหุลเถราปทาน
อปทานของท่านพระราหุลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภควโต ดังนี้.
ท่านผู้มีอายุแม้นี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
หน้า 35
ข้อ 18
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระบังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้
รู้เดียงสาแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาอยู่ในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดา
ทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในฐานะอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อการศึกษา
เมื่อปรารถนาตำแหน่งนั้นด้วยตนเอง บำเพ็ญบุญอันยิ่งมีการชำระเสนาสนะ
ทำให้สว่างไสวเป็นต้น แล้วได้ตั้งความปรารถนาไว้. ท่านจุติจากอัตภาพ
นั้น แล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เพราะอาศัยพระโพธิสัตว์ของเรา จึงบังเกิดใน
พระครรภ์ของพระนางยโสธราเทวี ได้นามว่าราหุลกุมาร ทรงเจริญด้วย
ขัตติยบริวารเป็นอันมาก. วิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในขันธกะนั้นเอง.
ท่านบรรพชาแล้วได้รับพระโอวาทด้วยดี ด้วยสุตตบทเป็นอันมากในสำนัก
พระศาสดา มีญาณแก่กล้า เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต. ก็ท่านเป็น
พระอรหัต พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผลจึงได้
ภาษิตคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ว่า
ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์
ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการคือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิปัตติสมาบัติ ๑
เพราะเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้มีปัญญาเห็น
ธรรมทั้งหลาย.
อนึ่ง เพราะอาสวะของเราสิ้นไป และภพใหม่ไม่มีต่อไป
เราเป็นพระอรหันต์เป็นพระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็น
ผู้เห็นอมตธรรม.
สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษ
ในก้าน ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมไว้ ถูกหลังคาคือตัณหา
หน้า 36
ข้อ 18
ปกปิด ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูก คือประมาท
เหมือนปลาในปากลอบฉะนั้น.
เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว
ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับ
แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภเยเนว สมปนฺโน ความว่า ผู้
สมบูรณ์ คือประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งสอง คือชาติสมบัติ ๑ ปฏิปัตติ-
สมบัติ ๑. บทว่า ราหุลภทฺโทติ ม ํ วิทู ความว่า เพื่อนสพรหมจารี
ทั้งหลาย รู้จักเราว่า ราหุลภัททะ. จริงอยู่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
ทรงทราบว่า พระราหุลนั้นประสูติแล้ว ทรงยึดเอาถ้อยคำที่พระโพธิสัตว์
ตรัสว่า ราหุ (เครื่องผูก) เกิดแล้ว เครื่องผูกพันเกิดแล้ว จึงยึดเอา
พระนามว่าราหุลดังนี้. ในข้อนั้น พระองค์ทรงยึดเอาปริยายที่พระบิดา
ตรัสแล้วแต่ต้นนั่งเอง จึงตรัสว่า ราหุลภทฺโทติ มํ วิทู ดังนี้. บทว่า
ภทฺโท เป็นคำกล่าวสรรเสริญนั้นเอง. ในกาลต่อมา พระศาสดาทรงตั้ง
ท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศ โดยภาวะเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย ราหุลนี้เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกของเราผู้ใคร่ต่อการศึกษา.
ท่านได้รับตำแหน่งเอทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน
เกิดโสมนัส ประกาศถึงปุพพจริยาปทาน จึงตรัสว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภควโต ดังนี้เป็นอาทิ. บทว่า สตฺตภูมิมฺหิ ปาสาเท ความว่า ชื่อว่า
ปาสาทะ เพราะยังความเลื่อมใสคือยังความโสมนัสให้เกิด. ภูมิทั้ง ๗ ดังอยู่
ในชั้นสูง ๆ ในปราสาทใด ปราสาทนี้นั้น ชื่อว่า สัตตภูมิ ปราสาท ๗
ชั้น บทว่า อาทาสํ สนฺถรึ อหํ ความว่า เราได้ทำพื้นแว่นให้สำเร็จ
หน้า 37
ข้อ 18
แล้วได้ลาดถวาย อธิบายว่า ได้ลาดบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ
ของโลกผู้คงที่. บทว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ความว่าเกลื่อนกล่นคือแวดล้อม
ไปด้วยพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์. ชื่อว่า ทฺวิปทินฺโท เป็นจอมแห่งสัตว์
สองเท้า คือเป็นจอม เป็นเจ้าแห่งสัตว์สองเท้า เป็นผู้องอาจกว่านระ
เป็นมหามุนี เข้าไปหาคือเข้าไปยังพระคันธกุฎี พร้อมด้วยสัตว์สองเท้า
เหล่านั้น. บทว่า วิโรเจนฺโต คนฺธกุฏึ ความว่า พระศาสดาผู้ประเสริฐ
ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย ชื่อว่า เทวเทโว, ผู้องอาจกว่านระทั้งหลาย
ชื่อว่า นราสโภ ยังพระคันธกุฎีนั้นให้สว่างไสว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสภาษิตพยากรณ์คาถาเหล่านี้. บทว่า เยนายํ โชติตา
เสยฺยา ความว่า ที่นอนกล่าวคือปราสาทนี้ อันอุบาสกใดให้โชติช่วง
แล้ว คือสว่างไสวรุ่งเรืองแล้ว. เราได้ลาดด้วยดี คือทำให้เสมอ เหมือน
คันฉ่องทำพื้นให้ใสดุจกระจก อันสำเร็จด้วยสัมฤทธิ์และโลหะฉะนั้น.
อธิบายว่า เราจักยกย่องอุบาสกนั้น คือจักกระทำให้ปรากฏ. คำที่เหลือรู้
ได้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า อฏฺานเมตํ ยํ ตาทิ ความว่า เป็นผู้คงที่ด้วยเหตุใด คือ
ชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ได้
ประสบคือถึงความยินดี คือไม่เกียจคร้านในเรือนคือในการครองเรือน.
อธิบายว่า แต่เหตุที่เขาจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะ
มีได้ คือไม่เป็นเหตุ.
บทว่า นิภฺขนิตฺวา อคารสฺมา ความว่า เขาจักออกจากการอยู่
ครองเรือน สละการครองเรือนนั้นเหมือนสละใบหญ้า ออกบวชเป็นผู้มี
วัตรดีศึกษาดีงาม. บทว่า ราหุโล นาม นาเมน ความว่า ชื่อว่า ราหุล
หน้า 38
ข้อ 18
เพราะเป็นพระนามที่พระสิทธัตถะ พระราชบิดาตรัสว่า ราหุล (เครื่องผูก)
เกิดแล้ว เครื่องผูกเกิดเเล้ว เพราะสดับข่าวว่า พระกุมารประสูติแล้ว
ที่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งไป. พึงเห็นว่าพระองค์ตรัส ว่า ราหุล
(เครื่องผูก) เกิดแล้ว โดยประสงค์ว่า พระกุมารนี้เกิดมาเหมือนทำอันตราย
ต่อบรรพชา คือการออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่เป็นต้นของเรา เหมือนราหู
จอมอสูรตั้งขึ้นเคลื่อนไป เพราะกระทำแสงสว่างแห่งวิมานแห่งพระจันทร์
และพระอาทิตย์ให้หม่นหมองฉะนั้น. บทว่า อรหา โส ภวิสฺสติ ความว่า
ท่านคือผู้เช่นนั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยธรรมอัน เป็นอุปนิสัย ประกอบการ
ขวนขวายในวิปัสสนาจักเป็นพระอรหันตขีณาสพ.
บทว่า กิกีว อณฺฑํ รกฺเขยฺย ความว่า พึงเป็นผู้ไม่ประมาทรักษาศีล
เหมือนนกด้อยตีวิดรักษาฟองไข่คือพืชฉะนั้น. บทว่า จามรี วิย วาลธึ
ความว่า พึงสละแม้ชีวิต ไม่ทำลายศีลรักษาไว้ เหมือนจามรีรักษาขนหาง
ไม่ดึงขนหาง คือเมื่อขนหางติดคล้องในท่อนไม้ก็ไม่ดึงมา เพราะกลัวขาด
ยอมตาย. ปัญญาท่านเรียก นิปกะ ในบทว่า นิปโก สีลสมฺปนฺโน นี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่อง
รักษาตนนั้น ชื่อว่านิปกะ จักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เพราะรักษาไว้ไม่ขาด
ไม่ทำลายเป็นต้น. ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว วันหนึ่งนั่งในที่
อันสงัดกล่าวคำมีอาทิว่า เรารักษาพระมหามุนีอย่างนี้ด้วยสามารถแห่ง
โสมนัส. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาราหุลเถราปทาน
หน้า 39
ข้อ 19
อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทานที่ ๗ (๑๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกรรณิการ์
[๑๙] เราได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้ประเสริฐ สูงสุดกว่านระ
ประทับนั่งอยู่ที่เงื้อมเขา.
เวลานั้นเราได้เห็นดอกกรรณิการ์กำลังบาน จึงเด็ดขั้วมัน
แล้วเอามาประดับที่ฉัตร ยกขึ้นนกั้น ถวายแด่พระพุทธเจ้า.
และเราได้ถวายบิณฑบาตมีข้าวปรุงด้วยน้ำนม ที่จัดว่า
เป็นโภชนะอย่างดี ได้นิมนต์พระ ๘ รูป เป็น ๙ รูป ทั้งพระ-
พุทธเจ้าให้ฉันที่บริเวณนั้น.
พระสยัมภู มหาจีวรเจ้าผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ ทรงอนุโมทนา
เพราะการถวายฉัตร กับการถวายข้าวปรุงด้วยน้ำนมนี้ว่า
เพราะความที่ท่านมีจิตเลื่อมใสนั้น ท่านจักเสวยสมบัติ
และจักได้เทวราชสมบัติ คือเป็นพระอินทร์ ๓๐ ครั้ง.
และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๑ ครั้ง เป็นพระเจ้า
ประเทศราช ผู้ไพบูลย์โดยนับไม่ถ้วน.
ชนทั้งหลายจะเรียกนามผู้ใดว่า สุเมธะ เพราะท่านมี
ปัญญาดังแผ่นดิน มีปัญญาดี.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ ผู้นั้นจักสมภพในวงศ์ของพระเจ้า
โอกกากราช จักทรงพระนามว่า โคตมะ ตามพระโคตร
พระองค์จักทรงเป็นพระพุทธเจ้า.
หน้า 40
ข้อ 19
ในศาสนาอันรุ่งเรืองของพระองค์นั้น. ท่านจักได้กำเนิด
เป็นมนุษย์ มีชื่อว่า อุปเสนะ จักเป็นสาวกของพระศาสดา.
เมื่อชีวิตของเราในภพสุดท้ายเป็นไปอยู่ เราถอนภพขึ้นได้
ทั้งหมด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายอัน
ในที่สุดไว้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุปเสนวังตปุตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๓
๑๗. อรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุปเสนวังคันตปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตรํ ภควนฺตํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยของพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ใน
หน้า 41
ข้อ 19
หังสวดีนคร เจริญวัยแล้ว ไปยังสำนักพระศาสดาฟังธรรม เห็น
พระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุผู้น่าเลื่อมใส
ทั้งหลาย กระทำกรรมคือการดูแลพระศาสดา ปรารถนาตำแหน่งนั้น
บำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั่งหลาย
บังเกิดในครรภ์ของนางรูปสารีพราหมณี ในนาลันทคาม ในพุทธกาลนี้.
ท่านได้นามว่าอุปเสนะ. ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนจบเวท ๓ ฟังธรรมใน
สำนักพระศาสดา กลับได้ศรัทธาบวชแล้ว มีพรรษาเดียวโดยอุปสมบท
คิดว่าเราจะยังห้องแห่งพระอริยะให้เจริญ จึงให้กุลบุตรคนหนึ่งบวช
ในสำนักของคน แล้วไปเฝ้าพระศาสดากับกุลบุตรนั้น. ก็แลพระศาสดา
ทรงสดับว่า ภิกษุนั้นเป็นสัทธิวิหาริกของเธอผู้ไม่มีพรรษานั้น จึงทรง
ติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอเป็นผู้เวียนมาเพื่อความมักมากเกินไปแล
ท่านคิดว่า บัดนี้ถ้าเราอาศัยบริษัทถูกพระศาสดาทรงติเตียน แต่เราจัก
อาศัยบริษัทนั้น แหละทำความเลื่อมใสในพระศาสดา ดังนี้แล้วจึงบำเพ็ญ
วิปัสสนา ไม่ช้านักก็บรรลุพระอรหัต. ก็ท่านเป็นพระอรหันต์ สมาทาน
ประพฤติธุดงคธรรมทั้งหมดแม้ด้วยตนเอง. ทั้งชวนผู้อื่นให้สมาทานเพื่อ
ธุดงคธรรมนั้นด้วย. ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ใน
ตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้น่าเลื่อมใส. ท่านอันภิกษุรูปหนึ่ง
ประสงค์จะเว้นการทะเลาะกันถามว่า บัดนี้ความทะเลาะเกิดขึ้นแล้ว ภิกษุ-
สงฆ์แตกเป็นสองพวก เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ จึงแสดงข้อปฏิบัติ
แก่ท่านจำเดิมแต่การอยู่สงัด. พระเถระแสดงภาวะที่คนปฏิบัติอย่างนั้น
ด้วยการแสดงอ้างถึงการให้โอวาทแก่ภิกษุนั้น จึงพยากรณ์พระอรหัตผล
ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 42
ข้อ 19
ท่านได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน
เมื่อจะประกาศอปทานแห่งบุพจริยาด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
ปทุมุตฺตรํ ภควนตํ ดังนี้. บทว่า ปพฺภารมฺหิ นิสีทนฺตํ ความว่า
เข้าไปเฝ้ายังที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งที่เงื้อมเขาอันเกิดเอง
ในท่ามกลางป่า ผู้สูงสุดกว่านระ ผู้ปรารถนาเงื้อมเขาที่ชื่อว่าน้อมไป
โอนไป สู่ภาระข้างหน้าว่าเป็นสถานวิเวก.
บทว่า กณิการปุปฺผํ ทิสฺวา ความว่า เมื่อเข้าไปใกล้เช่นนั้น
เห็นดอกกรรณิการ์บานสะพรั่งอยู่ในประเทศนั้น. บทว่า วณฺเฏ เฉตฺวานหํ
ตทา ความว่า เด็ดดอกไม้นั้นที่ขั้วคือที่ก้านให้ขาด ในกาลที่พระตถาคต
ประทับอยู่นั้น. คำว่า อลงฺกริตฺวาน ฉตฺตมฺหิ ความว่า ทำฉัตรให้สำเร็จด้วย
ดอกไม้นั้น. บทว่า พุทฺธสฺส อภิโรปยึ ความว่า ได้ยกขึ้นกั้นไว้เบื้องบน
พระเศียรของพระพุทธเจ้าผู้ประทับอยู่. บทว่า ปิณฺฑปาตญฺจ ปาทาสึ
ความว่า ได้ถวายบิณฑบาตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับอยู่ ณที่นั้น
นั่นแลให้เสวยโดยประการทั่วถึง. บทว่า ปรมนฺนํ สุโภชนํ ความว่า
เป็นข้าวปรุงด้วยน้ำนม คือเป็นอาหารอันสงสุด กล่าวคือโภชนะอย่างดี
บทว่า พุทฺธน นวเม ตตฺถ ความว่า เราได้นิมนต์พระสมณะคือผู้ลอยบาป
ได้แก่ภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ รูป พร้อมด้วยพระพุทธเจ้าเป็นที่ ๙ ให้ฉันในที่
อันสงัดนั้น.
บทว่า ยํ วทนฺติ สุเมโธ ความว่า ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้โคตมะ ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน (กว้างขวาง) คือผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน
คือผู้มีปัญญาดีงาม ผู้มีปัญญามีสัพพัญญุตสญาณเป็นต้น. บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวว่า สุเมโธ แปลว่า ผู้มีปัญญาดี สุนฺทรปญฺโ ผู้มีปัญญางาม
หน้า 43
ข้อ 20
เชื่อมความว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ.
ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ คำที่เหลือมีเนื้อความรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน
รัฐปาลเถราปทานที่ ๘ (๑๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายช้าง
[๒๐] เราได้ถวายช้างเชือกประเสริฐ มีงางอนงามควรเป็นราช
พาหนะ พร้อมทั้งลูกช้างอันมีงางอนงามมีความแข็งแรง กั้น
ฉัตรขาว แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐ-
บุรุษของโลกผู้คงที่ เราซื้อสถานที่นั้นทั้งหมดแล้ว ได้ให้สร้าง
อารามถวายแก่สงฆ์ ได้ให้สร้างปราสาทไว้ภายในวิหารนั้น
๕๔,๐๐๐ หลัง ได้ทำทานดังห้วงน้ำใหญ่แล้ว มอบถวายแค่
พระพุทธเจ้า.
พระสยัมภูมหาวีรเจ้า ผู้เป็นอัครบุคคล ทรงอนุโมทนา
ทรงยังชนทั้งหมดให้ร่าเริง ทรงแสดงอมตบท พระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงทำผลบุญทำเราทำแล้ว
ให้แจ้งชัดแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ ว่า ผู้นี้ได้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ หลัง เรา
จักแสดงวิบากของผู้นี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
กูฏาคารหนึ่งหมื่นแปดพันหลังจักมีแก่ผู้นี้ และกูฏาคาร
เหล่านั้นสำเร็จด้วยทองล้วน เกิดในวิมานอันอุดม ผู้นี้จักเป็น
หน้า 44
ข้อ 20
จอมเทวดาเสวยเทรัชสมบัติ ๕๐ ครั้งและจักเป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิ ๕๘ ครั้ง.
ในกัปที่หนึ่งแสน พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระ-
โคตรซึ่งมีสภาพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ
ในโลก.
ผู้นี้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลก ไป
บังเกิดในสกุลที่เจริญมีโภคสมบัติมาก ภายหลัง เขาอันกุศล
มูลตักเตือนแล้ว จักบวช จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา
จักมีนามว่ารัฐปาละ เขามีตนส่งไปแล้ว เพื่อความเพียรสูง
ระงับ ไม่มีอุปธิ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ
นิพพาน.
เราลุกขึ้นแล้ว ละโภคสมบัติออกเหมือนละก้อนเขฬะ
ฉะนั้น ความรักในโภคสมบัติไม่มีแก่เรา เรามีความเพียรอัน
นำธุระไป อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เรา
ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระรัฐปาลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบรัฐปาลเถราปทาน
หน้า 45
ข้อ 20
๑๘. อรรถกถารัฐปาลเถราปทาน
อปทาน ของท่านพระรัฐปาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภควโต ดังนี้.
ท่านผู้มีอายุแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ก่อนแต่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัตินั่นเอง บังเกิดในตระกูล
คฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้ว โดยกาลล่วงไปแห่ง
บิดา ดำรงการครองเรือน ผู้จัดการในเรือนคลังแสดงทรัพย์ที่เป็นมาตาม
วงศ์ตระกูลหาประมาณมิได้ คิดว่าปิยชนมีบิดา ปู่ ตา ยาย ทวด เป็นต้น
ของเรา ไม่สามารถจะถือเอากองทรัพย์มีประมาณเท่านี้ให้เป็นสิทธิ
ของตนไปได้ แต่เราควรจะถือเอาไป ดังนี้แล้วได้ให้มหาทานแก่คน
กำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น. ท่านเข้าไปหาดาบสรูปหนึ่งผู้ได้อภิญญา
ถูกดาบสชักชวนในความเป็นใหญ่ในเทวโลก จึงบำเพ็ญบุญอยู่ตลอดชีวิต
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติดำรงอยู่ใน
เทวโลกนั้นตลอดอายุ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บังเกิดเป็นบุตรคนเดียว
แห่งตระกูลผู้สามารถจะดำรงรัฐที่แตกต่างในมนุษย์โลก. โดยสมัยนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัติในโลก ทรงประกาศ
ธรรมจักรอันประเสริฐ ยังสรรพสัตว์ให้ถึงภูมิอันเป็นแดนเกษมกล่าว
คือนิพพานมหานคร. ลำดับนั้น กุลบุตรนั้น ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา
โดยลำดับ วันหนึ่งไปสู่วิหารกับอุบาสกทั้งหลาย เห็นพระศาสดาทรง
แสดงธรรมอยู่ มีจิตเลื่อมใสนั่งอยู่ที่ท้ายบริษัท.
หน้า 46
ข้อ 20
ก็โดยสมัยนั้นแล พระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอัน
เลิศแห่งบรรพชิตผู้บวชด้วยศรัทธา. ท่านเห็นดังนั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส ถวาย
มหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุแสนรูป ตลอด
๗ วัน แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น. พระศาสดาทรงเห็นความสำเร็จโดย
หาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้บวช
ด้วยศรัทธา ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า
โคดม ในอนาคต. ท่านถวายบังคมพระศาสดา และไหว้ภิกษุสงฆ์แล้ว
ลุกจากอาสนะหลีกไป. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น
แล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัตรกัปนี้ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าผุสสะ ราชบุตรทั้ง ๓ พระองค์
ผู้ต่างมารดากันอุปัฏฐากพระศาสดาอยู่ ได้บำเพ็ญกิจเพื่อสหายในบุญกิริยา
แก่ราชบุตรเหล่านั้น. ท่านสั่งสมกุศลเป็นอันมากในภพนั้น ๆ ด้วยอาการ
อย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
เรือนรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิกนิคมในกุรุรัฐะ. ท่านได้นามตามวงศ์
ตระกูลนั่นแลว่ารัฐปาละ เพราะบังเกิดในตระกูลผ้าสามารถดำรงรัฐที่แตก
ไป. ท่านเจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับ
ผู้อันมารดาบิดาตบแต่งด้วยภรรยาอันสมควร ให้ตั้งอยู่ในยศใหญ่ เสวย
สมบัติเช่นกับทิพยสมบัติ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบทในกุรุรัฐ
บรรลุถึงถุลลโกฏฐิกนิคม. รัฐปาลกุลบุตรได้ฟังดังนั้นแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระศาสดาฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ได้ศรัทธาประสงค์จะบวช
อดอาหาร ๗ วัน มารดาบิดาจึงจำอนุญาตให้แสนยาก จึงเข้าไปเฝ้า
หน้า 47
ข้อ 20
พระศาสดา ขอบรรพชา บวชในสำนักของภิกษุรูปหนึ่ง ตามพระดำรัส
สั่งของพระศาสดา กระทำกรรมโดยโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาแล้ว
บรรลุพระอรหัต. ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทูลขออนุญาตพระศาสดา
แล้ว ไปยังถุลลโกฏฐิกนิคมเพื่อเยี่ยมมารดา เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ
ตรอกในนิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสที่ค้างคืนในนิเวศน์ของบิดา ฉันขนม
กุมมาสนั้น เหมือนฉันน้ำอมฤต ถูกบิดานิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น ได้รับ
นิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น ในวันที่ ๒ ฉันบิณฑบาตในนิเวศน์ของบิดา
เข้าไปหาหญิงผู้เป็นนางสนมผู้ประดับตกแต่ง เมื่อนางกล่าวคำมีอาทิว่า
ข้าแด่พระลูกเจ้า นางฟ้าเหล่านั้นชื่อเป็นเช่นไร ท่านประพฤติพรหมจรรย์
เพราะเหตุแห่งนางฟ้าเหล่านั้นหรือดังนี้แล้ว เมื่อนางสนมนั้นเริ่มเพื่อทำ
กรรมคือการประเล้าประโลม จึงได้เปลี่ยนแปลงความประสงค์เช่นนั้น
แสดงธรรมอันเกี่ยวด้วยอนิจจลักษณะเป็นต้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็นแผล
อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย คนพาล
พากันดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น
เชิญดูรูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตรด้วยตุ้มหูอันสำเร็จด้วย
แก้วมณี หุ้มด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน. งามพร้อม
ไปด้วยผ้าต่าง ๆ.
มีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ทาด้วย
จุณ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้
ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
หน้า 48
ข้อ 20
ผมทั้งหลาย อันบุคคลตบแต่งเป็นลอนคลุมด้วยตาข่าย
นัยน์ตาทั้งสองอันหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาล
ลุ่มหลงได้ แต่ไม้สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
กายอันเปื่อยเน่าอันบุคคลตบแต่งแล้ว เหนือนกล่องยาตา
ใหม่ ๆ วิจิตรด้วยลวดลายต่าง ๆ สามารถทำให้คนพาล
ลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพราน
เนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป.
บ่วงของนายพรานขาดไปแล้ว เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อ
นายพรานเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป.๑
ท่านกล่าวคาถาเหล่านี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส นั่งที่แผ่นศิลาอันเป็น
มงคล ในมิคาวนชินอุทยานของพระเจ้าโกรพยะ. ได้ยินว่า พระบิดาของ
พระเถระได้ให้ใส่กลอนลูกดาลที่ซุ้มประตู ทั้ง ๗ จึงสั่งบังคับนักมวยปล้ำ
ทั้งหลายว่า พวกท่านอย่าให้เพื่อออกไป ให้เปลื้องผ้ากาสยะแล้วให้นุ่ง
ผ้าขาว. เพราะเหตุนั้นพระเถระจึงได้ไปทางอากาศ. ลำดับนั้น พระ-
เจ้าโกรพยะทรงทราบว่าพระเถระนั่งในที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหาท่านให้
ระลึกด้วยสัมโมทนียกถาและสารณียกถาแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านรัฐปาละ
ผู้เจริญ ท่านบวชในพระศาสนานี้ ถึงความเสื่อมเพราะพยาธิหรือ หรือ
เสื่อมเพราะชราโภคะและญาติ จึงบวช ก็ท่านไม่ถึงความเสื่อมอะไร ๆ แล
แต่เหตุไฉนจึงบวชเล่า. ลำดับนั้น พระเถระได้แสดงภาวะที่คนทราบ
ถึงธรรมเทศ ๔ ข้อเหล่านี้แก่พระราชา คือโลกอันชราน้อมเข้าไปใกล้
๑. ม.ม. ๑๓/ข้อ ๔๓๙
หน้า 49
ข้อ 20
ไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีที่ต้านทานไม่เป็นอิสระ. โลกไม่มีที่พึ่ง จำต้องละ
สิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่อิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา เมื่อ
จะกล่าวตามทัศคติเทศนานั้น จึงกล่าวคาถาเหล่านั้นว่า
เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้วไม่
ให้ทาน เพราะควานลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสมไว้
และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป.
พระราชากดขี่ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดินอันมี
สาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างโน้นแล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยัง
ปรารถนาจักครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป.
พระราชาก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่.
ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ทั้งยังไม่เต็มความ
ประสงค์ ก็พากันละทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย
ย่อมไม่มีในโลกเลย.
หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และ
รำพันว่าทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้น
พวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่มนำไปเผาเสียที่เชิงตะกอน ผู้ที่
ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย
มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคลจะตาย ย่อมไม่มีญาติ
หรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้.
พวกที่รับมรดก ก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน
สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติ
อะไร ๆ คือพวกบุตร ภริยา ทรัพย์ แว่นแคว้น สิ่งใด ๆ
จะติดตามไปได้เลย.
หน้า 50
ข้อ 20
บุคคลจะอายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่. จะละความแก่ไป
แม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้น
แลว่า เป็นของน้อยไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน
ทั้งคนพาลและคนฉลาดก็ตกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่
คนพาลถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์
เพราะควานเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์ถูกผัสสะถูกต้องแล้ว
ย่อมไม่หวั่นไหว.
เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะ
ปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่คนพาลไม่ปรารถนาจะ
บรรลุ พากันทำความชั่วต่าง ๆ อยู่ในภพน้อยภพใหญ่เพราะ
ความหลง
ผู้ใดทำกรรมชั่วเพราะหลงแล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนตาย
เวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อเชื่อ
ต่อการทำของบุคคลผู้ที่ทำกรรมนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียน
เกิดอยู่ร่ำไปเหมือนกัน.
เปรียบเหมือนโจรผู้มีความผิด ถูกจับเพราะโจรกรรมมา
มีตัดช่องเป็นต้น ละไปแล้วย่อมเดือดในปรโลกเพราะ
กรรมของตนฉะนั้น.
ฉะนั้น กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ
ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลก ๆ ดูก่อนมหาบพิตร เพราะ
อาตมภาพ ได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช
หน้า 51
ข้อ 20
มาณพทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกาย
แตกเหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพ
เห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อนี้ ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแล
ประเสริฐ
อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติชอบ
ในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ
อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกาม
ทั้งหลายโดยความเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลาย
โดยความเป็นดังศัสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงสู่ครรภ์
เห็นภัยในนรกจึงออกบวช.
อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้แล้ว ได้ความสังเวชในกาล
นั้น ในกาลนั้นอาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศร คือราคะเป็นต้น
แทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว.๑
พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคยแล้ว อาตมาภาพได้ปลง
ภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว.
บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการ
นั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว.
พระเถระแสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรพอย่างนี้แล้ว จึงไปยังสำนัก
พระศาสดานั้นแล. และครั้นกาลภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
ท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า จึงทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งอันเลิศ แห่ง
ภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา.
๑. ม. ม. ๑๓/ข้อ ๔๕๒.
หน้า 52
ข้อ 20
พระเถระนั้น ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรม
แล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า วรนาโค มยา ทินฺโน ความว่า เรา
เลื่อมใสในรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ถวายช้างเชือกประเสริฐ
สูงสุด ประเสริฐสุด มีงางอนงามดังงอนไถ มีงาเช่นกับงอนรถ แข็งแรง
ควรเป็นราชพาหนะ หรือควรแก่พระราชา. บทว่า เสตจฺฉตฺโตปโสภิโต
ความว่า กั้นด้วยเศวตฉัตรอันงดงามที่ยกขึ้นบนคอช้าง. ช้างเชือกประเสริฐ
อย่างไรอีก. พร้อมด้วยเครื่องแต่งตัวช้าง คือพร้อมด้วยเครื่องประดับช้าง
เราได้สร้างสังฆาราม ทำวิหารอันน่ารื่นรมย์ เพื่อเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. บทว่า จตุปญฺาสสหสฺสานิ ความว่า เมื่อ
สร้างวิหารนั้นเสร็จแล้ว เราได้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ ไว้ในระหว่างวิหาร
นั้น. บทว่า มโหฆทานํ กริตฺวาน ความว่า เราได้จัดแจงมหาทาน
อันประกอบด้วยสรรพบริขาร อันเสมือนกับท้วงน้ำใหญ่ แล้วมอบถวาย
แด่พระมุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
บทว่า อนุโมทิ มหาวีโร ความว่า ชื่อว่า มหาวีระ เพราะ
ความเพียรกล่าวคือความอุตสาหะอันไม่ขาดสายในสี่อสงไขยแสนกัป เป็น
พระสยัมภู คือพระผู้เป็นเอง ได้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นบุคคลผู้เลิศคือผู้
ประเสริฐ ได้อนุโมทนาคือกระทำอนุโมทนาวิหารทาน. บทว่า สพฺเพ
ชเน หาสยนฺโต ความว่า ทรงกระทำเทวดาและมนุษย์ อันนับไม่ถ้วน
ในจักรวาลทั้งสิ้นให้ร่าเริงยินดีแล้วทรงแสดงประกาศ เปิด เปิดเผยกระทำ
ให้ง่าย พระธรรมเทศนาอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วยอมตนิพพาน.
หน้า 53
ข้อ 20
บทว่า ตํ เม วิยากาส ความว่า ได้กระทำความเป็นผู้กตัญญู
แก่เรานั้นให้มีกำลัง คือให้ปรากฏเป็นพิเศษ. บทว่า ชลชุตฺตมนามโก
ได้แก่ ดอกปทุมที่เกิดในน้ำชื่อว่า ชลชะ อธิบายว่า มีนามว่า ปทุมุตฺตระ.
บาลีว่า ชลนุตฺตมนายโก ดังนี้ก็มี. ในบทนั้น ที่ชื่อ ชลนะ เพราะ
รุ่งเรื่องด้วยรัศมีของตน. ได้แก่พระจันทร์เทวบุตรพระสุริยเทวบุตร เทวดา
และพรหม. ชื่อว่า ชลนุตฺตม เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าผู้รุ่งเรื่องเหล่านั้น.
ชื่อว่า นายโก เพราะเป็นผู้นำอันสูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
นายโก เพราะนำไปคือยังสรรพสัตว์ผู้มีสัมภาระให้ถึงนิพพาน. ผู้นำนั้น
ด้วย เป็นผู้สูงสุดแห่งผู้รุ่งเรืองด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชลนุตฺตมนายโก.
บทว่า ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา ความว่า ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางแห่ง
ภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ คือทรงแสดงทำให้ปรากฏ. คำที่
เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารัฐปาลเถราปทาน
หน้า 54
ข้อ 21
โสปากเถราปทานที่ ๙ (๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้
[๒๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมายังสำนัก
ของเรา ซึ่งกำลังชำระเงื้อมเขาอยู่ที่ภูเขาสูงอันประเสริฐ เรา
เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามา ได้ตกแต่งเครื่องลาดแล้ว ได้
ปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายแด่พระโลกเชษฐ์ผู้คงที่ ประทับนั่ง
พระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะนายกของโลก ประทับนั่ง
บนอาสนะดอกไม้ ทรงทราบคติของเรา ได้ตรัสความที่
สังขารไม่เที่ยงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิด
ขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่
สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข.
พระสัพพัญญูเชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้ประเสริฐ
ทรงเป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาศ
ดังพระยาหงส์ในอัมพร.
เราละทิฐิของตนแล้ว เจริญอนิจจสัญญา ครั้นเราเจริญ
อนิจจสัญญาได้วันเดียวก็ทำกาละ ณ ที่นั้นเอง เราเสวยสมบัติ
ทั้งสอง อันกุศลมูลตักเตือนแล้วเถิดในภพที่สุด เข้าถึงกำเนิด
พ่อครัว.
เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เรามีกาลฝน ๗ โดย
กำเนิด ได้บรรลุพระอรหัต เราปรารภความเพียร มีใจแน่ว
แน่ตั้งมั่นอยู่ในศีลด้วยดี ยังพระมหานาคให้ทรงยินดีแล้ว ได้
หน้า 55
ข้อ 21
อุปสมบท ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น
ด้วยผลแห่งกรรนั้นเรา ไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
อาสนะดอกไม้ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้เจริญสัญญาใด
ในกาลนั้น เราเจริญสัญญานั้นอยู่ ได้บรรลุอาสวขัยแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรา
ได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสปากเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบโสปากเถราปทาน
๑๙. อรรถกถาโสปากเถราปทาน
อปทานของท่านพระโสปากเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารํ โสธยนฺ-
ตสฺส ดังนี้.
ท่านพระโสปากะแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะบังเกิดเป็นบุตรแห่ง
กุฎุมพีคนหนึ่ง. วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาแล้วได้น้อมนำผลมะงั่วเข้าไป
ถวายพระศาสดา. พระศาสดาเสวยแล้ว เพราะทรงอาศัยความอนุเคราะห์
แก่ท่าน. ภิกษุนั้นเลื่อมใสยิ่งในพระศาสดาและในพระสงฆ์ เริ่มตั้งสลาก-
ภัต ได้ถวายภัตเจือน้ำมันตลอดอายุแก่ภิกษุ ๓ รูป ด้วยอำนาจสังฆุทเทส.
ท่านเสวยสมบัติในเทวโลก และมนุษยโลก ไป ๆ มา ๆ ด้วยบุญเหล่านั้น
หน้า 56
ข้อ 21
ครั้งหนึ่งบังเกิดในกำเนิดมนุษย์ ได้ถวายภัตเจือน้ำนมแก่พระปัจเจก-
พุทธเจ้ารูปหนึ่ง.
ท่านบำเพ็ญบุญในภพนั้น ๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นเอง
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงเข็ญใจคนหนึ่งในกรุง-
สาวัตถี ด้วยผลอันไหลออกแห่งกรรมในก่อน. นางบริหารครรภ์ตลอด ๑๐
เดือน เมื่อครรภ์แก่ ในเวลาตลอดไม่สามารถจะตลอด ท่านได้ถึงความ
สลบ นอนเหมือนตายไปหลายเวลา. พวกญาตินำนางไปสู่ป่าช้าด้วยสำคัญ
ว่าตายแล้ว ยกขึ้นสู่จิตกาธาร เมื่อพายุฝนตั้งขึ้น ด้วยอานุภาพของเทวดา
จึงไม่ได้จุดไฟ พากันหลีกไป. ทารกเป็นผู้ไม่มีโรคออกจากท้องมารดา
ด้วยอานุภาพแห่งเทวดานั้นเอง เพราะเธอเกิดในภพสุดท้าย. ฝ่ายมารดา
ได้ทำกาละแล้ว. เทวดาเข้ามาด้วยรูปเป็นมนุษย์พาเด็กนั้นไปวางไว้ในเรือน
ของตนเฝ้าป่าช้า เลี้ยงดูด้วยอาหารอันสมควร ตลอดเวลาเล็กน้อย. เบื้อง
หน้าแต่นั้น คนเฝ้าป่าช้ากระทำให้เป็นเหมือนบุตรของตนให้เจริญแล้ว.
ท่านเมื่อเจริญอย่างนั้น เที่ยวเล่นกับเด็กชื่อว่า สุปปิยะ อันเป็นบุตรข้องคน
เฝ้าป่าช้านั้น. เขาได้ชื่อว่า โสปากะ เพราะเกิดเติบโตในป่าช้า.
ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไปใน
เวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูเฉพาะสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ผู้จะแนะนำได้ จึงทอด
พระเนตรเห็นท่านอยู่ในข่ายคือพระญาณ จึงได้เสด็จไปสู่ที่ป่าช้า. ทารกอัน
บุพเหตุตักเตือน จึงมีใจเลื่อมใสเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมได้ยืน
อยู่แล้ว. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เธอ. เธอฟังธรรมแล้วทูลขอ
บรรพชา ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า เธอเป็นผู้อันบิดาอนุญาตแล้วหรือ ?
จึงได้นำบิดาไปยังสำนักพระศาสดา. บิดาของเธอถวายบังคมพระศาสดา
หน้า 57
ข้อ 21
แล้ว อนุญาตด้วยคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดให้
บรรพชาเด็กนี้เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เธอบรรพชาแล้ว ทรง
แนะนำด้วยเมตตาภาวนา เธอกำหนดกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์อยู่ใน
ป่าช้าไม่นานนัก กระทำฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ให้เป็นบาท เจริญ
วิปัสสนาทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว. ท่านแม้เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ได้
แสดงเมตตาภาวนาวิธีแก่ภิกษุในป่าช้าเหล่าอื่น จึงได้กล่าวคาถาว่า ยถาปิ
เอกปุตฺตสฺมึ ดังนี้เป็นต้น. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า มารดาและบิดาพึง
เป็นผู้มีความฉลาด แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวในบุตรน้อย
คนเดียวผู้เป็นที่รักที่ชอบใจฉันใด พึงเป็นผู้มีความฉลาดในสัตว์ทั้งปวง
ผู้สถิตอยู่ในทิศทั้งปวง ต่างด้วยทิศตะวันออกเป็นต้น หรือในภพทั้งปวง
ต่างด้วยกามภพเป็นต้น แม้ในสถานที่มั่นคงทั้งปวง ต่างด้วยคนหนุ่มเป็นต้น
ฉันนั้น ไม่กระทำเขตแดนว่า มิตร ผู้เป็นกลาง ผ้าเป็นข้าศึก พึงเจริญ
เมตตามีรสเป็นอันเดียวกัน ในที่ทุกสถาน ด้วยอำนาจความแตกต่างแห่ง
เขตแดน ก็แลครั้นกล่าวคาถานี้แล้วได้ให้โอวาทว่า ถ้าท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
พึงเจริญเมตตาอย่างนี้ไซร้ และอานิสงส์เมตตา ๑๑ อย่างที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสโดยนัยมีอาทิว่า ย่อมหลับเป็นสุข ดังนี้ ท่านทั้งหลานจงเป็น
ผู้มีส่วนแห่งอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ อย่างนั้นโดยส่วนเดียว.
ท่านได้บรรลุผลอย่างนี้แล้ว พิจารณาบุญที่คนทำแล้วเกิดโสมนัส
เมื่อจะแสดงปุพพจริตาปทานจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺภารํ โสธยนฺตสฺส
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภารํ ได้แก่ ที่อันสงัดแห่งภูเขาอัน
ล้วนแล้วแต่หิน. ท่านกระทำที่นั่นให้เป็นกำแพงอิฐ เพราะเป็นสถานที่
สมควรแก่บรรพชิต ประกอบบานประตูไว้ ถวายเพื่อเป็นที่อยู่ของพวก
หน้า 58
ข้อ 21
ภิกษุ. ชื่อว่า ปพฺภาร เพราะจะต้องปรารถนาภาระหนักโดยประการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ เสด็จมา คือเสด็จถึงสำนักของเรา
ผู้ชำระเงื้อมเขานั้นให้สะอาด.
บทว่า พุทธํ อุปคตํ ทิสฺวา ความว่า เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ
มาสู่สำนักของเราอย่างนี้แล้ว ให้ปูลาดเครื่องลาด คือเครื่องหญ้าและใบ
ไม้เป็นต้น เครื่องลาดไม้ให้สำเร็จ ถวายอาสนะดอกไม้ คืออาสนะอัน
สำเร็จด้วยดอกไม้ แต่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นโลกเชษฐ์ ผู้คงที่คือชื่อว่า
ประกอบด้วยดอกเครื่องคงที่ เพราะเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และ
อนิฏฐารมณ์เป็นสภาวะ.
บทว่า ปุปฺผาสเน นิสีทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า สิทธัตถะ ผู้นำโลก ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ ที่เขาตบแต่ง
ไว้นั้น. บทว่า มมญฺจ คติมญฺาย ความว่า ทราบคือรู้คติ คือสถานที่
อุบัติต่อไปของเรา แล้วทรงเปล่งคือแสดง อนิจจตา คือภาวะเป็นของ
ไม่เที่ยง.
บทว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ความว่า สังขารทั้งปวงอันอาศัย
ปัจจัยตบแต่งขึ้นโดยส่วนเดียว คือมีความเป็นไปตามปัจจัยเป็นธรรมดา
ชื่อว่าไม่เที่ยงหนอ เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. บทว่า อุปฺปาทวย-
ธมฺมิโน ความว่า สังขารเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว มีความพินาศไปเป็น
สภาวะ คือเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมดับไปคือย่อมพินาศไป. บทว่า
เตสํ วูปสโม สุโข ความว่า การเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้นโดยพิเศษ
เป็นสภาพนำมาซึ่งความสุข. อธิบายว่า พระนิพพานอันกระทำความสงบ
แห่งสังขารเหล่านั้นนั่นแล เป็นสุขโดยส่วนเดียว.
หน้า 59
ข้อ 21
บทว่า อิทํ วตฺวาน สพฺพฺญู เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้รู้ธรรมทั้งปวง เป็นผู้ประเสริฐที่สุดคือเป็นผู้เจริญแห่งโลก เป็นผู้ยิ่งใหญ่
เป็นประธาน เป็นวีรบุรุษแห่งนระ ตรัสคือแสดงพระธรรมเทศนาอัน
เกี่ยวด้วยสภาวะไม่เที่ยงนี้ เหาะไปสู่ท้องฟ้า คือสู่อากาศ เหมือนพญาหงส์
ในอัมพรคือบนอากาศฉะนั้น.
ละ คือทิ้งทิฏฐิของตนคือลัทธิ ความยินดีความชอบใจ ได้แก่
อัธยาศัยของตน. บทว่า ภาวยานิจฺจสญฺหํ ความว่า เราทำสัญญาอันเป็น
ไปในสภาวะอันไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยงให้เกิดมี คือให้เจริญ ได้แก่ ทำไว้ในใจ.
บทว่า ตตฺ กาลํ กโต อหํ ความว่า ทำกาละในชาตินั้น ๆ จากชาตินั้น
คือตักเตือนไป. บทว่า เทฺว สมฺปตฺตี อนุโภตฺวา ความว่า เสวยสมบัติทั้ง ๒
กล่าวคือ มนุษย์สมบัติ และทิพยสมบัติ. บทว่า สุกฺกมูเลน โจทิโต
ความว่า อันกุศลแต่ก่อน หรืออันกุศลมูลอันเป็นเดิม เร้าใจแล้ว
คือทักเตือนแล้ว. บทว่า ปจฺฉิเม ภเว สมฺปตฺเต ความว่า เมื่อภพสุดท้าย
ถึงพร้อมแล้วคือมาถึงแล้ว. บทว่า สปากโยนุปาคมึ ความว่า เข้าถึง
กำเนิดพ่อครัว ทำภัตให้สุกแล้วเอง. ภัตเพื่อสกุลใดอันตนให้สุกแล้ว
สกุลอื่นไม่พึงบริโภค อธิบายว่า เราบังเกิดในตระกูลจัณฑาลนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง สุนัขท่านเรียกว่า สา (หมา). อธิบายว่า เกิดในตระกูล
จัณฑาลผู้บริโภคภัตอันเป็นเดนจากสุนัข. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโสปากเถราปทาน
หน้า 60
ข้อ 22
สุมังคลเถราปทานที่ ๑๐ (๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาหาร
[๒๒] เราประสงค์จะบูชาเครื่องเซ่นสรวง จึงให้ตกแต่งโภชนา-
หาร ยืนอยู่ที่โรงใหญ่ คอยต้อนรับพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้งนั้น
เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปิยทัสสี
ทรงมียศมาก ทรงนำโลกทั้งปวงให้วิเศษ เป็นสยัมภู อัคร-
บุคคลผู้โชติช่วง อันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม รุ่งเรืองดัง
พระอาทิตย์ เสด็จดำเนินไปในถนน จึงประนมอัญชลียังจิต
ของตนให้เลื่อมใส นิมนต์ด้วยใจเท่านั้นว่า ขอเชิญพระมหา
มุนีเสด็จมา.
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเรา
เสด็จมาสูประตู. (เรือน) เรากับพระขีณาสพหนึ่งพัน (เรา
ทูลว่า) ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อม
แด่พระองค์ผู้อุดมบุรุษ ขอเชิญเสด็จขึ้นปราสาทประทับนั่งบน
อาสนะอันอุดมเถิด พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกพระองค์แล้ว มีบริวารอันฝึก
แล้ว ทรงข้ามพ้นแล้ว ประเสริฐกว่าบรรดาผู้ข้าม เสด็จขึ้น
ปราสาทแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะอันประเสริฐ อามิสใด
ที่เรารวบรวมไว้อันมีอยู่ในเรือนตน เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวาย
อามิสนั้น แด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตนโดยเคารพ
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจผ่องแผ้ว เกิดโสมนัส ประนมอัญชลี
นมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า โอ พระพุทธเจ้าผู้
หน้า 61
ข้อ 22
ประเสริฐ ในระหว่างพระอริยบุคคล ๘ นั่งฉันอยู่ ผู้เป็นพระ-
ขีณาสพเป็นอันมาก พระองค์ทรงมีอานุภาพโอฬาร เรา
นับถือพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นสรณะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นเชษฐบุรุษ
ของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์
แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้นิมนต์สงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตมั่นคง และพระตถาคต
สัมพุทธเจ้าให้ฉัน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง
เรากล่าว
ผู้นั้นจักได้เสวยเทวราชสมบัติ ๒๗ ครั้ง จักยินดียิงใน
กรรมของตน รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จักได้เป็นพระเจ้าจักร
พรรดิ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา
๕๐๐ ครั้ง
เราเข้าป่าไพรวันอันสัตว์ร้าย (เสือโคร่ง) อาศัยอยู่ เริ่ม
ตั้งความเพียรแล้ว เผากิเลสได้ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ให้
ทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายอาหาร
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา๖
เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จ
แล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสุมังคลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสุมังคลเถราปทาน
หน้า 62
ข้อ 22
๒๐. อรรถาถาสุมังคลเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุมังคลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อาหุตึ ยิฏฺฐุ-
กาโมหํ ดังนี้.
แม้ท่านสุมังคละนี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี บังเกิดเป็นรุกขเทวดา.
วันหนึ่งท่านเห็นพระศาสดาทรงสรงสนาน มีจีวรผืนเดียวประทับยืน ถึง
โสมนัสปรบมือ ด้วยบุญนั้นท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งคนเข็ญใจ ด้วยวิบากเครื่องไหล
ออกแห่งกรรมเช่นนั้น ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี.
ท่านได้มีชื่อว่า สุมังคละ ดังนี้ . ท่านเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีเดียว มีไถ. มี
จอบอันเป็นสมบัติของคนค่อมเป็นบริขาร เลี้ยงชีพด้วยการไถ. วันหนึ่ง
เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าและภิกษุสงฆ์ เขาถือหม้อนมส้มเดินรวมกันกับมนุษย์ทั้งหลายผู้ถือเอา
เครื่องอุปกรณ์ทานเดินมา เห็นเครื่องสักการะและสัมมานะของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ของภิกษุทั้งหลาย จึงคิดว่าสมณศากยบุตรเหล่านี้ นุ่งผ้า
เนื้อละเอียด เสวยโภชนะดี ๆ อยู่ในที่สงัดลม ไฉนหนอ แม้เราก็จะพึง
บวช จึงเข้าไปหาพระเถระรูปหนึ่งแล้วแจ้งความประสงค์ของตน. พระ-
มหาเถระนั้นมีความกรุณาท่าน จึงให้ท่านบวชแล้วบอกกรรมฐาน. ท่าน
อยู่ในป่าเบื่อหน่ายกระสันในที่อยู่ผู้เดียว ใคร่จะสึก จึงไปบ้านญาติ เห็น
มนุษย์ในระหว่างทาง ต่างถกกระเบนไถนาอยู่ นุ่งผ้าปอน ๆ มีร่างกาย
เปื้อนด้วยธุลีโดยรอบซูบซีดด้วยลมและแดดไถนาอยู่ จึงได้ความสังเวชว่า
หน้า 63
ข้อ 22
สัตว์เหล่านี้เสวยทุกข์มีชีวิตเป็นเครื่องหมายอย่างใหญ่หนอ. ก็เพราะญาณ
ของท่านแก่รอบ กรรมฐานตามที่ท่านถือเอา จึงปรากฏแก่ท่าน. ท่าน
เข้าไปยังโคนไม้แห่งหนึ่งได้ความสงัด มนสิการโดยแยบคายอยู่ เจริญ
วิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัตตามลำดับแห่งมรรค.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาหุตึ
ยิฏฺฐุกาโมหํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาหุตึ ได้แก่ เครื่อง
อุปกรณ์บูชาและสักการะมิใช่น้อย มีข้าวและน้ำเป็นต้น. บทว่า ยิฏฺฐุกาโม
แปลว่า ผู้ใคร่เพื่อจะบูชา, ข้าพเจ้าเป็นผู้ใคร่จะให้ทาน. บทว่า ปฏิยา-
เทตฺวาน โภชนํ ความว่า จัดแจงอาหารให้สำเร็จ. บทว่า พฺราหฺมเณ
ปฏิมาเนนฺโต ความว่า แสวงหาปฏิคาหกคือบรรพชิตผู้บริสุทธิ์. บทว่า
วิสาเล มาฬเก ิโต ความว่า ยืนอยู่ในโรงอันกว้างขวาง มีพื้นทรายขาว
สะอาดน่ารื่นรมย์ยิ่ง.
บทว่า อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระ-
สัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มียศใหญ่ มีบริวารมาก ผู้แนะนำ
โลกทั้งปวง คือสัตว์โลกทั้งสิ้น คือนำไปโดยพิเศษ ให้สัตว์ถึงพระนิพพาน
เป็นพระสยัมภูผู้เป็นเอง ผู้ไม่มีอาจารย์ ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นบุคคล
ประเสริฐ เป็นผู้จำแนกแจกธรรม ผู้ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้มี
ภคยธรรม มีความรุ่งเรือง สมบูรณ์ด้วยรัศมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น
แวดล้อมไปด้วยสาวกทั้งหลาย รุ่งโรจน์งดงามเหมือนพระอาทิตย์ คือ
เหมือนพระสุริโยทัย ดำเนินไปในถนนคือในวิถี. บทว่า อญฺชลึ ปคฺค-
เหตฺวาน ความว่า เราประคองวางหม้อน้ำไว้บนศีรษะประคองอัญชลี
กระทำจิตใจของเราให้เลื่อมใส ในคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเช่นนี้
หน้า 64
ข้อ 22
อธิบายว่า ทำจิตให้เลื่อมใส. บทว่า มนสา ว นิมนฺเตสึ แปลว่า ทูล
อาราธนาด้วยใจ. บทว่า อาคจฺฉตุ มหามุนิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้ควรแก่การบูชาในแผ่นดิน เป็นมุนี ขอเชิญเสด็จมาสู่นิเวศน์ของ
ข้าพระองค์เถิด.
บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺาย ความว่า พระศาสดา ไม่มีผู้ยิ่งกว่า
คือเว้นจากผู่ยิ่งกว่าในโลก คือในสัตว์โลก ทรงทราบความดำริแห่งจิต
ของเราแล้ว แวดล้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ องค์ คือพระอรหันต์
๑,๐๐๐ องค์ เสด็จเข้าไปใกล้คือเสด็จถึงประตูของเรา คือประตูเรือนของ
เรา. เราได้กระทำนมัสการอย่างนี้แด่พระศาสดาผู้ถึงพร้อมแล้วนั้น ข้าแต่
พระองค์ผู้บุรุษอาชาไนย คือผู้อาชาไนย ผู้ประเสริฐของบุรุษทั้งหลาย
ขอความนอบน้อมของเราด้วยดีจงมีแต่ท่าน. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษสูง-
สุด คือสูงสุดประเสริฐด้วยคุณยิ่งของบุรุษทั้งหลาย ขอความนอบน้อม
ของเราจงมีแต่ท่าน. อธิบายว่า เราขอเธอเชื้อเชิญ ซึ่งพระองค์ขึ้นสู่ปราสาท
อันเป็นที่น่าเลื่อมใสคือยังความเลื่อมใสให้เกิดแล้วประทับนั่งบนสีหาสนะ
คือบนอาสนะอันสูงสุด.
บทว่า ทนฺ โต ทนฺตปริวาโร ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฝึก
พระองค์แล้วด้วยทวารทั้ง ๓ ด้วยพระองค์เอง ทรงแวดล้อมไปด้วย
บริษัท ๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา ผู้ฝึกแล้วเหมือนกัน
บทว่า ตณฺโณ ตารยตํ วโร ความว่า พระองค์เองทรงข้ามแล้ว คือ
ข้ามขึ้นแล้ว จากสงสารออกไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ
สูงสุดกว่าบุรุษผู้วิเศษผู้ข้ามอยู่ เสด็จขึ้นปราสาทด้วยการอาราธนาของเรา
ประทับ นั่งคือสำเร็จการนั่ง บนอาสนะอันประเสริฐ คือสูงสุด.
บทว่า ยํ เม อตฺถิ สเก เคเห ความว่า อามิสใดที่เรารวบรวมไว้
หน้า 65
ข้อ 22
ที่มีปรากฏอยู่ในเรือนตน. บทว่า ตาหํ พุทธสฺส ปาทาสึ ความว่า เรา
มีจิตเลื่อมใสได้ถวายอามิสนั้นแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดย
เคารพ หรือโดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ความว่า เรา
มีจิตเลื่อมใส มีจิตผ่องใสถือเอาอามิสถวายด้วยมือทั้งสองของตน. เรามี
จิตเลื่อมใส มีความดำริแห่งใจอันผ่องใสแล้ว มีใจดี มีใจงาม. อธิบายว่า
เราเกิดความปลื้มใจ เกิดโสมนัสการทำอัญชลี ประคองอัญชลีไว้เหนือ
เศียรเกล้า นอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. บทว่า อโห พุทธสฺสุฬา-
รตา ความว่า ภาวะที่พระศาสดาผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ เป็นภาวะที่ยิ่งใหญ่
น่าอัศจรรย์หนอ.
บทว่า อฏฺนฺนํ ปยิรุปาสตํ ความว่า ในระหว่างพระอริยบุคคล ๘
นั่งฉันอยู่ มีพระขีณาสพอรหันต์เป็นอันมาก. บทว่า ตุยฺเหเวโส อานุภาโว
ความว่า พระองค์เท่านั้นมีอานุภาพ คือมีการเที่ยวไปในอากาศและผุดขึ้น
ดำลงเป็นต้น. ไม่ใช่คนเหล่าอื่น. บทว่า สรณํ ตํ อุเปมหํ ความว่า
เราขอถึง คือถึงหรือทราบว่า ท่านผู้เป็นเช่นนี้นั้นเป็นที่พึ่ง เป็นที่ต้าน
ทาน เป็นที่เร้น เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี เป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์โลกเป็นนระผู้องอาจ
ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ภาษิต คือตรัสพยากรณ์คาถาเหล่านี้.
คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุมังคลเถราปทาน
จบอรรถกถาสีหาสนิยวรรคที่ ๒
หน้า 66
ข้อ 22
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีหาสนทายกเถราปทาน ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน ๓. นันท-
เถราปทาน ๔. จุลลปันถกเถราปทาน ๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน ๖.
ราหุลเถราปทาน ๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน ๘. รัฐปาลเถรา-
ปทาน ๙. โสปากเถราปทาน ๑๐. สุมังคลเถราปทาน.
ในวรรคนี้ท่านประกาศคาถาไว้ ๑๓๗ คาถา.
จบสีหาสนิยวรรคที่ ๒
หน้า 67
ข้อ 23
สุภูติวรรคที่ ๓
สุภูติเถราปทานที่ ๑ (๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ
[๒๓] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อนิสภะ เราได้สร้าง
อาศรมไว้ที่ภูเขานิสภะนั้นอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้.
ในกาลนั้น เราเป็นชฎิลมีนามชื่อว่าโกสิยะ มีเดชรุ่งเรือง
ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ.
เวลานั้น เราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ ใน
กาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเองและหล่นเองเลี้ยงชีวิต
เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละชีวิต ย่อมยังจิต
ของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา.
จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแก่เราเมื่อใด เมื่อนั้นเราบอก
ตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น.
ท่านกำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคือง
ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และหลงใหลในอารมณ์
เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจากป่า.
ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะ ท่านอย่า
ประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่าเถิด.
ท่านจักเป็นเจ้าเรือน ได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดี
แม้ทั้งสองอย่างนั้นเลย จงออกไปจากป่าเถิด.
เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ไม่ใช่ทำกิจอะไรที่ไหน ๆ ไม้
หน้า 68
ข้อ 23
นั้นเขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้านหรือป่าหรือในป่า ฉันใด ท่านก็
เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ฉันนั้น ไม่ใช่คฤหัสถ์ สมณะก็ไม่ใช่
วันนี้ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกจากป่าไปเสียเถิด.
ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะ
นำธุระของเราไปโดยเร็ว เพราะท่านมากด้วยความเกียจ
คร้าน.
วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่
สะอาดฉะนั้น ฤๅษีทั้งหลาย จักคร่าท่านมาโจทท้วงทุกเมื่อ.
วิญญูชนจักประกาศท่านว่ามีศาสนาอันท่านก้าวล่วงแล้ว ก็
เมื่อ ไม่ได้สังวาส ท่านจักเป็นอยู่อย่างไร.
ช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรสกุลช้างมาตังคะตกมัน
ในที่ ๓ แห่ง มีอายุ ๖๐ ถอยกำลังแล้วนำออกจากโขลง มัน
ถูกขับจากโขลงแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ มันเป็นสัตว์
มีทุกข์เศร้าใจ เขาหวั่นไหวอยู่ ฉันใด.
ชฎิลทั้งหลายจักนำ (ขับ) แม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออก
ท่านถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ
ฉันนั้น.
ท่านเพียบพร้อมแล้วด้วยลูกศร คือความโศก ทั้งกลาง-
วันและกลางคืน จักถูกความเร่าร้อนแผดเผาเหมือนช้างถูก
ขับจากโขลงฉะนั้น.
หม้อน้ำทองย่อมไม่ไปในที่ไหน ๆ ฉันใด ท่านมีศีลอัน
เสื่อมแล้ว ฉันนั้น จักไม่ไปในที่ไหน ๆ.
หน้า 69
ข้อ 23
แม้ท่านอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ทรัพย์อัน
เป็นของมารดาและแม้ของบิดาที่ฝังไว้ของท่าน ไม่มี.
ท่านจักต้องทำการงานของตน จะต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จัก
เป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ กรรมที่ดีนั้นท่านไม่ชอบ.
เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เรา
ได้ธรรมกถาต่าง ๆ ห้ามจิตจากบาปธรรม.
เมื่อเรามีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓
หมื่นปีล่วงเราไปในป่าใหญ่.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเห็นเราผู้ไม่
ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์น่าอันอุดม จึงเสด็จมายังสำนัก
ของเรา.
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุท หาประมาณมิได้
ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เสด็จจงกรมอยู่
ในอากาศในเวลานั้น.
พระพุทธเจ้าไม่มี ใครเสมอด้วยพระญาณ เหมือนพญารัง
มีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในระหว่างกลีบเมฆ พระ-
องค์เสด็จจงกรนอยู่ในอากาศในเวลานั้น.
ดังราชสีห์ผู้ไม่กลัว ดุจพญาช้างร่าเริง เหมือนพญา-
เสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าม เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศเวลานั้น.
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดังแต่งทองสิงคี เปรียบด้วยถ่าน
เพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณี เสด็จ
จงกรมอยู่ในอากาศในกาลนั้น.
หน้า 70
ข้อ 23
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดังเขาไกรลาสอัน บริสุทธิ์
เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศในเวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ
ดุจพระอาทิตย์เวลาเที่ยง.
เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ ในเวลานั้น
จงคิดอย่างนี้ว่า สัตว์ผ้านี้เป็นเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์. นระเช่น
นี้ เราไม่เคยได้ฟังหรือเห็นในแผ่นดิน บทมนต์จะมีอยู่บ้าง
กระมัง ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา.
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรา
รวบรวมดอกไม้และของหอมต่าง ๆ ไว้ในเวลานั้น.
ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้อันวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจ แล้ว
ได้กล่าวคำนี้กะพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถีว่า
ข้าแต่พระวีรเจ้า อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้า-
พระองค์จัดไว้ถวายแล้ว ขอได้โปรดทรงยังจิตของข้าพระองค์
ให้ร่าเริง ประทับนั่ง บนอาสนะดอกโกสุมเถิด.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ทรงหวาด ดังพญาไกรสร
ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น ๗ คืน ๗ วัน.
เราก็ได้ยินนมัสการพระองค์ตลอด ๗ คืน ๗ วัน พระ-
ศาสดายอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว เมื่อทรง
พยากรณ์กรรมของเรา ได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า ทำจงเจริญ
พุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย.
ท่านเจริญพุทธานุสสตินี้แล้ว จักยังใจให้เต็มได้ จัก
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป.
หน้า 71
ข้อ 23
จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จัก
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ครั้ง.
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้
จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)
พุทธานุสสติ.
เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็นอันมาก
จะไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ)
พุทธานุสสติ.
ในแสนกัป พระศาสดาทรงพระนามว่า โคดม โดยพระ-
โคตร จักยังมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ
อุบัติในโลก
ท่านจักทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก
จักบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
โคดม. จักยังพระสัมพุทธเจ้าโคคมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้
ทรงยินดี จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสุภูติ.
พระศาสดาพระนามว่าโคดม ประทับนั่ง ณ ท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง.
คือในคณะพระทักขิไณยบุคคล ๑ ในความเป็นผู้มีธรรมเครื่อง
อยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑.
พระสัมพุทธเจ้าผู้รุ่งเรือง ทรงเป็นนายกสูงสุด เป็น
นักปราชญ์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ ดัง
พญาหงส์ในอัมพร.
หน้า 72
ข้อ 23
เราอันพระโลกนาถทรงพร่ำสอนแล้ว นมัสการพระตถาคต
มีจิตเบิกบาน เจริญพุทธานุสสติอันอุดมทุกเมื่อ.
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำได้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้
เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ได้เป็นจอมเทวดา
เสวยทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๑,๐๐๐ ครั้ง.
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้
ได้เสวยสมบัติเป็นดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธา-
นุสสติ.
เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ เราย่อมได้โภค-
สมบัติมา เราไม่มีความบกพร่องโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง
(การเจริญ) พุทธานุสสติ.
ในแสนกัป แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมอันใดไว้ในกาลนั้น
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นิเป็นผลแห่ง
(การเจริญ) พุทธานุสสติ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนั้นแล.
ทราบว่า ท่านพระสุภูติเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล.
จบสุภูติเถราปทาน
หน้า 73
ข้อ 23
สุภูติวรรคที่ ๓
๒๑. อรรถกถาสุภูติเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุภูติเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร
ดังนี้.
ท่านสุภูติเถระแม้นี้ บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลาย้อนเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนาถะของโลก ยังไม่
เสด็จอุบัติขึ้น ในที่สุดแห่งแสนกัปแต่ภัตทกัปนี้ ท่านเกิดเป็นบุตรน้อยคน
หนึ่งของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง ในหังสวดีนคร. พราหมณ์ได้ตั้งชื่อท่าน
ว่า นันทมาณพ. นันทมาณพนั้นเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท เมื่อไม่เห็น
สิ่งที่เป็นสาระในไทรเพทนั้น จึงบวชเป็นฤาษีอยู่ที่เชิงเขาพร้อมด้วยมาณพ
๔๔,๐๐๐ ผู้เป็นบริวารของคน ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว.
ทั้งได้บอกกรรมฐานให้แก่อันเตวาสิกทั้งหลายอีกด้วย. แม้อันเตวาสิก
เหล่านั้นต่างก็ได้ฌาน โดยกาลไม่นานเลย.
ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระเสด็จอุบัติ
ขึ้นในโลก อาศัยหังสวดีนครประทับอยู่ วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่งทรงตรวจ
ดูสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ของเหล่าชฎิลผู้เป็นอันเตวาสิก
ของนันทดาบส และความปรารถนาตำแหน่งสาวก อันประกอบไปด้วย
องค์สองของนันทดาบส จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าตรู่
ในเวลาเช้าทรงถือบาตรและจีวร ไม่ทรงชวนภิกษุไร ๆ อื่น เป็นดุจสีหะ
เสด็จไปเพียงพระองค์เดียว ขณะนั้นอันเตวาสิกของนันทดาบสไปหาผลาผล
เมื่อนันทดาบสมองเห็นอยู่นั่นแล เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนอยู่ที่
หน้า 74
ข้อ 23
พื้นดิน โดยทรงพระดำริว่า ขอนันทดาบสจงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า
ดังนี้.
นันทดาบสเห็นพุทธานุภาพ และความบริบูรณ์แห่งพระลักษณะ
พิจารณาดูมนต์สำหรับทำนายพระลักษณะ แล้วรู้ว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้ประกอบ
ด้วยลักษณะเหล่านั้น เมื่ออยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
เมื่อออกบวชจะได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้ตัดวัฏฏะโนโลกได้ขาด.
บุรุษอาชาไนยผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย แล้วกระทำการ
ต้อนรับ ไหว้โดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วปูอาสนะถวาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับนั่งบนอาสนะที่ปลายไว้แล้ว.
ฝ่ายนันทดาบสเลือกอาสนะที่สมควรแก่ตน แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง
สมัยนั้น ชฎิล ๔๔,๐๐๐ คนถือเอาผลาผลมีรสโอชาล้วนแต่ประณีต
มายังสำนักของอาจารย์ มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าและอาจารย์แล้ว พูด
ว่า ข้าแต่อาจารย์ พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย วิจารณ์กันว่า ในโลกนี้ ไม่มีใคร
ใหญ่กว่าท่าน แต่ชะรอยบุรุษนี้จักใหญ่กว่าท่าน.
นันทดาบสกล่าวว่า พ่อคุณ พวกท่านพูดอะไร (อย่างนั้น) พวก
ท่านประสงค์จะเปรียบเขาสิเนรุราชซึ่งสูง ๖๘๐,๐๐๐ โยชน์ กับเมล็ดพันธุ์
ผักกาด พวกท่านอยู่เอาเราไปเปรียบกับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย.
ลำดับนั้น ดาบสเหล่านั้นคิดว่า ถ้าท่านผู้นี้จักเป็นคนต่ำต้อย อาจารย์
ของพวกเราคงไม่หาข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ บุรุษอาชาไนยนี้ ใหญ่
ขนาดไหนหนอ ดังนี้แล้ว พากันหมอบลงแทบเท้า แล้วนมัสการด้วย
ลำดับนั้น อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า พ่อทั้งหลาย ไทยธรรม
หน้า 75
ข้อ 23
อันสมควรแด่พระะพุทธเจ้าทั้งหลายของเราไม่มี และพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็เสด็จมาในเวลาภิกขาจาร เพราะฉะนั้น พวกเราจักถวายไทยธรรมตาม
กำลัง พวกท่านจงนำเอาผลาผลอันประณีตบรรดามี ที่ท่านทั้งหลาย
นำมาแล้ว มาเถิด ดังนี้แล้ว ให้นำผลาผลมา ล้างมือแล้วใส่ลงในบาตร
ของพระตถาคตเจ้าด้วยตนเอง.
เพียงเมื่อพระศาสดาทรงรับผสาผลเท่านั้น เทวดาทั้งหลายก็ใส่
โอชะอันเป็นทิพย์ลงไป. ดาบสกรองน้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว.
ลำดับนั้น เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว ดาบสผู้เป็นอาจารย์จึง
เรียกอันเตวาสิกทั้งหมดมา กล่าวสาราณีกถาในสำนักของพระศาสดา นั่ง
แล้ว.
พระศาสดาทรงดำริว่า ขอภิกษุจงมา. ภิกษุทั้งหลายที่เป็นพระ-
ขีณาสพประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รูป รู้พระดำริของพระศาสดาแล้ว พากัน
มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น นันทดาบสเรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า
พ่อทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับนั่งก็ต่ำ. อีกทั้ง
อาสนะของพระสมณะ ๑๐๐,๐๐๐ รูปก็ไม่มี วันนี้ท่านทั้งหลายควรกระทำ
สักการะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ให้โอฬาร ท่านทั้งหลาย
จงนำดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขา. ดาบสทั้งหลายนำ
ดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาโดยครู่เดียวเท่านั้น ปูอาสนะดอกไม้
ประมาณ ๑ โยชน์ ถวายพระพุทธเจ้าแล้ว. เพราะเหตุที่วิสัยของท่านผู้มี
ฤทธิ์ เป็นอจินไตย. สำหรับพระอัครสาวก มีเนื้อที่ประมาณ ๓ คาวุต.
หน้า 76
ข้อ 23
สำหรับภิกษุทั้งหลายที่เหลือ มีเนื้อที่ประมาณกึ่งโยชน์เป็นต้นเป็นประเภท
สำหรับสั่งฆนวกะ ได้มีเนื้อที่ประมาณ ๑ อุสภะ.
เมื่อดาบสทั้งหลายปูอาสนะเสร็จแล้วอย่างนี้ นันทดาบสยืนประคอง
อัญชลีอยู่เบื้องหน้าพระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อพระองค์จงเสด็จขึ้นสู่อาสนะดอกไม้นี้ ประทับนั่ง เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
บนอาสนะดอกไม้แล้ว เมื่อพระศาสดาประทับแล้วอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย
รู้อาการของพระศาสดาแล้ว จึงนั่งบนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตน ๆ.
นันทดาบส ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ยืนกั้นไว้เหนือพระเศียรของพระ-
ตถาคตเจ้า. พระศาสดาทรงพระดำริว่า ขอสักการะนี้ของดาบสทั้งหลายจง
มีผลมากแล้วเข้านิโรธสมาบัติ. แม้ภิกษุทั้งหลายรู้ว่าพระศาสดาเข้าสมาบัติ
แล้วก็พากันเข้าสมาบัติ. เนื้อพระตถาคตเจ้าประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ
ตลอด ๗ วัน เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร อันเตวาสิกทั้งหลาย ต่างบริโภคมูล
ผลาผลในป่า ในเวลาที่เหลือ ก็ยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้า.
ส่วนนันทดาบสไม่ยอมไปภิกขาจาร กั้นฉัตรดอกไม้ ยิ่งเวลาให้
ล่วงไปด้วยปีติสุขอย่างเดียวตลอด ๗ วัน. พระศาสดาตรัสสั่งพระสาวก
รูปหนึ่ง ผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ คือองค์ของภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีกิเลส และ
องค์แห่งภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคลว่า เธอจะกระทำอนุโมทนาถึงอาสนะที่
สำเร็จด้วยดอกไม้ แก่หมู่ฤๅษี. ภิกษุรูปนั้น มีใจยินดีแล้วดุจทหารผู้ใหญ่
ได้รับพระราชทานลาภใหญ่ จากสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิ (เลือก
สรร) เฉพาะพุทธวจนะ คือพระไตรปิฎก มาทำอนุโมทนา ในที่สุดแห่ง
เทศนาของภิกษุนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง.
หน้า 77
ข้อ 23
ในเวลาจบเทศนา ดาบส ๔๔,๐๐๐ ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว
พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออก ตรัสว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุ
มาเถิด. ผมและหนวดของดาบสเหล่านั้น อันตรธานไปในทันใดนั่นเอง.
บริขาร ๘ สวมใส่อยู่แล้วในกายครบถ้วน ดาบสเหล่านั้นเป็นดุจพระเถระ
ผู้มีพรรษา ๖๐ แวดล้อมพระศาสดาแล้ว. ส่วนนันทดาบสไม่ได้บรรลุ
คุณพิเศษ เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน. ได้ยินว่า นันทดาบสนั้นจำเดิมแต่เริ่มฟัง
ธรรม ในสำนักของพระเถระผู้อยู่อย่างปราศาจากกิเลส ได้เกิดจิตตุปบาท
ขึ้นว่า โอหนอ แม้เราพึงได้คุณอันสาวกนี้ได้แล้ว ในศาสนาของพระ-
พุทธเจ้าองค์หนึ่งผู้จักเสด็จอุบัติในอนาคตกาล.
ด้วย ปริวิตกนั้น นันทดาบสจึงไม่สามารถทำการแทงตลอดมรรค
และผลได้. แต่ท่านได้ถวายบังคมแด่พระตถาคตเจ้า ประคองอัญชลีแล้ว
ยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุ
ผู้กระทำอนุโมทนาถึงอาสนะที่ทำด้วยดอกไม้ ต่อหมู่ฤๅษีนี้ มีชื่ออย่างไร
ในศาสนาของพระองค์. พระศาสดาตรัสตอบว่า ภิกษุนั้นชื่อว่าถึงแล้วซึ่ง
ตำแหน่งเอตทัคคะ ในองค์แห่งภิกษุผู้อยู่อย่างไม่มีกิเลส และในองค์แห่ง
ภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคล. ท่านได้ทำความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ สักการะนี้ใดที่ข้าพระองค์ผู้เข้าไปทรงไว้ซึ่งฉัตรคือดอกไม้ ตลอด
๗ วัน กระทำแล้วด้วยอธิการนั้น ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่น
แต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงเป็นสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ ดุจ
พระเถระนี้ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด.
พระศาสดาทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูอยู่ว่า ความปรารถนา
ของดาบสนี้ จักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงตรวจดูอยู่ ทรงเห็นความ
หน้า 78
ข้อ 23
ปรารถนาของดาบสจะสำเร็จโดยล่วงแสนกัปไปแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อน
ดาบส ความปรารถนาของท่านจักไม่เป็นโมฆะ ในอนาคตกาลผ่านแสน-
กัปไปแล้ว. พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้น ความ
ปรารถนาของท่านจักสำเร็จในสำนักของพระพุทธเจ้า พระนามว่าโคดม
นั้น แล้วตรัสธรรมกถา ทรงแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์แล้วแล่นไปสู่
อากาศ.
นันทดาบสได้ยืนประคองอัญชลีแล้วอุทิศเฉพาะพระศาสดา และ
ภิกษุสงฆ์จนกระทั่งลับคลองจักษุ. ในเวลาต่อมา ท่านเข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสดาฟังธรรมตามกาลเวลา. มีฌานไม่เสื่อมแล้วทีเดียว ทำกาละไป
บังเกิดขึ้นพรหมโลก. และจุติจากพรหมโลกนั้นแล้วบวชอีก ๕๐๐ ชาติ
ได้เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็นวัตร. แม้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่ากัสสปะ ก็ได้บวชเป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจา-
คตวัตร ให้บริบูรณ์แล้ว. ได้ยินว่า ผู้ที่ไม่ได้บำเพ็ญวัตรนี้ ชื่อว่าจะ
บรรลุถึงความเป็นพระมหาสาวกไม่ได้เลย ก็คตปัจจาคตวัตรพึงทราบโดย
นัยที่ท่านกล่าวไว้ ในอรรถกถาที่มาแล้วทั้งหลายนั้นแล บังเกิดในภพ
ดาวดึงส์เทวโลก.
ก็นันทดาบสนั้น เสวยทิพยสมบัติด้วยสามารถแห่งการเกิด สลับ
กันไปในดาวดึงส์พิภพด้วยประการฉะนี้ จุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และเป็นเจ้าประเทศราชในมนุษย์โลก. นับได้
หลายร้อยครั้ง เสวยมนุษย์สมบัติอันโอฬาร ต่อมาในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. เกิดเป็นน้องชายของท่านอนาถบิณ-
ฑิกเศรษฐี ในเรือนสุมนเศรษฐี ณ กรุงสาวัตถี ได้มีนามว่า สุภูติ.
หน้า 79
ข้อ 23
สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้วใน
โลก. ทรงประกาศธรรมจักร เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ทรง
กระทำการอนุเคราะห์สัตว์โลก โดยการรับมอบพระวิหารเวฬุวันเป็นต้น
ในกรุงราชคฤห์นั้น อาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ในป่าสีตวัน. ครั้งนั้น
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ถือเอาเครื่องมือของผู้หมั่นขยันในนครสาวัตถี
สร้างเรือนของเศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ สดับข่าวการเสด็จอุบัติแห่งพระ-
พุทธเจ้า จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. ผู้เสด็จประทับอยู่ ณ ป่าสีตวัน ดำรง
อยู่แล้วในโสดาปัตติผลโดยการเฝ้าครั้งแรกทีเดียว แล้วทูลขอให้พระ-
ศาสดาเสด็จมากรุงสาวัตถีอีก. ให้สร้างพระวิหาร โดยการบริจาคทรัพย์
๑ แสน ไว้ในที่ห่างกันโยชน์หนึ่ง ๆ ในระยะทาง ๔๕ โยชน์ ถัดจาก
กรุงสาวัตถีนั้น มีที่สวนของพระราชกุมารทรงพระนามว่าเชตะ ประมาณ
๘ กรีส โดยมาตราวัดหลวง ด้วยการเอาทรัพย์ปูลาดไปเป็นโกฏิ ๆ. ใน
วันที่พระศาสดาทรงรับพระวิหาร สุภูติกุฎุมพีนี้ได้ไปพร้อมกับท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังเทศนา ได้มีศรัทธาบรรพชาแล้ว.
ท่านอุปสมบทแล้วทำมาติกา ๒ ให้คล่องแคล่ว ให้อาจารย์บอก
กรรมฐาน บำเพ็ญสมณธรรมในป่า เจริญวิปัสสนา มีเมตตาฌานเป็น
บาทบรรลุพระอรหันต์แล้ว. ก็เพราะเมื่อท่านแสดงธรรม ย่อมแสดงธรรม
ไม่เจาะจง ตามท่านองที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ท่านจึงได้นาน
ว่าเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก. เมื่อเที่ยวบิณฑบาต ก็เข้าฌาน
แผ่เมตตาไปทุก ๆ บ้าน ออกจากฌานแล้วจึงรับภิกษา. ด้วยคิดว่า โดย
วิธีนี้ทายกทั้งหลายจักมีผลมาก. เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่าเป็นผู้เลิศแห่ง
ทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย.
หน้า 80
ข้อ 23
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งลันเลิศ
อันประกอบด้วยองค์ ๒ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสุภูติเป็นผู้เลิศแห่ง
ภิกษุสาวกของเรา ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส พระสุภูติเป็นผู้เลิศแห่ง
ภิกษุสาวกของเราผู้เป็นทักขิไณยบุคคลดังนี้.
พระมหาเถระนี้ บรรลุพระอรหัตอันเป็นที่สุดของผลแห่งบารมีที่ตน
ได้บำเพ็ญมา เป็นผู้ฉลาดเปรื่องปราชญ์ในโลก เที่ยวจาริกไปตามชนบท
เพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ชนหมู่มาก ถึงกรุงราชคฤห์แล้วโดยลำดับ ด้วย
ประการฉะนี้.
พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสดับการมาของพระเถระแล้ว เสด็จเข้าไป
หา ทรงไหว้แล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ นิมนต์ท่านอยู่ในที่นี้แหละ ข้าพเจ้า
จะสร้างที่อยู่ถวายดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป. พระเถระเมื่อไม่ได้เสนาสนะก็ยัง
กาลให้ผ่านไปในอัพโภกาส (กลางแจ้ง). ด้วยอานุภาพของพระเถระ
ฝนไม่ตกเลย.
มนุษย์ทั้งหลาย ถูกภาวะฝนแล้งปิดกั้นคุกคาม จึงพากันไปทำการ
ร้องทุกข์ ที่ประตูวังของพระราชา. พระราชาทรงใคร่ครวญว่า ด้วยเหตุ
อะไรหนอแล ฝนจึงไม่ตก แล้วทรงพระดำริว่า ชะรอยพระเถระจะอยู่
กลางแจ้ง ฝนจึงไม่ตก แล้วรับสั่งให้สร้างกุฎีมุงด้วยใบไม้ถวายพระเถระ
แล้วรับสั่งว่า ท่านผู้เจริญ นิมนต์ท่านอยู่ในบรรณกุฎีนี้แหละ ไหว้แล้ว
เสด็จหลีกไป. พระเถระไปสู่กุฎีแล้วนั่งขัดสมาธิบนอาสนะที่ลาดด้วยหญ้า.
ในครั้งนั้น ฝนหยาดเม็ดเล็ก ๆ ตกลงมาทีละน้อย ๆ ไม่ยังสายธารให้
ชุ่มชื่นทั่วถึง.
ลำดับนั้น พระเถระประสงค์จะบำบัดภัยอันเกิดแต่ฝนแล้ง แก่ชาว
หน้า 81
ข้อ 23
โลก เมื่อจะประกาศความไม่มีอันตราย ที่เป็นวัตถุภายในและภายนอก
ของตน จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา ดังนี้. ความแห่งคำ
เป็นคาถามั่น ท่านกล่าวไว้แล้วเถรคาถานั่นแล.
ข้อว่า ก็เพราะเหตุไร พระมหาเถระเหล่านั้น จึงประกาศคุณของ
ตน ความว่า พระอริยะทั้งหลายมักน้อยอย่างยิ่ง พิจารณาถึงโลกุตตร-
ธรรมที่คนบรรลุแล้ว อันสงบประณีตอย่างยิ่ง ลึกซึ่งอย่างยิ่ง ที่ตนไม่
เคยบรรลุโดยกาลนานนี้ จึงประกาศคุณของตน เพื่อแสดงอุทานอันกำลัง
ปีติช่วยกระตุ้นเตือนให้อาจหาญ และเพื่อแสดงภาวะที่พระศาสนาเป็นธรรม
นำสัตว์ออกจากทุกข์. ด้วยอำนาจอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย พระ-
โลกนาถจึงทรงประกาศคุณของพระองค์ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย
ตถาคตผู้ประกอบด้วยทศพลญาณ เป็นผู้แกล้วกล่าในเวสารัชชญาณดังนี้
ฉันใด แม้คาถาม ก็เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ฉนนั้น.
ท่านได้บรรลุพระอรหัตผล และได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้
แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน แล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสวิทูเร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิมนฺตสฺส ความว่า ในที่ไม่ไกล คือ
ในที่ใกล้เคียง ได้แก่ ณ เชิงแห่งหิมวันตบรรพต. อธิบายว่า เป็นที่สัญจร
อันสมบูรณ์ด้วยคมนาคมแห่งเหล่ามนุษย์. บทว่า นิสโภ นาม ปพฺพโต
เชื่อมความว่า ได้มีภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหิน ว่าโดยชื่อ ชื่อว่า นิสภะ
เพราะประเสริฐที่สุดกว่าภูเขาทั้งหลาย. บทว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ
ความว่า ได้สร้างที่อยู่ด้วยดีให้เป็นอาศรม เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ของ
เราที่ภูเขานั้น. อธิบายว่า สร้างโดยอาการอย่างดี ด้วยสามารถแห่งกุฎีที่พัก
หน้า 82
ข้อ 23
กลางคืน ที่พักกลางวัน มีรั้วล้อมรอบเป็นต้น. บทว่า ปณฺณสาลา
สุมาปิตา ความว่า ศาลาที่มุงด้วยใบไม้ได้สร้างให้สำเร็จด้วยดี เพื่อเป็น
ที่อาศัยของเรา.
บทว่า โกสิโย นาม นาเมน ความว่า โดยนามที่มารดาบิดา
ตั้งให้ว่า โกสิยะ. มีเดชรุ่งเรือง คือมีเดชปรากฏ ได้ก็มีเดชกล้า.
เราผู้เดียวเท่านั้น เพราะไม่มีผู้อื่นเป็นเพื่อนสอง. เชื่อมความว่า เราเป็น
ชฎิลดาบสคือผู้ทรงไว้ซึ่งชฎา ไม่มีเพื่อนสอง คือเว้น จากดาบสคนที่ ๒
ในกาลนั้นเราอยู่ที่ภูเขา ชื่อว่า นิสภะ. บทว่า ผลํ มูลญฺจ ปณฺณญฺจ
น ภุญฺชามิ อหํ ตทา ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลที่เราอยู่ที่นิสภ-
บรรพตนั้น เราไม่ได้บริโภคผลไม้ เหง้ามันและใบไม้ที่เก็บจากต้น. เมื่อ
แสดงถึงข้อนั้นว่า เป็นเช่นนี้ จะเป็นอยู่ได้อย่างไร จึงกล่าวว่า ปวตฺตํ ว
สุปาตาหํ ดังนี้. เชื่อมความว่า ในกาลนั้นเราอาศัยใบไม้เป็นต้น ที่หล่น
เองในที่นั้น ๆ คือที่ตกไปตามธรรมดาของตน เป็นอาหารเลี้ยงชีพ อีก
อย่างหนึ่งบาลีว่า ปวตฺตปณฺฑุปณฺณานิ ดังนี้ก็มี. ความว่า เราอาศัยใบ
ไม้เหลืองที่หล่นเองเลี้ยงชีพ.
บทว่า นาหํ โกเปมิ อาชีวํ ความว่า เราแม้เมื่อจะสละชีวิต คือ
เมื่อทำการบริจาค ย่อมไม่ยังสัมมาอาชีวะให้กำเริบคือให้พินาศ ในการ
แสวงหาอาหาร มีมูลผลาผลเป็นต้น ด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า อาราเธมิ
สกํ จิตฺตํ ความว่า ย่อมยังจิตคือใจของคนให้ยินดี คือให้เลื่อมใส ด้วย
ความมักน้อยและสันโดษ. บทว่า วิวชฺเชมิ อเนสนํ ความว่า เราเว้นการ
แสวงหาอันไม่สมควร ด้วยอำนาจกรรมมีเวชกรรม และทูตกรรมเป็นต้น
ให้ห่างไกล. บทว่า ราคูปสํหิตํ จิตฺตํ ความว่า เมื่อใดคือในกาลใด
หน้า 83
ข้อ 23
จิตของเราสัมปยุตด้วยราคะย่อมเกิดขึ้น ในกาลนั้นเราพิจารณาตนด้วยตน
เอง คือพิจารณาด้วยญาณแล้วบรรเทา. บทว่า เอกคฺโค ตํ ทเมมหํ
ความว่า เราเป็นผู้มีอารมณ์ตั้งมั่น ในอารมณ์แห่งกรรมฐานอย่างหนึ่ง
ย่อมฝึกคือกระทำการทรมานจิตที่ประกอบด้วยราคะ.
บทว่า รชฺชเส รชฺชนีเย จ ความว่า ท่านกำหนัด คือคิดอยู่ใน
อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด คือในวัตถุมีรูปอารมณ์เป็นต้น. บทว่า
ทุสฺสนีเย จ ทุสฺสเส ความว่า ท่านขัดเคือง ในอารมณ์อันเป็นที่
ขัดเคือง คือในวัตถุอันกระทำความประทุษร้าย. บทว่า มุยฺหเส โมหนีเย
จ ความว่า ท่านเป็นผู้ลุ่มหลง ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
คือในวัตถุอันกระทำซึ่งความหลง. เชื่อมความว่า เพราะฉะนั้น เราย่อม
ฝึกตนอย่างนี้ว่า ท่านจงออกไปคือหลีกไปจากป่า คือจากการอยู่ป่า.
บทว่า ติมฺพรูสกวณฺณาโภ ความว่า พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมี
เหมือนผลมะพลับมีสีดังทองคำ. อธิบายว่า มีสีเหมือนทองชมพูนุท. คำ
ที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุภูติเถราปทาน
หน้า 84
ข้อ 24
อุปวาณเถราปทานที่ ๒ (๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง
[๒๔] พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรม
ทั้งปวง ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว.
มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต กระทำจิตกาธาร
อย่างสวยงามแล้วปลงพระสรีระ.
มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทำสรีรกิจเสร็จ
แล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้สร้างพระพุทธสถูปไว้.
ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้นสำเร็จด้วยทอง ชั้นที่ ๒
สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จ
ด้วยแก้วผลึก. ชั้นที่ ๕ ในพระพุทธสถูปนั้น สำเร็จด้วยแก้ว
ทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วยแก้วลาย ชั้นบนสำเร็จด้วยรัตนะ
ล้วน.
ทางเดินสำเร็จด้วยแก้วมณี ไพที่สำเร็จด้วยรัตนะ พระ-
สถูปสำเร็จด้วยทองล้วน ๆ สูงสุดหนึ่งโยชน์ เวลานั้น เทวดา
ทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า แม้พวกเราก็จัก
สร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่.
พระธาตุจะได้ไม่เรี่ยราย พระสรีระจะรวมเป็นอันเดียวกัน
เราทั้งหลายจักทำกุญแจใส่ในพระพุทธสถูปนี้.
เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่นให้เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประ-
การ (เทวดาทั้งหลายจึงนิรมิตพระสถูปให้สูงเพิ่มขึ้นอีกโยชน์
หน้า 85
ข้อ 24
หนึ่ง ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ) พระสถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่าง
ไสวขจัดความมืดได้.
นาคทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้น
ว่า มนุษย์และเทวดาได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว.
เราทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับเทวดาไม่
ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระโลกนาถ
ผู้คงที่.
นาคเหล่านั้น จึงร่วมกันรวบรวมแก้วอินทนิล แก้วมหา
นิล และแก้วมณีมีรัศมีโชติช่วงปกปิดพระพุทธสถูป พระ-
พุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้น สำเร็จด้วยแก้วมณี ล้วน สงสุด
๓ โยชน์ ส่งแสงสว่างไสวในเวลานั้น.
ฝูงครุฑมาประชุมร่วมปรึกษาในเวลานั้นว่า มนุษย์
เทวดาและนาคได้สร้างพระพุทธสถูปแล้ว. เราทั้งหลายอย่า
ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวก
เราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่.
ฝูงครุฑจึงได้สร้างสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และ
กุญแจก็เช่นนั้น ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปให้สูงอีก
โยชน์หนึ่ง.
พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์รุ่งเรืองอยู่ ยังทิศทั้งปวงให้
สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น และพวกกุมภัณฑ์ก็มา
ประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดา
ฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่
หน้า 86
ข้อ 24
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์
เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท.
แม้พวกเราก็จักสร้างสถูป ถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่
พวกเราจักปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวก
กุมภัณฑ์ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง.
เวลานั้น พระสถูปสูงสุด ๕ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวก
ยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้นในเวลานั้นว่า
เวลานั้น มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์ (และ) ครุฑ
ได้พากันสร้างสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์เป็นต้น
พร้อมกับเทวดาไม่ประมาท.
แม้พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวก
เราจักปกปิดพระพุทธเจดีต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์
จึงสร้างพระพุทธเจดีย์ ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลา
นั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์ สว่างไสวอยู่.
พวกคนธรรพ์พากันมาประชุมร่วมปรึกษากันในเวลานั้นว่า
สัตว์ทั้งปวง คือ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์และ
ยักษ์ พากันสร้างพระพุทธสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้ พวก
เรายังไม่ได้สร้าง แม่พวกเราก็จักสร้างสถูปถวายแด่พระโลก-
นาถผู้คงที่.
พวกคนธรรพ์จึงพากันสร้างไพที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอด
หน้า 87
ข้อ 24
ทั้งทางเดิน เวลานั้น พวกคนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วย
ทองคำล้วน.
ในกาลนั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๗ โยชน์ สว่างไสวอยู่
ไม่ปรากฏกลางคืน กลางวัน แสงสว่างมีอยู่เสมอไป.
พระจันทร์พระอาทิตย์พร้อมทั้งดาว ครอบงำรัศมีพระสถูป
นั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกลร้อยโยชน์โดยรอบ (พระ-
สถูป).
ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใดจะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่
ต้องขึ้นพระสถูป พวกเขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่ง
ที่พวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่าอภิสัมมตะ ยกธงหรือพวงดอกไม้
ให้ขึ้นไปในเบื้องสูง.
มนุษย์เหล่านั้นมองไม่เห็นยักษ์ เห็นแต่พวงดอกไม้ขึ้นไป
ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วก็กลับไป มนุษย์ทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ.
มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์ และเหล่าใดเลื่อมใส
ในพระศาสนา ต้องการจะเห็นปาหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป.
เวลานั้น เราเป็นคนยากไร้อยู่ในเมืองหังสวดี เราได้เห็น
หมู่ชนเบิกบาน จึงคิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุ
เช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้มีใจยินดี ไม่รู้จักอิ่มใน
สักการะที่ทำอยู่.
แม่เราก็จักทำสักการะแด่พระโลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจัก
เป็นทายาทในธรรมของพระองค์ในอนาคต.
หน้า 88
ข้อ 24
เราจึงต้องเอาเชือกผูกผ้าห่มของเราอันซักขาวสะอาดแล้ว คล้อง
ไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธงขึ้นไว้ในอากาศ.
ยักษ์อภิสัมมตะจับธงของเรานำขึ้นไปในอัมพร เราเห็นธง
อันลมสะบัด ได้เกิดความยินดีอย่างยิ่ง เรายังจิตให้เลื่อมใส
ในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้น
ได้สอบถามถึงผลในถารถวายธง.
ท่านยังความเพลิดเพลินและปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เรา
ว่า ท่านจักได้เสวยวิบากของธงนั้นในกาลทั้งปวง.
จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า
จักแวดล้อมท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
ดนตรี ๖ หมื่นและกลองเภรีอันประดับสวยงามจะประโคม
แวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
หญิงสาวแปดหมื่นหกพันผู้ประดับงดงาม มีผ้าและ
อาภรณ์วิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล หน้าแฉล้ม แย้มยิ้ม
มีตะโพกผึ่งผาย เอวบาง จักแวดล้อม (บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์
นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
ท่านจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป จักได้เป็น
จอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
ไพบูลย์โดยคณานับมิได้.
ในแสนกัป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ซึ่งทรง
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช เสด็จอุบัติในโลก ท่าน
หน้า 89
ข้อ 24
อันกุศลมูลตักเตือน เคลื่อนจากทวโลกแล้ว ประกอบด้วย
บุญธรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ
ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก ออกบวชในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าโคดม ท่านจักยังพระสัม-
พุทธเจ้า พระนามว่าโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐให้โปรดปราน
แล้ว จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่า อุปวาณะ.
กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้ว
เราเผากิเลสของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นแล่งไปแล้ว เมื่อ
เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ธงทั้งหลาย
จักยกขึ้นโดยรอบ ๓ โยชน์ทุกเมื่อ ในแสนกัปแต่กัปนี้ เรา
ได้ทำกรรมใดไว้ ในเวลานั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง
ชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุปวาณเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ
ฉะนี้แล.
จบอุปวาณเถราปทาน
หน้า 90
ข้อ 24
๒๒. อรรถกถาอุปวาณเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุปวาณเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
ท่านอุปวาณเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัย แห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูล
แห่งคนขัดสน บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน
เมื่อมนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์ และคนธรรพ์ทั้งหลาย
ต่างถือเอาพระธาตุของพระองค์มากกระทำพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะทั้ง ๗ สูง
๗ โยชน์ เขาได้เอาผ้าอุตราสงค์ของตน ซึ่งขาวสะอาดบริสุทธิ์ ผูก
ปลายไม้ไผ่ทำเป็นธงแล้วทำการบูชา. ยักษ์เสนาบดี นามว่า อภิสัมมตกะ
อันเทวดาทั้งหลายแต่งตั้งไว้ เพื่ออารักขาสถานที่บูชาพระเจดีย์ มีกายไม่
ปรากฏ ถือธงในอากาศการทำประทักษิณพระเจดีย์ ๓ รอบ. เขาเห็น
ดังนั้นได้เป็นผู้มีใจเลื่อมใสเกินประมาณ ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยว
ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ ได้นามว่า อุปวาณะ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในคราวทรง
รับมอบพระเชตวันวิหาร เป็นผู้ได้ศรัทธาบวชแล้ว กระทำกรรมใน
วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้อภิญญา ๖. ในกาลใดความ
ไม่ผาสุกได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลนั้น พระเถระได้น้อมนำน้ำร้อน
น้ำปานะ และเภสัช เห็นปานนั้นเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วย
เหตุนั้น พระโรคของพระศาสดานั้นจึงสงบ. พระศาสดาได้ทรงกระทำ
อนุโมทนาแก่ท่าน.
หน้า 91
ข้อ 24
ท่านได้บรรลุอรหัตผล ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึก
ถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิ
ว่า ปทุมตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. เชื่อมความว่า พระชินเจ้าคือ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงชนะมาร ๕ พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ถึงฝั่งคือ
โลกิยธรรม และโลกุตตธรรมทั้งปวงในที่นั้น บรรลุถึงที่สุดคือพระ-
นิพพาน ทรงโพลงพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ให้สว่างไสวดุจกองเพลิง
ทรงยังสัตว์โลกทั้งปวงให้สว่างไสวด้วยความโชติช่วงคือพระสัทธรรม เป็น
พระสัมพุทธะ คือเป็นผู้ตรัสรู้ดี ทรงปลุกหมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในความหลับ
คืออวิชา ให้ตื่นจากกิเลสนิทราพร้อมทั้งวาสนา ทรงมีพระเนตรเบิกบาน
เต็มที่ ดุจดอกบัวแย้มบาน ทรงปรินิพพาน คือปรินิพพานด้วยกิเลส
นิพาน ถึงสถานที่ใคร ๆ ไม่เห็น.
บทว่า ชงฺฆา ความว่า มีบันไดที่ผูกพันไว้ เพื่อประโยชน์แก่อัน
ตั้งไว้ซึ่งอิฐที่จะพึงก่อในเวลากระทำพระเจดีย์.
บทว่า สุโธตํ รชเกนาหํ ความว่า เราได้ทำผ้าอุตราสงค์ที่บุรุษผู้
ซักผ้าซักดีแล้วที่ปลายไม้ไผ่ แล้วโยนขึ้นไปให้เป็นธง อธิบายว่า ให้ยก
ขึ้นไว้ในอัมพรอากาศ. คำที่เหลือ รู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาอุปวสาณเถราปทาน
หน้า 92
ข้อ 25
ตีณิสรณาคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งการรับสรณะ ๓
[๒๕] เราเป็นคนบำรุงมารดาบิดา อยู่ในนครจันทวดีเวลานั้น
เราเลี้ยงดูมารดาบิดาของเราผู้ตาบอด เรานั่งอยู่ในที่ลับ คิด
อย่างนี้ในเวลานั้นว่า เราเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช.
โลกทั้งหลายอันความมืดมนอนธการปิดแล้ว ย่อมถูก
ไฟ ๓ กองเผา เมื่อเราเกิดแล้วในภพเช่นนี้ ไม่มีใครจะเป็นผู้
แนะนำ.
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก บัดนี้พระพุทธศาสนา
กำลังรุ่งเรือง สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจรื้อถอนตนขึ้นได้ เราจะรับ
สรณะ ๓ แล้วจะรักษาให้ บริบูรณ์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้ว
นั้น เราจะพ้นทุคติได้.
เราได้เข้าไปหาท่านพระสมณะชื่อนิสภะ อัครสาวกของ
พระพุทธเจ้าแล้ว ตรัสรณคมน์.
ในครั้งนั้นเรามีอายุได้แสนปี ได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์
ตลอด เวลาเท่านั้น เมื่อกาลที่สุดล่วงไป เราได้ระลึกถึงสรณ-
คมน์ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์.
เมื่อเรายังอยู่ในเทวโลก ประกอบแต่บุญกรรม เราอุบัติ
ณ ประเทศใด ๆ เราย่อมได้เหตุ ๘ ประการ คือในประเทศ
นั้น ๆ เราเป็นผู้อันเขาบูชาทุกทิศ ๑ เป็นผู้มีปัญญาคนกล้า ๑
เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตามเรา ๑ เราย่อมได้โภคสมบัติ
หน้า 93
ข้อ 25
ไม่ขาดสาย ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง. เป็นผู้มีปฏิภาณใน
ที่ทั้งปวง. เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร ๑ ยศของเราสูงสุด ๑.
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง อัน
นางอัปสรแวดล้อมเสวยสุขอันเป็นทิพย์.
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
เมื่อถึงภพสุดท้าย เราประกอบด้วยบุญกรรม เกิดในสกุล
พราหมณ์มหาศาล มั่งคั่งที่สุดในนครสาวัตถี.
เวลาเย็น (วันหนึ่ง)เราต้องการจะเล่น แวดล้อมด้วยพวก
เด็ก ออกจากนครแล้ว เข้าไปสู่สังฆาราม ณ ที่นั้นเราได้เห็น
พระสมณะผู้พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอุปธิ ท่านแสดงธรรมแก่เรา
และได้ให้สรณะแก่เรา.
เรานั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของเราได้ นั่งอยู่บน
อาสนะอันหนึ่งได้บรรลุอรหัต เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้
เจ็ดปี พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงรู้คุณของเราแล้ว ทรง
ประทานอุปสมบท ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราได้ถึง
สรณะ กรรมที่เราทำดีแล้วเพียงนั้น ได้ให้ผลแก่เรา ณ ที่นี้.
สรณะเรารักษาดีแล้ว ความปรารถนาแห่งใจเราตั้งไว้ดี
แล้ว เราได้เสวยยศทุกอย่างแล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
ท่านเหล่าใดมีความต้องการฟัง ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว
เราจักบอกความแห่งบทที่เราเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย.
หน้า 94
ข้อ 25
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก ศาสนาของพระชินเจ้า
เป็นไปอยู่ พระองค์ทรงตีกลองอมฤต อันเป็นเครื่องบรรเทา
ลูกศร คือความโศกได้ ท่านทั้งหลายพึงทำสักการะอันยิ่งใน
บุญเขตอันยอดเยี่ยม ตามกำลังของตน.
ท่านทั้งหลายจักพบนิพพาน ท่านทั้งหลายจงรับไตรสรณ-
คมน์ จงรับศีล ๕ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว จัก
ทำที่สุดทุกข์ได้ ท่านทั้งหลายจงยกเราเป็นสาวกอย่าง รักษาศีล
แล้ว แม้ทุกท่านก็จักได้บรรลุอรหัตโดยไม่นานเลย.
เราเป็นผู้มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโตปริยญาณ
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์ ขอ
ถวายบังคม จรณะของพระศาสดา ในกัปอันประมาณมิได้แต่
กัปนี้เราได้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลในการถึงสรณคมน์.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งขัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระตีณิสรณาคมนิเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน
หน้า 95
ข้อ 25
๒๓. อรรถกถาตีณิสรณคมนิยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระตีณิสรณคมนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร
พนฺธุมติยา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในพันธุมดีนคร ได้อุปัฏฐาก
มารดาและบิดาผู้บอด. วันหนึ่ง ท่านคิดว่า เราเมื่ออุปัฏฐากมารดาบิดาก็
จะไม่ได้บวช ถ้ากระไร เราจักยึดเอาสรณะ ๓ จักพ้นจากทุคติได้ด้วย
ประการนี้ ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหาพระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ชื่อว่านิสภะแล้วถือเอาสรณะ ๓. ท่านรักษาสรณะ๓นั้น
ตลอดแสนปี ด้วยกรรมนั้นเองจึงบังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เบื้องหน้าแต่
นั้นได้ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง ใน
พุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในสกุลมหาศาลในกรุงสาวัตถี รู้เดียงสาแล้ว
อายุ ๗ ขวบเท่านั้น แวดล้อมไปด้วยเด็กทั้งหลา ได้ไปยังสังฆารามแห่ง
หนึ่ง. ในที่นั้นพระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่ง แสดงธรรมแก่ท่านแล้วได้ให้
สรณะทั้งหลาย. ท่านถือเอาสรณะเหล่านั้น ระลึกถึงสรณะที่คนเคยรักษา
มา เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เธอ
ผู้บรรลุพระอรหัตแล้วอุปสมบท.
ท่านบรรลุพระอรหัตได้อุปสมบทแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของคน.
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส. จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
๑. บาลี เป็น ตีณิสรณาคมนิยเถราปทาน.
หน้า 96
ข้อ 25
นคเร พนฺธุมติยา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตุปฏฺาโก อหุํ
เชื่อมความว่า เราอุปัฏฐากเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ในพันธุมดีนคร.
บทว่า ตมนฺธการปิหิตา ความว่า ผู้อันความมืดคือโมหะปิดบัง
ไว้. บทว่า ติวิธคฺคีหิ ฑยฺหเร เชื่อมความว่า สัตว์ทั้งปวงถูกไฟ ๓ กอง
คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ เผาผลาญแล้ว
บทว่า อฏฺ เหตู ลภามหํ ความว่า เราได้เหตุ ๘ ประการ คือ
เหตุอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาตีณิสรณคมนิยเถราปทาน
หน้า 97
ข้อ 26
ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทานที่ ๔ (๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการรักษาเบญจศีล
[๒๖] เวลานั้น เราเป็นคนทำงานรับจ้างอยู่ในนครจันทวดี เรามัว
ประกอบในการนำมาซึ่งการงานของผู้อื่น จึงไม่ได้บวช โลก
ทั้งหลายถูกความมืดใหญ่หลวงปิดบังแล้ว ย่อมถูกไฟ ๓ กอง
เผา เราควรจะปลีกตัวออกไปด้วยอุบายอะไรหนอ.
ไทยธรรมของเราไม่มี และเราเป็นคนยากไร้ ทำงาน
รับจ้างอยู่ ถ้ากระไร เราพึงรักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์เถิด.
เราจึงเข้าไปหาพระภิกษุชื่อนี้นสภะ ผู้เป็นสาวกของพระมุนี
พระนามว่าอโนมทัสสี แล้วได้รับสิกขาบท ๕.
เวลานั้น เรานี้อายุแสนปี เรารักษาเบญจศีลให้บริบูรณ์
ตลอดเวลาเท่านั้น เมื่อเวลาใกล้ตายมาถึงเข้า ทวยเทพย่อม
ยังเราให้ชื่นชม (เชื้อเชิญเรา) ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ รถอันเทียม
ด้วยม้าพันหนึ่งนี้ปรากฏแล้วเพื่อท่าน.
เมื่อจิตดวงสุดท้ายเป็นไป เราได้ระลึกถึงศีลของเรา ด้วย
กรรมดีที่ได้ทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็น
จอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ ครั้ง แวดล้อมด้วย
นางอัปสรทั้งหลาย เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่.
และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้.
เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเคลื่อนจากเทวโลก มาเถิด
ในตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่งในนครเวสาสี.
หน้า 98
ข้อ 26
เมื่อศาสนาของพระชินเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่ มารดาและบิดา
ของเราได้รับสิกขาบท ๕ในเวลาเข้าพรรษา เราฟังเรื่องศีลอยู่
พร้อมกับมารดาบิดา จึงระลึกถึงศีลของเราได้ เรานั่งอยู่
บนอาสนะอันเดียว ได้บรรลุอรหัตแล้ว.
เราได้บรรลุอรหัตนับแต่เกิดได้ ๕ ปี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ
ทรงทราบคุณของเราแล้ว ได้ประทานอุปสมบทให้เรา เรา
รักษาสิกขาบท ๕ ให้บริบูรณ์แล้ว ไม่ได้ไปสู่วินิบาตเลย
ตลอดกัปหาประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรานั้นได้เสวยยศเพราะ
กำลังแห่งศีลเหล่านั้น.
เมื่อจะประกาศผลของศีลที่เราได้เสวยแล้ว โดยจะนำมา
ประกาศตลอดโกฏิกัป ก็พึงประกาศได้เพียงส่วนเดียว.
เรารักษาเบญจศีลแล้ว ย่อมได้เหตุ ๓ ประการ คือเรา
เป็นผู้มีอายุยืนนาน ๑ มีโภคสมบัติมาก ๑ มีปัญญาคมกล้า ๑.
เมื่อประกาศผลของศีลทั้งปวงกะหมู่มนุษย์อันมีประมาณ
ยิ่ง เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมได้ฐานะเหล่านี้.
พระสาวกของพระชินเจ้าทั้งหลาย ประพฤติอยู่ในศีล
หาประมาณมิได้ ถ้าจะพึงยินดีอยู่ในภพ จะพึงมีผลเช่นไร.
เบญจศีลอันเราผู้เป็นคนรับจ้าง มีความเพียรประพฤติแล้ว
เราพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงได้ในวันนี้ด้วยศีลนั้น ในกัปอัน
ประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรารักษาเบญจศีลแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่ง (การรักษา) เบญจศีล.
หน้า 99
ข้อ 26
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสันภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้
อภิญญา ๖ เราพึงทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปัญจสีลสมาทานิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบปัญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน
๒๔. อรรถกถาปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน
อปทานแห่งท่านพระปัญจสีลสมาทานิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า นคเร
จนฺทวติยา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เป็น
คนขัดสนตามสมควรแก่กุศลกรรมที่คนทำไว้ในภพก่อน จึงมีข้าวน้ำและ
โภชนะน้อย ทำการรับจ้างคนเหล่าอื่นเลี้ยงชีพ รู้ถึงโทษในสงสาร แม้
ประสงค์จะบวชก็มิได้บวช สมาทานศีล ๕ ในสำนักของท่านนิสภเถระ
สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี. รักษาศีลตลอดแสนปี
เพราะคนเกิดในกาลมีอายุยืน. ด้วยกรรมนั้นท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลมหาศาลในกรุง
สาวัตถี. เห็นมารดาบิดาสมาทานศีล ระลึกถึงศีลของตน เจริญวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัตบวชแล้ว.
หน้า 100
ข้อ 26
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทานด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร จนฺทวติยา ดังนี้.
บทว่า ภตโก อาสหํ ตทา ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลที่เราบำเพ็ญบุญ
เราเป็นคนรับจ้างคือเป็นผู้กระทำการงานเพื่อค่าจ้าง. บทว่า ปรกมฺมายเน
ยุตฺโต ความว่า เราประกอบแล้วคือกระทำแล้วซึ่งการทำการงานของผู้อื่น
เพื่อค่าจ้าง จึงไม่ได้บวชเพื่อประโยชน์แก่การหลุดพ้นจากสงสาร เพราะ
ไม่มีโอกาส.
บทว่า มหนฺธการปิหิตา ความว่า ผู้อันความมืดคือกิเลสใหญ่
ปิดกันไว้. บทว่า ติวิธคฺคีหิ ฑยฺหเร ความว่า อันไฟ ๓ กองกล่าวคือ
ไฟคือนรก ไฟคือเปรต ไฟคือสงสาร หมกไหม้อยู่. อธิบายว่า เราพึง
เป็นผู้ปลีกตนออกไปด้วยอุบายนั้น คือด้วยเหตุนั้น. อธิบายว่า ไทยธรรม
คือวัตถุที่ควรจะพึงให้มีข้าวและน้ำเป็นต้นของเราไม่มี เพราะไม่มีข้าว
และน้ำเป็นต้นนั้น เราจึงเป็นคนกำพร้าทุกข์ยาก ต้องทำการรับจ้าง
เลี้ยงชีพ. คำว่า ยนฺนูนาหํ ปญฺจสีลํ รกฺเขยฺยํ ปริปูรยํ ความว่า เราพึง
สมาทานศีล ๕ ให้บริบูรณ์. ถ้ากระไรแล้ว เราพึงรักษา คือคุ้มครองให้ดี
เจริญงาม.
บทว่า สฺวาหํ ยสมนุภวึ ความว่า เรานั้นเสวยยศใหญ่ในเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลายเนืองๆ ด้วยอานุภาพแห่งศีลเหล่านั้น. อธิบายว่า การ
ยกย่องผลของศีลเหล่านั้นแม้สิ้นโกฏิกัป พึงประกาศทำให้ปรากฏเพียง
ส่วนเดียวเท่านั้น. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน
หน้า 101
ข้อ 27
อันนสังสาวกเถราปทานที่ ๕ (๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษา
[๒๗] เราได้ปีติอย่างยิ่ง เพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มี
พระฉวีวรรณดังทองคำ พระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จดำเนิน
อยู่ในระหว่างตลาด เช่นกับเสาค่ายทอง มีพระลักษณะ
ประเสริฐ ๓๒ ประการ ดังดวงประทีปส่องโลกให้โชติช่วง
หาประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบ ฝึกพระองค์แล้ว ทรงความ
รุ่งเรือง.
เราถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า นิมนต์พระองค์ผู้มหามุนี
ให้เสวย พระมุนีผู้ประกอบด้วยกรุณาในโลก ทรงอนุโมทนา
แก่เราในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้ทรง
พระมหากรุณาพระองค์นั่น ทรงทำความชื่นชมอย่างยิ่งแล้ว
บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในเวลานั้น ด้วย
ผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ภิกษา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอันนสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอันนสังสาวกเถราปทาน
หน้า 102
ข้อ 27
๒๕. อรรถกถาอันนสังสาวกเถราปทาน
อปทานแห่งท่านพระอันนสังสาวกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณ-
วณฺณํ สมฺพุทธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล
แห่งหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้งดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เเละ
มณฑลแห่งพระรัศมีด้านละวา กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส
เชื้อเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้านำไปสู่เรือน ให้บริโภคอิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าว
และน้ำอันประเสริฐ. ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้นนั่นแล ท่านจุติจากอัตภาพ
นั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ ต่อจากนั้นเสวยเทวสมบัติและ
มนุษย์สมบัติบ่อยๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เลื่อมใส
ในพระศาสนาแล้วบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. ท่าน
ได้เป็นมีผู้นามปรากฏว่า อันนสังสาวกเถระ ด้วยอำนาจนามแห่งบุญที่ตน
ทำไว้ในกาลก่อน.
อยู่มาภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพวริตาปทานของตน ด้วยอำนาจอุทานว่า เราบรรลุพระอรหัต
ด้วยอานุภาพแห่งบุญสมภารนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า
สุณฺณวณฺณํ ดังนี้. ในคำนั้นมีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด
มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้นั้น
ชื่อว่ามีวรรณะเพียงว่าวรรณะแห่งทอง. ซึ่งพระสัมพุทธะคือพระสิทธัตถะ
ผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทองพระองค์นั้น. บทว่า คจฺฉนฺตํ
หน้า 103
ข้อ 27
อนฺตราปเณ ความว่า ผู้เสด็จไปอยู่ในระหว่างทางแห่งแถวร้านของ
พ่อค้าทั้งหลาย. บทว่า กญฺจนคฺฆิยสงฺกาสํ เชื่อมความว่า เห็นพระ.
สิทธัตถะเสมือนกับเสาระเนียดอันสำเร็จด้วยทอง มีพระลักษณะ ๓๒ คือ
สมบูรณ์ด้วย พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ผู้ยังโลกให้โชติช่วง คือผู้เป็น
ดุจประทีปส่องโลกทั้งสิ้นไม่มีประมาณคือเว้นจากประมาณ ไม่มีผู้ใดเปรียบ
คือเว้นจากผู้เปรียบเทียบ ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง ทรงไว้ซึ่งพระรัศมี
คือทรงไว้ซึ่งพระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ ได้รับปีติอย่างยิ่งคือสูงสุด. คำที่
เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั่นแล.
จบอรรถกถาอันนสังสาวกเถราปทาน
หน้า 104
ข้อ 28
ธูปทายเถราปทานที่ ๖ (๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธูป
[๒๘] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายธูปไว้ในพระคันกุฎีของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น ๆ เราย่อมเป็นที่รักของชนแม้ทั้งหมด นี้เป็นผล
แห่งการถวายธูป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายธูปใดในเวลานั้น ด้วย
ผลแห่งการถวายธูปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายธูป.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรา
ได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระธูปทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธูปทายกเถราปทาน
๒๖. อรรถกถาธูปทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระธูปทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ดูก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
หน้า 105
ข้อ 28
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล
ทำจิตให้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ กระทำการ
บูชาด้วยธูปเป็นอันมาก ที่ตนกระทำด้วยไม้จันทน์ กฤษณา และกระ-
ลำพักเป็นต้น. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสมบัติทั้ง ๒ คือในเทวดาและ
มนุษย์ เป็นผู้ควรบูชาในภพที่บังเกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด
ในเรือนแห่งตระกูลแห่งหนึ่ง บวชในพระศาสนา ด้วยอานุภาพแห่งกุศล
สมภาร เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต โดยชื่อปรากฏในที่ทุกสถาน
ว่า ธูปทายกเถระ เพราะได้กระทำบุญคือการบูชาด้วยธูป. ท่านได้บรรลุ
พระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะแสดง
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. ประโยชน์
กล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด สำเร็จ
บริบูรณ์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น พระนามว่าสิตธัตถะ อธิบายว่า
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะพระองค์นั้น ผู้ทรงคุณมีความ
เป็นผู้จำแนกแจกธรรมเป็นต้น ผู้ประเสริฐที่สุดโนโลก ผู้สูงสุดในโลก
ทั้งสิ้น. ผู้คงที่ คือผู้คงที่ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. คำที่
เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบธูปทายกเถราปทาน
หน้า 106
ข้อ 29
ปุลินปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการเกลี่ยทราย
[๒๙] เราขนเอาทรายเก่าที่โพธิมณฑลอันอุดม แห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสีออกทิ้ง แล้วเกลี่ยทรายอัน
สะอาดไว้.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทรายใด ด้วยผลการ
ถวายทรายนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายทราย.
ในกัปที่ ๕๓ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระราชาครอบครองคน
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีกำลังมาก มีพระนามว่ามหาปุลินะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปุลินปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุลินปูชกเถราปทาน
หน้า 107
ข้อ 29
๒๗. อรรถกถาปุลินปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุลินปูชกเถระ มีคำเรื่มค้นว่า วิปสฺสิสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง มีจิต
เลื่อมใสในพระศาสนา นำทรายเก่า ๆ ที่เนินแห่งเจดีย์และเนินโพธิ์ออก
แล้วเกลี่ยทรายขาวเสมือนกับเกล็ดแก้วมุกดาใหม่ ๆ แล้วประดับพวงมาลัย.
ด้วยกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพย์สมบัติในวิมานทองหลาย
โยชน์ รุ่งโรจน์ไปด้วยแก้วอันเป็นทิพย์ในที่นั้น จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เสวยมนุษย์สมบัติ
ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลหนึ่งที่สมบูรณ์
ด้วยสมบัติ เลื่อมใสในพระศาสนาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระ-
อรหัตแล้ว. ท่านปรากฏโดยนามที่เหมือนกันนามแห่งบุญที่ตนกระทำไว้ว่า
ปุลินปูชกเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนเกิดโสมนัส เมื่อจะแสดงปุพพจริตา-
ปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิปสฺสิสฺส ภควโต ดังนี้. ในคำนั้น ชื่อว่า
วิปสฺสี เพราะเห็นต่าง ๆ หรือชื่อว่า วิปสฺสี เพราะเห็นแจ้งแทงตลอด
หรือชื่อว่า วิปสฺสี เพราะเห็นประโยชน์ ต่างด้วยประโยชน์ตน และ
ประโยชน์ผู้อื่นเป็นต้นต่าง ๆ หรือชื่อว่า วิปสฺสี เพราะเห็นสภาวธรรม
หน้า 108
ข้อ 29
อันต่างโดยบัญญัติและปรมัตถ์เป็นต้นต่างๆ ที่ขนทรายเก่าๆ ทิ้งเกลี่ยทราย
ใหม่ ๆ อันขาวบริสุทธิ์ ที่ต้นโพธิ์อันสูงสุด คือที่โรงกลมแห่งโพธิพฤกษ์
อันสูงสุด. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปุลินปูชกเถราปทาน
หน้า 109
ข้อ 30
อุตติยเถราปทานที่ ๘ (๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการส่งข้ามฟาก
[๓๐] เวลานั้น เราเป็นจระเข้อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เรา
ขวนขวายหาเหยื่อของตน ได้ไปยังท่าน้ำ สมัยนั้น พระ-
สยัมภูผู้อัครบุคคลพระนามว่าสิทธัตถะ พระองค์ประสงค์จะ
เสด็จข้ามแม่น้ำ จึงเสด็จเข้ามาสู่ท่าน้ำ.
ก็เมื่อพระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง แม้เราก็มาถึงที่ท่าน้ำนั้น
เราได้เข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า เชิญ
เสด็จขึ้น (หลังข้าพระองค์) เถิด พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์
จักข้ามส่งพระองค์ ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์วิสัยของความ
เป็นบิดาแก่ข้าพระองค์เถิด พระมหามุนีเจ้าข้า พระมหามุนี
ทรงสดับคำทูลเชิญของเราแล้วเสด็จขึ้น (หลัง) เราร่าเริง มีจิต
ยินดี ได้ข้ามส่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นายกของโลก ที่ฝั่ง
แม่น้ำโน้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสิทธัตถะผู้นายกของโลก ทรง
ยังเราให้พอใจ ณ ที่นั้นว่า ท่านจักได้บรรลุอมตธรรม.
เราเคลื่อนจากกายนั่นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลกแวดล้อมด้วย
นางอัปสร เสวยสุขอันเป็นทิพย์อยู่ เราได้เป็นจอมเทวดา
เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๗ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็น
ใหญ่ในแผ่นดิน ๓ ครั้ง.
เราขวนขวายในวิเวก มีปัญญาและสำรวมแล้วด้วยดี
ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ข้ามส่งพระนราสภ ด้วย
หน้า 110
ข้อ 30
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการข้ามส่งพระ
นราสภ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระอุตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุตติยเถราปทาน
๒๘. อรรถกถาอุตติยเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุตติยเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า จนฺทภาคานทีตีเร
ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นจระเข้ในแม่น้ำ
ชื่อว่าจันทภาคา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ฝั่งแม่น้ำ มีจิต
เลื่อมใส ประสงค์จะนำไปสู่ฝั่ง จึงนอนที่ใกล้ฝั่งนั่นเอง. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าวางพระบาททั้งสองไว้บนหลัง เพื่ออนุเคราะห์แก่จระเข้นั้น. เธอ
ยินดี มีใจฟูขึ้น เกิดความอุตสาหะมากด้วยกำลังแห่งปีติ จึงว่ายตัดกระแส
น้ำ รีบนำพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่ฝั่งโน้น โดยเร็ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบความเลื่อมใสแห่งจิตของเธอ จึงทรงพยากรณ์ว่า จระเข้นี้ จุติจาก
หน้า 111
ข้อ 30
อัตภาพนี้แล้วจักบังเกิดในเทวโลก จำเดิมแต่นั้น เธอก็ท่องเที่ยวไปใน
สุคตินั่นเอง ในกัปที่ ๘๔ แต่ภัทรกัปนี้ จักบรรลุอมตนิพพาน ดังนี้แล้ว
ก็เสด็จหลีกไป.
เธอท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นแหละเหมือนอย่างนั้น ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี. พวกพราหมณ์
ได้ตั้งชื่อเธอว่า อุตติยะ. เธอเจริญวัยแล้ว คิดว่า เราจักแสวงหาอมตธรรม
จึงบวชเป็นปริพาชก วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปเฝ้าถวาย
บังคมแล้วฟังธรรม เป็นผู้ใดศรัทธา บวชในพระศาสนา เพราะความที่
ตนไม่ชำระศีลและทิฏฐิให้หมดจด จึงไม่อาจให้คุณวิเศษบังเกิดได้ เห็น
ภิกษุรูปอื่นยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้น พยากรณ์พระอรหัตผล จึงเข้าไปเฝ้า
พระศาสดาทูลขอโอวาทโดยสังเขป. ฝ่ายพระศาสดา ได้ประทานโอวาทแก่
เธอโดยสังเขปนั่นแล โดยนัยมีอาทิว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแล อุตติยะ เธอ
จงชำระเบื้องต้นนั่นแลให้หมดจด. เธอตั้งอยู่ในโอวาทเริ่มวิปัสสนาแล้ว.
เมื่อเธอเริ่มวิปัสสนาอาพาธเกิดขึ้นแล้ว เมื่ออาพาธเกิดขึ้น เธอเกิดความ
สังเวช ทราบถึงเรื่องการปรารภความเพียร จึงเจริญวิปัสสนาบรรลุพระ-
อรหัตแล้ว.
ท่านบรรลุพระอรหัตผล ตามสมควรแก่กุศลสมภารที่ได้บำเพ็ญมา
ด้วยประการฉะนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทภาคานทีตีเร ความว่าชื่อว่า จันทภาคานที
เพราะเปล่งแสงสว่างประกอบด้วยสิริอันกลมกลืนกับแสงสว่างแห่งดวง-
จันทร์ กระทำเสียงไหลไปตามพื้นทรายขาวสะอาด และเพราะสมบูรณ์ด้วย
หน้า 112
ข้อ 30
รัศมี และด้วยน้ำใสและมีรสอร่อย. เชื่อมความว่า เราได้เป็นจระเข้
อาศัยอยู่ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำจันทภาคานั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุํสุมาโร
ความว่า ชื่อว่า สุงสุมาระ เพราะกระทำการฆ่าฝูงปลาเล็ก ๆ ให้เป็นชิ้นเล็ก
ชิ้นน้อย ความว่า ปลาร้ายคือจระเข้ บทว่า สโภชนปสุโตหํ ความว่า
เราขวนขวายคือพยายามในโภชนะของตนคือในที่หาอาหารของตน. บทว่า
นทีติตฺถํ อคจฺฉหํ ความว่า ในกาลเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรา
ได้ไปถึงท่าแม่น้ำ.
บทว่า สิทฺธตฺโถ ตมฺหิ สมเย ความว่า ในกาลที่เราไปสู่ท่านั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะเป็นบุคคลเลิศ ประเสริฐสุดในหมู่
สัตว์ทั้งปวง แม้พระสยัมภู คือผู้เป็นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอุบัติ
แล้ว ปรารถนาจะข้ามฝั่ง คือเข้าถึงฝั่งแม่น้ำ. บทว่า เปตฺติกํ วิสยํ มยฺหํ
ความว่า การที่เรานำพระองค์ให้ข้ามจากแม่น้ำให้อันบิดาและปู่เป็นต้น
นำสืบกันมานั้น เป็นการข้ามไปแห่งมหานุภาพ อันเราให้สำเร็จเรียบ
ร้อยแล้ว. บทว่า มม อุคฺคชฺชนํ สุตฺวา เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้มหามุนี ทรงสดับคำเชื้อเชิญของเราเสด็จขึ้นแล้ว. คำที่เหลือง่ายทั้ง
นั้นแล.
จบอรรถกถาอุตติยเถราปทาน
หน้า 113
ข้อ 31
เอกัญชลิกเถราปทานที่ ๙ (๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการประนมอัญชลี
[๓๑] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้นี้พระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดัง
ทอง พระนานว่าวิปัสสี เลิศกว่าผู้นำหมู่ เป็นนระผู้แกล้ว-
กล้า ทรงแนะนำดี ทรงฝึกผู้ที่ยังมิได้ฝึก ผู้คงที่ ทรงมี
วาทะมาก มีมติมาก เสด็จดำเนิน ระหว่างตลาด จึงมีจิต
เลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ประนมอัญชลีไหว้.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ประนมอัญชลีไหว้อันใด
เวลานั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การประนมอัญชลีไหว้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกัญชลิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกัญชลิกเถราปทาน
หน้า 114
ข้อ 31
๒๙. อรรถกถาเอกัญชลิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเอกัญูชลิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสีกำลังเที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส ได้ยืน
ประคองอัญชลีอยู่แล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ควรแก่การบูชาในทุกสถาน เสวยสมบัติทั้งสอง ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เลื่อมใสในพระ-
ศาสนา บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว. ด้วยอำนาจ
แห่งบุญที่บำเพ็ญมาในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า เอกัญชลิกเถระ
ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เห็นบุพกรรมนั้น เหมือนผลมะขาม-
ป้อมอยู่ในฝ่ามือ เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สุวณฺณวณฺณํ ดังนี้. บทว่า วิปสฺสึ สตฺถวาหคฺคํ ความว่า ชื่อว่า
สัตถวาหะ เพราะนำพวกพ่อค้าเกวียนให้ข้ามกันดาร. อธิบายว่า ให้ข้าม
คือให้ข้ามขึ้น ให้ข้ามออก ให้ข้ามพ้น จากวาฬกันดาร โจรกันดาร ทุพ-
ภิกขกันดาร ยักขกันดาร อัปปภักขกันดาร (กันดารมีภักษาน้อย) ให้ถึง
ภูมิอันเป็นแดงเกษม. ใครนั้น ชื่อว่า เป็นหัวหน้าใหญ่แห่งพ่อค้า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ ชื่อว่าสัตถวาหะ ผู้นำพวกพ่อค้าเกวียน เพราะเป็นผู้
หน้า 115
ข้อ 31
เสมือนผู้นำพวก. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นย่อมยังเหล่าสัตว์ ผู้
ปรารถนาพระโพธิญาณ ๓ อย่าง ผู้ใดสร้างบุญสมภารไว้ให้ข้าม คือให้ขึ้น
ให้ข้ามออก ให้ข้ามพ้น จากชาติกันดาร จากพยาธิกันดาร จากมรณกันดาร
และจากโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสและอุปายาสกันดาร จากสงสารกันดาร
ทั้งปวง อธิบายว่า ให้ถึงบกคือพระนิพพาน. ชื่อว่า สตฺลวาหคฺโค เพราะ
ท่านเป็นผู้นำหมู่พ่อค้าเกวียนผู้เลิศ ประเสริฐและเป็นประธาน เชื่อมความ
ว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้นำหมู่พ่อค้าเกวียนผู้เลิศนั้น.
บทว่า นรวรํ วินายกํ ความว่า ซึ่งเป็นนระผู้แกล้วกล้าเพราะมีความบากบั่น.
ไม่ย่อหย่อน ในระหว่างแห่งนระทั้งหลาย. ซึ่งท่านผู้ชื่อว่านายกะ เพราะนำ
สัตว์ทั้งหลายผู้ได้สร้างบุญสมภารไว้โดยพิเศษ ให้ถึงนครคือนครนิพพานนั้น.
บทว่า อทนฺตทมนํ คาทึ ซึ่งท่านผู้ชื่อว่า ผู้ฝึกผู้อื่นผู้ยังไม่ฝึก
เพราะฝึกเหล่าสัตว์ผู้ไม่ได้ฝึก ด้วยกายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร
อันประกอบด้วยกิเลสมีราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้น ซึ่งผู้ชื่อว่าคงที่
เพราะประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐา-
รมณ์เป็นต้น. บทว่า มหาวาทึ มหมตึ ความว่า ผู้ชื่อว่า มหาวาที
เพราะมีปกติอยู่ด้วยบุคคลผู้ยิ่งกว่าคน ในระหว่างแห่งบุคคลผู้กล่าวถึงลัทธิ
ของตนและลัทธิของบุคคลอื่น มติอันใหญ่อันเสมอด้วยแผ่นดิน และเสมอ
ด้วยภูเขาสุเมรุของผู้ใดมีอยู่ ผู้นั้นชื่อว่ามีมติใหญ่. คำว่า มหามติ นั้น
เป็นตุลยาธิกรณพหุพพิหิสมาส โดยนัยมีอาทิว่า มหาวาท มหามตึ
สมฺพุทฺธํ ดังนี้. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกัญชลิกเถราปทาน
หน้า 116
ข้อ 32
โขมทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งกาลถวายผ้าโขมะ
[๓๒] เวลานั้น เราเป็นพ่อค้าอยู่ในนครพันธุมดี ด้วยการค้า
ขายนั้น เราได้เลี้ยงดูภริยา และก่อสร้างกุศลสมบัติ เราต้อง
การกุศล ได้ถวายผ้าโขมะผืนหนึ่งแด่พระศาสดาพระนามว่า
วิปัสสี ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่หลวง เสด็จดำเนินอยู่ในถนน.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เวลานั้น เราได้ถวายผ้าโขมะใด
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการถวายผ้า
โขมะในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่า สินธวสันทนะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ประการ เป็นใหญ่
ในทวีปทั้ง ๔.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโขมทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโขมทายกเถราปทาน
หน้า 117
ข้อ 32
๓๐. อรรถกถาโขมทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระโขมทยกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร พนฺธุ-
มติยา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง เจริญวัยเเล้ว เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา นับถือพระรัตนตรัยว่าเป็น
ของของเรา ฟังธรรมในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี มีใจ
เลื่อมใส ได้กระทำการบูชาด้วยผ้าไหม. ท่านได้กระทำผ้าไหมนั้นนั่นแล
ให้เป็นมูลค่า ทำบุญตลอดชีวิต จากนั้นก็บังเกิดในเทวโลก. เสวยทิพย-
สุขไปมาในเทวดา ๖ ชั้น จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยมนุษยสมบัติมี
อย่างต่าง ๆ มีจักรพรรดิเป็นต้น ในมนุษยโลก เมื่อบุญสมภารถึงความแก่
รอบแล้ว บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในพุทธุปบาทกาลนี้เจริญวัยแล้ว ฟัง
ธรรมในสำนักของพระศาสดาได้ศรัทธาแล้วบรรพชา เจริญวิปัสสนา ไม่
นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญที่ตนได้ทำไว้ว่า
โขมทายกเถระ.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของคน เกิดโสมนัส เมื่อจะแสดงปุพพจริตา.
ปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร พนฺธมติยา ดังนี้ . ในคำนั้น ญาติ
ท่านเรียกว่า พันธุ พวกพ้องอยู่สืบต่อกัน มาในนครใด นครนั้นท่านเรียก
หน้า 118
ข้อ 32
ว่า พันธุมดี. คำว่า โรเปมิ พีชสมฺปทํ ความว่า เราปลูก คือเริ่มตั้งพืช-
สมบัติ คือบุญ มีทานและศีลเป็นต้น.
จบอรรถกถาโขมททายกเถราปทาน
จบอรรถกถาสุภูติวรรคที่ ๓
จบอรรถกถาจตุภาณวาร
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุภูติเถราปทาน ๒. อุปวาณเถราปทาน ๓. ตีณิสรณาคมนิย-
เถราปทาน ๔. ปัญจสีลสมาทานิยเถราปทาน ๕. อันนสังสาวกเถรา-
ปทาน ๖. ธูปทายกเถราปทาน ๗. ปุลินปูชกเถราปทาน ๘. อุตติ-
เถราปทาน ๙. เอกัญชลิกเถราปทาน ๑๐. โขมทายกเถราปทาน.
คาถารวมทั้งหมดที่ท่านกล่าวไว้มี ๑๘๕ คาถา.
จบสุภูติวรรคที่ ๓
จบภาณวารที่ ๔
หน้า 119
ข้อ 33
กุณฑธานวรรคที่ ๔
กุณฑธานเถราปทานที่ ๑ (๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลกล้วย
[๓๓] เรามีจิตเลื่อมใส ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด ตรัสรู้เอง เป็นอัครบุคคล ซึ่งหลีกเร้นอยู่ตลอด ๗ วัน เรา
รู้เวลาที่พระองค์เสด็จออกจากที่หลีกเร้น ได้ถือผลกล้วยใหญ่
เข้ารูปถวายพระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าสัพพญญูผู้นำของโลก เป็นมหามุนี
ทรงยังจิตของเราให้เลื่อมใส ทรงรับไว้แล้วเสวย พระสัม-
พุทธเจ้า ผู้ทรงนำหมู่ชั้นยอดเยี่ยมเสวยแล้ว ประทับนั่งบน
อาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ยักษ์เหล่าใดประชุมกันอยู่ที่ภูเขานี้ และคณะภูตในป่า
ทั้งหมดนั้น จงฟังคำเรา ผู้ใดบำรุงพระพุทธเจ้าผู้เที่ยง ดัง
ไกรสรราชสีห์ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรา
กล่าว
ผู้นั้นจักได้เป็นท้าวเทวราช ๑๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง ในกัปที่แสน พระศาสดาทรงพระนาม
ว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นั้นได้ด่าสมณะทั้งหลายผู้มีศีล หาอาสวะมิได้ จักได้ชื่อ
(อันเหมาะสม ) ด้วยวิบากแห่งกรรมอันลามก.
หน้า 120
ข้อ 33
เขาจักได้เป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์
นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักเป็นพระสาวกมีชื่อว่ากุณฑธานะ.
เราประกอบเนือง ๆ ซึ่งความสงัด เพ่งฌาน ยินดีใน
ฌาน ยังพระศาสดาให้ทรงโปรดปราน ไม่มีอาสนะอยู่.
พระชินเจ้าอันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม ห้อมล้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงให้เรารับ
การแจกสลาก.
เราห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ถวายบังคมพระศาสดาผู้นำ
ของโลก เมื่อภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ได้รับสลากที่หนึ่งไว้
ข้างหน้าของผู้ประเสริฐ.
ด้วยกรรมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังหนุนโลกธาตุให้
หวั่นไหว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ใน
อัครฐานะ.
เรามีความเพียรอันนำซึ่งธุระ นำความเกษมจากโยคะมา
ให้ เราทรงกายเป็นที่สุดไว้ ในศาสนาของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุณฑธานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกุณฑธานเถราปทาน
หน้า 121
ข้อ 33
กุณฑธานวรรคที่ ๔
๓๑. อรรถกถากุณฑธานเถราปทาน
อปทานของท่านพระกุณฑธานเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สตฺตาหํ
ปฏิสลฺสีนํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ใน
กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมตตระ ท่านเกิดในเรือนมี
ตระกูลในพระนครหังสวดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยนัยที่กล่าวแล้ว
ในหนหลังนั่นแล. ฟังธรรมอยู่ เห็นภิกษุรูปหนึ่ง อันพระศาสดาทรงแต่ง
ตั้งไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศแห่งภิกษุผู้จับสลากก่อน ปรารถนาตำแหน่งนั้น
กระทำบุญสมควรแก่ฐานันดรนั้น ท่องเที่ยวไปแล้ว. ครั้นวันหนึ่งเขาได้
น้อมถวาย เครือกล้วยใหญ่สีเหลืองเหมือนจุณแห่งมโนศิลา แค่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว
ประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับเครือกล้วยนั้นแล้วเสวย.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเสวยราชสมบัติทิพย์ในหมู่เทพ ๑๑ ครั้ง ได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๔ ครั้ง เขากระทำบุญบ่อย ๆ อย่างนี้ แล้ว
ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นภุมมเทวดา ในกาล
ของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ.
ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าผู้ทรงอายุยืนทั้งหลาย. ย่อมไม่มีอุโบสถทุก ๆ
ถึงเดือน จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ได้
มีอุโบสถในระหว่าง ๖ ปี. ส่วนพระทศพลทรงพระนามว่ากัสสปะ สวด-
ปาติโมกข์ทุก ๆ ๖ เดือน. ในการสวดปาติโมกข์นั้น ภิกษุผู้เป็นสหาย
หน้า 122
ข้อ 33
กัน ๒ รูป ผู้อยู่ประจำ เดินไปด้วยคิดว่าจักกระทำอุโบสถ. ภุมมเทวดา
คนนี้ คิดว่าภิกษุ ๒ รูปนี้ รักกันแน่นหนาเหลือเกิน เมื่อมีผู้ทำลาย จะ
แตกกันหรือไม่หนอ. มองหาโอกาสเพื่อภิกษุทั้งสองอยู่ เดินไปไม่ห่างภิกษุ
ทั้งสองนั้นนัก. ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่ง ให้พระเถระอีกรูปหนึ่งถือบาตร
และจีวรไว้ เดินไปสู่ที่ ๆ มีน้ำสะดวก เพื่อขับถ่ายสรีระ ล้างมือล้างเท้า
แล้วออกจากที่ใกล้พุ่มไม้. ภุมมเทวดาแปลงเพศเป็นหญิงรูปงามเดินตาม
หลังพระเถระนั้น ไป ทำประหนึ่งสยายผมแล้วเกล้าใหม่ ทำประหนึ่งว่า
ปัดฝุ่นออกจากข้างหลัง และทำประหนึ่งว่านุ่งห่มผ้าสาฎกใหม่ เดินตาม
หลังพระเถระออกจากพุ่มไม้แล้ว. พระเถระผู้เป็นสหายยืนอยู่ ณ ส่วนช้าง
หนึ่ง เห็นเหตุนั้นแล้วเกิดโทมนัส คิดว่า บัดนี้ความรักที่ติดต่อกันมาเป็น
เวลานาน กับภิกษุนี้ฉิบหายแล้ว ถ้าเราพึงรู้ว่าเธอเป็นผู้มีกิเลสอย่างนี้
เราจักไม่ทำความคุ้นเคยกับภิกษุนี้ ตลอดกาลนานประมาณเท่านี้ เมื่อ
พระเถระมาถึงเท่านั้นก็กล่าวว่า นิมนต์รับเอาบาตรจีวรองท่านไปเถิด
ผู้อาวุโส เราไม่ปรารถนาจะร่วมทางกับผู้ที่ลามกเช่นท่าน. หทัยของภิกษุ
ผู้ลัชชีนั้น ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว ได้เป็นประหนึ่งถูกหอกที่คมกริบเสียบแล้ว.
ลำดับนั้น ลัชชีภิกษุนั้น จึงพูดกับ พระเถระผู้เป็นสหายว่า อาวุโส ท่าน
พูดอะไรเช่นนั้น เรายังไม่รู้อาบัติแม้เพียงทุกกฏตลอดเวลาที่ประมาณ
เท่านี้ ก็วันนี้ท่านกล่าวเราเป็นคนลามก ท่านเห็นอะไรหรือ ? พระเถระ
ผู้เป็นสหายจึงพูดว่า เรื่องอื่นที่เห็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ท่านออกมาใน
ที่เดียวกัน กับมาตุคามผู้ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วอย่างนี้หรือ. พระเถระผู้
ลัชชีกล่าวว่า อาวุโส เรื่องนี้ไม่มีแก่เราเลย เราไม่เห็นมาตุคามเห็นปานนี้
เลย. แม้เมื่อพระเถระผู้ลัชชีจะกล่าวอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง พระเถระนอกนี้ก็
หน้า 123
ข้อ 33
ไม่เชื่อถ้อยคำ ยึดถือเอาเหตุที่คนเห็นแล้วนั้นแหละว่าเป็นเรื่องจริง. ไม่
เดินทางเดียวกับภิกษุนั้น ไปสู่สำนักของพระศาสดาโดยทางอื่น.
ต่อแต่นั้นมา ถึงเวลาที่ภิกษุสงฆ์เข้าสู่โรงอุโบสถ ภิกษุนั้นเห็น
ลัชชีภิกษุนั้นในโรงอุโบสถ รู้ชัดแล้วก็ออกไปเสียด้วยคิดว่า ภิกษุเช่นนี้
มีอยู่ในโรงอุโบสถนี้ เราจักไม่กระทำอุโบสถร่วมกับเธอ ดังนี้แล้วได้ยืน
อยู่ในภายนอก. ลำดับนั้น ภุมมเทวดาคิดว่า เราทำกรรมหนักหนอ แล้ว
แปลงเพศเป็นอุบาสกแก่ไปยังสำนักของภิกษุนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ เหตุไฉนพระคุณเจ้า จึงยืนอยู่ในที่นี้. ภิกษุนั้นตอบว่า ดูก่อน
อุบาสก ภิกษุลามกรูปหนึ่งเข้าไปสู่โรงอุโบสถนี้. เราไม่กระทำอุโบสถ
ร่วมกับเธอ เราคิดดังนี้ จึงออกมายืนอยู่ข้างนอก. ภุนมเทวดา จึงพูดว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอยู่ถืออย่างนี้เลย ภิกษุนี้มีศีลบริสุทธิ์ ชื่อว่า
มาตุคามที่ท่านเห็นแล้ว คือข้าพเจ้าเอง. เพื่อจะทดลองไมตรีของท่าน
ทั้งสองว่า ไมตรีของพระเถระทั้งสองรูปนี้จะมั่นคงหรือไม่มั่นคงหนอดังนี้
ข้าพเจ้าผู้อยากดูความที่ท่านทั้งสองจะแตกไมตรีกันหรือไม่ กระทำกรรม
นั้นแล้ว. ภิกษุนั้นถามว่า ดูก่อนสัตบุรุษ ก็ท่านเป็นอะไร ภุมมเทวดา
ตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นภุมมเทวดาตนหนึ่ง. เทวบุตรเมื่อ
ชี้แจงเสร็จ ก็ไม่ดำรงอยู่ในทิพพานุภาพ หมอบลงแทบเท้าของพระเถระ
อ้อนวอนพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอดโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด
พระเถระไม่รู้โทษนั้น ขอท่านจงทำอุโบสถเถิด ดังนี้แล้วนิมนต์ให้พระ-
เถระเข้าไปสู่โรงอุโบสถ. พระเถระนั้น ได้กระทำอุโบสถในที่เดียวกัน ก่อน
และได้อยู่ในที่เดียวกันกับภิกษุนั้น ด้วยอำนาจความสนิทสนมอีก ทั้ง
หน้า 124
ข้อ 33
ไม่พูดถึงกรรมของพระเถระนี้. ส่วนพระเถระที่ถูกโจทบำเพ็ญวิปัสสนา
บ่อย ๆ บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ภุมมเทวดาไม่รอดพ้นจากภัยในอบายตลอด
ถึงพุทธันครหนึ่ง. ก็ถ้าในเวลาไร มาสู่ความเป็นมนุษย์ โทษที่กระทำ
ไว้ด้วยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอื่น ๆ จะหล่นทับถมเขาทีเดียว ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. เขาเกิดในสกุลพราหมณ์ ในนคร-
สาวัตถี คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า ธานมาณพ. ธานมาณพเจริญวัย
แล้ว เรียนไตรเพทฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาในเวลาแก่. มีศรัทธา
บวชแล้ว. จำเดิมแต่วันที่ท่านอุปสมบทแล้ว สตรีผู้ประดับแล้ว ตกแต่ง
แล้วนางหนึ่งจะปรากฏติดตามท่านอยู่เป็นนิตย์ อย่างนี้คือ เมื่อท่านเข้าบ้าน
ก็เข้าบ้านพร้อมกับท่าน เมื่อท่านออกก็ออกด้วย เมื่อท่านเข้าวิหารก็เข้า
ไปด้วย แม้เมื่อท่านยืนอยู่ก็ยืนอยู่ด้วย.
พระเถระไม่เห็นนางเลย. แต่ด้วยกรรมเก่าของท่าน นางจึงปรากฏ
แก่คนเหล่าอื่น สตรีทั้งหลายเมื่อถวายข้าวยาคู ถวายภิกษาในบ้านจะพากัน
พูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าวยาคูกระบวยหนึ่งนี้ สำหรับท่าน อีกกระบวย
หนึ่ง สำหรับหญิงผู้เป็นสหายของเราทั้งหลายคนนี้ ดังนี้แล้ว ทำการ
เย้ยหยัน. เป็นความลำบากอย่างยอดยิ่งแก่พระเถระ. สามเณรและภิกษุ
หนุ่มทั้งหลาย ก็พากัน ห้อมล้อมท่านผู้ไปสู่วิหาร พูดเยาะเย้ยว่า พระธานะ
มีเหี้ยเกิดแล้ว.
ครั้งนั้นท่านจึงเกิดมีนามเพิ่มว่า กุณฑธานเถระ ด้วยเหตุนั้นเอง
ท่านเพียรพยายามแล้วก็ไม่สามารถจะอดกลั้นความเยาะเย้ยอันสามเณรและ
ภิกษุหนุ่มเหล่านั้นกระทำอยู่ได้ เกิดบ้าขึ้นมาพูดว่า พวกท่านสิเป็นเหี้ย
หน้า 125
ข้อ 33
อุปัชฌาย์ของพวกท่านก็เป็นเหี้ย อาจารย์ก็เป็นเหี้ย. ลำดับนั้น ภิกษุ
ทั้งหลายกราบทูลฟ้องแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ-
กุณฑธานะกล่าวคำหยาบอย่างนี้ กับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย.
พระศาสดาตรัสสั่งให้เรียกพระกุณฑธานเถระมา ตรัสถามว่า ดูก่อนธานะ
ได้ยินว่า เธอกล่าวคำหยาบกับสามเณรทั้งหลายหรือ เมื่อพระกุณฑธานะ
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึง
ตรัสว่า เหตุไฉนเธอจึงกล่าวอย่างนี้. พระกุณฑธานะกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดกลั้นความลำบากเป็นประจำไม่ได้จึงกล่าว
อย่างนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่สามารถจะยังกรรมที่เธอ
ทำไว้ในก่อน ให้สลายไปได้จนถึงวันนี้ เธออย่ากล่าวคำหยาบเห็นปานนี้
อีก ดังนี้แล้วตรัสว่า
เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใคร ๆ ผู้ที่เธอกล่าวแล้วพึง
กล่าวตอบเธอ เพราะว่า ถ้อยคำแข่งดีให้เกิดทุกข์ อาชญา
ตอบพึงถูกต้องเธอ ถ้าเธอไม่ยังตนให้หวั่นไหวดุจกังสดาล
ถูกขจัดแล้ว เธอจักเป็นผู้ถึงพระนิพพาน ความแข่งดีย่อมไม่
มีแก่เธอ ดังนี้.
และชาวเมืองทั้งหลาย ก็กราบทูลความที่พระเถระนั้นท่องเที่ยวไป
กับมาตุคาม แม้แก่พระเจ้าโกศล. พระราชาส่งราชบุรุษไปด้วยตรัสว่า
ดูก่อนพนาย พวกท่านจงไป จงใคร่ครวญดู ดังนี้แล้ว แม้พระองค์เอง
ก็เสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระเถระ ด้วยบริวารจำนวนน้อย แล้วเสด็จประทับ
ยืนดูอยู่ แม้หญิงนั้นก็ปรากฏ เป็นเหมือนยืนอยู่ในที่ไม่ไกล. พระราชา
ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงพระดำริว่า เหตุนี้มีอยู่ จึงเสด็จไปยังที่หญิง
หน้า 126
ข้อ 33
นั้นยืนอยู่ เมื่อพระราชาเสด็จมา หญิงนั้นก็ทำเป็นเหมือนเข้าไปสู่บรรณ-
ศาลา อันเป็นที่อยู่ของพระเถระ.
แม้พระราชา ก็เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลานั้นแหละ พร้อมกับหญิง
นั้น ทรงตรวจดูทั่ว ๆ ไป ก็ไม่เห็น จึงเข้าพระทัยว่า นี้ไม่ใช่มาตุคาม
คงเป็นกรรมวิบากอย่างหนึ่งของพระเถระ แต่ก่อนแม้ถึงจะเสด็จเข้าไปใกล้
พระเถระก็ไม่ไหว้พระเถระ ครั้นทรงทราบว่าเหตุนั้นไม่เป็นจริง จึงเสด็จ
มาไหว้พระเถระแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้าไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตบ้างหรือ ? พระเถระ
ทูลว่า พอสนควรอยู่ มหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
กระผมเข้าใจคำพูดของพระคุณเจ้า เมื่อพระคุณเจ้าเที่ยวไปกับสิ่งที่ทำให้
เศร้าหมองเช่นนี้ ใครเล่าจะเลื่อมใส จำเดิมแต่นี้ไป พระคุณเจ้า ไม่ต้อง
มีกิจที่จะต้องไปในที่ไหนๆ โยมจะบำรุงพระคุณเจ้าด้วยปัจจัย ๔ ขอพระ-
คุณเจ้าจงอยู่ประมาทในโยนิโสมนสิการ ดังนี้แล้ว เริ่มถวายภิกษาเป็น
ประจำ พระเถระได้พระราชาเป็นผู้อุปถัมภ์ เป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์
เพราะมีโภชนะเป็นที่สบาย เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต จำเดิม
แต่นั้น หญิงนั้นก็หายไป.
ครั้งนั้น มหาสุภัททาอุบาสิกา อยู่ในเรือนแห่งตระกูลที่เป็นมิจฉา-
ทิฏฐิ ในอุคคนคร อธิฏฐานอุโบสถด้วยคิดว่า ขอพระศาสดาจงอนุเคราะห์
เราให้เป็นหญิงปราศจากกลิ่นดิบ ยืนอยู่บนพื้นปราสาทชั้นบน กระทำ
สัจจกิริยาว่า ขอดอกไม้เหล่านี้ ตั้งอยู่ในภายใน จงตั้งเป็นเพดาน ณ
เบื้องบนพระทศพล. ด้วยสัญญานี้ ขอพระทศพลจงรับ ภิกษาของเรา
พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐รูป ในวันพรุ่งนี้ แล้วเหวี่ยงดอกมะลิไป ๘ กำมือ.
หน้า 127
ข้อ 33
ดอกไม้ทั้งหลายลอยไปแล้ว ตั้งเป็นเพดาน ณ เบื้องบนของพระศาสดา
ในเวลาที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนา. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเพดาน
ดอกมะลินั้นแล้ว ทรงรับภิกษาของนางสุภัททาด้วยใจอย่างเดียว. ใน
วันรุ่งขึ้น เมื่ออรุณตั้งขึ้นแล้ว จึงตรัสกะพระอานนทเถระว่า ดูก่อน
อานนท์ วันนี้พวกเราจักไปภิกขาจารในที่ไกล. เธออย่าให้สลากแก่ภิกษุ
ที่เป็นปุถุชน จงให้สลากแก่ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้น พระเถระแจ้ง
แก่ภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสทั้งหลาย วันนี้พระศาสดาจักเสด็จภิกขาจาร
ในที่ไกล ภิกษุที่เป็นปุถุชนอย่ารับสลาก ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้นจง
รับสลากดังนี้ พระกุณฑธานเถระ. เหยียดมือออกไปก่อนทีเดียว โดย
พูดว่า อาวุโส ท่านจงนำสลากมา. พระอานนท์กล่าวว่า พระศาสดาไม่
ตรัสสั่งให้ให้สลากแก่ภิกษุเช่นท่าน ตรัสสั่งให้ให้แก่ภิกษุที่เป็นพระอริยะ
เท่านั้น ดังนี้แล้วเกิดปริวิตก ไปกราบทูลพระศาสดาแล้ว. พระศาสดา
ตรัสว่า จงให้สลากแก่ผู้ที่ขอ.
พระเถระคิดว่า ถ้าการให้สลากไม่ควรให้แก่พระกุฑธานะ. เมื่อเป็น
เช่นนั้น พระศาสดาพึงห้ามไว้ ในเรื่องนี้ชะรอยจักมีเหตุ จึงย้อนกลับไป
ด้วยคิดว่า เราจักให้สลากแก่พระกุฑธานะ. ก่อนแด่พระอานนท์จะมา
ถึงนั้นแหละ พระกุณฑธานเถระเข้าจุตตถานมีอภิญญาเป็นบาท ยืนอยู่
ในอากาศด้วยฤทธิ์ กล่าวว่า อาวุโส อานนท์ พระศาสดาทรงรู้จักเรา
พระศาสดาไม่ทรงห้ามภิกษุเช่นเรา ผู้จับสลากก่อนหรือหรอก ดังนี้ แล้วยื่น
มือไปจับสลาก, พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัติเหตุ แต่ง-
ตั้งถึงพระเถระไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้จับสลากก่อน.
เพระเหตุที่พระเถระนี้มีพระราชาเป็นผู้อุปถัมภ์ เพราะได้อาหารอันเป็นที่
หน้า 128
ข้อ 33
สบาย จึงมีจิตเป็นสมาธิกระทำกรรมในวิปัสสนา ได้อภิญญา ๖ เพราะ
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย. ภิกษุผู้เป็นปุถุชนเหล่าใด เมื่อไม่ได้คุณของ
พระเถระนี้ แม้ผู้เป็นอย่างนี้ว่า ในเวลานั้น ท่านจับสลากนี้ก่อนหรือหนอ.
เพื่อจะกำจัดความสงสัยของภิกษุเหล่านั้น พระเถระจึงเหาะขึ้นสู่อากาศ
แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ พยากรณ์พระอรหัตผล โดยอ้างพระอรหัตผล จึง
กล่าวคาถาว่า เธอจงตัดเครื่องผูก ๕ ประการ ดังนี้.
ท่านบรรลุพระอรหัต โดยสมควรแก่บุญสมภารที่บำเพ็ญมาแล้ว
อย่างนี้ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรม เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สตฺตาหํ ปฏิสลฺลีนํ ดังนี้. คำที่
เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากุณฑธานเถราปทาน
หน้า 129
ข้อ 34
สาคตเถราปทานที่ ๒ (๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
[๓๔] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่า โสภิตะ อัน
บริวารพร้อมด้วยศิษย์แวดล้อมแล้ว ได้ไปยังอาราม สมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้อุดมบุรุษ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จ
ออกจากประตูพระอารามแล้วประทับยืนอยู่.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ฝึกพระองค์แล้ว
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ผู้ฝึกตนแล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อม-
ใสแล้ว เชยชมพระองค์ผู้นำของโลกว่า ต้นไม้ทุกชนิดนั้น
งอกงามนี้แผ่นดิน ฉันใด สัตว์ผู้มีความรู้ ก็ฉันนั้น ย่อมงอก
งามในศาสนาของพระชินเจ้า.
องค์พระสัพพัญญูผู้ทรงนำหมู่แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรง
ถอนคนเป็นอันมากออกจากทางผิดแล้ว จรัสบอกทางที่ถูก.
พระองค์ฝึกพระองค์แล้ว แวดล้อมด้วยผู้เพ่งฌาน ทรง
มีความเพียร แวดล้อมด้วยผู้ส่งตนไปแล้ว ผู้สงบระงับและ
ผู้คงที่ ประดับด้วยบริษัท ย่อมงามด้วยพระญาณอันเกิดแต่บุญ
รัศมีของพระองค์รุ่งเรืองดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น.
พระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตตนะ ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่
ทอดพระเนตรเห็นเราผู้มีจิตเลื่อมใส ประทับยืนท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
พราหมณ์ได้ ยังความร่าเริงให้เกิดแล้ว สรรเสริญเรา
พราหมณ์นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัป.
หน้า 130
ข้อ 34
อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากสวรรค์ชั้นดุสิต
แล้วจักบวชในศาสนาของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
โคดม.
ครั้นบวชในศาสนาแล้ว จักได้ความยินดีและความร่าเริง
ก็เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสาคตะ.
เราบวชแล้วเว้นกรรมอันลามกด้วยกาย ละวจีทุจริต ยัง
อาชีพให้บริสุทธิ์ เราเป็นอยู่อย่างนี้ เป็นผู้ฉลาดในเตโชธาตุ
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ในมีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสาคตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสาคตเถราปทาน
๓๒. อรรถกถาสาคตเถราปทาน
อปทานของท่านพระสาคตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โสภิโต นาม
นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์
หน้า 131
ข้อ 34
แห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะทั้งปวง โดยนาม
ปรากฏนามว่า โสภิตะ ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ ผู้เรียนรู้มาก เรียนไวยากรณ์
แห่งสนิฆัณฑุศาสตร์ และเกฏุภศาสตร์ พร้อมด้วยประเภทแห่งอักขระ
มีอิติหาสศาสตร์เป็นที่ ๕ ผู้ชำนาญในโลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณ-
ศาสตร์. วันหนึ่ง ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ
ผู้งดงามด้วยสิริแห่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เสด็จไปอยู่โดยประตูพระอุทยาน
มีใจเลื่อมใสยิ่ง ได้กระทำการชมเชย ด้วยอุบายเป็นอเนก ด้วยการ
สรรเสริญคุณเป็นอเนก. ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้น
จึงทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคตเธอจักเป็นสาวกนามว่า สาคตะ
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนานว่าโคดม. จำเดิมแต่นั้นท่าน
สั่งสมบุญทั้งหลาย ดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิด
ในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติตลอดแสนกัป เสวยมนุษย์สมบัติในมนุษย์
ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง. มารดา
บิดาของท่านตั้งชื่อว่า สาคตะ เพราะท่านเจริญโสมนัส เกิดดีมาแล้ว.
ท่านเลื่อมใสในพระศาสนา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลโดยสมควรแก่บุญสมภารด้วยประการฉะนี้
แล้ว ได้รับตำแหน่งเอคทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรมของคนแล้ว เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สภิโต นาม นาเมน
ดังนี้.
เชื่อมความว่า ในคำนั้น ในกาลนั้น คือในสมัยที่บำเพ็ญบุญ
สมภาร เราได้เป็นพราหมณ์ โดยชื่อว่า โสภิตะ. บทว่า วิปถา อุทฺธริตฺวาน
ความว่า ยกขึ้น นำออกจากทางผิด คือทางชั่ว หรือจากนอกทาง ให้
หน้า 132
ข้อ 34
คุ้มครองไว้. บทว่า ปถํ อาจิกฺขเส ตุวํ ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญู
ผู้เจริญ พระองค์ทรงบอกคือตรัสแสดง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ซึ่งทาง
คือทางแห่งสัตบุรุษ ได้แก่อุบายเป็นเหตุบรรลุพระนิพพาน. คำที่เหลือ
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสาคตเถราปทาน
หน้า 133
ข้อ 35
มหากัจจายนเถราปทานที่ ๓ (๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการทาทองพระเจดีย์
[๓๕] เราได้ให้ทำแผ่นศิลาไว้แล้ว ได้เอาทองฉาบทาพระเจดีย์
ชื่อปทุม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นที่พึงของโลก พระ-
นามว่าปทุมุตตระ และได้กั้นฉัตรอันสำเร็จด้วยแก้ว แล้วเอา
พัดวาลวิชนีพัดถวายพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ผู้
คงที่.
ภุมเทวดามีประมาณเท่าไร มาประชุมกันทั้งหมดในเวลา
นั้น ด้วยความหวังว่า พระศาสดาจักตรัสผลแห่งอาสนะและ
ฉัตรแก้ว.
พวกเราจักฟังพระศาสดาตรัสทั้งหมดนั้น พึงยังคาน
ร่าเริงให้เกิดอย่างยิ่ง ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
พระสยัมภูผู้อัครบุคคล ประทับนั่งบนอาสนะทองแล้ว
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้
ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๑๐ กัป จักมี
รัศมีแผ่ไปโดยรอบตลอดร้อยโยชน์ มาสู้มนุษย์โลกแล้ว จักได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่า ปภัสสระ จักเป็นผู้มีเดช
อันรุ่งเรือง จักรได้เป็นกษัตริย์มีรัตนะ ๘ ประการโชติช่วงอยู่
โดยรอบ ทั้งกลางคืนกลางวัน ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น.
ในกัปที่แสน พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพ
ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอัน
หน้า 134
ข้อ 35
กุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิด จักเป็นบุตร
พราหมณ์ มีนามชื่อว่ากัจจานะ ภายหลังเขาบวชแล้ว จักตรัสรู้
ไม่มีอาสวะอยู่ พระโคดมผู้ส่องโลกให้โชติช่วง จักทรงตั้งไว้
ในตำแหน่งอันเลิศ.
ผู้นั้นจักกล่าวปัญหาที่ถูกถามแล้งโดยย่อให้พิสดาร และ
เมื่อกล่าวปัญหานั้น จักยังอัธยาศัยให้เต็ม พราหมณ์ผู้เป็น
อภิชาตบุตรในสกุลอันมั่งคั่ง เรียนจบมนต์ ละทรัพย์และ
ข้าวเปลือกแล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เมื่อถูกถามปัญหาแม้โดยย่อ เราก็กล่าวแก้ได้โดยพิสดาร
เราย่อมยังอัธยาศัยของชนเหล่านั้นให้เต็ม ย่อมยังพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ให้โปรดปราน.
พระมหาวีรเจ้าผู้ตรัสรู้เอง เป็นอัครบุคคล ทรงโปรดปราน
เรา ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงตั้งเราไว้ในเอต-
ทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบมหากัจจายนเถราปทาน
หน้า 135
ข้อ 35
๓๓. อรรถกถามหากัจจานเถราปทาน
อปทานของท่านพระมหากัจจานเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตระ
นาถสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลคฤห-
บดีมหาศาล เจริญวัยแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็น
ภิกษุรูปหนึ่ง อันพระศาสดาทรงคงไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้จำแนก
อรรถแห่งคำที่พระองค์ตรัสโดยย่อให้พิสดารได้ แม้ตนเองก็ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น ตั้งปณิธานแล้ว บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ท่องเที่ยวไป
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีภาคเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ เป็นวิทยาธรไปโดยอากาศ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
ณ ไพรสณฑ์ มีจิตเลื่อมใส ได้กระทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในสุคตินั่นเอง
ในกาลแห่งพระทศพล พระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลใน
กรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้กระทำการบูชา
ด้วยแผ่นอิฐอันสำเร็จด้วยทอง มีค่าแสนหนึ่ง ที่ฐานอันเป็นที่กระทำ
สุวรรณเจดีย์ ดังความปรารถนาว่า ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่ง
บุญกรรมนี้ ขอสรีระของเราจงมีวรรณะเพียงดังว่าสีแห่งทอง ในที่ ๆ ตน
เกิดแล้ว. แต่นั้นกระทำกุศลกรรมตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
หน้า 136
ข้อ 35
แห่งปุโรหิต ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี ในวันตั้งของท่าน
มารดาคิดว่า บุตรของเรามีวรรณะเพียงดังสีแห่งทอง ถือเอาชื่อของตนมา
จึงตั้งชื่อว่า กาญจนมาณพ นั่นเอง. ท่านเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท
โดยล่วงไปแห่งบิดา จึงได้ตำแหน่งปุโรหิต. ด้วยอำนาจโคตรท่านปรากฏ
นามว่า กัจจานะ. พระเจ้าจัณฑปัชโชต ทราบกาลเสด็จอุบัติแห่งพระ
พุทธเจ้า ทรงส่งสาสน์ไปว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านจงไปในที่นั้น
กราบเรียนให้พระศาสาดาทรงทราบ. ท่านมีตนเป็นที่แปดเข้าไปเฝ้าพระ-
ศาสาดา. พระศาสาดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว. ในที่สุดแห่งเทศนา
ท่านกับชน ๗ คน ดำรงอยู่ในพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ลำดับนั้น
พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิดดังนี้.
ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุเหล่านั้นมีผมและหนวดเพียงสององคุลี
ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันเสร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มี
พรรษาตั้งร้อย. พระเถระประนมมือของตนแล้ว กราบทูลพระศาสดา
อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์และฟังธรรม. พระเจ้าจัณฑปัชโชตปรารภจะถวาย
บังคมพระบาทของพระองค์และฟังธรรม. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุ เธอ
เท่านั้น จงเป็นผู้มีตนเป็นที่แปดไปในที่นั้น แม้เมื่อเธอไปแล้ว พระ-
ราชาจักเลื่อมใส. พระเถระมีตนเป็นที่แปด ไปในที่นั้น ยังพระ-
ราชาให้เลื่อมใส ให้พระศาสนาประดิษฐานในอวันตีชนบททั้งหลายแล้ว
กลับมาเฝ้าพระศาสดาอีกตามเดิม.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาได้ทรงตั้งไว้ใน
ตำแหน่งอันเลิศด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของ
เรา ผู้จำแนกอรรถที่เรากล่าวโดยย่อให้พิสดารนี้ มหากัจจานะเป็นเลิศ
หน้า 137
ข้อ 35
ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะแล้ว ระลึกถึงกรรมของตน เมื่อจะประกาศ
ปุพพวจริตาปทานจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรนาถสฺส ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ปทุมํ นาม เจติยํ ความว่า เพราะได้ปกปิดด้วย
ดอกปทุม และเพราะการทำด้วยอาการแห่งดอกปทุม วิหารคือพระ-
คันธกุฎีอันเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล ได้เป็นเจดีย์
โดยเป็นที่ควรบูชา ที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ท่านเรียกว่า
เจดีย์ เหมือนที่เขากล่าวว่า โคตมกเจดีย์ อาฬวกเจดีย์ สถานที่อยู่ของยักษ์
เหล่านั้น ท่านเรียกว่าเจดีย์ เพราะเป็นสถานที่ควรบูชา. พึงทราบว่า
ไม่ใช่เจดีย์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุ. ก็ท่านไม่ได้สร้างธาตุเจดีย์ เพราะ
ไม่มีสรีรธาตุ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังไม่ปรินิพพาน. บทว่า สิลาปฏํ
การยิตฺวา ความว่า ได้สร้างแผ่นศิลา อันสำเร็จด้วยแก้วผลึก ในภาย
ใต้แห่งพระคันธกุฎี อันมีชื่อว่าปทุมนั้น เพื่อเป็นที่รองรับดอกไม้.
บทว่า สุวณฺเณนาภิเลปยึ ความว่า เราได้ฉาบปกปิดแผ่นศิลานั้นด้วย
อาการพิเศษยิ่ง ด้วยทองชมพูนุท. เราได้ยกฉัตรอันแล้วด้วยรัตนะ คือ
ทำด้วยรัตนะ ๗ แล้วกั้นไว้บนยอด แล้วยกพัดวาลวิชนีและพัดบวรจามรี
ขาว เพื่อพระพุทธเจ้า. บทว่า โลกพนฺสฺส ตาทิโน ความว่า เราได้
กั้นไว้เพื่อพระพุทธเจ้าผู้พรั่งพร้อมด้วยคุณมีสติเป็นต้น เช่นกับเผ่าพันธุ์
แห่งโลกทั้งสิ้น. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามหากัจจานเถราปทาน
หน้า 138
ข้อ 36
กาฬุทายีเถราปทานที่ ๔ (๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวชั้นพิเศษ
[๓๖] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่ เสด็จดำเนินทางไกล เที่ยวจาริกไป ในเวลานั้น
เราได้ถือเอาดอกปทุม ดอกอุบล และดอกมะลิซ้อนอัน
บานงาม และถือข้าว (สุก) ชั้นพิเศษมาถวายแด่พระศาสดา.
พระมหาวีรชินเจ้า เสวยข้าวชั้นพิเศษอันเป็นโภชนะ
ดี และทรงรับดอกไม้นั้นแล้ว ทรงยังเราให้รื่นเริงว่า ผู้ใด
ได้ถวายดอกปทุมอันอุดม เป็นที่ปรารถนา เป็นที่ใคร่ในโลกนี้
แก่เรา ผู้นั้นทำกรรมที่ทำได้ยากนัก ผู้ใดได้บูชาดอกไม้ และ
ได้ถวายข้าวชั้นพิเศษแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง-
หลาย จงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติ ๑ ครั้ง ดอกอุบล ดอก
ปทุม และดอกมะลิซ้อน จะมีในเบื้องบนผู้นั้น ด้วยผลแห่ง
บุญนั้น ผู้นั้นจักสร้างหลังคาอันประกอบด้วยของหอมอันเป็น
ทิพย์รู้ในอากาศ จักทรงได้ในเวลานั้น จักได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักรดีเป็นพระชาในแผ่นดินครอบครอง
พสุธา ๕๐๐ ครั้ง.
ในกัปที่แสน พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งทรง
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้น
ปรารถนาในกรรมของตน อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็น
หน้า 139
ข้อ 36
บุตรผู้มีชื่อเสียง ทำความเพลิดเพลินให้เกิดแก่เจ้าศากยะ
ทั้งหลาย.
แต่ภายหลัง ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักบวช จัก
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะนิพพาน พระโคดมผู้
เผ่าพันธุ์ของโลก จักทรงตั้งผู้นั้นซึ่งบรรลุปฏิสัมภิทา ได้ทำ
กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ในเอตทัคคสถาน.
ผู้นั้นมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าอุทายี เรากำจัด
ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะได้แล้ว กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสนะอยู่ เรายังพระสัมพุทธเจ้าให้
ทรงโปรดปราน มีความเพียร มี่ปัญญา และพระสัมพุทธ-
เจ้าทรงเลื่อมใส ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกาฬทุายีเถราปทาน
หน้า 140
ข้อ 36
๓๔. อรรถกถากาฬถทายีเถราปทาน
อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุคตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ใน
หังสวดีนคร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้ง
ภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศของภิกษุทั้งหลายผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส
กระทำกรรมคือความปรารถนาที่ตั้งใจจริง อันเกิดแต่กรรมนั้น แล้ว
ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ท่านบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ในวันถือปฏิสนธิในพระครรภ์มารดาแห่งพระโพธิสัตว์ของเรา
ทั้งหลาย ท่านถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง
เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์นั้นเองแล. วันนั้นนั่นเอง เขาให้นอน
บนเทริดผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง แล้วไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์
สมบัติ ๗ คือ โพธิพฤกษ์ ราหุลมารดา ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ม้ากัณฐกะ
พระอานนท์ นายฉันทะ พระกาฬุทายี กับพระโพธิสัตว์ ได้ชื่อว่า
สหชาต เพราะเกิดขึ้นวันเดียวกัน. ครั้นในวันตั้งชื่อท่าน ญาติทั้งหลาย
ได้ตั้งชื่อท่านว่า อุทายี นั่งเอง เพราะชาวพระนครทั้งสิ้นเกิดความ
เบิกบานใจ. อนึ่ง ท่านปรากฏชื่อว่า กาฬุทายี เพราะมีธาตุดำน้อยหนึ่ง.
ท่านเล่นกับพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่เด็กจนถึงความเจริญวัย.
หน้า 141
ข้อ 36
ครั้นภายหลัง เมื่อพระโลกนาถเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรลุ
พระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้า
อาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน พระเจ้าสุทโธทนมหาราช
ทรงสดับข่าวนั้น จึงได้ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่ง มีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร
ด้วยรับสั่งว่า จงนำพระลูกเจ้าของเรามาในที่นี้. ท่านไปเฝ้าพระศาสดาใน
เวลาแสดงธรรม ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมแล้วพร้อมด้วยบริวาร บรรลุ
พระอรหัต.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสกะพวกเขาว่า พวก
เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่งเอง ท่านทั้งหมดนั้น ต่างทรงบาตร
และจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาตั้งร้อย. ก็
จำเดิมแต่กาลที่ท่านเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นพระอริยเจ้าผู้มี
ความวางเฉยเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่กราบทูลข่าวสาสน์ที่พระราชาส่งไป
แด่พระทศพล. พระราชามิได้ทรงสดับข่าวสาสน์. พระองค์จึงทรงส่ง
อำมาตย์อื่นอีกไปกับบุรุษ ๑,๐๐๐ คน. แม้เมื่ออำมาตย์นั้นปฏิบัติเหมือน
อย่างนั้น พระองค์ก็ทรงส่งอำมาตย์ ๘ คนแม้อื่นอีก ไปพร้อมกับบุรุษ
๘,๐๐๐ คน ด้วยอาการอย่างนี้. คนเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตได้เป็นผู้นิ่ง.
ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า คนมีประมาณเท่านี้ ไม่ได้
แจ้งอะไร ๆ เพื่อการเสด็จมาแห่งพระทศพลในที่นี้ เพราะไม่มีความรัก
ในเรา อุทายีนี้แลเป็นผู้มีวัยเสมอกับพระทศพล เคยเป็นเพื่อนแล่นฝุ่นด้วย
กัน และมีความรักในเรา เราจักส่งผู้นี้ไป จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาแล้ว
ตรัสว่า พ่อ พ่อจงมีบุรุษ ๑,๐๐๐ คนเป็นบริวาร ไปกรุงราชคฤห์นำพระ-
ทศพลมาดังนี้แล้วทรงส่งไป. ท่านทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าหม่อมฉัน
หน้า 142
ข้อ 36
จักได้บวชไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจะนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามาในที่นี้
เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่านจงทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนำพระลูกเจ้ามา
ท่านไปกรุงราชคฤห์ ยืนอยู่ที่ท้ายบริษัทในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม
ฟังธรรมไม่แล้ว พร้อมด้วยบริวารบรรลุพระอรหัต ตั้งอยู่ในเอหิภิกขุภาวะ
แล้ว.
ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงรอคอยเวลาอยู่ว่า บัดนี้ไม่เป็น
กาลเพื่อจะเสด็จไปนครแห่งตระกูลของพระทศพลก่อน แต่เมื่อจวนฤดูฝน
ไพรสณฑ์ผลิดอกออกผล จักเป็นกาลไปบนพานภูมิที่มีหญ้าเขียวสดเสมอ
ครั้นถึงฤดูฝน จึงพรรณนาถึงการไปสู่นครแห่งตระกูลของพระศาสดา จึง
ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้หมู่ไม้ทั้งหลาย มีดอกและ
ใบมีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลิผลผลัดใบเก่าร่วงหล่นไป หมู่ไม้
เหล่านั้นงามรุ่งเรืองดังเปลวไฟ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร
ใหญ่ เวลานี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่พระญาติ ข้าแต่
พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลายมีดอกบานงามดีน่ารื่นรมย์
ใจ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วทิศ โดยผลัดใบเก่า ผลิ
ดอกออกผล เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้
ขอเชิญพระพิชิตมารเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ฤดูนี้ก็เป็นฤดูที่ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอ
สบาย มีมรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลาย
จงได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหิณีอันมีหน้าในภายหลังเถิด
ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืชด้วยความหวังผล
หน้า 143
ข้อ 36
พ่อค้าผู้เที่ยวหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์
ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ด้วยความหวังผลอันใด ขอความหวังผล
อันนั้นจงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด ฤดูนี้ไม่หนาวนัก ไม่ร้อน
นัก ภิกษาหาได้ง่ายไม่อดอยาก พื้นดินก็มีหญ้าแพรกเขียวสด
ข้าแต่พระมหามุนี กาลนี้สมควรแล้วพระเจ้าข้า.
ชาวนาหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ ชาวนาไถนาบ่อย ๆ
แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อย ๆ
พวกยาจกเที่ยวขอบ่อย ๆ ผู้เป็นทานบดี ให้ทานบ่อย ๆ
ครั้นให้บ่อย ๆ แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ.
บุรุษผู้มีความเพียรมีปัญญากว้างขวาง เกิดในตระกูลใด
ย่อมยังตระกูลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน ข้าพระองค์
ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้ง-
หลาย ย่อมทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์
เกิดแล้วโดยอริยชาติ ได้สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์ สมเด็จ
พระบิดาของพระองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรง
พระนามว่า สุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้ามายาพระมเหสี
ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหาร
พระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์ เสด็จสวรรคต
ไปบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น
ครั้นสวรรคตจุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอัน
เป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคาริโน ความว่า ชื่อว่า อังคาร
หน้า 144
ข้อ 36
เพราะเหมือนเปลวเพลิง. ต้นไม้เหล่านั้นมีดอกและผลมีสีดังแก้วประพาฬ
แดงดังเปลวเพลิง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อังคาร. อธิบายว่า เกลื่อน
กล่นไปด้วยดอกคำ และดอกทองหลางมีสีแดงดังเปลวเพลิง คือด้วยฝน
คือเปลวเพลิง. บทว่า ทานิ แปลว่า ในกาลนี้. บทว่า ทุมา แปลว่า
ต้นไม้. บทว่า ภทนฺเต ท่านกระทำการลบ ท อักษรตัวหนึ่ง ว่า ภทนฺเต
แล้วกล่าวว่า ภทฺทํ อนฺเต เอตสฺส พระองค์ผู้มีความเจริญในที่สุด. ผู้
ประกอบด้วยคุณวิเศษ, ก็พระศาสดาผู้เป็นบุคคลผู้เลิศกว่าบุคคลผู้วิเศษ
ด้วยคุณทั้งหลาย เพราะบทว่า ภทนฺเต จึงเป็นอาลปนะ ร้องเรียกพระ-
ศาสดานั้นเอง, บทว่า ภทนฺเต นี้ เป็นปฐมาวิภัตติ เอ การันต์ เหมือน
ในประโยคเป็นต้นว่า สุคเต ปฏิกมฺเม สุเข ทุกเข ชีเว ดังนี้. แต่ในที่นี้
พึงเห็นว่า ลงในอรรถแห่งการตรัสรู้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
บทว่า ภทนฺเต เป็นบทอาลปนะ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทอื่นบทเดียว
มีอรรถเสมอด้วยภัททศัพท์. ชื่อว่า ผเลสิโน เพราะผลิผล. จริงอยู่ แม้
ในการไม่ตั้งใจ แต่กล่าวถึงการกระทำที่มีการตั้งใจ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้อันพระเถระทูลอาราธนาอย่างนี้แล้ว ทรงเห็นการบรรลุคุณวิเศษของคน
เป็นอันมาก ในการเสด็จไปในที่นั้น แวดล้อมไปด้วยพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐
รูป เสด็จจากกรุงราชคฤห์ เสด็จดำเนินสู่ทางไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ด้วย
สามารถแห่งการเสด็จไม่รีบด่วน. พระเถระไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ด้วยฤทธิ์ ยืน
อยู่บนอากาศข้างหน้าของพระราชา อันพระราชาเห็นเพศที่ไม่เคยเห็นจึง
ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร เมื่อจะแสดงว่า พระองค์ไม่รู้จักอาตมา ผู้เป็น
บุตรแห่งอำมาตย์ที่พระองค์ส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์
จงทรงทราบอย่างนี้แหละ จึงกล่าวคาถาว่า
หน้า 145
ข้อ 36
อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยี
ได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน
ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นโยมของพระบิดาแห่ง
อาคมภาพ ดูก่อนมหาบพิตรผู้โคตมะ พระองค์เป็นพระ-
อัยกาของอาคมภาพโดยธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ความว่า อาตม-
ภาพเป็นบุตรคือโอรสของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า. บทว่า อสยฺหสาหิโน
ความว่า ก่อนแต่ตรัสรู้ยิ่งเอง เพราะเว้นพระมหาสัตว์ คนอื่นไม่สามารถ
จะประกอบการแนะนำได้เพราะพระองค์ไม่มีข้าศึกศัตรูที่จะย่ำยี เป็นพระ-
โพธิสมภาร มีบุญญาธิการประกอบด้วยพระมหากรุณาสามารถอดกลั้นทน
ทาน. แม้อื่นจากนั้นไปคนอื่น ๆ ไม่สามารถจะย่ำยีครอบงำได้ เพราะ
พระองค์ทรงย่ำยีครอบงำข้าศึกคือมารทั้ง ๕ เสียได้ เพราะพระองค์ทรง
ทนทานต่อพุทธกิจ ซึ่งข้าศึกเหล่าอื่นไม่สามารถจะย่ำยีได้ กล่าวคืออนุ-
สาสนี ด้วยทิฏฐธัมนิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถ-
ประโยชน์ แก่เวไนยสัตว์ตามสมควร ด้วยการหยั่งรู้อันเป็นส่วนแห่ง
ธรรมสามัคคี มีการน้อมไปในการประพฤติอาสยานุสยญาณเป็นต้น หรือ
ชื่อว่าผู้ไม่มีผู้ใดจะย่ำยีได้ เพราพระองค์มีปกติกระทำแต่สิ่งที่ยังประโยชน์
ให้สำเร็จในที่นั้น ๆ. บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ ผู้มีสมบัติ มีศีลอัน
ประดับแล้วเป็นต้น. แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ผู้มีรัศมีแลบออก
จากพระอวัยวะน้อยใหญ่. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนามที่ ๒ คือ
อังคีรส และ สิทธัตถะ พระราชบิดานั่นเองทรงประทาน. บทว่า อปฺ-
ปฏิมสฺส แปลว่า ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน. ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะ
หน้า 146
ข้อ 36
ถึงลักษณะคงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. บทว่า ปิตุ ปิตา มยหํ
ตุวํสิ ความว่า แม้ท่านก็เป็นบิดาของบิดาของอาตมา ด้วยสามารถแห่ง
อริยชาติ แต่ว่าโดยโวหารของชาวโลกท่านเป็นบิดาของพระสัมมาสัมพุทธ-
เจ้า. ท่านเรียกพระราชาด้วยอำนาจชาติว่า สักกะ. บทว่า ธมฺเมน
ความว่า โดยสภาวะ คือโดยประชุมสภาวะแห่งทั้งสอง คือ อริยชาติ
โลกิยชาติ. เรียกพระราชาโดยโคตรว่าโคตมะ. บทว่า อยฺยโกสิ ท่านเป็น
อัยกา. แต่ในบทนี้ว่า พระเถระเมื่อกล่าวว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ เป็นต้น
ย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล.
ก็แลพระเถระ ครั้นพระราชาทรงทราบคนอย่างนี้แล้ว อันพระ-
ราชาทรงร่าเริงพอพระทัย ให้นั่งบนบัลลังก์อันควรแก่ค่ามาก บรรจุบาตร
ให้เต็มด้วยโภชนะ มีรสเลิศต่าง ๆ อันเขาจัดแจงไว้เพื่อพระองค์ ในเมื่อ
เขาถวายบิณฑบาตแล้วแสดงอาการที่จะไป. เมื่อถูกถามว่า ท่านขอรับ
เพราะเหตุไรท่านจึงปรารถนาจะไป จงบริโภคดูก่อนเถิด จึงทูลว่า อาตมา
จักไปสำนักพระศาสดาแล้วบริโภค. พระราชาตรัสถามว่า ก็พระศาสดาอยู่
ที่ไหน. ท่านทูลว่า พระศาสดามีภิกษุสองหมื่นรูปเป็นบริวาร เสด็จดำเนิน
ไปตามทางเพื่อทอดพระเนตรพระองค์. พระราชา. ท่านโปรดฉันบิณฑบาต
นี้ จักนำบิณฑบาตอื่นไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระราชาตรัสว่า
ท่านนำบิณฑบาตจากที่นี้ไปถวายพระองค์ ตลอดเวลาที่บุตรของเราจะถึง
นครนี้ พระเถระกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว แสดงธรรมแด่พระราชาและแก่
บริษัท เมื่อกระทำพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้น ก่อนแต่พระศาสดาจะเสด็จมา ให้
เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคตและในพระรัตนตรัย เมื่อคนทั้งหมดกำลังเลื่อมใส
หน้า 147
ข้อ 36
อยู่นั้นแล สละบาตรอันเต็มด้วยภัตที่ตนนำมาถวายแด่พระศาสดาไว้ใน
อากาศแม้ตนเองเหาะขึ้นสู่เวหาส แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปวางไว้ในพระ-
หัตถ์ของพระศาสดา. พระศาสดาเสวยบิณฑบาตนั้น. เมื่อพระผู้มีพระภาค-
เจ้าผู้ไปสู่ที่ระยะโยชน์หนึ่ง ทุก ๆ วัน ในหนทาง ๖๐ โยชน์จากกรุงราช-
คฤห์ ท่านได้นำบิณฑบาตถวายแด่พระองค์ด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า กาฬุทายีนี้ ยังชาวนิเวศน์ทั้งสิ้นแห่งบิดา
ของเราให้เลื่อมใส จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ยัง
ตระกูลให้เลื่อมใสว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้ยังตระกูล
ให้เลื่อมใส กาฬุทายีเป็นเลิศ.
ท่านบรรลุพระอรหัตโดยสมควรแก่บุญสมภารที่คนบำเพ็ญด้วยประ-
การฉะนี้ ได้รับเอตทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำนี้อาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส
พุทฺธสฺส ดังนี้. บทว่า อทฺธานํ ปฏิปนฺนสฺส ความว่า ผู้ดำเนินสู่ทางไกล
เพื่อไปสู่รัฐอื่น. บทว่า จรโต จาริกํ ตทา ความว่า ในกาลนั้นผู้เที่ยว
จาริกไปสู่มณฑลทั่ง ๓ คือ มณฑลภายใน มณฑลกลาง และมณฑล
ภายนอก เชื่อมความว่า ยึดเอาคือถือเอาความสำเร็จด้วยดี คือการตรัสรู้
ด้วยดีของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ ไม่ใช่ถือเอาเพียง
ดอกปทุมอย่างเดียว และเรายึดเอาดอกปทุมและดอกมะลิที่แย้มบานแล้ว
ถือเอาด้วยมือทั้งสองให้เต็ม. บทว่า ปรมนฺนํ คเหตฺวาน ความว่า เรา
ได้ถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลี อันสุกดีทั้งหมดมีรสอร่อยอย่างยิ่ง คือสูงสุด
ประเสริฐสุด ถวายให้พระศาสดาเสวย.
บทว่า สกฺยานํ นนฺทิชนโน ความว่า ให้ความเพลิดเพลินคือ
หน้า 148
ข้อ 36
ความยินดีเกิดขึ้น ด้วยสมบัติในการกล่าวเจรจาปราศรัยถึงการสูงขึ้น การ
แปรไปและความเป็นหนุ่มสาวแห่งรูป แห่งศากยราชตระกูล คือแห่ง
พระญาติทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า าติพนฺธุ ภวิสฺสติ
ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์อันเขาทราบ คือปรากฏ. คำที่เหลือมีอรรถง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน
หน้า 149
ข้อ 37
โมฆราชเถราปทานที่ ๕ (๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคมพระพุทธเจ้า
[๓๗] ก็พระผู้นี้พระภาคเจ้าผู้สยัมภู พระนามว่าอัตถทัสสี ไม่
ทรงแพ้อะไร ๆ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จดำเนินไปใน
ถนน เราแวดล้อมด้วยพวกศิษย์ทั้งหลายออกจากเรือนไป
ครั้นแล้วได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของโลกที่ถนน
นั้น.
เราได้ประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ถวายบังคมพระ-
สัมพุทธเจ้า ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว เชยชมพระองค์
นายกของโลก.
สัตว์ที่มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี
ประมาณเท่าใด สัตว์เหล่านั้นย่อมเข้าไปภายในพระญาณของ
พระองค์ทั้งหมด เปรียบเหมือนสัตว์ในน้ำเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
สัตว์เหล่านั้นย่อมติดอยู่ภายในข่ายของคนที่เอาข่ายตาเล็ก ๆ
เหวี่ยงลงในน้ำฉะนั้น.
อนึ่ง สัตว์ผู้มีเจตนาเหล่าใด คือ สัตว์ที่มีรูป และไม่มีรูป
สัตว์เหล่านั้นย่อมเข้าไปภายในญาณของพระองค์ทั้งหมด
พระองค์ทรงถอนโลกอันอากูล ด้วยความมืดนี้ขึ้นได้แล้ว.
สัตว์เหล่านั้นได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้าม
กระแสความสงสัยได้ โลกอันอวิชชาห่อหุ้มแล้ว อันความมืด
หน้า 150
ข้อ 37
ท่วมทับ ทรงกำจัดความมืดได้ ส่องแสงโชติช่วงอยู่ เพราะ
พระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงมีจักษุ เป็นผู้ทรงบรรเทา
ความมืดมนของสัตว์ทั้งปวง.
ชนเป็นอันมากฟังธรรมของพระองค์แล้ว จักนิพพาน
ดังนี้แล้ว เราเอาน้ำผึ้งรวงอันไม่มีตัวผึ้งใส่เต็มหม้อแล้ว ประ-
คองด้วยมือทั้งสอง น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระ-
มหาวีรเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง ทรงรับด้วยพระหัตถ์
อันงาม.
ก็พระสัพพัญญูเสวยน้ำผึ้งนั้นแล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่นภา-
กาศ พระศาสดาพระนามว่าอัตถทัสสีนราสภ ประทับอยู่ใน
อากาศ ทรงยังจิตของเราให้เลื่อมใส ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้
ว่า ผู้ใดชมเชยญาณนี้ และชมเชยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ และผู้นั้น
จักเสวยเทวรัชสมบัติ ๖๔ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราช
ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรรดิ
๕๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชเสวยสมบัติอยู่ใน
แผ่นดินนับไม่ถ้วน จักเป็นผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ รู้จบ
ไตรเพท.
จักบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม
จักพิจารณาอรรถอันลึกซึ้งอันละเอียดได้ด้วยญาณ.
หน้า 151
ข้อ 37
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าโมฆราช จัก
ถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ.
พระโคดมผู้ทรงเป็นยอดของผู้นำหมู่ จักทรงตั้งผู้นั้นไว้
ในเอตทัคคสถาน เราละกิเลสเครื่องประกอบของมนุษย์
ตัคเครื่องผูกพันในภพ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ
อยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธ-
เจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโมฆราชเถราปทาน
อปทานของท่านพระโมฆราชเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ตุ
ภควา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดา
ทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ทรงจีวรอันเศร้าหมอง
หน้า 152
ข้อ 37
หวังตำแหน่งนั้น จึงกระทำความปรารถนา กระทำบุญในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี บังเกิดในตระกูลพราหมณ์
อีก ถึงความสำเร็จในวิชาศิลปะ วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าอัคถทัสสี แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปตามถนน มีใจ
เลื่อมใสถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้า
ชมเชยด้วยอาการ ๖ อย่างมีอาทิว่า ยาวตา รูปิโน สตฺถา บรรจุภาชนะ
ให้เต็มแล้วน้อมน้ำผึ้งเข้าไปถวาย. พระศาสดาทรงรับน้ำผึ้งแล้ว ได้การทำ
อนุโมทนา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดเป็น
อำมาตย์ของพระราชาพระนามว่า กัฏฐวาหนะ ถูกพระราชานั้นส่งไป
เพื่อนำพระศาสดามา ไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บวช
แล้วบําเพ็ญสมณธรรมสิ้นสองหมื่นปี จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยว
ไปในสุคตินั้นเอง สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ ได้นามว่า โมฆราช ได้ศึกษาศิลปะในสำนักพาวรี
พราหมณ์ เกิดความสังเวช บวชเป็นดาบส มีดาบสพันหนึ่งเป็นบริวาร
ถูกส่งไปยังสำนักพระศาสดาพร้อมด้วยอชิตดาบสเป็นต้น เป็นที่ ๑๕ ของ
ดาบสเหล่านั้น ถามปัญหาในที่สุดแห่งการวิสัชนาปัญหาบรรลุพระอรหัต
ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทรงผ้าบังสุกุลอันประกอบด้วยผ้าเศร้าหมอง
โดยพิเศษทั้ง ๓ อย่าง คือเศร้าหมองด้วยศาสตรา. เศร้าหมองด้วยด้าย ๑
เศร้าหมองด้วยเครื่องย้อม ๑. ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้
ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรงไตรจีวรอันเศร้าหมอง.
หน้า 153
ข้อ 37
ท่านบรรลุพระอรหัตผล โดยสมควรแก่ความปรารถนา ด้วย
ประการฉะนั้นแล้ว เห็นบุพสมภารของตน เมื่อจะประกาศปุพพกัมมาปทาน
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถทสฺสี ตุ ภควา ดังนี้. คำทั้งหมดนั้น มีอรรถ
ดังทั้งนั้น. ไห หรือหม้อเขาเรียกว่าปุฏกะ ในบทว่า ปุฏกํ ปูรยิตฺวาน
ดังนี้. เชื่อมความว่า ท่านบรรจุหม้อให้เต็มด้วยน้ำผึ้ง อันปราศจาก
ไข่แมลงวันไม่มีโทษ บริสุทธิ์ ประคองหม้อนั้นด้วยมือทั้งสอง ถือเอา
โดยประการเอื้อเฟื้อ นำเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวง
คุณอันยิ่งใหญ่ คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโมฆราชเถรปทาน
หน้า 154
ข้อ 38
อธิมุตตกเถราปทานที่ ๖ (๓๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอ้อย
[๓๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคล
เสด็จนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส นิมนต์ภิกษุสงฆ์ เรา
ทำมณฑปด้วยอ้อยแล้ว นิมนต์สังฆรัตนะ ผู้ซื่อตรง มีจิต
ตั้งมั่นเป็นสงฆ์ผู้อุดม ให้ฉันอ้อย.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น ๆ เราย่อมครอบงำสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญ
กรรม.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ให้ทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่ง
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอ้อย.
คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญ-
ญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา
ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านอธิมุตตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอธิมุตตกเถราปทาน
หน้า 155
ข้อ 38
๓๖. อรรถกถาอธิมุตตเถราปทาน๑
อปทานของพระอธิมุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลก-
นาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ เมื่อพระ
โลกนาถพระนามว่าอัตถทัสสี ปรินิพพานแล้ว บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เลื่อมใสในพระรัตนตรัย นิมนต์ภิกษุสงฆ์ ให้ทำโรงปะรำด้วย
อ้อยทั้งหลาย แล้วบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไป ในทีได้ปรารถนาสันติบท.
ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใส
ในพระศาสนา เพราะท่านตั้งอยู่ในศรัทธา จึงปรากฏนามว่า อธิมุตตเถระ.
ท่านบรรลุพระอรหัต ด้วยอำนาจบุญสมภารที่ท่านทำไว้ด้วยลาการ
อย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถฺมหิ ดังนี้. คำ
ที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอธิมุตตเถราปทาน
๑. บาลีเป็นอธิมุตตกเถราปทาน.
หน้า 156
ข้อ 39
ลสุณทายกเถราปทานที่ ๗ (๓๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระเทียม
[๓๙] ในกาลนั้น เราเป็นดาบสอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์
เราอาศัยกระเทียมเลี้ยงชีวิต กระเทียมเป็นอาหารของเรา
เราใส่กระเทียมเต็มหาบแล้ว ได้ไปสู่อารามสงฆ์ เราร่าเริง
มีจิตโสมนัส ได้ถวายกระเทียมแก่สงฆ์.
ครั้นถวายกระเทียมแก่สงฆ์ ผู้ให้เกิดควานยินดีเหลือเกิน
ในศาสนาพระวีปัสสี ผู้เลิศกว่านรชนแล้ว ได้บันเทิงในสวรรค์
ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้กระเทียมใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกระเทียม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรา
ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระลสุณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่า ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบลสุณทานยกเถราปทาน
หน้า 157
ข้อ 39
๓๗. อรรถกถาลุสณทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระลสุณทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
ท่านลสุณทายกเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญทั้งหลาย ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครองเรือ ละเรือน
บวชเป็นดาบส อาศัยหิมวันตบรรพตอยู่ในป่า ปลูกกระเทียมเป็นอันมาก
เคี้ยวกินกระเทียมนั้น รากไม้และผลไม้ป่าอยู่. ท่านนำกระเทียมเป็นอันมาก
หาบมาสู่ถิ่นมนุษย์ เลื่อมใสถวายทานเพื่อเป็นเภสัชแก่ภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประธานแล้วไป, ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดชีวิตด้วยอาการ
อย่างนี้ ด้วยกำลังแห่งบุญนั้นนั่นแล แล้วท่องเที่ยวไปโนเทวดาและมนุษย์
เสวยสมบัติทั้งสอง เกิดแล้วในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยลำดับ ได้ศรัทธา
บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยอำนาจแห่ง
บุพกรรม ท่านจึงปรากฏนามว่า ลสุณทายกเถระ.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำนี้อาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. ในคำนั้นเชื่อม
ความว่า ในที่เป็นที่สัญจรไปแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ในที่สุดแห่งภูเขาหิมาลัย
ในกาลใดพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีทรงอุบัติขึ้น ในกาลนั้น
เราได้เป็นดาบส. บทว่า ลสุณํ อุปชีวามิ ความว่า ข้าพเจ้าได้ปลูก
กระเทียมแดงนั้นนั่นแลให้เป็นอาหารเลี้ยงชีพ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ลสุณํ มยฺหโภชนํ ดังนี้.
หน้า 158
ข้อ 39
บทว่า ขาริโย ปูรยิตฺวาน ความว่า บรรจุภาชนะของดาบสให้
เต็มวัยกระเทียมหาบไป ได้ไปยังสังฆารามคือที่เป็นที่อยู่ของสงฆ์ ได้แก่
ไปสู่วิหารอันเป็นที่อยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ ของสงฆ์ ใน ๓ กาล มีฤดูเหมนต์
เป็นต้น. บทว่า หฏฺโ หฏฺเน จิตฺเตน ความว่า เรายินดีได้ถวาย
กระเทียมแก่สงฆ์ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส.
บทว่า วิปสฺสิสฺส ฯ เป ฯ นิรตสฺสหํในศาสนาของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เลิศคือประเสริฐกว่านระทั้งหลาย. บทว่า
สงฺฆสฺส ฯ เป ฯ โมทหํ ความว่า ข้าพเจ้าถวายกระเทียมเป็นทาน
แก่สงฆ์แล้ว เสวยทิพยสมบัติตลอดอายุกัป ในเทวโลกอันเลิศด้วยดี.
บันเทิงแล้วในสวรรค์. อธิบายว่า เราเป็นผู้ยินดี. คำที่เหลือรู้ได้ง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาลสุณทายกเถราปทาน
หน้า 159
ข้อ 40
อายาตทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๘)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน
[๔๐] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐของพวกคน
ผู้กล่าว (ยกย่องตน) นิพพานแล้ว เราร่าเริง มีจิตโสมนัส
ได้ให้พระสถูปอันอุดม.
ในกาลนั้น เราร่าเริงมีจิตโสมนัส ให้คนไปบอกกับนาย
ช่างไม้ ให้ทรัพย์แล้ว จ้างให้ทำศาลาโรงฉัน.
เราอยู่ในเทวโลกตลอด ๘ กัปโดยไม่สับสนกันเลย ใน
กัปที่เหลือ เราท่องเที่ยว ไปสับสนกัน.
ยาพิษย่อมไม่กล้ำกรายในกายเรา และศาสตราไม่กระทบ
กายเรา เราไม่พึงตายในน้ำ นี้เป็นผลแห่งการสร้างศาลา
โรงฉัน.
เราปรารถนาฝนเมื่อใด มหาเมฆย่อมยังฝนให้ตกเมื่อนั้น
แม้เทวดาทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งบุญ
กรรม.
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
๓๐ ครั้ง ใคร ๆ ย่อมไม่ดูหมิ่นเรา นี้เป็นผลแห่งการบุญกรรม.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สร้างศาลาโรงฉันใด ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งกรรมสร้างศาลา
โรงฉัน.
หน้า 160
ข้อ 40
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอายาตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอายาตทายกเถราปทาน
๓๘. อรรถกดถาอายาคทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอายาคทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขีปรินิพพานแล้ว บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เลื่อมใสในพระศาสนา ได้จ้างนายช่างให้สร้างโรงฉันยาวอัน
เป็นที่รื่นรมย์ยิ่งนัก นิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้บริโภคอาหารอันประณีต ถวาย
มหาทานยังจิตให้เลื่อมใส. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ ท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั่นแล เสวยสมบัติทั้งสอง ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูล ได้ศรัทธาบวชแล้วเพียรพยายามเจริญวิปัสสนา
ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. ด้วยอำนาจบุญที่ท่านบำเพ็ญไว้ในกาล
ก่อน จึงปรากฏนามว่า อายาคทายกเถระ ดังนี้.
๑. บาลีเป็น อายาตทายกเถราปทาน.
หน้า 161
ข้อ 40
ท่านบรรลุพระอรหัต ด้วยอำนาจบุญสมภาร ที่ท่านบำเพ็ญมาด้วย
อาการอย่างนี้ ระลึกถึงกุศลกรรมที่คนบำเพ็ญในกาลก่อน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺเพเต ความว่า เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐสูงสุดในระหว่างแห่งศาสดาอื่น
ผู้กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว. บทว่า หฏฺโ
หฏฺเน จิตฺเตน ความว่า เราหรรษาร่าเริง มีจิตร่าเริงเพราะความ
ที่ตนมีจิตสัมปยุตด้วยโสมนัส ได้ไหว้คือนอบน้อมพระสถูปอันสูงสุด คือ
พระเจดีย์อันประเสริฐ.
บทว่า วฑฺฒกีหิ กถาเปตฺวา ความว่า ให้กล่าวประมาณการว่า
โรงฉันนี้มีประมาณเท่าไร. บทว่า มูลํ ทตฺวานหํ ตทา ความว่า ใน
ครั้งนั้น คือในกาลนั้น เราได้ให้ค่าจ้างแก่นายช่างไม้เหล่านั้น เพื่อ
ประโยชน์แก่การทำกรรม ยินดีคือมีจิตสัมปยุตด้วยโสมนัส ได้ก่อสร้าง
โรงฉันยาวรี. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอายาคทายกเถราปทาน
หน้า 162
ข้อ 41
ธัมมจักกิกเถราปทานที่ ๙ (๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการตั้งธรรมจักรบูชา
[๔๑] เราได้ตั้งธรรมจักนี้ ทำอย่างสวยงาม อันวิญญูชนชม
เชย (บูชา) ไว้ข้างหน้าอาสนะอันประเสริฐ แห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ.
เราย่อมรุ่งเรืองกว่าวรรณะทั้งสี่ มีคนใช้ พลทหารและ
พาหนะ คนเป็นอันมากย่อมติดตามห้อมล้อมเราเป็นนิจ
เราแวดล้อมด้วยคนตรีหกหมื่นทุกเมื่อ เราย่อมงามด้วยบริวาร
นี้เป็นผลแห่งบุญธรรม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ตั้งธรรมจักรใดบูชา ด้วย
กรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งธรรมจักร
บูชา.
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง มีพละมาก มีพระนามว่า
สหัสสราชา ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ได้มีปรากฏตลอด ๑๑ กัป
แต่กัปนี้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธัมมจักกิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธัมมจักกิกเถราปทาน
หน้า 163
ข้อ 41
๓๙. อรรถกถาธัมมจักกิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระธรรมจักกิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา สมบูรณ์ด้วยสมบัติมีโภคะมาก.
ท่านเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เกิดศรัทธา ได้สร้างธรรมจักรสำเร็จด้วย
รัตนะบูชาข้างหลังธรรมาสน์ในธรรมสภา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวย
สักกสมบัติและจักกวัตติสมบัติ ในที่ที่คนเกิดแล้วในเทวดาและมนุษย์. ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เกิด
ศรัทธา บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ปรากฏ
โดยนามที่เสมือนกับนามแห่งกุศลที่ท่านบำเพ็ญในกาลก่อนว่า ธัมมจักกก-
เถระ.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลโดยสมควรแก่บุญสมภาร ระลึกถึงบุพกรรม
ของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิ-
ว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า สีหาสนสฺส สมฺมุขา ความว่า
ในที่พร้อมหน้า คือในที่ตรงหน้าพุทธอาสน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
ประทับนั่ง. บทว่า ธมฺมจกฺกํ เม ปิตํ ความว่า เราได้แสดงรูปสีหะ
ทั้งสองข้าง โดยอาการดุจธรรมจักร สร้างกระทำให้เหมือนกระจกใน
ท่ามกลางตั้งธรรมจักรบูชา. เป็นอย่างไร ? เชื่อมความว่า ธรรมจักรที่
หน้า 164
ข้อ 41
วิญญูชน คือบุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย สรรเสริญ ชมเชย กระทำดีแล้วว่า
งามเหลือเกิน.
บทว่า จารุวณฺโณว โสภามิ ความว่า เราย่อมงาม คือไพโรจน์
ประดุจมีวรรณะดังทองคำ. บาลีว่า จตุวณฺเณหิ โสภามิ ดังนี้ก็มี. อธิบาย
ว่า เราย่อมงดงาม คือไพโรจน์ด้วยวรรณะ กล่าวคือ ชาติแห่งกษัตริย์
พราหมณ์ แพศย์ ศูทร. บทว่า สโยคฺคพลวาหโน ความว่า ประกอบ
ด้วยยานมีวอทองเป็นต้น เสวก คือหมู่พล มีเสนาบดีและอำมาตย์เป็นต้น
และด้วยพาหนะ กล่าวคือรถเทียมช้างและม้าเป็นต้น. เชื่อมความว่า ชน
เป็นอันมาก คือมนุษย์เป็นอันมาก ประกอบตามคือคล้อยตามเราแวดล้อม
ตลอดกาลเป็นนิตย์. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธัมมจักกิกเถราปทาน
หน้า 165
ข้อ 42
กัปปรุกขิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๐)
ว่าด้วยผลแห่งการตั้งตนกัลปพฤกษ์บูชา
[๔๒] เราได้คล้องผ้าอันวิจิตรหลายผืนไว้ตรงหน้าพระสถูปอัน
ประเสริฐของพระผู้มีพระภาคเจ้านานว่าสิทธัตถะ แล้วตั้งต้น
กัลปพฤกษ์ไว้.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ในกำเนิดนั้น ๆ ต้นกัลปพฤกษ์อันงาม ย่อมประดิษฐานอยู่
ใกล้ประตูเรา เวลานั้น เราเอง บริษัท เพื่อนและคนคุ้นเคย
ได้ถือเอาผ้าจากต้นกัลปพฤกษ์นั้นมานุ่งห่ม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ตั้งกัลปพฤกษ์ใดไว้ ด้วย
ธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งต้นกัลป-
พฤกษ์.
และในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ทรงพระนามว่าสุเจละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกัป ปรุกชิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกัปปรุกขิยเถราปทาน
หน้า 166
ข้อ 42
๔๐. อรรถกถากัปปรุกขิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกัปปรุกขิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการทั้งหลายในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลหนึ่งอันสมบูรณ์
ด้วยสมบัติ ให้สร้างต้นกัลปพฤกษ์อันสำเร็จด้วยทอง วิจิตรด้วยรัตนะ ๗
วางบูชาไว้ตรงหน้าพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ.
ท่านบำเพ็ญบุญเห็นปานนี้ ดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่อง
เที่ยวไปในสุคตินั่นแล ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลตาม
ลำดับ บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงการครองเรือน เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ฟังธรรมได้ศรัทธา อาราธนาพระศาสดา บวชแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหัต โดยนามแห่งกุศลที่ท่านเคยบำเพ็ญมาก่อน ท่านจึงปรากฏ
นามว่า กัปปรุกขิยเถระ ดังนี้.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า
สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า ถูปเสฏฺสฺส สมฺมขา ความว่า ซึ่ง
ผ้าอันวิจิตรในที่เฉพาะหน้าพระสถูปเจดีย์อันประเสริฐสูงสุด ได้แก่ผ้าอัน
เขานำมาแต่เมืองจีน และผ้าอันเขานำมาแต่เมืองแขกเป็นต้น อันน่า
รื่นรมย์ใจ ด้วยจิตอันไม่เสมอเหมือนด้วยสีเป็นอเนก. อธิบายว่า เราได้
ประดิษฐ์ต้นกัลปพฤกษ์ห้อยย้อยลงอยู่. คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากัปปรุกขิยเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๔
หน้า 167
ข้อ 42
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุณฑธานเถราปทาน ๒. สาคตเถราปทาน ๓. มหากัจจายน-
เถราปทาน ๔. กาฬุทายีเถราปทาน ๕. โมฆราชเถราปทาน ๖. อธิมุต-
ตกเถราปทาน ๗. ลสุณทายกเถราปทาน ๘. อายาตทายกเถราปทาน
๙. ธัมมจักกิกเถราปทาน ๑๐. กัปปรุกขิยเถรปทาน
และมีคาถา ๑๑๒ คาถา.
จบกุณฑธานวรรคที่ ๔
หน้า 168
ข้อ 43
อุปาลิวรรคที่ ๕
อุปาลิเถราปทานที่ ๑ (๔๑)
ว่าด้วยพระบาลีปรารภกรรมของตน
[๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วย
พระขีณาสพหนึ่งพัน พระองค์ทรงประกอบความสงัด เสด็จ
ไปเพื่ออยู่ในที่ลับ เรานุ่งห่มหนังสัตว์ ถือไม้เท้าสามง่าม
เที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก แวดล้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์.
จึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีเหนือ
เศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์
ผู้นำของโลกว่า
สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น
เกิดในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ย่อมเที่ยวไปใน
อากาศทุกเมื่อ ฉันใด
สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม
สัตว์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระ
องค์ทั้งหมด.
อนึ่ง กลิ่นหอมอันเกิดที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมวันต์อันเป็นภูเขา
สงสุด กลิ่นหอมทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยว ในศีล
ของพระองค์.
โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก แล่นไปสู่ความมืดมนใหญ่ โลก
หน้า 169
ข้อ 43
กำจัดความมืดได้ ส่องแสงโชติช่วงอยู่ เพราะพระญาณของ
พระองค์ เปรียบ เหมือนพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว โลกก็ถึง
ความมืด ฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ สัตว์โลกก็
ถึงความมืด ฉันนั้น.
เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ย่อมขจัดความมืดได้
ทุกเมื่อ ฉันใด พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าอันประเสริฐสุด ก็
ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น.
พระองค์ทรงส่งพระองค์ไปเพื่อความเพียร ได้เป็นพระ-
พุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ยินดีด้วยการปรารภกรรมของพระองค์.
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระผู้เป็นนักปราชญ์ ทรง
สดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนาแล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาศ
ดังพระยาหงส์ในอัมพร พระสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ใหญ่หลวง พระนามว่าปทุมุตตระผู้เป็นศาสดาของเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศ ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดชมเชยญาณอันประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ เรา
จักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เขาจักได้เป็น
ท้าวเทวราช ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอง
ครองพสุธา ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง
จักรได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณานับมิได้.
ในกัปที่แสน พระศาสดามีพระนาม ชื่อว่าโคดม ซึ่งมี
หน้า 170
ข้อ 43
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกการาช จักเสด็จอุบัติในโลก เขา
อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นผ้าต่ำ
โดยชาติ [มีชาติต่ำ] มีชื่อว่าอุบาลี.
และภายหลังเขาบวชแล้ว หน่ายกรรมอันลามกกำหนด
รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน.
พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร มียศใหญ่ จักทรงโปรด
ดังเขาไว้ในเอตทัคคสถานทางวินัย เราบวชด้วยศรัทธา ทำ
กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ไม่มี
อาสวะอยู่.
และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์เราว่า เราแกล้ว-
กล้าในวินัย เราปรารภในกรรมของตน ไม่มีอาสวะอยู่.
เราสำรวมในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระ-
วินัยอันเป็นบ่อเกิดรัตนะไว้ได้หมดทั้งสิ้น พระศาสดาผู้ไม่มี
ใครเทียบถึงในโลก ทรงรู้คุณของเราแล้ว ประทับนั่งในท่าม
กลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุปาลิเถราปทาน
หน้า 171
ข้อ 43
อุปาลิวรรคที่ ๕
๔๑. อรรถกถาอุปลาเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอุบาลีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ
ดังนี้.
ก็พระเถระนี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั่งหลายในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครอง
เรือน จึงละเรือนออกบวชเป็นฤๅษี ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘
สำเร็จการอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ. ทรงประสงค์วิเวก จึงเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ. ดาบส
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รุ่งโรจน์เหมือนพระจันทร์เพ็ญแต่ไกลเที่ยว มี
ใจเลื่อมใส กระทำหนังเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี ถวายบังคมแล้วยืนอยู่
นั่นแล ประนมมือไว้เหนือเศียร ชมเชยพระผู่มีพระภาคเจ้าด้วยอุปมา
มากหลาย ด้วยสดุดีเป็นอเนก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว
ทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคต ดาบสนี้ จักบวชในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีปัญญา
เฉียบแหลมในทางพระวินัย.
ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ มีฌานไม่เสื่อม บังเกิดในพรหมโลก.
ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เสวยสมบัติ. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นหลานของพระอุบาลีเถระใน
กรุงกบิลพัสดุ์. ท่านถึงความเจริญวัยโดยลำดับ บวชในสำนักของพระ-
อุบาลีเถระผู้เป็นลุง เรียนพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้
๑. ม. ภาคิเนยฺยอุปาลิเถราปทาน
หน้า 172
ข้อ 43
เป็นพระอรหันต์. ท่านเป็นผู้มีญาณเฉียบแหลม เพราะเหตุที่ตนอยู่ในที่
ใกล้อาจารย์. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศ
ว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของเราผู้มีปัญญาเฉียบแหลม
ในปัญหาพระวินัยนี้ ภาคิเนยยอุบาลีเป็นเลิศ.
ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน
เนื้อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จงกล่าวคำมีอาทิว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ
ดังนี้ ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าอาสวะ เพราะแล่นไปคือเป็นไปโดยรอบจด
ภวัคคพรหม. ชื่อว่า ขีณาสวา เพราะอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น
สิ้นไป เหือดแห้งไป ผากไปแล้ว อันเธอกำจัดแล้ว. ภิกษุผู้มีอาสวะสิ้น
แล้วเหล่านั้นนั่นแล มีประมาณ ๑,๐๐๐ คือมีพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป
เป็นประมาณ. ด้วยพระขีณาสพประมาณ ๑,๐๐๐ นั้น. เชื่อมความว่า
พระโลกนาถแวดล้อมไปด้วยภิกษุผู้ขีณาสพเหล่านั้น ผู้ยังโลกให้ถึงพระ-
นิพพาน ประกอบเนือง ๆ ซึ่งวิเวก ย่อมเสด็จไปเพื่อหลีกเร้น คือเพื่อ
ความเป็นผู้โดดเดี่ยว.
บทว่า อชิเนน นิวตฺโถหํ ความว่า เราอัน หนังมฤคปิดบังไว้
อธิบายว่า นุ่งหนังสัตว์. บทว่า ติฑณฺฑปริธารโก ความว่า ถือเอาท่อน
ไม้ ๓ อัน เพื่อวางคนโทน้ำทรงไว้. เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระองค์
ผู้นำโลกผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์. คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุปลิเถราปทาน
หน้า 173
ข้อ 44
โสณโกฏิยเวสสเถราปทานที่ ๒ (๔๒)๒
ว่าด้วยผลแห่งการทำที่จงกรม
[๔๔] เราได้ให้ทำที่จงกรม ซึ่งทำการฉาบทาด้วยปูนขาว ถวาย
แด่พระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่
เราได้เอาดอกไม้ต่าง ๆ สี ลาดบนที่จงกรม ทำเพดานบน
อากาศ แล้วทูลเชิญพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดให้เสวย.
เวลานั้น เราประนมอัญชลี ถวายบังคมพระองค์ผู้มีวัตร
อันงาม แล้วมอบถวายศาลารีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดายอดเยี่ยมในโลก มี
พระจักษุ ทรงรู้ความดำริของเรา จึงอนุเคราะห์รับไว้.
พระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในโลก พร้อมทั้ง
เทวโลก ครั้นทรงรับแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์
แล้ว ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีจิตโสมนัส ได้ถวายศาลารีแก่เรา เราจักพยากรณ์
ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง จักปรากฏแก่ผู้นี้ผู้พร่องเพรียง
ด้วยบุญกรรม ในเวลาใกล้ตาย
ผู้นี้จักไปสู่เทวโลกด้วยยานั้น เทวดาทั้งหลายจักพลอย
บันเทิง ในเมื่อผู้นี้ไปถึงภพอันดี วิมานอันควรค่ามาก เป็น
วิมานประเสริฐ ฉาบทาด้วยเครื่องทาอันสำเร็จด้วยรัตนะ
ประกอบด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ จักครอบงำวิมานอื่น.
๑. อรรถกถาว่า โสณโกฬิวิสเถราปทาน.
หน้า 174
ข้อ 44
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็น
ท้าวเทวราชตลอด ๒๕ กัป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ถึง ๗๗ ครั้ง พระเจ้าจักรพรรดินั้นแม้ทั้งหมดมีพระนาม
อย่างเดียวกันว่า ยโสธระ.
ผู้นี้ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว ก่อสร้างสั่งสมบุญ จักได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิใน ๒๗ กัป [อีก]
แม้ในภพนั้น จักมีวิมานอันประเสริฐ ที่วิสสุกรรมเทพ-
บุตรนิรมิตให้ ผู้นี้จักครองบุรีซึ่งมีเสียง ๑๐ อย่างต่าง ๆ กัน.
ในกัปจะนับประมาณมีได้แต่กัปนี้ จักมีพระราชาครอง
แผ่นดิน มีฤทธิ์มากมีพระนามชื่อว่าโอกกากราช อยู่ใน
แว่นแคว้น.
นางกษัตริย์ผู้มีวัยอันประเสริฐ มีชาติสูงกว่าหญิง หนึ่ง
หมื่นหกพันทั้งหมด จักประสูตพระราชบุตรและพระราชบุตรี
๙ พระองค์.
ครั้นประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์แล้ว
จักสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโอกกากราชจักทรงอภิเษกนางกัญญา
ผู้เป็นที่รัก กำลังรุ่นเป็นมเหสี.
พระนางจักยังพระเจ้าโอกกากรา ให้โปรดปรานแล้วได้
พร ครั้นพระนางได้พรแล้ว จักให้ขับไล่พระราชบุตรและ
พระราชบุตรี
พระราชบุตรและพระราบุตรีทั้งหมดนั้น ถูกขับไล่แล้ว
จักไปยังภูเขา เพราะกลัวความแตกชาติ พระราชบุตรทั้งหมด
จักสมสู่กันพระกนิษฐภคินี.
หน้า 175
ข้อ 44
ส่วนพระเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์ ทรงเป็นโรคพยาธิ
กษัตริย์ทั้งหลายจักตั้งใจมั่นว่า ชาติของเราอย่าแตกแยกเลย
จึงขุดหลุมให้อยู่.
ได้มีกษัตริย์ ทรงนำพระเชษฐภคินีนั้นไปสมสู่ด้วย เวลา
นั้น ความเกิดแห่งสกุลโอกกากะจักนี้ความแตกแยก โอรส
ของสองพระองค์นั้นจักมีพระนามโดยชาติว่าโกลิยะ จักได้
เสวยโภคสมบัติ อันเป็นของมนุษย์มิใช่น้อยในภพนั้น.
ผู้อันเคลื่อนจากกายนั้นแล้วจักไปสู่เทวโลก แม้ในเทวโลก
นั้น จักได้วิมานอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์ใจ
ผู้นี้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลกมาสู่
ความเป็นมนุษย์ จักมีชื่อว่าโสณะ
จักปรารภความเพียรมีใจแน่วแน่ ตั้งความเพียรในศาสนา
ของพระศาสดา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ
นิพพาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ผู้ประ-
เสริฐ ผู้รู้วิเศษ เป็นมหาวีระ ทรงเห็นคุณอนันต์จักตั้งไว้
ในตำแหน่งอันเลิศ.
เมื่อฝนตก หญ้าประมาณ ๔ นิ้ว บนเนิน ลมพัดไหวแล้ว
เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ ซึ่งทรงประกอบความเพียร
ถึงฝั่งแล้ว ไม่มีใครเพียรยิ่งขึ้นไปกว่าเขา.
เรามีตนฝึกแล้วในการฝึกอันอุดม เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว เรา
ปลงภาระทั้งปวงลงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ดับแล้ว พระ-
หน้า 176
ข้อ 44
อังคีรสมหานาค มีพระชาติสูง ดังพระยาไกรสร ประทับนั่ง
ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสณโกฏิยเวสสเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้นด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโสณโกฏิยเวสสเถราปทาน
๔๒. อรรถกถาโสณโฬิวิสเถราปทาน
อปทานของท่านพระโสณโกฬิวิสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อโนม-
ทสฺสิสฺส มุนิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ได้สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา สมบูรณ์ด้วยสมบัติ
ได้สร้างที่จงกรมอันงามเพื่อเป็นที่จงกรม ให้กระทำการฉาบโบกด้วย
ปูนขาว กระทำให้รุ่งเรืองเรียบราบดุจพื้นแว่น จัดแจงประทีป ธูป และ
ดอกไม้เป็นต้น มอบถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประธานด้วยอาหารอันประณีต. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอด
ชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก. ท่าน
เสวยทิพยสมบัติ โดยนัยที่กล่าวแล้วในพระบาลีนั้น เป็นผู้ขวนขวายใน
หน้า 177
ข้อ 44
ตระกูลที่ปฏิสนธิในระหว่าง เพราะฉะนั้น เรื่องทั้งหมดนั้น พึงทราบโดย
กระแสที่กล่าวแล้วในพระบาลี. [ก็ในภพสุดท้ายท่านเกิดในโกลิยราชวงศ์
เจริญวัยแล้วปรากฏนามว่าโกฏิกัณณะ และว่ากุฏิกัณณะ เพราะทรงไว้ซึ่ง
เครื่องประดับหู มีค่าประมาณโกฏิหนึ่ง.]๑ ท่านเลื่อมใสในพระผู้พระ-
มีภาคเจ้าฟังธรรมได้ศรัทธาแล้ว บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาไม่นานก็บรรลุ
พรอรหัต.
ท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนม-
ทสฺสิสฺส มุนิโน ดังนี้.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสิสฺส ความว่า
การเห็นอันไม่ทราม ไม่ลามก คือดี ได้แก่พระสรีระ อันเป็นทัสสนียะ
เพราะประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ และเพราะงดงามด้วยมณฑลแห่ง
พระรัศมีด้านละวา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าใดมีอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ทรงพระนามว่า อโนมทีสสี อธิบายว่า แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อโนมทัสสีนั้น. บทว่า ตาทิโน ความว่า ผู้มีความไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์
และอนิฏฐารมณ์ บทว่า สุธาย เลปนํ กตฺวา ความว่า กระทำที่จงกรม
ฉาบด้วยปูนขาว และประดับด้วยประทีปธูปดอกไม้ธงชัยและธงแผ่นผ้า
เป็นต้น. เนื้อความแห่งคาถาที่เหลือ มีเนื้อความรู้ได้ง่ายตามกระแส
แห่งพระบาลีทีเดียว. ชื่อว่า ยโสธระ เพราะทรงไว้ซึ่งยศ กล่าวคือ
บริวารสมบัติ และทรัพย์สมบัติ, เชื่อมความว่า พระราชาทั้งหมดนั้น คือ
พระราชาผู้จักรพรรดิทั้ง ๗๗ พระองค์ มีพระนามเป็นอย่างเดียวกัน
ว่า ยโสธระ.
๑. ข้อความในวงเล็บไม่ควรมี เพราะพระเถระองค์นี้เป็นคนละองค์กับพระโสณโกฏิกัณณะ
หรือโสณกฏิกัณณะ.
หน้า 178
ข้อ 44
บทว่า องฺคีรโส ความว่า รัศมีอันมีอันซ่านออกจากอวัยวะ คือจาก
พระสรีระ ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่า
อังคีรส. ชื่อว่า นาคะ เพราะไม่ไปอบายทั้ง ๔ ด้วยฉันทาคติ โทสาคติ
โมหาคติ และภยาคติ หรือด้วยสามารถแห่งบาปสมาจาร. ชื่อว่า มหนาคะ
เพราะอันเขาบูชาใหญ่ และเป็นผู้ประเสริฐ คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโสณโกฬิวิสเถราปทาน
หน้า 179
ข้อ 45
ภัททิยากาฬิโคธายปุตตเถราปทานที่ ๓ (๔๓)๑
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง
[๔๕] หมู่ชนทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระ. ทรงมีจิตเมตตา เป็นมหามุนีอัครนายกของโลก
ทั้งปวง ชนทั้งปวงย่อมถวายอามิส คือ สัตตุก้อน สัตตุผง
น้ำและข้าวแด่พระศาสดา และในสงฆ์ผู้เป็นนาบุญ ไม่มี
นาบุญอื่นยิ่งกว่า.
แม้เราก็จักนิมนต์พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด และสงฆ์ผู้
ยอดเยี่ยม แล้วจักถวายทานแด่พระผู้พระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ
กว่าเทวดา ผู้คงที่ คนเหล่านี้ เราส่งไปให้นิมนต์พระตถาคต
และภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้นผู้เป็นนาบุญ ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งว่า.
บัลลังก์ทอง ๑ แสน ลาดด้วยเครื่องลาดวิเศษมีขนยาว
ด้วยเครื่องลาดยัดนุ่น เครื่องลาดมีรูปดอกไม้ ผ้าเปลือกไม้
และผ้าฝ้าย.
เราได้ให้จัดตั้งอาสนะอันควรค่ามาก สมควรแก่พระ-
พุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ประเสริฐกว่าเทวาดา ผู้องอาจกว่าพระแวดล้อม ภิกษุสงฆ์
เสด็จเข้าสู่ประตูบ้านเรา.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นนาถะของโลก ทรงมียศ แล้วนำเสด็จมาสู่เรือนของตน
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส อังคาสภิกษุ ๑ แสนและ
พระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ให้อิ่มหนำด้วยข้าวชั้นพิเศษ.
๑. อรรถกถาว่า กาฬิโคธาปุตตภัททิยเถราปทาน.
หน้า 180
ข้อ 45
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรง
รับเครื่องบูชาแล้ว ประทับนั่งในท่านกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดถวายอาสนะทองอันลาดด้วยเครื่องลาดวิเศษมีขนยาว
นี้ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรากล่าว.
ผู้นั้นจักได้เป็นท้าวเทวราช ๗๔ ครั้ง อันนางอัปสรแวดล้อม
เสวยสมบัติอยู่ จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราช ครอบครอง
พสุธา ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง
จักเป็นผู้มีสกุลสูงในกำเนิดและภพทั้งปวง
ภายหลัง ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักบวช จักได้เป็น
พระสาวกของพระศาสดา มีนามว่าภัททิยะ.
เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก มีปกติอยู่ในเสนาสนะอันสงัด
ผลทั้งปวงเราบรรลุแล้ว วันนี้ เราเป็นผู้ไม่มีความเศร้าหมอง
จิต พระสัพพัญญูผู้นายกของโลก ทรงทราบคุณทั้งปวงของเรา
แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอต-
ทัคคสถาน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภัททิยกาฬิโคธาปุตตเถระได้กล่าวคาถา
เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน
หน้า 181
ข้อ 45
๔๓. อรรถกถากาฬิโคธาปุตตภัททิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกาฬิโคธาปุตตภัตทิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง
อัน สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา เห็นชาว
พระนครพากันทำบุญ แม้ตนเองก็ประสงค์จะทำบุญ จึงนิมนต์ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้ปูที่นอนอันควรแก่ค่ามาก มีเครื่องปูลาดมี
ลายดอกไม้ติดกันมากเป็นต้นเป็นอเนก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
ในที่นั้นพร้อมด้วยสงฆ์แล้ว จึงให้เสวยพระกระยาหารอันประณีต แล้วได้
ถวายมหาทาน. ท่านบำเพ็ญบุญทั้งหลายจนตลอดอายุด้วยอาการอย่างนี้
เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นต่อมาในพุทธุป-
บาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรแห่งพระนางกาฬิโคธาเทวี. ท่านบรรลุนิติภาวะ
แล้ว ได้ปรากฏนามว่า ภิททิยะ กาฬิโคธาบุตร เพราะเจริญด้วยรูปสมบัติ
คือมือและเท้ายาวและใหญ่ และเพราะเป็นบุตรแห่งพระนางกาฬิโคธาเทวี.
ท่านเลื่อมใสในพระศาสดา ทำให้มารดาบิดาโปรดปราน แล้วบวชไม่นาน
นักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ
ดังนี้. คำนั้นมีอรรถดังท่านกล่าวในหนหลังแล. บทว่า เมตฺตจิตฺตํ
หน้า 182
ข้อ 45
ความว่า ชื่อว่า เมตตา เพราะรักใคร่ เยื่อใย ยินดีในสัตว์ทุกจำพวก
จิตประกอบด้วยเมตตานั้น ชื่อว่าเมตตาจิต จิตประกอบด้วยเมตตานั้น ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีอยู่ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ชื่อว่า
ผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตา. ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผ้มีจิตประกอบ
ด้วยเมตตา บทว่า มหามุนึ ได้แก่ ภิกษุทั้งสิ้น. ชื่อว่า มหามุนิ
เพราะเป็นผู้ใหญ่ เชื่อมความว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
นั้น. บทว่า ชนตา สพฺพา ความว่า หมู่ชนทั้งหมด อธิบายว่า
ชาวพระนครทั้งสิ้น. บทว่า สพฺพโลกคฺคนายกํ เชื่อมความว่า ประชุม
ชนย่อมเข้าถึง คือเข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เลิศ
ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งสิ้น ชื่อว่า ผู้นำ เพราะนำไปให้ถึงพระนิพพาน.
บทว่า สตฺตุกญฺจ พทฺธกญฺจ ความว่า ได้อามิส กล่าวคือสัตตุก้อน
และสัตตุผง. ก็อีกอย่างเชื่อมความว่า ชนทั้งหลายย่อมถือเอา อามิส
คือปานะ และโภชนะ อันเป็นยาวกาลิก มีภัต ขนม ของเคี้ยว ของบริโภค
และยาคูเป็นต้นแล้ว ถวายแด่พระศาสดาผู้เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม. บทว่า
อาสนํ พุทธฺยุตฺตกํ ความว่า ซึ่งอาสนะอันสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ อันควร
แก่พระพุทธเจ้า คืออันเหมาะสมแก่พระพุทธเจ้า. คำที่เหลือมีอรรถ
รู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากาฬิโคธาปุตตภัททิยเถราปทาน
หน้า 183
ข้อ 46
สันนิฏฐาปกเถราปทานที่ ๔ (๔๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลแฟง
[๔๖] เราทำกระท่อมไว้ในป่าอยู่ในระหว่างภูเขา ยินดีด้วยลาภ
และความเสื่อมลาภ ด้วยศเเละควานเสื่อมยศ.
พระผ้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก ผู้
ควรรับเครื่องบูชา เสด็จมาในสำนักเราพร้อมด้วยยภิกษุหนึ่ง
แสน.
เมื่อพระมหานาคทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้อุดมเสด็จ
เข้ามา เราได้ปูลาดเครื่องลาดหญ้าถวายแด่พระศาสดา.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลแฟงและ
น้ำฉันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ซื่อตรง ด้วยใจอันผ่องใส.
ในแสนกัปที่แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลแฟง.
ในกัปที่ ๔๑ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครั้งหนึ่ง พระนาม
ว่าอรินทมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสันนิฏฐาปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสันนิฏฐานปกเถราปทาน
หน้า 184
ข้อ 46
๔๔. อรรถกถาสันนิฏฐาปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสันนิฏฐาปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อรญฺเ
กุฏิกํ กตฺวา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอัน เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว ถูกตบแต่งให้มีเหย้าเรือน เห็นโทษในการครองเรือน ละวัตถุ-
กามและกิเลสกาม ไปอยู่ป่าระหว่างภูเขาไม่ไกลหิมวันตบรรพต. ในกาล
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จถึงที่นั้น เพราะเป็น
ผู้ใคร่ต่อการสงัด. ลำดับนั้น ดาบสนั้น เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจ
ผ่องใส ไหว้แล้ว ได้ลาดหญ้าถวายเพื่อประทับนั่ง. ให้พระผู้มีพระภาค-
เจ้าผู้ประทับนั่งในที่นั้น เสวยผลาผลมีผละพลับเป็นต้นอันมีรสอร่อยเป็น
อเนก. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้น แล้ว ท่องเที่ยวไป ๆ
มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลนี้ ถึงพร้อมด้วยศรัทธา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์. ท่านปรากฏนามว่า สันนิฏฐาปกเถระ เพราะตั้งอยู่ด้วยดี
ในพระนิพพาน กล่าวคือสันติบท (บทอันสงบ) โดยปราศจากอุตสาหะ
ทีเดียว เหมือนในเวลาบรรลุพระอรหัตขณะจดมีดโกนปลงผม.
ก็เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อรญฺเ
กุฏิกํ กตฺวา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺเ ความว่า เพราะ
กลัวแต่สีหะและเสือโคร่งเป็นต้น มนุษย์ทั้งหลายไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง
หน้า 185
ข้อ 46
ไม่ติดในที่นั้น เหตุนั้นที่นั้นจึงชื่อว่าอรัญ. ในอรัญญะ (ในป่า) นั้น.
บทว่า กุฏิกํ ความว่า เราการทำกระท่อมมุงด้วยหญ้าอยู่ คือสำเร็จการ
อยู่ในระหว่างภูเขา. เชื่อมความว่า เรายินดีอยู่ ด้วยลาภ และด้วยความ
ไม่มีลาภ ด้วยยศ และด้วยความไม่มียศ.
บทว่า ชลชุตฺตมนามกํ ความว่า ดอกบัวอันเกิดในน้ำ ชื่อว่า ชละ,
คือปทุม ดอกบัวอันเกิดในน่าอันสูงสุด ชื่อว่า ชลชุตตมะ ชื่ออันเสมอ
ด้วยดอกบัวอันเกิดในป่าอันสูงสุดของผู้ใดมีอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีชื่อเสมือน
ดอกบัวที่เกิดในป่าอันสูงสุด ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้มีพระนาม
เสมือนกับด้วยดอกบัวที่เกิดในน้ำอันสูงสุด. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น
เพราะประกอบด้วยนัยอันมาแล้วในพระบาลีแล.
จบอรรถกถาสันนิฏฐาปกเถราปทานที่ ๔
หน้า 186
ข้อ 47
ปัญจหัตถิเถราปทานที่ ๕ (๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว ๕ กำ
[๔๗] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้มีพระจักษุทอดลง
ตรัสพอประมาณ มีพระสติ ทรงสำรวมอินทรีย์ เสด็จมาใน
แถวตลาด.
ดอกอุบล ๕ กำที่เราทำเป็นพวงมาลัยไว้มีอยู่ เราเลื่อมใส
ได้เอาดอกอุบลนั้นบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยมือทั้งสองของตน
และดอกไม้เหล่านั้นเรายกขึ้นเป็นหลังคาแห่งพระศาสดานั้น
เราทรงดอกไม้ถวายพระมหานาค ดังศิษย์กั้นร่มถวายอาจารย์
ฉะนั้น.
ในกัปที่สามหมื่น เราได้ยกดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่สองพันแต่กัปนี้ ได้เป็นกษัตริย์ ๕ ครั้ง และเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพละมาก มีพระนามชื่อว่าหัตถิยะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัญจหัตถิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัญจหัตถิยเถรปทาน
หน้า 187
ข้อ 47
๔๕. อรรถกถาปัญตหถิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัญจหัตถิยเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า สุเมโธ นาม
สมฺพุทฺธโธ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สุเมธะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว
เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอยู่. สมัยนั้น ชนทั้งหลายได้นำดอกอุบล ๕ กำมือ
มา. ท่านถือดอกอุบล ๕ กำมือเหล่านั้น บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ
นามว่าสุเมธะ ผู้กำลังเสด็จเที่ยวไปบนถนน. ดอกอุบลเหล่านั้นได้ลอยไป
เป็นเพดานทำเป็นร่มอยู่ในอากาศไปพร้อมกับพระตถาคตทีเดียว. ท่านเห็น
ดังนั้นเกิดโสมนัส เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว ระลึกถึงบุญนั้นนั่นแล
ตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ
มา ๆ อยู่ ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลบรรลุนิติภาวะ
แล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
ท่านปรากฏโดยชื่อตามกุศลที่ตนบำเพ็ญมาว่า ปัญจหัตถิยเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศทิฏฐปุพพจริตาปทาน
ด้วยปัญญาโดยประจักษ์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุเมโธ เชื่อมความว่า เมธาดี คือ
ปัญญา มีปัญญาเครื่องแตกฉานการแทงตลอดสัจจะ ๔ เป็นต้น มีแก่
พระผู้มีพระภาคเจ้าใด พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น คือพระสัมพุทธะ พระ-
นามว่า สุเมธะ เสด็จไประหว่างถนนในร้านตลาด. บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ
หน้า 188
ข้อ 47
แปลว่า มีตาทอดลง. บทว่า มิตภาณี ความว่า มีปกติรู้จักประมาณแล้ว
จึงพูด อธิบายว่า รู้จักประมาณแล้วจึงแสดงธรรม. คำที่เหลือเข้าใจง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัญจหัตถิยเถราปทาน
หน้า 189
ข้อ 48
ปทุมัจฉทนิยเถราปทานที่ ๖ (๔๖)
ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มเป็นพุทธบูชา
[๔๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าวิปัสสี ผู้อัครบุคคลนิพพาน
แล้ว เราถือดอกปทุมอันบานดียกขึ้นบูชาที่จิตกาธาร ในเมื่อ
มหาชนยกพระศพขึ้นจิตกาธาร จิตกาธารสูงขึ้นไปจรดนภา-
กาศ เราได้ทำร่มไว้ในอากาศ กั้นไว้ที่จิตกาธาร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ด้วยดอกไม้ใดบูชา ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๔๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
ปทุมเป็นใหญ่มีพละมากครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔
เป็นที่สุด.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมัจฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปทุมัจฉทนิยเถราปทาน
หน้า 190
ข้อ 48
๔๖. อรรถกถาปทุมัจฉาทนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมัจฉทนยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสีปรินิพพานแล้ว ท่านบูชาเชิงตะกอนด้วยดอก
ปทุมทั้งหลาย.
ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นนั่นแล ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติ
จากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นแล เสวยสมบัติทั้งสอง คือ ทิพย-
สมบัติและมนุษย์สมบัติหลายครั้ง ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
ทั้งหลายนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อม
ใสในพระศาสดา บวชในพระศาสนา เพียรพยายามอยู่ไม่นานนัก ก็
บรรลุพระอรหัต. เมื่อท่านพักอยู่ในที่นั้น ๆ มีที่พักกลางคืนและที่พัก
กลางวันเป็นต้น วิหารได้ฉาบไปด้วยดอกปทุมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
จึงปรากฏนามว่า ปทุมัจฉทนิยเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน
ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุเต ความว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน
แล้ว ด้วยขันธปรินิพพาน เมื่อพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธะ
หน้า 191
ข้อ 48
พระนามว่าวิปัสสี ถูกนำขึ้นสู่เชิงตะกอนอันวิจิตร เราได้ถือเอากลีบปทุม
อันบานดีแล้วยกขึ้นเชิงตะกอนบูชา. คำในคาถาที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น
เพราะนัยอัน ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาปทุมัจฉทนิยเถราปทาน
หน้า 192
ข้อ 49
สยนทายกเถราปทานที่ ๗ (๔๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน
[๔๙] เราได้ถวายที่นอนอย่างดีเลิศ ลาดด้วยภัณฑะ คือผ้า แต่
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีจิตเมตตา ผู้คงที่
พระผู้มีพระภาคชินเจ้า ทรงรับที่นอนอันเป็นกัปปิยะแล้วเสด็จ
ลุกจากที่นอนนั้นเหาะขึ้นสู่อากาศ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายที่นอนใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน.
ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนาม
ว่าวรุณเทพ ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ประการ มีพระพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสยนทายกเถราปทาน
หน้า 193
ข้อ 49
๔๗. อรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสยนทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต. ดังนี้
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง บรรลุนิติ-
ภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา สร้างเตียงเพื่อเป็นที่นอน ด้วยทอง
อันเป็นสินไหมของช้าง ลาดด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรหาค่ามิได้ บูชา
พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงรับแล้วเสวย
ด้วยทรงพระอนุเคราะห์ท่าน. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยทิพยสมบัติและ
มนุษย์สมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสนาของพระศาสดา บวชแล้วเจริญ
วิปัสสนาไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญที่ท่าน
เคยบำเพ็ญแต่ก่อนว่า สยนทายกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
คำทั้งหมดนั้น มีอรรถรู้ได้ง่ายโดยกระแสแห่งนัยอันมาในพระบาลีแล.
จบอรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
หน้า 194
ข้อ 50
จังกมทายกเถรปทานที่ ๘ (๔๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่จงกรม
[๕๐] เราได้ให้ทำสถานที่จงกรมก่อด้วยอิฐ ถวายแด่พระมุนี
พระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่.
สถานที่จงกรมสร้างสำเร็จดีแล้ว โดยสูง ๕ ศอกโดยยาว
๑๐๐ ศอก ควรเป็นที่เจริญภาวนา น่ารื่นรมย์ใจ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นพระผู้อุดม
ทรงรับแล้ว ทรงกำทรายด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้ว ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายทรายนี้ และด้วยการถวายที่จงกรมอันทำ
เสร็จดีแล้ว ผู้นั้นจักได้เสวยผลแต่ทรายอันประกอบด้วยแก้ว
๗ ประการ
จักเสวยเทวรัชสมบัติ ในเทวดาทั้งหลายตลอด ๓ กัป อัน
นางอัปสรแวดล้อมแล้วเสวยสมบัติ
เขามาสู่มนุษยโลกแล้ว จักได้เป็นพระราชาในแว่นแคว้น
และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแผ่นดิน ๓ ครั้ง ในกัป
ที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใดครั้นเวลานั้น ด้วยกรรมนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่จงกรม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 195
ข้อ 50
ทราบว่า ท่านพระจังกมทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจังกมทายกเถราปทาน
๔๙. อรรถกถาจังกมนทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระจังกมนทายถเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
มุนิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ได้สร้างที่จงกรม
อันงดงามเสมือนกับกองแห่งเงิน ฉาบด้วยปูนขาวอันเป็นที่สูง แล้วลาด
ทรายขาวเช่นกับสร้อยไข่มุก ได้ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว ก็แลครั้นทรงรับที่จงกรมแล้ว ทรงเข้าสมาธิ
อันสำเร็จทางกายและจิตอันเป็นสุข. แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต
ผู้นี้ จักได้เป็นสาวกในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
โคตมะ. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เสวยสมบัติทั้งสองในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในศาสนา ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหัต ท่านได้ปรากฏโดยนามแห่งบุญที่ท่านบำเพ็ญมาว่า จังกมน-
ทายกเถระ ดังนี้.
หน้า 196
ข้อ 50
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุญกรรมที่ตนเคยบำเพ็ญ ในกาลก่อน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถทส-
สิสฺส มุนิโน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถทสฺสิสฺส ความว่า ชื่อว่า
อัตถทัสสี เพราะเห็นประโยชน์ คือความเจริญงดงาม ได้แก่พระนิพพาน,
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าอัตถทัสสี เพราะมีปกติรู้เห็นประโยชน์คือพระนิพพาน.
เชื่อมความว่า ข้าพเจ้าได้สร้างที่จงกรมอันน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่หลีกเร้น
เป็นที่เจริญภาวนาพึงกระทำไว้ในใจ ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีปกติ
เห็นประโยชน์นั้น ผู้เป็นมุนี คือผู้ประกอบด้วยญาณคือโมนะเครื่องเป็น
ผู้นิ่ง. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น ตามกระแสแห่งนัยที่กล่าวแล้ว
นั้นแล.
จบอรรถกถาจังกมนทายกเถราปทาน
หน้า 197
ข้อ 51
สุภัททเถราปทานที่ ๙ (๔๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยผอบไม้จันทน์
[๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้ควรรับเครื่องบูชา ผู้มียศมาก ทรงถอนหมู่ชนขึ้นแล้ว จะ
เสด็จนิพพาน.
ก็เมื่อพระสัมพุทธเจ้า ทรงยังหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหว
แล้ว จะเสด็จนิพพาน หมู่ชนและเทวดาเป็นอันมากได้
ประชุมกันในเวลานั้น.
เราเอากฤษณาและดอกมะลิซ้อน ใส่ผอบไม้จันทน์เต็ม
แล้ว ร่าเริง มีจิตโสมนัส ยกขึ้นบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นระอุดม.
พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรง
ทราบความดำริของเรา ทรงบรรทมอยู่นั่นแล ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดเอาร่ม กฤษณาและมะลิซ้อน บังร่มให้เราในกาล
ที่สุดเราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
บุคคลผู้นี้เคลื่อนจากโลกนี้แล้ว จักไปสู่หมู่เทวดาชั้นดุสิต
เขาได้เสวยรัชสมบัติในชั้นดุสิตนั้นแล้ว จักไปสู่ชั้นนิมมา-
นรดี เขาถวายดอกมะลิซ้อนอันประเสริฐสุด ด้วยอุบายนี้แล้ว
จักปรารภกรรมของตนเสวยสมบัติ บุคคลผู้นิจักบังเกิดในชั้น
ดุสิตนั้นอีก เคลื่อนจากชั้นนั้นแล้ว จักไปสู่ความเป็นมนุษย์.
หน้า 198
ข้อ 51
พระมหานาคศากยบุตรผู้เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้
มีพระจักษุ ทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้เป็นอันมากแล้ว จักเสด็จ
นิพพาน ในกาลนั้น เขาอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเข้าไป
เฝ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักทูลถามปัญหาใน
กาลนั้น
พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก ทรงให้
ร่าเริง ทรงทราบบุพกรรมแล้ว จักทรงเปิดเผย (แสดง)
สัจจะทั้งหลาย เขายินดีว่า ปัญหานี้พระศาสดาทรงปรารภ
แก้แล้ว มีใจชื่นชม ถวายบังคมพระศาสดาแล้วจักทูลขอ
บวช.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงฉลาดในธรรมอันเลิศ ทรง
เห็นว่าเขามีใจเลื่อมใส ยินดีด้วยกรรมของตน จักทรงให้บวช
บุคคลผู้นี้พยายามแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงได้ แล้วจัก
ไม่มีอาสวะ นิพพานในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จบภาณวารที่ ๕
เราประกอบด้วยบุพกรรม มีจิตชื่นชม ตั้งมั่นด้วยดี เป็น
บุตรผู้เกิดแต่พระหทัยของพระพุทธเจ้า อันธรรมนิรมิตดีแล้ว
เราเข้าไปเฝ้าพระธรรมราชาแล้ว ได้ทูลถามปัญหาอันสูงสุด
และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแก้ปัญหาของเรา ได้ตรัส
กระแสธรรม เรารู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีใน
ศาสนาอยู่ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.
หน้า 199
ข้อ 51
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระผู้นายกอุดม ไม่ทรงมีอุปาทาน เสด็จนิพพานแล้ว
ดังประทีปดับเพราะสิ้นน้ำมันฉะนั้น พระสถูปแก้วของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าสูงประมาณ ๗ โยชน์ เราได้ทำธงสวยงาม
กว่าธงทั้งปวงเป็นที่รื่นรมย์ใจ บูชาไว้ที่พระสถูปนั้น พระ-
อัครสาวกชื่อติสสะของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เป็น
บุตรผู้เกิดครั้นหทัยของเรา เป็นทายาทในพระพุทธศาสนา
เรามีใจเลวทราม ได้กล่าววาจาอันไม่เจริญแก่พระอัคร-
สาวกนั้นด้วยผลแห่งกรรมนั้น แต่ในภายหลัง ความเจริญ
จึงได้มีแก่เรา.
พระมุนีมหาวีรชินเจ้า ผู้ทรงเกื้อกูลประกอบด้วยพระกรุณา
ทรงประทานบรรพชาแก่เราบนที่บรรทมครั้งสุดท้าย ณ สาลวัน
อันเป็นที่เวียนมาแห่งมัลลกษัตริย์ทั้งหลาย
บรรพชาก็มีในวันนี้เดี๋ยวนี้เอง อุปสมบทก็ในวันนี้เอง
ปรินิพพานก็ในวันนี้เอง เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุภัททเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสถภัททเถราปทาน
หน้า 200
ข้อ 51
๔๙. อรรถกถาสุภัททเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุภัททเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
โลกวิทู ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญเพื่อบรรลุพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ผู้สมบูรณ์
ด้วยสมบัติ เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บรรลุนิติภาวะแล้ว ถูกตบแต่งให้
มีเหย้าเรือน เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงบรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน และเห็นเทวดา
ในหมื่นจักรวาลประชุมกัน มีใจเลื่อมใส บูชาด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม
มีดอกคนทิสอ ดอกลำเจียก และดอกอโศกเขียว และขาวเป็นต้น เป็นอเนก.
ด้วยบุญกรรมนั้นท่านดำรงอยู่จนสิ้นอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวย
ทิพยสมบัติในภพชั้นดุสิตเป็นต้น จากนั้นเสวยมนุษย์สมบัติในหมู่มนุษย์
ได้เป็นผู้อันเขาบูชาด้วย ดอกไม้ทั้งหลาย อันไปดีในที่ ๆ ตนเกิดแล้ว.
ก็ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติตระกูลหนึ่ง
บรรลุนิติภาวะแล้ว แม้เห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว ก็ไม่ได้เห็นพระ-
พุทธเจ้า ตราบจนถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจะปรินิพพาน. บวช
ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน
นั้นเอง บรรลุพระอรหัตแล้ว. ท่านได้ปรากฏโดยนามแห่งบุญที่บำเพ็ญไว้
ในกาลก่อนว่าสุภัททะ ดังนี้.
หน้า 201
ข้อ 51
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน
ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร โลกวิทู ดังนี้.
คำนี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรง
บรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพานนั่นแล. ได้พยากรณ์คำนี้ว่า สุณาถ
มม ภาสโต ฯ เป ฯ นิพฺพายิสฺสตินาสโว.
จบอรรถกถาปัญจมภาณวาร
ท่านเมื่อแสดงข้อปฏิบัติของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปุพฺพกมฺเมน
สํยุตฺโต ดังนี้. บทว่า เอกคโค แปลว่า ผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า
สุสมาหิโต แปลว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี อธิบายว่า ผู้สงบกายและจิต.
บทว่า พุทฺธสฺส โอรโส ปุตโต ความว่า ท่านฟังโอวาทานุสาสนีที่
ออกจากอกคือหทัย บรรลุพระอรหัตผลแล้ว.บทว่า ธมฺมโตมฺหิ สุนิมฺมิโต.
ความว่า เกิดจากธรรม คือจากกรรมฐานกรรม อธิบายว่า เรามีนิมิตดี
โดยอริยชาติ คือเป็นผู้มีกิจทั้งปวงสำเร็จแล้วด้วยดี.
บทว่า ธมฺมราชํ อุปคมฺม ความว่า เราเข้าไปเฝ้า คือเข้าไปใกล้
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระราชา เป็นอิสระกว่าสัตว์ทั้งปวงโดยธรรม.
บทว่า อาปุจฺฉึ ปญฺหมุตฺตมํ ความว่า เราได้ถามปัญหาอันสูงสุด อันเกี่ยว
ด้วยการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ อายตนะ ธาตุ และสัจจะเป็นต้น. บทว่า กถยนฺโต
จ เม ปญฺหํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายนั้น เมื่อตรัสคือ
เมื่อพยากรณ์ปัญหาแก่เรา. บทว่า ธมฺมโสตํ อุปานยิ ความว่า ท่าน
ได้เข้าใกล้คือเข้าถึงกระแสธรรม คือห้วงแห่งธรรม กล่าวคืออนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุ.
หน้า 202
ข้อ 51
บทว่า ชลชุตฺตมนายโก ความว่า เป็นโวหารที่สำเร็จแล้ว เป็น
ชื่อของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เพราะกระทำ ม อักษรให้เป็น ย อักษร.
บทว่า นิพฺพายิ อนุปาทาโน ความว่า ดับแล้วเพราะไม่ยึดถือ
ขันธ์ ๕ อันเป็นอารมณ์ของอุปาทานแล้วคือไม่ปรากฏ. ได้แก่ไปสู่ที่
ไม่เห็น อธิบายว่า ไม่ตั้งอยู่แม้ในที่ไหนๆ เช่นในมนุษยโลกเป็นต้น.
บทว่า ทีโป ว เตลสงฺขฺยา เชื่อมความว่า ดับไปดุจประทีปที่ดับไป
เพราะสิ้นไปคือความไม่มีแห่งไส้และน้ำมัน.
บทว่า สตฺตโยชนิกํ อาสิ ความว่า พระสถูปอันสำเร็จด้วย
รัตนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ปรินิพพานแล้วนั้น
ได้สั่งถึง ๗ โยชน์. บทว่า ธชํ ตตฺถ อปูเชสึ ความว่า เราได้บูชาธง
อันเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ โดยประการทั้งปวงที่พระเจดีย์นั้น.
บทว่า กสฺสปสฺส จ พุทฺธสฺส ความว่า จำเดิมแต่กาลปรินิพพาน
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เชื่อมความว่า
เราท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ โอรสคือบุตรของเรานามว่าติสสะ
ได้เป็นอัครสาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ คือเป็น
ทายาทในศาสนาของพระชินเจ้า
บทว่า ตสฺส หีเนน มนสา เราผู้มีใจ คือมีจิตอันเลวทรามลามก
ได้กล่าวคือแสดงคำว่า อนฺตโก ปจฺฉิโม ดังนี้ อัน เป็นคำไม่เจริญ ไม่ดี
ไม่เหมาะต่อพระอัครสาวก ชื่อว่า ติสสะ ผู้เป็นบุตรของเรานั้น. บทว่า
เตน กมฺมวิปาเกน ความว่า ด้วยวิบากแห่งอกุศลกรรม คือการกล่าวตู่
พระอรหันต์นั้น. บทว่า ปจฺฉิเม อทฺทสํ ชินํ ความว่า เราได้เห็น
หน้า 203
ข้อ 51
พระชินเจ้า คือผู้พึงชนะมาร ได้แก่พระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา
ผู้บรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน อันเป็นที่แวะเวียนแห่งมัลล-
กษัตริย์ทั้งหลายในกาลสุดท้าย คือในกาลเป็นที่ปรินิพพาน. บาลีว่า ปจฺฉา
เม อาสิ ภทฺทกํ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เรานั้นได้มีการแทงตลอดสัจจะ ๔
อันเจริญอันดีในกาลอันเป็นภายหลัง แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
โคตมะนั้น คือในกาลเป็นที่สุด ได้แก่ในกาลใกล้ต่อพระนิพพานแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
บทว่า ปพฺพาเชสิ มหาวีโร เชื่อมความว่า พระมหาวีระ ผู้เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทุกจำพวก ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ผู้ชนะมาร
ผู้เป็นมุนี. ทรงบรรทมในที่บรรทม คือบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน
ให้เราบรรพชาในปัจฉิมกาล. ในป่าสาลวโนทยานอันเป็นที่แวะเวียนแห่ง
มัลลกษัตริย์.
บทว่า อชฺเชว ทานิ ปพฺเพชฺชา ความว่า วันนี้แหละคือในวัน
เป็นที่ปรินิพพาน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้บรรพชา อนึ่ง วันนี้
แหละเราได้อุปสมบท เชื่อมความว่า วันนี้เราได้ปรินิพพาน ในที่พร้อม
พระพักตร์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า.
จบอรรถกถาสุภัททเถราปทาน
หน้า 204
ข้อ 52
จุนทเถราปทานที่ ๑๐ (๕๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้
[๕๒] เราได้ให้ทำดอกไม้อันเป็นวัตถุควรบุชา เพื่อถวายแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่ แล้วปกปิดด้วยดอกมะลิ เราให้ทำดอกไม้นั้นสำเร็จ
แล้ว น้อมเข้าไปถวายแด่พระพุทธเจ้า และถือเอาดอกไม้ที่
เหลือไปบูชาพระพุทธเจ้า.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส นำเอาดอกไม้เข้าไปบูชา
พระพุทธเจ้าผู้เช่นกับทองคำมีค่า เป็นอัครนายกของโลก.
พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงข้ามความสงสัยแล้ว ผู้ข้ามห้วง
กิเลสได้แล้วแวดล้อมด้วยพระขีณาสพ ประทับนั่งในท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ว่า ผู้ใดได้ถวายดอกไม้มี
ค่า มีกลิ่นหอมฟุ้งแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย
จงฟังเรากล่าว.
บุคคลผู้นี้เคลื่อนจากโลกนี้แล้ว จักแวดล้อมด้วยหมู่เทวดา
เกลื่อนกล่นด้วยดอกมะลิ จักไปสู่เทวโลก ภพของบุคคลนั้น
สูงเสียดฟ้า สำเร็จด้วยทองและแก้วมณี วิมานทั้งหลาย
อันเกิดด้วยบุญกรรม จักปรากฏ.
เขาจักได้เสวยเทวรัชสมบัติ ๗๔ ครั้ง จักแวดล้อมด้วย
นางอัปสร เสวยสมบัติ จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบ-
ครองพสุธา ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จัก
หน้า 205
ข้อ 52
เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ มีนามชื่อว่าทุชชยะ เสวยบุญนั้นประกอบ
ด้วยกรรมของตน ไม่ไปสู่วินิบาต จักไปสู่ความเป็นมนุษย์
เงินที่บุคคลนั้นสั่งสมไว้แล้ว ตั้งร้อยโกฏิมิใช่น้อย.
บุคคลนี้จักบังเกิดในกำเนิดเป็นพราหมณ์ เป็นบุตรผู้มี
ปัญญาของวังคันตพราหมณ์ เป็นโอรสผู้เป็นที่รักของนางสารี-
พราหมณ์.
และภายหลังเขาจักบวชในศาสนาของพระอังคีรส จักได้
เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่า จูฬจุนทะ.
เขาจักได้เป็นพระขีณาสพแต่ยังเป็นสามเณรทีเดียว กำ-
หนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน.
เราได้บำรุงพระมหาวีรเจ้าและพระสาวกอื่น ๆ ผู้มีศีลเป็น
อันมาก และบำรุงพระเถระผู้พี่ชายของเราเพื่อบรรลุประโยชน์
อันสูงสุด ครั้นเราบำรุงพระเถระผู้พี่ชายของเราแล้ว ได้เอา
ธาตุใส่ไว้ในบาตร นำเข้าไปถวายพระสัมพุทธเจ้าเชษฐบุรุษ
ของโลก ผู้นราสภ.
พระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงรับธาตุนั้นด้วย
พระหัตถ์ทั้งสอง แล้วจักทรงพระโอวาท จึงทรงประกาศพระ-
อัครสาวก จิตของเราพ้นวิเศษแล้ว และศรัทธาของเราตั้งมั่น
ดีแล้ว เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 206
ข้อ 52
ทราบว่า ท่านพระจุนทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนั้นแล.
จบจุนทเถราปทาน
๕๐. อรรถกถาจุนทรเถราปทาน
อปทานของท่านพระจุนทเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต
ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลอันสมบูรณ์
ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ได้ให้สร้างวัตถุ
อันควรมีค่าด้วยทอง ล้วนแล้วด้วยรัตนะ ๗ ฉาบด้วยดอกมะลิ บูชา
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดอกไม้เหล่านั้น ได้ฟังขึ้นสู่อากาศตั้งโดยอาการ
เป็นเพดาน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ท่านว่า ในอนาคต
เธอจักเป็นสาวกนามว่า จุนทะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าโคดม ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก
เสวยสุขในเทวโลกชั้น กามาพจร ๖ ชั้น ตามลำดับ และเสวยจักรพรรดิสมบัติ
เป็นต้น ในมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรแห่งนางรูป-
สารีในตระกูลพราหมณ์ เป็นน้องชายของพระสารีบุตรมหาเถระ. เมื่อ
หน้า 207
ข้อ 52
ท่านบรรลุนิติภาวะแล้ว ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า จุนทะ เพราะ
แปลง ส อักษร ให้เป็น จ อักษร เพราะทรวดทรงรูปและวัยของท่าน
เป็นสิ่งสวยงาม. ท่านเจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการครองเรือน และ
อานิสงส์ในบรรพชา บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นพี่ชาย เจริญ
วิปัสสนาไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต.
ท่านบรรลุพระอรหัตผล วันหนึ่ง ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้ คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล. แม้
อรรถว่า อคฺฆิยํ มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
บทว่า วิติณฺณกงฺโข สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า ท่านข้ามความ
สงสัยเสียได้ คือเป็นพระสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เพราะท่านให้ความ
สงสัยสิ้นไป โดยการบรรลุมรรคจิต โดยพิเศษ. บทว่า ติณฺโณเฆหิ
ปุรกฺขโต ความว่า ผู้อันพระขีณาสพห้อมล้อมคือแวดล้อม เพราะท่าน
ข้าม คือก้าวล่วงโอฆะ๔ มีกาโมฆะเป็นต้นได้แล้ว. พยากรณ์คาถามีอรรถ
ตื้นทั้งนั้น.
บทว่า อุปฏฺหึ มหาวีรํ ความว่า เราได้บำรุง คือได้กระทำการ
บำรุง พระพุทธเจ้าผู้ได้นามว่า มหาวีระ เพราะได้บำเพ็ญบารมี กระทำ
ความเพียรไว้ในสี่อสงไขยกำไรแสนกัป เพื่อบรรลุพระนิพพานอันเป็น
ประโยชน์สูงสุด. บทว่า อญฺเ จ เปสเล พหู ความว่า ไม่ใช่เราได้
บำรุงพระพุทธเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น ก็หาไม่ เชื่อมความว่า เราได้บำรุงท่าน
ผู้มีศีล และพระสาวกเหล่าอื่นผู้บรรลุธรรมอันเลิศเป็นอันมาก และได้
บำรุงพระสารีบุตรเถระผู้เป็นพี่ชายของเรา.
หน้า 208
ข้อ 52
บทว่า ภาตรํ เม อุปฏฺหิตวา ความว่า เราได้บำรุงพี่ชายของเรา
แล้วทำวัตรปฏิบัติ ในกาลที่ท่านปรินิพพานแล้ว เพราะท่านปรินิพพาน
ก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้า เราก็ถือเอาพระธาตุของท่าน เกลี่ยลงในบาตร
แล้วน้อมเข้าไปถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าโลก
บทว่า อุโภ อตเถหิ ปคฺคยฺห ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ถือเอาพระธาตุที่เราให้แล้วนั้น โดยประการด้วยมือทั้งสองของพระองค์
เมื่อจะแสดงพระธาตุนั้นด้วยดี จึงระบุคือประกาศความที่พระสารีบุตร
เถระเป็นพระอัครสาวก. คำที่เหลือมีอรรถคนทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาจุนทเถราปทาน
จบวรรคที่ ๕
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุปาลิเถราปทาน ๒. โสณโกฏิยเวสสเถราปทาน ๓. ภัททิย-
กาฬิโคธายปุตตเถราปทาน ๔. สันนิฏฐาปกเถราปทาน ๕. ปัญจหัตถิย-
เถราปทาน ๖. ปทุมัจฉทนิยเถราปทาน ๗. สยนทายกเถราปทาน ๘.
จังกมทายกเถราปทาน ๙. สุภัททเถราปทาน ๑๐. จุนทเถราปทาน.
คาถาในวรรคนั้น มี ๑๔๔ คาถา.
จบอุปาลิวรรคที่ ๕
หน้า 209
ข้อ 53
วีชนีวรรคที่ ๖
วิธูปนทายกเถราปทานที่ ๑ (๕๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัด
[๕๓] เราได้ถวายพัดเล่มหนึ่ง แต่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์
มั่นคง.
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ประนมอัญชลีถวายบังคม
พระสัมพุทธเจ้า บ่ายหน้าไปทางทิศอุดรหลีกไป.
พระศาสดาผู้อัครนายกของโลก ทรงรับพัดวีชนีแล้ว ประ-
ทับยืน ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักไม่ไปสู่
วินิบาตตลอดแสนกัป.
เราปรารภความเพียร มีจิตแน่วแน่ มีใจตั้งมั่นในใจโตคุณ
(คุณคือการกำหนดรู้ใจผู้อื่น) มีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้
บรรลุพระอรหัต.
ใน ๖ หมื่นกัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง ทรงมี
พละมาก พระนามเหมือนกันว่า พิชชมานะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวิธูปนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวิธูปนทายกเถราปทาน
หน้า 210
ข้อ 53
วีชนีวรรคที่ ๖
๕๑. อรรถกถาวิธูปนทายกเถราปทาน
อปทานของพระวิธูปนทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เกิดศรัทธา
เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลเป็นคฤหัสถ์ ได้สร้างพัดวีชนีอัน
สำเร็จด้วยทองเงิน แก้วมุกดา และแก้วมณี ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า,
ด้วยกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั่งหลาย เสวย
สมบัติทั้งสอง ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้ เสด็จ
อุบัติแล้ว ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ตบแต่งมีเหย้าเรือนแล้ว
เห็นโทษในการครองเรือน และเห็นอานิสงส์ในบรรพชา เพียบพร้อมด้วย
ศรัทธา บวชในพระศาสนาเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ท่านหวนระลึกถึงบุพกรรมของตน เพราะบุญกรรมนั้น เราได้
โลกุตรสมบัตินี้ รู้กรรมนั้นโดยประจักษ์ เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าว
ไว้ในหนหลังแล้วแล. บทว่า วีชนิกา มยา ทินฺนา ความว่า ชื่อว่า วีชนี
หน้า 211
ข้อ 53
เพราะอรรถว่า ยังความเร่าร้อนของสัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนอยู่ ให้ดับโดย
พิเศษ คือยังลมอันมีความเยือกเย็นให้เกิด. พัดวีชนีนั้น ชื่อว่า วีชนิกา.
พัด วีชนีนั้นสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ รุ่งโรจน์อยู่ เราได้สร้างถวายแล้ว.
จบอรรถกถาวิธูปนทายกเถราปทาน
หน้า 212
ข้อ 54
สตรังสิยเถราปทานที่ ๒ (๕๒)
ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระโลกนายก
[๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ เสด็จขึ้นภูเขาอันสูงสุด
แล้ว ประทับนั่งอยู่ เราเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบมนต์ อยู่ใน
ที่ไม่ไกลภูเขา.
ได้เช่าไปเผ่าพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็น
นราสภ ประนมกรอัญชลีแล้ว ชมเชยพระผู้นายกของโลกว่า
พระมหาวีรพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงประกาศกรรมอันประเสริฐ
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ไม่ทรงกำเริบดังมหา-
สมุทร หาผู้ต้านทานได้ยากดุจอรรณพ ไม่ทรงครั่นคร้าม
เหมือนราชสีห์ทรงแสดงธรรม
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงทราบความดำริ
ของเรา ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายอัญชลีนี้ และเชยชมพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุด ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติตลอด ๓ หมื่นกัป.
ในแสนกัป พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอังคีรส ผู้มีกิเลส
ดังหลังคาเปิด จักเสด็จอุบัติในภพนั้น ผู้นั้น จักเป็นโอรสผู้รู้
มรดกในธรรมของพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิต
แล้ว จักเป็นพระอรหันต์มีชื่อว่าสตรังสี.
เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำหนด ออกบวชเป็นบรรพชิตมีชื่อว่า
สตรังสี รัศมีของเราแผ่ออกไป เรามักเพ่งฌาน ยินดีใน
หน้า 213
ข้อ 54
ฌานอยู่มณฑปหรือโคนไม้ เราทรงกายอันเป็นที่สุด อยู่ใน
ศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ตลอด ๖ หมื่นกัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง ทรง
พระนามว่าโรมะ ทรงสมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสตรังสิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
ฉะนี้แล.
จบสตรังสิยเถราปทาน
๕๒. อรรถกถาสตรังสิเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระสตรังสิเถระ มาคำเริ่มต้นว่า อุจฺจิยํ เสลมารุยฺห
ดังนี้.
พระเถรแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์
บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงฝั่งในสักกฏพยากรณ์และในไตรเพท ละการครอง
เรือน เข้าสู่บวชเป็นฤๅษี สำเร็จการอยู่ในหิมวันตประเทศ. ในสมัยนั้น
พระผู้มีภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จขึ้นสู่ภูเขาสูงลูกหนึ่ง
๑. บาลี สตรังสิยเถราปทาน
หน้า 214
ข้อ 54
เพราะความเป็นผู้ใคร่ต่อความสงัด แล้วนั่งดุจกองไฟที่ลุกโพลง. ดาบส
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ประทับนั่งอยู่เช่นนั้น เกิดโสมนัส ประ-
คองอัญชลี ชมเชยด้วยเหตุหลายอย่าง. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว เสวยทิพยสมบัติในกามาวจรเทวโลก ๖ ชั้น จากนั้นก็
บังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า สตรังสี ในมนุษยโลก.
ท่านเสวยสมบัติแม้นั้นถึงหลายครั้ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง มีอายุ ๗ ขวบเท่านั้น บรรพชาบรรลุพระอรหัต เพราะ
ความที่ตนมีญาณแก่รอบแล้วด้วยอำนาจบุญสมภารในกาลก่อน. ท่านระลึก
ว่า เพราะกรรมอะไร เรามีอายุ ๗ ขวบเท่านั้น จึงบรรลุสันติบทตาม
ลำดับ เห็นบุพกรรมด้วยญาณโดยประจักษ์ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุจฺจิยํ เสลมารุยฺห
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจิยํ เชื่อมความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จขึ้นสู่ภูเขาสูงอันล้วนแล้วแต่หินแล้ว
ประทับนั่ง. บทว่า ปพฺพตสฺสาวิทูรมฺหิ ความว่า ในที่ใกล้แห่งภูเขาที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง. บทว่า พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู ความว่า
พราหมณ์คนหนึ่งถึงฝั่ง คือที่สุดแห่งไตรเพทกล่าวคือมนต์. พราหมณ์
ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์นี้แสดงอ้างถึงตนดุจผู้อื่น. บทว่า อุปวิฏฺํ มหาวีรํ
ความว่า ซึ่งพระชินเจ้าผู้มีความเพียร ผู้นั่งอยู่บนภูเขานั้น ผู้ประเสริฐ
เช่นไร. เชื่อมความว่า เราได้ประคองอัญชลี คือประคองกระพุ่มมือ
อัญชลีเหนือเศียร แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพ ผู้เป็นเทพยิ่ง
กว่าเทพ คือพรหมและเทพชั้นกามาวจรหกชั้นทั้งสิ้น ผู้ชื่อว่านราสภะ
หน้า 215
ข้อ 54
คือผู้องอาจกว่านระทั้งหลาย ผู้ประเสริฐ ผู้นำโลก คือผู้นำสัตว์โลกทั้งสิ้น
ผู้ยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ไว้เหนือเศียรเกล้า แล้วชมเชย คือสดุดี.
บทว่า อภาสถ ความว่า ได้พยากรณ์ว่า ผู้ใดได้ให้อัญชลีนี้ ฯลฯ
ผู้นี้จัก.... คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสตรังสิเถราปทาน
หน้า 216
ข้อ 55
สยนทายกเถราปทานที่ ๓ (๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน
[๕๕] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายที่นอนแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งปวงพระองค์นั้น ด้วยการ
ถวายที่นอนนั้น โภคสมบัติย่อมเกิดแก่เรา เปรียบเหมือนพืช
(ข้าวกล้า) สำเร็จในนาดี นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน.
เราย่อมสำเร็จการนอนในอากาศย่อมทรงแผ่นดินนี้ไว้ เรา
เป็นใหญ่ในสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน ใน
๕,๐๐๐ กัปได้เป็นพระเจ้ามหาวีระ ๘ ครั้ง. ในกัปที่ ๓,๔๐๐ ได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพละมาก ๔ ครั้ง
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสยนทายกเถราปทาน
๕๓. อรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสยนทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตระ-
พุทธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัย แห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
หน้า 217
ข้อ 55
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีสกุล
แห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองฆราวาส เสวย สุขอยู่ ฟังพระธรรม-
เทศนาของพระศาสดา เลื่อมใสในพระศาสดา ให้คนทำเตียงอันควรแก่
ค่ามาก สำเร็จด้วย งา ทอง เงิน แก้วมุกดา และแก้วมณี ลาด
แผ่นผ้าอันนำมาแต่เมืองจีน และผ้ากัมพลเป็นต้น ถวายแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เพื่อทรงบรรทม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการอนุเคราะห์
แก่ท่าน แล้วทรงบรรทม ณ ที่นั่น ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไป
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสุขในการไปในอากาศและสุขในการ
นอนเป็นต้น อันสมควรแก่บุญกรรมนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด
ในสกุลแห่งหนึ่ง อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังพระ-
ธรรมเทศนาของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา ไม่ช้านัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตตรพุทฺธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถ
อัน ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า สุเขตฺเต พีชสมฺปทา ความว่า พืชที่บุคคลหว่านไว้ใน
นาดี อันปราศจากหญ้าและหยากเยื่อ สมบูรณ์ด้วยเปือกตมเป็นต้น ย่อม
ยังผลดีให้สำเร็จฉันใด ทานที่บุคคลหว่านไว้แล้วในนาคือบุญในสันดาน
อัน บริสุทธิ์ อันปราศหญ้าและหยากเยื่อ กล่าวคือ กิเลสพันห้า ราคะ
และโทสะเป็นต้น แม้มีประมาณน้อยก็ย่อมมีผลมาก ฉันนั้น. คำที่เหลือ
มีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
หน้า 218
ข้อ 56
คันโธทกทายกเถราปทานที่ ๔ (๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายหม้อน้ำหอม
[๕๖] (ในกาลนั้น) ได้มีการฉลองพระมหาโพธิ์แห่งพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ เราได้ถือเอาหม้ออันวิจิตร บรรลุเต็มด้วย
น้ำหอมแล้วถวายได้ ก็ในเวลาสรงน้ำไม้โพธิ์ มหาเมฆยังฝน
ให้ตก และได้มีเสียงบันลือดังลั่น ในเมื่อสายฟ้าผ่า.
ด้วยกำลังสายฟ้านั้นแล เราทำกาละ ณ ที่นั้น เราอยู่ใน
เทวโลก ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม
โอ พระคุณสมบัติแห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย ซากศพ
ของเราตกลง เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก.
ภพของเรา ๗ ชั้น สูงสุดน่าหวาดเสียว นางเทพกัญญา ๑
แสนแวดล้อมเราเสมอ ความป่วยไข้ไม่มีแก่เรา ความเศร้า.
โศกไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นความเดือดร้อนเลย นี้เป็นผลแห่ง
บุญกรรม ในกัปที่ ๒,๘๐๐ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า
สังวสิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันโธทกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบคันโธทายกเถราปทาน
หน้า 219
ข้อ 56
๕๔. อรรถกถาคันโธทกทายกเถรปทาน
อปทานของท่านพระคันโธทกทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภาร ในพระมุนีผู้ประเสริฐองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในเรือน
มีสกุล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เห็นชาวเมืองกระทำการ
บูชาต้นโพธิ์ จึงบรรจุหม้ออันวิจิตรด้วยน้าหอมเจือด้วยจันทน์ การบูร
และกลัมพักเป็นต้นให้เต็ม รดต้นโพธิ์ ขณะนั้นฝนตกโดยเป็นสายน้ำ
ใหญ่ ในกาลนั้นท่านทำกาลด้วยอสนีบาต ด้วยบุญกรรมนั้น ๆ เอง
ท่านบังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นแล ได้กล่าวคาถามีอาทิว่า
อโห พุทโธ อโห ธมฺโม ดังนี้. ท่านเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้ เป็นผู้ปราศจากความเร่าร้อนทั้งปวง เข้าถึง
ความผู้เย็นเป็นสุขในที่ ๆ คนเกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด
ในเรือนมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วเริ่ม
กรรมฐานเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยบุญกรรมที่
บำเพ็ญไว้ในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า คันโธทกทายกเถระ.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรม องคนเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทานจึงกล่าวคำมีอาทิว่าปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถ
ดังกล่าวแล้วนั้นแล. บทว่า มหาโพธิมโห อหุ ความว่า ได้มีการบูชา
หน้า 220
ข้อ 56
ต้นโพธิ์ใหญ่แล้ว. บทว่า วิจิตฺตํ ฆฏมาทาย ความว่า ถือเอาหม้ออัน
เต็มด้วยน้ำหอมอันงามวิจิตรด้วยจิตรกรรมและสุวรรณกรรมเป็นอันมาก.
บทว่า คนฺโธทกมทาสหํ แปลว่า ได้ให้น้ำหอม อธิบายว่า เราได้รด
ด้วยน้ำหอม.
บทว่า นฺหานกาเล จ โพธิยา ความว่า ในสมัยเป็นที่กระทำการ
บูชาต้นโพธิ์. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคันโธทกทายกเถราปทาน
หน้า 221
ข้อ 57
โอปวุยหเถราปทานที่ ๕ (๕๕)๑
ว่าด้วยผลแห่งการถวายม้าอาชาไนย
[๕๗] เราได้ถวายน้ำอาชาไนยแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุ-
มุตตระ ครั้นมอบถวายในพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กลับไปเรือน
ของตน พระอัครสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าเทวิล ผู้เป็น
ทายาทแห่งธรรมอันประเสริฐ ได้มาสู่สำนักของเรา (กล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำประโยชน์ทั้งปวง ผู้อาชาไนย
ไม่ทรงหวั่นไหว พระองค์ผู้มีจักษุทรงทราบความดำริของท่าน
จงทรงรับไว้.
เราจึงได้ตีราคาม้าสินธพซึ่งมีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นพาหนะ
เร็ว แล้วได้ถวายของที่ควรเท่าราคาม้า แด่พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่าปทุมุตตระ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดา
หรือมนุษย์ ม้าอาชาไนยอันมีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นที่ยินดี
ย่อมเกิดแก่เรา.
(เราดำริว่า) ชนเหล่าใดได้อุปสมบท ชนเหล่านั้นได้ดี
แล้วหนอ เราพึงเข้าไปเฝ้าบ่อย ๆ ถ้าพระพุทธเจ้ามีในโลก.
เราได้เป็นพระราชาผู้มีพละมาก ครอบครองแผ่นดินมี
สมุทรสี่เป็นที่สุด เป็นใหญ่แห่งชนชาวชมพูทวีป ๒๘ ครั้ง.
ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่เรานี้เป็นครั้งหลังสุด เราละความ
ชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๓,๕๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นกษัตริย์
มีเดชมาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
๑. อรรถกาเป็น โอปวัยหเถราปาน.
หน้า 222
ข้อ 57
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโอปวุยหเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ-
ฉะนี้แล ฯ
จบโอปวุยหเถราปทาน
๕๕. อรรถกถาโอปวัยหเถราปทาน
อปทานของท่านพระโอปวัยหเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภาร ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ เมื่อพระ-
อาทิตย์คือพระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระปรากฏในโลกแล้ว ท่านบังเกิด
ในสกุลอันสมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว มีทรัพย์มากมีโภคะ
มากอยู่ครองฆราวาส เลื่อมใสในพระศาสนามีความเลื่อมใสและนับถือมาก
ในพระศาสดา ได้ทำการบูชาด้วยม้าสินธพตัวอาชาไนย ก็แลครั้นบูชาแล้ว
คิดว่า ช้างและม้าเป็นต้นไม่สมควรแก่สมณะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
เราจักถวายกัปปิยะภัณฑ์ ให้ตีราคากัปปิยภัณฑ์นั้น แล้วได้ถวายจีวรอัน
สำเร็จด้วยผ้าฝ้าย ผ้ากัมพล และโกเชาว์เป็นต้น และถวายเภสัชบริขาร
มีการบูรและเปรียงเป็นต้น อันสมควรด้วยกหาปณะ ซึ่งมีราคาตาม
กัปปิยภัณฑ์นั้น ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจาก
หน้า 223
ข้อ 57
อัตภาพนั้นแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพาหนะเป็นอันมากมีช้างเละม้าเป็นต้น
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในพระศาสนา
เรียนพระกรรมฐานเจริญวิปัสสนา ตั้งอยู่ในพระอรหัต ตามลำดับแห่งมรรค
ด้วยอำนาจบุญสมภารที่ท่านบำเพ็ญในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า
โอปวัยหเถระดังนี้.
ท่านใคร่ครวญว่า เพราะกรรมอะไรหนอ เราจึงได้บรรลุสันติบทนี้
รู้บุพกรรมด้วยโดยประจักษ์ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตา-
ปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถดังกล่าว
แล้วนั้นแล. บทว่า อาชานียมทาสหํ ความว่า เราได้ถวาย คือได้บูชา
ม้าสินธพผู้มีชาติอันสูงสุดอาชาไนย.
บทว่า สปตฺตภาโร๑ ความว่า บริขาร ๘ อัน ถึงแก่ตนนั้น เป็น
ภาระของผู้ใด ผู้นั้นถือว่ามีภาระอันเป็นของตน อธิบายว่า ผู้ประกอบ
ด้วยบริขาร ๘. บทว่า ขมนียนทาสหํ ความว่า บริขารอันเป็นกัปปิยะ
มีจีวรเป็นต้น อันเหมาะแก่การยังอัตภาพให้เป็นไป. บทว่า จริโม ได้แก่
ภพที่สุด คือภพที่ถึงที่สุด. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโอปวัยหเถราปทาน
๑. บาลี สพฺพตฺถหาโร.
หน้า 224
ข้อ 58
สปริวาราสนเถราปทานที่ ๖ (๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต
[๕๘] เราไปสู่สถานที่อันไม่เศร้าหมอง ประดับด้วยมะลิซ้อน
แล้วได้ถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ
พระพุทธเจ้าผู้อัครนายกของโลก ผู้ซื่อตรง มี พระหฤทัยมั่นคง
ประทับนั่งบนอาสนะนั้น ทรงประกาศอานิสงส์บิณฑบาตว่า
พืชแม้จะน้อยที่ชาวนาปลูกลงในนาที่ดี มหาเมฆยัง
สายฝนให้ตกเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ยินดีฉันใด บิณฑบาต
นี้ ท่านปลูกลงในนาดี ผลจักยังท่านให้ยินดี ในภพที่เกิดฉันนั้น.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้อุดม ตรัสดังนี้แล้ว
ทรงรับบิณฑบาต แล้วบ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดรเสด็จไป.
เราสำรวมในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ขวนขวาย
ในวิเวก ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสปริวาราสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสปริวาราสนเถราปทาน
หน้า 225
ข้อ 58
๕๖. อรรถกถาสปริวาราสนเถราปทาน
อปทานของท่านพระสปริวาราสนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นั้น ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอัน
สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา
เชื่อมผลแห่งทาน ได้ถวายบิณฑบาตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยโภชนะ
มีรสเลิศต่าง ๆ ก็แลครั้นถวายแล้ว ได้ประดับอาสนะที่นั่งฉัน เพื่อ
ประโยชน์แก่การนั่งฉันในโรงฉัน ด้วยดอกมะลิและดอกมัลลิกาเป็นต้น
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแล้ว ด้วยบุญกรรมนั้น
ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่างต่าง ๆ
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ
เจริญวัยแล้ว มีศรัทธามีความเลื่อมใส บรรพชาแล้วไม่นานนักก็ได้เป็น
พระอรหันต์.
ท่านบรรลุบทอันสงบอย่างนี้แล้ว ใคร่ครวญด้วยญาณว่า เพราะ
บุญอะไรหนอ เราจึงบรรลุสันติบทนี้ เห็นบุพกรรมแล้ว เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส
ดังนี้ คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้ว. บทว่า ปีณฺฑปาตํ อทาสหํ ความว่า
อาหารชื่อว่า บิณฑบาต เพราะกระทำก้อนข้าวที่ได้ในที่นั้น ๆ ให้เป็น
คำ ๆ แล้วกลืนกินคือเคี้ยวกิน เราได้ถวายบิณฑบาตนั้นแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า อธิบายว่า ให้พระผู้มีพระภาคเสวย.
หน้า 226
ข้อ 58
บทว่า อกิตฺตยิ ปิณฺฑปาตํ ความว่า พระองค์ได้ประกาศคุณานิสงส์
แห่งบิณฑบาตที่เราถวายแล้ว.
บทว่า สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ ความว่า เราเป็นผู้สำรวมแล้ว ปิด
กั้นแล้วด้วยปาติโมกขสังวรศีล.
บทว่า อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ ความว่า เราคุ้มครองแล้วจาก
รูปารมณ์เป็นต้นในอินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น และคุ้มครองซึ่ง
อินทริยสังวรศีล. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสปริวาราสนเถราปทาน
หน้า 227
ข้อ 59
ปัญจทีปกเถราปทานที่ ๗ (๕๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีบ
[๕๙] เราชื่อสนิทในพระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง เป็นผู้มีความเห็นตรง
เราได้ถวายประทีป (ทำการบูชาด้วยประทีป) แวดล้อมไว้ที่
ไม้โพธิ์ ในครั้งนั้นเราเชื่อ จึงได้ทำการบูชาด้วยประทีปที่
ไม้โพธิ์.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น ๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงดวงไฟในอากาศ นี้
เป็นผลแห่งการบูชาด้วยประทีป เราย่อมมองเห็นได้ภายใน
ฝาเรือน ภายในหินล้วน ตลอดล่วงภูเขาในที่ร้อยโยชน์
โดยรอบ.
ด้วยกรรมที่เหลืออยู่นั้น เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ
เราทรงกายอันเป็นที่สุดนี้อยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้จอมสัตว์สองเท้า.
ในกัปที่ ๓,๔๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่า
สตจักขุ มีพระเดชานุภาพมาก มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 228
ข้อ 59
ทราบว่า ท่านพระปัจทีปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปัญจทีปกเถราปทาน
๕๗. อรรถกถาปัญจทิปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัญจทีปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล อยู่ครอง
เรือน ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธา
เลื่อมใส เห็นมหาชนทำการบูชาอยู่ แม้ตนเองก็แวดล้อมต้นโพธิ์ ตาม
ประทีปบูชา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นรุ่งเรืองในภพที่ตนเกิดในที่
ทุกสถานนั้นแล อยู่ในวิมานที่เพียง พร้อมด้วยความรุ่งเรืองเป็นต้น ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ
แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบรรพชาไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งการบูชาด้วยประทีป ท่านจึง
ปรากฏนามว่า ทีปกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้.
หน้า 229
ข้อ 59
คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั้นแล. บทว่า อุชุทิฏฺิ อโหสหํ ความว่า
เราได้ละทิ้งความคดโกงคือมิจฉาทิฏฐิ ได้เป็นผู้สัมมาทิฏฐิ อันตรง ไม่
คดโกงคือได้บรรลุถึงความเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิแล้ว.
ในบทว่า ปทีปทานํ ปาพาสึ มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่า ปทีป เพราะ
รุ่งโรจน์โชติช่วงโดยประการ การให้ประทีปนั้น ชื่อว่า ปทีปทาน.
ความว่า เราได้ให้ประทีปนั้น คือได้กระทำการบูชาด้วยประทีป. คำที่เหลือ
มีอรรถตื้นในที่ทั้งปวงทีเดียวแล.
จบอรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน
หน้า 230
ข้อ 60
ธชทายกเถราปทานที่ ๘ (๕๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธงและบำรุง
[๖๐] เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ยกธงขึ้นปักไว้ที่ไม้โพธิ์ อันเป็น
ต้นไม้อุดม แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เราเก็บ
ใบโพธิ์ ที่หล่นเอาไปทั้งภายนอก ได้ไหว้ไม้โพธิ์ อันอุดม ดัง
ได้ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ผู้หมดจดทั้งภายในภายนอก
ทรงพ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ เหมือนดังเฉพาะพระพักตร์
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่อง
บูชา ประทับยืนท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายธงและด้วยการบำรุงทั้งสองนี้ เขาจะไม่ไป
สู่ทุคติตลอดแสนกัป จักได้เสวยความเป็นเทวดารูปงามไม่
น้อยในเทวดาทั้งหลาย.
จักรได้เป็นพระราชาในแว่นแค้นหลายร้อยครั้ง จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามชื่อว่าอุคคตะ ครั้นเสวยสมบัติแล้ว
อันกุศลมูลตักเตือน จักยินดียิ่งในพระศาสนาของพระผู้มี-
พระภาค เจ้าพระนามว่าโคดม เราเป็นผู้มีจิตแน่วแน่เพื่อความ
เพียรสงบไม่มีอุปธิ.
ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในพระศาสนาของพระสัมพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๕๑,๐๐๐ ได้เป็นกษัตริย์หลายครั้ง พระนามว่าอุคคตะ
มีเสนามาก ในกัปที่ห้าหมื่นเป็นกษัตริย์พระนามว่าเขมะ.
หน้า 231
ข้อ 60
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธชทายกเถราปทาน
๕๘. อรรถกถาธชทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระธชทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ให้กระทำธงด้วยผ้าดี ๆ
มากมาย คือได้กระทำการบูชาด้วยธง. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิด
ในตระกูลสูง เป็นผู้ควรบูชาแล้ว ในภพที่คนเกิดแล้ว ๆ. ครั้นต่อมา
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว
เจริญด้วยบุตรและภรรยา เป็นผู้มีโภคะมาก มียศมี ศรัทธาเลื่อมใสใน
พระศาสดา ละการครองเรือนบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมแล้ว เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธลฺส
ดังนี้. ความแห่งคำนั้น มีอรรถดังกล่าวในก่อนนั้นแล. บทว่า หฏฺโ
หน้า 232
ข้อ 60
หฏฺเน จิตฺเตน ความว่า ผู้มีรูปกายอันบริบูรณ์ชื่อว่าร่าเริง เพราะ
ประกอบด้วยจิตอันเกิดพร้อมด้วยโสมนัส ชื่อว่ามีจิตร่าเริง คือมีจิตยินดี
เพราะมีจิตประกอบด้วยศรัทธา. บทว่า ธชมาโรปยึ อหํ ความว่า ชื่อว่า
ธชะ เพราะอรรถว่า สะบัด คือไหว. เราได้ยกธงนั้นขึ้นคล้องไว้
บนปลายไม้ไผ่แล้วบูชา.
บทว่า ปติตปตฺตานิ คณฺหิตฺวา ความว่า เราถือเอาใบต้นโพธิ์
ที่หล่นแล้วทั้งเสียภายนอก. บทว่า อนฺโตสุทฺธํ พหิสุทฺธํ ความว่า เราได้
ไหว้ คือได้กระทำการนอบน้อมต้นโพธิ์อันสูงสุดในที่พร้อมหน้า ดุจว่า
ต่อพระพักตร์พระสัมพุทธะ ผู้บริสุทธิ์ภายในจิตตสันดานและนามกาย
และบริสุทธิ์ในภายนอก คือรูปกายมีจักขุปสาทและโสตปสาทเป็นต้น
ผู้หลุดพ้นวิเศษยิ่ง คือหลุดพ้นจากกิเลส ผู้ไม่มีอาสวะ. คำเหลือในที่
ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธชทายากเถราปทาน
หน้า 233
ข้อ 61
ปทุมเถราปทานที่ ๙ (๕๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุมพร้อมด้วยธง
[๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ กำลังทรง
ประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังธรรมอันประเสริฐให้เป็นไป ทรง
ยังสายฝนอมฤตให้ตก ดับความเร่าร้อนมหาชนอยู่.
เรายืนถือดอกปทุมพร้อมด้วยธงอยู่ไม่ไกล ๒๕๐ ชั่วธนู มี
ความโสมนัส ได้โยนดอกปทุมพร้อมด้วยธงขึ้นไปบนอากาศ
เพื่อบูชาพระมุนีพระนามว่าปทุมุตตระ
และเมื่อดอกปทุมกำลังมา ความอัศจรรย์ก็เกิดมีในขณะ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบรรดาคน ทรงทราบ
ความดำริของเรา ทรงรับไว้.
พระศาสดาทรงรับดอกปทุมอันอุดมด้วยพระหัตถ์อันประ-
เสริฐแล้ว ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า ผู้ใดโยนดอกปทุมนี้มาในพระสัพพัญญูผู้นายกอุดม
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติตลอด ๓๐ กัป
จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธาอยู่ ๗๐๐ กัป
จักถือเอาอัตภาพในภพนั้นแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ในกาลนั้น สายฝนดอกปทุมจักตกจากอากาศมากมาย.
หน้า 234
ข้อ 61
ในแสนกัป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพ
ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นั้นจักเป็นโอรส ผู้เป็นทายาทในธรรมของพระศาสดา
พระองค์นั้น อันธรรมนิรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
จักไม่มีอาสวะ และนิพพาน เราตลอดจากครรภ์แล้ว มีสติ-
สัมปชัญญะ มีอายุ ๕ ปีโดยกำเนิด ได้บรรลุพระอรหัต.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปทุมเถราปทาน
๕๙. อรรถกถาปทุมเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จตุสจฺจํ
ปกาเสนฺโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
เมื่อพระปทุมุตตรมุนี กระทำความโชติช่วงแห่งพระสัทธรรมให้รุ่งเรืองอยู่
ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ดำรงการครองเรือน ปรากฏว่า
ท่านเพียบพร้อมด้วยโภคทรัพย์. ท่านเลื่อมใสในพระศาสดา ฟังธรรม
อยู่กับมหาชน ได้ยืนถือกำดอกปทุมพร้อมด้วยธง. ท่านได้ขว้างกำดอก
หน้า 235
ข้อ 61
ปทุมนั้นพร้อมด้วยธงขึ้นสู่อากาศ เห็นความอัศจรรย์นั้น จึงเกิดโสมนัส
อย่างยวดยิ่ง. ทำบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ในที่สุดแห่งชีวิต บังเกิด
ในสวรรค์ ได้ปรากฏและอันเขาบูชา ในฉกามาพจรสวรรค์ดุจธง เสวย
ทิพยสมบัติ และเสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลสมบูรณ์ด้วยสมบัติ เพียบพร้อมด้วย
ศรัทธา เจริญวัยแล้วเกิดศรัทธา เพียงอายุ ๕ ขวบเท่านั้นได้บรรพชา
แล้ว ไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์ ท่านปรากฏโดยนามที่ท่านได้บำเพ็ญ
บุญไว้ว่า ปทุมเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจํ ความว่า ที่ชื่อว่า สัจจะ เพราะ
แท้ ไม่ผิด ไม่คลาดเคลื่อน. ที่ชื่อว่า จตุสัจจะ เพราะท่านรวบรวม
สัจจะ ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมัคคสัจจะ เมื่อ
ประกาศคือเมื่อกระทำสัจจะ ๔ นั้นให้ปรากฏในโลก. บทว่า อมตํ วุฏึ
ความว่า เมื่อยังสายน้ำฝนคืออมตมหานิพพานให้ตกอยู่คือหลั่งไหล ยัง
โลกนี้พร้อมด้วยเทวโลกให้ชุ่มอยู่ คือยังความเร่าร้อนคือกิเลสทั้งปวง
ให้ดับ ชื่อว่าย่อมยังฝน คือพระธรรมให้ตก.
บทว่า สธชํ ปทุมํ คยฺห ความว่า ถือดอกปทุม คือกำดอกปทุม
รวมกับธง. บทว่า อฑฺฒโกเส ิโต อหํ ความว่า ได้ยกดอกปทุมและ
ธงทั้งสองขึ้นยืนอยู่แล้ว. คำที่เหลือในทีทั้งปวงตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมเถราปทาน
หน้า 236
ข้อ 62
อสนโพธิยเถราปทานที่ ๑๐ (๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการปลูกไม้โพธิ์
[๖๒] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
เป็นนายกของโลก เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้เข้า
ไปเฝ้าพระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน เราร่าเริง มีจิตโสมนัส
ได้ปลูกไม้โพธิ์อันอุดม ถวายแด่พระผู้มาพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าติสสะเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ต้นไม้อันงอกขึ้นบนแผ่น
ดิน โดยนามบัญญัติชื่อว่าอสนะ (ประดู่) เราบำรุงโพธิ์ชื่อ
อสนะอันอุดมนี้อยู่ ๕ ปี.
จึงได้เห็นต้นไม้มีดอกบานน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้
ขนพองสยองเกล้า เมื่อจะประกาศกรรมของตน จึงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
เวลานั้นองค์พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ เป็นสยัมภู
อัครบุคคล ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า.
ผู้ใดปลูกต้นโพธิ์นี้ และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เรา
จักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดาทั้งหลาย ตลอด
๓๐ กัป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เคลื่อนจาก
ดุสิตพิภพแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว
จักรื่นรมย์อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความ
หน้า 237
ข้อ 62
เพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสนะทั้งปวงแล้ว
จักไม่มีอาสวะ นิพพาน เราประกอบวิเวกเนือง ๆ เป็นผู้สงบ
ระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดเครื่องผูกดังช้างทำลายปลอกแล้ว ไม่มี
อาสวะอยู่.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ปลูกต้นโพธิ์ในเวลานั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปลูกต้นโพธิ์.
ในกัปที่ ๗๔ แต่กัปนี้ เวลานั้นได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีนามปรากฏว่าทัณฑเสน.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ผู้เป็นใหญ่ในเผ่นดิน มีพระนามว่าสมันตเนมิ.
ในกัปที่ ๒๐ ถ้วนแต่กัปนี้ ได้เป็นกษัตริย์พระนามว่า
ปุณณกะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอสนโพธิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบแสนโพธิยเถราปทาน
หน้า 238
ข้อ 62
๖๐. อรรถกถาอสนโพธิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระอสนโพธิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ชาติยา
สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว ได้รับความสุข เลื่อมใสในพระศาสนา ถือเอาผลไม้โพธิ์
ที่ออกจากโพธิพฤกษ์ แล้วถือเอาต้นโพธิ์หนุ่มที่ออกจากต้นโพธิ์นั้น แล้ว
ปลูกเป็นต้นโพธิ์. รักษาไว้บูชาโดยกรรมมีการรดน้ำเป็นต้น โดยประการที่
จะไม่พินาศไป. ด้วยบุญนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เพราะท่านมีบุญสมภาร
แก่รอบ ท่านมีอายุ ๗ ขวบท่านบรรพชาแล้วบรรลุพระอรหัตขณะปลงผม
นั้นเอง. ท่านปรากฏโดยชื่อแห่งบุญที่ตนบำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า อสน-
โพธิยิเถระ. ท่านระลึกถึงบุญสมภารในกาลก่อน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติยา ความว่า จำเดิมแต่กาลที่ตน
ตลอดจากครรภ์มารดา. เชื่อมความว่า เรามีอายุ ๗ ขวบมีฤดูสรทะบริบูรณ์
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้นำสัตว์โลก. บทว่า
ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า ผู้มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ไม่หวั่นไหว
โดยประการ อธิบายว่า ผู้มีใจ คือผู้มีใจงาม ได้แก่ผู้มีจิตเกิดพร้อม
กับโสมนัส.
หน้า 239
ข้อ 62
บทว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ความว่า ชื่อว่า ติสสะ เพราะ
เกิด ๓ ครั้ง ท่านเป็นผู้เกิดคือบังเกิดพ้นจากครรภ์ของมารดา จากชาติ
เป็นมนุษย์ และจากเบญจขันธ์ เป็นพระพุทธเจ้า. เชื่อมความว่า เรา
ปลูกต้นอสนโพธิ์อันสูงสุด เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะนั้น
ผู้คงที่ ผู้ประเสริฐกว่าโลก.
บทว่า อสโน นามเธยฺย ความว่า ต้นโพธิ์ ชื่อว่า อสนะ
ได้เป็นต้นโพธิ์โดยนามบัญญัติ คือโดยนามสัญญา. บทว่า ธรณีรุหปาทโป
ความว่า ชื่อว่า ธรณี เพราะทรงไว้ซึ่งเถาวัลย์ ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำคงคา
และสาครเป็นต้น, ธรณีนั้นคืออะไร คือแผ่นดิน. ชื่อว่า ธรณีรุหะ งอกขึ้น
คือดังอยู่บนแผ่นดินนั้น, ชื่อว่า ปาทโป เพราะดื่มด้วยเท้า อธิบายว่า
ดื่มน้ำที่รดด้วยรากกล่าวคือเท้า คือย่อมทรงไว้ซึ่งรสแห่งอาโปธาตุ คือความ
สิเนหา. ต้นไม้นั้นด้วย งอกขึ้นบนแผ่นดินด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ธรณีรุหปาทปะ เราได้บำเรอคือได้ปลูกบำรุงต้นโพธิ์ ชื่อว่าอสนะอันสูงสุด
ตลอด ๕ ปี. บทว่า ปุปฺผตํ ปาทปํ ทิสฺวา ความว่า เห็นต้นโพธิ์
ชื่อว่า อสนะ ที่เราปลูกไว้นั้นบานแล้ว คือการกระทำการชูชันแห่งขน
อันน่าอัศจรรย์ เพราะมีดอกอันควรแก่สิ่งน่าอัศจรรย์ เมื่อระบุกรรม
ของคน คือเมื่อกล่าวโดยประการ จึงได้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐ. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอสนโพธิยเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๖
หน้า 240
ข้อ 62
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิธูปนทายกเถราปทาน ๒. สตรังสิยเถราปทาน ๓. สยน-
ทายกเถราปทาน ๔. คันโธทกทายกเถราปทาน ๕. โอปวุยหเถราปทาน
๖. สปริวาราสนเถราปทาน ๗. ปัญจทีปกเถราปทาน ๘. ธชทายกเถรา-
ปทาน ๙. ปทุมเถราปทาน ๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน.
มีคาถา ๙๒ คาถา.
จบวีชนีวรรคที่ ๖
หน้า 241
ข้อ 63
สกจิตตนิยวรรคที่ ๗
สกจิตตนิยเถราปทานที่ ๑ (๖๑)
ว่าด้วยผลแห่งถวายสถูป
[๖๓] เราได้เห็นป่าชัฏใหญ่สงัดเสียง ปราศจากอันตราย เป็น
ที่อยู่อาศัยของพวกฤๅษี ดังกับจะรับเครื่องบูชา เราจึงเอา
ไม้ไผ่มาทำเป็นสถูป แล้วเกลี่ย (โปรย) ดอกไม้ต่าง ๆ ได้
ไหว้พระสถูป ดุจถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ซึ่งยังทรง
พระชนม์อยู่เฉพาะพระพักตร์.
เราได้เป็นพระราชาสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็น
ใหญ่ในแว่นแคว้น ยินดียิ่งในกรรมของตน นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาด้วยดอกไม้.
ในกัปที่ แต่กัปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๘๐ เรา
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มียศอันต์ สมบูรณ์ด้วยแก้ว
ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสกจิตตนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล
จบสกจิตตนิยเถราปทาน
หน้า 242
ข้อ 63
สกจิตตนิยวรรคที่ ๗
๖๑. อรรถกถาสกจิตตนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสกจิตตนิยเถระ นี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปวนํ
กานนํ ทิสฺวา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว เกิดขึ้นในกาลเป็นที่สิ้นพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ยังไม่ทันได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยังดำรงพระชนมายุ
อยู่. ในกาลที่พระองค์ปรินิพพาน ได้บวชเป็นฤาษี อยู่ในหิมวันตประเทศ
ถึงป่าแห่งหนึ่งอันวิเวกน่ารื่นรมย์ ก่อเจดีย์ทรายที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง ทีนั้น
เอาใจใส่ดังในพระผู้มีพระภาคเจ้า และเอาใจใส่ดังพระธาตุของพระองค์
บูชาด้วยดอกไม้ในป่า เที่ยวนมัสการอยู่. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่อง
เที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสวรรค์สมบัติอันเลิศ ในเทวดา
และมนุษย์ทั้งสองนั้น และจักรพรรดิสมบัติอันเลิศ ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบิติ เพียบพร้อม
ด้วยศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชได้เป็นพระอรหันต์ ผู้มีอภิญญา ๖.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปวนํ กานนํ ทิสฺวา ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ปวนํ ความว่า ชื่อว่า ปวนะ เพราะอรรถว่า เป็นป่า
โดยประการ ป่าแผ่กว้าง เป็นรกชัฏ. ชื่อว่า กานนะ เพราะอรรถว่า
เป็นคง เป็นป่าทึบ หนาแน่นไปด้วยสัตว์ร้ายเช่น สีหะ เสือโคร่ง ยักษ์
หน้า 243
ข้อ 63
ผีเสื้อน้ำ ช้างดุ ม้าดุ ครุฑ และงู หรือมากไปด้วยเสียงแห่งหมู่นก ไก่และ
นกดุเหว่า ชื่อว่า กานนะ ป่าใหญ่ กล่าวคือดงนั้น มีเสียงน้อย คือ
ไม่มีเสียง เพราะเว้นจากเสียงมนุษย์. บทว่า อนาวิลํ ได้แก่ ไม่ขุ่นมัว
อธิบายว่า ปราศจากอันตราย. บทว่า อิสีนํ อนุจิณฺณํ ความว่า อันฤาษี
ทั้งหลาย กล่าวคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต-
ขีณาสพอบรมเนืองๆ คือส้องเสพเสมอ. บทว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคหํ ความว่า
เครื่องบูชาและเครื่องสักการะ ท่านเรียกว่า อาหุนะ เครื่องบูชา. อธิบาย
ว่า การต้อนรับ เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านฉะนั้น.
บทว่า ถูปํ กตฺวาน เวฬุนา ความว่า กระทำเจดีย์ ด้วยชิ้นไม้ไผ่.
บทว่า นานาปุปฺผํ สโมกิรึ ความว่า เราเกลี่ยลง คือบูชาด้วยดอกไม้
เป็นอันมาก มีดอกจำปาเป็นต้น. บทว่า สมฺมุขา วิย สมฺพุทฺธํ ความว่า
เราได้ไหว้ คือกระทำการนอบน้อม ซึ่งพระเจดีย์อันสร้างขึ้นคือให้เกิดขึ้น
เสมือนเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ โดย
พิเศษยิ่ง. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสกจิตตนิยเถรปทาน
หน้า 244
ข้อ 64
อาโปปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๖๒)๒
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา
[๖๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เสด็จออกจากวิหาร
แล้วขึ้นไปในที่จงกรม ทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดง
อมฤตบท ณ ที่จงกรมนั้น.
ข้าพระองค์รู้ (ได้ฟัง) พระสุรเสียงของพระพุทธเจ้า ผู้
ประเสริฐสุด พระนามว่าสิขี ผู้คงที่แล้ว จับดอกไม้ต่าง ๆ
โยนขึ้นไปในอากาศ.
ข้าแด่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ผู้นราสภ
ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ผู้ละความชนะและแพ้แล้ว ได้
บรรลุถึงฐานะอันไม่ไหวหวั่น.
ในกัปที่ ๓ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์โปรยดอกไม้ใด ด้วย
กรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
ด้วยดอกไม้ ในกัปที่ ๒๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นกษัตริย์พระนามว่า
สุเมธะ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ ๗ ประการ
ทรงมีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาโปปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอาโปปุปผิยเถราปทาน
๑. อรรถกถาว่า อโวปุปผิยเถราปทาน.
หน้า 245
ข้อ 64
๖๒. อรรถกถาอโวปุปผิยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอโวปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิหารา อภินิกฺ-
ขมฺม ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ผู้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุเดียงสา
แล้วเพียบพร้อมด้วยศรัทธา ฟังพระธรรมเกิดความเลื่อมใส ถือเอาดอกไม้
ต่างๆ ด้วยมือทั้งสอง เกลี่ยไว้เบื้องบนพระพุทธเจ้า.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เสวยสวรรค์สมบัติและจักรพรรดิสมบัติ อันเขาบูชาในที่ทุกสถาน ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใส
ในพระศาสนา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ชื่อว่า อากาศ
เพราะอรรถว่า ว่างเปล่าคือโล่งแจ้งไปโดยรอบ. เพราะท่านได้โปรยดอกไม้
บนอากาศนั้น ท่านจึงปรากฏนามว่า อโวปุปผิยเถระ ดังนี้.
ท่านบรรลุสันติบทอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิหาร-
อภินิกฺขมฺม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิหารา ความว่า ชื่อว่า วิหาร เพราะ
เป็นที่นำมาโดยพิเศษ คือเป็นที่นำมา ได้แก่ยังอัตภาพอันไม่ตกไปให้
เป็นไปด้วยอิริยาบถ ๔ ในวิหารนั้น. ออกจากวิหารนั้นโดยพิเศษยิ่ง. บทว่า
อพฺภุฏาสิ จ จงฺกเม ความว่า ได้ยืน คือขึ้นไปในที่จงกรม เพื่อจะจงกรม
โดยพิเศษ. บทว่า จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เชื่อมความว่า เมื่อกำลังจงกรม
๑. บาลี อาโปปุปผิยเถรปาทาน.
หน้า 246
ข้อ 64
ในที่จงกรมนั้นทรงประกาศสัจจะ๔ กล่าวคือทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธ-
สัจจะ และมรรคสัจจะ ทำให้ปรากฏ ได้แก่ แสดง จำแนก กระทำให้ตื้น
ซึ่งอมตบท คือพระนิพพาน. บทว่า สิขิสฺส คิรมญฺาย พุทฺธเสฏสฺส
ตาทิโน ความว่า รู้คือทราบคำที่พึงเปล่ง คือเสียงประกาศของพระ.
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐคือผู้ประกอบด้วยคุณ คือคงที่. บทว่า
นานาปุปฺผํ คเหตฺวา ความว่า ถือเอาดอกไม้หลายอย่าง มีดอกบุนนาค
อันประเสริฐเป็นต้น. บทว่า อากาสมฺหิ สโมกิรึ ความว่า ข้าพเจ้าได้
โปรยดอกไม้บูชาในอากาศ เหนือพระเศียรพระผู้พระภาคเจ้าผู้จงกรมอยู่.
บทว่า เตน กมฺเมน ทฺวิปทินฺท ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม
คือเป็นประธานแห่งสัตว์ ๒ เท้า คือเทวดาพรหมและมนุษย์ ข้าแต่
พระองค์ผู้องอาจกว่านระ คือผู้ประเสริฐกว่านระ. บทว่า ปตโตมฺหิ อจลํ
านํ ความว่า ข้าพระองค์บวชในสำนักพระองค์ บรรลุฐานะอันไม่
หวั่นไหว คือพระนิพพาน. บทว่า หิตฺวา ชยปราชยํ ความว่า ข้า-
พระองค์ละคือทิ้งชัยชนะ กล่าวคือทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ และความ
ปราชัยกล่าวคือทุกข์ในอบาย ๔ บรรลุนิพพาน. คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอโวปุปผิยเถราปทาน
หน้า 247
ข้อ 65
ปัจจาคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๖๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกสาหร่าย
[๖๕] ในกาลนั้น เราเป็นนกจักรพรากอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสินธุ เรามี
สาหร่ายล้วน ๆ เป็นภักษา และสำรวมดีในสัตว์ทั้งหลาย เรา
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลีเสด็จไปในอากาศ จึงเอา
จะงอยปากดาบดอกสาหร่าย บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี.
ผู้ใดตั้งศรัทธาอันไม่หวั่นไหวไว้ด้วยดี ในพระตถาคตด้วย
จิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ การที่เราได้มาใน
สำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเป็นการมาดีหนอ เราเป็นนก
จักรพรากได้ปลูกพืชไว้ดีแล้ว.
ในกัปที่ ๔ แต่กัปนี้ เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา ในกัปที่ ๑ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง ทรง
มีพละมาก ทรงพระนามเดียวกันว่า สุจารุทัสสนะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ที่พระปัจจาคมนิเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบปัจจาคมนิยเถราปทาน
หน้า 248
ข้อ 65
๖๓. อรรถกถาปัจจาคมนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัจจาคมนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สินฺธยา
นทิยา ตีเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งนกจักรพราก
ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุคงคา ไม่กินสัตว์มีชีวิต เพราะตนประกอบด้วยบุญ
สมภารในกาลก่อน กินแต่สาหร่ายเท่านั้นเที่ยวไป. สมัยนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี เมื่อทรงกระทำอนุเคราะห์แก่สัตว์
ได้เสด็จไปในที่นั้น. ขณะนั้น นกจักรพรากนั้น เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
รุ่งเรืองอยู่ มีใจเลื่อมใส เด็ดดอกสาหร่ายจากต้นสาหร่ายมาบูชา ด้วย
ความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก
เสวยสมบัติในฉกามาวจรสวรรค์ไป ๆ มา ๆ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดใน
มนุษยโลก เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญใน
กาลก่อนว่า ปัจจาคมนิยเถระ เพราะเหตุที่คนเป็นนกจักรพราก เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไปในที่บางแห่งก็นำดอกไม้มาบูชา.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สินฺธุยา นทิยา ตีเร ความว่า ชื่อว่า
สินธุ เพราะกระทำเสียงว่า สิ ให้เคลื่อนไหวอยู่ ให้หวั่นไหวอยู่. ชื่อว่า
นทิ เพราะกระทำเสียงให้บันลือไป. บทว่า จกฺกวาโก อหํ ตทา ความว่า
หน้า 249
ข้อ 65
ชื่อว่า จักกวากะ เพราะแล่นไป คือไปในน้ำ บนบก หรือบินไปในอากาศ
เร็วเหมือนนกจักรพรากไปได้เร็วฉะนั้น. อธิบายว่า ในกาลนั้น คือในกาล
ที่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เราได้เป็นนกจักรพราก.
บทว่า สุทฺธเสวาลภกฺโขหํ ความว่า ข้าพระองค์เคี้ยวกินเฉพาะสาหร่าย
ที่บริสุทธิ์ เพราะไม่เจือด้วยอาหารอื่นอยู่. บทว่า ปาเปสุ จ สุสญฺโต
ข้าพระองค์เป็นผู้สำรวมด้วยดี คือสำรวมศึกษาด้วยดีในการทำบาป ด้วย
อำนาจวาสนาในกาลก่อน.
บทว่า อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็น คือได้เฝ้า
พระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีธุลี คือไม่มีกิเลส เพราะเว้นจาก ราคะ โทสะ โมหะ.
บทว่า คจฺฉนฺตํ อนิลญฺชเส ความว่า ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปอยู่บนทาง
แห่งอากาศอันไม่มีร่องรอย. อธิบายว่า ข้าพระองค์ได้ประคอง คือคาบ
เอาดอกสาหร่ายด้วยปากของข้าพระองค์ ได้ปลูกความยินดียิ่งต่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี คือได้บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. คำที่เหลือ
มีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัจจาคมนิยเถราปทาน
หน้า 250
ข้อ 66
ปรัปปสาทกเถราปทานที่ ๔ (๖๔)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
[๖๖] ใครได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้
แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงชนะวิเศษ มีพระฉีวรรณ
ดังทองแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า.
ใครเห็นพระฌานของพระพุทธเจ้า อันเปรียบเหมือน
ภูเขาหิมวันต์อันประมาณไม่ได้ ดังสาครอันข้ามได้ยาก แล้ว
จะไม่เลื่อมใสเล่า ใครเห็นศีลของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบ
เหมือนแผ่นดินอันประมาณมิได้ ดุจมาลัยประดับศีรษะอัน
วิจิตรฉะนั้นแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า.
ใครเห็นพระญาณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบดังอากาศ
อันไม่กำเริบ ดุจอากาศอันนับไม่ได้ฉะนั้นแล้ว จะไม่เลื่อมใส
เล่า.
พราหมณ์ชื่อว่าโสนะ ได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุด พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ไม่ทรงแพ้อะไร ด้วยคาถา
๔ คาถานี้แล้ว ไม่ได้เข้าถึงทุคติเลย ตลอด ๙๔ กัป เราได้
เสวยสมบัติอันดีงามมิใช่น้อยในสุคติทั้งหลาย.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้นำของ
โลกแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ.
ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ผู้สูงศักดิทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพละมาก.
หน้า 251
ข้อ 66
คุณสมบัติเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปรัปปสาทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปรัปสาทกเถราปทาน
๖๔. อรรถกถาปรัปปสาทกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปรัปปสาทกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุสภํ ปวรํ
วีรํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระพุทธเจ้าพระนามสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ถึงฝั่งแห่ง
ไตรเพท ผู้ชำนาญเวยยากรณ์อันเป็นบทแห่งศาสตร์ทั้งหลา มีอิติหาส-
ศาสตร์เป็นที่ ๕ เป็นผู้ชำนาญในมหาปุริสลักษณะอันเป็นศาสตร์แห่งโลก
อันปรากฏโดยชื่อว่า เสลพราหมณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ เห็นพระองค์ทรงงดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและ
ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีใจเลื่อมใส จึงประกาศชมเชยด้วยเหตุ
หลายอย่าง ด้วยอุปมาหลายอย่าง. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติ
ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น มีเป็นท้าวสักกะและเป็นมารเป็นต้นในเทวโลก
เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลก บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่งซึ่ง
หน้า 252
ข้อ 66
สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ได้เป็นพระขีณาสพ.
เพราะการชมเชยพระพุทธเจ้า เป็นเหตุกระทำความเลื่อมใสแห่งจิตของ
สัตว์ทั้งปวง ท่านจึงปรากฏนามว่า ปรัปปสาทกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสภํ ความว่า ผู้เป็นโคผู้ผู้ประเสริฐสุด
๔ คือ วสภะ, นิสภะ. วิสภะ, อาสภะ ใน ๔ ตัวนั้น โคผู้ประเสริฐกว่า
โค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวสภะ, ผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่า
นิสภะ, ผู้ประเสริฐกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวิสภะ, และผู้ประเสริฐกว่าโค
๑๐๐,๐๐๐ โกฏิตัว ชื่อว่าอาสภะ, พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีพระ-
พุทธพจน์อันสดับแล้วมาก เมื่อจะกล่าวชมเชยท่านผู้ใดผู้หนึ่ง จึงกระทำ
การชมเชยด้วยปัญญาของตน ๆ แต่ผู้สามารถจะชมเชยพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวงย่อมไม่มี. เพราะพระพุทธเจ้ามีพระคุณ
ประมาณไม่ได้. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า
แม้พระพุทธเจ้า พึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า หากแม้
สรรเสริญอยู่ กัปอื่น ๆ ฟังสิ้นไปในระหว่างอายุกาลนาน การ
สรรเสริญพระคถาคตหาสิ้นไปไม่.
พราหมณ์แม้นี้ เมื่อควรกล่าว อาสภํ ด้วยอำนาจการคล่องปาก
ด้วยการเลื่อมใสโดยส่วนเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ดังนี้. ชื่อว่า วระ
เพราะอรรถว่า บุคคลพึงปรารถนา คือพึงอยากได้. ชื่อว่า วีระ เพราะ
ได้บำเพ็ญเพียรมาแสนกัปมิใช่น้อย. ชื่อว่า มเหสี เพราะค้นหา คือ
หน้า 253
ข้อ 66
แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่มีศีลขันธ์เป็นต้น. ซึ่งผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
คือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. ชื่อว่า วิชิตาวี เพราะชนะมารมีกิเลสมาร
และขันธมารเป็นต้น โดยพิเศษ. ซึ่งผู้ชำนะพิเศษคือพระสัมพุทธเจ้านั้น
วรรณะของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่ง
ทอง. สัตว์ชื่อไรเล่า เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่ง
ทองนั้นย่อมไม่เลื่อมใสแล.
จบอรรถกถาปรัปปสาทกกกเถราปทาน
หน้า 254
ข้อ 67
ภิสทายกเถราปทานที่ ๕ (๖๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันและรากบัว
[๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามชื่อว่าเวสสภู เป็นองค์ที่ ๓
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นฤาษีทั้งหลาย พระองค์ผู้เป็น
อุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าชัฏแล้วประทับอยู่.
เราได้ถือเอาเหง้ามัน และรากบัวไปในสำนักพระพุทธเจ้า
และเรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายเหง้ามันและรากบัวนั้น แด่
พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน.
ก็ทานที่เราถวายนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
เวสสภู ผู้มีพระปัญญาอันประเสริฐ ทรงลูบคลำด้วยพระหัตถ์
เราไม่รู้สึกว่าจะมีความสุขอื่นเสมอด้วยสุขนั้น ที่ไหนจะมี
ความสุขยิ่งไปกว่านั้น.
อัตภาพที่สุดย่อมเป็นไปแก่เรา เราถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดเครื่องผูกขาดดังช้างทำลายปลอกแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้ามัน
และรากบัว.
ในกัปที่ ๑๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิรวม ๑๖ ครั้ง
เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ มีพละมาก.
หน้า 255
ข้อ 67
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภิสทายกเถราปทาน
๖๕. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระภิสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู นาม
นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู บังเกิดในกำเนิดช้างในป่าหิมวันต์
อยู่อาศัย ณ ที่นั้น. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภูทรง
ประสงค์วิเวก จึงเสด็จไปหิมวันตประเทศ.ช้างเชือกประเสริฐนั้น เห็นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส ถือเหง้ามันถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ให้เสวย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากกำเนิดช้างนั้นแล้ว เกิดใน
เทวโลกเสวยกามาวจรสมบัติ ๖ ชั้นในเทวโลกนั้น แล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์
เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
ตระกูลหนึ่งซึ่งมีโภคะมาก เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนา
ในกาลก่อนบวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านได้ปรากฏ
นามตามกุศลที่คนบำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า ภิสทายกเถระ ดังนี้.
หน้า 256
ข้อ 67
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า เวสฺสภู นาม นาเมน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
เวสฺสภู ความว่า ชื่อว่า เวสสภู เพราะล่วงรู้ คือก้าวล่วงวิชชาของแพศย์,
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า เวสสภู เพราะก้าวล่วงคือครอบงำ แพศย์คือวาณิช-
กรรม กิเลสมีกามราคะเป็นต้น กรรมมีกุศลกรรมเป็นต้น หรือวัตถุกาม
และกิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระนามว่าเวสสภู. บทว่า อิสีนํ
ตติโย อหุ ความว่า ชื่อว่า อิสิ เพราะแสวงหาคือหากุศลธรรมทั้งหลาย.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเป็นฤษี หรือเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ทรงมีพระนาม ๓ พระนาม เพราะเรียกกันว่า วิปสฺสี สิขี เวสฺสภู.
บทว่า กานนํ วนโมคฺคยฺหา ความว่า เข้าไปยึดเอาป่า กล่าวคือป่าใหญ่.
บทว่า ภิสมุฬาลํ คณฺหิตวา ความว่า ชื่อว่า ภิสํ เพราะเบียดเบียน
คือทำความหิวของสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าให้พินาศ. ภิส นั้นคืออะไร ?
ได้แก่เหง้ามัน, เหง้ามันและรากบัว ชื่อว่า ภิสมุฬาละ ถือเอาเหง้ามัน
และรากบัวนั้น.
บทว่า กเรน จ ปรามฏฺโ ความว่า ทานที่เราให้แล้วนั้น อันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ผู้มีปัญญาสูงสุดลูบคลำแล้วด้วยพระกร
คือด้วยผ่าพระหัตถ์ ได้เป็นอันพระองค์ทรงสัมผัสแล้ว. บทว่า สุขาหํ
นาภิชานามิ สมํ เตน กุโตตฺตรึ ความว่า เราไม่รู้สึกความสุขด้วย
ความสุขนั้น. อธิบายว่า สุขอื่นที่ยิ่งกว่าสุขนั้นจะมีแต่ที่ไหน. คำที่เหลือ
มีอรรถที่พึงรู้ได้ง่ายตามกระแสแห่งนัยแล.
จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
หน้า 257
ข้อ 68
สุจินติตเถราปทานที่ ๖ (๖๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนื้อดี
[๖๘] เราเป็นพรานผู้เที่ยวอยู่ที่ภูเขา ดังไกรสรราชสีห์ผู้เป็น
อภิชาสัตว์ เราฆ่าหมู่เนื้อเลี้ยงชีวิตอยู่ระหว่างภูเขา.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สัพพัญญูพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้
ประเสริฐกว่าบรรดาคนผู้รู้พระองค์ทรงประสงค์จะถอนเราขึ้น
จงเสด็จนายังภูเขาสูง.
เราฆ่าเนื้อฟานแล้วนำมาเพื่อกิน สมัยนั้น พระผู้มีพร-
ภาคเจ้าเสด็จเข้ามาภิกษาจาร.
เราได้เลือกหยิบเอาเนื้อดี ถวายแด่พระศาสดาพระองค์นั้น
ในกาลนั้น พระมหาวีรเจ้าจะทรงยังเราให้เย็น จึงทรง
อนุโมทนา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราเข้าไปในระหว่างภูเขา
ยังปีติให้เกิดขึ้นแล้ว ทำกาละ ณ ที่นั้น.
ด้วยการถวายเนื้อนั้น และด้วยการตั้งจิตไว้ดี เรารื่นรมย์
อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๕๐๐ กัป.
ในกัปทั้งหลายที่เหลือ เราทำกุศลด้วยการถวายเนื้อนั้น
และด้วยการอนุสรณ์ถึงพระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๘ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง พระนามว่า
ทีฆายุ ในกัปที่ ๖,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๒ ครั้ง พระนามว่าสรณะ.
หน้า 258
ข้อ 68
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุจินติตเถราปทาน
๖๖. อรรถกถาสุจินติตเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุจินติตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า คิริทุคฺคจโร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ.
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี เกิดในตระกูลแห่งพราหมณ์ หิมวันต-
ประเทศ ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นต้น เคี้ยวกินอยู่. ในกาลนั้น พระโลกนาถเจ้า
ทรงสงเคราะห์สัตว์โลกและมีพระทัยเอ็นดูสัตว์จึงเสด็จไปสู่หิมวันต์. ใน
กาลนั้น นายพรานนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใส ได้ให้เนื้อ
ล่ำอันอร่อย ที่เขานำมาเพื่อประโยชน์ให้พระองค์ทรงเสวย. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงรับแล้ว เพื่อความอนุเคราะห์แก่เธอ. พระองค์ทรงเสวย
เนื้อนั้นแล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้นนั่งเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้น
ด้วยความโสมนัสนั่นแล ท่องเที่ยวไปในสุคติเสวยสมบัติในกามาวจร-
สวรรค์ ๖ ชั้น เสวยจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก ในพุทธุปบาท-
หน้า 259
ข้อ 68
กาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ระลึกถึง
บุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า คิริทุคฺคจโร อาสึ ดังนี้. ชื่อว่า คิริ เพราะอรรถว่า เปล่ง
คือกระทำเสียง. คิรินั้นคืออะไร ? คือภูเขาอันล้วนแล้วแต่สิลาและฝุ่น.
ทางที่บุคคลดำเนินไปด้วยยากคือลำบาก ชื่อว่า ทุคคะ ทางที่ไปยาก
ลำบาก ชื่อว่า คิริทุคคะ ได้แก่ทางที่บุคคลดำเนินไปได้ยาก. เราเป็นพราน
ผู้เที่ยวไป คือมีปกติเที่ยวไปในทางที่ผู้เปล่งเสียงดำเนินไปได้โดยยาก คือ
ในระหว่างภูเขา. บทว่า อภิชาโตวา เกสรี ความว่า เราเกิดคือบังเกิด
โดยพิเศษยิ่ง เที่ยวไปในทางที่ผู้ดำเนินไปได้โดยยาก เหมือนไกรสรราชสีห์
ฉะนั้น.
บทว่า ศิริทุคฺคํ ปวิสึ อหํ ความว่า ในกาลนั้น เราเกิดปีติ
โสมนัส เพราะการถวายเนื้อนั้นแล้ว ได้เข้าไประหว่างภูเขา. คำที่เหลือ
มีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุจินติตเถราปทาน
หน้า 260
ข้อ 69
วัตถทายกเถราปทานที่ ๗ (๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าผืนหนึ่ง
[๖๙] ในกาลนั้นเราเกิดเป็นพระยาครุฑสุบรรณ เราได้เห็น
พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เสด็จไปสู่เขาคันธมาทน์
เราละเพศนกครุฑแล้วแปลงเป็นมาณพ เราถวายผ้าผืน
หนึ่งแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่.
พระพุทธเจ้าผู้ศาสดาอัครนายกของโลก ทรงรับผ้าผืนนั้น
แล้ว ประทับยืนอยู่ในอากาศได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ด้วยการถวายผ้านี้และด้วยการตั้งจิตไว้ (ดี) ผู้นี้กำเนิด
นกครุฑแล้ว จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ผู้นราสภ ทรง
สรรเสริญการถวายผ้าเป็นทานแล้ว บ่ายพระพักตร์ทางทิศ
อุดรเสด็จไป.
ในภพที่เราเกิด เรามีผ้าสมบูรณ์ ผ้าเป็นหลังคาบังร่มอยู่
ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
ในกัปที่ ๓๖ แค่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
มีพระนามว่าอรุณสะ มีพละมาก เป็นใหญ่กว่ามนุษย์.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 261
ข้อ 69
ทราบว่า ท่านพระวัตถุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวัตถทายกเถราปทาน
๖๗. อรรถกถาวัตถทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระวัตถทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปกฺขิชาโต
ตทา อสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งสุบรรณ
(ครุฑ) เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี กำลังเสด็จไปสู่
ภูเขาคันธมาทน์ มีใจเลื่อมใส ละเพศสุบรรณ นิมิตเป็นเพศมาณพน้อย ถือ
เอาผ้าทิพย์มีค่ามาก บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรับแล้วตรัสอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. ท่านให้กาลล่วงไปด้วย
โสมนัสนั่นเอง ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น แล้วบังเกิดใน
เทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวโลกนั้น เสวยบุญทั้งหลาย จากนั้น
เสวยมนุษยสมบัติในมนุษย์ จากอัตภาพที่ตนเกิดนั้น ได้ผ้าและเครื่อง
อาภรณ์มีค่ามากในที่ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ แล้วอยู่ในที่ ๆ ตนไปถึงแล้ว
ด้วยเงาผ้าในภพที่คนเกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
มีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้ว
ไม่นานนักก็ได้บรรลุอภิญญา ๖ เป็นพระขีณาสพ.
หน้า 262
ข้อ 69
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของคน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปกฺขิชาโต ตทา อาสึ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺขิชาโต ความว่า ชื่อว่า ปักขะ (ปีก)
เพราะเป็นเครื่องแล่นไป คือบินไปแห่งนก. ชื่อว่า ปักขี เพราะนกนั้นมีปีก
อธิบายว่า เกิดคือบังเกิดในกำเนิดแห่งนก. บทว่า สุปณฺโณ ความว่า
ปีกของนกในดี นกนั้นชื่อว่า มีปีกดี. อธิบายว่า นกนั้นมีปีกอันรุ่งเรื่อง
ด้วยสีทองสำหรับรับลมเป็นภาระใหญ่. บทว่า ครุฬาธิโป ความว่า
ชื่อว่าครุฬะ (ครุฑ-สัตว์ผู้จับงู) เพราะกลืนกินซึ่งแผ่นหินอันหนักเพื่อ
ต้องจับนาค, ชื่อว่า ครุฬาธิโป เพราะเป็นราชาธิบดีแห่งครุฑทั้งหลาย.
เชื่อมความว่า เราได้เห็นท่านผู้ปราศจากธุลี คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
จบอรรถกถาวัตทายกเถราปทาน
หน้า 263
ข้อ 70
อัมพทายกเถราปทานที่ ๘ (๖๘)
ว่าด้วยผลการถวายมะม่วงสุก
[๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้ไม่มีมีอุปธิ
ประทับนั่งอยู่ ณ ระหว่างภูเขา ได้ทำการแผ่เมตตาไปในโลก
อันมีสัตว์หาประมาณมิได้.
ในกาลนั้น เราเป็นพญาวานรอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์อันสูงสุด
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระคุณไม่ทราม ผู้ยิ่งใหญ่ จึงยังจิต
ให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า.
เวลานั้นต้นมะม่วงกำลังเผล็ดผล มีอยู่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์
เราได้ไปเก็บผลมะม่วงสุกจากต้นนั้นมาถวายพร้อมด้วยน้ำผึ้ง.
พระมหามุนีพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงพยากรณ์
เรานั้นว่า ด้วยการถวายน้ำผึ้ง และด้วยการถวายน้ำมะม่วง
ทั้งสองนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๕๗ กัป ในกัป
ทั้งหลายที่เหลือ จักท่องเที่ยวสับเปลี่ยนกันไป.
จักใช้กรรมอันลามกให้สิ้นแล้ว เมื่อความเจริญสุกงอม
จักมาจากทุคติมีนิบาตเป็นต้นแล้ว จักเผากิเลสให้ไหม้
หมดไป.
เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ทรง
ฝึกแล้วด้วยการฝึกอันอุดม เราเป็นผู้ละความชนะและความ
แพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๗,๗๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๔ ครั้ง ทุก
ครั้งมีพระนามว่าอัมพัฏฐชยะ มีพละมาก.
หน้า 264
ข้อ 70
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัพทายกเถราปทาน
๖๘. อรรถกถาอัมพทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอัมพทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อโนมทสฺสี
ภควา ดังนี้.
พรเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งวานร
ได้เป็นพญาลิงอาศัยเจ้าในป่าหิมพานต์. สมัย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
นามว่า อโนมทัสสี ได้เสด็จไปป่าหิมพานต์เพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน.
ลำดับนั้น พญาลิงนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวาย
ผลมะม่วงมีรสอร่อยดี พร้อมน้ำผึ้งเล็กน้อย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เมื่อท่านกำเฝ้าอยู่แล ได้เสวยสิ่งทั้งหมดนั้น แล้วตรัส
อนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. ลำดับนั้น ท่านมีหทัยเพียบพร้อมด้วยโสมนัส
ดำรงอยู่จนตลอดอายุ เพราะมีปีติและโสมนัสนั้นนั่นเอง จุติจากอัตภาพ
หน้า 265
ข้อ 70
นั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสุข ไป ๆ มา ๆ ในเทวโลกนั้น
และเสวยมนุษยสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
เรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เลื่อมใสในพระศาสดา บวช
แล้วไม่นานนักก็บรรลุอภิญญา ๖ ท่านปรากฏตามนามแห่งบุญที่บำเพ็ญไว้
ในกาลก่อนว่าอัมพทายกเถระ ดังนี้.
ครั้นต่อมา ท่านได้เห็นพืชแห่งกุศลที่คนบำเพ็ญมา เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสี
ภควา ดังนี้. บทว่า เมตฺตาย อผริ โลเก อปฺปมาเณ นิรูปธิ ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงมีเมตตา คือมีจิตประกอบด้วย เมตตา ทรง
นำสัตว์โลกทั้งปวง คือสัตว์หาประมาณมิได้ ให้ปราศจากอุปธิกิเลสคือให้
เว้นจากอุปธิกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข แล้วแผ่
คือแผ่ออกเจริญด้วยเมตตาคือเมตตาจิต. บทว่า กปิ อหํ ตถา อาสึ
ความว่า ในกาลนั้นคือในกาลที่พระองค์เสด็จมา เราได้เป็นพญาลิง.
จบอรรถกถาอัมพทายกเถราปทาน
หน้า 266
ข้อ 71
สุมนเถราปทานที่ ๙ (๖๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
[๗๑] ในกาลนั้น เราเป็นนายมาลาการมีชื่อว่าสุมนะ ได้
เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงสมควรรับเครื่องบูชาของ
โลก จึงเอามือทั้งสองประคองดอกมะลิที่บานดี บูชาแด่พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
ด้วยการบูชาดอกไม้นี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ผู้มีพระยศมาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้
แล.
จบสุมนเถราปทาน
หน้า 267
ข้อ 71
๖๙. อรรถกถาสุมนเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุมนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุมโน นาม
นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญโพธิสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งนายมา-
ลาการ เจริญวัยแล้วเกิดศรัทธา มีใจเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือ
เอากำดอกมะลิบูชาด้วยมือทั้งสอง ด้วยบุญกรรมนั้นท่านเสวยสมบัติทั้งสอง
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูล เจริญด้วยบุตรและภรรยา ท่านปรากฏโดยชื่อว่าสุมนะ เลื่อมใส
ในพระศาสดาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุมโน นาม
นาเมน ดังนี้. ใจคือจิตของผู้ใดดี ผู้นั้นชื่อว่ามีใจดี ในกาลนั้นเราประกอบ
ด้วยศรัทธาความเลื่อมใสและนับถือมาก ได้เป็นนายมาลาการโดยมีชื่อว่า
สุมนะ.
บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน ความว่า ชื่อว่า สิขี มีเปลวไฟสว่าง
เพราะเปลวไฟที่โพลงแล้วย่อมมีสว่าง สิขีนั้นคืออะไร คือเปลวไฟ. ที่ชื่อ
ว่า สิขี เพราะส่องแสงดุจเปลวไฟ เปลวไฟย่อมไหม้ใบไม้ หญ้า ไม้ และ
ฟางเป็นต้น ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ ก็ฉันนั้น ย่อมโชติช่วงด้วย
รัศมีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น ปรากฏในโลกสันนิวาสทั้งสิ้น. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้นามบัญญัติ นามกรรม นามไธยเพราะอรรถว่า ทำกิเลส
หน้า 268
ข้อ 71
ทั้งปวงอันตกอยู่ในสันดานคนให้เหือดแห้ง กำจัดเผาให้ไหม้เสีย. บทว่า
สกลโลกสฺส พนฺธุาตโก ได้แก่ เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลก อธิบายว่า
เราได้ยกดอกมะลิขึ้นบูชาพระภาคเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลก
พระนามว่า สิขี นั้น.
จบอรรถกถาสุมนเถราปทาน
หน้า 269
ข้อ 72
ปุปผจังโกฏิยเถราปทานที่ ๑๐ (๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผอบดอกอังกาบ
[๗๒] ข้าพระองค์เอาดอกอังกาบอันบานดี ใส่ในผอบจนเต็ม
แล้ว ได้บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขีผู้ประเสริฐสุด ผู้ไม่
ทรงครั่นคร้ามดังสีหะ เสมือนพญาครุฑ งามประเสริฐ
ดุจพญาเสือโคร่ง มีพระชาติดีเหมือนไกรสรราชสีห์ เป็น
สรณะของโลกสาม ผู้ไม่หวั่นไหว ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ ผู้เลิศ
กว่าบรรดาผู้ฆ่ากิเลส ประทับนั่ง แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
พร้อมทั้งผอบใหญ่.
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์สองเท้า ผู้นราสภ ด้วยจิตอัน
เลื่อมใสนั้น ข้าพระองค์เป็นผู้ละความชนะและความแพ้แล้ว
บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ทำกรรมใด ในกาล
นั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๐ ถ้วนแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ ครั้ง
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพระนานว่าเทวภูติเหมือนกัน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 270
ข้อ 72
ทราบว่า ท่านพระปุปผจังโกฏิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบปุปผจังโกฏิยเถรปทาน
๗๐. อรรถกถาปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุปผจังโกฏิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อภีตรูปํ
สีหํว ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
บรรลุนิติภาวะแล้ว สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก เลื่อมใสในพระ-
ศาสดา แสดงอาการที่น่าเลื่อมใส เก็บดอกอังกาบมีสีดังทองคำบรรจุ
ผอบให้เต็ม บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกนี้ ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มี
วรรณะดังทองคำ เป็นผู้ควรบูชาในที่ ๆ คนเกิดแล้ว ๆ พึงบรรลุพระ-
นิพพาน.
ด้วยบุพกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็น
ผู้อันเขาบูชาแล้วในที่ทุกสถาน เป็นผู้มีวรรณะงามดังทองคำ. ครั้นต่อมา
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์
ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้ว. เจริญ
วิปัสสนาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
หน้า 271
ข้อ 72
ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภีตรูปํ
สีหํว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีหํ ความว่า เพราะครอบงำ
ท่วมทับสัตว์ทั้งหลาย มีสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าเป็นต้น เชื่อมความว่า
มีรูปน่าชมเชยคือมีอัตภาพน่าชมเชยยิ่ง ข้าพเจ้าได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้น ผู้น่าชมเชยอย่างยิ่ง ผู้ประทับนั่งดุจสีหะฉะนั้น, ซึ่งพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ประเสริฐ คือสูงสุดกว่านระทั้งหลาย ผู้เกิด
โดยพิเศษยิ่ง ดุจพญาเสือโคร่ง ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓ ดุจไกรสร-
ราชสีห์ วิเศษกว่าราชสีห์ทั้งปวงฉะนั้น. เกิดเป็นอย่างไร ? เชื่อม
ความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยี่ยวน
คือปราศจากกิเลส อันขันธมารเป็นต้น ให้แพ้มิได้ประทับนั่งอยู่. บทว่า
มารณานคฺคํ ความว่า เป็นผู้เลิศในการยังกิเลสทั้งปวงให้ตาย ให้เหือด
แห้งและกำจัดเสีย อธิบายว่า บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธสาวก
ทั้งหลายผู้ฆ่ากิเลสทั้งหลายให้ตายแม้มีอยู่ พระองค์ประเสริฐกว่าท่านเหล่า
นั้น. เชื่อมความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้อันภิกษุสงฆ์
แวดล้อมแล้ว คือผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่แล้ว.
บทว่า จงฺโกฏเก เปตฺวาน ความว่า เราได้โปรยดอกอังกาบ
อันสูงสุดบรรจุในขวดให้เต็ม บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ประเสริฐ.
จบอรรถกถาปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
จบอรรถกถาสกจิตตนิยวรรคที่ ๗
หน้า 272
ข้อ 72
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สกจิตตนิยเถราปทาน ๒. อาโปปุปผิยเถราปทาน
๓. ปัจจาคมนิยเถราปทาน ๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน
๕. ภิสทายกเถราปทาน ๖. สุจินติตเถราปทาน
๗. วัตถทายกเถราปทาน ๘. อัมพทายกเถราปทาน
๙. สุมนเถราปทาน ๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
คาถาอันแสดงอรรถที่ท่านกล่าวแล้วนับได้ ๗๑ คาถา ฉะนี้แล.
จบสกจิตตนิยวรรคที่ ๗
หน้า 273
ข้อ 73
นาคสมาลวรรคที่ ๘
นาคสมาลเถราปทานที่ ๑ (๗๑)
[๗๓] เราถือเอาดอกแคฝอยไปบูชาที่พระสถูป ซึ่งมหาชนสร้าง
ไว้ที่หนทางใหญ่ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เผ่า
พันธุ์ของโลก.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ-
สถูป.
ในกัปที่ ๑๕. แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ พระนามว่าปุปผิยะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาคสมาลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนาคสมาลเถราปทาน
หน้า 274
ข้อ 73
นาคสมาลุวรรคที่ ๘
๗๑. อรรถกถานาคสมาลเถราปทาน
อปทานของท่านพระนาคสมาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อาปาฏลึ
อหํ ปุปฺผํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครอบครองเรือน กระทำกรรมคือการเห็นการได้ยิน
และการบูชา ในกาลที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ เพราะไม่ได้ความ
คลุกคลีเกี่ยวข้องด้วยรูปเห็นปานนั้น ในกาลแห่งพระศาสดาปรินิพพาน
แล้ว จัดแจงพระสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ยังจิตให้เลื่อมใส
แม้ในเจดีย์ที่ตนกระทำแล้ว บูชาดอกแคฝอย ยังโสมนัสให้เกิด ดำรงอยู่
จนตลอดอายุ ด้วยโสมนัสนั้นนั่นเอง. ท่านทำกาละจากอัตภาพนั้นแล้ว
จึงเสวยสุขในเทวโลก ๖ ชั้น มีชั้นดุสิตเป็นต้น ครั้นต่อมาเสวยสมบัติใน
มนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล มีนามา-
ภิไธยอันมารดาบิดาตั้งให้ว่า นาคสมาละ เพราะมีร่างกายเสมือนกับใบ
อ่อนแห่งไม้กากะทิง เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์.
ภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประ-
กาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาปาฏลึ อหํ ปุปฺผํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาปาฏลึ ความว่า เราได้ถือเอาดอกแคฝอย
หน้า 275
ข้อ 73
โดยรอบหรือโดยเอื้อเฟื้อ ยกขึ้นบูชาบนพระสถูป. บทว่า อุชฺฌิตํ
สุมหาปเถ ความว่า ได้ยกขึ้นในหนทางใหญ่ คือในถนนท่ามกลางพระ-
นครเพื่อเป็นที่ไหว้และบูชาของชาวพระนครทั้งปวง อธิบายว่า ให้สำเร็จ
ด้วยกรรมคือการก่อด้วยอิฐ และฉาบด้วยปูนขาวเป็นต้น. คำที่เหลือมี
อรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง และมีอรรถ
ตื้นแล.
จบอรรถกถานาคสมาลเถราปทาน
หน้า 276
ข้อ 74
ปทสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการเสื่อมใสรอยพระบาท
[๗๔] ก็เราได้เห็นรอยพระบาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ติสสะ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้มีใจ
ร่าเริงโสมนัส ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในรอย
พระบาท.
ในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนานว่าสุเมธะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปทสัญญกเถราปทาน
หน้า 277
ข้อ 74
๗๒. อรรถกถาปทสัญญากเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทสญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อกฺกนตฺจ
ปทํ ทิสฺวา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนแห่งอุบาสกอัน
สมบูรณ์ด้วยศรัทธาแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
เห็นพระเจดีย์ คือรอยพระบาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เพื่ออนุ-
เคราะห์แก่เธอเลื่อมใสแล้ว เกิดขนชูชัน ได้กระทำการนับถือเป็นอันมาก
มีการไหว้ และการบูชาเป็นต้น. ด้วยบุญกรรมที่คนทำดีแล้วในเขตอันดี
นั้น ๆ แล. จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ เสวยทิพยสุขในสวรรค์
นั้น. ครั้นเสวยทิพยสุขแล้ว ภายหลังเกิดในมนุษย์ เสวยมนุษย์สมบัติ
ทั้งสิ้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนที่สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ.
เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่าน
ได้ปรากฏนามตามบุญที่ท่านทำไว้ในกาลก่อนว่า ปทสัญญกเถระ ดังนี้.
วันหนึ่งท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตา
ปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อกฺกนฺตญฺจ ปทํ ทิสฺวา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺกนฺตํ แปลว่า ได้ทรงเหยียบไว้
คือได้ทรงแสดงไว้. การไปของพระพุทธเจ้าทั้งปวงในที่ทุกสถาน เป็น
การเสด็จไปเหนือพื้นประมาณสี่องคุลี ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้
หน้า 278
ข้อ 74
ทรงทราบความที่ท่านสมบูรณ์ด้วยศรัทธา จึงทรงแสดงพระเจดีย์คือรอย
พระบาทว่า ขอผู้นี้จงเห็นพระเจดีย์คือรอยพระบาทนี้ อธิบายว่า เพราะ-
ฉะนั้น ท่านเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว จึงได้กระทำ
สักการะมีการไหว้และบูชาเป็นต้น. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้น
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทสัญญกเถราปทาน
หน้า 279
ข้อ 75
สุสัญญกเถราปทานที่ ๓ (๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุลจีวร
[๗๕] เราได้เห็นผ้านุ่งสุกุลจีวรของพระศาสดาห้อยอยู่บนยอดไม้
แล้วได้ประนมอัญชลีไปทางนั้นไหว้บังสุกุลจีวร ในกัปที่ ๙๒
แต่กัปนี้ ๔ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในบังสุกุลจีวร.
ในกัปที่ ๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีจอมกษัตริย์
พระนามว่าทุมหระ๑ ทรงครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔
เป็นที่สุด มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ประการ-
ฉะนี้แล.
จบสุสัญญกเถราปทาน
๗๓. อรรถกถาพุทธสัญญากเถราปทาน๒
อปทานของท่านพระพุทธสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ทุมคฺเค
ปํสุกูลิกํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
๑. ม. ทุมสาระ. ๒. บาลีว่า สุสัญญกเถราปทาน.
หน้า 280
ข้อ 75
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัย
แล้ว เกิดศรัทธา เห็นผ้าบังสุกุลจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าคล้องไว้ที่
ปลายไม้ มีจิตเลื่อมใสคิดว่า นี้เป็นธงแห่งพระอรหันต์ จึงได้ทำสักการะ
มีการไหว้ และบูชาเป็นต้น. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจงเสวยเทวสมบัติ
และมนุษย์สมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่งอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เกิดศรัทธาแล้ว บรรพชา ไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุญกรรมของตนเกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน. จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทุมคฺเค ปํสุกูลิกํ
เป็นต้น ในที่เหล่านั้นมีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า ทุมะ เพราะอรรถว่า
กำจัดคือหวั่นไหว. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า ทุมะ เพราะอรรถว่า ทำพื้นแห่ง
อากาศให้เต็ม. ชื่อว่าทุมัคคะ เพราะเป็นที่สุดคือปลายแห่งไม้. ในที่ปลาย
แห่งไม้นั้น. ชื่อว่า บังสุกุล เพราะอรรถว่า ไป คือถึงภาวะที่น่าเกลียด
คือภาวะที่น่าไม่พอใจ ประดุจกับฝุ่นฉะนั้น. บังสุกุลนั้นแล เป็นบังสุกูลิกะ
อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้เห็นผ้าบังสุกุลของพระศาสดาที่คล้องไว้ที่ปลายไม้
ประคองอัญชลี ได้ไหว้คือกระทำความนอบน้อมผ้าบังสุกุลนั้น. บทว่า ตํ
เป็นเพียงนิบาต. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบพุทธสัญญกเถราปทาน
หน้า 281
ข้อ 76
ภิสาลุวทายกเถราปทานที่ ๔ (๗๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันผลไม้และน้ำ
[๗๖] เราเข้าไปยังป่าชัฏ อยู่ในป่าใหญ่ ได้พบพระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ผู้สมควรรับเครื่องบูชาจึงได้ถวายเหง้ามัน
ผลไม้ และน้ำสำหรับล้างพระหัตถ์ ถวายบังคมพระบาทด้วย
เศียรเกล้าแล้ว มุ่งหน้าทางทิศอุดรหลีกไป.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเหง้ามันและผลไม้ใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
บุญกรรม.
และในกัปที่ ๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ พระนามว่าภิสสัมมตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประ-
การ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภิสาลุวทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภิสาลุวทายกเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๖
หน้า 282
ข้อ 76
๗๔. อรรถกถาภิสาลุวทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระภิสาลุวทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กานนํ
วนโมคฺคยห ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี อยู่ในป่าใกล้หิมวันต-
ประเทศ มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าวิปัสสี เสด็จมาด้วยอำนาจวิเวก มีจิตเลื่อม ได้ถวายเหง้าบัวทั้งห้า.
พระภาคเจ้าได้เสวยทั้งที่เธอได้เฝ้าอยู่นั้นแหละ เพื่อจะยังจิตของ
เธอให้เลื่อมใส ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น เธอทำกาละแล้ว เสวย
สมบัติในเทวดาชั้นดุสิตเป็นต้น และเสวยมนุษย์สมบัติ ในพุทธุปบาทกาล
นี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ได้รับทรัพย์สมบัติ ละสมบัตินั้น
แล้วบวชในศาสนา. ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหันต์.
แต่นั้นท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กานนํ วนโมคฺคยฺห ดังนี้ คำนั้น
มีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. บทว่า วสามิ วิปิเน อหํ เชื่อม
ความว่า เราได้อยู่อย่างสงัด. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาภิสาลุวทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๖
หน้า 283
ข้อ 77
เอกสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๗๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง
[๗๗] ข้าพระองค์ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง แก่พระอัครสาวกของ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีนามชื่อว่าขัณฑะ ผู้สมควร
รับเครื่องบูชาของโลก ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์นราสภ ด้วย
จิตอันเลื่อมใสนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง.
ในกัปที่ ๔๐ แต่กัปนี้ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่าวรุณะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกสัญญกเถราปทาน
๗๕. อรรถกถาเอกสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเอกสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ขณฺโฑ
นามาสิ นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง
สมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
หน้า 284
ข้อ 77
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว มีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระอัครสาวกนามว่า
ขัณฑะของพระศาสดานั้น กำลังเที่ยวภิกษาจาร ได้จัดแจงถวายบิณฑบาต
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยเทวสมบัติและมนุษย์สมบัติ. ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่งท่านมนสิการสัญญาแห่งบิณฑบาตแล้ว จึงปรากฏโดยชื่อว่า
เอกสัญญกเถระ เพราะเหตุที่ท่านกลับได้คุณวิเศษ.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน. จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขณฺโฑ นามาสิ นาเมน
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ขณฺโฑ เป็นชื่อของพระอัครสาวก
องค์นั้น เพราะท่านทำลายกิเลสได้เด็ดขาด. คำที่เหลือในบททั้งปวงมี
อรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกสัญญกเถราปทาน
หน้า 285
ข้อ 78
ติณสันถารทายกเถราปทานที่ ๖ (๗๖)
ว่าด้วยผลแห่งการเกี่ยวหญ้ามาลาดถวาย
[๗๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่อยู่สระหนึ่ง ดาดาษ
ไปด้วยดอกปทุม เป็นที่อาศัยของนกต่าง ๆ เราอาบและดื่ม
น่าในสระนั้นแล้ว อยู่ในที่ไม่ไกล ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศ
กว่าสมณะเสด็จไปในอากาศ.
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเรา
เสด็จลงจากอากาศแล้ว ประทับยืนอยู่ที่พื้นดิน ในขณะนั้น
เราได้เกี่ยวหญ้ามาลาดถวายเป็นที่ประทับนั่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้เป็นใหญ่ในโลก ๓ เป็นนายก ประทับนั่งบนนั้น.
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์
ผู้นายกของโลก นั่งกระโหย่งเพ่งดูพระมหามุนีไม่กะพริบตา
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั่น เราเข้าถึงภพชั้นนิมานรดี เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเครื่องลาดหญ้า.
ในกัปที่ ๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่ามิตตสัมมตะ ทรงสมบูรณด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จ ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสันถารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณสันถารทายกเถราปทาน
หน้า 286
ข้อ 78
๗๖. อรรถกถาติณสันถรทายกเถรปทาน
อปทานของท่านพระติณสันถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสวิทูเร
ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอนเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง ละการครองเรือน เพราะท่านเกิดก่อนแต่พุทธุปบาทกาล บวช
เป็นดาบสอาศัยสระแห่งหนึ่ง ไม่ไกลป่าหิมพานต์อยู่. สมัยนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ เสด็จไปทางอากาศเพื่ออนุเคราะห์ท่าน.
ครั้งนั้นแล ดาบสนั้น เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากอากาศประทับยืน
อยู่นั้น มีใจเลื่อมใส เกี่ยวหญ้าทำเป็นสันถัตหญ้า ให้พระองค์ประทับนั่ง
ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ โดยการนับ ถือและการเอื้อเฟื้อเป็น
อันมาก โค้งกายแล้วหลีกไป. ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพ
นั่นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่าง
มิใช่น้อย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. ก็ในบทว่า มหาชาตสฺสโร
นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สระ เพราะเป็นที่เที่ยวไปแห่งสัตว์๒ เท้า
และสัตว์ ๘ เท้า เป็นต้น ผู้ต้องการด้วยน้ำดื่ม. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า สระ
๑. บาลีว่า ติณสันถารทายกเถราปทาน.
หน้า 287
ข้อ 78
เพราะเป็นที่ไหลมาแห่งแม่น้ำและลำธารเป็นต้น. สระนั้นใหญ่ด้วย เพราะ
เกิดเองด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สระใหญ่. พึงเห็นว่าท่านกล่าว
มหาชาตสระ เพราะไม่ปรากฏชื่อเหมือนสระอโนดาต และสระชื่อว่า
ฉัททันตะเป็นต้น. บทว่า สปตฺเตหิ สญฺฉนฺโน ความว่า ในดอกแต่
ละดอก มีกลีบ ๑๐๐ กลีบ ด้วย สามารถดอกละร้อยกลีบ. ดาดาษคือ
เป็นรกชัฏไปด้วยดอกปทุมขาว ๑๐๐ กลีบ. บทว่า นานาสกุณมาลโย
ความว่า สัตว์หลายชนิด เช่น หงส์ ไก่ นกเขา และงูน้ำ เป็นต้น
แต่ละตัวย่อมร้องคือทำเสียง เพราะฉะนั้น สระนั้นจึงเป็นที่อยู่ คือเป็น
ที่รองรับของนกทั้งหลาย อันได้นามว่า สกุณะ ดังนี้. คำที่เหลือในบท
ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติณสันถรทายกเถราปทาน
หน้า 288
ข้อ 79
สูจิทายกเถราปทานที่ ๗ (๗๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเข็ม
[๗๙] ในกัปที่สามหมื่นแต่กัปนี้ เราได้ถวายเข็ม ๕ เล่ม แด่
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก มีพระนามชื่อว่าสุเมธะ มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระฉวีวรรณดัง
ทองคำ ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ เพื่อต้องการเย็บจีวร.
ด้วยการถวายเข็มนั้นแล ญาณเป็นเครื่องเห็นแจ้ง อรรถ
อันละเอียดคมกล้า รวดเร็วและสะดวกเกิดขึ้นแก่เรา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นแล้ว เรา
ทรงกายครั้งที่สุดอยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง ทรงพระนามว่าทิปทา-
ธิบดี ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสูจิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสูจิทายกเถราปทาน
หน้า 289
ข้อ 79
๗๗. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ตึสกปฺป-
สหสฺสมหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ท่านบังเกิด ในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ได้ถวายเข็ม ๕ เล่ม เพื่อทำจีวรกรรม
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย บุญกรรมนั้น ท่านเสวยบุญในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลายเที่ยวไปอยู่ ปรากฏเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ในภพที่ตน
เกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บรรพชาบรรลุพระอรหัตในขณะปลง
ผมนั้นเอง เพราะท่านมีปัญญาเฉียบแหลม.
ครั้นภายหลัง ท่านพิจารณาเห็นบุญนั้น เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ดังนี้.
ก็คำอันเป็นลำดับในบทนี้ มีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น. ในบทว่า
ปญฺจ สูจี มยา ทินฺนา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สูจิ เพราะย่อมเย็บ
คือทำช่อง คือเจาะ. อธิบายว่า เข็มประมาณ ๕ เล่ม ชื่อว่าเข็ม ๕ เล่ม
เราถวายแล้ว. คำทีเหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
หน้า 290
ข้อ 80
ปาฏลิปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๗๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกแคฝอย
[๘๐] ในกาลนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐสุขุมาลชาติ ตั้งอยู่ในป่า
ความสุข ได้เอาดอกแคฝอยห่อพกไปบูชาพระสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ เช่นกับแท่งทองอันมีค่า มีพระ-
ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ กำลังเสด็จดำเนินอยู่ใน
ละแวกตลาด.
เราร่าเริง มีจิตโสมนัส บูชาพระองค์ด้วยดอกไม้
ถวายนมัสการพระพุทธเจ้าพระนานว่าติสสะ ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นนาถะของโลก ประเสริฐกว่านระ.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ดอกไม้ ในกัปที่ ๖๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มี
พระนามว่าอภิสมมต ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ประการ ๗ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 291
ข้อ 80
๗๘. อรรถกถาปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า สุวณฺณ-
วณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ บังเกิดเป็นบุตรแห่งเศรษฐี
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เป็นผู้รู้จักกุศลและอกุศล
เลื่อมใสในพระศาสดา ถือเอาดอกแคฝอยบูชาพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น
ท่านเสวยสุขสมบัติเป็นอันมาก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสใน
พระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมพุทฺธํ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตราปเณ ความว่า ชื่อว่า
อาปณะ เพราะเป็นที่ทุบแผ่ไปซึ่งภัณฑะ มีแผ่นเงินและทองโดยรอบใน
ที่นี้. ชื่อว่า อันตราปณะ เพราะมีถนนผ่านไปในระหว่างแห่งร้านตลาด
นั้น. อธิบายว่า เราเห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังวรรณะแห่งทอง
คล้ายกับแท่งแห่งทอง มีลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ จึงบูชาด้วย
ดอกแคฝอย. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 292
ข้อ 81
ฐิตัญชลิยเถราปทานที่ ๙ (๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการประนมกรอัญชลี
[๘๑] เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าชัฏ ได้พบพระสัม-
พุทธเจ้าผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ในป่านั้น
ณ ที่นั้น เราประนมกรอัญชลีแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศ
ปราจีน ขณะเมื่อเรานั่งอยู่บนเครื่องลาดใบไม้ที่เรานำมาในที่
ไม่ไกล.
อสนีบาตตกลงบนกระหม่อมของเราในเวลานั้น ในเวลา
ใกล้ตายเราได้ประนมกรอัญชลีอีกครั้งหนึ่ง.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำอัญชลีในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทำอัญชลี.
ในกัปที่ ๕๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนาม
ว่า มิคเกตุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ประการ ๗ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฐิตัญชลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบฐิตัญชลิยเถราปทาน
หน้า 293
ข้อ 81
๗๙. อรรถกถาฐิติญชลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระฐิตัญชลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโธ
ปุเร อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพที่ตนเกิดนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ บังเกิดในกำเนิดนายพราน
เพราะกรรมอย่างหนึ่งที่ตนกระทำไว้ในก่อนตัดรอน จึงสำเร็จการอยู่ป่า.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ได้เสด็จไปเพื่ออนุเคราะห์
แก่ท่าน. ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้รุ่งเรืองด้วยพระลักษณะ ๓๒
ประการ และด้วยพระรัศมีแห่งอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการด้านละวา เกิด
โสมนัสกระทำการนอบน้อม เสด็จไปประทับนั่งบนเครื่องลาดใบไม้.
ขณะนั้นฝนตกฟ้าร้องกระหึ่มผ่าลงมา. แต่นั้นในสมัยใกล้ตาย ทานระลึกถึง
พระพุทธเจ้า ได้กระทำอัญชลีอีก. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงห้ามอกุศล-
วิบาก เพราะเหตุที่ตนกระทำกุศลไว้ในเขตดี จึงบังเกิดในสวรรค์ เสวย
สมบัติในชั้นกามาวจรสวรรค์ และเสวยมนุษย์สมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย
ครั้นภายหลังในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว
เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยวาสนาที่คนกระทำไว้ในกาลก่อน บวชแล้ว
ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
เบื้องหน้าแต่นั้น ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ
ดังนี้.
หน้า 294
ข้อ 81
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคลุทฺโธ ความว่า ชื่อว่า มิคลุทฺโธ
เพราะเข้าถึงการฆ่าเนื้อ. ชื่อว่า มิคา เพราะไป คือแล่นไปโดยเร็วคือด้วย
กำลังเร็วราวกับลม. ชื่อว่า มิคทุธะ เพราะในการฆ่าเนื้อเหล่านั้น นาย
พรานได้เป็นผู้มีความทารุณ อธิบายว่า เรานั้นได้เป็นพรานในกาลก่อนคือ
ในสมัยที่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อรญฺเ กานเน ความว่า
ชื่อว่า อรัญญะ เพราะเป็นที่เที่ยวไปของหมู่เนื้อ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
อรัญญะ เพราะเป็นที่ยินดีโดยทั่วไป คือโดยรอบแห่งสัตบุรุษผู้ถึงธรรม
อันเป็นสาระใหญ่ มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้นผู้ยินดีใน
วิเวก อีกอย่างหนึ่ง กาทั้งหลายย่อมบันลือคือกระทำเสียง เพลิดเพลินยินดีใน
ด้วยอาการที่น่าเกลียด หรือด้วยอาการที่น่ากลัว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
กานนะ. เชื่อมความว่า นายพรานได้มีในป่าคือกานนะนั้นในกาลก่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺทสํ สมฺพุทฺธํ ความว่า ข้าพเจ้า
เห็น คือได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เสด็จเข้าไปในที่นั้นคือป่านั้น. ได้เห็น
คือได้มีอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล เพราะฉะนั้น จึงยังจักขุวิญญาณให้สำเร็จ
เป็นปุเรจาริกเที่ยวไปในเบื้องหน้า พรั่งพร้อมด้วยกายวิญญาณ ตาม
กระแสแห่งมโนทวาร. บทว่า ตโต เม อสนีปาโต ความว่า
ชื่อว่า อสนี เพราะบันลือกระหึ่มตกไปโดยรอบ. การตกลงแห่งสายฟ้า
ชื่อว่า อสนีปาโต ได้แก่ เทวทัณฑ์. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาฐิตัญชลิยเถราปทาน
หน้า 295
ข้อ 82
ตีณิปทุมยเถราปทานที่ ๑๐ (๘๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม ๓ ดอก
[๘๒] ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้
ธรรมทั้งปวง ทรงฝึกพระองค์เองแล้ว ทรงแวดล้อมด้วยพระ-
สาวกผู้ฝึกตนแล้ว เสด็จออกจากนคร.
เวลานั้น เราเป็นช่างดอกไม้ อยู่ในพระนครหังสวดี เรา
ถือดอกปทุม ๓ ดอกอย่างดีเลิศ (จะไป) ในพระนครนั้น ได้
พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เสด็จดำเนินอยู่ในละแวก
ตลาด พร้อมกับได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า เราได้คิดอย่างนี้ใน
กาลนั้นว่า
จะมีประโยชน์อะไรแก่เราด้วยดอกไม้เหล่านี้ ที่เราบำรุง
พระราชา เราจะพึงได้บ้านหรือคามเขตหรือทรัพย์พันหนึ่ง
(เท่านั้น) เราบูชาพระพุทธเจ้าผู้ฝึกคนที่มิได้ฝึกตน ผู้แกล้ว
กล้า ทรงนำสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งปวง เป็นนาถะของโลกแล้ว
จักได้ทรัพย์อันไม่ตาย.
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใส แล้ว
จับดอกปทุม ๓ ดอกโยนขึ้นไปบนอากาศ ในกาลนั้น พอ
เราโยนขึ้นไป ดอกปทุมเหล่านั้นก็แผ่ (บาน) อยู่ในอากาศ
มีขั้วขึ้นข้างบน ดอกลงข้างล่าง ลอยอยู่เหนือพระเศียรใน
อากาศ.
มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเห็นแล้วพากันโห่ร้องเกรียวกราว
ทวยเทพเจ้าในอากาศพากันซ้องสาธุการว่า ความอัศจรรย์
หน้า 296
ข้อ 82
เกิดขึ้นแล้วในโลก เราทั้งหลายจักนำดอกไม้มาบูชาพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราทั้งหมดจักฟังธรรม จักนำดอกไม้
มาบูชา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ทรงสมควรรับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่ที่ถนนนั่นเอง ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า มาณพใดได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกบัว
แดง เราจักพยากรณ์มาณพนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
มาณพนั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัปและ
จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๓๐ ครั้ง จักมีวิมาน
ชื่อว่ามหาริตถาริกะในเทวโลกนั้น สูง ๓๐๐ โยชน์ กว้าง ๑๕๐
โยชน์ พวงดอกไม้ ๔๐๐,๐๐๐ พวงที่เทวดานิรมิตอย่างสวย
งานห้อยอยู่ที่ปราสาทอันประเสริฐ และประดับที่ที่นอนใหญ่.
นางอัปสรแสนโกฏิ มีรูปอุดม ฉลาดในการฟ้อน การ
ขับรำและการประโคม จักแวดล้อมอยู่โดยรอบ.
ในกาลนั้น ฝนดอกไม้ทิพย์มีสีแดง จักตกลงในวินาน
ประเสริฐ อันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่เทพนารีเช่นนี้ แก้วปัทม-
ราคโตประมาณเท่าจักร จักห้อยอยู่ที่ตะปูฝาไม้พ้นนาค ที่
บานประตู และที่เสาระเนียด ที่วิมานนั้น.
นางเทพอัปสรทั้งหลายจักลาด จักห่มด้วยใบบัว นอนอยู่
ภายในวิมานอันประเสริฐที่ดาดาษด้วยใบบัว ดอกบัวแดงล้วน
เหล่านั้น แวดล้อมภพ ส่งกลิ่นหอมตลบไปประมาณร้อย
โยชน์โดยรอบ.
หน้า 297
ข้อ 82
มาณพนี้จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้เป็น
พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ได้เสวย
สมบัติทั้งสองแล้ว หากังวลมิได้ ไม่มีอันตราย เมื่อกาลเป็น
ที่สุดมาถึงแล้ว จักได้บรรลุนิพพาน.
พระพุทธเจ้าเราได้เห็นดีแล้วหนอ การค้าเราประกอบแล้ว
เราบูชา (พระพุทธเจ้าด้วย) ดอกบัว ๓ ดอกแล้ว ได้เสวย
สมบัติ ๓.
ดอกบัวแดงอันบานงาม จักทรงไว้บนกระหม่อมของเรา
ผู้บรรลุธรรม พ้นวิเศษแล้วโดยประการทั้งปวงในวันนี้.
เมื่อพระปทุมุตตระบรมศาสดาตรัสกรรมของเราอยู่ ธรรมา-
ภิสมัยได้มีแก่สัตว์หลายแสน ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ เรา
ได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่ง (การบูชาด้วย) ดอกบัว ๓ ดอก เรา
เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นแล้ว อาสวะทั้งหมด
สิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตีณิปทุมิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบตีณิปทุมิยเถราปทาน
หน้า 298
ข้อ 82
๘๐. อรรถกถาติปทุมิยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระติปทุมิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลของ
นายมาลาการ ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้ว กระทำกรรมแห่งนายมาลาการ
อยู่ วันหนึ่ง ถือเอาดอกไม้ที่เกิดในน้ำและเกิดบนบกมากมาย ประสงค์
จะเฝ้าพระราชา คิดอย่างนี้ว่า พระราชาเห็นดอกไม้นี้ก่อนแล้วเลื่อมใส
พึงประทานทรัพย์พันหนึ่งหรือบ้านเป็นต้น ส่วนเราเห็นพระโลกนาถ
ย่อมได้ทรัพย์คืออมตนิพพาน อะไรจะเป็นความดีในทรัพย์เหล่านั้นของเรา
เพราะเหตุนั้น จึงคิดว่า การที่เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยังสวรรค์-
สมบัติและนิพพานสมบัติให้สำเร็จ ย่อมควรดังนี้แล้ว จึงถือเอาดอกไม้
แดง ๓ ดอกอันมีสีดียิ่งบูชาแล้ว. ดอกไม้เหล่านั้นลอยไป กั้นลาดบน
อากาศได้ตั้งอยู่แล้ว. ชาวพระนครเกิดอัศจรรย์จิตซึ่งไม่เคยมี ซัดแผ่นผ้า
๑,๐๐๐ ผืนให้เป็นไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นดังนั้น จึงได้ทรงกระทำ
อนุโมทนา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้. ความแห่งคำนั้น ท่านได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคู ความว่า ท่านถึงฝั่งแห่งโลกุตรธรรม ๙
๑. บาลี ตีณิปทุมิยเถระ.
หน้า 299
ข้อ 82
ทั้งหมด คือพระนิพพาน ได้แก่กระทำให้ประจักษ์แล้ว. บทว่า ทนฺต-
ปริวุโต ความว่า ฝึกกายและวาจาเป็นต้นด้วยตนเอง แวดล้อมไปด้วย
สาวกทั้งหลายผู้ที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ. คำที่เหลือ
ด้วยอำนาจสัมพันธ์ในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติปทุมิยเถราปทาน
จบอรรถกถานาคสมาลวรรคที่ ๘
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นาคสมาลเถราปทาน ๒. ปทสัญญกเถราปทาน ๓. สุสัญญก-
เถราปทาน ๔. ภิสาลุวทายกเถราปทาน ๕. เอกสัญญกเถราปทาน
๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน ๗. สูจิทายกเถราปทาน ๘. ปาฏลิ-
ปุปผิยเถราปทาน ๙. ฐิตัญชลิยเถราปทาน ๑๐. ตีณิปทุมิยเถราปทาน.
มีคาถารวม ๗๕ คาถา.
จบนาคสมาลวรรคที่ ๘
หน้า 300
ข้อ 83
ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙
ติมิรปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๘๑)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกดีหมี
[๘๓] เรา (เที่ยว) ไปตามกระแสน้ำใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้
เห็นพระสมณะซึ่งประทับนั่งอยู่ ผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เรายังจิต
ให้เลื่อมใสในพระสมณะนั้น แล้วได้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงข้ามพ้นด้วยพระองค์เองแล้ว จักทรง
ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น ทรงทรมานเองแล้ว จักทรงทรมาน
สรรพสัตว์
ทรงเบาพระทัยเองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้เบาใจ
ทรงสงบเองแล้ว จังทรงยังสรรพสัตว์ให้สงบ ทรงพ้นเองแล้ว
จักทรงยังสรรพสัตว์ให้พ้น ทรงดับเองแล้ว จักทรงยัง
สรรพสัตว์ให้ดับ.
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ถือเอาดอกดีหมี นาโปรยลง
เบื้องบนพระเศียรแห่งพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่
พระนามว่าสิทธัตถะ บูชาในกาลนั้น แล้วประนมอัญชลี ทำ
ประทักษิณพระองค์ และถวายบังคมพระบาทพระศาสดาแล้ว
กลับไปทางทิศอื่น.
พอเราไปแล้วไม่นาน พญาเนื้อได้เบียดเบียนเรา เรา
เดินไปตามริมเหว ได้ตกลงในเหวนั้นนั่นเอง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วย
การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
หน้า 301
ข้อ 83
ในกัปที่ ๕๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
พระนามว่ามหารหะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติมิรปุปผิเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติมิรปุปผิยเถราปทาน
ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙
๘๑. อรรถกถาติมิรปุปผิยเถราหทาน
อปทานของท่านพระติมิรปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคา-
นทีตีเร ดังนี้.
อะไรเป็นอุปัตติเหตุ ? พระเถระนี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระ-
พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสับแก่พระนิพพานใน
ภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในกาม
ทั้งหลาย ละการครองเรือน บวชเป็นดาบส อยู่ใกล้แม่น้ำจันทภาคานที.
เพราะท่านเป็นผู้ใคร่วิเวก ไปสู่ป่าหิมพานต์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ ประทับอยู่แล้ว ถวายบังคม เลื่อมใสคุณของ
หน้า 302
ข้อ 83
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ถือเอาดอกดีหมีบูชา. ด้วยบุพกรรมนั้น ท่าน
เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่องเที่ยวไป ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริ้วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้.
ความแห่งคำนั้น ท่านกล่าวแล้วในหนหลังแล. บทว่า อนุโสตํ วชามหํ
ความว่า เราได้ไปอยู่ในที่นั้น ๆ ตามกระแสภายใต้แม่น้ำคงคา เพราะ
เป็นที่น่ารื่นรมย์ในที่ทุกสถาน เคยเป็นที่อยู่ใกล้แม่น้ำคงคา. บทว่า
นิสินฺนํ สมณํ ทิสฺวา ความว่า เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าว
คือพระสมณะ เพราะเป็นผู้สงบบาป คือเพราะเป็นผู้ทำบาปให้เหือดแห้ง.
บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้
พระองค์เองข้ามพันแล้ว จักยังสัตว์ทั้งปวงให้ข้ามพันจากสงสาร คือ
พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ พระองค์ทรงฝึกพระองค์เองด้วยกายทวารแล้ว ทรง
ฝึกสัตว์เหล่าอื่นด้วย.
นี้เป็นอรรถที่น่าโปร่งใจ คือถึงความโปร่งใจ. พระองค์พ้นแล้ว
จากความเร่าร้อนคือกิเลส ยังสัตว์ทั้งปวงให้โปร่งใจ คือ ให้ถึงความสงบ.
พระองค์ทรงสงบแล้ว คือมีกายจิตสงบแล้ว ย่อมยังกายจิตของสัตว์เหล่า
อื่นให้ถึงความสงบ. พระองค์พ้นแล้ว คือพ้นจากสงสาร จักให้สัตว์
เหล่าอื่นพ้นจากสงสาร. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้นพระองค์เองดับสนิทแล้ว
คือดับจากไฟคือกิเลสทั้งหลาย จักให้สัตว์เหล่าอื่นดับจากไฟคือกิเลส
เพราะฉะนั้น ในกาลนั้น เราจึงคิดอย่างนี้.
หน้า 303
ข้อ 83
บทว่า คเหตฺวา ติมิรปุปฺผํ ความว่า ชื่อว่าดอกดีหมี เพราะทำ
ชายป่าทั้งสิ้นให้เป็นดุจอาการมืด ด้วยรัศมีเขียวและดำครอบคลุม เราได้
ถือเอาดอกดีหมีแล้ว ถือขั้วดอกกรรณิการ์ แล้ว โปรยที่เบื้องบน คือเหนือ
พระเศียร บนอากาศบูชา. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติมิรปุปผิยเถราปทาน
หน้า 304
ข้อ 84
คตสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๘๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์ ๗ ดอก
[๘๔] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำหนด บรรพชาเป็นสามเณร มีใจ
เลื่อมใส ได้ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ได้โยน
ดอกไม้กรรณิการ์ ๗ ดอกขึ้นไปในอากาศ อุทิศเฉพาะพระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ ผู้ทรงพระคุณอนันต์ดังสาคร.
มีใจยินดีและเลื่อมใส บูชาหนทางที่พระสุคตเสด็จดำเนิน
ได้กระทำอัญชลีด้วยมือทั้งสองของตน.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ ได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรคิ ๓ ครั้ง มี
พระนามว่าอัคคิสิขะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบคตสัญญกเถราปทาน
หน้า 305
ข้อ 84
๘๒. อรรถกถาคตสัญยกเถราปทาน
อปทานของท่านพระคตสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ชาติยา
สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
ได้ศรัทธาด้วยอำนาจวาสนาที่คนทำไว้ในกาลก่อน บวชในกาลที่ตนมีอายุ
๗ ขวบนั้นแล ได้ปรากฏโดยการกระทำการนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค-
เจ้านั้นเอง. วันหนึ่งท่านถือเอาดอกไม้ ๗ ดอกที่ตั้งขึ้นในที่ที่เขาไถด้วยไถ
มีสีเขียวดุจสีแก้วมณีฉะนั้นเทียวบูชาบนอากาศ. ท่านการทำสมณธรรมจน
ตลอดอายุ ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั่งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะ
แล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดศรัทธา เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติยา สตฺตวสฺโส ความว่า ตั้งแต่
เวลาที่ออกจากท้องมารดา จนอายุครบ ๗ ขวบ. บทว่า ปพฺพชึ อนคาริยํ
ความว่า ชื่อว่า อนคาริยะ เพราะกรรมอันเป็นประโยชน์แก่เรือน คือ
กสิกรรมและวาณิชกรรมไม่มี, ความว่า เราได้บวชในพระพุทธศาสนา.
หน้า 306
ข้อ 84
บทว่า สุคตานุคตํ มคฺคํ ความว่า ทางอันพระพุทธเจ้าทรงดำเนิน
ไปแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ทางอันพระองค์แสดงแล้ว เชื่อมความว่า เรามีใจ
ร่าเริงคือมีจิตยินดีบูชา ด้วยอำนาจบำเพ็ญข้อปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่
ธรรม. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคตสัญญกเถราปทาน
หน้า 307
ข้อ 85
นิปันนัญชลิกเถราปทานที่ ๓ (๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการประนมอัญชลีด้วยจิตเลื่อมใส
[๘๕] เราเป็นไข้หนักนั่งอยู่ที่โคนไม้ในป่าชัฏใหญ่ เป็นผู้ควร
ได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง.
พระศาสดาพระนามว่าติสสะ ทรงอนุเคราะห์เสด็จมาหา
เรา เรานั้นนอนอยู่ ได้ประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า.
เรามีจิตเลื่อมใส มีจิตโสมนัส ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า
ผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ แล้วได้ทำกาละ ณ ที่นั้น.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้อุดม
บุรุษ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายบังคม.
ในกัปที่ ๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ ครั้ง
มีพระนามว่า มหาสิขะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ.
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิปันนัญชลิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิปันนัญชลิกเถราปทาน
หน้า 308
ข้อ 85
๘๓. อรรถกถานิปันนัญชลิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระนิปันนัญชลิกเถระ มีคำเริมต้นว่า รุกขมูเล
นิสินฺโนหํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ เจริญวัยแล้วบวชบำเพ็ญรุกขมูลิกังค-
ธุดงค์อยู่ในป่า. สมัยนั้นอาพาธกล้าเกิดขึ้น ท่านถูกอาพาธนั้นบีบคั้น
เป็นผู้น่าสงสารอย่างยิ่ง. ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไป ณ ที่นั้น
ด้วยมีพระกรุณาแก่ท่าน. ขณะนั้นท่านนอนอยู่นั่นแล ไม่สามารถจะลุกได้
จึงประคองอัญชลีเหนือเศียรแล้ว ได้กระทำการนอบน้อมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในภพชั้นดุสิต เสวยสมบัติใน
ภพนั้น แล้วเสวยสมบัติในชั้นกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นด้วยอาการอย่างนี้
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว
เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ด้วย
อำนาจบุญกรรมที่ตนทำไว้ในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏโดยนามว่า นิปัน-
นัญชลิกถระ ดังนี้.
ครั้นภายหลัง ท่านตรวจดูบุญสมบัติของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รุกฺขมูเล นิสินฺโนหํ
ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า รุกขะ เพราะงอกคือ
ชูขึ้นเบื้องบน ๆ อธิบายว่า ที่โคนคือที่ใกล้แห่งควงต้นไม้นั้น. บทว่า
หน้า 309
ข้อ 85
พฺยาธิโต ปรเมน จ ความว่า ถูกโรคคือพยาธิอย่างแรงกล้าอย่างยิ่ง
เบียดเบียน คือเราประกอบด้วยพยาธิ. บทว่า ปรมการฺุปฺปตโตมฺหิ
เชื่อมความว่า เป็นผู้ถึงความน่าสงสาร ความเข็ญใจ ความทุกข์ยากอย่างยิ่ง
ในป่านั้น.
บทว่า ปญฺเจวาสุํ มหาสิขา ความว่า มวยผมท่านเรียกว่า สิขา
เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องประดับศีรษะ อธิบายว่า สิขะ เพราะท่านมี
มกุฎโชติช่วงด้วยแก้วมณี ท่านเป็นจักรพรรดิ ๕ ครั้ง มีพระนาม
อย่างเดียวกันว่า จักรพรรดิ. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้น
แล.
จบนิปันนัญชลิกเถราปทาน
หน้า 310
ข้อ 86
อโปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๘๔)
ว่าด้วยผลการโปรยดอกไม้บูชา
[๘๖] ภิกษุชื่ออภิภู เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
สิขี มีอานุภาพมาก บรรลุวิชชา ๓ เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์
ในกาลนั้น แม้เราก็เป็นฤาษีผู้ชำนาญในอัปปมัญญาและ
ฤทธิ์ อยู่ในอาศรม รมณียสถาน ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เรา
ปรารถนาภูเขาอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนนกในอากาศปรารถนา
อากาศฉะนั้น เราเก็บดอกไม้ที่เชิงเขาแล้ว มาสู่ภูเขา.
หยิบดอกไม้ ๗ ดอกโปรยลงเบื้องบนพระเศียร เราอัน
พระวีรเจ้าแลดูแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน.
เรามุ่งไปสู่ที่อยู่ ถ้งอาศรมแล้วเก็บหาบเครื่องบริขาร แล้ว
เดินไปตามระหว่างภูเขา.
งูเหลือมเป็นสัตว์ร้ายกาจ มีกำลังมาก รัดเรา เราระลึก
ถึงบุพกรรม ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอโธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอโธปุปผิยเถราปทาน
หน้า 311
ข้อ 86
๘๔. อรรกถาอโธปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระอโธปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อภิภู นาม
โส ภิกฺขุ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั่งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพเป็นอันมาก ในกาล
แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว
อยู่ครองเรือน ครั้นภายหลังท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการอยู่
ครองเรือนนั้นแล้ว บวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ และถึง
ความเป็นผู้ชำนาญ อาศัยอยู่ในป่าหิมวันต์. พระอัครสาวกชื่อว่า อภิภู
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี นั้น ยินดียิ่งในวิเวก ได้ไปสู่
ป่าหิมวันต์. ครั้งนั้น เราเห็นพระอัครสาวกเถระนั้นแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาที่พระ-
เถระยืนอยู่ ถือเอาดอกไม้ ๗ ดอกสมบูรณ์ด้วยสี มีกลิ่นหอม จากพื้น
ภายใต้แห่งภูเขามาบูชา. ครั้งนั้นพระเถระนั้น ได้กระทำอนุโมทนาแก่ท่าน.
ฝ่ายดาบสนั้นก็ได้ไปยังอาศรมของตน. ท่านถูกงูเหลือมตัวหนึ่งในที่นั้น
รัดเอา ภายหลังท่านมีฌานไม่เสื่อม ถูกอันตรายนั้นนั่นรบกวนกระทำ
กาละแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยพรหมสมบัติ
และฉกามาวจรสมบัติ และยังมนุษยสมบัติทั้งหลายให้สิ้นไป ในพุทธุป-
บาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังธรรม
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์. ภายหลังท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ว่า อโธ-
ปุปผิยเถระ ดังนี้.
หน้า 312
ข้อ 86
วันหนึ่งท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้.
ในบทเหล่านี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อภิภู เพราะครอบงำ
คนเหล่าอื่นด้วยศีลและสมาธิ, อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า อภิภู เพราะครอบงำ
คือท่วมทับมารมีขันธมารเป็นต้น อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า อภิภู เพราะครอบงำ
คือกำจัดกิเลสที่อยู่ในสันดานของตนและของตนเหล่าอื่น. ชื่อว่า ภิกขุ
เพราะมีปกติขอ คือมีการขอเป็นปกติ อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า ภิกขุ เพราะ
ทรงไว้ซึ่งแผ่นผ้าที่ถูกตัดถูกทำลาย อธิบายว่า ภิกษุผู้เป็นพระอัครสาวกนั้น
ชื่อว่า อภิภู. เชื่อมความว่า พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าสิขี.
บทว่า อชคโร มํ ปิเฬสิ๑ ความว่า งูเหลือมใหญ่เบียดเบียน
พระดาบสผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเห็นปานนั้น ท่านถูกอันตรายนั้นนั่นแลรบกวน
มีฌานไม่เสื่อม ทำกาละแล้ว มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. คำที่เหลือ
ในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน
๑. บาลีว่า อชคโรปิ บีเฬสิ.
หน้า 313
ข้อ 87
รังสิสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม
[๘๗] เมื่อก่อน เราสำเร็จการอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เรานุ่งห่มหนัง
สัตว์อยู่ในระหว่างภูเขา เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า มีพระ-
ฉวีวรรณดังทองคำ ดุจพระอาทิตย์แผดแสง เสด็จเข้าป่า
งามเหมือนพญารังมีดอกบาน.
จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระรัศมี แล้วนั่งกระโหย่งประนม
อัญชลี ถวายบังคมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
ด้วยเศียรเกล้า.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระรัศมี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมก ์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบรังสิสัญญกเถราปทาน
หน้า 314
ข้อ 87
๘๕. อรรถกถารังสิสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระรังสิสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต
หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้.
พระเถรแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือนเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการครองเรือน
บวชเป็นดาบส ทรงหนังเสือเหลือง สำเร็จการอยู่ในหิมวันตบรรพต
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เสด็จไปยังหิมวันตบรร-
พต. ลำดับนั้น ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จเข้าหิมวันต-
บรรพตนั้น เลื่อมใสในพุทธรังสีมีวรรณะ๖ อันซ่านออกจากพระวรกาย
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประคองอัญชลี ได้การทำนอบน้อมด้วยองค์ ๕
ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยทิพยสมบัติใน
เทพชั้นดุสิตเป็นต้น ครั้นภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือน เห็นโทษ
ในการอยู่ครองเรือนนั้น ละเรือนบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพเต ความว่า ชื่อว่า ปัพพตะ
เพราะพอกพูนคือเจริญโดยประการ ชื่อว่า หิมวันตะ เพราะภูเขานั้นมี
หน้า 315
ข้อ 87
หิมะ, ภูเขานั้นด้วย หิมวันต์ด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หิมวันต-
บรรพต เมื่อจะกล่าว หิมวนฺตปพฺพโต ท่านกล่าวเสียว่า ปพฺพเต หิม-
วนฺตมฺหิ เพื่อสะดวกแก่คำเป็นคาถา. เชื่อมความว่า ในกาลก่อนเรา
สำเร็จการอยู่ ณ บรรพต ชื่อว่า หิมวันต์นั้น. คำที่เหลือมีอรรถตื้น
ทั้งนั้นแล.
จบรังสิสัญญกเถราปทาน
หน้า 316
ข้อ 88
รังสิสัญญิกเถราปทาน
ว่าด้วยผลแห่งการทำจิตใจให้เลื่อมใสในพระพุทธรัศมี
[๘๘] เราทรงผ้าเปลือกไม้กรองอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ขึ้นสู่ที่จงกรม
แล้ว นั่งผินหน้าไปทางทิศปราจีน เราได้เห็นพระสุคตเจ้า
พระนามว่าผุสสะ ผู้ยินดีในฌานทุกเมื่อ (เสด็จมา) บนภูเขา
จึงประนมอัญชลีแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระรัศมี.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระรัศมี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบรังสิสัญญิกเถราปทาน
๘๖. อรรถกถาทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระทุติยรังสิสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต
หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลาย อันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ
๑. บาลี รังสิสัญญิกเถราปทาน
หน้า 317
ข้อ 88
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือนเห็นโทษในการครองเรือนนั้น ละการ
ครองเรือนนั้นบวชเป็นดาบส อยู่ที่หิมวันตบรรพต นุ่งห่มเปลือกปอ
อยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่วิเวก. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ผุสสะ เสด็จถึงประเทศนั้น เห็นพระพุทธรังสีมีพรรณะ ๖ อันซ่าน
ออกจากพระสรีระของพระองค์ ซ่านไปข้างโน้นข้างนี้อยู่ เหมือนแผ่
ซ่านออกแห่งไฟชนวน เลื่อมใสในพระองค์ ประคองอัญชลีถวายบังคม
ยังจิตให้เลื่อมใส กระทำกาละด้วยปีติและโสมนัสนั้น ๆ เอง บังเกิดใน
เทพชั้นดุสิตเป็นต้น เสวยกามาพจร ๖ ชั้น ในภพเหล่านั้น และครั้น
ภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว บวช ด้วยอำนาจวาสนาในกาลก่อน ไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนตฺมหิ ดังนี้.
คำนั้นทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน
หน้า 318
ข้อ 89
ผลทายกเถราปทานที่ ๗ (๘๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้
[๘๙] เราทรงหนังสัตว์หยาบอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ได้เห็นพระ-
ชินเจ้าผู้ประเสริฐพระนามว่าผุสสะ จึงถือผลไม้ไปถวาย เรา
มีใจผ่องใส ได้ถวายผลไม้ใด ผลไม้นั้นบังเกิดแก่เราในภพ
ที่เราเกิดแล้ว.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบผลทายกเถราปทาน
๘๗. อรรถกถาผลทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระผลทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิม-
วนฺตมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
หน้า 319
ข้อ 89
พุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ได้รับ
ความสุข ละสิ่งทั้งปวงออกบวชเป็นดาบส นุ่งหนังสัตว์กระด้างอยู่. ก็
สมัยนั้น ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ. เสด็จถึง ณ ที่นั้น
มีใจเลื่อมใส ถือเอาผลไม้มีรสอร่อยถวายให้เสวย เพราะกุศลนั้น ๆ เอง
ท่านจึงเสวยบุญสมบัติ ในเทวโลกเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดาบวชแล้ว
ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. คำนั้น
ทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาผลทายกเถราปทาน
หน้า 320
ข้อ 90
สัททสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๘๘)
ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสตามเสียงแสดงธรรม
[๙๐] เราอยู่บนเครื่องลาดใบไม้ ณ ภูเขาหิมวันต์ ได้ยังจิตให้
เลื่อมใสในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
ผุสสะ ผู้กำลังทรงแสดงธรรม.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั่น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๗ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัททสัญญกเถราปทาน
๘๘. อรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสัททสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต
หิมวนฺตมิหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ บังเกิดในเรือนตระกูลแห่งหนึ่ง
หน้า 321
ข้อ 90
เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธา บวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมวันต์ ได้สดับธรรม
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าไปใกล้เพื่ออนุเคราะห์ตน ยังจิตให้เลื่อม-
ใสในธรรมทั้งหลาย ดำรงอยู่จนตลอดอายุ ภายหลังทำกาลแล้ว เสวย
กามาพจรสมบัติในสวรรค์ ๖ ชั้น มีชั้นดุสิต เป็นต้น และเสวยสมบัติใน
มนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้.
คำนั้น ทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
หน้า 322
ข้อ 91
โพธสิญจกเถราปทานที่ ๙ (๘๙)
ว่าด้วยผลแห่งการรดน้ำโพธิพฤกษ์
[๙๑] ได้มีการฉลองพระมหาโพธิ์ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ-
นามว่าวิปัสสี ในกาลนั้น เราบวชอยู่ได้ถือเอาดอกโกสุมเข้า
ไปบูชา แล้วเอาน้ำเข้าไปรดที่โพธิพฤกษ์ด้วยกล่าวว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพ้นแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้พ้น ทรง
ดับแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้ดับหนอ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้รดน้ำโพธิพฤกษ์ใด ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการรดน้ำไม้โพธิ์ ใน
กัปที่ ๓๓ อันกำลังเป็นไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็น
จอมชนรวม ๘ ครั้ง ทรงพระนามว่าอุทกาเสจนะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโพธิสิญจกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโพธิสัญจกเถราปทาน
หน้า 323
ข้อ 91
๘๙. อรรถกถาโพธิสิญจกเถราปทาน
อปทาของท่านพระโพธิสิญจกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในอเนกชาติ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
บวชในพระศาสนา ยังพระศาสนาให้งามด้วยวัตรปฏิบัติ เห็นมหาชน
พากันบูชาต้นโพธิ์ จึงให้คนถือเอาดอกไม้และของหอมเป็นอันมากบูชา.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก เสวยกามาพจรสมบัติ ๖ ชั้น
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิด
ศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ให้กาลล่วงไปด้วยสุขอันเกิดแต่ผลแห่ง
ฌาน ระลึกถึงบุพกรรม เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึง
กล่าวคำมีอาทิว่า วิปสฺสิสฺส ภควโต ดังนี้.
ในคำเหล่านั้นมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า วิปัสสี เพราะเห็นคุณ
วิเศษ คืออรรถอย่างยิ่ง ได้แก่พระนิพพาน อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า วิปัสสี
เพราะเห็นชนผู้ควรและไม่ควรแก่การตรัสรู้โดยวิเศษ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
วิปัสสี เพราะเห็นแจ้งชัด คือมีปกติเห็นสัจจะ ๔ เชื่อมความว่า เราได้เป็น
ผู้บูชาต้นมหาโพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้น. ในคาถา
นั้น ญาณในมรรคทั้ง ๔ ท่านเรียกว่า โพธิ ในบทว่า มหาโพธิ นี้.
แม้ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ต้นโพธิ์นั้น ตรัสรู้
หน้า 324
ข้อ 91
สัจจะ ๔ นั้น เพราะฉะนั้น แม้ต้นกรรณิการ์ ท่านก็เรียกว่าโพธิ์เหมือน
กัน, โพธิ์นั้นอันเทพ พรหม นระ และอสูรบูชาแล้ว เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงเรียกว่ามหาโพธิ์ อีกอย่างหนึ่ง ที่ท่านเรียกว่าโพธิ์ เพราะเป็นที่ตรัสรู้
ของพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ อธิบายว่า ได้มีการบูชาใหญ่แด่พระผู้มีพระภาค-
เจ้านั้น. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโพธิสิญจกเถราปทาน
หน้า 325
ข้อ 92
ปทุมปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๙๐)
ว่าด้วยผลแห่งการโยนดอกปทุมขึ้นบูชา
[๙๒] เราเข้าไปยังป่าบัว บริโภคเหง้าบัวอยู่ ได้เห็นพระสัม-
พุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒
ประการ.
เราจับดอกปทุมโยนขึ้นไปในอากาศ เราระลึกถึงกรรมอัน
ลามกแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต.
ครั้นบวชแล้ว มีกายและใจอันสำรวมแล้ว ละวจีทุจริต
ชำระอาชีพให้บริสุทธิ์.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราบูชา (พระพุทธเจ้าด้วย) ดอกไม้
ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา.
ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน (จักรพรรดิ) ๑๘ ครั้ง ทรงพระนาม
เหมือนกันว่า ปทุมภาสะ ในกัปที่ ๑๘ ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
๔๘ ครั้ง.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปทุมปุปผิยเถราปทาน
หน้า 326
ข้อ 92
๙๐. อรรถกถาปทุมปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โปกฺบรวนํ
ปวิฏฺโ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ. ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
เจริญวัยแล้ว เข้าไปสู่สระโบกขรณีแห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ด้วยดอกปทุม กัด
กินเหง้าบัว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะเสด็จไป ณ ที่ไม่ไกล
แห่งสระโบกขรณี มีใจเลื่อมใส เก็บดอกปทุมจากสระขว้างไปบนอากาศ
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้กระทำดอกไม้เหล่านั้นให้เป็นเพดานในอากาศ.
ท่านมีใจเสื่อมใสโดยประมาณยิ่ง บวชแล้ว มีวัตรปฏิบัติเป็นสาระ
บำเพ็ญสมณธรรม จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นเหมือนกระทำมละใน
ภพชั้นดุสิต เกิดในที่นั้น และเสวยกามาพจร ๖ ชั้น ตามลำดับ ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิด
ศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โปกฺขรวนํ ปวิฏฺโ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- ชื่อว่า โปกขระ เพราะ
กล้าแข็งกว่า ก้าน ใบ ของไม้อ้อโดยประการ ชื่อว่า โปกขรวนะ
เพราะเป็นที่ประชุม เพราะรถว่า ตั้งขึ้นแห่งใบบัว. อธิบายว่า ข้าพเจ้า
หน้า 327
ข้อ 92
ได้เข้าไปสู่ท่ามกลาง อันประดับด้วยกอและกองแห่งปทุม. คำที่เหลือใน
บททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมปุปผิยเถราปทาน
จบอรรถกถาติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติมิรปุปผิยเถราปทาน ๒. คตสัญญกเถราปทาน ๓. นิปัน-
นัญชลิกเถราปทาน ๔. อโธปุปผิยเถราปทาน ๕. รังสิสัญญกเถราปทาน
๖. รังสิสัญญิกเถราปทาน ๗. ผลทายกเถราปทาน ๘. สัททสัญญกเถรา-
ปทาน ๙. โพธิสิญจกเถราปทาน ๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน.
ในวรรคนี้ท่านประกาศคาถาไว้ ๕๖ คาถา.
จบติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙
หน้า 328
ข้อ 93
สุธาวรรคที่ ๑๐
สุธาปิณฑิยเถราปทานที่ ๑ (๙๑)
ว่าด้วยผลบุญของผู้บูชาบุคคลผู้ควรบูชาไม่อาจนับได้
[๙๓] ใครๆ ไม่อาจจะนับบุญของบุคคลผู้บูชาพระพุทธเจ้า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระสาวก ผู้สมควรบูชา ผู้ล่วงธรรม
เครื่องให้เนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศกและความร่ำไรแล้ว ว่าบุญ
นี้มีประมาณเท่านี้ได้.
ใคร ๆ ไม่อาจจะนับบุญของบุคคล ผู้บูชาปูชารหบุคคล
เหล่านั้น เช่นนั้น ผู้ดับแล้ว ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ว่าบุญนี้
มีประมาณเท่านี้ได้.
การที่บุคคลในโลกนี้ ฟังให้ทำความเป็นใหญ่ในทวีป
ทั้ง ๔ นี้ ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการบูชานี้.
เรามีใจผ่องใส ได้ใส่ก้อนปูนขาวในระหว่างแผ่นอิฐ ที่
พระเจดีย์ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เลิศ
กว่านระ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปฏิสังขรณ์.
ในกัปที่ ๓๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ ครั้ง
ทรงพระนามว่าปฏิสังขาระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 329
ข้อ 93
ทราบว่า ท่านพระสุธาปิณฑิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย ประ-
การฉะนี้แล.
จบสุธาปิณฑิยเถราปทาน
สุธาวรรคที่ ๑๐
๙๑. อรรถกถาสุธาปิณฑิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุธาปิณฑิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปูชารเห
ปูชยโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสนภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล
แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรง
พระชนม์อยู่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญบุญได้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนพากันก่อพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านใส่ก้อนปูนขาวก่อเจดีย์นั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น
ท่านไม่เห็นอบาย ๔ ในระหว่างนี้ จำเดิมแต่กัป ๙๔ เสวยเทวสมบัติ
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว
เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นาน ก็เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปูชารเห ปูชยโต
ดังนี้
ในคำเหล่านี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้. พระพุทธเจ้า พระปัจเจก-
หน้า 330
ข้อ 93
พุทธเจ้า พระอริยสาวก อาจารย์ อุปัชฌาย์ มารดา บิดา และครู
เป็นต้น ชื่อว่าปูชารหบุคคล (บุคคลที่ควรบูชา) ใคร ๆ ไม่สามารถจะทำ
การนับส่วนแห่งบุญที่บุคคลบูชาแล้วในปูชารหบุคคลเหล่านั้น ด้วยสักการะ
มีระเบียบดอกไม้ดอกปทุม ผ้า เครื่องอาภรณ์และปัจจัย ๔ เป็นต้น ด้วย
ทรัพย์ตั้งแสนเป็นต้น แม้ด้วยอานุภาพอันใหญ่ได้ มิใช่เพียงบูชาพระ-
พุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้บูชาใน
พระเจดีย์ พระปฏิมา และต้นโพธิ์เป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้
ปรินิพพานไปแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน
เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตุนฺนมฺปิ จ ทีปานํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุนฺนมฺปิ ทีปานํ ความว่า พึงรวม
ทวีปทั้ง ๔ กล่าวคือ ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และ
บุพพวิเทหทวีป และทวีปน้อย ๒ ,๐๐๐ อันรวมอยู่ในทวีปทั้ง ๔ นั้นเข้า
เป็นอันเดียวกัน แล้วพึงกระทำความอิสระ คือความเป็นพระราชา
ผู้จักรพรรดิในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น. บทว่า เอกิสฺสา ปูชนาเยตํ
ความว่า นี้เป็นทรัพย์ทั้งสิ้น มีรัตนะ ๗ เป็นต้น ในชมพูทวีปทั้งสิ้น
แห่งการบูชาอันหนึ่ง ที่กระทำไว้ในห้องพระธาตุคือพระเจดีย์. บทว่า
กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ ความว่า ไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ ที่จำแนกไว้ ๑๖ ครั้ง
แห่งการบูชาที่กระทำไว้ในพระเจดีย์.
บทว่า สิทฺธตฺถสฺส ฯ เป ฯ ผลิตนฺตเร ความว่า ในระหว่าง คือ
ในท่ามกลางแห่งแผ่นอิฐทั้งสองที่กำหนด ที่มหาชนพากันฉาบด้วยปูนขาว
หน้า 331
ข้อ 93
ที่ห้องเป็นที่บรรจุพระธาตุ ในพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้เลิศประเสริฐกว่านระ. อีกอย่างหนึ่งเชื่อมความว่า เราได้ใส่
ก้อนปูนขาวลงในระหว่างที่เป็นที่ถวายดอกไม้. คำที่เหลือในบททั้งปวงมี
อรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุธาปิณฑิยเถราปทาน
หน้า 332
ข้อ 94
สุปีฐิยเถราปทานที่ ๒ (๙๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั้ง
[๙๔] เรายินดีมีจิตโสมนัส ได้ถวายตั่งอันสวยงามแด่พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ ผู้เป็นนาถะของโลก เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์.
ในกัปที่ ๓๘ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระราชาพระนามว่า
มหารุจิ โภคสมบัติอันไพบูลย์และที่นอนมิใช่น้อย ได้มี
แล้วแก่เรา เรามีใจผ่องใสได้ถวายตั่งแด่พระพุทธเจ้า ย่อม
เสวยกรรมของตน ที่ตนได้ทำไว้ดีแล้วในกาลก่อน.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายตั่งใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่ง.
ในกัปที่ ๓๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ พระนามว่ารุจิ ครั้งที่ ๒ พระนามว่าอุปรุจิ และ
ครั้งที่ ๓ พระนามว่ามหารุจิ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระสุปีฐิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุปีฐิยเถราปทาน
หน้า 333
ข้อ 94
๙๒. อรรถกถาสุปีฐิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุปีฐิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺส
โลกนาถสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญเพื่อบรรลุพระนิพพานในอเนกชาติ ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัย
แล้วเลื่อมใสในพระศาสดา ได้ถวายตั่งอันมีค่าแล้วด้วยไม้บริสุทธิ์สละสลวย
เพื่อเป็นที่ประทับนั่งแห่งพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสุข
ในสุคติ ท่องเที่ยวไปในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
มีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นาน
นัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรม เกิดโสมนัส เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติสฺสสฺส โลกนาถสฺส
ดังนี้. คำทั้งหมดนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุปีฐิยเถราปทาน
หน้า 334
ข้อ 95
อัฑฒเจลกเถราปทานที่ ๓ (๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าครึ่งท่อน
[๙๕] เราเป็นคนเข็ญใจ สมควรได้รับความการุณอย่างยิ่ง ได้
ถวายผ้าครึ่งท่อนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าติสสะ
ครั้นถวายผ้าครึ่งท่อนแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง
และเราได้ทำกุศล ในกัปทั้งหลายที่เหลือ
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง
พระนามว่าสมันตาโอทนะ เป็นกษัตริย์จอมชน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัฑฒเจลกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัฑฒเจลกเถราปทาน
หน้า 335
ข้อ 95
๙๓. อรรถกถาอัฑฒเจลกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอัฑฒเจลกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺสาหํ
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ. ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนของสกุลคนเข็ญใจ
เพราะอกุศลกรรมอย่างหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังพระสัทธรรมเทศนา มีใจ
เลื่อมใส ได้ถวายผ้ากึ่งส่วนหนึ่งเพื่อทำจีวร. ด้วยปีติและโสมนัส นั้น ๆ เอง
ท่านทำกาละแล้วบังเกิดขึ้นสวรรค์ เสวยกามาพจรสมบัติ ๖ ชั้น จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้ว เสวยจักรพรรดิสมบัติอันเป็นยอดแห่งมนุษยสมบัติใน
มนุษย์ทั้งหลาย. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดขึ้นสกุลมั่งคั่งสกุลหนึ่ง เจริญ
วัยแล้วฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดามีใจเลื่อมใส บวชแล้วไม่นาน
นักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพ-
จริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ดังนี้. คำทั้งหมด
นั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอัฑฒเจลกเถราปทาน
หน้า 336
ข้อ 96
สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ (๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเข็ม
[๙๖] เมื่อก่อนเราเป็นช่างทองอยู่ในพระนครพันธุมะ อันประ-
เสริฐสุด เราได้ถวายเข็มแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
ญาณของเราเสมอด้วยแก้ววิเชียรอันเลิศ เป็นเช่นนี้นั้นเพราะ
กรรม เราเป็นผู้ปราศจากราคะ พ้นวิเศษแล้วบรรลุถึงธรรม
เป็นที่สิ้นอาสวะ ภพทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน
เราค้นคว้า (พิจารณา) ได้ด้วยญาณ นี้เป็นผลแห่งการถวาย
เข็ม ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่า วชิราสมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสูจิตายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสูจิทายกเถราปทาน
หน้า 337
ข้อ 96
๙๔. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กมฺมาโรหํ ปุเร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
บำเพ็ญพืชคือกุศลในระหว่าง ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า วิปัสสี บังเกิดในตระกูลแห่งช่างทอง เพราะถูกกรรมอย่างหนึ่งที่ตน
กระทำไว้ในระหว่าง ๆ ตัดรอน. เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะ
ด้วยตนเอง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใสได้ถวาย
เข็มสำหรับเย็บจีวร. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยทิพยสมบัติ ครั้นภายหลัง
เกิดในมนุษย์ เสวยสมบัติทั้งหลายมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น เป็นผู้มีปัญญา
หลักแหลม มีญาณดังเพชรในภพที่คนเกิดแล้ว ๆ. ในพุทธุปบาทกาลนี้
ท่านบังเกิดโดยลำดับ เจริญวัยแล้วมีทรัพย์มาก เกิดศรัทธามีปัญญา
หลักแหลม. วันหนึ่งท่านฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ส่งญาณไป
ตามกระแสแห่งธรรม ได้เป็นพระอรหันต์บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแล.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมาโร ความว่า ช่างทองเป็นอยู่
งอกงาม ถึงความเจริญไพบูลย์ด้วยการงาน มีการงานที่ทำด้วยเหล็กและ
การงานที่ทำด้วยโลหะเป็นต้น ความว่า ในกาลก่อน คือในกาลบำเพ็ญบุญ
เราได้เป็นช่างทอง. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
หน้า 338
ข้อ 97
คันธมาลิยเถราปทานที่ ๕ (๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสถูปไม้หอม
[๙๗] เราได้ทำสถูปไม้หอมคลุม (ปิด) ด้วยดอกมะลิ อันสมควร
แก่พระพุทธเจ้า ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าอัครนายกของโลก เช่น
กับทองคำนี้ค่า ผู้รุ่งเรืองดังนิลอุบล แผดแสงดังพระอาทิตย์
ผู้องอาจดังพญาเสือโคร่ง ผู้ประเสริฐ มีชาติยิ่งเหมือนไกรสร
ผู้เลิศกว่าสมณะทั้งหลาย ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เราถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้าทางทิศ
อุดรหลีกไป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายของหอมและดอกไม้
ด้วยผลแห่งสักการะที่ทำแล้วในพระพุทธเจ้าโดยพิเศษนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
พระเจ้าจักรพรรดิเหล่านั้น มีพระนามเหมือนกันว่าเทวคันธะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันธมาลิยเถราปทาน
หน้า 339
ข้อ 97
๙๕. อรรถกถาคันธมาลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระคันธมาลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
ได้เป็นผู้มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก. ท่านเลื่อมใสในพระศาสดา พอกพูน
ของหอมเป็นอันมาก มีจันทน์ กำยาน การบูร และกฤษณาเป็นต้น สร้าง
สถูปหอมถวายพระศาสดา. ฉาบดอกมะลิไว้บนคันธสถูป และกระทำการ
นอบน้อมพระพุทธเจ้าด้วยองค์ ๘. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติ
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดขึ้นเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสใน
พระศาสดา บวชแล้วไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน จึงเกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
คำนั้น ทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคันธมาลิยเถราปทาน
หน้า 340
ข้อ 98
ติปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๙๖)
ว่าด้วยผลแห่งการเก็บในแคฝอยทิ้ง
[๙๘] เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้ออยู่ในชัฏใหญ่ เราเห็นไม้แค-
ฝอยอันเขียวสด อันเป็นโพธิ์ ของพระผู้มีระภาคเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี จึงบูชาด้วยดอกไม้ ๓ ดอก.
เวลานั้น เราเก็บใบแคฝอยที่แห้ง ๆ ไปทิ้งในภายนอก
เรากราบไหว้ไม้แคฝอย เหมือนถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี นายกของโลก ผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในภายนอก
ผู้พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ เฉพาะพระพักตร์ แล้วทำกาละ
ณ ที่นั้นเอง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาไม้โพธิ์ใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาไม้โพธิพฤกษ์ ใน
กัปที่ ๓๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ ครั้ง ทรง
พระนามว่าสมันตปาสาทิกะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบติปุปผิยเถราปทาน
หน้า 341
ข้อ 98
๙๖. อรรถกถาติปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระติปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโธ ปุเร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองก์ก่อน ๆ
เพราะอกุศลบางอย่างตัดรอน ท่านจึงเกิดเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในตระกูล
นายพรานในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ในกาลนั้น
นายพรานนั้นเห็นต้นโพธิ์ ชื่อว่า ปาฏลิ (ไม้แคฝอย) ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีใบอ่อนพร้อมพรั่ง มีสีเขียวสด มีรัศมีเขียวน่า
รื่นรมย์ใจ จึงบูชาด้วยดอกไม้ ๓ ดอก เก็บใบเก่าทิ้งเสีย ไหว้ไม้แคฝอย
มหาโพธิ์ ดุจไหว้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยบุญกรรม
นั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติแล้ว ๆ
เล่า ๆ ในเทวโลกนั้น จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว เกิดในมนุษย์ เสวย
จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์นั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลเจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้หทัยประกอบ
ด้วยโสมนัส ละเรือนออกบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านครั้นบรรลุความสำเร็จอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิด
โสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคลุทฺโธ
ปุเร อาสึ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า มิคะ เพราะไปคือถึงโดยมรณะ. อีกอย่าง
หนึ่ง ชื่อว่า มิคะ เพราะค้นหาไปคือเป็นไป. ชื่อว่า มิคลุทธะ เพราะ
อยากได้ มักได้ ติดอยู่ในการฆ่าเนื้อ. เชื่อมความว่า เราได้เป็นพราน
หน้า 342
ข้อ 98
เนื้อในป่าใหญ่ กล่าวคือ หมู่ไม้ ในกาลก่อน คือในสมัยที่เราบำเพ็ญ
บุญ. บทว่า ปาฏลึ หริตํ ทิสฺวา ความว่า ชื่อว่า ปาฏลิ ไม้แคฝอย เพราะ.
ในต้นไม้นั้นมีพื้นมีสีแดงเป็นประการ. เรียกว่า ปาฏลิ เพราะมีดอกสีแดง.
อธิบายว่า เห็นต้นโพธิ์ ชื่อว่า ปาฏลิ มีสีเขียว เพราะมีใบเขียว คือมี
สีเขียว. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติปุปผิยเถราปทาน
หน้า 343
ข้อ 99
มธุปิณฑิกเถราปทานที่ ๗ (๙๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง
[๙๙] ความยินดีเป็นอันมากแก่เรา เพราะได้เห็นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประเสริฐกว่าบรรดาฤาษี
ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ผู้ดับแล้ว เป็นมหานาค ผู้องอาจดัง
ม้าอาชาไนย ผู้รุ่งโรจน์เหมือนดาวประกายพฤกษ์ อันหมู่
เทวดานมัสการอยู่.
ในป่าชัฏสงัดเสียงไม่อากูล ญาณเกิดขึ้นแล้วในขณะนั้น
เราได้ถวายน้ำผึงแด่พระศาสดาผู้เสด็จอออกจากสมาธิ.
เรามีใจผ่องใส ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระนามว่าสิทธัตถะด้วยเศียรเกล้า แล้วบ่ายหน้ากลับไป
ทางทิศประจิม.
ในกัปที่ ๓๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระราชาพระนามว่า
สุทัสสนะ ในกาลนั้น น้ำผึ้งออกจากรากไม้ไหลลงในโภชนา-
หารของเรา ฝนน้ำผึ้งตกลง นี้เป็นผลแห่งบุพกรรม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายน้ำผึ้งใด ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง.
ในกัปที่ ๓๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
มีพระนามว่าสุทัสสนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 344
ข้อ 99
ทราบว่า ท่านพระมธุปิณฑิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมธุปิณฑิกเถราปทาน
๙๗. อรรถกถามธุปิณฑิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมธุปิณฑิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิวเน กานเน
ทิสฺวา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในกำเนิดนายพราน
อาศัยอยู่ในป่าใหญ่. ในกาลนั้น ท่านได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดียิ่งในวิเวก ได้ถวายน้ำผึ้งมีรสอร่อย
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ออกจากสมาธิ. ก็ท่านมีใจเลื่อมใสในพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้านั้น ถวายบังคมแล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวย
สมบัติ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้ว ไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิวเน กานเน ทิสฺวา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวเน ความว่า ป่าที่แผ่ไปโดยพิเศษ
ชื่อว่า วิวนะ อธิบายว่า ป่าที่ไปปราศ คือที่ปราศจากเสียง ช้าง ม้า รถ
หน้า 345
ข้อ 99
และเสียงกลอง และปราศจากวัตถุกามและกิเลสกาม. เชื่อมความว่า ในป่า
ใหญ่ กล่าวคือป่าดงดิบ. บทว่า โอสธึว วิโรจนฺตํ ความว่า ชื่อว่า โอสธะ
เพราะยังความอยากได้ปรารถนาของผู้ก่อสร้างภพให้สำเร็จ. ชน
ทั้งหลายอาศัยเหตุเกิดแห่งความรุ่งเรือง แล้วยกขึ้นให้สูง ย่อมถือเอาด้วย
การขึ้นของดวงดาวใด ดาวนั้น ชื่อว่า โอสธิ เมื่อควรจะกล่าวว่า
โอสธิตารกา อิว วิโรจนฺติ ย่อมไพโรจน์ดุจดวงดาวประจำรุ่ง แต่ท่านกล่าว
เสียว่า โอสธึว วิโรจนฺตํ เพื่อสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. คำที่เหลือ
ในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามธุปิณฑิกเถราปทาน
หน้า 346
ข้อ 100
เสนาสนทายกเถราปทานที่ ๘ (๙๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเครื่องลาดใบไม้
[๑๐๐] เราได้ถวายเครื่องลาดใบไม้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า สิทธัตถะ และได้เอาเครื่องอุปการะและดอกโกสุม
โปรยลงโดยรอบ.
เราได้เสวยผลอยู่ในถ้ำ (ห้อง) อันรื่นรมย์ควรค่ามากใน
ปราสาท ดอกไม้มีค่ามากได้ตกลงบนที่นอนของเรา.
เราย่อมนอนบนที่นอนอันวิจิตรลาดด้วยดอกไม้ และฝน
ดอกไม้ตกลงบนที่นอนของเราในกาลนั้น.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเครื่องลาดใบไม้ใด
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
เครื่องลาด ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง พระนามว่าฐิตา-
สันถารกะ เป็นจอมแห่งชน อุบัติแล้วในกัปที่ ๕ แต่กัปนี้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเสนาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเสนาสนเถราปทาน
หน้า 347
ข้อ 100
๙๘. อรรถกถาเสนาทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเสนาสนทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺ-
ถสฺส ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา กระทำการนอบน้อมพระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้เสด็จถึงระหว่างป่า อันเป็นที่อยู่ของตน ได้ลาดเครื่องลาด
หญ้าถวาย. กระทำเขตกำหนดฝาโดยรอบแห่งที่ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่ง ได้กระทำการบูชาด้วย ดอกไม้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่อง
เที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระ-
ศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของคน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
คำทั้งหมดนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาเสนาสนทายกเถราปทาน
หน้า 348
ข้อ 101
เวยยาวัจจกเถราปทานที่ ๙ (๙๙)
ว่าด้วยผลแห่งความเป็นไวยาวัจกร
[๑๐๑] ได้มีการประชุมใหญ่ (มหาสันนิบาต) แห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เราได้เป็นไวยาวัจกรผู้รับใช้ในกิจ
ทุกอย่าง ก็ไทยธรรมที่จะถวายแด่พระสุคตเจ้า ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ของเราไม่มี เรามีจิตผ่องใส ได้ถวายบังคมพระบาท
ของพระศาสดา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้กระทำไวยาวัจกร ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทำไวยาจักร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่าสุจินติยะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระเวยยาวัจจกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเวยยาวัจจกเถราปทาน
หน้า 349
ข้อ 101
๙๙. อรรถกถาเวยยาวัจจกรเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระเวยยาวัจจกรเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิสฺส
ภควโต ดังนี้.
อุบัติเหตุเป็นต้นของอปทานนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วใน
หนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาเวยยาวัจจกรเถราปทาน
๑. บาลีว่า เวยยาวัจจกเถราปทาน
หน้า 350
ข้อ 102
พุทธุปัฏฐากเถราปทานที่ ๑๐ (๑๐๐)
ว่าด้วยผลแห่งการเป่าสังข์บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๑๐๒] เราเป็นผู้เป่าสังข์บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี เป็นผู้ประกอบการบำรุงพระสุคตเจ้า ผู้แสวงหาคุณ
ใหญ่เป็นนิตย์.
เราเห็นผลการบำรุงพระโลกนาถผู้คงที่ ดนตรี ๖ หมื่น
ห้อมล้อมเราทุกเมื่อ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวง
หาคุณใหญ่ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบำรุง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
ทรงพระนามว่ามหานิโฆสะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธุปัฏฐากเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพุทธุปัฏฐากเถราปทาน
หน้า 351
ข้อ 102
๑๐๐. อรรถกถาพุทธุปัฏฐากเถราปทาน
อปทานของท่านพระพุทธุปัฏฐากเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในตระกูลคนป่าสังข์ เจริญ
วัยแล้วได้เป็นผู้ฉลาดในศิลปะ คือในการเป่าสังข์ของตน. ท่านเป่าสังข์
ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดกาลเป็นนิตย์ แล้วบูชาด้วยเสียงสังข์นั่งเอง.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่านได้
มีชื่อเสียงกึกก้องบันลือลั่นปรากฏไปทั่วทุกสถาน. ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในตระกูลที่ปรากฏแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่า
มธุสสระ ดังนี้ เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์. ภายหลังท่านปรากฏชื่อว่า มธุรัสสรเถระ ดังนี้.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิปสฺสิสฺส ภควโต ดังนี้. คำนั้น
ท่านได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า อโหสึ สงฺขธมโก ความว่า
ชื่อว่า สังขะ เพราะขุดด้วยดีไป. อธิบายว่า เที่ยวไปในที่สุดแห่งน้ำใน
สมุทร. ชื่อว่า สังขธมกะ ผู้เป่าสังข์นั้นทำเลียงให้กึกก้อง อธิบายว่า
เรานั้นได้เป็นผู้เป่าสังข์นั้นเอง. คำที่เหลือในบททั้งปวง มีอรรถตื้น
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาพุทธุปัฏฐากเถราปทาน
จบอรรถกถาสุธาวรรคที่ ๑๐
หน้า 352
ข้อ 102
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุธปิณฑิยเถราปทาน ๒. สุปีฐิยเถราปทาน ๓. อัฑฒเจลก-
เถราปทาน ๔. สูจิตายกเถราปทาน ๕. คันธมาลิยเถราปทาน ๖. ติปุป-
ผิยเถราปทาน ๗. มธุปิณฑิกเถราปทาน ๘. เสนาสนทายกเถราปทาน
๙. เวยยาวัจจกเถราปทาน ๑๐. พุทธุปัฏฐากเถราปทาน
ท่านประกาศคาถาไว้ ๖๐ คาถาถ้วน.
จบสุธาวรรคที่ ๑๐
อนึ่ง รวมวรรคมี ๑๐ วรรค คือ
พุทธวรรคที่ ๑ สีหาสนิยวรรคที่ ๒ สุภูติวรรคที่ ๓ กุณฑธาน-
วรรคที่ ๔ อุปาลิวรรคที่ ๕ วีชนีวรรคที่ ๖ สกจิตคนิยวรรคท ๗
นาคสมาลวรรคที่ ๘ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ เป็น ๑๐ ทั้งสุธาวรรค.
รวมคาถาได้ ๑,๔๕๕ คาถา.
จบหมวด ๑๐ แห่งพุทธวรรค
จบหมวด ๑๐๐ ที่ ๑
หน้า 353
ข้อ 103
ภิกขทายิวรรคที่ ๑๑
ภิกขทายกเถราปทานที่ ๑ (๑๐๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง
[๑๐๓] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทอง สมควร
รับเครื่องบูชา เสด็จออกจากป่าอันสงัด จากตัณหาเครื่อง
ร้อยรัดมาสู่ความดับ จึงถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง แด่พระพุทธ-
เจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีปัญญา ผู้สงบระงับ ผู้แกล้วกล้า
มาก ผู้คงที่.
เราตามเสด็จพระองค์ ผู้ทรงยังมหาชนให้ดับ เรามีความ
ยินดีเป็นอันมาก ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษา.
ในกัปที่ ๘๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง มี
พระนามเหมือนกันว่ามหาเรณุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภิกขทายกเถระได้กล่าวคาถานี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภิกขทายกเถราปทาน
หน้า 354
ข้อ 103
ภิกขทายิวรรคที่ ๑๑
๑๐๑. อรรถกถาภิกขาทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระภิกขาทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
สมพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์
ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ เกิดศรัทธา
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ออกจากวิหารเสด็จเที่ยว
บิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใสได้ถวายอาหาร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ
อาหารนั้นแล้ว ตรัสอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยกุศลนั้นนั่นแล
ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ ในที่สุดแห่งอายุ บังเกิดในเทวโลก เสวย
กามาวจรสมบัติ ๖ ชั้นในเทวโลกนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน
เรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานก็ได้
เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ
ดังนี้. คำนั้นทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า ปวรา อภินิกขนฺตํ
ความว่า ชื่อว่า ปวระ เพราะพึงยินดี คือพึงปรารถนา อธิบายว่า
ออกจากที่อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ คือจากที่อันเป็นที่สงัดโดยพิเศษ. ตัณหา
ท่านเรียกว่า วานะ ในบทว่า วานา นิพฺพานมากตํ นี้ ชื่อว่า นิพพาน
๑. บาลีว่า ภิกขทายกเถราปทาน.
หน้า 355
ข้อ 103
เพราะออกจากตัณหา ชื่อว่า วานะ นั้น อธิบายว่า กระทำตัณหาชื่อว่า
วานะ แล้วละกิเลสทั้งปวงบรรลุพระนิพพาน. บทว่า กฏจฺฉุภิกฺขํ ทตฺวาน
ความว่า ทัพพีอันบุคคลพึงถือเอาตัวฝ่ามือ. ชื่อว่า ภิกขา เพราะขอ
เอาด้วยทัพพี, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภิกขา เพราะอันบุคคลพึงกิน คือ
พึงภิกษาโดยพิเศษ. ภิกษาอันบุคคลถือเอาด้วยทัพพี ชื่อว่า กฏัจฉุภิกขา
อธิบายว่า ให้ภัตด้วยทัพพี. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาภิกขาทายกเถราปทาน
หน้า 356
ข้อ 104
ญาณสัญญิกเถราปทานที่ ๒ (๑๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการยังจิตให้เลื่อมใสถวายบังคม
[๑๐๔] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทอง ผู้
องอาจดุจม้าอาชาไนย ดังช้างมาตังคะตกมัน ๓ ครั้ง ผู้แสวง
หาคุณยิงใหญ่ ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เหมือนพญารัง
มีดอกบาน เป็นเชษฐบุรุษของโลก สูงกว่านระ เสด็จดำเนิน
ไปในถนน.
ยังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณ ประนมอัญชลี มีจิตเลื่อม.
ใส มีใจโสมนัส ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม
ว่าสิทธัตถะ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระ-
ญาณ.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
มีพระนามว่านรุตตมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรารู้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระญาณสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบญาณสัญญิกเถราปทาน
หน้า 357
ข้อ 104
๑๐๒. อรรถกถาญาณสัญญิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระญาณสัญญิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
สมพุทฺธํ ดังนี้.
อะไรเป็นอุบัติเหตุ ? พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภาใน
พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน
ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเกิดศรัทธา มีความเอื้อเฟื้อ มีความ
อาลัยในการฟังพระสัทธรรม ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เลื่อมใสญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะความที่
ตนเป็นผู้หนักในเสียง กระทำการนอบน้อมด้วยองค์ ๕ และองค์ ๘ แล้ว
หลีกไป. ท่านจุติจากอัตภาพนั่นแล้ว เกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ
ในฉกามาวจรเทวโลกนั้น จุติจากเทวโลกนั้น เกิดในมนุษยโลก เสวย
จักรพรรดิสมบัติเป็นต้น อันเป็นเลิศในมนุษย์โลกนั้น ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมพุทฺธํ
ดังนี้. คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั้นแล. บทว่า นิสภาชานิยํ ยถา
ความว่า เป็นโคผู้องอาจประเสริฐกว่าโคตั้งแสนตัว. ชื่อว่า นิสภาชานิยะ
เพราะเป็นโคผู้ประเสริฐและสูงสุด. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อม
หน้า 358
ข้อ 104
เป็นเหมือนโคผู้ตัวประเสริฐฉะนั้น. ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น ด้วยอำนาจ
บัญญัติ รู้กันตามวิสัยแห่งโลก เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าหาผู้เปรียบมิได้.
คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาญาณสัญญิกเถราปทาน
หน้า 359
ข้อ 105
อุปปลหัตถิยเถราปทานที่ ๓ (๑๐๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกอุบลกำมือหนึ่ง
[๑๐๕] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อาศัยอยู่ในนครติวรา ได้
เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี พระนามว่าสิทธัตถะ อัน
ชาวโลกบูชา.
มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายดอกอุบลกำมือหนึ่ง เรา
อุบัติในภพใด ๆ เพราะผลของกรรมนั้น.
เราได้เสวยผลอันน่าปรารถนา ที่ตนทำไว้แล้วในปาง
ก่อน แวดล้อมด้วยพวกนักมวยชั้นเยี่ยม นี้เป็นผลแห่งสัญญา
ของตน.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปใกล้เคียงที่ ๙๔ เว้นกัปปัจจุบัน. ได้เป็นพระราชา
๕๐๐ ครั้ง มีพระนามเหมือนกันว่านัชชุปมะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุปปลหัตถิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบอุปปลหัตถิยเถราปทาน
หน้า 360
ข้อ 105
๑๐๓. อรรถกถาอุปปลหัตถิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุปปลหัตถิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติวรายํ
นิวาสีหํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลไว้ในพระชินวรพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดขึ้นตระกูลแห่งช่าง
ดอกไม้ เจริญวัยแล้ว ขายดอกไม้เป็นอันมาก เลี้ยงชีพด้วยการงานแห่ง
ช่างดอกไม้เป็นอยู่. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านถือเอาดอกไม้เที่ยวไป เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จเที่ยวไป เหมือนแก้วมณีที่มีค่ามาก บูชาด้วย
ดอกอุบลแดง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นเอง เสวย
บุญสมบัติในสุคติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญ
วัยแล้ว เกิดศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติวรายํ นิวาสีหํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติวรา ความว่า นครที่สร้างโดยปิดการ
สัญจรไปมา รวม ๓ ครั้ง เราอยู่ในติวรานครนั้น คือมีการอยู่เป็นปกติ
นั้น หรืออยู่ในเรือน อันเป็นที่อยู่ของตน. บทว่า อโหสึ มาลิโก ตทา
ความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยเป็นที่บำเพ็ญบุญสมภารเพื่อประโยชน์
แก่พระนิพพาน กระทำการค้าขายเลี้ยงชีพ เหมือนช่างดอกไม้ คือนาย
มาลาการ เก็บดอกไม้ฉะนั้น. บทว่า ปุปฺผหตฺถมทาสหํ ความว่า เรา
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ได้ถวายกำดอกอุบลบูชา.
คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอุปปลหาตถิยเถราปทาน
หน้า 361
ข้อ 106
ปทปูชกเถราปทานที่ ๔ (๑๐๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
[๑๐๖] เราได้ถวายดอกมะลิแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
สิทธัตถะ ดอกมะลิ ๗ ดอกเราโปรยลงใกล้พระบาทด้วย
ความยินดี.
ด้วยกรรมนั้น วันนี้เราได้ครอบงำทั้งนระและเทวดาแล้ว เรา
ทรงกายอันมีในที่สุดอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ดอกไม้.
ในกัปที่ ๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ ครั้ง
มีพระนามว่าสมันตคันธะ ครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔
เป็นที่สุด เป็นจอมหมู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปทปูชกเถราปทาน
หน้า 362
ข้อ 106
๑๐๔. อรรถกถาปทปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส
ภควโต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง-
สมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่ง
หนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บูชาแทบบาทมูลของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกมะลิ. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสักกสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวช
แล้วเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติปุปฺผมทาสหํ ความว่า เมื่อควร
จะกล่าวว่า ชาติสุมนปุปฺผํ อทาสิ อหํ ให้ลบ สุมนศัพท์เสีย เพื่อสะดวก
แก่การประพันธ์คาถา. ท่านบังเกิดโดยชาติในที่นั้น เบิกบานอยู่ ชื่อว่า
สุมนะ เพราะทำความดีใจ คือโสมนัสแก่ชนทั้งหลาย ชื่อว่า ปุปผะ
เพราะอรรถว่า แย้มบาน คือคลี่บาน ชื่อว่า สุมนปุปผะ เพราะเป็นดอก
ไม้ที่แย้มบานด้วยดี อธิบายว่า เราได้บูชาดอกมะลิเหล่านั้นแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทปูชกเถราปทาน
หน้า 363
ข้อ 107
มุฏฐิปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๑๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
[๑๐๗] ในกาลนั้น เราเป็นนายมาลาการมีชื่อว่าสุทัสสนะ ได้
เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศอากธุลี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ.
เรามีจักษุบริสุทธิ์ มีใจโสมนัส ถือดอกมะลิไปบูชาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุทิพย์ มีมัธยัสถ์.
ด้วยพุทธบูชานี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่เข้าถึง
ทุคติเลย ตลอดแสนกัป.
ในกัปที่ ๓๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
มีพระนามเหมือนกันว่าเทพอุตตระ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมุฏฐิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมุฏฐิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 364
ข้อ 107
๑๐๕. อรรถกถามุฏฐิปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระมุฏฐิปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุทสฺสโน
นาม นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลช่างดอกไม้
เจริญวัยแล้วถึงความสำเร็จในศิลปะของตน วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส โปรยดอกมะลิซ้อน แทบบาทมูลของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยมือทั้งสอง ด้วยกุศลสมภารนั้น ท่านท่องเที่ยว
ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง ในพุทธุปบาทกาลนี้
บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
ด้วยอำนาจวาสนาในกาลก่อน บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวว่า สุทสฺสโน นาม นาเมน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทสฺสโน ความว่า ชื่อว่า สุทัสสนะ
เพราะอรรถว่า ดูงดงามด้วยความงามแห่งรูปสัณฐาน ที่สูงและอ้วนผอม
อธิบายว่า เราได้เป็นนามาลาการ (ช่างดอกไม้) นามว่า สุทัสสนะ
ตามนาม ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ด้วย
ดอกมะลิซ้อน. คำที่เหลือในบททั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามุฏฐิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 365
ข้อ 108
อุทกปูชกเถราปทานที่ ๖ (๑๐๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ
[๑๐๘] ข้าพระองค์ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทอง
ผู้รุ่งเรืองดังกองไฟ เหมือนพระอาทิตย์ เป็นที่รองรับเครื่อง
บูชาเสด็จไปในอากาศ.
จึงเอามือทั้งสองกอบน้ำแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ พระ-
พุทธเจ้ามหาวีระมีพระกรุณาในข้าพระองค์ ทรงรับไว้.
พระศาสดามีพระนามว่าปทุมุตตระ ประทับยืนอยู่ใน
อากาศทรงทราบความดำริของข้าพระองค์ จึงได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายน้ำนี้และด้วยเกิดปีติ เขาจะไม่เข้าถึงทุคติ
เลยในแสนกัป ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษ
ของโลกผู้นราสภ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ละความแพ้
และความชนะแล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๖,๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
มีพระนามว่าสหัสสราช เป็นจอมชน ปกครองแผ่นดิน
มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 366
ข้อ 108
ทราบว่า ท่านพระอุทกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทกปูชกเถราปทาน
๑๐๖. อรรถกถาอุทกปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุทกปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
สมฺพุทธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้สั่งสมกุศลที่ตนบำเพ็ญในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
บำเพ็ญบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล
แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว รู้ถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรม เลื่อมใส
ในพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ที่ซ่านออกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ กอบน้ำบูชาด้วยมือทั้งสอง. ท่านเลื่อมใสยิ่ง บังเกิดในเทพ
ชั้นดุสิตเป็นต้น ด้วยโสมนัสนั่นแล เสวยทิพยสมบัติ และภายหลังเสวย
มนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุ
นิภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุญกรรมของตน เมื่อจะประกาศ
ปุพพจริตาปทาน จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทิธํ ดังนี้.
คำนั้นท่านได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. เนยใสท่านเรียกว่า ฆตะ ใน
บทว่า ฆตาสนํว ชลิตํ นี้. ที่เคี่ยวกลั่น คือที่รองรับเปรียง เพราะ-
หน้า 367
ข้อ 108
ฉะนั้น ชื่อว่า ฆตาสนะ ได้แก่ ไฟ. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมกิน
คือบริโภคสิ่งนั้น เหตุนั้น สิ่งนั้น ชื่อว่า ฆตาสนํ คือ ไฟนั้นเอง
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุ่งเรืองอยู่ดุจกองเพลิง เหมือน
เมื่อไฟลุกลามมา เปลวไฟก็รุ่งโรจน์อย่างยิ่งฉะนั้น. บทว่า อาทิตฺตํว
หุตาสนํ ความว่า เครื่องสักการบูชา ท่านเรียกว่า หุตะ ที่เป็น
ที่รองรับวัตถุที่เขานำมาบูชา คือบูชาสักการะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
หุตาสนะ เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีวรรณะ
ดุจวรรณะแห่งทอง รุ่งโรจน์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ มีมณฑลแห่ง
รัศมีด้านละวา เหมือนพระอาทิตย์รุ่งโรจน์อยู่ เสด็จไปอยู่ในกลางหาว
อันหาร่องรอยมิได้. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุทกปูชกเถราปทาน
หน้า 368
ข้อ 109
นฬมาลิยเถราปทานที่ ๗ (๑๐๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัดดอกอ้อ
[๑๐๙] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนานว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่ สงบระงับ มั่นคง ประทับนั่งบนเครื่องลาดหญ้า.
เราเอาดอกอ้อมาผูกเป็นพัด แล้วน้อมถวายแด่พระพุทธ-
เจ้าผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่.
พระสัพพัญญูผู้นายกของโลก ทรงรับพัดแล้ว ทรงทราบ
ความดำริของเรา ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
กายของเรา ดับ (ร้อน) แล้ว ความเร่าร้อนไม่มี ฉันใด
จิตของท่านจงหลุดพ้นจากกองไฟ ๓ กอง ฉันนั้น.
เทวดาบางเหล่าที่อาศัยต้นไม้อยู่ มาประชุมกันทั้งหมด
ด้วยหวังว่าจักได้ฟังพระพุทธพจน์อันยังทายกให้ยินดี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น แวดล้อมด้วยหมู่
เทวดา เมื่อจะทรงยังทายกให้รื่นเริง จึงได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามชื่อว่าสุพพตะ ด้วยกรรมที่เหลือ
นั้น อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
มีพระนามว่ามาลุตะ.
ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการนับถืออันไพบูลย์ ผู้นี้จะ
ไม่เข้าถึงทุคติในแสนกัป ในกัปที่ ๓ หมื่นจักเป็นพระเจ้าจักร-
หน้า 369
ข้อ 109
พรรดิ ๓๘ ครั้ง มีพระนามว่าสุพพตะ ใน ๒๙,๐๐๐กัป
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง มีพระนามว่ามาลุตะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฬมาลิยเถราปทาน
จบภารวารที่ ๗
๑๐๗. อรรถกถานฬมาลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระนฬมาลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตร-
พุทฺธสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นั้น ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในชาติเป็น
อเนก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในกาม
ละเรือนบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมวันต์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตถาคต
ก็เลื่อมใส ลาดเครื่องลาดหญ้า กระทำพัดวิชนีด้วยดอกไม้อ้อพัดถวาย
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ
แล้ว ได้กระทำอนุโมทนา เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่ท่าน. ด้วยบุญกรรม
หน้า 370
ข้อ 109
นั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ละเว้นความกระวน
กระวายและความเร่าร้อนในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ ได้รับความสุขทางกาย
และทางจิต เสวยสุขเป็นอเนก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือน
มีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดาด้วยกำลังแห่ง
วาสนาในกาลก่อน บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศปุพพจริตาปทาน จงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้.
คำนั้นท่านกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแล้ว.
บทว่า นฬะ ในบทว่า นฬมาลํ คเหตฺวาน เชื่อมความว่า ชื่อว่า
นฬะ เพราะไม่มีแก่นเป็นไม้น้อยเบาพร้อมกว่าลำไม้ไผ่ ระเบียบคือดอก
แห่งไม้อ้อ ชื่อว่า นฬมาละ เราได้สร้างพัดวิชนีด้วยระเบียบไม้อ้อนั้น.
ชื่อว่า วิชนี เพราะเป็นเครื่องพัดให้เกิดลม. เราได้น้อมนำพัดวิชนีนั้นเข้า
ไปถวายพระพุทธเจ้าแล้ว. คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถานฬมาลิยเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๗
หน้า 371
ข้อ 110
อาสนุปัฏฐายกเถราปทานที่ ๘ (๑๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง
[๑๑๐] ข้าพระองค์เข้าป่าชัฏสงัดเสียง ไม่อากูล ได้ถวายอาสนะ
ทองแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้คงที่.
ข้าพระองค์ถือดอกไม้กำมือหนึ่ง แล้วทำประทักษิณพระ-
องค์ เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กลับมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประ-
เสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ย่อมยังตนให้ดับ
ถอนภพได้ทั้งหมดแล้ว.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
อาสนะทอง.
ในกัปที่ ๗๐๐ กัปแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่าสันนิพาปกะ ทรงสมบูรณ์ด้วย
แก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาสนุปัฏฐายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอาสนุปัฏฐายกเถราปทาน
หน้า 372
ข้อ 110
๑๐๘. อรรถกถาอาสนุปัฏฐาหกเถราททาน๑
อปทานของท่านพระอาสนุปัฏฐาหกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กานนํ
วนโมคฺคยฺห ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง
อยู่ครองเรือน เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน ละการครองเรือนออกบวช
เป็นดาบส อยู่ ณ ป่าหิมวันต์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงที่นั้น
เลื่อมใส ได้ถวายสีหาสนะ. ถือเอากำดอกไม้ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ประทับนั่ง ณ ที่นั้น กระทำประทักษิณพระองค์แล้วหลีกไป. ด้วย
บุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้มี
ตระกูลสูงได้เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ ในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ ในกาล
อื่นคือในพุทธุปปาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญ
วัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส
เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กานนํ วนโมคฺคยฺห
ดังนี้. คำทั้งหมดนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอาสนุปัฏฐาหกเถราปทาน
๑. บาลีว่า อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน.
หน้า 373
ข้อ 111
พิฬาลิทายกเถราปทานที่ ๙ (๑๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมันมือเสือ
[๑๑๑] เราอยู่ในเครื่องลาดใบไม้ ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ใน
กาลนั้น (ถ้า) เราอยากอาหารก็มักนอนเสีย เราขุดจาวมะพร้าว
มันอ้อน มันมือเสือ และมันนกมาไว้ เรานำเอาผลพุทรา
ไม้รักดำ ผลมะตูม มาจัดแจงไว้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก
สมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จ
มาสู่สำนักของเรา เราได้เห็นพระองค์ผู้มหานาค ประเสริฐ
กว่าเทวดา เป็นนราสภ เสด็จมาแล้ว จึงหยิบเอามันมือเสือ
มาใส่ลงในบาตร.
ในกาลนั้น พระสัพพัญญูมหาวีรเจ้า จะทรงยังเราให้
ยินดีจึงเสวย ครั้นเสวยเสร็จแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ท่านยังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายมันมือเสือแก่เรา
ท่านจะไม่เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป.
ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่เรา เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
เราทรงกายที่สุดไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๕๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่าสุเมขลิมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 374
ข้อ 111
ทราบว่า ท่านพระพิฬาลิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพิฬาลิทายกเถราปทาน
๑๐๙. อรรถกถาพิลาลิทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระพิลาลิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺ-
สาวิทูเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์
ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองเรือน เห็นโทษในการ
อยู่ครองเรือนนั้น ละการครองเรือน บวชเป็นดาบสอยู่ ณ ป่าหิมวันต์
เป็นผู้มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยกรรมอันขุ่นมัว
อยู่. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังป่าหิมวันต์นั้น เพื่อ
อนุเคราะห์ท่าน. ท่านเห็นพระองค์แล้วเลื่อมใส ถวายบังคมแล้วถือเอา
เกลือที่เกิดใกล้ฝั่งทะเลเกลี่ยลงในบาตร. พระตถาคตเมื่อยังท่านให้โสมนัส
เพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน จึงได้เสวยสิ่งนั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่าน
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว
เลื่อมใสในพระศาสดา บวชในพระศาสนา ไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
๑. บาลีว่า พิฬาลิทายกเถราปทาน.
หน้า 375
ข้อ 111
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงกุศลกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อ
จะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้
คำนั้นทั้งหมดมีอรรถง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
เหง้ามันและมันอ้อนเป็นต้น เป็นชื่อของเหง้าในดินนั้น ๆ นั่นเองแล.
จบอรรถกถาพิลาลิทายกเถราปทาน
หน้า 376
ข้อ 112
เรณุปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาดอกกระถินพิมาน
[๑๑๒] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ มี
พระรัศมีเปล่งปลั่ง ดุจพระอาทิตย์ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว
ดังพระจันทร์วันเพ็ญ.
อันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม ดุจแผ่นดินอันแวดล้อม
ด้วยสาคร จึงถือเอาดอกกระถินพิมานไปบูชาพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอก
กระถินพิมานใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๔๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์มีพระนามว่า เรณุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเรณุปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเรณุปูชกเถราปทาน
หน้า 377
ข้อ 112
๑๑๐. อรรถกถาเรณุปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเรณุปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ
สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บรรลุนิติภาวะ
แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าโชติช่วงอยู่ประดุจกองเพลิง มีใจเลื่อมใส
ถือเอาเกสรดอกกระถินพิมานบูชา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง
กระทำอนุโมทนา.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง เป็นผู้อันเขาบูชาแล้ว ในที่
ทั้งปวง ในภพที่ตนเกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดขึ้นเรือนมี
ตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนา
ของตน บวชในพระศาสนาไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์ เห็นบุพ-
กรรมของตนด้วยทิพยจักษุ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน
จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้. คำนั้นมีอรรถดังกล่าว
แล้วในหนหลังแล. บทว่า สตรํสีว ภาณุมํ ความว่า รังสี คือรัศมี มี
ประมาณ ๑๐๐ คือมีร้อยเป็นประมาณ ของพระอาทิตย์ใดมีอยู่ พระอาทิตย์
นั้น ชื่อว่า มีรัศมีกำหนดตั้งร้อย. ท่านกล่าว สตรํสี เพื่อสะดวกแก่
การประพันธ์คาถา. อธิบายว่า มีรัศมีหลายร้อยหลายแสน รัศมีท่านเรียกว่า
ภาณุ (พระอาทิตย์), แสงคือ รัศมีของผู้ใดมีอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ผู้มีรัศมี
หน้า 378
ข้อ 112
ความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นดัง
พระอาทิตย์ กล่าวคือผู้มีรัศมี ถือเอาเกสรดอกกระถินพิมาน ปลูกสร้าง
ทำการบูชา. คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเรณุปูชกเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๑๑
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้
๑. ภิกขาทายกเถราปทาน ๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน ๓. อุปล-
หัตถิยเถราปทาน ๕. ปทปูชกเถราปทาน ๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน
๖. อุทกปูชกเถราปทาน ๗. นฬมาลิยเถราปทาน ๘. อาสนุปัฏฐาย-
เถราปทาน ๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน ๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน.
มีคาถา ๖๖ คาถา.
หน้า 379
ข้อ 113
มหาปริวารวรรคที่ ๑๒
มหาปริวารเถราปทานที่ ๑ (๑๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าทิพย์
[๑๑๓] ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เชษฐ-
บุรุษของโลก เป็นนระผู้องอาจ กับภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ เสด็จ
เข้าไปสู่พันธุมวิหาร.
เราออกจากนครแล้ว ได้ไปที่ทีปเจดีย์ ได้เห็นพระพุทธ-
เจ้าผู้ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา.
พวกยักษ์ในสำนักของเรา มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ บำรุงเรา
โดยเคารพ ดังหมู่เทวดาชาวไตรทศบำรุงพระอินทร์โดยเคารพ
ฉะนั้น.
เวลานั้น เราถือผ้าทิพย์ออกจากที่อยู่ ไปถวายอภิวาท
ด้วยเศียรเกล้า และได้ถวายผ้าทิพย์นั้น แด่พระพุทธเจ้า.
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ พวกเราถึงพร้อมด้วย
พระศาสดาหนอ แผ่นดินนี้หวั่นไหวแล้ว ด้วยอานุภาพแห่ง
พระพุทธเจ้า.
เราเห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ขนพองสยองเกล้านั้น
แล้ว จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้
คงที่.
เรานั้นครั้นยังจิตให้เลื่อมใส และถวายผ้าทิพย์แด่พระ-
ศาสดาแล้ว พร้อมทั้งอำมาตย์และบริวารชน ยอมนับถือ
พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ.
หน้า 380
ข้อ 113
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ได้เห็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง มี
พระนามว่าวาหนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหาปริวารเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบมหาปริวารเถราปทาน
มหาปริวารวรรคที่ ๑๒
๑๑๑. อรรถกถามหาปริวารกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระมหาปริวารกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสี
นาม ภควา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็น
๑. บาลีเป็น มหาปริวารเถราปทาน.
หน้า 381
ข้อ 113
ประจำเสมอ ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี บังเกิด
ขึ้น ท่านได้เกิดในกำเนิดยักษ์ มียักษ์จำนวนหลายแสนเป็นบริวาร เสวย
ทิพยสุขอยู่ ณ เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง. ก็แลที่เกาะนั้น มีวิหารอันประดับ
ประดางดงามด้วยพระเจดีย์อยู่หลังหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปที่
วิหารนั้น. ครั้งนั้นแล หัวหน้ายักษ์มองเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
เสด็จไปที่วิหารนั้น จึงถือผ้าทิพย์หลายผืน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว บูชาด้วยผ้าทิพย์ทั้งหลาย ยักษ์พร้อมด้วยบริวารได้ถึงพระพุทธเจ้า
เป็นสรณะแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาพร้อมด้วยบริวารจุติจากที่นั้นแล้ว
ได้ไปบังเกิดในเทวโลกบ้าง มนุษยโลกบ้าง เสวยความสุขอันมีใน
กามาวจร ๖ ชั้น ในกาลต่อมา คือในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาเกิดในเรือน
ที่มีสกุล พอบรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดาจึงบวช ไม่นาน
เท่าไรนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนเองแล้ว บังเกิด
ความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสี นาม ภควา ดังนี้. ในคำเริ่มต้น
นั้น มีอรรถาธิบายว่า ชื่อว่า วิปัสสี เพราะอรรถว่า ย่อมเห็นพระ-
ปรมัตถธรรมอย่างพิเศษ คือพระนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิปัสสี
เพราะอรรถว่า ย่อมเห็นโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐาน
เป็นต้น ทุกอย่างได้ชัดเจน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิปัสสี เพราะอรรถว่า
ย่อมเห็นสัตว์ที่ควรเพื่อการตรัสรู้มีประการต่าง ๆ มากมาย แยกเป็น
หน้า 382
ข้อ 113
พวก ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสีพระองค์นั้น ได้
เสด็จไปยังพระวิหาร อันเป็นสถานที่ที่ควรแก่การบูชา ประจำเกาะ. คำ
ที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามหาปริวารเถราปทาน
หน้า 383
ข้อ 114
สุมังคลเถราปทานที่ ๒ (๑๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดนตรีเครื่อง ๕
[๑๑๔] พระชินวรพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ เสด็จออกจากพระวิหารแล้ว เสด็จเข้าไป
ใกล้สระน้ำ พระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้าทรงสรงสนานและ
ดื่มแล้ว ทรงห่มจีวรผืนเดียวเฉวียงพระอังสะ ประทับยืน
เหลียวดูทิศน้อยใหญ่อยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น เราเข้าไปใน
ที่อยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลก เรามีจิต
ร่าเริงโสมนัส ได้ปรบมือ เราประกอบการฟ้อน การขับร้อง
และดนตรีเครื่อง ๕ ถวายพระองค์ผู้โชติช่วงดังดวงอาทิตย์
ส่องแสงเรืองเหลืองดังทองคำ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ
ความเป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ ย่อมครอบงำ
สัตว์ทั้งปวง ยศของเรามีไพบูลย์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ผู้บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้อุดมบุรุษ พระองค์
ผู้เป็นมุนี ทรงยังพระองค์ให้ยินดีแล้ว ทรงยังผู้อื่นให้ยินดีอีก
เล่า เรากำหนดถือเอาแล้ว นั่งแล้ว ทำความร่าเริง มีวัตร
อันดี บำรุงพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เข้าถึงชั้นดุสิต ในกัปที่
๑,๖๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง มีพระนาม
เหมือนกันว่า ทวินวเอกจินติตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประ-
การ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 384
ข้อ 114
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมังคลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุมังคลเถราปทาน
๑๑๒. อรรถกถาสุมังคลเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุมังคลเถระมีคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ชินวโร
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสร้างสมอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ท่านได้เกิดเป็น
รุกขเทวดาประจำอยู่ ณ ที่ใกล้สระแห่งหนึ่ง. สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จออกจากพระวิหาร มีพระประสงค์จะสรงน้ำ จึงเสด็จไปยังฝั่งแห่ง
สระนั้น ทรงสรงน้ำที่สระนั้นแล้ว มีจีวรห่มชั้นเดียว ประทับยืนคล้าย
พรหม งามรุ่งโรจน์ คล้ายพระอาทิตย์ทอแสง และคล้ายรูปเปรียบที่ทำ
ด้วยทองคำฉะนั้น. ครั้งนั้น เทวบุตรนั้น เกิดความโสมนัสยกมือประนม
กระทำความชื่นชมแล้ว และได้นำเพลงและดนตรีทิพย์ของตนมาทำการ
บรรเลงถวาย ด้วยบุญกรรมนั้น เทพบุตรนั้นจึงได้เสวยสวรรค์สมบัติ
และมนุษย์สมบัติมากมาย ในกาลอื่นต่อมา คือในพุทธุปบาทกาลนี้ จึง
หน้า 385
ข้อ 114
ได้บังเกิดในเรือนที่มีสกุล พอบรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
จึงได้บวช ไม่นานเท่าไรนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ภายหลังท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมแล้ว เกิดความโสมนัส เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้พระพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ชินวโร ดังนี้. ในคำเริ่มต้นนั้น มีอรรถาธิบายว่า
ชื่อว่า อัตถทัสสี เพราะอรรถว่า เห็น คือเห็นแจ้งซึ่งปรมัตถธรรม ได้แก่
พระนิพพาน. หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอัตถทัสสี เพราะอรรถว่า มีปกติ
เล็งเห็นประโยชน์คืออริยสัจ ๔ ที่มีแก่สัตว์ทั้งปวง. ชื่อว่า ชินะ เพราะ
อรรถว่า ได้ชนะแล้ว กำลังชนะ และจักชนะกิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่า วระ
เพราะอรรถว่า อันปวงสัตว์อยากได้ คือปรารถนาที่จะได้, พระะผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น ชื่อว่า อัตถทัสสี ด้วย ชื่อว่า ชินะ ด้วย ชื่อว่า วระ ด้วย
ดังนั้นจึงรวมเรียกว่า อัตถทัสสีชินวระ. บทว่า โลกเชฏฺโ มีวิเคราะห์
ว่า ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่า ย่อมแตกสลาย คือเสื่อมไป, อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่า ผู้ที่จะบรรลุถึงฝั่ง พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อม
เห็น คือ ปรากฏได้ชัด (แก่พระพุทธเจ้า). โลกทั้ง ๓ อย่าง รวม
เรียกว่าโลก. ว่าด้วยอำนาจเอกเสสสมาส ควรจะเรียกว่า โลกา แต่ท่าน
เรียกว่า โลโก พระพุทธเจ้า ชื่อว่า โลกเชษฐ์ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ
ของชาวโลก, พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ประเสริฐของชาวโลก คือ
เป็นผู้องอาจ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสุมังคลเถราปทาน
หน้า 386
ข้อ 115
สรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๑๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถึงศาสดาเป็นสรณะ
[๑๑๕] สงครามปรากฏแก่ท้าวเทวราชทั้งสอง (พญายักษ์) กอง
ทัพประชิดกันเป็นหมู่ ๆ เสียงอันดังกึกก้องได้เป็นไป.
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรงยังมหาชนให้เกิด
สังเวช.
เทวดาทั้งปวงมีใจยินดีต่างวางเกราะและอาวุธ ถวาย
บังคมพระสัมพุทธเจ้า รวมเป็นอันเดียวกันได้ในขณะนั้น.
พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงทราบ
ความดำริของเราแล้ว ทรงเปล่งวาจาสัตบุรุษ ทรงยังมหาชน
ให้เย็นใจว่า
ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีจิตประทุษร้าย เบียดเบียนสัตว์เพียง
ตัวหนึ่ง จะต้องเข้าถึงอบายเพราะจิตประทุษร้ายนั้น.
เปรียบเหมือนช้างในค่ายสงคราม เบียดเบียนสัตว์เป็น
อันมาก ท่านทั้งหลายจงดับ (ระงับ) จิตของตน อย่าเดือด
ร้อนบ่อย ๆ เลย.
แม้พวกเสนาของพญายักษ์ทั้งสอง ได้ประชุมกัน นับถือ
พระโลกเชษฐ์ผู้คงที่เป็นอันดี เป็นสรณะ.
ส่วนพระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงยังหมู่ชนให้ยินยอมแล้ว
ทรงเพ่งดูในเบื้องบนจากเทวดาทั้งหลาย บ่ายพระพักตร์ทาง
ทิศอุดรเสด็จกลับไป.
หน้า 387
ข้อ 115
เราได้นับถือพระองค์ผู้จอมสัตว์ผู้คงที่เป็นสรณะก่อนใคร ๆ
เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ใน ๓ หมื่นกัปแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
มีพระนามว่ามหาจุนทภิ และพระนามว่ารเถสภะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสรณคมนิยเถราปทาน
๑๑๓. อรรถกถาสรณคมนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสรณคมนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ
เทวราชูนํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ บังเกิดขึ้น ท่านรูปนี้ได้เกิดเป็นจอมเทพประจำป่าหิมวันต์.
สมัยหนึ่ง เมื่อจอมเทพนั้น ตระเตรียมเพื่อจะทำสงครามระหว่างยักษ์กับ
จอมเทพฝ่ายอื่น พวกบริวารของยักษ์มากมายประมาณได้ ๒,๐๐๐ ตน
หน้า 388
ข้อ 115
ต่างก็ถือโล่และอาวุธเป็นต้นเข้าประชิดเพื่อจะทำสงครามกัน. ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ได้ทรงบังเกิดความกรุณา
ในสัตว์เหล่านั้น จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้นโดยทางอากาศ แล้วทรงแสดง
ธรรมให้แก่หมู่จอมเทพพร้อมด้วยบริวาร ในกาลนั้น หมู่จอมเทพทั้งปวง
นั้น ต่างก็พากันทิ้งโล่และอาวุธ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วย
ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก แล้วได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ. หมู่
จอมเทพเหล่านั้นได้ถึงสรณะที่ ๑ คือพระพุทธเจ้านี้แล. ด้วยบุญอันนั้น
เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกหลายครั้ง ได้เสวยสมบัติ
ทั้งสองแล้ว ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดมาในเรือนที่มีสกุล
เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงกุศลในกาลก่อนได้ เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้. ในคำเริ่มต้นนั้นมีอรรถาธิบายว่า
จอมยักษ์ทั้งสอง ไม่ปรากฏชื่อและโคตร เหมือนสุจิโลมยักษ์ ชรโลม-
ยักษ์ อาฬวกยักษ์ ท้าวกุมภีร์ และท้าวกุเวรเป็นต้น เมื่อจะแสดงอ้างถึง
โดยประการอื่น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้.
บทว่า สงฺคามิ สมุปฏฺิโต ความว่า ชื่อว่า สงคราม เพราะ
อรรถว่า เป็นสถานที่กลืนกินชั้นดี คือเข้าไปประชิดเพื่อการทะเลาะวิวาท
สงครามนั้นมีการตระเตรียม (ล่วงหน้า) เป็นอย่างดี คือตระเตรียมที่จะยึด
ในสถานที่แห่งหนึ่ง. บทว่า อโหสิ สมุปพฺยูฬฺโห ความว่า เป็นกอง
เข้าไปประชิดใกล้อย่างพร้อมเพรียง.
หน้า 389
ข้อ 115
บทว่า สํเวเชสิ มหาชนํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง
ในอากาศแล้วยังหมู่ยักษ์เหล่านั้น ให้เกิดความสลดใจด้วยพระธรรมเทศนา
อริยสัจ ๔ ได้แก่ทรงให้ถือเอา คือให้ทราบ ให้ตรัสรู้ ด้วย ทรงชี้แจง
ถึงโทษ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสรณคมนิยเถราปทาน
หน้า 390
ข้อ 116
เอกาสนิยเถราปทานที่ ๔ (๑๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งการเอาดนตรีประโคมบูชาไม้โพธิ์
[๑๑๖] ในกาลนั้น เราเป็นท้าวเทวราชมีนามชื่อว่าวรุณะ พร้อม
ด้วยยาน พลทหารและพาหนะ บำรุงพระสัมพุทธเจ้า.
เมื่อพระโลกนาถพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
เสด็จนิพพานแล้ว เราได้ถือเอาดนตรีทั้งปวงไปประโคมไม้
โพธิ์อันอุดม.
เราประกอบด้วยการประโคม การฟ้อนรำ และกังสดาล
ทุกอย่าง บำรุงไม้โพธิ์พฤกษ์อันอุดมดังบำรุงพระสัมพุทธเจ้า
เฉพาะพระพักตร์.
ครั้นบำรุงโพธิ์พฤกษ์อันงอกขึ้นที่ดินดื่มรสด้วยรากนั้นแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์ แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั่นเอง.
เราปรารภด้วยกรรมของตน เลื่อมใสในโพธิพฤกษ์อันอุดม
ได้อุบัติยังชั้นนิมมานรดีด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น.
นักดนตรี ๖ หมื่น แวดล้อมเราทุกเมื่อ เป็นไปในภพน้อย
ใหญ่ ทั้งในมนุษย์และในเทวดา.
ไฟ ๓ กองของเราดับแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นได้แล้ว
เราทรงกายอันมีในที่สุดไว้ ในศาสนาของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์ ๓๔ ครั้ง มีพระนามชื่อว่าสุพาหุ ทรงสมบูรณ์ด้วย
แก้ว ๗ ประการ.
หน้า 391
ข้อ 116
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกาสนิยเถราปทาน
๑๑๔. อรรถกถาเอกานิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระเอกาสนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วรุโณ นาม
นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้เกิดเป็นจอมเทพชื่อว่า วรุณะ. วรุณเทพนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว มีจิตใจเลื่อมใส จึงพร้อมด้วยบริวาร พากันบำรุงบูชาด้วยของหอม
และระเบียบดอกไม้เป็นต้น และด้วยเพลงขับ. ในกาลอื่นต่อจากนั้นมา
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว เขาพร้อมด้วยบริวารได้นำ
เครื่องดนตรีทุกชิ้นและผู้แสดงดนตรีมา ทำการแสดงยังที่ต้นมหาโพธิ์ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คล้ายกับแสดงต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า
ฉะนั้น. ด้วยบุญนั้นเขาจุติจากเทวโลกชั้นนั้นแล้ว มาบังเกิดในนิมมาน-
รดีเทวโลก. ครั้นเขาได้เสวยสวรรค์สมบัติอย่างนี้แล้ว ต่อมาได้เป็นมนุษย์
หน้า 392
ข้อ 116
ในหมู่มนุษย์ ก็ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติอีก พอมาในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้มาเกิดในเรือนที่มีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงได้บวชในพระศาสนา
ของพระศาสดา ต่อกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์.
ภายหลังท่านได้ระลึกถึงกรรมของตน รู้ถึงกรรมนั้นตามความเป็น
จริงแล้ว เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วรุโณ นาม นาเมน ดังนี้.
ในคำเริ่มต้นนั้น มีการเชื่อมความว่า ในเวลาที่เราได้บูชาพระพุทธเจ้า
และต้นโพธิ์เพื่อการตรัสรู้พร้อมนั้น เราได้เป็นจอมเทพนามว่า วรุณะ.
พึงทราบอรรถวิเคราะห์ในบทว่า ธรณีรุหปาทปํ ดังนี้ ชื่อว่า ธรณี
เพราะรองรับซึ่งต้นไม้ เครือเถา ภูเขาและรัตนะ ๗ ประการเป็นต้นไว้ได้,
ชื่อว่า ธรณีรุหะ. เพราะงอกงามตั้งมั่นอยู่บนพื้นแผ่นดินนั้น, ชื่อว่า ปาทโป
เพราะดูดน้ำได้จากทางราก, อธิบายว่า ย่อมดูดกินน้ำที่รดแล้วทางราก
ได้แก่ย่อมแผ่รสแห่งอาโปไปตามลำต้น กิ่งและก้านของต้นไม้. เชื่อม
ความว่า ต้นโพธิ์นั้นดูดกินน้ำทางรากงอกงามตั้งอยู่บนแผ่นดิน. บทว่า
สกกมฺมาภิรทฺโธ มีการเชื่อมความว่า ด้วยกุศลกรรมของตน จึงยินดี
เลื่อมใส คือเลื่อมใสในต้นโพธิ์อันอุดมแล. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อ
ความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาเอกาสนิยเถราปทาน
หน้า 393
ข้อ 117
สุวรรณปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๑๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้ทอง ๖ ดอก
[๑๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งแสดงอมตบทแก่หมู่ชนอยู่.
เราฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่แล้ว ได้
โปรยดอกไม้ทอง ๔ ดอก บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ดอกไม้ทองนั้น กลายเป็นหลังคาทองบังร่มตลอดทั่วบริษัท
ในกาลนั้น รัศมีของพระพุทธเจ้าและรัศมีทองรวมเป็นแสง
สว่างอันไพบูลย์.
เรามีจิตเบิกบานดใจ เกิดโสมนัส ประนมกรอัญชลี
เกิดปีติ เป็นผู้นำความสุขในปัจจุบันมาให้แก่ชนเหล่านั้น.
เราทูลวิงวอนพระสัมพุทธเจ้า และถวายบังคมพระองค์
ผู้มีวัตรอันงาม ยังความปราโมทย์ให้เกิดแล้ว กลับเข้า
สู่ภพของตน.
ครั้นกลับเข้าสู่ภพแล้ว ยังระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุดอยู่ ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงชั้นดุสิต.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ทองใด ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
ทรงพระนามว่าเนมิสมมต มีพละมาก.
หน้า 394
ข้อ 117
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุวรรณปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุวรรณปุปผิยเถราปทาน
๑๑๕. อรรถกถาสุวรรณปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุวรรณปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสี
นาม ภควา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี
ท่านได้เกิดเป็นภุมัฏฐกเทพบุตร ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ได้ฟังธรรมของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยดอกไม้ ๔ ดอก
ดอกไม้เหล่านั้น ได้กลายเป็นเพดานทองคำปกคลุมบนอากาศ รัศมี
แห่งทองคำ กับรัศมีแห่งพระสรีระของพระพุทธเจ้า ได้รวมเป็นอัน
เดียวกันแล้ว กลายเป็นแสงสว่างอย่างมหาศาล. เทพบุตรนั้นมีความ
เลื่อมใสเป็นยิ่งนัก แม้ไปถึงภพที่อยู่ของตนแล้ว ก็ยังระลึกถึงอยู่เป็นนิตย์
ด้วยบุญกรรมนั้น เทพบุตรนั้นท่องเที่ยวไปในสุคติทั้งหลาย มีสวรรค์
หน้า 395
ข้อ 117
ชั้นดุสิตเป็นต้นอยู่นั่นแหละ ได้เสวยทิพยสมบัติแล้ว มาในพุทธุปบาท-
กาลนี้ ได้เกิดในเรือนที่มีสกุล พอได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังพระธรรม-
เทศนาของพระศาสดา ได้บวชถวายชีวิตในพระศาสนา ไม่นานนัก
ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเป็นต้นว่า วิปสฺสี นาม ภควา ดังนี้. คำเริ่มต้นนั้นได้มีเนื้อความ
ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า ปาโมชฺชํ ชนยิตฺวาน ความว่า ยังปีติอันมีกำลังให้เกิด
ขึ้นแล้ว คือ ให้เกิดความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ดุจในประโยคเป็นต้นว่า
ความปราโมทย์ ความรื่นเริง ความบันเทิง การยิ้ม การยิ้มแย้ม ความ
ปลื้มใจ ความยินดี ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน. คำที่เหลือในที่ทุกแห่ง
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสุวรรณปุปผิยเถราปทาน
หน้า 396
ข้อ 118
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๖ (๑๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดนตรีและดอกไม้
[๑๑๘] ข้าพระองค์เป็นรุกขเทวดา พร้อมด้วยอำมาตย์และบริวาร
อยู่ที่ไม้เกด เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็น
เผ่าพันธุ์ของโลก ปรินิพพานแล้ว.
ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ไปสู่พระจิตกาธาร
ประโคมดนตรี ณ ที่นั้น โปรยของหอมและดอกไม้บูชา.
ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ทำการบูชาที่พระจิต-
กาธาร ไหว้พระจิตกาธารแล้วกลับมาสู่ภพของตน.
ข้าพระองค์เข้าไปในภพแล้ว ยังระลึกถึงการบูชาพระ-
จิตกาธาร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น.
ข้าพระองค์ได้เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์แล้ว ละ
ความชนะและความแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระจิตกาธารด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการบูชาพระจิตกาธาร.
ในกัปที่ ๒๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
มีพระนามชื่อว่าอุคคตะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 397
ข้อ 118
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบจิตกปูชกเถราปทาน
๑๑๖. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระจิตกปูชกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า วสามิ
ราชายตเน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ เบื้องหน้าแต่ที่ได้เกิดแล้วในภพ จะสร้างสมแต่บุญอัน
เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
ว่า สิขี ได้เกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ประจำไม้เกด ในระหว่างนั้น ได้ฟังธรรม
ร่วมกับพวกเทวดา เลื่อมใสแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว
ตนพร้อมกับบริวารช่วยกันถือของหอม เทียน ธูป ดอกไม้ และเภรี
เป็นต้น ไปยังสถานที่ประชุมเพลิงพระบรมศพของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว บูชาด้วยเทียนเป็นต้นแล้ว ก็บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ด้วยดนตรีและสังคีตนานาชนิด. ตั้งแต่นั้นมา ถึงตนเองจะกลับไปยังภพ
ของตนแล้วก็ตาม ยังคงระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนเดิม คล้ายกับ
ว่ากำลังถวายบังคมอยู่เฉพาะพระพักตร์. ด้วยบุญนั้นนั่นแหละ เทพบุตร
นั้นมีจิตเลื่อมใส จุติจากต้นเกดไปเกิดยังภพมีภพดุสิตเป็นต้น เสวย
ทิพยสมบัติแล้ว ต่อแต่นั้น (ก็ได้มาเกิด) ในมนุษย์ เสวยมนุษยสมบัติ
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มาเกิดในเรือนที่มีสกุล พอบรรลุนิติภาวะ
หน้า 398
ข้อ 118
แล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบวชในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความ
โสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วสามิ ราชายตเน ดังนี้. บทว่า ราชายตเน
ได้แก่ ที่อยู่ของพวกเทวดา ชื่อราชายตนะ. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า
ราชายตนะนั้น เป็นชื่อของต้นไม้. บทว่า ปรินิพฺพุเต ภควติ เชื่อมความ
ว่า ในเวลาดับขันธปรินิพพานไม่มีอะไรเหลือโดยรอบ แห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลก พระนามว่า สิขี ผู้ปรินิพพานแล้ว. บทว่า
จิตกํ อคมาสหํ วิเคราะห์ว่า ชื่อว่า จิตะ เพราะเป็นสถานที่ที่พวก
คนก่อทำให้เป็นกองด้วยไม้หอม มีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้เทพทาโร
ไม้การบูร และไม้กระวานเป็นต้น. จิตะนั่นแหละ เป็นจิตกะ. อธิบายว่า
ข้าพเจ้าได้ไปยังที่ใกล้จิตกาธาร เพื่อบูชาจิตกาธารด้วยความเคารพใน
พระพุทธเจ้า. เมื่อจะแสดงถึงหน้าที่ที่ตนไปกระทำในที่นั้น จึงกล่าว
คำเป็นต้นว่า ตุริยํ ตตฺถ วาเทตฺวา ดังนี้. คำที่เหลือทั้งหมดนั้น บัณฑิต
พอจะรู้ได้เองโดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
หน้า 399
ข้อ 119
พุทธสัญญาเถราปทานที่ ๗ (๑๑๗)
ว่าด้วยผลแห่งประกาศพุทธานุภาพ
[๑๑๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เลิศในโลก
ทรงปลงพระชนมายุสังขารนั้น พื้นแผ่นดินและน้ำก็หวั่นไหว
ฟ้าก็คะนอง แม้ภพของเรา ที่ทั้งสูงใหญ่และกว้างขวางอัน
ประดับตกแต่งดีแล้ว ก็หวั่นไหว ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรง
ปลงพระชนมายุ.
เมื่อภพหวั่นไหวแล้ว ความสะดุ้งกลัวก็เกิดขึ้นแก่เราว่า
ความหวั่นไหวเกิดขึ้นเพื่ออะไรหนอ แสงสว่างอันไพบูลย์
ได้มีแล้ว.
ท้าวเวสวัณมา ณ ที่นี้แล้ว ยังเทพบุตรให้หายความเศร้า
โศกว่า สัตว์ไม่มีภัย ท่านทั้งหลายจงมีความตั้งใจเคารพ
เถิด.
และกล่าวว่า โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ
พวกเราถึงพร้อมด้วยสัตถุศาสน์หนอ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ
แผ่นดินก็หวั่นไหวดังนี้ ครั้นประกาศพระพุทธานุภาพแล้ว
ให้เทพบุตรบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป เราได้ทำกุศลแล้ว.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาใน
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประเสริฐ
มีนามชื่อว่าสมิตะ มีพละมาก.
หน้า 400
ข้อ 119
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพุทธสัญญกเถราปทาน
๑๑๗. อรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระพุทธสัญญกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ยทา
วิปสฺสี โลกคฺโค ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
วิปัสสี ท่านได้เกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในภุมัฏฐกวิมานแห่งหนึ่ง. เวลานั้น
เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ทรงปลงอายุสังขาร.
ครั้งนั้นหมื่นแห่งโลกธาตุทั้งสิ้น พร้อมทั้งสาครและภูเขา ก็เกิดการ
หวั่นไหวเลื่อนลั่น. ในครั้งนั้น ถึงภพของเทพบุตรนั้นก็พลอยหวั่นไหว
ไปด้วย. ในขณะนั้น เทพบุตรองค์นั้นเกิดความสงสัยคิดว่า ปฐพีเกิด
ความหวั่นไหวเพราะอะไรหนอ ก็ทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร
จึงเกิดความเศร้าโศกโทมนัสเป็นการใหญ่. ครั้งนั้น ท้าวเวสวัณ
มหาราช จึงเสด็จมาปลอบใจเทพบุตรนั้นว่า อย่าคิดไปเลย. ด้วยบุญ
หน้า 401
ข้อ 119
อันนั้น พอเทพบุตรนั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนที่มีสกุล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว จึงละเพศฆราวาสบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนเองได้ เกิดความ
โสมนัส เมื่อประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ยทา วิปสฺส โลกคฺโค ดังนี้. บทว่า อายุสงฺขาร-
โมสฺสชฺชิ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าอายุ เพราะคุ้มครองรักษาสัตว์ทั้งหลาย
ไว้รอบด้าน, สังขารของอายุ คือความเป็นกอง ชื่อว่าอายุสังขาร. ความว่า
สละ ละ วาง อายุสังขารนั้นเสียได้. ในการปลงอายุสังขารนั้น. เชื่อม
ความว่า แผ่นดินแสนจักรวาลทั้งสิ้น อันประกอบด้วยน้ำและประดับ
ด้วยสาครแห่งน้ำ ได้หวั่นไหวแล้ว.
บทว่า โอตตํ วิตฺถตํ มยฺหํ ความว่า ภพของข้าพเจ้าสูงใหญ่
กว้างขวาง สวยงาม วิจิตร สะอาด บริสุทธิ์เป็นอย่างดี งดงามประดับ
ด้วยรัตนะ ๗ ประการมากมาย ได้หวั่นไหวแล้ว คือหวั่นไหวไปทั่ว.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน
หน้า 402
ข้อ 120
มัคคสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๑๑๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบอกทางให้แก่พระสาวก
[๑๒๐] พระสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
เที่ยวไปในป่า เป็นผู้หลงทางเหมือนคนตาบอดเที่ยวอยู่ในป่า
ใหญ่.
บุตรของพระมุนีเหล่านั้นผู้หลงทางอยู่ในป่าใหญ่ ระลึกถึง
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนายกของโลก.
ข้าพระองค์ (เป็นเทพบุตร) ลงจากภพมาในสำนักของ
พระภิกษุ บอกทางให้แก่พระสาวกเหล่านี้ และได้ถวาย
โภชนาหาร.
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้บรรลุพระอรหัตแต่อายุ
๗ ปีโดยกำเนิด.
ในกัปที่ ๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ ครั้ง
มีพระนามชื่อว่าสจักขุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัคคสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมัคคสัญญกเถราปทาน
หน้า 403
ข้อ 120
๑๑๘. อรรถกถามัคคสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมัคคสัญญกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺ-
ตรพุทฺธสฺส ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ. ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ท่านเกิดเป็นเทพบุตรประจำอยู่หิมวันตประเทศ ไปป่าชี้ทางแก่
พวกพระสาวกผู้หลงทางกำลังค้นหาทางออก และให้พระสาวกทั้งหลาย
บริโภค แล้วบอกทางให้. ด้วยบุญอันนั้น เทพบุตรนั้นจึงได้เสวยสวรรค์-
สมบัติ และมนุษย์สมบัติ ทุก ๆ ภพที่เกิดแล้วทั้งหมด ไม่เคยหลง
มีสัญญาแม่นยำ. ต่อมาในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล
พอบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ติดใจในฆราวาส จึงบวช ไม่นานก็ได้เป็น
พระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน แล้วเกิดความ
โสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. บทว่า สาวกา วนจาริโน
เชื่อมความว่า ชื่อว่า สาวก เพราะตั้งใจฟังคำสั่งสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสแสดงโดยชอบคือโดยความเอื้อเฟื้อ หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สาวก
เพราะตั้งใจฟังพระสัทธรรม โดยส่งญาณไปตามแนวพระธรรมเทศนาของ
หน้า 404
ข้อ 120
พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยความว่า พระสาวกทั้งหลายผู้เที่ยวจาริกไปในป่า
หลงทางคล้ายกับคนตาบอดปราศจากดวงตา ฉะนั้น จึงได้แต่เที่ยวหา
ช่องทาง. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถามัคคสัญญกเถราปทาน
หน้า 405
ข้อ 121
ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทานที่ ๙ (๑๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการทํากรรมที่ได้โดยยาก
[๑๒๑] ในลำดับกาล เมื่อพระสุคตเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี
เสด็จนิพพาน ในกาลนั้น ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดยักษ์และ
บรรลุถึงยศ.
ข้าพระองค์คิดว่า ความได้ด้วยยาก แสงสว่างได้ด้วยยาก
การตั้งขึ้นยาก ได้มีแก่เราแล้วหนอ เมื่อโภคสมบัติของเรา
มีอยู่ พระสุคตเจ้าผู้มีพระจักษุปรินิพพานเสียแล้ว ดังนี้.
พระสาวกนามว่าสาคระ รู้ความดำริของข้าพระองค์ ท่าน
ต้องการจะสอนข้าพระองค์ จึงมาในสำนักของข้าพระองค์
กล่าวว่า
จะโศกเศร้าทำไมหนอ อย่ากลัวเลย จงประพฤติธรรม
เถิดท่านผู้มีเมธาดี พระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมวิทยาสมบัติของ
ชนทั้งปวงว่า
ผู้ใดพึงบูชาพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ยังดำรง
พระชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดผักกาด
ของพระพุทธเจ้า แม้นิพพานแล้วก็ดี.
เมื่อจิตอันเลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมาก
เสมอกัน เพราะฉะนั้น ท่านจงทำสถูปบูชาพระธาตุของพระ-
ชินเจ้าเถิด.
ข้าพระองค์ได้ฟังวาจาของท่านสาคระแล้ว ได้ทำพุทธ-
สถูป ข้าพระองค์บำรุงพระสถูปอันอุดมของพระมุนีอยู่ ๕ ปี.
หน้า 406
ข้อ 121
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์เสวยสมบัติแล้วได้บรรลุ
อรหัต.
ในกัปที่ ๗๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
มีพระนามว่าภูริปัญญา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัจจุปัฏฐานสัญญกเถรา
๑๑๙. อรรถกถาปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า
อตฺถทสฺสิมฺหิ สุคเต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
หน้า 407
ข้อ 121
อัตถทัสสี ท่านได้บังเกิดในกำเนิดยักษ์ เพราะความที่ไม่ได้เข้าเฝ้าในขณะ
พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ภายหลังเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรินิพพานแล้ว เขาจึงได้รับความเศร้าโศกเป็นอย่างมาก. จริงอยู่ ใน
ครั้งนั้น อัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนามว่า สาวก
เมื่อจะพร่ำสอนเขาจึงกล่าวว่า การบูชาพระสารีริกธาตุของพระผู้มีพระ-
พระภาคเจ้า ย่อมมีผลมาก คล้ายกับทำการบูชาในขณะพระผู้มีพระภาคเจ้า
ยังทรงพระชนม์อยู่ อำนาจแห่งจิตที่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อม
มีผลมากมาย จึงชักชวนเขาให้สร้างสถูปด้วยคำว่า ท่านจงสร้างสถูปเถิด.
ครั้นเขาได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว จุติจากกำเนิดยักษ์
นั้นแล้ว ได้เสวยสวรรค์สมบัติในเทวโลก และจักรพรรดิสมบัติใน
มนุษยโลกแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่ง
หนึ่งในพระนครสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวช
แล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนเองได้ เกิดความ
โสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสิมฺหิ สุคเต ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. ส่วนในบทว่า ยกฺขโยนึ อุปปชฺชึ
นี้ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ยักษ์ เพราะเมื่อจะเคี้ยวกินเพื่อนบ้านของตน
หรือสัตว์ทั้งหลายที่มาถึงเข้า ย่อมวิ่งไล่ขับจับ. กำเนิด คือชาติของพวก
ยักษ์ ชื่อว่า กำเนิดยักษ์. อธิบายว่า เกิดในกำเนิดยักษ์.
บทว่า ทุลฺลทฺธํ วต เม อาสิ ความว่า ยศที่เราได้รับแล้ว
นับว่าเป็นยศที่ได้มาโดยยาก. เราได้รับความล้มเหลว เพราะไม่ได้ทำ
หน้า 408
ข้อ 121
สักการะแด่พระศาสดาผู้เป็นพระพุทธเจ้า. บทว่า ทุปฺปภาตํ ความว่า
ราตรีนั้นรุ่งสว่างได้โดยยาก, คือกระทำราตรีให้สว่างได้ยาก อธิบายว่า
เราทำปัญญาให้สว่างได้ยาก. บทว่า ทุรุฏฺิตํ แปลว่า ขึ้นได้ยาก. อธิบายว่า
การขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์ยาก หรือการลุกขึ้นทำความเพียร ของเราก็ยาก
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน
หน้า 409
ข้อ 122
ชาติปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระชาติ
[๑๒๒] เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ แสงสว่าง
ได้มีอย่างไพบูลย์ และพื้นแผ่นดิน พร้อมทั้งสมุทรสาครและ
ภูเขาก็หวั่นไหว.
อนึ่ง พวกหมอดูพยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าจักมีในโลก
เป็นผู้เลิศกว่าสรรพสัตว์ จักรื้อถอนหมู่ชน (จากสังสารทุกข์).
เราได้ฟังคำของพวกหมอดูแล้ว ได้ทำการบูชาพระชาติ
ด้วยความดำริว่า การบูชาพระชาติเช่นนั้นไม่มี (อีก).
เรารวบรวมกุศลแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ครั้น
เราทำการบูชาพระชาติแล้วพำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ในกำเนิดนั้น ๆ เราย่อมล่วงสรรพสัตว์ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระชาติ.
แม่นมทั้งหลายผู้เป็นไปตามอำนาจจิตของเราย่อมบำรุงเรา
เขาไม่อาจยังเราให้โกรธเคือง นี้เป็นผลการบูชาพระชาติ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำการบูชาใดในกาลนั้น
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการบูชา
พระชาติ.
ในกัปที่ ๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง
เป็นจอมแห่งชน มีพระนามว่าสุปาริจริยะ มีพละมาก.
หน้า 410
ข้อ 122
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชาติปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบชาติปูชกเถราปทาน
๑๒๐. อรรถกถาชาติปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระชาติปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ชายํ ตสฺส
วิปสฺสิสฺส ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสร้างแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี
ท่านได้เกิดในเรือนที่มีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ยินพวกหมอดูทํานาย
ลักษณะของพระวิปัสสีโพธิสัตว์ว่า ได้ยินว่า กุมารนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า
เป็นผู้เลิศประเสริฐกว่าชาวโลกทั้งหมด จักขนสรรพสัตว์ออกจากสงสาร
แน่นอน ครั้นได้ยินแล้ว จึงได้ทำการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น เริ่มแต่ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก ๆ คล้ายกับทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้า
ฉะนั้น. ภายหลัง ครั้นทำการบูชาอย่างใหญ่ แม้ในพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ
แล้ว ตลอดทั้ง ๓ คราว คือคราวเป็นเด็ก คราวเป็นพระราชกุมาร
และคราวที่ได้ครองราชสมบัติตามลำดับ พอจุติจากอัตภาพนั้น ได้บังเกิด
หน้า 411
ข้อ 122
ในสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นต้น เสวยทิพยสุขแล้ว ภายหลังได้เกิดขึ้นมนุษย์
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือน
อันมีสกุล ในเวลาที่มีอายุได้ ๘๗ ปีนั่นแล ได้เลื่อมใสในพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า บวชแล้วเจริญวิปัสสนาไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลอื่น ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึง
กล่าวคำเริ่มต้นว่า ชายํ ตสฺส วิปสฺสิสฺส ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมด
ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
ในบทว่า เนมิตฺตานํ สุณิตฺวาน นี้ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า เนมิตฺตา
เพราะย่อมรู้นิมิตเหตุการณ์ ได้แก่เหตุที่จะได้รับความสุขและความทุกข์.
อธิบายว่า ได้ยินคำทำนายของพวกหมอดูเหล่านั้นแล้ว. คำที่เหลือในที่
ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาชาติปูชกเถราปทาน
จบอรรถกถามหาปริวารวรรคที่ ๑๒
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหาปริวารเถราปทาน ๒. สุมังคลเถราปทาน ๓. สรณคม-
นิยเถราปทาน ๔. เอกาสนิยเถราปทาน ๕. สุวรรณปุปผิยเถราปทาน
๖. จิตกปูชกเถราปทาน ๗. พุทธสัญญกเถราปทาน ๘. มัคคสัญญก-
เถราปทาน ๙. ปัจจุปัฏฐานเถราปทาน ๑๐. ชาติปูชกเถราปทาน.
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวรวมคาถาไว้ ๙๐ คาถา ฉะนี้แล.
จบมหาปริวารวรรคที่ ๑๒
หน้า 412
ข้อ 123
เสเรยยวรรคที่ ๑๓
เสเรยยกเถราปทานที่ ๑ (๑๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกหงอนไก่
[๑๒๓] เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์รู้จบไตรเพท ยืน
อยู่ที่โอกาสแจ้ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก
เสด็จเที่ยวอยู่ในป่า ดังราชสีห์ ไม่ทรงสะดุ้งกลัวดังพญา
เสือโคร่ง ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่หลวง ดังช้างมาตังคะ
ซับมัน ๓ ครั้ง.
เราจึงหยิบเอาดอกหงอนไก่โยนขึ้นไป (บูชา) ในอากาศ
ด้วยพุทธานุภาพ ดอกหงอนไก่ทั้งหลายแวดล้อมอยู่ โดย
ประการทั้งปวง.
พระสัพพัญญูมหาวีรเจ้าผู้นำของโลก ทรงอธิษฐานว่า
จงเป็นหลังคาดอกไม้โดยรอบ ชนทั้งหลายได้บูชาพระนราสภ.
ในลำดับนั้น แผ่นดอกไม้นั้นมีขั้วข้างใน มีดอกข้างนอก
เป็นเพดานบังร่มอยู่ตลอด ๗ วันแล้วหายไปจากที่นั้น.
เราได้เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพองสยอง
เกล้านั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธสุคตเจ้าผู้เป็น
นายกของโลก.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ไม่ได้
เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
หน้า 413
ข้อ 123
ในกัปที่ ๑๕,๐๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง ทรง
พระนามเหมือนกันว่าวิลามาลา๑ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเสเรยยกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเสเรยยกเถราปทาน
เสเรยยวรรคที่ ๑๓
๑๒๑. อรรถกถาเสเรยยกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเสเรยยกเลระ มีคำเริ่มต้นว่า อชฺฌายโก
มนฺตธโร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานใน
พ้นอัตภาพอื่นที่แล้วมา ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี
ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ได้ไปเรียน
ไตรเพท จนจบมนต์สำหรับพราหมณ์ทั้งสิ้นมีอิติหาสะเป็นต้น วันหนึ่ง
พร้อมด้วยบริวารไปยืนอยู่ในที่แจ้ง ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิต
เลื่อมใส จึงถือดอกหงอนไก่โยนขึ้นบนอากาศบูชาแล้ว. ดอกไม้เหล่านั้น
ก็กลายเป็นเพดานบนอากาศ ดำรงอยู่ได้ ๗ วัน แล้วภายหลังก็อันตรธาน
๑. ม. เป็น วีตมาลา.
หน้า 414
ข้อ 123
หายไป เขาได้เห็นความอัศจรรย์เช่นนั้นแล้ว มีความเลื่อมใสเป็นยิ่งนัก
ตายไปในขณะที่มีปีติและโสมนัสนั้นนั่นแหละ ได้ไปบังเกิดในสวรรค์
ชั้นดุสิตเป็นต้น ได้เสวยทิพยสุขในสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ต่อจากนั้นได้มา
เกิดเป็นมนุษย์ เสวยความสุขในมนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้
มาบังเกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ด้วยพลังแห่ง
วาสนาที่ได้สั่งสมมาในครั้งก่อน มีความเลื่อมใสแล้วในพระศาสดา จึง
ได้บวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนเคยสั่งสมมาในครั้งก่อน
ได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้. ถ้อย
คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า เสเรยฺยกํ คเหตฺวาน มีวิเคราะห์ว่า บุปผชาติที่มีหงอน
ชื่อว่า เสเรยยะ, เสเรยยะนั่นแหละเป็นเสเรยยกะ เชื่อมความว่า ถือเอา
ดอกหงอนไก่นั้น, อธิบายว่า เขาเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า วาง
ดอกไม้มีดอกมะลิและดอกจำปาตูมเป็นต้นเพื่อบูชา แต่เพราะไม่มีเวลา
จึงเก็บเอาแต่ดอกหงอนไก่ที่พบในที่นั้นมาบูชา. คำที่เหลือในที่ทุกแห่ง
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาเสเรยยกเถราปทาน
หน้า 415
ข้อ 124
ปุปผถูปิยเถราปทานที่ ๒ (๑๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยสถูปดอกไม้
[๑๒๔] มีภูเขาชื่อกุกกุระอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีพราหมณ์
ผู้จบมนต์อยู่ในท่ามกลางภูเขานั้น.
ศิษย์ ๕,๐๐๐คน แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ และเขาเหล่านั้น
เป็นผู้ลุกขึ้นก่อน (นอนที่หลัง) แกล้วกล้าในมนต์ทั้งหลาย.
พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ ได้ฟังคำของพวกศิษย์ว่า พระ-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขอท่านจงรู้เรื่องพระพุทธเจ้า
นั้น ว่ามีจริงหรือไม่ พระองค์มีอนุพยัญชนะ ๘๐ มีพระ-
ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ.
พระชินวรมีพระรัศมีแผ่ไปข้างละวา ย่อมรุ่งโรจน์ดัง
พระอาทิตย์ ดังนี้ พราหมณ์ออกจากอาศรมแล้ว ถามถึงทิศ
ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ว่า พระมหาวีรเจ้าผู้นำของโลก
ประทับอยู่ ณ ประเทศใด.
เราเห็นประเทศนั้นแล้ว จักนมัสการพระชินเจ้า ผู้ไม่มี
บุคคลเปรียบ เรามีจิตเบิกบาน มีใจโสมนัส บูชาพระ-
ตถาคตนั้น.
มาเถิดศิษย์ทั้งหลาย เราจักไปเฝ้าพระตถาคต จักถวาย
บังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว จักฟังคำสั่งสอนของ
พระองค์.
เราออกจากอาศรมไปได้วันหนึ่งก็ได้ป่วยไข้ เป็นผู้ถูก
ความป่วยไข้เบียดเบียน จึงไปนอน ณ ที่สุดใกล้ต้นสาละ.
หน้า 416
ข้อ 124
ประชุมศิษย์ทั้งปวงแล้ว ได้ถามเขาเหล่านั้นถึงพระตถาคต
ว่า พระคุณของพระโลกนาถผู้มีปัญญาเครื่องตรัสรู้อย่างยิ่ง
เป็นเช่นไร.
พวกศิษย์เหล่านั้นอันเราถามแล้ว พยากรณ์เหมือนบุคคล
ผู้เห็นแจ้ง แสดงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐนั้นแก่เราดุจมีอยู่
ตรงหน้าโดยเคารพ.
เราฟังคำของศิษย์เหล่านั้นแล้ว ทำจิตของตนให้เลื่อมใส
บูชาพระสถูปด้วยดอกไม้แล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
ศิษย์เหล่านั้นเผาสรีระของเราแล้ว ได้ไปในสำนักของ
พระพุทธเจ้า ประนมอัญชลีถวายบังคมพระศาสดา.
เราเอาดอกไม้ทำสถูปแห่งพระสุคตผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
หลวงแล้ว ไม่ได้เข้าถึงทุคติเลย ในแสนกัป.
ในกัปที่ ๔๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ ๑๖ ครั้ง มีพระนามชื่อว่าอัคคิสมะ มีพละมาก.
ใน ๒ หมื่นกัปแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๘
ครั้ง เป็นใหญ่รนแผ่นดิน พระนามว่าฆฏาสนสมะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผถูปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุปผถูปิยเถราปทาน
หน้า 417
ข้อ 124
๑๒๒. อรรถกถาปุปผถูปิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุปผถูปิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺส
อวิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
วิปัสสี ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว ศึกษา
ศิลปะไว้ประจำตัวจนสำเร็จ แต่ก็มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น ตนเอง
พร้อมกับศิษย์ ๕,๐๐๐ คน จึงพากันละบ้านเรือนร่วมเดินทางไปยังป่า
หิมพานต์ ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้นแล้ว สร้างบรรณ-
ศาลาอยู่อาศัยใกล้ภูเขาชื่อกุกกุระ. ครั้งนั้นเขาได้ทราบว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติขึ้นแล้ว มีความประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกศิษย์
แต่ถูกโรคภัยบางอย่างเบียดเบียน จึงเข้าไปยังบรรณศาลา ได้ทราบ
อานุภาพและลักษณะของพระพุทธเจ้าจากสำนักของศิษย์ แล้วมีใจเลื่อม-
ใส ให้พวกศิษย์นำเอาดอกไม้นานาชนิดเช่น ดอกจำปา ดอกอโศก และ
ยอดหมากเม่าเป็นต้นมาจากหิมวันตประเทศแล้ว ก่อสถูป บูชาพระสถูป
คล้ายบูชาพระพุทธเจ้าแล้ว เขากระทำกาละแล้ว ก็ได้เข้าถึงพรหมโลก.
ลำดับนั้น พวกศิษย์เหล่านั้น จึงพากันกระทำฌาปนกิจท่าน เสร็จงาน
แล้ว พากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุ ก็ทรงทราบ
ชัดด้วยพระอนาคตังสญาณ. ในชาติต่อมา คือในพุทธุปบาทกาลนี้ เขา
หน้า 418
ข้อ 124
ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลในกรุงสาวัตถี พอบรรลุนิติภาวะแล้ว ด้วย
พลังแห่งวาสนาที่ตนได้สั่งสมมาในกาลก่อน จึงมีความเลื่อมใสในพระ-
ศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ต่อมาท่านระลึกถึงกุศลกรรมของตนในชาติก่อนได้ มีความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึง
กล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมดข้าพเจ้า
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกฺกุโร นาม
ปพฺพโต ความว่า ยอดแห่งภูเขาที่เรียกกันว่า กุกกุรบรรพต เพราะ.
ตั้งตระหง่านมีลักษณาการคล้ายกับสุนัข. อธิบายว่า สร้างบรรณศาลาอยู่
ร่วมกับดาบส ๕,๐๐๐ คน ใกล้ ๆ กับภูเขาลูกนั้น. คำที่เหลือในที่ทุกแห่ง
จะว่าโดยเนื้อความแล้ว มีเนื้อความง่าย ๆ ทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปุปผถูปิยเถราปทาน
หน้า 419
ข้อ 125
ปายาสทายกเถราปทานที่ ๓ (๑๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวปายาสใส่ถาดสำริด
[๑๒๕] เราต้องการบวงสรวงบูชายัญ จึงคดข้าวปายาสใส่ในถาด
สำริดด้วยมือของตน แล้วไปสู่ป่างิ้ว ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า
มีพระฉวีวรรณดังทองคำ มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จออกจากป่าใหญ่.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเชษฐบุรุษของโลกประเสริฐ
กว่านระ เสด็จขึ้นเดินจงกรมในอากาศอันเป็นทางลม เรา
เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยเป็นขนลุกชูชันนั้นแล้ว วางถาด
สำริดลง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี.
ทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์เป็นพระสัพพัญญู
พุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลกและมนุษย์โลก ขอจงทรง
อนุเคราะห์รับข้าวปายาสของข้าพระองค์เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าสัพพัญญูผู้นำของโลก เป็นศาสดา
ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงรับ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าว
ปายาส.
ในกัปที่ ๔๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่าพุทโธ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
หน้า 420
ข้อ 125
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปายาสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปายาสทายกเถราปทาน
๑๒๓. อรรถกถาปายาสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปายาสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณ-
วณฺโณ สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติ-
ภาวะแล้ว อยู่ครอบครองเรือน ก็สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เช่น ช้าง ม้า
เงิน ธัญญชาติ และรัตนะ ๗ ประการเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เชื่อ
กรรมและผลแห่งกรรม สั่งให้คนใช้ทำถาดทองคำประมาณ ๑,๐๐๐ ถาด
แล้วให้เขาบรรจุนมสดและข้าวปายาสจนเต็มในถาด ๑,๐๐๐ ถาดนั้น แล้ว
ให้ถือถาดทั้งหมดนั้นไปยังป่าไม้งิ้ว. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
หน้า 421
ข้อ 125
พระนามว่า วิปัสสี ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ เนรมิตที่จง
กรมในอากาศ เสด็จจงกรมอยู่. ฝ่ายเศรษฐีนั้นได้มองเห็นความอัศจรรย์
นั้นแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก จึงวางถาดทั้งหมดลงถวายบังคมแล้ว กราบทูล
เพื่อให้ทรงรับ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์
รับแล้ว ก็แลครั้นทรงรับแล้ว เพื่อจะให้เศรษฐีนั้นเกิดความโสมนัส
พระองค์พร้อมกับภิกษุสงฆ์ประมาณ ๑,๐๐๐ รูป จึงได้เสวย ภิกษุ
หลายพันรูปฉันอาหารนั้นไม่เหลือเลย ด้วยบุญนั้น เศรษฐีนั้นจึงได้ท่อง
เที่ยวไปในสุคติภพทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมี
สกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านพิจารณาถึงกุศลกรรมของตน ระลึกถึงกุศลนั้น
ได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺโณ สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
ถ้อยคำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. บทว่า จงฺกมํ
สุสมารุฬฺโห มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า จังกมะ เพราะเปล่งรัศมีการทำการ
ย่างเท้า ก้าวไปคือเดินไป, อธิบายว่า ประเทศแห่งแผ่นดินเป็นที่รองรับ
ย่างเท้าก้าวไป ชื่อว่า การจงกรม เชื่อมความว่า การจงกรมนั้น เป็น
ศัพท์รู้ได้ง่าย. บทว่า อมฺพเร อนิลายเน มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า วระ
เพราะเป็นเครื่องป้องกันปกปิด ชื่อว่า อัมพระ เพราะไม่มีเครื่องป้องกัน
ปกปิด, อธิบายว่า อากาศคล้ายกับผ้าสีขาว. ชื่อว่า อนิละ เพราะไม่มี
ที่แอบซ่อน ป้องกัน, ชื่อว่า อายนะ เพราะมีฤทธิ์เป็นเครื่องไปได้
หน้า 422
ข้อ 125
รอบด้าน, อนิละด้วย อายนะนั้นด้วย รวมเรียกว่า อนิลายนะ อธิบายว่า
ทรงเนรมิตที่จงกรมในอากาศอันเป็นทางลมนั้น. คำที่เหลือในที่ทุกแห่ง
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปายาสทายกเถราปทาน
หน้า 423
ข้อ 126
คันโธทกิยเถราปทานที่ ๔ (๑๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการประพรมน้ำหอม
[๑๒๖] เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้เห็นพระชินเจ้า
พระนามว่า วิปัสสี งามดังไม้รกฟ้า ผู้กำจัดความมืด ผู้เป็น
สัพพัญญู เป็นผู้นำอันอุดม.
พระองค์ผู้นำของโลก เสด็จดำเนินในที่ไม่ไกลปราสาท
รัศมีของพระองค์สว่างไสว ในเมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว.
เราประคองน้ำหอม ประพรม (บูชา) พระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุด ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ประพรมน้ำหอมใด ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่าสุคันธะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันโธทกิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันโธทกิยเถราปทาน
หน้า 424
ข้อ 126
๑๒๔. อรรถกถาคันโธทกิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระคันโธทถิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิสชฺช
ปาสาทวเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่าน
ได้เกิดในตระกูลเศรษฐี บรรลุนิติภาวะแล้ว มีทรัพย์มากมาย มีโภคสมบัติ
มากมาย เสวยความสุขในโลกมนุษย์ คล้ายกับเสวยความสุขอันเป็นทิพย์
ฉะนั้น วันหนึ่งนั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ. ในกาลนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เสด็จดำเนินไปตามถนน คล้ายกับเสด็จดำเนินไปบนภูเขา
ทองลูกใหญ่ฉะนั้น เขาได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จดำเนินไปนั้นแล้ว
มีใจเลื่อมใส เข้าไปถวายบังคมแล้ว ประคองน้ำหอมอย่างดี ประพรม
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยบุญนั้น เขาได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ
มนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง
บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ติดใจในทางฆราวาส ได้บวชในสำนักของพระ-
ศาสดา เรียนกัมมัฏฐาน เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงกุศลกรรมในครั้งก่อนของตนได้ เกิด
ความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิสชฺช ปาสาทวเร ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ปาสาโท มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ปราสาท เพราะให้
ความเลื่อมใส คือความดีใจเกิดขึ้น คืออุบัติขึ้น, อธิบายว่า ทำความ
หน้า 425
ข้อ 126
เลื่อมใสให้บังเกิดขึ้นแก่มวลชน ผู้เข้าไปเห็นความวิจิตรต่าง ๆ เช่น
มาลากรรม จิตรกรรม และสุวรรณกรรม เป็นต้น ในปราสาทนั้น.
ปราสาทด้วย ความประเสริฐ เพราะอรรถว่า อันบุคคลพึงปรารถนานั้น
ด้วย รวมเรียกว่า ปาสาทวระ, เชื่อมความว่า เรานั่งอยู่ในปราสาทอัน
ประเสริฐนั้น ได้เห็นพระชินวรพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี. คำที่เหลือ
ในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาคันโธทกิยเถราปทาน
หน้า 426
ข้อ 127
สัมมุขาถวิกเถราปทานที่ ๕ (๑๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระพุทธเจ้า
[๑๒๗] เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ประสูติ เราได้พยากรณ์นิมิตว่า
จักยังหมู่ชนให้ดับทุกข์ จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ หมื่นโลกธาตุ
ย่อมหวั่นไหว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็น
ศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ได้มีแสงสว่าง
อันไพบูลย์ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดา
ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ แม่น้ำทั้งหลาย
ไม่ไหล บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดาผู้มี
พระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ไฟในอเวจีนรก
ไม่ลุกโพลง บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดา
ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ หมู่นกไม่
สัญจรไป บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดา
ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ลมย่อมไม่พัด
ฟุ้งไป บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดา
ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
หน้า 427
ข้อ 127
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ แก้วทุกชนิด
ส่องแสงโชติช่วง บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็น
ศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ทรงย่างพระ-
บาทก้าวไป ก้าว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็น
ศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่.
พอพระสัมพุทธเจ้าประสูติแล้วเท่านั้น ก็ทรงเหลียวแลดู
ทิศทั้งปวง ทรงเปล่งอาสภิวาจา นี้เป็นธรรมดาของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย.
เรายังหมู่ชนให้เกิดสังเวช ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้นำของโลก ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว บ่ายหน้ากลับ
ไปทางทิศปราจีน.
ในกัปที่ ๙๑ เเต่กัปนี้ เราชมเชยพระพุทธเจ้าใด ด้วยการ
ชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการชมเชย.
ในกัปที่ ๙๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
สัมมุขาถวิกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๙๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนาม
ว่าปฐวีทุนทุภิ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๙๘ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์มีนามว่าโอภาสะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
หน้า 428
ข้อ 127
ในกัปที่ ๙๘ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
สริตเฉทนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๘๖ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
อัคคินิพพาปนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๘๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
วาตสมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๘๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าคติปัจเฉทนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
ในกัปที่ ๘๓ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
รัตนปัชชละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๘๒ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
ปทวิกกมนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๘๑ เเต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าวิโลกนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
ในกัปที่ ๘๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
คิริสาระ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 429
ข้อ 127
ทราบว่า ท่านพระสัมมุขาถวิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัมมุขาถวิกเถราปทาน
๑๒๕. อรรถกถาสัมมุขาวิกเถราปทาน
อปทาของท่านพระสัมมุขาถวิกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ชายมาเน
วิปสฺสิมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ ขณะที่มีอายุได้เพียง ๗ ปีเท่านั้น ก็ได้ศึกษาศิลปะประจำ
ตัวจนสำเร็จแล้ว ดำรงเพศอยู่ในทางฆราวาส เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์
อุบัติขึ้นแล้ว ก็ลักษณะของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จะมีปรากฏอยู่
ในคัมภีร์ไตรเพท เขาได้พยากรณ์ถึงลักษณะ และความเป็นพระพุทธเจ้า
ของพระวิปัสสีโพธิสัตว์ ผู้เป็นประมุขของพระราชา คือเป็นหัวหน้า
คนว่า จะทำใจของหมู่คนให้ดับ (คือนิพพาน). และได้ประกาศถ้อยคำ
ชมเชยไว้มากมาย. ด้วยกุศลกรรมอันนั้น เขาจึงได้เสวยกามาวจรสมบัติ
๖ ชั้น และได้เสวยจักรพรรดิสมบัติในหมู่มนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เกิดมีความ
ศรัทธาจึงได้บวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านได้ปรากฏชื่อว่า
สัมมุขาถวิกเถระ ดังนี้ ตามชื่อแห่งกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้.
หน้า 430
ข้อ 127
ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ชายมาเน วิปสฺสิมฺหิ ดังนี้. ในคาถานั้นมีอธิบายว่า เมื่อพระวิปัสสี
สัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว คือประสูติจากพระครรภ์มารดา เราได้กล่าว
พยากรณ์ตามเครื่องหมายที่ปรากฏ คือเหตุที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า, ความ
อัศจรรย์มากมายได้ปรากฏมีขึ้นแล้ว. คำที่เหลือบัณฑิตพอจะรู้ได้โดยง่าย
ตามลำดับแห่งเนื้อความตามที่ได้กล่าวแล.
จบอรรถกถาสัมมุขาถวิกถราปทาน
หน้า 431
ข้อ 128
กุสุมสนิยเถราปทานที่ ๖ (๑๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งกาสรถวายอานิสแด่พระพุทธเจ้า
[๑๒๘] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์อยู่ในนครธัญญวดี รู้จบ
ไตรเพท เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ เป็นผู้ฉลาด
ในตำราทำนายลักษณะ คัมภีร์อิติหาส และตำราทำนายนิมิต
พร้อมทั้งคำภีร์สนิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ บอกมนต์กะศิษย์
ทั้งหลาย เราวางดอกอุบล ๕ กำไรเบื้องบน เราประสงค์จะ
บวงสรวงบูชายัญในสมาคมบิดามารดา.
ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีผู้ประ-
เสริฐกว่านระ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงยังทิศทั้งปวงให้
สว่างไสวเสด็จมา.
เราปูลาดอาสนะแล้วลาดดอกอุบลนั้น แล้วนิมนต์พระ-
มหามุนี นำมาสู่เรือนของตน.
อามิสอันรดที่เราตระเตรียมไว้ มีอยู่ในเรือนของตน เรา
เลื่อมใสได้ถวายอามิสนั้น แต่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสอง
ของตน.
เราทราบเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว ได้ถวาย
ดอกอุบลกำหนึ่ง พระสัพพัญญูทรงอนุโนทนาแล้ว บ่าย
พระพักตร์กลับไปยังทิศอุดร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายดอกไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยการถวายดอกไม้นั่น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายดอกไม้.
หน้า 432
ข้อ 128
ในกัปลำดับต่อแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชพระ-
นามว่า วรทัสสนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุสุมาสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉันแล.
จบกุสุมาสนิยเถราปทาน
๑๒๖. อรรถกถากุสุมาสนิยเถราปทาน
เรื่องราวของท่านพระกุสุมาสนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร ธญฺ-
วติยา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
วิปัสสี ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้มี
ทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ไปเรียนไตรเพท จนจบศิลปศาสตร์ชั้นสูง
ของพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดในลัทธิของคนและของผู้อื่น มีความประสงค์
จะบูชามารดาบิดา จึงวางกำดอกบัว ๕ กำไว้ข้าง ๆ ตัว แล้วนั่งลง
หน้า 433
ข้อ 128
ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี มีหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อม
กำลังเสด็จผ่านมา และได้พบเห็นกลุ่มแห่งพระพุทธรัศมีมีสีเขียวและ
เหลืองเป็นต้นพวยพุ่งออกมา เขามีใจเลื่อมใส จัดแจงปูลาดอาสนะ
เกลี่ยลาดดอกไม้เหล่านั้นบนอาสนะนั้น แล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า
ให้นั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ถือเอาของควรเคี้ยวและควรบริโภคทั้งหมดใน
เรือนของตน ที่ตระเตรียมไว้เพื่อมารดา มาถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยบริวารฉันจนอิ่มแล้ว. ในเวลาที่พระองค์ฉันเรียบร้อยแล้ว ยัง
ได้ถวายดอกอุบลอีกกำมือหนึ่ง. ด้วยบุญวิธีอันนั้น เรามีความโสมนัส
ได้ตั้งความปรารถนาไว้แล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนา
แล้ว ก็เสด็จหลีกไป. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยสวรรค์สมบัติและ
มนุษย์สมบัติจนครบทั้ง ๒ อย่าง ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้เกิดในตระกูล
แห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็เจริญ
รุ่งเรืองไปด้วยโภคสมบัติและยศศักดิ์ เพราะมองเห็นโทษในกามทั้งหลาย
จึงละเพศฆราวาสบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนได้กระทำแล้วในกาล
ก่อนได้ ด้วยปุพเพนิวาสญาณ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่อง
ราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นคเร
ธญฺวติยา ดังนี้. คำว่า ธญฺวติยา นั้น มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ธัญญวดี
เพราะเป็นที่เกิดแห่งตระกูลขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล และคหปติ-
มหาศาล มากมายหลายตระกูล ซึ่งล้วนแต่มีโชคมีบุญ, อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า ธัญญวดี เพราะเป็นแหล่งแห่งรัตนะ ๗ ประการ มีมุกดาและแก้ว
มณีเป็นต้น อันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคชั้นดี ๗ อย่าง, อีกอย่างหนึ่ง
หน้า 434
ข้อ 128
ชื่อว่า ธัญญวดี เพราะเป็นแหล่งที่เกิดแห่งวัดวาอารามเป็นต้น ซึ่งเป็น
สถานที่อยู่ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพผู้มีบุญ
จำนวนมากมาย. ชื่อว่า นคระ เพราะเป็นที่ปรารถนาต้องการของเหล่าชน
ผู้ต้องการเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภค อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นคะ
เพราะไม่ไปไหน, คือ สถานที่ประทับอยู่ของพระราชา พระยุพราช
และหมู่อำมาตย์เป็นต้น. ชื่อว่า นคร เพราะย่อมยึดครอบครองไว้, อธิบาย
ว่า สถานที่ที่กำหนดหมาย แวดล้อมกั้นเป็นเขตด้วยกำแพงเป็นต้น อัน
เป็นหมวดหมู่แห่งที่ประทับ (พระมหาราชวัง) ของพระราชาเป็นต้น
ชื่อว่า พระนคร. เชื่อมความว่า ในพระนครนั้น เราได้รับพยากรณ์
ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกาลใด ในกาล
นั้น เราได้เป็นพราหมณ์อยู่ในพระนครธัญญวดีนั้นแล. คำที่เหลือในที่
ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถากุสุมาสนิยเถราปทาน
หน้า 435
ข้อ 129
ผลทายกเถราปทานที่ ๗ (๑๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเมล็ดบัว
[๑๒๙] เรา (เป็นพราหมณ์) ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์รู้จบไตรเพท
อยู่ในอาศรมในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์.
เครื่องบูชาไฟเมล็ดบัวขาวของเรามีอยู่ เราใส่ไว้ในห่อ
แล้วห้อยไว้บนยอดไม้.
เรามีจิตเสื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายเมล็ดบัวแด่พระ-
พุทธเจ้า พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดัง
ทองคำ สมควรรับเครื่องบูชา ทรงยังให้เกิดแก่เรา ทรง
นำสุขให้เราในปัจจุบัน ประทับอยู่ในอากาศได้ตรัส
คาถาพระนี้ว่า
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายเมล็ดบัวแด่พระ-
พุทธเจ้า พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดัง
ทองคำ สมควรรับเครื่องบูชา ทรงยังปีติให้เกิดแก่เรา ทรง
นำสุขมาให้เราในปัจจุบัน ประทับยืนอยู่ในอากาศได้ตรัส
คาถาพระนี้ว่า
ด้วยการถวายเมล็ดบัวนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ ผู้นี้
จะไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ด้วยกุศลมูลนั้นนั่นแล เราได้เสวยสมบัติแล้ว ละความ
ชนะและความแพ้ บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๗๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าสุมังคละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
หน้า 436
ข้อ 129
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบผลทายกเถราปทาน
๑๒๗. อรรถกถาผลทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระผลทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อชฺฌายโก
มนฺตธโร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ หลาย ๆ ภพที่ผ่านมาจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัย
แห่งพระนิพพานเป็นประจำเมื่อ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว
ศึกษาจบศิลปศาสตร์ของตนคือไตรเพท เป็นอาจารย์ของพวกพราหมณ์
จำนวนหลายพันคน (ต่อมา) มองไม่เห็นที่สุดแห่งศิลปะทั้งหลายของตน
และมองไม่เห็นสาระประโยชน์ในศิลปะนั้น จึงละเพศฆราวาสบวชเป็น
ฤๅษี สร้างอาศรมอยู่ไม่ไกลจากหิมวันต์ประเทศนัก เลี้ยงชีวิตอยู่ร่วมกับ
พวกศิษย์. ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
เสด็จไปภิกขาจารถึงยังประเทศถิ่นนั้น เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา. ดาบส
หน้า 437
ข้อ 129
พอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายเมล็ดบัวชนิด
อร่อย ที่เก็บไว้ในห่อเพื่อส่วนตัวแล้ว คล้องไว้ที่ปลายไม้ ถวายพร้อม
กับน้ำผึ้ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยในขณะที่เขากำลังมองดูอยู่นั้นแล
เพื่อให้เขาเกิดความโสมนัสแล้ว ประทับยืนในอากาศ ตรัสแสดงอานิสงส์
แห่งผลทานแล้วก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวโลกแลมนุษยโลก ได้เสวย
สมบัติทั้งสองแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล
แห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ เพียงอายุได้ ๗ ปีเท่านั้นก็บรรลุ
พระอรหัต ได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่คนเคยทำไว้ในปางก่อนไค้ เกิดความ
โสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้. พึงทราบวิเคราะห์
ในบทนั้นดังนี้ ชื่อว่า อชฺฌายิ เพราะย่อมศึกษา คือ ย่อมคิด, อชฺฌายิ
ก็คือ อชฺฌายโก แปลว่า ผู้ศึกษาเล่าเรียน. จริงอยู่ อ อักษรในบทว่า
อชฺฌายโก นี้ ย่อมเป็นไปในอรรถ ๑๐ ประการ ดังที่ท่านกล่าวไว้
อย่างนี้ว่า อ อักษรเป็นไปในอรรถปฏิเสธ ในความเจริญ ในความเป็น
เช่นนั้น ฯลฯ ในความว่างเปล่า และในอรรถว่า เล็กน้อย. อธิบายว่า
อชฺฌายโก ก็คือ เป็นคนช่างคิด เพราะอรรถว่า ย่อมศึกษาเล่าเรียน
ย่อมคิดถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ย่อมทำการสาธยาย ด้วยวิธีฟังและ
จำเป็นต้นของพวกศิษย์. ชื่อว่า มันตธโร เพราะอรรถว่า ย่อมทรงจำ
ทบทวนร่ายมนต์ทั้งหมดตามที่ศึกษาเล่าเรียนในสำนักของอาจารย์ได้จนขึ้น
ใจ. บทว่า ติณฺณํ เวทาน ปารคู ความว่า ญาณท่านก็เรียกอย่างนี้
หน้า 438
ข้อ 129
เหมือนกัน, ที่เรียกว่า เวท เพราะพึงทราบ คือ พึงตรัสรู้ได้ด้วยเวท,
คัมภีร์ทั้ง ๓ คือ อิรุพเวท ยชุรเวท สามเวท, ชื่อว่าปารคู เพราะบรรลุ
ถึงฝั่ง คือที่สุดยอดแห่งเวททั้ง ๓ เหล่านั้น . คำที่เหลือมีเนื้อความปรากฏ
ชัดแล้วทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาผลทายกเถราปทาน
หน้า 439
ข้อ 130
ญาณสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๑๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัญญา
[๑๓๐] เราอยู่ในระหว่างภูเขาใกล้ภูเขาหิมวันต์ ได้เห็นกองทราย
อันงามแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ไม่มีอะไร
เปรียบได้ในพระญาณ สงครามไม่มีแก่พระศาสดา พระ-
ศาสดาทรงรู้ทั่วถึงธรรมทั้งปวงแล้ว ทรงน้อมไป (หลุดพ้น)
ด้วยญาณ.
ข้าแต่บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่
อุดมบุรุษ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ
ของพระองค์ พระญาณสูงสุดประมาณไม่ได้.
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณแล้ว บันเทิงอยู่ในสรรรค์
ตลอดกัป ในกัปทั้งหลายที่เหลือเราทำกุศลแล้ว.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย. นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระญาณ.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
องค์หนึ่งมีนามว่าปุฬินปุปผิยะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 440
ข้อ 130
ทราบว่า ท่านพระญาณสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัญญกเถรปทาน
๑๒๘. อรรถกถาญาณสัญญิกเถราปทาน
อปทานของท่านพระญาณสัญญิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต
หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพที่เกิดแล้ว จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
วิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล พอเจริญวัยแล้ว ละเพศฆราวาส
ออกบวชเป็นดาบส สร้างบรรณศาลาอยู่ระหว่างภูเขาไม่ไกลภูเขาหิมวันต์
ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้นแล้ว วันหนึ่งมองเห็นกองทราย
อันบริสุทธิ์ขาวสะอาด จึงนึกชมเชยพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ก็บริสุทธิ์เช่นนี้ และนึกชมเชยพระญาณของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า
พระญาณของพระพุทธเจ้าก็คงบริสุทธิ์เช่นนี้เหมือนกันแล.
ด้วยบุญอันนั้น ดาบสนั้นได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยสมบัติทั้งสองครบแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มาเกิดในเรือน
อันมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้บวชในพระศาสนา ไม่นาน
นักก็ได้สำเร็จพระอรหัต ระลึกถึงบุญที่ได้กระทำไว้ในปางก่อนได้ เกิด
๑. บาลี เป็น ญาณสัญญกเถราปทาน.
หน้า 441
ข้อ 130
ความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. บทว่า
ปุลินํ โสภณํ ทิสฺวา มีวิเคราะห์ว่า ปุลินะ เพราะเป็นไปอยู่โดยอาการ
อย่างทราย คือโดยอาการที่บริสุทธิ์สะอาด คล้าย ๆ กับว่ามีคนทำให้
บริบูรณ์แล้วฉะนั้น อธิบายว่า เราได้เห็นกองทรายอันงดงามแล้ว ได้
อนุสรณ์ถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่าย
แล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาญาณสัญญิกเถราปทาน
หน้า 442
ข้อ 131
คันธปุปผิยเถราปทานที่ (๑๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ต่าง ๆ
[๑๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีพระฉวีวรรณดัง
ทองคำ ผู้ควรแก่ทักษิณา แวดล้อมด้วยพระสาวกเป็นอันมาก
เสด็จออกจากพระอาราม.
เราได้เห็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หาอาสวะ
มิได้ มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาทางที่เสด็จดำเนิน.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมสัตว์
ผู้คงที่นั้น เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ถวายบังคมพระตถาคตอีก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๔๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ มีนามว่าวรุณะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันธปุปผิยเถราปทาน
หน้า 443
ข้อ 131
๑๒๙. อรรถกถาคันธปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระคันธปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณ วณฺโณ
สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญไว้ในหลายชาติที่ผ่านมาแล้ว ในกาลแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง
สมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคและบริโภค ไม่บกพร่อง วันหนึ่ง ได้พบเห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี พร้อมด้วยหมู่คณะแล้ว มีจิต
เลื่อมใส น้อมบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลายอันมีข้าวตอกเป็นที่ห้า. ด้วยจิต
ที่เลื่อมใสนั้นนั่นแล เขาดำรงอยู่จนตลอดอายุ ตายจากมนุษยโลกไปเกิด
ในเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติแล้ว ในชาติต่อมาเกิดเป็นมนุษย์ เสวย
สมบัติในมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล
แห่งหนึ่ง ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุญที่ได้บำเพ็ญมาในชาติก่อนได้ เกิดความ
โสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
ว่า ด้วยกุศลกรรมอันนี้ เราจึงได้ถึงพระนิพพานดังนี้. จึงกล่าวคำเริ่มต้น
ว่า สุวณฺณวณฺโณ สมฺพุทฺโธ ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้น เพราะได้กล่าวเนื้อความไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาคันธปุปผิยเถราปทาน
หน้า 444
ข้อ 132
ปทุมปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว
[๑๓๒] ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อโคตมะ ดาดาษ
ด้วยต้นไม้ต่างชนิด เป็นที่อยู่ของหมู่มหาภูต (ยักษ์).
ในท่ามกลางภูเขานั้นมีอาศรมที่เราสร้างไว้ เราแวดล้อม
ด้วยพวกศิษย์ของตน อยู่ในอาศรมนั้น ได้สั่งศิษย์ทั้งหลาย
ว่า
คณะศิษย์ของเรา (เมื่อมาหาเรา) ขอจงนำเอาดอกบัวมา
ให้เรา เราจักทำพุทธบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้จอมสัตว์
ผู้คงที่.
ศิษย์เหล่านั้นรับคำที่เราสั่งอย่างนี้แล้ว นำเอาดอกบัวมา
ให้เรา เรากระทำเครื่องหมายอย่างนั้นบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกาลนั้น เราประชุมศิษย์ทั้งหลายแล้ว พร่ำสอนด้วยดี
ว่า ท่านทั้งหลายอย่าประมาทนะ เพราะว่าความไม่ประมาท
นำสุขมาให้.
ครั้นเราพร่ำสอนบรรดาศิษย์ของตน ผู้อดทนต่อคำสอน
อย่างนี้แล้ว ประกอบตนในคุณ คือความไม่ประมาท ได้ทำ
กาละในกาลนั้น.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
หน้า 445
ข้อ 132
ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าชลุตตมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบปทุมปูชกเถราปทาน
๑๓๐. อรรถกถาปทุมปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปทุมปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญบุญมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ
ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว สำเร็จการศึกษา
ในศิลปะของตน แต่มองไม่เห็นสาระประโยชน์ในศิลปะนั้น ไม่ได้รับ
การแนะนำพร่ำสอน เพราะค่าที่ตนเกิดมาก่อนแต่ที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น
จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นฤๅษี สร้างอาศรมอาศัยบรรพตชื่อโคตมกะ
ซึ่งไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์นัก ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น
แล้ว เป็นอยู่ด้วยความสุขในฌานนั่นแล. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นพระพุทธเจ้า ทรงรื้อขนสัตว์ทั้งหลาย
ออกจากสงสาร ได้เสด็จไปยังหิมวันตประเทศเพื่ออนุเคราะห์เขา. ดาบส
หน้า 446
ข้อ 132
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีจิตเลื่อมใส ให้ศิษย์ของตนทั้งหมดมาประชุม
พร้อมกันแล้ว ก็ให้ศิษย์เหล่านั้นนำเอาดอกปทุมทั้งหลายมาบูชาแล้ว. ด้วย
บุญอันนั้น ดาบสนั้นได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวย
สมบัติจนครบทั้ง ๒ แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือน
อันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี มีศรัทธาเลื่อมใสได้บวชแล้ว ไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศ
เรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. บทว่า โคตโม นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขา
ที่ได้ปรากฏ ชื่อว่า โคตมะ เพราะเป็นที่อยู่ของพวกยักษ์และเทวดาเป็น
อันมาก และเพราะเป็นที่อยู่ของท่านโคตมะด้วยอำนาจแรงอธิษฐาน. ชื่อว่า
บรรพต เพราะเป็นไปมั่นคง. บทว่า นาครุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มีวิเคราะห์
ว่า ชื่อว่า รุกขะ เพราะงอกขึ้นตั้งอยู่, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า รุกขะ
เพราะแทงแผ่นดินงอกขึ้น. ต้นไม้ทั้งหลายเช่นต้นจำปา การบูร กากะทิง
กฤษณา และต้นจันทน์เป็นต้น หลายชนิดหลายอย่าง รวมเรียกว่า
นานารุกขะ, เชื่อมความว่า ภูเขาโคตมะนั้น ดารดาษเกลื่อนกล่นไปด้วย
ต้นไม้นานาชนิดเหล่านั้น. บทว่า มหาภูตคณาลโย มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่า ภูตะ เพราะมีขึ้นเกิดขึ้นอุบัติขึ้นและเจริญ, สัตว์เหล่านั้นมีมากด้วย
เป็นภูตด้วย ดังนั้น จึงชื่อว่า มหาภูตะ. คณะคือหมู่ของมหาภูตทั้งหลาย
ชื่อว่า มหาภูตคณะ, ที่อยู่ที่อาศัยของหมู่มหาภูต ชื่อว่า มหาภูตคณาลัย.
หน้า 447
ข้อ 132
บทว่า เอวมชฺฌิมฺหิ จ ตสฺสาสิ ความว่า อาศรมที่พระดาบส
เนรมิต สร้างจนสำเร็จนั้นอยู่ในระหว่างท่ามกลางภูเขาโคตมะนั้น. คำที่
เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมปูชกเถราปทาน
จบอรรถกถาเสเรยยวรรคที่ ๑๓
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เสเรยยกเถราปทาน ๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน ๓. ปายาสทายก-
เถราปทาน ๔. คันโธทกิยเถราปทาน ๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน
๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน ๗.ผลทายกเถราปทาน ๘. ญาณสัญญกเถราปทาน
๙. คันธปุปผิยเถราปทาน ๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน. บัณฑิตผู้เห็นแจ้ง
อรรถ รวมคาถาไว้ ๑๐๕ คาถา.
จบเสเรยยวรรคที่ ๑๓
หน้า 448
ข้อ 133
โสภิตวรรคที่ ๑๔
โสถิตเถราปทานที่ ๑ (๑๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังอาสภิวาจา
[๑๓๓] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ ทรงแสดงอมตบทแก่หมู่ชนเป็นอันมาก.
เวลานั้น เราได้ฟังพระดำรัสอาสภิวาจาที่พระองค์เปล่ง
แล้ว ประนมกรอัญชลี เป็นผู้มีใจเป็นอารมณ์เดียว (กล่าว)
สมุทรเลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขาสุเมรุประเสริฐ
กว่าเขาทั้งหลาย เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด ชนเหล่าใด
ย่อมเป็นไปตามอำนาจจิต ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึง
เสี้ยวแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้น.
พระพุทธเจ้าทรงเป็นฤาษีประกอบด้วยพระกรุณา ทรงหยุด
การแสดงธรรม ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดสรรเสริญพระญาณในพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก ผู้นั้น
จะต้องไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป.
ผู้นั้นจักเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว จักเป็นผู้มีอารมณ์เดียว
มีจิตมั่นคง จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าโสภิตะ.
เราเผากิเลสได้แล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว วิชชา ๓
เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 449
ข้อ 133
ในกัปที่ ๕๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๗ ครั้ง ทรงพระนามว่าสมุคคตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสภิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโสภิตเถราปทาน
อรรถกถาโสภิตวรรคที่ ๑๔
๑๓๑. อรรถกถาโสภิตเถราปทาน
อปทานของท่านพระโสภิตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว
ดำรงเพศเป็นฆราวาส วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา
เขามีใจเลื่อมใสด้วยความโสมนัส จึงชมเชยโดยประการต่าง ๆ ด้วยความ
หน้า 450
ข้อ 133
โสมนัสนั้นนั่นแล. เขากระทำกาละแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก เสวย
ที่สุดในเทวโลกนั้นแล้ว เเละได้มาเกิดในมนุษยโลก เสวยความสุขใน
มนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มาบังเกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุง
สาวัตถี เขามีอายุได้เพียง ๗ ปีเท่านั้นก็บวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์ มีอภิญญา ๖.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้ว ในกาลก่อน จึง
กล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมด
มีเนื้อความพอรู้ได้ง่ายทั้งสิ้น เพราะได้กล่าวเนื้อความไว้แล้วในหนหลัง
แล.
จบอรรถกถาโสภิตเถราปทาน
หน้า 451
ข้อ 134
สุทัสสนเถราปทานที่ ๒ (๑๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกการะเกด
[๑๓๔] ไม้การะเกดกำลังมีดอก มีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้าพระ-
องค์แสวงหาต้นการะเกดนั้นอยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้นำของโลก.
ในกาลนั้น ข้าพระองค์เห็นการะเกดมีดอกบาน จึงตัดที่ขั้ว
แล้วบูชาแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของ
โลก.
ข้าแต่พระมหามุนีพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงบรรลุ
อมตบทอันไม่เคลื่อนด้วยพระญาณใด ข้าพระองค์บูชาพระ-
ณาณนั้น ข้าพระองค์ทำการบูชาพระญาณแล้ว ได้เห็น
ดอกการะเกด ข้าพระองค์เป็นผู้ได้สัญญานั้น นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระพุทธญาณด้วย
ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการบูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ ครั้ง
ทรงพระนามว่าพลุคคตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
หน้า 452
ข้อ 134
ทราบว่า ท่านพระสุทัสสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุทัสสนเถราปทา
๑๓๒. อรรถกถาสุทัสสนเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุทัสสนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิตฺถตาย
นทีตีเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระชินวรพุทธ-
เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญไว้ในทุก ๆ ภพนั้น ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล
เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส (วันหนึ่ง) กำลังเดินหาต้นการะเกด
ที่มีดอกบาน ใกล้กับฝั่งแม่น้ำชื่อวิตถตะ (แม่น้ำกว้าง) เผอิญได้พบ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้งดงามเปรียบปานกองไฟที่กำลัง
ลุกโพลง ประทับนั่งใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำนั้น มีใจเลื่อมใส เด็ดดอกการะเกด
พร้อมทั้งขั้วมาเเล้ว เมื่อจะบูชาจึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ทรงมีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ มีด้วย
พระญาณใด, ข้าพระองค์ขอบูชาซึ่งพระญาณนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ด้วยบุญอันนั้น เขาได้บังเกิด
ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใสใน
พระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
หน้า 453
ข้อ 134
ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ของตนแล้ว เกิดความโสมนัส
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า วิตฺถตาย นทีตีเร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
วิตฺถตาย มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า วิตฺถตา เพราะเป็นแม่น้ำที่แผ่ขยายกว้าง
ออกไป. ชื่อว่า นที เพราะเปล่งเสียง ส่งเสียงหลั่งไหลไปแล้ว. ชื่อว่า
ตีรํ เพราะคนที่จะข้ามแม่น้ำ ถึงที่นั้นก่อนแล้ว จึงจะชื่อว่าข้ามไปได้,
อธิบายว่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำที่กว้างนั้น. บทว่า เกตกึ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา
มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า เกตํ เพราะมีหนามที่จะทิ่มแทงมือของผู้จะเด็ด
ทั้งหลาย โดยอาการอันน่าเกลียด, เชื่อมความว่า เห็นดอกการะเกดของ
ต้นการะเกดนั้นแล้ว จึงเด็ดไปทั้งขั้ว.
บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน มีวิเคราะห์ว่า ไฟท่านเรียกว่าสิขี.
หมู่รัศมีมีพรรณ ๖ ประการ ต่างชนิดมีสีเขียวและเหลืองเป็นต้นเช่นกับไฟ
เปล่งปลั่งโชติช่วง มีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นคือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี
พระองค์เป็นโลกพันธุ์ เพราะเป็นเผ่าพันธุ์เป็นญาติของชาวโลก คือของ
โลก ๓ ทั้งหมด. เชื่อมความว่า เราเด็ดดอกการะเกดพร้อมทั้งขั้วมาบูชา
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของชาวโลกพระองค์นั้น
แล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุทัสสนเถราปทาน
หน้า 454
ข้อ 135
จันทนปูชกเถราปทานที่ ๓ (๑๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยแก่นจันทน์หอม
[๑๓๕] เวลานั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา และเรามี
ดอกไม้เป็นภักษา เป็นผู้กินดอกไม้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า อัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่า
นรชน เสด็จเหาะไปบนยอดไม้ในป่า ดังพญาหงส์ในอัมพร
(เรากล่าวว่า)
ขอความนอบน้อมจงมี แด่พระองค์ผู้บุรุษอาชาไนย จิต
ของพระองค์บริสุทธิ์ดี พระองค์มีสีพระพักตร์ผ่องใส.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระปัญญาดังแผ่นดิน มีเมธาดี
เสด็จลงจากอากาศ ทรงปูลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว ประทับนั่งโดย
บัลลังก์ (ขัดสมาธิ).
เราถือเอาแก่นจันทน์หอมไปในสำนักพระชินเจ้า เรามี
จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้า ถวายบังคม
พระสัมพุทธเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ยังความ
ปราโมทย์ให้เกิดแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย
แก่จันทน์ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑,๔๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
มีพระนามชื่อว่าโรหิณี มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 455
ข้อ 135
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระจันทนปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจันทนปูชกเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๘
๑๓๓. อรรถกถาจันทนปูชนกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระจันทนปูชนกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺท-
ภาคานทีตีเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้บังเกิดในกำเนิดกินนร อยู่ใกล้แม่น้ำจันทภาคาในป่าหิมพานต์
มีดอกไม้เป็นภักษา เป็นผู้กินดอกไม้ ประดับด้วยดอกไม้มีไม้จันทน์และ
ไม้กฤษณาเป็นต้น เสวยความสุขนานัปการมีการเล่นในสวนและการเล่น
ในน้ำเป็นต้น สำเร็จชีวิตอยู่ได้ คล้ายภุมเทวดา เสวยความสุขอยู่ในป่า
หิมพานต์ฉะนั้น. ในกาลนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี
เพื่อจะทำการอนุเคราะห์แก่เธอ จึงเสด็จไปยังป่าหิมพานต์ ลงจากอากาศ
แล้ว ให้ภิกษุปูลาดผ้าสังฆาฏิประทับนั่งแล้ว. กินนรนั้นได้พบพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รุ่งโรจน์ประทับนั่งในที่นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส
๑. บาลีเป็น จันทนปูชกเถราปทาน.
หน้า 456
ข้อ 135
ได้บูชาด้วยดอกไม้จันทน์หอมแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำ
อนุโมทนาแก่เธอแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เธอผู้มีจิตใจประกอบด้วยความโสมนัส ดำรงอยู่
จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติ
ในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ไป ๆ มา ๆ เสร็จแล้วได้เสวยจักรพรรดิสมบัติ
รัชสมบัติ และประเทศรัชสมบัติ ในเมืองมนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็บวช ไม่นานนัก
ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้. ที่ชื่อว่า จันทะ ในคำนั้น หมายถึง
เกิดขึ้นแล้วคล้ายกับว่ารู้พระจันทร์ ใจ ความพอใจ อัธยาศัย, อธิบายว่า
ชื่อว่า จันทภาคา เพราะเป็นเช่นกับส่วนแห่งพระจันทร์ เพราะที่ข้าง
ทั้งสองประกอบด้วยพื้นทรายสีขาวเกลี่ยลาด เช่นกับลาดด้วยพื้นแก้วมุกดา
มีน้ำใสสะอาดปราศจากมลทิน เหมือนมณฑลพระจันทร์. คือ ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำจันทภาคานั้น. คำที่เหลือทั้งหมด มีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่าย เพราะ
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาจันทนปูชนกเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๘
หน้า 457
ข้อ 136
ปุปผฉทนิยเถราปทานที่ ๔ (๑๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้เป็นหลังคา
[๑๓๖] (เราเป็น) พราหมณ์มีนามชื่อว่าสุนันทะ ผู้รู้จบมนต์
เป็นผู้เล่าเรียน เป็นผู้ควรขอ ได้บูชายัญชื่อวาชเปยยะ.
ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้
ทรงรู้แจ้งโลกผู้เลิศ เป็นพระฤาษีกอปรด้วยพระกรุณา ทรง
เอ็นดูหมู่ชน เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ.
พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก เสด็จจงกรม
แล้ว ทรงแผ่เมตตาไปในบรรดาสัตว์หาประมาณมิได้ ไม่มี
อุปธิ.
พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ เด็ดดอกไม้ที่ขั้วแล้ว ประชุมศิษย์
ทั้งหมด ให้ศิษย์ช่วยกันโยนดอกไม้ขึ้นไปในอากาศ.
ในกาลนั้น หลังคาดอกไม้ได้มีตลอดทั่วพระนครไม่หายไป
(คงมีอยู่) ตลอด ๗ วัน ด้วยพุทธานุภาพ.
ด้วยกุศลมูลนั้น พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ได้เสวยสมบัติแล้ว
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ข้ามโลก ๓ และตัณหาได้แล้ว.
ในกัปที่ ๑,๑๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ ๓๕ ครั้ง มีพระนามเหมือนกันว่าอัมพรังสะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 458
ข้อ 136
ทราบว่า ท่านพระปุปผฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุปผฉทนิยเถราปทาน
๑๓๔. อรรถกถาปุปผฉทนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุปผฉทนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุนนฺโท
นาม นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ หลายภพที่ผ่านมา จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่ง
พระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ
ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว สำเร็จการศึกษา
ในศิลปะประจำตัวแล้ว เป็นผู้มีโภคะมาก มียศยิ่งใหญ่ ยินดียิ่งในการ
บริจาคทาน วันหนึ่ง ท่านสละมหาทานด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าพวกยาจก
เหล่านี้ในชมพูทวีปทั้งสิ้น อย่าได้วัตถุด้วยคิดว่า เราไม่ได้สิ่งของเลย.
ในคราวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จไป
ทางอากาศพร้อมด้วยบริวาร. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ให้เรียกพวกศิษย์ของตนมาแล้ว ให้นำเอาดอกไม้
ทั้งหลายมาแล้ว โยนขึ้นบูชาในอากาศ. ดอกไม้เหล่านั้นได้ปกคลุมนคร
ทั้งสิ้น ตั้งอยู่ได้ตลอด ๗วัน.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้เสวยความสุขในเทวโลกและในมนุษย-
โลกแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง
หน้า 459
ข้อ 136
มีศรัทธาบวชแล้ว พอจรดปลายมีดโกนเท่านั้นก็บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึก
ถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตน
เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุนนฺโท นาม
นาเมน ดังนี้. ถ้อยคำที่เหลือทั้งหมดนั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะ
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาปุปผฉทนิยเถราปทาน
หน้า 460
ข้อ 137
รโหสัญญิกเถราปทานที่ ๕ (๑๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในการเลื่อมใส
[๑๓๗] ภูเขาชื่อวสภะมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ที่เชิงเขา
วสภะนั้น มีอาศรมที่เราสร้างไว้ในกาลนั้น.
เราเป็นพราหมณ์บอกมนต์กะศิษย์ประมาณ ๓,๐๐๐ เรา
สั่งสอนศิษย์เหล่านั้นแล้วเข้าอยู่ (ในที่สงัด) ณ ที่สมควรส่วน
ข้างหนึ่ง.
พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ นั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง
แล้ว ระลึกถึงพระญาณของพระพุทธเจ้าแล้วยังจิตให้เลื่อม-
ใสในพระญาณ ครั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์อยู่บนสันถัตใบไม้ กระทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการได้สัญญา.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระ-
นามว่าสิรีธระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรโหสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบรโหสัญญิกเถราปทาน
หน้า 461
ข้อ 137
๑๓๕. อรรถกถารโหสัญญกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระรโหสัญญกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺ-
ตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ในภพนั้น ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลที่ว่างจากพระพุทธเจ้ากาลหนึ่ง เขาได้บังเกิด
ในตระกูลพราหมณ์ ในมัชฌิมประเทศ เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษา
ในศิลปะของตนแล้ว มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น อย่างดีก็เพียงยัง
ท้องให้เต็มเท่านั้น มองเห็นแต่อกุศลมีโกธะ มทะ และมานะเป็นต้น จึง
ละเพศฆราวาส เข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี มีดาบสหลายร้อยคนเป็น
บริวาร สร้างอาศรมอยู่ใกล้ภูเขาวสภะ อยู่ที่ภูเขาหิมวันต์เท่านั้น จน
ตลอด ๓,๐๐๐ ปี มีความคิดว่า เราเป็นอาจารย์ของพวกศิษย์มีประมาณ
เท่านี้ เป็นครุฐานียะควรแก่ความเคารพ ควรแก่การกราบไหว้โดยชอบ
แต่เสียใจว่า อาจารย์ของเราไม่มี จึงให้ประชุมพวกศิษย์ทั้งหมดนั้นแล้ว
ประกาศความไม่มีการบรรลุพระนิพพาน เพราะความไม่มีพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ตนเองผู้เดียวนั่งในที่ลับอันสงัด กระทำความสำคัญว่าพระ-
พุทธเจ้าไว้ในใจ คล้ายนั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าฉะนั้น เกิด
ความปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ นั่งคู้บัลลังก์ในศาลากระทำกาละแล้ว
ได้เกิดในพรหมโลก.
ในชาตินั้น ท่านอยู่ได้นานเพราะมีฌานเป็นประธาน ในพุทธุปบาท
กาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูล มีความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย
พอมีอายุได้ ๗ ปีก็บวช พอปลายมีดโกนจรดที่ผมเท่านั้น ก็ได้บรรลุ
๑. บาลีว่า รโหสัญญิกเถราปทาน.
หน้า 462
ข้อ 137
พระอรหัต เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ด้วยปุพเพ-
นิวาสญาณ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
บทว่า วสโภ นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาที่ถึงการนับว่า วสภะ
เพราะสูงที่สุด เพราะประเสริฐที่สุดกว่าภูเขาที่เหลือทั้งหลาย เว้นภูเขา
หิมวันต์. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารโหสัญญกเถราปทาน
หน้า 463
ข้อ 138
๖. จัมปกปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๑๓๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกจำปา
[๑๓๘] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ผู้
โชติช่วงดังดอกกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ที่ระหว่างภูเขา ทรง
ยังทิศทั้งปวงให้สว่างดังดาวประกายพรึก.
มีมาณพ ๓ คนเป็นผู้ศึกษาดีในศิลปะของตน หาบสิ่งของ
เต็มหาบไปตั้งข้างหลังเรา เราผู้มีกระบะใส่ดอกจำปา ดอก
ไว้ในห่อ ถือดอกจำปาเหล่านั้นบูชา ในพระญาณของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าเวสสภู.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธญาณด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
บูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๒๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
วิหตาภา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจัมปกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจัมปกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 464
ข้อ 138
๑๓๖. อรรถกถาจัมปกปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระจัมปกปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กณิการํว
โชตนฺตํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ในทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เสมอมา ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู ท่าน
ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาศิลปะของตน
แต่มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นฤาษีใน
ระหว่างป่า นำเอาดอกจำปาที่พวกศิษย์นำมาแล้ว บูชาเฉพาะพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำ
อนุโมทนาแล้ว. ด้วยกุศลกรรมนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติทั้งสองครบถ้วนแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว มีความเบื่อหน่ายใน
เพศฆราวาส เพราะกำลังแห่งวาสนาที่ตนได้อบรมมาในกาลก่อน จึงได้
บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุญกรรมในครั้งก่อนของตนได้ เกิด
ความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้ว
ในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า กณิการํว โชตนฺตํ ดังนี้ บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า กณิการํ ความว่า ชื่อว่า กณิการ์ เพราะในเวลาที่
ใบเหลืองทั้งหมดร่วงหล่นลงแล้ว ก็ออกดอก เป็นต้นไม้ชนิดเดียวกับ
ต้นกัณณิการ์ คือ เพราะเก็บเอาแต่ดอกที่ตูม ซึ่งมีปกติอาการคล้ายดอก
กัณณิการ์, บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ว่ากณิการ์ เพราะทำการลบ
หน้า 465
ข้อ 138
ณ อักษรตัวหน้าเสียตัวหนึ่ง โดยนัยแห่งนิรุตติปกรณ์แล้วควรจะกล่าวว่า
กัณณิการ์. อธิบายว่า เราได้พบเห็นพระพุทธเจ้าผู้รุ่งเรือง คล้ายต้น
ดอกกัณณิการ์ที่บานแล้วนั้นฉะนั้น. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาจัมปกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 466
ข้อ 139
อรรถกถาอัตถสันทัสสกเถราปทานที่ ๗ (๑๓๗)
ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระพุทธเจ้า ๓ คาถา
[๑๓๙] เรานั่งอยู่ในโรงอันกว้างใหญ่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นนายกของโลก ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว
ผู้บรรลุพลธรรม แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
ภิกษุสงฆ์ประมาณ ๑ แสน ผู้บรรลุวิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖
มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ใครเห็นแล้วจะไม่
เลื่อมใสเล่า.
ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกไม่มีอะไรเปรียบ ในพระ-
ญาณของพระสัมพุทธเจ้าองค์ใด ใครได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้นผู้มีพระญาณไม่สิ้นสุดแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า.
ชนทั้งหลายไม่อาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทรงแสดง
พระธรรมกาย และความเป็นหน่อเนื้อแห่งรัตนะทั้งสิ้นให้
กำเริบได้ ใครได้เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า.
พราหมณ์นารทะนั้นชมเชยพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตตระผู้ไม่แพ้ด้วย ๓ คาถานี้แล้ว เดินไปข้างหน้า.
ด้วยจิตอันเลื่อมใส และด้วยการชมเชยพระพุทธเจ้านั้น
เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ในกัปที่ ๓,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์พระนามว่าสุมิตตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
หน้า 467
ข้อ 139
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัตถสันทัสสกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัตถสันทัสสกเถราปทาน
๑๓๗. อรรถกถาอัตถสันทัสสกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอัตถสันทัสสกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า วิสาล-
มาเฬ อาสีโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ หลายอัตภาพที่ผ่านมาจะสั่งสมแต่บุญไว้ ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูล
พราหมณ์ เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในศิลปะประจำตัวแล้ว แต่มอง
ไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น จึงละเรือนไปยังหิมวันตประเทศ สร้างบรรณ-
ศาลาอยู่อาศัยในที่อันน่ารื่นรมย์ใจ. ในคราวนั้น เขาได้พบพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้เสด็จมายังหิมวันต์ประเทศ เพื่อทรง
อนุเคราะห์หมู่สัตว์ (เขา) มีใจเลื่อมใส ไหว้ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๕
และทำการชมเชยด้วยถ้อยคำอันชมเชยมากมาย. ด้วยบุญอันนั้นเขาดำรง
ชีวิตอยู่ได้จนตลอดอายุ กระทำกาละแล้ว (ตายแล้ว) ได้ไปเกิดยังพรหม-
หน้า 468
ข้อ 139
โลก. ในชาติต่อมา คือ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในเรือนอัน
มีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา
ได้มีจิตศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประ-
กาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้น
ว่า วิสาลมาเฬ อาสีโน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสาลมาเฬ
เชื่อมความว่า โรงอันไพศาล กว้าง แผ่กว้างใหญ่ เรียกว่า โรงอันกว้าง
ใหญ่ คือ เรานั่งอยู่ในโรงอันกว้างใหญ่ ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น
นายกของชาวโลกแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่ายแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาอัตถสันทัสสกเถราปทาน
หน้า 469
ข้อ 140
เอกรังสนิยเถราปทานที่ ๘ (๑๓๘)
ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสในการฟังธรรม
[๑๔๐] เราชื่อว่านารทะ แต่ชนทั้งหลายรู้จักเราว่าเกสวะ เรา
แสวงหากุศลและอกุศลอยู่ ได้ไปอยู่สำนักพระพุทธเจ้า.
พระมหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี ทรงมีจิตเมตตา ประ-
กอบด้วยกรุณา พระองค์ผู้มีจักษุ เมื่อทรงปลอบสัตว์ทั้งหลาย
ให้เบาใจ ทรงแสดงธรรมอยู่.
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร
เกล้าถวายบังคมพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศ
ประจิม.
ในกัปที่ ๑,๗๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช เป็น
ใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่าอมิตตตปนะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกรังสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกรังสนิยเถราปทาน
หน้า 470
ข้อ 140
๑๓๘. อรรถกถาเอกปสาทนิยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระเอกปสาทนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นารโท
อิติ เม นามํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ในหลายชาติที่ผ่านมาจะสั่งสมแต่กุศลกรรมไว้ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ท่านได้บังเกิดขึ้น
ตระกูลพราหมณ์ ปรากฏชื่อว่า เกสวะ บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงละเพศ
ฆราวาสออกบวช วันหนึ่งได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีใจ
เลื่อมใส ประคองอัญชลี เกิดปีติโสมนัสอย่างเหลือล้นแล้วหลีกไป. เขา
ดำรงชีวิตอยู่จนตลอดอายุ จึงกระทำกาละแล้ว เพราะความโสมนัส
นั้นนั่นแล จึงได้ไปเกิดในเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติในเทวโลกนั้นแล้ว
ได้ไปบังเกิดในมนุษยโลก เสวยสมบัติในมนุษยโลกนั้นแล้ว ในพุทธุป-
บาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง พอเจริญวัยแล้ว
เลื่อมใสในพระศาสดา ได้บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่สร้างไว้ของตนได้ เกิด
ความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นารโท อิติ เม นามํ ดังนี้. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า นารโท มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า นารทะ เพราะ
ละออง ธุลี มลทินของเขาไม่มี เพราะเขามีสรีระบริสุทธิ์ด้วยอำนาจแห่ง
ชาติ จึงได้รับชื่อจากตระกูลว่า นารทะ เพราะทำการแปลง ช อักษร
๑. บาลีว่า เอกรังสนิยเถราปทาน.
หน้า 471
ข้อ 140
เป็น ท อักษร. บทว่า เกสโว ความว่า ชนทั้งหลายผู้รู้ ย่อมรู้จักเราว่า
เกสวะ คือนารทเกสวะ เพราะเราได้เกิดมาในกิสวจัฉโคตร. คำที่เหลือ
ปรากฏชัดแล้วทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาเอกปสาทนิยเถราปทาน
หน้า 472
ข้อ 141
สาลทายกเถราปทานที่ ๙ (๑๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกรัง
[๑๔๑] เวลานั้น เราเป็นราชสีห์พญาเนื้อมีสกุล เราแสวงหา
ห้วง (บ่อ) น้ำบนเขา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายก
ของโลก.
จึงดำริว่า พระมหาวีรเจ้าพระองค์นี้ ย่อมยังมหาชน
ให้ดับได้ ถ้าเช่นนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ประเสริฐ
ว่าเทวดา ผู้องอาจกว่านระเถิด.
เราจึงหักกิ่งรัง แล้วนำเอาดอกมาพร้อมด้วยกระออมน้ำ
(ใส่กระออมน้ำมา) เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ถวาย
ดอกรังอันงาม.
ในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ดอกไม้.
ในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ทรงพระนามว่าวิโรจนะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสาลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสาลทายกเถราปทาน
หน้า 473
ข้อ 141
๑๓๙. อรรถกถาสาลทายกเถราปทานที่ ๑๐
อปทานของท่านพระสาลทายถเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคราช
ตทา อาสึ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่กุศลกรรมไว้เป็นประจำเสมอ
แต่เพราะถูกกรรมบางอย่างตัดรอน จึงได้บังเกิดในกำเนิดราชสีห์อยู่ในป่า
หิมวันต์มีราชสีห์หลายตัวเป็นบริวาร. ในคราวนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่าสิขี ได้เสด็จไปยังป่าหิมวันต์เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่เขา ราชสีห์
นั้น พอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหา ก็มีใจเลื่อมใส หักกิ่งไม้
แล้ว เลือกเก็บเอาแต่ดอกสาละพร้อมทั้งดอกกรรณิการ์มาบูชาแล้ว. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่เขาแล้ว.
ด้วยบุญนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้
เสวยสมบัติในโลกทั้งสองเสร็จแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิด
ในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิด
ความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า มิคราชา ตทา อาสึ ดังนี้. พึงทราบ
วิเคราะห์ในคำว่า มิคราชา นั้นดังต่อไปนี้ ชื่อว่า มิคะ เพราะย่อมไปสู่
ความตาย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มิคะ เพราะย่อมค้นหา คือแสวงหาอาหาร,
ราชาแห่งมิคะทั้งหลาย ชื่อว่า มิคราชา แม้เมื่อราชาแห่งสัตว์สี่เท้าทั้งสิ้น
มีอยู่ แต่ท่านเรียกว่า มิคราชา ก็เพราะทำมิคะให้เป็นประธานเพื่อสะดวก
หน้า 474
ข้อ 141
แก่กาลผูกคาถา. อธิบายว่า ในคราวที่เราได้เป็นมิคราชา ได้พบเห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้หักกิ่งไม้สาละพร้อมทั้งดอกไม้มาบูชาแล้ว.
บทว่า สโกสํ ปุปฺผมาหรึ ความว่า เราได้นำเอาดอกสาละพร้อมทั้งดอก
กรรณิการ์มาบูชาแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสาลทายกเถราปทาน
หน้า 475
ข้อ 142
ผลทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๔๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะหาด
[๑๔๒] ในกาลนั้น เราเป็นพรานเที่ยวฆ่าสัตว์อื่นเป็นอย่างมาก
สำเร็จการนอนอยู่ที่เงื้อมเขา ไม่ไกลพระศาสดาพระนามว่าสิขี.
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าอัครนายกของโลก ทั้งเวลาเย็น
เวลาเช้า ก็เราไม่มีไทยธรรมสำหรับถวายแด่พระศาสดาผู้
จอมสัตว์ ผู้คงที่.
เราได้ถือเอาผลมะหาดไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเชษฐบุรุษของโลกผู้ประเสริฐกว่านระทรงรับ.
ต่อแต่นั้น เราได้ถือเอาผลมะหาดไป ทูลถวายพระองค์
ผู้นำวิเศษ ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น
เอง.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลมะหาดใด ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ทรงพระนามว่ามาลภิ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบผลทายกเถราปทาน
หน้า 476
ข้อ 142
๑๔๐. อรรถกถาปิยาลผลทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระปิยาลผลทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปโรธโก
ตทา อาสึ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี
ท่านได้บังเกิดในตระกูลนายพราน ฆ่าเนื้อทั้งหลายที่เงื้อมเขาแห่งหนึ่งใน
ป่าหิมวันต์ เลี้ยงชีวิตอยู่ ในกาลนั้น เขาได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิขี เสด็จไปยังที่นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส นมัสการอยู่ทั้งเวลา
เย็นและเวลาเช้า มองไม่เห็นไทยธรรมอะไร ๆ จึงได้เลือกเก็บผลไม้
หวาน ๆ ไปถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยผลไม้เหล่านั้นแล้ว. นาย
พรานนั้น มีสรีระอันปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์กระทบถูกต้องแล้ว
หาระหว่างมิได้ มีจิตอันงดเว้นแล้วจากบาปกรรม มีเหง้าไม้และผลไม้
เป็นอาหาร ไม่นานนักก็ได้ทำกาละไปบังเกิดในเทวโลก.
เขาได้เสวยทิพยสมบัติในเทวโลกนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในมนุษยโลก
เสวยสมบัติอีกหลายอย่างในมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดใน
ตระกูลคฤหบดี บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส แต่ไม่มี
ความยินดีในเพศฆราวาสนั้น จึงละเรือนออกบวชในสำนักของพระ-
ศาสดา เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงกรรม
คือการถวายผลไม้ที่ตนบำเพ็ญไว้ได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึง
เรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
๑. บาลี เป็น ผลทายกเถราปทาน.
หน้า 477
ข้อ 142
ปรโธโก ตทา อาสึ ดังนี้. ในคำนั้น เชื่อมความว่า ในคราวที่เราเป็น
พรานเที่ยวฆ่าสัตว์อื่น ได้ถวายผลมะหาดแล้ว ทำจิตให้เลื่อมใส. บทว่า
ปโรธโก ได้แก่ เป็นผู้ฆ่าสัตว์อื่น คือเป็นผู้เบียดเบียน (สัตว์อื่น). ใน
เมื่อควรจะกล่าวว่า ปรโรธโก แต่ท่านกล่าวว่า ปโรธโก เพราะทำการ
ลบ ร อักษรตัวต้นเสีย. บทว่า ปริจารึ วินายกํ ความว่า เราได้ปวารณา
นิมนต์ อาราธนาพระศาสดาผู้บรรลุพระนิพพานนั้นด้วยคำว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงบริโภคผลไม้นี้เถิด. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียว.
จบอรรถกถาปิยาลผลทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาโสภิตวรรคที่ ๑๔
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โสภิตเถราปทาน ๒. สุทัสสนเถราปทาน ๓. จันทนปูชก-
เถราปทาน ๔. ปุปผฉทนิยเถราปทาน ๕. รโหสันทัสสกเถราปทาน
๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน ๗. อัตถสันทัสสกเถราปทาน ๘. เอกรัง-
สนิยเถราปทาน ๙. สาลทายกเถราปทาน ๑๐. ผลทายกเถราปทาน.
บัณฑิตทั้งหลายรวมคาถาได้ ๗๒ คาถา ฉะนี้แล.
จบโสภิตวรรคที่ ๑๔
หน้า 478
ข้อ 143
ฉัตตวรรคที่ ๑๕
อธิฉัตติยเถราปทานที่ ๑ (๑๔๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยฉัตร
[๑๔๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้สูงสุด
กว่านระปรินิพพานแล้ว เราให้ช่างทำฉัตรเป็นชั้น ๆ บูชา
ไว้ที่พระสถูป.
ได้มานมัสการพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ตามกาล
อันสมควร (และ) ได้ทำหลังคาดอกไม้บูชา (ยกขึ้น) ไว้ที่
ฉัตร.
ใน ๑,๗๐๐ กัป เราได้เสวยเทวรัชสมบัติ ไม่ไปสู่ความ
เป็นมนุษย์เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูป.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอธิฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอธิฉัตติยเถราปทาน
หน้า 479
ข้อ 143
อรรถกถาฉัตตวรรคที่ ๑๕
๑๔๑. อรรถกถาอติฉัตติยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอติฉัตติยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปรินิพฺพุเต
ภควติ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง เพราะไม่ได้เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าขณะยังทรงพระชนม์อยู่ ในกาลที่พระองค์ปรินิพพานแล้ว จึงคิด
ว่า โอ้ เราเสื่อมแล้วหนอ แล้วทำการตกลงใจว่า เราจักทำชาติคือความ
เกิดของเราให้มีผล แล้วให้ช่างทำฉัตรซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บูชาห้องบรรจุ
พระธาตุ อันเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ในกาลต่อมา ให้ช่างทำฉัตรดอกไม้ บูชาห้องพระธาตุนั้นนั่นแล. ด้วย
บุญกรรมนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้
เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้
เกิดในตระกูลคฤหบดี บรรลุนิติภาวะแล้ว มีความเลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้วเล่าเรียนกรรมฐาน พยายามอยู่ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระ-
อรหัต.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
๑. บาลี เป็น อธิฉัตติยเถราปทาน.
หน้า 480
ข้อ 143
ปรินิพฺพุเต ภควติ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉตฺตาติฉตฺตํ
ความว่า ชื่อว่า ฉัตร เพราะย่อมปกปิด ป้องกันแดดเป็นต้นได้, ฉัตร
ยิ่งกว่าฉัตร คือฉัตรที่ทำไว้บนฉัตร ชื่อว่า ฉตฺตาติฉตฺตํ อธิบายว่า
ฉัตรที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ. บทว่า ถูปมฺหิ อภิโรปยึ ความว่า ชื่อว่า ถูโป
เพราะเขาก่อขึ้น คือทำให้เป็นกอง, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ถูโป เพราะ
เขาก่อขึ้น คือ ตั้งขึ้นจนถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์โดยความมั่นคง,
อธิบายว่า ฉัตรที่เราทำไว้บนสถูปแล้ว เราก่อขึ้นบูชาโดยพิเศษ ด้วยวิธี
การซ้อนกันเป็นชั้น ๆ. บทว่า ปุปฺผจฺฉทนํ กตฺวาน ความว่า เราทำ
เครื่องมุงด้วยดอกไม้หลาย ๆ ชนิดมีกลิ่นหอมอย่างดี ที่แย้มบานแล้ว ให้
เป็นเพดานเบื้องบนฉัตรแล้วบูชา. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอติฉัตติยเถราปทาน
หน้า 481
ข้อ 144
ถัมภาโรปกเถราปทานที่ ๒ (๑๔๒)
ว่าด้วยผลแห่งการยกเสาธง
[๑๔๔] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าธัมมทัสสี ผู้ประเสริฐกว่า
นระนิพพานแล้ว เราได้ยกเสาธงขึ้นไว้ที่เจดีย์ แห่งพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ให้นายช่างสร้างบันไดสำหรับประชาชน จะได้ขึ้นสู่สถูป
อันประเสริฐ แล้วถือเอาดอกมะลิไปโปรยบูชาที่พระสถูป โอ
พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ ความถึงพร้อมแห่งพระ-
ศาสดาหนอ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ-
สถูป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐
ครั้ง ทรงพระนามว่า ถูปสิขะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระถัมภาโรปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบถัมภาโรปกเถราปทาน
หน้า 482
ข้อ 144
๑๔๒. อรรถกถาถัมภาโรปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระถัมภาโรปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ธัมมทัสสี
ได้เกิดในเรือนอันมีสกุล มีศรัทธาเลื่อมใส เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรินิพพานแล้ว ได้ปักเสายกธงไว้ที่ห้องพระบรมธาตุ (พระเจดีย์) ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้ร้อยดอกมะลิเป็นอันมาก ขึ้นไปบนบันไดแล้ว
บูชา.
เขาดำรงชีวิตอยู่จนตลอดอายุ ทำกาละแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เริ่มเป็น
หนุ่มมา ก็เป็นผู้ควรแก่การบูชา มีศรัทธาเกี่ยวเนื่องกับพระศาสนา จึง
ได้บวชแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ระลึกถึง
บุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตน
เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลก-
นาถมฺหิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ความว่า
ก็เมื่อพระศาสดาผู้ทรงเป็นนาถะ ทรงเป็นประธาน ทรงเป็นที่พึ่ง
อาศัยของชาวโลกทั้งสิ้น ปรินิพพานแล้วด้วยขันธปรินิพพาน ล่วงลับ
ดับไปมองไม่เห็น คล้ายกับแสงประทีปที่ดับไปแล้วฉะนั้น. บทว่า
หน้า 483
ข้อ 144
ธมฺมทสฺสีนราสเภ มีรูปวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ธัมมทัสสี เพราะย่อมได้
เห็นสัจธรรม ๔ ประการ (อริยสัจ ๔), อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธัมมทัสสี
เพราะมีปกติได้เห็น ได้เห็นประจักษ์แจ้งซึ่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
มีสติปัฏฐานเป็นต้น. ชื่อว่า นราสโภ เพราะอาจหาญ ประเสริฐสูงสุด
กว่านรชนทั้งหลาย, ธัมมทัสสีศัพท์ ๑ นราสภศัพท์ ๑ รวมเป็น ธัมม-
ทัสสีนราสภะ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ธัมมทัสสี ผู้
ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้น. บทว่า อาโรเปสึ ธชํ ถมฺภํ ความว่า
เราได้ปักเสาที่ห้องพระเจดีย์ ยกธงไว้ที่เสานั้น ผูกประดิษฐานไว้แล้ว.
บทว่า นิสฺเสณึ มาปยิตฺวาน มีรูปวิเคราะห์ว่า ชนทั้งหลาย ย่อมไป
ย่อมเดินไป ย่อมขึ้นไปอาศัยบนสิ่งนั้น เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่า บันได.
เชื่อมความว่า เราได้ให้ช่างสร้างบันไดสำหรับประชาชนจะได้ขึ้นไปยัง
สถูปอันประเสริฐได้.
บทว่า ชาติปุปฺผํ คเหตฺวาน มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ชาติสุมนะ
เพราะเมื่อดอกไม้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำความดีใจให้แก่ชนทั้งหลาย, คือ
ดอกมะลินั่นเอง ในเมื่อควรจะกล่าวว่า ชาติสุมนปุปผะ เพื่อสะดวกแก่
การผูกคาถา ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ชาติปุปผะ เพราะลบสุมนะศัพท์ออกเสีย
ความว่า เก็บดอกมะลินั้นร้อยแล้วยกขึ้นไว้บนสถูป, ครั้นยกขึ้นแล้วก็บูชา.
คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้เองแล.
จบอรรถกถาถัมภาโรปกเถราปทาน
หน้า 484
ข้อ 145
เวทิการกเถราปทานที่ ๓ (๑๔๓)
ว่าด้วยผลแห่งการกระทำที่บูชา
[๑๔๕] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าปิยทัสสี ผู้สูงสุดกว่านระ
นิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้กระทำที่บูชา
พระพุทธเจ้าแวดล้อมด้วยแก้วมณีแล้ว ได้กระทำการฉลอง
อย่างมโหฬาร ครั้นทำการฉลองที่บูชาแล้ว เราได้ทำกาล-
กิริยา ณ ที่นั้น.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ในกำเนิดนั้น ๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงแก้วมณีไว้ในอากาศ
นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๑,๖๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
๓๒ ครั้ง ทรงพระนามว่ามณิปภา มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเวทิการกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ-
ฉะนี้แล.
จบเวทิการกเถราปทาน
หน้า 485
ข้อ 145
๑๔๓. อรรถกถาเวทิการกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเวทิการกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลก-
นาถมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้น จะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่ง
พระนิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า ปิยทัสสี ท่านได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความ
สมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงชีวิตอยู่ในเพศฆราวาส
เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว มีความเลื่อมใสในพระศาสดา จึงให้ช่าง
สร้างแก้วมณีแวดล้อมพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ใส่
แก้วมณี ๗ ประการจนเต็มแล้ว ทำการบูชาเป็นการใหญ่. ด้วยบุญกรรม
นั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในหลายแสนชาติ
ที่ผ่านมา เป็นผู้ควรแก่การบูชา มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ได้
เสวยความสุขในโลกทั้งสองจนครบแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิด
ในเรือนอันมีสกุล อันสมบูรณ์ด้วยสมบัติ (ต่อมา) บวชแล้ว พยายาม
อยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงกุศลที่ทำไว้ในกาลก่อนของตนได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. คำนั้น มี
เนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. บทว่า ปิยทสฺสีนรุตฺตเม มี
วิเคราะห์ว่า การแสดงถึงความรัก คืออาการอันประกอบด้วยความโสมนัส
หน้า 486
ข้อ 145
มีอยู่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี อธิบายว่า พระองค์เป็นผู้ดีด้วยมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการ อนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ และมณฑลแห่งรัศมีที่แผ่ออก
ข้างละวาประกอบกันทำให้เจริญขึ้น คือย่อมยังดวงตาของมหาชนผู้เห็นอยู่
ให้เกิดความเลื่อมใส ชื่อว่า นรุตตมะ เพราะสูงสุดกว่านรชนทั้งหลาย.
ปิยทัสสีศัพท์ ๑ นรุตตมะนั้นศัพท์ ๑ รวมกันเป็น ปิยทัสสีนรุตตมะ.
เชื่อมความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้สูงสุดกว่า
นรชนพระองค์นั้น ปรินิพพานแล้ว เราได้กระทำที่บูชาพระพุทธเจ้า
แวดล้อมด้วยแก้วมณี ณ ที่ห้องบรรจุพระบรมธาตุ. ความว่า เราได้
กระทำวลัยแวดล้อมแท่นบูชาในที่สุด เพื่อรองรับดอกไม้. บทว่า มณีหิ
ปริวาเรตฺวา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มณิ เพราะเปล่งปลั่ง โชติช่วง
สว่างไสว. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มณิ เพราะบันดาลใจของชนทั้งหลาย
ให้เต็มเปี่ยม ทำให้เกิดความดีใจ เป็นไปทั่วถึง, อธิบายว่า เราได้นำ
มณีเป็นจำนวนมาก เช่นแก้วมณีสีแดง และแก้วไพฑูรย์เป็นต้น มาทำ
เป็นวลัยวงกลมล้อมแท่นบูชาแล้ว จึงทำการบูชาอย่างสูงสุดใหญ่ยิ่ง. คำ
ที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเวทิการกเถราปทาน
หน้า 487
ข้อ 146
สปริวาริยเถราปทานที่ ๔ (๑๔๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายไพรทีไม้จันทน์
[๑๔๖] พระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเชษฐบุรุษของ
โลกผู้ประเสริฐกว่านระ รุ่งเรืองดังกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว.
เมื่อพระมหาวีรเจ้านิพพานแล้ว ได้มีสถูปอันกว้างใหญ่
ชนทั้งหลายเอาสิ่งของอันจะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูป ใน
ห้องพระธาตุอันประเสริฐสุด.
ในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำไพรที
ไม้จันทน์อันหนึ่ง อันสมบูรณ์แก่สถูปและถวายธูปและของ
หอม.
ในภพที่เราเกิด คือ ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เรา
ไม่เห็นความที่เราเป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๑,๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
ทรงพระนามว่าสมัตตะทุกครั้ง มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสปริวาริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสปริวาริยเถราปทาน
หน้า 488
ข้อ 146
๑๔๔. อรรถกถาสปริวาริยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสปริวาริยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานตั้งหลายชาติเป็น
ประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นผู้มีทรัพย์มาก มี
โภคสมบัติมาก. ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ
ปรินิพพานแล้ว มหาชนเก็บพระบรมธาตุของพระองค์ไว้แล้ว ช่วยกัน
สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ไว้บูชา ในเวลานั้น อุบาสกคนนี้ได้มีส่วนสร้าง
เรือนครอบพระเจดีย์ด้วยแก่นไม้จันทร์ไว้เป็นบนพระเจดีย์นั้นแล้ว ได้
ทำการบูชาอย่างใหญ่ยิ่ง ด้วยบุญอันนั้นนั่นแหละ เขาจึงได้ท่องเที่ยวไป
ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบถ้วน ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว สร้างแต่
กุศลกรรม ต่อมาได้บวชในพระศาสนาด้วยความศรัทธา ไม่นานนักก็ได้
เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัส
ใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า โอมตฺตํ ความว่า เราไม่เห็น คือไม่รู้จักความเลวทรามต่ำช้า
หรือว่าความเป็นผู้ถึงทุกข์เลย ได้แก่เราไม่เคยเห็นว่าเราต่ำช้าเลย. คำที่
เหลือมีเนื้อความปรากฏชัดแจ้งแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาสปริวาริยเถราปทาน
หน้า 489
ข้อ 147
อุมมาปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๑๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกผักตบ
[๑๔๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ทรงเกื้อ
กูลแก่โลก สมควรรับเครื่องบูชา นิพพานแล้ว.
ได้มีการฉลองพระสถูปอย่างมโหฬาร เมื่อการฉลอง
พระสถูปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้แสวง
หาคุณอันยิ่งใหญ่เป็นไปอยู่ เราเอาดอกผักตบไปบูชาที่พระ-
สถูป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราบูชาพระสถูปด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระสถูปด้วยดอกไม้.
ในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๕ ครั้ง
ทรงพระนามเหมือนกันว่าโสมเทวะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุมมาปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุมมาปุปผิยเถราปทาน
หน้า 490
ข้อ 147
๑๔๕. อรรถกถาอุมาปุปผิยเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระอุมาปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกมหิเต ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนามว่า สิทธัตถะ
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส
เมื่อเขากำลังทำการฉลองเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิพพานแล้วอยู่ ตน
เก็บเอาดอกผักตบสีแก้วมรกตมาบูชาแล้ว. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่อง
เที่ยวไปในเฉพาะสุคติทั้งหลายเท่านั้น ได้เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ
แล้ว ในทุกภพที่เกิดแล้วได้มีผิวพรรณสีเขียว สมบูรณ์ด้วยชาติ เพียบ
พร้อมด้วยสมบัติ. ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุลแห่ง
หนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว
ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกมหิเต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกม-
หิเต มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า โลกมหิตะ เพราะอันชาวโลกทั้งหลายยกย่อง
บูชาแล้ว. เชื่อมความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ
ผู้อันชาวโลกบูชาแล้วพระองค์นั้น ปรินิพพานแล้ว. บทว่า อาหุตีนํ
ปฏิคฺคเห มีวิเคราะห์ว่า เครื่องบูชาและสักการะท่านเรียกว่า อาหุติโน,
๑. บาลีว่า อุมมาปุปผิยเถราปทาน.
หน้า 491
ข้อ 147
ชื่อว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห เพราะสมควรเพื่อจะรับเครื่องบูชา และสักการะ
ทั้งหลายเหล่านั้น. ศัพท์นี้ เป็นอลุตตสมาส, ความว่า เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้ควรเพื่อจะรับเครื่องบูชาและสักการะพระองค์นั้น ปรินิพพาน
แล้ว. บทว่า อุมาปุปฺผํ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อุมาปุบผะ เพราะเบ่งบาน
เปล่งปลั่งด้วยสีเขียวข้างบน. ความว่า เราได้เก็บเอาดอกผักตบนั้นมา
กระทำการบูชาที่พระเจดีย์. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุมาปุปผิยเถราปทาน
หน้า 492
ข้อ 148
อนุโลมทายกเถราปทานที่ ๖ (๑๔๖)
ว่าด้วยผลแห่งการกระทำไพรทีที่โพธิพฤกษ์
[๑๔๘] เราได้ทำไพรทีที่โพธิพฤกษ์แห่งพระมุนีพระนามว่าอโนม-
ทัสสี เราใส่ก้อนปูนขาวแล้ว ได้ทำกรรมด้วยมือตนเอง.
พระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้อุดมกว่านระ ทอด
พระเนตรเห็นกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น ประทับอยู่ในท่าม-
กลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ด้วยกรรม คือ การ
ใส่ปูนขาวนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ ผู้นี้จะได้เสวยสมบัติ
แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้.
เราเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส มีอารมณ์เดียว มีจิตมั่นคง ทรงกาย
อันมีในที่สุดไว้ในพระศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๑๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
พระนามว่าสัมปัสสนะ๑ บริบูรณ์ ไม่บกพร่อง มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอนุโลมทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบอนุโลมทายกเถราปทาน
๑. ม. อิ. สัพพัคฆนะ.
หน้า 493
ข้อ 148
๑๔๖. อรรถกถาอนุโลมทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอนุโลมทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อโนม-๑
ทสฺสีมุนิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็น
ประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสี
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เป็นผู้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ได้
ให้ช่างทำวงกลมแท่นบูชาที่ต้นโพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
และให้ทำการโบกฉาบด้วยปูนขาว ให้ทำการเกลี่ยทรายจนเสมอแน่น
คล้ายกับวิมานเงินฉะนั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ประสบแต่ความสุข
ในทุกภพที่เกิดแล้ว ได้เสวยความสุขในวิมานเงิน เรือนเงิน และปราสาท
เงินจำนวนมาก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุ
นิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่นาน
นักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกได้ด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณตามลำดับ
ว่า เราได้ถึงคุณวิเศษนี้ได้เพราะทำกุศลอะไรไว้หนอ ดังนี้ แล้วรู้ถึงกุศล
ที่ตนกระทำไว้ในกาลก่อน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่อง
ราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อโน-
มทสฺสีมุนิโน ดังนี้. ในบทนั้นมีอรรถวิเคราะห์ว่า การเห็นที่ไม่ต่ำทราม
ไม่ลามก คือเป็นสรีระที่น่าดูน่าชม มีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงพระนามว่า อโนมทสฺสี, อธิบายว่า
๑. บาลีว่า อโนมทสฺสิสฺส มุนิโน.
หน้า 494
ข้อ 148
พระองค์เป็นผู้น่าดูงดงาม เพราะมีพระสรีระประกอบด้วยพระมหาปุริส-
ลักษณะ ๓๒ ประการ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ และมีพระรัศมี
แผ่ออกข้างละวารุ่งเรืองส่องสว่างไสวแล้ว. บทว่า สุธาย ปิณฺฑํ ทตฺวาน
ความว่า ให้ช่างทำแท่นบูชาเป็นวงกลมที่เรือนต้นโพธิ์แล้ว ทำการฉาบ
ทาปูนขาวที่เรือนต้นโพธิ์ทั้งสิ้น. บทว่า ปาณิกมฺมํ อกาสหํ ความว่า
เราได้กระทำแผ่นกระดานอย่างมั่นคงด้วยมือของตน แล้วได้ใช้มือของ
ตนเองทำจนเกลี้ยงเกลา. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่ายเองทีเดียว.
จบอรรถกถาอนุโลมทายกเถราปทาน
หน้า 495
ข้อ 149
มัคคทายกเถราปทานที่ ๗ (๑๔๗)
ว่าด้วยผลแห่งการกระทำหนทาง
[๑๔๙] พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุเสด็จขึ้นสู่ท่าน้ำแล้ว เสด็จ
ดำเนินไปสู่ป่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
สิทธัตถะ มีพระลักษณะอันประเสริฐพระองค์นั้น.
จึงได้ถือเอาจอบและปุ้งกี๋มาปราบหนทางให้ราบเรียบ เรา
ได้ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
ประชาชนพระองค์หนึ่ง มีพระนามว่าสุปปพุทธะ เป็นผู้นำ
เป็นใหญ่กว่านระ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัคคทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมัคคทายกเถราปทาน
หน้า 496
ข้อ 149
๑๔๗. อรรถกถามัคคทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมัคคทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุตฺตริตฺวาน
นทิกํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญเพื่อจะบรรลุพระนิพพานไว้เป็นเวลาหลาย
ภพ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ท่านได้
เกิดในตระกูลที่ชาวโลกยกย่องนับถือ เจริญวัยแล้ว ก็คงยังอยู่ในฆราวาส
วิสัย วันหนึ่ง เขาได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง
แล้ว จะเสด็จไปป่า มีความเลื่อมใสว่า เวลานี้ ควรที่เราจะปราบหนทาง
ให้ราบเสมอเพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล้ว จึงถือจอบและปุ้งกี๋มา
ทำหนทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จผ่านมาให้ราบเรียบเสมอ เกลี่ย
ทรายลงแล้ว ก็ไปไหว้ที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งความ
ปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการที่ได้ปรับหนทาง
ให้สวยงามนี้ ขอให้ข้าพระองค์จงได้เป็นผู้ควรแก่การบูชาในทุก ๆ ที่ที่ได้
ไปเกิดแล้วเถิด อนึ่ง ขอให้ข้าพระองค์จงได้บรรลุพระนิพพานด้วยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาด้วยพระดำรัสว่า เธอปรารถนา
อย่างใด ขอจงสำเร็จอย่างนั้นเถิด แล้วก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ทุก ๆ ภพได้เป็นผู้มีคนบูชาแล้ว. ก็ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดใน
ตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียง (ต่อมา) เลื่อมใสในพระศาสดา จึงได้บวช
เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ทราบถึงบุพกรรมของ
ตนได้โดยประจักษ์ชัด เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่
หน้า 497
ข้อ 149
ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุตฺตริตฺวาน
นทิกํ ดังนี้. ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า นที เพราะเปล่งเสียง ส่ง
เสียงไป, นทีนั่นแลเป็นนทิกา, อธิบายว่า ขึ้นคือข้ามแม่น้ำนั้น. บทว่า
กุทาลปิฏกมาทาย ความว่า แผ่นดินท่านเรียกว่า กุ ชื่อว่า กุทาลํ
เพราะเป็นไปในการทำลาย ถาก ฟัน ซึ่งแผ่นดินนั้น, หาบสำหรับหาบ
ดินฝุ่นและทรายเป็นต้น คือภาชนะที่ทำด้วยใบตาล หวายและเครือเถา
เป็นต้น ท่านเรียกว่า ปิฏกะ, จอบและปุ้งกี๋ ชื่อว่า จอบและปุ้งกี๋ ความว่า
ถือเอาจอบและภาชนะ (ปุ้งกี๋) นั้นมาแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามัคคทายกเถราปทาน
หน้า 498
ข้อ 150
ผลทายกเถราปทานที่ ๘ (๑๔๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายแผ่นกระดาน
[๑๕๐] เราเป็นนายช่างทำยานอยู่ในเมือง เป็นผู้ศึกษาดีในกรรม
ของช่างไม้ เราได้ทำแผ่นกระดานด้วยไม้จันทน์ ถวายแด่
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
วิมานอันบุญกรรมนิรมิตดีแล้วด้วยทองคำนี้ ย่อมสว่าง
ไสว ยานช้าง ยานม้า อันเป็นยานทิพย์ ปรากฏแก่เรา
ปราสาทและวอ และแก้วอันประมาณมิได้ ย่อมบังเกิดแก่
เราตามปรารถนา นี้เป็นผลแห่งการถวายแผ่นกระดาน.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายแผ่นกระดานใด ด้วย
การถวายแผ่นกระดานนั้น เราไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายแผ่นกระดาษ.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ทรงพระนามว่าภวนิมมิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผลกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบผลทายกเถราปทาน
หน้า 499
ข้อ 150
๑๔๘. อรรถกถาผลกทายกเถราปทาน
อปานของท่านพระผลกทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยานกาโร ปุเร
อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญมาแล้วในหลายอัตภาพ ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ท่านได้เกิดในตระกูลช่างไม้ เลื่อมใส
ในพระรัตนตรัย ได้กระทำแผ่นกระดานด้วยไม้จันทน์ ถวายแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่เขาแล้ว.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
เป็นผู้มีความสุขเอิบอิ่มใจในกาลทั้งปวง ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองแล้ว
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เกิดความเลื่อมใสจึงบวชแล้ว
พากเพียรพยายามอยู่ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิ-
สัมภิทา ๔ แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า ยานกาโร ปุเร อาสึ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาน-
กาโร มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า ยาน เพราะเป็นเครื่องทำให้ถึงยังสถานที่ที่
ตนปรารถนาแล้วได้. ชื่อว่า ยานกาโร เพราะย่อมกระทำซึ่งยานนั้น.
อธิบายว่า เราได้กระทำยานในสมัยที่ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าในเมือง.
บทว่า จนฺทนํ ผลกํ กตฺวา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า จันทนะ เพราะย่อม
ให้เกิดความสุข คือระงับเสียได้ซึ่งความเร่าร้อน, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
หน้า 500
ข้อ 150
จันทนะ เพราะเป็นเครื่องทำให้สวยงาม คือเป็นเครื่องชโลมร่างกาย
เพื่ออบให้มีกลิ่นหอมฟุ้ง. กระทำแผ่นกระดานด้วยไม้จันทน์นั้น. บทว่า
โลกพนฺธุโน มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า โลกพันธุ เพราะทรงเป็นเผ่าพันธุ์
คือทรงเป็นญาติของชาวโลกทั้งสิ้น, อธิบายว่า เราได้ถวายแด่พระศาสดา
ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์ของชาวโลกพระองค์นั้นแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาผลทายกเถราปทาน
หน้า 501
ข้อ 151
วฏังสกิยเถราปทานที่ ๙ (๑๔๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวงมาลัย
[๑๕๑] พระสยัมภูผู้ไม่พ่ายแพ้ มีพระนามชื่อว่าสุเมธะ เมื่อ
ทรงเพิ่มพูนวิเวก จึงเสด็จเข้าป่าใหญ่ เราเห็นดอกไม้ช้างน้าว
กำลังบาน จึงเอามาร้อยเป็นพวงมาลัย บูชาแด่พระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลกเฉพาะพระพักตร์.
ในสามหมื่นกัปแต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑,๙๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖
ครั้ง ทรงพระนามว่านิมมิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านั้น คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวฏังสกิยเถระได้กล่าวคาถานี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสฏังสกิยเถราปทาน
หน้า 502
ข้อ 151
๑๔๙. อรรถกถาวฏังสกิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสฏังสกิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม
นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระมุนินทพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สุเมธะ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงชีวิตอยู่
ในเพศฆราวาส แต่เพราะมองเห็นโทษในเพศฆราวาสนั้น จึงละเรือน
ออกบวชเป็นฤๅษี อยู่ในป่ามหาวัน. ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่า สุเมธะ. ได้เสด็จมาถึงป่านั้น เพื่อประสงค์ความสงัด.
ครั้งนั้น ดาบสนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส เก็บเอา
ดอกช้างน้าวซึ่งกำลังแย้มบานมาร้อยเป็นพวงมาลัย วางบูชาที่บาทมูลของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำการอนุโมทนาแล้ว
เพื่อให้เขามีจิตเลื่อมใส. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
เขาได้เกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้ว มีศรัทธาเลื่อมใส
จึงได้บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสม-
นัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม นาเมน ดังนี้. บทว่า วิเวกมนุพฺรูหนฺโต
หน้า 503
ข้อ 151
ความว่า ทรงละความระคนด้วยหมู่ชน เมื่อจะเพิ่มพูนเจริญความสงัดจาก
หมู่ชน และความสงัดจิต จึงได้เสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่แล. คำที่เหลือมี
เนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาวฏังสกิยเถราปทาน
หน้า 504
ข้อ 152
ปัลลังกทายกเถราปทาน ๑๐ (๑๕๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบัลลังก์
[๑๕๒] ก็เราได้ถวายบัลลังก์พร้อมทั้งผ้า สำหรับปิดเบื้องบน
(เพดาน) แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ เชษฐบุรุษ
ของโลก ผู้คงที่.
ในกาลนั้น บัลลังก์นั้น ได้เป็นบัลลังก์ประกอบด้วยแก้ว
๗ ประการ รู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดขึ้นแก่เราทุกเมื่อ.
ในสามหมื่นกัปแต่กัปนี้ เราได้ถวายบัลลังก์ใดในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการถวาย
บัลลังก์.
ในกัปที่สองหมื่นแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
ทรงพระนามว่าสุวรรณาภา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัลลังกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัลลังก์ทายกเถราปทาน
หน้า 505
ข้อ 152
๑๕๐. อรรถกถาปัลลังกทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัลลังกทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุเมธสฺส
ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญเพื่อบรรลุพระนิพพานไว้ตั้งหลายภพ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุเมธะ ท่านได้เกิดในตระกูล
คฤหบดี เจริญวัยแล้ว สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์สมบัติมากมาย เลื่อมใส
ในพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้ว ให้คนทำบัลลังก์อันสำเร็จด้วยรัตนะ ๗
ประการถวายแด่พระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว ได้กระทำการบูชาเป็นการ
ใหญ่. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เป็นผู้อันคนทั้งหลายบูชาแล้วในที่ทั้งปวง โดยลำดับ ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติ-
ภาวะแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ-
ศาสดาแล้ว เกิดความเลื่อมใสบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต
ได้ปรากฏชื่อว่าปัลลังกทายกเถระ ตามชื่อแห่งบุญที่ตนได้ทำไว้ในกาลก่อน.
ชื่อของพระเถระทั้งหลาย ที่มีชื่อตามชื่อแห่งบุญที่ตนได้ทำไว้ในกาลก่อน
แม้ในเรื่องข้างหน้า ก็พึงทราบเหมือนในเรื่องที่แล้วมาอย่างนั้นเหมือนกัน.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า สุเมธสฺส ภควโต ดังนี้. บทว่า ปลฺลงฺโก หิ มยา
ทินฺโน ความว่า ชนทั้งหลายย่อมเข้าไปนั่งในที่ซึ่งกระทำบัลลังก์ คือ
อาสนะบุหนังเสมอขาอ่อน ที่ท่านเรียกว่าบัลลังก์ อธิบายว่า บัลลังก์นั้น
หน้า 506
ข้อ 152
ทำด้วยรัตน ๗ ประการ เราได้บูชาถวายแล้ว. บทว่า สอุตฺตรสปจฺฉโท
ความว่า ชื่อว่า สอุตฺตรสปจฺฉโท คือ พร้อมทั้งผ้าสำหรับปิดเบื้องบนและ
เบื้องล่าง. ได้ผูกเป็นเพดานไว้เบื้องบนแล้วเอาผ้าอย่างดีคลุมอาสนะไว้.
คำที่เหลือมีเนื้อความชัดแจ้งอยู่แล้วแล.
จบอรรถกถาปัลลังกทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาฉัตตวรรคที่ ๑๕
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อธิฉัตตยเถราปทาน ๒. ถัมภาโรปกเถราปทาน ๓.เวทิการก-
เถราปทาน ๔. สปริวาริยเถราปทาน ๕. อุมมาปุปผิยเถราปทาน
๖. อนุโลมทายกเถราปทาน ๗. มัคคทายกเถราปทาน ๘. ผลกทายกเถรา-
ปทาน ๙. วฏังสกิยเถราปทาน ๑๐. ปัลลังกทายกเถราปทาน.
บัณฑิตประกาศคาถาไว้ ๕๖ คาถา.
จบฉัตตวรรคที่ ๑๕
หน้า 507
ข้อ 153
พันธุชีวกวรรคที่ ๑๖
พันธุชีวกเถราปทานที่ ๑ (๑๕๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวงมาลัยดอกชบา
[๑๕๓] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ปราศจาก
มลทิน บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวดังพระจันทร์ มีความเพลิด
เพลินและมีภพสิ้นแล้ว ทรงข้ามตัณหาในโลกแล้ว.
ผู้ยังหมู่ชนให้ดับ ทรงข้ามเองแล้วยังหมู่ชนให้ข้าม เป็น
มุนี เพ่งฌานอยู่ในป่า มีจิตเป็นอารมณ์เดียว ตั้งมั่นด้วยดี.
เราร้อยดอกชบาหลายดอกไว้ในเส้นด้ายแล้ว บูชาพระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เผ่าพันธุ์ของโลก.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระ-
นามว่าสมันตจักษุ เป็นจอมมนุษย์ มีบริวารมาก มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพันธุชีวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบพันธุชีวกเถราปทาน
หน้า 508
ข้อ 153
อรรถกถาพันธุชีวกวรรคที่ ๑๖
๑๕๑. อรรถกถาพันธุชีวกเถราปทาน
อปทานของท่านพระพันธุชีวกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺทํ ว วิมลํ
สุทฺธํ ดังนี้.
แม้ท่านพระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงอยู่ใน
เพศฆราวาส ได้เห็นพระรูปกายสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนาม
สิขีแล้ว มีจิตเลื่อมใส เก็บเอาดอกชบาหลายดอกมาบูชาที่แทบพระบาท
พระผู้มีพระภาคเจ้า. เพื่อจะทรงทำจิตของเขาให้เกิดความเลื่อมใส พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เขา. เขาดำรงชีวิตอยู่จนตลอด
อายุขัย ด้วยบุญอันนั้นนั่นแล เขาจึงได้บังเกิดในเทวโลก ได้เสวยกามาวจร-
สมบัติ ๖ ชั้นแล้ว ได้เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในมนุษยโลกอีก
ในกาลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราพระองค์นี้อุบัติขึ้นแล้ว เขาได้
เกิดในตระกูลคฤหบดี ได้ฟังพระธรรมของพระศาสดาแล้วเกิดศรัทธา
ละเรือนออกบวช ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ท่านระลึกถึงกุศลกรรม ที่ตนได้กระทำไว้ในกาลก่อนได้ ด้วย
ปุพเพนิวาสญาณแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่
ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า จนฺทํ ว วิมลํ
สุทฺธํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทํ ว วิมลํ สุทฺธํ เชื่อม
ความว่า ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าสิขี พระองค์ผู้ผ่องใส
หน้า 509
ข้อ 153
บริสุทธิ์ เพราะไม่มีกิเลส ทรงปราศจากมลทิน เพราะละมลทินคืออุปกิเลส
๑,๕๐๐ เสียได้ดุจดวงจันทร์พ้นแล้วจากมลทิน คืออุปกิเลสเหล่านี้คือ เมฆ
หมอก น้ำค้าง ควัน ธุลี ราหู ดังนี้. ชื่อว่า ไม่ขุ่นมัว เพราะไม่มี
เปือกตมคือกิเลส. ชื่อว่า มีความเพลิดเพลินและภพสิ้นไปแล้ว เพราะ
ความเสน่หาอันมีกำลัง คือความเพลิดเพลินและภพ สิ้นไปแล้วโดยรอบ
ด้าน. บทว่า ติณฺณํ โลเก ความว่า ข้ามขึ้นพ้นจากโลกทั้ง ๓ ได้แล้ว
บทว่า วิสตฺติกํ ความว่า ตัณหาท่านเรียกว่า วิสตฺติ, นิตฺตณฺหํ แปลว่า
ไม่มีตัณหา. บทว่า นิพฺพาปยนฺตํ ชนตํ ความว่า พระองค์ทรงอยู่ในธรรม.
ทรงยังหมู่ชนให้ดับ สงบระงับได้ด้วยความไม่มีความเร่าร้อน คือกิเลส.
เชื่อมความว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี พระองค์ทรงข้ามจาก
สงสารแล้ว ทรงชักชวนสัตว์ทั้งปวงให้ข้ามพ้นจากสงสารบ้าง ทรง
เป็นมุนีเพราะตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการ. บทว่า วนสฺมึ ฌายมานํ ความ
ว่า ทรงเพ่ง คิด ทรงอบรมจิตด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน
ในกลางป่า. เชื่อมความว่า เห็นแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ทรง
เป็นมุนีผู้มีจิตเป็นอารมณ์เดียว มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในอารมณ์เดียว. บทว่า
พนฺธุชีวกปุปฺผานิ ความว่า เป็นที่ดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์คือหมู่ญาติ คือ
เป็นที่อาศัยเป็นอยู่เป็นที่รวมพันธุชีวกะ คือหัวใจ เนื้อและโลหิต เก็บ
เอาดอกชบาที่มีสีดอกเสมอเหมือนกับหัวใจ เนื้อและโลหิต มาบูชาพระ-
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก. คำที่เหลือมีเนื้อความ
ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาพันธุชีวกเถราปทาน
หน้า 510
ข้อ 154
ตัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๑๕๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาต้นโพธิ์
[๑๕๔] เราเป็นผู้ประกอบในการทำการงานของบุคคลอื่น ได้ทำ
ความผิดเพียบพร้อมด้วยภัยและเวร จึงวิ่งหนีไปตามชายป่า.
ได้เห็นต้นไม้มีดอกเป็นกลุ่มก้อนบานสะพรั่ง จึงถือเอา
ดอกมีสีแดง ไปเกลี่ยลงที่โพธิพฤกษ์.
ได้กวาดไม้แคฝอย อันเป็นไม้โพธิ์อันอุดมนั้นแล้ว เข้า
ไปนั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ที่โคนโพธิ์.
ชนทั้งหลายแสวงหาทางไปอยู่ ได้มาสู่ที่ใกล้เรา และเรา
เห็นชนเหล่านั้น ณ ที่นั้นแล้ว คำนึงถึงโพธิพฤกษ์อันอุดม.
และเรามีใจผ่องใส ไหว้โพธิพฤกษ์แล้ว ตกลงในเหวที่
น่ากลัว อันลึกหลายชั่วลำตาล.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาโพธิพฤกษ์ด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
โพธิพฤกษ์.
และในกัปที่ ๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
ทรงพระนามว่าสัมมสิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 511
ข้อ 154
ทราบว่า ท่านพระตัมพปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตัมพปุปผิยเถราปทาน
๑๕๒. อรรถกถาตัมพปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระตัมพปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปรกมฺมายเน
ยุตฺโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ท่านก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปิยทัสสี เพราะอกุศลกรรมบางอย่างที่ท่านกระทำไว้ในปางก่อน จึงได้
มาเกิดในตระกูลเข็ญใจ เจริญวัยแล้ว ก็ทำการงานรับจ้างคนอื่นเลี้ยง
ชีวิต. เขาอยู่ด้วยความทุกข์ยากอย่างนี้ ยังได้ทำความผิดกับคนอื่นอีก
เพราะความกลัวตาย จึงหนีเข้าป่า. เขาได้เห็นต้นแคฝอยและต้นโพธิ์
ในที่ที่ไปแล้วนั้น จึงได้ไหว้แล้ว กวาดเสร็จแล้วมองเห็นดอกไม้มีสีแดง
ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง จึงเลือกเก็บเอาดอกกรรณิการ์มาทำการบูชาต้นโพธิ์
ทั้งหมดนั้น. เขาทำจิตให้เลื่อมใสในต้นโพธิ์นั้น ไหว้แล้วก็นั่งคู้บัลลังก์.
ในขณะนั้น พวกมนุษย์เหล่านั้นไล่ติดตามมาตามรอยเท้า ได้มาถึงในที่นั้น
แล้ว. เขาพอได้เห็นคนเหล่านั้นแล้ว ก็รำพึงถึงต้นโพธิ์พลางวิ่งหนี
ตกลงไปตายในเหวลึกแห่งภูเขาอันน่ากลัวแล้ว.
ด้วยปีติและโสมนัสเพราะระลึกถึงการบูชาต้นโพธิ์นั้นนั่นแล เขาจึง
หน้า 512
ข้อ 154
ได้ไปเกิดในสวรรค์มีชั้นดาวดึงส์เป็นต้น ได้เสวยสมบัติในกามาวจร ๖ ชั้น
แล้ว ได้มาเกิดในมนุษย์ เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้มาเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้ว
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใสได้บวชแล้ว ไม่
นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปรกมฺมายเน ยุตฺโต ดังนี้. พึงทราบ
เนื้อความในบทเหล่านั้นว่า การงานของคนเหล่าอื่น ชื่อว่า การงานของ
คนอื่น. เราได้เป็นผู้ประกอบตระเตรียมแล้ว ในทางการงานของคนอื่น.
คำที่เหลือปรากฏชัดแจ้งแล้วแล.
จบอรรถกถาตัมพปุปผิยเถราปทาน
หน้า 513
ข้อ 155
วีถิสัมมัชชกเถราปทานที่ ๓ (๑๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการกวาดถนนและยกธง
[๑๕๕] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้นำของโลก เป็นจอมสัตว์
ประเสริฐกว่านระ มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังพระอาทิตย์อุทัย
เหลืองอร่ามเหมือนพระจันทร์ เสด็จดำเนินไปเหมือนพระ-
จันทร์ในวันเพ็ญ.
ภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ ล้วนเป็นพระขีณาสพแวดล้อม เราจึง
กวาดถนนนั้น ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลกเสด็จไป
ได้ยกธงขึ้นที่ถนนนั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใส.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ยกธงใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ในกัปที่ ๔ แต่กัปนี้
เราได้เป็นพระราชามีพละมาก สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง
ปรากฏพระนามว่าสุธชะ.
คุณสมบัติเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวีถิสัมมัชชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบสัมมัชชกเถราปทาน
หน้า 514
ข้อ 155
๑๕๓. อรรถกถาวีถิสัมมัชชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระวีถิสัมมัชชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุเทนฺตํ
สตรํสึว ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ท่านก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญไว้เป็นเวลาหลายร้อยชาติ ในกาลแห่งพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล อยู่
เป็นฆราวาส ได้ร่วมกับชาวเมืองพากันกวาดถนน ได้พบเห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้อันคนนำเสด็จไปอยู่ จึงมีใจเลื่อมใส ปรับผิวถนนให้เสมอแล้ว
ช่วยกันยกธงขึ้นในที่นั้น.
ด้วยบุญอันนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองจนครบแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้
บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธา มีใจเคารพมาก บรรพชาอุปสมบทแล้ว
ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อระลึกบุพกรรมของตน ก็ได้ทราบ
โดยชัดแจ้ง เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุเทนฺตํ สตรํสึว ดังนี้. ในบทนั้นมี
ความว่า พระอาทิตย์มีรัศมีหนึ่งร้อย คือมีแสงสว่างหนึ่งร้อยอุทัยพวยพุ่งขึ้น.
คำว่า สตรํสี นี้ เป็นเพียงหัวข้อเทศนา, ความว่า ดังพระอาทิตย์มีแสง
สว่างหลายแสนฉะนั้น. บทว่า ปิตรํสึว ภาณุมํ ความว่า ได้เห็นพระ-
หน้า 515
ข้อ 155
สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้งดงามคล้ายพระจันทร์ มีรัศมีส่องสว่าง คือ
มณฑลพระจันทร์ มีรัศมีสีเหลือง ส่องสว่างเป็นกลุ่มก้อน. คำที่เหลือ
มีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวีถิสัมมัชชกเถราปทาน
หน้า 516
ข้อ 156
กักการุปูชกเถราปทานที่ ๔ (๑๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกฟักทิพย์
[๑๕๖] เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายก
พระนามว่าสิขี ได้ถือเอาดอกฟักทิพย์ไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
และในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีพระนามว่าสัตตุคตมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกักการุปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกักการุปูชกเถราปทาน
หน้า 517
ข้อ 156
๑๕๔. อรรถกถากักการุปุปผปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระกักการุปุปผปูชกเถระมีคำเริ่มต้นว่า เทวปุตฺโต
อหํ สนฺโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ท่านก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญเป็นประจำเสมอ ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดเป็นภุมมัฏฐเทวดา
ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี แล้ว ได้เก็บเอาดอกฟักทิพย์
มาบูชาแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยความสุขในโลกทั้งสอง ในระหว่างกัปที่ ๓๑ ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสใน
พระศาสดาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ทราบบุพกรรม
ของคนได้โดยประจักษ์ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราว
ที่คนเคยไค้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า เทวปุตฺโต
อหํ สนฺโต ดังนั้น. พึงทราบวิเคราะห์ในบทนั้นว่า ชื่อว่า เทวา
เพราะย่อมร่าเริงสนุกด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ทั้ง ๕ บุตรของเทวะทั้ง-
หลาย, เทวะและบุตรรวมเป็นเทพบุตร. เราเป็นเทพบุตรประคองดอก
ฟักทิพย์ถือมายกขึ้นบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขีแล้ว. คำที่เหลือ
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากักการุปุปผปูชกเถราทาน
๑. บาลีว่า กักการุปูชเถราปทาน.
หน้า 518
ข้อ 157
มันทารวปุปผปูชกเถราปทานที่ ๕ (๑๕๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมณฑารพ
[๑๕๗] เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายก
พระนามว่าสิขี ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้าด้วยดอกมณฑารพ.
พวงมาลัยทิพย์เป็นหลังคาบังร่มในพระตถาคตตลอด ๗ วัน
ชนทั้งปวงมาประชุมกันนมัสการพระตถาคต.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนาม
ว่าชุตินธระ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมันทารวปุปผปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมันทารวปุปผปูชกเถราปทาน
หน้า 519
ข้อ 157
๑๕๕. อรรถกถามันทารวปุปผปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมันทารวปุปผปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เทว-
ปุตฺโต อหํ สนฺโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี
ท่านได้เป็นภุมมัฏฐกเทพบุตร ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิขี แล้ว มีใจเลื่อมใสได้บูชาด้วยดอกมณฑารพทั้งหลายแล้ว.
คำทั้งหมดตั้งแต่คำว่า โส เตน ปุญฺเน ดังนี้เป็นต้นไป บัณฑิต
พึงทราบได้ตามนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาอปทาน ของพระ-
อนันตรเถระนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถามันทารวปุปผปูชกเถราปทาน
หน้า 520
ข้อ 158
กทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๑๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกระทุ่ม
[๑๕๘] มีภูเขาชื่อกุกกุฏะอยู่ในที่ไม่ไกลแต่ภูเขาหิมวันต์ พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์อยู่ใกล้เชิงภูเขานั้น.
เราเห็นต้นกระทุ่มมีดอกบาน ดังพระจันทร์ขึ้นไปใน
ท้องฟ้า จึงประคองด้วยมือทั้งสอง บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้ง ๗ พระองค์.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่าปุปผะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกทัมพปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกทัมพปุปผิยเถราปทาน
หน้า 521
ข้อ 158
๑๕๖. อรรถกถากทัมพปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกทัมพปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺ-
ตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ เมื่อโลกกำลังสูญจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน มองเห็นโทษ
ในการอยู่ครองเรือนนั้น จึงละเพศฆราวาสบวชเป็นดาบส สร้างอาศรมอยู่
ที่ภูเขาชื่อว่า กุกกุฏะ ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เขาได้พบเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๗ พระองค์ในสถานที่นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส เลือกเก็บเอาดอกกระทุ่มที่
บานแล้วมาบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้ว. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้า
เหล่านั้น ก็ได้กระทำอนุโมทนาแล้วด้วยดีว่า อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ดังนี้
เป็นต้น.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือน
อันมีสกุลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ-
ศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึก
ถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราว
ที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺ-
สาวิทูเร ดังนี้. คำนั้น มีเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. บทว่า
กุกฺกุโฏ นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาที่เรียกกันว่า กุกกุฏะ เพราะยอด
ภูเขาทั้งหลายมีลักษณะคล้ายกับหงอนไก่ ตรงที่ข้างทั้งสองของภูเขานั้น.
หน้า 522
ข้อ 158
ชื่อว่า ปัพพตะ เพราะตั้งมั่นโดยอาการปิดขวาง. บทว่า ตมฺหิ ปพฺพต-
ปาทมฺหิ แปลว่า ในที่ใกล้ภูเขาลูกนั้น. บทว่า สตฺต พุทฺธา วสนฺติ
ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์นั้น ย่อมอยู่ ณ บรรณศาลา
ใกล้เชิงภูเขากุกกุฏะนั้น. บทว่า ทีปราชํว อุคฺคตํ ได้แก่ พระราชาแห่ง
ทวีปทั้งหลาย ชื่อว่า ทีปราชา อธิบายว่า พระราชา เป็นใหญ่แห่ง
ทวีปทั้งสิ้น แต่พระจันทร์เป็นใหญ่แห่งหมู่ดาวที่ส่องแสงทั้งหมด จึง
เรียกว่า ทีปราชา อีกอย่างหนึ่ง พระราชาเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คือ
ชมพูทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป และอุตตรกุรุทวีป กับทวีป
เล็ก ๆ อีก ๒,๐๐๐ ทวีป อธิบายว่า เราได้เห็นต้นกระทุ่มซึ่งมีดอกเบ่งบาน
สะพรั่ง คล้ายกับพระจันทร์ลอยเด่นท่ามกลางท้องฟ้าฉะนั้น แล้วเลือก
เก็บดอกไม้จากต้นกระทุ่มนั้นแล้ว เอามือทั้งสองข้างประคอง คือถือเอา
โดยวิธีอย่างหนึ่ง เกลี่ยด้วยดี คือได้บูชาโดยเอื้อเฟื้อซึ่งพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์นั้นแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากทัมพปุปผิยเถราปทาน
หน้า 523
ข้อ 159
ติณสูลกเถราปทานที่ ๗ (๑๕๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อน
[๑๕๙] มีภูเขาชื่อภูตคณะอยู่ในที่ไม่ไกลแต่ภูเขาหิมวันต์ พระ-
ชินพุทธเจ้าองค์หนึ่ง สละโลกแล้วมาอยู่ ณ ภูเขานั้น เราถือ
เอาดอกมะลิซ้อนไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า เราไม่ตกลงใน
จตุราบายตลอด ๙๙,๙๙๙ กัป.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
องค์หนึ่ง มีพระนามว่าธรณีรุหะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสูลกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบติณสูลกเถราปทาน
หน้า 524
ข้อ 159
๑๕๗. อรรถกถาติณสูลกเถราปทาน
อปทานของท่านพระติณสูลกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพที่เกิดแล้วจะสั่งสมไว้แต่กุศลเป็นประจำเสมอ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมี
ตระกูล ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส เห็นโทษในเพศฆราวาสนั้น จึงละเพศ
ฆราวาสนั้นแล้วบวชเป็นดาบสอยู่ (วันหนึ่ง) พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า สิขี พระองค์กำลังเพิ่มพูนวิเวกอยู่เพียงพระองค์เดียว ประทับ
อยู่ที่ภูเขาชื่อภูตคณะ ใกล้กับภูเขาหิมวันต์แล้ว มีใจเลื่อมใส ถือเอาดอก
มะลิซ้อนไปบูชาที่บาทมูล (ของพระพุทธเจ้า). แม้พระพุทธเจ้าก็ทรง
ทำการอนุโมทนาแก่เขา.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิด
ในตระกูลแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ไปด้วยสมบัติ ในกรุงสาวัตถี เจริญวัย
แล้วเลื่อมใสพระศาสนา จึงได้บวชแล้ว เพราะเขาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วย
อุปนิสัย ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้ว
ในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. บทว่า
ภูตคโณ นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาชื่อว่า ภูตคณะ เพราะเป็นที่อยู่
ของหมู่ภูต คือ หมู่แห่งเทวดาและยักษ์ เพราะเป็นเช่นกับภพ และเพราะ
หน้า 525
ข้อ 159
เป็นไปโดยความไม่งอกงามเจริญ. พระชินเจ้าคือพระพุทธเจ้าผู้ทรงชำนะ
มารได้แล้ว พระองค์เดียวคือไม่มีสอง ย่อมประทับอยู่ที่ภูเขานั้น คือ
ย่อมประทับอยู่ด้วยทิพยวิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และอิริยาบถ-
วิหารแล. บทว่า เอกูนสตสหสฺสํ กปฺปํ น วินิปาติโก ความว่า ด้วย
ผลที่ทำการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกมะลิซ้อนนั้น เราจึงไม่ต้องตกลงไป
ในอบาย พ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้ เข้าถึงเฉพาะแต่ภพคือสวรรค์สมบัติ
อย่างเดียว ตลอด ๙๙,๙๙๙ กัปหาระหว่างมิได้. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอจะรู้ได้ง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาติณสูลกเถราปทาน
หน้า 526
ข้อ 160
นาคปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๑๕๘)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกสารภีที่ทางเสด็จ
[๑๖๐] (เราเป็น) พราหมณ์มีนามชื่อว่าสุวัจฉะ เป็นผู้รู้จบมนต์
แวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตนอยู่ ณ ระหว่างภูเขา พระชินเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ทรง
ประสงค์จะรื้อถอน (ช่วยเหลือ) เรา จึงเสด็จมายังสำนักเรา.
เสด็จจงกรมอยู่บนเวหาส เหมือนประทีปอันโพลงฉะนั้น
ทรงทราบว่าเรายินดีแล้ว บ่ายพระพักตร์กลับไปทางทิศประ-
จิม.
เราได้เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยเป็น มีขนพองสยอง
เกล้านั้นแล้ว ได้เก็บเอาดอกสารภีไปโปรยลงที่ทางเสด็จไป.
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วยจิต
อันเลื่อมใสนั้น เราไม่เข้าถึงทุคติเลย.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชมี
พระนามว่ามหารถะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบนาคปุปผิยเถราปทาน
หน้า 527
ข้อ 160
๑๕๘. อรรถกถานาคปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระนาคปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุวจฺโฉ
นาม นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุดพระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัย
แห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว สำเร็จ
การศึกษาในศิลปะประจำตัวมีไตรเพทเป็นต้น แต่มองไม่เห็นสาระใน
ศิลปะนั้น จึงเข้าไปยังป่าหิมวันต์ บวชเป็นดาบส ปล่อยเวลาให้ล่วงไป
ด้วยความสุขในฌานและสมาบัติ. ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เสด็จไปฝั่งสถานที่นั้น เพื่อทรงอนุเคราะห์
แก่เธอ. ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว เพราะเหตุที่ตน
ฉลาดในตำราลักษณะศาสตร์ มีความเลื่อมใสในพระลักษณะ และพระ-
รูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวายบังคม ได้ยืนประคองอัญชลี
แล. เพราะมิได้เสด็จลงจากอากาศ เมื่อเขาไม่ได้กระทำบูชาและสักการะ
พระองค์เสด็จหลีกไปทางอากาศนั่นแล. ลำดับนั้น ดาบสนั้นพร้อมกับ
ศิษย์ จึงเก็บดอกสารภีบูชาตามหนทางทิสาภาคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
ไปแล้ว ด้วยดอกไม้นั้น.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
เสวยสมบัติในโลกทั้งสอง ได้รับการบูชาแล้วในที่ทั้งปวง ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ ได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว สมบูรณ์
ด้วยศรัทธา บวชแล้วทำพระศาสนาให้งอกงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติอยู่ ไม่
หน้า 528
ข้อ 160
นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อระลึกถึงกรรมในอดีตว่า ด้วยกุศล-
กรรมอะไรหนอ เราจึงได้รับโลกุตตรสมบัติอันนี้ ดังนี้ ก็ทราบได้ชัดแจ้ง
ถึงบุพกรรมนั้น จึงเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตน
เคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุวจฺโฉ
นาม นาเมน ดังนี้. พึงทราบวิเคราะห์ในบทนั้นว่า ชื่อว่า วจฺโฉ
เพราะเกิดแล้วในวัจฉโคตร วัจฉะนั้นด้วย ดีด้วย รวมเป็นสุวัจฉะ แปลว่า
วัจฉโคตรที่ดี. อธิบายว่า พราหมณ์มีชื่อว่า สุวัจฉะ ถึงฝั่งแห่งมนต์
คือถึงที่สุดทางมนตศาสตร์ทั้งสิ้นมีไตรเพทเป็นต้น. คำที่เหลือมีเนื้อความ
ง่ายทั้งนั้น เพราะเนื้อความนั้นได้กล่าวไว้แล้วทั้งหมดในหนหลังแล.
จบอรรถกถานาคปุปผิยเถราปทาน
หน้า 529
ข้อ 161
ปุนนาคปุปผิยเถราปทานที่ ๙ (๑๕๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบุนนาค
[๑๖๑] เราเป็นนายพรานเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ได้เห็นดอกบุนนาค
กำลังบาน จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ได้เก็บเอาดอกบุนนาคนั้น อันมีกลิ่นหอมตลบอบอวล
แล้ว ได้ก่อสถูปที่กองทรายบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่ง
มีนามว่าตโมนุทะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุนนาคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุนนาคปุปผิยเถราปทาน
หน้า 530
ข้อ 161
๑๕๙. อรรถกถาปุนนาคปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุนนาคปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กานนํ
วนโมคยฺห ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ผุสสะ เขาได้เกิดในตระกูลนายพรานป่า (เจริญวัยแล้ว) เข้าไปยังป่าใหญ่
เห็นดอกบุนนาคอันบานสะพรั่งในที่นั้นแล้ว เพราะเหตุที่ตนสมบูรณ์ด้วย
เหตุ จึงน้อมนึกระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอำนาจปีติมีพระพุทธเจ้า
เป็นอารมณ์ จึงเก็บดอกไม้นั้นพร้อมด้วยดอกกรรณิการ์ทั้งหลายมาแล้ว
ก่อพระเจดีย์ทรายบูชา.
ด้วยบุญอันนั้น ในกัปที่ ๙๒ เขาจึงได้เสวยสมบัติในเทวโลกและ
มนุษยโลกนั้นนั่นแลหาระหว่างมิได้ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาเกิดใน
ตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว ด้วยกำลังแห่ง
บุญที่อบรมมาในกาลก่อน (เขา) จึงได้เลื่อมใสในพระศาสนา ออกบวช
แล้ว พยายามอยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงกุศลกรรมที่ทำ
ไว้ในกาลก่อนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคย
ได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า กานนํ วนโมคยฺห
ดังนี้. ถ้อยคำทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะได้กล่าวไว้แล้วใน
หนหลังแล.
จบอรรถกถาปุนนาคปุปผิยเถราปทาน
หน้า 531
ข้อ 162
กุมุททายกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกโกมุท
[๑๖๒] ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่สระหนึ่ง (สระธรรม-
ชาติ) ดาดาษด้วยดอกปทุม (บัวหลวง) และดอกอุบล
(บัวเขียว) สะพรั่งด้วยดอกปุณฑริก (บัวขาว).
ในกาลนั้น เราเป็นนกมีนามชื่อว่ากุกกุฏะ อาศัยอยู่ใกล้
สระนั้น เป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร ฉลาดในบุญและมิใช่
บุญ.
พระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตตระ สมควรรับเครื่อง
บูชา เสด็จสัญจรในที่ไม่ไกลสระนั้น.
เราหักดอกบัวโกมุทน้อมถวายแด่พระองค์ พระองค์ทรง
ทราบความดำริของเราแล้วทรงรับไว้.
ครั้นเราถวายทานนั้นแล้ว และอันกุศลมูลตักเตือน เรา
ไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ในกัปที่ ๑,๖๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
พระเจ้าจักรพรรดิเหล่านี้มีพระนามว่าวรุณะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุมุททายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบกุมุททายกเถราปทาน
หน้า 532
ข้อ 162
๑๖๐. อรรถกถากุมุททายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระกุมุททายกเถระ. มีกำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้หลายภพ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดเป็นนก
ชื่อว่า กุกุตถะ๑ อยู่ใกล้สระใหญ่อันใกล้ภูเขาหิมวันต์ ที่ได้เกิดเป็นนก
ก็เพราะอกุศลกรรมบางอย่าง แต่เพราะมีกุศลกรรมที่คนทำไว้ในกาลก่อน
จึงได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ฉลาดในบุญและบาป มีศีล งดเว้น จาก
อาหารที่เนื่องด้วยชีวิตสัตว์. ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เสด็จมาทางอากาศ เสด็จจงกรมใกล้กับนกนั้น. ลำดับนั้น
นกนั้นได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส คาบเอาดอกโกมุทมา
บูชาที่บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับดอก
โกมุทนั้นไว้ เพื่อจะให้เธอเกิดความโสมนัสใจแล้ว ทรงกระทำอนุ-
โมทนา.
ด้วยบุญอันนั้น นกนั้นจึงได้เสวยความสุขคือสมบัติในโลกทั้งสอง
คือในเทวโลกและมนุษยโลกเสร็จแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาเกิดใน
ตระกูลแห่งหนึ่งในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีทรัพย์มาก มีโภค-
สมบัติมาก เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ-
ศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ทราบ
๑. บาลี กุกกุฏะ.
หน้า 533
ข้อ 162
ถึงบุพกรรมของคนได้โดยประจักษ์ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่คนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
หิมสนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. ในบทว่า ปทุมุปฺปลสญฺฉนโน นี้ เชื่อมความว่า
ดอกปทุมสีขาวสมบูรณ์ด้วยใบบัว และดอกปทุมและอุบล สีเขียว สีแดง
และสีขาว ๓ อย่าง รวมเรียกว่าดอกปทุมและดอกอุบล สระใหญ่นั้น
ได้ดารดาษเป็นป่าเต็มไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบลเหล่านั้น. บทว่า ปุณฺ-
ฑรีกสโมตฺถโฏ ความว่า ดารดาษเต็มไปด้วยดอกปุณฑริก (บัวขาว)
และดอกปทุมสีแดงมากมาย. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายแล.
จบกุมุททายกเถราปทาน
จบอรรถกถาพันธุชีวกวรรคที่ ๑๖
หน้า 534
ข้อ 162
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พันธุชีวกเถราปทาน ๒. ตัมพปุบผิยเถราปทาน ๓. วีถิสัมมัชชก-
เถราปทาน ๔. กักการุปูชกเถราปทาน ๕. มันทารวปุปผปูชกเถราปทาน
๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน ๗. ติณสูลกเถราปทาน ๘. นาคปุปผิยเถรา-
ปทาน ๙. ปุนนาคปุปผิยเถราปทาน ๑๐. กุมุททายกเถราปทาน
บัณฑิตกล่าวคาถาไว้ ๕๖ คาถา.
จบพันธุชีวกวรรคที่ ๑๖
หน้า 535
ข้อ 163
สุปาริจริยวรรคที่ ๑๗
สุปาริจริยเถราปทานที่ ๑ (๑๖๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบำรุงพระศาสนา
[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นจอมสัตว์ ประเสริฐกว่านระ
มีพระนามว่าปทุม (ปทุมุตตระ) ผู้มีพระจักษุ เสด็จออกจาก
ป่าใหญ่แล้วทรงแสดงธรรมอยู่.
ในขณะนั้น ได้มีการประชุมแห่งเทวดาทั้งหลาย ในที่
ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า เทวดาทั้งหลายมาประชุมกันด้วย
กิจบางอย่าง ได้เห็นอย่างแจ้งชัด.
เราได้ทราบ (ได้ยิน) พระสุรเสียงที่ทรงแสดงอมฤตธรรม
ของพระพุทธเจ้า มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ปรบมือแล้วเข้าไป
บำรุง.
เราเห็นผลแห่งการบำรุงพระศาสดาที่ประพฤติด้วยดี ใน
๓๐,๐๐๐ กัป เราไม่เข้าถึงทุคติเลย.
ในกัปที่ ๒๙,๙๙๙ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า
สมลังกตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณสมบัติเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 536
ข้อ 163
ทราบว่า ท่านพระสุปาริจริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุปาริจริยเถราปทาน
อรรถกถาสุปาริจริยวรรคที่ ๑๗
๑๖๑. อรรถกถาสุปาริจริยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุปาริจริยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุโม นาม
นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระมุนีเจ้าผู้ประ-
เสริฐพระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัย
แห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในกำเนิดยักษ์ ไปยังสมาคมยักษ์ใน
หิมวันต์ ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า จากพวกเทวดา
ยักษ์ คนธรรพ์ และนาคแล้ว มีใจเลื่อมใส คู้แขนทั้งสองเข้า ปรบมือ
นมัสการแล้ว. ด้วยบุญอันนั้น เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิด
ในเทวโลกชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ได้เสวยทิพยสุขในเทวโลกนั้นแล้ว และได้
บังเกิดในมนุษยโลก เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในหมู่มนุษย์
แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลคฤหบดีในพระนครสาวัตถี
เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ได้
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนัก
ก็ได้บรรลุพระอรหัต.
หน้า 537
ข้อ 163
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนเองได้ เกิดความโสมนัสใจ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า ปทุโม นาม นาเมน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ปทุโม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงการนับว่า ปทุมะ เพราะ
สัญญาในเวลาที่จะวางพระบาทลง จะมีดอกบัวแทรกแผ่นดินโผล่ขึ้นมา
รองรับพื้นพระบาทของพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ พระอรรถกถาจารย์ประสงค์ในบทว่า ปทุโม นี้. เชื่อม
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เสด็จออกจากพระวิหารที่
ประทับ แล้วเสด็จเข้าไปยังท่ามกลางป่า ทรงแสดงธรรมแล้วแล. บทว่า
ยกฺขานํ สมโย ความว่า ได้มีสมาคมของเทวดาทั้งหลายแล้ว. บทว่า
อชฺฌาเปกฺขึสุ ตาวเท ความว่า ได้เห็นแจ้งชัดในเวลาแสดงธรรมนั้น,
คือได้มีปกติเห็นชัดโดยพิเศษ. คำที่เหลือมีเนื้อความปรากฏชัดแล้วที
เดียวแล.
จบอรรถกถาสุปาริจริยเถราปทาน
หน้า 538
ข้อ 164
กณเวรปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๑๖๒)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกชบาถวาย
[๑๖๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของ
โลก ประเสริฐกว่านระ แวดล้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย
เสด็จดำเนินไปสู่พระนคร.
เราเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้ เป็นผู้คุ้มครอง ในภายในพระ-
ราชวัง เราเข้าไปในปราสาท ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้นำของโลก.
จึงถือ (เก็บ) เอาดอกชบาไปโปรยลงในภิกษุสงฆ์ แยก
พระพุทธเจ้าไว้แผนกหนึ่ง โปรยดอกชบาลงบูชายิ่งกว่านั้น.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๘๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ทรงพระนามว่ามหิทธิกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 539
ข้อ 164
ทราบว่า ท่านพระกณเวรปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกณเวรปุปผิยเถรปทาน
๑๖๒. อรรถกถากณเวรปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกณเวรปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺโถ
นาม ภควา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ
ท่านได้เกิดในตระกูลศูทร เจริญวัยแล้ว ได้เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความ
ปลอดภัยภายในพระราชวัง. ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ-
นามว่า สิทธัตถะ มีหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จพระราชดำเนินไปตาม
ทางถนนหลวง. ลำดับนั้น คนผู้รักษาความปลอดภัยในพระราชวังนั้น
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไป มีใจเลื่อมใส บูชาพระผู้มี-
พระภาคเจ้าด้วยดอกชบา ได้ยืนนมัสการอยู่แล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยแต่สมบัติในสุคติโลกสวรรค์อย่างเดียว
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วได้ฟัง
พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนัก
ก็ได้เป็นพระอรหันต์.
หน้า 540
ข้อ 164
ท่านเป็นผู้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงกุศลกรรมที่ทำไว้ใน
กาลก่อนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺโต นาม ภควา
ดังนี้. ถ้อยคำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะได้กล่าวไว้แล้ว
ในหนหลังแล.
จบอรรถกถากณเวรปุปผิยเถราปทาน
หน้า 541
ข้อ 165
ขัชชททายกเถราปทานที่ ๓ (๑๖๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะพร้าว
[๑๖๕] ในปางก่อน เราได้ถวายผลไม้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าติสสะ และได้ถวายมะพร้าวที่สมมติกันว่าควร
เคี้ยว.
ครั้นถวายผลมะพร้าวนั้นแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่า
ติสสะ ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงแล้ว ย่อมบันเทิง มีความ
ประสงค์สิ่งที่ต้องการ ก็เข้าถึง (ได้) ตามปรารถนา.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
ในกัปที่ ๑๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระ-
นามว่าอินทสมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระขัชชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบขัชชทายกเถราปทาน
หน้า 542
ข้อ 165
๑๖๓. อรรถกถาขัชชกทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระขัชชกทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺส
โข ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ติสสะ ท่านได้เกิดในตระกูลศูทร ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจ
เลื่อมใส ได้ถวายผลไม้น้อยใหญ่อันมีรสอร่อยอย่างละ ๑ ผล มีผลมะม่วง
และผลชมพู่เป็นต้น มะพร้าวและขนมที่ควรเคี้ยว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้เสวยแล้ว ในขณะที่เขามองดูอยู่นั่นแล ก็เพื่อจะเจริญความเลื่อมใส
แก่เขา ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยแต่สมบัติในสุคติโลกสวรรค์
อย่างเดียว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุง
สาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว
เกิดศรัทธา มีความเลื่อมใสและนับถือมาก บวชแล้วทำพระศาสนาให้
งดงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติ มีศีลเป็นอลังการเครื่องประดับ ไม่นานนัก
ก็ได้บรรลุพระอรหัต.
เมื่อท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนทราบว่า เราได้ทำกุศลอันดีงาม
ไว้ในที่ดีในกาลก่อน ดังนี้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่อง
ราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺส
โข ภควโต ดังนี้ พึงทราบความหมายในบทนั้นว่า ชื่อว่า ติสสะ
ด้วยอำนาจเป็นชื่อที่มารดาบิดาตั้งให้ เพราะตั้งแต่เกิดขึ้นมา มีแต่จะให้
หน้า 543
ข้อ 165
สมบัติในภพทั้งสาม. อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่า ติสสะ เพราะทรงเป็น
พระพุทธเจ้าแล้ว ทรงยังมหาชนให้สบายใจด้วยไตรสรณคมน์ ทรงโอวาท
พร่ำสอนให้หมู่คนผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุตั้งอยู่ในสมบัติทั้งสอง คือสวรรค์-
สมบัติและนิพพานสมบัติ ชื่อว่า ภควา เพราะทรงประกอบไปด้วยภคธรรม
ทั้งหลาย มีสมาบัติคุณเป็นต้น, อธิบายว่า ในกาลก่อน เราได้ถวาย
ผลมะพร้าวและผลไม้อื่นนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ
พระองค์นั้นแล้ว. บทว่า นาฬิเกรญฺจ ปาทาสึ ความว่า เราได้ถวาย
ผลไม้อันเป็นไปโดยอาการแห่งต้นมะพร้าวชื่อว่า นาฬิเถระ นั้น. บทว่า
ขชฺชกํ อภิสมฺมตํ ความว่า เราได้ถวายของที่ควรเคี้ยวที่สมมติกัน รู้กัน
อย่างดียิ่งว่าขนมมีรสอร่อยดี ที่สำเร็จแล้วเพราะปรุงผสมกับน้ำผึ้ง
และน้ำตาลกรวดเป็นต้นอย่างพิเศษ. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้
โดยง่ายทีเดียว.
จบอรรถกถาขัชชกทายกเถราปทาน
หน้า 544
ข้อ 166
เทสปูชกเถราปทานที่ ๔ (๑๖๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาสถานที่
[๑๖๖] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษ
ของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ เสด็จขึ้นสู่เวหาส เสด็จไป
ในอากาศ.
พระศาสดามหามุนี เหาะขึ้นไปประทับอยู่ ณ ประเทศใด
เรามีจิตเลื่อมใสได้บูชาไปทางประเทศนั้น ด้วยมือทั้งสอง
ของตน.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เห็นพระมหามุนีใด ด้วย
การเห็นนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
ประเทศ.
ในกัปที่ ๑,๑๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
นามว่าโคสุชาต ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเทสปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเทสปูชกเถราปทาน
หน้า 545
ข้อ 166
๑๖๔. อรรถกถาเทสปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเทสปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี
ตุ ภควา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
อัตถทัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว มีศรัทธาเลื่อมใส
ได้เป็นพุทธมามกะ ธัมมามกะ สังฆมามกะ. ในคราวนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี มีหมู่แห่งภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว
เสด็จไปทางอากาศ ดุจพระจันทร์และดุจพระอาทิตย์โคจรไปในอากาศ
ฉะนั้น. อุบาสกคนนั้นได้เอาของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น มาบูชา
ทางทิศาภาคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้ว ได้ยืนประคองอัญชลี
นมัสการแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ไปเกิดในเทวโลก ได้เสวยสวรรค์สมบัติ
แล้ว มาเกิดในมนุษยโลก ได้เสวยมนุษยสมบัติแล้ว ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ เขาได้มาเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยเครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภค ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ-
ศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส ไม่ติดใจในเพศฆราวาส บวชแล้ว เป็นพระที่
สมบูรณ์ด้วยวัตร ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของ
ตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประ-
พฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ตุ ภควา ดังนี้.
ถ้อยคำนั้น มีเนื้อความตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. บทว่า
หน้า 546
ข้อ 166
อนิลญฺชเส ความว่า ชื่อว่า อนิลัญชสะ เพราะอัญชสะ ได้แก่ทางเป็น
ที่ไปแห่งอนิละ คือลม เพราะคำว่าทางท่านกล่าวไว้โดยปริยายว่า มคฺโค
ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมํ อายนํ (ศัพท์ทั้งหมดนี้แปลว่า ทาง,
หนทาง, ถนน.) ดังนี้. ความว่า ในทางแห่งลมนั้น คือในอากาศ.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเทสปูชกเถรปทาน
หน้า 547
ข้อ 167
กณิการฉทนิยเถราปทานที่ ๕ (๑๖๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยร่มดอกกรรณิการ์
[๑๖๗] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู เชษฐบุรุษของโลก
ผู้ประเสริฐกว่านระ เป็นมุนี เสด็จเข้าป่าใหญ่เพื่อทรงพัก
กลางวัน.
เวลานั้น เราเก็บเอาดอกกรรณิการ์มาทำเป็นร่ม ได้ทำ
หลังคา (เพดาน) ดอกไม้บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา.
ในกัปที่ ๒๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
๘ ครั้ง ทรงพระนามว่าโสณณาภา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกณิการฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกณิการฉทนิยเถราปทาน
หน้า 548
ข้อ 167
๑๖๕. อรรถกถากณิการฉทนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกณิการฉทนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู
นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
เวสสภู ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้เป็นผู้
สมบูรณ์ด้วยศรัทธา. ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
เวสสภู ทรงมีพระประสงค์จะเพิ่มพูนความวิเวก จึงเสด็จเข้าไปประทับ
นั่งยังป่าใหญ่. ลำดับนั้น แม้อุบาสกคนนั้น ก็ไปในป่าใหญ่นั้นด้วย
การงานบางอย่าง ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งโพลงดุจกองไฟ
ฉะนั้น มีใจเลื่อมใส เก็บดอกกรรณิการ์มาทำเป็นฉัตรแล้ว กั้นเป็นเพดาน
บูชาเบื้องบนพระแท่น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้ว ด้วยอานุภาพ
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เพดานดอกไม้นั้น ตั้ง ๗ วันผ่านมาก็ยังไม่
เหี่ยวแห้ง คงดำรงอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังคง
เข้าผลสมบัติและนิโรธสมาบัติอยู่. เขามองเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว เกิด
ความโสมนัสใจ ไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนประคองอัญชลีอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาบัติแล้ว ได้เสด็จไปยังพระวิหารเดิม
นั้นนั่นแล.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลกเสร็จ
แล้ว ในพุทธุปนาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี
เจริญวัยแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ-
หน้า 549
ข้อ 167
ศาสดาแล้ว ไม่ติดใจในเพศฆราวาส บวชแล้ว ทำพระศาสนาของ
พระชินเจ้าให้งดงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์
ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่อง
ราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนนั้น จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
เวสฺสภู นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺสภู
มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า เวสสภู เพราะย่อมข่มคือครอบงำพวกแพศย์ ได้
แก่ผู้เป็นพ่อค้าได้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เวสสภู เพราะย่อมครอบงำ
ท่วมทับพวกแพศย์ คือมารทั้ง ๕ อย่างเสียได้. ชื่อว่า สัมพุทธะ เพราะ
ทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เอง, อธิบายว่า พระสัมพุทธเจ้าทรง
พระนามว่า เวสสภู. โดยพระนาม. บทว่า ทิวาวิหาราย มุนี มีวิเคราะห์
ว่า ชื่อว่า ทิวา เพราะย่อมรุ่งเรือง ส่องสว่าง คือทำวัตถุนั้น ๆ ให้
ปรากฏชัดเจน. การอยู่คือความเป็นไปด้วยอิริยบถ ๔ ชื่อว่า วิหาร
กำหนดเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน, การอยู่ในเวลา
กลางวัน ชื่อว่า ทิวาริหาร, อธิบายว่า พระพุทธมุนีเจ้าผู้องอาจกว่านระ
ประเสริฐที่สุดในโลก เสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่เพื่อประทับในเวลากลางวัน.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากณิการฉทนิยเถราปทาน
หน้า 550
ข้อ 168
สัปปิทายกเถราปทานที่ ๖ (๑๖๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนยใส
[๑๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ ผู้สมควรรับเครื่อง
บูชา ผู้ประเสริฐ ทรงยังมหาชนให้ดับ เสด็จดำเนินไปตาม
ถนน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึงสำนักของเราโดยลำดับ
ลำดับนั้น เรารับบาตรแล้ว ได้ถวายเนยใสและน้ำมัน.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเนยใสใดในกาลนั้น
ด้วยการถวายเนยใสนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายเนยใส.
ในกัปที่ ๕๖ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
องค์หนึ่งพระนามว่าสโมทกะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัปปิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบสัปปิทายกเถราปทาน
หน้า 551
ข้อ 168
๑๖๖. อรรถกถาสัปปิทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสัปปิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ผุสฺโส นามาถ๑
ภควา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยพระนิพพานเป็นประจำเสมอไว้ตั้ง
หลายภพ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ผุสสะ ท่าน
ได้เกิดในเรือนอันมีสกุล. ในกาลนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระภิกษุสงฆ์
แวดล้อมเสด็จไปตามหนทาง ถึงประตูเรือนของอุบาสกคนนั้นแล้ว. ครั้น
พออุบาสกนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็มีใจเลื่อมใส ถวายบังคมแล้ว
ได้ถวายเนยใส และน้ำมันจนเต็มบาตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ
อนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป ด้วยความโสมนัสนั้นนั่นแล เขาดำรงชีวิต
อยู่จนตลอดอายุขัย จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว. ด้วยบุญอันนั้นจึงได้ไปเกิด
ในเทวโลก ได้เสวยทิพยสุขแล้ว และได้บังเกิดในหมู่มนุษย์ ทุก ๆ ภพ
ที่เขาเกิดแล้ว ก็ได้เสวยแต่ความสุขเพียบพร้อมไปด้วยอาหารมีรสอร่อย
เช่นเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขา
ได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว มีศรัทธาถึงพร้อม
ด้วยปัญญา ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส บวช
แล้วเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
เมื่อระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า ผุสฺโส นามาถ ภควา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผุสฺโส
๑. บาลีว่า นามาสิ.
หน้า 552
ข้อ 168
ความว่า ผุสสะ เป็นพระนามที่พระมารดาและพระบิดาทรงตั้งให้ เพราะ
พระองค์ประสูติโดยประกอบไปด้วยผุสสนักขัตฤกษ์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
ผุสสะ เพราะพระองค์ กระทบถูก เห็นชัด คือได้กระทำให้แจ่มแจ้งซึ่ง
พระนิพพาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ผุสสะ เพราะพระองค์ กระทบถูก
เห็นชัด คือได้ทราบแล้ว ซึ่งพระบารมีธรรม ๑๐ ทัศ โพธิปักขิยธรรม
๓๗ ประการอย่างบริบูรณ์ และพระปริยัติธรรม คือพระไตรปิฎกทั้งสิ้น.
ชื่อว่า ภควา เพราะพระองค์เพียบพร้อมไปด้วยส่วนแห่งบุญ เช่น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกอบด้วยความเป็นผู้มีโชค เป็นต้น. บทว่า
อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ความว่า เครื่องบูชาและสักการะท่านเรียกว่า อาหุติ,
ชื่อว่า อาหุตีนํ ปฏิคคฺโห เพราะพระองค์สมควรเพื่อจะรับเครื่องบูชา
และสักการะเหล่านั้น. เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม
ว่า ผุสสะ ผู้แกล้วกล้า ทรงยังมหาชนให้ดับ เสด็จดำเนินไปในถนนใน
ครั้งนั้นแล. คำที่เหลือมีเนื้อความปรากฏชัดแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาสัปปิทายกเถราปทาน
หน้า 553
ข้อ 169
ยุทธิกปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๑๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกเข็ม
[๑๖๙] เราเที่ยวไปตานกระแสน้ำ ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ณ
ที่นั้นเราได้เห็นพระสยัมภูผู้ดังพญาไม้รังกำลังมีดอกบาน.
เราจึงถือเอาดอกเข็มเข้าไปเฝ้าพระมหามุนี เรามีจิต
เลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใดด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
บูชา.
ในกัปที่ ๖๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่งพระนามว่า สามุทธระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระยุธิกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบยุทธิกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 554
ข้อ 169
๑๖๗. อรรถกถายุทธิกปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระยุทธิกปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคา-
นทีตีเร ดังนี้.
ท่านพระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระมุนินทพุทธ-
เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้หลาย
ชาติเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
ผุสสะ นั้นนั่นแล ท่านได้เกิดในตระกูลศูทร เจริญวัยแล้ว ท่องเที่ยว
ไปตามกระแสน้ำ ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ด้วยการงานบางอย่าง ได้พบ
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ผุสสะ ซึ่งพระองค์ประสงค์
จะสรงสนาน ช่างงดงามรุ่งเรืองประดุจกองไฟ เกิดความโสมนัสใจ
เลือกเก็บดอกเข็มที่เกิดในที่นั้นมาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่เขาแล้ว.
ด้วยส่วนแห่งบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ
มนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใส บวชแล้ว ทำพระศาสนาให้งดงาม
ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรม
ของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้.
คำที่เหลือทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถายุทธิกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 555
ข้อ 170
ทุสสทายกเถราปทานที่ ๘ (๑๖๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้า
[๑๗๐] ในกาลนั้น เป็นพระราชโอรสอยู่ในพระนครอันรื่นรมย์
ชื่อว่า ติวรา เราได้ผ้าอันเป็นเครื่องบรรณาการแล้ว ได้ถวาย
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สงบระงับ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงรับแล้ว ทรง
ลูบคลำด้วยพระหัตถ์ ครั้นทรงรับแล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่
นภากาศ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป ผ้าตามไปเบื้องพระ-
ปฤษฎางค์ เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ว่า พระพุทธเจ้า
เป็นอัครบุคคล.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
ในกัปที่ ๖๗ แต่กัปนี้ ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ผู้เป็นจอมมนุษย์มีนามว่าบริสุทธะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระทุสสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบทุสสทายกเถราปทาน
หน้า 556
ข้อ 170
๑๖๘. อรรถกถาทุสสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระทุสสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติวรายํ ปุเร
รมฺเม ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิทธัตถะ ท่านได้เกิดในราชสกุล พอทรงเจริญวัยแล้ว ได้รับตำแหน่ง
เป็นพระยุพราช มีชื่อเสียง ได้รับชนบทแห่งหนึ่ง เป็นใหญ่ปกครอง
ชนบทนั้น ทรงบำเพ็ญสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถ-
จริยา และสมานัตตตา แก่ชาวชนบททั้งหมด. ในสมัยนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ พระองค์ได้เสด็จไปถึงยังชนบท
นั้นแล้ว. ครั้งนั้น พระยุพราชพระองค์นั้น ทรงได้รับเครื่องบรรณาการ
แล้ว ทรงบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้าเนื้อละเอียดในที่นั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงเอาพระหัตถ์ลูบคลำผ้าผืนนั้นแล้ว เสด็จขึ้นสู่อากาศ. แม้
ผ้าผืนนั้นก็ลอยติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปมิขาด ครั้นพอพระยุพราช
พระองค์นั้นทอดพระเนตรเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว เลื่อมใสยิ่งนัก ได้
ประทับยืนประคองอัญชลีแล้ว ในสถานที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป
ถึงแล้ว ประชาชนทั้งหมดมองเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว พากันคิด
อัศจรรย์ใจ ได้ยืนประคองอัญชลีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไป
เฉพาะวิหารนั้นแล้ว ด้วยกุศลนั้นนั่นแล พระยุพราชนั้นจุติจากอัตภาพ
นั้นแล ได้บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติในเทวโลกนั้นแล้ว เกิด
หน้า 557
ข้อ 170
ในมนุษย์โลก ได้เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นแล้ว ในพุทธุปบาท-
กาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติมากมาย
บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว
พยายามอยู่ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่งท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อ
จะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า ติวรายํ ปุเร รมฺเม ดังนี้. อธิบายว่า เราเป็นพระราชโอรส
อยู่ในพระนครอันน่ารื่นรมย์ใจชื่อว่า ติวรา นั้น ได้นำเอาผ้าไปบูชาพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะแล้วแล. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้
ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาทุสสทายกเถราปทาน
หน้า 558
ข้อ 171
สมาทปกเถราปทานที่ ๙ (๑๖๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเรือนยอด
[๑๗๑] ได้มีการประชุมอุบาสกเป็นอันมากในพระนครพันธุมดี
เราเป็นหัวหน้าของอุบาสกเหล่านั้น อุบาสกเหล่านั้นประพฤติ
ตามปรารถนาของเรา.
เราประชุมอุบาสกทั้งหมดนั้น แล้วชักชวนในการทำบุญ
ว่า เราทั้งหลายจักทำเรือนยอดเดียว (ศาลา) ถวายแก่สงฆ์ผู้
เป็นบุญเขตอันสูงสุด.
เขาเหล่านั้นรับคำแล้ว ได้กระทำไปตามอำนาจความพอใจ
ของเรา เราทั้งหลายช่วยกันสร้างเรือนยอดเดียวนั้นสำเร็จ
แล้ว ได้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเรือนยอดเดียวใดใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายเรือนยอดเดียว.
ในกัปที่ ๕๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็น
จอมชนพระองค์หนึ่ง มีพระนามชื่อว่า อาเวละ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสมาทปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสมาทปกเถราปทาน
หน้า 559
ข้อ 171
๑๖๙. อรรถกถาสมาทปกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสมาทปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า พนฺธุมติยา
นคเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลสมภารมาแล้ว ในสำนักของ
พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานไว้ในหลายภพเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว
ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส ตั้งใจบำเพ็ญบุญเป็นนิตย์ มีศรัทธาเลื่อมใส สั่ง
ให้ประชุมพวกอุบาสกเป็นจำนวนมากแล้ว ตนเองเป็นหัวหน้าคณะ
(อุบาสก) ปรึกษาหารือกันว่า พวกเราจักช่วยกันสร้างเรือนยอดเดียว
(ศาลา) แล้วชักชวนคนทั้งหมดเหล่านั้นให้ทำพื้นเรือนยอดหลังหนึ่งให้
เรียบเสมอ เกลี่ยทรายขาวสะอาดลงไปแล้ว น้อมถวายแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้บังเกิดในเทวโลก ได้เสวยสมบัติใน
กามาวจร ๖ ชั้นแล้ว ได้เกิดในมนุษยโลก ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติ
เป็นต้นในหมู่มนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุล
บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ฟังธรรมแล้ว มี
ใจเลื่อมใส เกิดศรัทธาบวชแล้ว สมบูรณ์ด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยวัตร-
ปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนกระทำไว้ได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า พนฺธุมติยา นคเร ดังนี้. พึงทราบวิเคราะห์
หน้า 560
ข้อ 171
ในบทนั้นว่า ชื่อว่า พนฺธุ เพราะคนทั้งหลายผูกพันเกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียว
กัน ด้วยอำนาจแห่งชาติและโคตรเป็นต้น คือเป็นชาวพระนครเดียวกัน
ทั้งหมด. ชื่อว่า พันธุมดี เพราะเป็นพวกพ้องกันมีอยู่ในพระนครนั้น,
อธิบายว่า พวกอุบาสกหมู่ใหญ่ได้มีในพระนครชื่อว่า พันธุมดีนั้น. ใน
บทว่า มาฬํ กสฺสาม สงฺฆสฺส๑ นี้ มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มาฬํ เพราะ
ย่อมนับถือกำหนดใจของพวกชนที่มาถึงแล้วทุก ๆ คน. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า มาฬํ เพราะเป็นสถานที่เหมาะในการทำใจให้สงบสงัดแก่หมู่ภิกษุ
ที่มาถึงแล้ว, มาฬํ นั่นแหละเป็น มาฬกํ, อธิบายว่า พวกเราจักสร้าง
เรือนยอดเพื่อความอยู่สุขสบายถวายแด่ภิกษุสงฆ์. คำที่เหลือมีเนื้อความ
ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาสมาทปกเถราปทาน
๑. บาลีว่า มาฬํ กริสฺสาม สงฺฆสฺส.
หน้า 561
ข้อ 172
ปัญจังคุลิยเถราปทานที่ ๑๐ (๑๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยของหอม
[๑๗๒] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนี พระนามว่าติสสะ
ผู้เป็นนาถะของโลก ประเสริฐกว่านระ กำลังเสด็จเข้าพระ-
คันธกุฎี อันเป็นพระวิหารสวยงาม.
จึงถือเอาของหอมและพวงดอกไม้ไปสู่สำนักพระชินเจ้า
และเราเป็นผู้มีศรัทธาน้อยในพระสัมพุทธเจ้า ได้ถวายบังคม.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยของ
หอมใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายบังคม.
ในกัปที่ ๗๒ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
มีนามว่าสยัมปกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัญจังคุลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปัญจังคุลิยเถราปทาน
หน้า 562
ข้อ 172
๑๗๐. อรรถกถาปัญจังคุลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปัญจังคุลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ติสฺโส นามาสิ
ภควา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็น
ประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ
ท่านได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส
สมบูรณ์ด้วยสมบัติ มีศรัทธาเลื่อมใส เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
พระราชดำเนินไปตามหนทางเข้าไปยังพระวิหาร ได้ถือเอาดอกไม้ที่มีกลิ่น
หอมหลากชนิดเช่นดอกมะลิเป็นต้น และเครื่องลูบไล้มีผงไม้จันทร์เป็นต้น
แล้ว ไปยังพระวิหาร เอาดอกไม้ทั้งหลายบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
เอานิ้วทั้ง ๕ แตะเครื่องลูบไล้ ลูบทาที่พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว ถวายบังคมหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยสมบัติทั้งสองในเทวโลกและมนุษย-
โลกแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์
ด้วยสมบัติ เจริญวัยแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มี
ใจเลื่อมใส บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อจะระลึกถึงบุพกรรม
ของตน ก็ทราบได้อย่างแจ่มชัด เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนว่า เราได้บำเพ็ญกุศลกรรมชื่อนี้ไว้ จึงได้รับ
โลกุตรสมบัติเช่นนี้แล จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ติสฺโส นามาสิ ภควา ดังนี้.
คำที่เหลือทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัญจังคุลิยเถราปทาน
จบอรรถกถาสุปาริจริยวรรคที่ ๑๗
หน้า 563
ข้อ 172
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุปาริจริยเถราปทาน ๒. กณเวรปุปผิยเถราปทาน ๓. ขัชช-
ทายกเถราปทาน ๔. เทสปูชกเถราปทาน ๕. กณิการฉทนิยเถราปทาน
๖. สัปปิทายกเถราปทาน ๗. ยุธิกปุปผิยเถราปทาน ๘. ทุสสทายก-
เถราปทาน ๙. สมาทปกเถราปทาน ๑๐. ปัญจังคุลิยเถราปทาน.
มีคาถา ๕๔ คาถา ฉะนี้แล.
จบสุปาริจริยวรรคที่ ๑๗
หน้า 564
ข้อ 173
กุมุทวรรคที่ ๑๘
กุมุทมาลิยเถราปทานที่ ๑ (๑๗๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกโกมุท
[๑๗๓] ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง (ตาม
ธรรมชาติ) เราเป็นผีเสื้อน้ำที่ดุร้ายมีกำลังมาก อยู่ในสระ
ใหญ่นั้น.
ดอกโกมุทอันบานโตประมาณเท่าจักร เกิดอยู่ในสระใหญ่
นั้น และในกาลนั้น เราเก็บดอกโกมุท (ที่มีเมล็ดไว้) อัน
เป็นที่ประชุมแห่งเมล็ดไว้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้จอมสัตว์
ประเสริฐกว่านระ ทรงเห็นดอกโกมุทอันหดหู่ (งอ) จึงเสด็จ
มาในสำนักของเรา.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์
เสด็จเข้ามา จึงหยิบดอกโกมุททั้งหมดบูชา (ถวาย) แด่
พระพุทธเจ้า.
ในกาลนั้น ดอกไม้มีอยู่เท่าใด พระตถาคตประกอบด้วย
ดอกไม้เท่านั้นเป็นหลังคาบังร่มเสด็จไปที่ภูเขาหิมวันต์.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบุชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.
หน้า 565
ข้อ 173
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นจอม
ชน ทรงพระนามว่า สหัสสรถะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุมุทมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกุมุทมาลิยเถราปทาน
กุมุทวรรคที่ ๑๘
๑๗๑. อรรถกถากุมุทมาลิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระกุมุทมาลิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต
หิมวนตมฺหิ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
ท่านได้เกิดเป็นผีเสื้อน้ำอยู่ที่สระใหญ่ใกล้กับภูเขาหิมวันต์ พบเห็นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี ซึ่งเสด็จไปในที่นั้นแล้ว มีใจ
เลื่อมใส เก็บดอกโกมุทไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป.
หน้า 566
ข้อ 173
ด้วยบุญอันนั้น เขาจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดยังเทวโลก
เสวยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นแล้ว เกิดในมนุษย์ ได้เสวยสมบัติ
มีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือน
อันมีสกุล เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บวชแล้วพยายามอยู่
ก็ได้บรรลุพระอรหัตอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ระลึกถึงบุพกรรมของ
ตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถโช รกฺขโส อาสึ ความว่า เราได้เป็น
ผีเสื้อน้ำเกิดใกล้สระใหญ่นั้น คือได้เป็นยักษ์เคี้ยวกินเลือดและเนื้อคนอื่น
ไร้ความกรุณา มีรูปร่างน่าเกลียด มีสภาพน่ากลัว มีกำลังมาก มีเรี่ยว
แรงมาก กักขฬะ. บทว่า กุมุทํ ปุปฺผิเต ตตฺถ ความว่า เมื่อไม่มีแสง
พระอาทิตย์ส่องลงไปในสระใหญ่นั้น พอถึงเวลาเย็นดอกก็จะหุบ ไม่มี
รัศมี ไม่มีสี มีแต่อาการเหี่ยวงอ คือดอกไม้อันได้นามว่า กุมุท ที่กำลัง
แย้มบานอยู่. บทว่า จกฺกมตฺตานิ ชายเร ความว่า ดอกไม้เหล่านั้น
เกิดมีประมาณเท่ากงจักรรถ. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่าย
ทีเดียวแล.
จบอรรถกถากุมุทมาลิยเถราปทาน
หน้า 567
ข้อ 174
นิสเสณีทายกเถราปทานที่ ๒ (๑๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างบันได
[๑๗๔] เราได้สร้างบันไดสำหรับเสด็จขึ้นปราสาท ถวายแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ ผู้เป็นนาถะของ
โลก ผู้คงที่.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เสวยสมบัติแล้ว ทรงกาย
อันเป็นที่สุดไว้ในพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑,๐๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓ ครั้ง ทรง
พระนามว่าสัมพหุละ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิสเสณีทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิสเสณีทายกเถราปทาน
๑๗๒. อรรถกถานิสเสณิทายกเถราปทาน๑
อปทานของท่านพระนิสเสณิทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โกณฺ-
ฑญฺญสฺส ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอมาหลายชาติ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
๑. บาลีว่า นิสเสณีทายกเถราปทาน.
หน้า 568
ข้อ 174
พระนามว่า โกณฑัญญะ ท่านได้เกิดในตระกูลช่างไม้ มีศรัทธา
เลื่อมใส ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส
สร้างบันไดทำด้วยไม้แก่น เพื่อสำหรับขึ้นไปยังปราสาท ที่ประทับของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ช่วยกันยกพาดไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จ
ขึ้นไปยังปราสาท ในขณะที่เขากำลังมองเห็นอยู่นั่นแหละ เพื่อเป็นเครื่อง
เจริญปสาทะแก่เขา. เขามีความเลื่อมใสยิ่งนัก ด้วยปีติโสมนัสอันนั้น
นั่นแหละ กระทำกาละแล้ว ได้ไปเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติใน
เทวโลกนั้น เมื่อจะเกิดในหมู่มนุษย์ ก็ได้เกิดในตระกูลอันสูงส่ง เพราะ
ผลที่ได้สร้างบันได ได้เสวยความสุขในมนุษย์แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว
เกิดศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า โกณฺฑฺสฺส ภควโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
โกณฺฑญฺสฺส มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า โกณฑะ เพราะเป็นผู้คลอดจากครรภ์
แล้วเป็นไป ได้แก่ลามกสัตว์. ชื่อว่า โกณฑัญญะ เพราะเป็นผู้อื่นจากคน
ที่ต่ำช้าเลวทรามคือ โกณฑะ อธิบายว่า ไม่เป็นผู้ลามก แต่เป็นบุรุษผู้สูง
สุด. อีกอย่างหนึ่ง โกณฑัญญะนั้นเป็นชื่อโดยโคตร เพราะในบรรดาโคตร
ของพราหมณ์ทั้งหลาย พระองค์ประสูติในโกณฑัญญโคตร. คำที่เหลือ
มีเนื้อความปรากฏชัดแล้วแล.
จบอรรถกถานิสเสณิทายกเถราปทาน
หน้า 569
ข้อ 175
รัตติยปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๑๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายถวายดอกอัญชัน
[๑๗๕] ในกาลก่อน เราเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ได้
เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและ
มนุษย์.
เราเห็นต้นอัญชันเขียวขึ้นอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานอยู่
กลางคืน จึงถอนขึ้นพร้อมทั้งราก น้อมเข้าไปถวายแด่พระ-
พุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราถวายดอกไม้ใด ด้วยการถวาย
ดอกไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ดอกไม้.
และในกัปที่ ๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรง
พระนามว่าสุปปสันนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรัตติยปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบรัตติยปุปผิยเถราปทาน
หน้า 570
ข้อ 175
๑๗๓. อรรถกถารัตติยปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระรัตติยปุปผิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท
ปุเร อาสึ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
เป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี
ท่านได้เกิดในตระกูลของนายพราน เที่ยวฆ่าเนื้อในป่า ได้พบเห็นพระผู้
มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ซึ่งเสด็จเที่ยวไปในป่าเพราะความกรุณา
แก่เขาแล้ว มีใจเลื่อมใส เก็บเอาดอกไม้ชื่อว่าราตรีซึ่งบานแล้ว และดอก
อัญชันพร้อมทั้งขั้วมาบูชา ด้วยจิตอันประกอบไปด้วยโสมนัส. พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญอันนั้นนั่นแล เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย-
โลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้
เกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มองเห็นโทษในกามทั้งหลาย
แล้วออกบวช ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ระลึกถึงบุพกรรมของตน
ได้ เกิดความโสมนัสใจว่า เราเป็นนายพราน ได้ทำกุศลกรรมไว้ดีหนอ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าว
คำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ ดังนี้. พึงทราบวิเคราะห์ในคำนั้น
ว่า ชื่อว่า มิคลุททะ เพราะเป็นคนโหดร้าย ป่าเถื่อน ฆ่าเนื้อทั้งหลาย,
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า มิคลุททะ เพราะเป็นพรานมีความโลภในหมู่เนื้อ
อธิบายว่า ในครั้งก่อนเราได้เป็นนายพราน. บทว่า รตฺติกํ ปุปฺผิตํ
หน้า 571
ข้อ 175
ทิสฺวา ความว่า ดอกไม้หลายชนิดมีดอกปทุมเป็นต้น ย่อมบานในเวลา
กลางวันเพราะต้องแสงพระอาทิตย์ และหุบในเวลาราตรี อธิบายว่า
ดอกไม้หลายชนิดมีดอกมะลุลีและดอกมะลิซ้อนเป็นต้น เป็นดอกไม้บาน
ในเวลาราตรี ไม่บานในเวลากลางวัน, เพราะฉะนั้น เราจึงเก็บเอา
ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมหลายชนิด อันมีชื่อว่าดอกราตรี เพราะบานในเวลา
กลางคืน และเก็บดอกอัญชันมาบูชาแล้ว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารัตติยปุปผิยเถราปทาน
หน้า 572
ข้อ 176
อุทปานทายกเถราปทานที่ ๔ (๑๗๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบ่อน้ำ
[๑๗๖] เราได้ทำ (ขุด) บ่อน้ำถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่าวิปัสสี และในกาลนั้น เราได้ถือเอาบิณฑบาตไปมอบ
ถวาย.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบ่อน้ำ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุทปานทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้ แล.
จบอุทปานทายกเถราปทาน
๑๗๔. อรรถกถาอุทปานทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุทปานทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิโน
ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระมุนีวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้บำเพ็ญสั่งสมไว้ในหลายภพ ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอนมีตระกูล เจริญ
หน้า 573
ข้อ 176
วัยแล้ว คิดว่าเราควรถวายน้ำดื่ม. และควรทำน้ำดื่มให้เป็นไปไม่ขาดสาย
ดังนั้นแล้วจึงช่วยกันขุดบ่อน้ำไว้แห่งหนึ่ง ในเวลาที่มีน้ำสมบูรณ์ดี ก็ช่วย
กันก่ออิฐกั้นไว้ทำให้มั่นคงดีแล้ว ได้มอบถวายบ่อน้ำนั้น ซึ่งเต็มเปี่ยม
ด้วยน้ำที่ขึ้นเต็มในบ่อน้ำนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงกระทำการอนุโมทนาแสดงถึงอานิสงส์แห่งการ
ถวายน้ำดื่ม (แก่เขา) แล้ว. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปใน
เทวโลกและมนุษยโลก ทุก ๆ ที่ที่เขาได้เกิดแล้ว ก็มีสระโบกขรณี บ่อน้ำ
และน้ำดื่มเป็นต้นเพียบพร้อมบริบูรณ์ ได้เสวยแต่ความสุขแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว มีศรัทธา
เลื่อมใส บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิโน ภควโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า อุทปาโน กโต มยา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อุทปานะ เพราะ
เป็นสถานที่ที่ดื่มน้ำแห่งชนทั้งหลาย. คำว่าอุทปานะนั่นเป็นชื่อของบ่อน้ำ
สระโบกขรณี และบึง อธิบายว่า เราได้ทำการขุดบ่อน้ำนั้น เพื่อประโยชน์
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี. คำที่เหลือมีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุทปานทายกเถราปทาน
หน้า 574
ข้อ 177
สีหาสนทายกเถราปทานที่ ๕ (๑๗๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาของหอมและถวายอาสนะทอง
[๑๗๗] เมื่อพระโลกนาถผู้เป็นนายกพระะนามว่าปทุมุตตระ เสด็จ
นิพพานไปแล้ว เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายอาสนะ
ทอง.
และได้บูชาด้วยของหอม และดอกไม้เป็นอันมาก ด้วย
คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำสุขในปรโลกมาให้ ชนเป็น
อันมากทำการบูชาในพระองค์แล้ว ย่อมดับ (เย็น).
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ไหว้โพธิพฤกษ์อันอุดมแล้ว
มิได้เข้าถึงทุคติเลย ตลอดแสนกัป.
ในกัปที่ ๑,๕๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
พระเจ้าจักรพรรดิราชเหล่านั้น ทรงพระนามเหมือนกันว่า
สิลุจจยะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสีหาสนทายกเถราปทาน
หน้า 575
ข้อ 177
๑๗๕. อรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสีหาสนทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะทำบุญสร้างไว้เพื่อต้องการจะได้บรรลุพระ-
นิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่าน
ได้เกิดในตระกูลคฤหบดี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดา เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นปรินิพพานแล้ว ได้ช่วยกันสร้างอาสนะสีหะที่ขจิตไปด้วยรัตนะ ๗ ประ-
การไว้แล้ว บูชาต้นโพธิ์แล้ว และได้บูชาด้วยมาลาของหอมและธูปเป็น
จำนวนมากมาย.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองนั้นแล้ว ได้รับแต่การบูชาในที่ทั้งปวง ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีสกุลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว
อยู่เป็นฆราวาส ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส
จึงละหมู่ญาติออกบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงกุศล
สมภารที่ตนได้สั่งสมไว้ในปางก่อนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีหาสนมทาสหํ
มีวิเคราะห์ว่า อาสนะที่ขจิตไปด้วยรูปราชสีห์ เงิน ทองและรัตนะทั้งหลาย
ชื่อว่า อาสนะสีหะ, อีกอย่างหนึ่ง อาสนะที่สมควรประทับนั่งของพระ-
หน้า 576
ข้อ 177
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่กลัวต่อราชสีห์ ชื่อว่า อาสนะสีหะ, อีกอย่างหนึ่ง
อาสนะสีหะก็คืออาสนะที่ประเสริฐสูงสุด ดังนั้นจึงชื่อว่า อาสนะสีหะ
อธิบายว่า เราได้ถวายอาสนะสีหะนั้นแล้ว เราได้บูชาต้นโพธิ์แล้ว. คำที่
เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน
หน้า 577
ข้อ 178
มัคคทัตติกเถราปทานที่ ๖ (๑๗๖)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้
[๑๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อโนมทัสสี ผู้เป็น
จอมสัตว์ ประเสริฐกว่านระ เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง เพื่อ
ประโยชน์สุขในปัจจุบัน.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายกพระบาทขึ้น ดอกไม้ตั้งอยู่
เบื้องบนแห่งพระพุทธเจ้าผู้งาม เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส
ถวายบังคมแล้วโปรยดอกไม้.
ในกัปที่ ๒๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๕ ครั้ง ทรงพระนามว่า ปุปผฉทนิยะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัคคทัตติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมัคคทัตติกเถราปทาน
๑๗๖. อรรถกถามัคคทัตติกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมัคคทัตติกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อโนมทสฺสี
ภควา ดังนี้.
แม้ท่านพระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
หน้า 578
ข้อ 178
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
อโนมทัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ใน
เพศฆราวาส ได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี
กำลังเสด็จจงกรมท่ามกลายอากาศ และได้พบเห็นความอัศจรรย์ในที่ที่ย่าง-
พระบาทจงกรม จะเรี่ยรายได้ด้วยดอกไม้มากมายแล้ว มีใจเลื่อมใส
โยนดอกไม้ทั้งหลายขึ้นไปบนอากาศ, ดอกไม้เหล่านั้นก็ได้กลายเป็นเพดาน
ปรากฏแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะสุคติทั้งหลายเท่านั้น
ได้รับแต่การบูชาในที่ทั้งปวง ได้เสวยความสุขแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้
เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับแล้ว เกิดศรัทธา
บวชแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหันต์
ปรากฏชื่อว่า มัคคทัตติกเถระ เพราะได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้เสด็จจงกรม
อยู่แล้ว. ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้. บทว่า ทิฏฺธมฺมสุขตฺถาย ความว่า
ด้วยการจงกรมในอัตภาพนี้ ทำให้ได้รับความสุขทำให้เบาสรีระเป็นต้น.
บทว่า อพฺโภกาสมฺหิ จงฺกมิ ความว่า ได้เสด็จจงกรมในที่แจ้ง คือ
ที่พระลานหลวง, ได้แก่ได้ทำการย่างพระบาทสัญจรไป. บทว่า อุทฺธเต
ปาเท ปุปฺผานิ ความว่า เมื่อยกพระบาทขึ้นด้วยการจงกรม ดอกไม้
ทั้งหลาย มีดอกปทุมและดอกอุบลเป็นต้น ผุดขึ้นจากแผ่นดิน เรี่ยราย
หน้า 579
ข้อ 178
แล้วในที่จงกรม. บทว่า โสภํ มุทฺธนิ ติฏฺเร ความว่า ดอกไม้ทั้งหลาย
เหล่านั้น ตั้งอยู่เบื้องบนของพระพุทธเจ้าผู้งดงามอยู่. คำที่เหลือมี
เนื้อความพอจะรู้ได้ง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถามัคคทัตติกเถราปทาน
หน้า 580
ข้อ 179
เอกทีปิยเถราปทานที่ ๗ (๑๗๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
[๑๗๙] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายประทีปดวงหนึ่ง
ไว้ที่ไม้สน อันเป็นโพธิพฤกษ์อันอุดม ของพระมุนีพระนามว่า
ปทุมุตตระ.
ในภพที่เกิด เมื่อการสั่งสมบุญเกิดแล้ว เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป.
ในกัปที่ ๑๖,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ทรงพระนามว่าจันทาภา มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกทีปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกทีปิยเถราปทาน
๑๗๗. อรรถกถาเอกทีปิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระเอกทีปิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
มุนิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ได้สั่งสมกุศลกรรมทำไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
หน้า 581
ข้อ 179
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลคฤหบดี เจริญวัยแล้ว มีศรัทธาเลื่อมใส
ได้บูชาประทีปดวงหนึ่งไว้ที่ไม้สนอันเป็นโพธิพฤกษ์ แด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ได้เริ่มตั้งน้ำมันและไส้(ประทีป) ทำเป็นการถาวร เพื่อบูชาด้วย
ประทีปดวงหนึ่งเป็นนิตย์. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทว-
โลกและมนุษยโลก เป็นผู้รุ่งเรืองในที่ทุกแห่ง มีดวงตาแจ่มใสดี ได้
เสวยความสุขในโลกทั้งสองแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดใน
ตระกูลแห่งหนึ่ง ซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี บรรลุนิติภาวะ
แล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บวชแล้วไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต
ปรากฏชื่อว่า เอกทีปิยเถระ เพราะบรรลุคุณวิเศษได้ด้วยการบูชาประทีป.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
ใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึง
กล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตตรสฺส มุนิโน ดังนี้. คำที่เหลือทั้งหมดนั้นมี
เนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกทีปิยเถราปทาน
หน้า 582
ข้อ 180
มณิปูชกเถราปทานที่ ๘ (๑๗๘)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๑๘๐] แม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านไปภายในภูเขาหิมวันต์ ในกาล
นั้น พระสยัมภูพุทธเจ้าประทับอยู่ในเขตใกล้แม่น้ำนั้น.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้เอาบัลลังก์แก้วอันวิจิตร
ด้วยดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ ไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราบูชาบัลลังก์แก้วใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
และในกัปที่ ๑๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
ทรงพระนามเหมือนกันว่าสตรังสี มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมณิปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมณิปูชกเถราปทาน
หน้า 583
ข้อ 180
๑๗๘. อรรถกถามณิปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมณิปูชกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โอเรน หิมวนฺ-
ตสฺส ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็น
ประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
ท่านได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส เห็นโทษในเพศ
ฆราวาสนั้น จึงละเพศฆราวาสออกบวชเป็นดาบส สร้างบรรณศาลาอยู่
ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง ในส่วนภายใต้ภูเขาหิมวันต์ ได้พบพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ซึ่งเสด็จเข้าไปในที่นั้น เพราะทรงมีพระประสงค์
จะสงบสงัด และเพราะเพื่อจะทรงอนุเคราะห์แก่เขา มีใจเลื่อมใส ได้
เอาบัลลังก์แก้วมณีบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
นั่งบนบัลลังก์นั้น เพื่อจะทรงเจริญความเลื่อมใสแก่เขา เขามีความ
เลื่อมใสโดยประมาณยิ่ง ได้กระทำความปรารถนาเพื่อบรรลุพระนิพพาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุโมทนาแล้วก็เสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น
เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้รับแต่การบูชาในที่
ทั้งปวง ได้เสวยความสุขแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูล
ที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส วันหนึ่ง ได้
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นาน
นักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
วันหนึ่ง ท่านได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนกระทำไว้ได้ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
หน้า 584
ข้อ 180
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า โอเรน หิมวนฺตสฺส ดังนี้. บรรดาบทเหล่า-
นั้น บทว่า โอเรน ความว่า ภายใต้ส่วนอื่นแห่งภูเขาหิมวันต์, คำนั้น
เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ ได้แก่ ในทิสาภาคภายใต้.
บทว่า นทิกา สมฺปวตฺตถ ความว่า แม่น้ำสายหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏชื่อ
ไหลเป็นไป คือได้หลั่งไหลไปเป็นสายด้วยดี. บทว่า ตสฺสา จานุปเขตฺ-
ตมฺหิ ความว่า ในเขตใกล้แม่น้ำนั้น คือ ใกล้ฝั่ง. บทว่า สยมฺภู วสเต
ตทา ความว่า ในคราวใดเราเอาบัลลังก์แก้วมณีบูชา ในคราวนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้มีอาจารย์ ทรงเป็นพระพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง
ทีเดียวประทับอยู่. บทว่า มณี ในบทว่า มณึ ปคฺคยฺห ปลฺลงิกํ นี้ มี
วิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มณี เพราะทำให้เกิดความดีใจ คือทำความโสมนัสใจให้,
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มณี เพราะนับประมาณค่า ทำให้เป็นเครื่องอาภรณ์
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มณี เพราะอิสรชนมีพระราชาและพระยุพราชเป็นต้น
ถึงแม้จะตายก็ไม่ยอมสละแก้วมณีนั้น คือย่อมทำสงครามกันเพื่อต้องการ
แก้วมณีอันนั้น. อธิบายว่า เราได้ประคองบัลลังก์ที่ทำด้วยแก้วมณี อัน
น่ารื่นรมย์ใจวิจิตรงดงามอย่างดีนั้น ยกขึ้นบูชาแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.
คำที่เหลือทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามณิปูชกเถราปทาน
หน้า 585
ข้อ 181
ติกิจฉกเถราปทานที่ ๙ (๑๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายยา
[๑๘๑] เราเป็นหมอผู้ศึกษาดี อยู่ในนครพันธุมดี เป็นผู้นำสุขมา
ให้แก่มหาชนผู้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน (กระสับกระส่าย)
ในกาลนั้น เราเห็นพระสมณะผู้มีศีล ผู้รุ่งเรืองใหญ่
ป่วยไข้ มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายยาบำบัดไข้
พระสมณะผู้สำรวมอินทรีย์.
อุปัฏฐากของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มีนามชื่อว่า
พระอโศก หายจากโรคด้วยยานั้นแล.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายยาใด ด้วยการถวายยา
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายยา.
และในกัปที่ ๘ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ถึงพร้อมด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก พระนามว่าสัพโพสถ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติกิจฉกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบติกิจฉกเถราปทาน
หน้า 586
ข้อ 181
๑๗๙. อรรถกถาติกิจฉกเถราปทาน
อปทานของท่านพระติกิจฉกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร พนฺธุมติยา
ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ทุก ๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
วิปัสสี ท่านได้เกิดในตระกูลหมอ ในพระนครพันธุมดี เป็นพหูสูต
ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นอย่างดี ฉลาดในเวชกรรม เยียวยารักษาโรคได้
หลายชนิด ได้รักษาให้แก่พระเถระชื่อว่า อโสก ผู้เป็นอุปัฏฐากของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้เสวย
แต่ความสุข ไป ๆ มา ๆ ในเทวโลกและมนุษยโลก ทุก ๆ ภพที่เขา
ได้เกิดแล้ว ได้เป็นผู้ไม่มีโรค มีอายุยืน มีสรีระร่างกายสวยงามดังทองคำ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลคหบดี ในกรุงสาวัตถี
เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในทางศิลปศาสตร์ทุกแขนง ไม่มีโรคภัย
มีแต่ความสุข เพียบพร้อมด้วยสมบัติมากมาย เลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธา ละเพศฆราวาส
บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นคเร พนฺธุมติยา ดังนี้. คำที่
เหลือทั้งหมดนั้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะได้กล่าวเนื้อความไว้แล้ว
ในหนหลังแล.
จบอรรถกถาติกิจฉกเถราปทาน
หน้า 587
ข้อ 182
สังฆุปัฏฐากเถราปทานที่ ๑๐ (๑๘๐)
ว่าด้วยผลแห่งการอุปัฏฐาก
[๑๘๒] เราเป็นคนรักษาอาราม ในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ-
นามว่าเวสสภู เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้อุปัฏฐาก
พระสงฆ์ผู้อุดม.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการอุปัฏฐาก.
ในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
พระนามว่า สโมตถกะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสังฆุปัฏฐากเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสังฆุปัฏฐากเถราปทาน
หน้า 588
ข้อ 182
๑๘๐. อรรถกถาสังฆุปัฏฐากเถราปทาน
อปทานของท่านพระสังฆุปัฏฐากเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภุมฺหิ
ภควติ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลสมภารมาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้หลาย
ภพเป็นประจำเสมอ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
เวสสภู เขาได้เกิดเป็นลูกชายของคนรักษาสวน พอได้บรรลุนิติภาวะ
แล้ว มีศรัทธาเลื่อมใส ทำสวนเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจในพระวิหารหลายแห่ง
ได้บำรุงพระสงฆ์ด้วยความเคารพ. ด้วยกุศลกรรมอันนั้นนั่นแหละ เขา
จึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสอง
แล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลคหบดีในกรุงสาวัตถี
เจริญวัยแล้ว เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติ สมบูรณ์ด้วยความสุข มีชื่อ
เสียง ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา
บวชแล้ว สมบูรณ์ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ทำพระศาสนาให้งดงาม เจริญ
วิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔ ได้
อภิญญา ๖ ด้วยอำนาจกุศลกรรมที่ท่านได้ทำไว้ในปางก่อน จึงได้ปรากฏ
ชื่อว่า สังฆุปัฏฐากเถระแล.
วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนว่า เราได้ทำกรรมอะไรไว้
ในปางก่อนหนอ จึงได้โลกุตตรสมบัตินี้ ก็ทราบชัดได้โดยประจักษ์ เกิด
ความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อนให้ปรากฏ จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภุมฺหิ ภควติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโหสารามิโก อหํ ความว่า เราได้เป็นคน
หน้า 589
ข้อ 182
รักษาอารามในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าเวสสภู,
คำที่เหลือพอจะรู้ได้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีเนื้อความดังได้กล่าวไว้แล้วในหน
หลัง และเพราะมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสังฆุปัฏฐากเถราปทาน
จบอรรถกถากุมุทวรรคที่ ๑๘
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุมุทมาลิยเถราปทาน ๒. นิสเสณีทายกเถราปทาน ๓. รัตติย-
ปุปผิยเถราปทาน ๔. อุทปานทายกเถราปทาน ๕. สีหาสนทายกเถราปทาน
๖. มัคคทัตติกเถราปทาน ๗. เอกทีปิยเถราปทาน ๘. มณิปูชกเถรา-
ปทาน ๙. ติกิจฉกเถราปทาน ๑๐. สังฆุปัฏฐากเถราปทาน.
มีคาถา ๔๙ คาถา ฉะนี้แล.
จบกุมุทวรรคที่ ๑๘
หน้า 590
ข้อ 183
กุฏชปุปผิยวรรคที่ ๑๙
กุฏชปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๑๘๑)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๑๘๓] เราเห็นพระผุสสสัมพุทธเจ้าผู้มีรัศมีเปล่งปลั่งดังทองคำ
สว่างไสวไปทั่วทิศดังพระอาทิตย์อุทัย๑ เสด็จไปในอากาศ.
จึงเลือกเก็บดอกโมกหลวงที่บาน ทั้งดอกใหญ่และเล็กจาก
ต้น มาบูชาแด่พระองค์.
เพราะเราเอาดอกไม้บูชา ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เรา
จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง
พระนามว่าปุปผิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุฏชปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุฏชปุปผิยเถราปทา
๑. ยุ. อุคฺคตํ.
หน้า 591
ข้อ 184
พันธุชีวกเถราปทานที่ ๒ (๑๘๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกชบา
[๑๘๔] พระสยัมภูสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตะ ผู้อันสัตบุรุษ
สรรเสริญ พระองค์ประทับนั่งเข้าสมาธิอยู่ ณ ระหว่างภูเขา.
เราแสวงหาดอกบัวอย่างดีอยู่ในสระ ได้เห็นดอกชบา
อยู่ในที่ใกล้ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ยกมือทั้งสอง
ประคองเข้าไปเฝ้าพระโสภิตมหามุนี แล้วบูชาแด่พระองค์.
เพราะเราได้เอาดอกไม้บูชา ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เรา
จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์
หนึ่ง ผู้เป็นจอมคน มีพละมาก พระนามว่าสมุททกัปปะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพันธุชีวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบพันธุชีวกเถราปทาน
หน้า 592
ข้อ 185
โกตุมพริยเถราปทานที่ ๓ (๑๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๑๘๕] เรามีจิตร่าเริงยินดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดม
กว่านรชน ซึ่งประทับนั่งอยู่ ณ ระหว่างภูเขา โชติช่วงดัง
ดอกกรรณิการ์ มีพระคุณประมาณมิได้เหมือนทะเล กว้างขวาง๑
ดุจแผ่นดิน.
เรามีจิตเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านระ
อันหมู่เทวดาแวดล้อมแล้วผู้เสมือนโคนิสภะและม้าอาชาไนย
อันฝูงโคและฝูงม้าแวดล้อมแล้วฉะนั้น.
เราถือดอกไม้ ๗ ดอกและผ้าขนสัตว์อย่างดี เข้าไปบูชา
แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลก.
เพราะเราได้เอาดอกไม้บูชา ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เรา
จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์
หนึ่ง มีนามว่ามหาเนละ มีเดชมาก มีกำลังมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกตุมพริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโกตุมพริยเถราปทาน
๑. ม. วิตฺถตํ.
หน้า 593
ข้อ 186
ปัญจหัตถิยเถราปทานที่ ๔ (๑๘๔)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๑๘๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐกว่า
นรชน พระนามว่าติสสะ แวดล้อมด้วยพระสาวก เสด็จ
ดำเนินอยู่ในถนน.
เราถือดอกอุบล ๕ ดอกยืนอยู่ที่ทางสี่แยก ประสงค์จะ
ถวายเป็นเครื่องบูชา ประคองบูชาเพื่อความสำเร็จประโยชน์.
อันพระพุทธรัศมีถูกต้องแล้ว ได้บูชาพระสัมพุทธเจ้าผู้
อุดมกว่าสัตว์ มีพระรัศมีดังทองคำ กำลังเสด็จดำเนินอยู่
ระหว่างตลาด.
เพราะเราเอาดอกไม้บูชา ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราจึง
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๑๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ ครั้ง
พระนามว่าสุลภสมมตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
กำลังมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัญจหัตถิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปัญจหัตถิยเถราปทาน
หน้า 594
ข้อ 187
อิสิมุคคทายกเถราปทานที่ ๕ (๑๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง
[๑๘๗] เราแม้จะอยู่ในปราสาท ก็นิมนต์พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังพระอาทิตย์อุทัย มี
พระรัศมีเหลืองอร่ามเหมือนพระจันทร์ สุกสกาวราวกับดอก
กุ่ม ให้เสวยถั่วฤๅษี ซึ่งบดผสมกับน้ำผึ้งอันไม่มีตัว ถวาย
แด่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
เอาน้ำผึ้งใส่บาตรของพระสาวกแห่งพระพุทธเจ้าซึ่งมีประ-
มาณแปดแสน จนเต็มทุก ๆ รูป ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า
มากกว่านั้น.
เราอันกุศลมูล คือความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น ตักเตือน ไม่
เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป ในกัปที่ ๔๓,๘๐๐ ได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่ามหิสมันตะ ผู้มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอิสิมุคคทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอิสิมุคคทายกเถราปทาน
หน้า 595
ข้อ 188
โพธิอุปัฏฐายกเถราปทานที่ ๖ (๑๘๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบำรุงไม้โพธิ์
[๑๘๘] เราเป็นคนตีตะโพนอยู่ในนครรัมมวดี เป็นผู้ไปประกอบ
การบำรุงไม้โพธิ์อันอุดมเป็นนิตย์.
เราบำรุง ทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้า อันกุศลมูลตักเตือน
แล้ว ไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอด ๑,๘๐๐ กัป.
ในกัปที่ ๑,๕๐๐ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นอธิบดี
แห่งชน มีพระนามว่าทมถะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโพธิอุปัฏฐายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโพธิ์อุปัฏฐายกเถราปทาน
หน้า 596
ข้อ 189
เอกจินติเถราปทานที่ ๗ (๑๘๗)
ว่าด้วยผลแห่งการที่กุศลตักเตือน
[๑๘๙] ในกาลใด เทวดาจะจุติจากหมู่เทพเพราะสิ้นอายุ ใน
กาลนั้น เทวดาผู้พลอยยินดีย่อมเปล่งเสียงออก ๓ ประการว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านจากที่นี่จงไปสู่สุคติ จงได้ความ
เป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาชั้นเยี่ยมในสัทธรรม.
ศรัทธาของท่านผู้ตั้งมั่นแล้วนั้นจงมั่นคงเป็นมูลไว้ อย่า
คลอนแคลนในสัทธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศดีแล้ว ตลอด
ชีวิต.
ท่านจงกระทำกุศลอันไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีอุปธิ
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ให้มาก.
แต่นั้นท่านก่อสร้างบุญ ทำบุญนั้นด้วยทานให้มาก จง
แนะนำแม้สัตว์อื่น ๆ ให้ตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ในสัทธรรม.
สัตว์อื่น ๆ ผู้รู้ตามเป็นจริง พลอยยินดีตามท่าน ผู้เป็น
เทวดาล่วงเทวดา เพราะความอนุเคราะห์นี้ ขอท่านจงกลับมา
บ่อย ๆ นะ.
ในกาลนั้น เราเป็นผู้สลดใจอยู่ในหมู่เทวดาที่มาประชุมกัน
ด้วยคิดว่า เราเป็นอะไรเล่า จุติจากที่นี่แล้วจึงจักไปยังกำเนิด
มนุษย์ได้.
ในกาลนั้น พระสมณะสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้อบรมอินทรีย์แล้ว มีนามชื่อว่าสุมนะ รู้ความ
สลดใจของเรา ปรารถนาจะช่วยเหลือเรา.
หน้า 597
ข้อ 189
ท่านจึงมาในสำนักของเรา พร่ำสอนอรรถธรรมแล้ว ยัง
เราให้สลดใจ.
เราได้ฟังคำของท่านแล้ว ทำให้จิตเลื่อมใสในพระพุทธ-
เจ้า เราเพียงแต่ได้ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำกาล-
กิริยา ณ ที่นั้น.
เรานั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ได้อุบัติในเทวโลกนั้นเอง
ไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกจินติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกจินติกเถราปทาน
หน้า 598
ข้อ 190
ติกัณณิปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๑๘๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกเจตพังคี
[๑๙๐] เราเป็นเทวดาแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร ระลึกถึงบุพ-
กรรมได้ จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส ถือดอกเจตพังคี ๓ ดอก ไป
บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้ประเสริฐกว่านรชน.
เพราะเราได้เอาดอกไม้บูชา ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เรา
จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
เป็นผู้อุดม ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำได้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติกัณณิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติกัณณิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 599
ข้อ 191
เอกจาริยเถราปทานที่ ๙ (๑๘๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมณฑารพ
[๑๙๑] ในกาลนั้น ได้มีเสียงประกาศกึกก้องในเทวดาชั้นดาว-
ดึงส์ว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จนิพพานในโลก และพวกเราก็
ยังมีราคะ.
ในเทวดาผู้เกิดความสังเวช เพียบพร้อมด้วยลูกศร คือ
ความโศกเหล่านั้น เราเป็นผู้มีใจแข็งด้วยกำลังของตน ได้
ไปในสำนักพระพุทธเจ้า.
เราถือดอกมณฑารพที่นิรมิตรวบรวมไว้ไปบูชาแด่พระพุทธ-
เจ้า ในเวลาใกล้จะปรินิพพาน.
ในกาลนั้น เทวดาและนางอัปสรทั้งปวงอนุโมทนาเรา
เราไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ในหกหมื่นกัปแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
พระนามว่ามหามัลลชนะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกจาริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกจาริยเถราปทาน
หน้า 600
ข้อ 192
ติวัณฏิปุปเถราปทานที่ ๑๐ (๑๙๐)
ว่าด้วยผลแห่งถวายการดอกไม้
[๑๙๒] เราทุกคนนั้นประชุมกัน เข้าไปเพ่งโทษพระเถระชื่อ
อภิภู ความเร่าร้อนได้เกิดแก่พวกเราผู้เข้าไปเพ่งโทษ.
ในกาลนั้น พระเถระมีนามชื่อว่าสุนันทะ เป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้า พระนามว่าธรรมทัสสีผู้เป็นมุนี มาในสำนัก
ของเรา.
ในกาลนั้น ชนทั้งหลายที่อยู่ในสำนักของเรา ได้เอา
ดอกไม้มาให้เรา เราได้เอาดอกไม้นั้นบูชาพระสาวกทั้งหลาย.
เราทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น แล้วก็เกิดขึ้นอีก เราไม่ได้ไป
สู่วินิบาตเลยตลอด ๑,๘๐๐ กัป.
ในกัปที่ ๑,๓๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
พระนามว่าธูมเกตุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติวัณฏิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติวัณฏิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 601
ข้อ 192
อรรถกถากุฏชปุปผิยวรรคที่ ๑๙
๑๘๑. อรรถกถากุฏชปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระเถระ ๑๐ รูปมีพระเถระชื่อว่า กุฏชปุปผิยเถระ
เป็นต้น เหล่านั้นที่มาแล้วในอรรถกถาวรรคที่ ๑๙ เรื่องถัดจากเรื่องนี้ไป
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแรกไม่มีปรากฏ เพราะว่า ชื่อ ที่อยู่ และเมืองเป็นต้น
ของพระเถระเหล่านั้น ปรากฏแล้วด้วยอำนาจแห่งบุญสมภารที่ทำไว้ใน
สำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ. ทุก ๆ เรื่องที่เหลือบัณฑิตพึงทราบ
ตามเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ดังนั้น อปทานที่เหลือ
นั้นทั้งหมด จึงมีเนื้อความพอที่จะรู้ได้ง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถากุฏชปุปผิยเถราปทาน
จบอรรถกถากุฏชปุปผิยวรรคที่ ๑๙
รวมอปทานในวรรคนี้ คือ
๑. กุฏชปุปผิยเถราปทาน ๒. พันธุชีวกเถราปทาน ๓. โกตุม-
พริยเถราปทาน ๔. ปัญจหัตถิยเถราปทาน ๕. อิสิมุคคทายกเถราปทาน
๖. โพธิอุปัฏฐากเถราปทาน ๗. เอกจินติกเถราปทาน ๘. ติกัณณิ-
ปุปผิยเถราปทาน ๙. เอกจาริยเถราปทาน ๑๐. ติวัณฏิปุปผิยเถราปทาน
ท่านประกาศคาถาไว้ ๖๐ คาถา.
จบกุฏชปุปผิยวรรคที่ ๑๙
หน้า 602
ข้อ 193
ตมาลปุปผิยวรรคที่ ๒๐
ตมาลปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๑๙๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคูณ
[๑๙๓] วิมานของเราที่บุญกรรมนิรมิตให้ เปรียบด้วยหน่อไม้
ทิพย์ มีเสาทอง ๘๔,๐๐๐ เสา.
เรามีจิตผ่องใส ถือเอาดอกคูนไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า
พระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่าจันทติตตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตมาลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตมาลปุปผิยเถราปทาน
หน้า 603
ข้อ 193
อรรถกถาตมาลปุปผิยวรรคที่ ๒๐
๑๙๑. อรรถกถาตมาลปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระเถระรูปที่ ๑ ในวรรคที่ ๒๐ นี้ มีเนื้อความ
ง่ายทั้งหมด.
หน้า 604
ข้อ 194
ติณสันถารทายกเถราปทานที่ ๒ (๑๙๒)
ว่าด้วยผลแห่งการทำหลังคา
[๑๙๔] ในกาลเมื่อเราบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่า ได้เกี่ยวหญ้าถวาย
แด่พระศาสดา หญ้าทั้งหมดนั้นเวียนไปทางเบื้องขวาแล้ว
ตกลงที่แผ่นดิน.
เราถือเอาหญ้านั้นมาลาดลงที่แผ่นดินดอน ๆ และนำเอา
ใบตาล ๓ ใบมาทำเป็นหลังคา ถวายแด่พระศาสดาพระนามว่า
สิทธัตถะ เทวดาและมนุษย์ ณ ที่นั้นทรง (บูชา) พระศาสดา
ตลอด ๗ วัน.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายหญ้าใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายหญ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
หญ้า.
ในกัปที่ ๖๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระจักรพรรดิ ๔ ครั้ง ทรง
พระนามว่ามหัทธนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสันถารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณสันถารทายกเถราปทาน
หน้า 605
ข้อ 194
๑๙๒. อรรถกถาติณสันถารทายกเถราปทาน
พึงทราบอปทานของท่านพระเถระรูปที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ยํ ทายวาสิโก๑ อิสิ ความว่า พระเถระที่ถึงการนับว่า
ทายวาสิโก อิสิ เพราะท่านได้บวชเป็นฤาษีในป่า ได้เกี่ยวได้ตัดหญ้าเพื่อ
มุงมณฑปที่ประทับของพระศาสดาพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้เสด็จไปเข้าจำ
พรรษายังป่านั้น เพื่ออนุเคราะห์ตน อธิบายว่า เราได้กระทำทัพพสัมภาระ
เครื่องมุง และได้ทำมณฑปด้วยท่อนไม้เล็ก ๆ แล้ว เอาหญ้ามุงมณฑป
นั้นแล้ว ได้ถวายบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ. บทว่า
สตฺตาหํ ธารยุํ ตตฺถ ความว่า พวกเทวดาและมนุษย์ที่สถิตอยู่ ณ มณฑป
นั้น ต่างพากันบูชาพระศาสดาผู้ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติณสันถารทายกเถราปทาน
๑. บาลีว่า วนวาสิโก.
หน้า 606
ข้อ 195
ขัณฑผุลลิยเถราปทานที่ ๓ (๑๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการทำที่ขรุขระให้เรียบ
[๑๙๕] พระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ มีอยู่
ที่ป่ามหาวัน ในกาลนั้น ต้นไม้งอกขึ้น ณ ที่นั้น ฝูงช้างพากัน
มาหักกิน.
เราได้ทำที่ขรุขระให้ราบเรียบ แล้วได้ใส่ก้อนปูนขาว
เรายินดีด้วยคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นที่
เคารพของโลกทั้ง ๓.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการใส่ก้อน
ปูนขาว.
ในกัปที่ ๗๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
ทรงพระนามว่าชิตเสนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระขัณฑผุลลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบขัณฑผุลลิยเถราปทาน
หน้า 607
ข้อ 195
๑๙๓. อรรถกถาขัณฑผุลลิยเถราปทาน
พึงทราบอปทานของท่านพระเถระรูปที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ขณฺฑํ ในบทว่า ขณฺฑผุลฺลิยตฺเถโร นี้ หมายถึงสถานที่
ที่ขรุขระผุพังเพราะไม้ทั้งหลายเก่าชำรุด. บทว่า ผุลฺลํ หมายถึงที่ตรงที่
แตกออก เช่นตามมุมที่ประดับประดาพื้นที่และฉัตรเป็นต้น ในที่ที่ไม้
ทั้งหลายผุพังไป. ขณฺฑ และ ผุลฺล รวมกันเป็น ขณฺฑผุลฺลานิ การ
ซ่อมแซมไม้ที่ชำรุดผุพัง คือย้ำทำให้มั่นคงแข็งแรง รวมเรียกว่าปฏิสังขรณ์
สิ่งที่ชำรุดผุพัง. ก็ในเวลาที่พระเถระรูปนี้บำเพ็ญบุญสมภาร ทำการฉาบทา
ปูนขาวตรงที่ชำรุดผุพัง ที่พระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ผุสสะ ให้มั่นคงแข็งแรง ชื่อว่าปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดผุพัง. เพราะฉะนั้น
พระเถระรูปนั้นจึงได้ปรากฏชื่อว่าขัณฑผุลลิยเถระ.
จบอรรถกถาขัณฑผุลลิยเถราปทาน
หน้า 608
ข้อ 196
อโสกปูชกเถราปทาหที่ ๔ (๑๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกอโศก
[๑๙๖] ในกาลนั้น มีพระราชอุทยานอยู่ในพระนครติปุระอัน
น่ารื่นรมย์ เราเป็นคนรักษาพระราชอุทยานอยู่ในนครนั้น เป็น
คนรับใช้ของพระราชา.
พระสมัยภูมีพระนามว่าปทุม ผู้ทรงมีพระปัญญาฉลาด
หลักแหลม พระฉายไม่ละพระองค์ผู้เป็นมุนี ซึ่งประทับนั่ง
บนดอกบัวขาว.
เราเห็นอโศกมีดอกบานเป็นกลุ่มๆ (พวงช่อ) น่าดูนัก จึง
(หัก) บูชาแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมผู้อุดม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ครั้ง
พระนามว่าอรณัญชหะสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอโสกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอโสกปูชกเถราปทาน
หน้า 609
ข้อ 196
๑๙๔. อรรถกถาอโสกปูชกเถราปทาน
พึงทราบอปทานของท่านพระเถระรูปที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รญฺโ ปฏฺจโร อหํ ความว่า เราได้เป็นคนรับใช้
คือเป็นคนทำงานของพระราชา (ข้าราชการ). บทว่า ชลชุตฺตมนามิโน
ความว่า ดอกไม้ที่เกิดในชลธารคือในน้ำ ชื่อว่า ชลชะ, ดอกไม้
ชนิดนั้นทำไมถึงชื่อว่าดอกปทุม เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ มีพระนามเสมอด้วยดอกปทุม. อีกอย่างหนึ่ง มี
อธิบายว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่า ปทุมะ ซึ่งเป็น
ดอกไม้สูงสุด.
จบอรรถกถาอโสกปูชกเถราปทาน
หน้า 610
ข้อ 197
อังโกลกเถราปทานที่ ๕ (๑๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกปรู
[๑๙๗] เราเห็นต้นปรูมีดอกบาน ดอกสวยงามเป็นพวง ๆ จึง
ได้เก็บดอกไม้นั้นไปในสำนักพระพุทธเจ้า.
สมัยนั้น พระมหามุนีพระนามว่าสิทธัตถะทรงหลีกเร้นอยู่
ในที่ลับ เราจึงบูชาด้วยเครื่องบูชาแล้ว โปรยดอกไม้ลงในถ้ำ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่าเทวคัชชิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอังโกลกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอังโกลกเถราปทาน
๑๙๕. อรรถกถาอังโกลกเถราปทาน
เรื่องที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอังโกลกเถราปทาน
หน้า 611
ข้อ 198
กิสลยปูชกเถราปทานที่ ๖ (๑๙๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกย่างทราย
[๑๙๘] สวนดอกไม้ของเรามีอยู่ในนครทวารวดี ในสวนดอกไม้
นั้นมีบ่อน้ำ และเป็นที่งอกงามแห่งต้นไม้ทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้กล้าแข็งด้วย
กำลังของพระองค์ ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ พระองค์จะทรง
อนุเคราะห์เรา จึงเสด็จไปในอากาศ.
เราไม่เห็นอะไร ๆอื่นอันควรจะบูชาแด่พระองค์ผู้แสวงหา
คุณอันใหญ่หลวง เห็นแต่ใบอ่อนของต้นอโศก จึงเอาโยน
ขึ้นไปในอากาศ.
ก้าน ขั้ว ใบอ่อนเหล่านั้น ตามไปเบื้องพระปฤษฎางค์
ของพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จไป เราเห็นดังนั้นแล้วเกิดตื่นเต้นว่า
โอ พระพุทธเจ้ามีพระคุณใหญ่หลวง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยใบไม้อ่อน
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่าเอกิสสระ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 612
ข้อ 198
ทราบว่า ท่านพระกิสลยปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกิสลยเถราปทาน
๑๙๖. อรรถกถากิสลยปูชกเถราปทาน
บทว่า ฉฏฺเ นคเร ทฺวารวติยา ความว่า ทวารวดีนคร เพราะ
เป็นพระนครที่สมบูรณ์ด้วยประตูใหญ่ บานหน้าต่าง และแผ่นกระดานมาก
มาย และสมบูรณ์ด้วยรั้ว กำแพง หอคอย ซุ้มประตู และคูน้ำที่มีโคลน
เลน, ที่ท่านเรียกว่า นคเร ทฺวารวติยา เพราะประชาชนทั้งหลายย่อม
เรียกกันว่า นครทวารวดี เพราะกำหนดประตูและรั้วของพระนครขึ้น
เป็นประธาน, อธิบายว่า สวนดอกไม้ได้มีแก่เราแล้ว. บทว่า เต กิสลยา
ได้แก่ ใบอ่อนของต้นอโศกเหล่านั้น.
จบอรรถกถากิสลยปูชกเถราปทาน
หน้า 613
ข้อ 199
ตินทุกทายกเถราปทานที่ ๗ (๑๙๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะพลับ
[๑๙๙] เราเป็นลิงมีกำลังแข็งแรง เที่ยวไปตามซอกห้วยและ
ธารแห่งภูเขา ได้เห็นต้นมะพลับอันมีผล จึงระลึกถึงพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ออกค้นหาพระพุทธเจ้า
พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เป็นนายกของโลกถึงที่สุดภพสาม
สิ้น ๒-๓ วัน.
พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเรา
จึงเสด็จมาในสำนักของเรา พร้อมด้วยพระขีณาสพหลายพัน.
เราเกิดความปราโมทย์แล้ว ถือผลมะพลับเข้าไปเฝ้าถวาย
พระผู้มีพระภาคสัพพัญญูเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าบรรดาเจ้าลัทธิ
พระองค์ทรงรับแล้ว
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายผลไม้.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่าอุปนันทะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 614
ข้อ 200
ทราบว่า ท่านพระตินทุกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตินทุกทายกเถราปทาน
คิริเนลมุฏฐิปูชกเถราปทานที่ ๘ (๑๙๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้
[๒๐๐] พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าสุเมธะ เชษฐบุรุษของ
โลก ประเสริฐกว่านระ ทรงตั้งความเพียรเพื่อทรงอนุเคราะห์
หมู่ชนผู้เกิดภายหลัง.
เราบูชาดอกไม้หลายกำแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็น
จอมสัตว์ ผู้คงที่ ไม่มีโทษดังภูเขา กำลังจงกรมอยู่.
เรามีจิตเลื่อมใส อันกุศลมูลตักเตือนแล้วไม่ได้เข้าถึง
ทุคติเลยตลอด ๓ หมื่นกัป.
ในกัปที่ ๒,๓๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
องค์หนึ่ง พระนามว่าสุเนละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 615
ข้อ 201
ทราบว่า ท่านพระคิริเนลมุฏฐิปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคิริเนลมุฏฐิปูชกเถราปทาน
ติกัณฑิปุปผิยเถราปทานที่ ๙ (๑๙๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคล้า
[๒๐๑] พระสยัมภูชินเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ มีพระนามว่า
สุมังคละ เสด็จออกจากป่าใหญ่ เข้าสู่พระนคร.
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีพระองค์นั้น เสด็จเที่ยวบิณฑ-
บาตแล้วเสด็จออกจากนคร ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว ประทับ
อยู่ในระหว่างป่า.
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ถือดอกคล้า ๓ ดอกไปบูชา
แด่พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๘๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ (พระ-
องค์หนึ่ง) ทรงพระนามว่าอปเสละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประ-
การ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 616
ข้อ 202
ทราบว่า ท่านพระติกัณฑิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบติกัณฑิปุปผิยเถราปทาน
ยูถิกปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๐๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคัดเค้า
[๒๐๒] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้สมควรรับเครื่อง
บูชา มีพระจักษุ ทรงออกจากป่าใหญ่ เสด็จดำเนินไปสู่
พระวิหาร.
เราเอามือทั้งสองประคองดอกคัดเค้า (เข็ม) อันสวยงาม
ไปบูชาแด่พระพุทธเจ้าผู้มีพระหฤทัยเมตตา ผู้คงที่.
ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราเสวยสมบัติแล้ว ไม่ได้เข้าถึง
ทุคติเลยตลอดแสนกัป.
ในกัปที่ ๕๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน พระนามว่าสมิตนันทนะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระยุถิกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบยูถิกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 617
ข้อ 202
อรรถกถาตินทุกทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเถระ ๗, ๘, ๙ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
แม้ในอปทานเรื่องที่ ๑๐ เรื่องสุดท้ายไม่มีความยากแล.
จบอรรถกถาตมาลปุปผิยวรรคที่ ๒๐
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตมาลปุปผิยเถราปทาน ๒. ติณสันถารทายกเถราปทาน
๓. ขัณฑผุลลิยเถราปทาน ๔. อโสกปูชกเถราปทาน ๕. อังโกลกเถราปทาน
๖. กิสลยปูชกเถราปทาน ๗. ตินทุกทายกเถราปทาน ๘. คิริเนลมุฏฐิ-
ปูชกเถราปทาน ๙. ติกัณฑิปุปผิยเถราปทาน ๑๐. ยูถิกปุปผิยเถราปทาน
และมีคาถา ๕๘ คาถา.
จบตมาลปุปผิยวรรคที่ ๒๐
และรวมวรรคมี ๑๐ วรรค คือ
๑. ภิกขทายิวรรค ๒. มหาปริวารวรรค ๓. เสเรยยวรรค
๔. โสภิตวรรค ๕. ฉัตตวรรค ๖. พันธุชีวกวรรค ๗. สุปาริจริยวรรค
๘. กุมุทวรรค ๙. กุฏชปุปผิยวรรค ๑๐. ตมาลปุปผิยวรรค
ท่านทำไว้ใน ๑๐ วรรคนี้มีคาถา ๖๖๖ คาถา.
จบหมวด ๑๐ แห่งภิกขวรรค เป็นหมวด ๑๐๐ ที่ ๒
หน้า 618
ข้อ 203
กณิการปุปผิยวรรคที่ ๒๑
กณิการปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๒๐๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์
[๒๐๓] ในกาลนั้น เราเห็นต้นกรรณิการ์มีดอกบาน จึงเก็บมา
บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะ ผู้ข้ามโอฆะ
แล้ว ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอก
ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปรากฏ
พระนามว่า อรุณปาละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกณิการปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกณิกการปุปผิยเถราปทาน
หน้า 619
ข้อ 204
มิเนลปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๒๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกเทียนขาว
[๒๐๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี มีพระฉวีวรรณดัง
ทอง มีพระรัศมีอันประเสริฐดังพระอาทิตย์ มีพระหฤทัย
เมตตา มีพระสติ เสด็จขึ้นจงกรม.
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ชมเชยพระญาณอันอุดมแล้ว
ถือดอกเทียนขาวไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอก-
ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๙ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนาม
ว่า สุเมฆฆนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมิเนลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมิเนลปุปผิยเถราปทาน
หน้า 620
ข้อ 205
กิงกณิกปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๒๐๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกหงอนไก่
[๒๐๕] พระสัพพัญญูเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก ผู้รุ่งเรืองเช่นกับ
ทองคำมีค่า พระองค์ผู้นำของโลกร้อนพระกาย จึงเสด็จลง
น้ำสรงสนานอยู่.
เรามีจิตเบิกบานมีใจโสมนัส ได้ถือเอาดอกหงอนไก่ไป
บูชาแด่พระสัพพัญญูพระนามว่าวิปัสสี ผู้จอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
ภิมรถะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกิงกณิกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกิงกณิกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 621
ข้อ 206
ตรณิยเถราปทานที่ ๔ (๒๐๔)
ว่าด้วยผลแห่งการข้ามส่งพระพุทธเจ้า
[๒๐๖] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้จอมสัตว์
ประเสริฐกว่านระ แวดล้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย เสด็จไป
สู่ฝั่งแม่น้ำคงคา.
แม่น้ำคงคาเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง กาวักน้ำดื่มได้ ข้าม
ได้ยาก เราข้ามส่งพระพุทธเจ้าผู้สั่งสุดกว่าสัตว์และภิกษุ
สงฆ์.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการข้ามส่ง
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๑,๓๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ ครั้ง
ทรงพระนามว่า สัพโพภวะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบตรณิยเถราปทาน
หน้า 622
ข้อ 207, 208
นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๒๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกย่างทราย
[๒๐๗] เราเป็นคนเฝ้าพระอารามของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ-
นามว่า วิปัสสี ได้ถือเอาดอกไม้ย่างทราย ไปบูชาแด่พระ-
พุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๓๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครั้งหนึ่ง
เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า มหาปตาปะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิคคุณฑิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน
อุทกทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๐๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ
[๒๐๘] เราเห็นสมณะผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว กำลังบริโภคอยู่
ได้เอาน้ำในหม้อถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
สิทธัตถะ วันนี้ (นั้น) เราเป็นผู้ไม่เศร้าหมอง ปราศจาก
มลทินสิ้นสงสัย ผลย่อมเกิดแก่เราในภพที่เกิดอยู่.
หน้า 623
ข้อ 209
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายน้ำในกาลนั้น ด้วย
การถวายน้ำนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
น้ำ.
ในกัปที่ ๖๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครั้งหนึ่ง
ทรงพระนามว่า วิมละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุทกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทกทายกเถราปทาน
สลฬมาลิยเถราปทานที่ ๗ (๒๐๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้พร้อมทั้งขั้ว
[๒๐๙] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เห็น
สารถีฝึกนระ ผู้โชติช่วงดังดอกกรรณิการ์ ประทับนั่งใน
ระหว่างภูเขา ยังทิศทั้งปวงให้สว่างอยู่.
ในกาลนั้น เราเอาธนูพาดสายแล้ว ยิงลูกธนูไป ตัด
ดอกไม้พร้อมทั้งขั้ว บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
หน้า 624
ข้อ 210
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครั้งหนึ่ง
ทรงพระนามว่า ชุตินธระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสลฬมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสลฬมาลิยเถราปทาน
โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๒๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกหงอนไก่พร้อมทั้งราก
[๒๑๐] เราได้เห็นรอยพระบาท อันประดับด้วยจักรและเครื่อง
อลังการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ทรงเหยียบไว้ จึงเดินตามรอยพระบาทไป.
เราได้เห็นต้นหงอนไก่มีดอกบาน จึงเอาบูชาพร้อมทั้งราก
เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ไหว้รอยพระบาท.
หน้า 625
ข้อ 211
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชารอยพระพุทธบาทด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๕๗ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครั้งหนึ่ง ทรง
พระนามว่า วีตมละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโกรัณฑปุปผิยเถราปทาน
อาธารทายกเถราปทานที่ ๙ (๒๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเชิงรองบาตร
[๒๑๑] เราได้ถวายเชิงรองบาตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก เราทรง (ครอบครอง) พื้น
แผ่นสุธานี้ทั้งหมดสิ้น.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว เรา
ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
หน้า 626
ข้อ 212
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ทรงมีพระนามว่า สมันตวรุณา มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาธารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอาธารทายกเถราปทาน
ปาปนิวาริยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายร่ม
[๒๑๒] ก็เรามีใจผ่องใส ได้ถวายร่มคันหนึ่งแด่พระผู้มีพระ-
เจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้คงที่
เราห้ามบาปแล้ว ก่อสร้างกุศล เทวดาทั้งหลายกั้นร่มไว้
ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งบุพกรรม.
ภพที่สุด ย่อมเป็นไปแก่เรา เราถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว
ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในศาสนาของพระสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายร่มใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายร่มนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ร่ม.
หน้า 627
ข้อ 212
ในกัปที่ ๗๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอม
แห่งชน ๘ ครั้ง มีพระนามว่า มหานิทานะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปาปนิวาริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปาปนิวาริยเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กณิการปุปผิยเถราปทาน ๒. มิเนลปุปผิยเถราปทาน ๓. กิงกณิก-
ปุปผิยเถราปทาน ๔. ตรณิยเถราปทาน ๕. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน
๖. อุทกทายกเถราปทาน ๗. สลฬมาลิยเถราปทาน ๘. โกรัณฑปุปผิย-
เถราปทาน ๙. อาธารทายกเถราปทาน ๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน
มีคาถา ๘๘ คาถา.
จบกณิการปุปผิยวรรคที่ ๒๑
หน้า 628
ข้อ 213
หัตถิวรรคที่ ๒๒
หัตถิทายกเถราปทานที่ ๑ (๒๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายช้างงา
[๒๑๓] เราได้ถวายช้างตัวประเสริฐ มีงาอันงอนงาม เจริญด้วย
กำลังเร็วและกล้าแข็ง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่.
เราได้เสวยสันติบทอันเป็นประโยชน์สูงสุดเยี่ยม (เพราะ)
เราได้ถวายช้างแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาประโยชน์
ให้แก่โลกทั้งปวง.
ในกัปที่ ๔๙ แต่กัปนี้ เราได้ถวายช้างใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายช้างนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายช้าง.
ในกัปที่ ๗๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
๑๖ ครั้ง ทรงพระนามว่า สมันตปาสาทิกะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระหัตถิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบหัตถิทายกเถราปทาน
หน้า 629
ข้อ 214
ปานธิทายกเถราปทานที่ ๒ (๒๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายรองเท้า
[๒๑๔] ข้าพระองค์ได้ถวายรองเท้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
ประทับอยู่ในป่า เพ่งฌาน มีพระหฤทัยเมตตา มีเดช ทรง
ธรรม อบรมพระองค์แล้ว.
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เสวยยานทิพ นี้เป็นผล
แห่งบุพกรรม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ทำกรรมใดในกาลนั้น
เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายรองเท้า.
ในกัปที่ ๗๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
๘ ครั้ง มีพระนามว่า สุยานะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระปานธิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปานธิทายกเถราปทาน
หน้า 630
ข้อ 215
สัจจสัญญกเถราปทานที่ ๓ (๒๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งสัจสัญญา
[๒๑๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ทรงแวดล้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์ เมื่อทรงยังมหาชนให้ดับ (ร้อน) จึงแสดง
อริยสัจ.
เราเป็นผู้สมควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง ได้ไปสู่ที่
ประชุม เรานั้นได้นั่งฟังธรรมของพระศาสดา ครั้นเราฟัง
ธรรมของพระศาสดานั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก เราได้อยู่ ใน
เทพบุรีนั้นตลอด ๓๐ กัป.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
การได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัจ-
สัญญา.
ในกัปที่ ๒๖ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า เอกผุสสิตะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัจจสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสัจจสัญญกเถราปทาน
หน้า 631
ข้อ 216, 217
เอกสัญญาเถราปทานที่ ๔ (๒๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุล
[๒๑๖] เราได้เห็นผ้าบังสุกุลของพระศาสดาห้อยอยู่บนยอดไม้
จึงได้ประนมกรอัญชลีไหว้ผ้าบังสุกุล.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
การได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า อมิตาภะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบเอกสัญญกเถราปทาน
รังสิสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๒๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัญญาในพระพุทธเจ้า
[๒๑๗] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าสว่างจ้าดังพระอาทิตย์อุทัย เปล่ง
ปลั่งดังพระจันทร์ องอาจดังเสือโคร่ง ประเสริฐ มีสกุล ใน
หน้า 632
ข้อ 218
ระหว่างภูเขา อานุภาพของพระพุทธเจ้ารุ่งเรืองอยู่ในระหว่าง
ภูเขา.
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระรัศมีแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์
ตลอดกัป ในกัปที่เหลือเราก่อสร้างกุศล ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น
และด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้า.
ใน ๓ หมื่นกัป แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
การได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการได้
สัญญาในพระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า สุชาตะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบรังสิสัญญกเถราปทาน
สันธิตเถราปทานที่ ๖ (๒๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัญญาในพระพุทธเจ้า
[๒๑๘] เรามีสติเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้สัญญาอันไปในพระ-
พุทธเจ้าอย่างหนึ่ง ที่ไม้อัสสัตถพฤกษ์ อันมีรัศมีเขียวสด
งดงามดี.
หน้า 633
ข้อ 219
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น เพราะ
การได้สัญญานั้นเป็นเหตุนำมา เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะ.
ในกัปที่ ๑๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่า วนิทธะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสันธิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสันธิตเถราปทาน
ตาลวัณฏทายกเถราปทานที่ ๗ (๒๑๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัดใบตาล
[๒๑๙] เราได้ถวายพัดใบตาลแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ
ผู้มีจักษุทิพย์ เพื่อต้องการให้ระงับร้อนในฤดูร้อน เพื่อระงับ
ความเร่าร้อน.
เราดับได้สนิทซึ่งไฟ คือ ราคะ ไฟ คือ โทสะ และ
ดับได้สนิทซึ่งไฟ คือ โมหะ อันยิ่งกว่าความร้อนนั้น นี้เป็น
ผลของการถวายพัดใบตาล.
หน้า 634
ข้อ 220
เราเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว
ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพัด
ใบตาล.
ในกัปที่ ๖๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่า มหารามะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระตาลวัณฏทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตาลวัณฏทายกเถราปทาน
อักกันตสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๒๑๘)
ว่าด้วยผลแห่งการปูผ้าให้ทรงเหยียบ
[๒๒๐] เราถือผ้าสาฎกผืนน้อย ในผ้าห่มของท่านอุปัชฌาย์
พร่ำศึกษามนต์อยู่ เพื่อบรรลุถึงประเภทวิชาลูกศร.๑
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา
ผู้องอาจ ประเสริฐ เลิศ พระนามว่า ติสสะ ผู้ตรัสรู้แล้ว
๑. ม. คนฺถาโทสสฺส ปตฺติยา เพื่อบรรลุถึงความไม่มีโทษแห่งคันถะ.
หน้า 635
ข้อ 221
ดังคชสารตัวประเสริฐ ผู้สูงสุดกว่านระ ผู้เลิศลอย เป็น
มหาวีระ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ.
ทรงเหยียบผ้าสาฎกผืนน้อยที่เราลาดไว้ ครั้นเราได้เห็น
พระองค์ผู้ส่องแสงสว่างในโลก ปราศจากมลทินเช่นกับพระ-
จันทร์ มีใจผ่องใส ได้ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าสาฎกผืนน้อยใด
ด้วยการถวายผ้าสาฎกนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายผ้าสาฎกผืนน้อย.
ในกัปที่ ๓๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า สุนันทะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอักกันสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอักกันตสัญญกเถราปทาน
สัปปิทายกเถราปทานที่ ๙ (๒๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน
[๒๒๑] เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่นารี
ได้เห็นพระสมณะผู้ทรงประชวร จึงน้อมนมัสการพระมหา-
หน้า 636
ข้อ 221
วีรเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ประเสริฐกว่านระ ซึ่งเสด็จ
เข้ามาสู่เรือน (ของเรา) เราได้ถวายเนยใสและน้ำมันแด่พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้คงที่.
เราได้เห็นพระองค์ผู้มีความกระวนกระวาย สงบระงับ มี
อินทรีย์ คือ พระพักตร์ผ่องใส จึงถวายบังคมพระบาทของ
พระศาสดา แล้วให้ประกาศไปในบุรี พระวีรเจ้าผู้ถึงที่สุด
แห่งฤทธิ์ ทรงเห็นเราผู้เลื่อมใสดี จึงเสด็จเหาะขึ้นสู่นภา-
กาศ ดังพญาหงส์บินไปในอัมพรฉะนั้น.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใส
และน้ำมัน.
ในกัปที่ ๑๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่า ทุติเทพ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัปปิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัปปิทายกเถราปทาน
หน้า 637
ข้อ 222
ปาปนิวาริยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการแต่งที่จงกรม
[๒๒๒] เราแผ้วถางที่จงกรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปิยทัสสี มุงบังด้วยไม้อ้อ ป้องกันลมและแดด.
เราก่อสร้างกุศลเพื่อต้องการเว้นบาป ตั้งความเพียรใน
ศาสนาของพระศาสดา เพื่อละกิเลสทั้งหลาย.
ในกัปที่ ๑๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ปรากฏพระนามว่า อัคคิเตชะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปาปนิวาริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปาปนิวาริยเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. หัตถิทายกเถราปทาน ๒. ปานธิทายกเถราปทาน ๓. สัจจ-
สัญญกเถราปทาน ๔. เอกสัญญกเถราปทาน ๕. รังสิสัญญกเถราปทาน
๖. สันธิตเถราปทาน ๗. ตาลวัณฏทายกเถราปทาน ๘. อักกันตสัญญก-
เถราปทาน ๙. สัปปิทายกเถราปทาน ๑๐. ปาปนิวาริยเถราปทาน.
มีคาถา ๕๔ คาถาฉะนี้แล.
จบหัตถิวรรคที่ ๒๒
หน้า 638
ข้อ 223
อาลัมพนทายกวรรคที่ ๒๓
อาลัมพนทายกเถราปทานที่ ๑ (๒๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายราวสะพาน
[๒๒๓] เราได้ถวายที่หน่วงเหนี่ยว (ราวสะพาน) แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ผู้
คงที่ เป็นจอมของสัตว์สองเท้า.
เราเดินไป (ปกครอง) ตลอดแผ่นดินอันกว้างขวางจดฝั่ง
สาคร ยังความเป็นอิสระให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลายและใน
แผ่นดิน.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว วิชชา ๓
เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
ในกัปที่ ๖๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
๓ ครั้ง ทรงพระนามว่า เอกาทัสสิตะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาลัมพนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอาลัมพนทายกเถราปทาน
หน้า 639
ข้อ 224
อชินทายกเถราปทานที่ ๒ (๒๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายท่อนหนัง
[๒๒๔] ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์เป็นคนคอยต้อนรับ
หมู่คณะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่อง
บูชา.
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ข้าพระองค์ได้ถวายท่อนหนังแด่พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์
เสวยสมบัติแล้ว เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์ทรงกาย
อันเป็นที่สุดอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายหนังสัตว์ใด
ด้วยการถวายหนังสัตว์นั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งการถวายหนังสัตว์.
ในกัปที่ ๕ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
พระนามว่า สุทายกะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอชินทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอชินทายกเถราปทาน
หน้า 640
ข้อ 225
เทวรัตนิยเถราปทานที่ ๓ (๒๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนื้อ
[๒๒๕] เมื่อก่อนนี้เราเป็นพรานเนื้อ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้
ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา ในป่าใหญ่.
เราจึงถวายชิ้นเนื้อแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ผู้
แสวงหาคุณใหญ่ เราได้เสวยอิสริยยศในโลก (นี้) พร้อมทั้ง
เทวโลก ด้วยการถวายเนื้อนี้.
รัตนะย่อมบังเกิดแก่เรา รัตนะ ๒ ประการ เกิดแก่เรา
ในโลก เพื่อบรรลุธรรมในปัจจุบัน เราย่อมเสวยรัตนะทั้งหมด
นั้น เพราะผลแห่งการถวายเนื้อ ตัวของเราอ่อนและปัญญา
ของเรารู้ได้ละเอียดละออ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเนื้อใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายเนื้อนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
เนื้อ.
ในกัปที่ ๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีพระนามว่า มหาโรหิตะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเทวรัตนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเทวรัตนิยเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๑๐
หน้า 641
ข้อ 226
อารักขทายกเถราปทานที่ ๔ (๒๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างไพรที
[๒๒๖] เราได้สร้างไพรทีถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า สิทธัตถะ และได้ถวายอารักขาแด่พระสุคตเจ้า ผู้แสวง
หาคุณอันใหญ่หลวง.
ด้วยกรรมพิเศษนั้น เราไม่เห็นภัยที่น่าหวาดเสียวเลย
ความสะดุ้งกลัวไม่มีแก่เราผู้เกิดแล้วในภพไหน ๆ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ให้สร้างไพรทีใดในกาลก่อน
ด้วยการสร้างไพรทีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การสร้างไพรทีถวาย.
ในกัปที่ ๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
อปัสเสนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอารักขทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอารักขทายกเถราปทาน
หน้า 642
ข้อ 227
อพยาธิกเถราปทานที่ ๕ (๒๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายโรงไฟ
[๒๒๗] เราได้ถวายโรงไฟแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี ได้ถวายอาวาสและเครื่องรองรับน้ำร้อนแด่ภิกษุอาพาธ
ด้วยกรรมนั้น อัตภาพของเราอันผู้มีฤทธิ์นิรมิตดีแล้ว เราไม่
รู้จักป่วยไข้เลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายโรงไฟใดในกาลนั้น
ด้วยการถวายโรงไฟนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายโรงไฟ และในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิพระองค์หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน สมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอพยาธิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอพยาธิกเถราปทาน
หน้า 643
ข้อ 228
วกุลปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๒๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกพิกุล
[๒๒๘] ชนทั้งหลายรู้จักชื่อเราว่า นารทะ รู้จักเราว่า กัสสปะ
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้เลิศกว่าบรรดา
สมณะ อันเทวดาสักการะ ทรงไว้ซึ่งอนุพยัญชนะ สมควร
รับเครื่องบูชา เราถือเอาดอกพิกุลไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่า
โรมสะ ทรงสวมพวงดอกไม้เป็นอาภรณ์ มียาน พลและ
พาหนะพรั่งพร้อม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวกุลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวกุลปุปผิยเถราปทาน
หน้า 644
ข้อ 229
โสวัณณวฏังสกิยเถราปทานที่ ๗ (๒๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวงมาลัย
[๒๒๙] เราเดินอยู่ตามพื้นที่สวน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น
นายกของโลก เราได้ถือมาลัยประดับศีรษะที่ทำด้วยทอง อัน
สร้าง (ตกแต่ง) อย่างดี ขึ้นคอช้างไปอย่างรีบด่วน บูชาแด่
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใดด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า มหาปตาปะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสวัณณวฏังสกิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโสวัณณวฏังสกิยเถราปทาน
หน้า 645
ข้อ 230
มิญชวฏังสกิยเถราปทานที่ ๘ (๒๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาโพธิพฤกษ์
[๒๓๐] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่า สิขี ผู้ประเสริฐกว่าบรรดา
เจ้าลัทธิ เสด็จนิพพานแล้ว เราได้ทำการบูชาโพธิพฤกษ์ อัน
เกลื่อนกล่นด้วยมาลัยประดับศีรษะ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำการบูชาใดในกาลนั้น
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
โพธิพฤกษ์.
ในกัปที่ ๒๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่า เมฆัพภะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมิญชวฏังสกิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมิญชวฏังสกิยเถราปทาน
หน้า 646
ข้อ 231
สุกตาเวฬิยเถราปทานที่ ๙ (๒๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพวงมาลัย
[๒๓๑] ในกาลนั้น เราเป็นนายมาลาการมีนามชื่อว่า อสิตะ ได้
ถือเอาพวงมาลัยไปเพื่อน้อมเกล้าถวายแด่พระราชา ยังไม่ทัน
ถึงพระราชา ก็ได้พบพระพุทธเจ้าผู้นำของโลก พระนามว่า
สิขี เราร่าเริงมีจิตโสมนัส ได้บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช มี
กำลังมาก มีพระนามว่า เวภาระ มีกำลังมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุกตาเวฬิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุกตาเวฬิยเถราปทาน
หน้า 647
ข้อ 232
เอกวันทนิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม
[๒๓๒] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่าเวสสภู ผู้องอาจ สามารถ มี
ความเพียร ผู้ทรงชนะวิเศษ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบังคม.
ในกัปที่ ๒๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรง
พระนามว่า วิคตานันทะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกวนทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกวันทนิยเถราปทาน
หน้า 648
ข้อ 232
อรรถกถาวรรคที่ ๒๑ เป็นต้น
เบื้องหน้าต่อแต่นี้ไป ทุก ๆ เรื่องทั้งหมด ข้าพเจ้าจักทำการ
พรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น ส่วนในวรรคที่ ๒๑, ๒๒, และ ๒๓ ชื่อ
ของพระเถระทั้งหมดได้แล้วด้วยบุญที่ตนเองได้กระทำไว้, จะต่างกันก็แต่
เพียงบุญที่กระทำไว้เท่านั้น, ชื่อและพระนครที่ประทับอยู่ของพระพุทธเจ้า
ทุก ๆ พระองค์ ผู้ทรงให้พยากรณ์เหล่านั้น แม้ทั้งหมดก็ง่ายทั้งนั้นแล
เพราะมีเนื้อความตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลังแล. ส่วนเนื้อความ
แห่งคาถาอปทาน บัณฑิตก็พอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียว ด้วยการประกอบ
เทียบกับเนื้อความแล.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาลัมพนทายกเถราปทาน ๒. อชินทายกเถราปทาน ๓.
เทวรัตนิยเถราปทาน ๔. อารักขทายกเถราปทาน ๕. อพยาธิกเถราปทาน
๖. วกุลปุปผิยเถราปทาน ๗. โสวัณณวฏังสกิยเถราปทาน ๘. มิญช-
วฏังสกิยเถราปทาน ๙. สุกตาเวฬิยเถราปทาน ๑๐. เอกวันทนิยเถรา-
ปทาน.
ท่านผู้เห็นประโยชน์ทั้งหลายคำนวณคาถาได้ ๕๕ คาถา ฉะนี้แล.
จบอาลัมพนทายกวรรคที่ ๒๓
หน้า 649
ข้อ 233
อุทกาสนทายิวรรคที่ ๒๔
อุทกาสนทายกเถราปทานที่ ๑ (๒๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะตั้งน้ำ
[๒๓๓] เราออกจากประตูอารามแล้ว ได้ลาดแผ่นกระดาน
(สำหรับนั่ง) ไว้ และได้ตั้งน้ำ (ฉันน้ำใช้) ไว้ เพื่อบรรลุ
ประโยชน์อันสูงสุด.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลเพราะการลาดอาสนะ
และตั้งน้ำ.
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
อภิสามะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุทกาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทกาสนทายกเถราปทาน
หน้า 650
ข้อ 234
ภาชนทายกเถราปทานที่ ๒ (๒๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภาชนะ
[๒๓๔] ในกาลนั้น เราเป็นช่างหม้ออยู่ในนครพันธุมดี เราได้
แบ่งภาชนะถวายแก่ภิกษุสงฆ์ในนครนั้นเสมอ ๆ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้แบ่งภาชนะถวายภิกษุสงฆ์
แล้ว เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภาชนะ.
ในกัปที่ ๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
อนันตชลิ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภาชนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภาชนทายกเถราปทาน
อุทกาสนทายิวรรคที่ ๒๔
๒๓๑. อรรถกถาอุทกาสนทายกเถราปทาน
อปทานเรื่องที่ ๑, ๒ ในวรรคที่ ๒๔ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
หน้า 651
ข้อ 235
สาลปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๒๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกรัง
[๒๓๕] ในกาลนั้น เราเป็นคนทำขนมขายอยู่ในนครอรุณวดี
เราได้เห็นพระชินเจ้าพระนามว่าสิขีเสด็จไปทางประตูบ้านเรา.
เรามีใจผ่องใสรับบาตรของพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จมาถึงพอดี
แล้วได้ถวายดอกรังแด่พระองค์.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายดอกไม้ใด ด้วยการ
ถวายดอกไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ดอกรัง.
ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า
อมิตัญชละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสาลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบสาลปุปผิยเถราปทาน
๒๓๓. อรรถกถาสาลปุปผิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อรุณวติยา นคเร มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า อรุณ เพราะผุด
หน้า 652
ข้อ 235
ขึ้นกระทำแสงสว่างไปรอบด้าน, ชื่อว่า อรุณวดี เพราะอรุณนั้นมีอยู่ใน
พระนครนั้น อธิบายว่า พระอาทิตย์โผล่ขึ้นทำแสงสว่างไปทั่วพระนคร
นั้น. แม้ในพระนครที่เหลือก็มีพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน แต่พึงทราบว่า
ท่านมุ่งกล่าวให้เป็นคำพิเศษ ดุจคำว่า ชื่อว่า มหึส (กระบือ) เพราะ
ย่อมนอนบนแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่สัตว์สี่เท้าทั้งหมดก็นอนบนแผ่นดินเหมือน
กัน แต่พึงทราบว่าท่านมุ่งกล่าวด้วยอำนาจรุฬหีศัพท์. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า อรุณวดี อันมีแสงสว่างดุจการขึ้นไปแห่งอรุณ ประกอบด้วยแสง
สว่างแห่งรัตนะ ๗ ประการ เช่น ทองคำ เงิน แก้วมณีและแก้วมุกดา
เป็นต้น ส่องสว่างไปในที่เช่น กำแพง ปราสาท และถ้ำเป็นต้น, อธิบาย
ว่า ข้าพเจ้าได้เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยการทำขนมขาย อยู่ในพระนครอรุณวดี
นั่นแล.
จบอรรถกถาสาลปุปผิยเถราปทาน
หน้า 653
ข้อ 236
กิลัญชทายกเถราปทานที่ ๔ (๒๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการให้เสื่อลำแพน
[๒๓๖] ในกาลนั้น เราเป็นช่างสาน อยู่ในนครติวราอันน่า
รื่นรมย์ หมู่ชนในนครนั้นเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้ส่องโลกให้สว่างไสว.
หมู่ชนเที่ยวแสวงหาเสื่อลำแพน เพื่อบูชาพระโลกนาถ
เราได้ให้เสื่อลำแพนแก่ชนทั้งหลายผู้ทำพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้เสื่อ
ลำแพน.
ในกัปที่ ๗๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่า ชลันธระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกิลัญชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกิลัญชทายกเถราปทาน
หน้า 654
ข้อ 236
๒๓๔. อรรถกถากิลัญชทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ติวรายํ ปุเร รมฺเม มีวิเคราะห์ว่า ติวรา เพราะแวดล้อม
ป้องกันด้วยกำแพงถึง ๓ ชั้น. ชื่อว่า รัมมะ เพราะเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ
เพราะประกอบด้วยเครื่องอุปโภคมีของเคี้ยวและของกินเป็นต้น ประกอบ
ด้วยผ้าและเครื่องอาภรณ์เป็นต้น และประกอบด้วยการฟ้อนและการ
ขับร้องเป็นต้น, เชื่อมความว่า เราได้เป็นช่างสานอยู่ในพระนครติวรา
อันน่ารื่นรมย์ใจนั้น.
จบอรรถกถากิลัญชทายกเถราปทาน
หน้า 655
ข้อ 237
เวทิทายกเถราปทานที่ ๕ (๒๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างไพรที
[๒๓๗] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ให้ช่างก่อสร้างไพรที
ไว้ที่ไม้โพธิพฤกษ์ อันเป็นไม้อุดมของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า วิปัสสี.
เพราะเราได้ให้ช่างก่อสร้างไพรที ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสร้างไพรที.
ในกัปที่ ๑๑ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนาม
ว่า สูริยสมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเวทิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเวทิทายกเถราปทาน
๒๓๕. อรรถกถาเวทิทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 656
ข้อ 238
วัณณการกเถราปทานที่ ๖ (๒๓๖)
ว่าด้วยผลแห่งการให้สี
[๒๓๘] ในกาลนั้น เราเป็นช่างย้อมอยู่ในนครอรุณวดี เราย้อม
ภัณฑะ คือ ผ้าที่พระเจดีย์ให้มีสีต่าง ๆ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราย้อมสีใดในกาลนั้น ด้วยการย้อม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้สี.
ในกัปที่ ๒๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม
ว่า จันทสมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวัณณการกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวัณณการกเถราปทาน
๒๓๖. อรรถกถาวัณณการกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วณฺณกาโร อหํ ตทา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า วัณณการ
เพราะย่อมทำคือย้อมผ้าทั้งหลายด้วยสี มีสีเขียว เหลืองและแดง เป็นต้น.
เราเป็นช่างย้อมผ้า ในเวลาที่จะเอาผ้าทั้งหลายห่มพระเจดีย์ ก็ย้อมผ้า
ทั้งหลายให้มีสีต่าง ๆ.
จบอรรถกถาวัณณการกเถราปทาน
หน้า 657
ข้อ 239
ปิยาลปุปผิยเถราปททานที่ ๗ (๒๓๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะหาด
[๒๓๙] ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้อ (เที่ยว) อยู่ในป่าชัฏ
เราเห็นต้นมะหาดมีดอกบาน จึงเก็บมาโยน โรยลงที่ทางเดิน.
เรามีใจผ่องใส รับบาตรของพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังเสด็จ
ดำเนินอยู่ที่ทาง แล้วได้ถวายดอกมะหาดแด่พระองค์.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปิยาลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปิยาลปุปผิยเถราปทาน
๒๓๗. อรรถกถาปิยาลปุปผิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปิยาลํ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา ได้แก่ เห็นต้นมะหาดมีดอกบานดี.
บทว่า คตมคฺเค ขิปึ อหํ ความว่า เราเป็นพรานเนื้อ เก็บเอาดอก
มะหาดมาโยนบูชาที่หนทางเสด็จดำเนินของพระพุทธเจ้า.
จบอรรถกถาปิยาลปุปผิยเถราปทาน
หน้า 658
ข้อ 240
อัมพยาคทายกเถราปทานที่ ๘ (๒๓๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะม่วง
[๒๔๐] เราเป็นผู้ฉลาดในศิลปะของตน ได้ไปสู่ป่าชัฏ ได้พบ
พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จดำเนินอยู่ จึงถวายผลมะม่วง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลมะม่วง.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพยาคทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัมพยาคทายกเถราปทาน
๒๓๘. อรรถกถาอัมพยาคทายกเถราปทาน
บทว่า สเก สิปฺเป อปตฺถทฺโธ ความว่า เราเป็นผู้ไม่กระด้าง
เย่อหยิ่ง ตั้งมั่นฉลาดในศิลปะของตัวเอง เช่น ตักกศาสตร์ และพยากรณ-
ศาสตร์เป็นต้น ได้ไปยังป่าชัฏ. บทว่า สมฺพุทฺธํ ยนฺตํ ทิสฺวาน ได้แก่
พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี กำลังเสด็จไปยังละแวกป่า.
บทว่า อมฺพยาคํ อทาสหํ ความว่า เราได้ถวายผลมะม่วงแล้ว.
จบอรรถกถาอัมพยาคทายกเถราปทาน
หน้า 659
ข้อ 241
ชคติการกเถราปทานที่ ๙ (๒๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างลานดิน
[๒๔๑] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้สูงสุดกว่านระ
เสด็จนิพพานแล้ว เราได้ให้สร้างลานดินไว้ที่พระสถูปอันอุดม
ของพระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสร้าง
ลานดิน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชคติการกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบชคติการกเถราปทาน
๒๓๙. อรรถกถาชคติการกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชคตี การิตา มยฺหํ ความว่า เราได้สร้าง คือให้เขาช่วย
สร้างลานดิน คือระเบียงที่วางดอกไม้อันจัดเป็นสัดส่วน ที่พระเจดีย์
บรรจุพระสรีรธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี.
เรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาชคติการกเถราปทาน
หน้า 660
ข้อ 242
วาสิทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๒๔๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมีด
[๒๔๒] ในกาลก่อน เราเป็นช่างทอง อยู่ในติวรานครอันอุดม
เราได้ถวายมีดเล่มหนึ่งแด่พระสยัมภู ผู้ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายมีดใดในกาลนั้น ด้วย
การถวายมีดนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
มีด.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวาสิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวาสิทายกเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุทกาสนทายกเถราปทาน ๒. ภาชนทายกเถราปทาน ๓.
สาลปุปผิยเถราปทาน ๔. กิลัญชทายกเถราปทาน ๕. เวทิทายกเถรา-
ปทาน ๖. วัณณการกเถราปทาน ๗. ปิยาลปุปผิยเถราปทาน ๘. อัม-
พยาคทายกเถราปทาน ๙. ชคติการกเถราปทาน ๑๐. วาสิทายกเถรา-
ปทาน.
และมีคาถา ๓๘ คาถา ฉะนี้แล.
จบอุทกาสนทายิวรรคที่ ๒๔
หน้า 661
ข้อ 243
ตุวรทายิวรรคที่ ๒๕
ตุวรัฏฐิทายกเถราปทานที่ ๑ (๒๔๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดินแดง
[๒๔๓] ในกาลก่อน เราเป็นนายพรานเนื้อ (เที่ยว) อยู่ในป่าใหญ่
เราเห็นดินแดง จึงได้ถือเอามาถวายแก่สงฆ์.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายก้อนดิน
แดง.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตุวรัฏฐิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน
ตุวรทายกวรรคที่ ๒๕
๒๔๑. อรรถกถาตุวรัฏฐทายกเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ ในวรรคที่ ๒๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ภริตฺวา ตุวรมาทาย ความว่า เราได้ถือเอาดินแดงด้วย
ภาชนะ แล้วได้ถวายแก่พระสงฆ์ผู้อยู่ในท่ามกลางป่า.
จบอรรถกถาตุวรัฏฐทายกเถราปทาน
๑. บาลีว่า ตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน.
หน้า 662
ข้อ 244
นาคเกสริยเถราปทานที่ ๒ (๒๔๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบุนนาค
[๒๔๔] เราใส่ลูกธนูไว้ในแล่งแล้ว เข้าไปยังท่ามกลางป่า ได้
เห็นต้นบุนนาคมีดอกเป็นพวง อันขึ้นอยู่ใกล้ทางเดิน จึง
ประคองด้วยมือทั้งสอง ประนมกรอัญชลีบนเศียรเกล้า บูชา
แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
สโมกขรณะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาคเกสริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนาคเกสริยเถราปทาน
หน้า 663
ข้อ 244
๒๔๒. อรรถกถานาคเกสริยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ธนุํ อเทฺวชฺฌํ กตฺวา ความว่า ใส่ลูกธนูเที่ยวไปเพื่อ
ฆ่าสัตว์มีเนื้อเป็นต้น. บทว่า เกสรํ โอคตํ ทิสฺวา ความว่า เห็น
ต้นบุนนาคที่ดอกบานสะพรั่งเป็นพวง. บทว่า พุทฺธสฺส อภิโรเปสึ ความว่า
เรามีจิตเลื่อมใส ยกขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะ
ผู้เสด็จไปถึงป่า.
จบอรรถกถานาคสริยเถราปทาน
หน้า 664
ข้อ 245
นฬินเกสริยเถราปทานที่ ๓ (๒๔๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว
[๒๔๕] เราเป็นนกกาน้ำ เที่ยวอยู่ในท่ามกลางชาตสระ ครั้งนั้น
เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เสด็จไปใน
อากาศ เรามีใจผ่องใส เอาจะงอยปากคาบดอกบัว บูชาแด่
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
สัตตปัตตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬินเกสริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนฬินเกสริยเถราปทาน
หน้า 665
ข้อ 245
๒๔๓. อรรถกถานฬินเกสริยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชลกุกฺกุโฏ ได้แก่ นกกาน้ำเที่ยวอยู่ในชาตสระ. บทว่า
ตุณฺเฑน เกสรึ คยฺห ความว่า เราได้เอาจะงอยปากคาบดอกบัว
ยกขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้เสด็จไปทางอากาศ.
จบอรรถกถานฬินเกสริยเถราปทาน
หน้า 666
ข้อ 246
วิรวิปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๒๔๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกเท้ายายม่อม
[๒๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก เสด็จดำเนินไปพร้อม
ด้วยพระขีณาสพหลายพัน เราเก็บดอกเท้ายายม่อมบูชาแด่
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวิรวิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวิรวิปุปผิยเถราปทาน
๒๔๔. อรรถกถาวิรวปุปผิยเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิรวปุปฺผมาทาย ความว่า เราได้ถือเอากลุ่มดอกไม้
อันได้นามว่า วิรวํ (ดอกเท้ายายม่อม) เพราะเบ่งบานในเวลาที่นก
ส่งเสียงร้องดัง เพราะร้องได้หลายเสียง คือส่งเสียงดังแล้ว ยกขึ้นบูชา
แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ.
จบอรรถกถาวิรวปุปผิยเถราปทาน
๑. บาลีว่า วิรวิปุปผิยเถราปทาน.
หน้า 667
ข้อ 247
กุฏิธูปกเถราปทานที่ ๕ (๒๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการให้เครื่องอบ
[๒๔๗] เราเป็นคนรักษาพระคันธกุฎี ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ เรามีจิตเลื่อมใส อบพระคันธกุฎีให้
หอมด้วยมือทั้งสองของตน ตามกาลอันสมควร.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้เครื่อง
อบกลิ่นหอม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุฏิธูปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุฏิธูปกเถราปทาน
๒๔๕. อรรถกถากุฏิธูปกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุฏิโคปโก คือ เป็นคนรักษาเสนาสนะ. บทว่า กาเลน
กาลํ ธูเปสิ ความว่า เราได้อบพระคันธกุฎีให้หอมตามกาลอันสมควรที่
มาถึงเข้า, อธิบายว่า เราทำพระคันธกุฎีให้มีกลิ่นหอมด้วยธูป. อธิบายว่า
เราได้อบกลิ่นหอมด้วยธูป ที่พระคันธกุฎีตามกาลอันสมควร แด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ.
จบอรรถกถากุฏิธูปกเถราปทาน
หน้า 668
ข้อ 248, 249
ปัตตทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๔๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบาตร
[๒๔๘] ด้วยการฝึกอย่างดีเยี่ยม เราได้ถวายบาตรแด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ผู้ตรง ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบาตร.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัตตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัตตทายกเถราปทาน
ธาตุปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๔๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบำรุงพระธาตุ
[๒๔๙] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้สูงสุดกว่านระ
เสด็จนิพพานแล้ว เราได้พระธาตุองค์หนึ่ง ของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจอมสัตว์ ผู้คงที่.
เราเก็บพระธาตุของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระ-
อาทิตย์นั้นไว้บูชาตลอด ๕ ปี ดังพระองค์ผู้สูงสุดกว่านระ
ยังดำรงอยู่.
หน้า 669
ข้อ 249
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระธาตุใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลเพราะบำรุงพระธาตุ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธาตุปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบธาตุปูชกเถราปทาน
๒๔๖. อรรถกถาปัตตทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๖ และที่ ๗ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 670
ข้อ 250
สัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทานที่ ๘ (๒๔๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะลิ
[๒๕๐] ในกาลนั้น เราได้วางดอกมะลิซ้อน ๗ ดอกไว้บนศีรษะ
บูชาแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า เวสสภู ผู้สูงสุดกว่านระ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาดอกไม้ใด ด้วยการบูชา
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระสัตตสัตตลิปุปผปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน
๒๔๘. อรรถกถาสัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สตฺต สตฺตลิปุปฺผานิ ความว่า เราได้วางดอกไม้ ๗ ดอก
คือดอกมะลิซ้อนไว้บนศีรษะ ยกขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
เวสสภู.
จบอรรถกถาสัตตสัตตลิปุปผปูชกเถราปทาน
หน้า 671
ข้อ 251
พิมพิชาลปุปผิยเถราปทานที่ ๙ (๒๔๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะกล่ำหลวง
[๒๕๑] พระสยัมภูชินเจ้าผู้อัครบุคคลพระนามว่า ปทุมุตตระ
ทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท ในกาลนั้น เราทำดอก
มะกล่ำหลวงให้แน่น บูชาแด่พระพุทธเจ้าผู้จอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๖๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง
ทรงพระนามว่า กิญชไกรสร ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพิมพิชาลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพิมพิชาลปุปผิยเถราปทาน
๒๔๙. อรรถกถาพิมพิชาลปุปผิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า พิมฺพิชาลกปุปฺผานิ ความว่า เราได้เอาดอกมะกล่ำหลวง
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ.
จบอรรถกถาพิมพิชาลปุปผิยเถราปทาน
หน้า 672
ข้อ 252
อุททาลทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๒๕๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคูน
[๒๕๒] พระสยัมภูผู้ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ มีพระนามชื่อว่า กุกกุธะ
เสด็จออกจากป่าชัฏ เสด็จถึงแม่น้ำใหญ่.
ในกาลนั้นเรามีใจเลื่อมใส ได้ถือเอาดอกคูนมาถวาย
แด่พระสยัมภู ผู้สำรวมอินทรีย์เป็นอันดี ผู้ซื่อตรง.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการ
บูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุททาลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุททาลทายกเถราปทาน
๒๕๐. อรรถกถาอุททาลทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุทฺทาลกํ คเหตฺวาน ความว่า เราได้เก็บเอาดอกคูนที่
เกิดใกล้ชาตสระ มาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ.๑ คำที่
เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้ง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาอุททาลทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาตุวรทายิวรรคที่ ๒๕
๑. บาลี กุกกุธะ.
หน้า 673
ข้อ 252
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตุวรัฏฐิทายกเถราปทาน ๒. นาคเกสริยเถราปทาน ๓.นฬิน-
เกสริยเถราปทาน ๔. วิรวิปุปผิยเถราปทาน ๕. กุฏิธูปกเถราปทาน
๖. ปัตตทายกเถราปทาน ๗. ธาตุปูชกเถราปทาน ๘. สัตตสัตตลิปุปผปูชก-
เถราปทาน ๙. พิมพิชาลปุปผิยเถราปทาน ๑๐. อุททาลทายกเถราปทาน.
บัณฑิตทั้งหลายนับคาถาได้ ๓๗ คาถาฉะนี้แล.
จบตุวรทายิวรรคที่ ๒๕
หน้า 674
ข้อ 253
โถมกวรรคที่ ๒๖
โถมกเถราปทานที่ ๑ (๒๕๑)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
[๒๕๓] เราอยู่ในเทวโลก ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าวิปัสสี ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงแล้วเบิกบานใจ ได้กล่าว
คำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอ
นอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษสูงสุด พระ-
องค์ทรงแสดงอมฤตบท ทรงยังชนเป็นมากให้ข้ามได้.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้กล่าวาจาใดในกาลนั้น ด้วย
การกล่าววาจานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
สรรเสริญ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโถมกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโถมกเถราปทาน
อรรถกถาโถมกวรรคที่ ๒๖
อปทานที่ ๑ ในวรรคที่ ๒๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 675
ข้อ 254
เอกาสนทายกเถราปทานที่ ๒ (๒๕๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต
[๒๕๔] เรากับภริยา ต้องการจะก่อสร้างกุศลสมภาร ในศาสนา
ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด จึงละเพศเทวดามาในมนุษย-
โลกนี้.
เรามีใจผ่องใสได้ถวายภิกษาแก่พระเถระ ผู้เป็นสาวก
ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ มีนามชื่อว่า เทวละ.
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
บิณฑบาต.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกาสนทายกเถราปทาน
หน้า 676
ข้อ 254
๒๕๒. อรรถกถาเอกาสนทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิชหิตฺวา นาม สมฺพุทฺโธ ความว่า ละทิ้งร่างเทวดา
แปลงเพศเป็นมนุษย์. บทว่า อธิการํ กตฺตุกาโม ความว่า เราเป็น
เทวราชา นามว่า เทวระ พร้อมด้วยภริยา มีความประสงค์จะทำบุญ
สมภารให้ยิ่งขึ้นไป เพราะมีความเอื้อเฟื้อในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐ จึงได้พากันมาในมนุษยโลกนี้. บทว่า ตสฺส ภิกฺขา มยา
ทินฺนา ความว่า เรามีใจเลื่อมใสได้ถวายภิกษาคือบิณฑบาตแด่สาวกของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ซึ่งท่านมีชื่อว่า เทวละ.
จบอรรถกถาเอกาสนทายกเถระ
หน้า 677
ข้อ 255
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๓ (๒๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา
[๒๕๕] พระสยัมภูสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่แพ้อะไร ๆ พระนามว่า
อานันทะ เสด็จปรินิพพานแล้วในป่าชัฏ อันปราศจากมนุษย์.
ในกาลนั้นเราจากเทวโลกมาในมนุษย์โลกนี้ ได้ทำจิตกา-
ธารแล้วถวายพระเพลิงพระสรีระ ณ ที่นั้น และได้ทำสักการะ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบจิตกปูชกเถราปทาน
๒๕๓. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อานนฺโท นาม สมฺพุทฺโธ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระนามว่า อานันทะ เพราะยังความเพลิดเพลิน คือความยินดีให้เกิดขึ้น
(แก่มหาชน). บทว่า อมนุสฺสมฺหิ กานเน ความว่า เสด็จปรินิพพาน
หน้า 678
ข้อ 255
แล้วในป่าชัฏ คือป่าใหญ่ มีพวกอมนุษย์ยึดครอง คืออันตรธานไปแล้ว
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ได้แก่ ถึงการมองไม่เห็น. บทว่า สรีรํ
ตตฺถ ฌาเปสึ ความว่า เราจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้แล้ว ได้ทำจิต-
กาธารแล้ว ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ในป่านั้นแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
หน้า 679
ข้อ 256, 257
จัมปกปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๒๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกจำปา
[๒๕๖] มีภูเขาชื่อว่าวิกนะ อยู่ในที่ไม่ไกลแต่เขาหิมวันต์ พระ-
สมณเจ้า ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ประทับอยู่ ณ ท่ามกลาง
ภูเขานั้น เราได้เห็นพระองค์ท่านสงบระงับ มีใจผ่องใส
ได้ถือเอาดอกจำปา ๓ ดอกโปรยลงบูชา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจัมปกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจัมปกปุปผิยเถราปทาน
สัตตปาฏลิยเถราปทานที่ ๕ (๒๕๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกแคฝอย
[๒๕๗] เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้รุ่งเรืองโชติช่วง ดังดอก
กรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ที่ระหว่างภูเขา จึงได้เก็บดอกแคฝอย
มาบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
หน้า 680
ข้อ 257
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตปาฏลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตปาฏลิยเถราปทาน
อรรถกถาอปทานที่ ๔ และที่ ๕
อปทานที่ ๔ และที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 681
ข้อ 258
อุปาหนทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายรองเท้า
[๒๕๘] ในกาลนั้นเราชื่อว่า จันทนะ เป็นบุตรของพระปัจเจก-
พุทธเจ้า เราได้ถวายรองเท้าคู่หนึ่ง (ด้วยความปรารถนาว่า)
ท่านจงยังความตรัสรู้ให้สำเร็จแก่เรา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายรองเท้าใด ในกาลนั้น
ด้วยการถวายรองเท้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายรองเท้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุปาหนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุปาหนทายกเถราปทาน
๒๕๖. อรรถกถาอปาหนทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อโหสึ จนฺทโน นาม ได้แก่ชื่อว่า จันทนะ ก็ด้วย
อำนาจนามบัญญัติ. บทว่า สมฺพุทฺธสฺสตฺรโช ความว่า ในกาลก่อน
เราเป็นบุตรของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เกิดแต่อกของท่าน. บทว่า เอโก-
ปาหโน มยา ทินฺโน ความว่า เราได้ถวายรองเท้าคู่หนึ่ง. บทว่า
โพธึ สมฺปชฺช เม ตุวํ ความว่า ด้วยการที่เราได้ถวายรองเท้าคู่หนึ่ง
นั้น ขอท่านจงให้เราได้บรรลุสำเร็จพระสาวกโพธิญาณเถิด.
จบอรรถกถาอุปาหนทายกเถราปทาน
หน้า 682
ข้อ 259
มัญชริปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๕๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ต่าง ๆ
[๒๕๙] เราทำพุ่มดอกไม้แล้ว เดินไปในถนน ได้เห็น
พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสมณะทั้งหลาย แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส และมีปีติอย่างยิ่ง จึง
ประคองดอกไม้ด้วยมือทั้งสอง บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
บูชาด้วยดอกไม้.
ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์
หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า โชติยา มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัญชริปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมัญชริปูชกเถราปทาน
หน้า 683
ข้อ 259
๒๕๗. อรรถกถามัญชริปูชกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มญฺชริกํ กริตฺวาน ความว่า เราถือพุ่มดอกไม้คือผอบ
ดอกไม้สด เดินไปตามถนนแล้วแล. บทว่า ภิกฺขุ สงฺฆปุรกฺขตํ ได้แก่
แวดล้อมด้วยหมู่แห่งภิกษุ. บทว่า สมณานคฺคํ เชื่อมความว่า เราได้
เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เลิศประเสริฐกว่าเหล่าภิกษุสมณะทั้งหลาย.
บทว่า พุทฺธสฺส อภิโรปยึ ความว่า ก็ครั้นเราได้เห็นแล้ว ได้เอามือ
ทั้งสองประคองยกดอกไม้นั้นขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
ผุสสะ.
จบอรรถกถามัญชริปูชกเถราปทาน
หน้า 684
ข้อ 260
ปัณณทายกเถราปทานที่ ๘ (๒๕๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายใบไม้
[๒๖๐] เราเป็นผู้ทรง(นุ่งห่ม) ผ้าเปลือกไม้กรองอยู่ที่ภูเขาหิม-
วันต์ เป็นผู้มีของไม่เค็มและใบไม้เป็นอาหาร และสำรวม
ในศีลทั้งหลาย.
เมื่อถึงเวลาอาหารเช้า พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ
เสด็จมาหาเรา เราเลื่อมใส ได้ถวายอาหารนั้นแด่พระ-
พุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายใบไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายใบไม้.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
พระนามว่า ยทัตถิยะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัณณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบปัณณทายกเถราปทาน
หน้า 685
ข้อ 260
๒๕๘. อรรถกถาปัณณทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อโลณปณฺณภกฺโขมฺหิ ความว่า เรานำเอาน้ำมันและใบไม้
เป็นต้นมาเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพ ต้มใบไม้ที่ปราศจากรสเค็มกินเป็น
อาหาร. อธิบายว่า เรามีใบไม้รสไม่เค็มเป็นอาหารเลี้ยงชีพ. บทว่า
นิยเมสุ จ สํวุโต ความว่า สำรวมในศีล ๕ มีปาณาติปาตา เวรมณี
เป็นต้นเป็นนิตย์ ที่ชาวโลกกำหนดนิยมสำรวมกันแล้ว. บทว่า ปาตราเส
อนุปฺปตฺเต คือ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารตอนเช้า. บทว่า สิทฺธตฺโถ
อุปคจฺฉิ ม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ เสด็จ
มาหาใกล้เราแล้ว. บทว่า ตาหํ พุทฺธสฺส ปาทาสึ ความว่า เราได้
ถวายใบไม้ที่ไม่เค็มนั้นแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล.
จบอรรถกถาปัณณทายกเถราปทาน
หน้า 686
ข้อ 261
กุฏิทายกเถราปทานที่ ๙ (๒๕๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกุฏี
[๒๖๑] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวไปสู่ป่า ประทับ
อยู่ที่โคนไม้ เราได้สร้างบรรณศาลาถวายแด่พระองค์ผู้ไม่
ทรงแพ้อะไร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายกุฎีใบไม้ใด ด้วยการ
ถวายกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎี.
ในกัปที่ ๓๘ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๖ ครั้ง
มหาชนขนานพระนามว่า สัพพัตถอภิวัสสี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุฏิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบกุฏิทายกเถราปทาน
๒๕๙. อรรถกถากกุฏิทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๙ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากุฏิทายกเถราปทาน
หน้า 687
ข้อ 262
อัคคปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคันทรง
[๒๖๒] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี มีพระฉวีวรรณ
ดังทองคำ ประทับนั่งอยู่ในระหว่างภูเขา รุ่งเรืองด้วยพระ-
รัศมีดังกองเพลิง เราถือเอาดอกคันทรง เข้าไปเฝ้าพระองค์
ผู้อุดมกว่านระ มีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส บูชาแด่พระ-
พุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระ-
นามว่า มิตตฆาตกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัคคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัคคปุปผิยเถราปทาน
หน้า 688
ข้อ 262
๒๖๐. อรรถกถาอัคคปุปผิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สิขินํ สิขินํ ยถา ความว่า เราได้พบเห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้มีผิวพรรณดุจทองคำ รุ่งโรจน์สว่างไสวด้วย
พระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกจากพระสรีระ คล้ายกับกองไฟที่ลุกโพลง
ฉะนั้น. บทว่า อคฺคชํ ปุปฺผมาทาย ความว่า เราได้ถือเอาดอกคันทรง
ยกขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี แล.
อรรถกถาอัคคปุปผิยเถราปทาน
จบอรรถกถาโถมกวรรคที่ ๒๖
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โถมกเถราปทาน ๒. เอกาสนทายกเถราปทาน ๓. จิตกปูชก-
เถราปทาน ๔. จัมปกปุปผิยเถราปทาน ๕. สัตตปาฏลิยเถราปทาน
๖. อุปาหนทายกเถราปทาน ๗. มัญชริปูชกเถราปทาน ๘. ปัณณทายก-
เถราปทาน ๙. กุฏิทายกเถราปทาน ๑๐. อัคคปุปผิยเถราปทาน.
และในวรรคนี้ นับคาถาได้ ๔๑ คาถาเท่านั้น.
จบโถมวรรคที่ ๑๖
หน้า 689
ข้อ 263
ปทุมุกเขปวรรคที่ ๒๗
อากาสุกขิปิยเถราปทานที่ ๑ (๒๖๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว
[๒๖๓] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ มีพระ-
ฉวีวรรณดังทองคำ เสด็จดำเนินอยู่ในระหว่างตลาด จึงถือ
เอาดอกบัวงาม ๒ ดอกเข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ประเสริฐกว่านระ
เราวางดอกบัวดอกหนึ่งไว้แทบพระบาทของพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุด อีกดอกหนึ่ง เราหยิบโยนขึ้นไปในอากาศ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายดอกไม้.
ในกัปที่ ๓๒ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์
หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่า อันตลิกขกร มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอากาสุกขิปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอากาสุกขิปิยเถราปทาน
หน้า 690
ข้อ 263
ปทุมุกเขปวรรคที่ ๒๗
๒๖๑. อรรถกถาอากาสุขิปิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๒๗ ดังต่อไปนี้
บทว่า ชลชคฺเค ทุเว คยฺห ความว่า ข้าพเจ้าได้ถือเอาดอกบัว
เป็นต้น ๒ ดอก ซึ่งเกิดในน้ำแล้ว ไปใกล้พระพุทธเจ้า วางบูชาที่แทบ
พระบาท ๑ ดอก, อธิบายว่า อีกดอกหนึ่งก็โยนขึ้นไปในอากาศ.
จบอรรถกถาอากาสุกขิปิยเถราปทาน
หน้า 691
ข้อ 264
เตลมักขยิเถราปทานที่ ๒ (๒๖๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยการทาน้ำมัน
[๒๖๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประเสริฐ
กว่านระนิพพานแล้ว ในกาลนั้น เราเอาน้ำมันทาที่ไพรทีแห่ง
โพธิพฤกษ์.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทาน้ำมันใดในกาลนั้น ด้วย
การทาน้ำมันนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทา
น้ำมัน.
ในกัปที่ ๒๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์พระนามว่า สุฉวี ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเตลมักขิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเตลมักขิยเถราปทาน
๒๖๒. อรรถกถาเตลมักขิยเถราปทาน
อปทานที่ ๒ มีเนื้อความปรากฏชัดแล้วทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาเตลมักขิยเถราปทาน
หน้า 692
ข้อ 265
อัฑฒจันทิยเถราปทานที่ ๓ (๒๖๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาโพธิพฤกษ์
[๒๖๕] เราได้ถวายอัฒจันทร์ไว้ที่ไม้โพธิพฤกษ์อันอุดม แห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาไม้โพธิพฤกษ์ด้วยอัฒ-
จันทร์ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบูชาโพธิพฤกษ์.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์พระนามว่าเทวละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ นี้
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัฑฒจันทิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัฑฒจันทิยเถราปทาน
๒๖๓. อรรถกถาอัฑฒจันทิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โพธิยา ปาทปุตฺตเม ได้แก่ ไม้โพธิพฤกษ์อันอุดม. บทว่า
อฑฺฒจนฺทํ มยา ทินฺนํ ความว่า เราได้เอาดอกไม้เป็นจำนวนมากมาย
หน้า 693
ข้อ 265
บูชา ด้วยวิธีการทำเป็นอัฑฒจันทร์ที่ไม้โพธิพฤกษ์นั้น. บทว่า ธรณีรุห-
ปาทเป ความว่า ที่ชื่อว่า ธรณี เพราะรองรับไว้ซึ่ง ต้นไม้ ภูเขา และ
รัตนะเป็นต้นมากมาย. ธรณี คือ ปฐพี. ชื่อว่า ธรณีรุหะ เพราะงอก
ขึ้นตั้งมั่นบนแผ่นดิน. ชื่อว่า ปาทปะ เพราะดูดน้ำทางราก คือโคนต้น
แล้วจึงแผ่ส่งไปตามลำต้นและค่าคบเป็นต้น, ธรณีรุหะ ศัพท์ กับ ปาทปะ
ศัพท์รวมกันเป็น ธรณีรุหปาทปะ อธิบายว่า เราได้เอาดอกไม้บูชาแล้ว
ที่ต้นโพธิพฤกษ์นั้นแล.
จบอรรถกถาอัฒจันทิยเถราปทาน
หน้า 694
ข้อ 266
ทีปทายกเถราปทานที่ ๔ (๒๖๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
[๒๖๖] ในกาลนั้น เราเป็นเทพบุตร ลงมาสู่แผ่นดิน มีใจ
เลื่อมใส ได้ถวายประทีป ๕ ดวงด้วยมือทั้งสองของตน.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายประทีปใด ในกาลนั้น
ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายประทีป.
ในกัปที่ ๕๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีนามว่าสมันตจักษุ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระทีปทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบทีปทายกเถราปทาน
๒๖๔. อรรถกถาทีปทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๔ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 695
ข้อ 267
วิฬาลิทายกเถราปทานที่ ๕ (๒๖๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมันมือเสือ
[๒๖๗] มีภูเขาชื่อว่าโรมสะ อยู่ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์
พระสมณเจ้าผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว อยู่ที่เชิงเขานั้น เราได้
ถือเอามันมือเสือไปถวายแด่พระสมณเจ้า พระสยัมภูมหา-
วีรเจ้าผู้ไม่แพ้อะไร ๆ ตรัสอนุโมทนา ว่าท่านมีใจผ่องใส
ถวายมันมือเสือแก่เรา ผลจะบังเกิดแก่ท่านในภพที่ท่านเกิด.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายมันมือเสือใด ด้วยทาน
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมันมือเสือ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวิฬาลิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวิฬาลิทายกเถราปทาน
๒๖๕. อรรถกถาวิฬาลิทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ได้แก่ ใกล้หิมวันตบรรพต. บทว่า
โรมโส นาม ปพฺพโต ความว่า ได้มีภูเขาชื่อว่า โรมสะ เพราะดาดาษ
หน้า 696
ข้อ 267
ไปด้วยหญ้าแพรกเป็นต้นล้วน ๆ ไม่มีต้นไม้ เถาวัลย์ปกคลุม. บทว่า
ตมฺหิ ปพฺพตปาทมฺหิ ได้แก่ ที่เชิงเขาลูกนั้น. บทว่า สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย
ความว่า สมณะผู้มีบาปอันสงบระงับแล้ว ผู้เข้าไปสงบกิเลสได้แล้ว มี
อินทรีย์อันเจริญแล้ว คือรักษาอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้นได้เป็นอย่างดี.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า สมณะผู้เจริญอินทรีย์แล้ว คือเจริญอินทรีย์มี
สัทธินทรีย์เป็นต้นได้เป็นอย่างดี. อธิบายว่า เราได้ถือเอามันมือเสือถวาย
แด่พระสมณเจ้ารูปนั้นแล.
จบอรรถกถาวิฬาลิยเถราปทาน
หน้า 697
ข้อ 268, 269
มัจฉทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๖๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายปลา
[๒๖๘] ในกาลนั้น เราเป็นนกออกอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เรา
ได้คาบปลาตัวใหญ่มาถวายแด่พระมุนี พระนามว่าสิทธัตถะ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายปลาใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายปลา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ เเละ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัจฉทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมัจฉทายกเถราปทาน
ชวหังสกเถราปทานที่ ๗ (๒๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม
[๒๖๙] ในกาลนั้น เราเป็นพรานป่าอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จไปในอากาศ
เราประนมมืออัญชลีแลดูพระมหามุนีอยู่ ได้ยังจิตของตนให้
เลื่อมใสแล้ว ถวายบังคมพระผู้นำโลก.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายบังคมพระนราสภใด
หน้า 698
ข้อ 270
ด้วยการถวายบังคมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายบังคม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชวหังสกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบชวหังสกเถราปทาน
สลปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๒๖๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกสน
[๒๗๐] ในกาลนั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้รุ่งเรืองผ่องใส
ด้วยรัศมี เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส และมีปีติอย่างยิ่ง ถือ
เอาดอกสนมาโปรยลงบูชาแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 699
ข้อ 271
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสลฬปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสลฬปุปผิยเถราปทาน
อุปาคตหาสนิยเถราปทานที่ ๙ (๒๖๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม
[๒๗๑] มีสระที่สร้างอย่างดีอยู่ที่ท่ามกลางภูเขาหิมวันต์ เราเป็น
ผีเสื้อน้ำ มีศีรษะอยู่เบื้องล่างน่ากลัว อยู่ในสระนั้น.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้อนุเคราะห์ ประกอบ
ด้วยพระกรุณาผู้นำของโลก พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา
จึงเสด็จมาในสำนักของเรา.
เราได้เห็นพระมหาวีรเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เลิศกว่า
นระ เสด็จเข้ามา จึงออกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ได้ถวายบังคม
แด่พระศาสดา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายบังคมพระศาสดา ผู้
เป็นอุดมบุรุษใด ด้วยการถวายบังคมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายบังคม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 700
ข้อ 272
ทราบว่า ท่านพระอุปาคตหาสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุปาคตหาสนิยเถราปทาน
ตรณิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งการข้ามส่ง
[๒๗๒] พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี มี
พระฉวีวรรณดังทองคำ ผู้นำโลก แวดล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์
ประทับยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ เรือสำหรับจะข้ามในห้วงมหรรณพ
นั้นไม่มี เราจึงออกจากแม่น้ำ ข้ามส่งพระศาสดาผู้เป็น
นายกของโลก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราข้ามส่งพระศาสดาผู้สูงสุดกว่า
นระใด ด้วยการข้ามส่งนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการข้ามส่ง.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบตรณิยเถราปทาน
หน้า 701
ข้อ 272
๒๖๖. อรรถกถามัจฉทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐. มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมุกเขปวรรคที่ ๒๗
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อากาสุกขิปิยเถราปทาน ๒. เตลมักขิยเถราปทาน ๓.อัฑฒ-
จันทิยเถราปทาน ๔. ทีปทายกเถราปทาน ๕. วิฬาลิทายกเถราปทาน
๖. มัจฉทายกเถราปทาน ๗. ชวหังสกเถราปทาน ๘. สลฬปุปผิยเถรา-
ทาน ๙. อุปาคตหาสนิยเถราปทาน ๑๐. ตรณิยเถราปทาน.
และในวรรคนี้นับคาถาได้ ๔๑ คาถา.
จบปทุมุเขปวรรคที่ ๒๗
หน้า 702
ข้อ 273
สุวัณณพิพโพหนวรรคที่ ๒๘
สุวัณณพิพโพหนิยเถราปทานที่ ๑ (๒๗๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายหมอน
[๒๗๓] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายอาสนะหนึ่งอาสนะ และได้
ถวายหมอนด้วยมือทั้งสองของตน เพื่อบรรลุประโยชน์อัน
สูงสุด.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายหมอน.
ในกัปที่ ๖๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์พระนามว่า อสมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุวัณณพิพโพหนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุวัณณพิพโพหนิยเถราปทาน
หน้า 703
ข้อ 273
สุวัณณพิพโพหนวรรคที่ ๒๘
๒๗๑. อรรถกถาสุวัณณพิพโพหนเถราปทาน๑
อปทานที่ ๑ วรรคที่ ๒๘ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุวัณณพิพโพหนเถราปทาน
๑. บาลีว่า สุวัณณพิพโพหนิยเถราปทาน.
หน้า 704
ข้อ 274
ติลมุฏฐิยเถราปทานที่ ๒ (๒๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายงา
[๒๗๔] พระศาสดาอัครนายกของโลก ทรงทราบความดำริของ
เรา มีพระกายอันสำเร็จด้วยพระทัย เสด็จเข้ามาด้วยฤทธิ์
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ถวายบังคมพระศาสดาผู้อุดมบุรุษ
ซึ่งเสด็จเข้ามา แล้วได้ถวายงากำมือหนึ่ง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายงากำมือ
หนึ่ง.
ในกัปที่ ๑๖ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่า คันธิยะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติลมุฏฐิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบติลมุฏฐิยเถราปทาน
หน้า 705
ข้อ 274
๒๗๒. อรรถกถาติลมุฏฐิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มโนมเยน กาเยน ความว่า มีพระกายอันเป็นไปตาม
อำนาจพระหทัย.
จบอรรถกถาติลมุฏฐิยเถราปทาน
หน้า 706
ข้อ 275
จังโกฏกิยเถราปทานที่ ๓ (๒๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผอบดอกไม้
[๒๗๕] พระศาสดาพระนามว่า สิทธัตถะ ประทับอยู่ในระหว่าง
ภูเขาใกล้มหาสมุทร เราเข้าไปเฝ้าแล้ว ทำบุญมีการกราบไหว้
เป็นต้น ได้ถวายผอบดอกไม้.
ครั้นเราถวายผอบดอกไม้แด่พระสยัมภู พระนามว่า สิท-
ธัตถะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้อนุเคราะห์แล้ว บันเทิง
อยู่ในสวรรค์ตลอดหนึ่งกัป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผอบดอกไม้ใดในกาล
นั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ผอบดอกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจังโกฏกิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจังโกฏกิยเถราปทาน
๒๗๓. อรรถกถาจังโกฏกิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหาสมุทฺทํ นิสฺสาย ความว่า ประทับอยู่ระหว่างภูเขาซึ่ง
ตั้งอยู่ใกล้มหาสาคร, อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ
หน้า 707
ข้อ 275
เสด็จประทับอยู่ก็เพราะทรงพระประสงค์ความสงบวิเวก. บทว่า ปจฺจุคฺ-
คนฺตฺวานกาสหํ ความว่า เราได้ต้อนรับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว ก็ได้บำเพ็ญบุญมีการกราบไหว้เป็นต้น. บทว่า จงฺโกฏกมทาสหํ
ความว่า เราได้ถวายบูชาด้วยผอบเต็มด้วยดอกไม้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ แล.
จบอรรถกถาจังโกฏกิยเถราปทาน
หน้า 708
ข้อ 276
อัพภัญชนทายกเถราปทานที่ ๔ (๒๗๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายยาหยอดตา
[๒๗๖] เราได้ถวายยาหยอดตาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
โกณฑัญญะ ผู้ปราศจากราคะ ผู้คงที่ มีพระหฤทัยไม่ร้ายกาจ
ไม่ทรงมีธรรมเครื่องเนิ่นช้า มีปกติเพ่งฌาน เป็นไปล่วงโมหะ
ทั้งปวง ทรงแสวงหาประโยชน์แก่โลกทั้งมวล ผู้เป็นจอมสัตว์
ผู้มั่นคง.
ในกัปอันหาประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราได้ถวายยาหยอดตา
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายยา
หยอดตา.
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม-
กษัตริย์พระนามว่า วิรัปปะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัพภัญชนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัพภัญชนทายกเถราปทาน
หน้า 709
ข้อ 276
๒๗๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อกกฺกสจิตฺตสฺสาถ คือ มีพระหฤทัยไม่หยาบคาย, อถ
ศัพท์ เป็นเพียงปทปูรณะ (คือให้ครบอักษรตามคณะฉันท์เท่านั้น).
จบอรรถกถาอัพภัญชนทายกเถราปทาน
หน้า 710
ข้อ 277
เอกัญชลิยเถราปทานที่ ๕ (๒๗๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเครื่องลาด
[๒๗๗] เมื่อเรามอบถวายเครื่องลาดใบไม้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ซึ่งประทับอยู่ที่โคนต้นมะเดื่อ แล้วถวายโอกาสที่อยู่แด่พระ-
สมณะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง.
เราประนมอัญชลีแล้วลาดเครื่องลาดดอกไม้ถวายแด่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้เป็นจอมสัตว์ เป็นนาถะ
ของโลก ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำเครื่องลาดใบไม้ใด
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
เครื่องลาด.
ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็น
จอมมนุษย์ พระนามว่า เอกอัญชลิกะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกัญชลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกัญชลิยเถราปทาน
หน้า 711
ข้อ 277
๒๗๕. อรรถกถาเอกัญชลิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุทุมฺพเร วสนฺตสฺส ความว่า แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า ติสสะ ซึ่งประทับอยู่ที่โคนต้นมะเดื่อ คือที่เงาของต้นไม้.
บทว่า นิยเต ปณฺณสนฺถเร ได้แก่ เมื่อเรามอบถวายเครื่องลาดใบไม้
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งบนอาสนะกิ่งไม้. บทว่า วุตฺโถกาโส
มยา ทินฺโน ความว่า เราได้มอบถวายโอกาสคือที่อยู่อันสงัด ได้แก่
มณฑปที่มีประตูเปิดปิดได้.
จบอรรถกถาเอกัญชลิยเถราปทาน
หน้า 712
ข้อ 278
โปตถทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๗๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเปลือกไม้
[๒๗๘] เราปรารภพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ ถวาย
ผ้าเปลือกไม้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง
เป็นทักขิเณยยบุคคลผู้เลิศ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า
เปลือกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโปตถทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโปตถทายกเถราปทาน
๒๗๖. อรรถกถาโปตถทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โปตฺถทานํ มยา ทินฺนํ ความว่า เราได้ทุบเปลือกไม้ทำ
ให้เป็นผ้าเปลือกไม้ คือ ทำผ้าสาฎกที่ไม่เสมอ ด้วยวิธีการทุบแล้ว ถือ
หน้า 713
ข้อ 278
เอาด้ายที่ตระเตรียมไว้มากรอ แล้วให้ทอเป็นผ้าสาฎกสำหรับปูนั่ง หรือ
สำหรับลาดพื้น ด้วยทานนั้น ก็เราได้ถวายผ้าเปลือกไม้นั้นแด่พระรัตน-
ตรัยแล้วแล.
จบอรรถกถาโปตถทายกเถราปทาน
หน้า 714
ข้อ 279
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๗๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาจิตกาธาร
[๒๗๙] เราเที่ยวไปตามกระแสนํ้า ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เรา
เก็บดอกย่างทราย ๗ ดอก มาบูชาจิตกาธาร.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาจิตกาธารใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาจิตกาธาร.
ในกัปที่ ๖๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนาม
ว่า ปฏิชัคคะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบจิตกปูชกเถราปทาน
๒๗๗. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จนฺทภาคานที ตีเร เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งปัญจมี-
วิภัตติ แปลว่า แต่ฝั่งแห่งแม่น้ำ ชื่อว่า จันทภาคา. บทว่า อนุโสตํ
หน้า 715
ข้อ 279
ความว่า เราเที่ยวไปตามกระแสน้ำ คือ ใต้กระแสน้ำไหล. บทว่า สตฺต
มาลุวปุปฺผานิ จิตมาโรปยึ อหํ ความว่า เราเก็บเอาดอกย่างทราย ๗ ดอก
เอาทรายก่อเป็นสถูปแล้ว ทำการบูชาที่กองทรายอันวิจิตรนั้นแล้ว.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
หน้า 716
ข้อ 280
อาลุวทายกเถราปทานที่ ๘ (๒๗๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามัน
[๒๘๐] มีแม่น้ำใหญ่อันสวยงามน่าดู อยู่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ ที่
ใกล้แม่น้ำนั้น เราได้เห็นพระอรหันต์ผู้ปราศจากราคะ มีรัศมี
สุกใสน่าทัศนา.
เราเห็นท่านประกอบในความสงบระงับอย่างยิ่งแล้ว มีใจ
ชื่นบาน เลื่อมใส ได้ถวายเหง้ามันแก่ท่านด้วยมือทั้งสอง
ของตน.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเหง้ามันใด ด้วยทาน
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้ามัน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาลุวทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอาลุวทายกเถราปทาน
๒๗๘. อรรถกถาอาลุวทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหาสินฺธุ สุทสฺสนา ความว่า ได้มีแม่น้ำชื่อว่า มหาสินธุ
งดงามเป็นที่จับใจอย่างดียิ่ง เพราะงดงามน่าดูน่าชม มีน้ำใส มีทราย
ขาวสะอาด. อธิบายว่า ณ ที่ใกล้แม่น้ำสินธุนั้น เราได้เห็นพระอรหันต์
หน้า 717
ข้อ 280
ผู้ปราศราคะ มีรัศมีสุกใส น่าใคร่ที่จะได้เห็นอีก มีรูปร่างงดงาม ท่าน
ประกอบในความสงบระงับเป็นอย่างยิ่งแล้ว คือเป็นผู้พรั่งพร้อมทุกอย่าง.
บทว่า ทิสฺวาหํ วิมฺหิตาสโย ความว่า มีใจชื่นบาน คือเกิดความอัศจรรย์
ใจว่า มาถึงภูเขาหิมวันต์อันน่ากลัวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร.
บทว่า อาลุวํ ตสฺส ปาทาสึ ความว่า เรามีใจเลื่อมใสแล้ว ได้
ถวายเหง้ามันโดยความเอื้อเฟื้อ แด่พระอรหันต์นั้นแล้วแล.
จบอรรถกถาอาลุวทายกเถราปทาน
หน้า 718
ข้อ 281, 282
ปุณฑรีกเถราปทานที่ ๙ (๒๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบัวขาว
[๒๘๑] ในกาลนั้น พระสยัมภูผู้มีรัศมี มีพระนามว่า โรมสะ เรา
มีจิตผ่องใส ได้ถวายดอกบัวขาวแด่ท่าน.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายดอกบัวขาวในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ดอกบัวขาว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุณฑรีกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุณฑรีกเถราปทาน
ตรณิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๘๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสะพาน
[๒๘๒ ] เรามีใจเลื่อมใส ได้ทำสะพานด้วยมือทั้งสองของตน
ไว้ที่ทางใหญ่อันไม่ราบเรียบ เพื่อต้องการให้ชาวโลกข้าม.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำสะพานใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้สะพาน.
ในกัปที่ ๕๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์
หนึ่ง พระนามว่า สโมคตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
หน้า 719
ข้อ 282
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล
จบตรณิยเถราปทาน
๒๘๐. อรรถกถาตรณิยเถราปทาน
อปทานที่ ๙, ๑๐. มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุวัณณพิพโพหนวรรคที่ ๒๘
รวมอปทานในวรรคนี้ คือ
๑. สุวัณณพิพโพหนิยเถราปทาน ๒. ติลมุฏฐิยเถราปทาน ๓.
จังโกฏกิยเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน ๕. เอกัญชลิย-
เถราปทาน ๖. โปตถทายกเถราปทาน ๗. จิตกปูชกเถราปทาน ๘.
อาลุวทายกเถราปทาน ๙. ปุณฑรีกเถราปทาน ๑๐. ตรณิยเถราปทาน.
บัณฑิตนับคาถาได้ ๔๒ คาถา.
จบสุวัณณพิพโพหนวรรคที่ ๒๘
จบภาณวารที่ ๑๑
หน้า 720
ข้อ 283
ปัณณทายกวรรคที่ ๒๙
ปัณณทายกเถราปทานที่ ๑ (๒๘๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผัก
[๒๘๓] เรานั่งอยู่ในบรรณศาลา บริโภคโภชนะ คือ ผัก พระ-
มหาฤๅษีพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้ส่องโลกให้สว่าง ทรงเยียวยา
โลกทั้งปวง เสด็จมาหาเราผู้เข้าไปอยู่ในบรรณศาลา เราได้
ถวายผักแด่พระองค์ ซึ่งประทับนั่งบนเครื่องลาดใบไม้.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผักใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผัก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัณณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัณณทายกเถราปทาน
หน้า 721
ข้อ 283
ปัณณทายกวรรคที่ ๒๙
๒๘๑. อรรถกถาปัณณทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๒๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปณฺณโภชนโภชโน ความว่า เรานั่งอยู่ในบรรณศาลา
เพื่อบริโภคโภชนะมีน้ำนมและผักเป็นต้น. บทว่า อุปวิฏฺญฺจ มํ สนฺตํ
ความว่า เราผู้เข้าไปอยู่ในบรรณศาลา. บทว่า อุปาคจฺฉิ มหาอิสิ ความว่า
ที่ชื่อว่า มหาอิสิ เพราะแสวงหากองแห่งคุณอันยิ่งใหญ่มีศีลเป็นต้น,
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้ส่องโลกให้
สว่างไสว เป็นประทีปของชาวโลก ได้เสด็จมาคือเสด็จมาใกล้เรา. บทว่า
นิสินฺนสฺส ปณฺณสนฺถเร เชื่อมความว่า เราได้เข้าไปถวายผักซึ่งนึ่งแล้ว
เพื่อเคี้ยวกิน แด่พระองค์ผู้ประทับนั่งบนเครื่องลาดใบไม้แล้ว.
จบอรรถกถาปัณณทายกเถราปทาน
หน้า 722
ข้อ 284
ผลทายกเถราปทานที่ ๒ (๒๘๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้
[๒๘๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ทรงสันโดษ
เสมอด้วยเขาสิเนรุ ทรงไว้เช่นกับธรณี เสด็จออกจากสมาธิ
แล้ว เข้ามาหาเราเพื่อภิกษา.
เรามีใจผ่องใส ได้ถวายผลสมอ มะขามป้อม มะม่วง
ชมพู่ สมอพิเภก กระเบา กระบาก มะตูม และผลมะปราง
ทั้งหมดนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้
แสวงคุณอันใหญ่หลวง ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งปวง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ผลไม้.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่า เอกัชฌะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบผลทายกเถราปทาน
หน้า 723
ข้อ 284
๒๘๒. อรรถกถาผลทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงสันโดษ
เสมอด้วยภูเขาสิเนรุ ทรงมั่นคงเช่นกับธรณี. บทว่า วุฏฺหิตฺวา สมาธิมฺหา
ความว่า เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว คือเสด็จอยู่เป็นแผนกหนึ่ง.
บทว่า ภิกฺขาย มมุปฏฺิโต ความว่า ใกล้เวลาภิกขาจารทรงพระดำริว่า
วันนี้ใครคนใดคนหนึ่ง ได้ถวายทานเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่เรา ผลเป็นอันมาก
จะพึงมีแก่เขาผู้นั้น ดังนี้แล้ว จึงเสด็จเข้ามาหาเราผู้นั่งอยู่ คือเข้ามาใกล้
เรา. บทว่า หรีตกํ ฯ เป ฯ ผารุสกผลานิ จ ความว่า เรามีใจ
เลื่อมใส ได้ถวายผลไม้นั้นทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ทรงอนุเคราะห์ชาวโลกทั้งปวง
พระองค์นั้น ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาผลทายกเถราปทาน
หน้า 724
ข้อ 285
ปัจจุคคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๒๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับ
[๒๘๕] เรามีใจผ่องใส ได้ทำการต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประเสริฐกว่านระ ส่องโลกให้สว่างไสว
ทรงเยียวยาสัตว์โลกทั้งปวง เสด็จเที่ยวอยู่ในป่าดังราชสีห์
องอาจดังม้าอาชาไนย สวยงามดังต้นรกฟ้า ซึ่งกำลังเสด็จมา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ประเสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการต้อนรับ.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
องค์หนึ่ง เป็นจอมแห่งชน มีนามว่า ปริวาระ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัจจุคคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัจจุคคมนิยเถราปทาน
หน้า 725
ข้อ 285
๒๘๓. อรรถกถาปัจจุคคมนิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สีหํ ยถา วนจรํ เชื่อมความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ ผู้เสด็จเที่ยวไปอยู่ ดุจราชสีห์เที่ยวไปในป่า
ฉะนั้น. บทว่า นิสภาชานิยํ ยถา ความว่า โคที่ประเสริฐที่สุดมี ๔
คือ วสภะ นิสภะ วิสภะ อาสภะ บรรดาโคที่ประเสริฐที่สุดทั้ง ๔ เหล่า
นั้น ที่ชื่อว่า วสภะ คือ ประเสริฐที่สุดของโคร้อยตัว. ที่ชื่อว่า นิสภะ
คือ ประเสริฐที่สุดของโคพันตัว ที่ชื่อว่า วิสภะ คือ ประเสริฐที่สุด
ของโคแสนตัว. ที่ชื่อว่า อาสภะ คือ ประเสริฐที่สุดของโคแสนโกฏิตัว.
อธิบายว่า แต่ในที่นี้ อาสภะ ท่านเรียกว่า นิสภะ ได้แก่ม้าอาชาไนย
ซึ่งคล้ายกับโคอุสภราชที่ไม่กลัว ไม่หวั่นไหวฉะนั้น. บทว่า กกุธํ
วิลสนฺตํ ว ความว่า เรามีใจเลื่อมใสเพราะสัมปยุตด้วยศรัทธา พอได้
พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้องอาจผู้สูงสุดกว่า
นรชนทั้งหลาย งดงามปานประหนึ่งต้นรกฟ้า ที่สมบูรณ์ด้วยดอกและ
ใบอ่อนฉะนั้น กำลังเสด็จมาจึงได้กระทำการต้อนรับ.
จบอรรถกถาปัจจุคคมนิยเถราปทาน
หน้า 726
ข้อ 286
เอกปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๒๘๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้
[๒๘๖] ในกาลนั้น เราเป็นปิศาจอยู่ที่ประตูเมืองด้านทิศทักษิณ
เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากธุลี มีรัศมีสุกใสดังพระ-
จันทร์.
เราได้ถวายดอกไม้ดอกหนึ่ง แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี ผู้เลิศกว่านระ ทรงแสวงหาประโยชน์ให้แก่โลกทั้งปวง
เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๑๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายดอกไม้ใด ในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกปุปผิยเถราปทาน
๒๘๔. อรรถกถาเอกปุปผิยเถราปทาน
ตั้งแต่อปทานที่ ๔ เป็นต้นไป จนถึงอปทานที่ ๑๐ เป็นสุดท้าย
มีเนื้อความง่ายพอจะรู้ได้ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัณณทายกวรรคที่ ๒๙
หน้า 727
ข้อ 287, 288
มฆวปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๒๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกดีหมี
[๒๘๗] พระสยัมภูผู้ไม่แพ้อะไร ๆ ทรงมีอินทรีย์ผ่องใส ไม่ขุ่น
มัว เข้าสมาธิอยู่ในที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที.
ในกาลนั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไร ๆ
แล้ว เกิดเลื่อมใสโสมนัส ได้บูชาองค์พระสยัมภูด้วยดอก
ดีหมี.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมฆวปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมฆวปุปผิยเถราปทาน
อุปัฏฐายิกเถราปทานที่ ๖ (๒๘๖)
ว่าด้วยการบูชาด้วยการถวายคนอุปัฏฐาก
[๒๘๘] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้ควร
รับเครื่องบูชา เป็นจอมสัตว์ เป็นมหานาคเชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ เสด็จดำเนินอยู่ที่ถนน.
หน้า 728
ข้อ 288
เราได้ถวายคนอุปัฏฐากแก่พระองค์ ผู้ทรงแสวงหาประ-
โยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่หลวง
ซึ่งเราให้คนไปทูลเชิญเสด็จมา.
พระมหามุนีสัมพุทธเจ้าทรงรับแล้วมอบ (คืน) ให้ เสด็จ
ลุกขึ้นจากอาสนะนั้นแล้ว เสด็จกลับมุ่งตรงไปทางทิศประจิม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายคนอุปัฏฐากในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายคน
อุปัฏฐาก.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า
พลเสนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุปัฏฐายิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบอุปัฏฐายิกเถราปทาน
หน้า 729
ข้อ 289, 290
อปทานิยเถราปทานที่ ๗ (๒๘๗)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
[๒๘๙] เรามีใจเลื่อมใส ได้สรรเสริญบุพจรรยาของพระสุคต
เจ้าทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง และได้ถวายบังคม
พระบาทด้วยเศียรเกล้า และด้วยมือทั้งสองของตน.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญบุพจรรยาของ
พระสุคต ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
สรรเสริญ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอปทานิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอปทานิยเถราปทาน
สัตตาหปัพพชิตเถราปทานที่ ๘ (๒๘๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบวช
[๒๙๐] พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี
อันมหาชนสักการะนับถือ ในกาลก่อนเราถึงความวิบัติ แตก
จากญาติ ด้วยความใคร่ในสัตถุศาสนา เราจึงเข้าบวชใน
ศาสนาเพื่อระงับความวิบัติ ยินดีอยู่ในการบวช ๗ วัน.
หน้า 730
ข้อ 291
กัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บวชในกาลนั้น ด้วยการ
บวชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบวช.
ในกัปที่ ๖๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ปรากฏพระนามว่า สุเนกขัมมะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตาหปัพพชิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตาหปัพพชิตเถราปทาน
พุทธุปัฏฐายิกเถราปทานที่ ๙ (๒๘๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบำรุง
[๒๙๑] ในกาลนั้น ชื่อของเราว่า เวธัมภินี (และ) เป็นชื่อบิดา
ของเรา (ด้วย) บิดาจับมือของเราพาไปมอบถวายพระมหามุนี
พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็นอัครนายกของโลกเหล่านี้ ทรง
มุ่งหมายเอาเรา เรามีจิตเลื่อมใส ได้บำรุงพระพุทธเจ้าเหล่า
นั้นโดยเคารพด้วยมือของตน.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บำรุงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การบำรุง.
หน้า 731
ข้อ 292
ในกัปที่ ๒๓ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์ ๔ ครั้ง ทรงพระนามว่า สมณุปัฏฐาก มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธุปัฏฐายิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพุทธุปัฏฐายิกเถราปทาน
ปุพพังคมนิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๙๐)
ว่าด้วยผลแห่งการสำรวม
[๒๙๒] พวกเรา ๘๔,๐๐๐ คน ไม่มีความกังวลจึงออกบวช เพื่อ
บรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราเป็นหัวหน้าของพวกเรานั้น
ศิษย์เหล่านั้นยังมีราคะและโมหะ แต่จิตผ่องใสไม่ขุ่นมัว มี
จิตเลื่อมใสบำรุงเราโดยเคารพด้วยมือทั้งสองของตน ๆ.
พระสยัมภูผู้ขีณาสพทั้งหลายคายโทสะแล้ว ทำกิจที่ควร
ทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ไม่แพ้อะไร ๆ แผ่เมตตาจิตไป
พวกเราบำรุงพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้มีสติทำกาลกิริยา
แล้ว ได้ไปสู่ความเป็นเทวดา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้รักษาศีลใด ด้วยการรักษาศีล
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสำรวม.
หน้า 732
ข้อ 292
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุพพังคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุพพังคมนิยเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัณณทายกเถราปทาน ๒. ผลทายกเถราปทาน ๓. ปัจจุคคม-
นิยเถราปทาน ๔. เอกปุผิยเถราปทาน ๕. มฆวปุปผิยเถราปทาน
๖. อุปัฏฐายิกเถราปทาน ๗. อปทานิยเถราปทาน ๘. สัตตาหปัพพ-
ชิตเถราปทาน ๙. พุทธุปัฏฐายิกเถราปทาน ๑๐. ปุพพังคมนิยเถราปทาน
และท่านได้กล่าวคาถาไว้ ๓๘ คาถา.
จบปัณณทายกวรรคที่ ๒๙
หน้า 733
ข้อ 293
จิตกปูชกวรรคที่ ๓๐
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๑ (๒๙๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ต่าง ๆ
[๒๙๓] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์ มีนามชื่อว่า อชิตะ
เราประสงค์จะทำการบูชา จึงรวบรวมดอกไม้ต่าง ๆ ไว้.
เราได้เห็นจิตกาธารของพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้
เป็นเผ่าพันธุ์ของโลกอันรุ่งเรืองอยู่ จึงนำเอาดอกไม้นั้นมา
บูชาที่จิตกาธาร.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมมนุษย์
๗ ครั้ง ทรงพระนามว่า สุปัชชลิตะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจิตกปูชกเถราปทาน
หน้า 734
ข้อ 293
จิตกปูชกวรรคที่ ๓๐
๒๙๑. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๓๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อาหุตึ ยิฏฺกาโมหํ ความว่า เรามีความประสงค์จะทำ
การบูชาสักการะ. บทว่า นานาปปฺผํ สมานยึ ความว่า เราได้นำเอาดอกไม้
เช่นดอกจำปาและดอกช้างน้าวเป็นต้นต่าง ๆ หลายชนิดมารวมไว้เป็นอย่าง
ดี คือทำเป็นกอง.
บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน ความว่า เราได้เห็นจิตกาธารอันมี
กองฟืนรุ่งเรืองลุกโพลง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้เป็น
เผ่าพันธุ์ คือเป็นญาติของชาวโลกทั้ง ๓ ทั้งหมดแล้วจึงได้นำเอาดอกไม้
นั้นมาทำการบูชาที่จิตกาธารแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
หน้า 735
ข้อ 294
ปุปผธารกเถราปทานที่ ๒ (๒๙๒)
ว่าด้วยผลแห่งการยกดอกไม้ขึ้นบูชา
[๒๙๔] เราเป็นผู้นุ่งเปลือกไม้กรอง ห่มหนังสัตว์เฉวียงบ่า
ข้างซ้าย ยังอภิญญา ๕ ให้บังเกิดแล้ว เป็นผู้ลูบคลำพระจันทร์
ได้.
เราได้เห็นพระศาสดา พระนามว่า วิปัสสี ผู้ส่องโลก
ให้สว่างไสว ซึ่งเสด็จมาถึงสำนักเรา เราจึงยกดอกแคฝอย
ขึ้นบูชาแด่พระองค์.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ยกดอกไม้ใดขึ้นบูชา ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการยกดอกไม้
ขึ้นบูชา.
ในกัปที่ ๘๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่า สมันตธรณะ มีพละ
มาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผธารกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุปผธารกเถราปทาน
หน้า 736
ข้อ 294
๒๙๒. อรรถกถาปุปผธารกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อชินุตฺตรวาสโน ความว่า นุ่งห่มหนังเสือเหลืองและหนัง
มิคะเฉวียงบ่าข้างซ้าย. บทว่า อภิญฺา ปญฺจ นิพฺพตฺตา ความว่า
ทำอภิญญา ๕ คือ ญาณ ๕ มีอิทธิวิธญาณเป็นต้น ให้บังเกิดขึ้น คือให้สำเร็จ
ขึ้นแล้ว. บทว่า จนฺทสฺส ปริมชฺชโก ความว่า เราได้เป็นผู้ลูบคลำ
ถูกต้องมณฑลพระจันทร์ได้โดยรอบ. บทว่า วิปสฺสี โลกปชฺโชตํ ความว่า
เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสฺสี ผู้เช่นกับประทีปส่อง
สว่างไสวไปในโลกทั้ง ๓ จนทั่วถึง ได้เสด็จมาใกล้เรา คือได้เสด็จมาถึง
เป็นพิเศษ. บทว่า ปาริจฺฉตฺตกปุปฺผานิ ความว่า เราได้นำเอาดอก
ปาริฉัตตกะมาจากเทวโลกแล้วยกขึ้นบูชาโดยอาการดุจฉัตร เบื้องบนของ
พระศาสดา พระนามว่า วิปัสสี.
จบปุปผธารกเถราปทาน
หน้า 737
ข้อ 295
ฉัตตทายกเถราปทานที่ ๓ (๒๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายฉัตร
[๒๙๕] ในกาลนั้น บุตรของเราบวชแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ
แล้ว ท่านนั้นบรรลุถึงความเป็นพระพุทธะ อันโลกบูชา
นิพพานแล้ว.
เราค้นหาบุตรของตน ไปตามเบื้องหลังอาราม ได้ไปถึง
จิตกาธารแห่งนครของเราผู้ดับแล้ว เป็นผู้มีคุณใหญ่ เรา
ประนมกรอัญชลี ไหว้จิตกาธารที่ป่าช้านั้น และยกฉัตร
ขาวขึ้นตั้งประดิษฐานไว้ (บูชา) ในกาลนั้น.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ยกฉัตรขึ้น (บูชา) ใด ด้วย
การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายฉัตร.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
เป็นจอมแห่งชน มีพระนามว่า มหารหะ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฉัตตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบฉัตตทายกเถราปทาน
หน้า 738
ข้อ 295
๒๙๓. อรรถกถาฉัตตทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุตฺโต มม ปพฺพชิโต ความว่า บุตรของเราบวชแล้ว
ด้วยความศรัทธา. บทว่า กาสายวสโน ตทา ความว่า ในเวลาที่ได้
บวชแล้วนั้น ก็นุ่งห่มด้วยผ้ากาสายะ, คือมิได้บวชเป็นบรรพชิตนอก
ศาสนา. บทว่า โส จ พุทฺธตฺตํ สมฺปตฺโต ความว่า บุตรของเรานั้น
ได้บรรลุความเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ในพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์
ด้วยดี คือบรรลุพระอรหัต. บทว่า นิพฺพุโต โลกปูชิโต ความว่า
ปรินิพพานแล้วด้วยขันธปรินิพพาน มีสักการะอันชาวโลกทั้งหมดกระทำ
การบูชาแล้ว. บทว่า วิจินนฺโต สกํ ปุตฺตํ ความว่า เราได้ถามถึงที่
บุตรนั้นไปแล้ว จึงได้ค้นหาบุตรของตน ติดตามไปข้างหลัง คือเป็นผู้
ติดตามไป. บทว่า นิพฺพุตสฺส มหนฺตสฺส ความว่า เราได้ไปถึงที่
จิตกาธาร ในที่ประชุมเพลิงแห่งบุตรของเรานั้นผู้เป็นพระอรหันต์ยิ่งใหญ่
เพราะประกอบด้วยคุณมีสีลขันธ์เป็นต้นอันยิ่งใหญ่. บทว่า ปคฺคยฺห อญฺชลึ
ตฺตถ ความว่า เราได้ประคองอัญชลี คือประชุมนิ้วมือทั้ง ๑๐ ไว้เหนือ
ศีรษะ ตรงที่จิตกาธารนั้นแล้วไหว้นอบน้อมกองไฟแล้ว. บทว่า เสตจฺ-
ฉตฺตญฺจ ปคฺคยฺห ความว่า มิใช่แต่เราจะได้ไหว้อย่างเดียวเท่านั้น ยัง
ได้ประคองฉัตรอันสะอาดยกขึ้นตั้งประดิษฐานไว้อีกด้วย.
จบอรรถกถาฉัตตทายกเถราปทาน
หน้า 739
ข้อ 296
สัททสัญญกเถราปทานที่ ๔ (๒๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัททสัญญา
[๒๙๖] เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ความเลื่อมใสของเรามีอย่าง
ไพบูลย์ ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้แสวง
หาคุณใหญ่ ได้มีในโลก.
เราได้ฟังเสียงในความปรากฏนั้น แต่ไม่ได้เห็นพระ-
ชินเจ้า เมื่อเราจะทำกาลกิริยา ได้ระลึกถึงความจำหมายใน
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด ในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัททสัญญกเถราปทาน
หน้า 740
ข้อ 296
๒๙๔. อรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนุคฺคตมฺหิ อาทิจฺเจ ความว่า เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
คือเมื่อกาลปัจจุสมัยยังไม่ปรากฏ. บทว่า ปสาโท วิปุโล อหุ ความว่า
ความเลื่อมใสแห่งใจของเราผู้ถูกโรคภัยเบียดเบียน ได้มีอย่างไพบูลย์มาก
มายด้วยการระลึกถึงแต่พระพุทธเจ้า. เชื่อมความว่า ความปรากฏแห่ง
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ได้มีแล้วในโลก.
บทว่า โฆสมสฺโสสหํ ตตฺถ ความว่า เมื่อความปรากฏนั้นกำลังเป็น
ไปอยู่ เราได้ยินเสียงกึกก้องว่า เราเป็นไข้. พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว. บทว่า น จ ปสฺสามิ ตํ ชินํ ความว่า เราไม่ได้เห็นพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงชนะมารทั้ง ๕ พระองค์นั้น คือเพราะเราเป็น
ไข้หนัก จึงไม่สามารถจะไปเห็นได้. บทว่า มรณญฺจ อนุปฺปตฺโต ความว่า
ถึงเวลาใกล้จะตาย คือเป็นผู้จวนจะตาย. บทว่า พุทฺธสญฺมนุสฺสรี
ความว่า เราได้ระลึกถึงพระนามว่า พระพุทธเจ้า คือได้ตั้งใจระลึกถึง
พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์.
จบอรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
หน้า 741
ข้อ 297
โคสีสนิกเขปกเถราปทานที่ ๕ (๒๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการลาดไม้จันทน์ขาว
[๒๙๗] เราออกจากประตูพระอารามแล้ว ได้ลาด (ทอด) ไม้
จันทน์ขาวไว้ (เพื่อให้สงฆ์เดิน) เราได้เสวยกรรมของตน
นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม.
ม้าสินธพอาชาไนย มีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นพาหนะเร็ว
เราได้เสวยผลนั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการลาดไม้จันทน์ขาว
โอ กุศลสมภารน้อย (กลับ) ให้ผลมากมาย เราทำดีในเขตดี
ผลอื่นไม่ได้เสี้ยวแห่งกุศลสมภารที่เราทำในสงฆ์.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ลาดไม้จันทน์ขาว ด้วยกรรม
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการลาดไม้จันทน์ขาว.
ในกัปที่ ๗๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์
หนึ่ง มีพระนามว่า สุปติฏฐิตะ มีเดชมาก มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโคสีสนิกเขปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโคสีสนิกเขปกเถราปทาน
หน้า 742
ข้อ 297
๒๙๕. อรรถกถาโคสีสนิกเขปกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อารามทฺวารา นิก ขมฺม ความว่า ที่หนทางประตูออก
ของพระสงฆ์ จากประตูพระอาราม. บทว่า โคสีสํ สนฺถตํ มยา
ความว่า ที่หนทางประตูออกนั้น เราได้ลาดไม้จันทร์ขาวไว้เพื่อสำหรับ
เหยียบเดิน ด้วยมีเจตนาว่า คู่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า และคู่
เท้าของภิกษุสงฆ์ อย่าได้เหยียบลงไปที่โคลนเลย. บทว่า อนุโภมิ สกํ
กมฺมํ ความว่า ด้วยกำลังแห่งกรรมคือการลาดไม้จันทน์ขาวของตน เรา
จึงได้เสวยผล มีม้าอาชาไนย ที่เร็วไวดุจสายลม มีม้าสินธพซึ่งเป็น
พาหนะที่เร็วพลันเป็นต้น. บทว่า อโห การํ ปรมการํ ความว่า กิจ
แม้เล็กน้อยที่เรากระทำไว้ด้วยดีในพระสงฆ์ซึ่งเป็นเขตที่ดี เพราะทานที่มี
ผลมากมาย จึงให้ผลอันยิ่งคือสูงสุด จัดเป็นความอัศจรรย์จริง. ท่าน
กล่าวคำอธิบายไว้ว่า เราได้กระทำกรรมดคือการลาดไม้จันทน์ขาวไว้ในเขต
แห่งพระสงฆ์ผู้มีกายสมาจารและวจีสมาจารอันบริสุทธิ์ ปราศจากโทษมี
ราคะและโทสะเป็นต้น การกระทำเช่นนี้ ย่อมให้ผลมากมาย เปรียบเหมือน
ดังข้าวสาลีที่บุคคลหว่านลงในนาทั้งหลาย ที่ปราศจากโทษมีหญ้าเป็นต้น
ย่อมให้ผลมากมายฉะนั้นแล. บทว่า น อญฺํ กลมคฺฆติ เชื่อมความว่า
กรรมอื่นที่ทำในศาสนาอื่นภายนอก มีผลไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ส่วนที่ ๑๖
แห่งการบูชาสักการะที่บุคคลทำแล้วในพระสงฆ์เลย.
จบอรรถกถาโคสีสนิกเขปกเถราปทาน
หน้า 743
ข้อ 298
ปทปูชกเถราปทานที่ ๖ (๒๙๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระบาท
[๒๙๘] ในกาลนั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เราได้เห็น
พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี มีรัศมีผุดผ่องดังพระจันทร์.
เวลานั้น เราได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้
นำโลก แล้วได้เอา (น้ำ) แก่นจันทน์และกฤษณารดลงที่
พระบาท.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระบาทใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระบาท.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปทปูชกเถราปทาน
หน้า 744
ข้อ 299
เทสกิตติกเถราปทานที่ ๗ (๒๙๗)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
[๒๙๙] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามว่า อุปสาลหกะ เรา
เข้าไปยังป่าชัฏ ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถะของโลก
ประเสริฐกว่านระ ผู้ควรรับเครื่องบูชาของโลก.
แล้วได้ถวายบังคมแทบพระบาท พระพุทธเจ้าทรงทราบ
ว่า เรามีจิตเลื่อมใสแล้ว ทรงหายไป เราออกจากป่าแล้ว
ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราสรรเสริญประเทศนั้น
แล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญประเทศใด ด้วย
การสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
สรรเสริญ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเทสกิตติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเทสกิตติกเถราปทาน
หน้า 745
ข้อ 300, 301
สรณคมนิยเถราปทานที่ ๘ (๒๙๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถึงสรณะ
[๓๐๐] ในกาลนั้น เราเป็นพรานอยู่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้
เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประ-
เสริฐกว่านระ.
ได้เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำหน้าที่ไวยาวัจกร ได้
เข้าถึงพระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ เป็นสรณะ.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถึงสรณะใด ด้วยการถึงสรณะ
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสรณคมนิยเถราปทาน
อัมพปิณฑิยเถราปทานที่ ๙ (๒๙๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะม่วง
[๓๐๑] เมื่อครั้งเราเป็นทานพ (อสูร) มีนามชื่อว่า โรมสะ เรา
ได้ถวายผลมะม่วงแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ผู้แสวง
หาคุณใหญ่.
หน้า 746
ข้อ 302
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลมะม่วงใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผล
มะม่วง.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพปิณฑิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัมพปิณฑิยเถราปทาน
อนุสังสาวกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๐๐)
ว่าด้วยผลแห่งการประกาศคุณวิเศษ
[๓๐๒] เราได้เห็นพระชินเจ้า พระนามว่า วิปัสสี กำลังเสด็จ
เที่ยวบิณฑบาต จึงได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระองค์ผู้เป็น
จอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคม (และ)
ได้ประกาศพระพุทธเจ้าให้มหาชนทราบ เพื่อบรรลุประโยชน์
อันสูงสุด.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ประกาศให้มหาชนทราบ
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการประกาศ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 747
ข้อ 302
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอนุสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอนุสังสาวกเถราปทาน
๓๐๐. อรรถกถาอนุสังสาวกเถราปทาน
อปทานที่ ๖, ๗, ๘, ๙, และ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกวรรคที่ ๓๐
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จิตกปูชกเถราปทาน ๒. ปุปผธารกเถราปทาน ๓. ฉัตตทายก-
เถราปทาน ๔. สัททสัญญกเถราปทาน ๕. โคสีสนิกเขปกเถราปทาน
๖. ปทปูชกเถราปทาน ๗. เทสกิตติกเถราปทาน ๘. สรณคมนิยเถรา-
ปทาน ๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน ๑๐. อนุสังสาวกเถราปทาน.
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๔๗ คาถา.
จบจิตกปูชกวรรคที่ ๓๐
หน้า 748
ข้อ 302
อนึ่ง รวมวรรคได้ ๓๐ วรรค คือ
๑. กณิการปุปผิยวรรค ๒. หัตถิวรรค ๓. อาลัมพนทายกวรรค
๔. อุทกาสนทายิวรรค ๕. ตุวรทายิวรรค ๖. โถมกวรรค ๗. ปทุมุก-
เขปวรรค ๘. วัณณพิพโพหนวรรค ๙. ปัณณทายกวรรค ๑๐. จิตก-
ปูชกวรรค.
คาถาทั้งหมดมี ๔๕๑ คาถา บัณฑิตผู้แสดงอรรถ คำนวณบท
ทั้งหมดได้ ๕,๕๗๒ บท.
จบหมวดร้อยที่ ๓
หน้า 749
ข้อ 303
ปทุมเกสริยวรรคที่ ๓๑
ปทุมเกสริยเถราปทานที่ ๑ (๓๐๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยการโปรยเกสรดอกบัว
[๓๐๓] ในกาลก่อน เราเป็นช้างพลายมาตังคะ อยู่ในที่ใกล้
หมู่ฤๅษีปัจเจกพุทธเจ้า เรามีความเลื่อมใส ได้เอาเกสรดอก
บัว โปรยลงบูชาแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่.
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
กำจัดราคะแล้ว ผู้คงที่เหล่านั้น บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้โปรยเกสรดอกบัวบูชา ใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมเกสริยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปทุมเกสริยเถราปทาน
หน้า 750
ข้อ 303
ปทุมเกสริยวรรคที่ ๓๑
๓๐๑. อรรถกถาปทุมเกสริยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๓๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิสิส เฆ อหํ ปุพฺเพ เชื่อมความว่า ในกาลก่อน คือใน
เวลาบำเพ็ญโพธิสมภาร เราได้เป็นช้างชนิดดุร้าย ในตระกูลช้างมาตังคะ
อยู่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ ใกล้กับหมู่ฤาษีปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า วารณะ
เพราะห้ามมนุษย์เป็นต้นได้. อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่า วารณะ เพราะ
ร้อง คือบันลือโกญจนาทออกทางวาจาได้. บทว่า มเหสีนํ ปสาเทน
ได้แก่ ด้วยความเลื่อมใสในพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
บทว่า ปจฺเจกชินเสฏฺเสุ ธุตราเคสุ ตาทิสุ เชื่อมความว่า เราได้โปรย
เกสรดอกบัว บูชาในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ไม่หวั่นไหวด้วย
โลกธรรมทั้งหลาย.
จบอรรถกถาปทุมเกสริยเถราปทาน
หน้า 751
ข้อ 304
สัพพคันธิยเถราปทานที่ ๒ (๓๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายของหอมและดอกไม้
[๓๐๔] เราได้ถวายของหอมและดอกไม้แด่พระพุทธเจ้า พระ-
นามว่า วิปัสสี ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ได้ถวายผ้าโกไสยอย่างดี
แก่พระองค์ผู้ซื่อตรง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายของหอมใด ในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายของ
หอม.
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอม-
กษัตริย์ พระนามว่า สุเวละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประ-
การ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัพพคันธิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสัพพคันธิยเถราปทาน
หน้า 752
ข้อ 305
ปรมันนทายกเถราปทานที่ ๓ (๓๐๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวอย่างดี
[๓๐๕] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้โชติช่วงดัง
ดอกกรรณิการ์ มีรัศมีรุ่งเรืองดังอาทิตย์อุทัย เชษฐบุรุษของ
โลก ประเสริฐกว่านระ.
เราประนมกรอัญชลีแล้ว นำเสด็จมาสู่เรือนของตน ครั้น
นำเสด็จพระสัมพุทธเจ้ามาถึงแล้ว ได้ถวายข้าวอย่างดีเยี่ยม.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายข้าวอย่างดีเยี่ยม ในกาล
นั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายข้าวอย่างดีเยี่ยม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปรมันนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปรมันนทายกเถราปทาน
๓๐๓. อรรถกถาปรมันนทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๒, ๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปรมันนทายกเถราปทาน
หน้า 753
ข้อ 306
ธัมมสัญญกเถราปทานที่ ๔ (๓๐๔)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม
[๓๐๖] ได้มีการฉลองพระมหาโพธิ์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ-
นามว่า วิปัสสี พระสัมพุทธเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ปรากฏเหมือนว่าประทับอยู่ ณ โคนไม้โพธิ์.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรง
ประกาศ (อริย) สัจจะ ๔ ทรงเปล่งอาสภิวาจา พระสัมพุทธ-
เจ้าผู้มีกิเลสดังหลังคาเปิดแล้ว ทรงแสดงโดยย่อ และทรง
แสดงโดยพิสดารแล้ว ทรงยังมหาชนให้ดับร้อน.
เราได้ฟังธรรมของพระองค์ผู้เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่
ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้ากลับ
ไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ฟังธรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
การฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟัง
ธรรม.
ในกัปที่ ๓๓ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
องค์หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า สุตวา มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธัมมสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบธัมมสัญญกเถราปทาน
หน้า 754
ข้อ 306
๓๐๔. อรรถกถาธัมมสัญญกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหาโพธิมโห อหุ ความว่า ได้มีการบูชาต้นไม้ที่ได้นาม
ว่า ต้นโพธิ์ เพราะเป็นสถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี ผู้ทรงไว้ซึ่งจตุมรรคญาณ. บทว่า รุกฺขฏฺสฺเสว สมฺพุทฺโธ
พระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้องอาจกว่านรชน ย่อมปรากฏ
เหมือนว่าประทับอยู่ ณ โคนไม้โพธิ์ ของมหาชนผู้ประชุมกันแล้วใน
สมัยที่บูชาต้นโพธิ์นั้น. บทว่า ภควา ตมฺหิ สมเย ความว่า ในสมัยนั้น
คือในเวลาที่ทำการบูชาต้นโพธิ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระภิกษุสงฆ์
แวดล้อมข้างหน้า. บทว่า วาจาสภิมุทีรยํ ความว่า เมื่อจะทรงเปล่งเสียง
อันอ่อนสละสลวยหวานและสูงสุด จึงทรงประกาศ คือแสดงสัจจะ ๔ ไว้.
บทว่า สงฺขิตฺเตนํ จ เทเสนฺโต ความว่า เมื่อจะทรงแสดงคล้อยตาม
อัธยาศัยของเวไนสัตว์และบุคคล จึงทรงแสดงไว้โดยย่อบ้าง โดยพิสดาร
บ้าง. บทว่า วิวฏฺฏจฺฉโท ความว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้มีกิเลสดังหลังคา
อันเปิดแล้ว เพราะหลังคาที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้คือ ราคะเป็นหลังคา,
โทสะเป็นหลังคา, โมหะเป็นหลังคา, กิเลสทั้งหมดเป็นหลังคา ดังนี้ ถูก
เปิดแล้ว ถูกเพิกแล้ว ถูกกำจัดแล้ว, อธิบายว่า ทรงยังมหาชนนั้นให้
ดับร้อนด้วยเทศนาพิเศษ คือระงับความเร่าร้อนลงได้. บทว่า ตสฺสาหํ
ธมฺมํ สุตฺวาน ได้แก่ ได้ฟังพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้ทรงแสดงอยู่.
จบอรรถกถาธัมมสัญญกเถราปทาน
หน้า 755
ข้อ 307
ผลทายกเถราปทานที่ ๕ (๓๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้
[๓๐๗] ในกาลนั้น มีอาศรมอยู่ในที่ฝั่งแม่น้ำ ภาคีรสี เราถือ
ผลไม้เดินมาสู่อาศรมนั้นช้า ๆ ณ ที่นั้น เราได้พบพระพุทธ-
เจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้มีรัศมีรุ่งเรืองดังพระจันทร์ เราได้
ถวายผลไม้ของเราที่มีอยู่ทั้งหมด แด่พระศาสดา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบผลทายกเถราปทาน
๓๐๕. อรรถกถาผลทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ผลหตฺโถ อเปกฺขวา ความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า วิปัสสี แล้ว จึงได้ถือเอาผลไม้รสอร่อยหวาน ค่อย ๆ เดิน
ไปสู่อาศรมอย่างช้า ๆ.
จบอรรถกถาผลทายกเถราปทาน
หน้า 756
ข้อ 308
สัมปสาทิกเถราปทานที่ ๖ (๓๐๖)
ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใสคุณวิเศษ
[๓๐๘] ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์
พ้นแล้วในที่ทั้งปวง ข้าพระองค์เป็นผู้ถึงความวิบัติ ขอพระ-
องค์ได้โปรดเป็นที่พึ่ง ของข้าพระองค์นั้นเถิด.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ เป็นบุคคลไม่มีใคร
เปรียบในโลก ผู้เป็นเจ้าหมู่ เสมอด้วยมหาสมุทร หา
ประมาณมิได้ ผู้สูงสุด ทรงพยากรณ์แก่เราว่า
ท่านจงยังจิตให้เลื่อมใสในพระผู้เป็นเจ้าหมู่นั้น ผู้ปราศจาก
ธุลี ผู้เป็นเขตบุญที่ให้ผลไม่สิ้นสุด ดังปลูกพืชที่ดีไว้ฉะนั้น.
พระสัพพัญญู ผู้เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ
ครั้นตรัสดังนี้ ทรงพร่ำสอนเราอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่
เวหาส เมื่อพระสัพพัญญู ผู้ประเสริฐกว่านระ เสด็จไปไม่นาน
เราก็ถึงกาลกิริยา แล้วได้อุบัติยังชั้นดุสิตในกาลนั้น.
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระผู้เป็นเจ้าหมู่ ผู้ปราศจากธุลี
เป็นบุญเขตที่ให้ผลไม่สิ้นสุด แล้วบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ความเลื่อมใส ในกาลนั้น
ด้วยความเลื่อมใสนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
ความเลื่อมใส.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 757
ข้อ 309
ทราบว่า ท่านพระสัมปสาทิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัมปสาทิกเถราปทาน
อารามทายกเถราปทานที่ ๗ (๓๐๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาราม
[๓๐๙] เราได้ปลูกสร้างอาราม ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ ใกล้หมู่ไม้มีเงาร่มเย็น มีฝูงนกเข้าอยู่
อาศัย เราได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่อง
บูชา.
เราจึงน้อมถวายอารามกะพระองค์ ผู้เป็นเชษฐบุรุษของ
โลก ประเสริฐกว่านระ เรามีจิตโสมนัสยินดี ได้ถวายผลไม้
และดอกไม้.
และลำดับนั้น เราเกิดความเลื่อมใส น้อมถวายทานนั้น
เราได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า ด้วยใจอันผ่องใส ผลย่อม
บังเกิดแก่เราในภพที่เกิด.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายอารามใด ในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาราม.
ในกัปที่ ๓๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่า มุทุสีตละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
หน้า 758
ข้อ 309
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอารามทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอารามทายกเถราปทาน
๓๐๖. อรรถกถาสัมปสาทิกเถราปทานที่ ๖ เป็นต้น
อปทานที่ ๖ ที่ ๗ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอปทานที่ ๖ และที่ ๗
หน้า 759
ข้อ 310
อนุเลปทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการฉาบสี
[๓๑๐] เราได้เห็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่า อัตถ-
ทัสสี ผู้เป็นมุนี เราได้เข้าไปหาท่านซึ่งกำลังทำนวกรรมอยู่
ที่สีมา และเมื่อนวกรรมสำเร็จแล้ว เราได้ให้การไล้ทา
(เราได้ให้สีสำหรับทา) เรามีจิตเลื่อมใสใสมนัสในพระผู้เป็น
บุญเขตอันยอดเยี่ยม.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฉาบทาสี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอนุเลปทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอนุเลปทายกเถราปทาน
๓๐๘. อรรถกถาอนุเลปทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิฏฺิเต นวกมฺเม จ ความว่า เมื่อนวกรรมที่สีมาดำเนิน
ไปเสร็จสิ้นลงแล้ว. อนุเลปมทาสหํ ความว่า เราได้ให้การไล้ทาด้วย
ปูนขาวในภายหลัง, คือใช้ปูนขาวฉาบทาทับ.
จบอรรถกถาอนุเลปทายกเถราปทาน
หน้า 760
ข้อ 311
พุทธสัญญิกเถราปทานที่ ๙ (๓๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๑๑] เราได้ฝันเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้เปล่ง
ปลั่งดังอาทิตย์อุทัย มีรัศมีรุ่งเรืองดังพระจันทร์ เป็นเชษฐบุรุษ
ของโลก ประเสริฐกว่านระ เป็นนายกของโลก กำลังเสด็จ
ดำเนินไปในละแวกป่า จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์แล้ว
ได้เข้าถึงสุคติ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด ในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการได้สัญญาใน
พระพุทธเจ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบพุทธสัญญิกเถราปทาน
๓๑๑. อรรถกถาพุทธสัญญิกเถราปทาน
อปทานที่ ๙, ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมเกสริยวรรคที่ ๓๑
หน้า 761
ข้อ 312
ปัพภารทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการชำระและตั้งหม้อน้ำ
[๓๑๒] เราได้ชำระ (กวาด ล้าง ถู) ถ้ำของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า ปิยทัสสี และได้ตั้งหม้อน้ำสำหรับฉันไว้ถวาย
แด่พระองค์ผู้คงที่.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มหามุนี ทรงพยากรณ์
เราว่า ลูกศรพันหนึ่ง ลูกคลีร้อยหนึ่ง คนถือธงสีเหลือง
ปราสาทและแก้วอันนับประมาณมิได้ จักบังเกิด ครั้นเราถวาย
ทานและการชำระถ้ำแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๓๒ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
พระนามว่า สุพุทธะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัพภารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัพภารทายกเถราปทาน
หน้า 762
ข้อ 312
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปทุมเกสริยเถราปทาน ๒. สัพพคันธิยเถราปทาน ๓. ปรมันน-
ทายกเถราปทาน ๔. ธัมมสัญญกเถราปทาน ๕. ผลทายกเถราปทาน
๖. สัมปสาทิกเถราปทาน ๗. อารามทายกเถราปทาน ๘. อนุเลปทายก-
เถราปทาน ๙. พุทธสัญญิกเถราปทาน ๑๐. ปัพภารทายกเถราปทาน
และท่านกล่าวคาถาไว้ ๕๑ คาถา.
จบปทุมเกสริยวรรคที่ ๓๑
หน้า 763
ข้อ 313, 314
อารักขทายกวรรคที่ ๓๒
อารักขทายกเถราปทานที่ ๑ (๓๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอารักขา
[๓๑๓] เราได้ให้ทำรั้วถวายแด่พระมุนี พระนามว่า ธัมมทัสสี
และได้ถวายอารักขาแด่พระองค์ผู้จอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น
ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น เราได้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอารักขทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอารักขทายกเถราปทาน
โภชนทายกเถราปทานที่ ๒ (๓๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายโภชนะ
[๓๑๔] พระชินเจ้าย่อมรุ่งโรจน์ทุกเมื่อ ดังหน่อไม้รังที่เกิดดี
เช่นไม้อัญชันกำลังขึ้นงาม เหมือนสายรุ้งในอากาศฉะนั้น.
เรามีใจผ่องใส ได้ถวายโภชนะแด่พระองค์ ผู้เป็นเทวดา
ล่วงเทวดา พระนามว่า เวสสภู ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง.
พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไร ทรงอนุโมทนาทานของ
เรานั้นว่า ผลจงเกิดแก่ท่านในภพที่เกิด.
หน้า 764
ข้อ 315
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายโภชนะ.
ในกัปที่ ๒๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระ-
องค์หนึ่ง พระนานว่า อมิตตกะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว
๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้สำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโภชนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโภชนทายกเถราปทาน
คตสัญญกเถราปทานที่ ๓ (๓๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๑๕] ในอากาศไม่มีรอยเท้า เราได้เห็นพระชินเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ เสด็จไปสู่หมู่ไตรทิพย์ทางอากาศ เรามีความปลื้มใจ
เป็นอันมาก เพราะได้เห็นจีวรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัน
สะบัดชายพลิ้วด้วยลม เท่ากับได้เห็นพระมุนีเสด็จไป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด ในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระ-
พุทธเจ้า.
หน้า 765
ข้อ 315
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบคตสัญญกเถราปทาน
อรรถกถาอารักขทายกเถราปทานที่ ๑
อปทานที่ ๑, ๒, ๓ ในอารักขทายกวรรคที่ ๓๒ มีเนื้อความ
พอจะรู้ได้ง่ายทีเดียว.
หน้า 766
ข้อ 316
สัตตปทุมิยเถราปทานที่ ๔ (๓๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๓๑๖] เราเป็นพราหมณ์นามว่า เนสาทะ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ เรา
กวาดอาศรมด้วยดอกไม้ (ดอกปทุม) มีกลีบ ๗ กลีบ ความ
ชื่นชมเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนาม
ว่า สิทธัตถะ ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ผู้เป็นนายกของโลก
กำลังเสด็จไปทางป่า.
เราต้อนรับพระสัมพุทธเจ้าผู้เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ นำพระองค์มายังอาศรมแล้ว บูชาด้วยดอกบัวอัน
สวยงาม.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๔ ครั้ง
ร่าเริงยังหนุ่มอยู่ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตปทุมิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตปทุมิยเถราปทาน
หน้า 767
ข้อ 316
๓๑๔. อรรถกถาสัตตปทุมิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชลชคฺเคหิ โอกิรึ ความว่า เราได้เอาดอกไม้ทั้งหลาย
มีดอกอุบลและดอกปทุมเป็นต้น ที่สูงสุด เกิดในน้ำมาเกลี่ยบูชาแล้วแล.
จบอรรถกถาสัตตปทุมิยเถราปทาน
หน้า 768
ข้อ 317
ปุปผาสนทายกเถราปทานที่ ๕ (๓๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้
[๓๑๗] เราได้ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ
ผู้ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ มีพระฉวีวรรณดังทองคำ พระรัศมีเปล่ง
ปลั่งดังพระจันทร์ เสด็จดำเนินอยู่ในที่ไม่ไกล.
เชิญเสด็จให้เข้ามายังอาศรมแล้ว ได้ถวายอาสนะดอกไม้
ด้วยใจอันผ่องใส ในกาลนั้น เราประนมกรอัญชลีแล้ว เกิด
ความปลื้มใจ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว น้อมกรรม
นั้นไปด้วยความปรารถนาว่า บุญกุศลอันใดมีอยู่ ที่เราได้ทำ
กะพระสยัมภูผู้ไม่แพ้อะไร ๆ ด้วยบุญกุศลทั้งปวงนั้น ขอเรา
จงเป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายอาสนะดอกไม้ ในกาล
นั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุปผาสนทายกเถราปทาน
๓๑๕. อรรถกถาปุปผาสนทายกเถราปทาน
อปทานที่ ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 769
ข้อ 318
อาสนถวิกเถราปทานที่ ๖ (๓๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
[๓๑๘] ในกาลนั้น เราเที่ยวค้นหาพระเจดีย์ อันชื่อว่า อุตตมะ
ของพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก
ในไพรวันอันเป็นป่าใหญ่.
เราออกจากป่าใหญ่ จึงได้พบพระที่นั่งทอง เราประนมกร
อัญชลีเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้นายกของ
โลก.
ครั้นสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้เป็นอัครนายกของโลก ใน
ส่วนกลางวันแล้ว มีจิตโสมนัสยินดี ได้เปล่งวาจานี้ว่า
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ผู้อุดมบุรุษ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของ
โลก ผู้ประเสริฐกว่านระ พระองค์เป็นสัพพัญญู.
ครั้นเราสรรเสริญพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ด้วยการ
ทำนิมิตกราบไหว้อาสนะแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐกว่าชน ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งการสรรเสริญ.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง
ทรงพระนามว่า อตุลยะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
หน้า 770
ข้อ 318
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอาสนถวิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอาสนถวิกเถราปทาน
๓๑๖. อรรถกถาอาสนวิกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เจติยํ อุตฺตมํ นาม สิขิโน โลกพนฺธุโน ได้แก่พระ-
เจดีย์อันชื่อว่า อุตตมะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้เป็น
เผ่าพันธุ์คือเป็นญาติของชาวโลกหมดทั้ง ๓ โลก. เชื่อมความว่า ได้มี
ในทุ่งที่ไร้ประโยชน์ คือปราศจากผู้คนสัญจรไปมา เป็นป่าใหญ่ปราศจาก
ความสับสนอลหม่านแห่งหมู่มนุษย์. บทว่า อนฺธาหิณฺฑามหํ ตทา
ความว่า ในกาลนั้น เราเป็นผู้มืดเพราะหลงทางในป่า. มิใช่มืดเพราะ
ตาบอด จึงกล่าวว่า เราเที่ยวไปค้นหาหนทางดังนี้. บทว่า ปวนา
นิกฺขมนฺเตน ความว่า เราออกจากป่าใหญ่ จึงได้พบสีหาสนะ คืออาสนะ
ชั้นยอดเยี่ยม. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า เราได้เห็นอาสนะของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สีหะ. บทว่า เอกํสํ อญฺชลึ กตฺวา
ความว่า เราทำการเฉวียงบ่าข้างหนึ่งด้านซ้าย แล้วประคองอัญชลีไว้
หน้า 771
ข้อ 318
เหนือเศียร. บทว่า สนฺถวึ โลกนายกํ ความว่า เราได้ทำการชมเชย
สรรเสริญพระผู้นำของชาวโลกพระองค์นั้น ผู้ยังชาวโลกทั้ง ๓ โลก ให้
บรรลุถึงพระนิพพานได้.
จบอรรถกถาอาสนถวิกเถราปทาน
หน้า 772
ข้อ 319
สัททสัญญกเถราปทานที่ ๗ (๓๑๗)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๑๙] พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระรูปพระโฉมสวยงามน่าดู ทรง
แสดงอมตบทอยู่ พระองค์แวดล้อมด้วยหมู่พระสาวก ประทับ
อยู่ ณ วิหารอันอุดม.
ทรงสงเคราะห์มหาชนด้วยพระวาจาอันไพเราะ ได้มีเสียง
กึกก้องแผ่ไปกว้างขวาง แผ่ไปในเทวดาและมนุษย์ เราได้
ฟังเสียงนฤโฆษแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสุรเสียงของ
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ได้
ถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นนายกของโลก.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระ-
พุทธเจ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัททสัญญกเถราปทาน
หน้า 773
ข้อ 319
๓๑๗. อรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุทสฺสโน มหาวีโร เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ ทรงมีพระรูปโฉมน่าดูสวยงาม คือน่าดูอย่างจับใจ
เพราะทรงมีพระสรีระเพียบพร้อมด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ทรงมีพระวิริยภาพมากมาย. บทว่า วสติ ฆรมุตฺตเม ความว่า ประทับ
อยู่ ณ พระวิหารอันอุดมสูงสุด.
จบอรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
หน้า 774
ข้อ 320
ติรังสิยเถราปทานที่ ๘ (๓๑๘)
ว่าด้วยผลแห่งความสรรเสริญ
[๓๒๐] ปีติเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้องอาจดังพญาราชสีห์ ประทับนั่งอยู่ ณ ระหว่าง
ภูเขา ยังทิศให้สว่างไสว ดังกองไฟที่ภูเขา และเพราะได้
เห็นแสงสว่างของพระอาทิตย์ แสงสว่างของพระจันทร์ และ
แสงสว่างของพระพุทธเจ้า.
ครั้นเราได้เห็นแสงสว่าง ๓ ประการ และเห็นพระสาวก
อันอุดมแล้ว จึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญ
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์
และพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ๓ อย่างนี้แล.
ส่องแสงสว่างในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืดของโลก
เรายกข้ออุปมาขึ้นสรรเสริญพระมหามุนี ครั้นเราสรรเสริญ
พระคุณของพระพุทธเจ้าแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด
ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
สรรเสริญ.
ในกัปที่ ๖๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง ทรงพระนามว่าญาณวระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 775
ข้อ 321
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติรังสิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
นาติรังสิยเถราปทาน
นาลิปุปผิยเถราปทานที่ ๙ (๓๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบัว ๙ ดอก
[๓๒๑] ในกาลนั้น เราเป็นชาวนาอยู่ ณ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ
ประกอบในแหล่งการงานของผู้อื่น อาศัยอาหารของผู้อื่น เรา
เที่ยวไปตามแม่น้ำสินธุ ได้เห็นพระชินเจ้าพระนามว่าสิท-
ธัตถะ กำลังประทับนั่งเข้าสมาธิอยู่ ดังดอกบัวบานฉะนั้น.
ในกาลนั้น เราจึงเด็ดดอกบัว ๗ ดอกที่ขั้วโปรยบูชาที่
พระเศียรของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์.
เราเข้าเฝ้าองค์พระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ
มีพระหฤทัยมั่นคงในการอนุกูล ยากที่จะเข้าใกล้ได้ ดังช้าง
มาตังคะตกมัน ๓ ครั้ง มีพระปัญญา ทรงอบรมอินทรีย์แล้ว
ได้ประนมกรอัญชลีถวายบังคมแด่พระศาสดา.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา.
หน้า 776
ข้อ 322
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาลิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนาลิปุปผิยเถราปทาน
กุมุทมาลิยเถราปทานที่ ๑๐ (๓๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวงโกมุท
[๓๒๒] เราได้เห็นพระมหาวีรเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ผู้ประ-
เสริฐแกล้วกล้า ทรงชนะวิเศษ แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง
องอาจดังพญาราชสีห์ ผู้ควรรับเครื่องบูชา เสด็จดำเนินอยู่ใน
ถนน เราจึงถือเอาพวงโกมุท ไปบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 777
ข้อ 322
ทราบว่า ท่านพระกุมุทมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุมุทมาลิยเถราปทาน
๓๒๐. อรรถกถากุมุทมาลิยเถราปทาน
อปทานที่ ๘, ๙, ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอารักขทายกวรรคที่ ๓๒
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อารักขทายกเถราปทาน ๒. โภชนทายกเถราปทาน ๓. คต-
สัญญกเถราปทาน ๔. สัตตปทุมิยเถราปทาน ๕. ปุปผาสนทายกเถรา-
ปทาน ๖. อาสนถวิกเถราปทาน ๗. สัททสัญญกเถราปทาน ๘. ติรัง-
สิยเถราปทาน ๙. นาลิปุปผิยเถราปทาน ๑๐. กุมุทมาลิยเถราปทาน.
มีคาถา ๕๗ คาถา.
จบอารักขทายกวรรคที่ ๓๒
หน้า 778
ข้อ 323
อุมมาปุปผิยวรรคที่ ๓๓
อุมมาปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๓๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกผักตบ
[๓๒๓] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ไม่แพ้
อะไร ๆ สูงสุดกว่านระ มีพระหทัยมั่น ไม่หวั่นไหว กำลัง
เข้าสมาธิ เราจึงได้ถือเอาดอกผักตบไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า
ดอกผักตบทั้งหมดมียอดรวมกัน มีขั้วข้างบน มีหน้าข้างล่าง
เป็นเหมือนมีจิตดี เป็นเครื่องลาดดอกไม้ ประดิษฐานอยู่ใน
อากาศ ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น เราได้เข้าถึงชั้นดุสิต.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ในกัปที่ ๕๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทรงพระนามว่า สมันตฉทนะ มี
พละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุมมาปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุมมาปุปผิยเถราปทาน
หน้า 779
ข้อ 324
ปุฬินปูชกเถราปทานที่ ๒ (๓๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยทราย
[๓๒๔] เราได้เห็นพระศาสดาผู้ประเสริฐกว่านระ สวยงามดัง
ดอกรกฟ้า องอาจเหมือนโคนิสภะและม้าอาชาไนย รุ่งเรือง
สว่างไสวดังดาวประกายพฤกษ์.
เราจึงได้ประนมกรอัญชลี ถวายบังคมแด่พระศาสดา เรา
สรรเสริญพระศาสดา ยินดีอยู่ด้วยกรรมของตน.
เรามีใจผ่องใส เอาทรายขาวบริสุทธิ์กำมือหนึ่ง ห่อพก
มาโปรยลง ที่ทางเสด็จดำเนิน ของพระศาสดา พระนามว่า
วิปัสสี ผู้แสวงหาคุณใหญ่ แต่นั้น เราเอาทรายครึ่งหนึ่ง
โปรยลงในที่พักกลางวันของพระองค์ ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้โปรยทรายใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการโปรยทราย.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุฬินปูชกเถราปทาน
หน้า 780
ข้อ 325, 326
หาสชนกเถราปทานที่ ๓ (๓๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๒๕] เราได้เห็นผ้าบังสุกุลของพระศาสดาห้อยอยู่ที่ยอดไม้
จึงประนมกรอัญชลี แล้วเปล่งวาจาดัง ๆ ความยินดีเกิดขึ้นแก่
เราเพราะได้เห็นแต่ไกล เราประนมกรอัญชลีแล้ว ยังจิตให้
เลื่อมใสโดยยิ่ง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระ-
พุทธเจ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระหาสชนกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบหาสชนกเถราปทาน
ยัญญสามิกเถราปทานที่ ๔ (๓๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๒๖] เรามีอายุได้ ๗ ปีแต่กำเนิด เป็นผู้รู้จบมนต์ ได้ดำรง
วงศ์สกุล เราตระเตรียมพิธีบูชายัญในกาลนั้น เราจะฆ่าสัตว์
หน้า 781
ข้อ 326
เลี้ยง ๘๔,๐๐๐ ตัว และให้ผูกเข้าไว้ที่หลักไม้แก่น ตระเตรียม
เพื่อประโยชน์แก่ยัญ.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ มีพระประสงค์
สำเร็จทุกอย่าง ทรงมีประโยชน์ใหญ่หลวงแก่โลก ๓ ร่าเริง
ดังปากเบ้า มีพระรัศมีสุกสกาวเช่นกับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน
ดังพระอาทิตย์อุทัย เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ.
เสด็จเข้ามาหา (เรา) แล้วได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูก่อน
กุมาร ความไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง การงดเว้นจากความ
เป็นขโมย การประพฤตินอกใจและการดื่มน้ำเมา
ความยินดีในการประพฤติสม่ำเสมอ พาหุสัจจะ และ
ความเป็นผู้กตัญญู เราชอบใจธรรมเหล่านี้ บัณฑิตพึงสรร-
เสริญทั้งในปัจจุบันและอนาคต.
ท่านเจริญธรรมเหล่านี้ ยินดีในความเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง
ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้วจงเจริญมรรคอันสูงสุด.
พระสัพพัญญูเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ตรัส
ดังนี้ ครั้นทรงพร่ำสอนเราอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่เวหาส
ไป.
เราชำระจิตให้บริสุทธิ์ก่อนแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในภาย
หลัง ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น เราได้เข้าถึงชั้นดุสิต.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เรายังจิตให้เลื่อมใสในกาลใด
ด้วยกรรมในกาลนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา
ในพระพุทธเจ้า.
หน้า 782
ข้อ 327
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระยัญญสามิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบยัญญสามิกเถราปทาน
นิมิตตสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๓๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า
[๓๒๗] เราอยู่ในอาศรมใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เราได้เห็น
กวางทองกำลังเที่ยวเดินอยู่ในไพรวัน จึงยังจิตให้เลื่อมใสใน
กวางทอง แล้วจึงระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้เจริญที่สุดในโลก
เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าเหล่าอื่น คือ พระพุทธเจ้าในอดีต
ในปัจจุบัน และในอนาคต ด้วยจิตเลื่อมใสนั้นว่า พระพุทธ-
เจ้า ๓ จำพวกนั้นย่อมไพโรจน์ ดังพญาเนื้อฉะนั้น.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย
สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระ-
พุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๒๗ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่าอรัญญสัตตะ มี
พละมาก.
หน้า 783
ข้อ 328
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิมิตตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิมิตตสัญญกเถราปทาน
อันนสังสาวกเถราปทานที่ ๖ (๓๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษา
[๓๒๘] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณดังทอง เช่น
กับแท่งทองคำอันมีค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
เสด็จดำเนินอยู่ระหว่างตลาด เราจึงนมัสการพระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีพระประสงค์สำเร็จทุกอย่าง ไม่ทรง
หวั่นไหว ไม่ทรงแพ้อะไร แล้วนิมนต์พระมหามุนีนั้นให้เสวย
โภชนาหาร ในกาลนั้น พระมุนีผู้มีพระกรุณาในโลกได้ตรัส
กะเรา เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว บันเทิงอยู่
ในสวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
หน้า 784
ข้อ 328
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอันนสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอันนสังสาวกเถราปทาน
๓๒๖. อรรถกถาอันนสังสาวกเถราปทาน
อปทานที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖ ในวรรคที่ ๓๓ มีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอันนสังสาวกเถราปทาน
หน้า 785
ข้อ 329
นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๓๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งกรรมดี
[๓๒๙] เมื่อใดเทวดาจะจุติจากหมู่เทวดา เพราะสิ้นอายุ เมื่อนั้น
เทวดาทั้งหลาย ผู้พลอยยินดี ก็เปล่งเสียง ๓ ประการว่า
ท่านผู้เจริญ ท่านจากภพนี้ จงไปสู่สุคติ สู่ความเป็นสหาย
ของมนุษย์ เป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาอันยอดเยี่ยมใน
พระสัทธรรม.
ศรัทธาของท่านตั้งมั่นแล้ว จะเกิดเป็นมูลเค้าเป็นที่พึ่ง
จงมั่นคงในพระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศดีแล้ว
ตลอดชีวิต.
จงทำกุศลด้วยกาย จงทำกุศลด้วยวาจา จงทำกุศลด้วยใจ
ให้มาก จงทำความไม่เบียดเบียน จงทำความไม่มีอุปธิ.
จงทำบุญให้ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการให้ทานให้มาก จง
ชักชวนผู้อื่นให้ตั้งมั่นในพรหมจรรย์ อันเป็นสัทธรรมอย่าง
ประเสริฐ.
หมู่เทวดาย่อมอนุโมทนากะเทวดาผู้จุติ ด้วยความ
อนุเคราะห์นี้ สั่งว่า จงมาบ่อย ๆ นะเทวดา ดังท่านผู้รู้แจ้ง
อนุโมทนากะพระพุทธเจ้าฉะนั้น.
ในกาลนั้น เมื่อหมู่เทวดามาประชุมกัน ข้าพระองค์เกิด
ความสลดใจว่า เราจุติจากภพนี้แล้ว จักไปสู่กำเนิดอะไรหนอ.
หน้า 786
ข้อ 329
พระสมณะ ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ท่านมีนามชื่อว่า
สุมนะ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ รู้
ความสลดใจของข้าพระองค์ ประสงค์จะช่วยเหลือ จึงมาสู่
สำนักของข้าพระองค์ พร่ำสอนอรรถธรรมแล้ว ยัง
ข้าพระองค์ให้สังเวชในกาลนั้น.
จบภาณวารที่ ๑๒
ข้าพระองค์ฟังคำของท่านแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระ-
พุทธเจ้า อภิวาทท่านผู้เป็นนักปราชญ์แล้ว ทำกาลกิริยา
ณ ที่นั้น.
ข้าพระองค์นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว อุบัติในภพนั้นแล
อยู่ในครรภ์มารดา ทรงอยู่ในครรภ์มารดาอีก.
ข้าพระองค์จุติจากกายนั้นแล้ว ได้อุบัติในไตรทศ (ดาว-
ดึงส์) ในเวลานี้ ข้าพระองค์ไม่เห็นความโทมนัสในกาลนั้น
เลย.
ข้าพระองค์เคลื่อนจากดาวดึงส์แล้ว ลงสู่ครรภ์มารดา
ออกจากครรภ์มารดาแล้ว ไม่รู้ทุกข์อะไร ๆ.
ข้าพระองค์มีอายุ ๗ ปีแต่กำเนิด ได้เข้าสู่อารามของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ผู้คงที่.
ได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ทำตามคำสอนของพระศาสดา ใน
ศาสนาอันเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากนั้น.
หน้า 787
ข้อ 329
พระนครชื่อว่า สาวัตถี พระเจ้าโกศลเป็นใหญ่ในนครนั้น
พระองค์เสด็จไปสู่โพธิพฤกษ์ อันอุดม ด้วยรถเทียมด้วย
ช้างพลาย.
ข้าพระองค์เห็นช้างพลายของพระเจ้าโกศลนั้นแล้ว ระลึก
ถึงบุรพกรรม ประนมกรอัญชลีแล้ว ได้ไปสู่ที่ประชุม.
ข้าพระองค์มีอายุ ๗ ปีแต่กำเนิด ได้บวชเป็นบรรพชิต
พระเถระชื่ออานนท์ เป็นพระสาวกอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า.
ท่านมีคติ มีธิติ มีสติ เป็นพหูสูต มีความรุ่งเรืองมาก
ยังจิตของพระราชาให้ทรงเลื่อมใสส่งกลับไป.
ข้าพระองค์ได้ฟังธรรมของท่านพระอานนท์แล้ว ระลึกถึง
บุรพกรรมอยู่ในที่นั้นเอง ได้บรรลุอรหัต.
ข้าพระองค์ห่มจีวรเฉวียงบ่า ประนมกรอัญชลีบนเศียร
เกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เปล่งวาจานี้.
ข้าพระองค์ถือเอาดอกไม้ย่างทราย ไปวางไว้ที่อาสนะทอง
ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่.
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ละความชนะและความ
แพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๒๕,๐๐๐ (แต่กัปนี้) ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
จอมกษัตริย์ ๘ ครั้ง ซึ่งมีพระชนมายุยืนยาวถึงอัพพุทะก็มี
หน้า 788
ข้อ 329
ถึงนิรัพพุทะก็มี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิคคุณฑิปปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน
๓๒๗. อรรถกถานิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมยํ อคมาสหํ ความว่า เราได้ไปหาหมู่เพื่อสมาคมกัน
บทว่า อพฺพุทนิรพฺพุทานิ ความว่า ใน ๒๕,๐๐๐ กัป (แต่กัปนี้ไป)
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์กัปละ ๘ ครั้ง ซึ่งมีพระชนมายุมาก
ถึงอัพพุทะก็มี นิรัพพุทะก็มี ตามอายุ เพราะท่านได้กล่าวไว้ว่า ๑๐๐ แสน
ปโกฏิ เป็น ๑ อัพพุทะ, ๑๐๐ แสนอัพพุทะเป็น ๑ นิรัพพุทะ ดังนี้.
จบอรรถกถานิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 789
ข้อ 330
สุมนาเวฬิยเถราปทานที่ ๘ (๓๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวกมาลัยดอกมะลิ
[๓๓๐] ชนทั้งปวงมาประชุมกันทำการบูชาใหญ่ แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า เวสสภู ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่.
ในกาลนั้นเราใส่ก้อนปูนขาวแล้ว รางพวงมาลัยดอกมะลิ
ไว้บูชา ข้างหน้าแห่งอาสนะทอง.
ชนทั้งปวงมามุงดูดอกไม้อันอุดม ด้วยดำริว่า ใครบูชา
ดอกไม้นี้แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่.
เราได้เข้าถึงชั้นนิมมานรดี เพราะจิตอันเลื่อมใสนั้น ได้
เสวยกรรมของตน ที่ตนทำไว้ดีในกาลก่อน.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ย่อมเป็นที่รักของปวงชน นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้.
เราไม่รู้จักทุคติด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจเลย เรา
ทำการบำรุงแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ.
ด้วยความประพฤติชอบนั้น และด้วยการตั้งจิตมั่น เรา
เป็นผู้ที่รักของปวงชนบูชา นี้เป็นผลแห่งการไม่ด่า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
หน้า 790
ข้อ 331
ในกัปที่ ๑๑แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์
ทรงพระนามว่า สหัสสาระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนาเวฬิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุมนาเวฬิยเถราปทาน
ปุปผฉัตติยเถรปาทานที่ ๙ (๓๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยฉัตรดอกบัว
[๓๓๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ เชษฐ-
บุรุษของโลก ผู้คงที่ ทรงประกาศสัจจะ ยังสัตว์ทั้งหลาย
ให้ดับอยู่.
เรานำดอกบัวซึ่งเกิดในน้ำ เป็นที่รื่นรมย์ใจ มาทำเป็นฉัตร
ดอกไม้ บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
พระศาสดาพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงรู้แจ้งโลก เป็น
ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่ ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์
ได้ตรัสคาถานี้ว่า
ผู้ใดยังจิตให้เลื่อมใส ได้กั้นฉัตรดอกไม้ให้เรา ด้วยความ
หน้า 791
ข้อ 331
เลื่อมใสแห่งจิตนั้น จะไม่ไปสู่ทุคติเลย.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้เป็นนายกของ
โลก ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงส่งบริษัทไปแล้ว เสด็จเหาะขึ้น
นภากาศ.
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านระ เสด็จลุกขึ้น แม้
ฉัตรขาวก็ตั้งขึ้น ฉัตรอันอุดมไปข้างหน้าแห่งพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุด.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยฉัตรใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้าด้วยฉัตรดอกไม้.
ในกัปที่ ๗๔ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง
ทรงมีพระนามว่า ชลสิขะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุปผฉัตติยเถราปทาน
หน้า 792
ข้อ 332
สปริวารฉัตตทายกเถราปทานที่ ๑๐(๓๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายฉัตร
[๓๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้ง
โลก สมควรรับเครื่องบูชา ทรงยังฝนคือธรรมให้ตกอยู่
เหมือนน้ำฝนในอากาศ.
ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงแสดง
อมตบทอยู่ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วได้ไปสู่เรือนของตน.
ข้าพระองค์ถือเอาฉัตรที่ประดับแล้ว เข้าไปเฝ้าพระสัม-
พุทธเจ้าผู้อุดมกว่านระ ข้าพระองค์มีจิตโสมนัสยินดีโยนฉัตร
ขึ้นไปบนอากาศ.
พระสาวกผู้อุดมฝึกตนแล้ว เสมือนยานที่สงเคราะห์ดีแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ตั้งฉัตรไว้เหนือพระเศียร.
พระพุทธเจ้าผู้อนุเคราะห์ กอปรด้วยพระกรุณา อัครนายก
ของโลก ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดถวายฉัตรอันประดับแล้วเป็นที่รื่นรมย์ใจนี้ ด้วยจิตที่
เลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติเลย.
จักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดา ๗ ครั้ง และจักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๓๒ ครั้ง.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่า โคดม
ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
หน้า 793
ข้อ 332
ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น อันธรรมนิรมิต จักรู้ทั่วถึงพระดำรัสที่พระพุทธเจ้า-
เปล่งเป็นอาสภิวาจา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้
ไม่มีอาสวะ นิพพาน ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ยัง
ความยินดีให้เกิดโดยยิ่ง.
ข้าพระองค์ละกำเนิดมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่กำเนิดทิพย์
วิมานของข้าพระองค์สวยงาม สูงเยี่ยม เป็นที่รื่นรมย์ใจ.
เมื่อข้าพระองค์ออกจากวิมาน เทวดาทั้งหลายย่อมกั้นฉัตร
ขาวให้ ข้าพระองค์กลับได้สัญญาในกาลนั้น นี้เป็นผลแห่ง
บุรพกรรม.
ข้าพระองค์จุติจากเทวโลกแล้ว ได้มาสู่ความเป็นมนุษย์
ในกัปที่ ๗๐๐ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
๓๖ ครั้ง
จุติจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่ไตรทศบุรี ท่องเที่ยวไปโดย
ลำดับแล้ว ได้มาสู่ความเป็นมนุษย์อีก.
ชนทั้งหลายได้กั้นฉัตรขาวให้ข้าพระองค์ผู้ลงสู่ครรภ์มารดา
ข้าพระองค์มีอายุ ๗ ปี แต่กำเนิด ออกบวชเป็นบรรพชิต.
พราหมณ์มีนามว่า สุนันทะ รู้จบมนต์ เขาได้ถือเอา
ฉัตรมีสีดังแก้วผลึกมาถวายแก่พระอัครสาวก.
พระสารีบุตรมหาวีระ ผู้มีวาจาน่าบูชา อนุโมทนา
ข้าพระองค์ฟังอนุโมทนาของท่านแล้วระลึกถึงบุรพกรรมได้.
จึงประนมกรอัญชลี ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ระลึกถึง
หน้า 794
ข้อ 332
กรรมเก่าได้แล้ว ได้บรรลุถึงพระอรหัต.
ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร ถวาย
บังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เปล่งวาจานี้ว่า
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายฉัตรอันวิจิตร
ประดับสวยงามแด่พระพุทธเจ้า ผู้ยอดเยี่ยมในโลก พระนาม
ว่า ปทุมตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา.
พระสยัมภูอัครบุคคล ทรงรับฉัตรอันวิจิตรตกแต่งดีแล้ว
ที่ข้าพระองค์ถวายแด่พระองค์ ด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง.
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรมเจ้า โอ ความถึงพร้อม
แห่งพระศาสดา ได้มีแก่ข้าพระองค์ ด้วยการถวายฉัตรคันหนึ่ง
ข้าพระองค์ไม่เข้าถึงทุคติเลย.
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้
แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่แล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสปริวารฉัตตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
หน้า 795
ข้อ 332
๓๓๐. อรรถกถาปริวารฉัตตทายกเถราปทานที่ ๑๐ เป็นต้น
อปทานที่ ๘, ๙, ๑๐ มีเนื้อความปรากฏชัดดีแล้วทีเดียวแล.
จบอรรถกถาอุมมาปุปผิยวรรคที่ ๓๓
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุมมาปุปผิยเถราปทาน ๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน ๓. หาสชนก-
เถราปทาน ๔. ยัญญสามิกเถราปทาน ๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน
๖. อันนสังสาวกเถราปทาน ๗. นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน ๘.สุมนาเวฬิย-
เถราปทาน ๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน ๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
มีคาถา ๑๐๗ คาถา.
จบอุมมาปุปผิยวรรคที่ ๓๓
หน้า 796
ข้อ 333
คันโธทกวรรคที่ ๓๔
คันธธูปิยเถราปทานที่ ๑ (๓๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธูปหอม
[๓๓๓] เราได้ถวายธูปหอมอันหุ้มด้วยดอกมะลิ สมควรแก่
พระพุทธเจ้า แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ.
เราได้เห็นพระพุทธเจ้า เช่นกับแท่งทองคำอันมีค่า อัคร-
นายกของโลก รุ่งเรืองดังดอกอุบลเขียว เหมือนดวงไฟใหญ่.
องอาจยิ่งดังเสือโคร่ง มีสกุลดังไกรสรราชสีห์ เลิศกว่า
สมณะทั้งหลาย ประทับนั่ง แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ประนมกรอัญชลี ถวายบังคม
แทบบาทพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายธูปหอมใด ในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ธูปหอม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธธูปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันธธูปิยเถราปทาน
หน้า 797
ข้อ 334
อุทกปูชกเถราปทานที่ ๒ (๓๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ
[๓๓๔] ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีรรณดังทอง
เสด็จไปในอากาศ เหมือนดังไฟลุกโพลง เหมือนดวง
อาทิตย์.
ข้าพระองค์จึงเอาฝ่ามือกอบน้ำโยนขึ้นไปในอากาศ พระ-
พุทธเจ้าผู้มหาวีระ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา เป็นฤาษี
ทรงรับแล้ว.
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ประทับยืนอยู่ในอากาศ
ทรงทราบความดำริของข้าพระองค์ จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ด้วยการถวายน้ำ และด้วยการยังปีติให้เกิดขึ้น ท่าน
จะไม่ต้องเข้าถึงทุคติเลย แม้ตลอดแสนกัป.
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ละความชนะและแพ้แล้ว
บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่ ๖๕๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้ง มีพระ-
นามว่า สหัสสราช มีสมุทรสาครสี่เป็นที่สุด เป็นใหญ่กว่าชน.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 798
ข้อ 335
ทราบว่า ท่านพระอุทกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุทกปูชกเถราปทาน
ปุนนาคปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๓๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบุนนาค
[๓๓๕] เราเป็นพรานเข้าไป (หยั่งลง) ยังป่าใหญ่ เราได้พบต้น
บุนนาคมีดอกบาน จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ได้เลือกเก็บดอกบุนนาคนั้น เอาแต่ที่มีกลิ่นหอมสวยงาม
แล้วก่อสถูปบนเนินทราย บูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์
หนึ่งทรงพระนามว่า ตโมนุทะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพละมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 799
ข้อ 336
ทราบว่า ท่านพระปุนนาคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุนนาคปุปผิยเถราปทาน
เอกทุสสทายกเถราปทานที่ ๕ (๓๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าผืนเดียว
[๓๓๖] เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าขาย อยู่ในพระนครหังสวดี เลี้ยง
ชีวิตและเลี้ยงภรรยาด้วยการเกี่ยวหญ้าขายนั้น.
พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นทำลายความมืดมนให้พินาศ.
ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในเรือนของตน คิดอย่างนี้ว่า พระ-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว แต่ไทยธรรมของเราไม่มี.
เรามีแต่ผ้าสาฎกผืนเดียวนี้ ไม่มีใครให้ ( อะไร ) แก่เรา
การถูกต้องนรกเป็นทุกข์ เราจักปลูกฝังทักษิณาทาน.
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใส ได้ถือ
เอาผ้าสาฎกผืนเดียว ไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ครั้นถวายผ้าผืนหนึ่งแล้ว ได้ประกาศก้องขึ้นว่า ข้าแต่
พระมหามุนีวีรเจ้า ถ้าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ขอได้ทรง
โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ข้ามฝั่งได้เถิด.
หน้า 800
ข้อ 336
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระทรงรู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา เมื่อทรงสรรเสริญทานของเรา ได้ทรงทำอนุ-
โมทนาแก่เราว่า
ด้วย (การถวาย) ผ้าสาฎกผืนเดียวนี้ และด้วยการตั้งจิต
มั่น ผู้นี้จะไม่ไปสู่ทุคติเลยตลอดแสนกัป.
จักได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพ ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิราช ๓๓ครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ ท่านเมื่อท่องเที่ยวอยู่ ในเทวโลกหรือใน
มนุษยโลก จักเป็นผู้มีรูปงาม สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ มีกายน่า
ใคร่ยิ่งนัก ผ้าอันหาประมาณมิได้ จักมีตามความปรารถนา.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนักปราชญ์
ครั้นตรัสดังนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่นภากาศ ดังพระยาหงส์
ในอัมพร.
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายผ้าสาฎกผืนเดียว.
ผ้าย่อมบังเกิดแก่เราสำหรับรองเท้าทุก ๆ ย่าง เราประ-
ดิษฐานอยู่บนผ้า ผ้าเป็นหลังคาอยู่เบื้องบนเรา.
วันนี้ ถ้าเราปรารถนาจะถือเอาจักรวาลพร้อมทั้งป่า พร้อม
ทั้งภูเขา ก็พึงปกปิดด้วยผ้าทั้งหลายได้.
ด้วย (การถวาย) ผ้าสาฎกผืนเดียวนั้นนั่นแล เมื่อเรา
ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง
หน้า 801
ข้อ 337
ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่.
ผลแห่งผ้าผืนเดียว ไม่ถึงความสิ้นไปในที่ไหน ๆ ชาตินี้
เป็นชาติที่สุดของเรา ผ้าย่อมให้ผลแก่เราแม้ในชาตินี้.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้าสาฎก
ผืนเดียว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกขาดดังช้างตัดเชือกแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณสมบัติเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกทุสสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกทุสสทายกเถราปทาน
ผุสสิตกัมมิยเถราปทานที่ ๕ (๓๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งการตักน้ำในบึงถวาย
[๓๓๗] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เชษฐ-
บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ พร้อมด้วยพระขีณาสพ
ทั้งหลาย ประทับอยู่ ณ สังฆาราม.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก
หน้า 802
ข้อ 337
พระองค์เสด็จออกจากประตูอาราม พร้อมด้วยพระขีณาสพ
๘ แสน.
เรานุ่งหนังสัตว์ และห่มผ้าเปลือกไม้กรอง ตักเอาน้ำ
ในบึงแล้ว เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า.
ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เกิดโสมนัส ประนมกรอัญชลี
ตักเอาน้ำในบึงไปประพรมพระพุทธเจ้า.
ด้วยกรรมนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตะ
ผู้อุดม ทรงสรรเสริญกรรมของเราแล้ว ได้เสด็จไปตามพระ-
ประสงค์.
เราได้บูชาพระชินเจ้าด้วยน้ำอันกำหนดว่า ๕,๐๐๐ หยด
เราได้เสวยเทวรัชสมบัติเพราะน้ำ ๒,๕๐๐ หยด.
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเพราะน้ำ ๒,๕๐๐ หยด เราได้
บรรลุอรหัตด้วยกรรมที่เหลือ.
เมื่อใด เราเป็นท้าวเทวราช เมื่อใด เราได้เป็นอธิบดีของ
มนุษย์ ชื่อว่า ผุสสิตะ นั้นแลเป็นชื่อของเรา.
เมื่อเราเป็นเทวดาหรือแม้เป็นมนุษย์ เมล็ดฝนย่อมตก
โดยรอบข้างละวา.
เราถอนภพทั้งหลายขึ้นได้แล้ว เผากิเลสทั้งหลายเสียแล้ว
เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว นี้เป็นผลแห่งหยาดน้ำฝน.
น้ำฝนของเรามีกลิ่นเสมือนกลิ่นจันทน์ กลิ่นย่อมฟุ้งไป
เหมือนอย่างนั้น กลิ่นหอมซ่านออกจากสรีระของเรา ฟุ้งไป
๒๕๐ ชั่วธนู.
หน้า 803
ข้อ 338
ชนทั้งหลายสูดกลิ่นหอมอบอวลอันประกอบด้วยบุญกรรม
แล้ว ย่อมรู้ทันทีว่า พระเจ้าผุสสะเสด็จมา ณ ที่นี้.
กิ่งไม้ ใบไม้ ท่อนไม้ และแม้หญ้า ทุกชนิด (ดังจะ)
รู้ความดำริของเรา ย่อมสำเร็จเป็นกลิ่นหอมทันที.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วยไม้จันทน์ ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย
หยาดน้ำ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผัสสิตกัมมิยเถระได้กล่าวคาถานี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบผุสสิตกัมมิยเถราปทาน
ปภังกรเถราปทานที่ ๖ (๓๓๖)
ว่าด้วยผลแห่งการชำระพระสถูป
[๓๓๘] พระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ
เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ มีอยู่ในป่าชัฏ อันเกลื่อนกล่นด้วย
เนื้อร้าย.
ใคร ๆ ไม่อาจจะไปเพื่อกราบไหว้พระเจดีย์ พระเจดีย์
อันหญ้าต้นและเถาวัลย์ปกคลุม หักพัง.
ในกาลนั้น เราเป็นคนทำการงานในป่า ด้วยการงานของ
หน้า 804
ข้อ 338
บิดาและปู่ เราได้เห็นพระสถูปอันหักพัง หญ้าและเถาวัลย์
ปกคลุมในป่าใหญ่.
ครั้นได้เห็นพระสถูปแห่งพระพุทธเจ้าแล้ว ตั้งจิตเคารพ
ไว้ว่า พระสถูปนี้แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หักพังอยู่
ในป่า.
พระสถูปไม่มีอะไรบังแดดฝน ไม่สมควรแก่คนที่รู้คุณ
และมิใช่คุณ เราได้แผ้วถางพระสถูปแห่งพระพุทธเจ้าแล้ว
จึงจะประกอบการงานอื่น.
ครั้นเราแผ้วถางหญ้าต้นไม้และเถาวัลย์ที่พระเจดีย์ ไหว้
ครบ ๘ ครั้งแล้ว กลับไปยังที่อยู่ของตน ด้วยกรรมที่เราทำดี
แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนามั่น เราละกายมนุษย์แล้ว ได้
ไปสู่ชั้นดาวดึงส์.
วิมานทองอันบุญกรรมทำไว้ในชั้นดาวดึงส์นั้น สวยงาม
เลื่อมประภัสสร สูง ๖ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์.
เราได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง และได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง.
ครั้งเมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมได้โภค-
สมบัติมาก ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่เราเลย นี้เป็น
ผลแห่งการแผ้วถาง
เมื่อเราไปในป่าใหญ่ด้วยคานหามหรือด้วยคอช้าง เรา
ไปสู่ทิศใด ๆ ในทิศนั้น ๆ ป่าย่อมสำเร็จเป็นที่พึ่งพักได้.
หน้า 805
ข้อ 338
เราไม่เห็นตอหรือแม้หนามด้วยจักษุเลย เราประกอบด้วย
บุญกรรม บุญกรรมย่อมนำปราศไปเอง.
โรคเรื้อน ฝี กลาก โรคลมบ้าหมู่ คุดทะราด หิดเปื่อย
และหิดด้าน ไม่มีแก่เรา นี้เป็นผลแห่งการแผ้วถาง.
เพราะเราแผ้วถางที่พระสถูปพระพุทธเจ้า ความอัศจรรย์
อย่างอื่นยังมีอีก เราไม่รู้สึกว่า ต่อมฝีมีหยาดน้ำเหลืองเกิด
ในกายของเราเลย เพราะเราแผ้วถางที่พระสถูปพระพุทธเจ้า.
ความอัศจรรย์อย่างอื่นยังมีอีก เราได้ท่องเที่ยวอยู่ในภพ
๒ ภพ คือ ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์.
เพราะเราแผ้วถางที่พระสถูปพระพุทธเจ้า ความอัศจรรย์
อย่างอื่นยังมีอีก เราเป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง เป็นผู้มีรัศมี
ในที่ทั้งปวง.
เพราะเราแผ้วถางที่พระสถูปพระพุทธเจ้า ความอัศจรรย์
อย่างอื่นยังมีอีก สิ่งที่ไม่ชอบใจไม่มี สิ่งที่ชอบใจเข้ามาตั้งไว้.
เพราะเราแผ้วถางที่พระสถูปพระพุทธเจ้า ความอัศจรรย์
อย่างอื่นยังมีอีก เรานั่งบนอาสนะเดียว ได้บรรลุอรหัต.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการแผ้วถาง.
หน้า 806
ข้อ 339
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปภังกรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปภังกรเถราปทาน
ติณกุฏิทายกเถราปทานที่ ๗ (๓๓๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกุฎีหญ้า
[๓๓๙] เราเป็นคนรับจ้างทำการงานของคนอื่น ขวนขวาย
ในทางเกิดการงานของคนอื่น อาศัยอาหารของผู้อื่น อยู่ใน
นครพันธุมดี.
ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในที่ลับแล้ว คิดอย่างนี้ว่า พระ-
พุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่การก่อสร้างบุญกุศล
ของเราไม่มี.
บัดนี้เป็นเวลาสมควรที่เราจะชำระคติ ถึงเวลาของเราแล้ว
การถูกต้องนรกเป็นทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีบุญเป็นแน่แท้.
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปหาเจ้าของงาน ขอหยุด
การงานวันหนึ่ง แล้วเข้าป่าใหญ่.
ในกาลนั้น เราขนเอาหญ้า ไม้และเถาวัลย์มาแล้ว ตั้ง
เสาไม้ขึ้น ๓ ต้น ได้สร้างเป็นกุฎีหญ้า.
หน้า 807
ข้อ 339
เราได้มอบถวายกุฎีนั้นเพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ แล้วกลับ
มาหาเจ้าของการงานในวันนั้นนั่นแล.
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น เราได้ไปสู่ดาวดึงส์ วิมาน
อันบุญกรรมสร้างให้แก่เราอย่างดีในดาวดึงส์นั้น นิรมิตให้
เพราะกุฎีหญ้า.
เครื่องประดับพันหนึ่ง ลูกคลีหนัง ๑๐๐ ลูก ธงสีเขียว
พวงดอกไม้แสนพวง ปรากฏอยู่ในวิมานของเรา.
เราอุบัติ ณ กำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์
ในกำเนิดนั้น ๆ ปราสาท (ดังจะ) รู้ความดำริของเรา ผุดขึ้น
ตั้งอยู่.
ความกลัว ความครั่นคร้าม หรือขนลุกชูชัน ย่อมไม่มี
แก่เรา เราไม่รู้สึกความสะดุ้งหวาดเสียวเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายกุฎีหญ้า.
ราชสีห์ เสื่อโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า และเสือดาว
ทั้งปวง ย่อมละเว้นเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎีหญ้า.
สัตว์เสือกคลาน ภูตผี ปีศาจ งู กุมภัณฑ์ และผีเสื้อยักษ์
แม้เหล่านั้น ก็ย่อมละเว้นเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎีหญ้า.
เราระลึกไม่ได้ว่า ได้ฝันเห็นลามกเลย สติของเราตั้งมั่น
นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎีหญ้า.
เราได้เสวยสมบัติ เพราะการถวายกุฎีหญ้านั้นแล้ว ได้
กระทำธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดม ให้
แจ้งชัดแล้ว.
หน้า 808
ข้อ 340
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎีหญ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณกุฏิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณกุฏิทายกเถราปทาน
อุตตเรยยทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๓๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้า
[๓๔๐] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์
รู้จบไตรเพท อยู่ในนครหังสวดี.
เวลานั้น เราแวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตน เป็นคนมี
ตระกูล ศึกษาดี ออกไปจากนคร เพื่อต้องการจะรดน้ำ.
พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลภ ทรงรู้
จบมนต์ทั้งปวง เสด็จเข้ามายังพระนคร พร้อมกับพระขีณาสพ
หลายพัน.
เราเห็นพระองค์มีพระรูปงามยิ่งนัก ไม่หวั่นไหวเหมือนเขา
ทำ (หล่อ) ไว้ แวดล้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้นแล้ว
ได้ยังจิตให้เลื่อมใส เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส.
หน้า 809
ข้อ 340
ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า นมัสการพระองค์ผู้มีวัตร
อันงาม ได้ถวายผ้าห่ม เราประคองผ้าสาฎกด้วยมือทั้งสอง
แล้วยกขึ้น ผ้าสาฎกปกปิด (บังแดดฝน) ตลอดทั่วพุทธ-
บริษัท.
เมื่อหมู่ภิกษุเป็นต้น เป็นอันมาก เที่ยวจาริกไปบิณฑบาต
เวลานั้น ผ้าสาฎกได้กั้นเป็นหลังคายังเราให้เกิดโสมนัส.
เมื่อหมู่ภิกษุเป็นต้นจะออกจากเรือน พระศาสดาผู้สยัมภู
เป็นบุคคลผู้เลิศ ประทับยืนอยู่ที่ถนน ได้ทรงทำอนุโมทนาว่า
ผู้ใดมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายผ้าสาฎกแก่เรา เรา
จักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป จักเป็น
จอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐ ครั้ง.
เมื่อเขาผู้พร้อมพรั่งด้วยบุญกรรม อยู่ในเทวโลก จักมีผ้า
เป็นหลังคาบังแดดฝนตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ.
และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๖ ครั้ง จักได้เป็น
พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณนานับมิได้.
เมื่อเขาผู้พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม ท่องเที่ยวอยู่ในภพ สิ่ง
ที่เขาปรารถนาด้วยใจทุกอย่าง จักบังเกิดขึ้นทันที.
คนผู้นี้จักได้ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ (ผ้าป่าน)
ผ้าฝ้าย และผ้าทั้งหลายอันมีค่ามาก คนผู้นี้จักได้สิ่งที่ตน
ปรารถนาด้วยใจทุกอย่าง จักเสวยวิบากแห่งผ้าผืนเดียว ใน
กาลทุกเมื่อ.
หน้า 810
ข้อ 340
ภายหลัง เขาอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักบวช จักกระทำ
ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดม ให้แจ้งชัด.
โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้วแด่พระสัมพุทธเจ้า เราได้
บรรลุอมฤตบท เพราะได้ถวายผ้าสาฎกผืนเดียว ผ้าเป็น
หลังคากันแดดฝนให้แก่เรา ผู้อยู่ในมณฑป ที่โคนไม้ หรือ
ในเรือนว่าง โดยรอบข้างละวา.
เรานุ่งห่มปัจจัย คือจีวรอันไม่ได้ทำวิญญัติ และได้ข้าว
และน้ำ นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้าห่ม.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุตตเรยยทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุตตเรยยทายกเถราปทาน
หน้า 811
ข้อ 341
ธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๙ (๓๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรม
[๓๔๑] พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
ทรงประกาศสัจจะ ๔ ยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น (ทุกข์)
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอันสูงเด่น สลัดผ้าเปลือกไม้
กรอง (ผ้าคากรอง) เหาะไปในอัมพรในบัดนั้น.
แต่เราไม่อาจจะไปในเบื้องบนแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุดได้ เวลานั้น เราเป็นเหมือนนกกระทบหินไปไม่ได้.
ความเป็นไปที่ผิดแปลกเช่นนี้ ไม่เคยมีแก่เราเลย เรา
เหาะไปในอัมพร เหมือนดังหลังคาไปในน้ำ.
ก็มนุษย์ซึ่งเป็นผู้ประเสริฐ จักมีอยู่ภายใต้นี้กระมังหนอ
ถ้าเช่นนั้น เราจักค้นหาเขา บางทีจะพึงได้ประโยชน์บ้าง.
เมื่อเราลงจากอากาศ ได้ฟังเสียงของพระศาสดาซึ่งกำลัง
ตรัสอนิจจตาอยู่ เราจึงเรียนอนิจจตานั้นในขณะนั้น.
ครั้นเรียนอนิจจสัญญาแล้ว ได้กลับไปสู่อาศรมของเรา
เราอยู่ตลอดกำหนดอายุแล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
เมื่อภพที่สุดยังเป็นไปอยู่ เราระลึกถึงการฟังธรรมนั้นได้
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น เราไปสู่ดาวดึงส์.
เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป ได้เสวยรัช-
สมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง.
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณนานับมิได้.
หน้า 812
ข้อ 341
พระสมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งบนเรือนของบิดา
แสดงคาถาเปล่งวาจาถึงความไม่เที่ยง.
เราระลึกถึงสัญญานั้นได้ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่
ยังไม่ได้แทงตลอดซึ่งที่สุด คือนิพพานอันเป็นบทไม่เคลื่อน.
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป
เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น
สงบระงับเป็นสุข.
เราระลึกถึงบุรพกรรมได้ พร้อมกับได้ฟังคาถา เรานั่งอยู่
บนอาสนะเดียวนั่นเอง ได้บรรลุพระอรหัต.
เรามีอายุ ๗ ปีแต่กำเนิด ได้บรรลุพระอรหัต พระพุทธเจ้า
ผู้มีพระจักษุทรงรู้คุณแล้ว ให้เราอุปสมบท.
กิจอะไรที่เราพึงทำในวันนี้ ในศาสนาของพระศากยบุตร
เรายังเป็นเด็กอยู่เทียว ได้ทำกิจที่พึงทำนั้นสำเร็จแล้ว.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลเพราะการฟังธรรม.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธัมมสวนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบธัมมสวนิยเถราปทาน
หน้า 813
ข้อ 342
อุกขิตตปทุมิยเถราปทานที่ ๑๐ (๓๔๐)
ว่าด้วยผลแห่งดอกปทุมดอกเดียว
[๓๔๒] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่ในพระนครหังสวดี
เราลงสู่สระปทุมเลือกเก็บดอกบัวอยู่.
พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
เป็นอุดมบุรุษ ทรงแสวงหาความเจริญแก่เรา จึงเสด็จมา
พร้อมด้วยพระขีณาสพตั้งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่
บริสุทธิ์ ได้อภิญญา ๖ เพ่งฌาน.
เราได้เห็นพระสยัมภู ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนายก
ของโลก จึงเก็บดอกบัวที่ก้านแล้วโยนขึ้นไป [ บูชา ] ใน
อากาศ.
ในขณะนั้น [ด้วยเปล่งวาจาว่า] ข้าแต่พระธีรเจ้า ถ้าพระ-
องค์เป็นพระพุทธเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระไซร้
ขอดอกบัวจงไปตั้งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้าเองเถิด.
พระมหาวีรเจ้า เชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ
ทรงอธิษฐานแล้ว ดอกบัวเหล่านั้นได้ตั้งอยู่เหนือพระเศียรด้วย
พระพุทธานุภาพ.
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำมาแล้วนั้น และด้วยการตั้งจิตมั่น
เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ชั้นดาวดึงส์.
ในชั้นดาวดึงส์นั้น วิมานของเราบุญกรรมสร้างให้อย่าง
สวยงาม เรียกชื่อว่า สัตตปัตตะ สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง
๓๐ โยชน์.
หน้า 814
ข้อ 342
เราได้เป็นจอมเทวดา เสวยรัชสมบัติ ในเทวโลกพันครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง.
และเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับ
มิได้ เราเสวยกรรมของตนที่ทำไว้ดีแล้วในปางก่อน.
ด้วยดอกปทุมดอกเดียวนั้นแล เราได้เสวยสมบดีแล้ว ได้
กระทำธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดม ให้
แจ้งชัดแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว เรา
ตัดกิเลสเครื่องผูกขาดเหมือนช้างตัดเชือกได้แล้ว ไม่มีอาสวะ
อยู่.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอก
ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
ดอกปทุมดอกเดียว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุกขิตตปทุมิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุกขิตตปทุมิยเถราปทาน
หน้า 815
ข้อ 342
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. คันธธูปิยเถราปทาน ๒. อุทกปูชกเถราปทาน ๓. ปุนนาค-
ปุปผิยเถราปทาน ๔. เอกทุสสทายกเถราปทาน ๕. ผุสสิตกัมมิยเถราปทาน
๖. ปภังกรเถราปทาน ๗. ติณกุฎิทายกเถราปทาน ๘. อุตตเรยยทายก-
เถราปทาน ๙. ธัมมสวนิยเถราปทาน ๑๐. อุกชิตตปทุมิยเถราปทาน
ท่านรวบรวมคาถาทั้งหมดได้ ๑๔๘ คาถา.
จบคันโธทกวรรคที่ ๓๔
หน้า 816
ข้อ 343
เอกปทุมวรรคที่ ๓๕
เอกปทุมิยเถราปทานที่ ๑ (๓๔๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกบัว
[๓๔๓] พระชินเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรม
ทั้งปวง ทรงทำให้แจ้งซึ่งภพน้อยภพใหญ่ ทรงยังประชุมชน
เป็นอันมากให้ข้าม [ทุกข์] ได้.
ในกาลนั้นเราเป็นพญาหงส์ ผู้ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย
เราโผลงยังสระน้ำแล้ว เล่นน้ำอยู่อย่างสำราญใจ.
ในขณะนั้น พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้ง
โลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เสด็จ [เหาะ] มาเหนือสระน้ำ.
เราได้เห็นพระสยัมภู ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้เป็นนายก
ของโลก จึงหักดอกบัวหลวงอันเป็นที่รื่นรมย์ใจที่ก้านแล้ว.
เอาจะงอยปากคาบ โยนขึ้นไปในอากาศ ได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยใจอันเลื่อมใสยิ่งนัก.
พระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้
สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่ในอากาศ ได้ทรงทำ
อนุโมทนาว่า
ด้วยดอกปทุมดอกเดียวนี้ และด้วยการตั้งจิตมั่น ท่านจะ
ไม่ต้องไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป.
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้อุดม ครั้น
ตรัสอย่างนี้ ทรงสรรเสริญกรรมของเราแล้ว ได้เสด็จไปตาม
พระประสงค์.
หน้า 817
ข้อ 344
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกปทุมิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกปทุมิยเถราปทาน
ติณุปปลมาลิยเถราปทานที่ ๒ (๓๔๒)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกอุบล ๓ ดอก
[๓๔๔] ในกาลนั้น เราเป็นวานร อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ประทับนั่งอยู่
ณ ระหว่างภูเขา.
ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพญารังมีดอกบาน
ประกอบด้วยพระลักษณะและอนุพยัญชนะ ครั้นได้เห็นแล้ว
มีความปลื้มใจ.
มีจิตเบิกบานโสมนัส มีใจร่าเริงด้วยปีติ ได้โปรยดอก
อุบล ๓ ดอก เหนือพระเศียร.
หน้า 818
ข้อ 344
ครั้นเราบูชาดอกไม้แด่พระพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี
ผู้แสวงหาคุณใหญ่ เคารพนบนอบแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทาง
ทิศอุดร.
เมื่อเรากำลังเดินกลับ ด้วยใจอันผ่องใส ตกลงใน
ระหว่างภูเขาหิน ถึงความสิ้นชีวิต.
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น และด้วยการตั้งจิตมั่น
เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ชั้นดาวดึงส์.
เราได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง และได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตีณุปปลมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณุปปลมาลิยเถราปทาน
หน้า 819
ข้อ 345
ธชทายกเถราปทานที่ ๓ (๓๔๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธง
[๓๔๕] เราเห็นความสิ้นไปแห่งอุปธิทั้ง ๓ จึงให้ยกธงขึ้นบูชา
พระศาสดาพระนามว่า ติสสะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐ
กว่านระ.
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น และด้วยการตั้งจิตมั่น
เราละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง.
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับ
มิได้ เราได้เสวยกรรมของตน ที่ตนทำไว้ดีแล้วในกาลก่อน.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
วันนี้ถ้าเราปรารถนา ก็พึงเอาผ้าโขมะปกปิดแผ่นดินพร้อม
ทั้งป่าและภูเขาได้ นี่เป็นผลแห่งกรรมที่เราทำในกาลนั้น.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธชทายกเถราปทาน
หน้า 820
ข้อ 346, 347
ตีณิกิงกณิปูชกเถราปทานที่ ๔ (๓๔๔)
ว่าด้วยผงแห่งดอกไม้ ๓ ดอก
[๓๔๖] มีภูเขาชื่อว่าภูตคณะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ที่
ภูเขานั้น เราได้เห็นผ้าบังสุกุลเเขวนห้อยอยู่บนยอดไม้ ขณะ
นั้นเราได้เลือกเก็บเอาดอกหงอนไก่ ๓ ดอก มาบูชาผ้าบังสุกุล
ด้วยจิตโสมนัสยินดี.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งดอกไม้ ๓ ดอก.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตีณิกิงกณิปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณิกิงกณิปูชกเถราปทาน
นฬาคาริกเถราปทานที่ ๕ (๓๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่จงกรม
[๓๔๗] มีภูเขาชื่อว่าหาริกะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พระ-
ภิกษุมีนามสยัมภู๑ อยู่ที่โคนไม้ในกาลนั้น.
๑. ม. ยุ. สยัมภู นารทะ.
หน้า 821
ข้อ 347
เราได้ทำเรือนไม้อ้อ (ไม้รวก) มุงบังด้วยหญ้า แผ้วถาง
ที่จงกรมแล้ว ได้ถวายแด่พระสยัมภู.
ในกัปที่ ๑๔ เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ได้เสวยรัชสมบัติ
ในเทวโลก ๗๔ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง และ
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
ภพของเราสูงเยี่ยม เหมือนไม้เท้าพระอินทร์ วิมานของ
เรามีเสาพันต้น ไม่มีวิมานอื่นเปรียบได้ มีสีเลื่อมประภัสสร.
เราเสวยสมบัติทั้งสองแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จึงออก
บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดม.
เราเป็นผู้ทำความเพียร มีตนส่งไปแล้ว สงบระงับ ไม่มี
อุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกเหมือนช้างตัดเชือกแล้วฉะนั้น ไม่มี
อาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬาคาริกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฆาคาริกเถราปทาน
หน้า 822
ข้อ 348
จัมปกปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๓๔๖)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๓๔๘] มีภูเขาชื่อว่าฉาปละ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สุทัสสนะ ประทับอยู่ในระหว่างภูเขา.
เราถือดอกจำปาเหาะไปทางอากาศ ได้เห็นพระพุทธเจ้า
ผู้ปราศจากกิเลส ธุลี ผู้ข้ามพ้นโอฆะ ไม่มีอาสวะ.
ขณะนั้นเราวางดอกจำปา ๗ ดอกไม้บนศีรษะ บูชาแด่
พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ผู้ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่หลวง.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจัมปกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจัมปกปุปผิยเถราปทาน
หน้า 823
ข้อ 349
ปทุมปูชกเถราปทานที่ ๗ (๓๔๗)
ว่าด้วยผลแห่งพุทธบูชา
[๓๔๙] มีภูเขาชื่อว่าโรมสะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ก็เวลา
นั้นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โสภิตะ ประทับอยู่ ณ ที่แจ้ง.
เราออกจากที่อยู่มากั้นดอกบัวหลวง (บังแดด) ถวาย ครั้น
กั้นอยู่วันหนึ่งแล้ว จึงกลับมาสู่ที่อยู่อีก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอก
ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปทุมปูชกเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๑๓
หน้า 824
ข้อ 350
ติณมุฏฐิทายกมณิเถราปทานที่ ๘ (๓๔๘)
ว่าด้วยผลแห่งหญ้ากำมือเดียว
[๓๕๐] มีภูเขาชื่อว่าลัมพกะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พระ-
สัมพุทธเจ้าพระนามว่า อุปติสสะ เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง.
ในกาลก่อนเราเป็นพรานเนื้ออยู่ (เที่ยวไป) ในป่าใหญ่
ได้พบพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็น
สยัมภูผู้ไม่แพ้อะไร ๆ.
ขณะนั้น เรามีจิตเลื่อมใสยิ่งนัก ได้ถวายหญ้ากำมือหนึ่ง
สำหรับประทับนั่ง แด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง
พระองค์นั้น.
ครั้นถวายแด่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาแล้ว ยังจิตให้
เลื่อมใสอย่างยิ่ง ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วบ่ายหน้า
กลับไปทางทิศอุดร.
พอเราไปได้ไม่นาน สีหะได้เบียดเบียนเรา เราถูกสีหะ
ทำให้ล้มลงแล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
(เพราะ) กรรมที่เราทำแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐไม่มีอาสวะ เราได้ไปสู่เทวโลก เหมือนกำลังลูกศร
พ้นจากแล่ง.
ในเทวโลกนั้น มีปราสาทงามอันบุญกรรมนิรมิต (ใน
ปราสาทนั้น) มีเครื่องประดับพันหนึ่ง ลูกคลีหนัง ๗ ลูก
ธงสีเขียว.
หน้า 825
ข้อ 351
รัศมีของปราสาทนั้นพุ่งออก ขึ้นไปสูงเหมือนพระจันทร์
เราเกลื่อนกล่นด้วยนางเทพกัญญา เบิกบานด้วยวัตถุกามและ
กิเลสกาม.
เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จุติจากเทวโลกมาสู่ความ
เป็นมนุษย์แล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายที่นั่ง ด้วยทานนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งหญ้ากำมือเดียว.
คุณวิเศษเหล่านั้น คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณมุฏฐิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณมุฏฐิทายกเถราปทาน
ตินทุกผลทายกเถราปทานที่ ๙ (๓๔๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะพลับ
[๓๕๑] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้โชติช่วงดังดอกกรรณิการ์ ปราศ-
จากกิเลสธุลี ข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ประทับนั่ง
ในระหว่างภูเขา.
หน้า 826
ข้อ 352
เราเห็นต้นมะพลับกำลังมีผล จึงหักเอามาพร้อมทั้งก้าน
มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า
เวสสภู.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ผลไม้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตินทุกผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตินทุกผลทายกเถราปทาน
เอกัญชลิยเถราปทานที่ ๑๐ (๓๕๐)
ว่าด้วยผลแห่งการทำอัญชลี
[๓๕๒] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เรวตะ ประทับ
อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี
มีรัศมีรุ่งเรืองดังพระจันทร์.
มีพระพักตร์เบิกบานดังปากเบ้า มีรัศมีสุกสกาวเช่นกับ
ถ่านเพลิงไม้ตะเคียน รุ่งโรจน์เหมือนดาวประกายพรึก
หน้า 827
ข้อ 352
เราได้ประนมกรอัญชลี.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ประนมกรอัญชลีใด ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการประนมกร
อัญชลี.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกัญชลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกัญชลิยเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอกปทุมิยเถราปทาน ๒. ตีณุปปลมาลิยเถราปทาน ๓. ธชทายก-
เถราปทาน ๘. ตีณิกิงกณิปูชกเถราปทาน ๕. นฬาคาริกเถราปทาน
๖. จัมปกปุปผิยเถราปทาน ๗. ปทุมปูชกเถราปทาน ๘. ติณมุฏฐิ-
ทายกเถราปทาน ๙. ทินทุกผลทายกเถราปทาน ๑๐. เอกัญชลิยเถราปทาน
บัณฑิตทั้งหลายคำนวณคาถาได้ ๖๖ คาถา
จบเอกปทุมวรรคที่ ๓๕
หน้า 828
ข้อ 353
สัททสัญญิกวรรคที่ ๓๖
สัททสัญญิกเถราปทานที่ ๑ (๓๕๑)
ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใส
[๓๕๓] ครั้งก่อน เราเป็นพรานเนื้อ (เที่ยว) อยู่ในป่าใหญ่ ได้
พบพระสัมพุทธเจ้าแวดล้อมด้วยสงฆ์สองฝ่ายในป่านั้น.
ซึ่งกำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงรื้อถอน (ช่วยเหลือ)
มหาชน เราได้ฟังพระวาจาอันไพเราะเปรียบด้วยเสียงนก
การเวกของพระมหามุนี พระนามว่า สิขี มีพระสำเนียงดัง
พรหม เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระ-
สำเนียงแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งความเลื่อมใส.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัททสัญญิกเถราปทาน
หน้า 829
ข้อ 354
ยวกลาปิยเถราปทาที่ ๒ (๓๕๒)
ว่าด้วยผลแห่งการลาดหญ้า
[๓๕๔] ในกาลนั้น เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าอยู่ในนครอรุณวดี ได้
เห็นพระสัมพุทธเจ้าที่หนทาง จึงลาดกำหญ้าถวาย (ให้
ประทับ)
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงมี
พระกรุณาเป็นอัครนายกของโลก ทรงทราบความดำริของเรา
จึงประทับนั่งบนลาดหญ้า.
เราเห็นพระองค์ผู้ปราศจากมลทิน ผู้เพ่งพินิจมาก เป็น
ผู้แนะนำดี เกิดความปราโมทย์แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการลาดหญ้า.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระยวกลาปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบยวกลาปิยเถราปทาน
หน้า 830
ข้อ 355, 356
กิงสุกปูชกเถราปทานที่ ๓ (๓๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกทองกวาว
[๓๕๕] เราได้เห็นต้นทองกวาวกำลังมีดอกบาน จึงประนมกร
อัญชลี ระลึกถึงพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ แล้วบูชา
ในอากาศ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกิงสุกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกิงสุกปูชกเถราปทาน
สโกฏกโกรัณฑทายกเถราปทานที่ ๔ (๓๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาจักรที่รอยพระบาท
[๓๕๖] เราได้พบรอยพระบาท ที่พระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลกทรงเหยียบไว้ จึงห่มหนังเสือเฉวียงบ่า
ข้างหนึ่ง ได้ไหว้รอยพระพุทธบาทอันประเสริฐแล้ว.
หน้า 831
ข้อ 357
เห็นต้นหงอนไก่ อันขึ้นอยู่บนดินมีดอกบาน จึงถือเอา
มาพร้อมทั้งก้าน ได้บูชาลายจักรที่รอยพระบาท.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสโกฏกโกรัณฑทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสโกฏกโกรัณฑยายกเถราปทาน
ทัณฑทายกเถราปทานที่ ๕ (๓๕๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายไม้ขอ
[๓๕๗] ในกาลนั้น เราเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ตัดไม้ไผ่ ได้ถือเอา
ไม้ขอสำหรับห้อยสิ่งของมาถวายแก่สงฆ์ เรากราบไหว้ภิกษุ
ทั้งหลายผู้มีวัตรงาม.
ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นและครั้นถวายไม้ขอสำหรับ
ห้อยแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายไม้ขอใดในกาลนั้น
หน้า 832
ข้อ 358
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ไม้ขอ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระทัณฑทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบทัณฑทายกเถราปทาน
อัมพยาคุทายกเถราปทานที่ ๖ (๓๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วงและยาคู
[๓๕๘] พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่า สตรังสี ผู้ไม่แพ้อะไร ๆ
ออกจากสมาธิแล้ว เข้ามาหาเราเพื่อภิกษา.
เราเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใสยิ่งนัก
ได้ให้คนเอามะม่วงและข้าวยาคูไปถวาย แด่ท่านผู้ผ่องใส
ไม่มีที่สุด.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมะม่วง
และยาคู.
หน้า 833
ข้อ 359
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพยาคุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัมพยาคุทายกเถราปทาน
ปุฏกปูชกเถราปทานที่ ๗ (๓๕๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกวัว
[๓๕๙] พระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก
เสด็จออกจากที่พักกลางวันแล้ว พระองค์เสด็จเที่ยวภิกษาเข้า
มาถึงสำนักเรา.
ลำดับนั้น เรามีปีติโสมนัส ถวายกระเทียมห่อหนึ่งแด่
พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่แล้ว บันเทิงอยู่ใน
สวรรค์ตลอดกัป.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายห่อกระเทียมใด ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกระเทียม
ห่อหนึ่ง.
หน้า 834
ข้อ 360
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฏกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุฏกปูชกเถราปทาน
วัจฉทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๕๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกวัว
[๓๖๐] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายลูกวัวตัวหนึ่งด้วยมือของตน
เอง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เชษฐบุรุษ
ของโลก ผู้คงที่ เราถึงพร้อม (ด้วย) ยานช้าง ยานม้า
และยานทิพย์ เพราะการถวายลูกวัวนั้น เราได้บรรลุถึงความ
สิ้นอาสวะ.
กัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายลูกวัวใด ในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายลูกวัว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 835
ข้อ 361
ทราบว่า ท่านพระวัจฉทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวัจฉทายกเถราปทาน
สรณาคมนิยเถราปทานที่ ๙ (๓๕๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถึงสรณะ
[๓๖๑] ในกาลนั้น พระภิกษุและเราผู้เป็นอาชีวก ขึ้นเรือไปด้วย
กัน เมื่อเรือกำลังจะแตก พระภิกษุได้ให้สรณะแก่เรา.
ในกัปที่ ๔๑ แต่กัปนี้ พระภิกษุได้ให้สรณะใดแก่เรา ด้วย
สรณะนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสรณาคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสรณาคมนิยเถราปทาน
หน้า 836
ข้อ 362
ปิณฑปาติกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต
[๓๖๒] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ ประทับ
อยู่ในป่าใหญ่ เราจากดุสิตพิภพมาในมนุษยโลกนี้ ได้ถวาย
บิณฑบาต.
ได้ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ ผู้มียศ
ใหญ่ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว กลับไปยังภพดุสิต.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
บิณฑบาต.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปิณฑปาติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปิณฑปาติกเถราปทาน
หน้า 837
ข้อ 362
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สัททสัญญิกเถราปทาน ๒. ยวกลาปิยเถราปทาน ๓. กิงสุก-
ปูชกเถราปทาน ๔. สโกฎกโกรัณฑทายกเถราปทาน ๕. ทัณฑทายก-
เถราปทาน ๖. อัมพยาคุทายกเถราปทาน ๗. ปุฏกปูชกเถราปทาน
๘. วัจฉทายกเถราปทาน ๙. สรณาคมนิยเถราปทาน ๑๐. ปิณฑปาติก-
เถราปทาน.
และมีคาถา ๔๐ คาถา.
จบสัททสัญญิกวรรคที่ ๓๖
หน้า 838
ข้อ 363
มันทารวปุปผิยวรรคที่ ๓๗
มันทารวิยเถราปทานที่ ๑ (๓๖๑)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมนทารพ
[๓๖๓] เรา (แปลงเพศ) เป็นมาณพชื่อมงคล มาจากดาวดึงส์
ถึงในมนุษยโลกนี้ ถือเอาดอกมนทารพมากั้นแดดลมไว้เหนือ
พระเศียรแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้แสวงหาคุณ
ใหญ่ ประทับนั่งสมาธิอยู่ เรากั้นอยู่ตลอด ๗ วันแล้วกลับมา
สู่เทวโลก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วย
การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมันทารวิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมันทาวิยเถราปทาน
หน้า 839
ข้อ 364, 365
กักการุปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๓๖๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกฟักทิพย์
[๓๖๔] เราจากเทวโลกชั้นยามามาในมนุษยโลกนี้ เพื่อมาเฝ้า
พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เป็นพระโอรสของพระเจ้า
สิริสุทโธทนะ ได้ถือเอาดอกฟักทิพย์มาบูชาแด่พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า.
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกักการุปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกักการุปุปผิยเถราปทาน
ภิสมุฬาลทายกเถราปทานที่ ๓ (๓๖๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันและรากบัว
[๓๖๕] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ ทรงรู้จบธรรม
ทั้งปวง ผู้ใคร่ในวิเวก มีพระปัญญา เสด็จมาในสำนักของเรา.
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ชินเจ้า ผู้ประกอบด้วย
หน้า 840
ข้อ 366
พระมหากรุณา ได้ถือเอาเหง้ามันและรากบัวมาถวายแด่
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเหง้ามันและรากบัวใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายเหง้ามันและรากบัว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภิสมุฬาลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภิสมุฬาลทายกเถราปทาน
เกสรปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๓๖๔)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว ๓ ดอก
[๓๖๖] ในกาลนั้น เราเป็นวิทยาธร อยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ได้พบ
พระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี มียศมาก กำลังเสด็จ
จงกรมอยู่.
ในกาลนั้น เราวางดอกบัว ๓ ดอกไว้บนศีรษะ แล้วเข้า
ไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เวสสภู แล้วได้บูชา.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
หน้า 841
ข้อ 367
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเกสรปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภิสมุฬาลทายกเถราปทาน
อังโกลปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๓๖๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัว ๓ ดอก
[๓๖๗] ฝนกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมะ ประทับ
อยู่ที่ภูเขาจิตกูฏ เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าพระองค์นั้น
แล้วจึงเข้าไปเฝ้า.
ขณะนั้น เราได้เห็นต้นปรูมีดอกบาน จึงเลือกเก็บแล้ว
เอาเข้ามาบูชาพระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมะ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 842
ข้อ 368
ทราบว่า ท่านพระอังโกลปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอังโกลปุปผิยเถราปทาน
กทัมพปุปผิยเภราปทานที่ ๖ (๓๖๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกระทุ่ม
[๓๖๘] เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า
ผู้มีพระฉวีวรรณดังทอง เช่นกับทองคำอันมีค่า มีพระลักษณะ
อันประเสริฐ ๓๒ ประการ.
เป็นนายกของโลก เสด็จในระหว่างตลาด เราจึงถือเอา
ดอกกระทุ่มไปบูชาพระพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกทัมพปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกทัมพปุปผิยเถราปทาน
หน้า 843
ข้อ 369, 370
วุททาลกปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๓๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคูณ
[๓๖๙] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุชาตะ ประทับ
อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เราได้ถือเอาดอกคูนไปบูชาพระองค์
ผู้ไม่แพ้อะไร ๆ.
ในกัปที่ ๕๗ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกทัมพปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกทัมพปุปผิยเถราปทาน
เอกจัมปกปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๓๖๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกจำปา
[๓๗๐] ก็พระสัมพุทธเจ้าผู้สงบระงับ อาศัยอยู่ในระหว่างภูเขา
เราถือเอาดอกจำปาดอกหนึ่ง เข้าไปหาท่านผู้สูงสุดกว่านระ.
มีจิตเลื่อมใสโสมนัสประคองดอกจำปาด้วยมือทั้งสอง
บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีอันอุดม ผู้ไม่แพ้อะไร ๆ.
หน้า 844
ข้อ 371
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกจัมปกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกจัมปกปุปผิยเถราปทาน
ติมิรปุปผิยเถราปทานที่ ๙ (๓๖๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกดีหมี
[๓๗๑] เราเที่ยวไปตามกระแสน้ำใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาดา ได้
เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าปราศจากกิเลสธุลี เหมือนพญารัง
มีดอกบาน.
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ถือเอาดอกดีหมีมาโปรยลง
เหนือศีรษะ บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีอันอุดม.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา.
หน้า 845
ข้อ 372
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติมิรปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติมิรปุปผิยเถราปทาน
สลฬปุปผิยเถราปทานที่๑๐ (๓๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งกาลบูชาด้วยดอกช้างน้าว
[๓๗๒] ในกาลนั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา
ครั้งนั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านระเสด็จจงกรม
อยู่.
เราได้เลือกเก็บดอกไม้ช้างน้าวมาถวาย แด่พระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุด พระมหาวีรเจ้าทรงสูดกลิ่นดอกช้างน้าวมีกลิ่น
หอมดังดอกไม้ทิพย์.
เมื่อขณะที่เราดูอยู่นั้น พระมหาวีรสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับแล้ว ทรงสูดกลิ่น.
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ถวายบังคมพระองค์ผู้อุดมกว่า
สัตว์ ประนมกรอัญชลีแล้ว กลับขึ้นสู่ภูเขาอีก.
หน้า 846
ข้อ 372
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำได้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสลฬปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสลฬปุปผิยเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มันทารวิยปุปผิยเถราปทาน ๒. กักการุปุปผิยเถราปทาน ๓.
ภิสมุฬาลทายกเถราปทาน ๔. เกสรปุปผิยเถราปทาน ๕. อังโกลปุปผิย-
เถราปทาน ๖. กทัมพปุปผิยเถราปทาน ๗. อุททาลกปุปผิยเถราปทาน
๘. เอกจัมปกปุปผิยเถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยเถราปทาน ๑๐. สลฬ-
ปุปผิยเถราปทาน.
และมีคาถา ๔๐ คาถา.
จบมันทารวปุปผิยวรรคที่ ๓๗
หน้า 847
ข้อ 373
โพธิวันทนวรรคที่ ๓๘
โพธิวันทกเถราปทานที่ ๑ (๓๗๑)
ว่าด้วยผลแห่งการไหว้
[๓๗๓] เราได้เห็นต้นแคฝอยอันงอกขึ้นบนพื้นดินงามรุ่งเรือง จึง
ประนมกรอัญชลีเฉวียงบ่าเบื้องซ้าย ตั้งใจเคารพไหว้ต้นแค
ฝอย เปรียบเหมือนว่าได้ถวายบังคมเฉพาะพระพักตร์พระ-
สัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในภายนอก
หลุดพ้นด้วยดี ไม่มีอาสวะ ทรงเกื้อกูลโลก มีพระกรุณา
ญาณดังสาคร.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ไหว้ไม้โพธิใด ด้วยกรรมนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไหว้.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโพธิวันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโพธิวันทกเถราปทาน
หน้า 848
ข้อ 374
ปาฏลิปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๓๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดกแคฝอย ๓ ดอก
[๓๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีผู้สยัมภู เป็นบุคคล
ผู้เลิศ ทรงชนะมาร แวดล้อมด้วยบรรดาศิษย์ของพระองค์
เสด็จเข้าสู่พันธุมดีนคร.
เราห่อดอกแคฝอย ๓ ดอกไว้ในพก ประสงค์จะอาบน้ำ
ดำเกล้า จึงได้ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของ
โลก ทรงรุ่งเรื่องดังดอกราชพฤกษ์ รุ่งโรจน์ดังดวงอาทิตย์และ
ดวงไฟ องอาจดังเสือโคร่งตัวประเสริฐ ทรงมีสกุลดังพญา-
ราชสีห์ เลิศกว่าบรรดาสมณะทั้งหลาย แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์
เสด็จดำเนินออกจากนครพันธุมดี.
เราเลื่อมใสในพระสุคตเจ้า ผู้ชำระมลทิน คือกิเลสพระองค์
นั้น จึงถือเอาแคฝอย ๓ ดอก มาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 849
ข้อ 375
ตีณุปปลมาลิยเถราปทานที่๓ (๓๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งกาลโปรยดอกอุบล ๓ ดอก
[๓๗๕] ในกาลนั้น เราเป็นวานรอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เรา
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ประทับนั่งอยู่ใน
ระหว่างภูเขา
ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพญารังมีดอกบานสะพรั่ง
ทรงประกอบด้วยพระลักษณะและอนุพยัญชนะ.
เราเห็นแล้วดีใจ มีใจเบิกบานโสมนัส มีใจร่าเริงเพราะ
ปิติ จึงโปรยดอกอุบล ๓ ดอกลงเบื้องบนพระเศียร (บูชา).
ครั้นบูชาดอกไม้แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ ผู้แสวง
หาคุณอันใหญ่หลวงแล้ว เป็นผู้มีความเคารพ บ่ายหน้ากลับ
ไปทางทิศอุดร.
เมื่อเรากับไปด้วยใจอันเลื่อมใสยิ่งนัก ได้ตกลงใน
ระหว่างซอกหินถึงความสิ้นชีวิต.
ด้วยกุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนามั่น
เราละชาติเดิมแล้ว ได้ไปสู่ชั้นดาวดึงส์
ได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระ-
เจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง.
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้
ใด ด้วยการบูชา เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 850
ข้อ 376
ทราบว่า ท่านพระตีณุปปลมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณุปปลมาลิยเถราปทาน
ปัตติปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๓๗๔)
ว่าด้วยผลแห่งกาลบูชาด้วยดอกประดู่
[๓๗๖] ในกาลเมื่อพระสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ พระนามว่า
ปทุมุตตระ เสด็จไปนิพพานแล้ว คนทั้งปวงมาประชุมกันนำเอา
พระสรีระไป.
เมื่อนำเอาพระสรีระไป เขาประโคมกลองเภรีอยู่ เรา
มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้บูชาด้วยดอกประดู่.๑
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลเพราะ
บูชาพระสรีระ.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมาดี
แล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกรัดดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
๑. ปฏฺฏิปุปฺมํ แปลว่า ไม้โลทแดงหรือไม้แสม อภิธาน ฯ ๕๖๔.
หน้า 851
ข้อ 377
ทราบว่า ท่านพระปัตติปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัตติปุปผิยเถราปทาน
สัตตปัณณิยเถราปทานที่ ๕ (๓๗๕)
ว่าด้วยผลแห่งกาลบูชาด้วยต้นตีนเป็ด
[๓๗๗] พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า สุมนะ
เสด็จอุบัติแล้ว เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้บูชาต้นตีนเป็ด
(อันเป็นไม้โพธิ์).
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาต้นตีนเป็ด ด้วยการบูชา
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาต้นตีนเป็ด.
การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตปัณณิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตติปัณณิยเถราปทาน
หน้า 852
ข้อ 378
คันธมุฏฐิยเถราปทานที่ ๖ (๓๗๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาจิตกาธาร
[๓๗๘] เมื่อมหาชนช่วยกันทำจิตกาธารอยู่ เมื่อมีการรวบรวม
ของหอมต่าง ๆ กันแล้ว เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้บูชา
(จิตกาธาร) ด้วยของหอมกำมือหนึ่ง.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาจิตกาธาร ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาจิตกาธาร.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมา
ดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้าเราทำให้แจ้งชัดแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธมุฏฐิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคันธมุฏฐิยเถราปทาน
หน้า 853
ข้อ 379
จิตตกปูชกเถราปทานที่ ๗ (๓๗๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกรัง
[๓๗๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้สูงสุด
ปรินิพพานแล้ว มหาชนช่วยกันยกขึ้นบนจิตกาธาร เราบูชา
ด้วยดอกรัง.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาจิตกาธารด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
จิตกาธาร.
การที่เราได้มาในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจิตกปูชกเถราปทาน
หน้า 854
ข้อ 380
สุมนตาลวัณฏิยเถราปทานที่ ๙ (๓๗๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัดใบตาล
[๓๘๐] เราได้ถวายพัดใบตาลอันหุ้มห่อด้วยดอกมะลิ แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ เราทรงไว้ซึ่งยศใหญ่.
ในกัปที่๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายพัดใบตาล ด้วยทานนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพัดใบตาล.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมาดี
แล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำได้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนตาลวัณฏิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน
หน้า 855
ข้อ 381
สุมนทามิยเถราปทาน ๙ (๓๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะลิ
[๓๘๑] เราได้ร้อยพวงมาลัยดอกมะลิแล้ว ยืนทรง (ถือ) ไว้ตรง
พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้
บริสุทธิ์ (ชำระกิเลส) มีตบะ.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยพวง
มาลัยใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมาดี
แล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนทามิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุมนทามิยเถระปทาน
หน้า 856
ข้อ 382
กาสุมาริผลทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๘๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะรื่น
[๓๘๒] เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี โชติช่วง
ดังดอกกรรณิการ์ เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านระ ประ
ทับอยู่ในระหว่างภูเขา.
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ประนมกรอัญชลีแล้ว ได้ถือ
เอาผลมะรื่นไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มาในศาสนาพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ในภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๘ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระกาสุมาริผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกาสุมาริผลทายกเถราปทาน
หน้า 857
ข้อ 382
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โพธิวันทกเถราปทาน ๒. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน ๓. คีณุปปล-
มาลิยเถราปทาน. สัตตปุปผิยเถราปทาน ๕. สัตตปัณณิเถราปทาน
๖. คันธมุฏฐิเถราปทาน ๗. จิตกปูชกเถราปทาน ๘. สุมนคาลวัณฎิย-
เถราปทาน ๙. สุมนทามิยเถราปทาน ๑๐. กาสุมาริผลทายกเถราปทาน-
มีคาถา ๕๙ คาถา.
จบโพธิวันทนวรรณที่ ๓๘
อรรถกถาวรรคที่ ๓๔ เป็นต้น
วรรคที่ ๓๔, วรรคที่ ๓๕. วรรคที่ ๓๖, วรรคที่ ๓๗, และ
วรรคที่ ๓๘ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 858
ข้อ 383
อัมพฏผลทายกวรรคที่ ๓๙
อัมพ๑ฏผลทายกเถราปทานที่ ๑ (๓๘๑)
ว่าด้วยผลการถวายผลมะกอก
[๓๘๓] พระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสตรังสี ผู้เป็นเอง
ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ ทรงใคร่ความสงัด เสด็จออกโคจร
บิณฑบาต.
เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นพระองค์ มีจิตเลื่อมใสโสมนัส
จึงเข้าไปเฝ้าพระนราสภแล้ว ได้ถวายผลมะกอก.
ในกัปที่ ๙๔ แค่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ด้วยทานนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
กาลที่เราได้มาในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขั้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพฏผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
อัมพฏผลทายกเถราปทาน
๑. อภิธานฯ ๕๕๔. อัมพาฏกะ.
หน้า 859
ข้อ 384
ลพุชทายกเถราปทานที่ ๒ (๓๘๒)
ว่าด้วยผลการถวายผลขนุนสำมะลอ
[๓๘๔] ในกาลนั้น เราเป็นคนรักษาสวนอยู่ในพระนครพันธุมดี ได้
เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี กำลังเสด็จเหาะไปในอากาศ.
เราได้ถือเอาผลขนุนสำมะลอไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด พระองค์ผู้มียศมากประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรง
รับทานของเรา.
นั่นเป็นเหตุให้ปีติเกิดแก่เรา เป็นเครื่องนำสุขมาให้ใน
ปัจจุบัน ครั้นได้ถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้าด้วยใจอันผ่องใสแล้ว.
เราได้บรรลุถึงปีติและอุดมสุขอันไพบูลย์ในกาลนั้น แก้ว
ย่อมเกิดขึ้นแก่เราในภพที่เราเกิด.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มาในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระลพุชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบลพุชทายกเถราปทาน
หน้า 860
ข้อ 385
อุทุมพรทายกเถราปทานที่ ๓ (๓๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะเดื่อ
[๓๘๕] พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำนินนคา-๑
นที เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีพระ-
หฤทัยมั่นคง ไม่ระส่ำระสาย.
เรามีใจเลื่อมใสในพระองค์ผู้ชำระมลทิน คือ กิเลส จึง
ได้ถือเอาผลมะเดื่อไปถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ โมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุทุมพรทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทุมพรทายกเถราปทาน
๑. อิ. ม. วินตานที.
หน้า 861
ข้อ 386
มิลักขุผลทายกเถราปทาน ๔ (๓๘๔)
ว่าด้วยผลแหงการถวายผลไม้ป่า
[๓๘๖] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้มียศมาก
ในระหว่างป่า เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายผลไม้ป่า.
ในกัปที่ ๑๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
ผลไม้.
การที่เราได้มาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมิลักขุผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมิลักขุผลทายกเถราปทาน
หน้า 862
ข้อ 387
ผารุสผลทายกเถราปทานที่ ๕ (๓๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะปราง
[๓๘๗] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณ ดังทองคำ
สมควรรับเครื่องบูชา เสด็จดำเนินอยู่ในถนน จึงได้ถวายผล
มะปราง แด่พระองค์.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระผารุสผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบผารุสผลทายกเถราปทาน
หน้า 863
ข้อ 388
วัลลิผลทายกเถราปทานที่ ๖ (๓๘๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลวัลลิ
[๓๘๘] ในกาลนั้น ชนทั้งปวงชักชวนกันมาสู่ป่าเขาเหล่านั้น
แสวงหาผลไม้ ก็หาผลไม้ได้ในกาลนั้น.
ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้สยัมภูไม่แพ้อะไร ๆ
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถวายผลวัลลิ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวัลลิผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวัลลิผลทายกเถราปทาน
หน้า 864
ข้อ 389
ปนสผลทายกเถราทานที่ ๘ (๓๘๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลกล้วย
[๓๘๙] เราได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก ทรงรุ่งเรือง
ดังดอกกรรณิการ์ โชติช่วงเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญและดัง
ดวงประทีป.
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถือเอาผลกล้วยไปถวายแด่
พระศาสดา ถวายบังคมแล้วกลับไป.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มารในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปนสผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปนสผลทายกเถราปทาน
หน้า 865
ข้อ 390
ปนสผลทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๘๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลขนุนสุก
[๓๙๐] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อัชชุนะ ทรงถึง
พร้อมด้วยจรณะ และเป็นมุนีผู้ฉลาดในสมาธิ ประทับอยู่ที่
ภูเขาหิมวันต์.
เราถือเอาผลขนุนอันสุกสด โตประมาณเท่าหม้อ วางไว้
ที่ต้นตีนเป็ดแล้ว ได้ถวายแด่พระศาสดา.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
การที่เราได้มาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การดีแล้วหนอ วิชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปนสผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปนสผลทายกเถราปทาน
หน้า 866
ข้อ 390
อัมพฏผลวรรคที่ ๓๙
อรรถกถาอปทานที่ ๑ เป็นต้น
อปทานที่ ๑ เป็นต้นถึงอปทานที่ ๘ ในวรรคที่ ๓๙ ก็มีเนื้อ
ความง่ายทั้งนั้นเหมือนกันแล.
หน้า 867
ข้อ 391
โสณโกฏิวิสเถราปทานที่ ๙ (๓๘๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายถ้ำ
[๓๙๑] ในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี เราได้
สร้างถ้ำ (วิหาร) ถ้ำหนึ่ง ถวายแด่สงฆ์ผู้มาจากทิศทั้งสี่ ใน
พันธุมาราชธานี.
เราบริจาคผ้าหลายผืนไว้ลาดพื้นถ้ำ ในกาลนั้น เรามีจิต
เบิกบานโสมนัส ได้ทำความปรารถนาว่า
ขอเราพึงได้พบพระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงโปรดปราน พึงได้
บรรพชา และพึงถูกต้อง (บรรลุ) นิพพานอันยอดเยี่ยม เป็น
อุดมสันติ.
ด้วยกุศลมูลนั้นนั้นแล เราระลึกชาติได้ตลอด ๙๐ กัป
เราเป็นเทวดาก็ดี เป็นมนุษย์ก็ดี เป็นผู้ก่อสร้างบุญรุ่งเรืองนัก.
ด้วยกรรมอันเหลือจากนั้น ในภพหลังสุดนี้ เราเกิดเป็น
บุตรคนเดียวของอัครเศรษฐีในจัมปานคร.
พอบิดาของเราได้ฟังว่าเราเกิดแล้ว ก็ได้มีความพอใจว่า
เราจะให้ทรัพย์ ๒๐๐ ล้านแก่กุมารไม่ให้หย่อนเลย.
ขนยาวประมาณ ๔ นิ้ว เส้นละเอียด มีสัมผัสอ่อนนุ่ม
เสมอเหมือนปุยนุ่นงาม เกิดที่พื้นเท้าทั้งสองของเรา.
ตลอด ๙๐ กัปที่ล่วงมา อาการนี้ เป็นอาการพิเศษยิ่งอย่าง
หนึ่ง คือ เราไม่รู้สึกในเมื่อเท้าวางลงบนภาคพื้นที่ไม่มีเครื่อง
ลาด.
หน้า 868
ข้อ 391
พระสัมพุทธเจ้ายังเราให้พอใจแล้ว เราได้บวชเป็นบรรพ-
ชิตแล้ว เราบรรลุอรหัตแล้ว และเป็นผู้เย็น เป็นผู้ดับแล้ว.
พระศาสดาผู้ทรงเห็นเหตุทั้งปวง ทรงแสดงเราว่า เป็น
ผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ปรารภความเพียร เราเป็นพระอรหันต-
ขีณาสพ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายถ้ำ.
การที่เราได้มาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็น
การมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้หมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว
พระโสณโกฏิวิสเถระ โดยฐานะเป็นหัวหน้าของภิกษุ
สงฆ์ ถูกถามปัญหาแล้วได้พยากรณ์ที่สระใหญ่ชื่ออโนดาต
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสณโกฏิวิสเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโสณโกฏิวิสเถรปทาน
หน้า 869
ข้อ 391
๓๘๙. อรรถกถาโสณโกฏิวิสเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระโสณโกฏิวิสเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิโน
ปาวจเน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้มากมาย
ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ท่าน
(รูปนี้) ได้เกิดในตระกูลเศรษฐีมีสมบัติมากมาย พอเจริญวัยแล้ว ก็ได้
เป็นเศรษฐี (วันหนึ่ง) พร้อมกับพวกอุบาสกได้ไปพระวิหาร ฟังพระ-
ธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ช่วยกันฉาบทาปูนขาว
ในที่จงกรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า และช่วยกันสร้างที่เร้น (ที่สงบ)
แห่งหนึ่ง ได้ลาดพื้นที่เร้นด้วยผ้ามีสีต่าง ๆ และทำเพดานไว้ข้างบน มอบ
ถวายแด่พระสงฆ์ที่มาแต่ทิศทั้ง ๔ ได้ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน (และ)
ได้กระทำการตั้งปณิธานไว้. พระศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนา. ด้วย
กุศลกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้
เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ ในกัปนี้ เมื่อพระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรายังไม่ทรงอุบัติ ท่านได้บังเกิดในเรือน
แห่งตระกูล ในกรุงพาราณสี พอได้เจริญวัยแล้ว ได้สร้างบรรณศาลา
ไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ได้บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งซึ่งอยู่ประจำ
ด้วยปัจจัย ๔ ตลอด ๓ เดือนโดยความเคารพ. พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น
พอออกพรรษาแล้ว มีบริขารครบบริบูรณ์ ได้ไปยังภูเขาคันธมาทน์นั่นแล.
หน้า 870
ข้อ 391
กุลบุตรคนนั้น ได้ทำบุญไว้เป็นอันมากในมนุษยโลกนั้นจนตลอดชีวิต
จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก พอถึง
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เขาได้ถือปฏิสนธิในเรือนของ
อัครเศรษฐีในนครจัมปา. ตั้งแต่เวลาที่เขาถือปฏิสนธิมา กองแห่งโภค-
สมบัติเป็นอันมาก ก็เจริญขึ้นแก่ท่านเศรษฐี. ในวันที่เขาคลอดออกจาก
ท้องของมารดา ลาภสักการะและสัมมานะเป็นอันมาก ก็ได้บังเกิดมีทั่ว
พระนคร. (ด้วยผลบุญ) ที่ได้บริจาคผ้ากัมพลสีแดงมีค่าตั้งแสนแด่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งก่อน เขาจึงได้มีวรรณดุจทองคำ และมีอัตภาพ
สุขุมละเอียดอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น พวกญาติจึงตั้งชื่อเขาว่า โสณะ. เขา
เจริญวัยแล้ว มีบริวารมากมาย. ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าของเขาได้มีเป็นรูป
ดอกหงอนไก่, ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าของเขาทุกข้าง ได้มีสัมผัสอันอ่อนนิ่ม
นวลคล้ายกับปุยฝ้ายที่ปั่นแล้วตั้งร้อยครั้ง. เฉพาะที่ฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้าง ได้
เกิดมีโลมชาติเป็นรูปวงกลมคล้ายกับต่างหูแก้วมณี. พวกญาติได้สร้าง
ปราสาท ๓ หลังอันเหมาะสมกับฤดูทั้ง ฤดูให้แก่เขาผู้เจริญวัยแล้ว และ
ได้มีพวกหญิงนักฟ้อนพากันบำรุงบำเรอ เขาได้เสวยสมบัติอันใหญ่หลวง
ในปราสาทหลังนั้น ๆ อยู่อย่างเทพกุมาร.
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ได้บรรลุพระสัพพัญญุต-
ญาณแล้ว ประทับอยู่อาศัยในพระนครราชคฤห์ แสดงพระธรรมจักร
อันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว พระเจ้าพิมพิสารมีพระบรมราชโองการให้
บุรุษไปเรียกตัวเขามา เขามายังพระนครราชคฤห์ พร้อมกับพวกชาวบ้าน
๘๐,๐๐๐ คน แล้วไปยังสำนักของพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้ว ได้มี
หน้า 871
ข้อ 391
ศรัทธา ขออนุญาตมารดาบิดาแล้วบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พอได้อุปสมบทแล้วเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว
ได้อยู่ที่สีตวัน เพื่อหลีกจากการคลุกคลีด้วยหมู่ชน, ขณะที่พระโสณะอยู่
ในที่นั้นได้มีจินตนาการว่า สรีระของเราละเอียดสุขุม ด้วยความสุข
ทางกายอย่างเดียวเท่านั้น เราจึงไม่สามารถจะบรรลุความสุขใจที่แท้จริง
ได้, เอาละแม้เราจะลำบากกาย ก็ควรที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ดังนี้แล้ว
จึงอธิษฐานที่จงกรม เริ่มประกอบความเพียร เมื่อฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้าง บวม
จนพองขึ้นก็ตาม ก็ไม่คำนึงถึงทุกขเวทนา กระทำความเพียรอย่างแรง
กล้า แต่ก็ไม่สามารถจะทำคุณวิเศษให้บังเกิดขึ้นได้ คงเป็นเพราะ
ปรารภความเพียรหนักไป จึงคิดว่า เราพยายามถึงขนาดนี้ ก็ยังไม่
สามารถจะทำมรรคและผลให้บังเกิดขึ้นได้, เราจะบวชอยู่ทำไม สึกไป
เสวยสมบัติดีกว่า และเราจักทำบุญให้มาก ดังนี้. ลำดับนั้น พระศาสดา
ได้ทรงทราบวาระจิตของเขา จึงเสด็จไปยังที่นั้น ทรงประทานพระโอวาท
อุปมาด้วยสายพิณ เมื่อจะทรงแสดงถึงวิธีประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ
ยังกัมมัฏฐานให้หมดจดแล้ว จึงเสด็จไปยังภูเขาคิชฌกูฏ. แม้พระ-
โสณะแล ได้รับพระโอวาทจากสำนักของพระศาสดาแล้ว ประกอบ
ความเพียรให้สม่ำเสมอ พยายามเจริญวิปัสสนา ก็ได้ดำรงอยู่ในพระ-
อรหัต.
พระโสณะนั้น เป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน
ได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิโน ปาวจเน ดังนี้. คำว่า
วิปัสสี ในคำนั้นหมายความว่า เห็นโดยพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
หน้า 872
ข้อ 391
วิปัสสี เพราะเห็นได้หลายอย่าง. บทว่า ปาวจเน ได้แก่ชื่อว่า ปาพจน์
คือ พระไตรปิฎก เพราะท่านเรียกโดยประการอย่างหนึ่ง, อธิบายว่า
ในปาพจน์ของพระวิปัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น. บทว่า เลณํ ความว่า
ชื่อว่า เลณะ คือวิหาร เพราะเป็นที่เร้น อันปลอดภัย (สงบ). บทว่า
พนฺธุมาราชธานิยา แยกวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า พันธุ คือ หมู่ญาติ เพราะ
เกี่ยวพัน คือผูกพันซึ่งกันและกันมา ด้วยอำนาจการสืบต่อจากตระกูล.
ชื่อว่า พันธุมา เพราะย่อมอยู่ประจำในที่นั่น, อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่า
พันธุมา เพราะเขามีความเกี่ยวข้องกัน. ชื่อว่า ราชธานี เพราะเป็นที่
ประทับอยู่ของพระราชาทั้งหลาย, พันธุมา ศัพท์ และ ราชธานี ศัพท์นั้น
รวมกันเป็นพันธุมาราชธานี เชื่อมความว่า เราได้สร้างที่เร้น (วิหาร)
ที่ราชธานีของพระเจ้าพันธุมานั้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีเนื้อความง่าย
ทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโสณโกฏิวิสเถราปทาน
หน้า 873
ข้อ 392
๑พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติที่ ๑๐ (๓๙๐)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระพุทธองค์
[๓๙๒] พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วย
ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ประทับนั่งอยู่ที่พื้นหินอันเป็นรัมณีย-
สถาน โชติช่วงด้วยแก้วต่าง ๆ ในละแวดป่าอันมีกลิ่นหอม
ต่าง ๆ ใกล้สระอโนดาต ตรัสชี้แจงบุรพกรรมทั้งหลายของ
พระองค์ ณ ที่นั้นว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพึงกรรมที่เราทำแล้ว
ของเรา เราเห็นภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้วได้
ถวายผ้าเก่า.
เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก เพื่อความเป็น
พระพุทธเจ้าในกาลนั้น ผลแห่งกรรม คือการถวายผ้าเก่า
ย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า.
ในกาลก่อน เราเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็น
แม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่นมัว จึงห้ามมัน.
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ (แม้) เราจะ
กระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา.
ในชาติอื่นในกาลก่อน เราเป็นนักเลงชื่อว่าปุนาลิ ได้กล่าว
ตู่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า สุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ.
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลา
นาน ได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัสหลายพันปีเป็นอันมาก.
๑. อรรถกถาว่า ปุพพกัมมปิโลติกพุทธาปทาน.
หน้า 874
ข้อ 392
ด้วยผลกรรมอันเหลือนั้น ในภพหลังสุดนี้ เราจึงได้คำ
กล่าวตู่เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา.
เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่า นันทะ สาวกของพระ-
พุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงท่องเที่ยวอยู่ในนรก
สิ้นกาลนาน.
เราท่องเที่ยว อยู่ในนรกเป็นเวลานานถึงหมื่นปี ได้ความ
เป็นมนุษย์แล้ว ได้การกล่าวตู่เป็นอันมาก.
ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมาณวิกามากันหมู่ชน
ได้กล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง.
เมื่อก่อน เราเป็นพราหมณ์ชื่อว่า สุตวา อันชนทั้งหลาย
สักการะบูชา สอนมนต์ให้กันมาณพประมาณ ๕๐๐ คนในป่า
ใหญ่.
ก็เราได้เห็นฤๅษีผู้น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มากมา
ในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤๅษีผู้ไม่ประทุษร้าย โดยได้
บอกกะพวกศิษย์ของเราว่า
ฤๅษีพวกนี้มักบริโภคกาม แม้เมื่อเราบอก (เท่านั้น) พวก
มาณพก็เชื่อฟัง ครั้งนั้นมาณพทั้งปวง เที่ยวไปเพื่อภิกษาใน
สกุล ๆ พากันบอกแก่มหาชนว่า ฤาษีผู้นี้มักบริโภคกาม.
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐ เหล่านี้ ได้คำกล่าวตู่
ทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา.
ในกาลก่อน เราได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดา เพราะเหตุ
แห่งทรัพย์ จับใส่ลงในซอกเขาและบด (ทับ) ด้วยหิน ด้วย
หน้า 875
ข้อ 392
วิบากแห่งกรรมนั้น พระเทวทัตจึงทุ่มก้อนหิน ก้อนหินกลิ้ง
ลงมากระทบนิ้วแม่เท้าของเราจนห้อเลือด.
ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ใส่ไฟเผา (ดัก) ไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบาก
กรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัตจึงชักชวนนายขมังธนู
ผู้ฆ่าคนตายมาก เพื่อให้ฆ่าเรา.
ในกาลก่อน เราเป็นนายควาญช้าง ได้ไสช้างให้จับมัด
พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้อุดมมุนี แม้กำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วย
วิบากแห่งกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีอันดุร้าย วิ่งไล่ (เรา) เข้า
ไปในพระนครราชคฤห์.
ในกาลก่อน เราเป็นนายทหารราบ (เป็นแม่ทัพ) ฆ่าบุรุษ
เป็นอันมากด้วยหอก ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้
อย่างเผ็ดร้อนอยู่ในนรก.
ด้วยผลอันเหลือแห่งกรรมนั้น บัดนี้ ไฟนั้นยังมาไหม้
ผิวหนังที่เท้าของเราทั้งสิ้น (อีก) เพราะว่ากรรมยังไม่พินาศไป.
ในกาลก่อน เราเป็นเด็ก ลูกของชาวประมง อยู่ในบ้าน
เกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้ว เกิดความโสมนัส.
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะ (ปวดศีรษะ)
ได้มีแล้วแก่เรา ในเมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน
พระเจ้าวิฏฏุภะฆ่าแล้ว.
เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ในศาสนาของพระพุทธ-
เจ้า พระนามว่าผุสสะ ว่าท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่
หน้า 876
ข้อ 392
ข้าวแดง แต่อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เรา
อันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา บริโภคข้าวแดง
ตลอด ๓ เดือน ในกาลนั้น.
เมื่อนักมวยกำลังชกกัน เราได้เบียดเบียนบุตรนักมวย
ปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่หลัง (ปวดหลัง)
ได้มีแล้วแก่เรา.
เมื่อก่อนเราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตร
(ตาย) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา.
เราชื่อว่า โชติปาละ ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้าพระนามว่า
กัสสปะในกาลนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน โพธิญาณ
ท่านได้ยากอย่างยิ่ง.
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยาก
มาก (ทุกกรกิริยา) ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี แต่
นั้น จึงได้บรรลุโพธิญาณ.
แต่เราก็มิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ เราอัน
บุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางที่ผิด.
(บัดนี้) เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อน
ทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
จักนิพพาน.
พระชินเจ้าทรงบรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งปวงแล้ว ทรง
พยากรณ์โดยทรงหวังประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์ ที่สระใหญ่
ชื่อว่า อโนดาต ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 877
ข้อ 392
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงภาษิตธรรมบรรยายพุทธา-
ปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติอันเป็นความประพฤติในกาลก่อนของพระองค์
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบพุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ
๓๙๐. อรรถกถาปุพพกัมมปิโลติกพุทธาปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อโนตตฺตสราสนฺน ความว่า ชื่อว่า อโนตตฺโต เพราะ
น้ำที่ถูกความร้อนแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์แผ่ปกคลุมไปไม่ถึง เพราะ
มียอดภูเขาหลายยอดช่วยปิดบังไว้. ชื่อว่าสระ เพราะเป็นแดนไหลไป
คือเป็นแดนเกิดก่อน หลงใหลไปแห่งแม่น้ำใหญ่, อธิบายว่า แม่น้ำใหญ่
ที่ไหลออกจากช่องมีช่องสีหะเป็นต้นแล้ว ไหลวนไปทางขวา ๓ รอบ จึง
ไหลไปทางทิสาภาคที่ไหลออกแล้ว ๆ แต่เดิม. อโนตัตตะศัพท์ กับ
สระศัพท์ รวมกันเป็น อโนตัตตสระ อธิบายว่า ที่อยู่ใกล้กับสระนั้น
คือใกล้กับสระอโนดาต ได้แก่ ตรงที่ใกล้สระอโนดาตนั้น. บทว่า
รมณีเย ความว่า ในสถานที่อันน่ารื่นรมย์ใจนั้น ชื่อว่า รมณียํ
เพราะเป็นสถานที่อันเทวดา ทานพ คนธรรพ์ กินนร งู พระ
พุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น พึงรื่นรมย์ใจ คือพึงติดใจ.
บทว่า สิลาตเล ความว่า พื้นแห่งศิลาเป็นภูเขาลูกเดียว. บทว่า นานา-
รตนปชฺโชเต ความว่า โชติช่วงเปล่งปลั่งด้วยแก้วมากมายหลายประการ
หน้า 878
ข้อ 392
มีแก้วทับทิม และไพฑูรย์ เป็นต้น. บทว่า นานาคนฺธวนนฺตเร เชื่อม
ความว่า ที่พื้นศิลา (หิน) ในละแวกป่าอันเป็นชัฏดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
นานาชนิด เช่นไม้จันทน์ กฤษณา การบูร คูน หมากหอม อโศก
กากะทิง บุนนาค และ การะเกด เป็นต้น มีประการต่าง ๆ.
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของชาวโลก เป็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าของชาวโลกทั้ง ๓ ทรงมีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม เพราะ
ยิ่งใหญ่ด้วยพระคุณ และเพราะยิ่งใหญ่ด้วยการนับ ประทับนั่งเหนือ
อาสนะศิลานั้นแล้ว ตรัสชี้แจงถึงกรรม คือการถวายดอกไม้ของพระองค์
คือได้ทรงกระทำให้ปรากฏชัดเป็นพิเศษ. คำที่เหลือในข้อความนั้น มี
เนื้อความพอจะรู้ได้ง่ายทั้งหมด เพราะได้กล่าวไว้แล้วในพุทธาปทานใน
หนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่าย. พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย ได้
รวบรวมกุศลกรรมและอกุศลกรรมไว้ในอปทานนี้ ทั้งที่มีปรากฏอยู่ใน
พุทธาปทานแล้ว ก็ด้วยมุ่งที่จะรวมไว้ในวรรค เพราะจะได้ชี้แจงแสดง
เฉพาะกรรมแล.
จบอรรถกถาปุพพกัมมปิโลติกพุทธปทาน
จบอรรถกถาอัมพฏผลวรรคที่ ๓๙
หน้า 879
ข้อ 392
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัมพฏผลทายกเถราปทาน ๒. ลพุชทายกเถราปทาน ๓.
อุทุมพรผลทายกเถราปทาน ๔. มิลักขุผลทายกเถราปทาน ๕. ผารุสผล-
ทายกเถราปทาน ๖. วัลลิผลทายกเถราปทาน ๗. กทลิผลทายกเถรา-
ปทาน ๘. ปนสผลทายกเถราปทาน ๙. โสณโกฏิวิสเถราปทาน ๑๐.
พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ.
บัณฑิตทั้งหลายคำนวณคาถาได้ ๙๑ คาถา.
จบอัมพฏผลวรรคที่ ๓๙
จบภาณวารที่ ๑๔
หน้า 880
ข้อ 393
ปิลินทวรรคที่ ๔๐
ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑ (๓๙๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายไทยธรรมอันสมควร
[๓๙๓] เราเป็นนายประตูอยู่ที่นครหังสวดี เรารวบรวมโภคสมบัติ
เก็บไว้ในเรือนมากมายนับไม่ถ้วน.
ในกาลนั้น เราอยู่ในที่ลับทำใจให้รื่นเริง นั่งอยู่ในปราสาท
อันประเสริฐแล้ว ได้คิดอย่างนี้ว่า
โภคสมบัติของเรามีมากมายแพร่หลายไปภายในบุรี แม้
พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินพระนามว่าอานนท์ ก็ทรงเชื้อ
เชิญเรา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นมุนี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วใน
โลกนี้ และโภคสมบัติของเราก็มีอยู่ เราจักถวายทานแด่
พระศาสดา.
พระราชบุตรพระนามว่าปทุม ทรงถวายทานอันประเสริฐ
คือ ช้างตัวประเสริฐ พร้อมด้วยบัลลังก์และพนักพิง มี
ประมาณไม่น้อย ในพระชินเจ้า.
แม้เราก็จักถวายทานในสงฆ์ อันเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐ
สูงสุด ทานอันประเสริฐที่ใครยังไม่เคยถวาย เราจักเป็นคน
แรกในทานนั้น.
หน้า 881
ข้อ 393
เราคิดที่จะถวายทานหลายวิธี สุขเป็นผลเพราะการบูชา
ทานใด จึงได้เห็นการถวายบริขารนั้น อันจะเป็นเครื่องทำ
ความดำริของเราให้เต็ม.
เราจักถวายบริขาร ในสงฆ์อันเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด
การถวายบริขารที่คนอื่นยังไม่เคยถวาย เราจักทำเป็นคนแรก.
ในขณะนั้นเราจึงเข้าไปหาช่างจักสาน จ้างให้ทำฉัตร
ได้รวบรวมฉัตรไว้หนึ่งแสนคัน ได้รวบรวมผ้าไว้หนึ่งแสน
ผืน ให้ทำบาตรหนึ่งแสนใย รวบรวมไว้.
จ้างช่างให้ทำมีด [โกน] พร้า เข็ม และมีสำหรับตัด
เล็บ อันสมควรแล้ว ให้วางไว้ภายใต้ฉัตรทั้งหลาย.
จ้างช่างให้ทำพัดใบตาล พัดขนปีกนกยูง พัดจามร ผ้า
กรองน้ำ และภาชนะน้ำมัน อันสมควร.
จ้างช่างให้ทำ กล่องเข็ม ผ้าอังสะ ประคดเอว และ
เชิงรองบาตรที่ทำอย่างสวยงาม อันสมควร.
ให้เอาเภสัชใส่ในภาชนะสำหรับใส่ของบริโภคและในขัน
สำริดให้เต็มแล้ว ให้วางไว้ภายใต้ฉัตร.
ให้ใส่ว่านน้ำ หญ้าคา ชะเอม ดีปลี พริก ผลสมอ
และขิงสด ให้เต็มไว้ภาชนะทุก ๆ อย่าง.
จ้างให้ทำรองเท้า เขียงเท้า ผ้าสำหรับ เช็ดน้ำ และ
ไม้เท้าคนแก่ ให้ทำอย่างสวยงาม อันสมควร.
จ้างช่างให้ทำหลอดใส่ยาหยอดตา ไม้ป้ายยาตา ธรรม-
กุตตรา กุญแจ และแเม่กุญแจ อันเย็บท่อด้วยผ้า ๕ สี.
หน้า 882
ข้อ 393
สายโยก กล้องเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง คนโทน้ำ และ
ผอบ อันสมควรกัน.
จ้างช่างให้ทำคีม กรรไกร ผ้าสำหรับเช็ดขัดสนิม และ
ถุงสำหรับเภสัช อันสมควรกัน.
จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่ง บัลลังก์อันมีเท้าสี่เท้าให้
สมควรแล้ว ให้ตั้งไว้ภายใต้ฉัตร.
จ้างช่างให้ทำฟูกยัดด้วยขนสัตว์และยัดด้วยนุ่น ฟูกนั่ง
และให้ทำหมอนอย่างดี อันสมควรกัน.
จ้างช่างให้ทำผงผสมน้ำอาบ ขี้ผึ้งทาตัว น้ำมันทามือและ
เท้าอันสะอาดใส่ในภาชนะเล็ก ๆ เตียงพร้อมด้วยเครื่องลาด
เสนาสนะ ผ้าสำหรับเช็ดเท้า ที่นอน ที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน
[แปรงฟัน] กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ทาศีรษะ.
ไม้สีไฟ ตั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร กระบวย
ตักน้ำ ผงย้อมผ้า รางย้อมผ้า.
ไม้กวาด ขันน้ำ๑ ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี
ผ้าอันตรวาสก ผ้าอุตราสงค์ ผ้าสังฆาฏิ ยานัตถุ์ ผ้าเช็ดหน้า
น้ำส้ม น้ำเกลือ น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ.
ขี้ผึ้ง ผ้าเก่า ผ้าเช็ดปาก ด้าย สิ่งใดชื่อว่าเป็นของ
ควรให้ทานมีอยู่ และสมควรแด่พระศาสดา.
เรารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดแล้วเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์ ครั้น
เข้าไปเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน ผู้มียศมากแล้ว.
๑. ม. อุทปตฺตํ ขันน้ำ.
หน้า 883
ข้อ 393
ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลว่า เราทั้งสอง
เจริญโดยชาติร่วมกัน มียศร่วมกัน มีความเท่าเทียมกันในสุข
ในทุกข์ และประพฤติตามกัน.
ทุกข์ทางใจมีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึก ข้าพระองค์
พึงทรงไว้ซึ่งทุกข์ของพระองค์ ข้าแต่กษัตริย์ ถ้าพระองค์
สามารถ ก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกข์นั้นเถิด.
พระราชาตรัสว่า ทุกข์ของท่าน ก็เป็นทุกข์ของเรา เรา
ทั้งสองมีใจร่วมกัน ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จได้ ถ้าท่านพึงเปลื้อง
ทุกข์นั้น.
ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ขอจงทรงทราบ ทุกข์ของข้า-
พระองค์บรรเทาได้ยาก.
ท่านร่ำร้องมากไป สิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด
ชีวิตของเราประมาณเท่าใด สิ่งนั้น [แม้] เป็นทรัพย์ที่ท่าน
สละได้ยาก.
ถ้าท่านต้องการด้วยสิ่งเหล่านี้ เราก็ไม่หวั่นไหวจักให้
เที่ยว ขอเดชะ พระองค์ทรงร่ำร้องแล้ว การร่ำร้องมากนั้นผิด.
ข้าพระองค์จักทราบด้วยเกล้าว่า วันนี้ พระองค์ทรงดำรง
อยู่ในธรรมทั้งปวง พระองค์ทรงให้การบีบคั้นหนักนัก เมื่อ
ข้าพระองค์ขอ.
ท่านจะต้องการด้วยการพูดไปทำไม ท่านปรารถนาสิ่งใด
หน้า 884
ข้อ 393
จงบอกแก่เรา ข้าแต่พระราชาผู้พระ ข้าพระองค์ปรารถนา
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง.
ข้าพระองค์จักนิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้เสวย ชีวิตของ
ข้าพระองค์อย่าเป็นโทษ พระองค์ตรัสว่า เราจะให้พรอย่างอื่น
แก่ท่าน ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย.
ใครไม่พึงให้พระพุทธเจ้า ผู้เปรียบเหมือนแก้วมณี มี
รัศมีรุ่งเรือง, ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่า
ตลอดถึงชีวิตอันมีอยู่ เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้ ก็ควร
พระราชทานพระตถาคตได้.
พระมหาวีรเจ้าควรงดไว้ เพราะใคร ๆ ไม่พึงให้พระชิน-
เจ้า พระพุทธเจ้าเรารับให้ไม่ได้ ท่านจงรับเอาทรัพย์จนนับ
ไม่ถ้วนเถิด.
เราจะต้องถึงการวินิจฉัย จักถามผู้วินิจฉัยทั้งหลาย ผู้
วินิจฉัยจักตัดสินละเอียด ฉันใด เราจักสอบถามข้อนั้น ฉันนั้น
เราได้จับที่พระหัตถ์ของพระราชา พากันไปสู่ศาลที่พิจารณา
พิพากษา.
เราได้กล่าวคำนี้ตรงหน้าของตุลาการและผู้พิพากษาทั้ง-
หลายว่า ขอตุลาการและผู้พิพากษาจงฟังเรา พระราชาได้
พระราชทานพรแก่เราว่า
เราไม่ยกเว้นอะไร ๆ แม้ชีวิตก็ปวารณาให้ได้ เมื่อเราขอ
พระราชทานพร เราจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระพุทธเจ้า ย่อมเป็นอันพระองค์พระราชทานแก่เราด้วยดี
ท่านทั้งหลาย จงตัดความสงสัยของเรา เราทั้งหลายจะเชื่อ
หน้า 885
ข้อ 393
ฟังคำท่านผู้เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน เราทั้งหลายฟังคำของ
ทั้งสองฝ่ายแล้ว จักตัดความสงสัยในข้อนี้.
ขอเดชะ พระองค์พระราชทานสิ่งทั้งปวง ท่านผู้นี้ ก็เป็น
อันถือเอาสิ่งทั้งปวงหรือพระเจ้าข้า.
เราไม่ยกเว้นอะไร ๆ ปวารณาแม้ชีวิต เป็นผู้ถึงความยาก
ตลอดชีวิตเป็นอย่างยิ่งเทียว เรารู้ว่าผู้นี้มีทุกข์ด้วยดี จึงได้ให้
ถือเอาสิ่งทั้งปวง.
ขอเดชะ พระองค์เป็นผู้แพ้ ควรพระราชทานพระตถาคต
เราตัดความสงสัยของทั้งสองฝ่ายแล้ว ท่านทั้งสองจงตั้งอยู่
ในคำมั่นอย่างนั้น.
พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้ตรัสกะตุลาการและ
ผู้พิพากษาว่า ท่านทั้งหลายพึงให้แม้แก่เราโดยชอบ เราพึง
ได้พระพุทธเจ้าอีก ท่านยังความดำริของท่านให้เต็ม นิมนต์
พระตถาคตให้เสวยแล้ว พึงคืนพระสัมพุทธเจ้าให้แก่พระเจ้า
อานนท์ผู้มียศอีก.
เราไหว้ตุลาการและผู้พิพากษา และถวายบังคมพระเจ้า
อานนท์จอมกษัตริย์ เป็นผู้ยินดีปราโมทย์ เข้าไปเฝ้าพระ-
สัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะ ผู้ไม่
มีอาสวะ.
ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ขอ
พระองค์ผู้มีจักษุพร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน โปรดทรงรับ
นิมนต์.
หน้า 886
ข้อ 393
ขอจงทรงยังจิตของข้าพระองค์ให้รื่นเริง เสด็จเข้านิเวศน์
ของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้
แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา.
พระผู้มีจักษุทรงรู้ความดำริของเรา จึงทรงรับนิมนต์ (ด้วย
ดุษณีภาพ) เราทราบว่า พระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว ถวาย
บังคมแด่พระศาสดา.
มีจิตร่าเริงเบิกบาน เข้ามายังนิเวศน์ของตน ประชุมมิตร
และอำมาตย์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า เราได้สิ่งที่ได้โดยยากนัก
แล้ว เปรียบเหมือนแก้วมณีมีรัศมีโชติช่วง เราจักบูชาองค์
พระพุทธเจ้าด้วยอะไร พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้ หา
ที่เปรียบมิได้ ผู้มีพระคุณอันชั่งไม่ได้ ไม่มีใครเสมอเหมือน
เป็นนักปราชญ์ ไม่มีบุคคลเปรียบ หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้น
มิได้ ไม่มีที่สอง ประเสริฐกว่านระ.
ก็อธิการอันสมควรแด่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก เรา
ทั้งหลายจงรวบรวมดอกไม้ต่าง ๆ เอามาทำมณฑปดอกไม้เถิด.
สิ่งนี้ย่อมสมควรแด่พระพุทธเจ้า จักเป็นอันบูชาด้วยสิ่ง
ทั้งปวง เราจึงให้ทำดอกบัวเผื่อน ดอกบัวหลวง ดอกมะลิ
ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกระถินพิมานให้เป็นมณฑป ปูลาด
อาสนะหนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร.
อาสนะของเรามีค่ายิ่งกว่าร้อยมีอยู่เบื้องหลัง ปูลาดอาสนะ
หนึ่งแสนที่ไว้ภายในเงาฉัตร.
หน้า 887
ข้อ 393
จัดแจงข้าวและน้ำเสร็จแล้ว ให้คนไปทูลเวลาภัตกาล
เมื่อคนไปทูลภัตกาลแล้ว พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ
พร้อมด้วยพระอรหันต์หนึ่งแสน เสด็จเข้าสู่นิเวศน์ของเรา
ฉัตรทรงอยู่ในเบื้องบน ในมณฑปดอกไม้อันบานดี.
พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์
หนึ่งแสน (เราทูลว่า) ขอพระองค์ผู้มีจักษุ โปรดทรงรับฉัตร
หนึ่งแสนและอาสนะหนึ่งแสน อันควรและไม่มีโทษเถิด.
พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงทรงรับไว้.
เราได้ถวายบาตรแก่ภิกษุแต่ละรูป รูปละหนึ่งบาตร ภิกษุ
ทั้งหลายละบาตรที่จัดเอง ทรงบาตรเหล็ก พระพุทธเจ้า
ประทับนั่งอยู่ในมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ คืน ๗ วัน.
ทรงยังสัตว์เป็นอันมากให้ตรัสรู้ ทรงประกาศพระธรรม-
จักร เมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้.
ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาและมนุษย์ ๘๔,๐๐๐ เมื่อถึง
วันที่ พระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตตระ ประทับนั่งอยู่
ภายในเงาฉัตร ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
มาณพผู้ใดได้ถวายทานอันประเสริฐไม่พร่องแก่เรา เราจัก
พยากรณ์มาณพนั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว.
จตุรงคินีเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า
จักแวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
ยานช้าง ยานม้า วอ จะไหลมาเทมา ชนทั้งหลายจัก
หน้า 888
ข้อ 393
บำรุงมาณพนั้นเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
รถหกหมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง จัก
แวดล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
ดนตรีหกหมื่น กลองเภรีทั้งหลายอันประดับดีแล้ว จัก
ประโคมมาณพนั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
นารี ๘๖,๐๐๐ นาง อันประดับประดาสวยงาม มีผ้าและ
อาภรณ์อย่างวิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม
ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอาเล็กเอวบาง จักแวดล้อมมาณพ
นั้นเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการให้สิ่งทั้งปวง.
มาณพนั้น จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัป
จักได้เป็นเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๑,๐๐๐ ครั้ง และ
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้.
เมื่อมาณพนี้อยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม
เทวดาจักทรงฉัตรแก้วไว้ในที่สุดแห่งเทวโลก มาณพนี้จัก
ปรารถนาเมื่อใด ฉัตรอันเกิดแต่ผ้าและดอกไม้ (ดังจะ) รู้จิต
ของมาณพนี้ จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น.
มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตักเตือนประกอบ
ด้วยบุญกรรม จักเกิดในตระกูลพราหมณ์.
ใน (อีก) แสนกัป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งมี
หน้า 889
ข้อ 393
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก พระ-
ศากยโคดมผู้ประเสริฐ ทรงทราบคุณข้อนี้ทั้งหมดแล้ว.
จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในเอคทัคค-
สถาน มาณพผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีชื่อว่า
ปิลินทวัจฉะ.
จักเป็นผู้อันเทวดา อสูร คนธรรพ์ ภิกษุ ภิกษุณี และ
คฤหัสถ์ทั้งหลาย สักการะ จักเป็นที่รักของคนทั้งปวง จัก
ไม่มีอาสวะ นิพพาน กรรมที่เราทำแล้วในแสนกัป ได้ให้ผล
แก่เราแล้วในภพนี้.
เราหลุดพ้นดี ดังกำลังลูกศร เผากิเลสทั้งหลายแล้ว โอ
กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว ในบุญเขตอันยอดเยี่ยมอันเป็นฐานะ
ที่เราทำกุศลกรรมแล้ว ได้บรรลุผลอันไม่หวั่นไหว.
ก็มาณพใดได้ให้ทานอันประเสริฐไม่บกพร่อง มาณพนั้น
ได้เป็นหัวหน้า นี้เป็นผลแห่งทานนั้น.
เราได้ถวายฉัตร ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ละอองและ
ธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑
อันมหาชนยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็น
ผู้มีใจสร้างขวาง ๑.
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ฉัตรหนึ่งแสนคัน อันประกอบ
หน้า 890
ข้อ 393
ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง เว้นชาตินี้แล้ว ทรงไว้เหนือศีรษะ
ของเรา เพราะผลแห่งกรรมนั้น.
เพราะเหตุไร๑ ในชาตินี้การทรงฉัตรจึงไม่มีแก่เรา กรรม
ทั้งปวงที่เราทำแล้ว เพราะผลบุญแห่งฉัตรหลุดพ้นรูปแล้ว.
เราได้ถวายผ้า ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทองคำ ๑ ปราศจาก
ธุลี ๑ มีรัศมีผ่องใส ๑ มีเดช ๑ ตัวของเราละเอียดอ่อน ๑
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ มีผ้าขาวแสนผืน ๑ สีเหลืองแสน
ผืน ๑ สีแดงแสนผืน ๑ ทรงอยู่เหนือศีรษะของเรา นี้เป็นผล
แห่งการถวายผ้า.
เราย่อมได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน และผ้าฝ่าย ใน
ที่ทุกแห่ง เพราะผลอันหลั่งออกแห่งการถวายผ้านั้น.
เราได้ถวายบาตร ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมบริโภคโภชนาหารในภาชนะทองคำ ภาชนะ
แก้วมณี ภาชนะเงิน และภาชนะที่ทำด้วยทับทิมในกาล
ทั้งปวง ๑ เราเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชน
ยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอนเป็น
๑. ม. กสฺมา เพราะเหตุไร.
หน้า 891
ข้อ 393
ปกติ ๑ โภคสมบัติของเราไม่พินาศ. เราเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑
เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑ เป็นผู้ไม่มีกิเลส ๑ ไม่มีอาสวะ ๑.
คุณเหล่านี้ ติดตามเราไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก
ย่อมไม่ละเราในที่ทุกแห่ง เปรียบเหมือนเงาไม่ละรูปฉะนั้น.
เราได้ถวายมีดโกน ที่ทำอย่างสวยงาม อันเนื่องด้วยเครื่อง
ผูกอย่างวิจิตรมากมาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดและ
แก่พระสงฆ์แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑ ถึง
ที่สุดในเวสารัชธรรม ๑ เป็นผู้มีธิติ ๑ มีความเพียร ๑ มีใจ
อันประคองไว้ทุกเมื่อ ๑ ย่อมได้ญาณอันสุขุมเครื่องตัดกิเลส ๑
ความบริสุทธิ์อันชั่งไม่ได้ ๑ ในที่ทั้งปวง เพราะผลอันหลั่ง
ออกแห่งกรรมของเรานั้น.
เรามีจิตเลื่อมใสได้ถวายพร้า อันราบเรียบ ไม่หยาบ ไม่
ต้องขัดถู เป็นอันมากในพระพุทธเจ้าและในสงฆ์แล้ว ย่อม
ได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้ความเพียรอันเป็นกัลยาณมิตร ๑ ขันติ ๑
ศัสตราคือความไมตรี ๑ ศัสตราคือปัญญาอันยิ่ง เพราะตัด
ลูกศรคือตัณหา ๑ ญาณอันเสมอด้วยแก้ววิเชียร ๑ เพราะ
ผลอันหลั่งออกแห่งกรรมเหล่านั้น.
เราได้ถวายเข็ม ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา
หน้า 892
ข้อ 393
คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ย่อมเป็นผู้อัน
มหาชนนอบน้อม ๑ ตัดความสงสัย ๑ มีรูปงาม ๑ มีโภค-
สมบัติ ๑ มีปัญญากล้า ๑ ทุกเมื่อ.
เราพิจารณาเห็นอรรถอันเป็นฐานะละเอียดลึกซึ้ง ด้วยญาณ
ญาณของเราอันเสมอด้วยแก้ววิเชียรอันเลิศ เป็นเครื่องกำจัด
ความมืด.
เราได้ถวายมีดตัดเล็บ ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้ทาสชายหญิง วัวและม้า ลูกจ้าง คน
ฟ้อนรำ ช่างตัดผม พ่อครัวทำอาหารเป็นอันมาก ในที่
ทั้งปวง.
เราได้ถวายพัดใบตาลอันงาม ในพระสุคตเจ้าแล้ว ย่อมได้
เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑ ความเร่าร้อน
ไม่มีแก่เรา ไม่รู้สึกความกระวนกระวาย ๑ ไม่รู้สึกความ
เดือดร้อนจิตของเรา ๑ เราดับไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ
มานะ ทิฏฐิ และไฟทั้งปวงได้แล้ว เพราะผลอันหลั่งออก
แห่งกรรมนั้นของเรา.
เราได้ถวายพัดจามรี มีขนนกยูงเป็นด้าม ในคณะสงฆ์ผู้
สูงสุดแล้ว ย่อมเป็นผู้มีกิเลสสงบระงับ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่ว
ยวนอยู่.
หน้า 893
ข้อ 393
เราได้ถวายผ้ากรองน้ำ และ ธมกรก ในพระสุคตเจ้า
แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรม
ของเรา
คือ เราก้าวล่วงอันตรายทั้งปวง ๑ ย่อมได้อายุอันเป็น
ทิพย์ ๑ เป็นผู้อันโจรหรือข้าศึกไม่ข่มขี่ในกาลทุกเมื่อ ๑ ศัสตรา
หรือยาพิษย่อมไม่ทำความเบียดเบียนเรา ๑ ไม่มีความตาย
ในระหว่าง เพราะผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้นของเรา.
เราได้ถวายภาชนะน้ำมัน ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีรูปสวยงาม ๑ มีความเจริญดี ๑ มีใจเบิก
บาน มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้อันอารักขาทั้งปวงรักษาแล้ว ๑.
เราได้ถวายกล่องเข็ม ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้คุณทั้งหลายนี้ คือความสุขใจ ๑ ความ
สุขกาย ๑ ความสุขอันเกิดแต่อิริยาบถ ๑ เพราะผลอันหลั่ง
ออกแห่งกรรมนั้น.
เราได้ถวายผ้าอังสะ ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้ความหนักในพระสัทธรรม ๑ ย่อมระลึกถึง
หน้า 894
ข้อ 393
ภพที่สองได้ ๑ เป็นผู้มีฉวีวรรณงามในที่ทั้งปวง ๑ เพราะผล
อันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น.
เราได้ถวายประคดเอว ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ เป็นผู้มีความชำนาญ
ในสมาธิ ๑ มีบริษัทไม่แตกกัน ๑ มีถ้อยคำอันมหาชนเชื่อถือ
ทุกเมื่อ ๑ มีสติตั้งมั่น ๑ ความสะดุ้งกลัวไม่มีแก่เรา ๑ คุณ
เหล่านี้ ติดตามเราไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก.
เราได้ถวายเชิงรองบาตร ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีภัยในเพราะวรรณะ ๕ ไม่
หวั่นไหวด้วยอะไร ๆ ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งอันเป็นเครื่อง
ตรัสรู้ด้วยสติและญาณ เราฟังแล้ว ธรรมที่เราทรงไว้ย่อม
ไม่พินาศ เป็นอันวินิจฉัยดีแล้ว.
เราได้ถวายภาชนะและเครื่องบริโภค ในพระพุทธเจ้าและ
ในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ
อันสมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้ภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี ภาชนะ
แก้วผลึก และภาชนะแก้วทับทิม ๑ ภริยา ทาสชายหญิง
พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า และหญิงมีวัตรยำเกรง
นาย ๑ ได้เครื่องบริโภคทุกเวลา ๑ วิชาในบทมนต์ และใน
อาคมต่าง ๆ เป็นอันมาก เราย่อมใคร่ครวญศิลปะทั้งปวง ใช้
ได้ทุกเวลา.
หน้า 895
ข้อ 393
เราได้ถวายขัน ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่กรรม
ของเรา
คือ เราย่อมได้ขันทองคำ ขันแก้วมณี ขันแก้วผลึก และ
ขันแก้วทับทิม ย่อมได้ขันทำด้วยแผ่นไม้โพธิ์ ขันมีรูปใบบัว
และขันที่ทำด้วยสังข์ ทำน้ำดื่มให้หวาน ย่อมได้คุณเหล่านี้
คือ ข้อปฏิบัติในวัตรอันงาม ในอาจาระและกิริยา เพราะ
ผลอันหลั่งออกแห่งกรรมนั้น.
เราได้ถวายเภสัช ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ มีปัญญา ๑ มีวรรณะ ๑
มียศ ๑ มีสุข ๑ ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีจัญไร ๑ มหาชน
ยำเกรงทุกเมื่อ ๑ เราไม่มีความพลัดพรากจากของที่รัก ๑
เพราะกรรมนั้นให้ผลแก่เรา.
เราได้ถวายรองเท้า ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๓ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา
คือ ยานช้าง ยานม้า วอ ย่อมไหลมาเทมา ๑ รถหกหมื่น
คันแวดล้อมเราทุกเมื่อ ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ รองเท้า
แก้วมณี รองเท้าทองแดง รองเท้าทองคำ รองเท้าเงิน ย่อม
เกิดขึ้นในขณะที่ยกเท้าขึ้น ๑ บุญกรรมทั้งหลาย ย่อมช่วย
หน้า 896
ข้อ 393
ชำระอาจารคุณให้สะอาดแน่นอน เราย่อมได้คุณเหล่านี้
เพราะกรรมนั้นให้ผล.
เราได้ถวายเขียงเท้า ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ได้สวมเขียงเท้ามีฤทธิ์แล้วอยู่ได้ตามปรารถนา.
เราได้ถวายผ้าเช็ดหน้า ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีผิวพรรณดุจทองคำปราศจากธุลี ๑ มีรัศมี
ผ่องใส ๑ มีเดช ตัวของเราละเอียดอ่อน ๑ ฝุ่นละอองไม่
ติดตัวเรา ๑ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล.
เราได้ถวายไม้เท้าคนแก่ ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เรามีบุตรมาก ๑ เราไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑ เป็น
ผู้อันอารักขาทุกอย่างรักษาไว้ ใคร ๆ ข่มขี่ไม่ได้ทุกเมื่อ ๑
ย่อมไม่รู้สึกความพลั้งพลาด ๑ ใจของเราไม่ขลาดกลัว ๑.
เราได้ถวายหยอดตา ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว
ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีนัยน์ตากว้างใหญ่ ๑ มีสีขาวมีสีเหลือง ๑
มีสีแดง ๑ เป็นผู้มีนัยน์ตาไม่มัว ๑ มีนัยน์ตาแจ่มใส ๑ เว้น
จากโรคตาทั้งปวง ๑ ย่อมได้ตาทิพย์ ๑ ได้ปัญญาจักษุอันสูง
สุด ๑ เราได้คุณเหล่านี้ เพราะกรรมนั้นให้ผล.
เราได้ถวายลูกกุญแจ ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์
หน้า 897
ข้อ 393
ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้ลูกกุญแจ คือ ญาณอันเป็นเครื่อง
เปิดทวารธรรม.
เราได้ถวายแม่กุญแจ ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว
ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา
คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ เป็นผู้มีความโกรธน้อย ๑
ไม่มีความคับแค้นใจ ๑.
เราได้ถวายสายโยก ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑ มีความชำนาญใน
สมาธิ ๑ มีบริษัทไม่แตกกัน ๑ มีถ้อยคำอันมหาชนเชื่อถือทุก
เมื่อ ๑ โภคสมบัติย่อมเกิดแก่เรา เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพ ๑.
เราได้ถวายกล้องเป่าควัน ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ สติของเราเป็นธรรมชาติตรง ๑ เส้นเอ็นของเราต่อ
เนื่องกันดี ๑ เราย่อมได้ตาทิพย์ เพราะกรรมนั้นให้ผล.
เราได้ถวายตะเกียงตั้ง ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๓ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีสกุล ๑ มีอวัยวะสมบูรณ์ ๑ มีปัญญาอัน
พระพุทธเจ้าสรรเสริญ เราได้คุณเหล่านี้เพราะกรรมนั้นให้ผล.
หน้า 898
ข้อ 393
เราได้ถวายคนโทน้ำและผอบ ในพระพุทธเจ้าและใน
คณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ ในกาลนั้น เราได้รับการคุ้มครองดีแล้ว ๑ พร้อมพรั่ง
ด้วยสุข ๑ มียศมาก มีคติ ๑ ไม่มีความวิบัติ ๑ เป็น
สุขุมาลชาติ ๑ เว้นจากจัญไรทั้งปวง ๑ เป็นผู้ได้คุณอัน
ไพบูลย์ ๑ หวั่นไหวด้วยความนับถือ ๑ มีความหวาดเสียว
อันดีแล้ว ๑ เพราะการถวายคนโทน้ำและผอบ เราได้วรรณะ ๔
ช้างแก้ว และม้าแก้ว คุณของเราเหล่านั้นไม่พินาศ ผลนี้
เพราะถวายคนโทน้ำและผอบ.
เราได้ถวายผ้าสำหรับเช็ดขัดสนิม ในพระพุทธเจ้าและ
ในคณะสงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวง ๑ มีอายุยืน ๑
มีปัญญา ๑ จิตมั่นคง ๑ กายของเราพ้นแล้วจากความยาก
ลำบากทุกอย่างในกาลทั้งปวง ๑.
เราได้ถวายมีดบางอันลับคมดีและกรรไกร ในสงฆ์แล้ว
ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลส อันหาน้ำหนักมิได้ สะอาด.
เราได้ถวายคีม ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องถอนกิเลสอันหาน้ำหนักมิได้
สะอาด.
เราได้ถวายยานัตถุ์ ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
หน้า 899
ข้อ 393
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑
จาคะ ๑ ขันติ ๑ และปัญญาเป็นคุณข้อที่ ๘ ของเรา.
เราได้ถวายตั่ง ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ประการ อันสมควรแก่กรรม
ของเรา
คือ เราย่อมเกิดในสกุลสูง เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑ ชน
ทั้งปวงยำเกรงเรา ๑ ชื่อเสียงของเราฟุ้งไป ๑ บัลลังก์สี่เหลี่ยม
จตุรัส ย่อมแวดล้อมเราเป็นนิตย์ตลอดแสนกัป ๑ เราเป็น
ผู้ยินดีในการจำแนกทาน ๑.
เราได้ถวายที่นอน ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เรามีร่างกายสมส่วน อันบุญกรรมก่อให้ ๑ เป็นผู้
อ่อนโยน มีรูปงาม น่าดู เราย่อมได้ญาณอันประเสริฐ ๑
นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราย่อมได้นวม ผ้าลาดลายรูป
สัตว์ ผ้าลาดทอด้วยพรหม ผ้าลาดอันจิตร ผ้าลาดอย่างดี
และผ้ากัมพลต่าง ๆ เป็นอันมาก ๑ ย่อมได้ผ้าปวารกะมีขน
อ่อนนุ่ม ผ้าทำด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่ม ในที่ต่าง ๆ ๑ นี้เป็นผล
แห่งการถวายที่นอน เมื่อใด เราระลึกถึงตน เมื่อใด เราเป็น
หน้า 900
ข้อ 393
ผู้รู้เดียงสา เมื่อนั้น เราเป็นผู้ไม่เปล่า มีฌานเป็นเตียง
นอน ๑ นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน.
เราได้ถวายหมอน ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๖ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา
คือ เราย่อมวางศีรษะของเรา หนุนบนหมอนอันยัดด้วย
ขนสัตว์ หมอนยัดด้วยเกสรบัวหลวง และยัดด้วยจันทน์แดง
ทุกเมื่อ ๑ เรายังญาณให้เกิดในอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ
และในสามัญผล ๔ เหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ๑
ยังญาณให้เกิดในทาน ทมะ สัญญมะ อัปปมัญญา และ
รูปฌานเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑ ยังญาณให้
เกิดในวัตรคุณ รูปปฏิมาและรนอาจารกิริยาแล้ว ย่อมอยู่ใน
กาลทั้งปวง ๑ ยังญาณให้เกิดในการจงกรม ความเพียรอัน
เป็นประธาน และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่
ตามปรารถนา ๑ ยังญาณให้เกิดในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ
และในวิมุตติญาณทัสสนะเหล่านั้นแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข ๑.
เราได้ถวายตั่งแผ่นกระดาน ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้บัลลังก์อันประเสริฐ อันทำด้วยทองคำ
แก้วมณี และทำด้วยงาช้างสารเป็นอันมาก นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายตั่งแผ่นกระดาน.
หน้า 901
ข้อ 393
เราได้ถวายตั่งรองเท้า ในพระชินเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้
ประเสริฐสุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๒ ประการ อัน
สมควรแก่กรรมของเรา
คือ เราย่อมได้ยวดยานเป็นอันมาก ๑ นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายตั่งรองเท้า ทาสหญิงชาย ภรรยา และคนอาศัยเลี้ยง
ชีวิตเหล่าอื่น ย่อมบำเรอเราโดยชอบ ๑ นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายตั่งรองเท้า.
เราได้ถวายน้ำมันสำหรับทาเท้า ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุด
แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรม
ของเรา
คือ ความที่เราเป็นผู้ไม่ป่วยไข้ ๑ มีรูปงาม ๑ เส้นเอ็น
ประสาทรับรสได้เร็ว ๑ ความได้ข้าวและน้ำ ๑ ได้อายุยืน
นานเป็นที่ห้า
เราได้ถวายเนยใสและน้ำมัน ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุด
แล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรม
ของเรา
คือ เราเป็นผู้มีกำลัง ๑ มีรูปสมบูรณ์ ๗ เป็นผู้ร่าเริงทุก
เมื่อ ๑ มีบุตรทุกเมื่อ ๑ และเป็นผู้ไม่ป่วยไข้ทุกเมื่อ ๑ นี้
เป็นผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน.
เราได้ถวายน้ำบ้วนปาก ในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว
ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา
หน้า 902
ข้อ 393
คือ เราเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑ มีเสียงไพเราะ ๑ เว้น
จากโรคไอ โรคหืด ๑ กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของ
เราทุกเมื่อ ๑.
เราได้ถวายนมส้มอย่างดี ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้บริโภคภัตอันไม่ขาดสาย คือ กายคตา-
สติอันประเสริฐ.
เราได้ถวายน้ำผึ้งอันประกอบด้วยสีกลิ่นและรสดี ในพระ-
ชินเจ้าและในคณะสงฆ์แล้ว ย่อมได้รส คือ วิมุตติอันไม่มี
รสอื่นเปรียบ ไม่เป็นอย่างอื่น.
เราได้ถวายรสตามเป็นจริง ในพระพุทธเจ้าและในคณะ
สงฆ์ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยผล ๔ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา.
เราได้ถวายข้าวและน้ำ ในพระพุทธเจ้าและในคณะสงฆ์
ผู้อุดมแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควร
แก่กรรมของเรา
คือ เราเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑ เป็นนักปราชญ์ ๑
มีวรรณะ ๑ มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ น้ำ ๑ เป็น
คนกล้า ๑ มีญาณรู้ทั่ว ๑ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ย่อม
ได้คุณเหล่านี้.
เราได้ถวายธูป ในพระสุคตเจ้าและในคณะสงฆ์ผู้ประเสริฐ
สุดแล้ว ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๑๐ ประการ อันสมควรแก่
กรรมของเรา
หน้า 903
ข้อ 393
คือ เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เป็นผู้มีกลิ่นตัว
หอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑ มีปัญญาเร็ว ๑ มีชื่อเสียง ๑ มีปัญญา
คมกล้า ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑ มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญา
ลึกซึ้ง ๑ มีปัญญาเครื่องแล่นไปไพบูลย์ ๑ เพราะผลการ
ถวายธูปนั้น บัดนี้ เราเป็นผู้บรรลุนิพพานอันเป็นสันติสุข ๑.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมา
ดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดุจช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปิลินทวัจฉเถราปทาน
หน้า 904
ข้อ 393
ปิลินทวัจฉวรรคที่ ๔๐
๓๙๑. อรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๐ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระปิลินทวัจฉเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร หํสวติยา
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากใน
ภพนั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้
บังเกิดในตระกูลนายประตู ในหังสวดีนคร ได้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติ
มาก เขาแลดูกองทรัพย์สมบัติที่สั่งสมไว้เป็นจำนวนโกฏิแล้ว จึงไปนั่งใน
ที่ลับ ๆ คิดว่า เราควรจะถือเอาทรัพย์ทั้งหมดนี้ไว้ในทางที่ถูกแล้วจึงไป
ดังนี้แล้ว จึงตกลงใจว่า ควรที่เราจะถวายบริขารทั้งหมดแด่ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงให้ช่างกระทำเริ่มต้นแต่ฉัตรแสนคัน จนถึง
เครื่องบริโภคและบริขารทั้งหมดอย่างละแสนชิ้นแล้ว นิมนต์พระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ได้ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุข ครั้นถวายทานได้ ๗ วันอย่างนี้แล้ว ในวันสุดท้าย
เขาได้ปรารถนาที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานเสร็จแล้ว ก็ทำแต่บุญเป็นอัน
มากจนตลอดชีวิต สิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปบังเกิดในเทวโลก ได้เสวยทิพย-
สมบัติมากมายในกามาวจรทั้ง ๖ ชั้น และได้เสวยสมบัติ มีจักรพรรดิ-
สมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูล
หน้า 905
ข้อ 393
พราหมณ์ เรียนจบศิลปศาสตร์ทุกสาขาแล้ว ได้ปรากฏชื่อว่า ปิลินทวัจฉะ
ด้วยอำนาจแห่งโคตร.
วันหนึ่ง ปิลินทวัจฉะนั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของ
พระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์
(ท่าน) ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
เรื่องราวอันนั้นด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า นคเร หํสวติยา
ดังนี้ เนื้อความแห่งอุทานนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวได้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า อาสึ โทวาริโก อหํ ความว่า เราได้เป็นนายประตู รักษาประตู
พระราชวังของพระราชาในหังสวดีนครแล้ว. บทว่า อกฺโขภํ อมิตํ โภคํ
ความว่า เพราะค่าที่ตนเป็นราชวัลลภ คนอื่นจึงไม่สามารถจะทำทรัพย์ให้
หวั่นไหว ให้เคลื่อนจากที่ได้ ทรัพย์ที่หาประมาณมิได้ จึงได้มีอยู่ใน
เรือนของเราเป็นกอง. บทว่า พหู เมธิคตา โภคา ความว่า โภคะเป็น
จำนวนมากมาย ได้ถึง ได้มีแก่เราแล้ว. ชื่อของบริขารทั้งหลายมีมีดน้อย
เป็นต้น ก็พอจะรู้ได้โดยง่ายด้วยการประกอบไปตามลำดับเนื้อความ. และ
อานิสงส์แห่งการถวายเครื่องบริขาร ก็พอจะรู้ได้ง่ายเหมือนกันแล.
จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
หน้า 906
ข้อ 394
เสลเถราปทานที่ ๒ (๓๙๒)
ว่าด้วยการประพฤติธรรม
[๓๙๔] ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนนอยู่ในนครหังสวดี ได้ประชุม
บรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นบุญเขตอันสูง
สุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวง.
กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณ์มหาศาลก็ดี ล้วนมี
จิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.๑
พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส
โสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
คนอุคคชาติ (พ่อเป็นกษัตริย์แม่เป็นศูทร) ก็ดี ราชบุตรก็ดี
พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากัน
ประพฤติปูคธรรม.
พ่อครัวก็ดี คนรับจ้างก็ดี คนรับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรอง
ดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูค-
ธรรม.
ช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี
ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วน
มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
๑. ปูคธรรม คือ ธรรมของแต่ละประชุมชน.
หน้า 907
ข้อ 394
ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี
ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติปูคธรรม.
ลูกจ้างก็ดี ช่างซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็น
อันมาก ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
คนตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้า
ก็ดี ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
คนขายดอกไม้ คนขายพวงมาลัย คนขายใบไม้และคน
ขายผลไม้ ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
หญิงแพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนม และคนขาย
ปลา ได้พากันประพฤติปูคธรรมตามกำลังของตน ๆ.
เราทั้งหมดนี้มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำ
บุญกุศล ในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม.
ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพระองค์แล้ว ร่วมกันเป็นคณะ
ในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่าง
สวยงามถวายแก่ภิกษุสงฆ์.
ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว มีใจเบิกบาน
ยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้น เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธ-
เจ้า.
ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลกผู้ประเสริฐ
กว่านระ ถวายบังคมแทบพระบาทของพระศาสดา ได้กราบทูล
ว่า
หน้า 908
ข้อ 394
ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็น
คณะเดียว ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงามแด่
พระองค์.
ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุสงฆ์ โปรด
ทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ต่อ
หน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า
บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติตาม
ครั้นท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ เมื่อถึงภพ
หลังสุด ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน อันเป็นแดนเกษม
อันเป็นภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ ไม่ตาย.
พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์
อย่างนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว ได้เสวย
โสมนัส.
ข้าพระองค์รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป เป็น
ใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัป.
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
ในรัชสมบัติในมนุษย์นี้ มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพ
สุดท้ายที่ถึงนี้ ข้าพระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อวาเสฏฐะ
ผู้สั่งสมสมบัติไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ
ถึงซึ่งบารมีอันประกอบด้วยองค์ ๖.
หน้า 909
ข้อ 394
แวดล้อมด้วยพวกศิษย์ของตน เดินไปตามระเบียงวิหาร
ได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฎา จัดแจง
เครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล วิวาห-
มงคลหรือ ท่านจะเชื้อเชิญพระราชาหรือ.
เกนิยดาบส๑ตอบว่า
เราใคร่จะบวงสรวงเครื่องบูชา ในพราหมณ์ที่สมมติกันว่า
ประเสริฐ เราไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง
อาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราไม่มี พระ-
พุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประเสริฐที่สุด
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่
สรรพสัตว์ วันนี้ เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจงเครื่องบูชานี้
เพื่อพระองค์.
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมี ดุจสีผลมะพลับ มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรา
นิมนต์เพื่อเสวย ณ วันพรุ่งนี้ และพระองค์มีพระพักตร์ร่าเริง
ดังสีทองคำปากเบ้า สุกใสเช่นกับสีถ่านเพลิงไม้ตะเคียน
เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นพระมหาวีระ เป็นนาถะของโลก เรา
นิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟบนยอดภูเขา
ดังดวงจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟไหม้ป่าอ้อ เรานิมนต์
แล้ว.
๑. วินัยปิฎก เป็น เกณิยชฎิล.
หน้า 910
ข้อ 394
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้าม ล่วงภัยได้
แล้ว ทรงทำที่สุดแห่งภพ เป็นมุนี เปรียบด้วยสีหะ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้
ผู้อื่นข่มขี่ไม่ได้ เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นพระมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือสัทธรรม เป็น
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ เปรียบด้วยโค-
อุสภราช เป็นพระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีวรรณะไม่มีที่สุด มียศนับมิได้
มีลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นพระมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่
มีตบะ มีเดชคร่าได้ยาก เปรียบด้วยพรหม เป็นพระมหาวีระ
เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรลุธรรมแล้ว๑ เป็นพระ-
ทศพล ถึงที่สุดกำลังล่วงกำลัง เปรียบด้วยแผ่นดิน เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเกลื่อนกล่นด้วยศีลและ
ปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยทะเล เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
๑. ฉ. ปตฺตธมฺโม.
หน้า 911
ข้อ 394
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะ
ข่มขี่ ไม่ทรงหวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยเขาสุเมรุ
เป็นพระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีญาณไม่สิ้นสุด ไม่มีผู้เสมอ
ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
จบภาณวารที่ ๑๕
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย
เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นพระ-
มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้
เป็นบุญเขตของผู้แสวงหาสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้
ประเสริฐ เป็นผู้ประทานสามัญผลเปรียบด้วยเมฆ เป็นพระ-
มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระวีระที่เขายกย่องในโลก
เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบด้วยดวงอาทิตย์ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นมุนี ทรงแสดงสภาวะ
หน้า 912
ข้อ 394
ในธรรมที่มีวิมุตติเป็นอารมณ์ เปรียบด้วยดวงจันทร์ เป็น
พระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว เขายกย่องในโลก
ประดับด้วยลักษณะทั้งหลาย ผู้หาประมาณมิได้ เป็นพระ-
มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระญาณหาประมาณมิได้ มี
ศีลไม่มีเครื่องเปรียบ มีวิมุตติ ไม่มีอะไรเทียมทัน เรานิมนต์
แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีธิติไม่มีอะไรเหมือน มีกำลัง
อันไม่ควรคิด มีความบากบั่นอันประเสริฐสุด เรานิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ
และยาพิษทั้งปวงแล้ว เปรียบด้วยยา เป็นพระมหาวีระ เรา
นิมนต์แล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและ
ทุกข์เป็นอันมาก เปรียบเหมือนโอสถ เปรียบด้วยสายฟ้า
เป็นพระมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว.
เกนิยดาบสกล่าวประกาศว่า พุทโธ เสียงประกาศนั้น
ข้าพระองค์ได้แสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่า พุทโธ
ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์.
ปีติของข้าพระองค์ไม่จับอยู่เฉพาะภายใน แผ่ซ่านออก
ภายนอก ข้าพระองค์เป็นผู้มีใจปีติ ได้กล่าวดังนี้ว่า
หน้า 913
ข้อ 394
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก
ประเสริฐกว่านระ ประทับอยู่ที่ไหน เราจักไปนมัสการ
พระองค์ผู้ประทานสามัญผล ณ ที่นั้น.
ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประนมกรอัญชลี โปรดยกหัตถ์เบื้อง
ขวาขึ้นชี้บอกพระธรรมราชาผู้บรรเทาลูกศร คือความโศกเศร้า
แก่ข้าพเจ้าเถิด.
ท่านย่อมเห็นป่าที่ใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้นลอยอยู่
เสมอด้วยดอกอัญชัน ปรากฏดุจสาคร.
พระพุทธเจ้าผู้ฝึกบุคคลที่ยังมิได้ฝึก เป็นมุนี ทรงแนะนำ
เวไนยสัตว์ ให้ตรัสรู้ในโพธิปักขิยธรรม พระองค์นั้น ประทับ
อยู่ที่นั่น.
ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนระหายน้ำ
หาน้ำ เช่นคนหิวข้าวหาข้าว ปานดังแม่โครักลูกค้นหาลูก
ฉะนั้น.
ข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและอุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่
ธรรม ให้พวกศิษย์ของตนผู้จะไปยังสำนักพระชินเจ้าศึกษาว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ใคร ๆ คร่าไปได้ยาก เสด็จ
เที่ยวอยู่พระองค์เดียว เปรียบเหมือนราชสีห์ฉะนั้น ท่าน
มาณพทั้งหลายควรเดินเรียงลำดับกันมา.
พระพุทธเจ้าทั้งหลายยากที่ใคร ๆ จะคร่าไป เปรียบ
เหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสรมฤคราช ดังช้างกุญชรที่ตกมัน
ฉะนั้น.
หน้า 914
ข้อ 394
ท่านมาณพทั้งหลายจงอย่าจาม และอย่าไอ เดินเรียง
ลำดับกันเข้าไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าเถิด.
พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น
ชอบเสียงเงียบ ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็น
ครูในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
เราทูลถามปัญหาใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น
ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่.
พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรม อันเป็นแดนเกษม เพื่อ
บรรลุนิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม
นั้น เพราะการฟังสัทธรรมเป็นความงาม.
ข้าพระองค์ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ได้ปราศรัยกับ
พระมุนี ครั้นผ่านการปราศรัยไปแล้ว จึงตรวจดูพระลักษณะ
ทั้งหลาย.
ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ ๓๐
ประการ พระมุนีทรงแสดงพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝักด้วย
ฤทธิ์.
และพระชินเจ้าทรงแสดงพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณ
และพระนาสิก ทรงแผ่พระชิวหาปกปิดถึงที่สุดพระนลาฏ
ทั้งสิ้น.
ข้าพระองค์ได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ บริบูรณ์พร้อม
หน้า 915
ข้อ 394
ด้วยพยัญชนะ จึงลงความสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่
แล้วบวชพร้อมด้วยพวกศิษย์.
ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์ ๓๐๐ คน ออกบวชเป็นบรรพชิต
เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายบวชแล้วยังไม่ถึงกึ่งเดือน ได้บรรลุ
ถึงความดับทุกข์ทั้งหมด.
ข้าพระองค์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรมในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน.
เพราะได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงตั้งอยู่ใน
ปูคธรรม เพราะกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้
เหตุ ๘ ประการ
คือ ข้าพระองค์เป็นผู้อันเขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ โภค-
สมบัติของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน ๑ ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของ
คนทั้งปวง ๑ ความสะดุ้งหวาดเสียวไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑.
ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ข้าพระองค์ย่อมรักษา
อายุยืนนาน ๑ ข้าพระองค์เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียดอ่อน
เมื่ออยู่ย่อมได้อยู่ในที่ที่ตนปรารถนา ๑ เพราะได้ถวายไม้
กลอน ๘ อัน ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรมอีกข้อหนึ่ง คือ
ปฏิสัมภิทาและอรหัต นี้เป็นข้อที่ ๘ ของข้าพระองค์.
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่จบ
หมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นบุตรของพระองค์
ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพระองค์จึง
หน้า 916
ข้อ 394
ได้อยู่ในปูคธรรม ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์
ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ
คือ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑ มีโภค-
สมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อได้ โดยข้าพระองค์ไม่
เสียถ้อยคำ ๑ จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑ ข้าพระองค์
ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใคร ๆ ๑ ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น
ข้าพระองค์เป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา.
ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์มีความ
เคารพ มีความยำเกรงได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ถวาย
บังคมพระองค์.
ข้าพระองค์ได้ทำบัลลังก์อันสวยงามแล้ว จัดตั้งไว้ใน
ศาลา ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕
ประการ
คือ ย่อมเกิดในสกุลสูง มีโภคสมบัติมาก ๑ เป็นผู้มี
สมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ เมื่อข้าพระองค์
ปรารถนาจะไป บัลลังก์ย่อมตั้งรออยู่ ๑ ย่อมไปสู่ที่ปรารถนา
พร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑.
เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้
ทั้งหมด ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพละ
ทั้งปวง ถวายบังคมพระองค์.
ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวง อันเป็นกิจของผู้อื่นและของตน
สำเร็จแล้วด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าไปสู่
บุรีอันไม่มีภัย.
หน้า 917
ข้อ 394
ข้าพระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว
ด้วยบุญกุศลที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็นผู้
ประเสริฐ.
ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้น ย่อม
ฝึกช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่าง ๆ นานาแล้ว ย่อมฝึกด้วย
ความทารุณ.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์หาได้ฝึกชายและหญิง
เหมือนอย่างนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอันสูงสุด ด้วย
ไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา.
พระมุนีทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา
และพระมุนีตรัสปัญหาข้อเดียวยังคน ๓๐๐ คน ให้ตรัสรู้ได้.
ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว พ้น
วิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวง ดับ
แล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใด ใน
กาลนั้น ด้วยทานนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผล
แห่งการถวายศาลา.
การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักพระพุทธเจ้านี้เป็นการมาดี
แล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว.
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
หน้า 918
ข้อ 395
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเสลเถระพร้อมกับบริษัทได้กล่าวคาถาเหล่านี้
ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบเสลเถราปทาน
สัพพกิตติกเถราปทานที่ ๓ (๓๙๓)
ว่าด้วยอานิสงส์การสรรเสริญธรรม
[๓๙๕] เราเป็นพราหมณ์ผู้ทรงชฎาและหนังสัตว์ เป็นผู้ซื่อตรง
มีตบะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ทรงรุ่งเรืองดัง
ดอกกรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงรูปรุ่งโรจน์ดังดาวประกายพรึก
เปรียบเหมือนสายฟ้าในอากาศ ไม่ทรงครั่นคร้าม ไม่ทรง
สะดุ้งกลัว ดังพญาไกรสรราชสีห์ ทรงประกาศแสงสว่างแห่ง
พระญาณ ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์ ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกนี้
ทรงตัดความสงสัยทั้งปวง ไม่ทรงหวาดหวั่นดังพญาเนื้อฉะนั้น
จึงถือเอาผ้าเปลือกไม้กรองลาดลง ถ ที่ใกล้พระบาท.
หยิบเอากลัมพักมาชโลมทาพระตถาคต ครั้นชโลมทา
พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ชมเชยพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก
ว่า
หน้า 919
ข้อ 395
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงข้ามพ้นโอฆะแล้ว ทรง
ยังโลกนี้ให้ข้ามพ้น ทรงยังพระญาณอันประเสริฐสูงสุดให้
โชติช่วงด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ.
ทรงประกาศธรรมจักร ทรงย่ำยีเดียรถีย์อื่น ทรงเป็นผู้
กล้าหาญ ทรงชนะสงครามแล้ว ยังแผ่นดินให้หวั่นไหว.
คลื่นในมหาสมุทรย่อมแตกในที่สุดฝั่ง ฉันใด ทิฏฐิทั้งปวง
ย่อมแตกทำลายในเพราะพระญาณของพระองค์ ฉันนั้น.
ข่ายตาเล็ก ๆ ที่เขาเหวี่ยงลงไปในสระแล้ว สัตว์ทั้งหลาย
ที่อยู่ภายในข่าย เป็นผู้ถูกบีบคั้นในขณะนั้น ฉันใด ข้าแต่
พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเดียรถีย์ในโลก เป็นผู้หลงงมงายไม่
อาศัยสัจจะ ย่อมเป็นไปภายในพระญาณอันประเสริฐของ
พระองค์ ฉันนั้น.
พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของผู้ที่ว่ายอยู่ในห้วงน้ำ เป็น
นาถะของผู้ไม่มีความผูกพัน เป็นสรณะของผู้ที่ตั้งอยู่ในภัย
เป็นผู้นำหน้าของผู้ต้องการความพ้น.
เสด็จเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีใครเหมือน ทรงประกอบด้วย
พระเมตตากรุณา ทรงมีปัญญา ประกอบการเสียสละ มี
ความชำนาญ คงที่ เป็นที่อยู่แห่งคุณ เป็นนักปราชญ์
ปราศจากความหลง ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่มีความสงสัย เป็น
ผู้พอพระทัย มีโทสะอันคายแล้ว ไม่มีมลทิน ทรงสำรวม
มีความสะอาด ล่วงธรรมเครื่องข้อง มีความเมาไปปราศแล้ว
หน้า 920
ข้อ 395
ได้วิชชา ๓ ถึงความเจริญ ทรงถึงเขตแดน เป็นผู้หนักใน
ธรรม มีประโยชน์อันถึงแล้ว ทรงหว่านประโยชน์.
ทรงยังสัตว์ให้ข้ามเปรียบเหมือนเรือ ทรงมีขุมทรัพย์
ทรงทำความเบาใจ ไม่ทรงครั่นคร้ามดังราชสีห์ ทรงฝึก
พระองค์แล้ว เหมือนพญาคชสารอันฝึกแล้ว.
ในกาลนั้น ครั้นเราสรรเสริญพระมหามุนี พระนามว่า
ปทุมุตตระด้วยคาถา ๑๐ คาถา ถวายบังคมพระบาทพระศาสดา
แล้ว ได้ยืนนั่งอยู่.
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา ประทับอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดสรรเสริญศีล ปัญญา และธรรมของเรา เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดหกหมื่นกัป จักเสวย
ความเป็นอิสระครอบงำเทวดาเหล่าอื่น.
ภายหลัง อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เขาจักออกบวชใน
พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่าโคดม.
ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมด้วยภาย กำหนดรู้อาสวะ
ทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน.
เมฆครางกระหึ่ม ย่อมยังพื้นดินนี้ให้อิ่ม ฉันใด ข้าแต่
พระมหาวีรเจ้า พระองค์ทรงยังข้าพระองค์ ให้อิ่มด้วยธรรม
ฉันนั้น.
หน้า 921
ข้อ 395
ครั้นเราเชยชมศีล ปัญญา ธรรมและพระนายกของโลก
แล้ว ได้บรรลุนิพพานอันเป็นธรรมระงับอย่างยิ่ง เป็นบทไม่
เคลื่อน.
โอหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้นพึงดำรง
อยู่นานแน่ เราก็พึงรู้แจ้งธรรมที่ยังไม่รู้แจ้ง พึงเห็นอมตบท.
ชาตินี้เป็นชาติที่สุดของเรา เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าพระองค์
ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
สรรเสริญ.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
อาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมา
ดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านั้น คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัพพกตติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสัพพกิตติกเถราปทาน
หน้า 922
ข้อ 396
มธุทายกเถราปทานที่ ๔ (๓๙๔)
ว่าด้วยอานิสงส์การถวายน้ำผึ้งและลาดหญ้า
[๓๙๖] เราได้สร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ เรา
บอกคัมภีร์อิติหาสะพร้อมทั้งตำราทายลักษณะ กะพวกศิษย์ที่
อาศรมนั้น.
ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ธรรม เราแนะนำดี เป็นผู้ใคร่ฟัง
คำสั่งสอนดี ถึงบารมีอันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการ อยู่
ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ เป็นผู้ฉลาดในการทำนายการเกิดการตาย
และในลักษณะทั้งหลาย แสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ใน
ป่าใหญ่ในกาลนั้น.
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ เสด็จอุบัติขึ้น
ในโลก พระองค์ทรงนำดีจะทรงอนุเคราะห์พวกเรา จึง
เสด็จเข้ามา.
เราได้เห็นพระมหาวีระพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายกของ
โลก เสด็จเข้ามา จึงได้เอาหญ้าลาดถวายแด่พระองค์ผู้เป็น
เชษฐบุรุษของโลก.
เราถือเอาน้ำผึ้งจากป่าใหญ่ มาถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด พระสัมพุทธเจ้าเสวยแล้ว ได้ตรัสพระดำรัส
นี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ถวายน้ำผึ้งแก่เราด้วยมือทั้งสอง
ของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
หน้า 923
ข้อ 396
ด้วยการถวายน้ำผึ้ง และด้วยการลาดหญ้าถวายนี้ ผู้นั้น
จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป ในสามหมื่นกัป
พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นั้นจักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น จัก
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะแล้ว นิพพาน.
เมื่อเราจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้ ถือปฏิสนธิใน
ครรภ์มารดา เมล็ดฝนน้ำผึ้งได้ตกปกปิดแผ่นดินด้วยน้ำผึ้ง.
แม้ในขณะเมื่อเราคลอดจากครรภ์นั้น ฝนน้ำผึ้งก็ตกให้
แก่เรา เต็มเปี่ยมหม้อตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อเราออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ย่อมได้ข้าวและน้ำ นี้เป็นผล
แห่งการถวายน้ำผึ้ง.
เราเกิดในเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยกามทั้งปวง
ได้บรรลุความสิ้นอาสวะเพราะการถวายน้ำผึ้งนั้นแล.
เมื่อฝนตกแล้ว หญ้างอกยาว ๔ นิ้ว เมื่อต้นไม้ในแถว
ฝั่งน้ำมีดอกบานสะพรั่ง เราผู้ไม่มีอาสวะเป็นสุขอยู่เป็นนิตย์
ในเรือนว่างเปล่า ที่มณฑปและโคนไม้.
เราก้าวล่วงภพเหล่าใด คือภพในท่ามกลาง ภพเบื้องบน
หน้า 924
ข้อ 396
และภพเบื้องต่ำเหล่านั้น อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้วใน
วันนี้ บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก.
ในสามหมื่นกัป (แต่กัปนี้) เราได้ถวายทานใด ในกาล
นั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย
น้ำผึ้ง.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
อาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมา
ดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมธุทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมธุทายกเถราปทาน
หน้า 925
ข้อ 397
ปทุมกูฏาคาริกเถราปทานที่ ๕ (๓๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา
[๓๙๗] พระผู้มี พระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้สยัมภูเป็น
นายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ในวิเวก ฉลาดใน
สมาธิ เป็นมุนี.
พระมหามุนีพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่
ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่.
ในกาลก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น
เราเที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ในป่านั้น.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ
เปรียบเหมือนพญารังมีดอกบาน เหมือนดวงอาทิตย์อุทัย.
ครั้นเห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มียศมากแล้ว
เราจึงลงไปสู่สระบัว นำดอกปทุมมาในขณะนั้น.
ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึงสร้าง
เรือนมียอด (ปราสาท) แล้ว มุงบังด้วยดอกปทุม.
พระพุทธชินเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี เป็นมหามุนี ทรง
อนุเคราะห์ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับอยู่ในกูฏาคาร ๗
คืน ๗ วัน.
เราเก็บดอกปทุมที่เก่า ๆ ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุม
ใหม่ ขณะนั้น เราได้ยืนประนมกรอัญชลีอยู่.
หน้า 926
ข้อ 397
พระมหามุนีพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก
เสด็จออกจากสมาธิแล้วประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่.
ในกาลนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่า สุทัสสนะ มีฤทธิ์
มาก รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้ศาสดา.
ผู้อันภิกษุ หมื่นแวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่งประทับนั่งทรงสำราญอยู่ที่ชายป่า.
และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณ
เท่าใด เทวดาเหล่านั้นทราบพระพุทธดำริแล้ว พากันมา
ประชุมทั้งหมด
เมื่อพวกยักษ์ กุมภัณฑ์พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำ มาพร้อมกัน
และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระ-
คาถาว่า
ผู้ใดบูชาเราตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรากล่าว
เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้ง
ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกตลอด ๑๔ กัป เทวดา
ทั้งหลายจักเนรมิตกูฏาคารอันประเสริฐ ที่มุงบังด้วยดอกปทุม
ให้แก่ผู้นั้น กั้นไว้ในอากาศ.
นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม เขาจักท่องเที่ยววนเวียนอยู่
ตลอด ๑,๔๐๐ ๑ กัป.
๑. ม. ยุ. ๒๔ กัป.
หน้า 927
ข้อ 397
ใน ๑,๔๐๐ กัปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำ
ย่อมไม่ติดในใบบัว ฉันใด กิเลสก็ไม่คิดอยู่ในญาณของผู้นั้น
ฉันนั้น ผู้นี้กำจัดนิวรณ์ ๕ ออกไปจากใจ.
ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกบวช ในกาลนั้น
วิมานดอกไม้อันทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย.
เมื่อผู้นั้นผู้มีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนไม้ ที่โคนไม้นั้น
วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะ.
ผู้นั้นจักถวายจีวร บิณฑบาตคิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่ง
แก่ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน.
เมื่อผู้นั้นเที่ยวไปพร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฏาคาร
ย่อมทรงผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้.
เจตนาในจีวรและบิณฑบาตย่อมไม่มีแก่เรา เราประกอบ
ด้วยบุญกรรม จึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว.
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกล่วงเราไปเปล่า ๆ พ้นไป
แล้วด้วยดีตลอดโกฏิกัปเป็นอันมากโดยจะนับจะประมาณมิได้.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราจึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปิยทัสสี ผู้แนะนำให้วิเศษ แล้วจึงเข้าถึงกำเนิดนี้.
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมะ ผู้มีจักษุ
ได้เข้าเฝ้าพระองค์แล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
หน้า 928
ข้อ 397
พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงทำที่สุดทุกข์ได้ ทรงแสดงพระสัท-
ธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่
หวั่นไหว.
เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคคมศากยบุตร ให้
ทรงโปรด กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วย
ธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะ
ทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน
อรรถกถาปิลินทวรรคที่ ๔๐
อปทานที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 929
ข้อ 398
พักกุลเถราปทานที่ ๖ (๓๙๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายยา
[๓๙๘] ภูเขาชื่อโสภิตะมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พวกศิษย์
ของเราช่วยกันสร้างอาศรมอย่างสวยงามให้เราที่ใกล้ภูเขานั้น.
ที่ใกล้อาศรมนั้น มีมณฑปเป็นอันมาก ไม้ย่างทราย
กำลังมีดอกบาน ไม้มะขวิด ต้นจำปา ไม้กากะทิง ไม้เกด
มีเป็นอันมาก.
มีไม้ย่างทราย ต้นพุทรา และต้นมะขามป้อมเป็นอันมาก
มีต้นมะปราง น้ำเต้า และบัวขาวกำลังมีดอกบาน.
มีต้นรักขาว ต้นมะตูม ต้นกล้วย และต้นมะงั่ว ต้น
สะท้อน ต้นรกฟ้าขาว และต้นประยงค์ มีอยู่มาก.
มีต้นคำ ไม้สน ต้นกระทุ่ม ต้นไทร และมะกอก อาศรม
ของเราเป็นเช่นนี้ เราพร้อมด้วยศิษย์อยู่ที่อาศรมนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูพระนามว่า อโนมทัสสี เป็น
นายกของโลก ทรงแสวงหาที่เร้น เสด็จเข้าสู่อาศรมของเรา.
และเมื่อเราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีระพระนามว่า อโนมทัสสี
ผู้มียศมาก โรคลมก็เกิดขึ้นแก่พระโลกนาถโดยฉับพลัน.
เราเที่ยวไปในป่า ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของ
โลก ผู้มีจักษุ มียศมาก จึงได้เข้ารูปเฝ้า.
ครั้นได้เห็นพระอิริยาบถเข้าก็เข้าใจได้ในทันทีว่า โรคเกิด
ขึ้นแก่พระพุทธเจ้าแน่แล้ว.
หน้า 930
ข้อ 398
เราจึงรีบกลับอาศรม ในสำนักของพวกศิษย์เรา ขณะนั้น
เราปรึกษาศิษย์ว่า เราต้องการทำยา.
ศิษย์ทั้งหมดผู้มีความเคารพ รับคำของเราแล้วร่วมประชุม
กันเพราะเคารพในเราผู้เป็นครู.
เรารีบขึ้นไปบนภูเขาเก็บยาทุกสิ่งมาปรุง ได้ปรุงเป็นยา
ต้มแล้ว รินเอาน้ำยามาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.
เมื่อพระมหาวีระผู้สัพพัญญู เป็นนายกของโลก เสียแล้ว
โรคลมของพระสุคตเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ก็สงบลงฉับพลัน.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้มียศมาก ทรงเห็น
ความกระวนกระวายสงบแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของ
พระองค์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้ถวายยาแก่เรา และระงับโรคของเราได้ เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัป ผู้นั้นจักบันเทิง
อยู่ในเทวโลกนั้น อันมีดนตรีประโคมอยู่ทุกเมื่อ.
มาใส่มนุษยโลกแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
ใน ๕๕ กัป จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่า อโนมิ ทรง
ชนะวิเศษ มีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต เป็นใหญ่ในชมพู-
ทวีป.
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพล
มาก จักยังดาวดึงส์ให้กระฉ่อนแล้ว จักเสวยความเป็นใหญ่.
หน้า 931
ข้อ 398
เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีอาพาธน้อย จักเว้น
ความเร่าร้อนแล้ว ข้ามพ้นความป่วยไข้ได้ในโลก.
ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่า
โคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ
ในโลก.
เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็น
โอรสอันธรรมนิรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้
ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
จักเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ข้ามพ้นกระแสตัณหาได้ จักมี
ชื่อว่า พักกุละ เป็นสาวกของพระศาสดา.
พระโคดมศากยบุตร ทรงรู้คุณทั้งปวงนี้แล้ว ประทับนั่ง
ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคสถาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อโนมทัสสี ผู้สยัมภู
ผู้เป็นนายกของโลก ผู้ต้องการความวิเวก เสด็จมายังอาศรม
ของเรา.
เรามีความเลื่อมใส ได้ยังพระมหาวีระผู้สัพพัญญู เป็น
นายกของโลก ซึ่งเสด็จเข้ามา ให้อิ่มหนำด้วยโอสถทั้งปวง
ด้วยมือของตน.
เรานั้นได้ทำกรรมดีแล้วในเขตที่ดี สมบูรณ์ด้วยพืช ก็ใน
กาลนั้น เราไม่อาจให้กรรมที่เราทำแล้วสิ้นไปได้เลย.
การที่เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกนั้น เป็น
หน้า 932
ข้อ 398
ลาภที่เราได้ดีแล้ว ด้วยกรรมอันเหลือนั้น เราได้บรรลุบทอันไม่
หวั่นไหว.
พระโคดมศากยบุตรทรงทราบคุณทั้งหมดนี้ ประทับนั่ง
ในท่านกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน.
ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาล
นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายยา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว มี
อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ของเรามิได้มี.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพักกุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบพักกุลเถราปทาน
หน้า 933
ข้อ 398
๓๙๖. อรรถกถากุลเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระพากุลเถระ. มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
เล่ากันมาว่า พระเถระรูปนี้ในอดีตกาล ตั้งแต่กาลที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ในที่สุดแห่งอสงไขย
กำไรแสนกัปแต่นี้ไป ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ก่อนกว่าใคร
เจริญวัยแล้ว ได้เรียนจบไตรเพท มองไม่เห็นสาระในไตรเพทนั้น คิดว่า
เราจักแสวงหาประโยชน์ในภพหน้า จึงบวชเป็นฤาษีอยู่ที่เชิงเขา เป็นผู้
ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ อยู่มาได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น
จึงไปยังสำนักของพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้ว ดำรงมั่นอยู่ในไตรสรณะ
เมื่อพระศาสดาเกิดการอาพาธเนื่องด้วยโรคลม จึงไปนำเอาเภสัชมาจากป่า
ระงับโรคลมนั้นจนสงบดี น้อมใจนึกไปถึงบุญอันนั้น ก็เพื่อประโยชน์
แห่งความเป็นผู้ไม่มีโรคภัย พอจุติจากโลกมนุษย์นั้น ก็ได้ไปบังเกิดใน
พรหมโลก ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดอสงไขยหนึ่ง
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูล
แห่งหนึ่ง ในพระนครหังสาวดี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรม-
เทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรง
สถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศแห่งพวกภิกษุผู้มีอาพาธน้อย ตนเองหวัง
จะได้ตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้ตั้งปณิธานไว้แล้ว ได้สั่งสมแต่กุศลกรรมจน
ตลอดชีวิตแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปในสุคติอย่างเดียว ตั้งแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีทรงอุบัติขึ้นแล้ว ท่านก็ได้บังเกิดในตระกูลของ
๑. บาลีว่า พักกุลเถราปทาน.
หน้า 934
ข้อ 398
พราหมณ์ ในนครพันธุมดีก่อนกว่าใครหมด พอเรียนจบศิลปศาสตร์ทุก
สาขาแล้ว มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น จึงได้ออกบวชเป็นฤาษี เป็นผู้
ได้ฌานและอภิญญา อยู่ที่เชิงเขา ได้สดับว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว
จึงได้ไปยังสำนักของพระศาสดา ได้ตั้งอยู่ในไตรสรณะ เมื่อภิกษุทั้งหลาย
เกิดความป่วยไข้เพราะหญ้าเป็นเหตุ จึงช่วยรักษาโรคนั้นจนสงบ ดำรง
อยู่ในอัตภาพนั้นจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดใน
พรหมโลก ตั้งแต่นั้นในกัปที่ ๙๑ ท่านได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ
มนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านได้
บังเกิดในเรือนอันมีสกุลในกรุงพาราณสี อยู่เป็นฆราวาส ได้มองเห็น
มหาวิหารหลังหนึ่งซึ่งคร่ำคร่าทรุดโทรม จึงให้ช่างจัดการสร้างที่อยู่อาศัย
ทั้งหมด มีโรงอุโบสถเป็นต้น ในมหาวิหารนั้น ได้จัดแจงถวายเภสัชทุกชนิด
แก่ภิกษุสงฆ์ในที่นั้นด้วย ได้สร้างกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ก็ได้ท่อง
เที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดพุทธันดรหนึ่ง เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าของพวกเราทรงอุบัติขึ้นแล้ว เขาบังเกิดแล้วในตระกูลเศรษฐี
ในกรุงโกสัมพีก่อนกว่าใครหมด.
เขาคลอดออกจากครรภ์ของมารดาแล้ว พวกพี่เลี้ยงนำไปอาบน้ำที่
แม่น้ำยมุนา เพื่อความไม่มีโรค หลุดจากมือของพวกพี่เลี้ยง ได้ถูกปลาฮุบ
ไป พวกชาวประมงเอาข่ายจับปลานั้นมาได้แล้ว ขายให้กับภริยาของท่าน
เศรษฐีชาวกรุงพาราณสี. นางรับปลานั้นไปแล้ว ขณะที่กำลังทำการผ่า
ได้มองเห็นทารกผู้ไม่มีโรค เพราะผลบุญที่เขาได้ทำไว้ในปางก่อน จึง
เอ่ยว่า เราได้ลูกชายแล้ว จึงรับเลี้ยงไว้ เขาได้ทราบเรื่องราวนี้แล้ว
จากมารดาบิดาบังเกิดเกล้า ผู้มาแล้วกล่าวว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของพวก
หน้า 935
ข้อ 398
เรา, จงให้ลูกคืนแก่พวกเราเถิด ดังนี้ เมื่อพระราชาทรงซักถามแล้ว
จึงทรงตัดสินว่า เด็กคนนี้ จงเป็นของทั่วไปแก่ตระกูลทั้งสอง เพราะว่า
เขาดำรงอยู่โดยความเป็นทายาทของตระกูลทั้งสอง จึงได้นามว่า พากุละ
เจริญวัยแล้ว ได้เสวยสมบัติมากมาย อยู่ในตระกูลเศรษฐี ๒ ตระกูล
ตระกูลละ ๖ เดือน เศรษฐีทั้งสองตระกูลเหล่านั้น เมื่อถึงวาระของตน
แล้ว ก็ต่อเรือพ่วงกัน ให้ช่างทำเป็นมณฑปรัตนะไว้บนเรือนนั้น ให้
ตระเตรียมดนตรีอันประกอบด้วยองค์ ๕ แล้วให้กุมารนั่งในเรือนนั้นแล้ว
ก็พากันมาทางแม่น้ำคงคาจนถึงที่ท่ามกลาง (จุดศูนย์กลาง) พระนคร
ทั้งสอง แม้พวกคนของท่านเศรษฐีอีกคนหนึ่ง ก็ได้ตระเตรียมไว้เช่นนั้น
เหมือนกัน ไปยังสถานที่นั้นแล้ว ยกกุมารขึ้นบนเรือนั้นแล้วพาไป กุมาร
คนนั้น เจริญอยู่อย่างนั้น เป็นผู้มีอายุ ๘๐ ปี ปรากฏมีชื่อว่า อุภยเศรษฐี-
บุตร เขาได้ไปยังสำนักของพระศาสดาฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว
พยายามอยู่ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย
ปฏิสัมภิทา ๔.
ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้ว
ในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. เนื้อความ
แห่งคำนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. เนื้อความแห่งบาลีแห่ง
อปทาน ก็พอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียว พระพากุลเถระนั้นบรรลุพระ-
อรหัตแล้ว มีชีวิตอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่วิมุตติ เป็นผู้มีอายุ ๑๖๐ ปี
จึงได้ปรินิพพานแล.
จบอรรถกถาพากุลเถราปทาน
หน้า 936
ข้อ 399
คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ (๓๙๗)
ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา
[๓๙๙] ภริยาของเราทำกาละแล้ว บุตรของเราก็ไปสู่ป่าช้า มารดา
บิดา และพี่ชายก็ตายแล้ว เราจึงเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน.
เพราะความเศร้าโศกนั้น เราเป็นผู้เร่าร้อน เป็นผู้ผอม
เหลือง จิตของเราฟุ้งซ่าน เพราะเราประกอบด้วยความเศร้า
โศกนั้น.
เรามากด้วยลูกศรคือความโศกจึงเข้าไปสู่ชายป่า บริโภค
ผลไม้ที่หล่นเองอยู่ที่โคนต้นไม้.
พระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้กระทำที่สุดทุกข์
พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักของเรา.
เราได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ
ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ จึงชะเง้อศีรษะดูพระมหามุนี.
พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น
เราได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลกแล้วมีใจไม่ฟุ้งซ่าน.
กลับได้สติแล้ว ได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ประทับนั่งบนใบไม้นั้นด้วยความอนุ-
เคราะห์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายกของโลก
ผู้ตรัสรู้แล้ว ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดงธรรม
เครื่องบรรเทาลูกศรคือความโศกแก่เราว่า
หน้า 937
ข้อ 399
ชนเหล่านั้น ใครมิได้เชื้อเชิญให้มาก็มาจากปรโลกนั้นเอง
ใครมิได้อนุญาตให้ไป ก็ไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขามาแล้ว
อย่างใด ก็ไปอย่างนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตาย
ของเขานั้น.
สัตว์มีเท้า เมื่อฝนตกลงมา เขาก็เข้าไปอาศัยในโรง
เพราะฝนตก เมื่อฝนหายแล้ว เขาก็ไปตามปรารถนา ฉันใด
มารดาบิดาของท่าน ก็ฉันนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตาย
ของเขานั้น.
แขกผู้จรมา เป็นผู้สั่นหวั่นไหว ฉันใด มารดาบิดาของ
ท่าน ก็ฉันนั้น คร่ำครวญไปทำไมในการตายของเรานั้น.
งูละคราบเก่าแล้ว ย่อมไปสู่กายเดิม ฉันใด มารดา
บิดาของท่าน ก็ฉันนั้น จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของ
เขานั้น.
เราได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว เว้นลูกศรคือความโศกได้
ยังความปราโมทย์ให้แล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุด.
ครั้นถวายบังคมแล้ว ได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นภูเขา
คือกิเลส เป็นพระมหานาค ทรงสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอมอัน
เป็นทิพย์ พระนามว่า สุเมธ เป็นนายกของโลก.
ครั้นบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือ
เศียร อนุสรณ์ถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้เป็น
นายกของโลกว่า
หน้า 938
ข้อ 399
ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู
เป็นนายกของโลก ทรงข้ามพ้นแล้ว ยังทรงรื้อขนสรรพสัตว์
ด้วยพระญาณว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุ พระองค์ตัดความเคลือบ
แคลงสงสัยแล้ว ยังทรงยังมรรคให้เกิดแก่ข้าพระองค์ ด้วย
พระญาณของพระองค์.
พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก
เที่ยวไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ห้อมล้อมอยู่ทุกขณะ.
พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นสาวก
ของพระองค์ สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมบาน เหมือน
ดอกปทุมเมื่ออาทิตย์อุทัย.
มหาสมุทรประมาณไม่ได้ ไม่มีอะไรเหมือน ยากที่จะ
ข้ามได้ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ พระองค์ทรงสมบูรณ์
ด้วยพระญาณ ก็ประมาณไม่ได้ ฉันนั้น.
เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ชนะโลก มีพระจักษุ มียศ
มาก นมัสการทั่ว ๔ ทิศแล้วได้กลับไป.
เราเคลื่อนจากเทวโลกแล้ว รู้สึกตัว กลับมีสติ ท่องเที่ยว
อยู่ในภพน้อยใหญ่แล้ว ลงสู่ครรภ์มารดา.
ออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร
มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้งความเพียร ยัง
หน้า 939
ข้อ 399
พระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจากกิเลส ดังดวง-
จันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อฉะนั้น.
เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปบัติ กำหนด
รู้อาสนะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ในกัปที่สามหมื่น แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคิริมานันทเถราปทาน
หน้า 940
ข้อ 399
๓๙๗. อรรถกถาคิริมานันทเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระคิริมานันทเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ภริยา เม
กาลงฺกตา ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งนิพพานไว้มากมายในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส อยู่มาเมื่อภริยา
และบุตรของตนกระทำกาละแล้ว ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกปักแล้ว จึง
เข้าป่า บริโภคผลไม้มีชีวิตเป็นไปอยู่ที่โคนต้นไม้. ในกาลนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ได้เสด็จไปในที่นั้นเพื่อทรงอนุเคราะห์เขา
ทรงแสดงธรรมถอนลูกศรคือความเศร้าโศกขึ้นได้ เขาฟังธรรมแล้ว มี
ใจเลื่อมใส เอาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมๆ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบ
ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำอัญชลีไว้เหนือเศียร ชมเชยแล้ว.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ได้เสวยความสุขในโลกทั้งสองแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดเป็นลูกชาย
ปุโรหิตของพระเจ้าพิมพิสารในกรุงราชคฤห์. เขาได้มีชื่อว่า คิริมานนท์
คิริมานนท์นั้น บรรลุนิติภาวะแล้ว เห็นอานุภาพของพระพุทธเจ้า ใน
คราวที่พระศาสดาเสด็จมายังพระนครราชคฤห์แล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว
หน้า 941
ข้อ 399
บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในอาวาสใกล้บ้านได้ ๒-๓ วัน ก็ได้ไปยังกรุง
ราชคฤห์เพื่อถวายบังคมพระศาสดา. พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทราบว่าท่าน
มา จึงเสด็จเข้าไปหาท่านแล้ว ตรัสว่า นิมนต์ท่านอยู่ในที่นี้เถิด, โยม
จะบำรุงด้วยปัจจัย ๔ ดังนี้ ปวารณาเรียบร้อยแล้ว พอเสด็จไปแล้ว
ก็มิได้ทรงอนุสรณ์ถึงพระราชดำรัสนั้น เพราะมีพระราชกรณียกิจมาก.
พระเถระจึงได้อยู่ในที่กลางแจ้งนั่นแล พวกเทวดาพากันห้ามฝนไม่ให้ตก
เพราะกลัวพระเถระจะเปียก พระราชาทรงใคร่ครวญถึงเหตุที่ฝนไม่ตก
ทรงทราบแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้พวกช่างสร้างกุฏิถวายพระเถระ พระเถระ
อยู่ในกุฏิได้ความตั้งมั่นแห่งจิต เพราะได้เสนาสนะสัปปายะ ประกอบ
ความเพียรให้สม่ำเสมอ ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน ได้
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้ว
ในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ภริยา เม กาลงฺกตา ดังนี้. การ
ประกาศเรื่องราวของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น คำสั่งสอนที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงกระทำไว้แล้ว และเรื่องราวแห่งการบรรลุมรรคผล ทั้งหมด
นักศึกษาพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่าย ตามลำดับแห่งบาลีนั่นแล.
จบอรรถกถาคิริมานันทเถราปทาน
หน้า 942
ข้อ 400
สลฬมัณฑปิยเถราปทานที่ ๘ (๓๙๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกสน
[๔๐๐] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ มีพระชาติเป็น
พราหมณ์ มีธรรมอยู่จบแล้ว นิพพานแล้ว เราได้เก็บเอาพวง
ดอกสนมาทำเป็นมณฑป.
เราเป็นผู้ไปสู่ดาวดึงส์ ย่อมได้วิมานอันอุดม ย่อมครอบงำ
เทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
เราเดินจงกรม และขึ้นอยู่ในเวลากลางวันหรือกลางคืน
เป็นผู้อันดอกสนกำบังไว้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.
ในกัปนี้เองเราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสลฬมัณฑปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสลฬมัณฑปิยเถราปทาน
หน้า 943
ข้อ 401
สัพพทายกเถราปทานที่ ๙ (๓๙๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายทานทุกสิ่งทุกอย่าง
[๔๐๑] ภพของเราหยั่งลงถึงมหาสมุทร ตกแต่งดีแล้ว สระ
โบกขรณี ตกแต่งสวยงาม มีนกจากพรากส่งเสียงร้องอยู่.
ดารดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวงและอุบล ในสระ
นั้นมีน้ำไหล มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ.
มีปลาและเต่าชุกชุม มีเนื้อต่าง ๆ ลงกินน้ำ มีนกยูง
นกกระเรียนและนกดุเหว่าเป็นต้นร่ำร้องด้วยเสียงไพเราะ นก
เขา นกเป็ดน้ำ นกจากพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด นก
สาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก หงส์ นกกระเรียน นก
แสก ช้างตระกูลปิงคลา เที่ยวอยู่มากมาย สระโบกขรณี
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีแก้วมณี ไข่มุกและทราย.
ต้นไม้ทั้งหลายเป็นสีทองทั้งหมด มีกลิ่นหอมต่าง ๆ ฟุ้ง
ขจรไป ส่องภพของเราให้สว่างไสวตลอดกาลทั้งปวง ทั้ง
กลางวันกลางคืน.
นักดนตรีหกหมื่น ประโคมอยู่ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า หญิง
๑,๖๐๐ คนห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
เราออกจากภพแล้ว ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ
ผู้นำของโลก มีจิตเลื่อมรสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระองค์
ผู้มียศมาก.
หน้า 944
ข้อ 401
ครั้นถวายบังคมแล้ว ได้ทูลนิมนต์พระองค์พร้อมด้วยศิษย์
พระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ พระนามว่า สุเมธ ผู้นำของ
โลก ทรงรับ.
พระมหามุนีทรงกระทำธรรมกถาแก่เราแล้วทรงส่งเราไป
เราถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้วกลับเข้าสู่ภพของเรา.
เราเรียกบริวารชนมากว่า ท่านทั้งหมดจงมาประชุมกัน
เวลาเช้าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาสู่ภพของเรา.
การที่เราทั้งหลายจะได้อยู่ในสำนักของพระองค์ เป็นลาภ
ที่เราทั้งหลายได้ดีหนอ แม้เราทั้งหลายจักทำการบูชาแด่พระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้ศาสดา.
เราตระเตรียมข้าวและน้ำเสร็จแล้ว จึงกราบทูลภัตกาล
พระพุทธเจ้าผู้นำของโลก เสด็จเข้ามาพร้อมด้วยพระอรหันต์
หนึ่งแสน.
เราได้ทำการต้อนรับด้วยสังคีตและดนตรี พระพุทธเจ้า
ผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับนั่งบนตั่งทองคำล้วน.
ในกาลนั้น หลังคาเบื้องบนก็มุงด้วยทองคำล้วน ๆ คน
ทั้งหลายโบกพัดถวายในระหว่างภิกษุสงฆ์.
เราได้อังคาสภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงพอ
ได้ถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์รูปละ ๑ คู่.
พระพุทธเจ้าที่เขาเรียกพระนามว่า สุเมธ ผู้สมควรรับ
เครื่องบูชาของโลก ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 945
ข้อ 401
ผู้ใดอังคาสเราให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำทั้งปวง เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
ผู้นั้นจะเข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น หลังคาทองคำล้วน ๆ จักกั้นร่มให้ในทุกขณะ.
ในสามหมื่นกัป พระศาสดามีพระนามชื่อว่า โคดม ซึ่งมี
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นั้นจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
จักนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วบันลือสีหนาท ชนทั้ง-
หลายจะกั้นฉัตรไว้ที่เชิงตะกอน จักเผาภายใต้ฉัตร.
สามัญผลเราบรรลุแล้วโดยลำดับ กิเลสทั้งหลายเราเผา
แล้ว ความเร่าร้อนไม่มีแก่เราที่มณฑปหรือที่โคนไม้.
ในกัปที่สามหมื่น แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งทานทุกสิ่ง.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
หน้า 946
ข้อ 402
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัพพทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัพพทายกเถราปทาน
อชิตเถราปทานที่ ๑๐ (๔๐๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
[๔๐๒] พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
ผู้นายกของโลก เสด็จสู่ภูเขาหิมวันต์ แล้วประทับนั่งอยู่.
เราไม่ได้ (เคย) เห็นพระสัมพุทธเจ้า แม้เสียงของ
พระองค์ เราก็ไม่เคยได้ฟัง เราเที่ยวแสวงหาอาหารของเรา
อยู่ในป่า.
ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒
ประการในป่านั้น ครั้นเห็นแล้วจึงได้คิดว่า สัตว์นี้ชื่อว่า
อะไร.
หน้า 947
ข้อ 402
เรามองดูลักษณะทั้งหลายแล้ว ระลึกถึงความรู้ของเราได้
ความจริงเราได้ยินมาว่า ลักษณะนี้เป็นของพระพุทธเจ้า
บัณฑิตทั้งหลายก็กล่าวไว้.
ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าจริงเหมือนคำของบัณฑิตเหล่านั้น
ถ้าเป็นนั้น เราควรสักการะพระองค์ พระองค์จะชำระคติของ
เราได้.
เราจึงรีบกลับมาสู่อาศรม ถือเอาน้ำผึ้งและน้ำมัน ถือ
เอาหม้อแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงแนะนำให้วิเศษ.
ถือเอาไม้ ๓ ท่อนไปวางไว้ที่กลางแจ้ง ก่อไฟให้ลุกโพลง
แล้วได้ถวายบังคม ๘ ครั้ง.
พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับนั่งอยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วัน
พระพุทธเจ้าผู้นำโลกเสด็จลุกขึ้น ในเมื่อราตรีนั้นปราศไป.
เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ตามประทีปถวายแด่พระ-
พุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน ตลอด ๗ คืน ๗ วัน.
กลิ่นหอมทุกอย่างอันมีอยู่ในป่าที่ภูเขาคันธมาทน์ มา
หอมพุ่งอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้าด้วยพุทธานุภาพ.
เวลานั้นต้นไม้มีดอกหอมทุกชนิด ดอกบานสะพรั่ง โชย
กลิ่นมาหอมตลบพร้อมกัน ด้วยพุทธานุภาพ.
นาคและครุฑทั้งสองพวกที่ภูเขาหิมวันต์มีประมาณเท่าใด
นาคและครุฑเหล่านั้นต้องการจะฟังธรรม จึงพากันมาในสำนัก
พระพุทธเจ้า.
พระสมณะนามว่าเทวละ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า
หน้า 948
ข้อ 402
ท่านพร้อมด้วยพระอรหันต์หลายแสน เข้ามาสู่สำนักพระ-
พุทธเจ้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ตามประทีปถวายเราด้วยมือทั้งสอง
ของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.
เขาจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดหกหมื่นกัป และจักได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
จบภาณวารที่ ๑๖
จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง
จักได้เสวยรัชสมบัติอันไพบูลย์ในปฐพี ๓๐๐ ครั้ง.
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้
ด้วยการตามประทีปถวายนี้ จักเป็นผู้มีทิพยจักษุ.
ผู้นี้จักมองเห็นไกล ๒๕๐ ชั่วธนูโดยรอบทุกเมื่อ เมื่อเขา
จุติจากเทวโลก บังเกิดเป็นคน.
ประทีปจักทรงอยู่ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อผู้นี้เกิด
พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม.
ตลอดทั่วนครจักโชติช่วง ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็น
เทวดาหรือมนุษย์.
หน้า 949
ข้อ 402
เพราะผลแห่งการตามประทีปถวาย ๘ ดวงนั้น ชนทั้งหลาย
จักบำรุงผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการตามประทีปถวาย.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่า โคดม
ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น จัก
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
ยังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้ทรง
โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่า
อชิตะ.
เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดหกหมื่นกัป แม้ในเทวโลก
นั้น ประทีป ๑๐๐ ดวงส่องสว่างให้แก่เราเป็นนิตยกาล.
รัศมีของเราพุ่ง (โพลง) ออกไปในเทวโลกและมนุษยโลก
เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้ว ยังความโสมนัส
ให้เกิดยิ่ง.
เราจุติจากเทวโลกชั้นดุสิตแล้ว ลงสู่ครรภ์มารดา เมื่อ
เราเกิด ได้มีแสงสว่างอย่างไพบูลย์.
เราออกจากเรือนแล้ว บวชเป็นบรรพชิต ได้เข้าไปหา
พราหมณ์พาวรี ยอมตนเข้าเป็นศิษย์.
เมื่อเราอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าผู้นำ
ของโลก เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด จึงเข้าไปเฝ้า
พระองค์.
หน้า 950
ข้อ 402
พระพุทธเจ้าผู้ฝึกพระองค์แล้ว ทรงฝึกแม้ผู้อื่น ทรงข้าม
โอฆะแล้ว เป็นผู้ไม่มีอุปธิ ตรัสบอกนิพพานเครื่องพ้นจาก
ทุกข์ทั้งปวง.
กรรมของเรานั้นสำเร็จประโยชน์ เรายังพระมหามุนีให้
ยินดี วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายประทีปใด ในกาลนั้น
ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เห็นผลแห่ง
การถวายประทีป.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขั้นรู้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอชิตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอชิตเถราปทาน
หน้า 951
ข้อ 402
อรรถกถาปทานที่ ๘-๑๐
อปทานที่ ๘, ๙, ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปิลินทวรรคที่ ๔๐
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปิลินทวัจฉถราปทาน ๒. เสลเถราปทาน ๓. สัพพกิตติก-
เถราปทาน ๔. มธุทายกเถราปทาน ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน
๖. พักกุลเถราปทาน ๗. คิริมานันทเถราปทาน ๘. สลฬมัณฑปิย-
เถราปทาน ๙. สัพพทายกเถราปทาน ๑๐. อชิตเถราปทาน.
ท่านนับคาถาได้ ๒๕๐ คาถา.
จบปิลินทวรรคที่ ๔๐
และรวมวรรคได้ ๑๐ วรรค คือ
๑. ปทุมเกสริยวรรค ๒. อารักขทายกวรรค ๓. อุมมาปุปผิยวรรค
๔. คันโธทกวรรค ๕. เอกปทุมวรรค ๖. สัททสัญญิกวรรค ๗.
มันทารวปุปผิยวรรค ๘. โพธิวันทนวรรค ๙. อัมพฏผลวรรค ๑๐.
ปิสินทวรรค และคำนวณคาถาได้ ๑,๑๗๔ คาถา
จบหมวด ๑๐ แห่งปทุมวรรค
จบหมวด ๑๐๐ ที่ ๔ (๔๐๐ อปทาน)
หน้า 952
ข้อ 403
เมตเตยยวรรคที่ ๔๐
ติสสเมตเตยเถราปทานที่ ๑ (๔๐๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีปและผลมะพลับ
[๔๐๓] ดาบสชื่อว่า โสภิตะ บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง อาศัย
ยอดเงื้อมเขา ประทับอยู่ในระหว่างแห่งภูเขา.
ในกาลนั้น เราแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด เพื่อเข้าถึง
พรหมโลก จึงนำเอาฟืนสำหรับติดไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้
สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือเรา
จึงเสด็จมาในสำนักเรา ตรัสถามว่า
ทำอะไรหรือท่านผู้มีบุญหนัก ขอจงให้ฟืนสำหรับติดไฟ
แก่เรา เราจะบำเรอไฟ เพราะการบำเรอไฟนั้น ความบริสุทธิ์
จักมีแก่เรา.
เราทูลว่า
ดูก่อนท่านผู้เป็นมนุษย์ ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจ
เทวดาดี เชิญท่านบำเรอไฟ เชิญท่านเอาฟืนสำหรับติดไฟไป.
ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือเอาฝืนจะติดไฟให้ลุกโพลง
ไฟไม่ติดฟืนในกองฟืนนั้น เพราะพระผู้แสวงหาคุณใหญ่
ทรงทำปาฏิหาริย์.
หน้า 953
ข้อ 403
พระปทุมุตตรพุทธเจ้าตรัสว่า
ไฟของท่านไม่ลุกโพลง เครื่องบูชาของท่านไม่มี การ
บำเรอไฟของท่านไร้ประโยชน์ เชิญท่านบำเรอไฟของเรา
บ้างซิ.
เราทูลถามว่า
ดูก่อนท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ไฟของท่านเป็นเช่นไร
ขอจงบอกไฟของท่าน เมื่อบอกแก่เราแล้ว เราทั้งสองจะ
บำเรอไฟนั่น.
พระองค์ตรัสว่า
การบูชาของเรามี ๓ ประการ คือ เพื่อดับธรรมอันเป็น
เหตุ ๑ เพื่อเผากิเลส ๑ เพื่อละความริษยาและความ
ตระหนี่ ๑.
เราทูลถามว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นเช่นไร มีโคตร
อย่างไร อาจาระและข้อปฏิบัติของท่านเราชอบใจนัก.
พระองค์ตรัสตอบว่า
เราเกิดในสกุลกษัตริย์ ถึงที่สุดแห่งอภิญญา มีอาสวะ
ทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง ทรงบรรเทาความมืด ถ้า
พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ข้าพระองค์จักขอนมัส-
การพระองค์ พระองค์ผู้ทำที่สุดทุกข์.
หน้า 954
ข้อ 403
เราได้เอาหนังสัตว์ลาดถวาย เป็นที่ประทับนั่ง พระสัพ-
พัญญู ประทับนั่งบนหนังสัตว์นั้น เราอุปัฏฐากพระองค์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนหนังสัตว์ที่เราลาดถวาย
นั้น เรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่ภูเขา.
เก็บผลมะพลันใส่หาบจนเต็ม นำมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้ง
แล้ว ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า.
เมื่อเรามองดูอยู่ พระชินเจ้าก็เสวยในขณะนั้น เรา
มองดูพระองค์ผู้นำของโลก ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร
รับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของเรา ได้ตรัสพระ-
คาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้อังคาสเราให้อิ่มหนำ ด้วยผล
มะพลับด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย
จงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักได้เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๒๕ ครั้ง และจักได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอนอันสมควรแก่ค่ามาก ประกอบ
ด้วยบุญกรรม (ดังจะ) รู้ความดำริของผู้นั้นผู้พร้อมเพรียงด้วย
บุญกรรม จักบังเกิดขึ้นในทันที ผู้นี้จักเป็นผู้บันเทิงพร้อม
และผู้มีความสบายทุกเมื่อ.
ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน
กำเนิดนั้น จักเป็นผู้มีสุขทุกแห่ง จักได้เป็นมนุษย์.
หน้า 955
ข้อ 403
ผู้นั้นเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ได้เข้า
เฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักเป็นพระอรหันต์.
เราระลึกถึงตนได้ในกาลใด ถึงความเป็นผู้รู้แจ้ง ในกาล
ใด ในกาลนั้น ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่เราเลย นี้
เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
เราบรรลุถึงธรรมอันประเสริฐแล้ว ถอนราคะและโทสะ
ขึ้นได้แล้ว เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่
มิได้มี.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติสสเมตเตยยเถราปทาน
หน้า 956
ข้อ 404
เมตเตยยวรรคที่ ๔๑
๔๐๑. อรรถกถาติสสเมตเตยยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๑ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระติสสเมตเตยยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺ-
ภารกูฏํ นิสฺสาย ดังนี้.
ในเรื่องนั้น มีข้อแตกต่างกันแต่เพียงว่า ท่านบวชเป็นดาบสแล้ว
ได้ถวายหนังเสือเพื่อเป็นที่ประทับนั่ง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เท่านั้น. คำที่เหลือพอจะรู้ได้โดยง่าย ตามบาลีอปทานนั่นแล.
จบอรรถกถาติสสเมตเตยยเถราปทาน
ปุณณกเถราปทานที่ ๒ (๔๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ
[๔๐๔] พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ ทรงพระประชวร
ทรงอาศัยยอดเงื้อมเขา ประทับอยู่ในระหว่างแห่งภูเขา.
ขณะนั้นได้มีเสียงบันลือลั่นโดยรอบอาศรมของเรา เมื่อ
พระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น.
หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้าย และราชสีห์ มีอยู่ใน
ไพรสณฑ์ประมาณเท่าใด ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น
ในขณะนั้น.
หน้า 957
ข้อ 404
เราเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อมเขา ณ ที่นั้น
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไร ๆ นิพพานแล้ว.
เหมือนพญารังมีดอกบานสะพรั่ง เช่นดวงอาทิตย์อุทัย
ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ผู้ดับสนิทแล้ว ไม่แพ้อะไร ๆ.
เรานำเอาหญ้าและไม้ มากองให้เต็มแล้ว ได้ทำจิตกาธาร
ขึ้นบนนั้น ครั้นทำจิตกาธารดีแล้ว ได้ถวายพระเพลิงพระ-
พุทธสรีระ.
ครั้นถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้เอาน้ำอบประพรม
ในขณะนั้นเทวดายืนอยู่ในอากาศ ได้ระบุชื่อว่า
ท่านผู้เป็นมุนี ในกาลใด ท่านมีนามชื่อว่า ปุณณกะ
ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญกิจนั้นแด่พระพุทธเจ้าผู้สยัมภู ผู้แสวง
หาคุณใหญ่.
เราจุติจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก ในเทวโลกนั้น
กลิ่นอันสำเร็จด้วยทิพย์ ย่อมตกลงจากอากาศ.
แม้ในเทวโลกนั้น เราก็มีชื่อว่า ปุณณกะ ในกาลนั้น
เราเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมยังความดำริให้บริบูรณ์.
ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ใน
ภพนี้ นามของเราก็ยังปรากฏชื่อว่า ปุณณกะ.
เรายังพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้
ทรงโปรดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
อยู่.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วย
หน้า 958
ข้อ 404
กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพระ-
เพลิงพระพุทธสรีระ.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสนะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณสมบัติเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุณณกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุณณกเถราปทาน
๔๐๒. อรรถกถาปุณณกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระปุณณกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารกูฏํ
นิสฺสาย ดังนี้.
ในเรื่องนั้น มีความแตกต่างกันแต่เพียงว่า ท่านเป็นเสนาบดียักษ์อยู่
ในป่าหิมวันต์ ได้สร้างที่ประชุมเพลิง เพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพาน
แล้วเท่านั้น. คำที่เหลือพอจะรู้ได้โดยง่าย ตามลำดับบาลีนั่นแล.
จบอรรถกถาปุณณกเถราปทาน
หน้า 959
ข้อ 405
เมตตคูเถราปทานที่ ๓ (๔๐๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนยใส
[๔๐๕] ภูเขาชื่อว่า อโสก มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ วิสสุ-
กรรมเทพบุตร นิรมิตอาศรมให้แก่เราที่ภูเขาอโสกนั้น.
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้เลิศ ประกอบด้วย
พระกรุณา เป็นมุนี เวลาเช้าทรงครองผ้าแล้ว เสด็จเข้ามา
ในสำนักเราเพื่อบิณฑบาต.
เราได้เห็นพระมหาวีรเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำของโลก
เสด็จเข้ามาแล้ว รับบาตรของพระสุคตแล้วเอาเนยใสและ
น้ำมันใส่ให้เต็ม.
ถวายในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า สุเมธ ผู้
นำของโลก ประนมกรอัญชลีแล้ว ยังความโสมนัสให้เกิดโดย
ยิ่ง.
ด้วยการถวายเนยใส (และน้ำมัน) นี้ และด้วยการตั้งจิต
ไว้มั่น เราเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ ย่อมได้สุขอันไพบูลย์.
เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ เว้นภพวินิบาต ตั้ง
จิตมั่นไว้ในพระพุทธเจ้านั้น. ย่อมได้บทอันไม่หวั่นไหว.
ดูก่อนพราหมณ์ การที่ท่านได้เห็นเรานั้น เป็นลาภที่ท่าน
ได้ดีแล้ว ด้วยว่า บุคคลอาศัยการเห็นเราแล้ว จักบรรลุถึง
พระอรหัต.
หน้า 960
ข้อ 405
ท่านจงเป็นผู้เบาใจ ไม่ต้องกลัว บรรลุถึงยศใหญ่ ท่าน
ถวายเนยใสแก่เราแล้ว จักพ้นจากชาติทุกข์ได้.
ด้วยการถวายเนยใสนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้มั่น ท่านเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ ย่อมได้สุขอันไพบูลย์
ด้วยอธิการนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา ผู้นั้นจักรื่น
รมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จักได้เป็นท้าวเทวราช
๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนา
นับมิได้.
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร
สาคร ๔ เป็นที่สุด มีความชนะวิเศษ เป็นใหญ่ในชมพูทวีป
อันรุ่งเรือง ๕๑ ครั้ง.
มหาสมุทรกระเพื่อมไม่หยุด และแผ่นดินทรงไว้ยาก
ฉันใด โภคสมบัติของเราจักนับประมาณมิได้ ฉันนั้น เรา
ถวายเงิน ๖๐๐ ล้านแล้ว ออกบวชแสวงหากุศลอะไรอยู่ จึง
เข้าไปหาพราหมณ์พาวรี.
เราเล่าเรียนลักษณะมีองค์ ๖ ในมนต์นั้นอยู่ ข้าแต่พระ-
มหามุนี พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นกำจัดความมืดนั้นแล้ว ข้าแต่
พระมหามุนี ข้าพระองค์ประสงค์จะเฝ้าพระองค์จึงมา ได้ฟัง
ธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุผลอันไม่หวั่นไหว.
ในกัปที่สามหมื่นแต่กัปนี้ เราได้ถวายเนยใสแด่พระ-
พุทธเจ้า ในระหว่างนี้ เราไม่รู้จักทุคติเลย เราให้ขอเนยใส
หน้า 961
ข้อ 405
แล้ว เนยใสดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดตามปรารถนา
รู้ความดำริแล้วเกิดขึ้น เราอังคาสภิกษุทั้งปวงให้อิ่มหนำ.
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ ความที่เราถึงพร้อม
ด้วยพระศาสดา ก็เราถวายเนยใสหน่อยเดียวแล้ว ย่อมได้
เนยใสหาประมาณมิได้.
น้ำในมหาสมุทรมีประมาณถึงยอดเขาเนรุ เมื่อเทียบกับ
เนยใสของเรา จักไม่เท่าส่วนแห่งเสี้ยว.
โอกาสแห่งจักรวาลที่เขาทำให้เป็นกองประมาณเท่าใด
โอกาสนั้น ย่อมไม่สมกับกองผ้าทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่เรา.
ขุนเขาหิมวันต์ ล้วนแต่หินแม้จะสูงสุด ก็จักไม่เท่าเครื่อง
หอมสำหรับไล้ทาของเรา.
ผ้า ของหอม เนยใส และสิ่งอื่นอันเกิดในปัจจุบันและ
นิพพานอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ย่อมเกิดแก่เรา นี้เป็นผลแห่ง
การถวายเนยใส.
เราเป็นผู้มีสติปัฏฐานเป็นที่นอน มีสมาธิและฌานเป็น
อารมณ์ วันนี้เราเป็นผู้ยังโพชฌงค์ให้เกิด นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายเนยใส.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่อาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 962
ข้อ 405
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเมตตคูเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเมตตคูเถราปทาน
๔๐๓. อรรถกถาเมตตคูเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระเมตตคูเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺส
อวิทูเร ดังนี้.
ท่านเป็นพระดาบสอยู่ในบรรณศาลา ที่ภูเขาชื่อว่า อโสก ใกล้ป่า
หิมวันต์นั้น ได้พบเห็นพระสุเมธสัมพุทธเจ้าแล้ว รับบาตรเอาเนยใสใส่
ถวายจนเต็ม (ดังนี้) เป็นความแตกต่างกัน. คำที่เหลือ และผลบุญ
นักศึกษาพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียว. และเนื้อความแห่งคาถาอปทาน ก็
ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาเมตตคูเถราปทาน
หน้า 963
ข้อ 406
โธตกเถราปทานที่ ๔ (๔๐๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสะพาน
[๔๐๖] ในกาลนั้น แม่น้ำคงคาชื่อว่า ภาคีรสี๑ ไหลมาจากภูเขา
หิมวันต์ ไหลผ่านไปทางประตูพระนครหังสวดี.
อารามชื่อว่า โสภิคะ มหาชนสร้างไว้อย่างสวยงามใกล้ฝั่ง
แม่น้ำ พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้นำของโลก
ประทับอยู่ในอารามนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันหมู่มนุษย์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่ง
ในอารามนั้น ดังพระอินทร์จากดาวดึงส์ ไม่ครั่นคร้ามดุจ
ไกรสรสีหราช.
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ มีนามชื่อว่า
ฉฬังคะ อยู่ในนครหังสวดีมีชื่ออย่างนั้น.
ในกาลนั้น ศิษย์ ๑,๘๐๐ คนแวดล้อมข้าพระองค์ ข้า-
พระองค์พร้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นเข้าไปสู่ฝั่งแม่น้ำ.
ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระหลายรูป ผู้ไม่คดโกง ผู้
ชำระบาปแล้ว กำลังข้ามแม่น้ำภาคีรสีอยู่ ขณะนั้นข้าพระองค์
คิดอย่างนี้ว่า
บุตรแห่งพระพุทธเจ้าผู้มียศมากเหล่านี้ ข้ามแม่น้ำทั้งเย็น
และเช้า ย่อมทำตนให้ลำบาก ย่อมทำตนให้เดือดร้อน.
บัณฑิตย่อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้เลิศของ
๑. อรรถกถาว่า ภาคีรถี.
หน้า 964
ข้อ 406
โลก พร้อมทั้งเทวโลก เครื่องสักการะสำหรับชำระทางคือ
คติในทักษิณาของเราไม่มี.
ถ้าเช่นนั้น เราพึงทำสะพานข้ามแม่น้ำถวายแด่พระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นเราให้ทำสะพานนี้แล้วจะข้ามภพนี้ได้.
ข้าพระองค์ได้ให้ทรัพย์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง แล้วให้ทำ
สะพาน ด้วยข้าพระองค์เชื่อว่า กุศลที่เราทำแล้วนี้จักไพบูลย์.
ข้าพระองค์ให้ทำสะพานนั้นเสร็จแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระ-
พุทธเจ้าผู้นำของโลก ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร แล้วได้
กราบทูลดังนี้ว่า
ข้าพระองค์ให้ทรัพย์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง แล้วให้ทำ
สะพานนี้.
ข้าแต่พระมหามุนี ขอได้โปรดทรงรับสะพานใหญ่ เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์เถิด พระเจ้าข้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ให้ทำสะพานด้วยมือของตนให้
แก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรากล่าว
ผู้นี้แม้ตกลงในเหวก็ดี จากภูเขาก็ดี จากต้นไม้ก็ดี แม้
จุติแล้ว จักได้ที่ตั้งมั่น นี้เป็นผลแห่งการให้สะพาน.
ศัตรูทั้งหลายย่อมข่มขี่ไม่ได้ เปรียบเหมือนลมข่มขู่ต้นไทร
หน้า 965
ข้อ 406
อันมีรากและย่านงอกงามไม่ได้ฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งการถวาย
สะพาน.
พวกโจรย่อมข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมไม่ดูหมิ่น
ผู้นี้จักข้ามพ้นศัตรูทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน.
ผู้นี้ประกอบด้วยบุญกรรม ถึงจะอยู่ในโอกาสกลางแจ้ง
ถูกแดดกล้าจัดแผดเผา ก็จักไม่มีเวทนา.
ในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลกก็ดี ยานช้างอันตกแต่งดี
แล้ว ดังจะรู้ความดำริของผู้นั้น จักบังเกิดในทันที.
ม้าสินธพ ๑,๐๐๐ ม้าอันเป็นพาหนะมีกำลังวิ่งเร็วดังลม จัก
คอยรับใช้ทั้งเวลาเย็นและเช้า นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน.
ผู้นี้มาเกิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีความสุข แม้ในการเกิด
เป็นมนุษย์นี้ ก็จักมียานช้าง.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่า โคดม
ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรม ของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
โอ เราได้ทำกุศลกรรมแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะได้ทำกุศล-
กรรมในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
หน้า 966
ข้อ 406
เราเป็นผู้ทำความเพียร มีตนส่งไปแล้ว สงบระงับ ไม่
มีอุปธิ ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโธตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโธตกเถราปทาน
หน้า 967
ข้อ 406
๔๐๔. อรรถกถาโธตกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระโธตกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า คงฺคา ภาคีรถี
นาน ดังนี้.
แม้ในเรื่องนั้น ท่านเป็นพราหมณ์ ได้พบเห็นพวกภิกษุ กำลัง
ข้ามแม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีแล้ว มีใจเลื่อมใส ให้ช่างช่วยกันสร้างสะพาน
ข้าม เสร็จแล้วก็มอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี้เท่านั้น
เป็นความแตกต่างกันแล. เนื้อความแห่งคาถาอันแสดงถึงเรื่องผลบุญ
นักศึกษาก็พอจะรู้ได้โดยง่ายตามลำดับแห่งเนื้อความนั่นแล.
จบอรรถกถาโธตกเถราปทาน
หน้า 968
ข้อ 407
อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม
[๔๐๗] เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้
ภูเขาชื่อว่า อโนมะ อันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์.
ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ
กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้นใน
แม่น้ำนั้น.
มีปลาฉลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา
ตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น.
มีต้นดีหมี ต้นอโศก ต้นเข็ม ต้นชาตบุษย์ มะงั่ว และ
มะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรมของเรา.
มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้น
อยู่เป็นหมู่ ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน.
ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มีดอกบาน ต้นประดู่ และ
มะซางหอม มีดอกบาน มีอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา.
ต้นราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำ-
หลวง ไม้ช้างน้าว มีดารดาษอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์.
มาตกรา๑ ต้นชบาซ้อน ต้นโลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้
แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังมีดอกบาน มีอยู่มาก ต้น
๑. ม. ว่า มาตคฺคารา.
หน้า 969
ข้อ 407
สมอมีอยู่มาก กำลังมีดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
เมื่อต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งานมาก โดย
รอบที่อาศรมของเรา ย่อมหอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น.
มีต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก
ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปราง.
ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะซาง ต้นมะดูก ต้นขนุน-
สำมะลอ ต้นขนุน ต้นกล้วย ต้นพุทรา
ต้นมะกอก ต้นวลฺลิการผลานิ มีมากมาย ผลกำลังสุก
งอม หล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
อาฬกา อิสิมุคฺคา จ ตโต โสรผลา พหู อวฏา ปกฺกภริตา
มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ.
เถาดีปลี กระวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ
มีมากมาย มีผลสุก ปาริโย.
ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรม
ของเรา แม้ต้นไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา.
เช่นมะลิวัลย์ ต้นกระทุ่ม ต้นนมแมว และคนทา อาลกา
และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระ
หนึ่ง มีน้ำใสแจ๋ว จืด เย็นสนิท ทีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ.
๑. ม. ว่า โมทผลา.
หน้า 970
ข้อ 407
ในสระนั้น มีกอปทุม กออุบล และกอบุณฑริก มากมาย
ดาดาษด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัดพากลิ่นหอมต่าง ๆ มา.
กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่น ๆ มีดอกบาน ดอกปทุม
บานแล้ว ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก.
น้ำหวานที่ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง
นมสด และเนยใส ดอกโกมุท มีกลิ่นหอมต่าง ๆ ด้วย
กลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย.
ดอกโกมุท และมะม่วงสุกส่งกลิ่นหอม เราเห็นอยู่โดย
รอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกดเป็นอันมากมีดอกบาน.
ต้นชะบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาว ดอกมีกลิ่นหอม
จระเข้ ตะโขง คหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระ
นั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลาฉลาด ปลากระบอก
ปลาสวาย ปลาตะเพียน เต่า มากมาย อโถ สปฏเกหิ จ.
นกพิราบ นกคับแค นกกวัก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด
นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยว
อุทฺธรา มีอยู่มาก.
หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มาก
กาเสนิยา จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต.
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว
หน้า 971
ข้อ 407
ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม
อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขาไฟ)
นกโชติกร หงส์ นกกะเรียน นกยูง และประกอบด้วย
นกดุเหว่า อยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้น
โปตฺถสีสกา มีอยู่มาก.
พวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนก
ครุฑ งู ย่อมอยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคง ทั้ง
หมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ทั้งเล็บ สวมชฎา และมี
หาบ อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความประพฤติสงบ
สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ใกล้อาศรมของเรา.
ฤๅษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็ง-
แรงด้วยกำลังของตน ย่อมเหาะได้ในอากาศในกาลนั้น.
นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอา
เอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตน ๆ.
ฤๅษีเหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบ
เหมือนช้างกุญชรมหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม.
หน้า 972
ข้อ 407
ฤๅษีพวกหนึ่งไปสู่อปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปสู่ปุพพ-
วิเทหทวีป พวกหนึ่งไปสู่อุตตรกุรุทวีปต่าง ๆ ตามกำลังของ
ตน ๆ.
ฤๅษีเหล่านั้นต่างนำเอาอาหารจากทวีปนั้น ๆ มาบริโภค
ร่วมกัน เมื่อฤๅษีทั้งหมดผู้มีเดชรุ่งเรื่อง ผู้คงที่ หลีกไป.
ด้วยเสียงหนังสัตว์ ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในกาลนั้น ข้าแต่
พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพระองค์เหล่านั้นมีเดชรุ่งเรือง
เช่นนี้.
ข้าพระองค์แวดล้อมด้วยฤๅษีเหล่านั้น อยู่ในอาศรมของ
ข้าพระองค์ ฤๅษีเหล่านี้ยินดีด้วยกรรมของเรา ข้าพระองค์
แนะนำแล้วมาประชุมกัน.
เพลิดเพลินในกรรมของตน ยังข้าพระองค์ให้ยินดี และ
เป็นผู้มีศีล มีปัญญาฉลาดในอัปปมัญญา.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร
รับเครื่องบูชา เป็นผู้นำวิเศษ ทรงทราบเวลาแล้ว เสด็จเข้ามา
ใกล้.
ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีความเพียร มีปัญญาเป็นมุนี
เสด็จมาใกล้ จึงทรงถือบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา.
ข้าพระองค์ได้เห็นพระมหาวีระ พระนามว่า ปทุมุตตระ
เสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วเกลี่ยด้วยดอกรัง.
หน้า 973
ข้อ 407
ทูลเชิญพระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้วทั้งดีใจและสลดใจ
ได้รีบขึ้นไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา.
ได้เก็บเอาขนุนอันมีกลิ่นหอม ผลโต ประมาณ
เท่าหม้อ ยกขึ้นบ่าแบกมา เข้ารูปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้นำ
ชั้นพิเศษ.
ได้ถวายผลขนุนแด่พระพุทธเจ้าแล้ว ไล้ทากฤษณา ข้า-
พระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐ.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางพวกฤาษี ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้ถวายผลขนุน กฤษณาและอาสนะแก่เรา เรา
จักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
โภชนาหารดังจะรู้จิตคนผู้นี้ จักเกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในป่า
ที่เงื้อมเขาหรือในถ้ำ คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษย-
โลก จักอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยโภชนาหารและผ้าทั้งหลาย.
คนผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็น
ผู้มีโภคสมบัติร้อยล้านแสนโกฏิท่องเที่ยวไป.
จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
หน้า 974
ข้อ 407
จักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
ในแสนกัป จักมีการสมภพในสกุลโอกกากราช พระ-
ศาสดามีพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา
โดยมีนามชื่อว่า อุปสีวะ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้
ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกนี้ เป็นลาภที่เรา
ได้ดีแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม
โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 975
ข้อ 407
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุปสีวเถราปทาน
๔๐๕. อรรถกถาอุปสีวเถราปทาน
พึงทราบวินิฉัยในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระอุปสีวเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้มากมายใน
ภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่าน
ได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ละเพศฆราวาสบวชเป็นฤๅษี
อยู่ในป่าหิมวันต์ ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ลาด
เครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้าแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกสาละแด่พระผู้มี-
หน้า 976
ข้อ 408
พระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งบนเครื่องลาดอันนั้น ดังนี้ นี้จัดว่าเป็นความ
แตกต่างกัน. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุปสีวเถราปทาน
นันทกเถราปทานที่ ๕ (๔๐๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมณฑป
[๔๐๘] ในกาลก่อน เราได้เป็นพรานเนื้อ (เที่ยว) อยู่ในป่าใหญ่
เที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ ได้พบพระสยัมภู.
ในกาลนั้น พระสยัมภูสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่แพ้อะไร ๆ
พระนามว่า อนุรุทธะ ผู้เห็นนักปราชญ์ ทรงพระประสงค์
วิเวก จึงเสด็จเข้าป่า.
เราถือเอาท่อนไม้ ๔ ท่อนมาปักลงในที่ ๔ มุม ทำเป็น
มณฑปเรียบร้อยแล้ว มุงด้วยดอกปทุม.
ครั้นมุงมณฑปแล้ว ได้ถวายบังคมพระสยัมภู ทิ้งธนูไว้
ณ ที่นั้นเอง แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.
เมื่อเราบวชแล้วไม่นาน โรคก็เกิดขึ้นแก่เรา เราระลึกถึง
บุรพกรรมได้ ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น.
เราประกอบด้วยบุรพกรรม จึงได้ไปสู่เทวโลกชั้นดุสิต ใน
ชั้นดุสิตนั้น วิมานทองย่อมเกิดขึ้นแก่เราตามปรารถนา.
หน้า 977
ข้อ 408
เราอธิฐานยานอันเป็นทิพย์ อันเทียมด้วยม้าพันตัว
ขึ้นบนยานนั้นแล้ว ย่อมไปตามความปรารถนา.
เมื่อเราอันบุญกรรมนำจากมนุษยโลกนั้น มาเป็นเทวดา
มณฑปย่อมทรงไว้แก่เราในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ.
เรานั้นนอนอยู่บนที่นอนที่ไม่มีเครื่องมุง ลาดด้วยดอกไม้
ดอกปทุมทั้งหลายย่อมตกลงมาจากอากาศเป็นนิตยกาล.
เมื่อพยับแดดเต้นไหวอยู่ เมื่อแดดแผดเผาอยู่ แดดย่อม
ไม่แผดเผาเรา นี้เป็นผลแห่งการทำมณฑปถวาย.
เราล่วงพ้นทุคติแล้ว ปิดอบายทั้งหลาย (เมื่อเราอยู่) ที่
มณฑปหรือที่โคนไม้ ความร้อนย่อมไม่มีแก่เรา.
เราอธิษฐานกำหนดว่าเป็นแผ่นดินแล้ว ข้ามทะเลไปก็ได้
เรานั้นได้ทำกุศลกรรมแล้วหนอ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
เราทำทางในอากาศแล้ว เหาะไปในอากาศก็ได้ โอ เรา
ได้ทำกุศลกรรมแล้ว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
เราย่อมระลึกชาติก่อน ๆ ได้ ชำระทิพยจักษุแล้ว อาสวะ
ทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
ชาติก่อน ๆ เราละได้แล้ว เราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า
และทายาทในสัทธรรม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา.
เราเป็นผู้ยังพระสุคตเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้
โปรดปรานแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม เป็นทายาทในธรรม นี้เป็น
หน้า 978
ข้อ 408
ผลแห่งพุทธบูชา.
เราบำรุงพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร
แล้วได้ทูลถามพระองค์ผู้นำของโลกถึงทางที่จะไปสู่นิพพาน.
พระพุทธเจ้าอันเราทูลถามแล้ว ได้ตรัสบอกบทอันลึกซึ้ง
ละเอียด เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุความสิ้น
อาสวะ.
โอ เราทำกรรมดีแล้ว เราพ้นจากชาติทุกข์แล้ว มีอาสวะ
ทั้งปวงสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นให้หมดแล้ว ตัด
กิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนันทกเถราปทาน
หน้า 979
ข้อ 408
๔๐๖. อรรถกถานันทกเถราปทาน
พึงทราบวินิจฉัยในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระนันทกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท ปุเร
อาสึ ดังนี้.
เล่ากันมาว่า พระเถระรูปนี้ ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ-
นามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้ (เกิด) เป็นนกการเวก ทำการเปล่งเสียง-
ร้องอันไพเราะ ได้กระทำประทักษิณพระศาสดาแล้ว ในชาติต่อมา ท่าน
ได้เกิดเป็นนกยูง อยู่ ณ ที่ประตูถ้ำ อันเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้า
องค์หนึ่ง มีใจเลื่อมใส ได้เปล่งเสียงร้องอันไพเราะวันละ ๓ ครั้ง ได้
ทำบุญไว้มากมายในภพนั้น ๆ อย่างนี้แล้ว ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ของพวกเรา ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลในกรุงสาวัตถี ได้มีนามว่า
นันทกะ ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว บวช เจริญวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
ใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึง
กล่าวคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ ดังนี้ ในเรื่องนั้นข้อความ
แปลกกันตรงที่ว่า สร้างมณฑปแล้ว เอาดอกปทุมทั้งหลายมามุงถวายแด่
พระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นแล.
จบอรรถกถานันทกเถราปทาน
หน้า 980
ข้อ 409
เหมกเถราปทานที่ ๗ (๔๐๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่งแก้ว
[๔๐๙] ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่ออโนมะ ทำอาศรมอย่าง
สวยงามไว้ใกล้ยอดเงื้อมเขา อยู่ในบรรณศาลา.
กรรมคือตบะของเรานั้นสำเร็จแล้ว เราถึงความสำเร็จใน
กำลังของตน กล้าหาญในสามัญของตน มีความเพียร มี
ปัญญา เป็นมุนี.
แกล้วกล้าในลัทธิสมัยของตน ฉลาดในการโต้ตอบ ไปได้
ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ฉลาดในลางร้ายดี.
ปราศจากความเศร้าโศก ไม่แข่งดี มีอาหารน้อย ไม่โลภ
จัด ยินดีทั้งด้วยลาภและความเสื่อมลาภ มีปรกติเพ่ง ยินดี
ในฌาน เป็นมุนี.
ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้เลิศ
มีพระกรุณา เป็นมุนี พระองค์ทรงประสงค์จะขนสัตว์ให้ข้าม
จึงทรงแผ่พระกรุณาไป.
พระมหานุมีพระนามว่า ปิยทัสสี ทรงพิจารณาเห็นตน
ผู้ควรตรัสรู้แล้ว ก็เสด็จไปประทานโอวาทในพันแห่งจักรวาล.
พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จเข้ามาสู่
อาศรมเรา พระชินเจ้าเราไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่เคยได้ฟัง
มาแต่ใคร ๆ.
หน้า 981
ข้อ 409
แม้แต่การฝันเห็นก็ไม่เคยเกิดแก่เรา แต่ลักษณะทั้งหลาย
เรารู้ดี เราไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ ฉลาดในบท
นักษัตร.
เรานั้นได้ฟังข่าวพระพุทธเจ้าแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสใน
พระพุทธองค์ จะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม ย่อมระลึกถึงเป็นนิตย-
กาล.
เมื่อเราระลึกอยู่อย่างนี้ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงระลึก
ถึง เมื่อเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ปีติย่อมมีแก่เราทุกขณะ.
พระมหามุนี ทรงรอเวลาอีกหน่อยแล้ว จึงเสด็จเข้ามาหา
เรา แม้เมื่อพระองค์เสด็จถึง เราก็ไม่รู้ว่าผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้า
ผู้มหามุนี.
พระมหามุนีพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้สงเคราะห์ ประกอบ
ด้วยพระกรุณา ทรงยัง (เรา) ให้ทราบว่า เราเป็นพระพุทธเจ้า
ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ครั้นเรารู้จักพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มหามุนี
แล้ว ยังจิตของตนให้เสื่อมใส ได้กราบทูลดังนี้ว่า
ขอภิกษุทั้งปวงจงนั่งบนตั่งบนบัลลังก์และบนอาสันทิ ส่วน
พระองค์ผู้มีพระกรุณาในสัตว์ทั้งปวง เชิญประทับบนอาสนะ
ทอง.
ในขณะนั้น เรานิรมิตตั่งอันสำเร็จด้วยแก้วล้วน ๆ และ
นิรมิตอาสนะด้วยฤทธิ์ ถวายแด่พระมุนีพระนามว่า ปิยทัสสี.
หน้า 982
ข้อ 409
เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนตั่งแก้วที่เรานิรมิตด้วยฤทธิ์
แล้ว เราได้ถวายผลหว้าโตประมาณเท่าหม้อข้าวทันที.
พระมหามุนีทรงยังความยินดีให้เกิดแก่เราแล้ว เสวย
ผลหว้าในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ถวายบังคม
พระศาสดา.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี เชษฐบุรุษของ
โลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งอยู่บนอาสนะแก้ว ได้ตรัส
พระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดได้ถวายตั่งแก้วและผลหว้าแก่เรา เราจักพยากรณ์
ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง.
จักได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง
จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้.
จักได้บัลลังก์ทองคำและบัลลังก์อันงาม บัลลังก์แก้วทับทิม
และบัลลังก์รัตนะเป็นอันมากที่ทำอย่างสวยงาม.
บัลลังก์มากมายอันเป็นที่ชอบใจ จักแวดล้อมผู้นี้ ผู้พรั่ง
พร้อมด้วยบุญกรรม แม้เดินอยู่ทุกเมื่อ.
ปราสาทอันเป็นเรือนยอดและที่นอนอันควรค่ามาก ดังจะรู้
จิตของผู้นี้ จักบังเกิดขึ้นทุกเมื่อ.
หน้า 983
ข้อ 409
ช้างพลายหกหมื่น ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มี
สายประคนพานหน้าและพานหลังแล้วด้วยทอง กอปรด้วย
เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง อันควาญช้างผู้ถือ
หอกซัดและขอขึ้นอยู่บนคอ ช้างเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็น
ผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
ม้าสินพอาชาไนยโดยกำเนิดหกหมื่น ม้าเป็นพาหนะ
วิ่งเร็ว อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันหมอม้ามีมือถือ
ธนูสวมเกราะหนังขึ้นขี่อยู่ ม้าเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้ นี้เป็น
ผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
รถหกหมื่น อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง หุ้มด้วย
หนังเสือเหลืองบ้าง หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง สอดใส่เครื่อง
รบ ปักธงหน้ารถ อันนายสารถีมีมือถือสวมเกราะขึ้น
ประจำรถอยู่ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายตั่งแก้ว.
แม่โคนมและโคผู้ตัวงามหกหมื่นตัว จักยังลูกโคให้เกิด
นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
หญิง ๑๖,๐๐๐ คน อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร ประดับประดาด้วยมณีและกุณฑล
มีหน้าเบิกบานยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จัก
แวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว.
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ จักมีพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ผู้มี
จักษุ กำจัดความมืดมนอันธการในโลก จักทรงอุบัติขึ้นในโลก.
หน้า 984
ข้อ 409
ผู้นี้อาศัยการได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั่น จักตัดความ
กังวลออกบวช จักยังพระศาสดาให้โปรดปรานแล้ว ยินดียิ่ง
อยู่ในศาสนา ได้ฟังธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว จัก
เผากิเลสทั้งหลาย จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะ นิพพาน.
ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำไปซึ่งธุระ นำมาซึ่งความ
เกษมจากโยคะ เราปรารถนาประโยชน์อันสูงสุด อยู่ใน
พระศาสนา.
ภพนี้เป็นภพที่สุดของเรา ภพต่อไปย่อมไม่มี เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่อง
ผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเหมกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเหมกเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๑๘
หน้า 985
ข้อ 409
๔๐๗. อรรถกถาเหมกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระเหมกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารกูฏํ นิสฺสาย
ดังนี้.
แม้ในเรื่องนั้น ท่านก็ได้บวชเป็นฤาษี อยู่ที่ป่าหิมวันต์ ได้พบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ซึ่งเสด็จเข้าไปหาจึงได้ลาดตั่งที่
ทำด้วยแก้วถวายแล้ว ได้ยืนอยู่แล้ว ท่านได้นำเอาขนมกุมมาส และผล
หว้ามาถวาย แด่พระพุทธเจ้า ซึ่งประทับนั่งบนเครื่องสาดนั้น เพื่อจะให้
เขามีใจเลื่อมใส พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสวยผลไม้นั้น ความแปลกกันมี
เพียงเท่านี้นั้นแล.
จบอรรถกถาเหมกเถราปทาน
หน้า 986
ข้อ 410
โตเทยยเถรปทานที่ ๘ (๔๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างบรรณศาลา
[๔๑๐] ในกาลนั้น (เราเห็น) พระราชพระนามว่าวิชิตชัย เป็นผู้
กล้า ทรงถึงพร้อมด้วยความกล้าใหญ่ ประทับอยู่ในท่ามกลาง
พระนครเกตุมดีอันอุดม.
ในกาลนั้น เมื่อพระราชาพระองค์นั้นประมาท โจรผู้
ประทุษร้ายแว่นแคว้นก็ตั้งขึ้น และโจรผู้หยาบช้าทางทิศเหนือ
ก็กำจัดแว่นแคว้น.
เมื่อปัจจันตชนบทกำเริบ พระราชาจึงสั่งให้พลรบและ
ทหารรักษาพระองค์ประชุมกัน รับสั่งให้ใช้อาวุธบังคับข้าศึก.
ในกาลนั้น พลช้าง พลม้า ทหารเสื้อเกราะผู้กล้าหาญ พล
ธนูและพลรถมาประชุมกันทั้งหมด พวกพ่อครัว พนักงาน
เครื่องต้น พนักงานสรงสนาน ช้างดอกไม้ผู้กล้าหาญ เคย
ชนะสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด.
พวกชายฉกรรจ์ผู้ถือดาบ ถือธนู สวมเกราะหนัง เป็น
คนแข็งกล้าเคยชนะสงคราม มาประชุมกันทั้งหมด.
ช้างมาตังคะตกมัน ๓ ครั้ง มีอายุ ๖๐ ปี มีสายประคน
พานหน้าพานหลัง และเครื่องประดับล้วนทอง มาประชุมกัน
ทั้งหมด.
นักรบอาชีพ อดทนต่อหนาว ร้อน อุจจาระ ปัสสาวะ มี
กรรมอันทำเสร็จแล้ว มาประชุมกันทั้งหมด.
หน้า 987
ข้อ 410
ทหารเหล่านั้นยินดีด้วยเสียงสังข์ เสียงกลองและด้วย
เสียงแตกตื่น มาประชุมกันทั้งหมด.
ทหารเหล่านั้นตีกันด้วยหลาว หอก แหลน ธนู และ
ตรีศูล (สามง่าม) ล้มลงรวมกันทั้งหมด.
ในกาลนั้น เราสวนเกราะแล้ว สั่งให้จับพลรบ หกหมื่น
พร้อมทั้งพระราชาผู้พ่ายแพ้ขึ้นเสียบหลาว.
พลรบเหล่านั้นพากันส่งเสียงร้องว่า พุทโธ่ พระราชา
อาธรรม์ เมื่อถูกไฟไหม้อยู่ในนรก เมื่อไรจักมีที่สุด.
ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอน ย่อมเห็นไฟนรก เรา
นอนไม่หลับตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง พวกนายนิริยบาลขู่เรา
ด้วยหลาว.
(เราคิดว่า) ความมัวเมารัชสมบัติ สัตว์พาหนะ และ
พลรบจะเป็นประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทรงไว้ได้
ย่อมยังเราให้สะดุ้งทุกเมื่อ.
บุตร ภรรยา และรัชสมบัติทั้งสิ้น จะเป็นประโยชน์อะไร
แก่เรา ถ้าเช่นนั่น เราพึงบวช พึ่งชำระทางแห่งคติ.
เราไม่มีความห่วงใย ปล่อยช้างมาตังคะ หกหมื่นเชือก
อันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีรัตนประคนพานหน้า
พานหลัง เครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง อัน
ควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอประจำคอ ไว้ที่ในสนามรบ
เร่าร้อนด้วยกรรมของตน จึงออกบวชเป็นบรรพชิต.
หน้า 988
ข้อ 410
เราทิ้งม้าสินธพอาชาไนยโดยกำเนิด หกหมื่นม้า อัน
ประกอบด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นพาหนะวิ่งเร็ว อันนาย
น้ำมือถือธนูสวมเกราะหนัง ขึ้นประจำหลังเสียทั้งหมดแล้ว
ออกบวชเป็นบรรพชิต.
เราสละรถ หกหมื่นคัน อันประดับด้วยเครื่องอลังการ
ทั้งปวง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง
สอดเครื่องรบมีธงปักไว้หน้ารถ ทั้งหมดนี้แล้ว บวชเป็น
บรรพชิต.
เราทิ้งแม่โคนม หกหมื่นตัว อันรองน้ำนมด้วยขันสำริด
ทั้งหมดเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เราสละหญิง หกหมื่นคน ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการ
ทั้งปวง มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่แก้วมณีและกุณฑล
มีหน้าเบิกบาน ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง
ทุกคนคร่ำครวญอยู่แล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เราทิ้งบ้าน หกหมื่นหลัง อันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง
ซึ่งเป็นรัชสมบัตินั้นเสียแล้ว บวชเป็นบรรพชิต.
เราออกจากพระนครแล้ว เข้ารูปสู่ภูเขาหิมวันต์ ได้สร้าง
อาศรมไว้ ณ ที่ใกล้แม่น้ำภาคีรสี.๑
ทำกรรณศาลาเสร็จแล้ว ทำเรือนสำหรับบูชาไฟ เรา
ปรารถนาความเพียรมีใจแน่วแน่ อยู่ในอาศรม.
๑. ภาคีรถี แม่น้ำคงคา อภิธาน. ๖๘๑/๑๙๒.
หน้า 989
ข้อ 410
เมื่อเราเพ่งฌานอยู่ในมณฑปก็ดี ที่โคนไม่ก็ดี ในเรือน
ว่างก็ดี ความสะดุ้งย่อมไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นภัยที่น่าหวาด
กลัวเลย.
ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้เลิศ
กอปรด้วยพระกรุณา เป็นมุนี ทรงยังแสงสว่างแห่งญาณให้
โชติช่วง เสด็จอุบัติในโลก.
โดยรอบอาศรมของเรา มียักษ์ ( เทวดา) ผู้มีฤทธิ์อยู่
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐอุบัติชั้นแล้ว ยักษ์บอกกะเราใน
กาลนั้นว่า
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้มีพระจักษุ เสด็จ
อุบัติแล้วในโลก ทรงยังหมู่สัตว์ทั้งปวงให้ข้าม แม้ท่าน
พระองค์ก็จักทรงให้ข้ามได้.
ขณะนั้นเราฟังคำของยักษ์แล้วมีความสลดใจ คิดอยู่ว่า
พุทโธ พุทโธ เก็บอาศรมไว้ ทิ้งฟืนสำหรับบูชาไฟ และ
เก็บสันถัต ไหว้อาศรมแล้ว ออกจากป่าใหญ่.
เราถือเอาไม้จันทน์จากที่นั้น จากบ้านนี้ไปบ้านโน้น จาก
เมืองนี้ไปเมืองโน้น แสวงหาพระพุทธเจ้าอยู่ ได้เข้าไปเฝ้า
พระองค์.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำของ
โลก ทรงประกาศสัจจะ ๔ ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ตรัสรู้อยู่.
หน้า 990
ข้อ 410
เราประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า กระทำวันทนาการ
ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เมื่อต้นมะลิซ้อนดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปในที่ใกล้ ข้าแต่
พระวีรเจ้า พระองค์มีกลิ่นคือคุณ หอมขจรไปทั่วทิศ.
เมื่อต้นจำปา ต้นกระถิ่นพิมาน ต้นอุโลก ต้นการะเกด
และต้นรังกำลังดอกบาน กลิ่นหอมฟุ้งไปตามลม.
ข้าพระองค์สูดกลิ่นของพระองค์จากภูเขาหิมวันต์มาจนถึง
ที่นี่ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของโลก ทรงมียศมาก
ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์.
เราไล้ทาพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำของโลก
ด้วยแก่นจันทน์อันประเสริฐ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว
ได้ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่นั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธ เชษฐบุรุษของโลก
ผู้ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้
ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดสรรเสริญคุณของเรา และได้บูชาเราด้วยแก่นจันทน์
เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจึงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักเป็นผู้กล่าวถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ เป็นพรหม เป็น
ผู้ซื่อตรง มีตบะ จักมีรัศมีอันสว่างไสวตลอด ๒๕ กัป.
หน้า 991
ข้อ 410
จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอค ๒๖,๐๐๐ กัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
ก็ได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้.
คนผู้นี้จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์
ประกอบด้วยบุญกรรม จักเป็นบุตรพรหมณ์.
จักได้เป็นศิษย์ของพราหมณ์ชื่อว่าพาวรี ผู้เล่าเรียนทรง
จำมนต์ ถึงที่สุดแห่งไตรเพท ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๓ ประการ.
จักเป็นผู้รู้จบมนต์ จักได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า โคดมศากยบุตร.
ได้ทูลถามปัญหาอันละเอียด ยังใจให้โสมนัส กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
เราดับไฟ ๓ กองได้สิ้นแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 992
ข้อ 410
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโตเทยยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโตเทยยเถราปทาน
๔๐๘. อรรถกถาโตเทยยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระโตเทยยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ราชาสิ วิชโย
นาม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชาสิ วิชโย นาม ความว่า ตั้งแต่
เวลาเป็นหนุ่ม คือ ตั้งแต่เวลาที่ชนะสงครามทุกอย่าง ได้เป็นพระราชา
พระนามว่า วิชัย เพราะทรงทำประชาชนให้ยินดี คือให้ติดใจ ด้วยสังคห-
วัตถุ ๔ ประการแล. บทว่า เกตุมตีปุรุตฺตเม ความว่า ธงแผ่นผ้า
ท่านเรียกว่า เกตุ, อีกความหมายหนึ่ง เสาหลักอันมีค่ามากดุจรัตนะ ที่
เขายกขึ้นปักไว้ตรงท่ามกลางพระนคร เพื่อให้พระนครสวยงาม ธงเหล่า
นั้น เขายกขึ้นเป็นประจำ สวยงาม ย่อมมีแก่เนืองนั้น เหตุนั้น จึงชื่อ
ว่า เมืองเกตุมดี. ชื่อว่า ปุรํ เพราะทำใจของประชาชนทั้งหมดให้เต็ม
อิ่มด้วยทรัพย์และธัญชาติ เกตุมตีศัพท์ ๑ ปุระนั้นศัพท์ ๑ และอุตตมะ
หน้า 993
ข้อ 411
ศัพท์ที่หมายความว่าประเสริฐศัพท์ ๑ รวมกันเป็น เกตุมตีปุรุตฺตมํ. ใน
ท่ามกลางพระนครเกตุมดีอันอุดมนั้น. บทว่า สุโร วิกฺกมสมฺปนฺโน เชื่อม
ความว่า พระราชาพระนามว่า วิชัย ทรงเป็นผู้กล้าหาญ สมบูรณ์ด้วย
พระวิริยภาพ ประทับอยู่แล้ว เรื่องที่พระราชาทรงละทิ้งเมืองที่เป็นเช่นนี้
วัตถุและพาหนะทั้งหมด เข้าป่าหิมวันต์ บวชเป็นฤาษีอยู่ ได้พบเห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธ เกิดความโสมนัสใจ ทำการบูชา
ด้วยไม้จันทร์ นี้เท่านั้นเป็นเรื่องที่แปลกกัน.
จบอรรถกถาโตเทยยเถราปทาน
ชตุกัณณิกเถราปทานที่ ๙ (๔๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบำรุงพระพุทธองค์
[๔๑๑] ในกาลนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในนครหังสวดี เพียบ
พร้อมแวดล้อมอยู่ด้วยกามคุณทั้งหลาย.
ในกาลนั้น เราขึ้นอยู่ในปราสาท ๓ หลัง ใช้สอยโภค-
สมบัติมากมาย แวดล้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้องอยู่ในปราสาท
นั้น.
นักดนตรีอันประกอบด้วยเครื่องประโคมอย่างดีมาประโคม
เรา หญิงทั้งปวงบำเรอมา นำเอาใจของเราไป.
หน้า 994
ข้อ 411
นักเจลาวกา นักวามนิกา กุญชวาสีหิมัชฌิตา๑ นักห้อย-
โหน นักจำอวด ย่อมแวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
คนเฝ้ายาม คนตีกลอง นักเต้นรำ นักฟ้อนรำ ละคร และ
พวกดีดสีตีเป่าเป็นอันมาก แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.
นายภูษามาลา คนรับใช้เมื่ออาบน้ำ พ่อครัว ช่างดอกไม้
สุปาสกา ช่างกัลบกและนักมวย ทั้งหมดแวดล้อมเราอยู่ทุก
เมื่อ.
เมื่อคนเท่านั้นแสดงกีฬาอยู่ เมื่อเราชื่นชมการบำเรอที่
คนเหล่านั้นทำ เราย่อมไม่รู้คืนและวัน เปรียบเหมือนพระ-
อินทร์ในดาวดึงส์.
คนเดินทาง คนกำพร้า คนขอทาน นักสู้ (นักเที่ยว)
เป็นอันมาก ย่อมเข้ามาของเราจนถึงเรือนเป็นนิตย์.
สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นบุญเขตอย่างยิ่ง เมื่อ
จะยังบุญของเราให้เจริญ ย่อมมาจนถึงเรือนเรา.
พวกนิครนถ์นุ่งผ้าลฏุกา เอาดอกไม้กรองนุ่ง ถือไม้ ๓ อัน
ขมวดผมรวมกัน ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
พวกอาชีวกถอนผม ถือว่าตนประเสริฐ เกลือกลั้วด้วย
ละอองธุลีเหล่านี้ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
๑. ม. กุญฺชวาสี ติมชฺฌิกา.
หน้า 995
ข้อ 411
ปริวตฺตกา สิทฺธิปตฺตา โกธปุคฺคนิกา พหู ตปสี วนจารี
จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
คนตาบอด คนทมิฬ สากุฬา มลยาฬกา สวรา โยนกา
เจว ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
คนฺธกา มุณฺฑกา สพฺเพ กุฏฺลา สานุวินฺทกา อาราว-
จีนรฏฺา จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
อลสนฺทกา ปลฺลวกา ปพฺพตานคฺคมารุหา พาหิกา เจต-
ปุตฺตา จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
ชาวมธุรรัฐ ชาวโกศลรัฐ ชาวกาสี ชาวหัตถิบุรี ชาว-
อิสินทรัฐ ชาวมักกลรัฐ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
เจลาวกา อารมฺพา จ โอภาสา เมฆลา พหู ขุทฺทกา
สุทฺทกา เจว ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
โรหกา สินฺธวา เจว จิตฺตกา เอกกณฺณิกา สุรฏฺา
อปรนฺตา จ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
ช่างสาน ช่างหูก ช่างหนัง ช่างถาก คนงาน และ
ช่างหม้อ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
ช่างแก้ว ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างเย็บผ้า และช่างดีบุก
ทั้งหมดนั้น ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
หน้า 996
ข้อ 411
ช่างศร ช่างกลึง คนรับใช้ส่งของ ช่างปรุงของหอม
ช่างย้อม และช่างชุน ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
คนขายน้ำมัน คนหาฟืน คนหาบน้ำ คนรับใช้ คนหุงต้ม
คนตักน้ำ ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
คนเฝ้าประตู ทหารช่างกรองดอกไม้ คนทิ้งดอกไม้
ควาญช้าง คนเลี้ยงช้าง ย่อมมาหาเราจนถึงเรือน.
เราได้ถวายแด่พระราชาพระนามว่า อานันทะ ทุกอย่าง
เรายังความพร่องด้วยรัตนะมีวรรณะ ประการให้เต็ม.
คนทั้งหมดมากด้วยกัน มีวรรณะต่างกันเหล่าใด ที่เรา
ตั้งไว้แล้ว เรารู้จิตของคนเหล่านั้นแล้ว ให้เขาอิ่ม (พอใจ)
แม้ด้วยรัตนะ.
เมื่อดนตรีมีเสียงไพเราะบรรเลงอยู่ เมื่อกลองดังก้องอยู่
เมื่อสังข์เขาเป่าอยู่ เรารื่นรมย์อยู่ในเรือนของตน.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ
พระองค์ผู้มีจักษุ พร้อมด้วยภิกษุขีณาสพประมาณแสนรูป
เสด็จดำเนินรูปตามถนนด้วยกัน ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่าง
โชติช่วง เหมือนต้นไม้ประจำทวีป.
เมื่อพระองค์ผู้นำของโลกกำลังเสด็จไป กลองทั้งปวง
ยังดังก้องอยู่ รัศมีของพระองค์สว่างไสวดุจพระอาทิตย์อุทัย
ฉะนั้น.
หน้า 997
ข้อ 411
ขณะนั้น แสงสว่างจ้าส่องเข้ารูปภายในเรือนของเรา ด้วย
พระรัศมีที่ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่าง เราเห็นพระรัศมีของ
พระพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวกะพวกบริษัทว่า พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุด เสด็จมาถึงถนนนี้แน่แล้ว.
เรารีบลงจากปราสาทแล้ว ได้รูปสู่ระหว่างถนน ถวาย
บังคมพระสัมพุทธเจ้า รู้ทราบทูลดังนี้ว่า
ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอนุเคราะห์
ข้าพระองค์ พระมุนีพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระอรหันต์แสน
รูป ทรงรับนิมนต์.
ครั้นเรานิมนต์พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้นำพระองค์มาสู่
เรือนของตน อังคาสพระมหามุนีให้ทรงอิ่มหนำ ด้วยข้าวและ
น้ำในเรือนนั้น.
เรารู้เวลาที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่ กำลังเสวย
ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการขับร้องและดนตรี.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งอยู่ภายในเรือน ได้ตรัสพระ
คาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดบำรุงเราด้วยดนตรี และได้ถวายข้าวน้ำแก่เรา เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรากล่าว คนผู้นี้จักเป็นผู้
มีอาหารมากมาย มีเงิน มีโภชนะ เสวยรัชสมบัติผู้เดียวใน
ทวีปทั้งสี่.
หน้า 998
ข้อ 411
จักสมาทานศีล ๕ ยินดีในกรรมบถ ๑๐ ครั้นสมาทานแล้ว
ก็ประพฤติ ยังบริษัทให้ศึกษา.
สตรีสาวแสนคน อันประดับประดาสวยงาม จักบรรเลง
ดนตรีบำเรอผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบำรุง.
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็น
จอมเทวดา เสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๖๔ ครั้ง.
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๔ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่า โคดม
จักทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากรา เสด็จอุบัติในโลก.
ผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักมีโภคะ
ไม่บกพร่อง.
จักเป็นผู้เล่าเรียน รู้จบไตรเพท จักเที่ยวแสวงหา
ประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในแผ่นดินในกาลนั้น.
และภายหลัง เขาบวชแล้ว อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จัก
ยินดียิ่งในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โคดม.
ผู้นี้จักยังพระสัมพุพธเจ้าพระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้
โปรดปราน เผากิเลสทั้งหลายแล้ว จักได้เป็นพระอรหันต์.
วันนี้ เราเป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามอยู่ในศาสนาของพระศากย-
บุตร เปรียบเหมือนพญาเสือโคร่ง และพญาไกรสรราชสีห์
ในป่าใหญ่ฉะนั้น.
หน้า 999
ข้อ 411
เราไม่เห็นการบังเกิดของเราในเทวโลกก็ดี ในมนุษยโลก
ก็ดี เป็นคนยากจนหรือเข็ญใจเลย นี้เป็นผลแห่งการบำรุง.
เราเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดกิเลส
เครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนขึ้นรู้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชตุกัณณิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบชตุกัณณิกเถราปทาน
๔๐๙. อรรถกถาชตุกัณณิกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระชตุกัณณิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร
หํสวติยา ดังนี้.
หน้า 1000
ข้อ 412
ในเรื่องนั้น ท่านเป็นบุตรของเศรษฐี การได้อยู่ในสุวรรณ-
ปราสาท การได้อยู่เพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ การได้รู้ถึงศิลปะทุกอย่าง
ของผู้อยู่ในทุกถิ่น และการมาคบหาสมาคมกัน (ทั้งหมด) จัดว่าเป็น
ความแปลกกันแล.
จบอรรถกถาชตุกัณณิกเถราปทาน
อุเทนเถราปทานที่ ๑๐ (๔๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกบัวบาน
[๔๑๒] ภูเขาชื่อปทุม ตั้งอยู่ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ เราทำ
อาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้ใกล้ภูเขาปทุมนั้น.
ที่ใกล้ภูเขานั้น มีแม่น้ำท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ น้ำ
ใสแจ๋ว เย็นจืดสนิท น้ำไหลอยู่เป็นนิตย์.
ในกาลนั้น ปลาฉลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า
และปลาตะเพียน อยู่ในแม่น้ำ ย่อมทำแม่น้ำให้งาม.
ดาดาษไปด้วยต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นกุ่ม ต้นหมากเม่า
ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
ต้นปรู ต้นมะกล่ำหลวง ต้นกระทุ่ม ต้นกาหลง ดอกกำลัง
บาน กลิ่นหอมฟุ้งไป ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
ต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม หตฺถปาตา๑ จ กำลังดอกบาน
กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
๑. ม. อฏฺงฺคาปิ.
หน้า 1001
ข้อ 412
ต้นสมอ ต้นมะขามป้อม ต้นนะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอ-
พิเภก ต้นพุทรา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม มีผลมากอยู่ใกล้อาศรม
ของเรา.
ต้นอ้อย ต้นกล้วย กำลังผลิดอกออกผลใกล้อาศรมของเรา
นั้น ไม้กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ต้นอโสก ต้นวรี และต้นสะเดา กำลังดอกบานกลิ่นหอม
ตลบหอมอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ต้นมะนาว ต้นมะงั่ว ต้นดีหมี มีดอกบาน หอมตลบอบอวล
ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ไม้ยางทราบ ต้นคณฑีเขมา และต้นจำปา มีดอกบาน
กลิ่นหอมตลบอบอวล ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ในที่ไม่ไกลมีสระบัว มีนกจากพรากส่งเสียงร้องอยู่ ดา-
ดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวง และอุบล มีน้ำใสแจ๋ว
เย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ น้ำใสสะอาด
เสมอด้วยแก้วผลึก ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ในสระนั้น บัวหลวง บัวขาว บัวอุบล บัวขม และ
บัวเผื่อน ดอกบานสะพรั่ง ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า และปลา
ตะเพียนว่ายอยู่ในสระนั้น ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
จระเข้ ปลาฉลาม เต่า คหา โอคหา และงูเหลือมเป็น
อันมาก ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
หน้า 1002
ข้อ 412
นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกจากพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด
และนกสาลิกา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.
มะม่วงหอมน่าดุ ต้นลำเจียก ดอกกำลังบาน มีกลิ่นหอม
อบอวล ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ราชสีห์ เสือโคร่ง
เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาใน สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อม
ทำอาศรมของเราให้งาม.
ฤๅษีทั้งหลาย (เกล้าผมเป็นเซิง) สวมชฎา มีหาบเต็ม
นุ่งห่มหนังสัตว์ สัญจรอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมทำอาศรมของเรา
ให้งาม.
บางพวกทรงหนังเสือ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ และ
บริโภคอาหารแต่น้อย ทั้งหมดนั้น ย่อมทำอาศรมของเรา
ให้งาม.
ในกาลนั้น ฤๅษีทั้งหลายเอาหาบใส่บ่าเข้าสู่ป่า กินเหง้า
มันและผลไม้ อยู่ในอาศรมในกาลนั้น.
ฤๅษีเหล่านั้นรู้ต้องนำฟืนมา น้ำสำหรับล้างเท้าก็ไม่ต้อง
นำมา ด้วยอานุภาพแห่งฤๅษีทั้งปวง ฟืนและน้ำย่อมนำตัว
มาเอง.
ฤๅษี ๘๔,๐๐๐ ตน ประชุมกันอยู่ในอาศรมนั้น ทั้งหมด
นี้เป็นผู้เพ่งฌาน แสวงหาประโยชน์อันสูงสูด.
ฤๅษีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์ ตักเตือน
กันและกัน เป็นผู้แน่นแฟ้น เหาะไปในอากาศได้ทุกคน อยู่
ในอาศรม.
หน้า 1003
ข้อ 412
ประชุมกันทุก ๕ วัน ไม่ระส่ำระสาย มีความประพฤติ
สงบระงับ อภิวาทกันและกันแล้ว จึงบ่ายหน้ากลับไปตามทิศ
(ที่ตนอยู่).
ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบ
ธรรมทั้งปวง พระองค์เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดโดยรอบ
อาศรมของเรา.
มียักษ์ (เทวดา) ผู้มีฤทธิ์อยู่ ยักษ์ตนนั้นได้บอกข่าว
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแก่เราว่า พระพุทธเจ้า
องค์นี้พระนามว่า ปทุมุตตระ เป็นมหามุนี เสด็จอุบัติแล้ว
จงรีบไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าเถิด ท่านผู้เนียรทุกข์.
เราได้ฟังคำของยักษ์แล้วมีใจเลื่อมใสยิ่งนัก เก็บอาศรม
แล้ว ออกจากป่าใหญ่ในขณะนั้น.
เมื่อไฟกำลังไหม้ผ้าอยู่ เราออกจากอาศรม พักอยู่กลาง
ทางคืนหนึ่งแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
สมควรรับเครื่องบูชา กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ แสดง
อมตบทอยู่.
เราถือดอกปทุมอันบานเต็มที่ เข้ารูปเฝ้าพระองค์แล้ว มี
จิตเลื่อมใสโสมนัส ถวายบังคมพระพุทธเจ้า บูชาพระสัม-
พุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตะ แล้วเอาหนังสัตว์ห่มเฉวียงบ่า
ข้างหนึ่ง สรรเสริญพระองค์ผู้นำของโลกว่า
หน้า 1004
ข้อ 412
พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับนั่งอยู่ที่นี้ ด้วยพระ-
ญาณใด เราจักสรรเสริญพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา
กล่าว
พระสัมพุทธเจ้าทรงตัดกระแสสงสารแล้ว ทรงยังสรรพ-
สัตว์ให้ข้าม สรรพสัตว์นั้นฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อม
ข้ามกระแสตัณหาได้.
พระองค์เป็นศาสดา เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็นที่ยึดหน่วง
เป็นที่พึ่ง และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย สูงสุดกว่าสัตว์.
คณาจารย์ผู้นำหมู่ประมาณเท่าใด ที่ท่านกล่าวในโลก
พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเลิศกว่าคณาจารย์เหล่านั้น คณาจารย์
เหล่านั้นนับเป็นภายในของพระองค์.
พระองค์ผู้มีปัญญา ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น
ด้วยพระญาณของพระองค์ หมู่ชนอาศัยการได้เฝ้าพระองค์
แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ คันธชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งหอมฟุ้ง
ไปในโลก ข้าแต่พระมหามุนีผู้เป็นนาบุญ คันธชาติเหล่านั้น
ที่จะเสมอด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ไม่มี.
พระองค์ผู้มีจักษุ ขอจงทรงเปลื้องกำเนิดดิรัจฉาน นรก
พระองค์ทรงแสดงบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สงบระงับ.
พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก
หน้า 1005
ข้อ 412
สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้บูชาญาณของเรา ด้วยมือทั้งสอง
ของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง.
เราเป็นผู้ได้ลาภอันได้ดีแล้ว เรายังพระพุทธเจ้าผู้มีวัตร
งานให้ทรงโปรด กำหนดอาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว
ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ
มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุเทนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุเทนเถราปทาน
หน้า 1006
ข้อ 412
๔๑๐. อรรถกถาอุเทนเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระอุเทนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ดังนี้
ในเรื่องนั้น ท่านได้บวชเป็นพระดาบส อาศัยภูเขาปทุมใกล้ป่า
หิมวันต์อยู่ ได้ถือเอาดอกปทุมมาบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็น
ความแปลกกันแล คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล
จบอรรถกถาอุเทนเถราปทาน
จบอรรถกถาเมตเตยยวรรค ที่ ๔๑
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน ๒. ปุณณกเถราปทาน ๓. เมตตคู-
เถราปทาน ๔. โธตกเถราปทาน ๕. อุปสีวเถราปทาน ๖. นันทก-
เถราปทาน ๗. เหมกเถราปทาน ๘. โตเทยยเถราปทาน ๙. ชตุกัณณิก-
เถราปทาน ๑๐. อุเทนเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๘๓ คาถา.
จบเมตเตยยวรรคที่ ๔๑
เล่มจริงที่ 72 (698 หน้า · 0001 – 0699)
กระโดดไปหน้า (698 หน้า)
หน้า 1
ข้อ 1
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อปทาน๑
เล่มที่ ๙
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้น
ภัททาลิวรรคที่ ๔๒
๓. เถราปทาน
ภัททาลิเถราปทานที่ ๑ (๔๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการมุงมณฑปด้วยดอกรัง
[๑] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี
ปรารถนาความวิเวก เลิศในโลกได้เสด็จเข้าไปยัง
ป่าหิมพานต์
ครั้นแล้ว พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำ
โลก พระเสริฐกว่าบุรุษ ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ
พระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสุเมธะผู้สูงสุด
กว่าบุรุษ พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ ๗ คืน
๗ วัน
เราถือหาบเข้าไปกลางป่า ณ ที่นั้นเราได้
เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว
ไม่มีอาสวะ
๑. บาลีเล่มที่ ๓๓
หน้า 2
ข้อ 1
ครั้งนั้น เราจับไม้กวาด กวาดอาศรม
ปักไม้สี่อันทำเป็นมณฑป
เราเอาดอกรังมานุงมณฑป เราเป็นผู้มีจิต
เลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระผู้นำโลกแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ
ที่ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า มีพระปัญญาดังแผ่นดิน
มีพระปัญญาดี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระภิกษุ
สงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้
เทวดาทั้งปวงทราบว่าพระพุทธเจ้าจะ
เปล่งวาจา จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธ
เจ้าผู้ประเสริฐสุด มีพระจักษุ จะทรงแสดงพระ
ธรรมเทศนาโดยไม่ต้องสงสัย
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้สม-
ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในหมู่เทวดา ได้ตรัส
พระคาถาดังต่อไปนี้
ผู้ใดทรงมณฑป มีดอกรังเป็นเครื่องมุง
แก่เราตลอด ๗ วัน เราพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง
หลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้น เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็น
ผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำ จักมีโภคทรัพย์
ล้นเหลือ บริโภคกาม
ช้างมาตังคะ ๖ หมื่นเชือกประดับด้วย
เครื่องอาภรณ์ทุกชนิด รัดปะคน และพานหน้า
หน้า 3
ข้อ 1
พานหลังล้วนทองกอปรด้วยเครื่องประดับศีรษะ
และข่ายทอง
มีนายหัตถาจารย์ผู้มีมือถือหอกซัดและขอ
ขึ้นขี่ประจำ จักมาสู่ที่บำรุงผู้นั้นทั้งเวลาเย็นเวลา
เช้า
ผู้นี้จักเป็นผู้อันช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว
รื่นรมย์อยู่ สินธพอาชาไนยโดยกำเนิด ๖ หมื่นม้า
ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างเป็นพาหนะ
ว่องไว มีอัศวาจารย์ผู้สวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ
จักแวดล้อมอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
รถ ๖ หมื่นคันประดับด้วยสรรพาลังการ
หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง ด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง
มีธงปักหน้ารถ มีคนขับถือธนูสวมเกราะขึ้น
ประจำ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา
บ้าน ๖ หมื่นบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ทุกสิ่ง
มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุก
ประการ จักมีปรากฏอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
เสนาสี่เหล่า คือ กองช้าง กองม้า กอง
รถ กองราบ จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 4
ข้อ 1
ใน ๑๘,๐๐๐ กัป ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทว-
โลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง
และจักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง จักได้
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับ
ไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ข้าพระองค์เป็นทายาทในธรรมของพระ-
องค์ท่าน เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตแล้ว กำหนด
รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐(แต่กัปนี้) ข้าพระองค์
ได้เห็นพระศาสดาผู้นำโลก ในระหว่างนี้ ข้าพระ-
องค์ได้แสวงหาอมฤตบท
การที่ข้าพระองค์รู้ศาสนธรรมนี้ เป็นลาภ
ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ดีแล้ว วิชชา ๓
ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา
ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่
พระองค์ ข้าพระองค์ได้บรรลุอมฤตบท เพราะ
กล่าวสดุดีพระพุทธญาณ
หน้า 5
ข้อ 1
ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ จะเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีความสุขในทุก
สถาน นี้เป็นผลในการทที่ข้าพระองค์ กล่าวสดุดี
พระพุทธญาณ
นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของข้าพระองค์
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ตัดกิเลส
เครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
อยู่
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้าง
ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ พระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภัททาลิเถราปทาน
หน้า 6
ข้อ 2
เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒ (๔๑๒)
ว่าด้วยแห่งการกางเศวตฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
[๒] ข้าพระองค์ได้สร้างอาศรม ซึ่งมี
ทรายสีขาวสะอาดเกลื่อนกล่นใกล้แม่น้ำจันทภาคา
และได้สร้างบรรณศาลาไว้ แม่น้ำจันทภาคานั้น
เป็นแม่น้ำที่มีฝั่งลาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์
สมบูรณ์ด้วยปลาและเต่า อันจระเข้เสพอาศัย
หมี นกยูง เสือเหลือง นกการะเวก
และนกสาริกา ร่ำร้องอยู่ทุกเวลา ช่วยทำอาศร
ของข้าพระองค์ให้งดงาม
นกดุเหว่าเสียงหวาน และหงส์มีเสียง
เสนาะร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น ช่วยทำอาศรมของ
ข้าพระองค์ให้งดงาม
ราชสีห์ เสือโคร่ง หมู นกยาง หมาป่า
และหมาใน บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำ
อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
เนื้อทราย กวาง หมาจิ้งจอก สุกร มีมาก
บันลือเสียงอยู่ที่ช่องเขา ช่วยทำอาศรมของข้า-
พระองค์ให้งดงาม
ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ไม้แคฝอย ไม้
ยางทราย ไม้อุโลก และต้นอโศก ช่วยทำอาศรม
ของข้าพระองค์ให้งดงาม
หน้า 7
ข้อ 2
ต้นปรู ต้นคัดเค้า ต้นตีนเป็ด เถาตำลึง
ต้นคนทีสอ ไม้กรรณิการ์ ออกดอกอยู่ใกล้อาศรม
ของข้าพระองค์ ไม้กากะทิง ต้นรัง และต้นสน
บัวขาว ดอกบานสะพรั่ง ใกล้อาศรมนั่น กลิ่น
หอมฟุ้งไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้
งดงาม
และที่ใกล้อาศรมนั้น มีไม้โพธิ์ ไม้ประดู่
ไม้สะท้อน ต้นรัง และไม้ประยงค์ ดอกบาน
สะพรั่ง ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย
ต้นกระทุ่ม ต้นรังที่งดงาม มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป
ย่อมทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ต้นอโศก ไม้มะขวิด และต้นภคิมิมาลา
ดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ย่อมทำ
อาศรมของข้าพระองค์ไห้งดงาม
ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วฤาษี และต้น
มะกล่ำดำ มีผลอยู่เป็นนิตย์ ช่วยทำอาศรมของ
ข้าพระองค์ ให้งดงาม
ต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง หว้า
สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า มะตูม ผลิตผลอยู่
ใกล้อาศรมของข้าพระองค์ ในที่ไม่ไกลอาศรม
มีสระโบกขรณี มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ .
ดารดาษไปด้วยบัวขม กอปทุมและกออุบล กอ
หน้า 8
ข้อ 2
ปทุมกอหนึ่งกำลังดอกตูม กออื่น ๆ มีดอกบาน
บ้างก็มีใบและกลีบหลุดลง บานอยู่ใกล้อาศรม
ของข้าพระองค์
ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลา
เค้าและปลาตะเพียน ว่ายอยู่ในน้ำใส ช่วยทำ
อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม มะม่วงหอมที่
น่าดู กับต้นเกดที่ขึ้นอยู่ริมฝั่ง มีกลิ่นหอมฟุ้งขจร
ไป ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
น้ำหวานที่ไหลออกจากเหง้า รสหวาน
ปานดังน้ำผึ้ง นมสดและเนยใสมีกลิ่นหอมฟุ้ง
ขจรไป ย่อมทำให้อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ใกล้อาศรมนั้น มีกองทรายที่สวยงาม
อันน้ำเสพแล้วเกลื่อนไป ดอกไม้หล่น ดอกไม้
บาน สีขาว ๆ ช่วยทำอาศรมของข้าพระองค์ให้
งดงาม
ฤาษีทั้งหลายสวนชฎา มีหาบเต็ม นุ่ง
หนังสัตว์ทั้งเล็บ ทรงผ้าเปลือกไม้กรอง ย่อมยัง
อาศรมของข้าพระองค์ให้งดงาม
ฤาษีทั้งหลายทอดตาดูประมาณชั่วแอก
มีปัญญา มีความประพฤติสงบ ไม่ยินดีในความ
กำหนัดในกาม อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์
ฤาษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้และเล็บงอกยาว
ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ทรงธุลีละอองและของ
หน้า 9
ข้อ 2
เปรอะเปื้อน ล้วนอยู่ในอาศรมของข้าพระองค์
ฤาษีเหล่านั้นถึงที่สุดแห่งอภิญญาเหาะเหินเดิน
อากาศได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ย่อมพาให้อาศรม
ของข้าพระองค์งดงาม
ครั้งนั้น ข้าพระองค์อันศิษย์เหล่านั้น
แวดล้อมอยู่ในป่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความ
ยินดีในฌาน ไม่รู้กลางวันกลางคืน ก็สมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคมหามุนี พระนามว่าอัตถทัสสี
เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น ยังความมืดให้
พินาศไป
ครั้งนั้น ศิษย์คนหนึ่งได้ยังสำนักของ
ข้าพระองค์ เขประสงค์ จะเรียนลักษณะชื่อว่า
ฉฬังคะ ในคัมภีร์พระเวท
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัถทัสสี ผู้เป็น
มหามุนี ทรงอุบัติขึ้นในโลก เมื่อทรงประกาศ
สัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท ข้าพระองค์เป็นผู้ยินดี
ร่าเริงบันเทิงจิต มีหมวดธรรมอย่างอื่นเป็นที่มา
นอน ออกจากอาศรมแล้ว พูดดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าผู้มีพระลักษณะอันประเสริฐ
๓๒ ประการ เกิดอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถอะ
ท่านทั้งหลาย เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า
หน้า 10
ข้อ 2
ศิษย์เหล่านั้นดูปฏิบัติตามคำสั่งสอนถึง
ที่สุดในสัจธรรม แสวงหาประโยชน์อย่างเยี่ยม
ได้รับปากว่าดีแล้ว
ในกาลนั้น พวกเขาผู้สวมชฎา มีหาบเต็ม
นุ่งหนังสัตว์พร้อมทั้งเล็บ เสาะหาประโยชน์อย่าง
เยี่ยม ได้ออกจากป่าไป
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระยศ
ใหญ่ พระนามว่าอัตถทัสสี เมื่อทรงประกาศ
สัจจะ ๔ ได้ทรงแสดงอมตบท
ข้าพระองค์ถือเศวตฉัตรกั้นถวายแด่พระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ครั้นกั้นถวายวัน
หนึ่งแล้วได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี
ผู้เชษฐะของโลก ประเสริฐกว่านรชน ประทับนั่ง
ในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส ได้กั้นเศวตฉัตรให้เรา
ด้วยมือทั้งสอของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน
ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
เมื่อผู้นี้เกิดในเทวดาหรือมนุษย์ ชนทั้ง
หลายจักคอยกั้นเศวตฉัตรให้ทุกเมื่อ นี้เป็นผล
แห่งการกั้นฉัตรถวาย
หน้า 11
ข้อ 2
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จัก
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักเสวย
ทิพย์สมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า
ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับไม่ถ้วน ใน
๑๘๐๐ กัป พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ศากย-
บุตร จักเสด็จอุบัติ กำจัดความมืดมนธนการให้
พินาศ
เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสในธรรมนิรมิตแล้ว
จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
ปรินิพพาน
ในระหว่างกาล นับตั้งแต่ข้าพระองค์ได้
ทำกรรม คือ ได้กั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธเจ้า
มา ข้าพระองค์ไม่รู้จักเศวตฉัตรที่ไม่ถูกกั้น
ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดของข้าพระองค์
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่
ทุกวันนี้ เหนือศีรษะของข้าพระองค์ได้
มีการกั้นเศวตฉัตร ซึ่งเป็นไปตลอดกาลเป็นนิตย์
โดยข้าพระองค์ได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว แด่พระพุทธ-
เจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้คงที่ ข้าพระองค์เป็น
ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้า
พระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
หน้า 12
ข้อ 3
ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ข้าพระองค์ไม่มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าของข้าพระองค์นี้ เป็นการมาดีแล้ว,
วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข ์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้ง
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้
กระทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบเอกฉัตตติยเถราปทาน
ติณสูลกฉาทนิยเถรปทานที่ ๓ (๔๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิซ้อนเป็นพุทธบูชา
[๓] ครั้งนั้น เราได้พิจารณาถึงความ
เกิด ความแก่ และความตาย ผู้เดียว ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต
เราเที่ยวไปโดยลำพัง ได้ไปถึงฝั่งแม่น้ำ
คงคา ได้เห็นพื้นแผ่นดินที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น
เรียบราบ สม่ำเสมอ
หน้า 13
ข้อ 3
จึงได้สร้างอาศรมขึ้นที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้น
อยู่ในอาศรมของเรา ที่จงกรม ซึ่งประกอบด้วย
หมู่นกนานาชนิด เราได้ทำไว้อย่างสวยงาม
สัตว์ทั้งหลายอยู่ใกล้เรา และส่งเสียง
รื่นรมย์ เรารื่นรมย์อยู่กับสัตว์เหล่านั้นอยู่ใน
อาศรม
ที่ใกล้อาศรมของเรามีมฤคราชสี่เท้าออก
จากที่อยู่แล้ว มันคำรามเหมือนอสนีบาต
ก็เมื่อมฤคราชคำราม เราเกิดความร่าเริง
เราค้นหามฤคราชอยู่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำโลก
ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของ
โลกพระนามว่าติสสะ ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาแล้ว
เป็นผู้ร่าเริง มีจิตบันเทิง เอาดอกกากะทิงบูชา
พระองค์
ได้ชมเชยพระผู้นำโลก ผู้เด่นเหมือน
พระอาทิตย์ บานเหมือนดอกไม้พญารัง รุ่งโรจน์
เหมือนดาวประกายพฤกษ์ว่า
พระองค์ผู้สัพพัญญู ทำให้พระองค์พร้อม
ทั้งเทพยดาให้สว่าง ด้วยพระญาณของพระองค์
บุคคลทำให้พระองค์โปรดปรานแล้ว ย่อมพ้นจาก
ชาติได้
เพราะไม่ได้เฝ้าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
ผู้เห็นธรรมทั้งปวง สัตว์ทั้งหลายที่ถูกราคะและ
โทสะทับถม จึงพากันตกนรกอเวจี
หน้า 14
ข้อ 3
เพราะอาศัยการได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้สัพ-
พัญญูนายกของโลก สัตว์ทั้งปวงจึงหลุดพ้นจากภพ
ย่อมถูกต้องอมตบท
เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ
เปล่งรัศมี อุบัติขึ้น เมื่อนั้น พระองค์ทรงเผา
กิเลสแล้ว ทรงแสดงแสงสว่าง
เราได้กล่าวสดุดีพระสัมพุทธเจ้าพระนาม
ว่าติสสะ ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกแล้ว เป็น
ผู้ร่าเริงมีจิตบันเทิง เอาดอกมะลิซ้อนบูชาพระองค์
พระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะผู้นำชั้น
เลิศของโลกทรงทราบความดำริของเรา ประทับ
นั่งบนอาสนะของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส ได้เอาดอกไม้บังเรา
ด้วยมือของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง
หลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก ๒๕
ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักได้
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับ
มิได้ ผลแห่งกรรมนั้นเป็นผลแห่งการบูชาด้วย
ดอกไม้
ก็บุรุษที่ได้เอาดอกไม้บังเราทั้งเย็นและ
เช้า เป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จักปรากฏต่อไป
ข้างหน้า
หน้า 15
ข้อ 3
เขาปรารถนาสิ่งใด ๆ สิ่งนั้น ๆ จักปรากฏ
ตามความในประสงค์ เขาทำความดำริชอบให้
บริบูรณ์แล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน
เขาเผากิเลส มีสติสัมปชัญญะ นั่งบน
อาสนะเดียว บรรลุอรหัตได้
เราเมื่อเดินยืน นั่ง หรือนอน ย่อมระลึก
ถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด อยู่ทุกขณะ
ความพร่องในปัจจัยนั้น ๆ คือ จีวร
บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย มิได้มี
แก่เรา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
บัดนี้ เราบรรลุอมตบท อันสงบระงับ
เป็นธรรมยอดเยี่ยม กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าอันใด ด้วยการบูชานั้น เราจึงไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่
การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของ
เรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้
บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว
หน้า 16
ข้อ 4
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสูลกฉาทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน
๔๑๑. - ๔๑๓.อรรถกถาภัททาลิวรรคที่ ๔๒
อุปทานที่ ๑ อปทานที่ ๒ และอุปทานที่ ๓ ในวรรคที่ ๔๒ มีเนื้อ
ความพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่าย คามลำดับ แห่งนัยนั่นแล.
จบอรรถกถาภัตทาลิวรรคที่ ๔๒
มธุมังสทายกเถรปทานที่ ๔ (๔๑๔)
[๔] เราเป็นคนฆ่าหมูอยู่ในนครพันธุมดี
เราเลือกเอาเนื้อดี ๆ มาเทลงแช่น้ำผึ้ง เราได้ไป
สู่ที่ประชุมสงฆ์ ถือเอาบาตรมาใบหนึ่ง เอาเนื้อ
ใส่บาตรนั้นให้เต็มแล้วได้ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์
ครั้งนั้น เราได้ถวายแก่พระสงฆ์เถระ
ด้วยคิดว่า เพราะเอาเนื้อใส่บาตรให้เต็มนี้ เราจัก
ได้สุขอันไพบูลย์
หน้า 17
ข้อ 4
เราได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว อันกุศล
มูลตักเตือนแล้ว เมื่อเราดำรงชีพอยู่ในภพสุดท้าย
จักเผากิเลสทั้งหลายได้
เรายังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้
ไปยังดาวดึงสพิภพ ณ ที่นั่น เรากิน ดื่ม ได้สุข
อย่างไพบูลย์
ที่มณฑป หรือโคนไม้ เรานึกถึงบุรพ-
กรรมเสมอ ห่าฝน คือ ข้าวและน้ำ ย่อมตกลงมา
เพื่อเราในครั้งนั้น
ชาตินี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา ภพหลัง
กำลังเป็นไป ถึงในภพนี้ ข้าวและน้ำ ก็ตกลงมา
เพื่อเราตลอดกาลทุกเมื่อ
เพราะมธุทานนั่นแหละ เราท่องเที่ยวไป
ในภพ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่ง
มธุทาน
เราเผากิเลสแล้ว . . . คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมธุนังสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล ฯ
จบทธุมังสทายกเถราปทาน.
หน้า 18
ข้อ 5
๔๑๔. อรรถกถามธุมังสทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอุปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
อุปทานของท่านพระมธุมังสทายกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นคเร
พนฺธุมติยา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูกริโก ได้แก่ ขายเนื้อสุกรเลี้ยงชีวิต
บทว่า อุกฺโกฏกํ รนฺธยิตฺวา ความว่า เราต้มเนื้อไตและเนื้อปอดแล้ว แช่
ใส่ลงในเนื้อที่ผสมน้ำผึ้ง อธิบายว่า เอาเนื้อนั้นบรรจุจนเต็มบาตรแล้ว ถวาย
แด่ภิกษุสงฆ์ ด้วยบุญกรรรมนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บวชแล้วจึงได้บรรลุ
พระอรหัตแล.
จบอรรถกถามธุมังสทายกเถราปทาน
นาคปัลลวกเถราปทานที่ ๕ (๔๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยกิ่งไม้กากะทิง
[๕] เราอาศัยอยู่ในสวนหลวงในพระ-
นครพันธุมดี พระพุทธเจ้าผู้นำโลก ได้ประทับ
อยู่ใกล้อาศรมของเรา
เราถือเอากิ่งไม้กากะทิงไปปักไว้ข้างหน้า
พระพุทธเจ้า เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถวาย
อภิวาทพระสุคตเจ้า
ในกัปที่ 8 แต่กัปนี้เราได้เอากิ่งไม้บูชา
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา
หน้า 19
ข้อ 6
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาคปัลลวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนาคปัลลวกเถราปทาน.
เอกทีปิยเถราปทานที่ ๖ (๔๑๖)
ว่าด้วยการตามประทีปเป็นพุทธบูชา
[๖] เมื่อพระสุคตเจ้าผู้นำโลกพระนาม
ว่าสิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว ชนทั้งปวงทั้งเทวดา
และมนุษย์ ต่างก็บูชาพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
และเมื่อเขาช่วยกันยกพระผู้นำโลก พระ
นามว่าสิทธัตถะ ขึ้นบนเชิงตะกอน ชนทั้งหลาย
พากันบูชาเชิงตะกอนของพระศาสดาตามกำลัง
เราได้ตามประทีปไว้ไม่ไกลเชิงตะกอน
ประทีปของเราลุกโพรงจนพระอาทิตย์ขึ้น
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งใจชอบ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้
ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
เขาย่อมทราบกันว่า วิมานอันบุญกรรม
ได้ทำไว้เป็นอย่างดี เพื่อเราในดาวดึงสพิภพนั้น
หน้า 20
ข้อ 6
ชื่อว่าเอกทีปะ ประทีปแสนดวงส่องสว่างอยู่ใน
วิมานของเรา
ร่างกายของเรารุ่งเรืองอยู่ทุกเมื่อ เหมือน
พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัยฉะนี้ สรีระของเรามีแสง
สว่างด้วยรัศมีในกาลทุกเมื่อ
เรามองเห็นได้ตลอด ด้วยจักษุ ทะลุฝา
กำแพง ภูเขา โดยรอบร้อยโยชน์
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ ครั้ง เสวย
รัชสมบัติในเทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิราช ๒๘ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
ไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เราจุติจากเทวโลกแล้ว
เกิดในครรภ์ของมารดา นัยน์ตาของเราผู้แม้จะ
อยู่ในครรภ์ ของมารดา ก็ไม่วินาศ
เรามีอายุ ๔ ขวบแต่กำเนิดก็ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต ได้บรรลุพระอรหัตแต่ยังไม่ทันได้
ถึงกึ่งเดือน เราชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว
ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสทั้งปวงขาด
แล้ว นี้เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
นอกฝา นอกกำแพง และถึงภูเขาทั้งสิ้น
เราก็เห็นทะลุไปได้ นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวง
เดียว
สำหรับเรา ภูมิภาคที่ขรุขระ ย่อมเป็น
ที่ราบเรียบ ความมืดย่อมไม่ปรากฏมี เราไม่เห็น
ความมืด นี้ก็เป็นแห่งประทีปดวงเดียว
หน้า 21
ข้อ 7
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายประ-
ทีปใด ด้วยการถวายประทีปนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้ก็เป็นผลแห่งประทีปดวงเดียว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเอกปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกทีปิยเถราปทาน
อุจฉังคปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๔๑๗)
ว่าด้วยการถวายดอกไม้หนึ่งพก
[๗] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่
ในพระนครพันธุมดี เราเอาดอกไม้ห่อเต็มพก
แล้วได้ไปยังตลาด
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของ
โลก อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว เสด็จออกไป
ด้วยอานุภาพใหญ่
เราได้เห็นพระวิปัสสนา สัมพุทธเจ้าผู้ส่อง
โลกให้โพรงทั่ว ยังโลกให้ข้ามพ้น จึงหยิบดอกไม้
ออกจาก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หน้า 22
ข้อ 8
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าประเสริฐสุด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุจฉังคปุปผิยเถราปทาน
ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘ [๔๑๘]
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวยาคู
[๘] ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน
เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่สังฆาราม ภิกษุ
ทั้งหลายเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดี
ในณาน มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนัก
ปราชญ์ ท่านกำลังอยู่ในสังฆาราม
ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่
ได้ตัดคติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำที่กั้นด้วยน้ำ
ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้ เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส
เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลี ประคอง
ข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว
หน้า 23
ข้อ 8
เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคูที่เราต้มด้วย
มือทั้งสองตน ปรารภแต่เฉพาะกรรนของตัว
ได้ไปดาวดึงสพิภพแล้ว
วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่
เราในหมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี
บันเทิงอยู่ในวิมานอันอุดม
เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย
ราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศ
ราชอันไพบูลย์โดยคณานับได้มิได้ เสวยยศ ใน
เทวโลกบ้าง ในมนุษย์โลกบ้าง
เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็น
บรรพชิต ได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผม
ที่ถูกโกน
เราพิจารณาร่างกายโดยความสิ้นไปและ
ความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุพระอรหัตก่อนให้สิกขา
ทานอันประเสริฐเกิดแต่เมื่อ ซึ่งเราประ-
กอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดีแล้ว เพราะข้าว
ยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
เราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร
ความป่วยไข้. ความกระวนกระวาย ความเดือด
ร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการพวายข้าวยาคู
หน้า 24
ข้อ 8
เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอัน
ยอดเยี่ยม ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะ
เราเป็นผู้ถวายข้าวยาคูดีหนอ คือ ความเป็นผู้ไม่มี
พยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้
ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและ
น้ำ ๑ และอายุเป็นที่ ๕
ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะไห้เกิดโสมนัส ผู้นั้น
ควรถวายข้าวยาคูในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะ
ฐานะ ๕ ประการนี้
เราทำกิจที่ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอน
ภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ไม่มีอีก
เรานั้นจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า
และพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งไปยังบ้านหนึ่ง
จากบุรีหนึ่งไปยังบุรีหนึ่ง
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้ถวายทานใดใน
กาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการถวายข้าวยาคู
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบยาคุทายกเถราปทาน
หน้า 25
ข้อ 9
ปัตโถทนทายกเถราปทานที่ ๙ (๔๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวสาลีหนึ่งแล่ง
[๙] เมื่อก่อน, เราเป็นคนชอบเที่ยวใน
ป่าประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุก
แห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่ง แล้วได้ไปทำการงาน
ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสยัมภูสัมพุท-
เจ้า ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไร ๆ เสด็จออกจาป่าเพื่อ
บิณฑบาต
ครั้นแล้วเราได้ยังจิตให้เลื่อมใส เราประ
กอบในทางการงานของคนอื่น และบุญของเรา
ก็ไม่มี มีแต่ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราจัก
นิมนต์พระมุนีให้เสวย เราหยิบข้าวสุกแห่งข้าว
สาลีแห่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภู เมื่อเราเพ่งดูอยู่
พระมหามุนีทรงเสวย
เพราะกรรมที่เราได้ทำไวดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไป
สู่ดาวดึงสพิภพ
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยรัชสมบัติ ใน
เทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓
ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย
คณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็น
ผลของข้าวสุกแห่งข้าวแล่งหนึ่ง
หน้า 26
ข้อ 9
เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่
ได้ทรัพย์นับไม่ถ้วน ความบกพร่องในโภคทรัพย์
มิได้มีแก่เราเลยนี้เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสาร
แล่งหนึ่ง
โภคสมบัติเปรียบด้วยกระแสน้ำเกิดขึ้น
แก่เรา เราไม่สามารถจะนับได้ นี้ก็เป็นผลของ
ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง
เพราะมีผู้เชื้อเชิญว่า เชิญเคี้ยวกินสิ่งนี้
เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ ฉะนั้น
เราจึงเป็นคนมีความสุข นี้ก็เป็นผลของข้าวสุก
แห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี่ก็เป็นผลของ
ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัตโถทนทายกเถราปทาน
หน้า 27
ข้อ 10
มัญจทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๔๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการทำเตียงถวาย
[๑๐] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนาม
ว่าสิทธัตถะ ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ปรินิพพาน
แล้ว เธอปาพจน์มีความแพร่หลาย อันเทวดา
และมนุษย์สักการะแล้ว
ในครั้งนั้น เราเป็นคนจัณฑาล ทำเก้าอี้
และตั่ง เลี้ยงชีพด้วยการงานนั้น เลี้ยงดูเด็ก ๆ
ก็ด้วยการงานนั้น
เราเลื่อมใสแล้ว ทำเก้าอี้ยาวเป็นอย่างดี
ด้วยมือทั้งสองของตน แล้วได้เข้าไปถวายแก่
พระภิกษุสงฆ์ด้วยตนเอง
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วย
ความตั้งเจตนานั้นไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
ยังดาวดึงสพิภพ
เราไปสู่เทวโลก บันเทิงอยู่ในหมู่ไตรทศ
ที่นอนมีราคามาก ย่อมเกิดตามความปรารถนา
เราได้เป็นจอมเทพเสวยรัชสมบัติในเทว-
โลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๘๐
ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ
นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียงนอน
หน้า 28
ข้อ 10
เมื่อเราจุติจากเทวโลกมาสู่ภพมนุษย์
ที่นอนสวย ๆ ควรแก่ค่ามาก ย่อมเกิดแก่เราเอง
นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลัง
เป็นไป แม้ทุกวันนี้ ที่นอนก็ปรากฏในเวลาที่จะ
นอน
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้เราได้ถวายทานใด
ด้วยทานนั้น เราไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายเตียง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระมัญจทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมัญจทายกเถราปทาน
อรรถกถาภัททาลิวรรคที่ ๔๒
แม้อปทานที่ ๕ ของพระนาคปัลลวกเถระ แม้อปทานที่ ๖ ของพระ
เอกทีปิยเถระ แม้อปทานที่ ๗ ของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ แม้อปทานที่๘
ของพระยาคุทายกเถระ แม้อปทานที่ ๙ ของพระปัตโถทนทายกเถระ แม้
อปทานที่ ๑๐ ของพระมัญจทายกเถระ ทุกๆ อปทานทั้งหมด มีเนื้อความพอ
ที่นักศึกษาจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาภัตทาลิวรรคที่ ๔๒
หน้า 29
ข้อ 10
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ภัททาลิเถราปทาน ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน ๓. ติณสูลฉาท-
นิยเถราปทาน ๔. มธุมังสทายเถราปทาน ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน
๖. เอกทีปิยเถราปทาน ๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน ๘. ยาคุทายกเถรา
ปทาน ๙. ปัตโถทนายกเถราปทาน ๑๐. มัญจทายกเถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาแผนกหนึ่งได้ ๒๐๐ คาถา.
จบภัททาลิวรรคที่ ๔๒
หน้า 30
ข้อ 11
สกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
สกิมมัชชกเถราปทานที่ ๑ [๔๒๑]
ว่าด้วยผลแห่งการกวาดลานพระศรีมหาโพธิ
[๑๑] เราได้เห็นแคฝอย ซึ่งเป็นไม้โพธิ
อันอุดมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่าวิปัสสนา
แล้วยังใจให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น
เราหยิบเอาไม้กวาดมากวาด (ลานโพธิ-
พฤกษ์ ) อันเป็นที่ตั้งแห่งไม้โพธิในกาลนั้น ครั้น
แล้วได้ไหว้ไม้แคฝอยซึ่งเป็นไม้โพธินั้น
เรายังจิตให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น ประ-
นมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า นมัสการไม้โพธินั้น
แล้ว กลับไปยังกระท่อม
เราเดินนึกถึงไม้โพธิอันอุดมไปตามหน
ทางสัญจร งูเหลือมซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว มีกำลัง
มาก รัดเรา
กรรมที่เราทำในเวลาใกล้จะตาย ได้ทำ
ให้เรายินดีด้วยผล งูเหลือมกลืนกินร่างของเรา
เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก
จิตของเราไม่ขุ่นมัว บริสุทธิ์ขาวสะอาด
ในกาลทุกเมื่อ ลูกศรคือความโศก ที่เป็นเหตุทำ
จิตของเราให้เร่าร้อน เราไม่รู้จักมัน เลย
หน้า 31
ข้อ 11
เราไม่มีโรคเรื้อน ฝี โรคกลาก ลมบ้าหมู
คุดทะราด หิดเปื่อย และหิดด้าน นี้ก็เป็นผล
แห่งการกวาด
ความโศก ความเร่าร้อน ไม่มีในหทัยของ
เรา จิตของเราตรง ไม่วอกแวก นี้เป็นผลแห่ง
การกวาด
เราถึงสมาธิอีก ใจของเราเป็นธรรมชาติ
บริสุทธิ์ สมาธิที่เราปรารถนาย่อมสำเร็จแก่เรา
เราไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง
ความขัดเคือง และไม่หลงในอารมณ์ เป็นที่ตั้ง
แห่งความหลง นี้เป็นผลแห่งการกวาด
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ทำกรรนใดใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการกวาค
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสกิงสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสกิงสัมมัชชกเถราปทาน
หน้า 32
ข้อ 12
เอกทุสสทายกเถราปทานที่ ๒ (๔๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเป็นพุทธบูชา
[๑๒] เราเป็นคนเกี่ยวหญ้าขายอยู่ใน
พระนครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยการเกี่ยวหญ้า
เลี้ยงดูเด็ก ๆ ด้วยการเกี่ยวหญ้านั้น
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้รู้จบ
ธรรมทั้งปวง เป็นนายของ เสด็จอุบัติขึ้น
กำจัดความมืดมนให้พินาศ
ครั้งนั้น เรานั่งอยู่ในเรือนของตน คิด
อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก
ไทยธรรมของเราไม่มี เรามีแต่ผ้าสาฎกผืนเดียวนี้
ไม่มีใครจะให้เรา การถูกต้องนรกนำความทุกข์
มาให้ เราจะปลูกฝังทักษิณา
ครั้นคิดได้เช่นนี้แล้ว เราจึงได้ยังจิตของ
เราให้เลื่อมใส ได้ถือผ้าผืนหนึ่งไปถวายแด่พระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ครั้นถวายผ้าแล้วประกาศเสียงก้องว่า
ข้าแต่พระมหามุนีวีระเจ้า ถ้าพระองค์เป็น
พระพุทธเจ้า ก็ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้
ข้ามด้วยเถิด
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรง
รู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เมื่อจะทรง
หน้า 33
ข้อ 12
ประกาศทานของเรา ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่
เราว่า
ด้วยการถวายผ้าผืนหนึ่งนี้ และด้วยการ
ตั้งเจตนาไว้ บุรุษนี้จะไม่ไปสู่วินิบาศเลยตลอด
แสนกัป
เขาจักได้เป็นจอมเทพเสวยรัชสมบัติใน
เทวโลก ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
๓๓ ครั้ง
และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
ไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เมื่อเธอท่องเที่ยวอยู่
ในภพ คือ ในเทวโลกหรือมนุษย์โลก
จักเป็นผู้มีรูปสวยงาม สมบูรณ์ด้วยคุณ
มีกายสง่า จักได้ผ้าร้อยล้านแสนโกฏินับไม่ได้
ตามความปรารถนา
ครั้นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้เป็นนักปราชญ์ตรัสดังนี้แล้ว ได้เสด็จเหาะเหิน
สู่อากาศเหมือนพญาหงส์ในอันพรฉะนั้น
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เราไม่มีความพร่องใน
โภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนหนึ่ง
ผ้าเกิดแก่เราทุก ๆ ย่างก้าว ข้างล่างเรา
ยืนอยู่บนผ้าล่างบนเรานี้ผ้าเป็นเครื่องบัง
หน้า 34
ข้อ 13
ทุกวันนี้จักรวาลพร้อมทั้งป่า ภูเขา เมื่อ
เราปรารถนาจะถือเอา ก็พึงคลุมได้ด้วยผ้า
เพราะผ้าผืนเดียวนั่นแหละ เมื่อยังท่อง
เที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ เราเป็นผู้มีผิวพรรณ
เหมือนทองคำ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
เราถึงความเป็นภิกษุเพราะวิบากแห่ง
ผ้าผืนเดียว ถึงชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย แม้ใน
ชาตินี้ ผ้าก็ยังให้ผลแก่เราอยู่
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใด
ในกาลนั้น ด้วยการถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งผ้าผืนเดียว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกทุสสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกทุสสทายเถราปทาน
เอกาสนทายกเถราปทานที่ ๓ (๔๒๓)
ว่าด้วยผ้าแห่งการแต่งอาสนะบูชา
[๑๓] มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อสิกะ อยู่ในที่
ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์ เราสร้างอาศรมอย่าง
สวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เรามีนาม
หน้า 35
ข้อ 13
ชื่อว่านารทะ แต่คนทั้งหลายเรียกว่า กัสสปะ
ในกาลนั้น เราแสวงหาทางบริสุทธิ์อยู่ที่ภูเขากสิกะ
พระชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงใคร่ต่อวิเวก ได้เสด็จ
มาทางอากาศ
เราเห็นพระรัศมีของพระองค์ผู้แสวงหา-
คุณอันยิ่งใหญ่ กำลังเสด็จมาที่ชายป่า จึงตบแต่ง
เตียงไม้แล้วปูลาดหนังสัตว์
ครั้นตบแต่งอาสนะเสร็จแล้ว จึงประนม
กรอัญชลีขึ้นเหนือเศียรเกล้า ประกาศถึงความ
โสมนัสแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์เป็นปราชญ์ นำสัตว์ออก
จากโลก ขอพระองค์ผู้เป็นดังแพทย์รักษา
ความเดือดร้อน ได้โปรดประทานการรักษาแก่ข้า
พระองค์ ผู้อันความกำหนัดครอบงำเถิด
ข้าแต่พระมุนีชนเหล่าใดมีความต้องการ
ด้วยบุญ มองดูพระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุด ชนเหล่านั้นย่อมถึงความสำเร็จแห่ง
ประโยชน์อันยั่งยืน พึงเป็นผู้ไม่แก่
ข้าพระองค์หามีไทยธรรมเพื่อพระองค์ไม่
เพราะข้าพระองค์บริโภคไม้ที่หล่นเอง ข้าพระ
องค์มีแต่อาสนะนี้ ขอเชิญประทับนั่งบนเตียงไม้
เถิด
หน้า 36
ข้อ 13
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่มีความสะดุ้ง
เหมือนราชสีห์ ได้ประทับนั่งบนเตียงไม้แล้ว
ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วได้ตรัสอย่างนี้ว่า
ท่านจงเบาใจอย่าได้กลัวเลย แก้วมณีที่
สว่างไสว ควรยินดี ท่านได้แล้ว ความปรารถนา
ที่ท่านได้ตั้งไว้ จักสำเร็จทุกประการก็เพราะ
อาสนะ
บุญที่ได้บำเพ็ญไว้ดีแล้วในเขตบุญอัน
ยอดเยี่ยม หาน้อยไม่เลย อันผู้ที่ตั้งจิตไว้ดีแล้ว
สามารถที่จะรื้อตนขึ้นได้
เพราอาสนะทานนี้ และเพราะการตั้ง
เจตนาไว้ ท่านจะได้ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัป
จักได้เป็นจอมเทพ เสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๕๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
๘๐ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ ขณะที่ยังท่องเที่ยวอยู่ใน
สังสารวัฏ จักเป็นผู้มีความสุขในที่ทั้งปวง
พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าปทุมุตตระ
เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จขึ้นสู่
นภากาศ ปานดังว่าพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น
ยานช้าง ยานม้า รถ คานหาม เราได้สิ้น
ทุกอย่าง นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง
หน้า 37
ข้อ 13
ในเมื่อเราเข้าป่าแล้วต้องการนั่ง บัลลังก์
ดุจว่ารู้ความดำริของเรา
ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางน้ำต้องการที่นั่ง
บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของเรา ตั้งขึ้นใกล้ ๆ
เราจะเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดา
หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ บัลลังก์ตั้งแสน ย่อม
แวดล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ
เราจะท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ใน
เทวดาและมนุษย์ และจะเกิดในสองสกุล คือ
กษัตริย์และพราหมณ์
เราถวายอาสนะอันหนึ่งในเขตบุญอัน
ยอดเยี่ยม รู้ทั่วถึงบัลลังก์ คือ ธรรมแล้ว เป็นผู้
ไม่มีอาสนะอยู่
ในกัปที่แสน แต่กัปนี้เราได้ถวายทาน
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลของอาสนะอันหนึ่ง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกาสนทายกเถราปทาน
หน้า 38
ข้อ 14
สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๔๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระทุ่ม ๗ ดอก
[๑๔] มีภูเขาชื่อทัมพะ อยู่ในที่ไม่
ไกลภูเขาหิมวันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อาศัย
อยู่ที่ข้างภูเขานั้น
เราเห็นดอกกระทุ่มจึงประนมมือไหว้แล้ว
หยิบเอามา ๗ ดอก ได้เรี่ยรายลงด้วยจิตอันเปี่ยม
เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ
ในกัปที่ ๙๔ แด่กัปนี้ เราได้กระทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเ ล
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน
หน้า 39
ข้อ 15
โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๔๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายหงอนไก่
[๑๕ ] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เลี้ยง
ชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี
ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำ
ชั้นเลิศของโลก พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญา
จักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่อ
อนุเคราะห์
เราได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดา
พระนามว่าติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็น
ผู้ร่าเริงมีจิตยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท
เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน
มีดอกบานแล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอย
พระบาทอันประเสริฐสุด
เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะครามตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
ไปสู่ดาวดึงสพิภพ
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอก
หงอนไก่ มีรัศมีมีเป็นแดนซ่านออกจากตน
ในกัปที่ ๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท
หน้า 40
ข้อ 16
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโกรัณฑปุปผิยเถราปทาน
ฆฏมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ (๔๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเปรียง
[๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีเหตุอันทรง
ดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านรชน เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอัน
เกิดแต่ลมเบียดเบียน
เราเห็นแล้ว จึงทำจิตให้เลื่อมใส นำเอา
ขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำ
กุศลกรรมและได้บูชาพระพุทธเจ้าเนือง ๆ แม่น้ำ
คงคาชื่อภาคีรีสีห์
มหาสมุทรทั้ง ๘ และพื้นปฐพีที่น่ากลัว
ซึ่งจะประมาณมิได้ นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็น
เปรียงขึ้นได้สำหรับเรา
น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริ
ของเรา เกิดขึ้น ต้นไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินใน
หน้า 41
ข้อ 17
ทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดเป็น
ต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑
ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราอันไพบูลย์ โดย
คณนานับไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฆฏมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบฆฏมัณฑทายกเถราปทาน
เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗ (๔๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว
[๑๗] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยังชน
เป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะใหญ่ สลัด
ผ้าคากรองเปลือกไม้เหาะไปอัมพรในกาลนั้น
หน้า 42
ข้อ 17
เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราเหาะไปไม่ได้ เหมือน
นกเข้าไปใกล้ภูเขาแล้วไปไม่ได้ฉะนั้น
เราบังหวนเป็นไอน้ำลอยอยู่ในอัมพร
เช่นนี้ ด้วยคิดว่า เหตุเครื่องทำให้อิริยาบถกำเริบ
เช่นนี้ มิได้เคยมีแก่เรา
เอาละ เราจักค้นหาเหตุนั้น บางทีเรา
จะพึงได้ผล เราลงจากอากาศ ก็ได้สดับพระ
สุรเสียงของพระศาสดา
เมื่อพระศาสดาตรัสถึงว่าสังขารไม่เที่ยง
ด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อม
ขณะนั้นเราได้เรียนเอาอนิจจลักษณะนั่นแหละ
ครั้นเรียนอนิจจลักษณะได้แล้ว ก็ไปสู่
อาศรมของตน เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละ ตราบ
เท่าสิ้นอายุ ตายไปแล้ว
เมื่อกาลที่สุดกำลังเป็นไป เราระลึกถึง
การฟังพระสัทธรรม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดี
แล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้
เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ดาวดึงส-
พิภพ รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓ หมื่นกัป
ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง
หน้า 43
ข้อ 17
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ เราเสวยบุญของตน ถึงความ
สุขในภพน้อยใหญ่
เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยัง
ระลึกได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อน คือ
นิพพาน เราหาได้แทงตลอดด้วยธรรมอันหนึ่งไม่
สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งในเรือนบิดา
เมื่อจะแสดงธรรมกถาท่านได้ยกอนิจจ-
ลักษณะขึ้นมาในธรรมกถานั้น
พร้อมกับที่ได้ฟังคาถาว่า สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่
สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นความสุข ดังนี้
เราจึงนึกถึงสัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง เรานั่ง
ณ อาสนะเดียว บรรลุอรหัตแล้ว
เราได้บรรลุอรหัต โดยเกิดได้ ๗ ปี พระ
พุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบทแล้ว นี้เป็นผลแห่ง
การฟังธรรม
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ฟังธรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 44
ข้อ 18
ทราบว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกธัมมสวนิยเถราปทาน
สุจินติตเถราปทานที่ ๘ (๔๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่
[๑๘ ] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนา อยู่ในพระ
นครหังสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูเด็ก ๆ
ก็ด้วยกสิกรรมนั้น ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี
ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวแก่ดีแล้ว
เราคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า
เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เราผู้รู้คุณ
น้อยใหญ่ ที่เราไม่ถวายทานในสงฆ์แล้ว พึง
บริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน
พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสนอเหมือน
ในโลก มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
และพระสงฆ์ผู้ตนอันอบรมแล้ว เป็นนาบุญของ
โลก ไม่มีนาบุญอื่นจะยิ่งไปกว่า
เราจักถวายทาน คือ ข้าวกล้าใหม่ในพระ
พุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้น เสียก่อน ครั้นคิดเช่นนี้
แล้ว เราเป็นผู้ร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ
หน้า 45
ข้อ 18
นำเอาข้าวเปลือกมาจากนา เข้าไปเฝ้า
พระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเผาพระสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน
ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้ว
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าสมบูรณ์
ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระปัญญาจักษุ ของพระองค์จงทรง
พระกรุณารับเถิด
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้
แจ้งโลกสมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริ
ของเราแล้วตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ
๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้ คือสงฆ์
เป็นผู้ตรง มีปัญญา ศีล และมีจิตมั่นคง บุญย่อม
เป็นอันสั่งสมแล้ว ในเมื่อมนุษย์เพ่งบุญบูชากระ
ทำอยู่
ทานที่ให้ในสงฆ์ ย่อมมีผลมาก และ
ควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้าของท่านนี้ก็เช่น
เดียวกัน ควรให้ในสงฆ์
ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์ นำเอาภิกษุทั้งหลาย
ไปสู่เรือนของตน แล้วจงถวายสิ่งที่มีอยู่ในเรือน
ซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด เราอุทิศ
แด่สงฆ์ นำภิกษุทั้งหลายไปเรือน ได้ถวายสิ่งที่
เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแด่ภิกษุสงฆ์
หน้า 46
ข้อ 18
เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
จึงไปยังดาวดึงสพิภพ วิมานทองงามผุดผ่องสูง
๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ บุญกรรมได้สร้างไว้
อย่างงามแล้วเพื่อเรา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น
จบภาณวารที่ ๑๙
ภพของเรา เกลื่อนกล่นระคนไปด้วย
เทพนารี เรากิน ดื่มในภพนั้น อยู่ในสวรรค์ชั้น
ไตรทศ
เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓,๐๐๐
ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกอีก ๕๐๐
ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และ
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช โดยคณนานับมิได้
เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ได้ทรัพย์
นับไม่ได้ เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย
นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่
ยานช้าง ยานม้า วอ และคานหาม เรา
ได้ทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่
ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอัน
เลิศใหม่ เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่
หน้า 47
ข้อ 18
ผ้าใหม่ ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย
เราได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่
หมู่ทาสี หมู่ทาส และนารี ที่ประดับ
ประดาอย่างสวยงาม เราได้ทุกจำพวก นี้เป็นผล
แห่งข้าวใหม่
หนาวหรือร้อนไม่เบียดเบียนเรา เราไม่มี
ความเร่าร้อน อนึ่ง ทุกข์ทางใจ ไม่มีในหทัย
ของเรา
เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญ
นอนบนที่นอนนี้ คำเช่นนี้ เราได้ทุกประการ
นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่
บัดนี้ ชาตินี้เป็นชาติหลังสุดภพสุดท้าย
กำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ไทยธรรมของเรา ก็ทำ
เราให้ยินดีอยู่ทุกเมื่อ
เราได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้ประ-
เสริฐสุด ย่อมเสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อัน
สมควรแก่กรรนของเรา
คือ เราเป็นผู้มีผิวพรรณผิวผ่อง ๑ มียศ ๑
มีโภคทรัพย์มากมาย ใคร ๆ ลักไม่ได้ ๑ มีภักษา
มากทุกเมื่อ มีบริษัทไม่ร้าวรานกันทุกเมื่อ
สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินล้วนยำเกรงเรา ๑
เราได้ไทยธรรมก่อน จะในท่ามกลางสงฆ์ หรือ
เฉพาะพระพักตร์ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หน้า 48
ข้อ 19
ก็ตาม พวกทายกเลยองค์อื่น ๆ เสียหมด ถวายแก่
เราเท่านั้น ๑
เราได้เสวยอานิสงส์เหล่านี้ เพราะได้
ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้อุดมก่อน นี้เป็นผล
แห่งข้าวใหม่
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
ข้าวใหม่
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุจินติตเถราปทาน
โสณณกิงกณยเถราปทานที่ ๙ ( ๔๒๙ )
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกะดึงทอง
[๑๙ ] เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วย
ศรัทธา เรานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้กรอง เห็นกรรม
คือการบำเพ็ญตบะ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เชษฐ-
บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ พระนามว่าอัตถ-
ทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นช่วยมหาชนให้ข้าม
หน้า 49
ข้อ 19
ก็เราสิ้นกำลังเพราะพยาธิอย่างหนัก เรา
นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ก่อพระสถูปอัน
อุดมที่หาดทราย
ครั้นแล้ว เป็นผู้จิตยินดี มีใจโสมนัส
เรี่ยรายดอกกะดึงทองลงโดยพลัน เราบำเรอพระ
สถูปของพระพุทธเจ้า พระนามว่าอัตถทัสสี
ผู้คงที่ ด้วยใจอันเลื่อมใสนั้น ปานดังบำเรอพระ
พุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์
เราไปสู่เทวโลกแล้ว ได้ความสุขอัน
ไพบูลย์ ในเทวโลกนั้น เรามีผิวพรรณปานทองคำ
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เทพนารีของเรามีประมาณ ๘๐ โกฏิ
ประดับประดาสวยงาม บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
นักดนตรี ๖ หมื่น กับ กลอง ตะโพน
สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก บรรเลงอย่าง
ไพเราะในเทวโลกนั้น
ช้างกุญชรตระกูลมาตังคะแตกมัน ๓ ครั้ง
อายุ ๖๐ ปี ๘๔,๐๐๐ เชือก ประดับสวยงามคลุมด้วย
ตาข่ายทอง ทำการบำรุงเรา ความเป็นผู้บกพร่อง
ในพลกายและที่๑อยู่ ไม่มีแก่เรา
เราเสวยผลของดอกกะดึงทอง ได้เสวย
ราชสมบัติในเทวโลก ๕๘ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า
ม.ยุ. คเช ช้างศึก
หน้า 50
ข้อ 20
จักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติ
มหาปฐพี ๑๐๑ ครั้ง
บัดนี้เราได้บรรลุอมตบทอันลึกซึ้ง ยาก
ที่จะเห็นได้ สังโยชน์หมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพ
ใหม่ไม่มี
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เอา
ดอกไม้บูชา ด้วยการบูชานั้น เราจักไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสณณกิงกณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนั้นแล.
จบโสณณกิงกณิยเถราปทาน
โสวัณณโกนตริกเถราปทานที่ ๑๐ (๔๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระโหลกน้ำเต้า
[๒๐] เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้อบรมใจ ฝึก
พระองค์แล้ว มีพระทัยตั้งมั่นเสด็จดำเนินอยู่ใน
ทางใหญ่
-ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ทรงยินดีในการ
สงบระงับจิต ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มีปรกติเพ่ง
หน้า 51
ข้อ 20
พินิจ ยินดีในณาน เป็นมุนี เข้าสมาบัติ สำรวม
อินทรีย์
จึงเอากระโหลกน้ำเต้าตักน้ำเข้าไปเผา
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ล้างพระบาทของ
พระพุทธเจ้าแล้วถวายกระโหลกน้ำเต้า
และพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ได้ทรงบังคับว่า ท่านจงเอากระโหลกน้ำเต้านี้
ตักน้ำมาวางไว้ที่ใกล้ ๆ เท้าของเรา
เรารับสนองพระพุทธดำรัสว่า สาธุ แล้ว
เอากระโหลกน้ำเต้ามาวางไว้ใกล้พระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุด เพราะความเคารพต่อพระศาสดา
พระศาสดาผู้ทรงมีความเพียรใหญ่ เมื่อ
จะทรงยังจิตของเราให้ดับสนิท ได้ทรงอนุโมทนา
ว่าด้วยการถวายน้ำเต้านี้ ขอความดำริของท่าน
จงสำเร็จ
ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ เรารื่นรมย์อยู่ใน
เทวโลก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง
จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เมื่อ
เราเดินหรือยืนอยู่ คนทั้งหลายถือถ้วยทองยืนอยู่
ข้างหน้าเรา
เราได้ถ้วยทองเพราะการถวายกระโหลก
น้ำเต้าแด่พระพุทธเจ้า สักการะที่ทำไว้ในท่าน
ผู้คงที่ทั้งหลาย ถึงจะน้อยก็ย่อมเป็นของไพบูลย์
หน้า 52
ข้อ 20
ในกัปที่แสนแค่กัปนี้ เราได้ถวายน้ำเต้า
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งน้ำเต้า
เราเผากิเลสทั่งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสวัณณโกนตริกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโสวัณณโกนตริกเถราปทาน
อรรถกถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
อปทานของพระเถระทั้งหมดในวรรคที่ ๔๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล
ความต่างกันแห่งชื่อของพระเถระทั้งหลาย และความต่างกันแห่งบุญของพระ
เถระทั้งหลายเท่านั้นเป็นความแปลกกัน.
จบอรรถถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้คือ
๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน ๒. เอกทุสสทายกเถราปทาน
๓. เอกาสนทายกเถราปทาน ๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน ๕. โกรัณฑ-
ปุปผิยเถราปทาน ๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน ๗. เอกธัมสวนิยเถรา
ปทาน ๘. สุจินติตเถราปทาน ๙. โสณณกิงณยเถราปทาน ๑๐. โสวัณณ-
โกนตริกเถราปทาน และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวนคาถาไว้ ๑๗๑ คาถา.
จบสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
หน้า 53
ข้อ 21
เอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
ว่าด้วยผลแห่งการอยู่ป่าแต่ผู้เดียว
[๒๑] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ
นามว่ากัสสปะโดยพระโคตรเป็นเผ่าพรหม มีพระ
ยศใหญ่ ประเสริฐ ว่านักปราชญ์ ทั้งหลาย เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์ไม่มีธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ไม่มี
เครื่องยึดหน่วง มีพระทัยเสมอด้วยอากาศ มาก
ด้วยสุญญตสมาธิ คงที่ ยินดีในอนิมิตตสมาธิ
ประทับอยู่แล้ว
พระองค์ผู้มีพระทัยรังเกียจ ไม่มีตัณหา
เครื่องฉาบทา ไม่เกี่ยวข้องในตระกูล ในคณะ
ประกอบด้วยพระกรุณาใหญ่ เป็นนักปราชญ์ ทรง
ฉลาดในอุบายเรื่องแนะนำ
ทรงขวนขวายในกิจของผู้อื่น ทรงแนะ
นำในหนทางอันยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ซึ่งเป็น
เหตุทำเปือกตมคือคติให้แห้ง ในโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก
ประทับนั่งแสดงอมตธรรมอันเป็นความ
แช่มชื่นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องห้ามชราและมรณะ
ในท่ามกลางบริษัทใหญ่ ยังสัตว์ให้ข้ามโลก
หน้า 54
ข้อ 21
พระวาจาไพเราะเหมือนนกการะเวก เป็น
นาถะของโลก มีพระสุรเสียงกังวาลประหนึ่งเสียง
พรหม ผู้เสด็จมาด้วยประการนั้น ถอนพระองค์
ขึ้นมาจากมหันตทุกข์ ในเมื่อโลกปราศจากผู้แนะนำ
ทรงแสดงธรรมที่ปราศจากธุลี นำสัตว์
ออกจากโลก เราได้เห็นแล้ว ได้ฟังธรรมของ
พระองค์ จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
ครั้นเราบวชแล้วในกาลนั้น คิดถึงคำ
สอนของพระชินเจ้า ถูกความเกี่ยวข้องบีบคั้น จึง
ได้อยู่เสวยในป่าที่น่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียวเท่านั้น
การที่เรามีกายหลีกออกมาได้ เป็นเหตุ
แห่งการหลีกออกแห่งใจของเราผู้เห็นภัยในความ
เกี่ยวข้อง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกวิหาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกวิหาริยเถราปทาน
หน้า 55
ข้อ 22
เอกสังขิยเถราปทานที่ ๒ (๔๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งการเป่าสังข์เป็นพุทธบูชา
[๒๒] ได้มีการสมโภชไม้มหาโพธิ์ของ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี มหาชนมา
ประชุมกันบูชาไม้มหาโพธิ์อันอุดม
ไม้มหาโพธิ์ที่ควรบูชาเช่นนี้ ของพระ
ศาสดาพระองค์ใด พระศาสดาพระองค์นั้น จัก
เป็นผู้เว้นจากความเศร้าโศกใหญ่ มีปัญญา เป็น
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ครั้งนั้น เราถือเอาสังข์มาบำรุงโพธิ์พฤกษ์
เราเป่าสังข์ตลอดวันยังค่ำ ไหว้ไม้มหาโพธิ์อัน
อุดมแล้ว
กรรมที่เราได้ทำในเวลาก่อนจะตาย
ส่งให้เราไปเทวโลก ซากศพของเราตกไปแล้ว
เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก
นักดนตรีหกหมื่น ยินดี ร่าเริง บันเทิง
บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลของพุทธบูชา
ในกัปที่ ๗๑ เราได้เป็นพระราชาพระ
นามว่าสุทัสสนะ เป็นใหญ่อยู่ในชมพูทวีป มีมหา
สมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต
ครั้งนั้น นักดนตรี ๘๐๐ แวดล้อมเรา
ตลอดเวลา เราย่อมเสวยกรรมของตน นี้เป็นผล
ของการบำรุง
หน้า 56
ข้อ 23
เราเข้าถึงกำเนิดใด คือ เทวดาหรือมนุษย์
แม้เรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา กลองก็ประคม
อยู่ตลอดเวลา
เพราะอุปัฏฐากพระสัมพุทธเจ้า เราได้
เสวยสมบัติแล้ว เป็นผู้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
เป็นบทอันเกษมไม่มีมลทิน ไม่ตาย
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกสังขิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกสังขิยเถราปทาน
ปาฏิหิรสัญญกเถราปทานที่ ๓ (๔๓๓)
ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใสในปาฏิหาริย์
[๒๓] ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้สมควร
รับเครื่องบูชาพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จเข้า
ไปยังพระนคร พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ผู้มีอินทรีย์อัน
สำรวมแล้ว แสนรูป ขณะนั้นได้มีเสียงสนั่นก้อง
หน้า 57
ข้อ 23
ไพเราะรับเสด็จพระพุทธเจ้าผู้สงบระงับ คงที่ ซึ่ง
กำลังเสด็จเข้าพระนครโดยทางรถ
ด้วยพุทธานุภาพ พิณที่ไม่ถูกทำเพลง
ไม่ถูกเคาะ ก็บรรเลงขึ้นได้เอง ในเมื่อพระพุทธ-
เจ้าเสด็จเข้าบุรี
เรานมัสการพระพุทธเจ้าผุ้ประเสริฐสุด
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นพระมหามุนี และเห็น
ปาฏิหาริย์แล้ว ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในปาฏิหาริย์นั้น
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ
สมบัติแห่งพระศาสดาของเรา ดนตรีถึงไม่มี
เจตนาถึงยังบรรเลงได้เองเทียว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด
ในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
เลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทะเจ้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปาฏิหิรสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล .
จบปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน
หน้า 58
ข้อ 24
ญาณัตถวิกเถราปทานที่ ๔ (๔๓๔)
ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระพุทธเจ้า
[๒๔] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุด
กว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรืองเหมือนต้นกรณิการ์ โชติช่วง
ดังดวงประทีป ไพโรจน์ดุจทองคำ
เราวางคนโทน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรอง
ธมกรก ทำหนังเสือเฉวียงบ่า แล้วกล่าวสดุดีพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า
ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัดความ
มืดมิด ซึ่งอากูลไปด้วยข่ายคือโมหะ ทรงแสดง
แสงสว่าง คือ พระญาณแล้วเสด็จข้ามไป
พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่ยอด
เยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณ
เป็นประมาณเครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี
ด้วยพระญาณนั้น โลกจึงขนานนาม
พระองค์ว่าสัพพัญญู สัพพัญญู ข้าพระองค์ขอ
ถวายบังคมพระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงทราบ
ธรรมทั้งปวง ไม่มีอาสวะ
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สดุดีพระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการสดุดีนั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดีพระญาณ
หน้า 59
ข้อ 25
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระญาณัตถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบญาณัตถวิกเถราปทาน
อุจฉขัณฑิกเถราปทานที่ ๕ (๔๓๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายท่อนอ้อย
[๒๕] เราเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ในพระ-
นครพันธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากธุลี
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
เรามิจิตเลื่อมใสโสมนัส ไดถือเอาท่อน
อ้อยมาถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระ
นามว่าวิปัสสี ผู้แสวงทาคุณอันยิ่งใหญ่
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ถวายอ้อยใด
ในกาลนั้น ด้วยการถวายอ้อยนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายท่อนอ้อย
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุจฉุขัณฑิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุจฉุขัณฑิกเถราปทาน
หน้า 60
ข้อ 26, 27
กลัมพทายกเถราปทานที่ ๖ (๔๓๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมันอ้อน
[๒๖] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโรมสะ
ประทับอยู่ที่ซอกเขา เราเลื่อมใสได้ถวายมันอ้อน
แด่พระองค์ด้วยมือทั้งสองของตน
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายมันอ้อน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้สำเร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกลัมพทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกลัมพทายกเถราปทาน
อัมพาฏกทายกเถราปทานที่ ๗ (๔๓๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะกอก
[๒๗] เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่
ทรงพ่ายแพ้อะไร ในป่าใหญ่ จึงได้เอาผลมะกอก
มาถวายแด่พระสยัมภู
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้นเราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
หน้า 61
ข้อ 28
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพาฏกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัมพาฏกทายกเถราปทาน
หรีตกิทายกเถราปทานที่ ๘ (๔๓๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลสมอ
[๒๘] เรากำลังนำผลสมอ ผลมะขาม
ป้อม ผลมะม่วง ผลหว้า สมอพิเภก กระเบา
ผลรกฟ้า มะตูม มาด้วยตนเอง
เราได้เห็นพระมหามุนีผู้มีปรกติเพ่งพินิจ
ยินดีในณาน เป็นนักปราชญ์ ถูกอาพาธเบียดเบียน
เสด็จเดินทางไกล ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา
จึงได้เอาผลสมอทำเภสัชเสร็จแล้วถวาย
แด่พระสยัมภู พยาธิหายไปในทันใดนั้นเอง
พระพุทธเจ้าผู้มีความกระวนกระวายอันละ
ได้แล้ว ได้ทรงทำอนุโมทนาว่า ก็ด้วยการถวาย
เภสัชอันเป็นเครื่องระงับพยาธินี้ ท่านเกิดเป็น
เทวดา เป็นมนุษย์ หรือจะเกิดในชาติอื่น จงเป็น
หน้า 62
ข้อ 28
ผู้ถึงความสุขในที่ทุกแห่ง และท่านอยู่ถึงความ
ป่วยไข้
ครั้นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้
อะไร เป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จเหาะ
ขึ้นสู่อากาศ เหมือนพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น
เพราะเราได้ถวายสมอแด่พระสยัมภูพุทธ-
เจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความป่วยไข้จึงมิได้
เกิดแก่เราเลยจนถึงชาตินี้ นี้เป็นความเกิดครั้ง
หลังของเรา
ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป วิชชา ๓ เรา
ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเภสัช
ในกาลนั้น ด้วยการถวายเภสัชนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเภสัชทาน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระหรีตกิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบหรีตกิทายกเถราปทาน
หน้า 63
ข้อ 29
อัมพปิณฑิยเถราปทานที่ ๙ (๔๓๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วง
[๒๙] ครั้งนั้น เราเป็นพญาช้างมีงางอน
งาม ทรงกำลังกล้าว่องไว เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ได้
เห็นพระผู้นำโลก
เราได้หยิบเอาชิ้นมะม่วงมาถวายแด่พระ
ศาสดา พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะผู้นายก
ของโลก ทรงรับประเคน
เมื่อเราเพ่งดู พระพิชิตมารได้เสวยในกาล
นั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระชินเจ้าพระองค์นั้น
จึงเข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต
เราจุติจากดุสิตนั้นแล้ว ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิราชเสวยสมบัติโดยอุบายเช่นนั้นแหละ
เรามีตนส่งไปเพื่อความเพียร สงบระงับ
ไม่มีอุปธิกิเลส กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้สำเร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพปิณฑิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัมพปิณฑิยเถราปทาน
หน้า 64
ข้อ 30
ชัมพูผลิยเถราปทานที่ ๑๐
ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกหว้า
[๓๐] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุ-
มุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ผู้ทรงยศอัน
สูงสุด กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตอยู่
ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส ได้ถือเอาผลหว้า
อย่างดีมาถวายแด่พระศาสดา ผู้เป็นทักขิไณย
บุคคล เป็นนักปราชญ์
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์ เชษฐ-
บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรม
นั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้ละความชนะ และความ
แพ้แล้ว ได้ถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวาย
ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้อย่างดีเป็น
ทาน
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . .
คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จ
แล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชัมพูผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบชัมพูผลิยเถราปทาน
หน้า 65
ข้อ 30
อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมด ก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน
ความต่างแห่งบุญ และความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน
จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอกวิหาริยเถราปทาน ๒. เอกสังขิยเถราปทาน ๓. ปาฏิหิร-
สัญญกเถราปทาน ๔. พาณัตถวิกเถราปทาน ๘. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน
๖. กลัมพทายกเถราปทาน ๗. อัมพาฏกทายกเถรปทาน ๘. หรีตกิทายก
เถราปทาน ๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน ๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๘๖ คาถา.
จบเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
หน้า 66
ข้อ 31
วิเภทกิวรรคที่ ๔๕
วิเภทกพีชิยเถราปทานที่ ๑ (๔๔๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเมล็ดพืชสมอพิเภก
[๓๑] พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่ากกุสันธะ พระ
องค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ไปสู่ภายในป่า
เราถือเมล็ดพืชเครือเถาเที่ยวมา สมัยนั้น
พระผู้มีพระภาคทรงเข้าฌานอยู่ ณ ระหว่างเขา
เราเห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพของ
ทวยเทพแล้ว มีใจเลื่อมใสได้ถวายเมล็ดพืชแด่
พระพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นนัก
ปราชญ์
ในกัปนี้เอง เราได้ถวายพืชใดในกาลนั้น
ด้วยการถวายพืชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งเมล็ดพืช
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวิเภทกพีชิยเถระได้ภาษิจคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวิเภทกพีชิยเถราปทาน
หน้า 67
ข้อ 32
อรรถกถาวิเภทิกวรรคที่ ๔๕๑
๔๔๑. อรรถกถาวิเภทิกมิญชิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๕ ดังต่อไป
อปทานของท่านพระวิเภทิกมิญชิยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า กกฺสนฺโธ
มหาวีโร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทล่า พีชมิญฺชมทาสหํ ความว่าเราได้ผ่าผลสมอ
พิเภกแล้ว ถือเอาเมล็ดในพืชปรุงกับน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ถวายแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ แล.
จบอรรถกถาวิเภทิกมิญชิยเถราปทาน
โกลทายกเถราปทานที่ ๒ (๔๔๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพุทรา
[๓๒] ครั้งนั้น เรานุ่งหนังเสือ ห่มผ้า
คากรอง บำเพ็ญวัตรจริยาอย่างหนัก ใกล้อาศรม
ของเรามีต้นพุทรา
ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี
เป็นเอก ไม่มีผู้เสมอสอง ทรงทำให้โชติช่วง
อยู่ตลอดกาลทั้งปวง เสด็จเข้ามายังอาศรมของเรา
เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส เราถวาย
บังคมพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรอันงามแล้ว ได้เอามือ
ทั้งสองกอบพุทราถวายแด่พระพุทธเจ้า
๑. บาลีว่า วิเภทกพีชิยเถราปทาน
หน้า 68
ข้อ 33
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายพุทรา
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายพุทรา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนพิภพขึ้นได้
ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้า
ของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้
บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา เราได้ทำให้แจ้งชัด
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโกลทายกเถราปทาน
เวลุวผลิยเถราปทานที่ ๓ (๔๔๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะตูม
[๓๓] เราสร้างอาศรมไว้อย่างสวยงาม
ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา อาศรมนั้นเกลื่อนกล่น
ไปด้วยต้นมะตูม เป็นที่รวมหมู่ไม้นานาชนิด
หน้า 69
ข้อ 34
เราเห็นผลมะตูมมีกลิ่นหอมแล้ว ระลึก
ถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราทั้งยินดีทั้งสลด
ใจ เอาผลมะตูมใส่หาบจนเต็ม
ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่า
กกุสันธะ แล้วถวายผลมะตูมสุกแด่พระองค์ผู้เป็น
เนื้อนาบุญ เป็นนักปราชญ์ ด้วยใจอันผ่องใส
ในกัปนี้เอง เราได้ถวายผลมะตูมกดใดใน
กาลนั้น ด้วยการถวายผลมะตูมนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมะตูม
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเวลุวผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเวลุวผลิยเถราปทาน
ภัลลาตกทายกเถราปทานที่ ๔ (๔๔๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลรกฟ้า
[๓๔] เราตกแต่งเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้า
แล้ว ได้ทูลอาราธนาพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวี
วรรณเหมือนทองคำ มีพระลักษณะอันประเสริฐ
๓๒ ประการ ผู้ประหนึ่งว่าพระยารังที่กำลังมีดอก
หน้า 70
ข้อ 34
บาน เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด กำลังเสด็จ
ไปทางท้ายป่าใหญ่ว่า ขอพระพุทธเจ้าทรงโปรด
อนุเคราะห์ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ปรารถนา
จะถวายภิกษา
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้อนุ-
เคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่
ได้ทรงทราบความดำริของเรา จงเสด็จแวะที่
อาศรมของเรา
ครั้นแล้ว พระองค์ได้ประทับบนเครื่อง
ลาดที่ทำด้วยหญ้า เราได้หยิบเอาผลรกฟ้ามาถวาย
แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
เมื่อเรามองดูอยู่ พระพิชิตมารจึงเสวย
ในเวลานั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว
ได้ถวายบังคมพระพิชิตมารในกาลนั้น
ในกัปที่ ๑๘๐๐ เราได้ถวายผลไม้ใดใน
กาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระภัลลาตกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภัลลาตกทายกเถราปทาน
หน้า 71
ข้อ 35, 36
อุมมาปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๔๔๕)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกผักตบ
[๓๕] ครั้น เมื่อต้นไทรอันเป็นไม้โพธิ-
พฤกษ์ งอกงามสีเขียวขจี เราได้เอาดอกผักตบ
มาบูชาไม้โพธิพฤกษ์
ในกัปนี้เอง เราได้บูชาโพธิพฤกษ์ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบูชาไม้โพธิพฤกษ์
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุมมาปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุมมาปุปผิยเถราปทาน
อัมพาฏกิยเถราปทานที่ ๖ (๔๔๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะกอก
[๓๖] พระมุนีพระนามว่าเวสสภูผู้อภิ-
ชาติ เสด็จเข้าไปสู่ป่ารังซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง
ประทับอยู่ที่ซอกเขา เหมือนไกรสรสีหราชฉะนั้น
เรามีจิตผ่องใสโสมนัส เลื่อมใสได้เอา
ดอกมะกอกบูชาพระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นบุญเขตด้วย
มือทั้งสองของตน
หน้า 72
ข้อ 37
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพาฏกิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัมพาฏกิยเถราปทาน
สีหาสนิกเถราปทานที่ ๗ (๔๔๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง
[๓๗] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้
ถวายอาสนะทองแด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้แสวงหาประโยชน์แด่สรรพสัตว์
เราอยู่ในโลกใดๆ คือ ในเทวโลกหรือ
มนุษยโลก ในโลกนั้น ๆ เราได้วิมาน อันไพบูลย์
นี้เป็นผลของอาสนะทอง
บัลลังก์อันสำเร็จด้วยทองและเงิน สำเร็จ
ด้วยแก้วปทุมราช และสำเร็จด้วยแก้วมณี เกิด
แก่เรามากมาย ในกาลทุกเมื่อ
หน้า 73
ข้อ 37
เราทำอาสนะไม้โพธิ์ของพระพุทธเจ้าพระ
นามว่าปทุมุตตระแล้ว ได้บังเกิดในสกุลสูง
โอ พระธรรมเป็นธรรมดีแล้ว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำอาสนะ
ทอง ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งอาสนะทอง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสีหาสนิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสีหาสนิกเถราปทาน
ปาทปีฐิยเถราปทานที่ ๘ (๔๔๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า
[๓๘า พระมหามุนีสัมพุทธเจ้า ผู้ประ-
กอบด้วยพระกรุณา พระนามว่าสุเมธะ ยังสัตว์
ให้ข้ามเป็นอันมากแล้ว พระองค์ผู้ทรงพระยศ
ใหญ่ก็ได้เสด็จนิพพาน
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้ให้คน
ทำตั่งสำหรับรองเท้า ไว้ที่ใกล้อาสนะทอง ของ
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้แสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่
หน้า 74
ข้อ 37
เราทำกุศลกรรมอันมีความสุขเป็นผล มี
ความสุขเป็นกำไรแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยบุญ
กรรม ได้ไปสู่สวรรค์ในชั้นดาวดึงส์
เมื่อเราผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม
อยู่ในดาวดึงส์นั้น ตั่งทองย่อมเกิดแก่เราผู้ยกเท้า
ก้าวไปอยู่
นรชนเหล่าใดได้เข้าไปฟังใกล้ ๆ ทำ
สักการะในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จนิพพานแล้ว ได้
สุขอันไพบูลย์ นรชนเหล่านั้น ได้ลาภดีแล้ว
แม้เราก็ได้สร้างกรรมไว้ดีแล้ว เราทำตั่ง
สำหรับรองเท้าอันประกอบแล้วในการค้าขาย จึง
ได้ตั่งทอง เราเหยียบไปบนตั่งทองในทิศที่ไปด้วย
กิจบางอย่าง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม
ในกัปที่สามหมื่น เราได้ทำกรรมใดใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งตั่งสำหรับรองเท้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
จบปาทปีฐิยกเถราปทาน
หน้า 75
ข้อ 39
เวทิยการกเถราปทานที่ ๙ (๔๔๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายไพรที
[๓๙] เราได้สร้างไพรทีอย่างสวยงาม
ไว้ที่โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย แล้ว
ยังจิตของตนให้เลื่อมใส
เครื่องใช้สอยหลายชนิดเลิศโอฬาร ทั้งที่
ทำเสร็จและยังทำไม่เสร็จ ตกลงมาจากอากาศ
นี้เป็นผลแห่งไพรที
ในสงความที่สองฝ่ายประชิดกัน อันน่า
กลัว เมื่อเราเข้าไป ก็ไม่พบสิ่งที่น่าขลาดกลัว
เลย นี้เป็นผลแห่งไพรที
วิมานอันงดงามและที่นอนอันล้นค่า เกิด
ขึ้นดังจะรู้ความดำริของเรา นี้เป็นผลแห่งไพรที
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำไพรทีใด
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
ไพรที
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเวทิยการกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเวทิยการกเถราปทาน
หน้า 76
ข้อ 40
โพธิฆรการกเถราปทานที่ ๑๐ (๔๕๐)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างเรือนไม้โพธิ์
[๔๐] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้
คนทำเรือนไม้โพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
ใหญ่กว่าสัตว์ผู้คงที่ พระนามว่าสิทธัตถะ
เราเข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต อยู่ในเรือนแก้ว
หนาว ร้อน หรือลม มิได้ถูกต้องตัวเราเลย
ในกัปที่ ๖๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ วิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตนครชื่อ
กาสิกะ ยาว ๑๐โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ให้เรา ใน
นครนั้นไม่มีไม้ เครือเถา และดินเหนียวเลย
วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตปราสาทชื่อ
มงคล ยาวโยชน์หนึ่ง กว้างครึ่งโยชน์ ให้เรา
เสาปราสาท ๘๔,๐๐๐ ต้น ล้วนเป็นทองคำ
พื้นสำเร็จด้วยแก้วมณี หลังคาเป็นเงิน
เรือนสำเร็จด้วยทองนี้ เราได้อยู่ครอบ
ครองมาแล้ว นี้เป็นผลแห่งการให้เรือนเป็นทาน
เราได้เสวยผลทั้งปวงนั้น ในภพทั้งที่เป็น
ของเทวดาและมนุษย์ วันนี้เราบรรลุนิพพานอัน
เป็นบทสงบระงับ ไม่มีบทใดจะยิ่งกว่า
หน้า 77
ข้อ 40
ในกัปที่ ๓ หมื่น เราได้ให้ทำเรือนโพธิ-
พฤกษ์ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็น
ผลแห่งการให้เรือนเป็นทาน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโพธิฆรการกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโพธิฆรการกเถราปทาน
อรรถกถาวิเภทกิวรรคที่ ๔๕
อปทานทั้งหมดมีอปทานที่ ๒ เป็นต้น ไป มีเนื้อความพอจะกำหนด
รู้ได้โดยง่ายทีเดียว ถึงจะมีข้อแตกต่างระหว่างชื่อของพระเถระทั้งหลาย ก็พึง
ทราบได้โดยตามลำดับพระบาลีแล
จบอรรถกถาวิเภทกิวรรคที่ ๔๕
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิเภทกิพีชิยเถราปทาน ๒. โกลทายกเถราปทาน ๓. เวลุว-
ผลิยเถราปทาน ๔. ภัลลาตกทายกเถราปทาน ๕. อุมมาปุปผิยเถราปทาน
๖. อัมพาฏกิยเถราปทาน ๗. สีหาสนิกเถราปทาน ๘. ปาทปีฐิยเถราปทาน
8. เวทิยการกเถราปทาน ๙. โพธิฆรการกเถราปทาน.
ในวรรคนี้ บัณฑิตได้ภาษิตคาถาไว้คำนวณได้ ๗๙ คาถา.
จบวิเภทกิวรรคที่ ๔๕
หน้า 78
ข้อ 41
ชคติวรรคที่ ๔๖
ชคติทายกเถราปทานที่ ๑ (๔๕๑)
ว่าด้วยผลแห่งการพรวนดินโคนต้นโพธิ์
[๔๑] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้
ใช้ให้คนพรวนดินที่ไม้โพธิพฤกษ์ของพระมหามุนี
พระนามว่าธัมมทัสสี อันเป็นต้นไม้สูงสุดกว่าไม้
ทั้งหลาย
เราพลาดจากภูเขาหรือตกจากต้นไม้จุติ
แล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง นี้เป็นผลของการพรวนดิน
โจรไม่เบียดเบียนเรา กษัตริย์ก็ไม่ดูหมิ่น
เรา เราก้าวล่วงข้าศึกได้ทุกคน นี้เป็นผลของ
การพรวนดิน
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เทวดาหรือ
มนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ เราย่อมเป็นผู้อันเขาบูชา
ทุกแห่งไป นี้ก็เป็นผลของการพรวนดิน
ในกัปที่ ๑,๘๐๐๐ เราได้ใช้ให้คนพรวนดิน
ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของ
การพรวนดิน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชคติทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบชคติทายกเถราปทาน
หน้า 79
ข้อ 42
โมรหัตถิยเถราปทานที่ ๒ (๔๕๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกำหางนกยูง
[๔๒] เราถือกำหางนกยูงเข้าไปเฝ้าพระ
โลกนายก เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวาย
กำหางนกยูง
ด้วยกำหางนกยูงนี้ และด้วยการตั้งเจตนา
ไว้ ไฟ ๓ กองของเราจึงดับสนิทแล้ว เราได้สุข
อันไพบูลย์
โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ
สัมปทาแห่งพระศาสดาของเรา เราถวายกำหาง
นกยูงแล้ว ได้ความสุขอันไพบูลย์
ไฟ ๓ กองของเราดับสนิทแล้ว เราถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นไป
แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้เราได้ถวายทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายกำหางนกยูง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโมรหัตถิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโมรหัตถิยเถราปทาน
หน้า 80
ข้อ 43, 44
สีหาสนพิชิยเถราปทานที่ ๓ (๔๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการพัดพุทธอาสน์
[๔๓] เราได้ไหว้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ ได้ถือเอาพัดวีชนี
พัดอาสนะทองในที่นั้น
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้พัดอาสนะ
ทอง ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลของการพัด
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสีหาสนพีชิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสีหาสนพีชิยเถราปทาน
ติณุกกธาริยเถราปทานที่ ๔ (๔๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการทำคบเพลิงบูชา
[๔๔] เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส
ได้ชูคบเพลิงไว้ ๓ ดวง ที่ไม้โพธิพฤกษ์ ของ
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ซึ่งเป็นไม้
สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย
หน้า 81
ข้อ 45
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาด้วย
คบเพลิงใด ด้วยการชูคบเพลิงนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลของการให้คบเพลิงเป็นทาน
เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณุกกธาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณุกกธาริยเถราปทาน
อักกมนทายกเถราปทานที่ ๕ (๔๕๕)
ว่าด้วยผลแห่งการเหยียบนวด
[๔๕] เราได้ถวายการเหยียบแด่พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่ากุสันธะ ผู้เป็นนักปราชญ์
มีบาปอันลอยเสียแล้ว ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ซึ่ง
กำลังเสด็จดำเนินไปสู่ที่พักกลางวัน
ในกัปนี้เองเราได้ถวายทานใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายการเหยียบ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระอักกมนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบอักกมนทายกเถราปทาน
หน้า 82
ข้อ 46, 47
วนโกรัณฑิยเถรปทานที่ ๖ (๔๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกหางช้าง
[๔๖] เราถือดอกหางช้างป่ามาบูชา
พระผู้มี พระภาค พุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ
ประเสริฐสุดกว่าโลก ผู้คงที่
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้เราได้เอาดอกไม้ใด
บูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวนโกรัณฑิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวนโกรัณฑิยเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๒๐
เอกฉัตติยจเถราปทานที่ ๗ (๔๕๗)
ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มถวายพระพุทธเจ้า
[๔๗ ] แผ่นดินร้อนดังเพลิง แผ่นดิน
ดุจมีเถ้ารึงไหล พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เสด็จจงกรมอยู่ที่กลางแจ้ง
เรากั้นร่มขาวเดินทางไปได้เห็นพระสัม-
พุทธเจ้าเข้าที่กลางแจ้งนั้น แล้วเกิดควานคิดขึ้นว่า
หน้า 83
ข้อ 47
ภูมิภาคลูกพยับแดดแผ่คลุม แผ่นดินนี้
จึงเป็นเหมือนถ่านเพลิง ลมพายุใหญ่ที่ทำสรีรกาย
ให้ลอยขึ้นได้ตั้งขึ้นอยู่
หนาวร้อน ย่อมทำใจลำบาก ขอได้โปรด
รับร่มนี้ อันเป็นเครื่องป้องกันลมและแดดเถิด
ข้าพระองค์จักถูกต้องนิพพาน
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ทรง
อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่
ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงรับไว้ในกาล
นั้น
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช
๕๐๐ ครั้ง
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ เราได้เสวยกรรมของตนซึ่งตน
ได้ก่อสร้างไว้ดีแล้วในปางก่อน
นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ภพที่สุดกำลัง
เป็นไป ถึงทุกวันนี้ชนทั้งหลายก็พากันกั้นเศวต-
ฉัตรให้เราตลอดกาลทุกเมื่อ
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายร่มใด
ในกาลนั้น ด้วยการถวายร่มนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายร่ม
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 84
ข้อ 48
ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเอกฉัตติยเถราปทาน
ชาติปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๔๕๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้
[๔๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระยศใหญ่ ปรินิพพานแล้ว
เราได้เอาผอบอันเต็มด้วยดอกไม้ไปบูชาพระสรีระ
เรายังจิตให้เลื่อมใสในบุญกรรมนั้น แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ ชั้นนิมมานรดี เราถึงจะไปอยู่ยัง
เทวโลก ก็ยังประพฤติบุญกรรมอยู่
ฝนดอกไม้ตกจากฟากฟ้าเพื่อเราตลอด
กาลทั้งปวง เราสมภพในมนุษย์ก็เป็นพระราชา
ผู้มียศใหญ่
ในอัตภาพนั้น ฝนดอกโกสุมตกลงมาเพื่อ
เราทุกเมื่อ เพราะอำนาจที่เอาดอกไม้บูชาที่พระ-
กายของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นเหตุทั้งปวง
นี้เป็นความเกิดครั้งสุดท้ายของเรา ภพ
ที่สุดกำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ฝนดอกไม้ถึงตกลง
มาเพื่อเราทุกเวลา
หน้า 85
ข้อ 49
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราเอาดอกไม้ใด
บูชา ด้วยการบูชาด้วยดอกไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสรีระ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระชาติปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบชาติปุปผิยเถราปทาน
สัตติปัณณิยเถราปทานที่ ๙ (๔๕๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกสัตตบรรณ
[๔๙] เมื่อมหาชนช่วยกันนำพระสรีระ
ของพระพุทธเจ้าไป เมื่อกลองบรรเลงอยู่ เรามี
จิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้เอาดอกสัตตบรรณบูชา
ในกัปที่แสนแต่กัป เราได้เอาดอกไม้
ใดมาบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสรีระ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านสัตติปัณณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตติปัณณิยเถราปทาน
หน้า 86
ข้อ 50
คันธปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๔๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยของหอม
[๕๐] เมื่อมหาชนกำลังช่วยกันทำจิต-
กาธารอยู่ และเมื่อของหอมนานาชนิดถูกนำเอามา
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้เอาของหอมกำมือ
หนึ่งบูชา
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้บูชาจิต-
กาธารใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาจิตกาธาร
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล .
จบคันธปูชกเถราปทาน
อรรถกถาชคติวรรคที่ ๔๖
๔๕๑. อรรถกถาชคติทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชคตึ การยึ อหํ ความว่า เราได้ทำระเบียงไว้รอบต้นโพธิ์-
พฤกษ์อันอุดม อปทานทั้งหมดมีอปทานที่ ๒ เป็นต้นไปที่เหลือ มีเนื้อความ
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาชคติทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาชคติวรรคที่ ๔๖
หน้า 87
ข้อ 50
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ชคติทายกเถราปทาน ๒. โมรหัตถิยเถราปทาน ๓. สีหาสน-
พีชิยเถราปทาน ๔. ติณุกกธาริยเถราปทาน ๘. อักกมนทายกเถราปทาน
๖. วนโกรัณฑิยเถราปทาน ๗. เอกฉัตติเถราปทาน ๘. ชาติปุปผิยเถรา-
ปทาน 6. สัตติปัณณิยเถราปทาน ๑๐. คันธปูชกเถราปทาน.
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๖๗ คาถา.
จบชคติทายกวรรคที่ ๔๖
หน้า 88
ข้อ 51, 52
สาลปุปผิวรรคที่ ๔๗
สาลกุสุมิยเถราปทานที่ ๑ (๔๖๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกสาละ
[๕๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าปทุมุตตระปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนช่วยกัน
ยกพระพุทธสรีระขึ้นบนจิตกาธาร เราได้เอาดอก
สาละบูชา
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้
ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาจิตกาธาร
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสาลกุสุมิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสาลกุสุมิยเถราปทาน
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๒
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาจิตกาธาร
[๕๒] เมื่อเทวดาและมนุษย์พากันถวาย
พระเพลิงพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขี ผู้เป็น
เผ่าพันธุ์ของโลก เราได้เอาดอกจำปา ดอกบูชา
จิตกาธาร
หน้า 89
ข้อ 53
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้
ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบจิตกปูชกเถราปทาน
จิตกนิพพาปกเถราปทานที่ ๓ (๔๖๓)
ว่าด้วยผลแห่งการดับจิตกาธาร
[๕๓] เมื่อเทวดาและมนุษย์พากันถวาย
พระเพลิงพระสรีระของผู้แสวงหาคุณใหญ่ พระ
นามว่าเวสสภู เราเอาน้ำหอมดับจิตกาธาร
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราเอาน้ำหอมดับ
จิตกาธารใด ด้วยกรรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลของน้ำหอม
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกนิพพาปกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจิตกนิพพาปกเถราปทาน
หน้า 90
ข้อ 54, 55
เสตุทายกเถราปทานที่ ๔ (๔๖๔)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสะพาน
[๕๔] เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส
ได้ใช้คนสร้างสะพานในที่เฉพาะพระพักตร์ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เสด็จจง-
กรมอยู่
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ให้สร้าง
สะพานใดไว้ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเสตุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเสตุทายกเถราปทาน
สุมนตาลวัณฏิยเถราปทานที่ ๕ (๔๖๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัดใบตาล
[๕๕] เราได้ถวายพัดใบตาลอันคลุมด้วย
ดอกมะลิ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ เราจึงได้ทรงยศใหญ่
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายพัด
ใบตาลใด ด้วยการถวายพัดใบตาลนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพัดใบตาล
หน้า 91
ข้อ 56
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนตาลวัณฏิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุมนตาลวัณฏิยเถราปทาน
อวฏผลิยเถราปทานที่ ๖ (๔๖๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้
[๕๖] พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภูพระนาม
ว่าสตรังสี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ ทรงใคร่ต่อ
ความวิเวก ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเสด็จออกบิณฑ-
บาต เราถือผลไม้อยู่ได้เห็นเข้า จึงได้เข้าไปเฝ้า
พระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้
ถวายผลไม้
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัป เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอวฏผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอวฏผลิยเถราปทาน
หน้า 92
ข้อ 57
ลพุชผลทายกเถราปทานที่ ๗ (๔๖๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายขนุนสำมะลอ
[๕๗] ครั้งนั้น เราเป็นคนเฝ้าสวนอยู่
ในพระนครพันธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศ-
จากกิเลสธุลี เสด็จเหาะไปในอากาศ
เราได้หยิบเอาผลขนุนสำมะลอถวายแด่
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าผู้มีพระ
ยศใหญ่ให้เกิดควานปลื้มใจแก่เรา นำความสุขมา
ให้ในปัจจุบัน ประทับอยู่ในอากาศนั้นเอง ได้
ทรงรับประเคน
เราถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้าด้วยใจอัน
เลื่อมใสแล้ว ได้ประสบปีติอันไพบูลย์ เป็นสุข.
ยอดเยี่ยมในครั้งนั้น รัตนะเกิดขึ้นแก่เราผู้เกิด
ในที่นั้น ๆ
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแต่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระลพุชผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบลพุชผลทายกเถราปทาน
หน้า 93
ข้อ 58, 59
มิลักขุผลทายกเถราปทานที่ ๘ (๔๖๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม่มิลักขุ
[๕๘] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าอัตถทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส
มีใจโสมนัส ได้ถวายผลไม้มิลักขุ
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ถวายผลไม้ใดใน
กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมิลักขุผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบลักขุผลทายกเถราปทาน
สยัมปฏิภาณิยเถราปทานที่ ๙ (๔๖๙)
ว่าด้วยการสดุดีพระพุทธเจ้าด้วยปฏิภาณ
[๕๙] ใครได้เห็นพระนราสภผู้ประเสริฐ
กว่าเทวดา งามเหมือนดอกรกฟ้าขาว กำลังเสด็จ
ดำเนินอยู่ที่ถนนแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า ใครได้ได้เห็น
พระพุทธเจ้าผู้กำจัดความมืดมิดให้พินาศ
หน้า 94
ข้อ 59
ทรงช่วยเหลือนรชนให้ข้ามพ้นไปได้เป็น
อันมาก ยังโลกให้โชติช่วงด้วยแสงสว่างคือพระ-
ญาณแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
ใครได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของ
โลก กำลังเสด็จออกไปพร้อมกับพระขีณาสพผู้มี
อำนาจตั้งแสน ผู้ทรงรื้อขนสัตว์ไปเสียมากมาย
แล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า
ใครได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ตีกลองคือ
พระธรรมทรงย่ำยีหมู่เดียรถีย์ บันลือสีหนาทแล้ว
จะไม่เลื่อมใสเล่า
ทวยเทพพร้อมด้วยพรหม พากันมาจาก
เทวโลกตราบเท่าพรหมโลก แล้วทูลถามปัญหา
อันลุ่มลึกกะพระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ใครได้เห็นเข้าแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
มนุษย์พร้อมด้วยเทวดาประนมกรอัญชลี
แด่พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ย่อมได้เสวยบุญด้วย
การประนมกรอัญชลีนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ใครได้เห็นเข้าแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
ชนทั้งปวงมาประชุมพร้อมห้อมล้อมพระผู้มี
ปัญญาจักษุ พระผู้มีปัญญาจักษุพระองค์ใดได้รับ
อาราธนาแล้วไม่ทรงหวั่นไหว พระผู้มีปัญญาจักษุ
พระองค์นั้น ใครได้เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
หน้า 95
ข้อ 59
เมื่อพระนราสภพระองค์ใดเสด็จเข้าพระ
นคร กลองเป็นอันมากประโคมกึกก้อง คชสาร
ที่ตกมันพากันบันลือ พระนราสภพระองค์นั้น
ใครได้เห็นเข้าแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
เมื่อพระนราสภพระองค์ใดเสด็จดำเนิน
ไปในถนน พระรัศมีย่อมส่องสว่างไสวทุกเมื่อ
ที่ซึ่งลุ่ม ๆ ดอน ๆ ย่อมสม่ำเสมอ พระนราสภ
พระองค์นั้น ใครได้เห็นเข้าแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอยู่ ประชาสัตว์ใน
จักรวาลได้ยินทั่วกัน พระพุทธเจ้าพระองค์ใดยัง
สัตว์ให้รู้ชัดได้ทั่วกัน พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ใครได้เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สดุดีพระ-
พุทธเจ้า ด้วยการสดุดีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการสดุดี
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสยัมปฏิภาณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสยัมปฏิภาณิยเถราปทาน
หน้า 96
ข้อ 60
นิมิตพยากรณิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๗๐)
ว่าด้วยผลแห่งการพยากรณ์นิมิต
[๖๐] ครั้งนั้น เราได้เข้าไปป่าหิมวันต์
บอกมนต์ ศิษย์ ๕,๔๐๐ คนได้อุปัฏฐากเรา
ศิษย์เหล่านั้นล้วนเป็นนักศึกษา รู้จบ
ไตรเทพถึงความเต็มเปี่ยมในธรรมมีองค์ ๖ พวก
เขาถือตัวจัดเพราะวิทยาของคน อยู่ในป่าหิมวันต์
เทพบุตรผู้มียศใหญ่ เป็นผู้มีสติสัมป-
ชัญญะ จุติจากชั้นดุสิตอุบัติในครรภ์แห่งมารดา
เมื่อพระสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น หมื่น
โลกธาตุก็หวั่นไหว คนตาบอดก็มองเห็นได้
ในเมื่อพระผู้นำเสด็จอุบัติขึ้น
พื้นพสุธานี้ทั้งสิ้นสั่นสะเทือน ๖ ประการ
มหาชนได้สดับเสียงกึกก้องแล้ว พากันแย้มสรวล
ชนทั้งปวงประชุมกันแล้ว ได้พากัน ไป
ยังสำนักของเรา ถามว่า พื้นพสุธานี้สั่นสะเทือน
จักมีผลเป็นอย่างไร
ครั้งนั้นเราได้พยากรณ์แก่เขาทั้งหลายว่า
อย่ากลัวเลย ไม่มีภัยแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทุกๆ
คนจงเบาใจเถิด ความเกิดนี้ประกอบด้วยสุข
ประโยชน์
หน้า 97
ข้อ 60
พื้นพสุธาอันเหตุ ๘ ประการถูกต้องแล้ว
ย่อมจะสั่นสะเทือน นิมิตย่อมจะปรากฏโดยอาการ
เช่นเดียวกัน แสงสว่างอันไพบูลย์ใหญ่โต ก็เช่น
กัน
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้มีจักษุ จัก
เสด็จอุบัติขึ้นโดยไม่ต้องสงสัย เรายังประชุมชน
ให้เข้าใจดีแล้ว ได้บอกเบญจศีล
พวกเขาได้สดับเบญจศีลแล้วคิดว่า การ
เสด็จอุบัติของพระพุทธเจ้า ยากที่จะหาได้ เป็น
ผู้เกิดอุพเพงคาปีติ มีใจโสมนัส ยินดี ร่าเริง
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้พยากรณ์
นิมิตใด ด้วยการพยากรณ์นิมิตนั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการพยากรณ์
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิมิตตพยากรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนิมิตตพยากรณิยเถราปทาน
อรรถกถาสาลปุปผิวรรคที่ ๔๗
อปทานมีอปทานที่ ๑ เป็นต้นไป ในวรรคที่ ๔๗ นักศึกษาพอจะ
กำหนดรู้ได้ง่ายตามลำดับพระบาลีนั่นแล.
จบอรรถกถาสาลปุปผิวรรคที่ ๔๗
หน้า 98
ข้อ 60
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สกลกุสุมิยเถราปทาน ๒. จิตกปูชกเถราปทาน ๓. จิตก-
นิพพาปกเถราปทาน ๔. เสตุทายกเถราปทาน ๕. สุมนตาลวัณฏิยเถรา-
ปทาน ๖. อวฏผลิยเถราปทาน ๗. ลพุชผลทายกเถราปทาน ๘. มิลักขุ-
ผลทายกเถราปทาน ๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทาน ๑๐. นิมิตตพยากรณิย-
เถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๗๒ คาถา.
จบสาลปุปผิยวรรคที่ ๔๗
หน้า 99
ข้อ 61
นฬมาลิยวรรคที่ ๔๘
นฬมาลิยเถราปทานที่ ๑ (๔๗๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายพวงดอกอ้อ
[๖๑] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระ
ฉวีวรรณดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา เป็น
นายกของโลก กำลังเสด็จไปทางชายป่าใหญ่
เราหยิบพวงดอกไม้อ้อและออกไปใน
ทันใดนั้น ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะได้
แล้ว ไม่มีอาสวะ ณ ที่นั้น
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้เอาพวง
ดอกไม้อ้อบูชาพระพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิเณยยบุคคล
ผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งสิ้น
ในกัปทั้ง ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ดอกไม้ใด
บูชา ด้วยการบูชา เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฬมาลิยเถราปทาน
หน้า 100
ข้อ 62
มณิปูชกเถราปทานที่ ๒ (๔๗๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยแก้วมณี
[๖๒] พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ใคร่ต่อความสงบ ตรัสรู้
ด้วยพระองค์เอง เสด็จไปในอากาศ
สระใหญ่มีอยู่ในที่ไม่ไกลป่าหิมวันต์ ภพ
ของเราอันบุญกรรมประกอบดีแล้ว มีอยู่ในสระ
นั้น
เราออกจากภพได้เห็นพระผู้นำโลก ผู้ทรง
รุ่งเรืองเหมือนต้นราชพฤกษ์ โชติช่วงเหมือนดัง
กับไฟลุกโพลง
เราได้เห็นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีในป่า
เปลี่ยว คิดว่าจักบูชาพระผู้นำโลก ทำจิตของตน
ให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดา
เราหยิบแก้วมณีที่ศีรษะของเรา บูชาพระ
ผู้นำด้วยความปรารถนาว่า ด้วยการเอาแก้วมณี
บูชานี้ ขอจงมีวิบากอันดี
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรง
รู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่ใน
อากาศ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
ขอความดำริของท่านจงสำเร็จเถิด ท่าน
จงได้สุขอันไพบูลย์ ด้วยการบูชาแก้วมณีนี้ ขอ
ท่านจงได้เสวยยศอันใหญ่หลวงเถิด
หน้า 101
ข้อ 62
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ครั้นตรัส
แก่เราผู้ตั้งปรารถนาไว้ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไป
เราได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทว
โลก ๖๐กัป และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลาย
ร้อยครั้ง
เมื่อเราเกิดเป็นเทวดา ระลึกถึงบุญกรรม
ขึ้นมา แก้วมณีอันส่องแสงสว่างให้เรา ย่อม
เกิดแก่เรา
เรามีนางเทพอัปสร ๘๖,๐๐๐ ซึ่งมีผ้าและ
เครื่องอาภรณ์อันวิจิตรสวมต่างหูแก้วมณีเป็น
บริวาร
นางเทพอัปสรเหล่านั้น มีหน้าแฉล้ม
มักยิ้มก่อนเจรจา ตะโพกผาย เอวบางอ้อนแอ้น
แวดล้อมเราอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
ด้วยแก้วมณี
ภัณฑะ คือ เครื่องประดับอันสำเร็จด้วย
ทอง สำเร็จด้วยแก้วมณี และสำเร็จด้วยแก้วทับ-
ทิม ย่อมเป็นของบุคคลทำดีแล้วเพื่อเรา ตาม
ที่เราต้องการ
เรือนยอดและถ้ำที่น่ารื่นรมย์และที่นอน
อันสูงค่า ดังจะรู้ความประสงค์ของเรา ย่อมเกิด
ตามความปรารถนา
หน้า 102
ข้อ 62
ก็การที่ชนเหล่าใดได้เข้าไปฟัง ชนเหล่า
นั้นได้ลาภดีแล้ว การได้เข้าไปฟังเป็นบุญเขต
ของมนุษย์ เป็นโอสถของสรรพสัตว์ ถึงกรรมที่
เราผู้ได้เห็นพระผู้นำ ก็ชื่อว่าเป็นอันทำไว้ดีแล้ว
เราเป็นผู้รอดพ้นจากวินิบาต เป็นผู้บรรลุบทอัน
ไม่หวั่นไหว
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ แสงสว่างย่อมมีแก่เรา
ทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน
เพราะการบูชาด้วยแก้วมณีนั้น เราจึงได้
เสวยสมบัติ พบแสงสว่าง คือ ญาณ เป็นผู้บรรลุ
บทอันไม่หวั่นไหว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราเอาแก้วมณีบูชา
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งการบูชาด้วยแก้วมณี
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระมณิปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบมณิปูชกเถราปทาน
อรรถกถานฬมาลิยวรรคที่ ๔๘
อทานที่ ๑ และ ๒ ในวรรคที่ ๔๘ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 103
ข้อ 63
อุกกาสติกเถราปทานที่ ๓ (๔๗๓)
ว่าด้วยผลแห่งการจุดคบเพลิง
[๖๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่าโกสิกะ ประทับอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏ พระองค์
เป็นผู้เพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นผู้ตื่นแล้ว อภิ-
รมย์ในวิเวก เป็นมุนี
ข้าพระองค์อันหมู่นารีแวดล้อมเข้าไปใน
ป่าหิมวันต์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ
ผู้ปานดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ
ครั้งนั้น ข้าพระองค์ถือเอาคบเพลิงร้อย
ดวง แวดล้อมพระพุทธเจ้าอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน
ได้ไปโดยวันที่ ๘
ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส ถวายบังคม
พระสยัมภูพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ ผู้ไม่ทรง
พ่ายแพ้อะไร ๆ เสด็จออกจากสมาบัติ แล้วได้ถวาย
ภิกษาอย่างหนึ่ง
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ เชษฐ-
บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรม
นั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้เป็น
ผลแห่งภิกษาอย่างหนึ่ง
แสงสว่างย่อมมีแก่ข้าพระองค์ทุกเมื่อ
ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้าพระองค์แผ่รัศมีไป
ได้โดยรอบร้อยโยชน์
หน้า 104
ข้อ 63
ในกัปที่ ๕๕ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ผู้เป็นใหญ่ในชมพูทวีป มีมหาสมุทร
๔ เป็นขอบเขต ชำนะแล้ว
ครั้งนั้น พระนครของข้าพระองค์ เป็น
เมืองมั่งคั่ง เจริญสร้างสรรอย่างสวยงาม ยาว ๓๐
โยชน์ กว้าง ๒๐ โยชน์
พระนครชื่อโศภน อันวิสสุกรรมเทพบุตร
นิรมิตให้ นครนั้นสงัดจากเสียง ๑๐ อย่าง ประ-
กอบด้วยกังสดาลเสียงไพเราะ
ในพระนครนั้นไม่มีเครือเถา ไม้ และดิน
เลย สำเร็จด้วยทองคำล้วน ๆ ทีเดียว โชติช่วงอยู่
ตลอดกาลเนืองนิตย์
พระนครนั้นล้อมด้วยกำแพง ๔ ชั้น ๓ ชั้น
สำเร็จด้วยแก้วมณี ส่วนตรงกลางวิสสุกรรมเทพ-
บุตรได้เนรมิตถ่องแถวต้นตาลไว้
สระโบกขรณีตั้งหมื่นปกคลุมไปด้วยปทุม
และอุบล ดารดาษไปด้วยบุณฑริกเป็นต้น หอม
กรุ่นไปด้วยกลิ่นนานาชนิด
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้
ทรงคบเพลิงใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทรงคบเพลิงไว้
หน้า 105
ข้อ 64
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำ
สอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุกกาสติเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุกกาสติกเถราปทาน
๔๗๓. อรรถกถาอุกกาสติกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โกสิโย นาม ภควา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า
โกสิยะเพราะเกิดในโกสิยโครต. บทว่า จิตฺตกูเฏ ความว่า ในบรรดายอดภูเขา
ที่ตั้งเรียงรายอยู่ ปกคลุมสระอโนดาต เช่น ภูเขาจิตตกูฏ ภูเขาเกลาสกูฏ และ
ภูเขาสานุกูฏเป็นต้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น อยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏอันงดงาม
วิจิตรไปด้วยรัตนะและโอสถเป็นต้นนานาชนิดที่เกิดบนยอดภูเขาทั้งหลาย.
จบอรรถกถาอุกกาสติกเถราปทาน
สุมนวีชนิยเถราปทานที่ ๕ (๔๗๔)
ว่าด้วยผลแห่งการพัดไม้โพธิ์
[๖๔] เราเป็นผู้มีใจโสมนัส จับพัดวีชนี
พัดไม้โพธิ์อันอุดม ที่ไม้โพธิ์ของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระนามว่าวิปัสสี ซึ่งเป็นไม้สูงสุด
หน้า 106
ข้อ 65
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้พัดไม้โพธิ์
อันอุดม ด้วยการพัดไม้โพธิ์นั้น เราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการพัดไม้โพธิ์
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนวีชนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสุมนวีชนิยเถราปทาน
กุมมาสทายกเถราปทานที่SUP>๑ ๕ (๔๗๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาส
[๖๕ ] เราเห็นบาตรอันว่างเปล่าของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
พระนามว่าวิปัสสี ผู้เสด็จเที่ยวแสวงหาบิณฑบาต
อยู่ จึงใส่ขนมกุมมาสจนเต็มบาตร
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายภิกษา
ใด ด้วยการถวายภิกษานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งขนมกุมมาส
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
๑.อปทานที่ ๔ และที่ ๕ อรรถกถาว่า มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
หน้า 107
ข้อ 66
ทราบว่า ท่านพระกุมมาสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุมมาสทายกเถราปทาน
กุสัฏฐกทายกเถราปทานที่ ๖ (๔๗๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสลากภัต
[๖๖ ] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้
ถวายสลากภัต ๘ ที่ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่ากัสสปะ ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว มี
พรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว
ในกัปนี้นั้นเอง เราได้ถวายสลากภัต ที่
ด้วยการถวายสลากภัตนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัต ๘ ที่
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุสัฏฐกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุสัฏฐกทายกเถราปทาน
หน้า 108
ข้อ 67
๔๗๖. อรรถกถากุสัฏฐกทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุสฏฺกมทาสหํ ความว่า ในบรรดาภัต เช่น ปักขิกภัตร
อุโปสถิกภัต ธุวภัต และสลากภัตเป็นต้น เราได้ถวายสลากภัต ๘ ที่ ที่พึ่ง
ถวายด้วยสามารถแห่งใบสลาก.
จบอรรถกถากุสัฏฐกทายกเถราปทาน
คิริปุนนาคิยเถราปทานที่ ๗
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบุนนาคบูชา
[๖๗] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระ-
นามว่าโสภิตะ ประทับอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏ เราได้
ถือเอาดอกบุนนาคเข้ามาบูชาพระสยัมภู
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
สัมพุทธเจ้า ด้วยกานบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบุชา . . .
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคิริปุนนาคิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคิริปุนนาคิยเถราปทาน
หน้า 109
ข้อ 68
๔๗๗. อรรถกถาคิริปุนนาคิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โสภิโต นาม สมฺพุทฺโธ ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีพระนามว่า โสภิตะ เพราะพระองค์มีพระสรีระงดงามไปด้วยพระมหาปุริส-
ลักษณะ ๓๒ ประการ และพระรัศมีแผ่ออกข้างละวา ทั้งส่วนยาวและส่วน
กว้าง.
จบอรรถกถาคิริปุนนาคิยเถราปทาน
วัลลิการผลทายกเถราปทานที่ ๘ (๔๗๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้
[๖๘] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระ-
นามว่าสุมนะ ประทับอยู่ในพระนครตักกรา
เราได้หยิบเอาผลไม้วิลลิการะถวายแด่พระสยัมภู
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวัลลิการผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบวัลลิการผลทายกเถราปทาน
หน้า 110
ข้อ 69
๔๗๘. อรรถกถาวัลลิการผลทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตกฺกรายํ วสี ตทา ความว่า ราชธานี ชื่อว่า ตักกรา
เพราะเป็นที่อยู่ประจำของประชาชนผู้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ใน
คราวที่ประทับอยู่ในตักกรานครนั้น.
จบอรรถกถาวัลลิการผลทายกเถราปทาน
ปานธิทายกเถราปทานที่ ๙ (๔๗๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายรองเท้า
[๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่า
นรชน มีพระจักษุ เสด็จออกจากที่ประทับสำราญ
กลางวันแล้ว เสด็จขึ้นถนน
เราสวมรองเท้าที่ทำอย่างดีออกเดินทาง
ไป ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้างามน่าดู
น่าชม เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า เรายังจิต
ของตนให้เลื่อมใส ถอดรองเท้าออกวางไว้แทบ
พระบาท แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระสุคต ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ
เป็นใหญ่เป็นผู้นำชั้นพิเศษ ขอเชิญสวมรองเท้า
หน้า 111
ข้อ 69
เถิด ข้าพระองค์จักได้ผลแต่รองเท้าคู่นี้ ขอความ
ต้องการของข้าพระองค์จงสำเร็จเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี
เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ทรง
สวมรองเท้าแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ผู้ใดเลื่อมใสถวายคู่รองเท้าแก่เรา ด้วย
มือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน
ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
เทวดาทุก ๆ องค์ได้ทราบพระพุทธเจ้าดำรัส
แล้ว มาประชุมกัน ต่างก็มีจิตปีติ ดีใจเกินความ
โสมนัส ประนมกรอัญชลี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เพราะการ
ถวายรองเท้านี้แล ผู้นี้จักเป็นผู้ถึงความสุข จัก
เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๕ ครั้ง
จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐
ครั้ง และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้
ในกับซึ่งนับไม่ถ้วย แต่กัปนี้ไป จักทรง
สมภพในสกุลโอกกากะ มีพระนามว่าโคดม จัก
เสด็จอุบัติขึ้นเป็นพระศาสดาของโลก
หน้า 112
ข้อ 69
ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดา
พระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จัก
กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
ปรินิพพาน
ผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษย์โลก
จักเป็นผู้มีปัญญา จักได้ยานอันเปรียบด้วยยาน
ของเทวดา
ปราสาท วอ ช้าง ที่ประดับประดาแล้ว
และรถที่เทียมแล้วด้วยม้าอาชาไนย ย่อมเกิด
ปรากฏแก่เราทุกเมื่อ
แม้เมื่อเราออกบวช ก็ได้ออกบวชด้วยรถ
ได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผม
นี้เป็นลาภของเรา เราได้ดีแล้ว คือ
การค้าขายเราได้ประกอบถูกทางแล้ว เราถวาย
รองเท้าคู่หนึ่งจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราได้
ถวายรองเท้าใด ด้วยการถวายรองเท้านั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายรองเท้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 113
ข้อ 70
ทราบว่า ท่านพระปานธิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปานธิทายกเถราปทาน
๔๗๖. อรรถกถาปานธิทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปานธึ สุกตํ คยฺห ความว่า เราสวมคู่แห่งรองเท้าที่ทำเสร็จ
โดยอาการอย่างดีแล้วแล.
จบอรรถกถาปานธิทายกเถราปทาน
ปุฬินจังกมิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๘๐)
ว่าด้วยการขนทรายใส่ที่จงกรม
[๗๐] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ เรา
เที่ยวหาเนื้อสมันอยู่ในอรัญราวป่า ได้พบที่จงกรม
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัสกอบเอาทรายใส่พกมา
โรยลงในที่จงกรมของพระสุคตเจ้าผู้มีสิริ
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้โรยทราย
ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
ทราย
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 114
ข้อ 70
ทราบว่า ท่านพระปุฬินจังมิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุฬินจังกมิยเถราปทาน
๔๘๐. อรรถกถาปุฬินจังกมิยเถราปทาน
อปทานที่ ๑๐ มีเนื้อความที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถานฬมาลิวรรคที่ ๔๘
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นฬมาลิยเถราปทาน ๒. มณิปูชกเถราปทาน
๓. อุกกาสติเถราปทาน ๔. สุมนวีชนิยเถราปทาน
๕. กุมมาสทายกเถราปทาน ๖. กุสัฏฐกทายกเถราปทาน
๗. คิริปุนนาคิยเถราปทาน ๘. วัลลิการผลทายกเถราปทาน
๙. ปานธิทายกเถราปทาน ๑๐. ปุฬินจังกมิยเถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๙๕ คาถา.
จบนฬมาลิวรรคที่ ๔๘
หน้า 115
ข้อ 71
ปังสุกูลวรรคที่ ๔๙
ปังสุกูลสัญญกเถราปทานที่ ๑ (๔๘๑)
ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุลจีวร
[๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภู ผู้
นำของโลก พระนามว่าติสสะ ได้เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว พระพิชิตมารทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว
เสด็จเข้าพระวิหาร
เราสะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ
ถือดาบเข้าป่าใหญ่
ครั้งนั้น เราได้เห็นบังสุกุลจีวรซึ้งแขวน
อยู่บนยอดไม้ในป่านั้น จึงวางธนูลง ณ ที่นั้นเอง
ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า
เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส และมี
ปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด แล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุล
จีวรใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไหว้
เราเผากิเลสทั้งหลาย. . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 116
ข้อ 72
ทราบว่า ท่านพระปังสูกุลสัญญเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปังสุกูลสัญญกเถราปทาน
อรรถกถาปังสุกูลวรรคที่ ๔๙
อปทานที่ ๑ ในวรรคที่ ๔๙ มีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่าย
ทีเดียวแล.
พุทธสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๔๘๒)
ว่าด้วยผลแห่งการเกิดพุทธสัญญา
[๗๒] เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์
รู้จบไตรเพท ชำนาญในคัมภีร์ทำนายมหาปุริส
ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ พร้อมด้วยคัมภีร์
นิฆัณธุศาสตร์ แลคัมภีร์เกฏุภศาสตร์
ครั้งนั้นพวกศิษย์มาหาเราปานดังกระแส
น้ำ เราไม่เกียจคร้าน บกกมนต์แก่ศิษย์เหล่านั้น
ทั้งกลางวันและกลางคืน
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สิทธัตถะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรง
กำจัดความมืดมิดให้พินาศแล้ว ยังแสงสว่างคือ
พระญาณให้เป็นไป
หน้า 117
ข้อ 72
ครั้งนั้น ศิษย์ของเราคนหนึ่งได้บอกแก่
ศิษย์ทั้งหลายของเรา พวกเขาได้ฟังความนั้น จึง
ได้บอกแก่เรา เราคิดว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ชนย่อม
อนุวัตรตามพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราไม่มีลาภ
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีการอุบัติ
เลิศลอย มีจักษุ ทรงยศใหญ่ ไฉนหนอ เราพึง
เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้นำโลก
เราถือหนังสือ ผ้าเปลือกไม้กรอง และ
คนโทน้ำของเรา แล้วออกจากอาศรม เชิญชวน
พวกศิษย์ว่า
ความเป็นผู้นำโลกหาได้ยาก เหมือนกับ
ดอกมะเดื่อ กระต่ายในดวงจันทร์หรือเหมือนกับ
น้ำนมกา ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว
แม้ความเป็นมนุษย์ก็หาได้ยาก และเมื่อความมี
พระพุทธเจ้าผู้นำโลกและความเป็นมนุษย์ทั้งสอง
อย่างมีอยู่ การได้ฟังธรรมก็ยังได้ยาก
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พวก
เราจักได้ดวงตาเห็นธรรมอันเป็นของพวกเรา มา
เถอะท่านทั้งหลาย เราจักไปยังสำนักของพระ-
พุทธเจ้าด้วยกันทุกคน
หน้า 118
ข้อ 72
ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำ นุ่งหนังเสือ
ทั้งเล็บ พวกเขาเต็มไปด้วยภาชนะคือชฎา พากัน
ออกไปจากป่าใหญ่ในครั้งนั้น
พวกเขามองดูประมาณชั่วแอก แสวงหา
ประโยชน์อันสูงสุด เดินมาเหมือนลูกช้าง เป็น
ผู้ไม่สะดุ้ง ประหนึ่งไกรสรสีหราช ฉะนั้น
เขาทั้งหลายไม่มีความสะดุ้ง หมดความ
ละโมภ มีปัญญา มีความประพฤติสงบ เมื่อ
เสาะแสวงหาโมกขธรรม ได้พากันเข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
เราเกิดป่วยเจ็บขึ้นในประเทศประมาณ
หนึ่งโยชน์ครึ่ง เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุดแล้ว ตายที่ประเทศนั้น
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด
ในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้นเราไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบพุทธสัญญกเถราปทาน
หน้า 119
ข้อ 73
๔๘๒. อรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อธิจฺจุปฺปตฺติกา พุทฺธา ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็น
ผู้มีการอุบัติเลิศลอย คือ ไม่มีเหตุการณ์อะไรขัดข้อง ได้แก่ เกิดเป็นด้วยพระ
ญาณของพระองค์เอง ปราศจากเทวดาพรหมและมารเป็นต้นเหล่าอื่น ที่จะ
ให้คำแนะนำ. บทว่า อุทุมฺพริกปุปฺผํว ได้แก่ คล้ายดอกมะเดื่อที่หาได้โดยยาก
คือเกิดขึ้นได้ยากฉะนั้น. บทว่า จนฺทมฺหิ สสกํ ยถา ได้แก่ คล้ายรูปกระต่าย
ในดวงจันทร์ ซึ่งหาได้ยาก. บทว่า วายสานํ ยถา ขีรํ ความว่าคล้ายกับน้ำนม
กาจะบีบคั้นเป็นนิตย์ คือทั้งคืนทั้งวันให้ได้สักนิดหน่อย ก็ได้โดยยากฉันใด
พระผู้นำของชาวโลกก็หาได้ยาก เพราะกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้อง
บำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยกำไรแสนกัปก็มี ถึง ๘ อสงไขยกำไรแสนกัปก็มี
จึงจะได้เป็นพระผู้นำของชาวโลกได้ ฉันนั้นแล.
จบอรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน
ภิสทายกเถราปทานที่ ๓ (๔๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้าบัว
[๗๓] ครั้งนั้น เราลงสู่สระโบกขรณีที่
ช้างนานาชนิดเสพแล้วถอนเหง้าบัวในสระนั้น
เพราะเหตุจะกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ตื่นแล้ว ทรงผ้ากัมพล
สีแดง สลัดผ้าบังสุกุลเหาะไปในอากาศ
หน้า 120
ข้อ 73
เวลานั้น เราได้ยินเสียงจึงแหงนขึ้นไป
ดู ได้เห็นพระผู้นำโลก
เรายืนอยู่ในสระโบกขรณีนั่นแหละ ได้
ทูลอ้อนวอนพระผู้นำโลกว่า น้ำหวานน้ำนมและ
เนยใสกำลังไหลจากเหง้าบัว
ขอพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุโปรด
ทรงรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับ
นั้นพระสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดา ทรงประกอบด้วย
พระกรุณา มียศใหญ่ มีพระปัญญาจักษุ เสด็จ
ลงจากอากาศมารับภิกษาของเรา เพื่อความอนุ-
เคราะห์ ครั้นแล้วได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า
แน่ะ ท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงเป็นผู้มี
ความสุขเถิด คติจงสำเร็จแก่ท่าน ด้วยการให้
เหง้าบัวเป็นทานนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์
ครั้นพระสัมพุทธชินเจ้าพระนามว่าปทุมุต-
ตระตรัสฉะนี้แล้ว ได้ทรงรับภิกษาแล้วเสด็จไป
ในอากาศ
ลำดับนั้น เราเก็บเหง้าบัวจากสระนั้น
กลับมายังอาศรม วางเหง้าบัวไว้บนต้นไม้ระลึก
ถึงทานของเรา
หน้า 121
ข้อ 73
ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ดังขึ้นแล้วพัดป่า
ให้สั่นสะเทือน อากาศดังลั่นในเมื่อฟ้าฝ่า
ลำดับนั้น อสนีบาตได้ตกลงบนศีรษะ
ของเรา ก็ในกาลนั้น เราเป็นผู้นั่งตายอยู่ ณ ที่นั้น
เราเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เข้าถึง
สวรรค์ชั้นดุสิต ซากศพของเราตกไป ส่วนเรา
รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก
นางเทพอัปสร ๘๔,๐๐๐ นาง ล้วนประดับ
ประดาสวยงาม ต่างก็บำรุงเราทั้งเช้าเย็น นี้เป็น
ผลแห่งการถวายเหง้าบัว
ครั้งนั้น เรามาสู่กำเนิดมนุษย์เป็นผู้ถึง
ความสุข ความบกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มีแก่
เราเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว
เราอันพระสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ
กว่าทวยเทพ ผู้คงที่ พระองค์นั้นทรงอนุเคราะห์
แล้ว จึงเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายภิกษา
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายภิกษา เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว
หน้า 122
ข้อ 74
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
จบภิสทายกเถราปทาน
๔๘๓. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอุปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มธุํ ภิเสหิ สวติ ความว่า น้ำผึ้งกำลังไหลหลั่งออกจากเกสร
บัว. บทว่า ขีรํ สปฺปึ มุฬาลิภิ ความว่า น้ำนมและรสเนยใส กำลังไหล
หลั่งออกจากเหง้าบัว อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ขอพระพุทธเจ้า จงรับภิกษา
ทั้ง ๒ นั้นของข้าพระองค์เถิด.
จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
ญาณถวิกเถราปทานที่ ๔ (๔๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธญาณ
[๗๔] เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ
ทิศทักษิณแห่งภูเขาหิมวันต์ ครั้งนั้น เราเสาะหา
ประโยชน์อันสูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่
เรายินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ คือ
ด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เที่ยว
ไป เราอยู่คนเดียว
หน้า 123
ข้อ 74
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
สุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์กำลัง
รื้อขนมหาชน ทรงประกาศสัจจะอยู่
เรามิได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า ถึง
ใคร ๆ ที่จะบอกกล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี เมื่อล่วงไป
ได้ ๘ ปี เราจึงได้สดับข่าวพระนายกของโลก
เรานำเอาไฟและฟืนออกไปเสียแล้ว
กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากเตาไป
ครั้งนั้นเราพักอยู่ในบ้านและนิคมแห่ง
ละคืน เข้าไปใกล้พระนครจันทวดีโดยลำดับ
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของ
โลกพระนามว่าสุเมธะ กำลังรื้อขนสัตว์เป็นอัน
มาก ทรงแสดงอมตบท
เราได้ผ่านหมู่ชนไปถวายบังคมพระชินเจ้า
ผู้เสด็จมาดี ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้ว
สรรเสริญพระผู้นำของโลกว่า
พระองค์เป็นพระศาสดาประหนึ่งยอด
เป็นธงชัยและเป็นเสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึด
หน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นเกาะของหมู่สัตว์ เป็น
ผู้สูงสุดกว่าสัตว์.
จบภาณวารที่ ๒๑
หน้า 124
ข้อ 74
พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ใน
ทัศนะ ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปได้
ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไป
ยิ่งไปกว่าพระองค์ ไม่มีในโลก
สาครแสนลึกสุด ก็พึงอาจที่จะประมาณ
ได้ด้วยปลายหญ้าคา ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วน
พระญาณของพระองค์ ใคร ๆ ไม่อาจจะประมาณ
ได้เลย
แผ่นดิน ก็อาจที่จะวางบนตาชั่งแล้ว
กำหนดได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอ
กับพระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย
อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ
ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์ ใคร ๆ
ไม่อาจจะประมาณได้เลย
น้ำในมหาสมุทร อากาศและภูมิภาค ๓
อย่างนี้ประมาณเอาได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ
พระองค์ย่อมเป็นผู้อันใคร ๆ จะประมาณเอาไม่
ได้เลย
เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู ผู้มี
พระยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว ประนมกร
อัญชลี ยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น
หน้า 125
ข้อ 74
พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอด้วย
แผ่นดิน เป็นเมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่า
สุเมธะ.
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ตรัสพระคาลาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใส ได้
กล่าวสรรเสริญญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น
ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๗๗ กัป จัก
เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก
๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกินกว่า
ร้อยครั้ง
และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน
ไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เขาเป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ จักเป็นผู้ตั้งมั่นในบุญกรรม จักเป็นผู้
ความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มีปัญญากล้า
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ พระศาสดามีพระนามว่า
โคดม จักทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช
จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ผู้นี้ไม่มีความกังวล ออกบวชเป็น
บรรพชิต จักบรรลุพระอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบ ใน
ระหว่างเวลาที่เราระลึกถึงคน และได้บรรลุศาสน-
หน้า 126
ข้อ 75
ธรรม เจตนาที่ไม่น่ารื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย
เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติในภพน้อยภพใหญ่
ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็น
ผลในการสรรเสริญพระญาณ
ไฟ ๓ กองเราดับสนิทแล้ว เราถอนภพ
ทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง
แล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญ
พระญาณใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการสรรเสริญพระญาณ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระญาณถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบญาณถวิกเถราปทาน
จันทนมาลิยเถราปทานที่ ๕ (๔๘๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายแก่นจันทร์และดอกรัง
[๗๕] เราละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่า
รื่นรมย์ใจและละทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้ว
บวชเป็นบรรพชิต
หน้า 127
ข้อ 75
ครั้นบวชแล้วได้เว้นการทำความชั่วด้วย
กายละความประพฤติชั่วด้วยวาจาอยู่แทบฝั่งแม่น้ำ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ได้เสด็จมา
หาเราผู้อยู่คนเดียว เราไม่รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า
เราได้ทำปฏิสันถาร
ครั้นทำปฏิสันถารแล้ว จึงได้ทูลถามถึง
พระนามและพระโคตรว่า ท่านเป็นเทวดาหรือ
คนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็น
ใคร หรือเป็นบุตรของใคร หรือเป็นท้าวมหา-
พรหมนาในที่นี้ ย่อมสว่างไสวไปทั่วทิศ เหมือน
พระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ จักรมีกำพันหนึ่ง
ปรากฏที่เท้าของท่าน ท่านเป็นใคร หรือเป็น
บุตรของใคร เราจะรู้จักท่านอย่างไร ขอท่านจง
บอกชื่อและโคตรบรรเทาความสงสัยของเราเถิด.
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เทวดา
ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ และ
ความเป็นพรหมก็หามีแก่เราไม่ เราสูงสุดกว่า
พรหมเหล่านั้น ล่วงวิสัยของพรหมเหล่านั้น เรา
ได้ทำลายเครื่องผูกพันคือกามได้แล้ว เผากิเลส
เสียหมดสิ้น บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว.
หน้า 128
ข้อ 75
เราได้สดับพระดำรัสของพระองค์แล้ว
จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ถ้าพระองค์
เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าขอเชิญพระองค์ประทับ
นั่งเถิด ข้าพระองค์จะขอบูชาพระองค์ ขอพระ-
องค์จงทำที่สุดแห่งทุกข์แก่ข้าพระองค์เถิด.
เราได้ลาดหนังสัตว์ถวายพระศาสดาแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือหนังสัตว์นั้น
ดังสีหราชนั่งอยู่ที่ซอกภูเขา ฉะนั้น
เขารีบขึ้นภูเขาเก็บเอาผลมะม่วง ดอกรัง
อันสวยงามและแก่นจันทน์อันมีค่ามาก
เขารีบถือเอาทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระผู้นำ
ของโลก ถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า แล้วเอา
ดอกรังบูชา ก็เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส มี
ปีติอันไพบูลย์ ได้เอาแก่นจันทน์ลูบไล้แล้ว ถวาย
บังคม พระศาสดาพระผู้นำของโลกพระนาม
ว่าสุเมธะ ประทับนั่งบนหนังเสือ เมื่อจะยังเรา
ให้รื่นเริงได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราในครั้งนั้น
ว่า
ด้วยการถวายผลไม้กับของหอมและ
ดอกไม้ทั้งสองอย่างนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก
๒,๕๐๐ กัป เขาจักเป็นผู้มีความดำริทางใจไม่
บกพร่อง ยังอำนาจให้เป็นไป
หน้า 129
ข้อ 75
ในกัปที่ ๒,๖๐๐ จักไปสู่ความเป็นมนุษย์
จักได้เป็นพระเจ้าจักพรรดิผู้ทรงมหิฤทธิ์ มี
มหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต วิสสุกรรมเทพบุตร
เนรมิตพระนครอันนามว่า เวกระ ให้ พระนคร
นั้นจักสำเร็จด้วยทองล้วน ๆ ประดับประดาด้วย
รัตนะนานาชนิด เขาจักท่องเที่ยวไปยังกำเนิด
ทั้งหลายโดยอุบายนี้เทียว
เขาจักเป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ คือ
ในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อถึงภพสุดท้าย
เขาจักเป็นบุตรพราหมณ์
จักออกบวชเป็นบรรพชิตจักเป็นผู้ถึงฝั่ง
อภิญญาไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะผู้นำ
ของโลก ครั้นตรัสดังนี้ เมื่อเรากำลังเพ่งมองอยู่
ได้เสด็จเหาะไปในอากาศ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วย
ความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้เข้าถึง
สวรรค์ชั้นดุสิต
จุติจากดุสิตแล้ว ไปเกิดในครรภ์ของ
มารดา ในครรภ์ที่เราอยู่ ไม่มีความบกพร่อง
ด้วยโภคทรัพย์แก่เราเลย
เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา ข้าว
น้ำ โภชนาหารเกิดตามความปรารถนาแก่มารดา
ของเราตามชอบใจ
หน้า 130
ข้อ 75
เราออกบวชเป็นบรรพชิตแต่อายุ ๕ ขวบ
เมื่อปลงผมเสร็จ เราก็ได้บรรลุพระอรหัต
เราค้นหาบุรพกรรมอยู่ ก็มิได้เห็นฝั่ง
เลย เราระลึกถึงกรรมของเราในสามหมื่นกัปได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระ-
องค์ ข้าพระองค์อาศัยคำสั่งสอนของพระองค์
จึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
ในกัปที่สามหมื่น เราบูชาพระสัมพุทธ-
เจ้า ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจันทนมาลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบจันทนมาลิยเถราปทาน
หน้า 131
ข้อ 76, 77
ธาตุปูชกเถราปทานที่ ๖ (๔๘๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระธาตุ
[๗๖] เมื่อพระโลกนาถผู้นำโลก
พระนามว่าสิทธัตถะ ปรินิพพาน เราได้นำ
พวกญาติของเรามาทำการบูชาพระธาตุ
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
ธาตุใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธาตุปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธาตุปูชกเถราปทาน
อรรถกถาอปทานที่ ๔,๕ และ ๖
อปทานที่ ๔,๕ และ ๖ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗ (๔๘๓)
ว่าด้วยผลแห่งการก่อพระเจดีย์ทราย
[๗๗] เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่
ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเราเป็นที่อัน
อมนุษย์เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น
หน้า 132
ข้อ 77
ครั้งนั้น เรามุ่นมวยผมสะพายคนโทน้ำ
เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกไปจาก
ป่าใหญ่
ครั้งนั้น ศิษย์ ๘๔,๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา
เขาทั้งหลายขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ใน
ป่าใหญ่
เราออกจากอาศรม ก่อพระเจดีย์ทราย
แล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์
นั้น
เรายังจิตให้เลื่อมใสพระเจดีย์นั้น แล้ว
เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มาประชุมพร้อมกัน
ทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถุปที่ท่านนมัส-
การก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้
ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้ว ขอจงบอกแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลาย.
เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้นี้
พระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้วใน
บทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธ -
เจ้าผู้ประเสริฐสุด มียศใหญ่เหล่านั้น.
ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้า
ผู้มีความเพียรใหญ่ รู้ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็น
หน้า 133
ข้อ 77
ผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไร
มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่
เหล่านั้นเป็นดังฤา.
เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มี
พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีพระทนต์
ครบ ๔๐ ถ้วน มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโคและ
เหมือนผลมะกล่ำ
อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จ
ดำเนินไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก
พระชานุของพระองค์ไม่ลั่น ใคร ๆ ไม่ได้ยิน
เสียงที่ต่อ
อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนิน
ไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าว
พระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย
และพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่
หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช ฉะนั้น
พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์ และ
ไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย
ทรงหลุดพ้นจากการถือตัวและดูหมิ่น
ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็น
ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
หน้า 134
ข้อ 77
และพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จ
อุบัติขึ้น พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประ-
กาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น
ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น
ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดา
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระพุทธเจ้าผู้มหานาคเหล่านั้น เป็น
เช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใคร
เทียมเท่าพระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ ใคร ๆ ไม่เกินพระองค์ไปโดย
เกียรติคุณ.
ศิษย์ทุกตนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชม
ถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสัตติ
กำลัง
พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของ
ตน เชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อม
ไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์
ทรายในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศใหญ่ จุติจากชั้น
ดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่น
โลกธาตุหวั่นไหว
เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่อาศรม ศิษย์
ทุกคนได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา
หน้า 135
ข้อ 77
ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น ดุจโคอุสภะ คำรณ
ดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร.
เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ-
องค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูปคือกอง-
ทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็น
ศาสดาพระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระ-
มารดาแล้ว.
เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้น
แล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไป
แล้ว นั่งขัดสมาธิ
ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังนอนเจ็บหนัก ระลึก
ถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณ ที่
นั้นเอง
ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิง
ตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน
พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลี
เหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวน
กันมาคร่ำครวญ
เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้
ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคือ
อาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย
หน้า 136
ข้อ 77
ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน
พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและ
กลางวัน ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำ
ขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ
เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยัง
เทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และ
ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง
ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไปอย่าง
สับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ก่อเจดีย์ทราย
ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอัน
มากต่างก็ออกดอกบานฉันใด เราก็เป็นผู้อันพระ-
ศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วใน
สมัย ฉันนั้นเหมือนกัน
ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำ
เอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัด
กิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว ฉะนั้น เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สรรเสริญ
พระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ
หน้า 137
ข้อ 78
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปุฬินุปปาทกเถราปทาน
อรรถกถาปุฬินุปปทากเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จตฺตลีสทิชาปิ จ ได้แก่ ชื่อว่า ทิชา เพราะเกิด ๒ ครั้ง
อธิบายว่า ชื่อว่า ทิชา เพราะฟันที่งอกขึ้นในวัยเป็นเด็กหักไปแล้ว งอกขึ้นอีก
และฟันเหล่านั้นจึงชื่อว่า ทิชา ก็การพยากรณ์ในนิทานกถา ข้าพเจ้าได้กล่าว
ไว้แล้วในหนหลังแล้วทีเดียว.
จบอรรถกถาปุฬินุปปาทกเถราปทาน
ตรณิยเถราปทานที่ ๘ ( ๔๘๘)
ว่าด้วยผลแห่งการทอดตนเป็นสะพาน
[๗๘] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
อัตถทัสสี ผู้เป็นสยัมภู เป็นนายกของโลก
พระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำวินตา
เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ ออกไปจาก
น้ำแล้วประสงค์จะเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จข้ามฟาก
จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้นายกของโลก
หน้า 138
ข้อ 78
(กราบทูลว่า) ขอเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็น
มหามุนีพระนามว่าอัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลัง
ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะให้พระองค์เสด็จ
ข้ามฟาก ขอพระองค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์
แก่ข้าพระองค์เถิด
พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่พระนามว่า
อัตถทัสสี ทรงทราบถึงความดำริของเรา จึงได้
เสด็จขึ้นหลังเรา แล้วประทับยืนอยู่
ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตนได้
และในเวลาถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือน
ความสุขของเราเมื่อพื้นพระบาทสัมผัสไม่
สัมพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มี
พระยศใหญ่ เสด็จขึ้นประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณ
เท่าจิตเป็นไป ก็พระยาเต่าผู้มีบุญนี้ ส่งเราข้าม
ฟาก
ด้วยการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟากนี้ และ
ด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา เขาจักรื่นรมย์อยู่ใน
เทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป
จากเทวโลกมามนุษยโลกนี้เป็นผู้อันกุศล
มูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ อาสนะเดียว จักข้าม
พ้นกระแส คือ ความสงสัยได้
หน้า 139
ข้อ 78
พืชแม้น้อยแต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนา
ดี เมื่อฝนยังอุทกธารให้ตกอยู่โดยชอบ ผลย่อม
ทำชาวนาให้ยินดี แม้ฉันใด
พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
ไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทกธาร
ให้โดยชอบ ผลจักทำให้เรายินดี
เราเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้วเพื่อความเพียร
เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง
แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ใน
กาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟาก
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนขอ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตรณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบตรณิยเถราปทาน
อรรถกถาตรณิยเถราปทาน
อปทานที่ ๘ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาตรณิยเถราปทาน
หน้า 140
ข้อ 79
ธรรมรุจิเถราปทานที่ ๙ (๔๘๙)
ว่าด้วยผลแห่งความพอใจในธรรม
[๗๙] ในเวลาที่พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมาร
พระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่า
ในกัปจากกัปนี้ไปนับไม่ถ้วย ดาบสนี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า
พระมารดาบังเกิดเกล้าของดาบสนี้จักทรง
พระนามว่ามายา พระบิดาจักทรงพระนามว่า
สุทโธทนะ ดาบสนี้จักชื่อว่าโคดม
ดาบสนี้จักเริ่มตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา
แล้ว จักเป็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่ ตรัสรู้
ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์
พระอุปติสสะและพระโกลิตะจักเป็น
พระอัครสาวก ภิกษุอุปัฏฐากชื่อว่าอานนท์ จัก
บำรุงดาบสนี้ผู้เป็นพระพิชิตมาร
นางภิกษุณีชื่อว่าเขมาและอุบลวรรณา
จักเป็นอัครสาวิกา จิตตคฤหบดีและชาวเมืองอาฬวี
(ชื่อว่า หัตถกะ) จักเป็นอัครอุบาสก
นางขุชชุตตรา และนางนันทมาตา จัก
เป็นอัครอุบาสิกา ไม้โพธิ์ของนักปราชญ์ผู้นี้
เรียกว่าอัสสตถพฤกษ์
หน้า 141
ข้อ 79
มนุษย์และเทวได้สดับพระดำรัสของ
พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะหาใคร
เสมอเหมือนมิได้แล้ว ต่างเป็นผู้เบิกบาน ประ-
นมอัญชลีถวายนมัสการ
เวลานั้น เราเป็นมาณพชื่อว่าเมฆะ เป็น
นักศึกษา ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐของ
สุเมธดาบส พระมหามุนี
เราเป็นผู้คุ้นเคยในสุเมธดาบสผู้เป็นที่อยู่
แห่งกรุณา และได้บวชตามสุเมธดาบส ผู้เป็น
วีรบุรุษนั้น ผู้ออกบวชอยู่
เป็นผู้สำรวมในพระปาติโมกข์และ
อินทรีย์ ๕ เป็นผู้มีอาชีวะหมดจด มีสติ เป็น
นักปราชญ์ กระทำตามคำสอนของพระพิชิตมาร
เราเป็นอยู่เช่นนี้ ถูกปาปมิตรบางคน
ชักชวนในอนาจาร ถูกกำจัดจากหนทางอันชอบ
เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก ได้
หลีกไปจากพระศาสนา ภายหลังถูกมิตรอัน
น่าเกลียดนั้น ชักชวนให้ฆ่ามารดา
เรามีใจอันชั่วช้าได้ทำอนันตริยกรรมฆ่า
มารดา เราจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในอเวจี
มหานรกอันแสนทารุณ
หน้า 142
ข้อ 79
เราไปสู่วินิบาตถึงความลำบากท่องเที่ยว
ไปนาน ไม่ได้เป็นสุเมธดาบสผู้เป็นนักปราชญ์
ผู้ประเสริฐกว่านระอีก
ในกัปนี้ เราเกิดเป็นปลาติมิงคละ อยู่
ในมหาสมุทร เราเห็นเรือในสาครจึงเข้าไปเพื่อจะ
กิน
พวกพ่อค้าเห็นเราก็กลัว ระลึกถึงพระ-
พุทธเจ้าประเสริฐสุด เราได้ยินเสียงกึกก้องว่า
โคตโม ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น
จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ ต่อจากนั้น
ได้ทำกาลกิริยา เกิดในสัญชาติพราหมณ์ ใน
สกุลอันมั่งคั่ง ณ พระนครสาวัตถี
เราชื่อว่าธรรมรุจิ เป็นคนเกียจบาป
กรรมทุกอย่าง พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระ-
พุทธองค์ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง
จึงได้ไปยังพระมหาวิหารเชตวัน แล้ว
บวชเป็นบรรพชิต เราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้ง
ต่อคนหนึ่งกับวันหนึ่ง
ครั้งนั้น พระพุทธองค์ผู้เป็นมหามุนี
ทอดพระเนตรเห็นเราเข้า จึงได้ตรัสว่า ดูก่อน
ธรรมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา ลำดับนั้น เราได้
กราบทูลบุรพกรรมอย่างแจ่มแจ้ง กะพระพุทธเจ้า
ว่า
หน้า 143
ข้อ 79
เพราะปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์ในปางก่อน
ข้าพระองค์จึงมิได้พบพระองค์ ผู้ทรงพระลักษณะ
แห่งบุญตั้งร้อยเสียนาน วันนี้ ข้าพระองค์ได้เห็น
แล้วหนอ ข้าพระองค์เห็นพระสรีระของพระองค์
อันหาสิ่งอะไรเปรียบมิได้
ข้าพระองค์ตามหาพระองค์มานานนักแล้ว
ตัณหานี้ข้าพระองค์ทำให้เหือดแห้งไปโดยไม่
เหลือด้วยอินทรีย์สิ้นกาลนาน ข้าพระองค์ชำระ
นิพพานให้หมดมลทินได้ โดยกาลนาน ข้าแต่
พระมหามุนี นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความ
พร้อมเพรียงแก่พระองค์ได้ ก็สิ้นเวลานานนัก
ข้าพระองค์พินาศไปเสียในระหว่าง อีกเป็นเวลา
นาน วันนี้ได้สมาคมกับพระองค์อีก ข้าแต่พระ-
โคดม กรรมที่ข้าพระองค์ได้ทำไว้ จะไม่พินาศไป
เลย.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธรรมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบธรรมรุจิเถราปทาน
หน้า 144
ข้อ 79
๔๘๙. อรรถกถาธรรมรุจิเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ตทาหํ มาณโว อาสึ ความว่า สุเมธบัณฑิตได้รับพยากรณ์
จากสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกรในกาลใดในกาลนั้นเรา
ชื่อว่า เมฆะ เป็นพราหมณ์หนุ่มบวชเป็นฤาษีร่วมกับสุเมธดาบส ศึกษาใน
สิกขาบททั้งหลายจบแล้วคลุกคลีกับเพื่อนชั่วบางคนเข้า เพราะโทษที่คลุก-
คลีสมาคมกันจึงตกไปในอำนาจแห่งวิตกที่ลามกเป็นต้น ด้วยกรรมคือการ
ฆ่ามารดา จึงได้เสวยทุกข์อันเนื่องด้วยเปลวไฟเป็นต้นในนรก จุจิจากอัตภาพ
นั้นแล้ว ได้บังเกิดเป็นปลาใหญ่ชื่อ ติมิงคละ ในมหาสมุทร มีความประสงค์
จะกลืนเรือใหญ่ที่แล่นไปในท่ามกลางมหาสมุทร จึงได้ว่ายไป พวกพ่อค้า
เห็นเราเข้าจึงกลัวร้องเสียงดังว่า โอ พระผู้มีพระภาคเจ้าโคดม ลำดับนั้น
ด้วยอำนาจวาสนาที่ได้อบรมมาในกาลก่อน ปลาใหญ่จึงเกิดความเคารพใน
พระพุทธเจ้า จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่สมบูรณ์
ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี มีศรัทธาเลื่อมใส ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระ
ศาสดาแล้วบวช ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ได้ไปสู่ที่บำรุง
วันละ ๓ ครั้ง ระลึกถึงไหว้อยู่ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกะ
เราว่า เป็นผู้ยินดีในธรรมได้นาน. ลำดับนั้น พระเถระรูปนั้นกล่าวชมเชย
ด้วยคาถาเป็นต้นว่า สุจิรํ สตปุญฺญลกฺขณํ ผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อย
เสียนานดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้ทรงพระลักษณะแห่งบุญตั้งร้อยผู้เจริญ. บทว่า
ปติปุพฺเพน วิสุทฺธปจฺจยํ ความว่า ข้าพเจ้ามิได้พบเห็นท่านผู้มีปัจจัยสมภารที่
บำเพ็ญมาจนบริบูรณ์ ณ บาทมูลของพระพุทธเจ้าทีปังกรในกาลก่อนเสียนาน
หน้า 145
ข้อ 79
แสนนาน. บทว่า อหมชฺช สุเปกขนํ ความว่า ในวันนี้นี่เอง ข้าพเจ้าได้
พบเห็นแล้วหนอ ซึ่งพระโคตรผู้มีพระสรีระอันปราศจากอุปมา นับว่าเป็นการ
เห็นด้วยดี หรือเป็นการเห็นที่งาม. บทว่า สุจิรํ วิหตตโม มยา ความว่า
พระองค์ทรงกำจัดความมืดได้แล้วโดยพิเศษ คือทรงกำจัดโมหะได้แล้ว แม้
ข้าพระองค์ ก็ได้ชมเชยแล้วเป็นอย่างดีตลอดกาลนาน. บทว่า สุจิรกฺเขน
นที วิโสสิตา ความว่า แม่น้ำคือตัณหานี้ ซึ่งข้าพระองค์รักษาคุ้มครองมา
เป็นอย่างดี ได้ให้เหือดแห้งไปโดยพิเศษแล้ว คือพระองค์ทำให้ไม่สมควร
จะเกิดได้อีก. บทว่า สุจิรํ อมลํ วิโสธิตํ ความว่า ข้าพระองค์ชำระพระนิพพาน
ให้หมดจดได้โดยกาลนาน คือพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว. บทว่า
นยนํ าณมยํ มหามุเน จิรากาลสมงฺคิโต ความว่า ข้าแต่พระมหามุนีคือ
พระมหาสมณะ นัยน์ตาอันสำเร็จด้วยญาณ ถึงความพร้อมเพรียงกับพระองค์
ได้ ก็สิ้นเวลานานนักหนา. บทว่า อวินฏฺโ ปุนรนฺตรํ ความว่า ข้าพระองค์
ได้พินาศ คือเสื่อมเสียไปในระหว่างภพ คือในท่ามกลางอีกเป็นเวลานาน.
บทว่า ปุนรชฺชสมาคโต ตฺยา ความว่า วันนี้ คือในเวลานี้ข้าพระองค์ได้
มาสมาคมกับพระองค์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง. บทว่า น หิ นสฺสนฺติ
กตานิ โคตม ความว่า ข้าแต่พระโคดม คือ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า กรรมมี
การสมาคมเป็นต้น ที่ข้าพระองค์ได้ทำร่วมกับพระองค์จะไม่พินาศไป จน
กว่าจะดับขันธปรินิพพาน จึงจักไม่มี. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธัมมรุจิเถราปทาน
หน้า 146
ข้อ 80
สาลมัณฑปิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๙๐)
[๘๐] เราเข้าไปสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่าง
สวยงาม มุงบังด้วยดอกรัง ครั้งนั้นเราอยู่ในป่า
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูเกอัคร-
บุคคล ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระนามว่า ปิยทัสสี
ทรงประสงค์ความสงัด จึงได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง
เราออกจากอาศรมไปป่าเที่ยวแสวงหามูล
ผลาผลในป่า ณ เวลานั้น
ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระ-
นามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ประทับนั่งเข้า
สมาบัติรุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่
เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย
แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำ
ซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสใน
กรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด
สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ
เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่งทอดพระเนตรดู
เพียงชั่วแอก
สาวกของพระศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี
ชื่อว่า วรุณ กับพระอรหันตขีณาสพแสนองค์ได้
มาเฝ้าพระศาสดาผู้นำชั้นพิเศษ
หน้า 147
ข้อ 80
ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าพิชิตมารพระ-
นามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่า
นรชน ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ
พระอนุรุทธเถระ ผู้อุปัฏฐาก ของพระ-
ศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้าง
หนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่าหนอ
เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้
ปรากฏ เพราะเมื่อเหตุ พระศาสดาจึงทรงแย้ม
พระสรวลให้ปรากฏ.
พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดทรงปะรำที่
มุงด้วยดอกไม้ไว้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรม
ของมาณพนั้น จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ
เราไม่พิจารณาเห็นช่องทางที่ไม่ควรที่บุญ
จะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรในเทวโลกหรือมนุษย์-
โลก ย่อมไม่ระงับไปเลย
เขาผู้เพียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ใน
เทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้นจักถูกมุงบัง
ด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม จัก
รื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการฟ้อน การขับ
การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้นทุกเมื่อ
หน้า 148
ข้อ 80
บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมี
กลิ่นหอมฟุ้ง และฝนดอกรังจักตกลงทั่วไปใน
ขณะนั้น มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่
ความเป็นมนุษย์ แม้ในมนุษย์โลกนี้หลังคาดอกรัง
ก็จักทรงอยู่ตลอดกาลทั้งปวง
ณ มนุษยโลกนี้การฟ้อนและการขับ ที่
ประกอบด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่
เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝนดอกรังที่
บุญกรรมปรุงแต่งแล้ว จักตกลงทุกเวลา
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดาพระนาม
โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
มาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ
นิพพาน
เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคา
ดอกรัง เมื่อถูกทำฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่
เชิงตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรัง.
พระมหามุนีพระนามว่า ปิยทัสสี ทรง
พยากรณ์ว่าแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ให้
อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม
หน้า 149
ข้อ 80
เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกในหมู่
เทวดา ๒๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง
เราออกจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้
ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ในมนุษย์โลกนี้ ก็มี
หลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งการถวายปะรำ
นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพ
สุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ในภพนี้หลังคาดอกรัง
ก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง
เรายังพระมหามุนีพระนามว่า โคดม ผู้
ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความ
มีชัยและความปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่
ไม่หวั่นไหว
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า
ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสาลมัณฑปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสาลมัณฑปิยเถราปทาน
หน้า 150
ข้อ 80
อรรถกถาสาลมัณฑปิยเถราปทาน
อปทานที่ ๑๐ มีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาปังสุกูลวรรคที่ ๔๙
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปังสุกูลสัญญกเถราปทาน ๒. พุทธสัญญกเถราปทาน ๓.
ภิสทายกเถราปทาน ๔. ญาณถวิกเถราปทาน ๕. จันทนมาลิยเถราปทาน
๖. ธาตุปูชกเถราปทาน ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทาน ๘. ตรณิยเถราปทาน
๙. ธัมมรุจิเถราปทาน ๑๐. สาลมัณฑปิยเถราปทาน.
มีคาถาคำนวณได้ ๒๑๙ คาถา.
จบปังสุกูลวรรคที่ ๔๙
หน้า 151
ข้อ 81
กิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐
ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๔๙๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระดึงทอง
[๘๑] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
ธุลีพระนามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก โชติ
ช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งที่ซอกเขา
เราเก็บดอกกระดึงทอง ๓ ดอก มาบูชา
ครั้นบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เดินบ่ายหน้าไป
ทางทิศทักษิณ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตาจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้บูชาพระพุทธ-
เจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตีณิกิงกณิปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน
หน้า 152
ข้อ 82
ปังสุกุลปูชกเถราปทานที่ ๒
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาบังสุกุล
[๘๒] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มี
ภูเขาลูกหนึ่งชื่ออุทัพพละที่ภูเขานั้น เราได้เห็น
ผ้าบังสุกุลห้อยอยู่บนยอดไม้ครั้งนั้น เราร่าเริง
มีจิตยินดี เลือกเก็บเอกดอกกระดึงทอง ๓ ดอก
มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วและด้วยการครั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น เพราะบูชาธงชัยแห่งพระอรหันต์
เราไม่รู้จักทุคติเลย
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปังสุกูลปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปังสุกูลปูชกเถราปทาน
หน้า 153
ข้อ 83
โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๓ (๔๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาบังสุกุล
[๘๓] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็น
คนทำงานในป่า เลี้ยงชีพด้วยฆ่าปศุสัตว์
กุศลกรรมของเราไม่มี
พระผู้นำชั้นเยี่ยมของโลกพระนามว่า
ติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรงแสดงรอยพระบาท
๓ รอยไว้ใกล้ที่อยู่ของเรา ด้วยทรงพระอนุ-
เคราะห์
เราเห็นรอยพระบาทของพระศาสดาพระ-
นามว่า ติสสะ ที่ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริง มีจิต
บันเทิง ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท
เราเห็นต้นหงอนไก่งอกงามอยู่มีดอกบาน
จึงเก็บใส่ผอบมาบูชารอยพระบาทอันประเสริฐ
สุด
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือ
มนุษย์ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวพรรณเหมือนดอก
หงอนไก่ มีรัศมีซ่านออกจากตัว
หน้า 154
ข้อ 84
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโกรัณฑปุปผิยเถราปทาน
กิงสุกปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๔๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถาวายดอกทองกวาว
[๘๔] เราเห็นต้นทองกวาวมีดอก จึง
ประนมกรอัญชลี นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด แล้วบูชาในอากาศ
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 155
ข้อ 85
ทราบว่า ท่านพระกิงสุกปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกิงสุกปุปผิยเถราปทาน
อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทานที่ ๕ (๔๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าครึ่งผืน
[๘๕] ครั้งนั้น สาวกของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ชื่อว่า สุชาตะ แสวง
หาผ้าบังสุกุลอยู่ที่กองหยากเยื่อใกล้ทางรถ
เราเป็นลูกจ้างของคนอื่นอยู่ในพระนคร
หงสาวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้วอภิวาทด้วยเศียร
เกล้า
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เราเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗
ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณนานับมิได้ เพราะถวายผ้าครึ่งผืนเป็น
ทาน
เราเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ไหน เบิกบานอยู่
ทุกวันนี้เราปรารถนา ก็พึงเอาผ้าเปลือกไม้คลุม
หน้า 156
ข้อ 86
แผ่นดินนี้พร้อมทั้งป่าและภูเขาได้ นี้เป็นผลแห่ง
ผ้าครึ่งผืน
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอปัฑฒทุสสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุปัฑฒทุสสทายกเถราปทาน
ฆตมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ (๔๙๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายกากเปรียง
[๘๖] เราเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรง
พระดำริดี เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านรชน
เสด็จเข้าป่าใหญ่ประชวรด้วยพระโรคลม
จึงทำจิตให้เลื่อมใสนำกากเปรียงเข้าไป
ถวาย เพราะกุศลกรรมอันเราได้ทำและสั่งสมไว้.
แม่น้ำชื่อว่า ภาคีรถีนี้ และมหาสมุทร
ทั้ง ๔ ย่อมสำเร็จเป็นเปรียงแก่เรา
และแผ่นดินอันกว้างใหญ่จะนับประมาณ
มิได้นี้ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมกลายเป็น
น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด
หน้า 157
ข้อ 87
พฤกษชาติที่งอกงามอยู่บนแผ่นดินซึ่งมี
อยู่ทั่วทั้งสี่ทิศนี้ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อม
กลายเป็นต้นกัลปพฤกษ์ไป
เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๕๐ ครั้งได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย
คณนานับมิได้
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งกากเปรียง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระฆตมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบฆตมัณฑทายกเถราปทาน
อุทกทายกเถราปทานที่ ๗ (๔๙๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำดื่ม
[๘๗] เรามีจิตเลื่อนใสมีใจโสมนัส ใน
ภิกษุสงฆ์ผู้ยอดเยี่ยมของพระพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ จึงได้ตักน้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม
หน้า 158
ข้อ 88
ในเวลาที่เราจะต้องการน้ำ จะเป็นยอด
ภูเขา ยอดไม้ในอากาศ หรือพื้นดิน น้ำย่อม
เกิดแก่เราทันที
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุทกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบอุทกทายกเถราปทาน
ปุฬินถูปิยเถราปทานที่ ๘ (๔๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย
[๘๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขา
ลูกหนึ่งชื่อว่า ยมกะ เราได้ทำอาศรมสร้างบรรณ
ศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะใหญ่ มี
นามชื่อว่า นารทะ ศิษย์ ๔ หมื่นคนบำรุงเรา
ครั้งนั้น เราเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ คิด
อย่างนี้ว่า มหาชนบูชาเรา เราไม่บูชาอะไร ๆ
เลย
หน้า 159
ข้อ 88
ผู้ที่จะกล่าวสั่งสอนเราก็ไม่มี ใคร ๆ ที่
จะตักเตือนเราก็ไม่มีอ เราไม่มีอาจารย์และอุปัชฌาย์
อยู่ในป่า
ศิษย์ผู้ภักดีพึงบำรุงเราก็ไม่มี ความเป็น
อาจารย์เช่นนั้นของเราไม่มี การอยู่ในป่าจึงไม่มี
ประโยชน์
สิ่งที่ควรบูชา เราควรแสวงหา สิ่งที่ควร
เคารพก็ควรแสวงหาเหมือนกัน เราจักชื่อว่าเป็น
ผู้มีที่พึงพำนักอยู่ ใคร ๆ จักไม่ติเราได้
ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา มีแม่น้ำซึ่ง
มีชายหาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อน
ไปด้วยทรายที่ขาวสะอาด ครั้งนั้น เราได้ไปยัง
แม่น้ำชื่อว่า อมริกา ตะล่อมเอาทรายมาก่อเป็น
เจดีย์ทราย
พระสถูปของพระสัมพุทธเจ้าผู้ทำที่สุด
ภพ เป็นมุนี ที่ได้มีแล้ว เป็นเช่นนี้ เราได้ทำ
สถูปนั้นให้เป็นนิมิต
เราก่อพระสถูปที่หาดทรายแล้วปิดทอง
แล้วเอาดอกกระดึงทอง ๓ ดอกมาบูชา
เราเป็นผู้มีความอิ่มใจ ประนมกรอัญชลี
นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ไหว้พระเจดีย์ทราย
หน้า 160
ข้อ 88
เหมือนถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าในที่เฉพาะพระ
พักตร์ ฉะนั้น
ในเวลาที่กิเลสและความตรึกเกี่ยวด้วย
กามเกิดขึ้น เราย่อมนึกถึง เพ่งดูพระสถูปที่ได้
ทำไว้ เราอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำสัตว์
ออกจากที่กันดาร ผู้นำชั้นพิเศษ ตักเตือนตนว่า
ท่านควรระวังกิเลสไว้ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ การ
ยังกิเลสให้เกิดขึ้นไม่สมควรแก่ท่าน
ครั้งนั้น เมื่อเราคำนึงถึงพระสถูป ย่อม
เกิดความเคารพขึ้นพร้อมกัน เราบรรเทาวิตกที่
น่าเกลียดเสียได้ เปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ
ถูกเครื่องแทงหูเบียดเบียน ฉะนั้น
เราประพฤติอยู่เช่นนี้ได้ถูกพระยามัจจุ-
ราชย่ำยี เราทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นแล้ว ได้ไป
ยังพรหมโลก
เราอยู่ในพรหมโลกนั้นตราบเท่าหมดอายุ
แล้วมาบังเกิดในไตรทิพย์ ได้เป็นจอมเทวดา
เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๘๐ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง และ
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนา
นับมิได้
หน้า 161
ข้อ 88
เราได้เสวยผลของดอกกระดึงทองเหล่า
นั้น ดอกกระดึงทอง ๒๒,๐๐๐ ดอกแวดล้อมเรา
ทุกภพ
เพราะเราเป็นผู้บำเรอพระสถูปฝุ่นละออง
ย่อมไม่ติดที่ตัวเรา เหงื่อไม่ไหล เรามีรัศมีซ่าน
ออกจากตัว
โอ พระสถูปเราได้สร้างไว้ดีแล้ว แม่น้ำ
อมริกา เราได้เห็นหมดแล้ว เราได้บรรลุบทอันไม่
หวั่นไหว
ก็เพราะได้ก่อพระสถูปทราย อันสัตว์ผู้
ปรารถนาจะกระทำกุศลควรเป็นผู้ยึดเอาสิ่งที่เป็น
สาระ ไม่ใช่เป็นด้วยเขตหรือไม่ใช่เขต ความ
ปฏิบัตินั่นเองเป็นสาระ
บุรุษผู้มีกำลัง มีความอุตสาหะที่จะข้าม
ทะเลหลวง พึงถือเอาท่อนไม้เหล็ก วิ่งไปสู่ทะเล
หลวง ด้วยคิดว่า
เราอาศัยไม้นี้จักข้ามทะเลหลวงไปได้
นรชนพึงข้ามทะเลหลวงไปด้วยความเพียรอุตสาหะ
แม้ฉันใด
เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยกรรมเล็ก ๆ
น้อย ๆ ที่ได้ทำไว้แล้ว จึงข้ามพ้นสงสารไปได้
หน้า 162
ข้อ 88
เมื่อถึงภพสุดท้าย เราอันกุศลมูลตักเตือน
แล้วเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่ง ใน
พระนครสาวัตถี
มารดาบิดาของเรา เป็นคนมีศรัทธา
นับถือพระพุทธเจ้า ท่านทั้งสองนี้ เป็นผู้ฟัง
ทิฏฐิธรรมแล้ว ประพฤติตามคำสอน
ท่านทั้งถือเอาผ้าลาดสีขาว มีเนื้อ
อ่อนมาที่ต้นโพธิ์ ได้ทำพระสถูปทองนมัสการใน
ที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระศากยบุตร ทุกเย็นเช้า
ในวันอุโบสถ ท่านทั้งสองนำเอาพระ-
สถูปทองออก กล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า
ยับยั้งอยู่ตลอด ๓ ยาม เราได้เห็นพระสถูปเสมอ
จึงจะระลึกถึงเจดีย์ทรายขึ้นได้ นั่งบนอาสนะ
เดียว ได้บรรลุอรหัตแล้ว.
จบภาณวารที่ ๒๒
เราแสวงหาพระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์นั้น
อยู่ ได้เห็นพระธรรมเสนาบดี จึงออกจากเรือน
บรรพชาในสำนักของท่าน
เราได้บรรลุอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบ พระ-
พุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรงทราบถึงคุณวิเศษ
ของเราจึงให้เราอุปสมบท
หน้า 163
ข้อ 89
เรามีการกระทำอันบริบูรณ์ดีแล้ว แต่
ยังเป็นทารกอยู่ทีเดียว ทุกวันนี้กิจที่ควรทำใน
ศาสนาของพระศากยบุตร เราทำเสร็จแล้ว
ข้าแต่พระฤาษีผู้มีความเพียรใหญ่ สาวก
ของพระองค์เป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัยทุกอย่าง ล่วงพ้น
ความเกี่ยวข้องทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งพระสถูปทอง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินถูปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุฬินถูปิยเถราปทาน
นฬกุฏิกทายกเถราปทานที่ ๙ (๔๙๙)
ว่าด้วยผลแห่งการสร้างกุฏิไม้อ้อ
[๘๙] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขา
ลูกหนึ่งชื่อหาริกะ ครั้งนั้นพระสยัมภูพระนามว่า
นารทะ ประทับอยู่ใกล้ต้น
เราทำเรือนไม้อ้อแล้วมุงด้วยหญ้า เราได้
ชำระที่จงกรมถวายพระสยัมภู
ด้วยกรรมที่ได้ทำดีแล้ว และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
หน้า 164
ข้อ 89
ณ ดาวดึงส์นั้น วิมานของเราสูง ๖๐ โยชน์
กว้าง ๓๐ โยชน์ อันบุญกรรมเนรมิตขึ้นอย่างสวย
งาม เพราะกุฎีไม้อ้อ
เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๑๔ กัป ได้
เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง และ
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนา
นับไม่ถ้วน
เราขึ้นปราสาทคือธรรมแล้ว เข้าสู่เรือน
อันว่างเปล่า อยู่ในศาสนาของพระศากยบุตรตาม
ปรารถนา
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งกุฎีไม้อ้อ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนฬกุฏิกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนฬกุฏิกทายกเถราปทาน
หน้า 165
ข้อ 90
ปิยาลผลทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๕๐๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกมะหาด
[๙๐] เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ ครั้งนั้น
เราเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้
ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะหาดมาถวาย
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นเขตแห่งบุญ ผู้
แกล้วกล้า ด้วยมือทั้งสองของตน
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปิยาลผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปิยาลผลทายกเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทาน ๒. ปังสุกูลปูชกเถราปทาน
๓. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน ๔. กิงสุกปุปผิยเถราปทาน ๕. อุปัฑฒทุสส-
ทายกเถราปทาน ๖. ฆตมัณทายกเถราปทาน ๗. อุทกทายกเถราปทาน
หน้า 166
ข้อ 90
๘. ปุฬินถูปิยเถราปทาน ๙. นฬกุฏิทายกเถราปทาน ๑๐. ปิยาลผลทายก
เถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาไว้ ๑๐๙ คาถา
จบกิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐
และรวมวรรคมี ๑๐ วรรค คือ
๑. เมตเตยยวรรค ๒. ภัททาลิวรรค ๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
๔. เอกวิหาริวรรค ๕. วิเภทกิวรรค ๖. ชคติวรรค ๗. สาลปุปผิยวรรค-
๘. นฬมาลิวรรค ๙. ปังสุกูลวรรค ๑๐. กิงกณิปปผวรรค.
มีคาถา ๑,๔๘๒ คาถา
จบหมวด ๑๐ แห่งเมตเตยวรรค
จบหมวด ๑๐๐ ที่ ๕
หน้า 167
ข้อ 91
กณิการวรรคที่ ๕๑
ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๕๐๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกรรณิการ์
[๙๑] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ
มีพระมหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
พระองค์ทรงประสงค์ความสงัด จงเสด็จไปป่า
หิมพานต์
พระมุนีผู้มีเลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา
เป็นอุดมบุรุษ เสด็จถึงป่าหิมพานต์แล้ว ประทับ
นั่งขัดสมาธิ
ครั้งนั้น เราเป็นวิทยาธรสัญจรไปใน
อากาศ เราถือตรีศูลซึ่งกระทำไว้ดีแล้วเหาะไปใน
อัมพร
พระพุทธเจ้าส่องสว่างอยู่ในป่า เหมือน
ไฟบนยอดภูเขา เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ
และเหมือนต้นพระยารังที่มีดอกบานฉะนั้น
เราออกจากป่าเหาะไปตามพระรัศมีพระ-
พุทธเจ้าเห็นคล้ายกับสีของไฟที่ไหม้อ้อ ยังจิต
ให้เลื่อมใส
หน้า 168
ข้อ 91
เราเลือกเก็บดอกไม้อยู่ ได้เห็นดอก-
กรรณิการ์ที่มีกลิ่นหอมจึงเก็บเอา ๓ ดอก บูชา
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น
ดอกไม้ของเราทั้ง ๓ ดอกเอาขั้วขึ้นเอากลีบลงทำ
เป็นเงา (บัง) แด่พระศาสดา
ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานของเราสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐
โยชน์ อันบุญกรรมทำให้อย่างสวยงามในดาวดึงส์
นั้น ปรากฏชื่อว่า กรรณิการ์ แล่งธนูตั้งพัน ลูก
คลีหนัง ๗ ลูก คนถือธงสำเร็จด้วยสีเขียวใบไม้
หิ้งแขวนตั้งแสน ปรากฏในปราสาทของเรา
บัลลังก์สำเร็จด้วยทองก็มี สำเร็จด้วย
แก้วมณีก็มี สำเร็จด้วยแก้วทับทิมก็มี สำเร็จ
ด้วยแก้วผลึกก็มี ตามแต่จะต้องการปรารถนา
ที่นอนมีค่ามากยัดด้วยนุ่น มีผ้าลาดลาย
รูปสัตว์ต่างๆ มีราชสีห์เป็นต้น ผ้าลาดมีชายเดียว
มีหมอนพร้อม ปรากฏว่ามีอยู่ในปราสาทของเรา
ในเวลาที่เราปรารถนาจะออกจากภพเที่ยว
จาริกไปในเทวโลก ย่อมเป็นผู้อันหมู่เทวดาแวด-
ล้อมไป
หน้า 169
ข้อ 91
เราสถิตอยู่ภายใต้ดอกไม้ เบื้องบนเรามี
ดอกไม้เป็นเครื่องกำบัง สถานที่โดยรอบร้อย
โยชน์ ถูกคลุมด้วยดอกกรรณิการ์
นักดนตรี ๖ หมื่นบำรุงเราทั้งเช้าและเย็น
ไม่เกียจคร้าน แวดล้อมเราเป็นนิตย์ ตลอดคืน
ตลอดวัน
เรารื่นรมย์ด้วยการฟ้อน การขับและ
ด้วยกังสดาล เครื่องประโคม เป็นผู้มักมากด้วย
กาม บันเทิงอยู่ด้วยความยินดีในการเล่น
ครั้งนั้น เราบริโภคและดื่มในวิมานนั้น
บันเทิงอยู่ในไตรทศ เราพร้อมด้วยหมู่นางเทพ
อัปสร บันเทิงอยู่ในวิมานอันสูงสุด
เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐๐
ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
โดยคณานับมิได้ เมื่อเรายังท่องเที่ยวอยู่ในภพ
น้อยภพใหญ่ ย่อมได้โภคทรัพย์มากมาย ความ
บกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
เราท่องเที่ยวอยู่ในสองภพคือ ในความ
เป็นเทวดาและในความเป็นมนุษย์ คติอื่นไม่รู้จัก
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 170
ข้อ 91
เราเกิดในสองสกุล คือ ในสกุลกษัตริย์
หรือสกุลพราหมณ์ ย่อมไม่เกิดในสกุลอันต่ำทราม
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ยานช้าง ยานม้า และวอคานหาม นี้เรา
ได้ทุกสิ่งทุกอย่างทีเดียว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
หมู่ทาส หมู่ทาส และนารีที่ประดับ
ประดาแล้ว เราได้ทุกอย่างทีเดียว นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
ผ้าแพร ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้า
ฝ้าย เราได้ทุกชนิด นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอันเลิศ
ใหม่ ๆ เราได้ทุกชนิด นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
คำว่า เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้
เชิญนอนบนที่นอนนี้ เราได้ทั้งนั้น นี้เป็นผลแห่ง
เราเป็นผู้อันเขาบูชาในที่ทุกสถาน เรา
มียศใหญ่ยิ่ง มีศักดิ์ใหญ่ มีบริษัทไม่แตกแยก
ทุกเมื่อ เราเป็นผู้อุดมกว่าหมู่ญาติ นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
เราไม่รู้จักหนาว ไม่รู้จักร้อน ไม่มีความ
กระวนกระวาย อนึ่ง ทุกข์ทางจิตย่อมไม่มีในหทัย
ของเราเลย
หน้า 171
ข้อ 91
เราเป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ เที่ยวไป
ในภพน้อยภพใหญ่ ความเป็นผู้มีวรรณะผิดแผก
ไป เราไม่รู้จักเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จึงจุติจาก
เทวโลก มาเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอัน
มั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี
ละกามคุณ ๕ ออกบวชเป็นบรรพชิต
เรามีอายุได้ ๗ ขวบแต่กำเนิ ได้บรรลุอรหัต
พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรง
ทราบถึงคุณของ เรา จึงรับสั่งให้เราอุปสมบท
เรายังหนุ่ม ก็ควรบูชา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ทิพยจักษุของเราบริสุทธิ์ เราฉลาดใน
สมาธิ ถึงความบริบูรณ์แห่งอภิญญา นี้เป็นผล
แห่งพุทธบูชา
เราบรรลุปฏิสัมภิทา ฉลาดหลักแหลม
ในอิทธิบาท ถึงความบริบูรณ์ในพระสัทธรรม นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ในกัปที่ ๓ หมื่น เราได้บูชาพระพุทธเจ้า
ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 172
ข้อ 92
ทราบว่า ท่านพระตีณิกณิการปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบตีณิกณิการปุปผิยเถราปทาน
เอกปัตตทายกเถราปทานที่ ๒ (๕๐๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบาตร
[๙๒] ข้าพระองค์เป็นช่างหม้ออยู่ใน
พระนครหังสวดี ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
กิเลสธุลี มีโอฆะอันข้ามได้แล้ว ไม่มีอาสวะ
ข้าพระองค์ได้ถวายบาตรดินที่ทำดีแล้ว
แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายบาตร
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรงผู้คงที่แล้ว
เมื่อข้าพระองค์เกิดในภพ ย่อมได้ภาชนะ
ทองและจานที่ทำด้วยเงิน ทำด้วยทอง และทำ
ด้วยแก้วมณี
ข้าพระองค์บริโภคในถาด นี้เป็นผลแห่ง
บุญกรรม ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศกว่าชนทั้งหลาย
โดยยศ
พืชแม้ถึงน้อย แต่หว่านลงในนาดี เมื่อฝน
ยังท่อธารให้ตกลงทั่วโดยชอบ ผลย่อมยังชาวนา
ให้ยินดีได้ ฉันใด
หน้า 173
ข้อ 92
การถวายบาตรนี้ก็ฉันนั้น ข้าพระองค์
ได้หว่านลงในพุทธเขต เมื่อท่อธารคือปีติตกลง
อยู่ ผลจักทำข้าพระองค์ให้ยินดี
เขต คือ หมู่และคณะมีประมาณเท่าใด
ที่จะให้ความสุขแก่สรรพสัตว์ เสมอด้วยพุทธเขต
ไม่มีเลย
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้า-
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระ-
องค์ ข้าพระองค์ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ก็
เพราะได้ถวายบาตรใบหนึ่ง
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้
ถวายบาตรใดในกาลนั้น ด้วยการถวายบาตรนั้น
ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายบาตร
ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .
คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จ
แล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกปัตตทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกปัตตทายกเถราปทาน
หน้า 174
ข้อ 93
กาสุมาริกผลทายกเถราปทานที่ ๒ (๕๐๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะรื่น
[๙๓] เราได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
กิเลสธุลี เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านรชน
โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ที่
ซอกภูเขา
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ประนมกร
อัญชลีเหนือเศียรเกล้า แล้วเอาผลไม้มะรื่น
ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รูจักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกาสุมาริกผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบกาสุมาริกผลทายกเถราปทาน
หน้า 175
ข้อ 94, 95
อวฏผลิยเถราปทานที่ ๔ (๕๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้พิเศษ
[๙๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภู ผู้มี
พระรัศมีนับด้วยพัน ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ ทรง
ออกจากวิเวกแล้ว เสด็จออกโคจรบิณฑบาต
เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นเข้า เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอวฏผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอวฏผลิยเถราปทาน
จารผลิยเถราปทานที่ ๕ (๕๐๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะม่วงกะล่อน
[๙๕] เราได้ถวายผลมะม่วงกะล่อนทอง
แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณเหมือน
ทองคำผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนิน
อยู่ในถนน
หน้า 176
ข้อ 96
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจารผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบจารผลิยเถราปทาน
มาตุลุงคผลทายกเถราปทานที่ ๖ (๕๐๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะงั่ว
[๙๖] เราได้เห็นสมเด็จพระโลกนายก
ผู้โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ รุ่งเรืองดังพระ-
จันทร์ในวันเพ็ญ และเหมือนต้นไม้ประจำทวีปที่
โพลงอยู่
เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะงั่วถวายแด่
พระศาสดาผู้เป็นทักขิเณยยบุคคล เป็นวีรบุรุษ
ด้วยมือทั้งสองของตน
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
หน้า 177
ข้อ 97
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมาตุลุงคผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมาตุลุงคผลทายกเถราปทาน
อัชเชลผลทายกเถราปทานที่ ๗ (๕๐๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลรกฟ้า
[๙๗] ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระ-
นามว่าอชินะ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ และเป็นมุนี
ผู้ฉลาดในสมาธิ ประทับอยู่ในป่าหิมพานต์
เราเอามือประคองผลไม้รกฟ้าซึ่งมีขนาด
เท่าหม้อถือร่มใบไม้แล้วถวายแด่พระศาสดา
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้เราได้ถวายผลไม้ใด
ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัชเชลผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัชเชลผลทายกเถราปทาน
หน้า 178
ข้อ 98, 99
อโมรผลิยเถราปทานที่ ๘ (๕๐๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้พิเศษ
[๙๘] เราได้ถวายผลไม้โมระแด่พระสัม-
พุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ ผู้สมควร
รับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอโมรผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ
การฉะนี้แล.
จบอโมรผลยเถราปทาน
ตาลผลิยเถราปทานที่ ๙ (๕๐๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลตาล
[๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูพระ-
นามว่าสตรังสี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ เสด็จ
ออกจากที่สงัดแล้วออกโคจรบิณฑบาต
เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นเข้า จงได้เข้าไป
เฝ้าสมเด็จพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส
ได้ถวายผลตาล
หน้า 179
ข้อ 100
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระตาลผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบตาลผลิยเถราปทาน
นาลิเกรผลทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๕๑๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะพร้าว
[๑๐๐] ครั้งนั้น เราเป็นชาวสวน อยู่ใน
พระนครพันธุมดี ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
กิเลสธุลี กำลังเหาะอยู่ในอากาศ
เราได้เอาผลมะพร้าวถวายแด่พระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่
ทำปีติให้แก่เรา ทรงนำความสุขมา
ให้ในปัจจุบัน ประทับยืนอยู่ในอากาศ ได้ทรง
รับแล้ว
เรามีจิตผ่องใส ครั้นถวายผลมะพร้าวแด่
พระพุทธเจ้าแล้ว ได้ประสบปีติอันไพบูลย์และ
อุดมสุข รัตนะย่อมบังเกิดแก่เราผู้เกิดในภพนั้น ๆ
หน้า 180
ข้อ 100
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
ทิพยจักษุของเราสะอาดหมดจด เราเป็นผู้
ฉลาดในสมาธิ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้
เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาลิเกระผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนาลิเกรผลทายกเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตีณิกิงกณิการปุปผิยเถราปทาน ๒. เอกปัตตทายกเถราปทาน
๓. กาสุมาริกผลทายกเถราปทาน ๔. อวฏผลิยเถราปทาน ๕. จารผลิย-
เถราปทาน ๖. มาตุลุงคผลทายกเถราปทาน ๗. อัชเชลผลทายกเถราปทาน
๘. อโมรผลิยเถราปทาน 8. ตาลผลิยเถราปทาน ๑๐. นาลิเกรผลทายก
เถราปทาน
ในวรรคนี้ มีคาถาคำนวณได้ ๑๐๐ คาถาถ้วน.
จบกณิกาวรรคที่ ๕๑
หน้า 181
ข้อ 101
ผลทายกวรรคที่ ๕๒
กุรัญชิยผลทายกเถราปทานที่ ๑ (๕๑๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลอัญชันขาว
[๑๐๑] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ
เที่ยวอยู่ในป่า ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลส
ธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
เราเลื่อมใสได้เอาผลอัญชันขาวถวายแด่
พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดเป็นเนื้อนาบุญ เป็น
นักปราชญ์ ผู้ประเสริฐสุดเป็นเนื้อนาบุญ เป็น
นักปราชญ์ ด้วยมือทั้งสองของตน
ในกัปนี้ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุรัญชิยผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุรัญชิยผลทายกเถราปทาน
หน้า 182
ข้อ 102, 103
กปิฏฐผลทายกเถราปทานที่ ๒ (๔๑๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะขวิด
[๑๐๒] เราได้ถวายผลมะขวิด แด่พระ-
สัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณ ปานดังทองคำ ผู้
สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ใน
ถนน
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแต่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกปิฏฐผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกปิฏฐผลทายกเถราปทาน
โกสุมพผลิยเถราปทานที่ ๓ (๔๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลสะคร้อ
[๑๐๓] ในกาลนั้น เราได้ถวายผลสะคร้อ
แด่พระนราสภผู้ประเสริฐกว่าทวยเทพ งาม
เหมือนต้นรกฟ้าขาว กำลังเสด็จดำเนินอยู่ใน
ถนน
หน้า 183
ข้อ 104
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโกสุมพผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
จบโกสุมพผลิยเถราปทาน
เกตกปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๕๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกเกด
[๑๐๔] พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษประทับ
นั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำมินตานที เราได้พบพระพุทธเจ้า
ผู้ปราศจากเกิดกิเลสธุลี เป็นเอกอัครบุคคลพระทัย
ตั้งมั่นดี
ครั้งนั้น เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส
บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยดอกเกด ซึ่ง
มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง
ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้
ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 184
ข้อ 105
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเกตกปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบเกตกปุปผิยเถราปทาน
นาคปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๕๑๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกากะทิง
[๑๐๕] เราได้เอาดอกกากะทิงบูชาพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดัง
ทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนิน
อยู่ในถนน
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้
ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนาคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
ประการนี้แล.
จบนาคปุปผิยเถราปทาน
หน้า 185
ข้อ 106
อัชชปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๕๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกรกฟ้า
[๑๐๖] ครั้งนั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ใกล้
ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้า
ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ไม่พ่ายแพ้
มีความเลื่อมใสโสมนัส และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างกินนรแล้ว ได้
ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เราได้เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติใน
เทวโลก ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย
ราชสมบัติอันใหญ่ ๑๐ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
ทุกวันนี้ เราควรแก่การบูชาในศาสนาของพระ-
ศากยบุตร
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 186
ข้อ 107
ทราบว่า ท่านพระอัชชุนปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัชชุนปุปผิยเถราปทาน
กุฏชปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๕๑๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกอัญชันเขียว
[๑๐๗] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มี
ภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า อัจจละ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
สุทัสสนะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา
เราถือดอกไม้ที่เกิดในป่าหิมพานต์ เหาะ
ขึ้นอากาศที่นั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้าม
พ้นโอฆะ ไม่มีอาสวะ
ครั้งนั้นเราถือเอาดอกอัญชันเขียวจบ
เหนือเศียรเกล้าแล้ว บูชาแด่พระสยัมภูพุทธเจ้า
ผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่
ในกัปที่ ๓ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้
ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุฏชปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ
การฉะนี้แล.
จบกุฏชปุปผิยเถราปทาน
หน้า 187
ข้อ 108
โฆสสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๕๑๘)
ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใสในเสียงแสดงธรรม
[๑๐๘] เมื่อก่อน เราเป็นพรานล่าเนื้อ
เที่ยวอยู่ในไพรวัน อันสงัดเงียบ ได้พบพระ
พุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี อันหมู่เทวดาห้อม-
ล้อม กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมตบท
เราได้สดับธรรมอันไพเราะของพระพุทธเจ้าผู้เผ่า
พันธุ์ของโลกพระนามว่า สิขี
เราจิตให้เลื่อมใสในพระสุรเสียง เรา
ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านผู้ไม่มีบุคคล
เปรียบเสมอเหมือนแล้ว ข้ามพ้นภพที่ข้ามได้
ยาก
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้สัญญาใด
ในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในเสียง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ทราบว่า ท่านพระโฆสสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโฆสสัญญกเถราปทาน
หน้า 188
ข้อ 109
สัพพผลทายกเถราปทานที่ ๙ (๕๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้ต่าง ๆ
[๑๐๙] ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนาม
ชื่อว่า วรุณะ เป็นผู้เรียนจบมนต์ ทิ้งบุตร ๑๐ คน
เข้าไปกลางป่า สร้างอาศรมอย่างสวยงาม สร้าง
บรรณศาลาจัดไว้เป็นห้อง ๆ น่ารื่นรมย์ใจ อาศัย
อยู่ในป่าใหม่
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้
แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงพระประ-
สงค์จะช่วยเหลือเรา พระองค์จึงได้เสด็จมายัง
อาศรมของเรา
พระรัศมีได้แผ่กว้างใหญ่ตลอดไพรสณฑ์
ครั้งนั้น ป่าใหญ่โพลงไปด้วยพุทธานุภาพ เรา
เห็นปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้
คงที่ ได้เก็บเอาไปไม้มาเย็บเป็นกระทง แล้วเอา
ผลไม้ใส่จนเต็มหาบ เข้าไปเฝ้าพระสัมมา-
พุทธเจ้าแล้วได้ถวายพร้อมทั้งหาบ เพื่อทรง
อนุเคราะห์เรา พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่เราว่า
ท่านจงถือเอาหาบเดินตามหลังเรามา เมื่อ
สงฆ์บริโภคแล้ว บุญจักมีแก่ท่าน
หน้า 189
ข้อ 109
เราได้หาบผลไม้ไปถวายแก่พระภิกษุ-
สงฆ์ เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต
เป็นผู้ประกอบด้วยการฟ้อน การขับ
การประโคมอันเป็นทิพย์ เสวยยศในสวรรค์ชั้น
ดุสิตนั้นโดยบุญกรรม เราเข้าถึงกำเนินใด ๆ คือ
เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เราไม่มี
ความบกพร่องในเรื่องโภคทรัพย์เลย นี้เป็นผล
แห่งการถวายผลไม้
เพราะได้ถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า เรา
จึงได้เป็นใหญ่ตลอดทวีปทั้ง ๔ พร้อมด้วยสมุทร
พร้อมทั้งภูเขา ถึงฝูงนกมีเท่าใดที่บินอยู่ในอากาศ
นกเหล่านั้นก็ตกอยู่ในอำนาจของเรา นี้เป็นผล
แห่งการถวายผลไม้
ยักษ์ ภูต รากษส กุมภัณฑ์และครุฑ
เท่าที่มีอยู่ในไพรสัณฑ์ ต่างก็บำรุงบำเรอเรา ถึง
พวกเต่า หมาไน ผึ้งและเหลือบยุง ก็ตกอยู่ใน
อำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
แม้เหล่าสกุณปักษีมีกำลังมากชื่อสุบรรณ
ก็นับถือเรา นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
ถึงพวกนาคที่มีอายุยืน มีฤทธิ์ มียศใหญ่
ก็ตกอยู่ในอำนาจเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
หน้า 190
ข้อ 109
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี
หมาป่า หมาจิ้งจอก ก็อยู่ในอำนาจของเรา
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
ที่อยู่ในซากไม้ตายและหญ้า กับผู้ที่อยู่
ในอากาศ ล้วนนับถือเราทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง
การถวายผลใหม่
ธรรมที่เห็นได้ยาก ละเอียด ลึกซึ้ง ซึ่ง
พระศาสดาทรงประกาศไว้ดีแล้ว เราถูกต้องแล้ว
อยู่ นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราถูกต้องวิโมกข์ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส และมีปัญญารักษาตน
นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเป็นผู้หนึ่งในจำนวนโอรสของพระ-
พุทธเจ้าที่ดำรงอยู่ในผล สิ้นโทสะ มียศใหญ่ นี้
เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา อันกุศล
มูลตักเตือน กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มี
อาสวะอยู่
เราเป็นผู้หนึ่งในจำนวนพระโอรสของ
พระพุทธเจ้าที่ได้วิชชา ๓ บรรลุฤทธิ์ มียศใหญ่
สมบูรณ์ด้วยทิพโสต
หน้า 191
ข้อ 110
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสัพพผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัพพผลทายกเถราปทาน
ปทุมธาริยเถราปทานที่ ๑๐ (๕๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบัว
[๑๑๐] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีเขา
ลูกหนึ่งชื่อโรมสะ ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าอภิสัมภวะ ประทับอยู่กลางแจ้ง
เราออกจากที่อยู่ไป ถือเอาดอกปทุมบูชา
เราถือดอกปทุมบูชาอยู่หนึ่งวัน แล้วจึงได้กลับที่
อยู่
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ
พุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 192
ข้อ 110
ทราบว่า ท่านพระปทุมธาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบปทุมธาริยเถราปทาน
รวมอปทานในวรรคนี้ คือ
๑. กุรัญชิยผลทายกเถราปทาน ๒. กปิฏฐผลทายกเถราปทาน
๓. โกสุมพผลิยเถราปทาน ๔. เกตุกปุปผิยเถราปทาน ๕. นาคปุปผิย-
เถราปทาน ๖. อัชชุนปุปผิยเถราปทาน ๗. กุฏชปุปผิยเถราปทาน
๘. โฆสสัญญกเถราปทาน ๙. สัพพผลทายกเถราปทาน ๑๐. ปทุมธาริย-
เถราปทาน
และในวรรคมีคาถาคำนวณได้ ๘๓ คาถา.
จบผลทายกวรรคที่ ๕๒
หน้า 193
ข้อ 111
ติณทายกวรรคที่ ๕๒
ติณมุฏฐิทายกเถราปทานที่ ๑ (๕๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายหญ้าคา ๑
[๑๑๑] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขา
ลูกหนึ่งชื่อว่า ลัมพกะ ที่ภูเขาลัมพกะนั้น พระ-
สัมมาพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ เสด็จจงกรม
อยู่กลางแจ้ง
เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ อยู่ในอรัญ
ราวป่า ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดกว่าทวย
เทพ จึงได้ถวายหญ้าคากำหนึ่งแด่พระพุทธเจ้า เพื่อ
เป็นที่ประทับนั่ง ครั้นแล้วเรายังจิตให้เลื่อมใส
ถวายบังคมพระสัมมาพุทธเจ้าแล้ว บ่ายหน้า
กลับทางทิศอุดร
เราเดินไปไม่นาน ก็ถูกราชสีห์ฆ่า เรา
เป็นผู้ถูกราชสีห์ฆ่าตายในที่นั้นนั่นเอง เราได้ทำ
อาสันนกรรม ณ ที่ใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ไม่มีอาสวะ เราได้ไปยังเทวโลก เหมือนลูกศรที่
พ้นจากแล่ง ฉะนั้น
ปราสาทในเทวโลกนั้น ซึ่งบุญกรรม
เนรมิตให้ เป็นของงดงามมีแล่งธนูตั้งพัน มี
หน้า 194
ข้อ 112
ลูกหนังเป็นจำนวนร้อย มีธงประจำปราสาทเป็น
สีเขียว
รัศมีของปราสาทนั้นแผ่ซ่านไป เหมือน
พระอาทิตย์อุทัย เราเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยเหล่า
นางเทพกัญญา เพียบพร้อมด้วยกามคุณารมณ์
บันเทิงเริงรมย์อยู่
เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จุติจากเทว-
โลกมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้น
อาสวะ
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายหญ้า
สำหรับรองนั่ง ด้วยการถวายหญ้านั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายหญ้ากำหนึ่ง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณมุฏฐิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบติณมุฏฐิทานกเถราปทาน
เวจจกทายกเถราปทานที่ ๒ (๕๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายวัจจกุฎี
[๑๑๒] เราเลื่อมใส ได้ถวายวัจจกุฎีหลัง
หนึ่งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เชษฐบุรุษของโลก
ผู้คงที่ พระนามว่า วิปัสสี ด้วยมือของตน
หน้า 195
ข้อ 113
เราได้ยานช้าง ยานน้ำและยานทิพย์
เราไดบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ก็เพราะการ
ถวายวัจจกุฎีนั้น
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายวัจจกุฎี
ใด ด้วยการถวายวัจจกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการถวายวัจจกุฎี
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเวจจกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบเวจจกทายเถราปทาน
สรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๕๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถึงสรณะ
[๑๑๓] ครั้งนั้น ภิกษุและเราผู้เป็นอาชีวก
ขึ้นโดยสารเรือไปด้วยกัน เมื่อเรื่อกำลังจะอับปาง
ภิกษุได้ให้สรณะแก่เรา
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ภิกษุนั้นได้ให้
สรณะใดแก่เรา เพราะสรณะนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสรณคมน์
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 196
ข้อ 114
ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสรณิคมนิยเถราปทาน
อัพภัญชนทายกเถราปทานที่ ๔ (๕๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายยาหยอดตา
[๑๑๔] เราอยู่ใกล้พระราชอุทยาน ใน
พระนครพันธุมดี ครั้งนั้นเรานุ่งหนังเสือเหลือง
ถือคณโฑน้ำ
เราได้พบพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ปราศจาก
กิเลสธุลี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ มีความเพียร
เผากิเลส มีพระหทัยแน่วแน่ มีปรกติเพ่งพินิจ
ยินดีในฌาน มีความชำนาญ สำเร็จความประสงค์
ทั้งปวง ข้ามพ้นโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ
ครั้นเราพบแล้วก็เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายยา
หยอดตา
ในกัปที่ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ใน
กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งยาหยอดตา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
หน้า 197
ข้อ 115
ทราบว่า ท่านพระอัพภัญชนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอัพภัญชนทายกเถราปทาน
สุปฏทายกเถราปทานที่ ๕ (๕๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าเนื้อดี
[๑๑๕] พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำ
โลก เสด็จออกจากที่ประทับสำราญในกลางวัน
เราได้ถวายผ้าอย่างดีมีเนื้อเบา แล้วบันเทิงอยู่ใน
สวรรค์ตลอดกัป
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผ้าใด
ด้วยการถวายผ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งผ้าอย่างดี
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุปฏทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
จบสุปฏทายกเถราปทาน
หน้า 198
ข้อ 116, 117
ทัณฑทายกเถราปทานที่ ๖ (๕๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายไม้เท้า
[๑๑๖] ครั้งนั้น เราเข้าไปยังป่าใหญ่
คัดเอาไม้ไผ่มาทำเป็นไม้เท้า ถวายแด่พระสงฆ์
เรากราบไหว้ท่านผู้มีวัตรอันงามด้วยจิต
เลื่อมใสนั้น ถวายไม้เท้าแล้วเดินบ่ายหน้าไปทาง
ทิศอุดร
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายไม้เท้า
ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายไม้เท้านั้น เราไม่
รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายไม้เท้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระทัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบทัณฑทสยกเถราปทาน
คิริเนลปูชกเถราปทานที่ ๗ (๕๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกอัญชันเขียว
[๑๑๗ ] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อเที่ยว
อยู่ในป่า ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
หน้า 199
ข้อ 118
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัสในพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาทรง
ยินดีในประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ จึงได้
บูชาด้วยดอกอัญชันเขียว
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคิริเนลปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบคิริปูชกเถราปทานที่ ๘ (๕๒๘)
โพธิสัมมัชชกเถราปทานที่ ๘ (๕๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการกวาดลานโพธิ์
[๑๑๘] ในกาลก่อน เราเก็บใบโพธิ์ที่
ถูกทิ้งไว้ ณ ลานพระเจดีย์เอาไปทิ้งเสีย เราจึงได้
คุณ ๒๐ ประการ
ด้วยเดชแห่งกรรมนั้น เมื่อเรายังท่อง-
เที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมท่องเที่ยวไปแต่
ในสองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์
หน้า 200
ข้อ 118
จุติจากเทวโลกแล้วมาสู่มนุษย์โลก ก็เกิด
แต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์
เรามีอวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์สูงใหญ่ รูป
สวย สะอาดสะอ้าน เต็มเปี่ยม ไม่บกพร่อง
เราเกิดในภพใดภพหนึ่ง คือ ในเทวโลก
หรือมนุษย์โลกในภพนั้น เรามีผิวพรรณเหมือน
ทองคำ เปรียบดังทองคำที่นายช่างหลอมแล้ว ผิว
ของเราอ่อนนุ่ม สนิท สุขุม ละเอียดอ่อนอยู่
ตลอดเวลา เพราะใบโพธิ์อันเราทิ้งดีแล้ว
ในคติไหน ๆ ก็ตามที ฝุ่นละอองย่อม
ไม่ติดในสรีระของเรา ผู้เป็นไปอยู่ นี้เป็นวิบาก
แห่งการทิ้งใบโพธิ์
เพราะความร้อน ลม แดด หรือเพราะ
ความร้อนของไฟก็ตาม ที่ตัวของเราไม่มีเหงื่อ
ไหล นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์
ในกายของเรา ไม่มีโรคเรื้อน ฝี กราก
ตกกระ หูดและหิดเปื่อยเลย นี้เป็นวิบากแห่งการ
ทิ้งใบโพธิ์
คุณแห่งการทิ้งใบโพธิ์อกข้อหนึ่ง คือ
บุคคลเกิดในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมไม่มีโรคใน
กาย นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์
หน้า 201
ข้อ 118
คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อยภพ
ใหญ่ ย่อมไม่มีความบีบคั้นที่เกิดขึ้นทางใจเลย
นี้เป็นวิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์
คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อย
ภพใหญ่ ย่อมไม่มีใครเป็นข้าศึกเลย นี้เป็นวิบาก
แห่งการทิ้งใบโพธิ์
คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อยภพ
ใหญ่ ย่อมมีโภคทรัพย์ไม่บกพร่องเลย นี้เป็น
วิบากแห่งการทิ้งใบโพธิ์
คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อยภพ
ใหญ่ ย่อมไม่มีภัยแต่ไฟ พระราชา โจรและน้ำ
คุณอีกข้อหนึ่ง คือ เขาเกิดในภพน้อย
ภพใหญ่ ทาสหญิงและชายและคนติดตาม ย่อม
ประพฤติตามต้องการของเขา
เขาเกิดในมนุษย์โลกในปริมาณอายุเท่าใด
อายุของเขา ย่อมไม่ลดไปจากปริมาณอายุนั้น
ย่อมดำรงอยู่ตราบเท่าสิ้นอายุ
คนใน คนนอก ตลอดถึงชาวนิคม ชาว
รัฐ ล้วนแต่เป็นผู้ช่วยเหลือ ใคร่ให้ความเจริญ
ปรารถนาให้ความสุขแก่เขาทั้งนั้น ในทุก ๆ ภพ
เราเป็นคนมีโภคทรัพย์ มียศ มีสิริ มีญาติพวกพ้อง
ไม่มีเวร หมดความสะดุ้ง ในทุกภพ เรามีทุกสิ่ง.
หน้า 202
ข้อ 118
เมื่อเรายังท่องเที่ยวอยู่ในภพ เทวดา
มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ ยักษ์และรากษส ล้วน
แต่ป้องกันรักษาเราทุกเมื่อ
เราเสวยยศสองอย่างทั้งในเทวโลกและ
มนุษยโลก ในอวสานกาล เราได้บรรลุศิวโมกข์
มหานฤพานอันยอดเยี่ยม
บุรุษใดประสพบุญเพราะเจาะจงพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า หรือโพธิ์พฤกษ์ของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น สำหรับบุรุษเช่นนั้น สิ่งอะไรเล่าที่เขา
จะหาได้ยาก
เขาย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น ๆ ใน
มรรค, ผล การศึกษาปริยัติและคุณ คือ ฌาน
และอภิญญา ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน
เมื่อก่อน เรามีใจยินดีเก็บใบโพธิ์เอาไป
ทิ้ง จึงเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยองค์คุณ ๒๐ ประการ
นี้ทุกทิพาราตรีกาล
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโพธิสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโพธิสัมมัชชกเถราปทาน
หน้า 203
ข้อ 119
อามัณฑผลทายกเถราปทานที่ ๙ (๕๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายแฟง
[๑๑๙] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก ออก
จากสมาธิแล้ว เสด็จจงกรมอยู่
ครั้งนั้น เราเอาผลไม้ใส่หาบ หาบมา ได้
พบพระพุทธเจ้ามหามุนีผู้ปราศจากกิเลสธุลี กำลัง
เสด็จจงกรมอยู่
เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ประนมกรอัญชลี
เหนือเศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วถวายผลแฟง
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้
ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผลแฟง
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอามัณฑผลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอามัณฑผลทายกเถราปทาน
หน้า 204
ข้อ 120
สุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระรัตนตรัย
[๑๒๐] พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง
พราหมณ์ ทรงพระยศใหญ่มีพระนามว่ากัสสปะ
ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ในภัทรกัปนี้
พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะมี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันรัศมี
วาหนึ่งแวดล้อม มีข่ายรัศมีบังเกิดปรากฏ ก่อให้
เกิดความยินดีเหมือนพระจันทร์ ส่องแสงสว่าง
เหมือนพระอาทิตย์ ทรงยังหมู่สัตว์ให้เยือกเย็น
เหมือนเมฆฝน เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร
พระองค์ประหนึ่งว่า แผ่นดินโดยศีล
ประหนึ่งว่า ภูเขาหิมวันต์โดยสมาธิ ประหนึ่งว่า
อากาศโดยปัญญา เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวเสมือนลม
ฉะนั้น
พระองค์ไม่ทรงบกพร่องเหมือนวิหาร
ทรงแกล้วกล้าในบริษัท ทรงประกาศสัจธรรม
ช่วยมหาชนให้รอดพ้น
ครั้งนั้น เราเป็นเศรษฐีบุตรผู้มียศใหญ่
ในพระนครพาราณสี มีทรัพย์และข้าวเปลือก
มากมาย
หน้า 205
ข้อ 120
เราเที่ยวเดินเล่นไปจนถึงป่ามฤคทายวัน
ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนาถะ กำลังทรงแสดง
พระธรรมเทศนา เรื่องบทอมตธรรม
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้
เป็นเทพยิ่งกว่าทวยเทพ มีพระดำรัสเกลี้ยงเกลา
น่ารัก มีพระสุรเสียงสม่ำเสมอเหมืนนกการะเวก
มีพระสำเนียงก้องเหมือนเสียงหงส์และเสียงกลอง
ใหญ่ ยังมหาชนให้ทราบชัดได้ และได้สดับ
พระสุรเสียงอันไพเราะ จึงได้ละโภคทรัพย์มิใช่
น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิต เราบวชแล้วเช่นนี้
ไม่นานก็เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก มีปฏิภาณ
อันวิจิตร
เราเป็นคนองอาจในการพรรณนา ได้
พรรณนาพระคุณของพระศาสดาผู้มีพระฉวีวรรณ
เหมือนทองคำ ในท่ามกลางบริษัทบ่อย ๆ ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ เป็นพระ
ขีณาสพ เป็นผู้ตื่นแล้วไม่มีทุกข์ ทรงตัดความ
สงสัยได้แล้วทรงถึงควานสั้นกรรมทุกอย่าง ทรง
พ้นกิเลสแล้วในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้นั้น เป็นผู้
ตื่นแล้ว ทรงแกล้วกล้าดุจสีหะ พระองค์เป็นผู้
ประเสริฐยิ่ง ทรงประกาศพรหมจักรแก่โลก พร้อม
ทั้งเทวโลก ทรงฝึกพระองค์เองและทรงฝึกผู้อื่น
หน้า 206
ข้อ 120
ทรงสงบระงับเอง และทรงทำผู้อื่นให้สงบระงับ
เป็นผู้ดับกิเลส เป็นนักบวช ทรงยังผุ้อื่นให้ดับ
กิเลส เป็นผู้เบาพระทัยและทรงยังมหาชนให้
เบาใจ
ทรงมีความเพียร องอาจ กล้าหาญ มี
พระปัญญา ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงมี
ความชำนาญ เป็นผู้มีชัยชนะ เป็นพระพิชิตมาร
ไม่ทรงคนอง ทรงหมดความห่วงใย
เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือน เป็น
นักปราชญ์ ไม่ทรงหลงใหล ไม่มีใครเทียมทัน
เป็นมุนี มีปรกตินำธุระไป ทรงอาจหาญแม้ในพวก
ครู ดังโคอุสภราช พระยาคชสาร (และ) ไกรสร
สีหราช
เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน
เป็นดังพรหม กล้ากว่านักปราชญ์ หักเสียซึ่งข้าศึก
คือกิเลส หมดเสี้ยนหนาม ปราศจากความเศร้า-
โศก ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นผู้ประเสริฐ สะอาด
หมดจด
เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นนาถะ
เป็นหมอ เป็นผู้กำจัดลูกศร เป็นนักรบ เป็นผู้
เบิกบาน เป็นผู้หลับและตื่น ไม่หวั่นไหว มีใจ
เบิกบาน ยิ้มแย้ม
หน้า 207
ข้อ 120
ทรงทำการฝึกอินทรีย์ เป็นผู้ทำตนไป
เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ทำ
สัตว์ให้ร่าเริง เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัก เป็นผู้ฟัง
เป็นผู้สรรเสริญ
เป็นผู้ไม่กำเริบ ปราศจากลูกศร ไม่มี
ทุกข์ ไม่ทรงมีความสงสัย เป็นผู้หมดตัณหา
ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย เป็นผู้กล่าว
เป็นผู้ทำให้ปรากฏ
เป็นผู้ยังสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์
เป็นผู้ถึงสัมปทา เป็นผู้ยังสัตว์ให้บรรลุ เป็นผู้
ไปด้วยกัน เป็นผู้ฆ่า ทรงยังกิเลสให้เร่าร้อน ให้
เหือดแห้ง
ดำรงอยู่ในสัจจะ เสมอด้วยผู้เสมอ ไม่
มีสหาย เป็นที่อยู่แห่งความเอ็นดู มีมนต์อัศจรรย์
ไม่ทรงลวงให้พิศวง เป็นผู้นำ เป็นนักบวชองค์
ที่ ๗
ทรงข้ามพ้นความสงสัยแล้ว ไม่ทรงถือ
พระองค์ ทรงมีคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีใคร
เปรียบปาน ล่วงคลองแห่งถ้อยคำทุกชนิด ล่วง
เวไนยสัตว์ทุกคน ทรงชนะหมู่มาร
ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
มีพระรัศมีกำหนดด้วยร้อยพระองค์นั้น ย่อมนำ
หน้า 208
ข้อ 120
อมตมหานิพพานมาให้ เพราะฉะนั้น ความเชื่อ
ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมและในพระสงฆ์
จึงมีประโยชน์ใหญ่
เราสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นสรณะอย่าง
สูงสุดของโลก ๓ ด้วยคุณมีอาทิเห็นปานดังนี้
แสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เสวยมหันตสุข
ในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์
เป็นผู้มีกลิ่นหอม
ลมหายใจ กลิ่นปากและกลิ่นตัวเองเรา
ก็เช่นนั้นเหมือนกัน คือ มีกลิ่นหอม และกลิ่น
หอมนั้น นั่นแหละฟุ้งไปเนืองนิตย์ เรามีกลิ่นหอม
ทุกอย่าง
กลิ่นปากของเราหอมฟุ้งอยู่ทุกเมื่อ สรีระ
ของเรางดงาม หอมฟุ้งทุกทิพาราตรีกาล ปานดัง
ดอกปทุม ดอกอุบลและดอกจำปาฉะนั้น
ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าวสรรเสริญ
คุณพระพุทธเจ้า ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ขอ
ท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับคุณของพระพุทธเจ้านั้น
ซึ่งเราได้กล่าวแล้ว
ครั้นเรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธ-
เจ้าซึ่งนำประโยชน์และความสุขมาให้แล้ว เป็น
หน้า 209
ข้อ 120
ผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง พระสงฆ์เป็นผู้
ประกอบด้วยความเพียร มียศ ถึงความสุข งด
งามรุ่งเรือง น่ารักน่าชม เป็นผู้กล่าวไม่ดูหมิ่นดู
แคลนไม่มีโทษ และเป็นผู้มีปัญญา
ขวนขวายในธรรมที่เป็นที่สิ้นกิเลส
สำหรับผู้ภักดีต่อพระพุทธเจ้าได้นิพพานโดยง่าย
เราจักกล่าวถึงเหตุของพวกเรา เชิญท่านทั้งหลาย
ฟังเหตุนั้นตามเรื่อง
เราถวายบังคมก็เพราะค้นพบพระยศของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น แม้เรา
จะเกิดในภพใด ๆ ก็ย่อมเป็นผู้มียศในภพนั้น ๆ
เราสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุด
ทุกข์ และพระธรรมอันสงบระงับ อันปัจจัยมิได้
ปรุงแต่ง จึงได้เป็นผู้ถึงความสุข เพราะฉะนั้น
พระพุทธเจ้าจึงขอว่า ทรงประทานความสุขแก่
สัตว์ทั้งหลาย
เรากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
ว่ามีทั้งส่วนพระองค์และที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น
จึงเป็นผู้ประกอบด้วยปีติในพระพุทธเจ้า เพราะ
ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีความงดงาม เมื่อเรากล่าว
สรรเสริญพระคุณ ชื่อว่าชมเชยพระผู้นำ ซึ่งทรง
ชำนะมาร ล่วงเสียซึ่งเดียรถีย์ ครอบงำเดียรถีย์ ถึง
เสียได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นคนมีความรุ่งเรือง
หน้า 210
ข้อ 120
เมื่อเรากล่าวสรรเสริญพระคุณของพระ-
สัมพุทธเจ้า ชื่อว่าทำพระองค์ให้เป็นที่รักแม้แห่ง
หมู่ชน เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม
เหมือนพระจันทร์อันมีในสรทกาลฉะนั้น เรา
เชยพระสุคตเจ้าด้วยวาจาทุกอย่าง ตามสติสามารถ
เพราะฉะนั้น เราจึงมีปฏิภาณวิจิตร เหมือนท่าน
พระวังคีสะ
คนพาลพวกใดเป็นผู้ถึงความสงสัย จึง
ดูหมิ่นพระมหามุนี เราข่มขี่คนพาลพวกนั้น โดย
ชอบธรรม เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ถูกดูหมิ่น เรา
ได้ช่วยนำกิเลสของสัตว์ทั้งหลายให้หมดไป ด้วย
การสรรเสริญพระคุณพระพุทธเจ้า เพราะอำนาจ
ของกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจไม่มีกิเลส
เราผู้แสดงพุทธานุสสติ ได้ทำปัญญา
เครื่องตรัสรู้ให้เกิดแก่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจึง
เป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถอันละเอียด
เราจักเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่างจักข้ามพ้น
สาครคือสงสารไปได้ และมีความชำนิชำนาญ
ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ถึงควานดับสนิท
ในกัปนี้เองเราได้ชมเชยพระชินเจ้าใด
ด้วยการชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 211
ข้อ 120
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุคันธเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๒. เวจจทายกเถราปทาน
๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน
๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน
๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน
๙. อามัฑผลทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน
ในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาทั้งหมดได้ ๑๒๓ คาถา.
จบติณทายกวรรคที่ ๕๓
อรรถกถากิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ เป็นต้น
อปทานทั้งหมด ในวรรคที่ ๕๐ วรรคที่ ๕๑ วรรคที่ ๕๒ และ
วรรคที่ ๕๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากิงกณิปุปผวรรคที่ ๕๐ เป็นต้น
หน้า 212
ข้อ 121
กัจจายนวรรคที่ ๕๔
มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑ (๕๑๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหากัจจายนเถระ
[๑๒๑] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ใคร ๆ เอาชนะ
ไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสน
แต่ภัทรกัปนี้
พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถ มีพระ-
อินทรีย์เสมือนใบบัว มีพระพักตร์ปราศจากมลทิน
คล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ มี
พระรัศมีซ่านออกจากพระองค์ เหมือนรัศมี
พระอาทิตย์ฉะนั้น
น้ำตาและใจของสัตว์ลง ประดับด้วย
พระลักษณะอันประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุก
อย่าง อันหมู่มนุษย์และอมรเทพสักการะ
ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้
ตรัสรู้ ทรงนำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียง
ไพเราะ มีพระสันดานมากไปด้วยพระกรุณา ทรง
แกล้วกล้าในที่ประชุม
หน้า 213
ข้อ 121
พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไพเราะ ซึ่ง
ประกอบด้วยสัจจะ ๔ ทรงฉุดขึ้นซึ่งหมู่สัตว์ที่จม
อยู่ในเปือกตมคือโมหะ
ครั้งนั้น เราเป็นดาบสสัญจรไปแต่คนเดียว
มีป่าหิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษย์โลก
ทางอากาศ
ก็ได้พบพระพิชิตมาร เราได้เข้าไปเฝ้า
พระองค์แล้วสดับพระธรรมเทศนาของพระธีรเจ้า
ผู้ทรงพรรณนาคุณอันใหญ่ของพระสาวกอยู่ว่า
เราไม่เห็นสาวกองค์อื่นใดในธรรมวินัยนี้
ที่จะเสมอเหมือนกับกัจจายนภิกษุนี้ ผู้ซึ่งประกาศ
ธรรมที่เราแสดงแล้วแต่โดยย่อได้โดยพิสดาร ทำ
บริษัทและเราให้ยินดี
เพราะฉะนั้น กัจจายนภิกษุนี้ จึงเลิศ
ในการกล่าวซึ่งอรรถแห่งภาษิต ที่เรากล่าวไว้แต่
โดยย่อนั้นได้โดยพิสดาร ภิกษุทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้เถิด
ครั้งนั้น เราได้ฟังพระดำรัสอันรื่นรมย์
ใจแล้ว เกิดความอัศจรรย์ จึงไปป่าหิมพานต์นำ
เอากลุ่มดอกไม้มาบูชาพระผู้เป็นที่พึ่งของโลก
แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระผู้เป็น
ที่อยู่แห่งสรณะ ทรงทราบอัธยาศัยของเราแล้ว
ได้ทรงพยากรณ์ว่า
หน้า 214
ข้อ 121
จงดูฤาษีผู้ประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณ
เหมือนทองคำ ที่ไล่มลทินออกแล้ว มีโลมชาติ
ชุนชันและใจโสมนัส ยืนประนมอัญชลีนิ่งไม่ไหว
ติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปใน
คุณของพระพุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง หทัยร่าเริง
เหมือนกับถูกรดด้วยน้ำอมฤต
เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุแล้ว จึง
ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤาษี
ผู้นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดมมหามุนี
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นพระสาวกของ
พระศาสดา มีนามชื่อว่ากัจจายนะ
เขาจักเป็นพหูสูต มีญาณใหญ่ รู้อธิบาย
แจ้งชัด เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดัง
ที่เราได้พยากรณ์ไว้แล้ว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ใน
เทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
เราเกิดในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และ
สกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดในสกุลที่ต่ำทราม
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 215
ข้อ 121
และในภพสุดท้าย เราเกิดเป็นบุตรของ
ติปิตวัจฉพราหมณ์ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้า
จัณฑปัชโชต ในพระนครอุชเชนีอันรื่นรมย์ เรา
เป็นคนฉลาดเรียนจบไตรเพท ส่วนมารดาของเรา
ชื่อจันทนปทุมา เราชื่อกัจจานะ เป็นผู้มีผิวพรรณ
งาม
เราอันพระเจ้าแผ่นดินทรงส่งไปเพื่อ
พิจารณาพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้นำซึ่งเป็น
ประตูของโมกขบุรี เป็นที่สั่งสมคุณ
และได้สดับพระพุทธภาษิตอันปราศจาก
มลทิน เป็นเครื่องชำระล้างเปือกตมคือคติ จึง
ได้บรรลุอมตธรรมอันสงบระงับ พร้อมกับบุรุษ
คนที่เหลือ
เราเป็นผู้รู้อธิบายในพระมติอันใหญ่ ของ
พระสุคตเจ้าได้แจ้งชัด และพระศาสดาทรงตั้งไว้
ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราเป็นผู้มีความปรารถนา
สำเร็จด้วยดีแล้ว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมหากัจจายนเถราปทาน
ม. ติริฏิวัจฉะ
หน้า 216
ข้อ 121
อรรถกถากัจจายนวรรคที่ ๕๔
๕๓๑. อรรถกถากัจจายนเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระมหากัจจายนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลคฤหบดีมหาศาล พอเจริญวัยแล้ว วันหนึ่งได้ฟังธรรมในสำนักของ
พระศาสดา ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่
(สามารถ) จำแนกเนื้อความที่พระศาสดาตรัสไว้โดยย่อให้พิสดารได้ แม้
ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง จึงตั้งปณิธานทำบุญมีทานเป็นต้นไว้เป็น
อันมาก แล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ได้เป็นวิทยาธร เที่ยวไปทางอากาศ ได้พบพระผู้มี
พระภาคเจ้า ซึ่งประทับนั่งในชัฏแห่งป่าแห่งหนึ่ง มีใจเลื่อมใสได้เอาดอก
กรรณิการ์มาทำการบูชา.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงกลับไปกลับมาเฉพาะแต่ในสุคติอย่างเดียว ใน
กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล
ในกรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เอาแผ่นอิฐ
ทองคำ มีค่าราคาแสนหนึ่ง ทำการบูชา ณ ที่สุวรรณเจดีย์สำหรับบำเพ็ญ
กัมมัฏฐาน ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ด้วยผลแห่งบุญอันนี้ ขอให้สรีระของ
หน้า 217
ข้อ 121
ข้าพระองค์จงมีวรรณะดุจทองคำ ในที่ที่ได้บังเกิดแล้ว ๆ เถิด ตั้งแต่นั้นมา
ก็ได้ทำแต่กุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก
ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนปุโรหิต ของ
พระเจ้าจัณฑปัชโชตในกรุงอุชเชนี ในวันตั้งชื่อเขามารดาคิดว่า ลูกของเรามี
สีกายดุจทองคำ เขาถือเอาชื่อของตนเองมา (แต่เกิด) ดังนี้จึงตั้งชื่อเขาว่า
กัจจนมาณพทีเดียว. เขาเจริญวัยแล้ว เล่าเรียนจบไตรเพท พอบิดาล่วงลับ
ดับชีวิตแล้ว ก็ได้รับตำแหน่งปุโรหิตแทน ว่าโดยอำนาจโคตรเขาปรากฏ
แล้วว่า กัจจายนะ. ย่อมาพระเจ้าจัณฑปัชโชตได้ทรงสดับว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติขึ้น จึงส่งเขาไปด้วยพระราชดำรัสว่า ท่านอาจารย์ ท่านจงไปที่พระ
อารามนั้นแล้ว ทูลนิมนต์พระศาสดามาในวังนี้ ท่านปุโรหิตนั้น มีตนเป็น
ที่ ๘ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาได้ทรงแสดงธรรมแก่ปุโรหิตนั้นแล้ว .
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ท่านปุโรหิตพร้อมกับคนทั้ง ๗ ได้ดำรงอยู่ใน
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้วอย่างนี้ ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่คนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. คำนั้น
มีเนื้อความดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. ลำดับนั้นพระศาสดา
ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้น พวก
ภิกษุเหล่านั้นได้มีผมและหนวดยาวประมาณ ๒ องคุลี ทรงบาตรและจีวรอัน
สำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นคล้ายพระเถระบวชมา ๖๐ พรรษา พระเถระทำประ-
โยชน์ของตนให้สำเร็จแล้วอย่างนี้ (วันหนึ่ง) จึงกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าจัณฑปัชโชต ปรารถนาจะไหว้พระบาท และฟังธรรม
ของพระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า กัจจานะ เธอนั่นแหละจงไปใน
หน้า 218
ข้อ 122
วังนั้น เมื่อเธอไปถึงแล้ว พระราชาจักทรงเลื่อมใส พระเถระมีตนเป็นที่ ๘
ได้ไปในพระราชวังนั้น ตามพระบัญชาของพระศาสดา ได้ทำให้พระราชาทรง
เลื่อมใสแล้ว ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้ในอวันตีชนบทเรียบร้อยแล้ว จึง
ได้กลับมาเฝ้าพระศาสดาอีก ด้วยอำนาจความปรารถนาในครั้งก่อนของตน
ปกรณ์ทั้ง ๓ คือ กัจจายนปกรณ์ มหานิรุตติปกรณ์ และเนตติปกรณ์ จึงได้
ปรากฏแล้วในท่ามกลางสงฆ์. ต่อมาท่านได้รับสถาปนาจากพระผู้มีพระภาค
เจ้าผู้ทรงสันโดษ ไว้ในตำแหน่งที่เลิศ ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มหากัจจานะเป็นเลิศกว่าสาวกทั้งหลายของเรา ผู้จำแนกเนื้อความที่เรากล่าวไว้
โดยย่อ ทำให้พิสดารได้ ดังนี้แล้ว ท่านก็อยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่พระอรหัต-
ผลแล.
จบอรรถกถามหากัจจายนเถราปทาน
วักกลิเถราปทานที่ ๒ (๕๓๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวักกลิเถระ
[๑๒๒] สมเด็จพระผู้นำมีพระนามไม่
ทราม มีพระคุณนับไม่ได้ พระนามว่า ปทุมุตตระ
เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้
พระองค์ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ก็
เพราะมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวี-
วรรณงามไม่มีมลทินเหมือนดอกปทุม ไม่เปื้อน
ด้วยโลก เหมือนดอกปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำ ฉะนั้น
หน้า 219
ข้อ 122
เป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์ดังใบปทุม
และน่ารักเหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอษฐ์มีกลิ่น
อุดม เหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุม เพราะ
ฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ.
พระองค์เป็นผู้เจริญกว่าโลก ไม่ทรงถือ
พระองค์ เปรียบเสมือนเป็นนัยน์ตาให้คนตาบอด
มีพระอิริยาบถสงบ เป็นที่ฝั่งพระคุณ เป็นที่
รองรับกรุณาและมติ
ถึงในครั้งไหน ๆ พระมหาวีรเจ้าพระ-
องค์นั้น ก็เป็นผู้อันพรหม อสูรและเทวดาบูชา
สูงสุดกว่าชน ในท่ามกลางหมู่ชนที่เกลื่อนกล่นไป
ด้วยเทวดาและมนุษย์
เมื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดีด้วยพระ-
สำเนียงอันเสนาะ และด้วยพระธรรมเทศนาอัน
เพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวกของพระองค์ว่า
ภิกษุอื่นที่พ้นกิเลสด้วยศรัทธา มีมติดี
ขวนขวายในการดูเรา เช่นกับวักกลิภิกษุนี้ ไม่มี
เลย
ครั้งนั้น เราเป็นบุตรของพราหมณ์ใน
พระนครหังสวดี ได้สดับพระพุทธภาษิตนั้น จึง
ชอบใจฐานันดรนั้น
หน้า 220
ข้อ 122
ครั้งนั้น เราได้นิมนต์พระตถาคตผู้
ปราศจากมลทินพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระสาวก
ให้เสวยตลอด ๗ วัน แล้วให้ครองผ้า
เราหมอบศีรษะลงแล้วจมลงในสาครคือ
อนันตคุณของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยม
ไปด้วยปีติ ได้กราบทูล ดังนี้ว่า
ข้าแต่พระมหามุนี ขอให้ข้าพระองค์ได้
เป็นเช่นกับภิกษุผู้สัทธาธิมุต ที่พระองค์ตรัส
ชมเชยว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีศรัทธาในพระศาสนา
นี้เถิด
เมื่อเรากราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนี
ผู้มีความเพียรใหญ่ มีพระทรรศนะมิได้เครื่อง
กีดกัน ได้ตรัสพระดำรัสนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า
จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเหลือง
มีอวัยวะอันบุญสร้างสมให้คล้ายทองคำ ดูดดื่มตา
และใจของหมู่ชน ในอนาคตกาล มาณพผู้นี้จักได้
เป็นพระสาวกของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุต
เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามจักเป็นผู้
เว้นจากความเดือดร้อนทั้งปวง รวบรวมโภคทรัพย์
ทุกอย่าง มีความสุขท่องเที่ยวไป
หน้า 221
ข้อ 122
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นามชื่อว่า โคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
มาณพผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าวักกลิ
เพราะผลกรรมที่เหลือนั้น และเพราะ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เรามีความสุขในที่ทุกสถาน ท่องเที่ยวไป
ในภพน้อยภพใหญ่ ได้เกิดในสกุลหนึ่งในพระ-
นครสาวัตถี
มารดาของเราถูกภัยแต่ปีศาจคุกคาม มี
ใจหวาดกลัวจึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้น
นุ่นนิ่มเหมือนใบไม้อ่อน ๆ ซึ่งยังนอนหงาย ให้
นอนลงแทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ กราบทูลว่าข้าแต่พระโลกนาถ หม่อม
ฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์ ข้าแต่พระโลก
นายก ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของเราด้วยเถิด
ครั้งนั้น สมเด็จพระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของ
หมู่สัตว์ผู้หวาดกลัว พระองค์ได้ทรงรับเราด้วย
ฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มมีตาข่ายอันท่านกำหนด
ด้วยจักร
หน้า 222
ข้อ 122
จำเดิมแต่นั้นมา เราก็เป็นผู้ถูกรักษาโดย
พระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจาความป่วยไข้ทุก
อย่าง อยู่โดยสุขสำราญ
เราเว้นจากพระสุคตเสียเพียงครู่เดียวก็
กระสัน พออายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็น
บรรพชิต
เราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปอันประ-
เสริฐเกิดเพราะบารมีทุกอย่าง มีดวงตาสีเขียว
ล้วน เกลื่อนกล่นไปด้วยวรรณสัณฐานอันงดงาม
ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงทราบว่า เรา
ยินดีในพระรูป จงได้ตรัสสอนเราว่า อย่าเลย
วักกลิ ประโยชน์อะไรในรูปที่น่าเกลียด ซึ่งชน
พาลชอบเล่า
ก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรม บัณฑิตนั้นชื่อ
ว่าเห็นเรา ผู้ไม่เห็นสัทธรรม ถึงจะเห็นเราก็ชื่อ
ว่าไม่เห็น
กายมีโทษไม่สิ้นสุดเปรียบเสมอด้วยต้นไม้
มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่าง ล้วนเป็นที่ประชุม
ของทุกข์
เพราะฉะนั้น ท่านจงเบื่อหน่ายในรูป
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่ง
ขันธ์ทั้งหลาย จักถึงที่สุดแห่งสรรพกิเลสได้โดย
ง่าย
หน้า 223
ข้อ 122
เราอันสมเด็จพระโลกนายกผู้แสวงหา
ประโยชน์พระองค์นั้น ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ได้
ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพ่งดูอยู่ที่ซอกเขา
พระพิชิตมารผู้มหามุนีประทับยืนอยู่ที่
เชิงเขา เมื่อจะทรงปลอบโยนเรา ได้ตรัสเรียก
ว่า วักกลิ เราได้ฟังพระดำรัสนั้นเข้าก็เบิกบาน
ครั้งนั้น เราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขาสูงหาย
ร้อยชั่วบุรุษ แต่ถึงแผ่นดินได้โดยสะดวกทีเดียว
ด้วยพุทธานุภาพ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระ-
ธรรมเทศนา คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
แห่งขันธ์ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้นทั่วถึงแล้วจึง
ได้บรรลุอรหัต
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระ-
ปรีชาใหญ่ทรงทำที่สุดแห่งจรณะ ทรงประกาศ
ในท่ามกลางมหาบุรุษว่า เราเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ
ทั้งหลายฝ่ายสัทธามุต
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใด
ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 224
ข้อ 122
ทราบว่า ท่านพระวักกลิเถระได้ภาษิตภาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวักกลิเถราปทาน
๕๓๒. อรรถกถาวักกลิเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระวักกลิเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมฺหิ
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้
บังเกิดในเรือนอันมีสากล ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ไปยัง
พระวิหารพร้อมกับพวกอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งกำลังเดินทางไปเฝ้าพระศาสดา
ไปถึงแล้วยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท กำลังฟังธรรมอยู่ มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่ง
พระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศรัทธา-
ธิมุต (คือหนักไปในความเชื่อ) แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงได้
ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน แล้วได้ตั้ง
ปณิธานไว้แล้ว พระศาสดาทรงเห็นว่าเธอไม่มีอันตราย จึงได้ทรงพยากรณ์.
เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี. มารดาบิดาได้ตั้งชื่อเขาว่า วักกลิ. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า กลิ เป็นชื่อของโทษมีมลทินและตกกระเป็นต้น กลิ คือ
หน้า 225
ข้อ 122
โทษของผู้นั้นไปปราศแล้ว จากไปแล้ว เพราะเป็นเช่นกับก้อนทองคำที่ไล่
มลทินแล้ว เหตุนั้น ผู้นั้นท่านจึงเรียกว่า วักกลิ เพราะลง ว อาคม วักกลิ
นั้น เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนไตรเพทจนจบในศิลปศาสตร์ของพวกพราหมณ์
ทั้งหมด (วันหนึ่ง) เห็นพระศาสดา มองดูรูปกายสมบัติไม่อิ่ม จึงเที่ยวจาริก
ไปกับพระศาสดา เขาคิดว่า เราอยู่แต่ในบ้าน ก็จักไม่ได้เห็นพระศาสดา
ตลอดกาลเป็นนิตย์ ดังนี้แล้ว จึงบวชในสำนักของพระศาสดา เว้นเวลาขบ
ฉัน และเวลาการทำสรีรกิจเท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือ ก็จะไปยืนอยู่ในที่ที่
สามารถจะเห็นพระทศพลได้ ยอมละหน้าที่อื่นเสีย ไปเฝ้าดูอยู่แต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น. พระศาสดา ทรงคอยความแก่รอบแห่งญาณของเธอ
ถึงเธอจะเที่ยวติดตามไปดูรูปหลายเวลา ก็มิได้ตรัสอะไร ๆ จนถึงวันหนึ่ง จึง
ตรัสว่า ดูก่อนวักกลิ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอต้องมาดูร่างกายอัน
เปื่อยเน่านี้ วักกลิเอย ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้น
ชื่อว่าเห็นธรรม ก็วักกลิเห็นธรรมอยู่ ก็ชื่อว่าเห็นเรา แม้เมื่อพระศาสดาตรัส
สอนอยู่อย่างนี้ พระเถระก็ไม่อาจจะละการมองดูพระศาสดาแล้วไปในที่อื่น
ได้ แค่นั้นพระศาสดาจึงทรงดำริว่า ภิกษุนี้ไม่ได้ความสังเวช จักไม่ได้ตรัสรู้
แน่ พอใกล้วันเข้าพรรษา จึงทรงขับไล่พระเถระไปด้วยพระดำรัสว่า วักกลิ
เธอจงหลีกไปเสียเถิด เธอถูกพระศาสดาทรงขับไล่แล้ว จึงไม่สามารถจะอยู่
ต่อพระพักตร์พระศาสดาได้ คิดว่าเราไม่ได้เห็นพระศาสดา จะมีชีวิตอยู่ไป
ทำไม ดังนี้แล้ว จึงขึ้นไปที่ปากเหว บนภูเขาคิชฌกูฏ. พระศาสดาทรง
ทราบความเป็นไปนั้นของเธอแล้ว ทรงดำริว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้รับความเบาใจ
จากสำนักของเรา ก็จะพึงทำให้อุปนิสัยแห่งมรรคและผลพินาศไป ดังนี้แล้ว
ทรงแสดงพระองค์ เปล่งพระโอภาส ตรัสพระคาถาว่า :-
หน้า 226
ข้อ 122
ภิกษุผู้มากไปด้วยความปราโมทย์
เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จะพึงบรรลุบทอัน
สงบ อันเข้าไประงับสังขารเป็นสุขได้ ดังนี้.
ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า มานี่เถิด วักกลิ. พระเถระได้เกิดปีติและโสมนัสใจ
เป็นกำลังว่า เราจะได้เห็นพระทศพลแล้ว ความไม่เสื่อมเราได้แล้ว ด้วย
พระดำรัสว่า จงมา ดังนี้แล้วคิดว่า เราจะไปทางไหน แล้วไม่รู้หนทางที่ตน
จะไปเฝ้า จึงไปในอากาศเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา โดยเอาเท้าข้างหนึ่ง
เหยีนบบนภูเขา รำพึงถึงพระคาถาที่พระศาสดาได้ตรัสแล้ว ข่มปีติในอากาศ
นั่นแล บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แล้วข่มเรื่องที่ว่ามานี้ มา
ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย และในอรรถกถาธรรมบทแล.
ส่วนในอรรถกถานี้ นักศึกษาพึงทราบอย่างนี้ว่า พระวักกลิพอได้รับ
พระโอวาทจากพระศาสดา โดยนัยเป็นต้นว่า กึ เต วกฺกลิ อิมินา ปูติกาเยน
ทิฏฺเน ดูก่อนวักกลิ จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการที่เธอต้องมาดูร่างกายอัน
เปื่อยเน่านี้ ดังนี้แล้ว ก็อยู่บนภูเขาคิชฌกูฏเริ่มเจริญวิปัสสนา เพราะความที่
เธอมีศรัทธาหนักมากไป วิปัสสนาจึงไม่หยั่งลงสู่วิถี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบเรื่องนั้นแล้ว ได้ทรงประทานให้เธอชำระกัมมัฏฐานใหม่. พระวักกลินั้น
ไม่สามารถจะทำวิปัสสนาให้ถึงที่สุดได้เลยทีเดียว.
ต่อมาอาพาธเนื่องด้วยลม เกิด ขึ้นแก่เธอ เพราะความบกพร่องแห่ง
อาหาร (ท้องว่าง) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าเธอถูกอาพาธเนื่องด้วย
โรคลมเบียดเบียน จึงเสด็จไปในที่นั้น เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่ ซึ่ง
เป็นที่ปราศจากโคจร เป็นที่เศร้าหมอง ถูกโรคลม
ครอบงำจักทำอย่างไร
พระเถระได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลด้วยคาถา ๔ คาถาว่า
หน้า 227
ข้อ 122
ข้าพระองค์จะทำปีติและความสุข
ไพบูลย์ให้แผ่ไปสู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอัน
เศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่
จักเจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕
และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่
เพราะได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ปรารถนาความ
เพียร มีใจเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์
ความพร้อมเพรียงกัน มีความเห็นร่วมกัน ข้า
พระองค์จึงจักอยู่ในป่าใหญ่
เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้นี้
พระองค์อันฝึกแล้ว มีพระหทัยตั้งมั่น จึงเป็น
ผู้ไม่เกียจคร้านตลอดทั้งกลางคืนและกลางวัน อยู่
ในป่าใหญ่ ดังนี้.
เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในอรรถกถาเถรคาถา
แล้วแล. พระเถระ พยายามเจริญวิปัสสนาอย่างนี้ ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระวักกลิเถระนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้ระลึกถึงบุญกรรม
ของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมฺหิ ดังนี้ . บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า อิโต ความว่า ในที่สุดแสนกัป ภายหลังแต่ภัทรกัปที่
พระกกุสันธพุทธเจ้าเป็นต้น เสด็จอุบัติแล้วไป. บทว่า ปทุมาการวทโน ได้แก่
มีพระพักตร์มีความงดงามดุจดอกปทุมที่เบ่งบานดีแล้ว. บทว่า ปทุมปตฺตกฺโข
ความว่า มีพรเนตรเช่นกับดอกและใบปทุมขาว. บทว่า ปทุมุตฺตรคนฺโธ ว
ความว่า มีพระโอษฐ์มีกลิ่นคล้ายกลิ่นดอกปทุม. บทว่า อนฺธานํ นยนูปโม
หน้า 228
ข้อ 122
ความว่า เป็นเสมือนนัยน์ตาของปวงสัตว์ผู้ปราศจากนัยน์ตา (คนตาบอด) คือ
ทรงประทานจักษุมีปัญญาจักษุเป็นต้น ให้ปวงสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระธรรม
เทศนา. บทว่า สนฺตเวโส ได้แก่ ทรงมีความสงบระงับเป็นสภาพ คือ ทรงมีพระ
อิริยาบถอันสงบ. บทว่า คุณนิธี ได้แก่ เป็นที่ฝังแห่งพระคุณทั้งหลาย, อธิบายว่า
เป็นที่รองรับหมู่แห่งพระคุณทั้งหมด. บทว่า กรุณามติอากโร ความว่า เป็น
บ่อเกิด คือ เป็นที่รองรับซึ่งความกรุณา กล่าวคือการยังจิตของสาธุชนทั้งหลาย
ให้หวั่นไหว และเป็นที่รองรับซึ่งมติอันเป็นเครื่องกำหนดประโยชน์และตัด
เสียซึ่งสิ่งอันหาประโยชน์มิได้. บทว่า พฺรหฺมาสุรสุรจฺจิโต ความว่าเป็นผู้อัน
พรหม อสูร และเทวดาเคารพ คือบูชาแล้ว. บทว่า นธุเรน รุเตน จ เชื่อม
ความว่า ทรงยังประชาชนทั้งหมดให้ยินดีด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะเสนาะดุจ
นกการเวก. บทว่า สนฺถวี สาวกํ สกํ ความว่า ได้ทรงชมเชย คือ ทรง
กระทำการชมเชยสาวกของพระองค์ด้วยพระธรรมเทศนาอันไพเราะเพราะพริ้ง.
บทว่า สทฺธาธิมุตโต ความว่า น้อมใจตั้งมั่นในพระศาสนาด้วยศรัทธาคือ
การน้อมใจเธอ. บทว่า มม ทสฺสนลาลโส ความว่า ขวนขวายมีใจจดจ่อใน
การดูเรา. บทว่า ตํ านภิโรจยึ ความว่า เราชอบใจ ต้องการปรารถนา
ตำแหน่งสัทธาธิมุตนั้น. บทว่า ปีตมฏฺนิวาสนํ ความว่า ผู้นุ่งผ้ามีสีดุจ
ทองคำเนื้อเกลี้ยง. บทว่า เหมยญฺโปจิตงฺคํ ความว่า มีอวัยวะอันบุญสร้างสม
ให้คล้ายกับสายสร้อยทองคำ. บทว่า โนนีตสุขุมาลํ มํ ความว่า ผู้มีมือและ.
เท้าอันละเอียดอ่อนดุจเนยข้น. บทว่า ชาตปลฺลวโกมลํ ความว่า นุ่มนิ่มอ่อน
ดุจความอ่อนของใบอโศกอ่อน ๆ ฉะนั้น. บทว่า ปิสาจีภยตชฺชิตา ความว่า
ในคราวที่หญิงแม่มดอื่น คือราษสตนหนึ่ง คุกคามทำให้เราผู้เป็นกุมารมีความ
กลัว มารดาบิดาได้ให้เรานอนใกล้บาทมูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวง
คุณใหญ่อธิบายว่า มารดาบิดาของเราผู้มีจิตหวาดกลัวได้กราบทูลว่า ข้าแต่
หน้า 229
ข้อ 122
พระโลกนาถ พระผู้นำของชาวโลก หม่อมฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์
ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของทารกนี้ด้วยเถิด. บทว่า ตทา ปฏิคฺคหิ โส มํ
ความว่า ในคราวที่มารดาถวายเราแล้วนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ได้ทรงรับเราด้วยผ่าพระหัตถ์อันอ่อนนุ่มบริสุทธิ์ มีตาข่าย คือประกอบด้วย
ตาข่ายที่ท่านกำหนดด้วยจักรลักษณะเป็นต้น. บทว่า สพฺพปารมิสมฺภูตํ ความ
ว่า อันบังเกิดพร้อมด้วยพระบารมีทุกอย่าง มีทานบารมีเป็นต้น. บทว่า
นีลกฺขินยนํ วรํ ได้แก่ มีดวงตาสีเขียวอันอุดม เกิดแต่บุญสมภาร. บทว่า
สพฺพสุภากิณฺณํ ความว่า ได้ดูพระรูปเช่น พระหัตถ์ พระบาท และพระ-
เศียรเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันลึกซึ้งเกลื่อนกล่นไปด้วยพระวรรณะ
สัณฐานอันงดงามพร้อมสรรพ. เชื่อมความว่า เรา (ดู) อยู่ ไม่ถึงความอิ่ม.
บทว่า ตทา นํ จรณนฺตโค ความว่า เมื่อเราได้บรรลุพระอรหัต
แล้วนั้น ได้ทรงทำที่สุดแห่งจรณะธรรม ๑๕ ประการมีศีลเป็นข้อต้น อธิบาย
ว่า บรรลุถึงที่สุด คือบำเพ็ญจนเต็มบริบูรณ์. บาลีเป็น มรณนฺตโค ดังนี้
ก็มี อธิบายว่า ถึงที่สุดแห่งความตายนั้น ก็คือพระนิพพาน เธอมีความว่าได้
ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้เป็นสัทธาธิมุต. มีคำที่ท่านกล่าว
อธิบายไว้ว่า ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรง
สถาปนาเราไว้ในตำแหน่งที่เลิศด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วักกลิ
เป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นสัทธาธิมุตแล. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวักกลิเถราปทาน
หน้า 230
ข้อ 123
มหากัปปิยเถราปทานที่ ๓ (๕๓๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของมหากัปปินเถระ
[๑๒๓] พระพิชิตมารผู้ทรงรู้จักธรรม
ทั้งปวงพระนามว่า ปทุมุตตระ ปรากฏในอัชฎากาศ
เหมือนพระอาทิตย์ ปรากฏในอากาศในสรทกาล
ฉะนั้น
พระองค์ยังดอกบัวคือเวไนยสัตว์ให้บาน
ด้วยพระญาณนี้คือพระดำรัส สมเด็จพระโลกนายก
ทรงยังเปือกตม คือกิเลสให้แห่งไปด้วยพระรัศมี
คือพระปรีชา
ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์เสียด้วย
พระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัด
ความมืด ฉะนั้นสมเด็จพระทิพากรเจ้าทรงส่อง
แสงสว่างจ้าทั้งกลางคืน และกลางวัน ในที่ทุก
หนทุกแห่ง
เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาครเป็นบ่อ
เกิดแห่งรัตนะ ทรงยังเมฆ คือ ธรรมให้ตกลง
เพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆยังฝนให้ตก ฉะนั้น
ครั้งนั้น เราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระ
นครหังสวดี ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
ผู้มีพระนามว่า ปทุมุตตระ ซึ่งกำลังประกาศคุณ
หน้า 231
ข้อ 123
ของพระสาวกผู้มีสติ ผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย
อยู่ ทรงยังใจของเราให้ยินดี
เราได้ฟังแล้วเกิดปีติโสมนัส นิมนต์
พระตถาคตพร้อมด้วยศิษย์ ให้เสวยและฉันแล้ว
ปรารถนาฐานนันดรนั้น
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีส่วนเสมอ
ด้วยหงส์ มีพระสุรเสียงเหมือนหงส์และมโหรทึก
ได้ตรัสว่า จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้แกล้วกล้าใน
การตัดสินหมอบอยู่แทบเท้าของเรา มีประกายดุจ
ลอยขึ้นและมีใจสูงด้วยปีติ วรรณะเหมือนแสง
แห่งแก้วมุกดา งดงาม นัยน์ตาและหน้าผ่องใส
มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการ มียศ
ใหญ่ มหาอำมาตย์นี้เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุ
ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ เพราะพลอยยินดีด้วย
ด้วยการบริจาคบิณฑบาตนี้ และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เขาจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอด
แสนกัป
จักเสวยความเป็นผู้มีโชคดีในหมู่ทวยเทพ
และจักเสวยความเป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ จักบรรลุ
ถึงนิพพาน ด้วยผลกรรมส่วนที่เหลือ
ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นามชื่อว่า โคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
หน้า 232
ข้อ 123
มหาอำมาตย์นี้ จักเป็นธรรมทายาทของ
พระศาสดาพระองค์นั้นจักเป็นโอรสอันธรรม
เนรมิต จักมีนามว่า กัปปินะ เป็นสาวกของพระ-
ศาสดา
ต่อแต่นั้น เราก็ได้ทำสักการะด้วยดีใน
พระศาสนาของพระชินสีห์ ละร่างมนุษย์แล้ว
ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต
เราครองราชย์ในเทวดาและมนุษย์โดย
เป็นส่วน ๆ แล้วเกิดในสกุลช่างหูก ที่ตำบลบ้าน
ใกล้พระนครพาราณสี
เรากับภรรยามีบริวารแสนคน ได้อุปัฏ-
ฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์
ได้ถวายโภชนาหารตลอดไตรมาส แล้ว
ให้ครองไตรจีวร เราทั้งหมดจุติจากอัตภาพนั้น
แล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทส
เราทั้งหมดจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว กลับมา
เป็นมนุษย์อีก พวกเราเกิดในกุกกุฏบุรี ข้างป่า
หิมพานต์
เราได้เป็นราชโอรสผู้มียศใหญ่ พระนาม
ว่ากัปปินะ พวกที่เหลือเกิดในสกุลอำมาตย์ เป็น
บริวารของเรา
หน้า 233
ข้อ 123
เราเป็นผู้ถึงความสุขอันเกิดแต่ความเป็น
มหาราชา ได้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกประการ
ได้สดับข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้าที่พวกพ่อค้า
บอกดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าผู้เอกอัครบุคคลไม่มีใคร
เสมอเสมือน เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์
ทรงประกาศพระสัทธรรมอันเป็นธรรมไม่ตาย
เป็นอุดมสุข
และสาวกของพระองค์เป็นผู้หมั่นขยัน
พ้นทุกข์ไม่มีอาสวกิเลส ครั้นเราได้สดับคำของ
พ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ได้ทำการสักการะพวกพ่อค้า
สละราชสมบัติพร้อมด้วยอำมาตย์ เป็น
พุทธมามกะ พากันออกเดินทาง ได้พบแม่น้ำ
มหาจันทานที มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้ง
ไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหล
เชี่ยว เราระลึกถึงพระพุทธคุณแล้ว ข้ามแม่น้ำ
ไปไดโดยสวัสดี
ถ้าพระพุทธองค์ทรงข้ามกระแสน้ำคือภพ
ไปได้ ถึงที่สุดแห่งโลก ทรงรู้แจ้งชัดไซร้ ด้วย
สัจวาจานี้ ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบ
ได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรมอันสงบระงับ
หน้า 234
ข้อ 123
นำความสุขมาให้ได้ไซร้ ด้วยสัจวาจานี้ ก็
ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นทางกันดารไป
ได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้ ด้วยสัจวาจานี้
ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ
พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะอันประเสริฐ
ดังนี้ น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง ลำดับ
นั้น เราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ใจได้
โดยสะดวก
ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่เหมือน
พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย ดังภูเขาทองที่ลุกโพลง
ฉะนั้น
เหมือนประทีปด้ามที่ถูกไฟไหม้โชติช่วง
อันสาวกแวดล้อมเปรียบดังพระจันทร์ที่ประกอบ
ด้วยดวงดาว ยังเทวดาและมนุษย์ให้เพลิดเพลิน
ปานท้าววาสวะ ผู้ยังฝนคือรัตนะให้ตกลงฉะนั้น
เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคมแล้ว
เฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระ-
พุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเราได้แสดงพระ-
ธรรมเทศนา
เราฟังธรรมอันปราศจากมลทินแล้ว ได้
กราบทูลพระพิชิตมารว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอ
หน้า 235
ข้อ 123
ได้ทรงโปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด
พวกข้าพระองค์เป็นผู้ลงสู่ภพแล้ว
พระมหามุนีผู้สูงสุดได้ตรัสว่า ท่าน
ทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดี
แล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำ
ที่สุดแห่งทุกข์เถิด
พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคน
ล้วนทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว
เป็นภิกษุผู้โสดาบันในพระศาสนา
ต่อแต่นั้นมา พระผู้นำชั้นพิเศษได้เสด็จ
เข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้วทรงสั่งสอน เราอัน
พระพิชิตมารทรงสั่งสอนแล้ว ได้บรรลุอรหัต
ลำดับนั้น เราได้สั่งสอนภิกษุพันรูป แม้
พวกเขาทำตามคำสอนของเรา ก็เป็นผู้ไม่มีอาสวะ
พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น
จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ณ ท่ามกลาง
มหาชนว่า ภิกษุกัปปินะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ
กรรมที่ได้ทำไว้ในแสนกัป ได้แสดงผล
ให้เราในครั้งนี้ เราพ้นจากกิเลส ดุจดังลูกศรที่
พ้นจากแล่ง
หน้า 236
ข้อ 123
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหากัปปินเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบมหากัปปินเถราปทาน
๕๓๓. อรรถกถามหากัปปินเถราปทาน
อปทานของท่านพระมหากัปปีนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้มากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเข้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือน
อันมีสกุล ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อกำลังฟังพระธรรมเทศนา
ในสำนักของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ที่พระศาสดาทรงสถาปนา
ไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ให้โอวาทแล้ว ได้กระทำกรรมที่สูงยิ่งขึ้น
ไป แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น .
เขาได้กระทำกุศลกรรมไว้ในมนุษยโลกนั้น จนตลอดชีวิตแล้วท่อง-
เที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลก ได้มาบังเกิดในเรือนของท่านหัวหน้าช่าง
หูก ในหมู่บ้านช่างหูกแห่งหนึ่ง ในที่อันไม่ไกลจากกรุงสาวัตถีนัก ในคราว
นั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๑,๐๐๐ องค์ อยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ๘ เดือน
เวลาจะเข้าพรรษาก็มาอยู่ในชนบท ๔ เดือน พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
ครั้งแรกก็ลงมาในที่อันไม่ไกลกรุงพาราณสีแล้ว ส่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์
หน้า 237
ข้อ 123
ไปพบพระราชายังพระราชวังด้วยคำว่า พวกท่านจงขอหัตถกรรมเพื่อก่อสร้าง
เสนาสนะ ดังนี้ ก็ในคราวนั้นได้มีพระราชพิธีวัปปมงคล (พืชมงคล) พระราชา
นั้นได้ทรงทราบว่านัยว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา จึงเสด็จออกมาถาม
ถึงเหตุที่ท่านพากันมาแล้ว ตรัสว่า ท่านผู้เจริญ วันนี้ไม่มีโอกาส พรุ่งนี้เป็น
พระราชพิธีวัปปมงคลของโยม วันที่ ๓ โยมจักทำกิจให้ดังนี้แล้ว ไม่นิมนต์
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เสด็จเข้าไปแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายพา
กันหลีกไปด้วยกล่าวว่า พวกเราจักเข้าไปยังหมู่บ้านอื่น ดังนี้.
ในสมัยนั้น ภริยาของหัวหน้าช่างหูก เดินทางไปยังกรุงพาราณสี
ด้วยหน้าที่การงานบางอย่าง ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเข้า จึงเอ่ย
ถามว่า พระคุณเข้ามาในกาลอันมิใช่เวลาเพื่อต้องการอะไรเจ้าคะ พระปัจเจก
พุทธเจ้าเหล่านั้นได้เล่าเรื่องแต่ต้นให้ฟังแล้ว. หญิงผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาถึง
พร้อมด้วยปัญญา พอได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว จึงกราบเรียนนิมนต์ว่า ท่านเจ้าขา
พรุ่งนี้นิมนต์รับภิกษาของพวกดิฉันนะเจ้าคะ. พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า
โยมน้องหญิง พวกอาตมภาพมีด้วยกันมากองค์. หญิงนั้นถามว่า มีกี่องค์พระ-
คุณเจ้า. พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า มีประมาณ ๑,๐๐๐ องค์น้องหญิง. หญิง
คนนั้น กราบเรียนว่า ท่านเจ้าขา ในหมู่บ้านของพวกดิฉันนี้ ก็มีคนอยู่
ประมาณ ๑,๐๐๐ คนเช่นกัน คนคนหนึ่งจะถวายภิกษาแก่ภิกษุองค์หนึ่ง ขอ
นิมนต์ท่านจงรับภิกษาเถิด ดิฉันคนเดียว จักให้ช่างก่อสร้างที่อยู่สำหรับพระ-
คุณเจ้าทั้งหลาย. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายรับนิมนต์แล้ว.
หญิงคนนั้น เข้าไปยังหมู่บ้านโฆษณาป่าวร้องว่า แม่พ่อทั้งหลายเอย
ฉันได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๑,๐๐๐ องค์ได้นิมนต์ท่านไว้แล้ว พวก
ท่านจงช่วยกันตระเตรียมที่สำหรับพระคุณเจ้าทั้งหลายด้วย (และ) จงช่วยกัน
หน้า 238
ข้อ 123
ตระเตรียมข้าวยาคูและภัตรเป็นด้วย ดังนี้แล้ว ให้คนช่วยกันก่อสร้าง
มณฑปในท่ามกลางหมู่บ้าน ให้ปูลาดอาสนะทั้งหลายไว้ พอถึงวันรุ่งขึ้น จึง
นิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งแล้ว อังคาสด้วยขาทนียะโภชนียะอัน
ประณีต ในเวลาเสร็จภัตรกิจ ได้พาผู้หญิงทั้งหมดในหมู่บ้านนั้นมา ได้ไหว้
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายพร้อมกับผู้หญิงเหล่านั้น นิมนต์ให้ท่านรับปฏิญญา
เพื่ออยู่จำพรรษาตลอดไตรมาสแล้ว จึงได้ป่าวร้องในหมู่บ้านอีกว่า แม่และ
พ่อทั้งหลายบุรุษคนหนึ่งๆ จากตระกูลหนึ่ง ๆ (คัดเอาผู้ชายบ้านละคน)
ให้ถือมีดและขวานเป็นต้น เข้าป่าไปนำทัพพสัมภาระมาแล้ว จงสร้างที่อยู่
ถวายสำหรับพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเถิด พวกชาวบ้าน ได้ฟังคำของนางนั้น
แล้ว แต่ละคนก่อสร้างบรรณศาลาคนละหลัง ทำงานก่อสร้างทั้งคืนทั้งวัน จน
บรรณศาลา ๑,๐๐๐ หลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว กราบเรียนพระปัจเจกพุทธเจ้า
ผู้ซึ่งเข้าไปอยู่ในบรรณศาลาของตนของตนว่า เราจักบำรุงท่านโดยความเคารพ
เราจักบำรุงท่านโดยความเคารพแล้ว จึงได้พากันบำรุง พอถึงเวลาออก
พรรษาแล้ว ภริยาหัวหน้าช่างหูกคนนั้น จึงกล่าวว่า พวกท่านจงตระเตรียม
ผ้าจีวรสาฎก ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้อยู่จำพรรษาแล้ว ในบรรณศาลา
ของตนของตนเถิด แล้วช่วยกันตระเตรียมเสร็จแล้ว จึงได้ช่วยกันถวายผ้าจีวร
มีค่า ๑,๐๐๐ แด่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ละ ๑ ผืน ออกพรรษาแล้วพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลาย ทำอนุโมทนาแล้วก็หลีกไป แม้พวกชาวบ้านที่ทำบุญกรรม
นี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้ไปบังเกิดในดาวดึงสเทวโลก ได้เป็นผู้ชื่อว่า
คณเทวดา.
เทวดาเหล่านั้น ได้เสวยทิพยสมบัติในดาวดึงสเทวโลกนั้นแล้ว ใน
กาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ได้พากันมาบังเกิดในบ้าน
หน้า 239
ข้อ 123
เรือนของพวกกุฎุมพี หัวหน้าช่างหูกในกาลก่อน ได้มาเกิดเป็นลูกชายของ
หัวหน้ากุฎุมพี แม้ภริยาของหัวหน้าช่างหูกในกาลก่อน ก็ได้มาเกิดเป็นลูกสาว
ของหัวหน้ากุฎุมพีคนหนึ่ง. พวกภริยาของช่างหูกที่เหลือในกาลก่อน ได้มา
เกิดเป็นพวกลูกสาวของกุฎุมพีที่เหลือทั้งหลาย หญิงเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเจริญ
วัยแล้ว เมื่อจะไปสู่ตระกูลอัน (มีเหย้าเรือน) ต่างก็แยกกันไปยังเรือนของ
กุฏุมพีเหล่านั้น (ชาติก่อนเคยเป็นสามีภรรยากันอย่างใด แม้ชาตินี้ก็ได้มา
เป็นสามีภรรยากันอย่างนั้นอีก). ภายหลังวันหนึ่ง เมื่อมีการป่าวประกาศให้
ไปฟังธรรมที่พระวิหาร พวกกุฎุมพีเหล่านั้นแม้ทั้งหมดได้ทราบว่า พระศาสดา
จักทรงแสดงธรรม จึงได้พร้อมกับภริยาไปยังพระวิหารด้วยมุ่งหมายว่า พวก
เราจักฟังธรรม ในขณะที่คนเหล่านั้นเข้าไปยังท่ามกลางพระวิหาร ฝนก็ตก
ลงมา พวกคนที่รู้จักมักคุ้นกับพระหรือมีญาติที่เป็นสามเณรเป็นต้น ต่างก็จะ
เข้าไปยังบริเวณเป็นต้นของพระและสามเณรที่คุ้นเคยเป็นญาติกันเหล่านั้น
(เพื่อหลบฝน) แต่กุฎุมพีเหล่านั้น ไม่อาจจะเข้าไปในที่แห่งใดแห่งหนึ่งได้
เพราะไม่มีพระภิกษุสามเณรที่รู้จักหรือเป็นญาติเช่นนั้นเลย จึงได้ยืนอยู่ท่าม
กลางพระวิหารเท่านั้น. ต่อมาหัวหน้ากุฎุมพีเหล่านั้นกล่าวว่า ชาวเราเอ๋ย จงดู
ประการอันแปลกของพวกเราซิ ธรรมดาว่าพวกกุลบุตรควรจะเกี่ยวข้องกันได้
ด้วยเหตุเพียงไร. พวกกุฎุมพีจึงถามว่า พวกเราจะทำอย่างไรดีนาย พวกเรา
ถึงซึ่งประการอันแปลกนี้ เพราะไม่มีที่อยู่สำหรับผู้คุ้นเคยกัน พวกเราทั้งหมด
จักรรวบรวมทรัพย์สร้างบริเวณ. หัวหน้าจึงพูดว่า ดีละนาย แล้วได้ให้ทรัพย์
พันหนึ่ง. คนที่เหลือได้ให้ทรัพย์คนละห้าร้อย พวกผู้หญิงได้ให้ทรัพย์คนละ
สองร้อยห้าสิบ กุฎุมพีเหล่านั้นนำทรัพย์นั้นมาแล้วมอบให้ช่างสร้างเรือนยอด
รายไป ๑,๐๐๐ หลัง ได้ชื่อว่าเป็นบริเวณกว้างขวางเพื่อเป็นที่ประทับสำหรับ
พระศาสดา เพราะด่าที่การก่อสร้างนั้นใหญ่ไปเมื่อทรัพย์ไม่เพียงพอ จึงได้
หน้า 240
ข้อ 123
ช่วยกันออกให้อีกครึ่งหนึ่งของจำนวนทรัพย์ที่ได้บริจาคให้แล้วในครั้งก่อน.
เมื่อบริเวณสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว ก็ทำการฉลองพระวิหาร ได้ถวายมหาทานแด่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอด ๗ วัน แล้ว จัดแจงผ้าจีวรสำหรับ
ภิกษุ ๒,๐๐๐ องค์
ส่วนภริยาของหัวหน้ากุฎุมพี ดำรงอยู่ด้วยปัญญาของตนเองคิดว่า
เราจัดไม่ทำให้เสมอกับพวกเขา แต่จะทำให้ยิ่งไปกว่าพวกเขาคือ จักบูชา
พระศาสดา ดังนี้แล้ว จึงถือเอาผอบบรรจุดอกอโนชาพร้อมกับผ้าสาฎก มี
มูลค่า ๑,๐๐๐ ซึ่งมีสีดุจดอกอโนชาแล้ว เอาดอกอโนชาบูชาพระศาสดา วาง
ผ้าสาฎกนั้นไว้ใกล้บาทมูลของพระศาสดา ได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอให้สรีระของข้าพระองค์จงมีสีคล้ายดอกอโนชา ในที่ที่
ข้าพระองค์เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด และจงมีชื่อว่า อโนชา ดังนี้เถิด. พระศาสดา
ได้ทรงกระทำอนุโมทนาด้วยพระดำรัสว่า จงสำเร็จดังปรารถนาเถิด. คน
เหล่านั้นแม้ทั้งหมดดำรงอยู่จนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นได้ไปบังเกิด
ในเทวโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เทวดาเหล่านั้น จุติจากเทวโลกแล้ว ผู้เป็น
หัวหน้ากุฏุมพี ได้บังเกิดในราชตระกูลในกุกกุฎวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว
ได้เป็นพระเจ้ามหากัปปินะ. คนที่เหลือได้ไปบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ทั้งหมด
ภริยาของหัวหน้ากุฎุมพีได้บังเกิดในราชตระกูล ในมัททรัฐสาคลนคร พระ-
นางได้มีพระสรีระงามมีสีดุจดอกอโนชาทีเดียว ด้วยเหตุนั้นพระชนกพระชนนี
จึงได้ทรงขนานพระนามของพระนางว่า อโนชา นั่นแล พระนางทรงเจริญวัย
แล้ว ก็เสด็จไปยังพระราชวังของพระเจ้ามหากัปปินะ ได้มีพระนามปรากฏว่า
อโนชาเทวี.
แม้พวกผู้หญิงที่เหลือ ก็ได้ไปบังเกิดในตระกูลพวกอำมาตย์เจริญวัย
แล้ว ได้ไปสู่คฤหาสน์แห่งบุตรอำมาตย์เหล่านั้นแล. คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด
หน้า 241
ข้อ 123
ได้เสวยสมบัติเช่นกับสมบัติของพระราชา ก็ในกาลใด พระเจ้าแผ่นดิน ทรง
ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เสด็จขึ้นหลังพญาช้างเที่ยวไป แม้
ในกาลนั้น คนเหล่านั้น ก็เที่ยวไปอย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อพระราชาพระองค์
นั้น เสด็จเที่ยวไปด้วยม้าหรือด้วยรถ ถึงพวกอำมาตย์เหล่านั้นก็เที่ยวไปอย่าง
นั้นเหมือนกัน เพราะกำลังแห่งบุญเป็นอันมากที่ได้ทำไว้ร่วมกันอย่างนั้น
พวกอำมาตย์เหล่านั้นจึงได้เสวยสมบัติอย่างเดียวกันกับพระราชาแล. ก็พระ-
ราชามีม้า ๕ ตัวคือม้าชื่อว่า วาละ วาลวาหนะ ปุปผะ ปุปผวาหนะ และม้าชื่อว่า
สุปัตตะ ในบรรดาม้า ๕ ตัวเหล่านั้น พระราชาย่อมทรงม้าชื่อว่า สุปัตตะด้วย
พระองค์เอง ส่วนม้าอีก ๔ ตัวนอกนี้ได้พระราชทานแก่พวกคนขี่ม้าทั้งหลาย
เพื่อใช้นำข่าวสารมา. พระราชาให้พวกคนเหล่านั้น บริโภคแค่เช้ารู้แล้ว
ทรงส่งพวกเขาไปด้วยพระราชดำรัสว่า พนาย พวกเธอจงเที่ยวไปให้ถึงระยะ
ทาง ๒ โยชน์ หรือ ๓ โยชน์ แล้วสืบเสาะฟังว่า พระพุทธเจ้า พระธรรมหรือ
ว่าพระสงฆ์ อุบัติขึ้นแล้ว จงนำสารอันเป็นสุขมาบอกแก่เรา คนเหล่านั้น
ออกจากประตูทั้ง ๔ ทิศแล้ว เที่ยวไปได้ ๒-๓ โยชน์ ไม่ได้รับข่าวสาร
อะไร ๆ เลย จึงกลับมา.
วันต่อมา พระราชาเสด็จขึ้นม้าสุปัตตะ ทรงมีอำมาตย์พันคนเป็น
บริวาร กำลังเสด็จไปยังพระราชอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นพวกพ่อค้า
ประมาณ ๕๐๐ คน ผู้ซึ่งมีร่างกายอิดโรยเหนื่อยอ่อนกำลังเข้าไปยังพระนคร
จึงทรงดำริว่า พวกพ่อค้าเหล่านี้ อิดโรยเหนื่อยอ่อนเพราะเดินทางมาไกล
เราจักได้ฟังข่าวสารอันเจริญอย่างหนึ่งจากสำนักของพวกพ่อค้าเหล่านี้เป็น
หน้า 242
ข้อ 123
แน่ จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้อำมาตย์ไปเรียกพวกพ่อค้าเหล่านั้นมาแล้ว ตรัส
ถามว่า พวกเธอมาจากเมืองไหน. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
สมมุติเทพ นครหนึ่งนามว่าสาวัตถีมีอยู่ไกลจากที่นี้ไปอีก ๒๐๐ โยชน์ พวก
ข้าพระองค์มาจากพระนครนั้นพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า มีข่าวสาร
อะไรเกิดขึ้นในประเทศถิ่นที่อยู่ของพวกเธอบ้างเล่า. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า
ข้าแต่สมมติเทพข่าวสารอะไรอย่างอื่นไม่มี นอกจากข่าวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงอุบัติขึ้นเท่านั้นพระเจ้าข้า. ในขณะนั้นนั่นเอง พระราชาทรงมีพระสรีระอัน
ปีติมีกำลังกระทบถูกแล้ว ไม่ทรงอาจจะกำหนดอะไร ๆ ได้ทรงนิ่งเงียบไป
ครู่หนึ่ง แล้วตรัสถามอีกว่า พูดอะไรนะพ่อคุณ. พวกพ่อค้าก็กราบทูลว่า
พระพุทธเจ้า ทรงอุบัติแล้วพระเจ้าข้า. พระราชาทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แม้
ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็เหมือนครั้งแรกนั่นแล แล้วตรัสถามเป็นครั้งที่ ๔ ว่า
พูดอะไรนะพ่อคุณ. เมื่อพวกพ่อค้ากราบทูลว่า พระพุทธเจ้า ทรงอุบัติขึ้นแล้ว
พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า พ่อค้า เพราะการที่ได้ฟังข่าวสารอันเป็นสุข เราจะ
ให้ทรัพย์ ๑ แสนแก่พวกเธอ แล้วตรัสถามว่า ข่าวสารอะไรแม้ที่นอกเหนือ
ไปกว่านี้ยังมีอีกไหมพ่อคุณ. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มีพระ-
ธรรมอุบัติขึ้นแล้วพระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับถ้อยคำแม้นั้นแล้ว ทรงนิ่ง
เงียบไปครู่หนึ่งตลอด ๓ วาระเหมือนนัยก่อนนั่นแล ในวาระที่ ๔ เมื่อพวก
พ่อค้ากราบทูลว่า พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว ตรัสว่า แม้ในวาระนี้ เราก็จะให้
ทรัพย์ ๑ แสนแก่พวกเธอแล้ว ตรัสถามว่า ข่าวสารอะไรแม้ที่นอกเหนือไป
กว่านี้ ยังมีอีกไหมพ่อคุณ. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มีพระ-
หน้า 243
ข้อ 123
สงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว. พระราชาทรงสดับถ้อยคำแม้นั้นแล้ว ทรงนิ่งเงียบไปครู่
หนึ่งตลอด ๓ วาระเหมือนอย่างครั้งก่อนนั่นแล ในวาระที่ ๔ เมื่อพวกพ่อค้า
กราบทูลว่า พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว ตรัสว่า แม้ในครั้งนี้เราจะให้ทรัพย์ ๑ แสน
แก่พวกเธอแล้วทรงทอดพระเนตรดูอำมาตย์พันคน ตรัสถามว่า พ่อคุณ พวก
เราจักทำอย่างไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พระองค์จักทำ
อย่างไร. พระราชาตรัสว่า พ่อคุณเราได้สดับฟังว่า พระพุทธเจ้า ทรงอุบติขึ้น
แล้ว พระธรรมทรงอุบัติขึ้นแล้ว พระสงฆ์ทรงอุบัติขึ้นแล้ว เราจักไม่หวน
กลับไปอีก เราจักไปบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าในสำนักของพระองค์. พวก
อำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ แม้พวกข้าพระองค์ ก็จักบวชกับ
พระองค์. พระราชาทรงให้พวกอาลักษณ์จารึกพระอักษรลงในพระสุพรรณบัฏ
พระราชทานแก่พวกพ่อค้าแล้วตรัสว่า พวกเธอ จงมอบพระสุพรรณบัฏนี้แด่
พระราชเทวีพระนามว่าอโนชา พระราชเทวีนั้นจักพระราชทานทรัพย์จำนวน
๓ แสนแก่พวกเธอ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเธอพึงกราบทูลกับพระราชเทวีนั้น
ว่า ทราบว่าพระราชาทรงมอบความเป็นใหญ่ถวายแด่พระองค์ ขอพระองค์
จงเสวยสมบัติตามความสบายเถิด ก็ถ้าว่าพระนางตรัสถามว่า พระราชาของ
พวกท่านเสด็จไปที่ไหนเสีย พวกท่านพึงกราบทูลว่า พระราชาตรัสว่า เรา
จักบวชอุทิศพระศาสดา แล้วก็เสด็จไปแล้ว. แม้พวกอำมาตย์ก็ส่งข่าวสารไป
เพื่อภรรยาของตนของคนเหมือนอย่างนั้นเช่นกัน. พระราชาทรงส่งพวกพ่อค้า
ไปแล้ว ก็เสด็จขึ้นม้า มีอำมาตย์พันคนติดตามแวดล้อม เสด็จออกไปใน
ขณะนั้นเอง.
หน้า 244
ข้อ 123
แม้พระศาสดา ในเวลาเช้ามืดวันนั้น ทรงตรวจดูสัตวโลก ได้ทอด
พระเนตรเห็นพระเจ้ามหากัปปิยนะพร้อมด้วยบริวาร ทรงพระดำริว่า พระเจ้า
มหากัปปินะ พระองค์นี้ ได้ทรงทราบข่าวจากสำนักของพวกพ่อค้าว่า พระ-
รัตนตรัยอุบัติขึ้นแล้ว จึงทรงเอาทรัพย์ ๓ แสน บูชาถ้อยคำของพวกพ่อค้า
เหล่านั้นแล้ว ทรงละพระราชสมบัติ ทรงมีอำมาตย์พันคนแวดล้อมแล้ว ทรง
มีพระประสงค์จะบวชอุทิศเรา พรุ่งนี้จักเสด็จออก พระราชาพระองค์นั้นพร้อม
ทั้งบริวารจักได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เราจักกระทำการ
ต้อนรับ ดังนี้ ในวันรุ่งขึ้น เมื่อจะเสด็จไปต้อนรับพระราชาผู้ครอบครอง
บ้านเมืองเล็ก ซึ่งคล้ายกับว่าเสด็จไปต้อนรับพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น พระ-
องค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปต้อนรับสิ้นระยะทาง ๑๒๐ โยชน์
ทรงประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ ประการ ณ ควงไม้นิโครธ ใกล้
กับฝั่งแม่น้ำจันทภาคา. แม้พระราชาเสด็จมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ก็ตรัสถามว่า
แม่น้ำสายนี้ ชื่ออะไร. พวกอำมาตย์ก็กราบทูลว่า แม่น้ำสายนี้ชื่อว่าอปรัจฉา
พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า พ่อคุณ แม่น้ำสายนี้ มีขนาดประมาณเท่าไร.
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า แม่น้ำสายนี้ลึก ๑ คาวุต กว้าง ๒ คาวุต พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า ก็ในที่นี้มีเรือหรือแพบ้างไหม. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า
ไม่มีพระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า เมื่อเรามัวห่วงถึงพาหนะมีเรือเป็นต้น ชาติ
คือความเกิด ย่อมนำเข้าไปหาชราความแก่ และชราความแก่ย่อมนำเข้าไปหา
มรณะความตาย. เราเป็นผู้ไม่มีความสงสัย ออกเดินทางมาแล้ว ก็เพื่ออุทิศ
พระรัตนตรัย ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้น ขอน้ำนี้ จงอย่าได้เป็น
หน้า 245
ข้อ 123
เหมือนน้ำแก่เราเลย แล้วทรงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ระลึกถึงพระพุทธ-
คุณว่า อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ดังนี้ พร้อมด้วยบริวาร กับ
ม้า ๑,๐๐๐ ตัว เสด็จไปบนหลังน้ำ ม้าสินธพทั้งหลายวิ่งไปบนหลังน้ำคล้าย
กับว่าวิ่งไปบนหลังแผ่นหินดาดฉะนั้น ม้าทุกตัวเปียกแค่ปลายกีบเท่านั้น.
พระราชาพระองค์นั้น ทรงข้ามแม่น้ำนั้นแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไป
ข้างหน้า ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำแม้อื่นอีก ตรัสถามว่า แม่น้ำสายนี้ ชื่อ
อะไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ชื่อว่านีลวาหา พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถาม
ว่า แม่น้ำสายนี้มีขนาดประมาณเท่าไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ทั้งส่วนลึกทั้ง
ส่วนกว้างมีขนาดประมาณครึ่งโยชน์พระเจ้าข้า. คำที่เหลือ ก็เป็นเช่นกับคำที่
กล่าวมาแล้วในตอนแรกนั่นแล. ก็พระราชาทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำนั้นแล้ว
ก็ทรงอนุสรณ์ระลึกถึงพระธรรมคุณว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรม
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ดังนี้แล้วก็เสด็จไปได้ พอเสด็จพระราช
ดำเนินล่วงพ้นแม่น้ำนั้นไปแล้ว พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำอื่นอีก
ตรัสถามว่า แม่น้ำสายนี้ ชื่ออะไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ชื่อว่า จันทภาคา
พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่า แม่น้ำสายนี้มีขนาดประมาณเท่าไร. พวก
อำมาตย์กราบทูลว่า ทั้งส่วนลึกทั้งส่วนกว้างมีขนาดโยชน์หนึ่งพอดีพระเจ้าข้า.
คำที่เหลือก็เป็นเช่นกับคำที่กล่าวมาแล้วในตอนแรกนั่นแล ก็พระราชาได้ทอด
พระเนตรเห็นแม่น้ำนั้นแล้ว ก็ทรงอนุสรณ์ระลึกถึงพระสังฆคุณว่า สุปฏิปนฺโน
หน้า 246
ข้อ 123
ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้
แล้วเสด็จไปได้ พอเสด็จพระราชดำเนินล่วงพ้นแม่น้ำแม้นั้นไปได้ พระราชา
ได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประการ แผ่ซ่านออกจาก
พระสรีระของพระศาสดา สว่างไสวรอดออกจากกิ่งค่าคบและใบของต้นนิโครธ
แล้ว ทรงพระดำริว่า แสงสว่างนี้ มิใช่แสงสว่างของพระจันทร์ มิใช่แสง
สว่างของพระอาทิตย์ มิใช่แสงสว่างของเทวดา มาร พรหม ครุฑ และนาค
อย่างใดอย่างหนึ่งเลย เราเดินทางมาเพื่ออุทิศพระศาสดา เห็นทีจักได้พบเห็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเป็นแน่ ในบัดดลนั้นเองพระราชาพระองค์นั้น ก็
เสด็จลงจากหลังม้า น้อมพระสรีระเข้าไปเฝ้าพระศาสดาตามแนวแสงแห่งพระ-
รัศมี ได้เสด็จเข้าไปภายในพระพุทธรัศมีดุจดำลงไปที่มโนศิลารส ฉะนั้น
พระราชาพระองค์นั้น ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ก็ประทับนั่ง ณ สถานที่
อันสมควรข้างหนึ่งพร้อมกับอำมาตย์พันคน พระศาสดา ตรัสอนุปุพพีกถา
แก่คนเหล่านั้น พอจบพระธรรมเทศนา พระราชาพร้อมกับบริวารก็ดำรงอยู่
ในโสดาปัตติผล.
ลำดับนั้น ชนทั้งหมดลุกขึ้นแล้ว ทูลขอบวช พระศาสดา ทรงใคร่ครวญ
ว่า บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จักมาประสิทธิ์แก่กุลบุตรเหล่านี้หรือไม่
หนอ ก็ทรงทราบว่า กุลบุตรเหล่านั้นได้เคยถวายจีวรพันผืน แด่พระปัจเจก-
พุทธเจ้าพันองค์ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้ถวายจีวร
สองหมื่นผืน แด่ภิกษุสองหมื่นองค์ การมาแห่งบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วย
ฤทธิ์ จึงไม่เป็นเหตุอัศจรรย์แก่กุลบุตรเหล่านั้นเลย ดังนี้แล้ว ทรงเหยียด
หน้า 247
ข้อ 123
พระหัตถ์ขวาตรัสว่า พวกเธอ จงเป็นภิกษุมาเกิด จงประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุเหล่านั้นก็ได้ทรง
บริวาร ๘ เป็นดังพระเถระมีพรรษาตั้ง ๖๐ พรรษาฉะนั้น เหาะขึ้นสู่เวหาส
แล้ว ก็กลับลงมาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรด้านหนึ่ง.
ฝ่ายพวกพ่อค้าเหล่านั้น เดินทางไปยังกรุงราชคฤห์แล้ว กราบทูล
ข่าวสารที่พระราชาส่งไปถวายแด่พระราชเทวีให้ทรงทราบ เมื่อพระราชเทวี
ตรัสว่า จงเข้ามา จึงเข้าไปยืน ณ ที่สมควรด้านหนึ่ง ที่นั้นพระราชเทวีจึง
ตรัสถามพวกพ่อค้าเหล่านั้นว่า พ่อคุณ เพราะเหตุไรจึงเดินทางมานี่ พวก
พ่อค้าจึงกราบทูลว่า พระราชาทรงส่งพวกข้าพระพุทธเจ้ามาเฝ้าพระองค์ นัยว่า
พระองค์จะพระราชทานทรัพย์ ๓ แสน แก่พวกข้าพระองค์ พระราชเทวี
ตรัสว่า พนาย ! พวกท่านพูดมากไปแล้ว พวกท่านทำประโยชน์อะไรใน
สำนักของพระราชา พระราชาทรงเลื่อมใสในเรื่องอะไร จึงรับสั่งให้พระราช
ทานทรัพย์ถึงเพียงนี้ แก่พวกท่าน. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระราชเทวี
พวกข้าพระองค์มิได้กระทำเรื่องอะไรอย่างอื่นเลย เพียงแค่แจ้งข่าวสารอย่าง
หนึ่งให้ทรงทราบเท่านั้น พระราชเทวีตรัสถามว่า พ่อคุณ อาจพอที่จะบอก
ข่าวสารนั้นแม้แก่เราบ้างได้หรือ. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า อาจ พระเจ้าข้า
แล้วบ้วนปากด้วยสุวรรณภิงคาร กราบทูล ว่า ข้าแต่พระราชเทวี พระพุทธ-
เจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก แม้พระราชเทวี พระองค์นั้น พอได้สดับคำนั้น
แล้ว เป็นผู้มีพระเสรีระอันปีติถูกต้องแล้วไม่อาจจะกำหนดอะไร ๆ ได้ถึง ๓
ครั้ง ในครั้งที่ ๔ ได้ทรงสดับว่า พระพุทธเจ้า ทรงอุบัติขึ้นแล้ว จึงตรัสว่า
หน้า 248
ข้อ 123
พ่อคุณในเพราะบทนี้ พระราชาทรงพระราชทานทรัพย์ให้พ่อเท่าไร. พวก
พ่อค้ากราบทูลว่า ๑ แสนพระเจ้าข้า. พระราชเทวีตรัสว่า พ่อคุณ พระราชา
พระราชทานทรัพย์ ๑ แสนแก่พวกท่าน เพราะได้สดับข่าวสารถึงขนาดนี้
นับว่าทรงกระทำไม่สมควรเลย เราจะให้ทรัพย์ ๓ แสน ในเพราะบรรณา
การอันยากแค้นของเรา แก่พวกท่าน พวกท่านได้กราบทูลเรื่องอะไรอย่างอื่น
อีกหรือไม่ พวกพ่อค้าเหล่านั้น กราบทูลถึงข่าวสาร ๒ อย่างแม้นอกนี้ให้
ทรงทราบว่า เรื่องนี้ และเรื่องนี้ พระราชเทวี ไม่อาจจะกำหนดอะไร ๆ
ได้ตลอด ๓ วาระ เหมือนกับนัยที่กล่าวแล้วในตอนแรกนั่นแล ทุก ๆ ครั้งที่
๔ ได้พระราชทานทรัพย์ครั้งละ ๓ แสน รวมความว่า พวกพ่อค้าเหล่านั้น
ได้รับทรัพย์ทั้งหมดไปถึง ๑๒ แสน.
ลำดับนั้น พระราชเทวีจึงตรัสถามพวกพ่อค้าเหล่านั้นว่า พ่อคุณ พระ-
ราชาเสด็จไปในที่ไหนเล่า พวกพ่อค้าจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ระราชา
ตรัสว่า เราจักบวชอุทิศพระศาสดาแล้วก็เสด็จไป พระราชเทวี ตรัสถามว่า
ข่าวสารอะไรที่พระราชาพระองค์นั้น ได้มอบแก่เรามีไหม พวกพ่อค้ากราบ
ทูลว่า นัยว่า ทรงสละมอบความเป็นใหญ่ทั้งหมดแด่พระองค์ นัยว่า พระ-
องค์จงเสวยสมบัติตามความสุขสำราญเถิด. พระราชเทวี ตรัสถามว่า พวก
อำมาตย์ไปไหนเสียเล่าพ่อคุณ. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระราชเทวี แม้
พวกอำมาตย์เหล่านั้นก็พูดว่า พวกเราจักบวชกับพระราชาแล้วไปแล้ว พระ-
ราชเทวีพระองค์นั้น จึงรับสั่งเรียกหาพวกภรรยาของอำมาตย์เหล่านั้นมาแล้ว
ตรัสว่า แม่คุณ สามีของพวกเจ้าสั่งไว้ว่า พวกเราจักบวชกับพระราชา แล้ว
หน้า 249
ข้อ 123
ก็พากันไปแล้ว พวกเจ้าจักทำอะไร. พวกภรรยาของอำมาตย์เหล่านั้นจึงทูล
ถามว่า ข้าแต่พระราชเทวี ข่าวสารอะไร ที่พวกสามีส่งฝากมาถึงพวกหม่อมฉัน
พระราชเทวีตรัสว่า ได้ทราบว่า พวกอำมาตย์เหล่านั้นได้สละมอบสมบัติ
ของตนแก่พวกเธอ ได้ทราบว่า พวกเธอจงบริโภคสมบัติตามสบายเถิด พวก
ภรรยาของอำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระราชเทวี พวกเราจัก
กระทำอย่างไรดีเล่า. พระราชเทวีตรัสว่า เบื้องแรก พระราชาของพวกเรา
พระองค์นั้น ดำรงอยู่ในหนทาง เอาทรัพย์ ๓ แสนบูชาพระรัตนตรัยแล้ว
สละพระราชสมบัติที่คล้ายกับก้อนเขฬะ ออกไปได้ด้วยตั้งพระราชหฤทัยว่า เรา
จักบวช แม้เราได้สดับข่าวสารของพระรัตนตรัย ก็นำเอาทรัพย์ ๙ แสน
บูชาพระรัตนตรัยนั้นแล้ว ก็ขึ้นชื่อว่าสมบัตินั้น มิใช่จะเป็นทุกข์แด่พระราชา
อย่างเดียวเท่านั้น ย่อมเป็นทุกข์แม้แก่เราเหมือนกัน ใครจักคุกเข่าลงที่พื้นดิน
แล้ว อ้าปากรับก้อนเขฬะที่พระราชาถ่มแล้วเล่า เราไม่มีความต้องการสมบัติ
เราจักบวชอุทิศพระศาสดา. พวกภรรยาของพวกอำมาตย์เหล่านั้น กราบทูลว่า
ข้าแต่พระราชเทวี ถึงพวกข้าพระองค์ ก็จักบวชพร้อมกับพระองค์. พระราช
เทวีตรัสว่า ถ้าพวกเจ้าอาจสามารถ ก็นับว่าเป็นการดี. พวกภรรยาของพวก
อำมาตย์เหล่านั้น กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ อาจสามารถ พระเจ้าข้า
พระราชเทวีตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจงมา แล้วรับสั่งให้ตระเตรียมรถ
พันคันเสร็จแล้ว ก็เสด็จขึ้นรถ เสด็จออกไปพร้อมกับพวกภรรยาของอำมาตย์
เหล่านั้น ในระหว่างทางได้ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำสายแรก ได้ตรัสถาม
เหมือนอย่างที่พระราชาตรัสถามครั้งแรกเช่นกัน ได้ทรงสดับความเป็นไปทั้ง
หน้า 250
ข้อ 123
หมดแล้ว จึงตรัสว่า พวกเธอจงแลดูหนทางที่พระราชาเสด็จไปแล้วซิ เมื่อ
พวกภรรยาของอำมาตย์เหล่านั้น กราบทูลว่า พวกหม่อมฉันมองไม่เห็น
รอยเท้าของม้าสินธพเลย แล้วตรัสว่า พระราชาทรงกระทำสัจกิริยาว่า เรา
เป็นผู้ออกไปเพื่ออุทิศพระรัตนตรัยแล้ว ทรงระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย
จึงจักเสด็จไปแล้ว แม้เราออกมา ก็เพื่ออุทิศพระรัตนตรัย ด้วยอานุภาพแห่ง
พระรัตนตรัย ขอน้ำนี้จงอย่าเป็นดุจน้ำแก่เราเลย ดังนี้ ทรงอนุสรณ์ถึงคุณ
ของพระรัตนตรัย รถพันคันก็แล่นไปได้ แม่น้ำได้เป็นเช่นกับแผ่นหินดาด.
รถทุกคันเปียกเพียงแค่ขอบล้อเท่านั้นแล แม่น้ำอีก ๒ สายนอกนี้พระนางและ
ทุกคนก็ได้ข้ามไปแล้ว ด้วยอุบายวิธีนี้นั่นแล.
พระศาสดา ได้ทรงทราบว่าหญิงเหล่านั้นมาแล้ว จึงทรงอธิษฐาน
โดยประการที่พวกภิกษุผู้เป็นสามีซึ่งนั่งอยู่แล้วในสำนักของพระองค์ให้มองไม่
เห็นหญิงเหล่านั้น แม้พระราชเทวีกำลังเสด็จมา ได้ทอดพระเนตรเห็นพระ-
รัศมี ซึ่งแผ่ซ่านออกจากพระสรีระของพระศาสดาแล้ว ก็ได้ทรงจินตนาการ
เช่นเดียวกับพระเจ้ามหากัปปิยนะเหมือนกัน แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวาย
บังคมประทับยืนอยู่ สถานที่อันสมควรข้างหนึ่งแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ พระเจ้ามหากัปปินะ เสด็จออกเพื่ออุทิศพระองค์ (บัดนี้ ) พระเจ้า
มหากัปปินะพระองค์นั้น ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ขอพระองค์จงแสดง
พระราชาพระองค์นั้น ให้ปรากฏแก่พวกหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า. พระศาสดา
ตรัสว่า เชิญพวกเธอนั่งก่อนเถอะ พวกเธอจักได้พบเห็นพระราชาพระองค์
นั้นในที่นี้แหละ. หญิงเหล่านั้น แม้ทั้งหมดร่าเริงดีใจพูดกันว่า นัยว่าพวกเรา
หน้า 251
ข้อ 123
นั่งแล้วในที่นี้แหละ. จักได้พบเห็นพวกสามีของพวกเราแน่ ดังนี้ จึงนั่งแล้ว.
พระศาสดาได้ตรัสแสดงอนุปุพพีกถา (แก่หญิงทั้งหมด) ในเวลาจบเทศนา
พระนางอโนชาเทวี ก็บรรลุโสดาปัตติผลพร้อมกับหญิงเหล่านั้น พระมหา-
กัปปินะเถระพร้อมด้วยพระบริวาร ได้สดับพระธรรมเทศนาที่พระศาสดาทรง
แสดงแก่หญิงเหล่านั้นแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ใน
ขณะนั้น พระศาสดาได้ทรงแสดงให้หญิงเหล่านั้นเห็นภิกษุเหล่านั้นได้ ก็ใน
ขณะที่หญิงเหล่านั้นมาถึงแล้ว ได้เห็นพวกสามีของตน ซึ่งทรงผ้ากาสาวะ มี
ศีรษะโล้นเข้า จิตก็จะไม่พึงมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ จะไม่พึงอาจเพื่อที่จะทำ
มรรคและผลให้บังเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เวลาที่พวกเธอมีศรัทธา
ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแล้ว พระศาสดาจึงทรงแสดงภิกษุเหล่านั้นผู้ได้บรรลุพระ-
อรหัตแล้ว แก่หญิงเหล่านั้น แม้หญิงเหล่านั้นได้เห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว ก็ได้
กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วเรียนว่า ท่านผู้เจริญ กิจแห่งบรรพชิตของ
ท่านถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
แล้วได้ทูลขอบรรพชา.
ในขณะที่หญิงเหล่านั้น กล่าวคำขอบรรพชาอย่างนี้พระศาสดา ได้
ทรงดำริถึงการมาของนางอุบลวรรณาเถรี ในบัดดลที่พระศาสดาทรงดำริ
แล้วเท่านั้น นางอุบลวรรณาเถรีนั้น ก็มาโดยทางอากาศ รับเอาหญิง
เหล่านั้น ทั้งหมดนำไปยังสำนักภิกษุณีโดยทางอากาศแล้ว จึงให้บรรพชา ไม่
นานเท่าไรนักหญิงเหล่านั้น ทั้งหมด ก็ได้บรรลุพระอรหัต พระศาสดาได้ทรง
พาภิกษุพันรูปไปยังพระเชตวันวิหารโดยทางอากาศ สดับมาว่า ณ ที่พระเชตวัน
หน้า 252
ข้อ 123
นั้น ท่านพระมหากัปปินะเที่ยวเปล่งอุทานว่า อโห สุขํ อโห สขํ โอ้ สุข
จริงหนอ โอ้ สุขจริงหนอ ในสถานที่ต่าง ๆ มีที่พักกลางคืนเป็นต้น ภิกษุ
ทั้งหลายจึงได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พระมหากัปปิยนะ เที่ยวเปล่งอุทานว่า โอ สุขจริงหนอ โอ สุขจริงหนอ
ดังนี้ คงจะเปล่งอุทานปรารภถึงความสุขอัน เกิดแต่พระราชสมบัติของตน
กระมัง พระศาสดา รับสั่งให้เรียกพระมหากัปปินะนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า
กัปปินะ ทราบว่า เธอเปล่งอุทานปรารภถึงความสุขอันเกิดแก่กามจริง
หรือ. พระมหากัปปินะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ย่อมทรงทราบว่าข้าพระองค์เปล่งอุทานปรารภถึงความสุขนั้น หรือว่าข้าพระ
องค์เปล่งอุทานปรารภถึงความสุขอื่น. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเรา จะได้เปล่งอุทานปรารภถึงความสุขอันเกิดแก่กาม
(หรือว่า) ความสุขอันเกิดแก่ราชสมบัติก็หามิได้ หากแต่ธรรมปีติ ย่อม
บังเกิดขึ้นแก่บุตรของเราผู้ประพฤติธรรมอยู่เท่านั้น เธอปรารภถึงอมตมหา-
นิพพานจึงได้เปล่งอุทานอย่างนั้น ดังนี้ เมื่อจะทรงสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรม
จึงตรัสพระคาถาว่า.
ผู้มีปีติในธรรม มีใจผ่องใสแล้ว ย่อม
อยู่เป็นสุข บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้า
ประกาศแล้ว ในกาลทุกเมื่อ ดังนี้.
ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระกัปปินะได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายหรือเปล่า ? พวกภิกษุ
หน้า 253
ข้อ 123
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหากัปปินะ เป็นผู้มีความขวนขวาย
น้อย ประกอบอยู่ด้วยความสุขที่เป็นไปในทิฏฐธรรม ไม่ยอมให้แม้กระทั่ง
โอวาท. พระศาสดาทรงมีรับสั่งให้เรียกพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า กัปปินะ
ทราบว่าเธอไม่ยอมให้แม้กระทั่งโอวาทแก่พวกภิกษุอันเตวาสิก จริงไหม ?
พระมหากัปปินะกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า พราหมณ์
เธออย่าได้กระทำอย่างนั้นเลย ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรมแก่พวกภิกษุ
ที่เข้ามาหาแล้ว. พระเถระทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย
เศียรเกล้าว่า สาธุ ดีละ พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วจึงโอวาทให้สมณะพันรูป ดำรง
อยู่ในพระอรหัต ด้วยการโอวาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระ-
ศาสดา เมื่อจะทรงสถาปนาพระสาวกของพระองค์ไว้ตามลำดับ จึงได้ทรง
สถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหากัปปินะ เป็น
ผู้เลิศกว่าสาวกทั้งหลายของเราผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุแล.
พระเถระได้บรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ ระลึกถึงบุรพกรรมของ
ตน ได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่คนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ . บทว่า
อุทิโต อชฏากาเส ได้แก่ ผุดขึ้น ตั้งขึ้น ปรากฏในอากาศทั้งสิ้น อธิบาย
ว่า คล้ายพระอาทิตย์ปรากฏกลางอากาศในฤดูสุรทกาล ฉะนั้น. บทว่า
อกฺขทสฺโส ตทา อาสึ ความว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระนั้น เราได้เป็นผู้มีปกติเห็นสาระ คือ เป็นผู้มีปกติเห็นประโยชน์
(เป็นผู้พิพากษาชี้ขาด) ได้ปรากฏเป็นอาจารย์.
หน้า 254
ข้อ 123
บทว่า สาวกสสฺ กตาวิโน เชื่อมความว่า ได้ฟังพระดำรัสของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งกำลังทรงประกาศคุณของพระสาวกผู้กล่าว
สอนภิกษุ คือ ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศ ได้แก่ทรงประกอบไว้ในหน้าที่
ที่เป็นไปติดต่อกัน ทรงยังใจของเราให้ร่าเริงยินดี.
บทว่า หํสสมภาโค ได้แก่ มีส่วนเสมอกับหงส์. บทว่า หํสทุนฺทุ-
ภินิสฺสโน เชื่อมความว่า มีพระสุรเสียงดุจหงส์ คือ มีพระดำรัสคล้ายกับเสียง
มโหระทึกและกลองเภรี ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูมหา-
อำมาตย์ผู้นี้เถิด. บทว่า สมุคฺคตตนูรุหํ ความว่า มีขนลุกขึ้นชูชันด้วยดี
หรือว่ามีใจฟูขึ้น (ด้วยปีติ). บทว่า ชีมูตวณฺณํ ความว่า มีวรรณะเสมอ
ด้วยแก้วมุกดา คือ มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากสรีระงดงาม. บทว่า ปิณํสํ แปลว่า
มีพระอังสาบริบูรณ์. บทว่า ปสนฺนนยนานนํ ความว่า มีนัยน์ตาและใบหน้า
ผ่องใส.
บทว่า กตาวิโน เชื่อมความว่า มหาอำมาตย์นี้นั้น ปรารถนาตำแหน่ง
ของภิกษุผู้บำเพ็ญกุศลมาแล้ว ดำรงอยู่ในตำแหน่งอันเลิศเพราะเขามีความ
พลอยยินดี คือมีใจร่าเริง บทว่า สตโส อนุสาสิยา ความว่า พร่ำสอนด้วย
อำนาจถ้อยคำอันเป็นธรรมสม่ำเสมอเป็นเหตุ. บทว่า พาราณสิยมาสนฺเน ได้
แก่ในหมู่บ้านช่างหูกใกล้พระนครพาราณสี. บทว่า ชาโต เกนิยชาติยํ ความ
ว่า เกิดในตระกูลช่างทอผ้า คือ ในตระกูลช่างหูก. คำที่เหลือ มีเนื้อความ
พอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถามหากัปปินเถราปทาน
หน้า 255
ข้อ 124
ทัพพมัลลปุตตเถราปทานที่ ๔ (๔๓๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระทัพพมัลลปุตตเถระ
[๑๒๔] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุต-
ตระ ทรงรู้แจ้งโลกทั้งหมดที่เป็นมุนี มีพระจักษุ
ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้
พระองค์ทรงตรัสสอน ทำสัตว์ให้รู้ชัด
ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงฉลาดใน
เทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงยังประชุมชนเป็น
อันมากให้ข้ามพ้นไปได้
พระองค์เป็นผู้พระอนุเคราะห์ ทรงประกอบ
ด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาประโยชน์แก่สรรพ-
สัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทุกคนให้ดำรงอยู่ใน
เบญจศีล
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงหมดความ
อากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ และวิจิตรด้วยพระ-
อรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ
พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก มี
พระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระ-
ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
หน้า 256
ข้อ 124
ครั้งนั้นอายุขัยของสัตว์แสนปี พระชิน-
สีห์พระองค์นั้น ดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณ
เท่านั้น ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น
วัฏสงสารไปได้
ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐี มียศใหญ่
ในพระนครหังสวดี เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ส่องโลก
ให้สว่างไปทั่ว แล้วได้สดับพระธรรมเทศนา
เราได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดาผู้ตรัส
สรรเสริญสาวกของพระองค์ ผู้แต่งตั้งเสนาสนะ
ให้ภิกษุทั้งหลาย ก็ชอบใจ
จึงทำอธิการแด่พระองค์ผู้ทรงแสวงหา
คุณอันใหญ่พร้อมทั้งพระสงฆ์แล้ว หมอบลง
แทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า แล้วปรารถนา
ฐานันดรนั้น
แท้จริง ในครั้งนั้น พระมหาวีรเจ้าพระ-
องค์นั้น ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราไว้ว่า
เศรษฐีบุตรนี้ ได้นิมนต์พระโลกนายก
พร้อมด้วยพระสงฆ์ให้ฉันตลอด ๗ วัน เขาจักมี
อินทรีย์ดังใบบัว มีจะงอยบ่าเหมือนของราชสีห์
มีผิวพรรณดุจทองคำ หมอบอยู่แทบเท้าของเรา
ปรารถนาตำแหน่งอันสูงสุด
หน้า 257
ข้อ 124
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้พระศาสดามีพระ-
นามว่า โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
เศรษฐีบุตรนี้จักได้เป็นสาวกของพระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ปรากฏโดยชื่อว่า ทัพพะ เป็น
ภิกษุผู้เลิศฝ่ายจัดแจงเสนาสนะตามที่ปรารถนา
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วยการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐
ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง เป็น
พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้
เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงมีความสุขในที่ทุก
สถาน
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระนายก
พระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงาม ทรงเห็น
แจ้งธรรมทั้งปวงได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เราเป็นผู้มี
จิตขัดเคือง ได้พูดตู่สาวกของพระพุทธเจ้าผู้คงที่
พระองค์นั้น ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว ทั้ง ๆ ที่รู้
อยู่ว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์
หน้า 258
ข้อ 124
และเราจับสลากแล้ว ถวายข้าวสุกที่
หุงด้วยน้ำนม แก่พระเถระทั้งหลาย ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ ผู้เป็นสาวกของพระผู้แกล้วกล้ากว่า
นรชนพระองค์นั้นแหละ
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพงศ์พันธ์
ของพรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านัก-
ปราชญ์ พระนามว่า กัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ ข่มขี่
เดียรถีย์ผู้หลอกลวงเสีย ทรงแนะนำเวไนยสัตว์
แล้ว เสด็จปรินิพพานพร้อมทั้งพระสาวก
ครั้นเมื่อพระโลกนาถเจ้าพร้อมทั้งพระ-
สาวกปรินิพพานแล้ว ครั้นเมื่อศาลธรรม กำลัง
จะสิ้นสูญอันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พากัน
สลดใจ สยายผม มีหน้าเศร้า คร่ำครวญว่า
ดวงตาคือธรรมจักดับแล้ว เราจักไม่ได้
เห็นท่านที่มีวัตรดีงามทั้งหลาย เราจักไม่ได้ฟัง
พระสัทธรรม น่าสังเวช เราเป็นคนมีบุญน้อย
ครั้งนั้น พื้นปฐพีทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้ง
หนาได้ไหวสะเทือน สาครสมุทรได้ แม่น้ำ
ร้องอย่างน่าสงสาร
หน้า 259
ข้อ 124
อมนุษย์ตีกลองดังทั่วทั้งสี่ทิศ อสนีบาต
อันน่ากลัวตกลงไปรอบ ๆ อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า
ดาวหางปรากฏ เกลียวแห่งเปลวไฟมีควันพวยพุ่ง
หมู่มฤคร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร
ครั้งนั้น เราทั้งหลายเป็นภิกษุรวม ๗ รูป
ด้วยกัน ได้เห็นความอุบาทว์อันร้ายแรง แสดง
เหตุว่าพระศาสนาจะสิ้นสูญ จึงเกิดความสังเวช
คิดกันว่า
เว้นพระศาสนาเสีย ไม่ควรที่เราจะมี
ชีวิตอยู่ เราทั้งหลายจึงจะเข้าไปสู่ป่าใหญ่แล้ว
บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์เจ้า
ครั้งนั้น เราทั้งหลายได้พบภูเขาหินใน
ป่าสูงลิ่ว เราไต่ขึ้นทางพะอง แล้วผลักพะอง
ให้ตกลงเสีย
ครั้งนั้น พระเถระได้ตักเตือนเราว่าการ
อุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยาก อีกประการหนึ่ง
ความเชื่อที่บุคคลได้ไว้ ก็หาได้ยาก และพระ-
ศาสนายังเหลืออีกเล็กน้อย
ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเสีย จะต้องตก
ลงไปในสาคร คือความทุกข์อันไม่มีที่สิ้นสุด
หน้า 260
ข้อ 124
เพราะฉะนั้น พวกเราควรกระทำความเพียร ตลอด
เวลาที่พระศาสนายังดำรงอยู่เถิด ดังนี้
ครั้งนั้น พระเถระนั้นเป็นพระอรหันต์
พระอนุเถระได้เป็นอนาคามี พวกเราที่เหลือ
จากนี้ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ประกอบความเพียร จึง
ได้ไปยังเทวโลก
องค์ที่ข้ามสงสารไปได้ปรินิพพานแล้ว
อีกองค์หนึ่งเกิดในชั้นสุทธาวาส, เราทั้งหลาย คือ
ตัวเรา ๑ พระปุกกุสาติ ๑ พระสภิยะ ๑ พระ-
พาหิยะ ๑ พระกุมารกัสสปะ ๑ เกิดในที่นั้น ๆ
อันพระโคดมบรมศาสดา ทรงอนุเคราะห์ จึง
หลุดพ้นไปจากเครื่องจองจำ คือ สังสารวัฏได้
เราเกิดในพวกมัลลกษัตริย์ในพระนคร
กุสินารา เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์นั่นแล มารดาได้
ถึงแก่กรรม เขาช่วยกันยกสรีระขึ้นสู่เชิงตะกอน
ลำดับนั้น เราตกลงมา ตกลงไปในกอง
ไม้ ฉะนั้นจึงปรากฏนามว่า ทัพพะ ด้วยผลแห่ง
การประพฤติพรหมจรรย์ เรามีอายุได้ ๗ ขวบ
ก็หลุดพ้นจากกิเลส ด้วยผลที่ถวายข้าวสุก
ผสมน้ำนม เราจึงเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ด้วย
บาปเพระกล่าวตู่พระขีณาสพ เราจึงถูกคนโจท
มากมาย
หน้า 261
ข้อ 124
บัดนี้เราล่วงบุญและบาปได้ทั้งสองอย่าง
แล้ว ได้บรรลุบรมสันติ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
เราแต่งตั้งเสนาสนะให้ท่านผู้มีวัตรอันดี
งามทั้งหลายยินดี พระพิชิตมารทรงพอพระทัยใน
คุณข้อนั้นจึงได้ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระทัพพมัลลปุตตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล
จบทัพพมัลลปุตตเถราปทาน
๕๓๔. อรรถกถาทัพพมัลลปุตตเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระทัพพมัลลปุตตเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากใน
ภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้
เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เขาเลื่อมใสในพระศาสดา
หน้า 262
ข้อ 124
กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาอยู่ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ซึ่ง
พระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้จัดแจงเสนาสนะแล้ว
มีใจเลื่อมใส นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ถวายมหาทาน
ตลอด ๗ วัน พอล่วงได้ ๗ วัน ได้หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบถึงความ
สำเร็จของเขาจึงได้ตรัสพยากรณ์แล้ว.
เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้วจุติจากอัตภาพนั้น ได้เสวย
ทิพยสมบัติในหมู่เทวดาชั้นดุสิตเป็นต้น แล้วจุติจากอัตภาพนั้น ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เขาได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เพราะ
ได้คบหากับอสัปบุรุษ แม้รู้ว่าภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ก็ยังได้พูดกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง. เขาได้ถวายสลากภัตรน้ำนม
แด่พระสาวกทั้งหลาย ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นแล. เขาได้ทำบุญจน
ตลอดอายุแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง
๒ แล้ว ในกาลแห่งพระกัสสปทศพล เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ในกาล
ที่สุดบวชแล้วในพระศาสนา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ความ
โกลาหลอลหม่านก็ได้เกิดขึ้นในสกลโลก ภิกษุ ๗ รูป เป็นบรรพชิตในรูป
ยังภูเขาลูกหนึ่งในท่ามกลางป่า ในปัจจันตชนบทแล้ว ผลักพะองให้ตกลง
ด้วยคิดว่า ความหวังในชีวิต จงตกลงไป ความสิ้นอาลัย จงจมลงไปเสียเถิด
หัวหน้าพระเถระผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น ภายใน ๗ วัน ก็ได้เป็นพระ-
อรหันต์. พระเถระที่รองลงมาจากพระเถระนั้น ได้เป็นพระอนาคามี. พระเถระ
หน้า 263
ข้อ 124
อีก ๕ รูปนอกนี้ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปบังเกิดใน
เทวโลก. ได้เสวยทิพยสุขในเทวโลกนั้นตลอดพุทธันดรหนึ่ง. ในพุทธุปบาท
กาลนี้ ภิกษุ ๔ รูปเหล่านั้นคือ ปุกกุสาติ ๑ สภิยะ ๑ พาหิยะ ๑ กุมารกัสสปะ ๑
ได้บังเกิดแล้วในที่นั้น ส่วนพระเถระนี้ได้บังเกิดในอนุปิยนครในมัลลรัฐ.
มารดาได้กระทำกาละเสีย ในระหว่างที่ทารกนั้นยังมิทันได้ออกจากท้องมารดา
แล. ลำดับนั้น บุคคลหนึ่ง จึงให้ช่วยกันยกร่างของนางขึ้นวางบนจิตกาธาน
เพื่อทำการฌาปนกิจ แล้วได้ช่วยกันรับประคับประคองกุมารซึ่งตกลงมาใน
ระหว่างกองไม้ไว้. ดังนี้ พระเถระนี้ จึงได้ปรากฏชื่อว่า ทัพพมัลลบุตร เพราะ
ตกลงมาที่กองไม้. ในกาลต่อมา ด้วยอำนาจบุญสมภารที่ทำไว้ในปางก่อน
ท่านจึงได้บวชแล้วประกอบความเพียรเจริญกัมมัฏฐาน ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
ลำดับนั้น พระศาสดา จึงทรงมอบหมายท่านไว้ในตำแหน่งจัด
เสนาสนะ และในตำแหน่งจัดแจงเรื่องภัตรแก่ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าท่าน
วางตนเป็นกลาง และเพราะท่านมีอานุภาพสมบูรณ์ และพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด
ก็พร้อมกันยกย่องท่าน อันว่าเรื่องนั้นได้มาแล้วในวินัยขันธกะนั้นแล. ใน
กาลต่อมาพระเถระได้เจาะจงสลากภัตรของท่านผู้ให้สลากอันประเสริฐคนหนึ่ง
แก่พวกภิกษุเมตติยภูมชกะ. พวกภิกษุเหล่านั้น ร่าเริงดีใจ พูดกันว่าพรุ่งนี้
พวกเราจักบริโภคภัตรที่เจือด้วยถั่วเขียวเนยใสและน้ำผึ้งของเรา ดังนี้แล้วจึง
ได้มีความอุตสาหะ. ฝ่ายอุบาสกนั้น ทราบว่าถึงวาระของภิกษุเหล่านั้นจึงสั่ง
นางทาสีว่า แน่ะแม่ พรุ่งนี้ภิกษุเหล่าใดจักมาถึงในที่นี้เจ้าจงอังคาสภิกษุเหล่านั้น
หน้า 264
ข้อ 124
ด้วยข้าวปลายเกรียน มีน้ำผักดองเป็นที่ ๒ แม้ทาสีนั้นก็ได้นิมนต์ให้
ภิกษุเหล่านั้นผู้มาถึงแล้วให้นั่ง ณ ที่มุมซุ้มประตู นิมนต์ท่านบริโภคแล้วอย่าง
ที่นายสั่งนั่นแล. ภิกษุเหล่านั้น ไม่พอใจ เดือดดาลอยู่ด้วยความโกรธ ผูก
อาฆาตในพระเถระพูดติเตียนว่า พระเถระรูปนั้นแหละ ทำใช้ให้ทายกผู้ให้
ภัตอันอร่อย สั่งให้ให้ภัตรอันไม่อร่อยแก่พวกเรา จึงมีความทุกข์ เศร้าใจ
นั่งแล้ว. ลำดับนั้น นางภิกษุณีชื่อว่าเมตติยาจึงถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ท่านมีความทุกข์ใจเรื่องอะไร ? ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า น้องหญิง !
เรื่องอะไรพวกเราจึงมาถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียน คอยเพ่งโทษ. นาง
ภิกษุณีจึงถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มีเรื่องอะไรที่ดิฉันพอสามารถจะช่วยทำได้
ไหม ? ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า เธอจงยกโทษของพระทัพพมัลลบุตรนั้นขึ้นเถิด.
นางภิกษุณีนั้น จึงได้กระทำการกล่าวตู่ยกโทษแก่พระเถระในเรื่องนั้น ๆ. ภิกษุ
ทั้งหลายได้สดับเรื่องนั้นแล้ว จึงกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงรับสั่งเรียกหาพระทัพพมัลลบุตรแล้ว
ตรัสถามว่า ทัพพะ ได้ยินว่าเธอได้กระทำประการอันแปลกแก่นางเมตติยา
ภิกษุณี จริงไหม ? พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นอย่างไร. พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า ทัพพะ พวกทัพพมัลลบุตรทั้งหลาย ย่อมไม่อธิบายอย่างนั้นแล
เธอจงบอกมาว่า เป็นผู้กระทำหรือว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำ. พระทัพพมัลลบุตร
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นผู้กระทำพระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงประกอบภิกษุเหล่านั้นให้เมตติยาภิกษุณี
หน้า 265
ข้อ 124
พินาศเสีย ภิกษุทั้งหลายมีพระอุบาลีเถระเป็นประธาน จึงสั่งให้นางภิกษุณี
นั้นสึกเสียแล้ว ซักถามพวกภิกษุเมตติยภูมชกะ เมื่อพวกภิกษุเหล่านั้น กราบ
เรียนว่า พวกเราได้ใช้นางภิกษุณีนั้นเอง ดังนี้แล้วจึงได้พากันกราบทูลเรื่อง
นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบัญญัติ
อาบัติสังฆาทิเสสในเพราะกล่าวตู่เรื่องอันไม่มีมูลแก่พวกภิกษุเมตติยภูมชกะ.
ก็โดยสมัยนั้นแล พระทัพพเถระเมื่อจะจัดแจงเสนาสนะสำหรับพวก
ภิกษุ คือเมื่อจะส่งพวกภิกษุผู้ที่เสมอกันไปในพระมหาวิหาร ๑๘ แห่ง รอบ
พระเวฬุวันมหาวิหาร ในส่วนแห่งราตรีในเวลามืด ใช้นิ้วทำแสงประทีป
ให้ลุกโพลงแล้ว ส่งพวกภิกษุผู้ไม่มีฤทธิ์ไปด้วยแสงสว่างนั้นนั่นแล เมื่อ
หน้าที่จัดแจงเสนาสนะและหน้าที่จัดแจงเรื่องภัตรของพระเถระเกิดปรากฎแล้ว
อย่างนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงแต่งตั้งพระทัพพเถระไว้ในฐานันดร ใน
ท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าจึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระทัพพมัลลบุตร เป็นผู้เลิศแห่งหมู่ภิกษุสาวกของเรา ผู้จัดแจง
เสนาสนะแล.
พระเถระ ระลึกถึงบุรพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้น
ว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ ถ้อยคำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความดังที่ข้าพเจ้า
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. เธอมีความว่าในกัปที่ ๙๑ แต่นี้ไป พระ
ผู้นำของชาวโลกพระนามว่า วิปัสสีทรงได้อุบัติขึ้นแล้วในโลกแล. บทว่า
ทุฏฺจิตฺโต ความว่าผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้ว คือ ผู้มีจิตไม่ผ่องใสเพราะ
สมาคมกับคนไม่ดี. บทว่า อุปวทึ สาวกํ ตสฺส ความว่า เราได้ให้ร้ายพระ
สาวกที่เป็นพระขีณาสพ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คือ เราได้ยก
หน้า 266
ข้อ 125
เอาถ้อยคำที่ไม่เป็นจริงกล่าวทับถม ได้แก่เราได้กระทำการกล่าวตู่ด้วยเรื่องที่
ไม่เป็นจริง. บทว่า ทุนฺทุภิโย ความว่า เภรีท่านเรียกว่าทุนทุภิ กลอง
มะโหระทึกเพราะเปล่งเสียงว่า ทุง ทุง ดังนี้. บทว่า นาทยึสุ แปลว่า เปล่ง
เสียงดัง. บทว่า สมนฺตโต อสนิโย เชื่อมความว่า ประกอบลงแล้วในหิน
คือให้พินาศไปโดยทิศาภาคทั้งหมด รวมความว่า สายฟ้าอาชญาของเทวดา
อัน นำมาซึ่งความหวาดกลัวได้ผ่าแล้ว. บทว่า อุกฺกา ปตึสุ นภสา ความว่า
ก่อกองไฟได้ตกลงแล้ว จากอากาศ. บทว่า ธุมเกตุ จ ทิสฺสติ ความว่า และ
กองไฟอันประกอบด้วยกลุ่มควัน ย่อมปรากฏชัดเจน. คำที่เหลือ มีเนื้อความ
พอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถาทัพพมัลลปุตตเถราปทาน
กุมารกัสสปเถราปทานที่ ๕ (๕๓๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุมารกัสสปเถระ
[๑๒๕] ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลก
ทั้งปวง เป็นนักปราชญ์ มีพระนามว่าปทุมุตตระ
ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์มีชื่อเสียง
โด่งดัง รู้จบไตรเพท เที่ยวไปในที่พักสำราญ
กลางวัน ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นายกของ
โลก กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยัง
มนุษย์พร้อมด้วยทวยเทพให้ตรัสรู้ กำลังทรง
หน้า 267
ข้อ 125
สรรเสริญพระสาวกของพระองค์ ผู้กล่าวธรรม
กถาวิจิตรอยู่ในหมู่มหาชน
ครั้งนั้น เราชอบใจ จึงได้นิมนต์พระ-
ตถาคตแล้วประดับประดามณฑปให้สว่างไสวด้วย
รัตนะนานาชนิด ด้วยผ้าอันย้อมด้วยสีต่าง ๆ
นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและ
ฉันในมณฑปนั้น เรานิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อม
ด้วยพระสาวกให้เสวยและฉันโภชนะมีรสอันเลิศ
ต่าง ๆ ถึง ๗ วัน
แล้วเอาดอกไม้ที่สวยงามต่าง ๆ ชนิด
เป็นที่อาศัยอยู่แห่งกรุณา ได้ตรัสว่า จงดูพราหมณ์
นี้ ผู้มีปากและตาเหมือนดอกปทุมมากด้วยความ
ปรีดาปราโมทย์ มีกายและใจฟูขึ้นเพราะโสมนัส
นำความร่าเริงมา จักษุเบิกกว้าง มีความปรารถนา
ในศาสนาของเรา หมอบลงแทบบาทมูลาของเรา
มีความประพฤติมั่น มีใจโสมนัส เขาปรารถนา
ฐานันดรนั้น คือ การกล่าวธรรมกถาอันวิจิตร
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช
จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
หน้า 268
ข้อ 125
ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดา
พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จัก
มีนามว่ากุมารกัสสปะเป็นสาวกของพระศาสดา
เพราะอำนาจดอกไม้และผ้าอันวิจิตรกับ
รัตนะ เขาจักถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ผู้กล่าวธรรมกถาอันวิจิตร
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ดาวดึงส์
เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่
เหมือนตัวละครหมุนเวียนอยู่กลางเวทีเต้นรำ
ฉะนั้น เราเป็นบุตรของเนื้อชื่อสาขะหยั่งลงใน
ครรภ์แห่งแม่เนื้อ
ครั้งนั้น เมื่อเราอยู่ในท้องมารดาของ
เรา ถึงเวรที่จะต้องถูกฆ่า มารดาของเราถูกเนื้อ
สาขะทอดทิ้ง จึงยึดเอาเนื้อนิโครธเป็นที่พึ่ง
มารดาของเราอันพญาเนื้อนิโครธ ช่วย
ให้พ้นจากความตาย สละเนื้อสาขะแล้ว ตัก
เตือนเราผู้เป็นบุตรของตัวในครั้งนั้นอย่างนี้ว่า
ควรคบหาแต่เนื้อโครธเท่านั้น ไม่ควร
เข้าไปคบหาเนื้อสาขะ ตายในสำนักเนื้อนิโครธ
ประเสริฐกว่า มีชีวิตอยู่ในสำนักเนื้อสาขะจะประ-
เสริฐอะไร.
หน้า 269
ข้อ 125
เรา มารดาของเรา และเนื้อนอกจากนี้
อันเนื้อนิโครธ ผู้เป็นเป็นนายฝูงนั้นพร่ำสอน อาศัย
โอวาทของเนื้อนิโครธนั้น จึงได้ไปยังที่อยู่อาศัยคือ ส
คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันรื่นรมย์ ประหนึ่งว่าไป
ยังเรือนของตัวที่ทิ้งจากไป ฉะนั้น.
เมื่อพระศาสนาของพระกัสสปธีรเจ้า
กำลังถึงความสิ้นสูญอันตรธาน เราได้ขึ้นภูเขาอัน
ล้วนด้วยหิน บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระ-
พิชิตมาร
ก็บัดนี้ เราเกิดในสกุลเศรษฐีในพระ-
นครราชคฤห์ มารดาของเรามีครรภ์ ออกบวช
เป็นภิกษุณี พวกภิกษุณี รู้ว่ามารดาของเรามีครรภ์
จึงนำไปหาพระเทวทัต พระเทวทัตนั้น กล่าวว่า
จงนาสนะภิกษุณีผู้ลามกนี้เสีย
ถึงในบัดนี้มารดาบังเกิดเกล้าของเรา เป็น
ผู้อันพระพิชิตมารจอมมุนีทรงอนุเคราะห์ไว้ จึง
ได้ถึงความสุขในสำนักของภิกษุณี
พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าโกศล ได้
ทรงทราบเรื่องนั้นจึงทรงเลี้ยงดูเราไว้ด้วยเครื่อง
บริหารแห่งกุมาร และตัวเรามีชื่อว่ากัสสปะ เพราะ
อาศัยท่านพระมหากัสสปเถระ เราจึงถูกเรียกว่า
กุมารกัสสปะ
หน้า 270
ข้อ 125
เพราะได้สดับพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้า ที่พระ-
พุทธเจ้าทรงแสดงว่า กายเช่นเดียวกับจอมปลวก
จิตของเราจึงพ้นอาสวะทั้งปวง เราได้รับ
ตำแหน่งเอตทัคคะ ก็เพราะทรมานพระเจ้าปายาสิ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกุมารกัสสปะได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุมารกัสสปเถราปทาน
จบภาณวารที่ ๒๔
หน้า 271
ข้อ 125
๕๓๕. อรรถกถากุมารกัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระกุมารกัสสปเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิโต
สตสหสฺสมฺหิ ดังนี้.
ได้ทราบว่า พระเถระรูปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว วัน
หนึ่ง ขณะที่กำลังฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่ง
พระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เสิศกว่าภิกษุผู้กล่าวธรรมถถาอัน
วิจิตร แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง จึงตั้งปณิธานไว้ กระทำบุญ
ทั้งหลาย อันเหมาะแก่ตำแหน่งนั้น ดำรงชีวิตอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพ
นั้น ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ แล้ว
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เขาได้บังเกิดในเรือนอัน มี
สกุล บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว บำเพ็ญ
สมณธรรม ท่องเที่ยวไปเฉพาะในสุคติทั้งหลายอย่างเดียว ได้เสวยทิพยสุข
และมนุษยสุขแล้วในพุทธุปบาทกาลนี้เขาได้บังเกิดในท้องของลูกสาวเศรษฐี
คนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์. ทราบว่า ลูกสาวเศรษฐีนั้น ในเวลาที่เป็นเด็ก
หญิงนั้นแล มีความประสงค์จะบวช จึงขออนุญาตมารดาบิดา เมื่อไม่ได้รับ
อนุญาตให้บวชจึงไปยังตระกูลสามี ได้มีครรภ์ แต่ไม่รู้ว่ามีครรภ์นั้น จึงคิด
แล้วว่า เราจักทำให้สามียินดี (ทำให้ถูกใจสามี) แล้วจึงจักขออนุญาตบวช.
เมื่อนางจะทำให้ถูกใจสามี จึงชี้ถึงโทษของสรีระโดยนัยเป็นต้นว่า
หน้า 272
ข้อ 125
ถ้าว่าในภายในของร่างกายนี้ จะพึงกลับ
ออกมาในภายนอกไซร้ บุคคลก็จะต้องถือท่อนไม้
คอยไล่หมู่กาและหมู่สุนัขแน่นอน ดังนี้.
จึงทำสามีผู้ประเสริฐนั้น ให้ยินดีแล้ว
หญิงนั้น ได้รับอนุญาตจากสามีแล้ว ไม่รู้ว่ามีครรภ์จึงได้บวชใน
หมู่นางภิกษุณีฝ่ายของพระเทวทัต. พวกนางภิกษุณีได้เห็นว่านางมีครรภ์
จึงไปถามพระเทวทัต. พระเทวทัตนั้นตัดสินว่า นางภิกษุณีนี้ไม่เป็นสมณะ.
นางภิกษุณีนั้นจึงคิดว่า เรามิได้บวชอุทิศพระเทวทัต. แต่เราบวชอุทิศ
พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ จึงได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทูลถามพระ-
ทศพล. พระศาสดา ทรงมอบหมายให้พระอุบาลีเถระรับหน้าที่ไป พระเถระ
สั่งให้เรียกตระกูลชาวพระนครสาวัตถี และนางวิสาขาอุบาสิกามาแล้ว เมื่อจะ
วินิจฉัยเรื่องนั้นพร้อมกับบริษัทผู้มีความขัดแย้ง จึงกล่าวว่า นางได้มีครรภ์
ก่อนบวช ครรภ์ไม่มีอันตรายบวชแล้ว. พระศาสดาได้ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว
ตรัสว่า อุบาลีวินิจฉัยอธิกรณ์ถูกต้องดีแล้ว จึงทรงประทานสาธุการแก่พระ-
เถระ.
นางภิกษุณีรูปนี้ ได้ตลอดบุตรรูปร่างงดงามดุจทองคำ. พระเจ้า
ปเสนทิโกศล ทรงพระดำริว่า การเลี้ยงดูทารก จะเป็นความกังวลใจแก่พวก
นางภิกษุณี จึงทรงรับสั่งให้แก่พวกญาติแล้ว รับสั่งให้เลี้ยงดู. พวกญาติได้
ตั้งชื่อทารกนั้นว่า กัสสปะ. ในกาลต่อมามารดาประดับตกแต่งแล้ว นำไป
เฝ้าพระศาสดาแล้วทูลขอบรรพชาแล้ว. ก็เพราะท่านบวชในเวลาที่เป็นเด็ก
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปะมา พวกเธอจงให้
ผลไม้หรือว่าของที่ควรเคี้ยวนี้แก่กัสสปะ พวกภิกษุจึงทูลถามว่า กัสสปะไหน.
หน้า 273
ข้อ 125
ต่อมาในเวลาเจริญวัยแล้ว จึงปรากฏชื่อว่า กุมารกัสสปะ เพราะตั้งชื่อเสีย
ใหม่ว่ากุมารกัสสปะ และเพราะเป็นบุตรที่พระราชาทรงชุบเลี้ยง.
จำเดิมแต่บวชแล้ว ท่านก็บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน และศึกษา
เล่าเรียนพระพุทธวจนะ. ลำดับนั้น ท้าวมหาพรหมผู้เป็นพระอนาคามีเกิด
ในชั้นสุทธาวาส ได้บำเพ็ญสมณธรรมบนยอดภูเขาร่วมกับท่านคิดว่า เราจัก
ชี้ทางวิปัสสนาแล้ว กระทำอุบายเพื่อบรรลุมรรคผลได้ ดังนี้แล้ว จึงแต่ง
ปัญหาขึ้น ๑๕ ข้อแล้ว บอกแก่พระเถระผู้อยู่ในป่าอัมธวันว่า ท่านควรถาม
ปัญหาเหล่านั้น กะพระศาสดา. ทีนั้นท่านจึงทูลถามปัญหาเหล่านั้นกะพระผู้มี
พระภาคเจ้า. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ทรงวิสัชนาแก่เธอแล้ว. พระเถระ
เล่าเรียนปัญหาเหล่านั้น โดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วทั้งหมด ยัง
วิปัสสนาให้ถือเอาซึ่งห้องแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต.
พระกุมารกัสสปะนั้น พอได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพ-
กรรมของตน ได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่คุ้นเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมหิ ดังนี้
คำใดในคาถานั้น มีเนื้อความซ้ำกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง คำนั้น
ทั้งหมด ข้าพเจ้าจักไม่พรรณนา ข้าพเจ้าจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยาก ๆ
เท่านั้น.
บทว่า อาปนฺนสตฺตา เม มาตา ความว่า มารดาของเรามีครรภ์แก่
เป็นหญิงมีครรภ์ ได้แก่มีครรภ์แก่ใกล้เวลาคลอด. บทว่า วมฺมิกสทิสํ กายํ
ความว่า ขึ้นชื่อว่า สรีระเป็นเช่นกับจอมปลวก พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรง
แสดงคือทรงประกาศไว้ว่าร่างกายนี้มีช่องอยู่ช่อง ซึ่งไหลไปอยู่เป็นนิตย์
เปรียบเหมือนจอมปลวกมีช่องเล็กช่องใหญ่ข้างโน้นข้างนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของ
สัตว์ทั้งหลาย เช่น มอดและตัวปลวกเป็นต้น ฉันนั้นเหมือนกัน อธิบายว่า
หน้า 274
ข้อ 126
ครั้นได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว จิตของเราไม่ยึดถืออาสวะทั้งหลาย พ้นแล้วจาก
กิเลสได้โดยพิเศษ คือ ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัตผล. ในกาลต่อมา พระ-
ศาสดาได้ทรงทราบจากภิกษุทั้งหลายในที่นั้น ๆ ว่า พระเถระนั้นเป็นผู้กล่าว
ธรรมกถาได้อย่างวิจิตร จึงทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย กุมารกัสสปะนี้ เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกของเรา ผู้กล่าว
ธรรมกถาให้วิจิตรแล.
จบอรรถกถากุมารกัสสปเถราปทาน
พาหิยเถราปทานที่ ๖ (๕๓๖)
ว่าด้วยบุพกรรมของพระพาหิยเถระ
[๑๒๖] ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก มีพระรัศมีใหญ่ เลิศกว่า
ไตรโลก มีพระนามชื่อว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
เมื่อพระมุนี ตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุ
ผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลันอยู่ เราได้ฟังแล้วชอบใจ จึง
ได้ทำสักการะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหา
คุณอันใหญ่
ถวายทานแด่พระมหามุนีพร้อมด้วยพระ-
สาวกตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า
แล้วปรารถนาฐานันดรนั้นในกาลนั้น
ลำดับนั้นพระสัมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์
เราว่า จงดูพราหมณ์ที่หมอบอยู่แทบเท้าของเรานี้
หน้า 275
ข้อ 126
ผู้สมบูรณ์ด้วยโสมนัส มีผิวพรรณเหมือนเด็กอายุ
๑๖ ปี
มีร่างกายอันบุญกรรมสร้างสรรให้คล้าย
ทองคำ ผุดผ่อง ผิวบาง ริมฝีปากแดงเหมือน
ผลตำลึงสุก มีฟันขาวคมเรียบเสมอ
มากด้วยกำลังคือคุณ มีกายและใจสูง
เพราะโสมนัส เป็นบ่อเกิดแห่งกระแสน้ำ คือ
คุณ มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยปีติ
เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้ตรัสรู้
ได้โดยเร็วพลัน พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าโคดม
จักเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคตกาล
เขาจักเป็นธรรมทายาทของพระมหาวีร-
เจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จัก
ได้เป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าพาหิยะ
ก็ครั้งนั้น เราเป็นผู้ยินดี หมั่นกระทำ
สักการะพระมหามุนีเจ้า ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติแล้ว
ได้ไปสวรรค์ ดุจไปที่อยู่ของตนฉะนั้น
เราจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมเป็นผู้ถึง
ความสุข เพราะกรรมนั้นชักนำไป เราจึงได้
ท่องเที่ยวไปเสวยราชสมบัติ
เมื่อพระศาสนาของพระกัสสปธีรเจ้าเสื่อม
ไปแล้ว เราได้ขึ้นสู่ภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหิน
หน้า 276
ข้อ 126
บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์ เป็นผู้มี
ศีลบริสุทธิ์ มีปัญญา ทำกิจพระศาสนาของพระ-
ชินสีห์ เรา ๕ คนด้วยกัน จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
ไปสู่เทวโลก
เราเกิดเป็นบุรุษชื่อพาหิยะ ในภาระกัจฉ-
นครอันเป็นเมืองอุดม ภายหลัวได้แล่นเรือไป
ยังสมุทรสาคร ซึ่งมีความสำเร็จเพียงเล็กน้อย
ไปได้ ๒-๓ วันเรือก็อัปปาง ครั้งนั้น
เราตกลงไปยังมหาสมุทร อันเป็นที่อยู่แห่งมังกร
ร้ายกาจ น่าหวาดเสียว
ครั้งนั้น เราพยายามว่ายข้ามทะเลใหญ่
ไปถึงท่าสุปปารกะ มีคนรู้จักน้อย
เรานุ่งผ้ากรองเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต ครั้ง
นั้น หมู่ชนเป็นผู้ยินดีกล่าวว่า นี้พระอรหันต์
ท่านมาที่นี่
พวกเราสักการะพระอรหันต์ด้วยข้าว น้ำ
ผ้า ที่นอนและเภสัชแล้วจักเป็นผู้มีความสุข
ครั้งนั้น เราได้ปัจจัยอันเขาสักการะบูชา
ด้วยปัจจัยเหล่านั้น เกิดความดำริโดยไม่แยบคาย
ขึ้นว่า เราเป็นพระอรหันต์
ครั้งนั้น บรุพเทวดารู้ว่าวาระจิตของเรา จึง
ตักเตือนว่าท่านหารู้ช่องทางแห่งอุบายไม่ ที่ไหน
จะเป็นพระอรหันต์เล่า
หน้า 277
ข้อ 126
ครั้งนั้น เราอันเทวดานั้นตักเตือนสลดใจ
จึงสอบถามเทวดานั้น พระอรหันต์ผู้ประเสริฐ
กว่านรชนในโลกนี้คือใคร อยู่ที่ไหน
เทวดานั้นบอกว่า
พระพิชิตมารผู้มีพระปัญญามาก ผู้มี
ปัญญาเสมือนแผ่นดินประเสริฐ ประทับอยู่ที่กรุง
สาวัตถี แคว้นโกสล พระองค์เป็นโอรสของ
เจ้าศากยะ เป็นพระอรหันต์ ไม่มีอาสวะ ทรง
แสดงธรรมเพื่อบรรลุพระอรหันต์.
เราได้สดับคำของเทวดานั้นแล้ว อิ่มใจ
เหมือนคนกำพร้าได้ขุมทรัพย์ ถึงความอัศจรรย์
เบิกบานใจที่จะได้พบพระอรหันต์อันอุดมชวนมอง
พึงใจ มีอารมณ์ไม่มีที่สุด
ครั้งนั้น เราออกจากที่นั้นไปด้วยตั้งใจ
ว่าเมื่อเราชนะกิเลสได้ ก็จะได้เห็นพระพักตร์
อันปราศจากมลทิน ของพระศาสดาทุกทิพาราตรี
กาล เราไปถึงแคว้นอันน่ารื่นรมย์นั้นแล้ว ได้
ถามพวกพราหมณ์ว่า พระศาสดาผู้ยังโลกให้ยินดี
ประทับอยู่ที่ไหน
ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลาย ตอบว่า
พระศาสดา อันนราชรและทวยเทพถวายวันทนา
เสด็จเข้าไปสู่บุรีเพื่อทรงแสวงหาพระกระยาหาร
หน้า 278
ข้อ 126
แล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับมา ท่านขวนขวาย
ที่จะเข้าเฝ้าพระมุนีเจ้า ก็จงรีบเข้าไปถวายบังคม
พระองค์ผู้เป็นเอกอัครบุคคลนั้นเถิด
ลำดับนั้น เรารีบไปยังเมืองสาวัตถีบุรี
อันอุดม ได้พบพระองค์ผู้ไม่กำหนัดในอาหาร
ไม่ทรงนุ่งด้วยความโลภ ทรงยังอมตธรรมให้โชติ
ช่วง อยู่ ณ พระนครนี้ ประหนึ่งว่าเป็นที่อยู่ของ
สิริ พระพักตร์โชติช่วงเหมือนรัศมีพระอาทิตย์
ทรงถือบาตร กำลังเสด็จโคจรบิณฑบาตอยู่
ครั้นพบพระองค์แล้วเราจึงได้หมอบลง
กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ขอพระองค์โปรด
เป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ ผู้เสียหายไปในทาง
ผิดด้วยเถิด
พระมุนีผู้สูงสุดได้ตรัสว่า เรากำลังเที่ยว
บิณฑบาต เพื่อประโยชน์แก่การยังสัตว์ให้ข้าม
พ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงธรรมแก่ท่าน
ครั้งนั้น เราปรารถนาได้ธรรมนัก จึง
ได้ทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าบ่อย ๆ พระองค์ได้
ตรัสพระธรรมเทศนาสุญญตบทอันลึกซึ้งแก่เรา
เราได้สดับธรรมของพระองค์แล้ว โอ
เราเป็นผู้อัน พระศาสดาทรงอนุเคราะห์
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 279
ข้อ 126
พระพาหิยทารุจิริยเถระผู้ได้กล่าวการ
พยากรณ์อย่างนี้แล้ว ล้มลงที่กองหยากเยื่อ เพราะ
แม่โคภูตผีมองไม่เห็นตัวขวิดเอา พระเถระผู้มี
ปรีชามาก เป็นนักปราชญ์ ครั้นกล่าวบุรพจริต
ของตนแล้ว ท่านปรินิพพาน ณ พระนครสาวัตถี
เมืองอุดมสมบูรณ์
สมเด็จพระฤาษีผู้สูงสุด เสด็จออกจาก
พระนคร ทอดพระเนตรเห็นท่านพระพาหิยะผู้
นุ่งผ้าคากรองนั้น ผู้เป็นนักปราชญ์ มีความ
เร่าร้อนอันลอยเสียแล้ว ล้มลงที่ภูมิภาค ดุจเสา
คันธงถูกลมล้มลง ฉะนั้น หมดอายุ กิเลสแห้ง
ทำกิจพระศาสนาของพระชินสีห์เสร็จแล้ว
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระสาวก
ทั้งหลาย ผู้ยินดีในพระศาสนามาสั่งว่า ท่าน
ทั้งหลายจงช่วยกันจับร่างของเพื่อนสพรหมจารี
แล้วเผาเสีย
จงสร้างสถูปบูชา เขาเป็นคนมีปรีชา
มาก นิพพานแล้ว สาวกผู้ทำตามคำของเราผู้นี้
เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ตรัสรู้ได้เร็วพลัน
คาถาแม้ตั้งพัน ถ้าประกอบด้วยบทที่
แสดงความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์ไซร้ คาถาบท
เดียวที่บุคคลฟังแล้วสงบระงับได้ ก็ประเสริฐ
กว่า
หน้า 280
ข้อ 126
น้ำ ดิน ไฟ และ ลม ไม่ตั้งอยู่
นิพพานใด ในนิพพานนั้น บุญกุศลส่องไปไม่
ถึง พระอาทิตย์ส่องแสงไม่ถึง
พระจันทร์ก็ส่องแสงไม่ถึง ความมืดก็ไม่
มี อนึ่ง เมื่อใด พราหมณ์ผู้ชื่อว่ามุนีเพราะความ
เป็นผู้นิ่ง รู้จริงด้วยตนเองแล้ว
เมื่อนั้นเขาพ้นจากรูป อรูป สุขและ
ทุกข์ พระโลกนาถผู้เป็นมุนี เป็นที่นับถือของ
โลกทั้งสาม ได้ภาษิตไว้ด้วยประการดังกล่าวมา
ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระพาหิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบพาหิยเถราปทาน
หน้า 281
ข้อ 126
๕๓๖. อรรถกถาพาหิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระทาหิยพารุจิริยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิโต
สตสหสฺสมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในศิลปะของพวกพราหมณ์แล้ว เป็นผู้มี
ความรู้ไม่ขาดตกบกพร่องในเวทางคศาสตร์ทั้งหลาย. วันหนึ่งได้ไปยังสำนัก
ของพระศาสดา ขณะฟังธรรมมีใจเลื่อมใส ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระ
ศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ขิปปาภิญญา (ตรัสรู้
ได้เร็วไว) เป็นผู้ประสงค์จะได้ตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้ถวายทานแด่ภิกษุ
สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ตลอด ๗ วัน โดยล่วง ๗ วันไปแล้ว จึง
หมอบลงที่บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงได้สถาปนา
ภิกษุใดไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ขิปปาภิญญา ในอนาคตกาล แม้
ข้าพระองค์ก็พึงเป็นเหมือนภิกษุรูปนั้น คือ พึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ขิปปา-
ภิญญา ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตรวจดูด้วยอนาคตังสญาณแล้ว ทรงทราบว่าสำเร็จผลแน่ จึงทรงพยา-
กรณ์ว่า ในอนาคตกาล เขาบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่าโคคม จักเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ขิปปาภิญญาแล. เขาได้ทำบุญไว้เป็นอัน
หน้า 282
ข้อ 126
มากจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในเทวโลก ได้เสวยสมบัติ
ในกามาวจร ๖ ชั้นในเทวโลกนั้นแล้ว. ก็ได้เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติ
เป็นต้นในมนุษยโลกอีกหลายร้อยโกฏิกัป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่ากัสสปะ เขาได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปรินิพพานแล้ว จึงได้บวชแล้ว. เมื่อพระศาสนา เสื่อมสิ้นลง ภิกษุ ๗ รูป
มองเห็นความประพฤติผิดของบริษัท ๔ ถึงความสังเวชสลดจิต พากันเข้าไป
ป่า คิดว่า พวกเราจักกระทำที่พึ่งแก่ตนเองตลอดเวลาที่พระศาสนายังไม่เสื่อม
สิ้นไป จึงพากัน ไหว้พระสุวรรณเจดีย์แล้ว ได้มองเห็นภูเขาลูกหนึ่งในป่านั้น
จึงพูดขึ้นว่า ผู้มีความห่วงใยในชีวิต จงกลับไปเสีย ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต จงพา
กันขึ้นไปยังภูเขาลูกนี้เถิด แล้วจึงพาดพะอง ทั้งหมดพากันขึ้นไปยังภูเขาลูก
นั้นแล้ว ผลักพะองให้ตกไปแล้วต่างก็บำเพ็ญสมณธรรม. ในบรรดาภิกษุทั้ง
๗ รูปเหล่านั้น พระสังฆ์เถระได้บรรลุพระอรหัต โดยล่วงไปเพียงราตรีเดียว
เท่านั้น. พระเถระนั้นเคี้ยวไม้สีฟันชื่อนาคลดา ในสระอโนดาด ล้างหน้า
แล้ว นำเอาบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีปแล้ว พูดกะภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้มี
อายุ จงฉันบิณฑบาตนี้เถิด. ภิกษุเหล่านั้นพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกเราได้
กระทำกติกาอย่างนี้ไว้แล้วหรือว่า รูปใดบรรลุพระอรหัตก่อน รูปที่เหลือ
จงบริโภคฉันบิณฑบาตที่รูปนั้นนำมาแล้ว. พระเถระถามว่า ผู้มีอายุ ข้อนั้น
มิใช่เป็นเช่นนั้น. ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ก็ถ้าว่าแม้พวกเราจักได้ทำคุณวิเศษ
ให้บังเกิดขึ้นได้เหมือนอย่างท่านไซร้ ตนเองก็จักนำมาบริโภคฉันเอง ดังนี้
จึงไม่ปรารถนาแล้ว.
ในวันที่ ๒ พระเถระรูปที่ ๒ ได้เป็นพระอนาคามี ได้นำเอาบิณฑบาต
มาแล้วอย่างนั้นเหมือนกันแล้ว นิมนต์ให้ภิกษุนอกนี้ฉัน ภิกษุเหล่านั้นกล่าว
แล้วอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ พวกเราได้ทำกติกากัน ไว้แล้วหรือว่า พวกเราจักไม่
หน้า 283
ข้อ 126
ฉันบิณฑบาตที่พระมหาเถระนำมา จักฉันบิณฑบาตเฉพาะที่พระอนุเถระนำ
มาแล้ว. พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ ก็ข้อนั้นมิใช่เป็นเช่นนั้น. ภิกษุเหล่านั้น
กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม้พวกเราจักทำคุณวิเศษให้บังเกิดขึ้นเหมือน
อย่างพวกท่านอย่างนั้นแล้ว ก็จักอาจเพื่อขบฉันตามความเป็นอย่างบุรุษของ
ตนของตน ดังนี้ ไม่ปรารถนาแล้ว. ในบรรดาภิกษุเหล่านั้นพระเถระที่ได้
บรรลุพระอรหัต ได้ปรินิพพานแล้ว. พระเถระรูปที่ ๒ ได้เป็นพระอนาคามี
ได้ไปบังเกิดพรหมโลก ภิกษุอีก ๕ รูปนอกนี้ไม่สามารถจะทำคุณวิเศษให้
บังเกิดขึ้นได้ จึงเศร้าโศกใจในวันที่ ๗ ได้กระทำกาละไปบังเกิดในเทวโลก.
ได้เสวยทิพยสุขในเทวโลกนั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากอัตภาพนั้น
แล้ว บังเกิดในมนุษยโลก. ในบรรดาชน ๕ คนเหล่านั้น คนหนึ่งได้เป็น
พระราชาพระนามว่าปุกกุสะ คนหนึ่งชื่อว่ากุมารกัสสปะ อยู่ในกรุงตักกสิลา
แคว้นคันธาระ คนหนึ่งชื่อว่า พาหิยทารุจิริยะ คนหนึ่งชื่อว่าทัพพมัลลบุตร
และคนหนึ่งชื่อว่า สภิยปริพพาชกแล. ในบรรดาชน ๕ คนเหล่านั้น พาหิย-
ทารุจิริยะคนนี้ ได้บังเกิดในตระกูลพ่อที่ท่าสุปปารกะ ถึงความสำเร็จใน
พาณิชยกรรมแล้ว มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก. เขาได้ขึ้นเรือไปต่างประเทศ
พร้อมกับพวกพ่อค้าซึ่งกำลังเดินทางไปยังสุวรรณภูมิ เดินทางไปได้เล็กน้อย
เรือก็อัปปาง ผู้คนที่เหลือ ก็กลายเป็นภักษาของปลาและเต่า เหลือเขาเพียง
คนเดียวเท่านั้น เกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งพยายามว่ายน้ำ ในวันที่ ๗ ก็ล่วง
ถึงฝั่งแห่งท่าสุปปากะ. เขาไม่มีผ้านุ่งและผ้าห่ม เขามองไม่เห็นใครอื่น จึง
เอาปอผูกท่อนไม้แห้งแล้ว นุ่งและห่ม ถือเอากระเบื้องจากเทวสถานได้ไป
ยังท่าสุปปารกะ. พวกมนุษย์เห็นเขาเข้าแล้ว ต่างก็พากันให้ยาคูและภัตร
เป็นต้นแล้ว ยกย่องว่า ท่านผู้นี้คนเดียวเป็นพระอรหันต์. เมือพวกชาวบ้าน
หน้า 284
ข้อ 126
นำเอาผ้านุ่งผ้าห่มมาให้มากมายเขาจึงคิดว่า ถ้าว่า เราจะนุ่งหรือจะห่มผ้าไซร้
ลาภและสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้นไป จึงพูดห้ามผ้าเหล่านั้น เสียแล้ว ใช้สอย
เฉพาะแต่ผ้าเปลือกไม้อย่างเดียว.
ลำดับนั้น เมื่อเขาได้รับยกย่องจากประชาชนเป็นอันมากว่า เป็น
พระอรหันต์ พระอรหันต์ดังนี้ จึงมีความปริวิตกเกิดขึ้นในใจอย่างนี้ว่า พวก
ที่เป็นพระอรหันต์ หรือว่าปฏิบัติดำเนินไปเพื่อบรรลุพระอรหัตมีอยู่ในโลกนี้
ตัวเราก็เป็นผู้หนึ่งของพวกนั้น. เขาเลี้ยงชีวิตด้วยการงานที่หลอกลวงคนอื่น
โดยทำนองนั้นแล.
ในพระศาสนาแห่งพระกัสสปทศพล เมื่อชนทั้ง ๗ คนในรูปยัง
ภูเขาบำเพ็ญสมณธรรม คนหนึ่งได้เป็นพระอนาคามีได้ไปบังเกิดในพรหมโลก
ชั้นสุทธวาส ตรวจดูพรหมสมบัติของตน รำพึงถึงสถานที่ที่ตนมาแล้ว ขึ้น
ไปยังภูเขา เห็นที่บำเพ็ญสมณธรรมแล้ว รำพึงถึงสถานที่ที่คนที่เหลือไปเกิด
รู้ว่าท่านหนึ่งปรินิพพานแล้ว และรู้ว่า นอก อีก ๕ คนไปบังเกิดในเทวโลก
ชั้นกามาวจร ได้รำพึงถึงคนทั้ง ๕ เหล่านั้นตามกาลอันสมควร. เมื่อรำพึงว่า
ก็ในเวลานี้คนทั้ง เหล่านั้นไปบังเกิดในที่ไหนหนอ จึงได้เห็นทารุจิริยะ
ผู้อาศัยท่าสุปปารกะเลี้ยงชีวิต ด้วยการงานคือการหลอกลวงแล้ว คิดว่า ผู้นี้เป็น
คนพาลฉิบหายแล้วหนอ เขาบำเพ็ญสมณธรรมในกาลก่อน ไม่ได้ฉันบิณฑ-
บาตแม้ที่พระอรหันต์นำมาแล้ว โดยความอุกฤษฏ์ยิ่ง บัดนี้เป็นผู้ไม่สมควร
เพราะเหตุแห่งต้อง อ้างว่าเป็นพระอรหันต์เที่ยวหลอกลวงชาวโลกอยู่ ไม่รู้
ว่าพระทศพล ทรงอุบัติขึ้นแล้ว เราจะไปทำให้เกิดความสังเวช จักให้เขา
ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว ดังนี้ ในขณะนั้นนั่นแล จึงลงจาก
พรหมโลกแล้วได้ปรากฏข้างหน้าทารุจิริยะ ในระหว่างภาคราตรี ณ ที่ท่า
หน้า 285
ข้อ 126
สุปปารกะ. ทารุจิริยะนั้น ได้เห็นแสะสว่างส่องมาในที่อยู่ของตน จึงออกมา
ข้างนอก เห็นท้าวมหาพรหมเข้า จึงประคองอัญชลีถามว่า ท่านเป็นใครหนอ .
ท้าวมหาพรหมตอบว่า เราเป็นสหายเก่าของท่าน ได้บรรลุอนาคามิผลแล้ว
ไปบังเกิดในพรหมโลก หัวหน้าของพวกเราทั้งหมด เป็นพระอรหันต์ปรินิพ-
พานแล้ว ส่วนพวกท่าน ๕ คน ไปบังเกิดในเทวโลก บัดนี้เรานั้นได้เห็น
ท่านเลี้ยงชีวิตด้วยการงานคือการหลอกลวงในที่นี้ จึงได้มาเพื่อสั่งสอนท่าน
แล้วกล่าวถึงเหตุนี้ว่า พาหิยะ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ ทั้งไม่ใช่เป็นผู้ปฏิบัติ
ตามหนทางพระอรหัตเลย ท่านจะเป็นพระอรหันต์ หรือว่าท่านจะเป็นผู้ปฏิบัติ
ตามหนทางพระอรหัตด้วยปฏิปทาใด ปฏิปทาแม้นั้นไม่ได้มีแก่ท่านเลย. ลำดับ
นั้น ท้าวมหาพรหมได้บอกเขาว่า พระศาสดาทรงอุบัติขึ้นแล้ว และได้บอก
เขาว่า พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้ส่งเขาไปด้วยสั่งว่า จงไปเฝ้า
พระศาสดาเถิด แล้วก็ได้กลับไปยังพรหมโลกตามเดิม.
ฝ่ายพาหิยะ มองดูท้าวมหาพรหมผู้ยืนกล่าวอยู่ในอากาศแล้ว คิดว่า
โอ เราได้กระทำกรรมหนักหนอ เรามิได้เป็นพระอรหันต์ แต่คิดว่าเป็นพระ-
อรหันต์แล้ว ท้าวมหาพรหมกล่าวกะเราว่า ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์เลย
ทั้งท่านก็มิได้ปฏิบัติตามหนทางพระอรหัตด้วยดังนี้ คนอื่นที่เป็นพระอรหันต์
ในโลกนี้ มีหรือไม่หนอ. ลำดับนั้น พาหิยะจึงถามเทวดานั้นว่า เมื่อเป็นเช่น
นั้นพวกใครเล่า เป็นพระอรหันต์ หรือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามหนทางพระอรหัต.
ลำดับนั้น เทวดาจึงบอกเขาว่า พาหิยะ ในอุตตรชนบทมีพระนครหนึ่ง ชื่อ
สาวัตถี บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กำลังประทับอยู่ในพระนครนั้น พาหิยะ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็น
หน้า 286
ข้อ 126
พระอรหันต์ และทรงแสดงธรรมเพื่อให้คนเป็นพระอรหันต์. ในส่วนแห่ง
ราตรีนั้น พาหิยะได้ฟังถ้อยคำของเทวดาแล้ว มีความสังเวชสลดใจ จึงได้
ออกจากท่าสุปปารกะในขณะนั้นนั่นเอง แล้วได้ไปยังกรุงสาวัตถีโดยคืน
เดียวแล. ก็เมื่อขณะกำลังเดินทางไปด้วยอานุภาพแห่งเทวดา และด้วยอานุภาพ
ของพระพุทธเจ้าจึงทำให้เขาเดินทางไปได้ถึง ๑๒๐ โยชน์ ถึงกรุงสาวัตถี.
ในขณะนั้น พระศาสดากำลังเสด็จเข้าไปยังกรุงสาวัตถีเพื่อบิณฑบาต
เขาเข้าไปยังพระเชตวันแล้ว ถามพวกภิกษุมากรูป ผู้กำลังเดินจงกรมอยู่
ในที่กลางแจ้งว่า บัดนี้ พระศาสดาเสด็จไปไหนเสียเล่า ? พวกภิกษุตอบว่า
พระศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้วถามว่า คุณมาจากไหนเล่า ?
เขาตอบว่า ผมมาจากท่าสุปปารกะขอรับ. ถามว่า คุณออกเดินทางเวลาเท่าไร ?
เขาตอบว่า ผมออกเดินทางเมื่อเย็นวานนี้ ขอรับ. พวกภิกษุกล่าวต้อนรับว่า
คุณเดินทางมาไกล เชิญนั่ง ล้างเท้าทาน้ำมันเสียก่อน พักผ่อนสักหน่อย ใน
เวลาไม่นานนัก จักได้เห็นพระศาสดา. พาหิยะกราบเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ผมไม่รู้ถึงอันตรายในชีวิตของพระศาสดา หรือว่าของตัวผมเอง ผมไม่ได้ยืน
พัก ไม่ได้นั่งพักในที่ไหนเลย เดินทางมาถึง ๑๒๐ โยชน์โดยราตรีเดียวเท่า
นั้น ผมจักขอเข้าเฝ้าพระศาสดาเสียก่อนแล้ว จึงพักผ่อนภายหลัง เขาพูด
อย่างนั้นแล้วก็รีบร้อน เข้าไปยังกรุงสาวัตถี ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่ง
กำลังเสด็จจาริกไปด้วยพระพุทธสิริอันหาที่เปรียบมิได้ คิดว่า เป็นเวลานาน
หนอที่เราได้พบพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้ ตั้งแต่ที่ได้พบเห็นแล้วก็
น้อมสรีระไปแล้ว กราบลงที่ระหว่างถนนด้วยเบญจางคประดิษฐ์จับที่ข้อพระ-
บาทไว้มั่นแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
จงทรงแสดงธรรมเถิด ขอพระสุคตเจ้า จงทรงแสดงธรรมเถิด ซึ่งจะได้เป็น
หน้า 287
ข้อ 126
ไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน. ลำดับนั้น พระศาสดาทรง
ตรัสห้ามเขาไว้ว่า เวลานี้มิใช่กาล พาหิยะ เราจะเข้าไปยังละแวกบ้านเพื่อ
บิณฑบาต.
พาหิยะ ได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลวิงวอนอีกว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ผู้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ไม่เคยได้อาหารคือคำข้าวไม่มี
ข้าพระองค์ไม่รู้อันตรายในชีวิตของพระองค์ หรือว่าของข้าพระองค์ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด
ขอพระสุคตเจ้า จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด. พระศาสดา ตรัสห้าม
อย่างนั้นนั่นแลแม้ครั้งที่ ๒. นัยว่าพระศาสดาได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า ตั้งแต่
เวลาที่พาหิยะนี้เห็นแล้ว สรีระทั้งสิ้นของเขามีปีติท่วมทับหาระหว่างมิได้
กำลังแห่งปีติที่มีกำลังมาก แม้จะได้ฟังธรรมแล้ว ก็จักไม่สามารถเพื่อบรรลุ
ได้เลย จงพักผ่อนด้วยมัชฌัตตุเปกขาเสียก่อน เพราะเมื่อเขาเดินทางมาสิ้น
หนทางถึง ๑๒๐ โยชน์ โดยราตรีเดียวเท่านั้น จงระงับความเหน็ดเหนื่อย
อันนั้นเสียก่อน เพราะเหตุนั้นพระศาสดา จึงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้ง เขาทูลขอ
ในครั้งที่ ๓ ประทับยืนอยู่ในระหว่างทางนั่นแล ได้ทรงแสดงธรรมโดย
อเนกปริยายโดยนัยเป็นต้นว่า เพราะเหตุนั้นในข้อนี้ เธอพึงศึกษาอย่างนี้
พาหิยะ เมื่อเธอเห็นแล้ว จักเป็นสักว่าเห็น. พาหิยะนั้นขณะกำลังฟังธรรม
ของพระศาสดาอยู่นั่นแล ได้ทำอาสวะทั้งปวงให้หมดสิ้นไปแล้ว ได้บรรลุ
พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
พาหิยะนั้น ในขณะที่ได้บรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล ระลึกถึงบุรพ-
กรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคย
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิโต สตสหสฺสมฺหิ ดังนี้.
หน้า 288
ข้อ 126
คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง
นั่นแล. ข้าพเจ้าจักกระทำการพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
บทว่า หสนํ ปจฺจเวกฺขณํ ความว่า พิจารณาความสมบูรณ์ด้วย
โสมนัส คือมีวรรณะ ของคนวัยหนุ่มวัยสาว ละเอียดอ่อนยิ่งนัก. บทว่า
เหมยญฺโญปจิตงค์ ความว่า ผู้มีอวัยวะสรีระร่างกายอันบุญกรรมสร้างสรรให้
คล้ายกับเส้นทองคำ. บทว่า ปลมฺพพิมฺพตมฺโพฏฐํ ความว่า มีริมผีปากทั้ง ๒
ข้างเป็นสีแดงคล้ายกับผลตำลึงสุก. บทว่า เสตติณฺหสมํ ทิชํ ความว่า มีฟัน
เสมอคล้ายกระทำการคัคด้วยเครื่องคัคเหล็กและโลหะอันคมด้วยหินลับมีดชั้นดี
ทำให้เสมอ. บทว่า ปีติสมฺผุลฺลิตานนํ ความว่า มีใบหน้าเบิกบานด้วย
ดีด้วยปีติ คือมีหน้าแจ่มใสเช่นกับพื้นกระจก. บทว่า ขิปฺปาภิญฺญสฺส ภิกฺขฺโน
ความว่า แห่งภิกษุผู้สามารถเพื่อจะตรัสรู้ได้โดยพิเศษยิ่งโดยเร็วพลัน คือ ใน
ขณะที่ยกธรรมขึ้นแสดงเท่านั้น . บทว่า สคฺคํ อคํ สภวนํ ยถา ความว่า เรา
ได้ไปสูโลกสวรรค์ซึ่งคล้ายกับบ้านเรือนของตนฉะนั้น. บทว่า น ตฺวํ อุปาย-
มคฺคญฺญ ความว่า เธอมิใช่เป็นผู้รู้หนทางอันเป็นอุบายให้ได้บรรลุพระ-
นิพพาน. บทว่า สตฺถุโน สทา ชินํ มีโยชนาว่า เราพ่ายแพ้ต่อความกำเริบ
จักได้เห็นพระชินเจ้า ผู้มีพระพักตร์อันผ่องใสดุจพื้นกระจก ของพระศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดกาลทั้งปวง คือ จักออกไปเพื่อเข้าเฝ้า. บทว่า ทิเช
อปุจฉึ กุหึ โลกนนฺทโน ความว่า เราได้ถามพวกผู้เกิดสองครั้ง คือพราหมณ์
ได้แก่ พวกภิกษุว่า พระศาสดาผู้ทรงกระทำให้ชาวโลกเลื่อมใส ประทับ
อยู่ ณ ที่ไหน. บทว่า สโสว ขิปฺปํ มุนิทสฺสนุสฺสุโก ความว่า เป็นผู้มีความ
พยายามอุตสาหะในการเห็นพระมุนีเจ้า คือ ในการเห็นพระตถาคตเจ้า ดุจ
กระต่ายหมายจันทร์ ฉะนั้น ย่อมบรรลุโดยพลัน. บทว่า ตุวฏํ คนฺตฺวา คือไป
โดยเร็วพลัน. บทว่า ปิณฺฑตฺถํ อปิหาคิธํ ความว่า อาศัยบิณฑบาตไม่ละโมบ
หน้า 289
ข้อ 126
ปราศจากความละโมบ ไม่กำหนัด ไม่มีตัณหา. บทว่า อโลลกฺขํ เชื่อมความ
ว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่เหลียวมองดูข้างโน้นข้างนี้ เสด็จเที่ยว
ไปเพื่อบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีอันอุดม. บทว่า สิรินิยสงฺกาสํ ความว่า
คล้ายกับที่อยู่อันงดงามด้วยสิริลักษณะและอนุพยัญชะ คือ เช่นกับเสาค่ายอัน
ลุกโพลง. บทว่า รวิทิตฺติหรานนํ ความว่ามณฑลหน้ามุขอันลุกโชติช่วง คล้าย
กับมณฑลพระอาทิตย์นี้รุ่งโรจน์ฉะนั้น. บทว่า กุปเถ วิปฺปนฏฺฐสฺส ความ
ว่า ขอพระองค์จงเป็นสรณะ คือจงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ ผู้หลงทาง
ปฏิบัติผิดในหนทางที่บัณฑิตติเตียน คือ ในหนทางที่มีอันตราย. คำว่า โคตม
ความว่า พาหิยะย่อมร้องเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระโคตร. บทว่า
น ตตฺก สกฺกา โชตนฺติ ความว่า หมู่ดาวมีประกายพรึกที่เรืองแสง
เป็นต้น สมบูรณ์ด้วยรัศมีสุกเปล่งปลั่ง ย่อมไม่รุ่งโรจน์อับแสงไป. คำที่เหลือ มี
เนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. พาหิยะนั้น ครั้นได้ประกาศเรื่องราวที่ตนเคยได้
ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนอย่างนั้นแล้ว จึงได้ทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าในขณะนั้นนั่นแล. และเขาถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า บาตร
และจีวรของเธอมีครบแล้วหรือ จึงกราบทูลว่า ยังไม่ครบพระเจ้าข้า. ลำดับ
นั้น พระศาสดาจึงตรัสกะเขาว่า ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปแสวงหาบาตรและ
จีวรมาเถิด แล้วก็เสด็จหลีกไป. ได้ทราบมาว่าเขาบำเพ็ญสมณธรรมมาสิ้น
๒ หมื่นปี กล่าวว่า ธรรมดาว่าภิกษุได้ปัจจัยทั้งหลายมาด้วยตัวเอง ไม่ห่วงใย
ภิกษุรูปอื่น ตนเองเท่านั้นย่อมสมควรเพื่อจะใช้สอยเอง ดังนี้แล้ว จึงไม่ได้
ทำการสงเคราะห์ด้วยบาตรหรือจีวรแม้แก่ภิกษุรูปหนึ่งเลย. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงทราบว่า บาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ จักไม่เกิดขึ้นแก่เราแน่
จึงมิได้ประทานการบรรพชาด้วยเอหิภิกขุ. อมนุษย์ผู้มีเวรกันในกาลก่อน เข้า
สิงในร่างของโคแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง ขวิดเขาเข้าที่โคนขาข้างซ้าย นำเขาผู้
หน้า 290
ข้อ 126
กำลังแสวงหาบาตรและจีวร ซึ่งฉุดดึงเอาท่อนผ้าออกจากกองหยากเยื่อแม้นั้น
ให้ถึงความสิ้นชีวิตไป. พระศาสดา เสด็จจาริกไปบิณฑบาตแล้วทรงกระทำ
ภัตรกิจเสร็จแล้ว ขณะกำลังเสด็จออกพร้อมกับพวกภิกษุมากรูป ได้ทอด
พระเนตรเห็นร่างของพาหิยะ ซึ่งฟุบจมกองหยากเยื่อแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงประคองพาหิยทารุจิริยะนี้ไป ดังนี้ แล้ว ประทับ
ยืนที่ประตูเรือนแห่งหนึ่ง ทรงสั่งพวกภิกษุว่า จงนำร่างนี้ขึ้นเตียงนำออก
ไปจากประตูเมืองแล้ว ให้ทำการฌาปนกิจ เก็บเอาธาตุไว้ก่อเป็นสถูป.
พวกภิกษุเหล่านั้นช่วยกันก่อสร้างสถูปบรรจุพระธาตุไว้ที่หนทางใหญ่
แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ได้กราบทูลให้ทรงทราบถึงการงานที่คนได้ทำเสร็จ
แล้ว แต่นั้นมาในท่ามกลางสงฆ์ก็เกิดถ้อยคำขึ้นว่า พระตถาคตเจ้า ทรงบังคับ
ให้เก็บเอาพระธาตุบรรจุไว้ที่เจดีย์ หนทางไหนหนอ ที่พาหิยะนั้นได้บรรลุแล้ว
เขาเป็นสามเณร หรือว่า ภิกษุหนอแล. พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้น ให้เป็นอัต-
ถุปปัตติเหตุ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพาหิยะ ทารุจิริยะดำรงอยู่ในพระอรหัต
แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาเพิ่มเติมขึ้นอีก. และพระศาสดาได้ตรัสบอกว่า
พาหิยะนั้นปรินิพพานแล้ว จึงทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย พาหิยะ ทารุจิริยะเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้ตรัสรู้ได้
โดยพลันแล.
ลำดับนั้น พวกภิกษุจึงกราบทูลถามพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ พระองค์ตรัสว่า พาหิยะ ทารุจิริยะบรรลุพระอรหัตแล้ว เขาได้บรรลุ
พระอรหัตในเวลาใดพระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน
เวลาที่เขาได้ฟังธรรมของเราแล้ว. พวกภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หน้า 291
ข้อ 126
ก็พระองค์ตรัสแสดงธรรมแก่เขาเมื่อไร พระศาสดาตรัสว่า เมื่อเวลาที่เรา
จาริกไปเพื่อภิกษา ยืนอยู่ระหว่างถนน. พวกภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระองค์ประทับยืนอยู่ระหว่างถนนแสดงธรรมเพียงเล็กน้อย เขายังคุณ
วิเศษให้บังเกิดขึ้น ได้ด้วยพระธรรมเพียงเท่านั้นได้อย่างไร. ลำดับนั้น พระ-
ศาสดา จึงตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าคิดว่า
ธรรมของเราน้อยหรือมาก ด้วยว่าคาถา ๑,๐๐๐ คาถา ที่ประกอบด้วยบทอัน
หาประโยชน์มิได้ แม้จะมีเป็นอเนกก็ตาม ย่อมไม่ประเสริฐเลย ส่วนว่า
บทแห่งคาถา แม้บทเดียวที่ประกอบด้วยประโยชน์ ย่อมประเสริฐแท้ ดังนี้
เมื่อจะทรงสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
หากว่าคาถาที่ประกอบด้วยบทอันไม่มี
ประโยชน์แม้มีตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา บทแห่งคาถาเพียง
คาถาเดียว ที่ตนได้ฟังแล้วสงบได้ ประเสริฐกว่า
คาถาตั้ง ๑,๐๐๐ นั้น.
ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรมาภิสมัยแล.
จบอรรถกถาพาหิยเถราปทาน
หน้า 292
ข้อ 127
มหาโกฏฐิตเถราปทานที่ ๗ (๕๓๗)
[๑๒๗] ในแสนกัปนับจากภัทรกัปนี้ไป
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้ง
โลกทั้งปวง เป็นมุนีมีจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
พระองค์ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้
ชัดได้ ทรงยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร ทรง
ฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยให้
ประชุมชนข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก
พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วย
พระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยัง
เดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความ
อากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์
ผู้คงที่มีความชำนิชำนาญ
พระมหามุนีพระองค์นั้น สูงประมาณ
๕๘ ศอก พระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า
มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ครั้งนั้นอายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์
พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่ โดยกาล
หน้า 293
ข้อ 127
ประมาณเท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบ
ไตรเพท ชาวพระนครหังสวดี ได้เข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง แล้วสดับพระ-
ธรรมเทศนา
ครั้งนั้น พระธีรเจ้าพระองค์นั้น ทรง
ตั้งสาวกผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ฉลาดในอรรถ
ธรรม นิรุตติและปฏิภาณ ในตำแหน่งเอตทัคคะ
เราได้ฟังดังนั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้นิมนต์พระ-
ชินวรเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก ให้ครองผ้าแล้ว
ถึง ๗ วัน
ในกาลนั้น เรายังพระพุทธเจ้าผู้เปรียบ
ด้วยสาคร พร้อมทั้งพระสาวก ให้ครองผ้าแล้ว
หมอบลงแทบบาทมูล ปรารถนาฐานันดรนั้น
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้เลศกว่าโลกได้
ตรัสว่า จงดูพราหมณ์ผู้สูงสดที่หมอบอยู่แทบเท้า
ผู้นี้มีรัศมีเหมือนกลับดอกบัว พราหมณ์นี้ปรารถนา
ตำแหน่งแห่งภิกษุผู้แตกฉาน ซึ่งเป็นตำแหน่ง
ประเสริฐสุด เพราะการบริจาคทานด้วยศรัทธา
นั้นและเพราะการสดับพระธรรมเทศนา
หน้า 294
ข้อ 127
พราหมณ์นี้จักเป็นผู้ถึงสุขในทุกภพ เที่ยว
ไปในภพน้อยภพใหญ่ จักได้สมมโนรถเช่นนี้
ในกัปนับแต่นี้ขึ้นไปแสนหนึ่ง พระ-
ศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์
พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระ-
พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่า โกฏฐิตะ
เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็น
ผู้เบิกบาน มีใจยินดี บำรุงพระชินสีห์เจ้าตราบ
เท่าสิ้นชีวิต ในกาลนั้น เพราะเราเป็นผู้มีสติ
ประกอบด้วยปัญญา ด้วยผลของกรรมนั้น
และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์
แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เราได้เสวยราชสมบัติ ในเทวโลก ๓๐๐
ครั้งได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้งและได้เป็น
พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้
เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงเป็นผู้ถึงความสุขใน
ทุกภพ
เราท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือใน
เทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้จัก นี้เป็นผล
แห่งกรรมที่สั่งสมไว้ดีแล้ว
หน้า 295
ข้อ 127
เราเกิดแต่ในสองสกุล คือสกุลกษัตริย์
และสกุลพราหมณ์ หาเกิดในสกุลต่ำทรามไม่ นี้
เป็นผลแห่งกรรมที่สั่งสมไว้ดีแล้ว
เมื่อถึงภพสุดท้าย เราเป็นบุตรของ
พราหมณ์ เกิดในสกุลที่มีทรัพย์สมบัติมาก ใน
พระนครสาวัตถี มารดาของเราชื่อจันทวดี บิดาชื่อ
อสัสลายนะ ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ
บิดาเรา เพื่อความบริสุทธิ์ทุกอย่าง
เราเลื่อมใสในพระสุคตเจ้า ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต พระโมคคัสลานะ เป็นอาจารย์
พระสารีบุตร เป็นอุปัชฌาย์
เราตัดทิฏฐิพร้อมด้วยมูลรากเสียได้ในเมื่อ
กำลังปลงผม และเมื่อกำลังนุ่งผ้ากาสาวะ ก็ได้
บรรลุพระอรหัต
เรามีปรีชาแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ
และปฏิภาณ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่า
โลก จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
เราอันท่านพระอุปติสสะไต่ถามในปฏิ-
สัมภิทา ก็แก้ได้ไม่ขัดข้อง ฉะนั้น เราจึงเป็น
ผู้เลิศในพระพุทธศาสนา
หน้า 296
ข้อ 127
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมหาโกฏฐิตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมหาโกฏฐิเถราปทาน
๕๓๗. อรรถกถามหาโกฏฐิกฺเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระมหาโกฏฐิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมา
แล้ว ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระ-
นิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากในหังสวดีนคร บรรลุนิติ-
ภาวะแล้ว พอมารดาล่วงลับไปแล้ว ดำรงตำแหน่งกุฎุมพีอยู่ครองฆราวาส.
วันหนึ่งในเวลาที่พระมีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงแสดงธรรม เขา
ได้มองเห็นชาวหังสวดีนคร ถือของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ซึ่งกำลัง
นอบน้อม น้อมกายไปในที่เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับคนเหล่านั้นด้วย ได้เห็นภิกษุ
รูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้บรรลุ
๑. บาลีเป็น มหาโกฏฐิเตเถราปทาน
หน้า 297
ข้อ 127
ปฏิสัมภิทาจึงคิดว่า ภิกษุรูปนี้ เยี่ยมยอดกว่าพวกภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทาใน
พระศาสนานี้ ถ้าแม้ไฉนเราพึงเป็นผู้ยอดเยี่ยม กว่าพวกภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทา
เหมือนดังภิกษุรูปนี้บ้าง ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง ดังนี้
ในเวลาจบเทศนาของพระศาสดา เมื่อบริษัทลุกไปแล้ว จึงเข้าไปใกล้พระผู้มี
พระภาคเจ้าแล้วกราบทูลนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรุ่งนี้ขอนิมนต์
รับภิกษาที่เรือนของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงรับนิมนต์
แล้ว. เขาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทำประทักษิณแล้ว กับไปยัง
เรือนของตน เอาของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ประดับที่ที่ประทับนั่ง
ของพระพุทธเจ้า และที่นั่งของภิกษุสงฆ์ตลอดทั้งคืนยังรุ่งแล้ว ให้คนจัดแจง
ขาทนียะและโภชนียะ ณ ที่อยู่ของตน พอล่วงราตรีนั้นไป ได้นิมนต์พระ-
ศาสดา ซึ่งมีภิกษุแสนรูปเป็นบริวารให้ฉันข้าวสาลีอันมีกลิ่นหอม พร้อมทั้งสูปะ
และพยัญชนะ อันเป็นบริวารของยาคูและของเคี้ยวนานาชนิด ในเวลาเสร็จ
ภัตรกิจ คิดว่า เราจะขอปรารถนาตำแหน่งให้ยิ่งใหญ่แล แต่เราไม่ควรถวาย
ทานเพียงวันเดียวเท่านั้น ควรถวายทานตลอด ๗ วัน ตามลำดับเพื่อปรารถนา
ตำแหน่งนั้น แล้วจึงจักปรารถนา. เขาได้ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน โดย
ทำนองนั้นนั่นแล ในเวลาเสร็จภัตรกิจ ให้คนเปิดโรงเก็บผ้าแล้ว วางผ้า
เนื้อละเอียดชนิดเยี่ยมซึ่งเพียงพอทำเป็นไตรจีวรได้ ณ ที่บาทมูลของพระพุทธ-
เจ้า และได้ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุแสนรูปแล้ว เข้าไปใกล้พระตถาคตเจ้า
หมอบลงที่บาทมูลของพระศาสดาแล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญภิกษุรูปใดที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ปฏิ-
สัมภิทาในวันที่ ๗ นับแต่วันนี้ แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นเหมือนภิกษุรูปนั้นบ้าง
หน้า 298
ข้อ 127
คือ ขอให้ได้บวชในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะทรงอุบัติในอนาคตกาล
แล้ว พึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทาเถิด. พระศาสดาทรงทราบ
ถึงความสำเร็จของเขา จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล คือในที่สุดแห่ง
แสนกัปแต่นี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักทรงอุบัติขึ้นในโลก ความ
ปรารถนาของเธอ จักสำเร็จในพระศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
และ เขากระทำบุญไว้ในที่นั้นเป็นอันมากจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น
แล้ว ได้เสวยเทวสมบัติวนเวียนอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก
เขาท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลกอย่างนั้น ได้รวบรวมสั่งสม
บุญสมภารไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์
มหาศาลในกรุงสาวัตถี. มารดาบิดาได้ตั้งชื่อเขาว่าโกฏฐิกะ. หากจะมีคำถาม
ว่า ทำไมไม่ดังชื่อตามมารดา หรือ ตามฝ่ายญาติมีปู่ ตา เป็นต้น เพราะ
เหตุไรจึงพากันตั้งชื่ออย่างนั้นเล่า. บัณฑิตพึงทราบคำตอบว่า มารดาบิดาได้
ตั้งชื่อเขาตามความหมายว่า เป็นผู้ทำชนที่ตนเห็นแล้ว เห็นแล้วให้หลบซ่อน
เที่ยวเจาะแทงด้วยหอกคือปาก เพราะว่าตนเป็นผู้ฉลาด ในเวทางคศาสตร์
ในตักกศาสตร์ของคนและของผู้อื่น ในนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ของตน
ในประเภทแห่งอักษรสมัยของตน และในการพยากรณ์ทั้งหมดแล. เขาเจริญ
วัยแล้วเล่าเรียนไตรเพทจนถึงความสำเร็จในศิลปของพราหมณ์ วันหนึ่งเข้าไป
เฝ้าพระศาสดาฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาบวช ตั้งแต่เวลาได้อุปสมบทแล้ว
ก็บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฎฐาน ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เป็น
ผู้เชี่ยวชาญในการประพฤติในปฏิสัมภิทา ไม่กลัว แม้เข้าไปหาพระมหาเถระก็
หน้า 299
ข้อ 127
ถามปัญหา เข้าไปเฝ้าพระทศพลแล้วก็ยังถามปัญหาในปฏิสัมภิทา ๔ นั่นแล.
พระเถระรูปนี้ กลายเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทาได้ ก็เพราะ
ท่านได้สั่งสมบุญไว้ในปฏิสัมภิทานั้น และเพราะท่านชำนาญในการประพฤติ
ปฏิสัมภิทานั้น. ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทรงการทำมหาเวทัลลสูตรให้เป็น
อัตถุปัตติเหตุแล้ว ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้บรรลุ
ปฏิสัมภิทา และตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโกฏฐิกะนี้ เป็นผู้เลิศกว่า
พวกภิกษุสาวกของเราผู้บรรลุปฏิสัมภิทาแล.
สมัยต่อมา ท่านเมื่อได้เสวยความสุขอันเกิดแต่ก็วิมุตติ เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
ของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. คำนั้นทั้งหมด
มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
คำว่า สุทํ ในบทว่า อิตฺถํ สุทมายสฺมา มหาโกฏฺฐิโก นิ เป็นนิบาตใช้ลงใน
การชี้แจงแสดงตัวอย่าง. คำว่า อายสฺมา เป็นความเรียกโดยความเคารพอย่างยิ่ง
เหมือนดังคำว่า อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ดังนี้แล.
จบอรรถกถามหาโกฏฐิกเถราปทาน
หน้า 300
ข้อ 128
อุรุเวทกัสสปเถราปทานที่ ๘ (๕๓๘)
. .
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุรุเวลกัสสปเถระ
[๑๒๘] ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิต
มาร พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง
เป็นนักปราชญ์มีจักษุ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-
องค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัด ได้ยัง
สรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ฉลาดในเทศนา
เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไป
เสียเป็นอันมาก
พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ประกอบด้วย
พระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยัง
เดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความ
อากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์
ผู้คงที่มีความชำนิชำนาญ
พระมหามุนีพระองค์นั้น สูงประมาณ
๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า
มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชิน-
สีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาล
หน้า 301
ข้อ 128
ประมาณเท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้
ครั้งนั้นเราเป็นพราหมณ์ชาวเมื่อหังสวดี
อันชนสมมติว่าเป็นคนประเสริฐ ได้เข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้าผู้ส่องโลก แล้วสดับพระธรรมเทศนา
ครั้งนั้น เราได้ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตั้งสาวกของพระองค์ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ในที่ประชุมใหญ่ ก็ชอบใจจึงนิมนต์พระมหาชิน-
เจ้ากับบริวารเป็นอันมาก แล้วได้ถวายทานพร้อม
กันกับพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน
ครั้นแล้วเราได้ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้นายก ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
เป็นผู้ร่าเริง ได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าด้วยความเชื่อใน
พระองค์และด้วยอธิการคุณ ขอให้ข้าพระองค์
ผู้เกิดในภพนั้น ๆ มีบริษัทมากเถิด
ครั้งนั้น พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียง
เหมือนคชสารคำรณ มีพระสำเนียงเหมือนนก
การเวกได้ตรัสกะบริษัทว่า จงดูพราหมณ์ผู้นี้ ผู้มี
วรรณะเหมือนทองคำ แขนใหญ่ ปากและตา
หน้า 302
ข้อ 128
เหมือนดอกบัวมีกายและใจสูงเพราะปีติ ร่าเริง
มีความเชื่อในคุณของเรา
เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้มีเสียง
เหมือนราสีห์ ในอนาคตกาล เขาจักได้
ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา
ในกัปนับแต่นั้นไปหนึ่งแสน พระ-
ศาสดามีพระนามชื่อว่า โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์
พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากัสสปะ
พระอัครนายกของโลกพระนามว่าผุสสะ
ผู้เป็นศาสดาอย่างยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบมิได้ ไม่
มีใครจะเสมอเหมือน ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัป
ที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้
พระศาสดาพระนามว่าผุสสะพระองค์นั้น
แล ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง สางรกชัฏใหญ่
ทรงยังฝนคืออมตธรรมให้ตกลง ให้มนุษย์และ
ทวยเทพอิ่มหนำ
ครั้งนั้น เราสามคนพี่น้องเป็นราชมหา-
อำมาตย์ในพระนครพาราณสี ล้วนแต่เป็นที่ไว้
หน้า 303
ข้อ 128
วางพระทัยของพระมหากษัตริย์รูปร่างองอาจแกล้ว
กล้า สมบูรณ์ด้วยกำลัง ไม่พ่ายแพ้ใครเลยใน
สงครามครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินผู้มีเมืองชายแดน
ก่อการกำเริบ ได้ตรัสสั่งเราว่า ท่านทั้งหลายจง
ไปชนบทชายแดน
พวกท่านจงยังกำลังของแผ่นดินให้เรียบ-
ร้อย ทำแว่นแคว้นของเราให้เกษม แล้วกลับมา
เถิด
ลำดับนั้น เราได้กราบทูลว่า ถ้าพระองค์
จะพึงพระราชทานพระนายกเจ้าเพื่อให้ข้าพระองค์
ทั้งหลายอุปัฏฐากไซร้ ข้าพระองค์ทั้งหลายก็จัก
ทำกิจของพระองค์ให้สำเร็จ
ลำดับนั้น พวกเราผู้ได้รับพระราชทานพร
อันสมเด็จพระภูมิบาลส่งไป ทำชนบทชายแดน
ให้วางอาวุธแล้ว กลับมายังพระนครนั้น
เราทูลขอการอุปัฏฐากพระศาสดาแด่พระ
ราชา ได้พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกผู้ประ-
เสริฐกว่ามุนีแล้ว ได้บูชาพระองค์ตราบเท่าสิ้น
ชีวิต
เราทั้งหลายเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วย
กรุณา มีใจประกอบด้วยภาวนาได้ด้วยผ้ามีค่า
หน้า 304
ข้อ 128
มาก ภัตมีรสอันประณีต เสนาสนะอันน่ารื่นรมย์
และเภสัชที่เป็นประโยชน์ ที่ตนให้เกิดขึ้นโดย
ชอบธรรมแก่พระมุนีพร้อมทั้งพระสงฆ์ อุปัฏฐาก
พระองค์ด้วยจิตเมตตาตลอดกาล ครั้นพระศาสดา
ผู้เลิศพระองค์นั้นเสด็จนิพพานแล้ว เราได้ทำการ
บูชาตามลำพัง
เราทุกคนจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสวยมหันต์สุขในดาวดึงส์นั้น
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เมื่อเรากำลังท่องเที่ยวอยู่ในภพเป็นเหมือน
นายช่างดอกไม้ ได้ดอกไม้แล้วแสดงชนิดแห่ง
ดอกไม้แปลก ๆ มากมายฉะนั้น ได้เกิดเป็น
พระเจ้าวิเทหราช
เพราะถ้อยคำของคุณาเจลก เราจึงมี
อัธยาศัยอันมิจาฉาทิฏฐิกำจัดแล้วขึ้นสู่ทางนรก ไม่
เอื้อเฟื้อโอวาทของธิดาเราผู้ชื่อว่ารุจา
เมื่อถูกพรหมนารทะสั่งสอนเสียมากมาย
จึงละความเห็นที่ชั่วช้าเสียได้
บำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดย
พิเศษ ละทิ้งร่างกายแล้วได้ไปสวรรค์เหมือนไป
ที่อยู่ของตัว ฉะนั้น
หน้า 305
ข้อ 128
เมื่อถึงภพสุดท้ายเราเป็นบุตรของพราหมณ์
เกิดในสกุลที่สมบูรณ์ในพระนครพาราณสี
เรากลัวต่อความตายความเจ็บไข้และ
ความแก่ชราจึงเข้าป่าใหญ่ แสวงหาหนทาง
นิพพาน ได้บวชในสำนักของชฎิล
ครั้งนั้น น้องชายทั้งสองของเราก็ได้
บวชพร้อมกับเรา เราได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ที่
ตำบลอุรุเวลา
เรามีนามตามโคตรว่ากัสสปะ แต่เพราะ
อาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาเราจึงมีนามบัญญัติว่า
อุรุเวลกัสสปะ
เพราะน้องชายของเราอาศัยอยู่ที่ชายแม่น้ำ
เขาจึงได้นามว่านทีกัสสปะ เพราะน้องชายของ
เรา อีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงถูก
ประกาศนามว่าคยากัสสปะ
น้องชายคนเล็กมีศิษย์ ๒๐๐ คน น้องชาย
คนกลางมี ๓๐๐ คน เรามี ๕๐๐ คนถ้วน ศิษย์ทุกคน
ล้วนแต่ประพฤติตามเรา
ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าผู้เลิศในโลกเป็น
สารถีฝึกนรชน ได้เสด็จมาหาเรา ทรงทำ
ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แก่เราแล้วทรงแนะนำ
หน้า 306
ข้อ 128
เรากับบริวารพันหนึ่งได้อุปสมบทด้วย
เอหิภิกขุ ได้บรรลุอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้น
ทุกองค์
ภิกษุเหล่านั้นและภิกษุพวกอื่นเป็นอันมาก
แวดล้อมเราเป็นยศบริวาร และเราก็สามารถที่จะ
สั่งสอนได้เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสูงสุด
จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะความเป็นผู้มี
บริษัทมาก โอ สักการะที่ได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้า
ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่มีผลแก่เราแล้ว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุรุเวลกัสสปเถราปทาน
๕๓๘. อรรถกถาอุรุเวลกัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
หน้า 307
ข้อ 128
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในเรือนอันมี
สกุล เจริญวัยแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุ
รูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีบริ-
วารมาก แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ได้ถวายมหาทาน กระทำปณิธาน
ไว้แล้ว. และพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงทรงพยา-
กรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในพระศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า เขาจักเป็นผู้เลิศ
กว่าพวกภิกษุผู้มีบริวารมาก. เขากระทำบุญไว้ในภพนั้นเป็นอันมาก จนตลอด
อายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในที่สุด
๙๒ กัปแต่กัปนี้ ได้บังเกิดเป็นพระกนิฏฐภาดาต่างพระมารดาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ เขาได้มีกนิฏฐภาดา ๒ คนแม้เหล่าอื่น. คน ๓
คนเหล่านั้น ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข บูชาด้วยเครื่อง
บูชาอย่างยอดเยี่ยมได้กระทำกุศลไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ได้บังเกิดเป็นพี่น้องกัน ๓ คน ในตระกูลพราหมณ์ ในกรุง
พาราณสี ก่อนหน้าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงอุบัติขึ้นทีเดียว
ทั้ง ๓ คนได้มีชื่ออย่างนี้ว่า กัสสปะ ด้วยอำนาจแห่งโคตร. คนทั้ง ๓ คน
เหล่านั้นเจริญวัยแล้ว ก็ได้เล่าเรียนจบไตรเพท. บรรดาคนทั้ง ๓ เหล่านั้น
คนพี่ชายใหญ่มีบริวาร ๕๐๐ คน คนกลางมีบริวาร ๓๐๐ คน คนน้องเล็กมี
บริวาร ๒๐๐ คน คนทั้ง ๓ นั้น ตรวจดูสาระประโยชน์ในคัมภีร์ทั้งหมดของ
ตน ได้เห็นแต่เพียงประโยชน์ปัจจุบันเท่านั้น จึงพากันยินดีการบวช. บรรดา
พี่น้อง ๓ คนนั้น คนพี่ใหญ่ได้ไปยังตำบลอุรุเวลาพร้อมกับบริวารของตน
บวชเป็นฤาษี ได้ปรากฏชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ คนกลางบวชอยู่ที่ทางโค้งแม่น้ำ
หน้า 308
ข้อ 128
คงคา ปรากฏชื่อว่านทีกัสสปะ คนเล็กบวชอยู่ที่คยาสีสะ ได้ปรากฏชื่อว่า
คยากัสสปะ. เมื่อพี่น้อง ๓ คนนั้นได้บวชเป็นฤาษีอย่างนั้น ต่างก็อยู่กันในที่
นั้น ๆ โดยล่วงไปได้หลายวัน พระโพธิสัตว์ของพวกเรา ได้เสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร
ให้เป็นไปแล้วโดยลำดับ ทรงให้พระเถระปัญจวัคคีย์ ดำรงอยู่แล้วในพระ-
อรหัต ทรงแนะนำคน ๕ คนซึ่งเป็นสหายกัน อันมียศสกุลบุตรเป็นหัวหน้า
(ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต) ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ไปด้วยพระดำรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเถิด ดังนี้แล้ว ทรงแนะนำพวก
ภิกษุภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป แล้วได้เสด็จไปยังที่อยู่ของอุรุเวลกัสสปะ เสด็จเข้าไป
ยังโรงไฟเพื่อพักอาศัย ณ ที่นั้น ได้ทรงแนะนำอุรุเวลกัสสปะพร้อมทั้งบริวาร
ด้วยปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ มีการทรมานนาคเป็นต้นเสร็จแล้ว จึงให้เขาได้บรรพชา
วิธีการบรรพชาของอุรุเวลกัสสปะนั้น และการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ทั้งหมด
จักมีแจ่มแจ้งในอรรถกถาอปทานของท่านนทีกัสสปะแล. แม้ถึงพี่น้องที่เหลือ
อีก ๒ คนนอกนี้ พอได้ทราบข่าวว่าอุรุเวลกัสสปะผู้พี่ใหญ่นั้นบวชแล้ว ต่าง
ก็พร้อมด้วยบริวาร พากันมาบวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว. พี่น้อง ๓ คน
ทั้งหมดนั้นทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วย. ได้เป็นเอหิภิกษุแล้ว. พระ-
ศาสดา ทรงพาสมณะ ๑,๐๐๐ องค์นั้น เสด็จไปยังคยาสีสะ ประทับนั่งบน
แผ่นหิน ทรงให้สมณะทั้งหมดนั้นดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยอาทิตตปริยาย-
เทศนา.
พระอุรุเวลกัสสปะนั้น พอได้บรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
หน้า 309
ข้อ 128
ของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ข้าพเจ้าจัก
พรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น. บทว่า โส สพฺพํ ตมํ หนฺตฺวา ความ
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ พระองค์นั้น ทรงกำจัดได้แล้ว ซึ่ง
ความมืดคือกิเลสอันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น . บทว่า วิชเฏตฺวา
มหาชฏํ ความว่า สะสาง ทำลายล้างผลาญชัฏเครื่องยุ่งกันใหญ่ ด้วยหมู่
แห่งกิเลส ๑,๕๐๐ มีตัณหาและมานะเป็นต้น . มีวาจาประกอบความว่า ทำ
เทวโลกคือโลกสันนิวาสทั้งสิ้นให้ยืนดี ให้อิ่มใจ ให้ชุ่มใจอยู่ ยังฝนคืออมตะ
มหานิพพานให้ตกลงไหลเอิบอาบแล. บทว่า ตทา หิ พาราณสิยํ มีอรรถ
วิเคราะห์ว่า คำว่า พารส แปลว่า ๑๒ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า มนุษย์ ๑๒
คน เมืองที่มี ๑๒ ราศี ฤาษีจากหิมวันตประเทศ และฤาษีคือพระปัจเจกมุนี
มาจากภูเขาคันธมาทน์โดยทางอากาศ ย่อมพากันไป คือ หยั่งลง ได้แก่ย่อม
เข้าไป ในเมืองที่มี ๑๒ ราศีนั้น เหตุนั้น เมืองนั้นจึงชื่อว่า พาราณสี อีก
ความหมายหนึ่งว่า สถานที่อันบุคคลคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลายแสน
พระองค์ทรงหยั่งลงเพื่อประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปทั่ว บัณฑิตเรียกกัน
ว่า พาราณสี ด้วยอำนาจทางศัพท์เป็นอิตถีลิงค์ เพราะทำ นคร ศัพท์ให้เป็น
ลิงควิปลาส. ในพระนครพาราณนั้น. บทว่า นิกฺขิตฺตสตฺถํ ปจฺจนฺตํ ความ
ว่า ทำปัจจันตชนบทให้ทิ้งศัสตรา ให้วางอาวุธ ให้สิ้นพยศ. บทว่า กตฺวา
ปุนรุปจฺจ ตํ ความว่า แล้วกลับเข้ามาถึงยังพระนครนั้นอีก. คำที่เหลือมีเนื้อ
ความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาอุรุเวลกัสสปเถราปทาน
หน้า 310
ข้อ 129
ราธเถราปทานที่ ๙ (๕๓๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระราธเถระ
[๑๒๙] ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสน
หนึ่ง พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรง
รู้แจ้งเทวโลกทั้งปวงเป็นนักปราชญ์ มีจักษุ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้
สัตว์รู้ชัดได้ ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร
ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วย
ประชุมชนให้ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก
พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วย
พระกรุณาแสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ยัง
เดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน
เมื่อเป็นเช่นนี้พระศาสนาจึงไม่มีความ
อากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์
ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ
พระมหามุนีพระองค์นั้นสูงประมาณ ๕๘
ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
หน้า 311
ข้อ 129
ครั้งนั้นอายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์
พระองค์นั้นเมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณ
เท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมากให้ข้าม
พ้นวัฏสงสารไปได้
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวพระนคร
หังสวดี ผู้เรียนจบไตรเพท ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ว่านรชนทรงมีความเพียร
ใหญ่ ทรงแกล้วกล้าในบริษัท กำลังทรงแต่งตั้ง
ภิกษุผู้มีปฏิภาณไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ แล้วได้
ฟังพระธรรมเทศนา
ครั้งนั้น เราทำสักการะในพระโลกนายก
พร้อมทั้งพระสงฆ์ แล้วหมอบศีรษะลงแทบพระ-
บาทปรารถนาฐานันดรนั้น
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระรัศมี
ซ่านออกจากพระองค์ดุจลิ่มทองสิงคีได้ตรัสกะเรา
ด้วยพระสุรเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งควานยินดีมีปรกติ
นำไปส่งมลทินคือกิเลสว่า
ท่านจงเป็นผู้มีความสุขมีอายุยืนเถิด ปณิ-
ธานความปรารถนาของท่านจงสำเร็จเถิด สักการะ
ที่ท่านทำในเรากับพระสงฆ์ ก็จงมีผลไพบูลย์ยิ่ง
เถิด
หน้า 312
ข้อ 129
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นาทชื่อว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของ
พระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต
เป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าราธะ พระ-
นายจักทรงแต่งตั้งท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ
ทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ เราได้สดับพุทธพยากรณ์นั้น
แล้วก็เป็นผู้เบิกบานมีจิตประกอบด้วยเมตตาบำรุง
พระพิชิตมารในกาลนั้นตลอดชีวิต
เพราะเราเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ด้วย
กรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐
ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และ
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับ
มิได้
เพราะกรรมนั้นนำไปเราจึงเป็นผู้ถึงความ
สุขในทุกภพ เมื่อถึงภพสุดท้ายเราเกิดในสกุล
ที่ยากจน ขาดเครื่องนุ่งห่มและอาหารให้พระ-
หน้า 313
ข้อ 129
นครราชคฤห์อันอุดม ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง
แก่ท่านพระสารีบุตรผู้คงที่
ในเวลาเราแก่เฒ่า เราอาศัยวัดอยู่ ใคร ๆ
ไม่ยอมบวชให้เรา ผู้ชรา หมดกำลังเรี่ยวแรง
เพราะฉะนั้น ครั้งนั้น เราเป็นผู้เป็นคนยาก
เข็ญจึงเป็นผู้ปราศจากผิวพรรณ เศร้าโศก พระ-
มหามุนีผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาทอดพระเนตร
เห็นเข้า จึงตรัสถามเราว่า
ลูกไฉนจึงเศร้าโศก จงบอกถึงโรคที่เกิด
ในจิตของเจ้า เราได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ได้บวชในศาสนา
ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ตรัสดีแล้ว
เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์จึงมีความเศร้า-
โศก ข้าแต่พระนายก ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่ง
ของข้าพระองค์ด้วยเถิด ครั้งนั้น พระมหามุนีผู้
สูงสุดได้รับสั่งให้เรียกภิกษุมาประชุมพร้อมแล้ว
ตรัสถามว่า
ผู้ที่นึกถึงอธิการของพราหมณ์นี้ได้มีอยู่
จงบอกมา เวลานั้น พระสารีบุตรได้กราบทูลว่า
ข้าพระองค์นึกถึงอธิการของเขาได้อยู่
หน้า 314
ข้อ 129
พราหมณ์ผู้นี้ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่
ข้าพระองค์ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาต พระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ๆ สารี-
บุตร เธอเป็นคนกตัญญู เธอจงยังพราหมณ์นี้ให้
บวช พราหมณ์นี้จักเป็นผู้ควรบูชา ลำดับนั้น
เราได้การบรรพชาและอุปสมบทด้วยกรรมวาจา
โดยเวลาไม่นานเลย เราก็ได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้น
ไปแห่งอาสวะ เพราะเราเป็นผู้เพลิดเพลิน สดับ
พระพุทธดำรัสโดยเคารพ ฉะนั้น พระพิชิตมารจึง
ทรงแต่งตั้งเราว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มี
ปฏิภาณ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระราธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบราธเถราปทาน
๕๓๔. อรรถกถาราธเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระราธเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน
ดังนี้.
หน้า 315
ข้อ 130
คำนั้นทั้งหมด วิญญูชนทั้งหลาย พึงกำหนดรู้ได้โดยง่ายด้วยการ
ติดตามเนื้อความไปตามลำดับของปาฐะนั่นแล จะต่างกันก็แต่บุญกุศลอย่าง
เดียวเท่านั้นแล.
จบอรรถกถาราธเถราปทาน
โมฆราชเถราปทานที่ ๑๐ (๕๔๐)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระโมฆราชเถระ
[๑๓๐] ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสน-
หนึ่ง พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรง
รู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์ มีจักษุ ได้
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรง
แสดงให้สัตว์รู้ชัดยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร
ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วย
ประชุมชน ให้ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก
พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วย
พระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยัง
เดียรถีย์ที่มาเฝ้า ให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน
เมื่อเป็นเช่นนี้พระศาสนาจึงไม่มีความ
อากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตรด้วยพระอรหันต์
ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์
นั้นสูงประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้าย
ทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒
ประการ
หน้า 316
ข้อ 130
ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์
พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณ
เท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก ให้ข้าม
พ้นวัฏสงสารไปได้
ครั้งนั้น เราเป็นผู้ประกอบในหนทาง
แห่งการงานของบุคคลอื่น ในสกุลหนึ่ง ใน
พระนครหังสวดี ทรัพย์สินอะไร ๆ ของเราไม่มี
เราอาศัยอยู่ที่พื้นซึ่งเขาทำไว้ที่หอฉัน
เราได้ก่อไฟที่พื้นหอฉันนั้น พื้นศิลาจึงดำไป
เพราะไฟลน
ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้ประกาศสัจจะ ๔
ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ทรงจีวรเศร้าหมองใน
ประชุมชน
เราชอบใจในคุณของท่าน จึงได้ปฏิบัติ
พระตถาคต ปรารถนาฐานันดรอันสูงสุด คือความ
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ ได้ตรัสกะพระสาวกทั้งหลายว่า จง
ดูบุรุษนี้ ผู้มีผ้าห่มน่าเกลียด ผอมเกร็ง มีหน้า
ผ่องใสเพราะปีติ ประกอบด้วยทรัพย์คือศรัทธา มี
กายและใจสูง เพราะปีติ ร่าเริง ไม่หวั่นไหว
หนาแน่นไปด้วยธรรมที่เป็นสาระ
หน้า 317
ข้อ 130
บุรุษนี้ชอบใจในคุณของภิกษุผู้ทรงจีวร
เศร้าหมอง ปรารถนาฐานันดรนั้นอย่างจริงใจ
เราได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็เบิก
บาน ถวายบังคมพระพิชิตมารด้วยเศียรเกล้า ทำ
แต่กรรมที่ดีงามในศาสนาของพระชินเจ้าตราบ
เท่าสิ้นชีวิต
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตนจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เพราะกรรมคือการเอาไฟลนพื้นที่หอฉัน
เราจึงถูกเวทนาเบียดเบียน ไหม้แล้วในนรกพันปี
ด้วยเศษกรรมที่เหลือนั้น เราเป็นมนุษย์
เกิดในสกุล จึงเป็นผู้มีรอยเครื่องหมายถึง ๕๐๐
ชาติโดยลำดับ
เพราะอำนาจกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้เพียบ
พร้อมด้วยโรคเรื้อน เสวยมหันต์ทุกข์ถึง ๕๐๐ ชาติ
เหมือนกัน
ในภัทรกัปนี้ เรามีจิตเลื่อมใส เลี้ยงดู
พระอุปริฏฐะผู้มียศ ให้อิ่มหนำด้วยบิณฑบาต
เพราะเศษกรรมที่ยังเหลือนั้น และ
เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว
ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หน้า 318
ข้อ 130
เมื่อถึงภพสุดท้าย ได้บังเกิดในสกุล
กษัตริย์ เมื่อพระชนกล่วงไปแล้วก็ได้เป็นพระ-
มหาราชา
เราถูกโรคเรื้อนครอบงำ กลางคืนไม่ได้
รับความสุข เพราะสุขที่เกิดจากความเป็นพระ-
เจ้าแผ่นดินหาประโยชน์นั้นได้ ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า
โมฆราช
เราเห็นโทษของร่างกาย จงได้บวชเป็น
บรรพชิต มอบตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี
ผู้ประเสริฐ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้นำนรชนพร้อม
ด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้ทูลถามปัญหาอัน
ละเอียดลึกซึ้งว่า
โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลกกับทั้ง
เทวโลก ข้าพระองค์ไม่ทราบความเห็นของพระ
องค์ ผู้ทรงพระนามว่าโคดม ผู้มียศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีปัญหามาถึงพระ-
องค์ ผู้ทรงเห็นล่วงสามัญชน ข้าพระองค์จะ
พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น
พระพุทธเจ้าผู้ทรงรักษาโรคทุกอย่างให้
หายได้ ได้ตรัสกะเราว่า ดูก่อนโมฆราช ท่านจง
เป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความ
หน้า 319
ข้อ 130
เป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวตนเสีย
บุคคลพึงข้ามพ้นมัจจุราชไปได้ด้วยอุบายเช่นนี้
ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึง
จะไม่เห็น เราเป็นผู้ไม่ผมและหนวด นุ่งผ้า
กาสาวพัสตร์ เป็นภิกษุพร้อมกับเวลาจบพระคาถา
เราเป็นผู้ถูกโรคเบียดเบียน ถูกเขาว่า
กล่าวว่า วิหารอย่าเสียหายเสียเลย จึงไม่ได้อยู่
ในวิหารของสงฆ์ เรานำเอาผ้ามาจากกองหยาก
เยื่อ ป่าช้าและหนทาง แล้วทำผ้าสังฆาฏิด้วยผ้า
เหล่านี้ ทรงจีวรที่เศร้าหมอง
พระผู้นำชน พิเศษเป็นนายแพทย์ใหญ่
ทรงพอพระทัยในคุณอันนั้นของเรา จึงทรงตั้งเรา
ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายที่ทรงจีวรเศร้าหมอง
เราสิ้นบุญและบาป หายโรคทุกอย่าง ไม่
มีอาสวะ ดับสนิทเหมือนเปลวไฟที่มอดเชื้อ
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโมฆราชเถราปทาน
หน้า 320
ข้อ 130
อรรถกถาโมฆราชเถราปทาน
อปทานของท่านพระโมฆราชเถระที่ ๑. มีเนื้อความพอที่จะกำหนด
ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาโมฆราชเถราปทาน
จบอรรถกถากัจจายนวรรคที่ ๕๔
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหากัจจายนเถราปทาน ๒. วักลลิเถราปทาน ๓. มหากัปปิน-
เถราปทาน ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน ๕. กุมารกัสสปเถราปทาน
๖. พาหิยเถราปทาน ๗. มหาโกฏฐิตเถราปทาน ๘. อรุเวลกัสสปเถราปทาน
๙. ราธเถราปทาน ๑๐. โมฆราชเถราปทาน.
ในวรรคนี้ บัณฑิตประมวลคาถาได้ ๓๖๒ คาถา
จบกัจจายนวรรคที่ ๕๔
หน้า 321
ข้อ 131
ภัททิยวรรคที่ ๕๕
ลกุณฏกภัททิยเถราปทานที่ ๑ (๕๔๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระลกุณฏกเถระ
[๑๓๑] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมาร พระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรม
ทั้งปวง เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐี มีทรัพย์มาก
ในพระนครหังสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ ได้ไป
ถึงสังฆาราม
คราวนั้น พระผู้นำ ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง
พระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมเทศนา ได้ตรัส
สรรเสริญพระสาวกผู้ประเสริฐกว่าภิกษุทั้งหลาย
ที่มีเสียงไพเราะ
เราได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วก็
ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระองค์ผู้แสวงหา
คุณอันใหญ่ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของ
พระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำชั้น
พิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางพระสงฆ์ว่า
ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถ
ความปรารถนา
หน้า 322
ข้อ 131
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดา
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตร
ผู้นี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวก
ของพระศาสดา มีนามชื่อว่า ภัตทิยะ
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้พระพิชิตมาร
พระนามว่าผุสสะ เป็นผู้นำยากที่จะหาผู้เสนอ
ยากที่จะข่มขี่ได้ สูงสุดกว่าโลกทั้งปวงได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
และพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ
เป็นผู้ประเสริฐเที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผา
กิเลสทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์
ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมากจากกิเลสเครื่องจองจำ
เราเกิดเป็นนกดุเหว่าขาวในพระอาราม
อันน่าเพลิดเพลินเจริญใจ ของพระผุสสสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่ที่ต้นมะม่วงใกล้
พระคันธกุฎี
ครั้งนั้น เราเห็นพระพิชิตมารผู้สูงสุด
เป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จพระราชดำเนินไป
หน้า 323
ข้อ 131
บิณฑบาต จึงทำจิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วย
เสียงอันไพเราะ
ครั้งนั้น เราบินไปสวนหลวง คาบผล
มะม่วงที่สุกดีมีเปลือกเหมือนทองคำมาแล้ว น้อม
เข้าไปถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า
เวลานั้นพระพิชิตมารผู้ประกอบด้วยพระ-
กรุณา ทรงทราบวาระจิตของเรา จึงทรงรับบาตร
จากมือของภิกษุอุปัฏฐาก
เรามีจิตร่าเริงถวายผลมะม่วงแด่พระมหา-
มุนี เราใส่บาตรแล้วก็ประนมปีก ร้องด้วยเสียง
อันไพเราะ น่ายินดี เสนาะน่าฟัง เพื่อบูชา
พระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ
ครั้งนั้น นกเหยี่ยวผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบ
เอาเรา ผู้มีจิตเบิกบาน มีอัธยาศัยไปสู่ความรัก
พระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ
เราจุติจากอัตภาพนั้นไปเสวยมหันตสุข
ในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วมาสู่กำเนิดมนุษย์ เพราะ
กรรมนั้นพาไป
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนาม
ตามพระโคตรว่ากัสสปะ เป็นเผ่าพันธุ์พรหม มี
พระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
หน้า 324
ข้อ 131
พระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วง
ครอบงำเดียรถีย์ผู้หลอกลวง ทรงแนะนำเวไนย-
สัตว์ พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว
เมื่อพระพุทธองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพาน
แล้ว ประชุมชนเป็นอันมากที่เลื่อมใส จักทำ
พระสถูปของพระศาสด เพื่อต้องการจะบูชา
พระพุทธเจ้า
เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่า จักช่วยกันทำ
พระสถูปของพระศาสดา ผู้แสวงหาพระคุณ
อันใหญ่ ให้สูงเจ็ดโยชน์ ประดับด้วยแก้ว ๗
ประการ
ครั้งนั้น เราเป็นจอมทัพของพระเจ้า
แผ่นดินแคว้นกาสี พระนามว่ากิกี ได้พูดลด
ประมาณ ที่พระเจดีย์ของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ประมาณเสีย
ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วยกันทำเจดีย์
ของพระศาสดา ผู้มีพระปัญญากว่านรชน สูง
โยชน์เดียว ประดับด้วยรัตนะนานาชนิด ตาม
ถ้อยคำของเรา
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หน้า 325
ข้อ 131
ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
เศรษฐีอันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ใน
พระนครสาววัตถีอันประเสริฐ
เราได้เห็นพระสุคต เจ้าในเวลาเสด็จเข้า
พระนครก็อัศจรรย์ใจ จึงบรรพชา ไม่นานก็ได้
บรรลุอรหัต
เพราะกรรมคือการลดประมาณ ของพระ-
เจดีย์เราได้ทำไว้ เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ย ควรจะ
เป็นร่างกายกลม
เราบูชาพระพุทธเจ้าสูงสุดด้วยเสียงอัน
ไพเราะจึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ที่มีเสยงไพเราะ
เพราะการถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า
และเพราะการอนุสรณ์ถึงพระพุทธคุณ เราจึง
สมบูรณ์ด้วยสามัญผล ไม่มีอาสวะอยู่
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
หน้า 326
ข้อ 131
ภัททิยาวรรคที่ ๕๕
๕๔๑. อรรถกถาลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๕๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องก์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว กำลังนั่ง
ฟังธรรมของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนา
ท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ แม้ตนเองก็ปรารถนา
ตำแหน่งนั้นบ้างได้ถวายมหาทานอันเจือปนด้วยรสหวาน เช่น เนยใส และ
น้ำตาลกรวดเป็นต้น แต่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ตั้งปณิธาน
ไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นเหมือน
ภิกษุรูปนี้ คือพึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ในพระศาสนาของ
พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย
จึงทรงพยากรณ์แล้ว เสด็จหลีกไป.
เขาทำบุญไว้เป็นอันมากจนตลอดอายุแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลก
และมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ แล้ว ในกาลแห่งพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ เขาได้บังเกิดเป็นนกดุเหว่าสวยงาม บินมาโฉบเอา
หน้า 327
ข้อ 131
ผลมะม่วงพันธุ์อร่อยไปจากพระราชอุทาน มองเห็นพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส
เกิดความคิดขึ้นว่า เราจักถวายแด่พระพุทธเจ้า. พระศาสดา ทรงทราบความ
เป็นไปทางจิตของเขา จึงทรงรับบาตรแล้วประทับนั่ง. นกดุเหว่านั้นได้วาง
ผลมะม่วงสุกลงในบาตรของพระทศพล. เพื่อจะให้เขาเกิดความโสมนัสใจ
พระศาสดาได้เสวยผลมะม่วงสุกนั้น ขณะที่เขากำลังเห็นอยู่นั้นแล. ลำดับ
นั้นนกดุเหว่านั้น มีใจเลื่อมใส ระงับยับยังอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ปีตินั้น
นั่นแลตลอด ๗ วัน. ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นแหละทุก ๆ ภพที่เขาเกิดแล้ว จึง
ได้มีเสียงไพเราะ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เขา
ได้บังเกิดในตระกูลช่างไม้ ได้ปรากฏว่าเป็นหัวหน้าช่างไม้. เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เขาพูดกะพวกประชาชนผู้เริ่มจะก่อสร้างสถูปประ-
มาณ ๗ โยชน์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า
เราจักกระทำวงกลมรอบ ๑ โยชน์ และส่วนสูงอีก ๑ โยชน์. คนเหล่านั้น
ทั้งหมดได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำของเขาแล้ว. เขาได้ช่วยกันสร้างเจดีย์อันมีประมาณ
ต่ำ แด่พระพุทธเจ้า ผู้หาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้. ด้วยกรรมอัน
นั้นทุก ๆ ที่ที่เขาได้เกิดแล้ว จึงได้มีรูปร่างประมาณต่ำกว่าคนอื่น ๆ. ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ได้
ปรากฏชื่อว่า ลกุณฏกภัททิยะ เพราะมีรูปร่างต่ำ และเพราะมีสรีระสวยงาม
คล้ายรูปเปรียบทองคำ ฉะนั้น. ในกาลต่อมาเขาได้ฟังพระธรรมเทศนาของ
พระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธา บวชแล้วเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก
แสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นด้วยเสียงอันไพเราะ.
หน้า 328
ข้อ 132
ต่อมาในวันมีมหรสพวันหนึ่ง หญิงคณิกาคนหนึ่ง นั่งรถไปกับ
พราหมณ์คนหนึ่ง เธอมองเห็นพระเถระเข้า จึงหัวเราะจนมองเห็นฟัน.
พระเถระถือเอากระดูกฟันของหญิงคนนั้นมาเป็นนิมิต ทำฌานให้บังเกิดขึ้น
แล้ว ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระอนาคามี. ท่าน
อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายเนือง ๆ วันหนึ่งท่านได้รับคำแนะนำพร่ำสอนจาก
ท่านพระธรรมเสนาบดี จนถึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ภิกษุแสะสามเณรบาง
พวก ไม่รู้ว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว แกล้งดึงหูท่านเสียบ้าง จับศีรษะ
จับแขน หรือจับมือและเท้าเป็นต้นสั่นเล่น เบียดเบียนบ้าง.
ท่านเป็นพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึง
เรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ . บทว่า มญฺชุนาภินิกูชหํ ความว่า เราได้พูด
ได้เปล่งเสียงด้วยเสียงอัน ไพเราะน่ารัก คำที่เหลือในเรื่องนี้ พอจะกำหนดรู้
ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
กังขาเรวตเถราปทานที่ ๒ (๒๔๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกังขาเรวตเถระ
[๑๓๒] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมารมีพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีพระจักษุใน
ธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ มีพระหนุเหมือนคาง
ราชสีห์ พระดำรัสเหมือนเสียงพรหม พระสุร-
หน้า 329
ข้อ 132
เสียงคล้ายเสียงหงส์และกลองใหญ่ เสด็จดำเนิน
ดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมีของจันทเทพบุตร
เป็นต้น
มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมากมี
ความเพ่งพินิจมาก มีคติใหญ่ ประกอบด้วยพระ-
มหากรุณาเป็นที่พึ่งสัตว์ กำจัดความมืดใหญ่ ได้
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
คราวหนึ่ง พระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่า
ไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้จักวาระจิตของสัตว์พระ-
องค์นั้น ทรงแนะนำเวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรง
แสดงพระธรรมเทศนาอยู่
พระพิชิตมารตรัสสรรเสริญภิกษุผู้มีปกติ
เพ่งพินิจ ยินดีในฌาน มีความเพียรสงบระงับ
ไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชน
ยินดี
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์เรียน. ไตรเพท
อยู่ในพระนครหังสวดี ได้สดับพระธรรมเทศนาก็
ชอบใจ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น
ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้ทรงเป็นพระ
ผู้นำชั้นพิเศษได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางสงฆ์ว่า
จงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้ สมดัง
มโนรถความปรารถนา
หน้า 330
ข้อ 132
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจัก
ได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระ-
ศาสดา มีนามชื่อว่าเรวตะ
เพราะกรรมที่ทำไว้ดี และเพราะการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปยังสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์
ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
กษัตริย์อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ใน
โลกิยนคร
ในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม
เทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระ-
สุคตเจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต
ความสงสัยของเราในสิ่งที่เป็นกัปปิยะ
และอกัปปิยะนั้น ๆ มีมากมายพระพุทธเจ้าได้ทรง
แสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัยทั้งปวงนั้น
แต่ต่อนั้น เราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็น
ผู้ยินดีด้วยความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้น
พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัส
พระพุทธภาษิตว่า
หน้า 331
ข้อ 132
ความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ใน
ความรู้ของตนหรือในความรู้ของผู้อื่นอย่างใด
อย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปรกติเพ่งพินิจ มี
ความเพียรเผากิเลสประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละ
ได้ทั้งสิ้น
กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผล
แก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราพ้นกิเลสแล้วเหมือน
ลูกศรพ้นจากแล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้ว
ลำดับนั้น พระมุนีผู้มีปรีชาใหญ่ เสด็จ
ถึงที่สุดของโลก ทรงเห็นว่าเรายินดีในฌาน จึง
ทรงแต่งตั้งว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้ง หลายฝ่ายที่ได้
ฌาน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบกังขาเรวตเถราปทาน
๕๔๒. อรรถกถากังขาเรวตเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระกังขาเรวตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
หน้า 332
ข้อ 133
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้นี้พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เขาได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์. คำนั้นทั้งหมด พอจะกำหนดได้โดยง่ายตามลำดับแห่งปาฐะ
นั้นนั่นแล.
จบอรรถกถากังขาเรวตเถราปทาน
สีวลิเถราปทานที่ ๓ (๕๔๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสีวลิเถระ
[๑๓๓ ] ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิต
มารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง
เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ศีลของพระองค์
ใคร ๆ ก็คำนวณไม่ได้ สมาธิของพระองค์เปรียบ
ด้วยแก้ววิเชียร ฌานอันประเสริฐของพระองค์
ใคร ๆ ก็นับไม่ได้ และวิมุตติของพระองค์ก็หา
อะไรเปรียบมิได้
พระนายกเจ้าทรงแสดงธรรมในสมาคม
มนุษย์ เทวดา นาคและพรหม ซึ่งเกลื่อนกล่น
ไปด้วยสมณะและพราหมณ์
พระพุทธองค์ก็แกล้วกล้าในบริษัท ทรง
ตั้งสาวกของพระองค์ ผู้มีลาภมากมีบุญ ทรงซึ่ง
ฤทธิ์อันรุ่งเรือง ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
หน้า 333
ข้อ 133
ครั้งนั้น เราเป็นกษัตริย์ในพระนครหังส-
วดี ได้ยินพระพิชิตมารตรัสถึงคุณเป็นอันมากของ
พระสาวก ดังนั้น จึงได้นิมนต์พระชินสีห์พร้อม
ทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้น
ถวายมหาทานแล้วก็ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น
พระธีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทอดพระ-
เนตรเห็นเราหมอบอยู่แทบพระบาทในคราวนั้น
จึงได้ตรัสพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง
ลำดับนั้น มหาชน ทวยเทพ คนธรรพ์
พรหมผู้มีฤทธิ์มากและสมณพราหมณ์ ผู้ใคร่จะฟัง
พระพุทธพจน์ ต่างประณตน้อมถวายนมัสการ
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้เป็นอาชาไนย
ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้า
แต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทั้งหลาย
ขอนอบน้อมแด่พระองค์
พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานกว่า ๗ วัน
ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะฟังผลของมหาทาน
นั้น ข้าแต่พระมหามุนีขอได้ทรงโปรดพยากรณ์
เถิด
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงคอยสดับภาษิตของเรา ทักษิณาที่
หน้า 334
ข้อ 133
ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้าผู้มีคุณหาประมาณมิได้พร้อม
ทั้งพระสงฆ์ ใครเล่าจะเป็นผู้ถือเอามากล่าว
เพราะทักษิณานั้น มีผลหาประมาณมิได้ อีกประ-
การหนึ่งกษัตริย์ผู้มีโภคะมานี้ ทรงปรารถนา
ฐานันดรอันอุดมว่า ถึงเราก็พึงเป็นผุ้ได้ลาภมาก
เหมือนภิกษุชื่อสุทัสสนะฉะนั้นเถิด มหาบพิตร
จักได้ฐานันดรนี้ในอนาคต
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไปพระศาสดามี
พระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
กษัตริย์องค์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของ
พระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรม
เนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดา นามชื่อว่า
สีวลี
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้
ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระโลกนายก
พระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงดงาม ทรงเห็น
แจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
หน้า 335
ข้อ 133
ครั้งนั้น เราเป็นคนโปรดปรานของสกุล
หนึ่งในพระนครพันธุมวดี และเป็นคนที่หมั่น
ขยันขวนขวายในกิจการงาน ครั้งนั้น พระราชา
พระองค์หนึ่งตรัสสั่งให้นายช่างสร้างพระอาราม
ซึ่งปรากฏว่าใหญ่โต ถวายสมเด็จพระวิปัสสี
ผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่
เมื่อการสร้างพระอารามสำเร็จแล้ว ชน
ทั้งหลายได้ถวายมหาทานซึ่งเข้าใจว่าของเคี้ยว
ชนทั้งหลาย ค้นคว้าหานมส้มใหม่และน้ำผึ้ง
ไม่ได้ เวลานั้น เราถือนมส้มใหญ่และน้ำผึ้งไป
เรือนของนายงาน ชนทั้งหลายที่แสวงหานมส้ม
ใหญ่และน้ำผึ้งพบเราเข้า ของสองสิ่งเขาได้ให้
ราคาตั้งพันกหาปณะก็ยังไม่ได้ไป
ครั้งนั้น เราคิดว่าของสองสิ่งนี้เราไม่มี
กะใจที่จะขายมัน ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระ-
ตถาคต ฉันใด แม้เราก็จะทำสักการะในพระผู้นำ
โลกกับพระสงฆ์ ฉันนั้นก็เหมือนกัน
ครั้งนั้น เราได้นำเอาไปแล้ว ผสมนม
ส้มกับน้ำผึ้งป่าด้วยกัน แล้วถวายแด่พระโลกนาถ
พร้อมทั้งพระสงฆ์
หน้า 336
ข้อ 133
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วและเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ต่อมา เราได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้มียศ
ใหญ่ในพระนครพาราณสี ในครั้งนั้น เราเคือง
ศัตรูจึงสั่งให้ทหารทำการล้อมประตูเมืองศัตรู
ไว้
ประตูที่ถูกล้อมของพระราชาผู้มีเดชรักษา
ไว้ได้เพียงวันเดียว เพราะผลของกรรมนั้น เรา
จงต้องตกนรกอันร้ายกาจที่สุด
และในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดใน
โกลิยบุรี พระชนนีของเราพระนามว่าสุปปวาสา
พระชนกของเรา พระนามว่ามหาลิลิจฉวี เรา
เกิดในราชวงศ์เพราะบุญกรรม เพราะการล้อม
ประตูเมืองให้ผล เราจึงต้องประสบทุกข์อยู่ใน
พระครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี
เราต้องหลงทวารอยู่อีก ๗ วัน เพียบ
พร้อมไปด้วยมหันตทุกข์ พระมารดาของเรา
ต้องประสบทุกข์ด้วยเช่นนี้ ก็เพราะให้ฉันทะใน
การล้อมประตูเมือง
หน้า 337
ข้อ 133
เราอันพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ จึง
ออกจากพระครรภ์พระมารดาโดยสวัสดีเราได้ออก
บวชเป็นบรรพชิต ในวันที่เราคลอดออกมานั่นเอง
ท่านพระสารีบุตรเถระ เป็นอุปัชฌาย์ของ
เราพระโมคคัลลานเถระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีปรีชา
มาก เมื่อปลงผมให้ ได้อนุศาสน์พร่ำสอนเรา
เราได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผมอยู่ ทวยเทพ
นาคและมนุษย์ ต่างก็น้อมนำปัจจัยเข้ามาถวาย
เรา
เพราะเศษของกรรมที่เราเป็นผู้เบิกบาน
บูชาพระผู้นำชน พิเศษพระนามว่าปทุมุตตระและ
พระนามว่าวิปัสสี ด้วยปัจจัยทั้งหลายโดยพิเศษ
เราจึงได้ลาภอันอุดมไพบูลย์ทุกแห่งหน คือ ใน
ป่า ในบ้าน ในน้ำ บนบก
ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำโลก
ชั้นเลิศ พร้อมด้วยภิกษุสามหมื่นรูป เสด็จ
ไปเยี่ยมท่านพระเรวตะ
พระพุทธเจ้าผู้มีพระปรีชาใหญ่ มีความ
เพียรมาก เป็นนายกของโลก พร้อมด้วยพระ-
สงฆ์ เป็นผู้อันเราบำรุงด้วยปัจจัยที่เทวดานำเข้า
มาถวายเราได้เสด็จไปเยี่ยมท่านเรวตะแล้ว ภาย
หลังเสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้วจึง
ทรงแต่งตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
หน้า 338
ข้อ 133
พระศาสดาผู้ทรงประพฤติประโยชน์แก่
สัตว์ทั้งปวง ได้ตรัสสรรเสริญเราในท่ามกลาง
บริษัทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาสาวก
ของเรา ภิกษุสีวลีเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่มี
ลาภมา
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
จบสีวลิเถราปทาน
๕๔๓. อรรถกถาสีวลิเถรปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระสีวลีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุล ได้ไปยังพระวิหารโดยนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง
ยืนอยู่ท้ายบริษัท ก็กำลังฟังธรรม ในเห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดา
ทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีลาภ แล้วคิดว่า ใน
หน้า 339
ข้อ 133
อนาคตกาลแม้เราก็ควรเป็นเช่นภิกษุรูปนี้บ้าง จึงได้นิมนต์พระทศพล ถวาย
มหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน แล้ว ได้ตั้งความ
ปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยกรรมดีที่สั่งสมไว้นี้ ข้าพระองค์
มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นเลย หากแต่ในอนาคตกาล ในพระศาสนาของพระ-
พุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แม้ข้าพระองค์พึงก็เป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีลาภ
เหมือนเช่นภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศนั้นเถิด.
พระศาสดา ทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่าความ
ปรารถนาของเธอนี้ จักสำเร็จในสำนักของพระโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาล
แล้วเสด็จหลีกไป. กุลบุตรนั้น ได้กระทำกุศลไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ได้เสวย
สมบัติทั้ง ๒ ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่าวิปัสสี เขาได้เกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากพันธุมดีนคร ใน
สมัยนั้น ชนชาวพันธุมดีนคร ได้สนทนากันกับพระราชาแล้ว ได้ถวายทาน
แด่พระทศพลเจ้า.
วันหนึ่ง คนทั้งหมดได้รวมเป็นพวกเดียวกัน เมื่อจะถวายทานก็
ตรวจดูว่า ความเลิศแห่งทานของพวกเรามีหรือไม่หนอ ไม่ได้เห็นน้ำผึ้ง
และนมส้ม. คนเหล่านั้นจึงคิดว่าพวกเราจักนำมาจากที่ไหนหนอ จึงมอบ
หน้าที่ให้พวกบุรุษยืนอยู่ที่หนทางจากชนบทเข้าพระนคร. ครั้งนั้น กุลบุตร
คนนั้นถือเอาหม้อนมส้มมาจากบ้านของตน เดินทางไปยังเมือง ด้วยคิดว่า
เราจักแลกนำอะไรบางอย่างมา ดังนี้ มองไปเห็นสถานที่อันมีความผาสุก
คิดว่า เราจักล้างหน้า ชำระล้างมือและเท้าให้สะอาดก่อนแล้วจึงจักเข้าไป
ดังนี้แล้วได้มองเห็นรังผึ้งอันไม่มีตัวผึ้งประมาณเท่าหัวไถ คิดว่า สิ่งนี้
หน้า 340
ข้อ 133
เกิดขึ้นแล้วแก่เราด้วยบุญ จึงถือเอาแล้ว เข้าไปยังพระนคร. บุรุษที่ชาว
พระนครมอบหมายหน้าที่ให้ เห็นเขาแล้วจึงถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านนำน้ำผึ้ง
เป็นต้นนี้มาเพื่อใคร. เขาตอบว่า นาย เรามิได้นำมาเพื่อใคร สิ่งนี้เราขาย.
บุรุษนั้นจึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงถือเอากหาปณะนี้แล้ว จงให้น้ำผึ้ง
และนมส้มนั้นเถิด.
เขาคิดว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้มิได้มีค่ามากสำหรับเราเลย แต่บุรุษนี้ย่อม
ให้ราคามากโดยการให้ราคาครั้งเดียวเราจักพิจารณาดูต่อแต่นั้นเขาจึงกล่าวกะ
ชาวเมืองนั้นว่า เราจะไม่ยอมให้ด้วยราคาเพียงกหาปณะเดียว. บุรุษชาวเมือง
จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านรับกหาปณะ ๒ อันไป แล้วจงให้น้ำผึ้งเป็นต้น
เถิด เขากล่าวว่า ถึงจะให้กหาปณะ ๒ อัน เราก็ไม่ยอมให้. บุรุษชาวเมือง
เพิ่มกหาปณะขึ้นด้วยอุบายนั้น จนถึงพันกหาปณะ. เขาคิดว่า เราไม่ควร
เพิ่มราคาขึ้น หยุดไว้ก่อน เราจักถามถึงการงานที่ผู้นี้จะพึงทำ. ลำดับนั้นเขา
จึงกล่าวกะบุรุษชาวเมืองนั้นว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ มิได้มีค่ามีราคามากเลย แต่
ท่านให้ราคาเสียมากมาย ท่านจะรับน้ำผึ้งเป็นต้นนี้ไปเพราะจะทำอะไร. บุรุษ
ชาวเมืองชี้แจงว่า ท่านผู้เจริญ ชาวพระนครในที่นี้ ได้ขัดแย้งกับพระราชา
กำลังถวายทานแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มองไม่เห็นน้ำผึ้งเป็นต้น
ทั้งสองนี้ ในทานอันเลิศ จึงใช้ให้เรามาแสวงหา ถ้าว่าจักไม่ได้น้ำผึ้งเป็นต้น
ทั้งสองนี้ไซร้ พวกชาวเมือง ก็จักมีความพ่ายแพ้แน่ เพราะฉะนั้นเราให้
ทรัพย์พันกหาปณะแล้ว จะขอรับน้ำผึ้งเป็นต้นนี้ไป. เขากล่าวว่า ก็น้ำผึ้ง
เป็นต้นนี้ สมควรแก่พวกชาวเมืองเท่านั้นหรือ หรือว่า สมควรเพื่อให้แก่
ชนเหล่าอื่นก็ได้. บุรุษชาวเมืองตอบว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ เรามิได้ห้ามเพื่อจะ
ให้แก่ใคร. เขากล่าวว่ามีใครบ้างไหม ที่ให้ทรัพย์พันหนึ่งตลอดวันหนึ่งใน
หน้า 341
ข้อ 133
ทานของพวกชาวพระนคร. บุรุษชาวเมืองตอบว่า ไม่มีดอกเพื่อน. เขากล่าวว่า
น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ ที่เราให้แก่พวกชาวเมืองเหล่านั้น ท่านจงรู้ว่ามีค่าราคาตั้งพัน
เชียวนะ. บุรุษชาวเมืองตอบว่า ใช่ เรารู้. เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงไป
ท่านจงบอกให้พวกชาวเมืองรู้ว่า บุรุษคนหนึ่ง ไม่ยอมให้สิ่งของเหล่านี้ด้วย
มูลค่าสองพัน เขาประสงค์จะร่วมกับพวกท่านให้ด้วยมือของตนเอง พวกท่าน
จึงหมดความกังวล เพราะเหตุแห่งสิ่งของทั้งสองอย่างนี้เถิด. บุรุษชาวเมือง
กล่าวว่า ท่านจงเป็นพยานของผู้มีส่วนเป็นหัวหน้าในทานนี้ด้วยเถิด แล้วก็
ไป ส่วนกุลบุตรนั้น ได้เอากหาปณะที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้าน
ไปซื้อเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้น
รังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ใส่ลงในใบบัวตระเตรียม
สิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล. เมื่อมหาชนเป็นอันมาก
นำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้ว
จึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้
เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับ
สักการะนี้เถิด. พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้น ด้วยบาตร
ศิลา อันท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานโดยประการที่เมื่อ
ถวายแก่ภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสนรูป สักการะก็ไม่หมดไป.
กุลบุตรนั้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสร็จภัตรกิจเรียบร้อย
แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว วันนี้พวกชาวพันธุมดีนครนำ
สักการะมาถวายพระองค์ ด้วยผลแห่งกายถวายสักการะนี้ แม้ข้าพระองค์พึง
เป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ ในภพที่เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด พระศาสดา
หน้า 342
ข้อ 133
ตรัสว่า จงเป็นอย่างปรารถนาเถิดกุลบุตร แล้วทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่
เขา และชาวพระนคร แล้วก็เสด็จหลีกไป. กุลบุตรคนนั้น ทำกุศลจนตลอด
ชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลก และมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้
ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระราชธิดาสุปปวาสา. จำเดิมแค่เวลาที่เขาถือปฏิสนธิ
มา คนทั้งหลายย่อมนำเอาบรรณาการ ๕๐๐ สิ่งมาถวายแด่พระนางสุปปวาสา
ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า. ลำดับนั้นพระนางทรงยืนใช้ให้คนเอามือแตะกระเช้า
พืช เพื่อจะทดลองบุญบารมีของเขา. ร้อยสลากจากพืชแต่ละเมล็ด ย่อมรวม
ลงในพันสลาก. จากนาแต่ละกรีสก็เกิดข้าวมีประมาณ ๕๐ เกวียน ๖๐ เกวียน
เมื่อพระราชธิดาเอาพระหัตถ์ไปแตะที่ประตูฉาง แม้ในเวลาที่ฉางยังเต็มเปี่ยม
เมื่อคนทั้งหลายมารับเอาไป ก็เต็มขึ้นอีกด้วยบุญ. แม้จากหม้อที่เต็มเปี่ยมด้วย
ภัตร ชนทั้งหลายกล่าวว่า เป็นบุญของพระราชธิดา ดังนี้แล้ว เมื่อให้แก่ใคร
คนใคคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่ยังไม่ดึงมือออก ภัทรก็ยังไม่พร่องไป. ขณะที่
ทารกยังอยู่ในท้องนั่นแล ได้ล่วงไปแล้ว ๗ ปี.
ก็เมื่อพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว พระนางได้เสวยทุกขเวทนามากตลอด
๗ วัน พระนางทูลเชิญพระราชสวามีมาแล้วตรัสว่า ก่อนตาย หม่อมฉันจักขอ
ถวายทานขณะยังมีชีวิตอยู่. ดังนี้แล้วทรงส่งพระราชสวามีไปยังสำนักของพระ
ศาสดาว่า ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์จงไป กราบทูลให้พระศาสดาทรงทราบ
ความเป็นไปนี้แล้ว จงนิมนต์พระศาสดามา และพระศาสดา ตรัสพระดำรัส
อันใด พระองค์จงกำหนดพระดำรัสนั้นให้ดี แล้วกลับมาบอกแก่หม่อมฉัน.
พระสวามีนั้นเสด็จไปถึงแล้ว กราบทูลข่าวสาสน์ของพระนางให้พระศาสดาทรง
ทราบแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางโกลิยธิดาฝากถวายบังคมมาที่
พระบาทของพระศาสดา. พระศาสดาทรงอาศัยความอนุเคราะห์พระนาง ตรัสว่า
ขอพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดา จงเป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเถิด จง
หน้า 343
ข้อ 133
คลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด. พระสวามีนั้น ทรงฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ก็ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มุ่งตรงไปยังบ้านของตน. สัตว์ผู้มาบังเกิดใน
ครรภ์ได้คลอดออกจากท้องของพระนางสุปปวาสา ง่ายดายดุจเทน้ำออกจาก
ธรมกรกฉะนั้น เรียบร้อยก่อนที่พระสวามีจะมาถึง ประชาชนที่มีมานั่งแวดล้อม
มีน้ำตาคลอ เริ่มจะร้องไห้ ก็กลับเป็นหัวเราะร่าดีใจเมื่อพระสวามีของ
พระนางกลับมาแจ้งข่าวสาสน์อันน่ายินดีให้ได้ทราบ. พระสวามีนั้น ทรงเห็น
กิริยาท่าทางของคนเหล่านั้นแล้ว ทรงคิดว่า ชรอยว่าพระดำรัสที่พระทศพลตรัส
แล้ว คงจักสำเร็จผลไปในทางที่ดีเป็นแน่. พระสวามีนั้น พอเสด็จมาถึงแล้ว
ก็ตรัสถึงพระดำรัสของพระศาสดาแก่พระราชธิดา. พระราชธิดาตรัสว่า ความ
ภักดีในชีวิตที่พระองค์นิมนต์พระศาสดาแล้วนั้นแหละ จักเป็นมงคล ขอพระองค์
จงไปนิมนต์พระทศพลตลอด ๗ วัน . พระราชสวามีทรงกระทำตามพระดำรัส
ของพระนางแล้ว. ชนทั้งหลายได้ยังมหาทานให้เป็นไปแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้ว. ทารกนั้น เป็นผู้ทำจิตใจของหมู่ญาติที่
กำลังเร่าร้อนให้ดับสนิทคือทำให้กลายเป็นความเย็น เพราะเหตุนั้น หมู่ญาติ
จึงตั้งชื่อเขาว่า สีวลี. ตั้งแต่เวลาที่ได้เกิดมาแล้ว ทารกนั้นได้เป็นผู้แข็งแรง
อดทนได้ในการงานทั้งปวง (มีกำลังดี) เพราะค่าที่เขาอยู่ในครรภ์มานานถึง
๗ ปี. พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ ได้ทำการสนทนาปราศรัยกับเขาใน
วันที่ ๗. แม้พระศาสดา ก็ได้ตรัสพระคาถานี้ไว้ว่า.
บุคคลใดล่วงพ้นหนทางลื่น หล่ม สงสาร
โมหะได้ ข้ามฝั่งแล้ว มีความเพียรเพ่งพินิจไม่มี
ความหวั่นไหว หมดความสงสัย ดับแล้วเพราะ
ไม่ยึดมั่นถือมั่น เราเรียกบุคคลนั้นว่าเป็น
พราหมณ์.
หน้า 344
ข้อ 133
ลำดับนั้น พระเถระได้กล่าวกะเด็กนั้นอย่างนี้วา เธอได้รับความ
ทุกข์เห็นปานนี้ การบวชจะไม่ควรหรือ. เด็กคนนั้นตอบว่าเมื่อได้รับ
อนุญาตก็จะพึงบวช ขอรับ. พระนางสุปปวาสา เห็นเด็กนั้นกำลังพูดกับ
พระเถระ จึงคิดว่า ลูกของเรา กำลังพูดเรื่องอะไรกับพระธรรมเสนาบดี
หนอแล จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ลูกชายของ
ดิฉัน พูดเรื่องอะไรกับพระคุณเจ้า พระเถระพูดว่า เด็กนั่น พูดถึงความทุกข์
ในการอยู่ในครรภ์ที่ตนเองได้เสวยมาแล้ว แล้วพูดว่า กระผมได้รับอนุญาต
แล้ว จักบวช. พระนางตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดีละ. ขอให้พระ-
คุณเจ้าให้เขาบวชเถิด. พระเถระจึงนำเขาไปยังวิหารแล้ว ได้ให้ตจปัญจก-
กัมมัฏฐานแล้ว ก็ให้เขาบวช พร่ำสอนว่า สีวลีเอ๋ย ! หน้าที่เกี่ยวกับโอวาท
อย่างอื่นของเธอไม่มี เธอจงพิจารณา ถึงความทุกข์ที่เธอได้เสวยมาแล้ว
ตลอด ๗ ปีเถิด. ท่านตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมจักได้รู้ถึงภาระของ
ท่านเกี่ยวกับการบวชบ้าง เพื่อผมจักได้ทำตาม. ก็พระสีวลีนั้น ได้ดำรงอยู่ใน
โสดาปัตติผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๑ ลง ได้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล
ในขณะที่ปลงมวยผมชั้นที่ ๒ ลง ได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล ในขณะที่เขา
ปลงมวยผมชั้นที่ ๓ ลง การปลงผมทั้งหมดได้อย่างเรียบร้อย และการกระทำ
ให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลได้มีแล้วในเวลาไม่ก่อนไม่หลังแล.
ต่อมา ได้มีถ้อยคำเกิดขึ้นในหมู่ภิกษุว่า โอ พระเถระถึงจะมีบุญ
อย่างนี้ ก็ยังอยู่ในครรภ์ของมารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน แล้วยังอยู่ในครรภ์
หลงอีก ๗ วัน. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวก
เธอกำลังนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบ
แล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้นี้ มิใช่กระทำกรรมไว้ในชาติ
หน้า 345
ข้อ 133
นี้เท่านั้นแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล
ก่อนแต่พุทธุปบาทกาลนั่นแล กุลบุตรผู้นี้ ได้บังเกิดในราชตระกูลในกรุง
พาราณสี พอพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ได้
ปรากฏว่าสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในคราวนั้นพระราชาในปัจจันตชนบทพระองค์
หนึ่ง ทรงดำริว่า เราจักยึดเอาราชสมบัติให้ได้ แล้วจึงเสด็จมาล้อมพระนคร
เอาไว้ ได้ตั้งค่ายพักแรมแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาได้มีสมานฉันท์เป็น
อันเดียวกันกับพระราชมารดา สั่งให้ปิดประตูทั้ง ๔ ทิศ ตั้งค่ายป้องกันตลอด
๗ วัน ความหลงประตูได้มีแก่พวกคนที่จะเข้าไป และคนที่จะออกมาครั้งนั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ประกาศธรรมในมิคทายวิหาร. พระราชาได้ทรง
สดับแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้เปิดประตูเมืองแล. แม้พระเจ้าปัจจันตราชา ก็ทรง
หนีไปแล้ว. ด้วยวิบากแห่งกรรมอันนั้น เขาจึงได้เสวยความทุกข์ในอบายมี
นรกเป็นต้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ แม้จะได้บังเกิดในราชตระกูลก็ตาม ยังได้
เสวยความทุกข์เห็นปานนี้ร่วมกับพระราชมารดา. ก็ตั้งแต่เวลาที่ท่านได้บวช
แล้ว ปัจจัย ๔ ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์ตามปรารถนา. เรื่องในอดีตต้น
ได้บังเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้.
ในกาลต่อมา พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี. พระเถระ
ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์จักทดลองกำลังบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงประทานภิกษุให้
๕๐๐ องค์เถิด. พระศาสดาตรัสว่าเธอจงพาไปเถิดสีวลี. พระสีวลีนั้นได้พา
ภิกษุ ๕๐๐ องค์ไปแล้ว มุ่งหน้าไปยังหิมวันตประเทศ ถึงหนทางปากดง.
เทวดาที่สิง อยู่ ณ ต้นนิโครธอันพระเถระนั้นเห็นแล้วเป็นครั้งแรก ได้ถวาย
ทานแล้วตลอด ๗ วัน. เพราะเหตุนั้น พระเถระนั้นจึงกล่าวว่า :-
หน้า 346
ข้อ 133
ท่านจงดูต้นนิโครธเป็นครั้งที่ ๑ ภูเขา
บัณฑวะเป็นครั้งที่ ๒ แม่น้ำอจิรวดีเป็นครั้งที่ ๓
แม่น้ำสาครอันประเสริฐ เป็นครั้งที่ ๔ ภูเขาหิม-
วันต์เป็นครั้งที่ ๕ ท่านเข้าถึงสระฉัททันต์ เป็น
ครั้งที่ ๖ ภูเขาคันธมาทน์เป็นครั้งที่ ๗ และที่อยู่
ของพระเรวตะ เป็นครั้งที่ ๘
ประชาชนทั้งหลาย ได้ถวายทานในที่ทุกแห่งตลอด ๗ วัน เท่านั้น.
ก็ในบรรดา ๗ วัน นาคทัตตเทวราช ที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายบิณฑบาต
ชนิดน้ำนมวันหนึ่ง ได้ถวายบิณฑบาตชนิดเนยใสวันหนึ่ง ลำดับนั้นภิกษุสงฆ์
จึงกล่าวกะท่านว่า ผู้มีอายุ แม่โคนมที่เขารีดนมถวายแด่เทวราชนี้ มิได้ปรากฏ
การบีบน้ำนมส้ม ก็มิได้ปรากฏ แน่ะเทวราช ผลนี้เกิดขึ้นแก่ท่านแต่กาลไร.
เทวราชา ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผลนี้ เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรน้ำนม
ในกาลแห่งพระกัสสปทศพล.
ในกาลต่อมา พระศาสดา ได้ทรงกระทำการต้อนรับพระขทิรวนิย-
เรวตเถระ. อย่างไร คือ ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตร กราบทูลพระศาสดา
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า พระเรวตะผู้เป็นน้องชายของข้าพระองค์
บวชแล้ว เธอจะพึงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) หรือไม่พึงยินดี ข้าพระองค์
จักไปเยี่ยมเธอ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่าพระเรวตะเริ่มทำความเพียร
เจริญวิปัสสนา จึงทรงห้าม (พระสารีบุตร) ถึง ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ เมื่อ
พระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก ทรงทราบว่า พระเรวตะบรรลุพระอรหัตแล้ว
จึงตรัสว่า สารีบุตร แม้เราเองก็จักไป เธอจงบอกให้พวกภิกษุได้ทราบด้วย.
พระเถระสั่งให้ภิกษุทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว แจ้งให้ภิกษุทั้งหมดได้
ทราบด้วยคำว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดา ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไป
สู่ที่จาริก พวกท่านผู้มีความประสงค์จะตามเสด็จด้วย ก็จงมาเถิด. ในกาลที่
หน้า 347
ข้อ 133
พระทศพลจะเสด็จไปเพื่อสู่ที่จาริก ชื่อว่าพวกภิกษุผู้ที่มักชักช้าอยู่ มีจำนวน
น้อย โดยมากมีความประสงค์จะคามเสด็จมีจำนวนมากกว่า เพราะตั้งใจกันว่า
พวกเราจักได้เห็นพระสรีระอันมีวรรณะดุจทองคำของพระศาสดา หรือว่า
พวกเราจักได้ฟังพระธรรมกถาอันไพเราะ เพราะเหตุนั้น พระศาสดามีภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไปด้วยพระประสงค์ว่า จักเยี่ยมพระเรวตะ.
ณ ที่ประเทศแห่งหนึ่ง พระอานนทเถระถึงหนทาง ๒ แพร่ง แล้ว
กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญตรงนี้มีหนทาง ๒
แพร่ง ภิกษุสงฆ์จะไปทางไหน พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์
หนทางไหน เป็นหนทางตรง. พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หนทางตรงมีระยะประมาณ ๓๐๐ โยชน์ เป็นหนทางที่มีอมนุษย์ ส่วนหนที่
อ้อมมีระยะทาง ๖๐ โยชน์ เป็นหนทางสะดวกปลอดภัย มีภิกษาดีหาง่าย.
พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สีวลีได้มาพร้อมกับพวกเรามิใช่หรือ. พระอานนท์
กราบทูลว่า ใช่ พระสีวลีมาแล้วพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น
พระสงฆ์จงไปตามเส้นทางตรงนั้นแหละ เราจักได้ทดลองบุญของพระสีวลี.
พระศาสดามีพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่เส้นทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อจะ
ทรงทดลองบุญของพระสีวลีเถระ.
จำเดิมแต่ที่ได้เสด็จไปตามหนทาง หมู่เทวดาได้เนรมิตพระนคร
ในที่ทุก ๆ โยชน์ ช่วยกันจัดแจงพระวิหารเพื่อเป็นที่ประทับ และที่อยู่แด่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พวกเทวบุตรซึ่งเป็นดุจกรรมกรที่พระ-
ราชาทรงส่งไป ได้ถือเอาข้าวยาคูและของเคี้ยวเป็นต้นไป ถามอยู่ว่า พระ-
ผู้เป็นเจ้าสีวลีไปไหน ดังนี้แล้ว จึงไป. พระเถระให้ช่วยกันถือเอาสักการะ
และสัมมานะแล้วไปเฝ้าพระศาสดา. พระศาสดา ได้ทรงเสวยร่วมกับภิกษุสงฆ์.
หน้า 348
ข้อ 133
โดยทำนองนี้แหละ พระศาสดาเมื่อจะทรงเสวยสักการะ เสด็จไปวันละโยชน์
เป็นอย่างสูงจนล่วงพ้นหนทางกันดาร ๓๐ โยชน์เสด็จถึงที่อยู่ของพระทิรวนิย-
เรวตเถระแล้ว. พระเถระทรงว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงเนรมิตวิหารจำนวน
เพียงพอแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขและเนรมิตพระคันธกุฏีที่ประทับ
กลางคืนและประทับกลางวันแด่พระทศพล ด้วยฤทธิ์ ณ ที่อยู่ของตนนั่นแหละ
แล้วออกไปทำการต้อนรับพระตถาคตเจ้า. พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร
ตามหนทางที่ประดับตกแต่งแล้ว. ครั้นเมื่อพระตถาคต เสด็จเข้าไปยังพระ-
คันธกุฎีแล้ว พวกภิกษุจึงค่อยเข้าไปยังเสนาสนะที่ถึงแล้วตามลำดับพรรษา.
พวกเทวดาคิดว่า เวลานี้มิใช่เวลาอาหาร จึงได้นำเอาน้ำปานะ ๘ อย่างถวาย.
พระศาสดา ทรงดื่มน้ำปานะร่วมกับพระภิกษุสงฆ์. เมื่อพระตถาคต เสวย
สักการะและสัมมานะโดยทำนองนี้นั่นแหละ เวลาผ่านไปแล้วครึ่งเดือน
ลำดับนั้น ภิกษุผู้ไม่พอใจบางพวก นั่งแล้วในที่แห่งหนึ่งพากันยก
เรื่องขึ้นสนทนากันว่า พระทศพล ตรัสว่า พระน้องชายแห่งอัครสาวกของ
เราดังนี้ แล้วเสด็จมาเพื่อทอดพระเนตรภิกษุผู้เป็นช่างก่อสร้างเห็นปานนี้ พระ-
เชตวันมหาวิหาร หรือว่า พระวิหารเช่นเวฬุวันวิหารเป็นต้น จักทำอะไร
ในสำนักแห่งวิหารนี้ได้ ถึงภิกษุรูปนี้ ก็เป็นผู้ทำการก่อสร้างงานเห็นอย่างนี้
จักบำเพ็ญสมณธรรมอะไรได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า เมื่อเราอยู่
ในที่นี้นานไป สถานที่นี้จักกลายเป็นที่เกลื่อนกล่น ธรรมดาพวกภิกษุผู้อยู่ใน
ป่า ต้องการความสงบเงียบมีอยู่ การอยู่ด้วยความผาสุก จักไม่มีแก่พระ-
เรวตะแน่. แต่นั้นก็เสด็จไปสู่ที่พักกลางวันของพระเถระ. แม้พระเถระก็อยู่
เพียงผู้เดียวอาศัยแผ่นกระดานพาดยึดที่ท้ายจงกรม นั่งบนหลังแผ่นหินแล้ว
ได้มองเห็นพระศาสดา เสด็จมาแต่ไกลเทียว จึงลุกขึ้นต้อนรับแล้ว.
หน้า 349
ข้อ 133
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า เรวตะ สถานที่นี้มีเนื้อร้าย
เธอได้ฟังเสียงช้างม้าเป็นต้นที่ดุร้ายแล้ว จะทำอย่างไร ? พระเถระกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าความยินดีในการอยู่ป่า บังเกิดขึ้นแล้วแก่
ข้าพระองค์ ก็เพราะได้ฟังเสียงของสัตว์เหล่านั้นแล. ณ สถานที่นั้นพระศาสดา
ได้ตรัสถึงชื่อว่า อานิสงส์ในการอยู่ป่า ด้วยพระคาถา ๕๐๐ พระคาถาแต่
พระเรวตเถระ วันรุ่งขึ้นเสด็จไปบิณฑบาตในสถานที่ไม่ไกล ตรัสเรียก
พระเรวตเถระมาแล้ว ได้ทรงกระทำพวกภิกษุผู้ที่กล่าวโทษพระเถระให้หลง
ลืมไม้เท้า รองเท้า ทะนานน้ำมันและร่มแล้ว. พวกภิกษุเหล่านั้น พากัน
กลับมาเพื่อนำบริขารของตนไป แม้จะย้อนไปตาเส้นทางที่มาแล้วก็ตาม แต่
เดินไปตามเส้นทางที่ประดับตกแต่งแล้ว แต่วันนั้น เดินไปตามทางขรุขระ
ในที่นั้นต้งอนั่งยอง ๆ ต้องเดินเข้า. ภิกษุเหล่านั้นพากันเดินเหยียบย่ำกอไม้
พุ่มไม้ และหนาม ไปถึงสถานที่ที่ตนเคยอยู่ จำได้ว่าร่มของตนคล้องไว้ที่
ตอตะเคียนตรงนั้น ตรงนั้น จำได้ว่ารองเท้าไม้เท้าและทะนานน้ำมันอยู่
ตรงนั้น. ในตอนนั้น ภิกษุเหล่านั้น จึงทราบว่า ภิกษุรูปนี้มีฤทธิ์ จึงถือเอา
บริขารของตน แล้วพากันพูดว่า สักการะเห็นปานนี้ ย่อมเป็นสักการะที่
พระเถระจัดแจงไว้เพื่อพระทศพล ดังนี้แล้ว จึงได้พากันไป.
ในเวลาที่พวกภิกษุพากันนั่งแล้วในเรือนของตน นางวิสาขาอุบาสิกา
จึงเรียนถามพวกภิกษุที่ล่วงหน้ามาก่อนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สถานที่อยู่ของ
พระเรวตะเป็นที่น่าจับใจไหมหนอ ? พวกภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสิกา น่า
จับใจ เสนาสนะนั้นมีส่วนเปรียบด้วยนันทวันและจิตตลดาวันแล. ต่อมานาง
วิสาขาก็ถามพวกภิกษุผู้พากันมาภายหลังกว่าภิกษุเหล่านั้นบ้างว่า พระคุณเจ้า
สถานที่อยู่ของพระเรวตะเป็นที่น่าพอใจไหม ? ภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า อย่า
หน้า 350
ข้อ 133
ถามเลย อุบาสิกา สถานที่นั้นเป็นที่ไม่สมควรจะกล่าว ภิกษุรูปนั้น ย่อมอยู่
ในสถานที่ซึ่งมีแต่ที่แห้งแล้ง ก้อนกรวด ก้อนหิน ขรุขระและตอไม้เท่านั้น
แล.
นางวิสาขา ได้ฟังถ้อยคำของพวกภิกษุผู้มาก่อนและมาหลังแล้ว คิด
ว่า ถ้อยคำของภิกษุพวกไหนหนอเป็นความจริง จึงถือเอาของหอมและ
ระเบียบดอกไม้ภายหลังภัตรไปสู่ที่บำรุงของพระทศพลเจ้า ถวายบังคมแล้ว
นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภิกษุบางพวกพากันนินทาที่อยู่ของพระเรวตเถระ สถานที่อยู่นั้นเป็นอย่างไร
พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนวิสาขา ที่อยู่จะเป็นสถานที่อยู่รื่นรมย์
หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ว่า จิตของพระอริยะทั้งหลายย่อมยินดีในสถานที่ใด สถานที่
นั้นนั่นแหละชื่อว่าสถานที่รื่นรมย์ใจ ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-
พระอรหันต์อยู่ในที่ใด จะเป็นบ้านก็ตาม
ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อม
เป็นภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ.
ในกาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระ-
อริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ.
ลำดับนั้น ท่านพระสีวลีเถระ ได้บรรลุพระอรหัต ได้รับเอตทัคคะ
แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ข้าพเจ้า จักกระทำการพรรณนาเนื้อความ
เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
หน้า 351
ข้อ 133
บทว่า สีลํ ตสฺส อสงฺเขยฺย ความว่า ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า ปทุมุตตระพระองค์นั้น กำหนดนับไม่ได้ สิกขาบททั้งหลายที่
ตรัสไว้แล้ว อย่างนี้ว่า:-
สังวรวินัยเหล่านี้คือ จำนวน ๙ พันโกฏิ,
๑๘๐ โกฏิ, ๕ ล้าน และอื่นอีก ๓๖ พระสัม-
พุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้ว คือ ทรงแสดงไว้แล้ว
โดยมุขเปยยาล ในสิกขาวินัยสังวรแล.
อธิบายว่า ก็ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันใคร ๆ ไม่อาจจะกำหนด
นับได้โดยสิ้นเชิง. บทว่า สมาธิวชิรูปโม ความว่า เพชรที่อยู่ ย่อมทำ
การตัดรัตนะเช่น แก้วอินทนิล แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี แก้วผลึก และเพชรตาแมว
เป็นต้น ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ ฉันใด สมาธิในโลกุตตรมรรคของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือย่อมแทง ย่อมทำลาย
ย่อมตัดได้เด็ดขาดซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามและเป็นข้าศึก.
บทว่า อสงฺเขยฺยํ าณวรํ ความว่า หมู่แห่งพระญาน เช่น พระสยัม-
ภูญาณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งสามารถ
เพื่อจะรู้และแทงตลอดอริยสัจ ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสังขตธรรมและ
อสังขตธรรมทั้งหลายได้ อันบุคคลกำหนดนับไม่ได้ คือ ปราศจากการนับ
โดยประเภทเป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า วิมุตฺติ จ อโนปมา
ความว่าวิมุตฺติ ๔ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ไม่มีข้ออุปมา ปราศจากข้ออุปมา
เพราะพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย อันใคร ๆ ไม่สามารถเพื่อจะอุปมาว่า เป็น
เช่นกับสิ่งเหล่านี้. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสีวลิเถราปทาน
หน้า 352
ข้อ 134
วังคีสเถราปทานที่ ๔ (๕๔๔)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวังคีสเถระ
[๑๓๔] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรม
ทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-
ศาสนาของพระองค์ วิจิตรไปด้วยพระอรหันต์
ทั้งหลายเหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดาวใน
ท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อม
ทั้งทวยเทพ อสูรและนาคห้อมล้อม ในท่ามกลาง
หมู่ชนซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์
พระพิชิตมารผู้ถึงที่สุดโลก ทรงทำโลก
ทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี พระองค์ยังดอก
ปทุม คือเวไนยสัตว์ให้ชื่นบานด้วยพระดำรัส ทรง
สมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ และ
ความกลัวแลความยินดีให้เด็ดขาด ทรงถึงธรรม
อันเกษม องอาจกล้าหาญ
พระผู้เลิศในโลกทรงปฏิภาณซึ่งฐานะของ
ผู้เป็นโจกอันประเสริฐและพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มี
ใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหน ๆ
หน้า 353
ข้อ 134
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้นบันลือ
สีหนาทอันน่าสะพรึงกลัว ย่อมไม่มีเทวดามนุษย์
หรือพรหมบันลือตอบได้
พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรง
แสดงธรรมอันประเสริฐ ช่วยมนุษย์พร้อมทั้ง
เทวดาให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงประกาศธรรมจักร
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสสรรเสริญคุณ
เป็นอันมากของพระสาวก ผู้ได้รับสมมติว่า เลิศ
กว่าภิกษุผู้ที่มีปฏิภาณทั้งหลาย แล้วทรงตั้งท่าน
ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี
เป็นผู้ได้รับสมมติว่าเป็นคนดี รู้แจ้งพระเวททุก
คัมภีร์ มีนามว่า วังคีสะ เป็นที่ไหลออกแห่งนัก
ปราชญ์
เราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น
สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้ปีติอันประเสริฐ
เป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้นิมนต์
พระสุคต ผู้ทำให้โลกให้เพลิดเพลิน พร้อมด้วย
พระสงฆ์ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้
ครองผ้า.
ในครั้งนั้น เราได้หมอบลงแทบพระบาท
ทั้งสองด้วยเศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนม
หน้า 354
ข้อ 134
อัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริงกล่าว
สดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนัก-
ปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอ
นอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศกว่า
โลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย
ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงย่ำยีมารข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้า-
พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงประทานสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อม
แด่พระองค์.
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ
ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระ-
องค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรง
ประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายที่กลัว เป็น
ที่คุ้นเคยของคนทั้งหลาย ที่มีภูมิธรรมสงบระงับ
เป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่ง ที่
ระลึก
หน้า 355
ข้อ 134
เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าว
สดุดีมีอาทิอย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณ
อันใหญ่ จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้กล้าว่านักพูด
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปฏิญาณ
ไม่มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์
พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วัน
ด้วยมือทั้งสองของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของ
เรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด
ในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้
สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวยทิพยสมบัติ
และมนุษย์สมบัติมีประมาณไม่น้อย
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรม
ทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส
อันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามี
นามชื่อว่า วังคีสะ
เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้วเป็น
ผู้มีความเบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง
พระพิชิตมารด้วยปัจจัยทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จน
ตราบเท่าสิ้นชีวิต
หน้า 356
ข้อ 134
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
ปริพาชก เมื่อเราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปี
แต่กำเนิด เราเป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์แกล้วกล้าใน
วาทศาสตร์มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยี
วาทะของผู้อื่น
เพราะเราเกิดที่วังคชนบท และเราเป็น
ใหญ่ในถ้อยคำ เราจึงชื่อว่า วังคีสะ เพราะ
ฉะนั้นถึงแม้ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติ
ตามโลก
ในเวลาที่เรารู้เดียงสาตั้งอยู่ในปฐมวัย เรา
ได้พบท่านพระสารีบุตรเถระในพระนครราชคฤห์
อันรื่นรมย์
จบภาณวารที่ ๒๕
ท่านถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ลอกแลก
พูดแต่พอประมาณ แลดูเพียงชั่วแอก เที่ยว
บิณฑบาตอยู่
ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็นผู้อัศจรรย์ใจ
ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่เหมือน
ดอกกรรณิการ์ ที่ร้อยไว้แล้ว
หน้า 357
ข้อ 134
ท่านบอกแก่เราว่าพระสัมพุทธเจ้าผู้นำ
โลก เป็นศาสดาของท่าน ครั้งนั้นท่านพระสารี-
บุตรเถระผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์นั้น ได้พูดแก่
เราเป็นอย่างดียิ่ง
เราอันพระเถระผู้คงที่ให้ยินดีด้วยปฏิภาณ
อันวิจิตร เพราะทำถ้อยคำที่ปฏิสังยุตด้วยวิราค-
ธรรมเห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบศีรษะลงแทบเท้า
ของท่านแล้วก็กล่าวว่า ขอได้โปรดให้กระผม
บรรพชาเถิด ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรบุตรผู้มี
ปัญญามาก ได้นำเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐสุด
เราซบเศียรลงแทบพระบาทแล้ว นั่งลง
ในที่ใกล้พระศาสดา พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า
นักปราชญ์ทั้งหลาย ได้ตรัสถามเราว่า ดูก่อน
วังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า จะ
ไปสู่สุคติหรือทุคติด้วยวิชาพิเศษของท่านจริง
หรือ
ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด
เมื่อเรากราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดใน
นรกและเทวดา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำของ
โลกได้แสดงศีรษะของพระขีณาสพ ลำดับนั้น
หน้า 358
ข้อ 134
เราเหมดมานะ จึงได้ทูลอ้อนวอนขอบรรพชา
ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสดุดีพระสุคตเจ้าโดย
ไม่เลือกสถานที่ ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย
พากันโพนทนาว่า เราเป็นจิตตกวี
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้ชั้นวิเศษได้
ตรัสถามเราเพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่ม-
แจ้งโดยควรแก่คนทั้งหลายผู้ตรึกตรอง
แล้วมิใช่หรือ
เราทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร
ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้ง
หลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะ
ถ้ากระนั้นท่านาจงกล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็น
พระฤาษีสูงสุดแล้ว พระพิชิตมารทรงพอพระทัย
ในคราวนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
เราดูหมิ่นภิกษุอื่น ๆ ก็เพราะปฏิภาณอัน
วิจิตร เราเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงเกิดความสลดใจ
เพราะเหตุนั้นได้บรรลุพระอรหัต
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ไม่มีใคร
อื่นที่จะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ที่มีปฏิภาณเหมือน
ดัง วังคีสะภิกษุนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้
หน้า 359
ข้อ 134
กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้
แสดงแก่ผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้น
จากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจากแล่งฉะนั้น กิเลส
ทั้งหลายเราเผาเสียแล้ว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ทั้งหลายพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวังคีสเถราปทาน
๕๔๔. อรรถกถาวังคีสเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระวังคีสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้วได้ไปยังพระวิหาร
พร้อมกับชาวพระนคร ผู้กำลังเดินไปเพื่อฟังธรรม ขณะ กำลังฟังธรรม ได้
เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวก
ภิกษุผู้มีปฏิภาณแล้ว ได้บำเพ็ญกรรมที่ดียิ่งแด่พระศาสดาแล้ว ตั้งความ
หน้า 360
ข้อ 134
ปรารถนาไว้ว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีปฏิภาณ
บ้าง ดังนี้ ได้รับการพยากรณ์จากพระศาสดาแล้ว ก็บำเพ็ญแต่กุศลกรรมจน
ตลอดชีวิต แล้ว ได้เสวยสมบัติทั้งสองในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุป-
บาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี เพราะมี
ปริพาชิกาเป็นมารดา ในกาลย่อมา จึงได้ปรากฏว่า ปริพพาชก และ
มีชื่อว่า วังคีสะ เล่าเรียนไตรเพทแล้ว เพราะไตรเพทนั้นจึงทำอาจารย์ให้
ยินดี ได้ศึกษามนต์ชนิดที่สามารถจะรู้ได้ด้วยหัวกระโหลก เอาเล็บดีดหัว
กระโหลกแล้ว ย่อมรู้ว่า สัตว์ผู้นี้ได้บังเกิดในกำเนิดโน้น.
พวกพราหมณ์ พากันคิดว่า อาชีพนี้ เป็นทางเครื่องเลี้ยงชีวิตของ
พวกเรา จึงพาวังคีสะนั้นท่องเที่ยวไปในหมู่บ้าน ตำบลและตัวเมือง. วังคีสะ
ประกาศให้ผู้คนนำเอาศีรษะ เฉพาะของพวกคนผู้ตายไปแล้ว ภายในขอบเขต
๓ ปีมาแล้ว เอาเล็บคิดแล้วกล่าวว่า สัตว์ผู้นี้ บังเกิดแล้วในกำเนิดโน้น
ดังนี้แล้ว ให้ชนเหล่านั้นนำเอามาเพื่อกำจัดตัดความสงสัยของมหาชนเสียแล้ว
ก็ให้หัวกระโหลกบอกถึงคติของตนของตน. ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเลื่อมใส
อย่างยิ่งในตัวเขา. เขาอาศัยมนต์อันนั้น ย่อมได้เงิน ๑๐๐ กหาปณะบ้าง
๑,๐๐๐ กหาปณะบ้าง จากมือของมหาชน พวกพราหมณ์ อาศัยวังคีสะพา
กันเที่ยวไปแล้วตามความสบายใจ. วังคีสะได้สดับพระคุณทั้งหลายของพระ-
ศาสดาแล้ว ได้มีความประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. พวกพราหมณ์ พา
กันห้ามว่า พระสมณโคดมจักเอามายาเข้ากลับใจท่านเสีย.
วังคีสะ ไม่เชื่อคำของพราหมณ์เหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา
กระทำการปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามเขาว่า
วังคีสะ เธอรู้ศิลปะอะไรบ้าง. วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
หน้า 361
ข้อ 134
ใช่แล้ว ข้าพระองค์ รู้มนต์อย่างอนึ่งชื่อว่า มนต์สำหรับดีดหัวกระโหลก โดย
การที่ข้าพระองค์ เอาเล็บดีดศีรษะแม้ของคนที่ตายแล้ว ภายในระยะเวลา ๓ ปี
ก็จะรู้ถึงที่ที่เขาไปบังเกิดแล้วได้. ลำดับนั้น พระศาสดารับสั่งให้ภิกษุนำเอา
ศีรษะของผู้ที่บังเกิดในนรก ๑ ศีรษะ ศีรษะของคนที่บังเกิดในหมู่มนุษย์
๑ ศีรษะ ศีรษะของผู้บังเกิดในหมู่เทวดา ๑ ศีรษะ ศีรษะของผู้ปรินิพพาน
แล้ว ๑ ศีรษะ ให้แสดงแก่วังคีสะนั้น. เขาดีดศีรษะที่ ๑ แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในนรก. พระศาสดาตรัสว่า ดีละ
วังคีสะ เธอเห็นแล้วด้วยดี แล้วตรัสถามอีกว่า สัตว์ผู้นี้ ไปบังเกิดทีไหน ?
วังคีสะ กราบทูลว่า ในมนุษยโลกพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามอีกว่า
สัตว์ผู้นี้ ไปบังเกิดที่ไหน วังคีสะกราบทูลว่า ในเทวโลกพระเจ้าข้า. วังคีสะ
ได้กราบทูลที่บังเกิดของสัตว์ทั้ง ๓ ได้อย่างถูกต้อง. แต่เมื่อเอาเล็บดีดศีรษะ
ของผู้ปรินิพพานแล้ว ก็ไม่เห็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย. ลำดับนั้น พระศาสดา
จึงตรัสถามเขาว่า วังคีสะไม่สามารถหรือ วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
โคดมผู้เจริญ พระองค์คอยดูนะ ขอให้ข้าพระองค์พิจารณาดูก่อน ดังนี้แล้ว
แม้จะพยายามร่ายมนต์กับไปกลับมา ก็ไม่สามารถจะรู้ศีรษะของพระขีณาสพ
ด้วยมนต์ภายนอก. ลำดับนั้น เหงื่อได้ไหลออกจากศีรษะของเขาแล้ว. เขา
ละอายใจได้แต่นิ่งเงียบไป. ลำดับนั้น พระศาสดา จึงได้ตรัสกะเขาว่า ลำบาก
ใจนักหรือ วังคีสะ. วังคีสะ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ใช่แล้ว
ข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะรู้ถึงที่บังเกิดของศีรษะนี้ได้ ถ้าพระองค์ทรงทราบ
ขอจงตรัสบอก. พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เรารู้ถึงศีรษะนี้ได้อย่างดี เรารู้
ยิ่งกว่านี้ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถานี้ว่า.
ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ทั้งปวงสัตว์
ได้ทั้งหมด เรากล่าวผู้นั้น ซึ่งไม่ขัดข้อง ไปดี
หน้า 362
ข้อ 134
แล้ว รู้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. เทวดา คนธรรพ์
และหมู่มนุษย์ ไม่รู้ทางไปของผู้ใด เรากล่าว
ผู้นั้น ผู้สิ้นอาสวะ เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็น
พราหมณ์ ดังนี้.
วังคีสะนั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นขอพระ-
องค์ จงประทานวิชานั้นให้แก่ข้าพระองค์เถิด แล้ว แสดงความเคารพนั่งเฝ้า
พระศาสดาแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า เราจะให้แก่คนที่มีเพศเสมอกับเรา.
วังคีสะคิดว่า เราควรทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเรียนมนต์นี้ให้ได้ จึง
เข้าไปหาพวกพราหมณ์พูดว่า เมื่อเราออกบวชพวกท่านก็อย่าคิดอะไรเลย
เราเรียนมนต์แล้ว จักได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้พวกท่านก็
จักมีชื่อเสียงไปกับเรานั้นด้วย. วังคีสะนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว ทูลขอ
บวชเพื่อต้องการมนต์. ก็ในเวลานั้นพระนิโครธกัปปเถระ อยู่ในสำนักของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสั่งเธอว่า นิโครธกัปปะ
เธอจงบวชวังคีสะผู้นี้ด้วยเถิด ดังนี้แล้ว ทรงบอก (สมถะ) กัมมัฏฐานคือ
อาการ ๓๒ และวิปัสสนากัมมัฏฐานให้แล้ว. พระวังคีสะนั้น เมื่อกำลังสาธยาย
กัมมัฏฐานคืออาการ ๓๒ อยู่ ก็เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว. พวก
พราหมณ์เข้าไปหาวังคีสะนั้นแล้ว ถามว่า วังคีสะผู้เจริญ ท่านเล่าเรียนศิลปะ
ในสำนักของพระสมณโคดมจบแล้วหรือ. พระวังคีสะตอบว่า ใช่ เราเล่า
เรียนจบแล้ว. พวกพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงมา พวกเราจักไป
กัน ประโยชน์อะไรด้วยการศึกษาศิลปะ. พระวังคีสะ ตอบว่า พวกท่านจง
ไปกันเถิด เราไม่มีกิจที่จะพึงทำร่วมกับพวกท่าน. พวกพราหมณ์ กล่าวว่า
บัดนี้ ท่านตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระสมณโคดม พระสมณโคดมใช้มายา
หน้า 363
ข้อ 134
กลับใจท่านเสียแล้ว พวกเราจักทำอะไรในสำนักของท่านได้ ดังนี้แล้ว จึง
หลีกไปตามหนทางที่มาแล้วนั่นเอง. พระวังคีสะเจริญวิปัสสนาแล้วกระทำให้
แจ้งพระอรหัต.
พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น ก็ระลึกถึงบุรพกรรมของตน
เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วใน
กาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. ข้าพเจ้าจัก
พรรณาเฉพาะบทที่มีเนื้อความยากเท่านั้น. บทว่า ปภาหิ อนุรญฺชนฺโต
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น ทรงเปล่งปลั่ง
รุ่งเรือง สวยงาม โชติช่วงด้วยพระรัศมี มีแสงสว่างด้วยฉัพพรรณรังสี มี
สีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น. บทว่า เวเนยฺยปทุมานิ โส ความว่า พระอาทิตย์
คือพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ. ทรงยังดอกปทุมคือเวไนยชนให้ตื่น ให้
เบิกบานโดยพิเศษ ด้วยรัศมีแห่งพระอาทิตย์ กล่าวคือพระดำรัสของพระองค์
ได้แก่ ทรงกระทำให้ผลิผลได้ ด้วยการบรรลุอรหัตมรรคแล. บทว่า
เวสารชฺเชหิ สมฺปนฺโน ความว่า สมบูรณ์ พรั่งพร้อมคือประกอบพร้อมแล้ว
ด้วยจตุเวสารัชชญาณ สมตามที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า:-
พระพุทธเจ้า ทรงแกล้วกล้าเป็นอย่างดี
ในฐาน ๔ เหล่านี้คือ ในเมื่อมีอันตราย ในธรรม
เครื่องนำออกจาวัฏฏะ ในความเป็นพระพุทธเจ้า
และในการทำอาสวะให้สิ้นไปห ดังนี้.
บทว่า วาคีโส วาทิสูทโน ความว่า เป็นใหญ่คือเป็นประธานของพวก
นักปราชญ์ คือ พวกบัณฑิต. พึงทราบว่า ควรจะกล่าวว่า วาทีโส แต่กล่าวไว้
อย่างนั้น เพราะทำ ท อักษรให้เป็น ค อักษร. ชื่อว่า วาทิสูทนะ เพราะทำ
หน้า 364
ข้อ 135
อรรถะของตนให้เป็นอรรถะอื่น คือ ให้ไหลออก ได้แก่ ทำให้ชัดเจน
บทว่า มารมสนา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า มารมสนะ เพราะถูกต้อง ลูบคลำ
ทำลายมาร ๕ มีขันธมารเป็นต้นได้. บทว่า ทิฏฺสูทนา มีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่า ทิฏฐิสูทนะ เพราะความเห็นตามทิฏฐิคือจริงตามที่โลกกล่าว ย่อม
หลั่งไหลออก คือแสดงถึงความไหลออก. บทว่า วิสฺสามภูมิ สนฺตานํ
ความว่า ภูมิเป็นที่พัก ที่เป็นที่หยุดอยู่ ได้แก่เป็นที่เข้าไปสงบของสัตว์ผู้
ต้องสืบต่อ ผู้ลำบากอยู่ในสงสารสาครทั้งสิ้น ด้วยการบรรลุมรรคมีโสดาปัตติ-
มรรคเป็นต้น. บทว่า ตโตหํ วิหตารมฺโก ความว่า เพราะได้เห็นพระสรีระ
ของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราฆ่าความหัวดื้อ ทำความแข่งดีให้
พินาศไป กำจัดมานะเสียไม่มัวเมาแล้ว จึงอ้อนวอนขอการบวชแล้ว. คำที่
เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวังคีสเถราทาน
นันทกเถราปทานที่ ๕ (๕๔๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทกเถระ
[๑๓๕] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรม
ทั้งปวง เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ-
องค์ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นบุรุษ
อาชาไนย ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อประโยชน์
เพื่อสุขแก่สรรพสัตว์ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก.
หน้า 365
ข้อ 135
ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศ มีสิริ มี
เกียรติคุณเป็นเครื่องอลังการ ทรงชำนะมาร ได้
รับการบูชาทั่วโลก ปรากฏทั่วไปทุกทิศ
พระองค์ทรงข้ามพ้นวิจิกิจฉา ล่วงพ้น
ความสงสัย มีความดำริชอบเต็มเปี่ยม ทรงบรรลุ
สัมโพธิญาณอันอุดม
ทรงยังหนทางที่ยังไม่เกิดให้เกิด เป็น
ผู้สูงสุดกว่านรชน ตรัสบอกสิ่งที่คนอื่นยังไม่ได้
บอก และทรงยังสิ่งที่ยังไม่เกิดให้เกิดมีพร้อม
ทรงรู้จักหนทาง ทรงเข้าใจหนทางแจ้ง
ชัด ตรัสบอกหนทางให้ ประเสริฐกว่านรชน
ทรงฉลาดในหนทาง เป็นครู เป็นพระผู้สูงสุดกว่า
นายสารถีทั้งหลาย
ครั้งนั้น พระโลกนายกผู้ประกอบด้วย
พระมหากรุณา ได้ตรัสพระธรรมเทศนา ทรงฉุด
ขึ้นซึ่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้จมลงแล้วในหล่มคือโมหะ
พระมหามุนีทรงสรรเสริญพระสาวกผู้มี
สมมติว่าเลิศในการให้โอวาทแก่นางภิกษุณีทั้ง
หลาย ได้ทรงแต่งตั้งไว้ตำแหน่งเอตทัคคะ
เราได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ชอบใจ
จึงนิมนต์พระตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวย
และฉันภัตตาหาร แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น
หน้า 366
ข้อ 135
ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ ทรงเบิกบานพระทัยได้ตรัสกะเราว่า
ท่านจงมีความสุข อายุยืนเถิด ท่านจักได้ฐานัน-
ดรนี้ สมมโนรถปรารถนา
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระ-
นามว่าโคดม ผู้ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอก-
กากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักเป็น
ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น
โอรสอันธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระ
ศาสดา มีนามว่านันทกะ
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้น และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
เศรษฐี อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ใน
พระนครสาวัตถี
เราได้พบพระสุคตเจ้า ในวันที่พระองค์
เสด็จเข้าพระนคร เป็นผู้มีใจอัศจรรย์ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต ในวันที่พระพุทธองค์ทรงรับพระ-
เชตวนาราม.
ได้บรรลุอรหัตผลโดยกาลไม่นานเลย
ครั้งนั้นเราอันพระศาสดาผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง
ทรงพร่ำสอน จึงข้ามพ้นสังสารวัฏไปได้
หน้า 367
ข้อ 135
เราสอนธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลาย
พระภิกษุณีที่เราสอนนั้นรวม ๕๐๐ รูปด้วยกัน
ล้วนเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีประโยชน์
เกื้อกูลใหญ่ ทรงพอพระทัย จึงทรงตั้งเราไว้ใน
ตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายให้
โอวาทพระภิกษุณี
กรรมที่เราทำไว้ในกัปที่แสน แสดงผล
แก่เราในอัตภาพนี้แล้ว เราเป็นผู้พ้นจากกิเลส
ด้วยดี เหมือนลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง ฉะนั้น เรา
เผากิเลสเสียแลแล้ว
เราเผากิเลสทั้งหลาย. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนันทกเถราปทาน
๕๔๕. อรรถกถานันทกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระนันทกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
หน้า 368
ข้อ 136
คำตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องว่า แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมา
แล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ดังนี้ทั้งหมดมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่าย
ตามแนวพระบาลีนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถานันทกเถราปทาน
กาฬุทายีเถราปทานที่ ๖ (๕๔๖)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกาฬุทายีเถระ
[๑๓๖] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ไป
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุใน
ธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์เป็นครูผู้ประเสริฐกว่าพวกผู้นำ เป็น
พระพิชิตมารผู้เข้าใจสิ่งดีและสิ่งที่ชั่วแจ้งชัด และ
เป็นคนกตัญญูกตเวทีย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลาย
เข้าในอุบาย อันเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน
พระองค์ทรงรู้ธรรมทั้งปวง เป็นที่อาศัย
อยู่แห่งความเอ็นดู เป็นที่สั่งสมแห่งอนันตคุณ
ทรงพิจารณาด้วยพระญาณนั้นแล้ว ทรงแสดง
ธรรมอันประเสริฐ
พระองค์เป็นผู้มีความเพียรใหญ่ ผู้มีพระ
ปัญญาไม่มีที่สุด บางครั้ง ทรงแสดงธรรมไพเราะ
ปฏิสังยุตด้วยสัจจะ ๔ แก่หมู่ชนไม่มีที่สุด
หน้า 369
ข้อ 136
สัตว์จำนวนแสนได้บรรลุธรรม เพราะ
ได้ฟังธรรมอันประเสริฐ อันงามในเบื้องต้น งาม
ในท่ามกลางและงามในที่สุดนั้น
ครั้งนั้น แผ่นดินสั่นสะเทือน เมฆ
กระหึ่ม ทวยเทพ พรหม มนุษย์และอสูร ต่างก็
แซ่ซ้องสาธุการว่า
โอ พระศาสดา ประกอบด้วยพระกรุณา
โอ พระสัทธรรมเทศนา โอ พระพิชิตมารทรง
ฉุดหมู่สัตว์ที่จมลงในสมุทรคือภพขึ้นมาแล้ว
เมื่อสัตว์พร้อมทั้งมนุษย์ เทวดาและ
พรหม เกิดความสังเวชเช่นนี้แล้ว พระพิชิตมาร
ได้ทรงสรรเสริญสาวก ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายทำสกุลให้เลื่อมใส
ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลอำมาตย์ในพระ-
นครหังสวดี เป็นผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส น่าดู
มีทรัพย์และธัญญาหารเหลือล้น
เราเข้าไปยังพระวิหารหังสาราม ถวาย
บังคมพระตถาคตพระองค์นั้น ได้สดับธรรมอัน
ไพเราะ และทำสักการะแด่พระผู้คงที่ หมอบลง
แทบบาทมูลแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี
ผู้มีความเพียรใหญ่ ภิกษุใดในศาสนาของพระ-
องค์ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายผู้ทำสกุลให้
หน้า 370
ข้อ 136
เลื่อมใส ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเหมือนภิกษุนั้น
ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเถิด
ครั้งนั้น พระศาสดาผู้ประกอบด้วยพระ-
มหากรุณา เมื่อจะเอาน้ำอมฤตรดเรา ได้ตรัสกะ
เราว่า ลุกขึ้นเถิดลูก ท่านจะได้ฐานันดรนี้
สมมโนรถปรารถนา บุคคลทำสักการะในพระ-
พิชิตมารแล้ว จะพึงเป็นผู้ปราศจากผล อย่างไร
ได้เล่า
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามี
พระนามว่าโคดม ผู้สมภพในวงศ์พระเจ้า-
โอกกากราช เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจัก
ได้ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระ-
ศาสดา มีนามว่ากาฬุทายี
ครั้งนั้น เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์
แล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา
บำรุงพระพิชิตมารซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษด้วยปัจจัย
ทั้งหลาย ตราบเท่าสิ้นชีวิต
เพราะวิบากของกรรมนั้น และเพราะ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หน้า 371
ข้อ 136
ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
มหาอำมาตย์ ของพระเจ้าแผ่นดิน พระนามว่า
สุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์อันรื่นรมย์
ครั้งนั้น พระสิทธัตถราชกุมาร ผู้ประ-
เสริฐกว่านรชน ได้ประสูติแล้วที่สวนลุมพินีอัน
รื่นรมย์ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลกทั้ง
มวล เราก็เกิดในวันเดียวกัน เติบโตมาพร้อม
กันกับพระสิทธัตถราชกุมารนั้นแหละ เป็นสหาย
รักใคร่ชอบใจของกัน คุ้นเคยกัน ฉลาดในทาง
นิติบัญญัติ
พระสิทธัตถราชกุมารนั้น มีพระชนมายุ
๒๙ พรรษา ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ยับยั้ง
อยู่ ๖ พรรษา ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศ
พระพุทธองค์ทรงชำนะมารพร้อมทั้งเสนามาร ยัง
อาสวะให้สิ้นไป ข้ามห้วงอรรณพคือภพแล้ว
เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะ ทรงแนะนำภิกษุ
ปัญจวัคคีย์ ต่อจากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จ
ไป ในที่นั้น ๆ แล้วทรงแนะนำเวไนยสัตว์
พระพิชิตมารพระองค์นั้น ทรงแนะนำเวไนยสัตว์
ทรงสงเคราะห์มนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ ได้เสด็จ
ไปถึงภูเขาในแคว้นมคธ แล้วประทับอยู่
หน้า 372
ข้อ 136
ในคราวครั้งนั้น เราอันพระเจ้าแผ่นดิน
พระนามว่า สุทโธทนะ ทรงส่งไป ได้ไปเฝ้าพระ-
ทศพล บวชแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์
ครั้งนั้น เราทูลอ้อนวอนพระศาสดา
ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ให้เสด็จไปนคร
กบิลพัสดุ์ ต่อจากนั้น เราได้ล่วงหน้าไปก่อน
กุลใหญ่ ๆ ให้เลื่อมใส
พิชิตมารผู้ประเสริฐกว่าบุรุษ ทรง
พอพระทัยในคุณข้อนั้นของเรา จึงได้ทรงแต่งตั้ง
เราไว้ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ทำสกุล
ให้เลื่อมใส
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบกาฬุทายีเถราปทาน
หน้า 373
ข้อ 136
๕๔๖. อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุลในหังสวดีนคร ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ขณะฟังพระธรรม
เทศนาของพระศาสดา มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอ
ไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ทำสกุลให้เลื่อมใสแล้ว เร่งกระทำบุญกรรม
สู่สมไว้เพื่อได้ตำแหน่งนั้น ได้ปรารถนาตำแหน่งนั้นแล้ว. ถึงแม้พระศาสดา
ก็ได้ทรงพยากรณ์แล้ว. เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ท่อง
เที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในวันที่พระโพธิสัตว์ของพวกเราถือปฏิสนธิ
ในพระครรภ์มารดา (เขาก็) จุติจากเทวโลกแล้ว ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลอำมาตย์
ในกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง. เขาได้เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ทีเดียว ใน
วันนั้นนั่นเอง มารดาบิดาให้เขานอนบนที่นอนที่ทำด้วยผ้าเนื้อดีชนิดหนึ่งแล้ว
พาไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์ จริงอยู่ ต้นโพธิ์พฤกษ์ มารดาของพระ-
ราหุล ขุมทรัพย์ ๔ แห่ง ช้างทรง ม้ากัณฐกะ นายฉันนะ และกาฬุทายี
อำมาตย์ รวม ๗ อย่างเหล่านี้ ได้เป็นสหชาติกับพระโพธิสัตว์ เพราะเกิด
ในวันเดียวกัน. ครั้นถึงวันตั้งชื่อ มารดาบิดาได้ตั้งชื่อเขาว่า อุทายี เพราะ
เหตุที่เขาเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตเบิกบาน. แต่กลับปรากฏชื่อว่า
กาฬุทายี เพราะเขามีธาตุดำไปหน่อย. เขาเมื่อจะเล่นตามประสาเด็ก ๆ
ก็เล่นกับพระโพธิสัตว์ได้ถึงความเจริญวัยแล้ว.
หน้า 374
ข้อ 136
ในกาลต่อมา เมื่อพระโลกนาถเจ้า เสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์
ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับแล้ว ทรงอาศัยพระนครราชคฤห์
ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน
วิหาร พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ได้ทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ทรง
ส่งอำมาตย์คนหนึ่งซึ่งมีบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปนำลูก
ของเรามาในพระราชวังนี้เถิด. ในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรม
เทศนา เขาก็ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท ฟังพระธรรมเทศนา
แล้ว พร้อมด้วยบริวาร ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. ลำดับนั้นพระศาสดาทรง
เหยียดพระหัตถ์ตรัสกะคนเหล่านั้นว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในบัดดล
นั้นเอง ชนทั้งหมดได้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเช่นกับ
พระเถระมีพรรษาตั้ง ๖๐ พรรษา. ตั้งแต่ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ธรรมดาว่า
พระอริยะทั้งหลายย่อมเป็นผู้วางตนเป็นกลาง เพราะฉะนั้น ข่าวสารที่
พระราชาทรงส่งไปจึงมิได้กราบทูลให้พระทศพลได้ทรงทราบ. พระราชาตรัส
ว่า เขาไปแล้ว ไม่ยอมกลับมา ไม่ได้รับข่าวสารกันเลย จึงทรงส่งอำมาตย์
อีกคนหนึ่งพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปอีก. ถึงจะทรงส่งไปอีกคนหนึ่ง
ก็คงปฏิบัติดำเนินตามอำมาตย์นั้นดังนั้น ทรงส่งไปโดยนัยนี้ จึงรวมอำมาตย์ได้
ถึง ๙ คน บริวารของอำมาตย์รวมได้ ๙,๐๐๐ คน. ชนทั้งหมดไปแล้วพอบรรลุ
พระอรหัตแล้ว ก็ได้เป็นผู้นิ่งเฉยเสีย.
ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า ชนทั้งหลายมีประมาณเท่านี้
มิได้กราบทูลคำอะไร ๆ เพื่อการเสด็จมาในพระราชวังนี้แด่พระทศพล เพราะ
ไม่ได้มีความเยื่อใยในเราเลย แต่อุทายีคนนี้แล มีวัยเสมอกันกับพระทศพล
เคยเล่นฝุ่นด้วยกัน และมีความเยื่อใยในเราแท้ เราจักส่งอุทายีนี้ไป. ลำดับ
นั้น พระราชาทรงมีรับสั่งให้เรียกอุทายีนั้นมาแล้ว ตรัสว่า พ่อคุณเอ๋ย พ่อ
หน้า 375
ข้อ 136
จงพาบริวาร ๑,๐๐๐ คนไป นิมนต์พระทศพลมาในพระราชวังนี้เถิด ดังนี้
แล้ว จึงทรงส่งไปแล้ว. ก็อุทายีนั้น เมื่อจะไปจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่
สมมุติเทพ ถ้าหากว่าข้าพระองค์จักได้บวชไซร้ ข้าพระองค์ก็จักนิมนต์
พระผู้มีพระภาคเจ้ามาในพระราชวังนี้ให้จงได้ ดังนี้แล้ว พระราชาตรัสว่า
แม้เจ้าบวชแล้ว จงชี้แจงกะบุตรของเราด้วย ดังนี้แล้ว เขาจึงไปยังพระนคร
ราชคฤห์ ในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา จึงยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท
ฟังธรรมแล้ว พร้อมกับบริวารได้บรรลุพระอรหัต ดำรงอยู่ในความเป็น
เอหิภิกษุแล้ว. ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า รอก่อน เวลานี้ยังมิใช่เวลาที่
พระทศพลจะเสด็จไปยังพระนครตระกูลเดิม แต่เมื่อใกล้จะเข้าพรรษาจักเป็น
กาลที่ควรเสด็จไปได้ ตามภูมิภาคที่ดารดาษไปด้วยติณชาติอันเขียวชอุ่มตามที่
ภูเขาลำเนาไพร ดังนี้ เมื่อรอกาลเวลาอันควรเสด็จไป ถึงใกล้เข้าพรรษา
เข้ามา จึงพรรณนาถึงหนทางที่พระศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครแห่งราชตระ-
กูล. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในเถรคาถาว่า.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ หมู่ไม้
ทั้งหลายมีดอกและใบมีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลิต
ผลผลัดใบเก่าร่วงหล่นไป หมู่ไม้เหล่านั้น งดงาม
รุ่งเรืองดั่งเปลวเพลิง ข้าแต่พระองค์ผู้มีความ
เพียรใหญ่ กาลนี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่
พระญาติ
ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลาย
มีดอกบานงามดี น่ารื่นรมย์ใจ ส่งกลิ่นหอม
ฟุ้งตระหลบไปทั่วทิศโดยรอบด้าน ผลัดใบเก่า
ผลดอกออกผล เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีก
หน้า 376
ข้อ 136
ออกไปจากที่นี้ ขอเชิญพระพิชิตมารเสด็จไปสู่
กรุงกบิลพัสดุ์เถิด
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤดูนี้ก็เป็นฤดูที่
ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย ทั้ง
มรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะ
ทั้งหลาย จงได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหินี
อันมีหน้าในภายหลังเถิด
ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืช
ด้วยความหวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวไปหาทรัพย์ ย่อม
ไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ใน
ที่นี้ด้วยความหวังทรัพย์ ของความหวังผลอันนั้น
จงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด
ข้าแต่พระมหามุนี ภาคพื้นมีหญ้าสีเขียว
สด ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป ภิกษาหา
ได้ง่าย ไม่แร้นแค้น กาลนี้แลเป็นกาลสมควรจะ
เสด็จไปได้
ชาวนาหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ
ชาวนาไถนาบ่อย ๆ แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญา-
หารบ่อย ๆ
พวกยาจกเที่ยวของทานบ่อย ๆ ผู้เป็น
ทานาธิบดี ก็ให้ทานบ่อย ๆ ครั้นให้ทานบ่อย ๆ
แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ
บุรุษผู้มีความเพียร มีปัญญากว้างขวาง
เกิดในสกุลใด ย่อมยังสกุลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาด
หน้า 377
ข้อ 136
คน ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้า
ประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสามารถ
ทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดย
อริยชาติ ได้สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์
สมเด็จพระบิดาของพระองค์ผู้แสวงหา
คุณอันยิ่งใหญ่ ทรงพระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จ
พระนางเจ้ามายาพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ
เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหารพระองค์ผู้เป็น
พระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์เสด็จสวรรคตไป
บันเทิงอยู่ในไตรทิพย์
สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้น
สวรรคต จุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วย
กามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม บันเทิง
อยู่ด้วยเบญจกามคุณ
อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มี
สิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระ-
วรกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อน
มหาบพิตร พระองค์เป็นโยมบิดาขอโยมบิดา
แห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็น
พระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม.
มะม่วง ขนุน และมะขวิด ถูกประดับ
ประดาไปด้วยดอกและใบ มีผลอยู่เนืองนิตย์ ยัง
มีผลเล็กรสอร่อย มีอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระ-
ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้ เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
หน้า 378
ข้อ 136
ผลหว้ามีรสอร่อยหวานเย็น ผลไม้สวรรค์
คือรวงผึ้งเหล่านั้น รุ่งเรืองงามทั้งสองข้างทาง
ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร
จะเสด็จไปได้.
หมู่ต้นหญ้า ไม้มะหาด มีสีดุจทองคำ
เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ผลไม้อันประกอบด้วยน้ำก็มี
อยู่เป็นนิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น
เวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นกล้วยและกล้วยเล็บมือนาง ต่างก็มี
ผลสุกงอมห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระผู้
ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นไม้มีผลหวานอร่อยเป็นนิตย์ ต้น
หางนกยูงดูเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ต้นไม้ที่มีผลเล็ก
ก็มีอยู่เป็นนิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้
เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นเต่าร้างมีผลสุก มีลำต้นคล้ายสีเงิน
โชติช่วง ต้นไม้เล็กซึ่งดารดาษไปด้วยผลสุก มี
รสอร่อย จะได้เสวยผลไม้เหล่านั้น ข้าแต่พระผู้
ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ต้นมะเดื่อมีสีคล้ายสีอรุณ มีผลอร่อยดี
ทุกเมื่อ มีผลห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่
พระทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จ
ไปได้.
หน้า 379
ข้อ 136
ต้นไม้ที่มีผลนานาชนิดมากมายเหล่านั้น
เป็นเช่นนี้ ห้อยย้อยอยู่ในที่ทั้งสองข้างทาง
ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะ
เสด็จไปได้.
ดอกจำปา ดอกช้างน้าว มีกลิ่นหอม
ยามเมื่อลมรำเพยพัด ที่ยอดที่ดอกสะพรั่ง งาม
รุ่งเรือง ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมชื่น มีความ
เอื้อเฟื้อ นอบน้อมแล้ว ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ดอกบุนนาค ดอกบุนนาคบนเขา ก็เบ่ง
บาน ลำต้นอันมั่นคง มีดอกงามสะพรั่งรุ่งเรือง
ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมหวล เอื้อเฟื้อ มี
ปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้
เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
ดอกอโศก และดอกปาริชาต อันประ-
เสริฐสร้างเสริมความโสมนัสใจ กรรณิการ์กิ่งก้าน
เกี่ยวพันมีดอกหอม ประดับพื้นที่ด้วยสีเงิน
เอื้อเฟื้อ มีปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรง
ยศใหญ่ บัดนี้ เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะ
เสด็จไปได้.
ต้นกรรณิการ์ ผลิดอกบานเป็นนิตย์
รุ่งโรจน์ด้วยแสงทอง มีดอกหอมคล้ายดอกไม้
ทิพย์ฟุ้งขจรไป ดูงดงามไปทั่วทุกทิศ มีความ
หน้า 380
ข้อ 136
เอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
ดอกการะเกด ดอกลำเจียก มีใบงาม
สมบูรณ์ด้วยกลิ่น มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป หอมไป
ทั่วทุกทิศ มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลงบูชา ข้าแต่
พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของ
พระองค์จะเสด็จไปได้.
ดอกมัลลิกา ดอกมะลิวัลย์ มีกลิ่นหอม
มีดอกเล็ก ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทุกทิศ งดงามใน
ระหว่างสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลง
เพื่อพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น
เวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
ดอกไม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ มีกลิ่นหอม
ฟุ้ง น้อมลงบูชาทั่วทุกทิศ งดงามในระหว่าง
สองฟากทาง มีความเอื้อเฟื้อน้อมกิ่งลง มีปลาย
อ่อนน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น
เวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
สิงห์และราชสีห์ สัตว์ ๔ เท้าอาศัยตั้งมั่น
มิคราชผู้ไม่สะดุ้งกลัวถึงความเป็นสัตว์แกล้วกล้า
ย่อมพากันบูชาด้วยการบันลือสีหนาท มีความ
เอื้อเฟื้อแด่พระองค์ ครอบงำหมู่เนื้อ ไล่ออก
ไปจากสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
หน้า 381
ข้อ 136
เสือโคร่ง น่าสินธพ พังพอน ซึ่งมี
รูปร่างงดงามมีความสะดุ้งกลัว เหมือนโลดแล่น
ไปในอากาศ ไม่มีความกลัวอะไร ๆ ด้วยเหตุ
บางอย่าง สัตว์เหล่านั้นมีความเอื้อเฟื้ออ่อนน้อม
ต่อพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ ดังนี้
เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
ช้างตระกูลฉัททันต์ ตกมันแล้ว ๓ ครั้ง
มีรูปร่างดี มีเสียงไพเราะ งดงาม มีองค์อัน
ตั้งมั่นน้อมลงเพื่อพระองค์ ส่งเสียงร้องบันลือ
ในสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ ร่าเริงอยู่ ข้าแต่
พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของ
พระองค์จะเสด็จได้.
มิคะ หมู อีเก้ง มีอวัยวะงดงาม งดงาม
ด้วยเส้นคาดเป็นทางลงมีรูปดีสำรวมตัว ขับกล่อม
ในระหว่างสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
ยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะ
เสด็จไปได้.
กวางโคกัณณา กวางสรภาและกวางรุร
ซึ่งมีเขาตรงและโค้ง มีรูปดี มีร่างกายสมบูรณ์
ซึ่งกำลังพากันหยุดพักอยู่ในคราวนั้น ผู้ต้องการจะ
คบหากับพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่
บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
เสือเหลือง หมี และเสือดาว ซึ่งตะปบ
กินสัตว์ทุกเมื่อ บัดนี้สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ได้
หน้า 382
ข้อ 136
ศึกษาดีแล้ว มีความมั่นคงต่อพระองค์ด้วยเมตตา
เป็นผู้ต้องการจะคบหาเฉพาะพระองค์มาเป็นเวลา
นาน ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลา
สมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้.
กระต่าย สุนัขจิ้งจอก พังพอน และ
กระรอก กระแตเป็นจำนวนมาก ไม่มีความสะดุ้ง
กล้าหาญ พากันขับร้องเพื่อพระองค์อย่างเดียว
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร
ของพระองค์จะเสด็จไปได้.
หมู่นกยูงเหล่านั้น มีคอสีเขียว มีหงอน
งาม มีปีกสวย มีกำหางงาม ร้องไพเราะ
งดงามคล้ายกับแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี ย่อมพา
กันเปล่งเสียงร้องบูชาพระองค์อยู่ บัดนี้เป็นเวลา
ที่พระองค์จะได้เห็นชนกแล้ว.
หมู่หงส์ทองอันงดงาม เป็นหงส์ที่บินไว
ไปในอากาศ หงส์เหล่านั้นทั้งหมด ทั้งถิ่นแล้ว
อาศัยอยู่ พากันขวนขวายในการที่จะได้เห็นพระ-
ชินเจ้า ย่อมส่งเสียงร้องด้วยเสียงอันไพเราะ บัดนี้
เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
หมู่หงส์ หมู่นกกระเรียน พากันร้องเสียง
ไพเราะ หมู่นกจากพราก ก็เที่ยวไปในน้ำ หมู่
นกกระยาง หมู่นกตะกรุมอันงดงามน่าพอใจ หมู่
หน้า 383
ข้อ 136
กาน้ำ หมู่ไก่ฟ้าเหล่นั้นพากันมีความเอื้อเฟื้อ
ร้องเสียงอันไพเราะ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะ
ได้เห็นพระชนกแล้ว.
หมู่นกสาลิกา หมู่นกแก้ว มีรูปงามวิจิตร
มีเสียงไพเราะ พากันส่งเสียงร้องบนยอดไม้
ส่งเสียงร้องทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ-
องค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
นกดุเหว่า ซึ่งล้วนแต่สวยวิจิตร มี
สำเนียงเสียงไพเราะ ประเสริฐ เป็นที่อัศจรรย์ใจ
แก่ปวงชน มีความกล้าหาญ ในการเป็นมิตร
ร่วมกันเป็นต้น กำลังพากันบูชาอยู่ด้วยเสียง บัดนี้
เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
พวกลูกช้าง นกเขา นกกระเด็น มีอยู่
บริบูรณ์ในป่าทุกเมื่อ พากันขับกล่อม มีความ
สามัคคีซึ่งกันและกัน ขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะ
บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
หมู่นกกระทา นกกระเต็น มีเสียงอัน
ไพเราะ ไก่ป่าก็มีเสียงเพราะ น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้
เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
มีสถานที่อันมั่นคง งดงามน่ารื่นรมย์
ดารดาษไปด้วยทรายสีขาว มีสระน้ำอันบริบูรณ์
ด้วยน้ำสะอาด สวยงามทุกเมื่อ ทุกชีวิตพากัน
หน้า 384
ข้อ 136
อาบและดื่มกินในสระน้ำนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่
พระองค์จะได้เห็นหมู่พระญาติแล้ว.
จรเข้แหวกว่ายไปมาเกลื่อนกล่น ปลาสร้อย
ปลาเค้า ปลาตะเพียนแดง ปลา และเต่า แหวก-
ว่ายไปมาในสระที่มีน้ำเย็นสะอาด ซึ่งเป็นที่อาบ
และดื่มกินของทุกชีวิต บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์
จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
มีสระน้ำงดงาม ดารดาษไปด้วยดอก
อุบลสีเขียว และดอกอุบลสีแดง ดารดาษไปด้วย
ดอกโกมุท มากมายหลายชนิดในสระน้ำนั้น มี
น้ำเย็นสะอาด บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็น
พระญาติแล้ว.
สระน้ำนั้นดารดาษด้วยดอกบุณฑริก มาก
ด้วยดอกปทุม สวยงามทั้งสองข้างทาง ในที่
นั้น ๆ ได้มีสระโบกขรณีอื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นที่ชน
ทั้งหลายสรงสนานในสระนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่
พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
มีสถานที่อันตั้งมั่น น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อน
กล่นไปด้วยเม็ดทรายสีขาว มีแม่น้ำอันสวยงดงาม
สมบูรณ์เปี่ยมด้วยน้ำเย็นและมีห้วงน้ำกว้างใหญ่
มีน้ำไหลทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ-
องค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
หน้า 385
ข้อ 136
ในสองข้างทาง มีบ้านและนิคมตั้งเรียง
ราย ประชาชนทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส นับถือ
พระรัตนตรัย พวกเขามีความดำริอันเต็มเปี่ยม
บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว.
พวกเทวดาและพวกมนุษย์ทั้งสอง ในถิ่น
ที่นั้น ๆ ต่างก็พากันบูชาพระองค์ด้วยระเบียบของ
หอม บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระ-
ญาติแล้ว.
พระเถระได้พรรณนาถึงความงดงามแห่งหนทางเสด็จไปแด่พระศาสดา
ด้วยคาถาประมาน ๖๐ คาถาอย่างนี้แล้ว.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า กาฬุทายีปรารถนา
จะให้เราไป เราจักทำความดำริของเธอให้บริบูรณ์ ดังนี้แล้วทรงเห็นว่าใน
การไปในที่นั้น ประชาชนเป็นจำนวนมากจะได้บรรลุคุณวิเศษ ทรงมีพระ-
ขีณาสพ ๒ หมื่นในรูปแวดล้อม เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ทรงเสวยผลาผลมี
ประการดังได้กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจการเสด็จไปโดยไม่รีบด่วน หมู่แห่งสัตว์
๒ เท้าและ ๔ เท้าเป็นต้นพากันบูชาด้วยเครื่องบูชา ได้ทรงรับกลิ่นหอมแห่ง
ดอกไม้มีประการดังได้กล่าวแล้ว ทรงกระทำการสงเคราะห์แก่ชาวบ้านและ
ชาวนิคมเสด็จถึงหนทางไปกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว. พระเถระไปยังกรุงกบิลพัสดุ์
ด้วยฤทธิ์ยืนกลางอากาศข้างหน้าพระราชา พระราชาได้เห็นเพศที่ยังไม่เคยเห็น
จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน ? พระเถระเมื่อจะกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่
ทรงรู้จักลูกอำมาตย์ ผู้ถูกพระองค์ส่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไซร้ ก็จง
รู้จักอย่างนั้นเถิด ดังนี้จึงกล่าวคาถาว่า:-
หน้า 386
ข้อ 136
อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่
มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจาก
พระวรกาย ไม่มีผู้ที่จะเปรียบปานได้ ผู้คงที่
ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของ
บิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์
เป็นพระไอยกาของอาตมภาพโดยทางธรรม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺสฺส ปุตฺโตมหิ ความว่า อาตมภาพ
เป็นพระโอรส เพราะเกิดจากความพยายามให้เกิดในพระอุระ และจาก
พระธรรมเทศนาของพระสัมพัญญูพุทธเจ้า. บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่า
ตั้งแต่ในกาลที่ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้วไป เป็นผู้ที่มีพระโพธิสมภาร
ทั้งสิ้น ใคร ๆ จะย่ำยีไม่ได้ เพราะคนเหล่าอื่นไม่สามารถจะข่มขี่พระมหา-
โพธิสัตว์ได้ และเป็นผู้มากไปด้วยพระมหากรุณา มีความอดทน เพราะคน
เหล่าอื่นแม้ที่อื่นยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่สามารถเพื่อที่จะข่มขี่ครอบงำได้ ทรงข่มขี่
ครอบงำมารทั้ง ๕ ที่คนอื่นย่ำยีไม่ได้ ทรงอดทนต่อพุทธกิจที่คนพวกอื่น
จะอดทนย่ำยีไม่ได้ กล่าวคือทรงพร่ำสอนทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิ-
กัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ แก่ปวงเวไนยสัตว์ผู้สมควร ซึ่งมี
อาสัย อนุสัย จริต และอธิมุตติที่จะหยั่งรู้เบื้องต้นและคุณส่วนพิเศษได้หรือ
เป็นผู้ไมมีสิ่งใดจะย่ำยีได้ เพราะทรงมีปกติกระทำคุณงามความดีไว้ในที่นั้น ๆ.
บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ ผู้มีสมบัติเช่นศีลที่ทรงทำเป็นส่วน ๆ. อาจารย์พวก
อื่นกล่าวว่า พระองค์ผู้มีพระโอภาสแผ่ไปจากส่วนต่าง ๆ. ส่วนอาจารย์บาง
พวกกล่าวว่า พระนามทั้งสองเหล่านั้นคือ อังคีรส และสิทธัตถะ ที่พระบิดา
เท่านั้นทรงถือเอาแล้ว. บทว่า อปฺปฏิมสฺส ความว่า ไม่มีผู้จะเปรียบปานได้
หน้า 387
ข้อ 136
เป็นผู้คงที่ เพราะสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะแห่งความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์ที่
น่าปรารถนาเป็นต้น. บทว่า ปีตุปิตา มยฺหํ ตุวํสิ ความว่า พระองค์เป็น
พระบิดาโดยโลกโวหารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบิดาของอาตมภาพ
โดยอริยชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระวงศ์ว่าสักกะ. บทว่า ธมฺเมน
ได้แก่ สภาวสโมธานที่มีเองโดยทั้ง ๒ ชาติ คืออริยชาติและโลกิยชาติโดย
สภาพ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระโคตรว่า โคตมะ บทว่า อยฺยโกสิ
ได้แก่ ได้เป็นพระปิตามหะ (ปู่) และพระเถระเมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า พุทฺธสฺส
ปุตฺโตมฺหิ ดังนี้ ในคาถานั้น ก็ได้พยากรณ์พระอรหัตผลไว้แล้ว.
ก็พระเถระได้ให้พระราชารู้จักคนอย่างนั้นแล้ว พระราชาทรงร่าเริง
ยินดี นิมนต์ให้นั่งบนบัลลังก์ที่สมควรแล้ว ทรงบรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะ
อันมีรสเลิศนานาชนิด ที่ราชบุรุษตระเตรียมไว้เพื่อพระองค์ เมื่อพระราชา
ทรงถวายบาตรแล้ว พระเถระก็แสดงอาการที่จะไป เมื่อพระราชาตรัสว่า
เพราะเหตุไรท่านจึงประสงค์จะไปเสียเล่า นิมนต์ฉันภัตรก่อน. พระเถระทูลว่า
ไปเฝ้าพระศาสดา แล้วจึงจักฉันภัตร. พระราชาตรัสถามว่าพระศาสดาอยู่
ที่ไหนเล่า. พระเถระทูลว่า พระศาสดาทรงมีภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร กำลัง
ดำเนินมาตามทางเพื่อต้องการพบพระองค์แล้ว. พระราชาตรัสว่า ท่านจง
ฉันบิณฑบาตนี้เถิด จงนำบิณฑบาตอื่นไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. เวลาที่
บุตรของเราถึงพระนครนี้ ท่านจึงค่อยนำบิณฑบาตจากที่นี้เท่านั้นไปถวาย.
พระเถระทำภัตรกิจเสร็จแล้ว แสดงธรรมโปรดพระราชาและบริษัท เพราะ
มาถึงยังพระราชนิเวศน์ก่อนกว่าพระศาสดา จึงกระทำให้หมู่ชนเลื่อมใสยิ่ง ใน
คุณของพระรัตนตรัย เมื่อคนทั้งหมดกำลังแลดูอยู่นั้นแหละ ได้ปล่อยบาตรที่
เต็มด้วยภัตรที่ต้องนำไปเพื่อพระศาสดาไปในกลางอากาศ แม้ตนเองก็เหาะขึ้นสู่
หน้า 388
ข้อ 136
เวหาส น้อมเอาบิณฑบาตไปวางไว้ในพระหัตถ์พระศาสดา. แม้พระศาสดา
ก็ได้เสวยบิณฑบาตนั้นแล้ว. เมื่อเดินทางไปวันละโยชน์ตลอดหนทาง ๖๐
โยชน์อย่างนี้ พระเถระได้นำเอาภัตรจากพระราชวังไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปถึงพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว วันรุ่งขึ้นเสด็จ
เที่ยวไปบิณฑบาตในถนนหลวง. พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้สดับถึงข่าวนั้น
แล้ว เสด็จไปในที่นั้นตรัสว่า อย่าสำคัญถึงสิ่งที่พึงกระทำอย่างนี้เลย สิ่งนี้
มิใช่ประเพณีแห่งพระราชวงศ์เลย. พระศาสดาตรัสว่า มหาราชเจ้า นี้เป็น
วงศ์ของพระองค์ แต่การกระทำเช่นนี้เป็นพุทธวงศ์ของพวกเรา แล้วแสดง
ธรรมว่า:-
บรรพชิตไม่พึงประมาทในก้อนข้าว อัน
ตนพึงลุกขึ้นยืนรับ บุคคลพึงประพฤติธรรมให้
สุจริต ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขใน
โลกนี้และโลกหน้า บุคคลพึงประพฤติธรรมให้
สุจริต ไม่พึงประพฤติธรรมนั้นให้ทุจริต ผู้มีปกติ
ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขในโลกนี้และโลก
หน้า ดังนี้.
พระราชาทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. แต่นั้นพระราชา ก็ทรงนิมนต์
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้เสวยและบริโภคในภาชนะที่พระองค์
ตบแต่งไว้แล้วในพระราชมนเทียรของพระองค์ ในที่สุดแห่งการบริโภค
ทรงสดับธัมมปาลชาดกแล้ว พร้อมด้วยบริษัทได้ทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล.
กาลต่อมาบรรทมอยู่ ณ ภายใต้มหาเศวตฉัตรนั่นแหละทรงบรรลุพระอรหัต
ปรินิพพานแล้ว.
หน้า 389
ข้อ 136
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังปราสาทของพระนางพิมพา-
เทวี พระมารดาของพระราหุลกุมาร ทรงแสดงธรรมแก่พระนาง ทรงบรรเทา
ความเศร้าโศกแล้ว ทรงทำให้พระนางได้เกิดความเลื่อมใสด้วยเทศนา
คือจันทกินนรีชาดกแล้ว ได้เสด็จไปยังนิโครธาราม. ครั้งนั้นพระนาง
พิมพาเทวี ได้ตรัสกะพระราหุลกุมารผู้พระราชโอรสว่า พ่อจงไปขอทรัพย์ที่
มีอยู่ของพระบิดาของพ่อเถิด. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระสมณะขอพระองค์
จงพระราชทานสมบัติแก่หม่อมฉันเถิด แล้วติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป
พลางกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะพระองค์เป็นร่มเงาที่สุขสบายของหม่อมฉัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระราหุลกุมารนั้น ไปยังนิโครธารามแล้วตรัสว่า
เธอจงรับเอาทรัพย์สมบัติคือโลกุตธรรมเถิด แล้วทรงให้บรรพชา. ลำดับ
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์ ทรง
สถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาพวก
ภิกษุผู้สาวกที่ทำตระกูลให้เลื่อมใสของเราแล้ว กาฬุทายีนับว่าเป็นเลิศกว่าเขา
ทั้งหมด.
พระเถระได้รับตำแหน่งเอตทัคคะนั้นแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน
ได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงได้กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
ในคาถานั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาแต่เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
บทว่า คุณาคุณวิทู มีความหมายว่า คุณและสิ่งมิใช่คุณ ชื่อว่า
คุณาคุสะ คือคุณและโทษ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า คุณาคุณวิทู เพราะย่อมรู้จัก
ชัดซึ่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้น . บทว่า กตญฺญู ความว่า ชื่อว่า กตัญญู
เพราะรู้คุณที่คนเหล่าอื่นกระทำแล้ว, ชื่อว่า กตัญญู เพราะสามารถเพื่อจะให้
แม้ราชสมบัติ แก่ผู้กระทำอุปการะด้วยการให้ภัตรเป็นต้นแม้ตลอดวันหนึ่งได้.
หน้า 390
ข้อ 137
บทว่า กตเวที ความว่า ชื่อว่า กตเวที เพราะย่อมได้ ย่อมเสวยคือย่อมรับ
เฉพาะซึ่งอุปการะที่เขาทำแล้ว. บทว่า ติตฺเถ โยเชติ ปาณิเน ความว่า ย่อม
ประกอบ คือย่อมประกอบพร้อมสรรพ ได้แก่ ย่อมให้สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่
เฉพาะในหนทางแห่งกุศลธรรมคือมรรค อันเป็นอุบายให้เข้าถึงพระนิพพาน
ได้ด้วยการแสดงธรรม. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. เนื้อความแห่ง
คาถาอันพรรณนาถึงหนทางเสด็จข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในเถรคาถานั้นนั่นแล.
อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน
อภยเถราปทานที่ ๗ (๕๔๗)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภยเถระ
[๑๓๗] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระ-
พิชิตมารผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ พระ-
นามว่าปทุมตตระได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระตถาคต-
เจ้า ยังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ ยัง
บุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในศีล คือ กุศลกรรมบถ
๑๐ อันอุดม
พระธีรเจ้าพระองค์นั้น ทรงประทาน
สามัญผลอันอุดมแก่บุคคลบางคน ทรงประทาน
สมาบัติ ๘ และวิชา ๓ แก่บุคคลบางคน
พระโลกนาถผู้สูงสุดกว่านรชนพระองค์
นั้น ทรงประกอบสัตว์บางพวกไว้ในอภิญญา ทรง
ประทานปฏิสัมภิทา ๔ แก่บุคคลบางคน
หน้า 391
ข้อ 137
พระผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงเห็นประชา
สัตว์ที่ควรจะนำไปให้ตรัสรู้ได้ แม้ในสถานที่นับ
ด้วยโยชน์ไม่ถ้วน ก็รีบเสด็จไปทรงแนะนำ
ครั้งนั้น เราเป็นบุตรของพราหมณ์ใน
พระนครหังสวดี เป็นผู้เรียนจบทุกเวท เข้าใจ
ไวยากรณ์ ฉลาดในนิรุตติ เฉียบแหลมในคำภีร์
นิฆัณฑุ เข้าใจตัวบท รู้ชัดในคัมภีร์เกฏุตะ ฉลาด
ในฉันท์และกาพย์กลอน
เมื่อเที่ยวเดินพักผ่อน ได้ไปถึงพระวิหาร
หังสาราม ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
อันมหาชนแวดล้อม
เรามีมติเป็นข้าศึก เข้าไปเฝ้าพระพุทธ-
เจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรม
ได้สดับพระดำรัสอันงามของพระองค์อันปราศจาก
มลทิน
ไม่ได้พบเห็นพระดำรัส ที่ไร้ประโยชน์
ของพระมุนี คือ คำที่ซักมาผิด คำที่ต้องกล่าวซ้ำ
หรือคำที่ไม่ถูกทาง เพราะฉะนั้นเราจึงได้บวช
โดยเวลาไม่นานเลยเราก็เป็นผู้แกล้วกล้า
ในธรรมทุกอย่าง ได้รับสมมติให้เป็นเจ้าหมู่เจ้า
คณะ ในพระพุทธพจน์อันละเอียด
หน้า 392
ข้อ 137
ครั้งนั้น เราได้ร้อยกรองคาถา ๔ คาถา ซึ่ง
มีพยัญชนะสละสลวย ชมเชยพระพุทธเจ้าผู้เลิศ
ในโลก ๓ ทรงแสดงธรรมทุกวัน
พระองค์เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด มี
ความเพียรมาก ทรงอยู่ในสงสาร ที่มีภัย ไม่
เสด็จนิพพาน ก็เพราะพระกรุณา ฉะนั้นพระ-
มุนีเจ้าจึงชื่อว่าทรงประกอบด้วยพระกรุณา
เพราะเหตุนั้น สัตว์ที่เป็นปุถุชนแต่ไม่
ตกอยู่ในอำนาจกิเลส มีสัมปชัญญะ ประกอบ
ด้วยสตินี้ ไม่ควรจะคิด
กิเลสที่มีกำลังทุรพล อันนอนเนื่องอยู่
ในสันดานของเรา ถูกเผาด้วยไฟคือญาณแล้วไม่
สิ้นไป ข้อนั้นไม่เคยมีเลย
ผู้ใดเป็นที่เคารพของโลกทั้งปวง เป็น
ผู้เลิศในโลก และเป็นอาจารย์ของโลก โลกย่อม
อนุวัตรตามผู้นั้น
เราประกาศพระธรรมเทศนาสดุดีพระ-
สัมพุทธเจ้า ด้วยคาถา มีอาทิ ดังกล่าวมาตราบ
เท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้ไปสวรรค์.
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เรากล่าวสดุดี
พระพุทธเจ้าใด เพราะกล่าวสดุดีนั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี
หน้า 393
ข้อ 137
ครั้งนั้น เราได้เสวยราชสมบัติใหญ่อัน
เป็นทิพย์ในโลก ได้เสวยราชสมบัติใหญ่ของ
พระเจ้าจักรพรรดิ ก็มากครั้ง
เราเกิดแต่ในสองภพ คือ ในเทวดาและ
มนุษย์ ไม่รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี.
เราเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์
และสกุลพราหมณ์ หาเกิดในสกุลที่ต่ำทรามไม่
นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี
ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเป็นโอรส
ของพระเจ้าพิมพิสาร ในพระนครราชคฤห์อัน
อุดม มีนามว่า อภัย
เราไปสู่อำนาจของบาปมิตร สมาคมกับ
นิครนถ์ อันนิครนถ์นาฏบุตรส่งไป จึงได้เฝ้า
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราทูลถามปัญหาอัน
ละเอียดสุขุม ได้สดับการฟังพยากรณ์อย่างสูงแล้ว
จึงบวช ไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหัต
เราเป็นผู้กล่าวสดุดีพระชินวรเจ้าทุกเมื่อ
เพราะกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มีร่างกายและปากมี
กลิ่นหอม เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข
เพราะกรรมนั้นส่งผลให้ เราจึงเป็นคน
มีปัญญากล้า มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาเร็ว มี
ปัญญามาก และปฏิภาณอันวิจิตร
หน้า 394
ข้อ 137
เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส กล่าวสดุดีพระ-
สยัมภู ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน พระนามว่า
ปทุมุตตระ เพราะผลของกรรมนั้น เราจึงไม่ไป
อบายภูมิถึงแสนกัป
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านอภยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอภยเถราปทาน
๕๔๗. อรรถกถาอภยเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านอภยเถระ มีเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม
ชิโน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระชินวรพุทธ-
เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอัน
มากในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ได้
บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหังสวดีนคร. ท่านได้เจริญวัยแล้ว เป็นผู้
เล่าเรียนจนจบเวทางคศาสตร์ เป็นผู้ฉลาดในลัทธิสมัยของตนและของ
ผู้อื่น วันหนึ่งได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส กล่าว
หน้า 395
ข้อ 137
ชมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลาย. ท่านดำรงอยู่ในมนุษยโลกนั้นจน
ตลอดอายุ ได้ทำบุญทั้งหลายไว้ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปบังเกิดใน
เทวโลก ท่องเที่ยวไปมาเฉพาะแต่ในสุคติภพเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ในกรุงราชคฤห์ พระราช-
บิดาและพระราชมารดาได้ทรงขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า อภยกุมาร.
พระราชกุมารนั้น พอได้เจริญวัยแล้ว ก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกับพวกนิครนถ์ท่อง-
เที่ยวไปด้วยกัน วันหนึ่ง ถูกนิครนถ์นาฎบุตร ส่งไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อยก
วาทะขึ้นกล่าวแย้ง ได้ทูลถามปัญหาอันสุขุมละเอียด ได้ฟังคำพยากรณ์อัน
ละเอียดแล้ว มีความเลื่อมใส บวชในสำนักของพระศาสดา ได้ส่งญาณไปตาม
ลำดับกัมมัฏฐานแล้ว ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้ เกิด
ความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
ก่อนจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. คำนั้นทั้งหมด มี
เนื้อความพอจะกำหนดได้โดยง่ายเลยทีเดียวแล.
จบอรรถกถาอภยเถราปทาน
หน้า 396
ข้อ 138
โลมสติยเถราปทานที่ ๘ (๕๔๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระโลมสติยเถระ๑
[๑๓๘] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่ากัสสปะ ผู้เป็น (เผ่าพันธุ์) พรหม มีพระ-
ยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว.
ครั้งนั้น เราและสหายชื่อว่า จันทนะ
ได้บรรพชาในพระศาสนา บำเพ็ญกิจพระศาสนา
ที่ท้ายร้านตลาด.
จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เข้าถึงสวรรค์
ชั้นดุสิตทั้งสองคน ครอบงำเทพบุตรที่เหลือใน
ดุสิตนั้น ด้วยการฟ้อน การขับ การประโคม
และด้วยองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อยู่
เสวยมหันตสุขตราบเท่าสิ้นอายุ
จุติจากดุสิตนั้นแล้ว จันทนเทพบุตรเข้า
ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนเราเกิดเป็นโอรสของ
เจ้าศากยะในพระนครกบิลพัสดุ์.
ในคราวที่พระศาสดาผู้นายกของโลก อัน
พระอุทายีเถระเชิญเสด็จมาถึงพระนครกบิลพัสดุ์
เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ.
๑.ในบางสูตรเป็นพระโลมสกังคิยเถระ.
หน้า 397
ข้อ 138
ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด ไม่
รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า เป็นคนกระด้างเพราะ
ชาติ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า
พระพิชิตมารผู้เป็นมุนี ทรงทราบความ
ดำริของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึงได้เสด็จจงกรมใน
อากาศ ยังธุลีพระบาทให้ตกลง เหมือนเมฆยังฝน
ให้ตกลงแล้วเหมือนเปลวไฟลุกโพรงอยู่ฉะนั้น
ทรงแสดงพระรูปที่ไม่กระสับกระส่าย
แล้วทรงหายไปเสียอีก แม้พระองค์เดียวก็เป็น
มากองค์ได้ แล้วกลับเป็นพระองค์เดียวอีก.
ทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง ทรง
ทำปาฏิหาริย์มากมาย ทรงปราบพวกพระ-
ญาติให้หมดมานะ
ขณะนั้นเองมหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง
๔ ยังฝนให้ตกลงแล้ว ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า
ได้ตรัสเทศนาเวสสันดรชาดก
คราวนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุก ๆ พระ-
องค์ กำจัดความเมาอันเกิดจากชาติได้แล้ว ถึง
พระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ในกาลนั้น พระเจ้า
สุทโธทนะได้ตรัสว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน
มีจักษุโดยรอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่หม่อมฉัน
หน้า 398
ข้อ 138
ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระองค์ ก็ใน
ครั้งพระองค์ประสูติ แผ่นดินไหว หม่อมฉันก็
ได้ถวายบังคม และครั้งที่เงาไม้หว้าไม่เอนเอียง
หม่อมฉันก็ได้ถวายบังคมพระองค์
ครั้งนั้น เราเห็นพุทธนุภาพนั้นแล้ว
เป็นผู้อัศจรรย์ใจจึงได้บรรพชา เป็นคนบูชา
มารดา จึงได้อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์นั่น
เอง
ครั้งนั้น จันทนเทพบุตรได้เข้ามาหาเรา
แล้ว ถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญทั้งย่อและ
พิสดาร
ครั้งนั้น เราอันจันทนเทพบุตรตักเตือน
แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้นำของนรชน ได้สดับ
ภัทเทกรัตตสูตร เป็นผู้สลดใจ รักใคร่ป่า
ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว
เมื่อถูกมารดาท่านปรามว่า ท่านเป็นคนละเอียด
อ่อน
เราได้ตอบว่า เราจักทำหญ้าคา หญ้าเลา
แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ให้แหลก
ละเอียดทั้งหมดด้วยอก พอกพูนวิเวก
ครั้งนั้น เราได้เข้าป่า นึกถึงคำสอนของ
พระพิชิตมาร คือ ภัทเทกรัตตสูตร ได้บรรลุ
พระอรหัตแล้ว
หน้า 399
ข้อ 138
ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใด ที่ล่วงไป
แล้ว สิ่งนั้น ก็ละไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังมาไม่
ถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ถึง
ก็บุคคลได้เห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะ
หน้า ในที่นั้น ๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน
บุคคลนั้นมาร้องแจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรม
นั้นไว้เนือง ๆ
ความเพียร ควรทำเสียในวันนี้แหละ
เพราะใครเล่า จะพึงรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้
การผัดเพี้ยนกับพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น
ย่อมไม่มีเลย
มุนีผู้สงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญ
บุคคลผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีความเพียรเผากิเลส
ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้นั้น
แลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้แล้วได้บรรลุ
อรหัต
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโลมสติยเถราปทาน
หน้า 400
ข้อ 138
๕๔๘. อรรถกถาโลมกังคิยเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระโลมสกังคิยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ
ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ได้มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว. อีกคนหนึ่งชื่อว่า จันทนะ ได้เป็น
สหายของเขา, พวกเขาทั้งสองคน ได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของพระ-
ศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ได้รักษาศีลจนตลอดชีวิต ได้เสวยทิพยสุข
จนตลอดพุทธันดรหนึ่งแล้ว. ทั้งสองคนนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ คนหนึ่ง
ได้มาบังเกิดในตระกูลสักยะ อีกคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า จันทนะ ได้บังเกิดเป็น
เทพบุตรอยู่ในภพดาวดึงส์. ลำดับนั้น ท่านได้มอบเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ฝน
โบกขรพรรษที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระกาฬุทายีผู้เลื่อมใสในสักยะตระกูล
กราบทูลให้ทรงยินดีแล้ว ทรงกระทำการข่มมานะของพวกเจ้าสักยะ แสดง
พระ.ธรรมคือเวสสันดรชาดกแล้ว มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ได้ฟังพระธรรม
เทศนาภัทเทกรัตตสูตร ที่ตรัสไว้แล้วในมัชฌิมนิกาย อยู่ในป่า อนุสรณ์ถึง
เทศนาคำสั่งสอนในภัทเทกรัตตสูตรแล้ว ส่งญาณไปตามลำดับของเทศนานั้น
ตั้งใจบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนเกิด
ความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่คนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาล
๑. บาลีว่า โลมสติเถราปทาน.
หน้า 401
ข้อ 138
ก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. คำว่า กัป ในคำว่า
กปฺเป นั้นมี ๔ อย่างเท่านั้นคือ สารกัป วรกัป มัณฑกัป และภัททกัป. ใน
บรรดากัปทั้ง ๔ อย่างนั้น พระพุทธเข้าพระองค์เดียว ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด
กัปนี้ชื่อว่า สารกัป, พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์หรือ ๓ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้น
ในกัปใด กัปนี้ชื่อว่า วรกัป. พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด
กัปนี้ชื่อว่า มัณฑกัป. พระพุทะเจ้า พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้
ชื่อว่า ภัททกัป. แต่ในที่อื่นท่านกล่าวกัปไว้ ๕ อย่าง อย่างคือ:-
กัปมี ๕ อย่างคือ สารกัป มัณฑกัป สาร-
มัณฑกัป วรกัป และภัททกัป. พระผู้นำโลก
ย่อมทรงอุบัติขึ้น ในบรรดากัปทั้ง ๕ อย่างเหล่านี้
ตามลำดับคือ:-
พระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้น
ในสารกัป พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ทรงอุบัติ
ขึ้นในสารมัณฑกัป พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ทรง
อุบัติขึ้นในสารมัณฑกัป พระพุทธเจ้า ๔ พระ-
องค์ ทรงอุบัติขึ้นในวรกัป พระพุทธเจ้า ๕
พระองค์ ทรงอุบัติขึ้นในภัททกัป.
บรรดากัปเหล่านั้น กัปนี้ได้มีชื่อว่า ภัททกัป เพราะประดับไปด้วย
พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า
พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้า และพระเมตเตยยพุทธเจ้า. เชื่อม
ความว่า เพราะฉะนั้น พระกัสสปพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงอุบัติขึ้นแล้วใน
ภัททกกัปนี้. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโลมสกังคิยเถราปทาน
หน้า 402
ข้อ 139
วนวัจฉเถราปทานที่ ๙ (๕๔๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวนวัจฉเถระ
[๑๓๙] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า
มีพระนามว่า กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของพรหม
ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย
ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น เราบวชในศาสนาของพระพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น ประพฤติพรหมจรรย์ตราบเท่า
สิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์นั้นแล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จุติจากนั้นแล้ว ได้เป็นนกพิราบอยู่ใน
ป่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ยินดีในฌานทุกเมื่อ
อาศัยอยู่ในป่านั้น
ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาประกอบด้วยกรุณา
มีหน้าเบิกบานทุกเมื่อ วางเฉย มีความเพียรมาก
ฉลาดในอัปปมัญญา
มีความดำริปราศจากนิวรณ์ มีอัธยาศัย
ใคร่ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ โดยไม่นาน เรา
คุ้นเคยในพระสาวกของพระสุคตนั้น
หน้า 403
ข้อ 139
เมื่อเราเข้าไปจับอยู่แทบเท้าของท่านผู้นั่ง
อยู่ในอาศรม ณ ครั้งนั้น บางครั้งท่านก็ให้เหยื่อ
บางครั้งท่านก็แสดงธรรมเทศนา
ครั้งนั้น เราเข้าไปหาท่านผู้เป็นโอรส
ของพระพิชิตมารด้วยความรักอันไพบูลย์ จุติจาก
อัตภาพนั้นแล้วได้ไปสวรรค์ ปานดังจากที่อยู่
แล้วกลับไปเรือนของตัว ฉะนั้น
เราจุติจากสวรรค์แล้ว เกิดในมนุษย์ด้วย
บุญกรรม ได้ละทิ้งเรือนออกบวชโดยมาก เรา
เป็นสมณะ ดาบส พราหมณ์ ปริพาชกอยู่ในป่า
กว่าร้อยชาติ
ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้เราหยั่งลงสู่ครรภ์
ภรรยาของพราหมณ์วัจฉโคตร ในพระนครกบิล-
พัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์
เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา มารดา
ของเราแพ้ท้องในเวลาที่เราใกล้จะคลอด ท่านตัด
สินใจเพื่อจะอยู่ในป่า
จากนั้น มารดาของเราได้คลอดเราภายใน
ป่าอันน่ารื่นรมย์ เมื่อเราออกจากครรภ์มารดา
ชนทั้งหลายเอาผ้ากาสวะรองรับเรา
ในขณะนั้น พระสิทธัตถราชกุมารผู้เป็น
ธงชัยของสักยวงศ์ ก็ประสูติ เราเป็นสหายรัก
สนิทชิดชอบของพระองค์
หน้า 404
ข้อ 139
เมื่อพระองค์ละยศใหญ่ เสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์เพื่อสาระประโยชน์แก่สัตว์ แม้
เราก็บวชแล้วเข้าสู่ป่าหิมพานต์
เราพบท่านพระกัสสปะ ผู้อยู่ป่าน่าสรร-
เสริญบอกกล่าวธุดงค์ จึงได้สดับข่าวว่า พระ-
พิชิตมารเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ก็ได้เข้าไปเฝ้าพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนระ
พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
ประกาศประโยชน์ทุกประการแก่เรา ต่อนั้น เรา
ก็ได้บวชแล้วเข้าไปป่าตามเดิม เมื่อเราอยู่ในป่า
นั้น เป็นผู้ไม่ประมาท ก็ได้เห็นอภิญญา ๖ โอ
เราเป็นผู้มีลาภอันได้ดีแล้ว เป็นผู้อันพระศาสดา
ผู้เป็นกัลยาณมิตรทรงอนุเคราะห์แล้ว
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระวนวัจฉเถระได้ภาษิตเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวนวัจฉเถราปทาน
หน้า 405
ข้อ 139
๕๔๙. อรรถกถาวนวัจฉเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระวนวัจฉเถระ คำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก
กปฺเป ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านได้บังเกิดใน
เรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระศาสดา
เกิดศรัทธาบวชแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างบริสุทธิ์ จุติจากอัตภาพนั้น
แล้ว ไปบังเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้น ไปบังเกิดในกำเนิดนกพิราบ
อยู่ใกล้พวกภิกษุผู้อยู่ในป่า. เขามีเมตตาจิตในหมู่ภิกษุเหล่านั้น ได้ฟังธรรม
จุติจากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงกบิลพัสดุ์. ในเวลาที่เขาอยู่ในท้องของ
มารดานั่นแหละ มารดาได้เกิดการแพ้ท้อง เพื่อจะอยู่ในป่า และเพื่อคลอด
ในป่า. การออกจากครรภ์ได้มีแก่มารดาผู้อยู่ในป่า ตามอำนาจแห่งความ
ปรารถนานั้นแล้ว. และพวกญาติได้เอาท่อนผ้ารับเขาผู้คลอดออกจากครรภ์
แล้ว. เวลานั้นเป็นเวลาที่พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงอุบัติขึ้นแล้ว. พระราชา ทรงมี
รับสั่งให้พวกคนนำเด็กนั้นมาแล้ว เลี้ยงไว้ร่วมกับพระโพธิสัตว์ ลำดับนั้น
พระโพธิสัตว์ เสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์ ผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญ
ทุกกรกิริยาตลอดเวลา ๖ ปี เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว. นายวนวัจฉะนั้น ไป
หาพระมหากัสสปะเลื่อมใสแล้วในโอวาของท่าน ได้ทราบจากสำนักของท่าน
หน้า 406
ข้อ 140
ว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว จึงไปเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้วจึงบวช
ไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญา ๖.
ท่านบรรลุพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตน ได้เกิดความ
โสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน
จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ใน
บทว่า พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส นี้ได้แก่ เป็นพวกพ้องคือญาติของพวก
พราหมณ์ พึงทราบว่า ในเมื่อควรจะกล่าวว่า พฺราหฺมณพนฺธุ แต่ท่านได้กล่าว
ไว้ว่า พฺรหฺมพนฺธุ ก็เพื่อความสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. ชื่อว่า มหายโส
เพราะมียศแผ่ปกคลุมไปในโลกทั้ง ๓ คำที่เหลือทั้งหมด มีเนื้อความพอที่จะ
กำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล
จบอรรถกถาวนวัจฉเถราปทาน
จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ (๕๕๐)
[๑๔๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระ-
นามว่า กัสสปะผู้เป็นพงศ์พันธ์พรหม ทรงพระยศ
ใหญ่ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระ-
รัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมี
หน้า 407
ข้อ 140
ทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์
แผดแสงเหมือนพระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็น
เหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร
มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุน
เขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือน
กับลมฉะนั้น
ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และ
ธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่าง ๆ
ในพระนครพาราณสี
เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของ
โลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับ
อมตธรรมอันนำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต
พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริส ลักษณะ
๓๒ ประการ มีนักษัตรฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์
ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้น
พระยารัง
อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง มีพระรัศมี
รุ่งเรืองเหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบ
ด้านละวา มีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์
มีพระพักตร์เหมือนทองคำเป็นพระพิชิต
มารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความ
ยินดี มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระ-
หน้า 408
ข้อ 140
คุณปานดังสาคร มีพระเกียรติปรากฏแก่โลก
เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศ เป็น
ที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับ
อากาศ เป็นนักปราชญ์
มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม
เป็นผู้นำ เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์เหมือนแผ่นดิน
เป็นมุนีพระองค์ที่ ๗
อันโลกไม่เข้าไปฉาบทาได้ เหมือนปทุม
ไม่ติดน้ำฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟ เผาทำลาย
พวกมีวาทะผิด
พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้
ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณ
เหมือนภูเขาคันธมาทน์
เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจ
ดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น
และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำออก
ซึ่งมลทินคือกิเลส
ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือน
นายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยเด็ดขาด ทรงเป็นใหญ่
เพราะรัตนะคือโพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ
ฉะนั้น
หน้า 409
ข้อ 140
ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิคือโทสะเหมือนกับหมอ
ใหญ่ ทรงเป็นศัลยแพทย์ผ่าฝีมือคือทิฏฐิ เหมือน
ศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด
ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง
อันมนุษย์และทวยเทพ สักการะเป็นดัง พระอาทิตย์
ส่องแสงสว่างให้แก่นรชน ฉะนั้น ทรงแสดง
พระธรรมเทศนาในบริษัททั้งหลาย
พระองค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะ
มีโภคทรัพย์มากได้ เพราะให้ทาน จะเข้าถึงสุคติ
ได้เพราะศีล จะดับกิเลสได้ เพราะภาวนา ดังนี้
บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้นอันให้เกิด
ความแช่มชื่นมาก ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลาง
และที่สุด มีรสใหญ่ ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้
สดับพระธรรมเทศนาของพระพิชิตมาร จึงถึง
พระสุคตเจ้าสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิต
ครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔
ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘
วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอม
ให้มีกลิ่นหอม ครั้งนั้น พระพิชิตมารได้ตรัส
พยากรณ์เราผู้จะได้มีกลิ่นหอมว่า
นระใดเอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎี
คราวเดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดใน
ชาติใด ๆ จักเป็นผู้มีตัวหอมทุกชาติไป จักเป็น
หน้า 410
ข้อ 140
ผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปริ-
นิพพาน
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุล
อันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดา
เป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม
และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดา
นั้น พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วย
กลิ่นตัวหอมทุกอย่าง
ขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวล กลิ่น
ทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และธูปมีค่ามาก หอมฟุ้ง
ไป
เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้น
เทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม
และเครื่องหอมมาอบ
ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย
พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัท
ของพระองค์ที่เหลือแล้ว
เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วย
พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้
พบพุทธานุภาพจึงออกบวช
เราเจริญธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ
หน้า 411
ข้อ 140
ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรม
เป็นที่สิ้นอาสวะ
ในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็น
พระอรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มี
ฝนมีกลิ่นหอมตกลงมา
ก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา
ครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอกจำปาและดอกอุบล
เสีย และเราไปในที่ใด ๆ ก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่น
เหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไปเช่นนั้น
เหมือนกัน
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้น
ได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือก
แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้า
ของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ
แล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำ
เสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์
๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบจูฬสุคันธเถราปทาน
หน้า 412
ข้อ 140
๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระจูฬสุคันธเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก
กปฺเป ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ดูก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ท่านได้บังเกิดใน
ตระกูลซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกรุงพาราณสี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟัง
ธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว นมัสการอยู่ทุกเมื่อ ถวายมหาทาน นำ
เอาของหอมโดยชาติ ๔ อย่าง๑ ฉาบไล้พระคันธกุฎีพระผู้มีพระภาคเจ้าเดือน
ละ ๗ ครั้ง. เขาได้ส่งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้กลิ่นหอมอย่างดียิ่ง จง
บังเกิดแก่สรีระของข้าพระองค์ในสถานที่ที่ได้เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ได้ตรัสพยากรณ์กะเขาแล้ว. เขาดำรงอยู่ในตลอดอายุ บำเพ็ญ
บุญไว้เป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก กระทำกลิ่นสรีระ
ให้หอมฟุ้งทั่วกามาวจรโลก จึงได้ปรากฏชื่อว่า สุคันธเทวบุตร. เทพบุตร
นั้น ได้เสวยสมบัติเทวโลกแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้
บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย. ด้วยกลิ่นแห่งสรีระของมารดาเขา เรือน
ทั้งสิ้นและพระนครทั้งสิ้น ได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน. ในขณะเขาเกิดแล้ว
สาวัตถีนครทั้งสิ้น ได้เป็นคล้ายกับผอบของหอม. ด้วยเหตุนั้น มารดาบิดา
จึงได้ตั้งชื่อเขาว่า สุคันธะ. เขาได้ถึงความเจริญวัยแล้ว. ในคราวนั้นพระ-
๑. กลิ่นหญ้าฝรั่น กลิ่นกฤษณา กลิ่นกำยาน กลิ่นบุปผชาติ กลิ่น ๔ อย่างนี้ เรียกว่า จตุชาติ
คันธะ หรือเรียกว่า จตุชาติสุคันธะ.
หน้า 413
ข้อ 140
ศาสดาได้เสด็จถึงสาวัตถี ได้ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร. นายสุคันธะนั้น
เห็นพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส บวชในสำนักของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ตั้งแต่วันที่
ท่านเกิดขึ้นจนถึงปรินิพพาน ในระหว่างนี้ กลิ่นหอมเท่านั้นฟุ้งตลบไปใน
ที่ทั้งหลายเช่นที่นอนและที่ยืนเป็นต้น. แม้พวกเทวดาก็ยังโปรดจุณทิพย์และ
ดอกไม้หอมทิพย์ลงถวาย.
ก็พระเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของ
ตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. คำนั้น
ทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว เพราะมีนัยดังที่ได้กล่าว
ไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่าย. ความต่างกันแห่งบุญและความ
ต่างกันแห่งชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเป็นความแปลกกันแล.
จบอรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน
จบอรรถกถาภัททิยวรรคที่ ๕๕
รวมอปทานที่มีในวรรคที่ คือ
๑. ลกุณกฏภัททิยเถราปทาน ๒. กังขาเรวตเถราปทาน ๓. สีวลี-
เถราปทาน ๔. วังคีสเถราปทาน ๕. นันทกเถราปทาน ๖. กาฬุทายี
เถราปทาน ๗. อภยเถราปทาน ๘. โลมสติยเถราปทาน ๙. วนวัจฉ-
เถราทาน ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.
จบภัททิยวรรคที่ ๕๕
หน้า 414
ข้อ 140
รวมวรรค
๑. กณิการวรรค ๒. ผลทายกวรรค ๓. ติณทายกวรรค ๔. กัจจา-
ยนวรรค ๕. ภัททิยวรรค
บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศ
อปทานรวมได้ ๕๕๐ อปทาน พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถา รวม ๖,๒๑๘
คาถา.
จบพุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานตั้งแต่เท่านี้
หน้า 415
ข้อ 140
ยสวรรคที่ ๕๖๑
ยสเถราปทานที่ ๑ (๕๕๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระยสเถระ
(๑๔๑) ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นพญานาค
ได้นำพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ พร้อม
ด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ดำลงสู่มหาสมุทร สู่ภาคพื้นที่
อยู่ของข้าพเจ้า อันสำเร็จด้วยการเนรมิตเป็นอย่าง
ดี มีสระโบกขรณี ที่เนรมิตเป็นอย่างดี มีเสียง
นกจากพรากร่ำร้องขับกล่อมอยู่.
ภพที่อยู่นั้น มุงบังด้วยดอกมณฑารพ
ด้วยดอกปทุมและดอกอุบล นที ก็ไหลผ่านไปใน
ที่นั้น ๆ มีท่าขึ้นลงเป็นที่รื่นรมย์ใจ.
คลาคล่ำไปด้วยหมู่ปลาและเต่า หมู่นก
นานาพันธุ์ ก็โบยบินอยู่เบื้องบน นกยูงและนก
กะเรียนก็ร่อนร้อง นกดุเหว่าก็ร่ำร้องซ้องสำเนียง
เสนาะ.
นกเขา นกคับแค นกจากพราก นก
เป็ดน้ำ นกกะทา นกสาลิกา นกกะปูด นก
ออกก็มีอยู่ในที่นั้น.
๑. วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา จึงนำมาเพิ่ม
ให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ
หน้า 416
ข้อ 140
หมู่หงส์ และนกกระเรียน ส่งเสียงร้อง
ดัง นกแสกสีน้ำตาลก็มีมาก ภพที่อยู่นั้น สมบูรณ์
ด้วยรัตนะทั้งประการ เช่นแก้วมณี แก้วมุกดา
และแล้วประพาฬ.
ต้นไม้เล่า ก็สำเร็จด้วยทองทั้งสิ้น ลำต้น
ต่างก็โอนเอนไปมา ส่องแสงแวววาวทั้งวันทั้งคืน
ภพที่อยู่มีทุกสิ่งตลอดกาล.
มีนักดนตรีหญิงหกหมื่น ขับกล่อมทั้ง
เย็นทั้งเช้า มีสตรีหนึ่งหมื่นหกพันนาง แวดล้อม
บำรุงเราตลอดการ.
ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจเป็นสุข ถวาย
บังคมพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ ผู้เป็น
นายกของโลกผู้มีพระยศใหญ่นั้น ในกาลที่พระ-
องค์เสด็จออกจากภพของข้าพเจ้า.
ครั้นข้าพเจ้าถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า
แล้ว ทูลนิมนต์พระองค์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
พระสุเมธพุทธเจ้าผู้จอมปราชญ์ ผู้เป็นนายกของ
โลก พระองค์นั้น ทรงรับนิมนต์แล้ว.
ครั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมถลาแก่ข้าพ-
เจ้า ข้าพเจ้าได้ส่งพระมหามุนีเสด็จกลับแล้ว
ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงกลับเข้าสู่ภพ
ของข้าพเจ้า.
หน้า 417
ข้อ 140
ข้าพเจ้า บอกกับบริวารชนทั้งหมดที่
กำลังประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่า ในเวลาเช้าวัน
รุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าจักเสด็จมายังภพของเรา.
พวกเราเหล่าใด ทั้งที่อยู่ในสำนักของ
พระองค์แม้พวกเราเหล่านั้น ไม่ใช่จะได้ลาภโดย
ง่ายนัก จึงพวกเราจักบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประ-
เสริฐ ผู้เป็นพระศาสดา.
เมื่อเรา จัดตั้งภัตตาหารและน้ำฉันเสร็จ
แล้ว จึงไปกราบทูลภัตกาล พระพุทธเจ้า ผู้เป็น
นายกของโลกพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ชำนาญ
ในฤทธิ์จำนวนหนึ่งแสนรูป จะเสด็จเข้ามาแล้ว.
ข้าพเจ้าได้ทำการต้อนรับพระองค์ ด้วย
การประโคมด้วยดนตรีเครื่องห้า พระองค์ ผู้เป็น
บุรุษสูงสุด ประทับนั่งบนตั่งอันสำเร็จด้วยทองคำ
ล้วน.
ได้มีการมุงบังในเบื้องบน ครั้งนั้น
อาสนะสำเร็จด้วยทองทั้งนั้น พัดวีชนี ก็พัด
โบกพระองค์ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า พร้อมด้วยพระ-
ภิกษุสงฆ์.
ได้อังคาส พระพุทธองค์ พร้อมด้วย
พระภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำอัน
เพียงพอ แล้วได้ถวายคู่ผ้าแด่พระองค์ และพระ-
ภิกษุสงฆ์องค์ละคู่.
หน้า 418
ข้อ 140
พระสุเมธพุทธเจ้า พระองค์นั้น ผู้ควร
รับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุ
สงฆ์แล้ว จะตรัสพระดำรัส จึงตรัสพระคาถา
เหล่านี้ ว่า
บุคคลใด อังคาสเราด้วยข้าวและน้ำ ให้
เราเหล่านี้ทั้งหมดอิ่มพอแล้ว เราจะสรรเสริญผู้นั้น
พวกท่านจงฟังเรากล่าวเถิด.
ตลอดกาล ๑,๘๐๐ กัป ผู้นั้น จักชื่นชม
ยินดีอยู่ในเทวโลก จักชื่นชมอยู่ในความเป็น
พระราชา ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วจักเป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิ.
เมื่ออุบัติในกำเนิดใด ก็อุบัติแต่ในกำเนิด
เทวดาและมนุษย์เท่านั้น เครื่องมุงบังอันสำเร็จ
ด้วยทองล้วน ก็จักกั้นอยู่เบื้องบนเขา.
ในกัปที่สามหมื่น พระมหาบุรุษ พระ-
นามว่า โคตมะ โดยพระโคตร จักทรงสมภพใน
พระราชวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช จักเป็น
พระศาสดาในโลก.
เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระองค์
จักเป็นพระโอรส โดยธรรมเนรมิต เพราะกำหนด
รู้อาสวะทั้งสิ้นแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพ-
พาน.
หน้า 419
ข้อ 140
เมื่อเขานั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์
เขาจักบรรลือสีหนาท มนุษย์ทั้งหลาย จักสร้าง
ฉัตรเบื้องบนจิตกาธารแล้วฌาปนกิจบนจิตการธาร
ภายใต้ฉัตร.
สามัญผลเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าโดยลำดับ
บรรดากิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาหมดสิ้นแล้ว
เมื่ออยู่ในเรือนยอด หรือโคนต้นไม้ ข้าพเจ้าก็
ไม่มีความหวาดกลัวเลย.
ในกัปที่สามหมื่น ข้าพเจ้า ได้ถวาย
ทานใดไว้ในกาลนั้น เพราะทานนั้นในกาลนี้
ข้าพเจ้ามิได้รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลของการ
ถวายทานทั้งสิ้น.
ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว
ภพทั้งหลาย ข้าพเจ้าถอนขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าตัด
เครื่องผูกพันขาดสิ้นแล้ว เสมือนช้างตัดเครื่อง
ผูกออกแล้วฉะนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล ข้าพเจ้า
ได้บรรลุวิชชาสามในสำนักของพระพุทธเจ้า ของ
เรา คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำ
เสร็จแล้ว.
หน้า 420
ข้อ 140
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖
ข้าพเจ้าได้กระทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของ
พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระยสเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้
แล.
จบยสเถราปทาน
ยศวรรคที่ ๕๖
๕๕๑.อรรถกถาสเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕๖ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระยสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มหาสนุทฺทํ โอคฺคยฺห
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ท่านได้เป็นนาคราชผู้มี
อานุภาพมาก ได้นำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปยังภพของตนแล้ว
ได้ถวายมหาทาน. ได้ถวายไตรจีวรที่มีค่ามากให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอง
ได้ถวายคู่แห่งผ้า และเครื่องสมณบริขารทั้งปวงอันมีค่ามากกะพระภิกษุรูปละ
คู่. ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาล
แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี นำเอา
หน้า 421
ข้อ 140
รัตนะ ๗ ประการบูชารอบต้นมหาโพธิ์. ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า กัสสปะ ได้บวชแล้วในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมณธรรม. ด้วยความ
ประพฤติอย่างนี้เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติอย่างเดียว ในกาลแห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นบุตรของเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก ในกรุง
พาราณสี ได้บังเกิดในท้องของธิดาเศรษฐี ชื่อนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวปายาส
ผสมน้ำมันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าถึงชื่อ เขาชื่อว่า ยสะ เป็นผู้ละเอียดอ่อน
อย่างยิ่ง ยสะนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ หลังหนึ่ง สำหรับอยู่ในฤดูหนาว
หลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูฝน. เขาอยู่ในปราสาท
ฤดูฝน ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน มีนักดนตรีสตรีล้วนบำเรออยู่. มิได้ลงมา
ยังพื้นปราสาทชั้นล่างเลย. เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูหนาวตลอด ๘ เดือน
ปิดบานประตูหน้าต่างอย่างสนิทดี อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล. เขาอยู่
บนปราสาทประจำฤดูร้อน อันสมบูรณ์ด้วยบานประตูและหน้าต่างมากมาย
อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล. กิจการงานที่เกี่ยวกับการนั่งเป็นต้น บน
ภาคพื้นไม่มี เพราะมือและเท้าของเขาละเอียดอ่อน. เขาลาดพื้นให้เต็มไปด้วย
ปุยนุ่นและปุยงิ้วเป็นต้นแล้ว จึงทำการงานบนหมอนที่รองพื้นนั้น . เมื่อความ
เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้ง ๕ กำลังบำเรอขับกล่อมอยู่ ยสกุลบุตรนอนหลับ
ก่อนเขา คล้ายเทวบุตรผู้อยู่ในเทวโลกอย่างนั้นแล แม้เมื่อพวกบริวารชน
นอนหลับ. และประทีปน้ำมันยังลุกโพลงอยู่ตลอดราตรี. ครั้นต่อมา ยสกุลบุตร
ตื่นก่อนเขาทั้งหมด ได้พบเห็นบริวารชนของตนนอนหลับใหล บางนางก็มี
พิณอยู่ที่รักแร้ บางนางก็มีตระโพนอยู่ที่ข้างลำคอ บางนางก็มีเปิงมางอยู่ที่
รักแร้ บางนางก็สยายผม บางพวกก็มีน้ำลายไหล บางพวกก็บ่นเพ้อละเมอ
บางพวกก็นอนแบมือคล้ายซากศพในป่าช้า ครั้นได้มองเห็นแล้ว โทษจึงได้
หน้า 422
ข้อ 140
ปรากฏชัดแก่ยสกุลบุตรนั้น จิตเบื่อหน่ายแล้วมีความดำรงมั่น. ลำดับนั้นแล
ยสกุลบุตร จึงได้เปล่งอุทานว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญ
ทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ.
ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงสวมรองเท้าทองคำ เข้าไปยังประตู
นิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า ใคร ๆ อย่าทำอันตรายแก่ยส-
กุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนบวช ดังนี้. ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงเข้า
ไปยังประตูพระนคร พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า ใคร ๆ อย่าทำ
อันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนไปบวชดังนี้. ลำดับนั้น ยส-
กุลบุตร จึงได้เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล.
ก็ในสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด
เสด็จจงกรมในเวลาจงกรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุล-
บุตรแต่ไกลเทียว ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงเสด็จลงจากที่จงกรม
ประทับนั่งบนบัญญัตตาอาสน์. ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร ได้เปล่งอุทานในที่
ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญ
ทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ ดังนี้.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะยสกุลบุตรนั้นว่า ยสะ
ที่นี่แลไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสะ เธอจงมานั่งเถิด เราจักแสดงธรรม
ให้เธอฟัง. ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร ดีใจร่าเริงว่า เราได้ยินว่าที่ไม่
วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้องดังนี้แล้ว ดีใจ ถอดรองเท้าทองคำออกแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้ว ก็นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแสดงอนุปุพพิกถา
คือ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษของกามทั้งหลาย ความต่ำช้าคือสังกิเลส
หน้า 423
ข้อ 140
แล้วทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ แก่ยสกุลบุตรผู้นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง
แล้วแล. ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงทราบถึงยสกุลบุตรนั้นว่า มี
จิตสมควร มีจิตอ่อนโยน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตร่าเริง มีจิตแจ่มใส
จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงเอง
อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค. จิตอันปราศจากธุลี จิตอัน
ปราศจากมลทิน คือธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นนั่นเองว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเหตุเป็นแดนเกิด สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา
เปรียบเหมือนผ้าอันบริสุทธิ์ สะอาดปราศจากจุดดำ พึงควรรับน้ำย้อมที่ดีได้
ทันที.
ลำดับนั้นแล มารดาของยสกุลบุตรนั้น ไปยังปราสาท มองไม่เห็น
ยสกุลบุตร จึงเข้าไปหาท่านเศรษฐีคหบดี พอเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะท่าน
เศรษฐีคฤหบดีนั่นว่า ท่านคฤหบดี ยสะ บุตรของท่านไม่เห็นปรากฏ. ลำดับ
นั้นแล ท่านเศรษฐีคหบดี จึงส่งพวกทูตม้าเร็วไปทั้ง ๔ ทิศแล้ว ตนเอง
ก็เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ท่านเศรษฐีคฤหบดี ได้พบแต่รองเท้า
ทองคำถอดไว้ ครั้นเห็นแล้ว จึงได้ติดตามเข้าไป. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีคฤหบดี ผู้มาแต่ที่ไกลทีเดียว ครั้น ได้ทอดพระ-
เนตรเห็นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึง
แสดงฤทธิ์ให้เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้มองไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่
แล้วในที่นี่ ดังนี้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้แสดงฤทธิ์อย่าง
พระดำริแล้ว. ลำดับนั้น เศรษฐีคฤหบดี จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี
พระภาคเจ้า ได้เห็นยสกุลบุตรบ้างไหม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่าน
หน้า 424
ข้อ 140
คฤหบดี เชิญนั่งก่อน ท่านนั่งแล้วในที่นี้ ก็จึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่
แล้วในที่นี้ ต่อมาเศรษฐีคฤหบดี คิดว่า นัยว่าเรานั่งแล้วในที่นี้เท่านั้น จัก
ได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้เป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงร่าเริงดีใจ ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้ว ณ ที่สมควรนั้นแลฯลฯ
ท่านเศรษฐีคฤหบดี เป็นผู้มีความเชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสดา โดยมิต้อง
อาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดี
ยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของ
ที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือจุดไฟให้สว่างไสวในที่มืด ด้วยคิดว่า
รูปทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่คนนัยน์ตาดี ดังนี้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็
ฉันนั้นเช่นกัน ทรงแสดงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายแล้วแล. ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมเจ้า และพระภิกษุ
สงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไป ข้าพระองค์ขอถึงสรณะจนตลอดชีวิต. ท่านเศรษฐีนั้น
ได้เป็นอุบาสก (ผู้กล่าวถึงสรณะ ๓) คนแรกในโลกแล.
ลำดับนั้นแล เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร
ยสกุลบุตรได้พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่คนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิต
หลุดพ้นจากอาสาวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร ยสกุล-
บุตรก็พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้น
หน้า 425
ข้อ 140
แล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ยสกุลบุตรไม่สมควรเวียนมา เพื่อ
ความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อน
ถ้ากระไรเราพึงระงับอิทธาภิสังขารนั้นเสีย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงระงับอิทธาภิสังขารนั้นเสีย
ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้เห็นแล้วซึ่งยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วแล ครั้นได้เห็นแล้ว
จึงได้กล่าวกะยสกุลบุตรนั้นว่า พ่อยสะเอ๋ย ! มารดาของเจ้า กำลังได้ประสบ
ความเศร้าโศกปริเทวนาการมาก เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาเถิด. ลำดับนั้นแล
ยสกุลบุตรได้แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ตรัสกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั้นว่า ท่านคฤหบดี ท่านจะสำคัญยสกุลบุตรนั้น
อย่างไรธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้ว ด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกข-
ทัสสนะเหมือนกับท่าน เมื่อยสกุลบุตรนั้น พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตน
เห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น
เขาเป็นผู้สมควรเพื่อจะเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ
เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อนอย่างนั้นหรือ. ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า มิใช่
อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรมที่ยสกุลบุตร
ได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้วด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะ เหมือนกับท่าน
แต่เมื่อยสกุลบุตรนั้น ได้พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่คน
ทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ท่านคฤหบดี
ยสกุลบุตรแล เป็นผู้ไม่สมควรเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภค
กามคุณ เหมือนกับคนครองเรือน ในกาลก่อนเลย. ท่านเศรษฐีคหฤบดี
ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเป็นลาภของยศกุลบุตรแล้วหนอ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ยสกุลบุตรได้ดีแล้วหนอ จิตของยสกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจาก
อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 426
ข้อ 140
จงทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหาร ในวันพรุ่งนี้ โดยมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะ
เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว. ลำดับนั้นแล
ท่านเศรษฐีคฤหบดี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกขึ้น
จากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ลำดับ
นั้นแล ยสกุลบุตร เมื่อเศรษฐีคฤหบดีหลีกไปไม่นาน ก็ได้กราบทูลกะพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา
อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จง
เป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสว่า ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหม-
จรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบท
ของท่านผู้มีอายุนั้น.
ก็ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประ-
กาศเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้ .
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทฺทํ มีความหมายว่า ชื่อว่า สมุทร
เพราะอันบุคคลพึงแสดงชี้ด้วยดี ด้วยแหวนตรา อีกความหมายหนึ่งชื่อว่า
สมุทร เพราะผุดขึ้น กระเพื่อม ชำระด้วยดี คือทำเสียงครั่นครื้น ย่อม
เคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น, สมุทรนั้นด้วย ใหญ่ด้วย ชื่อว่า มหาสมุทร ซึ่งมหา-
สมุทรนั้น . บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า จมลงแล้ว เข้าไปภายในคือเข้าไป
ภายในมหาสมุทรนั้น ก็คำว่า โอคฺคยฺห ความว่าไหลท่วมเข้าไปในภายในคือ
ไหลเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น . บทนั้นพึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ลงใน
อรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า ภวนํ เม สุมาปิตํ ความว่า ชื่อว่า ภวนะ เพราะ
เป็นที่มี ที่เกิด ที่อยู่อาศัย คือ เป็นที่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอิริยาบถ ๔ ในที่อยู่
นั้น วิมานนั้นเป็นของเรา ปราสาทนั้นคือนครที่เราสร้างไว้แล้วเป็นอย่างดี
หน้า 427
ข้อ 140
ด้วยเรือนยอดมีปราการ ๕ แห่ง หมายความว่า สร้างเป็นอย่างดีด้วยกำลังของ
ตน. บทว่า สุนิมฺมิตา โปกฺขรณี ความว่า ชื่อว่า โปกขรณี เพราะเป็นสระ
ใหญ่ดี ถึง ไป เป็นไป สร้างไว้แล้วโดยครู่เดียว อธิบายว่า เพราะสร้างให้
มีพร้อมด้วย ปลา เต่า ดอกไม้ ทราย ท่าลง และน้ำหวานเป็นต้น. บทว่า
จกฺกวากูปกูชิตา เชื่อมความว่า สระโปกขรณีนั้นมีนกจากพราก ไก่ป่า และ
หงส์ เป็นต้นร้องกึกก้องบันลือเสียง. เบื้องหน้าต่อแต่นี้ไป การพรรณนาถึง
แม่น้ำ ป่า สัตว์ปีกชนิดสองเท้าและสี่เท้า การได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สุเมธะ และการนิมนต์แล้ว ถวายทานตามลำดับแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ทุกประเด็นบัณฑิตพอจะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว.
ในบทว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ นี้ มีความหมายว่า เครื่องบูชาและ
สักการะในโลก เรียกว่า โลกาหุติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับเครื่อง
บูชาและสักการะของชาวโลก คือ กามโลก, รูปโลกอรูปโลก เพราะเหตุนั้น
จึงรวมเรียกว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ อธิบายว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
นามว่า สุเมธะ. เรื่องราวเกี่ยวกับการประทานพยากรณ์ และการบรรลุพระ-
อรหัตผลที่เหลือ บัณฑิตพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียว.
จบอรรถกถายสเถราปทาน
หน้า 428
ข้อ 140
นทีกัสสปเถราปทานที่ ๒ (๕๕๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระนทีกัสสปเถระ
(๑๔๒) ข้าพเจ้าปฏิเสธความเป็นผู้มียศ
สูงแล้ว บวชเป็นดาบส ถือเอาผลมะม่วงสุกอัน
มีรสเลิศ ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม
ว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คงที่
ผู้เป็นพระศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จจาริกไป เพื่อ
บิณฑบาต.
ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าได้อุปบัติเป็น
จอมเทวดา เป็นนราสพ ผู้เป็นใหญ่ในโลก ได้
ดำรงตำแหน่งอันมั่นคง ครั้นละโลกนั้นแล้ว ก็
เป็นผู้มีชัยในเบื้องหน้า.
ในแสนกัปแต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย
ผลไม้ใดไว้ ในครั้งนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น
ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการ
ถวายผลไม้อันมีรสเลิศ.
ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายชิ้นแล้ว
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
หน้า 429
ข้อ 140
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ-
เจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนทีกัสสปเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบนทีกัสสปเถราปทาน
๕๕๒. อรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระนทีกัสสปเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภวคโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จไป
บิณฑบาตแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้น้อมถวายผลมะม่วงผลหนึ่ง มีสีดุจมโนศิลา
ซึ่งบังเกิดผลครั้งแรก ของต้นมะม่วงที่ตนเองปลูกไว้. ด้วยบุญกรรมอันนั้น
เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิด
เป็นน้องชายของท่านอุรุเวลกัสสปะ. ในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นมคธะ ไม่
ปรารถนาอยู่เป็นฆราวาส เพราะมีอัธยาศัยเพื่อออกจากทุกข์ จึงบวชเป็น
พระดาบสได้พร้อมกับพวกพระดาบสจำนวน ๓๐๐ คน ช่วยกันสร้างอาศรม
หน้า 430
ข้อ 140
อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา. ได้มีสมัญญาว่า นทีกัสสปะ เพราะอาศัยอยู่ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำ และเพราะมีโคตรว่ากัสสปะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานอุป-
สมบท ด้วยความเป็นเอหิภิกขุแก่เขาพร้อมทั้งบริษัทด้วย. นทีกัสสปะนั้น
ดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยพระธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตรของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ณ คยาสีสประเทศ.
ในเรื่องนั้น มีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้ :- พระศาสดาทรงประทาน
อนุญาตให้ยสกุลบุตรได้บวชแล้ว ได้เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อทรมานชฎิล
๓ พี่น้อง ณ อุรุเวลาประเทศ. ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวล-
กัสสปะ นทีกัสสปะและคยากัสสปะ ย่อมอยู่อาศัยในอุรุเวลประเทศ บรรดา
ชฎิลทั้ง ๓ นั้น อุรุเวลกัสสปชฎิล เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็น
ประมุข เป็นปาโมกข์ ของพวกชฎิล ๕๐๐ คน, นทีกสัสปชฎิล เป็นผู้นำ
เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ ของพวกชฎิล ๓๐๐ คน,
คยากัสสปชฎิลก็เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์
ของพวกชฎิล ๒๐๐ คน. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปยังอาศรม
ของอุรุเวลกัสสปชฎิล ครั้นเข้าไปหาแล้ว ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า
กัสสปะ ถ้าท่านไม่มีความหนักใจแล้วไซร้ เราจะขอพักอาศัยอยู่ที่โรงไฟนี้
สักราตรีหนึ่งเถิด. อุรุเวลกัสสปะ กล่าวว่า มหาสมณะ เราไม่มีความหนักใจ
อะไรเลย แต่ว่า นาคราชดุร้าย มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงอาศัยอยู่ในโรงไฟ
นั้น เขาอย่าเบียดเบียนท่านเลย, แม้ถึงวาระที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้
ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นอีก ฯลฯ แม้ถึงวาระที่ ๓ ฯลฯ เขาอย่าเบียดเบียน
ท่านเลย พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร เขาก็ไม่เบียดเบียนเราดอก กัสสปะ
หน้า 431
ข้อ 140
ขอท่านจงอนุญาตโรงไฟให้เถิด. อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่ามหาสมณะ ตามใจ
ท่าน ท่านจงอยู่ตามสบายเถิด. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จ
เข้าไปยังโรงไฟ ทรงปูลาดสันถัดหญ้า ประทับนั่ง คู้บัลลังก์ ทรงตั้งพระกาย
ตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอย่างนั้นคง.
นาคราชนั้น ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว เดือดดาลใจ
จึงบังหวนควัน ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า ถ้า
อย่างไรเราพึงครอบงำเดชด้วยเดชให้จรดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน
กระดูกของนาคราชนี้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิ-
สังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว. ลำดับนั้นแลนาคราชนั้น ไม่สามารถ
จะอดทนความลบหลู่ได้โพลงไฟขึ้นแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ทรงเข้า
เตโชกสิณโพลงไฟขึ้นแล้ว.
โรงไฟมีกองไฟ ๒ กองลุกโพลง ดุจแสงพระอาทิตย์ ลุกโชติช่วง
โพลงไปทั่ว . ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น พากันแวดล้อมโรงไฟแล้ว
กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราเอ๋ย ! พระมหาสมณะผู้มีพระรูปพระโฉมอันแสนจะ
งดงาม กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่. ลำดับนั้นแล เมื่อราตรีนั้นผ่านไป
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชนั้น จนจรดถึง ผิว
หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกแล้วจับใส่ในบาตร แสดงให้
อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นประจักษ์แล้ว. ตรัสว่า กัสสปะ นาคราชของท่านนี้
ได้ถูกเราใช้เดชครอบงำเดชจนหมดฤทธิ์แล้ว. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสป-
ชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักหนา
จึงได้ใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชที่ดุร้ายมีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงนี้ได้
ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.
หน้า 432
ข้อ 140
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ใกล้แม่น้ำ
เนรัญชราได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลว่า กัสสปะ
ถ้าว่าความไม่หนักใจ มีอยู่แก่ท่านไซร้ วันนี้
เราจะขอพักอาศัยอยู่ ณ ที่โรงไฟ.
อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ ข้าพ-
เจ้าไม่มีความหนักใจแต่อย่างไรเลย ข้าพเจ้าผู้
ประสงค์ความผาสุก จึงห้ามท่านว่า นาคราชดุร้าย
มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายนี้อยู่ในที่นั้น นาคราชนั้น
อย่าเบียดเบียนท่านเลย.
พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร นาคราช
ก็ไม่พึงเบียดเบียนเราแน่ กัสสปะ ขอท่านจง
อนุญาตโรงไฟให้เราเถิด.
พระศาสดาทรงทราบว่า อุรุเวลกัสสปะ
นั้น อนุญาตให้แล้ว ไม่ทรงหวาดกลัว ก้าวล่วง
เสียได้ซึ่งภัย เสร็จเข้าไปแล้ว.
นาคราช พอได้เห็นพระฤาษีเจ้า (พระ-
พุทธเจ้า) เข้าไปจึงเดือดดาลใจ บังหวนควันแล้ว
พระศาสดา ทรงมีพระหทัยอันสม่ำเสมอ มีน้ำ
พระทัยเยี่ยมยอด แม้ (จะถูก) นาคราชในร่าง
มนุษย์ บังหวนควันในที่นั้นก็ตาม.
ส่วนนาคราชไม่สามารจะอดกลั้น ต่อ
ความลบหลู่ได้ ได้บังหวนควันโพลงไฟทั่วแล้ว.
พระศาสดาทรงเป็นผู้ฉลาดอย่างยอดเยี่ยมในเตโซ-
ธาตุกสิน ได้ทรงบังหวนควันจนโพลงไฟทั่วแล้ว
หน้า 433
ข้อ 140
โรงไฟมีเปลวไฟโพลงของทั้งสองฝ่าย ลุกโพลง
โชติช่วง ดุจแสงพระอาทิตย์. พวกชฎิลพากัน
พูดว่า ชาวเราเอ๋ย ! พระมหาสมณะ ผู้มีรูปงาม
ยิ่ง กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่.
พอราตรีนั้นผ่านไป เปลวไฟของนาคราช
นั้นก็ถูกเบียดเบียน. ส่วนพระศาสดาก็คงทรงมี
พระฤทธิ์อยู่ เปลวไฟจึงมีวรรณะมากมายที่พระกายของ
พระอังคีรส. พระศาสดา ทรงให้นาคาราชขดลง
ในบาตรแล้ว แสดงแก่พราหมณ์ว่า กัสสปเอ่ย
นี่อย่างไร นาคราชของท่านถูกเราใช้เดชทำลาย
เดชของนาคราชนั้นแล้วแล.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปฎิล เลื่อมใสยิ่งแล้วในอิทธิปาฏิหาริย์
นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระมหาสมณะ ขอพระองค์จงประทับอยู่ในที่นี้เท่านั้นเถิด ข้าพเจ้า จักถวาย
ภัตรเป็นประจำแก่พระองค์.
จบปาฏิหาริย์ครั้งแรก
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง
ซึ่งไม่ไกลจากอาศรมของอุรุเวลกัสสปชฎิลนัก. ลำดับนั้นแล ท้าวมหาราช
หน้า 434
ข้อ 140
ทั้ง ๔ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้น
ให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวาย
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอราตรีนั้นล่วงพ้นไป จึงเข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่
พระมหาสมณะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว ใครหนอแลมีรัศมีงดงาม
ยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้น
เข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว ได้ยืนอยู่ในทิศทั้ง ๔ เปรียบด้วย
กองไฟอันใหญ่ยิ่ง. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ท่านเหล่านั้นคือท้าวมหาราช
ทั้ง ๔ เข้ามาหาเราก็เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความ
คิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งท้าวมหาราชทั้ง
๔ เข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไร ก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วประทับ
อยู่ในราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง
ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงพ้น
ผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ประทับยืน ณ ที่สมควรด้านหนึ่งเปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ มีรัศมีมากกว่า
หน้า 435
ข้อ 140
และประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อ
ราตรีนั้นล่วงผ่านไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้
กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตร
สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครกันหนอแล เมื่อปฐมยามแห่ง
ราตรีผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นไห้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า
พระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ถวายบังคมพระองค์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้าง
หนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ยิ่งมีรัศมีมากกว่า และประณีตกว่ารัศมีสีแสง
ที่มีมาก่อน. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสักกะเทวานมินทะ เข้า
มาหาเราก็เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า
พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะ
ก็ยังเข้ามาเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไรก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว
ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สาม
ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านพ้นไป
ทรงมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ครั้น เข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ
ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่า และประณีต
กว่าแสงสีที่มีมาก่อน. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้น
ไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้กราบทูลกะ
หน้า 436
ข้อ 140
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จ
เรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครหนอแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรี
ผ่านไปแล้ว ทรงมีพระรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้า
ไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระองค์แล้วได้ยืน ณ ที่สมควร
ข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่า
แสงสีที่มีมาก่อน พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสหัมบดีพรหม เข้า
มาหาเรา เพื่อฟังธรรม. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า
พระมหาสมณะ ทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสหัมบดีพรหม
ยังเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมเลย ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนเรา
แน่นอน. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิล
แล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สี่
ก็โดยสมัยนั้นแล มหายัญ ได้ตั้งขึ้นเฉพาะแล้วเพื่ออุรุเวลกัสสปชฎิล
และชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น ตั้งใจถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมาก
มุ่งหน้าไป. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้มีความคิดว่า บัดนี้มหายัญ
ตั้งขึ้นแล้วเพื่อเรา ชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น จักถือเอาขาทนียะ
โภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่า พระมหาสมณะ จักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์
ในหมู่มหาชน ลาภและสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภและสักการะ
ของเราจักเสื่อมไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะจะไม่พึงมาในวันพรุ่งนี้. ลำดับ
นั้นแล พระมีผู้พระภาคเจ้า ได้ทรงทราบถึงความปริวิตกทางใจ ของอุรุเวล-
หน้า 437
ข้อ 140
กัสสปชฎิลด้วยใจแล้ว เสด็จไปยังอุตตรกุรุ ทรงนำเอาบิณฑบาตมาจากที่
นั้นแล้ว เสวยใกล้สระอโนดาตแล้ว ได้ทรงกระทำการพักผ่อนเวลากลางวัน
ในที่นั้นนั่นแหสะ. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลครั้นราตรีนั้นล่วงผ่าน
ไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงได้กราบทูล
กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรหนอ เมื่อวานนี้พระองค์
จึงไม่เสด็จมา อนึ่งพวกเรานึกถึงพระองค์ เพราะเหตุไรหนอ พระมหาสมณะ
จึงไม่เสด็จมา พวกเราได้แบ่งขาทนียะและโภชนียะวางไว้สำหรับพระองค์แล้ว.
พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอได้มีความคิดอย่างนี้มิใช่หรือว่า บัดนี้แล มหายัญ
เกิดขึ้นเฉพาะเพื่อเรา และชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น จักถือเอาขาทนียะ
โภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่าพระมหาสมณะจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์
ในหมู่มหาชนไซร้ ลาภและสักการะของพระมหาสมณะก็จักเจริญยิ่งขึ้น ส่วน
ลาภและสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้นไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะ จะไม่
พึงมาในวันพรุ่งนี้ ดังนั้น ดูก่อนกัสสป เรานั้นแล ได้ทราบความปริวิตก
ทางใจของท่านด้วยใจ จึงไปยังอุตตรกุรุ นำเอาบิณฑบาตมาจากที่นั้นแล้ว
ฉันใกล้สระอโนดาต ได้ทำการพักผ่อนกลางวันในที่นั้นนั่นเอง. ลำดับนั้นแล
อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพ
มาก จึงจักทราบชัดถึงจิตใจได้ด้วยใจ ชื่อเห็นปานนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็น
พระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตร
ของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่ห้า
หน้า 438
ข้อ 140
ก็โดยสมัยนั้นแล ผ้าบังสุกุลเกิดขึ้นแล้ว แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่าเราจะพึงชักผ้าบังสุกุล
ในที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทรงทราบถึง
ความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงใช้มือขุด
สระโบกขรณีเสร็จแล้ว ก็กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงซักผ้าบังสุกุลในที่สระโบกขรณีนี้เถิด.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงขยำผ้าบังสุกุล
ณ ที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทรงทราบความ
ปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงทรงยกแผ่นศิลาใหญ่
มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง
ขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ทรงมีพระดำริว่า เราจะพึงห้อยตากผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล
เทพยดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่นี้ไม้รกฟ้า ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงตากผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งไม้นี้. ครั้ง
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุลใน
ที่ไหนหนอแล. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทรงทราบความ
ปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงได้ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่
มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
เปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี้เถิด. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลพอเมื่อราตรี
นั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึง
หน้า 439
ข้อ 140
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงกาลเวลา
แล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรในกาล
ก่อนโบกขรณีนี้ไม่มีในที่นี้ เย็นนี้จึงมีสระโบกขรณีในที่นี้ได้ ก้อนศิลา
นี้ในกาลก่อนไม่มีวางไว้ ใครยกเอาก้อนศิลานี้มาวางไว้ กิ่งแห่งต้นรกฟ้า
นี้ในกาลก็มิได้น้อมลง เย็นนี้ก็มีกิ่งไม้น้อมลงแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนกัสสป ผ้าบังสุกุลได้เกิดขึ้นแก่เราในที่นี้ ดูก่อนกัสสป เราได้มีความ
ดำรินี้ว่า เราจะพึงซักผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล กัสสป ลำดับนั้นแล ท้าว
สักกะเทวานมินทะ ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงใช้
ฝ่ามือขุดสระโบกขรณีแล้ว ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจงซักผ้าบังสุกุลในที่นี้เถิด. ดูก่อนกัสัสป เย็นนี้ เท1า
ซึ่งมิใช่มนุษย์ใช้ฝ่ามือขุดเป็นสระโบกขรณี ดูก่อนกัสสป เราได้มีความ
ดำริว่า เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล
ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงได้
เอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้ กราบทูล ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี
พระภาคเจ้า จงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด ดูก่อนกัสสป เย็นวานนี้
เทวดามิใช่มนุษย์จึงได้วางแผ่นศิลาไว้แล้ว ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่า
เราจะพึงตากผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล เทพยดา
ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นรกฟ้า ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจแล้ว
จึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจงห้อยตาก ณ ที่กิ่งไม้นี้เถิด ก็ต้นรกฟ้านั้นสูงแค่มือเอื้อมถึง. ดู
ก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่าเราจะพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอแล.
หน้า 440
ข้อ 140
ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทราบถึงความปริวิตก
แห่งใจของเราด้วยใจ ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี่เถิด
ดูก่อนกัสสป แผ่นศิลานี้เทวดามิใช่มนุษย์ยกมาวางไว้ ลำดับนั้นแล ท่าน
อุรุเวลกัสสปได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก
ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะก็ยังมาทำการช่วยเหลือถึงที่ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็น
พระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของ
อุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นนั่นแล.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นพอเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงกราบทูลภัตกาลแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณเจ้า บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว ภัตร
เสร็จเรียบร้อยแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอไปก่อนเถอะแล้ว
เราจะตามไป ดังนี้แล้ว เสด็จส่งท่านอุรุเวลกัสสปชฎิล. ชมพูทวีป ย่อม
ปรากฏมีต้นหว้า จึงทรงถือเอาผลจากต้นหว้านั้นแล้ว รีบเสด็จมาประทับ
นั่ง ณ ที่โรงไฟก่อนกว่า. อุรุเวลกัสสปชฎิลพอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟจึงกราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ
พระองค์เสด็จมาโดยหนทางไหน พระเจ้าข้า ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่า
พระองค์ แต่ทำไม พระองค์จึงมาถึงก่อนกว่าข้าพระองค์ แล้วยังประทับนั่ง
ณ ที่โรงไฟ (อย่างสำราญเสียอีก). พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่ง
เธอ ณ ที่นั่นแล้ว ชมพูทวีปเกิดมีต้นหว้าใหญ่ เราจึงเก็บผลหว้าจากต้นหว้า
นั้นแล้ว มานั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ผลหว้านี้แล สมบูรณ์ด้วยสี
หน้า 441
ข้อ 140
สมบูรณ์ด้วยกลิ่น สมบูรณ์ด้วยรสชาติ ถ้าเธอประสงค์ ก็จงบริโภคเถิด.
อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้น
สมควรแก่ผลไม้นั้น พระองค์เท่านั้น จงบริโภคผลไม้นั้นเถิด. ลำดับนั้นแล
อุรุเวสกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพ
มากแล ทรงส่งเราให้ไปก่อนกว่าแล้ว ชมพูทวีปก็ปรากฏมีต้นหว้าขึ้น เก็บ
ผลไม้จากต้นหว้านั้น มาถึงประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเรา ถึงอย่างไรก็
คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวย
ภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นแล.
ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อพอว่าราตรีนั้นล่วงไปแล้วจึง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงได้กราบทูลภัตกาลให้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว
ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอจงไปก่อน
เราจะตามไปแล้วทรงส่งอุรุเวลกัสสปชฏิลไป ชมพูทวีปปรากฏมีต้นหว้าขึ้น
ต้นมะม่วงมีไม่ไกลต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ ต้นมะขามป้อมมีไม่ไกลต้นหว้านั้น
นัก ฯลฯ ต้นสมอไทยมีไม่ไกลต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ จึงไปยังดาวดึงส์ ถือเอา
ดอกปาริฉัตตกะมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า. อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้เห็น
แล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ โรงไฟ ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้
กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พระองค์เสด็จมาโดย
หนทางไหน ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่าพระองค์ พระองค์นั้นกลับมาประทับ
นั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าข้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่ง
เธอในที่นั้นแล้ว ก็ไปยังดาวดึงส์ ถือเอาดอกปาริฉัตตกะ มานั่ง ณ โรงไฟ
หน้า 442
ข้อ 140
ก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ดอกปาริฉัตตกะนี้แล สมบูรณ์ด้วยสี สมบูรณ์ด้วย
กลิ่น ถ้าเธอประสงค์ ก็จงถือเอาเถิด. อุรุเวลกัสสป กราบทูลว่า ข้าแต่
พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้น สมควรแก่ดอกไม้นั้น พระองค์
เท่านั้น จงถือเอาดอกไม้นั้นเถิด. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความ
คิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากมายนักแล ทรงส่งเราไป
ล่วงหน้าก่อนแล้ว พระองค์เสด็จไปยังดาวดึงส์ เลือกเก็บดอกปาริฉัตตกะแล้ว
มาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเราอีก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์
เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น มีความประสงค์เพื่อจะทำการ
บูชาไฟ แต่ไม่อาจเพื่อจะฝ้าฟืนได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้มี
ความคิดว่า ต้องเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่ อย่างมิต้องสงสัย
พวกเราจึงไม่อาจจะฝ่าฟืนได้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัส
กะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกของเธอจงฝ่าฟืนเถิด. อุรุเวล-
กัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พวกชฎิลจะฝ่าฟืน. พวกชฎิลได้ฝ่าฟืน
๕๐๐ ท่อนครั้งเดียวเท่านั้น . ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า
พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ทรงบันดาลให้
พวกเราฝ่าฟืนทั้งหลายได้ ถึงอย่างไรก็คงจะไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนเรา
แน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น มีความประสงค์จะบูชาไฟแต่
ไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น ได้มีความคิดว่า คง
จะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะแน่นอน อย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึง
หน้า 443
ข้อ 140
ไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสกะ
อุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป ไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. อุรุเวลกัสสป
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ขอไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. พวกชฎิลได้ให้
กองไฟ ๕๐๐ กองลุกโพลงขึ้นแล้วคราวเดียวเท่านั้น . ลำดับนั้นแล อุรุเวล-
กัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะ ทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุ-
ภาพมากนักแล ทรงสามารถบันดาลแม้กระทั่งไฟให้ลุกโพลงขึ้นได้ ถึงอย่าง
ไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นบูชาไฟแล้ว แต่ไม่สามารถเพื่อ
จะทำการดับไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นได้มีความคิดนี้ว่า คง
เป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะอย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่สามารถ
เพื่อจะทำการดับไฟได้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสกะ
อุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. อุรุเวลกัสสป
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. พวกชฎิลพากันดับ
ไฟ ๕๐๐ กองคราวเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความ
คิดนี้ว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งบันดาล
ให้เราดับไฟได้. ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล ในราตรีที่เย็นหนาว ในสมัยที่มีหิมะตกในวันที่
หนาวที่สุด ๘ วันในฤดูหิมะตก พวกชฎิลเหล่านั้น ต่างก็พากันอาบน้ำโผล่ขึ้น
บ้าง ดำลงบ้างในแม่น้ำเนรัญชรา กระทำการโผล่ขึ้นและดำลงบ้าง. ลำดับ
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้นประมาณ
หน้า 444
ข้อ 140
๕๐๐ ที่ซึ่งพวกชฎิลเหล่านั้นต่างก็พากันผิงไฟ. ลำดับนั้นแล พวกชฎิล
เหล่านั้นจึงคิดว่า คงจะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่มิต้องสงสัย
จึงเกิดมีการเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้
มีความคิดขึ้นว่า พระมหาสมณะ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักแล ทรงเนรมิต
เชิงกรานก่อไฟขึ้นมาก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
ก็โดยสมัยนั้นแล มหาเมฆก้อนใหญ่ตกลงมา มิใช่ตามฤดูกาล ได้
มีน้ำท่วมมาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในประเทศถิ่นที่ใด ประเทศ
ถิ่นที่นั้น ก็ไม่มีน้ำท่วม. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริ
ว่า ไฉนหนอเราจะพึงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงในรูปในทิศโดยรอบได้. ลำดับ
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดย
รอบ เสด็จจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็นธุลีฟุ้งขึ้น. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสป
ชฎิลคิดว่า พระมหาสมณะ อย่าได้ถูกน้ำท่วมทับพัดพาไปเลย จึงได้ไปยัง
ถิ่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พร้อมกับพวกชฎิลมากมาย โดยมีเรือเป็น
พาหนะ. อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วแล ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์
ผู้ทรงเนรมิตน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นโดยรอบ ทรงจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็น
ฝุ่นฟุ้งขึ้น. ครั้นได้เห็นแล้ว จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระมหาสมณะ นี่พระองค์หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสป
นี้เราเอง แล้วเสด็จเหาะขึ้นสู่เวหาส ได้เสด็จขึ้นไปพร้อมกับเรือ ลำดับ
นั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก
ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งแม้กระทั่งน้ำก็ยังไม่พัดพาไปได้ ถึงอย่างไร
ก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่.
หน้า 445
ข้อ 140
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงมีพระดำริว่า เป็นเวลา
นานหนอ จึงจักมีโมฆบุรุษเช่นนี้ โดยที่คิดว่าพระมหาสมณะ. ทรงมีฤทธิ์
มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์ เช่น
กับเราแน่ดังนี้ ถ้ากระไร เราพึงทำชฎิลนี้ให้เกิดความสังเวช. ลำดับนั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป เธอ
ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ทั้งยังไม่ได้เข้าถึงแม้อรหัตมรรคด้วย เธอจัก
เป็นพระอรหันต์ หรือว่า จักเข้าถึงอรหัตมรรค ด้วยปฏิปทาใด ปฏิปทาแม้
นั้นของเธอยังไม่มีเลย. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ได้ซบศีรษะ
ลงที่พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลกับพระผู้
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้การ
บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนกัสสป เธอแล เป็นนายกผู้คอยแนะนำ เป็นผู้เลิศเป็นประมุข เป็น
ประธานของพวกชฎิล ๕๐๐ คน เธอจงบอกลาพวกชฎิลเหล่านั้นเสียก่อน พวก
ชฎิลเหล่านั้นจักได้ทำตามที่เธอสำคัญเข้าใจได้. ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล
จึงเข้าไปหาพวกชฎิลเหล่านั้น ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกะชฎิลเหล่านั้นว่า
ชาวเราเอ่ย เราต้องการจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ขอพวก
ท่านจงทำตามที่ท่านผู้เจริญเข้าใจเถิด. พวกชฎิลกล่าวว่า ชาวเราเอ่ย ตั้งแต่
กาลนานมาแล้ว พวกเราได้มีความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งในพระมหาสมณะ ถ้า
ท่านผู้เจริญจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะไซร้ แม้พวกเราทั้งหมด
ก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะนั้นด้วยเหมือนกัน. ลำดับนั้นแล
ชฎิลเหล่านั้นจึงปล่อยให้สิ่งที่เจือปนด้วยเส้นผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ
หน้า 446
ข้อ 140
ลอยไปในน้ำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงซบ
ศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท
ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอ จงเป็น
ภิกษุมาเถิด แล้วตรัสต่อไปอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจง
ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแลได้
เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น.
นทีกัสสปชฎิล ได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชา
ไฟ ลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้ว จึงมีความคิดว่า คงจะมีอันตรายแก่
พระพี่ชายของเราแน่ จึงส่งชฎิลไปสืบว่า ท่านจงไปให้รู้เรื่องพี่ชายของเราให้
ได้ดังนี้ และตนเองพร้อมกับชฎิล ๓๐๐ คน ได้ไปหาท่านอุรุเวลกัสสป
ครั้นเข้าไปหาแล้ว จึงกล่าวกะท่านอุรุเวลกัสสปนั้นว่า พี่กัสสป การบวชนี้
เป็นสิ่งประเสริฐดีหรือ. ท่านอุรุเวลกัสสปตอบว่า ใช่ การบวชแบบนี้ เป็น
สิ่งประเสริฐแน่. ลำดับนั้นแลพวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้เอามวยผม ชฎา สาแหรก
เครื่องบูชาไฟ ลอยน้ำไปแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้า
แล้ว จึงซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงได้
กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่าธรรมอันเรากล่าว
ไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด.
พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น .
หน้า 447
ข้อ 140
คยากัสสปชฎิล ได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชา
ไฟ อันลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้ว จึงได้มีความคิดว่า อันตรายจะมีแก่
พี่ชายทั้งสองของเราแน่นอน แล้วได้ส่งชฎิลไปสืบให้รู้ว่า พวกท่านจงไป
จงรู้เรื่องราวแห่งพี่ชายของเราดังนี้ และตนเองพร้อมด้วยพวกชฎิล ๒๐๐คน
จึงพากันเข้าไปหาท่านอุรุเวลกัสสป ครั้นเข้าไปหาแล้ว จึงได้กล่าวกะท่าน
อุรุเวลกัสสปนั้นว่า ข้าแต่พี่กัสสป การทำอย่างนี้ประเสริฐแล้วหรือ. ท่าน
อุรุเวลกัสสป ตอบว่า ใช่แล้ว การทำอย่างนี้เป็นสิ่งประเสริฐแน่. ลำดับ
นั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้น จึงได้พากันลอยมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่อง
บูชาไฟ ในน้ำแล้ว พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว
จึงได้ซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบ
ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่า ธรรมอันเรา
กล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ
เถิด. พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น .
ด้วยการอธิษฐานของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ วิธี จึงมีโดยนัยนี้คือ พวกชฎิล
ฝ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ออก พอฝ่าฟืนออกแล้ว ก็
ก่อไฟไม่ติด พอก่อไฟติดแล้ว จะดับไฟก็ดับ
ไม่ได้ ครั้นพอดับไฟได้แล้ว ก็ทรงนิรมิต
เชิงกราน ๕๐๐ ที่ให้.
หน้า 448
ข้อ 140
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประ
ทับอยู่ในอุรุเวลาตามความพอพระทัย ทรงพร้อม
กับภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ร่วมกับปุราณชฎิล
ทั้งหมด ๑,๐๐๐ คน เสร็จหลีกจาริกไปยังคยาสีสะ
ประเทศ ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศ ได้
แม่น้ำคยาพร้อมกับภิกษุจำนวน ๑,๐๐๐
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่ง
ทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า
ชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุ
เป็นของร้อน รูปทั้งหลายก็เป็นของร้อน วิญญาณ
อาศัยจักษุก็เป็นของร้อน.
จักษุสัมผัสก็เป็นของร้อน ความเสวย
อารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้
อันใด เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข
ก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร
ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ
ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และเพราะ
ความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความคร่ำ-
หน้า 449
ข้อ 140
ครวญเพราะความทุกข์ เพราะความโทมนัส
เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของ
ร้อน.
โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายก็เป็น
ของร้อน ฯลฯ ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลาย
ก็เป็นของร้อน ฯลฯ ลิ้นเป็นของร้อน รสก็เป็น
ของร้อน ฯลฯ กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะก็
เป็นของร้อน ฯลฯ ใจเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลาย
ก็เป็นของร้อน
มโนวิญญาณก็เป็นของร้อน มโนสัมผัส
ก็เป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้น
เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใดเป็นสุขก็ดี
เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่สุขก็ดี แม้อันนั้น
ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟ
คือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ
ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และ
ความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความ
คร่ำครวญ เพราะความทุกข์ เพราะความโทมนัส
เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของ
ร้อนแล.
หน้า 450
ข้อ 140
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เห็น
ได้ฟังแล้วอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในจักษุ ย่อม
เบื่อหน่ายในรูป ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณที่
อาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายในสัมผัสอาศัยจักษุ
ความเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสแม้
อันใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่
สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่ายในความเสวยอารารมณ์ นั้น
ย่อมเบื่อหน่ายในโสต ย่อมเบื่อหน่ายในเสียง ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่น ฯลฯ
ย่อมเบื่อหน่ายในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายในรส
ทั้งหลาย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะ ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในใจ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อม
เบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้
ในมโนสัมผัส ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ
มโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขก็ดี เป็น
ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่าย
แม้ในความเสวยอารมณ์นั้น เมื่อเบื่อหน่าย ย่อม
คลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด
จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า
หน้า 451
ข้อ 140
หลุดพ้นแล้ว พระอริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่า
ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่
ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีก เพื่อความเป็น
อย่างนี้ มิได้มีอีกต่อไป ดังนี้.
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของภิกษุ
๑,๐๐๐ รูปนั้น ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นแล.
เพราะได้ฟังอาทิตตปริยายเทศนาอย่างนี้ พระนทีกัสสปเถระจึงได้
บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้ . บรรดาบทเหล่านั้น บท อคฺคผลํ คือผลอัน
สูงสุด หรือ ผลที่ตนเก็บเอาในครั้งแรกแห่งต้นมะม่วงที่ตนเองได้ปลูกไว้. คำ
ที่เหลือ มีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน
คยากัสสปเถราปทานที่ ๓ (๕๕๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระคยากัสสปเถระ
(๑๔๓) ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเป็นดาบส ครอง
หนังเสือเหลือง ประกอบด้วยเครื่องหาบ หาบ
เครื่องหาบไปเที่ยวหาผลไม้ ได้นำเอาผลพุทรา
มายังอาศรม.
หน้า 452
ข้อ 140
ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระชิน-
เจ้า เพียงพระองค์เดียว ทรงแผ่พระรัศมีตลอด
กาลทั้งสิ้น เสด็จมายังอาศรมของข้าพเจ้า.
ข้าพเจ้ายังจิตตนเองให้เลื่อมใสแล้ว ถวาย
บังคมพระองค์ ผู้มีวัตรอันงาม ประคองอัญชลี
ประนมด้วยหัตถ์ทั้งสองแล้ว ถวายผลพุทราแด่
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย
ผลไม่ได้ไว้ ในคราวนั้น แต่นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลพุทรา.
ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว
ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระคยากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบคยากัสสปเถราปทาน
หน้า 453
ข้อ 140
๕๕๓. อรรถกถาคยากัสสปเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระคยากัสสปเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อชินมฺม-
วตฺโถหํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ไป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สิขี ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้วเพราะความที่ตนเองมี
อัธยาศัยที่จะออกจากทุกข์ จึงละเพศฆราวาสออกบวชเป็นพระดาบส สร้างอา-
ศรมอยู่ในป่า มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหาร. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์เดียวไม่มีผู้ติดตามเป็นที่สอง ได้เสด็จไปใกล้อาศรมของพระดาบส
นั้นแล้ว. ดาบสนั้น พอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มีใจเลื่อมใส เข้าไป
ใกล้แล้ว ถวายบังคมยืนอยู่ ณ ที่อันสมควรด้านหนึ่ง คอยดูเวลาอยู่จึงน้อม
เอาผลพุทธราอันเป็นที่น่าจับใจเข้าไปถวายแด่พระศาสดา. ด้วยบุญกรรมอัน
นั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้
ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว เพราะความที่คนมีอัธยาศัยที่จะออก
จากทุกข์ จึงละเพศฆราวาส บวชเป็นพระดาบสอยู่ร่วมกับพระดาบส ๒๐๐ องค์
ณ ใกล้แม่น้ำคยา. เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำคยา และเพราะมีโคตรว่ากัสสป
จึงได้มีสมัญญาว่าคยากัสสป. ท่านได้ฟังโอวาทคืออาทิตตปริยายเทศนา โดย
หน้า 454
ข้อ 140
นัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้พร้อมกับบริษัท ดัง
ที่ได้กล่าวไว้แล้วในอปทานของพระนทีกัสสป จึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต-
ผล
ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดมีความโสมนัสใจเมื่อจะประ-
กาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
อชินจมฺมวตฺโถหํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชินจมฺมวตฺโถ
ความว่า เพราะบวชเป็นดาบส จึงนุ่งห่มด้วยหนังเสือ. บทว่า ขาริภารธโร
ความว่า ในเวลาเป็นดาบส ต้องบรรจุหาบบริขารสำหรับดาบสหาบไป. คือ
เอาบริขารของดาบสบรรจุลงจนเต็มหาบ. บทว่า โกลํ อหาสิ อสฺสมํ
ความว่า เอาผลพุทราวางจนเต็มเกลื่อนอาศรมแล้วก็นั่งในอาศรม. บทว่า
อโคปยึ ความว่า เราได้แสวงหาผลพุทราแล้วเก็บรักษาไว้ในอาศรม. คำที่
เหลือทั้งหมด มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคยากัสสปเถราปทาน
กิมิลเถราปทานที่ ๔ (๕๕๔)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิมิลเถระ
(๑๔๔) เมื่อพระพุทธเจ้า พระนามว่า
กกุสันธะ ปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้า ได้เก็บเอา
ดอกเข็มมาทำเป็นมณฑปบรรจุพระธาตุ ของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีวสี.
หน้า 455
ข้อ 140
ครั้นจุติแล้ว ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้วิมาน
สูงใหญ่เป็นพิเศษรุ่งโรจน์ล่วงวิมานของเทวดา
เหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งกรรมอันเป็นบุญ.
จะเป็นกลางวัน หรือกลางคืนก็ดี ข้าพ-
เจ้า จะเดินอยู่ หรือยืนอยู่ก็ดี ดอกเข็มจะต้อง
มาครอบคลุมอยู่เบื้องบน นี้เป็นผลแห่งกรรมอัน
เป็นบุญ.
ในกัปนี้นี่แหละ ข้าพเจ้าได้บูชาอย่างยิ่ง
ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธ-
เจ้า.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระกิมิลเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นไว้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จนกิมิลเถราปทาน
หน้า 456
ข้อ 140
๕๕๔. อรรถกถากิมิลเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระกิมิลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต กกุสนฺธมฺหิ
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ท่านได้บังเกิด
ในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้ช่วย
กันเอาดอกเข็มมาทำเป็นมณฑปอุทิศถวายพระธาตุของพระองค์ ได้ทำการบูชา
แล้ว. ด้วยบุญกรรมอันนั้น ท่านได้บังเกิดในภพดาวดึงส์ ได้ท่องเที่ยวไป
ในเทวโลกและมนุษยโลกกลับไปกลับมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดใน
สักยราชตระกูลในกบิลพัสดุ์นคร เขาได้มีชื่อว่า กิมิละ. พอเขาเจริญวัยแล้ว
อยู่อย่างประมาทด้วยโภคสมบัติ. พระศาสดาประทับอยู่นอนุปิยนิคม ทรง
ทราบว่าญาณของเขาแก่กล้าแล้ว เพื่อจะให้เขาเกิดความสังเวช จึงทรงเนรมิต
รูปหญิงที่งามน่ารื่นรมย์ใจ อยู่ในวัยรุ่น ทรงแสดงให้ปรากฏข้างหน้าตาม
ลำดับอีก ปรากฏเป็นไปตามความวิบัติด้วยความชราและโรคภัยไข้เจ็บ. ได้ทรง
กระทำอย่างนั้นแล้ว. กิมิลกุมารได้เห็นรูปนั้น แล้วได้เกิดความสังเวชเป็นยิ่งนัก
เมื่อจะประกาศความสังเวชของตน ทำให้ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
รับคำสั่งสอนแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัต.
หน้า 457
ข้อ 140
ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึง
เรื่องราวที่ตนเองเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
นิพฺพุเต กกุสนฺธมฺหิ ดังนี้. บทว่า พฺราหฺมณมฺหิ วุสีมติ ความว่า เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุวสี ด้วยวสี ๕ อย่าง อธิบายว่า เมื่อพราหมณ์
คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เพราะประดับและเจริญยิ่งด้วยหมู่
แห่งคุณทั้งปวงของพราหมณ์ ปรินิพพานแล้ว คำที่เหลือทั้งหมด มีเนื้อ
ความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากิมิลเถราปทาน
วิชชีปุตตเถราปทานที่ ๕(๕๕๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระวัชชีปุตตเถระ
(๑๔๕) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มี
พระรัศมีเป็นพัน เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ผู้อันใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ ทรงออกจากนิโรธ
แล้ว จะเสด็จไปสู่ที่โคจร.
ข้าพเจ้า มีผลไม้อยู่ในมือ เห็นพระ-
ศาสดาเสด็จเข้ามา มีจิตเลื่อมใส มีใจแช่มชื่น
จึงถวายผลไม้หมดทั้งพวง.
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย
ผลไม้ใด ในครั้งนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
หน้า 458
ข้อ 140
ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระวัชชีปุตตเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบวัชชีปุตตเถราปทาน
๕๕๕. อรรถกถาวัชชีปุตตเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระวัชชีปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สหสฺสรํสี ภควา
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งกำลังเที่ยว
ภิกขาจารอยู่ มีใจเลื่อมใสได้ถวายผลกล้วย ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ท่อง-
หน้า 459
ข้อ 140
เที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลิจฉวี
ราชกุมารในเมืองเวสาลี. เพราะท่านเป็นโอรสของเจ้าวัชชี จึงได้รับสมัญญา
ว่า วัชชีบุตร. ท่านเป็นหนุ่ม ในเวลาที่ศึกษาศิลปะเกี่ยวกับช้างเป็นต้น
เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุ จึงเป็นผู้มีอัธยาศัยใคร่จะออกจากทุกข์เที่ยวไป ได้
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาบวชในสำนักของพระ-
ศาสดา บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้อภิญญา ๖. ก็
ท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้วไม่นาน
นัก จึงทำหมายกำหนดการเพื่อสังคายนาพระธรรม เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย
ประชุมกันในที่นั้น ๆ วันหนึ่ง ได้เห็นท่านพระอานนท์ซึ่งเป็นพระเสขบุคคล
มีบริษัทใหญ่แวดล้อมกำลังแสดงธรรมอยู่. เมื่อจะทำความอุตสาหะให้เกิดขึ้น
เพื่อบรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปกว่าท่านพระอานนท์นั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า:-
โคตมะเอ่ย ! ท่านจงเข้าไปยังโคนต้นไม้
ในป่า จงตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย จงเจริญ
ภาวนาและอย่าประมาท พูดซุบซิบนินทาคนอื่น
จักทำประโยชน์เช่นไร ให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุกฺขมูลคหนํ ความว่า ป่าที่มีโคนต้นไม้
จริงอยู่ ป่าไม่มีโคนต้นไม้ก็มีอยู่ และโคนต้นไม้ที่ไม่มีในป่าก็มี. บรรดา
บทเหล่านั้น ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตรายคือลมและแดด เพราะเป็นสถานที่
อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงา ด้วยศัพท์ว่า รุกขมูละ ท่านแสดงถึงความไม่มีอันตราย
คือลม เพราะปราศจากสายลมและแสดงถึงความไม่เบียดเสียดด้วยฝูงชน ไว้
หน้า 460
ข้อ 140
ด้วย คหนะ ศัพท์. และท่านได้ประกอบบททั้งสองนั้นมุ่งถึงการบำเพ็ญเพียร
ทางภาวนา. บทว่า ปสกฺกิย แปลว่าเข้าไปแล้ว. บทว่า นิพฺพานํ หทยสฺมึ โอปิย
ความว่า ตั้งพระนิพพานไว้ในหทัย คือ ทำไว้ในจิตว่าเราปฏิบัติอย่างนี้แล้ว
จะพึงบรรลุพระนิพพานได้. บทว่า ฌาย ความว่า จงเพ่งด้วยการเพ่งไตร-
ลักษณะ คือ จงเจริญมรรคภาวนาอันประกอบด้วยวิปัสสนาภาวนา. ท่านเรียก
พระธรรมภัณฑาคาริกโดยโคตรว่า โคตมะ. บทว่า มา จ ปมาโท ความว่า
อย่าถึงความประมาทในกุศลธรรมทั้งปวงเลย. บัดนี้ ความประมาทเช่นใดมีแก่
พระเถระ เมื่อจะแสดงถึงการห้ามความประมาทนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กึ เต
พิฬิพิฬิกา กริสฺสติ การพูดซุบชิบนินทาคนอื่นจักทำประโยชน์เช่นไรให้
สำเร็จแก่ท่านได้เล่า ดังนี้ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พิฬิพิฬิกา ความ
ว่า กิริยาที่ซุบซิบนินทาคนอื่น ความเป็นไปแห่งเสียงซุบซิบนินทาคนอื่น
ไม่มีประโยชน์อย่างไร การบัญญัติของหมู่ชนอันเช่นกับเสียงซุบชิบนินทาคน
อื่นก็อย่างนั้นแล. บทว่า กึ เต กรสฺสติ ความว่า การซุบซิบนินทาคนอื่นจัก
ทำประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จแก่ท่านได้เล่า เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ให้โอวาท
ว่า ท่านจงละการบัญญัติว่าคน จงขวนขวายในประโยชน์ของตนเถิด.
พระเถระได้ฟังคำนั้นแล้ว เกิดความสลดใจตามคำอันระบายออกซึ่ง
ความหอมฟุ้งที่ท่านผู้อื่นได้กล่าวแล้ว ทำราตรีโดยมากให้ล่วงไปด้วยการจง-
กรมพยายามเจริญวิปัสสนา เข้าไปสู่ที่นอนและที่นั่ง พอนั่งบนเตียงเท่านั้น
ก็คิดว่า เราจะนอนพักผ่อนสักเล็กน้อย ดังนี้แล้วจึงยกเท้าขึ้นจากพื้นพอศีรษะ
ถึงหมอน ในขณะที่สรีระอยู่ในอากาศนั่นแล (อยู่ในท่าอิริยาบถ) ก็ได้
บรรลุพระอรหัต.
หน้า 461
ข้อ 140
ในกาลต่อมา พระวัชชีปุตตเถระเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
สหสฺสรํสี ภควา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสรํสี ซึ่งในที่นี้ควร
จะกล่าวว่า อเนกสตสหสฺสรํสี บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วว่า
สหสฺสรํสี ก็เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา. คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่
จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวัชชีปุตตเถราปทาน
อุตตรเถราปทานที่ ๖ (๕๕๖)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุตตรเถระ
(๑๔๖) พระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้า
พระนามว่า สุเมธะ ทรงประกอบด้วยพระวร-
ลักษณะ ๓๒ ประการ ทรงพอพระทัยในความ
วิเวก เสด็จเข้าไปยังหิมวันตประเทศ
พระมุนี ผู้เป็นบุรุษสูงสุด ทรงประกอบ
ด้วยพระกรุณา ผู้เลิศ ครั้นถึงหิมวันตประเทศ
แล้ว ประทับนั่งขัดสมาธิ.
ในกาลครั้งนั้น ข้าพเจ้า เกิดเป็นวิทยาธร
สามารถแม้เหาะไปในอากาศได้ ถืออาวุธวิเศษ
หน้า 462
ข้อ 140
คือตรีศูลอันคมฉกาจนัก ในเวลานั้น ข้าพเจ้า
กำลังเหาะท่องเที่ยวไปในอัมพร.
พระพุทธเจ้า ทรงยังป่าหิมวันต์ให้สว่าง
กระจ่างแจ้งอยู่ เสมือนกองไฟที่ลุกโพลงอยู่บน
ยอดภูเขา เสมือนแสงแห่งดวงจันทร์ที่กำลังเต็ม
ดวง หรือเสมือนต้นพญาสาละที่มีดอกกำลังบาน
เต็มต้นฉะนั้น.
จิตของข้าพเจ้าเลื่อมใส เพราะได้เห็น
พระพุทธเจ้า ผู้กำลังเสด็จออกมาจากป่า มีพระ-
พุทธรังสีกำลังซ่านออก ดุจดังแสงไฟที่กำลังเผา
ไหม้ป่าต้นอ้อฉะนั้น.
ข้าพเจ้าได้ถือเอาดอกไม้ ๓ ดอก คือ
ดอกทานตะวัน ดอกกรรณิการ์ และดอกเทว-
คันธีมาบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ.
เพราะอานุภาพของพระพุทธเจ้า ในขณะ
นั้น ดอกไม้ทั้งสามดอกของข้าพเจ้า ได้ทำขั้ว
ขึ้นเบื้องบน เอาดอกลงเบื้องล่าง ทำเป็นดังร่ม
บังเงาให้พระศาสดา.
เพราะกรรมที่ข้าพเจ้า ได้กระทำมาดี
แล้วนั้น ประกอบกับที่ข้าพเจ้าตั้งเจตนาไว้ดี
หน้า 463
ข้อ 140
เมื่อข้าพเจ้าจุติจากความเป็นมนุษย์แล้ว ก็ไปเกิด
ในดาวดึงส์.
วิมานของข้าพเจ้าในดาวดึงส์นั้น บุญ
กรรมได้สร้างให้เป็นอย่างดี มีชื่อปรากฏว่า
กัณณิการี สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์.
มียอดแหลม ๑,๐๐๐ ยอด มียอดเป็นโดม
๑๐๐ ยอดประดับด้วยธงสีเหลือง ประกอบด้วย
ป้อมหอคอยหนึ่งแสนป้อม สิ่งเหล่านี้มีปรากฏอยู่
ในวิมานของข้าพเจ้า.
แท่นนั่งสำเร็จด้วยแก้วผลึกก็มี สำเร็จ
ด้วยทอง ด้วยแก้วมณี และด้วยทับทิมก็มี ผู้นั่ง
ย่อมได้ตามปรารถนา.
ที่นอนมีราคามาก ประกอบด้วยชนิดที่
ยัดด้วยนุ่น แต่ละชายประดับด้วยครุยขนสัตว์
และประกอบด้วยหมอน.
ครั้นข้าพเจ้าจุติจากภพแล้ว ท่องเที่ยว
ไปสู่ภพเทวดา ข้าพเจ้าท่องเที่ยวไปตามปรารถนา
เป็นผู้มีหมู่เทวดาแวดล้อมแล้ว.
ข้าพเจ้า ดำรงอยู่ภายใต้ร่มดอกไม้
ดอกไม้กั้นอยู่เบื้องบนข้าพเจ้า กว้างโดยรอบ
หนึ่งร้อยโยชน์แวดล้อมด้วยดอกกรรณิการ์.
หน้า 464
ข้อ 140
นักดนตรี หกหมื่นคน บำรุงข้าพเจ้า
อยู่ ตลอดเวลาตั้งแต่เย็นถึงเช้า แวดล้อมข้าพเจ้า
อยู่เป็นประจำทั้งกลางคืนกลางวัน โดยไม่เกียจ
คร้าน.
ในเทวโลกนั้น ข้าพเจ้า ยินดีอยู่กับ
นางรำ นางร้อง นางประโคม นางนักดนตรี
เพลิดเพลินอยู่กับความยินดี บันเทิงอยู่กับความ
ใคร่ในกาม.
ในเทวโลกนั้น มีแต่รับประทาน และ
ดื่ม ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าเพลิดเพลินอยู่ในไตรทศ
พรั่งพร้อมไปด้วยหมู่นางสนมนารี ข้าพเจ้าเพลิด
เพลินอยู่ในวิมานอันอุดม.
ข้าพเจ้าเสวยรัชสมบัติอยู่ ๕๐๐ ครั้ง และ
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ ๓๐๐ ครั้ง ส่วนที่
เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ ไม่อาจจะนับ
ประมาณได้.
เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภพ
กับภพ ย่อมได้โภคสมบัติเป็นอันมาก ข้าพเจ้า
ไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเป็นอันมาก นี้ เป็นผล
แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
หน้า 465
ข้อ 140
เมื่อข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในภพ ก็ท่อง-
เที่ยวอยู่ในภพทั้งสอง คือ ภพแห่งเทวดา และ
ภพแห่งมนุษย์ ข้าพเจ้า ไม่รู้จักทุคติอื่นเลย นี้
เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
เมื่อข้าพเจ้าเกิด ก็เกิดในตระกูลทั้งสอง
คือ ตระกูลกษัตริย์ และตระกูลพราหมณ์ ข้าพ-
เจ้า ไม่รู้จักตระกูลต่ำเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับยานช้าง ยานม้า ยาน
วอ อันไปได้รวดเร็ว ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับหมู่ทาสี หมู่ทาส หมู่
สตรีผู้แต่งกายงดงาม ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้าได้รับผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าลินิน
และผ้าฝ้าย ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับผ้าใหม่ และผลไม้ใหม่
โภชนะมีรสอร่อยเลิศ ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับคำบอกเล่าว่า เชิญท่านจง
เคี้ยวกินสิ่งนี้ เชิญท่านจงบริโภคสิ่งนี้ เชิญท่าน.
หน้า 466
ข้อ 140
จงนอนบนที่นอนนี้ ทั้งหมดนี้ นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า ได้รับการบูชาในที่ทุกแห่ง
เกียรติยศของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไป มีสหายมากใน
กาลทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีบริษัทไม่แตกแยก
ในกาลทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเป็นผู้สูงสุดกว่าหมู่ญาติ
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้าไม่รู้จักความหนาว ความร้อน
ไม่มีความเร่าร้อน อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีทุกข์ทางจิต
ในหทัยเลย.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวรรณะ เพียงดังวรรณะ
แห่งทอง ท่องเที่ยวไปในระหว่างภพกับภพ
ข้าพเจ้าไม่รู้จักความเป็นผู้มีวรรณะต่างออกไปเลย
นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า จุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศล-
มูลชักจูงแล้ว ไปเกิดในนครสาวัตถี ในตระกูล
มหาศาล ผู้มั่งคั่ง.
ครั้น ข้าพเจ้าละกามคุณ ๕ แล้ว บวช
ในความเป็นผู้ไม่มีเรือน ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๗
ขวบแต่ปีเกิด ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ ทรงทราบ
คุณของข้าพเจ้าแล้ว ทรงอนุญาตการอุปสมบท
หน้า 467
ข้อ 140
ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก เป็นผู้ได้รับการบูชา
ผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า เป็นผู้มีทิพยจักษุบริสุทธิ์ เป็น
ผู้ฉลาดในสมาธิ เป็นผู้บรรลุถึงฝั่งแห่งอภิญญา
นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า เป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทาตาม
ลำดับแล้ว เป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท เป็นผู้บรรลุ
ถึงฝั่งในธรรมทั้งหลาย นี้ เป็นผลแห่งการบูชา
พระพุทธเจ้า.
ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ ข้าพเจ้าได้บูชาพระ-
พุทธเจ้าใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.
ข้าพเจ้า เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็น ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุตตรเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอุตตรเถราปทาน
หน้า 468
ข้อ 140
๕๕๖. อรรถกถาอุตตรเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านอุตตรสามเณร มีคำเริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺ-
โธ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ท่านเป็นวิทยาธรเที่ยวไป
ทางอากาศ. ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ
๖ ประการ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่งระหว่างป่า เพื่อทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์
ในที่นั้นนั่นแล. วิทยาธรนั้น ไปทางอากาศ มองเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
มีใจเลื่อมใส ลงจากอากาศนำเอาดอกกรรณิการ์อันบริสุทธิ์สะอาดงามตา น้อม
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า ดอกไม้ทั้งหลายได้
ตั้งอยู่โดยอาการดังฉัตรอยู่เบื้องบนพระศาสดา. วิทยาธรนั้น มีจิตเลื่อมใส
โดยประมาณยิ่ง ในกาลต่อมา กระทำกาละแล้ว บังเกิดในดาวดึงส์ เสวย
ทิพยสมบัติ ดำรงอยู่ในดาวดึงส์นั้นจนตลอดอายุ จุติจากภพนั้นแล้ว ท่อง
เที่ยวไปโนเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้บังเกิดเป็นบุตรของ
พราหมณ์มหาศาลในกรุงราศคฤห์. เขาได้มีชื่อว่า อุตตระ. เขาได้บรรลุนิติ-
ภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จในวิชาของพราหมณ์แล้ว ด้วยชาติตระกูล ด้วยรูป
สมบัติ ด้วยความรู้ ด้วยวัย และด้วยศีลจารวัตร เขาจึงได้รับความยกย่อง
จากชาวโลก.
หน้า 469
ข้อ 140
วัสสการพราหมณ์ ตำแหน่งมหาอำมาตย์ประจำแคว้นมคธ ได้มอง
เห็นสมบัติอันนั้นของอุตตระนั้นแล้ว จึงมีความประสงค์ที่จะยกธิดาของตน
มอบให้แก่เขา ได้ประกาศความประสงค์ของตนให้ทราบแล้ว. อุตตระนั้น
ปฏิเสธเรื่องผู้หญิง เพราะว่าเขาเป็นผู้มีอัธยาศัยเพื่อจะออกจากทุกข์ เข้าไปหา
พระธรรมเสนาบดีเป็นประจำตามการอันสมควร ได้ฟังธรรมในสำนักของ
ท่านแล้ว ได้มีศรัทธาบรรพชาแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ บำรุง
พระเถระเป็นประจำ.
ก็โดยสมัยนั้น อาพาธอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแก่พระเถระ อุตตรสามเณร
ประสงค์จะปรุงเภสัชถวายพระเถระ. รุ่งขึ้นเช้า จึงถือบาตรและจีวรออกจาก
วิหาร ในระหว่างหนทางได้วางบาตรไว้ใกล้สระน้ำแล้ว เข้าไปใกล้น้ำ ล้าง
หน้าอยู่. ครั้งนั้น โจรขุดอุโมงค์คนหนึ่ง ไปทำการลักขโมยมาแล้ว ถูก
พวกจำรวจติดตามไล่จับ ออกจากเมืองโดยถนนใหญ่ เมื่อจะหนีไป
ได้ใส่ห่อรัตนะที่ตนถือมาลงในบาตรของสามเณรแล้ว จึงหนีไป. แม้
สามเณร เข้าไปใกล้บาตรแล้ว. พวกตำรวจติดตามโจรไป มองเห็นห่อ
ของในบาตรของสามเณรเข้าใจผิดว่า ผู้นี้ เป็นโจร, ผู้นี้ได้กระทำโจรกรรม
แล้ว. ดังนี้แล้ว จึงผูกแขนสามเณรไพล่หลัง นำไปแสดงแก่ท่านวัสสการ-
พราหมณ์. ก็ในครั้งนั้น ท่านวัสสการพราหมณ์เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา
ประจำพระราชสำนัก ย่อมตัดสินการตัดและการทำลายได้. ท่านวสัสการ-
พราหมณ์กล่าวว่า ครั้งก่อน ท่านไม่เชื่อถ้อยคำเรา. ไปบวชในหมู่ผู้ประพฤติ
นอกรีตนอกรอยจากทางที่บริสุทธิ์ ดังนี้ ไม่ยอมชำระคดีให้ขาวสะอาด ใคร่
หน้า 470
ข้อ 140
จะตัดสินฆ่าอย่างเดียว โดยวิธีเอาหลาวเสียบเขาทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่
นั่นแหละ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงแลเห็นว่าญาณของเขาแก่กล้า
แล้ว จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้น ทรงวางพระหัตถ์มีพระองคุลียาวเรียวอ่อนนุ่ม
ดุจปุยนุ่นเหมือนตัดด้วยเปลวไฟ คล้ายท่อธารทองคำสีแดงชาติหลั่งไหลออก
เพราะมีพระหัตถ์และพระนขาอันงดงามดุจสำเร็จด้วยแก้วมณีทำให้สั่นสะเทือน
ลงบนศีรษะของอุตตรสามเณรตรัสว่า อุตตระ นี้เป็นผลกรรมในครั้งก่อน
เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ เธอพึงอดกลั้นด้วยกำลังแห่งปัจจเวกขณญาณแล้ว จึง
ทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัย. อุตตรสามเณร ได้รับปีติปราโมทย์
อันโอฬาร เพราะเกิดความเลื่อมใสโสมนัสใจ ด้วยการสัมผัสพระหัตถ์
ของพระคาสดา เช่นกับได้รับการรดด้วยน้ำอมฤต เริ่มยกจิตขึ้นสู่หนทาง
วิปัสสนาตามที่ตนได้สั่งสมมา เพราะญาณถึงความแก่กล้า และเพราะ
ความไพเราะแห่งเทศนาของพระศาสดา จึงทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปได้ตาม
ลำดับแห่งมรรค ในขณะนั้นนั่นเอง เป็นผู้ได้อภิญญา ๖. ก็ครั้นท่านเป็นผู้
ได้อภิญญา ๖ แล้วได้ถอนตนขึ้นจากหลาว ยืนอยู่ในอากาศ เพื่ออนุเคราะห์
ผู้อื่น จึงแสดงปาฏิหาริย์แล้ว. มหาชนได้เกิดความอัศจรรย์ใจ. ในขณะนั้น
นั้นเอง แผลของท่านก็หายสนิทดี. สามเณรนั้น ถูกพวกภิกษุถามว่า อาวุโส
ได้รับทุกข์ถึงอย่างนั้น เธอยังสามารถเพื่อเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร ดังนี้
จึงกล่าวว่า อาวุโส จะกล่าวไปทำไมถึงโทษในสงสารของผมเล่า, ก็สภาวะ
แห่งสังขารทั้งหลาย ผมเห็นได้ชัดเจนแล้ว ผมแม้จะเสวยทุกข์ถึงเช่นนั้น
ก็ยังสามารถเพื่อบรรลุวิปัสสนาได้ และกล่าวอีกว่า ในชาติก่อนเวลาเป็น
หน้า 471
ข้อ 140
เด็กหนุ่ม ผมถือหลาวไม้สะเดาไล่แทงแมลงวัน เพราะอาศัยการเล่นจับสัตว์
เสียบหลาว จึงได้เสวยความทุกข์ถูกเสียบหลาว ตั้งหลายร้อยชาติอย่างนี้ ใน
ชาติสุดท้ายนี้ก็ยังได้รับทุกข์ถึงอย่างนี้แล.
ครั้นในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุรพกรรมได้ เกิดความโสมนัสใจ
เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า สุเมโธ นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้. ในคำนั้นข้าพเจ้าจักทำการอธิบาย
เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.
วิชฺชาโร จทา อาสึ ความว่า เราได้เป็นผู้สามารถไปในอากาศได้
ด้วยวิชาที่สำเร็จมามีมนต์ภายนอกศาสนาเป็นต้น รักษาวิชานั้นไม่ให้เสื่อมไป
ด้วยการประพฤติเสมอ ด้วยอำนาจการบริหารรักษาไว้ จึงได้กำเนิดเกิดเป็น
วิทยาธร. บทว่า อนฺตลิกฺขจโร อหํ ความว่า ชื่อว่า อันตลิกขะ เพราะ
กระทำการกำหนดเบื้องต้นและที่สุดได้, อีกความหมายหนึ่งชื่อว่า อันตลิกขะ
เพราะเป็นเหตุให้กำหนดแลดูเบื้องต้นและที่สุดได้. อธิบายว่า ในอากาศนั้น
ข้าพเจ้าเที่ยวไปในอากาศเป็นประจำ. บทว่า ติสูลํ สุกนตํ คยฺห ความว่า
หลาวอันคมกริบ คือ อาวุธชั้นยอด ได้แก่ หลาวที่ทำเป็นอย่างดี, อธิบาย
ว่า ข้าพเจ้าถือเอาอาวุธคือหลาวที่ทำอย่างดี สามารถที่จะทิ่มแทง ย่ำยี และ
ประหารสัตว์ได้ แล้วไปทางท้องฟ้า. คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะ
กำหนดรู้ได้โดยง่าย ด้วยวิธีประกอบตามเนื้อความ เพราะมีความหมายดังที่
ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาอุตตรเถราปทาน
หน้า 472
ข้อ 140
อปรอุตตรเถราปทาน ๗ (๕๕๗)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอปรอุตตรเถระ</H1
(๑๔๗) เมื่อพระพุทธเจ้า พระนามว่า
สิทธัตถะ ผู้เป็นนาถะของโลก ผู้นำโลก นิพพาน
แล้ว ข้าพเจ้าประชุมกันระหว่างพวกญาติของ
ข้าพเจ้าแล้ว ได้ทำการบูชาพระธาตุ.
ในกัปที่ ๙๔ ข้าพเจ้า ได้บูชาพระธาตุ
ใดไว้ เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ.
ข้าพเจ้า เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิปทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุตตรเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอปรอุตตรเถราปทาน
หน้า 473
ข้อ 140
๕๕๗. อรรถกถาอปรอุตตรเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระอุตตรเถระรูปอื่นอีก มีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต
โลกนาถมฺหิ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกัปที่ ๙ แต่กัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ
ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล เจริญวัยแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้เป็นผู้
เลื่อมใสในพระศาสนา ประกาศตนเป็นอุบาสก. เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน
แล้ว อุบาสกนั้น เรียกประชุมหมู่ญาติของตนรวบรวมเครื่องบูชาสักการะมาก
มายแล้ว ได้ทำการบูชาพระธาตุ. ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยว
ไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์
เมืองสาเกต มีชื่อว่า อุตตระ เจริญวัยแล้ว ไปเมืองสาวัตถีด้วยการงานบาง
อย่าง มองเห็นยมกปาฏิหาริย์ ที่พระศาสดาทรงกระทำแล้ว ณ โคนต้น
คัณฑามพพฤกษ์แล้วเลื่อมใส มีศรัทธาเจริญยิ่งขึ้นด้วยเทศนากาฬการามสูตร
อีกบรรพชาแล้ว ไปยังกรุงราชคฤห์กับพระศาสดา ได้อุปสมบทแล้ว เที่ยว
จาริกไปอย่างนั้นแล เริ่มเจริญวิปัสสนาไม่นานนักแลก็ได้อภิญญา ๖. ก็ท่าน
เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี จึงออกจาก
กรุงราชคฤห์ไปยังกรุงสาวัตถีเพื่ออุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถูกพวกภิกษุถามว่า
อาวุโส กิจแห่งการบวช ท่านทำให้ถึงที่สุดได้แล้วหรือ จึงได้พยากรณ์ความ
เป็นพระอรหันต์แล้ว.
หน้า 474
ข้อ 140
ก็ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. คำนั้นทั้งหมด มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะ
ข้าพเจ้าได้กล่าวความหมายไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาอปรอุตตรเถราปทาน
ภัททชิเถราปทานที่ ๘ (๕๕๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททชิเถระ
(๑๔๘) ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ลงสู่สระ
บัว ได้ถอนเหง้าบัว อันเป็นอาหารที่ช้างชอบ
เสพในสระนั้นขึ้นมาเพราะเหตุที่มีความหิว.
ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงไว้ซึ่งความสูงสุด
ผู้กำลังเสด็จมาทางอากาศ.
ผ้าบังสุกุลจีวร ปลิวสะบัดอยู่ ในครั้งนั้น
ข้าพเจ้าได้ยินเสียง ข้าพเจ้าจึงแหงนหน้าขึ้นมอง
ดูเบื้องบน ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้นายกของโลก.
ข้าพเจ้ายืนสงบอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ได้
ทูลอาราธนาพระโลกนายกให้ทรงรับน้ำผึ้ง พร้อม
กับเหง้าบัว น้ำนม เนยใส และเหง้าบัว.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ ทรงรับภิกษา
แล้ว เพื่อทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า แต่นั้นพระ-
หน้า 475
ข้อ 140
ศาสดาผู้มีพระกรุณา ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จลงมา
จากอากาศแล้ว.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ จึงทรงรับ
ภิกษาของข้าพเจ้า เพื่อทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า
ครั้นทรงรับแล้ว ได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่
ข้าพเจ้าว่า
ท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงมีความสุข คติ
จงสำเร็จแก่ท่าน ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเหง้า-
บัวนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์เถิด.
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
ครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว พระสัมพุทธเจ้า ได้
นำภิกษาไปทางอากาศ พระพุทธชินเจ้า ได้เสด็จ
ไปทางอากาศแล้ว.
แต่นั้น ข้าพเจ้า ถือเอาเหง้าบัวกลับไป
ยังอาศรมของข้าพเจ้า ได้แขวนพวงเหง้าบัวไว้ที่
ต้นไม้แล้ว ระลึกถึงทานของข้าพเจ้า.
ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ ก็เกิดขึ้น ไฟป่า
ก็ไหม้ป่า อากาศ ก็กำเริบคะนองยิ่ง และใน
ขณะนั้น ฟ้าก็ผ่าลงมา.
ครั้งนั้น อสุนีบาตตกบนศีรษะข้าพเจ้า
จนล้มลง ในขณะนั้น ข้าพเจ้านั่งสงบอยู่ ข้าพเจ้า
ได้ทำกาละแล้วในที่นั้น.
หน้า 476
ข้อ 140
ข้าพเจ้าระลึกถึงบุญกรรมแล้ว ไปอุปบัติ
ยังดุสิต ข้าพเจ้าละทิ้งซากร่างกายไว้ แต่ข้าพเจ้า
ไปร่าเริงยินดีอยู่ในเทวโลก.
สตรี ๘๖,๐๐๐ นาง ประดับตกแต่งร่างกาย
งาม คอยบำรุงรับใช้ทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น อัน
นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว.
ครั้นกลับมาสู่กำเนิดมนุษย์ แต่ละครั้ง
ข้าพเจ้ามีแต่ความสุข โภคะทั้งหลายของข้าพเจ้า
ไม่บกพร่องเลย นี้เป็นผลของการถวายเหง้าบัว.
ข้าพเจ้าผู้อันกรรมนั้นและเทพแห่งเทพ
ผู้คงที่อนุเคราะห์แล้ว เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้ง
ปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่นี้ได้มีแล้ว.
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ ในครั้งนั้น
ข้าพเจ้าได้ถวายเหง้าบัวใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้า
ไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการถวาย
เหง้าบัว.
ข้าพเจ้าได้เผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้า เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้า ได้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
หน้า 477
ข้อ 140
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททชิเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบภัททชิเถราปทาน
๕๕๘. อรรถกถาภัททชิเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระภัททชิเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ
โปกฺขรณี ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว จบการศึกษาในศิลปะวิชาการของหมู่
พราหมณ์ ละกามบวชเป็นพระดาบส สร้างอาศรมอยู่ในป่า วันหนึ่งเห็น
พระศาสดาเสด็จมาทางอากาศ มีใจเลื่อมใส ได้ยืนประคองอัญชลี. พระศาสดา
ทรงเห็นอัธยาศัยของเขา จึงเสด็จลงจากอากาศ. ก็เขาได้น้อมน้ำผึ้ง เหง้าบัว
เนยใสและนมสดเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จลงแล้ว พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงอนุเคราะห์เขาจึงทรงรับสิ่งของนั้นแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนา
เสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ดำรงอยู่
ในสวรรค์ชั้นนั้นจนตลอดอายุแล้ว จุติจากอัพภาพนั้น ท่องเที่ยวไปมาใน
หน้า 478
ข้อ 140
เฉพาะแต่สุคติภพอย่างเดียวเท่านั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี เขาเป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากมาย ได้นิมนต์ให้ภิกษุ ๑ ล้าน ๘ แสน
รูป ใช้สอยนุ่งห่มผ้าไตรจีวรแล้ว.
เขาได้ทำกุศลไว้เป็นอันมากอย่างนั้นแล้ว ก็ได้บังเกิดในเทวโลก.
เขาดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุแล้ว ก็เคลื่อนจากเทวโลกนั้น ได้
บังเกิดในมนุษยโลก ในโลกที่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้า ได้บำรุงพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ด้วยปัจจัย ๔ แล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้บังเกิดใน
ราชตระกูล เมื่อจะพร่ำสอนความเป็นพระราชา ได้บำรุงบุตรของตนผู้บรรลุ
พระปัจเจกโพธิญาณอยู่แล้ว ถือเอาพระธาตุของท่านผู้ปรินิพพานแล้ว สร้าง
เป็นเจดีย์บูชาแล้ว. เขาได้บำเพ็ญบุญเหล่านั้นไว้ในภพนั้นอย่างนั้นแล้ว ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นลูกชายคนเดียวของภัททิยเศรษฐี ผู้มีทรัพย์-
สมบัติมากถึง ๘๐ โกฏิ ในภัตทิยนคร. เขาได้มีชื่อว่า ภัททชิ. ทราบว่า
อิสริยสมบัติ โภคสมบัติ และบริวารสมบัติของเรา ได้มีในภพสุดท้าย คล้าย
กับของพระโพธิสัตว์ฉะนั้น .
ในคราวนั้น พระศาลดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี เพื่อจะทรงทำการ
สงเคราะห์ภัททชิกุมาร จึงพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังภัททิยนคร
ประทับอยู่ในชาติวัน ทรงคอยเวลาให้ญาณของเขาแก่กล้าเสียก่อน. แม้
ภัททชิกุมารนั้น ก็นั่งอยู่บนปราสาทเปิดสีหบัญชรมองดู เห็นมหาชนกำลัง
เดินไปฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถามว่า มหาชนนี้ กำลัง
ไปไหนกัน ดังนี้. ครั้นทราบเหตุอันนั้นแล้ว แม้ตนเอง พร้อมด้วยบริวาร
หมู่ใหญ่ก็ไปสำนักของพระศาสดา ฟังธรรม ทั้งที่ประดับประดาไปด้วยอาภรณ์
พร้อมสรรพ ทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต, ก็เมื่อท่าน
หน้า 479
ข้อ 140
ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดาตักเตือนท่านภัททิยเศรษฐีว่า ลูกชาย
ของท่าน ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ฟังธรรม ได้ดำรงอยู่ในพระ-
อรหัตแล้ว. บุตรของท่านสมควรเพื่อจะได้บวชเสียเดี๋ยวนี้แหละ, ถ้าจักไม่
บวช, ก็จักปรินิพพานแน่. เศรษฐีกราบทูลว่า บุตรของข้าพระองค์ยังเป็น
คนหนุ่มแน่นอยู่ กิจด้วยการปรินิพพานจะมีไม่ได้ ขอพระองค์จงให้เขา
บวชเถิด. พระศาสดาทรงให้เขาได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ประทับอยู่ในที่
นั้นได้ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จไปถึงโกฏิคาม. ก็หมู่บ้านนั้น ได้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำคงคา. ก็ชาวบ้านโกฏิคาม ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่หมู่ภิกษุมีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประมุข. พระภัททชิเถระ ไปยังนอกหมู่บ้าน เพื่อปรารภจะ
ให้พระศาสดาทรงอนุโมทนาเสียก่อน ด้วยคิดว่า ในเวลาที่พระศาสดาเสด็จ
มาใกล้หนทางฝั่งแม่น้ำคงคา จึงจักออกไปดังนี้ ทำการกำหนดเวลาแล้ว ก็
นั่งเข้าสมาบัติ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง. แม้เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย จะมาก็
ไม่ยอมลุกขึ้น ต่อเมื่อถึงเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาแล้วเท่านั้น จึงลุกขึ้น.
พวกภิกษุผู้เป็นปุถุชน ก็พากันเพ่งโทษว่า ภิกษุรูปนี้บวชมายังไม่ทันไรเลย,
ก็กลายเป็นผู้แข็งกระด้าง ไม่ยอมลุกขึ้นในเวลาที่พระมหาเถระทั้งหลายมาถึง.
ชาวบ้านโกฏิคาม ได้พากันผูกเรือแพเป็นอันมากเพื่อพระศาสดาและ
ภิกษุสงฆ์. พระศาสดา ทรงพระดำริว่า เราจะประกาศถึงอานุภาพของ
พระภัททชิ แล้วจึงประทับยืนบนเรือ ตรัสถามว่า ภัททชิ ไปไหน
พระภัททชิเถระกราบทูลว่า พระเจ้าข้า แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว
ได้ยืนประคองอัญชลี. พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ มานี่ซิ, เธอจงขึ้นเรือ
ลำเดียวกันกับเราเถอะ. พระภัททชินั้น จึงเหาะขึ้นแล้ว ได้ยืนในเรือลำที่
พระศาสดาประทับอยู่แล้ว. ในเวลาที่เรือแล่นไปในท่ามกลางแม่น้ำคงคา
พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ในเวลาที่เธอเป็นพระเจ้ามหาปนาทะ รัตนปราสาท
หน้า 480
ข้อ 140
จมลงในที่ไหนเล่า ? พระเถระกราบทูลว่า จมลงในที่ตรงนี้ พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ ถ้าเช่นนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนสพรหม-
จารีทั้งหลายเสียเถอะ. ในขณะนั้น พระเถระ จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ไปด้วยกำลังแห่งฤทธิ์แล้ว เอาระหว่างนิ้วเท้าคีบยอดปราสาท ถือปราสาทอัน
ใหญ่ประมาณ ๒๕ โยชน์ไว้ เหาะไปในอากาศ, ก็เมื่อเหาะไป ได้ยกขึ้นสูง
ถึง ๕๐ โยชน์. ลำดับนั้น พวกญาติของท่านในภพก่อน ซึ่งได้เกิดเป็นปลา
เต่าและกบ ด้วยความโลภในปราสาท เมื่อปราสาทนั้น ถูกยกลอยไป ก็พา
กันล้มตกลงไปมา. พระศาสดา ทรงเห็นสัตว์เหล่านั้นล้มกลิ้งเช่นนั้นแล้ว จึง
ตรัสว่า ภัททชิ พวกญาติของเธอกำลังลำบากนะ. พระเถระเชื่อพระดำรัส
ของพระศาสดา จึงปล่อยปราสาทแล้ว. ปราสาทก็คงตั้งสถิตอยู่ตามเดิมนั้นแล.
พระศาสดา เสด็จถึงฝั่งแล้ว ถูกพวกภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ปราสาทหลังนี้ อันพระภัททชิเถระ ให้จมลงเมื่อไร แล้วจึงตรัสมหาปนาท-
ชาดก ทำชนหมู่มากให้ได้ดื่มน้ำอมตะ. คือธรรมะ.
ส่วนพระเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุญสมภารในกาล
ก่อนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยประพฤติ
มาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอคยฺหาหํ โปกฺขรณี ความว่า ข้าพเจ้าหยั่งลง
ดำลง เข้าไปหยั่งลงไปสู่ชลาลัยอันได้นามว่า โบกขรณี เพราะเขาขุดห้วงน้ำ
ใหญ่และกว้างมากมาย คือ เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปยังสระโบกขรณีนั้นเพื่อของกิน
และของเคี้ยวแล้วเก็บเอาเหง้าบัวและรากบุณฑริกขึ้นมา. คำที่เหลือมีเนื้อความ
พอที่จะกำหนดได้โดยง่าย ตามลำดับแห่งเนื้อความ เพราะข้าพเจ้าได้กล่าว
เนื้อความไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่ายทั้งหมดแล.
จบอรรถกถาภัททชิเถราปทาน
หน้า 481
ข้อ 140
สิวกเถราปทานที่ ๙ (๕๕๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิวกเถระ
(๑๔๙ ) ข้าพเจ้า ได้เห็นบาตรของพระ-
วิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้กำลังเสด็จ
ไป เพื่อแสวงหาบิณฑะ ว่างเปล่า จึงถวายขนม
กุมมาสจนเต็ม.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้า
ได้ถวายภิกษาใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลของการถวายขนมกุมมาส.
ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสิวกเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสิวกเถราปทาน
หน้า 482
ข้อ 140
๕๕๙. อรรถกถาสิวกเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระสิวกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า เอสนาย จรนฺตสฺส
ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์
ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดในเรือนอัน
มีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไป
บิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส รับบาตรมาบรรจุขนมกุมมาสจนเต็มแล้วจึงได้ถวาย.
ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลของพราหมณ์ในกรุงราชคฤห์
เขาได้มีชื่อว่า สิวกะ เขาเจริญวัยแล้ว จบการศึกษาในวิชาและศิลปะทั้งหลาย
แล้ว เพราะค่าที่ตนมีอัธยาศัยใคร่จะออกบวช จึงละกามบวชเป็นพระดาบส
ท่องเที่ยวจาริกไป ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาบวช
แล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต.
ท่านครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะ
ประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้น
ว่า เอสนาย จรนฺตสฺส ดังนี้. คำนั้นทั้งหมด บัณฑิตพอที่จะกำหนดรู้ได้
โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาสิวกเถราปทาน
หน้า 483
ข้อ 140
อุปวาน๑เถราปทานที่ ๑๐ (๕๖๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุปวานเถระ
(๑๕๐) พระชินเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ผู้รุ่งโรจน์แล้ว
เสมือนกองเพลิงที่ลุกโพลงฉะนั้น พระสัมพุทธ-
เจ้าปรินิพพานแล้ว.
มหาชน มาประชุมกันแล้ว บูชา
พระตถาคต กระทำจิตกาธารให้ดีแล้ว ยก
พระสรีระขึ้นสู่จิตกาธารแล้ว.
กระทำสรีรกิจแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้
ในที่นั้น มนุษย์และเทวดาทั้งสิ้นเหล่านั้น ได้
กระทำพระสถูปพระพุทธเจ้าแล้ว.
พระสถูปนั้นชั้นหนึ่ง สำเร็จด้วยทอง
ชั้นที่สอง สำเร็จด้วยแก้วมณี ชั้นที่สาม สำเร็จ
ด้วยเงิน ชั้นที่สี่ สำเร็จด้วยแก้วผลึก.
ที่พระสถูปชั้นที่ห้านั่นแล สำเร็จด้วย
แก้วทับทิมล้วน ชั้นที่หก สำเร็จด้วยแก้วลาย
ทั่วทั้งองค์ตลอดถึงยอด สำเร็จด้วยรัตนะ
ทางเท้า สำเร็จด้วยแก้วมณี แท่นบูชา
สำเร็จด้วยรัตนะ พระสถูปทั้งองค์ สำเร็จด้วยทอง
สูงหนึ่งโยชน์.
๑. ในบาลีทีฆนิกายเล่มที่ ๑๐ ข้อ ๑๓๐ ว่า อปวาณเถระ.
หน้า 484
ข้อ 140
เทวดาทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นั้น
ร่วมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า แม้พวกเราจักพากัน
เสริมแต่งพระสถูปของพระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่
บ้าง.
พระธาตุมิได้กระจัดกระจาย พระสรีระ
ธาตุเป็นก้อนเดียว พวกเราจะเสริมแต่งหุ้ม
พระพุทธสถูปนี้.
เทวดาทั้งหลาย ได้เสริมแต่งพระสถูป
ให้สูงขึ้นอีกหนึ่งโยชน์ ประกอบด้วยรัตนะ ๗
ประการ เพราะฉะนั้น พระสถูปจึงสูงเป็นสอง
โยชน์ พระสถูปนั้น สูงขึ้นไปในหมอก.
พวกนาคทั้งหลายมาประชุมกัน ณ ที่นั้น
ร่วมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า มนุษย์และเทวดา
ทั้งหลายเหล่านั้นได้สร้างพระพุทธสถูปกันแล้ว
พวกเราอย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย เพราะ
พวกมนุษย์และเทวดา เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
แม้พวกเราจักเสริมแต่งพระสถูปของพระโลก-
นาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง.
พวกนาคได้ประชุมกันแล้ว ได้หุ้มห่อ
พระสถูป ด้วยแก้วอินทนิล แก้วมหาอินทนิล
และแก้วโชติรส.
หน้า 485
ข้อ 140
องค์พระพุทธเจดีย์ ได้สำเร็จด้วยแก้ว
มณีตลอดทั้งองค์ เพิ่มความสูงขึ้นเป็นสามโยชน์
ในครั้งนั้นได้กระทำที่นั้นให้สว่างแล้ว.
พวกครุฑ มาประชุมกันแล้ว ร่วม
ปรึกษากันในครั้งนั้นว่า มนุษย์ เทวดา และนาค
เหล่านั้นได้พากันกระทำพุทธบูชาแล้ว.
พวกเรา อย่าได้ประมาทเลย พวก
มนุษย์ เทวดา และนาค เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
แม้พวกเรา ก็จักเสริมแต่งพระสถูปของพระ-
โลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง.
พวกครุฑเหล่านั้น ได้กระทำการหุ้มห่อ
พระสถูป ให้สำเร็จด้วยแก้วมณีทั้งองค์ แม้พวก
ครุฑเหล่านั้น ได้เสริมแต่งพระพุทธเจดีย์ให้สูง
ขึ้นอีกหนึ่งโยชน์.
พระพุทธสถูปจึงสูงขึ้นเป็นสี่โยชน์
รุ่งโรจน์ยิ่ง สว่างแจ้งไปทุกทิศ แสงสว่างพวย-
พุ่งขึ้นสูง สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ฉะนั้น.
พวกกุมภัณฑ์ มาประชุมกันแล้ว ร่วม
ปรึกษากันในครั้งนั้นเหมือนอย่างที่มนุษย์ เทวดา
นาค และครุฑปรึกษากันฉะนั้น
พวกเขาเหล่านั้น ต่างพากันกระทำ
พระสถูปอันอุดม ของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ
หน้า 486
ข้อ 140
แล้ว พวกเราอย่าเป็นผู้ประมาทเลย พวกมนุษย์
และเทวดาเป็นต้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว.
แม้พวกเรา ก็จักเสริมแต่งพระสถูปของ
พระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง พวกเราจักเสริมแต่ง
พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นไปด้วยรัตนะ.
แม้พวกเขาเหล่านั้น ก็ได้เสริมแต่ง
พระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นไปหนึ่งโยชน์ ครั้งนั้น
พระสถูปจึงสูงห้าโยชน์ ส่องแสงสว่างอยู่
พวกยักษ์ ได้มาในที่นั้นแล้ว ต่างประชุม
ปรึกษากันในครั้งนั้นว่า พวกมนุษย์ เทวดา นาค
ครุฑ และกุมภัณฑ์ ได้เสริมแต่งพระสถูปแล้ว.
พวกเขาเหล่านั้น ต่างได้กระทำพระ-
สถูปอันอุดมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐแล้ว
พวกเรา อย่าได้เป็นผู้ประมาทเลย พวกมนุษย์
และเทวดาเป็นต้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว.
แม้พวกเรา ก็จักเสริมแต่งพระสถูปของ
พระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่บ้าง พวกเราจักเสริม
แต่งพระพุทธเจดีย์ ด้วยแก้วผลึก.
แม้พวกเขา (ยักษ์) เหล่านั้น ได้
เสริมแต่งพระพุทธเจดีย์ให้สูงขึ้นหนึ่งโยชน์ ใน
ครั้งนั้น พระสงฆ์จึงสูงเป็นหกโยชน์ ส่องสว่าง
อยู่.
หน้า 487
ข้อ 140
พวกคนธรรพ์ได้มาประชุมกันแล้ว ได้
ประชุมปรึกษากันในครั้งนั้นว่า พวกมนุษย์
เทวดา นาค กุมภัณฑ์ และครุฑ ได้กระทำกัน
แล้วอย่างนั้น
พวกเขาทั้งหมดได้กระทำพระพุทธสถูป
แล้ว พวกเราในที่นี้ยังมิได้กระทำ แม้พวกเรา
ก็จักกระทำพระสถูปของพระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่
บ้าง.
ในครั้งนั้น พวกคนธรรพ์ ได้กระทำที่
บูชา ๗ ที่ กระทำธง และฉัตรแต่งเสริมพระสถูป
ให้สำเร็จด้วยทองคำทั้งองค์.
ในครั้งนั้น พระสถูปสูงได้เจ็ดโยชน์
ส่องแสงสว่างอยู่ จนไม่ปรากฏว่า เป็นกลางคืน
หรือกลางวัน โลกคงมีแต่แสงสว่างตลอดกาล.
แสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และ
ดวงดาวทั้งหลาย ไม่ครอบงำแสงสว่างพระ-
สถูปนั้นได้ แสงสว่างนั้น สว่างแผ่ไปถึงระยะ
หนึ่งร้อยโยชน์โดยรอบ จนแม้ประทีป ก็ไม่สว่าง
ในกาลนั้น มนุษย์บางพวกบูชาพระสถูป
อยู่ ทั้งที่นั้นมนุษย์เหล่านั้น ก็มิได้ขึ้นสู่พระสถูป
มนุษย์เหล่านั้น ก็เสมือนขึ้นไปอยู่สูงในท้องฟ้า
ฉะนั้น.
หน้า 488
ข้อ 140
ยักษ์ มีนามว่า อภิสมมต ยืนอยู่กับ
พวกเทวดา ได้ยกธงและพวงดอกไม้ขึ้นสูงยิ่ง.
ชนเหล่านั้น มิได้เห็นยักษ์นั้น เมื่อเดิน
ไป ก็เห็นพวงดอกไม้ เมื่อเห็นพวงดอกไม้ ก็
เดินไปอยู่อย่างนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไป
สู่สุคติ.
มนุษย์เหล่าใด ประพฤติชอบในปาพจน์
และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มนุษย์เหล่านั้น
ใคร่จะเห็นปาฏิหาริย์ จึงบูชาพระสถูป.
ครั้นเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นคนรับจ้าง อา-
ศัยอยู่ในพระนครหังสวดี เห็นชนรื่นเริงยินดี
แล้วจึงคิดอย่างนี้ว่า
ก็ชนเหล่านี้ ยินดีแล้ว ย่อมไม่อิ่มต่อ
การบุญที่ควรกระทำ อันปรากฏในพระสถูป บรรจุ
พระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดพระองค์
นั้น.
แม้ข้าพเจ้าจักกระทำบุญ ข้าพเจ้าจัก
เป็นทายาทในธรรมของพระโลกนาถเจ้า ผู้คงที่
พระองค์นั้น ในอนาคตกาลบ้าง.
ข้าพเจ้าจักทำความสะอาด ด้วยการเช็ด
ล้างพระสถูป ยกธงแผ่นผ้าของข้าพเจ้าขึ้นให้สูง
ผูกธงที่ปลายไม้ไผ่แล้วยกขึ้น.
หน้า 489
ข้อ 140
ข้าพเจ้ายืนประคองอยู่ธงอยู่ ธงของข้าพเจ้า
ถูกยกสูงขึ้นไปในอัมพร ข้าพเจ้า เห็นธงถูกลม
ปลิวสะบัดแล้ว ข้าพเจ้ามีความยินดีเกิดขึ้นแล้ว
ข้าพเจ้ากระทำจิตให้เลื่อมใสในพระสถูป
นั้น จึงเข้าไปหาพระสมณะ ถวายอภิวาทพระภิกษุ
นั้น ถามถึงวิบากในการถวายธง
พระภิกษุนั้น มีความยินดี กล่าวกับ
ข้าพเจ้า คือกล่าวถึงวิบากของการถวายธงนั้น ยัง
ความปีติให้เกิดแก่ข้าพเจ้า ตลอดกาลทั้งปวง.
กองทหารช้าง กองทหารม้า กองทหาร
รถ กองทหารเดินเท้า และจตุรงคเสนาแวดล้อม
เขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
นักดนตรีหกหมื่นคน กับกลองที่ประดับ
แล้ว แวดล้อมเขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลแห่ง
การถวายธง.
สตรีผู้ประดับตกแต่งแล้ว ๘๖,๐๐๐ นาง
ประดับตกแต่งด้วยเครื่องผ้าอาภรณ์อันวิจิตร
ประดับประดาด้วยแก้วมณีและตุ้มหู.
มีปากงาม เจรจาด้วยความยิ้มแย้ม อก
ผึ่งตะโพกผาย ทรวดทรงองค์เอวกลมกลึง แวด-
ล้อมเขาอยู่เป็นประจำ นี้เป็นผลของการถวายธง.
หน้า 490
ข้อ 140
ท่านจักยินดีในเทวโลก ตลอดเวลาสาม-
หมื่นกัป จักเป็นจอมเทวดา ๘๐ ครั้ง จักเสวย
เทวรัชสมบัติ.
จักเป็นพระราชา ๑,๐๐๐ ครั้ง และจักเป็น
พระเจ้าจักพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้า
ประเทศราช ผู้ไพบูลย์โดยประมาณนับมิได้.
ในกัปที่หนึ่งแสน พระมหาบุรุษจักทรง
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช มีพระนามตาม
พระโคตรว่า โคตมะ จักทรงเป็นพระศาสดาใน
โลก.
ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว อันกุศลตัก-
เตือนแล้ว อันบุญกรรมให้ระลึกได้แล้ว จักเกิด
เป็นพราหมณ์.
ท่านจักทอดทิ้งโภคสมบัติจำนวน ๘๐
โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นจำนวนมาก จักบวช
ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม
ว่า โคตมะ.
ท่านจักกราบทูลพระสัมพุทธเจ้า พระ-
นามว่า โคตมะ ผู้ประเสริฐในสักวงศ์ให้ทรง
ยินดี ด้วยชื่อว่า อุปวานะ จักเป็นสาวกของ
พระศาสดา.
หน้า 491
ข้อ 140
กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำไว้ในแสนกัป จัก
ให้ผลแก่ข้าพเจ้าในกัปนี้ ข้าพเจ้าได้หลุดพ้นแล้ว
จากแรงเสียบแทงของกิเลสเพียงดังลูกศร ข้าพ-
เจ้าเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว.
ธงทั้งหลาย ได้ชักขึ้นเพื่อข้าพเจ้า ได้
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้สงบ ผู้ปกครองทวีป
ทั้ง ๔ โดยรอบสามโยชน์ ในกาลทุกเมื่อ.
แต่ในกัปที่แสนในกาลนั้น ข้าพเจ้า ได้
กระทำกรรมใดไว้ ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้
จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการถวายธง.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้า ได้เผาทิ้งไปสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุปวานเถระ ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอุปวานเถราปทาน
หน้า 492
ข้อ 140
๕๖๐. อรรถกถาอุปวานเถราปทาน๑
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
เรื่องราวของท่านพระอุปวาณเถระ อันคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร
นาม ชิโน ดังนี้.
ได้ทราบว่า พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระ-
พุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็น
อันมากในภพนั้น ๆ เพราะถูกกรรมบางอย่างมาตัดรอน ในกาลแห่งพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เขาจึงได้มาบังเกิดในตระกูลคนยากจน
บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เก็บเอาพระธาตุ
ของพระองค์ไว้แล้ว เมื่อพวกมนุษย์ เทวดา นาคราช ครุฑ ยักษ์ กุมภัณฑ์
และคนธรรพ์ พากันสร้างสถูปประมาณ ๗ โยชน์ อันสำเร็จล้วนด้วยรัตนะ
๗ ประการ ได้เอาผ้าอุตตราสงค์อันขาวสะอาดของคนทำเป็นธงผูกติดปลาย
ไม้ไผ่แล้ว ได้ทำการบูชา ณ ที่สถูปนั้น เสนาบดียักษ์ ชื่อว่า อภิสัมมตกะ
ถือเอาธงนั้น ได้ตั้งพวกเทวดาไว้เพื่อรักษาเครื่องบูชาที่พระเจดีย์แล้ว เป็นผู้
ไม่ปรากฏกาย ทรงตัวอยู่ในอากาศ ได้ทำประทักษิณพระเจดีย์ ๓ รอบ. ด้วย
บุญกรรมอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุป-
บาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ได้มีชื่อว่า อุปวาณะ
เจริญวัยแล้ว ได้มองเห็นพุทธานุภาพในการรับพระเชตวัน ได้มีศรัทธา บวช
แล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ได้อภิญญา ๖ แล้ว. ก็โดยสมัยนั้น อาพาธเกี่ยวด้วย
โรคลมได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พราหมณ์ ชื่อว่า เทวหิตะ
ผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของพระเถระ อยู่ประจำในกรุงสาวัตถี. เขาได้ปวารณา
๑. บาลีเป็นอุปวานเถระ
หน้า 493
ข้อ 140
พระเถระไว้ด้วยปัจจัย ๔. ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะนุ่งห่มแล้ว ถือบาตร
และจีวร เข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์นั้นแล้ว. พราหมณ์ทราบว่า พระเถระ
เห็นจักมาด้วยประโยชน์อะไรสักอย่างเป็นแน่ จึงพูดว่า พระคุณเจ้า ต้องการ
อะไร ก็พูดมาเถอะขอรับ. พระเถระเมื่อจะบอกถึงความประสงค์แก่พราหมณ์
นั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
พราหมณ์เอ๋ย ! พระสุคตมุนีเจ้า ผู้เป็น
อรหันต์ในโลก ถูกโรคลมเข้าเบียดเบียน ถ้า
ท่านมีน้ำอุ่นจงถวายแด่พระมุนีเจ้าเถิด การบูชา
แล้วแก่ผู้ควรบูชา การสักการะแล้วแก่ผู้ควร
สักการะ การนอบน้อมแล้วแก่ผู้ควรนอบน้อม
พระองค์นั้น.
เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด อัน
พวกเทวดามีท้าวสักกะเป็นต้น และอันพวกพรหมมีท้าวมหาพรหมเป็นต้น
ได้บูชาแล้วแก่ผู้ควรบูชาในโลกนี้, ผู้อันพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศล
เป็นต้น ทรงกระทำสักการะแล้ว แก่ผู้ควรสักการะ, ผู้อันพระขีณาสพผู้
แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่นอบน้อมแล้ว แก่ผู้ควรนอบน้อม, ทรงเป็นพระอรหันต์
เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลายเป็นต้น, ทรงเป็นผู้เสด็จไปดี เพราะเสด็จไปได้
อย่างงดงามเป็นต้น ทรงเป็นพระสัพพัญญู เป็นพระมุนี คือพระศาสดาของ
พวกเรา ซึ่งทรงเป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ทรงเป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ
ทรงเป็นท้าวมหาพรหมยิ่งกว่าพวกพรหม, บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น ถูกโรคลม มีลมเป็นเหตุ เกิดการกระสับกระส่ายเพราะลมเป็นเหตุ
หน้า 494
ข้อ 140
ทรงกลายเป็นผู้อาพาธ. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านมีน้ำอุ่น, เราปรารถนาจะ
นำน้ำอุ่นนั้นไปเพื่อระงับอาพาธเนื่องด้วยโรคลมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ
องค์นั้น ดังนี้.
พราหมณ์ ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงได้น้อมเภสัชระงับโรคลม อันพอ
เหมาะกับน้ำอุ่นนั้นเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ก็โรคของพระ-
ศาสดา ได้ระงับแล้วด้วยเภสัชนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำ
อนุโมทนาแล้ว แก่พราหมณ์นั้น.
ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะ ได้ระลึกถึงบุรพกรรมของตน ในกาล
ต่อมา เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมา
แล้วในกาลก่อน จึงได้กล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทฺมุตฺตโร เป็นต้น มีเนื้อความตามที่ได้กล่าว
มาแล้วในตอนต้นนั่นแล. บทว่า มหาชนา สมาคมฺม ความว่า ชาวชมพู-
ทวีปทั้งสิ้น ได้รวมกันเป็นกลุ่ม. บทว่า จิตกํ กตฺวา เธอมีความว่า ชน
ทั้งหลายได้ทำจิตกาธาน ด้วยหมู่ไม้จันทน์สูงตั้งโยชน์ แล้วยกพระสรีระของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าขึ้นวางบนจิตกาธานนั้น. บทว่า สรีรกิจฺจํ กตฺวาน
ความว่า การทำกิจคือการเผาด้วยไฟ คือ การจุดไฟ. บทว่า ชงฺฆา มณิมยา
อาสิ ความว่า ทางเท้า ไปที่สถูปอันพวกมนุษย์สร้างขึ้นไว้ คือ สร้าง
ทำด้วยแก้วมณี ได้แก่ ทำสถานที่นั้นด้วยแก้วอินทนิล เพื่อนำดอกไม้ไป.
บทว่า มยมฺปิ ความว่า พวกเทวดาทั้งหมดจักสร้างสถูปไว้แน่. บทว่า
ธาตุ อาเวณิการ นตฺถิ ความว่า พระธาตุไม่มีเป็นแผนก ๆ เพื่อที่พวกเทวดา
และมนุษย์จะสร้างเจดีย์ไว้เป็นแห่ง ๆ เมื่อจะแสดงถึงพระธาตุนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ว่า สรีรํ เอกปิณฺฑิตํ เป็นต้น, อธิบายว่า ด้วยกำลังแห่งการอธิษฐาน
หน้า 495
ข้อ 140
พระสรีรธาตุทั้งสิ้น จึงได้เป็นเพียงก้อนเดียวเท่านั้น เปรียบดุจพระปฏิมาที่
สำเร็จด้วยศิลาก้อนเดียว ฉะนั้น. บทว่า อิมมฺหิ พุทธถูปมฺหิ ความว่า พวก
เราทั้งหมด จักมาพร้อมกันแล้ว ช่วยกันสร้างเครื่องปกคลุมสถูปไว้ ณ สถูป
ทองคำนี้ ที่พวกชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นได้พากันสร้างไว้แล้ว. บทว่า อินฺทนีลํ
มหานีลํ ความว่า แก้วมณีที่มีสีและแสงดุจดอกบัวสีน้ำเงิน เรียกว่า แก้ว
อินทนิล. เชื่อมความว่า ชื่อว่า แก้วมณีก้อนใหญ่ เพราะมีสียิ่งด้วยแก้ว
อินทนิลนั้น, เราได้นำเอา แก้วมณีอินทนิล แก้วมณีสีเขียวชนิดก้อนใหญ่
แก้วมณีโชติรส และแก้วมณีสีแดงโดยชาติ มารวมเป็นก้อนเดียวกัน แล้ว
ทำเป็นเครื่องคลุมที่สถูปทองคำ ปกคลุมไว้แล้ว. บทว่า ปจิเจกํ พุทฺธเสฏฺสฺส
ความว่า พวกประชาชนได้ทำสถูปด้วยเครื่องปกคลุมไว้ข้างบนเป็นแผนกหนึ่ง
เพื่อให้เป็นอิสระแด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด. บทว่า กุมฺภณฺฑา คุยฺหกา ตถา
ความว่า เทวดาพวกที่มีอัณฑะประมาณเท่าหม้อ ชื่อว่า กุมภัณฑ์, จึงกลาย
มาเป็นชื่อกำเนิดเทวดาพวกครุฑ เพราะปกปิดทำให้มิดชิด, พวกกุมภัณฑ์
เหล่านั้น ตัวเองมีเครื่องปกปิด จึงได้สร้างสถูปมีเครื่องปกปิดบ้าง. บทว่า
อติโภนฺติ น ตสฺสาภา ความว่า แสงสว่างแห่งพระจันทร์พระอาทิตย์และ
หมู่ดาว จึงไม่สาดส่อง ไม่เล็ดลอดท่วมทับรัศมีแห่งพระเจดีย์นั้นได้. บทว่า
อหมฺปิ การํ กสฺสามิ ความว่า แม้เราก็จักทำสักการะบุญกิริยา คือกุศลกรรม
ได้แก่ การบูชาด้วยธงชัยและธงปฏาก ณ พระสถูปของพระโลกนาถเจ้าผู้คงที่
บ้าง.
จบอรรถกถาอุปวาณเถราปทาน
หน้า 496
ข้อ 140
รัฐปาลเถราปทานที่ ๑๑ (๕๖๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระรัฐปาลเถระ
(๑๕๑) ข้าพเจ้า ได้ถวายพญาช้างเชือก
ประเสริฐ มีงาใหญ่งอนงามเสมือนงอนไถ แด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้
เจริญที่สุดของโลก ผู้คงที่.
ข้าพเจ้า เป็นนายควาญช้าง นั่งอยู่บน
คอช้าง อันตกแต่งให้งามด้วยเศวตฉัตร ได้จ่าย
ทรัพย์แล้วให้สร้างสังฆารามทั้งหลังนั้น.
ข้าพเจ้าได้สละทรัพย์ ๕๔,๐๐๐ กหาปณะ
ให้สร้างปราสาททั้งหลาย กระทำการถวายทาน
ด้วยเครื่องไทยมีราคามาก แด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าผู้มีพระคุณใหญ่.
พระมหาวีรเจ้า ผู้สัพพัญญู ผู้เป็นบุคคล
ผู้เลิศ ทรงยังมหาชนทั้งหมดให้ร่าเริงอยู่ ทรง
แสดงอมตบทแล้ว.
พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ
ทรงกระทำธรรมนั้น ให้แจ้งแก่ข้าพเจ้า ประทับ
นั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ ว่า
หน้า 497
ข้อ 140
ผู้นี้ ได้สละทรัพย์ ๕๔,๐๐๐ กหาปณะ
กระทำปราสาทแล้ว เราจะกล่าวถึงวิบาก ท่าน
ทั้งหลายจงฟัง เราจะกล่าววิบากนั้น
ผู้นี้สละทรัพย์ ๑๘,๐๐๐ กหาปณะ ให้
สร้างเรือนยอด เขาจักเกิดในวิมาน และวิมาน
เหล่านั้น จักสำเร็จด้วยทองทั้งหลัง.
เขา จักเป็นจอมเทวดา ๕๐ ครั้ง จัก
เสวยรัชสมบัติและเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ พระมหาบุรุษ จักทรง
สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช ทรงมีพระนาม
โดยพระโคตรว่า โคตมะ จักทรงเป็นพระศาสดา
ในโลก.
ครั้นเขาจุติจากเทวโลก อันกุศลมูล
ตักเตือนแล้ว ในกาลนั้น เขาจักเกิดในตระกูลที่
มั่งคั่ง มีโภคะมาก.
ภายหลัง เขาบวชแล้ว อันกุศลมูล
ตักเตือนแล้ว จึงได้นามว่า รัฐปาละ จักได้เป็น
สาวกของพระศาสดา.
เขา มีความเพียรอันตั้งไว้แล้ว เข้าไป
สงบ ปราศจากอุปธิแล้ว ในเมื่อบริษัทยังมีอาสวะ
อยู่ แต่เขาจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน.
หน้า 498
ข้อ 140
ข้าพเจ้าพยายามแล้วออกบวช ละทิ้ง
โภคะและสมบัติทั้งหลาย ข้าพเจ้า ไม่มีความ
รักใคร่ในโภคะสมบัติ อันเป็นเสมือนก้อนเขฬะ
ฉะนั้น.
ข้าพเจ้าทรงไว้ซึ่งการนำธุระคือความเพียร
ไป ซึ่งการนำไปซึ่งธรรมอันเป็นแดนเกษมจาก
โยคะและซึ่งกายในภพสุดท้าย ในพระศาสนาของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาสิ้นแล้ว
ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.
ข้าพเจ้าเป็นผู้มาดีแล้วแล ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระรัฐปาละเถระ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบรัฐปาลเถราปทาน
หน้า 499
ข้อ 140
๕๖๑. อรรถกถารัฐปาลเถราปทาน
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้:-
อปทานของท่านพระรัฐปาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส
ภควโต ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระ-
องค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพ
นั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิด
ในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในพระนครหังสาวดี ก่อนหน้าที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้น ทรงอุบัตินั่นแล พอเจริญวัยแล้ว บิดาล่วงลับดับชีวิตไป
เองก็ดำรงเพศเป็นฆราวาสครองเรือน ได้เห็นทรัพย์สมบัติ ที่มีอยู่ในตระกูล
วงศ์อันหาปริมาณมิได้ ตามที่คนผู้รักษาเรือนคลังรัตนะแสดงให้ทราบแล้ว
จึงคิดว่า ปู่ย่า ตายาย เป็นต้นของเรา ไม่อาจเพื่อจะถือเอากองทรัพย์สมบัติ
มีประมาณเท่านี้ ไปกับตนได้เลย แต่เราควรที่จะถือเอาแล้วจึงไป จึงได้ให้
มหาทานแก่หมู่คนทั้งหลายมีคนกำพร้าเป็นต้น. เขาได้บำรุงพระดาบสผู้ได้
อภิญญารูปหนึ่ง บุญนั้นจึงส่งเขาให้เป็นใหญ่ในเทวโลก เขาบำเพ็ญบุญ
ทั้งหลายจนตลอดชีวิตแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้ไปเกิดเป็นเทวดา. เทวดา
นั้น ได้ครอบครองเทวราชสมบัติในเทวโลกนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติ
จากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นลูกชายคนเดียวแห่งตระกูล ซึ่งสามารถเพื่อจะ
ทำรัฐที่แตกกันแล้วในโลกมนุษย์ให้ทรงอยู่ได้ ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ได้ทรงประกาศ
พระธรรมจักรอันบวชให้เป็นไปแล้ว ทรงยังเวไนยสัตว์ ให้ได้บรรลุถึงภูมิ
หน้า 500
ข้อ 140
อันเกษม กล่าวคือมหานครได้แก่พระนิพพาน. ลำดับนั้น กุลบุตรผู้นั้น
ได้บรรลุนิติภาวะแล้วโดยลำดับ วันหนึ่ง ได้ไปยังพระวิหารพร้อมกับ พวก
อุบาสกอุบาสิกา ได้เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม มีจิตเลื่อมใส นั่ง
อยู่ที่ท้ายบริษัทแล้ว.
ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาได้ทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง
ที่เลิศกว่าพวกบรรพชิตผู้มีศรัทธาทั้งหลาย. เขาได้เห็นการสถาปนานั้นแล้ว
มีใจเลื่อมใส จึงปรารถนาเพื่อจะได้ตำแหน่งนั้นบ้าง ได้ทำมหาทานให้เป็นไป
แล้วตลอด ๗ วัน ได้ทำปณิธานด้วยเครื่องสักการะใหญ่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยภิกษุแสนรูปเป็นบริวาร. พระศาสดา ทรงเห็นว่าปณิธานนั้นจะ
สำเร็จได้โดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในพระศาสนา
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคคม เขาจักเป็นผู้เลิศกว่าพวกบรรพ-
ชิต ผู้มีศรัทธา. เขาถวายบังคมพระศาสดาและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้ว จึงลุกขึ้นจาก
อาสนะหลีกไป. เขาอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ได้บำเพ็ญบุญไว้มากมายจนตลอด
อายุแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
กัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ไป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ
เมื่อพระราชโอรส ๓ พระองค์ ซึ่งเป็นพระภาดาต่างพระมารดากับพระศาสดา
กำลังบำรุงปฏิบัติพระศาสดาอยู่ ตนเองได้ทำกิจเนื่องด้วยสหายกับพระราช-
โอรสเหล่านั้น เพื่อจะได้บำเพ็ญบุญ. เขาได้สั่งสมบุญกุศลนั้นไว้เป็นอันมาก
ในภพนั้นอย่างนั้นแล้ว จึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติภพเท่านั้น ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนของรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิตนิคม
แคว้นกุรุ. เพราะเขาเกิดในตระกูลที่สามารถเพื่อจะทำรัฐที่แตกแล้วให้ดำรงอยู่
ได้ จึงได้มีชื่อตามลำดับวงศ์นั้นแลว่า รัฐปาล. เขามีบริวารมากมาย เติบโต
หน้า 501
ข้อ 140
ถึงความเป็นหนุ่มตามลำดับ มารดาบิดาได้ให้แต่งงานกับหญิงสาวรูปงาม และ
ได้ให้ดำรงอยู่ในยศอันยิ่งใหญ่ ได้เสวยสมบัติเช่นกับทิพยสมบัติ. ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปในชนบท. ในแคว้นกุรุ ได้เสด็จไปถึงบ้าน
ถุลลโกฏฐิตะตามลำดับ. กุลบุตรชื่อว่า รัฐปาลได้สดับเหตุการณ์นั้นแล้วจึง
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ศรัทธา แต่
มารดาบิดาขออนุญาตให้ก็แสนยากลำบาก ต้องทำการอดอาหารถึง ๗ วัน จึงได้
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอบวชแล้ว ได้บวชในสำนักของพระเถระรูปหนึ่ง
ตามรับสั่งของพระศาสดา ท่านได้บำเพ็ญกัมมัฏฐานโดยโยนิโสมนสิการ
เจริญวิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต.
ครั้นกาลต่อมา ท่านระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส
ใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาในกาลก่อน จึงกล่าวคำ
เริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุนาโค
โส มยา ทินฺโน ความว่า ในคราวที่เป็นมหาธนเศรษฐี ในสมัยที่สละเสบียง
ทั้งหมดไปในทาน นาคที่ดี คือพญาช้าง ได้เป็นผู้อันเราถวายแล้ว. เมื่อจะ
แสดงถึงพญาช้างนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อีสาทนฺโต ดังนี้. งาเท่า
งอนรถ คือมีงาประมาณเท่างอนแห่งรถ, พญาช้างนั้นอันเราถวายแล้ว.
บทว่า อุรุฬฺหวา ได้แก่ สามารถใช้เป็นพาหนะของพระราชา, หรือเหมาะ
สมแก่พระราชา. บทว่า เสตจฺฉตฺโต ความว่า ประกอบด้วยฉัตรสีขาวตั้งไว้
เพื่อประดับประดา. บทว่า ปโสภิโต ความว่า สมบูรณ์ด้วยรูปโฉม อัน
งดงามด้วยมีสายคาดอันห้อยย้อย. บทว่า สกปฺปโน สหตฺถิโป ความว่า
ประกอบด้วยเครื่องอลังการสำหรับช้าง ประกอบด้วยนายควาญผู้รักษาช้าง.
อธิบายว่า พญาช้างผู้เป็นเช่นนี้ เราได้ถวายแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 502
ข้อ 140
พระนามว่า ปทุมุตตระ. บทว่า มยา ภตฺตํ กาเรตฺวาน เธอมีความว่า
เมื่อเราได้ช่วยกันสร้างพระวิหารแล้ว ได้ช่วยกันบำรุงนิตยภัตรแด่พวกภิกษุ
ประมาณโกฏิรูปผู้จำพรรษาอยู่แล้ว ได้มอบถวายแด่พระมเหสีเจ้า. บทว่า
ชลชุตฺตมนามโก ความว่า ชื่อว่า ชลชะ เพราะเกิดจากน้ำ, อันนั้นคืออะไร,
คือดอกปทุม, อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่า ปทุมุตตระ
เพราะมีนามเสมอกับดอกปทุมและเพราะเป็นผู้สูงสุด. คำที่เหลือในที่
ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารัฐปาลเถราปทาน
จบอรรถกถายสวรรคที่ ๕๖
อรรถกถาอปทาน ชื่อว่า วิสุทธชนวิลาสินี เป็นอรรถกถาอปทาน
ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวก และพระเถระ
จบบริบูรณ์เพียงเท่านี้แล.
นิคมนกถา
ขอมนุษยโลกทั้งหมดพร้อมทั้งเทวโลก จงทราบถึงอรรถกถาแห่ง
อปทานนี้ ซึ่งบัณฑิตผู้ได้มีความฉลาดทำการอาราธนาโดยเฉพาะตั้ง ๗ เดือน
ผู้แสวงหาโพธิสมภาร ผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก ได้นำมาแล้ว เพื่อตัดข่ม
ด้วยคุณมากรอบด้าน ผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก ได้นำมาแล้ว เพื่อตัดข่ม
และติชม ตัณหา มานะ และทิฏฐิเป็นต้น ของสัตว์ทั้งปวง มีพระอานันท-
เถระเป็นอาทิ ผู้เป็นประทีปในหมู่เถรวงศ์ ผู้มีคุณเช่นความมักน้อยเป็นต้น
อยู่ในเกาะสิงหลแล.
หน้า 503
ข้อ 140
ด้วยกุศลกรรมนี้ ขอมลทินมีความโลภ
เป็นต้น โรคมีโรคตาเป็นต้น ความทุกข์ต่าง ๆ
ชนิด ภัยมีการทะเลาะเป็นต้น จนกลายเป็นได้
รับความทุกข์ ผู้ก่อการอันไม่เป็นประโยชน์มีโจร
เป็นต้น ของปวงประชาในโลกนี้ จงพินาศไป.
ขอเวรและบาปธรรม ๕ ประการของ
ข้าพเจ้า จงพินาศไปดุจฝนและลมกำจัดความร้อน
ให้พินาศไปฉะนั้น ขอให้ข้าพเจ้าจงได้กำจัดความร้อน
ให้พินาศไปฉะนั้น ขอให้ข้าพเจ้าจงได้ดำเนินถึง
พระนิพพาน ด้วยหนทางอันประเสริฐคือมรรคมี
องค์ ๘ ประการเถิด.
ขอให้ข้าพเจ้า จงย่ำยีทิฏฐิทั้งปวงและ
ปาปธรรมมีราคะโทสะเป็นต้นได้ จงตัดสังสาร-
วัฏ เข้าถึงสวรรค์และนิพพานเถิด. ในอาณาเขต
ทั้งหมด คือตั้งแต่ภวัคคพรหมจนถึงในอเวจีนรก
ขอสัตว์ทั้งปวง จงได้พากันประพฤติตามธรรม
เถิด โลกทั้ง ๓ ก็จักได้มีความอบอุ่นแล.
หน้า 505
ข้อ 141
๔. เถรีอุปทาน
สุเมธาวรรคที่ ๑
สุเมธาเถรีอปทานที่ ๑ (๑)
ผลของการถวายวิหาร
ลำดับนี้จงสดับอปทานของพระเถรีต่อไป
[๑๔๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า โกนาคมนะ ประทับอยู่ที่สังฆาราม เราซึ่ง
เป็นหญิงสหายกัน ๓ คน ได้ถวายวิหารทาน
เราทั้ง ๓ คนเกิดในเทวโลก ๑๐ ครั้ง
๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ในมนุษยโลกไม่จำต้อง
พูดถึง
ในเทวโลกเราเป็นคนมีฤทธิ์มาก ใน
มนุษย์ก็ไม่จำต้องพูดถึง ดิฉันเป็นนางแก้ว พระ-
มเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิ
ดิฉันสร้างสมกุศลไว้ในชาตินั้น ชน ๓
คนคือ นางธนัญชานี นางเขมาและดิฉันมีสกุล
และบุตรอันสำเร็จดีแล้ว ได้สร้างพระอารามอย่าง
เสร็จแล้ว มอบถวายแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุขเป็นผู้เบิกบานใจเพราะกรรมนั้นส่งผล ใน
บาลี ๓๓ ในเสรีอปทานไม่มีอรรถกถาอธิบาย
หน้า 506
ข้อ 141
กำเนิดที่ดิฉันเกิดคือสวรรค์ ดิฉันก็ถึงความเป็น
หญิงเลิศ และในมนุษย์เช่นเดียวกัน
พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ผู้เป็น
พงศ์พันธุ์พรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่า
ปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัป
นี้เอง พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี บรมกษัตริย์
ในพระนครพาราณสีอันเป็นบุรีอุดม เป็นอุปัฏฐาก
ของพระพุทธเจ้า ประพฤติพรหมจรรย์
ดิฉันเป็นพระสหายของพระราชธิดา
เหล่านั้น เป็นหญิงมั่นคงในศีล ได้ถวายทาน
โดยเคารพ ประพฤติพรหมจรรย์ในเรือนนั่นเอง
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากดาวดึงส์แล้วไปสวรรค์
ชั้นยามา จุติจากสวรรค์ชั้นยามานั้นแล้ว ไป
ชั้นดุสิต และจุติจากดุสิต ไปชั้นนิมมานรดีแล้ว
ก็ไปชั้นวสวัตดี
ดิฉันผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เกิดใน
ภพใดชาติใด ในภพนั้นชาตินั้น ก็ได้เป็นพระ-
มเหสีของพระมหากษัตริย์
ดิฉันจุติจากสวรรค์ชั้นวสวัตดีนั้นแล้ว
เกิดในมนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักร-
พรรดิ และพระเจ้าแผ่นดินประเทศเอกราช
หน้า 507
ข้อ 141
เสวยสมบัติทั้งในสวรรค์และมนุษย์ มี
ความสุขทุกชาติ ท่องเที่ยวไปในชาติเป็นอันมาก
เหตุปัจจัยและมูลนั้น ๆ เหมาะสมในพระศาสนา
นั่นคือสโมธานข้อต้น สโมธานของดิฉันผู้ยินดี
ในธรรมนั้นดับสนิท
ดิฉันเผากิเลสเสียแล้ว ถอนภพขึ้นได้
หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกพันเหมือนช้างพัง
ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ดิฉันได้มาในสำนักของพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุดนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา
๓ ดิฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ดิฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้า ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุเมธาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุเมธาเถรีอปทาน
หน้า 508
ข้อ 142
เมขลทายิกาเถรีอปทานที่ ๒ (๒)
ว่าผลแห่งการถวายสายสะอิ้งสร้างพระสถูป
[๑๔๒] ดิฉันสร้างพระสถูปของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ดิฉันได้
ถวายสายสะอิ้งเพื่อนวกรรมของพระศาสดา และ
เมื่อพระมหาสถูปสำเร็จแล้ว ดิฉันเลื่อมใสต่อ
พระมุนีผู้เป็นนาถะของโลก ได้ถวายสายสะอิ้งอีก
ด้วยมือทั้งสองของตน
ในกัปที่ ๔๙ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ถวายสาย
สะอิ้งในครั้งนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการสร้างพระสถูป
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลาย ถอนภพขึ้น
ได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างพังตัด
เชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่ดิฉันได้มายังสำนักของพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุดนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา
๓ ดิฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ ดิฉันได้ทำให้แจ้งชัด
หน้า 509
ข้อ 143
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จ
แล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเมขลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเมขลาทายิกาเถรีอปทาน
มัณฑปทายิการเถรีอปทานที่ ๓ (๓)
ผลของการสร้างมณฑปถวาย
[๑๔๓] ดิฉันได้ให้นายช่างสร้างมณฑป
ถวายพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ และได้
สร้างพระสถูปอันบวรของพระพุทธเจ้า ผู้เป็น
พงศ์พันธุ์ของโลก
ดิฉันไปยังชนบท นิคมหรือราชธานีใด ๆ
ย่อมได้รับการบูชาในที่นั้น ๆ ทุกแห่งนี้เป็นผล
ของบุญกรรม
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัณฑปทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบมัณฑปทายิกาเถรีอปทาน
หน้า 510
ข้อ 144, 145
สังกมนทาเถรีอปทานที่ ๔ (๔)
ผลแห่งการอุทิศร่างกายเป็นสะพาน
[๑๔๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า โกณฑัญญะ ผู้ประเสริฐกว่า ผู้คงที่
ทรงช่วยสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร เสด็จพระดำเนิน
ไปที่ถนน
ดิฉันออกจากเรือนแล้วนอนคว่ำหน้า
ครั้งนั้น สมเด็จพระโลกเชษฐ์ผู้ทรงพระกรุณา ได้
เสด็จเหยียบไปบนศีรษะดิฉัน
ครั้นแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จเลยไป ดิฉัน
ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต ก็เพราะจิตเลื่อมใสนั้น
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว
ทราบว่า ท่านพระสักมนทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบสังกมนทาเถรีอปทาน
นฬาลิกาเถรีอปทานที่ ๕ (๕)
ผลของการถวายดอกอ้อ
[๑๔๕] ดิฉันได้เกิดเป็นนางกินรีอยู่ที่ฝั่ง
แม่น้ำจันทภาคา ครั้งนั้นดิฉันได้พบพระสยัมภู
พุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร
หน้า 511
ข้อ 145
ดิฉันมีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติ ประ-
นมอัญชลีแล้ว เก็บเอาดอกอ้อมาบูชาพระสยัมภู
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างนางกินรีแล้ว ได้
ไปสู่คณะไตรทศ
ได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักกเทว-
ราช ๓๖ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ พระองค์
ดิฉันสลดใจแล้วก็ได้ออกบวชเป็นบรรพ
ชิต ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
หมดแล้ว อาสวะของดิฉันสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้
ภพใหม่ไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ดิฉันได้บูชาด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าได้ฉันได้ทำเสร็จแล้ว
ทราบว่า พระนฬมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบฬมาลิการเถรีอปทาน
หน้า 512
ข้อ 146
เอกปิณฑปาตทายิกาเถรีอปทานที่ ๖ (๖)
ผลของการถวายข้าวผสมน้ำนม
[๑๔๖] ในพระนครพันธุมดี มีพระบรม
กษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า พันธุมา ดิฉัน
เป็นพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ดิฉันย่อมพูดกะ
คนบางคน ครั้งนั้น ดิฉันอยู่ในที่ลับ นั่งคิด
อย่างนี้ว่า ก็กุศลที่บุคคลจะพึงถือเอาไปด้วย ที่
เราทำแล้วไม่มีเลย
เราจะต้องไปนรกที่มีความเร่าร้อนใหญ่
ยิ่ง เผ็ดร้อนร้ายกาจ ทารุณโดยแน่นอน ใน
ข้อนี้เราไม่มีความสงสัยเลย ดังนี้
ดิฉันเข้าเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลว่า
ขอเดชะ ขอพระองค์จงพระราชทานสมณะให้
หม่อมฉันสักองค์หนึ่งเถิด หม่อมฉันจักนิมนต์
ให้ท่านฉัน พระมหาราชาได้พระราชทานสมณะ
ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้วให้ดิฉัน ดิฉันรับบาตร
ของท่านแล้วนิมนต์ท่านให้ฉันจนอิ่มหนำ ด้วย
ข้าวที่ระคนด้วยน้ำนมและทธิแล้ว ดิฉันบูชาด้วยข้าว
ที่ระคนด้วยน้ำนมและทธิแล้ว ทำของหอมและ
เครื่องไท้ทา เอาร่างแหปิดแล้วเอาผ้าเหลืองคลุม
ไว้
หน้า 513
ข้อ 146
ดิฉันนึกถึงอารมณ์ของดิฉันทราบเท่าสิ้น
ชีวิต ยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้นแล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักกเทวราช ๓๐ พระองค์ สิ่งที่ดิฉันปรารถนา
ด้วยใจ ย่อมเกิดสมดังประสงค์
ฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้า
จักรพรรดิ ๒๐ พระองค์ดิฉันเป็นหญิงสร้างตัวเอง
ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
ดิฉันพ้นจากเครื่องผูกพันทุกอย่างแล้ว
มีการอุบัติไปปราศแล้ว มีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว
บัดนี้ ภพไปไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้ทานใด
ในกาลนั้น ด้วยทานนั้นดิฉันจึงไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระเอกปิณฑปาตทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบเอกปิณฑปาตทายิกาเถรีอปทาน
หน้า 514
ข้อ 147
กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถรีอปทานที่ ๗ (๗)
ผลของการถวายภิกษา ๑ ทัพพี
[๑๔๗] ดิฉันได้ตักเอาภิกษาหนึ่งพันทัพพี
ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า
ติสสะ บรมศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต
อยู่
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ บรม-
ศาสดา ผู้นำชั้นของโลก ทรงรับแล้วประทับ
ยืนทำอนุโมทนาแก่ดิฉันกลางถนนว่า
ท่านถวายภิกษาหนึ่งทัพพีแล้ว จักไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จักได้เป็นพระอัครมเหสีของ
ท้าวสักรินเทวราช ถึง ๓๖ พระองค์ จักได้เป็น
พระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ พระองค์
ท่านจักได้สิ่งที่ใจปรารถนาในกาลทั้งปวง
ท่านเสวยสมบัติแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีความ
ห่วงใยออกบวช กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วจัก
เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน
พระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นำชั้น
เลิศของโลก เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว
ก็เหาะขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพระยาหงส์บินอยู่ใน
อัมพรฉะนั้น.
หน้า 515
ข้อ 148
ทานดิฉันได้ให้ดีแล้วทีเดียว ยัญสมบัติ
ดิฉันได้บูชาดีแล้ว ดิฉันบรรลุบทอันไม่หวั่นไหว
ได้ ก็เพราะถวายภิกษาหนึ่งทัพพี ในกัปที่ ๙๒
แต่กัปนี้ ดิฉันได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย
ทานนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
ถวายภิกษา
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระกฏัจฉุภิกขาทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกฏัจฉุภิกขาทายิกาเถราอปทาน
สัตตอุปลมาลิกาเถรีอปทานที่ ๘ (๘)
ผลของการถวายดอกอุบล ๗ ดอก
[๑๔๘] ในพระนครอรุณวดี มีพระ-
มหากษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า อรุณ ดิฉัน
เป็นพระอัครมเหสีของท้าวเธอ
ดิฉันร้อยพวงมาลัยอยู่ ได้หยิบเอาดอก
อุบลมีกลิ่นหอมเหมือนทิพย์มา ๗ ดอก แล้วนั่ง
ลงในปราสาทอันประเสริฐ คิดขึ้นในขณะนั้น
เองว่า
หน้า 516
ข้อ 148
ประโยชน์อะไร ด้วยพวงมาลัยเหล่านี้
ซึ่งเราเอาประดับศีรษะเรา เราเอาบูชาในพระ-
ญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด จะประเสริฐ
กว่า
ชนทั้งหลายเขาพากันนับถือบูชาพระ-
สัมพุทธเจ้า เราจะนั่งที่ใกล้ประตูจักบูชา
พระสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนีในเวลาที่พระองค์เสด็จ
มา
พระพิชิตมารผู้งดงามดังต้นรกฟ้าขาว
หรือมิฉะนั้น ก็เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เสด็จมาตามถนน
ฉันเห็นพระรัศมีของพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็ร่าเริงสลดใจ ยังไม่ทันถึงประตูก็บูชาพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ดิฉันทำดอกอุบลอันบานเต็มที่ ๗ ดอก
ให้เป็นของกั้นแดดในอัมพร ดอกอุบลเหล่านั้น
กั้นแดดอยู่เหนือพระเศียรพระพุทธเจ้า.
ดิฉันมีจิตประกอบด้วยปีติ ดีใจ เกิด
โสมนัสประนมอัฐชลี ยังจิตให้เลื่อมใสในกาลนั้น
แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เหนือศีรษะของดิฉัน เขากั้นเศวตฉัตร
ขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์ฟุ้งไป นี้เป็น
ผลแห่งดอกอุบล ๗ ดอก.
หน้า 517
ข้อ 148
บางครั้ง เมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำเอาไป
ครั้งนั้น เศวตฉัตรคันใหญ่ย่อมกั้นแดดไว้ทั่ว
บริษัทของดิฉัน
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักรินทเทวราช ๗๐ พระองค์ ดิฉันเป็นอิสระทุก
ภพ เที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เป็นพระอัคร-
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์ ชน
ทั้งหลายประพฤติตามดิฉันทุกคน ดิฉันมีถ้อยคำ
น่าเชื่อถือ.
ผิวพรรณของดิฉันเหมือนดอกอุบล และ
กลิ่นก็ฟุ้งไปเหมือนกลิ่นอุบลหอม ดิฉันไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการ
เจริญโพชฌงค์ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้
เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน มีสมาธิ
ฌานเป็นโคจร ขวนขวายในสัมมัปปธาน นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา.
ความเพียรของดิฉันนำเอาธุระน้อยใหญ่
ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้
ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
อีก
หน้า 518
ข้อ 149
ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้เอาดอก
ไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น ดิฉันจึงไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสัตตอุปลมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสัตตอุปลมาลิกาเถรีอปทาน
ปัญจทีปิกาเถรีอปทานที่ ๙ (๙)
ผลของการถวายประทีป ๕ ดวง
[๑๔๙] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงท่อง-
เที่ยวอยู่ในพระนครหังสวดี ดิฉันต้องการกุศล
จึงเที่ยวไปสู่อารามหนึ่งจากอารามหนึ่ง ได้พบไม้
โพธิ์อันอุดมในวันกาฬปักษ์ ยังจิตให้เลื่อมใสใน
ไม้โพธิ์นั้นแล้ว นั่งลงที่โคนไม้โพธิ์
ดิฉันตั้งจิตเคารพประนมอัญชลีเหนือ
เศียรเกล้า สำแดงความโสมนัสแล้วคิดอย่างนี้ใน
ขณะนั้นว่า
ถ้าพระพุทธเจ้ามีพระคุณนับไม่ได้ ไม่มี
บุคคลเปรียบเสมอไซร้ ก็ขอให้ทรงแสดงปาฎิ-
หน้า 519
ข้อ 149
หาริย์แก่เราเถิด ขอไม้โพธิ์จงเปล่งรัศมี ทันใด
นั้นเอง ไม้โพธิ์ก็ได้โพลงไปทั่วพร้อมกับที่ดิฉัน
นึก รัศมีสำเร็จด้วยสีทองล้วนไพโรจน์ไปทั่วทิศ
ดิฉันนั่งลงอยู่ที่โคนโพธิ์นั้น ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อถึงวันเป็นวันคำรบ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วย
ประทีป
ประทีป ๕ ดวงลุกโพลงย่อมล้อมรอบอาสนะ
ครั้งนั้น ประทีปของดิฉันลุกโพลงอยู่ จนถึงเวลา
พระอาทิตย์อุทัย.
เพราะกรรมทีทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวย-
งามในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เรียกว่า "ปัญจทีป-
วิมาน" ปัญจทีปวิมานนั้นสูง ๑๐๐ โยชน์ กว้าง
๖๐ โยชน์
ประทีปนับไม่ถ้วนส่องสว่างล้อมดิฉัน อยู่
ทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป
คนที่หันหน้าไปทางทิศบูรพา ถ้าดิฉัน
ปรารถนาที่จะดู ดิฉันย่อมเห็นได้ด้วยจักษุทุกคน
ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง
หน้า 520
ข้อ 149
ดิฉันปรารถนาจะเห็นกรรมดีและกรรมชั่ว
ที่คนทำในที่มีประมาณเท่าใด ที่มีประมาณเท่านั้น
ย่อมไม่มีต้นไม้หรือภูเขามากั้นกาง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักรินทเทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐ พระองค์
ดิฉันเข้าถึงกำเนิดนั้น ๆ ประทีปตั้ง
แสน ๆ ส่องแสงล้อมดิฉัน
ดิฉันจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในครรภ์
มารดา เมื่อดิฉันอยู่ในครรภ์มารดา จักษุของ
ดิฉันไม่หลับ
ประทีปทั้งจำนวนแสนดวง ส่องสว่าง
อยู่ในเรือนประสูติของดิฉันผู้พร้อมเพรียงด้วยบุญ
กรรม นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
เมื่อถึงภพสุดท้าย ดิฉันกลับฉันทะที่มี
ในใจ เห็นนิพพานอันเป็นสภาวะเยือกเย็น ไม่มี
ชราและมรณะ
พอเกิดได้อายุ ๗ ขวบ ดิฉันได้บรรลุ
อรหัต พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ทรงทราบ
ถึงคุณของดิฉัน จึงให้ดิฉันอุปสมบท
หน้า 521
ข้อ 149
ดิฉันเข้าฌานอยู่ในมณฑป โคนไม้
ปราสาท ถ้ำ หรือเรือนอันว่างเปล่าก็ดี ประทีป
๕ ดวงส่องแสงสว่างให้ดิฉัน
ทิพยจักษุของดิฉันบริสุทธิ์ ดิฉันฉลาด
ในสมาธิ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผล
แห่งประทีป ๕ ดวง
ดิฉันเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวง ทำ
กิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหาวีระผู้มี
พระจักษุ หม่อมฉันชื่อว่าปัญจทีปา ขอถวาย
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ถวาย
ประทีปใด ในครั้งนั้น ด้วยการถวายประทีปนั้น
ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕
ดวง
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัญจทีปิกาเถรีอปทาน.
หน้า 522
ข้อ 150
อุทกทายิกาเถรีอปทานที่ ๑๐ (๑๐)
ผลของการถวายน้ำ
[๑๕๐] ดิฉันเป็นหญิงหาบน้ำขายอยู่ใน
พระนครพันธุมดี เลี้ยงชีพด้วยการหาบน้ำ เลี้ยง
ดูเด็ก ๆ ก็ด้วยการหาบน้ำนั้น
ก็ดิฉันไม่มีไทยธรรม ดิฉันเข้าไปยังซุ้ม
น้ำแล้ว ตั้งน้ำไว้ถวายในบุญเขตอันยอดเยี่ยม
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ดิฉันจึง
ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้าง
ให้แก่ดิฉันอยู่สวยงาม ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น
ถูกนิรมิตรขึ้นก็เพราะการหาบน้ำ
ครั้งนั้น ดิฉันประเสริฐกว่าพวกนาง
อัปสรตั้งพัน ดิฉันครอบงำนางอัปสรเหล่านั้น
ทั้งหมดด้วยฐานะ ๑๐ ประการ
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสัก-
รินทเทวราช ๕๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๐ พระองค์
ดิฉันท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ
เทวดาและมนุษย์ ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
การถวายน้ำ.
หน้า 523
ข้อ 150
บนยอดเขา ยอดไม้ ในอากาศ หรือ
พื้นดินก็ตาม ดิฉันต้องการน้ำเมื่อใด ดิฉันย่อม
ได้โดยเร็วพลันเมื่อนั้น
ทิศที่ไม่มีฝนอยู่ เพราะดิฉันเร่าร้อน
กระหายน้ำแล้ว มหาเมฆรู้ความดำริของดิฉันย่อม
ยังฝนให้ตก
ในบางครั้งเมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำเอา
ออกไป มหาเมฆได้ยังฝนให้ฝนตกลง ในคราวที่
ดิฉันปรารถนาฝน
ในสรีระของดิฉัน ไม่มีความเร่าร้อน
หรือความกระวนกระวายเลย และละออง ธุลีก็ไม่
มีในกายของดิฉัน นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็น
ทาน
ทุกวันนี้ ดิฉันมีใจบริสุทธิ์ที่ ปราศจากใจ
ที่ชั่วช้า มีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรม
ใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายหมดแล้ว . . .
คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 524
ข้อ 150
ทราบว่า ท่านพระอุทกทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุทกทายิกาเถรีอปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุเมธาเถรีอปทาน ๒. เมขลทายิกาเถรีอปทาน ๓. มัณฑปทา-
ยิกาเถรีปทาน ๔. สังกมนัตถาเถรีอปทาน ๕. นฬมาลิกาเถรีอปทาน
๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถรีอปทาน ๗. กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถรีอปทาน
๘. สัตตอุปลทายิกาเถรีอปทาน ๙. ปัญจทีปิกาเถรีอปทาน ๑๐. อุทกทายิ-
กาเถรีอปทาน
และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๓๐ คาถากึ่ง.
จบสุเมธารวรรคที่ ๑๐
หน้า 525
ข้อ 151
เอกกุโปสถวรรค ที่ ๒
เอกุโปสถิกาเถรีอปทานที่ ๑ (๑๑)
ผลของการรักษาอุโบสถศีล
[๑๕๑] ในพระนครพันธุมดี มีพระ-
บรมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพันธุมา ในวันเพ็ญ
ท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถ ศีล
สมัยนั้น ดิฉันเป็นนางกุมภทาสในพระ-
นครพันธุมดีนั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระมหา
กษัตริย์ จึงคิดอย่างนี้ในครั้งนั้นว่า
แม้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงละราชกิจมา
รักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่นอน หมู่
มหาชนจึงพากันเบิกบานใจ
ดิฉันพิจารณาเห็นทุคติและความเป็นคน
ยากไร้โดยแยบคาย ทำให้จิตใจร่าเริงแล้ว รักษา
อุโบสถศีล.
ดิฉันรักษาอุโบสถศีลในพระศาสนาของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว
นั้น ดิฉันได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวย
งามในดาวดึงส์นั้น สูงโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วย
เรือนยอด มีที่นั่งใหญ่โต ประดับแล้วอย่างดี
หน้า 526
ข้อ 151
นางอัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอดิฉัน
อยู่ทุกเมื่อ ดิฉันงามเกินนางเทพอัปสรอื่น ๆ ใน
กาลทั้งปวง.
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าว
สักรินทเทวราช ๖๔ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์
ฉันเป็นผู้มีผิวพรรณปานดังทองคำ ท่อง
เที่ยวอยู่ในภพทั้งหลาย ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐในที่
ทุกสถาน นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล.
ดิฉันย่อมได้ยานช้าง ยานไม้ และยาน
รถ แม้ทุกอย่างมากมาย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ภาชนะสำเร็จด้วยทองเงินแก้วผลึกและ
แก้วปทุมราช ดิฉันได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขน-
สัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้ายและผ้าที่มีราคาสูง ๆ
ดิฉันก็ได้ทุกสิ่ง
ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ
ดิฉันได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล.
เครื่องหอมชนิดดี ดอกไม้ จุรณสำหรับ
ลูบไล้ ดิฉันก็ได้ทุกประการ นี้เป็นผลแห่ง
อุโบสถศีล
เรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น
และถ้ำ ดิฉันก็ได้ถ้วนทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่ง
อุโบสถศีล
หน้า 527
ข้อ 152
พอดิฉันอายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้ออกบวช
เป็นบรรพชิต ได้บรรลุอรหัตเมื่อยังไม่ทันจะถึง
ครึ่งเดือน ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้ว ดังนี้
ภพใหม่ไม่มีอีก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลย นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระเอกุโปสถิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกุโปสถิกาเถรีอปทาน.
สลฬปุปผิกาเถรีอปทานที่ ๒ (๑๒)
ผลของการถวายดอกช้างน้าว
[๑๕๒] ครั้งนั้น ดิฉันเกิดเป็นนางกินรี
อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ดิฉันได้พบพระ-
นราสภผู้เป็นเทพของทวยเทพ กำลังเสด็จจงกรม
อยู่
ดิฉันได้เลือกเก็บดอกไม้ช้างน้าวมาถวาย
แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาวีรเจ้า-
ทรงดมกลิ่นดอกไม้ช้างน้าว ซึ่งมีกลิ่นเหมือนทิพย์
หน้า 528
ข้อ 153
พระมหาวีระผู้นำโลกพระนามว่าวิปัสสี
สัมพุทธเจ้าทรงรับแล้ว ได้ทรงดมกลิ่น ในเมื่อ
ดิฉันมองดูอยู่ในครั้งนั้น ดิฉันประนมอัญชลี
ถวายบังคม พระพุทธองค์ผู้อุดมกว่าสัตว์สองเท้า
ทำจิตของตนให้เลื่อมใส ต่อจากนั้น ก็ได้เดินขึ้น
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้ถวาย
ดอกไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายดอกไม้นั้น
ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทะบูชา
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. .. คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสลฬปุปผิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบสลฬปุปผิกาเถรีอปาน.
โมทกทายิกาเถรีอปานที่ ๓ (๑๓)
ผลของการถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น
[๑๕๓ ] ดิฉันเป็นนางกุมภทาสีอยู่ใน
พระนครพันธุมดี ดิฉันถือเอาขนมต้มอันเป็นส่วน
ของดิฉันไปท่าน้ำได้พบสมณะผู้มีจิตสงบ มีใจ
เป็นสมาธิ ที่หนทาง ก็มีจิตเลื่อมใสโสมนัส
จึงได้ถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น
หน้า 529
ข้อ 154
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันจึงไม่ได้ไปสู่วินิบาตเลย
ตลอด ๒ กัป
ก็ดิฉันทำสมบัติแล้วเสวยสิ้นทุกอย่าง
ดิฉันได้บรรลุอจลบทเพราะถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระโมทกทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบโมทกทายิกาเถราอปทาน
เอกาสนทายิกาเถรีอปทานที่ ๔ (๑๔)
ผลของการถวายอาสนะ
[๑๕๔] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงช่าง
กรองดอกไม้ชาวพระนครหังสวดี มารดาบิดา
ของดิฉันท่านไปทำงาน ดิฉันได้พบพระสมณะ
กำลังเดินไปตามถนนในเวลาเที่ยงวัน ดิฉันได้
ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะด้วยผ้าโกเชาว์
อันวิจิตรเป็นต้นแล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสโสมนัส
กล่าวดังนี้ว่า ภูมิภาคแรงร้อนแดดกล้าเวลาเที่ยง
แดดจัดลมไม่รำเพยพัด และเวลานี้ก็จวนจะเลย
เวลาแล้ว
หน้า 530
ข้อ 154
ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉันปูลาด
ไว้ถวายท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบน
อาสนะของดิฉันเถิด
พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้วมีใจบริสุทธิ์
ได้นั่งลงบนอาสนะนั้น ดิฉันรับบาตรของท่าน
แล้ว ได้ถวายบิณฑบาตตามที่ตนหุงต้มไว้
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะ
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันสละร่างมนุษย์แล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวย-
งามในดาวดึงส์นั้น สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐
โยชน์ ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วเพราะอาสนะ
บัลลังก์ของดิฉันมีหลายอย่างต่าง ๆ ชนิด
สำเร็จด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้ว
ผลึกก็มี ด้วยแก้วปทุมราชก็มี บัลลังก์ของดิฉัน
ปูลาดด้วยนวมก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูป
ราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอ
ด้วยไหมประดับแก้วอันวิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาด
มีขนยาวชายด้านเดียวก็มี
เมื่อใด ดิฉันต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้น
ดิฉันย่อมเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุก-
สนาน ไปสู่ที่ที่ดิฉันปรารถนา พร้อมกับบัลลังก์
อันประเสริฐ
หน้า 531
ข้อ 154
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสัก-
รินทเทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๐ พระองค์
เมื่อดิฉันยังท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
ย่อมได้โภคทรัพย์มากมาย ดิฉันไม่บกพร่อง
โภคทรัพย์เลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ฉันท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือ ใน
สวรรค์และมนุษย์ ภพอื่น ๆ ดิฉันไม่รู้จัก นี้
เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ดิฉันเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์
และสกุลพราหมณ์ ดิฉันเกิดในสกุลสูงทุก ๆ ภพ
นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ความโทมนัสที่ทำจิตของดิฉันให้เร่าร้อน
ดิฉันไม่รู้จัก ความเป็นผู้มีผิวพรรณแปลกดิฉันก็
ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงดิฉัน หญิงค่อม
และเด็กรับใช้มีมาก ดิฉันไปสู่อวัยวะหนึ่งจากอีก
อวัยวะหนึ่ง นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
พวกพี่เลี้ยงนางนมอื่นให้ดิฉันอาบน้ำ
พวกอื่นให้รับประทานข้าว พวกอื่นประดับประดา
ดิฉัน พวกอื่นเห่กล่อมดิฉันให้รินเริงทุกเมื่อ
พวกอื่นเอาของหอมไล้ทาดิฉัน นี้เป็นผลแห่ง
อาสนะอันเดียว
หน้า 532
ข้อ 155
บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของดิฉันผู้อยู่ที่
มณฑป ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่างเปล่า ย่อม
ปรากฏขึ้น นี้เป็นอัตภาพสุดท้ายของดิฉัน ภพ
หลังกำลังเป็นไป
แม้วันนี้ดิฉันก็ได้สละราชสมบัติออกบวช
เป็นบรรพชิต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้
ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ดิฉันไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบเอกาสนทายิกาเถรีอปทาน
ปัญฐจทีปทยิกาเถรีอปทานที่ ๕ (๑๕)
ผลของการถวายประทีป ๕ ดวง
[๑๕๕] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงนักท่อง-
เที่ยวอยู่ในพระนครหังสวดี ดิฉันต้องการกุศล
จึงท่องเที่ยวไปตามวัดและอาราม ดิฉันได้พบไม้-
โพธิ์อันอุดมในวันกาฬปักษ์ ดิฉันยังจิตให้เลื่อม-
ใสในไม้โพธิ์นั้น แล้วนั่งลงที่โคนโพธิ์
หน้า 533
ข้อ 155
ดิฉันตั้งจิตอันประกอบด้วยความเคารพ
ไว้ ประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า สำแดงถึง
ความโสมนัส แล้วคิดอย่างนี้ในทันใดนั้นว่า
ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระคุณนับไม่ได้
ไม่มีบุคคลอื่นเปรียบเสมอจริงไซร้ ขอให้แสดง
ปาฏิหาริย์แก่เราเถิด ขอให้ไม้โพธิ์นี้จงเปล่งรัศมี
ในทันไดนั้นเอง ไม้โพธิ์ก็ได้โพลงไป
ทั่วพร้อมกับที่ดิฉันนึก รัศมีนั้นสำเร็จด้วย
สีทองล้วน ไพโรจน์ไปทั่วทิศ
ดิฉันนั่งอยู่ที่โคนโพธิ์นั้น ๗ คืน ๗ วัน
เมื่อถึงวันเป็นคำรบ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วย
ประทีป
ประทีป ๕ ดวงลุกโพรงรอบอาสนะ
ครั้งนั้นประทีปของดิฉันลุกโพลงอยู่ จนถึงเวลา
พระอาทิตย์อุทัย
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
วิมานที่บุญกรรมสร้างสรรให้ดิฉันอย่าง
สวยงาม ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เรียกว่า
ปัญจทีปวิมาน สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์
มีประทีปนับไม่ถ้วนส่องแสงสว่างล้อม
ดิฉัน ทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป
หน้า 534
ข้อ 155
ดิฉันนั่งหันหน้าไปทิศบูรพาแล้ว ถ้า
ประสงค์จะดู ย่อมเห็นทุกสิ่งได้ด้วยจักษุทั้ง
เบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวาง
ดิฉันปรารถนาจะเห็นกรรมดีกรรมชั่วที่
คนทำในที่มีประมาณเท่าใด ที่มีประมาณเท่านั้น
ย่อมไม่มีต้นไม้หรือภูเขามากั้นกาง
ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักก-
เทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐ พระองค์
ดิฉันเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เทวดาหรือ
มนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ ประทีปจำนวนแสนส่อง
แสงสว่างล้อมดิฉัน
ดิฉันจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในครรภ์
มารดา เมื่อดิฉันอยู่ในครรภ์มารดา นัยน์ตาของ
ดิฉันไม่หลับ ประทีปจำนวนแสนดวงส่องสว่าง
ในเรือนประสูติของดิฉัน ผู้เพียบพร้อมด้วยบุญ-
กรรม นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
เมื่อถึงภพสุดท้าย ดิฉันกลับได้ฉันทะที่
มีในใจเห็นนิพพานอันเป็นสภาวะเยือกเย็น ไม่มี
ชราและมรณะ.
พอเกิดอายุได้ ๗ ขวบ ดิฉันก็ได้บรรลุ
อรหัต พระพุทธเจ้าให้ดิฉันอุปสมบท นี้เป็น
ผลแห่งประทีป ๕ ดวง
หน้า 535
ข้อ 155
เมื่อดิฉันอยู่ที่มณฑป โคนไม้ หรือใน
เรือนว่างเปล่า ประทีปส่องแสงสว่างให้ทุกเมื่อ
เชื่อวัน นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
ทิพยจักษุของดิฉันบริสุทธิ์ ดิฉันฉลาด
ในสมาธิ ถึงความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผล
แห่งประทีป ๕ ดวง
ดิฉันเป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวง ทำ
กิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระมหาวีระผู้มี
จักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่าปัญจทีปาขอถวายบังคม
พระยุคลบาทของพระองค์
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้ทาน
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ดิฉันไม่รู้จักทุคติ
เลยนี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปัญจทีปทายิกาเถรีอปทาน
หน้า 536
ข้อ 156
นฬมาลิกาเถรีอปทาน ๖ (๑๖)
ผลของการบูชาด้วยดอกบัว
[๑๕๖ ] ดิฉันเกิดเป็นนางกินรีอยู่ที่ฝั่ง
แม่น้ำจันทภาคา ครั้งนั้น ดิฉันได้พบพระสยัม-
ภูพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ
จึงมีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติ ประนมอัญชลี
แล้ว เก็บเอาดอกอ้อมาบูชาพระสยัมภู เพราะ
กรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนง
ไว้ ดิฉันละร่างนางกินรีแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์
ดิฉันได้เป็นอัครมเหสีของท้าวสักก-
เทวราช ๓๖ พระองค์ สิ่งที่ฉันปรารถนาด้วยใจ
ย่อมเกิดตามปรารถนา ดิฉันได้เป็นพระอัคร-
มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ พระองค์ ดิฉัน
เป็นผู้สร้างตน ท่องเที่ยวไปในภพทั้งปวง
กุศลของดิฉันมี ดิฉันได้ออกบวชเป็น
บรรพชิต วันนี้ดิฉันเป็นปูชารหบุคคลในศาสนา
ของพระศากยบุตร
ในกัปที่ ๘๔ แต่กัปนี้ ดิฉันได้บูชา
พระพุทธเจ้าใด ด้วยพุทธบูชานั้น ดิฉันไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เห็นผลแห่งดอกอ้อ
หน้า 537
ข้อ 157
ทุกวันนี้ดิฉันมีใจบริสุทธิ์ ปราศจากใจ
ที่ชั่วช้า มีอาสวะสิ้นไปทั้งหมด บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนฬมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนฬมาลิกาเถรีอปทาน
มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทานที่ ๗ (๑๗)
บุพจริยาของพระมหาปาชาบดีโคตมีเถรี
[๑๕๗] ในกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ผู้เป็นประทีปแก้วส่องโลกให้สว่างไสว
เป็นนายสารภีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ กูฏาคาร
ศาลาป่ามหาวันใกล้พระนครเวสาลี
ครั้งนั้น พระมาโคตมีภิกษุณี พระมหา-
ตุจฉาของพระพิชิตมาร อยู่ในสำนักนางภิกษุณี
ในพระนครอันรื่นรมย์นั้น พร้อมด้วยพระภิกษุณี
๕๐๐ องค์ ซึ่งล้วนแต่พ้นจากกิเลสแล้ว เมื่อ
พระมหาปชาบดีโคตมีนั้นอยู่ในที่สงัด ตรึกนึกคิด
อย่างนี้ว่า
การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของ
คู่พระอัครสาวกก็ดี ของพระราหุล พระอานนท์
และพระนันทะก็ดี เราไม่ได้เห็น
หน้า 538
ข้อ 157
เราอันพระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ทรงอนุญาตแล้ว พึงปลงอายุสังขารแล้วนิพพาน
ก่อนเถิด พระภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ องค์ ก็ได้ตรึก
อย่างนั้นเหมือนกัน แม้พระเขมาภิกษุณีเป็นต้น
ก็ได้ตรึกเช่นนี้เหมือนกัน
ครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหว กลองทิพย์
ดังขึ้นเองทวยเทพที่สิงอยู่ในสำนักของนางภิกษุณี
ถูกความโศกบีบคั้น บ่นเพ้ออยู่อย่างน่าสงสาร
หลั่งน้ำตาแล้วในที่นั้น พระภิกษุณีทุก ๆ องค์
พร้อมด้วยทวยเทพเหล่านั้น เข้าไปหาพระมหา -
โคตมีภิกษุณี ซบศีรษะแทบเท้าแล้วกล่าวว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า เพราะเรามีปกติอยู่ด้วยการ
เทียบเคียงในกรรมเหล่านั้น เราได้อยู่ในที่สงัด
พื้นภูมิภาคหวั่นไหวจลาจล กลองทิพย์
ดังขึ้นเอง และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญ ข้าแต่
พระโคตมี จะต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแน่
ครั้งนั้น พระมหาโคตมีภิกษุณีได้บอก
ถึงเหตุตามที่ตนได้ตรึกแล้วทุกประการ ลำดับ
นั้น พระภิกษุณีทุก ๆ องค์ ก็ได้บอกถึงเหตุที่
ตนตรึกตรองแล้ว กล่าวว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจ
การปรินิพพานอันเกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงดิฉัน
ทั้งหลายก็จักนิพพานทั้งหมด ในกาลก่อนที่
หน้า 539
ข้อ 157
พระพุทธเจ้าจะทรงพระอนุญาต ดิฉันทั้งหลายได้
ออกจากเรือนพร้อมด้วยพระแม่เจ้า เมื่อดิฉัน
ทั้งหลายออกจากภพนี้ไปสู่บุรีคือนิพพานอันอุดม
ดิฉันทั้งหลาย ก็จักไปพร้อมกับพระแม่เจ้า
เหมือนกัน.
พระมหาปชาบดีโคตมีได้กล่าวว่า
เมื่อท่านทั้งหลายจะไปสู่นครคือนิพพาน
ดิฉันจักว่าอะไรได้เล่า แล้วได้ออกจากสำนักนาง
ภิกษุณีไปพร้อมกับพระภิกษุณีทั้งหมดในครั้งนั้น
พระปชาบดีโคตมีภิกษุได้กล่าวกะทวย-
เทพทั้งหลายที่สิง อยู่ ณ สำนักนางภิกษุณีว่า จง
อดโทษแก่ดิฉันเถิด การเห็นสำนักนางภิกษุณี
ของดิฉันนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย
ในที่ใดไม่มีความแก่หรือความตาย ไม่มี
การสมาคมด้วยสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก
ไม่มีการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก
ที่นั้น นักปราชญ์กล่าวว่าเป็นอสังขตสถาน
พระโอรสของพระสุคตเจ้าทั้งหลายที่ยัง
ไม่ปราศจากราคะ ได้สดับคำของพระนางนั้น
เป็นผู้โศกกำศรดปริเทวนาการว่า
น่าสังเวชหนอพวกเราเป็นคนมีบุญน้อย
สำนักพระภิกษุณีนี้จะว่างเปล่า เพราะเว้นพระ-
ภิกษุณีเหล่านั้น พระภิกษุณีผู้ชิโนรส จะไม่
หน้า 540
ข้อ 157
ปรากฏ เปรียบเหมือนดวงดาวทั้งหลายไม่ปรากฏ
ในเวลาที่สว่างฉะนั้น
พระนางโคตมีภิกษุณีจะไปสู่นิพพาน
พร้อมกับพระภิกษุณีอีก ๕๐๐ องค์ เหมือนกับ
แม่น้ำคงคาไหลไปสู่สาครพร้อมกับแม่น้ำ ๕๐๐
สาย ฉะนั้น
อุบาสิกาทั้งหลายผู้มีศรัทธา เห็นพระ-
โคตมีภิกษุณีนั้นกำลังเดินไปตามถนน ได้พากัน
ออกจากเรือนไปหมอบลงแทบเท้าแล้วกล่าวว่า
ดิฉันทั้งหลายเลื่อมใสในพระแม่เจ้า
พระแม่เจ้าจะละทิ้งดิฉันทั้งหลาย ไว้ให้เป็นคน
อนาถาเสียแล้ว พระแม่เจ้ายังไม่ควรที่จะปริ-
นิพพานก่อน
ควรที่จะสงสารด้วยอุบาสิกาเหล่านั้นพา
กันปริเทวนาการ เพื่อจะให้อุบาสิกาเหล่านั้นละ
เสียซึ่งความโศก พระนางจึงได้กล่าวอย่างเพราะ
พริ้งว่า อย่าร้องไห้ไปเลยลูกทั้งหลาย วันนี้เป็น
เวลารื่นเริงของท่านทั้งหลาย
ความทุกข์ ดิฉันกำหนดรู้แล้ว ตัณหา
อันเป็นเหตุแห่งควานทุกข์ดิฉันเว้นขาดแล้ว
ความดับทุกข์ ดิฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว อนึ่ง
แม้ถึงมรรค ดิฉันก็ได้อบรมดีแล้ว.
จบภาณวารที่ ๑
หน้า 541
ข้อ 157
พระศาสดาดิฉันได้บำรุงแล้ว คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว ภาระอัน
หนักดิฉันได้ปลงลงแล้ว ตัณหาอันนำไปสู่ภพ
ดิฉันได้ถอนเสียแล้ว
ดิฉันออกบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์
ใด ประโยชน์นั้นดิฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ สัง-
โยชน์ทุกอย่างหมดไปแล้ว
พระพุทธเจ้าและพระสัทธรรม ของ
พระองค์ มิได้บกพร่อง ยังดำรงอยู่ตราบใด
ตราบนั้นเป็นกาลที่ดิฉันจะนิพพาน ลูกทั้งหลาย
อย่าได้เศร้าโศกถึงดิฉันเลย
พระโกณฑัญญะ พระอานนท์และ
พระนันทะเป็นต้น กับทั้งพระราหุลพุทธชิโนรส
ยังมีชนมีชีพอยู่ ขอพระสงฆ์จงเป็นผู้มีความ
สุขสำราญ ขอให้เดียรถีย์จงเป็นผู้มีความโง่เขลา
อันกำจัดเสียได้เถิด
ยศ คือ การย่ำยีมารอันวงศ์แห่งพระเจ้า
โอกกากราชยกขึ้นแล้ว ลูกทั้งหลาย บัดนี้ถึง
เวลาที่ดิฉันจะนิพพานมิใช่หรือ ความปรารถนา
ที่ดิฉันได้ตั้งไว้แต่ต้นมานานนักหนา จะสำเร็จ
แก่ดิฉันในวันนี้
เวลานี้เป็นเวลาที่จะบันลือกลองนันทเภรี
ลูกทั้งหลาย น้ำตาจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน
ทั้งหลายเล่า
หน้า 542
ข้อ 157
ถ้าท่านทั้งหลายจะมีความเอ็นดูหรือมี
ความกตัญญูในดิฉัน ขอให้ท่านทุกคนจงทำ
ความเพียรมั่นเพื่อความดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรม
เถิด
พระสัมพุทธเจ้าอันดิฉันทูลอ้อนวอน
จึงได้ประทานบรรพชาแก่สตรีทั้งหลาย เพราะ
ฉะนั้น ดิฉันยินดีฉันใด ท่านทั้งหลายก็จง
เจริญรอยตามซึ่งความยินดีนั้น ฉันนั้นเถิด
ครั้น พระนางพร่ำสอนอุบาสิกาเหล่านั้น
อย่างนี้แล้ว ห้อมล้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย เข้า
ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้วได้กราบทูล
ดังนี้ว่า
ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดา
ของพระองค์ ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็น
พระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระโลกนาถ
พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระ-
สัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉัน
เป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด
ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์
นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกายอัน
น่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้
เจริญเติบโตแล้ว
หน้า 543
ข้อ 157
หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนมอัน
ระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ แม้น้ำนม คือ
พระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์
ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี ในการผูกมัดและ
รักษา พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน
หม่อมฉันได้ฟังมาว่าสตรีทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตร
บวงสรวงอยู่ก็ย่อมจะได้บุตรเช่นนั้น
สตรีที่เป็นพระมารดาของพระนราธิบดีมี
พระเจ้ามันธาตุเป็นต้น ชื่อว่าเป็นมารดาผู้ยังบุตร
ให้จมอยู่ในห้วงมหรรณพคือภพ
ข้าแต่พระโอรส หม่อมฉันผู้จมดิ่งอยู่
ในห้วงมหรรณพคือภพ อันพระองค์ให้ข้ามไป
จากสาครคือภพแล้ว พระนามว่าพระมเหสีพันปี
หลวง สตรีทั้งหลายได้ง่าย พระนามว่า พระ-
พุทธมารดา นี้ สตรีทั้งหลายได้ยากอย่างยิ่ง.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ก็พระนามว่า
พระพุทธมารดานั้น หม่อมฉันได้แล้ว ความ
ปรารถนาน้อยใหญ่ของหม่อมฉันทั้งปวงนั้น
หม่อมฉันได้บำเพ็ญแล้วกับพระองค์
หม่อมฉันปรารถนาเพื่อจะทิ้งร่างนี้
นิพพาน ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้ทำที่สุดทุกข์เป็นผู้นำ
ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันเถิด ขอ
หน้า 544
ข้อ 157
ได้ทรงโปรดเหยียบออกซึ่งพระยุคลบาทอันเกลื่อน
กล่นไปด้วยลายจักรและธง อันละเอียดอ่อน
เหมือนกับดอกบัว หม่อมฉันจะถวายบังคม
พระยุคลบาทนั้น จะขอทำความรักในบุตร
ข้าแต่พระองค์ผู้นายก หม่อมฉันกระทำ
สรีระซึ่งเปรียบด้วยลองกองให้ปรากฏเป็นข้าวสุก
ได้เห็นพระสรีระของพระองค์แล้ว จึงจะขอไป
นิพพาน พระพิชิตมารได้ทรงแสดงพระกาย
อันประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
ประดับด้วยพระรัศมีอันงาม อันเป็นเหมือนดวง
ตาของคนพาลเพราะมีค่ามาก กะพระมาตุจฉา
ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี
ได้ซบพระเศียรลงแทบพื้นพระบาทอันเป็นลายจักร
คล้ายกับดอกบัวบานมีพระรัศมีปานดังพระอาทิตย์
แรกทอแสง แล้วพระนางได้กราบทูลว่า หม่อม
ฉันขอน้อมมนัสการพระนราธิป ผู้เป็นธงของ
องค์พระอาทิตย์ ขอพระองค์ทรงโปรดเป็นที่พึ่ง
ของหม่อมฉันในกาลสุดท้ายเถิด หม่อมฉันจะ
ไม่ได้เห็นพระองค์อีก
ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศของโลก ธรรมดา
สตรีทั้งหลายรู้กันว่ามีแต่จะก่อโทษทุกประการ
ถ้าโทษอย่างใดอย่างหนึ่งของหม่อมฉันมีอยู่ ก็ขอ
พระองค์ได้โปรดกรุณาอดโทษแก่หม่อมฉันเถิด
หน้า 545
ข้อ 157
อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูลขอบ่อย ๆ ให้
สตรีทั้งหลายได้บวช ข้าแต่พระนราสภ ถ้าโทษ
ในข้อนั้นจะมีแก่หม่อมฉัน ขอได้ทรงโปรดอด
โทษนั้นเถิด.
ข้าแต่พระวีรเจ้าทรงไว้ซึ่งการอดโทษ
ภิกษุทั้งหลายอันหม่อมฉันสั่งสอนแล้ว ตามที่
พระองค์ทรงอนุญาต ถ้าในข้อนั้นจะมีการ
แนะนำได้ยาก ขอได้โปรดทรงอดโทษข้อนั้นเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อน
นางโคตมีผู้ประดับไปด้วยคุณ โทษที่ท่านจะให้
อดโทษพึงมีอะไร เมื่อท่านบอกว่าจะลานิพพาน
ตถาคตจักไปว่ากระไรให้มากไปเล่า.
เมื่อภิกษุสงฆ์ของตถาคตบริสุทธิ์ไม่บก-
พร่อง ท่านจะออกไปเสียจากโลกนี้ได้ก็ควร
เพราะเนื้อหมดแสงดาวในเวลารุ่งแล้ว รอบใน
พระจันทร์ย่อมจะมองไม่เห็น ฉะนั้น
พระภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหา-
ปชาบดีโคตมีเถรีพากันทำประทักษิณพระพิชิตมาร
ผู้เลิศ เหมือนหมู่ดาวที่ติดตามพระจันทร์ ทำ
ประทักษิณภูเขาสิเนรุ ฉะนั้น หมอบลงแทบ
พระบาทแล้ว ยืนจ้องดูพระพักตร์ของพระพุทธ-
เจ้า กราบทูลว่า
หน้า 546
ข้อ 157
จักษุของหม่อมฉันทั้งหลาย ไม่เคยอิ่ม
ด้วยการเห็นพระองค์ โสตของหม่อมฉันทั้งหลาย
ไม่เคยอิ่มด้วยพระภาษิตของพระองค์ จิตของ
หม่อมฉันทั้งหลายดวงเดียวแท้ ๆ ก็ไม่อิ่มด้วยรส
แห่งธรรมของพระองค์.
ผู้บันลืออยู่ในบริษัท กำจัดเสียซึ่งทิฏฐิ
และมานะชนเหล่าใดเห็นพระพักตร์ของพระองค์
ชนเหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ถึงที่สุดสงความ ชน
เหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์
ซึ่งมีพระองคุลียาว มีพระนขาแดงงดงาม มีส้น
พระบาทยาว ถึงชนเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
ข้าแต่พระนโรดม ชนเหล่าใดได้สดับ
พระดำรัสของพระองค์อันไพเราะน่าปลื้มใจ เผา
เสียซึ่งโทษ เป็นประโยคเกื้อกูล ชนเหล่านี้
ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
อิ่มไปด้วยการบูชาพระบาทของพระองค์ ข้ามพ้น
ทางกันดารคือสงสารได้ ด้วยพระสุนทรกถาของ
พระองค์ผู้ทรงสิริ ฉะนั้นหม่อมฉันทั้งหลายจึง
ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี.
ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีผู้
มีวัตรอันงาม ประกาศในหมู่พระภิกษุสงฆ์แล้ว
หน้า 547
ข้อ 157
ไหว้พระรากล พระอานนท์ และพระนันทะ
แล้วได้ตรัสดังนี้ว่า ดิฉันเบื่อหน่ายในร่างกายซึ่ง
เสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษ เป็นที่พักของโรค
เป็นสถานที่เกิดทุกข์ มีชราและมรณะเป็นโคจร
อาเกียรณ์ไปด้วยมลทิน คือ ซากศพ
ต่าง ๆ ต้องพึ่งพาผู้อื่น ปราศจากเรี่ยวแรง
ฉะนั้น ดิฉันจึงปรารถนาจะนิพพานเสีย ขอลูก
ทั้งหลายจงยอมอนุญาตให้เถิด.
พระนันทเถรเจ้าและพระราหุลผู้เจริญ
เป็นผู้ปราศจากความโศก ไม่มีอาสวะ ตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหว มีปัญญา มีความเพียร ได้คิดตาม
ธรรมดาว่า
น่าติโลกที่ปัจจัยปรุงแต่งปราศจากแก่น-
สาร เปรียบด้วยต้นกล้วย เช่นเดียวกับกลลวง
และพยับแดด ต่ำช้า ไม่มั่นคง
พระโคตมีเถรี พระมาตุจฉาของพระ-
พิชิตมาร ซึ่งได้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ยังต้องถึงแก่
กรรม สังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง
ก็ครั้งนั้น พระอานนท์พุทธอนุชา ซึ่ง
เป็นคนสนิทของพระพิชิตมาร ยังเป็นพระเสข-
บุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตาร้องไห้คร่ำครวญอย่าง
น่าสงสาร ณ ที่นั้นว่า
หน้า 548
ข้อ 157
พระโคตมีเถรีเจ้าตรัสอยู่หลัด ๆ ก็จะ
เสด็จไปนิพพานเลย อีกไม่นานเลยแม้พระพุทธ-
เจ้าก็คงจะเสด็จไปนิพพานแน่นอน เปรียบเหมือน
ไฟที่หมดเชื้อแล้ว ฉะนั้น
พระโคตมีเถรีเจ้าได้ตรัสกะท่านพระ-
อานนท์ผู้ชำนาญพระปริยัติ ปานดังสาครอันลึก
ล้ำ เอาใจใส่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ซึ่ง
พร่ำรำพันอยู่ดังกล่าวมาว่า
ลูกเอ๋ย เมื่อกาลเป็นที่ร่าเริงปรากฏขึ้น
แล้ว พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของดิฉัน
ที่สุดแห่งการนิพพานของดิฉันใกล้เข้ามาแล้ว
พ่อเอย พระศาสดา พ่อได้ทูลให้ทรงยิน-
ยอม จึงได้ทรงอนุญาตให้เราบวช ลูกเอ๋ย พ่อ
อย่าเสียใจไปเลย ความพยายามของพ่อมีผล
ก็บทใด ที่ติตถิกาจารย์ทั้งหลายผู้เก่าแก่
ไม่เห็น บทนั้นอันเด็กหญิงซึ่งมีอายุ ๗ ขวบรู้แจ้ง
ประจักษ์แล้ว
พ่อจงรักษาพระพุทธศาสนาไว้ การที่
ดิฉันได้เห็นพ่อครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย บุคคลไป
ในทิศใดแล้วไม่ปรากฏ ดิฉันก็จะขอลาไปในทิศ
นั้นนะลูก.
หน้า 549
ข้อ 157
ในกาลบางคราวพระ นายกเจ้าผู้เลิศโลก
กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ พระองค์ทรงถามแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดความสงสารกล่าววาจาถวาย
พระพรว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอพระองค์จงมี
พระชนชีพอยู่นาน ๆ ข้าแต่พระมหามุนี ขอ
พระองค์ จงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป เพื่อความ
เกื้อกูลและประโยชน์แก่โลกทั้งปวงเถิด ขออย่า
ให้พระองค์ทรงพระชราและปรินิพพานเสียเลย.
พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสกะดิฉัน
กราบทูลเช่นนั้นว่า ดูก่อนพระนางโคตมี พระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อันบุคคลชมเชย เหมือน
อย่างที่ท่านชมเชยอยู่มิได้ ดิฉันได้ทูลถามว่าก็แล
ด้วยประการเป็นดังฤา พระตถาคตผู้สัพพัญญูจึง
ชื่อว่าอันบุคคลพึงชมเชยด้วยประการเป็นดังฤา.
พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่ชมเชย
พระองค์อันหม่อมฉันถามถึงเหตุนั้นแล้ว ขอได้
ตรัสบอกเหตุนั้นแก่หม่อมฉันเถิด.
พระองตรัสตอบว่า ท่านจงดูพระสาวก
ทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ตั้งใจแน่วแน่ มี
ความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ เป็นคนพร้อมเพรียงกัน
นี้เป็นการชมเชยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
หน้า 550
ข้อ 157
ต่อแต่นั้น ดิฉันไปสู่สำนักนางภิกษุ
อยู่ผู้เดียว คิดเห็นแจ้งชัดว่า พระนาถะผู้ถึงที่สุด
แห่งไตรภพ ทรงพอพระทัยบริษัทที่สามัคคีกัน
เมื่อกระนั้น ดิฉันจะนิพพานเสีย ดิฉัน
อย่าได้พบความวิบัตินั้นเลย ครั้นดิฉันคิดดังนี้
แล้ว ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าฤาษีทั้งปวง
แล้วได้กราบทูลกาลเป็นที่ปรินิพพานกะ
ผู้นำชั้นพิเศษ ลำดับนั้น พระองค์ได้ทรงอนุญาต
ให้ดิฉันดั่งนี้ว่า จงรู้กาลเอาเถิดพระนางโคตมี
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อน
พระโคตมี คนพาลเหล่าใด สงสัยในการตรัสรู้
ธรรมของสตรีทั้งหลาย ท่านจงแสดงอิทธิฤทธิ์
เพื่อละเสียซึ่งทิฏฐิของคนพาลเหล่านั้น
ครั้งนั้น พระโคตมีเถรีเจ้า ถวายบังคม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เหาะขึ้นสู่อัมพร แสดง
ฤทธิ์เป็นอันมากตามพระพุทธานุญาต
คือองค์เดียวเป็นหลายองค์ก็ได้ ทำให้
ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง
ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุด
ขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบน
น้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้
หน้า 551
ข้อ 157
เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ใช้
อำนาจทางกายไปตลอดพรหม ก็ได้
ทำถูเขาสิเนรุให้เป็นท่อน ๆ พลิกมหา-
ปฐพีขึ้นพร้อมด้วยราก ทำให้เป็นตัวร่มกั้นต่าง
ร่มเดินจงกรมในอากาศ
ทำโลกให้รุ่งโรจน์ ประหนึ่งว่าเวลา
พระอาทิตย์อุทัยเหนือภูเขายุคันธร และทำโลก
นั้น ให้เป็นเหมือนพวงดอกไม้ตาข่าย
เอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งกำภูเขามุจจลินท์
ภูเขาสิเนรุ ภูเขามันทาระ และภูเขาทัททระไว้
ทั้งหมด เหมือนดังกำเมล็ดพันธ์ผักกาด เอา
ปลายนิ้วมือบังพระอาทิตย์พร้อมทั้งพระจันทร์ไว้
ทัดทรงพระจันทร์พระอาทิตย์ไว้ตั้งพันดวง
เหมือนทัดทรงพวงมาลัย ฉะนั้น
ทรงน้ำในสาครทั้ง ๔ ไว้ได้ด้วยฝ่า
พระหัตถ์ข้างหนึ่ง ยังฝนใหญ่ อันมีอาการปาน
ดังเมฆบนภูเขายุคันธรให้ตกลง
พระนางเจ้านั้นได้นิรมิตให้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิ พร้อมด้วยบริษัทในนภาดลอากาศ
แสดงให้เป็นครุฑ คชสาร ราชสีห์ ต่างบันลือ
สีหนาทนฤโฆษอยู่
หน้า 552
ข้อ 157
องค์เดียวนิรมิตให้เป็นคณะ พระภิกษุณี
นับไม่ถ้วน แล้วก็อันตรธานกลับเป็นองค์เดียว
กราบทูลพระมหามุนีเจ้าว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อม
ฉันผู้เป็นพระมาตุจฉาของพระองค์ เป็นผู้ทำตาม
คำสอนของพระองค์ บรรลุประโยชน์ของตนโดย
ลำดับแล้ว ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระองค์
พระนางเจ้านั้นครั้นแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ
แล้ว ลงจากนภาดลอากาศ ถวายบังคมพระผู้
ส่องโลกแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระนางเจ้าได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้นายกของโลก หม่อม
ฉันมีอายุได้ ๑๒๐ ปี แต่กำเนิดแล้วเพียงเท่านี้ก็
พอแล้ว หม่อมฉันจักขอทูลลานิพพาน.
ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดนั้นถึงความพิศวง
ยิ่งนัก จึงได้พากันประนมอัญชลีถามว่า ข้าแต่
พระแม่เจ้า พระแม่เจ้าได้ทำอะไรไว้ จึงมีฤทธิ์
อำนาจเช่นนี้.
พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีเจ้า ได้กล่าวบุพจริยาของท่านดังต่อไปนี้
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง
เป็นผู้นำได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
หน้า 553
ข้อ 157
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ ซึ่ง
สมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปการะทุกสิ่ง เจริญ รุ่งเรือง
ร่ำรวย ในพระนครหังสวดี
บางครั้ง ดิฉันพร้อมด้วยบิดา อันหมู่
ทาสห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระนราสภพระองค์นั้น
พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้เห็นพระพิชิต
มารผู้ปานดังท้าววาสวะ ยังฝนคือธรรมให้ตกอยู่
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เกลื่อนไปด้วยระเบียบแห่งรัศมี
เป็นกับพระอาทิตย์ในสรกาล แล้วยังจิตให้
เลื่อมใส และสดับสุภาษิตของพระองค์ ได้สดับ
พระผู้นำนรชนทรงตั้งพระภิกษุณีผู้เป็นพระมาตุจ-
ฉาไว้ในตำแหน่งอันเลิศ จงถวายมหาทานและ
ปัจจัยเป็นอันมาก แต่พระผู้เลิศกว่านรชน ผู้คง
ที่พระองค์นั้น พร้อมทั้งพระสงฆ์ ๗ วัน แล้ว
ได้หมอบลงแทบพระบาท มุ่งปรารถนาตำแหน่ง
นั้น.
ลำดับนั้น พระพิชิตมารผู้อุดมกว่าฤาษี
ได้ตรัสในบริษัทใหญ่ว่า สตรีใดได้นิมนต์พระผู้
นำโลกพร้อมด้วยสงฆ์ให้ฉันตลอด ๗ วัน เราจัก
พยากรณ์สตรีนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระ-
นามว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
หน้า 554
ข้อ 157
สตรีผู้มีจิตได้เป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดา พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต
จักได้เป็นพระสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่า
โคตมี
จักได้เป็นพระมาตุจฉาบำรุงเลี้ยงชีวิต
ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักได้ความเป็นผู้
เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายผู้รู้ราตรีนาน.
ครั้งนั้น ดิฉันได้สดับพระพุทธพยากรณ์
นั้นแล้ว มีใจปราโมทย์ บำรุงพระพิชิตมารด้วย
ปัจจัยทั้งหลายตราบเท่าสิ้นชีวิต ต่อจากนั้นดิฉัน
ได้ทำกาลกิริยา
ดิฉันเกิดในพวกเทพเหล่าดาวดึงส์ผู้ซึ่ง
ให้สำเร็จกามอารมณ์ได้ทุกประการ ครอบงำ
ทวยเทพอื่น ๆ เสียด้วยองค์ ๑๐ ประการ
คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ
อายุ วรรณะ สุข ยศ และรุ่งเรื่องครอบงำ
ทวยเทพอื่น ๆ ด้วยความเป็นใหญ่ ดิฉันได้เป็น
พระมเหสีผู้น่ารักของท้าวอมรินทร์ในสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์นั้น.
เมื่อดิฉันยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เป็น
หวั่นไหวเพราะพายุ คือกรรม จึงเกิดในบ้าน
ของทาส ในอาณาเขตของพระเจ้ากาสี
หน้า 555
ข้อ 157
ครั้งนั้น ทาส ๕๐๐ คนอาศัยอยู่ในบ้าน
นั้น ดิฉันได้เป็นภรรยาของหัวหน้าทาสในบ้าน
นั้น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้เข้าไป
สู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ดิฉันกับญาติทุกคน เห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นมีความยินดี เรา
พร้อมด้วยสามีมีจิตเลื่อมใส สร้างกุฎี ๕๐๐ หลัง
อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นตลอดสี่เดือน
แล้วถวายไตรจีวร
ต่อจากนั้น เราพร้อมกับสามีก็ได้ไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ดิฉัน
เกิดในพระนครเทวทหะ พระชนกของดิฉัน
พระนามว่าอัญชนศากยะ พระชนนีของดิฉัน
พระนามว่าสุลักขณา ต่อมาดิฉันได้ไปสู่พระราช-
วังของพระเจ้าสุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์
สตรีทุกคนเกิดในสกุลศากยะแล้ว ไปสู่เรือนของ
พวกเจ้าศากยะ ก็ดิฉันประเสริฐกว่าสตรีทุกคน
ได้เป็นคนบำรุงเลี้ยงพระพิชิตมาร
พระโอรสของดิฉันพระองค์นั้นเสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์แล้ว ได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำชั้น
พิเศษ ภายหลังดิฉันพร้อมด้วยนางศากิยานี ๕๐๐
จึงได้บวช
หน้า 556
ข้อ 157
แล้วก็ได้ประสพสันติสุข พร้อมด้วยนาง
ศากิยานีผู้มีความเพียร สามีของเราที่ได้ทำบุญ
ร่วมกันมาแต่ชาติก่อนในครั้งนั้นเป็นผู้ทำมหาสมัย
อันพระสุคตเจ้าทรงอนุเคราะห์แล้ว ได้บรรลุ
อรหัต.
พระภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหา-
ปชาบดีเถรีเจ้านั้น ได้พากันเหาะขึ้นสู่นภาดล
อากาศ เป็นผู้ประกอบด้วยมหิทธิฤทธิ์ที่รุ่งโรจน์
เหมือนดวงดาวทั้งหลาย อันโคจรเป็นกลุ่มกันไป
ฉะนั้น
พระภิกษุณีเหล่านั้น เป็นผู้ศึกษาแล้วใน
บุญกรรม จึงได้แสดงฤทธิ์มิใช่น้อยเหมือนนาย
ช่างทองที่ได้รับการศึกษาแล้วแสดงเครื่องประดับ
ที่ทำด้วยทองชนิดต่าง ๆ ฉะนั้น.
ในครั้งนั้น พระภิกษุณีเหล่านั้น แสดง
ปาฏิหาริย์มากมายหลายอย่าง ยังพระมุนีผู้ประ-
เสริฐกว่าพระอาทิตย์พร้อมทั้งบริษัทให้ชอบใจ
แล้วได้พากันลงจากนภาดลอากาศถวายบังคมพระ-
ศาสดาผู้สูงสุดกว่าฤาษี เมื่อพระศาสดาผู้เป็นยอด
ของนรชนทรงอนุญาตแล้ว จึงได้นั่ง ณ สถานที่
อันสมควร แล้วได้กราบทูลว่า
หน้า 557
ข้อ 157
ข้าแต่พระวีรเจ้า โอหนอ พระโคตมี-
เถรีเจ้าเป็นผู้อนุเคราะห์หม่อมฉันทุก ๆ คน หม่อม
ฉันทุกคน พระนางได้อบรมด้วยบุญ จึงได้บรรลุ
ธรรมเป็นสิ้นอาสวะ
หม่อนฉันทั้งหลายเผากิเลสสิ้นแล้ว ถอน
ภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกเหมือน
ช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่หม่อมฉันทั้งหลายมาในสำนักของ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ หม่อมฉันทั้งหลายบรรลุแล้ว
โดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉัน
ทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว.
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทั้งหลาย
ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉัน
ทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมี
ความชำนิชำนาญในฤทธิ์และทิพโสดธาตุ หม่อม-
ฉันทั้งหลายมีความชำนิชำนาญในเจโตปริยญาณ
รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุได้แล้ว มีอาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
หน้า 558
ข้อ 157
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อนฉันทั้งหลาย
มีญาณในอรรถ ในธรรม ในนิรุตติ และใน
ปฏิภาณ ญาณนั้นเกิดสำนักของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระนายกมหามุนี
พระองค์เป็นผู้อันหม่อมฉันทั้งหลายได้สั่งสมแล้ว
ได้ทรงโปรดมีจิตเมตตา อนุญาตให้หม่อมฉันทั้ง
ปวงนิพพานเถิดพระเจ้าข้า.
พระพิชิตมารได้ตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลาย
พูดอย่างนี้ว่า จักนิพพาน ฉันจักไปว่าอะไร ก็
บัดนี้ท่านทั้งหลายจงสำคัญกาลเวลาเอาเองเถิด.
ครั้งนั้น พระภิกษุณีเหล่านั้น มีพระ-
โคดมเถรีเจ้าเป็นต้น ถวายบังคมพระพิชิตมาร
แล้วได้พากันลุกจากที่นั่งนั้นไป พระธีรเจ้าผู้นำ
ชั้นเลิศของโลก พร้อมด้วยหมู่ชนเป็นอันมากได้
เสด็จไปส่งพระมาตุจฉาจนถึงซุ้มประตู ครั้งนั้น
พระโคตมีเถรีเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุณีทั้งหลาย
ทุก ๆ องค์ ได้พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาท
ของพระศาสนาผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของโลก กราบ
ทูลว่า นี้เป็นการถวายบังคมพระยุคลบาทครั้ง
สุดท้ายของหม่อมฉัน การได้เห็นพระองค์ผู้เป็น
นาถะของโลกครั้งนี้ ก็เป็นครั้งสุดท้าย หม่อมฉัน
จักษุได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ซึ่งมีอาการ
หน้า 559
ข้อ 157
ปานน้ำอมฤต ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้เลิศของโลก
หม่อมฉันจักไม่ได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระองค์ซึ่งอ่อนละเอียดอีก วันนี้หม่อมฉันจะ
เข้านิพพาน.
พระศาสดาตรัสว่า
จะมีประโยชน์อะไรด้วยรูปนี้แก่ท่านใน
ปัจจุบัน รูปนี้ล้วนปัจจัยปรุงแต่ง ไม่น่ายินดี
เป็นของเลวทราม.
พระมหาปชาบดีเถรีเจ้า พร้อมด้วยพระ-
ภิกษุณีเหล่านั้น ไปสู่สำนักนางภิกษุณีของตน
แล้ว นั่งพับเพียบบนอาสนะอันประเสริฐ.
ครั้งนั้น อุบาสิกาทั้งหลายในพระนคร
นั้น เป็นความเคารพรักในพระพุทธศาสนา ได้
สดับประพฤติเหตุของพระนางเจ้า ต่างก็เข้าไปหา
นมัสการแทบบาทมูล เอากรค่อนอุระประเทศ
ร้องไห้พิไรร่ำคร่ำครวญควรจะกรุณา เต็มไปด้วย
ความโศกเศร้า ล้มลงที่พื้นพสุธา ดุจเถาวัลย์
รากขาดแล้วตกลง ฉะนั้น
พากันร้องไห้รำพันด้วยวาจาว่า ข้าแต่
พระแม่เจ้าผู้เป็นนาถะให้ที่พึ่งของดิฉันทั้งหลาย
พระแม่เจ้า อย่าได้ล่ะทิ้งดิฉันทั้งหลายไปเข้า
นิพพานเสียเลย ดิฉันทุกคนขอซบเศียรอ้อนวอน.
หน้า 560
ข้อ 157
พระมหาปชาบดีเถรีเจ้า ลูบศีรษะของ
อุบาสิกาผู้มีศรัทธา มีปัญญาซึ่งเป็นหัวหน้าของ
อุบาสิกาเหล่านั้นอยู่ ได้กล่าวว่า
ลูกทั้งหลายเอ๋ย การพร่ำเพ้อซึ่งเป็นไป
ในบ่วงแห่งมารไม่ควรเลย สังเขตธรรมทั้งปวง
ล้วนไม่เที่ยง มีแต่จะพลัดพรากจากกัน หวั่นไหว
ต่อแต่นั้นพระนางก็สละอุบาสิกาเหล่า
นั้นเสีย เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
และจตุตถฌาน แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน
วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญายตนฌาน
และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามลำดับ
แล้วพระโคดมเถรีเจ้าก็เข้าฌานทั้งหลายโดยปฏิ-
โลม แล้วก็เข้าปฐมฌานไปตราบเท่าถึงจตุตถฌาน
ครั้นออกจากจตุตถฌานนั้นแล้วก็ดับไป เหมือน
เปลวประทีปที่หมดเชื้อดับไป ฉะนั้น.
ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สายฟ้าก็ตกลง
จากนภากาศ กลองทิพยก็บันลือลั่นขึ้นเอง ทวย-
เทพพากันคร่ำครวญ และฝนดอกไม้ก็ตกจาก
อากาศลงยังพื้นแผ่นดิน
แม้ขุนเขาสุเมรุราชก็กัมปนาทหวั่นไหว
เหมือนคนเต้นรำในท่ามกลางที่เต้นรำ ฉะนั้น
สาครก็ปั่นป่วนตีฟองคะนองระลอกฉะฉาน
หน้า 561
ข้อ 157
ทวยเทพ นาค อสูร และพรหมต่างก็
พากันสลดใจ กล่าวขึ้นในทันใดนั้นเองว่า สังขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เหมือนอย่างพระมหาปชา-
บดีเถรีเจ้านี้ถึงความย่อยยับไปแล้วฉะนั้น
และพระเถรีทั้งหลายผู้ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ซึ่งแวดล้อมพระมหาปชาบดีเถรีเจ้านี้
พากันดับไปแล้ว เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อ
ดับไป ฉะนั้น โอ้ ความประจวบกันมีความ
พลัดพรากเป็นที่สุด โอ้ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วน
แต่ไม่เที่ยง โอ้ ชีวิตมีความหายสูญเป็นที่สุด
ความปริเทวนา ได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
ในลำดับนั้น เทวดาและพรหมต่างก็ทำ
ความประพฤติตามโลกธรรม ตามสมควรแก่กาล
แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่า
ฤาษี
ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกท่าน
พระอานนท์ผู้พหูสูตมาสั่งว่า อานนท์ ท่านจง
ไปประกาศให้ภิกษุทั้งหลายทราบถึงการนิพพาน
ของพระมารดา
เวลานั้น ท่านพระอานนท์เป็นผู้หมด
ความแช่มชื่น มีตานองไปด้วยน้ำตา ได้กล่าว
ด้วยเสียงอันน่าสงสารว่า ขอพระภิกษุทั้งหลาย
ผู้เป็นโอรสของพระสุคตเจ้าซึ่งอยู่ในทิศตะวันออก
ทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือจงมาประชุมกัน
หน้า 562
ข้อ 157
พระภิกษุณีผู้ยังพระสรีระสุดท้ายของ
พระมุนีให้เจริญด้วยน้ำนม พระมารดาของกระผม
พระโคตมีภิกษุณีนั้นถึงความสงบ เหมือนดวงดาว
ในเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น พระนางผู้เป็นที่
รู้ทั่วกันว่า เป็นพระพุทธมารดา ครั้นดำรงอยู่แล้ว
ไปสู่ความเสมอกันแล้ว คือในทีใด ถึงคนมี ๕ ตา
เห็นให้ได้ ในที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเป็น
ผู้นำทรงเห็นได้
ขอพระโอรสของพระสุคตเจ้าผู้มีความ
เชื่อในพระสุคต หรือเป็นศิษย์ของพระมหามุนี
จงทำสักการะแด่พระพุทธมารดาเถิด.
ภิกษุทั้งหลายถึงอยู่ไกล ได้ฟังคำประ-
กาศนั้นแล้ว ก็มาได้เร็ว บางพวกมาด้วยพุทธ-
นุภาพ บางพวกที่ฉลาดในฤทธิ์ก็มาด้วยฤทธิ์ ต่าง
ช่วยกันยกเอาเตียงนอนที่พระโคตมีเถรีเจ้าหลับ
ขึ้นไว้ในเรือนยอดอันประเสริฐ น่ายินดี สำเร็จ
ด้วยทองคำล้วน ๆ งดงาม
ท้าวโลกบาลทั้งสี่เอาบ่าเข้ารองรับเรือน
ยอด ทวยเทพที่เหลือมีท้าวสักกะเป็นต้น เข้า
ช่วยรับเรือนยอด
เรือนยอดทั้งหมดมี ๕๐๐ หลัง แท้จริง
เรือนยอดเหล่านั้น วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิต มี
สีเหมือนพระอาทิตย์ในสรทกาล.
หน้า 563
ข้อ 157
ทวยเทพทั้งหลายได้แบกพระภิกษุ ทุก ๆ
องค์ที่นอนอยู่บนเตียงแล้ว นำเอาออกไปตาม
ลำดับ พื้นนภากาศถูกเอาเพดานบังไว้ทั่ว ดวง-
จันทร์ ดวงอาทิตย์ พร้อมทั้งดวงดาวซึ่งสำเร็จ
ด้วยทองได้ถูกติดเป็นตราไว้ที่เพดานนั้น
ธงปฏากได้ถูกยกขึ้นไว้เป็นอันมาก จิต-
กาธารทั้งหลายมีดอกไม้เป็นเครื่องปกคลุม ดอก
ไม้ที่เกิดในอากาศเอาปลายลง ดอกไม้ผุดขึ้นจาก
แผ่นดิน พระจันทร์และพระอาทิตย์ คนมองดู
เห็นได้ และดาวทั้งหลายส่องแสงระยับระยิบ.
อนึ่ง พระอาทิตย์ถึงจะโคจรไปในเวลา
เที่ยงก็เป็นเหมือนพระจันทร์ ไม่ทำใคร ๆ ให้
เร่าร่อน ทวยเทพทั้งหลายพากันบูชาด้วยของหอม
และดอกไม้ทิพย์อันน่ายินดี และด้วยการขับร้อง
ฟ้อนรำดีดสีตีเป่าอันเป็นทิพย์
พวกนาค อสูรและพรหม ต่างก็พากัน
บูชาพระพุทธมารดาผู้นิพพานแล้ว กำลังถูกเขา
นำเอาออกไป ตามสติกำลัง
พระภิกษุผู้เป็นโอรสของพระสุคตเจ้า
ซึ่งนิพพานแล้วทั้งหมดเชิญไปข้างหน้า พระ-
โคตมีเถรีพุทธมารดาผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะ
เชิญไปข้างหลัง
หน้า 564
ข้อ 157
เทวดา มนุษย์ พร้อมด้วยนาค อสูรและ
พรหม ไปข้างหน้า ข้างหลังพระพุทธเจ้าพร้อม
ด้วยพระสาวกเสด็จไปเพื่อจะบูชาพระมารดา.
การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า หาได้
เป็นเช่นนี้ไม่ การปรินิพพานของพระโคตมีเถรี
เจ้า อัศจรรย์ยิ่งนัก
ในเวลาพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ไม่มี
พระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลาย มีพระสารีบุตร
เป็นต้น เหมือนในเวลาพระโคตมีเถรีเจ้านิพพาน
ซึ่งมีพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตร
เป็นต้น
ชนทั้งหลายช่วยกันทำจิตกาธารซึ่งสำเร็จ
ด้วยของหอมล้วน และเกลื่อนไปด้วยจุรณแห่ง
เครื่องหอม แล้วเผาพระภิกษุเหล่านั้นบนจิต-
กาธารนั้น ส่วนที่เหลือนอกจากอัฐิถูกไฟไหม้สิ้น.
ก็ในเวลานั้นท่านพระอานนท์ได้กล่าว
วาจาอันให้เกิดความสังเวชว่า พระโคตมีเถรีเจ้า
เข้านิพพานแล้ว พระสรีระของพระนางก็ถูกเผา
แล้ว การนิพพานของพระพุทธเจ้าน่าสังเกต อีก
ไม่นานก็คงจักมี
ต่อจากนั้น ในพระอานนท์อันพระ-
พุทธเจ้าทรงตักเตือน ท่านได้น้อมพระธาตุของ
พระโคดมเถรีเจ้า ซึ่งอยู่ในบาตรของพระนางเข้า
มาถวายแด่พระโลกนาถ
หน้า 565
ข้อ 157
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดกว่าฤาษี ได้
ทรงประคองพระธาตุเหล่านั้นด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้ว
ตรัสว่า เพราะสังขารเป็นสภาพไม่เที่ยง พระ-
โคตมีผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่พระภิกษุณีจึงต้องนิพพาน
เช่นเดียวกับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ที่มีแก่นตั้งอยู่
ถึงจะใหญ่ก็ต้องพินาศ ฉะนั้น.
ดูเถอะอานนท์ เมื่อพระพุทธมารดาแม้
นิพพานแล้ว เพียงแต่สรีระก็ยังไม่เหลือ ไม่น่า
เศร้าโศกปริเทวนาการไปเลย
คนอื่น ๆ ไม่ควรเศร้าโศกถึงพระนางผู้
ข้ามสาครคือสังขารไปแล้ว ละเว้นเหตุอันทำให้
เดือดร้อนเสียได้ เป็นผู้เยือกเย็นดับสนิทดีแล้ว
พระนางเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก และ
มีปัญญากว้างขวาง ทั้งเป็นผู้รู้ราตรีนานกว่า
ภิกษุณีทั้งหลาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงรู้ไว้อย่างนี้เถิด
พระโคตมรเถรีเจ้า เป็นผู้ชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ทั่ว
ถึงปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุให้หมดจด
อาสวะทั้งสิ้นของพระนางหมดสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่ไม่มีอีก
หน้า 566
ข้อ 158
พระนางมีญาณอันบริสุทธิ์ ในอรรถะ
ในธรรมะ ในนิรุติและในปฏิภาณ เพราะฉะนั้น
จึงไม่ควรจะเศร้าโศกถึงพระนาง
คติของไฟที่ลุกโพลง ถูกแผ่นเหล็กทับ
แล้วดับไปโดยลำดับ ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ฉันใด
บุคคลผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสด้วยดีแล้ว ข้ามพ้น
โอฆะคือกามพันธุ์ บรรลุอจลบทแล้ว ก็ฉันนั้น
ย่อมไม่มีคติที่ใคร ๆ จะรู้ได้
เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงมีตนเป็น
ที่พึ่ง มีสติปัฏฐานเป็นโคจรเถิด ท่านทั้งหลาย
อบรมโพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว จักทำที่สุดแห่ง
ทุกข์ได้.
ทราบว่า ท่านพระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ตรัสคาถาเหล่านั้น ด้วย
การฉะนี้แล.
จบมหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน
เขมาเถรีอปทานที่ ๘ (๑๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระเขมาเถรี
[๑๕๘] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุต-
ตระมีพระญาณจักษุในสรรพธรรม เป็นพระโลก
นายกเสด็จอุบัติในที่แสนแต่กัปนี้
หน้า 567
ข้อ 158
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีมีความ
รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในเมืองหังสวดี เป็นผู้
เพียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก
ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระพุทธมหาวีระพระองค์
นั้นแล้ว ได้ฟังธรรมเทศนา เกิดความเลื่อมใส
ในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์เป็น
สรณะ
ฉันขออนุญาตมารดาบิดาได้แล้ว นิมนต์
พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษให้เสวย พร้อมด้วย
พระสงฆ์สาวก ตลอดสัปดาห์หนึ่ง เมื่อสัปดาห์
หนึ่งล่วงไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสารถี
ฝึกนระ ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ซึ่งอุดมกว่าพวก
ภิกษุณีฝ่ายที่มีปัญญามาก ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ดิฉันได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว ความยินดีทำ
สักการะแด่พระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่พระ-
องค์นั้นอีก แล้วหมอบลงปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ในทันใดนั้น พระพิชิตมารพระองค์นั้น
ตรัสกะดิฉันว่า ความปรารถนาของเธอจักสำเร็จ
สักการะที่เธอทำแล้วแก่เรา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
มีผลมาก
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระ
นามว่าโคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
หน้า 568
ข้อ 158
ราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก หญิงนี้จักได้เป็น
ภิกษุณีชื่อเขมา ผู้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดา
พระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักถึง
ตำแหน่งเอตทัคคะ.
ด้วยกรรมที่ทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้ง
เจตน์จํานงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้
เป็นผู้เข้าถึงสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์
จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ไปชั้น
ยามา จุติจากชั้นยามาแล้วไปชั้นดุสิต จุติจากชั้น
ดุสิตแล้ว ไปชั้นนิมมานรดี จุติจากชั้นนิมมานร-
ดีแล้ว ไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
เพราะอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันเกิดใน
ภพใด ๆ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระราชาใน
ภพนั้น ๆ
ดิฉันจุติจากภพนั้นแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์
ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และ
เป็นมเหสีของพระเจ้าเอกราช
เสวยทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติ มีความ
สุขทุกภพ ท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก.
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่าวิปัสสี เป็นนายกของโลก งดงามน่าดู
ยิ่งนัก ทรงเห็นแจ่มแจ้งในสรรพธรรม เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้วในโลก
หน้า 569
ข้อ 158
ดิฉันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่ง
เป็นนายกของโลก เพราะได้ฟังธรรมอันประณีต
ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระศาสนาของพระ-
วีรเจ้าพระองค์นั้นอยู่หมื่นปี ประพฤติพรมจรรย์
ประกอบความเพียร เป็นพหูสูต
ฉลาดในปัจจัย มีความคล่องแคล่วใน
จตุราริยสัจ มีปัญญาละเอียด แสดงธรรมไพเราะ
ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์อยู่หมื่นปี
ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์ ดิฉันจุติจากภพ
นั้นแล้วเข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นผู้มียศ เสวย
สมบัติในภพนั้นและภพอื่น
ดิฉันเกิดในภพใด ๆ ก็เป็นผู้มีสมบัติมาก
มีทรัพย์มาก มีปัญญา มีรูปงาม มีบริวารชนก็ว่า
ง่าย
ด้วยบุญกรรมและความเพียรในศาสนา
ของพระพิชิตมารนั้น สมบัติทุกอย่างดิฉันหาได้
ง่าย เป็นที่รักแห่งใจ
ด้วยผลแห่งความปฏิบัติของดิฉัน เมื่อ
ดิฉันเดินไป ณ ที่ใด ๆ ภัสดาของดิฉันและใคร ๆ
ย่อมไม่ดูหมิ่นดิฉัน.
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
โกนาคมนะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
หน้า 570
ข้อ 158
ในครั้งนั้นแหละกุลธิดาที่มั่งคั่งดีในเมือง
พาราณสี ชื่อธนัญชานี ๑ สุเมธา ๑ สุเมธา ๑ ดิฉัน ๑
รวม ๓ คนด้วยกัน ได้ถวายสังฆารามแก่พระมุนี
หลายพัน และได้สร้างวิหารอุทิศแด่พระ-
พุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสาวกสงฆ์
เราทั้งหมดด้วยกันจุติจากภพนั้นแล้วไป
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศกว่า
เทพธิดาและกุลธิดาในมนุษย์.
ในกัทรกัปนี้แหละ พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่ากัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ในครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี
ในพระนครพาราณสีอันอุดม เป็นอิสระแห่ง
ประชาชน เป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าผู้แสวง
หาคุณอันยิ่งใหญ่
ดิฉันเป็นพระธิดาคนใหญ่ของท้าวเธอ มี
นามปรากฏว่าสมณี ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมาร
ผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา
แต่พระชนกนาถไม่ทรงอนุญาตแก่เราทั้ง
หลาย เมื่ออยู่ในอาคารสถานในครั้งนั้น เรา
ทั้งหลายผู้เป็นราบกัญญามิได้เกียจคร้าน ประพฤติ
พรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารี ดำรงอยู่ในสุขสมบัติ
สองหมื่นปี.
หน้า 571
ข้อ 158
พระราชธิดาทั้ง ๗ องค์ล้วนพอใจยินดีใน
การบำรุงพระพุทธเจ้า พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้น คือ
นางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกษุณี ๑
นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นาสุธรรมา ๑
และนางสังฆทาสิกาเป็นที่ ๗
พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้น ได้มาเป็นดิฉัน
เป็นพระอุบลวรรณาเถรี เป็นพระปฏาจาราเถรี
เป็นพระกุณฑลเกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมีเถรี
เป็นพระธรรมทินาเสถรี เป็นนางวิสาขา อาสิกา
เป็นที่ ๗
บางครั้ง พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็น
ดังว่าดวงอาทิตย์ของนรชน ทรงแสดงธรรมเป็น
อัศจรรย์ ดิฉันได้ฟังมหานิทานสูตรแล้วเล่าเรียน
อยู่
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเป็นพระธิดาที่พอ
พระทัยกรุณาโปรดปรานของพระเจ้ามัททราช ใน
สากลนครอันอุดม
พร้อมกับเมื่อดิฉันเกิด พระนครนั้นได้มี
ความเกษมสุข โดยคุณนิรมิตนั้น ชื่อดิฉันปรากฏ
ว่า เขมา
หน้า 572
ข้อ 158
เมื่อใด ดิฉันเจริญวัยโตเป็นสาว มีรูป
และผิวพรรณงาม เมื่อนั้น พระราชบิดาก็โปรด
ปรานประทานดิฉันแก่พระเจ้าพิมพิสาร
ดิฉันเป็นที่โปรดปรานของพระราชสวามี
ยินดีแต่ในการบำรุงรูป ไม่พอใจคนที่กล่าวโทษ
รูปเป็นอันมาก.
ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้นัก
ขับร้อง ขับเพลงพรรณาพระมหาวิหารเวฬุวัน
ด้วยพระประสงค์จะทรงอนุเคราะห์ดิฉัน
ดิฉันสำคัญว่าพระมหาวิหารเวฬุวันอัน
เป็นที่ประทับแห่งพระสุคตเจ้าเป็นที่รื่นรมย์ ผู้
ใดยังมิได้เห็นก็จัดว่าผู้นั้นยังไม่เห็นนันทวัน
พระมหาวิหารเวฬุวันเป็นดังว่านันทวัน
อันเป็นที่เพลิดเพลินของนรชน ผู้ใดได้เห็นแล้ว
นับว่าผู้นั้นเห็นซึ่งนันทวันดีแล้ว อันเป็นที่เพลิด
เพลินของท้าวอมรินทร์
สักกเทาวราชทวยเทพละนันทวันแล้วลงมา
ที่พื้นดิน เห็นพระมหาวิหารเวฬุวันอันน่ารื่นรมย์
เข้าแล้ว ก็อัศจรรย์ใจเพลินชมมิได้เบื่อ
พระมหาวิหารเวฬุวันเกิดขึ้นเพราะบุญ
ของพระราชา อันบุญญานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า
ประดับแล้ว ใครเล่าจะกล่าวถึงความเจริญด้วย
คุณแห่งพระมหาวิหารเวฬุวันให้จบได้
หน้า 573
ข้อ 158
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังความสำเร็จแห่ง
พระมหาวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ชอบโสตและชอบ
ใจแล้ว ประสงค์จะเห็น ดิฉันจึงได้กราบทูล
พระราชา.
ครั้งนั้น ท้าวมหิบดีจึงโปรดสั่งดิฉันผู้มุ่ง
จะชมพระมหาวิหารเวฬุวัน พร้อมด้วยบริวารเป็น
อันมาก ด้วยพระดำรัสว่า พระนางผู้มีสมบัติมาก
เชิญเสด็จไปชม พระมหาวิหารเวฬุวัน อันเป็น
ที่เย็นตา เปล่งปลั่งด้วยพระรัศมีแห่งพระสุคตเจ้า
งามด้วยสิริทุกสมัย
ดิฉันทูลว่า เมื่อใด พระพุทธมุนีเสด็จ
เข้ามาทรงบาตรในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อ
นั้น หม่อมฉันจะเข้าไปชมพระมหาวิหารเวฬุวัน
เวลานั้น พระมหาวิหารเวฬุวันมีสวน
ดอกไม้กำลังแย้มบาน หึ่ง ๆ ไปด้วยเสียงบิน
ของภมรต่างชนิด และมีเสียงนกดุเหว่าร่ำร้องดัง
เพลงขับ ทั้งมีเหล่านกยูงฟ้อนรำ
มีเสียงเบาไม่พลุกพล่านประดับไปด้วยที่
จงกรมต่าง ๆ สะพรั่งไปด้วยกุฎีและมณฑปที่
พระโยคีชอบปรารภบำเพ็ญเพียร
เมื่อดิฉันเที่ยวไปได้รู้สึกว่านัยน์ตาของ
เรามีผล ครั้งนั้น ดิฉันได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งประกอบ
กิจอยู่ แล้วคิดไปว่า ภิกษุนี้ตั้งอยู่ในปฐมวัย มี
หน้า 574
ข้อ 158
รูปน่าปรารถนา ปฏิบัติอยู่ในป่าที่น่ารื่นรมย์เช่น
นี้ เหมือนคนอยู่ในที่มืด ภิกษุนี้ศีรษะโล้น คลุม
สังฆาฏิ นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ ละความยินดีที่เกิดแต่
อารมณ์เจริญฌานอยู่ ธรรมดาคฤหัสถ์ควรจะบริ-
โภคกามตามความสุข แก่แล้วจึงควรจะประพฤติ
ธรรมอันเจริญงามนี้ในภายหลัง
ดิฉันสำคัญว่า พระคันธกุฏีที่ประทับแห่ง
พระพิชิตมารว่างเปล่าจึงเข้าไป ได้เห็นพระพิชิต-
มารดังดวงอาทิตย์แรกอุทัย ประทับสำราญ
พระองค์เดียว มีหญิงสาวสวยถวายการพัดอยู่
ครั้นแล้วดิฉันดำริผิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้องอาจกว่า
นรชนพระองค์นี้มิได้เศร้าหมอง
หญิงสาวคนนั้น มีรัศมีเปล่งปลั่งดัง
ทองคำ มีดวงตางามเช่นดอกบัว ริมฝีปากแดง
ดังผลมะพลับสุก ชำเลืองแต่น้อยเป็นที่ยินดีแห่ง
ใจและนัยน์ตา
มีลำแขนเหมือนทองคำ วงหน้าสวย ถัน
ทั้งคู่เต่งตั้งดังดอกบัวตูม มีเอวกลมกล่อม ตะโพก
ผึ่งผาย ลำขาน่ายินดี มีเครื่องตกแต่งงาม
เครื่องประดับสีแดงแวววาว นุ่งผ้าเนื้อ
เกลี้ยงสีเขียว มีรูปสมบัติชมไม่เบื่อ ประดับด้วย
สรรพาภรณ์.
หน้า 575
ข้อ 158
ดิฉันเห็นหญิงสาวนั้นเข้าแล้วคิดว่า โอ
หญิงสาวคนนี้รูปงามเหลือเกิน เราไม่เคยเห็นด้วย
นัยน์ตาในครั้งไหน ๆ เลย
ขณะนั้น หญิงสาวคนนั้นถูกชราย่ำยี มี
ผิวพรรณแปลกไป หน้าเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก
น้ำลายไหล หน้าไม่สะอาด ใบหูแข็งกระด้าง
นัยน์ตาขาว นมยานไม่งาม ตัวตกกระทั่วไป
ร่างกายสั่นตลอดศีรษะ
หลังขด มีไม้เท้าเป็นคู่เดิน ร่างกาย
ซูบผอมลีบไป ตัวสั่นงก ล้มลงแล้วหายใจถี่ ๆ
ลำดับนั้น ความสังเวชอันไม่เคยเป็น
ทำให้ขนลุกชูชัน ได้มีแก่ดิฉันว่า น่าตำหนิรูป
อันไม่สะอาดที่พวกคนพาลยินดีกัน.
ขณะนั้น พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระกรุณา
มาก มีพระทัยปีติโสมนัส ทอดพระเนตรเห็น
ดิฉันผู้มีใจสังเวชแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ดูก่อนพระนางเขมา เชิญดูร่างกายอัน
กระสับกระส่าย ไม่สะอาด โสโครก ไหลเข้า
ถ่ายออก ที่พวกพาลชนยินดีกัน
ท่านจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิมีอารมณ์
เดียวด้วยอสุภารมณ์เถิด ท่านจงมีกายคตาสติมาก
ไปด้วยความเบื่อหน่ายเถิด
หน้า 576
ข้อ 158
รูปหญิงนี้ ฉันใด รูปของท่านนั้นก็ฉัน
นั้น รูปของท่านฉันใด รูปหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น
ท่านจงคลายความพอใจในกายทั้งภายในภายนอก
เสียเถิด.
จงอบรมอนิมิตตวิโมกข์ จงละมานานุสัย
เสีย ท่านจักเป็นผู้สงบประพฤติไปเพราะละมานา-
นุสัยนั้นได้.
ชนเหล่าใด กำหนัดด้วยราคะเกาะกระแส
อยู่ เหมือนแมลงมุมเกาะใยตรงกลางที่ทำไว้เอง
ชนเหล่านั้นตัดราคะนั้นเสีย ไม่มีความอาลัย
ละกามสุขไป ย่อมละเว้นได้.
ขณะนั้น พระบรมศาสดาผู้เป็นสารถี
ฝึกนรชน ทรงทราบดิฉันว่ามีจิตควรแล้ว จึงทรง
แสดงมหานิทานสูตรเพื่อจะทรงแนะนำดิฉัน
ดิฉันได้ฟังพระสูตรอันประเสริฐนั้นแล้ว
จึงระลึกถึงสัญญาในกาลก่อนได้ ดำรงอยู่ใน
สัญญานั้นแล้ว ชำระธรรมจักษุให้หมดจด ทันใด
นั้น ดิฉันหมอบลงแทบพระบาทยุคลแห่งพระ-
พุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประสงค์จะ
แสดงโทษ จึงได้กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง
หม่อมฉันขอถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าแต่
หน้า 577
ข้อ 158
พระองค์ผู้มีพระกรุณาเป็นที่อยู่ หม่อมฉันขอ
ถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เสด็จ
ข้ามสงสารแล้ว หม่อมฉันขอถวายนมัสการแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ประทานอมตธรรม
หม่อมฉันขอถวายนมัสการแด่พระองค์
หม่อมฉันแล่นไปแล้วสู่ทิฏฐิอันรกชัฏ
หลงใหลเพราะกามราคะ พระองค์ทรงแนะนำด้วย
อุบายที่ชอบ เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมที่ทรงแนะนำ
สัตว์ทั้งหลายเหินห่างจากการเห็นท่านผู้
แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์ ย่อมประสบ
มหันตทุกข์ในสังสารสาคร
เมื่อใดหม่อมฉันยังมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้
เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ไม่เป็นศัตรูแก่สัตว์โลก
เสด็จถึงที่สุดแห่งมรณะ มีธรรมเป็นประโยชน์
อย่างดี หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น
หม่อมฉันมัวยินดีในรูป ระแวงว่าพระ-
องค์ไม่เกื้อกูล จึงมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรง
เกื้อกูลมาก ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ หม่อม
ฉันขอแสดงโทษนั้น.
ครั้งนั้น พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณา
มีพระกระแสเสียงอันไพเราะ เมื่อทรงเอาน้ำอมฤต
รดดิฉัน ได้ตรัสว่า ดูก่อนพระนางเขมา หยุด
อยู่เถิด
หน้า 578
ข้อ 158
ครั้งนั้น ดิฉันประนมนมัสการด้วยเศียร
เกล้า ทำประทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้า
พระราชสวามีผู้เป็นนรบดี แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทรมานข้าศึก น่า
ชมอุบายอย่างดีนั้น ที่พระองค์ทรงดำริแล้ว พระ-
มุนีเจ้าผู้ไม่มีกิเลสให้อยากได้ หม่อมฉันผู้ปรารถนา
จะชมพระมหาวิหารเวฬุวันได้เฝ้าแล้ว
ถ้าพระมหาราชจะทรงพระกรุณาโปรด
หม่อมฉันผู้เบื่อหน่ายในรูปตามที่พระพุทธมุนีตรัส
สอน จักบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้คงที่
พระองค์นั้น.
จบทุติยภาณวาร
ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่น-
ดินพระองค์นั้น ทรงประนมกรอัญชลีตรัสว่า
ดูก่อนพระน้องนาง พี่อนุญาตแก่พระน้อง บรรพ-
ชาจงสำเร็จแก่พระน้องเถิด
ครั้งนั้น ดิฉันบวชมาแล้วได้เจ็ดเดือน
เห็นประทีปสว่างขึ้นและดับไป มีใจสังเวช
เบื่อหน่ายในสรรพสังขาร ฉลาดใน
ปัจจยาการ ข้ามพ้นโอฆะ ๔ แล้ว ได้บรรลุ
อรหัต เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุและ
เจโตปริยญาณ
หน้า 579
ข้อ 158
รู้ชัดปุพเพนิวาสญาณชำระทิพยจักษุให้
บริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ไม่มีอีก
ญาณอันบริสุทธิ์ของดิฉัน ในอรรถะ
ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วใน
พระพุทธศาสนา
ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลาย คล่อง
แคล่วในกถาวัตถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม ถึงความ
ชำนาญในศาสนา
ภายหลัง พระราชสวามีผู้ฉลาด ตรัส
ถามปัญหาละเอียดในโตรณวัตถุ ดิฉันได้วิสัชนา
โดยควรแก่กถา
ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้าเฝ้าพระสุคต-
เจ้าแล้ว ทูลสอบถามปัญหาเหล่านั้น พระพุทธเจ้า
ทรงพยากรณ์เป็นอย่างเดียวกันกับที่ดิฉันวิสัชนา
แล้ว
พระพิชิตมารผู้อุดมกว่านรชน ทรงพอ
พระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณี
ผู้มีปัญญามาก
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 580
ข้อ 159
ทราบว่า ท่านพระเขมาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเขมาเถรีอปทาน
อุบลวรรณาเถรีอปทานที่ ๙ (๑๙)
บุพจริยาของพระอุบลวรรณาเถรี
[๑๕๙] พระอุบลวรรณาภิกษุณีถึงความ
สำเร็จแห่งฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคลบาทของ
พระศาสดาแล้วทูลว่า
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันขอกราบ
ทูลว่า หม่อมฉันข้ามาพ้นชาติสงสารได้แล้ว บรรลุ
ถึงอจลบท หมดสิ้นสรรพทุกข์แล้ว
ขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
และพวกชนที่หม่อมฉันได้ทำความผิดให้ จงอด
โทษให้หม่อมฉันเฉพาะพระพักตร์พระพิชิตมาร
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบ
ทูลว่า เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร ถ้ามี
ความผิดพลาด ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทาน
โทษแก่หม่อมฉันเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
หน้า 581
ข้อ 159
ดูก่อนอุบลวรรณา ผู้ทำตามคำสอนของ
เรา ท่านจงแสดงฤทธิ์ ตัดความสงสัยแห่งบริษัท
สี่ในวันนี้เถิด.
พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก มีปัญญา
ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง หม่อมฉันเป็นธิดาแห่ง
พระองค์ มีกรรมที่ทำยากมาก มีกรรมที่ทำ
แสนยากทำไว้แล้ว ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีจักษุ
หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา เพราะมีสีกาย
เหมือนสีดอกอุบล เป็นธิดาแห่งพระองค์ ขอถวาย
บังคมพระบาทยุคล
พระราหุลเถระและหม่อมฉัน เกิดใน
ภพเดียวกันมากหลายร้อยชาติ เป็นผู้มีฉันทจิต
เสมอกัน
มีความเกิดร่วมภพร่วมชาติกัน ในภพนี้
ซึ่งเป็นภพหลัง ก็มีนามเหมือนกันทั้งคู่ พระ-
ราหุลเถระเป็นโอรส หม่อมฉันมีนามว่าอุบล-
วรรณาเป็นธิดา ข้าแต่พระวีรเจ้า ขอเชิญทอด
พระเนตรฤทธิ์ของหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะ
แสดงกำลังถวายพระศาสดา.
พระอุบลวรรณาเถรีเหยียดมือไปวักเอาน้ำ
ในมหาสมุทรทั้ง ๔ มาใส่ไว้ในฝ่ามือเหมือนเด็ก
เป็นน้ำมันที่อยู่ในฝ่ามือ
หน้า 582
ข้อ 159
เหยียดฝ่ามือไปพลิกแผ่นดินแล้ว เอามา
ใส่ไว้บนฝ่ามือเหมือนเด็กหนุ่มฉุดปลาเค้า ฉะนั้น
เอาฝ่ามือบีบครอบจักรวาลแล้ว ยังเม็ด
ฝนสีต่าง ๆ ให้ตกลง ณ เบื้องบนบ่อย ๆ
เอาแผ่นดินทำเป็นครก เอาเม็ดกรวดทำ
เป็นข้าวเปลือก เอาภูเขาสิเนรุทำเป็นสาก แล้ว
ซ้อมอยู่ เหมือนเด็กหญิงซ้อมข้าว ฉะนั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อนฉันมี
นามว่าอุบลวรรณ เป็นธิดาแห่งพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐ มีความชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย
เป็นผู้ทำตามคำสอนของพระองค์
จักแผลงฤทธิ์ต่าง ๆ ถวายแด่พระองค์ผู้
เป็นนายกของโลก ประกาศนามและโคตรแล้ว
ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้
ความชำนาญในที่ ในทิพโสตธาตุ และใน
เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ
บริสุทธิ์ อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่
ไม่มีอีก
หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ
และปฏิภาณ กว้างขวาง หมดจดตามสภาพแห่ง
พระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
หน้า 583
ข้อ 159
ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก
ที่หม่อมฉันแสดงแล้วในพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ
แล้วทั้งหลายในปางก่อน โดยความพินาศไปแห่ง
มัจฉริยะที่สู้รบกันเพื่อประโยชน์แก่พระองค์.
ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก ขอ
พระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อม-
ฉัน และบุญที่หม่อมฉันสั่งสมไว้เพื่อประโยชน์
แก่พระองค์.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรง
ละเว้นอนาจารในสถานที่ไม่ควรอบรมพระญาณ
ให้แก่กล้าอยู่ ชีวิตอันสูงสุดหม่อมฉันสละแล้ว
เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ได้ประทาน
ชีวิตแก่หม่อมฉันหลายหมื่นโกฏิกัป แม้หม่อมฉัน
ก็บริจาคชีวิตของหม่อมฉัน เพื่อประโยชน์แก่
พระองค์.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีฤทธิ์มิได้มีสิ่งอะไร
เปรียบปาน มีพระวิริยะก้าวหน้า ในกาลนั้น
หม่อมฉันอัศจรรย์ใจทุกอย่าง ประนมกรอัญชลี
ด้วยเศียรเกล้า ได้ทูลว่า กรณียกิจนี้หม่อมฉัน
ได้ทำแล้ว.
หน้า 584
ข้อ 159
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ ครั้งนั้น
หม่อมฉันเกิดเป็นนางนาคกัญญา มีนามว่าวิมลา
คณะนาคสมมุติว่า เป็นผู้ดีกว่าพวกนาคกัญญา
มหานาคราชนามว่ามโหรคะ เลื่อมใส
ในพระพุทธศาสนา นิมนต์พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าปทุมุตตระผู้มีเดชมาก พร้อมด้วยพระสาวก
ตกแต่งมณฑปสำเร็จด้วยรัตนะ บัลลังก์
สำเร็จด้วยรัตนะ โปรยทรายรัตนะ เครื่องอุปโภค
สำเร็จด้วยรัตนะ และมรรคาก็ประดับด้วยธงรัตนะ
ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้า ประโคมด้วยดนตรีหลาย
ชนิด.
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรง
แผ่ไปด้วยบริษัท ๔ ประทับนั่งบนอาสนะอันประ-
เสริฐในภพนาคราชมโหรคะ นาคราชได้ถวาย
ข้าวน้ำและขาทนียโภชนียาหารอย่างดี ๆ มีค่ามาก
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีบริวารมาก พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ครั้นเสวยเสร็จ ทรงล้าง
บาตรด้วยดีแล้ว ได้ทรงทำกิจคือการอนุโมทนา.
นางนาคกัญญาผู้มีฤทธิ์มาก เห็นพระ-
สัพพัญญูมีรัศมีเปล่งปลั่ง มียศมาก มีจิตเลื่อมใส
มีใจเคารพในพระศาสนา
หน้า 585
ข้อ 159
ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร
มาก พระนามว่าปทุมุตตระทรงทราบวาระจิตของ
หม่อมฉันแล้ว ทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยฤทธิ์
ภิกษุณีนั้นคล่องแคล่ว แสดงฤทธิ์เป็นอเนก
หม่อมฉันเกิดปีติปราโมทย์ได้ทูลถาม
พระศาสดาว่า หม่อมฉันได้เห็นฤทธิ์ทั้งหลายที่
ภิกษุณีรูปนี้แสดงแล้ว ข้าแต่พระธีรเจ้า ภิกษุณี
นั้นเป็นผู้คล่องแคล่วดีด้วยฤทธิ์เพราะเหตุไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสตอบว่า
ภิกษุณีนั้น เป็นโอรสธิดาเกิดแต่ปากเรา มี
ฤทธิ์มาก ทำตามอนุศาสนีของเรา เป็นผู้คล่อง-
แคล้วดีด้วยฤทธิ์.
หม่อมฉันได้สดับพระพุทธพจน์แล้ว มี
ความยินดีได้ทูลว่า แม้หม่อมฉันก็ขอเป็นผู้คล่อง
แคล่วดีด้วยฤทธิ์ เหมือนภิกษุณีองค์นั้น ข้าแต่
พระองค์ผู้เป็นนายก หม่อมฉันเบิกบานโสมนัส
มีใจอุดมถึงที่แล้ว ขอให้ได้เป็นเช่นภิกษุณีนี้ใน
อนาคตกาล
หม่อมฉันตกแต่งบัลลังก์อันงามด้วยแก้ว
มณีและมณฑปอันผุดผ่องแล้ว ทูลอัญเชิญพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายก พร้อมด้วยพระสงฆ์
ให้เสวยและฉัน อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวและ
หน้า 586
ข้อ 159
น้ำ แล้วได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกอุบลอันเป็น
ดอกไม้อย่างดี ที่พวกนาคเรียกกันในสมัยนั้นว่า
ดอกอรุณ โดยตั้งความปรารถนาว่า ขอให้สีตัว
ของเราจงเป็นเช่นกับสีดอกอุบลนี้
ด้วยบุญกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์
แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในมนุษย์ ได้ถวาย
บิณฑบาต พร้อมด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแก่
พระสยัมภู
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี มีพระเนตรงาม มีพระญาณ
จักษุในธรรม เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น หม่อมฉันเป็นธิดาของเศรษฐี
ในเมืองพาราณสีอันอุดม ได้นิมนต์พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พร้อมด้วย
พระสงฆ์
ถวายมหาทานและบูชาพระพุทธเจ้านั้น
ด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแล้ว ได้ปรารถนาให้มี
ผิวพรรณงามเหมือนดอกอุบล
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มีบริวารยศ
มาก ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
หน้า 587
ข้อ 159
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ใน
เมืองพาราณสีอันอุดม เป็นอิสระกว่าชนทั้งหลาย
เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่
หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่สองของท้าวเธอ
มีนามปรากฏว่าสมณคุตตา ได้ฟังพระธรรมของ
พระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระ-
ชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกหม่อมฉัน
เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ในครั้งนั้น
พวกหม่อมฉันผู้เป็นราชกัญญา ตั้งอยู่ในความสุข
มิได้เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็น
กุมารอยู่สองหมื่นปี
ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือ นางสมณี ๑
นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นางภิกขุทาสิกา
๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆ-
ทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระ-
พุทธเจ้า ได้มาเป็นหม่อนฉัน เป็นพระเขมาเถรี
ผู้มีปัญญา เป็นพระปฏาจาราเถรี เป็นพระกุณฑล
เกสีเถรี เป็นพระกิสาโคตมี เป็นพระธรรมทินนา
เถรีและเป็นวิสาขาอุบาสิกาคนที่ ๗.
ด้วยบุญกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยการ
ตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หน้า 588
ข้อ 159
จุติจากนั้นแล้วมาเกิดในสกุลใหญ่ในพวก
มนุษย์ ได้ถวายผ้าอย่างดีมีสีเหลือง เนื้อเกลี้ยง
แก่พระอรหันต์องค์หนึ่ง เคลื่อนจากอัตภาพนั้น
แล้ว ไปเกิดในสกุลพราหมณ์ในเมืองอริฏฐะ เป็น
ธิดาของพราหมณ์ชื่อติริฏิวัจฉะ มีชื่อว่าอุมมาทันตี
มีรูปงามเป็นที่จูงใจให้ยินดี.
เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในสกุล
หนึ่งซึ่งไม่มีความเจริญในชนบท เป็นผู้ขวนขวาย
เฝ้าไร่ข้าวสาลี ในครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ได้ถวายข้าวตอก
ห้าร้อยดอกกับดอกปทุม ปรารถนาให้มีบุตร ๕๐๐
คน เมื่อมีบุตรเท่านั้นแล้ว ได้ถวายน้ำผึ้งแก่
พระปัจเจกพุทธเจ้า เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว
ได้เกิดในดอกปทุมในป่าที่มีสระบัว
ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้ากาสีเป็นที่
ทรงสักการะโปรดปราน มีพระราชโอรสครบ
๕๐๐ องค์.
เมื่อพระราชบุตรเหล่านั้นทรงเจริญวัย
แล้ว ไปทรงเล่นน้ำ ทรงเห็นดอกบัวเข้าแล้ว
ต่างก็นำมาเฉพาะองค์ละดอก หม่อมฉันนั้นไม่มี
ดอกบัว เพราะพระราชบุตรเหล่านั้นเก็บเสีย ก็
มีความโศก เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดใน
หมู่บ้านข้างภูเขาอิสิคิลิ
หน้า 589
ข้อ 159
เมื่อพวกบุตรของหม่อมฉันรู้ธรรมของ
พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว นำยาคูไปถวาย บุตร
๘ คน ได้บวชเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไปสู่บ้าน
เพื่อภิกษา ในขณะนั้น หม่อมฉันเห็นเข้าแล้ว
ระลึกได้ มีขีรธาราพล่านออกเพราะความรักบุตร
หม่อมฉันมีความเลื่อมใส ได้ถวายยาคู
ด้วยมือของตนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปเกิดในนันท-
วัน ในภพดาวดึงส์
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าหม่อมฉันท่องเที่ยว
ไปในภพน้อยภพใหญ่ ได้เสวยสุขและทุกข์และ
บริจาคชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระองค์
หม่อมฉันมีทุกข์ก็มาก มีสมบัติก็มาก
ดังที่กราบทูลมานี้ ในภพหลังสุดที่ถึงแล้วนี้
หม่อมฉันเกิดในสกุลเศรษฐีมีทรัพย์มาก ประกอบ
ด้วยสุขสมบัติ มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ
มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวงในพระนครสาวัตถี
เป็นที่ประชุมชนสักการะบูชานับถือยำ-
เกรง ประกอบด้วยรูปสมบัติ อันพหุชนในสกุล
ทั้งหลายสักการะและปรารถนาอย่างยิ่ง เพราะรูป
สิริและโภคสมบัติ พวกเศรษฐีบุตรหลายร้อยต่าง
มุ่งหมายกัน
หน้า 590
ข้อ 159
หม่อมฉันละเรือนออกบวช ยังไม่ถึงกึ่ง
เดือนก็ได้บรรลุจตุสัจธรรม หม่อมฉันนิรมิตรถ
เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสด้วยฤทธิ์แล้ว ขอถวายบังคม
พระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระโลกนาถ
ผู้มีพระสิริ.
มารกล่าวกะหม่อมฉันว่า
ท่านเข้ามาสู่กอไม้ที่มีดอกแย้มบานดี ยืน
อยู่โคนต้นรังผู้เดียว มิได้มีใครเป็นเพื่อน ท่าน
ผู้โง่เขลา ท่านไม่กลัวพวกนักเลงหรือ.
หม่อมฉันกล่าวว่า
พวกนักเลงตั้งแสนคนมาในที่นี้เหมือน
กับท่าน ก็ไม่ทำให้ขนของเราหวั่นไหว ดูก่อน
มาร ท่านผู้เดียวจักทำอะไรเราได้.
เรานี้จักหายไปเสีย หรือว่าเข้าไปในท้อง
ท่าน ท่านจักไม่เห็นเราแม้ยืนอยู่ที่ระหว่างคิ้วท่าน
เรามีความชำนาญในจิต เจริญอิทธิบาท
ดีแล้ว พ้นจากกิเลสเครื่องผูกทั้งปวงแล้ว
ดูก่อนมารผู้มีอายุ เรามิได้กลัวท่าน
กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว
แม้ขันธ์ทั้งหลายก็คล้ายกองไฟ ท่านกล่าวถึงความ
ยินดีในกาม
หน้า 591
ข้อ 159
บัดนี้เราไม่มีความยินดีในกาม ความ
เพลินในอารมณ์ทั้งปวง เรากำจัดแล้ว กองมืดเรา
ทำลายแล้ว.
ดูก่อนมารผู้ลามก ท่านจงรู้อย่างนี้ ท่าน
จงหายไปเถิด
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรง
พอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะ ในหมู่บริษัทว่า อุบลวรรณา-
ภิกษุณีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีที่มีฤทธิ์
ดิฉันบำรุงพระบรมศาสดาแล้ว ทำตาม
คำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอัน
หนักลงแล้ว ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพหมดแล้ว
ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็น
ที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวช
เป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว พวกทายกน้อมเข้า
มาซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชปัจจัย
โดยขณะหนึ่งมากหลายพัน.
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุบลวรรณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอุบลวรรณาเถรีอปทาน
หน้า 592
ข้อ 160
ปฏาจาราเถรีอปทานที่ ๑๐ (๒๐)
บุพจริยาของพระปฏาจาราเถรี
[๑๖๐] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้นายกของโลกพระนามว่าปทุมุตตระ
ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี อัน
มีความรุ่งเรืองถ้วยรัตนะต่าง ๆ ในเมืองหังสวดี
เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขเป็นอันมาก
ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนา มีความเลื่อมใส
อันเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์
เป็นสรณะ.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญ
ภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีความละอาย คงที่คล่องแคล่ว
ในกิจที่ควรและกิจที่ไม่ควร ว่าเป็นผู้เลิศกว่า
ภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายทรงวินัย
ดิฉันมีจิตยินดีปรารถนาตำแหน่งนั้น จึง
นิมนต์พระทศพลผู้เป็นนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์
ให้เสวยและฉันตลอดสัปดาห์หนึ่ง ถวายบาตร
และจีวรแล้ว ซบศีรษะลงแทบพระบาท แล้ว
ได้กราบทูลว่า
หน้า 593
ข้อ 160
ข้าแต่พระธีรมุนีผู้นายกของโลก ภิกษุณี
องค์ใด พระองค์ทรงสรรเสริญในตำแหน่งอัน
ประเสริฐกว่าภิกษุสงฆ์นี้ ถ้าตำแหน่งนั้นจะ
สำเร็จแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักเป็นเช่นภิกษุณี
องค์นั้น
ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า
นางผู้เจริญ อย่ากลัวเลยจงเบาใจเถิด ท่านจัก
ได้ตำแหน่งนั้นตามใจปรารถนา ในอนาคตกาล
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอก-
กากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ท่านผู้เจริญนี้ จักได้เป็นภิกษุณี ธรรม
ทายาท พระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอัน
ธรรมนิรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนาม
ว่าปฏาจารา ครั้งนั้น ดิฉันยินดีมีจิตประกอบด้วย
เมตตา บำรุงพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกกับ
พระสงฆ์จนตลอดชีวิต ด้วยกุศลธรรมที่ได้ทำไว้
แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละ
ร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธ์แห่งพรหม มีบริวารยศ
มาก ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
หน้า 594
ข้อ 160
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ผู้
เป็นใหญ่กว่านรชน ในพระนครพาราณสีอันอุดม
ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นธิดาองค์ที่สามของท้าวเธอ
มีนามปรากฏว่าภิกษุณี ได้ฟังธรรมของพระ-
พิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา...
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดในสกุล
เศรษฐีที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนคร
สาวัตถี
เมื่อใด ดิฉันเจริญวัยเป็นสาวตกอยู่ใน
อำนาจวิตก พบบุรุษชาวชนบทผู้หนึ่งแล้วได้ไป
กับเขา ดิฉันคลอดบุตรคนหนึ่ง มีท้องบุตรคน
ที่สอง เมื่อนั้นดิฉันปรารถนาว่า จะไปเยี่ยม
มารดาบิดา
ครั้นนั้น ดิฉันได้บอกสามี เมื่อสามี
ของดิฉันเข้าไปป่า ดิฉันคนเดียวออกจากเรือน
จะไปยังพระนครสาวัตถีอันอุดม
ภายหลังสามีของดิฉันมาตามทันที่หน
ทาง เวลานั้น ลมกรรมัชวาตอันทำให้เจ็บปวด
หน้า 595
ข้อ 160
เหลือทนเกิดแก่ดิฉัน ทั้งมหาเมฆก็เกิดขึ้นใน
เวลาที่ดิฉันจะคลอด สามีไปหาที่กำบัง ก็ถูกงูกัด
ตาย
เวลานั้นดิฉันมีทุกข์เพราะการคลอด หมด
ที่พึ่งเป็นคนกำพร้า เดินไปเห็นแม่น้ำน้อยแห่ง
หนึ่งซึ่งมีน้ำเต็มเป็นที่อยู่แห่งสัตว์
อุ้มบุตรน้อยข้ามไปที่ฝั่งข้างโน้นคนเดียว
ให้บุตรน้อยดื่มนมแล้ว ประสงค์จะให้บุตรคน
ใหญ่ข้าม จึงกลับมา
เหยี่ยวตัวหนึ่ง เฉี่ยวบุตรน้อยที่ร้องจ้าไป
เสียแล้ว บุตรคนใหญ่ก็ถูกกระแสน้ำพัดไป ดิฉัน
มากไปด้วยความโศก
เดินไปยังพระนครสาวัตถี ได้ยินข่าวว่า
มารดาบิดาและพี่ชายของตนตายเสียแล้ว เวลา
นั้น ดิฉันแน่นไปด้วยความโศก เปี่ยมไปด้วย
ความโศกมาก
ได้กล่าวว่าบุตรสองคนตายเสียแล้ว เวลา
ของเราก็ตายเสียในป่า มารดาบิดาและพี่ชายของ
เรา ก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน
ครั้งนั้น ดิฉันทั้งซูบผอม ทั้งผิวเหลือง
ไม่มีที่พึ่ง ตรอมใจทุกวัน เมื่อเดินไปข้างนี้ข้าง
นั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นสารถีฝึก
นรชน
หน้า 596
ข้อ 160
ขณะนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่า
ท่านอย่าโศกเศร้าถึงบุตรเลย จงเบาใจเถิด จง
แสวงหาตนของท่านเถิด เดือดร้อนไปไม่มีประ-
โยชน์อะไรเลย
บุตรธิดา ญาติและพวกพ้องไม่ป้องกัน
คนผู้ถึงที่ตายเลย ความป้องกันไม่มีในญาติ
ทั้งหลาย
ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว ได้
บรรลุถึงปฐมผล บวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุ
อรหัตผล
เป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสต
ธาตุ รู้ปรจิตตวิชา เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของ
พระพุทธเจ้า
รู้ปุพเพนิวานญาณ ชำระทิพยจักษุให้
บริสุทธิ์ ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้
บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี
ในกาลนั้น ดิฉันศึกษาพระวินัยทั้งปวง
ในสำนักพระบรมศาสดา ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง
และกล่าวพระวินัยทั้งมวลกว้างขวางได้ตามจริง
พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสมบัติ
นั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า
ปฏาจาราภิกษุณีผู้เดียวเลิศกว่าพวกภิกษุฝ่ายที่
ทรงพระวินัย
หน้า 597
ข้อ 160
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปฏาจาราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบปฏาจาราเถรีอปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑ เอกุโปสถิกาเถรีอปทาน ๒. สลฬปุปผิกาเถรีอปทาน ๓. โมทก-
ทายิกาเถรีอปทาน ๔. เอกาสนทายิกาเถรีอปทาน ๕. ปัญจทีปทายิกา-
เถรีอปทาน ๖. นฬมาลิกาเถรีอปทาน ๗. มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน
๘. เขมาเถรีอปทาน ๙. อุบลวรรณาเถรีอปทาน ๑๐. ปฏาจาราเถรีอปทาน
ในวรรคนี้บัณฑิตคำนวณคาถาไว้ ๕๐๙ คาถา.
จบเอกุโปสถวรรคที่ ๒
หน้า 598
ข้อ 161
กุณฑลเกสวรรคที่ ๓
กุณฑลเกสีเถรีอปทานที่ ๑ (๒๑)
[๑๖๑] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมาร พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้
จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมี
ความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในเมืองหังสวดี
เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก
ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว ได้ฟังธรรมอันอุดม มีความเลื่อมใส
เกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์
เป็นสรณะ
ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นนายกพระ-
นามว่าปทุมุตตระ ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา
ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีปัญญาดีว่า เป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายขิปปาภิญญา
ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความ
พอใจ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่แล้ว ซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น
หน้า 599
ข้อ 161
พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า
นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดท่านปรารถนาแล้ว ตำ-
แหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่ท่าน ท่านจงเป็น
ผู้มีสุขเย็นใจเถิด
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่า โคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญนี้จัก
ได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระ-
องค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกา
ของพระศาสดาชื่อว่าภัททากุณฑลเกสา
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากภพนั้น
แล้วไปสู่ชั้นมายา จุติจากที่นั้นได้ไปสู่ชั้นดุสิต
จุติจากที่นั้นแล้วไปสู่ชั้นนิมมานรดี จุติจากที่นั้น
แล้วไปสู่ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี
ด้วยอำนาจกุศลกรรมนั้น ดิฉันเกิดใน
ภพใด ๆ ก็ได้ครองตำแหน่งอัครมเหสีของพระ-
ราชาในภพนั้น ๆ จุติจากภพนั้นแล้ว ได้ครอง
ตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ และ
พระราชาที่เป็นเอกราชในหมู่มนุษย์
หน้า 600
ข้อ 161
ดิฉันได้เสวยราชสมบัติในเทวดาและ
มนุษย์ เจริญด้วยความสุขทุก ๆ ภพ ท่องเที่ยว
ไปในกัปเป็นอเนก
ในภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหมมียศมาก ประ-
เสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่า กิกี
เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม
เป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๕ ของท้าวเธอ
มีนามปรากฏว่าภิกขุทาสี ได้ฟังธรรมของพระ-
พิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา. . .ด้วยกุศล
กรรมที่ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้
ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์
ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
ที่มีความเจริญ ในพระนครราชคฤห์อันอุดมเมื่อ
ดำรงอยู่ในความเป็นสาว ได้เห็นราชบุรุษนำโจร
ไปเพื่อจะฆ่า มีความรักในโจรคนนั้น บิดาของ
ดิฉันปลดเปลื้องโจรนั้น ให้หลุดพ้นจากการฆ่า
ด้วยทรัพย์พันหนึ่ง รู้จักใจดิฉันแล้ว ยกดิฉัน
ให้กับโจรนั้น ดิฉันรักใคร่เอ็นดูเกื้อกูลแก่โจร
นั้นมาก
หน้า 601
ข้อ 161
แต่โจรนั้นพาดิฉันผู้ช่วยขนเครื่องบวง-
สรวงไปที่ภูเขามีเหวเป็นที่ทิ้งโจร คิดจะฆ่าดิฉัน
ด้วยความโลภในเครื่องประดับของดิฉัน เวลา
นั้น ดิฉันจะรักษาชีวิตของตัวไว้จึงประนมมือไหว้
โจรผู้เป็นศัตรูเป็นอย่างดีแล้วกล่าวว่า
นายผู้เจริญ สร้อยทองคำ แก้วมุกดา
และแล้วไพฑูรย์ เป็นอันมากทั้งหมดนี้ นายเอา
ไปเถิด และจงประกาศว่าฉันเป็นทาสีเถิด
แน่ะนางงาม จงตายเสียเถิด อย่ามัว
รำพันนักเลย เรามุ่งจะฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว
ตั้งแต่ฉันระลึกถึงตัวได้ถึงความเป็นผู้รู้
ชัดแล้ว ฉันไม่รู้จักบุรุษอื่นว่าเป็นที่รักยิ่งกว่านาย
มาเถิด ฉันจักขอกอดนาย ทำประทักษิณแล้วจะ
ไหว้นาย เพราะนายกับดิฉันจะไม่ได้ร่วมกัน
ต่อไป
ในที่ทุกแห่ง ใช่ว่าบุรุษเท่านั้น จะเป็น
บัณฑิต ถึงสตรีเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในที่
นั้น ๆ และในที่ทุกแห่ง ใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะ
เป็นบัณฑิตคิดความได้ว่องไว ใช่ว่าบุรุษจะคิด
เหมาะสมในเรื่องเดียวเร็วพลัน ดิฉันฆ่าศัตรูได้
ในครั้งนั้น ก็เพราะเนื่องด้วยปัญญาเต็มอยู่ในจิต
หน้า 602
ข้อ 161
ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วไว ผู้นั้นมี
ปัญญาเขลา ย่อมถูกเขาฆ่า เหมือนโจรที่ถูกฆ่า
ที่เหวฉะนั้น
ผู้ใด รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้ว่องไว
ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรู เหมือนดิฉันพ้นจากโจร
ที่เป็นศัตรูในครั้งนั้น ฉะนั้น
เมื่อดิฉันผลักศัตรูให้ตกไปในเหวแล้ว
เข้าไปบวชในสำนักปริพาชกที่ครองผ้าขาว
ครั้งนั้น พวกปริพาชกเอาแหนบถอนผม
ดิฉันหมดแล้ว ให้บวชแล้วบอกลัทธิให้เนือง ๆ
ดิฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคิดลัทธินั้นอยู่ผู้เดียว
ว่า คณะปริพาชกเป็นดังว่าสุนัข ทำกะเราซึ่งเป็น
มนุษย์ ถือเอากิ่งหว้าที่หักแล้วปักไว้ ณ ที่ใกล้เรา
แล้วก็หลีกไป ดิฉันเห็นแล้วได้นิมิต ที่ตั้งอยู่
เหมือนเป็นหมู่หนอน
ดิฉันลุกจากที่นั้นแล้ว มีความสลดใจ
มาถามพวกปริพาชกที่มีลัทธิร่วมกัน พวกนั้นบอก
ว่า พวกภิกษุศากยบุตรย่อมรู้เรื่องนั้น
ดิฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้น
พุทธสาวกเหล่านั้น พาดิฉันไปในสำนักพระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
หน้า 603
ข้อ 161
พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ทรงแสดง
ธรรมแก่ดิฉันว่า ขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย
ไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยัง
ธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ รู้สัทธรรมแล้ว ได้
ทูลขอบรรพชาอุปสมบท
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้า อันดิฉันทูลขอ
แล้ว ได้ตรัสว่า มาเถิด นางผู้เจริญ ดิฉัน
อุปสมบทแล้ว ได้เห็นน้ำน้อยหนึ่ง
รู้จักสังขาร อันมีความเกิดและความดับ
ด้วยน้ำล้างเท้า คิดเห็นว่า สังขารทั้งปวงย่อม
เป็นอย่างนั้น
ลำดับนั้น จิตของดิฉันพ้นแล้วเพราะไม่
ถือมั่นโดยประการทั้งปวง ครั้งนั้น พระพิชิตมาร
ทรงตั้งดิฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีทั้งหลาย
ฝ่ายขิปปาภิญญา
ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพ-
โสตธาตุ รู้วาระจิตผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์
รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุบริ-
สุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้บริสุทธิ์
หมดมลทินด้วยดี
หน้า 604
ข้อ 162
ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระ-
พุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว
ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว
ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือธรรมเป็นที่
สิ้นสังโยชน์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็น
บรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉัน ใน
อรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณไพบูลย์หมดจด
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบกุณฑลเกสีเถรีอปทาน
กิสาโคตมีเถรีอปทานที่ ๒ (๒๒)
[๑๖๒] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบ
ธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนคร
หังสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า
นรชนพระองค์นั้นแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะ
หน้า 605
ข้อ 162
ได้ฟังธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วย
สัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง นำมาซึ่งสันติสุข
แห่งจิต
ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้อุดมกว่าบุรุษ เมื่อ
ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรง
สรรเสริญในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังคุณ
ของภิกษุณีแล้ว เกิดปีติมาก ทำสักการะแด่
พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลังหมอบลง
ใกล้พระธีรมุนีแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายของ
โลก ทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้า-
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ท่านผู้เจริญจักเป็นธรรมทายาทของพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต
เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามชื่อว่า กิสาโคตมี
ครั้งนั้นดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้น แล้ว
มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง
พระพิชิตมารผู้นำชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลาย
จนตลอดชีวิต
หน้า 606
ข้อ 162
ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี
เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม
เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง
ใหญ่
ดิฉันเป็นพระศาสดาองค์ที่ ของท้าวเธอ
มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิต-
มารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถ
มิได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่อต้องอยู่ในอาคาร-
สถาน
ครั้งนั้น พวกเราผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่
ในความสุข มิได้เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์
ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี
พระราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนาง
สมณี ๑ นาสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นาง
ภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑
และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจใน
การบำรุงพระพุทธเจ้า
หน้า 607
ข้อ 162
ได้มาเป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณา
เถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี ดิฉัน
พระธรรมทินนาเถรี และวิสาขาอุบาสิกาเป็นที่ ๗.
ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
ที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงศ์ต่ำ ไปสู่สกุลที่มี
ทรัพย์ พวกเสสชนก็รับรองแสดงว่าดิฉันจนทรัพย์
เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้ว ก็เป็นที่เอ็นดูแห่งชน
ทั้งปวง
กุมารซึ่งเป็นบุตรอ่อนนั้นดำรงอยู่ในความ
สุข เป็นที่รักใคร่ของดิฉันดุจชีวิตของตน ได้ถึง
อำนาจของยมราชเสียแล้ว
ดิฉันอัดอั้นด้วยความโศกเศร้า มีหน้า
เศร้าตลอดวัน มีตาชุ่มด้วยน้ำตา เป็นคนมีหน้า
ร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไป.
ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเห็นเข้าแล้ว พาเข้า
ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นหมอดีเลิศอุดม ดิฉัน
ได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้
โปรดประทานยาที่แก้บุตรตายให้กลับเป็นเถิด
หน้า 608
ข้อ 162
พระพิชิตมาร ผู้ฉลาดในอุบายแนะนำ
รับสั่งว่า ในเรือนใดไม่มีคนตาย ท่านจงไปหา
เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา ครั้งนั้น ดิฉัน
เที่ยวไปหาจนทั่วเมืองสาวัตถี ไม่ได้เมล็ดพันธุ์
ผักกาดในเรือนใดที่ไม่มีคนตายเพราะฉะนั้น ดิฉัน
จึงกลับได้สติทิ้งศพเสีย แล้วเข้าไปเฝ้าพระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระบรมศาสดาผู้มี
พระกระแสเสียงอันไพเราะ ทอดพระเนตรเห็น
ดิฉันแต่ที่ไกล แล้วตรัสว่า
ก็ความเป็นอยู่เพียงวันเดียว ของบุคคล
ผู้พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมไป ประ-
เสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป.
อนิจจตาธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน
ไม่ใช่ธรรมเฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะสกุล
เดียว เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก.
ดิฉันนั้น ได้สดับคาถาเหล่านี้แล้ว ยัง
ธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ เมื่อรู้สัทธรรมแล้วได้
ออกบวช
แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น ประกอบความ
เพียรในพุทธศาสนา ไม่นานช้าก็ได้บรรลุอรหัต-
ผล
หน้า 609
ข้อ 162
ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และ
ทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้กระทำ
ตามคำสอนของพระศาสดา
ดิฉันรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์ หมดมลทินด้วยดี
ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติตาม
คำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอัน
หนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว
ดิฉันบรรลุประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้น
สังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็น
บรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว
ญาณของดิฉันในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ
และปฏิภาณ ญาณของดิฉันไพบูลย์ หมดจด
เพราะอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ดิฉันนำผ้ามาจากกองหยากเยื่อ ป่าช้า
และถนนเอามาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอัน
เศร้าหมอง พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ
ทรงพอพระทัยในคุณสมบัติ คือ การทรงจีวรอัน
เศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ ในบริษัททั้งหลาย
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันทำเสร็จแล้ว.
หน้า 610
ข้อ 163
ทราบว่า ท่านพระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่า ด้วยประ-
การฉะนี้แล.
จบกิสาโคตมีเถรีอปทาน
ธรรมทินนาเถรีอปทานที่ ๓ (๒๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระธรรมทินนาเถรี
[๑๖๓] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในเมือง
หังสวดี รับจ้างทำการงานของคนอื่น เป็นผู้มี
ปัญญาสำรวมอยู่ในศีล พระเถระนามว่าสุชาตะ
อัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ
ออกจากวิหารไปเพื่อบิณฑบาต
เวลานั้น ดิฉันเอาหม้อไปตักน้ำ เห็น
ท่านแล้วเลื่อมใส ได้ถวายขนมด้วยมือของตน
ท่านรับแล้วนั่งฉัน ณ ที่นั้นแหละ ดิฉัน
นิมนต์ท่านไปสู่เรือน ได้ถวายโภชนะแก่ท่าน
ต่อมา นายของดิฉันทราบเข้าแล้วมีความ
ยินดี ได้แต่งดิฉันให้เป็นลูกสะใภ้ของท่าน ดิฉัน
ไปกับแม่ผัว ได้ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า
หน้า 611
ข้อ 163
ครั้งนั้น พระบรมศาสดาทรงประกาศตั้ง
ภิกษุณีองค์หนึ่งผู้เป็นธรรมกถึก ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มี
ความยินดี
นิมนต์พระสุคตเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์
ถวายมหาทานแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น.
ในทันใดนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระกระแส
เสียงไพเราะ ได้ตรัสกะดิฉันว่า ท่านยินดีบำรุงเรา
อังคาสเรากับสาวกสงฆ์ ขวนขวายในการฟังสัท-
ธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ ท่านผู้เจริญ ท่านยินดี
เถิด ท่านจะได้ตำแหน่งนั้นอันเป็นผลแห่งความ
ปรารถนา
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้า
พระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญ
จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น
เป็นโอรสอันธรรมนิรมิตเป็นสาวิกาของพระราชา
มีชื่อว่า ธรรมทินนา
ดิฉันได้ฟังพุทธพจน์นั้นแล้วมีความยินดี
มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระมหามุนีผู้เป็น
นายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต
หน้า 612
ข้อ 163
ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี ผู้เป็นใหญ่
กว่านรชนในพระนครพาราณสีอันอุดม ทรงเป็น
อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ดิฉันเป็นพระธิดาคนที่หกของท้าวเธอ มี
นามปรากฏว่าสุธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิต-
มารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา
แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวก
เรา เมื่ออยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้นพวกเราผู้เป็น
ราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้าน
ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี
จบภาณวารที่ ๓
ราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนางสมณี ๑
นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุณี ๑ นางภิกขุทาสิกา
๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆ-
ทาสีเป็นที่ ๗ เป็นผู้ยินดีพอใจบำรุงพระพุทธเจ้า
ได้มาเป็นพระเขมาเถรี พระอุบลวรรณาเถรี พระ-
หน้า 613
ข้อ 163
ปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี พระกิสาโคต-
มีเถรี ดิฉันและวิสาขาอุบาสิกาคนที่ ๗.
ด้วยกุศลธรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันได้เกิดในสกุลเศรษฐี
มีความเจริญมั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง ในพระนคร
ราชคฤห์อันอุดม
เมื่อดิฉันประกอบด้วยรูปสมบัติ ตั้งอยู่
ในปฐมวัย ไปสู่สกุลอื่น เพียบพร้อมด้วยความ
สุข
สามีของดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้
เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟังพระธรรมเทศนา แล้ว
ได้บรรลุอนาคามิผล เป็นผู้มีปัญญาดี.
ครั้งนั้น ดิฉันได้รับอนุญาตจากสามีนั้น
แล้วออกบวช ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล
อุบาสกนั้นเข้าไปหาดิฉัน แล้วถามปัญหา
ที่ลึกซึ้งสุขุมมาก ดิฉันแก้ปัญหาทั้งหมดนั้นได้
พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสม-
บัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ด้วยพระดำรัสว่า เรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่น อื่น
เป็นธรรมกถึกเหมือนธรรมทินนาภิกษุณีนี้
หน้า 614
ข้อ 163
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายท่านทั้งหลายจงทรง
จำภิกษุณีธรรมทินนาผู้มีปัญญาไว้อย่างนี้เถิด.
ดิฉันอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุ-
เคราะห์แล้ว ชื่อว่าเป็นบัณฑิตอย่างนี้ ดิฉันบำรุง
พระศาสดาแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าดิฉัน
ได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอน
ตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประ-
โยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ที่
กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้น
แล้ว
ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และ
ในทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ทำตาม
สัตถุศาสน์ ดิฉันรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ ยังอาสวะทั้งปวงได้สิ้นไปแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทนด้วยดี ดิฉันเผากิเลส
ทั้งหลายแล้ว...คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้
ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระธรรมทินนาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบธรรมทินนาเถรีอปทาน
หน้า 615
ข้อ 164
สกุลาเถรีอปทานที่ ๔ (๒๔)
ผลของการถวายน้ำมันตามประทีปบูชาพระพุทธเจดีย์
[๑๖๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
พระองค์เป็นบุรุษอาชาไนย ประเสริฐ
กว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อ
ความสุข เพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ในโลก
กับทั้งเทวโลก
เป็นผู้ถึงซึ่งยศอันเลิศ ทรงสิริ ทรงมี
เกียรติคุณฟุ้งเฟื่อง อันชาวโลกทั้งปวงบูชาแล้ว
กว่านรชน ทรงข้ามพ้นจากความสงสัยแล้ว ทรง
ล่วงความเคลือบแคลงไปแล้ว ทรงมีความดำริ
ในพระหฤทัยบริบูรณ์เต็มที่ ทรงบรรลุพระสัม-
โพธิญาณอันอุดม ทรงยังมรรคาที่ยังไม่เกิดให้
เกิดขึ้น ตรัสบอกมรรคาที่ยังไม่มีใครบอก ทรง
ยังธรรมที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม
พระองค์เป็นบุคคลผู้องอาจ ทรงรู้จัก
มรรคา ทรงทราบมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็น
หน้า 616
ข้อ 164
พระศาสดาผู้ฉลาดในมรรคา ประเสริฐสุดกว่า
นายสารถี
เป็นพระโลกนาถผู้ทรงประกอบด้วยพระ-
มหากรุณา เป็นนายกโลก ทรงแสดงธรรม
ถอนเหล่าสัตว์ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือกาม.
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในเมืองหังสวดีมีนาม
ว่าขัตติยนันทนา มีรูปสวย รวยทรัพย์ เป็นที่
พึงใจ มีสิริ
เป็นพระธิดาของพระราชาผู้ใหญ่ พระ-
นามว่าอานนทะ งดงามอย่างยิ่ง เป็นพระภคินี
ต่างพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุต-
ตระ
ห้อมล้อมด้วยราชกัญญาทั้งหลาย ประ-
ดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้า
แล้วได้ฟังธรรมเทศนา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้แจ้ง
โลกพระองค์นั้น ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีทิพย-
จักษุในตำแหน่งอันเลิศ ในท่ามกลางบริษัทสี่
ฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความ
ร่าเริง ถวายทานและบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว
ได้ปรารถนาทิพยจักษุ.
หน้า 617
ข้อ 164
ทันใดนั้น พระบรมศาสดาได้ตรัสกะ
ดิฉันว่า ดูก่อนขัตติยนันทนา เธอจักได้ตำแหน่ง
ที่ตนปรารถนา ตำแหน่งที่เธอปรารถนานี้เป็นผล
แห่งการถวายประทีปธรรม
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม จัดทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
เธอจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดา
พระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็น
พระสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่าสกุลา
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพรหม มียศมาก
ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเป็นปริพาชิกา ประพฤติ
อยู่ผู้เดียว เที่ยวไปเพื่อภิกษา ได้น้ำมันมาน้อย
หนึ่ง
มีใจผ่องใส เอาน้ำมันนั้นตามประทีป
บูชาพระเจดีย์ชื่อสัพพสังวร แห่งพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐกว่าสัตว์
หน้า 618
ข้อ 164
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์
นั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันไปเกิดใน
ที่ใด ๆ ประทีปเป็นอันมากก็สว่างไสวแก่ดิฉันใน
ที่นั้น ๆ
ดิฉันปรารถนาจะเห็นสิ่งที่อยู่นอกฝาหรือ
สิ่งที่อยู่นอกภูเขาศิลา ก็เห็นได้ทะลุปรุโปร่ง นี้
เป็นผลแห่งการถวายประทีป ดิฉันมีนัยน์ตาแจ่ม
ใส รุ่งเรืองด้วยยศ มีศรัทธา มีปัญญา นี้ก็เป็น
ผลแห่งการถวายประทีป
ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุล
พราหมณ์ อันมีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย
มหาชนยินดี พระราชาทรงบูชา
ดิฉันสมบูรณ์ไปด้วยอวัยวะทั้งปวง ประ-
ดับด้วยสรรพาภรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง
ได้เห็นพระสุคตเจ้าเสด็จเข้าไปในเมือง
ทรงรุ่งเรืองด้วยยศ อันเทวดาและมนุษย์สักการะ
บูชา ทรงสมบูรณ์ด้วยพระอนุพยัญชนะ ประดับ
ด้วยพระลักษณะทั้งหลาย
มีจิตเลื่อมใสโสมนัส พอใจบรรพชา
ครั้นได้บรรพชาแล้วไม่นานนัก ก็ได้บรรลุอรหัต-
ผล.
หน้า 619
ข้อ 164
ดิฉันมีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสต-
ธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่นเป็นผู้ปฏิบัติตามสัตถุ-
ศาสน์
รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว
เป็นผู้บริสุทธิ์ หมดมลทินด้วยดี
ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติตามคำ
สอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนัก
ลงได้แล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว
บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้น
สังโยชน์ทั้งปวง ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็น
บรรพชิตต้องการนั้นแล้ว
แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระ-
มหากรุณา ผู้อุดมกว่านรชน ทรงตั้งดิฉันไว้ใน
ตำแหน่งเอตทัคคะว่า สกุลาภิกษุณี เป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายที่มีทิพยจักษุ
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสกุลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสกุลาเถรีอปทาน
หน้า 620
ข้อ 165
นันทาเถรีอปทานที่ ๕ (๒๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทาเถรี
[๑๖๕] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในวิธี-
เทศนา ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้รู้แจ้ง ทรงช่วย
สรรพสัตว์ให้ข้ามแล้ว ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้น
ได้เป็นอันมาก
ทรงพระกรุณาอนุเคราะห์ แสวงหา
ประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ทรงตั้งพวกเดียรถีย์ที่
มาถึงแล้วทั้งหมดไว้ในเบญจศีล
พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูล ว่าง-
เปล่าจากพวกเดียรถีย์ งดงามไปด้วยพระอรหันต์
ทั้งหลายที่มีความชำนาญ เป็นผู้คงที่
พระองค์เป็นพระมหามุนีมีพระกายสูง
๕๘ ศอก มีพระรัศมีงามปานทองคำที่มีค่า มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
มีพระชนมายุแสนปี พระองค์ดำรงอยู่
โดยกาลเท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นได้เป็น
อันมาก.
หน้า 621
ข้อ 165
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีมีความ
รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ ในเมืองหังสวดี เป็นผู้
เพียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก
ดิฉัน เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์
นั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนา อันประกาศปรมัตถ-
ธรรมอย่างจับใจยิ่ง ซึ่งเป็นอมตธรรม ครั้งนั้น
ดิฉันมีความเลื่อมใส ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าผู้เป็น
นายกของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์ ได้ถวายมหา-
ทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน
ได้ซบเศียรลงใกล้พระมหาวีรเจ้าพร้อม
ด้วยพระสงฆ์ปรารถนาตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุณี
ทั้งหลายฝ่ายที่มีฌาน.
ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้ฝึกนรชนที่ยังไม่
ได้ฝึก เป็นสรณะของโลกสาม ผู้เป็นใหญ่ ทรง
นรชนไว้ให้ดี ทรงพยากรณ์ว่า
ท่านจักได้ตำแหน่งที่ปรารถนาดีแล้วนั้น
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่า
โคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักได้เป็นธรรม
ทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอัน
ธรรมนิรมิต จักเป็นสาวิกาของพระองค์ มีนาม
ชื่อว่านันทา.
หน้า 622
ข้อ 165
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้น
แล้วมีใจยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัย
ทั้งหลายตลอดชีวิตด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้น
และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกาย
มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จุติจากสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ดิฉันไปสู่
สวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นดุสิต
จุติจากนั้นแล้วไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จุติจาก
นั้น แล้วไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันเกิดใน
ภพใด ๆ ก็ได้ครองตำแหน่งราชเมหสีในภพนั้น ๆ
จุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว
มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้ครองตำแหน่งอัครมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ และพระเจ้าเอกราช
เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้มี
ความสุขในที่ทุกสถาน ท่องเที่ยวไปในกัปเป็น
อเนก.
ในภพหลังที่มาถึงบัดนี้ ดิฉันเป็นพระ-
ธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็น
ผู้มีรูปสมบัติอันประชาชนสรรเสริญ
หน้า 623
ข้อ 165
ราชสกุลนั้น เห็นดิฉันมีรูปงามเป็นสิริ
จึงพากันชื่นชม เพราะฉะนั้นดิฉันจึงมีนามว่า
นันทา เป็นผู้มีรูปลักษณะสวยงาม
ในพระนครกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นเป็นธานีที่รื่น-
รมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธรา ปรากฏว่า
ดิฉันงามกว่ายุวนารีทั้งปวง
พระภาดาพระองค์ใหญ่เป็นพระพุทธเจ้า
ผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็นพระ-
อรหันต์ ดิฉันยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว พระ-
มารดาทรงตักเตือนว่า
ดูก่อนพระราชสุดา ลูกรักเกิดในศากย-
สกุล เป็นพระอนุชาแห่งพระพุทธเจ้า เมื่อเว้น
จากนันทกุมารแล้วจักได้ประโยชน์อะไรในวังเล่า
รูปถึงมีความเจริญ ก็มีความแก่เป็น
อวสาน บัณฑิตรู้กันว่าไม่สะอาด เมื่อยังเจริญ
มิได้มีโรค แต่มีโรคในตอนปลาย ชีวิตมีมรณะ
เป็นที่สุด
รูปของเธอนี้ แม้ว่าจะงามจูงใจให้นิยม
ดุจดวงจันทร์ที่ใคร่กัน เมื่อตกแต่งด้วยเครื่อง
ประดับมากอย่าง ก็ยิ่งมีความงามเปล่งปลั่งเป็นที่
กำหนัด
หน้า 624
ข้อ 165
เป็นที่ยินดีแห่งนัยน์ตาทั้งหลายคล้ายกะ
ว่าทรัพย์ของโลกที่บูชากัน เป็นรูปที่ให้เกิดความ
สรรเสริญ เพราะบุญมากที่บำเพ็ญไว้ เป็นที่
ชื่นชมแห่งวงศ์โอกกากราช
ไม่ช้านานเท่าไร ชราก็จักมาย่ำยี ลูกรัก
จงละพระราชฐานและรูปที่บัณฑิตตำหนิ ประ-
พฤติพรหมจรรย์เถิด.
ดิฉันผู้ยังหลงใหลด้วยความเจริญแห่งรูป
ได้ฟังพระดำรัสของพระมารดาแล้ว ก็ออกบวช
แต่ร่างกาย แต่มิได้ออกบวชด้วยความเต็มใจ
ดิฉันระลึกถึงตัวเองอยู่ด้วยความเพ่งฌานเป็นอัน-
มาก พระมารดาตรัสตักเตือนเพื่อให้ประพฤติ
ธรรม แต่ดิฉันมิได้ขวนขวายในธรรมจริยานั้น.
ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้ทรงพระมหา-
กรุณา ทอดพระเนตรเห็นดิฉันผู้มีผิวหน้าดังดอก
บัว ทรงนิรมิตหญิงคนหนึ่งงามน่าชม น่าชอบใจ
ยิ่งนัก มีรูปงามกว่าดิฉัน ในคลองจักษุของดิฉัน
ด้วยอานุภาพของพระองค์ เพื่อให้ดิฉันเบื่อหน่าย
ในรูป
ดิฉันเป็นคนสวย เห็นหญิงมีร่างกายสวย
ยิ่งกว่า คิดเพ้อไปว่า เราเห็นหญิงมนุษย์ดังนี้มี
ผล เป็นลาภนัยน์ตาของเรา
หน้า 625
ข้อ 165
เชิญเถิดแม่คนงาม แม่จงบอกสิ่งที่ต้อง
ประสงค์แก่ฉัน ฉันจะให้ แม่จงบอกสกุล นาม
และโคตรของแม่ ซึ่งเป็นที่รักแห่งแม่แก่ฉันเถิด.
แม่คนงาม เวลานี้ยังไม่ใช่กาลแห่ง
ปัญหา แม่จงให้ฉันอยู่บนตัก อวัยวะทั้งหลาย
ของฉันจะทับอยู่ แม่ให้ฉันหลับสักครู่เถิด
แต่นั้นแม่คนสวยพึงพิงศีรษะตักฉัน
นอนหลับไป ของแข็งหยาบตกลงที่หน้าผาก
ของแม่คนสวย
ต่อมาฝีก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับที่ของแข็งตก
ลงถูกนางนั้น หัวฝีก็แตกออกแล้วมีเครื่องโสโครก
คือหนองและเลือดไหลออก
หน้าที่แตกแล้วมีกลิ่นเน่าปฏิกูล ตัวทั่ว
ไปก็บวมเขียว แม่คนสวยมีสรรพางค์สั่น หายใจ
ถี่เสวยทุกข์ของตนอยู่ รำพันอย่างน่าสมเพช.
เพราะแม่คนสวยประสบทุกข์ ฉันก็มี
ทุกข์ ต้องทุกข์เวทนา จมอยู่ในมหาสมุทร ขอ
แม่คนสวยจงเป็นที่พึ่งของฉัน
หน้าที่งามของแม่หายไปไหน จมูกที่
โด่งงามของแม่หายไปไหน ริมฝีปากที่สวยเหมือน
สีลูกมะพลับสุกของแม่หายไปไหน
หน้า 626
ข้อ 165
วงหน้างามคล้ายดวงจันทร์และ ลำคอ
ละม้ายต่อมทองคำของแม่หายไปไหน ใบหูของ
แม่เป็นดังพวงดอกไม้ มีสีเสียไปแล้ว
ถันทั้งคู่ของแม่ เหมือนดอกบัวตูม
แตกแล้ว มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปคล้ายกะว่าศพเน่า
แม่มีเอวกลมกล่อม มีตะโพกผึ่งผาย
แม่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วถ่อย โอ รูปไม่เที่ยง
อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้งหมดมีกลิ่นปฏิ-
กูล น่ากลัว น่าเกลียด เหมือนซากศพที่เขาทิ้ง
ไว้ในป่าช้า เป็นที่ยินดีของพวกพาลชน
ครั้งนั้น พระภาดาของดิฉันผู้เป็นนายก
ของโลก ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทอด
พระเนตรเห็นดิฉันมีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า
ดูก่อนนันทา เธอจงดูรูปที่ที่กระสับกระส่าย
เปื่อยเน่าดังซากศพ จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มี
อารมณ์เดียว ด้วยอสุภารมณ์
รูปนี้ เป็นฉันใด รูปเธอ ก็เป็นฉันนั้น
รูปเธอ เป็นฉันใด รูปนี้ ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้
มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป พวกคนพาลยินดียิ่งนัก
พวกบัณฑิตผู้มิได้เกียจคร้าน ย่อม
พิจารณาเห็นรูปเป็นอย่างนั้นทั้งกลางคืนกลางวัน
หน้า 627
ข้อ 166
เธอจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญาของ
คน.
ลำดับนั้น ดิฉันได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิต
แล้วมีความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ได้บรรลุ
ซึ่งอรหัตผล
ในกาลนั้น ดิฉันนั่งอยู่ในที่ไหน ๆ ก็มี
ฌานเป็นเบื้องหน้า พระพิชิตมารทรงพอพระทัย
ในคุณสมบัตินั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่ง
เอตทัคคะ
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว.. . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบนันทาเถรีอปทาน
โสณาเถรีอปทานที่ ๖ [๒๖]
ว่าด้วยบุพจริยาของพระโสณาเถรี
[๑๖๖] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมาผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
หน้า 628
ข้อ 166
ครั้งนั้น ดิฉันเถิดในสกุลเศรษฐี เป็น
ผู้มีสุขชอบตกแต่ง เป็นที่รักของบิดา เข้าไป
เฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ได้ฟังพระ-
ดำรัสอันไพเราะ.
พระพิชิตมารทรงสรรเสริญภิกษุองค์-
หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายผู้
ปรารภความเพียรครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธ-
พจน์นั้นแล้วมีความยินดี ได้ทำสักการะแด่พระ-
ศาสดา
ถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วได้ปรารถนา
ตำแหน่งนั้น พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาว่า
ความปรารถนาของท่านจะสำเร็จ
ในกัปที่แสนหนึ่งแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอก-
กากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านนี้จักได้เป็น
ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น
โอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นพระสาวิกาของ
พระศาสดามีชื่อว่าโสณา.
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพุทธานุโมทนานั้น
แล้วมีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุง
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้น พิเศษด้วยปัจจัยทั้ง
หลายจนตลอดชีวิต
หน้า 629
ข้อ 166
ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
ที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี
เมื่อดิฉันเติบโตเป็นสาว ได้ไปสู่สกุลสามี
คลอดบุตรชาย ๑๐ คนล้วนแต่มีรูปงามยิ่งนัก บุตร
ทุกคนนั้นตั้งอยู่ในความสุข เจริญตาและใจของ
ชนให้นิยม แม้แต่พวกศัตรูก็ชอบใจ เป็นที่รัก
ของดิฉันมาก.
ในกาลนั้น โดยที่ดิฉันไม่ปรารถนา สามี
ของดิฉันพร้อมด้วยบุตรทั้ง ๑๐ คนพากันไปบวช
ในพระพุทธศาสนา
ดิฉันอยู่ผู้เดียวคิดว่า เราพลัดพรากจาก
สามีและบุตรเป็นกำพร้าอยู่ ไม่ควรจะเป็นอยู่
แม้เราก็จักไปในอารามที่ภิกษุผู้เคยเป็นสามีอยู่
ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงออกบวช.
ครั้งนั้น พวกภิกษุณีละดิฉันไว้ในสำนัก
ที่อยู่อาศัยแต่ผู้เดียว สั่งดิฉันว่า ท่านจงต้มน้ำ
ไว้แล้วพากันไป
เวลานั้น ดิฉันตักน้ำมาใส่ในหม้อเล็ก
ตั้งทิ้งไว้แล้วนั่งอยู่ แต่นั้นดิฉันก็เริ่มเพียรทางจิต
หน้า 630
ข้อ 166
ได้พิจารณาเห็นขันธุ์ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่
เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ยังอาสวะ
ทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุอรหัตผล เมื่อพวก
ภิกษุณีกลับมาแล้วถามถึงน้ำร้อน ดิฉันอธิษฐาน
เตโชธาตุให้น้ำร้อนเร็วพลัน
ภิกษุณีเหล่านั้นพากันพิศวง ไปกราบทูล
พระพิชิตมารผู้ประเสริฐ ให้ทรงทราบเรื่องนั้น
พระโลกนาถทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรง
ชื่นชม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า แท้จริง บุคคลผู้
ปรารภความเพียรนั่น มีชีวิตเป็นอยู่เพียงวันเดียว
ก็ประเสริฐ กว่าคนเกียจคร้านละความเพียรเป็นอยู่
ตั้ง ๑๐๐ ปี
พระมหามุนีมหาวีรเจ้าอันดิฉันให้โปรด
แล้วเพราะความปฏิบัติดีตรัสว่า ดิฉันเป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายปรารภความเพียร
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระโสณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบโสณาเถรีอปทาน
หน้า 631
ข้อ 167
ภัททกาปิลานีเถรีอปทานที่ ๗ [๒๗]
ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททกาปิลานีเถรี
[๑๖๗] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาของเศรษฐีมี
ชื่อว่าวิเทหะ มีรัตนะมาก ในเมืองหังสวดี
บางครั้ง เศรษฐีนั้นพร้อมกับนรชนที่เป็น
บริวาร เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นดังดวง
อาทิตย์แห่งนรชน ได้ฟังธรรมของพระองค์อัน
เป็นเหตุนำมาซึ่งความสิ้นทุกข์ทั้งปวง
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก ทรงประกาศ
พระสาวกองค์หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายกล่าวคุณแห่งธุดงค์
เศรษฐีผู้เป็นสามีแห่งดิฉันได้ฟังแล้ว
ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่ตลอด ๗ วัน
แล้วซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนาตำแหน่ง
นั้น ก็ในกาลนั้นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชน
เมื่อจะทรงให้บริษัทรื่นเริง
หน้า 632
ข้อ 167
ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้เพื่อทรงอนุ-
เคราะห์เศรษฐีว่า ดูก่อนบุตร ท่านจะได้ตำแหน่ง
ที่ตนปรารถนา จงเป็นผู้เย็นใจเถิด
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม จักมีสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ท่านนี้จักได้เป็นธรรมทายาท ของพระ
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอสอันธรรมนิรมิต
จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากัสสปะ
เศรษฐีได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว
มีความเบิกบานใจ มิจิตประกอบด้วยเมตตา
บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ด้วย
ปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงยัง
พระศาสนาให้รุ่งเรืองแล้ว ทรงกำจัดเดียรถีย์ที่ชั่ว
และทรงแนะนำประชาชนที่ควรแนะนำแล้ว พระ
องค์กับทั้งพระสาวกก็ปรินิพพาน
เมื่อพระสุคตเจ้าซึ่งเป็นผู้เลิศในโลก พระ
องค์นั้นปรินิพพานแล้ว เศรษฐีนั้นเชิญญาติและ
มิตรมาประชุมแล้ว พร้อมกับญาติและมิตรเหล่า
นั้น ได้สร้างพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ สูง ๗ โยชน์
งามเหมือนดวงอาทิตย์ และต้นพระยารังที่มี
ดอกบาน เพื่อสักการะบูชาพระศาสดา
หน้า 633
ข้อ 167
ดิฉันได้ให้ช่าง ๗ คนเอารัตนะ ๗ อย่าง
ทำตะเกียง ๗ แสนดวงแก้ว เอาน้ำมันหอมใส่
เต็มทุกถ้วย ตามประทีปไว้ ณ ที่นั้น ลุกโพลง
ดังไฟไหม้ป่าอ้อ เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหา
คุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ทรงอนุเคราะห์สรรพสัตว์
ดิฉันให้ช่างทำหม้อ ๗ แสนหม้อ เต็ม
ด้วยรัตนะต่าง ๆ มีพวงทองตั้งไว้ในระหว่างหม้อ
๘ ใบ รุ่งเรืองด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ในสารท-
สมัย เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ที่ประตูทั้ง ๔ มีเสาระเนียดสำเร็จด้วย
รัตนะ มีแท่นมากสำเร็จด้วยรัตนะ ตั้งไว้งดงาม
น่ายินดี ทั้งมีคูปลูกพรรณดอกไม้น้ำเป็นระเบียบ
ดี และมีธงรัตนะยกขึ้นไว้ ล้วนแต่งงามไพโรจน์
พระเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะนั้น ๆ สร้างไว้มีสีสุก
งามดี รุ่งโรจน์ด้วยสีเหมือนดวงอาทิตย์ที่มีรัศมี
งาม.
พระสถูปของดิฉันมี ๓ ด้าน ด้านหนึ่ง
ดิฉันบรรจุเต็มไปด้วยหรดาล ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุ
เต็มไปด้วยมโนศิลา ด้านหนึ่งดิฉันบรรจุเต็มไป
ด้วยแร่พลวง
ดิฉันให้ช่างสร้างเครื่องบูชาที่น่ายินดี
เช่นนี้แล้ว ได้ถวายทานแก่พระสงฆ์ผู้กล่าวธรรม
อันประเสริฐตามกำลัง ตลอดชั่วชีวิต
หน้า 634
ข้อ 167
ดิฉันกับเศรษฐีนั้นทำยัญเหล่านั้นโดย
ประการทั้งปวงจนตลอดชีวิต แล้วได้ไปสู่สุคติภพ
พร้อมกัน
เสวยสมบัติทั้งหลายในเทวดาและมนุษย์
ท่องเที่ยวไปกับเศรษฐีนั้น ปานประหนึ่งว่าเงา
ติดตามไปกับตัวฉะนั้น
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก มีพระ-
เนตรงาม ทรงเห็นแจ่มแจ้งในธรรมทั้งปวง เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น พราหมณ์ที่ประชุมชนสมมติว่า
เป็นผู้ดี สมบูรณ์ด้วยความดี มั่งมีทรัพย์ อยู่
ในพระนครพันธุมดี
แม้ครั้งนั้น ดิฉันเป็นพราหมณ์ของ
พราหมณ์นั้น มีจิตเสมอกัน บางครั้ง พราหมณ์นั้น
เข้าไปเฝ้าพระมหามุนี ซึ่งประทับในหมู่ชนทรง
แสดงธรรมส่วนอมตบทอยู่ ได้ฟังธรรมแล้วเบิก-
บานใจ ได้ถวายผ้าห่มผืนหนึ่ง
มีผ้านุ่งผืนเดียวกลับไปถึงเรือน แล้วได้
บอกดิฉันว่า ดูก่อนน้องหญิงผู้มีบุญมาก เชิญ
อนุโมทนาเถิด ผ้าห่มฉันถวายพระพุทธเจ้าแล้ว
ขณะนั้นดิฉันประนมอัญชลีกล่าวอนุโม-
ทนาว่า นายขา ผ้าห่มท่านถวายดีแล้วแด่พระ
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คงที่.
หน้า 635
ข้อ 167
พราหมณ์กับดิฉันเป็นผู้เจริญด้วยสุขสม-
บัติ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ พราหมณ์
ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินในพระนครพาราณสี
ครั้งนั้น ดิฉันได้เป็นพระมเหสีสูงกว่า
พวกพระสนม เป็นที่สองของท้าวเธอ ท้าวเธอ
โปรดปรานดิฉัน เพราะสิเนหาเนื่องมาแต่ภพ
ก่อน ๆ
พระเจ้าแผ่นดินนั้นทอดพระเนตรเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ พระองค์ ผู้กำลังเที่ยวไป
เพื่อบิณฑบาต ทรงพอพระทัย ได้ถวายบิณฑบาต
ที่ควรแก่ค่ามาก
ครั้นแล้วทรงนิมนต์ไว้ ทรงสร้างมณฑป
แก้วประดับด้วยทอง มีความเปล่งปลั่ง อันพวก
ช่างทองคำไว้ มีส่วน ๑๐๐ ศอก
ท้าวเธอทรงเลื่อมใส รับสั่งให้อาราธนา
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด แล้วได้ทรงถวายทาน
แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ซึ่งเข้ามาในพระ
ราชนิเวศน์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
แม้ครั้งนั้น ดิฉันก็ได้ถวายทานนั้นร่วม
กันกับพระเจ้ากาสี ดิฉันมาเกิดในกาสิกคาม ใน
พระนครพาราณสีอีก
หน้า 636
ข้อ 167
พระเจ้ากาสีกับพระภาดามาเกิดในสกุล
กุฏุมพี มีความเจริญ เพียบพร้อมด้วยความสุข
ดิฉันเป็นภรรยาของพราหมณ์คนพี่ มีวัตรในสามี
เป็นอย่างดี
น้องชายของสามีดิฉัน เห็นพระปัจเจก-
พุทธเจ้าแล้ว เอาอาหารของพี่ชายถวายแก่พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อพี่ชายซึ่งเป็นสามีดิฉันมาแล้ว
ดิฉันก็บอกเรื่องนั้น
เขามิได้ยินดีทาน ขณะนั้น ดิฉันก็ถวาย
ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น โดยดิฉันนำข้าว
มาให้สามีของดิฉัน ถวายอาหารแก่พระปัจเจก-
พุทธเจ้า
เวลานั้น ดิฉันโกรธเททานของพระปัจ-
เจกพุทธเจ้านั้นเสียแล้ว ได้ให้บาตรอันเต็มด้วย
เปือกตมแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้คงที่นั้น
ครั้งนั้น ดิฉันเห็นสามีมีสีหน้าแสดงว่า
มีจิตสงบในการให้ การรับ การไม่เคารพ และ
การประทุษร้าย จึงสลดใจมาก
ดิฉันรับบาตรมาแล้ว เอาน้ำหอมอย่างดี
ล้างให้สะอาด ดิฉันมีจิตเลื่อมใส เอาน้ำตาลกรวด
กับเปรียงใส่บาตรจนเต็มแล้ว ถวายพระปัจเจก-
พุทธเจ้าองค์นั้น
หน้า 637
ข้อ 167
ดิฉันเกิดในภพไหน ๆ ก็มีรูปสวย
เพราะถวายทาน แต่มีกลิ่นตัวเหม็น เพราะทำ
ความไม่ดี หยาบคายต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า.
เมื่อพระเจดีย์แห่งพระกัสสปธีรเจ้าซึ่ง
สามีให้สำเร็จแล้ว ดิฉันมีความยินดีได้ถวายแผ่น
อิฐทองคำอย่างดี เอาแผ่นอิฐนั้นชุบจนเปียก
ด้วยน้ำหอมที่เกิดแต่เครื่องหอมสี่ชนิด จึงพ้นจาก
โทษที่มีกลิ่นตัวเหม็น งดงามดีทั่วสรรพางค์
และให้ช่างเอารัตนะ ๗ ประการทำ
ตะเกียง ๗ แสนดวง ใส่เปรียงเต็มแล้ว ให้ใส่
ไส้พันไส้ ตามประทีปตั้งไว้ ๗ แถว เพื่อบูชา
พระพุทธจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ด้วยจิต
อันเลื่อมใส แม้ในครั้งนั้น ดิฉันมีส่วนในบุญนั้น
โดยพิเศษ
สามีของดิฉันไปเกิดในแคว้นกาสี มีนาม
ปรากฏว่าสุมิตตะ ดิฉันเป็นภรรยานายสุมิตตะนั้น
เป็นผู้เจริญด้วยสุขสมบัติ เป็นที่รักของสามี
ครั้งนั้น สามีของดิฉันได้ถวายผ้าโพก
ศีรษะเนื้อดีแก่พระปัจเจกมุนี แม้ดิฉันก็มีส่วน
แห่งทานนั้น อนุโมทนาทานอันอุดม สามีไปเกิด
ในกำเนิดแห่งชาวโลกิยะในแคว้นกาสี
ครั้งนั้น สามีของดิฉัน พร้อมกับบุตร
ของชาวโกลิยะ ๕๐๐ คน ได้บำรุงพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้า
หน้า 638
ข้อ 167
เหล่านั้นให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาสแล้ว ได้
ถวายไตรจีวร ครั้งนั้น ดิฉันเป็นภรรยาแห่ง
โกลิยบุตรคนนั้น ด้วยกุศลกรรมบถที่บำเพ็ญมา
โกลิยบุตรนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว
เกิดเป็นพระราชาพระนามว่านันทะ มีอิสริยยศ
มา แม้ดิฉันก็เกิดเป็นมเหสีของท้าวเธอ เป็น
ผู้มั่งคั่งด้วยกามสุขทั้งปวง
พระเจ้านันทะนั้น เคลื่อนจากอัตภาพนั้น
แล้วเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัต เป็นใหญ่ในปฐพี
ครั้งนั้น ดิฉันกับพระเจ้าพรหมทัต ได้อาราธนา
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐. องค์ ผู้เป็นพระโอรส
แต่งพระนางปทุมวดี ให้มาอยู่ในพระราชอุทยาน
แล้วบำรุงอยู่จนตลอดชีวิต และบูชาพระปัจเจก-
พุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นิพพานแล้ว
เราทั้งสองให้สร้างเจดีย์หลายองค์ แล้ว
พากันบวช เจริญอัปปมัญญาแล้วได้ไปสู่พรหม
โลก
จุติจากพรหมโลกแล้ว สามีของดิฉัน
เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อปิปผลายนะ ที่ประเทศมหา-
ติตถะ มารดาชื่อสุมนเทวี บิดาเป็นพราหมณ์
โกสิโคตร
ดิฉันเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์นามว่า
กปิละ มารดาชื่อสุจิมดี ในมัททชนบท เมือง
สากลบุรีที่อุดม
หน้า 639
ข้อ 167
บิดาของดิฉันหล่อรูปดิฉันด้วยแท่งทอง-
คำแล้ว ถวายรูปหล่อแก่พระพุทธกัสสปผู้เว้นจาก
กามคุณ
พราหมณ์ปิปผลายนะนั้นเป็นหนุ่ม ไป
ตรวจดูการงานในกาลบางครั้ง เห็นสัตว์ทั้งหลาย
ที่ถูกกาเป็นต้นกันกินแล้วสลดใจ
ครั้งนั้น ดิฉันเห็นเมล็ดงาที่มีในเรือน
เอาออกผึ่งแดด มีเหล่าหนอนอาศัยกินแล้ว ได้
ความสลดใจ.
ครั้งนั้น ปิปผลายนพราหมณ์ผู้มีปัญญา
ออกบวชแล้ว ดิฉันก็บวชตาม อยู่ในสำนัก
ปริพาชก ๕ ปี
เมื่อพระนางโคตมี ผู้เป็นพระมาตุจฉา
บำรุงพระพิชิตมารทรงผนวชแล้ว ดิฉันเข้าไป
หาท่าน ต่อมา พระพุทธเจ้าโปรดสั่งสอนแล้ว
ไม่นานเท่าไร ก็ได้บรรลุอรหัตผล ได้อุทานว่า
น่าชม เรามีพระกัสสปเถระผู้มีสิริเป็นกัลยาณมิตร
พระกัสสปเถระเป็นบุตรผู้ทายาทแห่งพระพุทธเจ้า
มีจิต ตั้งมั่นดี รู้ปุพเพนิวาสญาณ เห็นสวรรค์และ
อบาย
ลุถึงแล้วซึ่งความสิ้นชาติ เป็นมุนีอยู่จบ
อภิญญา เป็นพราหมณ์มีไตรวิชชาด้วยวิชชา ๓ นี้
หน้า 640
ข้อ 168
ดิฉันชื่อภัททาปิลานีก็เหมือนกัน ได้
ไตรวิชชา ละมัจจุราช ทรงร่างกายในภพที่สุดนี้
ชนะมารพร้อมทั้งพลมารแล้ว
เราทั้งสองเห็นโทษในโลกแล้วพากัน
ออกบวช เป็นผู้หมดอาสวะ ฝึกตนแล้ว มีความ
เย็น ดับสนิทแล้ว
ฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภัททกาปิลานีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบภัททกกปิลานีเถรีอปทาน
ยโสธราเถรีอปทานที่ ๘ [๒๘]
ว่าด้วยบุพจริยาของพระยโสธราเถรี
[๑๖๘] ดิฉันมีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก
มีภิกษุณี ๑,๑๐๐ องค์เป็นบริวาร เข้าไปเฝ้าพระ
สัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาทแล้วเห็นลายลักษณ์กง
จักรของพระศาสดา แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง
ได้กราบทูลว่า
หม่อมฉันมีอายุ ๗๖ ปีล่วงเข้าปัจฉิมวัย
แล้ว ถึงความเป็นผู้มีกายเงื้อมลงแล้ว ขอกราบ
หน้า 641
ข้อ 168
ทูลลาพระมหามุนี หม่อมฉันมีวัยแก่ มีชีวิตน้อย
จักละพระองค์ไป มีที่พึ่งของตนได้ทำแล้ว มี
มรณะใกล้เข้ามาในวัยหลัง ข้าพระมหาวีรเจ้า
หม่อมฉันจักถึงความดับในคืนวันนี้
ชาติ ชรา พยาธิและมรณะ มิได้มี จัก
ไปสู่นิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นบุรีอันไม่มี
ความแก่ ความตายและความไม่มีภัย
ตั้งแต่ข้าพระองค์เป็นบริษัทาเข้าเฝ้าพระ
องค์อยู่ รู้จักความผิด ขอประทานโทษ ณ ที่เฉพาะ
พระพักตร์พระองค์
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันขอกราบ
ทูลว่า เมื่อหม่อมฉันท่องเที่ยวไปในสงสาร หาก
มีความพลั้งพลาดในพระองค์ ขอพระองค์ทรง
โปรดประทานโทษแก่หม่อมฉันเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนผู้ปฏิบัติตามคำสอนของเรา
ท่านจงแสดงฤทธิ์ และตัดความสงสัยของบริษัท
ทั้งปวงในศาสนาเถิด.
พระยโสธราเถรีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันชื่อยโส-
ธราเป็นปชาบดีของพระองค์ เมื่อยังทรงครอง
อาคารวิสัย เกิดในศากยสกุลตั้งอยู่ในองคสมบัติ
หน้า 642
ข้อ 168
ของหญิง ประเสริฐกว่าหญิง ๑๖๙,๐๐๐ นาง
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันเมื่ออยู่ในพระราช
วังของพระองค์ เป็นประธาน เป็นใหญ่กว่าหญิง
ทั้งปวง
สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ และอาจารสมบัติ
ดำรงอยู่ในความเจริญทุกสมัย นารีทั้งมวลย่อม
เคารพหม่อมฉัน เหมือนพวกมนุษย์เคารพเทวดา
ฉะนั้น
หม่อมฉันเป็นประมุขแห่งนางกัญญาหนึ่ง
พัน ในพระนิเวศน์ของพระศากยบุตร นางกัญญา
เหล่านั้นร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ปานประหนึ่งว่าพวก
เทวดาในนันทวันฉะนั้น
หม่อมฉันเป็นบัณฑิต ล่วงกามธาตุด้วย
รูปธาตุ มิได้มีใคร ๆ มีรูปเหมือนรูปของหม่อมฉัน
เว้นแต่พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก
หม่อมฉันขออภิวาทพระสัมพุทธเจ้าแล้ว
จักแสดงฤทธิ์ถวาย พระยโสธราเถรีแสดงฤทธิ์
ชนิดต่าง ๆ มากมาย
แสดงเป็นนกมีกายเท่าภูเขาจักรวาล
แสดงศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป แสดงปีกสองข้าง
เท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเท่าชมพูทวีป
เปล่งเสียงดังกังวานไพเราะ มีขนหาง
เป็นพวง มีกลีบสีต่าง ๆ กัน มีนัยน์ตาเท่า
หน้า 643
ข้อ 168
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ มีหงอนเท่าภูเขาเมรุ
มีหน้าเท่าภูเขาจักรวาล ถอนเอาต้นหว้า
พร้อมทั้งรากทำเป็นพัดเดินเข้าไปเฝ้า ถวายบังคม
พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก
แสดงเป็นเพศช้าง เพศม้า ภูเขา และ
ทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาเมรุ และ
เพศท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
มหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันผู้ชื่อว่า ยโสธรา
ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
พระเถรีเอาดอกไม้ปกปิดพันโลกธาตุไว้
และนิรมิตเป็นเพศพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่
กราบทูลว่า ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ หม่อม
ฉันผู้ชื่อว่ายโสธรา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท
หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มี
ความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญใน
เจโตปริยญาณ
ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
หน้า 644
ข้อ 168
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้น
ในสำนักของพระองค์
ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง๑
หลาย ผู้เป็นนาถะของโลก พระองค์ทรงแสดง
ดีแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก
ของหม่อมฉัน ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่
พระองค์
ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึง
ทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิด ข้า
แต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันงดเว้น
อนาจารในสถานที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์ได้
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันเพื่อให้เป็นภรรยาผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป
ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจ
ในเรื่องนั้นเลย
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันเพื่ออุปการะหลายพันโกฏิกัป เพื่อประ-
โยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่อง
นั้นเลย
๑. ม. ว่า ปุพพานํ แปลว่า พระองค์ทรงแสดงความพร้อมเพรียงแห่งพระโลกนาถเจ้า ผู้มี
ในกาลก่อนดีแล้ว
หน้า 645
ข้อ 168
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันเพื่อประโยชน์ เป็นอาหารพันโกฏิ
กัป หม่อมฉันมิได้เสียใจในเรื่องนั้นเลย หม่อม
ฉันบริจาคชีวิตหลายพันโกฏิกัป
ประชุมชนจักทำการให้พ้นจากภัย ก็ย่อม
สละชีวิตของหม่อมฉันให้ ข้าแต่พระมหามุนี
หม่อมฉันย่อมไม่เคยหวงเครื่องประดับและผ้า
นานาชนิดซึ่งอยู่ที่ตัว และภัณฑะคือตัวหญิง เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า ทรัพย์
ข้าวเปลือก ปัจจัย เครื่องบริจาค บ้าน นิคม
ไร่นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสี ภรรยา
มากมายนับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้วเพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
(พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันว่า) เราย่อม
ให้ทานกะพวกยาจก เมื่อเราให้ทานอันอุดม เรา
ย่อมไม่เห็นหม่อมฉันเสียใจ
ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันยอมรับ
ทุกข์มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน ในสงสาร
เป็นอเนก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้รับสุข
ย่อมอนุโมทนา และในคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่
หน้า 646
ข้อ 168
เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่งเพื่อประโยชน์
แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรง
แสดงธรรมโดยบรรดาอันสมควร เสวยสุขและ
ทุกข์แล้ว ได้บรรลุซึ่งพระโพธิญาณ
หม่อมฉันได้ร่วมมาเป็นมาก กับพระ
สัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เป็นนายกของโลก
เป็นเทพผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ได้ร่วมมาเป็นอัน
มาก กับพระสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ ผู้เป็น
นาถะของโลก
ข้าแต่พระมหามุนี อธิการของหม่อมฉัน
มีมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อนฉันเมื่อ
แสวงหาพุทธธรรมอยู่ก็ได้เป็นบริจาริกาผู้รับใช้
ของพระองค์
ในสี่อสงไขยแสนกัป พระมหาวีรเจ้า
พระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว ประชาชนในปัจจันตประเทศ มีใจ
ยินดีนิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถาง
หนทางสำหรับเป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนิน
ณ กาลครั้งนั้น พระองค์เป็นพราหมณ์
นามว่าสุเมธ ตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคต
เจ้าผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง
หน้า 647
ข้อ 168
หม่อมฉันมีสมภพในสกุลพราหมณ์ เป็น
หญิงสาวมีนามว่าสุมิตตา เข้าไปสู่สมาคม ถือ
ดอกบัวไป ๘ กำ เพื่อบูชาพระศาสดา แต่ได้
ถวายพระองค์ผู้เป็นฤาษีอุดม ในท่ามกลางประ-
ชุมชน
ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็นพระองค์ประ-
กอบสุภกิจอยู่นาน มีความกรุณา เมื่อฤาษีนั้น
เดินเลยไปแล้ว ยังดึงใจหม่อมฉันให้นิยม จึงได้
สำคัญว่า ชีวิตของเรามีผล
ครั้งนั้น หม่อนฉันเห็นความพยายามของ
พระองค์นั้นมีผล จึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์
ผู้เป็นฤาษี ด้วยบุญที่ทำมาก่อน แม้จิตของ
หม่อมฉันเลื่อมใสในพระสัมพุทธเจ้า
หม่อมฉันยังมีจิตเลื่อมใสในพระองค์ผู้
เป็นฤาษีมีมนัสสูง มิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย
จึงได้ถวายดอกบัวแก่พระองค์ผู้เป็นฤาษีพร้อมด้วย
กล่าวว่า
ข้าแต่พระฤาษี ดอกบัว ๕ กำ จงมีแก่
ท่าน ดอกบัว ๓ กำจงมีแก่ดิฉัน ข้าแต่ท่าน
พระฤาษี ดอกบัวเหล่านั้น จงมีเสมอกับด้วยท่าน
นั้น เพื่อประโยชน์แก่โพธิญาณของท่าน.
จบภาณวารที่ ๔
หน้า 648
ข้อ 168
สุเมธฤาษีรับดอกบัว แล้วบูชาพระพุทธ-
ทีปังกร ผู้แสวงหาคุณธรรมใหญ่ มีบริวารยศมาก
เสด็จดำเนินมาในท่ามกลางประชุมชน เพื่อประ-
โยชน์แก่โพธิญาณ
พระมหามุนี มหาวีรเจ้าทีปังกรทอดพระ-
เนตรเห็นสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูงแล้ว ทรงพยากรณ์
ในท่ามกลางประชุมชน ข้าแต่พระมหามุนี ในกัป
อันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระมหามุนีทีปังกรทรง
พยากรณ์กรรมของหม่อมฉันอันเป็นธรรมตรงว่า
ดูก่อนฤาษีผู้ใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้ จักเป็น
ผู้มีจิตเสมอกัน มีกุศลกรรมเสมอกัน ทำกุศล
ร่วมกัน เป็นที่รักเพราะบุญกรรม เพื่อประโยชน์
แก่ท่าน น่าดูน่าชม น่ารักยิ่ง น่าชอบใจ มีวาจา
อ่อนหวาน จักเป็นธรรมทายาทผู้มีฤทธิ์ของท่าน
อุบาสิกานี้จักรักษากุศลธรรมทั้งหลาย
เหมือนพวกเจ้าของทรัพย์ รักษาทรัพย์ที่เก็บไว้เอง
ในคลัง ฉะนั้น ประชาชนจะอนุเคราะห์อุบาสิกา
ผู้ที่เป็นที่รักของท่านนั้น อุบาสิกานี้จักมีบารมี
เต็ม จักละกิเลสได้ดังราชสีห์ละกรง แล้วจักบรรลุ
โพธิญาณ.
หน้า 649
ข้อ 168
ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระ
พุทธเจ้าทรงพยากรณ์หม่อมฉันด้วยพระวาจาใด
หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระวาจานั้น เป็นผู้ทำ
กรณียกิจอย่างนี้
หม่อมฉันยังจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรม
ที่ได้ทำไว้แล้วนั้น ได้เสวยผลในกำเนิดเทวดา
และมนุษย์มากมาย ได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย
ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิดใน
ศากยสกุล มีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีล
สมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ได้รับสักการะ
อย่างยิ่งในสกุลทั้งหลาย มีลาภ สรรเสริญและ
สักการะ พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรม มีจิตไม่
ประกอบด้วยทุกข์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ
สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า ในกาลนั้นยโสธรานารีผู้มีเพียง แสดง
อุปการะทั้งภายในพระราชฐานและแก่พวกเจ้าใน
พระนคร มีอุปการะทั้งในยามสุขและยามทุกข์
เป็นผู้บอกประโยชน์ให้และทำความอนุเคราะห์
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแล้วแก่
พระพุทธเจ้าห้าร้อยโกฏิ และพระพุทธเจ้าเก้าร้อย
โกฏิ ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์ทรงสดับ
อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน
หน้า 650
ข้อ 168
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นรูป แก่พระ
พุทธเจ้าร้อยสิบเอ็ดโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้เลิศของ
โลก
ข้าแต่พระมหาราช...หม่อมฉันยังมหา-
ทานให้เป็นรูปแก่พระพุทธเจ้าร้อยยี่สิบโกฏิ และ
แก่พระพุทธเจ้าร้อยสี่สิบโกฏิ...
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระ-
พุทธเจ้าร้อยหกสิบโกฏิและแก่พระพุทธเจ้าร้อยห้า
สิบโกฏิ...
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไป แก่พระ
พุทธเจ้าร้อยหกสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าร้อย
เจ็ดสิบโกฏิ ...
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระ
พุทธเจ้าร้อยแปดสิบโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้า
ร้อยเก้าสิบโกฏิ...
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นรูปแก่พระ
พุทธเจ้าแสนโกฏิ ซึ่งเป็นนายกผู้ประเสริฐของ
โลก...
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระ
พุทธเจ้าเก้าพันโกฏิ และแก่พระพุทธเจ้าอื่นอีก
ซึ่งเป็นนายกของโลก...
หน้า 651
ข้อ 168
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระ-
พุทธเจ้าแสนโกฎิ และแก่พระพุทธเจ้าแปดสิบห้า
โกฏิ แก่พระพุทธเจ้าร้อยแปดสิบห้าโกฏิ แก่
พระพุทธเจ้ายี่สิบเจ็ดโกฏิ...
หม่อมฉันยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระ-
ปัจเจกพุทะเจ้าผู้ปราศจากราคะ มีแปดโกฏิเป็น
ที่สุด...
ข้าแต่พระมหาราช....หม่อมฉันยังมหา-
ทานให้เป็นไปแก่พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน
เป็นพระพุทธสาวกมาก นับไม่ถ้วน
ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรง
ฟังอธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน หม่อมฉันยัง
มหาทานให้เป็นไปแล้วแต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงประ-
พฤติธรรมทั้งหลาย และพระอริยสงฆ์ผู้ประพฤติ
ในสัทธรรม ในกาลทั้งปวง ด้วยประการอย่าง
นี้
บุคคลผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ควรประพฤติธรรมให้
เป็นสุจริต ไม่ควรประพฤติธรรมให้เป็นทุจริต
เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งใน
โลกนี้และโลกหน้า.
หน้า 652
ข้อ 168
หม่อมฉันเป็นหน่ายในสงสาร จึงออกบวช
พร้อมด้วยบริวารชนพันหนึ่ง ครั้นบวชแล้วก็หมด
กังวล
ละอาคารสถานแล้วออกบวช ยังไม่ทันถึง
ครึ่งเดือนก็ได้บรรลุจตุราริยสัจ คนเป็นอันมากนำ
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชปัจจัยเข้ามา
ถวาย เหมือนลูกคลื่นในทะเล
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว .. . คำสอน
พระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว
หม่อมฉันได้รับทุกขวิบัติมากอย่าง และ
สุขสมบัติมากอย่างเช่นนี้ ถึงพร้อมแล้วซึ่งความ
เป็นผู้บริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง
บุคคลผู้ถวายตนของตนแก่พระพุทธเจ้า
ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่บุญ
ก็ย่อมพรั่งพร้อมไปด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทอัน
เป็นอสังขตะ
กรรมทั้งปวงส่วนอดีต ปัจจุบัน และ
อนาคต ของหม่อมฉันหมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่
พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอถวายบังคม
พระยุคลบาท.
ทราบว่า ท่านพระยโสธราภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเฉพาะพระ-
พักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบยโสธราเถรีอปทาน
หน้า 653
ข้อ 169
ทสสหัสสเถรีอปทานที่ ๙ (๒๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรี ๑๐,๐๐๐ รูป
[๑๖๙] ในสี่อสงไขยแสนกัป พระ-
พิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าทีปังกร
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระพุทธทีปังกรมหาวีรเจ้าผู้
เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพยากรณ์ว่า สุเมธบัณฑิต
กับนางสุมิตตามีสุขและทุกข์ร่วมกัน
เมื่อเสด็จเที่ยวทรงดูโลกกับทั้งเทวโลก
เสด็จเข้ามาสู่สมาคมแห่งหม่อมฉันทั้งหลาย ใน
การทรงพยากรณ์สุเมธบัณฑิตและนางสุมิตตานั้น
สุเมธบัณฑิตย่อมเป็นใหญ่กว่าชนทั้งปวง
ในสมาคมอนาคตแห่งหม่อมฉันทั้งหลาย ภรรยา
ทั้งหมด กล่าววาจาเป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งท่าน
ข้าแต่พระมหามุนี ทาน ศีลทั้งปวงและ
ภาวนาที่บำเพ็ญดีแล้ว ทานทั้งปวงนี้ คือ ของ
หอม ดอกไม้ เครื่องลูบไล้ ประทีป และทาน
วัตถุอันสำเร็จด้วยรัตนะ หม่อมฉันทั้งหลายบริจาค
แล้วตลอดกาลนาน.
ข้าแต่พระมหามุนีฐานะอย่างใดอย่างหนึ่ง
หม่อมฉันทั้งหลายปรารภไว้แล้ว ทานทั้งปวง
พวกหม่อมฉันบริจาคแล้ว
หน้า 654
ข้อ 169
ข้าแต่พระมหามุนี กุศลกรรมอย่างอื่น
และวัตถุเครื่องบริโภคเป็นของมนุษย์ หม่อมฉัน
ทั้งหลายทำไว้แล้ว หม่อมฉันทั้งหลายบริจาคทาน
ทั้งปวงในพระมหามุนีตลอดกาลนาน
บุญเป็นมากหม่อมทั้งหลายทำแล้ว
ในสงสารมีชาติเป็นอเนก หม่อมฉันทั้งหลายได้
เสวยความเป็นอิสระ ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพ
ใหญ่.
ในภพนี้จึงเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิด
แล้วในนิเวศน์แห่งพระศากยบุตร พวกสตรีเกิด
แล้วในสกุลต่าง ๆ งดงามดังนางฟ้า มีวรรณะ
เป็นที่ชอบใจ หม่อมฉันทั้งหลายมีลาภเป็นอย่าง
เลิศ ถึงยศแล้วได้รับบูชาสักการะแต่ชนทั้งปวง
หม่อมฉันทั้งหลายได้ข้าวน้ำและอาหาร ประชุมชน
นับถือเสมอไป
ละอาคารสถานแล้วออกบวชยังไม่ทันถึง
ครึ่งเดือนก็ได้ถึงแล้วซึ่งความดับทุกข์ทั้งหมดด้วย
กัน หม่อมฉันทั้งหลายได้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ
และสรรพปัจจัยที่พวกทายกทายิกานำเข้ามา
สักการะบูชาเสมอไป
หน้า 655
ข้อ 170
หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
.... คำสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ภิกษุณีหนึ่งหมื่นมีพระยโสธราเถรีเป็นประธาน ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบทสสหัสสเถรีอปทาน
อัฏฐารสหัสสเถรีอปทานที่ ๑๐ (๓๐)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรี ๑๘,๐๐๐ รูป
[๑๗๐] ภิกษุณีที่มีสมภพในศากิยสกุล
๑๘,๐๐๐ มีพระยโสธราเถรีเป็นประธาน เข้าเฝ้า
พระสัมพุทธเจ้า ภิกษุณีทั้ง ๑๘,๐๐๐ ล้วนแต่ผู้มี
ฤทธิ์ ถวายบังคมพระยุคลบาทแห่งพระมุนี ได้
กราบทูลตามกำลังว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้นายก หม่อมฉัน
ทั้งหลายมีชาติ ชรา พยาธิและมรณะสิ้นแล้ว
ย่อมถึงอมตบทอันสงบ ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระ
มหามุนีผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ประชาชนย่อมรู้
ความผิด คือ ความพลั้งพลาดที่มีในก่อนของ
หม่อมฉันทั้งปวง ขอพระองค์โปรดประทานอภัย
โทษแก่หม่อมฉันทั้งหลายเถิด.
หน้า 656
ข้อ 170
พระบรมศาสดาตรัสว่า
ท่านทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอน
ของเรา จงแสดงฤทธิ์และตัดความสงสัยของ
บริษัททั้งมวลเถิด.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระยโสธราเถรี
ผู้เป็นปชาบดีแห่งพระองค์ เมื่อยังดำรงอยู่ใน
อาคารวิสัย เป็นที่พอพระทัย น่ารัก น่าชมทุกอย่าง
เป็นหัวหน้าแห่งสตรี ๑๖๙,๐๐๐ ข้าแต่พระองค์ผู้มี
ความเพียร หม่อมฉันทั้งหลายนั้นเป็นใหญ่กว่า
ทั้งสิ้น สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติและอาจาร-
สมบัติ ดำรงอยู่ในความเจริญ มีวาจาเป็นที่รัก
สตรีทั้งปวงย่อมเคารพเหมือนพวกมนุษย์เคารพ
เทวดาฉะนั้น
สตรีที่มีสมภพในศากิยวงศ์ ๑๘,๐๐๐ มี
พระยโสธราเถรีเป็นประมุขเป็นใหญ่.
ข้าแต่พระมหามุนี พระยโสธราเถรีมีรูป
ล่วงรูปในกามธาตุ ดำรงอยู่ในรูปธาตุ สตรีหนึ่ง
พันมิได้มีคนไหนมีรูปเหมือนพระเถรีนั้น
ท่านพระยโสธราเถรีจงถวายอภิวาทพระ-
สัมพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ถวายเถิด ภิกษุณีมีพระยโส
ธราเถรีเป็นต้นนั้นแสดงฤทธิ์ชนิดต่าง ๆ เป็นอัน
มาก
หน้า 657
ข้อ 170
แสดงเป็นนกมีกายเท่าภูเขาจักรวาล
แสดงศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป แสดงปีกสองข้าง
เท่าทวีปทั้งสอง แสดงสรีระเท่ากับชมพูทวีป
เปล่งเสียงดังกังวานไพเราะ มีขนหาง
เป็นพวง มีกลีบสีต่าง ๆ มีนัยน์ตาเท่าดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ มีหงอนเท่าภูเขาเมรุ
มีหน้าเท่าภูเขาจักรวาล ถอนเอาต้นหว้า
พร้อมทั้งราก ทำเป็นพัดเดินเข้ามาถวายบังคม
พระโลกมายา แสดงเป็นเพศช้างเพศม้า ภูเขา
ทะเล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์เขาเมรุและเพศ
ท้าวสักกเทวราช.
ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ เป็นนายก
ของนรชน พระยโสธาเถรีและหม่อมฉันทั้งหลาย
ขอถวายบังคมพระยุคลบาท เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วย
กุศลกรรมที่อบรมมานานเพื่อพระองค์
ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันทั้งหลายเป็น
ผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพ-
นิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะ
ทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
มีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณเกิดขึ้น
หน้า 658
ข้อ 170
แล้วในสำนักของพระองค์ หม่อมฉันทั้งหลาย
แสดงความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ผู้เป็นนายกของโลก.
ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมาก
ของหม่อมฉันทั้งหลาย ย่อมเป็นประโยชน์แก่
พระองค์
ขอพระองค์ทรงระลึกถึงกุศลกรรมเก่า
ของหม่อมฉันทั้งหลายเถิด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า
หม่อมฉันทั้งหลายสั่งสมบุญ ก็เพื่อประโยชน์แก่
พระองค์
หม่อมฉันทั้งหลายงดเว้นอนาจารในสถาน
ที่ไม่ควร แม้ชีวิตก็ยอมสละเพื่อประโยชน์แก่
พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันทั้งหลาย เพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของ
ผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
หม่อมฉันทั้งหลายมิได้เสียใจ.
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันทั้งหลายเพื่ออุปการะผู้อื่นหลายพันโกฏิ
กัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันทั้งหลาย
มิได้เสียใจในเรื่องนี้เลย
หน้า 659
ข้อ 170
ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทาน
หม่อมฉันทั้งหลาย เพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลาย
พันโกฏิกัป เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉัน
ทั้งหลาย มิได้เสียใจในเรื่องนี้เลย
หม่อมฉันทั้งหลายยอมสละชีวิตทำความ
พ้นภัยแก่พระองค์หลายพันโกฏิกัป.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลาย
ไม่เคยหวงเครื่องประดับ และผ้ามาชนิดซึ่งอยู่
ที่ตัว และภัณฑะคือตัวหญิงเพื่อประโยชน์แก่
พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนีมหาวีรเจ้า ทรัพย์
ข้าวเปลือก ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม
ที่นา บุตร ธิดา ช้าง ม้า โค ทาสี ภรรยา
มานับไม่ถ้วน พระองค์ทรงบริจาคแล้ว เพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
พระองค์ตรัสบอกหม่อมฉันทั้งหลายว่า
เราทั้งหลายจักให้ทานกะพวกยาจก เมื่อเราให้ทาน
อันอุดม เราทั้งหลายก็ไม่เห็นความเสียใจกัน.
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
ยอมรับทุกข์มากมายหลายอย่างนับไม่ถ้วน ใน
สงสารเป็นอเนก เพื่อประโยชน์แต่พระองค์
หม่อมฉันทั้งหลายได้รับความสุข ย่อม
อนุโมทนา และในคราวได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ
หน้า 660
ข้อ 170
เป็นผู้ยินดีแล้วในที่ทุกแห่ง เพื่อประโยชน์แก่
พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมพุทธเจ้าทรง
แสดงธรรมโดยบรรดาอันสมควรเสวยสุขทุกข์แล้ว
ได้บรรลุซึ่งโพธิญาณ
หม่อมฉันทั้งหลายได้ร่วมกับพระสัมพุทธ
เจ้าพระนามว่าโคดม ผู้เป็นนายกของโลก เป็น
เทพผู้ประเสริฐ มาเป็นอันมาก พระองค์ก็ได้
ร่วมกับพระสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ ผู้เป็นนาถะ
ของโลกมาเป็นอันมาก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า อธิการของหม่อม
ฉันทั้งหลายมีมากเพื่อประโยชน์แกพระองค์ เมื่อ
พระองค์ทรงแสวงหาพุทธรรมอยู่ หม่อนฉันทั้ง-
หลายก็ยอมเป็นบริจาริการับใช้พระองค์
ในสี่อสงไขยแสนกัป พระพุทธเจ้าพระ
นามว่าทีปังกร เป็นพระมหาวีระ เป็นนายกของ
โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ประชาชนในปัจจันตประเทศมีใจยินดี
นิมนต์พระตถาคตเจ้าแล้ว ช่วยกันแผ้วถางหนทาง
เป็นที่เสด็จพระพุทธดำเนิน
กาลครั้งนั้น พระองค์เป็นพราหมณ์
นามว่าสุเมธ ตกแต่งหนทางยาว เพื่อพระสุคตเจ้า
ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง
หน้า 661
ข้อ 170
คราวนั้น หม่อมฉันทุกคนมีสมภพใหญ่
สกุลพราหมณ์ ถือดอกบัวเป็นอันมากนำไปสู่
สมาคม
สมัยนั้น พระพุทธเจ้าทีปังกรผู้มีบริวาร
ยศมาก เป็นพระมหาวีระ ทรงพยากรณ์สุเมธฤาษี
ผู้มีมนัสสูง เมื่อพระพุทธทีปังกรกำลังทรงประกาศ
กรรมาของสุเมธฤาษีผู้มีมนัสสูง แผ่นดินหวั่นไหว
สะเทื้อนสะท้านไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
พวกเทพกัญญา มนุษย์ และหม่อมฉัน
ทั้งหลายกับเทวดา พากันบูชาพระองค์ผู้เป็น
สุเมธาฤาษีด้วยสิ่งของสิ่งของที่ควรบูชาต่าง ๆ แล้วก็
ปรารถนา
พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรง
พยากรณ์แก่เขาเหล่านั้นว่า ในวันนี้ ชนเหล่าใด
มีความปรารถนา ชนเหล่านั้นจักมีในที่เฉพาะหน้า
ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้
พระพุทธองค์เจ้าทรงพยากรณ์หม่อมฉัน
ทั้งหลาย ด้วยพระวาจาใด หม่อมฉันทั้งหลาย
เมื่ออนุโมทนาวาจานั้น เป็นผู้ทำกรณียกิจ
อย่างนี้.
หม่อมฉันทั้งหลายยังจิตใจให้เลื่อมใสใน
กุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น จึงได้เสวยสมบัติใน
กำเนิดเทวดาและมนุษย์นับไม่ถ้วน ครั้นได้เสวย
หน้า 662
ข้อ 170
สุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ ในภพนี้
ซึ่งเป็นภพหลัง จึงมาเกิดในศากิยสกุล
มีรูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศและศีล
สมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ได้รับสักการะ
อย่างยิ่งในสกุลทั้งหลาย
มีลาภ สรรเสริญ และสักการะ พรั่ง
พร้อมไปด้วยโลกธรรม มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์
ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ สมจริงตามดำรัสที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ในกาลนั้น ยโสธรานารี แสดงอุปการะ
ทั้งในภายในราชฐานและแก่พวกเจ้าในพระนคร
มีอุปการะทั้งในยามสุขและในยามทุกข์
เป็นผู้บอกประโยชน์ให้ และทำความอนุเคราะห์
แก่เหล่านารี ควรประพฤติธรรมให้เป็นสุจริต
ไม่ควรประพฤติธรรมให้เป็นทุจริต เพราะว่า
บุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้
และโลกหน้า.
หม่อมฉันทั้งหลายละอาคารสถานออกบวช
ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือนก็บรรลุจตุราริยสัจ คนเป็น
อันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช
ปัจจัยมาถวาย เหมือนลูกคลื่นในทะเล
หน้า 663
ข้อ 170
หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
. . . คำสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
ได้ทำเสร็จแล้ว หม่อมฉันทั้งหลายได้ทุกขวิบัติ
มากอย่าง และสุขสมบัติก็มากอย่างเช่นนี้ ถึง
พร้อมแล้วซึ่งความเป็นผู้บริสุทธิ์ สมบูรณ์ด้วย
คุณทั้งปวง
บุคคลผู้ถวายตนของตนแก่พระพุทธเจ้า
ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่บุญ
ก็ย่อมพรั่งพร้อมไปด้วยสหาย ลุถึงนิพพานบทอัน
เป็นอสังขตะ
ธรรมทั้งปวงส่วนอดีตปัจจุบันและอนาคต
ของหม่อมฉันทั้งหลายหมดสิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระ-
องค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันทั้งหลายขอถวายบังคม
พระยุคลบาท
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เมื่อเธอทั้งหลายบอกลาเพื่อจะนิพพาน
เราจะกล่าวอะไรให้ยิ่งกะเธอทั้งหลายเล่า บุคคล
ผู้มีโทษอันปัจจัยปรุงแต่งสงบแล้ว ก็ลุถึงอมตบท
แล้ว.
ทราบว่า ภิกษุณีหนึ่งหมื่นแปดพันมีพระยโสธราเถรีเป็นหัวหน้า ได้
กล่าวคาถาเหล่านั้นในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้
แล.
จบอัฏฐารสสหัสสเถรีอปทาน
หน้า 664
ข้อ 170
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กุณฑลเกสีเถรีอปทาน ๒. กิสาโคตมีเถรีอปทาน ๓. ธรรม-
ทินนาเถรีอปทาน ๔. สกุลาเถรีอปทาน ๕. นันทาเถรีอปทาน ๖. โสณา-
เถรีอปทาน ๗. ภัททกาปิลานีเถรีอปทาน ๘. ยโสธราเถรีอปทาน ๙. ทส-
สหัสสเถรีอปทาน ๑๐. อัฏฐารสสหัสสเถรีอปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๔๗๘ คาถา.
จบกุณฑลเกสวรรคที่ ๓
หน้า 665
ข้อ 171
ขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔
อัฏฐารสสหัสสขัตติยกัญญาเถรีอปทานที่ ๑ (๓๑)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระขัตติยกัญญาเถรี ๑๘,๐๐๐ รูป
[๑๗๑] ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉัน
ทั้งหลายมีภพทั้งปวงสิ้นไปแล้ว ปลดเปลื้องที่ต่อ
แห่งภพแล้ว มิได้มีอาสวะทั้งปวงเลย
ขอกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี
หม่อมฉันทั้งหลาย มีกุศลกรรมเก่าทุกอย่าง
บำเพ็ญไว้ดีแล้ว วัตถุเครื่องบริโภคก็ให้แล้วเพื่อ
ประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลาย
บำเพ็ญกุศลกรรม ถวายเครื่องบริโภคแก่พระ-
พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้ง
หลายเพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมี
กรรมอย่างสูงและอย่างต่ำบำเพ็ญดีแล้ว แก่ภิกษุ
ทั้งหลาย มีกรรมเก่าทั้งส่วนสูงทั้งส่วนต่ำทำไว้
แล้ว
หม่อมฉันทั้งหลาย อันกรรมเดิมที่เป็น
กุศลนั้นนั่นแหละเตือนแล้ว เป็นผู้พรั่งพร้อมไป
หน้า 666
ข้อ 171
ด้วยกุศลกรรม ล่วงวิบัติของมนุษย์แล้ว มาเกิด
ในสกุลกษัตริย์
เพราะหม่อมฉันทั้งหลายร่วมก่อสร้าง
กรรมโดยชาติร่วมกัน จึงได้มาเกิดมีสมภพใน
ตระกูลกษัตริย์ร่วมกัน ในภพหลัง
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
เป็นผู้มีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มีลาภสักการะ
อันมหาชนบูชาแล้ว ณ ภายในบุรี เหมือนนันทวัน
ของทวยเทพ หม่อมฉันทั้งหลายเบื่อหน่ายร่วมกัน
ออกบวชเป็นภิกษุณี มีอุปทานอยู่สองสามวัน
บรรลุถึงความดับทุกข์ทั้งหมดด้วยกัน
หม่อมฉันทั้งหลาย อันชนเป็นอันมาก
นำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชปัจจัยเข้ามา
สักการะบูชาแล้ว
หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันทั้งหลายได้
ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ภิกษุณีผู้เคยเป็นขัตติยกัญญา ๑๘,๐๐๐ มีพระยสวดีเถรีเป็น
หัวหน้าได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัฏฐารสสหัสสขัตติยกัญญาเถรีอปทาน
หน้า 667
ข้อ 172
จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถรีอปทานที่ ๒ (๓๒)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระพราหมณกัญญาเถรี ๑๘,๐๐๐ รูป
[๑๗๒] ข้าแต่พระมุนี หม่อมฉันทั้ง-
หลายมีสมภพในสกุลพราหมณ์จำนวน ๘๔,๐๐๐
มีมือและเท้าละเอียดอ่อน เกิดในบุรีของ
พระองค์
ข้าแต่พระมหามุนี หญิงที่เกิดในสกุล
พ่อค้า และสกุลศูทร เป็นเทวดา นาค กินนร
และที่อยู่ในทวีปทั้งสี่มีมาก เกิดในบุรีของ
พระองค์
หญิงบางพวกบวชแล้ว มีความเห็นธรรม
ทั้งปวงก็มีมาก พวกเทวดา กินนร นาค จัก
ตรัสรู้ในอนาคต
ชนทั้งหลายได้เสวยเกียรติยศทั้งปวง มั่ง
คั่งด้วยสรรพสมบัติได้ความเลื่อมใสในพระองค์
จักตรัสรู้ในอนาคต
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ส่วน
หม่อมฉันทั้งหลายเกิดในสกุลพราหมณ์ เป็นธิดา
ของพราหมณ์ เป็นผู้มีโชคดี ขอถวายบังคม
พระยุคลบาท
หน้า 668
ข้อ 172
หม่อมฉันทั้งหลายกำจักภพทั้งหมดแล้ว
ถอนตัณหาอันเป็นรากเหง้าขึ้นแล้ว ตัดอนุสัยขาด
แล้ว ทำลายสังขารคือบุญหมดแล้ว
หม่อมฉันทั้งปวงมีสมาธิเป็นโคจรชำนาญ
ในสมาบัติ จักอยู่ฌานและความยินดีในธรรม
ทุกเมื่อ
ข้าแต่พระองค์ผู้นายก หม่อมฉันทั้ง
หลาย ยังตัณหาที่นำไปสู่ภพ อวิชชา และแม้
สังขารให้สิ้นไปแล้ว บรรลุถึงบทที่แสนยากจะ
ได้เห็นแล้ว ทราบอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ท่านทั้งปวงมีอุปการะแก่เราผู้เดินทางไกล
ตลอดกาลนานมา จงตัดความสงสัยของบริษัทสี่
แล้วจึงนิพพานเถิด.
พระเถรีเหล่านั้นถวายบังคมพระยุคลบาท
ของพระมุนีแล้ว แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ บางพวกแสดง
แสงสว่าง บวงพวกแสดงความมืด
บางพวกแสดงเป็นดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์
บางพวกแสดงทะเล พร้อมด้วยปลา บางพวก
แสดงเขาสิเนรุ บางพวกแสดงเขาสัตตบริภัณฑ์
บางพวกแสดงต้นปาริฉัตตกะ
หน้า 669
ข้อ 172
บางพวกแสดงภพดาวดึงส์ บางพวก
แสดงภพยามาด้วยฤทธิ์ บางพวกแสดงเป็นเทวดา
ชั้นดุสิต บางพวกแสดงเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดี
บางพวกแสดงเป็นเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีมี
อิสระมาก
บางพวกแสดงเป็นพรหม บางพวกแสดง
ที่จงกรมอันควรแก่ค่ามาก บางพวกนิรมิตเพศเป็น
พรหมแสดงสุญญตธรรม.
พระเถรีทั้งปวงครั้นแสดงฤทธิ์มีชนิด
ต่าง ๆ แล้วกันแสดงกำลังถวายพระศาสดา ครั้น
แล้ว ก็ถวายบังคมพระยุคลบาท
กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉัน
ทั้งหลายเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความ
ชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโต-
ปริญาณ
รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด
จดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพ
ใหม่มิได้มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลาย
มีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์
หน้า 670
ข้อ 172
ความสมาคมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้
เป็นนายกของโลก พระองค์ทรงแสดงแล้ว ข้า
แต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีอธิการเป็น
อันมาก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์
ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์จง
ทรงระลึกถึงกุศลกรรมก่อนของหม่อมฉันทั้งหลาย
หม่อมฉันทั้งหลายก่อสร้างบุญ เพื่อประโยชน์
แก่พระองค์.
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระมหา-
มุนีพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ
นครหังสวดีเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสกุลของพระสัม-
พุทธเจ้า
มีแม่น้ำคงคาไหลผ่านทางประตูพระนคร
หังสวดี ในกาลทั้งปวง ภิกษุทั้งหลายเดือดร้อน
เพราะแม่น้ำ ไปไหนไม่ได้.
น้ำเต็มเปี่ยมวันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง
สามวันบ้าง สัปดาห์หนึ่งบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง
สี่เดือนบ้าง ภิกษุเหล่านั้นจึงไปไม่ได้
ครั้งนั้น รัฐบุรุษผุ้หนึ่งมีนามว่าชัชชิยะ๑
มีทรัพย์เป็นแก่นสารสำหรับมนุษย์ เห็นภิกษุ
ทั้งหลายประสงค์จะข้ามฝั่ง ได้ให้นายช่างจัดสร้าง
สะพานที่ฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคา
๑. ม.ย. ชฏิละ
หน้า 671
ข้อ 172
ครั้งนั้น ประชาชนให้นายช่างสร้าง
สะพานที่แม่น้ำคงคาด้วยทรัพย์หลายแสน และ
รัฐบุรุษนั้น ได้ให้นายช่างสร้างวิหารที่ฝั่งโน้น
ถวายแก่สงฆ์
สตรี บุรุษ สกุลสูงและต่ำเหล่านั้น
ได้สร้างสะพานและวิหารให้มีส่วนเท่ากันกับของ
รัฐบุรุษนั้น
หม่อมฉันทั้งหลายและมนุษย์เหล่าอื่น
ในพระนครและในชนบท จิตเลื่อมใส ย่อม
เป็นธรรมทายาทแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
สตรี บุรุษ กุมารและกุมารีมากด้วยกัน
ต่างก็ขนเอาทรายมาเกลี่ยลงที่สะพานและวิหาร
กวาดถนนแล้วยกต้นกล้วย หม้อมีน้ำ
เต็ม และธงขึ้น จัดธูป จุรณและดอกไม้เป็น
สักการะแด่พระศาสดา
ครั้นสร้างสะพานและวิหารแล้ว นิมนต์
พระพุทธเจ้าถวายมหาทานแล้วปรารถนาความ
ตรัสรู้
พระมหามุนีปทุมุตตระมหาวีรเจ้า ผู้เป็น
ที่เคารพแห่งสรรพสัตว์ ทรงทำอนุโมทนาแล้ว
ตรัสพยากรณ์ว่า
หน้า 672
ข้อ 172
เมื่อแสนกัปล่วงไปแล้ว จักถึงภัทรกัป
บุรุษนี้ได้ความสุขในภพน้อยภพใหญ่แล้ว จัก
บรรลุโพธิญาณ
บุรุษและสตรีที่ทำหัตถกรรมทั้งหมด จัก
เกิดร่วมกันในอนาคตกาล
ด้วยวิบางแห่งกรรมนั้นและด้วยการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ ประชาชนเหล่านั้นเกิดในเทวโลก
แล้ว เป็นบริจาริกาแห่งพระองค์
เสวยทิพยสุขและมนุษยสุขมากมาย
ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ตลอดกาลนาน ใน
กัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ หม่อมฉันทั้งหลาย
มีกุศลกรรมทำอันดีแล้ว เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อม
เกิดในความเป็นมนุษย์สุขุมาลชาติ เมื่อเกิดเป็น
เทาวดาย่อมเกิดในความเป็นเทวดาผู้ประเสริฐ
ย่อมได้รูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศ ความ
สรรเสริญและความสุข ความเป็นที่รัก ซึ่งเป็น
ผลที่ปรารถนาทั้งปวงเนือง ๆ อันถึงพร้อมเพราะ
กรรมที่ตนกระทำมาดีแล้ว.
ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันทั้ง
หลายเกิดในสกุลพราหมณ์ มีมือและเท้าละเอียด
อ่อน และได้มาในพระนิเวศน์แห่งพระศากย-
บุตร
หน้า 673
ข้อ 172
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลาย
ย่อมไม่เห็นแผ่นดินที่เขาไม่ตกแต่ง แต่ไม่เห็น
ภาคพื้นที่เป็นทางเดินลื่น แม้ตลอดกาลทั้งปวง
เมื่อหม่อมฉันทั้งหลายอยู่ในอาคารสถาน
ประชุมชนก็นำสักการะทุกอย่างมาให้ตลอดกาลก่อน
ทั้งปวง เพราะผลแห่งกุศลกรรมในกาลก่อน
หม่อมฉันทั้งหลายละอาคารสถานแล้ว
บวชเป็นภิกษุณี ข้ามพ้นทางสงสารได้แล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
พวกทายกทายิกาหลายพันแต่ที่นั้น ๆ
นำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชปัจจัยมา
ให้เสมอไป
หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว
. . .คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันทั้งหลายได้
ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภิกษุณีบุตรีพราหมณ์ ๘๔,๐๐๐ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้
เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบจตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถรีอปทาน
หน้า 674
ข้อ 173
อุปปลทายิกาเถรีอปทานที่ ๓ (๓๓)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอปปลทายิการเถรี
[๑๗๓] พระเถรีกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่าอรุณ ครอง
ราชสมบัติในพระนครอรุณวดี หม่อมฉันเป็น
มเหสีของท้าวเธอ บอกบุคคลบางคนว่า หม่อม
ฉันนั่งอยู่ในที่ลับคิดอย่างนี้ว่า กุศลที่เราจะเอาไป
ที่เราทำไว้ไม่มีเลย
เราจะต้องไปสู่นรกอันมีความเร่าร้อนมาก
ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรงแสนทารุณเป็นแน่ ในเรื่องนี้
เราไม่มีความสงสัยเลย
ครั้นหม่อมฉันคิดอย่างนี้แล้ว ยังใจให้
ร่าเริงเข้าไปเฝ้าพระราชสวามีแล้ว กราบทูลว่า
ข้าแต่พระขัตติยาธิยาบดีผู้ประเสริฐ หม่อม
ฉันเป็นสตรี ไม่เคยเป็นบุรุษ ขอพระองค์ได้
โปรดประทานสมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉันเถิด
หม่อมฉันจักนิมนต์ท่านให้ฉัน
ครั้งนั้นพระราชาได้ประทานสมณะองค์
หนึ่งผู้อบราอินทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉัน
มีใจยินดีรับบาตรของท่านมาแล้ว เอาภัตตาหาร
อย่างประณีตใส่จนเต็ม
หน้า 675
ข้อ 173
ครั้นแล้วได้ถวายผ้าผืนใหญ่ให้ท่านครอง
แล้วได้ถวายบาตรนั้นพร้อมด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม
และน้ำมันเครื่องไล้ทาอย่างดี.
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และ
ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกาย
มนุษย์แล้ว ได้ไปภพดาวดึงส์
ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งเทวราช
หนึ่งพันชาติ ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่ง
พระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันชาติ
และครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระ-
เจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับชาติมิได้
ทั้งได้ศุภผลอื่นมีอย่างต่าง ๆ มากมายซึ่งเป็นผล
กรรมแห่งบิณฑบาตในคราวนั้น
หม่อมฉันมีสีกายเหมือนดอกบัว เป็น
หญิงมีรูปงาม น่าดู น่าชม ถึงพร้อมด้วยองค-
สมบัติทั้งปวงเป็นอภิชาติสตรี ทรงไว้ซึ่งความ
เปล่งปลั่ง
ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิด
ในศากิยสกุล เป็นธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธทนมหา-
ราช เป็นหัวหน้าแห่งนารีหนึ่งพัน
เบื่อหน่ายในอาคารสถาน จึงออกบวช
เป็นภิกษุณีถึงราตรีที่ ๗ ก็ได้บรรลุจตุราริยสัจ
หน้า 676
ข้อ 173
หม่อมฉันไม่สามารถจะประมาณจีวร
บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัย ที่ทายก
ทายิกานำมาถวายไว้ นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต.
ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์
พึงทรงระลึกถึงกุศลกรรมครั้งก่อนของหม่อมฉัน
หม่อมฉันสละวัตถุทานเป็นอันมากเพื่อประโยชน์
แก่พระองค์
ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ หม่อมฉันได้ถวาย
ทานใดในครั้งนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น หม่อมฉัน
ไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน
หม่อมฉันรู้จักคติสอง คือ เทาวดาหรือ
มนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑ-
บาตทาน
รู้จักแต่สกุลสูงซึ่งเป็นสกุลมหาศาลมี
ทรัพย์มาก มิได้รู้จักสกุลอื่นเลย นี้เป็นผลแห่ง
บิณฑบาตทาน.
หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่
อันกุศลมูลตักเตือนแล้วย่อมไม่เห็นสิ่งที่ไม่พอใจ
เลย นี้เป็นผลแห่งโสมนัส
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ
หน้า 677
ข้อ 174
ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอุปปลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะ
พระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอุปปลทายิกาเถรีอปทาน
สิงคาลมาตาเถรีอปทานที่ ๔ (๓๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิงคาลมาตาเถรี
[๑๗๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้
พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า
ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้นดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ที่รุ่งเรือง
ด้วยรัตนะต่าง ๆ เป็นตระกูลมั่งคั่ง เจริญ มีทรัพย์
มาก ในพระนครหังสวดี
หน้า 678
ข้อ 174
ดิฉันมีมหาชนเป็นบริวารไปกับบิดา ได้
ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชเป็นภิกษุณี
ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทั้งหลาย
ละวจีทุจริต ชำระอาชีวะบริสุทธิ์ มีความเลื่อมใส
เพราะเคารพมากในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ
พระสงฆ์ ขวนขวายในการฟังธรรม มีความ
ปรารถนาเห็นพระพุทธเจ้า
ในครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังภิกษุณีองค์หนึ่ง
ซึ่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุตติ
จงปรารถนาตำแหน่งนั้น แล้วได้บำเพ็ญไตรสิกขา.
ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระอัธยาศัย
ประกอบด้วยกรุณา ตรัสกะดิฉันว่าบุคคลผู้มี
ศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีในพระตถาคต มีศีล
งามที่พระอริยะรักใคร่สรรเสริญ มีความเลื่อมใส
ในพระสงฆ์ มีความเห็นตรง
นักปราชญ์เรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน
ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นหมัน เพราะฉะนั้น บุคคล
ผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย พึงหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความ
เลื่อมใสและความเห็นธรรม
ดิฉันได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มี
ความเบิกบานใจ ได้ทูลถามถึงความปรารถนาของ
ดิฉัน.
หน้า 679
ข้อ 174
ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ ผู้มี
ปัญญาไม่ทราบ มีพระคุณนับไม่ถ้วนทรงพยากรณ์
ว่า ท่านเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีธรรมงาม จัก
ได้ตำแหน่งนั้นที่ท่านปรารถนาดีแล้ว
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดา
พระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก-
ราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทแห่งพระ-
ศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต
เป็นมารดาแห่งสิงคาลมาณพ จักได้เป็นสาวิกา
ของพระศาสดา.
ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพยากรณ์
นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา
บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก ด้วยความ
ปฏิบัติทั้งหลาย จนสิ้นชีวิต
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี
มีความเจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร
ราชคฤห์อันอุดม
หน้า 680
ข้อ 174
บุตรของดิฉันชื่อสิงคาลมาณพ ยินดีใน
ทางผิด แล่นไปสู่ทิฐิอันรกชัฏ มีการบูชาทิศเป็น
เบื้องหน้า ย่อมไหว้ทิศต่าง ๆ
พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ เสด็จเข้าไปสู่
พระนครราชคฤห์ เพื่อทรงรับบิณฑบาต ทอด
พระเนตรเห็นบุตรของดิฉันแล้ว ประทับยืนอยู่ที่
หนทางตรัสแสดงธรรมแก่บุตรของดิฉัน แต่เขา
ยังมีความเห็นผิดอยู่อย่างเต็ม ธรรมาภิสมัยได้มี
แก่บุรุษและสตรี ๒ โกฏิ
ครั้งนั้นดิฉันไปในที่ประชุมนั้นได้ฟังสุคต
ภาษิตแล้ว ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วออกบวช
เป็นภิกษุณี
ดิฉันผู้ปรารถนาเห็นพระพุทธเจ้า เจริญ
พุทธานุสสติอยู่ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหัตผล
ดิฉันได้เห็นพระพุทธเจ้าอยู่ร่ำไป มิได้เบื่อ
ชมพูพระรูปเป็นที่เพลินตา เป็นพระรูปที่เกิดแต่
พระบารมีทั้งปวง เป็นดังว่าเรือนหลวงที่ประกอบ
ด้วยสิริ มีพระลักษณะงานทั่วไป
พระพิชิตมารโปรดในคุณสมบัตินั้น จึง
ทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า
ภิกษุณีมารดาของสิงคาลมาณพเป็นผู้เลิศ
กว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุตติ.
หน้า 681
ข้อ 175
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ
ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
ในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... คำสอน
พระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระภิกษุณีมารดาสิงคาลมาณพได้กล่าวคาถาเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้แล.
จบสิงคาลมาตาเถริยาปทาน
สุกกาเถรีอปทานที่ ๕ (๓๕)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุกกาเถรี
[๑๗๕] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระ
พุทธเจ้าผู้นายกของโลกพระนามวิปัสสี มีพระ
เนตรงาม ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว
หน้า 682
ข้อ 175
ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในสกุลหนึ่ง ใน
พระนครพันธุมดี ได้ฟังธรรมของพระมุนีแล้ว
ออกบวชเป็นภิกษุณี เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงธรรม
ปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตาม
พระพุทธศาสนา
ครั้งนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อ
ประโยชน์แก่ประชุมชนทุกสมัย หม่อมฉันเคลื่อน
จากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในภพดุสิต เป็นเทพ
ธิดามียศ
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามว่าสิขี มีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในใจ
ด้วยยศประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
แม้ในครั้งนั้นหม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้
ฉลาดในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่าง
แล้วไปสู่ภพดาวดึงส์
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าเวสสภู มีธรรม
ดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้หม่อมฉัน
ก็เกิดในกาล
บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนา
เดียวกันนั้น ให้กระจ่างแล้ว ไปสู่เทวบุรีที่น่ายินดี
ได้เสวยความสุขมาก
หน้า 683
ข้อ 175
ในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระ-
นามว่ากกุสันธะ ประเสริฐกว่านรชน เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เกิดในกาล
เดียวกันนั้น
บวชแล้ว ก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจน
ตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่
ภพดาวดึงส์ เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตน
ในภัทรกัปนี้แล พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก
ของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ ผู้ประเสริฐ
กว่าพวกบัณฑิต อุดมกว่าสรรพสัตว์ เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว
แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชในศาสนา
ของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูตทรงธรรม ยังพุทธ
ศาสนาให้กระจ่าง
ในภัทรกัปนี้เหมือนกัน พระมุนีพระนาม
ว่ากัสสปะ มีพระคุณประเสริฐ เป็นสรณะแห่ง
สัตวโลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธ
เจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากร พระองค์นั้น
ศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา
หน้า 684
ข้อ 175
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม
ความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดงธรรม
กถามากจนตลอดชีวิต
ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วยการตั้ง
เจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
ไปสู่ภพดาวดึงส์
ในภพหลังครั้งนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุล
เศรษฐีที่เจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร
ราชคฤห์อันอุดม
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของ
โลกอันภิกษุขีณาสพหนึ่งพันเป็นบริวารสรรเสริญ
แล้ว เสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกอินทรีย์แล้ว
พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่ง
ทองสิงคาล พร้อมด้วยพระขีณาสพซึ่งเคยเป็นชฎิล
ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสเสด็จเข้า
ไปสู่เมืองราชคฤห์
หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพ และ
ได้ฟังธรรมมีคุณเป็นที่ประชุมแล้ว ยังจิตให้เลื่อม
ใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้พลธรรมมาก
เวลาต่อมา หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณี
ในสำนักพระธรรมทินนาเถรี หม่อมฉันเผากิเลส
หน้า 685
ข้อ 175
ทั้งหลายในเมื่อกำลังปลงผม บวชแล้วไม่นาน
ศึกษาศาสนธรรมทั่วแล้ว
แต่นั้น ได้แสดงธรรมในสมาคมแห่งมหา-
ชน เมือหม่อมฉันกำลังแสดงธรรมอยู่ ธรรมา-
ภิสมัยได้มีแก่ประชุมชนหลายพัน
มียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิด
อัศจรรย์ใจ เลื่อมใสต่อหม่อมฉัน ได้ไปยังพระ-
นครราชคฤห์
พวกมนุษย์ในพระนครราคฤห์อันหม่อม
ฉันทำแล้วอย่างไร ได้ดื่มธรรมดังว่าดื่มน้ำผึ้งอยู่
ฉะนั้น มนุษย์เหล่าใดไม่นั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกา
ผู้แสดงอมตบท อันเป็นเหตุไม่ให้ถอยกลับ ให้
เกิดความชื่นใจ มีรสโอชา มนุษย์เหล่านั้นเห็น
จะเป็นเหมือนพวกคนมีปัญญาเดินทางไกล หาน้ำ
ฝนดื่มฉะนั้น
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสต-
ธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ
รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด
จดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่
มิได้มีอีก
หน้า 686
ข้อ 176
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบสุกกาเถรีอปทาน
จบภาณวารที่ ๕
อภิรูปนันทาเถรีอปทานที่ ๖ (๓๖)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภิรูปนันทาเถรี
[๑๗๖] ในกัปที่ ๙๑ แตกภัทรกัปนี้ พระ-
พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนานว่าวิปัสสี
มีพระเนตรงาม มีพระจักษุในธรรมทั้งปวงเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลใหญ่ที่นั่งดัง
เจริญ ในพระนครพันธุมดี เป็นหญิงมีรูปงาม
น่าพึงใจและเป็นที่บูชาของประชุมชน
หน้า 687
ข้อ 176
ได้เข้าเฝ้าพระพุทธวิปัสสีผู้มีความเพียร
มาก เป็นนายกของโลก ได้ฟังธรรมแล้วถึงพระ
องค์เป็นสรณะ
สำรวมอยู่ในศีล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ปรินิพ-
พานแล้ว ดิฉันได้เอาฉัตรทองบูชาไว้ ณ เบื้องบน
แห่งพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ
ดิฉันเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้ว มีศีลจน
ตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้น ละร่างกาย
มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์
ครั้งนั้น ดิฉันครอบงำเทพธิดาทั้งหมด
ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ อายุ วรรณะ สุข ยศ และ
ความเป็นอธิบดี รุ่งโรจน์ปรากฏอยู่ ในภพหลัง
ครั้งนี้ ดิฉันเกิดในพระนครกบิลพัสดุ์ เป็นธิดา
ของศากยราช พระนามว่าเขมกะ มีนามปรากฏว่า
นันทา
ประชุมชนกล่าวว่า ดิฉันเป็นผู้หนึ่งซึ่งมี
ความถึงพร้อมด้วยรูปงาม น่าชม เมื่อดิฉันเติบโต
เป็นสาว (รู้จัก) ตกแต่งรูปและผิวพรรณ
พวกศากยราชมีความวิวาทกันมากเพราะ
ตัวดิฉัน ครั้งนั้น พระธิดาของดิฉัน กล่าวว่า
พวกศากยราชอย่าฉิบหายเสียเลย ถึงให้ดิฉันบวช
เสีย
หน้า 688
ข้อ 176
ครั้นดิฉันบวชแล้วได้ฟังว่า พระตถาคต-
เจ้าผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ทรงติรูป จึงไม่
เข้าไปเฝ้าเพราะดิฉันชอบรูป กลัวจะพบพระ-
พุทธเจ้า จึงไม่ไปรับโอวาท
ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรงให้ดิฉันเข้าไป
สู่สำนักของพระองค์ด้วยอุบาย พระองค์ทรงฉลาด
ในทางอุบาย ทรงแสดงหญิง ๓ ชนิด ด้วยฤทธิ์
คือ หญิงสาวสวยเหมือนรูปเทพอัปสร หญิงแก่
หญิงตายแล้ว
ดิฉันเห็นหญิงทั้ง ๓ แล้ว มีความสลดใจ
ไม่ยินดีในซากศพหญิงที่ตายแล้ว มีความเบื่อ-
หน่ายในภพเฉยอยู่.
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของ
โลก ตรัสกะดิฉันว่า
ดูก่อนนันทา ท่านจงดูร่างกายที่ทุรน-
ทุราย ไม่สะอาด สิ่งโสโครก ไหลเข้า ถ่ายออก
อยู่ ที่พวกพาลชนปรารถนากัน
ท่านจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิ มีอารมณ์
เดียวด้วยอสุภะเถิด รูปนี้เป็นฉันใด รูปท่าน
นั้น ก็เป็นฉันนั้น รูปท่านนั้น เป็นฉันใด รูปนี้
เป็นฉันนั้น
หน้า 689
ข้อ 176
เมื่อท่านพิจารณาเห็นรูปนั้น อย่างนี้
มิได้เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน แต่นั้นก็จะ
เบื่อหน่ายอยู่ด้วยปัญญาของตน
ดิฉันผู้ไม่ประมาท พิจารณาในร่างกายนี้
อยู่โดยแยบคาย ก็เห็นภายนี้ทั้งภายในภายนอก
ตามความเป็นจริง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ดิฉันจึงเบื่อหน่ายใน
กาย และไม่ยินดีเป็นภายใน ไม่ประมาท ไม่
เกาะเกี่ยว เป็นผู้สงบเย็นแล้ว.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และใน
เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ หม่อมฉันสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว
บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอภิรูปนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
จบอภิรูปนันทาเถรีอปทาน
หน้า 690
ข้อ 177
อัฑฒกาสีเถรีอปทานที่ ๗ (๓๗)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัฑฒกาสีเถรี
[๑๗๗] ในภัตรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็น
พงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ ทรงพระยศมาก พระ
นามว่ากัสสปะ ประเสริฐ กว่าพวกบัณฑิต เสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันบวชในศาสนาของพระ-
องค์ สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ รู้จัก
ประมาณในอาสนะต่ำ ประกอบความเพียรในความ
เป็นผู้ตื่นอยู่ บำเพ็ญเพียร
มีจิตชั่ว ได้ด่าภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ปราศจาก
อาสวะครั้งเดียวว่านางแพศยา ด้วยบาปกรรมนั้น
นั่นแหละ ดิฉันต้องหมกไหม้อยู่ในนรก
ด้วยกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ดิฉันเกิดใน
สกุลหญิงแพศยา ถูกขายให้บุรุษอื่นอยู่โดยมาก
ในชาติหลัง
ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีในแคว้นกาสี มี
ความถึงพร้อมด้วยรูป ดุจดังนางเทพอัปสรในหมู่
เทวดา ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์
หน้า 691
ข้อ 177
ประชุมชนเห็นดิฉันมีรูปน่าชม จึงตั้ง
ดิฉันไว้ในความเป็นหญิงแพศยา ในพระนคร
ราชคฤห์ที่อุดม ด้วยผลที่ด่าภิกษุณีนั้น
ดิฉันได้ฟังพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐตรัสแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยบุพวาสนา
ได้บวชเป็นภิกษุณี
แต่เมื่อไปสู่สำนักพระพิชิตมารเพื่อจะ
อปสมบท พบพวกนักเลงดักอยู่ที่หนทาง ได้แล้ว
ซึ่งทูตอุปสมบท
ดิฉันมีธรรมทุกอย่างทั้งบุญและบาปหมด
สิ้นไปแล้ว ข้ามพ้นสงสารทั้งปวงแล้ว และความ
เป็นหญิงแพศยาก็สิ้นไปแล้ว
ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณ
ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น
แล้วในสำนักของพระองค์
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... คำสอน
ของพระพุทธเจ้าดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระอัฑฒกาสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัฑฒกาสีเถรีอปทาน
หน้า 692
ข้อ 178
ปุณณิกาเถรีอปทานที่ ๘ (๓๘)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระปุณณิกาเถรี
[๑๗๘] ดิฉันบวชเป็นภิกษุณีในศาสนา
ของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์คือ พระวิปัสสี
พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ
ผู้คงที่ และพระกัสสปะ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยยศ
มีปัญญา สำรวมอินทรีย์
เป็นพหสูต ทรงธรรม สอบถามอรรถ
แห่งธรรม ศึกษาธรรมแล้ว มีพระแสธรรม เป็น
ผู้นั่งใกล้ แสงพุทธศาสนาในท่ามกลางประชุม-
ชน ดิฉันมีศีลเป็นที่รัก แต่ถือตัวจัดเพราะความ
เป็นพหูสูตนั้น.
ในภพครั้งหลังนี้ ดิฉันเกิดในเรือนแห่ง
นางกุมภทาสี ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในพระนคร
สาวัตถีอันอุดม
ดิฉันไปตักน้ำ ได้เห็นโสตถิยพราหมณ์
หนาวสั่นอยู่ในกลางน้ำ ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวว่า
ดิฉันมาตักน้ำในคราวหนาว กลัวภัยแต่
อาชญา และระแวงภัยคือการด่าด้วยวาจาของเจ้า
นาย จึงต้องลงน้ำร่ำไป
หน้า 693
ข้อ 178
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านกลัวอะไร จึงลง
น้ำเสมอ มีตัวสั่น รู้สึกหนาวมาก
ดูก่อนนางปุณณิกาผู้เจริญ ท่านรู้จักสอบ
ถามข้าพเจ้าผู้ทำกุศลกรรม กำจัดบาปกรรม
(ดิฉันกล่าวว่า) บุคคลใดเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เป็น
เด็กก็ตาม ทำบาปกรรม บุคคลนั้น จะพ้นจาก
บาปกรรม เพราะความอาบน้ำได้หรือ.
เมื่อพราหมณ์นั้นกลับขึ้นมา ดิฉันได้
บอกซึ่งบทอันประกอบด้วยธรรมและอรรถ
พราหมณ์ได้ฟังธรรมบทนั้นแล้ว มีความสลดใจ
บวชแล้วได้เป็นพระอรหันต์
เพราะดิฉันเกิดในสกุลทาสี ยังทาสทาสี
๙๙ คนให้ครบ ๑๐๐ คน เจ้านายนั้นจึงตั้งชื่อให้
ดิฉันว่าปุณณา และปลดดิฉันให้เป็นไท
ดิฉันให้เศรษฐีอนุโมทนาบุญนั้นแล้ว
ออกบวชเป็นภิกษุณี โดยกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุ
พระอรหัต.
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และใน
เจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุ
อันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
หน้า 694
ข้อ 179
หม่อนฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน บริ-
สุทธิ์ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หม่อมฉันมีปัญญามากเพราะภาวนา มี
สุตะเพราะพาหุสัจจะ เกิดในสกุลต่ำเพราะมานะ
แต่มิได้มีกุศลกรรมวิบัติไปเลย
ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . คำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
ทราบว่า ท่านพระปุณณิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบปุณณิกาเถรีอปทาน
อัมพปาลีเถรีอปทานที่ ๙ (๓๙)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัมพปาลีเถรี
[๑๗๙ ] ดิฉันเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็น
ภคินีแห่งพระมหามุนีพระนามว่า ปุสสะ ผู้มี
พระรัศมีงามรุ่งเรือง มีธรรมดังว่าเทริดดอกไม้
บนศีรษะ
ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วมีจิต
เลื่อมใสถวายมหาทานแล้ว ปรารถนาซึ่งรูปสมบัติ
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร
พระนามว่าสิขี ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก ทรง
หน้า 695
ข้อ 179
ยังโลกให้รุ่งเรือง เป็นสรณะในไตรโลกเสด็จ
อุบัติขึ้นแล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลพราหมณ์ใน
เมืองอรุณอันน่ารื่นรมย์ โกรธแล้ว ด่าภิกษุณี
องค์หนึ่ง ผู้มีจิตพ้นแล้วจากกิเลสว่า ท่านเป็น
หญิงแพศยา ประพฤติอนาจาร ประทุษร้าย
พุทธศาสนา ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ดิฉันต้องไป
สู่นรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมไปด้วยมหันต์ทุกข์
เพราะกรรมอันลามกนั้น
เคลื่อนจากนรกนั้นแล้วมาเกิดในหมู่
มนุษย์เป็นผู้มีธรรมลามก เป็นเหตุให้เดือดร้อน
ครองความเป็นหญิงแพศยาอยู่หมื่นชาติยังมิได้พ้น
จากบาปกรรมนั้น เปรียบเหมือนคนที่กินยาพิษ
อันร้ายแรงฉะนั้น
ดิฉันได้บวชเป็นภิกษุณีมีเพศประเสริฐ
ในศาสนาพระพุทธกัสสปได้ไปเกิดในภพดาวดึงส์
เพราะผลแห่งบรรพชากรรมนั้น.
ในภพนั้นซึ่งเป็นภพหลัง ดิฉันเป็นอุปปา-
ติกสัตว์ เกิดในระหว่างกิ่งต้นมะม่วง จึงมีชื่อว่า
อัมพปาลีตามนิมิตนั้น ดิฉันมีประชาชนหลาย
โกฏิแห่ห้อมมาบวชในพุทธศาสนา เป็นโอรสธิดา
แห่งพระพุทธเจ้า บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว
หน้า 696
ข้อ 179
ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มี
ความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโต-
ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน
หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีก
หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทินบริ-
สุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพ
ขึ้นได้หมดสิ้นแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างพัง
ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่หม่อนฉันได้มาในสำนักพระพุทธ-
เจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา
๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้ง
ชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำ
เสร็จแล้วดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอัมพปาลีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบอัมพปาเถรีอปทาน
หน้า 697
ข้อ 180
๑เสลาเถรีอปทานที่ ๑๐ (๔๐)
ว่าด้วยบุพจริยาของพระเสลาเถรี
[๑๘๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่ากัสสปะ ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มี
ยศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้น
แล้ว
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอุบาสก ใน
พระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เห็นพระพิชิตมาร
ผู้ประเสริฐพระองค์นั้น และฟังธรรมเทศนาแล้ว
ถึงพระองค์ผู้มีเพียรเป็นสรณะ แล้ว
สมาทานศีลทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง พระมหาวีรเจ้า
พระองค์นั้น ผู้องอาจกว่านรชน ทรงประกาศ
อภิสัมโพธิญาณของพระองค์ในสมาคมแห่งมหา-
ชนว่า
เรามีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาและ
แสงสว่าง ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาในกาล
ก่อน และในอริยสัจมีทุกขอริยสัจเป็นต้น ดิฉัน
ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เล่าเรียนแล้วสอบถามภิกษุ
ทั้งหลาย
ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น และด้วย
การตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว
๑. ม. เปสลา
หน้า 698
ข้อ 180
ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ เกิดใน
สกุลแห่งเศรษฐีใหญ่ ดิฉันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ได้ฟังสัทธรรมอันประกอบด้วยสัจจะ๑
บวชแล้ว ค้นคว้าอรรถธรรมทั้งปวง ยัง
อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต
โดยกาลไม่นานเลย
ข้าแต่พระมุนี หม่อนฉันเป็นผู้มีความ
ชำนาญในที่ ในทิพโสตธาตุ และในเจโต-
ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมด
จดพิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่มิได้มีอีก
หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน
บริสุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ
เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน
ภพขึ้นได้ทั้งหมดสิ้นแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดัง
ช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
การที่หม่อมฉันได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ
วิชชา ๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน
ของพระพุทธเจ้าหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว
๑. สจฺจูปสํหิตํ.
หน้า 699
ข้อ 180
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้งชัด
แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระเสลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบเถลาเถรีอปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัฏฐารสสหัสสขัตติกัญญาเถรีอปทาน ๒. จตุราสีติสหัสส-
พราหมณกัญญาเถรีอปทาน ๓. อุปปลทายิกาเถรีอปทาน ๔. สิงคาลมาตา
เถรีอปทาน ๕. สุกกาเถรีอปทาน ๖. อภิรูปนันทาเถรีอปทาน ๗. อัฑฒ-
กาสีเถรีอปทาน ๘. ปุณณิกาเถรีอปทาน ๙. อัมพปาลีเถรีอปทาน ๑๐. เสลา
เถรีอปทาน.
จบขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔
จบเถรีอปทาน
จบอปทาน
เล่มจริงที่ 73 (753 หน้า · 0001 – 0753)
กระโดดไปหน้า (753 หน้า)
หน้า 1
ข้อ 1
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
เล่มที่ ๙ ภาคที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
รัตนจังกมนกัณฑ์
ทรงเนรมิตรัตนจงกรม
[๑] ท้าวสหัมบดีพรหม เจ้าโลก ประคองอัญชลี
ทูลขอพรอันยอดเยี่ยมว่า หมู่สัตว์ในโลกนี้ที่มีกิเลสดุจ
ธุลีในดวงตาน้อย ยังมีอยู่ ขอทรงเอ็นดูแสดงธรรม
โปรดหมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด.
[พระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าโลก ผู้สูงสุดในนรชน
อันหมู่พรหมผู้ประคองอัญชลีทูลขอว่า หมู่ปราชญ์ใน
โลกนี้ ที่มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ขอทรง
เอ็นดูแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์นี้ด้วยเถิด ข้าแต่พระ
ผู้นำ ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรม โปรดแสดง
อมตบท โปรดแสดงธรรมเพื่ออนุเคราะห์โลกทั้งหลาย]
หน้า 2
ข้อ 1
พระตถาคต ผู้มีวิชชาและจรณะพรั่งพร้อมแล้ว
ผู้คงที่ ผู้ทรงความรุ่งโรจน์ ทรงพระวรกายสุดท้าย
ไม่มีผู้เปรียบ ทรงเกิดพระกรุณาในสัตว์ทั้งปวง.
[พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระศาสดาทรงสดับคำ
ของพรหมนั้นแล้ว จึงได้มีพระพุทธดำรัสว่า]
ดูก่อนพรหม เราเปิดประตูแห่งอมตนครสำหรับ
ท่านแล้ว ขอสัตว์ที่มีโสตจงปล่อยศรัทธาออกมาเถิด
แต่ก่อนเราเข้าใจว่าจะลำบากเปล่า จึงไม่กล่าวธรรม
อันประณีตที่คล่องแคล่ว ในหมู่มนุษย์.
[สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจอมมุนี ผู้ทรง
อนุเคราะห์เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ทรงออกจากต้น
อชปาลนิโครธ เสด็จพุทธดำเนินโดยลำดับ ก็ถึงกรุง
พาราณสี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือ
พุทธอาสน์อันประเสริฐนั้น ทรงประกาศพระธรรม-
จักรคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคอันอุดม แก่ภิกษุ
ปัญจวัคคีย์. พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศพระธรรม-
จักรนั้นแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ คือ โกณฑัญญะ
ภัททิยะ วัปปะ มหานามะ และอัสสชิ ทั้งหมู่เทวดา
พรหม ๑๘ โกฏิ ในครั้งนั้น ก็ตรัสรู้ธรรมในการ
ประชุมครั้งแรก. ภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งหมด อันพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงแนะนำโดยธรรมปริยาย
อื่นตามลำดับ พร้อมทั้งหมู่เทวดาพรหม ๑๘ โกฏิ ใน
หน้า 3
ข้อ 1
ครั้งนั้น โสดาปัตติผล ได้มีในการประชุมครั้งแรก
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพุทธดำเนินถึงกรุงราชคฤห์.
พระจอมมุนีประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร. พระเจ้า
พิมพิสารทรงสดับข่าว ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ท้าวเธอมีบริวารมากถึง ๑๑ นหุต ทรงบูชาพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ด้วยเทียน ธูป ของหอมและดอกไม้เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุบุพพีกถาประกอบด้วย
กามาทีนพในสมาคมนั้นนั่นแล จบเทศนาในครั้งนั้น
สัตว์ ๘๔,๐๐๐ มีพระราชาเป็นประธาน ก็ตรัสรู้ธรรม.
พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ทรงสดับข่าว ก็
ทรงส่งทูต ๙ คน พร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ คน. ทูตทั้ง ๙
คน พร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ คน ก็บรรลุพระอรหัต
ทูลขอบวชกะพระมุนี. ในที่สุด กาฬุทายีอำมาตย์
ก็ถือเพศภิกษุ พร้อมบริวาร ๑,๐๐๐ คน ท่านจึงทูล
อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระจอมศากยมุนี ทรงรับอาราธนาแล้ว เสด็จ
เดินทางใหญ่ เสด็จพุทธดำเนินมาโดยลำดับพร้อมด้วย
ภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป ก็ลุถึงกรุงกบิลพัศดุ์. พระองค์ทรง
ทำปาฏิหาริย์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี. พระผู้มีพระภาค
เจ้า จอมศากยมุนี ประทับนั่งแสดงธรรมคือมหาเวส-
สันดรชาดกโปรดพระพุทธบิดา ท่ามกลางบัลลังก์นั้น.
สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ก็ได้ตรัสรู้ธรรม]
หน้า 4
ข้อ 1
พระประยูรญาติเหล่านี้ พร้อมทั้งเทวดา และ
มนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดในนรชนนี้เป็น
เช่นไร กำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเป็นเช่นไร กำลัง
ของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็น
เช่นไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า
พระประยูรญาติเหล่านี้ พร้อมทั้งเทวดา และ
มนุษย์ไม่รู้ดอกว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดในนรชนนี้
เป็นเช่นนี้ กำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเป็นเช่นนี้ กำลัง
ของพระพุทธเจ้าเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็น
เช่นนี้.
เอาเถิด จำเราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า
อันยอดเยี่ยม จักเนรมิตที่จงกรม ประดับด้วยรัตนะ
ในนภากาศ.
เทวดาภาคพื้นดิน เทวดาชั้นจาตุมหาราช ชั้น
ดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิม-
มิตวสวัตดี ทั้งเทวดาเนื่องในหมู่พรหม ก็ร่าเริงพากัน
ทำเสียงกึกก้องอย่างเต็มที่.
แผ่นดินมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกก็สว่างจ้า
โลกันตริกนรกอันหนาก็ปิดกั้นไว้ไม่ได้ ความมืดมิด
ก็ได้ถูกขจัดออกไป. เทวดาและมนุษย์ทั้งสัตว์นรก
ต่างก็เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ ถึงปีติปราโมชอย่าง
ยิ่ง.
หน้า 5
ข้อ 1
แสงสว่างอันโอฬารไพบูลย์ ได้เกิดในโลกนี้พร้อม
ทั้งเทวดา คนธรรพ์ มนุษย์ รากษส และในโลกอื่น
ทั้งสอง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ ทั้งเบื้องขวางกว้าง
ออกไป.
พระศาสดา ผู้สูงสุดในสัตว์ ผู้ยอดเยี่ยม ผู้นำ
พิเศษ ได้เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ผู้มี
อานุภาพมาก มีบุญลักษณะนับร้อย ทรงแสดงปาฏิ-
หาริย์อันน่าอัศจรรย์.
[ในสมาคมนั้น พระชินพุทธเจ้าผู้พระศาสดา
เหาะขึ้นไปในพื้นนภากาศ ทรงเนรมิตสิเนรุบรรพต
อันน่ารื่นรมย์เป็นที่จงกรม.
เทวดาในหมื่นโลกธาตุ ก็นอบน้อมพระตถาคต
ในสำนักพระชินเจ้า พากันทำพุทธบูชา]
พระองค์ผู้มีพระจักษุ สูงสุดในนรชนผู้นำโลก
อันเทวดาผู้ประเสริฐทูลวอนแล้ว ทรงพิจารณาเห็น
ประโยชน์ในครั้งนั้น จึงทรงเนรมิตที่จงกรม อันประ-
ดับด้วยรัตนะทั้งหมดสำเร็จลงด้วยดี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำโลก เป็นผู้ชำนาญใน
ปาฏิหาริย์ ๓ คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์และ
อนุสาสนีปาฏิหาริย์ จึงทรงเนรมิตที่จงกรม อันประ-
ดับด้วยรัตนะทั้งหมดสำเร็จลงด้วยดี.
หน้า 6
ข้อ 1
ทรงแสดงยอดสิเนรุบรรพตในหมื่นโลกธาตุ เป็น
ประหนึ่งเสาซึ่งตั้งอยู่เรียงกันเป็นรัตนจงกรม ที่จงกรม
สำเร็จด้วยรตนะ.
พระชินเจ้าทรงเนรมิต ที่จงกรมเหลื่อมล้ำหมื่น
โลกธาตุ ที่สองข้างพื้นที่เป็นทองทั้งหมด ณ รัตน-
จงกรมทรงเนรมิตไพรทีทองล้วน ปูด้วยแผ่นกระดาน
ทอง เวียนไปตามจันทันคู่ทั้งสองข้าง.
รัตนจงกรมที่ทรงเนรมิต เกลื่อนกลาดด้วยทราย
แก้วมณี ทรายแก้วมุกดา ส่องแสงสว่างไปทุกทิศ
เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้น.
ณ ที่จงกรมนั้น พระชินสัมพุทธเจ้าจอมปราชญ์
ผู้มีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ รุ่งโรจน์อยู่ เสด็จจงกรม
เหนือที่จงกรม เทวดาทั้งหมดมาประชุมกัน โปรย
ดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตร อันเป็นทิพย์
ลง ณ ที่จงกรม.
หมู่เทพหมื่นโลกธาตุมาประชุมกัน เห็นพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ หมอบ
ลงนมัสการ.
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต เทพชั้น
นิมมานรดี เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เห็นพระผู้นำโลก
ก็พากันดีใจ มีจิตเบิกบาน.
หน้า 7
ข้อ 1
นาค สุบรรณ หรือแม้ กินนร พร้อมทั้งเทวดา
คนธรรพ์ มนุษย์ และ รากษส พากันชมพระองค์
เหมือนชมดวงจันทร์ที่ขึ้นโคจรในท้องนภากาศ.
พรหมชั้นอาภัสสระ ชั้นสุภกิณหะ ชั้นเวหัปผละ
และชั้นอกนิฏฐะ พากันทรงผ้าขาวสะอาด ยืนประคอง
อัญชลีโปรยดอกมณฑารพ ๕ สี ผสมจุรณจันทน์โบก
ผ้า ณ พื้นอัมพรในครั้งนั้น โดยเปล่งอุทานว่า โอ !
พระชินเจ้าผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก.
พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธง
เป็นหลัก เป็นที่พัก ที่พึ่งพาอาศัย เป็นประทีป ของ
สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า.
เทวดาผู้มีมหิทธิฤทธิ์ในหมื่นโลกธาตุ ต่างยินดี
ร่าเริง บันเทิงใจ พากันห้อมล้อมนมัสการ.
เทพบุตร เทพธิดา เลื่อมใส มีใจยินดีแล้วก็พา
กันบูชาพระนราสภ ด้วยดอกไม้ ๕ สี.
หมู่เทพเห็นพระองค์ก็เลื่อมใส มีใจยินดีพากัน
บูชาพระนราสภ ด้วยดอกไม้ ๕ สี.
โอ ๑ ความอัศจรรย์ในโลก ไม่เคยมี น่าขนลุก
ขนชัน ความอัศจรรย์น่าขนลุกขนชันเช่นนี้ เราไม่
เคยเห็น.
เทวดาเหล่านั้น นั่งอยู่ในภพของตนๆ เห็น
อัศจรรย์ในท้องฟ้า ก็พากันยินดี ร่าเริงใหญ่.
หน้า 8
ข้อ 1
เทวดาที่อยู่ในอากาศ อยู่ที่ภาคพื้นดิน อาศัย
อยู่ที่หญ้าและดาวประกายพฤกษ์ ก็ยินดีร่าเริงบันเทิง
ใจ พากันประคองอัญชลีนมัสการ.
เหล่านาค ที่อายุยืน มีบุญ มีฤทธิ์มาก ก็พากัน
บันเทิงใจนมัสการ บูชาพระผู้สูงสุดในนรชน.
เพราะเห็นความอัศจรรย์ในท้องฟ้า สังคีตทั้ง
หลาย ก็พากันบรรเลง กลองหุ้มหนังทั้งหลาย ก็พา
กันประโคม ในอัมพรนภากาศ.
เพราะเห็นความอัศจรรย์ในท้องฟ้า สังข์ บัณ-
เฑาะว์ และมโหระทึกทั้งหลาย ก็พากันบรรเลงใน
กลางหาวเปล่งอุทานว่า วันนี้ อาการขนลุกขนชันที่ไม่
เคยมีก็เกิดขึ้นแล้วหนอ เราจะได้สำเร็จประโยชน์แน่
แล้ว เราได้ขณะกันแล้ว.
เพราะได้ยิน พุทฺโธ เทพเหล่านั้นก็เกิดปีติขึ้นใน
ทันที ต่างพากันยืนประคองอัญชลี กล่าวว่า พุทฺโธ
พุทฺโธ.
หมู่เทพต่างๆ ในท้องฟ้า ก็พากันประคองอัญชลี
เปล่งเสียง หึ หึ เสียงสาธุ เสียงโห่เอิกอึง ลิงโลดใจ.
ขับกล่อม ประสานเสียง บรรเลง ปรบมือและ
ฟ้อนรำ พลางโปรยดอกมณฑารพ ๕ สี ผสมด้วยจุรณ
จันทน์ เปล่งวาจาว่า
หน้า 9
ข้อ 1
ข้าแต่พระมหาวีระ ด้วยประการไรเล่า ลักษณะ
จักรที่พระยุคลบาทของพระองค์ ประดับด้วยชงชัย
วชิระ ธงประฏาก เครื่องแต่งพระองค์และขอช้าง
พระองค์ก็ไม่มีผู้เสมือนในพระรูปกาย ในศีล สมาธิ
ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มีผู้
เสมอ ในการประกาศพระธรรมจักร.
กำลังพระยาช้าง ๑๐ ตระกูล เป็นกำลังปกติใน
พระกายของพระองค์ พระองค์ไม่มีผู้เสมอ ด้วยกำลัง
พระวรฤทธิ์ ในการประกาศพระธรรมจักร.
ท่านทั้งหลาย จงนมัสการพระผู้เข้าถึงพระคุณ
ทุกอย่าง ผู้พรักพร้อมด้วยองค์คุณครบถ้วน ผู้เป็น
พระมหามุนี มีพระกรุณาเป็นนาถะของโลก.
พระองค์ควรซึ่งการ การชม การไหว้ การ
สรรเสริญ การนอบน้อม และการบูชาทุกอย่าง.
ข้าแต่พระมหาวีระ คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง อัน
เขาควรไหว้ในโลก คนเหล่าใดควรการไหว้ พระองค์
ทรงเป็นผู้ประเสริฐสุด แห่งคนเหล่านั้นทั้งหมด ผู้
เสมือนพระองค์ ไม่มี.
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดใน
สมาธิและฌาน ยืนอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ก็เห็นพระผู้นำ
โลก.
หน้า 10
ข้อ 1
เห็นพระนราสภ เหมือนต้นพญาสาลพฤกษ์
ที่ออกดอกบานสะพรั่ง เหมือนดวงจันทร์ในท้องฟ้า
เหมือนดวงอาทิตย์ เวลาเที่ยงวัน.
เห็นพระผู้นำโลก เรืองรองด้วยพระรัศมีวา
หนึ่ง เหมือนต้นประทีปที่ลุกโพลงอยู่ เหมือนดวง
อาทิตย์แสงอ่อนๆ ที่อุทัยขึ้น.
จึงเรียกประชุมภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้เสร็จกิจแล้ว ผู้
คงที่ เป็นพระขีณาสพไร้มลทินทันที กล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ชื่อ
โลกปสาทนะ ทำโลกให้เลื่อมใส. แม้พวกเราก็จักไป
ถวายบังคม พระชินเจ้าในที่นั้น.
มาเถิด เราทั้งหมดจักไปทูลถามพระชินเจ้า เรา
พบพระผู้นำโลกแล้ว จักบรรเทาความสงสัย.
ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีปัญญา รักษาตน สำรวม
อินทรีย์ รับคำว่า สาธุ แล้วก็ถือบาตรจีวรรีบเข้าไป
หาพระเถระ.
พระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก กับพระขีณาสพ
ทั้งหลาย ผู้ไร้มลทิน ผู้ฝึกแล้ว เพราะการฝึกสูงสุด
เข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์.
พระสารีบุตร เจ้าคณะใหญ่ อันภิกษุเหล่านั้น
แวดล้อมแล้ว ลีลางาม เข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ ณ ท้อง
นภากาศ เหมือนเทวดา.
หน้า 11
ข้อ 1
ภิกษุเหล่านั้น มีมรรยาทงาม ไม่ไอ ไม่จาม มี
ความเคารพ มีความยำเกรง เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
ครั้นเฝ้าแล้ว ก็ดูพระสยัมภูผู้นำโลก เหมือนดวง
อาทิตย์อุทัยในนภากาศ เหมือนดวงจันทร์ในท้องฟ้า
เห็นพระผู้นำโลก เหมือนต้นประทีปที่ลุกโพลง เหมือน
สายฟ้าแลบในท้องฟ้า เหมือนดวงอาทิตย์เวลาเที่ยงวัน.
ภิกษุหมดทั้ง ๕๐๐ รูป เห็นพระผู้นำโลก ผ่อง
ใสเหมือนห้วงน้ำ เหมือนดอกปทุมที่บานงาม ต่างยินดี
ร่าเริงบันเทิงใจ พากันประคองอัญชลีหมอบนมัสการ
ณ ลักษณะจักรของพระศาสดา.
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้เสมือนแม้น
ดอกหงอนไก่ ผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน ถวายบังคม
พระผู้นำโลก.
ท่านพระโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มาก ไม่มีเสมอ
ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ผู้เสมือนแม้นดอกบัวขาบ
เหมือนเมฆฤดูฝนที่คำราม
แม้ท่านพระมหากัสสปเถระ ที่พระศาสดาทรง
ยกย่อง ชมเชยสถาปนาว่า เป็นเอตทัคคะ ทางธุดงค์
คุณ ก็เหมือนกับทองผุดขึ้น.
ท่านพระอนุรุทธะ เจ้าคณะใหญ่ เป็นผู้เลิศกว่า
ภิกษุผู้มีทิพยจักษุ พระญาติผู้ประเสริฐ ของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ก็ยืนอยู่ไม่ไกล.
หน้า 12
ข้อ 1
ท่านพระอุบาลี อันพระศาสดาทรงยกย่องสถา-
ปนาเป็นเอตทัคคะในวินัย ผู้ฉลาดในอาบัติ อนาบัติ
อาบัติอย่างนี้ยังแก้ไขได้.
ท่านผู้แสวงหาคุณ ปรากฏชื่อว่า ปุณณะ บุตร
พราหมณีชื่อมันตานี ผู้แทงตลอดอรรถะอันสุขุมลุ่มลึก
ผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พร้อมคณะ.
พระมหาวีระมุนี ผู้ฉลาดในข้ออุปมา ผู้ตัดความ
สงสัยได้ ทรงทราบจิตใจของภิกษุเหล่านั้น จึงตรัส
คุณของพระองค์ว่า
อสงไขย ที่มีเบื้องปลายอันใคร ๆ ตามไปไม่รู้
มี ๔ คือ หมู่สัตว์ ๑ อากาศ ๑ จักรวาลที่ไม่มีที่สุด ๑
พระพุทธญาณ ที่ประมาณมิได้ อสงไขยเหล่านั้น
ใคร ๆ ก็ไม่อาจรู้ได้.
การทำฤทธิ์ต่างๆ ของเราจะอัศจรรย์อะไรในโลก
ความอัศจรรย์อื่นๆ ที่ไม่เคยมี น่าขนลุกขนชัน ยังมี
มาก.
กาลใด เรามีชื่อว่า ท้าวสันดุสิต ในหมู่เทพ
ชั้นดุสิต กาลนั้น เทวดาหมื่นโลกธาตุ ประชุมกัน
ประคองอัญชลีอ้อนวอนเราว่า ข้าแต่พระมหาวีระ นี้
เป็นกาลสมควรสำหรับพระองค์ ที่จะเสด็จไปอุบัติใน
พระครรภ์ของพระมารดา เมื่อจะยังโลกพร้อมทั้งเทว-
โลก ให้ข้ามโอฆสงสาร ขอโปรดจงตรัสรู้อมตบทเถิด.
กาลใด เราจุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงใน
พระครรภ์ กาลนั้น พระธรณีในหมื่นโลกธาตุก็ไหว.
หน้า 13
ข้อ 1
กาลใด เรามีสัมปชัญญะ ออกจากพระครรภ์
ของพระมารดา กาลนั้น เทวดาทั้งหลายก็ให้สาธุการ
หมื่นโลกธาตุก็ไหว.
ไม่มีผู้เสมอเรา ในการลงสู่พระครรภ์ ในการ
ออกจากพระครรภ์ เราเป็นผู้ประเสริฐสุด ในการตรัส
รู้ ในการประกาศพระธรรมจักร.
โอ ! ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีพระ-
คุณมาก น่าอัศจรรย์ในโลก หมื่นโลกธาตุไหว ๖ ครั้ง
แสงสว่างใหญ่ก็เกิด น่าอัศจรรย์ น่าขนลุกขนชัน.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเจริญที่สุด
ในโลก ประเสริฐที่สุดในนรชน พระชินเจ้า เมื่อทรง
แสดงโลกพร้อมทั้งเทวโลก เสด็จจงกรมด้วยพระ-
วรฤทธิ์.
พระผู้นำโลก เสด็จจงกรมพลางตรัสธรรมกถา
ไปพลาง จะไม่เสด็จกลับในระหว่างเหมือนที่จงกรม
ระยะ ๔ ศอก.
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดใน
สมาธิและฌาน ผู้บรรลุสาวกบารมี ด้วยปัญญา จึงทูล
ถามพระผู้นำโลกว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้สูงสุดในนรชน อภินีหาร
ของพระองค์เป็นเช่นไร ข้าแต่พระผู้แกล้วกล้า พระ-
โพธิญาณอันสูงสุด พระองค์ทรงปรารถนา ในกาลไร.
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญาและวิริยะเป็นเช่นไร
ขันติ สัจจะ อธิฏฐานะ เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่นไร.
หน้า 14
ข้อ 1
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้นำโลก บารมี ๑๐ เป็น
เช่นไร อุปบารมีเป็นอย่างไร ปรมัตถบารมี เป็น
อย่างไร.
[อธิษฐานอย่างไร ความเป็นใหญ่เป็นเช่นไร
บารมีเป็นเช่นไร พระจอมปราชญ์ในโลก เป็นอย่างไร.
เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเป็นอย่างไร
พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธธรรมทั้งหลาย บริบูรณ์สิ้น
เชิง อย่างไร]
พระองค์ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ ดังนกการะเวก
ทรงดับความร้อนใจ ปลอบประโลมโลกพร้อมทั้งเทว-
โลก อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว โปรดทรงพยากรณ์
ด้วยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศธรรมกถา
พุทธจริตของอดีตชินพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่มาถึงโดย
สืบ ๆ กันมาของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธวงศ์ที่เป็น
ประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ด้วยพระปุพเพนิวาสานุสสติญาณ .
ท่านทั้งหลาย จงฟังพุทธวงศ์ ที่ให้เกิดปีติปรา-
โมช บรรเทาความโศกศัลย์ ให้ได้สมบัติทั้งปวงของ
เรา ใส่ใจไว้.
ท่านทั้งหลาย จงปฏิบัติดำเนินมรรคเป็นเครื่อง
บำบัดความเมา บรรเทาความโศกเปลื้องโอฆสงสาร
โดยเคารพเถิด.
จบรัตนจังกมนกัณฑ์
หน้า 15
ข้อ 1
มธุรัตถวิลาสินี
อรรถกถาขุททกนิกาย พุทธวงศ์
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กถาปรารภคัมภีร์
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้า ผู้มีพระญาณ
อันหาที่สุดมิได้ มีพระกรุณาเป็นที่อาศัย ทรงทำลาย
มลทิน มีพระหฤทัยมั่นคง อำนวยประโยชน์เกื้อกูล.
ขอนอบน้อมพระธรรมอันประเสริฐ เครื่องป้อง
กันภพ.
ขอนอบน้อมพระสงฆ์ ผู้ปราศจากมลทินและ
เป็นบ่อเกิดคุณความดี.
ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นธรรมเสนาบดี แม่ทัพ
ธรรม ผู้เป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าเหล่าพุทธสาวก
ทางปัญญา ได้ทูลถามพระศาสดาผู้เป็นพระธรรมราชา
จอมทัพธรรมผู้ทรงถึงฝั่ง ที่หาขอบเขตมิได้ ผู้ไร้มลทิน
ถึงพุทธวงศ์ใด ท่ามกลางหมู่พระประยูรญาติ. พุทธ-
วงศ์ใด อันพระตถาคต วงศ์ผู้ตรัสรู้ดี วงศ์พระผู้บริ-
สุทธิ์ดี ผู้มีสมาธิเป็นธรรมเครื่องอยู่ ผู้เป็นนายกพิเศษ
ทรงเปิดโอกาสประกาศไว้แล้ว ณ ท่ามกลางหมู่พระ
ประยูรญาตินี้.
หน้า 16
ข้อ 1
เหล่าโอรสพระสุคต ไม่ทำลำดับบาลี และอรรถ
แห่งบาลีให้เสื่อมเสีย ช่วยกันรวบรวมตามที่ศึกษาสดับ
ฟังสืบต่อเรื่องกันมา จนตราบเท่าปัจจุบันนี้.
เพราะเหตุที่การพรรณนาพุทธวงศ์นั้นนั่นแล อัน
ไม่ขาดสายแห่งพระสัมพุทธะผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นเรื่อง
ไม่ตาย ฟังกันได้ให้เกิดความเลื่อมใสและปัญญา แก่
ชนทั้งหลายทุกเมื่อ เป็นไปตามลำดับ. ฉะนั้น ข้าพเจ้า
อันท่านพุทธสีหะ ผู้ยินดีในพระสัทธรรมโดยเคารพ
อันคุณมีศีลเป็นต้นบันดาลใจ อ้อนวอนแล้วจึงจักเริ่ม
พรรณนาพุทธวงศ์นั้น เพื่อกำจัดความชั่วร้าย ของชน
ทั้งหลายทุกเมื่อ เพื่อความตั้งมั่น แห่งพระพุทธศาสนา
เพื่อความเกิดและเจริญแห่งบุญ แม้ของข้าพเจ้าเอง
และเพื่อยังมหาชนให้เลื่อมใส.
ก็การพรรณนาพุทธวงศ์โดยสังเขปนี้ อาศัยทาง
บาลีที่มาจากสำนักมหาวิหาร ละโทษคือการปะปนกัน
เสีย จักเป็นสาระ. แต่เพราะเหตุที่ในที่นี้ ไม่มีเรื่องที่
ควรฟัง ที่จะเป็นเครื่องยังผู้ยินดีในพระพุทธคุณให้
เลื่อมใส เป็นเครื่องลอยบาป ซึ่งเป็นมลทินใหญ่ นอก
จากเรื่องพุทธวงศ์ ฉะนั้นแล ขอท่านทั้งหลายจงเป็น
ผู้ประกอบอยู่ในสมาธิโดยเคารพ ละความฟุ้งซ่าน ไม่
มีจิตเป็นอื่น จงตั้งโสตประสาทดังภาชนะทองรองรับ
สดับมธุรสของข้าพเจ้า ผู้กำลังกล่าวพรรณนา.
หน้า 17
ข้อ 1
ก็กถาพรรณนาพุทธวงศ์ ควรที่จะมัจจะคนที่
ต้องตาย เป็นผู้รู้จะต้องละกิจอื่นเสียให้หมดแล้ว ฟัง
ก็ดี กล่าวก็ดี ในที่นี้ได้ตลอดกาลเป็นนิจ โดยเคารพ
ด้วยว่ากถานี้ แต่งได้แสนยากแล.
ควรกำหนดพุทธวงศ์ก่อน เพราะในคาถาปรารภนั้น ข้าพเจ้ากล่าว
ไว้ว่า กถาพรรณนาพุทธวงศ์ จักเป็นสาระดังนี้ ก็การกำหนดในพุทธวงศ์นั้น
มีดังนี้ การกล่าวประเพณีอย่างพิศดาร โดยปริเฉทมีกัปปปริเฉทเป็นต้น อันเกิด
ขึ้น แต่พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ ซึ่งเสด็จอุบัติใน ๔ อสงไขยกำไรแสน
กัป นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป พึงทราบว่า ชื่อว่า พุทธวงศ์.
พุทธวงศ์กำหนดด้วยปริเฉท
ก็พุทธวงศ์นั้น ท่านกำหนดไว้เป็นปริเฉท ๒๒ ปริเฉท ที่มาตามบาลี
เหล่านี้คือ
๑. กัปปปริเฉท ตอนว่าด้วย กัป
๒. นามปริเฉท ตอนว่าด้วย พระนาม
๓. โคตตปริเฉท ตอนว่าด้วย พระโคตร
๔. ชาติปริเฉท ตอนว่าด้วย พระชาติ
๕. นครปริเฉท ตอนว่าด้วย พระนคร
๖. ปิตุปริเฉท ตอนว่าด้วย พระพุทธบิดา
๗. มาตุปริเฉท ตอนว่าด้วย พระพุทธมารดา
๘. โพธิรุกขปริเฉท ตอนว่าด้วย ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้
๙. ธัมมจักกัปวัตตนปริเฉท ตอนว่าด้วย การประกาศพระธรรมจักร
หน้า 18
ข้อ 1
๑๐. อภิสมยปริเฉท ตอนว่าด้วย การตรัสรู้
๑๑. สาวกสันนิบาตปริเฉท ตอนว่าด้วย การประชุมพระสาวก
๑๒. อัคคสาวกปริเฉท ตอนว่าด้วย พระอัครสาวก
๑๓. อุปัฏฐากปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธอุปัฏฐาก
๑๔. อัครสาวิกาปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธอัครสาวิกา
๑๕. ปริวารภิกขุปริเฉท ตอนว่าด้วย ภิกษุบริวาร
๑๖. รังสิปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธรังสี
๑๗. สรีรปริมาณปริเฉท ตอนว่าด้วย ขนาดพระพุทธสรีระ
๑๘. โพธิสัตตาธิการปริเฉท ตอนว่าด้วย บารมีของพระโพธิสัตว์
๑๙. พยากรณปริเฉท ตอนว่าด้วย การพยากรณ์
๒๐. โพธิสัตตปณิธานปริเฉท ตอนว่าด้วย การตั้งความปรารถนา
ของพระโพธิสัตว์
๒๑. อายุปริเฉท ตอนว่าด้วย พระชนมายุ
๒๒. ปรินิพพานปริเฉท ตอนว่าด้วย การเสด็จปรินิพพาน.
ก็แม้ว่าวาระมากวาระที่ท่านมิได้ยกไว้โดยบาลี ก็พึงนำมาไว้ในกถานี้
ด้วย. วาระนั้น เป็นอันท่านกำหนดไว้เป็นปริเฉท ๑๐ ปริเฉท คือ
๑. อคารวาสปริเฉท ตอนว่าด้วย การอยู่ครองเรือน
๒. ปาสาทัตตยปริเฉท ตอนว่าด้วย ปราสาท ๓ ฤดู
๓. นาฏกิตถีปริเฉท ตอนว่าด้วย สตรีนักฟ้อน
๔. อัคคมเหสีปริเฉท ตอนว่าด้วย พระอัครมเหสี
๕. ปุตตปริเฉท ตอนว่าด้วย พระโอรส
๖. ยานปริเฉท ตอนว่าด้วย พระราชยาน
หน้า 19
ข้อ 1
๗. อภินิกขมนปริเฉท ตอนว่าด้วย อภิเนษกรมณ์
๘. ปธานปริเฉท ตอนว่าด้วย ทรงบำเพ็ญเพียร
๙. อุปัฏฐากปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธอุปัฏฐาก
๑๐. วิหารปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธวิหาร
แต่ครั้นแสดงวาระมากวาระ แม้นั้น ตามฐาน
แล้ว ก็จักกล่าวแต่โดยสังเขปในที่นั้น ๆ.
พุทธวงศ์นั้น ข้าพเจ้ากำหนดไว้ดังนี้ว่า
พุทธวงศ์นี้ใครแสดง แสดงที่ไหน แสดงเพื่อ
ประโยชน์แก่ใคร แสดงเพื่ออะไร แสดงเมื่อไร คำ
ของใคร ใครนำสืบมา.
ครั้นกล่าววิธีนี้โดยสังเขปหมดก่อนแล้วภายหลัง
จึงจักทำการพรรณนาความแห่งพุทธวงศ์.
ในคาถานั้น บทว่า เกนายํ เทสิโต ได้แก่
ถามว่า พุทธวงศ์นี้ใครแสดง.
ตอบว่า พระตถาคต ผู้สำรวจด้วยพระญาณ อันไม่ติดขัด ในธรรม
ทั้งปวง ทรงทศพลญาณ ทรงแกล้วกล้าในเวสารัชญาณ ๔ จอมทัพธรรม
เจ้าของแห่งธรรม ผู้เป็นสัพพัญญู สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
ถามว่า ทรงแสดงที่ไหน.
ตอบว่า พระตถาคตเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จจงกรม เหนือรัตนจงกรม
อันเป็นจุดที่ชุมนุมดวงตาของเทวดาและมนุษย์ งดงามน่าทอดทัศนายิ่งนัก ทรง
แสดง ณ นิโครธารามมหาวิหาร ใกล้กบิลพัศดุ์มหานคร.
หน้า 20
ข้อ 1
ถามว่า และทรงแสดงเพื่อประโยชน์แก่ใคร.
ตอบว่า ทรงแสดงเพื่อประโยชน์แก่พระประยูรญาติ ๘๒,๐๐๐ และ
แก่เทวดาและมนุษย์หลายโกฏิ.
ถามว่า ทรงแสดงเพื่ออะไร.
ตอบว่า ทรงแสดงเพื่อช่วยสัตว์โลกให้ข้ามโอฆะทั้ง ๔.
ถามว่า ทรงแสดงเมื่อไร.
ตอบว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับไม่ประจำอยู่ ๒๐
พรรษา ในปฐมโพธิกาล ที่ใด ๆ เป็นที่ผาสุก ก็เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๆ
นั่นแหละ คือ
๑. พรรษาแรก ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะ ให้
เหล่าพรหม ๑๘ โกฏิดื่มน้ำอมฤต ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน กรุง
พาราณสี.
๒. พรรษาที่ ๒ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน มหาวิหาร กรุง-
ราชคฤห์.
๓. พรรษาที่ ๓ ที่ ๔ ก็ประทับอยู่ พระเวฬุวันมหาวิหารนั้น
เหมือนกัน.
๔. พรรษาที่ ๕ ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวันกรุงเวสาลี.
๕. พรรษาที่ ๖ ประทับอยู่ ณ มกุลบรรพต.
๖. พรรษาที่ ๗ ประทับอยู่ ณ ดาวดึงส์พิภพ.
๗ พรรษาที่ ๘ ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน สุงสุมารคิรี แคว้น
ภัคคะ.
หน้า 21
ข้อ 1
๘. พรรษาที่ ๙ ประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี.
๙. พรรษาที่ ๑๐ ประทับอยู่ ณ ราวป่าปาลิเลยยกะ.
๑๐. พรรษาที่ ๑๑ ประทับอยู่ ณ บ้านพราหมณ์ ชื่อนาฬา.
๑๑. พรรษาที่ ๑๒ ประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา.
๑๒. พรรษาที่ ๑๓ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพต.
๑๓. พรรษาที่ ๑๔ ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร.
๑๔. พรรษาที่ ๑๕ ประทับอยู่ ณ กบิลพัศดุ์มหานคร.
๑๕. พรรษาที่ ๑๖ ทรงทรมาน อาฬวกยักษ์ ให้สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ดื่ม
น้ำอมฤต ประทับอยู่ ณ เมืองอาฬวี.
๑๖. พรรษาที่ ๑๗ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์.
๑๗. พรรษาที่ ๑๘ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพต.
๑๘. พรรษาที่ ๑๙ ก็ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพตเหมือนกัน.
๑๙. พรรษาที่ ๒๐ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์นั่นเอง.
ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ไม่ประจำ ๒๐ พรรษาในปฐมโพธิกาล ที่ใด ๆ เป็นที่ผาสุก ก็เสด็จ
ไปประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๆ นั่นแล.
แต่นับตั้งแต่นั้นไป ก็ประทับอยู่เป็นประจำ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
และบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี.
ก็เมื่อใด พระศาสดาเป็นพระพุทธเจ้า เสด็จจำพรรษาแรก ณ ป่า
อิสิปตนะ มิคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ออกพรรษา ปวารณาแล้ว เสด็จ
หน้า 22
ข้อ 1
ไปยังตำบลอุรุเวลา จำพรรษาไตรมาส ณ ที่นั้น ทรงทรมาณชฎิลสามพี่น้อง
ทำภิกษุจำนวนหนึ่งพันรูปเป็นบริวาร แล้วเสด็จไปกรุงราชคฤห์กลางเดือน
ผุสสมาส ประทับอยู่ ณ ที่นั้นสองเดือน เมื่อนั้น เมื่อพระองค์เสด็จออกจาก
กรุงพาราณสี ก็กินเวลาเข้าไปห้าเดือน. ล่วงฤดูหนาวไปสิ้นทั้งฤดู นับแต่วัน
ที่ท่านพระอุทายีเถระมาถึง ก็ล่วงไป ๗-๘ วัน. ก็ท่านพระอุทายีเถระนั้น ใน
ราวกลางเดือนผัคคุน [เดือน ๘] ก็ดำริว่า ฤดูเหมันต์ล่วงไปทั้งฤดู ฤดูวสันต์
ก็มาถึงแล้ว เป็นสมัยควรที่พระตถาคตจะเสด็จไปกรุงกบิลพัศดุ์ได้ ท่านครั้นดำริ
อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวพรรณาการเสด็จไปด้วยคาถา ๑๐ คาถา เพื่อประโยชน์
แก่องค์พระศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครแห่งสกุล. ครั้งนั้น พระศาสดาทรง
สดับคำของท่าน มีพระพุทธประสงค์จะทรงทำการสงเคราะห์พระประยูรญาติ
จึงแวดล้อมด้วยพระขีณาสพหมดด้วยกันสองหมื่นรูป คือ ที่เป็นกุลบุตรชาว
อังคะและมคธะหมื่นรูป ที่เป็นกุลบุตรชาวกรุงกบิลพัศดุ์หมื่นรูป นับจากกรุง-
ราชคฤห์ ถึงกรุงกบิลพัศดุ์ ระยะทาง ๖๐ โยชน์ สองเดือนจึงถึง ได้ทรงทำ
ยมกปาฏิหาริย์ เพื่อให้พระญาติทั้งหลายถวายบังคม ณ กรุงกบิลพัสดุ์นั้น ครั้ง
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพุทธวงศ์นี้.
ถามว่า คำของใคร.
ตอบว่า พระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว ไม่ทั่วไป
แก่พระสาวกและพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ถามว่า ใครนำมาเล่า.
ตอบว่า อาจารย์นำสืบ ๆ กันมา จริงอยู่ พุทธวงศ์นี้อันพระเถระ
ทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ คือ พระสารีบุตรเถระ พระภัททชิ พระติสสะ พระ
หน้า 23
ข้อ 1
สิคควะ พระโมคคัลลีบุตร พระสุทัตตะ พระธัมมิกะ พระทาสกะ พระ-
โสณกะ พระเรวตะ นำสืบกันมาถึงสังคายนาครั้งที่ ๓ แม้ต่อแต่นั้นไป ศิษยานุ-
ศิษย์ของพระเถระเหล่านั้นนั่นแหละ ก็ช่วยกันนำมา เหตุนั้น จึงควรทราบว่า
อาจารย์นำสืบ ๆ กันมาตราบเท่าปัจจุบันนี้ อย่างนี้ก่อน.
คาถานี้
พุทธวงศ์นี้ใครแสดง แสดงที่ไหน แสดงเพื่อ
ประโยชน์แก่ใคร แสดงเพื่ออะไร แสดงเมื่อไร คำ
ของใคร และใครนำสืบกันมา.
เป็นอันมีความตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ด้วยกถามีประมาณเท่านี้.
หน้า 24
ข้อ 1
นิทานกถา
พาหิรนิทาน
บัดนี้ จะพรรณาความแห่งพุทธวงศ์นั้น ที่นำกันสืบมาอย่างนี้ ก็
เพราะเหตุที่การพรรณาความนี้ จำต้องแสดงนิทาน ๓ เหล่านี้คือ ทูเรนิทาน
อวิทูเรนิทาน และสันติเกนิทาน แล้วพรรณนา จึงชื่อว่าเป็นอันพรรณนาด้วย
ดี เเละชื่อว่า ผู้ที่ฟังนิทานนั้นรู้เรื่องได้ เพราะรู้มาตั้งแต่ต้นเหตุที่เกิด ฉะนั้น
ข้าพเจ้าจักแสดงนิทานเหล่านั้นแล้ว จึงจักพรรณนา.
ในนิทานนั้น พึงทราบปริเฉทตอนของนิทานเหล่านั้น เริ่มตั้งแต่ต้น
ก่อน การแสดงความโดยสังเขป ในนิทานนั้นดังนี้ ตั้งแต่พระมหาสัตว์
บำเพ็ญบารมี แทบเบื้องบาทของพระทศพลพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร จน
จุติจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้ว บังเกิดในภพดุสิต กถาที่เป็นไปเพียง
เท่านั้นชื่อว่า ทูเรนิทาน.
ตั้งแต่จุติจากภพดุสิต จนเกิดพระสัพพัญญุตญาณ ที่โพธิมัณฑสถาน
กถาที่เป็นไปเพียงเท่านั้น ชื่อว่า อวิทูเรนิทาน.
ตั้งแต่ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ มหาโพธิมัณฑสถาน จนถึง
เตียงเป็นที่ปรินิพพาน ในระหว่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ใด ๆ ที่
นั้น ๆ เช่นว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร
อารามของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี กรุงสาวัตถี ว่าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน
กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ และว่าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่า-
มหาวัน กรุงเวสาลีดังนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า สันติเกนิทาน.
การพรรณนาพาหิรนิทาน นิทานนอก ๓ นิทาน คือทูเรนิทาน อวิทู-
เรนิทานและสันติเกนิทาน โดยสังเขปนี่แล เป็นอันจบด้วยนิทานกถาเพียงเท่านี้.
จบพาหิรนิทาน
หน้า 25
ข้อ 1
อัพภันตรนิทาน
พรรณนารัตนจังกมนกัณฑ์
ก็บัดนี้ จะพรรณนาความแห่งอัพภันตรนิทาน ที่เป็นไปโดยนัยเป็น
ต้นว่า
ท้าวสหัมบดีพรหม เจ้าโลก ประคองอัญชลีทูล
ขอพรอันยอดเยี่ยมว่า สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสดุจธุลีใน
ดวงตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ทรงเอ็นดูหมู่-
สัตว์นี้แสดงธรรมโปรดเถิด.
ในข้อนี้ ผู้ทักท้วงกล่าวว่า เหตุไรท่านไม่กล่าวนิทานโดยนัยเป็นต้นว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้น
สักกะ. ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงพุทธวงศ์ดังนี้ แต่กล่าวนิทานโดยนัยเป็นต้นว่า ท้าว-
สหัมบดีพรหม เจ้าโลก ประคองอัญชลีทูลขอพรอันยอดเยี่ยม ดังนี้. ขอชี้แจง
ดังนี้ว่า ท่านกล่าวดังนั้น ก็เพื่อชี้ถึงการทูลขอให้ทรงแสดงธรรมของพรหม
อันเป็นเหตุแห่งการแสดงธรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอชี้แจงปัญหา
นี้ที่ว่า
พระชินพุทธเจ้านี้ถูกพรหมอาราธนา เพื่อทรง
แสดงธรรมเมื่อไร ก็คาถานี้ ใครยกขึ้นกล่าว กล่าว
เมื่อไร และที่ไหน.
หน้า 26
ข้อ 1
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า เข้าสัปดาห์ที่ ๘ พระศาสดา
ก็ถูกพรหมทูลอาราธนาอ้อนวอน เพื่อทรงแสดงธรรม.
ในเรื่องนั้น กล่าวความตามลำดับ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในวันเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระมหาบุรุษทรงเห็น
นางรำ นักสนมนอนผ้าผ่อนเปิดน่าเกลียด ทรงสังเวชพระหฤทัยยิ่งนัก เรียก
นายฉันทะ ผู้ปิดกายด้วยผ้าส่วนหนึ่งตรัสว่า เจ้าจงนำม้าฝีเท้าดี ชื่อ กัณฐกะ
ที่ข่มข้าศึกตัวยงได้ ให้นำม้ากัณฐกะมาแล้ว ทรงมีนายฉันนะเป็นสหาย เสด็จ
ขึ้นทรงม้า เมื่อเทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ประตูพระนคร เปิดประตูพระนครแล้ว
ก็ออกจากพระนครไป ผ่าน ๓ ราชอาณาจักร โดยส่วนที่เหลือจากสมบัติที่
พระราชาพระองค์นั้นทรงยินดีแล้ว ทรงเป็นสัตว์ที่ไม่ต่ำทราม ประทับยืน
ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ตรัสกะนายฉันนะเท่านั้นว่า ฉันนะ เจ้าจงพาเครื่อง
อาภรณ์ที่ไม่ทั่วไปกับคนอื่น ๆ เหล่านี้ และกัณฐกะม้าฝีเท้าดีของเรากลับไป
กรุงกบิลพัสดุ์นะ ทรงปล่อยนายฉันนะแล้ว ก็ทรงตัดมกุฏผ้าโพกพร้อมกับ
พระเกศา ด้วยดาบคือพระขรรค์อันคมกริบ เสมือนกลีบบัวขาบ แล้วเหวี่ยง
ไปในอากาศ ทรงถือบาตรจีวรที่เทวดาถวาย ทรงผนวชด้วยพระองค์เองเสด็จ
จาริกไปโดยลำดับ ทรงข้ามแม่น้ำคงคา ที่มีคลื่นหักโหมปั่นป่วนเพราะแรงลม
ได้ไม่ติดขัด เสด็จเข้าสู่พระนครชื่อว่าราชคฤห์ ที่มีราชนิเวศน์โชติช่วงด้วย
ข่ายรัศมีแห่งหมู่แก้วมณี ทรงไม่ติดขัดด้วยการเสด็จดำเนิน มีพระอินทรีย์
สงบ มีพระมนัสสงบ ทรงแลดูชั่วแอก ประหนึ่งทรงปลอบชนผู้มัวเมาเพราะ
ความเมาในความเป็นใหญ่ แห่งกรุงราชคฤห์นั้น ประหนึ่งทรงทำให้เกิดความ
ละอาย แก่ชนผู้มีเพศอันฟุ้งเฟ้อแล้ว ประหนึ่งทรงผูกหัวใจของชนชาวกรุงไว้
ในพระองค์ ด้วยความรักในวัย ประหนึ่งทรงแย่งดวงตาของชนทุกคนด้วย
พระสิริรูป ที่ส่องประกายด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ประหนึ่ง
หน้า 27
ข้อ 1
กองบุญ และประหนึ่งบรรพตที่เดินได้ด้วยพระบาทที่มีรูปงาม เสด็จเที่ยว
บิณฑบาตไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงรับอาหารเพียงยังอัตภาพให้พอเป็นไปได้
เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ประทับนั่ง ณ โอกาสสงัดน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เป็น
ภูมิภาคสะอาด พรั่งพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ ข้างปัณฑวบรรพต เสวยอาหาร
ที่คลุกกัน อันพระเจ้าพิมพิสารมหาราช แห่งอาณาจักรมคธ เสด็จไปหาพระ-
มหาบุรุษ ตรัสถามพระนามและพระโคตรแล้ว มีพระราชหฤทัยบันเทิงกับ
พระองค์ ทรงเชื้อเชิญด้วยราชสมบัติว่า ขอทรงโปรดรับราชสมบัติส่วนหนึ่ง
ของหม่อมฉันเถิด. ด้วยพระสุรเสียงไพเราะดังบัณเฑาะว์ตรัสตอบว่า อย่าเลย
พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันไม่ประสงค์ด้วยราชสมบัติดอก หม่อมฉันละราช-
สมบัติมาประกอบความเพียร เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก แล้วจักเป็นพระ-
พุทธเจ้า ผู้มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก ดังนี้แล้วเสด็จออกไป อัน
พระเจ้าพิมพิสารพระองค์นั้นตรัสวอนว่า พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
โปรดเสด็จมายังแคว้นของหม่อมฉันก่อนแคว้นอื่นทั้งหมด ทรงถวายปฏิญญา
คำรับรองแด่พระเจ้าพิมพิสารนั้นว่า สาธุ แล้วเสด็จเข้าไปหาอาฬารดาบสและ
อุทกดาบส ไม่ทรงพบสาระแห่งธรรมเทศนาของดาบสทั้งสองท่านนั้น ก็ทรง
หลีกออกจากที่นั้น แม้ทรงทำทุกกรกิริยาถึง ๖ ปี ณ ตำบลอุรุเวลา ก็ไม่อาจ
บรรลุอมตธรรมได้ ทรงทำพระสรีระให้อิ่มหนำสำราญด้วยการเสวยพระกระยา-
หารอย่างหยาบ.
ครั้งนั้น หญิงรุ่นชื่อ สุชาดา ธิดาของกุฎุมพีเสนานิคม ในตำบล
อุรุเวลา เสนานิคม โตเป็นสาวแล้วทำความปรารถนา ณ ต้นไทรต้นหนึ่งว่า
ถ้าดิฉันไปเรือนสกุลที่มีชาติสมกัน [มีสามี] ได้ลูกชายในท้องแรกก็จักทำ
พลีกรรมสังเวย. ความปรารถนาของนางสำเร็จแล้ว ในวันเพ็ญเดือน ๖ นาง
หน้า 28
ข้อ 1
ดำริว่า วันนี้จักทำพลีกรรม พอเช้าตรู่จึงให้จัดข้าวปายาสที่ไม่แข้นแข็ง มี
รสอร่อยอย่างยิ่ง. ในวันนั้นนั่นเอง แม้พระโพธิสัตว์ทรงทำสรีรกิจแล้ว คอย
เวลาภิกษาจาร เช้าตรู่ก็เสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนต้นไทรนั้น. ครั้งนั้น ทาสี
ชื่อ ปุณณา แม่นมของนางสุชาดาเดินไปหมายจะทำความสะอาดที่โคนต้นไทร
ก็พบพระโพธิสัตว์ประทับนั่งสำรวจโสกธาตุด้านทิศตะวันออกอยู่ ผู้มีพระสรีระ
งาม เสมือนยอดภูเขาทองซึ่งเรื่องรองด้วยแสงสนธยา ผู้เป็นดวงอาทิตย์แห่ง
มุนี ผู้เข้าไปสู่ต้นไม้อันประเสริฐ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ผู้ทำการฝังตัวลง
ในกลุ่มมืด [กำจัดมืด] ผู้ทำความแย้มผลิแห่งดงบัว ผู้สอดเข้าสู่หลืบเมฆ.
เพราะเห็นต้นไม้นั้นมีสีเหมือนสีทองหมดทั้งต้น โดยรัศมีที่แล่นออกจากพระ-
สรีระของพระโพธิสัตว์นั้น นางปุณณาทาสีจึงคิดว่า วันนี้เทวดาของเราลงจาก
ต้นไม้ คงอยากจะรับเครื่องพลีกรรมด้วยมือตนเอง จึงมานั่งคอย. นางจึงรีบ
ไปบอกความเรื่องนั้นแก่นางสุชาดา.
จากนั้น นางสุชาดาเกิดศรัทธาขึ้นมาเอง ก็แต่งตัวด้วยเครื่องประดับ
ทุกอย่าง บรรจุถาดทองมีค่านับแสนเต็มด้วยข้าวมธุปายาสมีรสอร่อยอย่างยิ่ง
ปิดด้วยถาดทองอีกถาดหนึ่ง เทินศีรษะ เดินมุ่งหน้าตรงต้นไทร. นางกำลัง
เดินไป เห็นพระโพธิสัตว์นั้นแต่ไกล ประทับนั่งงดงามเหมือนกองบุญ ทำ
ต้นไม้นั้นทั้งต้น มีสีเหมือนสีทองด้วยรัศมีแห่งพระสรีระ ประหนึ่งรุกขเทวดา
ก็เกิดปีติปราโมทย์ เดินน้อมตัวลงตั้งแต่ที่เห็นด้วยเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา
ปลงถาดทองนั้นลงจากศีรษะ ประคองวางไว้ในพระหัตถ์ของพระมหาสัตว์ แล้ว
ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์กล่าวว่า มโนรถ ความปรารถนาของดิฉันสำเร็จ
แล้ว ฉันใด มโนรถแม้ของพระองค์ก็จงสำเร็จฉันนั้นเถิด แล้วก็กลับไป.
ครั้งนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงถือถาดทอง เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชรา ทรงวางถาดทองไว้ที่ริมฝั่งใกล้ท่าน้ำชื่อสุปปติฏฐิตะ สรงสนานแล้ว
หน้า 29
ข้อ 1
เสด็จขึ้น ทรงทำเป็นก้อนได้ ๔๙ ก้อน เสวยข้าวปายาสนั้นแล้วทรงลอยถาด
ทองนั้นลงไป พร้อมทรงอธิษฐานว่า ถ้าวันนี้เราจักเป็นพระพุทธเจ้าไซร้ ขอ
ถาดทองนี้ จงลอยทวนน้ำ ถาดนั้นก็ลอยทวนน้ำ เข้าไปยังภพของพระยานาค
ชื่อว่า กาฬนาคราช ยกถาดของพระพุทธเจ้าสามพระองค์ขึ้นแล้วตั้งอยู่ข้าง
ใต้ถาดเหล่านั้น.
พระมหาสัตว์ประทับพักกลางวัน ณ ราวป่านั้นนั่นแล เวลาเย็น ทรง
รับหญ้า ๘ กำ ที่คนหาบหญ้าชื่อ โสตถิยะ ทราบอาการของพระมหาบุรุษ
ถวายแล้ว เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถาน ประทับยืน ณ ทิศทักษิณ. ประเทศนั้น
ก็ไหวเหมือนหยาดน้ำบนใบบัว. พระมหาบุรุษทรงทราบว่า ประเทศตรงนี้
ไม่อาจทรงคุณของเราได้ ก็เสด็จไปทิศปัศจิม. แม้ประเทศตรงนั้นก็ไหวเหมือน
กัน จึงเสด็จไปทิศอุดรอีก แม้ประเทศตรงนั้นก็ไหวเหมือนกัน จึงเสด็จไป
ทิศบูรพาอีก ในทิศนั้น สถานที่ขนาดบัลลังก์ มิได้ไหวเลย พระมหาบุรุษ
ทรงสันนิษฐานว่า ที่นี้เป็นสถานที่กำจัดกิเลสแน่จึงทรงจับปลายหญ้าเหล่านั้น
สะบัด. หญ้าเหล่านั้น ได้เรียงเรียบเหมือนถูกกำหนดด้วยปลายแปรงทาสี
พระโพธิสัตว์ก็ทรงอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ว่า เราไม่บรรลุโพธิญาณแล้ว
จักไม่ทำลายบัลลังก์ แล้วทรงคู้บัลลังก์นั่งขัดสมาธิ ประทับนั่งให้ต้นโพธิ์อยู่
เบื้องพระปฤษฏางค์ หันพระพักตร์ออกสู่ทิศบูรพา.
ทันใดนั้นเอง มารผู้รังควานโลกทั้งปวง ก็เนรมิตแขนพันแขนขึ้น
ขี่พระยาช้าง ผู้กำจัดศัตรูตัวยง ชื่อ คิริเมขละ ขนาด ๑๕๐ โยชน์ เสมือน
ยอดเขาหิมวันตคิรี ถูกห้อมล้อมด้วยพลมารหนาแน่นยิ่งนัก มีพลธนู พลดาบ
พลขวาน พลศร พลหอกเป็นกำลัง ครอบทะมึนโดยรอบดุจภูเขา ยาตร-
เบื้องเข้าหาพระมหาสัตว์ผู้เป็นประดุจศัตรูใหญ่ พระมหาบุรุษ เมื่อดวงอาทิตย์
หน้า 30
ข้อ 1
ตั้งอยู่นั่นแล ก็ทรงกำจัดพลมารจำนวนมากมายได้ ถูกบูชาด้วยอดอ่อนโพธิที่
งดงามน่าดูเสมือนหน่อแก้วประพาฬสีแดง ซึ่งร่วงตกลงบนจีวรที่มีสีเสมือนดอก
ชะบาแย้ม ประหนึ่งแทนปีติทีเดียว ปฐมยาม ก็ทรงได้บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
มัชฌิมยาม ก็ทรงชำระทิพยจักษุญาณ ปัจฉิมยาม ก็ทรงหยั่งพระญาณลง
ในปฏิจจสมุปบาท ทรงพิจารณาวัฏฏะและวิวัฏฏะ พออรุณอุทัยก็ทรงเป็นพระ-
พุทธเจ้า ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า
เราแสวงหาช่างผู้สร้างเรือนคืออัตภาพ เมื่อไม่
พบ ก็ท่องเที่ยวไปสิ้นสงสารนับด้วยชาติมิใช่น้อย
ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์. ดูก่อนช่างผู้สร้างเรือนคือ
อัตภาพ เราพบท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือนคืออัตภาพ
อีกไม่ได้ โครงเรือนของท่านเราหักเสียหมดแล้ว ยอด
เรือนคืออวิชชา เราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึง
พระนิพพานแล้ว เพราะเราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้น
ตัณหาทั้งหลายแล้ว.
ทรงยับยั้งอยู่ด้วยการเสวยวิมุตติสุข ๗ วัน วันที่ ๘ ทรงออกจากสมา-
บัติ ทรงทราบความสงสัยของเทวดาทั้งหลายทรงเหาะไปในอากาศ เพื่อกำจัด
ความสงสัยของเทวดาเหล่านั้น ครั้นทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์กำจัดความสงสัย
ของเทวดาเหล่านั้นแล้ว ประทับยืน ณ เบื้องทิศอุดร เยื้องทิศบูรพาจากบัลลังก์
ไปนิดหน่อย ทรงจ้องดูบัลลังก์และต้นโพธิ สถานที่บรรลุผลแห่งพระบารมี
ทั้งหลายที่ทรงบำเพ็ญมาถึงสี่อสงไขยแสนกัป ด้วยดวงพระเนตรที่ไม่กระพริบว่า
เราแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ เหนือบัลลังก์นี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน สถานที่นั้น
จึงชื่อว่า อนิมิสเจดีย์.
หน้า 31
ข้อ 1
ต่อจากนั้น เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรม ต่อจากทิศบูรพาและทิศปัศจิม
ระหว่างบัลลังก์และสถานที่ประทับยืน ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน สถานที่นั้นจึงชื่อ
ว่ารัตนจังกมเจดีย์.
เทวดาทั้งหลาย ช่วยกันเนรมิตเรือนแก้วถวายในส่วนทิศปัศจิม ต่อ
จากนั้น ก็ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ ที่นั้นทรงพิจารณาเฟ้นพระอภิธรรม โดย
เฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์สมันตปัฏฐาน ที่มีนัยไม่มีที่สุด ณ ที่นั้น ทรงยับยั้งอยู่
๗ วัน สถานที่นั้น จึงชื่อว่า รัตนฆรเจดีย์.
พระพุทธเจ้าทรงยับยั้งอยู่ ใกล้ ๆ ต้นโพธิ ๔ สัปดาห์อย่างนี้แล้ว ใน
สัปดาห์ที่ ๕ จึงออกจากโคนต้นโพธิ์ เสด็จเข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ. แม้ใน
ที้นั้นก็ทรงพิจารณาเฟ้นธรรม และเสวยวิมุตติสุข ทรงยับยั้งอยู่ ณ อชปาล-
นิโครธ ๗ วัน.
ประทับนั่ง ณ มุจลินท์ ต้นจิกด้วยอาการอย่างนี้อีก ๗ วัน พระผู้มี
พระภาคเจ้า พอประทับนั่งในที่นั้นเท่านั้น มหาเมฆซึ่งมิใช่ฤดูกาลก็เกิดขึ้นเต็ม
ทั่วห้องจักรวาล เมื่อมหาเมฆเกิดขึ้นแล้ว พระยานาคชื่อมุจลินท์ก็คิดว่า เมื่อพระ
ศาสดาพอเสด็จเข้าสู่ภพของเรา มหาเมฆนี่ก็เกิดขึ้น ควรได้อาคารที่ประทับอยู่
สำหรับพระศาสดานั้น พระยานาคนั้นแม้จะสามารถเนรมิตวิมานทิพย์ได้เหมือน
วิมานเทพ อันสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ ก็คิดว่า เมื่อเราสร้างวิมานอย่างนี้
จักไม่มีผลมากแก่เรา จำเราจักขวนขวายด้วยกายตนเองเพื่อพระทศพล จึงทำ
อัตภาพให้ใหญ่ยิ่งล้อมพระศาสดาไว้ด้วยขนด ๗ ชั้น แผ่พังพานไว้ข้างบน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บัลลังก์มีด่ายิ่ง ที่สำเร็จด้วยรัตนะ
๗ ประการ เพดานมีพวงดอกไม้หอมต่างชนิดห้อยอยู่เบื้องบน อบด้วยกลิ่น
หอมต่างชนิด ในโอกาสใหญ่ภายในขนดล้อม เหมือนประทับอยู่ในพระคันธ-
หน้า 32
ข้อ 1
กุฎี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ที่ต้นมุจลินท์นั้นตลอด ๗ วันนั้นอย่างนี้
ต่อจากนั้น ก็ประทับนั่ง ณ ราชายตนะต้นเกดอีก ๗ วัน เสวยวิมุตติสุขอยู่
ในที่นั้นนั่นแล ด้วยอาการดังกล่าวมานี้ ก็ครบ ๗ สัปดาห์บริบูรณ์ ในระหว่างนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌานและสุขในผล.
ครั้นล่วงไป ๗ สัปดาห์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็เกิดจิตคิดจะบ้วน
พระโอษฐ์ ท้าวสักกะจอมทวยเทพก็นำผลสมอที่เป็นยาถวาย ครั้งนั้น ท้าว
สักกะได้ถวายไม้สีฟันชื่อนาคลดา และน้ำบ้วนพระโอษฐ์แด่พระองค์ ต่อแต่นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเคี้ยวไม้สีฟัน ทรงบ้วนพระโอษฐ์ด้วยน้ำในสระอโนดาต
ประทับนั่ง ณ โคนต้นราชายตนะ สมัยนั้น เมื่อท้าวจตุโลกบาล น้อมบาตร
ศิลามีค่ายิ่งเข้าไปถวาย ทรงรับข้าวสัตตูผงและสัตตูก้อนของพาณิชชื่อตปุสสะ
และ ภัลลิกะ [ด้วยบาตรนั้น] เสวยเสร็จแล้วเสด็จกลับมาประทับนั่ง ณ โคน
ต้นอชปาลนิโครธ. ลำดับนั้น พระองค์พอประทับนั่ง ณ ทีนั้นเท่านั้น ทรง
พิจารณาทบทวนถึงภาวะแห่งธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุเป็นธรรมลุ่มลึก ก็ทรง
เกิดปริวิตกที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประพฤติมา ถึงอาการคือความที่มี
พระพุทธประสงค์จะไม่ทรงแสดงธรรมโปรดผู้อื่นว่า ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้
ลึกซึ้ง เห็นยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ตรึกคาดคิดเอาไม่ได้ ละเอียด
บัณฑิตพึงรู้.
ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมล่วงรู้ถึงจิตปริวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยใจตนแล้ว ก็เปล่งวาจาว่า น่าที่โลกจะพินาศละสิหนอ น่าที่โลกจะพินาศ
ละสิหนอ อันหมู่พรหมในหมื่นจักรวาลแวดล้อมแล้ว อันท้าวสักกะ ท้าว
สุยามะ ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมมิต ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีติดตามเสด็จมา ปรากฏ
อยู่เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท้าวสหัมบดีพรหมนั้น ทรงเนรมิต
หน้า 33
ข้อ 1
ผืนแผ่นดิน เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระองค์เอง จึงทรงคุกชาณุมณฑล [เข่า]
เบื้องขวาลงที่แผ่นดิน ทรงทำอัญชลี ประนมกรที่รุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธาน
เสมือนบัวตูมเกิดในน้ำไร้มลทินไม่วิกลขึ้นเหนือเศียร ทูลวอนพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงธรรม ด้วยนัยมิใช่น้อยเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรม ขอพระสุคตเจ้าจงทรงแสดง
ธรรมโปรดเถิด หมู่สัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ยังมีอยู่ เพราะไม่ได้
สดับธรรม ก็ย่อมเสื่อมเสียประโยชน์ไปเปล่า หมู่สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม คงจักมี
แน่แท้ ดังนี้
แต่ก่อนในแคว้นมคธ ปรากฏมีแต่ธรรมที่ไม่
บริสุทธิ์ อันมีผู้มีมลทินคิดแล้ว ประตูแห่งอมตนคร
ก็ยังมิได้เปิด ขอหมู่สัตว์จงสดับธรรมที่พระผู้ไร้มลทิน
ตรัสรู้แล้วเถิด ชนผู้ยืนอยู่เหนือยอดภูผาหิน จะพึง
เห็นหมู่ชนได้โดยรอบแม้ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีปัญญา
ดี มีพระสมันตจักษุ พระองค์ปราศจากโศกแล้วจง
เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ที่สำเร็จด้วยธรรม โปรดพิจารณาดู
หมู่ชน ผู้ระงมด้วยโศก ถูกชาติชราครอบงำแล้ว ก็
อุปมาฉันนั้น ข้าแต่พระผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะสงคราม
แล้ว ผู้ประดุจนายกองเกวียน ไม่เป็นหนี้ โปรดลุก
ขึ้นเสด็จจาริกไปในโลก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง
ทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์เถิด หมู่สัตว์ที่รู้ทั่วถึงธรรม
คงจักมีเป็นแน่ ดังนี้.
หน้า 34
ข้อ 1
พระองค์ตรัสรู้ธรรมที่ควรตรัสรู้แล้ว ทรงข้ามโอฆะที่พระองค์ควร
ข้ามแล้ว ทรงหลุดพ้นทุกข์ที่พระองค์ควรหลุดพ้นแล้ว มิใช่หรือ ดังนี้.
ทรงทำความปรารถนาไว้ว่า
ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก
ด้วยการทำให้แจ้งธรรม ในโลกนี้ เราบรรลุสัพพัญพุต-
ญาณแล้ว จักยังโลกนี้กับทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร
ดังนี้.
ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว.
และว่า เมื่อพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรม คนอื่นใครเล่า จักแสดงธรรม,
สิ่งอื่นอะไรเล่า จะเป็นสรณะของโลก จะเป็นเครื่องช่วย เครื่องเร้น
เครื่องนำไปเบื้องหน้า. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นพระพุทธเจ้าเข้าสัปดาห์ที่ ๘ พระศาสดาก็ถูกพรหมทูลอ้อนวอน เพื่อทรง
แสดงธรรม.
บัดนี้ ถึงโอกาสตอบปัญหาเหล่านี้ที่ว่า คาถานี้ใครยกขึ้นกล่าวเมื่อไร
และที่ไหน ในปัญหานั้นถามว่า คาถานี้ท่านกล่าวเมื่อไร ตอบว่า กล่าวครั้ง
ทำสังคายนาใหญ่ครั้งแรก การสังคายนาใหญ่ครั้งแรกนี้ พึงทราบตามนัยที่
กล่าวไว้แล้วในสังคีติขันธกะ. ถามว่า ใครกล่าวที่ไหน. ตอบว่า ได้ยินว่า เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว คาถานี้ว่า พฺรหฺมา จ โลกาธิปติ เป็นต้น
พึงทราบว่า ท่านพระอานนท์เถระ ผู้นั่งอยู่ ณ ธรรมาสน์ในมณฑปสารมัณฑะ
สถานที่ควรเห็นคล้ายดวงจันทร์เต็มดวง ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรู ผู้ชนะ
ศัตรูทุกคน มหาราชแห่งแคว้นมคธ ทรงให้สร้างไว้ใกล้ประตูสัตตบรรณคูหา
ข้างภูเขาเวภาระ พระนครราชคฤห์ เพื่อสังคายนาธรรม กล่าวไว้แล้ว ความ
สัมพันธ์แห่งคาถา ในเรื่องนี้ มีดังนี้
หน้า 35
ข้อ 1
แม้คาถานี้ว่า
พระชินพุทธเจ้านี้ อันพรหมอาราธนาเพื่อทรง
แสดงธรรมเมื่อไร ก็คาถานี้ใครยกขึ้นกล่าว กล่าวเมื่อ
ไร กล่าวที่ไหน
มีเนื้อความที่กล่าวไว้แล้ว แต่ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนาบทที่ยาก
แห่งคาถานี้ที่กล่าวแล้ว โดยความสัมพันธ์นี้ ดังต่อไปนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมา ความว่า ชื่อว่าพรหม เพราะ
เป็นผู้เจริญแล้วด้วยคุณวิเศษนั้น ๆ ก็พรหมศัพท์นี้ ปรากฏอยู่ในอรรถทั้งหลาย
มีมหาพรหม พราหมณ์ พระตถาคต มารดาบิดา และผู้ประเสริฐสุดเป็นต้น.
จริงอย่างนั้น พรหมศัพท์ ท่านหมายว่ามหาพรหม ในประโยคเป็นต้นว่า
ทฺวิสหสฺโส พฺรหฺมา มหาพรหมสองพัน. ท่านหมายว่าพราหมณ์ในคาถานี้ว่า
ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ
โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต
อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน
สจฺจวฺหโย พฺรหฺเม อุปาสิโต เม.
ดูก่อนพราหมณ์ พระพุทธเจ้า ผู้บรรเทาความ
มืด ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ทรงถึงที่สุดโลก ทรงล่วง
ภพทั้งปวง ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ได้หมด เรียก
กันว่า พระสัจจะ เราก็เข้าเฝ้าใกล้ชิด.
ท่านหมายว่า พระตถาคต ในบาลีนี้ว่า พฺรหฺมาติ โข ภิกฺขเว
ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายว่า พรหม นี้แลเป็นชื่อของ
ตถาคต.
หน้า 36
ข้อ 1
ท่านหมายว่า มารดาบิดา ในบาลีนี้ว่า
พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร มารดาบิดาเรา
เราเรียกว่าพรหม เรียกว่าบุรพาจารย์.
ท่านหมายว่าประเสริฐสุด ในบาลีนี้ว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ทรง
ยังจักรอันประเสริฐสุดให้เป็นไป.
ส่วนในที่นี้ ท่านผู้เจริญปฐมฌานอันประณีตแล้วบังเกิดในภูมิแห่ง
ปฐมฌาน ท่านหมายว่ามหาพรหมมีอายุกัปหนึ่ง. จศัพท์ มีอรรถว่ารวมความ
อธิบายว่า พรหมและพรหมเหล่าอื่นในหมื่นจักรวาล. หรือว่า จ ศัพท์เป็นเพียง
ทำบทให้เต็ม. โลก ๓ คือสังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก ชื่อว่าโลกในคำว่า
โลกาธิปตินี้. ในโลกทั้ง ๓ นั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาสัตวโลก. ชื่อว่าโลกา-
ธิปติ เพราะเป็นใหญ่เป็นเจ้าแห่งสัตวโลกนั้น ผู้เป็นเจ้าส่วนหนึ่งแห่งโลก
ท่านก็เรียกว่า โลกาธิบดี เหมือนเทวาธิบดี นราธิบดี.
บทว่า สหมฺปติ ความว่า เล่ากันมาว่า พรหมองค์นั้น เป็น
พระเถระ ชื่อว่า สหกะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
ทำปฐมฌานให้เกิดแล้ว ฌานไม่เสื่อม จบชีวิต ก็บังเกิดเป็นมหาพรหมมีอายุ
หนึ่งกัป ในปฐมฌานภูมิ. แต่ในสมัยนั้น เขาก็จำพรหมองค์นั้นกันได้ว่า
ท้าวสหัมบดีพรหม ท่านกล่าวหมายถึงพรหมพระองค์นั้น คนทั้งหลาย
เมื่อควรจะกล่าวว่าสหกปติ แต่ก็กล่าวเสียว่า สหมฺปติ โดยลงนิคคหิตอาคม
ขยายคำออกไป. บทว่า กตญฺชลี แปลว่า มีอัญชลีอันทำแล้ว อธิบายว่า ทำ
กระพุ่มอัญชลีไว้เหนือเศียร. บทว่าอนธิวรํ ความว่า พรที่ล่วงส่วน พรที่ยิ่ง
ไม่มีแก่พรนั้น เหตุนั้น พรนั้น ชื่อว่าไม่มีพรที่ยิ่ง หรือว่าชื่อว่าอนธิวรํ เพราะ
ไม่มีพรที่ยิ่งไปกว่านั้น อธิบายว่ายอดเยี่ยม พรอันยอดเยี่ยมนั้น. บทว่า อยาจถ
ได้แก่ ได้วอนขอ ได้เชื้อเชิญ.
หน้า 37
ข้อ 1
บัดนี้ ท้าวสหัมบดีพรหมนั้น ทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประ
โยชน์ใด เพื่อแสดงประโยชน์นั้นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สนฺตีธ สตฺตา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ แปลว่า มีอยู่ อันเขาได้อยู่ อธิบายว่าสัตว์
ทั้งหลายที่มาสู่คลองพุทธจักษุ [ปรากฏ] มีอยู่. ศัพท์ว่า อิธ นี่เป็นนิบาต ใช้
ในการอ้างถึงถิ่นที่ ศัพท์ว่า อิธนี้นั้น บางแห่งท่านกล่าวหมายถึงศาสนา เหมือน
อย่างที่ตรัสว่า อิเธว ภิกขเว สมโณ อิธ ทุติโย สมโณ อิธ ตติโย สมโณ
อิธ จตุตฺโถ สมโณ สุญฺา ปรปฺปวาทา สมเณกิ อญฺเหิ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ มีอยู่ในศาสนา
นี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะผู้รู้.
บางแห่งหมายถึง โอกาส เหมือนอย่างที่ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า
อิเธว ติฏฺมานสฺส เทวภูตสฺส เม สิโต
ปุนรายุ จ เม ลทฺโธ เอวํ ชานาหิ มาริส.
เมื่อเราเป็นเทพตั้งอยู่ในโอกาสนี้นี่แล เราก็ได้
อายุต่อไปอีก โปรดทราบอย่างนี้เถิด ท่านผู้นิรทุกข์.
บางแห่ง ก็เป็นเพียงปทปูรณะ ทำบทให้เต็มเท่านั้น เหมือนอย่างที่ตรัส
ไว้ว่า อิธาหํ ภิกฺขเว ภุตฺตาวี อสฺสํ ปวาริโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราแลบริโภคอาหารเสร็จแล้ว ก็พึงห้าม ไม่ให้เขาถวายอีก [โดยชัก
พระหัตถ์ออกจากบาตร] บางแห่งหมายถึงโลก เหมือนอย่างที่ตรัสว่า อิธ
ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย ตถาคตอุบัติ
ในโลกนี้ ก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมาก แม้ในที่นี้ อิธ ศัพท์ ก็พึงทราบ
ว่า ท่านกล่าวหมายถึงโลกเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงมีความว่าในสัตว์โลกนี้. บทว่า
สตฺตา ความว่า ชนทั้งหลาย ติด ขัด ข้อง คล้อง เกี่ยว อยู่ในขันธ์ทั้งหลาย
หน้า 38
ข้อ 1
มีรูปขันธ์เป็นต้น ด้วยฉันทราคะ เหตุนั้นจึงชื่อว่าสัตตะ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย
ท่านเรียกว่าสัตตะ แต่เพราะศัพท์ขยายความ โวหารนี้ จึงใช้แม้ในท่านผู้
ปราศจากราคะแล้วเท่านั้น.
บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา ความว่า กิเลสดุจธุลีคือราคะ โทสะ และ
โมหะ ในดวงตาที่สำเร็จด้วยปัญญาของสัตว์เหล่านั้น มีเล็กน้อย และสัตว์
เหล่านั้น ก็มีสภาพอย่างนั้น เหตุนั้น สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีใน
ดวงตาน้อย หรือว่า กิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นของสัตว์เหล่าใดน้อย สัตว์
เหล่านั้น ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีน้อย. พึงเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านั้น
ชื่อว่า อปฺปรชกฺขชาติกา เพราะมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นสภาพ แก่
สัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นสภาพเหล่านั้น พึงทำการเปลี่ยนวิภัตติว่า
สตฺตานํ แล้วทำการเชื่อมกับคำนี้ว่า เทเสหิ ธมฺมํ ก็เห็นความได้. คำว่า เทเสหิ
นี้เป็นคำวอนขอ. อธิบายว่าโปรดแสดง กล่าว สอน. ในคำว่า ธมฺมํ นี้ ธัมม-
ศัพท์นี้ ใช้กันในอรรถทั้งหลายมีปริยัตติ สมาธิ ปัญญา ปกติ สภาวะ
สุญญตา บุญ อาบัติ เญยยะ และจตุสัจธรรมเป็นต้น. จริงอย่างนั้น ธัมมศัพท์
ใช้ในอรรถว่า ปริยัตติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ
สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ ฯ เป ฯ เวทลฺลํ ภิกษุในพระศาสนานี้ย่อมเรียน
ธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ ฯลฯ เวทัลละ ดังนี้.
ใช้ในอรรถว่า ปัญญา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา วานรินฺท ยถา ตว
สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค ทิฏฺํ โส อติวตฺตติ.
หน้า 39
ข้อ 1
ท่านพระยาวานร ผู้ใดมีธรรม ๔ ประการคือ
สัจจะ ธรรมะ [ปัญญา] ธิติ จาคะ เหมือนอย่างท่าน
ผู้นั้น ย่อมล่วงศัตรูเสียได้.
ใช้ในอรรถว่า ปกติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ชาติธมฺมา ชราธมฺมา
อโถ มรณธมฺมิโน สัตว์ทั้งหลาย มีชาติเป็นปกติ มีชราเป็นปกติและ
มีมรณะเป็นปกติ.
ใช้ในอรรถว่า สภาวะ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา
ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมฝ่ายกุศล สภาวธรรมฝ่าย
อกุศล สภาวธรรมฝ่ายอัพยากฤต.
ใช้ในอรรถว่า สุญญตา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ตสฺมึ โข ปน สมเย
ธมฺมา โหนฺติ ขนฺธา โหนฺติ สมัยนั้นก็มีแต่ความว่างเปล่า มีแต่
ขันธ์.
ใช้ในอรรถว่า บุญ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมา-
วหาติ บุญอันบุคคลสั่งสมไว้ ย่อมนำมาซึ่งความสุข.
ใช้ในอรรถว่า อาบัติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า เทฺว อนิยตา ธมฺมา
อาบัติอนิยต มี ๒ สิกขาบท.
ใช้ในอรรถว่า เญยยะ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สพฺเพ ธมฺมา สพฺพา-
กาเรน พุทฺธสฺส ภควโต าณมุเข อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ เญยยธรรม
ทั้งหมด มาปรากฏในมุขคือพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า โดยอาการ
ทั้งปวง.
ใช้ในอรรถว่า จตุสัจธรรม ได้ในบาลีว่า ทิฏฺธมฺโม ปตฺตธมฺโม
วิทิตธมฺโม ผู้มีสัจธรรม ๔ อันเห็นแล้ว ผู้มีสัจธรรม ๔ อันบรรลุแล้ว ผู้มี
หน้า 40
ข้อ 1
สัจธรรม ๘ อันรู้แล้ว แม้ในที่นี้ ธัมมศัพท์ ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า
จตุสัจธรรม. บทว่า อนุกมฺป ได้แก่ โปรดทรงทำความกรุณาเอ็นดู ท่านกล่าว
ชี้หมู่สัตว์ด้วยบทว่า อิมํ. บทว่า ปชํ ความว่า ชื่อว่า ปชา เพราะเป็นสัตว์
เกิดแล้ว ซึ่งหมู่สัตว์นั้น. อธิบายว่า ขอจงโปรดปลดปล่อยหมู่สัตว์จากสังสาร-
ทุกข์ด้วยเถิด. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า
พระผู้เป็นใหญ่ในโลกคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
สูงสุดในนรชน อันหมู่พรหมทำอัญชลีทูลวอนขอแล้ว.
คาถานี้ มีความที่กล่าวมาโดยประการทั้งปวง ด้วยกถาเพียงเท่านี้.
ครั้งนั้น พระมหากรุณาเกิดขึ้นโดยเพียงทำโอกาสในสัตว์ทั้งปวง แด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีกำลังแห่งพระกรุณาผุดขึ้นในสมัยที่กำหนดไม่ได้ เพราะ
ทรงสดับคำวอนขอของท้าวสหัมบดีพรหมนั้น ทรงมีพระกำลังสิบ ทรงสำรวจ
ด้วยพระมติอันละเอียดในการทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น. แต่ครั้งทำ
สังคายนา ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงความเกิดพระกรุณาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงตั้งคาถานี้ว่า
ความมีพระกรุณาในสรรพสัตว์ เกิดขึ้นแด่พระ
ตถาคต ผู้มีวิชชาและจรณะพรักพร้อมแล้ว ผู้คงที่
ผู้ทรงความรุ่งโรจน์ ทรงพระกายครั้งสุดท้าย ไม่มี
บุคคลจะเปรียบปานได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนวิชฺชาจรณสฺส ความว่า ชื่อว่า
สัมปันนะ มี ๓ คือ ปริปุณณสัมปันนะ สมังคิสัมปันนะ และ มธุรสัม-
ปันนะ ในสัมปันนะนั้น สัมปันนะ นี้ว่า
หน้า 41
ข้อ 1
สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ สุวา ภุญฺชนฺติ โกสิย
ปฏิเวเทมิ เต พฺรหฺเม น นํ วาเรตุมุสฺสเห.
ดูก่อนโกสิยพราหมณ์ นกแขกเต้าทั้งหลายกิน
ข้าวสาลีในนาที่บริบูรณ์ ดูก่อนพราหมณ์ เราขอแจ้งให้
ท่านทราบ ท่านจะไม่อุตสาหะป้องกันข้าวสาลีในนา
นั้นหรือ.
ชื่อว่า ปริปุณณสัมปันนะ.
สัมปันนะ นี้ว่า อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต
อุปคโต มุปคโต สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต ภิกษุ ย่อมเป็นผู้เข้าถึงแล้ว
เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าไปแล้ว เข้าไปพร้อมแล้ว พรั่งพร้อมแล้ว ประกอบ
ด้วยปาติโมกขสังวรนี้. ชื่อว่า สมังคิสัมปันนะ.
สัมปันนะ นี้ว่า อิมิสฺสา ภนฺเต มหาปฐวิยา เหฏฺฐิมตลํ สมฺปนฺนํ
เสยฺยถาปิ ขุทฺทมธุํ อนีลกํ เอวมสฺสาทํ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พื้นเบื้อง
ล่างของมหาปฐพีนี้ ถึงพร้อมแล้ว มีง้วนดินอร่อย เปรียบเหมือนผึ้งเล็ก [มิ้ม]
ที่ไม่มีตัวอ่อนฉะนั้น. ในที่นี้ ทั้งปริปุณณสัมปันนะ ทั้งสมังคิสัมปันนะ ย่อม
ถูก.
บทว่า วิชฺชา ความว่า ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าเจาะแทงธรรมที่
เป็นข้าศึก เพราะอรรถว่า ทำให้รู้ และเพราะอรรถว่า ควรได้ ก็วิชชาเหล่านั้น
วิชชา ๓ ก็มี วิชชา ๘ ก็มี. วิชชา ๓ พึงทราบตามนัยที่มาในภยเภรวสูตรนั่นแล
วิชชา ๘ พึงทราบตามนัยที่มาในอัมพัฏฐสูตร. ความจริงในอัมพัฏฐสูตรนั้น
ท่านกำหนดอภิญญา ๖ กับวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิ เรียกว่าวิชชา ๘.
บทว่า จรณํ ความว่าพึงทราบ ธรรม ๑๕ เหล่านี้คือ ศีลสังวร, ความคุ้มครอง
หน้า 42
ข้อ 1
ทวารในอินทรีย์, ความรู้จักประมาณในโภชนะ , ชาคริยานุโยค, ศรัทธา, หิริ,
โอตตัปปะ, พาหุสัจจะ, ความเป็นผู้ปรารภความเพียร. ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น,
ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา รูปาวจรฌาน ๔, จริงอยู่ ธรรม ๑๕ เหล่านี้
นี้แหละ เพราะเหตุที่พระอริยสาวก ย่อมประพฤติ ย่อมไปสู่ทิศอมตะได้ด้วย
ธรรมเหล่านี้ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า จรณะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อน
มหานาม อริยสาวกในพระศาสนานี้เป็นผู้มีศีล. จรณะทั้งหมดพึงทราบตามนัย
ที่ท่านกล่าวไว้ในมัชฌิมปัณณาสก์. วิชชาด้วย จรณะด้วย ชื่อว่า วิชชาและ
จรณะ. วิชชาและจรณะของผู้ใดถึงพร้อมแล้ว บริบูรณ์แล้ว ผู้นี้นั้น ชื่อว่า
ผู้มีวิชชาและจรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้ถึงพร้อมแล้ว ผู้พรั่งพร้อมแล้ว หรือผู้
ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยวิชชาและจรณะทั้งหลาย ชื่อว่าผู้มีวิชชาและจรณะ
อันถึงพร้อมแล้ว . ความก็ถูกแม้ทั้งสองนัย. แด่พระตถาคตพระองค์นั้น ผู้มี
วิชชาและจรณะถึงพร้อมแล้ว.
บทว่า ตาทิโน ความว่า ผู้คงที่ ตามลักษณะของผู้คงที่มาในมหานิเทศ
โดยนัยว่าเป็นผู้คงที่ทั้งในอิฏฐารมณ์ คงที่ทั้งในอนิฏฐารมณ์ ดังนี้เป็นต้น อธิบาย
ว่า ผู้มีอาการไม่ผิดปกติในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่าผู้คงที่. บทว่า
ชุตินฺธรสฺส ได้แก่ ผู้รุ่งโรจน์. อธิบายว่าผู้ทรงไว้ซึ่งความแล่นซ่านออกแห่ง
รัศมีของพระสรีระอันมีสิริเกินกว่าดวงอาทิตย์ในฤดูสารท เหนือขุนเขายุคนธร
หรือจะกล่าวว่าผู้ทรงความรุ่งโรจน์ด้วยปัญญา ดังนี้ก็ควร. สมจริง ดังที่ท่าน
กล่าวไว้ว่า
จตฺตาโร โลเก ปชฺโชตา ปญฺจเมตฺถ น วิชฺชติ
ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา
หน้า 43
ข้อ 1
อถ อคฺคิ ทิวารตฺตึ ตตฺถ ตตฺถ ปภาสติ
สมฺพุทฺโธ ตปตํ เสฏฺโ เอสา อาภา อนุตตรา.
แสงสว่างในโลกมี ๔ ไม่มีข้อที่ ๕ คือดวงอาทิตย์
ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน ส่วน
ไฟส่องสว่างในที่นั้น ๆ ทั้งกลางวันกลางคืน พระ-
สัมพุทธเจ้าทรงประเสริฐสุดแห่งแสงสว่าง แสงสว่าง
นี้ยอดเยี่ยม.
เพราะฉะนั้น จึงอธิบายว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งความแล่นซ่านแห่งพระรัศมี
ทางพระสรีระและทางพระปัญญาแม้ทั้งสองประการ. บทว่า อนฺติมเทหธาริโน
ได้แก่ ผู้ทรงพระสรีระสุดท้ายที่สุด. อธิบายว่าไม่เกิดอีก.
จะวินิจฉัยในบทว่า ตถาคตสฺส นี้ ดังนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ อะไร
บ้าง คือ
๑. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น
๒. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น
๓. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงถึงลักษณะที่แท้
๔. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้ตามเป็นจริง
๕. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริง
๖. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริง
๗. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงทำจริง
๘. ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำ.
หน้า 44
ข้อ 1
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น
เป็นอย่างไร.
ตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าเป็นต้น ทรงบำเพ็ญทานบารมี ทรงบำเพ็ญศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญา
บารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบก-
ขาบารมี ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือบารมี ๑๐ เหล่านี้ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถ-
บารมี ๑๐ ทรงสละมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือบริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต
บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคบุตรภรรยา เสด็จมาแล้วด้วยอภินิหาร
ใดอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้ว ด้วยอภินิหาร
นั้น อย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ยเถว โลกมฺหิ วิปสฺสิอาทโย
สพฺพญฺภาวํ มุนโย อิธาคตา
ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต
ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา.
พระมุนีทั้งหลาย มีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้น
เสด็จมาสู่พระสัพพัญญุตญาณในโลกนี้ อย่างใด แม้
พระสักยมุนีพระองค์นี้ก็เสด็จมาอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระจักษุ ท่านจึงเรียกว่าตถาคต.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่าง
นั้นเป็นอย่างไร.
ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้น ประสูติ
ได้ชั่วเดี๋ยวเดียว ก็ประทับยืนที่แผ่นดิน ด้วยพระบาทอันเสมอกัน บ่ายพระ-
หน้า 45
ข้อ 1
พักตร์ทางทิศอุดร เสด็จไปด้วยย่างพระบาท ๗ ย่างก้าว อย่างใด พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลาย ก็เสด็จไปอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต เหมือน
อย่างที่ท่านกล่าวว่า
มุหุตฺตชาโตว ควมฺปตี ยถา
สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ
โส วิกฺกมี สตฺตปทานิ โคตโม
เสตญฺจ ฉตฺตํ อนุธารยุํ มรู.
คนฺตฺวาน โส สตฺถปทานิ โคตโม
ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต
อฏฺงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยี
สีโห ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฺโต.
โคจ่าฝูง เกิดได้ครู่เดียว ก็สัมผัสพื้นแผ่นดิน
ด้วยเท้าที่เสมอกัน ฉันใด พระโคดมพระองค์นั้นก็ย่าง
พระบาท ๗ ย่างก้าว และทวยเทพก็กั้นเศวตฉัตร
ฉันนั้น. พระโคดมพระองค์นั้น ครั้นเสด็จ ๗ ย่างก้าว
แล้ว ทรงเหลียวดูทิศเสมอกันโดยรอบ ทรงเปล่ง
อาสภิวาจา ประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือนพระยาสีหะ
ยืนหยัดเหนือยอดขุนเขาฉะนั้น.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงถึงลักษณะที่แท้
เป็นอย่างไร.
หน้า 46
ข้อ 1
ตอบว่า ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงมาถึง บรรลุไม่ผิดพลาดรู้ตาม
ลักษณะของตนเอง และลักษณะที่เสมอทั่วไป อันถ่องแท้ แท้จริง ของรูปธรรม
และอรูปธรรมทั้งปวง ด้วยญาณคติ.
สพฺเพสํ ปน ธมฺมานํ สกสามญฺลกฺขณํ
ตถเมวาคโต ยสฺมา ตสฺมา สตฺถา ตถาคโต.
เพราะเหตุที่ทรงบรรลุถึงลักษณะตนและลักษณะ
ทั่วไปอันแท้จริงของธรรมทั้งปวง ฉะนั้น พระศาสดา
จึงชื่อว่าตถาคต.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอันแท้
ตามความเป็นจริง เป็นอย่างไร.
ตอบว่า อริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรมแท้. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้เป็นของแท้เป็นของจริง ไม่เป็นอย่างอื่น
อริยสัจ มีอะไรบ้าง คืออริยสัจที่ว่า นี้ทุกข์ เป็นของแท้เป็นของจริง ไม่เป็น
อย่างอื่น ฯ ล ฯ พึงทราบความพิศดาร. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔
เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอันแท้.
ความจริง คตศัพท์ในคำว่า ตถาคโต นี้มีอรรถว่า ตรัสรู้.
ตถนามานิ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌิ นายโก
ตสฺมา ตถานํ สจฺจานํ สมฺพุทฺธตฺตา ตถาคโต.
พระผู้นายกตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย ที่เป็นของแท้
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้สัจจะ
ทั้งหลายที่เป็นของแท้.
หน้า 47
ข้อ 1
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริง
เป็นอย่างไร
ตอบว่า แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็น
อารมณ์คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมะ ที่มาปรากฏในทวารคือ ตา
หู จมูก ลิ้น กาย และใจของสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ในโลกธาตุที่ไม่มี
ประมาณโดยอาการทั้งปวง เหตุนั้น จึงชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นแต่
ความจริงอย่างนั้น. อีกนัยหนึ่ง ทรงแสดงแต่สิ่งที่แท้ในโลก แก่โลก. อย่าง
นั้นเท่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงชื่อว่า ตถาคต ในที่นี้
พึงทราบความหมายแห่งบทว่า ตถาคต ในอรรถว่าทรงเห็นแต่ความจริงแท้.
ตถากาเรน โย ธมฺเม ชานาติ อนุปสฺสติ
ตถทสฺสีติ สมฺพุทโธ ตสฺมา วุตฺโต ตถาคโต.
ท่านผู้ใด ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมทั้งหลายโดย
อาการที่แท้จริง ท่านผู้นั้น ชื่อว่าผู้เห็นแต่ความจริง
เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้จริงดังว่า จึงเรียกว่าตถาคต.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริง
เป็นอย่างไร
ตอบว่า ก็คำใดที่สงเคราะห์เป็นนวังคสัตถุศาสตร์มีสุตตะเป็นต้น อัน
พระตถาคตภาษิตดำรัสไว้ตลอดกาลประมาณ ๔๕ พรรษา ระหว่างตรัสรู้และ
ปรินิพพาน คำนั้นทั้งหมดเป็นคำแท้ ไม่เท็จเลย ดุจชั่งได้ด้วยตาชั่งอันเดียว.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนจุนทะ ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิ-
ญาณ ณ ราตรีใด ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน-
หน้า 48
ข้อ 1
ธาตุ ณ ราตรีใด ในระหว่างนี้ตถาคตภาษิตกล่าว ชี้แจง
คำใดไว้ คำนั้นทั้งหมด เป็นคำแท้จริงอย่างเดียว ไม่
เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียกกันว่า ตถาคต.
ก็ในคำว่า ตถาคต นี้ คตศัพท์มีอรรถว่ากล่าวชัดเจน. ชื่อว่าตถาคต
เพราะตรัสแต่คำจริงอย่างนี้ การกล่าวชัดเจน ชื่อว่า อาคทะ อธิบายว่า
พระดำรัส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นของแท้ไม่วิปริต
เหตุนั้นจึงชื่อว่า ตถาคต ท่านกล่าวเอา ท เป็น ต.
ตถาวาที ชิโน ยสฺมา ตถธมฺมปฺปกาสโก
ตถามาคทนญฺจสฺส ตสฺมา พุทฺโธ ตถาคโต.
เพราะเหตุที่ พระชินพุทธเจ้า ตรัสแต่คำจริง
ทรงประกาศธรรมที่แท้จริง และพระดำรัสของพระ-
องค์ก็เป็นคำจริง ฉะนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่าตถาคต.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงทำจริง เป็น
อย่างไร.
ตอบว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระวาจาใด ๆ ก็ทรง
ทำพระวาจานั้น ๆ ด้วยพระกาย คือพระกายก็อนุโลมตามพระวาจา ทั้งพระ-
วาจาก็อนุโลมตามพระกาย ด้วยเหตุนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกล่าวอย่างใด ก็ทำ
อย่างนั้น ตถาคตทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ตถาคต.
อนึ่ง พระวาจาไปอย่างใด แม้พระกายก็ไปอย่างนั้น พระกายไป
อย่างใด แม้พระวาจาก็ไปอย่างนั้น. ชื่อว่า ตถาคตเพราะทรงทำจริง ด้วย
ประการฉะนี้.
หน้า 49
ข้อ 1
ยถา วาจา คตา ตสฺส ตถา กาโย คโต ยโต
ตถาวาทิตา สมฺพุทฺโธ สตฺถา ตสฺมา ตถาคโต.
เพราะเหตุที่พระวาจาของพระองค์ไปอย่างใด
พระกายก็ไปอย่างนั้น เพราะตรัสแต่คำจริง ฉะนั้น
พระศาสดาผู้ตรัสรู้จริง จึงชื่อว่าตถาคต.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ครอบงำ
เป็นอย่างไร.
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงครอบงำสัตว์ทั้งปวง เบื้องบน
ถึงภวัคคพรหม. เบื้องขวาง ในโลกธาตุที่หาประมาณมิได้ เบื้องล่าง ก็มีอเวจี
มหานรกเป็นที่สุดด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง ปัญญาบ้าง วิมุตติบ้าง วิมุตติญาณ-
ทัสสนะบ้าง ไม่มีเครื่องชั่งหรือเครื่องนับสำหรับพระองค์ ที่แท้พระองค์ก็ชั่ง
ไม่ได้ นับไม่ได้ ยอดเยี่ยม. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ครอบงำ ไม่มี
ใครครอบงำ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจ ฯ ล ฯ
ในโลกทั้งเทวโลก เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า ตถาคต.
พึงทราบความสำเร็จความแห่งบท ในบทว่าตถาคโตนี้ ดังกล่าวมา
ฉะนี้ อานุภาพ เปรียบเหมือนยา. ก็นั่นคืออะไรเล่า คือความงดงามแห่ง
เทศนา และกองบุญ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นแพทย์
ผู้มีอานุภาพมาก ทรงครอบงำผู้มีลัทธิตรงข้ามทั้งหมด และครอบงำโลกพร้อม
ทั้งเทวโลก ด้วยอานุภาพนั้น เหมือนหมองูครอบงำงูทั้งหลาย ด้วยยาทิพย์
ฉะนั้น ดังนั้น อานุภาพ คือความงดงามแห่งเทศนาและกองบุญ ที่ไม่วิปริต
เพราะครอบงำโลกได้หมดของพระองค์มีอยู่ เหตุนั้น พระองค์จึงควรทราบว่า
ตถาคต เพราะทำ ท อักษร เป็น ต อักษร. ชื่อว่าตถาคตเพราะอรรถว่าครอบงำ
ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 50
ข้อ 1
ตโถ อวิปรีโต จ อคโท ยสฺส สตฺถุโน
วสวฺตีติ โส เตน โหติ สตฺถา ตถาคโต.
ศาสดาพระองค์ใด ทรงมีอานุภาพแท้ไม่วิปริต
ศาสดาพระองค์นั้น เป็นผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้น
พระศาสดาพระองค์นั้น จึงชื่อว่า ตถาคต.
บทว่า อปฺปฏิปุคฺคลสฺส ได้แก่ปราศจากบุคคลที่จะเปรียบได้.
บุคคลอื่นไรเล่า ชื่อว่า สามารถให้คำปฏิญาณรับรองว่าเราเป็นพุทธะ ไม่มี
สำหรับพระตถาคตนั้นเหตุนั้น พระตถาคตนั้น จึงชื่อว่าไม่มีบุคคลเปรียบได้.
แก่พระตถาคต ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบได้พระองค์นั้น.
บทว่า อุปฺปชฺชิ แปลว่า อุบัติแล้ว เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า การุญฺตา
ได้แก่ ความมีแห่งกรุณา ชื่อว่า การุญฺตา. คำว่า สพฺพสตฺเต เป็นคำกล่าว
ครอบคลุมถึงสัตว์ไม่เหลือเลย. อธิบายว่าหมู่สัตว์ทั้งสิ้น. คาถาแม้นี้ มีความที่
กล่าวมาด้วยกถามีประมาณเท่านี้.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพรหมทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดง
ธรรมแล้ว ทรงยังพระมหากรุณาให้เกิดในสัตว์ทั้งหลาย มีพุทธประสงค์จะทรง
แสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาแก่พรหมทั้งหลายว่า
ดูก่อนพรหม ประตูทั้งหลายแห่งอมตนคร เรา
เปิดสำหรับท่านแล้วละ ขอเหล่าสัตว์ที่มีโสตประสาท
จงปล่อยศรัทธาออกมาเถิด แต่ก่อนเราสำคัญว่าจะ
ลำบากเปล่าจึงไม่กล่าวธรรมอันประณีตที่ชำนาญใน
หมู่มนุษย์.
ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ว่าเราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิด
โอกาสเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว จึงประคองอัญชลี อันรุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธาน
หน้า 51
ข้อ 1
ขึ้นเหนือเศียร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ อันหมู่พรหม
แวดล้อมเสด็จกลับไป. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นประทานปฏิญาณแก่
พรหมนั้นแล้วทรงพระดำริว่า เราควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเกิด
ความคิดว่า อาฬารดาบสเป็นบัณฑิต ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน ทรงสำ-
รวจทบทวนก็ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้น ทำกาละได้ ๗ วันแล้วและทรงทราบ
ว่าอุทกดาบสทำกาละแล้วตอนพลบค่ำ ก็ทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์อีกว่า บัดนี้ ภิกษุ
ปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ก็ทรงทราบว่า อยู่ที่ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน กรุง
พาราณสี พอราตรีสว่างวันเพ็ญอาสาฬหะเช้าตรู่ ก็ทรงถือบาตรจีวร ทรงเดิน
ทาง ๑๘ โยชน์ ระหว่างทางทรงพบอาชีวกนักบวชชื่อว่า อุปกะ ทรงบอกแก่เขา
ว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ตอนเย็นวันนั้นนั่นเอง ก็ได้เสด็จถึงป่าอิสิปตนะ
ณ ที่นั้น ทรงประกาศแก่ปัญจวัคคีย์ว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เสด็จประทับ
บนพุทธอาสน์อันดีที่เขาจัดไว้แล้ว ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงพระ
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร.
บรรดาภิกษุปัญจวัคคีย์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ส่งญาณไป
ตามกระแสเทศนา จบพระสูตรก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยพรหม ๑๘
โกฏิ พระศาสดาทรงเข้าจำพรรษาในที่นั้นนั่นเอง วันรุ่งขึ้นทรงทำให้พระ-
วัปปเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยอุบายนี้นี่แล ก็ทรงทำภิกษุเหล่านั้นให้ตั้ง
อยู่ในโสดาปัตติผลหมดทุกรูป รุ่งขึ้นวัน ๕ ค่ำแห่งปักษ์ ทรงประชุมพระเถระ
เหล่านั้นแล้ว ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร. จบเทศนา พระเถระทั้ง ๕ รูป ก็
ตั้งอยู่ในพระอรหัต.
ครั้งนั้น ในที่นั้นนั่นเอง พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของ ยสกุลบุตร
และเห็นเขาละเรือนออกไปแล้ว จึงตรัสเรียกว่า มานี่แน่ะ ยสะ ทรงทำเขาให้
หน้า 52
ข้อ 1
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลในตอนกลางคืนนั้นนั่นแล รุ่งขึ้นก็ให้เขาตั้งอยู่ในพระอรหัต
แม้ในวันอื่นอีก ก็ทรงให้ชน ๕๔ คนสหายของยสกุลบุตร บวชด้วยเอหิภิกขุ-
อุปสัมปทาแล้วให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต เมื่อเกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลก จำนวน
๖๑ รูปอย่างนี้ พระศาสดาทรงออกพรรษาปวารณาแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
มาแล้วตรัสดังนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อบำเพ็ญประโยชน์
ตนและประโยชน์ผู้อื่น จงแยกกันไปเที่ยวธรรมจาริก
แก่มนุษย์ทั้งหลายตลอดแผ่นดินผืนนี้.
เมื่อประกาศสัทธรรมของเราแก่โลกเนืองนิตย์
ก็จงอยู่เสียที่ป่าเขาอันสงัด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อทำหน้าที่พระ-
ธรรมทูต ก็จงปฏิบัติด้วยดีซึ่งคำของเรา สั่งสอนเขา
เพื่อประโยชน์แก่สันติของสัตว์ทั้งหลาย.
พวกเธอไม่มีอาสวะ จงช่วยปิดประตูอบายทั้งสิ้น
เสียทุกประตู จงช่วยเปิดประตูสวรรค์ มรรค และ
ผล.
พวกเธอ จงมีคุณมีกรุณาเป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัย
เพิ่มพูนความรู้และความเชื่อแก่ชาวโลกทุกประการด้วย
การเทศนาและการปฏิบัติ.
เมื่อพวกคฤหัสถ์ ทำการอุปการะด้วยอามิสทาน
เป็นนิตย์ พวกเธอ ก็จงตอบแทนพวกเขาด้วยธรรม-
ทานเถิด.
หน้า 53
ข้อ 1
พวกเธอเมื่อจะแสดงธงชัยของพระฤษีผู้แสวงคุณ
ก็จงยกย่องพระสัทธรรม เมื่อการงานที่พึงทำ ทำเสร็จ
แล้ว ก็จงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงส่งภิกษุเหล่านั้นไปใน
ทิศทั้งหลาย ส่วนพระองค์เองก็เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ระหว่างทาง ทรง
แนะนำ ภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คน ที่ราวป่าฝ้าย บรรดากุมารทั้ง ๓๐ คนนั้น
ผู้ใดอ่อนกว่าเขาหมด ผู้นั้นก็เป็นพระโสดาบัน ผู้ใดแก่กว่าเขาหมด ผู้นั้น ก็เป็น
พระอนาคามี แต่แม้สักคนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นปุถุชนไม่มีเลย ทรงยัง
กุมารแม้เหล่านั้นให้บวชด้วยเอหิภิกขุหมดทุกคน แล้วทรงส่งไปในทิศทั้งหลาย
พระองค์เองครั้นเสด็จถึงอุรุเวลาประเทศแล้ว ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๑,๒๕๐ อย่าง
ทรมานชฏิล ๓ พี่น้อง มีอุรุเวลากัสสปเป็นต้นพร้อมด้วยบริวารชฏิลพันคน
ทรงให้บวชด้วยเอหิภิกขุแล้ว ให้นั่งประชุมกันที่คยาสีสะประเทศ ให้ตั้งอยู่ใน
พระอรหัต ด้วยเทศนาชื่อว่าอาทิตตปริยายสูตรอันภิกษุอรหันต์พันรูปแวด
ล้อมแล้ว เสด็จไปยังลัฏฐิวนอุทยาน อันเป็นอุปจารแห่งกรุงราชคฤห์ด้วยพุทธ-
ประสงค์จะทรงเปลื้องปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสาร ต่อนั้น พนักงานเฝ้าพระ-
ราชอุทยานกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงสดับว่าพระศาสดาเสด็จมาแล้ว
อันพราหมณ์และคฤหบดี ๑๒ นหุตห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระทศพล ผู้เป็นดวง
อาทิตย์แห่งพระมุนีผู้ประเสริฐ ซึ่งเสด็จอยู่ในช่องแห่งวนะดุจดวงทิพากรเข้าไป
ในช่องหลืบเมฆ ทรงซบพระเศียรซึ่งโชติช่วงด้วยประกายรุ้งแห่งมงกุฏมณีลง
แทบเบื้องพระยุคลบาทของพระทศพล อันดารดาษด้วยโกมลดอกไม้น่าไร้มลทิน
ไม่วิกล ที่มีพื้นฝ่าพระบาทประดับด้วยจักร แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วน
หนึ่งพร้อมด้วยราชบริพาร.
หน้า 54
ข้อ 1
ครั้งนั้น พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นก็คิดปริวิตกไปว่า พระมหา-
สมณะ ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือท่านอุรุเวลกัสสป
ประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบความปริวิตกของพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น จึงได้ตรัสกะพระเถระ
ด้วยพระคาถาว่า
กิเมว ทิสฺวา อุรุเวลวาสิ
ปหาสิ อคฺคึ กิสโกวทาโน
ปุจฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ
กถํ ปหีนํ ตว อคฺคิหุตฺตํ.
ดูก่อนกัสสป ท่านอยู่อุรุเวลประเทศสั่งสอน
ศิษย์ชฎิลมานาน เห็นเหตุอะไรหรือจึงละการบูชาไฟ
เราถามความนี้กะท่าน ไฉนท่านจึงละการบูชาไฟ.
พระเถระทราบพระพุทธประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถา
นี้ว่า
รูเป จ สทฺเท จ อโถ รเส จ
กามิตฺถิโย จาภิวทนฺติ ยญฺา
เอตํ มลนฺติ อุปธีสุ ตฺวา
ตสฺมา น ยิฏฺเ น หุเต อรญฺชึ.
ยัญทั้งหลาย สรรเสริญรูป เสียง รส กามและ
สตรีทั้งหลาย. ข้าพระองค์รู้ว่า นั่นเป็นมลทินในอุปธิ
ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในยัญ
ในการบูชาไฟ ดังนี้.
หน้า 55
ข้อ 1
แล้วซบศีรษะลงแทบเบื้องยุคลบาทของพระตถาคตเพื่อประกาศความที่ตนเป็น
สาวก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดา
ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก แล้วก็โลดขึ้นสู่อากาศ ๗ ครั้ง ประมาณ
ชั่วหนึ่งลำตาล ชั่วสองลำตาล ฯลฯ ชั่วเจ็ดลำตาล ทำปาฏิหาริย์แล้วก็ลงจาก
อากาศ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
ครั้งนั้น มหาชนเห็นปาฏิหาริย์ของพระเถระนั้นแล้วคิดกันว่า โอ
ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก แม้ท่านอุรุเวสกัสสปมีทิฏฐิกล้า
สำคัญตนว่า เป็นอรหันต์ ก็ถูกพระตถาคตทรงทำลายข่ายทิฏฐิทรมานแล้ว ก็
พากันกล่าวสรรเสริญคุณของพระทศพล. พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว
ตรัสว่า มิใช่เราทรมานอุรุเวลกัสสปผู้นี้ในชาตินี้เท่านั้นดอกนะ แม้ในอดีต
ชาติ อุรุเวลกัสสปนี้เราก็ทรมานมาแล้วเหมือนกัน. ครั้งนั้นมหาชนลุกขึ้นจากที่
นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประคองอัญชลีเหนือศีรษะ กราบทูลอย่าง
นี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาตินี้ ท่านอุรุเวลกัสสปถูกทรมารพวกข้าพระ-
องค์เห็นแล้ว ในอดีตชาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานอย่างไร พระเจ้าข้า.
แต่นั้น พระศาสดาอันมหาชนนั้นทูลวอนแล้ว จึงตรัสมหานารทกัสสปชาดก
ซึ่งระหว่างภพปกปิดไว้แล้วทรงประกาศอริยสัจ ๔. พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับ
ธรรมกถาของพระศาสดา ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับราชบริพาร
๑๑ นหุต. ๑ นหุตประกาศตนเป็นอุบาสก. พระราชาทรงถึงสรณะแล้วนิมนต์
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงทำประ-
ทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าสามครั้ง แล้วถวายบังคมเสด็จกลับ.
วันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุพันรูปแวดล้อมแล้วเสด็จเข้า
ไปยังกรุงราชคฤห์เสมือนท้าวสหัสนัยน์เทวราชอันหมู่เทพห้อมล้อมแล้ว เสมือน
หน้า 56
ข้อ 1
ท้าวมหาพรหม อันหมู่พรหมห้อมล้อมแล้ว. พระราชาถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประธาน เสร็จเสวยแล้ว ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่อาจจะอยู่เว้นพระไตรรัตน์ได้. ข้าพระองค์
จะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาบ้าง ไม่ใช่ในเวลาบ้าง ชื่อว่าอุทยานลัฏฐิวัน
ก็อยู่ไกลเกินไป. ส่วนอุทยานชื่อว่าเวฬุวันของข้าพระองค์นี้ สำหรับผู้ต้องการ
วิเวก ไม่ไกลนักไม่ใกล้นัก พรั่งพร้อมด้วยทางคมนาคม ไร้ผู้คนเบียดเสียด
สงัดสุข พร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ ประดับพื้นศิลาเย็น เป็นภูมิภาคน่ารื่นรมย์
อย่างยิ่งมีต้นไม้อย่างดีมีดอกหอมกรุ่นชั่วนิรันดร์ ประดับประดาด้วยปราสาท
ยอดปราสาทโล้น วิหาร ดุจวิมานเรือนมุงแถบเดียว มณฑปเป็นต้น. ขอพระผู้มี
พระภาคเจ้า โปรดทรงรับอุทยานเวฬุวันนี้ของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า
แล้วทรงถือน้ำมีสีดังแก้วมณีอันอบด้วยดอกไม้กลิ่นหอมด้วยพระเต้าทอง เสมือน
ถ่านร้อนใหม่ เมื่อทรงบริจาคพระเวฬุวนาราม ก็ทรงหลั่งน้ำลงเหนือพระหัตถ์
ของพระทศพล. ในการรับพระอารามนั้น มหาปฐพีนี้ก็ตกสู่อำนาจปีติว่า ราก
ของพระพุทธศาสนา หยั่งลงแล้ว ก็ไหวราวกะฟ้อนรำ. ธรรมดาเสนาสนะอื่น
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้วทำให้แผ่นดินไหว เว้นพระเวฬุวันมหาวิหาร
เสียไม่มีเลยในชมพูทวีป. ครั้งนั้น พระศาสดาทรงรับพระเวฬุวนารามแล้วได้
ทรงทำอนุโมทนาวิหารทาน
อาวาสทานสฺส ปนานิสํสํ
โก นาม วตฺถํ ปุริโส สมตฺโถ
อญฺตฺร พุทฺธา ปน โลกนาถา
ยุตฺโต มุขานํ นหุเตน จาปิ.
นอกจากพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ปาก
คน ๑ นหุต บุรุษไรเล่าผู้สามารถจะกล่าวอานิสงส์ของ
การถวายที่อยู่อาศัยได้.
หน้า 57
ข้อ 1
อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขํ พลญฺจ
วรํ ปสตฺถํ ปฏิภาณเมว
ททาติ นามาติ ปวุจฺจเต โส
โย เทติ สงฺฆสฺส นโร วิหารํ.
นรชนใด ถวายที่อยู่แก่สงฆ์ นรชนนั้น ท่าน
กล่าวว่า ชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิ-
ภาณอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว.
ทาตา นิวาสสฺส นิวารณสฺส
สีตาทิโน ชีวิตุปทฺทวสฺส
ปาเลติ อายุํ ปน ตสฺส ยสฺมา
อายุปฺปโท โหติ ตมาหุ สนฺโต.
เพราะเหตุที่ผู้ถวายที่อยู่อาศัย อันป้องกันอุปัทวะ
แห่งชีวิตมีความเย็นเป็นต้น ย่อมรักษาอายุของเขาไว้
ได้ ฉะนั้น สัตบุรุษทั้งหลายจึงเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้
ให้อายุ.
อจฺจุณฺหสีเต วสโต นิวาเส
พลญฺจ วณฺโณ ปฏิภา น โหติ
ตสฺมา หิ โส เทติ วิหารทาตา
พลญฺจ วณฺณญฺจ ปฏิภาณเมว.
พละ วรรณะ และปฏิภาณย่อมจะไม่มีแก่ผู้อยู่ใน
ที่อยู่อาศัยอันร้อนจัดเย็นจัด เพราะฉะนั้นแล ผู้ถวาย
วิหารที่อยู่นั้นจึงชื่อว่าให้พละ วรรณะ และปฏิภาณ
ทีเดียว.
หน้า 58
ข้อ 1
ทุกฺขสฺส สีตุณฺหสิรึสปา จ
วาตาตปาทิปฺปภวสฺส โลเก
นิวารณาเนกวิธสฺส นิจฺจํ
สุขปฺปโท โหติ วิหารทาตา.
ผู้ถวายวิหาร ย่อมชื่อว่าให้สุขเป็นนิตย์ เพราะ
ป้องกันทุกข์มากอย่างที่เกิดแต่เย็นร้อนสัตว์เลื้อยคลาน
ลม แดดเป็นต้นในโลก.
สีตุณฺหวาตาตปฑํสวุฏฺิ
สิรึสปาวาฬมิคาทิทุกฺขํ
ยสฺมา นิวาเรติ วิหารทาตา
ตสฺมา สุขํ วินฺทติ โส ปรตฺถ.
เพราะเหตุที่ผู้ถวายวิหาร ย่อมป้องกันทุกข์มีเย็น
ร้อน ลม แดด เหลือบฝน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ร้าย
เป็นต้นได้ ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า ได้สุขในโลกหน้า.
ปสนฺนจิตฺโต ภวโภคเหตุํ
มโนภิรามํ มุทิโต วิหารํ
โย เทติ สีลาทิคุโณทิตานํ
สพฺพํ ทโท นาม ปวุจฺจเต โส.
ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส บันเทิงแล้วถวายวิหารอันเหตุ
แห่งภพและโภคะที่น่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งใจ แก่ท่านผู้มี
คุณมีศีลเป็นต้นอันเกิดแล้ว ผู้นั้นท่านเรียกชื่อว่าผู้ให้
ทุกอย่าง.
หน้า 59
ข้อ 1
ปหาย มจฺเฉรมลํ สโลภํ
คุณาลยานํ นิลยํ ททาติ
ขิตฺโตว โส ตตฺถ ปเรหิ สคฺเค
ยถาภตํ ชายติ วีตโสโก.
ผู้ใดละมลทินคือตระหนี่ พร้อมทั้งโลภะ ถวาย
วิหาร แก่เหล่าท่านผู้มีคุณเป็นที่อยู่อาศัย ผู้นั้น ก็เป็น
เหมือนถูกผู้อื่นโยนไปในสวรรค์นั้น ย่อมเกิดเป็นผู้
ปราศจากความเศร้าโศกถึงสมบัติที่รวบรวมไว้.
วเร จารุรูเป วิหาเร อุฬาเร
นโร การเย วาสเย ตตฺถ ภิกฺขู
ทเทยฺยนฺนปานญฺจ วตฺถญฺจ เนสํ
ปสนฺเนน จิตฺเตน สกฺกจฺจ นิจฺจํ.
นรชนสร้างวิหารทองประเสริฐเลิศโอฬารนิมนต์
ภิกษุทั้งหลายอยู่ในวิหารนั้น พึงถวายข้าวน้ำและผ้า
แก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยจิตที่เลื่อมใส โดยเคารพเป็นนิตย์.
คสฺมา มหาราช ภเวสุ โภเค
มโนรเม ปจฺจนุภุยฺย ภิยฺโย
วิหารทานสฺส ผเลน สนฺตํ
สุขํ อโสกํ อธิคจฺฉ ปจฺฉา.
ถวายพระพร เพราะฉะนั้น มหาบพิตรจะเสวย
โภคะที่น่ารื่นรมย์ใจในภพทั้งหลายยิ่งขึ้นไป ด้วยผล
แห่งวิหารทาน ภายหลังจงทรงประสบธรรมอันสงบ
สุข ไม่เศร้าโศกแล.
หน้า 60
ข้อ 1
พระจอมมุนี ครั้นทรงทำอนุโมทนาวิหารทานแก่พระเจ้าพิมพิสาร
จอมนรชนประการดังนี้อย่างนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว
เมื่อทรงทำนครให้เป็นวนวิมานเป็นต้น ด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระ-
องค์ที่น่าทอดทัศนาอย่างยิ่ง ประหนึ่งเลื่อมพรายที่เกิดแต่รดด้วยน้ำทอง เสด็จ
เข้าสู่พระเวฬุวันมหาวิหาร ด้วยพระพุทธลีลา หาที่เปรียบมิได้ด้วยพระพุทธสิริ
ที่ไม่มีสิ้นสุดแล.
อกีฬเน เวฬุวเน วิหาเร
ตถาคโต ตตฺถ มโนภิราเม
นานาวิหาเรน วิหาสิ ธีโร
เวเนยฺยกานํ สมุทิกฺขมาโน.
พระตถาคตจอมปราชญ์ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุ-
วันวิหาร ซึ่งมิใช่เป็นที่เล่น แต่น่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งใจนั้น
ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ต่าง ๆ ทรงคอยตรวจดูเวไนย-
สัตว์ทั้งหลาย.
พระพุทธบิดาเชิญเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่พระเวฬุวันวิหารนั้น พระเจ้า
สุทโธทนะมหาราชทรงสดับว่า โอรสเรา ทำทุกกรกิริยา ๖ ปี บรรลุอภิสัมโพธิ-
ญาณอย่างเยี่ยม ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จถึงกรุงราชคฤห์
ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงเรียกมหาอมาตย์ผู้หนึ่งมาตรัสสั่งว่า
พนายมานี่แน่ะ เจ้าพร้อมบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร จงไปกรุงราชคฤห์ พูดตาม
คำของเราว่า พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชบิดาท่านมีประสงค์จะพบท่าน แล้วจง
พาโอรสของเรามา.
หน้า 61
ข้อ 1
มหาอมาตย์ผู้นั้น รับพระราชโองการแล้ว มีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร
ก็เดินทาง ๖๐ โยชน์ เข้าไปยังวิหาร ในเวลาทรงแสดงธรรม มหาอมาตย์ผู้นั้น
คิดว่าข่าวที่พระราชาทรงส่งมาพักไว้ก่อน ก็ยืนท้ายบริษัท ฟังพระธรรมเทศนา
ของพระศาสดา ทั้งที่ยืนอยู่ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมกับบุรุษพันหนึ่ง ทูลขอ
บรรพชา. พระศาสดา ก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า เอถ ภิกฺขโว พวกเธอ
จงเป็นภิกษุมาเถิด ชนเหล่านั้นทั้งหมดก็ทรงบาตรจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ในทันใด
ถึงพร้อมด้วยกิริยาที่เหมาะแก่สมณะ ประหนึ่งพระเถระ ๑๐๐ พรรษา แวดล้อม
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระราชาทรงพระดำริว่า คนที่ไปก็ยังไม่มา ข่าวก็ไม่ได้ยิน ทรงส่ง
อมาตย์ไป ๙ ครั้ง โดยทำนองนี้นี่แล บรรดาบุรุษ ๙,๐๐๐ คนนั้น ไม่ได้
กราบทูลพระราชาแม้แต่คนเดียว ทั้งไม่ส่งข่าวคราวด้วย บรรลุพระอรหัตแล้ว
พากันบวชหมด.
ครั้งนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า ใครหนอจักทำตามคำของเรา ทรง
สำรวจดูกำลังส่วนของราชสำนักทั้งหมดก็ได้ทรงพบอุทายีอมาตย์ เล่ากันว่า
อุทายีนั้นเป็นอมาตย์สำเร็จราชการทั้งหมดของพระราชา เป็นคนภายในมีความ
สนิทสนมยิ่งนัก เกิดในวันเดียวกับพระโพธิสัตว์เป็นพระสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน
มา. ครั้งนั้นพระราชาทรงเรียกอุทายีอมาตย์มาแล้วตรัสว่า อุทายีลูกเอย พ่อ
ประสงค์จะพบโอรส จึงส่งบุรุษไปถึง ๙,๐๐๐ คน มากันแล้วจะบอกเพียงข่าว
แม้แต่คนเดียวก็ไม่มี อันตรายแห่งชีวิตของพ่อ รู้ได้ยาก พ่ออยากจะพบโอรส
แต่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกจักพาโอรสมาแสดงแก่พ่อได้ไหมลูก.
อุทายีอมาตย์กราบทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าได้
บวช.
หน้า 62
ข้อ 1
พระราชารับสั่งว่า ลูกจะบวชหรือไม่บวชก็ตามที แต่ลูกต้องนำโอรส
มาแสดงแก่พ่อ.
อุทายีอมาตย์ รับพระราชดำรัสใส่เกล้าแล้ว ก็นำข่าวของพระราชา
ไปถึงกรุงราชคฤห์. ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยบุรุษพันหนึ่ง ตั้งอยู่ในเอหิภิกขุภาวะแล้วเพ็ญเดือนผัคคุนี [เดือน ๔]
ก็ดำริฤดูเหมันต์ก็ล่วงไปแล้ว ถึงฤดูวสันต์เข้านี่แล้ว ราวป่าก็มีดอกไม้บาน
สะพรั่ง หนทางก็เหมาะที่จะเดิน เป็นกาลสมควรที่พระทศพลจะทรงทำการ
สงเคราะห์พระประยูรญติ ครั้นดำริแล้วก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พรรณนา
คุณการเสด็จพุทธดำเนิน เพื่อเข้าไปยังพระนครแห่งพระสกุลด้วยคาถาประมาณ
๖๐ คาถา
๑. องฺคาริโน ทานิ ทุมา ภทนฺเต
ผเลสิโน ฉทนํ วิปฺปหาย
เต อจฺจิมนฺโตว ปภาสยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ต้นไม้ทั้งหลาย สลัดใบ
มีแต่ลำต้น เตรียมจะติดช่อติดผล ต้นไม้เหล่านั้น
ส่องพระกายสว่าง ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒. ทุมา วิจิตฺตา สุวิราชมานา
รตฺตงฺกุเรเหว จ ปลฺลเวหิ
รตนุชฺชลมณฺฑปสนฺนิภาสา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 63
ข้อ 1
ต้นไม้ทั้งหลาย งดงาม รุ่งเรืองด้วยหน่อสีแดง
และใบอ่อน ประหนึ่งมณฑปที่รุ่งเรืองด้วยรัตนะ ข้าแต่
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๓. สุปุปฺผิตคฺคา กุสุเมหิ ภูสิตา
มนุญฺภูตา สุจิสาธุคนฺธา
รุกฺขา วิโรจนฺ ติ อุโภสุ ปสฺเสสุ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ต้นไม้ทั้งหลาย บนยอดมีดอกบานงาม ประดับ
ด้วยดอกไม้ทั้งหลาย น่าชื่นใจ ดอกสะอาด สวย และ
มีกลิ่นหอม อร่ามไปทั้งสองข้างทาง ข้าแต่พระมหา-
วีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระ-
เจ้าข้า
๔. ผเลหิเนเกหิ สมิทฺธิภูตา
วิจิตฺตรุกฺขา อุภโตวกาเส
ขุทฺทํ ปิปาสมฺปิ วิโนทยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ต้นไม้ที่งดงามทั้งหลาย ในโอกาสสองข้างทาง
ดกดื่นด้วยผลเป็นอันมาก บรรเทาความยากไร้ ทั้ง
ความหิวระหายได้ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 64
ข้อ 1
๕. วิจิตฺตมาลา สุจิปลฺลเวหิ
สุสชฺชิตา โมรกลาปสนฺนิภา
รุกฺขา วิโรจนฺติ อุโภสุ ปสฺเสสุ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ต้นไม้ทั้งหลาย มีดอกงดงาม อันใบอ่อนที่สะอาด
ตกแต่งแล้ว เสมือนต้นหางนกยูง อร่ามไปทั้งสอง
ข้างทาง ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๖. วิโรจมานา ผลปลฺลเวหิ
สุสชฺชิตา วาสนิวาสภูตา
โตเสฺนฺติ อทฺธานกิลนฺตสตฺเต
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ต้นไม้ทั้งหลาย รุ่งโรจน์ อันผลและใบอ่อน
ตกแต่งแล้ว ประดับประดาด้วยน้ำหอม ย่อมปลอบ
ประโลมใจเหล่าสัตว์ที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
๗. สุผุลฺลิตคฺคา วนคุมฺพนิสฺสิตา
ลตา อเนกา สุวิราชมานา
โตเสนฺติ สตฺเต มณิมณฺฑปาว
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 65
ข้อ 1
เถาวัลย์เป็นอันมาก อาศัยพุ่มไม้ในป่า บนยอด
ออกดอกบานสวย สง่างาม ย่อมปลอบประโลมใจ
เหล่าสัตว์ เหมือนมณฑปมณี ข้าแต่พระมหาวีระ
เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๘. ลตา อเนกา ทุมนิสฺสิตาว
ปิเยหิ สทฺธึ สหิตา วธูว
ปโลภยนฺติ หิ สุคนฺธคนฺธา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
เถาวัลย์เป็นอันมาก อาศัยตัดต้นไม้ ประหนึ่งหญิง
สาวไปกับชายที่รัก มีกลิ่นหอมอบอวลประโลมใจ
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
๙. วิจิตฺตนีลาทิมนุญฺวณฺณา
ทิชา สมนฺตา อภิกูชมานา
โตเสนฺติ มญฺชุสฺสรตา รตีหิ
สโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ฝูงนก มีสีสรรสวยงามน่าชื่นใจ มีสีเขียวเป็นต้น
ส่งเสียงร้องไพเราะโดยรอบ ด้วยความยินดี ปลอบ
ประโลม ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๐. มิคา จ นานา สุวิราชมานา
อุตฺตุงฺคกณฺณา จ มนุญฺเนตฺตา
หน้า 66
ข้อ 1
ทิสา สมนฺตา มภิธาวยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ฝูงเนื้อนานาชนิด เกลื่อนกราด ยกหูชูชัน เบิ่งตา
น่าชื่นใจ พากันวิ่งไปรอบทิศ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็น
สมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๑. มนุญฺภูตา จ มหี สมนฺตา
วิราชมานา หริตา ว สทฺทลา
สุปุปฺผิรุกฺขา โมฬินิวลงฺกตา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
แผ่นปฐพีมีหญ้าแพรกขึ้นเขียวขจีส่องประกาย
โดยรอบน่าชื่นใจ ต้นไม้ดอกบานงาม ก็ประดับดุจ
โมลี ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระ-
อังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า
๑๒. สุสชฺชิตา มุตฺตมยาว วาลุกา
สุสณฺฐิตา จารุสุผสฺสทาตา
วิโรจนยนฺเตว ทิสา สมนฺตา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ทรายทั้งหลาย ดูดังมุกดาอันธรรมดาจัดแต่งไว้
ทรวดทรงงามให้สัมผัสดีดังทอง ส่องแสงสกาว
รอบทิศ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 67
ข้อ 1
๑๓. สมํ สุผสฺสํ สุจิภูมิภาคํ
มนุญฺปุปฺโผทยคนฺธวาสิตํ
วิราชมานํ สุจิมญฺจ โสภํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
พื้นแผ่นดินสะอาด ราบเรียบ สัมผัสดี กลิ่นเกิด
จากดอกไม้หอม ตลบอบอวลน่าชื่นใจ ส่องประกาย
สะอาดงาม ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๔. สุสชฺชิตํ นนฺทนกานนํว
วิจิตฺตนานา ทุมสณฺฑมณฺฑิตํ
สุคนฺธภูตํ ปวนํ สุรมฺมํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ป่าใหญ่อันธรรมดาตกแต่งดีแล้ว ประดับด้วย
ต้นไม้นานาชนิดเรียงรายงามตระการ มีกลิ่นหอม น่า
รื่นรมย์อย่างดี ดั่งสวนนันทวัน ข้าแต่พระมหาวีระ
เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๕. สรา วิจิตฺตา วิวิธา มโนรมา
สุสชฺชิตา ปงฺกชปุณฺฑรีกา
ปสนฺนสีโตทกจารุปุณฺณา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
สระทั้งหลาย หลากชนิดวิจิตรน่ารื่นรมย์ใจ อัน
ธรรมดาตกแต่งไว้ มีบัวบุณฑริก เต็มเปี่ยมด้วยน้ำเย็น
หน้า 68
ข้อ 1
ใสดั่งทอง ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๖. สุผุลฺลนานาวิธปงฺกเชหิ
วิราชมานา สุจิคนฺธคนฺธา
ปโมทยนฺเตว นรามรานํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ
สระทั้งหลาย อร่ามเหลืองด้วยบัวนานาชนิดดอก
บานงาม กลิ่นกรุ่นสะอาด ทำให้เหล่ามนุษย์ชาติแล
เทพดาบันเทิงใจ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๗. สุผุลฺลปงฺเกรุหสนฺนิสินฺนา
ทิชา สมนฺตา มภินาทยนฺตา
โมทนฺติ ภริยาหิ สมงฺคิโน เต
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ฝูงนักจับกอบัวที่ดอกบานร้องเจี๊ยบจ๊าบไปรอบ ๆ
นกเหล่านั้นบันเทิงพร้อมกับตัวเมีย ข้าแต่พระมหาวีระ
เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๑๘. สุผุลฺลปุปฺเผหิ รชํ คเหตฺวา
อลี วิธาวนฺติ วิกูชมานา
มธุมฺหิ คนฺโธ วิทิสํ ปวายติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ฝูงผึ้งเก็บละอองจากดอกไม้บานส่งเสียงร้องบิน
เวียนว่อน กลิ่นน้ำหวาน ก็กำจายไปทั่วทิศ ข้าแต่
หน้า 69
ข้อ 1
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๑๙. อภินฺนนาทา มทวารณา จ
คิรีหิ ธาวนฺติ จ วาริธารา
สวนฺติ นชฺโช สุวิราชิตาว
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
โขลงช้างเมามัน ส่งเสียงแปร๋แปร๋นแล่นออก
จากซอกเขา และกระแสน้ำก็พราวพรายไหลจากลา
แม่น้ำ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๐. คิรี สมนฺตาว ปทิสฺสมานา
มยูรคีวา อิว นีลวณฺณา
ทิสา รชินฺทาว วิโรจยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ขุนเขาทั้งหลาย ปรากฏเห็นอยู่รอบๆ มีสีเขียว
ขาบ เหมือนคอนกยูง รุ่งทะมึน เหมือนเมฆ ข้าแต่
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๒๑. มยูรสงฺฆา คิริมุทฺธนสฺมึ
นจฺจนฺติ นารีหิ สมงฺคิภูตา
กูชนฺติ นานามธุรสฺสเรหิ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 70
ข้อ 1
ฝูงยูงผู้พร้อมด้วยตัวเมีย พากันฟ้อนรำเหนือยอด
คิรี กู่ก้องด้วยเสียงอันไพเราะต่างๆ ข้าแต่พระมหาวีระ
เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๒. สุวาทิกา เนกทิชา มนุญฺา
วิจิตฺตปตฺเตหิ วิราชมานา
คิริมฺหิ ฐตฺวา อภินาทยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ฝูงนกเป็นอันมาก มีเสียงเพราะ น่าชื่นใจ
เลื่อมพรายด้วยขนปีกอันงดงาม ยืนร้องก้องกังวาน
เหนือคิรี ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๓. สุผลฺลปุปฺผา กรมาภิกิณฺณา
สุคนฺธนานาทลลงฺกตา จ
คีรี วิโรจนฺติ ทิสา สมนฺตา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ภูเขาทั้งหลาย มีดอกไม้บานงาม เกลื่อนกลาด
ด้วยต้นเล็บเหยี่ยว ประดับด้วยกลีบดอกไม้นานาชนิด
มีกลิ่นหอม งามระยับไปรอบทิศ ข้าแต่พระมหาวีระ
เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๔. ชลาสยา เนกสุคนฺธคนฺธา
สุรินฺทอุยฺยานชลาสยาว
สวนฺติ นชฺโช สุวิราชมานา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 71
ข้อ 1
ชลาศัยลำน้ำมีกลิ่นหอมกรุ่นเป็นอันมาก พร่าง
พรายไหลมาแต่แม่น้ำ เหมือนชลาลัยในอุทยานของ
ท้าวสักกะจอมเทพ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๕. วิจิตฺตติตฺเถหิ อลงฺกตา จ
มนุญฺนานามิคปกฺขิปาสา
นชฺโช วิโรจนฺติ สุสนฺทมานา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
แม่น้ำทั้งหลาย ประดับด้วยท่าน้ำอันงาม เป็น
ที่ฝูงเนื้อและนกนานาชนิดลงดื่มกินน่าชื่นใจ ไหลอยู่
พร่างพราย ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๖. อุโภสุ ปสฺเสสุ ชลาสเยสุ
สุปุปฺผิตา จารุสุคนฺธรุกฺขา
วิภูสิตคฺคา สุรสุนฺทรี จ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
กลุ่มต้นไม้งาม กลิ่นหอม ออกดอกบาน ณ
ชลาลัยทั้งสองฝั่ง ยอดมีดอกประดับ สวยงามสง่า
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
๒๗. สุคนฺธนานาทุมชาลกิณฺณํ
วนํ วิจิตฺตํ สุรนนฺทนํว
หน้า 72
ข้อ 1
มโนภิรามํ สตตํ คตีนํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ป่าเกลื่อนกลาดด้วยแนวไม้นานาชนิด มีกลิ่น
หอม งดงามดังสวนนันทนวันของเทวดา เป็นที่รื่น-
รมย์ใจยิ่งของผู้ที่ไปเนื่อง ๆ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็น
สมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๘. สมฺปนฺนนานาสุจิอนฺนปานา
สพฺยญฺชนา สาธุรเสน ยุตฺตา
ปเถสุ คาเม สุลภา มนุญฺา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ข้าวน้ำอันสะอาดนานาชนิด สมบูรณ์พร้อมทั้ง
กับแกล้ม ประกอบด้วยรสอร่อย หาได้ง่ายในหมู่บ้าน
ใกล้ทาง น่าชื่นใจ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัย
สมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๙. วิราชิตา อาสิ มหี สมนฺตา
วิจิตฺตวณฺณา กุสุมาสนสฺส
รตฺตินฺทโคเปหิ อลงฺกตาว
มโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
แผ่นดินแห่งที่ตั้งดอกไม้ ที่มีสีสรรงดงาม ก็
เรืองอร่ามไปโดยรอบ ยามราตรีก็ประดับด้วยหิ่งห้อย
ทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 73
ข้อ 1
๓๐. วิสุทฺธสทฺธาทิคุเณหิ ยุตฺตา
พุทฺธราชํ อภิปตฺถยนฺตา
หิ ตตฺเถว ชนา สมนฺตา
ย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ชนทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยคุณมีศรัทธาเป็นต้น
อันบริสุทธิ์ ปรารถนายิ่งนักซึ่งราชะคือภาวะเป็นพระ-
สัมพุทธเจ้า มีอยู่เป็นอันมากรอบ ๆ ณ แผ่นดินนั้น
นั่นแล ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๑. วิจิตฺรอารามสุโปกฺขรญฺโ
วิจิตฺนานาปทุเมหิ ฉนฺนา
ภิเสหิ ขีรํว รสํ ปวายติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
สระโบกขรณีอันงามน่ารื่นรมย์ ปกคลุมด้วย
ปทุมนานาชนิดอันงาม ย่อมหลั่งรสดุจน้ำมัน โดย
เหง้าทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๒. วิจิตฺรนีลจฺฉทเนนลงฺกตา
มนุญฺรุกฺขา อุภโตวกาเส
สมุคฺคตา สตฺตสมูทภูตา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 74
ข้อ 1
ต้นไม้น่าชื่นใจทั้งหลาย ประดับด้วยใบเขียวงาม
ขึ้นสล้าง ณ โอกาสสองข้างทาง เป็นที่ชุมนุมของสัตว์
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคี-
รสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๓. วิจิตฺรนีลพฺภมิวายตํ วนํ
สุรินฺทโลเก อิว นนฺ ทนํ วนํ
สพฺโพตุกํ สาธุสุคนฺธปุปฺผํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
วนะที่ครึ้มด้วยเมฆคือตัดต้นไม้เขียวตระการ มีดอก
บานงามและหอมทุกฤดู ดั่งนันทนวัน ในภพของ
องค์อัมรินทร์ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำ-
หรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๔. สุภฺชสํ โยชนโยชเนฺสุ
สุภิกฺขคามา สุลภา มนุญฺา
ชนาภิกิณฺณา สุลภนฺนปานา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หนทางดี ทุก ๆ โยชน์ หมู่บ้านมีอาหารดี หา
ได้ง่าย น่าชื่นใจ มีผู้คนหนาแน่น มีข้าวน้ำหาได้
สะดวก ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 75
ข้อ 1
๓๕. ปหูตฉายูทกรมฺมภูตา
นิวาสินํ สพฺพสุขปฺปทาตา
วิสาลสาลา จ สภา จ พหู
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ศาลากว้างและสภาที่ประชุม มีร่มเงาและน้ำ
มากพอน่ารื่นรมย์ มอบความสุขทุกอย่างแก่ผู้อยู่อาศัย
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
๓๖. วิจิตฺรนานาทุมสณฺฑมณฺฑิตา
มนุญฺอุยฺยานสุโปกฺขรญฺโ
สุมาปิตา สาธุสุคนฺธคนฺธา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
สระโบกขรณีดีในอุทยานที่น่าชื่นใจ ประดับด้วย
แนวต้นไม้นานาชนิดอันงาม อันธรรมดาสร้างสรรไว้
มีกลิ่นหอมกรุ่นสำเร็จประโยชน์ ข้าแต่พระมหาวีระ
เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๗. วาโต มุทูสีตลสาธุรูโป
นภา จ อพฺภา วิคตา สมนฺตา
ทิสา จ สพฺพาว วิโรจยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ลมอ่อนเย็นให้สำเร็จประโยชน์ และท้องฟ้าก็
ปราศจากเมฆหมอกโดยรอบทิศทั้งหลายก็สว่างไสวไป
หน้า 76
ข้อ 1
หมด ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๘. ปเถ รโชนุคฺคมนตฺถเมว
รตฺตึ ปวสฺสนฺติ จ มนฺทวุฏฺี
นเภ จ สูโร มุทุโกว ตาโป
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ฝนตกน้อยๆ ในราตรีเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองฟุ้งขึ้น
ที่หนทาง ดวงอาทิตย์ในท้องฟ้าก็มีแสงแดดอ่อน ๆ
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคี-
รสแล้ว พระเจ้าข้า.
๓๙. มทปฺปพาหา มทหตฺถิสงฺฆา
กเรณุสงฺเฆหิ สุกีฬยนฺติ
ทิสา วิธาวนฺติ จ คชฺชยนฺตา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ
ฝูงช้างพลายซุกซน มีงวงซุกซน หยอกเล่นกับ
ฝูงช้างพังทั้งหลาย ร้องคำรณวิ่งแล่นไปรอบทิศ ข้า
แต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
๔๐. วนํ สุนีลํ อภิทสฺสนียํ
นีลพฺภกูฏํ อิว รมฺมภูตํ
วิโลกิตานํ อติวิมฺหนียํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 77
ข้อ 1
วนะเขียวสด น่าพิศยิ่งนัก น่ารื่นรมย์ เป็น
ของน่าประหลาดสำหรับคนที่มองดู เหมือนยอดเมฆ
สีคราม ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๔๑. วิสุทฺธมพฺภํ คคนํ สุรมฺมํ
มณิมเยหิ สมลงฺกตาว
ทิสา จ สพฺพา อติโรจยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ท้องฟ้าปราศจากเมฆหมอก น่ารื่นรมย์ดี ทิศ
ทุกทิศจะเป็นเหมือนประดับด้วยสิ่งที่ทำด้วยแก้วมณี
รุ่งโรจน์อยู่ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๔๒. คนฺธพฺพวิชฺชาธรกินฺนรา จ
สุคีติยนฺตา มธุรสฺสเรน
จรนฺติ ตสฺมึ ปวเน สุรมฺเม
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
เหล่าคนธรรพ์ พิทยาธร และกินนรขับร้องเพลง
ด้วยเสียงอันไพเราะ พากันเที่ยวไปในป่าใหญ่ที่น่า
รื่นรมย์นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๔๓. กิเลสสงฺฆสฺส ภิตาสเกหิ
ตปสฺสิสงฺเฆหิ นิเสวิตํ วนํ
หน้า 78
ข้อ 1
วิหารอารามสมิทฺธิภูตํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
วนะอันหมู่ผู้มีตบะ ผู้กลัวแต่หมู่กิเลสของตนเอง
ซ่องเสพแล้ว เป็นวิหาร เป็นอารามที่สำเร็จประโยชน์
ข้าแต่พระมหาวีระเป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
๔๔. สมิทฺธินานาผลิโน วนนฺตา
อนากุลา นิจฺจมโนภิรมฺมา
สมาธิปีตึ อภิวฑฺฒยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
วนะให้สำเร็จผลต่าง ๆ ไม่อากูลเป็นที่น่ารื่นรมย์
ยิ่งแห่งใจเป็นนิตย์ เพิ่มพูนสมาธิจิตและปีติ ข้าแต่
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๔๕. นิเสวิตํ เนกทิเชหิ นิจฺจํ
คาเมน คามํ สตตํ วสนฺตา
ปุเร ปุเร คามวรา จ สนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
วนะอันฝูงนกเป็นอเนก ซ่องเสพอยู่เป็นนิตย์
หมู่คนจากบ้านตำบลหนึ่ง สู่บ้านตำบลหนึ่ง ก็อยู่กัน
เป็นประจำ หมู่บ้านทั้งหลาย ก็กลายเป็นแต่ละเมืองๆ
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรส
แล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 79
ข้อ 1
๔๖. วตฺถนฺนปานํ สยนาสนญฺจ
คนฺธญฺจ มาลญฺจ วิเลปนญฺจ
ตหึ สมิทฺธา ชนตา พหู จ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ชุมชนเป็นอันมาก อาศัยผ้า ข้าวน้ำ ที่นั่งที่นอน
ของหอม ดอกไม้และเครื่องลูบไล้ ก็สำเร็จประโยชน์
อยู่กันในเมืองนั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๔๗. ปุญฺญิทฺธิยา สพฺพยสคฺคปตฺตา
ชนา จ ตสฺมึ สุขิตา สมิทฺธา
ปหูตโภคา วิวิธา วสนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ชนทั้งหลายถึงความเลิศแห่งยศทุกอย่าง ด้วย
บุญฤทธิ์ มั่งคั่งมีโภคะต่าง ๆ อย่างเป็นอันมาก อยู่
ฉันเป็นสุขในเมืองนั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัย
สมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๔๘. นเภ จ อพฺภา สุวิสุทฺธวณฺณา
นิสา จ จนฺโท สุวิราชิโตว
รตฺติญฺจ วาโต มุทุสีตโล จ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
เมฆหมอกในท้องฟ้า ก็มีสีหมดจด ดวงจันทร์
ก็ส่องแสงสว่างไปตลอดทิศ และยามราตรี ลมก็โชย
หน้า 80
ข้อ 1
อ่อนๆ เย็นๆ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๔๙. จนฺทุคฺคเม สพฺพชนา ปหฏฺา
สกงฺคเณ จิตฺรกถา วทนฺตา
ปิเยหิ สทฺธึ อภิโมทยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
พอดวงจันทร์โผล่ขึ้นมา ชนทั้งปวง ก็ร่าเริง
สนทนากันแต่เรื่องที่ดีงาม ณ ลานบ้านของตน บันเทิง
ยิ่งนักกับคนรักทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัย
สมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๐. จนฺทสฺส รํสีหิ สภํ วิโรจิ
มหี จ สํสุทฺธมนุญฺวณฺณา
ทิสา จ สพฺพา ปริสุทฺธรูปา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
รัศมีแห่งดวงจันทร์ สว่างตลอดท้องฟ้า พื้น
แผ่นพสุธา ก็มีสีสรรหมดจดน่าชื่นใจ และทิศทั้งหลาย
ก็บริสุทธิ์ไปหมด ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๑. ทูเร จ ทิสฺวา วรจนฺทรํสี
ปุปฺผึสุ ปุปฺผานิ มหีตลสฺมึ
สมนฺตโต คนฺธคุณตฺถิกานํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 81
ข้อ 1
เพราะต้องรัศมีแห่งดวงจันทร์อันประเสริฐแต่ไกล
ดอกไม้ทั้งหลาย บนผืนแผ่นดินโดยรอบ จึงแย้มบาน
สำหรับคนทั้งหลายที่ต้องการคุณคือความหอม ข้าแต่
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๕๒. จนทสฺส รํสีหิ วิลิมฺปิตาว
มหี สมนฺตา กุสุเมนลงฺกตา
วิโรจิ สพฺพงฺคสุมาลินีว
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
พื้นแผ่นดินถูกฉาบไว้ ด้วยรัศมีแห่งดวงจันทร์
ประดับดอกไม้โดยรอบก็สง่างาม ดั่งสตรีประดับมาลัย
งามทั่วสรรพางค์ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๓. กุจนฺติ หตฺถีปิ มเทน มตฺตา
วิจิตฺตปิญฺฉา จ ทิชา สมนฺตา
กโรนฺติ นาทํ ปวเน สุรมฺเม
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
แม้ช้างทั้งหลาย เมามัน ก็ส่งเสียงโกญจนาท
และเหล่านกที่มีขนหางงาม ก็ร้องลั่นรอบป่าใหญ่ ที่
น่ารื่นรมย์ดี ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำ-
หรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 82
ข้อ 1
๕๔. ปถญฺจ สพฺพํ ปฏิปชฺชนกฺขมํ
อิทฺธํ จ รฏฺํ สธนํ สโภคํ
สพฺพตฺถุตํ สพฺพสุขปฺปทานํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
อนึ่งหนทางทุกสายก็ควรแก่การเดิน ทั้งรัฐอาณา-
จักรก็มั่งคั่ง มีทรัพย์ มีโภคะ มี่ทุกสิ่ง ให้ความสุขทุก
อย่าง ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระ-
อังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๕. วนญฺจ สพฺพํ สุวิจิตฺตรูปํ
สุมาปิตํ นนฺทนกานนํว
ยตีน ปีตึ สตตํ ชเนติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
วนะทุกวนะ ล้วนแต่งดงาม อันธรรมดาสร้าง
สรรไว้ ประดุจสวนนันทนวัน ให้เกิดปิติแก่นักพรต
ทั้งหลายเนืองๆ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๖. อลงฺกตํ เทวปุรํว รมฺมํ
กปิลวตฺถุํ อิติ นามเธยฺยํ
กุลนครํ อิธ สสฺสิริกํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสาน.
พระนครของพระสกุล มีนามว่า กรุงกบิลพัศดุ์
ประดับประดาน่ารื่นรมย์ ดุจเทพนคร เป็นพระนคร
หน้า 83
ข้อ 1
มีสิริสง่าในโลกนี้ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๗. มนุญฺอฏฺฏาลวิจิตฺตรูปํ
สุผุลฺลปงฺเกรุหสณฺฑมณฺฑิตํ
วิจิตฺตปริขาหิ ปุรํ สุรมฺมํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
พระนครงดงามด้วยหอรบน่าชื่นใจ ประดับด้วย
บัวบานสะพรั่ง น่ารินรมย์อย่างดี ด้วยค่ายคูอันวิจิตร
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคี-
รสแล้ว พระเจ้าข้า.
๕๘. วิจิตฺตปาการญฺจ โตรณญฺจ
สุภงฺคณํ เทวนิวาสภูตํ
มนุญฺญวิถิ สุรโลกสนฺนิภํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ปราการอันวิจิตร เสาระเนียด และพระลานอัน
งาม เป็นที่ประทับขององค์สมมติเทพ [พระมหา-
กษัตริย์] ถนนที่น่าชื่นใจ ดุจดั่งเทวโลก ข้าแต่
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๕๙. อลงฺกตา สากิยราชปุตตา
วิราชมานา วรภูสเนหิ
สุรินฺทโลเก อิว เทวปุตฺตา
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
หน้า 84
ข้อ 1
เหล่าศากยราชบุตรแต่งพระองค์ งามรุ่งเรือง
ด้วยเครื่องประดับอันประเสริฐ ประดุจเหล่าเทพบุตร
ในภพอัมรินทร์ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควร
สำหรับพระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๖๐. สุทฺโธทโน มุนิวรํ อภิทสฺสนาย
อมจฺจปุตฺเต ทสธา อเปสยิ
พเลน สทฺธึ มหตา มุนินฺท
สมโย มหาวีร องฺคิรสานํ.
ข้าแต่พระจอมมุนี พระเจ้าสุทโธทนะมหาราช มี
พระราชประสงค์จะทรงพบพระจอมมุนี จึงทรงส่งบุตร
อมาตย์ พร้อมด้วยกองกำลังขนาดใหญ่ ถึง ๑๐ ครั้ง
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคี-
รสแล้ว พระเจ้าข้า.
๖๑. เนวาคตํ ปสฺสติ เนว วาจํ
โสกาภิภูตํ นรวีรเสฏฺํ
โตเสตุมิจฺฉามิ นราธิปตฺตํ
สมโย มหาวีรํ วงฺคีรนานํ
พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ไม่ทรงเห็นพระองค์
เสด็จมา ไม่ทรงได้ยินพระวาจา ข้าพระองค์ประสงค์
จะปลอบพระองค์ผู้แกล้วกล้าผู้ประเสริฐสุดในนรชน
ผู้เป็นเจ้าแห่งนรชน ซึ่งถูกความเศร้าโศกครองงำแล้ว
ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคี-
รสแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 85
ข้อ 1
๖๒. ตํทสฺสเนนพฺภุตปีติราสิ
อุทิกฺขมานํ ทฺวิปทานมินฺทํ
โตเสหิ ตํ มุนินฺท คุณเสฏฺํ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ข้าแต่พระจอมมุนี ผู้มีกองปีติน่าอัศจรรย์ เพราะ
การเห็นพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปลอบ พระผู้
เป็นเจ้าแห่งหมู่มนุษย์ ผู้มีพระคุณอันประเสริฐ ซึ่งตั้ง
พระเนตรรอคอยพระองค์นั้นด้วยเถิด ข้าแต่พระมหา
วีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว พระ-
เจ้าข้า.
๖๓. อาสาย กสฺสเต เขตฺตํ พีชํ อาสาย วปฺปติ
อาสาย วาณิชา ยนฺติ สมุทฺทํ ธนหารกา
ยาย อาสาย ติฏฺามิ สา เม อาสา สมิชฺฌตุ.
ชาวนาไถนาก็ด้วยความหวัง หว่านพืชก็ด้วย
ความหวัง พ่อค้านำทรัพย์ไปทางทะเลก็ด้วยความหวัง
ข้าพระองค์ยืนหยัดอยู่ด้วยความหวังใด ขอความหวัง
นั้นจงสำเร็จแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด.
๖๔. นาติสีตํ นาติอุณฺหํ นาติทุพฺภิกฺขฉาตกํ
สทฺทลา หริตา ภูมิ เอส กาโล มหามุนี.
ข้าแต่พระมหามุนี ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก
อาหารหาไม่ยากและไม่อดอยาก พื้นแผ่นดินเขียวขจี
ด้วยหญ้าแพรก นี้เป็นกาลอันสมควรแล้ว พระเจ้าข้า.
หน้า 86
ข้อ 1
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า ดูก่อนอุทายี เธอสรรเสริญ
การเดินทาง ทำไมหนอ. ท่านพระอุทายีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระชนกของพระองค์ มีพระราชประสงค์จะพบ
พระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงทำการสงเคราะห์พระประยูรญาติเถิด พระเจ้าข้า
พระศาสดาตรัสว่า ดีละ อุทายี เราตถาคตจักทำการสงเคราะห์พระประยูรญาติ
ถ้าอย่างนั้น เธอจงบอกกล่าวแก่ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจักบำเพ็ญคมิยวัตร
[ธรรมเนียมของภิกษุผู้จะเดินทาง]. พระเถระทูลรับพระพุทธดำรัสว่า ดีละ
พระเจ้าข้า แล้วก็บอกกล่าวแก่ภิกษุสงฆ์.
พระศาสดาทรงแวดล้อมด้วยภิกษุขีณาสพรวมทั้งหมดสองหมื่นรูป คือ
กุลบุตรชาวอังคะและมคธะหมื่นรูป กุลบุตรชาวกรุงกบิลพัสดุ์หมื่นรูป เสด็จ
ออกจากกรุงราชคฤห์ เดินทางวันละโยชน์ ๆ สองเดือนก็เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงแล้ว ฝ่ายเจ้าศากยะทั้งหลาย ก็ช่วยกันเลือก
สถานที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยหมายพระทัยจักพบพระญาติผู้
ประเสริฐสุดของตน จึงกำหนดแน่ชัดว่า อารามของนิโครธศากยะ น่ารื่น-
รมย์ ให้จัดทำวิธีปฏิบัติทุกวิธี จึงพากันถือของหอมและดอกไม้ออกไปรับเสด็จ
แต่งพระองค์ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง บูชาด้วยของหอมดอกไม้และจุรณเป็นต้น
ต้น นำเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยังนิโครธารามนั่นแล.
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระขีณาสพสองหมื่นรูปแวดล้อม
แล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อย่างดีที่เขาจัดไว้. ฝ่ายพวกเจ้าศากยะ เป็น
ชาติมีมานะ กระด้างเพราะมานะ ต่างคิดกันว่า สิทธัตถกุมารหนุ่มกว่าเรา
เป็นกนิษฐภาดา เป็นบุตร เป็นภาคิไนย เป็นนัดดา จึงกล่าวกะเหล่าราชกุมาร
ที่หนุ่ม ๆ ว่า พวกเจ้าจงไหว้ เราจักนั่งอยู่ข้างหลัง ๆ พวกเจ้า. เมื่อเจ้าศากยะ
หน้า 87
ข้อ 1
เหล่านั้นนั่งแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น
แล้ว ทรงพระดำริว่า พระญาติเหล่านี้ไม่ยอมไหว้เรา เพราะตนเป็นคนแก่
เปล่า เพราะพระญาติเหล่านั้น ไม่รู้ว่า ธรรมดาของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นไร
ธรรมดากำลังของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นไร หรือว่าธรรมดาของพระพุทธเจ้าเป็น
เช่นนี้ ธรรมดากำลังของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ ถ้ากระไร เราเมื่อจะแสดง
กำลังของพระพุทธเจ้าและกำลังของฤทธิ์ ก็ควรทำปาฏิหาริย์ จำเราจะเนรมิตที่
จงกรมแล้วด้วยรัตนะล้วน กว้างขนาดหมื่นจักรวาลในอากาศ เมื่อจงกรม ณ
ที่จงกรมนั้น ตรวจดูอัธยาศัยของมหาชนแล้ว จึงจะแสดงธรรม. ด้วยเหตุนั้น
เพื่อแสดงความปริวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย
จึงกล่าวว่า
เพราะพระญาติเหล่านั้น พร้อมทั้งเทวดาและ
มนุษย์ ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดคนนี้เป็นเช่นไร
กำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเป็นเช่นไร กำลังของพระ-
พุทธเจ้าเป็นประโยชน์เพื่อเกื้อกูลแก่โลกเป็นเช่นไร.
เพราะพระญาติเหล่านั้น พร้อมทั้งเทวดาและ
มนุษย์ไม่รู้ดอกว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดคนเป็นเช่นนี้
กำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเป็นเช่นนี้ กำลังของพระ-
พุทธเจ้า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกเป็นเช่นนี้.
เอาเถิด จำเราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้าอัน
ยอดเยี่ยม จักเนรมิตที่จงกรมประดับด้วยรัตนะ ใน
นภากาศ.
หน้า 88
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เหเต ชานนฺติ ความว่า เพราะว่า
พระญาติเหล่านั้น ไม่ทรงรู้. น อักษร มีอรรถปฏิเสธ. หิ อักษร เป็น
นิบาตลงในอรรถว่าเหตุ อธิบายว่า เพราะเหตุที่เทวดาและมนุษย์มีพระญาติ
เป็นต้นของเราเหล่านั้น เมื่อเราไม่ทำให้แจ่มแจ้งถึงกำลังของพระพุทธเจ้า และ
กำลังของฤทธิ์ ก็ย่อมไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ กำลังของฤทธิ์เป็นเช่นนี้
ฉะนั้น เราจะพึงแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า และกำลังของฤทธิ์ของเรา ดังนี้.
ท่านประสงค์เอาอุปปัตติเทพว่า เทวดา ในคำว่า สเทวมนุสฺสา นี้. เป็นไป
กับเทวดาทั้งหลาย เหตุนั้น จึงว่า สเทวา คนเหล่านั้นคือใคร คือมนุษย์.
มนุษย์ทั้งหลายพร้อมกับเทวดา ชื่อว่า สเทวมานุสา. อีกนัยหนึ่ง พระเจ้า
สุทโธทนะ สมมติเทพ ท่านประสงค์เอาว่า เทวดา. เป็นไปกับเทวดา คือ
พระเจ้าสุทโธทนะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า สเทวา. มนุษย์ที่เป็นพระญาติ ชื่อว่า
มานุสา. มนุษย์ทั้งหลาย พร้อมด้วยเทวดา คือพร้อมด้วยพระเจ้าสุทโธทนะ
ชื่อว่า สเทวมานุสา. อธิบายว่า หรือว่า มนุษย์ที่เป็นญาติของเราเหล่านี้
พร้อมด้วยพระราชา ย่อมไม่รู้กำลังของเรา. แม้เทวดาที่เหลือก็สงเคราะห์เข้าไว้
ด้วย. เทวดาทั้งหมด ท่านเรียกว่า เทวดา เพราะอรรถว่า เล่น. ชื่อว่า
เล่น เป็นอรรถของธาตุมีกีฬธาตุเป็นต้น. อีกนัยหนึ่ง เทวดาด้วย มนุษย์
ด้วย ชื่อว่าเทวดาและมนุษย์. เป็นไปกับด้วยเทวดาและมนุษย์ ชื่อว่า สเทว-
มานุสา. เหล่านั้นคือใคร. พึงเห็นการเติมคำที่เหลือว่า โลกา โลกทั้งหลาย.
บทว่า พุทฺโธ ได้แก่ ชื่อว่า พุทธะ เพราะตรัสรู้ รู้ตามซึ่งสัจธรรมทั้ง ๔.
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
อภิญฺเยฺยํ อภิญฺาตํ ภาเวตพฺพญฺจ ภาวิตํ
ปหาตพฺพํ ปหีนํ เม ตสฺมา พุทฺโธสฺมิ พฺราหฺมณ.
หน้า 89
ข้อ 1
สิ่งที่ควรรู้ยิ่งเราก็รู้ยิ่งแล้ว สิ่งที่ควรเจริญเราก็
เจริญแล้ว สิ่งที่ควรละเราก็ละแล้ว เพราะฉะนั้น เรา
จึงเป็นพุทธะ นะพราหมณ์.
ก็ในที่นี้ พึงเห็นว่า พุทธศัพท์ สำเร็จความในอรรถว่า เป็นกัตตุการก
(ปฐมาวิภัตติ) ชื่อว่า พุทธะ เพราะเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ผู้บรรลุคุณวิเศษ
ทราบกันอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ
หนอ. ในที่นี้ พึงเห็นว่า พุทธศัพท์สำเร็จความในอรรถว่า เป็นกรรมการก.
หรือว่า ความรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีอยู่ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ชื่อว่า พุทธะ อธิบายว่า ผู้ทรงมีความรู้. คำนั้นทั้งหมดพึงทราบตามแนวศัพท-
ศาสตร์. บทว่า กีทิสโก ความว่า เป็นเช่นไร น่าเห็นอย่างไร เสมือนอะไร
มีผิวอย่างไร มีทรวดทรงอย่างไร ยาวหรือสั้น.
บทว่า นรุตฺตโม ได้แก่ ความสูงสุด ความล้ำเลิศ ความประเสริฐสุด
แห่งนรชน หรือในนรชนทั้งหลาย เหตุนั้น จึงชื่อว่า นรุตตมะ.
ความสำเร็จ ชื่อว่า อิทธิ ในคำว่า อิทฺธิพลํ นี้. ชื่อว่า อิทธิ
เพราะอรรถว่า สำเร็จผล เพราะอรรถว่าได้. อีกนัยหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายสำเร็จ
ได้ด้วยคุณชาตินั้น คือเป็นผู้สำเร็จ จำเริญ ถึงความสูงยิ่ง เหตุนั้น คุณชาติ
นั้น จึงชื่อว่า อิทธิ คุณชาติเครื่องสำเร็จ.
ก็อิทธินั้นมี ๑๐ อย่าง เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า
บทว่า อิทฺธิโย ได้แก่ อิทธิ ๑๐๑ อย่าง. อะไรบ้าง คือ อธิษฐานา-
อิทธิ ๑ วิกุพพนาอิทธิ ๑ มโนมยาอิทธิ ๑ ญาณวิปผาราอิทธิ ๑
สมาธิวิปผาราอิทธิ ๑ อริยาอิทธิ ๑ กัมมวิปากชาอิทธิ ๑ ปุญญวโต-
อิทธิ ๑ วิชชามยาอิทธิ ๑ ชื่อว่า อิทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ เพราะ
ประกอบโดยชอบในกิจกรรมนั้น ๆ เป็นปัจจัย ๑
๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๘๐
หน้า 90
ข้อ 1
อิทธิเหล่านั้น ต่างกันดังนี้. โดยปกติคนเดียวย่อมนึกเป็นมากคน
นึกเป็นร้อยคนหรือพันคนแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า เราเป็นมากคน ฤทธิ์ที่
แยกตัวแสดงอย่างนี้ ชื่อว่า อธิษฐานาอิทธิ เพราะสำเร็จด้วยอำนาจอธิษฐาน.
อธิษฐานาอิทธินั้น มีความดังนี้ ภิกษุเข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา
ออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว ถ้าปรารถนาเป็นร้อยคน ก็ทำบริกรรมด้วยบริ-
กรรมจิตเป็นกามาวจรว่า เราเป็นร้อยคน เราเป็นร้อยคน แล้วเข้าฌาณอันเป็น
บาทแห่งอภิญญาอีก ออกจากฌานนั้นแล้วนึกอธิษฐานอีก ก็เป็นร้อยคน
พร้อมกับจิตอธิษฐานนั่นเอง. แม้ในกรณีพันคนเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ใน
อธิษฐานาอิทธินั้น จิตที่ประกอบด้วยปาทกฌาน มีนิมิตเป็นอารมณ์ บริกรรม
จิตมีร้อยคนเป็นอารมณ์บ้าง มีพันคนเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์บ้าง
บริกรรมจิตเหล่านั้นแล เป็นไปโดยอำนาจแห่งสี มิได้เป็นไปโดยอำนาจ
แห่งบัญญัติ แม้อธิษฐานจิต ก็มีร้อยคนเป็นอารมณ์อย่างเดียว. แต่อธิษฐาน
จิตนั้น ก็เหมือนอัปปนาจิต เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูจิตเท่านั้น ประกอบด้วย
จตุตถฌานฝ่ายรูปาวจร. แต่ผู้นั้น ละเพศปกติเสีย แสดงเพศกุมารบ้าง แสดง
เพศนาคบ้าง แสดงเพศครุฑบ้าง ฯลฯ แสดงกระบวนทัพแม้ต่างๆ บ้าง ฤทธิ์
ที่มาโดยอาการดังกล่าวมาอย่างนี้ ชื่อว่า วิกุพพนาอิทธิ เพราะเป็นไป โดย
ละเพศปกติ ทำให้แปลก ๆ ออกไป.
ฤทธิ์ที่มาโดยนัยนี้ว่า ภิกษุในพระศาสนานี้เนรมิตกายอื่นนอกจากกาย
นี้ มีรูป สำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
เป็นต้น ชื่อว่า มโนมยาอิทธิ [มโนมยิทธิ] เพราะเป็นไปโดยสำเร็จแห่ง
สรีระที่สำเร็จมาแต่ใจ อันอื่น ในภายในสรีระนั่นเอง.
๑. ดู. ขุ.ป. ๓๑/ข้อ ๗๙๔
หน้า 91
ข้อ 1
คุณวิเศษที่บังเกิดด้วยอานุภาพแห่งพระอรหัตญาณ อันพึงได้ด้วย
อัตภาพนั้น ก่อนหรือหลังญาณเกิด หรือในขณะนั้นเอง ชื่อว่า ญาณวิปผารา
อิทธิ. ท่านพระพากุละ และท่านพระสังกิจจะ ก็มีญาณวิปผาราอิทธิ. เรื่อง
พระเถระทั้งสองนั้น พึงกล่าวไว้ในข้อนี้.
คุณวิเศษที่บังเกิดด้วยอานุภาพสมถะก่อนหรือหลังสมาธิ หรือในขณะ
นั้นเองชื่อว่า สมาธิวิปผาราอิทธิ. ท่านพระสารีบุตร ก็มีสมาธิวิปผาราอิทธิ.
ท่านพระสัญชีวะ ก็มีสมาธิวิปผาราอิทธิ. อุตตราอุบาสิกา ก็มีสมาธิวิปผาราอิทธิ
สามาวดีอุบาสิกา ก็มีสมาธิวิปผาราอิทธิ เรื่องทั้งหลายของท่านเหล่านั้นดังกล่าว
มานี้ ก็พึงกล่าวในข้อนี้ แต่ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวไว้พิศดาร เพื่อบรรเทาโทษ
คือความยืดยาวของคัมภีร์.
อริยาอิทธิเป็นอย่างไร ภิกษุในพระศาสนานี้ ถ้าหวังว่า เรานั่งอยู่
มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูลไซร้ ย่อมอยู่ มีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลอยู่
ในอารมณ์นั้น ถ้าหวังว่าเราพึงอยู่ มีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลไซร้
ย่อมอยู่ มีความว่าปฏิกูลในอารมณ์นั้น ฯลฯ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ใน
อารมณ์นั้น. แม้อิทธินี้ก็ชื่อว่า อริยาอิทธิ เพราะเป็นแดนเกิดแห่งพระอริยะ
ทั้งหลายผู้ถึงความชำนาญทางใจ.
กัมมวิปากชาอิทธิเป็นอย่างไร ฤทธิ์มีการไปทางอากาศได้เป็นต้น
ของเหล่านกทั้งหมด ของเทวดาทั้งหมด ของมนุษย์ต้นกัปและของวินิปาติกสัตว์
บางเหล่าชื่อว่า กัมมวิปากชาอิทธิ.
ปุญญวโตอิทธิเป็นอย่างไร. พระเจ้าจักรพรรดิเสด็จทางอากาศไป
กับกองทัพ ๔ เหล่า. ภูเขาทองขนาด ๘๐ ศอก บังเกิดแก่ชฏิลกคฤหบดี ฤทธิ์
นี้ชื่อว่า ปุญญวโตอิทธิ. โฆสกคฤหบดี แม้เมื่อถูกเขาพยายามฆ่าในที่ ๗ แห่ง
หน้า 92
ข้อ 1
ก็ไม่เป็นไร ชื่อว่า ปุญญวโตอิทธิ. ความปรากฏของแพะทั้งหลาย ที่ทำด้วย
รัตนะ ๗ในประเทศประมาณ ๘ กรีสแก่เมณฑกเศรษฐี ชื่อว่าปุญญวโตอิทธิ.
วิชชามยาอิทธิเป็นอย่างไร ฤทธิ์ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า พวก
วิทยาธรร่ายวิทยาเหาะได้ แสดงช้างในอากาศบนท้องฟ้า โอกาสที่เห็นได้ใน
ระหว่างช้าง ฯลฯ แสดงกระบวนทัพต่างๆ บ้าง ชื่อว่า วิชชามยาอิทธิ.
คุณวิเศษที่ทำกิจกรรมนั้นแล้วบังเกิด เป็นอิทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ
ด้วยการประกอบโดยชอบเป็นปัจจัย ดังนี้ อิทธินี้ จึงชื่อว่า อิทธิ เพราะ
อรรถว่า สำเร็จ ด้วยการประกอบโดยชอบในกิจกรรมนั้น ๆ เป็นปัจจัย.
อธิบายว่า กำลังแห่งฤทธิ์ ๑๐ อย่างนี้ชื่อว่า อิทธิพละ กำลังแห่งฤทธิ์ พระญาติ
เหล่านี้ ไม่รู้จักกำลังแห่งฤทธิ์ของเรา.
กำลังแห่งปัญญาคือพระอรหัตมรรค อันให้คุณวิเศษที่เป็นโลกิยะและ
โลกุตระทั้งหมด ท่านประสงค์ว่า กำลังแห่งปัญญา. พระญาติเหล่านี้ไม่รู้จัก
กำลังแห่งปัญญาแม้นั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า คำว่ากำลังแห่งปัญญานี้
เป็นชื่อของญาณที่ไม่สาธารณะ ๖ ประการ. พุทธานุภาพหรือทศพลญาณ
ชื่อว่ากำลังแห่งพระพุทธเจ้าในคำว่า กำลังแห่งพระพุทธเจ้านี้. ญาณ ๑๐ คือ
๑. ฐานาฐานญาณ ญาณที่กำหนดรู้ฐานะเหตุที่ควรเป็นได้ และ
อฐานะ เหตุที่ไม่ควรเป็นได้.
๒. อตีตานาคตปัจจุปปันนกัมมวิปากชานนญาณ ปรีชากำหนด
รู้ผลแห่งกรรมที่เป็นอดีตและปัจจุบัน.
๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชากำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง
๔. อเนกธาตุนานาธาตุโลกชานนญาณ ปรีชากำหนดรู้โลกคือ
รู้ธาตุเป็นอเนกและธาตุต่างๆ.
หน้า 93
ข้อ 1
๕. นานาธิมุตติกญาณ ปรีชากำหนดรู้อธิมุตติคืออัธยาศัยของสัตว์
ทั้งหลายอันเป็นต่างๆ กัน.
๖. อาสยานุสยญาณ [อินทริยปโรปริยัตตญาณ] ปรีชากำหนด
รู้ ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย.
๗. ฌานวิโมกขสมาธิสมาปัตติสังกิเลสโวทานวุฏฐานยถา-
ภูตญาณ ปรีชากำหนดรู้ตามเป็นจริงในความเศร้าหมองความบริสุทธิ์และ
ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ.
๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาฌ ปรีชากำหนดรู้ระลึกชาติหนหลังได้.
๙. จุตูปปาตญาณ ปรีชากำหนดรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย.
๑๐. อาสวักขยญาณ ปรีชากำหนดรู้ทำอาสวะให้สิ้นไป.
คำว่า กำลังแห่งพระพุทธเจ้า เป็นชื่อของญาณ ๑๐ เหล่านี้. บทว่า
เอทสํ แปลว่า เช่นนี้ . หรือปาฐะ ก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตสงในอรรถว่าร้องเชิญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงชี้พระองค์ด้วยบทว่า อหํ. ทรงอธิบายว่าอย่างไร ทรงอธิบายว่า ก็เพราะ
เหตุที่ญาติทั้งหลายของเราไม่รู้กำลังแห่งพระพุทธเจ้าหรือพุทธคุณ อาศัยความ
ที่ตนเป็นคนแก่เปล่า ไม่ไหว้เราผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุดในโลกทั้งปวง ด้วย
อำนาจมานะอย่างเดียว ฉะนั้น ธงคือมานะของพระญาติเหล่านั้นมีอยู่ เราจะ
รานมานะแล้วจึงพึงแสดงธรรมเพื่อพระญาติจะได้ไหว้เรา. บทว่าทสฺสยิสฺสามิ
ได้แก่ พึงแสดง. ปาฐะว่า ทสฺเสสฺสามิ ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือน
กัน. บทว่า พุทฺธพลํ ได้แก่ พุทธานุภาพ หรือญาณวิเศษของพระพุทธเจ้า.
บทว่า อนุตฺตรํ แปลว่า ไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่า. สถานที่จงกรมท่านเรียกว่า
จงฺกมํ ที่จงกรม. บทว่า มาปยิสฺสามิ ได้แก่ พึงเนรมิต. ปาฐะว่า จงฺกมนํ
หน้า 94
ข้อ 1
มาเปสฺสามิ ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน . บทว่า นเภ ได้แก่ ใน
อากาศ. บทว่า สพฺพรตนมณฺฑิตํ ได้แก่ ตกแต่งประดับด้วยรัตนะ เพราะ
อรรถว่าให้เกิดความยินดีทั้งหมด อย่างละ ๑๐ ๆ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี
แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงินทองและแก้วลาย ชื่อว่าประดับด้วย
รัตนะทั้งปวง. ซึ่งที่จงกรมนั้นอันประดับด้วยรัตนะทั้งปวง อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า นเภ รตนมณฺฑิตํ ประดับด้วยรัตนะในนภากาศก็มี.
ครั้งนั้น พอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริอย่างนี้ เทวดาทั้งหลายมี
ภุมมเทวดาเป็นต้น ที่อยู่ในหมื่นจักรวาล ก็มีใจบันเทิง พากันถวายสาธุการ.
พึงทราบว่า พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะประกาศความข้อนั้น ก็ได้ตั้ง
คาถาเป็นต้นว่า
เหล่าเทวดาภาคพื้นดิน ชั้นจาตุมหาราช ชั้นดาว-
ดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวส-
วัตดี และเหล่าเทวดาฝ่ายพรหม ก็พากันร่าเริงเปล่ง
เสียงดังถูกก้อง.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุมฺมา ได้แก่ ที่ตั้งอยู่ภาคพื้นดิน เช่น
ตั้งอยู่ที่หิน ภูเขา ป่าและต้นไม้เป็นต้น. บทว่า มหาราชิกา ได้แก่ ผู้เป็น
ฝ่ายมหาราช. อธิบายว่า เทวดาที่อยู่ในอากาศได้ยินเสียงของเหล่าเทวดาที่อยู่
ภาคพื้นดิน ก็เปล่งเสียงดัง ต่อนั้น เทวดาเมฆหมอก จากนั้นเทวดาเมฆร้อน
เทวดาเมฆเย็น เทวดาเมฆฝน เทวดาเมฆลม ต่อจากนั้น เทวดาชั้นจาตุ-
มหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวส-
วัตดี ต่อจากนั้นหมู่พรหม พรหมชั้นพรหมปุโรหิต ชั้นมหาพรหม ชั้น
หน้า 95
ข้อ 1
ปริตตาภา ชั้นอัปปมาณาภา ชั้นอาภัสสรา ชั้นปริตตสุภา ชั้นอัปปมาณสุภา
ชั้นสุภกิณหา ชั้นเวหัปผลา ชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา ชั้นสุทัสสา ชั้นสุทัสสี
ต่อจากนั้น เทวดาชั้นอกนิษฐา ได้ยินเสียงก็เปล่งเสียงดัง เทวดามนุษย์และนาค
เป็นต้นทั้งหมด ในสถานที่ ๆโสตายตนะรับฟังได้ เว้นอสัญญีสัตว์และอรูปวจร-
สัตว์ มีใจตกอยู่ใต้อำนาจปีติ ก็พากันเปล่งเสียงดังก้องสูงลิบ. บทว่า อานนฺ-
ทิตา ได้แก่ มีใจบันเทิงแล้ว อธิบายว่า เกิดปีติโสมนัสเอง. บทว่า วิปุลํ
ได้แก่ หนาแน่น.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงเข้าสมาบัติที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ใน
ลำดับที่ทรงพระพุทธดำริแล้วนั่นเอง ทรงอธิษฐานว่า ขอแสงสว่างจงมีทั้ง
หมื่นจักรวาล. พร้อมกับอธิษฐานจิตนั้น แสงสว่างก็ปรากฏ ตั้งแต่แผ่นดินไป
จนจดอกนิษฐภพ. ด้วยเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
แผ่นดินพร้อมทั้งเทวโลกก็สว่างจ้า โลกันตริก-
นรกอันหนาก็ปิดไว้ไม่ได้ ความมืดทึบก็ถูกขจัดใน
ครั้งนั้น เพราะพบปาฏิหาริย์ อันน่ามหัศจรรย์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสิตา แปลว่า สว่างแจ้งแล้ว. ใน
คำว่า ปฐวีนี้ ปฐวีนี้มี ๔ อย่าง คือ กักขฬปฐวี สสัมภารปฐวี นิมิตตปฐวี
สมมุติปฐวี.
ในปฐวี ๔ อย่างนั้น ปฐวีที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีเป็นต้นว่า ผู้มีอายุ
ปฐวีธาตุภายในเป็นอย่างไร. ของหยาบ ของแข้น ภายใน จำเพาะตน อันใด
ดังนี้ อันนี้ชื่อว่า กักขฬปฐวี.
หน้า 96
ข้อ 1
ปฐวีที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีเป็นต้นว่า อนึ่งภิกษุใดขุดเองก็ดี ใช้ให้ขุด
ก็ดีซึ่งแผ่นดินดังนี้ ชื่อว่า สสัมภารปฐวี ปฐวีธาตุ ๒๐ ส่วน มีเกศา ผมเป็น
ต้น และส่วนภายนอกมีเหล็ก โลหะเป็นต้นอันใด ปฐวีแม้นั้น เป็นปฐวีพร้อม
ด้วยส่วนประกอบมีวรรณะ สีเป็นต้น เหตุนั้นจึงชื่อว่า สสัมภารปฐวี.
ปฐวีที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีเป็นต้นว่า ภิกษุรูปหนึ่ง ย่อมจำได้ซึ่งปฐวี
กสิณดังนี้ ชื่อว่า นิมิตตปฐวี ท่านเรียกว่า อารัมมณปฐวี บ้าง.
ผู้ได้ฌานมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ บังเกิดในเทวโลกย่อมได้ชื่อว่าปฐวี-
เทพ โดยการบรรลุปฐวีกสิณฌาน สมจริง ดังที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีเป็นต้นว่า
อาโปเทพและปฐวีเทพ ดังนี้ นี้ชื่อว่า สมมติปฐวี. พึงทราบว่าชื่อว่า ปัญญัติ-
ปฐวี. แต่ในที่นี้ประสงค์เอาสสัมภารปฐวี.
บทว่า สเทวกา แปลว่า พร้อมทั้งเทวโลก. ปาฐะว่า สเทวตา ก็มี
ถ้ามีก็ดีกว่า. ความก็ว่า มนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกสว่างจ้าแล้ว. บทว่า ปุถู
แปลว่า มาก. คำว่า โลกนฺตริกา นี้เป็นชื่อของสัตว์นรกจำพวกอสุรกาย ก็
โลกันตริกนรกเหล่านั้น เป็นโลกันตริกนรก นรกหนึ่ง ระหว่างจักรวาลทั้ง
สาม. โลกันตริกนรก นรกหนึ่งๆ ก็เหมือนที่ว่างตรงกลางของล้อเกวียน ๓
ล้อ ซึ่งตั้งจดกันและกัน ว่าโดยขนาด ก็แปดพันโยชน์. บทว่า อุสํวุตา
ได้แก่ ไม่ตั้งอยู่เบื้องต่ำ. บทว่า ตโม จ ได้แก่ ความมืด. บทว่า ติพฺโพ
ได้แก่ หนาทึบ. เป็นความมืดเป็นนิตย์ เพราะไม่มีแสงสว่างของดวงจันทร์
และดวงอาทิตย์. บทว่า วิหโต ได้แก่ ถูกกำจัดแล้ว. บทว่า ตทา ความว่า
กาลใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ทรงแผ่
แสงสว่างเพื่อทรงทำปาฏิหาริย์ กาลนั้นความมืดทึบอันตั้งอยู่ในโลกันตริกนรก
ทั้งหลายก็ถูกกำจัดให้หายไป.
หน้า 97
ข้อ 1
บทว่า อจฺเฉรกํ ได้แก่ ควรแก่การปรบมือ. อธิบายว่าควรแก่การ
ปรบด้วยนิ้วมือโดยความประหลาดใจ. บทว่า ปาฏิหีรํ ได้แก่ ชื่อว่าปาฏิหีระ
เพราะนำปฏิปักษ์ไป. หรือ ชื่อว่าปาฏิหีระ เพราะนำไปเฉพาะซึ่งดวงจิตที่เข้า
ถึงทิฏฐิและมานะของสัตว์ทั้งหลาย. หรือว่า ชื่อว่าปาฏิหีระ เพราะนำมาเฉพาะ
ซึ่งความเลื่อมใสของสัตว์ทั้งหลายผู้ยังไม่เลื่อมใส. ปาฐะว่า ปาฏิเหระ ดังนี้ก็มี.
ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน คำนี้เป็นชื่อของคุณวิเศษแห่งวิธีการจัดแสงสว่างใน
ข้อนี้. พึงนำคำนี้ว่า เทวดา มนุษย์และแม้สัตว์ที่บังเกิดในโลกันตริกนรกทั้งหลาย
แลเห็นปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว ก็เข้าถึงปีติและโสมนัสอย่างยิ่ง
ดังนี้แล้ว ก็พึงเห็นความในคำนี้ว่า เพราะเห็นปาฏิหาริย์อันมหัศจรรย์. นอกจาก
นี้จะเอาคำปลายมาไว้ต้นก็ไม่ถูก หรือจะเอาคำต้นมาไว้ปลาย ก็ไม่ถูก.
บัดนี้ เพื่อแสดงว่า มิใช่มีแสงสว่างในมนุษยโลกอย่างเดียวเท่านั้น
ในโลกกล่าวคือสังขารโลก สัตวโลก และโอกาสโลก แม้ทั้งสาม ก็มีแสงสว่าง
ทั้งหมดเหมือนกัน ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ว่า
แสงสว่างอันโอฬารไพบูลย์ก็เกิดในโลกนี้โลกอื่น
และโลกทั้งสองพร้อมด้วยเทพ คนธรรพ์ มนุษย์และ
รากษสขยายไปทั้งเบื้องต่ำ เบื้องบนและเบื้องขวาง.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทวา ได้แก่ สมมติเทพ อุปปัตติเทพ
และวิสุทธิเทพ รวมเทพทั้งหมดท่านสงเคราะห์ไว้ในบทนี้. เทวดาด้วยคนธรรพ์
ด้วย มนุษย์ด้วย รากษสด้วย ชื่อว่าเทพ คนธรรพ์ มนุษย์และรากษส.
เป็นไปกับด้วยเทพคนธรรพ์มนุษย์และรากษส ชื่อว่าพร้อมด้วยเทพ คนธรรพ์
มนุษย์และรากษส. นั้นคืออะไร. คือโลก ในโลกแห่งเทพ คนธรรพ์
หน้า 98
ข้อ 1
มนุษย์และรากษสนั้น. บทว่า อาภา แปลว่า แสงสว่าง. อุฬาร ศัพท์นี้ใน
คำว่า อุฬารา นี้ ปรากฏในอรรถมีอร่อย ประเสริฐ และไพบูลย์เป็นต้น.
จริงอย่างนั้น อุฬาร ศัพท์นี้ปรากฏในอรรถว่า อร่อย ในบาลีเป็นต้นว่า
อุฬารานิ ขาทนียโภชนียานิ ขาทนฺติ ภุญฺชนฺติ ภิกษุทั้งหลาย ย่อมเคี้ยว
ย่อมฉัน ของเคี้ยวของฉันอันอร่อย.
ปรากฏในอรรถว่า ประเสริฐ ในบาลีเป็นต้นว่า อุฬาราย โข ปน
ภวํ วจฺฉายโน ปสํสาย สมณํ โคตมํ ปสํสติ. ก็ท่านวัจฉายนพราหมณ์
สรรเสริญพระสมณโคดม ด้วยการสรรเสริญอันประเสริฐแล.
ปรากฏในอรรถว่า ไพบูลย์ ในบาลีเป็นต้นว่า อติกฺกมฺม เทวานํ
เทวานุภาวํ อปฺปมาโณ อุฬาโร โอภาโส แสงสว่างไพบูลย์ไม่มีประ-
มาณเกินเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย. อุฬาร ศัพท์นี้นั้น พึงเห็นว่าปรากฏ
ในอรรถว่า ประเสริฐ ในที่นี้.
บทว่า วิปุลา ได้แก่ ไม่มีประมาณ. บทว่า อชายถ ได้แก่ อุบัติ
แล้ว เกิดขึ้นแล้ว เป็นไปแล้ว. บทว่า อิมสฺมึ โลเก ปรสฺมิญฺจ ความว่า
ในมนุษยโลกนี้ และในโลกอื่น คือเทวโลก. บทว่า อุภยสฺมึ ได้แก่ ใน
โลกทั้งสองนั้น. พึงเห็นเหมือนในโลกภายในและโลกภายนอกเป็นต้น. บทว่า
อโธ จ ได้แก่ ในนรกทั้งหลายมีอเวจีเป็นต้น. บทว่า อุทฺธํ ได้แก่ แม้ในกลาง
หาวนับแต่ภวัคคพรหม. บทว่า ติริยญฺจ ได้แก่ ในหมื่นจักรวาลโดยเบื้องขวาง.
บทว่า วิตฺถตํ ได้แก่ แผ่ซ่านไป. อธิบายว่า แสงสว่างกำจัดความมืด ครอบ
คลุมโลกและประเทศดังกล่าวแล้วเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ติริยญฺจ
วิตฺถตํ ได้แก่ แผ่ไปโดยเบื้องขวางคือใหญ่ อธิบายว่า แสงสว่างแผ่คลุม
ตลอดประเทศไม่มีประมาณ.
หน้า 99
ข้อ 1
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่แสงสว่างไปในหมื่นจักรวาล
ทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ทรงออกจากฌานนั้นแล้วทรงเหาะ
ขึ้นสู่อากาศ ด้วยอธิษฐานจิต ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ท่ามกลางเทว-
บริษัทและมนุษยบริษัทอันใหญ่ เหมือนทรงโปรยธุลีพระบาทลงเหนือเศียร
ของพระประยูรญาติเหล่านั้น. ก็ยมกปาฏิหาริย์นั้น พึงทราบจากบาลีอย่างนี้
ญาณในยมกปาฏิหาริย์ของพระตถาคตเป็นอย่าง-
ไร. พระตถาคตทรงทำยมกปาฏิหาริย์ในโลกนี้ ไม่ทั่ว
ไปแก่พระสาวกทั้งหลาย คือลำไฟแลบออกจากพระกาย
เบื้องบน ท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องล่าง, ลำไฟ
แลบออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อน้ำไหลออกจาก
พระกายเบื้องบน.
ลำไฟแลบออกจากพระกายเบื้องหน้า ท่อน้ำไหล
ออกจากพระกายเบื้องหลัง, ลำไฟแลบออกจากพระ-
กายเบื้องหลัง ท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องหน้า.
ลำไฟแลบออกจากพระเนตรเบื้องขวา ท่อน้ำ
ไหลออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย, ลำไฟแลบออกจาก
พระเนตรเบื้องซ้าย ท่อนำไหลออกจากพระเนตร
เบื้องขวา.
ลำไฟแลบออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา ท่อ
น้ำไหลออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย, ลำไฟแลบ
ออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้าย. ท่อน้ำไหลออกจาก
ช่องพระกรรณเบื้องขวา.
หน้า 100
ข้อ 1
ลำไฟแลบออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา ท่อ
น้ำไหลจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย. ท่อน้ำไหลออก
จากช่องพระนาสิกเบื้องขวา ลำไฟแลบออกจากช่อง
พระนาสิกเบื้องซ้าย.
ลำไฟแลบออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา ท่อ
น้ำไหลออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย, ลำไฟแลบ
ออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย ท่อน้ำไหลออกจาก
จะงอยพระอังสาเบื้องขวา.
ลำไฟแลบออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา ท่อน้ำไหล
ออกจากพระหัตเบื้องซ้าย, ลำไฟแลบออกจากพระ-
หัตถ์เบื้องซ้าย ท่อน้ำไหลออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา.
ลำไฟแลบออกจากพระปรัศว์เบื้องขวา ท่อน้ำ
ไหลออกจากพระปรัศว์เบื้องซ้าย, ลำไฟแลบออกจาก
พระปรัศว์เบื้องซ้าย ท่อน้ำไหลออกจากพระปรัศว์
เบื้องขวา.
ลำไฟแลบออกจากพระบาทเบื้องขวา ท่อน้ำ
ไหลออกจากพระบาทเบื้องซ้าย, ลำไฟแลบออกจาก
พระบาทเบื้องซ้าย ท่อน้ำไหลออกจากพระบาทเบื้อง
ขวา.
ลำไฟแลบออกจากทุกพระองคุลี ท่อน้ำไหลออก
จากระหว่างพระองคุลี, ลำไฟแลบออกจากระหว่าง
พระองคุลี ท่อน้ำไหลออกจากทุกพระองคุลี.
หน้า 101
ข้อ 1
ลำไฟแลบออกจากพระโลมาแต่ละเส้น ท่อน้ำ
ไหลออกจากพระโลมาแต่ละเส้น, ลำไฟแลบออกจาก
ขุมพระโลมาแต่ละขุม ท่อน้ำก็ไหลออกจากขุมพระ
โลมาแต่ละขุม มีวรรณะ ๖ คือ เขียว เหลือง แดง
ขาว แดงเข้ม เลื่อมพราย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนิน พระพุทธเนรมิต
ประทับยืนบ้าง ประทับนั่งบ้าง บรรทมบ้าง
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืน พระพุทธเนรมิต
ทรงดำเนินบ้าง ประทับนั่งบ้าง บรรทมบ้าง,
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง พระพุทธเนรมิต ทรง
ดำเนินบ้าง ประทับยืนบ้าง บรรทมบ้าง. พระผู้มี
พระภาคเจ้าบรรทม พระพุทธเนรมิต ทรงดำเนินบ้าง
ประทับยืนบ้าง ประทับนั่งบ้าง.
พระพุทธเนรมิต ทรงดำเนิน พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับยืนบ้าง ประทับนั่งบ้าง บรรทมบ้าง. พระ-
พุทธเนรมิตประทับยืน พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงดำ-
เนินบ้าง ประทับนั่งบ้าง บรรทมบ้าง พระพุทธเนรมิต
ประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำเนินบ้างประทับ
ยืนบ้าง บรรทมบ้าง พระพุทธเนรมิตบรรทม พระผู้
มีพระภาคเจ้าก็ทรงดำเนินบ้าง ประทับยืนบ้าง ประทับ
นั่งบ้าง. นี้พึงทราบว่าญาณในยมกปาฏิหาริย์ของ
พระตถาคต.
หน้า 102
ข้อ 1
แต่พึงทราบว่า ที่ท่านกล่าวว่าลำไฟแลบออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อ
น้ำไหลออกจากพระกายเบื้องบน ดังนี้ ก็เพื่อแสดงว่า ลำไฟแลบออกจากพระ
กายเบื้องบน ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็โดยเตโชกสิณสมาบัติ ท่อน้ำไหล
ออกจากพระกายเบื้องล่าง ก็โดยอาโปกสิณสมาบัติ เพื่อแสดงอีกว่า ลำไฟ
ย่อมแลบออกไปจากที่ ๆ ท่อน้ำไหลออกไป ท่อน้ำก็ไหลออกไปจากที่ ๆ ลำไฟ
แลบออกไป. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ในข้อนี้ลำไฟก็ไม่ปนกับท่อ
น้ำ ท่อน้ำก็ไม่ปนกับลำไฟเหมือนกัน. ส่วนบรรดารัศมีทั้งหลาย รัศมีที่สอง ๆ
ย่อมแล่นไปในขณะเดียวกัน เหมือนเป็นคู่กับรัศมีต้น ๆ. ก็ธรรมดาว่าจิตสอง
ดวงจะเป็นไปในขณะเดียวกันย่อมไม่มี. แต่สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย รัศมี
เหล่านี้ ย่อมแลบออกไปเหมือนในขณะเดียวกัน เพราะทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญ
โดยอาการ ๕ เหตุการพักแห่งภวังคจิตเป็นไปรวดเร็ว. แต่การนึกการบริกรรม
และการอธิษฐานรัศมีนั้น เป็นคนละส่วนกันทีเดียว. จริงอยู่ เมื่อต้องการรัศมี
เขียว พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงเข้านีลกสิณสมาบัติ. เมื่อต้องการรัศมีสีเหลือง
เป็นต้น ก็ย่อมทรงเข้าปีตกสิณสมาบัติเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์อยู่อย่างนี้ ก็ได้เป็น
เหมือนกาลที่เทวดาในหมื่นจักรวาล แม้ทั้งสิ้น ทำการประดับองค์ฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
พระศาสดา ผู้สูงสุดในสัตว์ ผู้ยอดเยี่ยม ผู้เป็น
นายกพิเศษ ได้เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
เป็นผู้มีอานุภาพ มีลักษณะบุญนับร้อย ก็ทรงแสดง
ปาฏิหาริย์มหัศจรรย์.
หน้า 103
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตุตฺตโม ได้แก่ ชื่อว่า สัตตุตตมะ
เพราะเป็นผู้สูงสุด ล้ำเลิศ ประเสริฐสุด ในสัตว์ทั้งหมด ด้วยพระคุณทั้งหลาย
มีศีลเป็นต้นของพระองค์ หรือว่าเป็นผู้สูงสุดแห่งสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าสัตตุตตมะ
ความจริง คำว่า สัตตะ เป็นชื่อของญาณ. ชื่อว่า สัตตุตตมะ เพราะทรง
เป็นผู้ประเสริฐสุด สูงสุด ด้วยพระญาณ [สัตตะ] กล่าวคือทศพลญาณและ
จตุเวสารัชชญาณ อันเป็นอสาธารณญาณนั้น. หรือทรงเป็นสัตว์สูงสุด โดย
ทรงทำยิ่งยวดด้วยพระญาณที่ทรงมีอยู่ ชื่อว่า สัตตุตตมะ. ถ้าเป็นดั่งนั้น ก็ควร
กล่าวโดยปาฐะลง อุตตมะ ศัพท์ไว้ข้างต้นว่า อุตฺตมสตฺโต แต่ความต่างอันนี้
ไม่พึงเห็น โดยบาลีเป็นอันมากไม่นิยมเหมือนศัพท์ว่า นรุตตมะ
ปุริสุตตมะ และ นรวระ เป็นต้น. อีกนัยหนึ่ง ญาณ [สัตตะ]
อันสูงสุด มีแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นชื่อว่า สัตตุตตมะ มีญาณอันสูงสุด.
แม้ในที่นี้ ก็ลง อุตตมะ ศัพท์ไว้ข้างต้น โดยปาฐะลงวิเสสนะไว้ข้าง
ต้นว่า อุตฺตมสตฺโต เหมือนในคำนี้ว่า จิตฺตคู ปทฺธคู เหตุนั้น
ศัพท์นี้จึงไม่มีโทษ. หรือพึงเห็นโดยวิเสสนะทั้งสองศัพท์ เหมือนปาฐะมีว่า
อาหิตคฺคิ เป็นต้น. บทว่า วินายโก ได้เเก่ชื่อว่า วินายกะ เพราะทรง
แนะนำ ทรงฝึกสัตว์ทั้งหลายด้วยอุบายเครื่องแนะนำเป็นอันมาก. บทว่า สตฺถา
ได้แก่ ชื่อว่าศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนสัตว์ทั้งหลายตามความเหมาะสม ด้วย
ประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ภายหน้า. บทว่า อหู แปลว่า ได้เป็นแล้ว.
บทว่า เทวมนุสฺสปูชิโต ความว่า ชื่อว่า เทพ เพราะระเริงเล่นด้วย
กามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์. ชื่อว่า มนุษย์ เพราะใจสูง. เทวดาด้วย มนุษย์
ด้วย ชื่อว่าเทวดาและมนุษย์ ผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ชื่อว่า
เทวมนุสสปูชิตะ อันเทวดาและมนุษย์บูชาด้วยการบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น
หน้า 104
ข้อ 1
และการบูชาด้วยปัจจัย [ ๔ ] อธิบายว่า ยำเกรงแล้ว. ถามว่า เพราะเหตุไร
ท่านจึงถือเอาแต่เทวดาและมนุษย์เท่านั้นเล่า สัตว์ทั้งหลายที่เป็นสัตว์เดียรัจฉาน
เช่นช้างชื่ออารวาฬะ กาฬาปลาละ ธนปาละ ปาลิเลยยกะ เป็นต้นก็มี ที่เป็น
วินิปาติกะเช่นยักษ์ชื่อสาตาคิระ อาฬวกะ เหมวตะ สูจิโลมะ ขรโลมะเป็นต้น
ก็บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งนั้น มิใช่หรือ. ตอบว่า ข้อนั้นก็จริงดอก แต่
คำนี้พึงเห็นว่า ท่านกล่าวโดยกำหนดอย่างอุกฤษฏ์ และโดยกำหนดเฉพาะ
ภัพพบุคคล. บทว่า มหานุภาโว ได้แก่ ผู้ประกอบแล้วด้วยพระพุทธานุภาพ
ยิ่งใหญ่. บทว่า สตปุญฺลกฺขโณ ความว่า สัตว์ทั้งหมดในอนันตจักรวาล
พึงทำบุญกรรมอย่างหนึ่งๆ ตั้งร้อยครั้ง พระโพธิสัตว์ลำพังพระองค์เอง ก็ทำ
กรรมที่ชนทั้งหลายมีประมาณเท่านั้นทำแล้วเป็นร้อยเท่าจึงบังเกิด เพราะฉะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า สตปุญฺลกฺขโณ ผู้มีลักษณะบุญนับร้อย. แต่อาจารย์บาง
พวกกล่าวว่า ทรงมีลักษณะอย่างหนึ่งๆ ที่บังเกิดเพราะบุญกรรมเป็นร้อยๆ
คำนั้นท่านคัดค้านไว้ในอรรถกถาว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งก็พึงเป็น
พระพุทธเจ้าได้น่ะสิ. บทว่า ทสฺเสสิ ความว่า ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่ทำ
ความประหลาดใจยิ่ง แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง.
ครั้งนั้น พระศาสดาครั้นทรงทำปาฏิหาริย์ในอากาศแล้ว ทรงตรวจดู
อาจาระทางจิตของมหาชน มีพระพุทธประสงค์จะทรงจงกรมพลาง ตรัส
ธรรมกถาพลาง ที่เกื้อกูลแก่อัธยาศัยของมหาชนนั้น จึงทรงเนรมิต รัตนจง-
กรมที่สำเร็จด้วยรัตนะทั้งหมด กว้างเท่าหมื่นจักรวาลในอากาศ ด้วยเหตุนั้น
ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
หน้า 105
ข้อ 1
พระศาสดาพระองค์นั้นเป็นผู้มีพระจักษุ สูงสุดใน
นรชน ผู้นำโลก อันเทวดาผู้ประเสริฐทูลอ้อนวอนแล้ว
ทรงพิจารณาถึงประโยชน์แล้ว ในครั้งนั้น จึงทรงเนร-
มิตที่จงกรม อันสร้างด้วยรัตนะทั้งหมดสำเร็จลงด้วยดี.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ได้แก่ พระศาสดาพระองค์นั้น. บทว่า
ยาจิโต ความว่า ถูกทูลอ้อนวอนขอให้ทรงแสดงธรรมในสัปดาห์ที่แปด เป็น
ครั้งแรกทีเดียว. บทว่า เทววเรน ได้แก่ อันท้าวสหัมบดีพรหม. ในคำว่า
จกฺขุมา นี้. ชื่อว่าเป็นผู้มีพระจักษุ เพราะทรงเห็น อธิบายว่า ทรงเห็น
แจ่มแจ้งซึ่งที่เรียบและไม่เรียบ.
ก็จักษุนั้นมี ๒ อย่างคือ ญาณจักษุและมังสจักษุ. บรรดาจักษุทั้งสอง
นั้น ญาณจักษุมี ๕ อย่างคือ พุทธจักษุ ธันมจักษุ สมันตจักษุ ทิพพจักษุ
ปัญญาจักษุ.
บรรดาจักษุทั้ง ๕ นั้น ญาณที่หยั่งรู้อาสยะและอนุสยะ และญาณที่
หยั่งรู้ความหย่อนและยิ่งแห่งอินทรีย์ ซึ่งมาในบาลีว่า ทรงตรวจดูโลกด้วย
พระพุทธจักษุ ชื่อว่า พุทธจักษุ.
มรรค ๓ ผล ๓ เบื้องต่ำ ที่มาในบาลีว่า ธรรมจักษุที่ปราศจากกิเลส
ดุจธุลี ปราศจากมลทินเกิดขึ้นแล้วชื่อว่า ธัมมจักษุ. พระสัพพัญญุตญาณที่มา
ในบาลีว่า ข้าแต่พระผู้มีปัญญาดี ผู้มีจักษุโดยรอบ โปรดเสด็จขึ้นสู่ปราสาทที่
สำเร็จด้วยธรรม ก็อุปมาฉันนั้นเถิด ชื่อว่า สมันตจักษุ.
ญาณที่ประกอบพร้อมด้วยอภิญญาจิตที่เกิดขึ้น ด้วยการเจริญอาโลก-
กสิณสมาบัติ ที่มาในบาลีว่า ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ชื่อว่า ทิพพจักษุ.
ญาณที่มาแล้วว่า ปัญญาจักษุ มีปุพเพนิวาสญาณเป็นต้นที่มาในบาลีนี้ว่า จักษุ
เกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า ปัญญาจักษุ.
หน้า 106
ข้อ 1
มังสจักษุเป็นที่อาศัยของประสาท ที่มาในบาลีนี้ว่าอาศัยจักษุและรูปดังนี้
ชื่อว่า มังสจักษุ. ก็มังสจักษุนั้นมี ๒ คือ สสัมภารจักษุ ปสาทจักษุ. บรรดา
จักษุทั้ง ๒ นั้น ชิ้นเนื้อนี้ใด อันชั้นตาทั้งหลายล้อมไว้ในเบ้าตา ในชิ้น
เนื้อใด มีส่วนประกอบ ๑๓ ส่วนโดยสังเขป คือ ธาตุ ๔ สี กลิ่น รส โอชะ
สัมภวะ ชีวิต ภาวะ จักษุประสาท กายประสาท แต่โดยพิศดาร มีส่วน
ประกอบ คือ สมุฏฐาน ๔ ที่ชื่อว่า สัมภวะ สมุฏฐาน ๓๖ และกัมมสมุฏ-
ฐาน ๔ คือ ชีวิต ภาวะ จักษุประสาท กายประสาทอันนี้ ชื่อว่า สสัมภาร-
จักษุ. จักษุใดตั้งอยู่ในวงกลม ' เห็น ' [เล็นซ์] ซึ่งถูกวงกลมคำอันจำกัดด้วย
วงกลมขาวล้อมไว้ เป็นเพียงประสาทสามารถเห็นรูปได้ จักษุนี้ ชื่อว่าปสาท-
จักษุ.
ก็จักษุเหล่านั้นทั้งหมด มีอย่างเดียว โดยความไม่เที่ยง โดยมีปัจจัย
ปรุงแต่ง. มี ๒ อย่าง โดยเป็นไปกับอาสวะ และไม่เป็นไปกับอาสวะ, โดย
โลกิยะและโลกุตระ. จักษุมี ๓ อย่าง โดย ภูมิ โดย อุปาทินนติกะ, มี ๔
อย่างโดย เอกันตารมณ์ ปริตตารมณ์ อัปปมาณารมณ์และอนิยตารมณ์. มี
๕ อย่าง คือ รูปารมณ์ นิพพานารมณ์ อรุปารมณ์ สัพพารมณ์และอนารัมม-
ณารมณ์. มี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจพุทธจักษุเป็นต้น จักษุดังกล่าวมาเหล่านี้ มีอยู่
แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงเรียก
ว่า จักขุมา ผู้มีพระจักษุ.
บทว่า อตฺถํ สเมกฺขิตฺวา ความว่า ทรงเนรมิตที่จงกรม อธิบายว่า
ทรงพิจารณาใคร่ครวญถึงประโยชน์เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อัน
เป็นนิมิตแห่งการทรงแสดงธรรม. บทว่า มาปยิ แปลว่า ทรงเนรมิต. บทว่า
โลกนายโก ได้แก่ ทรงชื่อว่าผู้นำโลก เพราะทรงแนะนำสัตว์โลกมุ่งหน้าตรง
หน้า 107
ข้อ 1
ต่อสวรรค์และนิพพาน. บทว่า สุนิฏฺิตํ แปลว่า สำเร็จด้วยดี อธิบายว่าจบ
สิ้นแล้ว. บทว่า สพฺพรตนนิมฺมิตํ ได้แก่ สำเร็จด้วยรัตนะ ๑๐ อย่าง. บัดนี้
เพื่อแสดงความถึงพร้อมด้วยปาฏิหาริย์ ๓ อย่างของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำโลก ทรงเชี่ยวชาญใน
ปาฏิหาริย์ ๓ คือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์
และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ จึงทรงเนรมิตที่จงกรม อัน
สร้างสรรด้วยรัตนะทั้งหมด สำเร็จลงด้วยดี.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธึ ได้แก่ การแสดงฤทธิ์ ชื่อว่า
อิทธิปาฏิหารย์, อิทธิปาฏิหาริย์นั้น มาโดยนัยเป็นต้นว่า แม้คนเดียว
ก็เป็นมากคนบ้าง แม้มากคน ก็เป็นคนเดียวได้บ้าง. บทว่า อาเทสนา
ได้แก่ การรู้อาจาระทางจิตของผู้อื่นแล้วกล่าว ชื่อว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์.
อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้น ก็คือการแสดงธรรมเป็นประจำของพระสาวกทั้งหลาย
และของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. บทว่า อนุสาสนี ก็คือ อนุสาสนีปาฏิหาริย์
อธิบายว่า โอวาทอันเกื้อกูลแก่อัธยาศัยของมหาชนนั้น ๆ. ปาฏิหาริย์ ๓ เหล่า
นี้ มีดังกล่าวมาฉะนี้. บรรดาปาฏิหาริย์ ๓ เหล่านั้น อนุสาสนีปาฏิหาริย์ด้วย
อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นอาจิณปฏิบัติของท่านพระโมคคัลลานะ. อนุสาสนีปาฏิหาริย์
ด้วยอาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นอาจิณปฏิบัติของท่านพระธรรมเสนาบดี [สารีบุตร].
ส่วนอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นการแสดงธรรมเป็นประจำของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
บทว่า ติปาฏิหีเร ความว่า ในปาฏิหาริย์ ๓ เหล่านั้น. คำว่า ภควา นี้
หน้า 108
ข้อ 1
เป็นชื่อของท่านผู้ควรคารวะอย่างหนัก ผู้สูงสุดในสัตว์ ประเสริฐด้วยพระคุณ
สมจริงดังที่ท่านโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
ภควาติ วจนํ เสฏฺํ ภควาติ วจนมุตฺตมํ
คุรคารวยุตฺโต โส ภควา เตน วุจฺจติ.
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐสุด คำว่า ภควา
เป็นคำสูงสุด ท่านผู้ควรแก่คารวะอย่างหนักพระองค์นั้น
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภควา.
บทว่า วสี ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้ชำนาญในปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้.
อธิบายว่า ความชำนาญที่สั่งสมไว้. วสี ๕ คือ อาวัชชนวสี สมาปัชชนวสี
อธิษฐานวสี วุฏฐานวสี และปัจจเวกขณวสี ชื่อว่า วสี.
บรรดาวสีเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนึกถึงฌานใด ๆ ตามความ
ปรารถนา ตามเวลาปรารถนา เท่าที่ปรารถนา ความเนิ่นช้าในการนึกไม่มีเลย
เหตุนั้น ความที่ทรงสามารถนึกได้เร็ว จึงชื่อว่า อาวัชชนวสี. ทรงเข้าฌาน
ใด ๆ ตามความปรารถนา ฯลฯ ก็เหมือนกัน ความเนิ่นช้าในการเข้าฌานไม่มี
เลย เหตุนั้น ความที่ทรงสามารถเข้าฌานได้เร็ว จึงชื่อว่า สมาปัชชนวสี.
ความที่ทรงตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน ชื่อว่า อธิษฐานวสี. ความที่ทรงสามารถ
ออกจากฌานได้เร็วก็เหมือนกัน ชื่อว่า วุฏฐานวสี. ส่วนปัจจเวกขณวสี ย่อม
เป็นปัจเจกขณชวนะจิตทั้งนั้น ปัจจเวกขณชวนะจิตเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นใน
ลำดับต่อจากอาวัชชนจิตนั่นแล เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้โดยอาวัชชวสีเท่านั้น
ความที่ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในวสี ๕ เหล่านี้ ย่อมชื่อว่าทรงเป็นผู้ชำนาญ ด้วย
ประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ชำนาญในปาฏิหาริย์ ๓ ดังนี้.
หน้า 109
ข้อ 1
บัดนี้ เมื่อจะแสดงวิธีเนรมิตรัตนจงกรมนั่น ท่านจึงกล่าวคาถาเป็นต้น
ว่า
จึงทรงแสดงยอดสิเนรุบรรพต ในหมื่นโลกธาตุ
เป็นประหนึ่งเสาตั้งเรียงรายกันเป็นรัตนจงกรม ที่จง-
กรมสำเร็จด้วยรัตนะ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุยา ได้แก่ ในหมื่น
จักรวาล. บทว่า สิเนรุปพฺพตุตฺตเม ได้แก่ ทรงทำภูเขาอันประเสริฐสุด
ที่เรียกกันว่ามหาเมรุ. บทว่า ถมฺเภว ความว่า ทรงทำสิเนรุบรรพตใน
หมื่นจักรวาล ให้เป็นประหนึ่งเสาตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบ ทรงทำให้เป็นดัง
เสาทองแล้วทรงเนรมิตที่จงกรมเบื้องบนเสาเหล่านั้นแสดงแล้ว. บทว่า รตนาม-
เย ก็คือ รตนมเย แปลว่า สำเร็จด้วยรัตนะ.
บทว่า ทสสหสฺสี อติกฺกมฺม ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงเนรมิตรัตนจงกรม ก็ทรงเนรมิต ทำปลายข้างหนึ่งของรัตนจงกรมนั้น
ตั้งล้ำขอบปากจักรวาลด้านทิศตะวันออกท้ายสุดทั้งหมด ทำปลายอีกข้างหนึ่ง
ตั้งล้ำขอบปากจักรวาลด้านทิศตะวันตก. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
พระชินพุทธเจ้า ทรงเนรมิตรัตนจงกรมล้ำหมื่น
โลกธาตุ ตัวจงกรมเป็นรัตนะ พื้นที่สองข้างเป็นทอง
หมด.
หน้า 110
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิโน ได้แก่ ชื่อว่า ชินะ เพราะทรง
ชนะข้าศึกคือกิเลส. บทว่า สพฺพโสณฺณมยา ปสฺเส ความว่า ที่สองข้าง
ของที่จงกรมที่ทรงเนรมิตนั้น มีพื้นที่อันเป็นขอบคันเป็นทองน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง.
อธิบายว่า ตรงกลางเป็นแก้วมณี.
บทว่า ตุลาสงฺฆาฏา ได้แก่ จันทันคู่. จันทันคู่นั้นพึงทราบว่า
ก็เป็นรัตนะต่าง ๆ. บทว่า อนุวคฺคา ได้แก่ สมควร. บทว่า โสวณฺณ-
ผลกตฺถตา แปลว่า ปูด้วยแผ่นกระดานที่เป็นทอง. อธิบายว่า หลังคาไม้
เลียบที่เป็นทอง เบื้องบนจันทันขนาน. บทว่า เวทิกา สพฺพโสวณฺณา
ความว่า ไพรที [ชุกชี] ก็เป็นทองทั้งหมด ส่วนไพรที่ล้อมที่จงกรม ก็มี
ไพรที่ทองอย่างเดียว ไม่ปนกับรัตนะอื่นๆ. บทว่า ทุภโต ปสฺเสสุ นิมฺมิตา
แปลว่า เนรมิตที่ทั้งสองข้าง. ท อักษรทำบทสนธิต่อบท.
บทว่า มณิมุตฺตาวาลุกากิณฺณา แปลว่า เรี่ยรายด้วยทรายที่เป็น
แก้วมณีและแก้วมุกดา. อีกนัยหนึ่ง แก้วมณีด้วย แก้วมุกดาด้วย ทรายด้วย
ชื่อว่า แก้วมณีแก้วมุกดาและทราย. เรี่ยรายคือลาดด้วยแก้วมณีแก้วมุกดาและ
ทรายเหล่านั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่าเรี่ยรายด้วยแก้วมณีแก้วมุกดาและทราย.
บทว่า นิมฺมิโต ได้แก่ เนรมิต คือทำด้วยอาการนี้. บทว่า รตนามโย
ได้แก่ สำเร็จด้วยรัตนะทั้งหมด. อธิบายว่าที่จงกรม. บทว่า โอภาเสติ ทิสา
สพฺพา ความว่า ส่องสว่างกระจ่างตลอดทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ. บทว่า สตรํสีว
ได้แก่ เหมือนดวงอาทิตย์พันแสงฉะนั้น . บทว่าอุคฺคโต แปลว่า อุทัยแล้ว
อธิบายว่า ก็ดวงอาทิตย์ [พันแสง] อุทัยขึ้นแล้วย่อมส่องแสงสว่างตลอดทั่วทั้ง
๑๐ ทิศฉันใด ที่จงกรมที่เป็นรัตนะทั้งหมดแม้นี้ ก็ส่องสว่างฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 111
ข้อ 1
บัดนี้ เมื่อที่จงกรมสำเร็จแล้ว เพื่อแสดงความเป็นไปของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ณ ที่จงกรมนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า
พระชินสัมพุทธเจ้าจอมปราชญ์ ผู้ทรงพระมหา-
ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เมื่อทรงรุ่งโรจน์ ณ ที่
จงกรมนั้น ก็เสด็จจงกรม ณ ที่จงกรม.
เทวดาทั้งหมดมาประชุมกัน พากันโปรยดอก
มณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะ อันเป็นของ
ทิพย์ลงเหนือที่จงกรม.
หมู่เทพในหมื่นโลกธาตุ ก็บันเทิง พากันชม
พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ต่างยินดีร่าเริงบันเทิงใจ
พากันมาชุมนุมนมัสการ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธีโร ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยธิติปัญญา.
บทว่า ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ความว่า ผู้ทรงประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการ มีฝ่าพระบาทตั้งลงด้วยดี. บทว่า ทิพฺพํ ได้แก่ ดอกไม้ที่เกิดใน
เทวโลก ชื่อว่าของทิพย์. บทว่า ปาริฉัตตกะ ความว่า ต้นปาริฉัตตกะที่น่าชม
อย่างยิ่ง ขนาดร้อยโยชน์โดยรอบ บังเกิดเพราะผลบุญแห่งการถวายต้นทองหลาง
ของทวยเทพชั้นดาวดึงส์. เมื่อปาริฉัตตกะต้นใดออกดอกบานแล้ว ทั่วทั้งเทพ-
นครจะอบอวลด้วยกลิ่นหอมเป็นอย่างเดียวกัน. วิมานทองใหม่ทั้งหลาย ที่
กลาดเกลื่อนด้วยละอองดอกของปาริฉัตตกะต้นนั้น จะปรากฏเป็นสีแดงเรื่อ ๆ.
และดอกของต้นปาริฉัตตกะนี้ ท่านเรียกว่า ปาริฉัตตกะ. บทว่า จงฺกมเน
โอกิรนฺติ ความว่า ย่อมโปรยลง ณ ที่รัตนจงกรมนั้น บูชาพระผู้มีพระ-
หน้า 112
ข้อ 1
ภาคเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมนั้น ด้วยดอกไม้ดังกล่าวนั้น. บทว่า
สพฺเพ เทวา ได้แก่ เทวดาทั้งหลาย มีเทวดาที่เป็นกามาวจรเป็นต้น. ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปสฺสนฺติ ตํ เทวสงฺฆา หมู่เทพทั้งหลายก็พากัน
ชมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. อธิบายว่า หมู่เทพพากันชมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรม แม้ในสุราลัยทั้งหลายของ
ตนเอง. บทว่า ทสสหสฺสี เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ.
อธิบายว่า หมู่เทพในหมื่นโลกธาตุ ชมพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. บทว่า
ปโมทิตา แปลว่า บันเทิงแล้ว . บทว่า นิปตนฺติ ได้แก่ ประชุมกัน.
บทว่า ตุฏฺหฏฺา ได้แก่ ยินดีร่าเริง .ด้วยอำนาจปีติ พึงเห็นการเชื่อม
ความ บทว่า ปโมทิตา ว่า บันเทิงกับเทวดาทั้งหลาย มีเทวดาชั้นดาว-
ดึงส์เป็นต้น ที่พึงกล่าว ณ บัดนี้. การเชื่อมความนอกจากนี้ ก็ไม่พ้นโทษคือ
การกล่าวซ้ำ. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เทวดาทั้งหลายบันเทิงแล้ว ชมพระผู้-
มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ยินดีร่าเริงบันเทิงใจแล้ว ก็พากันประชุม ณ ที่
นั้น ๆ.
บัดนี้ เพื่อแสดงถึงเหล่าเทพที่ชมที่ประชุมกันโดยสรุป ท่านพระสังคี-
ติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา เทวดา
ชั้นดุสิต เทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้นปรนิมมิต-
วสวัตดี มีจิตโสมนัสมีใจดีพากันชมพระผู้นำโลก.
เหล่านาค สุบรรณและเหล่ากินนรพร้อมทั้งเทพ
คนธรรพ์มนุษย์และรากษส พากันชมพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ผู้ทรงเกื้อกูลและอนุเคราะห์โลกพระองค์นั้น
เหมือนชมดวงจันทร์ซึ่งโคจร ณ ท้องนภากาศฉะนั้น.
หน้า 113
ข้อ 1
เหล่าเทวดาชั้นอาภัสสระ ชั้นสุภกิณหะ ชั้น
เวหัปผลา และชั้นอกนิฏฐะ ทรงครองผ้าขาวสะอาด
พากันยืนประคองอัญชลี.
พากันโปรย ดอกมณฑารพ ๕ สี ประสมกับ
จุรณจันทน์ โบกผ้าทั้งหลาย ณ ภาคพื้นอัมพรในครั้ง
นั้น อุทานว่า โอ ! พระชินเจ้า ผู้เกื้อกูลและอนุเคราะห์
โลก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทคฺคจิตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตเบิกบานด้วย
อำนาจปีติโสมนัส. บทว่า สุมนา ได้แก่ ผู้มีใจดี เพราะเป็นผู้มีจิตเบิกบาน.
บทว่า โลกหิตานุกมฺปกํ ได้แก่ ผู้เกื้อกูลโลก และผู้อนุเคราะห์โลก หรือ
ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ชื่อว่าโลกหิตานุกัมปกะ. บทว่า นเภว
อจฺจุคฺคตจนฺทมณฺฑลํ ความว่า พากันชมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รุ่งโรจน์
ด้วยพุทธสิริ ที่ทำความชื่นมื่นแก่ดวงตา เหมือนชมดวงจันทร์ในฤดูสารทที่
พ้นจากอุปัทวะทั้งปวง เต็มดวง ซึ่งอุทัยใหม่ ๆ ในอากาศนี้.
บทว่า อาภสฺสรา ท่านกล่าวโดยกำหนดภูมิที่สูงสุด. เทพชั้น
ปริตตาภา อัปปมาณาภาแล ะอาภัสสระ ที่บังเกิดด้วยทุติยฌาน อันต่างโดย
กำลังน้อย ปานกลางและประณีต พึงทราบว่าท่านถือเอาหมด. บทว่า สุภกิณฺหา
ท่านก็กล่าวไว้โดยกำหนดภูมิที่สูงสุดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เทพชั้น
ปริตตสุภา ชั้นอัปปมาณสุภา และชั้นสุภกิณหะ ที่บังเกิดด้วยตติยฌาน อัน
ต่างโดยกำลังน้อยเป็นต้น ก็พึงทราบว่าท่านถือเอาหมดเหมือนกัน. บทว่า
เวหปฺผลา ได้แก่ ชื่อว่าเวหัปผลา เพราะมีผลไพบูลย์. เทพชั้นเวหัปผลา
หน้า 114
ข้อ 1
เหล่านั้น อยู่ชั้นเดียวกับเทพที่เป็นอสัญญสัตว์ทั้งหลายเพราะเกิดด้วยจตุตถฌาน.
แต่เทพที่นับเนื่องในหมู่พรหมเป็นต้นซึ่งบังเกิดด้วยปฐมฌานท่านแสดงไว้ใน
ภูมิเบื้องต่ำ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่แสดงไว้ในที่นี้. อสัญญสัตว์ และอรูปีสัตว์
ท่านมิได้ยกขึ้นแสดงในที่นี้ เพราะไม่มีจักษุและโสตะ. บทว่า อกนิฏฺา จ
เทวตา ท่านกล่าวไว้แม้ในที่นี้ก็โดยกำหนดภูมิสูงสุดเหมือนกัน. เพราะ
ฉะนั้นเทพชั้นสุทธาวาสทั้ง ๕ คืออวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสีและอกนิฏฐะ
พึงทราบว่า ท่านก็ถือเอาด้วย. บทว่า สุสุทฺธสุกฺกวตฺถวสนา ความว่า
ผ้าทั้งหลายอันสะอาดด้วยดี คือหมดจดดีอันขาว คือผ่องแผ้ว ผ้าอันขาว
สะอาดดี อันเทพเหล่าใดนุ่งและห่มแล้ว เทพเหล่านั้น ชื่อว่าผู้นุ่งห่มผ้าขาว
อันสะอาดดี อธิบายว่าผู้ครองผ้าขาวบริสุทธิ์ ปาฐะว่า สุสุทฺธสุกฺกวสนา
ดังนี้ก็มี. บทว่า ปญฺชลีกตา ความว่า ยืนประคองอัญชลี คือทำอัญชลีเสมือน
ดอกบัวตูมไว้เหนือเศียร.
บทว่า มุญฺจนฺติ ได้แก่ โปรย. บทว่า ปุปฺผํ ปน ได้แก่ ก็ดอกไม้ ปาฐะ
ว่า ปุปฺผานิ วา ดังนี้ก็มี พึงเห็นว่าเป็นวจนะวิปลาสะ แต่ใจความของคำนั้นก็
อย่างนั้นเหมือนกัน . บทว่า ปญฺจวณฺณิกํ แปลว่า มีวรรณะ ๕. วรรณะ ๕ คือ
สีเขียว เหลือง แดง ขาว และแดงเข้ม. บทว่า จนฺทนจุณฺณมิสฺสิตํ แปลว่า
ประสมด้วยจุรณจันทน์. บทว่า ภเมนฺติ เจลานิ แปลว่า โบกผ้าทั้งหลาย.
บทว่า อโห ชิโน โลกหิตานุกมฺปฺโต ได้แก่ เปล่งคำสดุดีเป็นต้นอย่างนี้ว่า
โอ ! พระชินเจ้าผู้เกื้อกูลโลก โอ ! พระผู้เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก โอ ! พระผู้มี
กรุณา. เชื่อมความว่าโปรยดอกไม้ โบกผ้าทั้งหลาย.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงคำสดุดีที่เทพเหล่านั้นประกอบแล้ว พระสังคีติกา-
จารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 115
ข้อ 1
พระองค์เป็นศาสดา เป็นที่ยำเกรง เป็นธง เป็น
หลัก เป็นที่พำนัก เป็นที่พึ่ง เป็นประทีปของสัตว์มี
ชีวิตทั้งหลาย เป็นผู้สูงสุดในสัตว์สองเท้า.
เทวดาทั้งหลายในหมื่นโลกธาตุผู้มีฤทธิ์ ผู้ยินดี
ร่าเริงบันเทิงใจ ห้อมล้อมนมัสการ.
เทพบุตรและเทพธิดา ผู้เลื่อมใส ยินดีร่าเริง
พากันบูชาพระนราสภ ด้วยดอกไม้ ๕ สี.
หมู่เทพเลื่อมใสยินดีร่าเริงชมพระองค์พากันบูชา
พระนราสภ ด้วยดอกไม้ ๕ สี.
โอ ! น่าปรบมือในโลก น่าประหลาด น่าขนชูชัน
อัศจรรย์ ขนลุก ขนชันเช่นนี้ เราไม่เคยพบ.
เทวดาเหล่านั้นนั่งอยู่ในภพของตน ๆ เห็นความ
อัศจรรย์ในนภากาศ ก็พากันหัวเราะด้วยเสียงดัง.
อากาศเทวดา ภุมมเทวดาและเทวดาผู้ประจำ
ยอดหญ้า และทางเปลี่ยว ก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ
ประคองอัญชลีนมัสการ.
พวกนาคที่มีอายุยืน มีบุญ มีฤทธิ์ บันเทิงใจแล้ว
ก็พากันนมัสการบูชาพระนราสภ.
เพราะเห็นความอัศจรรย์ในนภากาศ เครื่องสังคีต
ดีดสีทั้งหลายก็บรรเลง เครื่องดนตรีหุ้มหนังก็ประโคม
ในอัมพรภาคพโยมหน.
หน้า 116
ข้อ 1
เพราะเห็นความอัศจรรย์ในนภากาศ สังข์
บัณเฑาะว์และกลองน้อย ๆ เป็นอันมากก็พากันบรรเลง
ในท้องฟ้า.
ในวันนี้ ความที่ขนชูชัน น่าอัศจรรย์เกิดขึ้น
แล้วหนอ เราจักได้ความสำเร็จ ประโยชน์แน่แท้ เรา
ได้ขณะกันแล้ว.
เพราะได้ยินว่า พุทฺโธ เทพเหล่านั้นก็เกิดปีติใน
ทันใด พากันยืนประคองอัญชลี กล่าวว่า พุทฺโธ
พุทฺโธ.
หมู่เทพต่างๆ ในท้องฟ้า พากันประคองอัญชลี
เปล่งเสียง หึ หึ เปล่งเสียงสาธุ โห่ร้องเอิกอึงลิงโลด
ใจ.
เทพทั้งหลาย พากันขับกล่อมประสานเสียง
บรรเลง ปรบมือ และฟ้อนรำ โปรยดอกมณฑารพ
๕ สี ประสมกับจุรณจันทน์.
ข้าแต่พระมหาวีระ ด้วยประการไรเล่า ลักษณะ
จักร ที่พระบาททั้งสองของพระองค์ จึงประดับด้วย
ธง วชิระ ประฏาก เครื่องแต่งพระองค์ ขอช้าง.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น ที่ชื่อว่าสตฺถาพระศาสดา เพราะทรงสอนประโยชน์
เกื้อกูลในโลกนี้และโลกหน้า. บทว่า เกตุ ได้แก่ ชื่อว่าเกตุ เพราะทรงเป็น
เหมือนธง เพราะอรรถว่า ธงพึงเป็นของที่พึงยำเกรง. บทว่า ธโช ได้แก่
หน้า 117
ข้อ 1
เป็นธงองค์อินทร์ พระองค์ทรงเป็นเหมือนธง เพราะอรรถว่ายกขึ้น และเพราะ
อรรถว่าน่าชม เหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็น ธชะ ธง. อีกนัยหนึ่ง เหมือนอย่างว่าเข้า
เห็นธงของผู้หนึ่งผู้ใด ก็รู้ว่า นี้ธงของผู้มีชื่อนี้ เหตุนั้นผู้นี้ชื่อว่าผู้มีธง คือ
ธชี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธโช ยูโป จ อธิบายว่า พระองค์ทรงเป็น
หลัก ที่เขายกขึ้น เพื่อบูชายัญทั้งหลายทั้งปวง ที่มีทานเป็นต้นมีอาสวักขยญาน
เป็นที่สุด ดังที่ตรัสไว้ในกูฏทันตสูตร. บทว่า ปรายโน ได้แก่ เป็นที่พำนัก.
บทว่า ปติฏฺา ได้แก่ แม้พระองค์ก็ทรงเป็นที่พึ่ง เหมือนแผ่นมหาปฐพี เป็น
ที่พึ่งพาอาศัย เพราะเป็นที่รองรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงฉะนั้น.
บทว่า ทีโป จ ได้แก่ เป็นประทีป. อธิบายว่าประทีปที่เขายกขึ้น
สำหรับสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในความมืดมีองค์ ๔ ย่อมส่องให้เห็นรูป ฉันใด พระองค์
ก็ทรงเป็นประทีปส่องให้เห็นปรมัตถธรรม สำหรับเหล่าสัตว์ที่อยู่ในความมืดคือ
อวิชชาฉันนั้น. อีกนัยหนึ่ง แม้พระองค์ก็ทรงเป็นเหมือนเกาะ ของสัตว์
ทั้งหลายผู้จมลงในสาครคือสังสารวัฏอันเป็นที่พึ่งไม่ได้ เหมือนเกาะกลาง
สมุทร เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรืออัปปางในมหาสมุทรฉะนั้น เหตุนั้น
จึงชื่อว่า ทีปะ เป็นเกาะ.
บทว่า ทฺวิปทุตฺตโม ได้แก่ ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า ชื่อว่า ทวิป-
ทุตตมะ. ในคำนี้ ไม่คัดค้านฉัฏฐีสมาส เพราะไม่มีลักษณะแห่งนิทธารณะ จึง
สำเร็จรูปเป็นสมาสแห่งฉัฏฐีวิภัตติที่มีนิทธารณะเป็นลักษณะ. ถ้าจะพึงมีคำถาม
ว่า ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้สูงสุดแห่งสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้า มีสอง
เท้า มีสี่เท้า มีเท้ามาก มีรูป ไม่มีรูป มีสัญญา ไม่มีสัญญา ที่มีสัญญาก็
ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ แต่เพราะเหตุไร ในที่นี้ท่านจึงกล่าวว่าสูงสุดแห่ง
สัตว์สองเท้าเล่า พึงตอบว่า โดยเหตุที่ทรงเป็นผู้ประเสริฐกว่า. จริงอยู่
หน้า 118
ข้อ 1
ธรรมดาผู้ประเสริฐสุดโนโลกนี้เมื่อเกิด ย่อมไม่เกิดในประเทศของสัตว์ไม่มีเท้า
และสัตว์สี่เท้า ท่านผู้นี้ย่อมเกิดในเหล่าสัตว์สองเท้าเท่านั้น ถามว่า ในเหล่า
สัตว์สองเท้าประเภทไร. ตอบว่าในเหล่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย. เมื่อเกิดใน
เหล่ามนุษย์ย่อมบังเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ผู้สามารถทำสามพันโลกธาตุ มากพัน
โลกธาตุให้อยู่ในอำนาจได้ เมื่อเกิดในเหล่าเทวดาย่อมบังเกิดเป็นท้าวมหา-
พรหม ซึ่งมีอำนาจในหมื่นโลกธาตุได้. ท้าวมหาพรหมนั้น ย่อมพร้อมที่จะ
เป็นกัปปิยการกหรืออารามิกของพระพุทธเจ้านั้น ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึง
เรียกว่าสูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า โดยเหตุที่ทรงเป็นผู้ประเสริฐกว่าท้าวมหาพรหม
แม้นั้น.
บทว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุยา ได้แก่ โลกธาตุที่นับได้หมื่นหนึ่ง.
บทว่า มหิทฺธิกา ได้แก่ ประกอบด้วยฤทธิ์อย่างใหญ่. อธิบายว่ามีอานุภาพมาก.
บทว่า ปริวาเรตฺวา ได้แก่ ห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยรอบ. บทว่า
ปสนฺนา ได้แก่ เกิดศรัทธา. บทว่า นราสภํ ได้แก่ทรงเป็นผู้ประเสริฐสุด
ในนรชน. ในบทว่า อโห อจฺฉริยํ นี้ ชื่อว่า อัจฉริยะ เพราะไม่มีเป็นนิตย์
เหมือนอย่างคนตาบอดขึ้นเขา หรือชื่อว่า อัจฉริยะ เพราะควรแก่การปรบ
มือ. อธิบายว่า ควรเพื่อปรบมือว่า โอ ! นี้น่าประหลาดจริง. บทว่า อพฺภุตํ
ได้แก่ ไม่เคยเป็น ไม่เป็นแล้ว เหตุนั้นจึงชื่อ อัพภุตะ. แม้สองคำนี้ก็เป็นชื่อ
ของความประหลาดใจ. บทว่า โลมหํสนํ ได้แก่ ทำความที่โลมชาติมีปลาย
ขึ้น [ชูชัน]. บทว่า น เมทิสํ ภูตปุพฺพํ ความว่า เรื่องที่ไม่เคยเป็น ไม่
เป็นเช่นนี้ เราไม่เคยเห็น. พึงนำคำว่า ทิฏฺํ เห็น มาประกอบไว้ด้วย.
บทว่า อจฺเฉรกํ แปลว่า อัศจรรย์.
หน้า 119
ข้อ 1
บทว่า สกสกมฺหิ ภวเน ได้แก่ ในภพของตนๆ. บทว่า นิสีทิตฺวา
ได้แก่ เข้าไปนั่งใกล้. ก็คำว่า เทวตา นี้พึงทราบว่า เป็นคำกล่าวทั่วไปทั้งแก่
เทพบุตร ทั้งแก่เทพธิดา. บทว่า หสนฺติ ตา ความว่า เทวดาเหล่านั้น
หัวเราะลั่น ไม่ทำความแย้มยิ้ม หัวร่อสนั่นไหว เพราะหัวใจตกอยู่ใต้อำนาจ
ปีติ. บทว่า นเภ ได้แก่ ในอากาศ.
บทว่า อากาสฏฺา ได้แก่ เทวดาที่อยู่ ณ วิมานเป็นต้นในอากาศ.
แม้ในเทวดาที่อยู่ภาคพื้นดินก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ติณปนฺถนิวาสิโน
ได้แก่ ที่อยู่ประจำยอดหญ้าและทางเปลี่ยว. บทว่า ปุญฺวนฺโต ได้แก่ ผู้มี
บุญมาก. บทว่า มหิทฺธิกา ได้แก่ ผู้มีอานุภาพมาก. บทว่า สงฺคีติโย
ปวตฺเตนฺติ ได้แก่ เครื่องสังคีตของเทพนาฏกะก็บรรเลง อธิบายว่า ประกอบ
ขึ้นเพื่อบูชาพระตถาคต. บทว่า อมฺพเร แปลว่า ในอากาศ. บทว่า
อนิลญฺชเส แปลว่า ทางอากาศ. ท่านกล่าวว่า อนิลญฺชเส ก็เพราะอากาศ
เป็นทางอเนกประสงค์. เป็นไวพจน์ของคำต้น . บทว่า จมฺมนทฺธานิ แปลว่า
ที่หุ้มด้วยหนัง. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน อธิบายว่ากลองทิพย์. บทว่า
วาเทนฺติ ความว่า เทวดาทั้งหลายย่อมประโคม.
บทว่า สงฺขา ได้แก่ สังข์เป่า. บทว่า ปณวา ได้แก่ เครื่องดนตรี
พิเศษตรงกลางคอด. กลองขนาดเล็กๆ ท่านเรียกว่า ฑณฺฑิมา. บทว่า
วชฺชนฺติ แปลว่า ประโคม. บทว่า อพฺภุโต วต โน แปลว่า น่าอัศจรรย์
จริงหนอ. บทว่า อุปฺปชฺชิ แปลว่า เกิดแล้ว. บทว่า โลมหํสโน ได้แก่
ทำขนชูชัน. บทว่า ธุวํ อธิบายว่า เพราะเหตุที่พระศาสดาพระองค์นี้อัศจรรย์
อุบัติในโลก ฉะนั้น พวกเราจักได้ความสำเร็จประโยชน์โดยแท้แน่นอน. บทว่า
ลภาม แปลว่า จักได้. บทว่า ขโณ ความว่า ขณะที่ ๙ เว้นจาก
หน้า 120
ข้อ 1
อขณะ ๘. บทว่า โน แปลว่า อันเราทั้งหลาย. บทว่า ปฏิปาทิโต แปลว่า
ได้แล้ว.
บทว่า พุทฺโธติ เตสํ สุตฺวาน ความว่า ปีติ ๕ อย่างเกิดแก่เทพ
เหล่านั้น เพราะได้ยินคำนี้ว่า พุทฺโธ. บทว่า ตาวเท แปลว่า ในทันที. บทว่า
หิงฺการา ได้แก่ เสียงที่ทำว่า หึหึ. ยักษ์เป็นต้นย่อมทำเสียงว่า หึ หึ ในเวลา
ร่าเริง. บทว่า สาธุการา ได้แก่ เสียงทำว่า สาธุ ก็เป็นไป. บทว่า อุกุฏฺิ
ได้แก่ เสียงโห่และเสียงกึกก้อง. เทวดาเป็นต้น ท่านประสงค์ว่าปชา. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ธงประฏากต่างๆ ก็เป็นไปในท้องฟ้า. บทว่า คายนฺติ ได้แก่
ขับร้องเพลงที่ประกอบพระพุทธคุณ.
บทว่า เสเฬนฺติ ได้แก่ ทำเสียงประสานด้วยปาก. บทว่า วาทยนฺติ
ความว่า พิณมีพิณชื่อว่าวิปัญจิกาและมกรมุขเป็นต้นขนาดใหญ่ และดนตรีทั้ง
หลายก็บรรเลงประกอบขึ้น เพื่อบูชาพระตถาคต. บทว่า ภุชานิ โปเถนฺติ
แปลว่า ปรบมือ. พึงเห็นว่าเป็นลิงควิปลาส. บทว่า นจฺจนฺติ จ ได้แก่
ใช้ให้ผู้อื่นฟ้อนด้วย ฟ้อนเองด้วย.
ในคำว่า ยถา ตุยฺหํ มหาวีร ปาเทสุ จกฺกลกฺขณํ นี้ ยถา
แปลว่า โดยประการไรเล่า. ชื่อว่า มหาวีระ เพราะทรงประกอบด้วยความเพียร
อย่างใหญ่. บทว่า ปาเทสุ จกฺกลกฺขณํ ความว่า ที่ฝ่าพระบาททั้งสอง
ของพระองค์ มีลักษณะจักร [ล้อ] มีซี่กำมีกงมีดุมบริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง
งดงาม. ก็ จักกศัพท์นี้ ปรากฏใช้ในอรรถมีสมบัติ, ส่วนของรถ, อิริยาบถ,
ทาน, รัตนจักร, ธรรมจักร, ขุรจักร, และลักษณะเป็นต้น. ที่ใช้ในอรรถว่า
สมบัติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว จกฺกานิ เยหิ
สมนฺนาคตานํ เทวมนุสฺสานํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมบัติ ๔ ที่เมื่อเทวดา
หน้า 121
ข้อ 1
และมนุษย์ประกอบพร้อมแล้ว. ที่ใช้ในอรรถว่าส่วนแห่งรถได้ในบาลีเป็นต้น
ว่า จกฺกํ ว วทโต ปทํ เหมือนล้อเกวียนที่แล่นตามเท้าโคที่กำลังนำเกวียน
ไป. ที่ใช้ในอรรถว่า อิริยาบถ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า จตุจกฺกํ นวทฺวารํ
มีอิริยาบถ ๔ มีทวาร ๙. ที่ใช้ในอรรถว่า ทาน ได้ในบาลีนี้ว่า ททํ ภุญฺช จ
มา จ ปมาโท จกฺกํ วตฺตย สพฺพปาณีนํ ท่านเมื่อให้ทาน ก็จงใช้สอย
อย่าประมาทจงบำเพ็ญทานแก่สัตว์ทั้งปวง. ที่ใช้ในอรรถว่า รัตนจักร ได้ใน
บาลีนี้ว่า ทิพฺพํ จกฺกรตนํ ปาตภูตํ จักรรัตนะทิพย์ ปรากฏแล้ว. ที่ใช้
ในอรรถว่า ธรรมจักร ได้ในบาลีนี้ว่า มยา ปวตฺติตํ จกฺกํ ธรรมจักร
อันเราให้เป็นไปแล้ว . ที่ใช้ในอรรถว่า ขุรจักร อธิบายว่า จักรสำหรับ
ประหาร ได้ในบาลีนี้ว่า อิจฺฉาหตสฺส โปสสฺส จกฺกํ ภมติ มตฺถเก
จักรคมหมุนอยู่บนกระหม่อมของบุรุษผู้ที่ถูกความอยากครองงำแล้ว. ที่ใช้ใน
อรรถว่า ลักษณะ. ได้ในบาลีนี้ว่า ปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ ลักษณะ
ทั้งหลายเกิดแล้ว ที่ฝ่าพระบาททั้งสอง. แม้ในที่นี้ พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า
จักรคือลักษณะ. บทว่า ธชวชิรปฏากา วฑฺฒมานงฺกุสาจิตํ ความว่า
ลักษณะจักรที่พระบาททั้งสอง รวบรวม ประดับ ล้อมไว้ด้วยธชะ [ธงชาย]
วชิระ [อาวุธพระอินทร์] ปฏาก [ธงผ้า] วัฑฒมานะ [เครื่องแต่งพระองค์]
และอังกุส [ขอช้าง] เมื่อท่านถือเอาลักษณะจักรแล้ว ก็เป็นอันถือเอาลักษณะ
ที่เหลือไว้ด้วย. พระอนุพยัญชนะ ๘๐ และพระรัศมี ๑ วา ก็เหมือนกัน เพราะ
ฉะนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ประดับพร้อมด้วยพระมหาปุริส-
ลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ และพระรัศมี ๑ วา ก็เปล่งพระพุทธรัศมีมี
พรรณะ ๖ ซึ่งแล่นฉวัดเฉวียนไป จึงงดงามอย่างเหลือเกิน เหมือนต้นปาริ-
ฉัตตกะดอกบานสะพรั่งไปทั้งต้น เหมือนดงบัว ที่มีดอกบัวหลวงแย้มแล้ว
หน้า 122
ข้อ 1
เหมือนเสาระเนียดทองใหม่ สวยงามด้วยรัตนะต่างชนิด เหมือนท้องฟ้างาม
ระยับด้วยดวงดาว.
บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติคือรูปกายและธรรมกายของพระผู้มีพระภาค-
เจ้า ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้เสมอเหมือนในพระ
รูป ในศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับ
พระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอในการประกาศพระธรรม-
จักร.
แก้อรรถ
รูปศัพท์นี้ว่า รูเป ในคาถานั้น ปรากฏใช้ในอรรถมี ขันธ์ ภพ
นิมิต ปัจจัย สรีระ วรรณะและทรวดทรงเป็นต้น. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าว
ไว้ว่า รูป ศัพท์ที่ใช้ในอรรถว่า รูปขันธ์ ได้ในบาลีนี้ว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ
อตีตานาคตปจฺจุปฺปนนํ รูปขันธ์อย่างหนึ่งอย่างใด ที่เป็นอดีต อนาคต
ปัจจุบัน. ที่ใช้ในอรรถว่า รูปภพ ได้ในบาลีนี้ว่า รูปูปปตฺติยา มคฺคํ
ภาเวติ ย่อมเจริญมรรค เพื่อเข้าถึงรูปภพ. ที่ใช้ในอรรถว่า กสิณนิมิต ได้
ในบาลีนี้ว่า อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ สำคัญอรูป
ภายใน ย่อมเห็นกสิณนิมิตภายนอก. ที่ใช้ในอรรถว่า ปัจจัย ได้ในบาลีนี้ว่า
สรูปา ภิกฺขเว อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา โน อรูปา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลบาปธรรมมีปัจจัยหรือไม่มีปัจจัยจึงเกิดขึ้น. ที่ใช้
ในอรรถว่า สรีระ ได้ในบาลีนี้ว่า อากาโส ปริวาริโต รูปนฺเตฺวว สงฺขํ
คจฺฉติ อากาศที่ห้อมล้อม ก็นับได้ว่าสรีระ. ที่ใช้ในอรรถว่า วรรณะ ได้ใน
บาลีนี้ว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺาณํ อาศัย
หน้า 123
ข้อ 1
จักษุและวรรณะ จักขุวิญญาณจึงเกิด. ที่ใช้ในอรรถว่า ทรวดทรง ได้ในบาลี
นี้ว่า รูปปฺปมาโณ รูปปฺปสนฺโน ถือทรวดทรงเป็นประมาณ เลื่อมใสใน
ทรวดทรง. แม้ในที่นี้ ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ทรวดทรง. บทว่า สีเล
ได้แก่ ในศีล ๔ อย่าง. บทว่า สมาธิมฺหิ ได้แก่ ในสมาธิ ๓ อย่าง. บทว่า
ปญฺาย ได้แก่ ในปัญญาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า อสาทิโส แปลว่า
ไม่มีใครเหมือน ไม่มีใครเปรียบ. บทว่า วิมุตฺติยา ได้แก่ ในผลวิมุตติ.
บทว่า อสมสโม ความว่า อดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีใครเสมอ พระ-
องค์ก็ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ไม่มีใครเสมอเหล่านั้น โดยพระคุณ
ทั้งหลายมีศีลเป็นต้น เหตุนั้นพระองค์จึงชื่อว่า ผู้เสมอกับพระพุทธเจ้าที่ไม่มี
ใครเสมอ ท่านแสดงสมบัติคือพระรูปกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกถา
เพียงเท่านี้.
บัดนี้ เพื่อแสดงกำลังพระกายเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
กำลังพระยาช้าง ๑๐ เชือก เป็นกำลังปกติใน
พระกายของพระองค์ พระองค์ไม่มีใครเสมอด้วยกำลัง
พระวรฤทธิ์ ในการประกาศพระธรรมจักร.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสนาคพลํ ได้แก่ กำลังพระยาช้าง
ฉัททันต์ ๑. เชือก. จริงอยู่กำลังของพระตถาคตมี ๒ คือ กำลังพระกาย ๑
กำลังพระญาณ ๑. บรรดากำลังทั้งสองนั้น กำลังพระกาย พึงทราบตามแนว
ตระกูลช้าง. คืออะไร พึงทราบช้าง ๑๐ ตระกูลเหล่านี้.
หน้า 124
ข้อ 1
กาฬาวกญฺจ คงฺเคยฺยํ ปณฺฑรํ ตมฺพปิงฺคลํ
คนฺธมงฺคลเหมสญฺจ อุโปสถฉทฺทนฺติเม ทส.
ช้าง ๑๐ ตระกูลเหล่านี้คือ กาฬาวกะ คังเคยยะ
ปัณฑระ ตัมพะ ปิงคละ คันธะ มังคละ เหมะ
อุโปสถะ ฉัททันตะ.
กาฬวกะได้แก่ ตระกูลช้างปกติ. กำลังกายของบุรุษ ๑๐ คน เป็นกำลัง
ของช้างตระกูลกาฬาวกะ ๑ เชือก. กำลังของช้างตระกูลกาฬาวกะ ๑๐ เชือก
เป็นกำลังของช้างตระกูลคังเคยยะ ๑ เชือก พึงนำกำลังของช้างตระกูลต่างๆ
โดยอุบายดังกล่าวมานี้จนถึงกำลังของช้างตระกูลฉัททันตะ กำลังของช้างตระกูล
ฉัททันตะ ๑๐ เชือก เป็นกำลังของพระตถาคตพระองค์เดียว. กำลังของพระ-
ตถาคตนี้นี่แลเรียกกันว่า กำลังนารายณ์ กำลังวชิระ. กำลังของพระตถาคตนี้
นั้น เท่ากับกำลังช้างโกฏิพันเชือกโดยนับช้างตามปกติ เท่ากับกำลังของบุรุษ
สิบโกฏิพันคน. กำลังพระวรกายปกติของพระตถาคตมีดังนี้ก่อน. ส่วนกำลัง
พระญาณ หาประมาณมิได้ กำลังพระญาณมีเป็นต้นอย่างนี้คือ พระทศพล-
ญาณ พระจตุเวสารัชญาณ พระอกัมปนญาณในบริษัท ๘ พระจตุโยนิปริ-
เฉทกญาณ พระปัญจคติปริเฉทกญาณ พระพุทธญาณ ๑๔. แต่ในที่นี้ ประสงค์
เอากำลังพระวรกาย. บทว่า กาเย ตุยฺหํ ปากติกํ พลํ ความว่า กำลัง
ตามปกติในพระวรกายของพระองค์นั้น เพราะฉะนั้น บทว่า ทสนาคพลํ
จึงมีความว่า เท่ากับกำลังของพระยาช้างตระกูลฉัททันต์ ๑๐ เชือก.
บัดนี้ เมื่อแสดงกำลังพระญาณ ท่านจึงกล่าวว่า พระองค์ไม่มีผู้เสมอ
ด้วยกำลังพระวรฤทธิ์ในการประกาศพระธรรมจักร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
อิทฺธิพเลน อสโม ได้แก่ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมือน ไม่มีผู้เปรียบ.
บทว่า ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน ความว่า ไม่มีผู้เสมอแม้ในพระเทศนาญาณ.
หน้า 125
ข้อ 1
บัดนี้ เพื่อแสดงการประกอบในการนอบน้อมพระตถาคตว่า พระ-
ศาสดาพระองค์ใดประกอบพร้อมด้วยพระคุณมีดังกล่าวมานี้เป็นต้น พระศาสดา
พระองค์นั้น ทรงเป็นนายกเอกของโลกทั้งปวง ขอท่านทั้งหลาย จงนมัสการ
พระศาสดาพระองค์นั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
ท่านทั้งหลาย จงนมัสการพระศาสดา ผู้ประกอบ
ด้วยพระคุณทุกอย่าง ประกอบด้วยองคคุณทั้งปวง เป็น
พระมหามุนี มีพระกรุณา เป็นนาถะของโลก.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น ศัพท์ว่า เอวํ เป็นนิบาตลงในอรรถชี้แจงอย่างที่กล่าว
มาแล้ว. ศัพท์นี้ว่า สพฺโพ ในคำว่า สพฺพคุณฺเปตํ นี้ เป็นศัพท์กล่าวถึง
ไม่เหลือเลย. คุณ ศัพท์นี้ว่า คุโณ ปรากฏใช้ในอรรถเป็นอันมาก.
จริงอย่างนั้น คุณ ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ชั้น ได้ในบาลีนี้ว่า
อนุชานามิ ภิกฺขเว อหตานํ วตฺถานํ ทิคุณํ สงฺฆาฏึ ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิสองชั้นสำหรับผ้าทั้งหลายที่ใหม่. ที่ใช้ในอรรถว่า
กลุ่ม ได้ในบาลีนี้ว่า อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา
อนุปุพฺพํ ชหนฺติ กาลก็ล่วงไป ราตรีก็ล่วงไป กลุ่มแห่งวัยก็ละลำดับไป.
ที่ใช้ในอรรถว่า อานิสงส์ ได้ในบาลีนี้ว่า สตคุณา ทกฺขิณา
ปาฏิกงฺขิตพฺพา พึงหวังทักษิณา มีอานิสงส์เป็นร้อย. ที่ใช้ในอรรถว่า พวง
ได้ในบาลีนี้ว่า กยิรา มาลาคุเณ พหู พึงทำพวงมาลัยเป็นอันมาก. ที่ใช้
ในอรรถว่า สมบัติ ได้ในบาลีนี้ว่า อฏฺ คุณ สมุเปตํ อภิญฺาพลมาหรึ
นำมาซึ่งกำลังแห่งอภิญญา อันประกอบพร้อมด้วยสมบัติ ๘. แม้ในที่นี้ก็พึง
หน้า 126
ข้อ 1
เห็นว่าใช้ในอรรถว่า สมบัติ เพราะฉะนั้น จึงมีความว่าเข้าถึงประกอบพร้อม
แล้ว ด้วยคุณที่เป็นโลกิยะและโลกุตระทั้งปวงคือด้วยสมบัติทุกอย่าง. บทว่า
สพฺพงฺคสมุปาคตํ ได้แก่ เข้ามาถึงแล้ว ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยพระพุทธ-
คุณหรือด้วยองคคุณทั้งปวง. บทว่า มหามุนี ได้แก่ ชื่อว่า มุนีใหญ่เพราะ
ยิ่งกว่ามุนีทั้งหลาย มีพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้นอื่นๆ เหตุนั้นจึงเรียกว่า มหา
มุนี. บทว่า การุณิกํ ได้แก่ ชื่อว่าผู้มีกรุณา เพราะประกอบด้วยกรุณาคุณ.
บทว่า โลกนาถํ ได้แก่ เป็นนาถะเอกของโลกทั้งปวง. อธิบายว่า อันโลกทั้ง
ปวงมุ่งหวังอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ เป็นผู้กำจัด เป็นผู้ระงับความเดือดร้อนคือ
ทุกข์ของพวกเรา ดังนี้.
บัดนี้ เพื่อแสดงความที่พระทศพล ทรงเป็นผู้ควรแก่การเคารพ
นบนอบทุกอย่าง ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
พระองค์ควรการกราบไหว้ การชมการสรรเสริญ
การนบนอบบูชา.
ข้าแต่พระมหาวีระ ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็น ผู้
ควรแก่การไหว้ในโลก ชนเหล่าใด ควรซึ่งการไหว้
พระองค์เป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าชนเหล่านั้นทั้งหมด ชน
เสมอเหมือนพระองค์ไม่มีเลย.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิวาทนํ ได้แก่ ให้ผู้อื่นทำการกราบ
ตน. บทว่า โถมนํ ได้แก่ ชมลับหลัง. บทว่า วนฺทนํ ได้แก่ นอบน้อม.
บทว่า ปสํสนํ ได้แก่ สรรเสริญต่อหน้า. บทว่า นมสฺสนํ ได้แก่ ทำอัญชลี
หน้า 127
ข้อ 1
หรือนอบน้อมด้วยใจ. บทว่า ปูชนํ ได้แก่ และการบูชาด้วยมาลัยของหอม
และเครื่องลูบไล้เป็นต้น. บทว่า สพฺพํ ความว่า พระองค์ทรงสมควรเหมาะ
สมสักการะวิเศษดังกล่าวแล้วนั้นทุกอย่าง. บทว่า เย เกจิ โลเก วนฺทเนยฺยา
ความว่าชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ควรกราบ ควรไหว้ ควรซึ่งการไหว้ในโลก.
บทว่า เย ได้แก่ อนึ่งชนเหล่าใด ควรซึ่งการไหว้ในโลก. ก็บทนี้เป็นไวพจน์
ของบทต้นนั้นแล. บทว่า สพฺพเสฏฺโ ความว่า ข้าแต่พระมหาวีระ พระ-
องค์เป็นผู้ประเสริฐสุด สูงสุดกว่าชนเหล่านั้นทั้งหมด ชนไรที่เสมอเหมือน
พระองค์ ไม่มีในโลก.
ครั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ทรง
เนรมิตรัตนจงกรมเสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมนั้นอยู่ ท่านพระสารีบุตรพร้อม
ด้วยภิกษุบริวาร ๕๐๐ รูป อยู่ ณ เขาคิมฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระเถระ
ตรวจดูพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เห็นพระองค์เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมใน
อากาศ กรุงกบิลพัศดุ์. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว
คำเป็นต้นว่า
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดใน
สมาธิและฌาน อยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ก็เห็นพระผู้เป็นนายก
ของโลก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาริปุตฺโต ได้แก่ ชื่อว่าสารีบุตร เพราะ
เป็นบุตรของพราหมณีชื่อว่า สารี. บทว่า มหาปญฺโ ได้แก่ ชื่อว่ามีปัญญา
มาก เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ อย่างใหญ่. ในคำว่า สมาธิชฺฌาน-
หน้า 128
ข้อ 1
โกวิโท นี้. บทว่า สมาธิ ได้แก่ ชื่อว่าสมาธิ เพราะบรรจงตั้ง คือวางจิต
ไว้สม่ำเสมอในอารมณ์. สมาธินั้น มี ๓ คือ ชนิดมีวิตกมีวิจาร ชนิดไม่มี
วิตกมีเพียงวิจาร ชนิดที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร. บทว่า ฌานํ ได้แก่ปฐมฌาน
ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แม้ฌานอื่นมีเมตตาฌานเป็นต้นก็เป็นอันท่าน
สงเคราะห์ด้วยฌานที่กล่าวมาแล้วนี้ มีปฐมฌานเป็นต้น.
แม้ฌานก็มี ๒ อย่าง คือ ลักขณูปนิชฌาน อารัมมณูปนิชฌาน.
บรรดาฌานทั้ง ๒ นั้นวิปัสสนาญาณ เรียกว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไป
เพ่งลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น ส่วนฌานมีปฐมฌานเป็นต้น เรียกว่า ฌาน
เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ หรือเผาธรรมที่เป็นข้าศึก. ผู้ฉลาดในสมาธิด้วย ใน
ฌานด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า ผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน. บทว่า คิชฺฌกูเฏ
ความว่า ยืนอยู่ที่ภูเขามีชื่ออย่างนี้นี่แล. บทว่า ปสฺสติ ได้แก่ เห็นแล้ว.
บทว่า สุผุลฺลํ สาลราชํว เชื่อมความกับบทว่า อาโลก อย่างนี้ว่า
ท่านพระสารีบุตรตรวจดูพระทศพลผู้เป็นดังต้นพระยาสาลพฤกษ์ ซึ่งมีศีลเป็น
ราก มีสมาธิเป็นลำต้น มีปัญญาเป็นกิ่ง มีอภิญญาเป็นดอก มีวิมุตติเป็นผล
เหมือนต้นพระยาสาละ มีลำต้นกลมกลึง มีกิ่งประดับด้วยตาตูมผลใบอ่อนและ
หน่อที่อวบขึ้นดก มีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น . บทว่า จนฺทํว คคเน ยถา
ความว่า ตรวจดูพระมุนีผู้ประเสริฐดังดวงจันทร์ ผู้ทำการกำจัดความมืดคือ
กิเลสทั้งปวง ผู้ทำความแย้มแก่ดงโกมุทคือเวไนยชน ดุจดวงจันทร์เต็มดวง
ในฤดูสารทอันห้อมล้อมด้วยหมู่ดาว หลุดพ้นจากอุปสรรค คือ หมอก หิมะ
ควัน ละออง และราหู. บทว่า ยถา เป็นเพียงนิบาต . บทว่า มชฺฌนฺหิเกว
สูริยํ ความว่า รุ่งโรจน์อยู่ดุจดวงอาทิตย์ ที่ส่องแสงเป็นช่อชั้น ด้วยสิริเวลา
เที่ยงวัน. บทว่า นราสภํ ได้แก่ ผู้สูงสุดในนรชน.
หน้า 129
ข้อ 1
บทว่า ชลนฺตํ แปลว่า รุ่งเรืองอยู่ อธิบายว่า พระวรสรีระประดับ
พร้อมด้วยพระมหาปุริสลักษณะและพระอสีติอนุพยัญชนะ มีพระพักตร์ดังทอง
งาม มีสิริดังพระจันทร์เต็มดวงในฤดูสารท รุ่งเรืองอยู่ด้วยพระพุทธสิริอย่างยิ่ง.
บทว่า ทีปรุกฺขํว ได้แก่ ประดุจต้นประทีปที่เขายกประทีปไว้. บทว่า ตรุณ-
สุรยํว อุคฺคตํ ได้แก่ ประดุจดวงอาทิตย์อุทัยใหม่ ๆ อธิบายว่า รุ่งเรืองอยู่
โดยภาวะเรียบร้อย. ก็ท่านเรียกดวงอาทิตย์อ่อนๆ เพราะเหตุอุทัยขึ้น. ไม่มี
ลดแสงหรือเพิ่มแสงเหมือนดวงจันทร์ [เพราะดวงอาทิตย์ไม่มีขึ้นแรม]. บทว่า
พฺยามปฺปภานุรญฺชิตํ ได้แก่ อันพระรัศมีวาหนึ่งเปล่งแสงจับแล้ว. บทว่า ธีรํ
ปสฺสติ โลกนายกํ ความว่า เห็นพระผู้นำ ซึ่งเป็นปราชญ์เอกของโลกทั้งปวง.
ลำดับนั้น ท่านพระธรรมเสนาบดี ยืนอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ซึ่งมียอด
จรดหมู่ธารน้ำเย็นสนิทมียอดอบอวลด้วยดอกของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมนานาชนิด
มียอดวิจิตรงามอย่างยิ่ง แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า อันหมู่เทวดาและพรหม
ซึ่งมาแต่หมื่นจักรวาลแวดล้อมแล้ว ซึ่งเสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมเป็นรัตนะ
ล้วน ด้วยพระพุทธสิริอันยอดเยี่ยม ด้วยพระพุทธลีลาอันหาที่เปรียบมิได้จึง
คิดว่า เอาเถิด จำเราจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอพระพุทธวงศ์เทศนา
อันแสดงพระพุทธคุณ จึงประชุมภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึ่งอยู่กับตน. ด้วยเหตุนั้น
พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
ท่านพระธรรมเสนาบดี จึงประชุมภิกษุ ๕๐๐ รูป
ซึ่งทำกิจเสร็จแล้ว ผู้คงที่ สิ้นอาสวะแล้ว ปราศจาก
มลทิน ทันที.
หน้า 130
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจนฺนํ ภิกขุสตานํ ได้แก่ ภิกษุ
๕๐๐ รูป. ฉัฏฐีวิภัตติ พึงเห็นว่าท่านใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติ. บทว่า กตกิจฺ-
จานํ ความว่า ผู้จบโสฬสกิจแล้ว คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจ
และภาวนากิจ ด้วยมรรค ๔ ในสัจจะ ๔. บทว่า ขีณาสวานํ ได้แก่ ผู้สิ้น
อาสวะ ๔. บทว่า วิมลานํ ได้แก่ ผู้ปราศจากมลทิน หรือชื่อว่า มีมลทินไป
ปราศแล้ว อธิบายว่า มีจิตสันดานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้มีอาสวะสิ้น
แล้ว. บทว่า ขเณน ได้แก่ ในทันใดนั่นเอง. บทว่า สนฺนิปาตยิ แปลว่า
ให้ประชุมกันแล้ว.
บัดนี้ เพื่อแสดงเหตุในการประชุมและในการไปของภิกษุเหล่านั้น
ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาเหล่านั้นว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ชื่อ
โลกปสาทนะทำโลกให้เลื่อมใส แม้พวกเราก็ไปในที่
นั้น เราจักถวายบังคมพระชินพุทธเจ้า.
มาเถิด เราทั้งหมดจะพากันไป เราจักทูลถาม
พระพุทธชินเจ้า พบพระผู้นำโลกแล้ว ก็จักบรรเทา
ความสงสัยเสียได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกปฺปสาทนํ นาม ความว่า ท่าน
เรียกปาฏิหาริย์ว่า โลกปสาทนะ เพราะทำความเลื่อมใสแก่สัตว์โลก. ปาฐะว่า
อุลฺโลกปฺปสาทนํ ดังนี้ก็มี. ความว่า ชื่อปาฏิหาริย์ว่า พระพุทธเจ้าเปิดโลก.
หน้า 131
ข้อ 1
ปาฏิหาริย์นั้นท่านกล่าวว่า อธิษฐานการทำสัตว์แม้ทั้งหมด เบื้องบนตั้งแต่
อกนิษฐภพ เบื้องต่ำถึงอเวจี ทำให้เป็นแสงสว่างอันเดียวกันในระหว่าง
นี้ให้เห็นซึ่งกันและกันในระหว่างนี้. บทว่า นิทสฺสยิ แปลว่า แสดง
แล้ว. บทว่า อมฺเหปิ แปลว่า แม้เราทั้งหลาย. บทว่า ตตฺถ ความว่า ไป
ในที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่. บทว่า วนฺทิสฺสาม ความว่า พวกเราจัก
ถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า. แต่ในคำว่า อมฺเหปิ
นี้พึงเห็นการเชื่อมความแห่งศัพท์ ๒ ศัพท์นี้ว่า มยํ ศัพท์ต้น เชื่อมความกับ
กิริยาเดินไป มยํ ศัพท์หลัง เชื่อมความกับกิริยาถวายบังคม. ความจริง ความ
นอกจากนี้ก็ไม่พ้นโทษคือการกล่าวซ้ำ.
บทว่า เอถ แปลว่า มาเถิด. ในคำว่า กงฺขํ วิโนทยิสฺสาม นี้
ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า ความสงสัยแม้ไรๆ ของพระขีณาสพทั้งหลายไม่มี
เหตุไร พระเถระจึงกล่าวอย่างนี้. ตอบว่า ข้อนั้นเป็นความจริงทีเดียว ความ
สงสัยขาดไปด้วยปฐมมรรคเท่านั้น เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม (ธรรมที่พึงประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค)
คืออะไรบ้าง คือจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง จิตตุปบาทที่สหรคต
ด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวงและ โลภะ โทสะ โมหะ มานะที่พาไปอบาย และกิเลส
ทั้งหลาย ซึ่งตั้งอยู่ฐานเดียวกับจิตเหล่านั้น. แต่ความสงสัยนั้นไม่ใช่ ที่เรียกว่า
วิจิกิจฉา. ก็อะไรเล่าชื่อว่า การไม่รู้บัญญัติ. แต่พระเถระประสงค์จะทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงพุทธวงศ์ ด้วยว่าพุทธวงศ์นั้นเป็นวิสัยของพระพุทธ-
เจ้าทั้งหลายเท่านั้น มิใช่วิสัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จึงควรทราบว่า พระเถระกล่าวอย่างนี้ ก็เพราะพุทธวงศ์มิใช่
วิสัย. บทว่า วิโนทยิสฺสาม แปลว่า จักบรรเทา.
หน้า 132
ข้อ 1
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น ฟังคำของพระเถระแล้วต่างก็ถือเอาบาตรจีวร
ของตน ๆ มีกิเลสอันทำลายแล้วมีเครื่องผูกขาดแล้ว เหมือนช้างใหญ่ สวม
เกราะดีแล้ว มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ก็พากันรีบมาประชุม. ด้วยเหตุนั้น
ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
ภิกษุเหล่านั้น รับคำว่าสาธุแล้ว เป็นผู้มีปัญญา
รักษาตัว สำรวมอินทรีย์ ต่างถือเอาบาตรจีวร พากัน
รีบเข้าไปหาพระเถระ.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น ศัพท์ว่า สาธุ นี้ ใช้ในอรรถทั้งหลายมี วอนขอ, รับ,
ปลอบใจ, และดีเป็นต้น. จริงอย่างนั้น สาธุ ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถ วอนขอ
ได้ในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ
เทเสตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยย่อ
โปรดข้าพระองค์ด้วยเถิด. ใช้ในอรรถ รับ ได้ในประโยคเป็นต้นว่าสาธุ
ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา
ภิกษุรูปนั้นยินดีอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า.
ใช้ในอรรถ ปลอบใจ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ สาธุ สาริปุตฺต ดีละ
ดีละ สารีบุตร. ใช้ในอรรถ ดี ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
สาธุ ธมฺมรุจิ ราชา สาธุ ปญฺญาณวา นโร
สาธุ มิตฺตานมทฺทุพฺโภ ปาปสฺสากรณํ สุขํ.
พระราชาผู้ชอบธรรม ดี, นรชนผู้มีปัญญา ดี, ผู้ไม่
ประทุษร้ายมิตร ดี, การไม่ทำบาป เป็นสุข.
หน้า 133
ข้อ 1
แต่ในที่นี้ ประสงค์เอาที่ใช้ในอรรถ รับ เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า
ภิกษุเหล่านั้นรับคำของพระเถระว่า สาธุ แปลว่า ดีละ. บทว่า นิปกา ได้แก่
บัณฑิต ผู้มีปัญญา. บทว่า สํวุตินฺทฺริยา ได้แก่ ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์
ทั้งหลาย อธิบายว่าผู้ประกอบด้วยอินทรีย์สังวร. บทว่า ตรมานา แปลว่า
รีบ บทว่า อุปาคมุํ ได้แก่ เข้าไปหาพระเถระ.
บัดนี้ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงประวัติของท่านพระ-
ธรรมเสนาบดี จึงกล่าวคาถาว่า ขีณาสเวหิ วิมเลหิ เป็นต้น. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ทนฺเตหิ ได้แก่ ผู้ฝึกทางกาย ทางจิตแล้ว. บทว่า อุตฺตเม
ทเม ได้แก่ ในเพราะพระอรหัต. พึงเห็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถนิมิตสัตตมี.
บทว่า เตหิ ภิกฺขูหิ ได้แก่ อันภิกษุ ๕๐๐ รูป. บอกว่า มหาคณี ความว่า
ชื่อว่ามหาคณี เพราะท่านมีคณะใหญ่ ทั้งโดยศีลเป็นต้น และโดยนับจำนวน.
หรือชื่อว่า มหาคณะ เพราะเป็นคณะใหญ่โดยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ด้วย
สามารถแห่งบทต่างๆ ชื่อว่า มหาคณีเพราะคณะใหญ่ของท่านมีอยู่ เหตุนั้นท่าน
จึงชื่อว่ามีคณะใหญ่. บทว่า สฬนฺโต เทโวว คคเน ความว่า งดงามด้วย
อิทธิวิลาส เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พื้นนภากาศ ราวกะเทพดา.
บัดนี้ เพื่อแสดงวิธีเข้าเฝ้าว่า เต อิตฺถมฺภูตา อุปสงฺกมึสุ ภิกษุมีชื่อ
อย่างนี้เหล่านั้นเข้าเฝ้าแล้ว ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงเริ่มคำว่า อุกฺกา-
สิตญฺจ ขิปิตํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุกฺกาสิตญฺจ
ความว่า ไม่ทำเสียงจาม บทว่า ขิปิตญฺจ ความว่า ไม่ทำเสียงไอ. บทว่า
อชฺฌุเปกฺขิย แปลว่า เฉย อธิบายว่าไม่ทำทั้งสองอย่าง [คือ สงบเงียบ].
บทว่า สุพฺพตา ได้แก่ ผู้มีธุดงคคุณผุดผ่องดี. บทว่า สปฺปติสฺสา
ได้แก่ มีความยำเกรง อธิบายว่า ถ่อมตน.
บทว่า สยมฺภุํ ความว่า มีพุทธภาวะอันทรงบำเพ็ญพระบารมีทั้ง
หลาย บรรลุแล้วด้วยพระองค์เอง เว้นการอ้างถึงผู้อื่น. บทว่า อจฺจุคฺคตํ
หน้า 134
ข้อ 1
ได้แก่ ขึ้นมาใหม่ ๆ. บทว่า จนฺทํว แปลว่า เหมือนดวงจันทร์. พึงเชื่อมบท
อย่างนี้ว่า แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ ณ พื้นนภากาศ เหมือน
ดวงจันทร์ในท้องฟ้าฉะนั้น. แม้ในที่นี้ ยถา ศัพท์ ก็เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
บทว่า วิชฺชุํว ได้แก่ เหมือนสายฟ้าทึบ อธิบายว่า เหมือนสายฟ้าแลบ
เช่นที่มีแสงชั่วขณะแต่ตั้งอยู่นานฉะนั้น. บทว่า คคเน ยถา แปลว่า เหมือน
ในอากาศแม้ในที่นี้ ยถา ศัพท์ ก็เป็นเพียงนิบาตเท่านั้น. นอกจากในที่เช่นนี้
ยถา ศัพท์ ในที่เช่นนี้ก็พึงเห็นว่าเป็นเพียงนิบาต.
บทว่า รหทมิว วิปฺปสนฺนํ ความว่า น้ำไม่ขุ่นแต่ใส เหมือนห้วง
น้ำใหญ่ทั้งลึกทั้งกว้างมากฉะนั้น. บทว่า สุผุลฺลํ ปทุมํ ยถา พึงเห็นความว่า
เหมือนห้วงน้ำที่มีดงปทุมดอกแย้มบาน. ปาฐะว่า สุผุลฺลํ กมลํ ยถา ดังนี้ก็มี
ความว่า เหมือนดงบัวที่ดอกบานสะพรั่ง เพราะดอกบัวนั้น น่าปรารถนา.
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นมีท่านพระธรรมเสนาบดีเป็นหัวหน้า ทำอัญชลี
ไว้เหนือเศียร หมอบลงแทบฝ่าพระยุคลบาทที่มีจักรประดับ. ด้วยเหตุนั้นท่าน
พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า อญฺชลี ปคฺคเหตฺวาน ตุฏฺฐหฏฺา
ปโมทิตา ประคองอัญชลียินดีร่าเริงบันเทิงใจ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่า
นั้น บทว่า นิปตนฺติ แปลว่า หมอบลง อธิบายว่าถวายบังคม. บทว่า จกฺก-
ลกฺขเณ ความว่า พระบาทที่มีลักษณะจักร ชื่อว่า จักรลักษณะ. ที่พระบาท
อันมีจักรลักษณะนั้น ท่านกล่าวคำว่า ปาเท โดยอำนาจแห่งชาติ. อธิบายว่า
หมอบลงแทบฝ่าพระบาทของพระศาสดาที่มีจักรประดับ.
บัดนี้ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายเมื่อแสดงนามของพระเถระเหล่า
นั้น บางท่านจึงกล่าวคาถาว่า สาริปุตฺโต มหาปญฺโ โกรณฺฑสมสา-
ทิโส เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกรณฺฑสมสาทโส แปลว่า ผู้มี
หน้า 135
ข้อ 1
ผิวพรรณเสมือนดอกหงอนไก่. ถ้าจะพึงมีคำถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ควร
กล่าวว่า โกรณฺฑสโม หรือ โกรณฺฑสทิโส. ทำไม ท่านจึงกล่าวว่า
สมสาทิโส ๒ ครั้ง. ตอบว่า นี้ไม่ผิดดอก, ท่านเช่นนั้น ชื่อว่า เสมอเหมือน
กับดอกหงอนไก่ โดยเป็นเช่นเดียวกับดอกหงอนไก่ เพราะเท่ากับดอกหงอนไก่.
อธิบายว่า ไม่ใช่กล่าวโดยกล่าวเกินไป. ก่อนอื่นในคำว่า สมาชิชฺฌานกุลโล
นี้ กุสล ศัพท์นี้ใช้ในอรรถทั้งหลายมีในอรรถว่า ไม่มีโรค ไม่มีโทษ ฉลาด
และมีสุขเป็นวิบาก เป็นต้น. จริงอยู่ กุสล ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ไม่มีโรค
ได้ในประโยคเป็นต้นว่า กจฺจิ นุ โภโต อนามยํ ท่านพราหมณ์
ไม่มีโรค ไม่มีการเจ็บไข้บ้างหรือหนอ. ใช้ในอรรถว่าไม่มีโทษ ได้ในประโยค
เป็นต้นว่า กตโม ปน ภนฺเต กายสมาจาโร กุสโล โย โข มหาราช
กายสมาจาโร อนวชฺโช ท่านพระคุณเจ้าข้า กายสมาจารเป็นกุศลคืออะไร.
ถวายพระพรมหาบพิตรกายสมาจารเป็นกุศล คือไม่มีโทษ. ใช้ในอรรถว่าฉลาด
ได้ในประโยคเป็นต้นว่า กุสโล ตฺวํ รถสฺส องฺคปจฺจงฺคานํ ท่านฉลาด
ในส่วนประกอบน้อยใหญ่ทั้งหลายของรถ. ใช้ในอรรถว่ามีสุขเป็นวิบาก ได้ใน
ประโยคเป็นต้นว่า กุสลสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา เพราะทำการ
สร้างสมกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่าฉลาด. บทว่า
วนฺทเต แปลว่า ถวายบังคมแล้ว.
บทว่า คชฺชิตา ได้แก่ ชือว่า คัชชิตา เพราะคำราม. บทว่า
กาลเมโฆว ได้แก่ คำรามเหมือนอากาศที่ทรงน้ำสีเขียวความ [เมฆ] อธิบาย
ว่าในวิสัยแห่งฤทธิ์. บทว่า นีลุปฺปลสมสาทิโส แปลว่า มีสีเหมือนดอก
บัวขาบ. พึงทราบความในที่นี้ โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ท่านโกลิตะ
ที่ได้นามตามโคตรอย่างนี้ว่า โมคคัลลานะ.
หน้า 136
ข้อ 1
บทว่า มหากสฺสโปปิ จ ได้แก่ เทียบกับท่านพระอุรุเวลกัสสป
ท่านพระนทีกัสสป ท่านพระคยากัสสป ท่านพระกุมารกัสสป ซึ่งเป็น
พระเถระเล็กพระเถระน้อย พระกัสสปรูปนี้เป็นมหา เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงถูกเรียกว่า มหากัสสป. ศัพท์ว่า ปิ จ มีอรรถว่าชมเชยและรวบรวม.
บทว่า อุตฺตตฺตกนกสนฺนิโภ แปลว่า มีผิวพรรณคล้ายทองที่ร้อนละลาย.
ในคำว่า ธุตคุเณ นี้ ธรรมชื่อว่า ธุตะ เพราะกำจัดกิเลส, ธรรมกำจัด
กิเลส ชื่อว่า ธุตคุณ. ก็ธุตธรรมคืออะไร คือธรรม ๕ ประการ บริวาร
ของธุตังคเจตนาเหล่านี้คือ อัปปิจฉตา ความมักน้อย, สันตุฏฐิตา
ความสันโดษ, สัลเลขตา ความขัดเกลา, ปวิเวกตา ความสงัด, อิท-
มัฏฐิกตา ความมีสิ่งนี้เป็นประโยชน์ ชื่อว่า ธุตธรรม เพราะบาลีเป็นต้นว่า
อปฺปิจฺฉํ นิสฺสาย อาศัยความมักน้อยนั่นแล. อีกนัยหนึ่ง ญาณชื่อว่า ธุตะ
เพราะกำจัดกิเลสทั้งหลาย. ในธุตคุณนั้น. บาลีว่า อคฺคนิกฺขิตโต ได้แก่ ที่
ท่านสถาปนาว่า เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นยอด อธิบายว่า อันพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มหากัสสป เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกของเราผู้สรรเสริญธุดงค์. ก็ อัคค ศัพท์นี้
ใช้ในอรรถทั้งหลายมีอรรถว่าเป็นต้น ปลาย ส่วน ประเสริฐสุดเป็นต้น.
จริงอย่างนั้น อัคค ศัพท์ ใช้ในอรรถว่าเป็นต้น ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อชฺชตคฺเค
สมฺม โทวาริก อาวรามิ ทฺวารํ นิคณฺานํ นิคณฺีนํ ดูก่อนสหายนาย
ประตู ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราปิดประตูสำหรับนิครนถ์และนิครนถีทั้งหลาย.
ใช้ในอรรถว่า ปลาย ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เตเนว องฺคุลคฺเคน ตํ
องฺคุลคฺคํ ปรามเสยฺย ภิกษุเอาปลายนิ้วนั้นนั่นแหละ ถูกต้องปลายนิ้วนั้น
และว่า อุจฺฉคฺคํ เวฬคฺคํ ปลายอ้อย ปลายไผ่. ใช้ในอรรถว่า ส่วน
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว วิหารคฺเคน วา ปริเวณคฺเคน
ภาเชตุํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อแบ่งตามส่วนแห่งวิหาร หรือ
หน้า 137
ข้อ 1
ตามส่วนแห่งบริเวณ. ใช้ในอรรถว่าประเสริฐสุด ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ยาวตา
ภิกฺขเว สตฺตา อปทา วา ทฺวิปทา วา ฯ เป ฯ ตถาคโต เตสํ
อคคมกฺขายติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้า
ก็ดี ฯลฯ พระตถาคต กล่าวกันว่าประเสริฐสุดแห่งสัตว์เหล่านั้น. อัคค ศัพท์
นี้นั้น ในที่นี้ พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า ประเสริฐสุด. ยังใช้ในอรรถว่า ยอด
ก็มี พระเถระดำรงอยู่ในตำแหน่งของท่านว่า เป็นผู้ประเสริฐและเป็นยอดด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า อคฺคนิกฺขิตฺโต ความว่า ได้แต่งตั้งว่าเป็นผู้เลิศ
ผู้ประเสริฐสุด เป็นยอด. บทว่า โถมิโต ได้แก่ อันเทวดาและมนุษย์เป็นต้น
สรรเสริญแล้ว. บทว่า สตฺถุ วณฺณิโต ได้แก่ อันพระศาสดาทรงยกย่อง
ชมเชยแล้ว. อธิบายว่าอันพระศาสดาทรงยกย่องสรรเสริญโดยนัยที่มาในพระ-
สูตรเป็นอันมาก เป็นต้นอย่างนี้ว่า กสฺสโป ภิกฺขเว จนฺทูปโม กุลานิ
อุปสงฺกมติ อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ นิจฺจนวโก กุเลสุ
อปคพฺโภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปไม่กำเริบกายไม่กำเริบจิต เป็นนวกะ
ภิกษุใหม่อยู่เป็นนิตย์ ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย เข้าไปสู่ตระกูล. แม้ท่าน
พระมหากัสสปนั้น ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ทิพฺพจกฺขุํ ความว่า ทิพยจักษุมีอยู่แก่ภิกษุเหล่าใด ภิกษุ
เหล่านั้น ชื่อว่ามีทิพยจักษุ ท่านพระอนุรุทธะเป็นเลิศประเสริฐสุดแห่งภิกษุ
ทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุเหล่านั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อนุรุทธะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเรา ผู้มีทิพยจักษุ ท่านพระอนุรุทธเถระ
เป็นโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะสักกะ พระเจ้าอาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็น
พระกนิษฐภาดาของพระเจ้ามหานามสักกะ เป็นผู้มีบุญมากเป็นสุขุมาลชาติอย่าง
ยิ่ง ท่านเป็นคนที่ ๗ ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน. ลำดับการบรรพชาของท่าน
มาแล้วในสังฆเภทกขันธกะ. บทว่า อวิทูเรว ได้แก่ในสำนักของผู้มี-
พระภาคเจ้านั่นเอง.
หน้า 138
ข้อ 1
บทว่า อาปตฺติอนาปตฺติยา ได้แก่ ฉลาดในอาบัติและอนาบัติ.
บทว่า สเตกิจฺฉาย ได้แก่ ในอาบัติที่ทำคืนได้ก็มี ที่ทำคืนไม่ได้ก็มี. บรรดา
อาบัติเหล่านั้นอาบัติที่ทำคืนได้นั้น มี ๖ อย่าง อาบัติที่ทำคืนไม่ได้นั้น ก็คือ
อาบัติปาราชิก. ปาฐะว่า อาปตฺติอนาปตฺติยา สเตกิจฺฉาย โกวิโท
ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า วินเย ได้แก่ ในวินัยปิฎก.
บทว่า อคฺคนิกฺขิตฺโต ความว่า ท่านพระอุบาลีอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
สถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาลีเป็นเลิศกว่า
ภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย. บทว่า อุบาลี ได้แก่ ท่านพระอุบาลีเถระ. บทว่า
สตฺถุวณฺณิโต ได้แก่ อันพระศาสดาทรงยกย่อง สรรเสริญ. เล่ากันว่า พระ-
เถระเรียนวินัยปิฎกในสำนักพระตถาคตเท่านั้น กล่าวเรื่องทั้ง ๓ คือ ภารุ-
กัจฉกวัตถุ. อัชชุกวัตถุ กุมารกัสสปวัตถุ เทียบกับพระสัพพัญญุตญาณ.
เพราะฉะนั้น พระเถระ ท่านจึงกล่าวว่าอันพระศาสดาทรงยกย่อง โดยนัยเป็น
ต้นอย่างนี้ว่า เป็นเลิศของภิกษุสาวกผู้ทรงวินัย.
บทว่า สุขุมนปุณตฺถปฏิวิทฺโธ ได้แก่ ผู้รู้ตลอดซึ่งอรรถอันสุขุม
ละเอียดแล้ว อธิบายว่า ผู้รู้ตลอดซึ่งอรรถะอันละเอียดเห็นได้ยากแล้ว.
บทว่า กถิกานํ ปวโร ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐสุด กว่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก.
ท่านสถาปนาไว้ในเอตทัคคบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณมันตานีบุตร
เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกของเราผู้เป็นธรรมกถึก. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
กถิกานํ ปวโร เป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก. บทว่า คณี
ได้แก่ เป็นผู้มีหมู่. เล่ากันว่ากุลบุตรที่บวชในสำนักพระเถระ มีถึง ๕๐๐ รูป
ภิกษุเหล่านั้น ทุกรูป เป็นชาวแคว้นที่เกิด อันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทุกรูป
เป็นพระขีณาสพ ทุกรูปเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คณี
หน้า 139
ข้อ 1
ผู้มีหมู่. บทว่า อิสี ได้แก่ ชื่อว่า อิสี เพราะเสาะแสวงหากุศลธรรม. บทว่า
มนฺตานิยา ปุตฺโต ได้แก่ เป็นบุตรของพราหมณีชื่อมันตานี. คำว่า ปุณณะ
เป็นชื่อของท่าน. บทว่า วิสฺสุโต ได้แก่ มีชื่อเสียงทางคุณมีความเป็นผู้มัก
น้อยเป็นต้นของตนเอง.
ฝ่ายท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ เมื่อพระศาสดาทรงบรรลุพระอภิ-
สัมโพธิญาณ ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐแล้ว เสด็จมาตามลำดับ ทรง
อาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่, ท่านกลับมายังกรุงกบิลพัศดุ์ บวชมาณพชื่อ
ปุณณะ หลานชายของตน ถวายบังคมทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า ตนเอง
ก็ไปยังสระฉัททันตะเพื่ออยู่ประจำ. ส่วนท่านปุณณะมาพร้อมกับพระเถระเพื่อ
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่า เราจักทำกิจของผู้บวชให้เสร็จก่อนแล้วจึงจักไป
เฝ้าพระทศพล ถูกท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระปล่อยไว้ในกรุงกบิลพัสดุ์นั่น
เอง ท่านทำโยนิโสมนสิการ ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต เข้าเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. ก็บรรดาพระเถระเหล่านั้น พระเถระสองรูปเหล่านี้ คือท่านพระ-
อนุรุทธเถระ ท่านพระอุบาลีเถระ ท่านแสดงเหมือนเข้าไปยังกรุงกบิลพัศดุ์
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วบวชในวันประชุมพระประยูรญาติ ฉะนั้นคำนั้นไม่
สมกับบาลีในขันธกะ และอรรถกถา. พึงสอบสวนแล้วถือเอาเถิด.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงทราบอาจาระทางจิตของภิกษุ ๕๐๐ รูป มี
พระสารีบุตรเถระเป็นต้นแล้ว ทรงเริ่มตรัสคุณทั้งหลายของพระองค์. ด้วย
เหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
พระมหามุนี ผู้ฉลาดในข้ออุปมาทรงทราบจิต
ของภิกษุเหล่านั้น จะทรงตัดความสงสัย จึงตรัสคุณ
ของพระองค์.
หน้า 140
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอปมฺมกุสโล ได้แก่ ผู้ฉลาดในข้อ
อุปมา. กงฺขจฺเฉโท ได้แก่ ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งปวง.
บัดนี้ เพื่อทรงแสดงพระคุณทั้งหลายของพระองค์ ที่พระองค์ตรัสแล้ว
จึงตรัสว่า
เบื้องต้นและเบื้องปลาย ของอสงไขยเหล่าใดอัน
ใครๆ รู้ไม่ได้ อสงไขยเหล่านั้น มี ๔ คือ สัตตนิกาย
๑ หมู่สัตว์ ๑ โอกาสจักรวาลอันไม่สิ้นสุด ๑ และพระ-
พุทธญาณที่นับไม่ได้ ๑ อสงไขยเหล่านั้น ใคร ๆ ไม่
อาจจะรู้ได้.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น ศัพท์ว่า จตฺตาโร กำหนดจำนวนที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงชี้ความที่พึงตรัส ณ บัดนี้ด้วยบทว่า เอเต. บทว่า อสงฺเขยฺยา ได้แก่ ชื่อ
ว่าอสงไขย เพราะใครๆ ไม่อาจนับได้. อธิบายว่าเกินที่จะนับ. บทว่า โกฏิ
ได้แก่ ขอบเขตเบื้องต้นหรือเบื้องปลาย. บทว่า เยสํ ได้แก่ ของอสงไขย ๔
เหล่าใด. บทว่า น นายติ ได้แก่ ไม่ปรากฏ. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอสงไขย
๔ ดังกล่าวแล้วนั้น จึงตรัสคำว่าสตฺตกาโยเป็นต้น. บทว่า สตฺตกาโย แปลว่า
หมู่สัตว์. หมู่สัตว์ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีปริมาณ นับไม่ได้. อากาศก็อย่างนั้น
ที่สุดแม้ของอากาศไม่มี จักรวาลก็เหมือนกัน ไม่มีที่สุดเหมือนกัน พุทธญาณ
คือพระสัพพัญญุตญาณ ก็นับไม่ได้. บทว่า น สกฺกา เอเต วิชานิตุํ
ความว่า เพราะเหตุที่อสงไขยเหล่านั้น ไม่มีที่สุด ฉะนั้น ใครๆ จึงไม่อาจจะ
รู้ได้.
บัดนี้ พระศาสดาเมื่อทรงขยายพระธรรมเทศนาว่า ในการทำฤทธิ์
ต่างๆ ของพระองค์ นั่นจะอัศจรรย์อะไรสำหรับเทวดาและมนุษย์เป็นต้น ซึ่ง
หน้า 141
ข้อ 1
เกิดความประหลาดอัศจรรย์ ความประหลาดอัศจรรย์ที่วิเศษยิ่งกว่านั้น ยังมีอยู่
ขอท่านทั้งหลายจงพึงความอัศจรรย์นั้นของเรา จึงตรัสคำเป็นต้นว่า
การทำฤทธิ์ต่าง ๆ ของเรา จะอัศจรรย์อะไรใน
โลก ความอัศจรรย์ทั้งหลายอย่างอื่น ที่น่าประหลาด
น่าขนลุกชัน ยังมีเป็นอันมาก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ เป็นคำค้าน. ตรัสคำว่า เอตํ ทรง
หมายถึงการทำฤทธิ์ต่างๆ นี้. บทว่า ยํ ความว่า ศัพท์ว่า ยํ นี้ ใช้ในอรรถทุติยา
วิภัตติได้ในประโยคเป็นต้นว่า ยํ ตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยีโน อญฺํ ตํ
ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ ข้าพระองค์ทูลถามปัญหานั้นใด ก็ตรัสตอบแก่ข้าพระองค์
ข้าพระองค์จะทูลถามปัญหาอื่นนั้น ขอโปรดตอบปัญหานั้นด้วย, ใช้ในอรรถว่า
เหตุได้ในประโยคนี้ อฏฺานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ เอกิสฺสา โลกธาตุ-
ยา เทฺว อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุใด พระ-
อรหันตสัมมาสัมพุทธแห่งโลกธาตุเดียว มี ๒ พระองค์ เหตุนั้น ไม่เป็นฐานะ
ไม่เป็นโอกาส, ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ ได้ในประโยคนี้ว่า ยํ วิปสฺสี ภควา
กปฺเป อุทปาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เสด็จอุบัติในกัปใด,
ใช้ในอรรถปฐมาวิภิตติ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ยํ โข เม ภนฺเต เทวานํ
ตาวตึสานํ สมฺมุขา สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ, อาโรเจมิ ตํ ภควโต
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องใด ข้าพระองค์ได้ยินมาต่อหน้ารับมาต่อหน้าทวย-
เทพชั้นดาวดึงส์ ข้าพระองค์จะทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้ในที่นี้
ก็พึงเห็นว่าใช้ในอรรถปฐมาวิภัตติ. ทรงแสดงว่าความอัศจรรย์ทั้งหลายอย่างอื่น
ของเรา ที่แปลกประหลาดพิเศษยังมีเป็นอันมาก.
หน้า 142
ข้อ 1
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความอัศจรรย์เหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า
ครั้งใด เราชื่อว่าท้าวสันดุสิตอยู่ในหมู่เทพชั้น
ดุสิต ครั้งนั้น หมื่นโลกธาตุ ก็พากันประคองอัญชลี
อ้อนวอนเรา.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใดพระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงชี้พระองค์เองด้วยบทว่า อหํ. บทว่า ตุสิเต กาเย ได้แก่ หมู่เทพที่
ชื่อว่าดุสิต. ก็ในกาลใดเราบำเพ็ญบารมี ๓๐ ถ้วน บริจาคมหาบริจาค ๕ ถึงที่
สุดแห่งญาตัตถจริยา โลกัตถจริยาและพุทธจริยา ให้สัตตสตกมหาทาน ทำ
แผ่นดินให้ไหว ๗ ครั้ง จุติจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วก็บังเกิดในภพ
ดุสิต ในวาระจิตที่สอง แม้ในกาลนั้นเราก็ได้เป็นเทวราชชื่อท้าวสันดุสิต. บทว่า
ทสสหสฺสี สมาคมฺม ความว่า เทวดาในหมื่นจักรวาลมาประชุมกันแล้ว.
บทว่า ยาจนฺติ ปญฺชลี มมํ ความว่า เทวดาหมื่นโลกธาตุ เข้าไปหาเรา
อ้อนวอนเราว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์เมื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ มิใช่
ปรารถนาสมบัติท้าวสักกะ มิใช่ปรารถนาสมบัติมาร มิใช่ปรารถนาสมบัติพรหม
มิใช่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิบำเพ็ญ แต่พระองค์ปรารถนาความเป็นพระพุทธ-
เจ้าบำเพ็ญเพื่อช่วยขนสัตว์ข้ามโอฆสงสาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลายจึงกล่าวว่า [เทวดาในหมื่นโลกธาตุทูลวอนว่า]
ข้าแต่พระมหาวีระ นี้เป็นกาลสมควรสำหรับ
พระองค์ ขอพระองค์โปรดอุบัติในครรภ์พระมารดา
ขอพระองค์ เมื่อจะทรงช่วยมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก
ให้ข้ามโอฆสงสาร โปรดจงตรัสรู้อมตบทเถิด.
หน้า 143
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโล เต แปลว่า เป็นกาลสมควร
สำหรับพระองค์. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อุปฺปชฺชํ ได้แก่
ถือปฏิสนธิ. ปาฐะว่า โอกฺกมฺม ก็มี. บทว่า สเทวกํ ความว่า โลกพร้อม
ทั้งเทวโลก ในบทว่า ตารยนฺโต นี้ แม้ทรงบำเพ็ญบารมีอยู่ก็ชื่อว่า ช่วยให้
ข้าม. แม้ทรงบำเพ็ญบารมีเสร็จ ก็ชื่อว่าช่วยให้ข้าม. แม้ทรงจุติจากอัตภาพ
เป็นพระเวสสันดร ถือปฏิสนธิในภพดุสิตดำรงอยู่ในภพดุสิตนั้น ตลอด ๕๗
โกฏิปีกับ ๖๐ แสนปี ก็ชื่อว่าช่วยให้ข้าม. ทรงถูกเทวดาทั้งหลายทูลวอน ทรง
ตรวจมหาวิโลกนะ ๕ แล้ว ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางเจ้ามหา-
มายาเทวีก็ดี ทรงอยู่ในพระครรภ์ถ้วนทศมาสก็ดี ก็ชื่อว่าช่วยให้ข้าม แม้ทรง
อยู่ครองฆราวาสวิสัย ๒๙ พรรษา ก็ชื่อว่าช่วยให้ข้าม. ในวันประสูติพระราหุล-
ภัททะ ทรงมีนายฉันนะเป็นสหาย ขึ้นทรงม้ากัณฐกะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์
ก็ดี เสด็จเลย ๓ ราชอาณาจักรทรงผนวช ณ ริมฝั่งแน่น้ำอโนมา ก็ดี ก็ชื่อว่า
ทรงช่วยให้ข้าม. ทรงบำเพ็ญความเพียร ๖ ปีก็ดี ในวันวิสาขบูรณมีเพ็ญเดือน
วิสาขะ เสด็จขึ้นสู่มหาโพธิมัณฑสถาน [โคนโพธิพฤกษ์] ทรงกำจัดกองกำลัง
ของมาร ปฐมยาม ทรงระลึกได้ถึงขันธ์ในบุรพชาติ มัชฌิมยามทรงชำระ
ทิพยจักษุ ปัจฉิมยามทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์ ทั้งอนุโลมและ
ปฏิโลมทรงบรรลุโสดาปัตติมรรค ก็ดี ก็ชื่อว่าช่วยให้ข้าม. ในขณะโสดาปัตติ-
ผลก็ดี ในขณะสกทาคามิมรรคก็ดี ในขณะสกทาคามิผลก็ดี ในขณะอนาคามิ-
มรรคก็ดี ในขณะอนาคามิผลก็ดี ในขณะอรหัตมรรคก็ดี ในขณะอรหัตผล
ก็ดี ก็ชื่อว่าช่วยให้ข้าม. ในกาลใด ได้ประทานน้ำอมฤตแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์
พร้อมด้วยเทวดาหมื่นแปดพันโกฏิ๑ นับตั้งแต่กาลนั้น ท่านเรียกว่า ชื่อว่า
ทรงช่วยให้ข้ามแล้ว ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
๑. ที่อื่นเป็น ๑๘ โกฏิ.
หน้า 144
ข้อ 1
เมื่อทรงยังโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร
ขอโปรดจงบรรลุอมตบท.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ แม้ถูกเทวดาทั้งหลายทูลวอนขอ ก็มิได้
ประทานปฏิญญาคำรับรองแก่เทวดาทั้งหลาย แต่ทรงตรวจดู มหาวิโลกนะ ๕
คือกำหนดกาล ทวีป ประเทศ ตระกูลพระชนมายุของพระชนนี บรรดา
มหาวิโลกนะ ๕ นั้น ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า เป็นกาลสมควร หรือยังไม่เป็น
กาลสมควร. ในกาลนั้น อายุกาล [ของสัตว์] สูงกว่าแสนปีขึ้นไป ยังไม่ชื่อว่า
กาล. เพราะเหตุไร. เพราะทุกข์มีชาติชรามรณะเป็นต้นไม่ปรากฏ ก็ธรรมดา
พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ ไม่มีเลย.
เมื่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสเรื่องอะไร แต่นั้น การตรัสรู้ก็ไม่มี
เมื่อการตรัสรู้นั้นไม่มี คำสั่งสอนก็ไม่เป็นนิยยานิกกะนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะ
ฉะนั้น กาลนั้น จึงไม่เป็นกาลสมควร. แม้อายุกาล [ของสัตว์] ต่ำกว่าร้อยปี
ก็ยังไม่เป็นกาลสมควร เพราะเหตุไร เพราะกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลส
หนาแน่น และโอวาทที่ประทานแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสหนาแน่น ไม่อยู่ใน
ฐานะควรโอวาท เพราะฉะนั้นกาลแม้นั้น ก็ไม่เป็นกาลสมควร. อายุกาลอย่าง
ต่ำตั้งแต่แสนปีลงมา อย่างสูงตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่า กาลสมควร. บัดนี้
มนุษย์ทั้งหลายมีอายุร้อยปี เพราะเหตุนั้น ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่า
เป็นกาลที่ควรบังเกิด.
ต่อนั้น ทรงตรวจดู ทวีป ทรงเห็นทวีปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น. ธรรมดาชมพูทวีป เป็นทวีปใหญ่มีเนื้อที่
ประมาณหมื่นโยชน์.
เมื่อทรงตรวจดู ประเทศ ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศ
ไหนหนอ ก็ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ.
หน้า 145
ข้อ 1
ต่อจากนั้นก็ทรงตรวจดู ตระกูล ว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
บังเกิดในตระกูลที่โลกสมมติ. บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกสมมติ
จำเราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็น
พระชนกของเรา.
แต่นั้นก็ตรวจดู พระชนนี ว่า สตรีนักเลงสุราเหลวไหลจะเป็นพุทธ-
มารดาไม่ได้ จะต้องเป็นสตรีมีศีล ๕ ไม่ขาด ดังนั้นพระราชเทวีพระนามว่า
มหามายานี้ก็เป็นเช่นนี้ พระนางเจ้ามหามายานี้จักเป็นชนนีของเรา. เมื่อทรง
นึกว่าพระนางเจ้าจะทรงมี พระชนมายุ ได้เท่าไร ก็ทรงเห็นว่าได้ต่อไปอีก
๗ วัน หลังครบทศมาสแล้ว.
ครั้นทรงตรวจมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้ดังนี้แล้ว ก็ประทานปฏิญญา
แก่เทวดาทั้งหลายว่า เป็นกาลสมควรที่เราจะเป็นพระพุทธเจ้า ทรงดำรงอยู่ใน
ภพดุสิตนั้นตลอดชนมายุแล้วจุติจากภพดุสิตนั้น ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์
พระนางเจ้ามายาเทวีในราชสกุลศากยะ ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลาย จึงกล่าวเป็นต้นว่า
พระโพธิสัตว์จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิตแล้ว เสด็จ
ลงในพระครรภ์ ในกาลใด ในกาลนั้น หมื่นโลกธาตุ
ไหว แผ่นปฐพีก็ไหว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกมิ ได้แก่ ก้าวลงเข้าไป. บทว่า
กุจฺฉยํ แปลว่า ในพระครรภ์ของพระพุทธมารดา. บทว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุ
กมฺปิตฺถ ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงมีสติสัมปชัญญะเมื่อลงสู่พระครรภ์ของ
พระพุทธมารดา ทรงถือปฏิสนธิโดยนักษัตรฤกษ์เดือนอาสาฬหะหลัง ในดิถี
เพ็ญอาสาฬหะ ด้วยมหาวิปากจิตที่เป็นเช่นเดียวกับกุศลจิตอสังขาริก ที่สหรคต
หน้า 146
ข้อ 1
ด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วยญาณอันมีเมตตาเป็นบุรพภาค ในบรรดาปฏิสนธิจิต ๑๙
ดวง. ครั้งนั้น ทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ ก็สะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหว. ธรรมชาติใด
ย่อมทรงไว้ซึ่งสภาพที่คงที่และเคลื่อนที่ได้ทั้งหมด เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น
ชื่อว่าธรณี คือแผ่นปฐพี.
ในบทว่า สมฺปชาโน นิกฺขมิ นี้ มีอธิบายว่า ก็ในกาลใด เรา
มีสติสัมปชัญญะยืนเหยียดมือทั้งสองออกจากพระครรภ์ของพระชนนี เหมือน
พระธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์ และเหมือนบุรุษลงจากบันได อันของไม่
สะอาดไรๆ ที่เป็นสัมภวะในพระครรภ์ไม่แปดเปื้อนเลย. บทว่า สาธุการํ
ปวตฺเตนฺติ ได้แก่ เทวดาทั้งหลาย ยังสาธุการให้เป็นไป อธิบายว่า ถวาย
สาธุการ. บทว่า ปกมฺปิตฺถ แปลว่า ไหวแล้ว อธิบายว่า หมื่นโลกธาตุ
ไหวทั้งขณะเสด็จลงสู่พระครรภ์ ทั้งขณะประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเห็นใคร ๆ ที่เสมอเหมือนพระองค์
ในการเสด็จลงสู่พระครรภ์เป็นต้นจึงตรัสคาถานี้ว่า โอกฺกนฺติ เม สโม
นตฺถิ เป็นต้นก็เพื่อทรงแสดงความอัศจรรย์ของพระองค์ในการเสด็จลงสู่พระ-
ครรภ์เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกนฺติ แปลว่า ในการเสด็จลง
สู่พระครรภ์ ปฐมาวิภัตติลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ อธิบายว่าในการถือปฏิสนธิ.
บทว่า เม แปลว่า ด้วยเรา. บทว่า สโม ได้แก่ ไม่มีใครเสมือน. ในบทว่า
ชาติโต นี้ ความว่า ชนย่อมเกิดจากมารดานี้ เหตุนั้น มารดาท่านจึงเรียกว่า
ชาตี อธิบายว่า จากมารดาผู้ให้กำเนิดนั้น. บทว่า อภินิกฺขเม ได้แก่ เสด็จ
ออก คือไหลออกจากพระครรภ์ของพระชนนี.
ในบทว่า สมฺโพธิยํ นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ ความตรัสรู้อันดีอัน
ท่านสรรเสริญแล้ว ชื่อสัมโพธิ. ก็ โพธิ ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถทั้งหลายมีต้นไม้
มรรค นิพพาน สัพพัญญุตญาณเป็นต้น.
หน้า 147
ข้อ 1
จริงอยู่ต้นไม้ท่านเรียกว่า โพธิ ได้ในอาคตสถานว่า โพธิรุกฺขมูเล
ปมาภิสมฺพุทฺโธ ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรก ณ โคนต้นโพธิ์ และว่า
อนฺตรา จ คยํ อนฺตรา จ โพธึ ระหว่างแม่น้ำคยา และโพธิพฤกษ์
มรรคเรียกว่า โพธิ ได้ในอาคตสถานว่า โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ
ญาณํ ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า โพธิ.
นิพพานเรียกว่า โพธิ ได้ในอาคตสถานว่า ปตฺวาน โพธิ อมตํ
อสงฺขตํ บรรลุพระนิพพานอันเป็นอมตะ เป็นอสังขตะ. พระสัพพัญญุตญาณ
เรียกว่า โพธิ ได้ในอาคตสถานว่า ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโส พระผู้มี
ปัญญาประเสริฐกว้างดังแผ่นดิน ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. แต่ในที่นี้
ท่านประสงค์พระอรหัตมรรคญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า อาจารย์พวกอื่นๆ
กล่าวว่า สัพพัญญุตัญญาณ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในพระ
สัพพัญญุตญาณนั้น.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอาศัยพระสัมโพธิ-
ญาณ สรรเสริญพระองค์เอง. ตอบว่า เพราะพระสัมโพธิญาณให้คุณทุกอย่าง
จริงอยู่ ความตรัสรู้พร้อมของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้คุณทุกอย่างย่อมให้
พระพุทธคุณแม้ทั้งหมด ไม่เหลือเลย แต่ไม่ให้คุณแก่คนอื่น ๆ. ก็บรรดา
คนทั้งหลายอื่นพระอรหัตมรรค ย่อมให้อรหัตผลเท่านั้น แก่บางคน ให้
วิชชา ๓ แก่บางคน ให้อภิญญา ๖ แก่บางคน ให้ปฏิสัมภิทา ๔ แก่บางคน
ให้สาวกบารมีญาณแก่บางคน ให้ปัจเจกโพธิญาณเท่านั้นแก่พระปัจเจกพุทธะ
ทั้งหลาย แต่ให้คุณสมบัติทุกอย่างแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญพระองค์เองว่า เป็นผู้ประเสริฐสุดในพระสัมโพธิ-
ญาณ เพราะพระสัมโพธิญาณให้คุณทุกอย่าง. อนึ่ง ทรงทำพื้นแผ่นปฐพีให้
ไหวแล้วก็ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
หน้า 148
ข้อ 1
ว่า เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในพระสัมโพฐิญาณ. ในบทว่า ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน
พึงทราบวินิจฉัยดังนี้. ก็ธรรมจักรมี ๒ คือ ปฏิเวธญาณ ๑ เทศนาญาณ ๑
ในธรรมจักร ๒ อย่างนั้น ธรรมจักรอันพระปัญญาอบรมแล้วนำมาซึ่งอริยผล
แด่พระองค์ชื่อว่า ปฏิเวธญาณ. ธรรมจักรอันพระกรุณาอบรมแล้ว นำมา
ซึ่งอริยผลแก่สาวกทั้งหลายชื่อว่า เทศนาญาณ. ปฏิเวธญาณ เป็นโลกุตร-
กุศล สหรคตด้วยอุเบกขา ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร. เทศนาญาณ เป็นโลกิยะ
เป็นอัพยากฤต. แม้ญาณทั้งสองนั้น ก็ไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ แต่ในที่นี้ประสงค์
เอาเทศนาญาณ.
บัดนี้เทวดาทั้งหลายพึงเรื่องราวมีแผ่นดินไหวเป็นต้น ในเพราะการ
เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พากันกล่าวคาถานี้ว่า อโห
อจฺฉริยํ โลเก เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธานํ คุณมหนฺตตา
ความว่า โอ ! พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณมาก. โอ ! พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
มีอานุภาพมาก.
บทว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุ ฉปฺปการํ ปกมฺปถ ความว่า มหา
ปฐพีในหมื่นจักรวาล หวั่นไหวด้วย ๖ อาการ คือ ยืดขึ้นข้างหน้าโน้มลงข้างหลัง
ยืดขึ้นข้างหลังโน้มลงข้างหน้า ยึดขึ้นข้างซ้ายโน้มลงข้างขวา ยืดขึ้นข้างขวา
โน้มลงข้างซ้าย ยืดขึ้นตรงกลางโน้มลงข้างท้าย ยืดขึ้นข้างท้ายโน้มลงตรง
กลาง มหาปฐพีนี้หนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ มีน้ำรองแผ่นดินอยู่รอบ ๆ
เหมือนเรือที่ถูกขนาบด้วยการหักของคลื่นแห่งน้ำที่ไหวเพราะแรงลม แม้ไม่มี
ใจก็เหมือนมีใจ ก็อาการไหวมี ๖ ประการ ดังกล่าวมานี้ เหมือนฟ้อนรำด้วย
ปีติ. บทว่า โอภาโส จ มหา อาสิ ความว่า ได้มีแสงสว่างล้ำเทวานุภาพ
ของเทวดาทั้งหลาย. บทว่า อจฺเฉรํ โลมหํสนํ ความว่า ได้มีความ
อัศจรรย์และขนลุกชัน.
หน้า 149
ข้อ 1
บัดนี้ เมื่อความอัศจรรย์ทั้งหลาย มีแผ่นดินไหวและปรากฏแสงสว่าง
เป็นต้น เป็นไปอยู่ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาว่า ภควา ตมฺหิ
สมเย เป็นต้น ก็เพื่อแสดงความเป็นไปของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า โลกเชฏฺโ ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก. บทว่า
สเทวกํ ได้แก่ แห่งโลก พร้อมทั้งเทวโลก. พึงเห็นว่า ทุติยาภัตติใช้ในอรรถ
ฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า ทสฺสยนฺโต ได้แก่ เมื่อทรงแสดงปาฏิหาริย์.
บทว่า จงฺกมนฺโต ว ความว่า เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมนั้น
ที่ตั้งครอบหมื่นโลกธาตุตรัส. บทว่า โลกนายโก ความว่า ครั้งนั้น พระ-
ศาสดาตรัสธรรมกถาอันไพเราะ ที่ทรงชักมาด้วยไตรลักษณ์ประกอบด้วยสัจจะ
๔ มีนัยวิจิตรต่างๆ ด้วยพระสุรเสียงดั่งเสียงพรหม น่าฟัง น่ารัก ประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประหนึ่งราชสีห์แผดสีหนาท เหนือพ้นแท่นหินอ่อนสีแดง ประ-
หนึ่งเมฆในฤดูฝน คำรามอยู่ และประหนึ่งข้ามอากาศคงคา.
ในคำว่า อนฺตรา น นิวตฺเตติ จตุหตฺเถ จงฺกเม ยถา นี้ มี
ความว่า ที่จงกรมที่พระศาสดาทรงเนรมิตนั้น ปลายข้างหนึ่งอยู่ที่ขอบปาก
จักรวาลด้านทิศตะวันออก ข้างหนึ่งอยู่ที่ขอบปากจักรวาลด้านทิศตะวันตก
พระศาสดา เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมนั้นที่ตั้งอยู่ดังกล่าวนี้ เสด็จถึงปลาย
ทั้งสองข้างจึงจะเสด็จกลับ ระหว่างยังเสด็จไม่ถึงปลายสองข้าง จะไม่เสด็จกลับ
พระศาสดา เมื่อเสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมประมาณ ๔ ศอก ถึงปลายสองข้าง
เร็ว จึงเสด็จกลับอย่างใด จะไม่เสด็จกลับในระหว่างอย่างนั้น. ทำไม พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงย่นที่จงกรม ซึ่งยาวถึงประมาณหมื่นโยชน์ให้สั้น
หรือทรงเนรมิตอัตภาพให้ใหญ่ขนาดนั้น แต่ก็มิได้ทรงกระทำอย่างนั้น พุท-
ธานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด. หมื่นโลกธาตุได้
หน้า 150
ข้อ 1
เป็นลานอันเดียวกัน นับตั้งแต่อกนิษฐภพจนถึงอเวจีนรก และโดยเบื้องขวาง
หมื่นจักวาลก็ได้เป็นลานอันเดียวกัน. เทวดาทั้งหลายเห็นมนุษย์ แม้มนุษย์
ทั้งหลายก็เห็นเทวดา เทวดาและมนุษย์ทั้งหมด จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จจงกรมโดยปกติได้โดยประการใด ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จ
จงกรม โดยประการนั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จจงกรม ก็ทรงแสดง
ธรรม และทรงเข้าสมาบัติในระหว่าง ๆ.
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า อันหมู่เทพใน
หมื่นโลกธาตุห้อมล้อมแล้ว เสด็จจงกรมอยู่ด้วยพุทธสิริวิลาส อันหาที่เปรียบ
มิได้ ด้วยพระพุทธลีลาอันไม่มีอะไรเปรียบ เหมือนภูเขาทองอันประเสริฐ
เคลื่อนที่ได้ มีพระพุทธสรีระอันประเสริฐ งดงามด้วยพระวรลักษณ์ ๓๒ อัน
กำลังกุศลที่ทรงสร้างสมมาตลอดสมัยที่ประมาณมิได้ รุ่งเรืองด้วยพระอนุพยัญ-
ชนะ ๘๐ มีพระสิริแวดล้อมด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง สูง ๑๘ ศอก เหมือนดวงจันทร์
เต็มดวงในฤดูสารท และเหมือนดอกปาริฉัตตกะ สูงร้อยโยชน์ ออกดอกบาน
สะพรั่งทั่วต้น. ครั้นเห็นแล้วก็ดำริว่า หมื่นโลกธาตุแม้ทั้งสิ้นนี้ประชุมกันแล้ว
ก็ในที่ประชุมนี้ ควรมีพระธรรมเทศนากัณฑ์ใหญ่. ก็พุทธวงศ์เทศนา จะมี
อุปการะมาก นำมาซึ่งความเลื่อมใส ถ้ากระไร เราพึงทูลถามพุทธวงศ์ จำเดิม
แต่อภินีหารการบำเพ็ญบารมีของพระทศพล แล้วจึงทำจีวรเฉวียงบ่า เข้าเผ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประคองอัญชลีที่รุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธาน เสมอดอกบัว
ตูมเกิดอยู่ในน้ำ ไม่มีมลทิน ไม่วิกล ไว้เหนือเศียรแล้ว ทูลถามผู้มีพระ-
ภาคเจ้ามีว่า กีทิโส เต มหาวีร เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคี-
ติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวเป็นต้นว่า
หน้า 151
ข้อ 1
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามากฉลาดในสมาธิ
และญาณ ผู้บรรลุบารมีด้วยปัญญา ทูลถามพระผู้นำ
โลกว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เป็นยอดนรชน อภินีหาร
ของพระองค์เป็นเช่นไร.
ข้าแต่พระผู้แกล้วกล้า พระองค์ทรงปรารถนา
พระโพธิอันสูงสุดเมื่อกาลไร พระเจ้าข้า.
ถามว่า อนุสนธินี้ ชื่ออะไร ตอบว่า ชื่อว่าปุจฉานุสนธิ จริงอยู่ อนุ-
สนธิ มี ๓ คือ ปุจฉานุสนธิ อัชฌาสยานุสนธิ และ ยถานุสนธิ. ใน
อนุสนธิทั้ง ๓ นั้น พึงทราบ ปุจฉานฺสนธิ โดยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าทรงตอบปัญหาของผู้ถามอย่างนี้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว
ภิกษุรูปหนึ่งก็ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝั่งใน
เป็นอย่างไร ฝั่งนอกเป็นอย่างไร.
อัชฌาสยานุสนธิ พึงทราบตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธ-
ยาศัยของผู้อื่นแล้วตรัสอย่างนี้ว่า ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เกิดปริวิตกแห่งใจอย่าง
นี้ว่า ท่านผู้เจริญ เขาว่ารูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ก็เป็นอนัตตาดังนี้ กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักกระทบตนอย่างไร. ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบ ปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้น ด้วยพระหฤทัย
จึงทรงเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคน
ในธรรมวินัยนี้ไม่รู้ อยู่ในอวิชชา พึงสำคัญสัตถุศาสน์ว่าพึงแส่ไปด้วยใจที่มี
ตัณหาเป็นอธิปไตย ว่า ท่านผู้เจริญ เขาว่ารูปเป็นอนัตตาอย่างนี้ เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักกระทบตน
อย่างไร ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง.๑
๑. ท. อุปริ. ๑๔/ข้อ ๑๒๙.
หน้า 152
ข้อ 1
อนึ่ง เทศนาในชั้นต้น ตั้งขึ้นโดยธรรมใด เทศนาชั้นสูงมาใน
พระสูตรเหล่าใด โดยธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น หรือโดยคัดค้าน ยถานุสนธิ
ก็พึงทราบโดยอำนาจพระสูตรเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าเป็น
ปุจฉานุสนธิ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺาย ปารมิปฺปตฺโต ความว่า
ถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ. บทว่า ปุจฺฉติ แปลว่า ได้ถามแล้ว. ในคำว่า
ปุจฺฉติ นั้น ชื่อว่าปุจฉา มี ๕ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ทิฏฐสัง-
สันทนาปุจฉา วิมติจเฉทนาปุจฉา อนุมติปุจฉา กเถคุกัมยตาปุจฉา. ถ้าจะถาม
ว่า ในปุจฉาเหล่านั้น ปุจฉาของพระเถระนี้ ชื่อว่าปุจฉาอะไร. ตอบว่า เพราะ
เหตุที่พุทธวงศ์นี้มิใช่วิสัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้สร้างสมบุญสมภาร
มาหนึ่งอสงไขยกำไรแสนกัป และของพระอัครสาวกทั้งสอง ผู้สร้างสมบุญ-
สมภารมาหนึ่งอสงไขยกำไรแสนกัป หรือของพระมหาสาวกที่เหลือ ผู้สร้างสม
บุญสมภารมาแสนกัป เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น เพราะ
ฉะนั้น ปุจฉาของพระเถระพึงทราบว่า เป็นอทิฏฐโชตนาปุจฉา.
ศัพท์ว่า กีทิโส เป็นอาการถาม อธิบายว่ามีประการไร. บทว่า เต
แปลว่า ของพระองค์. บทว่า อภินีหาโร ความว่า การผูกใจเพื่อเป็นพระ-
พุทธเจ้า นอนอธิษฐานความเพียรว่าเราไม่ได้คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าจัก
ไม่ลุกขึ้นดังนี้ ชื่อว่าอภินีหาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เป็นยอดนรชน อภินีหารของพระองค์เป็นเช่นไร.
บทว่า กมฺหิ กาเลแปลว่าในกาลไร. บทว่าปตฺถิตา แปลว่าปรารถนา
แล้วหวังแล้ว. พระเถระทูลถามว่า ทรงทำการตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธ
เจ้าไว้เมื่อไร โดยนัยเป็นต้นว่า พึงตรัสรู้เป็นพระผู้ตรัสรู้ พึงพ้นเป็นพระผู้พ้น.
หน้า 153
ข้อ 1
บทว่า โพธิ ได้แก่ สัมมาสัมโพธิ คำนี้เป็นชื่อของพระอรหัตมรรคญาณ และ
พระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า อุตฺตมา ได้แก่ ท่านกล่าวว่าสูงสุด เพราะ
ประเสริฐกว่าสาวกโพธิและปัจเจกโพธิ. ม อักษรทำบทสนธิระหว่างศัพท์
ทั้งสอง
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะทูลถามถึงธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า จึง
กล่าวว่า
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ เป็นเช่นไร
ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขาเป็นเช่นไร
ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้นำโลก บารมี ๑๐ เป็น
เช่นไร อุปบารมี เป็นเช่นไร ปรมัตถบารมี เป็น
เช่นไร.
แก้อรรถ
บรรดาบารมีเหล่านั้น จะกล่าวทานบารมีก่อน การบริจาคสิ่งของ
ภายนอก ชื่อว่า บารมี. การบริจาคอวัยวะชื่อว่า อุปบารมี. การบริจาคชีวิต
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี. แม้ในบารมีที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บารมี ๑๐
อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ รวมเป็นบารมี ๓๐ ทัศ ด้วยประการฉะนี้.
ในบารมี ๓๐ ทัศนั้น อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญทานบารมีก็นับไม่
ถ้วน ในสสบัณฑิตชาดก ทานบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ผู้ทำการเสียสละ
ชีวิตเป็นปรหิตประโยชน์อย่างนี้ว่า
ภิกฺขาย อุปคตํ ทิสฺวา สกตฺตานํ ปริจฺจชึ
ทาเนน เม สโม นตฺถิ เอสา เม ทานปารมี.
หน้า 154
ข้อ 1
เราเห็นภิกษุเข้าไปหาอาหาร ก็เสียสละตัวเอง
ผู้เสมอเราด้วยทานไม่มี นี่เป็น ทานบารมี ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญศีลบารมีก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน
ในสังขปาลชาดก ศีลบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ผู้ทำการเสียสละตัวอย่างนี้ว่า
สูเลหิ วินิวิชฺฌนฺเต โกฏฺฏยนฺเตปิ สตฺติภิ
โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ เอสา เม สีลปารมี.
ถึงบุตรนายบ้าน แทงด้วยหลาว ตอกด้วยหอก
เราก็ไม่โกรธ นี่เป็น ศีลบารมี ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียวเหมือนกัน.
อัตภาพของพระโพธิสัตว์ ที่ทรงสละราชสมบัติใหญ่บำเพ็ญเนกขัมม-
บารมี ก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน ในจุลสุตโสมชาดก เนกขัมมบารมีของพระ
โพธิสัตว์นั้น ผู้สละราชสมบัติ เพราะไม่มีความประสงค์แล้ว ออกทรงผนวช
อย่างนี้ว่า
มหารชฺชํ หตฺถคตํ เขฬปิณฺฑํว ฉฑฺฑยึ
จชโต น โหติ ลคฺคนํ เอสา เม เนกฺขมฺมปารมี.
เราสละราชสมบัติใหญ่ ที่อยู่ในเงื้อมมือเหมือน
ก้อนเขฬะ เราผู้สละโดยไม่ติดข้องเลย นี่เป็นเนกขัมม-
บารมี ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
อัตภาพของพระโพธิสัตว์ ที่ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี ในครั้งเป็น
มโหสธบัณฑิตเป็นต้นก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน. ครั้งเป็นสัตตุภัตตกบัณฑิต
ปัญญาบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ผู้แสดงงูที่อยู่ในถุงหนังว่า
หน้า 155
ข้อ 1
ปญฺาย วิจินนฺโตหํ พฺราหฺมณํ โมจยี ทุกฺขา
ปญฺาย เม สโม นฺตฺถิ เอสา เม ปญฺาปารมี.
เราเมื่อพิจารณาเฟ้นด้วยปัญญา ก็เปลื้องทุกข์
ของพราหมณ์ได้ ผู้เสมอเราด้วยปัญญาไม่มี นี่เป็น
ปัญญาบารมี ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.
อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี ก็นับไม่ถ้วนเหมือน
กัน. ในมหาชนกชาดก วิริยบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ผู้ข้ามมหาสมุทร
อย่างนี้ว่า
อตีรทสฺสี ชลมชฺเฌ หตา สพฺเพว มานุสา
จิตฺตสฺส อญฺถา นตฺถิ เอสา เม วิริยปารมี.
ท่ามกลางทะเลลึกล้ำ มนุษย์ทั้งหมดถูกภัยกำจัด
แล้ว จิตก็ไม่เปลี่ยนไป นี่เป็น วิริยบารมี ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว
ในขันติวาทีชาดกก็เหมือนกัน ขันติบารมีของพระโพธิสัตว์ ผู้อด
กลั้นทุกข์ใหญ่ ประหนึ่งไม่มีจิตใจ อย่างนี้ว่า
อเจตนํว โกฏฺเฏนฺเต ติณฺเหน ผรสฺนา มมํ
กาสิราเช น กุปฺปามิ เอสา เม ขนฺติปารมี.
พระเจ้ากาสี จะทรงใช้ขวานคมกริบ ฟาดฟัน
เราผู้ประหนึ่งไม่มีจิตใจ เราก็ไม่โกรธ นี่เป็นขันติบารมี
ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี.
หน้า 156
ข้อ 1
ในมหาสุตโสมชาดกก็เหมือนกัน. สัจบารมีของพระโพธิสัตว์ ผู้
สละชีวิตรักษาสัจ อย่างนี้ว่า
สจฺจวาจํนุรกฺขนฺโต จชิตฺวา มม ชีวิตํ
โมเจสึ เอกสตํ ขตฺติเย เอสา เม สจฺจปารมี.
เราเมื่อตามรักษาสัจวาจา ก็ยอมสละชีวิตของ
เราเปลื้องทุกข์กษัตริย์ได้ ๑๐๑ พระองค์ นี่เป็นสัจบารมี
ของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี.
ในมูคปักขชาดกก็เหมือนกัน อธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์ ผู้
ยอมสละชีวิตอธิษฐานวัตร อย่างนี้ว่า
มาตา ปิตา น เม เทสฺสา อตฺตา เม น จ เทสฺสิโย
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ ตสฺมา วตํ อธิฏฺหึ.
มารดาบิดาไม่เป็นที่เกลียดชังของเรา ตัวก็ไม่
เป็นที่เกลียดชังของเรา พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รัก
ของเรา เพราะฉะนั้นเราจึงอธิษฐานวัตร.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี.
ในสุวรรณสามชาดก ก็เหมือนกัน เมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์
ผู้ไม่อาลัยแม้แต่ชีวิต ประพฤติเมตตา อย่างนี้ว่า
น มํ โกจิ อุตฺตสติ นปิ ภายามิ กสฺสจิ
เมตฺตาพเลนุปตฺถทฺโธ รมามิ ปวเน ตทา.
ใคร ๆ ทำเราให้หวาดสะดุ้งไม่ได้ แม้เราก็ไม่
กลัวต่อใครๆ เราอันกำลังเมตตาอุดหนุนแล้วจึงยินดี
อยู่ในป่าใหญ่ ในครั้งนั้น.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมี.
หน้า 157
ข้อ 1
ในโลมหังสชาดกก็เหมือนกัน อุเบกขาปารมีของพระโพธิสัตว์
เมื่อเด็กชาวบ้านทั้งหลาย ก่อให้เกิดควานสุขและความทุกข์ด้วยการถ่มน้ำลายรด
เป็นต้นและด้วยการตีด้วยพวงมาลัยและของหอมเป็นอาทิ ก็ไม่ละเมิดอุเบกขา
อย่างนี้ว่า
สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ ฉวฏฺิกํ อุปนิธายหํ
คามณฺฑลา อุปคนฺตฺวา รูปํ ทสฺเสนฺตินปฺปกํ.
เราจะวางซากกระดูกไว้แล้วนอนในป่าช้า พวก
เด็กชาวบ้าน เข้าไปลานบ้าน แสดงรูปหลอกมิใช่
น้อย.
ชื่อว่าปรมัตถบารมี. ความสังเขปในข้อนี้มีเท่านี้ ส่วนความพิศดาร พึงถือเอา
จากคัมภีร์จริยาปิฎก.
บัดนี้ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงคำพยากรณ์ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระเถระทูลถามแล้ว จึงกล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันท่านพระธรรมเสนาบดี
สารีบุตรทูลถามแล้ว ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะดั่งนก
การเวกทรงยังดวงใจให้ดับร้อน ปลอบประโลมโลก
ทั้งเทวโลก ทรงพยากรณ์แล้ว.
ทรงประกาศพระธรรมเทศนา คือ จริตของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงมาแล้ว อันพระพุทธเจ้าทรงนำ
สืบๆ กันมา คือพุทธวงศ์อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่
โลก ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ด้วยความรู้อันติดตาม
ถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในปางก่อน คือปุพเพนิวาสานุส-
สติญาณ.
หน้า 158
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ปุฏฺโ วิยากาสิ ความว่า ทรง
เป็นผู้อันพระธรรมเสนาบดีนั้นทูลถามแล้วทรงพยากรณ์แก่ท่าน คือตรัสพุทธ-
วงศ์ทั้งหมดตั้งต้นแต่อภินีหารของพระองค์ มีการตรัสรู้เป็นที่สุด. บทว่า
กรวีกมธุรคิโร ความว่า เสียงของผู้ใดไพเราะเหมือนเสียงของนกการเวก
ผู้นั้น ชื่อว่า มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก อธิบายว่า มีเสียงเสนาะ
เพราะพริ้งเหมือนนกการเวก. ในข้อนี้ขอกล่าวดังนี้ นกการะเวกทั้งหลาย
มีเสียงไพเราะ. เล่ากันว่านกการเวกทั้งหลาย เอาจะงอยปากจิกผลมะม่วง
สุก อันมีรสหวาน ดื่มน้ำผลมะม่วงที่ไหลออกมาก็เริ่มใช้ปีกให้จังหวะร้อง
เพลงระเริงเล่น เหมือนสัตว์สี่เท้ามัวเมาในเสียงเพลง. ฝูงสัตว์สี่เท้าแม้
ง่วนอยู่ด้วยการกินอาหาร ก็ทิ้งหญ้าคาปากเสียแล้วพากันฟังเสียงกังวาลนั้น.
สัตว์ร้ายทั้งหลายกำลังไล่ติดตามเนื้อทรายเล็กๆ ก็ไม่วางเท้าที่ยกขึ้น หยุดยืน.
เหมือนตุ๊กตา แม้ฝูงเนื้อที่ถูกไล่ติดตาม ก็เลิกกลัวตาย หยุดยืน แม้ฝูงนกที่
ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็เหยียดปีก ร่อนชลออยู่ แม้ฝูงปลาในน้ำ ก็ไม่กระดิก-
แผ่นหู หยุดฟังเสียงนั้น นกการเวกมีเสียงไพเราะอย่างนี้. บทว่า นิพฺพา-
ปยนฺโต หทยํ ความว่า ยังใจของชนทุกคนผู้เร่าร้อนด้วยไฟกิเลส ให้เกิด
ความเยือกเย็นด้วยธรรมกถาดังอมฤตธารา. บทว่า หาสยนฺโต ได้แก่ ให้
ยินดี. บทว่า สเทวกํ ได้แก่ โลกพร้อมทั้งเทวโลก.
บทว่า อตีตพุทฺธานํ แปลว่า ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว.
ก่อนหน้าอภินีหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ในกัปหนึ่งบังเกิดพระ-
พุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร
พระพุทธเจ้าสรณังกร พระพุทธเจ้าทีปังกร. ต่อมาภายหลังพระพุทธเจ้า ๔
หน้า 159
ข้อ 1
พระองค์นั้น ก็มีพระพุทธเจ้า ๒๓ พระองค์ มีพระโกณฑัญญะเป็นต้น
ดังนั้น พระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ มีพระพุทธเข้าพระนามว่าทีปังกร
เป็นต้น ทุกพระองค์ ท่านประสงค์เอาว่า อดีตพระพุทธเจ้า ในที่นี้.
ของอดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. บทว่า ชินานํ เป็นไวพจน์ของบทว่า อตีต-
พุทฺธานํ นั้นนั่นแล. บทว่า เทสิตํ ได้แก่ คำตรัส คือธรรมกถาที่ประกอบ
ด้วยสัจจะ ๔ ของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์. บทว่า นีกีลิตํ ได้แก่ จริต
ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. ข้อที่กำหนดด้วยกัป ชาติ โคตร อายุ โพธิ สาวกสัน-
นิบาต อุปัฏฐาก มาตา บิดา บุตร ภรรยา เป็นต้น ชื่อว่า นิกีลิตะ. บทว่า
พุทฺธปรมฺปราคตํ ความว่า เทศนา หรือ จริต ที่ตั้งต้นแต่พระทศพล
พระนามว่าทีปังกร สืบลำดับมาจนถึงพระกัสสปพุทธเจ้า. บทว่า ปุพฺเพ
นิวาสานุคตาย พุทฺธิยา ความว่า ความรู้ที่ไปตามเข้าถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ปาง
ก่อน กล่าวคือ ขันธสันดานที่อาศัยอยู่ปางก่อน อันจำแนกอย่างนี้ว่า ชาติหนึ่ง
บ้างสองชาติบ้างเป็นต้น. ด้วยความรู้ที่ไปตามขันธ์ที่อาศัยอยู่ปางก่อน คือด้วย
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. บทว่า ปกาสยิ ได้แก่ ทรงพยากรณ์. บทว่า
โลกหิตํ ได้แก่ พุทธวงศ์ อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก. บทว่า สเทวเก
ได้แก่ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกอบโลกพร้อมทั้งเทวโลกไว้
ในการฟัง ด้วยพระหฤทัยอันเยือกเย็นด้วยพระกรุณา จึงตรัสว่า ปีติปาโมชฺ-
ชนนํ ได้แก่ อันทำปีติและปราโมช คือปราโมชอันเป็นส่วนเบื้องต้นของปีติ
อธิบายว่า ยังปีติ ๕ อย่างให้เกิด. บทว่า โสกสลฺลวิโนทนํ ได้แก่ บรรเทา
กำจัดลูกศรทั้งหลาย ที่เรียกว่า โสกะ. บทว่า สพฺพสมฺปตฺติปฏิลาภํ
ความว่า ชนทั้งหลาย ย่อมได้สมบัติแม้ทุกอย่างมีเทวสมบัติและมนุษย์สมบัติ
เป็นต้น ด้วยพุทธวงศ์นั้น เหตุนั้น พุทธวงศ์นั้น ชื่อว่าเป็นเหตุให้ได้สมบัติทุก
หน้า 160
ข้อ 1
อย่าง อธิบายว่า พุทธวังสเทสนา เป็นเหตุให้ได้สมบัติทุกอย่างนั้น. บทว่า
จิตฺตีกตฺวา ได้แก่ ทำไว้ในจิต อธิบายว่าทำพุทธานุสสติไว้เบื้องหน้า. บทว่า
สุณาถ ได้แก่จงตั้งใจ จงตื่น. บทว่า เม แปลว่า ของข้าพเจ้า.
บทว่า นทนิมฺมทนํ ได้แก่ ทำการบรรเทาความเมาทุกอย่างมีเมาใน
ชาติเป็นต้น. บทว่า โสกนุทํ ความว่า ความเร่าร้อนแห่งจิตของผู้ถูกความ
พินาศแห่งญาติเป็นต้นกระทบแล้ว ชื่อว่า โสกะ โดยอรรถ ก็เป็นโทมนัส
นั่นเองก็จริง แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ความโศกมีการเผาภายในเป็นลักษณะ มี
ความแห้งผากแห่งใจเป็นรส มีความเศร้าสร้อยเป็นเครื่องปรากฏ. พุทธวงศ์
ย่อมบรรเทาความโศกนั้น เหตุนั้นพุทธวงศ์จึงชื่อว่าบรรเทาความโศก. ซึ่ง
พุทธวงศ์อันบรรเทาความโศกนั้น. บทว่า สํสารปริโมจนํ ได้แก่ ทำการ
ปลดเปลื้องจากเครื่องผูกมัดสังสาร. ปาฐะว่า สํสารสมติกฺกมํ ดังนี้ก็มี ความ
ของปาฐะนั้นว่า ทำการก้าวล่วงสงสาร.
ทุกข ศัพท์ในคำว่า สพฺพทุกฺขกฺขยํ นี้ ใช้ในอรรถทั้งหลายมีทุกข-
เวทนา ทุกขวัตถุ ทุกขารมณ์ ทุกขปัจจัย ทุกขฐาน เป็นต้น. จริงอยู่ ทุกข-
ศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า ทุกขเวทนา ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ทุกฺขสฺส จ
ปหานา เพราะละทุกขเวทนา. ใช้ในอรรถว่า ทุกขวัตถุ [ที่ตั้งแห่งทุกข์] ได้
ในประโยคเป็นต้นว่า ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา แม้ชาติก็เป็นที่ตั้ง
ทุกข์ แม้ชราก็เป็นที่ตั้งทุกข์. ใช้ในอรรถว่าทุกขารมณ์ ได้ในประโยคเป็นต้น
ว่า ยสฺมา จ โข มหาลิ รูปํ ทุกฺขํ ทุกฺขานุปติตํ ทุกฺขาวกฺกนฺตํ ดู
ก่อนมหาลิ เพราะเหตุที่รูปเป็นทุกข์ตกไปตามทุกข์ ก้าวลงใน
ทุกข์. ใช้ในอรรถว่า ทุกขปัจจัย ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ทุกฺโข
ปาปสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบาป เป็นทุกข์. ใช้ในอรรถว่า ทุกขฐาน
หน้า 161
ข้อ 1
ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว น สุกรา อกฺขาเนน
ปาปุณิตุํ ยาว ทุกฺขา นิรยา๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเรื่องนรกแม้
โดยอเนกปริยายเพียงเท่านี้ จะกล่าวให้ถึงกระทั่งนรกเป็นทุกข์มิใช่ทำได้โดยง่าย.
แต่ในที่นี้ ทุกขศัพท์นี้ พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถ ทุกขวัตถุ ก็มี ในอรรถว่า
ทุกขปัจจัย ก็มี. เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า อันกระทำความสิ้นทุกข์ทั้งปวง
มีชาติเป็นต้น. จะวินิจฉัยในคำว่า มคฺคํ นี้ ดังนี้. พุทธวงศ์เทศนา
เรียกว่า มรรค เพราะผู้ต้องการกุศลแสวงหากันหรือฆ่ากิเลสทั้งหลายไป.
ซึ่งพุทธวงศ์เทศนาอันเป็นทางแห่งพระนิพพานนั้น. บทว่า สกฺกจฺจํ แปลว่า
เคารพ ทำความยำเกรง อธิบายว่า เป็นผู้ตั้งใจฟังพุทธวงศ์เทศนานั้น.
บทว่า ปฏิปชฺชถ ได้แก่ จงตั้งใจยิ่ง อธิบายว่า จงฟัง อีกอย่างหนึ่ง
พระเถระยังอุตสาหะตั้งความปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายพึงพุทธวงศ์เทศนานี้ ที่ให้เกิดปีติและ
ปราโมช บรรเทาความโศกศัลย์ อันเป็นเหตุให้ได้สมบัติทุกอย่างแล้ว
บัดนี้จงปฏิบัติทางแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า อันเป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวง นำมา
ซึ่งคุณวิเศษมีการย่ำยีความมัวเมาเป็นต้น คำที่เหลือในข้อนี้ง่ายทั้งนั้นแล
จบกถาพรรณนารัตนจังกมนกัณฑ์
แห่งมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงศ์
ด้วยประการฉะนี้
จบกถาพรรณนาความอัพภันตรนิทาน โดยอาการทั้งปวง
๑. ม. อุปริ. ๑๔/ข้อ ๔๗๕.
หน้า 162
ข้อ 1
พรรณนา
เรื่องความปรารถนาของท่านสุเมธ
บัดนี้ ถึงโอกาสพรรณนาพุทธวงศ์ ที่ดำเนินไปโดยนัยเป็นต้นว่า
ในที่สุดสี่อสงไขยแสนกัป มีนครชื่อว่าอมรวดี
งามน่าดู น่ารื่นรมย์.
ก็การพรรณนาพุทธวงศ์นี้นั้น เพราะเหตุที่จำต้องกล่าววิจารถึงเหตุ
ตั้งสูตรแล้วจึงจะปรากฏชัด ฉะนั้น จึงควรทราบการวิจารเหตุตั้งสูตรก่อน.
เหตุตั้งสูตรมี ๔ คือ เนื่องด้วยอัธยาศัยของพระองค์ ๑ เนื่องด้วยอัธยาศัยของ
ผู้อื่น ๑ เนื่องด้วยมีการทูลถาม ๑ เนื่องด้วยมีเรื่องเกิดขึ้น ๑.
ในเหตุตั้งสูตรทั้ง ๔ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันผู้อื่นมิได้เชื้อเชิญ
ตรัสพระสูตรเหล่าใด โดยอัธยาศัยของพระองค์อย่างเดียว คือ อากังเขยยสูตร
วัตถุสูตร อย่างนี้เป็นต้น เหตุตั้งพระสูตรเหล่านั้น ชื่อว่า เนื่องด้วยอัธยาศัย
ของพระองค์.
อนึ่งเล่า พระสูตรเหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัย
ขันติ ใจ และความเป็นผู้จะตรัสรู้ของชนเหล่าอื่น อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลาย
ที่ช่วยบ่มวิมุตติของราหุลแก่กล้าแล้ว ถ้ากระไรพึงแนะนำราหุลยิ่งขึ้นไปใน
ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น แล้วตรัสโดยอัธยาศัยของผู้
อื่นคือ ราหุโลวาทสูตร ธัมมจักกัปวัตตนสูตรอย่างนี้เป็นอาทิ เหตุตั้งพระสูตร
เหล่านั้น ชื่อว่า เนื่องด้วยอัธยาศัยของผู้อื่น.
หน้า 163
ข้อ 1
เทวดาและมนุษย์นั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามปัญหา.
ก็พระสูตรเหล่าใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเทวดาและมนุษย์ทูลถามแล้วตรัส
อย่างนี้ มีเทวดาสังยุตและโพชฌงคสังยุตเป็นต้น. เหตุตั้งสูตรเหล่านั้น ชื่อว่า
เนื่องด้วยมีการทูลถาม.
อนึ่งเล่า พระสูตรเหล่าใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอาศัย
เหตุที่เกิดขึ้น มีธัมมทายาทสูตรและปุตตมังสูปมสูตรเป็นต้น เหตุตั้งสูตรเหล่า
นั้น ชื่อว่า เนื่องด้วยมีเรื่องเกิดขึ้น. บรรดาเหตุดังพระสูตรทั้ง ๔ อย่างนี้
เหตุตั้งพุทธวงศ์นี้เป็นเหตุที่เนื่องด้วยมีการทูลถาม. จริงอยู่ พุทธวงศ์นี้พระผู้มี
พระภาคเจ้ายกตั้งไว้ ก็โดยการถามของใคร. ของท่านพระสารีบุตรเถระ. สม
จริงดังที่ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ในนิทานนั้นว่า
ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดใน
สมาธิและญาณ ผู้บรรลุสาวกบารมีด้วยปัญญา ทูลถาม
พระผู้นำโลกว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้สูงสุดแห่งนรชน
อภินีหารของพระองค์เป็นเช่นไร
ดังนี้เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พุทธวงศ์เทศนานี้ พึงทราบว่า เนื่อง
ด้วยมีการทูลถาม.
ในคำว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส นี้ ในคาถานั้น กัป ศัพท์นี้ ใช้ใน
อรรถทั้งหลายมีความเชื่อมั่น โวหาร กาล บัญญัติ ตัดแต่ง กำหนด เลศ
โดยรอบ อายุกัปและมหากัปเป็นต้น.
จริงอย่างนั้น กัป ศัพท์ใช้ในอรรถว่า เชื่อมั่น ได้ในประโยคทั้งหลาย
เป็นต้นว่า โอกปฺปนียเมตํ โภโต โคตมสฺส ยถา ตํ อรหโต สมฺมา-
สมฺพุทฺธสฺส ข้อนี้พึงเชื่อมั่นต่อท่านพระโคดมเหมือนอย่างพระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้า.
หน้า 164
ข้อ 1
ใช้ในอรรถว่า โวหาร ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อนุชานามิ
ภิกฺขเว ปญฺจทิ สมณกปฺเปหิ ผลํ ปริภุญฺชิตุํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ด้วยสมณโวหาร ๕ อย่าง.
ใช้ในอรรถว่า กาล ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เยน สุทํ นิจฺจกปฺปํ
วิหรามิ เขาว่า เราจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยเหตุใด.
ใช้ในอรรถว่า บัญญัติ ได้ในประโยคทั้งหลายเป็นต้นว่า อิจฺจายสฺมา
กปฺโป ท่านกัปปะและว่า นิโคฺรธกปฺโป อิติ ตสฺส นามํ, ตยา กถํ
ภควา พฺราหฺมณสฺส ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อของเขาว่า นิโครธกัปปะ
พระองค์ก็ทรงตั้งให้แก่พราหมณ์.
ใช้ในอรรถว่า ตัดแต่ง ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อลงฺกโต กปฺปิต-
เกสมสฺสุ แต่งตัวแล้ว ตัดแต่งผมและหนวดแล้ว.
ใช้ในอรรถว่า กำหนด ได้ในประโยคเป็นต้นว่า กปฺปติ ทฺวงฺคุล-
กปฺโป กำหนดว่ากาลเดิมสองนิ้ว ย่อมควร.
ใช้ในอรรถว่า เลศ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ
มีเลศที่จะนอน.
ใช้ในอรรถว่า โดยรอบ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เกวลกปฺปํ
เชตวนํ โอภาเสตฺวา ส่องสว่างรอบพระเชตวันทั้งสิ้น.
ใช้ในอรรถว่า อายุกัป ได้ในบาลีนี้ว่า ติฏฺตุ ภนฺเต ภควา
กปฺปํ, ติฏฺตุ ภนฺเต สุคโต กปฺปํ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า โปรดทรงดำรงอยู่ตลอดอายุกัป ขอพระสุคตโปรดทรงดำรงอยู่ตลอด
อายุกัปเถิด พระเจ้าข้า. .
หน้า 165
ข้อ 1
ใช้ในอรรถว่า มหากัป ได้ในบาลีนี้ว่า กีว ทีโฆ นุ โข ภนฺเต
กปฺโป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหากัปยาวเพียงไรหนอ. โดย อาทิศัพท์ กัป
ศัพท์ ใช้ในอรรถว่า เทียบเคียง ได้ในบาลีนี้ว่า สตฺถุ กปฺเปน วต กิร
โภ มยํ สาวเกน สทฺธึ มนฺตยมานา น ชานิมฺห. ท่านผู้เจริญ เขาว่า
เมื่อเทียบเคียงกับพระศาสดา พวกเราปรึกษากับสาวกก็ไม่รู้.
ใช้ในอรรถว่า ควรแก่วินัย ได้ในบาลีนี้ว่า กปฺโป นฏฺโ โหติ
กปฺป กโตกาโส ชิณฺโณ โหติ ความสมควรแก่วินัย ก็เสียไป โอกาสที่จะ
ทำให้สมควรแก่วินัย ก็เก่าไป. แต่ในที่นี้ พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า มหากัป.
เพราะฉะนั้น. บทว่า กปฺเปจ สตสหสฺเส จึงมีความว่า แห่งแสนมหากัป.
ในคำว่า จตุโร จ อสงฺขิเย พึงเห็นว่าต้องเติมคำที่เหลือว่า จตุนฺนํ
อสงฺเขยฺยานํ มตฺถเก ความว่า ในที่สุดแห่งสี่อสงไขย กำไรแสนกัป.
บทว่า อมรํ นาม นครํ ได้แก่ ได้เป็นนครอันได้นามว่า อมร และอมรวดี
แต่ในคำนี้ อาจารย์บางพวกพรรณนาเป็นประการอื่นไป, จะต้องการอะไรกับ
อาจารย์พวกนั้น . ก็คำนี้เป็นเพียงนามของนครนั้น. บทว่า ทสฺสเนยฺยํ ได้แก่
ชื่อว่างามน่าดู เพราะประดับด้วยที่อยู่คือปราสาททิมแถวล้อมด้วยประการมีทาง
๔ แพร่ง ๓ แพร่ง มีประตูมีสนามงาม จัดแบ่งเป็นส่วนสัดอย่างดี. บทว่า
มโนรมํ ได้แก่ ชื่อว่า น่ารื่นรมย์ เพราะทำใจของเทวดาและมนุษย์เป็นต้นให้
รื่นรมย์ เพราะเป็นนครมีภูมิภาคที่เรียบสะอาดน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เพราะเป็น
นครที่พรั่งพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ เพราะเป็นนครที่มีอาหารหาได้ง่าย เพราะ
เป็นนครที่ประกอบด้วยเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง และเพราะเป็นนครที่มั่งคั่ง.
ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า พระนครไม่ว่างเว้นจากเสียง
๑๐ อย่าง คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงตะโพน
หน้า 166
ข้อ 1
เสียงพิณ เสียงขับ เสียงดนตรีไม้ เสียงเชิญบริโภคอาหารที่ครบ ๑๐. นัก
ฟ้อนรำงานฉลอง งานมหรสพหาที่เปรียบมิได้ ก็เล่นกันได้ทุกเวลา. บทว่า
อนฺนปานสมายุตํ ได้แก่ ประกอบด้วยข้าวคืออาหาร ๔ อย่างและน้ำดีชื่อว่า
อันนปานสมายุต. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงว่านครนั้นหาอาหารได้สะดวก. อธิบาย
ว่า พรั่งพร้อมแล้วด้วยข้าวและน้ำเป็นอันมาก.
บัดนี้ เพื่อแสดงเสียงเหล่านั้น โดยวัตถุจึงตรัสว่า
อมรวดีนคร กึกก้องด้วยเสียงช้าง ม้า กลอง
สังข์ รถ เสียงเชิญบริโภคอาหารด้วยข้าวและน้ำ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺถิสทฺทํ ได้แก่ ด้วยเสียงโกญจนาทของ
ช้างทั้งหลาย. คำนี้พึงเห็นว่าทุติยาวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ. แม้ในบทที่
เหลือก็นัยนี้. บทว่า เภริสงฺขรถานิ จ ความว่า ด้วยเสียงกลอง เสียงสังข์
และเสียงรถ. ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส. อธิบายว่า อึกทึกกึกก้องด้วยเสียงที่
เป็นไปอย่างนี้ว่า กินกันจ้ะ ดื่มกันจ้ะ เป็นต้น ประกอบพร้อมด้วยข้าวและน้ำ
ผู้ทักท้วงกล่าวในข้อนี้ว่า เสียงเหล่านั้น ท่านแสดงไว้แต่เอกเทศเท่านั้น ไม่
ได้แสดงไว้ทั้งหมด หรือ. ตอบว่า ไม่ใช่แสดงไว้แต่เอกเทศ แสดงไว้หมด
ทั้ง ๑๐ เสียงเลย. อย่างไรเล่า. ท่านแสดงไว้ ๑๐ เสียง คือ เสียงตะโพน
ท่านสงเคราะห์ด้วยเสียงกลอง เสียงพิณเสียงขับกล่อมและเสียงดนตรีไม้
สงเคราะห์ด้วยเสียงสังข์.
ครั้นทรงพรรณนาสมบัติของนครโดยปริยายหนึ่งอย่างนี้แล้ว เพื่อ
แสดงสมบัตินั้นอีก จึงตรัสว่า
หน้า 167
ข้อ 1
นครพรั่งพร้อมด้วยส่วนประกอบทุกอย่างมีการ
งานทุกอย่างจัดไว้อย่างดี สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประ-
การ กลาดเกลื่อนด้วยหมู่ชนต่างๆ เจริญมั่งคั่ง เป็น
ที่อยู่ของผู้ทำบุญ เหมือนเทพนคร.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพงฺคสมฺปนฺนํ ความว่า พรั่งพร้อม
ด้วยส่วนประกอบนครทุกอย่างมีปราการ ซุ้มประตู หอรบเป็นต้น หรือว่ามี
อุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ทรัพย์ ข้าวเปลือก หญ้าไม้และน้ำบริบูรณ์. บทว่า
สพฺพกมฺมมุปาคตํ ได้แก่ ประกอบด้วยการงานทุกอย่าง อธิบายว่ามีการงาน
ทุกอย่างพรักพร้อม. บทว่า สตฺตรตนสมฺปนฺนํ ได้แก่ มีรัตนะ ๗ มีแก้ว
มุกดาเป็นต้นบริบูรณ์ หรือว่าสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ มีหัตถิรัตนะ จากภูมิภาค
อันเป็นที่ประทับอยู่ขององค์จักรพรรดิ. บทว่า นานาชนสมากุลํ ได้แก่
กลาดเกลื่อนด้วยชนทั้งหลายที่มีถิ่นและภาษาต่างๆ กัน. บทว่า สมิทฺธํ ได้แก่
สำเร็จแล้ว เจริญแล้ว ด้วยเครื่องอุปโภคและเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างของมนุษย์.
บทว่า เทวนครํ ว ท่านอธิบายว่า อมรวดีนคร มั่งคั่งเจริญเหมือนนคร
ของเทพ เหมือนอาลกมันทาเทพธานี. บทว่า อาวาสํ ปุญฺกมฺมินํ
ความว่า ชนทั้งหลายผู้มีบุญกรรม ย่อมอยู่ในประเทศนั้น เหตุนั้นประเทศนั้น
จึงชื่อว่าเป็นที่อยู่. พึงทราบว่าเมื่อควรจะกล่าวว่า อาวาโส แต่ก็ทำให้ต่าง
ลิงค์กล่าวว่า อาวาสํ. ซึ่งว่าบุญ เพราะเป็นเครื่องปรากฏอธิบายว่า ปรากฏ
โดยตระกูล รูป มหาโภคะและความเป็นใหญ่. หรือว่า ชื่อว่าบุญ เพราะชำระ.
อธิบายว่า บุญกรรมของชนเหล่าใดมีอยู่ เพราะลอยละอองมลทินของกุศลทั้ง
ปวง ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีบุญกรรม. นครนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีบุญกรรม
เหล่านั้น.
หน้า 168
ข้อ 1
พราหมณ์ชื่อ สุเมธ อาศัยอยู่ใน นครอมรวดี นั้น เขาเป็นอุภโต-
สุชาต เกิดดีทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดาเป็นผู้ถือเอาครรภ์บริสุทธิ์
มาตลอด ๗ ชั่วสกุล ไม่มีผู้คัดค้านและรังเกียจด้วยเรื่องชาติ สะสวยน่าชมน่า
เลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เขาศึกษาจบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณ-
ฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ ทั้งอักขระประเภท ครบ ๕ ทั้งอิติหาสศาสตร์ ชำนาญ
บทกวี ชำนาญไวยากรณ์ ชำนาญในโลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณศาสตร์
แต่มารดาบิดาได้ตายเสียครั้งเขายังเป็นเด็กรุ่น. สหายผู้จัดการกองทรัพย์ของเขา
นำบัญชีทรัพย์สินมาแล้วเปิดห้องหลายห้อง ที่เต็มไปด้วยรัตนะต่างๆ มีทองเงิน
แก้วมณี แก้วมุกดา เป็นต้น บอกถึงทรัพย์ว่า ข้าแต่นายหนุ่ม นี่ทรัพย์สินส่วน
ของมารดา นี่ทรัพย์สินส่วนของบิดา นี่ทรัพย์สินส่วนของปู่ทวด จนตลอด
๗ ชั่วสกุล แล้วมอบให้ว่า ท่านจงดำเนินการทรัพย์นี้เถิด. เขารับคำว่า ดีละ
ท่าน แล้วทำบุญทั้งหลายอยู่ครองเรือน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในนครอมรวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุเมธ สะสม
ทรัพย์ไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก.
เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ จบคัมภีร์ไตรเพท
ในลักษณศาสตร์และอิติหาสศาสตร์ ก็บรรลุถึงฝั่งใน
พราหมณ์ธรรมของตน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคเร อมรวติยา ได้แก่ ในนครที่
เรียกกันว่าอมรวดี. ในบทว่า สุเมโธ นาม นี้ ปัญญาท่านเรียกว่า เมธา.
เมธานั้นของพราหมณ์นั้นดี อันปราชญ์สรรเสริญแล้ว เหตุนั้น พราหมณ์นั้นเขา
จึงรู้กันว่า สุเมธ ผู้มีปัญญาดี. บทว่า พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าพราหมณ์
หน้า 169
ข้อ 1
เพราะศึกษาซึ่งมนต์ของพรหม อธิบายว่า ท่องมนต์. ปราชญ์ทางอักษรศาสตร์
กล่าวว่าเหล่ากอของพรหม ชื่อว่า พราหมณ์. แต่ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
พระอริยะทั้งหลาย ชื่อว่า พราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้. บทว่า อเนก-
โกฏสนฺนิจโย ความว่า การสะสมแห่งทรัพย์หลายโกฏิ ชื่อว่าโกฏิสันนิจยะ.
การสะสมทรัพย์มากโกฏิของผู้ใดมีอยู่ ผู้นี้นั้น ชื่ออเนกโกฏิสันนิจยะ
อธิบายว่าผู้สะสมทรัพย์มากหลายโกฏิ. บทว่า ปทูตธนธญฺวา แปลว่า ผู้มี
ทรัพย์และข้าวเปลือกมาก. คำต้นพึงทราบว่าตรัสโดยเป็นทรัพย์และข้าวเปลือก
ที่อยู่ภาคพื้นดินและอยู่ในห้อง คำนี้ พึงทราบว่า ตรัสโดยเป็นทรัพย์และข้าว
เปลือกที่กินที่ใช้อยู่ประจำ.
บทว่า อชฺฌายโก ความว่า ผู้ใดไม่เพ่งฌาน เหตุนั้นผู้นั้น ชื่อว่า
อัชฌายกะผู้ไม่เพ่งฌาน อธิบายว่า ผู้เว้นจากการทำการเพ่งฌาน สมจริงดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน วาเสฏฐะ บัดนี้พราหมณ์เหล่านี้ไม่เพ่ง
บัดนี้ พราหมณ์เหล่านี้ไม่เพ่ง ดังนั้นแลอักษรที่ ๓ ว่า อชฺฌายโก อชฺฌายกา
ผู้ไม่เพ่ง ผู้ไม่เพ่งจึงเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น คำครหาพราหมณ์พวกที่เว้นจาก
การเพ่งฌานจึงเกิดขึ้นครั้งมนุษย์ต้นกัปด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ชนใดเพ่งมนต์
เหตุนั้น ชนนั้นจึงชื่อว่าผู้เพ่งมนต์ พวกพราหมณ์ทั้งหลาย ทำการสรรเสริญ
กล่าวด้วยความนี้ว่าร่ายมนต์, ผู้ใดทรงจำมนต์ เหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่าผู้ทรงจำมนต์
บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ได้แก่คัมภีร์เวท ๓ [ไตรเพท] คืออิรุเวท ยชุเวท
และสามเวท. ก็ เวท ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ญาณ โสมนัส และ คันถะ.
จริงอย่างนั้น เวท ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ญาณ ได้ในประโยคเป็นต้น
ว่า ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺา อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ เราเห็นผู้ใด
เป็นพราหมณ์ บรรลุ ญาณ มีความรู้ยิ่ง ไม่กังวลไม่ขัดข้องในกามภพ.
หน้า 170
ข้อ 1
ใช้ในอรรถว่า โสมนัส ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เย เวทชาตา
วิจรนฺติ โลเก ชนเหล่าใดเกิดโสมนัส เที่ยวไปในโลก.
ใช้ในอรรถว่า คันถะ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ติณฺณํ เวทานํ ปารคู
สนิฆณฺฑุเกฏุภานํ ผู้จบคัมภีร์ไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภ-
ศาสตร์. แม้ในที่นี้ก็ใช้ในอรรถว่า คันถะ คัมภีร์. บทว่า ปารคู ได้แก่ ชื่อว่า-
ปารคูเพราะถึงฝั่งแห่งคัมภีร์ไตรเพท ด้วยเพียงทำให้คล่องปาก. บทว่า ลกฺข-
เณ ได้แก่ ในลักษณศาสตร์ มีลักษณะสตรีลักษณะบุรุษและมหาปุริสลักษณะ.
บทว่า อิติหาเส ได้แก่ ในคัมภีร์พิเศษ กล่าวคือโบราณคดี อันประกอบ
ด้วยคำเช่นนี้ว่าเล่ากันว่าดังนี้ เล่ากันว่าดังนี้. บทว่า สธมฺเม ได้แก่ ในธรรม
ของตนหรือในอาจารย์ของตัวพราหมณ์ทั้งหลาย. บทว่า ปารมึ คโต แปลว่า
ถึงฝั่ง อธิบายว่า ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์.
ต่อมาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิต เป็นบัณฑิตผู้เพลินอยู่ด้วยกองคุณ ๑๐
ประการนั้น ก็อยู่ในที่ลับ ณ ปราสาทชั้นบน นั่งขัดสมาธิดำริว่า ขึ้นชื่อว่า
การถือปฏิสนธิในภพหมู่เป็นทุกข์ การแตกดับแห่งสรีระในสถานที่เกิดแล้ว
เกิดเล่า ก็เหมือนกันคือเป็นทุกข์ ก็เรามีชาติ ชรา พยาธิ มรณะเป็นธรรมดา
เราเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ควรแสวงหาพระนิพพาน อันไม่มีชาติ [ชรา] พยาธิ
มรณะ เป็นที่จำเริญสุข อันจะพ้นจากการท่องเที่ยวไปในภพ จะพึงมีได้ก็
ด้วยมรรคอย่างหนึ่ง ซึ่งจะให้ถึงพระนิพพานแน่แท้. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในครั้งนั้น เรานั่งคิดอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า ขึ้น
ชื่อว่าการเกิดใหม่และการแตกดับแห่งสรีระเป็นทุกข์.
ครั้งนั้น เรามีชาติชราพยาธิเป็นธรรมดา จำเรา
จักแสวงหาพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ไม่ตาย แต่เกษม.
หน้า 171
ข้อ 1
ถ้ากระไร เราผู้ไม่เยื่อใย ไม่ต้องการ จะพึงละ
กายอันเน่านี้ ซึ่งเต็มด้วยซากศพต่างๆ ไปเสีย.
มรรคใดมีอยู่ จักมี มรรคนั้นไม่เป็นเหตุหามิได้
จำเราจักแสวงหามรรคนั้น เพื่อหลุดพ้นจากภพ.
แก้อรรถ
ก็ในคาถานั้น จำเราจักกล่าวเชื่อมความแห่งคาถา และความของบท
ที่ยากต่อไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโหคโต แปลว่า ไปแล้วในที่ลับนั่ง
ในที่ลับ. บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตัดบทเป็น เอวํ จินฺเตสึ อหํ แปลว่า
เราคิดแล้วอย่างนี้ ทรงแสดงอาการคือคิดด้วย บทว่า เอวํ นี้. บทว่า ตทา
ได้แก่ ครั้งเป็นสุเมธบัณฑิตเป็นคนเดียวกันกับพระองค์ ด้วยบทว่า เอวํ
จินฺเตสหํ นี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศว่า ครั้งนั้น
สุเมธบัณฑิตนั้น ก็คือเรานี่แล จึงตรัสโดยอุตตมบุรุษว่า เอวํ จินฺเตสหํ
ตทา. บทว่า ชาติธมฺโม แปลว่า มีชาติเป็นสภาพ. แม้ในบทที่เหลือก็นัย
นี้. บทว่า นิพฺพุตึ ได้แก่ พระนิพพาน.
ศัพท์ว่า ยนฺนูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่าปริวิตก ความว่า ก็ผิว่า
เรา. บทว่า ปูติกายํ แปลว่า กายอันเน่า. บทว่า นานากุณปปูริตํ ได้แก่
เต็มไปด้วยซากศพเป็นอันมาก มีปัสสาวะ อุจจาระ หนอง เลือด เสมหะ น้ำลาย
น้ำมูก เป็นต้น. บทว่า อนเปกฺโข ได้แก่ ไม่อาลัย. บทว่า อตฺถิ ได้แก่
อันเขาย่อมได้แน่แท้. บทว่า เหหิติ แปลว่า จักมี คำนี้เป็นคำแสดงความ
ปริวิตก. บทว่า น โส สกฺกา น เหตุเย ความว่า ไม่อาจจะมีได้ด้วย
มรรคนั้นหามีได้ ก็มรรคนั้นเป็นเหตุนั่นเอง. บทว่า ภวโต ปริมุตฺติยา
ได้แก่ เพื่อหลุดพ้นจากเครื่องผูกคือภพ.
หน้า 172
ข้อ 1
บัดนี้ เพื่อทรงทำความที่พระองค์ทรงปริวิตกให้สำเร็จผล จึงตรัสว่า
ยถาปิ เป็นต้น. เหมือนอย่างว่า ธรรมดาสุขอัน เป็นข้าศึกของทุกข์มีอยู่ ฉัน
ใด เมื่อความเกิดมีอยู่ ความไม่เกิดอันเป็นข้าศึกของความเกิดนั้นก็พึงมีฉันนั้น
อนึ่ง เมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นอันระงับความร้อนนั้น ก็มีอยู่ฉันใด
นิพพานอันเครื่องระงับไฟคือกิเลสมีราคะเป็นต้น ก็พึงมี ฉันนั้น อนึ่งแม้
ธรรมอันไม่มีโทษเป็นความดี ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นความชั่วลามก ก็
มีอยู่ฉันใด เมื่อความเกิดอันเป็นฝ่ายชั่วมีอยู่ แม้นิพพานที่นับได้ว่าความไม่เกิด
เพราะห้ามความเกิดได้ ก็พึงมีฉันนั้นเหมือนกันแล. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้ธรรมดาสุขก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ
ภพมีอยู่ แม่ภาวะที่มิใช่ภพ บุคคลก็พึงปรารถนา
ฉันนั้น.
เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นตรงกันข้ามก็มีอยู่
ฉันใด เมื่อไฟ ๓ กองมีอยู่ นิพพานเครื่องดับไฟ
บุคคลก็พึงปรารถนา ฉันนั้น.
เมื่อความชั่วมีอยู่ แม้ความดีก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ
ชาติมีอยู่ แม้ที่มิใช่ชาติ บุคคลก็พึงปรารถนา ฉันนั้น.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น ศัพท์ว่า ยถาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถข้ออุปมา. บทว่า
สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและทางใจ. ที่ชื่อว่าสุข เพราะขุดทุกข์ด้วยดี. บทว่า
ภเว แปลว่า เมื่อความเกิด. บทว่า วิภโว แปลว่า ความไม่เกิด. เมื่อความ
เกิดมีอยู่ แม้ธรรมคือความไม่เกิด บุคคลก็พึงปรารถนา. บทว่า ติวิธคฺคิ
หน้า 173
ข้อ 1
วิชฺชนฺเต ความว่า เมื่อไฟ ๓ กอง มีราคะเป็นต้นมีอยู่. บทว่า นิพฺพานํ
ความว่า ก็พระนิพพาน อันเป็นเครื่องดับเครื่องระงับไฟมีราคะ เป็นต้นทั้ง ๓
กองนั้น บุคคลควรปรารถนา. บทว่า ปาปเก ได้แก่ เมื่ออกุศลเลวทราม.
บทว่า กลฺยาณมฺปิ ได้แก่ แม้กุศล. บทว่า เอวเมว ได้แก่ เอวเมวํ อย่าง
นี้ก็ฉันนั้น. บทว่า ชาติ วิชฺชนฺเต ความว่า เมื่อความเกิดมีอยู่. ท่าน
กล่าวให้ต่างลิงค์และลบวิภัตติ. บทว่า อชาติปิ ความว่า แม้นิพพานคือ
ความไม่เกิด เป็นเครื่องห้ามกันความเกิด บุคคลก็พึงปรารถนา.
ครั้งนั้น เราก็คิดถึงแม้ประการอื่นว่า บุรุษผู้จมลงในกองอุจจาระ แล
เห็นหนองน้ำที่มีน้ำใสประดับด้วยบัวหลวง บัวสาย และบัวขาว ก็ควรแสวงหา
หนองน้ำ ด้วยความคำนึงว่า ควรจะไปที่หนองน้ำนั้น โดยทางไหนหนอ.
การไม่แสวงหาหนองน้ำนั้น ไม่ใช่ความผิดของหนองน้ำนั้น เป็นความผิดของ
บุรุษผู้นั้นผู้เดียว ฉันใด เมื่อหนองน้ำใหญ่ คืออมตธรรมซึ่งเป็นเครื่องชำระ
มลทินคือกิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาหนองน้ำใหญ่คืออมตธรรมนั้น นั่นไม่ใช่
ความผิดของหนองน้ำใหญ่ คืออมตธรรม เป็นความผิดของบุรุษผู้เดียว ก็ฉัน
นั้นเหมือนกัน. อนึ่งบุรุษถูกพวกโจรล้อมไว้ เมื่อทางหนีแม้มีอยู่ ถ้าบุรุษนั้น
ไม่หนีไปเสีย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทางนั้น เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นผู้
เดียว ฉันใด บุรุษที่ถูกพวกโจรคือกิเลสล้อมจับไว้ เมื่อทางใหญ่อันรุ่งเรือง
อันจะไปยังมหานครคือพระนิพพาน แม้มีอยู่ ก็ไม่แสวงหาทางนั้น ก็ไม่ใช่
ความผิดของทาง เป็นความผิดของบุรุษแต่ผู้เดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. บุรุษ
ถูกความเจ็บป่วยบีบคั้น เมื่อหมอที่จะเยียวยาความเจ็บป่วยมีอยู่ ถ้าไม่แสวงหา
หมอนั้น ไม่ยอมให้หมอนั้นเยียวยาความเจ็บป่วย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของ
หมอ เป็นความผิดของบุรุษนั้นแต่ผู้เดียว ฉันใด ก็ผู้ใดถูกความเจ็บป่วยคือ
หน้า 174
ข้อ 1
กิเลสบีบคั้นหนัก ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในทางระงับกิเลสซึ่งมีอยู่ ก็เป็น
ความผิดของผู้นั้นผู้เดียว ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ผู้ขจัดความเจ็บป่วยคือกิเลส
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
บุรุษตกบ่ออุจจาระ เห็นหนองน้ำมีน้ำเต็ม ก็ไม่
ไปหาหนองน้ำนั้น นั่นไม่ใช่ความผิดของหนองน้ำ
ฉันใด.
เมื่อหนองน้ำคืออมตะ เป็นเครื่องชำระมลทินคือ
กิเลสมีอยู่ บุคคลไปไม่หาหนองน้ำนั้น ก็ไม่ใช่ความ
ผิดของหนองน้ำคืออมตะ ก็ฉันนั้น.
บุรุษถูกข้าศึกรุมล้อมไว้ เมื่อทางไปมีอยู่ บุรุษ
ผู้นั้นก็ไม่หนีไป นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทาง ฉันใด.
บุคคลถูกกิเลสรุมล้อมไว้ เมื่อทางอันรุ่งเรืองมี
อยู่ ก็ไม่ไปหาทางนั้น นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทาง
อันรุ่งเรือง ก็ฉันนั้น.
บุรุษถูกความเจ็บป่วยเบียดเบียนแล้ว เมื่อหมอที่
จะเยียวยามีอยู่ ก็ไม่ยอมให้หมอนั้นเยียวยาความเจ็บ
ป่วยนั้น นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของหมอ แม้ฉันใด.
บุคคลถูกความเจ็บป่วยคือกิเลส บีบคั้นเป็นทุกข์
ก็ไม่ไปหาอาจารย์นั้น นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์
ฉันนั้น.
หน้า 175
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คูถคโต ได้แก่ ตกลงสู่บ่ออุจจาระ หรือ
ตกบ่อถูกอุจจาระเปื้อน. บทว่า กิเลสมลโธวํ ได้แก่ เป็นที่ชำระมลทิน
คือกิเลส. คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ. บทว่า อมตนฺตเฬ
แปลว่า ของหนองน้ำกล่าวคืออมตะ. คำนี้เป็นสัตตมีวิภัตติ พึงเห็นว่า ลงใน
อรรถฉัฏฐีวิภัตติ ท่านกล่าวใส่นิคคหิตไว้. บทว่า อรีหิ ได้แก่ อันปัจจามิตร
ทั้งหลาย. บทว่า ปริรุทฺโธ ได้แก่ ล้อมโดยรอบ. บทว่า คมนมฺปเถ คือ
คมนปเถ คือ เมื่อทางไป. คำนี้ท่านกล่าวลงนิคคหิตอาคม เพื่อไม่ให้
เสียฉันทลักษณ์. บทว่า น ปลายติ ได้แก่ ผิว่าไม่พึงหนีไป. บทว่า โส
ปุรโส ได้แก่ บุรุษที่ถูกพวกโจรรุมล้อมไว้นั้น. บทว่า อญฺชสฺส แปลว่า
ของทาง. จริงอยู่ทางมีชื่อเป็นอันมาก คือ
มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชลํ วฏุมายนํ
นาวา อุตฺตรเสตุ จ กุลฺโล จ ภิสิ สงฺกโม.
แปลว่า ทาง ทั้งหมด แต่ในที่นี้ ทางนั้น ท่านกล่าวโดยใช้ชื่อว่า อัญชสะ.
บทว่า สิเว ได้แก่ ชื่อว่า สิวะเพราะไม่มีอุปัทวะทั้งปวง. บทว่า สิวมญฺชเส
ความว่า ของทางที่ปลอดภัย. บทว่า ติกิจฺฉเก ได้แก่ หมอ. บทว่า น ติกิจฺ
ฉาเปติ ได้แก่ ไม่ยอมให้เยียวยา. บทว่า น โทโส โส ติกิจฺฉเก ได้แก่
ไม่ใช่ความผิดของหมอ. อธิบายว่าเป็นความผิดของผู้ป่วยฝ่ายเดียว. บทว่า
ทุกฺขิโต ได้แก่ มีทุกข์ทางกายทางใจที่เกิดเอง. บทว่า อาจริยํ ได้แก่
อาจารย์ผู้บอกทางหลุดพ้น. บทว่า วินายเก แปลว่า ของอาจารย์.
ก็เราครั้นคิดดังกล่าวมานี้แล้ว จึงคิดยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างนี้ว่า บุรุษผู้ชอบ
แต่งตัวสวย ๆ ทิ้งซากศพที่คล้องคอเสีย ก็พึงเป็นสุขไป แม้ฉันใด แม้เราก็
หน้า 176
ข้อ 1
ทิ้งกายอันเน่านี้เสีย ไม่อาลัย พึงเข้าไปยังมหานครคือนิพพาน ก็ฉันนั้น. อนึ่ง
บุรุษสตรีถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงที่พื้นดินอันเปื้อนอุจจาระปัสสาวะแล้ว ก็หาเอา
ใส่ชายพกหรือเอาชายผ้าห่ออุจจาระปัสสาวะนั้นพาไปไม่ ที่แท้ ก็พากันเกลียด
ไม่อยากแม้แต่จะดู ไม่อาลัยทิ้งไปเลย ฉันใด แม้เราก็ไม่อาลัยกายอันเน่านี้
ควรที่จะละทิ้งเข้าไปยังอมตนครคือนิพพาน ก็ฉันนั้น. อนึ่ง ธรรมดานายเรือ
ทั้งหลาย ก็ละทิ้งเรือที่นำน้ำอันคร่ำคร่าไม่เยื่อใยไปเลย ฉันใด แม้เราก็ละทิ้ง
กาย ที่ของโสโครกไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ แผลนี้ ไม่เยื่อใยจักเข้าไปยัง
มหานครคือนิพพาน ก็ฉันนั้น. อนึ่ง บุรุษบางคน พกพารัตนะมากอย่างมี
แก้วมุกดาแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์เป็นต้น เดินทางไปกับหมู่โจร จำต้องละ
ทิ้งโจรเหล่านั้น เพราะกลัวสูญเสียรัตนะ เลือกถือเอาแต่ทางที่เกษมปลอดภัย
ฉันใด กายอันเน่าแม้นี้ก็เสมือนโจรปล้นรัตนะ ถ้าเราจักทำความอยากในกาย
นี้ รัตนะคืออริยมรรคและกุศลธรรมของเราก็จักสูญเสียไป เพราะฉะนั้นจึง
ควรที่เราจำต้องละทิ้งกรัชกายที่เสมือนมหาโจรนี้ แล้วเข้าไปยังมหานครคือ
นิพพาน ก็ฉันนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
บุรุษเกลียดซากศพที่ผูกคออยู่ ปลดออกไปเสีย
ก็มีสุข มีเสรี มีอิสระ ฉันใด.
เราทิ้งกายอันเน่านี้ ที่สะสมซากศพต่างๆ ไว้ไป
เสีย ไม่อาลัย ไม่ต้องการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
บุรุษสตรีทิ้งอุจจาระไว้ในที่ถ่ายอุจจาระ ไปเสีย
ไม่อาลัย ไม่ต้องการ ฉันใด.
เราทอดทิ้งกายนี้ ที่เต็มไปด้วยซากศพต่าง ๆ
เหมือนทิ้งส้วมไป ก็ฉันนั้น.
หน้า 177
ข้อ 1
เจ้าของเรือ ทิ้งเรือลำเก่าชำรุด รั่วน้ำไป ไม่เยื่อใย
ไม่ต้องการ ฉันใด.
เราก็ทอดทิ้งกายนี้ ที่มี ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออก
ของสิ่งโสโครกอยู่เป็นนิตย์ไป เหมือนเจ้าของเรือสละ
ทิ้งเรือลำเก่า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
บุรุษพกพาของมีค่าไปกับพวกโจร แลเห็นภัย
จากการเสียหายของๆ มีค่า จึงละทิ้งโจรไป ฉันใด.
กายนี้ก็เปรียบเสมอด้วยมหาโจร เพราะกลัวการ
เสียหายแห่งกุศล เราจึงจำต้องละกายนี้ไป ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ กุณปํ ปุริโส ความว่า บุรุษ
วัยรุ่น ผู้รักสวยรักงาม อึดอัดระอา เกลียด ด้วยซากงู ซากสุนัข หรือซาก
มนุษย์ ที่ถูกผูกคอไว้ จึงปลดซากศพนั้นออกไปเสีย แม้ฉันใด. บทว่า สุขี
ได้แก่ ประสบสุข. บทว่า เสรี ได้แก่ อยู่ตามอำเภอใจ. บทว่า นานากุณปสญฺจยํ
ได้แก่ เป็นกองซากศพต่างๆ มากหลาย. ปาฐะว่า นานากุณปปูริตํ ดังนี้
ก็มี.
บทว่า อุจฺจารฏฺานมฺหิ ความว่า คนทั้งหลายย่อมอุจจาระ คือถ่าย
อุจจาระในประเทศนั้น เหตุนั้นประเทศนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ถ่ายอุจจาระ.
ประเทศที่ถ่ายอุจจาระนั้นด้วย เป็นฐานด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่าฐานเป็นประเทศ
ถ่ายอุจจาระ อีกอย่างหนึ่ง ประเทศอันเขาถ่ายอุจจาระ เหตุนั้นจึงชื่อว่าประเทศ
ที่ถ่ายอุจจาระ คำนี้เป็นชื่อของอุจจาระ. ที่ของอุจจาระนั้น ชื่อว่าที่ของอุจจาระ
หน้า 178
ข้อ 1
ในฐานแห่งอุจจาระ อธิบายว่า ในฐานที่เปื้อนด้วยของสกปรก. บทว่า วจฺจํ
กตฺวา ยถา กุฏึ ความว่า เหมือนบุรุษสตรี ละทิ้งกุฏิที่ถ่ายอุจจาระ คือส้วม
ฉะนั้น.
บทว่า ชชฺชรํ ได้แก่ เก่า. บทว่า ปุลคฺคํ ได้แก่ ชำรุด อธิบายว่า
กระจัดกระจาย. บทว่า อุทคาหินึ ได้แก่ ถือเอาน้ำ. บทว่า สามี ได้แก่
เจ้าของเรือ. บทว่า นวจฺฉิทฺทํ ได้แก่ ชื่อว่ามี ๙ ช่อง เพราะประกอบด้วย
ปากแผล ๙ แผล มีตา หู เป็นต้น ทั้งช่องเล็กช่องน้อย. บทว่า ธุวสฺสวํ
ได้แก่ เป็นที่ไหลออกเป็นประจำ. อธิบายว่า มีสิ่งไม่สะอาดไหลออกเป็นนิตย์.
บทว่า ภณฺฑมาทิย ได้แก่ ถือเอาทรัพย์สินมีรัตนะเป็นต้นอย่างใด
อย่างหนึ่ง. บทว่า ภณฺฑจฺเฉทภยํ ทิสฺวา ความว่า เห็นภัยแก่การชิง
ทรัพย์สิน. บทว่า เอวเมว ความว่า เหมือนบุรุษพกพาทรัพย์สินเดินไปฉะนั้น.
บทว่า อยํ กาโย ความว่า สภาพนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งที่เขาเกลียดแล้วที่
น่าเกลียดอย่างยิ่ง เหตุนั้น จึงชื่อว่ากาย. คำว่า อายะ ได้แก่ ที่เกิด. อาการ
ทั้งหลายย่อมมาแต่สภาพนั้น เหตุนั้น สภาพนั้น จึงชื่อว่า อายะ เป็นแดน
มา. อาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น อันเขาเกลียดแล้ว. สภาพเป็นแดนมาแห่ง
อาการทั้งหลายมีผมเป็นต้นอันเขาเกลียดแล้ว ด้วยประการฉะนั้น เหตุนั้น
สภาพนั้น จึงชื่อว่า กาย. บทว่า มหาโจรสโม วิย ความว่า กายชื่อว่า
มหาโจรสมะ เพราะเป็นโจรมีปาณาติบาตและอทินนาทานเป็นต้นคอยปล้น
กุศลทุกอย่าง โดยอำนาจความยินดีเป็นต้นในปิยรูปทั้งหลาย มีรูปารมณ์เป็นต้น
ด้วยจักษุเป็นอาทิ เพราะฉะนั้น จึงควรทราบการเชื่อมความว่า บุรุษผู้ถือ
ทรัพย์สินที่เป็นรัตนะ ไปกับหมู่โจรนั้นจำต้องละโจรเหล่านั้นไปเสีย ฉันใด
หน้า 179
ข้อ 1
แม้เราก็จำต้องละกายอันเสมอด้วยมหาโจรนี้ไปเพื่อแสวงหาทางที่ทำความสวัสดี
ให้แก่ตน ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า กุสลจฺเฉทนาภยา ความว่า เพราะ
กลัวแต่การปล้นกุศลธรรม.
ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิตครั้นครุ่นคิดถึงเหตุแห่งเนกขัมมะการออกบวช
ด้วยอุปมานานาประการอย่างนี้แล้ว จึงคิดอีกว่า บิดาและปู่เป็นต้นของเรารวบ
รวมกองทรัพย์ใหญ่นี้ไว้ เมื่อไปปรโลกก็พาเอาแม้แต่กหาปณะเดียวไปไม่ได้.
ส่วนเราควรจะถือเอาเพื่อทำเหตุไปปรโลก ดังนี้แล้วก็ไปกราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระบาทมีหัวใจถูกชาติชราเป็นต้นรบกวน จำจักออก
จากเรือนบวชไม่มีเรือน ข้าพระบาทมีทรัพย์อยู่หลายแสนโกฏิ ขอพระองค์
ผู้สมมติเทพโปรดทรงดำเนินการกะทรัพย์นั้นเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า
เราไม่ต้องการทรัพย์ของท่านดอก ท่านนั้นเองจงทำตามปรารถนาเถิด.
สุเมธบัณฑิตนั้นทูลรับว่า ดีละพระเจ้าข้า แล้วให้ตีกลองร้องป่าวไปใน
พระนคร ให้ทานแก่มหาชน ละวัตถุกามและกิเลสกามแล้ว ก็ออกจากอมรนคร
ซึ่งเสมือนเทพนครอันประเสริฐไปแต่ลำพังผู้เดียว อาศัยธัมมิกบรรพต ในป่า
หิมวันตประเทศที่มีฝูงเนื้อนานาชนิด ทำอาศรม สร้างบรรณศาลาลงในที่นั้น
สร้างที่จงกรมที่เว้นโทษ ๕ ประการ ละทิ้งผ้าอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ
แล้ว นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ เพื่อรวบรวมกำลัง
แห่งอภิญญาที่ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ บวชแล้ว.
เขาบวชอย่างนี้แล้ว ก็ละบรรณศาลาที่เกลื่อนด้วยโทษ ๘ ประการ
เข้าอาศัยโคนไม้ ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ ละธัญชาติหลากชนิดทุก
อย่าง บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งความเพียร โดยการนั่งยืน
และเดิน ก็ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ภายใน ๗ วันเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
หน้า 180
ข้อ 1
เราคิดอย่างนี้แล้ว ก็ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิเป็น
ทาน แก่คนที่มี่ที่พึ่งและไม่มีที่พึ่ง แล้วก็เข้าไปยัง
หิมวันตประเทศ.
ไม่ไกลหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อว่าธัมมิกะ
เราก็ทำอาศรม สร้างบรรณศาลา.
ณ ที่นั้น เราก็สร้างที่จงกรม อันเว้นโทษ ๕
ประการ รวบรวมกำลังแห่งอภิญญา อันประกอบด้วย
คุณ ๘ ประการ.
เราสละผ้า อันมีโทษ ๙ ประการไว้ ณ ที่นั้น
นุ่งผ้าเปลือกไม้ อันมีคุณ ๑๒ ประการ.
เราสละบรรณศาลา อันเกลื่อนด้วยโทษ ๘ ประ-
การ เข้าอาศัยโคนไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ
เราสละธัญชาติ ที่หว่านที่ปลูก โดยมิได้เหลือ
เลย บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อันพรั่ง
พร้อมด้วยคุณเป็นอันมาก.
เราตั้งความเพียรในที่นั้น ด้วยการนั่งยืนและเดิน
ก็ได้บรรลุกำลังแห่งอภิญญาภายใน ๗ วัน เท่านั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวาหํ ตัดบทว่า เอวํ อหํ ความว่า
เราคิดโดยประการที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง. บทว่า นาถานาถามํ ความว่า
เราให้แก่คนที่มีที่พึ่งและคนที่ไม่มีที่พึ่ง คือทั้งคนมั่งมี ทั้งคนยากจน พร้อม
หน้า 181
ข้อ 1
ทั้งซุ้มประตูและเรือน ด้วยกล่าวว่า ผู้ต้องการก็จงรับเอา. บทว่า หิมวนฺตสฺสา-
วิทูเร ได้แก่ ในที่ไม่ไกล คือใกล้ขุนเขาหิมวันต์. บทว่า ธมฺมิโก นาม
ปพฺพโต ได้แก่ ภูเขามีชื่ออย่างนี้. ถามว่า เพราะเหตุไร ภูเขาลูกนี้จึงมีชื่อว่า
ธัมมิกะ. ตอบว่า ก็พระโพธิสัตว์ทั้งหลายโดยมาก บวชเป็นฤาษี เข้าอาศัย
ภูเขาลูกนั้นทำอภิญญาให้เกิดแล้วทำสมณธรรม เพราะฉะนั้นภูเขาลูกนั้นจึงได้
ปรากฏชื่อว่า ธัมมิกะ เพราะเป็นที่อาศัยแห่งบุคคลผู้มีสมณธรรม. ด้วยคำว่า
อสฺสโม สุกโต มยฺหํ เป็นต้น ตรัสไว้เหมือนว่าสุเมธบัณฑิต สร้างอาศรม
บรรณศาลาที่จงกรมด้วยฝีมือตนเอง แต่แท้จริง หาได้สร้างด้วยฝีมือตนเองไม่
ท้าวสักกเทวราชทรงส่งวิสสุกรรมเทพบุตรไปสร้าง มิใช่หรือ. แต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงหมายถึงผลสำเร็จนั้น ซึ่งเกิดด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ในครั้งนั้น
จึงตรัสเป็นต้นว่า ดูก่อนสารีบุตร ณ ภูเขานั้น
เราทำอาศรม สร้างบรรณศาลา สร้างที่จงกรม
อันเว้นโทษ ๕ ประการ ไว้ ณ ที่นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณสาลา ได้แก่ ศาลามุงบังด้วย
ใบไม้. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ อาศรมบทนั้น. บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ
ได้แก่ เว้นห่างไกลจากโทษแห่งที่จงกรม ๕ ประการ. ชื่อว่า โทษแห่งที่จงกรม
๕ ประการ อะไรบ้าง อันเว้นจากโทษ ๕ ประการเหล่านี้ คือ เป็นที่แข็ง
ขรุขระ ๑ อยู่ในต้นไม้ ๑ มีที่รกกำบัง ๑ แคบเกินไป ๑ กว้างเกินไป ๑
ด้วยการกำหนดอย่างสูง ท่านกล่าวว่า ที่จงกรมยาว ๖๐ ศอก กว้างศอกครึ่ง.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ได้แก่เว้นห่างไกลจากโทษ
คือนิวรณ์ ๕ ประการ พึงเห็นว่า เชื่อมความกับบทหลังนี้ว่า อภิญฺาพลมา-
หริ ดังนี้. บทว่า อฏฺคุณสมุเปตํ ความว่า ชักนำกำลังเเห่งอภิญญา
หน้า 182
ข้อ 1
อันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ คือ เมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้ หมดจด สะอาด
ไม่มีมลทิน ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่งาน มั่นคง ไม่หวั่นไหว.
แต่อาจารย์บางพวก กล่าวเชื่อมความกับอาศรมว่า เราสร้างอาศรม
อันประกอบด้วยสมณสุข ๘ ประการ คือ ประกอบพรักพร้อมด้วยสมณสุข ๘
ประการเหล่านี้ คือ ชื่อว่าสมณสุข ๘ ประการเหล่านี้คือ ไม่หวงทรัพย์และ
ข้าวเปลือก แสวงแต่บิณฑบาตที่ไม่มีโทษ บริโภคแต่ก้อนข้าวเย็นแล้ว ไม่มี
กิเลสเครื่องเบียดเบียนรัฐในเมื่อพวกราชบุรุษเอาแต่เบียดเบียนรัฐ ถือเอาทรัพย์
และข้าวเปลือกเป็นต้น ปราศจากฉันทราคะในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ไม่มีภัย
เพราะการปล้นของโจร ไม่คลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา
ไม่ถูกกระทบกระทั่งใน ๔ ทิศ คำนั้นไม่สมกับบาลี.
บทว่า สาฏกํ แปลว่า ผ้า. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในอาศรมนั้น. ด้วย
บทว่า นวโทสมุปาคตํ ทรงแสดงว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเมื่ออยู่ในที่นั้น
ก็เสียสละผ้าที่มีค่ามากที่ตนนุ่งห่มเสีย ก็เมื่อจะละผ้า ได้เห็นโทษ ๙ ประการ
ในผ้านั้นจึงละเสีย. ความจริงประกาศโทษ ๙ ประการในผ้า แก่ผู้บวชเป็น
ดาบสทั้งหลาย. โทษ ๙ ประการคืออะไร ทรงแสดงว่า เราละผ้าที่ประกอบ
ด้วยโทษ ๙ ประการเหล่านี้คือ ผ้าเป็นของมีค่า ชีวิตนักบวชอยู่ได้ด้วยผู้อื่น
ผ้าหมองไปทีละน้อยด้วยการใช้ ผ้าที่หมองแล้วจำต้องซักต้องย้อม ผ้าเก่า
ไปด้วยการใช้ ผ้าที่เก่าแล้วจำต้องทำการชุน ทำการปะ ผ้าเกิดได้ยากในการ
แสวงหาใหม่ ไม่เหมาะแก่การบวชเป็นดาบส เป็นของสาธารณะทั่วไปแก่พวก
โจร ต้องคุ้มครองโดยที่พวกโจรลักไปไม่ได้ เป็นฐานการแต่งตัวของผู้นุ่งห่ม
ผู้ที่พาเที่ยวไปกลายเป็นคนมักมาก แล้วจึงนุ่งผ้าเปลือกไม้. บทว่า วากจีรํ
ความว่า เราถือเอาผ้าที่สำเร็จด้วยเปลือกไม้ ซึ่งกรองด้วยหญ้ามุงกระต่ายเป็นเส้น ๆ
หน้า 183
ข้อ 1
ทำแล้ว เพื่อใช้นุ่งห่ม. บทว่า ทฺวาทสคุณมุปาคตํ ได้แก่ ประกอบด้วย
อานิสงส์ ๑๒ ประการ. ในบทนี้ คุณ ศัพท์มีอรรถว่า อานิสงส์ เหมือนใน
ประโยคเป็นต้นว่า สตคุณา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา พึงหวังได้ทักษิ-
ณามีอานิสงส์ร้อยหนึ่ง. ม อักษรทำการต่อบท ถึงพร้อมด้วยคุณ ๑๒ ประการ
เหล่านี้ คือ ผ้าเปลือกไม้มีอานิสงส์ ๑๒ ประการคือ มีค่าน้อย ๑ ไม่เนื่อง
ด้วยผู้อื่น ๑ อาจทำได้ด้วยมือตนเอง ๑ แม้เมื่อเก่าเพราะการใช้ก็ไม่ต้องเย็บ ๑
ไม่มีโจรภัย ๑ ผู้แสวงหาก็ทำได้ง่าย ๑ เหมาะแก่การบวชเป็นดาบส ๑ ไม่
เป็นฐานการแต่งตัวของผู้ใช้ ๑ มีความมักน้อยในปัจจัยคือจีวร ๑ ใช้สะดวก ๑
เปลือกไม้ที่เกิดก็หาได้ง่าย ๑ แม้เมื่อผ้าเปลือกไม้สูญหายก็ไม่เสียดาย ๑.
ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิต อยู่ ณ บรรณศาลาอาศรมนั้น ตอนใกล้รุ่ง
ก็ลุกขึ้นพิจารณาถึงเหตุออกบวชของตน คิดอย่างนี้ว่า เราละบ้านเรือนซึ่งมี
อาการประหนึ่งที่อยู่อันประเสริฐของเทพยดา อันงดงามด้วยสมบัติอันโอฬาร
น่ารื่นรมย์ของคฤหัสถ์ชนด้วยการสัมผัสกำไลมือกำไลเท้าทองใหม่เป็นต้นระคน
ด้วยเสียงและการหัวเราะการพูดที่ไพเราะเหมือนละก้อนเขฬะ เข้าไปยังป่าตโป-
วัน บำเพ็ญตบะเครื่องลอยบาปของชนทั้งปวง เพราะเป็นผู้เพลินด้วยวิเวก
แต่การอยู่ที่บรรณศาลา ณ อาศรมนี้ของเรา ก็เป็นเหมือนการครองเรือนครั้ง
ที่สอง เอาเถิด เราจะอยู่เสียที่โคนไม้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เราละบรรณศาลา อันเกลื่อนด้วยโทษ ๘ ประ-
การ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺโทสสมากิณฺณํ ความว่า เกลื่อน
คือประกอบพร้อมด้วยโทษ ๘ ประการ. โทษ ๘ ประการอะไรบ้าง. พระมหา
หน้า 184
ข้อ 1
สัตว์เห็นโทษ ๘ เหล่านี้คือ การที่สร้างให้สำเร็จจำต้องใช้เครื่องสัมภาระมาก ๑
จำต้องบำรุงอยู่เป็นนิตย์ด้วยหญ้าใบไม้และดินเหนียวเป็นต้น ๑ จำต้องออกไป
โดยเข้าใจว่า ไม่มีเอกัคคตาจิตสำหรับผู้จำต้องออกไปในเวลาไม่สมควร ด้วย
คิดว่า ขึ้นชื่อว่าเสนาสนะ จักทรุดโทรมไป ๑ ต้องทนุถนอมกาย เพราะกระ-
ทบเย็นร้อน ๑ ต้องปกปิดคำครหาที่ว่า ผู้เข้าไปบ้านเรือนอาจทำชั่วอย่างใดอย่าง
หนึ่งได้ ๑ ต้องหวงแหนว่านี้ของเรา ๑ ต้องนึกอยู่เสมอว่า นี้บ้านเรือน มีอยู่
อย่างผู้มีเพื่อน ๑ ต้องเป็นของทั่วไปเป็นอันมาก เพราะต้องทั่วไปแก่สัตว์ทั้ง
หลายมีเล็น เลือด จิ้งจกเป็นต้น ๑ ดังนี้แล้วจึงละบรรณศาลาเสีย.
บทว่า คุเณหิ ทสหุปาคตํ ความว่า เราปฏิเสธที่กำบัง เข้าไปยัง
โคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ คุณ ๑๐ ประการอะไรบ้าง. ตรัสว่า
เราเห็นคุณ ๑๐ เหล่านี้ คือ มีความริเริ่มขวนขวายน้อย ๑ ได้ความไม่มีโทษ
โดยง่ายว่าเพียงเข้าไปโคนไม้นั้นเท่านั้น ๑ ทำอนิจจสัญญาให้ตั้งขั้นด้วยการเห็น
ความแปรปรวนของต้นไม้และใบไม้ ๑ ไม่ตระหนี่เสนาสนะ ๑ เมื่อจะทำ
ชั่ว ณ โคนไม้นั้นย่อมละอาย เพราะฉะนั้น จึงไม่มีที่ลับทำชั่ว ๑ ไม่ทำความ
หวงแหน ๑ อยู่กับเทวดาทั้งหลาย ๑ ปฏิเสธที่กำบัง ๑ ใช้สอยสะดวก ๑ ไม่
ห่วงใยเพราะเสนาสนะคือโคนไม้ หาได้ง่าย ในทุกสถานที่ไป ๑ แล้วจึงเข้า
ไปยังโคนไม้ และตรัสว่า
โคนไม้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสรรเสริญแล้ว
และตรัสว่า เป็นนิสสัย ที่อาศัย ที่อยู่ของผู้สงัด เสมอ
ด้วยโคนไม้ จะมีแต่ไหน.
แท้จริง ผู้อยู่โคนไม้อันสงัด อันกำจัดความ
ตระหนี่ที่อยู่ อันเทวดารักษาแล้ว ชื่อว่าผู้มีวัตรดี.
หน้า 185
ข้อ 1
ผู้เห็นต้นไม้และใบไม้ ที่มีสีแดง เขียว เหลือง
อันหล่นแล้ว ย่อมบรรเทานิจจสัญญาเข้าใจว่าเที่ยงเสีย
ได้.
เพราะฉะนั้นแล ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ ไม่
ควรดูหมิ่นโคนไม้อันสงัด ที่เป็นทรัพย์มรดกของ
พระพุทธเจ้า เป็นที่อยู่ของผู้ยินดียิ่งในภาวนา.
ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิต เป็นผู้เห็นโทษของบรรณศาลา ได้อานิสงส์
ในเสนาสนะคือโคนไม้อยู่ จึงคิดยิ่งขึ้นไปว่า การที่เราเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อ
แสวงหาอาหาร เป็นทุกข์ในการแสวงหาอาหาร เรามิใช่เพราะสิ้นไร้อย่างไรจึง
ออกบวชด้วยความต้องการเพื่ออาหาร แต่ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลไม่มี
ประมาณ ถ้ากระไรเราจะยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
แต่เมื่อจะทรงแสดงความที่วิเศษของประโยชน์นี้จึงตรัสคาถาเป็นต้นว่า
เราสละธัญชาติที่หว่านแล้ว ที่ปลูกแล้วโดยไม่
เหลือเลย บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติอัน
พรั่งพร้อมด้วยคุณเป็นอันมาก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาปิตํ ได้แก่ ที่หว่านเสร็จแล้ว. บทว่า
โรปิตํ ได้แก่ ที่ปลูกเสร็จแล้ว ข้าวกล้าจะสำเร็จผล มี ๒ วิธี คือ ด้วยการหว่าน
และการปลูก. เราก็ละเสียทั้ง ๒ วิธี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตาม
ธรรมชาติ เพราะตัวเรามักน้อย. บทว่า ปวตฺตผลํ ได้แก่ ผลไม้ที่หล่นเอง.
บทว่า อาทิยึ ได้แก่ บริโภค.
หน้า 186
ข้อ 1
บุคคลผู้สันโดษด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
เลี้ยงชีพไม่เนื่องด้วยผู้อื่น ละความละโมบในอาหารเสีย
ย่อมเป็นมุนีใน ๔ ทิศ.
มุนีย่อมละความอยากในรส การเลี้ยงชีพของ
ท่านจึงบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นแล จึงไม่ควรดูหมิ่นการ
บริโภคผลที่ไม้มีอยู่ตามธรรมชาติ.
สุเมธบัณฑิต เมื่อประพฤติอยู่อย่างนี้ ไม่นานนักก็บรรลุสมาบัติ ๘
และอภิญญา ๕ ภายใน ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศความข้อ
นี้ จึงตรัสว่า ตตฺถปฺปธานํ ปทหึ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ตตฺถ ได้แก่ ในอาศรมนั้น. บทว่า ปธานํ ได้แก่ความเพียร. จริงอยู่ความ
เพียรท่านเรียกว่า ปธานะ เพราะเป็นคุณควรตั้งไว้ หรือเพราะทำภาวะคือการ
ตั้งไว้. บทว่า ปทหึ ได้แก่ เริ่มความเพียร บทว่า นิสชฺชฏฺานจงฺกเม
แปลว่า ด้วยการนั่ง การยืน และการเดิน.
แต่สุเมธบัณฑิต ปฏิเสธการนอน ยังคืนและวันให้ล่วงไปด้วยการนั่ง
ยืนและเดินเท่านั้น จึงบรรลุกำลังแห่งอภิญญาได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น. ก็แล
เมื่อสุเมธดาบสครั้นบรรลุกำลังแห่งอภิญญาอย่างนี้แล้ว ก็ยับยั้งอยู่ด้วยสุขใน
สมาบัติ. ครั้งนั้น พระศาสดาพระนามว่าทีปังกรผู้ทรงทำการสงเคราะห์ชนทั้ง
ปวงผู้ทรงทำภัยแก่พลแห่งมาร ทรงทำประทีปคือพระญาณเสด็จอุบัติในโลก.
เมื่อว่าโดยสังเขปเท่านั้น การกล่าวลำดับเรื่องพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
มีดังนี้ ได้ยินว่า พระมหาสัตว์พระนามว่าทีปังกรพระองค์นี้ ทรงบำเพ็ญ
พระบารมี ๓๐ ทัศ ทรงดำรงอยู่ ในอัตภาพเสมือนอัตภาพของพระเวสสันดร
หน้า 187
ข้อ 1
ทรงให้มหาทาน เป็นเหตุให้แผ่นดินไหวเป็นต้น เมื่อสุดสิ้นพระชนมายุ ก็บัง-
เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงอยู่ ณ ที่นั้น จนตลอดพระชนมายุ เมื่อเทวดา
ในหมื่นจักวาลประชุมกันทูลว่า
กาโลยํ๑ เต มหาวีร อุปฺปชฺช มาตุกุจฺฉิยํ
สเทวกํ ตารยนฺโต พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ.
ข้าแต่พระมหาวีระ นี้เป็นกาลอันสมควรสำหรับ
พระองค์ โปรดเสด็จอุบัติในครรภ์พระมารดาเถิด
พระองค์เมื่อทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ข้ามโอฆ-
สงสาร ก็โปรดตรัสรู้อมตบทเถิด.
ดังนี้แล้ว แต่นั้น ทรงสดับคำของเทวดาทั้งหลายแล้วทรงพิจารณามหาวิโลก-
นะ ๕ ทรงจุติจากดุสิตสวรรค์นั้นแล้วทรงถือปฏิสนธิ โดยดาวนักษัตรในเดือน
อาสาฬหะหลัง เพ็ญเดือนอาสาฬหะ ในพระครรภ์ของ พระนางสุเมธาเทวี
ในสกุลของพระราชาพระนามว่า สุเทวะ ผู้เป็นเทพแห่งนรชน ดังท้าววาสุเทพ
ผู้พิชิตด้วยความเจริญแห่งพระยศของพระองค์ ณ กรุงรัมมวดี มีราชบริพาร
หมู่ใหญ่คอยบริหาร ไม่ทรงแปดเปื้อนด้วยของไม่สะอาดไรๆ ในพระครรภ์
ของพระมหาเทวี เหมือนก้อนแก้วมณี อยู่ตลอดทศมาส ก็ประสูติจากพระ
ครรภ์ของพระนาง เหมือนดวงจันทร์ในฤดูสารทโคจรไปในหลืบเมฆ.
บุพนิมิต ๓๒
ก็บุพนิมิต ๓๒ ประการ ปรากฏเป็นปาฏิหาริย์ของพระทีปังกรราชกุมาร
พระองค์นั้น ทั้งขณะปฏิสนธิ ทั้งขณะประสูติ ปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการ เป็น
ไปในฐานะ เหล่านี้คือ เมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เสด็จสู่
๑. ในที่บางแห่งเป็นกาโล โข
หน้า 188
ข้อ 1
พระครรภ์ของพระมารดา ๑ ประสูติ ๑ ตรัสรู้ ๑ ประกาศพระธรรมจักร ๑
เพราะฉะนั้น เราจึงแสดงบุพนิมิต ๓๒ ในการประสูติของพระทีปังกรราชกุมาร
เพราะเป็นของปรากฏแล้ว ดังนี้ว่า
เมื่อพระทีปังกรราชกุมาร ผู้ทำความงาม ผู้ทำ
ความเจริญ ผู้ทำความสงบ ประสูติแล้ว ในครั้งนั้น
หมื่นโลกธาตุก็สะเทือนสะท้านหวั่นไหวโดยรอบ.
ครั้งนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาล ก็พากันประชุม
ในจักรวาลหนึ่ง.
พอพระมหาสัตว์ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ประสูติ
เทวดาทั้งหลายก็รับก่อน ภายหลัง พวกมนุษย์จึงรับ
พระองค์.
ขณะนั้น กลองหุ้มหนังและกลองทั้งหลาย ช่อง
พิณและพิณทั้งหลาย อันใครๆ มิได้ประโคม เครื่อง
อาภรณ์ทั้งหลายที่ใครๆ มิได้แตะต้อง ก็ส่งเสียงร้อง
อย่างไพเราะไปรอบ ๆ.
เครื่องพันธนาการทั้งหลายทุกแห่ง ก็ขาดหลุด
ไป โรคภัยทั้งปวงก็หายไปเอง คนตาบอดแต่กำเนิด
ก็มองเห็นรูปทั้งหลาย คนหูหนวกก็ได้ยินเสียงรอบตัว.
คนใบ้แต่กำเนิด ก็ได้สติระลึกได้ คนขาพิการ
ก็ใช้เท้าเดินได้ เรือก็เดินไปต่างประเทศแล้วกลับท่า
เรือสุปัฏฏนะได้อย่างรวดเร็ว.
หน้า 189
ข้อ 1
รัตนะทุกอย่าง ทั้งที่อยู่ในอากาศ ทั้งที่อยู่ภาค
พื้นดิน ก็เรืองแสงได้เองไปรอบ ๆ ไฟในนรกอันร้าย
กาจก็ดับ แม้น้ำในแม่น้ำทั้งหลายก็ไม่ไหล.
แสงสว่างอันโอฬารไพบูลย์ ก็ได้มีในโลกันตริก-
นรก แม้มีทุกข์ไม่ว่างเว้น ครั้งนั้น มหาสมุทรนี้ก็มี
เกลียวคลื่นละลอกสงบ ทั้งน้ำก็มีรสจืดอร่อยด้วย.
ลมที่พัดแรงหรือร้ายกาจ ก็ไม่พัด ต้นไม้ทั้งหลาย
ก็ออกดอกบานสะพรั่ง ดวงจันทร์พร้อมทั้งดวงดาว
ก็จรัสแสงยิ่ง แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ไม่ร้อนแรง.
ฝูงนก ก็ร่าเริงลงจากฟากฟ้าและต้นไม้ มาอยู่
พื้นดินเบื้องล่าง เมฆฝนที่อยู่ใน ๔ มหาทวีป ก็หลั่ง
น้ำฝนรสอร่อยไปโดยรอบ.
เทวดาทั้งหลายอยู่ในภพทิพย์ของตน มีจิตเลื่อม
ใส ก็พากันฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม โห่ร้อง สรวลเส
กันอึงมี.
เขาว่า ในขณะนั้น ประตูเล็กบานประตูใหญ่ก็
เปิดได้เอง เขาว่า ความอดอยากหิวระหาย มิได้บีบคั้น
มหาชน ไม่ว่าโลกไรๆ.
ส่วนหมู่สัตว์ที่เป็นเวรกันเป็นนิตย์ ก็ได้เมตตาจิต
เป็นอย่างยิ่ง ฝูงกาก็เที่ยวไปกับฝูงนกเค้าแมว ฝูง
หมาป่าก็ยิ้มแย้มกับฝูงหมู.
งูมีพิษ ทั้งงูไม่มีพิษ ก็เล่นหัวกับพังพอนทั้งหลาย
ฝูงหนูบ้าน มีใจคุ้นกันสนิทก็จับกลุ่มกันใกล้กับหัวของ
แมว.
หน้า 190
ข้อ 1
ความระหายน้ำ ในโลกของปีศาจ ที่ไม่ได้น้ำมา
เป็นพุทธันดร ก็หายไป คนค่อมก็มีกายงามสมส่วน
คนใบ้ก็พูดได้ไพเราะ.
ส่วนหมู่สัตว์ ที่มีจิตเลื่อมใส ก็กล่าวปิยวาจาแก่
กันและกัน ฝูงม้าที่มีใจร่าเริงก็ลำพองร้อง แม้ฝูงช้าง
ใหญ่เมามันก็ส่งเสียงโกญจนาท.
รอบๆ หมื่นโลกธาตุ ก็เกลื่อนกลาดด้วยจุรณ-
จันทน์หอมกรุ่น อบอวลหวลหอมด้วยกลิ่นดอกไม้
หญ้าฝรั่นและธูป มีมาลัยเป็นธงใหญ่งามต่างๆ.
ก็ในบุพนิมิต ๓๒ นั้น
๑. ความไหวแห่งหมื่นโลกธาตุ เป็น บุพนิมิต แห่งการได้พระสัพ-
พัญญุตญาณ ของพระองค์
๒. การประชุมเทวดาทั้งหลายในจักรวาลเดียว เป็น บุพนิมิต แห่ง
การประชุมพร้อมเพรียงกันรับธรรม ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักร
๓. การรับของเทวดาทั้งหลายก่อน เป็น บุพนิมิต แห่งการได้
รูปาวจรฌาน ๔
๔. การรับของมนุษย์ทั้งหลายภายหลัง เป็น บุพนิมิต แห่งการได้
อรูปวจรฌาน ๔
๕. การประโคมของกลองหุ้มหนังและกลองทั้งหลายได้เอง เป็นบุพ-
นิมิต แห่งการยังมหาชนให้ได้ยินเสียงกลองธรรมขนาดใหญ่
๖. การบรรเลงเสียงเพลงได้เองของพิณและอาภรณ์เครื่องประดับเป็น
บุพนิมิต แห่งการได้อนุบุพวิหารสมาบัติ.
หน้า 191
ข้อ 1
๗. การที่เครื่องพันธนาการขาดหลุดได้เอง เป็น บุพนิมิต แห่ง
การตัดอัสมิมานะ
๘. การปราศจากโรคทุกอย่างของมหาชนเป็น บุพนิมิต แห่งการได้
ผลแห่งสัจจะ ๔
๙. การเห็นรูปของคนตาบอดแต่กำเนิด เป็น บุพนิมิต แห่งการได้
ทิพยจักษุ
๑๐. การได้ยินเสียงของคนหูหนวก เป็น บุพนิมิต แห่งการได้ทิพ-
โสตธาตุ
๑๑. การเกิดอนุสสติของคนใบ้แต่กำเนิด เป็น บุพนิมิต แห่งการ
ได้สติปัฏฐาน ๔
๑๒. การเดินไปได้ด้วยเทาของคนขาพิการ เป็น บุพนิมิต แห่งการ
ได้อิทธิบาท ๔
๑๓. การกลับมาสู่ท่าเรือสุปัฏฏนะได้เองของเรือที่ไปต่างประเทศ เป็น
บุพนิมิต แห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา ๔
๑๔. การรุ่งโรจน์ได้เองของรัตนะทั้งหลาย เป็น บุพนิมิต แห่งการ
ได้แสงสว่างในธรรม
๑๕. การดับของไฟในนรก เป็น บุพนิมิต แห่งการดับไฟ ๑๑ กอง
๑๖. การไม่ไหลแห่งน้ำในแม่น้ำทั้งหลาย เป็น บุพนิมิต แห่งการ
ได้จตุเวสารัชญาณ
๑๗. แสงสว่างในโลกันตริกนรก เป็น บุพนิมิต แห่งการกำจัด
ความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นแสงสว่างด้วยญาณ
๑๘. ความที่มหาสมุทรมีน้ำอร่อย เป็น บุพนิมิต แห่งความที่ธรรม
วินัยมีรสเดียว คือรสพระนิพพาน
หน้า 192
ข้อ 1
๑๙. ความไม่พัดแห่งลม เป็น บุพนิมิต แห่งการทำลายทิฏฐิ ๖๒
๒๐. ความที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกบาน เป็น บุพนิมิต แห่งความ
ที่ธรรมวินัยออกดอกบาน โดยดอกคือวิมุตติ
๒๑. ความจรัสแสงยิ่งของดวงจันทร์ เป็น บุพนิมิต แห่งความที่
พระองค์เป็นที่รักใคร่ของคนเป็นอันมาก
๒๒. ความที่ดวงอาทิตย์สุกใสแต่ไม่ร้อนแรง เป็น บุพนิมิต แห่ง
ความเกิดขึ้นแห่งความสุขกายสุขใจ
๒๓. การโผบินจากท้องฟ้าเป็นต้นสู่แผ่นดินของฝูงนก เป็น บุพนิมิต
แห่งการฟังพระโอวาทแล้วถึงสรณะด้วยชีวิตของมหาชน
๒๔. การตกลงมาแห่งเมฆฝน ที่เป็นไปในทวีปทั้ง ๔ ห่าใหญ่ เป็น
บุพนิมิต แห่งฝนคือธรรมขนาดใหญ่
๒๕. การอยู่ในภพของตนๆ ระเริงเล่นด้วยการฟ้อนรำเป็นต้นของ
เทวดาทั้งหลาย เป็น บุพนิมิต แห่งการทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
ทรงเปล่งพระอุทาน
๒๖. การเปิดได้เองของประตูเล็กและบานประตูใหญ่ เป็น บุพนิมิต
แห่งการเปิดประตูคือมรรคมีองค์ ๘
๒๗. ความไม่มีความหิวบีบคั้น เป็น บุพนิมิต แห่งการได้อมตะ
ด้วยกายคตาสติ
๒๘. ความไม่มีความระหายบีบคั้น เป็น บุพนิมิต แห่งความมีความ
สุขโดยสุขในวิมุตติ
๒๙. ความได้เมตตาจิตของผู้มีเวรทั้งหลาย เป็น บุพนิมิต แห่ง
การได้พรหมวิหาร ๔
หน้า 193
ข้อ 1
๓๐. ความที่หมื่นโลกธาตุ มีธงคันหนึ่งเป็นมาลัย เป็น บุพนิมิต
แห่งความที่พระศาสนามีธงอริยะเป็นมาลัย
๓๑-๓๒. ส่วนคุณวิเศษที่เหลือ พึงทราบว่าเป็น บุพนิมิต แห่งการ
ได้พุทธคุณที่เหลือ.
ครั้งนั้น พระทีปังกรราชกุมาร ถูกบำเรอด้วยสมบัติใหญ่ ทรงจำเริญ
วัยโดยลำดับ เสวยสิริราชย์บนปราสาท ๓ หลัง ที่เหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓ ดั่งเสวย
สิริในเทวโลก สมัยเสด็จไปทรงกีฬาในพระราชอุทยาน ทรงเห็นเทวทูต ๓ คือ
คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ตามลำดับ ทรงเกิดความสลดพระหฤทัย เสด็จ
กลับเข้าสู่กรุงรัมมวดี ครั้นเสด็จเข้าพระนครแล้ว ครั้งที่ ๔ รับสั่งเรียกนาย
หัตถาจารย์ ตรัสกะเขาว่า พ่อเอย เราจักออกไปชมพระราชอุทยาน ท่านจง
เตรียมยานคือช้างไว้ให้พร้อม เขาทูลรับว่า พระเจ้าข้าแล้ว ก็จัดเตรียมช้าง
๘๔,๐๐๐ เชือก ครั้งนั้น เทพบุตรชื่อวิสสุกรรม ก็ช่วยประดับพระโพธิสัตว์
ผู้ทรงผ้าห่มผ้านุ่งย้อมสีต่างๆ สวมกำไลมุกดาหารต้นแขน ทรงกำไลพระกรทอง
มงกุฏและกุณฑลประดับด้วยรัตนะ ๙ อันงาม พระเมาลีประดับด้วยมาลัยดอกไม้
หอมอย่างยิ่ง ขณะนั้นพระทีปังกรราชกุมาร อันช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกแวดล้อมแล้ว
เหมือนเทพกุมาร เสด็จขึ้นทรงคอข้างต้น อันหมู่พลหมู่ใหญ่ห้อมล้อมแล้ว เสด็จ
เข้าพระราชอุทยานที่ให้เกิดความรื่นรมย์ ลงจากคอช้างแล้ว เสด็จตรวจพระราช
อุทยานนั้น ประทับนั่งเหนือพื้นศิลา เป็นที่เย็นพระหฤทัยพระองค์เอง งาม
น่าชมอย่างยิ่ง ทรงเกิดจิตคิดจะทรงผนวช ทันใดนั้นเอง ท้าวมหาพรหมผู้
เป็นพระขีณาสพในชั้นสุทธาวาส ถือสมณบริขาร ๘ มาปรากฏในคลองจักษุ
ของพระมหาบุรุษ.
หน้า 194
ข้อ 1
พระมหาบุรุษทรงเห็นมหาพรหมขีณาสพนั้นตรัสถามว่า นี้อะไร ทรง
สดับว่า สมณบริขาร ก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับ ประทานไว้ในมือพนักงาน
ผู้รักษาเรือนคลังเครื่องประดับ ทรงถือพระขรรค์มงคลทรงตัดพระเกศาพร้อม
ด้วยพระมงกุฏ ทรงเหวี่ยงไปในอากาศกลางหาว ขณะนั้น ท้าวสักกะเทวราช
ทรงเอาผอบทองรับพระเกสาและพระมงกุฏนั้นไว้ ทรงทำเป็นมงกุฏเจดีย์สำเร็จ
ด้วยแก้วมณีสีดอกอินทนิล ขนาด ๓ โยชน์ เหนือยอดขุนเขาสิเนรุ ครั้งนั้น
พระมหาบุรุษทรงครองผ้ากาสาวะ ธงชัยแห่งพระอรหัต ที่เทวดาถวาย ทรง
เหวี่ยงคู่ผ้า [คือผ้านุ่งผ้าห่ม] ไปในอากาศ พรหมก็ทรงรับผ้านั้น ทรงทำเป็น
เจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะทั้งหมด ขนาด ๑๒ โยชน์ ในพรหมโลก. ก็บุรุษ ๑
โกฏิ บวชตามเสด็จพระทีปังกรราชกุมาร ซึ่งกำลังทรงผนวช พระโพธิสัตว์
ซึ่งบริษัทนั้นห้อมล้อมแล้วได้ทรงบำเพ็ญปธานจริยา ประพฤติความเพียร ๑๐
เดือน ต่อมา เพ็ญกลางเดือนวิสาขะ เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ยังนครแห่งหนึ่ง.
เล่ากันว่า มนุษย์ทั้งหลายในนครนั้น หุงข้าวมธุปายาสไม่มีน้ำ เพื่อ
ทำสังเวยเทวดาในวันนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายได้ถวายแด่พระมหาสัตว์พระองค์
นั้นพร้อมทั้งบริษัท ที่เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ข้าวมธุปยาสไม่มีน้ำ ก็เพียง
พอแก่ภิกษุทั้งหมดนับโกฏิ แต่ในบาตรของพระมหาบุรุษ เทวดาทั้งหลายใส่
ทิพโอชะลงไป พระมหาบุรุษ ครั้นเสวยมธุปายาสนั้นแล้ว ก็ทรงพักกลางวัน
ณ ป่าสาละ ในพระราชอุทยานนั้นเอง เวลาเย็นทรงออกจากที่เร้นแล้ว ก็ทรง
สละคณะ ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่ อาชีวก ชื่อ สุนันทะ ถวายแล้ว เสด็จไป
ยังโคนต้นไม้สำหรับตรัสรู้ ชื่อ ปีปผลิ คือไม้เลียบ ทรงปูลาดหญ้าประทับนั่ง
ขัดสมาธิเอาต้นไม้ตรัสรู้ขนาด ๙๐ ศอกไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ ทรงอธิษฐานความ
เพียรมีองค์ ๔ ประทับนั่ง ณ โคนโพธิพฤกษ์ ต่อนั้น ก็ทรงกำจัดพลของมาร
หน้า 195
ข้อ 1
ณ ราตรีปฐมยาม ทรงระลึกบุพเพนิวาสญาณ มัชฌิมยาม ทรงชำระทิพยจักษุ
ปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการทั้งอนุโลมทั้งปฏิโลม ทรงเข้าจตุตถฌานมี
อานาปานสติเป็นอารมณ์ ออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว ทรงหยั่งลงในขันธ์ ๕
ทรงเห็นลักษณะ ๕๐ ถ้วน โดยอุทยัพพยญาณ ทรงเจริญวิปัสสนา จนถึง
โคตรภูญาณ เวลาอรุณอุทัย ก็ทรงแทงตลอดพุทธคุณทั้งสิ้นด้วยอริยมรรค
ทรงบรรลือพุทธสีหนาท ทรงยับยั้งอยู่ใกล้ต้นโพธิ์พฤกษ์ตลอด ๗ สัปดาห์ ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ณ สุนันทาราม ด้วยทรงปฏิญญารับอาราธนาแสดง
ธรรมของพรหม ทรงยังเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม ทรงหลั่ง
ฝนคือธรรม เหมือนมหาเมฆทั้ง ๔ ทวีป เสด็จจาริกทั่วชนบท ปลดเปลื้อง
มหาชนให้พ้นจากเครื่องพันธนาการ.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิต ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในสมาบัติ ไม่
เห็นนิมิตเหล่านั้น ไม่เห็นนิมิตแห่งการไหวของแผ่นดิน ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อเราประสบความสำเร็จ เป็นผู้ชำนาญใน
ศาสนาอย่างนี้ พระชินเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าทีปังกร
ก็เสด็จอุบัติ.
เรามัวเอิบอิ่มด้วยความยินดีในฌานเสีย จึงไม่
ได้เห็นนิมิต ๔ ในการเสด็จอุบัติ การประสูติ การ
ตรัสรู้ การแสดงธรรม.
แก้อรรถ
ทรงแสดงคำที่พึงตรัส ณ บัดนี้ ด้วยบทว่า เอวํ ในคาถานั้น. บทว่า
เม แปลว่า เมื่อเรา. บทว่า สิทฺธิปฺปตฺตสฺส ได้แก่ ถึงความสำเร็จอภิญญา
หน้า 196
ข้อ 1
๕. บทว่า วสีภูตสฺส ได้แก่ เป็นผู้ชำนาญแล้ว อธิบายว่า ถึงความเป็นผู้
เชี่ยวชาญ. บทว่า สาสเน ได้แก่ ในศาสนาของดาบสผู้อาศัยความสงัด. ฉัฏฐี
วิภัตติพึงเห็นว่าใช้ในลักษณะอนาทระ. บทว่า ชิโน ได้แก่ ชื่อว่าชินะเพราะ
ชนะข้าศึกคือกิเลส.
บทว่า อุปฺปชฺชนฺเต ได้แก่ ในการถือปฏิสนธิ. บทว่า ชายนฺเต
ได้แก่ ในการประสูติจากพระครรภ์พระมารดา. บทว่า พุชฺฌนฺเต ได้แก่ ใน
การตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. บทว่า ธมฺมเทสเน ได้แก่ ในการ
ประกาศพระธรรมจักร. บทว่า จตุโร นิมิตฺเต ได้แก่ นิมิต ๔. อธิบายว่า
นิมิตมีหมื่นโลกธาตุไหวเป็นต้น ในฐานะ ๔ คือ ถือปฏิสนธิ ประสูติ ตรัสรู้
และประกาศพระธรรมจักร ผู้ทักท้วงในข้อนี้กล่าวว่า นิมิตเหล่านั้นมีมาก
เหตุไรจึงตรัสว่านิมิต ๔ ไม่สมควรมิใช่หรือ. ตอบว่า ไม่สมควร หากว่า
นิมิตเหล่านั้นมีมาก แต่ตรัสว่า นิมิต ๔ เพราะเป็นไปในฐานะ ๔. บทว่า
นาทฺทสํ ได้แก่ นาทฺทสึ แปลว่าไม่ได้เห็นแล้ว. บัดนี้เมื่อทรงแสดงเหตุ
ในการไม่เห็นนิมิต ๔ นั้น จึงตรัสว่า มัวเอิบอิ่มด้วยความยินดีในฌาน ดังนี้.
คำว่า ฌานรติ นี้ เป็นชื่อของสุขในสมาบัติ อธิบายว่า ไม่ได้เห็นนิมิต
เหล่านั้น เพราะเพียบพร้อมอยู่ด้วยความยินดีในฌาน.
ก็สมัยนั้น พระทีปังกรทศพล อันพระขีณาสพสี่แสนรูปแวดล้อม
แล้ว เสด็จจาริกไปตามลำดับ ก็ลุนครชื่อ รัมมะ ที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ประ-
ทับอยู่ ณ พระสุทัสสนมหาวิหาร ชาวรัมมนครฟังข่าวว่า ได้ยินว่า พระ
ทีปังกรทศพลทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศพระธรรมจักร
อันประเสริฐแล้ว เสด็จจาริกมาโดยลำดับ ถึง รัมมนคร แล้วประทับอยู่ ณ
พระสุทัสสนมหาวิหาร ก็ถือเอาเภสัชมีเนยเป็นต้น ฉันอาหารเช้าแล้ว ก็
หน้า 197
ข้อ 1
ห่มผ้าอันสะอาด ถือดอกไม้ธูปและของหอม เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ครั้นเฝ้า
แล้ว ก็ถวายบังคม บูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ฟัง
ธรรมกถาอันไพเราะยิ่ง นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น ลุก
จากที่นั่งแล้ว ทำประทักษิณพระทศพลแล้วกลับไป.
วันรุ่งขึ้น ชาวเมืองเหล่านั้น ก็จัด อสทิสมหาทาน สร้างมณฑป
มุงบังด้วยดอกบัวขาบ อันไร้มลทินและน่ารัก ประพรมด้วยของหอม ๘ ชนิด
โรยดอกไม้หอมครบ ๕ ทั้งข้าวตอก ตั้งหม้อน้ำ เต็มด้วยน้ำเย็นอร่อยไว้ ๔
มุม มณฑปปิดด้วยในตอง ผูกเพดานผ้า งามน่าชมอย่างยิ่ง เสมือนดอก
ชะบา ไว้บนมณฑป ประดับด้วยดาวทอง ดาวแก้วมณีและดาวเงิน ห้อย
พวงของหอมพวงดอกไม้พวงใบไม้และพวงรัตนะ สะเดาะวันเคราะห์ร้ายด้วย
ธูปทั้งหลาย และทำรัมมนครที่น่ารื่นรมย์นั้นให้สะอาดสะอ้านทั่วทั้งนคร ตั้งต้น
กล้วยพร้อมทั้งผลและหม้อเต็มน้ำประดับด้วยดอกไม้ และยกธงประฏากทั้งหลาย
หลากๆ สี ล้อมด้วยกำแพงผ้าม่านทั้งสองข้างถนนใหญ่ ตกแต่งทางเสด็จมา
ของพระทีปังกรทศพล ใส่ดินฝุ่นตรงที่น้ำเซาะ ถมตรงที่เป็นตม ทำที่ขรุ-
ขระให้เรียบ โรยด้วยทรายที่เสมือนมุกดา โรยด้วยดอกไม้ครบ ๕ ทั้งข้าวตอก
จัดหนทาง ที่มีต้นกล้วยต้นหมากพร้อมทั้งผลไว้.
สมัยนั้น สุเมธดาบสโลดขึ้นจากอาศรมของตนเหาะไปทางอากาศส่วน
เบื้องบนของมนุษย์ชาวรัมมนครเหล่านั้น เห็นพวกเขากำลังแผ้วถางทางและ
ตกแต่งกัน ก็คิดว่า เหตุอะไรหนอ ลงจากอากาศทั้งที่คนเห็นกันหมด ยืน ณ
ที่สมควรส่วนหนึ่ง ถามคนเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านแผ้วถางทางนี้
เพื่อประโยชน์อะไรดังนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 198
ข้อ 1
มนุษย์ทั้งหลาย แถบถิ่นปัจจันตประเทศนิมนต์
พระตถาคตแล้ว มีใจเบิกบาน ช่วยกันแผ้วถางหนทาง
เสด็จมาของพระองค์.
สมัยนั้น เราออกจากอาศรมของตน สลัดผ้า
เปลือกไม้เหาะไปในบัดนั้น.
เห็นคนที่เกิดความโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิง
ใจแล้ว ก็ลงจากท้องฟ้า ถามมนุษย์ทั้งหลายไปทันที.
มหาชนผู้เกิดความโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิง
ใจแล้ว พวกท่านแผ้วถางหนทางเพื่อใคร.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจนฺตเทสวิสเย ได้แก่ ชนบทที่เข้าใจ
กันว่า ปัจจันตประเทศอยู่ข้างหนึ่งของมัชฌิมประเทศนั่นเอง. บทว่า ตสฺส
อาคมนํ มคฺคํ ความว่า หนทางที่พระองค์พึงเสด็จมา. บทว่า อหํ เตน
สมเยน ได้แก่ ในสมัยนั้น เรา. คำนี้เป็นตติยาวิภัตติพึงเห็นว่าลงในอรรถ
สัตตมีวิภัตติ. บทว่า สกสฺสมา ได้แก่ ออกจากอาศรมบทของตน. บทว่า
ธุนนฺโต แปลว่า สลัดทิ้ง. พึงทราบว่า สองบทนี้ว่า เตน สมเยน และ
ตทา เชื่อมความกับกิริยา ออกไป ของบทต้น และกิริยาไปของบทหลัง เพราะ
มีความอย่างเดียวกัน. นอกจากนี้ ก็ไม่พ้นโทษคือการกล่าวซ้ำ. บทว่า ตทา
แปลว่า ในสมัยนั้น.
บทว่า เวทชาตํ ได้แก่ เกิดโสมนัสเอง. ๓ บทนี้ว่า ตุฏฺฐหฏฺํ
ปโมทิตํ เป็นไวพจน์ของกันและกัน แสดงความของกันและกัน. อีกอย่าง
หน้า 199
ข้อ 1
หนึ่ง ยินดีด้วยสุข ร่าเริงด้วยปีติ บันเทิงใจด้วยปราโมช. บทว่า โอโรหิตฺวาน
แปลว่า ลงแล้ว. บทว่า มนุสฺเส ปุจฺฉิ แปลว่า ถามผู้คนทั้งหลาย. หรือว่า
บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ตาวเท แปลว่า ครั้งนั้น อธิบายว่าขณะนั้น
นั่นเอง. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความที่ถาม จึงตรัสคำว่า ยินดีร่าเริง
บันเทิงใจ เป็นต้น ในคำนั้น พึงนำศัพท์ว่า โสเธติ มาประกอบความอย่าง
นี้ว่า มหาชนนี้ยินดีร่าเริงแล้ว มีใจบันเทิงแล้ว ย่อมแผ้วถางทาง เพราะเหตุ
ไรจึงแผ้วถางทาง หรือว่า แผ้วถางทาง เพื่อประโยชน์แก่ใคร ความนอกจาก
นี้ ไม่ถูก. บทว่า โสธียติ ได้แก่ ทำความสะอาด. คำเหล่านี้ว่า มคฺโค
อญฺชสํ วฏุมายนํ เป็นไวพจน์ของทางทั้งนั้น.
มนุษย์เหล่านั้นถูก สุเมธดาบส นั้นถามอย่างนี้แล้วจึงตอบว่า ท่าน
สุเมธเจ้าข้า ท่านไม่รู้อะไร พระพุทธเจ้า พระนามว่า ทีปังกร ทรงบรรลุ
พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จจาริก
ไปในชนบทมาถึงนครของพวกเรา ประทับอยู่ ณ พระสุทัสสนมหาวิหาร
พวกเรานิมนต์พระผู้มีภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงช่วยกันแผ้วถางทางเสด็จมาของ
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น. ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตสดับคำนั้นแล้ว
ก็คิดว่า แม้คำโฆษณาว่า พุทฺโธ นี้ก็หาได้ยาก จะป่วยกล่าวไปไยถึงความ
เกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนั้น แม้เราจะร่วมกับคนพวกนี้ช่วยกันแผ้ว
ถางทางก็ควรแท้. ท่านจึงกล่าวกะมนุษย์พวกนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่าน
แผ้วถางทางนี้เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ก็จงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เรา
ก็จักร่วมกับพวกท่าน ช่วยแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า พวกมนุษย์เหล่านั้น
ก็รับปากว่า ดีสิ เมื่อรู้อยู่ว่า ท่านสุเมธบัณฑิตผู้นี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก
จึงกำหนดโอกาสแห่งหนึ่ง ซึ่งแผ้วถางยังไม่ดี ถูกน้ำเซาะพังขรุขระอย่างเหลือ
หน้า 200
ข้อ 1
เกิน มอบให้ด้วยกล่าวว่า ขอท่านจงแผ้วถางโอกาสตรงนี้ และตกแต่งด้วย.
สุเมธบัณฑิตเกิดปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ จึงคิดว่า เราสามารถที่จะทำ
โอกาสแห่งนี้ให้น่าชมอย่างยิ่งได้ด้วยฤทธิ์ แต่เมื่อทำอย่างนั้นแล้วก็ยังไม่จุใจเรา
แต่วันนี้ เราจะช่วยขวนขวายด้วยกายจึงควร แล้วจึงนำดินฝุ่นมาถมประเทศแห่ง
นั้นให้เต็ม.
แต่เมื่อสุเมธบัณฑิตนั้น แผ้วถางประเทศแห่งนั้นยังไม่เสร็จ ทำค้าง
ไว้ มนุษย์ชาวรัมมนครก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเวลาอาหารว่า อาหาร
เสร็จแล้วพระเจ้าข้า เมื่อมนุษย์เหล่านั้นกราบทูลเวลาอาหารอย่างนั้นแล้ว
พระทศพลทรงนุ่งอันตรวาสกสองชั้นสีเสมือนดอกชะบา ปิดมณฑลทั้งสาม ทรง
คาดประคดเอว อันมีสิริดังสายฟ้าแลบเหนืออันตรวาสกนั้น เหมือนล้อมกอง
ดอกชะบาด้วยสายสร้อยทอง ทรงห่มบังสุกุลจีวรอันประเสริฐสีแดงเสมือนดอก
ทองกวาวที่ชุ่มด้วยน้ำครั่ง ประหนึ่งรดน้ำครั่งลงเหนือยอดเขาทอง ประหนึ่ง
ล้อมเจดีย์ทองด้วยตาข่ายแก้วประพาฬ ประหนึ่งสวมของมีค่าทำด้วยทองด้วยผ้า
กัมพลแดง และประหนึ่งปิดดวงจันทร์ในฤดูสารทด้วยพลาหกแดง เสด็จออก
จากประตูพระคันธกุฎี ประหนึ่งราชสีห์ออกจากถ้ำทอง ประทับยืนที่หน้าพระ
คันธกุฎี. ขณะนั้น ภิกษุทั้งหมด ถือบาตรจีวรของตนๆ แวดล้อมพระผู้มี
พระภาคเจ้า ภิกษุที่ยืนแวดล้อมเหล่านั้น ก็ได้เป็นอย่างนั้น.
ก็ภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้มักน้อย สันโดษผู้บอกกล่าว
ผู้อดทนต่อคำว่ากล่าว เป็นผู้สงัด ไม่คลุกคลี ถูกแนะ
นำแล้ว ผู้ติบาป.
ภิกษุแม้ทุกรูป ถึงพร้อมด้วยศีล ฉลาดในสมาธิ
และฌาน ถึงพร้อมด้วยปัญญาและวิมุตติ ผู้ประกอบ
ด้วยจรณะ ๑๕.
หน้า 201
ข้อ 1
เป็นผู้สิ้นอาสวะแล้ว ถึงความชำนาญ มีฤทธิ์
มียศ มีอินทรีย์สงบ ถึงความฝึกแล้ว เป็นผู้หมดจด
แล้ว สิ้นภพใหม่แล้ว.
ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เอง ปราศ-
จากราคะ อันเหล่าภิกษุผู้ปราศจากราคะแวดล้อมแล้ว ทรงปราศจากโทสะ อัน
เหล่าภิกษุผู้ปราศจากโทสะแวดล้อมแล้ว ทรงปราศจากโมหะ อันเหล่าภิกษุผู้
ปราศจากโมหะแวดล้อมแล้ว ช่างงามรุ่งโรจน์อย่างเหลือเกิน. ครั้งนั้น พระ-
ศาสดา อันเหล่าภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้ได้อภิญญา ๖
จำนวนสี่แสนรูปแวดล้อมแล้ว เสด็จพุทธดำเนินสู่ทางนั้นที่เขาประดับตกแต่ง
แล้ว ด้วยพุทธลีลาหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งกำลังพระกุศลที่ทรงสะสมได้ตลอดสมัย
ที่นับไม่ได้บันดาลให้เกิดแล้ว ประหนึ่งท้าวสหัสนัยน์ ผู้มีพระเนตรพันดวงอัน
หมู่เทพแวดล้อมแล้ว ประหนึ่งท้าวหาริตมหาพรหมอันหมู่พรหมแวดล้อมแล้ว
และประหนึ่งดวงจันทร์ในฤดูสารท อันหมู่ดวงดาวแวดล้อมแล้ว.
เขาว่าด้วยพระรัศมีมีสีดังทอง พระจอมปราชญ์
ผู้มีวรรณะดั่งทอง ทรงทำต้นไม้ในหนทางให้มีสีดั่ง
ทอง ทรงทำดอกไม้ให้มีสีดั่งทอง เสด็จพระพุทธดำ-
เนินไปสู่ทาง
แม้สุเมธดาบส จ้องตาตรวจดูพระอัตภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทีปังกร ผู้เสด็จมาตามทางที่เขาประดับตกแต่งแล้วนั้น ซึ่งประดับด้วยมหาปุริส
ลักษณะ ๓๒ ประการ ฉาบด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ล้อด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง
มีสิริเหมือนแก้วมณีสีดอกอินทนิล กำลังเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ประดุจ
สายฟ้าแลบมีประการต่าง ๆ ในอากาศ มีพระรูปพระโฉมงดงาม แล้วคิดว่า
หน้า 202
ข้อ 1
วันนี้ เราสละชีวิตเพื่อพระทศพลก็ควร ตกลงใจว่าขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่า
ทรงเหยียบที่ตมเลย ขอทรงเหยียบหลังเราเสด็จไปพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน
รูป เหมือนทรงเหยียบสะพานที่มีแผ่นกระดานเป็นแก้วผลึกเถิด ข้อนั้นก็จัก
เป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เราตลอดกาลนาน ดังนี้แล้วก็เปลื้องผม
ปูลาดท่อนหนังชฎาและผ้าเปลือกไม้ลงที่ตม ซึ่งมีสีดำ แล้วทอดตัวนอนบนหลัง
ตมในทีนั้นนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
มนุษย์เหล่านั้นถูกเราถามแล้วก็ตอบว่า พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร ผู้ยอดเยี่ยม ผู้ชนะ ผู้นำ
โลกทรงอุบัติแล้วในโลก.
พวกเราแผ้วถางหนทาง ที่ชื่อว่ามรรค อัญชสะ
วฏุมะ อายนะ ก็เพื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
เพราะได้ยินคำว่า พุทโธ ก็เกิดปีติขึ้นทันที เรา
เมื่อกล่าวว่า พุทโธ พุทโธ ก็ซาบซึ้งโสมนัส.
เรายินดีปีติใจแล้ว ยืนคิดในที่นั้นว่า จำเราจัก
ปลูกพืชทั้งหลายในพระพุทธเจ้าทีปังกรพระองค์นี้ ขอ
ขณะอย่าล่วงไปเปล่าเลย.
เราจึงกล่าวว่า ผิว่าพวกท่านแผ้วถางหนทาง
เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอพวกท่านจงให้โอกาสแห่ง
หนึ่งแก่เราด้วย ถึงตัวเราก็จักแผ้วถางหนทาง.
มนุษย์เหล่านั้น ได้ให้โอกาสแก่เรา เพื่อแผ้ว
ถางหนทางในครั้งนั้น เราคิดว่า พุทโธ พุทโธ ไปพลาง
แผ้วถางหนทางไปพลางในครั้งนั้น.
หน้า 203
ข้อ 1
เมื่อโอกาสของเรายังไม่ทันเสร็จ พระชินมหา
มุนีทีปังกร พร้อมด้วยภิกษุสี่แสนรูป ซึ่งเป็นผู้มี
อภิญญา ๖ ผู้คงที่ ผู้สิ้นอาสวะ ผู้ไร้มลทินก็เสด็จ
พุทธดำเนินไปยังหนทาง.
การรับเสร็จก็ดำเนินไป เภรีทั้งหลายก็ประโคม
มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบันเทิงใจแล้ว ก็พากันแซ่
ซ้องสาธุการ.
พวกเทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม่พวกมนุษย์
เห็นพวกเทวดา เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ก็ประ-
คองอัญชลี ตามเสด็จพระตถาคต.
พวกเทวดาก็บรรเลงด้วยดนตรีทิพย์ พวกมนุษย์
ก็บรรเลงด้วยดนตรีมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ทั้งสอง
พวกก็บรรเลงตามเสด็จพระตถาคต
ในอากาศ พวกเทวดา เหล่าเดินหน ก็โปรยดอก
มณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะอันเป็นของทิพย์
ไปทั่วทิศานุทิศ.
ในอากาศ พวกเทวดาเหล่าเดินหน ก็โปรยจุรณ
จันทน์ และของหอมอย่างดี อันเป็นของทิพย์ไปสิ้น
ทั่วทิศานุทิศ.
พวกมนุษย์ ที่ไปตามภาคพื้นดิน ก็ชูดอกจำปา
ดอกช้างน้าว ดอกกระทุ่ม ดอกกระถินพิมาน ดอก
บุนนาค ดอกเกด ทั่วทิศานุทิศ.
หน้า 204
ข้อ 1
เราเปลื้องผม ปูลาดผ้าเปลือกไม้และท่อนหนัง
ลงบนตมในที่นั้น นอนคว่ำหน้า.
ด้วยประสงค์ว่า ขอพระพุทธเจ้ากับศิษย์ทั้งหลาย
จงทรงเหยียบเราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบที่ตมเลย
ข้อนี้ จักเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิยากํสุ แปลว่า พยากรณ์แล้ว. ปาฐะว่า
ทีปงฺกโร นาม ชิโน ตสฺส โสธียตี ปโถ ดังนี้ก็มี. บทว่า โสมนสฺสํ
ปเวทยึ ความว่า เสวยโสมนัส. บทว่า ตตฺถ ตฺวา ได้แก่ ยืนอยู่ในประ-
เทศที่ลงจากอากาศนั่นเอง. บทว่า สํวิคฺคมานโส ได้แก่ มีใจประหลาด
เพราะปีติ. บทว่า อิธ ได้แก่ ในบุญเขตคือพระพุทธเจ้าทีปังกรพระองค์นี้. บทว่า
พีชานิ ได้แก่ พืชคือกุศล. บทว่า โรปิสฺสํ ได้แก่ จักปลูก. บทว่า ขโณ
ได้แก่ ชุมนุมขณะที่ ๙ เว้นจากอขณะ ๘ ขณะนั้นหาได้ยากเราก็ได้แล้ว. บทว่า
เว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า มา อุปจฺจคา ความว่า ขณะนั้น อย่าได้เป็น
ไปล่วง คืออย่าล่วงเลยไป. บทว่า ททาถ แปลว่า จงให้. บทว่า เต ได้แก่
พวกมนุษย์ที่เราถาม. บทว่า โสเธมหํ ตทา ตัดบทเป็น โสเธม อหํ ตทา.
บทว่า อนิฏฺิเต ได้แก่ ยังไม่เสร็จ ทำค้างไว้.
ในบทว่า ขีณาสเวหิ นี้ อาสวะมี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ
ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะ ๔ เหล่านี้ของภิกษุเหล่าใดสิ้นไปแล้ว ละแล้ว
ถอนแล้ว ระงับแล้ว ไม่ควรเกิด อันไฟคือญาณเผาแล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่อ
ว่าขีณาสพ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ด้วยภิกษุขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มีมลทิน ก็
เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะนั่นเอง.
หน้า 205
ข้อ 1
ในบทว่า เทวา มนุสฺเส ปสฺสนฺติ นี้ ไม่มีคำที่จะกล่าวในข้อที่
เทวดาทั้งหลายเห็นมนุษย์. ด้วยว่า โดยการเห็นอย่างปกติ แม้เทวดาทั้งหลาย
ย่อมเห็นมนุษย์ทั้งหลายเหมือนอย่างที่มนุษย์ทั้งหลายยืนอยู่ในที่นี่เห็นอยู่. บทว่า
เทวตา ได้แก่ เทพทั้งหลาย. บทว่า อุโภปิ ได้แก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งสอง
พวก. บทว่า ปญฺชลิกา ได้แก่ ประคองอัญชลี อธิบายว่า เอามือทั้งสองตั้ง
ไว้เหนือศีรษะ. บทว่า อนุยนฺติ ตถาคตํ ได้แก่ ไปข้างหลังของพระตถาคต.
พึงทราบลักษณะว่า เมื่ออนุโยค [นิคคหิต] มีอยู่ ทุติยาวิภัตติ ย่อมลงใน
อรรถฉัฏฐีวิภัตติ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า อนุยนฺติ ตถาคตํ. บทว่า วชฺช-
ยนฺตา แปลว่า บรรเลงอยู่.
บทว่า มนฺทารวํ ได้แก่ ดอกมณฑารพ. บทว่า ทิโสทิสํ แปลว่า
โดยทุกทิศ. บทว่า โอกิรนฺติ แปลว่า โปรย. บทว่า อากาสนภคตา
แปลว่า ไปในท้องฟ้าคืออากาศ อีกนัยหนึ่งไปสู่อากาศ คือไปสวรรค์นั่นเอง.
จริงอยู่สวรรค์ท่านเรียกว่าท้องฟ้า. บทว่า มรู แปลว่า เทวดาทั้งหลาย. บทว่า
สรลํ ได้แก่ ดอกสน. บทว่า นีปํ ได้แก่ ดอกกะทุ่ม. บทว่า นาคปุนฺนาค-
เกตกํ ได้แก่ ดอกกะถิน ดอกบุนนาค ดอกเกต. บทว่า ภูมิตลคตา
ได้แก่ ไปที่แผ่นดิน.
บทว่า เกเส มุญฺจิตฺวาหํ ความว่า เปลื้อง คือ สยายผมจากกลุ่ม
และชฎาเกลียวที่มุ่นไว้. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในโอกาสที่ให้แก่เรา. บทว่า
จมฺมกํ ได้แก่ท่อนหนัง. บทว่า กลเล ได้แก่ ในโคลนตม. บทว่า อวกุชฺ -
โช แปลว่า คว่ำหน้า. นิปชฺชหํ ตัดบทเป็น นิปชฺชึ อหํ. ศัพท์ว่า มา
ในบทว่า มา นํ เป็นนิบาตลงในอรรถปฏิเสธ. ศัพท์ว่า นํ เป็นนิบาตลง
ในอรรถปทบูรณะทำบทให้เต็มความว่า ขอพระพุทธเจ้า อย่าทรงเหยียบที่ตม
เลย. บทว่า หิตาย เม ภวิสฺสติ ความว่า การไม่ทรงเหยียบที่ตมนั้น
หน้า 206
ข้อ 1
จักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ตลอดกาลนาน. ปาฐะว่า สุขาย เม ภวิสฺ-
สติ ดังนี้ก็มี.
แต่นั้น สุเมธบัณฑิตนอนบนหลังตมแล้วก็คิดอย่างนี้ว่า ถ้าเราพึง
ปรารถนาไซร้ เราก็พึงเป็นสังฆนวกะ เผากิเลสทั้งหมดแล้วเข้าไปยังรัมมนคร
แต่เราไม่มีกิจที่จะเผากิเลสแล้วบรรลุพระนิพพาน ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก ถ้า
กระไร เราพึงเป็นเหมือนพระทีปังกรทศพล บรรลุปรมาภิสัมโพธิญาณ ขึ้น
สู่ธรรมนาวา ยังมหาชนให้ข้ามสังสารสาครแล้วจึงปรินิพพานในภายหลัง นี้เป็น
การสมควรแก่เรา. แต่นั้น จึงประชุมธรรม ๘ ประการ ลงนอนทำอภินีหาร
เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
เรานอนเหนือแผ่นดินแล้ว ใจก็ปริวิตกอย่างนี้
ว่า วันนี้เราปรารถนา ก็จะพึงเผากิเลสทั้งหลายของ
เราได้.
แต่ประโยชน์อะไรของเราด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก
ด้วยการทำให้แจ้งธรรมในพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เรา
จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธเจ้า ในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก.
ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยบุรุษผู้เห็นกำลังจะ
ข้ามสังสารสาครแต่เพียงคนเดียว เขาจักบรรลุสัพพัญ-
ญุตญาณแล้ว ยังโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามสังสาร
สาคร.
ด้วยอธิการบารมีนี้ ที่เราบำเพ็ญในพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นบุรุษสูงสุด เราบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้วจะยัง
หมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามสังสารสาคร.
หน้า 207
ข้อ 1
เราตัดกระแสแห่งสังสาร กำจัดภพ ๓ ได้แล้ว
ขึ้นสู่ธรรมนาวา จักยังโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก ให้ข้าม
สังสารสาคร.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวิยํ นิปนฺนสฺส แปลว่า นอนเหนือ
แผ่นดิน หรือว่าปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า เจตโส ความว่า ใจก็ได้มี
ปริวิตก. ปาฐะว่า เอวํ เม อาสิ เจตนา ดังนี้ก็มี. บทว่า อิจฺฉมาโน
ได้แก่ หวังอยู่. บทว่า กิเลเส ความว่า ธรรมชาติเหล่าใด ย่อมเศร้าหมอง
ย่อมทำให้เดือดร้อน เหตุนั้น ธรรมชาติเหล่านั้นชื่อว่ากิเลส คือกิเลส ๑๐ กอง
มีราคะเป็นต้น. บทว่า ฌาปเย ได้แก่ พึงให้ไหม้ อธิบายว่า เราพึงยังกิเลส
ทั้งหลายของเราให้ไหม้.
คำว่า กึ. เป็นคำปฏิเสธ. บทว่า อญฺาตกเวเสน ได้แก่ ด้วยเพศ
ที่ไม่ปรากฏ ที่ไม่มีใครรู้จัก ที่ปกปิด อธิบายว่า ก็เราพึงทำอาสวะให้สิ้น
เหมือนภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้ หรือพึงบำเพ็ญพุทธการกธรรม ทำมหา-
ปฐพีให้ไหวในสมัยถือปฏิสนธิ ประสูติ ตรัสรู้ และประกาศพระธรรมจักรเป็น
ผู้ตรัสรู้เองเป็นพระพุทธเจ้า ยังสัตว์ให้ตรัสรู้พึงเป็นผู้ข้ามเอง ยังสัตว์ให้ข้าม
สังสารสาคร พึงเป็นผู้หลุดพ้นเอง ยังสัตว์ให้หลุดพ้น. บทว่า สเทวเก ได้
แก่ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.
บทว่า ถามทสฺสินา ได้แก่ เห็นเรี่ยวแรงกำลังของตน. บทว่า
สนฺตาเรสฺสํ ได้แก่ จักให้ข้าม. บทว่า สเทวกํ ได้แก่ ยังหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
เทวดา หรือยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก. บทว่า อธิกาเรน ได้แก่ ด้วยการกระ-
ทำที่วิเศษยิ่ง. อธิบายว่า ด้วยการเสียสละชีวิตตนเพื่อพระพุทธเจ้า แล้วนอน
เหนือหลังตม ชื่อว่า อธิการ.
หน้า 208
ข้อ 1
บทว่า สํสารโสตํ ความว่า การท่องเที่ยวไปทางโน้นทางนี้ในกำเนิด
คติ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาส ๙ ด้วยอำนาจกรรมและกิเลส ชื่อว่า สังสาร
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
ขนฺธานํ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ
อพฺโพจฉินฺนํ วตฺตมานา สํสาโรติ ปวุจฺจติ.
เรียงลำดับแห่งขันธ์ ธาตุและอายตนะเป็นไปไม่
ขาดสาย ท่านเรียกว่าสังสาร.
สังสารนั้นด้วย กระแสด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังสารโสตะ ซึ่งสังสาร
และกระแสนั้น. อีกนัยหนึ่ง กระแสแห่งสังสาระ ชื่อว่าสังสารโสตะ ความว่า
ตัดกระแสคือตัณหาอันเป็นเหตุแห่งสังสาร. บทว่า ตโย ภเว ได้แก่กามภพ
รูปภพและอรูปภพ. กรรมและกิเลสอันให้เกิดภพ ๓ ท่านประสงค์ว่า ภพ ๓.
บทว่า ธมฺมนาวํ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘. จริงอยู่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น
ท่านเรียกว่า ธรรมนาวา เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องข้ามโอฆะ ๔. บทว่า
สมารุยฺห แปลว่า ขึ้น. บทว่า สนฺตาเรสฺสํ แปลว่า จักให้ข้าม.
แต่อภินีหารย่อมสำเร็จแก่ท่านผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพราะ
ความประชุมพร้อมแห่งธรรม ๘ ประการ คือ ๑. ความเป็นมนุษย์ ๒. ความ
สมบูรณ์ด้วยเพศ ๓. เหตุ ๔. การพบพระศาสดา ๕. การบรรพชา
๖. ความสมบูรณ์ด้วยคุณ ๗. ความมีอธิการ ๘. ความมีฉันทะ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสตฺตํ ความว่า ความปรารถนา
ย่อมสำเร็จ แก่ผู้ตั้งอยู่ในอัตภาพเป็นมนุษย์เท่านั้น แล้วปรารถนาเป็นพระ-
พุทธเจ้า ย่อมไม่สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในชาตินาคเป็นต้น. ถ้าถามว่า
เพราะเหตุไร ก็ตอบได้ว่า เพราะชาตินาคเป็นต้น เป็นอเหตุกสัตว์.
หน้า 209
ข้อ 1
บทว่า ลิงฺคสมฺปตฺติ ความว่า ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้แม้
อยู่ในอัตภาพเป็นมนุษย์ ก็ต้องตั้งอยู่ในเพศชายเท่านั้น ย่อมไม่สำเร็จแก่หญิง
หรือบัณเฑาะก์คนไม่มีเพศและคนสองเพศ. ถ้าถามว่าเพราะเหตุไร ก็ตอบได้ว่า
เพราะลักษณะไม่บริบูรณ์ จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสตรี ไม่เป็นฐานะ ไม่เป็น
โอกาสพึงทราบความพิศดารเอาเองเถิด. เพราะฉะนั้น ความปรารถนาย่อมไม่
สำเร็จ แม้แก่ผู้มีชาติเป็นมนุษย์แต่ตั้งอยู่ในเพศสตรี.
บทว่า เหตุ ความว่า ความปรารถนาย่อมสำเร็จแม้แก่บุรุษ ที่ถึง
พร้อมด้วยเหตุ เพื่อบรรลุพระอรหัตในอัตภาพนั้นได้เท่านั้น ไม่สำเร็จแก่บุรุษ
นอกจากนี้.
บทว่า สตฺถารทสฺสนํ ความว่า ถ้าบุรุษปรารถนาในสำนักของ
พระพุทธเจ้าซึ่งยังทรงพระชนมชีพอยู่เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ
ความปรารถนาในพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานแล้ว หรือ ที่สำนัก
พระเจดีย์หรือที่โคนโพธิพฤกษ์ หรือที่พระพุทธปฏิมา หรือในสำนักของ
พระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธสาวก ย่อมไม่สำเร็จ. เพราะเหตุไร
เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธสาวก ไม่สามารถที่จะรู้ถึงภัพพสัตว์และ
อภัพพสัตว์แล้วกำหนดด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดกรรมและวิบากแล้วพยากรณ์
ได้. เพราะฉะนั้น ความปรารถนาจึงสำเร็จได้ในสำนักของพระพุทธเจ้าเท่านั้น.
บทว่า ปพฺพชฺชา ความว่า ความปรารถนา ย่อมสำเร็จแม้แก่ผู้
ปรารถนาในสำนักของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า หรือต้องบวชในดาบสทั้งหลาย
จำพวกที่เป็นกัมมกิริยวาทีหรือในภิกษุทั้งหลายเท่านั้น. เพราะเหตุไร เพราะ
หน้า 210
ข้อ 1
ว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นบรรพชิตเท่านั้นจึงบรรลุพระสัมโพธิญาณได้
ที่เป็นคฤหัสถ์ บรรลุไม่ได้. เพราะฉะนั้น จึงต้องเป็นบรรพชิตเท่านั้น แม้ใน
กาลตั้งปณิธานความปรารถนามาแต่ต้น.
บทว่า คุณสมฺปตฺติ ความว่า ปรารถนาย่อมสำเร็จ แม้แก่บรรพชิต
ผู้ได้สมาบัติ ๘ มีอภิญญา ๕ เท่านั้น แต่ไม่สำเร็จแก่ผู้เว้นจากคุณสมบัตินี้.
เพราะเหตุไร เพราะคนไร้คุณสมบัติไม่มีโพธิญาณนั้น.
บทว่า อธิกาโร ความว่า ผู้ใดแม้ถึงพร้อมด้วยคุณ ก็ยังเสียสละ
ชีวิตตนเพื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น ซึ่ง
พรั่งพร้อมแล้วด้วยอธิการนี้เท่านั้น ไม่สำเร็จแก่คนนอกจากนี้.
บทว่า ฉนฺทตา ความว่า ผู้ใดแม้ถึงพร้อมแล้วด้วยอภินีหาร ก็มี
ฉันทะ พยายาม อุตสาหะ แสวงหาอย่างใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่พุทธการก-
ธรรมทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้นเท่านั้น ไม่สำเร็จแก่คน
นอกจากนี้ ข้ออุปมาแห่งความเป็นผู้มีฉันทะเป็นใหญ่ ในข้อนั้น มีดังนี้. ก็ถ้า
บุคคลพึงคิดอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถข้ามห้องจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งมีน้ำเป็นอัน
เดียวกันด้วยกำลังแขนของตนไปถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธ-
เจ้าได้. ส่วนผู้ใด ไม่สำคัญกิจนี้เป็นของทำได้ยากสำหรับตน ประกอบด้วย
ฉันทะอุตสาหะอย่างใหญ่อย่างนี้ว่า เราจักข้ามห้องจักรวาลนี้ไปถึงฝั่ง ความ
ปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น ไม่สำเร็จแก่คนนอกจากนี้.
ก็สุเมธบัณฑิต รวบรวมธรรม ๘ ประการนี้ไว้แล้ว ทำอภินีหารเพื่อ
เป็นพระพุทธเจ้า จึงนอนลง. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ประทับยืน
ประชิดใกล้ศีรษะของสุเมธบัณฑิต เห็นสุเมธดาบสนอนอยู่เหนือหลังตม ทรง
ส่งอนาคตังสญาณว่า ดาบสผู้นี้ ทำอภินีหารเพื่อเป็นพระพุทธเจ้านอนลงแล้ว
หน้า 211
ข้อ 1
ความปรารถนาของเขาจักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงพิจารณาทบทวนดู ก็ทรงทราบ
ว่า ล่วงไปสี่อสงไขยกำไรแสนกัป นับแต่กัปนี้ไป เขาจักเป็นพระพุทธเจ้า
พระนามว่าโคตมะ ประทับยืนพยากรณ์ท่ามกลางบริษัทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอเห็นดาบสผู้มีตบะสูงซึ่งนอนเหนือหลังตมผู้นี้ไหมหนอ. ภิกษุทั้ง
หลายกราบทูลว่าเห็นพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดาบสผู้นี้ทำอภินีหารเพื่อเป็นพระ-
พุทธเจ้า จึงนอนลงแล้ว ความปรารถนาของดาบสผู้นี้จักสำเร็จ ในที่สุดสี่
อสงไขยกำไรแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป ดาบสผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า
โคตมะ ในโลก ในอัตภาพนั้นของดาบสนั้น นครชื่อว่า กบิลพัศดุ์ จักเป็น
ที่ประทับอยู่ จักมีพระชนนีพระนามว่า มหามายาเทวี พระชนก พระนามว่า
พระเจ้าสุทโธทนะ พระอัครสาวกทั้งสอง ชื่อว่า อุปติสสะ และ โกลิตะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า อานันทะ พระอัครสาวิกาทั้งสองชื่อว่า เขมา
และ อุบลวรรณา ดาบสผู้มีญาณกล้าจักเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความ
เพียรอย่างใหญ่ รับข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวายที่โคนต้นนิโครธ เสวยที่
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑสถาน จักตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิใบ ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้รู้โลก ทรง
รับทักษิณา ประทับยืนใกล้ ๆ ศีรษะ ได้มีพุทธดำรัส
กะเราดังนี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงดูชฏิลดาบสผู้นี้ ซึ่งมีตบะสูงจัก
เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ในกัปซึ่งนับไม่ได้ ตั้งแต่
กัปนี้ไป.
หน้า 212
ข้อ 1
พระตถาคตเสด็จออกจากกรุงกบิลพัศดุ์ ที่น่ารื่น
รมย์ ทรงตั้งความเพียร ทรงทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิ-
โครธ ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จสู่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จเข้าสู่โคนโพธิพฤกษ์
ตามทางอันดีที่เขาจัดแต่งไว้แล้ว.
ต่อนั้น พระผู้ยอดเยี่ยม มีพระมหายศ ทรงทำ
ประทักษิณโพธิมัณฑสถาน จักตรัสรู้ ณ โคนโพธิใบ.
พระชนนีพุทธมารดาของดาบสผู้นี้ จักมีพระนาม
ว่า มายา พระพุทธบิดาจักมีพระนามว่า สุทโธทนะ
ดาบสผู้นี้ จักมีพระนามว่าโคตมะ.
พระโกลิตะและพระอุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ
ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่นแล้ว จักเป็นพระอัคร-
สาวก พุทธอุปฐาก ชื่อว่าอานนท์ จักบำรุงพระชิน-
เจ้าผู้นี้.
พระเขมาและพระอุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ
มีจิตสงบ ตั้งมั่นแล้ว จักเป็นอัครสาวิกา ต้นไม้เป็น
ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
อัสสัตถะ ต้นโพธิใบ.
จิตตะและหัตถาฬวกะ จักเป็นยอดอุปัฏฐาก
อุตตราและนันทมารดา จักเป็นยอดอุปัฎฐายิกา.
หน้า 213
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกวิทู ได้แก่ ชื่อว่า โลกวิทู เพราะทรง
รู้จักโลกโดยประการทั้งปวง. ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ ทรงรู้ทั่ว
ทรงแทงตลอดโลก แม้โดยประการทั้งปวง คือโดยสภาวะความจริง โดยสมุทัย
ความเกิด โดยนิโรธความดับ โดยนิโรธุบายอุบายให้ถึงนิโรธ เพราะฉะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า โลกวิทู เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
เพราะฉะนั้นแล ท่านสุเมธผู้รู้จักโลก ถึงที่สุดโลก
อยู่จบพรหมจรรย์ รู้ที่สุดโลก สงบแล้ว ย่อมไม่หวัง
โลกนี้และโลกอื่น.
อนึ่ง โลกมี ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลกและ โอกาสโลก บรรดา
โลกทั้ง ๓ นั้น ธรรมทั้งหลายมีปฐวีเป็นต้น ที่อาศัยกันเกิดขึ้น ชื่อว่า สังขาร-
โลก. สัตว์ทั้งหลาย มีสัญญา ไม่มีสัญญา แลมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่
ใช่ ชื่อว่า สัตวโลก. สถานที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า โอกาสโลก
ก็โลกทั้ง ๓ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้แล้วตามสภาพความเป็นจริง เพราะ
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านจึงเรียกว่า โลกวิทู. บทว่า อาหุตีนํ
ปฏิคฺคโห ได้แก่ ชื่อว่าผู้รับทักษิณาทาน เพราะเป็นผู้ควรรับทานทั้งหลาย
เพราะเป็นทักขิไณยบุคคล. บทว่า อุสฺสีสเก มํ ตฺวาน ได้แก่ ประทับยืน
ใกล้ศีรษะเรา. ความว่า ได้ตรัสคำนี้คือคำที่ควรกล่าว ณ บัดนี้. บทว่า ชฏิลํ
ความว่า ชฎาของนักบวชนั้นมีอยู่ เหตุนั้น นักบวชนั้นชื่อว่าชฎิล ผู้มีชฎา, ชฎิล
นั้น. บทว่า อุคฺคตาปนํ ได้แก่ ผู้มีตบะสูง. บทว่า อหุ ได้แก่ ในวัน อธิบาย
ว่า ครั้งนั้น. หรือว่าปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กปิลวฺหยา ได้แก่
หน้า 214
ข้อ 1
เรียกว่า ชื่อว่า กบิลพัศดุ์. บทว่า รมฺมา ได้แก่ น่ารื่นรมย์. บทว่า ปธานํ
ได้แก่ ความเพียร. บทว่า เอหิติ แปลว่า จักถึง จักไป. คำที่เหลือในคาถา
ทั้งหลายง่ายทั้งนั้นแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิต เกิดความโสมนัสว่า ได้ยินว่า ความ
ปรารถนาของเราจักสำเร็จผล. มหาชนฟังพระดำรัสของพระทีปังกรทศพลแล้ว
ก็พากันร่าเริงยินดีว่า ท่านสุเมธดาบสได้เป็นหน่อพืชพระพุทธเจ้า. สุเมธ
บัณฑิตนั้นก็คิดอย่างนี้ ชนทั้งหลายก็ได้ทำความปรารถนาว่าบุรุษกำลังจะข้าม
แม่น้ำ เมื่อไม่อาจข้ามโดยท่าตรงหน้าได้ก็ย่อมข้ามโดยท่าหลัง ฉันใด พวก
เราเมื่อไม่ได้มรรคผลในศาสนาของพระทีปังกรทศพล ในอนาคตกาล ก็พึง
สามารถทำให้แจ้งมรรคผล ต่อหน้าท่าน ในสมัยที่ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน. แม้พระทีปังกรทศพลก็ทรงสรรเสริญพระมหาสัตว์ผู้เป็น
พระโพธิสัตว์ ทรงบูชาด้วยดอกไม้ ๘ กำ ทรงทำประทักษิณและเสด็จหลีกไป
แม้พระขีณาสพสี่แสนรูปนั้น ก็พากันบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยดอกไม้และของหอม
ทำประทักษิณแล้วหลีกไป.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ผู้ทรงทำประทีปคือความรู้โลก
ทั้งปวง อันพระขีณาสพสี่แสนรูปแวดล้อมแล้ว อันชาวรัมมนครบูชาอยู่ อัน
เทวดาทั้งหลายถวายบังคมอยู่ เสด็จพุทธดำเนิน ประหนึ่งยอดภูเขาทองอันประ-
เสริฐที่อาบแสงสนธยา เมื่อปาฏิหาริย์ทั้งหลายเป็นอันมากดำเนินไปอยู่ ก็เสด็จ
ไปตามหนทางที่ชาวรัมมนครประดับประดาตกแต่งนั้น เสด็จเข้าไปยังรัมมนคร
อันน่าอภิรมย์ อบอวลด้วยกลิ่นดอกไม้หอมนานาชนิด กลิ่นจุณที่น่าชื่นชม
ธงประฏากที่ยกขึ้นไสว มีหมู่ภมรที่ติดใจในกลิ่น บินว่อนเป็นกลุ่มๆ มืดครึ้ม
ด้วยควันธูป สง่างามดังเทพนคร พระทินกรทศพลก็ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์
หน้า 215
ข้อ 1
ที่สมควรอย่างใหญ่ที่เขาบรรจงจัดไว้ เหมือนดวงจันทร์งดงามยามฤดูสารท
เหนือยอดยุคนธร เหมือนดังดวงทินกรกำจัดกลุ่มความมืด ทำความแย้มแก่ดง
ปทุม. แม้ภิกษุสงฆ์ก็นั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตนๆ ตามลำดับ. ส่วนอุบาสกชาว
รัมมนคร ผู้พรั่งพร้อมแล้วด้วยคุณมีศรัทธาเป็นต้น ก็ช่วยกันถวายทานที่ประ-
ดับพร้อมด้วยของเคี้ยวเป็นต้นชนิดต่าง ๆ สมบูรณ์ด้วยสีกลิ่นและรส ไม่มีทาน
อื่นเสมอเหมือน เป็นต้นเหตุแห่งสุข แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์สดับคำพยากรณ์ของพระทศพลก็สำคัญความ
เป็นพระพุทธเจ้าประหนึ่งอยู่ในกำมือ ก็บันเทิงใจ เมื่อชาวรัมมนครกลับกัน
หมดแล้ว ก็ลุกขึ้นจากที่นอนคิดว่าจักเลือกเฟ้นบารมีทั้งหลาย จึงนั่งขัดสมาธิ
เหนือยอดกองดอกไม้ เมื่อพระมหาสัตว์นั่งอยู่อย่างนั้น เทวดาสิ้นทั้งหมื่น
จักรวาล ก็ให้สาธุการ กล่าวว่า ท่านสุเมธดาบสเจ้าข้า ในเวลาที่ท่านนั่งขัด
สมาธิ หมายจักเลือกเฟ้นบารมีของพระโพธิสัตว์องค์ก่อนๆ ธรรมดาบุพนิมิต
เหล่าใดปรากฏ บุพนิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ทั้งหมด ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเรารู้ข้อนี้ว่า บุพนิมิตเหล่านี้ปรากฏแก่ผู้
ใด ผู้นั้นจักเป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจงประ-
คองความเพียรของตนไว้ให้มั่น แล้วได้ชมพระโพธิสัตว์ด้วยสดุดีนานาประการ
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย สดับคำของพระทีปัง-
กรทศพล ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้เสมอเหมือนนี้
แล้ว ก็พากันดีใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพืชพระพุทธเจ้า
เสียงโห่ร้องอึงมี่ เสียงปรบมือ เสียงหัวเราะ
หมื่นโลกธาตุเทวดาก็ทำอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
หน้า 216
ข้อ 1
ผิว่าพวกเราจะพลาดคำสอน ของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อพระ-
พักตร์ของพระโลกนาถพระองค์นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำพลาดท่าน้ำเฉพาะ
หน้าแล้ว ก็ถือเอาท่าน้ำท่าหลังข้ามแม่น้ำฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่าพ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้
เสีย ในอนาคตกาล ก็จักอยู่ต่อพระพักตร์ของพระ
ชินเจ้าพระองค์นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระทีปังกรทศทูล ผู้รู้จักโลก ทรงเป็นปฏิคาหก
ผู้รับของบูชา ทรงประกาศกรรมของเราแล้ว ก็ทรง
ยกพระบาทเบื้องขวา.
พุทธชิโนรสทั้งหมด ที่อยู่ ณ ที่นั้น ก็พากันทำ
ประทักษิณเรา เทวดา มนุษย์และอสูรทั้งหลายก็กราบ
ไหว้แล้วหลีกไป.
เมื่อพระโลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์ เสด็จลับตา
เราไปแล้ว ครั้งนั้น เราก็ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ.
เราประสบสุขโดยสุข เบิกบานโดยปราโมช อัน
ปีติสัมผัสซาบซ่านแล้ว นั่งขัดสมาธิในเวลานั้น.
ครั้นนั่งขัดสมาธิแล้ว เวลานั้น เราคิดอย่างนี้ว่า
เราเป็นผู้ชำนาญในฌาน ถึงฝั่งในอภิญญา ๕.
ในหมื่นโลกธาตุ ไม่มีฤาษีที่จะเสมอเรา ไม่มีผู้
เสมอในอิทธิธรรมทั้งหลาย เราได้ความสุขเช่นนี้.
หน้า 217
ข้อ 1
ขณะที่เรานั่งขัดสมาธิ ทวยเทพในหมื่นโลกธาตุ
ก็เปล่งเสียงโห่ร้องว่า ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ขณะพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่งขัดสมาธิ บุพนิมิต
เหล่าใดปรากฏก่อน บุพนิมิตเหล่านั้น ก็เห็นกันใน
วันนี้.
ความหนาวก็หายไป และความร้อนก็สงบไป
บุพนิมิตเหล่านั้น ก็เห็นกันในวันนี้ ท่านจักเป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่นอน.
หมื่นโลกธาตุ ก็ปราศเสียง ปราศจากความวุ่น
วาย บุพนิมิตเหล่านั้น ก็เห็นกันในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่นอน.
ลมขนาดใหญ่ก็ไม่พัด แม่น้ำทั้งหลายก็ไม่ไหล
บุพนิมิตเหล่านั้น ก็เห็นกันในวันนี้ ท่านจักเป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่นอน.
ดอกไม้บนบก ดอกไม้ในน้ำ ก็บานหมดใน
ขณะนั้น ดอกไม้แม้เหล่านั้นทั้งหมด ก็บานแล้วใน
วันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ผิว่า ไม้เถาก็ดี ไม้ต้นก็ดี ก็มีผลในขณะนั้น
ต้นไม้แม้เหล่านั้นทั้งหมด ก็ออกผลในวันนี้ ท่านจัก
เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
รัตนะทั้งหลาย ที่อยู่ในอากาศและที่อยู่ภาคพื้น
ดิน ก็ส่องแสงโชติช่วงในขณะนั้น รัตนะแม้เหล่านั้น
ก็โชติช่วงในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
หน้า 218
ข้อ 1
ดนตรีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็น
ของทิพย์ ก็บรรเลงในขณะนั้น ดนตรีทั้งสองแม้นั้น
ส่งเสียงลั่นในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ฝนดอกไม้อันไพจิตร ก็หล่นลงมาจากท้องฟ้า
ในขณะนั้น ฝนดอกไม่แม้เหล่านั้น ก็หลั่งลงมาในวัน
นี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
มหาสมุทรก็คะนอง หมื่นโลกธาตุก็ไหว แม้ทั้ง
สองนั้น ก็ส่งเสียงลั่นในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธ-
เจ้าแน่นอน.
ไฟหลายหมื่นในนรก ก็ดับในขณะนั้น ไฟแม้
เหล่านั้นก็ดับแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่นอน.
ดวงอาทิตย์ทั้งใสไร้มลทิน ดวงดาวทั้งหลายก็
เห็นได้หมด ดวงดาวแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วในวัน
นี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
เมื่อฝนไม่ตก น้ำก็พุขึ้นมาจากแผ่นดิน ในขณะ
นั้น น้ำแม้นั้น ก็พุขึ้นแล้วจากแผ่นดินในวันนี้ ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
หมู่ดาวและดาวนักษัตรทั้งหลาย ก็แจ่มกระจ่าง
ตลอดมณฑลท้องฟ้า ดวงจันทร์ก็ประกอบด้วยดาวฤกษ์
วิสาขะ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
หน้า 219
ข้อ 1
สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในโพรง ที่อยู่ในร่องน้ำก็ออก
จากที่อยู่ของตน สัตว์แม้เหล่านั้นก็ออกจากที่อยู่แล้ว
ในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ความไม่ยินดีทั้งหลายไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์
ทั้งหลายย่อมเป็นผู้สันโดษ ในขณะนั้นสัตว์แม้เหล่านั้น
ก็เป็นผู้สันโดษแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่นอน.
ในขณะนั้น โรคทั้งหลายก็สงบไป ความหิวก็
หายไป บุพนิมิตแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ในขณะนั้น ราคะก็เบาบาง โทสะ โมหะก็เสื่อม
หาย กิเลสแม้เหล่านั้นก็เลือนหายไปหมดในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ในขณะนั้นภัยก็ไม่มี ความไม่มีภัยนั้นก็เห็นแม้
ในวันนี้ พวกเรารู้กัน ด้วยเหตุนั้น ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่นอน.
กิเลสดุจธุลีไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน ความไม่ฟุ้งแห่ง
กิเลสดุจธุลีนั้นก็เห็นกันแม้ในวันนี้ พวกเรารู้กัน ด้วย
เหตุนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็จางหายไป กลิ่นทิพย์ก็
โชยมา กลิ่นหอมแม้นั้น ก็โชยมาในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่นอน.
หน้า 220
ข้อ 1
เทวดาทั้งหมดเว้นอรูปพรหมก็ปรากฏ เทวดาแม้
เหล่านั้น ก็เห็นกันหมดในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธ-
เจ้าแน่นอน.
ขึ้นชื่อว่านรกมีประมาณเท่าใด ก็เห็นกันได้หมด
ในขณะนั้น นรกแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
กำแพงบานประตู และภูเขาหิน ไม่เป็นที่กีด
ขวางในขณะนั้น กำแพงบานประตูและภูเขาหินแม้
เหล่านั้น ก็กลายเป็นอากาศไปในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่นอน.
การจุติและปฏิสนธิ ย่อมไม่มีในขณะนั้น บุพ-
นิมิตแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันได้ในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่นอน.
ขอท่านโปรดจงประคับประคอง ความเพียรไว้
ให้มั่น อย่าถอยกลับ โปรดก้าวไปข้างหน้าต่อไปเถิด
แม้พวกเราก็รู้เหตุข้อนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่
นอน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ สุตฺวาน วจนํ ความว่า ฟังคำ
พยากรณ์พระโพธิสัตว์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรนี้. บทว่า อสมสฺส
ได้แก่ ชื่อว่าไม่มีผู้เสมอ เพราะไม่มีผู้เสมอเหมือน เหมือนอย่างที่ตรัสว่า
หน้า 221
ข้อ 1
น เม อาจริโย อตฺถิ สทิโส เม น วิชฺชติ
สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เม ปฏิปุคฺคโล.
เราไม่มีอาจารย์ ผู้เสมือนเราไม่มี ผู้เทียบเรา
ไม่มีในโลก พร้อมทั้งเทวโลก.
บทว่า มเหสิโน ความว่า ชื่อว่ามเหสี เพราะเสาะแสวงหาคุณคือศีล
สมาธิปัญญาใหญ่. ผู้แสวงหาคุณใหญ่พระองค์นั้น. บทว่า นรมรู ได้แก่มนุษย์
และเทวดาทั้งหลาย ก็ศัพท์นี้ชี้แจงความอย่างสูง สัตว์แม้ทั้งหมด แม้แต่นาค
สุบรรณและยักษ์เป็นต้นในหมื่นโลกธาตุก็พากันดีใจ. บทว่า พุทฺธพีชํ กิร
อยํ ความว่า พากันดีใจว่า ได้ยินว่า หน่อเนื้อพุทธางกูรนี้เกิดขึ้นแล้ว.
บทว่า อุกฺกฏฺิสทฺทา ความว่า เสียงโห่ร้องเป็นไปอยู่. บทว่า
อปฺโผเฏนฺติ ได้แก่ ยกแขนขึ้นปรบมือ. บทว่า ทสสทสฺสี แปลว่า หมื่นโลก
ธาตุ. บทว่า สเทวกา ความว่า หมื่นโลกธาตุกับเทวดาทั้งหลายที่ชื่อว่า สเทวกะ
ย่อมนมัสการ. บทว่า ยทิมสฺส ตัดบทว่า ยทิ อิมสฺส หรือปาฐะ ก็อย่างนี้
เหมือนกัน. บทว่า วิรชฺฌิสฺสาม ได้แก่ ผิว่าเราไม่บรรลุ. บทว่า อนาค-
ตมฺหิ อทฺธาเน แปลว่า ในอนาคตกาล. บทว่า เหสฺสาม แปลว่า จักเป็น.
บทว่า สมฺมุขา แปลว่า ต่อหน้า. บทว่า อิมํ คือ อิมสฺส ทุติยาวิภัตติ
ลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ แปลว่า ของท่านผู้นี้.
บทว่า นทึ ตรนฺตา ได้แก่ ผู้ข้ามแม่น้ำ ปาฐะว่า นทิตรนฺตา
ดังนี้ก็มี. บทว่า ปฏิติตฺถํ ได้แก่ ท่าเรือเฉพาะหน้า. บทว่า วิรชฺฌิย แปลว่า
พลาดแล้ว. บทว่า ยทิ มุญฺจาม ความว่า ผิว่า พวกเราจักพ้นพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นี้โดยไม่ได้ทำกิจไป. บทว่า มม กมฺมํ ปกิตฺเตตฺวา
ได้แก่ ทรงพยากรณ์ประโยชน์ที่เราเจริญแล้ว. บทว่า ทกฺขิณํ ปาทมุทฺธริ
แปลว่า ยกพระบาทเบื้องขวา. ปาฐะว่า กตปทกฺขิโณ ดังนี้ก็มี.
หน้า 222
ข้อ 1
บทว่า ชินปุตฺตา ได้แก่ สาวกของพระศาสดาทีปังกร. บทว่า เทวา
มนุสฺสา อสุรา จ อภิวาเทตฺวาน ปกฺกมุํ ความว่า ท่านเหล่านี้แม้ทั้ง
หมดมีเทวดาเป็นต้น ทำประทักษิณเรา ๓ ครั้ง บูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น ตั้ง
อัญชลีไว้เป็นอย่างดี ไหว้แล้วก็กลับ แลดูบ่อย ๆ แล้วชมด้วยสดุดีนานาประการ
ที่มีอรรถพยัญชนะอันไพเราะแล้วหลีกไป. ปาฐะว่า นรา นาคา จ คนฺธพฺพา
อภิวาเทตฺวาน ปกฺกมุํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า ทสฺสนํ เม อติกฺกนฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาค
เจ้าล่วงทัศนวิสัยของเราไปแล้ว. ปาฐะว่า ชหิเต ทสฺสนูปจาเร ดังนี้ก็มี.
บทว่า สสงฺเฆ ได้แก่ พร้อมกับพระสงฆ์ ชื่อว่า สสังฆะ พร้อมกับพระ-
สงฆ์นั้น. บทว่า สยนา วุฏฺหิตฺวา ได้แก่ ลุกขึ้นจากตม อันเป็นที่ ๆ
ตนนอนลงแล้ว. บทว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชึ ความว่า ทำบัลลังก์คือขัดสมาธิ
นั่งเหนือกองดอกไม้. ปาฐะว่า หฏฺโ หฏฺเน จิตฺเตน อาสนา วุฏฺหึ
ตทา ดังนี้ก็มี. ปาฉะนั้น มีอรรถง่าย.
บทว่า ปีติยา จ อภิสฺสนฺโน ได้แก่ อันปีติสัมผัสซาบซ่านแล้ว.
บทว่า วสีภูโต ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ชำนาญ. บทว่า ณาเน ได้แก่ รูปาวจร
ฌานและอรูปาวจรฌาน. บทว่า สหสฺสิยมฺหิ แปลว่า หมื่น. บทว่า โลกมฺหิ
ได้แก่ ในโลกธาตุ. บทว่า เม สมา ได้แก่ เสมือนเรา. พระองค์ตรัสโดยไม่
แปลกว่า ผู้ที่เสมอไม่มี บัดนี้เมื่อจะทรงกำหนดความนั้นนั่นแลจึงตรัสว่า ไม่มีผู้
เสมอในอิทธิธรรมทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทธิธมฺเมสุ ความ
ว่า ในอิทธิธรรม ๕. บทว่า ลภึ แปลว่า ได้แล้ว. บทว่า อีทิสํ สุขํ
ได้แก่ โสมนัสเช่นนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า ครั้งนั้น สุเมธดาบส ฟังพยากรณ์
ของพระทศพลแล้ว สำคัญความเป็นพระพุทธเจ้าประหนึ่งอยู่ในกำมือแล้วก็มี
หน้า 223
ข้อ 1
หัวใจเบิกบาน มหาพรหมในชั้นสุทธาวาสทั้งหลาย ในหมื่นโลกธาตุ เคยเห็น
อดีตพระพุทธเจ้ามา เพื่อประกาศความเที่ยงแท้ไม่แปรผันแห่งพระดำรัสของ
พระตถาคต เพราะเห็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในการพยากรณ์นิยตพระโพธิสัตว์
เมื่อทรงแสดงคำที่เทวดาทั้งหลายแสดงความยินดีกะเรา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้
จึงตรัสว่า ปลฺลงฺกาภุชเน มยฺหํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกาภุชเน มยฺหํ ได้แก่ ในการ
นั่งขัดสมาธิของเรา. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ทสสหสฺสาธิวา-
สิโน ได้แก่ มหาพรหมทั้งหลายที่อยู่ในหมื่นโลกธาตุ. บทว่า ยา ปุพฺเพ
ได้แก่ ยานิ ปุพฺเพ คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวลบวิภัตติ. บทว่า ปลฺลงฺก-
วรมาภุเช ได้แก่ ในการนั่งขัดสมาธิอย่างดี. บทว่า นิมิตฺตานิ ปทิสฺสนฺติ
ความว่า นิมิตทั้งหลาย ปรากฏแล้ว เมื่อควรจะกล่าวคำเป็นอดีตกาล ก็กล่าว
คำเป็นปัจจุบันกาล ถึงคำที่กล่าวเป็นปัจจุบันกาลแต่ก็ควรถือความเป็นอดีตกาล.
บทว่า ตานิ อชฺช ปทิสฺสเร ความว่า นิมิตเหล่าใด เกิดขึ้นแล้วในการ
ที่นิยตพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่งขัดสมาธิแม้ในกาลก่อน นิมิตเหล่านั้น ก็เห็นกัน
อยู่ในวันนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนทีเดียว. แต่มิใช่
นิมิตเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว. คำว่า นิมิตเหล่านั้นก็เห็นกันอยู่ในวันนี้ พึง
ทราบว่า ท่านกล่าวก็เพราะเสมือนนิมิตที่เกิดขึ้นแล้วนั้น.
บทว่า สีตํ แปลว่า ความเย็น. บทว่า พฺยปคตํ แปลว่า ไปแล้ว
ไปปราศแล้ว. บทว่า ตานิ ความว่า ความเย็นก็คลายไปความร้อนก็ผ่อนไป
บทว่า นิสฺสทฺทา ได้แก่ ไม่มีเสียง ไม่อึกทึก. บทว่า นิรากุลา
แปลว่า ไม่วุ่นวาย. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า น สนฺทนฺติ
ได้แก่ ไม่นำไป ไม่ไหลไป. บทว่า สวนฺติโย แปลว่า แม่น้ำทั้งหลาย. บทว่า
ตานิ ได้แก่ ไม่พัดไม่ไหล. บทว่า ถลชา ได้แก่ ดอกไม้ที่เกิดที่ต้นไม้ตาม
พื้นดินและบนภูเขา. บทว่า ทกชา ได้แก่ ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ. บทว่า ปุปฺผนฺติ
หน้า 224
ข้อ 1
ได้แก่ บานแล้วแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในกาลก่อน. คำเป็นปัจจุบันลงในอรรถ
อดีตกาล พึงทราบ โดยนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า เตปชฺช
ปุปฺผิตานิ ความว่า ดอกไม้แม้เหล่านั้น บานแล้วในวันนี้.
บทว่า ผลภารา ได้แก่ ทรงผล. บทว่า เตปชฺช ตัดบทว่า เตปิ
อชฺช ท่านกล่าวว่า เตปิ โดยลิงควิปลาส เพราะท่านกล่าวว่า ลตา วา
รุกฺขา วา. บทว่า ผลิตา แปลว่า เกิดผลแล้ว. บทว่า อากาสฏฺา จ
ภุมฺมฏฺา ได้แก่ ไปในอากาศ และที่ไปบนแผ่นดิน. บทว่า รตนานิ ได้
แก่ รัตนะทั้งหลาย มีแก้วมุกดาเป็นต้น. บทว่า โชตสฺติ แปลว่า ส่องแสงสว่าง.
บทว่า มานุสฺสกา ได้แก่ เป็นของมนุษย์ทั้งหลาย ชื่อว่ามานุสสกะของมนุษย์.
บทว่า ทิพฺพา ได้แก่ เป็นของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าทิพพะของเทวดา.
บทว่า ตุริยา ได้แก่ ดนตรี ๕ คือ อาตตะ วิตตะ อาตตะวิตตะ สุสิระและ
ฆนะ. บรรดาดนตรีเหล่านั้น ในดนตรีมีกลองเป็นต้นที่หุ้มหนัง ดนตรีที่หุ้ม
หนังหน้าเดียวชื่อว่าอาตตะ ดนตรีที่หุ้มหนังสองหน้าชื่อว่าวิตตะ ดนตรีมีพิณ
ใหญ่เป็นต้นที่หุ้มหนังหมด ชื่อว่าอาตตะวิตตะ ดนตรีมีปี่เป็นต้น ชื่อว่าสุสิระ.
ดนตรีมีสัมมตาลเป็นต้น ชื่อว่าฆนะ. บทว่า วชฺชนฺติ ได้แก่ บรรเลงแล้ว
โดยนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง คำที่เป็นปัจจุบันกาล พึงทราบว่าใช้ในอรรถ
อดีตกาล แม้ในคำเช่นนี้ต่อๆ ไป ก็นัยนี้. บทว่า อภิรวนฺติ ความว่า ร้องดัง
บันลือลั่นเหมือนดนตรีทีผู้ฉลาดบรรเลงแล้ว ประโคมแล้ว ขับร้องแล้ว.
บทว่า วิจิตฺตปุปฺผา ได้แก่ ดอกไม้ทั้งหลาย มีกลิ่นและสีต่าง ๆ อัน
งดงาม. บทว่า อภิวสฺสนฺติ แปลว่า ตกลงแล้ว อธิบายว่าหล่นแล้ว. บทว่า
เตปิ ความว่า ดอกไม้อันงดงามแม้เหล่านั้น ตกลงอยู่ก็เห็นกันในวันนี้ อธิบาย
ว่าอันหมู่เทวดาและพรหมโปรยลงมาอยู่. บทว่า อภิรวนฺติ ได้แก่ บันลือลั่น.
บทว่า นิรเย ได้แก่ ในนรกทั้งหลาย. บทว่า ทสสหสฺเส ได้แก่ หลายหมื่น.
บทว่า นิพฺพนฺติ ได้แก่ สงบ อธิบายว่าถึงความสงบ. บทว่า ตารกา ได้แก่
หน้า 225
ข้อ 1
ดาวฤกษ์ทั้งหลาย. บทว่า เตปิ อชฺช ปทิสฺสนฺติ ความว่า ดวงดาวแม้
เหล่านั้น ก็เห็นกันกลางวันวันนี้ เพราะดวงอาทิตย์สุกใสไร้มลทิน.
บทว่า อโนวฏฺเน ได้แก่ คำว่า อโนวฏฺเ นี้เป็นตติยาวิภัตติลงใน
อรรถสัตตมีวิภัตติ. อีกนัยหนึ่ง บทว่า อโนวฏฺเ ได้แก่ ไม่มีอะไรแม้ปิด
กั้น. คำว่า น เป็นเพียงนิบาตเหมือนในประโยคเป็นต้นว่า สุตฺวา น ทูตวจนํ
ฟังคำของทูตดังนี้. บทว่า ตมฺปชฺชุพฺภิชฺชเต ความว่า น้ำแม้นั้นก็พุขึ้นใน
วันนี้ อธิบายว่าแทรกพุ่งขึ้น. บทว่า มหิยา ได้แก่ แผ่นดิน เป็นปัญจมีวิภัตติ.
บทว่า ตาราคณา ได้แก่ หมู่ดาวทั้งหมด มีดาวเคราะห์และดาวนักษัตร
เป็นต้น. บทว่า นกฺขตฺตา ได้แก่ ดาวฤกษ์ทั้งหลาย. บทว่า คคนมณฺฑเล
ความว่า ส่องสว่างทั่วมณฑลท้องฟ้า. บทว่า พิลาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ใน
ปล่องมีงู พังพอน จรเข้และเหี้ย เป็นต้น. บทว่า ทรีสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ใน
แอ่งน้ำ หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า นิกฺขมนฺติ ได้แก่ ออกไป
แล้ว. บทว่า สกาสยา แปลว่า จากที่อยู่ของตนๆ ปาฐะว่า ตทาสยา ดังนี้ก็มี
ปาฐะนั้นมีความว่า ในครั้งนั้นคือในกาลนั้น จากที่อยู่คือปล่อง. บทว่า ฉุทฺธา
ได้แก่ อันเขาซัดไปแล้ว ขึ้นไปแล้ว คือออกไป.
บทว่า อรตี ได้แก่ ความกระสัน. บทว่า สนฺตุฏฺา ได้แก่สัน-
โดษด้วยสันโดษอย่างยิ่ง. บทว่า วินสฺสติ ได้แก่ ไปปราศ. บทว่า ราโค
ได้แก่กามราคะ. บทว่า ตทา ตนุ โหติ ได้แก่ มีประมาณน้อย ทรงแสดง
ปริยุฏฐานกิเลสด้วยบทนี้. บทว่า วิคตา ได้แก่ สูญหาย. บทว่า ตทา ได้แก่
ครั้งก่อน อธิบายว่า ครั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่งขัดสมาธิ. บทว่า น ภวติ
แปลว่า ไม่มี. บทว่า อชฺชเปตํ ความว่า แม้ครั้งท่านนั่งขัดสมาธิในวันนี้
ภัยนั้นก็ไม่มี. บทว่า เตน ลิงฺเคน ชานาม ความว่า พวกเราทุกคนย่อม
รู้ด้วยเหตุที่ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า.
หน้า 226
ข้อ 1
บทว่า อนุทฺธํสติ ได้แก่ ไม่ฟุ้งขึ้น. บทว่า อนิฏฺคนฺโธ ได้แก่
กลิ่นเหม็น. บทว่า ปกฺกมติ แปลว่า หลีกไปแล้ว ปราศไปแล้ว. บทว่า
ปวายติ แปลว่า พัดไปแล้ว. บทว่า โสปชฺช ได้แก่ กลิ่นทิพย์แม้นั้น ในวันนี้.
บทว่า ปทิสฺสนฺติ ได้แก่ เห็นกันแล้ว. บทว่า เตปชฺช ได้แก่ เทวดา
ทั้งหมดแม้นั้นในวันนี้. ศัพท์ว่า ยาวตาเป็นนิบาตลงในอรรถว่ากำหนด ความว่า
มีประมาณเท่าใด. บทว่า กุฑฺฑา แปลว่า กำแพง. บทว่า น โหนฺตาวรณา
ได้แก่ ทำการขวางกั้นไม่ได้. บทว่า ตทา ได้แก่ ครั้งก่อน. บทว่า
อากาสภูตา ได้แก่ กำแพงบานประตูและภูเขาเหล่านั้น ไม่อาจทำการขวางกั้น
ทำไว้ข้างนอกได้ อธิบายว่าอากาศกลางหาว. บทว่า จุติ ได้แก่ มรณะ. บทว่า
อุปฺปตฺติ ได้แก่ ถือปฏิสนธิ. บทว่า ขเณ ได้แก่ ในขณะพระโพธิสัตว์ทั้ง
หลายนั่งขัดสมาธิในกาลก่อน. บทว่า น วิชฺชติ แปลว่า ไม่มีแล้ว . บทว่า
ตานิปชฺช ความว่า การจุติปฏิสนธิ ในวันนี้แม้เหล่านั้น. บทว่า มา นิวตฺติ
ได้แก่ จงอย่าถอยหลัง. บทว่า อภิกฺกม ได้แก่ จงก้าวไปข้างหน้า คำที่เหลือ
ในเรื่องนี้ ง่ายทั้งนั้นแล.
ต่อจากนั้น สุเมธบัณฑิต สดับคำของพระทีปังกรทศพล และของ
เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ก็เกิดอุตสาหะ อย่างยิ่งยวด คิดว่า ธรรมดาพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวาจาไม่โมฆะเปล่าประโยชน์ พระวาจาของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายไม่เปลี่ยนเป็นอื่น. เหมือนอย่างว่า ก้อนดินที่เหวี่ยงไปในอากาศก็ตก
แน่นอน สัตว์ที่เกิดมาแล้วก็ตาย เมื่ออรุณขึ้นดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า ราชสีห์
ออกจากที่อยู่ ก็บันลือสีหนาท สตรีมีครรภ์หนักก็ปลงภาระแน่นอน เป็น
อย่างนี้โดยแท้ฉันใด ธรรมดาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็แน่นอนไม่
โมฆะเปล่าประโยชน์ ฉันนั้นเหมือนกัน เราจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 227
ข้อ 1
เราสดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และคำของ
เทวดาในหมื่นโลกธาตุ ทั้งสองแล้ว ก็ยินดีร่าเริงเบิก
บานใจ ในครั้งนั้น จึงคิดอย่างนี้ว่า
พระชินพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นสอง
มีพระดำรัสไม่เป็นโมฆะ คำเท็จของพระพุทธเจ้าทั้ง
หลายไม่มี เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ก้อนดินถูกเหวี่ยงไปในอากาศ ย่อมตกที่พื้นดิน
แน่นอน ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ก็เที่ยงแท้แน่นอน ฉันนั้น คำเท็จของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายไม่มี เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ความตายของสัตว์ทั้งหมด เที่ยงแท้ แน่นอน
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ก็เที่ยง
แท้แน่นอน ฉันนั้น คำเท็จของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ไม่มี เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
เมื่อสิ้นราตรี ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอน ฉันใด
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ก็เที่ยงแท้แน่
นอน ฉันนั้น คำเท็จของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี
เราจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
ราชสีห์ออกจากที่นอน ก็บันลือสีหนาทแน่นอน
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐก็ฉันนั้น
คำเท็จของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี เราจะเป็น
พระพุทธเจ้าแน่นอน.
หน้า 228
ข้อ 1
สัตว์มีครรภ์หนัก ก็ปลงภาระแน่นอน ฉันใด
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ก็เที่ยงแท้แน่
นอน ฉันนั้น คำเท็จของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี
เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธสฺส วจนํ สุตฺวา ทสสหสฺสีน
จูภยํ ความว่า สดับพระดำรัสของพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า และของ
เทวดาในหมื่นจักวาล. บทว่า อุภยํ ได้แก่ อุถเยสํ คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ
ลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ หรือ คำทั้งสอง. บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ได้แก่
เราคิดอย่างนี้.
บทว่า อเทฺวชฺฌวจนา ได้แก่ มีพระดำรัสไม่เป็นสองอย่าง อธิบาย
ว่า มีพระดำรัสเป็นอย่างเดียว. ปาฐะว่า อจฺฉิทฺทวจนา ดังนี้ก็มี ปาฐะนั้น
มีความว่าไม่มีโทษ. บทว่า อโมฆวจนา ได้แก่ มีพระดำรัสไม่เท็จ. บทว่า
วิตถํ ความว่า คำเท็จไม่มี. บทว่า ธุวํ พุทฺโธ ภวามหํ พึงทราบว่าท่าน
ทำเป็นคำปัจจุบันกาล โดยเป็นเรื่องแน่นอนและเป็นเรื่องมีโดยแท้ว่า เราจัก
เป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว.
บทว่า สูริยุคฺคมนํ ได้แก่ การอุทัยของดวงอาทิตย์หรือปาฐะก็อย่างนี้
เหมือนกัน. บทว่า ธุวสสฺสตํ ได้แก่ มีความเป็นโดยส่วนเดียว และเที่ยง
แท้. บทว่า นิกฺขนฺตสยนสฺส ได้แก่ ผู้ออกไปจากที่นอน. บทว่า
อาปนฺนสฺตฺตานํ ได้แก่ สัตว์ผู้มีครรภ์หนัก อธิบายว่าผู้มีครรภ์. บทว่า
ภารโมโรปนํ ได้แก่ ภารโอโรปนํ อธิบายว่า การปลงลงซึ่งครรภ์. ม
อักษรทำการสนธิบท คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 229
ข้อ 1
สุเมธบัณฑิต ทำการตกลงใจอย่างนี้ว่า เรานั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า
แน่แท้ เพื่อใคร่ครวญถึงพุทธการกธรรมทั้งหลาย จึงเลือกเฟ้นธรรมธาตุทั้งสิ้น
โดยลำดับว่า พุทธการกธรรมทั้งหลาย อยู่ที่ไหนหนอ เบื้องบน เบื้องล่าง
ในทิศใหญ่ทิศน้อยทั้งหลาย ก็เห็นทานบารมีอันดับแรก ที่พระโพธิสัตว์ทั้ง
หลายเก่าๆ ในกาลก่อนช่องเสพเป็นประจำกันมา จึงสอนพระองค์เองอย่างนี้ว่า
ดูก่อนสุเมธบัณฑิต นับตั้งแต่นี้ไปท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีก่อน เหมือนอย่าง
ว่า หม้อน้ำที่เขาคว่ำปากลง ย่อมหลั่งน้ำออกไม่เหลือเลย ไม่นำน้ำกลับเข้าไป
ฉันใด ท่านก็ไม่พึงเสียดายทรัพย์หรือยศ บุตรภรรยาหรืออวัยวะใหญ่น้อย
เมื่อให้ทุกอย่างที่ยาจกต้องการๆ กันไม่เหลือไว้เลยในที่ทั้งปวง ก็จักนั่งเป็น
พระพุทธเจ้าที่โคนโพธิพฤกษ์ ดังนี้แล้วอธิษฐานทานบารมีไว้มั่นเป็นอันดับ
แรก ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เอาเถิด เราจักเลือกเฟ้นพุทธการกธรรม ทางโน้น
ทางนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง ทั้งสิบทิศ ตราบเท่าที่
ธรรมธาตุยังเป็นไป.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นทานบารมีเป็น
อันดับแรก เป็นทางใหญ่ ที่พระผู้แสวงคุณใหญ่
หลายพระองค์ก่อน ๆ ประพฤติตามกันมาแล้ว.
ท่านจงสมาทาน ทานบารมีนี้ไว้มั่นเป็นอันดับ
แรกก่อน จงบำเพ็ญทานบารมี ผิว่าท่านต้องการจะ
บรรลุพระโพธิญาณ.
หม้อที่เต็มด้วยน้ำอย่างใดอย่างหนึ่งวางคว่ำปาก
ลงก็สำรอกน้ำออกไม่เหลือเลย ไม่รักษาน้ำไว้ในหม้อ
นั้น แม้ฉันใด.
หน้า 230
ข้อ 1
ท่านเห็นยาจก ทั้งชั้นต่ำชั้นกลางและชั้นสูง แล้ว
จงให้ทานไม่เหลือเลย เหมือนหม้อน้ำที่คว่ำปาก ฉัน
นั้นเหมือนกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หนฺท เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเชื้อเชิญ.
บทว่า พุทฺธกเร ธมฺเม ได้แก่ ธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้า ธรรม
๑๐ ประการมี ทานปารมิตา เป็นต้น ชื่อว่าธรรมทำความเป็นพระพุทธเจ้า.
บทว่า วิจินามิ ได้แก่ จักเลือกเฟ้น อธิบายว่า จักทดสอบ จักสอบสวน.
บทว่า อิโต จิโต ได้แก่ ช้างโน้น ข้างนี้. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน
ความว่า จะเลือกเฟ้นในที่นั้นๆ. บทว่า อุทฺธํ ได้แก่ ในเทวโลก. บทว่า
อโธ ได้แก่ ในมนุษยโลก. บทว่า ทสทิสา ได้แก่ ในสิบทิศ อธิบายว่า
พุทธการกธรรมเหล่านั้นอยู่ที่ไหนหนอ เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ในทิศ
ใหญ่ทิศน้อย. คำว่า ยาวตา ในคำว่า ยาวตา ธมฺมธาตุยา นี้ เป็นคำกล่าว
กำหนด. บทว่า ธมฺมธาตุยา ได้แก่ แห่งสภาวธรรม พึงเห็นว่าเติมคำที่เหลือ
ว่า ปวตฺตนี แปลว่า ความเป็นไปแห่งสภาวธรรม ท่านอธิบายไว้อย่างไร
ท่านอธิบายไว้ว่า จักเลือกเฟ้นเพียงเท่าที่สภาวธรรม คือธรรมส่วนกามาวจร
รูปาวจรเป็นไป.
บทว่า วิจินนฺโต ได้แก่ ทดสอบ สอบสวน. บทว่า ปุพฺพเกหิ
ได้แก่ อันพระโพธิสัตว์ทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ. บทว่า อนุจิณฺณํ ได้แก่
สะสม ซ่องเสพ. บทว่า สมาทิย ได้แก่ จงทำการสมาทาน อธิบายว่า จง
สมาทานอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้ เราควรบำเพ็ญทานบารมีนี้ก่อน. บทว่า ทาน-
ปารมิตํ คจฺฉ ได้แก่ ถึงทานบารมี. อธิบายว่าทำให้เต็ม. บทว่า ยทิ โพธึ
หน้า 231
ข้อ 1
ปตฺตุมิจฺฉสิ ความว่า ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าไปโคนโพธิ์แล้วบรรลุ พระ-
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ. บทว่า ยสฺส กสฺสจิ ความว่า เต็มด้วยน้ำหรือน้ำนม
อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อประกอบ สัมปุณฺณ ศัพท์ ปราชญ์ทางศัพทศาสตร์
ประสงค์ฉัฏฐีวิภัตติ หรือฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ. ความว่า ด้วยน้ำ
อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อโธกโต ได้แก่ อันเขาคว่ำปากลง. บทว่า น
ตตฺถ ปริรกฺขติ ได้แก่ รักษาไว้ไม่ได้ในการไหลของน้ำนั้น อธิบายว่าหลั่ง
น้ำออกไม่เหลือเลย. บทว่า หีนมุกฺกฏฺมชฺฌิเม ได้แก่ ชั้นต่ำชั้นกลางและ
ชั้นประณีต ม อักษรทำบทสนธิ. บทว่า กุมฺโภ วิย อโธกโต ได้แก่
เหมือนหม้อที่วางคว่ำปาก. สุเมธบัณฑิตสอนตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า ดูก่อน
สุเมธ ท่านพบคนยาจกที่เข้าไปหา จงบำเพ็ญทานบารมีด้วยการบริจาคทรัพย์
ทั้งหมดของตนไม่ให้เหลือ อุปบารมีด้วยการบริจาคอวัยวะ และปรมัตถปารมี
ด้วยการบริจาคชีวิต.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า ไม่ควรมีแต่พุทธ-
การกธรรมเพียงเท่านี้ ก็เห็นศีลบารมีเป็นอันดับสอง จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า ดู
ก่อนสุเมธบัณฑิตตั้งแต่นี้ไป ท่านควรบำเพ็ญศีลบารมี ขึ้นชื่อว่าเนื้อจามรีไม่อาลัย
แม้แต่ชีวิต ย่อมรักษาขนหางของตนอย่างเดียว ฉันใด ตั้งแต่นี้ไป ท่านไม่
อาลัยแม้แต่ชีวิต รักษาศีล อย่างเดียว ฉันนั้น แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า จึง
อธิษฐานศีลบารมีอันดับสองไว้มั่น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้
เท่านั้น เราจึงเลือกเฟ้นพุทธธรรมแม้อื่นๆ ที่ช่วย
อบรมบ่มโพธิญาณ.
หน้า 232
ข้อ 1
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นศีลบารมีอันดับ
สอง ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ พา
กันซ่องเสพอยู่เป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานศีลบารมีอันดับสองนี้ไว้มั่นก่อน
จงบำเพ็ญศีลบารมี ผิว่า ท่านต้องการจะบรรลุพระ-
โพธิญาณ.
เนื้อจามรี รักษาขนหางที่ติดอยู่ในที่บางแห่ง
ยอมตายอยู่ในที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางกระจุย ฉันใด
ท่านจงทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ในฐานะ ๔ จง
บริรักษ์ศีลทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้น
เหมือนกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เหเต ได้แก่ น หิ เอเตเยว มิใช่
พุทธธรรมเหล่านั้นเท่านั้น. บทว่า โพธิปาจนา ได้แก่ บ่มมรรค หรือ
อบรมบ่มพระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า ทุติยํ สีลปารมึ ความว่า ธรรมดาศีล
เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทุกอย่าง ผู้ตั้งอยู่ในศีล ย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรม
ทั้งหลาย ทั้งย่อมได้คุณส่วนโลกิยะและโลกุตระทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เราจึง
เห็นศีลบารมีเป็นอันดับสองว่า ควรบำเพ็ญศีลบารมี.
บทว่า อาเสวิตนิเสวิตํ ได้แก่ เจริญแล้วและทำให้มากแล้ว. บทว่า
จมรี ได้แก่ เนื้อจามรี. บทว่า กสฺมิญฺจิ ได้แก่ ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง คือ
ในต้นไม้เถาวัลย์และเรียวหนามเป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่ง. บทว่า ปฏิลคฺคิตํ
แปลว่า ติดอยู่. บทว่า ตตฺถ ความว่า ขนหางติดอยู่ในที่ใด มันก็ยืนยอมตาย
หน้า 233
ข้อ 1
ในที่นั้น. บทว่า น วิโกเปติ ได้แก่ ไม่ตัด. บทว่า วาลธึ ได้แก่ ไม่ตัด
ขนหางไป อธิบายว่า ยอมตายในที่นั้นนั่นแหละ.
บทว่า จตูสุ ภูมีสุ สีลานิ ความว่า ศีลทั้งหลายแจกเป็น ๔
ฐานะ คือปาติโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และปัจจย-
สันนิสสิตศีล. แต่เมื่อว่าโดยภูมิ ศีล ๔ แม้นั้นนั่นแล นับเนื่องในภูมิ ๒
นั่นแล. บทว่า ปริปูรย ได้แก่ จงให้บริบูรณ์ โดยไม่มีขาดเป็นท่อน เป็นช่อง
ด่างพร้อยเป็นต้น. บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ทุกเวลา. บทว่า จมรี วิย
ได้แก่ เหมือนเนื้อจามรี. คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็มีความง่ายทั้งนั้นแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้น ใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่าพุทธการกธรรม
มิใช่มีเพียงเท่านี้ ก็เห็นเนกขัมมบารมีเป็นอันดับสาม จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า
ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี บุรุษที่อยู่ใน
เรือนจำมานาน ย่อมไม่รักเรือนจำนั้น ที่แท้ก็เอือมระอา ไม่อยากอยู่ แม้
ฉันใด แม้ตัวท่านก็จงเห็นภพทั้งปวงเป็นเสมือนเรือนจำ จงเอือมระอาอยากพ้น
ไปจากภพทั้งปวง มุ่งหน้าต่อเนกขัมมะอย่างเดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อ
เป็นดังนั้น ท่านก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้. แล้วอธิษฐานเนกขัมมบารมีอันดับ
สามไว้มั่น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้น
เราจึงเลือกเฟ้นพุทธธรรมแม้อื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม
โพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นเนกขัมมบารมี
อันดับสาม ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ
ซ่องเสพกันอยู่เป็นประจำ.
หน้า 234
ข้อ 1
ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมีอันดับสามนี้ไว้ให้
มั่นก่อน จงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ผิว่า ท่านต้องการ
จะบรรลุพระโพธิญาณ.
บุรุษอยู่ในเรือนจำมานาน ระทมทุกข์ ย่อมไม่
เกิดความรักในเรือนจำนั้น แสวงหาทางพ้นอย่างเดียว
ฉันใด.
ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ มุ่งหน้า
ต่อเนกขัมมะ เพื่อหลุดพ้นจากภพ ฉันนั้นเหมือนกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺทุฆเร แปลว่า เรือนจำ. บทว่า
จิรวุฏฺโ แปลว่า อยู่มาตลอดกาลนาน. บทว่า ทุขฏฺฏิโต ได้แก่ ถูกทุกข์บีบ
คั้น. บทว่า น ตตฺถ ราคํ ชเนติ ความว่า ไม่ยังความคิด ความรักให้เกิด
ให้อุบัติในเรือนจำนั้นได้ อธิบายว่า ไม่ยังความรักให้เกิดในเรือนจำนั้นอย่างนี้
ว่า เราพ้นเรือนจำนี้แล้วจักไม่ไปในที่อื่น บุรุษผู้นั้นจะแสวงหาความหลุดความ
พ้นไปทำไมเล่า. บทว่า เนกฺขมฺมาภิมุโข ได้แก่ จงมุ่งหน้าต่อการออกบวช.
บทว่า ภวโต ได้แก่ จากภพทั้งปวง. บทว่า ปริมุตฺติยา ได้แก่ เมื่อหลุดพ้น
ปาฐะว่า เนกฺขมฺมาภิมุโข หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ดังนี้ก็มีคำที่
เหลือในข้อนั้น มีความง่ายทั้งนั้นแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรม
มิใช่มีเพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นปัญญาบารมีอันดับสี่ แล้วสอนตนเองอย่างนี้ว่า
หน้า 235
ข้อ 1
ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้ปัญญาบารมี ท่านไม่พึงเว้น
คนชั้นต่ำชั้นกลางและชั้นสูงไรๆ เข้าไปหาบัณฑิตทุกท่าน แล้วถามปัญหา
ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่เว้นตระกูลทั้งหลายมีตระกูลต่ำเป็นต้นไร ๆ
เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับ ย่อมได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้เร็วฉันใด
แม้ท่านก็จงเข้าไปหาบัณฑิตทุกท่านถามปัญหา ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้ฉันนั้น
เหมือนกัน แล้วอธิษฐานปัญญาบารมีอันดับสี่ไว้มั่น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้น
จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม
พระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นปัญญาบารมี
อันดับสี่ ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อน ๆ
ซ่องเสพกันอยู่เป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานปัญญาบารมี อันดับสี่นี้ไว้ให้มั่น
จงบำเพ็ญปัญญาบารมี ผิว่า ท่านต้องการจะบรรลุ
พระโพธิญาณ.
เหมือนอย่างว่า ภิกษุเมื่อขอก็ขอทั้งตระกูลชั้นต่ำ
ตระกูลชั้นกลางและตระกูลชั้นสูง ไม่เว้นตระกูลทั้ง
หลายเลย ดังนั้นจึงได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไป
ได้ ฉันใด.
ท่านสอบถามชนผู้รู้ทุกเวลา ถึงฝั่งปัญญาบารมี
แล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 236
ข้อ 1
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขนฺโต ได้แก่ ผู้เที่ยวไปบิณฑบาต.
บทว่า หีนมุกฺกฏฺมชฺฌิเม ความว่า ตระกูลทั้งชั้นต่ำ ชั้นสูง และชั้นกลาง
ท่านทำเป็นลิงควิปลาส. บทว่า น วิวชฺเชนฺโต ได้แก่ ไม่บริหาร อธิบายว่า
ภิกษุละลำดับเรือนเที่ยวบิณฑบาต ชื่อว่าเว้นไม่ทำอย่างนั้น. บทว่า ปริปุจฺ-
ฉนฺโต ความว่า เข้าไปหาบัณฑิต ผู้มีชื่อเสียงในที่นั้น ๆ สอบถามโดยนัย
เป็นต้นว่า ท่านเจ้าข้า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มี
โทษดังนี้. บทว่า พุธํ ชนํ ได้แก่ ชนผู้เป็นบัณฑิต. ปาฐะว่า พุเธ ชเน
ดังนี้ก็มี. บทว่า ปญฺาย ปารมึ ได้แก่ ฝั่งแห่งปัญญาบารมี. ปาฐะว่า
ปญฺาปารมิตํ คนฺตฺวา ดังนี้ก็มี คำที่เหลือในข้อแม้นี้ ก็มีความง่ายเหมือน
กันแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิต นั้น ใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการก-
ธรรมทั้งหลาย มิใช่เพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นวิริยบารมีอันดับห้า พึงสอนตน
เองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญแม้แต่วิริยบารมี
ราชสีห์ พระยามฤค มีความเพียรมั่นคงในอิริยาบถทั้งหมดแม้ฉันใด แม้ตัว
ท่านก็ต้องมีความเพียรมั่นคง มีความเพียรไม่ท้อถอยในอิริยาบถทั้งปวง ในภพ
ทั้งปวงอยู่ฉันนั้น จึงจักเป็นพระพุทธเจ้าได้ อธิษฐานวิริยบารมีอันดับห้าไว้
อย่างมั่นคง ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่
จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม
โพธิญาณ.
หน้า 237
ข้อ 1
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นวิริยบารมีอันดับ
ห้า ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อน ๆ
ซ่องเสพกันเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทาน วิริยบารมีอันดับห้านี้ไว้ให้มั่น
ก่อน จงบำเพ็ญวิริยบารมี ผิว่า ท่านต้องการจะบรรลุ
พระโพธิญาณ.
ราชสีห์พระยามฤค มีความเพียรไม่ท้อถอยใน
อิริยาบถนอน ยืน เดิน ประคองใจทุกเมื่อ ฉันใด.
ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่นในภพทั้งปวง
ถึงฝั่งแห่งวิริยบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ
ฉันนั้นเหมือนกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนวิริโย แปลว่า มีความเพียรไม่ย่อ
หย่อน. บทว่า สพฺพภเว ได้แก่ ในภพที่เกิดแล้วเกิดอีก. อธิบายว่า ในภพ
ทั้งปวง, ปาฐะว่า อารทฺธวิริโย หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ดังนี้ก็มี
คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรม
ทั้งหลาย มิใช่พึงมีเพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นขันติบารมีอันดับหกจึงสอนตนเอง
อย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญขันติบารมี ต้อง
อดทนทั้งในการยกย่อง ทั้งในการดูหมิ่น เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายย่อมทิ้ง
ของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่ทำความรัก
หรือความขัดเคือง ด้วยเหตุนั้น ย่อมอดทนอดกลั้นได้ทั้งนั้น ฉันใด แม้ตัวท่าน
หน้า 238
ข้อ 1
ก็ต้องอดทนในการยกย่องและดูหมิ่นของคนทั้งปวงได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันจึง
จักเป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็อธิษฐานขันติบารมีอันดับหกไว้มั่นคง ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่
จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม
พระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นขันติบารมีอันดับ
หก ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ
ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานขันติบารมี อันดับหกนี้ไว้ให้มั่น
ก่อน ท่านจงมีใจไม่เป็นสองในขันติบารมีนั้น ก็จัก
บรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ขึ้นชื่อว่าแผ่นดิน ย่อมทนสิ่งของที่เขาทิ้งลงมา
สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างทุกอย่าง ไม่ทำความยินดี
ยินร้าย ฉันใด.
แม้ตัวท่าน ก็ต้องอดทนการยกย่องและการดู
หมิ่นของชนทั้งปวง ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งแห่ง
ขันติบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในขันติบารมีนั้น. บทว่า
อเทฺวชฺฌมานโส ได้แก่ มีใจส่วนเดียว. บทว่า สุจิมฺปิ ได้แก่ ของสะอาด
หน้า 239
ข้อ 1
มีจันทน์หญ้าฝรั่นของหอมดอกไม้เป็นต้นบ้าง. บทว่า อสุจิมฺปิ ได้แก่ ของ
ไม่สะอาดมีซากงู สุนัข คนและมูตร น้ำลาย น้ำมูกเป็นต้นบ้าง บทว่า สหติ
ได้แก่ อดกลั้น. บทว่า นิกฺเขปํ ได้แก่ นิกฺขิตฺตํ อันเขาทิ้งแล้ว. บทว่า
ปฏิฆํ ได้แก่ ความโกรธ. บทว่า ตยา คือ เพราะพฤติการณ์นั้น หรือ
เพราะเหตุที่ทิ้งของนั้น. ปาฐะว่า ปฏิฆํ ทยํ ดังนี้ก็มี ปาฐะนั้น มีความว่า
ไม่ทำความยินดียินร้าย เพราะการทั้งของนั้น. บทว่า สมฺมานาวมานกฺขโม
ความว่า แม้ตัวท่านก็จงทนการยกย่องและการดูหมิ่นของคนทั้งปวง. พุทธบริษัท
ทั้งหลาย สวดกันว่า ตเถว ตฺวมฺปิ สมฺภเว สมฺมานนวิมานกฺขโม
ดังนี้ก็มี ปาฐะว่า ขนฺติยา ปารมึ คนฺตฺวา ดังนี้ก็มี ความว่า ถึงโดย
บำเพ็ญขันตินั้นให้เป็นบารมี. คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล. ต่อแต่
นี้ไป จักไม่กล่าวความมีประมาณเท่านี้ กล่าวแต่ที่แปลกกัน แสดงปาฐะอื่น
ไป.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิต ใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรม
ทั้งหลายมิใช่มีแต่เพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นสัจบารมีอันดับเจ็ด จึงสอนตนเอง
อย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้แต่สัจบารมี
เมื่อสายฟ้าแม้ตกลงตรงกระหม่อม ท่านก็อย่าพูดเท็จทั้งรู้ โดยอคติมีฉันทาคติ
เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์เป็นอาทิ ธรรมดาดาวประกายพรึก ถึงละทาง
โคจรของตนในฤดูทุกฤดู ก็ไม่โคจรไปทางอื่น โคจรอยู่ในทางของตนเท่านั้น
แม้ฉันใด ถึงตัวท่านละสัจจะก็ไม่พูดเท็จฉันนั้นเหมือนกัน ก็จักเป็นพระพุทธ-
เจ้าได้ แล้วอธิษฐานสัจบารมีอันดับเจ็ดไว้มั่น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หา
ไม่ จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรม
บ่มพระโพธิญาณ.
หน้า 240
ข้อ 1
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นสัจบารมีอันดับ
เจ็ด ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อน ๆ ซ่อง
เสพกันเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานสัจบารมีอันดับเจ็ดนี้ไว้มั่นก่อน
ท่านมีวาจาไม่เป็นสองในสัจบารมีนั้น ก็จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณ.
ธรรมดาดาวประกายพรึก เป็นดังตาชั่งของ
โลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่ว่าในฤดูฝนฤดูหนาวฤดูร้อน
ไม่โคจรออกนอกวิถีโคจรเลย แม้ฉันใด.
ถึงตัวท่าน ก็อย่าเดินออกนอกวิถีทางในสัจจะทั้ง
หลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งสัจบารมีแล้วก็จัก
บรรลุพระสัมโพธิญาณ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสัจบารมี. บทว่า
อเทฺวชฺฌวจโน แปลว่า มีวาจาไม่เท็จ. บทว่า โอสธี นาม แปลว่า ดาวประ-
กายพรึก. ในการถือเอายา ชนทั้งหลายแลเห็นดาวประกายพรึกขึ้นจึงถือเอายา
เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่าดาวประกายพรึก. บทว่า ตุลาภูตา ได้แก่ เป็น
เครื่องวัด. บทว่า สเทวเก แปลว่า ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก. บทว่า สมเย
ได้แก่ ในฤดูฝน. บทว่า อุตุวสฺเส ได้แก่ ในฤดูหนาวฤดูร้อน. ปาฐะว่า สมเย
อุตุวฏฺเฏ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นมีความว่า บทว่า สมเย ได้แก่ ฤดูร้อน. บทว่า
อุตุวฏฺเฏ ได้แก่ฤดูหนาวและฤดูฝน. ได้แก่ ฤดูหนาวและฤดูฝน. บทว่า
น โอกฺกมติ วีถิโต ดาวประกายพรึก ย่อมไม่โคจรออกจากวีถี คือ ไม่
หน้า 241
ข้อ 1
โคจรไปนอกวิถีโคจรของตนในฤดูนั้น ๆ คือ โคจรไปทิศปัจฉิม ๖ เดือน
โคจรไปทิศบูรพา ๖ เดือน. อีกนัยหนึ่ง ยา มีขิง ดีปลี พริกเป็นต้น ชื่อว่า
โอสธี. บทว่า น โวกฺกมติ ความว่า ยาขนานใด ๆ สามารถให้ผล ยา
ขนานนั้น ๆ ให้ผลแล้ว ไม่ให้ผลของตัวเองก็ไม่สูญหายไป. บทว่า วีถิโต
ได้แก่ จากทางไป. อธิบายว่า ยาแก้ดีก็รักษาดี แก้ลมก็รักษาลม แก้เสมหะ
ก็รักษาเสมหะ. คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิต นั้น ใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการก-
ธรรมทั้งหลาย มีเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ ก็เห็นอธิษฐานบารมีอันดับแปด จึง
สอนตนเองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญแม้แต่
อธิษฐานบารมี ตั้งอธิษฐานใดไว้ ก็เป็นผู้ไม่คลอนแคลนในอธิษฐานนั้น
ชื่อว่าภูเขา เมื่อลมพัดมากระทบทุกทิศก็ไม่หวั่นไม่ไหว นิ่งอยู่ในที่ของตน
เท่านั้น ฉันใด ถึงตัวท่านเมื่อไม่คลอนแคลนในอธิษฐานของตน ก็จักเป็น
พระพุทธเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน ก็อธิษฐาน อธิษฐานบารมีอันดับแปดไว้มั่น
และด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่านั้นก็
หาไม่ จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นอธิษฐานบารมี
อันดับแปด ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อน ๆ
ซ่องเสพกันเป็นประจำ.
หน้า 242
ข้อ 1
ท่านจงสมาทานอธิษฐานบารมีอันดับแปดนี้ไว้ให้
มั่นก่อน ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้น
แล้ว ก็จักบรรลุพระโพธิญาณได้.
ภูเขาหิน ที่ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมไม่
ไหวด้วยลมแรงกล้า ย่อมตั้งอยู่ในฐานของตน ฉันใด.
ถึงตัวท่าน ก็จงไม่หวั่นไหว ในอธิษฐานบารมี
ทุกเมื่อ ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านถึงฝั่งแห่งอธิษฐาน-
บารมีแล้ว จึงจักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสโล ได้แก่ ที่สำเร็จด้วยหิน. บทว่า
อจโล ได้แก่ ไม่คลอนแคลน. บทว่า สุปฺปติฏฺิโต ได้แก่ ชื่อว่าตั้งมั่นด้วยดี
เพราะไม่คลอนแคลนนั่นแล. ปาฐะว่า ยถาปิ ปพฺพโต อจโล นิขาโต
สุปฺปติฏฺิโต ดังนี้ก็มี. บทว่า ภุสวาเตหิ ได้แก่ ด้วยลมมีกำลัง. บทว่า
สกฏฺาเนว ได้แก่ ในฐานของตนนั่นแหละ อธิบายว่า ในฐานตามที่ตั้งอยู่
นั่นแล คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้น ก็ใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่าอันพุทธการก-
ธรรมทั้งหลาย จะพึงมีเพียงเท่านี้เท่านั้น ก็หาไม่ เห็นเมตตาบารมีอันดับเก้า
แล้ว ก็สอนตนเองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้อง
บำเพ็ญเมตตาบารมี ท่านพึงมีจิตเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งในผู้มีประโยชน์
เกื้อกูล ทั้งในผู้ไม่มีประโยชน์เกื้อกูล เปรียบเหมือนน้ำย่อมเอิบอาบ
ทำความเย็นเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งบาปชน ทั้งกัลยาณชน แม้ฉันใด
ถึงตัวท่าน มีจิตเป็นอย่างเดียวกันด้วยเมตตาจิต ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็จัก
หน้า 243
ข้อ 1
เป็นพระพุทธเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน อธิษฐานเมตตาบารมีอันดับเก้าไว้นั่นแล
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หา
มิได้ จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นเมตตาบารมีอัน
ดับเก้า ซึ่งพระผู้แสวงคุณยังใหญ่ทั้งหลาย พระองค์
ก่อนๆ ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานเมตตาบารมี อันดับเก้านี้ไว้มั่น
ก่อน จงเป็นผู้ไม่มีผู้เสมอด้วยเมตตา ผิว่า ท่านต้อง
การบรรลุพระโพธิญาณ.
ธรรมดาน้ำ ย่อมแผ่ความเย็นไปเสมอกัน ทั้งใน
คนดีและคนชั่ว ย่อมพัดพาซึ่งมลทินคือ ธุลีไป แม้
ฉันใด.
ท่านจงแผ่เมตตาไปสม่ำเสมอ ในคนที่เป็นประ-
โยชน์เกื้อกูล และชนที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลฉันนั้น
เหมือนกัน ท่านถึงฝั่งแห่งเมตตาบารมีแล้ว ก็จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสโม โหหิ ได้แก่ จงเป็นผู้ไม่มีผู้
เสมือนด้วยเมตตาภาวนา. ในคำนั้น ปาฐะว่า ตฺวํ สมสโม โหหิ ดังนี้ก็มี.
หน้า 244
ข้อ 1
ปาฐะนั้น มีความง่ายแล. บทว่า สมํ ได้แก่ ชั่งได้. บทว่า ผรติ ได้แก่ ถูก
ต้อง. บทว่า ปวาเหติ ได้แก่ ชำระ. บทว่า รโช ได้แก่ ธุลีที่จรมา. บทว่า
มลํ ได้แก่ มลทินมีมลทินคือเหงื่อเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นที่สรีระ ปาฐะว่า รชมลํ
ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า หิตาหิเต ได้แก่ ผู้มีประโยชน์
และผู้ไม่มีประโยชน์ อธิบายว่ามิตรและอมิตร. บทว่า เมตฺตาย ภาวย ได้
แก่จงเจริญเพิ่มพูนเมตตา คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล.
ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรม
ทั้งหลายจะพึงมีเพียงเท่านี้เท่านั้นหามิได้ เห็นอุเบกขาบารมีอับดับสิบ จึงสอนตน
เองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญอุเบกขาบารมีพึง
วางตัวเป็นกลาง ทั้งในสุข ทั้งในทุกข์ ขึ้นชื่อว่าแผ่นดิน ย่อมเป็นกลางในผู้ใส่
ของสะอาดบ้างแม้ฉันใด ถึงตัวท่าน เมื่อวางตัวเป็นกลางได้ในสุขและทุกข์ก็
จักเป็นพระพุทธเจ้าได้ฉันนั้น ก็อธิษฐานอุเบกขาบารมีอันดับสิบไว้มั่นด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
พุทธธรรมเหล่านั้น จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หา
มิได้ จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบ
รมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เมื่อเราเลือกเฟ้น ก็เห็นอุเบกขาบารมี
ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อน ๆ ซ่อง
เสพกันมาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานอุเบกขาบารมี อันดับสิบนี้ไว้ให้
มั่นก่อน ท่านจงเป็นผู้มั่นคงดั่งตาชั่ง ก็จักบรรลุพระ-
โพธิญาณได้.
หน้า 245
ข้อ 1
ธรรมดาแผ่นดิน ย่อมวางเฉยต่อสิ่งของที่เขาทิ้ง
ลง ไม่ว่าสะอาด ไม่สะอาด แม้ทั้งสองอย่างเว้นความ
ยินดียินร้าย แม้ฉันใด.
ท่านจงเป็นดั่งตาชั่งในสุขและทุกข์ทุกเมื่อฉันนั้น
เหมือนกัน ท่านถึงฝั่งแห่งอุเบกขาบารมีแล้ว ก็จัก
บรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุลาภูโต ได้แก่ ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง
คันตาชั่งที่เขาชั่งเท่ากัน ก็ตั้งอยู่เท่ากันไม่หกลง ไม่กระดกขึ้น ฉันใด แม้
ตัวท่านก็ต้องเป็นเสมือนตาชั่งในสุขและทุกข์ทั้งหลาย จึงจักบรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า โกปานุนยวชฺชิตา ได้แก่ เว้นความ
ยินดียินร้าย. ปาฐะว่า ทยาโกปวิวชฺชิตา ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือน
กัน คำที่เหลือพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในขันติบารมีนั่นแล.
แต่นั้น สุเมธบัณฑิต ครั้นเลือกเฟ้นบารมีธรรม ๑๐ นี้แล้ว ต่อจาก
นั้น ก็คิดว่า ธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้าอันช่วยอบรมบ่มพระโพธิญาณ
อันพระโพธิสัตว์ทั้งหลายพึงบำเพ็ญในโลกนี้ มีเพียงเท่านี้เท่านั้น ไม่มียิ่งไป
กว่า แต่ว่าบารมีเหล่านี้ ไม่มีอยู่แม้ในอากาศเบื้องบน ไม่มีอยู่แม้ในทิศทั้งหลาย
มีทิศบูรพาเป็นต้น แต่ว่าตั้งอยู่ในระหว่างเนื้อหัวใจของเราเท่านั้น เห็นว่า
บารมีเหล่านั้นตั้งอยู่ในหัวใจตนอย่างนี้แล้ว ก็อธิษฐานบารมีเหล่านั้นทั้งหมด
ไว้มั่น เมื่อพิจารณาบ่อยๆ ก็พิจารณาทั้งอนุโลม ทั้งปฏิโลม จับปลายเอามา
ชนต้น จับต้นเอามาชนปลาย จับกลางเอามาชนทั้งสองข้าง จับปลายทั้งสองข้าง
เอามาชนกลาง บริจาคสิ่งของภายนอกชื่อ บารมี บริจาคอวัยวะ ชื่อ อุปบารมี
หน้า 246
ข้อ 1
บริจาคชีวิต ชื่อปรมัตถบารมี รวมเป็นบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถ-
บารมี ๑๐ รวมบารมี ๓๐ ทัศ พิจารณาเหมือนหมุนกลับน้ำมันในยนตร์ เมื่อ
สุเมธบัณฑิตนั้นพิจารณาบารมี ๑๐ อยู่ ด้วยเดชแห่งธรรม มหาปฐพีอันกว้าง
หนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ส่งเสียงร้องก้องกัมปนาทสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว
ประหนึ่งกำอ้อที่ถูกช้างเหยียบ และประหนึ่งเครื่องยนตร์หีบอ้อยที่บีบคั้น
ปั่นหมุนประหนึ่งล้อแป้นทำภาชนะดินและล้อยนตร์บีบคั้นน้ำมันฉะนั้น ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
ธรรมซึ่งช่วยอบรมบ่มพระโพธิญาณ ในโลกมี
เพียงเท่านี้เท่านั้น ที่สูงนอกไปจากนั้นไม่มี ท่านจง
ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้นอย่างมั่นคง.
เมื่อเรากำลังพิจารณาธรรมเหล่านี้ โดยลักษณะ
แห่งกิจคือสภาวะ หมื่นแผ่นพสุธาก็หวาดไหวเพราะ
เดชแห่งธรรม.
ปฐพีไหวส่งเสียงร้อง เหมือนยนตร์หีบอ้อยบีบ
อ้อย แผ่นดินก็ไหวเหมือนลูกล้อในยนตร์บีบน้ำมันงา
ฉะนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺตกาเยว ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า
บารมี ๑๐ ที่ยกแสดงไม่ขาดไม่เกิน. บทว่า ตตฺทฺธํ ความว่า ที่สูงไปกว่า
บารมี ๑๐ นั้นไม่มี. บทว่า อญฺตฺร แปลว่าอื่น ลักษณะศัพท์พึงถือตาม
คัมภีร์ศัพท์ศาสตร์ ความว่า พุทธการกธรรมอื่นจากบารมี ๑๐ นั้น ไม่มี.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่บารมี ๑๐ เหล่านั้น. บทว่า ปติฏฺห แปลว่า จงตั้งอยู่
ความว่า จงทำให้บริบูรณ์ตั้งอยู่.
หน้า 247
ข้อ 1
บทว่า อิเม ธมฺเม ได้แก่ บารมีธรรม. บทว่า สมฺมสโต ได้แก่
ทรงสอบสวน พึงเห็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถอนาทระ. บทว่า สภาวสรสาลฺก-
ขเณ ความว่า ทรงพิจารณาโดยลักษณะที่มีกิจคือหน้าที่กล่าวคือสภาวะความ
จริง. บทว่า ธมฺมเตเชน ได้แก่ ด้วยเดชคืออำนาจแห่งการรู้จักเลือกเฟ้น
บารมี. รัตนะเรียกว่า วสุ ในบทว่า วสุธา. ธรรมชาติใดทรงไว้ซึ่งรัตนะนั้น
หรือรัตนะทรงอยู่ในธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วสุธา ทรง
ไว้ซึ่งรัตนะหรือเป็นที่ทรงรัตนะ. ธรรมชาตินั้นคืออะไร คือเมทนีแผ่นดิน.
บทว่า ปกมฺปถ แปลว่าไหวแล้ว อธิบายว่าก็เมื่อสุเมธบัณฑิตกำลังเลือกเฟ้น
บารมีทั้งหลาย ด้วยเดชแห่งญาณของสุเมธบัณฑิตนั้น หมื่นแผ่นปฐพีก็กัมป-
นาท.
บทว่า จลติ ได้แก่ ไหว มี ๖ ประการ. บทว่า รวติ ได้แก่ บันลือ
ส่งเสียงร้อง. บทว่า อุจฺฉุยนฺตํว ปิฬิตํ แปลว่า เหมือนยนตร์หีบอ้อย
บีบอ้อย. ปาฐะว่า คุฬยนฺตํว ปีฬิตํ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
บทว่า เตลยนฺเต แปลว่าในยนตร์ที่คั้นน้ำมัน . บทว่า ยถา จกฺกํ ได้แก่
เหมือนยนตร์ที่มีล้อใหญ่ของผู้ใช้ยานมีล้อ [ล้อรถ-เกวียน]. บทว่า เอวํ
ความว่า ยนตร์ที่ใช้ลูกกลมคั้นน้ำมัน ย่อมหมุน ย่อมสั่น ฉันใด เมทนีคือแผ่น
ดินนี้ก็สั่น ฉันนั้น. คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล.
เมื่อมหาปฐพีไหวอยู่อย่างนี้ มนุษย์ชาวรัมมนครที่เข้าเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า ไม่อาจยืนอยู่ได้ ก็ล้มสลบเหมือนต้นสาละใหญ่ ถูกยุคันธวาตะ
พัดกระหน่ำ ภาชนะดินมีหม้อเป็นต้น ก็หมุนกระทบกันและกันแหลกเป็นจุรณ
ไป. มหาชนหวาดกลัว ก็เข้าไปหาพระศาสดา ทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ไม่รู้เหตุนี้ว่า นี้เป็นอาการหมุนตัวของนาค หรือของ
หน้า 248
ข้อ 1
ภูต ยักษ์ เทวดาพวกหนึ่งหรือพระเจ้าข้า อนึ่งเล่ามหาชนนี้ทั้งหมดถูกภัยรบกวน
จักเป็นความชั่วของโลกนี้ หรือเป็นความดีพระเจ้าข้า ขอโปรดตรัสบอกเหตุนี้
ด้วยเถิด.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงสดับคำของชนเหล่านั้น แล้วตรัสว่า พวก
ท่านอย่ากลัวกันเลย อย่าคิดอะไรเลย ไม่มีภัยที่เกิดจากเหตุการณ์นี้แก่พวก
ท่านดอก. ผู้ใดเราพยากรณ์ว่า วันนี้ สุเมธบัณฑิตจักเป็นพระพุทธเจ้านาม
ว่า โคตมะ ในอนาคตกาล ผู้นั้นกำลังพิจารณาบารมีทั้งหลายในบัดนี้ ด้วย
เดชแห่งธรรมของท่านผู้กำลังพิจารณานั้น ทั่วหมื่นโลกธาตุจึงไหวและส่งเสียง
ร้องพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
บริษัทที่อยู่ในที่เฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ตัวสั่นงันงกอยู่
ในที่นั้น พากันนอนสลบอยู่เหนือพื้นดิน.
หม้อเป็นอันมากหลายร้อยหลายพัน กระทบกัน
และกัน แหลกเป็นจุรณอยู่ในที่นั้น.
มหาชนทั้งหลาย หวาดสะดุ้งกลัวหมุนวนมีใจ
ถูกบีบ พากันมาประชุมเข้าเฝ้าพระทีปังกรพุทธเจ้า
ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ เหตุดีเหตุชั่วจักมีแก่
โลกหรือ โลกถูกเหตุนั้นรบกวนทั้งโลกหรือ ขอพระ-
องค์โปรดทรงบรรเทาความกลัวนั้นด้วยเถิด.
ครั้งนั้นพระมหามุนีทีปังกร ทรงยังมหาชนเหล่า
นั้นให้เข้าใจแล้วตรัสว่า พวกท่านจงวางใจ อย่ากลัว
ในการที่แผ่นดินไหวทั้งนี้เลย.
หน้า 249
ข้อ 1
วันนี้ เราพยากรณ์ผู้ใดว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า
ผู้นั้นกำลังพิจารณาธรรมก่อนๆ ที่พระชินเจ้าทรงเสพ
แล้ว.
เมื่อท่านผู้นั้นกำลังพิจารณาธรรมคือพุทธภูมิไม่
เหลือเลย ด้วยเหตุนั้น หมื่นแผ่นปฐพีนี้ในโลกพร้อม
ทั้งเทวโลกจึงไหว.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา แปลว่า มีประมาณเท่าใด. บทว่า
อาสิ แปลว่า ได้มีแล้ว. ปาฐะว่า ยา ตทา ปริสา อาสิ ดังนี้ก็มี ปาฐะ
นั้นมีความว่า บริษัทใดตั้งอยู่ในที่นั้น. บทว่า ปเวธมานา แปลว่า ไหว
อยู่. บทว่า สา ได้แก่ บริษัทนั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่เข้าเฝ้านั้น.
บทว่า เสติ แปลว่า นอนแล้ว.
บทว่า ฆฏา แปลว่า แห่งหม้อทั้งหลาย คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ลงใน
อรรถฉัฏฐีวิภัตติ ความว่า หลายพันแห่งหม้อทั้งหลาย. บทว่า สญฺจุณฺณม-
ถิตา แปลว่า เป็นจุรณด้วย แหลกด้วย ความว่า แหลกเป็นจุรณ. บทว่า
อญฺญมญฺํ ปฆฏฺฏิตา แปลว่า กระทบซึ่งกันและกัน. บทว่า อุพฺพิคฺคา
ได้แก่ มีใจหวาด. บทว่า ตสิตา ได้แก่ เกิดสะดุ้ง. บทว่า ภีตา ได้แก่ กลัว
ภัย. บทว่า ภนฺตา ได้แก่ มีใจแปรปรวน อธิบายว่า มีใจหมุนไปผิดแล้ว
คำเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไวพจน์ของกันและกัน. บทว่า สมาคมฺม ได้แก่ มา
ประชุมกัน หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุปทฺทุโต ได้แก่ ถูกย่ำยี. บทว่า ตํ วิโนเทหิ ได้แก่ จง
บรรเทา อธิบายว่า จงกำจัดภัยที่คุกคามนั้น. บทว่า จกฺขุม ได้แก่ ข้าแต่
หน้า 250
ข้อ 1
พระองค์ผู้มีพระจักษุ ด้วยจักษุ ๕. บทว่า เตสํ ตทา ได้แก่ ครั้งนั้น ยัง
ชนเหล่านั้น คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. บทว่า สญฺาเปสิ
ได้แก่ ให้รู้ให้ตื่น. บทว่า วิสฺสตฺถา ได้แก่ มีจิตสนิทสนม. บทว่า มา ภาถ
แปลว่า อย่ากลัว. บทว่า ยมหํ ตัดบทเป็น ยํ อหํ หมายถึงสุเมธบัณฑิต.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ บารมีธรรม. บทว่า ปุพฺพกํ ได้แก่ ของเก่า. บทว่า
ชินเสวตํ ความว่า อันพระชินเจ้าทั้งหลายเสพแล้ว ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์.
บทว่า พุทฺธภูมึ ได้แก่ บารมีธรรม. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยเหตุที่พิจารณา
นั้น. บทว่า กมฺปิตา ได้แก่ ไหวแล้ว . บทว่า สเทวเก ได้แก่ ในโลกพร้อม
ทั้งเทวโลก.
ต่อนั้น มหาชนฟังพระดำรัสของพระตถาคตแล้วก็ร่าเริงยินดี พากัน
ถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้นออกจากรัมมนคร เข้าไปหาพระ-
โพธิสัตว์ บูชาด้วยดอกไม้ของหอมเป็นต้น ไหว้แล้ว ทำประทักษิณแล้ว
กลับเข้าไปยังรัมมนคร ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาบารมี ๑๐ กระทำ
อธิษฐานวิริยะให้มั่น แล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เพราะฟังพระพุทธดำรัส ใจของมหาชนก็สงบ
เย็นในทันที ทุกคนจึงเข้ามาหาเรา พากันกราบไหว้
เราอีก.
ครั้งนั้น เรายึดถือพระพุทธคุณ ทำใจไว้มั่น น้อม
นมัสการพระทีปังกรพุทธเจ้าเเล้วจึงลุกขึ้นจากอาสนะ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโน นิพฺพายิ ความว่า ใจของมหาชน
ผู้มีใจหวาด เพราะแผ่นดินไหว ก็สงบเย็น อธิบายว่า ถึงความสงบ เพราะฟัง
หน้า 251
ข้อ 1
เหตุที่แผ่นดินไหวนั้น. ปาฐะว่า ชโน นิพฺพายิ ดังนี้ก็มี ปาฐะนั้น ง่าย
เหมือนกัน. บทว่า สมาทิยิตฺวา ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ อธิบายว่า สมาทาน.
บทว่า พุทฺธคุณํ ได้แก่ บารมีทั้งหลาย. คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ ผู้เอ็นดูสรรพสัตว์กำลังลุกขึ้นจากอาสนะ
เทวดาสิ้นทั้งหมื่นจักรวาล ก็ประชุมกันบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น
อันเป็นทิพย์ ก็เปล่งสดุดีมงคลเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า วันนี้
ท่านปรารถนาความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ แทบบาทมูลของพระทีปังกรทศพล ขอ
ความปรารถนานั้นจงสำเร็จแก่ท่านโดยไม่มีอันตรายเถิด ภัยหรือความหวาดกลัวใน
ความปรารถนานั้นอย่าได้มีแก่ท่านเลย โรคแม้จำนวนเล็กน้อย ก็จงอย่าเกิดใน
สรีระของท่าน ท่านจงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วแทงตลอดพระสัมมาสัมโพธิ-
ญาณโดยเร็ว ต้นไม้ดอกต้นไม้ผลย่อมออกดอก ออกผลตามฤดูกาล ฉันใด
แม้ตัวท่านก็อย่าล่วงเลยฤดูสมัยนั้นเสีย จงสัมผัสพระโพธิญาณโดยพลันเทอญ.
ครั้นเปล่งสดุดีอย่างนี้แล้ว ก็พากันกราบไหว้แล้วกลับไปยังเทวสถานของตนๆ
ฝ่ายพระโพธิสัตว์อันเทวดาทั้งหลายสดุดีแล้ว ดำริว่า เราจักบำเพ็ญบารมี ๑๐
แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า ในที่สุดสี่อสงไขย กำไรแสนกัป แล้วอธิษฐานความ
เพียรไว้มั่นคง โลดขึ้นสู่อากาศ ไปยังหิมวันตประเทศที่มีคณะฤษี. ด้วยเหตุ
นั้น จึงตรัสว่า
เทวดาถือดอกไม้ทิพย์ มนุษย์ถือดอกไม้มนุษย์
เทวดาและมนุษย์ทั้งสองโปรยดอกไม้ทั้งหลาย แก่เรา
ผู้กำลังลุกขึ้นจากอาสนะ.
หน้า 252
ข้อ 1
ก็เทวดาและมนุษย์ทั้งสองนั้น พากันแซ่ซ้อง
สวัสดีว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่ ท่านจงได้
ความปรารถนานั้น สมปรารถนาเถิด.
ขอเสนียดจัญไร จงปราศไป ความโศก โรค
จงพินาศไป อันตรายทั้งหลายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอท่าน
จงสัมผัสพระโพธิญาณอันสูงสุดโดยเร็วเถิด.
ต้นไม้ดอก ย่อมออกดอกบานเมื่อถึงฤดูกาล ฉัน
ใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงบานด้วยพุทธญาณ
ฉันนั้นเหมือนกันเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมี
๑๐ ฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ท่านก็จงบำเพ็ญบารมี
๑๐ ฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ที่โพธิมัณฑ-
สถาน ฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงตรัสรู้
ที่โพธิมัณฑสถานของพระชินเจ้าฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร ฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจง
ประกาศพระธรรมจักร ฉันนั้นเถิด.
ดวงจันทร์ในราตรีเพ็ญเต็มดวง รุ่งโรจน์ ฉันใด
ท่านมีมโนรถเต็มแล้ว จงรุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ
ฉันนั้นเถิด.
หน้า 253
ข้อ 1
ดวงอาทิตย์พ้นจากราหูแล้ว ย่อมรุ่งโรจน์ ฉันใด
ท่านพ้นจากโลกแล้ว ก็จงรุ่งโรจน์ด้วยสิริ ฉันนั้น
เหมือนกันเถิด.
แม่น้ำทุกสาย ย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร ฉันใด
โลกพร้อมทั้งเทวโลก ขอจงชุมนุมยังสำนักของท่าน
ฉันนั้นเถิด.
ครั้งนั้น เรานั้นอันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
สดุดีสรรเสริญแล้ว ก็สมาทานบารมีธรรม ๑๐ ประการ
เมื่อจะยังธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์จึงเข้าไปในป่าใหญ่.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพํ ความว่า เทวดาทั้งหลายถือดอกไม้
ทิพย์มีดอกมณฑารพ ดอกปาริฉัตตกะ ดอกไม้กัลปพฤกษ์ ดอกบัว เป็นต้น
มนุษย์ทั้งหลายก็ถือดอกไม้มนุษย์. บทว่า สโมกิรนฺติ ความว่า โปรยปราย
ลงบนตัวเรา. บทว่า วุฏฺหนฺตสฺส ได้แก่ กำลังลุกขึ้น. บทว่า เวทยนฺติ
ได้แก่ ให้ทรงรู้แล้ว ให้ทรงเข้าใจแล้ว. บทว่า โสตฺถี แปลว่า ความสวัสดี
บัดนี้ เพื่อแสดงอาการที่ให้ทรงรู้ จึงกล่าวว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่
เป็นต้น อธิบายว่า ข้าแต่ท่านสุเมธบัณฑิต ท่านปรารถนาตำแหน่งอันยิ่งใหญ่
ท่านจงได้ตำแหน่งนั้น สมปรารถนาเถิด.
บทว่า สพฺพีติโย ความว่า ชื่อ อีติ เพราะเป็นที่มาของอันตราย,
อันตรายทั้งปวง ชื่อว่า สัพพีติยะ ได้แก่ อุปัทวะ. บทว่า วิวชฺชนฺตุ
ได้แก่ อย่ามีเลย. บทว่า โสโก โรโค วินสฺสตุ ความว่า โศก
กล่าวคือความเศร้า และโรคกล่าวคือความเสียดแทง จงพินาศไป. บทว่า
เต ได้แก่ ตว แก่ท่าน. บทว่า มา ภวนฺตฺวนฺตรายา ได้แก่
หน้า 254
ข้อ 1
อันตรายทั้งหลายจงอย่ามี. บทว่า ผุส ได้แก่ จงถึง จงบรรลุ. บทว่า โพธึ
ได้แก่ พระอรหัตมรรคญาณ ถึงพระสัพพัญญุตญาณก็ควร. บทว่า อุตฺตมํ
ได้แก่ ประเสริฐสุด พระอรหัตมรรคญาณ ท่านกล่าวสูงสุด เพราะให้พระพุทธ.-
คุณทั้งปวง.
บทว่า สมเย ความว่า เมื่อถึงสมัยออกดอกบานของต้นไม้นั้น ๆ.
บทว่า ปุปฺผิโน ได้แก่ ต้นไม้ดอก. บทว่า พุทฺธญาเณหิ ได้แก่ ด้วยพุทธ-
ญาณ ๑๘. บทว่า ปุปฺผสุ ได้แก่ จงออกดอก. บทว่า ปูรยุํ ได้แก่
บำเพ็ญแล้ว . บทว่า พุชฺฌเร ได้แก่ ตรัสรู้แล้ว. บทว่า ชินโพธิยํ
ได้แก่ ในความตรัสรู้ของพระชินเจ้าคือของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อธิบายว่า
ที่โคนต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า ปุณฺณมาเย ได้แก่
ในราตรีเพ็ญ. บทว่า ปุณฺณมโน ได้แก่ มีมโนรถเต็มแล้ว.
บทว่า ราหุมุตฺโต ได้แก่ พันจากราหู คือโสพภานุ. บทว่า ตาเปน
ได้แก่ ด้วยแสงร้อนแรง แสงสว่าง. บทว่า โลกา มุจฺจิตฺวา ความว่า เป็น
ผู้อันโลกธรรมฉาบทาไม่ได้แล้ว . บทว่า วิโรจ ได้แก่ จงรุ่งเรือง. บทว่า
สิริยา ได้แก่ ด้วยพุทธสิริ. บทว่า โอสรนฺติ ได้แก่ ย่อมเข้าไปสู่มหาสมุทร.
บทว่า โอสรนฺตุ ได้แก่ จงเข้าไป. บทว่า ตวนฺติเก ความว่า
สู่สำนักของท่าน. บทว่า เตหิ ได้แก่ อันเทวดาทั้งหลาย. บทว่า
ถุตปฺปสฺตฺโถ ได้แก่ ชมแล้วและสรรเสริญแล้ว หรืออันพระทีปังกรพุทธเจ้า
เป็นต้นที่เทวดามนุษย์ชมแล้ว ทรงสรรเสริญแล้ว เหตุนั้นจึงชื่อว่า ผู้อันพระ-
พุทธเจ้าที่เทวดามนุษย์ชมแล้วทรงสรรเสริญแล้ว. บทว่า ทส ธมฺเม ได้แก่
บารมีธรรม ๑๐. บทว่า ปวนํ แปลว่า ป่าใหญ่ อธิบายว่า เข้าไปป่าใหญ่ใกล้
ธัมมิกบรรพต. คาถาที่เหลือ ง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาเรื่องความปรารถนาของท่านสุเมธ
แห่งอรรถกถาพุทธวงศ์ ชื่อ มธุรัตถวิลาสินี
หน้า 255
ข้อ 2
๑. วงศ์พระทีปังกรพุทธเจ้าที่ ๑
ว่าด้วยพระประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าเรื่องอดีตแก่พระสารีบุตรว่า
[๒] เมื่อสี่อสงไขยแสนกัป มีนครชื่อ อมรนคร
น่าชมชื่นรื่นรมย์.
ไม่ว่างเว้นจากเสียง ๑๐ เสียง พรั่งพร้อมด้วย
ข้าวน้ำ มีเสียงข้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์
เสียงรถ.
เสียงอึกทึกด้วยเสียงร้องเชิญบริโภคอาหารว่าเชิญ
กินข้าว เชิญดื่มน้ำ เป็นนครเพียบพร้อมด้วยองค์
ประกอบทุกอย่าง ประกอบด้วยการงานทุกอย่าง.
สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ คลาคล่ำ ด้วยชนต่างๆ
มั่งคั่ง เป็นที่อยู่ของคนมีบุญ เหมือนเทพนคร.
ในนครอมรวดี มีพราหมณ์ชื่อสุเมธมีกองทรัพย์
หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอันมาก.
เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพทถึงฝั่ง
[สำเร็จ] ในลักขณศาสตร์ อิติหาสศาสตร์ ในศาสนา
ของตน.
ครั้งนั้น เรานั่งอยู่ในที่ลับ จึงคิดอย่างนี้ว่า ขึ้น
ชื่อว่าการเกิดอีก ความแตกสลายแห่งสรีระ เป็น
ทุกข์ ถูกชราย่ำยีหลงตายก็เป็นทุกข์.
หน้า 256
ข้อ 2
ครั้งนั้น เรามีชาติชราพยาธิเป็นสภาพ จำเราจัก
แสวงหาพระนิพพานที่ไม่แก่ ไม่ตาย แต่เกษม.
ถ้ากระไร เราเมื่อไม่ไยดี ไม่ต้องการ ก็ควร
ละทิ้งกายอันเน่านี้ ที่เต็มด้วยซากศพต่างๆ ไปเสีย.
ทางนั้น คงมีแน่ ทางนั้น จักไม่มีไม่ได้ จำเรา
จักแสวงหาทางนั้น เพื่อหลุดพ้นจากภพ.
เมื่อทุกข์มี แม้ชื่อว่าสุข ก็ย่อมมีฉันใด เมื่อภพ
มี สภาวะที่ไม่ใช่ภพ ก็พึงปรารถนาฉันนั้น.
เมื่อความร้อนมี ความเย็นก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ
ไฟ ๓ กองมี ความดับไฟ ก็พึงปรารถนาฉันนั้น
เหมือนกัน.
เมื่อความชั่วมี แม้ความดี ก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ
ความเกิดมี ความไม่เกิด ก็พึงปรารถนาฉันนั้นเหมือน
กัน.
บุรุษตกบ่ออุจจาระ เห็นหนองน้ำ มีน้ำเต็ม ไม่
แสวงหาหนองน้ำ ฉันใด.
เมื่อหนองน้ำคืออมตะ สำหรับชำระล้างมลทิน
คือกิเลส มีอยู่ แต่คนไม่แสวงหนองน้ำ ก็ไม่ใช่ความ
ผู้ต้องหนองน้ำคืออมตะก็ฉันนั้น.
บุรุษถูกศัตรูทั้งหลายล้อมรอบ เมื่อทางไปมีอยู่
บุรุษนั้นไม่หนีไป นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทาง ฉันใด.
หน้า 257
ข้อ 2
บุรุษถูกกิเลสรุมล้อม เมื่อทางอันรุ่งเรืองมีอยู่
เขาไม่แสวงหาทางนั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของทางอันรุ่ง-
เรื่อง ก็ฉันนั้น.
บุรุษเจ็บป่วย เมื่อหมอมีอยู่ ไม่ยอมให้หมอ
เยียวยาความเจ็บป่วย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของหมอ
ฉันใด.
บุรุษถูกความเจ็บป่วยคือกิเลสบีบคั้นประสบทุกข์
ยังไม่แสวงหาอาจารย์ นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์
ฉันนั้น.
[ถ้ากระไร เราฟังละทิ้งกายอันเน่านี้ ที่เต็มด้วย
ซากศพไปเสีย ไม่ไยดี ไม่ต้องการ]
บุรุษ ปลดซากศพอันน่าเกลียดที่ผูกคอไปเสีย
มีความสบาย มีเสรี มีอำนาจในตัวเอง แม้ฉันใด.
เราก็พึงละทั้งกายอันเน่านี้ เป็นที่สะสมซากศพ
ต่างๆ ไปเสีย ไม่ไยดี ไม่ต้องการฉันนั้น.
บุรุษสตรี ละทิ้งอุจจาระไว้ในส้วมไปไม่ไยดีไม่
ต้องการ ฉันใด.
เราละทิ้งกายอันเน่านี้ ที่เต็มด้วยซากศพไปเสีย
เหมือนทิ้งส้วม ฉันนั้นเหมือนกัน.
เจ้าของเรือ ละทิ้งเรือรั่วน้ำลำเก่าที่ชำรุดไปไม่
ไยดี ไม่ต้องการ ฉันใด.
หน้า 258
ข้อ 2
เราละทิ้งกายอันเน่านี้ ที่มี ๙ ช่อง มีของไม่
สะอาดไหลออกอยู่เป็นนิตย์ไปเสีย เหมือนเจ้าของเรือ
ทิ้งเรือลำเก่าฉันนั้น.
บุรุษเดินทางไปกับพวกโจร นำสินค้าไปด้วย
เห็นภัยคือความเสียหายแห่งสินค้า จึงละทิ้งพวกโจร
ไปเสีย ฉันใด.
กายอันนี้ ก็เปรียบเสมอด้วยมหาโจร จำเราจัก
ละกายนี้ไป เพราะกลัวเสียหายแห่งกุศล ฉันนั้นเหมือน
กัน.
เราครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิ
แก่คนมีที่พึ่งและคนไม่มีที่พึ่ง เข้าไปหิมวันตประเทศ.
ในที่ไม่ไกลหิมวันตประเทศ มีภูเขา ชื่อธัมมิกะ
เราก็ทำอาศรม สร้างบรรณศาลา.
ในอาศรมนั้น เราสร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ
๕ ประการ ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ นำมาซึ่งกำลัง
แห่งอภิญญา.
ในอาศรมนั้น เราทิ้งผ้าอันประกอบด้วยโทษ ๙
ประการ นุ่งผ้าเปลือกไม้ ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒
ประการ.
เราละบรรณศาลา อันเกลื่อนด้วยโทษ ๘ ประการ
เข้าไปอาศัยโคนไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ.
เราละธัญชาติ ที่หว่าน ที่ปลูกไว้ ไม่เหลือ
เลย บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมดา อันประกอบ
ด้วยคุณเป็นอันมาก.
หน้า 259
ข้อ 2
เราตั้งความเพียร ณ โคนไม้นั้น ได้แก่ นั่ง ยืน
และเดิน ภายใน ๗ วัน ก็บรรลุกำลังแห่งอภิญญา.
เมื่อเราประสบความสำเร็จ ชำนาญในพระ-
ศาสนาอย่างนี้ พระชินเจ้าผู้นำโลก พระนามว่า
ทีปังกรก็เสด็จอุบัติ.
เรามัวเปี่ยมด้วยความยินดีในฌาน จึงไม่เห็นนิมิต
๔ คือ ในการเสด็จอุบัติ ในการประสูติ ในการตรัสรู้
และในการแสดงธรรม.
ในถิ่นแถบปัจจันตประเทศ ชาวรัมมนคร มีใจ
ยินดีแล้ว นิมนต์พระตถาคต ช่วยกันแผ้วถางหนทาง
เสด็จมาของพระองค์.
สมัยนั้น เราออกจากอาศรมของตนสะบัดผ้า
เปลือกไม้ เหาะไปในอัมพร ขณะนั้น.
เราเห็นชนที่เกิดโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ
แล้ว ก็ลงจากท้องฟ้า ถามคนทั้งหลายในทันที.
มหาชนเกิดโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจกัน
พวกท่านแผ้วถางหนทาง เพื่อใครกัน.
คนเหล่านั้นถูกเราตามแล้วจึงตอบว่า พระพุทธ-
เจ้าผู้ยอดเยี่ยมพระนามว่าทีปังกร ผู้ชนะผู้นำโลก เกิด
ขึ้นแล้วในโลก เราแผ้วถางหนทางเพื่อพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น.
เพราะได้ยินว่า พุทโธ ปีติก็เกิดแก่เราในทันที
เราเมื่อกล่าวว่า พุทโธ พุทโธ ก็ซาบซึ้งโสมนัส.
หน้า 260
ข้อ 2
เรายินดีประหลาดใจแล้ว ก็ยืนคิด ณ ที่ตรงนั้น
ว่า จำเราจักปลูกพืชในพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ขณะ
อย่าได้ล่วงไปเปล่าเลย.
จึงกล่าวว่า ผิว่า พวกท่านแผ้วถางเพื่อพระพุทธ-
เจ้า ก็ขอพวกท่านจงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เรา ถึงเรา
ก็จักแผ้วถางหนทาง.
คนเหล่านั้น ได้ให้โอกาสทั้งหลายแก่เรา เพื่อ
แผ้วถางทางในขณะนั้น.
เมื่อโอกาสของเรายังไม่เสร็จ พระชินเจ้าทีปังกร
มหามุนี ก็เสด็จพุทธดำเนินทาง พร้อมด้วยภิกษุสี่แสน
รูป ผู้มีอภิญญา ผู้คงที่ เป็นขีณาสพ ไร้มลทิน.
การรับเสด็จก็ดำเนินไป กลองเป็นอันมากก็
ประโคมขึ้นเอง มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ก็ปลื้มปรา-
โมช แซ่ซ้องสาธุการ.
พวกเทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ พวกมนุษย์ก็เห็น
พวกเทวดา แม้ทั้งสองพวกก็ประคองอัญชลีตามเสด็จ
พระตถาคต.
พวกเทวดาก็บรรเลงด้วยดนตรีของทิพย์ พวก
มนุษย์ก็บรรเลงด้วยดนตรีของมนุษย์ แม้ทั้งสองพวก
ก็บรรเลงตามเสด็จพระตถาคต.
ในอากาศ พวกเทวดาเหล่าเดินหน ก็โปรยดอก
มณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะของทิพย์ ตลอด
ทิศานุทิศ.
หน้า 261
ข้อ 2
ในอากาศ พวกเทวดาเหล่าเดินหน ก็โปรยจุรณ
จันทน์ ของหอมอย่างดี ของทิพย์ สิ้นทั้งทิศานุทิศ.
พวกมนุษย์ที่ไปตามพื้นดิน ก็ชูดอกจำปา ดอก
ช้างน้าว ดอกกระทุ่ม ดอกกะถินพิมาน ดอกบุนนาค
และดอกเกด ทั้วทิศานุทิศ.
ในที่นั้น เราเปลื้องผม ผ้าเปลือกไม้และแผ่น
หนังปูลาดลงที่ตมแล้วก็นอนคว่ำด้วยความปรารถนาว่า
ขอพระพุทธเจ้ากับศิษย์สาวกทั้งหลาย จงเหยียบ
เราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบตมเลย การอันนี้จักเป็น
ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา.
เรานอนเหนือแผ่นดิน ก็คิดอย่างนี้ว่า เรา
ปรารถนา ก็จะพึงเผากิเลสทั้งหลายของเราได้ในวันนี้.
ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก
ด้วยการกระทำให้แจ้งธรรม ในพระพุทธเจ้าพระองค์นี้
เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วก็จะเป็นผู้พ้นเอง จะ
ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้พ้นด้วย.
ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยบุรุษผู้แสดงกำลัง
จะข้ามไปแต่ผู้เดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว
ก็จักยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามด้วย.
ด้วยอธิการบารมีนี้ ที่เราทำในพระพุทธเจ้าผู้เป็น
บุรุษสูงสุด เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณก็จะยังหมู่ชน
เป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
หน้า 262
ข้อ 2
เราจักตัดกระแสสังสารวัฏ กำจัดภพ ๓ แล้วขึ้น
สู่ธรรมนาวา ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆ-
สงสาร
พระทีปังกรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้รับของบูชา
ประทับยืนใกล้ศีรษะเรา ได้ตรัสดังนี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงดูชฏิลดาบส ผู้มีตบะสูงผู้นี้ ใน
กัปที่นับไม่ได้แต่กัปนี้ไป เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าใน
โลก.
ตถาคตออกอภิเนษกรมณ์จากนครอันน่ารื่นรมย์
ชื่อว่ากบิลพัศดุ์ ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
ตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ประคองรับมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วจักเข้าไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
พระชินเจ้านั้น เสวยมธุปายาส ที่ริมฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชราแล้วจักเข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์ ตามทางอัน
ดีที่เขาจัดตบแต่งไว้แล้ว.
แต่นั้น พระผู้มียศใหญ่ก็กระทำประทักษิณโพธิ-
มัณฑสถาน จักแทงตลอดพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ-
ญาณ ที่โคนอัสสัตถพฤกษ์ต้นโพธิใบ.
พระชนนีของท่านดาบสผู้นี้ จักมีพระนามว่า
มายา พระชนกพระนามว่าสุทโธทนะ ดาบสผู้นี้จักมี
พระนามว่า โคตมะ.
หน้า 263
ข้อ 2
พระโกลิตะ และพระอุปติสสะ จักเป็นอัครสาวก
ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่นอุปัฏฐาก
ชื่ออานนทะ จักบำรุงท่านชินะผู้นี้.
พระเขมาและพระอุบลวรรณา จักเป็นอัครสาวิกา
ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น.
โพธิต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั้น เรียกกันว่าอัสสัตถพฤกษ์ โพธิใบ ท่านจิตตะ
และท่านหัตถอาฬวกะ จักเป็นอัครอุบาสก.
นันทมาตา และ อุตตรา จักเป็นอัครอุบาสิกา
พระชนมายุของพระโคดมนั้นประมาณ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดา ฟังพระดำรัสนี้ ของพระผู้
แสวงคุณยิ่งใหญ่ ผู้ไม่มีผู้เสมอแล้ว ก็ดีใจว่าท่านผู้นี้
เป็นหน่อพืชพระพุทธเจ้า.
หมื่นโลกธาตุพร้อมทั้งเทวดา พากันส่งเสียงโห่
ร้อง ปรบมือ หัวเราะ ประคองอัญชลีนมัสการกล่าว
ว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสอนของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
เปรียบเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ
พลาดท่าน้ำท่าตรงหน้า ก็ยังยึดท่าน้ำท่าหลังข้ามแม่น้ำ
ใหญ่ได้ ฉันใด.
หน้า 264
ข้อ 2
พวกเราทั้งหมด ผิว่า พ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้
ไป ในอนาคตกาล ก็จักอยู่ต่อหน้าท่านผู้นี้ ฉันนั้น.
พระทีปังกร ผู้รู้โลก ผู้ทรงรับของบูชา ทรง
ประกาศกรรมของเราแล้ว ก็ทรงยกพระบาทเบื้องขวา.
พระพุทธชิโนรสทุกองค์ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น ก็ได้ทำ
ประทักษิณเรา พวกเทวดา มนุษย์ อสูร ยักษ์ก็ไหว้
แล้ว ต่างหลีกไป.
เมื่อพระผู้นำโลกพร้อมทั้งพระสงฆ์ลับสายตาเรา
ไปแล้ว เราก็ลุกจากที่นอน นั่งขัดสมาธิในทันที.
เราประสบสุขโดยสุข บันเทิงใจโดยความปราโมช
ผ่องใสยิ่งโดยปีติ นั่งขัดสมาธิในขณะนั้น.
เรานั่งขัดสมาธิแล้ว ก็คิดอย่างนี้ในขณะนั้นว่า
เราชำนาญในฌาน ถึงฝั่งอภิญญา ฤาษีทั้งหลายในหมื่น
โลกธาตุ ที่เสมอเราไม่มี ไม่มีผู้เสมอในอิทธิธรรม
ทั้งหลาย เราก็ได้ความสุขเช่นนี้.
ในการนั่งขัดสมาธิของเรา เทวดาที่สถิตอยู่ใน
หมื่นโลกธาตุ ก็ส่งเสียงเอิกเกริกอึงมี่ว่า เราเป็นพระ-
พุทธเจ้าแน่.
นิมิตเหล่าใดปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายแต่
ก่อนในการนั่งขัดสมาธิ นิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วใน
วันนี้.
หน้า 265
ข้อ 2
ความเย็นก็ปราศไป ความร้อนก็ระงับไป นิมิต
เหล่านั้น ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธ-
เจ้าแน่.
หมื่นโลกธาตุ ก็ปราศจากเสียง ปราศจากความ
วุ่นวาย บุพนิมิตเหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วในวันนี้ ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
มหาวาตะก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล นิมิตเหล่านั้น
ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
ดอกไม้บนบก ดอกไม้ในน้ำทั้งหมดก็บานใน
ขณะนั้น ดอกไม้เหล่านั้นก็บานหมดในวันนี้ ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
ไม้เถาหรือต้นไม้ ก็ติดผลในขณะนั้น ต้นไม้
เหล่านั้น ก็ออกผลหมดในวันนี้ ท่านจักเป็นพระ
พุทธเจ้าแน่.
รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศและอยู่ในพื้นดิน ก็
เรืองแสงในขณะนั้น รัตนะเหล่านั้นก็เรืองแสงแล้วใน
วันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
ดนตรีมนุษย์และดนตรีทิพย์ บรรเลงขึ้นในขณะ
นั้น ดนตรีแม่ทั้งสองนั้นก็ส่งเสียงแล้วในวันนี้ ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
มหาสมุทร ก็คะนอง หมื่นโลกธาตุก็ไหว แม้
ทั้งสองนั้น ก็ส่งเสียงร้องแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่.
หน้า 266
ข้อ 2
ไฟหลายหมื่นในนรกทั้งหลาย ก็ดับในขณะนั้น
ไฟนรกแม้เหล่านั้นก็ดับแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระ
พุทธเจ้าแน่.
ดวงอาทิตย์จ้าไร้มลทิน ดาวทุกดวงก็เห็นได้ชัด
ดาวแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่.
เมื่อฝนไม่ตก น้ำก็พุขึ้นจากแผ่นดินในขณะนั้น
น้ำแม้นั้น ก็พุจากแผ่นดินแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่.
หมู่ดาวและดาวนักษัตรทั้งหลาย ก็แจ่มกระจ่าง
ตลอดมณฑลท้องฟ้า ดวงจันทร์ก็ประกอบด้วยดาวฤกษ์
วิสาขะ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
สัตว์ทั้งหลาย ที่อยู่ในโพรง ที่อยู่ในร่องน้ำก็
ออกจากที่อยู่ของตน สัตว์แม้เหล่านั้น ก็ออกจากที่อยู่
แล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
ความไม่ยินดีไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมเป็นผู้สันโดษในขณะนั้น สัตว์แม้เหล่านั้น ก็เป็น.
ผู้สันโดษแล้วในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่
ในขณะนั้น โรคทั้งหลายก็สงบไป ความหิวก็
หายไป บุพนิมิตแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วในวันนี้
ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
หน้า 267
ข้อ 2
ในขณะนั้น ภัยก็ไม่มี ความไม่มีภัยนั้น ก็เห็น
กันแล้วในวันนี้ พวกเรารู้กันด้วยเหตุนั้น ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่.
กิเลสดุจธุลีไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน ความไม่ฟุ้งแห่ง
กิเลสดุจธุลีนั้น ก็เห็นกันแล้วในวันนี้ พวกเรารู้กัน
ด้วยเหตุนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็จางหายไป กลิ่นทิพย์ก็
โชยมา กลิ่นหอมแม้นั้น ก็โชยมาแล้วในวันนี้ ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
เทวดาทั้งหมด เว้นอรูปภพก็ปรากฏ เทวดาแม้
เหล่านั้น ก็เห็นกันหมดในวันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธ-
เจ้าแน่.
ขึ้นชื่อว่า นรกมีประมาณเท่าใด ก็เห็นกันได้
หมดในขณะนั้น นรกแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันแล้วใน
วันนี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
กำแพง บานประตู และภูเขาหิน ไม่เป็นที่กีด
ขวางในขณะนั้น กำแพงบานประตูและภูเขาหิน แม้
เหล่านั้น ก็กลายเป็นอากาศไปในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่.
การจุติและปฏิสนธิ ย่อมไม่มีในขณะนั้น บุพ-
นิมิตแม้เหล่านั้น ก็เห็นกันได้ในวันนี้ ท่านจักเป็น
พระพุทธเจ้าแน่.
หน้า 268
ข้อ 2
[นิมิตเหล่านี้ ย่อมปรากฏเพื่อความตรัสรู้ของ
สัตว์ทั้งหลาย]
ขอท่านโปรดประคับประคองความเพียรไว้ให้มั่น
อย่าถอยกลับ โปรดก้าวไปข้างหน้าต่อไปเถิด แม้
พวกเราก็รู้เหตุข้อนั้น ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
เราสดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และคำของ
เทวดาในหมื่นโลกธาตุทั้งสองแล้ว ก็ยินดีร่าเริงบันเทิง
ใจ ในขณะนั้น จึงคิดอย่างนี้ว่า
พระชินพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระดำรัสไม่เป็น
สอง มีพระดำรัสไม่เป็นโมฆะ คำเท็จของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายไม่มี เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่.
ก่อนดินถูกเหวี่ยงไปในอากาศ ย่อมตกลงที่พื้น
ดินแน่นอน ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุดทั้งหลาย ก็เที่ยงแท้แน่นอนฉันนั้น.
[คำเท็จของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี เราจะเป็น
พระพุทธเจ้าแน่]
ความตายของสรรพสัตว์ เที่ยงแท้แน่นอน แม้
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทั้ง
หลาย ก็เที่ยงแท้แน่นอนฉันนั้น.
เมื่อถึงเวลาสิ้นราตรี ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอน
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ทั้งหลาย ก็เที่ยงแท้แน่นอน ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 269
ข้อ 2
ราชสีห์ออกจากที่นอน ก็บันลือสีหนาท แน่นอน
ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทั้ง
หลาย ก็เที่ยงแท้แน่นอนฉันนั้นเหมือนกัน.
สัตว์มีครรภ์หนัก ก็ปลงภาระ [คลอดลูก] แน่
นอน ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุดทั้งหลาย ก็เที่ยงแท้แน่นอนฉันนั้น เหมือนกัน.
เอาเถิด เราเลือกเฟ้นพุทธการกธรรม ทางโน้น
ทางนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง ทั้งสิบทิศ ตราบเท่าที่
ธรรมธาตุเป็นไป.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นทานบารมีเป็น
อันดับแรก เป็นทางใหญ่ ที่พระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ ประพฤติตามกันมาแล้ว.
ท่านจงสมาทาน ทานบารมี นี้ไว้นั่นเป็นอันดับ
แรกก่อน จงบำเพ็ญทานบารมี ผิว่าท่านต้องการบรรลุ
โพธิญาณ.
หม้อที่เต็มด้วยน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่วางคว่ำ
ปากลง ก็สำรอกน้ำออกไม่เหลือเลย ไม่รักษาน้ำไว้
ในหม้อนั้น แม้ฉันใด.
ท่านเห็นยาจกทั้งหลาย ทั้งชั้นต่ำ ชั้นกลาง และ
ชั้นสูงแล้ว จงให้ทานไม่เหลือเลย เหมือนหม้อที่คว่ำ
ปาก ฉันนั้นเหมือนกัน.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น เราจึงเลือกเฟ้นพุทธธรรมแม้อื่นๆ ที่ช่วยอบรม
บ่มโพธิญาณ.
หน้า 270
ข้อ 2
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นศีลบารมีอันดับ
สอง ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ พา
กันซ่องเสพอยู่เป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานศีลบารมีอันดับสองนี้ไว้มั่นก่อน
จงบำเพ็ญศีลบารมี ผิว่า ท่านต้องการบรรลุพระโพธิ-
ญาณ.
เนื้อจามรี รักษาขนทางที่ติดอยู่ ในที่บางแห่ง
ยอมตายอยู่ในที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางกระจุย ฉันใด
ท่านจงทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ในภพ ๔ จง
บริรักษ์ศีลทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้น
เหมือนกัน.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น เราจึงเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรม
บ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เมื่อเราเลือกเฟ้น ก็เห็นเนกขัมมบารมี
อันดับสาม ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ
ซ่องเสพอยู่เป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมีอันดับสามนี้ไว้ให้
มั่นก่อน จงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ผิว่า ท่านต้องการ
บรรลุพระโพธิญาณ.
บุรุษอยู่ในเรือนจำมานาน ระทมทุกข์ย่อมไม่เกิด
ความรักในเรือนจำนั้น แสวงทาทางหลุดพ้นอย่างเดียว
ฉันใด.
หน้า 271
ข้อ 2
ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ มุ่งหน้า
ต่อเนกขัมมะ เพื่อหลุดพ้นจากภพฉันนั้นเหมือนกัน.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นปัญญาบารมีอัน
ดับสี่ ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระองค์
ก่อน ๆ ซ่องเสพอยู่เป็นประจำ.
ท่านจงสมาทาน บูชาบารมีอันดับสี่นี่ไว้ให้มั่น
ก่อน จงบำเพ็ญปัญญาบารมี ผิว่า ท่านต้องการบรรลุ
พระโพธิญาณ.
เหมือนอย่างว่า ภิกษุเมื่อขอ ก็ขอทั้งตระกูล
ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ไม่เว้นตระกูลทั้งหลายเลย
ดังนั้น จึงได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ฉันใด
ท่านสอบถามท่านผู้รู้ทุกเวลา ถึงฝั่งแห่งปัญญา
บารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น
เหมือนกัน.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น จำเราจักเลือกพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรม
บ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นวิริยบารมีอัน
ดับห้า ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์
ก่อนๆ ซ่องเสพกันเป็นประจำ.
หน้า 272
ข้อ 2
ท่านจงสมาทานวิริยบารมี อันดับห้า นี้ไว้ให้มั่น
ก่อน จงบำเพ็ญวิริยบารมี ผิว่า ท่านต้องการบรรลุ
พระโพธิญาณ.
ราชสีห์พระยามฤค มีความเพียรไม่ท้อถอยใน
อิริยาบถนอน ยืน เดิน ประคองใจอยู่ทุกเมื่อ ฉันใด.
ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่นในภพทั้งปวง
ถึงฝั่งแห่งวิริยบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ
ฉันนั้นเหมือนกัน.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่มีแต่เพียงเท่านี้เท่านั้น
จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม
พระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นขันติบารมีอันดับ
หก ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อน ๆ
ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานขันติบารมีอันดับหกนี้ ไว้ให้มั่น
ก่อน จงมีใจไม่เป็นสองในขันติบารมีนั้น ก็จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณ.
ขึ้นชื่อว่าแผ่นดิน ย่อมทนสิ่งของที่เขาทิ้งลงมา
สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ทุกอย่าง ไม่ทำความยินดี
ยินร้ายฉันใด.
แม้ตัวท่าน ก็ต้องเป็นผู้อดทนต่อการยกย่องและ
การดูหมิ่น ของชนทั้งปวง ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่ง
แห่งขันติบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
หน้า 273
ข้อ 2
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นสัจบารมีอันดับ
เจ็ด ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ซ่องเสพกัน
มาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานสัจบารมี อันดับเจ็ดนี้ไว้ให้มั่น
ก่อน มีวาจาไม่เป็นสองในสัจบารมีนั้น ก็จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณได้.
ธรรมดาดาวประกายพรึก เป็นดังตาชั่งของโลก
พร้อมทั้งเทวโลก ไม่ว่าฤดูฝน ฤดูหนาว ดูร้อนไม่
โคจรออกนอกวิถีโคจรเลย ฉันใด.
ถึงตัวท่าน ก็อย่าเดินออกนอกวิถีทางในสัจจะ
ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งแห่งสัจบารมีแล้ว
ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นอธิษฐานบารมี
อันดับแปด ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระ-
องค์ก่อน ๆ ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ.
หน้า 274
ข้อ 2
ท่านจงสมาทานอธิษฐานบารมีอันดับแปดนี้ไว้ให้
มั่นก่อน เป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้นแล้ว
จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ภูเขาหิน ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมไม่
ไหวด้วยล้มแรงกล้า ย่อมตั้งอยู่ในฐานของตนนั่นเอง
ฉันใด
ถึงตัวท่าน ก็จงไม่หวั่นไหว ในอธิษฐานบารมี
ทุกเมื่อ ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งแห่งอธิษฐานบารมี
แล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมก่อน ๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นเมตตาบารมีอัน
ดับเก้า ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระองค์
ก่อน ๆ ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานเมตตาบารมีอันดับเก้านี้ไว้ให้มั่น
ก่อน จงเป็นผู้ไม่มีผู้เสมอด้วยเมตตา ผิว่า ท่านต้อง
การบรรลุพระโพธิญาณ.
ธรรมดาน้ำ ย่อมแผ่ความเย็นไปเสมอกัน ทั้ง
ในคนดีคนชั่ว ย่อมชำระล้างมลทินคือธุลีไป ฉันใด.
ท่านจงแผ่เมตตาไปสม่ำเสมอ ในคนที่เป็นประ-
โยชน์เกื้อกูลและคนที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ฉันนั้น
เหมือนกัน ถึงฝั่งแห่งเมตตาบารมีแล้ว ก็จักบรรลุ
พระสัมโพธิญาณได้.
หน้า 275
ข้อ 2
พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้เท่า
นั้น จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วย
อบรมบ่มพระโพธิญาณ.
ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นอุเบกขาบารมีอัน
ดับสิบ ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์
ก่อน ๆ ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ.
ท่านจงสมาทานอุเบกขาบารมี อันดับสิบนี้ไว้ให้
มั่นก่อน ท่านจงเป็นผู้มั่นคงดั่งตาชั่ง ก็จักบรรลุพระ
สัมโพธิญาณได้.
ธรรมดาแผ่นดิน ย่อมวางเฉยต่อสิ่งที่เขาทิ้งลง
ไม่ว่าสะอาด ไม่สะอาด แม้ทั้งสองอย่าง เว้นความ
ยินดียินร้าย แม้ฉันใด.
ถึงตัวท่านก็จงเป็นดั่งตาชั่งในสุขและทุกข์ทุกเมื่อ
ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งแห่งอุเบกขาบารมีแล้ว ก็จัก
บรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
ธรรมซึ่งช่วยอบรมบ่มพระโพธิญาณในโลก มี
เพียงเท่านี้เท่านั้น ที่สูงนอกไปจากนั้น ไม่มี ท่านจง
ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้นอย่างมั่นคง.
เมื่อเรากำลังพิจารณาธรรมเหล่านั้น โดยลักษณะ
แห่งกิจคือสภาวะ แผ่นพสุธาในหมื่นโลกธาตุก็หวาด
ไหว เพราะเดชแห่งธรรม.
แผ่นดินไหว ส่งเสียงร้อง เหมือนยนตร์หีบอ้อย
บีบอ้อย แผ่นดินไหวเหมือนลูกล้อในยนตร์ คั้นน้ำมัน
งาฉะนั้น.
หน้า 276
ข้อ 2
บริษัทที่อยู่ในที่เฝ้าพระพุทธเจ้า ก็สั่นงกอยู่ใน
ที่นั้น พากันนอนสลบไสลอยู่เหนือพื้นดิน.
หม้อเป็นอันมากหลายร้อยหลายพัน ก็กระทบ
กันและกัน แหลกเป็นจุรณอยู่ในที่นั้น.
มหาชนทั้งหลาย หวาด สะดุ้ง กลัว กลัวลาน
กลัวยิ่ง ก็พากันมาประชุมเข้าเฝ้าพระทีปังกรพุทธเจ้า
ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ เหตุดี เหตุร้ายจักมี
แกโลกหรือ โลกถูกเหตุนั้นรบกวนทั้งโลก ขอพระ-
องค์ทรงบรรเทาความกลัวนั้นด้วยเถิด.
ครั้งนั้น พระมหามุนีทีปังกร ทรงยังมหาชน
เหล่านั้นให้เข้าใจแล้วตรัสว่า พวกท่านจงวางใจ อย่า
กลัวในการที่แผ่นดินไหวทั้งนี้เลย.
วันนี้ เราพยากรณ์ท่านผู้ใดว่าจักเป็นพระพุทธ-
เจ้า ท่านผู้นั้นกำลังพิจารณาธรรมก่อน ๆ ที่พระชินเจ้า
ทรงเสพแล้ว.
เมื่อท่านผู้นั้น กำลังพิจารณาธรรมคือ พุทธภูมิ
โดยไม่เหลือเลย ด้วยเหตุนั้น แผ่นปฐพีนี้ ในหมื่น
โลกธาตุพร้อมทั้งเทวโลกจึงไหว.
เพราะฟังพระพุทธดำรัส ใจของมหาชนก็ดับร้อน
เย็นใจทันที ทุกคนจึงเข้ามาหาเรา พากันกราบไหว้
เราอีก.
ครั้งนั้น เรายึดถือพระพุทธคุณทำใจไว้มั่น น้อม
นมัสการพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วจึงลุกขึ้นจากอาสนะ.
หน้า 277
ข้อ 2
พวกเทวดาถือดอกไม้ทิพย์ พวกมนุษย์ก็ถือ
ดอกไม้มนุษย์ ทั้งสองพวกก็เอาดอกไม้ทั้งหลายโปรย
ปรายเราผู้กำลังลุกขึ้นจากอาสนะ.
เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวกนั้นก็พากันแซ่ซ้อง
สวัสดีว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่ ขอท่านจง
ได้ความปรารถนานั้นสมปรารถนาเถิด.
ขอเสนียดจัญไรจงปราศไป ความโศก โรคจง
พินาศไป อันตรายทั้งหลายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอท่าน
จงสัมผัสพระโพธิญาณโดยเร็วเถิด.
ต้นไม้ดอก ย่อมออกดอกบาน เมื่อถึงฤดูกาล
ฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงบานด้วยพุทธ-
ญาณ ฉันนั้นเหมือนกันเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐
ฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงบำเพ็ญบารมี
๑๐ ฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ที่โพธิมัณฑ
สถานฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงตรัสรู้ที่โพธิ-
มัณฑสถานของพระชินเจ้า ฉันนั้นเถิด.
พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักรฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงประกาศ
พระธรรมจักร ฉันนั้นเถิด.
ดวงจันทร์ในราตรีเพ็ญ เต็มดวงรุ่งโรจน์ ฉันใด
ท่านมีมโนรถเต็มแล้ว จงรุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ
ฉันนั้นเถิด.
หน้า 278
ข้อ 2
ดวงอาทิตย์พ้นจากราหูแล้ว ย่อมรุ่งโรจน์ด้วย
แสง ฉันใด ท่านพ้นจากโลกแล้ว ก็จงรุ่งโรจน์ด้วย
สิริ ฉันนั้นเหมือนกันเถิด.
แม่น้ำทุกสาย ย่อมชุมนุมไหลสู่มหาสมุทร ฉัน
ใด โลกพร้อมทั้งเทวโลกขอจงชุมนุมกันยังสำนักของ
ท่าน ฉันนั้นเถิด.
ครั้งนั้น อุบาสกชาวรัมมนครเหล่านั้นให้พระ
โลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์เสวยแล้ว ก็ถึงพระทีปังกร
ศาสดาพระองค์นั้นเป็นสรณะ.
พระตถาคตทรงยังบางคนให้ตั้งอยู่ ในสรณคมน์
บางคนตั้งอยู่ในศีล ๕ บางคนตั้งอยู่ในศีล ๑๐.
พระองค์ประทานสามัญผลอันสูงสุด แก่บางคน
ประทานปฏิสัมภิทา ในธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นเสมอแก่
บางคน.
พระนราสภ ประทานสมาบัติ ๘ อันประเสริฐแก่
บางคน ทรงประทานวิชชา ๓ อภิญญา ๖ แก่บางคน.
พระมหามุนี ทรงสั่งสอนหมู่ชน โดยนัยนั้น
เพราะพระโอวาทนั้น ศาสนาของพระโลกนาถจึงได้
แผ่ไปอย่างกว้างขวาง.
พระพุทธเจ้ามีพระนามว่าทีปังกร ผู้มีพระหนุ
ใหญ่ มีพระวรกายงาม ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้าม
โอฆสงสาร ทรงเปลื้องมหาชนเสียจากทุคติ.
พระมหามุนี ทรงเห็นชนผู้ควรจะตรัสรู้ได้ไกล
ถึงแสนโยชน์ ในทันใด ก็เสด็จเข้าไปหา ทรงยังเขา
ให้ตรัสรู้.
หน้า 279
ข้อ 2
ในอภิสมัยครั้งแรก พระพุทธเจ้าทรงยังเทวดา
และมนุษย์ให้ตรัสรู้ร้อยโกฏิ ในอภิสมัยครั้งที่สอง
พระโลกนาถ ทรงยังเทวดาและมนุษย์ให้ตรัสรู้เก้าสิบ
โกฏิ.
ในสมัยใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในภพ
เทวดา โปรดเทวดาเก้าหมื่นโกฏิ สมัยนั้น เป็นอภิ-
สมัยครั้งที่สาม.
สาวกสันนิบาตของพระทีปังกรศาสดา มี ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ ประชุมสาวกแสนโกฏิ.
เมื่อพระชินเจ้า ประทับสงัด ณ ภูเขานารทกูฏ
อีก ภิกษุร้อยโกฏิเป็นพระขีณาสพปราศจากมลทิน ก็
ประชุมกัน
สมัยใด พระมหาวีระมหามุนีทรงปวารณาพรรษา
พร้อมด้วยภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ณ ภูเขาสุทัสสนะ.
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะสูง จงฝั่งอภิญญา ๕
จาริกไปในอากาศ.
ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่เทวดาและ
มนุษย์หนึ่งหมื่น สองหมื่น ไม่นับการตรัสรู้โดยจำนวน
หนึ่งคน สองคน.
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร อันบริ-
สุทธิ์ดีแล้ว แผ่ไปกว้างขวาง คนเป็นอันมากรูสำเร็จ
แล้ว เจริญแล้วในครั้งนั้น.
ภิกษุสี่แสนรูป มีอภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากแวดล้อม
พระทศพลทีปังกร ผู้รู้แจ้งโลก ทุกเมื่อ.
หน้า 280
ข้อ 2
สมัยนั้น ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นเสขะยังไม่
บรรลุพระอรหัต ละภพมนุษย์ไป ภิกษุเหล่านั้น ย่อม
ถูกครหา.
ปาพจน์คือพระศาสนา อันพระอรหันต์ผู้คงที่ ผู้
เป็นขีณาสพ ไร้มลทิน ทำให้บานเต็มที่แล้ว ย่อม
งดงามทุกเมื่อ.
พระทีปังกรศาสดา ทรงมีพระนครชื่อว่ารัมมวดี
พระชนกเป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าสุเทวะ พระ-
ชนนีพระนามว่า พระนางสุเมธา.
พระชินเจ้า ทรงครอบครองอคารสถานอยู่หมื่น
ปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง คือ หังสา โกญจา และมยุรา
ทรงมีพระสนมนารี สามแสน ล้วนประดับกาย
สวยงามพระมเหสีนั้นพระนามว่าปทุมา พระราชโอรส
พระนามว่า อุสภขันธกุมาร.
พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนิมิต ๔ ประการแล้ว
เสด็จออกทรงผนวชด้วยพระยานคือ พระยาช้างต้น
ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม จึงทรงเป็นพระชิน-
เจ้า.
ครั้นทรงประพฤติปธานจริยา ได้ตรัสรู้พระสัม-
โพธิญาณเป็นพระมหามุนีทีปังกรพุทธเจ้าสมพระทัย
แล้ว ผู้อันพระพรหมทรงอาราธนาแล้ว.
พระมหาวีระ ชินพุทธเจ้า ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักรแล้ว ประทับอยู่ ณ นันทาราม ประทับนั่ง
ที่ควงไม้ซึก ทรงการทำการทรมานเดียรถีย์แล้ว.
หน้า 281
ข้อ 2
พระทีปังกรศาสดา ทรงมีพระอัครสาวชื่อว่า
สุมังคละ และติสสะ มีพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าสาคตะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่านันทาและสุนันทา ต้นไม้
เป็นที่ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
กันว่า ต้นเลียบ.
พระทีปังกรศาสดา มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่า ตปุสสะ
และภัลลิกะ มีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่าสิริมาและโสณา.
พระทีปังกรมหามุนี สูง ๘๐ ศอก สง่างาม
เหมือนต้นไม้ประจำทวีป เหมือนต้นพระยาสาละ ดอก
บานเต็มต้นฉะนั้น.
พระองค์มีพระรัศมี แผ่ไป ๘๐ โยชน์ โดยรอบ
พระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น ทรงมีพระชนมายุ
แสนปี.
พระองค์ทรงพระชนนีอยู่ถึงเพียงนั้น ทรงยัง
สัทธรรมให้รุ่งโรจน์ ยังมหาชนให้ข้ามโอฆสงสาร
ชื่อว่าทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระองค์ทั้งพระสาวก รุ่งโรจน์แล้ว ก็เสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน เหมือนกองไฟโพลงแล้วก็ดับไป.
พระวรฤทธิ์ด้วย พระยศด้วย จักรรัตนะที่พระ
ยุคลบาทด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทุก
อย่างก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระชินศาสดาทีปังกร ดับขันธปรินิพพาน ณ
พระวิหารนันทาราม.
หน้า 282
ข้อ 2
พระชินสถูปของพระองค์ ณ นันทารามนั้นนั่น
แล สูง ๓๖ โยชน์.
พระสถูปบรรจุ บาตร จีวร บริขาร และเครื่อง
บริโภคของพระศาสดา ตั้งอยู่ ณ โคนโพธิพฤกษ์ใน
ครั้งนั้น สูง ๓ โยชน์.
จบวงศ์พระทีปังกรพุทธเจ้าที่ ๑
พรรณนาวงศ์พระทีปังกรพุทธเจ้าที่ ๑
อุบาสกชาวรัมมนครเหล่านั้น ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ-
เจ้าเป็นประธานแล้ว ก็บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเสวยเสร็จชักพระหัตถ์
ออกจากบาตรแล้ว ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้นอีก ถวายบังคมแล้วอยาก
จะฟังอนุโมทนาทาน จึงเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทรงทำ
อนุโมทนาทานไพเราะอย่างยิ่ง จับใจของอุบาสกเหล่านั้นว่า
ธรรมดาทาน ท่านกล่าวว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของ
สุขเป็นต้น ยังกล่าวว่าเป็นที่ตั้งแห่งบันไดทั้งหลายที่
ไปสู่พระนิพพาน.
ทานเป็นเครื่องป้องกันของมนุษย์ ทานเป็นเผ่า
พันธุ์เป็นเครื่องนำหน้า ทานเป็นคติสำคัญของสัตว์ที่
ถึงความทุกข์.
หน้า 283
ข้อ 2
ทาน ท่านแสดงว่าเป็นนาวา เพราะอรรถว่าเป็น
เครื่องช่วยข้ามทุกข์ และทานท่านสรรเสริญว่าเป็น
นคร เพราะป้องกันภัย.
ทาน ท่านกล่าวว่าเป็นอสรพิษ เพราะอรรถว่า
เข้าใกล้ได้ยาก ทานเป็นดังดอกปทุม เพราะมลทินคือ
โลภะเป็นต้นฉาบไม่ได้.
ที่พึ่งพาอาศัยของบุรุษ เสมอด้วยทานไม่มีในโลก
เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญทาน ด้วยการ
ทำตามอัธยาศัย.
นรชนคนไรเล่า ผู้มีปัญญาในโลกนี้ ผู้ยินดีใน
ประโยชน์เกื้อกูล จะไม่พึงให้ทานทั้งหลาย ที่เป็นเหตุ
แห่งโลกสวรรค์.
นรชนคนไรเล่า ได้ยินว่าทานเป็นแดนเกิดสมบัติ
ในเทวดาทั้งหลาย จะไม่พึงให้ทานอันให้ถึงซึ่งความ
สุข ทานเป็นเครื่องยังจิตให้ร่าเริง.
นรชนบำเพ็ญทานแล้ว ก็เป็นผู้อันเทพอัปสร
ห้อมล้อม อภิรมย์ในนันทนวัน แหล่งสำเริงสำราญ.
ของเทวดาตลอดกาลนาน.
ผู้ให้ย่อมได้ปีติอันโอฬาร ย่อมประสบความ
เคารพในโลกนี้ ผู้ให้ย่อมประสบเกียรติเป็นอันมาก
ผู้ให้ย่อมเป็นผู้อันมหาชนไว้วางใจ.
หน้า 284
ข้อ 2
นรชนนั้นให้ทานแล้ว ย่อมถึงความมั่งคั่งแห่ง
โภคะ และมีอายุยืน ย่อมได้ความมีเสียงไพเราะและ
รูปสวยอยู่ในวิมานทั้งหลายที่นกยูงอันน่าชื่นชมนานา
ชนิดร้องระงม เล่นกับเทวดาทั้งหลายในสวรรค์.
ทานเป็นทรัพย์ไม่ทั่วไปแก่ภัยทั้งหลายคือโจรภัย
อริภัย ราชภัย อุทกภัย และอัคคีภัย ทานนั้น ย่อม
ให้สาวกญาณภูมิ ปัจเจกพุทธภูมิ ตลอดถึงพุทธภูมิ.
ครั้น ทรงทำอนุโมทนาทาน ประกาศอานิสงส์แห่งทาน โดยนัยดัง
กล่าวมาอย่างนี้เป็นต้นแล้ว ก็ตรัสศีลกถา ในลำดับต่อจากทานนั้น ธรรมดา
ศีลนั้นเป็นมูลแห่งสมบัติในโลกนี้และโลกหน้า
ศีลเป็นต้นเหตุสำคัญของสุขทั้งหลาย ผู้มีศีล
ย่อมไปไตรทิพย์สวรรค์ด้วยศีล ศีลเป็นเครื่องป้องกัน
เครื่องเร้น เครื่องนำหน้าของผู้เข้าถึงสังสารวัฏ.
ก็ที่พึ่งพาอาศัยของชนทั้งหลายในโลกนี้ หรือใน
โลกหน้าอย่างอื่น ที่เสมอด้วยศีลจะมีแต่ไหน ศีลเป็น
ที่ตั้งสำคัญของคุณทั้งหลาย เหมือนแผ่นดิน เป็นที่ตั้ง
แห่งสิ่งที่อยู่กับที่และสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ ฉะนั้น.
เขาว่า ศีลเท่านั้นเป็นกรรมดี ศีลยอดเยี่ยมใน
โลก ผู้ประพฤติชอบในธรรมจริยาของพระอริยะท่าน
เรียกว่า ผู้มีศีล.
เครื่องประดับเสมอด้วยเครื่องประดับคือศีลไม่มี, กลิ่นเสมอด้วยกลิ่นคือ
ศีลไม่มี, เครื่องชำระมลทินคือกิเลสเสมอด้วยศีลไม่มี เครื่องระงับความเร่าร้อน
หน้า 285
ข้อ 2
เสมอด้วยศีลไม่มี. เครื่องให้เกิดเกียรติ เสมอด้วยศีลไม่มี, บันใดขึ้นสู่สวรรค์
เสมอด้วยศีลไม่มี, ประตูในการเข้าไปยังนครคือพระนิพพาน เสมอด้วยศีลไม่มี
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
พระราชาทั้งหลาย ทรงประดับด้วยแก้วมุกดา
และแก้วมณี ยังงามไม่เหมือนนักพรตทั้งหลาย ผู้
ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ย่อมงามสง่า.
กลิ่นที่หอมไปทั้งตามลมทั้งทวนลมเสมอ ที่เสมอ
ด้วยกลิ่นคือศีล จักมีแต่ไหนเล่า.
กลิ่นดอกไม้ไม่หอมทวนลม หรือกลิ่นจันทน์
กฤษณามะลิ ก็ไม่หอมทวนลม ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษ
ย่อมหอมทวนลม สัตบุรุษย่อมหอมไปทุกทิศ.
กลิ่นคือศีล เป็นยอดของคันธชาติเหล่านี้ คือ
จันทน์ กฤษณา อุบล มะลิ.
มหานที คือ คงคา ยมุนา สรภู สรัสวดี
นินนคา อจิรวดี มหี ไม่สามารถชำระมลทินของสัตว์
ทั้งหลายในโลกนี้ แต่น้ำคือศีล ชำระมลทินของสัตว์
ทั้งหลายได้.
อริยศีลนี้ ที่รักษาดีแล้ว เยือกเย็นอย่างยิ่งระงับ
ความเร่าร้อนอันใดได้ ส่วนจันทน์เหลือง สร้อยคอ
แก้วมณีและช่อรัศมีจันทร์ ระงับความเร่าร้อนไม่ได้.
ศีลของผู้มีศีล ย่อมกำจัดภัยมีการติตนเองเป็นต้น
ได้ทุกเมื่อ และให้เกิดเกียรติและความร่าเริงทุกเมื่อ.
หน้า 286
ข้อ 2
สิ่งอื่นซึ่งเป็นบันไดขึ้นสวรรค์ที่เสมอด้วยศีลจะมี
แต่ไหน ก็หรือว่าศีลเป็นประตูเข้าไปยังนครคือพระ-
นิพพาน,
ท่านทั้งหลาย จงรู้อานิสงส์อันยอดเยี่ยมของศีล
ซึ่งเป็นมูลแห่งคุณทั้งหลาย กำจัดกำลังแห่งโทษทั้ง
หลาย ดังกล่าวมาฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอานิสงส์แห่งศีลอย่างนี้แล้ว เพื่อ
ทรงแสดงว่า อาศัยศีลนี้ย่อมได้สวรรค์นี้ จึงตรัสสัคคกถาในลำดับต่อจาก
ศีลนั้น ธรรมดาสวรรค์นี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ มีแต่สุขส่วนเดียว
เทวดาทั้งหลายย่อมได้การเล่นในสวรรค์นั้นเป็นนิตย์ ได้สมบัติทั้งหลายเป็น
นิตย์ เหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช ย่อมได้สุขทิพย์ สมบัติทิพย์ตลอดเก้าล้าน
ปี เทวดาชั้นดาวดึงส์ได้สามโกฏิหกล้านปี ตรัสกถาประกอบด้วยคุณแห่งสวรรค์
ดังกล่าวมานี้เป็นต้น ครั้นทรงประเล้าประโลมด้วยสัคคกถาอย่างนี้แล้ว ก็ทรง
ประกาศโทษต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนก-
ขัมมะว่า สวรรค์แม้นี้ก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทำความยินดีด้วยอำนาจ
ความพอใจในสวรรค์นั้น แล้วตรัสธรรมกถาที่จบลงด้วยอมตธรรม ครั้นทรง
แสดงธรรมแก่มหาชนนั้นอย่างนี้แล้ว ให้บางพวกตั้งอยู่ในสรณะ บางพวกใน
ศีล ๕ บางพวกในโสดาปัตติผล บางพวกในสกทาคามิผล บางพวกในอนา-
คามิผล บางพวกในผลแม้ทั้ง ๔ บางพวกในวิชชา ๓ บางพวกในอภิญญา ๖
บางพวกในสมาบัติ ๘ ลุกจากอาสนะแล้ว เสด็จออกจากรัมมนคร เข้าไปยัง
สุทัสสนะมหาวิหารนั่นแล ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 287
ข้อ 2
ครั้งนั้น อุบาสกชาวรัมมนครเหล่านั้น ให้พระ
โลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์เสวยแล้ว ก็ถึงพระทีปังกร
ศาสดาพระองค์นั้นเป็นสรณะ.
พระตถาคตทรงยังบางคนให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์
บางคนในศีล ๕ บางคนในศีล ๑๐.
พระองค์ประทานสามัญผล ๔ อันสูงสุดแก่บาง
คน ประทานปฏิสัมภิทา ในธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นเสมอ
แก่บางคน.
พระนราสภประทานสมาบัติ ๘ อันประเสริฐแก่
บางคน ทรงประทานวิชชา ๓ อภิญญา ๖ แก่บางคน.
พระมหามุนี ทรงสั่งสอนหมู่ชน ด้วยนัยนั้น
เพราะพระโอวาทนั้น ศาสนาของพระโลกนาถจึงได้
แผ่ไปอย่างกว้างขวาง.
พระพุทธเจ้ามีพระนามว่าทีปังกร ผู้มีพระหนุ
ใหญ่ มีพระวรกายงาม ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้าม
โอฆสงสาร ทรงเปลื้องมหาชนเสียจากทุคติ.
พระมหามุนี ทรงเห็นชนผู้ควรตรัสรู้ได้ไกลถึง
แสนโยชน์ ก็เสด็จเข้าไปหาในทันใด ทำเขาให้ตรัสรู้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ได้แก่ อุบาสกชาวรัมมนครเหล่า
นั้น. พึงทราบสรณะ สรณคมน์ และผู้ถึงสรณะในคำว่า สรณํ นี้ คุณชาตใด
ระลึก เบียดเบียนกำจัด เหตุนั้นคุณชาตนั้น จึงชื่อว่า สรณะ. สรณะนั้นคืออะไร
หน้า 288
ข้อ 2
คือพระรัตนตรัย ก็พระรัตนตรัยนั้น ท่านกล่าวว่าสรณะ เพราะ ตัด เบียดเบียน
กำจัด ภัย ความหวาดกลัว ทุกข์ ทุคติ ความเศร้าหมอง ด้วยสรณคมน์
นั้นนั่นแหละของเหล่าผู้ถึงสรณะ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ชนเหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว
จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ชนเหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว
จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
ชนเหล่านั้น จักไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์ไปแล้ว
จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
จิตตุปบาท ที่เป็นไปโดยอาการมีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า ชื่อว่า
สรณคมน์. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยสรณคมน์นั้น ชื่อว่า ผู้ถึงสรณะ. ๓ หมวด
นี้ คือ สรณะ สรณคมน์ ผู้ถึงสรณะ พึงทราบดังกล่าวมานี้ก่อน. บทว่า
ตสฺส ได้แก่ พระทีปังกรนั้น. พึงทราบว่าฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถทุติยวิภัตติ.
ปาฐะว่า อุปคจฺฉุํ สรณํ ตตฺถ ดังนี้ก็มี. บทว่า สตฺถุโน ได้แก่
ซึ่งพระศาสดา. บทว่า สรณาคมเน กญฺจิ ความว่า ยังบุคคลบางคนให้ตั้งอยู่
ในสรณคมน์. ตรัสเป็นปัจจุบันกาลก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงถือเอาความเป็นอดีต
กาล แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้ ปาฐะว่า กสฺสจิ สรณาคมเน ดังนี้ก็มี.
แม้ปาฐะนั้น ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า กญฺจิ ปญฺจสุ สีเลสุ
หน้า 289
ข้อ 2
ความว่า ยังบุคคลบางคนให้ตั้งอยู่ในวิรติศีล ๕. ปาฐะว่า กสฺสจิ ปญฺจสุ
สีเลสุ ความก็อย่างนั้นแหละ. บทว่า สีเล ทสวิเธ ปรํ ความว่า ยัง
บุคคลอื่นอีกให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ ข้อ. ปาฐะว่า กสฺสจิ กุสเล ทส ดังนี้ก็
มี ปาฐะนั้นความว่า ยังบุคคลบางคนให้สมาทานกุศลธรรม ๑๐ โดยปรมัตถ์
มรรคท่านเรียกว่าสามัญญะ ในคำนี้ว่า กสฺสจิ เทติ สามญฺํ เหมือน
อย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สามัญญะคืออะไร อริยมรรคมีองค์ ๘
นี้คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า สามัญญะ.
บทว่า จตุโร ผลมุตฺตเม ความว่า ผลสูงสุด ๔. ม อักษร
ทำบทสนธิ ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส ความว่า ได้ประทานมรรค ๔ และ
สามัญญผล ๔ แก่บางคน ตามอุปนิสัย. บทว่า กสฺสจิ อสเม ธมฺเม
ความว่า ได้ประทานธรรมคือปฏิสัมภิทา ๔ ที่ไม่มีธรรมอื่นเหมือน แก่บางคน.
บทว่า กสฺสจี วรสมาปตฺติโย ความว่า อนึ่งได้ประทานสมาบัติ ๘
ที่เป็นประธาน เพราะปราศจากนีวรณ์แก่บางคน. บทว่า ติสฺโส กสฺสจิ
วิชฺชาโย ความว่า วิชชา ๓ คือ ทิพยจักษุญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
และอาสวักขยญาณ โดยเป็นอุปนิสัยแก่บุคคลบางคน. บทว่า ฉฬภิญฺา
ปเวจฺฉติ ความว่า ได้ประทานอภิญญา ๖ แก่บางคน.
บทว่า เตน โยเคน ได้แก่ โดยนัยนั้นและโดยลำดับนั้น. บทว่า
ชนกายํ ได้แก่ ประชุมชน. บทว่า โอวทติ แปลว่า สั่งสอนแล้ว พึงเห็นว่า
ท่านกล่าวเป็นกาลวิปลาส ในคำเช่นนี้ต่อแต่นี้ไป ก็พึงถือความเป็นอดีตกาล
ทั้งนั้น. บทว่า เตน วิตฺถาริกํ อาสิ ความว่า เพราะโอวาทคำพร่ำสอน
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรพระองค์นั้น พระศาสนาก็แผ่ไป แพร่ไปกว้าง
ขวาง.
หน้า 290
ข้อ 2
บทว่า มหาหนุ ความว่า เล่ากันว่า พระมหาบุรุษทั้งหลายมีพระ
หนุ [คาง] ๒ บริบูรณ์ มีอาการเสมือนดวงจันทร์ขึ้น ๑๒ ค่ำ เหตุนั้นมหา-
บุรุษพระองค์ใดมีพระหนุใหญ่ มหาบุรุษพระองค์นั้น ชื่อว่ามีพระหนุใหญ่
ท่านอธิบายว่า มีพระหนุดังราชสีห์. บทว่า อุสภกฺขนฺโธ ความว่า มหา
บุรุษพระองค์ใดมีลำพระศอเหมือนโคอุสภ อธิบายว่า มีลำพระศองามเสมือน
แท่งทองกลมเกลา มีลำพระศองามกลมเสมอกัน. บทว่า ทีปงฺกรสนามโก
ได้แก่ พระนามว่าทีปังกร. บทว่า พหู ชเน ตารยติ ความว่า ยัง
ชนที่เป็นพุทธเวไนยเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร. บทว่า ปริโมจติ ได้แก่
เปลื้องแล้ว. บทว่า ทุคฺคตึ แปลว่า จากทุคติ ทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถ
ปัญจมีวิภัตติ.
บัดนี้ เพื่อแสดงอาการคือทรงทำให้สัตว์ ข้ามโอฆสงสารและเปลื้อง
จากทุคติ จึงตรัสคาถาว่า โพธเนยฺยํ ชนํ. ในคาถานั้น บทว่า โพธเนยฺยํ
ชนํ ได้แก่ หมู่สัตว์ที่ควรตรัสรู้ หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ทิสฺวา
ได้แก่ เห็นด้วยพุทธจักษุหรือสมันตจักษุ. บทว่า สตสหสฺเสปิ โยชเน
ได้แก่ ซึ่งอยู่ไกลหลายแสนโยชน์. ก็คำนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงหมื่น
โลกธาตุนั่นเอง.
ได้ยินว่า พระศาสดาทีปังกรทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ในสัปดาห์ที่ ๘ ก็ทรงประกาศ
พระธรรมจักร ณ สุนันทาราม ตามปฏิญญาที่ทรงรับอาราธนาแสดงธรรมของ
ท้าวมหาพรหม ทรงยังเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม นี้เป็น
อภิสมัย คือการตรัสรู้ธรรมครั้งแรก.
หน้า 291
ข้อ 2
ต่อมา พระศาสดาทรงทราบว่า พระโอรส ผู้มีลำพระองค์กลมเสมอ
กัน พระนามว่าอุสภักขันธะ มีญาณแก่กล้าจึงทรงทำพระโอรสนั้นให้เป็นหัวหน้า
ทรงแสดงธรรมเช่นเดียวกับราหุโลวาทสูตร ทรงยังเทวดาและมนุษย์ถึงเก้าสิบ
โกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม นี้เป็นอภิสมัย คือการตรัสรู้ธรรมครั้งที่สอง.
ต่อมา พระศาสดาทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นซึกใหญ่ใกล้ประตู
พระนครอมรวดี ทรงทำการเปลื้องมหาชนจากเครื่องผูกพัน อันหมู่เทพห้อม
ล้อมแล้ว ประทับนั่งเหนือพื้นบัณฑุกัมพลศิลา ซึ่งเย็นอย่างยิ่ง ใกล้โคนต้น
ปาริฉัตตกะ ในภพดาวดึงส์ อันเป็นภพแผ่ซ่านแห่งความโชติช่วงเหลือเกินดัง
ดวงอาทิตย์ ทรงทำพระนางสุเมธาเทวีพระชนนีของพระองค์ ผู้ให้เกิดปีติแก่
หมู่เทพทั้งปวงเป็นหัวหน้า ทรงเป็นวิสุทธิเทพที่ทรงรู้โลกทั้งปวง เป็นเทพ
ยิ่งกว่าเทพ ทรงทำดวงประทีป ทรงจำแนกธรรม ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฏก
๗ ปกรณ์ อันทำความบริสุทธิ์แห่งความรู้ อันสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง กระทำ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง ยังเทวดาเก้าหมื่นโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม นี้
เป็นอภิสมัยคือการตรัสรู้ธรรมครั้งที่สาม ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในอภิสมัยครั้งแรก พระพุทธเจ้าทรงยังเทวดา
และมนุษย์ให้ตรัสรู้ร้อยโกฏิ ในอภิสมัยครั้งที่สอง พระ
โลกนาถทรงยังเทวดาและมนุษย์ให้ตรัสรู้เก้าสิบโกฏิ.
ในสมัยใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในภพ
เทวดา แก่เทวดาเก้าหมื่นโกฏิ สมัยนั้นเป็นอภิสมัย
ครั้งที่สาม.
การประชุมสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรมี ๓ ครั้ง ใน ๓
ครั้งนั้น ครั้งแรกประชุมเทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ ณ สุนันทาราม ด้วยเหตุ
นั้นจึงตรัสว่า
หน้า 292
ข้อ 2
สาวกสันนิบาตของพระทีปังกรศาสดามี ๓ ครั้ง
ครั้งที่หนึ่งประชุมสัตว์แสนโกฏิ.
สมัยต่อ ๆ มา พระทศพล อันภิกษุสี่แสนรูปแวดล้อม ทรงทำ
การอนุเคราะห์มหาชน ตามลำดับ ตามนิคมและนคร เสด็จจาริก มาโดย
ลำดับ ก็ลุถึงภูเขาลูกที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ชื่อนารทกูฏ มียอดสูงจรดเมฆ
มียอดอบอวลด้วยไม้ต้นไม้ดอกส่งกลิ่นหอมนานาชนิด มียอดที่ฝูงมฤค
นานาพันธุ์ท่องเที่ยวกันอันอมนุษย์หวงแหน น่ากลัวอย่างยิ่ง เลื่องลือไปในโลก
ทั้งปวง ที่มหาชนเช่นสักการะในประเทศแห่งหนึ่ง เขาว่าภูเขาลูกนั้น ยักษ์มี
ชื่อนารทะหวงแหน ณ ที่นั้นมหาชนนำมนุษย์มาทำพลีสังเวยแก่ยักษ์ตนนั้น
ทุกๆ ปี.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติ
ของมหาชน แต่นั้นก็ทรงส่งภิกษุไปสี่ทิศ ไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย มีพระหฤทัย
อันมหากรุณามีกำลังเข้ากำกับแล้ว เสด็จขึ้นภูเขานารทะลูกนั้น เพื่อทรงแนะ
นำยักษ์ตนนั้น. ลำดับนั้น ยักษ์ที่มีมนุษย์เป็นภักษา ไม่เล็งประโยชน์เกื้อกูล
แก่ตน ขยันแต่ฆ่าผู้อื่นตนนั้น ทนการลบหลู่ไม่ได้ มีใจอันความโกรธครอบงำ
แล้ว ประสงค์จะให้พระทศพลกลัวแล้วหนีไปเสีย จึงเขย่าภูเขาลูกนั้น เล่า
กันว่า ภูเขาลูกนั้น ถูกยักษ์ตนนั้นเขย่า ก็มีอาการเหมือนจะหล่นทับบนกระ-
หม่อมยักษ์ตนนั้นนั่นแหละ เพราะอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
แต่นั้น ยักษ์คนนั้นก็กลัว คิดว่า เอาเถิด เราจะใช้ไฟเผาสมณะนั้น
แล้วก็บันดาลกองไฟที่ดูน่ากลัวยิ่งกองใหญ่ ไฟกองนั้นกลับทวนลมก่อทุกข์
แก่ตนเอง แต่ไม่สามารถจะไหม้แม้เพียงชายจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ฝ่ายยักษ์ตรวจดูว่า ไฟไหม้สมณะหรือไม่ไหม้ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 293
ข้อ 2
ทศพล เหมือนประทับนั่งเหนือกลีบบัว ที่อยู่บนผิวน้ำเย็นดุจดวงจันทร์ ส่อง
แสงนวลในฤดูสารททำความยินดีแก่ชนทั้งปวง จึงคิดได้ว่า โอ ! พระสมณะ
ท่านนี้มีอานุภาพมาก เราทำความพินาศใด ๆ แก่พระสมณะท่านนี้ ความพินาศ
นั้น ๆ กลับตกลงเหนือเราผู้เดียว แต่ปล่อยพระสมณะท่านนี้ไปเสีย เราก็ไม่มี
ที่พึ่งที่ชักนำอย่างอื่น คนทั้งหลายที่พลั้งพลาดบนแผ่นดิน ยังต้องยันแผ่นดิน
เท่านั้นจึงลุกขึ้นได้ เอาเถิด จำเราจักถึงพระสมณะท่านนี้แหละเป็นสรณะ.
ดังนั้น ยักษ์ตนนั้นครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงหมอบศีรษะลงแทบเบื้อง
ยุคลบาท ที่ฝ่าพระบาทประดับด้วยจักรของพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์สำนึกผิดในความล่วงเกิน ขอลุกะโทษพระ-
เจ้าข้า แล้วได้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ตรัสอนุบุพพิกถาโปรดยักษ์ตนนั้น จบเทศนา ยักษ์ตนนั้นก็ตั้งอยู่ในโสดา-
ปัตติผล พร้อมด้วยยักษ์หนึ่งหมื่น. ได้ยินว่าในวันนั้น มนุษย์สิ้นทั้งชมพูทวีป
ทำบุรุษแต่ละหมู่บ้านๆ ละคนมาเพื่อพลีสังเวยยักษ์ตนนั้น และนำสิ่งอื่น ๆ มี
งา ข้าวสาร ถั่วพู ถั่วเขียว และถั่วเหลืองเป็นต้นเป็นอันมาก และมีเนยใส
เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อย เป็นต้น. ขณะนั้น ยักษ์ตนนั้นก็ให้ของทั้ง
หมดที่นำมาวันนั้นคืนแก่ชนเหล่านั้น แล้วมอบมนุษย์ที่เขานำมาเพื่อพลีสังเวย
เหล่านั้นถวายพระทศพล.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงให้มนุษย์เหล่านั้นบวชด้วยเอหิภิกษุอุป-
สัมปทา ภายใน ๗ วันเท่านั้น ก็ทรงให้เขาตั้งอยู่ในพระอรหัตทั้งหมด ประทับ
ท่ามกลางภิกษุร้อยโกฏิ ทรงยกโอวาทปาติโมกข์ขึ้นแสดงในที่ประชุมอันประ-
กอบด้วยองค์ ๔ วันเพ็ญมาฆบูรณมี องค์ ๔ เหล่านั้นคือ ทุกรูปเป็นเอหิ-
หน้า 294
ข้อ 2
ภิกขุ, ทุกรูปได้อภิญญา ๖, ทุกรูปมิได้นัดหมายกัน มาเอง, และเป็นวัน
อุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ชื่อว่ามีองค์ ๔. นี้เป็นสันนิบาต การประชุมครั้งที่ ๒. ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระชินเจ้า ประทับสงัด ณ ภูเขานารทกูฏ
อีก ภิกษุร้อยโกฏิเป็นพระขีณาสพ ปราศจากมลทิน
ก็ประชุมกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวิเวกคเต ได้แก่ ละหมู่ไป. บทว่า
สมึสุ แปลว่า ประชุมกันแล้ว.
ก็ครั้งใด พระทีปังกรผู้นำโลก เสด็จจำพรรษา ณ ภูเขาชื่อสุทัสสนะ
ได้ยินว่า ครั้งนั้น มนุษย์ชาวชมพูทวีปจัดงานมหรสพกัน ณ ยอดเขา ทุก ๆ ปี
เล่ากันว่า มนุษย์ที่ประชุมในงานมหรสพนั้น พบพระทศพลแล้วก็ฟังธรรม-
กถา เลื่อมใสในธรรมกถานั้น ก็พากันบวช ในวันมหาปวารณา พระศาสดา
ตรัสวิปัสสนากถา ที่อนุกูลแก่อัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นฟังวิปัส-
สนากถานั้นแล้ว พิจารณาสังขารแล้วบรรลุพระอรหัต โดยลำดับวิปัสสนาและ
โดยลำดับมรรคทุกรูป. ครั้งนั้น พระศาสดาทรงปวารณาพร้อมด้วยภิกษุเก้า
หมื่นโกฏิ. นี้เป็นการประชุม ครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยใด พระมหาวีระผู้เป็นมหามุนี ทรงปวารณา
พร้อมด้วยภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ณ ภูเขาสุทัสสนะ.
สมัยนั้น เราเป็นชฎิล มีตบะสูง ถึงฝั่งใน
อภิญญา ๕ จาริกไปในอากาศ.
หน้า 295
ข้อ 2
คาถานี้ ท่านเขียนไว้ในทีปังกรพุทธวงศ์ กถาพรรณานิทานของ
อรรถกถาธรรมสังคหะชื่ออัฏฐสาลินี แต่ในพุทธวงศ์นี้ไม่มี ก็การที่คาถานั้นไม่
มีนั่นแหละเหมาะกว่า ถ้าถามว่า เพราะเหตุไร ก็ตอบได้ว่า เพราะกล่าว
มาแล้วในสุเมธกถาแต่หนหลัง.
ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรทรงแสดงธรรม ธรรมาภิ-
สมัย การตรัสรู้ธรรมก็ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่นและสองหมื่น แต่ที่สุดแห่งการตรัสรู้
มิได้มีโดยจำนวนหนึ่งคน สองคน สาม และสี่คนเป็นต้น เพราะฉะนั้น
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร จึงแผ่ไปกว้างขวาง มีคนรู้กันมาก
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ธรรมาภิสมัย ได้มีเเก่สัตว์หนึ่งหมื่น สองหมื่น
ไม่นับการตรัสรู้ของสัตว์ โดยจำนวนหนึ่งคน สองคน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสวีสสหสฺสานํ ได้แก่ หนึ่งหมื่นและ
สองหมื่น. บทว่า ธมฺมาภิสมโย ได้แก่ แทงตลอดธรรม คือสัจจะ ๔. บทว่า
เอกทฺวินฺนํ ความว่า ไม่นับโดยนัยเป็นต้นว่า หนึ่งคนและสองคน สามคน
สี่คน ฯลฯ สิบคน. ศาสนาชื่อว่าแผ่ไปกว้างขวาง ถึงความเป็นจำนวนมาก
เพราะการตรัสรู้นับไม่ถ้วนอย่างนี้ อันเทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นอันมาก
รู้ พึงรู้ว่าเป็นนิยยานิกธรรม อันเป็นความสำเร็จแล้วด้วยอธิศีลสิกขาเป็นต้น
และเจริญแล้วด้วยสมาธิเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร อันพระ-
องค์ทรงชำระบริสุทธิ์ดีแล้ว แผ่ไปกว้างขวาง คนเป็น
อันมากรู้กัน สำเร็จแล้ว เจริญแล้วในครั้งนั้น.
หน้า 296
ข้อ 2
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวิโสธิตํ ได้แก่ อันพระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงชำระแล้ว ทำให้หมดจดด้วยดี ได้ยินว่า ภิกษุผู้มีอภิญญา ๖ มีฤทธิ์
มาก สี่แสนรูป แวดล้อมพระทีปังกรศาสดาอยู่ทุกเวลา อธิบายว่า สมัยนั้น
ภิกษุเหล่าใดเป็นเสกขะ ทำกาลกิริยา [มรณภาพ] ภิกษุเหล่านั้นย่อมถูกครหา
ภิกษุทั้งหมดจึงเป็นพระขีณาสพ ปรินิพพาน เพราะฉะนั้นแล ศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงบานเต็มที่ สำเร็จด้วยดี งดงามเหลือเกิน
ด้วยภิกษุขีณาสพทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ภิกษุสี่แสนรูป มีอภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากย่อม
แวดล้อม พระทศพลทีปังกร ผู้รู้แจ้งโลกทุกเมื่อ.
สมัยนั้น ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นเสขะยังไม่
บรรลุพระอรหัต ละภพมนุษย์ไป ภิกษุเหล่านั้นย่อม
ถูกครหา.
ปาพจน์คือพระศาสนา อันพระอรหันต์ผู้คงที่
เป็นขีณาสพ ไร้มลทิน ทำให้บานเต็มที่แล้ว ย่อม
งดงามทุกเมื่อ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ สตสหสฺสานิ พึงถือความ
อย่างนี้ว่า ท่านกล่าวว่า ฉฬภิญฺา มหิทฺธิกา ดังนี้ก็เพื่อแสดงว่า ภิกษุ
เหล่านี้ ที่ท่านแสดงด้วยการนับแล้วมีจำนวนที่แสดงได้อย่างนี้. อีกนัยหนึ่ง
คำว่า ฉฬภิญฺา มหิทฺธิกา พึงทราบว่าเป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถ
ฉัฏฐีวิภัตติว่า ฉฬภิญฺานํ มหิทฺธิกานํ. บทว่า ปริวาเรนฺติ สพฺพทา
หน้า 297
ข้อ 2
ได้แก่ แวดล้อมพระทศพลตลอดกาลเป็นนิตย์ อธิบายว่า ไม่ละพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าไปเสียในที่ไหน ๆ. บทว่า เตน สมเยน แปลว่า ในสมัยนั้น ก็
สมยศัพท์นี้ ใช้กันในอรรถ ๙ อรรถ มีอรรถว่า สมวายะ เป็นต้น เหมือน
อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
สมยศัพท์ ใช้ในอรรถว่า สมวายะ ขณะ กาล สมูหะ
เหตุ ทิฏฐิ ปฏิลาภะ ปหานะ และปฏิเวธะ.
แต่ในที่นี้ สมยศัพท์นั้น พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า กาล ความว่า ในกาลนั้น.
บทว่า มานุสํ ภวํ ได้แก่ ภาวะมนุษย์. บทว่า อปฺปตฺตมานสา ความว่า พระ
อรหัต อันพระเสขะเหล่าใด ยังไม่ถึงแล้วไม่บรรลุแล้ว. คำว่า มานสํ เป็นชื่อ
ของราคะ ของจิต และของพระอรหัต. ก็ราคะท่านเรียกว่า มานสะ ได้ในบาลีนี้ว่า
อนฺตลิกฺขจโร ปาโส ยฺวายํ จรติ มานโส ราคะนั้นใด เป็นบ่วง เที่ยว
อยู่กลางหาว ย่อมเที่ยวไป. จิตท่านก็เรียกว่า มานสะ ได้ในบาลีนี้ว่า จิตฺตํ
มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ แปลว่า จิต ทั้งหมด. พระอรหัต ท่านเรียกว่า
มานสะ ได้ในบาลีนี้ว่า อปฺปตฺตมานโส เสโข กาลํ กยิรา ชเนสุต
พระเสขะมีพระอรหัตอันยังไม่บรรลุแล้วจะพึงทำกาละเสีย พระชเนสุตะเจ้าข้า.
แม้ในที่นี้ก็ประสงค์เอาพระอรหัต เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ผู้มีพระอรหัต-
ผลอันยังไม่บรรลุแล้ว . บทว่า เสขา ได้แก่ ชื่อว่าเสขะ เพราะอรรถว่าอะไร.
ชื่อว่าเสขะ เพราะอรรถว่าได้เสขธรรม. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเป็นเสขะด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้า. ตรัส
ตอบว่า ดูก่อนภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิที่เป็นเสขะ
ฯลฯ ประกอบด้วยสัมมาสมาธิที่เป็นเสขะ ภิกษุเป็นเสขะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายยังศึกษาอยู่ เหตุนั้นจึงชื่อว่าเสขะ. สมจริงดัง
หน้า 298
ข้อ 2
ที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ภิกษุยังศึกษาอยู่ ภิกษุยังศึกษาอยู่ ดังนี้แล เพราะ
ฉะนั้น จึงเรียกว่าเสขะ ภิกษุศึกษาอะไรเล่า ภิกษุศึกษาอธิศีลบ้าง ศึกษา
อธิจิตบ้าง ศึกษาอธิปัญญาบ้าง ดังนี้แล ภิกษุ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า
เสขะ. บทว่า สุปุปฺผิตํ ได้แก่ แย้มด้วยดีแล้ว. บทว่า ปาวจนํ ได้แก่
คำอันบัณฑิตสรรเสริญแล้ว หรือคำที่ถึงความเจริญแล้ว ชื่อว่าปาวจนะ. คำ
เป็นประธานนั้นแล ชื่อว่า ปาวจนะ อธิบายว่า พระศาสนา. บทว่า
อุปโสภติ ได้แก่ เรื่องรองยิ่ง รุ่งโรจน์ยิ่ง. บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ทุก
กาล. ปาฐะว่า อุปโสภติ สเทวเก ดังนี้ก็มี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรพระองค์นั้น ทรงมีพระนคร ชื่อว่ารัมมวดี
มีพระชนกเป็นกษัตริย์ พระนามว่าพระเจ้าสุเทวะ พระชนนีเป็นพระเทวีพระ-
นามว่า พระนางสุเมธา มีพระอัครสาวกคู่ ชื่อสุมังคละ และ ติสสะ มีพระ
อุปัฏฐากชื่อสาคตะ มีพระอัครสาวิกาคู่ ชื่อนันทา และสุนันทา ต้นไม้เป็นที่
ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คือ ต้นเลียบ. พระองค์สูง ๘๐ ศอก
พระชนมายุแสนปี.
ถ้าจะถามว่า ในการแสดงนครเกิดเป็นต้นเหล่านี้มีประโยชน์อะไร. ขอ
ชี้แจงดังนี้ ผิว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่พึงปรากฏพระนครเกิดไม่พึงปรา-
กฏพระชนก ไม่พึงปรากฏพระชนนีไซร้ พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ก็ย่อมไม่
ปรากฏพระนครเกิด พระชนก พระชนนี. ชนทั้งหลาย เมื่อสำคัญว่าผู้นี้เห็น
จะเป็นเทพ สักกะ ยักษ์ มาร หรือพรหม ปาฏิหาริย์เช่นนี้แม้ของเทวดาทั้ง
หลายไม่อัศจรรย์ ก็จะไม่พึงสำคัญพระดำรัสว่าควรฟังควรเชื่อถือ แต่นั้น การ
ตรัสรู้ก็ไม่มี ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าก็ไร้ประโยชน์ พระศาสนาก็จะ
ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงควรแสดงปริจเฉทขั้นตอน มีนครเกิด
เป็นต้นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 299
ข้อ 2
พระทีปังกรศาสดา ทรงมีพระนครชื่อว่ารัมมวดี
พระชนกพระนามพระเจ้าสุเทวะ พระชนนีพระนาม
พระนางสุเมธา.
พระพิชิตมารทรงครอบครองอาคารสถานอยู่
หมื่นปี ทรงมีปราสาทอันอุดม ๓ หลัง ชื่อว่า หังสา
ปราสาท โกญจาปราสาท และมยุราปราสาท.
มีสนมนารี ๓ แสนนาง ล้วนประดับประดาสวย
งาม พระมเหสีพระนามว่า ปทุมา พระโอรสพระนาม
ว่า อุสภักขันธกุมาร.
พระชินเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ ประการแล้ว ออก
ผนวชด้วยคชยานคือ พระยาข้างต้น ทรงบำเพ็ญเพียร
อยู่ ๑๐ เดือนเต็ม.
ครั้นทรงบำเพ็ญเพียรแล้ว ก็ได้ตรัสรู้พระสัม-
โพธิญาณ พระมหามุนีทีปังกร มหาวีรเจ้าอันพรหม
ทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ประทับ
อยู่ที่นันทาราม ประทับนั่งที่ควงไม้ซึก ทรงปราบปราม
เดียรถีย์.
พระทีปังกรศาสดา ทรงมีพระอัครสาวก ชื่อว่า
สุมังคละ และติสสะ มีพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า สาคตะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่านันทาและสุนันทา ต้นไม้
ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกกัน
ว่าต้นเลียบ.
หน้า 300
ข้อ 2
พระทีปังกรมหามุนี สูง ๘๐ ศอก สง่างาม
เหมือนต้นไม่ประจำทวีป เหมือนต้นพระยาสาละออก
ดอกบานเต็มต้น.
พระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น มีพระชน-
มายุแสนปี พระองค์พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรง
ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสารแล้ว ก็เสด็จ
ดับขันธ์ปรินิพพาน ทั้งพระสาวก เหมือนกองไฟลุก
โพลงแล้วก็ดับไป.
พระวรฤทธิ์ด้วย พระยศด้วย จักรรัตนะที่พระ
ยุคลบาทด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทุกอย่าง
ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระทีปังกรชินศาสดา เสด็จนิพพาน ณ นันทา-
ราม พระสถูปของพระชินเจ้าพระองค์นั้น ที่นันทาราม
สูง ๓๖ โยชน์.
พระสถูปบรรจุบาตร จีวร บริขารและเครื่อง
บริโภคของพระศาสดาประดิษฐานอยู่ที่โคนโพธิพฤกษ์
ในกาลนั้นสูง ๓ โยชน์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุเทโว นาม ขตฺติโย ความว่า พระ-
องค์มีพระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุเทวะ. บทว่า ชนิกา ได้แก่ พระชนนี.
บทว่า ปิปฺผลิ ได้แก่ ต้นเลียบหรือต้นมะกอกเป็นต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้. บทว่า
อสีติหตฺถมุพฺเพโธ แปลว่าพระองค์สูง ๘๐ ศอก. บทว่า ทีปรุกฺโขว ความว่า
หน้า 301
ข้อ 2
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นยังทรงพระชนม์อยู่มีพระสรีระประดับด้วยพระวรลักษณ์
๓๒ ประการและพระอนุพยัญชนะ พร้อมบริบูรณ์ด้วยพระสัณฐานสูงและใหญ่
ประดุจต้นไม้ประจำทวีป ที่ประดับด้วยประทีปมาลาอันรุ่งเรือง ทรงสง่างาม
เหมือนพื้นนภากาศ ที่รุ่งเรืองด้วยหมู่ดาวที่เปล่งแสงเป็นข่ายรัศมีเลื่อมประกาย.
บทว่า โสภติ แปลว่า งามแล้ว. บทว่า สาลราชาว ผุลฺลิโต ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าสูง ๘๐ ศอก สง่างามอย่างยิ่ง เหมือนต้นพระยาสาละ ที่ออก
ดอกบานสะพรั่งทั่วทั้งต้น และเหมือนต้นปาริฉัตตกะสูงร้อยโยชน์ ดอกบาน
เต็มต้น.
บทว่า สตสหสฺสวสฺสานิ ความว่า พระองค์ทรงมีพระชนมายุ
แสนปี. บทว่า ตาวตา ติฏฺมาโน ได้แก่ ทรงมีพระชนม์ยืนอยู่เพียง
เท่านั้น. บทว่า ชนตํ ได้แก่ ประชุมชน. บทว่า สนฺตาเรตฺวา มหาชนํ
แปลว่า ยังมหาชนให้ข้ามโอฆสงสาร ปาฐะว่า สนฺตาเรตฺวา สเทวกํ ดัง
นี้ก็มี ปาฐะนั้น มีความว่า ทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ข้ามโอฆสงสาร.
บทว่า สา จ อิทฺธิ ความว่า สมบัตินั้น และอานุภาพด้วย. บทว่า โส จ
ยโส ความว่า บริวารยศนั้นด้วย. บทว่า สพฺพํ ตมนฺตรหิตํ ความว่า
มีประการดังกล่าวมานั้นทั้งหมด เกิดเป็นสมบัติ ก็อันตรธานปราศไป. บทว่า
นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขารา ความว่า ก็สังขตธรรมทั้งหมด ก็ว่างเปล่า
แน่แท้ คือเว้นจากสาระว่าเที่ยงเป็นต้น.
ก็ในพุทธวงศ์นี้ ปริเฉทตอนที่ว่าด้วยนครเป็นต้นมาในบาลี. ส่วน
วาระมากวาระ ไม่ได้มา วาระนั้นควรนำมาแสดง. อะไรบ้าง คือ
๑. ปุตตปริเฉท ตอนว่าด้วย พระโอรส
๒. ภริยาปริเฉท ตอนว่าด้วย พระชายา
หน้า 302
ข้อ 2
๓. ปาสาทปริเฉท ตอนว่าด้วย ปราสาท
๔. อคารวาสปริเฉท ตอนว่าด้วย การอยู่ครองเรือน
๕. นาฏกิตถิปริเฉท ตอนว่าด้วย สตรีฟ้อนรำ
๖. อภินิกขมนปริเฉท ตอนว่าด้วย อภิเนษกรมณ์
๗. ปธานปริเฉท ตอนว่าด้วย การบำเพ็ญเพียร
๘. วิหารปริเฉท ตอนว่าด้วย พระวิหาร
๙. อุปัฏฐากปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธอุปัฏฐาก.
เหตุในการแสดงปริเฉทเหล่านั้น กล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง ก็พระทีปังกรพระองค์
นั้น มีพระสนมสามแสนนาง มีพระอัครมเหสีพระนามว่า ปทุมา พระโอรส
พระนามว่า อุสภักขันธะ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระชินศาสดาทีปังกร มีพระมเหสี พระนามว่า
ปทุมา งามปานปทุมบาน พระโอรสพระนามว่าอุสภัก-
ขันธะ.
มีปราสาท ๓ หลงชื่อ หังสา โกญจา มยุรา
ทรงครองเรือนอยู่หมื่นปี.
พระชินเจ้าเสด็จอภิเนษกรมณ์ด้วยคชยาน คือ
พระยาช้างต้น ประทับอยู่ ณ พระวิหาร ชื่อว่านันทา-
ราม พระองค์มีพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่านันทะ๑ ทรงทำ
ความร่าเริงแก่โลก
ก็พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มี เวมัตตะ คือความแตกต่างกัน ๕ อย่าง
คือ ๑. อายุเวมัตตะ ๒. ปมาณเวมัตตะ ๓. กุลเวมัตตะ ๔. ปธานเวมัตตะ
๕. รัศมิเวมัตตะ.
๑. บาลีเป็น สาคตะ.
หน้า 303
ข้อ 2
บรรดาเวมัตตะ ๕ นั้น ชื่อว่า อายุเวมัตตะ ได้แก่ พระพุทธเจ้าบาง
พระองค์มีพระชนมายุยืน บางพระองค์มีพระชนมายุน้อย จริงอย่างนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าทีปังกร มีพระชนมายุประมาณแสนปี พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา
มีพระชนมายุประมาณร้อยปี.
ชื่อว่า ปมาณเวมัตตะ ได้แก่ พระพุทธเจ้าบางพระองค์สูง บางพระ-
องค์ต่ำ จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทีปังกรมีขนาดสูงประมาณ ๘๐ ศอก ส่วน
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราสูงประมาณ ๑๘ ศอก.
ชื่อว่า กุลเวมัตตะ ได้แก่ บางพระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ บาง
พระองค์เกิดในตระกูลพราหมณ์ จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทีปังกรเป็นต้นเกิด
ในตระกูลกษัตริย์ พระพุทธเจ้ากกุสันธะและพระโกนาคมนะเป็นต้นเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์.
ชื่อว่า ปธานเวมัตตะ ได้แก่ บางพระองค์ ทรงบำเพ็ญเพียรชั่วเวลา
นิดหน่อยเท่านั้นเช่นพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ บางพระองค์ทรงบำเพ็ญเพียร
เป็นเวลานาน เช่นพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา.
ชื่อว่า รัสมิเวมัตตะ ได้แก่ รัศมีพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า
มังคละแผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเพียงวาเดียว.
บรรดาเวมัตตะ ๕ นั้น รัศมีเวมัตตะ ย่อมเนื่องด้วยพระอัธยาศัย
พระองค์ใดปรารถนาเท่าใด รัศมีพระสรีระของพระองค์นั้น ก็แผ่ไปเท่านั้น.
ส่วนพระอัธยาศัยของพระมงคลพุทธเจ้าได้มีแล้วว่า ขอรัศมีจงแผ่ไปตลอดหมื่น
โลกธาตุ. แต่ไม่มีความแตกต่างกันในการแทงตลอดคุณทั้งหลายของพระพุทธ-
เจ้าทุกพระองค์.
อนึ่ง มีสถานที่ ๔ แห่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละเว้น. โพธิ
บัลลังก์เป็นสถานที่ไม่ทรงละ ย่อมมีในที่แห่งเดียวกันแน่นอน. สถานที่ประกาศ
พระธรรมจักรก็ไม่ทรงละ อยู่ในป่าอิสิปตนะ มิคทายวันเท่านั้น. ในเวลาเสด็จ
หน้า 304
ข้อ 2
ลงจากเทวโลก ใกล้ประตูสังกัสสนครย่างพระบาทแรก ก็ไม่ทรงละ. สถานที่
เท้าเตียงทั้งสี่ตั้งอยู่ ที่พระคันธกุฎีในพระเชตวันวิหารก็ไม่ทรงละเหมือนกัน.
แม้พระวิหารก็ไม่ทรงละ แต่พระวิหารนั้นเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง.
อนึ่ง ข้ออื่นอีก ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรามีสหชาตปริเฉท
ตอนว่าด้วยสหชาต และนักขัตตปริเฉทตอนว่าด้วยนักษัตร มีเป็นพิเศษ. เล่า
กันว่าสหชาต คือสิ่งที่เกิดร่วมกับพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ของเรา มี ๗ คือ พระ-
มารดาของพระราหุล พระอานันทเถระ นายฉันนะ พระยาม้ากัณฐกะ ขุมทรัพย์
มหาโพธิพฤกษ์ พระกาฬุทายี. ได้ยินว่า โดยดาวนักษัตรในเดือนอาสาฬหะหลัง
นั่นแล พระมหาบุรุษ ก็เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา เสด็จออกมหาภิเนษ-
กรมณ์ ประกาศพระธรรมจักร ทรงทำยมกปาฏิหาริย์, โดยดาวนักษัตรใน
เดือนวิสาขะ ก็ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน โดยดาวนักษัตรในเดือน
มาฆะ พระองค์ก็ประชุมพระสาวก และทรงปลงอายุสังขาร, โดยดาวนักษัตร
ในเดือนอัสสยุชะ (ราวกลางเดือน ๑๑) เสด็จลงจากเทวโลก. ความพิเศษ
ดังกล่าวมานี้ ควรนำมาแสดง นี้เป็นปริเฉท ตอนว่าด้วยวาระมากวาระ คาถา
ที่เหลือ ง่ายดายทั้งนั้นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ดำรงอยู่จนตลอดพระชนมายุ ทรงทำ
พุทธกิจทุกอย่าง เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ตาม
ลำดับ.
ได้ยินว่า ในกัปใด ที่พระทีปังกรทศพลเสด็จอุบัติ ในกัปนั้นได้มีแม้
พระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ อีก ๓ พระองค์คือ พระตัณหังกร พระเมธังกร พระ
สรณังกร การพยากรณ์พระโพธิสัตว์ในสำนักของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่มี
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงไม่แสดงไว้ในที่นี้. แต่เพื่อแสดงพระ-
พุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่เสด็จอุบัติแล้วอุบัติแล้ว ตั้งแต่ต้นกัปนั้น ในอรรถกถา
ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า
หน้า 305
ข้อ 2
<ฺฺB>พระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดของสัตว์สองเท้า คือ
พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร
พระโกณฑัญญะ.
พระมุนี คือพระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ
พระโสภิตะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระนารทะ
พระปทุมุตตระ.
พระผู้มียศใหญ่ ผู้นำโลก คือ พระสุเมธะ
พระสุชาตะ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมม-
ทัสสี พระสิทธัตถะ.
พระสัมพุทธเจ้าผู้นำ คือพระติสสะ พระผุสสะ
พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสภู พระกกุสันธะ
พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ.
พระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นได้มีมาแล้ว ทรงปราศ-
จากราคะ มีพระหฤทัยมั่นคง เสด็จอุบัติแล้ว ก็ทรง
บรรเทาความมืดอย่างใหญ่ ดังดวงอาทิตย์ พระองค์
กับทั้งพระสาวก ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว
ดังกองไฟลุกโพลงแล้วก็ดับไปฉะนั้น. <ฺฺ/B>
จบ พรรณนาวงศ์พระทีปังกรพุทธเจ้า
<ฺฺB>แห่งอรรถกถาพุทธวงศ์ ชื่อมธุรัตถวิลาสินีที่แต่ง
ไม่สังเขปนัก ไม่พิศดารนัก ดังกล่าวมาฉะนี้<ฺฺ/B>
หน้า 306
ข้อ 2
๒. วงศ์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าที่ ๒
ว่าด้วยพระประวัติของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า
<ฺฺB> [๓] ต่อจากสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า พระพุทธ-
เจ้าพระนามว่าโกณฑัญญะ ผู้นำโลก ผู้มีพระเดชไม่มี
ที่สุด มีพระยศนับไม่ได้ ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้
ยากที่จะเข้าเฝ้า.
พระองค์ทรงมีพระขันติเปรียบด้วยแผ่นธรณี ทรง
มีศีล เปรียบด้วยสาคร ทรงมีสมาธิเปรียบด้วยขุนเขา
พระเมรุ ทรงมีพระญาณเปรียบด้วยท้องนภากาศ.
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงประกาศอินทรีย์ พละ
โพชฌงค์และมรรคสัจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์
ทั้งปวง.
เมื่อพระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม
ครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
เมื่อทรงแสดงธรรมต่อ ๆ จากนั้น ในสมาคม
ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒
ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ.
สมัยเมื่อทรงข่มพวกเดียรถีย์แสดงธรรม ธรรมา-
ภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. <ฺฺ/B>
หน้า 307
ข้อ 2
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทรง
มีสันนิบาต ประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน ผู้คงที่
๓ ครั้ง.
คือครั้งที่ ๑ เป็นการประชุมพระขีณาสพจำนวน
แสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ จำนวนเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓
จำนวนแปดหมื่นโกฏิ.
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า วิชิตาวี ครอบ
ครองอิสราธิปัตย์เหนือปฐพี มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต.
เราเลี้ยงพระขีณาสพจำนวนแสนโกฏิ ผู้ไร้มลทิน
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยพระโกณฑัญญพุทธเจ้า
ผู้เป็นนาถะเลิศแห่งโลก ให้อิ่มหนำสำราญด้วยอาหาร
อันประณีต.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้น
ทรงพยากรณ์เราว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่หา
ประมาณมิได้นับแต่กัปนี้.
ตถาคตจักออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัศดุ์ที่
น่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา นั่ง ณ โคน
อัชปาลนิโครธ รับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว จักเข้า
ไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้า เสวยข้าวมธุปายาส ณ ริมฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชรา จักเดินตามทางที่เขาตกแต่งดีแล้วเข้าไปที่
โคนโพธิพฤกษ์.
หน้า 308
ข้อ 2
ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ จักทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม จักตรัสรู้ที่โคนโพธิพฤกษ์
ชื่ออัสสัตถะ ต้นโพธิใบ.
พระชนนีของท่านผู้นี้ จักมีพระนามว่าพระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้
นี้จักมีพระนามว่า โคดม.
คู่พระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะและพระอุป-
ติสสะ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้ง
มั่น พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า อานันทะ จักบำรุงพระชินะ
เจ้าพระองค์นี้.
มีคู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมาและพระอุบล-
วรรณา เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น.
ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
องค์นั้น เรียกกันว่า อัสสัตถะ ต้นโพธิใบ.
มีอัครอุปัฎฐากชื่อ จิตตะ และหัตถอาฬวกะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อ นันทมาตา และอุตตรา.
พระชนมายุของพระโคดมผู้มีพระยศพระองค์นั้น
ประมาณ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสของ
พระผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่นี้แล้ว ก็ปรา-
โมชปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร.
หน้า 309
ข้อ 2
หมื่นโลกธาตุพร้อมทั้งเทวดา ก็พากันโห่ร้อง
ปรบมือ หัวร่อร่า ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ฝ่ายพวกเราจักพลาดคำสั่งสอนของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
เฉพาะหน้า ก็ไปถือเอาท่าน้ำท่าหลัง ข้ามแม่น้ำ
ฉันใด
พวกเราทุกคน ผิว่า จะผ่านพ้นพระชินเจ้าพระ-
องค์นี้ไป ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของ
ท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราสดับพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยังจิตให้
เลื่อมใสยิ่งขึ้น เมื่อจะยังประโยชน์นั้นนั่นแลให้สำเร็จ
จึงได้ถวายราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ แด่พระชินเจ้า ครั้น
ถวายราชสมบัติอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็บวชในสำนักของ
พระองค์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทั้งหมดทำพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งดงาม.
เราอยู่ในพระศาสนานั้น ไม่ประมาทในอิริยาบถ
นั่ง ยืน และ เดิน ถึงฝั่งแห่งอภิญญาแล้ว ก็ไปสู่
พรหมโลก.
หน้า 310
ข้อ 2
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ มี
พระนคร ชื่อว่า รัมมวดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้า
สุนันทะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุชาดา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี ทรงมี
ปราสาทอย่างยอดเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า รุจิปราสาท
สุรุจิปราสาท สุภปราสาท มีพระสนมนารีสามแสน
นาง มีพระอัครมเหสี พระนามว่า รุจิเทวี มีพระ
โอรสพระนามว่า วิชิตเสนะ.
ทรงเห็นนิมิตทั้ง ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วย
ยานคือรถทรง พระชินเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน
เต็ม.
พระมหาวีระโกณฑัญญะ ผู้เป็นยอดแห่งสัตว์
สองเท้าผู้สงบ อันพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักรแก่เทพดาทั้งหลาย ณ มหาวัน.
ทรงมีคู่อัครสาวก ชื่อพระภัททะและพระสุภัททะ
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า อนุรุทธะ.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีคู่
อัครสาวิกา ชื่อพระติสสาและพระอุปติสสา. พระ-
โกณฑัญญูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีต้นไม้เป็นที่
ตรัสรู้ ชื่อ สาลกัลยาณี [ต้นขานาง]
หน้า 311
ข้อ 2
ทรงมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อโสณะ และอุปโสณะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อ นันทา และสิริมา.
พระมหามุนีพระองค์นั้น ส่ง ๘๘ ศอก ทรงสง่า
งามเหมือนดวงจันทร์ ประหนึ่งดวงอาทิตย์เที่ยงวัน.
ในยุคนั้น ทรงมีพระชนมายุแสนปี พระองค์
เมื่อทรงพระชนม์อยู่เพียงนั้น ก็ทรงยังหมู่ชนเป็นอัน
มากให้ข้ามโอฆสงสาร.
แผ่นดินก็งดงามด้วยพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน
เหมือนท้องนภากาศงามด้วยหมู่ดาว พระองค์ก็งดงาม
เหมือนอย่างนั้น.
พระอรหันต์เหล่านั้น ทาประมาณมิได้ ไม่หวั่น
ไหวด้วยโลกธรรม ยากที่จะมีผู้เข้าไปหา พระผู้มียศ
ใหญ่เหล่านั้น แสดงอิทธิปาฏิหาริย์แล้วก็นิพพาน
เหมือนสายฟ้าแลบ.
พระวรฤทธิ์ของพระชินเจ้าไม่มีอะไรเทียบได้
พระสมาธิอันญาณอบรมแล้ว ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น
สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่าโดยแน่แท้.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้ทรงพระสิริเสด็จดับ
ขันธ์ปรินิพพาน ณ พระวิหารนันทารามพระเจดีย์ของ
พระองค์ในพระวิหารนั้น สูง ๗ โยชน์.
จบวงศ์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าที่ ๒
หน้า 312
ข้อ 2
พรรณนาวงศ์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าที่ ๒
ดังได้สดับมา เมื่อพระผู้มีพระเจ้าทีปังกรเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว
ศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่แสนปี. เพราะอันตรธานแห่งพระสาวกทั้งหลาย
ของพระพุทธะและอนุพุทธะแม้ศาสนาของพระองค์ก็อันตรธาน. ต่อมาภายหลัง
ศาสนาของพระองค์ ล่วงไปอสงไขยหนึ่ง พระศาสดาพระนามว่าโกณฑัญญะ
ก็อุบัติในกัปหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงบำเพ็ญบารมีมาสิบหก
อสงไขยแสนกัป อบรมบ่มพระญาณแก่กล้าแล้ว ทรงดำรงอยู่ในอัตภาพเช่น
เดียวกับอัตภาพเป็นพระเวสสันดร จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในสวรรค์ชั้น
ดุสิต ดำรงอยู่ในดุสิตนั้น จนตลอดพระชนมายุ ประทานปฏิญาณแก่เทวดาทั้งหลาย
จุติจากดุสิต ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุชาดาเทวี ในราชสกุลของ
พระเจ้าสุนันทะ กรุงรัมมวดี. ในขณะที่พระองค์ทรงถือปฏิสนธิ ก็บังเกิด
พระปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการดังกล่าวไว้ในวงศ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า. พระองค์
มีเหล่าเทวดาถวายอารักขา ถ้วนทศมาสก็ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ทรง
เป็นยอดของสรรพสัตว์ บ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดร เสด็จย่างพระบาทได้ ๗
ก้าว ทรงแลดูทุกทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เรา
เป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก ชาตินี้
เป็นชาติสุดท้าย ตั้งแต่บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก.
ต่อนั้น ในวันขนานพระนามของพระโพธิสัตว์นั้น พระประยูรญาติ
ทั้งหลาย ก็ขนานพระนามว่า โกณฑัญญะ ความจริงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
องค์นั้นทรงมีพระโคตร เป็นโกณฑัญญโคตร. เขาว่า พระองค์มีปราสาท ๓
หลังน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ชื่อว่า รามะปราสาท สุรามะปราสาท๑ สุภะปราสาท. ทั้ง
๑. บาลีเป็น รุจิ สุรุจิ และสุภะปราสาท.
หน้า 313
ข้อ 2
๓ หลังนั้นมีสตรีฝ่ายนาฏกะ ผู้ชำนาญการฟ้อนรำ การขับร้องและการบรรเลง
ประจำอยู่ถึงสามแสนนาง. พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่า รุจิเทวี มีพระโอรส
พระนามว่า วิชิตเสนะ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี.
พระโพธิสัตว์นั้น ทรงเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช เสด็จ
ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถทรงเทียมม้า ทรงผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐
เดือน โกณฑัญญกุมารกำลังผนวชอยู่ คนสิบโกฏิก็บวชตามเสด็จโกณฑัญญ-
กุมารนั้น อันคนเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน ณ
ดิถีเพ็ญเดือนวิสาขะเสวยข้าวมธุปายาสรสอร่อยอย่างยิ่ง ซึ่งธิดาเศรษฐีชื่อว่า
ยโสธรา ผู้มีเต้าถันอวบอิ่มเท่ากัน ณ บ้าน สุนันทคาม ถวายแล้ว ทรงยับยั้ง
พักกลางวัน ณ ป่าต้นสาละ ที่ประดับด้วยผลใบอ่อนและหน่อ เวลาเย็น
ทรงละหมู่แล้วทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่ สุนันทะอาชีวก ถวาย มาแล้ว ทรงทำ
ประทักษิณต้นสาลกัลยาณี [ต้นขานาง] ๓ ครั้ง ทรงสำรวจดูทิศบูรพา ทรงทำ
ต้นไม้ที่ตรัสรู้ไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ ทรงปูลาดหญ้ากว้าง ๕๘ ศอก ทรงนั่ง
ขัดสมาธิ อธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลังของมาร ในราตรี
ปฐมยาม ทรงชำระปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในมัชฌิมยาม ทรงชำระทิพยจักษุ
ในปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการ ทรงออกจากจตุตถฌานที่มีอานาปานสติ
เป็นอารมณ์ ทรงหยั่งสำรวจในปัญจขันธ์ ก็ทรงเห็นลักษณะทั้งหลายด้วยปัญญา
อันสม่ำเสมอ โดยอุทยัพพยญาณ ทรงเจริญวิปัสสนาจนถึงโคตรภูญาณ ทรงแทง
ตลอดมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔ ญาณ
กำหนดคติ ๕ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธคุณทั้งสิ้น ทรงมีความดำริบริบูรณ์
แล้ว ประทับนั่ง ณ โคนไม้ที่ตรัสรู้ ทรงเปล่งอุทานอย่างนี้ว่า
หน้า 314
ข้อ 2
เราแสวงหาตัณหานายช่างผู้สร้างเรือน เมื่อไม่
พบ จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก
ชาติความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนตัณหานายช่าง
ผู้สร้างเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือน
อีกไม่ได้ โครงสร้างเรือนของท่านเราหักหมดแล้ว
ยอดเรือนเราก็รื้อออกแล้ว จิตของเราถึงธรรมเป็นที่
สิ้นตัณหาแล้ว.
คติแห่งไฟที่ลุกโพลง ที่ภาชนะสัมฤทธิ์ที่นาย
ช่างตีด้วยพะเนินเหล็กกำจัดแล้วก็สงบเย็นลงโดยลำดับ
ไม่มีใครรู้คติความไปของมันได้ ฉันใด. คติของพระ-
ขีณาสพผู้หลุดพ้นโดยชอบ ข้ามเครื่องผูกคือกามโอฆะ
บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหว ก็ไม่มีใครจะรู้คติของท่าน
ได้ ฉันนั้น. ๑
ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผลสมาบัติ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ใน
สัปดาห์ที่ ๘ ทรงอาศัยการอาราธนาของพรหม ทรงใคร่ครวญว่า เราจะแสดง
ธรรมครั้งแรกแก่ใครเล่าหนอ ก็ได้ทรงเห็นภิกษุ ๑๐ โกฏิ ซึ่งบวชกับพระองค์
ว่า กุลบุตรพวกนี้สะสมกุศลมูลไว้ จึงบวชตามเรา ซึ่งกำลังบวช บำเพ็ญเพียร
กับเรา บำรุงเรา เอาเถิด เราจะพึงแสดงธรรมแก่กุลบุตรพวกนี้ก่อนใครหมด
ครั้นทรงใคร่ครวญอย่างนี้แล้ว ก็ทรงตรวจดูว่า ภิกษุเหล่านั้น บัดนี้อยู่ที่ไหน
ก็ทรงเห็นว่าอยู่กันที่เทวะวัน กรุงอรุนธวดีระยะทาง ๑๘ โยชน์แต่ที่นี้ จึงทรง
อันตรธานจากโคนโพธิพฤกษ์ไปปรากฏที่เทวะวันเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขน
ที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น.
๑. ขุ. อุ ๒๕/ข้อ ๑๗๘.
หน้า 315
ข้อ 2
สมัยนั้น ภิกษุสิบโกฏิเหล่านั้นอาศัยกรุงอรุนธวดีอยู่ที่เทวะวัน. ก็แล
เห็นพระทศพลทรงพุทธดำเนินมาแต่ไกล พากันมีใจผ่องใสรับเสด็จ รับบาตร
จีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปูลาดพุทธอาสน์ ทำความเคารพ ถวายบังคมพระผู้มี
พระภาคเจ้า นั่งแวดล้อม ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. ณ ที่นั้นพระโกณฑัญญทศพล
อันหมู่มุนีแวดล้อมแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันรุ่งโรจน์ ประดุจท้าว
สหัสนัยน์อันหมู่เทพชั้นไตรทศแวดล้อม ประดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารทที่โคจร
ณ พื้นนภากาศอันไร้มลทิน ประดุจดวงจันทร์เพ็ญ อันหมู่ดาวแวดล้อม. ครั้ง
นั้น พระศาสดาตรัสพระธัมมจักกัปวัตตนสูตร มีปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ อัน
ยอดเยี่ยม ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงซ่องเสพแล้ว แก่ภิกษุเหล่านั้น ทรง
ยังเทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ มีภิกษุสิบโกฏิเป็นประธานให้ดื่มอมฤตธรรม.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ภายหลังสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
พระนามว่าโกณฑัญญะผู้นำโลก ผู้มีพระเดชไม่มีที่สุด
ผู้มีบริวารยศกำหนดไม่ได้ มีพระคุณประมาณมิได้
ยากที่ผู้ใดจะเข้าเฝ้า มีพระขันติอุปมาดังแผ่นธรณี มี
พระศีลคุณอุปมาดังสาคร มีพระสมาธิอุปมาดังเขาเมรุ
มีพระญาณอุปมาดังท้องนภากาศ.
พระพุทธเจ้า ทรงประกาศอินทรีย์ พละ โพช-
ฌงค์และมรรคสัจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์
ทุกเมื่อ.
เมื่อพระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้นำโลกทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยการตรัสรู้ธรรมครั้งแรกก็ได้มี
แก่เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ.
หน้า 316
ข้อ 2
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีปงฺกรสฺส อปเรน ความว่า ในสมัย
ต่อจากสมัยของพระทีปังกรศาสดา. บทว่า โลณฺฑญฺโ นาม ได้แก่ เป็น
พระนามาภิไธยที่ทรงได้รับโดยพระโคตรของพระองค์. บทว่า นายโก ได้แก่
เป็นผู้นำวิเศษ. บทว่า อนนฺตเตโช ได้แก่ มีพระเดชไม่มีที่สุด ด้วยเดช
แห่งพระศีลคุณพระญาณและบุญ. เบื้องต่ำแต่อเวจี เบื้องบนถึงภวัคคพรหม
เบื้องขวาง โลกธาตุอันไม่มีที่สุด ในระหว่างนี้ แม้บุคคลผู้หนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้
สามารถที่จะยืนมองพระพักตร์ของพระองค์ไม่มีเลย ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
อนนฺตเตโช. บทว่า อมิตยโส ได้แก่ มีบริวารยศไม่มีที่สุด. จริงอยู่ แสน
ปีของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตลอดจนถึงสมัยเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ในระหว่างนี้ จำนวนภิกษุบริษัทกำหนดไม่ได้เลย. เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า
อมิตยโส แม้ผู้มีเกียรติคุณที่กำหนดมิได้ ก็ตรัสว่า อมิตยโส. บทว่า
อปฺปเมยฺโย ได้แก่ ผู้ประมาณมิได้ โดยปริมาณหมู่แห่งคุณ เหตุนั้นจึงชื่อว่า
อปฺปเมยฺโย มีพระคุณหาประมาณมิได้ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
พุทฺโธปิ พุทฺธสฺส ภเณยฺย วณฺณํ
กปฺปมฺปิ เจ อญฺมภาสมาโน
ขีเยถ กปฺโป จิรทีฆมนฺตเร
วณฺโณ น ขีเยถ ตถาคตสฺส.
ถ้าแม้ว่าพระพุทธเจ้า พึงตรัสสรรเสริญพระคุณ
ของพระพุทธเจ้า โดยไม่ตรัสเรื่องอื่นเลย แม้ตลอด
ทั้งกัป. กัปที่มีในระหว่างกาลอันยาวนาน ก็จะพึงสิ้นไป
แต่การสรรเสริญพระคุณของพระตถาคต ยังหาสิ้นไป
ไม่.
หน้า 317
ข้อ 2
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่าอัปปเมยยะ เพราะทรงมีหมู่พระคุณ
ประมาณมิได้. บทว่า ทูราสโท ได้แก่ เป็นผู้อันใครๆ เข้าเฝ้าได้ยาก
อธิบายว่า ความเป็นผู้อันใครๆ ไม่อาจเบียดเสียดกันเข้าไปเฝ้า ชื่อว่าทุราสทะ
คือเป็นผู้อันใครๆ ไม่มีอำนาจเทียบเคียงได้.
บทว่า ธรณูปโม ได้แก่ ผู้เสมอด้วยแผ่นธรณี. บทว่า ขมเนน
ได้แก่ เพราะพระขันติ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ผู้อุปมาด้วยแผ่นธรณ
เพราะไม่ทรงหวั่นไหวด้วยอิฐารมณ์และอนิฐารมณ์ มีลาภและไม่มีลาภ
เป็นต้น เหมือนมหาปฐพีอันหนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ไม่ไหวด้วยลมปกติ
ฉะนั้น. บทว่า สีเลน สาครูปโม ได้แก่ ทรงเสมอด้วยสาคร เพราะไม่
ทรงละเมิดขอบเขตด้วยศีลสังวร จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทร ตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่ล่วงขอบเขต ดังนี้.
บทว่า สมาธินา เมรูปโม ได้แก่ ทรงเป็นผู้เสมอคือเสมือน
ด้วยขุนเขาเมรุ เพราะไม่มีความหวั่นไหวอันจะเกิดแต่ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อ
สมาธิ หรือว่ามีพระสรีระมั่นคง เหมือนขุนเขาเมรุ. ในบทว่า
าเณน คคนูปโม นี้ ท่านทำอุปมาด้วยอากาศที่ไม่มีที่สุด เพราะพระญาณ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อนันตะ ไม่มีที่สุด
ไว้ ๔ อย่าง เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
สตฺตกาโย จ อากาโส จกฺกวาฬา จนนฺตกา
พุทฺธาณํ อปฺปเมยฺยํ น สกฺกา เอเต วิชานิตุํ.
หมู่สัตว์ ๑ อากาศ ๑ จักรวาล ไม่มีที่สุด ๑
พระพุทธญาณ หาประมาณมิได้ ๑ ทั้ง ๔ นี้อันใคร ๆ
ไม่อาจรู้ได้.
หน้า 318
ข้อ 2
เพราะฉะนั้น จึงทรงทำอุปมาญาณอันไม่มีที่สุด ด้วยอากาศที่ไม่มีที่สุดแล.
บทว่า อินฺทฺริยพลโพชฺฌงฺคมคฺคสจฺจปฺปกาสนํ ความว่า แม้
สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน แสะอิทธิบาท ก็เป็นอันทรงถือเอาด้วย ด้วยการถือเอา
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์และมรรคสัจเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงประกาศ
แสดง ธรรมเป็นเครื่องประกาศโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ โดยสังเขป ๔
มีอินทรีย์เป็นต้น. บทว่า หิตาย แปลว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า
ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต ได้แก่ เมื่อทรงให้เทศนาญาณเป็นไปอยู่.
ต่อจากนั้น ในมหามงคลสมาคม เทวดาในหมื่นจักรวาล เนรมิต
อัตภาพอันละเอียด ประชุมกันในจักรวาลนี้นี่แล. เล่ากันว่าในมหามงคลสมาคม
นั้น เทพบุตรองค์หนึ่ง ทูลถามมงคลปัญหา กะพระโกณฑัญญทศพล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสมงคลทั้งหลายโปรดเทพบุตรองค์นั้น. ในมหามงคลสมาคม
นั้น เทวดาเก้าหมื่นโกฏิบรรลุพระอรหัต. จำนวนพระอริยบุคคลมีพระโสดาบัน
เป็นต้นกำหนดไม่ได้เลย ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมนอกไป
จากนั้น โปรดมนุษย์และเทวดาทั้งหลายในสมาคม
อภิสมัยการตรัสรู้ธรรมครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่เทวดาเก้า-
หมื่นโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ปรมฺปิ ได้แก่ แม้ในส่วนอื่น
อีก จากนั้น. บทว่า เทเสนฺเต ได้แก่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ธรรม. บทว่า นรมรูนํ ได้แก่ แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย. ครั้งใด
หน้า 319
ข้อ 2
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ย่ำยีมานะของเดียรถีย์ ทรงแสดง
ธรรม ณ ภาคพื้นนภากาศ ครั้งนั้น มนุษย์และเทวดาแปดหมื่นโกฏิ บรรลุ
พระอรหัต ผู้ที่ตั้งอยู่ในผล ๓ เกินที่จะนับได้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งใด พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงย่ำยีพวก
เดียรถีย์ จึงทรงแสดงธรรมโปรด ครั้งนั้น อภิสมัย
การตรัสรู้ธรรมครั้งที่ ๓ จึงได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
แก้อรรถ
พึงนำ ตทา ศัพท์ มาจึงจะเห็นความในคาถานั้นว่า ครั้งใด พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยจึงได้มีแก่สัตว์แปดหมื่น
โกฏิ.
ได้ยินว่า พระโกณฑัญญศาสดา ตรัสรู้พระอภิสัมโพธิญาณแล้ว
พรรษาแรก ทรงอาศัย กรุงจันทวดี ประทับอยู่ ณ พระวิหาร จันทาราม
ในที่นั้น ภัททมาณพ บุตรของพราหมณ์มหาศาล ชื่อ สุจินธระ และ
สุภัททมาณพ บุตรของ ยโสธรพราหมณ์ ฟังพระธรรมเทศนาเฉพาะ
พระพักตร์ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า มีใจเลื่อมใส ก็บวชในสำนักของพระองค์
พร้อมกับมาณพหมื่นหนึ่งแล้วบรรลุพระอรหัต.
ครั้งนั้น พระโกณฑัญญศาสดา อันภิกษุแสนโกฏิมีพระสุภัททเถระ
เป็นประธานแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ เพ็ญเดือนเชษฐะ
(เดือน ๗) นั้นเป็นการประชุมครั้งที่ ๑. ต่อจากนั้น เมื่อพระโอรสของพระ-
โกณฑัญญศาสดา พระนามว่าวิชิตเสนะ ทรงบรรลุพระอรหัต พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ ท่ามกลางภิกษุพันโกฏิมีพระวิชิต-
เสนะนั้นเป็นประธาน นั้นเป็นการประชุมครั้งที่ ๒. สมัยต่อมา พระทศพล
หน้า 320
ข้อ 2
เสด็จจาริก ณ ชนบท ทรงยัง พระเจ้าอุเทน ซึ่งมีชนเก้าสิบโกฏิเป็นบริวาร
ให้ทรงผนวชพร้อมด้วยบริษัท เมื่อพระเจ้าอุเทนนั้น ทรงบรรลุพระอรหัตแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระอรหันต์เก้าสิบโกฏิมีพระเจ้าอุเทนนั้นเป็นประธาน
แวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นการประชุมครั้งที่ ๓ ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ทรงมีการประชุมภิกษุ ผู้เป็นพระขีณาสพ ไร้มลทิน
ผู้มีจิตสงบผู้คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ประชุมภิกษุแสน
โกฏิ ครั้งที่ ๒ ประชุมภิกษุพันโกฏิ ครั้งที่ ๓ ประ-
ชุมภิกษุเก้าสิบโกฏิ.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
พระนามว่า วิชิตาวี ประทับอยู่ ณ กรุงจันทวดี เล่ากันว่า พระองค์อันคน
ชั้นดีเป็นอันมากแวดล้อมแล้ว ทรงปกครองแผ่นดิน อันเป็นที่อยู่แห่งน้ำและ
ขุมทรัพย์ พร้อมทั้งขุนเขาสุเมรุและยุคันธร ทรงไว้ซึ่งรัตนะหาประมาณมิได้
โดยธรรม ไม่ใช้อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา ครั้งนั้น พระโกณฑัญญพุทธเจ้า อัน
พระขีณาสพแสนโกฏิแวดล้อมแล้ว เสด็จจาริก ณ ชนบท เสด็จถึงกรุงจันทวดี
โดยลำดับ.
เล่ากันว่า พระเจ้าวิชิตาวี ทรงสดับข่าวว่า เขาว่า พระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า เสด็จถึงนครของเราแล้ว จึงออกไปรับเสด็จ จัดแจงสถานที่ประทับ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า นิมนต์เพื่อเสวยภัตตาหาร ณ วันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุ
สงฆ์. วันรุ่งขึ้น ก็ทรงให้เขาจัดภัตตาหารเป็นอย่างดีแล้ว ได้ถวายมหาทาน
แก่ภิกษุสงฆ์นับได้แสนโกฏิ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระโพธิสัตว์ ทรง
หน้า 321
ข้อ 2
ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว จบอนุโมทนา ทรงทูลขอว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระองค์เมื่อจะทรงทำการสงเคราะห์มหาชน ขอโปรดประทับอยู่ในนคร
นี้นี่แหละตลอดไตรมาส ได้ทรงถวายอสทิสทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน เป็นนิตย์ ตลอดไตรมาส.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่าจักเป็นพระพุทธ-
เจ้าพระนามว่า โคตมะ ในอนาคตกาล แล้วทรงแสดงธรรมแก่พระองค์
ท้าวเธอทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว ทรงมอบราชสมบัติ ออกทรง
ผนวช ทรงเล่าเรียนพระไตรปิฎก ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว
มีฌานไม่เสื่อม ก็บังเกิดในพรหมโลก ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าวิชิตาวี เป็นใหญ่
เหนือปฐพี มีสมุทรสาครเป็นที่สุด.
เรายังพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน ผู้แสวงคุณอันยิ่ง
ใหญ่แสนโกฏิ พร้อมด้วยพระผู้ทรงเป็นนาถะเลิศแห่ง
โลก ให้อิ่มหนำด้วยข้าวนำอันประณีต.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้นำโลก แม้พระองค์
นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีคุณ
ที่ประมาณมิได้ในโลก ในกัปต่อจากกัปนี้.
พระตถาคต จักออกทรงผนวช จากกรุงกบิล-
พัสดุ์อันรื่นรมย์ ทรงกระทำความเพียร คือ กระทำ
ทุกกรกิริยา.
พระตถาคต จักประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิ-
โครธ รับมธุปายาส ณ ที่นั้น แล้วเสด็จไปสู่ฝั่งแห่ง
แม่น้ำเนรัญชรา.
หน้า 322
ข้อ 2
พระชินเจ้า พระองค์นั้น ครั้นเสวยมธุปายาส
ที่ฝั่งเนรัญชรานั้นแล้ว ก็เสด็จไปที่ควงโพธิพฤกษ์
ตามเส้นทางที่มีผู้จัดแจงไว้.
ลำดับนั้น พระองค์ผู้ทรงพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณโพธิมณฑ์
อันประเสริฐสุด จักตรัสรู้ (พระสัมมาสัมโพธิญาณ) ณ ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพุทธมารดา พระนามว่า
มายา มีพระชนกพุทธบิดา พระนามว่า สุทโธทนะ
ท่านผู้นี้จักมีพระนามว่า โคตมะ
จักมีอัครสาวก ชื่อว่า โกลิตะและอุปติสสะ
ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้ปราศจากราคะ ผู้มีจิตสงบและมั่นคง
จักมีพุทธอุปัฏฐากชื่อ อานันทะ บำรุงพระชินะนั้น.
จักมีอัครสาวิกา ชื่อว่าเขมา และอุบลวรรณา
ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้ปราศจากราคะ ผู้มีจิตสงบและมั่นคง.
ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเรียก
ว่า อัสสัตถะ ต้นโพธิใบ.
จักมีอัครอุปัฏจาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถะและอาฬวกะ
จักมีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และอุตตรา
พระชนมายุของพระโคตมะผู้มียศพระองค์นั้น ประ-
มาณ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลายฟังพระดำรัสของพระ
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้เสมอนี้แล้ว ก็พากันปลื้มใจ
ว่า ผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
เทวดาในหมื่นโลกธาตุ พากันโห่ร้องปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
หน้า 323
ข้อ 2
ผิว่า พวกเราพลาดคำสอน ของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ตรงหน้า ก็ถือท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทุกคน ผิว่า พ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้
ไป ในอนาคตกาล ก็จักอยู่ต่อหน้าท่านผู้นี้ ฉันนั้น.
เราได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยังจิตให้
เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อจะให้สำเร็จประโยชน์นั้น นั่น
แล จึงถวายมหาราชสมบัติแด่พระชินเจ้า ครั้นถวาย
มหาราชสมบัติแล้ว ก็บวชในสำนักของพระองค์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย นวังคสัตถุศาสน์
ทุกอย่าง ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้งดงาม.
เราอยู่อย่างไม่ประมาท ในพระศาสนานั้น ใน
อิริยาบถนั่งนอนและเดิน ก็ถึงฝั่งแห่งอภิญญาเข้าถึง
พรหมโลก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ เตน สมเยน ได้แก่ เราใน
สมัยนั้น. บทว่า วิชิตาวี นาม ได้แก่ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนาม
อย่างนี้. ในบทว่า สมุทฺทํ อนฺตมนฺเตน นี้ ความว่า เราเป็นใหญ่ ตลอด
ปฐพีที่ตั้งจักรวาลบรรพต ทำจักรวาลบรรพตเป็นเขตแดน ทำสมุทรสาครเป็น
ที่สุด ความเป็นใหญ่มิใช่ปรากฏด้วยเหตุมีประมาณเพียงเท่านี้.
หน้า 324
ข้อ 2
เล่ากันว่า ด้วยอานุภาพแห่งจักรรัตนะ พระเจ้าจักรพรรดิ เสด็จไป
ยังบุพวิเทหทวีป ซึ่งมีขนาดแปดพันโยชน์ ทางส่วนบนสมุทร มีเขาสิเนรุ
อยู่เบื้องซ้าย ในที่นั้น พระเจ้าจักรพรรดิ จะประทานโอวาทว่า ไม่ควรฆ่า
สัตว์มีชีวิต ไม่ควรถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้. ไม่ควรประพฤติผิดในกาม
ทั้งหลาย ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรดื่มน้ำเมา จงบริโภคของตามบริโภคได้.
เมื่อประทานโอวาทอย่างนี้แล้ว จักรรัตนะนั้นก็เหาะสู่อากาศหยั่งลงสมุทรด้าน
ทิศบูรพา หยั่งโดยประการใดๆ คลื่นที่หดตัวก็แตกกระจาย เมื่อเดินลงก็เดิน
ลงสู่น้ำในมหาสมุทร ชั่วโยชน์เดียว ตั้งอยู่น่าดูอย่างยิ่ง เหมือนฝาแก้วไพฑูรย์
แก้วมณี ทั้งสองข้างภายในสมุทร โดยประการนั้น ๆ จักรรัตนะนั้นไปตลอด
ที่มีสาครด้านทิศบูรพาเป็นที่สุดอย่างนั้นก็หมุนกลับ เมื่อจักรรัตนะนั้นหมุน
กลับ บริษัทนั้นก็อยู่ทางปลาย พระเจ้าจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง ตัวจักรรัตนะ
อยู่ท้าย จักรรัตนะแม้นั้น กระทบน้ำมีมณฑลดื่มเป็นที่สุดเท่านั้น เหมือนไม่
ยอมพรากชายน้ำ จึงเข้าสู่ริมฝั่ง.
พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงชนะบุพวิเทหทวีป ซึ่งมีสมุทรด้านทิศบูรพา
เป็นที่สุดอย่างนี้แล้ว มีพระราชประสงค์จะทรงชนะชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรด้าน
ทิศทักษิณเป็นที่สุดจึงมุ่งพระพักตร์ไปทางทิศทักษิณ เสด็จไปตามทางที่จักร
รัตนะแสดง จักรรัตนะนั้น ครั้นชนะชมพูทวีป ซึ่งมีขนาดหมื่นโยชน์แล้ว
ก็ขึ้นจากสมุทรด้านทิศทักษิณ ก็ไปโดยนัยที่กล่าวแล้วแต่หนหลัง เพื่อชนะ
อปรโคยานทวีป ซึ่งมีขนาดเจ็ดพันโยชน์ ครั้นชนะอปรโคยานทวีปนั้น ซึ่ง
มีสาครเป็นที่สุดแล้ว ก็ขึ้นจากสมุทรด้านทิศปัจฉิมไปอย่างนั้นเหมือนกัน เพื่อ
ชนะอุตตรกุรุทวีป ซึ่งมีขนาดแปดพันโยชน์ ก็ชนะอย่างนั้นเหมือนกัน ทำ
อุตตรกุรุทวีปนั้น มีสมุทรเป็นที่สุด ก็ขึ้นแม้จากสมุทรด้านทิศอุดร. ความ
เป็นใหญ่ เป็นอันพระเจ้าจักรพรรดิทรงประสบแล้วเหนือปฐพี ที่มีสาครเป็น
ที่สุด ด้วยเหตุมีประมาณเพียงเท่านี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า เราเป็นใหญ่
เหนือปฐพีมีสมุทรเป็นที่สุด.
หน้า 325
ข้อ 2
บทว่า โกฏิสตสหสฺสานํ ได้แก่ แสนโกฏิ. หรือปาฐะก็อย่างนี้
เหมือนกัน. บทว่า วิมลานํ ได้แก่ พระขีณาสพทั้งหลาย. บทว่า สห
โลกคฺคนาเถน ความว่า แสนโกฏิกับด้วยพระทศพล. บทว่า ปรมนฺเนน
แปลว่า ด้วยข้าวอันประณีต. บทว่า ตปฺปหึ แปลว่า ให้อิ่มแล้ว. บทว่า
อปริเมยฺยิโต กปฺเป ความว่า ล่วงไปสามอสงไขยกำไรแสนกัปนับตั้งแต่กัปนี้
คือในภัทรกัปนี้.
บทว่า ปธานํ แปลว่า ความเพียร. บทว่า ตเมว อตฺถํ สาเธนฺโต
ความว่า บำเพ็ญประโยชน์คือทานบารมีอันทำความเป็นพระพุทธเจ้านั้นนั่นแล
ให้สำเร็จ ให้เป็นผล. บทว่า มหารชฺชํ ได้แก่ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.
บทว่า ชิเน ได้แก่ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือพึงเห็นสัตตมีวิภัตติลงใน
อรรถจตุตถีวิภัตติ. บทว่า อทํ แปลว่า ได้ให้แล้ว. พึงเห็นการเชื่อม
ความด้วยบทนี้ว่า เอวมตฺถํ สาเธนฺโต อาจารย์บางพวกสวดว่า
มหารชฺชํ ชิเน ททึ ดังนี้ก็มี. บทว่า ททิตฺวาน ได้แก่ สละ. บทว่า
สุตฺตนฺตํ ได้แก่ สุตันตปิฎก. บทว่า วินยํ ได้แก่ วินัยปิฎก. บทว่า
นวฺงคํ ได้แก่ นวังสัตถุศาสน์มีสุตตะ เคยยะเป็นต้น. บทว่า โสภยึ ชินสาสนํ
ได้แก่ ประดับพร้อมด้วยอาคมและอธิคมอันเป็นโลกิยะ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่
ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่
ถึงพร้อมด้วยสติ. บทว่า พฺรหฺมโลกมคญฺฉหํ ตัดบทเป็น พฺรหฺมโลกํ
อคญฺฉึ อหํ.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้าพระองค์นี้ มีพระนครชื่อว่า รัมมวดี พระ-
ชนกทรงพระนามว่า พระเจ้าสุนันทะ พระชนนีพระนามว่า พระนาง
สุชาดาเทวี. คู่พระอัครสาวกคือ พระภัททะ และ พระสุภัททะ พระ-
อุปัฏฐากชื่อว่า อนุรุทธะ คู่พระอัครสาวิกา คือ พระติสสา และ พระ
สุอุปติสสา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ คือต้น สาลกัลยาณี [ขานาง] พระสรีระสูง ๘๘
หน้า 326
ข้อ 2
ศอก พระชนมายุประมาณแสนปี พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่า รุจิเทวี
มีพระโอรสพระนามว่า วิชิตเสนะ มีอุปัฏฐาก พระนามว่า เจ้าจันทะ ประ-
ทับอยู่ ณ พระวิหารจันทารามแล ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงคุณยิ่งใหญ่
มีพระนครชื่อว่ารัมมวดี มีพระชนกพระนามว่า พระ
เจ้าสุนันทะ มีพระชนนีพระนามว่า พระนางสุชาดา.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีคู่
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระภัททะ และ พระสุภัททะ
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอนุรุทธะ.
พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีคู่
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระติสสา และ พระอุปติสสา
มีตัดต้นไม้ที่ตรัสรู้ ชื่อว่าต้นสาลกัลยาณี.
พระมหามุนีพระองค์นั้น สูง ๘๘ ศอก สง่างาม
เหมือนดวงจันทร์ เหมือนดวงอาทิตย์เที่ยงวัน ฉะนั้น.
ในยุคนั้น ทรงมีพระชนมายุแสนปี พระองค์มี
พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น ก็ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้าม
โอฆสงสาร.
แผ่นเมทนี งดงาม ด้วยพระขีณาสพทั้งหลาย
ผู้ไร้มลทิน ก็เหมือนท้องนภากาศ งดงามด้วยเหล่า
ดวงดาวทั้งหลาย พระโกณฑัญญพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ก็ทรงงดงามอย่างนั้น.
หน้า 327
ข้อ 2
พระขีณาสพแม้เหล่านั้น หาประมาณมิได้ อัน
โลกธรรมให้ไหวมิได้ ยากที่สัตว์จะเข้าไปหา พระผู้มี
ยศใหญ่เหล่านั้น แสดงตัวเหมือนสายฟ้าแลบแล้วต่าง
ก็ดับขันธ์ปรินิพพาน.
พระวรฤทธิ์ของพระชินเจ้า ที่ไม่มีผู้เทียบได้นั้น
และพระสมาธิที่พระญาณอบรมแล้ว ทั้งนั้นก็อันตร-
ธานไปหมดสั้น สังขารทุกอย่างก็ว่างเปล่าโดยแน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลกลฺยาณิโก ได้แก่ ต้นสาลกัลยาณี
ต้นสาลกัลยาณีนั้น เกิดในสมัยมีพระพุทธเจ้า และสมัยมีพระเจ้าจักรพรรดิ
เท่านั้น ไม่เกิดในสมัยอื่น. เล่ากันว่า ต้นสาลกัลยาณีนั้น ผุดขึ้นวันเดียว
เท่านั้น. บทว่า ขีณาสเวหิ วิมเลหิ วิจิตฺตา อาสิ เมทนี ความว่า
แผ่นเมทนีนี้รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวะ งดงามด้วยพระขีณาสพทั้งหลายน่าดูอย่างยิ่ง
ศัพท์ว่า ยถา หิ เป็นนิบาตลงในอรรถอุปมา. บทว่า อุฬูภิ แปลว่า ด้วย
ดวงดาวทั้งหลาย อธิบายว่าแผ่นเมทนีนี้ งดงามด้วยพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อ
ว่าสง่างามเหมือนท้องนภากาศงดงามด้วยหมู่ดาวทั้งหลาย.
บทว่า อสุงฺโขพฺภา ได้แก่ ไม่กำเริบ ไม่วิกาด้วยโลกธรรม ๘
ประการ. บทว่า วิชฺชุปาตํว ทสฺเสตฺวา แปลว่า แสดงตัวเหมือนสายฟ้า
แลบ. ปาฐะว่า วิชฺชุปฺปาตํ ว ดังนี้ก็มี. ความจริง ครั้งพระโกณฑัญญ-
พุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อปรินิพพานก็โลดขึ้นสู่อากาศชั่ว ๗ ต้นตาล รุ่งโรจน์
หน้า 328
ข้อ 2
ไปรอบๆ เหมือนสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆสีน้ำเงินแก่ เข้าเตโชธาตุแล้วก็
ปรินิพพาน เหมือนไฟหมดเธอ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า แสดงตัวเหมือน
สายฟ้าแลบ. บทว่า อตุลิยา แปลว่า ชั่งไม่ได้ ไม่มีผู้เสมือน. บทว่า
าณปริภาวิโต แปลว่า อันญาณให้เจริญแล้ว คาถาที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น
เพราะมีนัยที่กล่าวมาแต่หนหลังแล.
พระโกณฑัญญสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพ-
พาน ณ พระวิหารจันทาราม ที่น่ารื่นรมย์ เขาสร้าง
พระเจดีย์สำหรับพระองค์ เจ็ดโยชน์.
พระธาตุทั้งหลาย ของพระศาสดาพระองค์นั้นไม่
กระจัดกระจาย คงดำรงอยู่เป็นแท่งเดียว เหมือนรูป
ปฏิมาทอง.
มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น ช่วยกันเอาหินอ่อนสีเหลืองก่อ
แทนดิน ใช้น้ำมันและเนยแทนน้ำสร้างจนแล้วเสร็จแล.
จบ พรรณนาวงศ์พระโกณฑัญญพุทธเจ้า
หน้า 329
ข้อ 4
๓. วงศ์พระมงคลพุทธเจ้าที่ ๓
ว่าด้วยพระประวัติของพระมงคลพุทธเจ้า
[๔] ต่อมาจากสมัย ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าพระนามว่า มงคล ผู้นำโลก ทรงกำจัด
ความมืดในโลก ทรงชูประทีปธรรม.
รัศมีของพระองค์ไม่มีใครเทียบ ยิ่งกว่าพระชิน-
พุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ ข่มรัศมีของดวงจันทร์และดวง
อาทิตย์ ทำหมื่นโลกธาตุให้สว่างจ้า.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงประกาศสัจจะ ๔
อันประเสริฐสูงสุด. สัตว์นั้น ๆ ก็ดื่มรสสัจจะบรรเทา
ความมืดใหญ่ลงได้,
ในการที่ทรงบรรลุพระโพธิญาณ อันหาที่เทียบ
มิได้ แล้วทรงแสดงธรรมครั้งแรก ธรรมาภิสมัย ครั้ง
ที่ ๑ ก็ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรด ในภพของ
ท้าวสักกะเทวราชจอมเทพ ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัย
ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ.
ครั้ง พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิราช เข้าเฝ้าพระ-
สัมพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้า ก็ทรงลั่นธรรมเถรีอัน
ประเสริฐสูงสุด.
หน้า 330
ข้อ 4
ครั้งนั้น ข้าราชบริพารตามเสด็จพระเจ้าสุนันท-
จักรพรรดิราช มีจำนวนเก้าสิบโกฏิ ชนเหล่านั้น ก็ได้
เป็นผู้บวชด้วยเอหิภิกษุอุปสัมปทาทั้งหมด ไม่เหลือ
เลย.
สมัยพระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มี
สันนิบาตการประชุม ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประ-
ชุมสาวกแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ก็เป็นการประชุมสาวก
แสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ เป็นการประชุมสาวกเก้าสิบโกฏิ
ครั้งนั้น เป็นการประชุมสาวกผู้เป็นพระขีณาสพ ผู้ไร้
มลทิน.
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อสุรุจิ เป็นผู้คงแก่
เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท เราเข้าเฝ้า ถึงพระศาสดา
เป็นสรณะ บูชาพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ด้วยของหอมและดอกไม้ ครั้นบูชาด้วยของหอมและ
ดอกไม้แล้ว ก็เลี้ยงให้อิ่มหนำสำราญด้วยควปานะ
ขนมแป้งผสมน้ำนมโค.
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดแห่งสัตว์สองเท้า
พระองค์นั้น ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระ-
พุทธเจ้าในกัปที่นับไม่ได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคตเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุง-
กบิลพัศดุ์ที่น่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
หน้า 331
ข้อ 4
พระตถาคต ประทับ ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส เสด็จเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
ตกแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มียศใหญ่ทรงทำประทักษิณโพธิ-
มัณฑสถานอันยอดเยี่ยมแล้วตรัสรู้ ณ โคนต้นโพธิ-
พฤกษ์ ชื่อว่าอัสสัตถะ ต้นโพธิใบ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า มายา พระ-
ชนกพระนามว่า สุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมีนามว่าพระ
โคตมะ.
จักมีคู่อัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะและพระอุป-
ติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้ง
มั่น พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าอานันทะ จักบำรุงพระชินเจ้า
ผู้นี้.
จักมีคู่อัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และพระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น ต้นโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น เรียกว่าอัสสัตถพฤกษ์.
จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และหัตถะ
อาฬวกะ จักมีอัครอุปัฎฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตาและ
หน้า 332
ข้อ 4
อุตตรา พระโคตมพุทธเจ้าผู้มียศพระองค์นั้น จักมี
พระชนมายุ ประมาณ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย สดับพระดำรัสของ
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
นี้แล้ว ก็พากันปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อ
พุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ พร้อมทั้งเทวโลก ก็ส่งเสียงโห่
ร้อง ปรบมือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ
กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสั่งสอนของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
เฉพาะหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำทางหลัง ข้ามมหานทีฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่าจะละพ้นพระชินเจ้าพระ-
องค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของ
ท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระมงคลพุทธเจ้า พระองค์
นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสมากขึ้น อธิษฐานวัตรยิ่ง
ยวดขึ้น เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้เต็มบริบูรณ์.
หน้า 333
ข้อ 4
ครั้งนั้น เราเพิ่มพูนปีติ เพื่อบรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณอันประเสริฐ จึงถวายเคหสมบัติของเรา แด่พระ
มงคลพุทธเจ้า แล้วก็บวชในสำนักของพระองค์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัยและนวังคสัตถุ-
สาสน์ได้หมด ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้งดงาม.
เราเมื่ออยู่ในพระศาสนานั้น ไม่ประมาท เจริญ
พรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งในอภิญญา ๕ ก็ไปพรหมโลก.
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทรงมี
พระนคร ชื่อว่าอุตตระ มีพระชนกพระนามว่า พระเจ้า
อุตตระ พระชนนีพระนามว่า พระนางอุตตรา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ทรง
มีปราสาทเยี่ยมยอด ๓ หลัง ชื่อ ยสวา สุจิมา สิริมา
ทรงมีพระสนมนารีสามหมื่นถ้วน มีพระอัครมเหสี
พระนามว่ายสวดี พระโอรสพระนามว่า สีวละ.
พระชินเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษ-
กรมณ์ด้วยยานคือม้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม.
พระมหาวีระมงคลพุทธเจ้า ผู้นำโลก ผู้เป็นยอด
แห่งสัตว์สองเท้า ผู้สงบ อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว
ทรงประกาศพระธรรมจักรเสด็จจาริกไป.
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
อัครสาวกชื่อว่า พระสุเทวะ พระธรรมเสนะ มีพุทธ-
อุปัฏฐาก ชื่อว่า พระปาลิตะ.
หน้า 334
ข้อ 4
ทรงมีอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสีวลาและพระ-
อโสกา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นนาคะ คือต้นกากะทิง.
ทรงมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า นันทะ และวิสาขะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า อนุฬา และ สุมนา.
พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก พระรัศมีหลายแสน
แล่นออกจากพระสรีระนั้น.
สมัยนั้น ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี พระองค์
ทรงพระชนม์อยู่ถึงเพียงนั้น ก็ทรงยังหมู่ชนเป็นอัน
มากให้ข้ามโอฆสงสาร.
คลื่นทั้งหลายในมหาสมุทร ใครๆ ก็ไม่อาจนับ
คลื่นเหล่านั้นได้ ฉันใด สาวกทั้งหลายของพระมงคล-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ใครๆ ก็ไม่อาจนับสาวกเหล่า
นั้นได้ ฉันนั้น.
พระมงคลสัมพุทธเจ้า ผู้นำโลก ยังดำรงอยู่
ตราบใด ในศาสนาของพระองค์ ก็ไม่มีการตายของ
สาวกผู้ยังมีกิเลส ตราบนั้น.
พระผู้มียศใหญ่พระองค์นั้น ทรงชูประทีปธรรม
ยังมหาชนให้ข้ามโอฆสงสาร ทรงรุ่งเรืองแล้ว ก็เสด็จ
ดับขันธปรินิพพาน เหมือนดวงไฟ.
หน้า 335
ข้อ 4
ทรงแสดงความที่สังขารทั้งหลายเป็นสภาวธรรม
แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก รุ่งเรืองแล้วก็เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน เหมือนกองไฟดับ ประดุจดวงอาทิตย์
อัสดงคต ฉะนั้น.
พระมงคลพุทธเจ้า ปรินิพพาน ณ อุทยาน ชื่อ
เวสสระ ชินสถูปของพระองค์ ณ อุทยานนั้น สูงสาม
สิบโยชน์.
จบวงศ์พระมงคลพุทธเจ้าที่ ๓
พรรณาวงศ์พระมงคลพุทธเจ้าที่ ๓
ดังได้สดับมา เมื่อพระโกณฑัญญศาสดา เสด็จดับขันธปรินิพพาน
แล้ว ศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่แสนปี เพราะพระสาวกของพระพุทธะและ
อนุพุทธะอันตรธาน ศาสนาของพระองค์ก็อันตรธาน. ต่อจากสมัยของพระ-
โกณฑัญญพุทธเจ้า ล่วงไปอสงไขยหนึ่ง ในกัปเดียวกันนี่แล ก็บังเกิดพระ
พุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ
ใน ๔ พระองค์นั้น พระมงคลพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงบำเพ็ญบารมีสิบหก
อสงไขยกำไรแสนกัป ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงตลอดอายุในสวรรค์
ชั้นนั้น เมื่อบุพนิมิต ๕ ประการ เกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดพุทธโกลาหลขึ้น ครั้งนั้น
เทวดาในหมื่นจักรวาลก็ประชุมกันในจักรวาลนั้น จึงพากันอ้อนวอนว่า
หน้า 336
ข้อ 4
กาโลยํ เต มหาวีร อุปฺปชฺช มาตุ กุจฺฉิยํ
สเทวกํ ตารยนฺโต พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ.
ข้าแต่ท่านมหาวีระ นี้เป็นกาลอันสมควรสำหรับ
พระองค์ โปรดเสด็จอุบัติในพระครรภ์ของพระมารดา
เถิด พระองค์เมื่อทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้าม
โอฆสงสาร โปรดตรัสรู้อมตบทเถิด เจ้าข้า.
ทรงถูกเทวดาทั้งหลายอ้อนวอนอย่างนี้แล้ว ทรงพิจารณาวิโลกนะ ๕
ประการก็จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนาง-
อุตตราเทวี ราชสกุลของ พระเจ้าอุตตระ ผู้ยอดเยี่ยม ใน อุตตระนคร
ซึ่งเป็นนครสูงสุดเหมือนครทุกนคร ครั้งนั้นได้ปรากฏปาฏิหาริย์เป็นอันมาก
ปาฏิหาริย์เหล่านั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว ในวงศ์ของพระทีปังกร
พุทธเจ้านั่นแล.
นับตั้งแต่พระมงคลมหาสัตว์ ผู้เป็นมงคลของโลกทั้งปวง ทรงถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอุตตระมหาเทวีพระองค์นั้น พระรัศมีแห่ง
พระสรีระก็แผ่ไปตลอดเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอก ทั้งกลางคืนกลางวัน แสง
จันทร์และแสงอาทิตย์สู้ไม่ได้ พระรัศมีนั้น กำจัดความมืดได้โดยที่พระรัศมี
แห่งพระสรีระของพระองค์เกิดขึ้น ไม่ต้องใช้แสงสว่างอย่างอื่น พระพี่เลี้ยง
พระนม ๖๘ นางคอยปรนนิบัติอยู่.
เล่ากันว่า พระนางอุตตราเทวีนั้น มีเทวดาถวายอารักขา ครบทศมาส
ก็ประสูติพระมังคลมหาบุรุษ ณ มงคลราชอุทยาน ชื่อว่า อุตตรมธุรอุทยานอัน
มีไม้ดอกหอมอบอวล ไม้ต้นติดผลมีกิ่งและค่าคบ ประดับด้วยดอกบัวต้นและ
หน้า 337
ข้อ 4
บัวสาย มีเนื้อกวาง ราชสีห์ เสือ ช้าง โคลาน ควาย เนื้อฟาน และฝูงเนื้อ
นานาชนิดเที่ยวกันไป น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง พระมหาสัตว์พระองค์นั้นพอประสูติ
เท่านั้น ก็ทรงแลดูทุกทิศ หันพระพักตร์สู่ทิศอุดร ทรงย่างพระบาท ๗ ก้าว
ทรงเปล่งอาสภิวาจา ขณะนั้น เทวดาสิ้นทั้งหมื่นโลกธาตุ ก็ปรากฏกาย ประดับ
องค์ด้วย ทิพยมาลัยเป็นต้น ยืนอยู่ในที่นั้น ๆ แซ่ซ้องถวายสดุดีชัยมงคล
ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมีนัยที่กล่าวแล้วทั้งนั้น ในวันขนานพระนามพระมหาบุรุษนั้น
โหรทำนายลักษณะขนานพระนามว่า มงคลกุมาร เพราะประสูติด้วยมงคลสมบัติ
ทุกอย่าง.
ได้ยินว่า พระมหาบุรุษนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ ยสวา รุจิมา
สิริมา สตรีเหล่านาฏกะ [ฟ้อน, ขับ, บรรเลง] จำนวนสามหมื่น มีพระนาง
ยสวดีเป็นประธาน ณ ปราสาทนั้นพระมหาสัตว์เสวยสุขเสมือนทิพยสุข เก้าพัน
ปี ทรงได้พระโอรสพระนามว่า สีลวา ในพระครรภ์ของพระนางยสวดี พระ-
อัครมเหสี ทรงม้าตัวงามนามว่า ปัณฑระ ที่ตกแต่งตัวแล้ว เสด็จออกมหา-
ภิเนษกรมณ์ทรงผนวช มนุษย์สามโกฏิ ก็พากันบวชตามเสด็จพระมหาสัตว์ที่
ทรงผนวชพระองค์นั้น พระมหาบุรุษ อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้วทรง
บำเพ็ญความเพียรอยู่ ๘ เดือน.
แต่นั้น ก็เสวยข้าวมธุปายาส มีโอชะทิพย์ที่เทวดาใส่ไว้ อันนาง
อุตตรา ธิดาของ อุตตรเศรษฐี ในหมู่บ้านอุตตรคามถวายแล้ว ทรงยับยั้ง
พักกลางวัน ณ สาละวัน ซึ่งประดับด้วยไม้ดอกหอมกรุ่น มีแสงสีเขียว น่า
รื่นรมย์ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่อุตตระอาชีวกถวาย เสด็จเข้าไปยังต้นไม้ที่ตรัสรู้
ชื่อนาคะ [กากะทิง] มีร่มเงาเย็นคล้ายอัญชันคิรี สีครามแก่ ประหนึ่งมียอด มี
หน้า 338
ข้อ 4
ตาข่ายทองคลุม เว้นจากการชุมนุมของฝูงมฤคนานาพันธุ์ ประดับด้วยกิ่งหนา
ทึบ ที่ต้องลมอ่อน ๆ แกว่งไกวคล้ายฟ้อนรำ ถึงต้นนาคะโพธิที่น่าชื่นชม ก็
ทรงทำประทักษิณต้นนาคะโพธิ ประทับยืนข้างทิศอีสาน [ตะวันออกเฉียง
เหนือ ทรงลาดสันถัตหญ้า ๕๘ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัตหญ้านั้น
ทรงอธิษฐานความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ ทรงทำการพิจารณาปัจจยาการ
หยั่งลงโดยอำนาจอนิจจลักษณะเป็นต้นในขันธ์ทั้งหลาย ก็ทรงบรรลุพระ-
อนุตตรสมมาสัมโพธิญาณโดยลำดับ ทรงเปล่งอุทานว่า
อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพสํ
คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
คหการก ทิฏฺโสิ ปุน เคหํ น กาหสิ
สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ
วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.
เราแสวงหาตัณหานายช่างผู้สร้างเรือนเมื่อไม่พบ
ก็ท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก การเกิด
บ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนตัณหานายช่างผู้สร้างเรือน ตัว
ท่านเราพบแล้ว ท่านจักสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้ว โครง
สร้างเรือนของท่านเราหักเสียหมดแล้ว ยอดเรือนท่าน
เราก็รื้อเสียแล้ว จิตเราถึงธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้
เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว.
ส่วนรัศมีแห่งพระสรีระ พระมงคลพุทธเจ้า มีเกินยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า
พระองค์อื่นๆ รัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ ไม่เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หน้า 339
ข้อ 4
พระองค์อื่นๆ ซึ่งมีรัศมีพระสรีระ ประมาณ ๘๐ ศอกบ้าง วาหนึ่งบ้างโดย
รอบ ส่วนรัศมีแห่งพระสรีระของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น แผ่ไปตลอด
หมื่นโลกธาตุเป็นนิจนิรันดร์ ต้นไม้ ภูเขา เรือน กำแพง หม้อน้ำ บานประตู
เป็นต้น ได้เป็นเหมือนหุ้มไว้ด้วยแผ่นทอง พระองค์มีพระชนมายุถึงเก้า
หมื่นปี. รัศมีของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นต้นไม่มีตลอดเวลาถึง
เท่านั้น การกำหนดเวลากลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายทำการงาน
กันทุกอย่างด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เหมือนทำงานด้วยแสงสว่าง
ของดวงอาทิตย์เวลากลางวัน โลกกำหนดเวลาตอนกลางคืนกลางวัน โดยดอก-
ไม้บานยามเย็นและนกร้องยามเช้า.
ถามว่า อานุภาพนี้ของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ ไม่มีหรือ. ตอบว่า
ไม่มี หามิได้ ความจริง พระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น เมื่อทรงประสงค์ ก็ทรง
แผ่พระรัศมีไปได้ตลอดหมื่นโลกธาตุ หรือยิ่งกว่านั้น แต่รัศมีแห่งพระสรีระของ
พระผู้มีพระภาคเจ้ามงคล แผ่ไปตลอดหมื่นโสกธาตุเป็นนิจนิรันดร์ เหมือน
รัศมีวาหนึ่งของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น ๆ ก็ด้วยอำนาจความปรารถนาแต่เบื้อง
ต้น. เขาว่า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระ
โอรสและพระชายา ในอัตภาพเช่นเดียวกับอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ประทับ
อยู่ ณ ภูเขาเช่นเดียวกับเขาวงกต. ครั้งนั้น ยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ตนหนึ่งกินมนุษย์
เป็นอาหาร ชอบเบียดเบียนคนทุกคน ชื่อขรทาฐิกะ ได้ข่าวว่า พระมหาบุรุษ
ชอบให้ทาน จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์เข้าไปหา ทูลขอทารกสองพระองค์กะ
พระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัยว่า เราจะให้ลูกน้อยสองคนแก่
พราหมณ์ดังนี้ ได้ทรงประทานพระราชบุตรทั้งสองพระองค์แล้ว ทำให้แผ่นดิน
หวั่นไหวจนถึงน้ำ ขณะนั้น ทั้งที่พระมหาสัตว์ทรงเห็นอยู่ ยักษ์ละเพศเป็น
หน้า 340
ข้อ 4
พราหมณ์นั้นเสีย มีดวงตากลมเหลือกเหลืองดังเปลวไฟ มีเขี้ยวโง้งไม่เสมอกัน
น่าเกลียดน่ากลัว มีจมูกบี้แบน มีผมแดงหยาบยาว มีเรือนร่างเสมือนต้นตาล
ไหม้ไฟใหม่ๆ จับทารกสองพระองค์ เหมือนกำเหง้าบัวเคี้ยวกิน พระมหาบุรุษ
มองดูยักษ์ พอยักษ์อ้าปาก ก็เห็นปากยักษ์นั้น มีสายเลือดไหลออกเหมือน
เปลวไฟ ก็ไม่เกิดโทมนัสแม้เท่าปลายผม เมื่อคิดว่าเราให้ทานดีแล้ว ก็เกิดปีติ
โสมนัสมากในสรีระ. พระมหาสัตว์นั้นทรงทำความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งทาน
ของเรานี้ ในอนาคตกาล ขอรัศมีทั้งหลายจงแล่นออกโดยทำนองนี้ เมื่อพระ-
องค์อาศัยความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว รัศมีทั้งหลายจึงเปล่งออกจาก
สรีระ แผ่ไปตลอดสถานที่มีประมาณเท่านั้น.
บุพจริยาอย่างอื่นของพระองค์ยังมีอีก. เล่ากันว่า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์
พระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นี้เห็นเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง คิดว่า
ควรที่จะสละชีวิตของเราเพื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ให้เขาพันทั่วทั้งสรีระโดย
ทำนองพันประทีปด้าม ให้บรรจุถาดทองมีค่านับแสนซึ่งมีช่อดอกไม้ตูมขนาด
ศอกหนึ่ง เต็มด้วยของหอมและเนยใส จุดไส้เทียนพันไส้ไว้ในถาดทองนั้น
ใช้ศีรษะเทินถาดทองนั้นแล้วให้จุดไฟทั่วทั้งตัว ทำประทักษิณพระเจดีย์ของ
พระชินเจ้าให้เวลาล่วงไปตลอดทั้งคืน เมื่อพระโพธิสัตว์พยายามอยู่จนอรุณขึ้น
อย่างนี้ ไออุ่นก็ไม่จับแม้เพียงขุมขน ได้เป็นเหมือนเวลาเข้าไปสู่ห้องดอกปทุม
จริงทีเดียว ชื่อว่าธรรมนี้ย่อมรักษาบุคคลผู้รักษาตน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ
น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี.
หน้า 341
ข้อ 4
ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่
ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ใน
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไป
ทุคติ ดังนี้.
ด้วยผลแห่งกรรมแม้นี้ แสงสว่างแห่งพระสรีระของพระองค์จึงแผ่ไป
ตลอดหมื่นโลกธาตุ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า พระ-
พุทธเจ้า ผู้นำโลก พระนามว่ามงคล ก็ทรงกำจัด
ความมืดในโลก ทรงชูประทีปธรรม.
รัศมีของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น ไม่มีผู้
เทียบ ยิ่งกว่าพระชินเจ้าพระองค์อื่น ๆ ครอบงำแสง
สว่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ หมื่นโลกธาตุก็
สว่างจ้า.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ได้แก่ ความมืดในโลกและความมืด
ในดวงใจ. บทว่า นิหนฺตฺวาน ได้แก่ ครอบงำ. ในคำว่า ธมฺโมกฺกํ นี้
อุกฺกา ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถเป็นอันมาก มีเบ้าของช่างทองเป็นต้น. จริงอย่าง
นั้น เบ้าของช่างทองทั้งหลาย พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า
สณฺฑาเสน ชาตรูปํ คเหตฺวา อุกฺกามุเข ปกฺขิเปยฺย ใช้คีมคีบทองใส่ลง
ในปากเบ้า. ภาชนะถ่านไฟของช่างทองทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคต-
สถานว่า อุกฺกํ พนฺเธยฺย อุกฺกํ พนฺธิตฺวา อุกฺกามุขํ อาลิมฺเปยฺย พึงผูก
หน้า 342
ข้อ 4
ภาชนะถ่านไฟ ครั้นผูกภาชนะถ่านไฟแล้ว พึงฉาบปากภาชนะถ่านไฟ. เตาไฟของ
ช่างทอง ก็พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา
อนฺโต ฌายติ โน พหิ เปรียบเหมือนเตาของช่างทองทั้งหลาย ย่อมไหม้
แต่ภายใน ไม่ไหม้ภายนอก. ความเร็วของพายุ พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคต-
สถานว่า เอวํวิปาโก อุกฺกาปาโต ภวิสฺสติ มีอุกกาบาต จักมีผลเป็น
อย่างนี้. คบเพลิง ท่านเรียกว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า อุกฺกาสุ
ธาริยนานาสุ เมื่อคบเพลิงทั้งหลายอันเขาชูอยู่. แม้ในที่นี้คบเพลิงท่าน
ประสงค์ว่า อุกฺกา. เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงมีความว่า ทรงชูคบเพลิงที่สำเร็จ
ด้วยธรรม พระองค์ทรงชูคบเพลิงอันสำเร็จด้วยธรรมแก่โลก ซึ่งถูกความมืด
คืออวิชชาปกปิดไว้ อันความมืดคืออวิชชาครอบงำไว้.
บทว่า อตุลาสิ ได้แก่ ไม่มีรัศมีอื่นเทียบได้ หรือปาฐะก็อย่างนี้
เหมือนกัน. ความว่า มีพระรัศมีอันพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ เทียบไม่ได้. บท
ว่า ชิเนหญฺเหิ ตัดบทเป็น ชิเนหิ อญฺเหิ แปลว่า กว่าพระชินเจ้าพระ
องค์อื่นๆ. บทว่า จนฺทสุริยปฺปภํ หนฺตฺวา ได้แก่ กำจัดรัศมีของดวง
จันทร์และดวงอาทิตย์ บทว่า ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า เว้นแสงสว่าง
ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ หมื่นโลกธาตุย่อมสว่างจ้าด้วยแสงสว่างของ
พระพุทธเจ้าเท่านั้น.
ก็พระมงคลสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ทรงยับ
ยั้ง ณ โคนต้นไม้ที่ตรัสรู้ ๗ สัปดาห์ ทรงรับคำวอนขอให้ทรงแสดงธรรมของ
พรหม ทรงใคร่ครวญว่าเราจะแสดงธรรมนี้แก่ใครหนอ ก็ทรงเห็นว่า ภิกษุ
สามโกฏิที่บวชกับพระองค์ ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย. ครั้งนั้น ทรงดำริว่า กุลบุตร
หน้า 343
ข้อ 4
เหล่านี้บวชตามเราซึ่งกำลังบวชอยู่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย พวกเขาถูกเราซึ่งต้อง
การวิเวกสละไว้ เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เข้าไปอาศัย สิริวัฒนนคร อยู่ยัง
ชัฏสิริวัน เอาเถิด เราจักไปแสดงธรรมแก่พวกเขาในที่นั้น แล้วทรงถือ
บาตรจีวรของพระองค์ เหาะสู่อากาศ เหมือนพระยาหงส์ ปรากฏพระองค์ ณ
ชัฏสิริวัน ภิกษุเหล่านั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงอันเตวาสิกวัตร
แล้วนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระธัมมจักกัป-
ปวัตตนสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมาแล้ว แก่ภิกษุเหล่านั้น.
ต่อจากนั้น ภิกษุสามโกฏิก็บรรลุพระอรหัต ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม ได้
มีแก่เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงประกาศสัจจะ ๔
อันประเสริฐสุด เทวดาและมนุษย์นั้น ๆ ดื่มรสสัจจะ
บรรเทาความมืดใหญ่ได้.
ธรรมาภิสมัย การตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่ เทวดา
และมนุษย์แสนโกฏิ ในปฐมธรรมเทศนาของพระผู้มี
พระภาคเจ้าผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ที่ชั่งไม่ได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุโร แปลว่า ๔. บทว่า
สจฺจวรุตฺตเม ความว่า จริงด้วย ประเสริฐด้วย ชื่อว่า สัจจะอันประเสริฐ
อธิบายว่า สัจจะสูงสุด. ปาฐะว่า จตฺตาโร สจฺจวรุตฺตเม ดังนี้ก็มี ความ
ว่า สัจจะอันประเสริฐ สูงสุดทั้ง ๔. บทว่า เต เต ได้แก่ เทวดาและมนุษย์
หน้า 344
ข้อ 4
นั้นนั่น อันพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแนะนำแล้ว. บทว่า สจฺจรสํ ได้แก่
ดื่มรสอมตะคือการแทงตลอดสัจจะ ๔. บทว่า วิโนเทนฺติ มหาตมํ ความว่า
บรรเทา คือกำจัด ความมืด คือโมหะ ที่พึงละด้วยมรรคนั้น ๆ. บทว่า
ปตฺวาน ได้แก่ แทงตลอด. ในบทว่า โพธึ นี้ โพธิ ศัพท์นี้
มคฺเค ผเล จ นิพฺพาเน รุกฺเข ปญฺตฺติยํ ตถา
สพฺพญฺญุเต จ าณสฺมึ โพธิสทฺโท ปนาคโต.
ก็โพธิศัพท์มาในอรรถ คือ มรรค ผล นิพพาน
ต้นไม้ บัญญัติ พระสัพพัญญุตญาณ.
จริงอย่างนั้น โพธิ ศัพท์ มาในอรรถว่า มรรค ได้ในประโยคเป็น
ต้นว่า โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ าณํ ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า
โพธิ. มาในอรรถว่า ผล ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อุปสมาย อภิญฺาย
สมฺโพธาย สํวตฺตติ ย่อมเป็นไป เพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้
พร้อม. มาในอรรถว่า นิพพาน ได้ในประโยคนี้ว่า ปตฺวาน โพธึ อมตํ
อสงฺขตํ บรรลุพระนิพพาน อันไม่ตาย ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้.
มาในอรรถว่า ต้นอัสสัตถะ ต้นโพธิใบ ได้ในประโยคนี้ว่า อนฺตรา
จ คยํ อนฺตรา จ โพธึ ระหว่างแม่น้ำคยาและต้นโพธิ์. มาในอรรถว่า
บัญญัติ ได้ในประโยคนี้ว่า โพธิ โข ราชกุมาโร โภโต โคตมสฺส
ปาเท สิรสา วนฺทติ พระราชกุมารพระนามว่า โพธิ ถวายบังคมพระยุคล
บาทของพระโคดม ด้วยเศียรเกล้า.
มาในอรรถว่า พระสัพพัญญุตญาณ ได้ในประโยคนี้ว่า ปปฺโปติ
โพธึ วรภูริเมธโส พระผู้มีพระปัญญาดีอันประเสริฐดังแผ่นดิน ทรงบรรลุ
พระสัพพัญญุตญาณ. แม้ในที่นี้ ก็พึงเห็นว่าลงในอรรถว่า พระสัพพัญญุตญาณ
ลงในอรรถแม้ พระอรหัตมรรคญาณก็ควร. .
หน้า 345
ข้อ 4
บทว่า อตุลํ ได้แก่ เว้นที่จะชั่งได้ คือเกินประมาณ อธิบายว่า
ไม่มีประมาณ พึงถือความว่า ในปฐมธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ซึ่งทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วทรงแสดงธรรม.
สมัยใด พระมงคลพุทธเจ้า ทรงอาศัยนคร ชื่อ จิตตะ ประทับอยู่
ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ข่มมานะ ของพวกเดียรถีย์ ณ โคนต้นจำปา เหมือน
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ที่โคนต้นคัณฑัมพพฤกษ์แล้ว
ประทับนั่งเหนือพื้นพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ใต้โคนต้นปาริฉัตตกะ
ณ ภพดาวดึงส์ ซึ่งเป็นภพประเสริฐสำเร็จด้วยทองและเงินใหม่งดงาม เป็นแดน
สำเริงสำราญของเหล่าเทวดาและอสูรหนุ่มสาว ตรัสพระอภิธรรม. สมัยนั้น
ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรมได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒.
สมัยใด พระเจ้าจักรพรรดิ พระนาม สุนันทะ ทรงบำเพ็ญจักรวรรดิ
วัตร ณ สุรภีนคร ทรงได้จักรรัตนะ. เล่ากันว่า เมื่อ พระมงคลทศพล
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก จักรรัตนะนั้นก็เขยื้อนจากฐาน พระเจ้าสุนันทะทรงเห็น
แล้ว ก็หมดความบันเทิงพระหฤทัย จึงทรงสอบถามพวกพราหมณ์ว่า จักร-
รัตนะนี้ บังเกิดเพราะกุศลของเรา เหตุไฉน จึงเขยื้อนจากฐาน สมัยนั้น
พราหมณ์เหล่านั้นจึงพยากรณ์ ถึงเหตุที่จักรรัตนะนั้นเขยื้อนแด่พระราชาว่า
จักรรัตนะจะเขยื้อนจากฐาน เพราะพระเจ้าจักรพรรดิหมดพระชนมายุ เพราะ
พระเจ้าจักรพรรดิทรงผนวชหรือเพราะพระพุทธเจ้าปรากฏ แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระชนมายุของพระองค์ยังไม่สิ้นดอกพระพุทธเจ้าข้า
พระองค์ทรงมีพระชนมายุยืนยาว. แต่พระมงคลสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติ
แล้วในโลก ด้วยเหตุนั้น จักรรัตนะของพระองค์จึงเขยื้อน พระเจ้าสุนันท-
หน้า 346
ข้อ 4
จักรพรรดิราช พร้อมทั้งบริษัท จึงทรงไหว้จักรรัตนะนั้นด้วยเศียรเกล้า ทรง
วอนขอว่า ตราบใดเราจักสักการะพระมงคลทศพล ด้วยอานุภาพของท่าน ขอ
ท่านอย่าเพิ่งอันตรธานไป ตราบนั้นด้วยเถิด. ลำดับนั้น. จักรรัตนะนั้นก็ได้
ตั้งอยู่ที่ฐานตามเดิม.
แต่นั้น พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิ ผู้มีความบันเทิงพระหฤทัยพรั่ง-
พร้อม อันบริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แวดล้อมแล้ว ก็เสด็จเข้าเฝ้าพระ
มงคลทศพล ผู้เป็นมงคลของโลกทั้งปวง ทรงอังคาสพระศาสดาพร้อมทั้งพระ
สงฆ์สาวกให้อิ่มหนำสำราญด้วยมหาทาน ถวายผ้าแคว้นกาสีแด่พระอรหันต์แสน
โกฏิรูป ถวายบริขารทุกอย่างแด่พระตถาคต ทรงทำการบูชาแด่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ซึ่งทำความประหลาดใจสิ้นทั้งโลก แล้วเข้าเฝ้าพระมงคลพุทธเจ้า ผู้
เป็นนาถะของโลกทั้งปวง ทรงทำอัญชลีดั่งช่อดอกบัวอันไร้มลทิน อันรุ่ง-
เรืองด้วยทศนขสโมธานไว้เหนือเศียรเกล้า ทรงถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ
ที่สมควรส่วนหนึ่ง แม้พระราชโอรสของพระองค์ พระนามว่าอนุราชกุมาร ก็
ประทับนั่งอย่างนั้นเหมือนกัน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุบุพพิกถาโปรดชนเหล่านั้น ซึ่งมี
พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิเป็นประธาน พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิพร้อมทั้ง
บริษัท บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ลำดับนั้น พระศาสดาทรง
สำรวจบุพจริยาของชนเหล่านั้น ทรงเห็นอุปนิสสัยแห่งบาตรจีวรที่สำเร็จด้วย
ฤทธิ์ ก็ทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งประดับด้วยข่ายจักร ตรัสว่า พวก
เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในทันทีภิกษุทุกรูป ก็มีผมขนาดสองนิ้ว ทรงบาตร
จีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ ถึงพร้อมด้วยอาการอันสมควรแก่สมณะ ประหนึ่งพระ-
เถระ ๖๐ พรรษา แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 347
ข้อ 4
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม ในสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ ภพของท้าวสักกะจอมทวยเทพ ธรรมาภิสมัย
ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ.
สมัยใด พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิ เสด็จเข้าไป
เฝ้าพระสัมพุทธเจ้า สมัยนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้ประ-
เสริฐ ได้ทรงลั่นธรรมเภรีอันสูงสุด.
สมัยนั้น หมู่ชนที่ตามเสด็จพระเจ้าสุนันทะมี
จำนวนเก้าสิบโกฏิ ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ไม่มี
เหลือ เป็นเอหิภิกขุ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุรินฺทเทวภวเน ความว่า ในภพของ
ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพอีก. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระอภิธรรม. บทว่า
อาหนิ ได้แก่ ตี. บทว่า วรุตฺตมํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ
ได้ทรงลั่นธรรมเภรีอันสูงสุด. บทว่า อนุจรา ได้แก่ เสวกผู้ตามเสด็จประจำ.
บทว่า อาสุํ ได้แก่ ได้มีแล้ว. ปาฐะว่า ตทาสิ นวุติโกฏิโย ดังนี้ก็มี.
ความว่า หมู่ชนของพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิพระองค์นั้นได้มีแล้ว ถ้าจะถามว่า
หมู่ชนนั้น มีจำนวนเท่าไร ก็จะตอบได้ว่า มีจำนวนเก้าสิบโกฏิ.
เล่ากันว่า ครั้งนั้น เมื่อพระมงคลโลกนาถประทับอยู่ ณ เมขลบุรี
ในนครนั้นนั่นแล สุเทวมาณพ และ ธัมมเสนมาณพ มีมาณพพันหนึ่ง
เป็นบริวาร พากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น. เมื่อคู่พระอัครสาวกพร้อมบริวารบรรลุพระอรหัต ในวันเพ็ญ
หน้า 348
ข้อ 4
เดือนมาฆะ พระศาสดาทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิ
นี้เป็นการประชุมครั้งแรก. ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในการประชุมของ
บรรพชิต ในสมาคมญาติอันยอดเยี่ยม ณ อุตตราราม อีก นี้เป็นการประชุม
ครั้งที่ ๒. ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในท่ามกลางภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ในสมาคม
คณะภิกษุพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิ นี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
การประชุม ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ ประชุมภิกษุแสน
โกฏิ.
ครั้งที่ ๒ ประชุมภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ ประ-
ชุมภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งนั้น เป็นการประชุมภิกษุ
ขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพราหมณ์ ชื่อว่า สุรุจิ ในหมู่
บ้าน สุรุจิพราหมณ์ เป็นผู้จบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์
ทั้งประเภทอักขรศาสตร์ ชำนาญร้อยกรอง ชำนาญร้อยแก้ว ทั้งเชี่ยวชาญใน
โลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณศาสตร์ ท่านสุรุจิพราหมณ์นั้น เข้าไปเฝ้า
พระศาสดา ฟังธรรมกถาอันไพเราะของพระทศพลแล้วเลื่อมใสถึงสรณะ นิมนต์
พระผู้พระภาคเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกว่า พรุ่งนี้ ขอพระองค์โปรดทรง
รับอาหารของข้าพระองค์ด้วยเถิด ท่านพราหมณ์นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการภิกษุจำนวนเท่าไร จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุบริวารของพระองค์มีเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า. ครั้งนั้น
เป็นการประชุมครั้งที่ ๑ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสว่าแสนโกฏิ สุรุจิพราหมณ์
หน้า 349
ข้อ 4
จึงนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์โปรดทรงรับ
อาหารของข้าพระองค์ พร้อมกับภิกษุทุกรูปพระเจ้าข้า. พระศาสดาจึงทรงรับ
นิมนต์.
พราหมณ์ ครั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้นแล้ว
ก็กลับไปบ้านตนคิดว่า ภิกษุจำนวนถึงเท่านี้ เราก็สามารถถวายข้าวต้มข้าวสวย
และผ้าได้ แต่สถานที่ท่านจะนั่งกันจักทำอย่างไร ความคิดของท่านพราหมณ์
นั้นก็ร้อนไปถึงพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ของท้าวสหัสนัยน์สักกเทวราช
ซึ่งสถิตอยู่เหนือยอดขุนเขาพระเมรุ ระยะทางแปดหมื่นสี่พันโยชน์ ครั้งนั้น
ท้าวสักกเทวราชทรงเห็นอาสน์ร้อนขึ้นมา ก็เกิดปริวิตกว่า ใครหนอประสงค์
จะให้เราเคลื่อนย้ายจากที่นี้ ทรงเล็งทิพยเนตรตรวจดูมนุษยโลก ก็เห็นพระ-
มหาบุรุษ คิดว่า พระมหาสัตว์ผู้นี้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
คิดถึงเรื่องสถานที่ภิกษุสงฆ์นั้นจะนั่ง แม้เราก็ควรจะไปที่นั้นแล้วรับส่วนบุญ
จึงปลอมตัวเป็นนายช่างไม้ ถือมีดและขวานแล้วปรากฏตัวต่อหน้าพระมหาบุรุษ
กล่าวว่า ใครหนอมีกิจที่จะจ้างเราทำงานบ้าง.
พระมหาสัตว์เห็นแล้วก็ถามว่า ท่านสามารถทำงานของเราได้หรือ เขา
บอกกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าศิลปะที่เราไม่รู้ ไม่มี ผู้ใด ประสงค์จะให้ทำสิ่งไรๆ
ไม่ว่าจะเป็นมณฑป ปราสาท หรือนิเวศน์เป็นต้นไร ๆ อื่น เราก็สามารถทำ
ได้ทั้งนั้น. พระมหาสัตว์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรามีงาน. เขาถามว่า งานอะไร
เล่า นายท่าน. พระมหาสัตว์บอกว่า เรานิมนต์ภิกษุจำนวนแสนโกฏิ เพื่อ
ฉันอาหารวันพรุ่งนี้ ท่านจักต้องสร้างมณฑปสำหรับภิกษุเหล่านั้นนั่งนะ เขา
กล่าวว่า ได้สิ พ่อคุณ. เขากล่าวว่า ดีละ ถ้าอย่างนั้นเราจักทำ แล้วก็ตรวจดูภูมิ
หน้า 350
ข้อ 4
ประเทศแห่งหนึ่ง ภูมิประเทศเหล่านั้นประมาณสิบสองโยชน์ พื้นเรียบเหมือน
วงกสิณน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง. เขาคิดอีกว่า มณฑปที่เห็นเป็นแก่นไม้สำเร็จด้วย
รัตนะ ๗ ประการจงผุดขึ้น ณ ที่ประมาณเท่านี้ แล้วตรวจดู ในทันใด มณฑป
ที่ชำแรกพื้นดินผุดโผล่ขึ้นก็เสมือนมณฑปจริง มณฑปนั้นมีหม้อเงินอยู่ที่เสา
ทอง มีหม้อทองอยู่ที่เสาเงิน มีหม้อแก้วประพาฬอยู่ที่เสาแก้วมณี มีหม้อแก้ว
มณีอยู่ที่เสาแก้วประพาฬ มีหม้อรัตนะ ๗ อยู่ที่เสารัตนะ ๗.
ต่อนั้น เขาตรวจดูว่าข่ายกระดิ่ง จงห้อยระหว่างระยะของมณฑป
พร้อมกับการตรวจดู ข่ายกระดิ่งก็ห้อย ซึ่งเมื่อต้องลมพานอ่อนๆ ก็เปล่งเสียง
ไพเราะ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เหมือนอย่างดนตรีเครื่อง ๕ ได้เป็นเหมือนเวลา
บรรเลงทิพยสังคีต. เขาคิดว่า พวงของหอม พวงดอกไม้ พวงใบไม้และพวง
รัตนะ ๗ ของทิพย์ จงห้อยลงเป็นระยะๆ. พร้อมกับคิด พวงทั้งหลายก็ห้อย.
อาสนะ เครื่องลาดมีค่าเป็นของกับปิยะ และเครื่องรองทั้งหลาย สำหรับภิกษุ
จำนวนแสนโกฏิ จงชำแรกแผ่นดินผุดโผล่ขึ้น ในทันใด ของดังกล่าวก็ผุดขึ้น
เขาคิดว่าหม้อน้ำ จงตั้งอยู่ทุก ๆ มุม ๆ ละหม้อ ทันใดนั่นเองหม้อน้ำทั้งหลาย
เต็มด้วยน้ำสะอาดหอมและเป็นกัปปิยะมีรสอร่อย เย็นอย่างยิ่ง มีปากปิดด้วย
ใบทอง ก็ตั้งขึ้น ท้าวสหัสสนัยน์นั้น ทรงเนรมิตสิ่งของมีประมาณเท่านี้แล้ว
เข้าไปหาพราหมณ์กล่าวว่า นายท่าน นานี่แน่ะ ท่านเห็นมณฑปของท่านแล้ว
โปรดให้ด่าจ้างแก่เราสิ พระมหาสัตว์ไปตรวจดูมณฑปนั้น เมื่อเห็น มณฑป
นั่นแลสรีระก็ถูกปีติ ๕ อย่างถูกต้อง แผ่ซ่านมิได้ว่างเว้นเลย.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์เมื่อแลเห็นก็คิดอย่างนี้ว่า มณฑปนี้มิใช่ฝีมือ
มนุษย์สร้าง อาศัยอัธยาศัยของเรา คุณของเรา จึงร้อนถึงภพของท้าวสักก-
หน้า 351
ข้อ 4
เทวราช ต่อนั้น ท้าวสักกจอมทวยเทพจึงทรงเนรมิตมณฑปนี้แน่แล้ว. พระ-
มหาสัตว์คิดว่า การจะถวายทานวันเดียวในมณฑปเห็นปานนี้ไม่สมควรแก่เรา
จำเราจะถวายตลอด ๗ วัน ธรรมดาทานภายนอก แม้มีประมาณเท่านั้น ก็ยัง
ไม่อาจทำหัวใจของพระโพธิสัตว์ให้พอใจได้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายอาศัยจาคะ
ย่อมจะชื่อว่าพอใจ ก็แต่ในเวลาที่ตัดศีรษะที่ประดับแล้วหรือควักลูกตาที่
หยอดแล้ว หรือถอดเนื้อหัวใจให้เป็นทาน. จริงอยู่ ในสิวิชาดก เมื่อพระ-
โพธิสัตว์ของเรา สละทรัพย์ห้าแสนกหาปณะทุกๆ วัน ให้ทาน ๕ แห่ง คือ
ท่ามกลางนคร และที่ประตูทั้ง ๕. ทานนั้นไม่อาจให้เกิดความพอใจในจาคะ
ได้เลย. แต่สมัยใด ท้าวสักกเทวราชปลอมตัวเป็นพราหมณ์มาขอจักษุทั้งสองข้าง
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์นั้น ก็ควักจักษุเหล่านั้นให้ กำลังทานนั่นแหละ จึงเกิด
ความร่าเริง จิตมิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่เท่าปลายเส้นผม. ด้วยประการดังกล่าว
มานี้ พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลาย อาศัยแต่ทานภายนอกจึงมิได้อิ่มเลย
เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้พระองค์นั้น คิดว่า เราควรถวายทานแก่ภิกษุ
จำนวนแสนโกฏิ จึงให้ภิกษุเหล่านั้นนั่ง ณ มณฑปนั้นแล้วถวายทาน ชื่อว่า
ควปานะ [ขนมแป้งผสมนมโค] ๗ วัน.
โภชนะที่เขาบรรจุหม้อขนาดใหญ่ๆ ให้เต็มด้วยน้ำนมโคแล้วยกตั้งบน
เตา ใส่ข้าวสารทีละน้อยๆ ลงที่น้ำนมซึ่งสุกโดยเคี่ยวจนข้นแล้วปรุงด้วยน้ำผึ้ง
คลุกน้ำตาลกรวดละเอียดและเนยใสเข้าด้วยกัน เรียกกันว่า ควปานะ ในบาลีนั้น
ควปานะนี้นี่แหละ เขาเรียกว่าโภชนะอร่อยมีรส ๔ ดังนี้ก็มี. แต่มนุษย์ทั้งหลาย
ไม่อาจอังคาสได้ แม้แต่เทวดาทั้งหลาย ที่อยู่ช่องว่างช่องหนึ่งจึงอังคาสได้ สถาน
ที่นั้นแม้มีขนาดสิบสองโยชน์ ก็ยังไม่พอรับภิกษุเหล่านั้นได้เลย แต่ภิกษุเหล่า
หน้า 352
ข้อ 4
นั้นนั่งโดยอานุภาพของตนๆ. วันสุดท้าย พระมหาบุรุษให้เขาล้างบาตรภิกษุ
ทุกรูป บรรจุด้วยเนยใส เนยขึ้น น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น ได้ถวายพร้อมด้วย
ไตรจีวร ผ้าจีวรที่ภิกษุสังฆนวกะในที่นั้นได้แล้ว ก็เป็นของมีค่านับแสน.
ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อทรงทำอนุโมทนา ทรงใคร่ครวญดูว่า มหา-
บุรุษผู้นี้ได้ถวายมหาทานเห็นปานนี้ จักเป็นใครกันหนอ ก็ทรงเห็นว่า ใน
อนาคตกาล เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ในที่สุดสองอสงไขย
กำไรแลนกัป แต่นั้น จึงทรงเรียกพระมหาสัตว์มาแล้วทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาล
ประมาณเท่านี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. ลำดับนั้น พระ-
มหาบุรุษสดับคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็มีหัวใจปลาบปลื้ม
คิดว่า พระองค์ตรัสว่าเราจักเป็นพระพุทธเจ้า เราก็ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนจึง
ละสมบัติเห็นปานนั้นเสียเหมือนก้อนเขฬะ บวชในสำนักของพระศาสดา เรียน
พระพุทธวจนะ ยังอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด มีฌานไม่เสื่อม ดำรงอยู่
จนตลอดอายุ ที่สุดอายุ บังเกิดแล้วในพรหมโลก. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่าสุรุจิ เป็นผู้คง
แก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท.
เราเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถึงพระองค์เป็นสรณะ
แล้วบูชาพระสงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วย
ของหอมและดอกไม้ ครั้นบูชาด้วยของหอมและดอกไม้
แล้วก็เลี้ยงให้อิ่มหนำสำราญด้วยขนมควปานะ.
พระมงคลพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นยอดของสัตว์สองเท้า
แม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า ในกัปที่ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
หน้า 353
ข้อ 4
ตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัศดุ์แล้ว
ตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยาแล้ว ฯลฯ พวกเราจัก
อยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของ พระมงคลพุทธเจ้านั้นแล้ว
ก็ยังจิตให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป แล้วอธิษฐาน ข้อวัตรยิ่ง
ขึ้น เพื่อบำเพ็ญบารมีให้สมบูรณ์.
ครั้งนั้น เราเพิ่มพูนปีติ เพื่อบรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณอันประเสริฐ ก็ถวายเคหะของเราแด่พระพุทธเจ้า
แล้วบวชในสำนักของพระองค์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทั้งหมด ยังศาสนาพระชินเจ้าให้งดงาม
เราอยู่ในพระศาสนานั้น อย่างไม่ประมาท เจริญ
พรหมวิหารภาวนา ก็ถึงฝั่งอภิญญา เข้าถึงพรหมโลก
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺธมาเลน ได้แก่ ด้วยของหอมและ
ดอกไม้. คำว่า ควปานะ นี้ได้กล่าวมาแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ฆตปาเนน ดังนี้ก็มี. บทว่า ตปฺปยึ แปลว่า ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว. บทว่า
อุตฺตรึปิ วตมธิฏฺสึ ได้แก่ อธิษฐานข้อวัตร ยวดยิ่งขึ้น. บทว่า ทสปารมิ-
ปูริยา ได้แก่ เพื่อทำบารมี ๑๐ ให้เต็ม. บทว่า ปีตึ ได้แก่ ความยินดีแห่ง
ใจ. บทว่า อนุพฺรูหนฺโต ได้แก่ ให้เจริญ. บทว่า สมฺโพธิวรปตฺติยา
ได้แก่ เพื่อบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า. บทว่า พุทฺเธ ทตฺวาน ได้แก่
บริจาคแด่พระพุทธเจ้า. บทว่า มํ เคหํ ความว่า บริจาคเคหะคือสมบัติ
๑. ดูความพิศดารในวงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔ หน้า ๓๕๘.
หน้า 354
ข้อ 4
ทุกอย่างของเรา แด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เพื่อเป็นปัจจัย ๔. บทว่า ตตฺถ
ได้แก่ ในพระพุทธศาสนานั้น. บทว่า พฺรหฺมํ ได้แก่ เจริญพรหมวิหาร
ภาวนา.
ก็พระผู้มีพระภาคมงคลพุทธเจ้า มีพระนคร ชื่อว่า อุตตรนคร
แม้พระชนกของพระองค์เป็นกษัตริย์ พระนามว่า พระเจ้าอุตตระ แม้
พระชนนีพระนามว่า พระนางอุตตระ คู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสุเทวะ
และ พระธรรมเสนะ มีพระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระปาลิตะ มีคู่พระ-
อัครสาวิกา ชื่อว่า พระสีวลา และ พระอโสกา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ ชื่อต้นนาคะ
[กากะทิง] พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุประมาณเก้าหมื่นปี ส่วนพระ-
ชายาพระนามว่า ยสวดี พระโอรสพระนามว่า สีวละ เสด็จอภิเนษกรมณ์
โดยยานคือ ม้า ประทับ ณ พระวิหาร อุตตราราม อุปัฏฐากชื่อ อุตตระ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ดำรงพระชนม์อยู่เก้าหมื่นปีก็เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน. หมื่นจักรวาลก็มืดลงพร้อมกัน โดยเหตุอย่างเดียวเท่านั้น มนุษย์
ทุกจักรวาล ก็พากันร่ำไห้คร่ำครวญเป็นการใหญ่ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
นคร ชื่ออุตตรนคร มีพระชนกพระนามว่า พระเจ้า
อุตตระ พระชนนีพระนามว่า พระนางอุตตรา.
มีคู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสุเทวะ พระ-
ธรรมเสนะ มีพระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระปาลิตะ.
มีคู่พระอัครสาวิกา ชื่อพระสีวลา และพระ
อโสกา ต้นไม้ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียก
ว่าต้นนาคะ.
พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก พระรัศมีแล่นออก
จากพระสรีระนั้นหลายแสน.
หน้า 355
ข้อ 4
ในยุคนั้น ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี พระ-
องค์ดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ก็ทรงยังหมู่ชนเป็นอัน
มากให้ข้ามโอฆสงสาร.
คลื่นในมหาสมุทร ใครๆ ไม่อาจนับคลื่นเหล่า
นั้นได้ฉันใด สาวกของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ใครๆ ก็ไม่อาจนับสาวกเหล่านั้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระมงคลสัมพุทธเจ้า ผู้นำโลก ยังดำรงอยู่
เพียงใด ความตายของผู้ยังมีกิเลสในศาสนาของ
พระองค์ ก็ไม่มีเพียงนั้น.
พระผู้มีพระยศใหญ่พระองค์นั้น ทรงชูประทีป
ธรรม ยังมหาชนให้ข้ามโอฆสงสาร แล้วก็เสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน เหมือนดวงไฟลุกโพลงแล้วก็ดับไป
ฉะนั้น.
พระองค์ ครั้นทรงแสดงความที่สังขารทั้งหลาย
เป็นสภาวธรรมแล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพานเหมือน
กองไฟลุกโพลงแล้วก็ดับ เหมือนดวงอาทิตย์ส่องแสง
สว่างแล้ว ก็อัสดงคตฉะนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ได้แก่ จากพระสรีระของพระมงคล
พุทธเจ้าพระองค์นั้น. บทว่า นิทฺธาวตี ก็คือ นิทฺธาวนฺติ พึงเห็นว่าเป็น
วจนะวิปลาส. .บทว่า รํสี ก็คือ รัศมีทั้งหลาย. บทว่า อเนกสตสหสฺสี
ก็คือ หลายแสน. บทว่า อูมี ได้แก่ ระลอกคลื่น. บทว่า คเณตุเย
หน้า 356
ข้อ 4
แปลว่า เพื่อคำณวน คือนับ. อธิบายว่า คลื่นในมหาสมุทร ใคร ๆ ไม่อาจ
นับว่าคลื่นในมหาสมุทรมีเท่านี้ ฉันใด แม้สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้น ใครๆ ก็ไม่อาจนับได้ ที่แท้เกินที่จะนับได้ ก็ฉันนั้น. บทว่า
ยาว ได้แก่ ตลอดกาลเพียงใด. บทว่า สกิเลสมรณํ ตทา ความว่า
บุคคลเป็นไปกับด้วยกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าผู้เป็นไปกับด้วยกิเลส. ความตาย
ของผู้เป็นไปกับด้วยกิเลส ชื่อว่า สกิเลสมรณะ ความตายของผู้มีกิเลส.
ความตายของผู้มีกิเลสนั้นไม่มี. เขาว่า สมัยนั้น สาวกทั้งหลายในศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พากันปรินิพพานหมด
ผู้เป็นปุถุชนหรือเป็นพระโสดาบันเป็นต้นก็ยังไม่ทำกาลกิริยา [ตาย] อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า สมฺโมหมารณํ ตทา ดังนี้ก็มี.
บทว่า ธมฺโมกฺกํ แปลว่า ประทีปธรรม. ไฟท่านเรียกว่า ธูมเกตุ
แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าประทีป เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า เหมือนประทีปส่องแสง
แล้วก็ดับไป. บทว่า มหายโส ได้แก่ พระผู้มีบริวารมาก อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า นิพฺพุโต โส สสาวโก. บทว่า สงฺขารานํ ได้แก่ สังขตธรรม
ธรรมที่มีปัจจัย. บทว่า สภาวตฺตํ ได้แก่ สามัญลักษณะมีอนิจจลักษณะ
เป็นต้น. บทว่า สุริโย อตฺถงฺคโต ยถา ความว่า ดวงอาทิตย์ซึ่งมีรัศมี
นับพัน กำจัดกลุ่มความมืดทั้งหมด และส่องสว่างหมดทั้งโลก ยังถึงอัสดงคต
ฉันใด แม้พระมงคลพุทธเจ้าผู้เป็นดั่งดวงอาทิตย์ ผู้ทำความแย้มบานแก่เวไนย-
สัตว์ผู้เป็นดั่งดงบัว ทรงกำจัดความมืดในโลกทั้งภายในทั้งภายนอกทุกอย่าง
ทรงรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ ก็ถึงความดำรงอยู่ไม่ได้
ก็ฉันนั้น คาถาที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระมงคลพุทธเจ้า
หน้า 357
ข้อ 5
๔. วงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔
ว่าด้วยพระประวัติของพระสุมนพุทธเจ้า
[๕] ต่อจากสมัยของพระมงคลพุทธเจ้า พระ-
พุทธเจ้าพระนามว่า สุมนะ ผู้นำโลก ผู้ไม่มีผู้เสมอ
ด้วยธรรมทั้งปวง ผู้สูงสุดแห่งสรรพสัตว์.
ครั้งนั้น ทรงลั่นอมตเภรี คือคำสั่งสอนของ
พระชินพุทธเจ้ามีองค์ ๙ ซึ่งประกอบพร้อมด้วยสังข์
คือธรรม ณ กรุงเมขละราชธานี.
พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงกำจัดกิเลสทั้งหลาย
แล้วทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด ทรงสร้าง
นคร คือพระสัทธรรมปุระ อันประเสริฐสูงสุด.
พระองค์ทรงสร้างถนนใหญ่ ที่ไม่ขาดไม่คดแต่
ตรงใหญ่กว้าง คือสติปัฏฐานอันประเสริฐสูงสุด.
ทรงคลี่วางสามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา อภิญญา
๖ และสมาบัติ ๘ ไว้ ณ ถนนนั้น.
ชนเหล่าใด ไม่ประมาท ไม่มีตะปูตรึงใจ
ประกอบด้วยหิริและวีริยะ ชนเหล่านั้น ๆ ย่อมยึดไว้ได้
ซึ่งคุณประเสริฐเหล่านี้ ตามสบาย.
หน้า 358
ข้อ 5
พระศาสดา เมื่อทรงยกชนเป็นอันมากขึ้นด้วย
การประกอบนั้น อย่างนี้นี่แล ก็ทรงสัตว์แสนโกฏิ
ให้ตรัสรู้ เป็นครั้งที่ ๑.
สมัยใด พระมหาวีระ ทรงสั่งสอนหมู่เดียรถีย์
สมัยนั้น สัตว์พันโกฏิ ก็ตรัสรู้ ในการแสดงธรรม
ครั้งที่ ๒.
สมัยใด เทวดาและมนุษย์ พร้อมเพรียงเป็น
น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทูลถามนิโรธปัญหาและข้อสงสัย
ทางใจ.
แม้สมัยนั้น สัตว์เก่าหมื่นโกฏิ ก็ได้ตรัสรู้ครั้ง
ที่ ๓ ในการแสดงธรรมในการตอบนิโรธปัญหา.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตการประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ ผู้คงที่ ๓ ครั้ง.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่จำพรรษาแล้ว
เมื่อท่านประกาศปวารณา พระตถาคตก็ทรงปวารณา
พรรษา พร้อมด้วยภิกษุแสนโกฏิ.
ต่อจากสันนิบาต การประชุมครั้งที่ ๑ นั้น ใน
การประชุมภิกษุเก้าหมื่นโกฎิ ณ ภูเขาทองไร้มลทิน
เป็นการประชุม ครั้งที่ ๒.
หน้า 359
ข้อ 5
สมัยที่ท้าวสักกะเทวราช เสด็จเข้าไปเพื่อเฝ้า
พระพุทธเจ้า เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิประชุม
กัน เป็นครั้งที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นพญานาคชื่ออตุละ มีฤทธิ์มาก
สั่งสมกุศลไว้มาก.
ครั้งนั้น เราออกจากพิภพนาค พร้อมด้วยเหล่า
ญาตินาคทั้งหลาย บำรุงบำเรอพระชินพุทธเจ้าด้วย
ดนตรีทิพย์.
เราเลี้ยงดูภิกษุแสนโกฏิ ให้อิ่มหนำสำราญด้วย
ข้าวน้ำ ถวายคู่ผ้ารูปละคู่ แล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้นำโลก พระองค์นั้น ทรง
พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่หา
ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัศดุ์
อันน่ารื่นรมย์แล้ว ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
รับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้านั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริมฝั่งแม่น้ำ
เนรัญชรา เสด็จเข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์โดยทางอันดี
ที่เขาจัดไว้.
หน้า 360
ข้อ 5
ต่อนั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม จักตรัสรู้ ณ โพธิพฤกษ์
ชื่ออัสสัตถะ ต้นโพธิใบ.
ท่านผู้นี้จักมีพระชนนี พระนามว่า มายา พระ-
ชนก พระนามว่า สุทโธทนะ ท่านผู้นี้ชื่อโคตมะ.
จักมีอัครสาวก ชื่อพระโกลิตะ พระอุปติสสะผู้
ไม่มีอาสวะปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น พุทธ-
อุปัฏฐาก ชื่อว่าอานันทะ จักบำรุงพระชินเจ้าผู้นี้.
จักมีอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และพระอุบล
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น.
โพธิพฤกษ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า อัสสัตถะ ต้นโพธิใบ อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า
จิตตะและหัตถะอาฬวกะ อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า
นันทมาตาและอุตตรา. พระโคดมผู้พระยศ พระองค์
นั้น มีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดา ฟังพระดำรัสนี้ของพระสุมน
พุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่แล้ว ก็
ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุพร้อมทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง
ปรบมือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
หน้า 361
ข้อ 5
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสั่งสิ้น ของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราจักอยู่ต่อหน้าของ
ท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ยังถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ได้
ฉันใด
พวกเราทุกคน ผิว่า จะละพ้นพระชินเจ้าพระ-
องค์นี้ไปเสีย ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีให้
บริบูรณ์.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่า เมขละ พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
สุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสิริมา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าหมื่นปี มี
ปราสาทยอดเยี่ยม ๓ ปราสาท ชื่อ จันทะ สุจันทะ
และวฏังสะ.
ทรงมีพระสนมนารี แต่งกายงาม หกหมื่นสาม
พันนาง มีพระมเหสีพระนามว่า วฏังสกี มีพระโอรส
พระนามว่า อนูปมะ.
หน้า 362
ข้อ 5
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือ ช้าง ทรงตั้งความเพียร ๑๐
เดือนเต็ม.
พระมหาวีระ สุมนะ ผู้นำโลก ผู้สงบ อันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ณ กรุงเมขละ ราชธานี.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
อัครสาวก ชื่อว่า พระสรณะ และพระภาวิตัตตะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระอุเทน.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระโสณา และพระ-
อุปโสณา พระพุทธเจ้าผู้เสมอกับ พระพุทธเจ้าที่ไม่มี
ผู้เสมอพระองค์นั้น ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ชื่อว่า
ต้นนาคะ (ต้นกากะทิง).
ทรงมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า วรุณะและสรณะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า จาลา และ อุปจาลา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ทรงสูง
เก้าสิบศอก พระรูปพระโฉมงดงามเสมือนรูปบูชาทอง
หมื่นโลกธาตุก็เจิดจ้า.
ในยุคนั้น อายุมนุษย์เก้าหมื่นปี พระองค์เมื่อ
ทรงพระชนม์ยืนเพียงนั้น ก็ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามโอฆสงสาร.
หน้า 363
ข้อ 5
พระสัมพุทธเจ้า ทรงยังคนที่ควรข้ามให้ข้าม
โอฆสงสาร ทรงยังชนที่ควรตรัสรู้ให้ตรัสรู้ แล้วก็
เสด็จดับขันธปรินิพพาน เหมือนเดือนดับ.
ภิกษุขีณาสพเหล่านั้น พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้
เสมือนพระองค์นั้น มียศยิ่งใหญ่ แสดงรัศมีที่ไม่มี
อะไรเปรียบได้ ยังพากันนิพพานทั้งนั้น.
พระญาณ ที่ไม่มีอะไรวัดได้นั้น รัตนะ ที่ไม่มี
อะไรชั่งได้เหล่านั้น ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปหมดสิ้น
สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงยศ เสด็จดับขันธปรินิพ-
พาน ณ พระวิหารอังคาราม พระชินสถูปของพระองค์
ณ พระวิหารนั้นนั่นแล สูง ๔ โยชน์.
จบวงศ์พระสุมนพุทธเจ้า ที่ ๔
หน้า 364
ข้อ 5
พรรณนา วงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เสด็จดับขันธปรินิพพานทำหมื่น
โลกธาตุให้มืดลงพร้อมกัน ด้วยเหตุอย่างเดียวอย่างนี้แล้ว ต่อมาจากสมัยของ
พระองค์ เมื่อมนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอายุเก้าหมื่นปี แล้วก็ลดลงโดยลำดับจน
เกิดมามีอายุเพียงสิบปี แล้วเพิ่มขึ้นอีก จนมีอายุถึงอสงไขยปี แล้วลดลงอีก
จนมีอายุเก้าหมื่นปี พระโพธิสัตว์พระนามว่า สุมนะ ทรงบำเพ็ญบารมี บังเกิด
ในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้น ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมา
เทวี ในราชสกุลของพระเจ้าสุทัตตะ ณ เมขลนคร เรื่องปาฏิหาริย์มีนัยที่เคย
กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
พระโพธิสัตว์นั้น เจริญวัยมาโดยลำดับ อันเหล่าสตรีฝ่ายนาฏกะ
[ฟ้อน, ขับ, บรรเลง] จำนวนหกหมื่นสามแสนนางบำเรออยู่ ณ ปราสาท ๓
หลัง ชื่อ๑ สิริวัฒนะ โลมวัฒนะและอิทธิวัฒนะ อันเหล่ายุวนารีผู้กล้าหาญ
ปรนนิบัติอยู่ เสวยสุขตามวิสัย เสมือนสุขทิพย์ ประหนึ่งเทพกุมารี ทรงให้
กำเนิดพระโอรสที่ไม่มีผู้เปรียบ พระนามว่า อนูปมะ แก่พระนางวฏังสิกาเทวี
ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวชแล้ว
ส่วนชนสามสิบโกฏิ ก็บวชตามเสด็จพระโพธิสัตว์ ซึ่งทรงผนวชอยู่.
พระองค์ อันชนสามสิบโกฏินั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐
เดือน ณ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ เสวยข้าวมธุปายาส อันมีโอชะทิพย์ที่เทวดา
ใส่ ที่ นางอนุปมา ธิดาของ อโนมเศรษฐี ใน อโนมนิคม ถวายแล้ว
ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาละวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่ อนุปมาชีวก ถวาย
๑. ตามบาลีว่า ชื่อ จันทะ สุจันทะ และวฏังสะ
หน้า 365
ข้อ 5
เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อ นาคะ ต้นกากะทิง ทรงทำประทักษิณต้นนาคะ
โพธิ์นั้น ทรงเอาหญ้า ๘ กำปูเป็นสันถัดหญ้ากว้าง ๓๐ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ
เหนือสันถัตหญ้านั้น. ต่อนั้น ก็ทรงกำจัดกองกำลังมาร แทงตลอดพระสัพ-
พัญญุตญาณ ทรงเปล่งอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ
ขยมชฺฌคา ดังนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ถัดสมัยของพระมงคลพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
พระนามว่า สุมนะ ทรงเป็นผู้นำโลก ไม่มีผู้เสมอด้วย
ธรรมทั้งปวง สูงสุดแห่งสัตว์ทั้งปวง.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มงฺคลสฺส อปเรน ความว่า ต่อมาภาย
หลังสมัยของพระผู้มีพระภาคมงคลพุทธเจ้า. บทว่า สพฺพธมฺเมหิ อสโม
ได้แก่ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมือน ด้วยธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา แม้ทุกอย่าง.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคสุมนพุทธเจ้า ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์
ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ทรงรับคำทูลอาราธนาของพรหมเพื่อแสดงธรรม ทรง
ใคร่ครวญว่า จะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเห็นว่า ชนที่บวชกับพระ-
องค์สามสิบโกฏิ พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดาของพระองค์ พระนามว่า
สรณกุมาร และบุตรปุโรหิต ชื่อว่า ภาวิตัตตมาณพ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
อุปนิสัย ทรงพระดำริว่า จะทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นก่อน จึงเสด็จ
โดยทางนภากาศ ลงที่พระราชอุทยาน เมขละ ทรงส่งพนักงานเฝ้าพระราช
อุทยานไปเรียก สรณกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์และภาวิตัตตมาณพ
บุตรปุโรหิต แล้วทรงยังสัตว์แสนโกฏิอย่างนี้ คือ บริวารของคนเหล่านั้นสาม
หน้า 366
ข้อ 5
สิบเจ็ดโกฏิ ชนที่บวชกับพระองค์สามสิบโกฏิ และเทวดาและมนุษย์อื่น ๆ มาก
โกฏิ ให้ดื่มอมฤตธรรมด้วยทรงประกาศพระธรรมจักร ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งนั้น พระองค์ทรงลั่นอมตเภรี คือ คำสั่ง
สอนของพระชินเจ้ามีองค์ ๙ อันประกอบด้วยสังข์คือ
ธรรม ณ นครเมขละ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมตเภรึ ได้แก่ เภรีเพื่อบรรลุอมตะ
เพื่อบรรลุพระนิพพาน. บทว่า อาหนิ ได้แก่ ประโคม อธิบายว่า แสดงธรรม
ชื่อว่า อมตเภรีนี้นั้น ก็คือพุทธวจนะมีองค์ ๙ มีอมตะเป็นที่สุด ด้วยเหตุนั้น
นั่นแล จึงตรัสว่า คือคำสั่งสอนของพระชินเจ้า อันประกอบด้วยสังข์คือธรรม
ในคำนั้น. บทว่า ธมฺมสงฺขสมายุตฺตํ ได้แก่ อันประกอบพร้อมด้วยสังข์
อันประเสริฐ คือ กถาว่าด้วยสัจธรรม ๔.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อ
ทรงปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่ปฏิญญา ก็ได้ทรงสร้างอมตนครอันประเสริฐ
มีศีลเป็นปราการอันไพบูลย์ มีสมาธิเป็นดูล้อม มีวิปัสสนาญาณเป็นทวาร มีสติ
สัมปชัญญะเป็นบานประตู ประดับด้วยมณฑปคือสมาบัติเป็นต้น เกลื่อนกล่น
ด้วยชน เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิญาณ เพื่อป้องกันรัตนะคือ กุศล อันเหล่าโจรคือ
กิเลสทั้งหลาย คอยปล้นสดมภ์ เพื่อประโยชน์แก่การเปลื้องมหาชนให้พ้น
เครื่องพันธนาการ คือภพ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงชนะกิเลสทั้งหลาย
แล้ว ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด ทรงสร้าง
นคร ชื่อสัทธัมมปุระ อันประเสริฐสูงสุด.
หน้า 367
ข้อ 5
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิชฺชินิตฺวา ได้แก่ ชนะได้เด็ดขาด.
อธิบายว่า ทรงกำจัดกิเลสมาร และเทวบุตรมาร. บทว่า โส ได้แก่ พระผู้มี
พระภาคเจ้าสุมนะ พระองค์นั้น . ปาฐะว่า วิชินิตฺวา กิเลเสหิ ดังนี้ก็มี. หิ
อักษรเป็นนิบาต ใช้ในอรรถเพียงบทบูรณ์. บทว่า ปตฺวา แปลว่า บรรลุ
แล้ว. ปาฐะว่า ปตฺโต ดังนี้ก็มี. บทว่า นครํ ได้แก่ นครคือพระนิพพาน.
บทว่า สทฺธมฺมปุรวรุตฺตมํ ได้แก่ สูงสุด ประเสริฐสุด เป็นประธาน บรรดา
นครอันประเสริฐทั้งหลาย กล่าวคือสัทธรรมนคร. อีกนัยหนึ่ง บรรดานคร
อันประเสริฐที่สำเร็จด้วยสัทธรรม นิพพานนครสูงสุด จึงชื่อว่าสัทธัมมปุร-
วรุตตมะนคร สูงสุดในบรรดาสัทธรรมนครอันประเสริฐ ในอรรถวิกัปต้น พึง
เห็นคำว่า นคร ว่าเป็นไวพจน์ของพระนิพพานนั้นเท่านั้น. พระนิพพานเป็น
ที่ตั้งแห่งพระอริยบุคคลทั้งหลายที่เป็นพระเสกขะและอเสกขะ ผู้แทงตลอด
สภาวธรรมแล้ว ท่านเรียกว่า นคร เพราะอรรถว่าเป็นโคจรและเป็นที่อยู่ ก็ใน
สัทธรรมนครอันประเสริฐนั้น พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงสร้างถนนใหญ่
ที่สำเร็จด้วยสติปัฏฐาน อันไม่ขาด ไม่คด แต่ตรง ทั้งหนาทั้งกว้างไว้ ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระองค์ ทรงสร้างถนนใหญ่ อันไม่ขาดไม่คด
แต่ตรง ที่หนาและกว้าง คือสติปัฏฐานอันประเสริฐ
สูงสุด.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรนฺตรํ ได้แก่ ชื่อว่า ไม่ขาดเพราะ
กุศลชวนจิตสัญจรไปไม่ว่างเว้น. บทว่า อกุฏิลํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่คด เพราะ
หน้า 368
ข้อ 5
เว้นจากโทษที่ทำให้คด. บทว่า อุชุํ ได้แก่ ชื่อว่าตรง เพราะไม่คด คำนี้
เป็นคำแสดงความของบทต้น . บทว่า วิปุลวิตฺถตํ ได้แก่ ชื่อว่าหนาและ
กว้าง เพราะยาวและกว้าง ความที่สติปัฏฐานหนาและกว้าง พึงเห็นได้โดย
สติปัฏฐานที่เป็นโลกิยและโลกุตระ. บทว่า มหาวีถึ ได้แก่ หนทางใหญ่.
บทว่า สติปฏฺานวรุตฺตมํ ความว่า สติปัฏฐานนั้นด้วย สูงสุดในธรรม
อันประเสริฐด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า สติปัฏฐานสูงสุดในธรรมอันประเสริฐ.
อีกนัยหนึ่ง ถนนสูงสุด ที่สำเร็จด้วยสติปัฏฐานอันประเสริฐ.
บัดนี้ ทรงปูแผ่รัตนะมีค่ามากเหล่านั้น คือ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔
อภิญญา ๖ สมาบัติ ๘ ลงบนตลาดธรรมทั้งสองข้าง ณ ถนนสติปัฏฐานนั้น
แห่งนิพพานมหานครนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระองค์ทรงปูแผ่สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔
อภิญญา ๖ สมาบัติ ๘ ณ ถนนนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอุบายเครื่องยึดถือเอาซึ่ง
รัตนะเหล่านั้นว่า ก็กุลบุตรเหล่าใด ไม่ประมาท มีสติ เป็นบัณฑิต ประกอบ
พร้อมด้วยหิริโอตตัปปะและวิริยะเป็นต้น กุลบุตรเหล่านั้น ย่อมยึดไว้ได้ซึ่ง
สินค้า คือรัตนะเหล่านี้ ดังนี้ จึงตรัสว่า
กุลบุตรเหล่าใดไม่ประมาท ไม่มีตะปูเครื่องตรึง
ใจไว้ ประกอบด้วยหิริและวิริยะ กุลบุตรเหล่านั้น ๆ
ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งคุณธรรมอันประเสริฐเหล่านี้ตาม
สบาย.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น ศัพท์ว่า เย เป็นอุเทศที่แสดงความไม่แน่นอน. บทว่า
อปฺปมตฺตา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยความไม่ประมาท ซึ่งเป็นปฏิปักษ์
หน้า 369
ข้อ 5
ต่อความประมาท อันมีลักษณะคือความไม่ปราศจากสติ. บทว่า อขิลา
ได้แก่ ปราศจากตะปูตรึงใจ ๕ ประการ. บทว่า หิริวีริเยหุปาคตา ความว่า
ชื่อว่า หิริ เพราะละอายแต่ทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้น คำนี้เป็นชื่อของความ
ละอาย. ความเป็นแห่งผู้กล้าหาญ ชื่อว่า วีริยะ. วีริยะนั้น มีลักษณะเป็น
ความขมักเขม้น ภัพพบุคคลทั้งหลายเข้าถึงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยหิริ
และวีริยะเหล่านั้น. บทว่า เต นี้ เป็นอุเทศที่แสดงความแน่นอน แห่งอุเทศ
ที่แสดงความไม่แน่นอน ในบทก่อน. อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า เต ความว่า
กุลบุตรเหล่านั้นย่อมยึดไว้ได้ ย่อมได้ ย่อมประสบรัตนะวิเศษคือคุณดังกล่าว
แล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะ ทรงทำความรู้แจ้งทางใจแล้ว ทรงลั่นธรรม
เภรีทรงสร้างธรรมนครไว้หมด จึงทรงยังสัตว์แสนโกฏิให้ตรัสรู้ก่อน โดยนัยว่า
ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
พระศาสดาทรงยกมหาชนขึ้น ด้วยการประกอบ
นั้นอย่างนี้ จึงทรงยังสัตว์แสนโกฏิ ให้ตรัสรู้ก่อน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธรนฺโต ได้แก่ ทรงยกขึ้นจากสาคร
คือสังสารวัฏ ด้วยนาวาคืออริยมรรค. บทว่า โกฏิสตสหสฺสิโย แปลว่า
แสนโกฏิ. ทรงแสดงถ้อยคำ โดยปริยายที่แปลกออกไป.
ก็สมัยใด พระสุมนพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ข่มความ
มัวเมาและมานะของเดียรถีย์ ณ โคนต้นมะม่วง กรุง สุนันทวดี ทรงยังสัตว์
พันโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม. สมัยนี้ เป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
หน้า 370
ข้อ 5
สมัยใด พระมหาวีระ ทรงโอวาทหมู่เดียรถีย์
สมัยนั้น การตรัสรู้ธรรม ได้แก่ สัตว์พันโกฏิ ในการ
แสดงธรรมครั้งที่ ๒.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติตฺถิเย คเณ ได้แก่ คณะที่เป็น
เดียรถีย์ หรือคณะของเดียรถีย์ทั้งหลาย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ติตฺถิเย
อภิมทฺทนฺโต พุทฺโธ ธมฺมมเทสยิ พระพุทธเจ้าเมื่อทรงข่มพวกเดียรถีย์
ก็ได้ทรงแสดงธรรม.
ก็สมัยใด เทวดาและมนุษย์ในหมื่นจักรวาลประชุมกันในจักรวาลนี้
ตั้งเรื่องนิโรธขึ้นว่า ท่านเข้านิโรธกันอย่างไร ถึงพร้อมด้วยนิโรธอย่างไร
ออกจากนิโรธอย่างไร เทวดาในเทวโลกฝ่ายกามาวจร ๖ ชั้น พรหมในพรหม
โลก พร้อมด้วยมนุษย์ทั้งหลาย ไม่อาจวินิจฉัยในการเข้า การอยู่และการออก
จากสมาบัติ เป็นต้นอย่างนี้ได้ จึงได้แบ่งกันเป็นสองพวกสองฝ่าย. ต่อนั้น จึง
พร้อมด้วยพระเจ้าอรินทมะ ผู้เป็นนรบดี พากันเข้าไปเฝ้าพระสุมนทศพล ผู้
เป็นนาถะของโลกทั้งปวง ในเวลาเย็น. พระเจ้าอรินทมะ ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว จึง
ทูลถามนิโรธปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่นั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตอบนิโรธปัญหาแล้ว ธรรมาภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ. สมัยนี้เป็น
ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมเพรียง
กันมีใจอันเดียวกัน ก็ทูลถามนิโรธปัญหา และข้อสงสัย
ทางใจ.
หน้า 371
ข้อ 5
แม้สมัยนั้น ในการแสดงธรรม ในการแสดง
นิโรธปัญหา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์
เก้าหมื่นโกฏิ.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะ ทรงมีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ใน ๓ ครั้ง
นั้น สาวกสันนิบาตครั้งที่ ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระอรหันต์พันโกฏิ ผู้
บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ทรงอาศัยนครเมขละ จำพรรษาแล้วก็ทรงปวารณา
ด้วยปวารณาครั้งแรก นี้เป็นสาวกสันนิบาตครั้งที่ ๑. สมัยต่อมา พระมุนีผู้
ประเสริฐดังดวงอาทิตย์ ประทับนั่งเหนือภูเขาทอง ประมาณโยชน์หนึ่ง ซึ่ง
บังเกิดด้วยกำลังกุศลของ พระเจ้าอรินทมะ ไม่ไกล สังกัสสนคร เหมือน
ดวงทินกรส่องรัศมีอันงามในยามฤดูสารทเหนือขุนเขายุคนธร ทรงฝึกบุรุษเก้า
หมื่นโกฏิ ซึ่งห้อมล้อมพระเจ้าอรินทมะ ตามเสด็จมา ทรงให้เขาบวชด้วยเอหิ-
ภิกขุบรรพชาหมดทุกคน เหล่าภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตในวันนั้นนั่นแลแวดล้อม
แล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในสันนิบาตอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒. สมัยใด ท้าวสักกเทวราช เสด็จเข้าไปเพื่อเฝ้าพระสุคต
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะ อันพระอรหันต์แปดหมื่นโกฏิแวดล้อม
แล้ว ก็ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทินมีจิตสงบ
ตั้งมั่น ๓ ครั้ง.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าจำพรรษาแล้ว
เมื่อท่านประกาศวันปวารณาแล้ว พระตถาคต ก็ทรง
ปวารณาพรรษาพร้อมกับภิกษุแสนโกฏิ.
หน้า 372
ข้อ 5
ในสันนิบาตต่อจาก สันนิบาตครั้งที่ ๑ นั้น ณ
ภูเขาทองไร้มลทิน ภิกษุเก้าหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒.
ครั้งท้าวสักกเทวราช เข้าเฝ้าเยี่ยมพระพุทธเจ้า
เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิ-
บาตครั้งที่ ๓.
แก้อรรถ
พึงเห็นลิงควิปลาสในคำว่า อภิฆุฏฺเ ปวารเณ ในคาถานั้น ความว่า
อภิฆุฏฺาย ปวารณาย เมื่อท่านประกาศปวารณาแล้ว. บทว่า ตโตปรํ
ได้แก่ ในสมัยต่อจากสันนิบาตครั้งที่ ๑ นั้น. บทว่า กญฺจนปพฺพเต ได้แก่
ณ ภูเขาที่สำเร็จด้วยทอง. บทว่า พุทฺธทสฺสนุปาคมิ ได้แก่ เข้าไปเพื่อเฝ้า
พระพุทธเจ้า. เล่ากันว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพญานาค ชื่อว่า
อตุละ มีฤทธานุภาพมาก. ท่านได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก
อันหมู่ญาติห้อมล้อมแล้วออกจากภพของตน บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะ
ซึ่งมีภิกษุแสนโกฏิเป็นบริวาร ด้วยดนตรีทิพย์ ถวายมหาทาน ถวายคู่ผ้ารูปละ
คู่ แล้วตั้งอยู่ในสรณะ พระศาสดาพระองค์นั้นทรงพยากรณ์พญานาคนั้นว่า
จักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพระยานาค ชื่อว่า อตุละ มี
ฤทธิ์มาก สั่งสมกุศลไว้มาก.
ครั้งนั้น เราพร้อมด้วยเหล่าญาตินาค ก็ออกจาก
พิภพนาค บำเรอพระชินพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์
ด้วยดนตรีทิพย์.
เลี้ยงดูภิกษุแสนโกฏิให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ
ถวายคู่ผ้ารูปละคู่ แล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ.
หน้า 373
ข้อ 5
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้น ก็ทรง
พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่
ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคต จักเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์จัก
ตั้งความเพียร ฯ ล ฯ พวกเราจักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
พึงกล่าว ๑๘ คาถา ให้พิศดารเหมือนในวงศ์ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า.
เราฟังพระดำรัสของพระสุมนพุทธเจ้าพระองค์
นั้นแล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป
เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะพระองค์นั้น ทรงมีพระนคร ชื่อว่า เมขละ
มีพระชนก พระนามว่า พระเจ้าสุทัตตะ มีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
สิริมาเทวี มีคู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสรณะ พระภาวิตัตตะ มีพระ-
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระอุเทนะ มีคู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระโสณา
พระอุปโสณา มีโพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ (กากะทิง) มีพระสรีระสูงเก้าสิบ
ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปี มีพระมเหสี พระนามว่า พระนาง วฏังสิกาเทวี
มีพระโอรสพระนามว่า อนูปมะ ทรงออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือพระยา
ช้าง. มีอุปัฏฐาก ชื่อ อังคราชา ประทับ ณ พระวิหารชื่อ อังคาราม ด้วย
เหตุนั้นจึงตรัสว่า
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
นครชื่อว่า เมขละ มีพระชนกพระนามว่า พระเจ้า
สุทัตตะ มีพระชนนีพระนามว่า พระนางสิริมา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ทรง
มีปราสาทงามสุด ๓ หลัง ชื่อ จันทะ สุจันทะ และ
วฏังสะ.
หน้า 374
ข้อ 5
ทรงมีพระสนมนารีแต่งกายงาม สามล้านหก
แสนนาง มีพระมเหสีพระนามว่า พระนางวฏังสิกา มี
พระโอรส พระนามว่า อนูปมะ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือพระยาช้าง ทรงบำเพ็ญเพียร
อยู่ ๑๐ เดือน.
พระมหาวีระสุมนะ ผู้นำโลก ผู้สงบ อันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ณ กรุงเมขละราชธานี.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
อัครสาวก ชื่อพระสรณะและพระภาวิตัตตะ มีพระ-
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระอุเทนะ.
ทรงมีอัครสาวิกา ชื่อว่าพระโสณา พระอุปโสณา
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระยศหาประมาณมิได้ พระองค์นั้น
ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนาคะ (กากะทิง).
ทรงมีอัครอุปฐาก ชื่อว่า วรุณะ และสรณะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อ จาลา และ อุปจาลา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ทรงสูง
เก้าสิบศอ งามเหมือนรูปบูชาที่ทำด้วยทอง หมื่น-
โลกธาตุก็เจิดจ้า.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์
ทรงมีพระชนม์ยืนอย่างนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอัน
มากให้ข้ามโอฆสงสาร.
หน้า 375
ข้อ 5
พระสัมพุทธเจ้า ทรงยังหมู่ชนที่ควรข้ามให้ข้าม
โอฆสงสาร ยังหมู่ชนที่ควรตรัสรู้ให้ตรัสรู้ เสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน เหมือนเดือนดับ.
พระภิกษุขีณาสพเหล่านั้น และพระพุทธเจ้าผู้
ไม่มีผู้เสมอเหมือนพระองค์นั้น ท่านเหล่านั้นมียศยิ่ง
ใหญ่ สำแดงรัศมีที่ไม่มีอะไรเปรียบแล้วก็ปรินิพพาน.
พระญาณที่ไม่มีอะไรวัดได้นั้น และรัตนะที่ไม่มี
อะไรชั่งได้นั้น ทั้งนั้นก็อันตรธานไปหมดสิ้น สังขาร
ทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระสุมนพุทธเจ้า ผู้ทรงพระยศ ก็เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหารอังคาราม พระชินสถูปของ
พระองค์ ณ อังคารามนั้น สูงถึงสี่โยชน์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กญฺจนคฺฆยสงฺกาโส ได้แก่ มีพระ-
รูปพระโฉมงามเหมือนรูปบูชาทำด้วยทองอันวิจิตรด้วยรัตนะหลากชนิด. บทว่า
ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า ทั้งหมื่นโลกธาตุก็เจิดจ้าด้วยรัศมีของพระองค์.
บทว่า ตารณีเย แปลว่า ยังหมู่ชนผู้ที่ควรให้ข้ามคือผู้ควรข้าม อธิบายว่า
พุทธเวไนยทั้งปวง. บทว่า อุฬุราชาว แปลว่า เหมือนดวงจันทร์. บทว่า
อตฺถมิ แปลว่า ดับ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อตฺถํ คโต ถึงความตั้งอยู่
ไม่ได้. บทว่า อสาทิโส ก็คือ อสทิโส ผู้ไม่มีผู้เสมือน. บทว่า มหายสา
ได้แก่ ผู้มีเกียรติมาก และมีบริวารมาก. บทว่า ตญฺจ าณํ ได้แก่
พระสัพพัญญุตญาณนั้น. บทว่า อตุลิยํ ได้แก่ วัดไม่ได้ ไม่มีอะไรเสมือน.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสุมนพุทธเจ้า
หน้า 376
ข้อ 6
๕. วงศ์พระเรวตพุทธเจ้าที่ ๕
ว่าด้วยพระประวัติของพระเรวตพุทธเจ้า
[๖] ต่อจากสมัยของพระสุมนพุทธเจ้า พระ-
เรวตชินพุทธเจ้า ผู้นำโลก ผู้ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้
เสมือน ไม่มีผู้วัด สูงสุด.
แม้พระองค์ อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว
ทรงประกาศธรรม เป็นเครื่องกำหนดขันธ์และธาตุ
อันเป็นเหตุไม่เป็นไปในภพน้อยภพใหญ่.
ในการทรงแสดงธรรม พระองค์มีอภิสมัย ๓
ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ กล่าวไม่ได้ด้วยจำนวนผู้ตรัสรู้.
ครั้งพระเรวตมุนี ทรงแนะนำพระเจ้าอรินทมะ
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแต่สัตว์แสนโกฏิ.
พระนราสภเสด็จออกจากที่เร้นในวันที่ ๗ ทรง
แนะนำมนุษย์และเทวดาร้อยโกฏิให้บรรลุผลสูงสุด.
พระเรวตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทรงมีสัน-
นิบาตประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน หลุดพ้นดีแล้ว
ผู้คงที่ ๓ ครั้ง.
ผู้ที่ประชุมกัน ครั้งที่ ๑ เกินที่จะนับจำนวนได้
การประชุมครั้งที่ ๒ นับจำนวนผู้ประชุมได้แสนโกฏิ.
หน้า 377
ข้อ 6
ครั้งที่พระวรุณะอัครสาวก ผู้ไม่มีผู้เสมอด้วย
ปัญญา ผู้อนุวัตรพระธรรมจักรตามพระเรวตพุทธเจ้า
พระองค์นั้น เกิดอาพาธหนัก.
ครั้งนั้น เหล่าภิกษุเข้าไปหาพระมุนี [วรุณะ]
เพื่อถามถึงอาพาธของท่าน จำนวนแสนโกฏิ เป็นการ
ประชุมครั้งที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อว่า อติเทวะเข้าเฝ้า
พระเรวตพุทธเจ้า ถึงพระองค์เป็นสรณะ.
เราสรรเสริญศีล สมาธิ และพระปัญญาคุณอัน
ยอดเยี่ยมของพระองค์ ตามกำลัง ได้ถวายผ้าอุตตรา-
สงค์.
พระเรวตพุทธเจ้า ผู้นำโลก พระองค์นั้นทรง
พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่หา
ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
ที่น่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียรทำทุกกริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
รับข้าวมธุปายาส ณ นั้นแล้วเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
หน้า 378
ข้อ 6
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส ที่
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จตามมรรคอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ ต้นโพธิ์ใบ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่าพระนางมายา
พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้ จักมี
พระนามว่าโคตมะ.
จักมีอัครสาวก ชื่อว่า พระโกลิตะและพระอุป-
ติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะมีจิตสงบตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุงพระ-
ชินเจ้าผู้นี้.
จักมีอัครสาวก ชื่อว่า พระเขมา และพระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้ง
มั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และหัตถะ-
อาฬวกะ อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตาและอุตตรา.
หน้า 379
ข้อ 6
พระโคดมพุทธเจ้า ผู้มีพระยศพระองค์นั้นมีพระ-
ชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระเรวตพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ก็ปลาบปลื้มใจว่าท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก ก็ส่งเสียงโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระ-
องค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของ
ท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้น พระชินเจ้าพระ-
องค์นี้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของท่าน
ผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัส แม้ของพระองค์แล้วก็ยิ่งเลื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
ให้บริบูรณ์.
แม้ครั้งนั้น เราระลึกถึงพุทธธรรมนั้นแล้วก็
เพิ่มพูนมากขึ้น จักนำพุทธธรรมที่เราปรารถนานักหนา
มาให้ได้.
หน้า 380
ข้อ 6
พระเรวตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่าสุธัญญวดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
วิปุลราช พระชนนีพระนามว่า พระนางวิปุลา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัย อยู่หกพันปี มี
ปราสาทอย่างเยี่ยม ๓ หลัง ซึ่งเกิดเพราะบุญกรรม ชื่อ
สุทัสสนะ รตนัคฆิและอาเวฬะ อันตกแต่งแล้ว.
มีพระสนมนารี ที่แต่งกายงามสามล้านสามแสน
นาง พระอัครมเหสีพระนามว่า สุทัสสนา พระโอรส
พระนามว่า วรุณะ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือรถทรง ตั้งความเพียร ๗
เดือนเต็ม.
พระมหาวีระชินเรวตพุทธเจ้า ผู้นำโลก ผู้สงบ
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร ประทับอยู่ ณ พระวิหารวรุณาราม.
มีพระอัครสาวก ชื่อว่า พระวรุณะและพระพรหม-
เทวะ มีพระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระสัมภวะ.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระภัททาและพระสุ-
ภัททา พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้น ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ชื่อต้น
นาคะ ( กากะทิง.)
หน้า 381
ข้อ 6
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อวรุณะ และ สรภะ มีอัคร
อุปัฏฐายิกา ชื่อ ปาลา และอุปปาลา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูงทรงสูง ๘๐
ศอก ส่งรัศมีสว่างไปทุกทิศเหมือนดวงอาทิตย์,
เปลวรัศมี ที่เกิดในสรีระของพระองค์ก็ยอดเยี่ยม
แผ่ไปโดยรอบโยชน์หนึ่ง ทั้งกลางวันกลางคืน.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุหกหมื่นปี พระเรวตพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนเพียงนั้น จึงยังหมู่
ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระองค์ทรงแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า ทรง
ประกาศอมตธรรมในโลก หมดเชื้อก็ดับขันธปรินิพ-
พาน เหมือนไฟหมดเชื้อก็ดับไปฉะนั้น.
พระวรกายดังรัตนะนั้นด้วย พระธรรมที่ไม่มี
อะไรเสมือนนั้นด้วย ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปสิ้น
สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระยศทรง
มีบุญมาก ก็ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระบรมธาตุ
ก็แผ่กระจายไปเป็นส่วนๆ ในประเทศนั้น ๆ.
จบวงศ์พระเรวตพุทธเจ้าที่ ๕
หน้า 382
ข้อ 6
พรรณนา วงศ์พระเรวตพุทธเจ้าที่ ๕
ต่อมา ภายหลังสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า สุมนะ เมื่อศาสนาของ
พระองค์อันตรธานไปแล้ว พวกมนุษย์ที่มีอายุเก้าหมื่นปี ก็ลดลงโดยลำดับ
จนมีอายุสิบปี แล้วก็เพิ่มขึ้นโดยลำดับ จนมีอายุหนึ่งอสงไขย แล้วก็ลดลงอีก
จนมีอายุหกหมื่นปี. สมัยนั้น พระศาสดาพระนามว่า เรวตะ เสด็จอุบัติขึ้น
แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็น
ภพที่รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะเป็นอันมาก จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้ว ก็ทรงถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางวิปุลา ผู้ไพบูลย์ด้วยคุณราศรีอันงดงามและน่า
จับใจ ซึ่งเป็นจุดรวมดวงตาของชนทั้งปวง เรืองรองด้วยความงาม ซึ่งเกิด
จากดวงหน้าและดวงใจอันมีสิริน่ารักดุจดอกบัวบานตระการตา อัครมเหสีใน
ราชสกุลของพระเจ้าวิปุลราช ผู้ไพบูลย์ด้วยความมั่งคั่งทุกอย่าง อันเกลื่อน
ด้วยเหตุเกิดแห่งสิริสมบัติ ทรงถูกห้อมล้อมด้วยราชบริพารอันงดงามประมาณ
มิได้ ประดับกายด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ในกรุงสุธัญญวดี ซึ่งมีทรัพย์
และข้าวเปลือกพร้อมสรรพ ถ้วนกำหนดทศมาสก็ประสูติจากพระครรภ์ของ
พระชนนี ดุจพญาหงส์ทองบินออกจาก จิตรกูฏบรรพต.
ปาฏิหาริย์ทั้งหลาย ในการปฏิสนธิและประสูติของพระองค์ ก็มีนัยดัง
กล่าวมาแล้วแต่ก่อน. พระองค์มีปราสาท ๓ หลัง ชื่อสุทัสสนะ รตนัคฆิและ
อาเวฬะ สตรีจำนวนสามหมื่นสามพันนาง มีพระนางสุทัสสนาเทวีเป็นประธาน
ก็ปรากฏ. พระเรวตราชกุมารนั้น อันเหล่ายุวนารีผู้กล้าหาญแวดล้อมแล้ว
ทรงครองฆราวาสวิสัยเสวยสุขอยู่หกพันปี เหมือนเทพกุมาร เมื่อพระโอรส
พระนามว่า วรุณะ ของพระนางสุทัสสนาเทวีประสูติ พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔
หน้า 383
ข้อ 6
แล้วทรงเครื่องนุ่งห่มอย่างดีเบาๆ มีสีสรรต่างๆ ทรงสวมกุณฑลมณีมุกดาหาร
ทรงทองพาหุรัดมงกุฏและกำไลพระกรอย่างดี ทรงประดับด้วยของหอมและ
ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง เป็นกลุ่มที่ทำความงามอย่างยิ่ง เหมือนดวงจันทร์
ในฤดูสารท อันจตุรงคินีเสนาทัพใหญ่แวดล้อมแล้วประหนึ่งดวงจันทร์อันหมู่
ดาราเเวดล้อม ประหนึ่งท้าวสหัสนัยน์อันหมู่เทพชั้นไตรทศแวดล้อมแล้ว และ
ประหนึ่งท้าวหาริตมหาพรหมอันหมู่พรหมแวดล้อมแล้ว เสด็จออกอภิเนษกรมณ์
ด้วยรถเทียมม้า ทรงเปลื้องเครื่องสรรพาภรณ์ ประทานไว้ในมือพนักงานเรือน
คลังหลวง ทรงตัดพระเกศาและมงกุฏของพระองค์ ด้วยมีดที่ลับคมกริบเฉก
เช่นกลีบดอกบัวเกิดในน้ำที่ไร้มลทินและไม่วิกล แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ.
ท้าวสักกเทวราชก็ทรงเอาผอบทองรองรับพระเกศาและมงกุฏนั้นไว้ ทรงนำ
ไปยังภพดาวดึงส์ ทรงสร้างพระเจดีย์สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการไว้เหนือยอด
ขุนเขาสิเนรุ.
ฝ่ายพระมหาบุรุษทรงครองผ้ากาสายะ. ที่เทวดาถวายแล้วทรงผนวช.
บุรุษโกฏิหนึ่งก็บวชตามเสด็จพระองค์. พระมหาบุรุษนั้น อันบุรุษเหล่านั้น
แวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่ ๗ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวย
ข้าวมธุปายาส ที่ธิดาเศรษฐีผู้หนึ่ง ชื่อว่า สาธุเทวี ถวาย แล้วทรงยับยั้งพักกลาง
วัน ณ สาละวัน ตอนเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่อาชีวกผู้หนึ่งถวายแล้ว เสด็จ
เข้าไปที่ต้นนาคะ (กากะทิง) อันประเสริฐที่น่าชื่นชม ทรงทำประทักษิณโพธิ-
พฤกษ์ชื่อต้นนาคะ ทรงลาดสันถัตหญ้า กว้าง ๕๓ ศอก แล้วประทับนั่ง
อธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลังมาร ทรงแทงตลอดพระ
สัพพัญญุตญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า
อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
หน้า 384
ข้อ 6
ต่อจากสมัยของพระสุมนพุทธเจ้า พระชิน-
พุทธเจ้าพระนามว่า เรวตะ ผู้นำโลก ไม่มีผู้เปรียบ
ไม่มีผู้เสมือน ไม่มีผู้วัด ทรงเป็นผู้สูงสุด ดังนี้.
ได้ยินว่า พระเรวตศาสดา ทรงยับยั้ง ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์นั่นแล
๗ สัปดาห์ ทรงรับคำอาราธนาของท้าวมหาพรหม เพื่อทรงแสดงธรรม ทรง
ใคร่ครวญว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเห็นภิกษุโกฏิหนึ่งที่บวชกับ
พระองค์ และเทวดากับมนุษย์อื่นเป็นอันมากเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย จึง
เสด็จไปทางอากาศ เสด็จลงที่พระวิหารวรุณาราม อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อม
แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่ลุ่มลึกละเอียด มีปริวัฏ ๓
ซึ่งผู้อื่นประกาศไม่ได้ ทรงยังภิกษุโกฏิหนึ่งให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต ผู้ที่ตั้งอยู่
ในมรรคผล ๓ กำหนดจำนวนไม่ถ้วน ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
แม้พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันมหาพรหม
อาราธนาแล้ว ทรงประกาศธรรมซึ่งกำหนดขันธ์ธาตุ
อันเป็นเหตุไม่เป็นไปในภพน้อยภพใหญ่.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธธาตุววตฺถานํ ได้แก่ ทำการ
จำแนกขันธ์ ๕ ธาตุ ๑๘ โดยกำหนดนามรูปเป็นต้น. กำหนดรูปธรรมและ
อรูปธรรม โดยสภาวลักษณะและสามัญลักษณะเป็นต้น ชื่อว่า กำหนดขันธ์
และธาตุ. อนึ่งพึงทราบการกำหนดขันธ์และธาตุ แม้โดยอนิจจานุปัสสนาเป็น
อาทิ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า รูปเปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำ เพราะไม่ทน
ต่อการย่ำยี และเพราะต้องขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นต้น เวทนาเปรียบ
หน้า 385
ข้อ 6
เหมือนฟองน้ำเพราะรื่นรมย์อยู่ชั่วขณะ สัญญาเปรียบเหมือนพยับแดดเพราะ
ความย่อยยับไป สังขารทั้งหลายเปรียบเหมือนต้นกล้วย เพราะไม่มีแก่น วิญญาณ
เปรียบเหมือนนักเล่นกล เพราะลวง. ในคำนี้ว่า อปฺปวตตํ ภวาภเว ความว่า
ความเจริญ ชื่อว่า ภวะ ความเสื่อม ชื่อว่า อภวะ. พึงทราบความแห่งภวะและ
อภวะ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า สัสสตทิฏฐิ ชื่อว่า ภวะ อุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่า
อภวะ. ภพน้อยชื่อว่า ภวะ ภพใหญ่ชื่อว่า อภวะ, กามภพชื่อว่า ภวะ รูป
ภพและอรูปภพ ชื่อว่า อภวะ. อธิบายว่า ทรงประกาศธรรมอันเป็นเหตุไม่
เป็นไปแห่งภวะและอภวะเหล่านั้น. อีกนัยหนึ่ง อุปปัตตินิมิตในภพทั้งสามมี
กามภพเป็นต้น ชื่อว่า ภวะ เพราะเป็นเครื่องเป็นเครื่องมีอุปปัตติภพ ชื่อว่า
อภวะ อธิบายว่า ทรงแสดงธรรม อันทำการละความยินดีในภวะและอภวะทั้ง
สอง คือไม่เป็นไป. ก็พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีอภิสมัย ๓
เหมือนกัน. แต่อภิสมัยครั้งที่ ๑ ของพระองค์ เหลือที่จะนับจำนวนของผู้
ตรัสรู้ได้. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในการแสดงธรรมของพระองค์ ก็มีอภิสมัย ๓
ครั้ง. แต่อภิสมัยครั้งที่ ๑ กล่าวด้วยการนับจำนวนผู้
ตรัสรู้ไม่ได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีณิ ก็คือ ๓. ท่านทำเป็นลิงควิปลาส.
อภิสมัยครั้งที่ ๑ นี้ได้มีแล้ว.
สมัยต่อมา ได้มีพระราชาพระนามว่า อรินทมะ ผู้ทรงชนะข้าศึก
ในอุตตรนคร ซึ่งเป็นนครฝ่ายเหนือ. ได้ยินว่า พระเจ้าอรินทมะพระองค์นั้น
ทรงทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงนครของพระองค์ ทรงมีชนสามโกฏิ
ห้อมล้อมเสด็จออกไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า นิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น
หน้า 386
ข้อ 6
ทรงถวายมหาทาน ๗ วัน แด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานทรงทำการ
บูชาด้วยประทีป กว้างสามคาวุต เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมมีนัยอันวิจิตร เหมาะแก่พระ-
หฤทัยของพระเจ้าอรินทมะนั้น. ในที่ประชุมนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มี แก่
เทวดาและมนุษย์พันโกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งใด พระเรวตมุนี ทรงแนะนำพระเจ้า-
อรินทมะ ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดา
และมนุษย์พันโกฏิ.
นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒.
สมัยต่อมา พระเรวตศาสดา ทรงอาศัยอุตตรนิคมประทับอยู่ ประ-
ทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ๗ วัน. ได้ยินว่า ครั้งนั้นมนุษย์ชาวอุตตรนิคม นำ
เอาข้าวต้มข้าวสวย ของขบฉัน เภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ถวายมหาทานแด่
ภิกษุสงฆ์แล้วพากันถามว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน.
ภิกษุทั้งหลายก็บอกแก่มนุษย์เหล่านั้นว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้า
นิโรธสมาบัติ. เมื่อล่วงไป ๗ วัน พวกเขาก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงออก
จากนิโรธสมาบัติ ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพุทธสิริของพระองค์หาที่เปรียบมิได้
เหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูสารท จึงทูลถามคุณานิสงส์ของนิโรธสมาบัติ. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคุณานิสงส์ของนิโรธสมาบัติแก่มนุษย์เหล่านั้น ครั้งนั้น
เทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิ ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต. นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในวันที่ ๗ พระนราสภ ทรงออกจากที่เร้นแล้ว
ทรงแนะนำเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิในผลสูงสุด ดังนี้.
หน้า 387
ข้อ 6
ใน สุธัญญวดีนคร พระอรหันต์ที่บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาจำนวน
นับไม่ถ้วน ได้มีสันนิบาตครั้งที่ ๑ ในมหาปาติโมกขุทเทศครั้งที่ ๑. ใน
เมขลนคร พระอรหันต์ที่บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชานับได้แสนโกฏิ ก็ได้มี
สันนิบาตครั้งที่ ๒. พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเรวตะ ชื่อว่าวรุณะ
ผู้อนุวัตรตามพระธรรมจักรเป็นยอดของภิกษุผู้มีปัญญาทั้งหลาย เกิดอาพาธ ใน
ครั้งนั้น พระเรวตพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม อันแสดงถึงไตรลักษณ์แก่มหาชน
ที่ประชุมกัน เพื่อต้องการถามภิกษุไข้ ทรงยังบุรุษแสนโกฏิให้บวชด้วยเอหิ-
ภิกขุบรรพชาแล้วให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในสันนิบาต
ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระเรวตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน หลุดพ้นดี
แล้ว ผู้คงที่ ๓ ครั้ง.
ผู้ที่ประชุมกันครั้งที่ ๑ เกินที่จะนับจำนวนได้
ในการประชุมครั้งที่ ๒ นับจำนวนผู้ประชุมได้แสน
โกฏิ.
ครั้งที่พระวรุณะอัครสาวก ผู้ไม่มีผู้เสมอด้วย
ปัญญา ผู้อนุวัตรพระธรรมจักรตามพระเรวตพุทธเจ้า
พระองค์นั้น เกิดอาราธนาหนักต้องสงสัยในชีวิต.
ครั้งนั้น เหล่าพระมุนีผู้เป็นพระอรหันต์จำนวน
แสนโกฏิเข้าไปหา เพื่อถามถึงอาพาธของท่าน เป็น
การประชุมครั้งที่ ๓.
หน้า 388
ข้อ 6
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกานุวตฺตโก ได้แก่ ผู้อนุวัตรตาม
พระธรรมจักร. ในคำว่า ปตฺโต ชีวิตสํสยํ นี้ ความสงสัยในชีวิต ชื่อว่า
ชีวิตสังสยะ. ถึงความสงสัยในชีวิตอย่างนี้ว่า พระเถระถึงความสิ้นชีวิตหรือ
หรือยังไม่ถึงความสิ้นชีวิต อธิบายว่า ถึงความสงสัยในชีวิตว่า เพราะภาวะที่
อาพาธรุนแรงพระเถระจะมรณภาพ หรือไม่มรณภาพ. บทว่า เย ตทา
อุปคตา มุนี เมื่อเป็นทีฆะ ดังนี้ ก็หมายความถึงภิกษุทั้งหลาย เมื่อเป็นรัสสะ
พร้อมทั้งนิคคหิต [มุนี] ก็หมายความถึงพระวรุณะอัครสาวก.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพราหมณ์ ชื่อว่า อติเทวะ ใน
รัมมวดีนคร ถึงฝั่งในพราหมณธรรม เห็นพระเรวตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟัง
ธรรมกถาของพระองค์แล้วตั้งอยู่ในสรณะ กล่าวสดุดีพระทศพลด้วยคาถาพัน
โศลก บูชาด้วยผ้าห่มมีค่าเรือนพัน. แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์
พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ในที่สุดสอง
อสงไขยกำไรแสนกัป นับแต่กัปนี้ไป. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่า อติเทวะ เข้า
ไปเฝ้าพระเรวตพุทธเจ้า ถึงพระองค์เป็นสรณะ.
เราสรรเสริญศีล สมาธิและพระปัญญาคุณอันสูง
สุดของพระองค์ตามกำลัง ได้ถวายผ้าอุตตราสงค์.
แม้พระเรวตพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้นก็ทรง
พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่หา
ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
หน้า 389
ข้อ 6
เราตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่าน
ผู้นี้.
พึงกล่าว ๑๗ คาถาให้พิศดาร
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีให้
บริบูรณ์.
แม้ครั้งนั้น เราระลึกถึงพุทธธรรมนั้นแล้วก็เพิ่ม
พูน จักนำพุทธธรรมที่เราปรารถนานักหนามาให้ได้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรณํ ตสฺส คญฺฉหํ ตัดบทว่า ตํ
สรณํ อคญฺฉึ อหํ แปลว่า ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ. ฉัฏฐี-
วิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. บทว่า ปญฺาคุณํ ได้แก่ สมบัติคือปัญญา.
บทว่า อนุตฺตมํ ได้แก่ ประเสริฐสุด. ปาฐะว่า ปญฺาวิมุตฺติ-
คุณมุตฺตมํ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น ก็ง่ายเหมือนกัน. บทว่า โถมยิตฺวา
แปลว่า ชมเชยแล้ว สรรเสริญแล้ว. บทว่า ยถาถามํ แปลว่า
ตามกำลัง. บทว่า อุตฺตรียํ แปลว่า ผ้าอุตตราสงค์. บทว่า อทาสหํ
ตัดบทว่า อทาสึ อหํ. บทว่า พุทฺธธมฺมํ ได้แก่ ธรรมที่ทำความเป็น
พระพุทธเจ้า อธิบายว่า บารมีธรรม. บทว่า สริตฺวา แปลว่า ตามระลึกถึง.
บทว่า อนุพฺรูหยึ ได้แก่ ทำให้เจริญยิ่งแล้ว. บทว่า อาหริสฺสามิ แปลว่า
จักนำมา. บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น. บทว่า
ยํ มยฺหํ อภิปตฺถิตํ ความว่า เราจักนำความพระพุทธเจ้าที่เราปรารถนา
นักหนามาให้ได้.
หน้า 390
ข้อ 6
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเรวตพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่า สุธัญญ-
วดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้า วิปุลราช พระชนนีพระนามว่า พระนาง
วิปุลา คู่พระอัครสาวก ชื่อ พระวรุณะ และ พระพรหมเทวะ. พุทธ-
อุปัฏฐาก ชื่อว่า พระสัมภวะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระภัททา และ
พระสุภัททา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุ
หกหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางสุทัสสนา พระโอรสพระ-
นามว่า วรุณะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า.
ครั้งนั้น เปลวพระรัศมีแล่นออกจากพระวรกาย
ของพระองค์ยอดเยี่ยม แผ่ไปโยชน์หนึ่งเป็นนิตย์ ทั้ง
กลางวันทั้งกลางคืน.
พระมหาวีระชินพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรง
อนุเคราะห์สรรพสัตว์ ทรงอธิษฐานว่า ธาตุทั้งหลาย
ของเราทั้งหมด จงเฉลี่ยให้ทั่วถึงกัน.
พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันมนุษย์และ
เทวดาทั้งหลายบูชาแล้ว ดับขันธปรินิพพาน ณ พระ-
ราชอุทยานมหานาควัน แห่งพระนครอันยิ่งใหญ่แล.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระเรวตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่า สุธัญญวดี พระชนกพระนามว่า พระ-
เจ้าวิปุลราช พระชนนีพระนามว่า พระนางวิปุลา.
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระวรุณะและพระพรหม-
เทวะ พระพุทธอุปัฏฐา ชื่อว่า พระสัมภวะ.
หน้า 391
ข้อ 6
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระภัททา และพระสุ-
ภัททา พระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอพระองค์นั้น ตรัสรู้
ณ โคนโพธิพฤกษ์ ชื่อต้นนาคะ.
อัครอุปัฏฐา ชื่อว่า ปทุมะ และ กุญชระ อัครอุ-
ปัฏฐายิกา ชื่อว่า ปาลา และอุปปาลา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ทรงสูง
๘๐ ศอก ทรงส่งพระรัศมีไปทุกทิศเหมือนดวงอาทิตย์
อุทัย.
เปลวพระรัศมีบังเกิดในพระสรีระ ของพระองค์
ยอดเยี่ยม แผ่ไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางคืนกลาง
วัน .
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุหกหมื่นปี พระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์เพียงนั้น จึงทรงยัง
หมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระเรวตพุทธเจ้า ทรงแสดงกำลังของพระพุทธ-
เจ้า ทรงประกาศอมตธรรมในโลก หมดเชื้อก็ดับ
ขันธปรินิพพาน เหมือนไฟสิ้นเชื้อก็ดับไปฉะนั้น.
พระวรกายดังรัตนะนั้นด้วย พระธรรมไม่มีธรรม
อื่นเทียบได้นั้นด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขาร
ทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
๑. ม. ชื่อว่า สิริมา และยสว.ตี
หน้า 392
ข้อ 6
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาเสติ ได้แก่ ส่องสว่าง. บทว่า
อุคฺคโต แปลว่า ขึ้นไปแล้ว. บทว่า ปภามาลา ได้แก่ ขอบเขตพระรัศมี.
บทว่า ยถคฺคิ ได้แก่ เหมือนกับไฟ บทว่า อุปาทานสงฺขยา แปลว่า สิ้น
เชื้อ. บทว่า โส จ กาโย รตนนิโภ ได้แก่ พระวรกายของพระผู้มี
พระภาคเจ้านั้นมีวรรณะเพียงดังทองนั้นด้วย. ปาฐะว่า ตญฺจ กายํ รตนนิภํ
ดังนี้ก็มี ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส. ปาฐะนั้นความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. คาถา
ที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระเรวตพุทธเจ้า
หน้า 393
ข้อ 7
๖. วงศ์พระโสภิตพุทธเจ้าที่ ๖
ว่าด้วยพระประวัติของพระโสภิตพุทธเจ้า
[๗] ต่อจากสมัยของพระเรวตพุทธเจ้า พระ
พุทธเจ้าพระนามว่า โสภิตะ ผู้นำโลก ผู้ตั้งมั่น มีจิต
สงบ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงกลับพระหฤทัย
ในพระนิเวศน์ของพระองค์ ทรงบรรลุพระโพธิญาณ
สิ้นเชิง ทรงประกาศพระธรรมจักร.
ตั้งแต่อเวจีนรกขึ้นไป ตั้งแต่ภวัคคพรหมลงมา
ในระหว่างมิได้เป็นบริษัทหมู่เดียวกัน ในเพราะการ
แสดงธรรม.
พระสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักร
ท่ามกลางบริษัทหมู่นั้น. อภิสมัยครั้งที่ ๑ นับไม่ได้
ด้วยจำนวนผู้ตรัสรู้.
เมื่อพระโสภิตพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมต่อจาก
อภิสมัยครั้งที่ ๑ นั้น ในการประชุมของมนุษย์และ
เทวดาทั้งหลาย. อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์ และ
เทวดาเก้าหมื่นโกฏิ.
ต่อมาอีก เจ้าราชบุตรพระนามว่า ชัยเสนะ ทรง
ให้สร้างพระอาราม มอบถวายพระพุทธเจ้า ในครั้งนั้น.
พระผู้มีพระจักษุ เมื่อทรงสรรเสริญการบริจาค
ทาน ก็ทรงแสดงธรรมโปรดเจ้าราชบุตรพระองค์นั้น
ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์พันโกฏิ.
หน้า 394
ข้อ 7
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต การประชุมพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน
ผู้มีจิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง.
พระราชาพระนามว่า อุคคตะพระองค์นั้น ถวาย
ทานแด่พระผู้เป็นยอดแห่งนรชน ในทานนั้น พระ-
อรหันต์ร้อยโกฏิก็มาประชุมกัน.
ต่อมาอีก หมู่คณะ [ธรรมคณะ] ถวายทานแด่
พระผู้เป็นยอดแห่งนรชน การประชุมครั้งที่ ๒ ได้มี
แก่พระอรหันต์เก้าสิบโกฏิ.
ครั้งพระชินพุทธเจ้า ทรงจำพรรษา ณ เทวโลก
แล้วเสด็จลงมา การประชุมครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่พระ-
อรหันต์แปดสิบโกฏิ.
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อ สุชาตะ ครั้งนั้น
ได้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าทั้งพระสาวก ให้อิ่มหนำสำราญ
ด้วยข้าวน้ำ.
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้นำโลก พระองค์นั้น ทรง
พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า ในกัปที่
หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
ที่น่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาล-
นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาสในที่นั้นแล้วเสด็จเข้าไป
ยังแม่น้ำเนรัญชรา.
หน้า 395
ข้อ 7
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส ณ
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้แล้วเข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
ต่อนั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่ออัสสัตถะ.
ท่านจักมีพระชนนี พระนามว่า พระนางมายา
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุโธทนะ ท่านผู้นี้ จักมี
พระนามว่า โคตมะ.
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระโกลิตะและพระอุป-
ติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าผู้นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมาและพระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า อัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และหัตถะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตาและอุตตรา พระ-
โคตมะผู้มีพระยศพระองค์นั้น มีชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลายพึงพระดำรัสของพระ-
โสภิตพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ก็
ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หน้า 396
ข้อ 7
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก พากันส่งเสียงโห่ร้อง
ปรบมือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสั่งสอน ของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่
ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ร่าเริง สลด
ใจ ได้ทำความเพียรอย่างแรงกล้า เพื่อบรรลุประโยชน์
นั้นนั่นแหละ.
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนคร ชื่อว่า สุธัมมะ พระชนกพระนามว่า พระ-
เจ้าสุธัมมะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุธัมมา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ทรงมี
ปราสาทยอดเยี่ยม ๓ หลงชื่อ กุมุทะ นฬินี ปทุมะ
พระสนมนาฏนารี แต่งกายงาม สี่หมื่นสามพันนาง
พระมเหสีพระนามว่า มกิลา พระโอรสพระนามว่า
สีหะ.
พระผู้เป็นยอดบุรุษทรงเห็นนิมิต ๔ อภิเนษ-
กรมณ์โดยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน.
หน้า 397
ข้อ 7
พระโสภิตมหาวีระ ผู้นำโลก ผู้สงบ อันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ประกาศพระธรรมจักร ณ
สุธัมมราชอุทยานอันยอดเยี่ยม.
พระอัครสาวกชื่อว่า พระอสมะและพระสุเนตตะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระนกุลา และพระสุชาดา
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อว่าต้นนาคะ.
อัครอุปฐาก ชื่อว่า รัมมะและสุเนตตะ อัครอุป-
ฐายิกา ชื่อว่า นกุลา และจิตตา.
พระมหามุนี ทรงสูง ๕๘ ศอก ทรงส่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ ดังดวงอาทิตย์อุทัย.
ป่าใหญ่ มีดอกไม้บาน อบอวลด้วยกลิ่นหอม
นานา ฉันใด ปาพจน์ของพระโสภิตพุทธเจ้า ก็อบอวล
ด้วยกลิ่นคือศีล ฉันนั้น.
ขึ้นชื่อว่า มหาสมุทร ใครๆ ก็ไม่อิ่มด้วยการเห็น
ฉันใด ปาพจน์ของพระโสภิตพุทธเจ้า พระองค์นั้น
ใครๆ ก็ไม่อิ่มด้วยการฟัง ฉันนั้น.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระโสภิต
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
หน้า 398
ข้อ 7
พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานโอวาทานุศาสน์
แก่ชนที่เหลือแล้ว เสด็จดับขันธปรินิพพาน เหมือน
ไฟไหม้แล้วก็ดับไป ฉะนั้น.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้นด้วย เหล่าพระสาวก ผู้ถึงกำลัง
เหล่านั้นด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง
ก็ว่างเปล่า โดยแน่แท้.
พระโสภิตสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหารสีหาราม พระบรมธาตุแผ่
กระจายไปเป็นส่วนๆ ในที่นั้นๆ.
จบวงศ์พระโสภิตพุทธเจ้าที่ ๖
หน้า 399
ข้อ 7
พรรณนาวงศ์พระโสภิตพุทธเจ้าที่ ๖
ภายหลังสมัยของ พระเรวตพุทธเจ้า พระองค์นั้น เมื่อพระศาสนา
ของพระองค์ อันตรธานแล้ว พระโพธิสัตว์พระนามว่า โสภิตะ ทรงบำเพ็ญ
บารมีมาสี่อสงไขยกำไรแสนกัป ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงอยู่ตลอด
อายุในที่นั้นแล้ว อันทวยเทพอ้อนวอนแล้ว ก็จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนางสุธัมมาเทวี ในราชสกุลของ พระเจ้า
สุธัมมราช ใน สุธัมมนคร. พระโพธิสัตว์นั้น ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติ
จากพระครรภ์ของพระชนนี ณ สุธัมมราชอุทยาน เหมือนดวงจันทร์ลอด
ออกจากหลืบเมฆ ปาฏิหาริย์ในการปฏิสนธิและประสูติของพระองค์มีประการ
ดังกล่าวมาก่อนแล้ว.
พระโพธิสัตว์นั้น ครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี เมื่อพระโอรสพระนาม
ว่า สีหกุมาร ทรงถือกำเนิดในพระครรภ์ของพระนางมขิลาทวี๑ พระอัครมเหสี
ยอดสนมนาฏเจ็ดหมื่นนางแล้ว ทรงเห็นนิมิต ๔ เกิดสลดพระหฤทัย ทรงผนวช
ในปราสาทนั่นเอง ทรงเจริญอานาปานัสสติสมาธิในปราสาทนั้นนั่นแหละ ทรง
ได้ฌาน ๔ ทรงบำเพ็ญเพียรในปราสาทนั้น ๗ วัน ต่อนั้น เสวยข้าวมธุ-
ปายาสรสอร่อยอย่างยิ่ง พระนางมขิลามหาเทวี ถวายแล้ว ทรงเกิดจิตคิดจะ
ออกอภิเนษกรมณ์ว่า ขอปราสาทที่ประดับตกแต่งแล้วนี้ จงไปทางอากาศต่อ
หน้ามหาชนที่กำลังดูอยู่แล้ว ทำโพธิพฤกษ์ไว้ตรงกลาง แล้วลงเหนือแผ่นดิน
และสตรีเหล่านั้น เมื่อเรานั่ง ณ โคนโพธิพฤกษ์ ไม่ต้องมีคนบอก จงลงจาก
ปราสาทกันเองเถิด พร้อมกับเกิดจิตดังนั้น ปราสาทก็เหาะจากพระราชนิเวศน์
ของพระเจ้าสุธัมมราช ขึ้นสู่อากาศเฉกเช่นอัญชันบรรพตสีเขียวความ ปราสาท
นั้น มีพื้นปราสาทประดับด้วยพวงดอกไม้ส่งกลิ่นหอมอบอวล เหมือนประดับ
๑. บาลีเป็นมกิลา
หน้า 400
ข้อ 7
ประดาทั่วพื้นอัมพรรุ่งโรจน์ดั่งดวงทินกร กลุ่มที่กระทำความงามเสมือนธารน้ำ
ทอง และดั่งดวงรัชนีกรในฤดูสารท มีข่ายขึงกระดิ่งงามวิจิตรนานาชนิดห้อย
ย้อย เมื่อต้องลมก็ส่งเสียงไพเราะน่ารักน่าใคร่ ดั่งดนตรีเครื่อง ๕ ที่ผู้ชำนาญ
บรรเลง.
ด้วยเสียงไพเราะได้ยินมาแต่ไกล เสียงไพเราะนั้น ก็หยังลงสู่โสตของ
สัตว์ทั้งหลาย ประหนึ่งถูกประเล้าประโลมทางอากาศ อันไม่ไกลชายวนะอัน
งามของต้นไม้ ไม่ต่ำนักไม่สูงนัก ในหมู่มนุษย์ที่ยืนเจรจาปราศรัยกันอยู่ใน
บ้านเรือน ทาง ๓ แพร่ง ๔ แพร่ง และในถนนเป็นต้น ประหนึ่งดึงดูดสายตาชน
ด้วยสีที่แล่นเรืองรองรุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่างๆ คือกิ่งอันงามของต้นไม้ และ
ประหนึ่งโฆษณาปุญญานุภาพก็ดำเนินไปตลอดพื้นคัคนานต์. แม้เหล่าสนมนาฎ
นารี ณ ที่นั้น ก็ขับกล่อมประสานเสียงด้วยเสียงอันไพเราะแห่งดนตรีอย่างดีมี
องค์ ๕. เขาว่าแม้กองทัพ ๔ เหล่าของพระองค์ ก็งดงามด้วยอาภรณ์คือดอกไม้
หอมและผ้ามีสีสรรต่าง ๆ ร่วงรุ้งรุ่งโรจน์เกิดจากประกายเครื่องอลังการและ
อาภรณ์ประดับกาย ไปแวดล้อมปราสาททางภาคพื้นนภากาศ ดุจกองทัพทวย-
เทพ ดุจแผ่นธรณีที่งามน่าดูอย่างยิ่ง.
แต่นั้น ปราสาทก็ไปทำต้นโพธิ์พฤกษ์ชื่อต้นนาคะ ซึ่งสูง ๘๘ ศอก
ลำต้นตรงอวบกลม ประดับด้วยดอกใบอ่อนตูมไว้ตรงกลาง แล้วลงตั้งที่พื้น
ดิน. สวนเหล่าสนมนาฏนารี ใครๆ มิได้บอก ก็ลงจากปราสาทนั้นหลีกไป.
เขาว่า แม้พระโสภิตมหาบุรุษ ผู้งามด้วยคุณสมบัติเป็นอันมากทำมหาชนเป็น
บริวารอย่างเดียว ทรงยังวิชชา ๓ ให้เกิดในยามทั้ง ๓ แห่งราตรี. ส่วนกอง
กำลังแห่งมาร ก็ไปตามทางที่ไป โดยกำลังธรรมดาของพระมหาบุรุษนั้นนั่น
เอง พระผู้มีพระภาคเจ้าโสภิตะ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ก็ทรงเปล่ง
พระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ทรงยับยั้ง
หน้า 401
ข้อ 7
ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับการอาราธนาธรรมของท้าวมหาพรหม
ทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุว่า จะทรงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ. ก็ทรงเห็น
อสมกุมาร และ สุเนตตกุมาร พระกนิษฐภาดา ต่างพระมารดาของพระ-
องค์ว่า กุมารทั้งสองพระองค์นี้ ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย สามารถแทงตลอด
ธรรมอันละเอียดลุ่มลึกได้ เอาเถิด เราจะแสดงธรรมแก่กุมารทั้งสองนี้แล้ว เสด็จ
มาทางอากาศ ลง ณ สุธัมมราชอุทยาน โปรดให้พนักงานเฝ้าพระราชอุท-
ยานเรียกพระกุมารทั้งสองพระองค์มาแล้ว อันพระกุมารพร้อมทั้งบริวารแวด
ล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรท่ามกลางมหาชน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระเรวตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
พระนามว่า โสภิตะ ผู้นำโลก ผู้ตั้งมั่น จิตสงบ ไม่
มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงกลับพระทัย
ในพระนิเวศน์ของพระองค์แล้ว ทรงบรรลุพระโพธิ-
ญาณสิ้นเชิง ประกาศพระธรรมจักรแล้ว.
บริษัทหมู่หนึ่ง ในระหว่างนี้ คือเบื้องล่างตั้งแต่
อเวจีนรก เบื้องบนตั้งแต่ภวัคคพรหม ก็ได้มีในการ
แสดงธรรม.
พระสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ
ท่ามกลางบริษัทนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ กล่าวไม่ได้ด้วย
จำนวนผู้ตรัสรู้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกเคหมฺหิ ได้แก่ ในนิเวศน์ของตน
นั่นเอง. อธิบายว่า ณ พื้นภายในปราสาทนั่นแล. บทว่า มานสํ วินิวตฺตยิ
หน้า 402
ข้อ 7
ได้แก่ กลับใจ. อธิบายว่าอยู่ในนิเวศน์ของพระองค์ เปลี่ยนจิตจากความเป็น
ปุถุชนภายใน ๗ วันเท่านั้น แล้วทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า. บทว่า
เหฏฺา แปลว่า เบื้องต่ำ. บทว่า ภวคฺคา ได้แก่ แต่อกนิษฐภพ. บทว่า
ตาย ปริสาย ได้แก่ ท่ามกลางบริษัทนั้น. บทว่า คณนาย น วตฺตพฺโพ
ความว่า เกินที่จะนับจำนวนได้. บทว่า ปมาภิสมโย ได้แก่ ธรรมาภิสมัย
ครั้งที่ ๑. บทว่า อหุ ความว่า บริษัทนับจำนวนไม่ได้. ปาฐะว่า ปเม
อภิสฺมึสุเยว ดังนี้ก็มี. ความว่า ชนเหล่าใด ตรัสรู้ ในการแสดงธรรมของ
พระโสภิตพุทธเจ้านั้น ชนเหล่านั้น อันใครๆ กล่าวไม่ได้ด้วยการนับจำนวน.
สมัยต่อมา พระโสภิตพุทธเจ้า ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้น
จิตตปาฏลี ใกล้ประตูกรุงสุทัสสนะ ประทับนั่งทรงแสดงอภิธรรม เหนือพื้น
บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ โคนต้น ปาริฉัตรในภพดาวดึงส์ อันเป็นภพที่สำเร็จ
ด้วยนพรัตน์และทอง. จบเทศนา เทวดาเก้าหมื่นโกฏิตรัสรู้ธรรม นี้เป็น
อภิสมัยครั้งที่ ๒. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
เมื่อพระโสภิตพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ต่อจาก
อภิสมัยครั้งที่ ๑ นั้น ณ ที่ประชุมเทวดาทั้งหลาย อภิ-
สมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่เทวดาเก้าหมื่นโกฏิ.
สมัยต่อมา พระราชกุมารพระนามว่า ชัยเสนะ ในกรุงสุทัสสนะ
ทรงสร้างวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง ทรงสร้างพระอาราม ทรงเว้นไว้ระยะต้นไม้ดี
เช่นต้น อโศก ต้นสน จำปา กะถินพิมาน บุนนาค พิกุลหอม มะม่วง ขนุน
อาสนศาลา มะลิวัน มะม่วงหอม พุดเป็นต้น ทรงมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอนุโมทนาทาน ทรง
สรรเสริญการบริจาคทานแล้วทรงแสดงธรรม. ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่
หมู่สัตว์แสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนี้ จึงตรัสว่า
หน้า 403
ข้อ 7
ต่อมาอีก เจ้าราชบุตรพระนามว่า ชัยเสนะ ทรง
สร้างพระอาราม มอบถวายพระพุทธเจ้าครั้งนั้น.
พระผู้มีพระจักษุ เมื่อทรงสรรเสริญการบริจาค
ทาน ก็ทรงแสดงธรรมโปรดเจ้าราชบุตรนั้น ครั้งนั้น
อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์พันโกฏิ.
พระราชาพระนามว่า อุคคตะ ก็สร้างพระวิหารชื่อว่า สุนันทะ ใน
กรุงสุนันทะ ถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ในทานนั้น
พระอรหันต์ร้อยโกฏิซึ่งบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาประชุมกัน. พระผู้มีพระภาค
เจ้าโสภิตะทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางพระอรหันต์เหล่านั้น. นี้เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๑. คณะธรรมในเมขลนคร สร้างมหาวิหารที่น่ารื่นรมย์อย่างดี
ชื่อว่า ธัมมคณาราม ถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอีก แล้ว
ได้ถวายทานพร้อมด้วยบริขารทุกอย่าง. ในสมาคมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในสันนิบาตการประชุมพระอรหันต์เก้าหมื่นโกฏิ ซึ่ง
บวชโดยเอหิภิกขุภาวะ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. ส่วนสมัยที่พระผู้มีพระภาค
เจ้า ทรงจำพรรษาในภพของท้าวสหัสนัยน์ อันหมู่เทพแวดล้อมแล้ว เสด็จ
ลงจากเทวโลก ในดิถีปวารณาพรรษา ทรงปวารณาพร้อมด้วยพระอรหันต์
แปดสิบโกฏิ ในสันนิบาตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต ๓ ครั้ง ประชุมพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้ไร้
มลทินมีจิตสงบ คงที่.
พระราชาพระองค์นั้น พระนามว่า อุคคตะ ถวาย
ทานแด่พระผู้เป็นยอดแห่งนรชน ในกาลนั้น พระ-
อรหันต์ร้อยโกฏิ มาประชุมกัน (ครั้งที่ ๑).
หน้า 404
ข้อ 7
ต่อมาอีก หมู่ชนชาวเมือง ถวายทานแด่พระผู้
เป็นยอดแห่งนรชน ครั้งนั้น พระอรหันต์เก้าสิบ
โกฏิประชุมกันเป็นครั้งที่ ๒.
ครั้งพระชินพุทธเจ้า จำพรรษา ณ เทวโลก เสด็จ
ลง พระอรหันต์แปดสิบโกฏิประชุมกันเป็นครั้งที่ ๓.
เล่ากันว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่า สุชาตะ
เกิดดีทั้งสองฝ่ายใน กรุงรัมมวดี ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
โสภิตะแล้วตั้งอยู่ในสรณะ ถวายมหาทานตลอดไตรมาสแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ
เจ้าเป็นประธาน. แม้พระโสภิตพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์สุชาต-
พราหมณ์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. ด้วย
เหตุนั้นจึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อว่า สุชาตะ ใน
ครั้งนั้น ได้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกให้
อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้น ทรง
พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้ จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่
หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคตตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ร่าเริง สลด
ใจ ได้ทำความเพียรอย่างแรงกล้า เพื่อให้ประโยชน์
นั้นเกิดขึ้น.
หน้า 405
ข้อ 7
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเมวตฺถมนุปตฺติยา ได้แก่ เพื่อให้เกิด
ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น. อธิบายว่า ก็ครั้นฟังพระดำรัสของพระโสภิต
พุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า ในอนาคตกาล ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่า โคตมะ ดังนี้แล้ว จึงปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่ผิด. บทว่า อุคฺคํ ได้แก่ แรงกล้า.
บทว่า ธิตึ ได้แก่ ความเพียร. บทว่า อกาสหึ ตัดบทว่า อกาสึ
อหํ แปลว่า ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าโสภิตะ พระองค์นั้น มีพระนครชื่อว่า สุธัมมะ
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุธัมมะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุธัมมา
คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระสุเนตตะ และ พระอสมะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า
อโนมะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระนกุลา และ พระสุชาดา โพธิพฤกษ์
ชื่อว่า ต้นนาคะ. พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัคร-
มเหสีพระนามว่า มกิลา พระโอรสพระนามว่า สีหกุมาร. พระสนมนาฏนารี
สามหมื่นเจ็ดพันนาง ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี ทรงออกอภิเนษกรมณ์
โดยเสด็จไปพร้อมกับปราสาท. อุปัฏฐากพระนามว่า พระเจ้าชัยเสนะ. ด้วย
เหตุนั้นจึงตรัสว่า
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่า สุธัมมะ พระชนกพระนามว่า พระ-
เจ้าสุธัมมะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุธัมมา.
พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระ-
อัครสาวก ชื่อว่าพระอสมะ และ พระสุเนตตะ มีพระ
พุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระอโนมะ.
หน้า 406
ข้อ 7
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระนกุลา และพระ
สุชาดา. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อตรัสรู้ ก็ตรัสรู้
ณ โคนโพธิพฤกษ์ ชื่อว่าต้นนาคะ.
พระมหามุนี สูง ๕๘ ศอก ส่งรัศมีสว่างไปทุก
ทิศ ดังดวงอาทิตย์อุทัย.
ป่าใหญ่ มีดอกไม้บานสะพรั่ง อบอวลด้วยกลิ่น
หอมนานา ฉันใด. ปาพจน์ของพระโสภิตพุทธเจ้า ก็
อบอวลด้วยกลิ่น คือศีลฉันนั้นเหมือนกัน.
ขึ้นชื่อว่า มหาสมุทร อันใครๆ ไม่อิ่มได้ด้วย
การเห็น ฉันใด ปาพจน์ของพระโสภิตพุทธเจ้า อัน
ใครๆ ก็ไม่อิ่มด้วยการฟัง ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระโสภิตะ
พุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงมีพระชนม์ยืนอย่างนั้น
จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานโอวาทานุศาสน์
แก่ชนที่เหลือแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน เหมือนดวง
ไฟไหม้แล้วก็ดับ ฉะนั้น.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มี
ผู้เสมอพระองค์นั้นด้วย เหล่าพระสาวก ผู้ถึงกำลัง
เหล่านั้นด้วย ทั้งนั้นอันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง
ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
หน้า 407
ข้อ 7
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตรํสีว แปลว่า เหมือนดวงอาทิตย์
ความว่า ส่องแสงสว่างไปทุกทิศ. บทว่า ปวนํ แปลว่า ป่าใหญ่. บทว่า
ธูปิตํ ได้แก่ อบ ทำให้มีกลิ่น. บทว่า อตปฺปิโย ได้แก่ ไม่ทำความอิ่ม
หรือไม่เกิดความอิ่ม. บทว่า ตาวเท แปลว่า ในกาลนั้น . ความว่า ในกาล
เพียงนั้น. บทว่า ตาเรสิ แปลว่า ให้ข้าม. บทว่า โอวาทํ ความว่า การ
สอนครั้งเดียว ชื่อว่า โอวาท. บทว่า อนุสิฏฺึ ความว่า การกล่าวบ่อย ๆ
ชื่อว่า อนุสิฏฐิ [อนุศาสน์]. บทว่า เสสเก ชเน ได้แก่ แก่ชนที่เหลือ ซึ่ง
ยังไม่บรรลุการแทงตลอดสัจจะ. บทว่า หุตาสโนว ตาเปตฺวา แปลว่า
เหมือนไฟไหม้แล้ว อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. ความว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้า ปรินิพพาน เพราะสิ้นอุปาทาน. ในคาถาที่เหลือในที่ทุกแห่ง
ง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระโสภิตพุทธเจ้า
หน้า 408
ข้อ 8
๗. วงศ์พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๗
ว่าด้วยพระประวัติของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
[๘] ต่อจากสมัยของพระโสภิตพุทธเจ้า พระ-
อโนมทัสสีสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดแห่งสัตว์สองเท้า มี
พระยศหาประมาณมิได้ มีพระเดชอันใครล่วงละเมิด
ได้ยาก.
พระองค์ทรงตัดเครื่องผูกทั้งปวง ทรงรื้อภพทั้ง
สาม ทรงแสดงบรรดาเครื่องไปไม่กลับ สำหรับเทวดา
และมนุษย์.
พระองค์ไม่กระเพื่อมดุจสาคร อันใคร ๆ เฝ้าได้
ยากดุจบรรพต มีพระคุณไม่มีที่สุดดุจอากาศ ทรง
บานเต็มที่ดุจพระยาสาลพฤกษ์.
แม้ด้วยเพียงเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สัตว์
ทั้งหลายก็ยินดี สัตว์เหล่านั้น ได้ฟังพระดำรัสของ
พระองค์ซึ่งกำลังตรัสอยู่ ก็บรรลุอมตธรรม.
พระองค์มีธรรมาภิสมัย สำเร็จเจริญไปในครั้ง
นั้น ทรงแสดงธรรมครั้งที่ ๑ สัตว์ร้อยโกฏิก็ได้ตรัสรู้.
เมื่อพระองค์ทรงหลั่งฝนคือธรรม ตกลงใน
อภิสมัย ต่อจากครั้งที่ ๑ นั้น ทรงแสดงธรรมครั้งที่ ๒
สัตว์แปดสิบโกฏิ ก็ตรัสรู้.
หน้า 409
ข้อ 8
เมื่อพระองค์หลั่งฝนธรรม ต่อจากอภิสมัยครั้งที่
๒ นั้น ยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่ม อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มี
แต่สัตว์เจ็ดสิบแปดโกฏิ.
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระ
องค์นั้น มีสันนิบาต ประชุมพระอรหันต์ผู้ถึงกำลัง
แห่งอภิญญา ผู้บานเต็มที่แล้วด้วยวิมุตติ ๓ ครั้ง.
[ครั้งที่ ๑] เป็นการประชุมพระอรหันต์แปดแสน
ผู้ละความเมาและโมหะ มีจิตสงบ ผู้คงที่.
ครั้งที่ ๒ เป็นการประชุมพระอรหันต์เจ็ดแสน
ผู้ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสธุลี ผู้สงบคงที่.
ครั้งที่ ๓ เป็นการประชุม พระอรหันต์หกแสน
ผู้ถึงกำลังแห่งอภิญญา ผู้เย็นสนิทมีตบะ.
สมัยนั้น เราเป็นยักษ์มีฤทธิ์ เป็นใหญ่ มีอำนาจ
เหนือยักษ์หลายโกฏิ.
แม้ครั้งนั้น เราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น เลี้ยงดูพระผู้นำโลก
พร้อมทั้งพระสงฆ์ให้อิ่มหนำสำราญ.
พระมุนี ผู้มีพระจักษุบริสุทธิ์แม้พระองค์นั้น ก็
ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้ จักเป็นพระพุทธเจ้า
ในกัปที่หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
หน้า 410
ข้อ 8
พระตถาคตเสด็จออกอภิเนษกรณ์ จากกรุงกบิล-
พัสดุ์ ที่น่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิ-
โครธทรงรับข้าวมธุปายาสในที่นั้นแล้ว เสด็จเข้าไปยัง
แม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งแล้ว เข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยมแล้วตรัสรู้ ณ โคนโพธิ
พฤกษ์ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่าพระนางมายา
พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้
พระนามว่าโคตมะ.
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระโกลิตะและพระสารี-
บุตร ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า อานันทะ จักบำรุงพระชินเจ้า
พระองค์ นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมาและพระอุบล
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของ
พระผู้มีพระภาคเข้าพระองค์นั้นเรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
หน้า 411
ข้อ 8
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และ หัตถะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และ อุตตรา พระ-
โคตมพุทธเจ้าผู้มีพระยศพระองค์นั้น มีพระชนมายุ
๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาได้ฟังพระดำรัสนี้ ของพระ
อโนมทัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
แล้ว ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้องปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราพลาดคำสั่งสอนของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
เราทั้งหมด ผิว่าผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้าพระองค์
นี้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้
ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราสดับพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยินดีสลด
ใจ อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
ให้บริบูรณ์.
พระอโนมทัสสีศาสดา ทรงมีพระนคร ชื่อว่า
จันทวดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้ายสวา พระชนนี
พระนามว่า พระนางยโสธรา.
หน้า 412
ข้อ 8
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี ทรง
มีปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อ สิริ อุปสิริ วัฑฒะ
ทรงมีพระสนมนารีสองหมื่นสามพันนาง พระ-
อัครมเหสีพระนามว่า พระนางสิริมา มีพระโอรสพระ
นามว่าอุปสาละ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือวอ ทรงตั้งความเพียร ๑๐
เดือนเต็ม.
พระมหาวีระ อโนมทัสสีมหามุนีผู้สงบ อันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ณ สุธัมมราชอุทยานอันยอดเยี่ยม.
พระอโนมทัสสีศาสดา ทรงมีอัครสาวก ชื่อว่า
พระนิสกะและพระอโนมะ มีพระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า
วรุณะ.
มีอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสุนทรี๑ และพระสุมนา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นอัชชุนะ (ต้นกุ่ม).
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า นันทิวัฑฒะ และสิริวัฑฒะ
มีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า อุปลา และปทุมา.
พระมุนีสูง ๕๘ ศอก พระรัศมีของพระองค์แล่น
ออกไป ดุจดวงอาทิตย์.
๑. บาลีว่า สุนทรา.
หน้า 413
ข้อ 8
สมัยนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระองค์ทรงมี
พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามโอฆสงสาร.
ปาพจน์คือธรรมวินัย อันพระอรหันต์ทั้งหลาย
ผู้คงที่ ปราศจากราคะไร้มลทินให้แผ่ไปดีแล้ว คำ
สั่งสอนพระชินพุทธเจ้า จึงงาม.
พระศาสดา ผู้มีพระยศหาประมาณมิได้ พระ-
องค์นั้นด้วย คู่พระสาวกอันใครๆ วัดมิได้ เหล่านั้น
ด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง ก็
ว่างเปล่า แน่แท้.
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ผู้ชนะศาสดา ก็เสด็จ
ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารธัมมาราม พระสถูป
ของพระองค์ ณ อารามนั้น สูง ๒๐ โยชน์.
จบวงศ์พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๗
หน้า 414
ข้อ 8
พรรณนาวงศ์พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๗
เมื่อพระโสภิตพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว ภายหลังสมัยของพระองค์
อสงไขยหนึ่ง ก็ว่างเว้นพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ. เมื่ออสงไขยนั้นล่วงไปแล้ว ใน
กัปหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็บังเกิด ๓ พระองค์ คือ พระอโนมทัสสี
พระปทุมะ พระนารทะ. บรรดาพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์นั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าอโนมทัสสีทรงบำเพ็ญบารมีสิบหกอสงไขยแสนกัป บังเกิด ณ
สวรรค์ชั้นดุสิต อันทวยเทพอ้อนวอนแล้ว ก็จุติจากดุสิตสวรรค์นั้น ทรงถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนางยโสธรา ผู้มีพระเต้าถันงามช้อน อัคร-
มเหสีในราชสกุลของ พระเจ้ายสวา กรุง จันทวดีราชธานี. เล่ากันว่า เมื่อ
พระอโนมทัสสีกุมาร อยู่ในครรภ์ของพระนางยโสธราเทวี ด้วยอานุภาพบุญ
บารมี พระรัศมีแผ่ไปตลอดเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอก รัศมีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
ข่มไม่ได้. ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางก็ประสูติพระโพธิสัตว์ ปาฏิหารย์
ทั้งหลายมีนัยที่กล่าวไว้แต่หนหลัง.
ในวันรับพระนาม พระประยูรญาติเมื่อขนานพระนามของพระองค์
เพราะเหตุที่รัตนะ ๗ ประการ หล่นจากอากาศในขณะประสูติ ฉะนั้นจึง
ขนานพระนามว่า อโนมทัสสี เพราะเป็นเหตุเกิดรัตนะอันไม่ทราม. พระองค์
ทรงเจริญวัยโดยลำดับ ถูกบำเรอด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ทรงครองฆราวาส
วิสัยอยู่หมื่นปี. เขาว่า ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อ สิริ อุปสิริ สิริวัฑฒะ
ทรงมีพระสนมนารีสองหมื่นสามพันนาง มีพระนางสิริมาเทวีเป็นประมุข เมื่อ
หน้า 415
ข้อ 8
พระอุปวาณะ โอรสของพระนางสิริมาเทวีประสูติ พระโพธิสัตว์นั้นก็ทรงเห็น
นิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือวอ ทรงผนวชแล้ว ชนสามโกฏิ
ก็บวชตามเสด็จพระองค์.
พระมหาบุรุษอันชนสามโกฏินั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐
เดือน. แต่นั้น ในวันวิสาขบูรณมี เสด็จบิณฑบาตในหมู่บ้าน อนูปม-
พราหมณ์ เสวยข้าวมธุปายาส ที่ธิดาอนูปมเศรษฐีถวายแล้วทรงยับยั้งพัก
กลางวัน ณ สาละวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่อาชีวกชื่ออนูปมะถวายแล้ว ทรง
ทำประทักษิณโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอัชชุนะ ไม้กุ่ม ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง
๓๘ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลัง
มารพร้อมทั้งตัวมาร ทรงยังวิชชา ๓ ให้เกิดในยามทั้ง ๓ ทรงเปล่งพระอุทาน
ว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจาก สมัยของพระโสภิตพุทธเจ้า พระสัม-
พุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้เป็นยอดของสัตว์
สองเท้า มีพระยศประมาณมิได้ มีพระเดชอันใคร ๆ
ละเมิดได้ยาก.
พระองค์ทรงตัดเครื่องผูกพันทั้งปวง รื้อภพทั้ง
๓ เสียแล้ว ทรงแสดงบรรดาที่สัตว์ไปไม่กลับแก่เทวดา
และมนุษย์.
พระองค์ไม่ทรงกระเพื่อมเหมือนสาคร อันใคร ๆ
เข้าเฝ้าได้ยากเหมือนบรรพต มีพระคุณไม่มีที่สุด
เหมือนอากาศ ทรงบานเต็มที่แล้วเหมือนพญาสาล-
พฤกษ์.
หน้า 416
ข้อ 8
แม้ด้วยการเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สัตว์
ทั้งหลายก็ยินดี สัตว์เหล่านั้นฟังพระดำรัสของพระองค์
ซึ่งกำลังตรัสอยู่ ก็บรรลุอมตธรรม.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสี ได้แก่ น่าดูไม่มีที่เทียบ
หรือน่าดูหาประมาณมิได้. บทว่า อมิตยโส ได้แก่ มีบริวารหาประมาณ
มิได้ หรือมีพระเกียรติหาประมาณมิได้. บทว่า เตชสฺสี ได้แก่ ทรงประกอบ
ด้วยเดชคือศีลสมาธิปัญญา. บทว่า ทุรติกฺกโม ได้แก่ อันใครกำจัดได้ยาก
อธิบายว่า ทรงเป็นผู้อันไม่ว่าเทวดา หรือมาร หรือใคร ๆ ไม่อาจละเมิดได้.
บทว่า โส เฉตฺวา พนฺธนํ สพฺพํ ได้แก่ ทรงตัดสัญโยชน์ ๑๐ อย่างได้
หมด. บทว่า วิทฺธํเสตฺวา ตโย ภวา ได้แก่ กำจัดกรรมที่ไปสู่ภพทั้ง ๓
ด้วยญาณเครื่องทำให้สิ้นกรรม. อธิบายว่า ทำไม่ให้มี. บทว่า อนิวตฺติคมนํ
มคฺคํ ความว่า พระนิพพานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการกลับ การเป็นไป ท่าน
เรียกว่า อนิวตฺติ บุคคลย่อมถึงพระนิพพาน อันไม่กลับนั้น ด้วยมรรคานั้น
เหตุนั้นบรรดานั้น ชื่อว่าอนิวัตติคมนะ เครื่องไปไม่กลับ. อธิบายว่า ทรง
แสดงมรรคมีองค์ ๘ อัน เป็นเครื่องไปไม่กลับนั้น. ปาฐะว่า ทสฺเสติ ดังนี้
ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า เทวมานุเส ได้แก่ สำหรับเทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย พึงเห็นว่าทุติยาวิภัตติลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ.
บทว่า อสงฺโขโภ ความว่า ทรงเป็นผู้อันใครๆ ไม่อาจให้กระ-
เพื่อให้ไหวได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อ อักโขภิยะ ผู้อันใครให้กระเพื่อมมิได้.
อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า สมุทรลึกแปดหมื่นสี่พันโยชน์ เป็นที่อยู่แห่งภูต
หลายพันโยชน์ อันอะไรๆ ให้กระเพื่อมมิได้ ฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นผู้อัน
หน้า 417
ข้อ 8
ใครๆ ให้กระเพื่อมมิได้ ฉันนั้น. บทว่า อากาโสว อนนฺโต ความว่า
เหมือนอย่างว่า ที่สุดแห่งอากาศไม่มี ที่แท้ อากาศมีที่สุดประมาณมิได้ ไม่
มีฝั่ง ฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่มีที่สุด ประมาณมิได้ ไม่มีฝั่ง
ด้วยพระพุทธคุณทั้งหลายก็ฉันนั้น. บทว่า โส ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น. บทว่า สาลราชาว ผุลฺลิโต ความว่า ย่อมงามเหมือนพระ-
ยาสาลพฤกษ์ที่ดอกบานเต็มที่ เพราะทรงมีพระสรีระประดับด้วยพระลักษณะ
และอนุพยัญชนะทุกอย่าง. บทว่า ทสฺสเนนปิ ตํ พุทฺธํ ความว่า แม้ด้วย
การเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. แม้ในฐานะเช่นนี้ ปราชญ์ทางศัพทศาสตร์
ย่อมประกอบฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า โตสิตา ได้แก่ ยินดี อิ่มใจ. บทว่า
พฺยาหรนฺตํ ได้แก่ พฺยาหรนฺตสฺส ของพระองค์ผู้กำลังตรัสอยู่ ทุติยา.
วิภัตติ ลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า อมตํ ได้แก่ พระนิพพาน. บทว่า
ปาปุณนฺติ แปลว่า บรรลุ. บทว่า เต ความว่า สัตว์เหล่าใด ฟังพระดำรัส
คือพระธรรมเทศนาของพระองค์ สัตว์เหล่านั้น ย่อมบรรลุอมตธรรม.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยับยั้ง ณ โคนโพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ อัน
ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ เพื่อทรง
แสดงธรรม ทรงเห็นชนสามโกฏิ ซึ่งบวชกับพระองค์ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
อุปนิสัย ทรงใคร่ครวญว่า เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นอยู่กันที่ไหน ก็ทรงเห็นชน
เหล่านั้นอยู่ ณ สุธัมมราชอุทยาน กรุงสุภวดี เสด็จไปทางอากาศ ลงที่
สุธัมมราชอุทยาน. พระองค์อันชนเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร ท่ามกลางบริษัทพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ณ ที่นั้น อภิสมัย
ที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ร้อยโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 418
ข้อ 8
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีธรรมา-
ภิสมัยสำเร็จเจริญไป ครั้งนั้น ในการทรงแสดงธรรม
ครั้งที่ ๑ สัตว์ร้อยโกฏิตรัสรู้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผีโต ได้แก่ถึงความเจริญโดยชนเป็นอัน
มากรู้ธรรม. บทว่า โกฏิสตานิ ได้แก่ร้อยโกฏิ ชื่อว่าโกฏิสตะ ปาฐะว่า
โกฏิสตโย ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นความว่า ร้อยโกฏิ.
ภายหลังสมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคน
ต้นประดู่ ใกล้ประตู โอสธีนคร ประทับนั่งเหนือแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
ภพดาวดึงส์ ซึ่งพวกอสูรครอบงำได้ยาก ทรงยังฝนคือพระอภิธรรมให้ตกลง
ตลอดไตรมาส. ครั้งนั้น เทวดาแปดสิบโกฏิตรัสรู้. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ทรงหลั่งฝนคือธรรม
ตกลงในอภิสมัยต่อจากนั้น ในการที่ทรงแสดงธรรม
ครั้งที่ ๒ เทวดาแปดสิบโกฏิตรัสรู้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสนฺเต ได้แก่ เมื่อมหาเมฆคือพระ-
พุทธเจ้า หลั่งฝนตกลง. บทว่า ธมฺมวุฏฺิโย ได้แก่ เมล็ดฝน คือ ธรรมกถา.
สมัยต่อจากนั้น สัตว์เจ็ดสิบแปดโกฏิตรัสรู้ ในการที่ทรงแสดงมงคล
ปัญหา. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ทรงหลั่งฝนคือ
ธรรม ต่อจากนั้น ยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่ม อภิสมัยครั้ง
ที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์เจ็ดสิบแปดโกฎิ.
หน้า 419
ข้อ 8
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสนฺเต ได้แก่ ทรงหลั่งธารน้ำ คือ
ธรรมกถา. บทว่า ตปฺปยนฺเต ได้แก่ ให้เขาอิ่มด้วยน้ำฝน คืออมตธรรม.
อธิบายว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเขาให้อิ่ม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี ทรงมีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. ใน ๓
ครั้งนั้น ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางพระอรหันต์แปดแสน ซึ่งเลื่อมใส
ในธรรมที่ทรงแสดงโปรด พระเจ้าอิสิทัตตะ ณ กรุงโสเรยยะ แล้วบวช
ด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ในเมื่อทรงแสดงธรรมโปรด พระสุนทรินธระ
กรุงราธวดี นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลาง
พระอรหันต์หกแสน ผู้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา พร้อมกับ พระเจ้าโสเรยยะ
กรุงโสเรยยะ อีก นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระ-
องค์นั้น ทรงมีสันนิบาต ประชุมพระอรหันต์ผู้ ถึง
กำลังแห่งอภิญญาผู้บานแล้วด้วยวิมุตติ.
ครั้งนั้น ประชุมพระอรหันต์แปดแสน ผู้ละ-
ความเมาและโมหะ มีจิตสงบ คงที่.
ครั้งที่ ๒ ประชุมพระอรหันต์เจ็ดแสน ผู้ไม่มี
กิเลส ปราศจากกิเลสดังธุลี ผู้สงบคงที่.
ครั้งที่ ๓ ประชุมพระอรหันต์หกแสน ผู้ถึงกำลัง-
แห่งอภิญญา ผู้เย็น ผู้มีตบะ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสาปิ จ มเหสิโน ได้แก่ แม้พระ
อโนมทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น. ปาฐะว่า ตสฺสาปิ
หน้า 420
ข้อ 8
ทฺวิปทุตฺตโม ดังนี้ก็มี. ความว่าพระผู้เป็นเลิศกว่าสัตว์สองเท่า พระองค์
นั้น. พึงถือเอาลักษณะโดยอรรถแห่งศัพท์. บทว่า อภิญฺาพลปฺปตฺตานํ
ได้แก่ ผู้ถึงกำลังแห่งอภิญญาทั้งหลาย อธิบายว่า ถึงความมั่นคงในอภิญญา
ทั้งหลาย โดยความพินิจอย่างฉับพลัน เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญ. บทว่า
ปุปฺผิตานํ ได้แก่ ถึงความงามอย่างเหลือเกิน เพราะบานสะพรั่งเต็มหมด.
บทว่า วิมุตฺติยา ได้แก่ ด้วยอรหัตผลวิมุตติ.
ในบทว่า อนงฺคณานํ นี้ อังคณศัพท์นี้ บางแห่งใช้ในกิเลสทั้ง
หลาย เช่น ตตฺถ กตมานิ ตีณิ องฺคณานิ. ราโค องฺคณํ โทโส
องฺคณํ โมโห องฺคณํ ในข้อนั้น อังคณะมี ๓ คือ อังคณะคือราคะ
อังคณะคือโทสะ อังคณะคือโมหะ และเช่น ปาปกานํ โข เอตํ อาวุโส
อกุสลานํ อิจฺฉาวจรานํ อธิวจนํ ยทิทํ องฺคณํ ผู้มีอายุ คำคือ
อังคณะ เป็นชื่อของอกุศลบาปธรรม ส่วนที่มีความอยากเป็นที่หน่วงเหนี่ยว
บางแห่งใช้ในมลทินบางอย่าง เช่น ตสฺเสว รชสฺส วา องฺคณสฺส วา
ปหานาย วายมติ พยายามเพื่อละกิเลสธุลี หรือมลทินนั้นนั่นแล. บางแห่ง
ใช้ในภูมิภาคเห็นปานนั้น เช่น เจติยงฺคณํ ลานพระเจดีย์, โพธิยงฺคณํ
ลานโพธิ, ราชงฺคเณ พระลานหลวง ส่วนในที่นี้ พึงเห็นว่าใช้ในกิเลสทั้ง
หลาย เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า ผู้ไม่มีกิเลส. คำว่า วิรชานํ เป็นไวพจน์
ของคำว่า อนงฺคณานํ นั้นนั่นแหละ. บทว่า ตปสฺสินํ ความว่า ตบะ
กล่าวคืออริยมรรค อันทำความสิ้นกิเลสของภิกษุเหล่าใดมีอยู่ ภิกษุเหล่านั้น
ชื่อว่าตปัสสี ผู้มีตบะ. ภิกษุผู้มีตบะเหล่านั้นคือพระขีณาสพ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็น เสนาบดียักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ตนหนึ่ง
มีฤทธานุภาพมาก เป็นอธิบดีของยักษ์หลายแสนโกฏิ. พระโพธิสัตว์นั้น สดับ
หน้า 421
ข้อ 8
ว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก ก็มาเนรมิตมณฑป สำเร็จด้วยรัตนะ ๗
งามน่าดูอย่างยิ่ง เสมือนวงดวงจันทร์งามนักหนา. ถวายมหาทาน แด่พระ
สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ณ มณฑปนั้น ๗ วัน. เวลาอนุโมทนาภัตทาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล เมื่อล่วงไปหนึ่งอสงไขย
กำไรแสนกัป ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นยักษ์มีฤทธิ์มาก เป็นใหญ่ มี-
อำนาจเหนือยักษ์หลายโกฏิ.
แม้ครั้งนั้น เราก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น เลี้ยงดูพระผู้นำโลก
พร้อมทั้งพระสาวกให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ.
ครั้งนั้นพระมุนีผู้มีพระจักษุบริสุทธิ์ แม้พระองค์
นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า
ในกัปที่หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วก็ร่าเริง สลดใจ
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีให้
บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตรึ วตมธิฏฺสึ ความว่า เรา
ได้ทำความยากนั่นมั่นคงยิ่งขึ้นไป เพื่อให้บารมีบริบูรณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสีพระองค์นั้น ทรงมีพระนคร ชื่อว่า
จันทวดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้ายสวา พระชนนีพระนามว่า
หน้า 422
ข้อ 8
ยโสธรา คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระนิสภะ และ พระอโนมะ พระ-
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระวรุณะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสุนทรี
และ พระสุมนา โพธิพฤกษ์ชื่อว่า ต้นอัชชุนะ พระสรีระสูง ๕๘ ศอก
พระชนมายุแสนปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางสิริมา พระโอรส
พระนามว่า อุปวาณะ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี พระองค์เสด็จ
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือวอ. ส่วนการเสด็จไป พึงทราบความตามนัยที่กล่าวมา
แล้ว ในการเสด็จโดยปราสาท ในการพรรณนาวงศ์ของพระโสภิตพุทธเจ้า.
พระเจ้าธัมมกะ เป็นอุปัฏฐาก เล่ากันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ
พระวิหารธัมมาราม. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระศาสดาอโนมทัสสี มีพระนครชื่อว่าจันทวดี
พระชนกพระนามว่าพระเจ้ายสวา พระชนนีพระนาม
ว่า พระนางยโสธรา.
พระศาสดาอโนมทัสสี มีพระอัครสาวก ชื่อว่า
พระนิสภะ และ พระอโนมะ พระอุปัฏฐากชื่อว่าวรุณะ
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสุนทรี และพระสุมนา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นอัชชุนะ ไม้กุ่ม.
พระมหามุนีสูง ๕๘ ศอก พระรัศมีของพระองค์
แล่นออกเหมือนดวงอาทิตย์.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระองค์เมื่อทรง
มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามโอฆสงสาร.
หน้า 423
ข้อ 8
ปาพจน์ คือ ธรรมวินัย อันพระอรหันต์ ทั้งหลาย
ผู้คงที่ ปราศจากราคะ ไร้มลทิน ทำให้บานดีแล้ว
ศาสนาของพระชินพุทธเจ้า จึงงาม.
พระศาสดา ผู้มีพระยศประมาณมิได้นั้นด้วย คู่
พระอัครสาวก ผู้มีคุณที่วัดไม่ได้เหล่านั้นด้วย ทั้งนั้นก็
อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภา นิทฺธาวตี ความว่าพระรัศมีแล่น
ออกจากพระสรีระของพระองค์. พระรัศมีแห่งพระสรีระ แผ่ไปตลอดเนื้อที่
ประมาณสิบสองโยชน์อยู่เป็นนิตย์. บทว่า ยุคานิ ตานิ ได้แก่ คู่มีคู่พระ-
อัครสาวกเป็นต้น. บทว่า สพฺพํ ตมนฺตรหิตํ ความว่า ประการดังกล่าว
แล้วเข้าสู่ปากอนิจจลักษณะแล้วก็หายไปสิ้น. ปาฐะว่า นนุ ริตฺตกเมว สงฺขารา
ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น ความว่า สังขารทั้งปวง ก็ว่างเปล่าทั้งนั้นแน่แท้.
ม อักษร ทำบทสนธิต่อบท. ในคาถาที่เหลือทุกแห่ง ง่ายทั้งนั้นแล.
คู่พระอัครสาวกคู่นี้ คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ก็ได้ทำ
ปณิธานเพื่อเป็นพระอัครสาวก ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า อโนมทัสสี
พระองค์นี้. ก็เรื่องพระเถระเหล่านี้ ควรกล่าวในเรื่องนี้ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยก
ขึ้นโดยนัยที่พิศดารในคัมภีร์.
จบพรรณนาวงศ์พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
หน้า 424
ข้อ 9
๘. วงศ์พระปทุมพุทธเจ้าที่ ๘
ว่าด้วยพระประวัติของพระปทุมพุทธเจ้า
[๙] ต่อจากสมัยของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
พระปทุมสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดของสัตว์สองเท้า ผู้ไม่
มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบ.
ทั้งศีลของพระองค์ไม่มีอะไรเสมอ ทั้งสมาธิ ก็
ไม่มีที่สุด ทั้งพระญาณอันประเสริฐก็นับไม่ได้ ทั้ง
วิมุตติก็ไม่มีอะไรเปรียบ.
อภิสมัย อันลอยเสียซึ่งความมืดใหญ่ของพระ-
องค์ผู้มีพระเดชอันชั่งไม่ได้ ในการประกาศพระธรรม
จักรมี ๓ ครั้ง.
อภิสมัยครั้งที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงยังสัตว์ร้อย
โกฏิให้ตรัสรู้ อภิสมัยครั้งที่ ๒ พระจอมปราชญ์ทรง
ยังสัตว์เก้าสิบโกฏิให้ตรัสรู้.
ครั้งพระปทุมพุทธเจ้า ทรงโอวาทพระโอรสของ
พระองค์เอง อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบ
โกฏิ.
พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการ
ประชุมสาวกแสนโกฏิ.
หน้า 425
ข้อ 9
เมื่อกฐินจีวรเกิดขึ้น ในสมัยกรานกฐิน ภิกษุ
ทั้งหลายช่วยกันเย็บจีวร เพื่อพระสาลเถระพระธรรม
เสนาบดี.
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น ผู้ไร้มลทิน มีอภิญญา ๖
มีฤทธิ์มาก ไม่แพ้ใคร จำนวนสามแสนโกฏิ ก็ประ-
ชุมกัน.
ต่อมาอีก พระนราสภพระองค์นั้น เสด็จเข้าจำ
พรรษา ณ ป่าใหญ่ ครั้งนั้น เป็นการประชุมพระสาวก
สองแสนโกฏิ.
สมัยนั้น เราเป็นราชสีห์เจ้าแห่งมฤค ได้เห็น
พระชินพุทธเจ้า ซึ่งกำลังเพิ่มพูนความสงัด ในป่า
ใหญ่.
เราใช่เศียรเกล้าถวายบังคมพระบาท ทำประทัก-
ษิณพระองค์ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง บำรุงพระชิน
พุทธเจ้า ๗ วัน.
๗ วัน พระตถาคตทรงออกจากนิโรธสมาบัติ
ทรงพระดำริด้วยพระหฤทัย ก็ทรงนำภิกษุมานับโกฏิ.
แม้ครั้งนั้น พระมหาวีระก็ทรงพยากรณ์เราท่าน
กลางภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้นี้จัดเป็นพระพุทธเจ้าในกัป
ที่หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัศดุ์
ที่น่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
หน้า 426
ข้อ 9
ตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เข้าไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส
ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จไปตามทางอันดีที่จัด
แต่งแล้ว เข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ก็ทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ผู้นี้จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนางมายา
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ผู้นี้จักมี
พระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวกชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าผู้นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และพระ-
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น.
โพธิพฤกษ์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และ
หัตถะอาฬวกะ.
หน้า 427
ข้อ 9
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตาและอุตตรา.
พระโคดม ผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระปทุมพุทธเจ้า ที่ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ก็พากันปลาบปลื้มใจว่า ผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้องปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสั่งสอน ของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า จะผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีใหญ่
บริบูรณ์.
พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่า จัมปกะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
อสมะ พระชนนีพระนามว่า พระนางอสมา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยหมื่นปี มีปราสาทชั้น
เยี่ยม ๓ หลัง ชื่อ นันทะ วสุ และ ยสัตตระ.
หน้า 428
ข้อ 9
มีพระสนมนารี ที่แต่งกายงาม สามหมื่นสามพัน
นาง มีพระอัครมเหสี พระนามว่า พระนางอุตตรา
พระโอรสพระนามว่า รัมมะ.
พระชินพุทธเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิ-
เนษกรมณ์ ด้วยยานคือรถ ทรงตั้งความเพียร ๘ เดือน
เต็ม.
พระมหาวีระ ปทุมพุทธเจ้า ผู้นำโลก ผู้สงบ
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรม
จักร ณ ธนัญชัยราชอุทยาน อันสูงสุด.
พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ
อัครสาวชื่อว่า พระสาละ และ พระอุปสาละ พระ
พุทธอุปัฏฐา ชื่อว่า พระวรุณะ.
มีพระอัครสาวิกาชื่อว่าพระราชา และพระสุราธา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเรียกว่า
ต้นมหาโสณะ (ไม้อ้อยช้างใหญ่).
มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่า สภิยะ และ อสมะ มีอัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อว่า รุจิ และ นันทิมารา.
พระมหามุนีสูง ๕๘ ศอก พระรัศมีของพระองค์
ไม่มีอะไรเสมอ แล่นออกไปทุกทิศ.
แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงรัตนะ แสงไฟ
และแสงมณี เหล่านั้นพอถึงรัศมีพระชินเจ้าอันสูงสุด
ก็ถูกกำจัดไปสิ้น.
หน้า 429
ข้อ 9
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระองค์ทรงมี
พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระปทุมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทั้งพระสาวก ยัง
เวไนยสัตว์ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าแล้วให้ตรัสรู้ไม่เหลือ
เลย ส่วนที่เหลือ ก็ทรงพร่ำสอน แล้วก็ดับขันธ-
ปรินิพพาน.
พระองค์ทรงละสังขารทุกอย่าง เหมือนงูลอก
คราบ เหมือนต้นไม้สลัดใบเก่า แล้วก็ดับขันธ-
ปรินิพพาน เหมือนดวงไฟ ฉะนั้น.
พระปทุมศาสดา พระชินะผู้ประเสริฐ ดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหาร ธัมมาราม พระบรมสารี-
ริกธาตุ ก็แผ่กระจายไปเป็นส่วนๆ ณ ประเทศนั้น ๆ.
จบวงศ์พระปทุมพุทธเจ้าที่ ๘
หน้า 430
ข้อ 9
พรรณนาวงศ์พระปทุมพุทธเจ้าที่ ๘
ต่อจากสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี มนุษย์ทั้งหลายมีอายุ
แสนปีแล้วลดลงโดยลำดับจนมีอายุ ๑๐ ปี แล้วเพิ่มขึ้นโดยลำดับอีก จนมี
อายุแสนปี. ครั้งนั้น พระศาสดาพระนามว่า ปทุม ทรงอุบัติขึ้นในโลก. แม้
พระศาสดาพระองค์นั้น ก็ทรงบำเพ็ญบารมี บังเกิดขึ้นสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจาก
นั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอสมา ผู้ที่ไม่มีผู้เสมอด้วย
พระรูปเป็นต้น อัครมเหสีในราชสกุลของ พระเจ้าอสมราช กรุงจัมปกะ.
ครบกำหนดทศมาแล้ว พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี ณ
จัมปกะราชอุทยาน. เมื่อพระกุมารสมภพ ฝนปทุมหล่นจากอากาศตกลงที่ท้าย
มหาสมุทรทั่วชมพูทวีป. ด้วยเหตุนั้น ในวันขนานพระนามพระกุมารนั้น
พวกโหรและเหล่าพระประยูรญาติ จึงขนานพระนามว่า มหาปทุมกุมาร
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่านันทุตตระ
วสุตตระ และยสุตตระ. ปรากฏ พระสนมนารีสามหมื่นสานพันนาง มีพระนาง
อุตตราเทวีเป็นประมุข.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อ รัมมราชกุมาร ของพระนางอุตตรา
มหาเทวีสมภพ ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า
บุรุษโกฏิหนึ่งบวชตามเสด็จพระมหาสัตว์ซึ่งทรงผนวชอยู่นั้น พระมหาสัตว์อัน
บุรุษเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี
เสวยข้าวมธุปายาส ซึ่ง นางธัญญวดี ธิดาของ สุธัญญเศรษฐี กรุงธัญญวดี
ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ มหาสาลวัน เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำ
ซึ่ง ติตถกะอาชีวก ถวาย แล้วเสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นมหาโสณะ
หน้า 431
ข้อ 9
ไม้อ้อยช้างใหญ่ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๘ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิอธิษฐาน
ความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลังมาร ทรงทำให้แจ้งวิชชา ๓ ในยาม
ทั้ง ๓ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ทรงยับยั้งอยู่ใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาท้าวมหาพรหม ทรง
ตรวจดูบุคคลซึ่งเป็นภาชนะรองรับพระธรรมเทศนา ทรงเห็นภิกษุจำนวนโกฏิ
ซึ่งบวชกับพระองค์ ในทันใด ก็เสด็จไปทางอากาศลง ณ ธนัญชัยราชอุทยาน
ใกล้กรุงธัญญวดี อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น. ครั้งนั้น อภิสมัยได้มีแก่สัตว์ร้อยโกฏิ ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระ
สมัยพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุม เป็นยอดของสัตว์สอง
เท้า ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบ.
ทั้งศีลของพระองค์ก็ไม่มีอะไรเสมอ ทั้งสมาธิ
ก็ไม่มีที่สุด ทั้งพระญาณอันประเสริฐ ก็นับไม่ได้
ทั้งวิมุตติ ก็ไม่มีอะไรเปรียบ.
ในการประกาศพระธรรมจักรของพระองค์ ผู้มี
พระเดชที่ชั่งไม่ได้ อภิสมัยการตรัสรู้ ที่เป็นเครื่อง
ลอยความมืดอย่างใหญ่ มี ๓ ครั้ง.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมํ สีลํ ได้แก่ ไม่เสมือนด้วยศีล
ของผู้อื่น อธิบายว่า สูงสุด ประเสริฐสุด. บทว่า สมาธิปิ อนนฺตโก
ได้แก่ ทั้งสมาธิ ก็หาประมาณมิได้. ความที่สมาธินั้น ไม่มีที่สุด พึงเห็น
หน้า 432
ข้อ 9
ในยมกปาฏิหาริย์เปิดโลกเป็นต้น. บทว่า าณวรํ ได้แก่ พระสัพพัญญุต-
ญาณ หรือพระอสาธารณญาณทั้งหลาย. บทว่า วิมุตฺติปิ ได้แก่ แม้พระ-
อรหัตผลวิมุตติของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อนูปมา ได้แก่ เว้นที่จะ
เปรียบได้. บ่ทว่า อตุลเตชสฺส ได้แก่ ผู้มีพระเดชคือญาณอันชั่งมิได้.
ปาฐะว่าอตุลาณเตชา ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น พึงเห็นว่าเชื่อมความกับบทหลัง
นี้ว่า ตโย อภิสมยา. บทว่า มหาตมปวาหนา ได้แก่ ยังโมหะใหญ่ให้
พินาศ อธิบายว่า กำจัดความมืดคือโมหะ.
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมทรงให้สาลกุมารและอุปสาลกุมาร
พระกนิษฐภาดาของพระองค์บรรพชาในสมาคมพระประยูรญาติ พร้อมทั้ง
บริวาร เมื่อทรงแสดงธรรมโปรดชนเหล่านั้น ทรงยังสัตว์เก้าสิบโกฏิให้ดื่ม
อมตธรรม ก็ครั้งที่ทรงแสดงธรรมโปรดพระธัมมเถระ อภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์
แปดสิบโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
อภิสมัยครั้งที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงยังสัตว์ร้อยโกฏิ
ให้ตรัสรู้ อภิสมัยครั้งที่ ๒ พระจอมปราชญ์ทรงยัง
สัตว์ให้ตรัสรู้เก้าสิบโกฏิ.
ครั้งที่พระปทุมพุทธเจ้า ทรงโอวาทพระโอรส
ของพระองค์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบ
โกฏิ.
ครั้งนั้น พระเจ้าสุภาวิตัตตะ มีราชบริพารแสนโกฏิ ทรงผนวช
ด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ในสำนักของพระปทุมพุทธเจ้า ผู้มีพระพักตร์ดังดอก
ปทุมบาน. ในสันนิบาตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
หน้า 433
ข้อ 9
สมัยต่อมา พระมหาปทุมพุทธเจ้า มุนีผู้เลิศผู้มีคติเสมอด้วยโคอุสภะ
ทรงอาศัยกรุงอสุภวดีเข้าจำพรรษา พวกมนุษย์ชาวนครประสงค์จะเห็นพระผู้-
มีพระภาคเจ้า จึงพากันเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรด
ชนเหล่านั้น. มนุษย์เป็นอันมากในที่นั้น มีจิตเลื่อมใส ก็พากันบวช แต่นั้น
พระทศพลทรงปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณากันภิกษุเหล่านั้น และภิกษุสามแสน
อื่น ๆ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. ส่วนชนเหล่าใดยังไม่บวชในครั้งนั้น ชน
เหล่านั้น ฟังอานิสงส์กฐินแล้ว ก็พากันถวายกฐินจีวรที่ให้อานิสงส์ ๕ ในวัน
ปาฏิบท ๕ เดือน. แต่นั้น ภิกษุทั้งหลายอ้อนวอนพระสาลเถระ พระธรรม
เสนาบดีอัครสาวก ผู้มีปัญญาไพศาลนั้น เพื่อกรานกฐิน ได้ถวายกฐินจีวร
แก่พระสาลเถระนั้น. เมื่อกฐินจีวรของพระเถระอันภิกษุทั้งหลายทำกันอยู่ ภิกษุ
ทั้งหลายก็เป็นสหายช่วยกันเย็บ. ฝ่ายพระปทุมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงร้อยด้าย
เข้ารูเข็มประทาน เมื่อจีวรสำเร็จแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จจาริกหลีกไป
พร้อมด้วยภิกษุสามแสน.
สมัยต่อมา พระพุทธสีหะ ประดุจบุรุษสีหะผู้ดำเนินไปด้วยความ
องอาจดังราชสีห์ เสด็จเข้าจำพรรษา ณ ป่าใหญ่ ที่มีดอกไม้หอมอย่างยิ่งมี
ผลไม้เป็นพวงมีกิ่งก้านอันอ่อนโน้ม มีค่าคบไม้ เสมือนป่าโคสิงคสาลวัน บริ-
บูรณ์ด้วยห้วงน้ำที่เย็นอร่อย ประดับด้วยบัวก้านบัวสายไร้มลทิน เป็นที่สัญจร
ของหมู่เนื้อเช่นกวาง จามรี ราชสีห์ เสือ ช้าง ม้า โค กระบือเป็นต้น อันฝูง
แมลงภู่และผึ้งสาว ที่มีใจติดกลิ่นดอกไม้อันหอมกรุ่น บินตอมว่อนเป็นฝูง ๆ
โดยรอบ อันเหล่านางนกดุเหว่า มีใจเบิกบานด้วยรสผลไม้ ส่งเสียงร้องไพเราะ
แผ่วเบาคล้ายขับกล่อมอยู่ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง สงัดปราศจากผู้คน เหมาะ
แก่การประกอบความเพียร. พระตถาคตทศพล พระธรรมราชาพร้อมทั้งบริวาร
ประทับอยู่ ณ ป่าใหญ่นั้น รุ่งโรจน์ด้วยพระพุทธสิริ มนุษย์ทั้งหลายเห็นแล้ว
หน้า 434
ข้อ 9
ฟังธรรมของพระองค์ก็เลื่อมใส พากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา. ครั้งนั้น
พระองค์อันภิกษุสองแสนแวดล้อมแล้วก็ทรงปวารณาพรรษา นั้นเป็นสันนิบาต
ครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประชุมภิกษุแสน
โกฏิ.
ในสมัยกรานกฐิน เมื่อกฐินจีวรเกิดขึ้น ภิกษุ
ทั้งหลายเย็บจีวร เพื่อพระธรรมเสนาบดี.
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น ไร่มลทิน มีอภิญญา ๖
มีฤทธิ์มาก ไม่แพ้ใคร จำนวนสามแสนโกฏิประชุมกัน.
ต่อมาอีก พระนราสภพระองค์นั้น เสด็จเข้า
จำพรรษา ณ ป่าใหญ่ ครั้งนั้นเป็นการประชุมภิกษุ
สองแสนโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินตฺถารสมเย ได้แก่ ในสมัย
กรานกฐินจีวร. บทว่า ธมฺมเสนาปติตฺถาย ได้แก่ เพื่อพระสาลเถระ
พระธรรมเสนาบดี. บทว่า อปราชิตา ได้แก่ น ปราชิตา อันใคร ๆ
ให้แพ้ไม่ได้. พึงเห็นว่า ลบวิภัตติ. บทว่า โส ได้แก่ พระปทุมพุทธเจ้า
พระองค์นั้น. บทว่า ปวเน แปลว่า ป่าใหญ่. บทว่า วาสํ ได้แก่ อยู่
จำพรรษา. บทว่า อุปาคมิ แปลว่า เข้า. บทว่า ทฺวินฺนํ สตสหสฺสินํ
แปลว่า สองแสน. ปาฐะว่า ตทา อาสิ สมาคโม ดังนี้ก็มี. ผิว่า มีได้
ก็ดี.
หน้า 435
ข้อ 9
ครั้งนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ ไพรสณฑ์นั้น พระโพธิสัตว์
ของเราเป็นราชสีห์ เห็นพระองค์ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน ก็มี
จิตเลื่อมใส ทำประทักษิณ เกิดปีติโสมนัส บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง ไม่ละปีติ
ที่มีพุทธคุณเป็นอารมณ์ ๗ วัน ด้วยปีติสุขนั่นแล ก็ไม่ออกหาเหยื่อ ยอม
สละชีวิต ยืนอยู่ใกล้ ๆ. ครั้งนั้น ล่วงไป ๗ วัน พระศาสดาก็ออกจากนิโรธ
สมาบัติ ผู้เป็นสีหะในนรชน ทรงตรวจดูราชสีห์ ทรงพระดำริว่า ขอราชสีห์
นั้น จงมีจิตเลื่อมใสแม้ในภิกษุสงฆ์ ขอสงฆ์จงมา ภิกษุหลายโกฏิก็พากันมา
ทันทีทันใด ราชสีห์ก็ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสงฆ์. ครั้งนั้น พระศาสดาทรง
ตรวจดูจิตของราชสีห์นั้น ก็ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ราชสีห์ตัวนี้ จัก
เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นราชสีห์เจ้ามฤค ได้เห็นพระ-
ชินพุทธเจ้า ผู้เพิ่มพูนความสงัดอยู่ในป่าใหญ่.
เราใช้เศียรเกล้าบังคมพระบาท ทำประทักษิณ
พระองค์ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เฝ้าพระชินพุทธเจ้า
๗ วัน.
๗ วัน พระตถาคตก็ทรงออกจากนิโรธ ทรง
ดำริด้วยพระหฤทัย นำภิกษุมานับโกฏิ.
แม้ครั้งนั้น พระมหาวีระพระองค์นั้น ก็ทรง
พยากรณ์เราท่ามกลางภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้นี้จักเป็นพระ-
พุทธเจ้า ในกัปที่หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคตตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
หน้า 436
ข้อ 9
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีให้
บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวิเวกมนุพฺรูหนฺตํ ได้แก่ ทรงเข้า
นิโรธสมาบัติ. บทว่า ปทกฺขิณํ ได้แก่ ทำประทักษิณ ๓ ครั้ง. บทว่า
อภินาทิตฺวา ได้แก่ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง. บทว่า อุปฏฺหํ แปลว่า
บำรุง. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า วรสมาปตฺติยา ได้แก่
ออกจากนิโรธสมาบัติ. บทว่า มนสา จินฺตยิตฺวาน ความว่า ทรงพระดำริ
ทางพระหฤทัยว่า ภิกษุทั้งหมดจงมาที่นี้. บทว่า สมานยิ แปลว่า นำมา
แล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ปทุมะ พระองค์นั้น ทรงมีพระนคร ชื่อว่า
จัมปกะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้าอสมะ พระชนนีพระนามว่า พระ-
นางอสมา คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระสาละ และ พระอุปสาละ. พุทธ-
อุปัฏฐาก ชื่อว่า พระวรุณะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระราธา และพระ
สุราธา. โพธิพฤกษ์ ชื่อว่า ต้นมหาโสณะ อ้อยช้างใหญ่. พระสรีระ
สูง ๕๘ ศอก พระชนมายุแสนปี. พระอัครมเหสี พระนามว่า พระนางอุตตรา
ผู้ยอดเยี่ยมด้วยคุณมีพระรูปเป็นต้น พระโอรสของพระองค์น่ารื่นรมย์ยิ่ง พระ-
นามว่า พระรัมมกุมาร. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระปทุมพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระนคร
ชื่อว่าจัมปกะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้าอสมะ
พระชนนีพระนามว่า พระนางอสมา.
หน้า 437
ข้อ 9
พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระอัคร
สาวก ชื่อว่า พระสาละ และ พระอุปสาละ พระพุทธ-
อุปัฏฐาก ชื่อว่า วรุณะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระราชา และพระสุราธา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นมหาโสณะ.
พระมหามุนี ทรงสูง ๕๘ ศอก พระรัศมีของ
พระองค์ไม่มีอะไรเสมอ แล่นออกไปทุกทิศ.
แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงรัตนะ แสงไฟ
แสงมณี แสงเหล่านั้น พอถึงพระรัศมีของพระชิน-
พุทธเจ้าอันสูงสุด ก็ถูกกำจัดไปสิ้น.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระปทุมพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรง
ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระองค์ทรงพระสาวก ยังสัตว์ทั้งหลายที่ใจอัน
กุศลอบรมให้แก่กล้าแล้วให้ตรัสรู้ ไม่เหลือเลย ส่วนที่
เหลือ ก็ทรงพร่ำสอนแล้วเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน.
พระองค์ทรงละสังขารทั้งปวง เหมือนงูละคราบ
เก่า เหมือนต้นไม้สลัดใบเก่า แล้วดับขันธปรินิพพาน
เหมือนดวงไฟ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตนคฺคิมณิปฺปภา ได้แก่ แสงรัตนะ
แสงไฟ และ แสงแก้วมณี. บทว่า หตา ได้แก่ ถูกครองงำ. บทว่า ชิน-
หน้า 438
ข้อ 9
ปภุตฺตมํ ความว่า ถึงพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระชินพุทธเจ้าที่รุ่งเรืองยิ่ง
ก็ถูกกำจัด. บทว่า ปริปกฺกมานเส ได้แก่ เวไนยสัตว์ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า.
บทว่า วฑฺฒปตฺตํ แปลว่า ใบเก่า. บทว่า ปาทโปว ก็คือ ปาทโป วิย
เหมือนต้นไม้. บทว่า สพฺพสงฺขาเร ได้แก่ สังขารภายในภายนอกทุกอย่าง.
ปาฐะว่า หิตฺวา สพฺพสงฺขารํ ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า
ยถา สิขี ความว่า เสด็จถึงอย่างดีซึ่งความดับเหมือนไฟไม่มีเชื้อ. คำที่เหลือ
ในที่นี้ ก็ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง ในคาถาทั้งหลายแล.
จบพรรณนาวงศ์พระปทุมพุทธเจ้า
หน้า 439
ข้อ 10
๙. วงศ์พระนารทพุทธเจ้าที่ ๙
ว่าด้วยพระประวัติของพระนารทพุทธเจ้า
[๑๐] ต่อจากสมัยของพระปทุมพุทธเจ้า พระ-
สมัยพุทธเจ้าพระนามว่า นารทะ ผู้เป็นยอดแห่งสัตว์
สองเท้า ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระเชษฐโอรส
ที่น่าเอ็นดูของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงสวมอาภรณ์มณี
เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยาน.
ในพระราชอุทยานนั้น มีต้นไม้ใหญ่ไพศาลงาม
สะอาดสะอ้าน ถึงต้นไม้นั้นแล้ว ประทับนั่งภายใต้
ต้นมหาโสณะ [ต้นอ้อยช่างใหญ่].
ณ ที่นั้น ญาณอันประเสริฐ ไม่มีที่สุด คมดุจ
วชิระ ก็เกิด ทรงพิจารณา ความเกิด ความดับแห่ง
สังขารทั้งหลาย ด้วยพระญาณนั้น.
ณ ที่นั้น ทรงกำจัดกิเลสทั้งหลายไม่เหลือเลย
ทรงบรรลุพระโพธิญาณ และพระพุทธญาณ ๑๔ สิ้น
เชิง.
ครั้น ทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ก็ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
หน้า 440
ข้อ 10
พระมหามุนีทรงฝึกทรมาน พญานาค ชื่อมหา
โทณะ เมื่อทรงแสดงแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็ได้
ทรงทำปาฏิหาริย์ในครั้งนั้น.
ครั้งนั้น เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิ ข้ามพ้น
ความสงสัยทั้งปวง ในการประกาศธรรมนั้น.
สมัยพระมหาวีระ ทรงโอวาทพระโอรสของ
พระองค์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
พระนารทพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ เป็นการ
ประชุมสาวกแสนโกฏิ.
ครั้งพระพุทธเจ้า ทรงประกาศพระพุทธคุณพร้อม
ทั้งเหตุ สาวกเก้าหมื่นโกฏิ ผู้ไร้มลทินก็ประชุมกัน.
ครั้งพญานาคชื่อว่าเวโรจนะ ถวายทานแด่พระ-
ศาสดา พระชินบุตรแปดล้านก็ประชุมกัน.
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะสูง ถึงฝั่งอภิญญา ๕
ท่องเที่ยวไปในอากาศ.
แม้ครั้งนั้น เราก็เลี้ยงดูพระนารทพุทธเจ้า ผู้
เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มีผู้เสมอ พร้อมทั้งพระ-
สงฆ์ ทั้งบริวารชนให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าว น้ำ บูชา
ด้วยจันทน์แดง.
ครั้งนั้น พระนารทพุทธเจ้า ผู้นำโลกแม้พระ-
องค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าใน
กัปที่หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
หน้า 441
ข้อ 10
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัศดุ์
ที่น่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
รับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส ณ
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอัน ที่เขา
จัดแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้
จักมีพระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่า พระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าผู้นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และ พระ-
อุบลวรรณนา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิต
สงบ ตั้งมั่น.
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อจิตตะ และ
หัตถะอาฬวกะ.
หน้า 442
ข้อ 10
จักมีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และอุต
ตรา พระโคดมผู้มีพระยศพระองค์นั้น จักมีพระชน-
มายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์แลเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระนารทพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาด คำสั่งสอนของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่
ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่
ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระพุทธชินเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งร่าเริงใจ
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระนารทพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระนคร
ชื่อว่าธัญญวดี พระชนก พระนามว่า พระเจ้าสุเทวะ
พระชนนีพระนามว่า พระนางอโนมา.
หน้า 443
ข้อ 10
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี มีปรา-
สาทชั้นเยี่ยม ๓ หลังชื่อว่า ชิตะ วิชิตะ และอภิรามะ.
มีพระสนมนารี ที่ประดับกายงามสี่หมื่นสามพัน
นาง พระอัครมเหสีพระนามว่า วิชิตเสนา พระโอรส
พระนามว่า นันทุตตระ.
พระยอดบุรุษทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิ-
เนษกรมณ์ โดยดำเนินด้วยพระบาท ทรงบำเพ็ญเพียร
๗ วัน.
พระมหาวีระนารทะ ผู้นำโลก ผู้สงบ อันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ณ ธนัญชัยราชอุทยาน อันสูงสุด.
พระอัครสาวก ชื่อ พระภัททสาละ และ พระ-
ชิตมิตตะ พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า วาเสฏฐะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อ พระอุตตรา และพระผัคคุนี
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
ต้นมหาโสณะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า อุคครินทะ และ วสภะ อัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อ อินทวรี และ คัณฑี.
พระมหามุนี ทรงสูง ๘๘ ศอก เช่นเดียวกับรูป
ปฏิมาทอง หมื่นโลกธาตุก็เจิดจ้า.
พระรัศมีวาหนึ่ง แล่นออกจากพระวรกายของ
พระองค์ไปทั้งทิศน้อยทิศใหญ่ แผ่ไปโยชน์หนึ่ง ทั้ง
กลางวันกลางคืน ไม่มีระหว่างทุกเมื่อ.
หน้า 444
ข้อ 10
สมัยนั้น ชนบางพวกไม่ยังคบเพลิง และดวง
ประทีปให้ลุกโพลงไปรอบๆ โยชน์หนึ่ง เพราะพระ-
พุทธรัศมีทั้งหลายครอบไว้.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระนารท
พุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
ก็ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
ท้องฟ้างามวิจิตร ด้วยดวงดาวทั้งหลาย ฉันใด
พระศาสนาของพระองค์ก็งดงาม ด้วยพระอรหันต์ทั้ง
หลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระนราสภพระองค์นั้น ทรงสร้างสะพานธรรม
ไว้มั่นคง เพื่อยังผู้ปฏิบัติที่เหลือให้ข้ามกระแสสังสาร-
วัฏ แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้นก็ดี ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขาร
ทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระนารทพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระชินะ ผู้ประ-
เสริฐ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ กรุงสุทัสสนะ
พระสถูปอันประเสริฐ สูง ๔ โยชน์ ก็อยู่ ณ ที่นั้นแล.
จบวงศ์นารทพุทธเจ้าที่ ๙
หน้า 445
ข้อ 10
พรรณนาวงศ์พระนารทพุทธเจ้าที่ ๙
เมื่อพระปทุมพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว ศาสนาของพระองค์ก็อันตร-
ธานไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายมีอายุแสนปี ลดลงโดยลำดับ จนมีอายุสิบปี
แล้วก็เพิ่มขึ้นอีก เป็นอายุอสงไขยหนึ่ง แล้วก็ลดลงเหลือเก้าหมื่นปี. ครั้งนั้น
พระศาสดายอดนรสัตว์พระนามว่า นารทะ ผู้ทรงกำลัง ๑๐ มีวิชชา ๓ ผู้แกล้ว
กล้าด้วยเวสารัชชญาณ ๔ ผู้ประทานวิมุตติสาร อุบัติขึ้นในโลก. พระองค์ทรง
บำเพ็ญบารมีมา สี่อสงไขยแสนกัป ทรงบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้น
แล้ว ก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอโนมาเทวี ผู้มีพระโฉมไม่มีที่
เปรียบพระอัครมเหสีในราชสกุล พระเจ้าสุเทวะ วาสุเทพแห่งวีริยรัฐของ
พระองค์ กรุงธัญญวดี ครบทศมาส พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี
ณ ธนัญชัยราชอุทยาน. ในวันเฉลิมพระนาม เมื่อกำลังเฉลิมพระนาม เครื่อง
อาภรณ์ทั้งหลายที่สมควรเหมาะแก่การใช้สำหรับมนุษย์ทั้งหลายทั่วชมพูทวีป ก็
หล่นจากต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นทางอากาศ ด้วยเหตุนั้น เขาจึงถวายเครื่อง
อาภรณ์ทั้งหลายที่สมควรสำหรับนรชนทั้งหลายแต่พระองค์ เพราะฉะนั้นพวก
โหรและพระประยูรญาติทั้งหลายจึงเฉลิมพระนามว่า นารทะ.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี. มีปราสาท ๓ หลังเหมาะฤดู
ทั้ง ๓ ชื่อว่า วิชิตาวี วิชิตาวี และวิชิตาภิรามะ พระชนกชนนีได้ทรงทำขัตติย-
กัญญาผู้มีบุญอย่างยิ่งพระนามว่า วิชิตเสนา ผู้ถึงพร้อมด้วยสกุลศีลาจารวัตร
และรูปสมบัติให้เป็นอัครมเหสีแก่นารทกุมารนั้น. พระสนมนารี จำนวนแสน
สองหมื่นนาง มีพระนางวิชิตเสนานั้นเป็นประธาน เมื่อพระนันทุตตรกุมาร
หน้า 446
ข้อ 10
ผู้นำความบันเทิงใจแก่โลกทั้งปวง ของพระนางวิชิตเสนาเทวีนั้น ประสูติ
แล้ว พระนารทะกุมารนั้น ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ อันจตุรงคเสนาทัพใหญ่
แวดล้อมแล้วทรงเครื่องนุ่งห่มอันเบาดี สีต่างๆ สวมกุณฑลมณีมุกดาหาร ทรง
พาหุรัดพระมงกุฎและทองพระกรอย่างดี ทรงประดับด้วยดอกไม้กลิ่นหอมอย่าง
ยิ่ง ดำเนินด้วยพระบาทสู่พระราชอุทยาน ทรงเปลื้องเครื่องประดับทั้งหมด
มอบไว้ในมือพนักงานรักษาคลังหลวง ทรงตัดพระเกศาและมงกุฎของพระองค์
ที่ประดับด้วยรัตนะอันงามอย่างยิ่ง ด้วยพระขรรค์อันคมกริบ เฉกเช่นกลีบ
บัวขาบอันไม่มีมลทินด้วยพระองค์เอง แล้วทรงเหวี่ยงไปที่ท้องนภากาศ. ท้าว
สักกเทวราช ทรงรับด้วยผอบทอง นำไปภพดาวดึงส์ ทรงสร้างพระเจดีย์
สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ เหนือยอดขุนเขาสิเนรุ สูง ๓ โยชน์.
ฝ่ายพระมหาบุรุษ ทรงครองผ้ากาสายะที่เทวดาถวาย ทรงผนวช ณ
อุทยานนั้นนั่นเอง บุรุษแสนคนก็บวชตามเสด็จ พระมหาบุรุษทรงทำความ
เพียรอยู่ในที่นั้น ๗ วัน วันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่พระนางวิชิตเสนา
อัครมเหสีถวาย ทรงพักกลางวัน ณ พระราชอุทยานทรงรับหญ้า ๘ กำที่พนัก-
งานเฝ้าพระสุทัสสนราชอุทยาน ถวาย ทรงทำประทักษิณ ต้นมหาโสณะ
โพธิพฤกษ์ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๘ ศอก ประทับนั่ง ทรงกำจัดกอง
กำลังมาร ทรงยังวิชชา ๓ ให้เกิดในยามทั้ง ๓ แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ
ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา แล้ว
ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ประทานคำรับรอง
แล้วอันภิกษุแสนรูปที่บวชกับพระองค์ ณ ธนัญชัยราชอุทยานแวดล้อมแล้ว
ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ที่นั้น ครั้งนั้นธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 447
ข้อ 10
ต่อจากสมัยของพระปทุมพุทธเจ้า พระสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่า นารทะ ผู้เป็นยอดแห่งสัตว์สองเท้า
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นเชษฐโอรส
น่าเอ็นดูของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงสวมอาภรณ์แก้ว
มณีเสด็จเข้าพระราชอุทยาน.
ณ พระราชอุทยานนั้น มีต้นไม้งามกว้างใหญ่
สะอาดสะอ้าน เสด็จถึงต้นไม้นั้นแล้วประทับนั่งภาย
ใต้ต้นมหาโสณะ.
ณ ต้นไม้นั้น ก็เกิดญาณอันประเสริฐไม่มีที่สุด
คมเปรียบด้วยวชิระ ก็ทรงพิจารณาความเกิดความดับ
ของสังขารทั้งหลาย.
ทรงขจัดกิเลสทุกอย่างไม่เหลือเลย ณ ต้นไม้นั้น
ทรงบรรลุพระโพธิญาณ และพระพุทธญาณ ๑๔ สิ้น
เชิง.
ครั้นทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ก็ทรงประ-
กาศพระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสน
โกฎิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกวตฺติสฺส ได้แก่ พระเจ้าจักรพรรดิ
บทว่า เชฏฺโ ได้แก่ เกิดก่อน. บทว่า ทยิตโอรโส ได้แก่ พระโอรส พระราช
บุตร ที่น่าเอ็นดูน่ารัก. บุตรที่เขาเอ็นดูแล้ว อันเขากอดประทับไว้ที่อก ชื่อว่า
หน้า 448
ข้อ 10
ทยิตโอรส. บทว่า อามุกฺกมาลาภรโณ๑ ได้แก่ สวมพาหุรัดทองกรมงกุฏ
และกุณฑลมุกดาหารเป็นมาลัย. บทว่า อุยฺยานํ ความว่า ได้ไปยังอารามชื่อ
ธนัญชัยราชอุทยาน นอกพระนคร.
บทว่า ตตฺถาสิ รุกฺโข ความว่า เขาว่าในราชอุทยานนั้น มีต้นไม้
ต้นหนึ่ง ชื่อว่า รัตตโสณะ. เขาว่าต้นรัตตโสณะนั้น สูง ๙๐ ศอก ลำต้น
เกลากลม มีค่าคบและกิ่งก้านสะพรั่ง มีใบเขียวหนาและกว้าง มีเงาทึบเพราะ
มีเทวดาสิงสถิต จึงปราศจากหมู่นกนานาชนิดสัญจร เป็นดิลกจุดเด่นของพื้น
ธรณี กระทำประหนึ่งราชาแห่งต้นไม้ ดูน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ทุกกิ่งประดับด้วย
ดอกสีแดง เป็นจุดรวมแห่งดวงตาของเทวดาและมนุษย์. บทว่า ยสวิปุโล
ได้แก่ มียศไพบูลย์ อธิบายว่า อันโลกทั้งปวงกล่าวถึง ปรากฏเลื่องลือไปในที่
ทั้งปวงเพราะสมบัติของต้นไม้เอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตตฺถาสิ รุกฺโข
วิปุโล ดังนี้ก็มี. บทว่า พฺรหา แปลว่า ใหญ่ อธิบายว่า เช่นเดียวกับต้นปาริ-
ฉัตตกะของทวยเทพ. บทว่า ตมชฺฌปฺปตฺวา ความว่า ถึง ถึงทับ คือเข้าไปยัง
ต้นโสณะนั้น. บทว่า เหฏฺโต ได้แก่ ภายใต้ต้นไม้นั้น.
บทว่า าณวรุปฺปชฺชิ ได้แก่ ญาณอันประเสริฐเกิดขึ้น. บทว่า อนนฺตํ
ได้แก่ นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้. บทว่า วชิรูปมํ ได้แก่ คมเช่นวชิระ คำนี้
เป็นชื่อของวิปัสสนาญาณ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า เตน วิจินิ
สงฺขาเร ได้แก่ พิจารณาสังขารทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ด้วยวิปัสสนาญาณนั้น.
บทว่า อุกฺกุชฺชมวกุชฺชกํ ความว่า พิจารณาความเกิดและความเสื่อมของสังขาร
ทั้งหลาย. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น พระองค์พิจารณาปัจจยาการออกจาก
จตุตถฌาน มีอานาปานสติเป็นอารมณ์ หยั่งลงในขันธ์ ๕ ก็เห็นลักษณะ ๕๐
ถ้วน ด้วยอุทยัพพยญาณ เจริญวิปัสสนาจนถึงโคตรภูญาณ ก็ได้พระพุทธคุณ
ทั้งสิ้นโดยลำดับแห่งพระอริยมรรค
๑. บาลีเป็น อามุตฺตมณฺยาภรโณ.
หน้า 449
ข้อ 10
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ ต้นโสณะ. บทว่า สพฺพกิเลสานิ
ได้แก่ สพฺเพปิ กิเลเส กิเลสแม้ทั้งหมด ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ตตฺถ สพฺพกิเลเสหิ. บทว่า อเสสํ แปลว่า ไม่เหลือเลย
บทว่า อภิวาหยิ ได้แก่ ขจัดกิเลสทั้งหมด โดยเขตมรรคและเขตกิเลส อธิบาย
ว่านำเข้าไปสู่ความสูญหาย. บทว่า โพธิ ได้แก่ อรหัตมรรคญาณ. บทว่า
พุทฺธาเณ จ จุทฺทส ได้แก่ พุทฺธาณานิ จุทฺทส พุทธญาณ ๑๔ อย่าง.
๑๔ อย่าง คืออะไร. คือญาณเหล่านี้อย่างนี้คือ มรรคญาณผลญาณ ๘ อสาธารณ-
ญาณ ๖ ชื่อว่าพุทธญาณของพระพุทธเจ้า. จ ศัพท์เป็นสัมปิณฑนัตถะ ด้วย จ
ศัพท์นั้นความว่า แม้ประการอื่นทรงบรรลุปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เวสารัชชญาณ
๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔ ญาณกำหนดคติ ๕ ทศพลญาณ ย่อมรวมลงใน
พระพุทธคุณทั้งสิ้น.
พระมหาบุรุษนารทะ ทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ทรง
รับอาราธนาของท้าวมหาพรหม ทรงทำภิกษุแสนโกฏิ ซึ่งบวชกับพระองค์ ณ
ธนัญชัยราชอุทยาน ไว้เฉพาะพระพักตร์แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร.
ครั้งนั้นอภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ. ได้ยินว่า ครั้งนั้นพระยานาค ชื่อ
โทณะ มีฤทธานุภาพมาก มหาชนสักการะเคารพนับถือบูชา อาศัยอยู่ริมฝั่ง
แม่น้ำคงคา ใกล้ มหาโทณนคร พวกมนุษย์ชาวชนบทในถิ่นใดไม่ทำการบวง
สรวงพระยานาคนั้น พระยานาคนั้นก็จะทำถิ่นนั้นของมนุษย์พวกนั้นให้พินาศ
โดยทำไม่ให้ฝนตกบ้าง ให้ฝนตกมากเกินไปบ้าง ทำฝนก้อนกรวดให้ตกลงบ้าง.
ลำดับนั้น พระนารทศาสดาผู้ทรงเห็นฝั่ง ทรงเห็นอุปนิสัยของสัตว์
เป็นอันมาก ในการแนะนำพระยานาคโทณะอันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมแล้ว
จึงเสด็จไปยังสถานที่อยู่ของพระยานาคนั้น. แต่นั้นมนุษย์ทั้งหลายเห็นพระ-
ศาสดาแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระยานาคมีพิษร้าย
หน้า 450
ข้อ 10
มีเดชสูง มีฤทธานุภาพมาก อาศัยอยู่ในที่นั้น มันจักเบียดเบียนพระองค์ ไม่
ควรเสด็จไปพระเจ้าข้า. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประหนึ่งไม่ฟังคำของมนุษย์
เหล่านั้นเสด็จไป. ครั้นเสด็จไปแล้ว ก็ประทับนั่งบนเครื่องลาดดอกไม้ที่มีกลิ่น
หอมอย่างยิ่ง ซึ่งพวกมนุษย์เซ่นสรวงพระยานาคนั้นในที่นั้น. เขาว่า มหาชน
ประชุมกัน ด้วยหมายว่าจะเห็นการยุทธของสองฝ่าย คือพระนารทจอมมุนี
และพระยานาคโทณะ.
ครั้งนั้น พระยานาคเห็นพระนาคมุนีนั่งอย่างนั้น ทนการลบหลู่ไม่ได้
ก็ปรากฏตัวบังหวนควัน. แม้พระทศพลก็ทรงบังหวนควัน พระยานาคบันดาล
ไฟอีก. แม้พระมุนีเจ้าก็ทรงบันดาลไฟบ้าง. พระยานาคนั้นมีเนื้อตัวลำบากอย่าง
เหลือเกิน เพราะเปลวควันที่พลุ่งออกจากพระสรีระของพระทศพล ทนทุกข์ไม่ได้
ก็ปล่อยพิษออกไป หมายจะฆ่าพระองค์ด้วยความเร็วแห่งพิษ ทั่วทั้งชมพูทวีปพึง
พินาศด้วยความเร็วแห่งพิษ. แต่พิษนั้น ไม่สามารถจะทำพระโลมาแม้เส้นเดียว
ในพระสรีระของพระทศพลให้สั่นสะเทือนได้. ทีนั้น พระยานาคนั้นก็ตรวจดูว่า
พระสมณะมีความเป็นไปอย่างไรหนอ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระพักตร์
งามผ่องใส รุ่งเรืองด้วยพระพุทธรัศมี ๖ พรรณะ เต็มที่ดุจพระอาทิตย์และ
พระจันทร์ ในฤดูสารท ก็คิดว่า โอ ! พระสมณะนี้มีฤทธิ์มาก เราไม่รู้กำลัง
ของตัวเองผิดพลาดไปเสียแล้ว แสวงหาที่ช่วยตัวเอง ก็ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั่นแหละเป็นสรณะ. ลำดับนั้น พระนารทมุนีเจ้าฝึกพระยานาคนั้นแล้ว ก็ทรง
ทำยมกปาฏิหาริย์ เพื่อยังจิตของมหาชนที่ประชุมกันในที่นั้นให้เลื่อมใส. ครั้ง
นั้น สัตว์เก้าหมื่นโกฏิก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒ ด้วยเหตุ
นั้น จึงตรัสว่า
หน้า 451
ข้อ 10
พระมหามุนีทรงฝึกพระยานาคมหาโทณะ เมื่อ
จะทรงแสดงแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็ได้ทรงทำ
ปาฏิหารย์ในครั้งนั้น.
ครั้งนั้น เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิก็ข้ามพ้น
ความสงสัยทั้งปวง ในการประกาศธรรม.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาฏิเหรํ ตทากาสิ ความว่า ได้ทรงทำ
ยมกปาฏิหาริย์. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. ปาฐะว่า ตทา เทวมนุสฺสา
วา ดังนี้ก็มี. ในปาฐะนั้น ปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติว่า เทว-
มนุสฺสานํ เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิ. บทว่า
ตรึสุ ได้แก่ ก้าวล่วงพ้น.
ครั้งเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาทพระนันทุตตรกุมารพระโอรส
ของพระองค์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึง
ตรัสว่า
ครั้งที่พระมหาวีระ ทรงโอวาทพระโอรสของ
พระองค์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
ก็ครั้งที่พราหมณ์สหาย ๒ คน ชื่อ ภัททสาละและวิชิตมิตตะ กำลัง
แสวงหาห้วงน้ำคือ อมฤตธรรม ก็ได้เห็นพระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แกล้ว
กล้ายิ่ง ประทับนั่งในบริษัท. เขาเห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการในพระกาย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ตกลงใจว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีกิเลสดุจหลัง-
คาอันเปิดแล้วในโลก เกิดศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยบริวารก็
บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อสองสหายนั้นบวชแล้วบรรลุพระอรหัต
หน้า 452
ข้อ 10
แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิ.
นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระนารทพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ทรงมี
สันนิบาตประชุมสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประชุม
สาวกแสนโกฎิ.
สมัยที่พระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสพุทธวงศ์ จำเดิมแต่ทรงตั้ง
ปณิธานของพระองค์ ในสมาคมพระญาติ ภิกษุเก้าหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธคุณพร้อม
ทั้งเหตุ ภิกษุเก้าหมื่นโกฏิผู้ไร้มลทินประชุมกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมลา ได้แก่ ปราศจากมลทิน อธิบาย
ว่า พระขีณาสพ.
ครั้งที่พระยานาค ชื่อเวโรจนะ ผู้เลื่อมใสในการฝึกพระยานาค ชื่อ
มหาโทณะ เนรมิตมณฑปที่สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ ขนาด ๓ คาวุต ใน
แม่น้ำคงคา อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งบริวารให้ประทับนั่ง ณ
มณฑปนั้น พร้อมทั้งบริวารก็นิมนต์เพื่อทรงชมโรงทานของตน ณ ชนบทของ
ตน ให้เหล่านาฏกะนักฟ้อนรำนาค และนักดนตรีผู้บรรเลงดนตรีชื่อตาละ ซึ่ง
ทรงเครื่องประดับแต่งตัวนานาชนิด ได้ถวายมหาทาน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมทั้งบริวารด้วยสักการะใหญ่ เสวยเสร็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำ
อนุโมทนาเสมือนเสด็จลงสู่มหาคงคา. ในกาลนั้นทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่าม
กลางภิกษุแปดล้าน ผู้ฟังธรรม เวลาจบอนุโมทนาภัตทาน เลื่อมใสแล้วบวช
ด้วยเอหิภิกขุบรรพชา นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 453
ข้อ 10
ครั้งเวโรจนนาค ถวายทานแด่พระศาสดา ภิกษุ
ชินบุตร แปดล้านก็ประชุมกัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสีติสตสหสฺสิโย แปลว่า แปดล้าน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราบวชเป็นฤาษี เป็นผู้ชำนาญในอภิญญา
๕ และสมาบัติ ๘ สร้างอาศรมอาศัยอยู่ข้างภูเขาหิมพานต์ ลำดับนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้านารทะ อันพระอรหันต์แปดสิบโกฏิและอุบาสกผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิ-
ผล หนึ่งหมื่นแวดล้อม เสด็จไปยังอาศรมนั้น เพื่ออนุเคราะห์ฤาษีนั้น. ดาบส
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ก็ปลื้มใจ สร้างอาศรมเพื่อเป็นที่ประทับอยู่ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งบริวาร ประกาศพระคุณของพระศาสดาสิ้นทั้งคืน
ฟังธรรมกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้า วันรุ่งขึ้น ก็ไปอุตตรกุรุทวีป นำอาหาร
มาจากที่นั้น ได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งบริวาร ถวายมหาทาน
อย่างนี้ ๗ วัน นำจันทน์แดงที่หาค่ามิได้มาจากป่าหิมพานต์บูชาพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าด้วยจันทน์แดงนั้น. ครั้งนั้น พระทศพลอันเทวดาและมนุษย์แวดล้อม
แล้ว ตรัสธรรมกถาแล้วทรงพยากรณ์ว่า ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า
โคตมะ ในอนาคตกาล. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะสูง ถึงฝั่งอภิญญา ๕
ท่องเที่ยวไปในอากาศได้.
แม้ครั้งนั้น เราเลี้ยงดูพระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วย
พระพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้เสมอ พร้อมทั้งพระสงฆ์ ทั้ง
บริวารชน ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำแล้วบูชาด้วย
จันทน์แดง.
หน้า 454
ข้อ 10
แม้ครั้งนั้น พระนารทพุทธเจ้าผู้นำโลกพระองค์
นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่
หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคต ทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งร่าเริงใจ
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้น เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้
บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตทาปาหํ ตัดบทว่า ตทาปิ อหํ.
บทว่า อสมสมํ ความว่า อดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลายชื่อว่า ไม่มีผู้เสมอ, ผู้
เสมอ คือวัดได้ด้วยอดีตพระพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้เสมอเหล่านั้น ชื่อว่าผู้เสมอด้วย
พระพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้เสมอ. อีกนัยหนึ่ง ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้ปราศจากผู้เสมอ. สาธุ-
ชนผู้เสมอ ผู้ปราศจากผู้เสมอหามิได้. บรรดาผู้เสมอด้วยท่านผู้ไม่มีผู้เสมอเหล่า
นั้น ผู้เสมอ เมื่อควรจะกล่าวว่า อสมสมสโม ผู้เสมอเสมอกับท่านผู้ไม่มี
ผู้เสมอ พึงทราบว่า ท่านกล่าวลบ สมศัพท์เสียศัพท์หนึ่ง. ความว่า ผู้เสมอ
ด้วยผู้ไม่มีผู้เสมอ คือผู้ปราศจากผู้เสมอ. บทว่า สปริชฺชนํ ได้แก่ ทั้งชน
ผู้เป็นอุบาสก. ปาฐะว่า โสปิ มํ ตทา นรมรูนํ มชฺเฌ มชฺเฌ พฺยากาสิ จกฺขุมา
ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น มีความง่ายเหมือนกัน. บทว่า ภุยโย หาเสตฺว มานสํ
ได้แก่ ยังหัวใจให้ร่าเริง ให้ยินดียิ่งขึ้นไป. บทว่า อธิฏฺหํ วตํ อุคฺคํ
ได้แก่ อธิษฐานข้อวัตรสูงขึ้น. ปาฐะว่า อุตฺตรึ วตมธิฏาสึ ทสปารมิ-
ปูริยา ดังนี้ก็มี.
หน้า 455
ข้อ 10
พระผู้มีพระภาคเจ้านารทะพระองค์นั้น มีพระนครชื่อว่า ธัญญวดี
พระชนกเป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าสุเทวะ พระชนนีพระนามว่า อโนมา
คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระภัททสาละ และพระชิตมิตตะ พระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อว่า พระวาเสฏฐะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่า พระอุตตรา และพระผัคคุนี
โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นมหาโสณะ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระรัศมีแห่งพระสรีระ
ของพระองค์แผ่ไปโยชน์หนึ่งเป็นนิตย์ พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสี
ของพระองค์พระนามว่า วิชิตเสนา พระโอรสพระนามว่า นันทุตตระกุมาร
ปราสาท ๓ หลังชื่อวิชิตะ วิชิตาวี และวิชิตาราม. พระองค์ครองฆราวาสวิสัย
อยู่เก้าพันปี. พระองค์เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยพระบาท ด้วยเหตุนั้น จึง
ตรัสว่า
พระนารทพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่าธัญญวดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
สุเทวะ พระชนนีพระนามว่า พระนางอโนมา.
พระนารทพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระอัครสาวกชื่อว่า พระภัททสาละและพระชินมิตตะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระวาเสฏฐะ.
พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระอุตตราเเละพระผัคคุนี
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นมหาโสณะ.
พระมหามุนีทรงสูง ๘๘ ศอก เช่นเดียวกับรูป
ปฏิมาทอง หมื่นโลกธาตุก็เจิดจ้า.
หน้า 456
ข้อ 10
พระรัศมีวาหนึ่ง แล่นออกจากพระวรกายของ
พระองค์แผ่ไปทั้งทิศน้อยทิศใหญ่ แผ่ไปโยชน์หนึ่งทั้ง
กลางวันกลางคืน ไม่มีระหว่างทุกเมื่อ.
สมัยนั้น ชนบางพวกจุดคบเพลิง และตาม
ประทีปให้ติดสว่าง ในที่รอบ ๆ โยชน์หนึ่งไม่ได้ เพราะ
พระพุทธรัศมีครอบงำไว้เสีย.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระนารท-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
ก็ยังหมู่ชนเป็นอันมาก ให้ข้ามโอฆสงสาร.
ท้องฟ้างามไพจิตร ด้วยดวงดาวทั้งหลายฉันใด
ศาสนาของพระองค์ก็งามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระนราสภพระองค์นั้น ทรงทำสะพานคือธรรม
เพื่อยังผู้ปฏิบัติที่เหลือให้ข้ามกระแสสังสารวัฎ แล้ว
เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน.
พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มีผู้
เสมอ พระองค์นั้นก็ดี พระขีณาสพทั้งหลาย ผู้มีเดช
ที่ชั่งไม่ได้เหล่านั้นก็ดี ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขาร
ทั้งปวงก็ว่างเปล่าแน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ได้แก่ ผู้มี
รูปงามเหมือนรูปปฏิมาที่สำเร็จด้วยทองที่วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ. บทว่า
หน้า 457
ข้อ 10
ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า ทั้งหมื่นโลกธาตุเจิดจ้ารุ่งเรือง ด้วยพระรัศมี
ของพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศความข้อนั้นนั่นแล จึงตรัส
ว่า พระรัศมีวาหนึ่ง แล่นออกจากพระวรกายของพระองค์ไปทั้งทิศน้อยทิศ
ใหญ่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยามปฺปกา กายา ได้แก่ เหมือน
พระรัศมีวาหนึ่ง เหตุนั้นจึงชื่อว่า พฺยามปฺปภา อธิบายว่า เหมือนพระรัศมี
วาหนึ่งของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา.
น อักษรในคำว่า น เกจิ นี้ เป็นปฏิเสธัตถะ [ความปฏิเสธ] พึง
เห็นการเชื่อมความของ น อักษรนั้น กับศัพท์ว่า อุชฺชาเลนฺติ. บทว่า อุกฺกา
ได้แก่ ประทีปมีด้าม. ชนบางพวกไม่ยังคบเพลิงหรือดวงประทีปให้ติดโพลง
ไม่ให้ลุกโพลงได้. ถ้าจะถามว่า เพราะเหตุไร. ก็ตอบได้ว่า เพราะแสงสว่าง
ของพระรัศมีแห่งพระพุทธสรีระ. บทว่า พุทฺธรํสีหิ แปลว่า พระพุทธรัศมี
ทั้งหลาย. บทว่า โอตฺถฏา ได้แก่ ทับไว้.
บทว่า อุฬูหิ แปลว่า ดวงดาวทั้งหลาย ความว่า ท้องฟ้างามวิจิตร
ด้วยดวงดาวทั้งหลาย ฉันใด พระศาสนาของพระนารทพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ก็งดงามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า สํสารโสตํ
ตรณาย ได้แก่ เพื่อข้ามสาครคือสังสารวัฏ. บทว่า เสสเก ปฏิปนฺนเก
ความว่า ยังเสกขบุคคลที่เหลือกับกัลยาณปุถุชน เว้นพระอรหันต์ทั้งหลาย.
บทว่า ธมฺมเสตุํ ได้แก่ สะพานคือมรรค. ความว่า ทรงตั้งสะพานธรรม
เพื่อยังบุคคลที่เหลือให้ข้ามจากสังสารวัฎ ทรงทำกิจทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ปริ-
นิพพาน. คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น เพราะกล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง แล.
จบพรรณนาวงศ์พระนารทพุทธเจ้า
หน้า 458
ข้อ 11
๑๐. วงศ์พระปทุมุตตรพุทธเจ้าที่ ๑๐
ว่าด้วยพระประวัติของปทุมุตตรพุทธเจ้า
[๑๑] ต่อจาก สมัยของพระนารทพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นยอดแห่ง
สัตว์สองเท้า พระชินะผู้ไม่กระเพื่อม เปรียบดังสาคร.
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในกัปใด กัปนั้น ชื่อว่า
มัณฑกัป หมู่ชนที่สั่งสมกุศลไว้ ก็ได้เกิดในกัปนั้น.
ในการแสดงธรรมครั้งที่ ๑ ของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าปทุมุตตระ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
แม้ต่อจากนั้น เมื่อพระองค์ทรงหลั่งฝนคือธรรม
ยังสัตว์ทั้งหลายให้เอิบอิ่ม อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่
สัตว์สามหมื่นเจ็ดพัน.
ครั้งพระมหาวีระ เข้าเฝ้าพระเจ้าอานันทะ เสด็จ
เข้าไปใกล้พระชนก ทรงลั่นอมตเภรี.
เมื่อทรงลั่นอมตเภรี ทรงหลั่งฝนคือธรรม อภิสมัย
ครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์ห้าล้าน.
พระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในเทศนา ทรงโอวาทให้
สัตว์รู้ ยังสัตว์ทั้งปวงให้ข้ามโอฆสงสาร ทรงยังหมู่
ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
หน้า 459
ข้อ 11
พระปทุมุตตรศาสดา ทรงมีสันนิบาตประชุม
สาวก ๓ ครั้ง สาวกแสนโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต
ครั้งที่ ๑.
ครั้งพระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ผู้เสมอ จำพรรษา ณ เวภารบรรพต สาวกเก้าหมื่นโกฏิ
ประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปอีก ผู้ออกจากคาม
นิคมและรัฐ บวชเป็นสาวกแปดหมื่นโกฏิประชุมกัน
เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นผู้ครองรัฐชื่อ ชฎิล ได้ถวาย
ภัตตาหารพร้อมทั้งผ้า แด่พระสงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้า
เป็นประธาน.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลาง
สงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่าจักเป็นพระพุทธเจ้า ในแสนกัป
นับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัศดุ์
ที่น่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาล-
นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเสด็จไปยัง
แม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
หน้า 460
ข้อ 11
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
มายา พระชนก พระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่าน
ผู้นี้จักมีพระนามว่า โคตมะ.
พระอัครสาวกชื่อพระโกลิตะ และพระอุปติสสะ
ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น พระ-
พุทธอุปัฏฐากชื่อพระอานันทะจักบำรุงพระชินเจ้าผู้นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อพระเขมา และ พระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อนันทมาตา และอุตตรา. พระ
โคดมผู้มีพระยศ พระองค์จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่แล้ว ก็ปลาบปลื้ม
ใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า.
หน้า 461
ข้อ 11
ผิว่า พวกเราพลาดคำสั่งสอนของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเรา ก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสแม้ของพระองค์แล้วอธิษฐานข้อ
วัตรยิ่งยวดขึ้นไป ได้ทำความเพียรมั่นคงอย่างยิ่ง เพื่อ
บำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
ครั้งนั้น พวกเดียรถีย์ทั้งหมด มีใจผิดปกติ ใจ
เสีย ถูกกำจัดความถือตัวและกระด้างแล้ว บุรุษบาง
พวกของเดียรถีย์เหล่านั้น ไม่ยอมบำรุงบำเรอก็ขับไล่
เดียรถีย์เหล่านั้นออกไปจากรัฐ.
พวกเดียรถีย์ทั้งหมดประชุมกันในที่นั้น เข้าไป
ที่สำนักของพระพุทธเจ้า ทูลวอนว่า ข้าแต่พระมหา-
วีระขอพระองค์โปรดเป็นสรณะ ด้วยเถิด.
พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ผู้เอ็นดู มีพระกรุณา
แสวงประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ทรงตั้งเดียรถีย์ที่ประ-
ชุมกันทั้งหมด ไว้ในศีล ๕.
หน้า 462
ข้อ 11
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ไม่
วุ่นวายอย่างนี้ ว่างเปล่าจากเดียรถีย์ทั้งหลายงดงามด้วย
พระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ชำนาญคงที่.
พระปทุมุตตรศาสดา ทรงมีพระนครชื่อหังสวดี
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าอานันทะ พระชนนีพระ-
นามว่า พระนางสุชาดา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี ทรงมีปรา-
สาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อ นารี พาหนะ ยสวดี.
มีพระสนมนารี ที่แต่งกายงาม จำนวนสี่หมื่น
สามพันนาง มีพระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางวสุล-
ทัตตา พระโอรสพระนามว่า พระอุตตระ.
พระผู้เป็นยอดบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท ทรงตั้งความเพียร ๗ วัน.
พระมหาวีระ ปทุมุตตระ ผู้นำพิเศษ ผู้สงบ อัน
ท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรม
ณ พระราชอุทยาน มิถิลาอันสูงสุด.
พระปทุมุตตรศาสดา ทรงมีพระอัครสาวก ชื่อว่า
พระเทวิละ และพระสุชาตะ พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า
พระสุมนะ.
พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระอมิตา และ พระอสมา
โพธิพฤกษ์เรียกว่า ต้นสลละต้นช้างน้าว.
อัครอุปัฏฐากชื่อว่า อมิตะ และติสสะ อัครอุปัฏ-
ฐายิกาชื่อว่า หัตถา และ สุจิตตา.
หน้า 463
ข้อ 11
พระมหามุนี สูง ๕๘ ศอก พระลักษณะประ-
เสริฐ ๓๒ ประการ เช่นเดียวกับรูปปฏิมาทอง.
พระรัศมีแห่งพระสรีระ แผ่ไป ๑๒ โยชน์ โดย
รอบ ยอดเรือน บานประตู ฝา ต้นไม้ กองศิลาคือ
ภูเขา ปิดกั้นพระรัศมีนั้นไม่ได้.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระปทุมุตตร-
พุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
ย่อมยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระองค์ทั้งพระสาวก ยังชนเป็นอันมากให้ข้าม
แล้ว ตัดความสงสัยทุกอย่าง ก็ดับขันธปรินิพพาน
เหมือนกองไฟลุกโพลงแล้ว ก็ดับไปฉะนั้น.
พระปทุมุตตรชินพุทธเจ้า ปรินิพพาน ณ พระ-
วิหารนันทาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์
ณ ที่นั้น สูง ๑๒ โยชน์.
จบวงศ์พระปทุมุตตรพุทธเจ้าที่ ๙
หน้า 464
ข้อ 11
พรรณนาวงศ์พระปทุมุตตรพุทธเจ้าที่ ๑๐
พระศาสนาของพระนารทพุทธเจ้าเป็นไปได้เก้าหมื่นปี ก็อันตรธาน.
กัปนั้นก็พินาศไป ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่อุบัติในโลก ตลอด
อสงไขยแห่งกัปทั้งหลาย. ว่างพระพุทธเจ้า มีแสงสว่างที่ปราศจากพระพุทธเจ้า.
แต่นั้น เมื่อกัปและอสงไขยทั้งหลายล่วงไป ๆ ในกัปหนึ่ง ที่สุดแสนกัปนับแต่
กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพิชิตมาร ปลงภาระ มีพระเมรุเป็น
สาระ ไม่มีสังสารวัฏ มีสัตว์เป็นสาระ ยอดเยี่ยมเหนือโลกทั้งปวง พระนาม
ว่า ปทุมุตตระ ก็อุบัติขึ้นในโลก. แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย
บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระนางสุชาดาเทวี ผู้เกิดในสกุลที่มีชื่อเสียง อัครมเหสีของ พระเจ้า-
อานันทะ ผู้ทำความบันเทิงจิตแก่ชนทั้งปวง กรุงหังสวดี. พระนาง-
สุชาดาเทวี นั้น อันทวยเทพอารักขาแล้ว ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติ
พระปทุมุตตรกุมาร ณ พระราชอุทยานหังสวดี. ในสมัยปฏิสนธิ และสมภพ
ก็มีปาฏิหาริย์ ดังกล่าวแล้วแต่หนหลัง.
ดังได้สดับมา ในสมัยพระราชกุมารพระองค์นั้น ทรงสมภพ ฝนดอก
ปทุมก็ตกลงมา. ด้วยเหตุนั้น ในวันเฉลิมพระนามพระกุมาร พระประยูรญาติ
ทั้งหลายจึงเฉลิมพระนามว่า ปทุมุตตรกุมาร. พระกุมารพระองค์นั้นทรง
ครองฆราวาสวิสัยหมื่นปี. พระองค์มีปราสาท ๓ หลังเหมาะแก่ฤดูทั้งสาม ชื่อ
นรวาหนะ ยสวาหนะ และ วสวัตดี มีพระสนมนารีแสนสองหมื่นนาง มี
พระนางวสุทัตตาเทวี เป็นประมุข เมื่อ พระอุตตรกุมาร ผู้ยอดเยี่ยม
ด้วยพระคุณทุกอย่าง พระโอรสของพระนางวสุทัตตาเทวีทรงสมภพแล้ว
หน้า 465
ข้อ 11
พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงพระดำริจักเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พอทรง
พระดำริเท่านั้นปราสาทที่ชื่อว่า วสวัตดี ก็ลอยขึ้นสู่อากาศ เหมือนจักรของ
ช่างหม้อไปทางท้องอัมพร เหมือนเทพวิมาน และเหมือนดวงจันทร์เพ็ญ ทำ
โพธิพฤกษ์ไว้ตรงกลางลงที่พื้นดิน เหมือนปราสาทที่กล่าวแล้ว ในการพรรณนา
วงศ์ของพระโสภิตพุทธเจ้า.
ได้ยินว่า พระมหาบุรุษเสด็จลงจากปราสาทนั้น ทรงห่มผ้ากาสายะ
อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ ซึ่งเทวดาถวาย ทรงผนวชในปราสาทนั้นนั่น
เอง ส่วนปราสาทกลับมาตั้งอยู่ในที่ตั้งเดิมของตน. บริษัททุกคนที่ไปกับพระ-
มหาสัตว์ พากันบวช เว้นพวกสตรี. พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน
พร้อมกับผู้บวชเหล่านั้น วันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส ที่ ธิดารุจานันท-
เศรษฐี อุชเชนีนิคม ถวายแล้ว ทรงพักกลางวัน ณ สาลวัน เวลาเย็น
ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่ สุมิตตะอาชีวก ถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ ชื่อ
ต้น สลละ ช้างน้าว ทรงทำประทักษิณโพธิพฤกษ์นั้น ทรงลาดสันถัตหญ้า
กว้าง ๓๘ ศอก ทรงนั่งขัดสมาธิ อธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกอง
กำลังมารพร้อมทั้งตัวมาร ยามที่ ๑ ทรงระลึกได้บุพเพนิวาส. ยามที่ ๒ ทรง
ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์, ยามที่ ๓ ทรงพิจารณาปัจจยาการออกจากจตุตถฌาน
มีอานาปานัสสติเป็นอารมณ์ แล้วหยั่งลงในขันธ์ ๕ ทรงเห็นลักษณะ ๕๐ ถ้วน
ด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป ทรงเจริญวิปัสสนาจนถึงโคตรภูญาณ
แทงตลอดพระพุทธคุณทั้งสิ้น ด้วยอริยมรรค ทรงเปล่งพระอุทานที่พระพุทธ-
เจ้าทุกพระองค์ประพฤติมาว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.
ได้ทราบว่า ครั้งนั้น ฝนดอกปทุมตกลงมา ประหนึ่งประดับทั่วภายในทั้งหมื่น
จักรวาล. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 466
ข้อ 11
ต่อจากสมัยของพระนารทพุทธเจ้า พระสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้เป็นยอดแห่งสัตว์สองเท้า
พระชินะผู้ไม่หวั่นไหว เปรียบดังสาครที่ไม่กระเพื่อม
ฉะนั้น.
พระพุทธเจ้าได้อุบัติในกัปใด กัปนั้นเป็นมัณฑ-
กัป หมู่ชนผู้สั่งสมกุศลไว้ ก็ได้เกิดในกัปนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาครูปโม ได้แก่ มีภาวะลึกล้ำเสมือน
สาคร. ในคำว่า มณฺฑกปฺโป วา โส อาสิ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒
พระองค์อุบัติในกัปใด กัปนี้ชื่อว่า มัณฑกัป.
จริงอยู่ กัปมี ๒ คือ สุญญกัป และอสุญญกัป บรรดากัปทั้งสอง
นั้น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมไม่อุบัติใน
สุญญกัป เพราะฉะนั้นกัปนั้น จึงเรียกว่า สุญญกัป เพราะว่างเปล่าจากบุคคล
ผู้ที่คุณ.
อสุญญกัปนี้ ๕ คือ สารกัป มัณฑกัป วรกัป สารมัณฑกัป
ภัททกัป.
ในอสุญญกัปนั้นกัปที่ประกอบด้วยสาระคือคุณ เรียกว่า สารกัป เพราะ
ปรากฏ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่พระองค์เดียว. ผู้กำเนิดคุณสาร ยังคุณสาร
ให้เกิด
ส่วนในกัปใด เกิดพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ กัปนั้นเรียกว่า มัณฑกัป.
ในกัปใด เกิดพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ บรรดาพระพุทธเจ้าทั้ง ๓
พระองค์นั้น พระองค์ที่ ๑ พยากรณ์พระองค์ที่ ๒ พระองค์ที่ ๒ พยากรณ์
พระองค์ที่ ๓. ในกัปนั้น มนุษย์ทั้งหลาย มีใจเบิกบาน ย่อมเลือก โดยปณิธานที่
คนปรารถนา เพราะฉะนั้น กัปนั้น จึงเรียกว่า วรกัป.
หน้า 467
ข้อ 11
ส่วนในกัปเกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ กัปนั้นเรียกว่า สารมัณฑ-
กัป เพราะประเสริฐกว่า มีสาระกว่า กัปก่อน ๆ
ในกัปใดเกิดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กัปนั้นเรียกว่า ภัททกัป.
ก็ภัททกัปนั้น หาได้ยากยิ่ง. ก็กัปนั้น โดยมาก สัตว์ทั้งหลาย เป็น
ผู้มากด้วยกัลยาณสุข. โดยมาก ติเหตุกสัตว์ย่อมทำความสิ้นกิเลส ทุเหตุกสัตว์
ย่อมถึงสุคติ. อเหตุกสัตว์ ก็ได้เหตุ. เพราะฉะนั้น กัปนั้น จึงเรียกว่า
ภัททกัป. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อสุญญกัปมี ๕ เป็นต้น. สมจริง
ดังที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
เอโก พุทฺโธ สารกปฺเป มณฺฑกปฺเป ชินา ทุเว
วรกปฺเป ตโย พุทฺธา สารมณฺเฑ จตุโร พุทฺธา
ปญฺจ พุทฺธา ภทฺทกปฺเป ตโต นตฺถาธิกา ชินา.
ในสารกัป มีพระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ ในมัณฑ-
กัป มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ในวรกัป มีพระ
พุทธเจ้า ๓ พระองค์ ในสารมัณฑกัป มีพระพุทธเจ้า
๔ พระองค์ ในภัททกัป มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์
พระพุทธเจ้ามากกว่านั้นไม่มี ดังนี้.
ส่วนในกัปใด พระปทุมุตตรทศพลอุบัติ กัปนั้นแม้เป็นสารกัป ท่าน
ก็เรียกว่ามัณฑกัป เพราะเป็นเช่นเดียวกับมัณฑกัป ด้วยคุณสมบัติ. วาศัพท์
พึงเห็นว่า ลงในอรรถอุปมา. บทว่า อุสฺสนฺนกุสลา ได้แก่ ผู้สั่งสมบุญไว้.
บทว่า ชนตา ได้แก่ ชุมชน
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ. ผู้เป็นยอดบุรุษ ทรงยับยั้ง ณ โพธิ-
บัลลังก์ ๗ วัน ทรงย่างพระบาทเบื้องขวา ด้วยหมายพระหฤทัยว่า จะวาง
พระบาทลงที่แผ่นดิน. ลำดับนั้น ดอกบัวบกทั้งหลายมีเกสรและช่อละเอียดไร้
หน้า 468
ข้อ 11
มลทิน มีใบดังเกิดในน้ำไม่หม่นหมองไม่บกพร่องแต่บริบูรณ์ ชำแรกแผ่นดินผุด
ขึ้นมา บัวบกเหล่านั้นมีใบชิดกัน ๙๐ ศอก เกสร ๓๐ ศอก ช่อ ๑๒ ศอก เรณูของ
ดอกแต่ละดอกขนาดหม้อใหม่ ส่วนพระศาสดาสูง ๕๘ ศอก ระหว่างพระพาหาสอง
ข้างของพระองค์ ๑๘ ศอก พระนลาต ๕ ศอก พระหัตถ์และพระบาท ๑๑ ศอก.
พอพระองค์ทรงเหยียบช่อ ๑๒ ศอก ด้วยพระบาท ๑๑ ศอก เรณูขนาดหม้อ
ใหม่ ก็ฟุ้งขึ้นกลบพระสรีระ ๕๘ ศอก แล้วกลับท่วมทับ ทำให้เป็นเหมือน
ฝุ่นมโนศิลาป่นเป็นจุณ. หมายเอาข้อนั้น พระอาจารย์ผู้รจนาคัมภีรสังยุตต-
นิกายจึงกล่าวว่า พระศาสดาปรากฏในโลกว่า พระปทุมุตตระ ดังนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ ผู้ยอดเยี่ยมเหนือโลกทั้งปวง
ทรงรับอาราธนาของท้าวมหาพรหม ทรงตรวจดูสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นดังภาชนะ
รองรับพระธรรมเทศนา ทรงเห็นพระราชโอรส ๒ พระองค์ คือ เทวละ และ
สุชาตะ กรุงมิถิลา ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ทันใดก็เสด็จโดยทางอากาศ ลงที่พระ
ราชอุทยานกรุงมิถิลา ใช้พนักงานเฝ้าพระราชอุทยานให้เรียกพระราชกุมาร
ทั้งสองพระองค์มาแล้ว ทั้งสองพระองค์นั้น ทรงดำริว่า พระปทุมุตตรกุมาร
โอรสของพระเจ้าอาของเรา ทรงผนวช. ทรงบรรลุ พระสัมมาสัมโพธิญาณ
เสด็จถึงนครของเรา จำเราจักเข้าไปเฝ้าพระองค์พร้อมด้วยบริวาร ก็เข้าเฝ้าพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ นั่งแวดล้อม. ครั้งนั้น พระทศพล อันพระราชกุมาร
และบริวารเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงรุ่งโรจน์ดุจจันทร์เพ็ญ อันหมู่ดาวแวด
ล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ที่นั้น. ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่
๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในการแสดงธรรมครั้งที่ ๑ ของพระผู้มีพระภาค
เจ้าปทุมุตตระ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
หน้า 469
ข้อ 11
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังมหาชนให้ร้อน ด้วยความร้อน
ในนรก ทรงแสดงธรรมในสมาคมของสรทดาบส ทรงยังหมู่สัตว์นับได้สาม
ล้านเจ็ดแสน ให้ดื่มอมตธรรม ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากนั้น เมื่อทรงหลั่งฝนธรรม ให้สัตว์ทั้ง
หลายเอิบอิ่ม อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สามล้าน
เจ็ดแสน.
ก็ครั้ง พระเจ้าอานันทมหาราช ปรากฏพระองค์ในกรุงมิถิลา ใน
สำนักของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยบุรุษ [ทหาร] สองหมื่น
และอมาตย์ยี่สิบคน. พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ ทรงให้ชนเหล่านั้นบวช
ด้วยเอหิภิกขุบรรพชาทุกคน อันชนเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว เสด็จไปทำการ
สงเคราะห์พระชนก ประทับอยู่ ณ กรุงหังสวดี ราชธานี ในที่นั้น พระองค์
เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรม ในท้องนภากาศ ตรัสพุทธวงศ์เหมือนพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าของเรา ในกรุงกบิลพัสดุ์ ครั้งนั้นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์
ห้าล้าน ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งพระมหาวีระ เข้าไปโปรดพระเจ้าอานันทะ
เสด็จเข้าไปใกล้พระชนก ทรงลั่นอมตเภรี.
เมื่อทรงลั่นอมตเภรีแล้ว ทรงหลั่งฝนคือ ธรรม
อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าล้าน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อานนฺทํ อุปสงฺกมิ ตรัสหมายถึง
พระเจ้าอานันทะ พระชนก. บทว่า อาหนิ แปลว่า ลั่น (ตี). บทว่า อาหเต
ก็คือ อาหตาย ทรงลั่นแล้ว. บทว่า อมตเภริมฺหิ ก็คือ อมตเภริยา เมื่อ
หน้า 470
ข้อ 11
กลองอมตะ พึงเห็นว่าเป็นลิงควิปลาส ปาฐะว่า อาเสวิเต ดังนี้ก็มี ปาฐะ
นั้น มีความว่า อาเสวิตาย อันเขาซ่องเสพแล้ว. บทว่า วสฺสนฺเต
ธมฺมวุฏฺิยา ความว่า หลั่งฝนคือธรรม บัดนี้ เมื่อทรงแสดงอุบายเพื่อกระ
ทำอภิสมัยจึงตรัสว่า ะ
พระพุทธเจ้าผู้ทรงฉลาดในเทศนา ทรงสั่งสอน
ให้สัตว์เข้าใจ ให้สัตว์ทั้งหลายข้าม ทรงยังหมู่ชนเป็น
อันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอวาทกะ ได้แก่ ชื่อว่า โอวาทกะ
เพราะสั่งสอนด้วยพรรณนาคุณานิสงส์ของสรณะและการสมาทานศีล และธุดงค์.
บทว่า วิญฺาปโก ได้แก่ ชื่อว่า วิญญาปกะ เพราะให้เขารู้สัจจะ ๔ คือ
ให้เขาตรัสรู้. บทว่า ตารโก ได้แก่ ให้ข้ามโอฆะ ๔.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงมีพระพักตร์เสมือนจันทร์เพ็ญในวันเพ็ญ
มาฆบูรณมี ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิ ณ มิถิลา
ราชอุทยาน กรุงมิถิลา นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระศาสดาปทุมุตตระ ทรงมีสันนิบาตประชุม
สาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประชุมสาวกแสน
โกฏิ.
ครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า จำพรรษา ณ ยอดเวภารบรรพต ทรงแสดง
ธรรมโปรดมหาชนที่มาชมบรรพต ทรงยังชนเก้าหมื่นโกฏิให้บวชด้วยเอหิภิกขุ
บรรพชา อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 471
ข้อ 11
ครั้งพระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่
มีผู้เสมอ เสด็จจำพรรษา ณ เวภารบรรพต ภิกษุเก้า
หมื่นโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระคุณ ผู้เป็นนาถะของ ๓ โลก ทรง
ทำการเปลื้องมหาชนจากเครื่องผูก เสด็จจาริกไปตามชนบท ภิกษุแปดหมื่น
โกฏิประชุมกัน ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปอีก ภิกษุที่ออก
บวชจากคามนิคมและรัฐแปดหมื่นโกฏิประชุมกันเป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๓.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามนิคมรฏฺโต ก็คือ คามนิคม-
รฏฺเหิ จากคามนิคมรัฐชนบท หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน ปาฐะนั้น
ความว่า ผู้ออกบวชจากคามนิคมและรัฐทั้งหลาย.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นผู้ครองรัฐใหญ่ชื่อว่า ชฎิล มีทรัพย์
หลายโกฏิ ได้ถวายทานอย่างดีพร้อมทั้งจีวร แด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน เสร็จอนุโมทนาภัตทาน พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์
เราว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในที่สุดแสนกัป
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นผู้ครองรัฐ ชื่อชฎิล ได้ถวาย
ภัตตาหารพร้อมทั้งผ้า แด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน.
หน้า 472
ข้อ 11
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลาง
สงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า
ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป.
พระตถาคต ตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็อธิษฐาน
ข้อวัตรยิ่งยวดขึ้น ได้ทำความเพียรมั่นคงอย่างยิ่ง เพื่อ
บำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺพุทฺธปฺปมุขํ สงฺฆํ ก็คือ พุทฺธปฺ-
ปมุขสฺส สงฺฆสฺส แด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทุติยาวิภัตติ
ลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า สภตฺตํ ทุสฺสมทาสหํ ความว่า เราได้
ถวายภัตตาหารพร้อมด้วยจีวร. บทว่า อุคฺคทฬฺหํ แปลว่า มั่นคงยิ่ง. บทว่า
ธิตึ ความว่า ได้ทำความเพียร.
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ปทุมุตตระ ไม่มีพวกเดียรถีย์ เทวดาและ
มนุษย์ทุกคนถึงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเป็นสรณะ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งนั้น พวกเดียรถีย์ ผู้มีใจผัดปกติ มีใจเสีย
ถูกกำจัดมานะหมด บุรุษบางพวกของเดียรถีย์เหล่านั้น
ไม่ยอมบำรุงบำเรอ ก็ขับไล่เดียรถีย์เหล่านั้น ออกไป
จากแว่นแคว้น.
ทุกคนมาประชุมกันในที่นั้น ก็เข้าไปที่สำนัก
ของพระพุทธเจ้า ทูลวอนว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอ
หน้า 473
ข้อ 11
พระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง ข้าแต่พระผู้มีพระจักษุ ขอ
พระองค์ทรงเป็นสรณะ.
พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีความเอ็นดู มีพระกรุณา
แสวงประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ก็ทรงยังเดียรถีย์ที่
ประชุมกันทั้งหมดให้ตั้งอยู่ในศีล.
ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ไม่อากูล
อย่างนี้ ว่างเปล่าจากเดียรถีย์ทั้งหลาย งดงามด้วยพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย ผู้ชำนาญ ผู้คงที่.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยาหตา ได้แก่ ผู้มีความถือตัวและความ
กระด้างถูกขจัดแล้ว ในคำว่า ติตฺถิยา นี้ พึงทราบว่าติตถะ พึงทราบว่าติตถกระ
พึงทราบว่าติตถิยะ. ใน ๓ อรรถนั้น ชื่อว่า ติตถะ เพราะคนทั้งหลายข้ามไป
ด้วยอำนาจทิฏฐิมีสัสสตะทิฏฐิเป็นต้น ได้แก่ ลัทธิ. ผู้ยังลัทธินั้นให้เกิดขึ้น
ชื่อว่า ติตถกระ ผู้มีในลัทธิ ชื่อว่า ติตถิยะ. พึงทราบว่าที่ตรัสว่า พวก
เดียรถีย์ ถูกกำจัดความถือตัวและกระด้างเสียแล้วเป็นต้น ก็เพื่อแสดงว่า เขา
ว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระไม่มีเดียรถีย์ ถึงเดียรถีย์เหล่าใด ยังมี
เดียรถีย์แม้เหล่านั้น ก็เป็นเช่นนี้. บทว่า วิมนา ได้แก่ มีใจผิดแผกไป.
บทว่า ทุมฺมนา เป็นไวพจน์ของคำว่า วิมนา นั้นนั่นแหละ. บทว่า
น เตสํ เกจิ ปริจรนฺติ ความว่า บุรุษแม้บางพวกของเดียรถีย์เหล่านั้น
ไม่ทำการนวดฟั้น ไม่ให้ภิกษาหาร ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่
บูชา ไม่ยอมลุกจากที่นั่ง ไม่ทำอัญชลีกรรม. บทว่า รฏฺโต ได้แก่ แม้
หน้า 474
ข้อ 11
จากรัฐทั่วไป. บทว่า นิจฺฉุภนฺติ ได้แก่ นำออกไป รุกราน อธิบายว่า
ไม่ให้ที่อยู่แก่เดียรถีย์เหล่านั้น. บทว่า เต ได้แก่ เดียรถีย์ทั้งหลาย.
บทว่า อุปคญฺฉุํ พุทฺธสนฺติเก ความว่า พวกอัญญเดียรถีย์ แม้
ทั้งหมด ที่ถูกพวกมนุษย์ชาวแว่นแคว้นรุกราน อย่างนี้ มาประชุมแล้วก็ถึง
พระปทุมุตตรทศพลพระองค์เดียวเป็นสรณะ พากันกล่าวถึงสรณะอย่างนี้ว่า ขอ
พระองค์โปรดทรงเป็นศาสดา เป็นนาถะ เป็นคติ เป็นที่ไปเบื้องหน้า เป็น
สรณะของพวกข้าพระองค์เถิด. ชื่อว่า อนุกัมปกะ เพราะทรงเอ็นดู. ชื่อว่า
การุณิกะ เพราะทรงประพฤติด้วยความกรุณา. บทว่า สมฺปตฺเต ได้แก่ พวก
เดียรถีย์ที่มาประชุมเข้าถึงสรณะ. บทว่า ปญฺจสีเล ปติฏฺหิ ความว่า ให้
ตั้งอยู่ในศีล ๕. บทว่า นิรากุลํ ได้แก่ ไม่อากูล อธิบายว่า ไม่ปะปนด้วย
ลัทธิอื่น. บทว่า สุญฺกํ ได้แก่ ว่างเปล่าจากเดียรถีย์เหล่านั้น. บทว่า ตํ
พึงเติมคำลงไปว่า พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. บทว่า วิจิตฺตํ
ได้แก่ งามวิจิตร. บทว่า วสีภูเตหิ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระพระองค์นั้น มีพระนครชื่อว่า หังสวดี
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าอานันทะ พระชนนีพระนามว่า พระนาง
สุชาดาเทวี. คู่พระอัครสาวก ชื่อ พระเทวิละ และพระสุชาตะ พระพุทธ
อุปัฏฐาก ชื่อ พระสุมนะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อ พระอมิตา และ พระอสมา
โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นสลละ ช้างน้าว. พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระรัศมีของ
พระองค์แผ่ไปกินเนื้อที่ ๑๒ โยชน์ โดยรอบ พระชนมายุแสนปี พระอัครมเหสี
พระนามว่า พระนางวสุทัตตา พระโอรสพระนามว่า อุตตระ เล่ากันว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารนันทาราม
อันเป็นที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง. ส่วนพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ กระจัดกระจาย
หน้า 475
ข้อ 11
ทั่วไป พวกมนุษย์ทั่วชมพูทวีป ชุมนุมกันช่วยกันสร้างพระเจดีย์สำเร็จด้วย
รัตนะ ๗ ประการสูง ๑๒ โยชน์ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระปทุมุตตรศาสดา มีพระนคร ชื่อว่า หังสวดี
พระชนก พระนามว่า พระเจ้าอานันทะ พระชนนี
พระนามว่า พระนางสุชาดา.
พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มี
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระอมิตา และ พระอสมา โพธิ-
พฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อต้นสลละ
(ต้นช้างน้าว).
พระมหามุนีสูง ๕๘ ศอก พระลักษณะอันประ-
เสริฐ ๓๒ เช่นเดียวกับรูปปฏิมาทอง.
พระรัศมีแห่งพระสรีระ แผ่ไปรอบๆ ๑๒ โยชน์
ยอดเรือน บานประตู ฝา ต้นไม้ กองศิลา คือภูเขา
ก็กั้นพระรัศมีนั้นไม่ได้.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระปทุมุตตระ
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
ย่อมยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระองค์ทั้งพระสาวก ยังชนเป็นอันมากให้ข้าม
โอฆสงสาร ตัดความสงสัยทุกอย่างแล้ว ก็เสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน เหมือนกองไฟลุกโพลงแล้วก็ดับ
ฉะนั้น.
หน้า 476
ข้อ 11
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคสิลุจฺจยา ได้แก่ กองศิลากล่าวคือ
ภูเขา. บทว่า อาวรณํ ได้แก่ ปกปิด ทำไว้ภายนอก. บทว่า ทฺวาทสโย-
ชเน ความว่า พระรัศมีแห่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า แผ่ไปในที่
๑๒ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทั้งกลางคืนกลางวัน. ในคาถาที่เหลือในที่ทุกแห่ง
ความชัดแล้วทั้งนั้นแล.
ตั้งแต่นี้ไป เราจักย่อความที่มาแล้วซ้ำซากมีการบำเพ็ญบารมีเป็นต้น
จะกล่าวแต่ความที่แปลกกันเท่านั้น ก็หากว่า เราจะกล่าวซ้ำซากความที่กล่าว
มาแล้วเมื่อไร จักจบ การพรรณนามีอย่างนี้แล.
จบพรรณาวงศ์พระปทุมุตตรพุทธเจ้า
หน้า 477
ข้อ 12
๑๑. วงศ์พระสุเมธพุทธเจ้าที่ ๑๑
ว่าด้วยพระประวัติของพระสุเมธพุทธเจ้า
[๑๒] ต่อจาก สมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
พระชินพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ เป็นผู้นำโลก ผู้
อันเขาเข้าเฝ้าได้ยาก มีพระเดชยิ่ง สูงสุดแห่งโลก
ทั้งปวง.
พระองค์มีพระเนตรผ่องใส พระพักตร์งาม พระ
วรกายใหญ่ ตรง สดใส ทรงแสวงประโยชน์แก่
สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องคนเป็นอันมากให้พ้นจากเครื่อง
ผูก.
ครั้งพระพุทธเจ้า บรรลุพระโพธิญาณ อันสูงสุด
สิ้นเชิง ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุงสุทัสสนะ.
ในการแสดงธรรม แม้พระองค์ก็มีอภิสมัย ๓
ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ต่อมาอีก พระชินพุทธเจ้า ทรงทรมานยักษ์
ชื่อว่า กุมภกรรณ อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้า
หมื่นโกฏิ.
ต่อมาอีก พระผู้มีพระยศบริวาร หาประมาณ
มิได้ ทรงประกาศสัจจะ ๔ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่
สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
หน้า 478
ข้อ 12
พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต ประชุมพระสาวก ผู้เป็นพระขีณาสพไร้มล-
ทินมีจิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง.
ครั้งพระชินพุทธเจ้า เสด็จเข้าไปในกรุงสุทัสสนะ
พระภิกษุขีณาสพร้อยโกฏิประชุมกัน.
ต่อมาอีก เมื่อภิกษุทั้งหลายกรานกฐินที่ภูเขา
เทวกูฏ ภิกษุเก้าสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต
ครั้งที่๒.
ต่อมาอีก ครั้งพระทศพลเสด็จจาริกไป ภิกษุ
แปดสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
ครั้งนั้น เราเป็นมาณพ ชื่อ อุตตระ เราสั่งสม
ทรัพย์ในเรือนแปดสิบโกฏิ.
เราถวายทรัพย์เสียทั้งหมดสิ้น แด่พระผู้นำโลก
พร้อมทั้งพระสงฆ์ ถึงพระองค์เป็นสรณะ ชอบใจการ
บวชอย่างยิ่ง.
ครั้งนั้น แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรง
ทำอนุโมทนา ก็ทรงพยากรณ์เราว่า จักเป็นพระพุทธ-
เจ้า เมื่อล่วงไปสามหมื่นกัป.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
รับข้าวมธุปายาสในที่นั้น เข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
หน้า 479
ข้อ 12
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญูชรา เสด็จไปตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มียศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนางมายา
พระชนก พระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้
จักมีพระนามว่าโคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่า พระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อพระอานันทะ จักบำรุงพระชินเจ้า
ผู้นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และพระ
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ-
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะ-
อาฬวกะอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และอุตตรา
พระโคดมผู้มีพระยศ จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่แล้ว
ก็พากันปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หน้า 480
ข้อ 12
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก พากันส่งเสียงโห่ร้อง
ปรบมือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสั่งสอน [ศาสนา] ของ
พระโลกนาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็
จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
๑๐ ให้บริบูรณ์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทุกอย่าง ทำศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้
งาม.
เราไม่ประมาทในพระศาสนานั้น อยู่แต่ในอิริ-
ยาบถนั่งยืนและเดิน ถึงฝั่งแห่งอภิญญา ก็ไปสู่พรหม
โลก
พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ-
นครชื่อว่าสุทัสสนะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้า
สุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุทัตตา.
หน้า 481
ข้อ 12
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี มี
ปราสาทชั้นยอด ๓ หลัง ชื่อว่า สุจันทะ กัญจนะ และ
สิริวัฑฒะ มีพระสนมนารีที่ประดับกายงามสี่หมื่นแปด
พันนาง มีพระอัครมเหสี พระนามว่า พระนางสุมนา
พระโอรสพระนามว่า ปุนัพพะ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงตั้งความเพียร ๘
เดือนเต็ม.
พระมหาวีระสุเมธะ ผู้นำโลก ผู้สงบอันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ณ สุทัสสนราชอุทยานอันสูงสุด.
พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
อัครสาวกชื่อว่าพระสรณะ พระสัพพกามะ พระพุทธ
อุปัฏฐากชื่อว่าพระสาคระ.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระรามา และ พระ-
สุรามาโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นนิมพะคือต้นสะเดา.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า อุรุเวลา และยสวา อัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อว่า ยสา และสิริวา.
พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก ส่องสว่างทุกทิศ
เหมือนดวงจันทร์ ส่องสว่างเห็นหมู่ดาวฉะนั้น.
หน้า 482
ข้อ 12
ธรรมดามณีรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิ์ ย่อมสว่าง
ไปโยชน์หนึ่ง ฉันใด รัตนะคือพระรัศมีของพระองค์
ก็แผ่ไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ ฉันนั้น.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรง
มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น ย่อมยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามโอฆสงสาร.
พระศาสนานี้ มากไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย
ผู้มีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ผู้ถึงกำลังฤทธิ์ คงที่.
พระอรหันต์แม้เหล่านั้น ผู้มีบริวารยศหาประ
มาณมิได้ ผู้หลุดพ้น ปราศจากอุปธิ พระอรหันต์
เหล่านั้นแสดงแสงสว่างคือญาณแล้ว ต่างก็นิพพาน
กันหมด.
พระชินวรสุเมธพุทธเจ้า ดับขันธปรินิพพาน ณ
พระวิหารเมธาราม พระบรมสารีริกธาตุก็เฉลี่ยกระจาย
ไปเป็นส่วนๆ ในประเทศนั้นๆ.
จบวงศ์พระสุเมธพุทธเจ้าที่ ๑๑
หน้า 483
ข้อ 12
พรรณนาวงศ์พระสุเมธพุทธเจ้าที่ ๑๑
เมื่อพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ดับขันธปรินิพพานแล้ว ศาสนา
ของพระองค์ก็อันตรธานแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่อุบัติเป็นเวลาเจ็ดหมื่น
ปี ว่างพระพุทธเจ้า ในกัปหนึ่ง สุดท้ายสามหมื่นกัปนับแต่กัปนี้ มีพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าบังเกิดสองพระองค์ คือ พระสุเมธะ และ พระสุชาตะ ในสอง
พระองค์นั้น พระโพธิสัตว์นามว่า สุเมธะ ผู้บรรลุเมธาปัญญาแล้ว บำเพ็ญ
บารมีทั้งหลาย บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิใน
พระครรภ์ของพระนาง สุทัตตาเทวี อัครมเหสี ของ พระเจ้าสุทัตตะ
กรุงสุทัสสนะ ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ
สุทัสสนราชอุทยาน ประหนึ่งดวงทินกรอ่อนๆ ลอดหลืบเมฆ ฉะนั้น
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี เขาว่าทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่า สุจันทนะ
สุกัญจนะและสิริวัฒนะ ปรากฏมีพระสนมนารีสามหมื่นแปดพันนาง มีพระ-
นางสุมนามหาเทวีเป็นประมุข.
พระสุเมธกุมาร นั้น เมื่อพระโอรสของ พระนางสุมนาเทวี
พระนามว่า ปุนัพพสุมิตตะ ทรงสมภพ ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกมหา-
ภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้า ทรงผนวช มนุษย์ร้อยโกฏิก็บวชตาม พระองค์อัน
มนุษย์เหล่านั้นแวดล้อมแล้วทรงทำความเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี
เสวยข้าวมธุปายาส ที่ ธิดานกุลเศรษฐี ณ นกุลนิคม ถวายแล้ว ทรง
ยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่ สุวัฑฒอาชีวก ถวาย
แล้ว ทรงลาดสันถัตหญ้า กว้าง ๒๐ ศอก ที่โคนโพธิพฤกษ์ชื่อ นีปะต้นกะทุ่ม
ทรงกำจัดกองกำลังมาร พร้อมทั้งตัวมารแล้ว ทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ
หน้า 484
ข้อ 12
ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติลํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ทรงยับยั้งใกล้ๆ โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ ๘ ทรงรับอาราธนา
แสดงธรรมของท้าวมหาพรหม ทรงตรวจดูภัพพบุคคล ทรงเห็น สรณกุมาร
และสัพพกามีกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์ และภิกษุที่บวชกับพระ-
องค์ร้อยโกฏิ เป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมคือ สัจจะ ๔ จึงเสด็จทางอากาศ
ทรงลงที่สุทัสสนะราชอุทยาน ใกล้กรุงสุทัสสนะ โปรดให้พนักงานเฝ้าพระราช
อุทยาน เรียกพระกนิษฐภาดามาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ท่ามกลาง
บริวารเหล่านั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัย
ครั้งที่ ๑ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า มีพระพุทธ-
เจ้าพระนามว่า สุเมธ ผู้นำ ผู้ที่เข้าเฝ้ายาก มีพระเดช
ยิ่ง เป็นพระมุนี สูงสุดแห่งโลกทั้งปวง.
พระองค์มีพระเนตรผ่องใส พระพักตร์งามพระ
วรกายใหญ่ ตรง สดใส ทรงแสวงประโยชน์แก่
สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมาก จากเครื่องผูก.
ครั้งพระพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณ อันสูง
สุดสิ้นเชิง ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุงสุทัสสนะ.
อภิสมัยในการทรงแสดงธรรมแม้ของพระองค์ก็
มี ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคเตโช ได้แก่ มีพระเดชสูง. บทว่า
ปสนฺนเนตฺโต ได้แก่ มีพระนัยนาใสสนิท พระเนตรใสเหมือนก้อนแก้วมณี ที่
หน้า 485
ข้อ 12
เขาชำระขัดวางไว้ เพราะฉะนั้นพระองค์เขาจึงเรียกว่า ผู้มีพระเนตรใส อธิบาย
ว่ามีพระนัยนาประกอบด้วย ขนตาอันอ่อนน่ารักเขียวไร้มลทิน และละเอียด จะ
กล่าวว่า สุปฺปสนฺนปญฺจนยโน มีพระจักษุ ๕ ผ่องใสดี ดังนี้ก็ควร. บทว่า
สุมุโข ได้แก่ มีพระพักตร์เสมือนดวงจันทร์เต็มดวงในฤดูสารท. บทว่า
พฺรหา ได้แก่ พรหาคือใหญ่ เพราะทรงมีพระสรีระขนาด ๘๘ ศอก อธิบาย
ว่า ขนาดพระสรีระไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ. บทว่า อุชุ ได้แก่ มีพระองค์ตรง
เหมือนพรหม คือมีพระสรีระสูงตรงขึ้นนั่นเอง อธิบายว่ามีพระวรกายเสมือน
เสาระเนียดทอง ที่เขายกขึ้นกลางเทพนคร. บทว่า ปตาปวา ได้มี
พระสรีระรุ่งเรือง. บทว่า หิเตสี แปลว่า แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า
อภิสมยา ตีณิ ก็คือ อภิสมยา ตโย อภิสมัย ๓ ทำเป็นลิงควิปลาส.
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติตอนย่ำรุ่ง ออกจาก
สมาบัตินั้นแล้ว ทรงตรวจดูโลก ก็เห็นยักษ์กินคน ชื่อ กุมภกรรณ
มีอานุภาพเสมือนกุมภกรรณ ปรากฏเรือนร่างร้ายอยู่ปากดงใหญ่ คอยดักตัด
การสัญจรทางเข้าดงอยู่ แต่ลำพังพระองค์ไม่มีสหาย เสด็จเข้าไปยังภพ
ของยักษ์ตนนั้น เข้าไปข้างใน ประทับนั่งบนที่ไสยาสน์อันมีสิริ ลำดับนั้น
ยักษ์ตนนั้น ทนการลบหลู่ไม่ได้ ก็กริ้วโกรธเหมือนงูมีพิษร้ายแรง ถูกตีด้วย
ไม้ ประสงค์จะขู่พระทศพลให้กลัวจึงทำอัตภาพของตนให้ร้ายกาจ ทำศีรษะ
เหมือนภูเขาเนรมิตดวงตาทั้งสองเหมือนดวงอาทิตย์ ทำเขี้ยวคมยาวใหญ่อย่าง
กับหัวคันไถ มีท้องเขียวใหญ่ยาน มีแขนอย่างกะลำต้นตาลมีจมูกแบนวิกลและ
คด มีปากแดงใหญ่อย่างกะปล่องภูเขา มีเส้นผมใหญ่เหลืองและหยาบ มีแวว
ตาน่ากลัวยิ่ง มายืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสุเมธะ บังหวน
ควัน บันดาลเพลิงลุกโชน บันดาลฝน ๙ อย่าง คือ ฝนแผ่นหิน ภูเขา เปลว
หน้า 486
ข้อ 12
ไฟ น้ำ ตม เถ้า อาวุธ ถ่านเพลิงและฝนทรายให้ตกลงมา ไม่อาจให้พระผู้มี
พระภาคเจ้าขับเขยื้อนแม้เท่าปลายขน คิดว่า จำเราจักถามปัญหาแล้วฆ่าเสีย
แล้วถามปัญหาเหมือนอาฬวกยักษ์ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำยักษ์ตน
นั้นเข้าสู่วินัยด้วยทรงพยากรณ์ปัญหา. เขาว่า วันที่ ๒ จากวันนั้นพวกมนุษย์
ชาวแคว้น นำเอาราชกุมารพร้อมด้วยภัตตาหารที่บรรทุกมาเต็มเกวียน มอบ
ให้ยักษ์ตนนั้น ครั้งนั้น ยักษ์ได้ถวายพระราชกุมารแด่พระพุทธเจ้า พวก
มนุษย์ที่อยู่ประตูดงก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้น ในสมาคมนั้น พระ-
ทศพลเมื่อจะทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่ใจของยักษ์ ทรงยังธรรมจักษุให้เกิด
แก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ นั้นเป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
วันรุ่งขึ้น พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงทรมาน
ยักษ์กุมภกรรณ อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่น
โกฏิ.
ครั้งที่ทรงประกาศสัจจะ ๔ ณ สิรินันทราช อุทยาน อุปการีนคร
ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อมาอีก พระผู้มีพระยศหาประมาณมิได้ ก็ทรง
ประกาศสัจจะ ๔ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปด
หมื่นโกฏิ.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าสุเมธะ ก็ทรงมีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ใน
สันนิบาตครั้งที่ ๑ ณ กรุงสุทัสสนะ มีพระขีณาสพร้อยโกฏิ ในสันนิบาต
ครั้งที่ ๒ เมื่อพวกภิกษุกรานกฐิน ณ ภูเขาเทวกูฏ มีพระอรหันต์เก้าสิบโกฏิ
ในสันนิบาตครั้งที่ ๓ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริก มีพระอรหันต์แปด
สิบโกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 487
ข้อ 12
พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิ-
บาตประชุมสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบคงที่
๓ ครั้ง.
ครั้งพระชินพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปยังกรุงสุทัสสนะ
ภิกษุขีณาสพร้อยโกฏิประชุมกัน.
ต่อมา ครั้งภิกษุทั้งหลายช่วยกันกรานกฐิน ณ
ภูเขาเทวกูฎ พระขีณาสพเก้าสิบโกฏิประชุมกัน เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒.
ต่อมา ครั้งพระทศพลเสด็จจาริกไป พระขีณาสพ
แปดสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นมาณพที่เป็นยอดของคนทั้งปวง ชื่อ
อุตตระ สละทรัพย์แปดสิบโกฏิที่ฝังเก็บไว้ ถวายมหาทานแด่พระสงฆ์ มี
พระพุทธเจ้าเป็นประธานฟังธรรมของพระทศพลในครั้งนั้น ก็ตั้งอยู่ในสรณะ
แล้วออกบวช พระศาสดาแม้พระองค์นั้น เมื่อทรงทำอนุโมทนาโภชนทาน ก็
ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่า โคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นมาณพชื่ออุตตระ เราสั่งสม
ทรัพย์ไว้ในเรือนแปดสิบโกฏิ.
เราถวายทรัพย์ทั้งหมดสิ้น แด่พระผู้นำโลก
พร้อมทั้งพระสงฆ์ ถึงพระองค์เป็นสรณะ และเรา
ชอบใจการบวชอย่างยิ่ง.
หน้า 488
ข้อ 12
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงทำอนุโมทนา
ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อ
ล่วงไปสามหมื่นกัป.
พระตถาคต ทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
พึงทำคาถาพยากรณ์ให้พิศดาร
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อม
ใสจึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
๑๐ ให้บริบูรณ์.
เราเล่าเรียนพระสูตรพระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทุกอย่าง ยังศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้งาม.
เราไม่ประมาทในพระศาสนานั้น. อยู่แต่ในอิริ-
ยาบถ นั่ง ยืน และเดิน ก็ถึงฝั่งแห่งอภิญญา เข้าถึง
พรหมโลก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺนิจิตํ ได้แก่ เก็บไว้โดยการฝัง.
บทว่า เกวลํ แปลว่า ทั้งสิ้น. บทว่า สพฺพํ ได้แก่ ให้ไม่เหลือเลย. บทว่า
สสงฺเฆ ก็คือ พร้อมกับพระสงฆ์. บทว่า ตสฺสูปคญฺฉึ ก็คือ ตํ อุปคญฺฉึ
ฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. บทว่า อภิโรจยึ ได้แก่ บวช. บทว่า
ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า เมื่อสามหมื่นกัปล่วงแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า สุเมธะทรงมีพระนครชื่อว่าสุทัสสนะ พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าสุทัตตะ พระชนนี พระนามว่า พระนางสุทัตตา คู่
หน้า 489
ข้อ 12
พระอัครสาวกชื่อว่า พระสรณะ และ พระสัพพกามะ พระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อ พระสาคระ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อ พระรามา พระสุรามา โพธิพฤกษ์
ชื่อมหานีปะคือต้นกะทุ่มใหญ่ พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี
ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนาง สุมนา
พระโอรสพระนามว่า ปุนัพพสุมิตตะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือช้าง.
คำที่เหลือปรากฏในคาถาทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่าสุทัสสนะ พระชนกพระนามว่า พระ-
เจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุทัตตา.
พระสุเมธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ พระ
อัครสาวก ชื่อว่า พระสรณะ พระสัพพกามะ พระ-
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระสาคระ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระรามา พระสุรามา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
ต้นมหานีปะ คือต้นกะทุ่มใหญ่.
พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก ทรงส่องสว่างทั่ว
ทุกทิศ เหมือนดวงจันทร์ส่องสว่างในหมู่ดาว ฉะนั้น.
ธรรมดามณีรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิย่อมส่อง
สว่างไปได้โยชน์หนึ่ง ฉันใด รัตนะคือพระรัศมีของ
พระสุเมธพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็แผ่ไปโยชน์หนึ่งโดย
รอบ ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 490
ข้อ 12
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์มี
พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น ย่อมยังหมู่ชนเป็นอันมากให้
ข้ามโอฆสงสาร.
พระศาสนานี้ เกลื่อนกล่นด้วยพระอรหันต์ ผู้มี
วิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ผู้ถึงกำลังคงที่ดี.
พระอรหันต์เหล่านั้นทั้งหมด มียศที่หาประมาณ
มิได้ หลุดพ้น ปราศจากอุปธิ ท่านผู้มียศใหญ่เหล่านั้น
แสดงแสงสว่างคือญาณแล้ว ต่างก็นิพพานไป.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺโท ตาราคเณ ยถา ความว่า
จันทร์เพ็ญในท้องฟ้า ย่อมส่องหมู่ดาวให้สว่าง ให้ปรากฏ ฉันใด พระสุเมธ-
พุทธเจ้าก็ทรงส่องทุกทิศให้สว่าง ฉันนั้นเหมือนกัน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
จนฺโท ปณฺณรโส ยถา ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น ความง่ายเหมือนกัน.
บทว่า จกฺกวตฺติมณี นาม ความว่า มณีรัตนะของพระเจ้าจักร-
พรรดิ์ ยาว ๔ ศอก ใหญ่เท่ากับดุมเกวียน มีมณีแปดหมื่นสี่พันเป็นบริวาร
มาถึงมณีรัตนะที่ดูน่ารื่นรมย์อย่างยิ่งจากเวปุลลบรรพต ดุจเรียกเอาความงาม
ที่เกิดจากสิริของรัชนีกรเต็มดวงในฤดูสารทอันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว รัศมีของ
มณีรัตนะนั้นที่มาอย่างนั้น ย่อมแผ่ไปตลอดโอกาสประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ
ฉันใด รัตนะคือพระรัศมีก็แผ่ไปโยชน์หนึ่ง โดยรอบ จากพระสรีระของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 491
ข้อ 12
บทว่า เตวิชฺชฉฬภิญฺเหิ ความว่า ผู้มีวิชชา ๓ และอภิญญา ๖.
บทว่า พลปฺปตฺเตหิ ได้แก่ ผู้ถึงกำลังแห่งฤทธิ์. บทว่า ตาทิหิ
ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้คงที่. บทว่า สมากุลํ ได้แก่ เกลื่อนกล่น คือ
รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวะอย่างเดียวกัน. ท่านกล่าวว่า อิทํ หมายถึง พระศาสนา
หรือพื้นแผ่นดิน. บทว่า อมิตยสา ได้แก่ ผู้มีบริวารหาประมาณมิได้ หรือ
ผู้มีเกียรติก้องที่ชั่งไม่ได้. บทว่า นิรูปธี ได้แก่ เว้นจากอุปธิ ๔. คำที่เหลือ
ในคาถาทั้งหลายในที่นี้ทุกแห่ง ชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสุเมธพุทธเจ้า
หน้า 492
ข้อ 13
๑๒. วงศ์พระสุชาตพุทธเจ้าที่ ๑๒
ว่าด้วยพระประวัติของพระสุชาติพุทธเจ้า
[๑๓] ในมัณฑกัปนั้นนั่นเองมีพระพุทธเจ้าพระ-
นามว่า สุชาตะ ผู้นำโลก ผู้มีพระหนุดังคางราชสีห์
มีพระศอดังโคอุสภะ มีพระคุณหาประมาณมิได้ อัน
บุคคลเข้าเฝ้าได้ยาก.
พระสัมพุทธเจ้า ทรงรุ่งเรืองด้วยสิริย่อมงามสง่า
ทุกเมื่อ เหมือนดวงจันทร์หมดจดไร้มลทิน เหมือนดวง
อาทิตย์ส่องแสงแรงร้อน ฉะนั้น.
พระสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด
สิ้นเชิงแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุงสุมงคล.
เมื่อพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงแสดงธรรม
อันประเสริฐ สัตว์แปดสิบโกฏิ ก็ตรัสรู้ในการแสดง
ธรรม ครั้งที่ ๑.
ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้มีบริวารยศหาประมาณ
มิได้ เสด็จเข้าจำพรรษา ณ เทวโลก. อภิสมัยครั้งที่ ๒
ได้มีแก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน.
ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ เสด็จเข้า
เฝ้าพระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์หกล้าน.
หน้า 493
ข้อ 13
พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพไร้มลทิน มีจิตสงบ
ผู้คงที่ ๓ ครั้ง.
พระอรหันต์สาวกผู้ถึงกำลังแห่งอภิญญา ผู้ไม่ถึง
พร้อมในภพน้อยภพใหญ่หกล้าน พระสาวกเหล่านั้น
ประชุมกัน ครั้งที่ ๑.
ในสันนิบาต ต่อมาอีก เมื่อพระชินพุทธเจ้าเสด็จ
ลงจากเทวโลกชั้นไตรทศ พระสาวกสี่แสนประชุม
กัน ครั้งที่ ๒.
พระสุทัสสนะอัครสาวก เมื่อเข้าเฝ้าพระนราสภ
ก็เข้าเผ้าพระสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วย พระสาวกสี่แสน.
สมัยนั้น เราเป็นจักรพรรดิ์เป็นใหญ่แห่งทวีปทั้ง ๔
มีกำลังมาก ท่องเที่ยวไปในอากาศได้.
เรามอบถวายสมบัติใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ และ
รัตนะ ๗ แด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด แล้วก็บวชในสำนัก
ของพระองค์.
พวกคนวัดรวบรวมผลรายได้ในชนบท น้อมถวาย
เป็นปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแด่พระภิกษุสงฆ์.
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งหมื่นโลกธาตุ
ก็ได้ทรงพยากรณ์เราว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด
สามหมื่นกัป.
หน้า 494
ข้อ 13
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง โคนต้นอชปาลนิโครธ
รับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้น เสด็จเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญ-
ชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส ณ
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถาน อันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ที่โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้
นี้จักชื่อว่าโคตมะ.
จักมีอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะและพระอุปติส-
สะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
พระพุทธอุปฐากชื่อว่า อานันทะ จักบำรุง พระชินเจ้า
พระองค์นี้.
จักมีอัครสาวิกาชื่อว่า พระเขมา และพระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่า
ต้นอัสสัตถะ.
หน้า 495
ข้อ 13
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และ อุตตรา พระ
โคดมพุทธเจ้า ผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดา ฟังพระดำรัสนี้ของพระสุชาต-
พุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ก็ปลาบ
ปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดคำสั่งสอนของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่
ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งร่าเริงใจ
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งาม.
หน้า 496
ข้อ 13
เราอยู่อย่างไม่ประมาทในพระศาสนานั้น เจริญ
พรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งแห่งอภิญญา ก็ไปสู่พรหม-
โลก.
พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระนคร
ชื่อว่าสุมงคล พระชนกพระนามว่า พระเจ้าอุคคตะ
พระชนนีพระนามว่า พระนางประภาวดี.
ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ทรงมีปรา-
สาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า สิริ อุปสิริ และจันทะ.
มีพระสนมนารีแต่งกายงาม สองหมื่นสามพัน
นาง พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางสิรินันทา
พระโอรส พระนามว่าอุปเสนะ.
พระพุทธชินเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิ-
เนษกรมณ์ด้วยยานคือม้า ทรงตั้งความเพียร ๙ เดือน
เต็ม.
พระมหาวีระ สุชาตพุทธเจ้า ผู้นำโลก ผู้สงบ
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร ณ สุมงคลราชอุทยานอันอุดม.
พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ
อัครสาวก ชื่อพระสุทัสสนะ และ พระสุเทวะ พระ-
พุทธอุปัฏฐากชื่อ นารทะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อพระนาคา และ พระนาค-
สมาลา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น เรียกว่า มหาเวฬุ ต้นไผ่ใหญ่.
หน้า 497
ข้อ 13
ไผ่ต้นนั้น ลำต้นตัน ไม่มีรู มีใบมาก ลำตรง
เป็นไผ่ต้นใหญ่ น่าดูน่ารื่นรมย์.
ไผ่ต้นนั้น เติบโตต้นเดียวโดด กิ่งแตกออกจาก
ต้นนั้น งามเหมือนกำแววหางนกยูง ที่เขาผูกไว้ดีแล้ว.
ไผ่ต้นนั้น ไม่มีหนาม ไม่มีรู เป็นไผ่ใหญ่มี
กิ่งแผ่กว้าง ไม่มีช่อง ร่มเงาทึบ น่ารื่นรมย์.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อ สุทัตตะ และ จิตตะ อัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อ สุภัททา และ ปทุมา.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ว่าโดยส่วนสูง ๕๐
ศอก ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ โดยอาการ
พร้อมสรรพ ทรงถึงพระพุทธคุณ ครบถ้วน.
พระรัศมีของพระองค์ เสมอด้วยรัศมีของพระ
พุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ ย่อมแล่นออกโดยรอบ
พระวรกาย พระองค์มีพระคุณหาประมาณมิได้ ชั่ง
ไม่ได้ เปรียบไม่ได้ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรง
มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้
ข้ามโอฆสงสาร.
ครั้งนั้น ปาพจน์คือธรรมวินัย งามด้วยพระ
อรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร เหมือน
ดารากรในนภากาศ ฉะนั้น.
หน้า 498
ข้อ 13
พระศาสนานี้งดงาม ด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย
ผู้มีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ผู้ถึงกำลังฤทธิ์ ผู้คงที่.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้นด้วย พระคุณทั้งหลาย ที่ชั่งไม่ได้
เหล่านั้นด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง
ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระสุชาตชินวรพุทธเจ้า ดับขันธปรินิพพาน
ณ พระวิหารเสลาราม พระเจดีย์ของพระศาสดา ณ
พระวิหารนั้น สูง ๓ คาวุต.๑
จบวงศ์พระสุชาตพุทธเจ้าที่ ๑๒
๑. ๔ คาวุต เป็น ๑ โยชน์
หน้า 499
ข้อ 13
พรรณนา วงศ์พระสุชาตพุทธเจ้าที่ ๑๒
ภายหลัง ต่อมาจากสมัยของพระสุเมธพุทธเจ้า ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล
เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีอายุที่นับไม่ได้มาโดยลำดับ และลดลงตามลำดับ จนมีอายุ
เก้าหมื่นปี พระศาสดาพระนามว่า สุชาตะ ผู้มีพระรูปกายเกิดดี มีพระชาติ
บริสุทธิ์ ก็อุบัติในโลก แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีแล้วบังเกิดในสวรรค์
ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนางปภาวดี
อัครมเหสีในราชสกุลของ พระเจ้าอุคคตะ กรุงสุมงคล ถ้วนกำหนดทศมาส
ก็ออกจากพระครรภ์ของพระชนนี. ในวันเฉลิมพระนาม พระชนกชนนีเมื่อจะ
ทรงเฉลิมพระนามของพระองค์ ก็ได้ทรงเฉลิมพระนามว่า สุชาตะ เพราะ
เกิดมาแล้ว ยังสุขให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ทั่วชมพูทวีป. พระองค์ทรงครอง
ฆราวาสวิสัยเก้าพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่าสิรี อุปสิรี และสิรินันทะ๑
ปรากฏพระสนมนารีสองหมื่นสามพันนาง มี พระนางสิรินันทาเทวี เป็น
ประมุข.
เมื่อพระโอรสพระนามว่า อุปเสน ของพระนางสิรินันเทวีทรงสมภพ
แล้ว พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงม้าต้นชื่อว่า หังสวหัง เสด็จออกมหา-
ภิเนษกรมณ์ ทรงผนวช มนุษย์โกฏิหนึ่ง ก็บวชตามพระองค์ผู้ทรงผนวชอยู่
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษนั้น อันมนุษย์เหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญ
เพียร ๙ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส รสอร่อย ที่ธิดาของ
สิรินันทนเศรษฐีแห่งสิรินันทนนคร ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน
๑. บาลีเป็น สิริ อุปสิริ และจันทะ
หน้า 500
ข้อ 13
เวลาเย็น ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่สุนันทอาชีวกถวายแล้ว เสด็จเข้าไปยังโพธิ-
พฤกษ์ ชื่อ เวฬุ ต้นไผ่ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๓ ศอก เมื่อดวงอาทิตย์
ยังคงอยู่ ก็ทรงกำจัดกองกำลังมาร พร้อมทั้งตัวมาร ทรงแทงตลอดพระสัมมา-
สัมโพธิญาณ ก็ทรงเปล่งพระอุทานที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประพฤติมา
แล้ว ทรงยับยั้งอยู่ใกล้โพธิต้นพฤกษ์นั่นแล ตลอด ๗ สัปดาห์ อันท้าวมหาพรหม
ทูลอาราธนาแล้ว ทรงเห็น พระสุทัสสนกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์
และเทวกุมาร บุตรปุโรหิต เป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมคือสัจจะ ๔
เสด็จไปทางอากาศ ลงที่ สุมังคลราชอุทยาน กรุงสุมงคล ให้พนักงาน
เฝ้าราชอุทยาน เรียก พระสุทัสสนกุมาร กนิษฐภาดาและ เทวกุมาร บุตร
ปุโรหิตมาแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางกุมารทั้งสองนั้น พร้อมด้วยบริวาร ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ณ ที่นั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์โกฏิหนึ่ง นี้เป็น
อภิสมัยครั้งที่ ๑.
ครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคน มหาสาล-
พฤกษ์ ใกล้ประตูสุทัสสนราชอุทยานเสด็จเข้าจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เทวโลก
ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. ครั้งพระ
สุชาตทศพลเสด็จเข้าเฝ้าพระชนก ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์หกล้าน นี้เป็น
อภิสมัยครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า
สุชาตะ ผู้นำ มีพระหนุดังคางราชสีห์ มีพระศอดังโค
อุสภะ มีพระคุณหาประมาณมิได้ เข้าเฝ้าได้ยาก.
พระสัมพุทธเจ้า รุ่งเรืองด้วยพระสิริ ย่อมงาม
สง่าทุกเมื่อ เหมือนดวงจันทร์หมดจดไร้มลทิน เหมือน
ดวงอาทิตย์ ส่องแสงแรงร้อน ฉะนั้น.
หน้า 501
ข้อ 13
พระสัมพุทธเจ้า บรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด
สิ้นเชิงแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุง
สุมงคล.
เมื่อพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงแสดง
ธรรมอันประเสริฐ สัตว์แปดสิบโกฏิตรัสรู้ ในการ
แสดงธรรมครั้งที่ ๑.
ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้มีบริวารยศหาประมาณ
มิได้ เสด็จเข้าจำพรรษา ณ เทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๒
ได้มีแก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน.
ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วย พระพุทธเจ้า
ผู้ไม่มีผู้เสมอ เข้าไปโปรดพระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓.
ได้มีแก่สัตว์หกล้าน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ ความว่า
ในมัณฑกัปใด พระผู้มีพระภาคเจ้า สุเมธะ ทรงอุบัติแล้ว ในกัปนั้นนั่น
แหละ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าสุชาตะก็อุบัติแล้ว. บทว่า สีหหนุ ได้แก่ ชื่อว่า
สีหหนุ เพราะพระหนุของพระองค์เหมือนคางราชสีห์ ก็ราชสีห์ คางล่างเท่านั้น
เต็ม คางบนไม่เต็ม. ส่วนพระมหาบุรุษนั้น เต็มทั้งสองพระหนุเหมือนคาง
ล่างของราชสีห์ จึงเป็นเสมือนดวงจันทร์ ๑๒ คา ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สีหหนุ. บทว่า อุสภกฺขนฺโธ ได้แก่มีพระศอเสมอ อิ่ม กลม เหมือนโค
อุสภะ อธิบายว่า มีลำพระศอเสมือนกลองทองกลมกลึง. บทว่า สตรํสีว
หน้า 502
ข้อ 13
แปลว่า เหมือนควงอาทิตย์. บทว่า สิริยา ได้แก่ ด้วยพระพุทธสิริ. บทว่า
โพธิมุตฺตมํ ได้แก่ พระสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมโปรดมนุษย์ที่มาใน สุธรรม-
ราชอุทยาน กรุงสุธรรมวดี ทรงยังชนหกล้านให้บวชด้วยเอหิภิกขุภาวะ
ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น นั้น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
ต่อจากนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ภิกษุห้าล้านประชุม
กัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. พระสุทัสสนเถระพาบุรุษสี่แสนซึ่งฟังข่าวว่า
พระสุทัสสนกุมาร ทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า บรรลุพระอรหัต
จึงมาเข้าเฝ้าพระสุชาตนราสภ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดบุรุษ
เหล่านั้น ทรงให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงใน
สันนิบาตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึง
ตรัสว่า
พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิ-
บาตประชุมพระสาวก ผู้เป็นพระขีณาสพไร้มลทินมี
จิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง.
พระอรหันตสาวก ผู้ถึงกำลังแต่งอภิญญา ผู้ไม่
ต้องไปในภพน้อยภพใหญ่ หกล้าน เหล่านั้นประชุม
กันเป็นการประชุมครั้งที่ ๑.
ในสันนิบาตต่อมาอีก เมื่อพระชินพุทธเจ้า
เสด็จลงจากเทวโลก พระอรหันตสาวกห้าล้าน
ประชุมกัน เป็นการประชุมครั้งที่ ๒.
หน้า 503
ข้อ 13
พระสุทัสสนอัครสาวก เมื่อเข้าเฝ้าพระนราสภ
ก็เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสาวกสี่แสน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปตฺตานํ ความว่า ผู้ไม่ถึงพร้อม
ในภพน้อยภพใหญ่. ปาฐะว่า อปฺปวตฺตา ภวาภเว ดังนี้ก็มี. ความก็
อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า ติทิโวโรหเณ ได้แก่ เมื่อพระชินพุทธเจ้าเสด็จ
ลงจากโลกสวรรค์. จึงเห็นว่าลงในอรรถกัตตุการก ท่านกล่าวเป็นการกวิปลาส.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า ติทิโวโรหเณ ได้แก่ ในการเสด็จลงจากเทวโลก. บทว่า
ชิเน ได้แก่ เมื่อพระชินพุทธเจ้า พึงเห็นสัตตมีวิภัตติลงในในอรรถฉัฏฐี
วิภัตติ.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
สดับข่าวว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
สดับธรรมกถา ก็ถวายราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมด้วยรัตนะ ๗ แด่
พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทรงผนวชในสำนักของพระศาสดา
ชาวทวีปทั้งสิ้น รวบรวมรายได้ที่เกิดในรัฐ ทำหน้าที่ของคนวัดให้สำเร็จ ถวาย
มหาทานเป็นประจำแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระศาสดาแม้
พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า พระนาม
ว่า โคตมะ ในอนาคตกาล. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่
ในทวีปทั้ง ๔ มีกำลังมาก ท่องเที่ยวไปในอากาศ.
เรามอบถวายราชสมบัติอย่างใหญ่ ในทวีปทั้ง ๔
และรัตนะ ๗ แด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด แล้วบวชใน
สำนักของพระองค์.
หน้า 504
ข้อ 13
ชาววัดทั้งหลาย รวบรวมรายได้ในชนบทมาจัด
ปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง สำหรับพระภิกษุสงฆ์.
แม้พระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ
พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า ในที่สุดสามหมื่นกัป.
พระตถาคตตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งร่าเริงใจ
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้
บริบูรณ์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งาม.
เราอยู่อย่างไม่ประมาทในพระศาสนานั้น เจริญ
พรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งแห่งอภิญญาแล้ว ไปสู่
พรหมโลก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุทีปมฺหิ ความว่า แห่งมหาทวีป ๔ ที่มี
ทวีป [น้อย.] เป็นบริวาร. บทว่า อนฺตลิกฺขจโร ความว่า ทำจักรรัตนะไว้ข้าง
หน้าท่องเที่ยวไปในอากาศ. บทว่า รตเน สตฺต ได้แก่ รัตนะ ๗ มีหัตถิรัตนะ
เป็นต้น. บทว่า อุตฺตเม ก็คือ อุตฺตมานิ เเปลว่า อุดม อีกนัยหนึ่ง พึงเห็น
อรรถว่าอุตฺตเม พุทฺเธ แปลว่าในพระพุทธเจ้า ผู้อุดม. บทว่า นิยฺยาตยิตฺวาน
หน้า 505
ข้อ 13
ได้แก่ ถวาย. บทว่า อุฏฺานํ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดในรัฐ อธิบายว่า
รายได้. บทว่า ปฏิปิณฺฑิย ได้แก่ รวมเอามาเก็บไว้เป็นกอง. บทว่า ปจฺจยํ
ได้แก่ ปัจจัยต่างๆ มีจีวรเป็นต้น . บทว่า ทสสหสฺสิมฺหิ อิสฺสโร ได้แก่
เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ คำนี้นั้น พึงทราบว่า ตรัสหมายถึงเขตแห่งชาติ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นใหญ่แห่งโลกธาตุ ที่ไม่มีที่สุด. บทว่า ตึสกฺปฺป-
สหสฺสมฺหิ ความว่า ในที่สุดสามหมื่นกัปนับแต่กัปนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าสุชาตะ ทรงมีพระนคร ชื่อว่า สุมังคละ พระ
ชนกพระนามว่า พระเจ้าอุคคตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางปภาวดี
คู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสุทัสสนะ และ พระสุเทวะ พระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อว่าพระนารทะ พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระนาคา และ พระนาคสมาลา
โพธิพฤกษ์ชื่อว่ามหาเวฬุ ต้นไผ่ใหญ่ เขาว่าต้นไผ่ใหญ่นั้น มีรูลีบ ลำต้นใหญ่
ปกคลุมด้วยใบทั้งหลายที่ไร้มลทิน สีเสมือนแก้วไพฑูรย์ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง
งามเพริศแพร้วเหมือนกำแววหางนกยูง ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีพระ
สรีระสูง ๕๐ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนาง
สิรีนันทา พระโอรสพระนามว่า อุปเสนะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยาน
คือ ม้าต้น. พระองค์ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหาร สิลาราม กรุง
จันทวดี ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อว่า สุมงคล พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
อุคคตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางปภาวดี.
พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระอัครสาวก ชื่อว่าพระสุทัสสนะ และ พระสุเทวะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระนารทะ.
หน้า 506
ข้อ 13
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระนาคา และพระนาค-
สมาลา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นเรียกว่ามหาเวฬุ.
ไผ่ต้นนั้น ลำต้นตัน ไม่มีรู มีใบมาก ลำตรงเป็น
ไผ่ต้นใหญ่ น่าดูน่ารื่นรมย์.
ลำเดียวโดด เติบโต กิ่งทั้งหลายแตกออกจาก
ต้นนั้น ไผ่ต้นนั้นงามเหมือนกำแววทางนกยูง ที่เขา
ผูกกำไว้ดีแล้ว.
ไผ่ต้นนั้นไม่มีหนาม ไม่มีรู เป็นไผ่ใหญ่ มีกิ่ง
แผ่ไปไม่มีช่อง มีร่มเงาทึบน่ารื่นรมย์.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ว่าโดยส่วนสูง ก็
๕๐ ศอก ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ โดยเพราะ
อาการพร้อมสรรพ ทรงถึงพระพุทธคุณครบถ้วน.
พระรัศมีของพระองค์ ก็เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
ที่ไม่มีผู้เสมอ แล่นออกโดยรอบพระวรกายไม่มีประ-
มาณ ชั่งไม่ได้ เปรียบไม่ได้ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรง
พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
ให้ข้ามโอฆสงสาร.
ครั้งนั้น ปาพจน์คือธรรมวินัย งามด้วยพระ-
อรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร เหมือนดารากร
ในท้องนภากาศ ฉะนั้น.
หน้า 507
ข้อ 13
พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้น ด้วยพระคุณเหล่านั้นที่ชั่งไม่ได้ด้วย
ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า
แน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉิทฺโท แปลว่า มีรูเล็ก พึงเห็น
เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อนุทรา กญฺา หญิงสาวท้องเล็ก อาจารย์
บางพวกกล่าว ฉิทฺทํ โหติ ปริตฺตกํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ปตฺติโก แปลว่า
มีใบมาก. อธิบายว่า ปกคลุมด้วยใบทั้งหลาย มีสีเหมือนแก้วผลึก บทว่า
อุชุ ได้แก่ ไม่คด ไม่งอ. บทว่า วํโส แปลว่า ไม้ไผ่. บทว่า พฺรหา
ได้แก่ ใหญ่โดยรอบ. บทว่า เอกกฺขนฺโธ ความว่า งอกขึ้นลำเดียวโดด
ไม่มีเพื่อน. บทว่า ปวฑฺฒิตฺวา แปลว่า เติบโตแล้ว. บทว่า ตโต สาขา
ปภิชฺชติ ได้แก่ กิ่ง ๕ แฉก แตกออกจากยอดไผ่ต้นนั้น. ปาฐะว่า ตโต
สาขา ปภิชฺชถ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุพทฺโธ ได้แก่ ที่เขาผูกโดยอาการผูก
เป็นห้าเส้นอย่างดี. กำแววหางนกยูง ที่เขาทำผูกเพื่อป้องกันแดด เรียกว่า
โมรหัตถะ.
บทว่า น ตสฺส กณฺฏกา โหนฺติ ความว่า ไผ่ต้นนั้น เป็นต้น
ไม้มีหนามตามธรรมดา ก็ไม่มีหนาม. บทว่า อวิรโฬ ได้แก่ ปกคลุมด้วย
กิ่งไม่มีช่อง. บทว่า สนฺทจฺฉาโย ได้แก่ มีร่มเงาทึบ ท่านกล่าวว่ามีร่มเงา
ทึบ ก็เพราะไม่มีช่อง. บทว่า ปญฺาสรตโน อาสิ ได้แก่ ๕๐ ศอก.
บทว่า สพฺพาการวรูเปโต ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยความประเสริฐทั้งหลาย
หน้า 508
ข้อ 13
โดยอาการทั้งปวง ชื่อว่า ประกอบพร้อมด้วยความประเสริฐโดยการพร้อม
สรรพ. บทว่า สพฺพคุณมุปาคโต เป็นเพียงไวพจน์ของบทหน้า.
บทว่า อปฺปมาโณ ได้แก่ เว้นจากประมาณ หรือชื่อว่า ไม่มีประ-
มาณ เพราะไม่อาจจะนับได้. บทว่า อตุลิโย แปลว่า ชั่งไม่ได้. อธิบายว่า
ไม่มีใครเหมือน. บทว่า โอปมิเมหิ ได้แก่ ข้อที่พึงเปรียบ. บทว่า
อนูปโม ได้แก่ เว้นการเปรียบ อธิบายว่า อุปมาไม่ได้ เพราะไม่อาจกล่าว
อุปมาว่า เหมือนผู้นี้ ผู้นี้. บทว่า คุณานิ จ ตานิ ก็คือ คุณา จ เต ความว่า
พระคุณทั้งหลาย มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส
คำที่เหลือทุกแห่ง ความง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสุชาตพุทธเจ้า
หน้า 509
ข้อ 14
๑๓. วงศ์พระปิยทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๓
ว่าด้วยพระประวัติของพระปิยทัสสีพุทธเจ้า
[๑๔] ต่อจากสมัยของพระสุชาตพุทธเจ้า ก็มี
พระสยัมภูพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศ
ใหญ่ ผู้นำโลก ผู้ที่เข้าเฝ้าได้ยาก ผู้เสมอด้วยพระ-
พุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ.
พระพุทธเจ้า ผู้มีบริวารยศหาประมาณมิได้ แม้
พระองค์นั้น รุ่งโรจน์ดังดวงอาทิตย์ ทรงกำจัดความ
มืดทุกอย่างแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร.
พระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชอันชั่งมิได้ แม้
พระองค์นั้น ก็มีอภิสมัย ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑
ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ท้าวสุทัสสนเทวราช ชอบใจมิจฉาทิฏฐิ พระ-
ศาสดาเมื่อทรงบรรเทาทัฏฐิของท้าวเธอ ก็ได้แสดง
ธรรมโปรด.
ครั้งนั้น การประชุมของชนนับไม่ได้ ก็เป็น
มหาสันนิบาต อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่น
โกฏิ.
ครั้ง พระผู้เป็นสารภีฝึกคน ทรงฝึกพระยาช้าง
โทณมุขะ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
หน้า 510
ข้อ 14
พระปิยทัสสีพระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ก็ทรง
มีสันนิบาตประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง พระสาวกแสน
โกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
พระมุนี พระสาวกเก้าหมื่นโกฏิ ประชุมพร้อม
กัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒ พระสาวกแปดหมื่นโกฏิ
ประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นมาณพพราหมณ์ชื่อว่า กัสสปะ
คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท.
เราฟังธรรมของพระองค์ เกิดความเลื่อมใส ได้
สร้างสังฆาราม ด้วยทรัพย์แสนโกฏิ.
เราถวายอารามแด่พระองค์แล้ว ก็ร่าเริงสลดใจ
ยึดสรณะและศีล ๕ ไว้มั่น.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม
กลางสงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุง
กบิลพัสดุ์อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียรทำทุกกร-
กิริยา.
พระตถาคตประทับ ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
หน้า 511
ข้อ 14
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินไปตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศทรงประทักษิณโพธิมัณฑ-
สถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ชื่อ
อัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้
นี้จักมีพระนามว่า โคตมะ.
พระอัครสาวกชื่อว่าพระโกลิตะและพระอุปติสสะ
ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น พระ-
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุงพระชินเจ้า
พระองค์นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และ พระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า ต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และ อุตตรา. พระ
โคดมพุทธเจ้า ผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ ของ
พระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หน้า 512
ข้อ 14
หมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดศาสนา ของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจักข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทุกคน ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นิไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระปิยทัสสีศาสดา มีพระนครชื่อว่าสุธัญญะ
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระ
นามว่า พระนางสุจันทา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปีมีปราสาท
๓ หลังชื่อว่า สุนิมมละ วิมละ และคิริคูหา มีพระสนม
นารี ที่แต่งกายงามสามหมื่นหนึ่งพันนาง พระอัคร
มเหสีพระนามว่า พระนางวิมลา พระโอรสพระนามว่า
กัญจนาเวฬะ.
หน้า 513
ข้อ 14
พระผู้เป็นยอดบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อธิเนษกรมณ์ด้วยยานคือรถ ทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน.
พระมหาวีระปิยทัสสีมหามุนี ผู้สงบ อันท้าว
มหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
ณ อุสภราชอุทยาน ที่น่ารื่นรมย์ใจ.
พระปิยทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระ
ปาลิตะ และพระสีพพทัสสี พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า
พระโสภิตะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสุชาดาและพระธัมม-
ทินนา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า กกุธะ ต้นกุ่ม.
อัครอุปัฏฐากชื่อว่า สันทกะ และธัมมิกะ อัคร-
อุปัฏฐายิกาชื่อว่า วิสาขาและธัมมทินนา.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระบริวารยศหาประมาณมิได้
มีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระองค์นั้น สูง ๘๐ ศอก
เห็นกันชัดเหมือนพระยาสาลพฤกษ์.
รัศมีแสงของดวงไฟ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
หามีเหมือนพระรัศมีของพระปิยทัสสี ผู้ไม่มีผู้เสมอ
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้นไม่.
พระผู้มีพระจักษุ ดำรงอยู่ในโลกเก้าหมื่นปี แม้
พระองค์ผู้เป็นเทพแห่งเทพก็มีพระชนมายุเท่านั้น.
หน้า 514
ข้อ 14
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้น ก็ดี คู่พระสาวกที่ไม่มีผู้เปรียบได้
เหล่านั้นก็ดี ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง
ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระปิยทัสสีวรมุนี เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ
พระวิหารอัสสัตถาราม ชินสถูปของพระองค์ ณ พระ-
วิหารนั้น สูง ๓ โยชน์แล.
จบวงศ์พระปิยทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๓
หน้า 515
ข้อ 14
พรรณนา วงศ์พระปิยทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๓
ต่อมาจากสมัยของพระสุชาตพุทธเจ้า ในกัปหนึ่ง ในที่สุดแห่งหนึ่งพัน
แปดร้อยกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าบังเกิด ๓ พระองค์ คือ พระปิยทัสสี
พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี ใน ๓ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสี
ทรงบำเพ็ญบารมีแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิใน
พระครรภ์ของ พระนางจันทาเทวี ผู้มีพระพักตร์เสมือนดวงจันทร์ อัคร-
มเหสีของพระเจ้าสุทัตตะ กรุงสุธัญญวดี ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติออก
จากพระครรภ์ของพระชนนี ณ วรุณราชอุทยาน ในวันเฉลิมพระนามของพระองค์
พระชนกชนนีทรงเฉลิมพระนามว่า ปิยทัสสี เพราะเห็นปาฏิหาริย์วิเศษอันเป็น
ที่รักของโลก พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี นัยว่าทรงมีปราสาท ๓
หลังชื่อว่า สุนิมมละ วิมละ และ คิริพรหา ปรากฏพระสนมนารีสานหมื่นสาม
พันนาง มี พระนางวิมลามหาเทวี เป็นประมุข.
เมื่อพระโอรสพระนามว่า กัญจนเวฬะ ของพระนางวิมลาเทวีประสูติ
แล้ว พระมหาบุรุษนั้น ทรงเห็นนิมิต ๔ แล้วเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วย
รถเทียมม้า ทรงผนวชแล้ว บุรุษโกฏิหนึ่งบวชตามเสด็จ พระมหาบุรุษอันชน
โกฏิหนึ่งนั้น แวดล้อมแล้วพระองค์นั้น ทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน ในวันวิสาข-
บูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส ที่ธิดาของ วสภพราหมณ์ บ้านวรุณ-
พราหมณ์ ถวายแล้วทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำที่
สุชาตะอาชีวก ถวายแล้ว เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อว่า กกุธะ ต้นกุ่ม
ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๓ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ แทงตลอดพระสัพพัญ-
ณุตญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้นแล้ว ทรงยับยั้ง ณ
หน้า 516
ข้อ 14
โคนโพธิพฤกษ์นั้นนั่นแหละ ๗ สัปดาห์ ทรงทราบว่า ผู้ที่บวชกับพระองค์
สามารถแทงตลอดอริยธรรม จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นทางอากาศ ลงที่ อุสภวดี
ราชอุทยาน ใกล้ กรุงอุสกวดี อันภิกษุโกฏิหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักร ครั้งนั้นธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัย
ครั้งที่ ๑
ต่อมาอีก ราชาแห่งเทพ พระนามว่า สุทัสสนะ ประทับอยู่ ณ
สุทัสสนบรรพต ไม่ไกลกรุงอุสภวดี ท้าวเธอเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็พวกมนุษย์
ทั่วชมพูทวีป นำเครื่องสังเวยมีค่านับแสน มาเซ่นสรวงท้าวเธอ ท้าวสุทัสสน-
เทวราชนั้น ประทับบนอาสนะเดียวกันกับพระราชาแห่งมนุษย์ ทรงรับเครื่อง
สังเวย ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ปิยทัสสี ทรงพระดำริว่า จำเราจัก
บรรเทามิจฉาทิฏฐิของท้าวสุทัสสนเทวราชนั้นเสีย เมื่อท้าวสุทัสสนเทวราชนั้น
เสด็จไปยังสมาคมยักษ์ จึงเสด็จเข้าไปยังภพของท้าวเธอ ขึ้นสู่ที่สิริไสยาสน์
ประทับนั่งเปล่งพระฉัพพรรณรังสีเหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูสาวทเปล่งแสงเหนือ
ยุคนธรบรรพต เทวดาที่เป็นบริวารรับใช้ของท้าวเธอ ก็บูชาพระทศพลด้วย
ดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ยืนแวดล้อม.
ฝ่ายท้าวสุทัสสนเทวราชกลับจากยักขสมาคมเห็นฉัพพรรณรังสีแล่น
ออกจากภพของตนก็คิดว่า ในวันอื่นๆ ไม่เคยเห็นภพของเรา จำเริญรุ่งเรื่อง
ด้วยแสงรัศมีมากมายเช่นนี้ ใครหนอ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ เข้าไปในที่นี้
ตรวจดูก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งรุ่งโรจน์ด้วยแสงพระฉัพพรรณรังสี
ดังดวงอาทิตย์ในฤดูสารทเหนือยอดอุทัยคิรี คิดว่า สมณะโล้นผู้นี้อันชนใกล้
ชิดบริวารของเราแวดล้อมแล้วนั่งเหนือที่นอนอันดี ก็ถูกความโกรธครอบงำใจ
คิดว่า เอาเถิด จำเราจักสำแดงกำลังของเราแก่สมณะโล้นนั้น แล้วก็ทำภูเขา
นั้นทั้งลูกลุกเป็นเปลวไฟอันเดียว ตรวจดูว่าสมณะโล้นคงเป็นเถ้าเพราะเปลวไฟ
หน้า 517
ข้อ 14
แล้ว แต่ก็เห็นพระทศพลมีพระวรกายถูกแสงรังสีมากมาย แล่นท่วมไป มี
พระพักตร์ผ่องวรรณะงาม มีพระฉวีสดใสรุ่งโรจน์อยู่ ก็คิดว่า สมณะผู้นี้ทนไฟ
ไหม้ได้ เอาเถิด จำเราจักรุกรานสมณะผู้นี้ด้วยกระแสน้ำหลากแล้วฆ่าเสีย จึง
ปล่อยกระแสน้ำหลากอันลึกล้ำตรงไปยังวิมาน.
แต่นั้น น้ำก็ไม่เปียกเพียงขนผ้าแห่งจีวร หรือเพียงพระโลมาในพระ-
สรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งประทับนั่งในวิมานนั้น อันเต็มด้วย
กระแสน้ำหลาก แต่นั้น ท้าวสุทัสสนเทวราช รู้ว่า ด้วยกระแสน้ำหลากนี้ สมณะ
หายใจไม่ออก ก็จักตาย จึงเสกมนต์พ่นอัดน้ำแล้วตรวจดูก็เห็นพระผู้มีพระภาค
เจ้าประทับนั่งอันบริษัทของตนแวดล้อม รุ่งโรจน์ด้วยแสงแลบแห่งเปลวรังสี
ต่างชนิด ดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารท ส่งแสงลอดหลืบเมฆสีเขียวครามทนการลบ
หลู่ตนไม่ได้ ก็คิดว่า จำเราจักฆ่าสมณะนั้นเสียเถิด แล้วก็บันดาลฝนอาวุธ ๙
ชนิด ให้ตกลง ด้วยความโกรธ ลำดับนั้น ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาค
เจ้าพระองค์นั้น อาวุธทุกอย่างก็กลายเป็นพวงดอกไม้หอมนานาชนิดงามน่าดู
อย่างยิ่ง หล่นลงแทบเบื้องบาทของพระทศพล.
แต่นั้น ท้าวสุทัสสนเทวราช เห็นความอัศจรรย์นั้นก็ยิ่งมีใจโกรธขึ้ง
จึงเอามือทั้งสองจับพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า หมายจะฉุดคร่าออกไปจาก
ภพของตน ก็เหวี่ยงเลยมหาสมุทรไปถึงจักรวาลบรรพต ตรวจดูว่าสมณะยัง
เป็นอยู่หรือตายไปแล้ว ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ายังคงประทับนั่ง อยู่เหนือ
อาสนะนั้นนั่นแหละ ก็คิดว่า โอ สมณะนี้มีอานุภาพมาก เราไม่สามารถจะฉุด
คร่าสมณะผู้นี้ออกไปจากที่นี้ได้ หากว่าใครรู้เรื่องเรา เราก็จักอัปยศหาน้อยไม่
จำเราจักปล่อยสมณะนั้นไปเสีย ตราบเท่าที่ใครยังไม่เห็นสมณะผู้นี้.
ลำดับนั้น พระทศพลทรงทราบความประพฤติทางจิตของท้าวสุทัส-
สนเทวราชนั้น ก็ทรงอธิษฐานอย่างที่พวกเทวดาและมนุษย์ทุกคนเห็นท้าวเธออยู่
หน้า 518
ข้อ 14
ในวันนั้นนั่นเอง พระราชา ๑๐๑ พระองค์ทั่วชมพูทวีป ก็พากันมาประชุมเพื่อ
ถวายเครื่องสังเวยแด่ท้าวสุทัสสนเทวราชนั้น พระราชาแห่งมนุษย์ทั้งหลายเหล่า
นั้น ทรงเห็นท้าวสุทัสสนเทวราชประทับนั่งจับพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็มีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเทวราชขอพรพวกเรา บำเรอ
พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสี จอมมุนี โอ ! ธรรมดาพระพุทธ-
เจ้าทั้งหลายน่าอัศจรรย์ โอ ! พระพุทธคุณทั้งหลาย วิเศษจริง ๆ ก็พากัน
นอบน้อม ยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียรเกล้าหมดทุกคน ณ สันนิบาตนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีทรงทำท้าวสุทัสสนเทวราชนั้นให้เป็นประมุข ทรง
แสดงธรรมโปรด ครั้งนั้น เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิบรรลุพระอรหัต
นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒.
ครั้งเมื่อศัตรูของพระพุทธเจ้า ในกุมุทนครซึ่งมีขนาด ๙ โยชน์ ชื่อ
พระโสณเถระ เหมือนพระเทวทัต ปรึกษากับ พระมหาปทุมราชกุมาร
ให้ปลงพระชนม์พระชนกของพระราชกุมารนั้น แม้พยายามต่างๆ เพื่อปลง
พระชนม์ของพระปิยทัสสีพุทธเจ้า ก็ไม่อาจปลงพระชนม์ได้ ท่านจึงเรียก
ควาญพญาช้างชื่อ โทณมุขะ ประเล้าประโลมเขา บอกความว่า เมื่อใด
พระสมณะปิยทัสสีผู้นี้ เข้าไปบิณฑบาตยังนครนี้ เมื่อนั้น ท่านจงปล่อย
พญาช้างชื่อโทณมุข ให้ฆ่าพระสมณะปิยทัสสีเสีย.
ครั้งนั้น นายควาญช้างนั้น เป็นราชวัลลภ ไม่ทันพิจารณาถึง
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ รู้แต่ว่า สมณะผู้นี้จะพึงทำเราให้หลุดพ้นจาก
ตำแหน่งแน่ จึงรับคำ วันรุ่งขึ้นก็กำหนดเวลาที่พระทศพลเสด็จเข้าไปยังพระ-
นครเข้าไปหาพญาช้างโทณมุข ซึ่งมีหน้าผากเหมือนหม้อข้าวเหนือตระพองที่
เกิดดีแล้ว มีลำงวงยาวเสมือนธนู มีหูอ่อนกว้างใหญ่ ตาเหลืองดังน้ำผึ้ง ที่
หน้า 519
ข้อ 14
นั่งบนตัวดี ตะโพกหนาทึบกลมกลึง ระหว่างเข่าเก็บของลับไว้ งางามเหมือน
งอนไถ ขนหางสวย โคนหางน่ายำเกรง สมบูรณ์ด้วยลักษณะครบทุกอย่าง
งามน่าดูเสมือนเมฆสีเขียวคราม ไปยังถิ่นที่ราชสีห์ชอบเยื้องกรายเหมือนก้อน
เมฆเดินได้ มีกำลังเท่า ๗ ช้างสาร ตกมัน ๗ ครั้ง มีพิษทั่วตัว เหมือน
มัจจุมารที่มีเรือนร่างทำให้เมามันมึนยิ่งขึ้น ปรนด้วยวิธีพิเศษเช่นคำข้าวคลุกกำ-
ยานหยอดยาตา รมควัน ฉาบทา เป็นต้น แล้วก็ส่งไปเพื่อต้องการปลงพระชนม์
พระมุนีผู้ประเสริฐ ผู้ป้องกันชนที่เป็นอริได้ เหมือนช้างเอราวัณ ป้องกันช้าง
ข้าศึกฉะนั้น ลำดับนั้น พญาช้างโทณมุขนั้น เป็นช้างพลายตัวดี พอหลุดไป
เท่านั้น ก็ฆ่าช้าง ควาย ม้า ชาย หญิง มีเนื้อตัวพร้อมทั้งงาและงวงเปรอะ
ไปด้วยเลือดของผู้ที่ถูกฆ่า มีตาที่คลุมด้วยข่ายแห่งความตาย หักทะลายเกวียน
บานประตู ประตูเรือนยอด เสาระเนียดเป็นต้น อันฝูงกา สุนัข และ แร้ง
เป็นต้นติดตามไป ตัดอวัยวะของควาย คน ม้า และ ช้างพลาย เป็นต้น
กินเหมือนยักษ์กินคน เห็นพระทศพลอันหมู่ศิษย์แวดล้อม กำลังเสด็จมาแต่
ไกล มีกำลังเร็วเสมือนครุฑในอากาศ นุ่งไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความ
เร็ว.
ครั้งนั้น พวกชนชาวเมือง มีใจเปี่ยมแปร้ไปด้วยความเร่าร้อน เพราะ
ภัย ก็เข้าไปยังซากกองกำแพงแห่งปราสาท เห็นพระยาช้างวิ่งแล่นมุ่งหน้าตรง
พระตถาคตก็ส่งเสียงร้อง ฮ้า ! ฮ้า ! ส่วนอุบาสกบางพวก เริ่มห้ามกันพญา
ช้างนั้น ด้วยวิธีการต่างๆ. ลำดับนั้น คือพระพุทธนาคพระองค์นั้นทรง
แลดูพญาช้าง ซึ่งกำลังมา มีพระหฤทัยเยือกเย็นด้วยพระกรุณาแผ่ไป ก็ทรงแผ่
พระเมตตาไปยังพญาช้างนั้น. แต่นั้น พญาช้างเชือกนั้น ก็มีสันดานประจำ
ใจอันพระเมตตาที่ทรงแผ่ไปทำให้อ่อนโยนสำนึกรู้โทษและความผิดของตน
หน้า 520
ข้อ 14
ไม่อาจยืนท่อเบ้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยความละอาย จึง
หมอบจบเศียรเกล้าลงแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจแทรก
เข้าไปในแผ่นปฐพี. พญาช้างเชือกนั้นหมอบลงอย่างนั้นแล้ว เรือนร่างเสมือน
กลุ่มหมอก ก็เจิดจ้า เหมือนก้อนเมฆสีเขียวความเข้าไปใกล้ยอดภูเขาทองที่ฉาบ
ด้วยแสงสนธยา.
ครั้งนั้น พวกชนชาวเมืองเห็นพญาช้างหมอบจบเศียรเกล้าลงแทบเบื้อง
บาทของพระจอมมุนี ก็มีใจเปี่ยมด้วยปีติอย่างยิ่ง ก็พากันส่งเสียงโห่ร้องสาธุการ
กึกก้องดังเสียงราชสีห์ บูชาพระองค์มีประการต่าง ๆ ด้วยดอกไม้หอม มาลัย
จันทน์จุรณหอมและเครื่องประดับเป็นต้น โยนแผ่นผ้าไปโดยรอบ เทพเภรี
ก็บรรลือลั่นในท้องนภากาศ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูพญาช้าง
พลาย ซึ่งหมอบจบเศียรเกล้าแทบเบื้องพระบาท ดั่งยอดเขาที่อาบสีดำ ก็ทรง
ลูบกระพองพญาช้าง ด้วยฝ่าพระหัตถ์ อันประดับด้วยขอช้าง ธง สังข์ และจักร
จึงทรงพร่ำสอนพญาช้างนั้น ด้วยพระธรรมเทศนา ที่เกื้อกูลแก่ความประพฤติ
ทางจิตของพญาช้างนั้นว่า
ดูก่อนพญาช้าง เจ้าจงฟังคำของเราที่พร่ำสอน
และจงเสพคำพร่ำสอนของเรานั้น ซึ่งประกอบด้วย
ประโยชน์เกื้อกูล จงกำจัดความยินดีในการฆ่า ความ
มีจิตร้ายของเจ้าเสีย จงเป็นช้างที่น่ารัก ผู้สงบ.
ดูก่อนพญาช้าง ผู้ใดเบียดเบียนสัตว์มีชีวิต ด้วย
โลภะ และ โทสะ หรือด้วยโมหะผู้นั้น ชื่อว่า ผู้ฆ่า
สัตว์มีชีวิต ย่อมเสวยทุกข์อันร้ายกาจ ในนรก ตลอด
กาลนาน.
หน้า 521
ข้อ 14
ดูก่อนพญาช้าง เจ้าอย่าได้ทำกรรมเห็นปานนั้น
ด้วยความประมาท หรือแม้ด้วยความเมาอีกนะ เพราะ
ผู้ทำสัตว์มีชีวิตะที่ตกล่วงไป ย่อมประสบทุกข์แสน
สาหัสในนรกตลอดกัป.
ผู้เบียดเบียนครั้นเสวยทุกข์อันร้ายกาจในนรกแล้ว
ผิว่า ไปสู่มนุษยโลก ก็ยิ่งเป็นผู้มีอายุสั้น มีรูปร่าง
แปลกประหลาด ยังมีส่วนพิเศษแห่งทุกข์.
ดูก่อนกุญชร พญาช้างผู้เบาปัญญา เจ้ารู้ว่า
ชีวิตเป็นที่รักอย่างยิ่งของเจ้าฉันใด ในมหาชนชีวิตแม้
ของผู้อื่นก็เป็นที่รักฉันนั้น แล้วพึงงดเว้นปาณาติบาต
อย่างเด็ดขาด.
ถ้าเจ้ารู้จักโทษที่ไม่เว้นการเบียดเบียน และคุณที่
เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว จงเว้นขาดปาณาติบาตเสีย
ก็ปรารถนาสุขในสวรรค์ในโลกหน้าได้.
ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตฝึกตนดีแล้ว ย่อมเป็น
ที่รักที่ชอบใจในโลกนี้ เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป
พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมกล่าวว่า เขาก็อยู่ยั้งใน
สวรรค์.
ใครๆ ในโลก ย่อมไม่ปรารถนาให้ทุกข์มาถึง
ผู้เกิดมาแล้วทุก ๆ คน ย่อมแสวงสุขกันทั้งนั้น ดูก่อน
พญาช้างผู้ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น เจ้าจงละการเบียด
เบียนเสีย เจริญแต่เมตตาและกรุณาในเวลาอันสมควร
เถิด.
หน้า 522
ข้อ 14
ลำดับนั้น พญาช้างอันพระทศพลทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ก็ได้สำนึก เป็น
ผู้ที่ทรงฝึกปรือแล้วอย่างยิ่ง ถึงพร้อมด้วยวินัย แล จรรยา ก็ได้เป็นเหมือน
ศิษย์. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีพระองค์นั้น ทรงทรมานพญาช้างโทณมุข
เหมือนพระศาสดาของเราทรงทรมานช้างธนปาลแล้ว จึงทรงแสดงธรรมโปรด
ในสมาคมแห่งมหาชนนั้น. ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระสุชาตพุทธเจ้าก็มีพระสยัมภู
พุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ผู้นำ
โลก อันเข้าเฝ้าได้ยาก เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ผู้เสมอ.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น มีบริวารยศอัน
ประมาณมิได้ รุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์ ทรงกำจัดความ
มืดทุกอย่าง ประกาศพระธรรมจักร.
พระพุทธเจ้าผู้มีพระเดช ที่ชั่งไม่ได้แม้พระองค์
นั้น ก็ทรงมีอภิสมัย ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่
สัตว์แสนโกฏิ.
ท้าวสุทัสสนเทวราชทรงชอบใจมิจฉาทิฏฐิ พระ-
ศาสดาเมื่อทรงบรรเทาทิฏฐิของท้าวเทวราชพระองค์
นั้นแล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโปรด.
ครั้งนั้น การประชุมของชนนับไม่ได้ เป็น
มหาสันนิบาต อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่น
โกฏิ.
หน้า 523
ข้อ 14
ครั้งพระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกคน ทรงแนะนำ
พญาช้างชื่อโทณมุขะ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์
แปดหมื่นโกฏิ.
ใน สุมังคลนคร มีสหายสองคน คือพระราชโอรส พระนามว่า ปา-
ลิตะ บุตรปุโรหิต ชื่อว่า สัพพทัสสิกุมาร สองสหายนั้น เมื่อพระปิยทัสสี
สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจาริกอยู่ สดับข่าวว่า เสด็จถึงพระนครของพระองค์มี
บริวารแสนโกฏิ ก็ออกไปรับเสด็จ สดับฟังธรรมของพระองค์แล้วก็ถวาย
มหาทาน ๗ วัน ในวันที่ ๗ จบอนุโมทนาภัตทานของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมกับบริวารแสนโกฏิบวชแล้วบรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยก
ปาติโมกข์ขึ้นแสดง ท่ามกลางภิกษุสาวกเหล่านั้น นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
สมัยต่อมา สัตว์เก้าหมื่นโกฏิบรรลุพระอรหัต. ในสมาคมของท้าวสุทัสสนเทวราช
พระศาสดาอันภิกษุสาวกเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้
เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. ต่อมาอีก ในสมัยทรงแนะนำพญาช้างโทณมุข สัตว์
แปดหมื่นโกฏิบวชแล้วบรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์
ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุสาวกเหล่านั้น นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
พระปิยทัสสีพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ก็ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง พระสาวกแสน
โกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
พระมุนีสาวกเก้าหมื่นโกฏิ ประชุมพร้อมกันเป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒ พระสาวกแปดหมื่นโกฏิประชุมกัน
เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
หน้า 524
ข้อ 14
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นมาณพพราหมณ์ชื่อ กัสสปะ
เรียนจบไตรเพท ครบ ๕ ทั้งอิติหาสศาสตร์ ฟังพระธรรมเทศนาของพระ
ศาสดา ให้สร้างสังฆาราม ที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ด้วยการบริจาคทรัพย์แสน
โกฏิ ตั้งอยู่ในสรณะและศีล ๕. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงพยากรณ์พระ
โพธิสัตว์นั้นว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป นับแต่กัปนี้ จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก
พระนามว่า โคตมะ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นมาณพพราหมณ์ ชื่อว่ากัสสปะ
คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท.
เราฟังธรรมของพระปิยทัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น
แล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ให้สร้างสังฆารามด้วย
ทรัพย์แสนโกฏิ.
เราถวายอารามแด่พระองค์แล้ว ก็ร่าเริงสลดใจ
ยึดสรณะและศีล ๕ ไว้มั่น.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม
กลางสงฆ์ ก็ทรงพยากรณ์เราว่า เมื่อล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
หน้า 525
ข้อ 14
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรเณ ปญฺจสีเล จ ความว่า สรณะ
๓ และศีล ๕. บทว่า อฏฺารเส กปฺปสเต ความว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป
นับแต่ภัตรกัปนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่า สุธัญ-
ญะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า พระนาง
สุจันทาเทวี. คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระปาลิตะ และ พระสัพพทัสสี
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระโสภิตะ. คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสุชาดา
และพระธัมมทินนา โพธิพฤกษ์ ชื่อ ต้นกกุธะ ต้นกุ่ม พระสรีระสูง ๘๐
ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางวิมลา พระ
โอรสพระนามว่า พระกัญจนาเวฬะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระปิยทัสสีศาสดา ทรงมีพระนคร ชื่อว่าสุธัญญะ
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระ
นามว่า พระนางจันทา.
พระปิยทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระ
ปาลิตะ และ พระสัพพทัสสี พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า
พระโสภิตะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสุชาดา และ พระ
ธัมมทินนาโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นเรียกว่า ต้นกกุธะ.
หน้า 526
ข้อ 14
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น มีพระบริวารยศหา
ประมาณมิได้ มีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
สูง ๘๐ ศอก ปรากฏชัดเหมือนต้นพญาสาละ.
พระรัศมีของพระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้นเป็นเช่นใด รัศมีของ
ดวงไฟ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ หาเป็นเช่นนั้น
ไม่.
พระผู้มีพระจักษุ ดำรงอยู่ในโลกเก้าหมื่นปี
พระชนมายุของพระผู้เป็นเทพแห่งเทพพระองค์นั้น ก็
มีเพียงเท่านั้น.
พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้น ก็ดี คู่พระอัครสาวกผู้ไม่มีผู้เทียบ
ได้เหล่านั้น ก็ดี ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปสิ้น สังขาร
ทั้งปวงก็ว่างเปล่าแน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลราชาว ความว่า เห็นได้ชัดเหมือน
พญาสาลพฤกษ์ ที่มีลำต้นเกลากลมออกดอกบานสะพรั่งทั่วทั้งต้น ดูน่ารื่นรมย์
อย่างยิ่ง. บทว่า ยุคานิปิ ตานิ ได้แก่ คู่ มีคู่พระอัครสาวกเป็นต้น. คาถา
ที่เหลือทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระปิยทัสสีพุทธเจ้า
หน้า 527
ข้อ 15
๑๔. วงศ์พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๔
ว่าด้วยพระประวัติของพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า
[๑๕] ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระอัตถทัสสี
พุทธเจ้า ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงกำจัดความมืดใหญ่
บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
พระองค์อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ทรงยังหมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก
ให้อิ่มด้วยอมตธรรม.
พระโลกนาถแม้พระองค์นั้น ก็ทรงมีอภิสมัย ๓
ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ครั้งพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า เสด็จจาริกไปใน
เทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ต่อจากนั้น ครั้งพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม
โปรดในสำนักพระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่
สัตว์แสนโกฏิ.
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระ-
องค์นั้น มีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้
มลทิน มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
พระสาวกเก้าหมื่นแปดพันประชุมกัน เป็นสันนิ-
บาตครั้งที่ ๑ พระสาวกแปดหมื่นแปดพันประชุมกัน
หน้า 528
ข้อ 15
เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
พระสาวกผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น ไร้มลทิน
ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ เจ็ดหมื่นเจ็ดพันประชุมกัน เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะสูง โดยชื่อสุสีมะ
อันแผ่นดินคือโลก สมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐ.
เรานำดอกไม้ทิพย์คือ มณฑารพ ปทุม และ
ปาริฉัตตกะ มาจากเทวโลก บูชาพระสัมพุทธเจ้า.
พระมหามุนีอัตถทัสสีพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้นทรง
พยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาสในที่นั้น เสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญ-
ชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้แล้ว ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงทำประทัก-
ษิณโพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิ
พฤกษ์ชื่อ ต้นอัสสัตถะ.
หน้า 529
ข้อ 15
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่าน
ผู้นี้จักเป็นพระโคตมะ.
พระอัครสาวกชื่อว่าพระโกลิตะ และพระอุปติส-
สะผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น พระ-
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะจักบำรุงพระชินเจ้าผู้นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และ พระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตา และ อุตตรา พระ
โคดมพุทธเจ้า ผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่ง
ใหญ่ ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ พร้อมทั้งเทวโลก พากันโห่ร้อง
ปรบมือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราพลาดพระศาสนาของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ
ข้างหน้า ก็จะถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่
ฉันใด.
หน้า 530
ข้อ 15
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์ ก็ยินดีสลดใจ จึง
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มี
พระนครชื่อโสภณะ พระชนกพระนานว่าพระเจ้าสาคระ
พระชนนีพระนามว่า พระนางสุทัสสนา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี มีปราสาท
ชั้นยอด ๓ หลังชื่อว่า อมรคิรี สุรคิรี และคิริวาหนะ
มีพระสนมนารีแต่งกายงามสามหมื่นสามพันนาง มี
พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางวิสาขา พระโอรส
พระนามว่า เสละ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือ ม้า ทรงตั้งความเพียร ๘
เดือนถ้วน.
พระมหาวีระอัตถทัสสี ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ผู้
องอาจในนรชน อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ที่อโนมราชอุทยาน.
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มี
พระอัครสาวก ชื่อว่าพระสันตะ และพระอุปสันตะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอภยะ.
หน้า 531
ข้อ 15
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระธัมมา และ พระสุธัมมา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า ต้นจัมปกะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า นกุละ และ นิสภะ อัคร-
อุปัฏฐายิถา ชื่อว่า มกิลา และ สุนันทา.
พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วย พระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอพระองค์นั้น สูง ๘๐ ศอก งามเหมือนพญา
สาลพฤกษ์ บริบูรณ์เหมือนดวงจันทร์.
พระรัศมีตามปกติของพระองค์ หลายร้อยโกฏิ
แผ่ไปโยชน์หนึ่งทั้งสิบทิศ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างทุก
เมื่อ.
พระพุทธเจ้า ผู้ล้ำเลิศในนรชน เป็นมุนี ยอด
สรรพสัตว์ ผู้มีจักษุ ทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี.
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงแสดง
พระรัศมี อันหาอะไรเปรียบมิได้ เจิดจ้าไปในโลกทั้ง
เทวโลก ถึงความเป็นผู้ไม่เที่ยง ก็เสด็จดับขันธปริ-
นิพพาน เพราะสินอุปาทาน เหมือนดวงไฟดับเพราะ
สิ้นเชื้อฉะนั้น.
พระชินวรอัตถทัสสีพุทธเจ้า ดับขันธปรินิพพาน
ณ พระวิหารชื่อ อโนมาราม. พระบรมสารีริกธาตุ ก็
แผ่กระจายไปเป็นส่วนๆ ในประเทศนั้นๆ.
จบวงศ์พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๔
หน้า 532
ข้อ 15
พรรณนาวงศ์พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๔
เมื่อพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระ-
ศาสนาของพระองค์ก็อันตรธานแล้วเสื่อมไป เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย มีอายุนับ
ประมาณมิได้เจริญแล้ว ก็เสื่อมลงโดยลำดับ จนมีอายุแสนปี พระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าอัตถทัสสี ผู้เห็นอรรถอย่างยิ่ง ก็อุบัติขึ้นในโลก. พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี
บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนาง
สุทัสสนเทวี อัครมเหสีในราชสกุลของ พระเจ้าสาคระ กรุงโสภณะ
ที่งามอย่างยิ่ง อยู่ในพระครรภ์ ๑๐ เดือน ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ
สุจินธนราชอุทยาน. พอพระมหาบุรุษประสูติจากพระครรภ์พระชนนี เจ้าของ
ทรัพย์ทั้งหลาย ก็พากันได้ขุมทรัพย์ใหญ่ ที่ฝังกันไว้นาน สืบๆ ตระกูลกันมา
เพราะเหตุนั้น ในวันรับพระนามของพระองค์ พระชนกชนนีจึงเฉลิมพระนาม
ว่า อัตถทัสสี พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี. ทรงมีปราสาท ๓ หลัง
ที่มีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง ชื่อ อมรคิรี สุรคิรี และคิริวาหนะ มีพระสนมนารี
สามหมื่นสามพันนาง มีพระนางวิสาขาเทวีเป็นประมุข.
เมื่อพระโอรสพระนามว่า เสลกุมาร ของ พระนางวิสาขาเทวี
ทรงสมภพ พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ขึ้นทรงพญาม้าชื่อ สุทัสสนะ เสด็จ
ออกมหาอภิเนษกรมณ์ทรงผนวช มนุษย์เก้าโกฏิก็บวชตามเสด็จ พระมหาบุรุษ
อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูร-
ณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่มหาชนนำมาเป็นเครื่องสังเวยนางนาคชื่อว่าสุจินธรา
นางนาคที่มีเรือนร่างทุกส่วนอันมหาชนเห็นอยู่ ถวายพร้อมด้วยถาดทอง ทรง
ยับยั้งพักกลางวัน ณ สวนสาละรุ่น ที่ประดับด้วยต้นไม้รุ่น ๑๐ ต้น เวลาเย็น
หน้า 533
ข้อ 15
ทรงรับหญ้าคา ๘ กำ ที่พญานาคชื่อ มหารุจิ ผู้ชอบใจธรรมถวาย แล้วเสด็จ
เข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อ จัมปกะ ต้นจำปา ทรงลาดสันถัตหญ้าคากว้างยาว ๕๓
ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า
อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ทรงประพฤติมา ทรงยับยั้งอยู่ ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ วัน ทรงรับอาราธนา
แสดงธรรมของท้าวมหาพรหม ทรงเห็นภิกษุใหม่เก้าโกฏิที่บวชกับพระองค์
เป็นผู้สามารถแทงตลอดอริยธรรมได้ เสด็จไปทางอากาศลงที่อโนมราชอุทยาน
ใกล้อโนมนคร อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ
ที่นั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ต่อมาอีก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำโลกเสด็จจาริกไปในเทวโลก
ทรงแสดงธรรมโปรดในที่นั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ก็ครั้ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสี เสด็จเข้าไปยังกรุงโสภณะ เหมือนพระผู้มีพระภาค
เจ้าของเราเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงแสดงธรรมโปรด ธรรมาภิสมัย
ครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า
ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ก็ทรงกำจัดความมืดใหญ่ บรรลุ
พระโพธิญาณอันอุดม.
พระองค์ อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ทรงยังหมื่นโลกธาตุ พร้อม
ทั้งเทวโลกให้อิ่มด้วยอมฤตธรรม.
พระโลกนาถแม้พระองค์นั้น ก็ทรงมีอภิสมัย ๓
ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
หน้า 534
ข้อ 15
ครั้งพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า เสด็จจาริกไปใน
เทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ต่อมา ครั้งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในสำนัก
พระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว ความว่า ในกัปนั้นนั่นเอง แต่
ในที่นี้ วรกัปท่านประสงค์เอาว่ามัณฑกัป ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลัง ในการ
พรรณนาวงศ์ของพระปทุมุตตรพุทธเจ้าว่า ในกัปใด บังเกิดพระพุทธเจ้า ๓
พระองค์ กัปนั้นชื่อว่า วรกัป เพราะฉะนั้นในที่นี้ วรกัป ท่านจึงประสงค์เอา
ว่า มัณฑกัป. บทว่า นิหนฺตฺวาน แปลว่า กำจัดแล้ว หรือปาฐะก็อย่างนี้
เหมือนกัน. บทว่า สนฺโต แปลว่า มีอยู่. บทว่า อมเตน ได้แก่ ด้วย
ดื่มอมฤตธรรมคือการบรรลุมรรคผล. บทว่า ตปฺปยิ แปลว่า ให้อิ่มแล้ว
อธิบายว่าให้อิ่มหนำสำราญ. บทว่า ทสสหสฺสี ก็คือ ทสสหสฺสิโลกธาตุํ.
บทว่า เทวจาริกํ ความว่า จาริกไปในเทวโลก เพื่อแนะนำเทวดาทั้งหลาย
ได้ยินว่า ในสุจันทกนคร พระสันตราชโอรสและอุปสันตะบุตรปุโรหิต
ไม่เห็นสาระในไตรเพทและลัทธิสมัยอื่นทุกอย่าง จึงวางคนที่รอบรู้และแกล้ว
กล้าไว้ ๔ คน ที่ประตูทั้ง ๔ ของพระนคร โดยสั่งว่า พวกท่านเห็นหรือ
ได้ยินสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นบัณฑิตผู้ใด พวกท่านจงมาบอกเรา สมัยนั้น
พระโลกนาถอัตถทัสสีเสด็จถึงสุจันทกนคร. ลำดับนั้น พวกบุรุษที่คนเหล่านั้น
บอกแล้ว ก็พากันไปแจ้งการเสด็จมาในที่นั้นของพระทศพลแก่สองท่านนั้น
แต่นั้นพระสันตราชโอรสและอุปสันตะบุตรปุโรหิต ฟังข่าวการเสด็จมาของ
พระตถาคต ก็มีใจร่าเริง มีบริวารพันหนึ่งไปรับเสด็จพระทศพลผู้ไม่มีผู้เสมอ
หน้า 535
ข้อ 15
ถวายบังคมแล้วนิมนต์ ถวายมหาทานที่ไม่มีใครเทียม แด่พระสงฆ์มีพระพุทธ
เจ้าเป็นประธาน วันที่ ๗ ก็ฟังธรรมกถาพร้อมด้วยผู้คนชาวนครทั้งสิ้น เขาว่า
วันนั้น บุรุษเก้าหมื่นแปดแสน พากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาแล้วบรรลุ
พระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางบริษัทนั้น.
นั้นเป็นสันนิบาต ครั้งที่ ๑.
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมแก่พระเสลเถระ โอรส
ของพระองค์ ทรงยังบุรุษแปดหมื่นแปดพันให้เลื่อมใสแล้ว ให้บวชด้วยเอหิ-
ภิกขุภาวะให้เขาบรรลุพระอรหัตแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นสันนิ-
บาตครั้งที่ ๒. ต่อมาอีก เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เทวดาและมนุษย์วันมาฆบูรณมี
ในมหามงคลสมาคม ทรงยังสัตว์เจ็ดหมื่นแปดพันให้บรรลุพระอรหัต ทรงยก
ปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ พระ-
องค์นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้
ไร้มลทิน มีจิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง.
พระสาวกเก้าหมื่นแปดพันประชุมกันเป็นสันนิ-
บาตครั้งที่ ๑ พระสาวกแปดหมื่นแปดพันประชุมกัน
เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
พระสาวกขีณาสพ ผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น ผู้
ไร้มลทิน ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่เจ็ดหมื่นเจ็ดพันประชุม
กัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา อันโลกสมมติว่าเป็น
พราหมณ์มหาศาล ชื่อสุสิมะ ในนครจัมปกะ พระโพธิสัตว์นั้นสละสมบัติทุก
หน้า 536
ข้อ 15
อย่าง แก่คนจน คนอนาถา คนกำพร้า คนเดินทางไกลเป็นต้น ไปใกล้ป่า
หิมพานต์ บวชเป็นดาบส ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว เป็นผู้
มีฤทธานุภาพมาก แสดงความไม่มีโทษและความมีโทษ แห่งกุศลธรรมและ
อกุศลธรรมทั้งหลายแก่มหาชน รอคอยการอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า.
สมัยต่อมา เมื่อพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้นำโลกทรงอุบัติในโลกแล้ว
ทรงยังฝนคืออมฤตธรรมให้ตกลงในท่ามกลางบริษัท ๘ ณ กรุงสุทัสสนมหา-
นคร พระโพธิสัตว์ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็ไปสู่โลกสวรรค์ แล้วนำเอา
ดอกไม้ทิพย์ มีมณฑารพ ปทุม ปาริฉัตตกะ เป็นต้น มาจากเทวโลก เมื่อ
จะสำแดงอานุภาพของตน จึงปรากฏตัว ยังฝนดอกไม้ให้ตกลงในทิศทั้ง ๔
เหมือนมหาเมฆตกใน ๔ ทวีป แล้วสร้างสิ่งที่สำเร็จด้วยดอกไม้มีที่บูชา เสา
ระเนียด ข่ายทองที่สำเร็จด้วยดอกไม้เป็นต้น เป็นมณฑปดอกไม้โดยรอบ
บูชาพระทศพลด้วยฉัตรดอกมณฑารพ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรง
พยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่าโคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะสูง โดยชื่อว่าสุสีมะ
อันแผ่นดินคือโลกสมมติว่า เป็นผู้ประเสริฐ.
เรานำดอกไม้ทิพย์ คือ มณฑารพ ปทุม
ปาริฉัตตกะ จากเทวโลก บูชาพระสัมพุทธเจ้า.
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า มหามุนีพระองค์นั้นทรง
พยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า.
หน้า 537
ข้อ 15
พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์ ก็ร่าเริง สลดใจ
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้
บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชฏิโล ได้แก่ ชื่อว่าชฎิล เพราะมีชฎา
มุ่นมวยผม. บทว่า มหิยา เสฏฺสมฺมโต ความว่า อันโลกแม้ทั้งสิ้น
สมมติยกย่องอย่างนี้ว่า เป็นผู้ประเสริฐสุด สูงสุด เลิศ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสีพระองค์นั้น ทรงมีพระนคร ชื่อว่า
โสภณะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสาคระ พระชนนีพระนามว่า
พระนางสุทัสสนา คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระสันตะ และ พระอุปสันตะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระอภยะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระธัมมา และ
พระสุธัมมา โพธิพฤกษ์ชื่อว่า จัมปกะ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระรัศมี
แห่งพระสรีระแผ่ไปโดยรอบ ประมาณโยชน์หนึ่งทุกเวลา พระชนมายุแสนปี
พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางวิสาขา พระโอรสพระนามว่า เสละ
ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือ ม้า. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระอัตถทัสสีศาสดา ทรงมีพระนครชื่อว่าโสภณะ
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสาคระ พระชนนีพระ
นามว่า พระนางสุทัสสนา.
หน้า 538
ข้อ 15
พระอัตถทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่า
พระสันตะ และ พระอุปสันตะ พระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อว่า พระอภยะ.
พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระธัมมา และพระสุธัมมา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า จัมปกะ.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
ผู้ไม่มีผู้เสมอ สูง ๘๐ ศอก งามเหมือนพญาสาลพฤกษ์
เต็มบริบูรณ์เหมือนพระจันทร์.
พระรัศมีตามปกติของพระองค์ มีหลายร้อยโกฏิ
แผ่ไปโยชน์หนึ่ง สิบทิศทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำทุกเมื่อ.
พระพุทธเจ้าเป็นผู้องอาจในนรชน เป็นมุนียอด
แห่งสรรพสัตว์ ผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ทรงดำรงอยู่
ในโลกแสนปี.
พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงแสดง
พระรัศมีที่ไม่มีอะไรเทียบ เจิดจ้าไปในโลกทั้งเทวโลก
ทรงถึงความเป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ดับขันธปรินิพพาน
เพราะสิ้นอุปาทาน เหมือนดวงไฟดับ เพราะสิ้นเชื้อ
ฉะนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬุราชาว ปูริโต ความว่า เหมือน
ดวงจันทร์ราชาแห่งดวงดาว บริบูรณ์ไร้มลทินทั่วมณฑลในฤดูสารท. บทว่า
หน้า 539
ข้อ 15
ปากติกา ความว่า เกิดขึ้นตามปกติ ไม่ใช่ตามอธิษฐาน เมื่อใด พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงประสงค์ เมื่อนั้น ก็ทรงแผ่พระรัศมีไปในจักรวาลแม้หลาย
แสนโกฏิ. บทว่า รํสี แปลว่า พระรัศมีทั้งหลาย. บทว่า อุปาทาน-
สงฺขยา ได้แก่ เพราะสิ้นอุปาทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เสด็จ
ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะสิ้นอุปาทาน ๔ เหมือน
ไฟดับเพราะสิ้นเชื้อ พระธาตุทั้งหลายของพระองค์ เรี่ยรายไปด้วยพระอธิษฐาน.
คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า
หน้า 540
ข้อ 16
๑๕. วงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๕
ว่าด้วยพระประวัติของพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า
[๑๖] ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระธัมมทัสสี-
พุทธเจ้า ผู้นำโลก ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงกำจัด
อนธการคือความมืดได้แล้ว ก็เจิดจ้าในโลกพร้อมทั้ง
เทวโลก.
ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชไม่มีใคร
เทียบพระองค์นั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร อภิสมัย
ครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ครั้งพระธัมนทัสสีพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัญชัยฤษี
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ.
ครั้งท้าวสักกะพร้อมทั้งบริษัท เข้าเฝ้าพระผู้นำ
พิเศษ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ.
พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพ พระ-
องค์นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ
ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า เข้าจำพรรษา ณ กรุง
สรณะ พระสาวกพันโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต
ครั้งที่ ๑.
หน้า 541
ข้อ 16
ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมา
สู่มนุษยโลก พระสาวกร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสัน-
นิบาต ครั้งที่ ๒.
ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศธุดงคคุณ
พระสาวกแปดสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้ง
ที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นท้าวสักกปุรินททะ ได้บูชา
ด้วยของหอมดอกไม้และดนตรี อันเป็นทิพย์.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม
กลางเทวดา ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระ-
พุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
ตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาล-
นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเสด็จเข้าไป
ยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางดี อันเขาจัด
แต่งไว้แล้ว ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
หน้า 542
ข้อ 16
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนางมายา
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จัก
เป็นพระโคตมะ.
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระโกลิตะ และพระอุป-
ติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้ง
มั่น พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง
ท่านพระชินเจ้าพระองค์นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และ พระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มิจิตสงบ ตั้ง
มั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า จิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และ อุตตรา พระ-
โคดม ผู้มีพระยศพระองค์นั้น จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่ง-
ใหญ่พระองค์นั้นแล้ว ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็น
หน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ พร้อมทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง
ปรบมือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-
นาถ พระองค์นิไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่
ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
หน้า 543
ข้อ 16
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระธัมมทัสสีศาสดา มีพระนคร ชื่อว่า สรณะ
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสรณะ พระชนนีพระนาม
ว่า พระนางสุนันทา.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่แปดพันปี มีปรา-
สาทอย่างเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า อรชะ วิรชะ และสุทัสสนะ.
มีพระสนมนารี แต่งกายงามสี่หมื่นนาง พระ-
อัครมเหสี พระนามว่า พระนางวิจิโกฬี พระโอรส
พระนามว่า พระปุญญวัฒนะ.
พระผู้เป็นยอดบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน.
พระมหาวีระ ธัมมทัสสีนราสภ ผู้เลิศกว่านรชน
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ พระ-
ธรรมจักร ณ มิคทายวัน.
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระปทุมะ พระปุสสเทวะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระสุทัตตะ.
หน้า 544
ข้อ 16
พระอัครสาวกาชื่อว่าพระเขมาและพระสัจจนามา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าพิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ.
อัครอุปัฏฐากชื่อว่า สุภัททะ และกฏิสสหะ อัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อว่า สาฬิสา และกฬิสสา.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอ สูง ๘๐ ศอก รุ่งโรจน์ด้วยพระเดช ในหมื่น
โลกธาตุ.
พระองค์งดงาม เหมือนต้นพญาสาลพกฤษ์ที่
ออกดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในนภากาศเหมือน
ดวงอาทิตย์เที่ยงวัน.
พระผู้มีพระจักษุดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระชน-
มายุของพระองค์ ผู้มีพระเดชไม่มีใครเทียบ พระองค์
นั้น ก็เท่าๆ กับสัตว์อื่น.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงแสดงพระรัศมีทำ
พระศาสนาให้ไร้มลทินแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน
เหมือนดวงจันทร์เคลื่อนจากท้องนภากาศ.
พระมหาวีระธัมมทัสสี ปรินิพพาน ณ พระวิหาร
เกสาราม พระสถูปของพระองค์สูง ๓ โยชน์.
จบวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๕
หน้า 545
ข้อ 16
พรรณนาวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๕
เมื่อพระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว อันตรกัปก็ล่วงไป
แล้ว เนื้อสัตว์ทั้งหลายที่มีอายุนับไม่ได้ลดลงโดยลำดับ จนมีอายุได้แสนปี
พระศาสดาพระนามว่า ธัมมทัสสี ผู้ทำความสว่างแก่โลก ทำการกำจัดมลทิน
มีโลภะเป็นต้น เป็นนายกเอกของโลก อุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้น
แล้ว ก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนางสุนันทาเทวี อัครมเหสีของ
พระเจ้าสรณะ ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้งปวง ณ กรุงสรณะ ถ้วนกำหนดทศมาส
พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ สรณะราชอุทยาน เหมือนจันทร์
เพ็ญโคจรลอดช่องเมฆ ในฤดูฝน เมื่อพระมหาบุรุษ พอประสูติจากพระครรภ์
พระชนนีเท่านั้น โวหารการว่ากล่าวที่ไม่ชอบธรรม ในศาสตร์และคัมภีร์อัน
กล่าวด้วยเรื่องอธิกรณ์ (การตัดสินคดี) ก็เสื่อมหายไปเองแล ดำรงอยู่แต่การ
ว่ากล่าวที่ชอบธรรมเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น ในวันเฉลิมพระนามของพระองค์
พระชนกชนนีจึงเฉลิมพระนามว่า ธัมมทัสสี พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่
แปดพันปี นัยว่าทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่า อรชะ วิรชะ และ สุทัสสนะ
มีพระสนมนารีสองแสนสองหมื่นนาง มีพระนาง วิจิโกฬิเทวี เป็นประมุข.
เมื่อพระโอรสพระนามว่า ปุญญวัฒนะ ของพระนาง วิจิโกฬิเทวี
สมภพ พระมหาบุรุษนั้น ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง
เหมือนเทพกุมาร เสวยสมบัติเหมือนเทพสมบัติ ทรงลุกขึ้นในยามกลาง ประ-
ทับบนที่สิริไสยาสน์ ทรงเห็นอาการอันวิการของเหล่าสนมที่หลับไหล ก็
เกิดสังเวช เกิดจิตคิดออกมหาภิเนษกรมณ์ ในลำดับเกิดจิตนั่นแล สุทัสสน-
หน้า 546
ข้อ 16
ปราสาทของพระองค์ก็ลอยขึ้นสู่นภากาศ อันจตุรงค์เสนาแวดล้อมแล้ว ลอยไป
เหมือนดวงอาทิตย์และเหมือนเทพวิมาน แล้วก็ลงตั้งอยู่ใกล้โพธิพฤกษ์ชื่อต้น
รัตตกุรวกะ มะกล่ำทอง ได้ยินว่า พระมหาบุรุษ ทรงรับผ้ากาสายะที่ท้าว
มหาพรหมน้อมถวาย ทรงผนวชแล้ว เสด็จลงจากปราสาท ประทับยืนอยู่ไม่
ไกล. ปราสาทก็ลอยไปทางอากาศอีก ทำโพธิพฤกษ์ไว้ข้างในแล้วตั้งลงที่แผ่น
ดิน แม้นางสนมนารีพร้อมทั้งบริวาร ก็ลงจากปราสาท เดินไปชั่วครึ่งคาวุต
ก็หยุด ณ ที่นั้น เว้น นางสนมนารี ปริจาริกาและหญิงรับใช้ของนางสนมเหล่า
นั้น มนุษย์ทุกคนก็บวชตามเสด็จ ภิกษุทั้งหลาย ก็มีจำนวนถึงแสนโกฏิ.
ลำดับนั้น พระธัมมทัสสีโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญความเพียร ๗ วัน
เสวยข้าวมธุปายาสที่ พระนางวิจิโกฬิเทวี ถวาย ทรงพักกลางวัน ณ ป่า
พุทรา เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อสิริวัฒนะถวาย
แล้วเสด็จไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อพิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ ทรงลาดสันถัตหญ้า
กว้าง ๕๓ ศอก ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิพฤกษ์นั้น ทรง
เปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา แล้ว
ทรงยับยั้งอยู่ใกล้ ๆ โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาท้าวมหาพรหม
แล้วทรงทราบว่า ภิกษุแสนโกฏิที่บวชกับพระองค์เป็นผู้สามารถแทงตลอดพระ-
สัทธรรมได้ ก็เสด็จหนทาง ๑๘ โยชน์ วันเดียวเท่านั้นก็ถึงอิสิปตนะ อันภิกษุ
เหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อิสิปตนะนั้น ครั้งนั้น
อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้
มีพระยศยิ่งใหญ่ ก็กำจัดความมืดมนอนธการแล้ว
เจิดจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก.
หน้า 547
ข้อ 16
ในกาลที่พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชที่ไม่
มีผู้เทียบได้พระองค์นั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร
อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมนฺธการํ ความว่า ได้แก่ อนธการ
คือโมหะ ที่ชื่อว่าตมะ.
ครั้งพระราชาพระนามว่า สัญชัย ในนครชื่อ ตคระ ทรงเห็นโทษ
ในกาม และคุณอันเกษมในเนกขัมมะ จึงทรงผนวชเป็นฤษี คนเก้าหมื่นโกฏิ
บวชตามเสด็จ ชนเหล่านั้น ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ หมดทุกคน ครั้ง
นั้น พระธัมมทัสสีศาสดาทรงเห็นอุปนิสสัยสมบัติของชนเหล่านั้น จึงเสด็จไป
ทางอากาศ ถึงอาศรมบทของสัญชัยดาบสแล้ว ทรงยืนอยู่ในอากาศ ทรง
แสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัยของดาบสเหล่านั้น ทรงยังธรรมจักษุให้เกิดขึ้น
นั้นเป็นอภิสมัย ครั้งที่ ๒. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัญชัย-
ฤษี อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ.
ครั้งท้าวสักกะจอมทวยเทพ ประสงค์จะฟังธรรมของพระทศพล จึง
เสด็จเข้าไปเฝ้า อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึง
ตรัสว่า
ครั้งท้าวสักกะพร้อมทั้งบริษัทเข้าเฝ้า พระผู้เป็น
นายกพิเศษ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ.
ส่วนครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้าทรงบวช พระปทุมกุมาร และพระ-
ปุสสเทวกุมาร พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดา พร้อมทั้งบริวารในกรุงสรณะ
ทรงทำสุทธิปวารณา ท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิซึ่งบวชภายในพรรษานั้น นั้น
หน้า 548
ข้อ 16
เป็นสันนิบาต ครั้งที่ ๑ ต่อมาอีก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก
ภิกษุร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ประกาศคุณานิสงส์เเห่งธุดงค์ ๑๓ ณ พระสุทัสสนาราม ทรงสถาปนาพระ-
มหาสาวก ชื่อ หาริตะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
ท่ามกลางภิกษุแปดสิบโกฏิ นั้นเป็นสันนิบาต ครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระธัมมทัสสี ผู้เป็นเทพแห่งเทพ แม้พระองค์
นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้
มลทิน มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้าเจ้าจำพรรษา ณ กรุง
สรณะ ภิกษุสาวกแสนโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต
ครั้งที่ ๑.
ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมา
สู่มนุษย์โลก ภิกษุสาวกร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสัน
นิบาตครั้งที่ ๒.
ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศธุดงค-
คุณ ภิกษุสาวกแปดสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต
ครั้งที่ ๓.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นท้าวสักกเทวราช อันทวยเทพ
ในเทวโลกทั้งสองแวดล้อมแล้ว เสด็จมาบูชาพระตถาคต ด้วยของทิพย์มีของ
หอมและดอกไม้เป็นต้น และด้วยทิพยดนตรี พระศาสดาแม้พระองค์นั้น ก็
ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนาม
ว่า โคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 549
ข้อ 16
ครั้งนั้น เราเป็นท้าวสักกปุรินททะ ได้บูชาด้วย
ของหอม ดอกไม้ และดนตรีทิพย์.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม
กลางเทวดา ทรงพยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อ สรณะ พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าสรณะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุนันทา คู่พระ
อัครสาวกชื่อว่า พระปรุมะ และ พระปุสสเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า
สุเนตตะ๑ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และ พระสัจจนามา โพธิ-
พฤกษ์ชื่อว่า พิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุ
แสนปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางวิจิโกฬิเทวี พระโอรสพระนามว่า
พระปุญญวัฒนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระธัมมทัสสีศาสดา ทรงมีพระนครชื่อว่าสรณะ
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสรณะ พระชนนีพระ
นามว่า พระนางสุนันทา.
พระธัมมทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวก ชื่อว่า
พระปทุมะ และ พระปุสสเทวะ พระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อว่า พระสุเนตตะ.
๑. บาลีเป็น ลุทัตตะ.
หน้า 550
ข้อ 16
พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมาและพระสัจจนามา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นพิมพิชาละ.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ผู้เสมอพระองค์นั้น สูง ๘๐ ศอก ทรงรุ่งโรจน์ด้วย
พระเดชในหมื่นโลกธาตุ.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น งดงามเหมือนต้นพญา
สาลพฤกษ์ที่ออกดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าใน
นภากาศ เหมือนดวงอาทิตย์เที่ยงวัน.
พระผู้มีพระจักษุดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระ-
ชนมายุของพระผู้มีพระเดช ที่ไม่มีใครเทียบพระองค์
นั้น ก็เท่านั้น.
พระองค์ทั้งพระสาวก แสดงพระรัศมีทำพระ-
ศาสนาให้ไร้มลทินแล้ว ก็ปรินิพพานเหมือนดวงจันทร์
เคลื่อนจากต้องนภากาศ.
แก้อรรถ
ต้นมะกล่ำทอง ชื่อว่า ต้นพิมพิชาละในพระคาถานั้น. บทว่า
ทสสหสฺสิมฺหิ ธาตุยา ก็คือ ทสสหสฺสิยา โลกธาตุยา ในหมื่นโลกธาตุ.
บทว่า วิชฺชูว ก็คือ วิชฺชุลตา วิย เหมือนสายฟ้า. บทว่า อุปโสภถ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น งดงามเหมือนสายฟ้าและเหมือนดวง
อาทิตย์งามเวลาเที่ยงวันฉะนั้น . บทว่า สมกํ ความว่า พระชนมายุของพระ-
องค์ ก็เท่า ๆ กับนรสัตว์ทั้งปวง. บทว่า จวิ แปลว่า เคลื่อนแล้ว. บทว่า
หน้า 551
ข้อ 16
จนฺโทว ความว่า เหมือนดวงจันทร์เคลื่อนจากท้องฟ้า. ได้ยินว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้าธัมมทัสสี ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารเกสาราม กรุง
สาลวดี คำที่เหลือในคาถาทุกแห่งชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า
หน้า 552
ข้อ 17
๑๖. วงศ์พระสิทธัตถพุทธเจ้าที่ ๑๖
ว่าด้วยพระประวัติของพระสิทธัตถพุทธเจ้า
[๑๗] ต่อจาก สมัยของพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้นำโลก ทรง
กำจัดความมืดทั้งปวง ก็เจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์อุทัย.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงบรรลุพระ-
สัมโพธิญาณแล้ว เมื่อทรงยังโลกทั้งเทวโลกให้ข้าม
โอฆะ เมื่อยังโลกทั้งเทวโลกให้ดับร้อน ก็ทรงหลั่ง
เมฆฝนคือธรรมให้ตกลงมา.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชหาผู้เทียบไม่ได้พระ-
องค์นั้น ก็ทรงมีอภิสมัย ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้
มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
ต่อมาอีก ครั้งทรงลั่นธรรมเภรี ณ นครภีมรถะ
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ.
ครั้งพระพุทธเจ้า ผู้สูงสุดในนรชนพระองค์นั้น
ทรงแสดงธรรมโปรด ณ กรุงเวภาระ อภิสมัยครั้งที่ ๓
ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ.
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
สถาน ๓ เหล่านี้คือ สันนิบาตประชุมพระสาวก
หน้า 553
ข้อ 17
ร้อยโกฏิ เก้าสิบโกฏิ และแปดสิบโกฏิเป็นสันนิบาต-
ประชุมพระสาวก ผู้ไร้มลทิน.
สมัยนั้น เราเป็นดาบสชื่อมังคละ มีเดชสูง อัน
ใคร ๆ พบได้ยาก ตั้งมั่นด้วยกำลังแห่งอภิญญา.
เรานำผลชมพูมาจากต้นชมพู ถวายแด่พระ-
สิทธัตถพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าทรงรับแล้ว ตรัส
พระดำรัสดังนี้ว่า
ท่านทั้งหลาย จงดูชฏิลดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ เก้า
สิบสี่กัปนับแต่กัปนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินไปตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงทำประทัก-
ษิณโพธิมัณฑสถาน จักตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ชื่อต้น
อัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่าน
ผู้นี้จักมีพระนามว่า โคตมะ.
หน้า 554
ข้อ 17
พระอัครสาวกชื่อว่า พระโกลิตะ และพระอุปติส-
สะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระอานันทะ จักบำรุง พระ-
ชินเจ้าพระองค์นี้.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระเขมา และ พระอุบล
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้ง
มั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียนต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตา และอุตตรา พระ
โคดมผู้มีพระยศพระองค์นั้น พระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์ และ เทวดาทั้งหลายพึงพระดำรัสนี้ ของ
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก พากันโห่ร้อง ปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-
นาถ พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จัก
อยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
หน้า 555
ข้อ 17
พวกเราทุกคน ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นิไซร้ ในอนาคตกาลพวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ฉันนั้นเหมือนกัน .
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
นครชื่อว่าเวภาระ พระชนก พระนามว่า พระเจ้าอุเทน
พระชนนีพระนามว่า พระนางสุผัสสา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี มี
ปราสาทอย่างเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า โกกาสะ อุปปละ
และ โกกนุทะ มีพระสนมนารีสี่หมื่นแปดพันนาง
พระอัครมเหสี พระนามว่า พระนางสุมนา พระโอรส
พระนามว่า อนุปมะ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยพระวอ ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน
เต็ม.
พระมหาวีรสิทธัตถะ ผู้นำโลก สูงสุดในนรชน
อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักร ณ มิคทายวัน.
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสัมพละ และ พระสุมิตตะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระเรวตะ.
หน้า 556
ข้อ 17
ทรงมีพระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสีวลา และพระ-
สุรัมมา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์
นั้น เรียกต้นกณิการ์.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า สุปปิยะและสัมพุทธะ อัคร-
อุปัฏฐายิกาชื่อว่า ธัมมา และสุธัมมา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูงขึ้นเบื้องบน ๖๐
ศอก เสมือนรูปปฏิมาทอง รุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มี
ผู้เสมอ ไม่มีผู้ชั่ง ไม่มีผู้เทียบ ผู้มีพระจักษุ พระองค์
นั้น ทรงดำรงพระชนม์อยู่ในโลก แสนปี.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงแสดงพระรัศมีอัน
ไพบูลย์ ทรงยังสาวกทั้งหลายให้บานแล้ว ทรงพิลาส
ด้วยสมบัติอันประเสริฐ ปรินิพพาน.
พระสิทธัตถพุทธเจ้า วรมุนี ปรินิพพาน ณ พระ-
วิหารอโนมาราม พระวรสถูปของพระองค์ในพระ-
วิหารนั้น สูง ๔ โยชน์.
จบวงศ์พระสิทธัตถพุทธเจ้าที่ ๖
หน้า 557
ข้อ 17
พรรณนาวงศ์พระสิทธัตถพุทธเจ้าที่ ๑๖
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าธัมมทัสสีปรินิพพานแล้ว ศาสนาของพระองค์
ก็อันตรธานไปแล้ว เมื่อกัปนั้นล่วงไปและล่วงไปหนึ่งพันเจ็ดร้อยหกกัป ใน
กัปหนึ่ง สุดท้ายเก้าสิบสี่กัปนับแต่กัปนี้ ก็ปรากฏมีพระศาสดาพระองค์หนึ่ง
พระนามว่า สิทธัตถะ ผู้บรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง ผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่โลก.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า พระพุทธ-
เจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้นำโลก ทรงกำจัดความ
มืดทั้งหมด เจิดจ้า เหมือนดวงอาทิตย์อุทัย แม้พระ-
สิทธัตถโพธิสัตว์ ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย.
บังเกิดในภพดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนาง
สุผัสสาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน กรุงเวภาระ ถ้วนกำหนดทศมาส ก็
ประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี ณ วีริยราชอุทยาน เมื่อพระมหาบุรุษสมภพ
แล้ว การงานที่คนทั้งปวงเริ่มไว้ และประโยชน์ที่ปรารถนา ก็สำเร็จ เพราะ
ฉะนั้น พระประยูรญาติทั้งหลายของพระองค์จึงเฉลิมพระนามว่า สิทธัตถะ
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่า โกกาสะ
อุปปละและปทุมะ๑ ปรากฏมีสนมนารีแปดหมื่นสี่พันนาง มีพระนางโสมนัส-
สาเทวี เป็นประมุข.
เมื่อ พระอนุปมกุมาร โอรสของพระนางโสมนัสสาเทวีสมภพแล้ว
พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ในวันอาสาหฬบูรณมี ก็ออกอภิเนษกรมณ์ด้วย
พระวอทอง เสด็จไปยังวีริยราชอุทยาน ทรงผนวช มนุษย์แสนโกฏิก็บวชตาม
๑. บาลีว่า โกกนุทะ
หน้า 558
ข้อ 17
เสด็จ เล่ากันว่า พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน กับบรรพชิต
เหล่านั้น ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส ที่ธิดาพราหมณ์ชื่อ สุเนตตา
ตำบลบ้านอสทิสพราหมณ์ถวาย ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ ป่าพุทรา เวลาเย็น
ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียว ชื่อวรุณะถวาย ทรงลาดสันถัตหญ้า
๔๐ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงเปล่ง
พระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ทรงยับยั้ง
อยู่ ๗ วัน ทรงเห็นภิกษุแสนโกฏิที่บวชกับพระองค์ เป็นผู้สามารถแทงตลอด
สัจจะ ๔ จึงเสด็จโดยทางอากาศ ลงที่คยามิคทายวัน ทรงประกาศพระธรรม-
จักรแก่ภิกษุเหล่านั้น ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ. ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น บรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณแล้ว เมื่อทรงยังโลกทั้งเทวโลก ให้ข้ามโอฆะ
เมื่อทรงยังโลกทั้งเทวโลกให้ดับร้อน จึงทรงหลั่งฝน
คือธรรมให้ตกลง.
พระพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชที่ไม่มีผู้เทียบได้ พระ-
องค์นั้น ทรงมีอภิสมัย ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มี
แก่สัตว์แสนโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเทวกํ ได้แก่ โลกทั้งเทวโลก. บทว่า
ธมฺมเมเฆน ได้แก่ เมฆฝน คือธรรมกถา ต่อมาอีก ทรงทำทิศทั้งสิบให้
เต็มด้วยพระสุรเสียงดังพรหม เสนาะดังเสียงนกการเวกร้อง สบายโสต
หน้า 559
ข้อ 17
ไพเราะอย่างยิ่ง จับใจบัณฑิตชน เฉกเช่นอภิเษกด้วยน้ำอมฤต ทรงลั่นอมต-
ธรรมเภรี ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
ต่อมาอีก พระสิทธัตถพุทธเจ้า ทรงลั่นกลอง
ธรรม ในภีมรถนคร อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์
เก้าสิบโกฏิ.
ครั้งพระสิทธัตถพุทธเจ้า ทรงแสดงพุทธวงศ์ในสมาคมพระญาติ
กรุงเวภาระ ทรงยังธรรมจักษุให้เกิดแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ นั้นเป็นอภิสมัย
ครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดในนรชนพระองค์นั้น ทรง
แสดงธรรม อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบ
โกฏิ.
พระราชาสองพี่น้องพระนาม สัมพละ และ สุมิตตะ ทรงครอง
ราชย์ ณ อมรนคร ซึ่งงามน่าดูดั่งนครแห่งเทพ ลำดับนั้น พระสิทธัตถ-
ศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของพระราชาสองพระองค์นั้น จึงเสด็จไปทาง
นภากาศลงท่านกลางอมรนคร ทรงแสดงเจดีย์คือรอยพระบาทเหมือนเหยียบ
พื้นแผ่นดิน ด้วยพระยุคลบาท ซึ่งมีฝ่าพระบาทประดับด้วยจักร แล้วเสด็จ
ไปยังอมรราชอุทยาน ประทับนั่งเหนือพื้นศิลา ที่เย็นด้วยพระกรุณาของ
พระองค์ อันน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง แต่นั้น พี่น้องสองพระราชา เห็นพระเจดีย์
คือรอยพระบาท ก็เสด็จไปตามรอยพระบาท เข้าเฝ้าพระสิทธัตถศาสดาผู้บรรลุ
ประโยชน์อย่างยิ่ง ถวายบังคมแล้วประทับนั่งล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่พระอัธยาศัยโปรดพระราชาสองพี่น้อง
นั้น สองพระองค์ทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว เกิด
หน้า 560
ข้อ 17
พระศรัทธา ทรงผนวชแล้วบรรลุพระอรหัตทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางพระขีณาสพร้อยโกฏินั้น นั้นเป็นสันนิบาตครั้ง
ที่ ๑. ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่านกลางบรรพชิตเก้าสิบโกฏิ ในสมาคม
พระญาติ กรุงเวภาระ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
ท่ามกลางบรรพชิตแปดสิบโกฏิ ที่ประชุมกัน ณ พระสุทัสสนวิหาร นั้น เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต ประชุมสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
สถาน ๓ เหล่านี้ คือ สันนิบาตพระสาวกร้อยโกฏิ
เก้าสิบโกฏิ แปดสิบโกฏิ เป็นสันนิบาตของพระสาวก
ขีณาสพผู้ไร้มลทิน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวุตีนํ อสีติยาปิ จ โกฏินํ ความว่า
มีสันนิบาตแห่งพระสาวกเก้าสิบโกฏิ และแปดสิบโกฏิ. บทว่า เอเต อาสุํ
ตโย านา ความว่า มีสถานที่สันนิบาต ๓ เหล่านั้น. ปาฐะว่า านา-
เนตานิ ตีณิ อเหสุํ ดังนี้ก็มี.
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพราหมณ์ชื่อว่ามังคละ กรุงสุรเสน
จบไตรเพทและเวทางคศาสตร์ บริจาคกองทรัพย์นับได้หลายโกฏิ เป็นผู้ยินดี
ในวิเวก บวชเป็นดาบส ยังฌานและอภิญญาให้เกิดอยู่ ทราบข่าวว่าพระพุทธ-
เจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ อุบัติขึ้นแล้วในโลกจึงเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้วฟัง
ธรรมกถาของพระองค์ แล้วเข้าไปยังต้นชมพู อันเป็นเครื่องหมายของชมพูทวีป
นี้ด้วยฤทธิ์ นำผลชมพูมาแล้วอาราธนาพระสิทธัตถศาสดาผู้มีภิกษุบริวารเก้าสิบ
หน้า 561
ข้อ 17
โกฏิ ให้ประทับในสุรเสนวิหาร เลี้ยงดูด้วยผลชมพู ให้ทรงอิ่มหนำสำราญ
ลำดับนั้น พระศาสดาเสวยผลชมพูนั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดเก้าสิบสี่กัป
นับแต่กัปนี้ จักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่าโคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นดาบสชื่อมังคละ มีเดชสูง อัน
ใครๆ เข้าพบได้ยาก ตั้งมั่นด้วยกำลังแห่งอภิญญา.
เรานำผลชมพูมาจากต้นชมพู ได้ถวายแด่พระ-
สิทธัตถพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าทรงรับแล้ว ตรัส
พระดำรัสดังนี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ เก้า
สิบสีกัปนับแต่กัปนี้ ดาบสผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า
พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุปฺปสโห แปลว่า อันใครๆ เข้าหา
ได้ยาก หรือปาฐะก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อ เวภาระ พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าอุเทน พระนามว่า พระเจ้าชัยเสน บ้างก็มี พระชนนี้
พระนามว่า สุผัสสา คู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสัมพละ และพระสุมิตตะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระเรวตะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสีวลา และ
หน้า 562
ข้อ 17
พระสุรามา พระชนมายุแสนปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนาง
โสมนัสสา พระโอรสพระนาม อนุปมะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยพระวอทอง
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อเวภาระ พระชนก พระนามว่า พระเจ้า
อุเทน พระชนนีพระนามว่า พระนางสุผัสสา.
พระสิทธัตถพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
อัครสาวกชื่อว่า พระสัมพละ และพระสุมิตตะ พระ -
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระเรวตะ.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสีวลา และพระสุรามา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
กณิการะ ต้นกรรณิการ์.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูงขึ้นสู่ฟ้า ๖๐ ศอก
เสมือนรูปปฏิมาทอง จึงรุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ.
พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
เสมอ อันใครชั่งไม่ได้ เปรียบไม่ได้ ผู้มีจักษุพระองค์
นั้น ทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงแสดงพระรัศมีอัน
ไพบูลย์ ยังสาวกทั้งหลายให้บานแล้ว ให้งดงามแล้ว
ด้วยสมาบัติ อันประเสริฐแล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพ
พาน.
หน้า 563
ข้อ 17
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุฏฺิรตนํ ความว่า สูงจรดท้องฟ้า
ประมาณ ๖๐ ศอก. บทว่า กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ได้แก่ น่าดูเสมอรูปปฏิ-
มาที่สำเร็จด้วยทอง วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ. บทว่า ทสสหสฺสี วิโรจติ
แปลว่า รุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ. บทว่า วิปุลํ ได้แก่ พระรักมีอันโอฬาร.
บทว่า ปุปฺผาเปตฺวาน ความว่า ทำให้บานแล้วด้วยดอกไม้ คือฌานอภิญญา
มรรคผลและสมาบัติ ถึงความโสภาคย์อย่างยิ่ง. บทว่า วิลาเสตฺวา ได้
เยื้องกรายเล่นแล้ว. บทว่า วรสมาปตฺติยา ได้แก่ ด้วยสมาบัติและอภิญญา
อันเป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพานแล้ว
ด้วยอนุปาทาปรินิพพาน.
ได้ยินว่า พระสิทธัตถศาสดา เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ อโนม-
ราชอุทยาน กรุงกาญจนเวฬุ ณ พระราชอุทยานนั้นนั่นเอง เขาช่วยกัน
สร้างพระเจดีย์สำเร็จด้วยรัตนะ สูง ๔ โยชน์ สำหรับพระองค์แล ในคาถา
ทั้งหลายที่เหลือ ก็ชัดเจนแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสิทธัตถพุทธเจ้า
หน้า 564
ข้อ 18
๑๗. วงศ์พระติสสพุทธเจ้าที่ ๑๗
ว่าด้วยพระประวัติของพระติสสพุทธเจ้า
[๑๘] ต่อจากสมัยของพระสิทธัตถพุทธเจ้า พระ-
ติสสพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบ มีศีล ไม่มีที่
สุด มีพระบริวารยศหาประมาณมิได้ เป็นพระผู้นำ
เลิศแห่งโลก.
พระมหาวีระผู้มีจักษุ ทรงกำจัดอนธการคือความ
มืด ทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้สว่างแล้ว ทรงมี
พระกรุณา ทรงอุบัติแล้วในโลก.
พระติสสพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงมีพระวร-
ฤทธิ์ไม่มีใครเทียบได้ มีศีลและสมาธิที่ไม่มีอะไรเทียบ
ทรงถึงฝั่งในธรรมทั้งปวง ประกาศพระธรรมจักร.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงประกาศพระวาจา
อันสะอาดในหมื่นโลกธาตุ สัตว์ร้อยโกฏิตรัสรู้ ในการ
แสดงครั้งที่ ๑.
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ ใน
อภิสมัยครั้งที่ ๓ สัตว์หกสิบโกฏิตรัสรู้ ในครั้งนั้น
พระติสสพุทธเจ้าทรงเปลื้องสัตว์ คือ มนุษย์และเทวดา
จากเครื่องผูก [สังโยชน์].
หน้า 565
ข้อ 18
พระติสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน
มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
การประชุมพระสาวกขีณาสพแสนหนึ่ง เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๑ การประชุมพระสาวกขีณาสพเก้า
ล้าน เป็นสันนิบาต ครั้งที่ ๒.
การประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน ผู้
บานแล้วด้วยวิมุตติ แปดล้าน เป็นสันนิบาต ครั้ง
ที่ ๓.
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่า สุชาตะ
สละโภคสมบัติยิ่งใหญ่ บวชเป็นฤษี.
เมื่อเราบวชแล้ว พระผู้นำโลก ก็อุบัติ เพราะ
ดับเสียงว่า พุทโธ เราจึงเกิดปีติ.
เราใช้มือทั้งสองประคองดอกไม้ทิพย์ คือดอก
มณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะ สะบัดผ้าคากรอง
เข้าไปเฝ้า.
เราถือดอกไม้ทิพย์นั้น กั้นพระติสสชินพุทธเจ้า
ผู้นำเลิศแห่งโลก อันวรรณะ ๔ เหล่า แวดล้อมแล้ว
ไว้เหนือพระเศียร.
ครั้งนั้น พระติสสพุทธเจ้าแม่พระองค์นั้น ประ-
ทับท่ามกลางชน ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบสอง
กัปนับแต่กัปนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
หน้า 566
ข้อ 18
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียรทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับ ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเสด็จเข้าไปยัง
แม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่ออัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่าน
ผู้นี้จักมีพระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าพระองค์นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และพระ
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกต้นอัสสัตถะ.
หน้า 567
ข้อ 18
อัครอุปัฏฐาก ชื่อจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อนันทมาตา และอุตตรา พระโค-
ดมผู้มีพระยศ พระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ ของ
พระติสสพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ผิว่า พวกเราพลาดพระศาสนาของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราจักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
พระติสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระนคร
ชื่อว่าเขมกะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้าชนสันธะ
พระชนนี พระนามว่า ปทุมา.
หน้า 568
ข้อ 18
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่แสนปี ทรงมี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่าคุณเสลา อนาทิยะ และ
นิสภะมีพระสนมนารี ที่แต่งกายงามสามหมื่นนาง พระ
อัครมเหสีพระนามว่า พระนางสุภัททา พระโอรส
พระนามว่า อานันทะ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้า ทรงตั้งความเพียร ครึ่ง
เดือนเต็ม.
พระมหาวีระติสสพุทธเจ้า ผู้นำเลิศแห่งโลกอัน
ท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรม-
จักร ณ ยสวดีทายวัน อันสูงสุด.
พระติสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระอัครสาวก ชื่อว่าพระพรหมเทวะ และ พระอุทยะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระสมังคะ.
พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระผุสสา และ พระสุทัตตา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าอัสนะ ต้นประดู่.
อัครอุปัฐฏาก ชื่อว่า สัมพละ และสิริ อัครอุปัฏ-
ฐายิกา ชื่อว่ากีสาโคตมี และอุปเสนา.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๖๐ ศอก พระ
ผู้ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมือน ปรากฏเด่นเหมือนภูเขา
หิมวันต์.
หน้า 569
ข้อ 18
พระผู้มีจักษุ ทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี แม้
พระองค์ผู้มีพระเดชไม่มีผู้เทียบ ก็มีพระชนมายุเท่า
นั้น.
พระองค์ทั้งพระสาวก เสวยพระยศอันยิ่งใหญ่
ที่อุดม เลิศ ประเสริฐสุด รุ่งโรจน์แล้วก็ดับขันธ-
ปรินิพพาน เหมือนกองไฟที่ดับไปฉะนั้น.
พระองค์ทั้งพระสาวก ก็ปรินิพพานไปเหมือน
พลาหกหายไปเพราะลม เหมือนน้ำค้างหายไปเพราะ
ดวงอาทิตย์ เหมือนความมืดหายไปเพราะดวงประทีป
ฉะนั้น.
พระติสสชินวรพุทธเจ้า ปรินิพพาน ณ พระวิหาร
นันทาราม พระชินสถูปของพระองค์ ณ ที่นั้นสูง ๓
โยชน์.
จบวงศ์พระติสสพุทธเจ้าที่ ๑๗
หน้า 570
ข้อ 18
พรรณนาวงศ์พระติสสพุทธเจ้าที่ ๑๗
ต่อมาภายหลังจากสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า สิทธัตถะ พระองค์นั้น
ก็ว่างพระพุทธเจ้าไปกัปหนึ่ง ที่สุดเก้าสิบสองกัปนับแต่กัปนี้ ก็บังเกิดพระพุทธ-
เจ้า ๒ พระองค์ในกัปหนึ่ง คือ พระติสสะ และ พระปุสสะ บรรดาพระ
พุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์นั้น พระมหาบุรุษพระนามว่า ติสสะ ทรงบำเพ็ญ
บารมีทั้งหลายบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ทรงถือปฏิสนธิใน
พระครรภ์ของ พระนางปทุมาเทวี ผู้มีพระเนตรงามดังกลีบปทุม
อัครมเหสีของ พระเจ้าชนสันธะ กรุงเขมกะ ถ้วนกำหนดทศมาส ก็
ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ อโนมราชอุทยาน. ทรงครองฆราวาสวิสัย
อยู่เจ็ดพันปี พระองค์มีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่า คุหาเสละ นาริสยะ และ นิสภะ
มีพระสนมนารีสามหมื่นสามพันนาง มี พระนางสุภัททาเทวี เป็นประมุข.
เมื่อ อานันทกุมาร พระโอรสของพระนางสุภัททาเทวีสมภพ พระ-
มหาบุรุษทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จขึ้นทรงม้าต้น ตัวเยี่ยม ชื่อว่า โสนุตตระ
ออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงผนวช มนุษย์โกฏิหนึ่งก็บวชตามเสด็จ พระองค์
อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี
เสวยข้าวมธุปายาสที่ธิดา วีรเศรษฐี ณ วีรนิคม ถวายแล้ว ทรงยับยั้ง
พักกลางวัน ณ สลลวัน ป่าต้นช้างน้าว (อ้อยช้างก็ว่า) เวลาเย็นทรงรับ
หญ้า ๘ กำ ที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อ วิชิตสังคามกะ ถวายแล้ว เสด็จเข้าไป
ยังโพธิพฤกษ์ชื่อ อสนะ คือต้นประดู่ ทรงลาดสันถัตหญ้า กว้าง ๔๐ ศอก
ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือบัลลังก์หญ้านั้น ทรงกำจัดกองกำลังมารพร้อม
ด้วยตัวมาร บรรลุสัพพัญญุตญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ
หน้า 571
ข้อ 18
ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ทรงเห็นพระราชโอรสกรุงยสวดีสองพระองค์
พระนามว่า พรหมเทวะ และ อุทยะ พร้อมด้วยบริวาร ถึงพร้อมด้วย
อุปนิสัยสมบัติเสด็จไปทางอากาศ เสด็จลงที่ยสวดีมิคทายวัน โปรดให้พนักงาน
เฝ้าพระราชอุทยานเชิญพระราชโอรสมาแล้ว ทรงยังหมื่นโลกธาตุให้เข้าใจ
ด้วยพระสุรเสียงดังพรหมไม่พร่าไพเราะซาบซึ้ง ประกาศพระธรรมจักรแก่
พระราชโอรสทั้งสองพระองค์นั้นกับทั้งบริวาร ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑
ได้มีแก่สัตว์ร้อยโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระสิทธัตถพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
พระนามว่า ติสสะ ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบ มีพระ-
เดชไม่มีที่สุด มีพระบริวารยศหาประมาณมิได้ เป็น
ผู้นำเลิศแห่งโลก.
พระมหาวีระผู้ประกอบด้วยความเอ็นดู ผู้มีจักษุ
ทรงกำจัดอนธการคือความมืด ยังโลกทั้งเทวโลกให้
สว่าง ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก.
พระวรฤทธิ์ของพระองค์ ก็ชั่งไม่ได้ ศีลและ
สมาธิก็ชั่งไม่ได้ ทรงบรรลุพระบารมีในธรรมทั้งปวง
ทรงให้พระธรรมจักรเป็นไปแล้ว.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงประกาศพระวาจา
อันสะอาด ให้สัตว์ร้อยโกฏิในหมื่นโลกธาตุตรัสรู้ธรรม
ในการแสดงธรรมครั้งที่ ๑.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า ถึงฝั่งในธรรมทั้ง
ปวง. บทว่า ทสสหสฺสิมฺหิ ก็คือ ทสสหสฺสิยํ ในหมื่นโลกธาตุ.
หน้า 572
ข้อ 18
ภายหลังสมัยต่อมา ในสมัยที่พระมหาบุรุษทรงละการอยู่เป็นหมู่แล้ว
เสด็จเข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์ ภิกษุที่บวชกับพระติสสศาสดาจำนวนโกฏิหนึ่ง
ก็แยกไปเสียที่อื่นแล้ว ครั้นภิกษุโกฏิหนึ่งนั้น ทราบข่าวว่า พระติสสสัมมาสัม-
พุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักร ก็พากันมาที่ยสวดีมิคทายวัน ถวายบังคม
พระทศพลแล้ว ก็นั่งล้อมพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรด
ภิกษุเหล่านั้น ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ. ต่อมาอีก
ในมหามงคลสมาคม ในเมื่อจบมงคล อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์หกสิบโกฏิ.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
อภิสมัยครั้งที่ ๒ การตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่สัตว์
เก้าสิบโกฏิ อภิสมัยครั้งที่ ๓ การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่
สัตว์หกสิบโกฏิ ในครั้งนั้น พระติสสพุทธเจ้า ทรง
เปลื้องสัตว์คือมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจากเครื่องผูก.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุติโย นวุติโกฏินํ ความว่า อภิสมัย
ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ. บทว่า พนฺธนาโต ก็คือ พนฺธนโต
แปลว่า จากเครื่องผูก ความว่า ทรงเปลื้องจากสังโยชน์ ๑๐. บัดนี้ เมื่อจะ
ทรงแสดงถึงสัตว์ที่ทรงเปลื้อง โดยสรุป จึงตรัสว่า นรมรู. บทว่า นรมรู
ก็คือ นรามเร ได้แก่ มนุษย์และเทวดา.
ได้ยินว่า พระติสสพุทธเจ้าอันพระอรหันต์ที่บวชภายในพรรษา ใน
ยสวดีนครแวดล้อมแล้ว ทรงปวารณาพรรษาแล้ว นั้น เป็น สันนิบาตครั้ง
ที่ ๑. เมื่อพระโลกนาถพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึง นาริวาหนนคร นาริ-
วาหนกุมาร โอรสของ พระเจ้าสุชาตะ ผู้เกิดดีทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วย
หน้า 573
ข้อ 18
บริวาร เสด็จออกไปรับเสด็จ นิมนต์พระทศพลพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ถวาย
อสทิสทาน ๗ วัน จึงมอบราชสมบัติของพระองค์แก่พระโอรส พร้อมด้วย
บริวารก็ทรงผนวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ในสำนักของพระติสสสัมมาสัมพุทธ-
เจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งปวง. นัยว่า การบรรพชาของพระองค์ปรากฏโด่งดัง
ไปทุกทิศ. เพราะฉะนั้น มหาชนมาจากทิศนั้น ๆ บวชตามเสด็จพระนาริวาหน-
กุมาร ครั้งนั้น พระตถาคตเสด็จไปท่ามกลางภิกษุเก้าล้าน ทรงยกปาติ-
โมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๒. ต่อมาอีก ชนแปดล้าน
ฟังธรรมกถาเรื่องพุทธวงศ์ ในสมาคมพระญาติ กรุงเขมวดี ก็พากันบวชใน
สำนักของพระองค์แล้วบรรลุพระอรหัต. พระสุคตเจ้าอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อม
แล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
พระติสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
การประชุมพระสาวกขีณาสพแสนหนึ่ง เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๑ ประชุมพระสาวกขีณาสพเก้าล้าน
เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน ผู้บาน
แล้วด้วยวิมุตติแปดล้าน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระราชาพระนามว่า สุชาตะ
กรุงยสวดี ทรงสละราชอาณาจักรที่มั่นคงรุ่งเรือง กองทรัพย์หลายโกฏิ และคน
ใกล้ชิดที่มีใจจงรักภักดี สังเวชใจในทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น จึงออกผนวชเป็น
หน้า 574
ข้อ 18
ดาบส มีฤทธานุภาพมาก สดับข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็มี
พระวรกายอันปีติ ๕ อย่างถูกต้องแล้ว มีความยำเกรง ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เจ้าติสสะถวายบังคมแล้วดำริว่า จำเราจักบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้
ทิพย์ มีดอกมณฑารพ ดอกปาริฉัตตกะ เป็นต้น ครั้นดำริอย่างนั้นแล้ว ก็
ไปโลกสวรรค์ด้วยฤทธิ์ เข้าไปยังสวนจิตรลดา บรรจุผอบ ที่สำเร็จด้วยรัตนะ
ขนาดคาวุตหนึ่ง ให้เต็มด้วยดอกไม้ทิพย์มีดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะและดอก
มณฑารพ เป็นต้น พามาทางท้องนภากาศ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอก
ไม้ทิพย์ที่มีกลิ่นหอม และกั้นดอกปทุมต่างฉัตรคันหนึ่ง ซึ่งมีด้ามเป็นมณี มี
เกสรเป็นทอง มีใบเป็นแก้วทับทิม เหมือนฉัตรที่สำเร็จด้วยเกสรหอม ไว้เหนือ
พระเศียรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔. ครั้งนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่าเก้าสิบสองกัปนับแต่กัปนี้ จักเป็น
พระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า สุชาตะ สละ
โภคสมบัติยิ่งใหญ่ บวชเป็นฤษี.
เมื่อเราบวชแล้ว พระผู้นำโลกก็อุบัติเพราะสดับ
เสียงว่าพุทโธ เราก็เกิดปีติ.
เราใช้มือทั้งสองประคองดอกไม้ทิพย์ คือดอก
มณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะ สะบัดผ้า
คากรองเข้าไปเฝ้า.
เราถือดอกไม้นั้น กั้นพระติสสชินพุทธเจ้า ผู้
นำเลิศแห่งโลก อันบริษัท ๔ แวดล้อมแล้วไว้เหนือ
พระเศียร.
หน้า 575
ข้อ 18
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลาง
ชน ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบสองกัปนับแต่กัปนี้
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตทรงทำความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยิ ปพฺพชิเต ได้แก่ เมื่อเราเข้าถึง
ความเป็นนักบวช. อาจารย์ทั้งหลายเขียนไว้ในคัมภีร์ว่า มม ปพฺพชิตํ
สนฺตํ ปาฐะนั้น พึงเห็นว่าเขียนพลั้งเผลอ. บทว่า อุปปชฺชถ ก็คือ
อุปฺปชฺชิตฺถ อุบัติขึ้นแล้ว. บทว่า อุโภ หตฺเถหิ ก็คือ อุโภหิ
หตฺเถหิ. บทว่า ปคฺคยฺห แปลว่า ถือแล้ว. บทว่า ธุนมาโน ได้แก่
สะบัดผ้าเปลือกไม้. บทว่า จาตุวณฺณปริวุตํ แปลว่า อันบริษัท ๔
แวดล้อมแล้ว อธิบายว่า อันบริษัทคือ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีและสมณะ
แวดล้อมแล้ว อาจารย์บางพวกกล่าวว่า จตุวณฺเณหิ ปริวุตํ อันวรรณะ ๔
แวดล้อมแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อ เขมะ พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าชนสันธะ พระชนนีพระนามว่า พระนางปทุมา คู่พระ
อัครสาวกชื่อว่า พระพรหมเทวะ และ พระอุทยะ พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า
พระสมังคะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อ พระผุสสา และ พระสุทัตตา โพธิ-
หน้า 576
ข้อ 18
พฤกษ์ ชื่อ อสนะต้นประดู่ พระสรีระสูง ๖๐ ศอก พระชนมายุแสนปี พระ
อัครมเหสีพระนามว่า พระนางสุภัททา พระโอรสพระนามว่า อานันทะ
เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้า. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระติสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อเขมกะ พระชนกพระนามว่า ชนสันธะ
พระชนนีพระนามว่า พระนางปทุมา.
พระติสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระอัคร
สาวก ชื่อพระพรหมเทวะ และพระสุทัตตาโพธิพฤกษ์
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า อสนะ
ต้นประดู่.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ๖๐
ศอก ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมือน ปรากฏดังภูเขา
หิมวันต์.
พระผู้มีจักษุดำรงอยู่ในโลก แสนปี พระผู้มี
พระเดชไม่มีผู้เทียบพระองค์นั้น ก็มีพระชนมายุเท่า
นั้น.
พระองค์ทั้งพระสาวก เสวยพระยศยิ่งใหญ่ อัน
สูงสุด เลิศ ประเสริฐ รุ่งเรืองแล้วก็ปรินิพพานไป
ดังกองไฟที่ดับไปฉะนั้น.
พระองค์ทั้งพระสาวกก็ปรินิพพานไป เหมือน
พลาหกเมฆฝน หายไปเพราะลม เหมือนน้ำค้างเหือด
หายไปเพราะดวงอาทิตย์ เหมือนความนิดหายไปเพราะ
ดวงประทีปฉะนั้น.
หน้า 577
ข้อ 18
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจตฺตเน ก็คือ อุจฺจภาเวน โดย
ส่วนสูง. บทว่า หิมวา วิย ทิสฺสติ ได้แก่ ปรากฏเด่นเหมือนภูเขาหิมวันต์
หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน ความว่า หิมวันต์ปัญจบรรพต สูงร้อยโยชน์
ปรากฏเด่นชัดน่ารื่นรมย์ยิ่ง เพราะแม้แต่อยู่ไกลแสนไกล ก็สูง และสงบ
เรียบร้อย ฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ปรากฏเด่นชัดฉันนั้น. บทว่า
อนุตฺตโร ได้แก่ ไม่ยืนนัก ไม่สั้นนัก อธิบายว่า พระชนมายุแสนปี. บทว่า
อุตฺตมํ ปวรํ เสฏฺํ เป็นไวพจน์ของกันและกัน. บทว่า อุสฺสโว ได้แก่
หยาดหิมะ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งพระสาวกอันลมดวงอาทิตย์และ
ดวงประทีป คือความเป็นอนิจจัง เบียดเบียนแล้วก็ปรินิพพาน เหมือนพลาหก
น้ำค้างและความมืด อันลมดวงอาทิตย์และดวงประทีปเบียดเบียนก็เหือดหายไป
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าติสสะ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ
พระวิหารสุนันทาราม กรุงสุนันทวดี คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่ง ชัด
แล้ว ทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระติสสพุทธเจ้า
หน้า 578
ข้อ 19
๑๘. วงศ์พระปุสสพุทธเจ้าที่ ๑๘
ว่าด้วยพระประวัติของพระปุสสพุทธเจ้า
[๑๙] ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง ก็ได้มีพระศาสดา
พระนามว่า ปุสสะ ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้
เสมอ พระผู้นำเลิศของโลก.
แม้พระองค์ ก็ทรงกำจัดความมืดทุกอย่าง ทรง
สางรกชัฏขนาดใหญ่ เมื่อทรงยังโลกทั้งเทวโลกให้อิ่ม
ก็ทรงหลั่งน้ำอมฤตให้ตกลงมา.
เมื่อพระปุสสพุทธเจ้า ทรงประกาศพระธรรม-
จักรในสมัยนักขัตมงคล อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่
สัตว์แปดล้าน.
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่สัตว์เก้าล้าน อภิสมัย-
ครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์แปดล้าน.
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
ประชุมพระสาวกหกล้าน เป็นสันนิบาตครั้ง
ที่ ๑ ประชุมพระสาวกห้าล้าน เป็นสันนิบาตครั้ง
ที่ ๒.
ประชุมพระสาวก ผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น ผู้
ขาดปฏิสนธิแล้วสี่ล้าน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
หน้า 579
ข้อ 19
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์ นามว่า พระเจ้าวิชิตะ
(วิชิตาวี) ละราชสมบัติใหญ่ บวชในสำนักของพระ-
องค์.
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้นำเลิศแห่งโลกพระองค์นั้น
ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบสองกัปนับแต่กัปนี้ไป ท่าน
ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิล-
พัสดุ์อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาล-
นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเสด็จเข้า
ไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงทำประทัก-
ษิณโพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคน
โพธิพฤกษ์ ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนางมายา
พระชนก พระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จัก
มีพระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวกชื่อว่า พระโกลิตะ และ พระ
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
หน้า 580
ข้อ 19
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะ จัก
บำรุงพระชินเจ้าพระองค์นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และพระ
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นอัสสัตถะ.
จักมีอัครอุปัฏฐาก ซึ่งจิตตะ และ หัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อ นันทมาตา และ อุตตรา พระ-
โคดม ผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ ของ
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
แล้ว ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนา ของพระ-
โลกนาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จัก
อยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัยและนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทุกอย่าง ยังพระศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้
งาม.
หน้า 581
ข้อ 19
เราอยู่อย่างไม่ประมาทในพระศาสนานั้น เจริญ
พรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งในอภิญญา ก็ไปสู่พรหม-
โลก.
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่อกาสิกะ พระชนก พระนามว่า พระเจ้า
ชัยเสน พระชนนีพระนามว่า พระนางสิริมา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี มี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า ครุฬะ หังสะ สุวัณณ-
ดารา.
มีพระสนมนารี สามหมื่นสามพันนาง พระอัคร
มเหสีพระนามว่า พระนางกีสาโคตมี พระโอรสพระ
นามว่า อานันทะ.
พระผู้เป็นยอดบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน.
พระมหาวีรปุสสพุทธเจ้า ผู้นำเลิศแห่งโลก
ผู้สูงสุดในนรชน อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว
ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่ามิคทายวัน.
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ
อัครสาวกชื่อว่า พระสุรักขิตะ และ พระธัมมเสนะ
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระสภิยะ.
มีพระอัครสาวิกาชื่อพระจาลา และพระอุปจาลา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นอามลกะ.
หน้า 582
ข้อ 19
มีอัครอุปัฏฐาก ซึ่งว่าธนัญชยะ และวิสาขะ อัคร
อุปัฏฐายิกาชื่อว่า ปทุมา และสิรินาคา.
พระมหามุนีพระองค์นั้น สูง ๕๘ ศอก ทรงงาม
เหมือนดวงอาทิตย์ เต็มเหมือนดวงจันทร์.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระปุสส-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
จึงทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระศาสดาแม้พระองค์นั้น ทรงสั่งสอนสัตว์
เป็นอันมาก ยังชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ พระองค์
ทั้งพระสาวก มีพระยศที่ไม่มีใครเทียบ ก็ยังปริ-
นิพพาน.
พระศาสดา ชินวรปุสสพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหารเสนาราม พระบรมสารีริกธาตุ
ก็แผ่กระจายไปเป็นส่วน ๆ ในประเทศนั้นๆ.
จบวงศ์พระปุสสพุทธเจ้าที่ ๑๘
หน้า 583
ข้อ 19
พรรณนาวงศ์พระปุสสพุทธเจ้าที่ ๑๘
ภายหลังต่อมาจากสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าติสสะพระองค์นั้น เมื่อ
มนุษย์ทั้งหลาย เสื่อมลงโดยลำดับและเจริญขึ้นอีก จนมีอายุมากหาประมาณ
ไม่ได้ แล้วก็เสื่อมลงโดยลำดับ จนมีอายุได้เก้าหมื่นปี ในกัปนั้นนั่นเอง พระ-
ศาสดาพระนามว่า ปุสสะ ก็อุบัติขึ้นในโลก พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์
นั้น ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็
ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนางสิริมาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้า
ชัยเสนะ กรุงกาสี ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ
สิริมาราชอุทยาน พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ได้ยินว่า ทรง
มีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่า ครุฬปักขะ หังสะ และ สุวรรณภาระ. ปรากฏพระ
สนมกำนัลสามหมื่นนาง มี พระนางกีสาโคตมี เป็นประมุข
เมื่อพระโอรสพระนามว่า อนูปมะ ของ พระนางกีสาโคตมี ทรง
สมภพ พระมหาบุรุษทรงเห็นนิมิต ๔ ก็ขึ้นทรงช้างพระที่นั่งที่ประดับแล้ว
เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ทรงผนวช ชนโกฏิหนึ่งออกบวชตามเสด็จ พระองค์
อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน แต่นั้น ก็ทรงละ
หมู่ ทรงเพิ่มความประพฤติแต่ลำพังพระองค์อยู่ ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าว
มธุปายาสที่ นางสิริวัฑฒา ธิดาของเศรษฐีผู้หนึ่ง ณ นครแห่งหนึ่งถวาย
ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ ป่า สีสปาวัน เวลาเย็น ทรงรับหญ้า ๘ กำที่อุบาสก
ชื่อ สิริวัฑฒะ ถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อ อามลกะคือ ต้นมะขาม
ป้อม ทรงกำจัดกองกำลังมาร พร้อมทั้งตัวมาร บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ยับยั้งอยู่ใกล้ต้นโพธิ์พฤกษ์ ๗ วัน ทรงเห็นภิกษุโกฏิหนึ่งซึ่งบวชกับพระองค์
หน้า 584
ข้อ 19
เป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมได้จึงเสด็จไปทางอากาศ ลงที่อิสิปตนะมิคทายวัน
สังกัสสนคร ทรงประกาศพระธรรมจักร ท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น ครั้งนั้น
อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง ได้มีพระศาสดาพระนาม
ว่า ปุสสะ ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เปรียบ เสมอด้วยพระ-
พุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้นำเลิศของโลก.
แม้พระองค์ ทรงกำจัดความมืดทั้งหมดแล้วทรง
สางรกชัฏขนาดใหญ่ เมื่อทรงยังโลกทั้งเทวโลกให้อิ่ม
ทรงหลั่งน้ำอมฤตให้ตกลงมา.
เมื่อพระปุสสพุทธเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักร
ในสมัยนักขัตมงคล อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่สัตว์
แสนโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ ความว่า
ในกัปใด มีพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ ๒ พระองค์ กัปนั้นเราเรียกมาแต่หนหลังว่า
มัณฑกัป. บทว่า วิชเฏตฺวา ได้แก่ แก้. คำว่า ชฏา ในคำว่า มหาชฏํ
นี้ เป็นชื่อของตัณหา ท่านกล่าวว่า จริงอยู่ตัณหานั้น ชื่อว่า ชฏา เพราะ
เป็นเหมือนชัฏ กล่าวคือขนมร่างแหที่ร้อยด้วยกลุ่มด้าย เพราะเกิดบ่อยๆ ร้อย
ไว้ด้วยตัณหา เบื้องล่างเบื้องบนในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ซึ่งรกชัฏ
ขนาดใหญ่นั้น. บทว่า สเทวกํ ได้แก่ โลกทั้งเทวโลก. บทว่า อภิวสฺสิ
แปลว่า ให้ตกลงมาแล้ว. บทว่า อมตมฺพุนา ความว่า เมื่อให้อิ่ม จึงหลั่ง
น้ำคือธรรมกถา กล่าวคืออมตธรรม ให้ตกลงมา.
หน้า 585
ข้อ 19
ครั้ง พระเจ้าสิริวัฑฒะ กรุงพาราณสี ทรงละกองโภคสมบัติ
ใหญ่ ทรงผนวชเป็นดาบส ได้มีดาบสที่บวชกับพระองค์จำนวนเก้าล้าน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดดาบสเหล่านั้น ครั้งนั้น อภิสมัยครั้ง
ที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าล้าน ส่วนครั้งทรงแสดงธรรมโปรดอนุปมกุมาร พระ
โอรสของพระองค์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดล้าน. ด้วยเหตุ
นั้น จึงตรัสว่า
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าล้าน อภิสมัย
ครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดล้าน.
แต่นั้น สมัยต่อมา พระสุรักขิตะราชโอรส และธัมมเสนกุมาร บุตร
ปุโรหิต ณ กัณณกุชชนคร เมื่อพระปุสสสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จถึงนครของตน
ก็ออกไปรับเสด็จพร้อมด้วยบุรุษหกล้าน ถวายบังคมแล้วนิมนต์ถวายมหาทาน
๗ วัน สดับธรรมกถาของพระทศพลแล้วเลื่อมใส พร้อมกับบริวารก็พากันบวช
แล้วบรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ท่าม
กลางภิกษุหกล้านเหล่านั้น นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๑. ต่อมาอีก พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงแสดงพุทธวงศ์ ในสมาคมพระญาติประมาณหกสิบ ของ
พระเจ้าชัยเสน กรุงกาสี ชนห้าล้านฟังพุทธวงศ์นั้น พากันบวชด้วย
เอหิภิกขุบรรพชา แล้วบรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอยู่ในท่ามกลาง
ภิกษุเหล่านั้น ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง. นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๒.
ต่อมาอีก บุรุษสี่ล้านฟังมงคลกถาในมหามงคลสมาคมพากันบวชแล้ว บรรลุ
พระอรหัต พระสุคตเสด็จอยู่ในท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น ทรงยกปาติโมกข์ขึ้น
แสดง นั้น เป็น สันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 586
ข้อ 19
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
ประชุมพระสาวกหนึ่งล้าน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑
ประชุมพระสาวกห้าล้าน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
ประชุมพระสาวก ผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น ผู้
ขาดปฏิสนธิแล้วสี่ล้าน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา ทรงเป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้า
วิชิตาวี นครอรินทมะ ทรงสดับธรรมของพระปุสสพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรง
เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายมหาทานแด่พระองค์ ทรงละราชสมบัติ
ใหญ่ทรงผนวชในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเรียนพระไตรปิฎกทรงพระ
ไตรปิฏก ตรัสธรรมกถาแก่มหาชน และทรงบำเพ็ญศีลบารมี พระปุสส-
พุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า วิชิตาวี ละราช-
สมบัติใหญ่ บวชในสำนักของพระองค์.
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้นำเลิศแห่งโลกพระองค์นั้น
ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบสองกัปนัปแต่กัปนี้ ท่านผู้
นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ เพื่อบำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
หน้า 587
ข้อ 19
เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ-
ศาสน์ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้
งาม.
เราอยู่อย่างไม่ประมาท ในพระศาสนานั้นเจริญ
พรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งแห่งอภิญญาก็ไปสู่พรหม-
โลก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่ากาสี พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าชัยเสน พระชนนีพระนามว่า พระนางสิริมา คู่พระ
อัครสาวกชื่อว่า พระสุรักขิตะ และ พระธัมมเสนะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า
พระสภิยะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระจาลา และ พระอุปจาลา โพธิ-
พฤกษ์ชื่อว่า อามลกะ คือต้นมะขามป้อม พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุ
เก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางกีสาโคตมี พระโอรสพระนาม
ว่า พระอนุปมะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระปุสสพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระนคร
ชื่อกาสี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าชัยเสน พระชนนี
พระนามว่า พระนางสิริมา ฯ ล ฯ โพธิพฤกษ์ของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่าอามัณฑะ ต้น
มะขามป้อม ฯ ล ฯ .
พระมุนีแม้พระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก งามเหมือน
ดวงอาทิตย์ เต็มเหมือนดวงจันทร์.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระปุสส-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงพระชนม์ถึงเพียงนั้น จึง
ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
หน้า 588
ข้อ 19
พระศาสดา แม้พระองค์นั้น ทรงสั่งสอนสัตว์
เป็นอันมาก ให้ชนเป็นอันมากข้ามโอฆะ พระองค์ทั้ง
พระสาวก มีพระยศที่ไม่มีผู้เทียบ ก็ยังปรินิพพาน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามณฺโฑ๑ แปลว่า ต้นมะขามป้อม.
บทว่า โอวทิตฺวา ได้แก่ ให้โอวาท อธิบายว่า พร่ำสอน. บทว่า โสปิ
สตฺถา อตุลยโส ความว่า พระศาสดา ผู้มีพระยศที่ชั่งมิได้ แม้
พระองค์นั้น. ปาฐะว่า โส ชหิตฺวา อมิตยโส ดังนี้ก็มี ปาฐะนั้น มี
ความว่า พระองค์จำต้องละคุณวิเศษดังกล่าวแล้วทุกอย่าง.
ได้ยินว่า พระปุสสสัมมาสัมพุทธเจ้า ดับขันธปรินิพพาน ณ พระ
วิหารเสนาราม กรุงกุสินารา ได้ยินว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์
แผ่กระจายไป. ในคาถาที่เหลือทุกแห่งชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระปุสสพุทธเจ้า
๑. บาลีเป็น อามลโก
หน้า 589
ข้อ 20
๑๙. วงศ์พระวิปัสสีพุทธเจ้า ๑๙
ว่าด้วยพระประวัติของพระวิปัสสีพุทธเจ้า
[๒๐] ต่อจากสมัยของพระปุสสพุทธเจ้า พระ-
สัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สอง
เท้า พระผู้มีจักษุ ก็ทรงอุบัติขึ้นในโลก.
ทรงทำลาย กะเปาะไข่คืออวิชชา๑ บรรลุพระสัม-
โพธิญาณ เสด็จไปกรุงพันธุมดี เพื่อประกาศพระ
ธรรมจักร.
พระผู้นำ ทรงยังพระโอรส และ บุตรปุโรหิตทั้ง
สองให้ตรัสรู้ อภิสมัยครั้งที่ ๑ กล่าวไม่ได้ถึงจำนวน
ผู้ตรัสรู้ธรรม.
ต่อมาอีก พระผู้มีพระยศหาประมาณมิได้ ทรง
ประกาศสัจจะ ณ เขมมิคทายวันนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒
ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน.
บุรุษแปดหมื่นสี่พัน บวชตามเสด็จพระสัมพุทธ-
เจ้า พระผู้มีพระจักษุทรงแสดงธรรมโปรดบรรพชิต
เหล่านั้นที่มาถึงพระอาราม.
บรรพชิตแม้เหล่านั้น ฟังธรรมของพระองค์ ซึ่ง
ตรัสประทานโดยอาการทั้งปวง ก็บรรลุธรรมอัน
ประเสริฐ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่บรรพชิตเหล่านั้น.
๑. อรรถกถาว่า อวิชชาทั้งปวง
หน้า 590
ข้อ 20
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
สันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
ประชุมพระสาวกแสนแปดหมื่นหกพัน เป็นสัน-
นิบาต ครั้งที่ ๑ ประชุมพระสาวกแสนหนึ่งเป็นสันนิ-
บาตครั้งที่ ๒.
ประชุมพระสาวกแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่
๓ พระสัมพุทธเจ้าทรงรุ่งโรจน์อยู่ท่ามกลางหมู่ภิกษุ ณ
เขมมิคทายวันนั้น.
สมัยนั้น เราเป็นพญานาค ชื่อว่าอตุละ มีฤทธิ์มาก
มีบุญ ทรงรัศมีรุ่งโรจน์ แวดล้อมด้วยนาคหลายโกฏิ
บรรเลงดนตรีทิพย์ เข้าไปเฝ้าพระผู้เจริญที่สุดในโลก.
ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ก็นิมนต์พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์
ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบเอ็ดกัปนัปแต่กัปนี้ ท่านผู้
นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาสแล้ว เสด็จเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญ-
ชรา.
หน้า 591
ข้อ 20
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ เข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่ออัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนางมายา
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุโธทนะ ท่านผู้นี้จักมี
พระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และ พระ
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้ง
มั่น พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าผู้นี้.
จักมีอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และ พระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และ หัตถะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และ อุตตรา พระ-
โคดมผู้มีพระยศพระองค์นั้น มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ก็ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หน้า 592
ข้อ 20
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็โห่ร้อง ปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราพลาดพระศาสนาของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้น.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีจิตเลื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
๑๐ ให้บริบูรณ์.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนคร ชื่อว่าพันธุมดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
พันธุมะ พระชนนีพระนามว่า พระนางพันธุมดี.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่แปดพันปี มี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลังชื่อว่า นันทะ สุนันทะ และ
สิริมา มีพระสนมกำนัลที่แต่งกายงามสี่หมื่นสามพันนาง
มีพระอัครมเหสีพระนามว่า พระนางสุทัสสนา [สุตนู]
มีพระโอรสพระนามว่า พระสมวัฏฏขันธะ.
หน้า 593
ข้อ 20
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงออกอภิ-
เนษกรมณ์ด้วยยานคือรถ ทรงตั้งความเพียร ๘ เดือน
เต็ม.
พระมหาวีระ วิปัสสี ผู้นำโลก สูงสุดในนรชน
อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระ
ธรรมจักร ณ มิคทายวัน .
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระอัครสาวกชื่อว่า พระขัณฑะ และ พระติสสะ พระ
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอโสกะ.
มีพระอัครสาวิกาชื่อว่าพระจันทา และ พระจันท-
มิตตา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นปากลี.
มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่า ปุนัพพสุมิตตะ และนาคะ
มีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อ สิริมา และอุตตรา.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้นำโลก สูง ๘๐ ศอก
พระรัศมีของพระองค์แผ่ซ่านไปโดยรอบ ๗ โยชน์.
ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี พระพุทธเจ้า
มีพระชนม์ยืนตลอดกาลเท่านั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็น
อันมากให้ข้ามโอฆะ.
ทรงเปลื้องเทวดาและมนุษย์จากเครื่องผูก และ
ทรงบอกปุถุชนนอกนั้นถึงทางและมิใช่ทาง.
หน้า 594
ข้อ 20
พระองค์ทั้งพระสาวก ครั้นแสดงแสงสว่างแล้ว
จึงทรงแสดงอมตบท รุ่งเรืองแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
เหมือนกองไฟลุกโพลงแล้วดับฉะนั้น.
พระวรฤทธิ์อันเลิศ พระบุญญาธิการอันประเสริฐ
พระวรลักษณ์อันบานเต็มที่แล้ว ทั้งสิ้นนั้น ก็อันตรธาน
ไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้เลิศในนรชน ทรงเป็นวีร-
บุรุษเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารสุมิตตาราม
พระวรสถูปของพระองค์ ณ พระวิหารนั้น สูง ๗ โยชน์.
จบวงศ์พระวิปัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๙
หน้า 595
ข้อ 20
พรรณนาวงศ์พระวิปัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๙
ภายหลังต่อมาจากสมัยของ พระปุสสพุทธเจ้า กัปนั้นพร้อมทั้ง
อันตรกัปล่วงไป ในเก้าสิบเอ็ดกัปนัปแต่กัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่า
วิปัสสี ผู้เห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง ทรงทราบกัปทั้งปวง ทรงมีความดำริยินดี
แต่ประโยชน์ของสัตว์อื่น อุบัติขึ้นในโลก. พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย
และบังเกิดในภพสวรรค์ชั้นดุสิตอันเป็นที่รุ่งโรจน์ด้วยแสงซ่านแห่งรัตนะมณี
เป็นอันมาก จุติจากนั้นแล้ว ก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระนาง
พันธุมดี อัครมเหสีของ พระเจ้าพันธุมะ ผู้มีพระญาติมาก กรุงพันธุมดี
ถ้วนกำหนดทศมาส พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ เขมมิค-
ทายวัน เหมือนดวงจันทร์เพ็ญออกจากกลีบเมฆสีเขียวคราม ในวันรับพระ-
นามของพระองค์โหรผู้ทำนายลักษณะ และพระประยูรญาติทั้งหลาย แลเห็น
พระองค์หมดจด เพราะเว้นจากความมืดที่เกิดจากกระพริบตา ในระหว่างๆ ทั้ง
กลางวันทั้งกลางคืน จึงเฉลิมพระนามว่า วิปัสสี เพราะเห็นได้ด้วยตาที่เปิดแล้ว
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า หรือพระนามว่า วิปัสสี เพราะพึงวิจัยค้นหาย่อมเห็น
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่แปดพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลังชื่อว่า นันทะ
สุนันทะและสิริมา มีพระสนมกำนัลแสนสองหมื่นนาง มีพระนางสุทัสสนาเทวี
เป็นประมุข. พระนางสุทัสสนา เรียกกันว่า พระนางสุตนู ก็มี.
ล่วงไปแปดพันปี เมื่อพระโอรสของพระนางสุตนูเทวี พระนามว่า
ทรงสมภพ พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จออกมหาภิเนษ-
กรมณ์ ด้วยรถเทียมม้า ทรงผนวช บุรุษแปดหมื่นสี่พันคน ออกบวชตาม
เสด็จ พระมหาบุรุษนั้นอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘
หน้า 596
ข้อ 20
เดือน ในวันวิสาขบูรณมีเสวยข้าวมธุปายาส ที่ ธิดาสุทัสสนเศรษฐี ถวาย
ทรงพักกลางวัน ณ สาลวัน ที่ประดับด้วยดอกไม้ ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่คน
เฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อ สุชาตะ ถวาย ทรงเห็นโพธิพฤกษ์ชื่อว่า ปาฏลี คือต้น
แคฝอย ที่ออกดอก จึงเสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์นั้น ทางทิศทักษิณ วันนั้น
ลำต้นอันเกลากกลมของต้นปาฏลีนั้น ชะลูดขึ้นไป ๕๐ ศอก กิ่ง ๕๐ ศอก สูง
๑๐๐ ศอก วันนั้นนั่นเอง ต้นปาฏลีนั้น ออกดอกดารดาษไปหมดทั้งต้น เริ่มแต่
โคนต้นดอกทั้งหลายมีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง เหมือนผูกไว้เป็นช่อ มิใช่ปาฏลีต้นนี้
ต้นเดียวเท่านั้น ที่ออกดอกในเวลานั้น ต้นปาฏลีทั้งหมดในหมื่นจักรวาล ก็
ออกดอกด้วย มิใช่ต้นปาฏลีอย่างเดียวเท่านั้น แม้ไม้ต้นไม้กอและไม้เถาทั้ง
หลายในหมื่นจักรวาลก็ออกดอกบาน. แม้มหาสมุทร ก็ดารดาษไปด้วยปทุม
บัวสาย อุบล และโกมุท ๕ สี มีน้ำเย็นอร่อย ระหว่างหมื่นจักรวาลทั้งหมด
ก็เกลื่อนกล่นไปด้วยธงและมาลัย พื้นแผ่นธรณีอักตกแต่งด้วยดอกไม้กลิ่นหอม
นานาชนิด ก็เกลื่อนกล่นด้วยพวงมาลัย มืดมัวไปด้วยจุรณแห่งธูป พระองค์
เสด็จเข้าไปยังต้นปาฏลีนั้น ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๓ ศอก ทรงอธิษฐาน
ความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ประทับนั่ง ทำปฏิญาณว่า ยังไม่เป็นพระพุทธ-
เจ้าเพียงใด ก็จะไม่ยอมลุกจากที่นี้เพียงนั้น ครั้นประทับนั่งอย่างนี้แล้ว ทรง
กำจัดกองกำลังมาร พร้อมทั้งตัวมาร ทรงทำมรรคญาณ ๔ โดยลำดับมรรค
ผลญาณ ๔ ในลำดับต่อจากมรรค ปฏิสัมภิทา ๔ จตุโยนิปริจเฉทกญาณ
ญาณเครื่องกำหนดรู้คติ ๕ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธ
คุณทั้งสิ้นไว้ในพระหัตถ์ ทรงมีความดำริบริบูรณ์ ประทับนั่งเหนือโพธิบัลลังก์
นั่นเอง ทรงเปล่งพระอุทานอย่างนี้ว่า
หน้า 597
ข้อ 20
อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.
อโยฆนหตสฺเสว ชลโต ชาตเวทโส
อนุปุพฺพูปสนฺตสฺส ยถา น ายเต คติ.
ใครๆ ย่อมไม่รู้คติ ความไปของดวงไฟ ที่ลุก
โพลง ถูกฟาดด้วยค้อนเหล็ก แล้วสงบลงโดยลำดับ
ฉันใด.
เอวํ สมฺมา วิมุตฺตานํ กามพนฺโธฆตารินํ
ปญฺาเปตุํ คตี นตฺถิ ปตฺตานํ อจลํ สุขํ.
ไม่มีใครจะล่วงรู้คติความไป ของท่านผู้หลุดพ้น
โดยชอบ ผู้ข้ามพันธะและโอฆะ คือกาม ผู้ถึงสุขอัน
ไม่หวั่นไหวได้ก็ฉันนั้น.
ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ใกล้โพธิพฤกษ์นั่นเอง ทรงรับอาราธนาของท้าว
มหาพรหม ทรงตรวจดูอุปนิสสัยสมบัติ ของ พระขัณฑกุมาร กนิษฐภาดา
ต่างพระมารดาของพระองค์ และ ติสสกุมาร บุตรปุโรหิต เสด็จไปทาง
อากาศ ลงที่ เขมมิคทายวัน ทรงใช้พนักงานเฝ้าอุทยานไปเรียกท่านทั้งสอง
นั้นมาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ท่ามกลางบริวารเหล่านั้น ครั้งนั้น
ธรรมาภิสมัยได้แก่เทวดาทั้งหลาย ประมาณมิได้. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระปุสสพุทธเจ้า พระสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า ผู้มี
จักษุ ก็อุบัติขึ้นในโลก.
ทรงทำลาย อวิชชาทั้งหมด๑ บรรลุพระโพธิ-
ญาณอันสูงสุด เสด็จไปยังกรุงพันธุมดี เพื่อประกาศ
พระธรรมจักร.
๑. บาลีว่า อวิชฺชณฺฑํ กะเปาะไข่คืออวิชชา
หน้า 598
ข้อ 20
พระผู้นำ ครั้นทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว
ยังกุมารทั้งสองให้ตรัสรู้แล้ว อภิสมัยครั้งที่ ๑ ไม่จำ
ต้องกล่าวจำนวนผู้บรรลุ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทาเลตฺวา แปลว่า ทำลาย อธิบายว่า
ทำลายความมืดคืออวิชชา. ปาฐะว่า วตฺเตตฺวา จกฺกมาราเม ดังนี้ก็มี
ปาฐะนั้น บทว่า อาราเม ความว่า ณ เขมมิคทายวัน. บทว่า อุโภ โพเธสิ
ได้แก่ ทรงยังกุมารทั้งสองคือ พระขัณฑราชโอรส กนิษฐภาดาของพระองค์
และติสสกุมาร บุตรปุโรหิต ให้ตรัสรู้. บทว่า คณนา น วตฺตพฺโพ
ความว่า ไม่มีการกำหนดจำนวนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยอภิสมัย.
สมัยต่อมา ทรงยังภิกษุแปดหมื่นสี่พัน ซึ่งบวชตามพระขัณฑราช-
โอรส และติสสกุมารบุตรปุโรหิตให้ดื่มอมฤตธรรม นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อมาอีก พระผู้มีพระยศประมาณมิได้ ทรง
ประกาศสัจจะ ณ เขมมิคทายวันนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒
ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ เขมมิคทายวัน ใน
คำว่า จตุราสีติสหสฺสานิ สมฺพุทฺธมนุปพฺพชุํ นี้ บุรุษที่นับได้แปด
หมื่นสี่พัน เหล่านี้ ก็คือพวกบุรุษที่รับใช้พระวิปัสสีกุมารนั่นเอง บุรุษเหล่า
นั้นไปยังที่รับใช้พระวิปัสสีกุมารแต่เช้า ไม่เห็นพระกุมาร ก็กลับไปเพื่อกิน
หน้า 599
ข้อ 20
อาหารเช้า กินอาหารเข้าแล้ว ถามกันว่า พระกุมารอยู่ไหน แต่นั้น ได้ฟัง
ข่าวว่า เสด็จไปยังที่ราชอุทยาน จึงพากันออกไปด้วยหวังว่าจักพบพระองค์ ณ
ที่ราชอุทยานนั้น เห็นสารถีของพระองค์กลับมา ฟังว่าพระราชกุมารทรงผนวช
แล้ว ก็เปลื้องอาภรณ์ทั้งหมดในที่ฟังข่าวนั่นเอง ให้นำผ้ากาสายะมาจากภายใน
ตลาด ปลงผมและหนวดพากันบวช บุรุษเหล่านั้น ครั้นบวชแล้ว ก็พา
กันไปแวดล้อมพระมหาบุรุษ.
แต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ทรงพระดำริว่า เราเมื่อจะบำเพ็ญความ
เพียร ยังคลุกคลีอยู่ ข้อนี้ไม่สมควร คนเหล่านี้ แต่ก่อน เป็นคฤหัสถ์ก็พากัน
มาแวดล้อมเราอย่างนั้น ประโยชน์อะไรด้วยคนหมู่นี้ ทรงระอาในการคลุกคลี
ด้วยหมู่ ทรงพระดำริว่าจะไปเสียวันนี้แหละ ทรงพระดำริอีกว่า วันนี้ยังไม่
ใช่เวลา ถ้าเราจักไปในวันนี้ คนเหล่านั้นจักรู้กันหมด พรุ่งนี้จึงจักไป ในวัน
นั้นนั่นเอง มนุษย์ชาวบ้าน ในบ้านตำบลหนึ่ง เช่นเดียวกับอุรุเวลคาม ได้
จัดแจงข้าวมธุปายาสอย่างเดียว เพื่อบรรพชิตแปดหมื่นสี่พันเหล่านั้น และ พระ-
มหาบุรุษ. ในวันรุ่งขึ้น เป็นวันวิสาขบูรณมี พระวิปัสสีมหาบุรุษ เสวยภัตตาหาร
กับชนที่บวชเหล่านั้นในวันนั้นแล้ว ก็เสด็จไปยังสถานที่ประทับอยู่ ณ ที่นั้น
บรรพชิตเหล่านั้น แสดงวัตรปฏิบัติแด่พระมหาบุรุษแล้ว ก็พากันเข้าไปยัง
สถานที่อยู่กลางคืนและที่พักกลางวันของตนๆ.
แม้พระโพธิสัตว์ ก็เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลา ประทับนั่งทรงพระดำริ
ว่า นี้เป็นเวลาเหมาะที่จะออกไปได้ จึงเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ทรงปิดประตู
บรรณศาลา เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังโพธิมัณฑสถาน นัยว่า บรรพชิตเหล่า
นั้น เวลาเย็นก็พากันไปยังที่ปรนนิบัติพระโพธิสัตว์ นั่งล้อมบรรณศาลา กล่าว
ว่า วิกาลมืดค่ำแล้ว ตรวจกันดูเถิด จึงเปิดประตูบรรณศาลาก็ไม่พบพระองค์
หน้า 600
ข้อ 20
คิดกันว่า พระมหาบุรุษเสด็จไปไหนหนอ ยังไม่พากันติดตาม คิดแต่ว่า
พระมหาบุรุษ เห็นทีจะเบื่อการอยู่เป็นหมู่ ประสงค์จะอยู่แต่ลำพัง เราจะพบ
พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงพากันออกจาริกมุ่งหน้าไปภายในชมพูทวีป
ลำดับนั้น บรรพชิตเหล่านั้นฟังข่าวว่า เขาว่า พระวิปัสสีถึงความเป็นพระพุทธ
เจ้าแล้ว ประกาศพระธรรมจักร จึงประชุมกันที่เขมมิคทายวัน กรุงพันธุมดี
ราชธานี โดยลำดับ. แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงธรรมโปรด
บรรพชิตเหล่านั้น ครั้งนั้นธรรมภิสมัย ได้มีแก่ภิกษุแปดหมื่นสี่พัน นั้นเป็น
อภิสมัยครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
บุรุษแปดหมื่นสี่พัน บวชตามเสด็จพระวิปัสสี
สัมพุทธเจ้า พระผู้มีจักษุทรงแสดงธรรมโปรดบรรพ-
ชิตเหล่านั้นซึ่งมาถึงอาราม.
บรรพชิตแม้เหล่านั้น ฟังธรรมของพระองค์ ซึ่ง
ตรัสประทาน โดยอาการทั้งปวง ก็บรรลุธรรมอัน
ประเสริฐ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่บรรพชิตเหล่า-
นั้น.
แก้อรรถ
ในคำว่า จตุราสีติสหสฺสานิ สมฺพุทฺธํ อนุปพฺพชุํ นี้ ในคาถา
นั้น พึงทราบว่า ท่านทำเป็นทุติยาวิภัตติว่า สมฺพุทฺธํ โดยประกอบนิคคหิต
ไว้ ความว่า บวชภายหลังพระสัมพุทธเจ้า พึงถือลักษณะตามศัพทศาสตร์
ปาฐะว่า ตตฺถ อารามปตฺตานํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ภาสโต แปลว่า ตรัสอยู่.
บทว่า อุปนิสาทิโน ความว่า ผู้เสด็จไปประทานธรรมทานถามอุปนิสสัย !
เตปิ ได้แก่ บรรพชิตนับได้แปดหมื่นสี่พันเหล่านั้น เป็นผู้รับใช้พระวิปัสสี
หน้า 601
ข้อ 20
สัมพุทธเจ้า. บทว่า คนฺตฺวา ได้แก่ รู้ธรรมของพระองค์. อภิสมัยครั้งที่ ๓
ได้มีแก่บรรพชิตเหล่านั้น ด้วยประการอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี
ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุแสนแปดหมื่นหกพัน ซึ่งบวชตามพระวิปัสสีสัมพุทธ
เจ้า และพระอัครสาวก ณ เขมมิคทายวัน ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ดังนี้ว่า
ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
น สมโณ โหติ ปรํ วิเหยนฺโต.
พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัส ตีติกขาขันติว่า เป็น
ตบะอย่างยิ่ง ตรัสนิพพานว่าเป็นบรมธรรม ผู้ยังทำร้าย
ผู้อื่นหาเป็นบรรพชิตไม่ ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ หา
เป็นสมณะไม่.
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ.
การไม่ทำบาปทั้งปวง การยังกุศลให้ถึงพร้อม
การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ.
การไม่ว่าร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมใน
พระปาติโมกข์ [คำสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน] ความรู้
หน้า 602
ข้อ 20
จักประมาณในภัตตาหาร ที่นอนที่นั่งอันสงัด และ
การประกอบความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
พึงทราบว่า คาถาปาติโมกขุทเทศเหล่านี้ เป็นของพระพุทธเจ้าทุก
พระองค์ นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๑ ต่อมาอีก สันนิบาตครั้งที่ ๒
ได้มีแก่ภิกษุแสนหนึ่ง ซึ่งเห็นยมกปาฏิหาริย์แล้วบวช. ครั้งพระกนิษฐภาดา ๓
พระองค์ต่างพระมารดา ของพระวิปัสสีพุทธเจ้า ปราบปัจจันตประเทศให้สงบ
แล้วได้รับพระราชทานพร ด้วยการทำการบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้า นำเสด็จมาสู่
พระนครของพระองค์บำรุง ทรงสดับธรรมของพระพุทธองค์แล้วทรงผนวช
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุแปดล้านเหล่านั้น ทรงยก
ปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ เขมมิคทายวัน นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๓ ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิ-
บาต ประชุมพระสาวกผู้ขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ
คงที่ ๓ ครั้ง.
การประชุม พระสาวกหกล้านแปดเเสน เป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๑ การประชุมพระสาวกหนึ่งแสนเป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒.
การประชุม พระภิกษุสาวกแปดหมื่น เป็นสัน-
นิบาต ครั้งที่ ๓ พระสัมพุทธเจ้า ทรงรุ่งโรจน์ ท่าม
กลางหมู่ภิกษุ ณ เขมมิคทายวันนั้น.
หน้า 603
ข้อ 20
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺสฏฺิสตสหสฺสานํ ความว่า
ภิกษุหกล้านแปดแสน. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ เขมมิคทายวันนั้น. บทว่า
ภิกฺขุคณมชฺเฌ แปลว่า ท่ามกลางหมู่ภิกษุ. ปาฐะว่า ตสฺส ภิกฺขุคณมชฺเฌ
ดังนี้ก็มี. ความว่า ท่ามกลางหมู่ภิกษุนั้น.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระยานาคชื่อ อตุละ มีฤทธา-
นุภาพมาก มีนาคหลายแสนโกฏิเป็นบริวาร สร้างมณฑปอันสำเร็จด้วยรัตนะ
๗ เป็นส่วนอันมั่นคงผ่องแผ้วที่น่าดู เช่นเดียวกับดวงจันทร์ เพื่อทำสักการะ
แด่พระทศพล ผู้มีกำลังและศีลที่ไม่มีผู้เสมอ มีพระหฤทัย เยือกเย็นด้วยพระ-
กรุณา พร้อมทั้งบริวาร นิมนต์ให้ประทับนั่ง ณ มณฑปนั้น ถวายมหาทาน
อันเหมาะแก่สมบัติทิพย์ ๗ วัน ได้ถวายตั่งทอง ขจิตด้วยรัตนะ ๗ อันรุ่งเรือง
ด้วยประกายโชติช่วงแห่งมณีต่างๆ สมควรยิ่งใหญ่ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้น เวลาจบอนุโมทนา
ปีฐทานว่า เก้าสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ไป ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. ด้วย
เหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นพญานาค ชื่ออตุละ มีฤทธิ์มาก
มีบุญ ทรงรัศมีโชติช่วง.
ครั้งนั้น เราแวดล้อมด้วยนาคหลายโกฏิ บรรเลง
ทิพดนตรี เข้าไปเฝ้าพระผู้เจริญที่สุดในโลก.
ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ก็นิมนต์พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า
ผู้นำโลก ได้ถวายตั่งทอง อันขจิตด้วยรัตนะคือแก้วมณี
และแก้วมุกดา ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง แด่พระผู้
เป็นพระธรรมราชา.
หน้า 604
ข้อ 20
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม
กลางสงฆ์ ก็ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบเอ็ดกัปนับแต่
กัปนี้ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาสแล้วเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ เข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อว่า อัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระ-
องค์ทรงพระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระอานันทะ จักบำรุงพระ
ชินเจ้าผู้นี้.
จักมีอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมา และพระอุบล-
วรรณาผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น
โพธพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า อัสสัตถะ ฯ ล ฯ.
หน้า 605
ข้อ 20
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีจิตเสื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
๑๐ ให้บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺวนฺโต แปลว่า ผู้มีบุญ อธิบายว่า
ผู้มีกองบุญอันสั่งสมไว้แล้ว. บทว่า ชุตินฺธฺโร ได้แก่ ประกอบด้วยรัศมี.
บทว่า เนกานํ นาคโกฏีนํ ก็คือ อเนกาหิ นาคโกฏีหิ พึงเห็นฉัฏฐี
วิภัตติ ใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ. บทว่า ปริวาเรตฺวา ได้แก่ แวดล้อมพระผู้มี
พระภาคเจ้า. ทรงแสดงพระองค์ ด้วยคำว่า อหํ. บทว่า วชฺชนฺโต
ได้แก่ บรรเลงประโคม. บทว่า มณีมุตฺตรตนขจิตํ ความว่า ขจิตด้วย
รัตนะต่างชนิดมีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น. บทว่า สพฺพาภรณวิภูสิตํ
ความว่าประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ที่สำเร็จด้วยรัตนะเช่น รูปสัตว์ร้ายเป็นต้น .
บทว่า สุวณฺณปีํ ได้แก่ ตั่งที่สำเร็จด้วยทอง. บทว่า อทาสหํ ตัด
บทเป็น อทาสึ อหํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสีพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่า พันธุมดี
พระชนก พระนามว่า พระเจ้าพันธุมา พระชนนีพระนามว่า พระนาง
พันธุมดี คู่พระอัครสาวก็ชื่อว่า พระขัณฑะ และ พระติสสะ พระพุทธ
อุปัฏฐาก ชื่อว่า พระอโสกะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระจันทา และ พระ
จันทมิตตา โพธิพฤกษ์ชื่อว่า ปาฏลี พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระรัศมีแห่ง
พระสรีระแผ่ไป ๗ โยชน์ทุกเวลา พระชนมายุแปดหมื่นปี พระอัครมเหสีของ
พระองค์ พระนามว่า พระนางสุตนู พระโอรสของพระองค์ พระนามว่า
พระสมวัฏฏขันธะ ออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยรถเทียมม้า. ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
หน้า 606
ข้อ 20
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนคร ชื่อพันธุมวดี พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
พันธุมา พระชนนีพระนามว่า พระนางพันธุมดี.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระอัครสาวก ชื่อว่าพระขัณฑะ และ พระติสสะ พระ
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอโสกะ.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระจันทาและ พระจันท-
มิตตา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นปาฏลี.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้นำโลก สูง ๘๐ ศอก
พระรัศมีของพระองค์แล่นไปโดยรอบ ๗ โยชน์.
ในยุคนั้นมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี พระชนมายุ
ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า ทรงเปลื้องเทวดาและมนุษย์
เป็นอันมากจากเครื่องผูก ทรงบอกทางและมิใช่ทาง
กะพวกปุถุชนที่เหลือ.
พระองค์และพระสาวก สำแดงแสงสว่าง ทรง
แสดงอมตบท รุ่งโรจน์แล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน
เหมือนกองไฟโพลงแล้วก็ดับ ฉะนั้น.
พระวรฤทธิ์อันเลิศ พระบุญญาธิการอันประเสริฐ
พระวรลักษณ์อันบานเต็มที่แล้ว ทั้งนั้น ก็อันตรธาน
ไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
หน้า 607
ข้อ 20
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พนฺธนา ความว่า เปลื้องปล่อยซึ่งเทวดา
และมนุษย์จากเครื่องผูกมีกามราคสังโยชน์เป็นต้น. บทว่า มคฺคามคฺคญฺจ
อาจิกฺขิ ความว่า ทรงบอกปุถุชนที่เหลือว่า ทางนี้คือมัชฌิมาปฏิปทาเว้นจาก
อุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ เป็นทางเพื่อบรรลุอมตธรรม การทำตัวให้ลำบาก
เปล่าเป็นต้นนี้มิใช่ทาง. บทว่า อาโลกํ ทสฺสยิตฺวาน ได้แก่ ทรงแสดง
แสงสว่าง คือมรรคญาณ และแสงสว่างคือวิปัสสนาญาณ. บทว่า ลกฺขณญฺจ
กุสุมตํ ความว่า พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า บานแล้ว ประดับแล้ว
ด้วยพระลักษณะอันวิจิตรเป็นต้น. คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่ง ง่ายทั้ง
นั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระวิปัสสีพุทธเจ้า
หน้า 608
ข้อ 21
๒๐. วงศ์พระสิขีพุทธเจ้าที่ ๒๐
ว่าด้วยพระประวัติของพระสิขีพุทธเจ้า
[๒๑] ต่อจากสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า พระ-
ชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สอง
เท้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบ.
ทรงย่ำยีกองทัพมาร ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ
อันสูงสุดแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันเคราะห์
สัตว์ทั้งหลาย.
เมื่อพระสิขีพุทธเจ้าจอมมุนี ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
เมื่อพระผู้ประเสริฐแห่งคณะ สูงสุดในนรชน
ทรงแสดงธรรมอื่นอีก อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์
เก้าหมื่นโกฏิ.
เมื่อพระสุขีพุทธเจ้า ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ใน
โลกทั้งเทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปด
หมื่นโกฏิ.
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิบาต
ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่
๓ ครั้ง.
ประชุมพระสาวกหนึ่งแสน เป็นสันนิบาตครั้งที่
๑ ประชุมพระภิกษุแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
หน้า 609
ข้อ 21
ประชุมพระภิกษุเจ็ดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓
ภิกษุสันนิบาตอันโลกธรรมไม่ซึบซาบ เหมือนปทุม
เกิดเติบโตในน้ำ อันน้ำไม่ซึบซาบ ฉะนั้น.
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า อรินทมะ เลี้ยงดู
พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้อิ่มหนำสำราญ
ด้วยข้าวน้ำ.
เราถวายผ้าอย่างดีเป็นอันมาก ไม่น้อยนับโกฏิ
ผืน ได้ถวายยานคือช้างที่ประดับแล้วแด่พระสัมพุทธ-
เจ้า.
เราชั่งกัปปิยภัณฑ์ ด้วยประมาณเท่ายานคือช้าง
แล้วน้อมถวาย เรายังจิตของเราที่ตั้งมั่นคง ให้เต็ม
ด้วยปีติในทานเป็นนิตย์.
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้นำเลิศแห่งโลก ได้ทรงพยา-
กรณ์เราว่า สามสิบเอ็ดกัปนับแต่นี้ไป จักเป็นพระ
พุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิล-
พัสดุ์อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาล-
นิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไป
ยังแม่น้ำเนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส ที่
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้.
หน้า 610
ข้อ 21
แต่นั้น พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงทำประทัก-
ษิณโพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม จักตรัสรู้ ณ โคน
โพธิพฤกษ์ ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ผู้นี้จัก
ทรงพระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และ พระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะจักบำรุง
พระชินเจ้าผู้นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และพระ-
อุบลวรรณ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้นเรียกว่า ต้นอัสสัตถะ.
จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะอาฬ-
วกะ มีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตา และอุตตรา
พระโคดมผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสของ
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ก็
ปลาบปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
หน้า 611
ข้อ 21
ผิว่า พวกเราพลาดพระศาสนาของพระโลกนาถ
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคต พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ได้ฉันใด.
พวกเราทุกคน ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
๑๐ ให้บริบูรณ์.
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ
นครชื่ออรุณวดี พระชนก พระนามว่า พระเจ้าอรุณ
พระชนนีพระนามว่า พระนางปภาวดี.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เจ็ดพันปี ทรง
มีปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า สุวัฑฒกะ คิริ และ
นารีวาหนะ มีพระสนมกำนัลสองหมื่นสีพันนาง พระ
อัครมเหสีพระนามว่า พระนางสัพพกามา พระโอรส
พระนามว่า อตุละ.
พระผู้เป็นบุรุษสูงสุด ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จ
ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือช้าง ทรงบำเพ็ญเพียร ๘
เดือน.
หน้า 612
ข้อ 21
พระมหาวีระสุขีพุทธเจ้าผู้นำเลิศแห่งโลก ผู้สงบ
ผู้เป็นนระผู้สูงสุด อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว
ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มิคทายวัน.
พระสุขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ
อัครสาวก ชื่อว่าพระอภิภู และพระสัมภวะ มีพระพุทธ
อุปัฏฐาก ชื่อว่า พระเขมังกร.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระมขิลา และ พระ
ปทุมาโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นปุณฑรีกะ (มะม่วง).
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าสิริวัฑฒะ และนันทะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่าจิตตา และ สุจิตตา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๗๐ ศอกเช่นเดียว
กับรูปปฏิมาทอง มีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ.
พระรัศมีวาหนึ่ง แล่นออกจากพระวรกายของ
พระองค์ไม่ว่างเว้น พระรัศมีทั้งหลายแล่นออกไปทั้ง
ทิศใหญ่ทิศน้อย ๓ โยชน์.
พระชนมายุของพระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่ง
ใหญ่พระองค์นั้น เจ็ดหมื่นปี พระองค์ทรงมีพระชนม์
ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ยังเมฆฝนคือธรรมให้ตกลงมา
ยังสัตว์โลกทั้งเทวโลกให้ชุ่มแล้วให้ถึงความเกษมแล้ว
ก็ดับขันธปรินิพพาน.
หน้า 613
ข้อ 21
พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ พรั่งพร้อม
ด้วยพระอนุพยัญชนะ ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปสิ้น
สังขารทั้งปวง ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระสุขีพุทธเจ้า มุนีผู้ประเสริฐ ดับขันธปริ-
นิพพาน ณ พระวิหารอัสสาราม พระสถูปอันประเสริฐ
ของพระองค์ ณ พระวิหารนั้น สูง ๓ โยชน์.
จบวงศ์พระสิขีพุทธเจ้าที่ ๒๐
หน้า 614
ข้อ 21
พรรณนาวงศ์พระสิขีพุทธเจ้าที่ ๒๐
ต่อมาภายหลังสมัยของ พระวิปัสสีพุทธเจ้า เมื่อกัปนั้นอันตรธาน
ไปแล้ว ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่อุบัติขึ้นในโลก ๕๙ กัป
มีแต่แสงสว่างที่ปราศจากพระพุทธเจ้า เอกราชของกิเลสมารและเทวปุตตมาร
ก็ปราศจากเสี้ยนหนาม ในสามสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เกิดขึ้นแล้วในโลกสองพระองค์คือ พระสิขี ผู้ดุจไฟอันสุมด้วยไม้แก่นแห้งสนิท
ราดด้วยเนยใสมากๆ ไม่มีควัน และ พระเวสสภู. บรรดาพระพุทธเจ้าสอง
พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสิขี ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วบังเกิดใน
สวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้น ก็ทรงถือปฏิสนธิ ในพระครรภ์ของ พระนาง
ปภาวดีเทวี ผู้มีพระรัศมีงามดังรูปทองสีแดง อัครมเหสีของ พระเจ้าอรุณ
ผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง กรุงอรุณวดี ซึ่งมีแต่ทำกุศล ล่วง ๑๐ เดือน ก็ประสูติจาก
พระครรภ์พระชนนี ณ นิสภะราชอุทยาน ส่วนโหรผู้ทำนายนิมิต เมื่อเฉลิม
พระนามของพระองค์ ก็เฉลิมพระนามว่า สิขี เพราะพระยอดกรอบพระพักตร์
พุ่งสูงขึ้นดุจยอดพระอุณหิส พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เจ็ดพันปี ทรง
มีปราสาท ๓ หลังชื่อว่า๑ สุจันทกสิริ คิริยสะ และ นาริวสภะ ปรากฏ
มีพระสนมกำนัลสองหมื่นสี่พัน มีพระนางสัพพกามาเทวี เป็นประมุข.
เมื่อพระโอรสพระนามว่า อตุละ ผู้ไม่มีผู้ชั่ง ผู้เทียบได้ด้วยหมู่แห่ง
พระคุณของพระนางสัพพกามาเทวีทรงสมภพ พระมหาบุรุษนั้น ก็ทรงเห็นนิมิต
๔ ขึ้นทรงข้างต้น เสด็จออกมหาภิเนษกรณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวช บุรุษ
หนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพัน พากันบวชตามเสด็จ. พระองค์อันบรรพชิตเหล่า
นั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี ทรงละการ
คลุกคลีด้วยหมู่ เสวยข้าวมธุปายาส ที่ ธิดาปิยเศรษฐี สุทัสสนนิคม ถวาย
๑. บาลีว่า สุวัฑฒกะ, คิริ, นารีวาหนะ
หน้า 615
ข้อ 21
แล้วยับยั้งพักกลางวัน ณ ป่าตะเคียนหนุ่ม ทรงรับหญ้าคา ๘ กำ ที่ดาบสชื่อ
อโนมทัสสีถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ ชื่อต้น บุณฑรีกะ คือมะม่วงป่า.
เขาว่า แม้บุณฑรีกโพธิพฤกษ์นั้น ก็มีขนาดเท่าต้นแคฝอย วันนั้นนั่นเอง
มะม่วงป่าต้นนั้น สูงชะลูดลำต้นขนาด ๕๐ ศอก แม้กิ่งก็ขนาด ๕๐ ศอก
เหมือนกัน ดารดาษด้วยดอกหอมเป็นทิพย์ มิใช่ดารดาษด้วยดอกอย่างเดียว
เท่านั้น ยังดารดาษแม้ด้วยผลทั้งหลาย. มะม่วงต้นนั้น แถบหนึ่งมีผลอ่อน แถบ
หนึ่ง มีผลปานกลาง แถบหนึ่ง มีผลห่าม แถบหนึ่ง มีผลมีรสดี พรั่งพร้อม
ด้วยสีกลิ่นและรส เหมือนทิพยโอชาที่เทวดาใส่ไว้ ห้อยย้อยแด่แถบนั้นๆ ต้น
ไม้ดอกก็ประดับด้วยดอก ต้นไม้ผล ก็ประดับด้วยผล ในหมื่นจักรวาลเหมือน
อย่างมะม่วงต้นนั้น.
พระองค์ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๒๔ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ
อธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ครั้นประทับอย่างนั้นแล้ว ก็ทรงกำจัดกอง
กำลังมารพร้อมทั้งตัวมารซึ่งกว้างถึง ๓๖ โยชน์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ
ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ดังนี้ ทรงยับยั้งใกล้ๆ โพธิพฤกษ์นั่นแล ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาของท้าว
มหาพรหม ทรงเห็นอุปนิสสัยสมบัติของภิกษุแสนเจ็ดหมื่นที่บวชกับพระองค์
จึงเสด็จไปทางอากาศ ลงที่ มิคาจิระราชอุทยาน ใกล้ กรุงอรุณวดีราช-
ธานี ซึ่งมีรั้วกั้นชนิดต่างๆ อันหมู่มุนีเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักรท่ามกลางหมู่มุนีเหล่านั้น ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่
ภิกษุแสนโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อจากสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า ก็มีพระชิน
สัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเทียบ.
หน้า 616
ข้อ 21
พระองค์ทรงย่ำยีกองทัพมาร ทรงบรรลุพระสัม-
โพธิญาณสุงสุด ทรงประกาศพระธรรมจักรอนุเคราะห์
สัตว์ทั้งหลาย.
เมื่อพระสิขีพุทธเจ้า จอมมุนี ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสน
โกฏิ.
ต่อมาอีก พระสิขีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดพระราชโอรสสอง
พระองค์คือ พระอภิภูราชโอรสและ พระสัมภวะราชโอรส พร้อมด้วย
บริวาร ใกล้กรุงอรุณวดีราชธานี ทรงยังสัตว์เก้าหมื่นโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม.
นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระสิขีพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแห่งคณะ ผู้
สูงสุดในนรชน ทรงแสดงธรรมอีก อภิสมัยครั้งที่ ๒
ก็ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ.
ส่วนครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำยมกปาฏิหาริย์เพื่อหักรานความ
เมาและมานะของเดียรถีย์ และเพื่อเปลื้องเครื่องผูกของชนทั้งปวง ใกล้ประตู
สุริยวดีนคร ทรงแสดงธรรมโปรด อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์แปด
หมื่นโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อพระสิขีพุทธเจ้า ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์
ในโลก ทั้งเทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์
แปดหมื่นโกฏิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งท่ามกลางพระอรหันต์หนึ่งแสนที่บวช
พร้อมกับพระราชโอรส คือ พระอภิภู และ พระสัมภวะ ทรงยกปาติโมกข์
ขึ้นแสดง. นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๑ ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุแปดหมื่น
ที่บวชในสมาคมพระญาติ กรุงอรุณวดีทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง. นั้นเป็น
หน้า 617
ข้อ 21
สันนิบาตครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ท่ามกลาง
ภิกษุเจ็ดหมื่นที่บวชในสมัยทรงฝึกพระยาช้างชื่อ ธนบาลกะในธนัศชัยนคร.
นั้นเป็น สันนิบาตครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
แม้พระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ก็ทรงมี
สันนิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มี
จิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
ประชุมภิกษุหนึ่งแสน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓
ประชุมภิกษุแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒
ประชุมภิกษุเจ็ดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓
ภิกษุสันนิบาต อันโลกธรรมไม่กำซาบแล้ว เหมือน
ปทุมเกิดเติบโตในน้ำ น้ำก็ไม่กำขาบ ฉะนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุปลิตฺโต ปทุมํว ความว่า ภิกษุ
สันนิบาตแม้นั้น แม้เกิดในโลก โลกธรรมก็ซึมกำซาบไม่ได้เหมือนปทุมเกิด
ในน้ำเติบโตในน้ำนั่นแล น้ำก็ซึมซาบไม่ได้ ฉะนั้น.
ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระราชาพระนามว่า
อรินทมะ ใน ปริภุตตนคร ไม่ทรงขัดข้องในที่ไหนๆ เมื่อพระสิขีศาสดา
เสด็จถึงปริภุตตนคร พระราชาพร้อมทั้งราชบริพาร เสด็จออกไปรับเสด็จ
มีพระหฤทัย พระเนตร และ พระโสตอันความเลื่อมใสให้เจริญแล้ว พร้อมราช
บริพาร ถวายบังคมด้วยพระเศียร ที่พระยุคลบงกชบาทไม่มีมลทินของพระ
ทศพล นิมนต์พระทศพล ถวายมหาทาน อันเหมาะสมแก่พระอิสริยะ สกุล
สมบัติและศรัทธา ๗ วัน โปรดให้เปิดประตูคลังผ้า ถวายผ้ามีค่ามากแด่พระ-
ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายช้างต้นที่ป้องกันข้าศึกได้เหมือน
หน้า 618
ข้อ 21
ช้างเอราวัณ ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยกำลังรูปลักษณะและฝีเท้า ประดับด้วยข่ายทอง
และมาลัย งามระยับด้วยพัดจามรคู่งาสวมปลอกทองใหม่งาม มีหูใหญ่และอ่อน
หน้างามระยับด้วยรอยดวงจันทร์ และถวายกัปปิยะภัณฑ์ มีขนาดเท่าช้างนั่นแหละ
พระศาสดาแม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์ พระโพธิสัตว์นั้นว่า สามสิบเอ็ดกัป
นับแต่กัปนี้ไป ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า อรินทมะ เลี้ยง
ดูพระสงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำ
สำราญ.
เราถวายผ้าอย่างดีเป็นอันมาก ไม่น้อยนับโกฏิ
ผืน ถวายยานคือช้างที่ประดับแล้ว แด่พระสัมพุทธ -
เจ้า.
เราชั่งกัปปิยภัณฑ์มีประมาณเท่ายานคือช้าง ยัง
จิตของเราอันมั่นคง ให้เต็มด้วยปีติในทานเป็นนิตย์.
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้นำเลิศแห่งโลก แม้พระองค์
นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า สามสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีจิต
เลื่อมใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไปเพื่อบำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมฺนินิตฺวา ได้แก่ ชั่งเท่าขนาดช้าง
เชือกนั้น. บทว่า กปฺปิยํ ได้แก่ กัปปิยภัณฑ์. สิ่งที่ควรรับสำหรับภิกษุทั้ง
หน้า 619
ข้อ 21
หลาย ชื่อว่ากัปปิยภัณฑ์. บทว่า ปูรยึ มานสํ มยฺหํ ความว่า ยังจิตของ
เราให้เต็มด้วยปีติในทาน ทำให้สามารถเกิดความร่าเริงแก่เรา. บทว่า นิจฺจํ
ทฬฺหมุปฏฺิตํ ความว่า จิตอันตั้งมั่นคงโดยทานเจตนาว่าจะให้ทานเป็น
นิตย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่า อรุณวดี พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าอรุณวา พระชนนีพระนามว่า พระนางปภาวดี คู่
พระอัครสาวก ชื่อว่า พระอภิภู และ พระสัมภวะ พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า
พระเขมังกร คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสขิลา และ พระปทุมา โพธิ-
พฤกษ์ชื่อว่า ต้นปุณฑรีกะ คือ มะม่วง พระสรีระสูง ๗๐ ศอก พระรัศมี
แห่งสรีระแผ่ไป ๓ โยชน์เป็นนิตย์ พระชนมายุเจ็ดหมื่นปี พระอัครมเหสี
พระนามว่า พระนางสัพพกามา พระโอรสพระนามว่า อตุละ ออก
อภิเนษกรณ์ด้วยานคือช้าง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระสุขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ
นครชื่อ อรุณวดี พระชนก พระนามว่า พระเจ้าอรุณ
พระชนนี พระนามว่า พระนางปภาวดี.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่แสนปี ทรงมี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่า สุวัฑฒกะ คิริและ
นารีวาหนะ
มีพระสนมกำนัลสองหมื่นสี่พันนาง ล้วนประดับ
ประดางดงาม มีพระอัครมเหสีพระนามว่า พระนาง
สัพพกามา พระโอรสพระนามว่า อตุละ.
พระผู้สูงสุดในบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จ
ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง.
๑. บาลีเป็นอรุณ ๒. บาลีเป็นมขิลา
หน้า 620
ข้อ 21
พระมหาวีระ สิขี ผู้นำเลิศแห่งโลก สูงสุดใน
นรชน อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักร ณ มิคทายวัน
พระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระอัคร-
สาวกชื่อว่าพระอภิภูและพระสัมภวะ มีพระพุทธอุปัฏ-
ฐาก ชื่อว่าพระเขมังกร.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสขิลา และพระปทุมา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ต้นปุณฑรีกะ.
มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่า สิริวัฑฒะ และนันทะ มี
อัครอุปัฏฐายิกาชื่อว่า จิตตา และสุจิตตา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นสูง ๗๐ ศอก เสมือนรูป
ปฏิมาทอง มีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ.
พระรัศมีวาหนึ่ง แล่นออกจากพระวรกายของ
พระองค์ ทั้งกลางวันกลางคืนไม่ว่างเว้น พระรัศมีทั้ง
หลาย แล่นไปทั้งทิศใหญ่ทิศน้อย ๓ โยชน์.
พระชนมายุของพระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่ง
ใหญ่เจ็ดหมื่นปี พระองค์มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น
ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงยังเมฆคือธรรมให้
ตกลง ยังโลกทั้งเทวโลกให้ชุ่มชื่น ให้ถึงถิ่นอันเกษม
แล้วก็ดับขันธปรินิพพาน.
พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ พรั่งพร้อม
ด้วยพระอนุพยัญชนะทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขาร
ทั้งปวง ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
หน้า 621
ข้อ 21
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺฑรีโก ได้แก่ ต้นมะม่วง. บทว่า
ตีณิ โยชนโส ปภา ความว่า พระรัศมีทั้งหลายแล่นไป ๓ โยชน์. บทว่า
ธมฺมเมฆํ ได้แก่ ฝนคือธรรม. เมฆคือพระพุทธเจ้า ผู้ยังฝนคือธรรมให้
ตกลงมา. บทว่า เตมยิตฺวา ให้ชุ่ม อธิบายว่า รด ด้วยน้ำคือธรรมกถา.
บทว่า เทวเก ได้แก่ ยังสัตว์โลกทั้งเทวโลก. บทว่า เขมนฺตํ ได้แก่
ถิ่นอันเกษม คือพระนิพพาน. บทว่า อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺนํ ความว่า พระ
สรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
พรั่งพร้อมด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ มีพระนขาแดง พระนาสิกโด่ง และ
พระอังคุลีกลมเป็นต้น. ได้ยินว่า พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหารอัสสาราม สีลวตีนคร.
สิขีว โลเก ตปสา ชลิตฺวา
สิขีว เมฆาคมเน นทิตฺวา
สิขีว มเหสินฺธนวิปฺปหีโน
สิขีว สนฺตึ สุคโต คโต โส.
พระสิขีพุทธเจ้า ทรงรุ่งโรจน์ในโลกเหมือนดวง
ไฟ ทรงบันลือในนภากาศเหมือนนกยูง.
พระสิขีพุทธเจ้าทรงละพระมเหสี และทรัพย์
สมบัติ พระองค์ถึงความสงบ เสด็จไปดีแล้วเหมือนไฟ.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าสิขี มีพระบรมสารีริกธาตุ เป็นแท่ง
เดียว จึงไม่กระจัดกระจายไป. แต่มนุษย์ชาวชมพูทวีป ช่วยกันสร้างพระสถูป
สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ งามเสมือนภูเขาหิมะ สูง ๓ โยชน์. คำที่เหลือในคาถา
ทั้งหลายทุกแห่ง ชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสิขีพุทธเจ้า
หน้า 622
ข้อ 22
วงศ์พระเวสสภูพุทธเจ้าที่ ๒๑
ว่าด้วยพระประวัติของพระเวสสภูพุทธเจ้า
[๒๒] ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระชินพุทธเจ้า
พระองค์นั้น พระนามว่า เวสสภู ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มี
ผู้เทียบเคียง ก็ทรงอุบัติขึ้นในโลก.
พระองค์ทรงทราบว่า สามโลก ถูกราคะเผาแล้ว
เป็นแว่นแคว้นแห่งตัณหาทั้งหลาย ทรงตัดเครื่อง
พันธนาการเหมือนช้าง ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอัน
สูงสุด.
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่น
โกฏิ.
เมื่อพระโลกเชษฐ์ ผู้องอาจในนรชน เสด็จหลีก
จาริกไปในแว่นแคว้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์
เจ็ดหมื่นโกฏิ.
พระองค์เมื่อทรงบรรเทาทิฏฐิใหญ่หลวงของพวก
เดียรถีย์ ก็ทรงทำปาฏิหาริย์ มนุษย์และเทวดาในหมื่น
โลกธาตุ ในโลกทั้งเทวโลกก็มาประชุมกัน.
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเห็นความมหัศจรรย์ไม่
เคยมี ขนลุกชัน ก็พากันตรัสรู้หกหมื่นโกฏิ.
หน้า 623
ข้อ 22
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสัน-
นิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทินมีจิตสงบ
คงที่ ๓ ครั้ง.
ประชุมพระสาวกแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้ง
ที่ ๑ ประชุมพระสาวกเจ็ดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
ประชุมภิกษุสาวกหกหมื่น ผู้ก้าวล่วงภัยมีชรา
เป็นต้น พระโอรสของพระเวสสภูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณ
ยิ่งใหญ่ เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
เราสดับพระธรรมจักรอันอุดมประณีต ที่พระ-
พุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอพระองค์นั้น ทรงประกาศแล้วก็
ชอบใจการบรรพชา.
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าสุทัสสนะ ได้บูชา
พระชินพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระสงฆ์ ด้วยข้าวน้ำและ
ผ้า.
เราบำเพ็ญมหาทานแล้ว ไม่เกียจคร้านทั้งกลาง-
คืนกลางวัน ทราบการบรรพชาว่าพรั่งพร้อมด้วยคุณ
จึงบวชในสำนักของพระชินพุทธเจ้า.
เราพรั่งพร้อมด้วยอาจารคุณ ตั้งมั่นในวัตรและ
ศีล กำลังแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ก็ยินดียิ่งใน
พระศาสนาของพระชินพุทธเจ้า.
หน้า 624
ข้อ 22
เราเข้าถึงศรัทธาและปีติถวายบังคมพระพุทธเจ้า
ผู้พระศาสดา เราก็เกิดปีติ เพราะเหตุแห่งพระโพธิ-
ญาณนั่นแล.
พระสัมพุทธเจ้า ทรงทราบว่า เรามีใจไม่ท้อถอย
ก็ทรงพยากรณ์ดั่งนี้ว่า นับแต่กัปนี้ไปสามสิบเอ็ดกัป
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้น เสด็จเข้าไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาส
ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขา
จัดแต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศ ทรงทำประทักษิณโพธิ-
มัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อว่าต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่าน
ผู้นี้จักมีพระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะและพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
หน้า 625
ข้อ 22
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าท่านนี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และพระ-
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตา และอุตตรา พระ
โคดมผู้มีพระยศ พระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดา ฟังพระดำรัสนี้ของพระเวสสภู
พุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ก็ปลาบปลื้ม
ใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก ก็พากันโห่ร้องปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่
ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้น เหมือนกัน.
หน้า 626
ข้อ 22
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อม-
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
ให้บริบูรณ์.
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่ออโนมะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
สุปปตีตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางยสวดี.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หกหมื่นปี มี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลังชื่อว่า รุจิ สุรติ และ วัฑฒกะ
มีพระสนมกำนัลสามหมื่นนางถ้วน มีพระอัครมเหสี
พระนามว่า พระนางสุจิตตา พระโอรสพระนามว่า
พระสุปปพุทธะ.
พระผู้สูงสุดในบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ ออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยพระวอ ทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน.
พระมหาวีระ เวสสภู ผู้นำโลก สูงสุดในนรชน
อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร ณ อรุณราชอุทยาน.
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรง
มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระโสณะ และพระอุตตระ มี
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอุปสันตะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระรามา และพระสมาลา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่าต้นมหาสาละ.
หน้า 627
ข้อ 22
อัครอุปัฏฐากชื่อว่า โสตถิกะ และรัมมะ อัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อว่าโคตมี และสิริมา.
พระเวสสภูพุทธเจ้าสูง ๖๐ ศอก อุปมาเสมอด้วย
เสาทอง พระรัศมีแล่นออกจากพระวรกาย เหมือน
ดวงไฟเหนือยอดเขายามราตรี.
พระชนมายุของพระเวสสภู ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
พระองค์นั้น หกหมื่นปี พระองค์ทรงพระชนม์ยืนถึง
เพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงทำพระธรรมให้แผ่
ขยายไปกว้างขวาง ทรงจำแนกมหาชน เป็นพระอริยะ
ชั้นต่าง ๆ ทรงตั้งธรรมนาวา แล้วก็เสด็จดับขันธ-
ปรินิพพาน.
ชนทั้งหมด พระวิหาร พระอิริยาบถที่น่าดู ทั้ง
นั้นก็อันตรธานไปสิ้นสังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ชินวรศาสดา ดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหารเขมาราม พระบรมสารีริก-
ธาตุ ก็แผ่ไปกว้างขวางเป็นส่วน ในถิ่นนั้น ๆ.
จบวงศ์พระเวสสภูพุทธเจ้าที่ ๒๑
หน้า 628
ข้อ 22
พรรณนาวงศ์พระเวสสภูพุทธเจ้าที่ ๒๑
ต่อจากสมัยของพระสุขีสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระศาสนาของพระ-
องค์อันตรธานแล้ว มนุษย์ที่มีอายุเจ็ดหมื่นปีก็ลดลงโดยลำดับ จนมีอายุสิบปี
แล้วเพิ่มขึ้นอีกจนมีอายุนับไม่ได้ แล้วก็ลดลงโดยลำดับ จนมีอายุหกหมื่นปี.
ครั้งนั้นพระศาสดาพระนามว่า เวสสภู เทพเจ้าผู้พิชิต ผู้ครอบงำโลกทั้งปวง
ผู้เกิดเอง ทรงอุบัติในโลก พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย บังเกิดใน
สวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางยสวดี
ผู้มีศีล อัครมเหสีของพระเจ้าสุปปตีตะ ผู้เป็นที่ยำเกรง กรุงอโนมะ ถ้วน
กำหนดทศมาสพระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ อโนมราชอุทยาน
เมื่อสมภพ ก็ยังชนให้ยินดี ทรงบันลือดังเสียงวัวผู้ เพราะฉะนั้นในวันเฉลิม
พระนามของพระองค์ พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามว่า เวสสภู เพราะ
เหตุที่ร้องดังเสียงวัวผู้ พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หกพันปี มีปราสาท
๓ หลังชื่อ ๑สุจิ สุรุจิและรติวัฑฒนะ ปรากฏพระสนมกำนัลสามหมื่นนาง มี
พระนางสุจิตตาเทวี เป็นประมุข.
เมื่อพระสุปปพุทธกุมาร ของ พระนางสุจิตตาเทวี สมภพ พระ-
องค์ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จประพาสพระราชอุทยานด้วยพระวอทอง ทรงรับผ้า
กาสายะที่เทวดาถวาย ทรงผนวช. บุรุษเจ็ดหมื่นบวชตามเสด็จ ลำดับนั้น
พระองค์อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน ใน
วันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่พระพี่เลี้ยงชื่อว่าสิริวัฒนา ผู้ปรากฏตัว
ณ สุจิตตนิคม ถวาย ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน เวลาเย็น ทรงรับหญ้า
๘ กำที่พระยานาคชื่อ นรินทะ ถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นสาละ
๑. บาลีเป็นรุจิ สุรติและวัฑฒกะ.
หน้า 629
ข้อ 22
ด้านทิศทักษิณ สาละต้นนั้นมีขนาดเท่าขนาดต้นปาฏลีแคฝอยนั้นแล. ดอกผล
สิริและสมบัติ ก็พึงทราบอย่างนั้นเหมือนกัน. พระองค์เสด็จเข้าไปยังโคนต้น
สาละ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๔๐ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงได้อนา-
วรณญาณ ที่ปราศจากนิวรณ์ แต่ห้ามกันความเมาในกามทุกอย่าง ทรงเปล่ง
พระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้ ทรงยับยั้ง
ณ โพธิพฤกษ์นั้นนั่นแล ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของพระโสณกุมาร
และพระอุตตรกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์ จึงเสด็จไปทางอากาศ ลงที่
อรุณราชอุทยาน ใกล้ กรุงอนูปมะ ทรงให้พนักงานเฝ้าพระราชอุทยานไป
อัญเชิญพระกุมารมาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ท่ามกลางพระกุมารทั้ง
สองพระองค์นั้นทั้งบริวาร. ครั้งนั้นอภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
ต่อมาอีก พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จจาริกไปในชนบท ทรง
แสดงธรรมโปรดในถิ่นนั้น ๆ ธรรมาภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์เจ็ดหมื่นโกฏิ. นั้น
เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทำลายข่ายคือทิฏฐิ [เดียรถีย์]
ล้มธงคือมานะของเดียรถีย์ กำจัดความเมาด้วยมานะ ทรงยกธงคือธรรมขึ้น
ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ในมนุษยบริษัทกว้างเก้าสิบโยชน์ ในเทวบริษัทประ-
มาณมิได้ ณ กรุงอนูปมะนั่นเอง ยังเทวดาและมนุษย์ให้เลื่อมใสแล้ว ทรงยัง
สัตว์หกหมื่นโกฏิให้อิ่มด้วยอมตธรรม นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนั้น
จึงตรัสว่า
ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระผู้นำโลกพระนามว่า
เวสสภู ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเคียง ก็ทรงอุบัติ
ในโลก.
ทรงทราบว่าโลกสามถูกราคะไหม้แล้ว เป็นถิ่น
ของตัณหาทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงตัดเครื่องพันธนา.
หน้า 630
ข้อ 22
การดุจพระยาช้าง ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอัน
สูงสุด.
พระเวสสภูพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
เมื่อพระโลกเชษฐ์ผู้องอาจในนรชน ทรงหลีก
จาริกไปในแว่นแคว้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่สัตว์
เจ็ดหมื่นโกฏิ.
พระองค์เมื่อทรงบรรเทาทิฏฐิอย่างใหญ่หลวง
ของเดียรถีย์ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ มนุษย์และเทวดา
ในหมื่นโลกธาตุ ในโลกทั้งเทวโลกก็มาประชุมกัน.
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเห็นมหัศจรรย์ไม่เคยมี
น่าขนชูชัน ก็ตรัสรู้ธรรมถึงหกหมื่นโกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิตฺตํ ความว่า สิ้นทั้งสามโลกนี้ ถูก
ไฟไหม้แล้ว. บทว่า ราคคฺคิ แปลว่า อันราคะ. บทว่า ตณฺหานํ วิชิตํ ตทา
ความว่า ทรงทราบว่า สามโลก เป็นถิ่นแคว้น สถานที่ตกอยู่ในอำนาจของ
ตัณหาทั้งหลาย. บทว่า นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา ความว่า ทรงตัดเครื่อง
พันธนาการดุจเถาวัลย์เน่า ประดุจช้าง ทรงบรรลุถึงพระสัมโพธิญาณ. บทว่า
ทสสหสฺสี ก็คือ ทสสหสฺสิยํ. บทว่า สเทวเก ได้แก่ ในโลกทั้งเทวโลก.
บทว่า พุชฺฌเร แปลว่า ตรัสรู้แล้ว.
หน้า 631
ข้อ 22
อนึ่งเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภู ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ
วันมาฆบูรณมี ท่ามกลางพระอรหันต์แปดหมื่นที่บวชในสมาคมของ พระ
โสณะ และ พระอุตตระ คู่พระอัครสาวก นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
ครั้งภิกษุนับจำนวนได้เจ็ดหมื่น ซึ่งบวชกับพระเวสสภูผู้ครอบงำโลก
ทั้งปวงพากันหลีกไป สมัยที่พระเวสสภูจะหลีกออกจากคณะไป ภิกษุเหล่านั้น
สดับข่าวการประกาศพระธรรมจักรของพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพากัน
มายังนครโสเรยยะ ก็ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ธรรมโปรดภิกษุเหล่านั้น ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นบวชด้วยเอหิภิกษุบรรพชาทั้ง
หมด แล้วทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นเป็น
สันนิบาตครั้งที่ ๒.
อนึ่ง ครั้งพระราชบุตรพระนามว่าอุปสันตะ ทรงขึ้นครองราชย์ใน
กรุง นาริวาหนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปนครนั้น เพื่ออนุเคราะห์พระ-
ราชบุตรนั้น. แม้พระราชบุตรนั้นทราบข่าวการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมทั้งบริวารจึงทรงออกไปรับเสด็จ นิมนต์มาถวายมหาทาน ทรงสดับธรรม
ของพระองค์ก็มีพระหฤทัยเลื่อมใสแล้วทรงผนวช บุรุษหกหมื่นโกฏิก็บวชตาม
เสด็จภิกษุเหล่านั้น บรรลุพระอรหัตพร้อมกับพระราชบุตรนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเวสสภูนั้น อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ทรง
มีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน มีจิต
สงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
หน้า 632
ข้อ 22
ประชุมภิกษุสาวกแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้ง
ที่ ๑ ประชุมภิกษุสาวกเจ็ดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
ประชุมภิกษุสาวกหกหมื่น ผู้กลัวแต่ภัยมีชรา
เป็นต้น โอรสของพระเวสสภูพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่ง
ใหญ่ เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระราชาพระนามว่า พระเจ้า
สุทัสสนะ ผู้มีทัศนะน่ารักอย่างยิ่ง ณ กรุงสรภวดี เมื่อพระเวสสภูพุทธเจ้า
ผู้นำโลกเสด็จถึงกรุงสรภะ ทรงสดับธรรมของพระองค์ มีพระหฤทัยเลื่อมใส
แล้ว ทรงยกอัญชลีอันรุ่งเรื่องด้วยทศนขสโมธาน เสมือนดอกบัวตูมเกิดใน
น้ำ ไม่มีมลทิน ไม่วิกลบกพร่อง ไว้เหนือเศียร ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวร
แด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทรงสร้างพระคันธกุฎี เพื่อเป็นที่
ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ นครนั้น ทรงสร้างวิหารพันหลังล้อม
พระคันธกุฎีนั้น ทรงบริจาคสมบัติทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระศาสนาของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงผนวช ณ สำนักของพระองค์แล้ว ทรงพร้อมด้วยอาจารคุณ
ทรงยินดีในธุดงคคุณ ๑๓ ทรงยินดีในการแสวงหาพระโพธิสมภาร ทรงยินดีใน
พระพุทธศาสนาอยู่แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระ-
โพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล สามสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ไป ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าสุทัสสนะ นิมนต์
พระมหาวีระ ถวายทานอย่างสมควรยิ่งใหญ่บูชาพระ-
ชินพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ ด้วยข้าวน้ำและผ้า.
หน้า 633
ข้อ 22
เราสดับพระธรรมจักรอันอุดมประณีตที่พระ-
พุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอพระองค์นั้นทรงประกาศแล้วก็
ชอบใจการบรรพชา.
เราบำเพ็ญมหาทาน ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืน
กลางวัน ทราบการบรรพชาว่าพร้อมพรั่งด้วยคุณ จึง
บรรพชาในสำนักของพระชินพุทธเจ้า.
เราถึงพร้อมด้วยอาจารคุณ ตั้งมั่นในวัตรและ
ศีล แสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ จึงยินดีอยู่ในพระ-
ศาสนา ของพระชินพุทธเจ้า.
เราเข้าถึงศรัทธาและปีติ ถวายบังคมพระพุทธเจ้า
ผู้พระศาสดา เราก็เกิดปีติ เพราะเหตุแห่งพระโพธิ-
ญาณนั่นแล.
พระสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า เรามีใจไม่ท้อถอย
จึงทรงพยากรณ์ดังนี้ว่า นับแต่กัปนี้ไปสามสิบเอ็ดกัป
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์ จิตก็ยิ่งเสื่อมใส จึง
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
หน้า 634
ข้อ 22
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกํ วตฺติตํ ได้แก่ ธรรมจักร ที่
ทรงประกาศแล้ว. บทว่า ปณิตํ ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์.
ความว่า เรารู้การบวชว่าพรั่งพร้อมด้วยคุณจึงบวช. บทว่า วตฺตสีลสมาหิโต
ได้แก่ ตั้งมั่นในวัตรและศีล อธิบายว่า มั่นคงในการบำเพ็ญวัตรและศีลนั้น ๆ.
บทว่า รมามิ แปลว่า ยินดียิ่งแล้ว. บทว่า สทฺธาปีตึ ได้แก่ เข้าถึง
ศรัทธาและปีติ. บทว่า วนฺทามิ ได้แก่ ถวายบังคมแล้ว. พึงเห็นว่าคำที่
เป็นปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถอดีตกาล. บทว่า สตฺถรํ ก็คือ สตฺถารํ.
บทว่า อนิวตฺตมานสํ ได้แก่ มีใจไม่ท้อถอย.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่า อโนมะ
พระชนกมีพระนามว่า พระเจ้าสุปปตีตะ พระชนนีพระนามว่า พระนาง
ยสวดี คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระโสณะ และพระอุตตระ พระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อว่าพระอุปสันตะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระรามา และพระสมาลา
โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นสาละ พระสรีระสูง ๖๐ ศอก พระชนมายุหกหมื่นปี พระ-
อัครมเหสีพระนามว่า พระนางสุจิตตาพระโอรสพระนามว่าพระสุปปพุทธะ
เสด็จออกภิเนษกรมณ์ด้วยพระวอทอง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
พระนครชื่ออโนมะ พระชนกพระนามว่า พระเจ้า
สุปปตีตะ พระชนนีพระนามว่า พระนางยสวดี.
พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
อัครสาวก ชื่อว่าพระโสณะและพระอุตตระ พระพุทธ-
อุปัฏฐากชื่อว่า พระอุปสันตะ.
หน้า 635
ข้อ 22
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระรามาและพระสมาลา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า ต้นมหาสาละ.
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าโสตถิกะและรัมมะ อัคร-
อุปัฏฐายิกา ชื่อว่าโคตมีและสิริมา.
พระเวสสภูพุทธเจ้า สูง ๖๐ ศอก อุปมาเสมอ
ด้วยเสาทอง พระรัศมีแล่นออกจากพระวรกาย เหมือน
ดวงไฟบนเขายามราตรี.
พระชนมายุของพระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหา
คุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น หกหมื่นปี พระองค์ทรงมี
พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้าม
โอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงทำธรรมะให้ขยายไป
กว้างขวาง ทรงจำแนกมหาชน ทรงตั้งธรรมนาวาไว้
แล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน.
ชนทั้งหมด พระวิหาร พระอิริยาบถล้วนน่าดู
ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า
แน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหมยูปสมูปโม ความว่า เสมือนเสา
ทอง. บทว่า นิจฺฉรติ ได้แก่ แล่นไปทางโน้นทางนี้. บทว่า รสฺมิ ได้แก่
แสงรัศมี. บทว่า รตฺตึว ปพฺพเต สิขี ความว่า รัศมีส่องสว่างในพระวรกาย
หน้า 636
ข้อ 22
ของพระองค์ เหมือนดวงไฟบนยอดเขาเวลากลางคืน. บทว่า วิภชิตฺวา
ความว่า ทำการจำแนก โดยเป็นอุคฆฏิตัญญูเป็นต้น และโดยเป็นพระโสดาบัน
เป็นอาทิ. บทว่า ธมฺมนาวํ ความว่า ทรงตั้งธรรมนาวา คือมรรคมีองค์
๘ เพื่อช่วยให้ข้ามโอฆะ ๔. บทว่า ทสฺสนียํ ก็คือ ทสฺสนีโย. บทว่า
สพฺพชนํ ชนทั้งปวงก็คือ สพฺโพชโน อธิบายว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก. บทว่า วิหารํ ก็คือ วิหาโร พึงเห็นว่าทุติยาวิภัตติ
ใช้ในอรรถปฐมาวิภัตติทุกแห่ง.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภู เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ
เขมมิคทายวัน กรุงอุสภวดี. พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ กระจัดกระจาย
ไป.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภู พระชินะ
ผู้ประเสริฐ. เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-
นิพพาน ณ พระวิหารใกล้ป่าที่น่ารื่นรมย์ กรุงอุสภวดี-
ราชธานี.
คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่ง ชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระเวสสภูพุทธเจ้า
หน้า 637
ข้อ 23
วงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้าที่ ๒๒
ว่าด้วยพระประวัตของพระกกุสันธพุทธเจ้า
[๒๓] ต่อมาจากสมัยของพระเวสสภูพุทธเจ้า ก็
มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ผู้สูงสุดแห่ง
สัตว์สองเท้า ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ผู้อันใคร ๆ
เข้าเฝ้าได้ยาก.
พระองค์ทรงเพิกถอนภพทั้งปวง ทรงถึงฝั่ง
บำเพ็ญบารมี ทรงทำลายกรงคือภพ เหมือนราชสีห์
ทำลายกรงฉะนั้น ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
เมื่อพระกกุสันธพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สี่หมื่น
โกฏิ.
พระกกุสันธพุทธเจ้า ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ
ภาคพื้นนภากาศ ทรงยังเทวดาและมนุษย์สามหมื่น
โกฏิให้ตรัสรู้.
ในการประกาศสัจจะ ๔ แก่นรเทวยักษ์นั้น
ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่สัตว์นับจำนวนไม่ถ้วน.
พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ทรงมีสันนิบาต
การประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ
คงที่ ครั้งเดียวเท่านั้น.
หน้า 638
ข้อ 23
ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมพระสาวกสี่หมื่น
ผู้บรรลุภูมิของพระผู้ฝึกแล้ว เพราะสิ้นหมู่กิเลสมี
อาสวะเป็นต้น.
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์ชื่อเขมะ ถวายทาน
จำนวนไม่น้อยในพระตถาคต และพระสาวกชิโนรส.
ถวายบาตรและจีวร ยาหยอดตา ไม้เท้าไม้มะซาง
ถวายสิ่งของที่ท่านปรารถนาเหล่านี้ ๆ ล้วนแต่ของดี ๆ.
พระมุนีกกุสันธพุทธเจ้า ผู้นำวิเศษ แม้พระองค์
นั้น ได้ทรงพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้แล ท่านผู้นี้
จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
หน้า 639
ข้อ 23
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนางมายา
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จัก
ชื่อว่าโคตมะ.
จักมีพระอัครสาวกชื่อว่า พระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าพระองค์นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และพระ-
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
อัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตา และอุตตรา พระ-
โคดม ผู้มีพระยศ มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระกกุสันธะพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้คงที่ ก็ปลาบปลื้ม
ใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุทั้งเทวโลก พากันโห่ร้องปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการกล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่
ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
หน้า 640
ข้อ 23
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
เราทุกคน ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้าพระองค์
นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าของท่าน
ผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่ง
เลื่อมใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
ครั้งนั้น เราชื่อว่าเขมะ นครชื่อว่าเขมวดี กำลัง
แสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ก็บวชแล้วในสำนักของ
พระองค์.
พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งให้มีพระ-
ชนก ชื่อว่าอัคคิทัตตพราหมณ์ พระชนนีชื่อว่าวิสาขา.
พระสัมพุทธเจ้ามีพระตระกูลใหญ่ประเสริฐเลิศล้ำ
กว่ามนุษย์ทั้งหลาย มีชาติสูง มีบริวารมาก อยู่ในกรุง
เขมะนั้น.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่สี่พันปี มี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่ากามวัฑฒะ กามสุทธิ
และรติวัฑฒนะ. มีนารีบำรุงบำเรอสามหมื่นนาง มี
เอกภริยาชื่อว่าโรจินี๑ มีโอรสชื่อว่าอุตตระ.
พระชินพุทธเจ้า ทรงเห็นนิมิต ๔ ออกอภิเนษ-
กรมณ์ด้วยยานคือรถ ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือนบริบูรณ์.
๑. บาลีว่า โรปินี.
หน้า 641
ข้อ 23
พระมหาวีระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้นำโลก สูงสุดใน
นรชนอันท้าวมหาพรหม ทูลอาราธนาแล้ว ก็ทรง
ประกาศพระธรรมจักร ณ มิคทายวัน.
พระกกุสันธพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทรงมี
พระอัครสาวกชื่อว่าพระวิธุระและพระสัญชีวะ พระ
พุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระพุทธิชะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสามาและพระจันปา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
ต้นสิรีสะ (ไม้ซึก)
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าอัจจุคคตะและสุมนะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทา และ สุนันทา.
พระมหามุนี สูง ๔๐ ศอก พระรัศมีสีทองแล่น
ไปรอบ ๆ ๑๐ โยชน์.
องค์พระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระชนมายุสี่หมื่น
ปี พระองค์ทรงพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยัง
ชนหมู่ใหญ่ให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงแผ่ขยายตลาดธรรม
เท่าบุรุษสตรีในโลกทั้งเทวโลก ทรงบันลือดุจราชสีห์
บันลือ แล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน.
หน้า 642
ข้อ 23
พระองค์ทรงถึงพร้อมด้วยพระสุรเสียงมีองค์ ๘
มีศีลไม่ขาดชั่วนิรันดร ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น
สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระกกุสันธชินพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารเขมาราม พระวรสถูป
ของพระองค์ ณ ที่นั้น สูงจดฟ้าคาวุตหนึ่ง
จบวงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้าที่ ๒๒
หน้า 643
ข้อ 23
พรรณนาวงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้าที่ ๒๒
เมื่อพระเวสสภู สยัมภูพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อกัปนั้นล่วงไป
ดวงพระทินกรคือพระชินพุทธเจ้าก็ไม่อุบัติขึ้นถึง ๒๙ กัป ส่วนในภัทรกัปนี้
บังเกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์แล้วคอ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ
พระกัสสปะ และ พระพุทธเจ้าของเรา. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าเมตไตรย
จักอุบัติในอนาคตกาล ด้วยประการดังกล่าวมานี้ กัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงสรรเสริญว่าเป็นภัทรกัป เพราะประดับด้วยการเกิดพระพุทธเจ้า ๕
พระองค์. ใน ๕ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ทรง
บำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้ว บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิ
ในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่าวิสาขา เอกภริยาของปุโรหิตชื่อว่าอัคคิทัตตะ ผู้อนุ
ศาสน์อรรถธรรมถวายพระเจ้าเขมังกร กรุงเขมวดี ก็เมื่อใดกษัตริย์ทั้งหลาย
สักการะเคารพนับถือพราหมณ์ทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงบังเกิดใน
สกุลพราหมณ์.
ก็เมื่อใดพราหมณ์ทั้งหลาย สักการะเคารพนับถือบูชากษัตริย์ทั้งหลาย
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงบังเกิดในสกุลกษัตริย์. ได้ยินว่า ในครั้งนั้นพราหมณ์
ทั้งหลายอันกษัตริย์ทั้งหลายสักการะเคารพ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์ชื่อว่า
กกุสันธะผู้มั่นอยู่ในสัจจะ เมื่อจะยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือหวั่นไหวจึงอุบัติใน
สกุลพราหมณ์ที่ไม่อากูล แต่อากูลด้วยเหตุเกิดสิริสมบัติ ก็บังเกิดปาฏิหาริย์ดัง
กล่าวมาแล้วในหนหลัง. จากนั้น ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติจากครรภ์มารดา
ณ เขมวดีอุทยาน เหมือนเปลวไฟแลบออกจากเถาวัลย์ทอง. พระโพธิสัตว์นั้น
ครองฆราวาสวิสัยอยู่สี่พันปี มีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่ากามะ กามวัณณะ และ
หน้า 644
ข้อ 23
กามสุทธิ ปรากฏมีสตรีบริจาริกาสามหมื่นนาง มีนางโรจินีพราหมณี๑ เป็น
ประมุข.
เมื่อกุมารชื่อว่าอุตตระ ผู้ยอดเยี่ยมของโรจินีพราหมณ์เกิดแล้ว พระ-
โพธิสัตว์นั้นก็เห็นนิมิต ๔ แล้วออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยรถม้าที่จัดเตรียมไว้
แล้ว บวช, บุรุษสี่หมื่นก็บวชตามพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์นั้นอัน
บรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว บำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี
บริโภคข้าวมธุปายาสที่ธิดา วชิรินธพราหมณ์ ณ สุจิรินธนิคม ถวาย พักผ่อน
กลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็นรับหญ้า ๘ กำ ที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียว
ชื่อ สุภัททะ ถวาย เข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อ สิริสะ คือต้นซึก ซึ่งมีขนาดเท่า
ต้นแคฝอย มีกลิ่นหอมเมื่อลมโชย ลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๔ ศอก นั่งขัด
สมาธิ บรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ
ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นว่าภิกษุสี่หมื่น
ที่บวชกับพระองค์เป็นผู้สามารถแทงตลอดสัจจะ วันเดียวเท่านั้น ก็เสด็จเข้า
ไปยัง อิสิปตนะมิคทายวัน ซึ่งมีอยู่แล้วใกล้ๆ มกิลนคร พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ท่ามกลางบรรพชิตเหล่านั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร. ครั้งนั้น
ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สี่หมื่นโกฏิ.
ต่อมาอีก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นมหาสาละ ใกล้ประตู
กัณณกุชชนคร ทรงยังธรรมจักษุให้เกิดแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ. นั้นเป็น
อภิสมัยครั้งที่ ๒. ครั้งยักษ์ชื่อ นรเทพ ที่เรียกกันว่าเทพแห่งนรชน ณ เทวาลัย
แห่งหนึ่ง ไม่ไกลกรุงเขมวดี ปรากฏตัวเป็นมนุษย์ ยืนอยู่ใกล้สระ ๆ หนึ่ง ซึ่ง
มีน้ำเย็นประดับด้วยบัวต้นบัวสายและอุบล มีน้ำเย็นรสอร่อยอย่างยิ่ง มีกลิ่น
หอมรื่นรมย์สำหรับชนทั้งปวง อยู่กลางทางกันดาร ล่อลวงสัตว์ทั้งหลายโดยเป็น
๑ บาลีเป็น โรปินี.
หน้า 645
ข้อ 23
คนเก็บบัวต้นบัวสายบัวขาวเป็นต้นแล้วกินมนุษย์เสีย. เมื่อทางนั้น ตัดขาด
ไม่มีคนไปถึง. ยักษ์นรเทพก็เข้าไปดงใหญ่ กินสัตว์ที่ชุมนุมกันในที่นั้น ๆ เสีย
ทางนั้น โลกรู้จักกันว่า เป็นทางมหากันดาร. เขาว่า หมู่มหาชนยืนชุมนุม
กัน ใกล้ประตูสองข้างทาง เพื่อช่วยข้ามทางกันดาร. ครั้งนั้น พระศาสดา
กกุสันธะผู้ปราศจากกิเลสเครื่องผูกในภพ. วันหนึ่ง เวลาใกล้รุ่ง ทรงออกจาก
มหากรุณาสมาบัติตรวจดูโลก ก็ทรงพบนรเทพยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่และกลุ่มชนนั้น
เข้าไปในข่ายพระญาณ. ครั้นทรงทราบแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เสด็จไปทาง
อากาศ ทั้งที่กลุ่มชนนั้นแลเห็นอยู่นั่นเอง ก็ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์หลายอย่าง
เสด็จลงที่ภพของนรเทพยักษ์ นั้น ประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันเป็นมงคล.
ครั้งนั้น ยักษ์ผู้กินคนตนนั้น เห็นพระทินกรผู้มุนี ทรงเปล่งพระ-
ฉัพพรรณรังสี ดังดวงทินกรอันสายฟ้าแลบล้อม กำลังเสด็จมาทางอากาศ ก็มี
ใจเลื่อมใสว่า พระทศพลเสด็จมาที่นี้เพื่อทรงอนุเคราะห์เรา จึงไปป่าหิมพานต์
ที่มีหมู่มฤคมาก พร้อมด้วยบริวารยักษ์ รวบรวมดอกไม้ทั้งที่เกิดในน้ำทั้งที่
เกิดบนบกอันมีสีและกลิ่นต่าง ๆ เลือกเอาเฉพาะที่มีกลิ่นหอมจรุงน่ารื่นรมย์ใจ
อย่างยิ่งมาบูชาพระกกุสันธพุทธเจ้าผู้นำโลกผู้ปราศจากโทษ ซึ่งประทับนั่งเหนือ
บัลลังก์ของตน ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น แล้วร้องเพลง
ประสานเสียงสดุดี ทำอัญชลีไว้เหนือเศียร ยืนนมัสการ. แต่นั้น มนุษย์ทั้งหลาย
เห็นปาฏิหาริย์นั้น ก็มีจิตใจเลื่อมใส มาประชุมกัน พากันยืนนอบน้อมล้อม
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ผู้ไม่มีปฏิสนธิ
ทรงยังนรเทพยักษ์ ผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชายิ่งให้อาจหาญ ด้วยทรงแสดง
ความเกี่ยวเนื่องของกรรมและผลของกรรม ให้หวาดสะดุ้งด้วยกถาว่าด้วยนรก
แล้วจึงตรัสจตุสัจกถา. ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์หาประมาณมิได้.
นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 646
ข้อ 23
ต่อมาจากสมัยของพระเวสสภูพุทธเจ้า ก็มีพระ-
สัมพุทธเจ้า พระนามว่า กกุสันธะ ผู้สูงสุดแห่งสัตว์
สองเท้า ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ผู้อันใคร ๆ
เฝ้าได้ยาก.
ทรงเพิกถอนภพทั้งปวง ถึงฝั่งบำเพ็ญบารมีแล้ว
ทรงทำลายกรงภพ เหมือนราชสีห์ทำลายกรง ทรง
บรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด.
เมื่อพระกกุสันธพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศ
พระธรรมจักร ธรรมาภิสัยได้มีแก่สัตว์สี่หมื่นโกฏิ.
พระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ กลางพื้นนภากาศ
ทรงยังเทวดาและมนุษย์สามหมื่น
ในการประกาศสัจจะ ๔ แก่นรเทพยักษ์นั้น
ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่สัตว์นับจำนวนไม่ถ้วน.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺฆาเฏตฺวา แปลว่า ถอนแล้ว. บทว่า
สพฺพภวํ ได้แก่ ซึ่งภพทั้ง ๙ ภพ. อธิบายว่า กรรมอันเป็นนิมิตแห่งอุปัตติ
ในภพ. บทว่า จริยาย ปารมึ คโต ความว่า ทรงถึงฝั่ง โดยทรงบำเพ็ญ
บารมีทุกอย่าง. บทว่า สีโหว ปญฺชรํ เภตฺวา ความว่า พระมุนีกุญชร
ทรงทำลายปัญชรคือภพ เหมือนราชสีห์ทำลายกรง.
พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้รื้อเครื่องผูกภพเสียแล้ว ทรงมีสาวกสันนิบาต
ครั้งเดียวเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระอรหันต์สี่หมื่น ซึ่งบวชกับพระ-
หน้า 647
ข้อ 23
องค์ ณ อิสิปตนะมิคทายวัน กรุงกัณณกุชชนคร แวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์
ขึ้นแสดง ในวันมาฆบูรณมี. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ทรงมีสันนิบาต
ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่
ครั้งเดียว.
ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมพระสาวกสี่หมื่น
ผู้บรรลุภูมิของท่านผู้ฝึกแล้ว เพราะสิ้นหมู่กิเลส ดัง
ข้าศึกคืออาสวะ.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระราชาพระนามว่า เขมะ ทรง
ถวายบาตรจีวรเป็นมหาทาน และถวายเภสัชทุกอย่างมียาหยอดตาเป็นต้น แด่
พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และถวายสมณบริขารอย่างอื่น สดับ
พระธรรนเทศนาของพระองค์แล้ว มีพระหฤทัยเลื่อมใส ก็ทรงผนวชในสำนัก
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต-
กาล ในกัปนี้นี่แหละ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า เขมะ ถวายทาน
มิใช่น้อย ในพระตถาคต และพระสาวกชิโนรส.
ถวายบาตรและจีวร ยาหยอดตา ไม้เท้าไม้มะซาง
ถวายสิ่งของที่ท่านปรารถนาเหล่านี้ ๆ ล้วนแต่ของดี ๆ.
พระมุนีกกุสันธพุทธเจ้า ผู้นำวิเศษ แม้พระองค์
นั้น ก็ได้ทรงพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้แล ท่าน
ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
หน้า 648
ข้อ 23
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
ครั้งนั้น เราชื่อว่าเขมะ นครชื่อว่าเขมวดี
กำลังแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ก็บวชแล้วในสำนัก
ของพระองค์.
แก้อรรถ
ในคาถานั้น อญฺชนํ แปลว่า ยาหยอดตา ความชัดแล้ว. บทว่า มธุลฏฺ-
ิกํ ได้แก่ ไม้เท้าไม้มะซาง. บทว่า อิเมตํ ตัดบทเป็น อิมํ เอตํ. บทว่า ปตฺถิตํ
แปลว่า ปรารถนาแล้ว. บทว่า ปฏิยาเทมิ แปลว่า ถวาย อธิบายว่า ได้
ถวายแล้ว. บทว่า วรํ วรํ หมายความว่า ประเสริฐที่สุด ๆ. ปาฐะว่า ยเทตํ
ปตฺถิตํ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น ความว่า เราได้ถวายสิ่งที่พระองค์ปรารถนา
ทุกอย่างแด่พระองค์. ความนี้ดีกว่า.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ผู้ไม่ชักช้าพระองค์นั้น มีพระนครชื่อ
ว่า เขมะ พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า อัคคิทัตตะ พระชนนีเป็นพราหมณ์
ชื่อว่า วิสาขา คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระวิธุระ และ พระสัญชีวะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระพุทธิชะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่า พระสามา และ
พระจัมปา. โพธิพฤกษ์ชื่อว่า ต้นสิรีสะ คือไม้ซึก. พระสรีระสูง ๔๐ ศอก.
พระรัศมีแห่งพระสรีระแล่นออกไปรอบ ๆ ๑๐ โยชน์. พระชนมายุสี่หมื่นปี
มีเอกภริยาเป็นพราหมณีชื่อว่า โรจินี โอรสชื่อว่า อุตตระ ออกอภิเนษกรมณ์
ด้วยรถเทียมม้า. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 649
ข้อ 23
พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้เป็นพระศาสดา ทรงมี
พระชนกเป็นพราหมณ์ ชื่อว่าอัคคิทัตตะ ทรงชนนี
ชื่อว่าวิสาขา.
ตระกูลของพระสัมพุทธเจ้า เป็นตระกูลใหญ่
ประเสริฐเลิศล้ำกว่านรชนทั้งหลาย เป็นชาติสูง มี
บริวารยศใหญ่ อยู่ในนครเขมะนั้น.
พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ
อัครสาวก ชื่อว่าพระวิธุระและพระสัญชีวะ พระพุทธ-
อุปัฏฐากชื่อว่าพระพุทธิชะ.
มีพระอัครสาวิกาชื่อว่า พระสามา และพระจัมปา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก
ว่า ต้นสิรีสะ (ไม้ซึก).
พระมหามุนีสูง ๔๐ ศอกพระรัศมีสีทองแล่นออก
ไปรอบ ๆ ๑๐ โยชน์.
พระกกุสันธพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระชนมายุ
สี่หมื่นปี พระองค์ทรงพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรง
ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงขยายตลาดธรรมแก่
บุรุษสตรี ในโลกทั้งเทวโลก ทรงบันลือดุจการบันลือ
ของราชสีห์ แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน.
หน้า 650
ข้อ 23
พระองค์มีพระสุรเสียง มีองค์ ๘ มีศีลบริบูรณ์
อยู่นิรันดร ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปสิ้นสังขารทั้งปวง
ว่างเปล่า แน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า วสเต ตตฺถ เขเม ปุเร นี้ พึงทราบ
ว่า ท่านกล่าวเพื่อชี้นครที่พระกกุสันธพุทธเจ้าทรงสมภพ. บทว่า มหากุลํ
ได้แก่ ตระกูลฝ่ายพระชนกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นตระกูลรุ่งเรือง. บทว่า
นรานํ ปวรํ เสฏฺํ ความว่า ประเสริฐเลิศล้ำกว่ามนุษย์ทั้งหมดโดยชาติ.
บทว่า ชาติมนฺตํ ได้แก่ มีชาติยิ่ง มีชาติสูง. บทว่า มหายสํ ได้แก่
มีบริวารมาก. ตระกูลใหญ่นั้นของพระพุทธเจ้าเป็นดังฤา. ในคำนั้น พึงเห็น
การเชื่อมความกับบทว่า มหากุลํ เขเม ปุเร วสเต ตระกูลใหญ่อยู่ใน
กรุงเขมะ.
บทว่า สมนฺตา ทสโยชนํ ความว่า พระรัศมีสีทองออกจากพระ.
สรีระเป็นนิตย์ แล่นแผ่ไป ๑๐ โยชน์โดยรอบ. บทว่า ธมฺมาปณํ ได้แก่
ตลาดกล่าวคือธรรม. บทว่า ปสาเรตฺวา ความว่า ขยายตลาดธรรม เหมือน
ตลาดที่คับคั่งด้วยสินค้านานาชนิด เพื่อขายสินค้า. บทว่า นรนารีนํ ได้แก่
เพื่อประสบรัตนะวิเศษ คือฌานสมาบัติและมรรคผล สำหรับบุรุษสตรีทั้งหลาย.
บทว่า สีหนาทํ ว ก็คือ สีหนาทํ วิย ได้แก่ บรรลือเสียงอภัย ไม่น่า
กลัว. บทว่า อฏฺงฺควจนสมฺปนฺโน ได้แก่ พระศาสดาทรงมีพระสุรเสียง
ประกอบด้วยองค์ ๘. บทว่า อจฺฉิทฺทานิ ได้แก่ ศีลที่เว้นจากภาวะมีขาด
เป็นต้น ไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย อีกนัยหนึ่ง ศีลที่ไม่ทะลุ ไม่มีช่อง เช่นคู่
หน้า 651
ข้อ 23
พระอัครสาวก. บทว่า นิรนฺตรํ ได้แก่ เนือง ๆ กาลเป็นนิตย์. บทว่า
สพฺพํ ตมนฺตรหิตํ ความว่า พระศาสดาและคู่พระอัครสาวกเป็นต้นนั้นทั้ง
หมด เข้าถึงความเป็นพระมุนีแล้ว ก็เข้าถึงความเป็นผู้แลไม่เห็น.
อเปตพนฺโธ กกุสนฺธพุทฺโธ
อทนฺธปญฺโ คตสพฺพรนฺโธ
ติโลกสนฺโธ กิร สจฺจสนฺโธ
เขเม วเน วาสมกปฺปยิตฺถ.
ข่าวว่า พระกกุสันธพุทธเจ้า ทรงปราศจากพันธะ
มีพระปัญญาไม่ชักช้า ไปจากโทษทั้งปวง ทรงตั้งมั่น
ในไตรโลก ทรงมั่นคงในสัจจะ ประทับอยู่ ณ เขมวัน.
ในคาถาที่เหลือทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล. .
จบพรรณนาวงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้า
หน้า 652
ข้อ 24
วงศ์พระโกนาคมนพุทธเจ้าที่ ๒๓
ว่าด้วยพระประวัติของพระโกนาคมนพุทธเจ้า
[๒๔] ต่อมาจากสมัยของพระกกุสันธพุทธเจ้า
ก็มีพระชินสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โกนาคมนะผู้สูงสุด
แห่งสัตว์สองเท้า ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจใน
นรชน.
ทรงบำเพ็ญบารมีธรรม ๑๐ ทรงก้าวล่วงกันดาร
ทรงลอยมลทินทั้งปวง บรรลุพระสัมโพธิญาณสูงสุด.
เมื่อพระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้นำพิเศษ ทรง
ประกาศพระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์
สามหมื่นโกฏิ.
อนึ่ง เมื่อพระโกนาคมนพุทธเจ้า ทรงแสดง
ปาฏิหาริย์ในการย่ำยีลัทธิวาทของฝ่ายปรปักษ์ อภิสมัย
ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่นโกฏิ.
แต่นั้น พระชินสัมพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ต่างๆ
เสด็จไปเทวโลก ประทับอยู่เหนือแท่นบัณฑุกัมพลศิลา-
อาสน์ ณ เทวโลกนั้น.
พระมุนีพระองค์นั้น อยู่จำพรรษาแสดงพระ-
อภิธรรม ๗ คัมภีร์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดา
หมื่นโกฏิ.
หน้า 653
ข้อ 24
พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพพระ-
องค์นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้
ไร้มลทินมีจิตสงบ คงที่ครั้งเดียว.
ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมภิกษุสาวกสาม-
หมื่นโกฏิ ผู้ข้ามโอฆะทั้งหลาย ผู้หักรานมัจจุเสียแล้ว.
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าปัพพตะพรั่ง-
พร้อมด้วยมิตรอมาตย์ทั้งหลาย ผู้มีกำลังพลและ
พาหนะหาที่สุดมิได้.
เราไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า สดับธรรมอันยอด
เยี่ยม นิมนต์พระองค์ทั้งพระสงฆ์พุทธชิโนรสถวาย
ทาน จนพอแก่ความต้องการ.
ได้ถวายผ้าไหมทำในเมืองปัตตุณณะ ผ้าไหมทำ
ในเมืองจีน ผ้าแพร ผ้ากัมพล และฉลองพระบาท
ประดับทอง แด่พระศาสดาและพระสาวกทั้งหลาย.
พระมุนีแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลาง
สงฆ์ทรงพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้ ท่านผู้นี้จักเป็น
พระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคต ประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
ทรงรับข้าวมธุปายาสในที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
หน้า 654
ข้อ 24
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ ไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ
โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์
ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้จักมีพระชนนี พระนามว่า พระนาง
มายา พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่าน
ผู้นี้จักมีพระนามว่าโคตมะ.
จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุงพระ-
ชินเจ้าพระองค์นี้.
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมาและพระ-
อุบลวรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่า ต้นอัสสัตถะ.
จักมีอัครอุปัฏฐากชื่อจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า นันทมาตา และอุตตรา พระ-
โคดมผู้มีพระยศพระองค์นั้น จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
หน้า 655
ข้อ 24
มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระองค์ผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่แล้วก็ปลาบ
ปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวโลก พากันโห่ร้อง ปรบ
มือ หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่
ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราสดับพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่ง
เลื่อมใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
เรากำลังแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ถวายทาน
แด่พระผู้สูงสุดในนรชน สละราชสมบัติยิ่งใหญ่แล้ว
บวชในสำนักพระชินพุทธเจ้า.
พระนครชื่อโสภวดี มีกษัตริย์พระนามว่าโสภะ
ตระกูลของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลใหญ่ อยู่ในพระ-
นครนั้น.
หน้า 656
ข้อ 24
พระโกนาคมนพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดา มีพระ
ชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตะ พระชนนีเป็น
พราหมณีชื่อว่าอุตตรา.
พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่สามพันปี มี
ปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่าตุสิตะ สันดุสิต และ
สันตุฏฐะ มีนางบำเรอหนึ่งหมื่นหกพันนาง ภริยาชื่อว่า
รุจิคัตตา พระโอรสชื่อว่าสัตถวาหะ.
พระผู้สูงสุดในบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ ออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงบำเพ็ญเพียร ๖
เดือน.
พระมหาวีระ โกนาคมนะ ผู้นำโลก ผู้สูงสุดใน
นรชน อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ
พระธรรมจักร ณ มิคทายวัน.
พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้มีพระยศ มีพระอัคร-
สาวก ชื่อว่า พระภิยโยสะ และพระอุตตระ พระพุทธ-
อุปัฏฐากชื่อว่าพระโสตถิชะ.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสมุททาและพระ
อุตตรา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น เรียกว่าต้นอุทุมพร.
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่า อุคคะ และโสมเทวะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่า สีวลา และสามา.
หน้า 657
ข้อ 24
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๓๐ ศอก ประดับ
ด้วยพระรัศมีทั้งหลาย เหมือนแท่งทองในเบ้าช่างทอง.
ในยุคนั้น พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุสามหมื่นปี
พระองค์มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็น
อันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงยกธรรมเจดีย์ที่ประดับ
ด้วยธงผ้าคือธรรม ทรงทำพวงมาลัยดอกไม้คือธรรม
แล้วดับขันธปรินิพพาน.
พระสงฆ์สาวกของพระองค์พิลาสด้วยฤทธิ์ยิ่ง
ใหญ่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมอันเป็น
สิริ ทั้งนั้น ก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่าง
เปล่า แน่แท้
พระโกนาคมนสัมพุทธเจ้า ปรินิพพาน ณ พระ-
วิหารปัพพตาราม. พระบรมสารีริกธาตุ แผ่กระจาย
ไปเป็นส่วน ๆ ณ ที่นั้น ๆ แล.
จบวงศ์พระโกนาคมนพุทธเจ้าที่ ๒๓
หน้า 658
ข้อ 24
พรรณาวงศ์พระโกนาคมนพุทธเจ้าที่ ๒๓
ภายหลังต่อมาจากสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า กกุสันธะ เมื่อพระ-
ศาสนาของพระองค์อันตรธานแล้ว เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดมามีอายุสามหมื่นปี.
พระศาสดาพระนามว่า โกนาคมนะ ผู้มีไม้ดีดพิณมาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่
ผู้อื่น ก็อุบัติขึ้นในโลก อีกนัยหนึ่ง พระศาสดาพระนามว่า โกณาคมนะ
เพราะเป็นที่มาแห่งอาภรณ์ทองเป็นต้น อุบัติขึ้นในโลก. ทอง เครื่องประดับมี
ทองเป็นต้น มาตกลง ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงอุบัติพระผู้มี
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงพระนามว่า โกณาคมนะ โดยนัยแห่งนิรุกติศาสตร์
เพราะอาเทศ ก เป็น โก, อาเทศ น เป็น ณา ลบ ก เสียตัวหนึ่ง ในคำว่า โกณา
คมโน นั้น ก็ในข้อนี้อายุท่านทำให้เป็นเสมือนเสื่อมลงโดยลำดับ แต่มิใช่เสื่อม
อย่างนี้ พึงทราบว่า เจริญแล้วเสื่อมลงอีก. อย่างไร. ในกัปนี้เท่านั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้ากกุสันธะทรงบังเกิดในเวลาที่มนุษย์มีอายุสี่หมื่นปี แต่อายุนั้นกำลังลด
ลงจนถึงอายุสิบปี แล้วกลับเจริญขึ้นถึงอายุนับไม่ถ้วน (อสงไขย) แต่นั้นก็ลดลง
ตั้งอยู่ในเวลาที่มนุษย์มีอายุสามหมื่นปี ครั้งนั้นพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
โกนาคมนะ ทรงอุบัติขึ้นในโลก.
แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย แล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีชื่อ อุตตรา ผู้ยอดเยี่ยม
ด้วยคุณมีรูปเป็นต้น ภริยาของ ยัญญทัตตพราหมณ์ กรุงโสภวดี ถ้วน
กำหนดทศมาส ก็เคลื่อนออกจากครรภ์ของชนนี ณ สุภวดีอุทยาน เมื่อ
พระองค์สมภพ ฝนก็ตกลงมาเป็นทองทั่วชมพูทวีป ด้วยเหตุนั้น เพราะเหตุ
หน้า 659
ข้อ 24
ที่ทรงเป็นที่มาแห่งทอง พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามว่า กนกาคมนะ. ก็
พระนามนั้นของพระองค์แปรเปลี่ยนมาโดยลำดับ เป็นโกนาคมนะ. พระองค์
ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่สามพันปี มีปราสาท ๓ หลั่งชื่อว่า ดุสิตะ สันดุสิตะ
และสันตุฏฐะ มีนางบำเรอหนึ่งหมื่นหกพันนาง มีนางรุจิคัตตาพราหมณี
เป็นประมุข.
เมื่อบุตรชื่อ สัตถวาทะ ของนางรุจิคัตตาพราหมณีเกิด พระองค์
ทรงเห็นนิมิต ๔ ก็ขึ้นคอช้างสำคัญ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวช
บุรุษสามหมื่นก็บวชตาม พระองค์อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อม ก็บำเพ็ญ
เพียร ๖ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี ก็เสวยข้าวมธุปายาส ที่อัคคิโสณพราหมณ-
กุมารี ธิดาของอัคคิโสณพราหมณ์ถวาย พักกลางวัน ณ ป่าตะเคียน
เวลาเย็น รับหญ้า ๘ กำ ที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อ ชฏาตินทุกะถวาย จึง
เข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอุทุมพร คือไม้มะเดื่อ ซึ่งมีขนาดที่กล่าวแล้วใน
ต้นปุณฑรีกะ ที่พรั่งพร้อมด้วยความเจริญแห่งผล ทางด้านทักษิณ ทรงลาด
สันถัตหญ้ากว้าง ๒๐ ศอก นั่งขัดสมาธิ กำจัดกองกำลังของมาร ทรงได้
ทศพลญาณ ทรงเปล่งอุทานว่าอเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ดังนี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของภิกษุสามหมื่นที่
บวชกับพระองค์ เสด็จไปทางอากาศ เสด็จลงที่อิสิปตนะมิคทายวัน ใกล้
กรุงสุทัสสนนคร อยู่ท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น ทรงประกาศธรรมจักร ครั้งนั้น
อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ.
ต่อมาอีก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นมหาสาละ ใกล้ประตู
สุนทรนคร ทรงยังสัตว์สองหมื่นโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่
หน้า 660
ข้อ 24
๒ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโปรดเทวดาทั้งหลายที่มา
ประชุมกันในหมื่นจักรวาล มีนางอุตตราพระชนนีของพระองค์เป็นประธาน
อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์หมื่นโกฏิ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อมาจากสมัยของพระกกุสันธพุทธเจ้า ก็มีพระ
ชินสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โกนาคมนะ สูงสุดแห่ง
สัตว์สองเท้า เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจในนรชน.
ทรงบำเพ็ญบารมีธรรม ๑๐ ก้าวล่วงทางกันดาร
ทรงลอยมลทินทั้งปวง ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูง
สุด.
เมื่อพระโกนาคมนะผู้นำ ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ.
และเมื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ย่ำยีดำติเตียนของ
ฝ่ายปรปักษ์ อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่น
โกฏิ.
ต่อนั้น พระชินสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงฤทธิ์ต่างๆ
เสด็จไปยังเทวโลก ประทับอยู่เหนือบัณฑุกัมพลศิลา-
อาสน์ ณ เทวโลกนั้น.
พระมุนีพระองค์นั้น ประทับจำพรรษาแสดง
พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่
เทวดาหมื่นโกฏิ.
หน้า 661
ข้อ 24
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทส ธมฺเม ปูรยิตฺวาน ได้แก่ บำเพ็ญ
บารมีธรรม ๑๐. บทว่า กนฺตารํ สมติกฺกมิ ได้แก่ ก้าวล่วงชาติกันดาร.
บทว่า ปวาหิย แปลว่า ลอยแล้ว. บทว่า มลํ สพฺพํ ได้แก่ มลทิน ๓
มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปาฏิหีรํ กโรนฺเต จ ปรวาทปฺปมทฺทเน ความว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำปาฏิหาริย์ในการย่ำยีวาทะของฝ่ายปรปักษ์.
บทว่า วิกุพฺพนํ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมก-
ปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสุนทรนคร แล้วเสด็จไปเทวโลก จำพรรษาเหนือ
พระแท่นปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ในเทวโลกนั้น. ถามว่า ทรงจำพรรษาอย่างไร
ตอบว่า ทรงแสดงอภิธรรม ๗ คัมภีร์. อธิบายว่า ทรงอยู่จำพรรษา แสดง
พระอภิธรรมปิฏก ๗ คัมภีร์แก่เทวดาทั้งหลายในเทวโลกนั้น เมื่อพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรม ณ ที่นั้นอย่างนี้ อภิสมัยได้มีแก่เทวดาหมื่นโกฏิ.
แม้พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้มาบำเพ็ญบารมีอันบริสุทธิ์ มีสาวก
สันนิบาตครั้งเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ สุรินทวดีอุทยาน
กรุงสุรินทวดี ทรงแสดงธรรมโปรดพระราชโอรสสองพระองค์คือ ภิยโยสราช-
โอรส และอุตตรราชโอรส พร้อมทั้งบริวาร ทรงยังชนเหล่านั้นทั้งหมด
ให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ประทับท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น ทรงยกปาติโมกข์
ขึ้นแสดง ณ วันมาฆบูรณมี. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพ
พระองค์นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ
ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่ ครั้งเดียว.
หน้า 662
ข้อ 24
ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมภิกษุสาวกสาม-
หมื่น ผู้ข้ามพ้นโอฆะ ผู้หักรานมัจจุได้แล้ว.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอฆานํ ได้แก่ โอฆะมีกาโมฆะเป็นต้น
คำนี้เป็นซึ่งของโอฆะ ๔. โอฆะเหล่านั้นของผู้ใดมีอยู่. ย่อมคร่าผู้นั้นให้จมลง
ในวัฏฏะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า โอฆะ. โอฆะเหล่านั้น พึงเห็นฉัฏฐีวิภัตติ
ลงในอรรถทุติยาวิภัตติ ความว่า ผู้ก้าวล่วงโอฆะ ๔ อย่าง แม้ในคำว่า
ภิชฺชิตานํ นี้ ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า มจฺจุยา ก็คือ มจฺจุโน.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นพระราชาพระนามว่า พระเจ้า
ปัพพตะ กรุงมิถิลนคร. ครั้งนั้น พระราชาพร้อมทั้งราชบริพาร ทรงสดับ
ข่าวว่า พระโกนาคมนะพุทธเจ้าผู้เป็นที่มาแห่งสรรพสัตว์ผู้ถึงสรณะ เสด็จถึง
กรุงมิถิลนครแล้ว จึงเสด็จออกไปรับเสด็จ ถวายบังคมนิมนต์พระทศพลถวาย
มหาทาน ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับจำพรรษา ณ มิถิลนครนั้น
บำรุงพระศาสดาพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกตลอดไตรมาส ถวายของมีค่ามากเช่น
ผ้าไหมทำในเมืองปัตตุณณะ ผ้าทำในเมืองเมืองจีน ผ้ากัมพล ผ้าแพร ผ้าเปลือก
ไม้ ผ้าฝ้ายเป็นต้น ผ้าเนื้อละเอียด ฉลองพระบาทประดับทอง และบริขารอื่น
เป็นอันมาก พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้น
ว่า ในภัทรกัปนี้นี่แล ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. ลำดับนั้นมหาบุรุษนั้นสดับ
คำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงบริจาคราชสมบัติยิ่งใหญ่
ทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 663
ข้อ 24
สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า ปัพพตะ พรั่ง
พร้อมด้วยมิตรอำมาตย์ มีกำลังพลและพาหนะหาที่สุด
มิได้.
เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า สดับธรรมอันยอดเยี่ยม
นิมนต์ พระองค์พร้อมทั้งพระสงฆ์พุทธชิโนรส ถวาย
ทานจนพอต้องการ.
ได้ถวายผ้าไหมทำในเมืองปัตตุณณะ ผ้าทำใน
เมืองจีน ผ้าแพร ผ้ากัมพล ฉลองพระบาทประดับทอง
แด่พระศาสดาและพระสาวก.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่ง ณ
ท่ามกลางสงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราสดับคำของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อมใส จึง
อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.
เรากำลังแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ถวายทาน
แด่พระผู้สูงสุดในนรชน สละราชสมบัติยิ่งใหญ่ บวช
ในสำนักของพระชินพุทธเจ้า.
หน้า 664
ข้อ 24
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตพลวาหโน ความว่า กำลังพล
และพาหนะ มีช้างม้าเป็นต้นของเรามีมากไม่มีที่สุด. บทว่า สมฺพุทฺธทสฺสนํ
ก็คือ สมฺพุทฺธทสฺสนตฺถาย เพื่อเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า. บทว่า ยทิจฺฉกํ
ความว่า จนพอแก่ความต้องการ คือทรงเลี้ยงดูพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประธาน ด้วยอาหาร ๔ อย่าง จนทรงห้ามว่า พอ ! พอ ! เอาพระหัตถ์ปิด
บาตร. บทว่า สตฺถุสาวเก ได้แก่ ถวายแด่พระศาสดาและพระสาวกทั้งหลาย.
บทว่า นรุตฺตเม ก็คือ นรุตฺตมสฺส แด่พระผู้สูงสุดในนรชน. บทว่า โอหาย
ได้แก่ ละ เสียสละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่าโสภวดี
พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า ยัญญทัตตะ พระชนนีเป็นพราหมณีชื่อว่า อุต-
ตรา คู่พระอัครสาวกชื่อว่า พระภิยโยสะ และพระอุตตระพระพุทธอุปัฏฐาก
ชื่อว่า พระโสตถิชะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่า พระสมุททา และพระอุตตรา
โพธิพฤกษ์ชื่อว่า ต้นอุทุมพร พระสรีระสูง ๓๐ ศอก พระชนมายุสามหมื่นปี
ภริยาเป็นพราหมณีชื่อ รุจิคัตตา โอรสชื่อ พระสัตถวาหะ ออกอภิเนษกรมณ์
ด้วยยานคือช้าง ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
พระนครชื่อว่า โสภวดี มีกษัตริย์พระนามว่า
โสภะ ตระกูลของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลใหญ่
อยู่ในนครนั้น.
พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้เป็นพระศาสดา มี
พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า ยัญญทัตตะ พระชนนี
เป็นพราหมณ์ ชื่อว่าอุตตรา.
หน้า 665
ข้อ 24
พระโกนาคมนศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่า พระ-
ภิยโยสะและพระอุตตระ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระ-
โสตถิชะ.
พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสมุททา และพระ-
อุตตราโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอุทุมพระ.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๓๐ ศอก ประดับ
ด้วยพระรัศมีทั้งหลาย เหมือนทองในเบ้าช่างทอง.
ในยุคนั้น พระชนมายุของพระพุทธเจ้าสามหมื่น
ปี พระองค์ทรงพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชน
เป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงยกธรรมเจดีย์อัน
ประดับด้วยผ้าธรรม ทรงทำเป็นพวงมาลัยดอกไม้
ธรรมแล้วดับขันธปรินิพพานแล้ว.
พระสาวกของพระองค์พิลาสฤทธิ์ยิ่งใหญ่ พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประกาศธรรมอันเป็นสิริ ทั้งนั้นก็
อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุกฺกามุเข ได้แก่ เตาของช่างทอง.
บทว่า ยถา กมฺพ ก็คือ สุวณิณนิกฺขํ วิย เหมือนแท่งทอง. บทว่า
เอวํ รํสีหิ มณฺฑิโต ได้แก่ ประดับตกแต่งด้วยรัศมีทั้งหลายอย่างนี้.
หน้า 666
ข้อ 24
บทว่า ธมฺมเจติยํ สมุสฺเสตฺวา ได้แก่ ประดิษฐานพระเจดีย์สำเร็จด้วยโพธิ-
ปักขิยธรรม ๓๗. บทว่า ธมฺมทุสฺสวิภูสิตํ ได้แก่ ประดับด้วยธงธรรมคือ
สัจจะ ๔. บทว่า ธมฺมปุปฺผคุฬํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้เป็นพวงมาลัยดอกไม้
สำเร็จด้วยธรรม. อธิบายว่า พระศาสดาพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก โปรดให้
ประดิษฐานพระธรรมเจดีย์ เพื่อมหาชนที่อยู่ ณ ลานพระเจดีย์สำหรับบำเพ็ญ
วิปัสสนา จะได้นมัสการ แล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน. บทว่า มหาวิลาโส
ได้แก่ ผู้ถึงความพิลาสแห่งฤทธิ์ยิ่งใหญ่. บทว่า ตสฺส ได้แก่ ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. บทว่า ชโน ได้แก่ ชน คือ พระสาวก.
บทว่า สิริธมฺมปฺปกาสโน ความว่า และพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประกาศ
โลกุตรธรรม พระองค์นั้น ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น.
ในคาถาที่เหลือทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล.
สุเขน โกนาคมโน คตาสโว
วิกามปาณาคมโน มเหสี
วเน วิเวเก สิรินามเธยฺเย
วิสุทฺธวํสาคมโน วสิตฺถ.
พระโกนาคมนพุทธเจ้า ทรงมีอาสวะไปแล้วโดย
สะดวก ผู้เป็นที่มาแห่งสัตว์ผู้ปราศจากกาม ผู้แสวงคุณ
ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นที่มาแห่งวงศ์ของพระผู้บริสุทธิ์ ประทับ
อยู่ ณ ป่าอันมีนามเป็นสิริ อันสงัด.
จบพรรณนาวงศ์พระโกนาคมนพุทธเจ้า
หน้า 667
ข้อ 25
๒๔. วงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔
ว่าด้วยพระประวัติของพระกัสสปพุทธเจ้า
[๒๕] ต่อมาจากสมัยของ พระโกนาคมนพุทธ-
เจ้า ก็มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ผู้สูงสุด
แห่งสัตว์สองเท้า จอมทัพธรรม ผู้ทำพระรัศมี.
เรือนของตระกูล มีข้าวนำโภชนะมาก ก็สลัด
ทิ้งแล้ว ให้ทานแก่พวกยาจก ยังใจให้เต็มแล้วทำลาย
เครื่องผูกพันดังคอก เหมือนโคอุสภะพังคอกฉะนั้น
ก็บรรลุพระสัมโพธิญาณสูงสุด.
เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่สัตว์สอง
หมื่นโกฏิ.
ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกในเทวโลก ๔ เดือน
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ตัวหนึ่งหมื่นโกฏิ.
ครั้งทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ประกาศพระสัพ-
พัญญุตญาณ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าพันโกฏิ.
พระชินพุทธเจ้าประทับนั่ง ณ สภา ชื่อ สุธรรมา
ณ ดาวดึงส์เทวโลกทรงประกาศพระอภิธรรม ทรงยัง
เทวดาสามพันโกฏิให้ตรัสรู้.
อีกครั้งหนึ่ง ทรงแสดงธรรมโปรดนรเทวยักษ์
อภิสมัยของสัตว์เหล่านั้น นับจำนวนไม่ถ้วน.
หน้า 668
ข้อ 25
พระผู้เป็นเทพแห่งเทพพระองค์นั้น ทรงมีสัน-
นิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ
คงที่ ครั้งเดียว.
ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมพระภิกษุสาวก
สองหมื่น ผู้เป็นพระขีณาสพล่วงภพ เสมอกันด้วยหิริ
และศีล.
ครั้งนั้น เราเป็นมาณพ ปรากฏชื่อว่า โชติปาละ
ผู้คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท ถึงฝั่งในลัทธิ
ธรรมของตน ในลักษณศาสตร์ และ อิติหาสศาสตร์
ฉลาดรู้พื้นดินและอากาศ สำเร็จวิชาอย่างสมบูรณ์.
อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ชื่อว่า
ฆฏิการะ ผู้น่าเคารพ น่ายำเกรง อันพระองค์ทรง
แนะนำในอริยผลที่ ๓ [อนาคามีผล]
ท่านฆฏิการอุบาสกพาเราเข้าเฝ้าพระกัสสปชิน-
พุทธเจ้า เราฟังธรรมแล้วก็บวชในสำนักของพระองค์.
เราเป็นผู้ปรารภความเพียร ฉลาดในข้อวัตรน้อย
ใหญ่ไม่เสื่อมคลาย ไม่ว่าในคุณข้อไหนๆ ยังคำสั่งสอน
ของพระชินพุทธเจ้าให้บริบูรณ์อยู่.
เราเล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ พุทธวจนะตลอด
ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินพุทธเจ้าให้งามแล้ว.
หน้า 669
ข้อ 25
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงเห็นความอัศ-
จรรย์ของเรา ก็ทรงพยากรณ์ว่า ในภัทรกัปนี้ ท่านผู้นี้
จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา.
พระตถาคตประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ
รับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้วเสด็จเข้าไปยังแม่น้ำ
เนรัญชรา.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริม
ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัด
แต่งไว้ เข้าไปที่โคนโพธิพฤกษ์.
แต่นั้น พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงทำประทัก-
ษิณโพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิ-
พฤกษ์ชื่อต้นอัสสัตถะ.
ท่านผู้นี้ จักมีพระชนนีพระนามว่า พระนางมายา
พระชนกพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมี
พระนามว่า โคตมะ.
จักมีพระอัครสาวกชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ-
อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุง
พระชินเจ้าผู้นี้.
หน้า 670
ข้อ 25
จักมีพระอัครสาวิกา ชื่อ พระเขมา และพระอุบล-
วรรณา ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ
ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
เรียกว่าต้นอัสสัตถะ.
จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะ
อาฬวกะ อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตาและอุตตรา
พระโคตมะผู้มีพระยศ จักมีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี.
มนุษย์แลเทวดาทั้งหลาย ฟังพระดำรัสนี้ของ
พระผู้ไม่มีผู้เสมอ ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่แล้ว ก็ปลาบ
ปลื้มใจว่า ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร.
หมื่นโลกธาตุ ทั้งเทวดา พากันโห่ร้องปรบมือ
หัวร่อร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า
ผิว่า พวกเราจักพลาดพระศาสนาของพระโลก-
นาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่
ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำข้าง
หน้า ก็ถือเอาท่าน้ำข้างหลัง ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด.
พวกเราทั้งหมด ผิว่า ผ่านพ้นพระชินพุทธเจ้า
พระองค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้า
ของท่านผู้นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ก็ยิ่งเลื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญ
บารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
หน้า 671
ข้อ 25
เราท่องเที่ยวไปอย่างนี้ เว้นเด็ดขาดจากการ
อนาจารเราทำแต่กิจกรรมที่ทำได้ยาก ก็เพราะเหตุ
อยากได้พระโพธิญาณอย่างเดียว.
พระนคร ชื่อว่าพาราณสี มีกษัตริย์พระนามว่า
พระเจ้ากีกิ ตระกูลของพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นตระกูล
ใหญ่ อยู่ในพระนครนั้น.
พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระชนก
เป็นพราหมณ์ชื่อว่า พรหมทัตตะ พระชนนีเป็น
พราหมณีชื่อว่าธนวดี.
พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่สองพันปี มีปรา-
สาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่าหังสะ ยสะ และ สิริจันทะ
มีนางบำเรอสี่หมื่นปีแปดพันนางมีพระนางสุนันทาเป็น
ประมุข มีพระราชบุตรพระนามว่า วิชิตเสนะ.
พระผู้สูงสุดในบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ ออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียร ๗ วัน.
พระมหาวีระกัสสปะ ผู้นำโลก สูงสุดในนรชน
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระ-
ธรรมจักร ณ มิคทายวัน.
พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
อัครสาวก ชื่อว่าพระติสสะ และพระภารทวาชะ
พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่าพระสัพพมิตตะ.
มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระอนุลา และพระอุรุ
เวลา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
เรียกว่าต้นนิโครธ.
หน้า 672
ข้อ 25
มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่าสุมังคละและฆฏิการะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่าวิชิตเสนา และภัททา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๒๐ ศอก เหมือน
สายฟ้าแลบในอากาศ เหมือนดวงจันทร์ทรงกลด.
พระองค์ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระชนมายุสอง
หมื่นปี พระองค์มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่
ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
พระองค์ ทรงสร้างสระธรรม ประทานศีลเป็น
เครื่องลูบไล้ ทรงนุ่งผ้าธรรม แจกจ่ายพวงมาลัยธรรม.
ทรงตั้งธรรมอันใสสะอาดเป็นกระจกแก่มหาชน
คนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ปรารถนาพระนิพพานก็จักดู
เครื่องประดับของเรา.
ประทานศีลเป็นเสื้อ ฌานเป็นเกราะหนัง ห่ม
ธรรมเป็นหนัง [เสือ] ประทานเกราะสวมอันสูงสุด.
ประทานสติเป็นโล่ ญาณเป็นหอกคมกริบ
ประทานธรรมเป็นพระขรรค์อย่างดี ศีลเป็นเครื่อง*
ย่ำยีศัตรู.
ประทานวิชชา ๓ เป็นเครื่องประดับ ผล ๔ เป็น
มาลัยคล้องคอ ประทานอภิญญา ๖ เป็นอาภรณ์ ธรรม
เป็นดอกไม้ประดับ.
๑. อ. สีลสํสคฺคฆทฺทนํ ศีลเป็นเครื่องย่ำยีความคลุกคลี
หน้า 673
ข้อ 25
พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานพระสัทธรรม
เป็นเศวตฉัตรไว้ป้องกันบาป ทรงเนรมิตดอกไม้คือ
ทางอันไม่มีภัย แล้วก็ดับขันธปรินิพพาน.
นั่นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ อันใครเข้าเฝ้าได้ยาก.
นั่นคือพระธรรมรัตนะ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตรัสไว้ดีแล้ว ควรเรียกให้มาดู.
นั่นคือพระสังฆรัตนะ ผู้ปฏิบัติดียอดเยี่ยมทั้งนั้น
ก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
พระชินศาสดา มหากัสสปพุทธเจ้า ดับขันธ-
ปรินิพพาน ณ พระวิหารเสตัพยาราม ชินสถูปของ
พระองค์ ณ พระวิหารนั้น สูงหนึ่งโยชน์.
จบวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔
หน้า 674
ข้อ 25
พรรณนาวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้าที่ ๒๔
ภายหลังต่อมาจากสมัยพระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคามนะ เมื่อพระศาสนา
ของพระองค์อันตรธานแล้ว สัตว์ที่มีอายุสามหมื่นปี ก็เสื่อมลดลงโดยลำดับจน
ถึงมีอายุสิบปี แล้วเจริญอีก จนมีอายุนับไม่ถ้วน แล้วก็เสื่อมลดลงอีกโดยลำดับ
เมื่อสัตว์เกิดมามีอายุสองหมื่นปี พระศาสดาพระนามว่ากัสสปะ ผู้ปกครอง
มนุษย์เป็นอันมาก ก็อุบัติขึ้นในโลก. พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย แล้ว
บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณี
ชื่อว่าธนวดี ผู้มีคุณไพบูลย์ ของพราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะ กรุงพาราณสี
ถ้วนกำหนดทศมาส ก็ตลอดออกจากครรภ์ชนนี ณ อิสิปตนะมิคทายวัน แต่ญาติ
ทรงหลายตั้งพระนามของพระองค์โดยโคตรว่า กัสสปกุมาร พระองค์ครอง
ฆราวาสวิสัยอยู่สองพันปี. มีปราสาท ๓ หลังชื่อว่าหังสวา ยสวา และสิรินันทะ
ปรากฏมีนางบำเรอสี่หมื่นเเปดพันนาง มีนางสุนันทาพราหมณี เกิดแล้ว
เมื่อบุตรชื่อ วิชิตเสนะ ของ นางสุนันทาพราหมณี เกิดแล้ว
พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ เกิดความสังเวชสลดใจ เมื่อระหว่างที่พระองค์ทรง
ดำริเท่านั้น ปราสาทก็หมุนเหมือนจักรแห่งแป้นทำภาชนะดิน ลอยขึ้นสู่ท้อง
นภากาศ อันคนหลายร้อยแวดล้อมแล้ว ดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารท ที่เป็น
กลุ่มทำความงามอย่างยิ่งอันหมู่ดาวแวดล้อมแล้ว ลอยไปประหนึ่งประดับท้อง
นภากาศ ประหนึ่งประกาศบุญญานุภาพ ประหนึ่งดึงดูดดวงตาดวงใจของชน
ประหนึ่งทำยอดไม้ทั้งหลายให้งามยิ่ง เอาต้นโพธิ์พฤกษ์ชื่อนิโครธต้นไทรไว้
ตรงกลางแล้วลงตั้งเหนือพื้นดิน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทรงยืน
ที่แผ่นดิน ทรงถือเอาผ้าธงชัยแห่งพระอรหัตที่เทวดาถวาย ทรงผนวชแล้ว
หน้า 675
ข้อ 25
นางบำเรอของพระองค์ก็ลงจากปราสาท เดินทางไปครึ่งคาวุต พร้อมด้วย
บริวารจึงพากันนั่งกระทำให้เป็นดุจค่ายพักของกองทัพ. แต่นั้น คนที่มาด้วย
ก็พากันบวชหมด เว้นนางบำเรอ.
ได้ยินว่า พระมหาบุรุษ อันชนเหล่านั้นแวดล้อมแล้วทรงบำเพ็ญ
เพียร ๗ วัน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส ที่นางสุนันทาพราหมณี
ถวายแล้ว ทรงพักกลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็น ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่
คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียว ชื่อ โสมะ ถวาย จึงเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนิโครธ
ทรงลาดหญ้ากว้างยาว ๑๕ ศอก ประทับนั่งเหนือสันถัตนั้น บรรลุพระอภิสัม-
โพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ ล ฯ ตณฺหานํ
ขยมชฺฌคา ดังนี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของ
ภิกษุหนึ่งโกฏิ ซึ่งบวชกับพระองค์ เสด็จไปทางอากาศ ลงที่อิสิปตนะ
มิคทายวัน กรุงพาราณสี อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระ
ธรรมจักร ณ อิสิปตนะมิคทายวันนั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่
สัตว์สองหมื่นโกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ต่อมาจากสมัยของพระโกนาคมนพุทธเจ้า ก็มี
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ผู้สูงสุดแห่งสัตว์
สองเท้า ผู้เป็นราชาแห่งธรรม ผู้ทำพระรัศมี.
เรือนแห่งสกุล มีข้าวน้ำโภชนะ เป็นอันมาก
พระองค์ก็สละเสียแล้ว ทรงให้ทานแก่ยาจกทั้งหลาย
ยังใจให้เต็มแล้ว ทำลายเครื่องผูก ดุจโคอุสภะพังคอก
ฉะนั้น ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม.
หน้า 676
ข้อ 25
เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงประกาศ
พระธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่น
โกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺฉฑฺฑิตํ ได้แก่ อันเขาละแล้ว ทิ้ง
แล้ว เสียสละแล้ว. บทว่า กุลมูลํ ความว่า เรือนแห่งสกุล มีกองโภคะ
นับไม่ถ้วน มีกองทรัพย์หลายพันโกฏิ มีโภคะเสมือนภพท้าวสหัสสนัยน์ ที่
สละได้แสนยาก ก็สละได้เหมือนอย่างหญ้า. บทว่า ยาจเก ได้แก่ ให้แก่
ยาจกทั้งหลาย. บทว่า อาฬกํ ได้แก่ คอกโค. อธิบายว่า โคอุสภะพังคอก
เสียแล้วก็ไปยังที่ปรารถนาได้ตามสบาย ฉันใด แม้พระมหาบุรุษทำลายเครื่อง
ผูกคือเรือนเสียแล้ว ก็ทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น.
ต่อมาอีก เมื่อพระศาสดาเสด็จจาริกไปในชนบท อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้
มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่นโกฏิ ครั้งพระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นประดู่ ใกล้
ประตูสุนทรนคร ทรงแสดงธรรม อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าพันโกฏิ
ต่อมาอีก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์แล้ว ประทับนั่ง ณ เทวสภาชื่อสุธัมมา ในภพ
ดาวดึงส์ ซึ่งยากนักที่ข้าศึกของเทวดาจะครอบงำได้ เมื่อทรงแสดงอภิธรรม-
ปิฏก ๗ คัมภีร์ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาทั้งหลาย ในหมื่นโลกธาตุ มีธนวดี
ชนนีของพระองค์เป็นประมุข ทรงยังเทวดาสามพันโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้ง พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในโลก ๔ เดือน
อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่นโกฏิ.
หน้า 677
ข้อ 25
ครั้งทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ประกาศพระสัพ-
พัญญุตญาณ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาห้าพัน
โกฏิ.
พระชินพุทธเจ้า ประทับนั่ง ณ ธรรมสภา ชื่อ
สุธัมมา ณ เทวโลกอันน่ารื่นรมย์ [ดาวดึงส์] ทรง
ประกาศพระอภิธรรม ยังเทวดาสามพันโกฏิให้ตรัสรู้.
อีกครั้งทรงแสดงธรรมโปรดนรเทวยักษ์ อภิสมัย
ได้มีแก่สัตว์เหล่านั้น นับจำนวนไม่ได้เลย.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุมาสํ ก็คือ จาตุมาเส แปลว่า ๔
เดือน หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า จรติ ก็คือ อจริ. แปลว่า ได้
เสด็จจาริกไปแล้ว บทว่า ยมกํ วิกุพฺพนํ กตฺวา ได้แก่ ทรงทำยมก
ปาฏิหาริย์. บทว่า ญาณธาตุํ ได้แก่ สภาพของพระสัพพัญญุตญาณ อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า สพฺพาณธาตุํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ปกิตฺตยิ ได้แก่ ทรง
ประกาศแก่มหาชน. บทว่า สุธมฺมา ความว่า สภาชื่อว่าสุธัมมามีอยู่ใน
ภพดาวดึงส์ พระองค์ประทับนั่ง ณ สภานั้น. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระอภิธรรม.
เขาว่า ครั้งนั้น มียักษ์ชื่อว่า นรเทพ ผู้เป็นนรเทพผู้มีอานุภาพและ
ผู้พิชิต ซึ่งมีศักดิ์ใหญ่และฤทธิ์มากเหมือนนรเทพยักษ์ที่กล่าวมาแล้วแต่หนหลัง.
นรเทพยักษ์นั้น แปลงตัวเหมือนพระราชาในนครหนึ่งในชมพูทวีป ทั้งรูปร่าง
ทรวดทรงสุ้มเสียงท่วงที แล้วฆ่าพระราชาตัวจริงกินเสีย ปฏิบัติหน้าที่พระราชา
พร้อมทั้งในราชสำนัก โปรดเสวยเนื้อไม่จำกัดจำนวน. เขาว่า นรเทวยักษ์นั้น
หน้า 678
ข้อ 25
เป็นนักเลงหญิงด้วย แต่คราใดสตรีพวกที่ฉลาดเฉลียว รู้จักเขาว่า ผู้นี้ไม่ใช่
พระราชาของเรา นั่นอมนุษย์ผู้ฆ่าพระราชากินเสีย ครานั้น เขาทำเป็นละอาย
กินสตรีพวกนั้นหมด แล้วก็เดินทางไปนครอื่น. ด้วยประการดังนี้ นรเทว-
ยักษ์นั้นกินมนุษย์แล้วก็มุ่งหน้าไปทางสุนทรนคร พวกมนุษย์ชาวนครเห็นเขา
ถูกมรณภัยคุกคามก็สะดุ้งกลัว พากันออกจากนครของตนหนีชมซานไป.
ครั้งนั้น พระกัสสปทศพล ทรงเห็นพวกมนุษย์พากันหนีไป ก็
ประทับยืนประจันหน้านรเทวยักษ์นั้น นรเทวยักษ์ครั้นเห็นพระเทพแห่งเทพ
ยืนประจันหน้า ก็แผดเสียงกัมปนาทดุดัน ร้ายกาจ แต่ไม่อาจให้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเกิดความกลัวได้ ก็ถึงพระองค์เป็นสรณะ แล้วทูลถามปัญหา เมื่อ
พระองค์ทรงวิสัชนาปัญหา ทรงฝึกเขา แสดงธรรม อภิสมัยก็ได้มีแก่มนุษย์
และเทวดาที่มาประชุมกัน เกินที่จะนับจำนวนได้ถ้วน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัส
ว่า นรเทวสฺส ยกฺขสฺส เป็นต้น. ในคาถานั้น บทว่า อปเร ธมฺมเทสเน
ได้แก่ ในการแสดงธรรมครั้งอื่นอีก. บทว่า เอเตสานํ ก็คือ เอเตสํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะพระองค์นั้น มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียว
เท่านั้น. มีบุตรปุโรหิตในกรุงพาราณสี ชื่อว่า ติสสะ เขาเห็นลักษณะสมบัติ
ในพระสรีระของ พระกัสสปโพธิสัตว์ ฟังบิดาพูด ก็คิดว่า ท่านผู้นี้จักออก
มหาภิเนษกรมณ์เป็นพระพุทธเจ้า อย่างไม่ต้องสงสัย จำเราจักบวชในสำนัก
ของพระองค์พ้นจากสังสารทุกข์ จึงไปยังป่าหิมพานต์ที่มีหมู่มุนีผู้บริสุทธิ์ บวช
เป็นดาบส. เขามีดาบสสองหมื่นเป็นบริวาร. ต่อมาภายหลัง เขาทราบข่าวว่า
พระกัสสปกุมาร ออกอภิเนษกรมณ์บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ จึงพร้อมด้วย
บริวารมาบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ
แล้วบรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
ในวันมาฆบูรณมีในสมาคมนั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
หน้า 679
ข้อ 25
พระผู้เป็นเทพแห่งเทพแม้พระองค์นั้น ทรงมี
สาวกสันนิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน
คงที่ ครั้งเดียว.
ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมภิกษุสาวกของผู้
เป็นพระขีณาสพ ล่วงอริยบุคคลระดับอื่น เสมอกัน
ด้วยหิริและศีล.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติกฺกนฺตภวนฺตานํ ได้แก่ ผู้เกินระดับ
ปุถุชนและอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น คือเป็นพระขีณาสพหมดทั้งนั้น.
บทว่า หิริสีเลน ตาทีนํ ได้แก่ ผู้เสมอกันด้วยหิริและศีล.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเรา เป็นมาณพชื่อ โชติปาละ จบไตรเพท
มีชื่อเสียงในการทำนายลักษณะพื้นดิน และลักษณะอากาศ เป็นสหายของ
ฆฏิการะอุบาสก ช่างหม้อ. โชติปาลมาณพนั้น เข้าเฝ้าพระศาสดาพร้อมกับ
ฆฏิการะอุบาสกนั้น ฟังธรรมกถาของพระองค์แล้วก็บวชในสำนักของพระองค์
พระโพธิสัตว์นั้น ทรงปรารภความเพียร เล่าเรียนพระไตรปิฎกแล้ว ยังพระ-
พุทธศาสนาให้งามด้วยการปฏิบัติข้อวัตรใหญ่น้อย พระศาสดาแม้พระองค์นั้น
ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้น. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
ครั้งนั้น เราเป็นมาณพปรากฏชื่อว่า โชติปาละ
เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท.
ถึงฝั่งในลัทธิธรรมของตน ในลักษณศาสตร์
และอิติหาสศาสตร์ ฉลาดในลักษณะพื้นดินและอากาศ
สำเร็จวิทยาอย่างสมบูรณ์.
หน้า 680
ข้อ 25
อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะชื่อว่า
ฆฏิการะ เป็นผู้น่าเคารพ น่ายำเกรง อันพระกัสสป-
พุทธเจ้าทรงสั่งสอนในพระอริยผลที่ ๓ [อนาคามิผล].
ฆฏิการะอุบาสก พาเราเข้าไปเฝ้าพระกัสสปชิน-
พุทธเจ้า เราฟังธรรมของพระองค์แล้วก็บวชในสำนัก
ของพระองค์.
เราปรารภความเพียร ฉลาดในข้อวัตรใหญ่น้อย
จึงไม่เสื่อมคลายในที่ไหนๆ ยังศาสนาของพระชิน-
พุทธเจ้าให้เต็มแล้ว.
เราเล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ อันเป็นพระพุทธ
ดำรัสตลอดหมด จึงยังพระศาสนาของพระชินพุทธเจ้า
ให้งาม.
พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงเห็นความ
อัศจรรย์ของเรา ก็ทรงพยากรณ์ว่า ในภัทรกัปนี้
ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์
อันน่ารื่นรมย์ ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อม
ใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี
๑๐ ให้บริบูรณ์.
เราท่องเที่ยวอย่างนี้ เว้นขาดอนาจาร เราทำ
กิจกรรมที่ทำได้ยาก เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณ
อย่างเดียว.
หน้า 681
ข้อ 25
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมนฺตลิกฺขกุสโล ความว่า เป็น
ผู้ฉลาด ในวิชาสำรวจพื้นดิน วิชาดูลักษณะอากาศ วิชาดาราศาสตร์และ
วิชาโหราศาสตร์. บทว่า อุปฏฺโก แปลว่า ผู้บำรุง. บทว่า
สปฺปติสฺโส ได้แก่ ผู้น่าเกรงขาม. บทว่า นิพฺพุโต ได้แก่ อันทรงแนะ
นำแล้ว หรือปรากฏแล้ว. บทว่า ตติเย ผเล เป็นนิมิตสัตตมี ความว่า
อันทรงแนะนำแล้ว เพราะเหตุบรรลุอริยผลที่ ๓. บทว่า อาทาย ได้แก่
พาเอา. บทว่า วตฺตาวตฺเตสุ ได้แก่ ในข้อวัตรน้อยและข้อวัตรใหญ่. บทว่า
โกวิโท ได้แก่ ผู้ฉลาดในการยังข้อวัตรเหล่านั้นให้เต็ม. ด้วยบทว่า น กฺวจิ
ปริหายามิ ทรงแสดงว่า เราไม่เสื่อมแม้ในที่ไหนๆ แม้แต่ในศีลหรือสมาธิ
สมาบัติเป็นต้นอย่างไหน ๆ ขึ้นชื่อว่า ความเสื่อมของเราในคุณทั้งปวง ไม่มี
เลย. ปาฐะว่า น โกจิ ปริหายามิ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
คำว่า ยาวตา นั้น เป็นคำแสดงขั้นตอน. ความว่า มีประมาณ
เพียงไร. บทว่า พุทฺธภณิตํ ได้แก่ พระพุทธวจนะ. บทว่า โสภยึ ได้แก่
ให้งามแล้ว ให้แจ่มแจ้งแล้ว. บทว่า มม อจฺฉริยํ ความว่า พระผู้มี
พระภาคเจ้ากัสสปะ ทรงเห็นสัมมาปฏิบัติของเรา ไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ น่า
อัศจรรย์ไม่เคยมี. บทว่า สํสริตฺวา ได้แก่ ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ. บทว่า
อนาจรํ ได้แก่ อนาจารที่ไม่พึงทำ ไม่ควรทำ.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะพระองค์นั้น ทรงมีนครเกิดชื่อว่าพาราณสี
มีชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่า พรหมทัตตะ มีชนนีเป็นพราหมณีชื่อว่า ธนวดี
มีคู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระติสสะและพระภารทวาชะมีพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า
พระสัพพมิตตะมีคู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระอนุฬาและอุรุเวฬาโพธิพฤกษ์
หน้า 682
ข้อ 25
ชื่อว่า นิโครธ ต้นไทร พระสรีระสูง ๒ ศอก พระชนมายุสองหมื่นปี ภริยา
ชื่อว่า สุนันทา บุตรชื่อ วิชิตเสนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือปราสาท.
ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
มีนคร ชื่อว่าพาราณสี มีกษัตริย์พระนามว่า กิกี
ตระกูลของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลใหญ่ อยู่ใน
พระนครนั้น.
พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ มีชนก
เป็นพราหมณ์ ชื่อว่าพรหมทัตตะ มีชนนีเป็นพราหมณ์
ชื่อว่า ธนวดี.
พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ-
อัครสาวก ชื่อว่าพระติสสะ และพระภารทวาชะ มี
พุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระสัพพมิตตะ.
มีอัครสาวกา ชื่อพระอนุฬา และ พระอุรุเวฬา
โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
ต้นนิโครธ.
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าสุมังคละ และ ฆฏิการะ มี
อัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่าวิชิตเสนา และภัททา.
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๒๐ ศอก เหมือน
สายฟ้าอยู่กลางอากาศ เหมือนจันทร์เพ็ญทรงกลด.
พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์
นั้น มีพระชนมายุสองหมื่นปี พระองค์ทรงมีพระชนม์
ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
หน้า 683
ข้อ 25
ทรงสร้างสระคือธรรม ประทานเครื่องลูบไล้คือ
ศีล ทรงนุ่งผ้าคือธรรม ทรงแจกมาลัยคือธรรม.
ทรงวางธรรมอันใสไร้มลทิน ต่างกระจก ไว้ใน
มหาชน บางพวกปรารถนาพระนิพพาน ก็จงดูเครื่อง
ประดับของเรา.
ประทานเสื้อคือศีล ผูกสอดเกราะ คือฌาน ห่ม
หนังคือธรรม ประทานเกราะชั้นเยี่ยม.
ประทานสติเป็นโล่ ประทานธรรมเป็นพระ-
ขรรค์อย่างดี ศีลเป็นเครื่องย่ำยีการคลุกคลี.
ประทานวิชชา ๓ เป็นเครื่องประดับ ผลทั้ง ๓
เป็นมาลัยสวมศีรษะ ประทานอภิญญา ๖ เป็นอาภรณ์
ธรรมเป็นดอกไม้เครื่องประดับ.
พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานพระสัทธรรม-
เป็นฉัตรขาว กั้นบาป เนรมิตดอกไม้ คือทางที่ไม่มี
ภัยแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน.
ก็นั่น คือพระสัมมาสัมพุทธะ ผู้มีพระคุณหา
ประมาณมิได้ อันใครเข้าเฝ้าได้ยาก นั่นคือพระธรรม.
รัตนะที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ควรเรียกให้มาดู.
นั่นคือพระสังฆรัตนะ ผู้ปฏิบัติดียอดเยี่ยม ทั้งนั้น
ก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง ก็ว่างเปล่าแน่แท้.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชฺชุลฏฺีว ได้แก่ ดุจสายฟ้าแลบอัน
ตั้งอยู่ โดยเป็นของทึบ. บทว่า จนฺโทว คหปูริโต ได้แก่ ดุจดวงจันทร์
หน้า 684
ข้อ 25
เพ็ญอันทรงกลดแล้ว. บทว่า ธมฺมตฬากํ มาปยิตฺวา ทรงสร้างสระ
คือพระปริยัติธรรม. บทว่า ธมฺมํ ทตฺวา วิเลปนํ ได้แก่ ประทานเครื่อง
ลูบไล้ เพื่อประดับสันตติแห่งจิต กล่าวคือจตุปาริสุทธิศีล. บทว่า ธมฺม-
ทุสฺสํ นิวาเสตฺวา ได้แก่ นุ่งผ้าคู่ กล่าวคือธรรม คือหิริ และโอตตัปปะ.
บทว่า ธมฺมมาลํ วิภชฺชิย ได้แก่ จำแนก คือเปิดพวงมาลัยดอกไม้คือ
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.
บทว่า ธมฺมวิมลมาทาสํ ความว่า วางกระจก กล่าวคือโสดาปัตติ-
มรรคอันไร้มลทิน คือกระจกธรรมใกล้ริมสระธรรมสำหรับมหาชน เพื่อ
กำหนดธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษที่เป็นกุศลและอกุศล. บทว่า มหาชเน
แปลว่า แก่มหาชน. บทว่า เกจิ ก็คือ เยเกจิ. บทว่า นิพฺพานํ ปตฺเถนฺตา
ความว่า เที่ยวปรารถนาพระนิพพาน อันกระทำความย่อยยับแก่มลทินคือ
อกุศลทั้งมวล อันไม่ตาย ปัจจัยปรุงแต่งมิได้ ไม่มีทุกข์ สงบอย่างยิ่งมีอันไม่
จุติเป็นรส ชนเหล่านั้นจงดูเครื่องประดับนี้ มีประการที่กล่าวแล้วอันเราแสดง
แล้ว. ปาฐะว่า นิพฺพานมภิปตฺเถนฺตา ปสฺสนฺตุ มํ อลงฺกรํ ดังนี้ก็มี
ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า อลงฺกรํ ท่านทำรัสสะ กล่าว.
บทว่า สีลกญฺจุกํ ทตฺวาน ได้แก่ ประทานเสื้อที่สำเร็จด้วยศีล ๕
ศีล ๑๐ และจตุปาริสุทธิศีล. บทว่า ฌานกวจวมฺมิตํ ได้แก่ ผูกเครื่องผูก
คือเกราะ คือจตุกกฌานและปัญจกฌาน. บทว่า ธมฺมจมฺมํ ปารุปิตฺวา
ได้แก่ ห่มหนึ่งคือธรรมที่นับได้ว่าสติสัมปชัญญะ. บทว่า ทตฺวา สนฺนา-
หนุตฺตมํ ความว่า ประทานเครื่องผูกสอดคือวิริยะ ที่ประกอบด้วยองค์ ๔
อันสูงสุด. บทว่า สติผลกํ ทตฺวาน ได้แก่ ประทานเครื่องป้องกันคือโล่
คือสติปัฏฐาน ๔ เพื่อป้องกันโทษอริและบาปมีราคะเป็นต้น. บทว่า ติขิณํ
หน้า 685
ข้อ 25
าณกุนฺติมํ ได้แก่ หอกคือวิปัสสนาญาณอันคมกริบ คือหอกคมอย่างดีคือ
วิปัสสนาญาณ ที่สามารถแทงตลอดได้. หรือความว่า ทรงตั้งนักรบคือพระ-
โยคาวจร ที่สามารถทำการกำจัดกองกำลังคือ กิเลสได้. บทว่า ธมฺมขคฺควรํ
ทตฺวา ได้แก่ ประทานพระขรรค์อย่างดีคือมรรคปัญญา ที่มีคมอันลับด้วยกลีบ
อุบลคือความเพียร แก่พระโยควาจรนั้น. บทว่า สีลสํสคฺคมทฺทนํ ความว่า
โลกุตรศีลอันเป็นอริยะ เพื่อย่ำยีการคลุกคลีด้วยกิเลสคือเพื่อฆ่ากิเลส.
บทว่า เตวิชฺชาภูสนํ ทตฺวาน ได้แก่ ประทานเครื่องประดับสำเร็จ
ด้วยวิชชา ๓. บทว่า อาเวฬํ จตุโร ผเล ได้แก่ ทำผล ถ ให้เป็นพวง
มาลัยคล้องคอ. บทว่า ฉฬภิญฺาภรณํ ได้แก่ ประทานอภิญญา ๖ เพื่อ
เป็นอาภรณ์ และเพื่อกระทำการประดับ. บทว่า ธมฺมปุปฺผปิลนฺธนํ ได้แก่
ทำพวงมาลัยดอกไม้ กล่าวคือโลกุตรธรรม ๙. บทว่า สทฺธมฺมปุณฺฑรจฺ-
ฉตฺตํ ทตฺวา ปาปนิวารณํ ได้แก่ ประทานเศวตฉัตรคือวิมุตติอันบริสุทธิ์
สิ้นเชิง เป็นเครื่องกันแดดคืออกุศลทั้งปวง. บทว่า มาปยิตฺวาภยํ ปุปฺผํ
ความว่า ทำดอกไม้คือมรรคมีองค์ ๘ ที่ให้ถึงเมืองที่ไม่มีภัย.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ดับขันธปรินิพพาน ณ เสตัพย-
อุทยาน ใกล้เสตัพยนคร แคว้นกาสี เขาว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์
ไม่กระจัดกระจายแพร่หลายไป. มนุษย์ทั่วชมพูทวีป เมื่อสร้างใช้มโนสิลา
หินอ่อนแทนดิน ใช้น้ำมันแทนน้ำ เพื่อก่อภายนอกเป็นแผ่นอิฐทองแต่ละแผ่น
มีค่าเป็นโกฏิ วิจิตรด้วยรัตนะ เพื่อทำภายในให้เต็ม เป็นอิฐทองแต่ละแผ่น
มีค่าครึ่งโกฏิ ช่วยกันสร้างเป็นสถูปสูงหนึ่งโยชน์.
หน้า 686
ข้อ 25
กสฺสโปปิ ภควา กตกิจฺโจ
สพฺพสตฺตหิตเมว กโรนฺโต
กาสิราชนคเร มิคทาเย
โลกนนฺทนกโร นิวสิ.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป เสด็จกิจแล้วทรง
ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์อย่างเดียวทรงทำ
ความร่าเริงแก่โลก ประทับอยู่ประจำ ณ กรุงพาราณสี
ราชธานีแห่งแคว้นกาสีแล.
ในคาถาที่เหลือ ทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระกัสสปพุทธเจ้า
หน้า 687
ข้อ 26
วงศ์พระโคดมพุทธเจ้าที่ ๒๕
[๒๖] บัดนี้ เราเป็นพระสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า
โคตมะ เจริญวัยในศากยสกุล ตั้งความเพียรแล้ว
บรรลุพระโพธิญาณอันอุดม.
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ประกาศพระ-
ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ ๑๘ โกฏิ.
เมื่อทรงแสดงธรรมต่อจากนั้น ในสมาคมแห่ง
มนุษย์และเทวดา อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็กล่าวไม่ได้ถึง
จำนวนผู้บรรลุ.
บัดนี้ ในที่นี้นี่แล เราสั่งสอนราหุลโอรสของ
เรา อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็กล่าวไม่ได้ถึงจำนวนผู้บรรลุ.
สันนิบาตการประชุมสาวก ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่
ของเรา เป็นการประชุมภิกษุ ๑,๒๕๐ มีครั้งเดียว.
เราไร้มลทินรุ่งเรืองอยู่ ท่ามกลางสงฆ์ก็ให้ทุก
อย่างที่สาวกปรารถนา เหมือนแก้วจินดามณีให้ทุก
อย่างที่ต้องการ.
อันความกรุณาสัตว์ทั้งหลาย เราประกาศสัจจะ
๔ แก่ผู้จำนงหวังมรรคผล ผู้ประสงค์ละความพอใจ
ในภพ.
ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่น สองหมื่น
อภิสมัยของสัตว์ไม่นับจำนวนด้วยหนึ่งคนหรือสองคน
หน้า 688
ข้อ 26
ศาสนาของเรา ผู้ศากยมุนีในโลกนี้ บริสุทธิ์ดี
แล้ว แผ่ไปกว้างขวาง คนเป็นอันมากรู้กัน มั่นคง
เจริญออกดอกบานแล้ว.
ภิกษุทั้งหมดหลายร้อย ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจาก
ราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น ย่อมแวดล้อมเราทุกเมื่อ.
บัดนี้ เดี๋ยวนี้ ภิกษุเหล่าใด ละภพมนุษย์ ภิกษุ
เหล่านั้น เป็นเสกขะ ยังไม่บรรลุพระอรหัต วิญญูชน
ก็ติเตียน.
นรชนผู้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ผู้ยินดีในธรรม
ทุกเมื่อ เมื่อชมเชยอริยมรรค รุ่งเรืองอยู่ ก็จักตรัสรู้.
เรามีนครชื่อกบิลพัสดุ์ พระชนก พระนามว่า
พระเจ้าสุทโธทนะ พระชนนีเรียกว่า พระนางมายาเทวี.
เราครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๒๙ ปี มีปราสาทเยี่ยม
๓ หลัง ชื่อว่าสุจันทะ โกกนุทะ และโกญจะ มีสนม
กำนัลที่แต่งกายงามสี่หมื่นนาง อัครมเหสีพระนามว่า
พระยโสธรา โอรสพระนามว่าพระราหุล.
เราเห็นนิมิต ๔ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยาน คือ
ม้า ทำความเพียร ประพฤติทุกกรกิริยา ๖ ปี.
เรา ชินโคตมะสัมพุทธเจ้า ประกาศพระธรรม-
จักร ณ ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน ณ กรุงพาราณสี เป็น
สรณะของสัตว์ทั้งปวง.
เรามีภิกษุคู่พระอัครสาวก ชื่อว่าโกลิตะ และ
อุปติสสะ มีพุทธอุปัฏฐากประจำสำนักชื่อว่าอานันทะ.
หน้า 689
ข้อ 26
เรามีภิกษุณีอัครสาวิกา ชื่อเขมาและอุบลวรรณา
มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ มีอัคร
อุปัฏฐายิกาชื่อว่า นันทมาตา และอุตตรา เราบรรลุสัม-
โพธิญาณอันอุดม ณ โคนโพธิพฤกษ์ ชื่อต้นอัสสัตถะ.
เรามีรัศมีวาหนึ่ง สูง ๑๖ ศอก อายุเรา ณ บัดนี้
น้อย ร้อยปี เราดำรงชนม์อยู่เพียงนั้น ก็ยังหมู่ชนเป็น
อันมากให้ข้ามโอฆะ เราตั้งคบเพลิงคือธรรม ปลุกชน
ที่เกิดมาภายหลังให้ตื่น.
ไม่นานนัก แม้เราพร้อมด้วยสงฆ์สาวกก็จัก
ปรินิพพานในที่นี้นี่แล เพราะสิ้นอาหาร เหมือนดวงไฟ
ดับ เพราะสิ้นเชื้อฉะนั้น.
เดชที่ไม่มีใครเทียบได้เหล่านั้น ทั้งยศพละและ
ฤทธิ์เหล่านี้ เราผู้มีเรือนกายทรงคุณ วิจิตรด้วยมหา-
ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีฉัพพรรณรังสีส่องสว่าง
ทั้งสิบทิศ ดั้งดวงอาทิตย์. ทั้งนั้นก็จักอันตรธานไป
สิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
จบวงศ์พระโคดมพุทธเจ้าที่ ๒๕
หน้า 690
ข้อ 26
พรรณาวงศ์พระโคดมพุทธเจ้าที่ ๒๕
เรื่องนิทานกาลไกล
เพราะเหตุที่ถึงลำดับการพรรณนาวงศ์ ของพระ-
พุทธเจ้าของเราแล้ว ฉะนั้น บัดนี้จะพรรณาวงศ์
พระพุทธเจ้าของเรานั้น ดังต่อไปนี้.
ในนิทานกาลไกลนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทรงทำอธิการในสำนักของ
พระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ มีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้น มาถึงสี่อสงไขย
กำไรแสนกัป แต่ส่วนกาลภายหลังของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะไม่มีพระพุทธ-
เจ้าพระองค์อื่น เว้นแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้. ดังนั้น พระโพธิสัตว์
ได้พยากรณ์ในสำนักพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ ก็ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม
มีทานบารมีเป็นต้น ที่พระโพธิสัตว์ ผู้รวบรวมธรรม ๘ ประการ เหล่านี้ว่า
อภินีหาร ย่อมสำเร็จได้ เพราะรวบรวมธรรม ๘ ประการ คือ
๑. มนุสัตตะ เป็นมนุษย์
๒. ลิงคสัมปัตติ เป็นเพศบุรุษ
๓. เหตุ มีอุปนิสสยสมบัติบรรลุมรรคผลได้
๔. สัตถารทัสสนะ พบพระพุทธเจ้าขณะที่ยัง
ทรงพระชนม์อยู่
๕. ปัพพัชชา บวชเป็นดาบสหรือภิกษุอยู่
๖. คุณสมบัติ ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕
๗. อธิการ อาจสละชีวิตแก่พระพุทธเจ้าได้
๘. ฉันทตา มีฉันทะ อุตสาหะ บำเพ็ญพุทธ-
การกธรรม.
หน้า 691
ข้อ 26
แล้วทำอภินีหารแทบเบื้องบาทพระทีปังกรพุทธเจ้า แล้วทำอุตสาหะว่า จำเรา
จะเลือกเฟ้นพุทธการกธรรม อย่างโน้นอย่างนี้แสดงไว้ว่า ครั้งนั้น เราเมื่อ
เลือกเฟ้นก็ได้เห็นทานบารมีเป็นอันดับแรก ดังนี้ ตราบจนมาถึงอัตภาพเป็น
พระเวสสันดรและเมื่อมาถึงก็มาประสบอานิสงส์แห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ทำ
อภินีหารไว้แล้ว ที่ทรงสรรเสริญไว้ว่า
พระนิยตโพธิสัตว์ ถึงพร้อมด้วยองค์ครบถ้วน
อย่างนี้ แม้ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานนับร้อย
โกฏิกัป ก็ไม่เกิดในอเวจีและในโลกันตริกนรก
ไม่เกิดเป็นนิชฌามตัณหิกเปรต ขุปปิปาสิกเปรต กาฬ-
กัญชิกาสูร แม้เข้าถึงทุคติ ก็ไม่เป็นสัตว์ขนาดเล็ก
เมื่อเกิดในหมู่มนุษย์ ก็ไม่เป็นคนตาบอดแต่กำเนิด
โสตก็ไม่วิกลบกพร่อง ไม่เป็นคนประเภทใบ้ ไม่เป็น
สตรี ไม่เป็นคนสองเพศและไม่เป็นบัณเฑาะก์.
พระนิยตโพธิสัตว์ ไม่เป็นผู้นับเนื่องดังกล่าว
พ้นจากอนันตริยกรรม มีโคจรบริสุทธิ์ในภพทั้งปวง
ไม่เสพมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นว่ากรรมเป็นอันทำมีผล
แม้อยู่ในสวรรค์ทั้งหลาย ก็ไม่เข้าถึงอสัญญีภพ ทั้ง
ไม่มีเหตุที่ไปเกิดในเทพชั้นสุทธาวาส เป็นผู้น้อมไป
ในเนกขัมมะ เป็นสัตบุรุษ ไม่เกาะเกี่ยวในภพใหญ่
น้อย บำเพ็ญแต่โลกัตถจริยาทั้งหลาย บำเพ็ญบารมี
ทั้งปวง.
หน้า 692
ข้อ 26
เมื่อมาประสบอานิสงส์อย่างนี้ ก็ตั้งอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ทำบุญยิ่ง
ใหญ่ ที่ทำให้มหาปฐพีไหวเป็นต้นอย่างนี้ว่า
แผ่นปฐพีนี้ไม่มีใจ ไม่รู้สึกสุขทุกข์ แผ่นปฐพี
แม้นั้น ก็ไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังทานของเรา.
ุสุดท้ายแห่งอายุ ก็จุติจากอัตภาพนั้น บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต.
เรื่องนิทานกาลใกล้
เมื่อพระโพธิสัตว์กำลังอยู่ในภพดุสิต ธรรมคำว่าพุทธโกลาหลก็เกิด
ขึ้น. จริงอยู่ เกิดโกลาหลขึ้นในโลก ๓ อย่าง คือ กัปปโกลาหล พุทธโกลาหล
และจักกวัตติโกลาหล บรรดาโกลาหลทั้ง ๓ นั้น เหล่าเทวดาชั้นกามาวจร
ชื่อว่า โลกพยูหะ ทราบว่า ล่วงไปแสนปีกัปจักตั้งขึ้น ดังนี้ ปล่อยผมสยาย
ร้องไห้เอาหัตถ์ฟายน้ำตา นุ่งห่มผ้าแดง ทรงเพศแปลก ๆ อย่างยิ่ง เที่ยวไป
ในถิ่นมนุษย์ บอกกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงไปแสนปีนับ
แต่วันนี้ไปกัปจักตั้งขึ้น โลกนี้จักพินาศไป แม้มหาสมุทรก็จักเหือดแห้ง มหา
ปฐพีแผ่นนี้และขุนเขาสิเนรุ จักมอดไหม้พินาศไป ความพินาศจักมีจนถึง
พรหมโลก ดูก่อนท่านผู้นี้นิรทุกข์ พวกท่านจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา จงบำรุงมารดาบิดา จงเป็นผู้ยำเกรงในท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ดังนี้
นี้ชื่อว่า กัปปโกลาหล.
เทวดาฝ่ายโลกบาลทราบว่า ล่วงไปพันปี จักเกิดพระสัพพัญญู-
สัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก จึงเที่ยวไปโฆษณาว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ตั้งแต่นี้
ล่วงไปพันปี จักเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นในโลก ดังนี้ นี้ชื่อว่า พุทธโกลาหล.
หน้า 693
ข้อ 26
พวกเทวดาทราบว่า ล่วงไปร้อยปี พระเจ้าจักรพรรดิราชจักเกิดขึ้น
จึงเที่ยวโฆษณาไปว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ นับแต่นี้ล่วงไปร้อยปี จักเกิด
จักรพรรดิราชขึ้นดังนี้ นี้ชื่อว่า จักกวัตติโกลาหล.
บรรดาโกลาหล ๓ นั้น เทวดาทั่วหมื่นจักรวาลฟังเสียงข่าวพุทธ-
โกลาหล ก็ประชุมพร้อมกัน รู้ว่าสัตว์ชื่อโน้นจักเป็นพระพุทธเจ้า ก็เข้าไปหา
อ้อนวอน แต่เมื่ออ้อนวอน ก็จะอ้อนวอนเมื่อบุพนิมิตของสัตว์ผู้นั้นเกิดขึ้น.
แต่ในครั้งนั้น เทวดาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ในแต่ละจักรวาล ก็ประชุมกันใน
จักรวาลเดียว พร้อมกับมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะ ท้าวสุยามะ ท้าวสันตุสิตะ
ท้าวสุนิมมิตะ ท้าววสวัตตีและท้าวมหาพรหม พากันไปยังสำนักพระโพธิสัตว์ผู้
มีนิมิตแห่งการจุติเกิดแล้วในภพดุสิต ช่วยกันอ้อนวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์
บารมี ๑๐ ท่านก็บำเพ็ญแล้ว แต่เมื่อบำเพ็ญ ท่านมิใช่บำเพ็ญปรารถนาสมบัติ
ท้าวสักกะ สมบัติพรหมเป็นต้น แต่ท่านบำเพ็ญปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ
เพื่อช่วยโลก. เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า.
ข้าแต่ท่านมหาวีระ บัดนี้เป็นเวลาสมควรสำหรับ
ท่านแล้ว ท่านจงเกิดในพระครรภ์พระชนนี เมื่อจะ
ยังโลกทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆะ ท่านจงตรัสรู้อมตบท
เถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์อันทวยเทพทูลอ้อนวอนอย่างนั้น มิได้ประ-
ทานปฏิญญา [คำรับรอง] แก่เทวดาทั้งหลาย แต่ทรงพิจารณามหาวิโลกนะ
๕ คือ ขั้นตอน ได้แก่ กาละ ทวีป ประเทศ ตระกูล กำหนดพระชนมายุพระชนนี
บรรดามหาวิโลกนะ ๕ นั้น พระมหาบุรุษทรงพิจารณาเวลาเป็นอันดับแรกว่า
เป็นกาลสมควรหรือยัง. ในข้อว่ากาลนั้น กาลที่อายุคนเจริญขึ้นเกินแสนปี
หน้า 694
ข้อ 26
ไม่ใช่กาลสมควร. เพราะเหตุไร เพราะว่า ในกาลนั้น [กาลที่มนุษย์มีอายุ
แสนปี] ชาติชรามรณะจักไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย และพระธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีพ้นจากไตรลักษณ์ [อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา] เลย
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่
สำคัญพระพุทธดำรัสที่ควรฟัง ที่ควรเชื่อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย กำลังตรัส
เรื่องอะไรกันนั่น. แต่นั้น อภิสมัยการตรัสรู้ ก็จะไม่มี เมื่ออภิสมัยไม่มี คำสั่ง-
สอนก็ไม่เป็นนิยยานิกะนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการสมควร
แม้กาลที่อายุคนต่ำกว่าร้อยปี ก็ยังไม่ใช่กาลอันสมควร. เพราะเหตุไร เพราะ
ว่าในกาลนั้น [กาลที่มนุษย์มีอายุต่ำกว่าร้อยปี] สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาแน่น
และโอวาทที่ประทานแก่สัตว์ที่มีกิเลสหนาแน่น จะไม่คงอยู่ในฐานะควรโอวาท
จะขาดหายไปเร็วเหมือนรอยไม้ที่ขีดในน้ำ เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาลอันสมควร
แต่กาลแห่งอายุต่ำกว่าแสนปีลงมา สูงเกินร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่ากาลอันสมควร
กาลนั้นเป็นเวลาร้อยปี. ดังนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงเห็นกาลว่าเป็นกาลที่ควร
บังเกิด.
ต่อแต่นั้น เมื่อทรงพิจารณาถึงทวีป ก็ทรงพิจารณามหาทวีปทั้ง ๔
พร้อมทั้งทวีปบริวาร ก็ทรงเห็นทวีปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เกิดในทวีป
ทั้ง ๓ เกิดในชมพูทวีปเท่านั้น.
ต่อแต่นั้น เมื่อทรงสำรวจดูโอกาสว่า ธรรมดาชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่
ขนาดถึงหมื่นโยชน์ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเกิดที่ไหนกันหนอ ก็ทรงเห็น
มัชฌิมประเทศ จึงตกลงพระหฤทัยว่า มีนครกบิลพัสดุ์อยู่ จำเราจะพึงเกิด ณ
นครนั้น.
แต่นั้น เมื่อทรงพิจารณาดูตระกูล ก็ทรงเห็นตระกูลว่าธรรมดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เกิดในตระกูลแพศย์หรือตระกูลศูทร แต่บังเกิดใน
หน้า 695
ข้อ 26
ตระกูลกษัตริย์ หรือตระกูลพราหมณ์ที่โลกสมบัติ บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์โลก
สมมติ จำเราจักเกิดในตระกูลนั้น พระเจ้าสุทโทธนะ จักทรงเป็นพระชนก
ของเรา.
แต่นั้น เมื่อทรงพิจารณาดูพระชนนี ก็ทรงเห็นว่าธรรมดาพระพุทธ-
มารดา มิใช่เป็นสตรีโลเล นักเลงสุรา แต่บำเพ็ญบารมีมาแสนกัป มีศีล
ไม่ขาดวิ่นมาแต่เกิด ก็พระเทวีพระนามว่า พระนางมหามายาพระองค์นี้ เป็น
เช่นนี้ พระนางจักเป็นชนนีของเรา. พระชนมายุของพระนางเท่าไรเล่า. ๑๐
เดือนกับ ๗ วัน.
พระมหาสัตว์ครั้นพิจารณามหาวิโลกนะ ๕ อย่างนี้ ดังนี้แล้ว จึงทรง
รับปฏิญญาของเทวดาทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เป็นกาลสมควรเป็น
พระพุทธเจ้าสำหรับเราแล้วละ จึงส่งเทวดาเหล่านั้นด้วยพระดำรัสว่า พวกท่าน
ไปกันเถิด อันเทวดาชั้นดุสิตแวดล้อมแล้ว ก็เสด็จเข้าไปยังสวนนันทนวันใน
ชั้นดุสิต. ด้วยว่าในเทวโลกทุกชั้นมีสวนนันทนวันทั้งนั้น. ในสวนนันทนวัน
ในชั้นดุสิตนั้น เทวดาทั้งหลาย เมื่อจะยังพระมหาสัตว์นั้นให้รำลึกถึงโอกาส
แห่งกุศลกรรมที่ทำแต่ปางก่อนว่า ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติ จึงเที่ยวไป
พระมหาสัตว์นั้นอันเทวดาเหล่านั้น ให้ระลึกถึงกุศลแวดล้อมแล้ว ก็เที่ยวไป
ในนันทนวันนั้น ก็จุติไปถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางมหามายาเทวี
โดยดาวนักขัตอุตตราสาธ. ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์
ของพระชนนี ทั่วหมื่นโลกธาตุก็ไหวพร้อมกันในคราวเดียวกัน. บุพนิมิต ๓๒
ประการ ก็ปรากฏ.
เทวบุตร ๔ องค์ถือพระขรรค์ ทำหน้าที่อารักขาเพื่อป้องกันอุปัทวเหตุ
แก่พระโพธิสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิ และพระชนนีของพระโพธิสัตว์ ด้วยประการ
หน้า 696
ข้อ 26
ฉะนี้. ราคจิตในบุรุษทั้งหลาย มิได้เกิดแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์ พระ-
ชนนีนั้นประสบลาภอย่างเลิศ ยศอย่างเลิศ มีสุข พระวรกายมิลำบาก พระชนนี
แลเห็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ของพระนางเอง เหมือนด้ายขาวร้อย
แก้วมณีอันใสฉะนั้น เพราะเหตุที่พระครรภ์ที่พระโพธิสัตว์อยู่ ก็เป็นเสมือน
ห้องพระเจดีย์ สัตว์อื่นไม่อาจอยู่หรือใช้สอยได้ ฉะนั้น พระมารดาของพระ-
โพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดได้ ๗ วัน จึงต้องทำกาละ [ทิวงคต] บังเกิด
ในสวรรค์ชั้นดุสิต. ก็สตรีอื่น ๆ ถึง ๑๐ เดือนก็มี เกินก็มี นั่งคลอดบ้าง
นอนคลอดบ้าง ฉันใด พระมารดาของพระโพธิสัตว์หาเป็นฉันนั้นไม่. แต่
พระมารดาของพระโพธิสัตว์ บริหารพระโพธิสัตว์ด้วยพระครรภ์ ๑๐ เดือน
แล้วทรงยืนประสูติ. นี้เป็นธรรมดาของพระมารดาของพระโพธิสัตว์.
แม้พระนางมหามายาเทวี ทรงบริหารพระโพธิสัตว์ด้วยพระครรภ์
๑๐ เดือนแล้ว มีพระครรภ์บริบูรณ์ มีพระประสงค์จะเสด็จไปเรือนพระญาติ
จึงกราบทูลแด่พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม เกล้า
หม่อมฉันใคร่จะไปเทวทหนครเพคะ. พระราชาทรงอนุญาตแล้ว โปรดให้ทำ
ทางตั้งแต่กรุงกบิลพัสดุ์จนถึงเทวทหนครให้เรียบ ให้ประดับด้วยต้นกล้วย หม้อ
เต็มน้ำ หมาก ธงผ้าเป็นต้น ให้ประทับนั่งในวอท้องใหม่ ทรงส่งไปด้วย
สิริสง่าและด้วยบริพารกลุ่มใหญ่. ระหว่างพระนครทั้งสอง มีมงคลสาลวันชื่อ
ลุมพินี ที่ควรใช้สอยของชาวนครทั้งสอง. มงคลสาลวันนั้น สมัยนั้นออก
ดอกบานสะพรั่งไปหมด ตั้งแต่โคนจนถึงยอด เพราะทรงเห็นวนะ งาม
เสมือนสวนนันทนวัน อันเป็นที่สำเริงสำราญแห่งเทพ ซึ่งหมู่แมลงผึ้งอันผึ้ง
อื่น ๆ เลี้ยงดู ผู้เพลินในรสหวานที่ทำความยินดีอย่างยิ่ง อันน่ารื่นรมย์ ยินดี
ด้วยความเมา มีรวงรังอันเสพแล้ว ร่ำร้องกระหึ่มอยู่ตามระหว่างกิ่ง และ
ระหว่างดอกทั้งหลาย พระเทวีก็เกิดจิตคิดจะลงเล่นสวนสาลวัน.
หน้า 697
ข้อ 26
วิภูสิตา พาลชนาติจาลินี
วิภูสิตงฺคี วนิเตว มาลินี
สทา ชนานํ นยนาลิมาลินี
วิลุมฺปินีวาติวิโรจิ ลุมฺพินี.
สวนลุมพินี อันธรรมชาติประดับแล้ว เป็นที่
หวั่นไหวของคนปัญญาอ่อน หมู่ภมร แต่งตัวแล้ว
ย่อมชอบชมเชย มีหมู่แมลงผึ้งประหนึ่งดวงตาของชน
ทั้งหลาย คอยรุม จึงรุ่งเรืองทุกเมื่อ.
เหล่าอำมาตย์กราบทูลพระราชาแล้ว พาพระราชเทวีเข้าไปยังลุมพินีวัน
นั้น. พระนางเสด็จไปยังโคนต้นมงคลสาละ มีพระประสงค์จะทรงจับกิ่งใดของ
มงคลสาละนั้น ซึ่งมีลำต้นตรงเรียบและกลม ประดับด้วยดอกผลและใบอ่อน
กิ่งมงคลสาละนั้น ไม่มีแรง รวนเรเหมือนใจชน ก็น้อมลงมาเองถึงฝ่าพระกร
ของพระนาง ลำดับนั้น พระนางกทรงจับกิ่งสาละนั้น ด้วยพระกรที่ทำความ
ยินดีอย่างยิ่ง ข้างขวา ซึ่งงามด้วยกำไลพระกรทองใหม่ มีพระองคุลีกลมกลึงดัง
กลีบบัว อันรุ่งเรืองด้วยพระนขานูนมีสีแดง. พระนางประทับยืนจับกิ่งสาละนั้น
เป็นพระราชเทวีงดงามเหมือนจันทรเลขาอ่อน ๆ ที่ลอดหลืบเมฆสีเขียวคราม
เหมือนแสงเปลวไฟ ซึ่งตั้งอยู่ได้ไม่นาน และเหมือนเทวีที่เกิดในสวนนันทนวัน
ในทันทีนั้นเอง ลมกัมมัชวาตของพระนางก็ไหว ขณะนั้น ชนเป็นอันมาก
ก็กั้นผ้าม่านเป็นกำแพงแล้วหลีกไป. พระนางเมื่อประทับยืนจับกิ่งสาละอยู่นั่น
เอง พระโพธิสัตว์ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระนางนั้น.
ในทันใดนั้นเอง ท้าวมหาพรหมผู้มีจิตบริสุทธิ์ ๔ พระองค์ ก็ถือ
ข่ายทองมารองรับพระโพธิสัตว์ด้วยข่ายทองนั้น วางไว้เบื้องพระพักตร์พระชนนี
หน้า 698
ข้อ 26
ตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี ขอจงทรงดีพระหฤทัยเถิด พระโอรสของพระองค์มี
ศักดิ์มาก สมภพแล้ว. ก็สัตว์อื่น ๆ เมื่อออกจากครรภ์มารดา ก็เปรอะเปื้อน
ด้วยของปฏิกูลไม่สะอาดออกไป ฉันใด พระโพธิสัตว์หาเป็นฉันนั้นไม่. แต่
พระโพธิสัตว์เหยียดพระหัตถ์ทั้งสอง พระบาททั้งสอง ยืน ไม่เปรอะเปื้อน
ด้วยของไม่สะอาดไร ๆ จากสมภพในพระครรภ์ของพระชนนี หมดจด สดใส
รุ่งเรืองเหมือนมณีรัตนะอันเขาวางไว้บนผ้ากาสี ออกจากพระครรภ์พระชนนี.
เมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อสักการะแด่พระโพธิสัตว์ และพระชนนีของพระโพธิสัตว์
ท่อธารน้ำสองท่อ ก็ออกมาจากอากาศ โสรจสรงที่พระสรีระของพระโพธิสัตว์
และพระชนนีของพระโพธิสัตว์.
ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ ก็เอาผ้าขนสัตว์ที่มีสัมผัสอัน
สบาย ซึ่งสมมติกันว่าเป็นมงคลรับจากพระหัตถ์ของท้าวมหาพรหม ซึ่งยืนรับ
พระโพธิสัตว์นั้นไว้ด้วยข่ายทอง. พวกมนุษย์ก็เอาเบาะผ้าเนื้อดี รับจากพระ-
หัตถ์ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น พระโพธิสัตว์พ้นจากมือของมนุษย์ ก็ยืนที่
แผ่นดินมองดูทิศบูรพา หลายพันจักรวาลก็มีลานเป็นอันเดียวกัน. เทวดาและ
มนุษย์ ในที่นั้น เมื่อบูชาด้วยของหอมดอกไม้มาลัยเป็นต้น ก็พากันทูลว่า
ข้าแต่พระมหาบุรุษ ผู้ที่เสมือนกับพระองค์ในที่นี้ไม่มี ผู้ที่จะยิ่งกว่า จะมีแต่
ไหน. พระโพธิสัตว์ทรงเหลียวแลดูทิศทั้ง ๑๐ ทิศ ไม่เห็นผู้ที่เสมือนกับพระองค์
จึงบ่ายพระพักตร์มุ่งสู่ทิศอุดร ทรงดำเนินไป ๗ ย่างก้าว. และเมื่อดำเนินไป
ก็ดำเนินไปบนแผ่นดินนั่นแหละ มิใช่ดำเนินไปทางอากาศ ไม่มีผ้า [ปกปิด]
ดำเนินไป มิใช่มีผ้าดำเนินไป เป็นทารกอ่อนดำเนินไป มิใช่ทารกอายุ ๑๖ ขวบ
ดำเนินไป แต่ปรากฏแก่มหาชนเหมือนดำเนินไปทางอากาศ เหมือนประดับ
ตกแต่งพระองค์ และเหมือนมีอายุ ๑๖ ขวบ. แต่นั้น ย่างก้าวที่ ๗ ก็ทรงหยุด
หน้า 699
ข้อ 26
เมื่อทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส ดังนี้เป็นต้น ทรงเปล่ง
สีหนาท.
ความจริง พระโพธิสัตว์ พอออกจากครรภ์มารดาก็เปล่งวาจาได้ใน
๓ อัตภาพ คือ อัตภาพเป็นมโหสถ อัตภาพเป็นเวสสันดร อัตภาพนี้ เล่า
กันว่า ในอัตภาพเป็นมโหสถ พอออกจากครรภ์มารดาเท่านั้น ท้าวสักกเทวราช
ก็เสด็จมาวางแก่นจันทน์ไว้ในพระหัตถ์แล้วเสด็จไป. พระมโหสถนั้น เอา
แก่นจันทน์นั้นไว้ที่หลังแล้วก็คลอดออกมา ขณะนั้น มารดาถามมโหสถนั้นว่า
ลูกเอ๋ย เจ้าถืออะไรมาด้วยนะ. มโหสถตอบว่า โอสถจ้ะแม่ ดังนั้น เพราะ
เหตุที่ถือโอสถมาด้วย มารดาบิดาจึงขนานนามว่า โอสถกุมาร.
ส่วนในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร พอออกจากครรภ์พระมารดา ก็
เหยียดพระหัตถ์ขวาบอกว่า แม่จ๋าในเรือนมีทรัพย์ไร ๆ อยู่หรือ ลูกจักให้
ทานนะ ขณะนั้น พระมารดาเอาหัตถ์พระโอรสไว้ที่ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์
แล้ว วางถุงทรัพย์นับพันไว้ตรัสว่า ลูกเอ๋ย เจ้าเกิดมาในตระกูลมีทรัพย์แล้วนะ.
แต่ในอัตภาพนี้ ทรงเปล่งสีหนาท ดังนั้น พระโพธิสัตว์ พอออก
จากครรภ์พระมารดา ก็ทรงเปล่งวาจาใน ๓ อัตภาพ ด้วยประการฉะนี้. แม้
ในพระสมภพบุพนิมิต ๓๒ ก็ปรากฏแก่พระองค์ แต่ว่าในสมัยใดพระโพธิ-
สัตว์ของเราสมภพ ณ ลุมพินีวัน ในสมัยนั้นเหมือนกัน พระเทวีมารดา
พระราหุล อานันทะ ฉันนะ กาฬุทายีอมาตย์ พระยาม้ากัณฐกะ
ต้นมหาโพธิพฤกษ์ และหม้อขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ก็เกิด. บรรดาขุมทรัพย์
ทั้ง ๔ นั้น ขุมทรัพย์ขุมหนึ่ง ขนาดหนึ่งคาวุต ขุมหนึ่งขนาดครึ่งโยชน์ ขุม
หนึ่งขนาดสามคาวุต ขุมหนึ่งขนาดหนึ่งโยชน์ เหล่านี้ชื่อว่า สหชาตทั้ง ๗.
หน้า 700
ข้อ 26
ชาวนครทั้งสอง พาพระมหาบุรุษไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ วันนั้นนั่นแล
หมู่เทพในชั้นดาวดึงส์ร่าเริงยินดีว่า โอรสของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในกรุง
กบิลพัสดุ์จักประทับนั่ง ณ โคนโพธิพฤกษ์เป็นพระพุทธเจ้าจึงพากันยกแผ่นผ้า
เป็นต้นขึ้นโบกสะพัดเล่นกรีฑา. สมัยนั้น ดาบสชื่อกาฬเทวละ ผู้ได้สมาบัติ ๘
ผู้ประจำตระกูลของพระเจ้าสุทโธทนะ ฉันอาหารแล้วก็ไปยังภพดาวดึงส์ เพื่อ
พักกลางวัน นั่งพักกลางวันในที่นั้นแล้ว เห็นเทวดาเหล่านั้นดีใจระเริงเล่นจึง
ถามว่า เหตุไร พวกท่านจึงพากันดีใจเบิกบานใจระเริงเล่น โปรดบอกเหตุนั้น
แก่เราเถิด แต่นั้น เทวดาทั้งหลายก็บอกว่า ท่านผู้นิรทุกข์ โอรสพระเจ้า
สุทโธทนะเกิดแล้ว โอรสพระองค์นั้น จักประทับนั่งที่โพธิมัณฑสถานเป็น
พระพุทธเจ้าประกาศพระธรรมจักร ด้วยเหตุนี้ เราจึงยินดีต่อพระองค์ว่า พวก
เราจะได้เห็นพุทธลีลาอันไม่มีที่สุด.
ดาบสได้ฟังคำของเทวดาเหล่านั้นแล้ว ก็ลงจากเทวโลกอันสว่างไสว
ด้วยรัตนะ น่าดูอย่างยิ่ง เข้าไปยังพระราชนิเวศของนฤบดี นั่งเหนือวรอาสน์
ที่จัดไว้ ทูลพระราชาผู้ทำปฏิสันถารว่า ขอถวายพระพร ได้ข่าวว่าพระโอรส
ของมหาบพิตรสมภพแล้ว อาตมาภาพอยากเห็นพระราชโอรสนั้น พระราชา
โปรดให้นำพระโอรสที่ประดับตกแต่งพระองค์มาแล้ว นำไปใกล้ชิด เพื่อให้
ไหว้เทวลดาบส. พระบาทของพระมหาบุรุษ กลับไปประดิษฐานเหนือชฎา
ของดาบส เหมือนสายฟ้าแลบกำลังอยู่เหนือยอดเมฆสีเขียวคราม แท้จริง
บุคคลอื่นชื่อว่าอันพระโพธิสัตว์พึงไหว้โดยอัตภาพนั้น ไม่มี ดังนั้น ดาบสจึง
ลุกจากอาสนะประคองอัญชลีต่อพระโพธิสัตว์ พระราชาทรงเห็นความอัศจรรย์
นั้นจึงทรงไหว้พระโอรสของพระองค์ ดาบสเห็นลักษณสมบัติของพระโพธิสัตว์
ระลึกว่า ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า หรือไม่เป็นพระพุทธเจ้าหนอ พิจารณา
ทบทวน รู้ได้ด้วยอนาคตังสญาณว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย จึง
ทำอาการแย้มว่า ผู้นี้เป็นอัจฉริยบุรุษ.
หน้า 701
ข้อ 26
ต่อนั้น จึงพิจารณาทบทวนว่า เราจะได้เห็นท่านผู้นี้เป็นพระพุทธ-
เจ้าหรือไม่ได้เห็นหนอ เห็นว่าเราไม่ได้เห็นเราจักทำกาละเสียในระหว่างนี่แล
ไปบังเกิดในอรูปภพ ที่พระพุทธเจ้าร้อยพระองค์ พันพระองค์ ไม่อาจเสด็จ
ไปโปรดให้ตรัสรู้ได้ แล้วร้องไห้ว่า เราจักไม่ได้เห็นอัจฉริยบุรุษเช่นนี้เป็น
พระพุทธเจ้า เราจักเสื่อมใหญ่ มนุษย์ทั้งหลายเห็นก็ถามว่า พระผู้เป็นเจ้า
ของเรา เมื่อกี้หัวเราะกลับมาร้องไห้อีก อันตรายไรๆ จักมีแก่พระลูกเจ้าของ
เราหรือ. ดาบสตอบว่า อันตรายไม่มีแก่พระลูกเจ้านั้นดอก พระลูกเจ้าจักเป็น
พระพุทธเจ้า ไม่ต้องสงสัย มนุษย์ทั้งหลายจึงถามอีกว่า เมื่อเป็นดังนี้ เหตุไร
ท่านจึงร้องไห้เล่า ดาบสตอบว่า เราเศร้าใจถึงตัวเราว่า จักไม่ได้เห็นอัจฉริย-
บุรุษเช่นนี้เป็นพระพุทธเจ้า เราจักเสื่อมใหญ่ดังนี้ จึงร้องไห้.
ต่อแต่นั้น พระประยูรญาติให้สรงสนานพระเศียรพระโพธิสัตว์ใน
วันที่ ๕ ปรึกษากันว่า จักเฉลิมพระนาม จึงฉาบทาพระราชนิเวศน์ด้วยของหอม
๔ ชนิด โปรยดอกไม้มีข้าวตอกครบ ๕ ให้หุงข้าวมธุปายาสไม่ผสม นิมนต์
พราหมณ์ ๑๐๘ ผู้จบไตรเพท ให้นั่งในราชนิเวศน์ ให้บริโภคข้าวมธุปายาส
กระทำสักการะแล้วให้ตรวจทำนายพระลักษณะว่าจักเป็นอย่างไร บรรดา
พราหมณ์ ๑๐๘ นั้น พราหมณ์บัณฑิต ๘ ท่าน มีรามพราหมณ์เป็นต้น เป็น
ผู้ตรวจทำนายพระลักษณะ บรรดาพราหมณ์บัณฑิต ๘ ท่านนั้น ๗ ท่านยกสอง
นิ้ว พยากรณ์เป็นสองส่วนว่า ประกอบด้วยพระลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครอง
ฆราวาสวิสัยจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อผนวชจะเป็นพระพุทธเจ้า บรรดา
พราหมณ์บัณฑิต ๘ ท่านนั้น พราหมณ์โดยโคตรชื่อโกณฑัญญะ หนุ่มกว่าเขา
หมด เห็นพระวรลักษณสมบัติของพระโพธิสัตว์ ยกนิ้วเดียวเท่านั้น พยากรณ์
เป็นส่วนเดียวว่า ท่านผู้นี้ ไม่มีเหตุอยู่ครองฆราวาสวิสัย จักเป็นพระพุทธเจ้า
หน้า 702
ข้อ 26
ผู้มีหลังคาอันเปิดแล้วโดยส่วนเดียว. ครั้งนั้น พระประยูรญาติเมื่อถือพระนาม
ของพระโพธิสัตว์นั้น จึงเฉลิมพระนามว่าสิทธัตถะ เพราะทรงทำความสำเร็จ
ประโยชน์แก่โลกทั้งปวง.
ครั้งนั้น พราหมณ์เหล่านั้น กลับถึงบ้านเรือนของตนแล้ว ก็เรียก
ลูกๆ มาพูดสั่งอย่างนี้ว่า พ่อแก่แม่เฒ่าแล้วจะได้อยู่ชมพระโอรสของพระเจ้า
สุทโธทนะ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ หรือไม่ได้ชมก็ได้ แต่เมื่อพระโอรส
พระองค์นั้นทรงผนวชบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ลูก ๆ ก็จงบวชในพระ-
ศาสนาของพระองค์นะ. ต่อนั้น ท่านพราหมณ์บัณฑิต ๗ ท่าน อยู่จนตลอด
ชีวิตแล้วก็ไปตามกรรม โกณฑัญญมาณพ ไม่มีโรค แต่ในครั้งนั้น พระราชา
ทรงสดับคำของพราหมณ์บัณฑิตเหล่านั้นแล้วตรัสถามว่า ลูกของเราเห็นอะไร
จึงจักผนวช. พราหมณ์เหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่เทวะ เห็นบุพนิมิต ๔ พระเจ้าข้า.
ตรัสถามว่า ก็อะไรกันเล่า. ทูลตอบว่า คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย นักบวช.
พระราชาตรัสสั่งว่า นับตั้งแต่นี้ไปพวกเจ้าอย่าให้ คนแก่ คนเจ็บ นักบวชมา
ใกล้ลูกเรานะ แล้วทรงตั้งกองรักษาการณ์ ทุกระยะคาวุตหนึ่งๆ ทั้ง ๔ ทิศ
เพื่อป้องกันคนแก่เป็นต้นมาปรากฏในสายตาพระกุมาร. วันนั้น พระประยูร-
ญาติแปดหมื่นตระกูล ประชุมกันในมงคลสถาน พระญาติแต่ละพระองค์ก็ทูล
ปฏิญญาถวายโอรสแต่ละองค์ว่า พระกุมารนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือจะเป็น
พระราชาก็ตาม พวกเราก็จะถวายโอรสแต่ละองค์ ถ้าพระกุมารจักเป็นพระ-
พุทธเจ้าไซร้ ก็จักมีขัตติยสมณะคอยแวดล้อมจาริกไป ถ้าจักเป็นพระเจ้า
จักรพรรดิไซร้ ก็จักมีขัตติยกุมารคอยแวดล้อมตามเสด็จไป. พระราชาพระ-
ราชทาน พระพี่เลี้ยงนางนม ๖๔ นาง ผู้ปราศจากโทษทุกอย่าง ถึงพร้อม
ด้วยรูปสมบัติอย่างยิ่ง แด่พระมหาบุรุษ พระโพธิสัตว์ทรงเจริญวัยด้วยบริวาร
ไม่มีที่สุด ด้วยสิริสมุทัยอย่างใหญ่.
หน้า 703
ข้อ 26
ต่อมา วันหนึ่ง เป็นวันพระราชพิธีวัปมงคล วันนั้นพระราชาเสด็จ
ออกจากพระนครโดยสิริสง่ายิ่งใหญ่ด้วยราชบริพารกลุ่มใหญ่ ทรงพาพระโอรส
เสด็จไปด้วย ณ ที่กสิกรรม มีต้นหว้าต้นหนึ่ง มีเงาทึบร่มเย็นน่ารื่นรมย์อย่าง
ยิ่ง. ทรงปูที่บรรทมสำหรับพระกุมารภายใต้ต้นหว้านั้น ผูกเพดานผ้าแดง
ประดับดาวทอง กั้นม่านตั้งกองรักษาการณ์ พระราชาประดับเครื่องอลังการ
ทุกอย่าง อันหมู่อำมาตย์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปเพื่อจรดพระนังคัล ในที่
กสิกรรมนั้น พระราชาทรงถือพระนังคัลทอง อันเป็นมงคลอย่างยิ่ง พวก
อำมาตย์เป็นต้น ถือหางไถเงินเป็นต้น วันนั้น ประกอบพระราชพิธีจรด
พระนังคัลพันหนึ่ง พระพี่เลี้ยงนางนมนั่งล้อมพระโพธิสัตว์ คิดว่าจักดูสมบัติ
ของพระราชา แล้วพากันออกไปนอกม่าน.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงแลดูข้างโน้นข้างนี้ ไม่เห็นใคร ๆ ก็
พลันลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ยังปฐมฌานให้
เกิด พวกพี่เลี้ยงนางนม เตร่ไปในระหว่างอาหาร ชักช้าอยู่เล็กน้อย เงาของ
ต้นไม้ต้นอื่นๆ คล้อยกลับไป แต่เงาของต้นหว้าต้นนั้น ยังเป็นปริมณฑลตั้งอยู่
ในที่นั้นนั่นเอง ฝ่ายพระพี่เลี้ยงนางนมของพระโพธิสัตว์นั้น คิดว่าพระลูกเจ้า
อยู่แต่ลำพังจึงรีบยกม่านขึ้นหา ก็เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่
บรรทม และเห็นปาฏิหาริย์นั้น ไปกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา พระราชารีบ
เสด็จมา ทรงเห็นปาฏิหาริย์นั้น ทรงไหว้พระโอรสตรัสว่า ลูกพ่อเอย นี่พ่อไหว้
ลูกเป็นหนที่สองนะ.
ครั้งนั้น พระมหาบุรุษ ทรงมีพระชันษา ๑๖ พรรษา ตามลำดับ
พระราชาโปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลัง ชื่อรัมมะ สุรัมมะ และ สุภะ ๙ ชั้นหลัง
หนึ่ง ๗ ชั้นหลังหนึ่ง ๕ ชั้นหลังหนึ่ง อันเหมาะแก่ ๓ ฤดู แก่พระโพธิสัตว์
ปราสาทแม้ทั้ง ๓ หลัง ส่วนสูงมีขนาดเท่ากัน แต่ชั้นต่างกัน.
หน้า 704
ข้อ 26
พระราชาทรงพระดำริว่า ลูกของเราเจริญวัยแล้ว จำเราจะให้ยกฉัตร
แก่ลูก จักเห็นสิริราชสมบัติ ท้าวเธอก็ทรงส่งสาสน์แก่เจ้าศากยะทั้งหลายว่า
ลูกเราเจริญวัยแล้ว เราจักสถาปนาลูกเราไว้ในสิริราชสมบัติ เจ้าศากยะทุก
พระองค์จงส่งทาริกาที่เจริญวัยแล้วในเรือนของตนไปสู่เรือนนี้. เจ้าศากยะ
เหล่านั้น ฟังสาส์นของพระราชา ก็พากันกล่าวว่า พระกุมาร งามแต่รูปอย่าง
เดียว ยังไม่รู้ศิลปะไรๆ เลย จักไม่อาจทำการเลี้ยงภริยาได้ พวกเราจักไม่ให้
ธิดาของเรา. พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงเสด็จไปหาพระโอรส ทรง
บอกเรื่องนั้น พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า ควรจะแสดงศิลปะอะไร พระราชา
ตรัสว่าลูกเอ๋ย ควรจะใช้วิชากำลังบุรุษพันคนยกธนูขึ้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
ถ้าอย่างนั้น โปรดให้นำธนูมา พระราชาโปรดให้นำธนูมาพระราชทาน. บุรุษ
พันหนึ่ง ยกธนูนั้นขึ้น บุรุษพันหนึ่งยกลง. พระมหาบุรุษให้นำนั้นมาแล้ว
ประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงคล้องหัวสายธนูที่นิ้วแม่พระบาท โน้มขึ้นธนูด้วยนิ้ว
แม่พระบาทนั่นแหละ ทรงถือคันธนูด้วยพระหัตถ์ซ้ายแล้วขึ้นสายธนูด้วยพระ-
หัตถ์ขวา. ทั่วพระนคร ก็ถึงอาการดังกึกก้องขึ้น และเมื่อถูกถามว่านั่น
เสียงอะไร ก็ตอบกันว่า เมฆฝนคำรามดั่งนั้น. คนอื่น ๆ จึงบอกว่า พวกท่าน
ไม่รู้ ไม่ใช่เมฆฝนคำรามดอก เมื่อพระกุมารอังคีรส ทรงใช้วิชากำลังบุรุษ
พันคนยกธนูขึ้น ทรงดีดสายธนู นั่นเสียงดีดสายธนูดอกนะ เจ้าศากยะทั้งหลาย
ฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็พากันมีจิตคึกคักมีใจยินดี.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษตรัสว่า ควรทำอะไรต่อไป.
พระราชาตรัสว่า ควรเอาลูกธนูยิงแผ่นเหล็กหนา ๘ นิ้ว. ทรงยิงทะลุ
แผ่นเหล็กนั้นแล้วตรัสว่า ควรทำอะไรอย่างอื่น.
หน้า 705
ข้อ 26
พระราชาตรัสว่า ควรยิงทะลุกระดานไม้ประดู่หนา ๔ นิ้ว ทรงยิง
ทะลุแผ่นกระดานไม้ประดู่นั้นแล้วตรัสว่า ควรทำอะไรอย่างอื่น.
พระราชาตรัสว่า ควรยิงทะลุแผ่นกระดานไม้มะเดื่อหนาคืบหนึ่ง. ทรง
ยิงทะลุแผ่นกระดานไม้มะเดื่อแล้วตรัสว่า ควรทำอะไรอย่างอื่น.
เจ้าศากยะทั้งหลายตรัสว่า ยิงเกวียนบรรทุกทราย.
พระมหาสัตว์ทรงยิงทะลุเกวียนบรรทุกทรายบ้าง เกวียนบรรทุกฟาง
บ้าง เกวียนบรรทุกไม้เลียบบ้าง ทรงยิงลูกธนูไปในน้ำได้ประมาณอุสภะหนึ่ง
บนบกได้ประมาณแปดอุสภะ.
ครั้งนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า ควรยิงขนทราย
ที่หมายไว้ที่ผลมะอึก.
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงผูกผลมะอึก ไกล
ประมาณโยชน์หนึ่ง แล้วให้ผูกขนทรายที่หมายไว้ที่ผลมะอึก ไกลประมาณ
โยชน์หนึ่ง ทรงยิงลูกธนูไปในทิศที่ปิดด้วยแผ่นเมฆ ในความมืดแห่งราตรี.
ลูกธนูนั้นไปผ่าขนทราย ไกลประมาณโยชน์หนึ่ง แล้วเข้าไปสู่แผ่นดิน. มิใช่
เพียงเท่านั้นอย่างเดียว วันนั้น พระมหาบุรุษทรงแสดงศิลปะที่ใช้กันอยู่ในโลก
ทุกอย่าง.
ครั้งนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายประดับธิดาของตนส่งไป สตรีสี่หมื่นนาง
ได้เป็นนางสนมนาฏ ส่วนพระเทวีมารดาพระราหุล ได้เป็นอัครมเหสี. พระ-
มหาบุรุษอันสตรีรุ่นจำเริญแห่งมนุษย์แวดล้อม เหมือนเทวกุมาร อันสตรีรุ่น
จำเริญแห่งเทวดาแวดล้อมฉะนั้น อันดนตรีที่ไร้บุรุษบำเรออยู่ เสวยมหาสมบัติ
ประทับอยู่ ณ ปราสาท ๓ หลังนั้น เปลี่ยนไปตามฤดู.
ต่อมาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์มีพระประสงค์จะเสด็จไปยังภาคพื้นที่พระ-
อุทยาน ทรงเรียกสารถีมาแล้วตรัสสั่งว่า จงเทียมรถไว้ เราจะชมสวน สารถี
หน้า 706
ข้อ 26
นั้นรับพระดำรัสแล้ว ก็ประดับรถอันเป็นพาหนะที่สมควรยิ่งใหญ่ มีทูบและ
สายรัดงามมั่นคง มีกงและดุมมั่นคง มีงอนและหน้าประดับด้วยทองเงินและ
แก้วมณี ข้างกงประดับด้วยดวงดาวทองและเงิน มีสิริสง่าด้วยพวงดอกไม้มี
กลิ่นหอมชนิดต่าง ๆ ที่กำรวมกันไว้ เป็นที่น่าดูเสมือนรถพระอาทิตย์ เทียม
มงคลสินธพ ๔ ตัว ที่เป็นม้าอาชาไนย ฝีเท้าดังพระยาครุฑในอากาศ มีสี
เสมือนดวงจันทร์และดอกกุมุท แล้วทูลให้พระโพธิสัตว์ทรงทราบ พระโพธิ-
สัตว์ เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่งคันนั้น ซึ่งเสมือนเทพพิมาน เสด็จบ่ายพระพักตร์
ไปสู่พระอุทยาน.
ลำดับนั้น เทวดาทั้งหลายดำริกันว่า ใกล้เวลาตรัสรู้ของพระสิทธัตถะ
กุมารแล้ว จำเราจักแสดงบุพนิมิตแด่พระองค์ จึงแสดงเป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง
มีสรีระคร่ำคร่าเพราะชรา ฟันหัก ผมหงอก ตัวค้อมลง สั่นเทา. พระโพธิสัตว์
และสารถีต่างก็เห็นคนแก่นั้น. แต่นั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสถามโดยนัยที่มาใน
มหาปทานสูตรว่า ดูก่อนสารถี บุรุษนั่นชื่ออะไร แม้แต่ผมของเขาก็ไม่เหมือน
ของคนอื่น ๆ เป็นต้น ครั้นฟังคำของสารถีนั้นแล้ว ก็ทรงสังเวชพระหฤทัยว่า
ท่านเอ๋ย น่าตำหนิชาติจริงหนอ ที่คนเกิดมาแล้ว ต้องปรากฏชราความแก่
ดังนี้ เสด็จกลับจากที่นั้นแล้วก็เสด็จขึ้นปราสาท.
พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร ลูกของเราจึงกลับ. สารถีทูลว่า
เพราะทรงเห็นคนแก่ พระเจ้าข้า. แต่นั้น พระราชาทรงหวั่นพระหฤทัย ทรง
วางกองรักษาการณ์ไว้ในที่กึ่งโยชน์. วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์เสด็จไปพระอุทยาน
ทรงเห็นคนเจ็บ ซึ่งเทวดาเหล่านั้นนั่นแหละเนรมิต ทรงถามเหมือนนัยก่อน
สังเวชพระหฤทัย เสด็จกลับขึ้นปราสาท. พระราชาตรัสถามแล้ว ทรงจัดนัก
ฟ้อนทั้งหลาย ทรงพระดำริว่า จำเราจักทำใจลูกเราให้แยกออกไปจากการบวช
จึงทรงเพิ่มอารักขา ทรงตั้งกองรักษาการณ์ในที่ประมาณสามคาวุตโดยรอบ.
หน้า 707
ข้อ 26
แม้รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปพระอุทยาน ทรงเห็นคน
ตายที่เทวดาเนรมิตอย่างนั้นเหมือนกัน ทรงถามเหมือนนัยก่อน สังเวชพระ-
หฤทัยแล้วเสด็จกลับขึ้นปราสาทเลย พระราชาตรัสถามถึงเหตุที่เสด็จกลับ ทรง
เพิ่มอารักขาอีก ทรงดังกองรักษาการณ์ไว้ในที่โยชน์หนึ่ง.
แม้รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปพระอุทยาน ทรงเห็น
นักบวชนุ่งดี ห่มดี ที่เทวดาเนรมิตอย่างนั้นเหมือนกัน ตรัสถามสารถีว่า
สหายสารถี ผู้นั้นชื่ออะไร. สารถีไม่รู้จักนักบวชหรือคุณของนักบวช เพราะ
พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น เขาก็ตอบโดยอานุภาพของเทวดา
ว่า ผู้นี้ชื่อนักบวช พระเจ้าข้า. แล้วพรรณาคุณของการบวชแก่พระโพธิสัตว์
นั้น.
แต่นั้น พระโพธิสัตว์เกิดความชอบใจการบวช จึงเสด็จไปพระอุทยาน.
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายอายุยืน เมื่อล่วงไปทุกร้อยปี จึงเห็นบุพนิมิตแต่ละอย่าง
บรรดาบุพนิมิต ๔ มีคนแก่เป็นต้น. ส่วนพระโพธิสัตว์ของเรา เพราะอุบัติ
ในยุคที่มนุษย์มีอายุน้อย ล่วงไปทุก ๔ เดือน จึงเสด็จไปพระอุทยาน ทรง
เห็นบุพนิมิตแต่ละอย่างโดยลำดับ. แต่พระอาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์ทีฆนิกายกล่าว
ว่า ได้เสด็จไปเห็นนิมิต ๔ วันเดียวกันเท่านั้น. พระโพธิสัตว์ทรงเล่น ณ
พระอุทยานนั้น ตลอดทั้งวัน ทรงชื่นชมรสพระอุทยาน แล้วทรงสรงสนาน
ณ สระมงคลโบกขรณี เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคต ประทับนั่งเหนือพื้นพระแท่น
มงคลศิลา มีพระประสงค์จะทรงแต่งพระองค์.
ลำดับนั้น วิสสกรรมเทพบุตร อันท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงทราบ
พระหฤทัยของพระโพธิสัตว์ ทรงใช้แล้ว ก็มาเป็นเสมือนช่างกัลบกสำหรับ
พระโพธิสัตว์นั้น ก็ประดับด้วยเครื่องอลังการที่เป็นทิพย์ เมื่อนักดนตรี
หน้า 708
ข้อ 26
สัพพตาลทั้งหลายแสดงปฏิภาณของตน ๆ แก่พระโพธิสัตว์นั้น ซึ่งประดับด้วย
อลังการทุกอย่างแล้ว และเมื่อพราหมณ์ทั้งหลายสรรเสริญด้วยถ้อยคำเป็นต้นว่า
ชย นรินฺท ข้าแต่พระจอมนระ ขอจงทรงชนะ และเมื่อผู้ถือมงคลมีสุตมัง-
คลิกะเป็นต้น สรรเสริญด้วยคำมงคลและเสียงสดุดีมีประการต่าง ๆ พระโพธิสัตว์
ก็เสด็จขึ้นรถ ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง.
สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับข่าวว่า พระมารดาพระ-
ราหุลประสูติโอรส ก็ทรงส่งข่าวไปว่า พวกเจ้าจงแจ้งความยินดีแก่ลูกของเรา.
พระโพธิสัตว์ฟังข่าวนั้นแล้วตรัสว่า ห่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกเกิดแล้ว. พระราชา
ตรัสถามว่า ลูกของเราพูดอะไร. ทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็น
ต้นไป หลานเราจงมีชื่อว่า ราหุลกุมาร.
แม้พระโพธิสัตว์ ก็ขึ้นทรงรถนั้นเสด็จเข้าสู่พระนคร ด้วยราชบริพาร
หมู่ใหญ่ ด้วยสิริโสภาคย์อันน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก สมัยนั้น นางกษัตริย์ พระนาม
ว่า กีสาโคตมี เพราะไม่ทรามด้วยพระรูปสิริ และพระคุณสมบัติ เสด็จไป
ตามพื้นปราสาทชั้นบน ทรงเห็นพระรูปสิริของพระโพธิสัตว์กำลังเสด็จเข้าสู่
พระนคร ทรงเกิดปีติโสมนัสขึ้นเอง ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า
นิพฺพุตา นูน สา มาตา นิพฺพุโต นูน โส ปิตา
นิพฺพุตา นูน สา นารี ยสฺสายํ อีทิโส ปติ.
บุรุษเช่นนี้ เป็นบุตรของมารดาผู้ใด มารดาผู้นั้น
ก็เย็นใจแน่ เป็นบุตรของบิดาผู้ใด บิดาผู้นั้น ก็เย็นใจ
แน่ เป็นสามีของนารีผู้ใด นารีผู้นั้น ก็เย็นใจแน่.
พระโพธิสัตว์ทรงสดับอุทานนั้นแล้ว ทรงดำริว่า สตรีผู้นี้ให้เราได้
ยินถ้อยคำที่น่าฟังอย่างดี ด้วยว่าเราก็กำลังเที่ยวแสวงหานิพพาน วันนี้นี่แหละ
หน้า 709
ข้อ 26
ควรที่เราจะละทิ้งฆราวาสวิสัยแล้วออกบวชแสวงหานิพพาน ทรงเปลื้องแก้ว
มุกดาหารออกจากพระศอ ทรงส่งแก้วมุกดาหารที่ทำความยินดีอย่างยิ่ง มีค่า
นับแสน แด่เจ้าหญิงกีสาโคตมี ด้วยหมายพระหฤทัยว่า แก้วมุกดาหารนี้ จง
เป็นสักการะส่วนบูชาอาจารย์สำหรับเจ้าหญิงพระองค์นี้. เจ้าหญิงกีสาโคตมีนั้น
เกิดโสมนัสว่า สิทธัตถะกุมารมีจิตปฏิพัทธ์ในเรา ทรงส่งบรรณาการมาประทาน
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เสด็จขึ้นปราสาทที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุให้
เกิดสิริยิ่งใหญ่ บรรทมเหนือพระที่บรรทม ในทันใดนั่นเอง เหล่าสตรีรุ่น ๆ
ทั้งหลาย ผู้มีดวงหน้างามเสมือนดวงจันทร์เต็มดวง มีริมฝีปากแดงเสมือนผล
ตำลึงสุก มีฟันขาวสะอาดเรียบมีระเบียบไม่มีร่อง มีดวงตาเขียวคราม มีมวยผม
มีคิ้วโก่งเขียวจัดดังดอกอัญชัน มีเต้านมเอิ่บอิ่มเต็มเสมอเป็นระเบียบ มีตะโพก
ส่วนหน้าส่วนหลังผายคล่องแคล่ว ดังมณีเมขลาประดับด้วยทองและเงิน ทำ
ความรื่นรมย์ มีลำขาทั้งคู่เฉกเช่นงวงกุญชร ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องและ
บรรเลง มีรูปโฉมไฉไลเช่นเทพธิดา ถือดนตรีที่มีเสียงไพเราะ พากันมาห้อม
ล้อมพระมหาบุรุษนั้น ให้ทรงรื่นเริง ประกอบการฟ้อน การขับร้อง และ
บรรเลง. แต่พระโพธิสัตว์ไม่ทรงยินดียิ่งในการฟ้อนการขับร้องเป็นต้น เพราะ
ทรงมีจิตหน่ายในกิเลสทั้งหลาย บรรทมหลับไปครู่หนึ่ง.
สตรีเหล่านั้น เห็นพระโพธิสัตว์นั้น คิดว่า พวกเราประกอบการ
ฟ้อนเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นก็บรรทมหลับไปแล้ว
บัดนี้ พวกเราจะลำบากเพื่อประโยชน์อะไรเล่า แล้วก็นอนทับดนตรีที่ต่างถือกัน
อยู่หลับไป ประทีปน้ำมันหอมก็ยังติดโพลงอยู่ พระโพธิสัตว์ทรงตื่นบรรทม
ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่เหนือหลังพระที่บรรทม ทรงเห็นสตรีเหล่านั้น นอนทับ
เครื่องดนตรี มีน้ำลายไหล มีแก้มและเนื้อตัวสกปรก บางพวกกัดฟัน บาง
หน้า 710
ข้อ 26
พวกกรน บางพวกละเมอ บางพวกอ้าปาก บางพวกผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ปรากฏ
ที่น่ากลัวที่คับแคบ บางพวกมีผมปล่อยยุ่ง นอนทรงรูปเหมาะแก่ป่าช้า พระ
มหาสัตว์ทรงเห็นอาการแปลกๆ ของสตรีเหล่านั้น ก็ยิ่งทรงมีจิตหน่ายในกาม
ทั้งหลายสุดประมาณ พื้นปราสาทที่ประดับตกแต่งแม้งดงามเสมือนภพท้าว
สหัสสนัยน์ ก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์นั้น ปฏิกูลอย่างยิ่ง เหมือนป่าช้าผีดิบ
ที่เต็มด้วยซากศพสรีระของคนตายที่เขาทอดทิ้งไว้ แม้ภพทั้งสามก็ปรากฏเสมือน
ภพที่ไฟไหม้ ทรงพร่ำบ่นว่า วุ่นวายจริงหนอ ขัดข้องจริงหนอ พระหฤทัย
ก็น้อมไปเพื่อบรรพชาอย่างยิ่ง พระองค์ทรงดำริว่าวันนี้นี่แหละ เราควรออก
มหาภิเนษกรมณ์ทรงลุกจากที่พระบรรทม เสด็จไปใกล้ประตู ตรัสถามว่าใคร
อยู่ที่นั่น นายฉันนะ นอนศีรษะใกล้ธรณีประตู ทูลว่า ข้าพระบาทฉันนะ
พระลูกเจ้า ลำดับนั้น พระมหาบุรุษตรัสว่า วันนี้เราประสงค์จะออกมหา-
ภิเนษกรมณ์ เจ้าอย่าบอกใคร จงเตรียมสินธพเร็วฝีเท้าจัดไว้ตัวหนึ่งนะ นาย
ฉันนะนั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ถือเครื่องประกอบม้าไปยังโรงม้า พบม้าฝีเท้า
ดีชื่อกัณฐกะ ย่ำยีข้าศึกได้ ยืน ณ ภูมิภาคน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ภายใต้เพดาน
แผ่นดอกมะลิ เมื่อประทีบน้ำมันหอม ยังลุกโพลงอยู่คิดว่า วันนี้เราควรเตรียม
ม้ามงคลตัวนี้ เพื่อพระลูกเจ้าออกอภิเนษกรมณ์ แล้วก็เตรียมม้ากัณฐกะไว้
ม้ากัณฐกะนั้นเมื่อถูกจัดเตรียมไว้ก็รู้ว่า การจัดเตรียมนี้ หนักนัก ไม่เหมือน
การจัดเตรียมในเวลาเสด็จไปเล่นสวน วันอื่น ๆ พระลูกเจ้าจักออกมหาภิเนษ-
กรมณ์ในวันนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย. แต่นั้น ม้ากัณฐกะก็มีใจยินดีร้องดังลั่น เสียง
ร้องนั้น กังวาลไปทั่วกรุงกบิลพัสดุ์ แต่เทวดาปิดกั้นไว้ไม่ให้ใครๆ ได้ยิน.
พระโพธิสัตว์คิดว่า เราจักดูลูกเสียก่อน จึงลุกจากที่ประทับยืนอยู่
เสด็จไปยังที่ประทับอยู่ของพระมารดาพระราหุล ทรงเปิดประตูห้อง ขณะนั้น
หน้า 711
ข้อ 26
ประทีปน้ำมันหอมในห้อง ยังติดโพลงอยู่. พระมารดาพระราหุล บรรทมวาง
พระหัตถ์ไว้เหนือกระหม่อมพระโอรสบนที่บรรทม อันเกลื่อนกล่นด้วยดอกมะลิ
เป็นต้นเป็นอัมพณะ พระโพธิสัตว์วางพระบาทที่ธรณีประตู ประทับยืนทรง
มองดู ทรงดำริว่า ถ้าเราจักยกพระหัตถ์ของพระเทวีออกไปแล้วจับลูกเรา
พระเทวีก็จักตื่นเมื่อเป็นดั่งนั้น อภิเนษกรมณ์ของเราก็จักเป็นอันตราย เราจัก
เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงค่อยมาดูลูกเรา เสด็จลงจากพื้นปราสาทแล้วเสด็จเข้า
ไปใกล้มาตรัสอย่างนี้ว่า พ่อกัณฐกะ วันนี้ เจ้าต้องให้เราข้ามไปราตรีหนึ่ง เรา
อาศัยเจ้าแล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้า ยังโลกทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆะ แต่นั้นก็ทรง
โดดขึ้นหลังม้ากัณฐกะ. ม้ากัณฐะ โดยส่วนยาวนับตั้งแต่คอ ก็ยาว ๑๘ ศอก
ประกอบด้วยส่วนสูงพอเหมาะกับส่วนยาวนั้น ถึงพร้อมด้วยรูป ฝีเท้าและกำลัง
อันเลิศ ขาวปลอด สีสรรน่าดูเสมือนสังข์ขัด แต่นั้น พระโพธิสัตว์ ประทับอยู่
บนหลังม้าทรง โปรดให้นายฉันนะจับหางม้า ถึงประตูใหญ่แห่งพระนครตอน
ครึ่งคืน.
ครั้งนั้น แต่ก่อน พระราชาโปรดให้จัดบุรุษไว้คอยเปิดประตู ๆ ละ
พันคน บรรดาบานประตู ๒ ประตู เพื่อห้ามพระโพธิสัตว์เสด็จไป ทรงวาง
บุรุษไว้เป็นอันมาก กองรักษาการณ์ ณ บานประตูนั้น ได้ยินว่า พระโพธิ-
สัตว์ทรงกำลังเท่ากับบุรุษจำนวนแสนโกฏิ เท่ากับช้างจำนวนพันโกฏิ เพราะ
ฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้น จึงทรงดำริว่า ผิว่า ประตูไม่ยอมเปิด วันนี้เราจะ
นั่งหลังกัณฐกะ ให้นายฉันนะจับหาง เอาสองชาบีบกัณฐกะ โดดขึ้นผ่าน
กำแพง ๑๘ ศอก ไปพร้อมกับฉันนะเลย นายฉันนะก็คิดว่า ถ้าประตูไม่เปิด
เราก็จะเอาพระลูกเจ้าขึ้นบนคอ เหวี่ยงกัณฐกะด้วยมือขวา หนีบไว้ที่รักแร้จะ
โดดขึ้นผ่านกำแพงไปได้ ม้ากัณฐกะก็คิดว่า เมื่อประตูไม่เปิด เราก็จักประดิษ-
ฐานพระลูกเจ้าตามที่ประทับนั่งอยู่ โดดขึ้นไปพร้อมกับนายฉันนะ ที่จับหางไว้
หน้า 712
ข้อ 26
โดดไว้ข้ามหน้ากำแพงไป ทั้งสามคนคิดเหมือนกันอย่างนี้ เทวดาที่สิงสถิตอยู่
ที่ประตูก็ช่วยกันเปิดประตูใหญ่.
ขณะนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า จักให้พระมหาสัตว์กลับไป จึงมายืนอยู่
กลางอากาศกล่าวว่า
มา นิกฺขม มหาวีร อิโต เต สตฺตเม ทิเน
ทิพฺพํ ตุ จกฺกรตนํ อทฺธา ปาตุ ภวิสฺสติ.
ท่านมหาวีระ อย่าออกอภิเนษกรมณ์เลย นับแต่
นี้ไป ๗ วัน จักรรัตนะทิพย์จะปรากฏ แก่ท่านแน่นอน.
ท่านจักครองราชย์แห่งทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร กลับ
เสียเถิด ท่านผู้นิรทุกข์. พระมหาบุรุษตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร. มารตอบว่า
เราเป็นผู้มีอำนาจ [มาร] พระมหาบุรุษตรัสว่า
ชานามหํ มหาราช มยฺหํ จกฺกสฺส สมฺภวํ
อนตฺถิโกหํ รชฺเชน คจฺฉ ตฺวํ มาร มา อิธ.
ดูก่อนมหาราช เรารู้ว่าจักกรัตนะ จะปรากฏแก่
เรา แต่เราไม่ต้องการจักกวัตติราชย์ ไปเสียเถิดมาร
อย่ามาในที่นี้เลย.
สกลํ ทสสหสฺสมฺปิ โลกธาตุมหํ ปน
อุนฺนาเทตฺวา ภวิสฺสามิ พุทฺโธ โลเก วินายโก.
แต่เราจักเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นำพิเศษในโลก
บันลือลั่นไปทั่วหมื่นโลกธาตุ.
มารนั้น ก็อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง.
เวลาที่พระชนมายุ ๒๙ พรรษา พระมหาสัตว์ทรงทิ้งจักรวรรดิราชย์
ที่ตกอยู่ในพระหัตถ์ ไม่ทรงเยื่อใยเหมือนก้อนเขฬะ เสด็จออกจากพระราชย์-
หน้า 713
ข้อ 26
นิเวศน์อันเป็นสิรินิวาสแห่งจักรพรรดิ เมื่อดาวนักษัตรอุตตราสาฬหะเพ็ญเดือน
อาสาฬหะ เสด็จออกจากพระนคร ได้มีพระประสงค์จะทรงแลดูพระนคร ใน
ลำดับแห่งความตรึกนั่นเอง ภูมิประเทศนั้น ก็แปรเปลี่ยนไปเหมือนจักรแป้น
หมุนทำภาชนะดิน แก่พระองค์ พระมหาสัตว์ทรงยืนอยู่อย่างเดิม ทอดพระเนตร
กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงกระตุ้นม้ากัณฐกะให้บ่ายหน้าไปตามทางที่พึงไป แสดงเจดีย-
สถาน ชื่อ กัณฐกนิวัตตนะ ที่ม้ากัณฐกะหันหน้ากลับ ณ ภูมิประเทศนั้น
เสด็จไปด้วยสักการะยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุให้เกิดสิริอันโอฬาร.
ครั้งนั้น เมื่อพระมหาสัตว์กำลังเสด็จไป เทวดาทั้งหลายชูคบเพลิง
จำนวนหกล้านดวงข้างหน้าพระมหาสัตว์นั้น ข้างหลังก็หกล้านดวงเหมือน
กัน ข้างขวาก็หกล้านดวง ช้างซ้ายก็เหมือนกัน เทวดาพวกอื่น ๆ อีก
ก็สักการะด้วยพวงมาลัยดอกไม้หอม จุรณจันทน์ พัดจามรและธงผ้า ห้อม
ล้อมไป สังคีตทิพย์และดนตรีเป็นอันมาก ก็บรรเลงได้เอง.
พระโพธิสัตว์ เสด็จไปด้วยเหตุที่ให้เกิดสิริอย่างนี้ เสด็จหนทาง ๓๐
โยชน์ผ่าน ๓ ราชอาณาจักร ราตรีเดียวเท่านั้น ก็ถึงริมฝั่งแม่น้ำอโนมา.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงยืน ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ตรัสถามนายฉันนะว่า
แม่น้ำนี้ชื่อไร ทูลตอบว่า แม่น้ำอโนมา ทรงใช้ส้นพระบาท กระแทกม้าให้
สัญญาณแก่ม้า ม้าก็โดดไปยืนอยู่ริมฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำซึ่งกว้าง ๘ อุสภะ พระ
โพธิสัตว์เสด็จลงจากหลังม้า ประทับยืนที่หาดทรายเสมือนกองแก้วมุกดา เรียก
นายฉันนะมาตรัสสั่งว่า สหายฉันนะ เจ้าจงนำอาภรณ์ของเรากับกัณฐกะกลับไป
เราจักบวช.
นายฉันนะทูลว่า แม้ข้าพระบาทก็จักบวช พระลูกเจ้า. พระโพธิสัตว์
ตรัสว่า เจ้ายังบวชไม่ได้ เจ้าต้องกลับไป ทรงห้าม ๓ ครั้งแล้ว ทรงมอบ
หน้า 714
ข้อ 26
อาภรณ์และม้ากัณฐกะแล้วทรงดำริว่า ผมของเราอย่างนี้ ไม่เหมาะแก่สมณะ
จำจักตัดผมเหล่านั้นด้วยพระขรรค์ ทรงจับพระขรรค์อันคมกริบด้วยพระหัตถ์
ขวา รวบพระจุฬาพร้อมด้วยพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้ายแล้วตัด เหลือพระเกศา
สององคุลีเวียนขวา ตัดพระเศียร พระเกสาเหล่านั้นก็มีประมาณเท่านั้น จน
ตลอดพระชนมชีพ ส่วนพระมัสสุ ก็เหมาะแก่ประมาณพระเกสานั้น แต่พระ-
องค์ไม่มีกิจที่จะต้องปลงพระเกศาและพระมัสสุอีกเลยนี้ พระโพธิสัตว์ทรงรวบ
พระจุฬาพร้อมด้วยพระเมาลี อธิษฐานว่า ถ้าเราจักเป็นพระพุทธเจ้าไซร้ ผมนี้
จงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าไม่เป็นไซร้ ก็จงหล่นลงเหนือพื้นดิน แล้วเหวี่ยงไปใน
อากาศ กำพระจุฬามณีนั้น ไประยะประมาณโยชน์หนึ่งแล้วก็ตั้งอยู่ในอากาศ.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะเทวราชทรงตรวจดูด้วยจักษุทิพย์ ทรงเอาผอบรัตนะ
ขนาดโยชน์หนึ่งรับกำพระจุฬามณีนั้น แล้วทรงสถาปนาเป็นพระจุฬามณีเจดีย์
สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ ขนาด ๓ โยชน์ไว้ในภพดาวดึงส์ ดังที่ท่านกล่าว
ไว้ว่า
เฉตฺวาน โมลึ วรคนฺธวาสิตํ
เวหายสํ อุกฺขิปิ อคฺคปุคฺคโล
สหสฺสเน โต สิรสา ปฏิคฺคหิ
สุวณฺณจงฺโกฏวเรน วาสโว.
พระผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ ทรงตัดพระเมาลีที่อบด้วย
ของหอมอย่างดี ทรงเหวี่ยงขึ้นสู่อากาศ ท้าววาสวะ
สหัสสนัยน์ ทรงเอาผอบทองอย่างดีรับไว้ด้วยเศียร
เกล้า.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริอีกว่า ผ้ากาสีเหล่านั้นมีค่ามาก ไม่เหมาะแก่
สมณะของเรา ลำดับนั้น ฆฏิการมหาพรหม สหายเก่าครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า
หน้า 715
ข้อ 26
ของพระโพธิสัตว์นั้น ดำริโดยมิตรภาพที่ไม่ถึงความพินาศตลอดพุทธันดรหนึ่ง
ว่า วันนี้สหายเราออกอภิเนษกรมณ์ จำเราจักถือสมณบริขารไปเพื่อสหายนั้น
จึงนำบริขาร ๘ เหล่านั้นไปถวาย คือ
ติจีวรญฺจ ปตฺโต จ วาสี สูจิ จ พนฺธนํ
ปริสฺสาวนญฺจ อฏฺเเต ยุตฺตโยคสฺส ภิกฺขุโน.
บริขาร ๘ เหล่านี้คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม
รัดประคด และผ้ากรองน้ำ เป็นของภิกษุผู้ประกอบ
ความเพียร.
พระมหาบุรุษทรงครองผ้าธงชัยแห่งพระอรหันต์ ถือเพศบรรพชาสูง
สุด ทรงเหวี่ยงคู่ผ้า [นุ่งห่ม] ไปในอากาศ. ท้าวมหาพรหมรับคู่ผ้านั้นแล้ว
สร้างเจดีย์สำเร็จด้วยรัตนะขนาด ๑๒ โยชน์ในพรหมโลก บรรจุคู่ผ้านั้นไว้ข้าง
ใน. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะนายฉันนะว่า ฉันนะเจ้าจงบอกแก่พระชนก
พระชนนีตามคำของเราว่า เราสบายดี แล้วทรงส่งไป. แต่นั้น นายฉันนะก็
ถวายบังคมพระมหาบุรุษ ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ส่วนม้ากัณฐกะยืนฟังคำ
ของพระโพธิสัตว์ ผู้ปรึกษากับนายฉันนะ รู้ว่า บัดนี้เราจะไม่เห็นนายของเรา
อีก พอละสายตาของพระมหาบุรุษนั้น ไม่อาจทนวิปโยคทุกข์ได้ ก็หัวใจแตก
ตายไปบังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อกัณฐกะ ในภพดาวดึงส์ ซึ่งเป็นภพที่ข้าศึกของ
เทวดาครอบงำได้แสนยาก การอุบัติของกัณฐกะเทพบุตรนั้น พึงถือเอาตาม
อรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อวิมลัตถวิลาสินี. ความโศกได้มีแก่นายฉันนะเป็นครั้ง
ที่ ๑ เพราะความตายของม้ากัณฐกะ นายฉันนะ ถูกความโศกครั้งที่ ๒ เบียด
เบียน ก็ร้องไห้คร่ำครวญ เดินทางไปด้วยความทุกข์.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทรงผนวชแล้ว ในประเทศนั้นนั่นแล มีสวน
มะม่วงชื่อ อนุปิยะ อยู่ จึงทรงยับยั้งอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน นั้น ๗ วัน ด้วย
หน้า 716
ข้อ 26
ความสุขในบรรพชาภายหลังจากนั้น ก็ทรงสำรวมด้วยผ้ากาสาวะอันดี เหมือน
ดวงรัชนีกรเต็มดวง สำรวมอยู่ในหมู่เมฆที่อาบด้วยแสงสนธยา แม้ลำพัง
พระองค์ก็รุ่งเรืองเหมือนชนเป็นอันมากแวดล้อมแล้ว ทรงทำบรรพชานั้น
เหมือนน้ำอมฤตต้องของเหล่ามฤคและปักษีที่อยู่ป่า ทรงเที่ยวไป พระองค์
เดียวเหมือนราชสีห์ ทรงเป็นนรสีหะ เหมือนควาญผู้ รู้จักลีลาของช้างตกมัน
ยังแผ่นดินให้เบาด้วยฝ่าเท้า เสด็จเดินทาง ๓๐ โยชน์ วันเดียวเท่านั้น ทรง
ข้ามแม่น้ำคงคา ซึ่งคลั่งด้วยฤดูและคลื่น แต่ไม่ขัดข้อง เสด็จเข้าสู่นครราช-
คฤห์ เรือนหลวงอันแพรวพราวด้วยประกายแสงแห่งรัตนะ ครั้นเสด็จเข้าไป
แล้ว ก็เที่ยวแสวงหาภิกษาตามลำดับตรอก. ทั่วทั้งนครนั้นก็สะเทือนเพราะการ
เห็นพระรูปของพระโพธิสัตว์ เหมือนนครนั้นสะเทือน เมื่อช้างธนบาลเข้าไป
เหมือนเทวนครสะเทือน เมื่อจอมอสูรเข้าไป. เมื่อพระมหาบุรุษเสด็จเที่ยวแสวง
หาภิกษา พวกมนุษย์ชาวพระนคร เกิดความอัศจรรย์สำหรับผู้เกิดปีติโสมนัส
เพราะเห็นพระรูปของพระมหาสัตว์ ก็ได้มีใจนึกถึงการเห็นพระรูปของพระ
โพธิสัตว์.
บรรดามนุษย์เหล่านั้น มนุษย์ผู้หนึ่งกล่าวกะมนุษย์ผู้หนึ่งอย่างนี้ว่า
ท่านเอย เหตุอะไรหนอ จันทร์เพ็ญ ที่มีช่อรัศมีที่ถูกภัยคือราหูกำบังแล้ว ยังมาสู่
มนุษยโลกได้. มนุษย์อื่นนอกจากนั้น ก็ยิ้มพูดอย่างนี้ว่า พูดอะไรกันสหาย
ท่านเคยเห็นจันทร์เพ็ญมาสู่มนุษยโลกกันเมื่อไร นั่นกามเทพมีดอกไม้เป็นธง
มิใช่หรือ ท่านถือเพศอื่นเห็นความเจริญของลีลาอย่างยิ่งของมหาราชของเรา
และชาวเมือง จึงเสด็จมาเล่นด้วย. คนอื่นนอกจากนั้นก็ยิ้มพูดอย่างนี้ว่า ท่าน
เอย ท่านเป็นบ้ากันแล้วหรือ นั่น พระอินทรผู้มีสรีระร้อนเรืองด้วยความ
โหมของเพลิงยัญอันเรืองแรง ผู้เป็นท้าวสหัสนัยน์ เป็นเจ้าแห่งเทวดา
หน้า 717
ข้อ 26
มาในที่นี้ด้วยความสำคัญว่า อมรปุระ คนอื่นนอกจากนั้น หัวร่อนิดหน่อย
แล้วกล่าวว่า ท่านเอย พูดอะไรกัน ท่านผิดทั้งคำต้นคำหลัง ท่านผู้นั้นมี
พันคาที่ไหน มีวชิราวุธที่ไหน มีช้างเอราวัณที่ไหน ที่แท้ ท่านผู้นั้นเป็น
พรหม ท่านรู้ว่าคนที่เป็นพราหมณ์ประมาทกันจึงมาเพื่อประกอบไว้ในพระเวทแล
เวทางค์เป็นต้นต่างหากเล่า. คนอื่นที่เป็นบัณฑิตก็ปรามคนเหล่านั้นทั้งหมดพูด
อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้มิใช่พระจันทร์เพ็ญ มิใช่กามเทพ มิใช่ท้าวสหัสนัยน์ มิใช่
พรหมทั้งนั้น แต่ท่านผู้นี้ เป็นอัจฉริยมนุษย์ จะเป็นศาสดาผู้นำโลกทั้งปวง.
เมื่อชาวนครเจรจากันอยู่อย่างนี้ พวกราชบุรุษก็กราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระเจ้าพิมพิสารว่า ข้าแต่สมมุติเทพ เทพ คนธรรพ์ หรือนาคราช ยักษ์ หรือ
ใครหนอเที่ยวแสวงหาภิกษาในนครของเรา. พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว
ทรงยืน ณ ประสาทชั้นบน ทรงเห็นพระมหาบุรุษเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี ทรงสั่ง
พวกราชบุรุษว่า พวกท่านจงไปทดสอบท่านผู้นั้น ถ้าเป็นอมนุษย์ ก็จักออก
จากนครหายไป ถ้าเป็นเทวดา ก็จักไปทางอากาศ ถ้าเป็นนาคราช ก็จักมุดดิน
ถ้าเป็นมนุษย์ ก็จักบริโภคภิกษาตามที่ได้มา.
ฝ่ายพระมหาบุรุษ มีอินทรีย์สงบ มีพระหฤทัยสงบเป็นประหนึ่งดึงดูด
สายตามหาชน เพราะความงามแห่งพระรูป ทรงแลชั่วแอก รวบรวมอาหาร
ระคนกัน พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ เสด็จออกจากนครทางประตูที่เสด็จเข้า
มา บ่ายพระพักตร์ไปทางตะวันออกแห่งร่มเงาภูเขาปัณฑวะ ประทับนั่งพิจารณา
อาหาร ไม่มีอาการผิดปกติเสวย. แต่นั้น พวกราชบุรุษก็ไปกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระราชา.
ลำดับนั้น พระเจ้าแผ่นดินแคว้นมคธ พระนามว่าพิมพิสาร ผู้อัน
เหล่าพาลชนนึกถึงได้ยาก ผู้มีเขาพระเมรุและเขามันทาระเป็นสาระ ผู้ทรงเป็น
แก่นสารแห่งสัตว์ ทรงมีความตื่นเต้นเพราะการเห็น ที่เกิดเพราะได้สดับคุณของ
หน้า 718
ข้อ 26
พระโพธิสัตว์เหล่านั้น ทรงรีบเสด็จออกจากพระนคร บ่ายพระพักตร์ตรงภูเขา
ปัณฑวะ เสด็จไปแล้ว ลงจากพระราชยาน เสด็จไปยังสำนักพระโพธิสัตว์
อันพระโพธิสัตว์ทรงอนุญาตแล้วประทับนั่งเหนือพื้นศิลา อันเย็นด้วยความรัก
ของชนผู้เป็นพวกพ้องทรงเลื่อมใสในพระอิริยาบถของพระโพธิสัตว์ ทรงได้รับ
ปฏิสันถารแล้ว ทรงถามถึงนามและโคตร ทรงมอบความเป็นใหญ่ทุกอย่างแด่
พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ข้าแต่พระมหาราช หม่อมฉันไม่ประสงค์
ด้วยวัตถุกาม หรือกิเลสกาม หม่อมฉันปรารถนาแต่พระปรมาภิสัมโพธิญาณ
จึงออกบวช. พระราชาแม้ทรงอ้อนวอนหลายประการ ก็ไม่ได้น้ำพระหฤทัย
ของพระโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า จักทรงเป็นพระพุทธเจ้าแน่ จึงทูลว่าก็พระ-
องค์เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว โปรดเสด็จมาแคว้นของหม่อมฉันก่อน แล้วเสด็จ
เข้าสู่พระนคร.
อถ ราชคหํ วรราชคหํ
นรราชวเร นครํ ตุ คเต
คิริราชวโร มุนิราชวโร
มิคราชคโต สุคโตปิ คโต.
เมื่อพระนรราชผู้ประเสริฐ เสด็จสู่กรุงราชคฤห์
ซึ่งมีเรือนหลวงอย่างประเสริฐ พระจอมคีรีผู้ประเสริฐ
พระจอมมุนีผู้ประเสริฐ เสด็จไปเป็นเช่นพระยามฤค
[ราชสีห์] เสด็จไปแล้ว ชื่อว่าเสด็จไปดีแล้ว.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสด็จจาริกไปตามลำดับ เข้าไปหาอาฬารดาบส
กาลามโคตร และ อุทกดาบส รามบุตร ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว ทรง
ดำริว่า ทางนี้ไม่ใช่ทางแห่งพระโพธิญาณ ไม่ทรงใส่พระหฤทัยถึงสมาปัตติ-
ภาวนานั้นมีพระประสงค์จะทรงตั้งความเพียร จึงเสด็จไปยังอุรุเวลาทรงดำริว่า
หน้า 719
ข้อ 26
ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริงหนอ ทรงเข้าอยู่ ณ ตำบลนั้น ทรงตั้งความเพียรยิ่งใหญ่.
ชน ๕ คนเหล่านี้คือบุตรของพราหมณ์ผู้ทำนายพระมหาปุริสลักษณะ ๔ คน
และพราหมณ์ชื่อโกณฑัญญะ บวชคอยอยู่ก่อน เที่ยวภิกษาจารไปในคามนิคม
ราชธานีทั้งหลาย บำรุงพระโพธิสัตว์ ณ ที่นั้น. ลำดับนั้น เมื่อพากันบำรุงพระ-
โพธิสัตว์ ผู้ตั้งความเพียรยิ่งใหญ่อยู่ถึง ๖ ปี ด้วยวัตรปฏิบัติมีกวาดบริเวณเป็นต้น
ด้วยหวังอยู่ว่า พระโพธิสัตว์จักทรงเป็นพระพุทธเจ้า บัดนี้ จักทรงเป็นพระพุทธ-
เจ้าบัดนี้ อยู่ประจำสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น. แม้พระโพธิสัตว์ ก็ทรงยับยั้งอยู่
ด้วยงาและข้าวสารเมล็ดเดียว ด้วยทรงหมายจักทำทุกกรกิริยาอันถึงที่สุด ได้
ทรงตัดอาหารโดยประการทั้งปวง. แม้เทวดาทั้งหลาย ก็นำทิพโอชะใส่ลงตาม
ขุมขนทั้งหลาย.
ครั้งนั้น พระวรกายที่มีสีทองของพระองค์ผู้มีพระกายถึงความซูบผอม
อย่างยิ่ง เพราะไม่มีอาหารนั้นก็มีสีดำ. พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ก็ถูกปกปิด.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ ทรงถึงที่สุดแห่งทุกกรกิริยา ทรงดำริว่า นี้ไม่ใช่ทาง
แห่งพระโพธิญาณ มีพระประสงค์จะเสวยอาหารหยาบ จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาต
ณ คามนิคมทั้งหลาย เสวยพระกระยาหาร. ลำดับนั้น พระมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ก็กลับเป็นปกติ พระวรกายมีสีเหมือนสีทอง. ขณะนั้น ภิกษุปัญจวัคคีย์
เห็นพระองค์ ก็คิดว่า ท่านผู้นี้ แม้ทำทุกกรกิริยามา ๖ ปี ก็ไม่อาจแทงตลอด
พระสัพพัญญุตญาณได้ มาบัดนี้ยังเที่ยวบิณฑบาตไปในคามนิคมราชธานีทั้ง
หลาย บริโภคอาหารหยาบ จักอาจได้อย่างไร ท่านผู้นี้มักมากคลายความเพียร
ประโยชน์อะไรของเราด้วยท่านผู้นี้ แล้วก็ละพระมหาบุรุษ พากันไปยัง
ป่าอิสิปตนะ กรุงพาราณสี.
สมัยนั้น วันวิสาขบูรณมี พระมหาบุรุษเสวยข้าวมธุปายาส ซึ่งเทวดา
ใส่ทิพโอชะ อันหญิงวัยรุ่นชื่อสุชาดา ผู้บังเกิดในครอบครัวของเสนานีกุฎุมพี
หน้า 720
ข้อ 26
ตำบลอุรุเวลา เสนานิคมถวายแล้ว ทรงถือถาดทองวางลงสู่กระแสแม่น้ำ
เนรัญชรา ปลุกพระยากาฬนาคราชผู้หลับให้ตื่นแล้ว. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์
ทรงพักกลางวัน ณ สาลวัน ซึ่งประดับด้วยดอกไม้หอม มีแสงสีเขียว น่า
รื่นรมย์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเวลาเย็น เสด็จมุ่งตรงไปยังต้นโพธิพฤกษ์ตาม
ทางที่เทวดาทั้งหลายประดับแล้ว. เทวดานาคยักษ์สิทธาเป็นต้น พากัน
บูชาด้วยดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้. สมัยนั้น คนหาหญ้า ชื่อโสตถิยะ
ถือหญ้าเดินสวนทางมา รู้อาการของพระมหาบุรุษ จึงถวายหญ้า ๘ กำ พระ-
โพธิสัตว์ทรงรับหญ้าแล้วเสด็จเข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์ชื่อต้นอัสสัตถะ ซึ่ง
เป็นวิชัยพฤกษ์อันรุ่งโรจน์กว่าหมู่ต้นไม้ทั้งหลาย คล้ายอัญชันคิรีสีเขียวคราม
ประหนึ่งช่วยบรรเทาแสงทินกร มีร่มเงาเย็น เย็นด้วยพระกรุณา ดังพระหฤทัย
ของพระองค์ เว้นจากการชุมนุมของวิหคนานาชนิด ประดับด้วยกิ่งอันทึบ
ต้องลมอ่อน ๆ โชยมาประหนึ่งฟ้อนรำ และประดุจยินดีด้วยปีติ ทรงทำประ-
ทักษิณพญาอัสสัตถพฤกษ์ ๓ ครั้ง ประทับยืนทางทิศอีสาน ทรงจับยอดหญ้า
เขย่า. ทันใดนั่นเอง ก็มีบัลลังก์ ๑๔ ศอก หญ้าเหล่านั้น ก็เป็นเหมือนจิตรกร
วาดไว้. พระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัตหญ้า ๑๔ ศอก ทรง
อธิษฐานความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ทรงทำลำต้นโพธิพฤกษ์ ๕๐ ศอกไว้
เบื้องหลัง ดังลำต้นเงินที่เขาวางไว้เหนือตั่งทอง กั้นด้วยกิ่งโพธิพฤกษ์เหมือน
ฉัตรมณีไว้เบื้องบน ประทับนั่ง. ก็ยอดอ่อนโพธิพฤกษ์ล่วงลงมาที่จีวรสีทองของ
พระองค์ ก็รุ่งโรจน์เหมือนวางแก้วประพาฬไว้ที่แผ่นทอง.
เมื่อพระโพธิสัตว์ ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์นั้น วสวัตดีมารเทพบุตร
คิดว่าสิทธัตถกุมารประสงค์จะล่วงวิสัยของเรา บัดนี้เราจักไม่ให้สิทธัตถะกุมาร
นั้นล่วงวิสัย จึงบอกความนั้นแก่กองกำลังของมาร แล้วพากองกำลังมารออก
ไป. ได้ยินว่า ทัพมารนั้น ข้างหน้าของมาร ก็ขนาด ๑๒ โยชน์ ข้างขวาและ
หน้า 721
ข้อ 26
ข้างซ้ายก็อย่างนั้น แต่ข้างหลัง ตั้งอยู่สุดจักรวาล เบื้องบนสูง ๙ โยชน์.
ได้ยินเสียงคำราม ดังเสียงแผ่นดินคำราม ตั้งแต่เก้าพันโยชน์.
สมัยนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงยืนเป่าสังข์ ชื่อวิชยุตตระ เขาว่า
สังข์นั้น ยาวสองพันศอก. คนธรรพ์เทพบุตรชื่อปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองดัง
ผลมะตูม ยาวสามคาวุตบรรเลง ยืนขับร้องเพลงประกอบด้วยมงคล ท้าว-
สุยามเทวราช ทรงถือทิพยจามร อันมีสิริดังดวงจันทร์ยามฤดูสารท ยาวสาม
คาวุต ยืนถวายงานพัดลมอ่อน ๆ. ส่วนท้าวสหัมบดีพรหม ยืนกั้นฉัตรดัง
จันทร์ดวงที่สอง กว้างสามโยชน์ ไว้เบื้องบนพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้แต่
มหากาฬนาคราช อันนาคฝ่ายฟ้อนรำแปดหมื่นแวดล้อม ร่ายคาถาสดุดีนับร้อย
ยืนนมัสการพระมหาสัตว์ เทวดาในหมื่นจักรวาล บูชาด้วยพวงดอกไม้หอม
และจุรณธูปเป็นต้น พากันยืนถวายสาธุการ.
ลำดับนั้น เทวบุตรมารขึ้นช้างที่กันข้าศึกได้ เป็นช้างที่ประดับด้วย
รัตนะ ชื่อคิริเมขละ งามน่าดูอย่างยิ่ง เสมือนยอดหิมะคิรี ขนาดร้อยห้าสิบ
โยชน์ เนรมิตแขนพันแขน ให้จับอาวุธต่าง ๆ ด้วยการจับอาวุธที่ยังไม่ได้จับ.
แม้บริษัทของมารมีกำลังถือดาบ ธนู ศร หอก ยกธนู สาก ผาล เหล็กแหลม
หอก หลาว หิน ค้อน กำไลมือ ฉมวก กงจักร เครื่องสวมคอ ของมีคม มี
หน้าเหมือนกวาง ราชสีห์ แรด กวาง หมู เสือ ลิง งู แมว นกฮูก และมี
หน้าเหมือนควาย ฟาน ม้า ช้างพลายเป็นต้น มีกายต่าง ๆน่ากลัว น่าประหลาด
น่าเกลียด มีกายเสมือนมนุษย์ยักษ์ปีศาจ ท่วมทับพระมหาสัตว์โพธิสัตว์ ผู้
ประทับนั่ง ณ โคนโพธิพฤกษ์ เดินห้อมล้อม ยืนมองดูการสำแดงของมาร.
แต่นั้น เมื่อกองกำลังของมาร เข้าไปยังโพธิมัณฑสถาน บรรดาเทพ
เหล่านั้น มีท้าวสักกะเป็นต้น เทพแม้แต่องค์หนึ่ง ก็ไม่อาจจะยืนอยู่ได้. เทพ
หน้า 722
ข้อ 26
ทั้งหลายก็พากันหนีไปต่อหน้า ๆ นั่นแหละ ก็ท้าวสักกะเทวราช ทำวิชยุตตร-
สังข์ไว้ที่ปฤษฎางค์ ประทับยืน ณ ขอบปากจักรวาล. ท้าวมหาพรหม วาง
เศวตฉัตรไว้ที่ปลายจักรวาลแล้วก็เสด็จไปพรหมโลก. กาฬนาคราชก็ทิ้งนาค-
นาฏกะไว้ทั้งหมด ดำดินไปยังภพมัญเชริกนาคพิภพลึก ๕๐๐ โยชน์ นอนเอา
มือปิดหน้า ไม่มีแม้แต่เทวดาสักองค์เดียว ที่จะสามารถอยู่ในที่นั้นได้. ส่วน
พระมหาบุรุษ ประทับนั่งอยู่แต่ลำพัง เหมือนมหาพรหมในวิมานว่างเปล่า. นิมิต
ร้าย ที่ไม่น่าปรารถนาเป็นอันมากปรากฏก่อนทีเดียวว่า บัดนี้ มารจักมา ดังนี้.
เมื่อเวลาการยุทธของพระยามาร และของพระ-
ผู้เผ่าพันธุ์แห่งไตรโลก ดำเนินไปอยู่ อุกกาบาตอัน
ร้ายกาจก็ตกลงโดยรอบ ทิศทั้งหลายก็มืดคลุ้มด้วยควัน.
แผ่นดินแม้นี้ไม่มีใจ ก็เหมือนมีใจ ถึงความ
พลัดพราก เหมือนหญิงสาวพลัดพรากสามี แผ่นดิน
ที่ทรงสระต่าง ๆ พร้อมทั้งสาครก็หวั่นไหว เหมือน
เถาวัลย์ต้องลมพัดแรง.
มหาสมุทรก็มีน้ำปั่นป่วน แม้น้ำทั้งหลายก็ไหล
ทวนกระแส ลำต้นไม้ต่าง ๆ ก็คดงอแตกติดดินแห่ง
ภูผาทั้งหลาย.
ลมร้ายก็พัดไปรอบ ๆ มีเสียงอึกทึกครึกโครม
ความมืดที่ปราศจากดวงอาทิตย์ ก็เลวร้าย ตัวกะพันธ์
ก็ท่องไปกลางหาว.
เขาว่า ลางร้ายอันพิลึก ดังกล่าวไม่น่าเจริญใจ
ไม่น่าปรารถนา ทั้งที่อยู่ในอากาศและที่อยู่ภาคพื้นดิน
เป็นอันมาก ก็มีโดยรอบในขณะที่มารมา.
หน้า 723
ข้อ 26
ส่วนหมู่เทพทั้งหลาย เห็นมารประสงค์จะประ-
หารพระมหาสัตว์ ผู้เป็นเทพแห่งเทพนั้น ก็เอ็นดู
พร้อมด้วยหมู่เทพก็พากันทำเสียงว่า หา หา.
แม้ภายหลัง ก็เห็นมารนั้น พร้อมทั้งกองกำลัง
เป็นอันมาก ที่ฝึกมาดีแล้ว พากันหนีไปในทิศใหญ่
ทิศน้อย อาวุธในมือก็ตกไป.
พระผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ผู้แกล้วกล้า ปราศจาก
ภัย ประทับนั่งอยู่ท่ามกลางกองกำลังของมาร เหมือน
พระยาครุฑอยู่ท่ามกลางฝูงวิหค เหมือนราชสีห์ผู้ยิ่งยง
อยู่ท่ามกลางฝูงมฤคฉะนั้น.
ครั้งนั้น มารคิดว่า จักยังพระสิทธัตถะให้กลัวแล้วหนีไป แต่ไม่อาจ
ให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยฤทธิ์มาร ๙ ประการ คือ ลม ฝน ก้อนหิน เครื่อง
ประหาร ถ่านไฟ ไฟนรก ทราย โคลน ความมืด มีใจขึ้งโกรธ บังคับ
หมู่มารว่า พนาย พวกเจ้าหยุดอยู่ไย จงทำสิทธัตถะให้ไม่เป็นสิทธัตถะ จง
จับ จงฆ่า จงตัด จงมัด จงอย่าปล่อย จงให้หนีไป ส่วนตัวเองนั่งเหนือ
คอคชสารชื่อคิรีเมขละ ใช้กรข้างหนึ่งกวัดแกว่งศร เข้าไปหาพระโพธิสัตว์
กล่าวว่า ท่านสิทธัตถะ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์. ทั้งหมู่มารก็ได้ทำความบีบคั้น
ร้ายแรงยิ่งแก่พระมหาสัตว์.
ครั้งนั้น พระมหาบุรุษตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนมาร ท่านบำเพ็ญ
บารมีเพื่อบัลลังก์มาแต่ครั้งไร แล้ว ทรงน้อมพระหัตถ์ขวาสู่แผ่นปฐพี. ขณะนั้น
นั่นเอง ลมและน้ำที่รองแผ่นปฐพี ซึ่งหนาหนึ่งล้านหนึ่งหมื่นสี่พันโยชน์ ก็ไหว
ก่อนต่อจากนั้น มหาปฐพีนี้ ซึ่งหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็ไหว ๖ ครั้ง. สายฟ้า
หน้า 724
ข้อ 26
แลบและอสนีบาตหลายพันเบื้องบนอากาศ ก็ผ่าลงมา. ลำดับนั้น ช้างคิรีเมขละ
ก็คุกเข่า. มารที่นั่งบนคอคิรีเมขละ ก็ตกลงมาที่แผ่นดิน. แม้พรรคพวกของ
มารก็กระจัดกระจายไปในทิศใหญ่ทิศน้อย เหมือนกำแกลบที่กระจายไปฉะนั้น.
ลำดับนั้น แม้พระมหาบุรุษ ทรงกำจัดกองกำลังของมารพร้อมทั้งตัว
มารนั้น ด้วยอานุภาพพระบารมีทั้งหลายของพระองค์ มีขันติ เมตตา วิริยะ
และปัญญาเป็นต้น ปฐมยามทรงระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยมาแต่ก่อน มัชฌิมยาม
ทรงชำระทิพยจักษุ ปัจจุสมัยใกล้รุ่ง ทรงหยั่งญาณลงในปัจจยาการที่พระพุทธ-
เจ้าทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมา ทรงยังจตุตถฌานมีอานาปานะเป็นอารมณ์ให้เกิด
แล้ว ทรงทำจตุตถฌานนั้นให้เป็นบาทแล้ว ทรงเจริญวิปัสสนา ทรงยังกิเลส
ทั้งปวงให้สิ้นไปด้วยมรรคที่ ๔ ซึ่งทรงบรรลุมาตามลำดับมรรค ทรงแทงตลอด
พระพุทธคุณทั้งปวง ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมา ทรงเปล่งพระ-
พุทธอุทานว่า
อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ
คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
คหการก ทิฏฺโสิ ปุน เคหํ น กาหิสิ
สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ
วิสงฺขารคตํ จิตตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.
เราแสวงหานายช่างผู้สร้างเรือนคือตัณหา เมื่อ
ไม่พบ ก็ต้องท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก
การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่างผู้สร้างเรือน
คือตัณหา เราพบท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือนแก่เรา
อีกไม่ได้แล้ว โครงสร้างเรือนของท่าน เราก็หักหมด
หน้า 725
ข้อ 26
แล้ว ยอดเรือนคืออวิชชา เราก็รื้อเสียแล้ว จิตเราถึง
วิสังขาร ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เพราะเราบรรลุธรรมที่
สิ้นตัณหาแล้ว.
เรื่องนิทานใกล้
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประทับนั่งเปล่งพระพุทธอุทานแล้ว ก็ทรงมี
พระดำริว่า เราท่องเที่ยวมา ๔ อสงไขย กำไรแสนกัป ก็เพราะเหตุแห่งบัลลังก์
นี้ บัลลังก์นี้เป็นวิชัยบัลลังก์ มงคลบัลลังก์ของเรา เรานั่งเหนือบัลลังก์นี้ ความ
ดำริยังไม่บริบูรณ์ตราบใด เราก็จักไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้ตราบนั้น ทรงเข้า
สมาบัตินับได้หลายแสนโกฏิ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์นั้น ๗ วัน ที่ท่านหมาย
ถึงกล่าวไว้ว่า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข โดย
บัลลังก์เดียว ๗ วัน.
ครั้งนั้น เทวดาบางพวกเกิดปริวิตกว่า แม้วันนี้พระสิทธัตถะ ก็ยังมี
กิจที่จะต้องทำแน่แท้ ด้วยยังไม่ทรงละความอาลัยในพระบัลลังก์ ลำดับนั้น
พระศาสดาทรงทราบความวิตกของเทวดาทั้งหลาย ก็เหาะขึ้นสู่เวหาสทรงแสดง
ยมกปาฏิหาริย์ เพื่อระงับความวิตกของเทวดาเหล่านั้น ครั้นทรงระงับความ
วิตกของเทวดาทั้งหลาย ด้วยปาฏิหาริย์นี้อย่างนี้แล้ว ประทับยืน ณ ส่วนทิศ
อุดรอิงทิศปาจีนนิดหน่อย จากบัลลังก์ ทรงพระดำริว่า เราแทงตลอดพระ-
สัพพัญญุตญาณ. ณ บัลลังก์นี้แล้วหนอ ทรงสำรวจดูบัลลังก์และโพธิพฤกษ์
อันเป็นสถานที่ทรงบรรลุผาแห่งพระบารมีทั้งหลาย ที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดสี่
อสงไขย. กับแสนกัป ด้วยดวงพระนครที่ไม่กระพริบ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน
สถานที่นั้น ชื่อว่า อนิมิสเจดีย์.
หน้า 726
ข้อ 26
ลำดับนั้น ทรงเนรมิตที่จงกรม ระหว่างบัลลังก์และสถานที่ประทับยืน
เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมกลับไปมาจากข้างหน้าข้างหลัง ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน.
สถานที่นั้นชื่อว่า รัตนจงกรมเจดีย์.
แต่ในสัปดาห์ที่ ๔ เทวดาทั้งหลายเนรมิตรัตนฆระ เรือนแก้ว ทางทิศ
พายัพแต่โพธิพฤกษ์. ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ เรือนแก้วนั้น ทรงพิจารณาพระ-
อภิธรรมปิฏก ยับยั้งอยู่ ๗ วัน. สถานที่นั้น ชื่อว่า รัตนฆรเจดีย์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยับยั้งอยู่ ๔ สัปดาห์ ใกล้โพธิพฤกษ์อย่างนี้
แล้ว ในสัปดาห์ที่ ๕ เสด็จจากโคนโพธิพฤกษ์ เข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ
ครั้นแล้ว ก็ประทับนั่งเลือกเฟ้นธรรมและเสวยวิมุตติสุข ณ ต้นอชปาล-
นิโครธ นั้น.
พระศาสดาครั้นทรงยับยั้ง ณ ต้นอชปาลนิโครธนั้น ๗ วันแล้ว ก็เสด็จ
ไปยังโคนต้นมุจลินท์ ณ ที่นั้น พระยานาคชื่อ มุจลินท์ เอาขนด ๗ ชั้นวง
ไว้รอบ เพื่อป้องกันความหนาวเป็นต้น เมื่อเกิดฝนตกพรำ ๗ วัน พระศาสดา
เสวยวิมุตติสุข เหมือนประทับอยู่ในพระคันธกุฎีที่ไม่คับแคบ ทรงยับยั้งอยู่ ณ
โคนต้นมุจลินท์นั้น ๗ วัน จึงเสด็จเข้าไปยังโคนต้นราชายตนะ ประทับนั่ง
เสวยวิมุตติสุข ณ ที่นั้น ๗ วัน. ครบ ๗ สัปดาห์บริบูรณ์ ด้วยประการฉะนี้.
ในระหว่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีการบ้วนพระโอฐ ไม่มีการปฏิบัติ
สรีรกิจ ไม่มีการเสวยพระกระยาหาร ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผลอย่างเดียว.
ลำดับนั้น พระศาสดา ทรงชำระพระโอฐด้วยไม้ชำระฟันชื่อนาคลดา และด้วย
น้ำในสระอโนดาต ที่ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงน้อมถวายในวันที่ ๔๙ วันสุด
ท้ายแห่ง ๗ สัปดาห์ ประทับนั่ง ณ โคนต้นราชายตนะ นั้นนั่นแล.
หน้า 727
ข้อ 26
สมัยนั้น พาณิชสองคน ชื่อตปุสสะ และ ภัลลิกะ อันเทวดาผู้เป็น
ญาติสาโลหิต ให้ขมักเขม้นในอันถวายอาหารแด่พระศาสดา ถือข้าวสัตตุผง
และสัตตุก้อน เข้าไปเฝ้าพระศาสดายืนกราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอาศัยความกรุณาโปรดทรงรับอาหารนี้ด้วย เพราะเหตุที่บาตรที่เทวดาถวาย
ครั้งทรงรับข้าวมธุปายาส อันตรธานไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า
พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมไม่รับอาหารด้วยมือเปล่า เราจะพึงรับอาหารนี้ได้
อย่างไรหนอ.
ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จาก ๔ ทิศ รู้อัธยาศัยของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้น ก็น้อมบาตร ๔ บาตรสำเร็จด้วยแก้วมณีและแก้วมรกตถวาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามบาตรเหล่านั้น. ท้าวจาตุมหาราชจึงน้อมบาตร ๔
บาตร สำเร็จด้วยศิลา สีเหมือนถั่วเขียว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอาศัยความ
กรุณาเทวดาทั้ง ๔ องค์นั้น จึงทรงรับไว้ยุบรวมเป็นบาตรเดียวทรงรับอาหาร
ไว้ในบาตรสำเร็จด้วยศิลามีค่ามากนั้น เสวยแล้วทรงทำอนุโมทนา. พาณิชสอง
พี่น้องนั้น ถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ เป็น ทเววาจิกอุบาสก.
ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จไปต้นอชปาลนิโครธอีกประทับนั่ง ณ โคน
ต้นนิโครธ. พอประทับนั่ง ณ ที่นั้นเท่านั้นทรงพิจารณาว่า ธรรมที่ทรงบรรลุ
นั้น ลุ่มลึก ก็เกิดพระปริวิตกที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมา ถึงอาการ
คือ ความมีพระพุทธประสงค์จะไม่ทรงแสดงธรรมโปรดผู้อื่น โดยนัยว่า ธรรม
นี้เราบรรลุแล้ว. ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทรงดำริว่า โลกย่อยยับกันละท่าน
เอย โลกย่อยยับกันละท่านเอย ก็พา ท้าวสักกะ ท้าวสุยาม ท้าวสันดุสิต ท้าว
นิมมานรดี ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีและมหาพรหม ในหมื่นจักรวาล มายังสำนัก
พระศาสดา ทูลอ้อนวอนให้ทรงแสดงธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรม.
หน้า 728
ข้อ 26
พระศาสดาประทานปฏิญาณรับแก่ท้าวสหัมบดีพรหมนั้นแล้ว ทรง
พระดำริว่า ควรแสดงธรรมโปรดใครก่อนหนอ ทรงทราบว่า อาฬารดาบสและ
อุททกดาบสทำกาละเสียแล้ว ทรงปรารภภิกษุปัญจวัคคีย์ใส่ไว้ในพระหฤทัยว่า
ภิกษุปัญจวัคคีย์ มีอุปการะมากแก่เราดังนี้ ทรงนึกว่า เดี๋ยวนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์
เหล่านั้น อยู่กันที่ไหนหนอ ก็ทรงทราบว่า ที่อิสิปตนะ มิคทายวัน กรุงพาราณสี
ทรงพระดำริว่า เราจักไปที่นั้นประกาศธรรมจักร แล้วเสด็จเที่ยวบิณฑบาต
ประทับอยู่ใกล้โพธิมัณฑสถานนั่นแหละ ๒ - ๓ วัน ในวันอาสาฬหบูรณมีทรง
พระดำริจักเสด็จไปกรุงพาราณสี ทรงถือบาตรจีวรเดินทางได้ ๑๘ โยชน์ ใน
ระหว่างทาง ทรงพบอาชีวกชื่ออุปกะเดินสวนทางมา ทรงบอกอาชีวกนั้นว่า
พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า วันนั้นนั่นเอง เวลาเย็นเสด็จถึงอิสิปตนะ มิคทายวัน
กรุงพาราณสี.
ฝ่ายภิกษุปัญจวัคคีย์ เห็นพระตถาคตเสด็จมาแต่ไกล จึงทำการนัด
หมายกันว่า ผู้มีอายุ ท่านพระสมณโคดมนี้ เวียนมาเพื่อเป็นคนมักมากด้วย
ปัจจัย มีกายบริบูรณ์มีอินทรีย์เอิบอิ่ม มีผิวพรรณเพียงดังสีทองเสด็จมา เราจัก
ไม่ทำการอภิวาทเป็นต้นแก่ท่านละ เพียงแต่ปูอาสนะไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบวาระจิตของภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้นทรงย่อเมตตาจิต ที่สามารถแผ่
ไปโดยไม่เจาะจงในสรรพสัตว์ มาเป็นแผ่เมตตาจิต โดยเจาะจง. ภิกษุ
ปัญจวัคคีย์เหล่านั้นอันเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าสัมผัสแล้ว เมื่อพระ-
ตถาคตเสด็จเข้าไปหา ก็ไม่อาจตั้งอยู่ในข้อนัดหมายของตนได้ พากันทำกิจ
ทุกอย่างมีการกราบไหว้เป็นต้น. ความพิศดาร พึงทราบตามนัย ที่ท่านกล่าว
ไว้ ในมหาวรรค แห่งวินัยเป็นต้น.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยังภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้นให้เข้าใจ
ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์แล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อย่างดี
หน้า 729
ข้อ 26
ที่จัดไว้แล้วเมื่อกาลประกอบด้วยนักษัตรเดือนอุตตราสาธอยู่ อันพรหม ๑๘ โกฏิ
แวดล้อมแล้ว ทรงเรียกพระเถระปัญจวัคคีย์มาแล้วทรงแสดงพระธรรมจักกัป-
ปวัตนสูตร บรรดาภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ท่านอัญญาโกณฑัญญะส่งญาณไป
ตามกระแสเทศนา จบพระสูตร ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วยพรหม ๑๘
โกฏิ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
บัดนี้เราเป็นพระสัมพุทธเจ้า ชื่อโคตมะ ผู้ยังสกุล
ศากยะให้เจริญ ตั้งความเพียรแล้ว บรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณอันอุดม.
อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ก็ประกาศพระ-
ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่พรหม ๑๘ โกฏิ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อหํ ทรงแสดงถึงพระองค์เอง. บทว่า
เอตรหิ แปลว่า ในกาลนี้. บทว่า สกฺยวฑฺฒโน แปลว่า ผู้ยังสกุลศากยะให้
เจริญ. ปาฐะว่า สกฺยปุงฺคโว ก็มี. ความเพียรท่านเรียกว่า ปธานะ. บทว่า
ปทหิตฺวาน ได้แก่ พากเพียร พยายาม. อธิบายว่า ทำทุกกรกิริยา. บทว่า
อฏฺารสนฺนํ โกฏีนํ ความว่า อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ ๑๘ โกฏิมีพระ-
อัญญาโกณฑัญญะเถระเป็นประธานด้วยการตรัสพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ
ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน กรุงพาราณสี.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอภิสมัยอันล่วงมาแล้ว เมื่อจะตรัส
อภิสมัยที่ยังไม่มาถึง จึงตรัสคำเป็นต้นว่า
นอกจากนั้น เมื่อเราแสดงธรรม ในสมาคมแห่ง
มนุษย์และเทวดา อภิสมัยครั้งที่ ๒ จักมีแก่สัตว์นับ
จำนวนไม่ได้.
หน้า 730
ข้อ 26
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรเทวสมาคเม ความว่า สมัยอื่นนอก
จากนั้น ในมหามงคลสมาคม ท่ามกลางเทวดาและมนุษย์ในหมื่นจักรวาล เวลา
จบมงคลสูตร อภิสมัยได้มีแก่มนุษย์และเทวดา เกินที่จะนับได้. บทว่า ทุติยา-
ภิสมโย อหุ ได้แก่ เหสฺสติ. เมื่อจะพึงกล่าวคำอนาคตกาล [ว่า เหสฺสติ] แต่
ก็กล่าวคำเป็นอดีตกาลว่า อหุ เพราะตกกระแสแล้ว. หรือจะว่ากล่าวเป็นกาล
วิปลาสก็ได้. ในคำนอกจากนี้และคำเช่นนี้ ก็นัยนี้. ต่อมาอีก ในการทรง
แสดงราหุโลวาทสูตร ก็ทรงยังสัตว์เกินที่จะนับให้ดื่มน้ำอมฤตคืออภิสมัย. นี้
เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
บัดนี้เราสั่งสอนราหุลลูกของเราในที่นี้นี่แล
อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็มีแก่สัตว์นับจำนวนไม่ได้.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีสาวกสันนิบาตประชุมพระสาวก
ครั้งเดียวเท่านั้น คือ การประชุมพระอรหันต์สาวก ๑,๒๕๐ รูป เหล่านี้คือ
ชฏิลสามพี่น้องมีพระอุรุเวลกัสสปเป็นต้น ๑,๐๐๐ รูป พระอัครสาวกทั้งสอง ๒๕๐
รูป. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า
เรามีสันนิบาตประชุมพระสาวกผู้แสวงหาคุณ
ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว คือการประชุมภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป.
แก้อรรถ
บรรดาเหล่านั้น บทว่า เอโกสิ ตัดบทเป็น เอโกว อาสิ มีครั้ง
เดียวเท่านั้น . บทว่า อฑฺฒเตรสสตานํ แปลว่า สาวกของเรา ๑,๒๕๐ รูป.
บทว่า ภิกฺขูนาสิ ตัดบทเป็น ภิกฺขูนํ อาสิ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่
ท่ามกลางภิกษุสาวกเหล่านั้น ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในจาตุรงคสันนิบาต.
หน้า 731
ข้อ 26
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงพระประวัติของพระองค์
จึงตรัสคำเป็นต้นว่า
เราผู้ไร้มลทินรุ่งเรืองอยู่ อยู่ในท่ามกลางภิกษุ
สงฆ์ ให้ทุกอย่างที่สาวกปรารถนา เหมือนแก้วจินดา-
มณีให้ทุกอย่างที่ชนปรารถนาฉะนั้น.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิโรจมาโน ได้แก่ รุ่งเรืองอยู่ด้วยพระ-
พุทธสิริอันไม่มีที่สุด. บทว่า วิมโล ได้แก่ ผู้ปราศจากมลทินคือกิเลสมีราคะ
เป็นต้น. บทว่า มณีว สพฺพกามโท ความว่า เราให้สุขวิเศษทั้งเป็นโลกิยะ
และโลกุตระทุกอย่างที่สาวกมุ่งมาดปรารถนา เหมือนแก้วจินดามณีให้ทุกอย่างที่
ชนปรารถนา.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความปรารถนาที่สาวกปรารถนา จึงตรัสคำ
เป็นต้นว่า
ด้วยความเอ็นดูสัตว์ทั้งหลาย เราจึงประกาศ
สัจจะ ๔ แก่ผู้จำนงหวังผล ผู้ต้องการละความพอใจ
ในภพ.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผลํ ได้แก่ ผล ๔ อย่างมีโสดาปัตติผล
เป็นต้น. บทว่า ภวจฺฉนฺทชเหสินํ ได้แก่ ผู้ละภวตัณหา ผู้ต้องการละ
ภวตัณหา. บทว่า อนุกมฺปาย ได้แก่ ด้วยความเอ็นดู.
บัดนี้ ครั้นทรงทำการประกาศสัจจะ ๔ แล้ว เมื่อจะทรงแสดงอภิสมัย
จึงตรัสว่า ทสวีสสหสฺสานํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสวีส-
หน้า 732
ข้อ 26
สหสฺสานํ ได้แก่ หนึ่งหมื่นและสองหมื่น. อธิบายว่า โดยนัยเป็นต้นว่า
หนึ่งหมื่นสองหมื่น. คาถาที่ ๙ และที่ ๑๐ ความง่ายแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๑ และที่ ๑๒ ต่อไป. แม้สองศัพท์ว่า อิทา-
เนตรหิ ความก็อันเดียวกัน ท่านกล่าวเหมือนบุรุษบุคคล โดยเป็นเวไนยสัตว์.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า อิทานิ ได้แก่ ในกาลเมื่อเราอุบัติแล้ว. บทว่า เอตรหิ
ได้แก่ ในกาลเมื่อเราแสดงธรรมอยู่. บทว่า อปตฺตมานสา ได้แก่ ผู้ยังไม่บรรลุ
พระอรหัตผล. บทว่า อริยญฺชสํ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘. บทว่า โถมยนฺตา
แปลว่า สรรเสริญ. บทว่า พุชฺฌิสฺสนฺติ ความว่า จักแทงตลอดสัจธรรม
๔ ในอนาคตกาล. บทว่า สํสารสริตํ ได้แก่ สาครคือสังสารวัฏ.
บัดนี้ เมื่อทรงแสดงถึงพระนครที่ทรงสมภพเป็นต้นของพระองค์ จึง
ตรัสคำเป็นต้นว่า
เรามีนครชื่อกบิลพัสดุ์ มีพระชนกพระนามว่า
พระเจ้าสุทโธทนะ พระชนนีพระนามว่าพระนางมายา
เทวี.
เราครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๒๙ ปี มีปราสาทอย่าง
เยี่ยม ๓ หลัง ชื่อสุจันทะ โกกนุทะและโกญจะ.
มีพระสนมกำนัลสี่หมื่นนาง มีอัครมเหสีพระ-
นามว่า ยโสธรา มีโอรสพระนามว่า ราหุล.
เราเห็นนิมิต ๔ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือ
ม้า บำเพ็ญเพียรทำทุกกรกิริยา ๖ ปี.
เราประกาศธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะกรุงพาราณ-
สี เราเป็นพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคตมะเป็น
สรณะของสัตว์ทั้งปวง.
หน้า 733
ข้อ 26
คู่ภิกษุอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และพระอุป-
ติสสะ มีพระพุทธอุปัฏฐากประจำสำนัก ชื่อว่าพระ-
อานันทะ มีภิกษุณีอัครสาวิกา ชื่อว่าพระเขมา และ
พระอุบลวรรณา.
มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะ และหัตถกะอาฬวกะ
มีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตาและอุตตรา.
เราบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม ณ โคนโพธิ-
พฤกษ์ ชื่อต้นอัสสัตถะ มีรัศมีกายวาหนึ่ง ประจำ กาย
สูง ๖ ศอก.
เรามีอายุน้อย ๑๐๐ ปี ในบัดนี้ เมื่อดำรงชีวิตอยู่
ประมาณเท่านั้น ก็ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
เราตั้งคบเพลิง คือธรรมไว้ปลุกชนที่เกิดมาภาย
หลังให้ตื่น ไม่นานนัก เราพร้อมทั้งสงฆ์สาวกก็จัก
ปรินิพพานในที่นี้นี่แหละ เพราะสิ้นอาหาร เหมือน
ไฟดับเพราะสิ้นเชื้อฉะนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ทุกอย่างว่า เรามีปราสาท ๓ หลัง
ชื่อสุจันทะ โกกนุทะและโกญจะ มี ๙ ชั้น ๗ ชั้น และ ๕ ชั้น มีสนมนาฏกะ
สี่หมื่นนาง มีอัครมเหสีพระนามว่า ยโสธรา เรานั้นเห็นนิมิต ๔ ออกมหา-
ภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้า แต่นั้น ก็ตั้งความเพียร ๖ ปี ในวันวิสาขบูรณมีก็
บริโภคข้าวมธุปายาสที่ธิดาของ เสนานิกุฎุมพี ณ อุรุเวลาเสนานิคม ชื่อสุชาดา
ผู้เกิดความเลื่อมใสถวายแล้ว พักกลางวัน ณ สาลวัน เวลาเย็นรับหญ้า ๘ กำ ที่
ค้นหาบหญ้าชื่อ โสตถิยะ ถวายแล้ว เข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอัสสัตถะ
กำจัดกองกำลังของมาร ณ ที่นั้น บรรลุพระสัมโพธิญาณ.
หน้า 734
ข้อ 26
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธึ สาวกสงฺฆโต ก็คือ สทฺธึ
สาวกสงฺเฆน ความว่า พร้อมทั้งสงฆ์สาวก. บทว่า ปรินิพฺพิสฺสํ ก็คือ
ปรินิพพายิสฺสามิ แปลว่า จักปรินิพพาน. บทว่า อคฺคีวาหาร สงฺขยา
ก็คือ อคฺคิ วิย อินฺธนกฺขเยน ดุจไฟดับเพราะสิ้นเชื้อฉะนั้น ความว่า
แม้เราไม่มีอุปาทาน ก็จักปรินิพพานเหมือนไฟหมดเชื้อก็ดับฉะนั้น
บทว่า ตานิ จ อตุลเตชานิ ความว่า คู่พระอัครสาวกเป็นต้น
ที่มีเดชไม่มีผู้เสมอเหมือนเหล่านั้น. บทว่า อิมานิ จ ทสพลานิ ความว่า
ทศพลที่มีในพระสรีระเหล่านั้น. บทว่า คุณธารโณ เทโห ความว่า และ
พระวรกายที่ทรงคุณมีพระอสาธารณญาณ ๖ เป็นต้นนี้. บทว่า ตมนฺตรหิสฺ-
สนฺติ ความว่า คุณลักษณะดังกล่าวมานี้ จักอันตรธาน สูญหายไปสิ้น ศัพท์
ว่า นนุ ในคำว่า นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขารา นี้ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า
อนุมัติคล้อยตาม. บทว่า ริตฺตา ได้แก่ ชื่อว่าเปล่า เพราะเว้นจากสาระคือ
เที่ยง สาระคือยั่งยืน ก็ทั้งหมดนั่นแล อันปัจจัยปรุงแต่ง มีอันสิ้นไปเป็นธรรมดา
เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ชื่อว่าไม่เที่ยง
เพราะมีแล้วไม่มี. ชื่อว่าทุกข์ เพราะอันความเกิดเป็นต้นบีบคั้นแล้ว ชื่อว่า
อนัตตา เพราะไม่อยู่ในอำนาจ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงยกไตรลักษณ์
ลงในสังขารทั้งหลายแล้วเจริญวิปัสสนา จงบรรลุพระนิพพานที่ไม่ตาย ปัจจัย
ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่จุติ นี้เป็นอนุศาสนี เป็นคำสั่งสอนของเรา สำหรับท่าน
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด.
ได้ยินว่า ในเวลาจบเทศนา จิตของเทวดาแสนโกฏิก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย
เพราะไม่ยึดมั่นส่วนเทวดาที่ตั้งอยู่ในมรรคผลนอกนั้น เกินที่จะนับจำนวนได้.
หน้า 735
ข้อ 26
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมในอากาศ ตรัสพุทธ-
วงศ์แม้ทั้งสิ้น กำหนดด้วยกัป นามและชาติเป็นต้นอย่างนี้แล้ว ยังหมู่พระประยูร-
ญาติให้ถวายบังคมแล้วลงจากอากาศ ประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่จัดไว้แล้ว
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งแล้ว สมาคมพระประยูรญาติก็ถึงความสูงสุด
ด้วยประการฉะนี้ พระประยูรญาติทุกพระองค์ก็ประทับนั่งมีจิตมีอารมณ์เดียว.
แต่นั้น มหาเมฆก็หลั่งฝนโบกขรพรรษลงมา ขณะนั้นเอง น้ำก็ส่งเสียงร้องไหล
ไปภายใต้ ผู้ต้องการจะเปียกก็เปียก ผู้ไม่ต้องการเปียก แม้แต่หยาดน้ำ ก็ไม่ตกลง
ที่ตัว พระประยูรญาติทั้งหมดเห็นความอัศจรรย์นั้นก็อัศจรรย์ประหลาดใจ พา
กันกล่าวว่า โอ น่าอัศจรรย์ โอ น่าประหลาดใจหนอ. พระศาสดาทรงสดับคำ
นั้นแล้วตรัสว่า มิใช่ฝนโบกขรพรรษตกลงในสมาคมพระประยูรญาติในปัจจุบัน
นี้เท่านั้น แม้ในอดีตกาลก็ตกลงมาเหมือนกัน. เพราะเหตุแห่งอัตถุปปัตตินี้ จึง
ตรัสเวสสันดรชาดก. พระธรรมเทศนานั้น เกิดประโยชน์แล้ว. ต่อนั้น พระ-
ศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะเข้าพระวิหาร.
จบพรรณนาวงศ์พระโคดมพุทธเจ้า
แห่งอรรถกถาพุทธวงศ์ ชื่อมธุรัตถวิสาสินีด้วยประการฉะนี้
หน้า 736
ข้อ 27
กัณฑ์ปกิณกะของพระพุทธเจ้า
[๒๗] นับแต่กัปนี้ไป ในกัปที่นับไม่ได้ มีพระ-
พุทธเจ้าผู้นำพิเศษ ๔ พระองค์ คือ พระตัณหังกร
พระเมธังกร พระสรณังกร และพระทีปังกรสัมพุทธเจ้า
พระชินพุทธเจ้าเหล่านั้น มีในกัปเดียวกัน.
ต่อจากสมัยของพระทีปังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
ผู้นำโลก พระนามว่าโกณฑัญญะ มีพระองค์เดียวใน
กัปหนึ่ง ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะระหว่าง
กัปของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร และพระศาสดา
โกณฑัญญะ เป็นอันตรกัป นับไม่ถ้วน.
ต่อจากสมัยของพระโกณฑัญญะพุทธเจ้า ก็มี
พระพุทธเจ้าผู้นำ พระนามว่ามังคละ ระหว่างกัปของ
พระพุทธเจ้าสองพระองค์นั้น เป็นอันตรกัป นับไม่
ถ้วน.
พระมุนีสุมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ และ
พระโสภิตะ พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงทำแสงสว่าง
แม้เหล่านั้น ก็มีในกัปเดียวกัน.
ต่อจากสมัยของพระโสภิตพุทธเจ้า ก็มีพระมหา-
มุนีพุทธเจ้า พระนามว่า อโนมทัสสี. ระหว่างกัปของ
พระพุทธเจ้าสองพระองค์นั้นเป็นอันตรกัปนับไม่ถ้วน.
หน้า 737
ข้อ 27
พระพุทธเจ้าผู้นำคือ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ
และพระนารทะ พระมุนีพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุดแห่งความ
มืด แม้เหล่านั้น ก็มีในกัปเดียวกัน.
ต่อจากสมัยของพระนารทพุทธเจ้า ก็มีพระ-
พุทธเจ้าผู้นำ พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติในกัป
หนึ่ง ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ.
ระหว่างกัปของพระผู้มีพระภาคเจ้านารทะ และ
พระศาสดาปทุมุตตระ เป็นอันตรกัป นับไม่ถ้วน.
ในแสนกัป มีพระมหามุนีพระองค์หนึ่ง พระ-
นามว่า ปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก ผู้ควรรับของบูชา.
ในสามหมื่นกัป ต่อจากพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือพระสุเมธะ พระสุชาตะ.
ในหนึ่งพันแปดร้อยกัป มีพระพุทธเจ้า ๓ พระ-
องค์ คือพระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี.
ต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสาม
พระองค์ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า ผู้ไม่มีบุคคลใด
เปรียบในโลก เสด็จอุบัติในกัปเดียวกัน.
ต่อจากกัปนี้ ในกัปที่เก้าสิบสี่ มีพระมหามุนี
พระองค์เดียวพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้รู้แจ้งโลก ผู้
ยอดเยี่ยมโดยบุญลักษณ์.
ต่อจากกัปที่เก้าสิบสองนับแต่กัปนี้ มีพระผู้นำ ๒
พระองค์ คือพระสัมพุทธเจ้าติสสะ และพระปุสสะ ผู้
ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบ.
หน้า 738
ข้อ 27
ต่อแต่กัปนี้ ในกัปที่ ๙๑ มีพระพุทธเจ้าผู้นำโลก
พระนามว่า วิปัสสี พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรง
ประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงปลดเปลื้องสัตว์
ทั้งหลายจากเครื่องผูกพันแล้ว.
ต่อจากกัปนี้ในกัปที่ ๓๑ มีพระผู้นำ ๒ พระองค์
คือพระสิขี และพระเวสสภู ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคล
เปรียบ.
ในภัทรกัปนี้ มีพระผู้นำ ๓ พระองค์คือ พระ-
ผู้นำคือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะและพระกัสสปะ
เราผู้เป็นพระสัมพุทธเจ้าในปัจจุบัน และพระเมตไตรย
พระพุทธเจ้าในอนาคต พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์นี้เป็น
ปราชญ์ผู้อนุเคราะห์โลก.
บรรดาพระผู้เป็นธรรมราชาเหล่านั้น พระ-
โคตมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทั้งพระสาวก บอกทางนั้น
แก่สัตว์เหล่าอื่นหลายโกฏิ ก็ปรินิพพานไปแล้วแล.
จบกัณฑ์กิณกะของพระพุทธเจ้า
หน้า 739
ข้อ 28
เรื่องแจกพระบรมสารีริกธาตุ
[๒๘] พระชินวรมหาโคตมพุทธเจ้า ปรินิพพาน
ณ นครกุสินารา พระบรมสารีริกธาตุก็แผ่ไปกว้าง
ขวางเป็นส่วน ๆ ในประเทศนั้น ๆ.
ส่วนหนึ่งเป็นของพระเจ้าอชาตศัตรู ส่วนหนึ่ง
ตกอยู่ในเมืองเวสาลี ส่วนหนึ่งอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์
ส่วนหนึ่งอยู่ในนครอัลลกัปปกะ ส่วนหนึ่งอยู่ในราม-
คาม ส่วนหนึ่งอยู่ในนครเวฏฐทีปกะ
ส่วนหนึ่ง อยู่ที่เจ้ามัลละ ในนครปาวา ส่วน
หนึ่งอยู่ที่เจ้ามัลละ ในนครกุสินารา.
พราหมณ์ชื่อโทณะ สร้างตุมพสถูป. กษัตริย์
โมริยะ ผู้มีพระทัยยินดีสร้างอังคารสถูป. สถูปบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุมี ๘ แห่ง ตุมพเจดีย์เป็นแห่งที่ ๙
อังคารสถูปเป็นแห่งที่ ๑๐ ประดิษฐานไว้ในกาลนั้น.
พระทาฐธาตุ [พระเขี้ยวแก้ว] องค์หนึ่งอยู่ใน
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ องค์หนึ่งอยู่ที่นาคปุระ องค์หนึ่งอยู่
ที่แคว้นคันธาระ องค์หนึ่งเป็นของพระราชาแคว้น
กาลิงคะ.
พระทันตธาตุ ๔๐ ถ้วน พระเกสาและพระโลมา
เทวดาทั้งหลายนำไปแต่ละอย่างไว้ที่จักรวาลแต่ละ
จักรวาลต่อกัน บาตร ไม้เท้า จีวรของพระผู้มีพระภาค-
เจ้าอยู่ที่วชิรานคร ผ้าอันตรวาสกอยู่ที่กุลฆรนคร ผ้า
หน้า 740
ข้อ 28
ปัจจัตถรณะอยู่ที่กปิละ ธมกรกและประคดเอวอยู่ที่
นครปาฏลีบุตร ผ้าสรงน้ำอยู่ที่นครจัมปา พระอุณาโลม
อยู่ที่แคว้นโกศล ผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ที่พรหมโลก ผ้าโพก
พระเศียรอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ [รอยพระบาทอัน
ประเสริฐติดอยู่ที่แผ่นหิน เหมือนที่ติดอยู่ที่นคร-
กัจฉตปุระ] ผ้านิสีทนะอยู่ที่แคว้นอวันตี ผ้าปูลาดอยู่ที่
เทวโลกในครั้งนั้น . ไม้สีไฟอยู่ที่นครมิถิลา ผ้ากรองน้ำ
อยู่ที่แคว้นวิเทหะ มีด กล่องเข็มอยู่ที่นครอินทปัตถ์
ในครั้งนั้น. บริขารที่เหลืออยู่ในอปรันตกชนบท ใน
ครั้งนั้น. มนุษย์ทั้งหลายจักบูชาพระบริขารที่พระมุนี
ทรงใช้สอยแล้วในครั้งนั้น.
พระบรมสารีริกธาตุของพระโคตมพุทธเจ้าผู้
แสวงคุณยิ่งใหญ่ แผ่ไปกว้างขวาง พระบรมสารีริก-
ธาตุได้เป็นของเก่าในครั้งนั้น เพื่ออนุเคราะห์สัตว์
ทั้งหลายแล.
จบเรื่องแจกพระบรมสารีริกธาตุ
จบพุทธวงศ์
หน้า 741
ข้อ 28
เรื่องเบ็ดเตล็ดของพุทธวงศ์
คาถา ๑๘ คาถา มีว่า อปริเมยฺยิโต กปฺเป จตุโร อาสุํ วินายกา
เป็นอาทิ พึงทราบว่าเป็นนิคมคาถา ที่พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายวางไว้. ใน
คาถาที่เหลือ ทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล.
เวมัตตกถา
พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ ที่ชี้แจงไว้ในพุทธวงศ์ทั้งสิ้นนี้ พึงทราบ
ว่า มีเวมัตตะ คือความแตกต่างกัน ๘ อย่างคือ อายุเวมัตตะ ปมาณเวมัตตะ
กุลเวมัตตะ ปธานเวมัตตะ รัศมีเวมัตตะ ยานเวมัตตะ โพธิเวมัตตะ บัลลังก-
เวมัตตะ
อายุเวมัตตะ
บรรดาเวมัตตะเหล่านั้น ชื่อว่า อายุเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่ง
พระชนมายุ ได้แก่ พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระชนมายุยืน บางพระองค์มี
พระชนมายุสั้น.
จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้า ๙ พระองค์เหล่านี้คือ พระทีปังกร พระ-
โกณฑัญญะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระปทุมุตตระ พระอัตถทัสสี พระ-
ธัมมทัสสี พระสิทธัตถะ พระติสสะ มีพระชนมายุแสนปี.
พระพุทธเจ้า ๘ พระองค์เหล่านี้ คือพระมังคละ พระสุมนะ พระ-
โสภิตะ พระนารทะ พระสุเมธะ พระสุชาตะ พระปิยทัสสี พระปุสสะ
มีพระชนมายุเก้าหมื่นปี.
พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ พระเรวตะ พระเวสสภู มีพระชนมายุ
หกหมื่นปี.
หน้า 742
ข้อ 28
พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี มีพระชนมายุแปดหมื่นปี. พระพุทธ-
เจ้า ๔ พระองค์เหล่านี้คือพระสิขี พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ
มีพระชนมายุเจ็ดหมื่นปี, สี่หมื่นปี, สามหมื่นปี, สองหมื่นปี ตาม
ลำดับ.
ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา มีพระชนมายุร้อยปี.
ประมาณอายุ ไม่มีประมาณ โดยยุคของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ประ-
กอบด้วยกรรมที่ทำให้อายุยืน นี้ชื่อว่าอายุเวมัตตะ ของพระพุทธเจ้า ๒๕
พระองค์
ปมาณเวมัตตะ
ที่ชื่อว่า ปมาณเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งประมาณ ได้แก่
พระพุทธเจ้าบางพระองค์สูง บางพระองค์ต่ำ. จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าคือ
พระทีปังกร พระเรวตะ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี พระวิปัสสี
มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก
พระพุทธเจ้าคือพระโกณฑัญญะ พระมังคละ พระนารทะ พระสุเมธะ
มีพระวรกายสูง ๘๘ ศอก.
พระสุมนพุทธเจ้า มีพระสรีระสูง ๙๐ ศอก.
พระพุทธเจ้าคือ พระโสภิตะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระ-
ปทุมุตตระ พระปุสสะ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก
พระสุชาตพุทธเจ้า มีพระสรีระสูง ๕๐ ศอก.
พระพุทธเจ้าคือพระสิทธัตถะ พระติสสะและพระเวสสภู มีพระวรกาย
สูง ๖๐ ศอก.
พระสิขีพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง ๗๐ ศอก. พระพุทธเจ้าคือพระกกุสันธะ
พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ พระวรกายสูง ๔๐ ศอก ๓๐ ศอก ๒๐ ศอก
ตามลำดับ. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา สูง ๑๘ ศอก.
หน้า 743
ข้อ 28
นี้ชื่อว่า ปมาณเวมัตตะ ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์.
กุลเวมัตตะ
ที่ชื่อว่า กุลเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งตระกูล ได้แก่ พระพุทธ-
เจ้าบางพระองค์เกิดในตระกูลกษัตริย์ บางพระองค์เกิดในตระกูลพราหมณ์ จริง
อย่างนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ
และ พระกัสสปะ เกิดในตระกูลพราหมณ์.
พระพุทธเจ้า ๒๒ พระองค์ที่เหลือมีพระทีปังกรพุทธเจ้า
เป็นต้นมีพระโคดมพุทธเจ้าเป็นที่สุด เกิดในตระกูลกษัตริย์ทั้งนั้น.
นี้ชื่อว่า กุลเวมัตตะ ของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์.
ปธานเวมัตตะ
ที่ชื่อว่า ปธานเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งการตั้งความเพียร
ได้แก่ พระพุทธเจ้าคือพระทีปังกร พระโกณฑัญญะ พระสุมนะ พระอโนมทัสสี.
พระสุชาตะ พระสิทธัตถะและพระกกุสันธะ ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน.
พระพุทธเจ้าคือพระมังคละ พระสุเมธะ พระติสสะและพระสิขี ทรง
บำเพ็ญเพียร ๘ เดือน.
พระเรวตพุทธเจ้า ๗ เดือน.
พระโสภิตพุทธเจ้า ๔ เดือน.
พระพุทธเจ้าคือ พระปทุมะ พระอัตถทัสสีและพระวิปัสสี ครึ่งเดือน.
พระพุทธเจ้าคือ พระนารทะ พระปทุมุตตระ พระธัมมทัสสีและ
พระกัสสปะ ๗ วัน.
พระพุทธเจ้าคือ พระปิยทัสสี พระปุสสะ พระเวสสภู และพระ-
โกนาคมนะ ๖ เดือน.
หน้า 744
ข้อ 28
พระพุทธเจ้าของเราทรงบำเพ็ญเพียร ๖ ปี.
นี้ชื่อว่า ปธานเวมัตตะ.
รัศมีเวมัตตะ
ที่ชื่อว่า รัศมีเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระรัศมี ได้ยินว่า พระ-
มังคลสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระรัศมีแห่งพระสรีระ แผ่ไปในหมื่นโลกธาตุ.
พระปทุมุตตรพุทธเจ้า แผ่ไป ๑๒ โยชน์.
พระวิปัสสีพุทธเจ้า แผ่ไป ๗ โยชน์.
พระสิขีพุทธเจ้า แผ่ไป ๓ โยชน์.
พระกกุสันธพุทธเจ้า แผ่ไป ๑๐ โยชน์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ประมาณหนึ่งวาโดยรอบ.
พระพุทธเจ้านอกนั้น ไม่แน่นอน.
นี้ชื่อว่า รัศมีเวมัตตะ.
ยานเวมัตตะ
ที่ชื่อว่า ยานเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระยาน ได้แก่ พระ-
พุทธเจ้าบางพระองค์ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง บางพระองค์ด้วยยานคือ
ม้า บางพระองค์ด้วยยานคือรถ ดำเนินด้วยพระบาท ปราสาทและวอเป็นต้น
อย่างใดอย่างหนึ่ง.
จริงอย่างนั้น พระพุทธเจ้าคือพระทีปังกร พระสุมนะ พระสุเมธะ
พระปุสสะ พระสิขิ และพระโกนาคมนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง
พระโกณฑัญญะ พระเรวตะ พระปทุมะ พระปิยทัสสี พระวิปัสสี
และพระกกุสันธะ ด้วยยานคือรถ.
พระมังคละ พระสุชาตะ พระอัตถทัสสี พระติสสะ และพระโคตมะ
ด้วยยานคือม้า.
หน้า 745
ข้อ 28
พระอโนมทัสสี พระสิทธัตถะ พระเวสสภู ด้วยยานคือวอ.
พระนารทะเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยพระบาท.
พระโสภิตะ พระปทุมุตตระ พระธัมมทัสสีและพระกัสสปะ ออก
อภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท.
นี้ชื่อว่า ยานเวมัตตะ.
โพธิรุกขเวมัตตะ
ที่ชื่อว่า โพธิรุกขเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งโพธิพฤกษ์ ได้แก่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร มีโพธิพฤกษ์ ชื่อต้นกปิตนะ มะขวิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าโกณฑัญญะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อต้นสาลกัลยาณี
ขานาง
พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อ
ต้นนาคะ กากะทิง.
พระอโนมทัสสี มีโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอัชชุนะ กุ่ม.
พระปทุมะและพระนารทะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นมหาโสณะ อ้อย
ช้างใหญ่.
พระปทุมุตตระ มีโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นสลละหรือสาละ.
พระสุเมธะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นนีปะ กะทุ่ม.
พระสุชาตะ มีโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นเวฬุ ไผ่.
พระปิยทัสสี มีโพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นกกุธะ กุ่ม.
พระอัตถทัสสี โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นจัมปกะ จำปา.
พระธัมมทัสสี โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นรัตตกุรวกะ๑ ซ้องแมวแดง.
พระสิทธัตถะ. โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นกณิการะ กรรณิการ์.
พระติสสะ. โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอสนะ ประดู่.
๑. บาลีในธัมมทัสสีพุทธวงศ์ข้อ ๑๖ เป็นต้นพิมพชาละ มะพลับ
หน้า 746
ข้อ 28
พระปุสสะ โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอาลมกะ มะขามป้อม.
พระวิปัสสี โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นปาฏลี แคฝอย.
พระสิขี โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นปุณฑรีกะ กุ่มบก.
พระเวสสภู โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นสาละ.
พระกกุสันธะ โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นสรีสะ ซึก.
พระโกนาคมนะ โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอุทุมพระ มะเดื่อ.
พระกัสสปะ โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นนิโครธ ไทร.
พระโคตมะ โพธิพฤกษ์ชื่อ ต้นอัสสัตถะ โพธิใบ.
นี้ชื่อว่า โพธิเวมัตตะ.
ที่ชื่อว่า บัลลังกเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งบัลลังก์ ได้แก่ พระ
พุทธเจ้า คือ พระทีปังกร พระเรวตะ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี
และพระวิปัสสี มีบัลลังก์ ๕๓ ศอก. พระโกณฑัญญะ พระมังคละ พระนารทะ
และพระสุเมธะ มีบัลลังก์ ๕๗ ศอก. พระสุมนะ มีบัลลังก์ ๖๐ ศอก.
พระโสภิตะ พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระปทุมุตตระ และพระปุสสะ
มีบัลลังค์ ๓๘ ศอก.
พระสุชาตะ มีบัลลังก์ ๓๒ ศอก.
พระสิทธัตถะ พระติสสะ และพระเวสสภู มีบัลลังก์ ๔๐ ศอก.
พระสิขี มีบัลลังก์ ๓๒ ศอก.
พระกกุสันธะ มีบัลลังก์ ๒๖ ศอก.
พระโกนาคมนะ มีบัลลังก์ ๒๐ ศอก.
พระกัสสปะ มีบัลลังก์ ๑๕ ศอก.
พระโคตมะ มีบัลลังก์ ๑๔ ศอก.
นี้ชื่อว่า บัลลังกเวมัตตะ
เหล่านี้ชื่อว่า เวมัตตะ ๘.
หน้า 747
ข้อ 28
เรื่องสถานที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงละ
ก็พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ทรงละสถานที่ ๔ แห่ง. จริงอยู่ โพธิ-
บัลลังก์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ทรงละ เป็นสถานที่แห่งเดียวกันนั่นเอง,
ไม่ทรงละการประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะมิคทายวัน, ไม่ทรงละสถานที่
เหยียบพระบาทครั้งแรก ใกล้ประตูสังกัสสนคร ครั้งเสด็จลงจากเทวโลก,
ไม่ทรงละสถานที่วางเท้าเคียง ๔ เท้าแห่งพระคันธกุฎีในพระวิหารเชตวัน.
พระวิหารเล็กก็มี ใหญ่ก็มี ทั้งพระวิหารก็ไม่ละ ทั้งพระนครก็ไม่ละ.
เรื่องการกำหนดสหชาตและกำหนดนักษัตร์
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย แสดงกำหนดสหชาต
และกำหนดนักษัตร ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเท่านั้น. สิ่งที่เกิดร่วมกัน
กับพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ของเรามี ๗ เหล่านี้ คือ พระมารดาพระราหุล ๑
พระอานันทเถระ ๑ พระฉันนะ ๑ พระยาม้ากัณฐกะ ๑ หม้อขุม-
ทรัพย์ ๑ พระมหาโพธิ ๑ พระกาฬุทายี ๑ นี้ชื่อว่ากำหนดสหชาต.
โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์ในเดือนอุตตราสาธ พระมหาบุรุษ ลงสู่
พระครรภ์พระชนนี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงประกาศพระธรรมจักร
ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์, โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์ในเดือนวิสาขะ ประสูติ
ตรัสรู้ และปรินิพพาน, โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์เดือนมาฆะ พระองค์ทรง
ประชุมพระสาวก และทรงปลงอายุสังขาร, โดยนักษัตรคือดาวฤกษ์เดือนอัสสยุชะ
เสด็จลงจากเทวโลก นี้ชื่อว่า กำหนดนักษัตร.
หน้า 748
ข้อ 28
เรื่องธรรมดาของพระพุทธเจ้า
บัดนี้ เราจะประกาศธรรมดาทั่วไปของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มี ๓๐ ถ้วน คือ
๑. พระโพธิสัตว์ผู้มีภพสุดท้าย มีสัมปชัญญะรู้ตัว ลงสู่พระครรภ์
ของพระชนนี
๒. พระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิในพระครรภ์ของพระชนนีหันพระพักตร์
หันพระพักตร์ออกไปภายนอก
๓. พระชนนีของพระโพธิสัตว์ยืนประสูติ
๔. พระโพธิสัตว์ออกจากพระครรภ์พระชนนีในป่าเท่านั้น
๕. พระโพธิสัตว์วางพระบาทลงบนแผ่นทอง หันพระพักตร์ไปทาง
ทิศเหนือ ย่างพระบาท ๗ ก้าว เสด็จไปตรวจดู ๔ ทิศแล้วเปล่งสีหนาท
๖. พระมหาสัตว์ พอพระโอรสสมภพ ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ แล้วออก
มหาภิเนษกรมณ์
๗. พระมหาสัตว์ ทรงถือผ้าธงชัยแห่งพระอรหันต์ ทรงผนวช ทรง
บำเพ็ญเพียรกำหนดอย่างต่ำที่สุด ๗ วัน
๘. เสวยข้าวมธุปายาส ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ
๙. ประทับนั่งเหนือสันถัตหญ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
๑๐.ทรงบริกรรมอานาปานัสสติกัมมัฏฐาน
๑๑. ทรงกำจัดกองกำลังของมาร
๑๒. ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง ทรงได้คุณมีอสาธารณะญาณ ตั้งแต่
วิชชา ๓ เป็นต้นไปเป็นอาทิ
๑๓. ทรงยับยั้งใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์
๑๔. ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาเพื่อให้ทรงแสดงธรรม
หน้า 749
ข้อ 28
๑๕. ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน
๑๖. ในวันมาฆบูรณมี ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในที่ประชุมสาวก
ประกอบด้วยองค์ ๔
๑๗. ประทับอยู่ประจำ ณ ที่พระวิหารเชตวัน
๑๘. ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี
๑๙. ทรงแสดงพระอภิธรรม ภพดาวดึงส์
๒๐. เสด็จลงจากเทวโลก ใกล้ประตูสังกัสสนคร
๒๑. ทรงเข้าผลสมาบัติต่อเนื่องกัน
๒๒. ทรงตรวจดูเวไนยชน ๒ วาระ
๒๓. เมื่อเรื่องเกิดขึ้น จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
๒๔. เมื่อเหตุต้นเรื่องเกิดขึ้น จึงตรัสชาดก
๒๕. ตรัสพุทธวงศ์ในสมาคมพระประยูรญาติ
๒๖. ทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุอาคันตุกะ
๒๗. พวกภิกษุจำพรรษาแล้วถูกนิมนต์ ไม่ทูลบอกลาก่อน ไปไม่ได้
๒๘. ทรงทำกิจก่อนและหลังเสวย ยามต้น ยามกลางและยามสุดท้าย
ทุก ๆ วัน
๒๙. เสวยรสมังสะ ในวันปรินิพพาน
๓๐. ทรงเข้าสมาบัติยี่สิบสี่แสนโกฏิสมาบัติแล้วจึงปรินิพพาน
ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มี ๓๐ ถ้วนดังกล่าวมาฉะนี้.
หน้า 750
ข้อ 28
เรื่องอนันตรายิกธรรม
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีอนันตรายิกธรรม (คือ ไม่มีอันตรายเป็น
ธรรมดา) ๔ คือ
๑. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่ปัจจัย๔ ที่มีเฉพาะพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
๒. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่พระชนมายุของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ข้อที่บุคคลพึงใช้ความพยายามปลงพระชนม์ชีพพระตถาคต
ไม่เป็นฐานะ ไม่เป็นโอกาส [คือเป็นไปไม่ได้]
๓. ใครๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
และแก่พระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ
๔. ใคร ๆ ไม่อาจทำอันตรายแก่พระพุทธรังสีได้
เหล่านี้ ชื่อว่า อนันตรายิกธรรม ๔.
หน้า 751
ข้อ 28
นิคมนกถา
คำส่งท้ายเรื่อง
การพรรณนาพุทธวงศ์ อันงดงามด้วยนัยอันวิจิตร
ซึ่งผู้รู้บทพรรณนาให้ง่าย ถึงความสำเร็จด้วยกถา
เพียงเท่านี้.
ข้าพเจ้ายึดทางแห่งอรรถกถาเก่า อันประกาศ
ความแห่งบาลี เป็นหลักอย่างเดียว แต่งอรรถกถา
พุทธวงศ์
เพราะละเว้นความที่เยิ่นเย่อ ประกาศแต่ความ
อันไพเราะทุกประการ ฉะนั้น จึงชื่อว่า มธุรัตถวิลาสินี.
เมื่อสาธุชน ผู้มีวาจาไพเราะ ชื่อกัณหทาส สร้าง
วิหาร ที่มีกำแพงและซุ่มประตูอันงามโดยอาการต่างๆ
ถึงพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ น่าดู น่ารื่นรมย์ เป็นที่
คับแคบแห่งทุรชนที่ถูกกำจัด เป็นที่สงัดสบาย น่า
เจริญใจ ณ ท่าเรือกาวีระ เป็นพื้นแผ่นดินที่เต็มด้วย
ชุมทางน้ำแห่งแม่น้ำกาวีระ น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่น
ด้วยหญิงชายต่าง ๆ.
ข้าพเจ้าอยู่ ณ พื้นปราสาทด้านทิศตะวันออกใน
วิหารนั้น ที่เย็นอย่างยิ่ง แต่งอรรถกถาพรรณนาพุทธ-
วงศ์.
หน้า 752
ข้อ 28
อรรถกถาพรรณนาพุทธวงศ์นี้ เว้นอันตราย
ข้าพเจ้าแต่งสำเร็จดีแล้ว ฉันใด ขอความตรึกของชน
ทั้งหลาย ที่ชอบด้วยธรรม จงถึงความสำเร็จ โดยเว้น
อันตราย ฉันนั้น.
ข้าพเจ้าผู้แต่งอรรถกถาพุทธวงศ์นี้ ปรารถนา
บุญอันใด ด้วยเทวานุภาพแห่งบุญนั้น ขอโลกจง
ประสบประโยชน์อย่างดี ที่สงบยั่งยืนทุกเมื่อ.
ขอโรคทั้งปวงในมนุษย์ทั้งหลาย จงพินาศไป
แม้ฝนก็จงตกต้องตามฤดูกาล แม้สัตว์นรกก็จงมีสุข
อย่างดีเป็นนิตย์ เหล่าปีศาจทั้งหลาย ก็จงปราศจาก
ความหิวกระหาย.
ขอเทวดาทั้งหลาย กับหมู่อัปสรเป็นต้น จงเสวย
สุขในเทวโลกนาน ๆ. ขอธรรมของพระจอมมุนี จง
ดำรงอยู่ในโลก ยั่งยืนนาน. ขอท่านผู้มีหน้าที่คุ้มครอง
โลก จงปกครองแผ่นดินให้เป็นสุขเถิด.
พระเถระโดยนามที่ท่านครูทั้งหลาย ขนานให้
ปรากฏว่า พุทธทัตตะ แต่งคัมภีร์อรรถกถา ชื่อมธุรัตถ-
วิลาสินี.
ตั้งคัมภีร์นี้ที่นำประโยชน์สืบ ๆ กันมา โดยความ
ที่สังขารตั้งอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องตกไปสู่อำนาจมฤตยู
หนอ.
หน้า 753
ข้อ 28
คัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี กล่าวโดยภาณวารมี ๒๖ ภาณวาร โดยคันถะ
มี ๖,๕๐๐ คันถะ โดยอักษร มี ๒๐,๓๐๐๐ อักษร.
มธุรัตถวิลาสินีนี้ เข้าถึงความสำเร็จ ปราศจาก
อันตราย ฉันใด ขอความดำริของสัตว์ทั้งหลาย ที่อาศัย
ธรรม จงสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
จบอรรถกถาพุทธวงศ์ ชื่อว่ามธุรัตถวิลาสินี
ด้วยประการฉะนี้.
เล่มจริงที่ 74 (676 หน้า · 0001 – 0676)
กระโดดไปหน้า (676 หน้า)
หน้า 1
ข้อ 1
จริยาปิฎก
๑. การบำเพ็ญทานบารมี
๑. อกิตติจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของอกิตติดาบส
[๑] ในสี่อสงไขยแสนกัป ความประพฤติอัน
ใดในระหว่างนี้ ความประพฤติทั้งหมดนั้น เป็น
เครื่องบ่มพระโพธิญาณ เราจักเว้นความประ-
พฤติในภพน้อยใหญ่ในกัปล่วงแล้วเสีย จัก
บอกความประพฤติในกัปนี้ จงฟังเรา ในกาล
ใด เราเป็นดาบส ชื่ออกิตติ เข้าไปอาศัยอยู่
ในป่าใหญ่อันว่างเปล่า สงัดเงียบ ปราศจาก
เสียงอื้ออึง ในกาลนั้น ด้วยเดชแห่งการประ-
พฤติตบะของเรา สมเด็จอัมรินทร์ผู้ครองไตร-
ทิพย์ทรงร้อนพระทัย ทรงแปลงเพศเป็น
พราหมณ์เข้ามาหาเราเพื่อภิกษา เราได้เห็นอินท-
พราหมณ์มาขึ้นอยู่ใกล้ประตูบรรณศาลาของเรา
จึงเอาใบหมากเม่าที่เรานำมาแต่ป่า อันไม่มีน้ำ-
หน้า 2
ข้อ 1
มัน ทั้งไม่เค็มให้หมด พร้อมกับภาชนะ.
ครั้นได้ให้หมากเม่าแก่อินทพราหมณ์นั้นแล้ว
เราจึงคว่ำภาชนะ ละการแสวงหารบทมากเม่า
ใหม่ เข้าไปยังบรรณศาลา แม้ในวันที่ ๒
แม้ในวันที่ ๓ อินทพราหมณ์ก็เข้ามายังสำนัก
ของเรา เราไม่หวั่นไหว ไม่อาลัยในชีวิต ได้
ให้หมดสิ้นเช่นวันก่อนเหมือนกัน ในสรีระ
ของเราไม่มีความหมองศรีเพราะการอดอาหาร
นั้นเป็นปัจจัย เรายังวันนั้น ๆ ให้น้อมล่วง
ไปด้วย ปีติ สุข และความยินดี ถ้าเรา
พึงได้ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐ แม้เดือน
หนึ่งสองเดือนเราก็ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ใจ
พึงทานอันอุดม เมื่อให้ทานแก่ อินทพราหมณ์
นั้น เราจะได้ปรารถนายศและลาภก็หามิได้
เราปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น จึง
ได้ประพฤติกรรมเหล่านั้น ฉะนี้.
จบอกิตติจริยาที่ ๑
หน้า 3
ข้อ 1
อรรถกถาจริยาปิฎก
ในขุททนิกายชื่อว่าปรมัตถทีปนี
ขอความนอบน้อมจงมีแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น
คันถารัมภกถา
(กถาเริ่มแต่งคัมภีร์)
พระจริยาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพ
โลกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณ
ใหญ่พระองค์ใด ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มี-
พระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีอานุภาพเป็นอจิน-
ไตย ผู้เป็นนายกเลิศของโลก.
พระจริยาสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ
นำสัตว์ออกจากโลกด้วยพระธรรมใด ข้าพเจ้า
ขอนมัสการพระธรรมอันอุดมนั้น อันพระสัม-
มาสัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว.
หน้า 4
ข้อ 1
พระอริยสงฆ์ใด เป็นผู้ตั้งอยู่ในมรรค
และผลสมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ข้าพเจ้า
ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์นั้น ผู้เป็นเนื้อนาบุญ
อันยอดเยี่ยม.
บุญใด เกิดแต่การนอบน้อมนมัสการ
พระรัตนตรัย ขอข้าพเจ้า ปราศจากอันตราย
ในที่ทั้งปวงด้วยเดชแห่งบุญนั้น.
บารมีใด มีทานบารมีเป็นต้น อันเป็น
บารมีชั้นอุกฤษฏ์ซึ่งบุคคลทำได้ยาก อันพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่ประทับ
อยู่ ณ นิโครธารามในแคว้นสักกะ ทรงประ-
กาศอานุภาพแห่งสัมโพธิจริยา แห่งพระบารมี
เหล่านั้น ทรงสะสมไว้ในภัตรกัปนี้.
ปิฎกใด ชื่อว่าจริยาปิฎกอันพระโลกนาถ
ทรงแสดงแล้วแก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้
เป็นยอดแห่งพระสาวกทั้งปวง.
หน้า 5
ข้อ 1
พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายผู้แสวง
หาคุณใหญ่ ได้ร้อยกรองปิฎกใดอันแสดงถึง
เหตุสมบัติของพระศาสดา.
การพรรณนาอรรถที่ทำได้ยาก ข้าพเจ้า
สามารถจะทำได้เพราะอาศัยนัยอันจำแนกสัม-
โพธิสมภารแห่งปิฎกนั้น.
เพราะการพรรณนาอันเป็นคำสอนของ
พระศาสดา จะทรงอยู่ การวินิจฉัยของบุรพ-
จารย์ผู้เป็นดังสีหะ จะดำรงอยู่ ฉะนั้น ข้าพเจ้า
จะรักษาและยึดปิฎกนั้นอันเป็นนัยแห่งอรรถ-
กถาเก่า อาศัยชาดกโดยประการทั้งปวงเป็นที่
อาศัยได้ มิใช่เป็นทางแห่งคำพูด บริสุทธิ์ด้วย
ดี ไม่วุ่นวาย เป็นข้อวินิจฉัยอรรถอันละเอียด
ของพระเถระทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ ณ มหาวิหาร
แล้วจักทำการพรรณนาอรรถแห่งจริยาปิฎกนั้น
แสดงพระบารมีอันมีเนื้อความที่ได้แนะนำแล้ว
และควรแนะนำต่อไป.
หน้า 6
ข้อ 1
ด้วยประการฉะนี้ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย
เมื่อหวังให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ตลอดกาลนาน
จงพิจารณาอรรถแห่งปิฎกนั้น ซึ่งจำแนกไว้
ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้นบทว่า จริยาปิฎกํ ชื่อว่าจริยาปิฎกด้วยอรรถว่าอย่าง
ไร ? ด้วยอรรถว่าเป็นตำราประกาศถึงพระจริยานุภาพของพระศาสดาในชาติ
ที่เป็นอดีต. จริงอยู่ ปิฎก ศัพท์นี้ มีอรรถว่า ตำรา ดุจในบทมีอาทิว่า มา
ปิฏกสมฺปาทเนน อย่าเชื่อโดยอ้าง ตำรา. อีกอย่างหนึ่ง เพราะปริยัตินั้น
เป็นดังภาชนะประกาศอานุภาพของพระจริยาทั้งหลาย ในชาติก่อนของพระ-
ศาสดานั้นเอง ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า จริยาปิฎกจริงอยู่ แม้อรรถว่าภาชนะ
ท่านก็แสดงถึง ปิฎก ศัพท์ ดุจในประโยคมีอาทิว่า อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย
กุทาลปิฏกํ อาทาย ครั้นบุรุษเดินมาก็ถือเอาจอบและ ตะกร้า มาด้วย.
อนึ่ง จริยาปิฎกที่นั้นนับเนื่องอยู่ในสุตตันตปิฎก ในปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎก
สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก. นับเนื่องอยู่ในขุททกนิกายในนิกาย ๕ คือ
ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย.
สงเคราะห์เข้าใน คาถา ในองค์แห่งคำสอน ๙ องค์ คือ สุตตะ เคยยะ
เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตะ เวทัลละ. สงเคราะห์
เข้าในธรรมขันธ์เบ็ดเตล็ดในธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ อันท่าน
ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก ได้ประกาศไว้อย่างนี้ว่า :-
หน้า 7
ข้อ 1
เราได้ถือธรรมที่ปรากฏแก่เราจากพระ-
พุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จากภิกษุ
๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.
โดยวรรคสงเคราะห์เข้าใน ๓ วรรค คือ อกิตติวรรค หัตถินาค-
วรรค ยุธัญชนวรรค. โดยจริยาสังเคราะห์เข้าในจริยา ๓ คือใน อกิตต-
วรรค ๑๐ ในหัตถินาควรรค ๑๐ ในยุธัญชนวรรค ๑๕ ใน ๓ วรรค อกิตติ-
วรรค เป็นวรรคต้น. ในจริยา อกิตติจริยา เป็นจริยาต้น. คาถาต้นของ
อกิตติจริยานั้น มีอาทิว่า :-
ความประพฤติทั้งหมด ในระหว่างสี่
อสงไขยแสนกัป เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.
ต่อจากนี้ไปจะเป็นการพรรณนาอรรถของจริยาปิฎกนั้นตามลำดับ.
จบ คันถวรัมภกถา
หน้า 8
ข้อ 1
นิทานกถา
เพราะการพรรณนาอรรถนี้ ท่านกล่าวแสดงนิทาน ๓ เหล่านี้ คือ
ทูเรนิทาน นิทานมีในที่ไกล อวิทูเรนิทาน นิทานมีในที่ไม่ไกล สันติเก
นิทาน นิทานมีในที่ใกล้ เป็นอันผู้ฟังทั้งหลายย่อมรู้แจ้งด้วยดีตั้งแต่เริ่มเรื่อง
ฉะนั้น พึงทราบการจำแนกนิทานเหล่านั้น ดังต่อไปนี้.
กถามรรคตั้งแต่พระมหาโพธิสัตว์ทรงสะสมบารมี ในศาสนาของ
พระทุศพลพระนามว่าทีปังกรจนกระทั่งทรงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต ชื่อว่า
ทูเรนิทาน. กถามรรคที่เป็นไปแล้วตั้งแต่สวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงบรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณ ณ โพธิมณฑล ชื่อว่า อวิทูเรนิทาน. กถามรรคที่เป็นไปแล้ว
ตั้งแต่มหาโพธิมณฑลจนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ชื่อว่า สันติเกนิทาน.
ในนิทาน ๓ อย่างนี้ เพราะทูเรนิทานและอวิทูเรนิทาน เป็นสรรพสาธารณะ
ฉะนั้น นิทานเหล่านั้น พึงทราบโดยพิสดารตามนัยกล่าวไว้พิสดารแล้วใน
อรรถกถาชาดก นั่นแล. แต่ในสันติเกนิทานมีความต่างออกไป ดังนั้น
พึงทราบกถาโดยสังเขปแห่งนิทานแม้ ๓ อย่าง ตั้งแต่ต้น ดังต่อไปนี้.
ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าทีปังกร พระพุทธเจ้าผู้
เป็นที่พึ่งของโลก เป็นพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ สมควรแก่
อภินิหารของพระองค์ ทรงยังบารมีที่สะสมมาเพื่อพระสัพพัญญุตญาณให้ถึง
ที่สุด เสด็จอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต รอเวลาเพื่อให้เกิดความเป็นพระพุทธะ
ทรงดำรงอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิตนั้นตราบเท่าถึงอายุขัย จุติจากนั้นแล้วทรง
หน้า 9
ข้อ 1
ถือปฏิสนธิในตระกูลศากยราช ทรงได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ทรงเจริญ
ด้วยสิริโสภาคอันยิ่งใหญ่ ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับ เมื่อพระชนม์ ๒๙
พรรษา เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงเริ่มทำความเพียรใหญ่อยู่ถึง ๖ ปี
ประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิในวันวิสาขบูรณมี เมื่อดวงอาทิตย์ตกทรงกำจัด
มารและพลมาร ในปฐมยามทรงได้บุพเพนิวาสญาณ ( ระลึกชาติได้) ใน
มัชฌิมยาม ทรงได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม ทรงยังกิเลสพันห้าร้อยให้สิ้น
ไป ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ.
แต่นั้นทรงประทับอยู่ ณ แถว ๆ นั้นล่วงไป ๗ สัปดาห์ แล้วเสด็จไป
ยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันกรุงพาราณสี ในวันอาสาฬหบูรณมี ( ขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๘ ) ยังพรหม ๑๘ โกฏิ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุขให้ดื่ม
อมตธรรม ทรงยังพระธรรมจักรให้เป็นไป ยังเวไนยสัตว์มีพระยสะเป็นต้น
ให้ตั้งอยู่ในอรหัตผล แล้วทรงมอบให้พระอรหันต์ ๖๐ รูป ทั้งหมดเหล่านั้น
ไปเพื่ออนุเคราะห์สัตวโลก พระองค์เองเมื่อจะเสด็จไปยังอุรุเวลา ยังพระ-
ภัททวัคคีย์ ๓๐ รูป ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลเป็นต้น ณ ไร่ฝ้าย ครั้น
เสด็จถึงอุรุเวลาแล้วได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ครั้ง ทรงแนะนำชฏิล
สามพี่น้องมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้นกับชฏิลบริวารอีกหนึ่งพัน อันชฎิลเหล่านั้น
แวดล้อมแล้วประทับนั่ง ณ สวนลัฏฐิวัน ใกล้กรุงราชคฤห์ ทรงยังพราหมณ์
และคฤหบดีแสนสองหมื่น มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ให้หยั่งลงใน
พระศาสนาประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหารอันพระราชามคธทรงสร้างถวาย.
หน้า 10
ข้อ 1
ครั้นต่อมาเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร
เมื่อทรงตั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวก
เมื่อเกิดสาวกสันนิบาต พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงสดับว่า มีข่าวว่าพระ-
โอรสของเราบำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปี แล้วได้บรรลุพระปรมาภิเษกพสัมโพธิ-
ญาณ ทรงยังธรรมจักรอันบวรให้เป็นไป ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่
ดังนี้ จึงทรงส่งอำมาตย์ ๑๐ คนมีบุรุษหนึ่งหมื่นเป็นบริวารรับสั่งว่า พวกเจ้า
จงนำโอรสของเรามา ณ ที่นี้. เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นไปกรุงราชคฤห์แล้ว ได้
ตั้งอยู่ในพระอรหัต เพราะพระธรรมเทศนาของพระศาสดา พระกาฬุทายี-
เถระกราบทูลความประสงค์ของพระราชบิดาให้ทรงทราบ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแวดล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่นเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ถึง
กรุงกบิลพัสดุประมาณ ๖๐ โยชน์ เวลาสองเดือน. บรรดาเจ้าศากยะทั้งหลาย
ทรงประชุมกันด้วยหวังพระทัยว่า จักเห็นพระญาติผู้ประเสริฐของพวกเรา
จึงรับสั่งให้สร้างนิโครธารามเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็น
ที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ทรงกระทำการ
ต้อนรับทูลอาราธนาพระศาสดาให้เสด็จเข้าไปยังนิโครธาราม.
ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า แวดล้อมด้วยพระขีณาสพสองหมื่น
ประทับเหนือพุทธาสนะอันประเสริฐที่เจ้าศากยะปูถวาย. เจ้าศากยะทั้งหลาย
ทรงมานะจัดมิได้ทรงทำความเคารพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยา-
ศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น แล้วทรงเข้าจตุตถฌานมีภิญญาเป็นบาทเพื่อทำ-
หน้า 11
ข้อ 1
ลายมานะ แล้วทำเจ้าศากยะเหล่านั้นให้เป็นภาชนะรองรับ พระธรรมเทศนา
ทรงออกจากสมาบัติเหาะไปสู่อากาศ ดุจเรี่ยรายฝุ่นพระบาทลงบนพระเศียร
ของเจ้าศากยะเหล่านั้น ได้ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์เช่นกับปาฏิหาริย์ที่พระ
องค์การทำ ณ โคนต้นคัณฑมัพพฤกษ์. พระราชาทอดพระเนตรเห็นความ
อัศจรรย์นั้น ทรงดำริว่าโอรสนี้เป็นบุคคลเลิศในโลก. เมื่อพระราชาถวาย
บังคมแล้ว เจ้าศากยะทั้งหลายเหล่านั้นไม่อาจเฉยอยู่ได้ ทั้งหมดก็พากัน
ถวายบังคม.
นัยว่าในครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์
ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์เปิดโลก เมื่อปาฏิหาริย์เป็นไปอยู่พวกมนุษย์ยืนอยู่
ก็ตาม นั่งอยู่ก็ตามในมนุษยโลก ย่อมเห็นแต่เทวดาสนทนาธรรมซึ่งกันและ
กัน ตั้งแต่สวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกาถึงชั้นอกนิฏฐภพด้วยตาของตนด้วย
พุทธานุภาพ ในผืนแผ่นดินเบื้องล่าง ย่อมเห็นสัตว์ทั้งหลายเสวยมหาทุกข์
ในนรกนั้น ๆ คือ ในมหานรก ๘ ขุม ในอุสสทนรก ๑๖ ขุม และในโล-
กันตริยนรก. พวกเทวดาในหมื่นโลกธาตุ เข้าไปเฝ้าพระตดถาคตด้วยเทวา-
นุภาพอันยิ่งใหญ่ บังเกิดจิตอัศจรรย์อย่างไม่เคยมี ประคองอัญชลีนมัสการ
พากันเข้าไปเฝ้า ต่างเปล่งคาถาปฏิสังยุตด้วยพระพุทธคุณ สรรเสริญ
ปรบมือรื่นเริง ประกาศถึงปีติและโสมนัส. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ภุมมเทวดา จาตุมมหาราชิกาเทวดา พวก
เทพชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมิตเทพ
หน้า 12
ข้อ 1
ปรนิมมิตเทพ และหมู่พรหมกายิกา ต่างยินดี
พากันบอกกล่าวป่าวร้องแพร่หลาย.
ก็ในครั้งนั้นพระทศพล ทรงดำริว่า เราจักแสดงกำลังของพระพุทธ-
เจ้าของพระองค์มิให้มีใครเปรียบได้ จึงเพิ่มพระมหากรุณาให้สูงขึ้น ทรง
เนรมิตจงกรมในที่ประชุมหมื่นจักรวาฬบนอากาศ เสด็จยืน ณ ที่จงกรม
สำเร็จด้วยแก้วทุกอย่างในเนื้อที่กว้าง ๑๒ โยชน์ ทรงแสดงปาฏิหาริย์แสดง
ถึงอานุภาพแห่งสมาธิและญาณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น
น่าอัศจรรย์ ตกไปในที่แห่งเดียวกันของเทวดามนุษย์และผู้ไปในเวหาได้
เห็นกันตามที่กล่าวแล้ว เสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมนั้น ทรงแสดงธรรม สมควร
แก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระพุทธลีลาอันไม่มีที่เปรียบ อันมี
อานุภาพที่เป็นอจินไตย. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อม
ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้สูงสุดว่าคนเป็น
เช่นไร กำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเป็นเช่นไร
กำลังของพระพุทธเจ้าพึงเป็นประโยชน์แก่
สัตวโลก เป็นเช่นไร
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมไม่
รู้ว่า พระพุทธเจ้านี้ เป็นผู้สูงสุดกว่าคนเป็น
หน้า 13
ข้อ 1
เช่นนี้ กำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเป็นเช่นนี้
กำลังพระพุทธเจ้าพึงเป็นประโยชน์แก่โลก
เป็นเช่นนี้.
เอาเถิดเราจักแสดงกำลังของพระพุทธ-
เจ้าอันยอดเยี่ยม เราจักเนรมิตจงกรมประดับ
ด้วยแก้วบนท้องฟ้า.
เมื่อพระตถาคตทรงแสดงปาฏิหาริย์ แสดงถึงพุทธานุภาพของพระองค์
อย่างนี้แล้วทรงแสดงธรรม ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ยืนอยู่บนภูเขา
คิชฌกูฎในกรุงราชคฤห์ เห็นด้วยทิพยจักษุ เกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมีด้วย
การเห็นพุทธานุภาพนั้น จึงเกิดความคิดขึ้นว่า เอาละเราจักทำพุทธานุภาพ
ให้ปรากฏแก่โลกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงแจ้งความนั้นแก่ภิกษุ ๕๐๐ ซึ่งเป็น
บริวารของตน ทันใดนั้นเองจึงมาทางอากาศด้วยฤทธิ์พร้อมกับบริวาร เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลี
ขึ้นเหนือศีรษะ กราบทูลถามถึงมหาภินิหารและการบำเพ็ญบารมีของพระ-
ตถาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำท่านพระสารีบุตรนั้นให้เป็นกายสักขี
คือ พยานทางกาย เมื่อจะทรงแสดงพุทธานุภาพของพระองค์ แก่พวกมนุษย์
ที่ประชุมกัน และเทวดาพรหมในหมื่นจักรวาฬจึงทรงแสดงพุทธวงศ์. สมดัง
ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
หน้า 14
ข้อ 1
พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ฉลาดใน
สมาธิฌาน บรรลุบารมีด้วยปัญญา ย่อมทูล
ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกแห่งโลกว่า
ข้าแต่พระมหาวีระผู้สูงสุดกว่าคน อภินิหาร
ของพระองค์เป็นเช่นไร ข้าแต่ท่านผู้ทรงปัญญา
ในกาลไร ที่พระองค์ทรงปรารถนาความตรัสรู้
อันอุดม.
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ
สัจจะ อธิษฐาน เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่น
ไร.
ข้าแต่ท่านผู้ทรงปัญญา ผู้เป็นนายกแห่ง
สัตวโลก บารมี ๑๐ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ
แล้วเป็นเช่นไร.
อุปบารมีเป็นอย่างไร ปรมัตถบารมีเป็น
อย่างไร.
พระองค์ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ ดุจนก
การะเวก ข้าพระองค์เมื่อจะยังหทัยให้เยือกเย็น
หน้า 15
ข้อ 1
ยังมนุษย์พร้อมด้วยเทวดาให้รื่นเริง จึงทูลถาม
ขอพระองค์ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพุทธวงศ์อย่างนี้แล้ว ท่านพระ-
ธรรมเสนาบดีสารีบุตรส่งญาณมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ว่า โอ การถึงพร้อม
ด้วยเหตุ การถึงพร้อมด้วยผล การสำเร็จแห่งมหาภินิหาร ของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีอย่างนี้ตลอดกาลเพียงนี้ ทรง
กระทำสิ่งที่คนทำได้ยาก นี่เป็นผลอันสมควรแก่การสะสมโพธิสมภารอัน
เป็นวิธีอย่างนี้ คือ ความเป็นพระสัพพัญญู ความเป็นผู้ชำนาญในกำลังทั้ง
หลาย ความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ ความเป็นผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้.
ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนั้น ตามไปตามระลึกถึง โดยติดตาม
ธรรม ถึงพระพุทธคุณอันมีอานุภาพเป็นอจินไตยมีอาทิอย่างนี้ คือ ศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัศนะ หิริโอตตัปปะ ศรัทธา วิริยะ สติ-
สัมปชัญญะ ศีลวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ สมถะ วิปัสสนา กุสลมูล ๓ สุจริต ๓
สัมมาวิตก ๓ สัญญาที่ไม่มีโทษ ๓ ธาตุ ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔
อิทธิบาท ๔ อริยมรรค ๔ อริยสัจ ๔ ปฎิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔
อริยวงศ์ ๔ เวสารัชชญาณ ๔ ปธานิยังคะ ( องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร) ๕
สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสรณิยธาตุ (ธาตุนำออกไป ) ๕
วิมุตตายตนญาณ (ญาณมีอายตนะพ้นไปแล้ว)๕ วิมุตติปริปาจนียธรรม(ธรรม
หน้า 16
ข้อ 1
อันเป็นความงอกงามแห่งวิมุติ ) ๕ สาราณิยธรรม ๖ อนุสสติ ๖ คารวะ ๖
นิสสรณียธาตุ ๖ สัตตวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนื่องๆ) ๖ อนุตตริยะ ๖
นิพเพธภาคิสัญญา (สัญญาอันเป็นส่วนแทงตลอด) ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณ-
ญาณ ๖ อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗
นิททสวัตถุ ( เรื่องชี้แจง ) ๗ สัญญา ๗ ทักขิไณยบุคคลเทศนา ( การ
แสดงถึงทักขิไณยบุคคล) ๗ ขีณสวพลเทศนา ( การแสดงถึงกำลังของ
พระขีณาสพ ) ๗ ปัญญาปฏิลาภเหตุเทศนา ( การชี้แจงถึงเหตุได้ปัญญา ) ๘
สัมมัตตะ ๘ การก้าวล่วงโลกธรรม ๘ อารัมภวัตถุ (เรื่องปรารภ) ๘ อักขณ-
เทศนา (การแสดงแบบสายฟ้าแลบ) ๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนเทศนา
(การแสดงอายตนะของท่านผู้เป็นอภิภู) ๘ วิโมกข์ ๘ ธรรมเป็นมลแห่งโยนิ-
โสมนสิการ ๙ องค์แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเพียรอันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาส
๙ อาฆาตปฏิวินัย (การกำจัดความอาฆาต) ๙ ปัญญา ๙ นานัตตเทศนา
(การแสดงความต่างกัน) ๙ อนุบุพพวิหารธรรม ๙ นาถกรณธรรม ๑๐
กสิณายตนะ ๑๐ กุสลกรรมบถ ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ อริยวาสะ ๑๐ อเสกข-
ธรรม ๑๐ รตนะ ๑๐ กำลังของพระตถาคต ๑๐ อานิสงส์เมตตา ๑๑ อาการ
ของธรรมจัnร ๑๒ ธุดงคคุณ ๓ พุทธญาณ ๑๔ วิมุตติปริปาจนียธรรม ๑๕
อานาปานสติ ๑๖ อปรัมปริยธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นปรัมปรา) ๑๖ พุทธธรรม
๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ อุทยัพพยญาณ ๕๐ กุสลธรรมเกิน ๕๐
ญาณวัตถุ ๗๗ มหาวชิรญาณอันเป็นจารีตร่วมกับสมาบัติ สองล้านสี่แสน
หน้า 17
ข้อ 1
โกฏิ และเทศนาญาณเป็นเครื่องค้นคว้าและพิจารณา สมันตปัฏฐาน (การ
เริ่มตั้งโดยรอบคอบ) อันมีนัยไม่มีที่สุด และญาณประกาศอัธยาศัยเป็นต้น
ของสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุดในโลกธาตุอันหาที่สุดมิได้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อันไม่สาธารณ์แก่ผู้อื่นไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นประมาณ. จริงอยู่พระเถระ. เมื่อ
นึกถึงที่สุดก็ดี ประมาณก็ดี แห่งคุณทั้งหลายแม้ของตนเองก็ไม่เห็น. พระ-
เถระนั้นจักเห็นประมาณ หรือ ข้อกำหนดแห่งพระคุณทั้งหลายของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้อย่างไร. จริงอยู่ผู้ที่มีปัญญามาก มีญาณเฉียบแหลมย่อมเชื่อ
พระพุทธคุณทั้งหลายโดยความเป็นพระพุทธคุณใหญ่. ด้วยประการฉะนี้
พระเถระเมื่อไม่เห็นประมาณ หรือ ข้อกำหนดแห่งพระคุณทั้งหลายของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตัดสินใจลงไปว่า เมื่อคนเช่นเราผู้ตั้งอยู่ในสาวก
บารมีญาณยังไม่สามารถกำหนดพระพุทธคุณทั้งหลายโดยญาณได้ จะกล่าว
ไปไยถึงคนพวกนี้ น่าอัศจรรย์พระสัพพัญญูคุณเป็นอจินไตย ไม่มีข้อ
กำหนด มีอานุภาพมาก อนึ่ง พระสัพพัญญูคุณเหล่านี้เป็นโคจรแห่งพุทธ-
ญาณอย่างเดียวเท่านั้นโดยประการทั้งปวง มิได้เป็นโคจรแก่ผู้อื่น. แม้พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่สามารถกล่าวโดยพิสดารได้เลย. สมจริงดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า :-
แม้พระพุทธเจ้าก็กล่าวคุณของพระพุทธ-
เจ้า หากว่ากล่าวถึงคุณอื่นแม้ตลอดกัป กัป
หน้า 18
ข้อ 1
ย่อมสิ้นไปในระหว่างเวลายาวนาน คุณของ
พระตถาคต หาได้สิ้นไปไม่.
พระสารีบุตรเถระมีปีติโสมนัสเป็นกำลังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความที่
พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณใหญ่อย่างนี้จึงคิดต่อไปว่า น่าอัศจรรย์ ธรรม
ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า คือบารมี มีอานุภาพมาก เป็นเหตุแห่งพุทธคุณทั้ง
หลายเห็นปานนี้ . ความเป็นบารมี เป็นความเจริญงอกงามในชาติไหนหนอ
หรือว่าถึงความแก่กล้าอย่างไร.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิ ๓ ชั้น ณ รตนะ
จงกรมนั้น ประทับนั่งรุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์อ่อนรุ่งเรืองอยู่ ณ ภูเขายุคนธร
ฉะนั้น ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรว่า ดูก่อนสารีบุตร พุทธการกธรรมของ
เราได้เจริญงอกงามจากภพสู่ภพ จากชาติสู่ชาติ ในกัปทั้งปวง เพราะทำด้วย
ความเคารพติดต่อกัน และด้วยการอุปถัมภ์ของวิริยะตั้งแต่สมาทาน แต่
ในภัทรกัปนี้ พุทธการกธรรมเหล่านั้นเกิดแก่กล้าในชาติเท่านี้แล้วได้ตรัส
ธรรมปริยาย อันมีชื่อเป็นที่สองว่า จริยาปีฏกํ พุทฺธาปทานิยํ จริยา-
ปิฎก เป็นที่ตั้งแห่งตำนานของพระพุทธเจ้า ด้วยบทมีอาทิว่า กปฺเป จ
สตสหสฺเส ตลอดแสนกัป. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาทรงจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมแก้ว อัน
เทวดาและพรหมเป็นต้นบูชาทรงหยั่งลง ณ นิโครธารามแวดล้อมด้วยพระ-
ขีณาสพสองล้านรูป ประทับนั่งเหนือวรพุทธาสนะที่เขาปูไว้ อันท่านพระ-
หน้า 19
ข้อ 1
สารีบุตรทูลถามโดยนัยดังกล่าวแล้ว จึงทรงแสดงจริยาปิฎก. ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ ท่านแสดงทูเรนิทานและอวิทูเรนิทานโดยสังเขปแล้วชี้แจง สันติเก-
นิทานแห่งจริยาปิฎก โดยพิสดาร. ส่วนทูเรนิทานจักมีแจ้งในการอธิบาย
เรื่องอสงไขย.
บัดนี้จะพรรณนาเนื้อความแห่งบาลี จริยาปิฎกที่มีมาโดยนัยมีอาทิว่า
กปฺเป จ สตสหสฺเส ดังนี้. กัปปศัพท์ในบทนั้นทั้งที่มีอุปสรรค และไม่มี
อุปสรรค ย่อมปรากฏในความมีอาทิว่า วิตก วิธาน ปฏิภาค บัญญัติ กาล
ปรมายุ สมณโวหาร สมันตภาวะ อภิสัททหนะ เฉทนะ วินิโยคะ วินยะกิริยา
เลสะ อันตรกัป ตัณหาทิฏฐิ อสงไขยกัป มหากัป.
กัปปศัพท์มาใน วิตก ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยา-
ปาทสงฺกปฺโป ดำริในการออกจากกาม ดำริในความไม่พยาบาท. มาใน วิธาน
ในบทมีอาทิว่า จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย ภิกษุพึงทำวิกัปในจีวร. อธิบายว่า
ควรปฏิบัติตามธรรมเนียมเป็นอย่างยิ่ง. มาใน ปฏิภาค ในบทมีอาทิว่า สตฺถุ-
กปฺเปน วต ฯลฯ น ชานิมฺหา ท่านผู้เจริญทั้งหลายได้ยินว่า พวกเราปรึกษา
กับพระสาวกซึ่งคล้ายกับพระศาสดาก็ยังไม่รู้. ในบทนั้นมีอธิบายว่า คล้ายกับ
เช่นกับ พระศาสดา. มาใน บัญญัติ ในบทมีอาทิว่า อิธายสฺมา กปฺโป
ท่านผู้มีอายุเป็นบัญญัติในศาสนานี้. มาใน กาล ในบทมีอาทิว่า เยน สุทํ
นจฺจกปฺปํ วิหรามิ ได้ยินว่าข้าพเจ้าจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิจ. มาใน ปรมายุ
ในบทมีอาทิว่า อากงฺขมาโน ฯลฯ กปฺปาวเสสํ วา ดูก่อนอานนท์
หน้า 20
ข้อ 1
ตถาคต หวังจะดำรงอยู่ตลอดกัป. หรือตลอดส่วนที่เหลือของกัป. กัปในที่นี้
ท่านประสงค์เอาอายุกัป. มาใน สมณโวหาร ในบทมีอาทิว่า อนุชานามิ
ฯลฯ ปริภุญฺชิตุํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ฉันผลไม้ด้วยสมณกัป ๕
อย่างมาใน สมันตภาวะ ในบทมีอาทิ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา
ยังพระเชตวันโดยรอบทั้งสิ้นให้สว่างไสว. มาในอภิสัททหนะในบทมีอาทิว่า
สทฺธา สทฺทหนา โอกปฺปนา อภิปฺปสาโท ศรัทธาความเชื่อ ความเชื่อ
อย่างยิ่ง ความเลื่อมใสอย่างยิ่ง. มาเน เฉทนะ ในบทมีอาทิว่า อลงฺกโต
กปฺปิตเกสมสฺสุ โกนผมแลหนวดตกแต่งแล้ว. มาใน วินิโยคะ ในบท
มีอาทิว่า เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ทานที่ให้แล้วจากโลกนี้
ย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ฉันนั้น. มาใน วินยกิริยา ในประโยคมี
อาทิว่า กปฺปกเตน อกปฺปกตํ สํสิพฺพิตํ โหติ จีวรอันภิกษุผู้ทำกัปปะมิ
ได้ทำตามวินัยก็เป็นอันเย็บดีแล้ว. มาใน เลสะ ในประโยคมีอาทิว่า อตฺถิ
กปฺโป นิปชฺชิตุํ หนฺทาหํ นิปชฺชามิ มีเลสเพื่อจะนอน เอาเถิดเราจะ
นอนละ. มาใน อันตรกัป ในประโยคมีอาทิว่า อาปายิโก เนรยิโก ฯลฯ
นิรยมุหิ ปจฺจติ ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ต้องตกอบาย ตกนรก ตั้งอยู่กัปหนึ่ง
และไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป. มาในตัณหาและทิฏฐิในคาถามีอาทิว่า :-
แม่ธรรมทั้งหลายก็ไม่ดำริถึง ไม่ทำไว้
ข้างหน้า ไม่ยอมรับ เขามิใช่พราหมณ์ที่ผู้มีศีล
หน้า 21
ข้อ 1
จะพึงแนะนำ เขาเป็นผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้คงที่ ย่อม
ไม่หมกไหม้.
เป็นความจริงอย่างนั้นท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า จากบทว่า กปฺป
นี้ กัปมีสองอย่าง คือ ตัณหากัป ๑ ทิฏฐิกัป ๑. มาในอสงไขยกัปในบท
มีอาทิว่า อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป ในสังวัฏฏกัป
ไม่น้อยในวิวัฏฏกัปไม่น้อย. มาในมหากัปในบทมีอาทิว่า จตฺตาริมานิ
ภิกฺขเว กปฺปสฺส อสงฺเขยฺยานิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัปมีสี่อสงไขย.
กัปในที่นี้ได้แก่มหากัป.
บทสำเร็จในคำว่า กปฺป นั้นมีดังนี้ ชื่อว่า กปฺโป เพราะย่อม
กำหนด. อธิบายว่า พึงกำหนดมีปริมาณที่ควรกำหนดด้วยการเปรียบกับ
กองเมล็ดผักกาดเป็นต้นอย่างเดียวเพราะไม่สามารถคำนวณด้วยปีได้ว่า เท่า
นั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี เท่านั้นแสนปี. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กัปยาวเพียงไรหนอ. ดูก่อนภิกษุ กัปยาวมาก
กำหนดไม่ได้ว่า เท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี เท่านั้นแสนปี.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามารถจะเปรียบเทียบได้หรือไม่พระเจ้าข้า. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า สามารถเปรียบเทียบได้ ภิกษุ. เหมือนอย่างว่ากองเมล็ด
ผักกาด โดยความยาวโยชน์หนึ่ง โดยความกว้างโยชน์หนึ่ง โดยความสูง
โยชน์หนึ่ง เมื่อล่วงไปร้อยปี พันปี ผู้วิเศษเก็บเมล็ดผักกาดไปเมล็ดหนึ่ง ๆ
เมล็ดผักกาดหมด. ก็ยังไม่สิ้นกัป. ดูก่อนภิกษุกัปยาวอย่างนี้แล.
หน้า 22
ข้อ 1
มหากัปนี้นั้นสงเคราะห์เข้าด้วยสี่อสงไขยกัป ด้วยสามารถแห่งสัง-
วัฏฏกัปเป็นต้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สี่อสงไขยกัปเหล่า
นี้ สี่อสงไขยกัปเป็นไฉน. คือ สังวัฏฏกัป
สังวัฎฏัฏฐายีกัป วิวัฏฏกัป วิวัฎฏัฏฐายีกัป.
ในกัปเหล่านั้น สังวัฏฏกัปมี ๓ คือ เตโชสังวัฏฏกัป ๑ อาโป-
สังวัฏฏกัป ๑ วาโยสังวัฏฏกัป ๑. แดนสังวัฏฏกัปมี ๓ คือ อาภัสสรา ๑
สุภกิณหา ๑ เวหัปผลา ๑. ก็ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยไฟ ในกาลนั้น
กัปเบื้องล่างจากอาภัสสราย่อมถูกไฟไหม้. ในกาลใดกัปย่อมเป็นไปด้วยน้ำ
ในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากสุภกิณหาย่อมถูกน้ำละลาย. ในกาลใดกัปย่อม
เป็นไปด้วยลม ในกาลนั้นกัปเบื้องล่างจากเวหัปผลาย่อมถูกลมกำจัด. แต่โดย
กว้างออกไปจักรวาฬแสนโกฏิ ย่อมพินาศ. ท่านกล่าวว่าเป็นอาณาเขตของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ในสังวัฏฏกัป ๓ เหล่านั้น การทำลายเปลวไฟ น้ำ
หรือลม ตั้งแต่มหาเมฆยังกัปให้พินาศตามลำดับ นี้เป็นอสงไขยหนึ่ง .ชื่อว่า
สังวัฏฏกัป. มหาเมฆตั้งขึ้นเต็มจักรวาฬแสนโกฏิตั้งแต่การทำลายเปลวไฟอัน
ยังกัปให้พินาศ นี้เป็นอสงไขยที่สองชื่อว่า สังวัฏฏฐายีกัป.
ความปรากฏแห่งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ตั้งแต่มหาเมฆตั้งขึ้น นี้เป็น
อสงไขยกัปที่สาม ชื่อว่าวิวัฏฏกัป. มหาเมฆยังกัปให้พินาศอีก ตั้งแต่ความ
หน้า 23
ข้อ 1
ปรากฏแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ นี้เป็นอสงไขยกัปที่สี่ ชื่อว่าวิวัฏฏัฏ-
ฐายีกัป. ในกัปเหล่านี้ การสงเคราะห์กัปในระหว่าง ๖๔ กัป ชื่อว่า
วิวัฏฏัฏฐายีกัป. ด้วยบทนั้นพึงทราบว่าวิวัฏฏกัปเป็นต้นกำหนดด้วยกาลอัน
เสมอกัน. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า การสงเคราะห์กัปในระหว่าง ๒๐ กัป.
ด้วยประการฉะนี้ สี่สงไขยกัปเหล่านี้เป็นหนึ่งมหากัป. ด้วยเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า มหากัปนี้นั้น สงเคราะห์ด้วยสี่อสงไขยกัปด้วยอำนาจแห่ง
สังวัฏฏกัปเป็นต้น.
อนึ่ง บทว่า กปฺเป เป็นทุติยาวิภัตติ์พหุวจนะ ด้วยเป็นอัจจันตสังโยคะ
แปลว่า ตลอดกัป สิ้นกัป. บทว่า สตสหสฺเส แสดงถึงปุลลิงค์โดยเชื่อม
กับศัพท์ว่า กปฺป. แม้ในที่นี้ก็เป็นพหุวจนะด้วยเป็นอัจจันตสังโยคะ ทั้งสอง
บทนี้เป็นอธิกรณะเสมอกัน. แม้ในบทว่า จตุโร จ อสงฺขิเย นี้ ก็มีนัยนี้แล.
อนึ่ง บทว่า อสงฺขิเย ย่อมให้รู้ความนี้ว่า กปฺปานํ โดยคัมภีร์ เพราะไม่กล่าว
บทอื่นและเพราะกล่าวถึงกัปเท่านั้น. การเว้นบทที่กล่าวแล้วคือเอาบทอะไร ๆ
ที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่สมควร. จ ศัพท์เป็นสัมบิณฑนัตถะ ( บวกความท่อนหลัง
เข้ากับความท่อนต้น ). มีเนื้อความว่า สี่อสงไขยแห่งมหากัปและแสนมหา-
กัป พึงทราบความในบทว่า อสงฺขิเย นี้ ชื่อว่า อสงฺขิยา เพราะไม่
สามารถจะนับได้. อธิบาย เกินการคำนวณ. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า
บทว่า อสงฺเขยฺยํ เป็นการนับที่แปลกอย่างหนึ่ง. อาจารย์พวกนั้นกล่าวว่า
คะแนนมหากำลังสิบเว้นฐานะ ๕๙ อันมีคะแนนมหากำลังเป็นที่สุดตั้งแต่
หน้า 24
ข้อ 1
รวมเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าอสงไขย ในลำดับอัฏฐานะ ๖๐. ข้อนั้นไม่ถูก
การคำนวณที่แปลกชื่อว่าในระหว่างฐานะที่นับได้. ในระหว่างฐานะหนึ่ง
ชื่อว่าอสงไขย เพราะไม่มีความที่การคำนวณที่แปลกนั้นจะพึงนับไม่ได้
เพราะเหตุนั้น ข้อนั้นจึงผิด. ข้อที่กัปนั้นมี ๔ อย่าง ในความเป็นอสงไขย
กัป เพราะความที่เป็นกัปนับไม่ได้ไม่ถูกมิใช่หรือ. ไม่ถูกก็ไม่ใช่ เพราะ
ความที่อสงไขยกัปท่านปรารถนาแล้วในฐานะ ๔. ในบทนั้นพึงทราบการ
ชี้แจงตั้งแต่ต้นดังต่อไปนี้.
มีเรื่องเล่ามาว่า ในกัปนี้ครั้งอดีต พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์
คือ พระตัณหังกร ๑ พระเมธังกร ๑ พระสรณังกร ๑ พระทีปังกร ๑
ทรงอุบัติขึ้นในโลกตามลำดับ . ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นในศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ทีปังกรได้มีเมืองว่า อมรวดี. สุเมธ-
พราหมณ์อาศัยอยู่ในเมืองนั้นเป็นอุภโตสุชาตสังสุทธเคราหณี (มีครรภ์เป็น
ที่ปฏิสนธิอันบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย) ทางฝ่ายมารดาและบิดาตลอด ๗ ชั่วตระกูล
ไม่ถูกรังเกียจโดยชาติ. มีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใสถึงพร้อมด้วยผิวพรรณ
งดงามอย่างยิ่ง สุเมธพราหมณ์มิได้ทำการงานอย่างอื่น เรียนศิลปะของ
พราหมณ์อย่างเดียว. มารดาบิดาได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่เขายังเป็นหนุ่ม. ครั้งนั้น
สิริวัฑฒกะ อำมาตย์ของเขา นำบัญชีทรัพย์สินมาให้แล้วเปิดห้องทรัพย์สิน
เต็มไปด้วย ทอง เงิน แก้วมณี แก้วมุกดาเป็นต้น แล้วแจ้งทรัพย์สิน
ตั้งแต่ ๗ ชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมารทรัพย์ประมาณเท่านี้เป็นของมารดา
หน้า 25
ข้อ 1
ของท่าน ประมาณเท่านี้เป็นของบิดาของท่าน ประมาณเท่านี้เป็นของ
ปู่ ย่า ตา ยาย และทวดของท่าน แล้วกล่าวว่า ขอท่านจงปกครองทรัพย์
สินนี้เถิด. สุเมธบัณฑิตคิดว่า ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้นของเรา
รวบรวมทรัพย์สินนี้ไว้เป็นอันมาก ถึงอย่างนี้ก็ยังไปสู่ปรโลก มิได้ถือเอา
ไปได้แม้แต่กหาปณะเดียว แต่เราควรจะทำเหตุแห่งการถือเอาไปได้ ดังนี้
เขาจึงทูลแด่พระราชาแล้วให้ตีกลองประกาศทั่วไปในเมือง ได้ให้ทานแก่
มหาชนแล้วไปยังหิมวันตประเทศบวชเป็นดาบสล่วงไปได้ ๗ วัน จึงยัง
สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้นอยู่ด้วยสมาบัติวิหารธรรม.
ก็ในกาลนั้น พระทศพลพระนามว่า ทีปังกรบรรลุพระปรมาภิเษก
สัมโพธิญาณ ยังบวรธรรมจักรให้เป็นไปแวดล้อมด้วยพระขีณาสพ หนึ่ง
แสนรูป เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงรัมมวดีนครประทับอาศัยอยู่ที่สุทัศน-
มหาวิหารไม่ไกลเมืองนั้น. ชาวเมืองรัมมวดีนครได้ฟังว่า ได้ยินว่า-
พระศาสดาเสด็จถึงนครของพวกเราแล้วประทับอยู่ ณ สุทัศนมหาวิหาร จึง
พากันถือของหอมมีดอกไม้เป็นต้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชา
ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น นั่งอยู่ส่วนข้างหนึ่งฟังพระธรรมเทศนา
แล้วนิมนต์เพื่อเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น พากันลุกจากที่นั่งกลับไป. วัน
รุ่งขึ้นชาวเมืองเหล่านั้นเตรียมมหาทานตกแต่งนคร ต่างรื่นเริงยินดีทำความ
สะอาดทางที่พระทศพลเสด็จมา.
อนึ่ง ในกาลนั้น สุเมธดาบสมาทางอากาศเห็นพวกมนุษย์เหล่านั้น
รื่นเริงยินดีจึงถามว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านทำความสะอาดทางนี้
หน้า 26
ข้อ 1
เพื่อใคร. เมื่อพวกมนุษย์บอกว่า พวกเราทำความสะอาดทางเพื่อพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าเสด็จมา เพราะค่าที่ตนได้สะสมบารมีมาในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ในอดีตพอได้ยินคำว่า พุทฺโธ ก็เกิดปีติโสมนัส ลงจากอากาศในทันใด
นั่นเอง แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้โอกาสแก่เราบ้าง แม้เราก็จักทำ
ความสะอาดด้วย ครั้นพวกมนุษย์ให้โอกาสแล้ว จึงคิดว่า ความจริงเรา
พอจะทำทางนี้ให้วิจิตรด้วยรัตนะ ๗ ด้วยฤทธิ์แล้วตกแต่งได้ แต่วันนี้เรา
ควรทำความขวนขวายทางกาย เราจักถือเอาบุญสมควรแก่กาย แล้วจึงนำ
หญ้าและหยากเยื่อเป็นต้นออกไปเอาฝุ่นมาเกลี่ยให้เสมอทำให้สะอาด. ก็เมื่อ
ทำความสะอาดที่นั้นยังไม่สำเร็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระทีปังกรแวดล้อม
ด้วยพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้มีมหานุภาพสี่แสนรูปเสด็จมาถึงทางนั้น.
สุเมธบัณฑิตคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวกของ
พระพุทธเจ้าจงอย่าเหยียบโคลนจึงคลี่ผ้าป่าน แผ่นหนัง และห่อชฎาออก
ตนเองนอนคว่ำหันศีรษะไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า. และเขาคิดอย่างนี้ว่า
หากเราจักปรารถนา เราจักเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ จักทำลาย
กิเลสในวันนี้ทีเดียว. ประโยชน์อะไรด้วยการนอนจากโอฆะใหญ่คือสงสาร
ของเราเพียงผู้เดียวเท่านั้น ถ้ากระไรแม้เราก็พึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เห็นปานนี้ ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร. สุเมธ-
บัณฑิตตั้งใจด้วยอภินิหารประกอบด้วยองค์ ๘ ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 27
ข้อ 1
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาประทับยืน ณ เบื้องศีรษะของ
สุเมธบัณฑิตนั้น ทรงทราบความสำเร็จวารจิตของสุเมธบัณฑิตนั้นทรง
พยากรณ์ความเป็นไปนี้ทั้งหมดของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จากนี้ไปในที่สุด
สี่แสนอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป สุเมธบัณฑิตนี้จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระนามว่าโคดมดังนี้ แล้วหลีกไป.
จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้อื่นทรงอุบัติขึ้นตามลำดับ มีพระผู้มี-
พระภาคเจ้า พระนามว่า โกณฑัญญะเป็นต้นจนถึงพระทศพล พระนามว่า
กัสสปเป็นที่สุด ทรงพยากรณ์พระมหาสัตว์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า. เมื่อ
พระโพธิสัตว์ของพวกเราทรงบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงอุบัติขึ้น ๒๔ พระองค์. ในกัปที่พระทศพลพระนามว่าทีปังกรทรงอุบัติ
ได้มีพระพุทธเจ้าอื่นอีก ๓ พระองค์. ในสำนักของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
มิได้มีการพยากรณ์พระโพธิสัตว์. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นจึง
ไม่ถือเอาในที่นี้. แต่ในอรรถกถาเก่า เพื่อแสดงถึงพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ตั้งแต่กัป ท่านจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร
พระทีปังกร ผู้เป็นพระสัมพุทธเจ้า และพระ
โกณฑัญญะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า พระ
มังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ
ผู้เป็นมุนี พระอโนมทัสสี พระปทุม พระ
หน้า 28
ข้อ 1
นารทะ พระปทุมุตตระ พระสุเมธะ ผู้เกิดดี
แล้ว พระปิยทัสสี ผู้มียศใหญ่ พระอัตถทัสสี
พระธรรมทัสสี พระสิทธัตถะ ผู้เป็นนายก
ของโลก พระติสสะ พระผุสสะ ผู้เป็น
พระสัมพุทธเจ้า พระวิปัสสี พระสิขี พระ
เวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ
พระกัสสปะ ผู้เป็นนายก. ท่านเหล่านี้ได้
เป็นพระสัมพุทธเจ้า ปราศจากราคะ ตั้งมั่น
แล้ว มีรัศมี ๑๐๐ บรรเทาความมืดใหญ่
รุ่งเรืองดุจกองไฟ พระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น
พร้อมด้วยสาวกทั้งหลาย ได้นิพพานแล้ว.
ในระหว่างพระทศพลพระนามว่าทีปังกร และพระทศพลพระนามว่า
โกณฑัญญะ โลกได้ว่างพระพุทธเจ้าไปตลอดอสงไขยหนึ่งแห่งมหากัป. ใน
ระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ และพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า มังคละ ก็เหมือนกัน ในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
โสภิตะ พระนามว่า อโนมทัสสี พระนามว่า นารทะ พระนามว่า ปทุ-
มุตตระ ก็เหมือนกัน. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ในพุทธวงศ์ว่า :-
หน้า 29
ข้อ 1
กัปทั้งหลายในระหว่างแห่งพระพุทธเจ้า
เหล่านั้น คือแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ทีปังกร และแห่งพระศาสดาพระนามว่า โภณ-
ฑัญญะเป็นกัปที่นับไม่ได้โดยการคำนวณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายกพระนาม
ว่า มังคละ โดยพระนามอื่นจากพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ กัปทั้งหลาย
ในระหว่างพระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น ก็เป็นกัป
ที่นับไม่ได้โดยการคำนวณ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนม-
ทัสสี ผู้มียศใหญ่อื่นจากพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า โสภิตะ กัปทั้งหลายในระหว่าง
พระพุทธเจ้า แม้เหล่านั้นก็เป็นกัปที่นับไม่ได้
โดยการคำนวณ.
กัปทั้งหลายในระหว่างพระพุทธเจ้า แม้
เหล่านั้น คือ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า นารทะ แห่งพระศาสดาพระนามว่า ปทุ-
มุตตระ ก็เป็นกัปที่นับไม่ได้โดยคำนวณ.
หน้า 30
ข้อ 1
ด้วยประการฉะนี้ท่านจึงกล่าวว่า จตุโร จ อสงฺขิเย สื่อสงไขยโดย
การล่วงการคำนวณมหากัปในฐานะ ๔ แม้ในความเป็นอสงไขยกัป เพราะ
ความเป็นกัปที่ล่วงเลยการคำนวณ. พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวด้วยสังขยา-
วิเสสนะ ( การนับที่แปลกออกไป ). อนึ่ง เพราะ ๓ หมื่นกัปในระหว่าง
พระทศพลพระนามว่า ปทุมุตตระ และพระทศพลพระนามว่า สุเมธะ
๖๙,๘๘๒ กัป แห่งพระทศพลพระนามว่า สุชาตะ และ พระทศพล
พระนามว่า ปิยทัสสี. ๒๐ กัป ในระหว่างพระทศพลพระนามว่า
ธรรมทัสสี และพระทศพลพระนามว่า สิทธัตถะ ๑ กัป ในระหว่างพระทศ-
พลพระนามว่า สิทธัตถะ และพระทศพลพระนามว่า ติสสะ ๖ กัป ใน
ระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี และพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิขี. ๓๐ กัป ในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เวสสภู
และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ. และ ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป พร้อม
ด้วยกัปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ทรงอุบัติภายหลังตั้งแต่กัปที่พระ
ทศพลพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติและด้วยภัตรกัปนี้ ด้วยประการฉะนี้
ท่านจึงกล่าวว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส ตลอดแสนกัปหมายถึงมหากัป
เหล่านั้น. เมื่อเนื้อความนี้กล่าวพิสดารควรจะนำบาลีพุทธวงศ์ทั้งหมดมา
พรรณนา ฉะนั้นเราจะรักษาใจของมหาชนผู้กลัวความพิสดารเกินจึงจะไม่
กล่าวให้พิสดาร. ผู้มีความต้องการความพิสดารพึงเรียนจากพุทธวงศ์. อนึ่ง
ในที่นี้กถามรรคใดที่ควรกล่าว กถามรรคแม้นั้นก็พึงทราบโดยนัยดังที่ได้
กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาธรรมสังคหะชื่อว่า อัฏฐสะลินี และอรรถกถาชาดก
นั่นและ
หน้า 31
ข้อ 1
อนฺตร ศัพท์ในบทว่า เอตฺถนฺตเร นี้ มาแล้วใน เหตุ ในบทมี
อาทิว่า :-
ชนทั้งหลาย ประชุมกันที่ฝั่งแม่น้ำ ที่
เรือน ที่สภา และที่ถนนปรึกษาเหตุอะไร
กะเราและกะท่าน.
มาแล้วใน ขณะ ในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญหญิงคนหนึ่ง
ล้างภาชนะในขณะฟ้าแลบ ได้เห็นข้าพระองค์. มาแล้วใน จิต ในประโยค
มีอาทิว่า ความโกรธไม่มีแต่จิตของผู้ใด. มาแล้วใน ระหว่าง ในบทมีอาทิ
ว่า เมืองคยาในระหว่าง และต้นโพธิ์ในระหว่าง. มาแล้วใน ท่ามกลาง
ในบทมีอาทิว่า เมื่อพระอุปัชฌาย์ยังพูดอยู่ไม่ควรสอดคำพูดในท่ามกลาง
แม้ในที่นี้พึงเห็นว่า ในท่ามกลางนั่นแล เพราะฉะนั้น ในระหว่างนี้
ความว่าในท่ามกลาง. บทนี้เป็นอันท่านกล่าวไว้ว่า ในมหากัปพระผู้มีพระ-
ภาคของเรา เป็นสุเมธบัณฑิตในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
ทีปังกรได้ทรงกระทำมหาภินิหารประกอบด้วยองค์ ๘ ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้
คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑ การเห็นพระ-
ศาสดา ๑ บรรพชา ๑ คุณสมบัติ ๑ อธิการ ๑ ความพอใจ ๑. ทรง
สะสม สมาทานบารมี ๓๐ ทัศ ทรงปรารภเพื่อยังพุทธการกธรรมแม้ทั้งหมด
ให้สมบูรณ์ อนึ่ง มีพระบารมีเต็มเปี่ยมด้วยประการทั้งปวง ในภัตรกัปนี้
ได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. กาลวิเศษมีกำหนดตามที่กล่าวแล้ว
หน้า 32
ข้อ 1
ในระหว่างมหากัปสองเหล่านี้. ก็ข้อนั้นรู้ได้อย่างไร. จริงอยู่บทนี้ว่า กปฺเป
จ สตสหสสฺเส จตุโร จ อสงฺขิเย สี่อสงไขยแสนกัป เป็นบทแสดง
ถึงการนับมหากัปโดยกำหนดและมิได้กำหนด. ก็การนับนี้นั้นเป็นการถือเอา
เบื้องต้นและที่สุดของการคำนวณ เว้นจากนั้นไม่มี เพราะเหตุนั้นการเริ่ม
โพธิสมภารและการแสวงหาย่อมรู้ได้ว่า แม้ทั้งสองอย่างนั้นท่านแสดงโดย
เนื้อความในบทนี้ว่า เอตฺถนฺตเร ในระหว่างนี้ด้วยความมีเขตจำกัด อนึ่ง
เขตจำกัดนี้พึงทราบด้วยวิธีอันยิ่ง. ไม่พึงทราบด้วยอำนาจขอบเขต เพราะ
กัปเริ่มและกัปสุดท้ายหยั่งลงภายในโดยเอกเทศ อนึ่ง วิธีอันยิ่งย่อมไม่มี
ในที่นี้ เพราะมิได้กำหนดกัปเหล่านั้นไว้ โดยไม่มีขอบเขตมิใช่หรือ ไม่
ใช่อย่างนั้น เพราะนั่นเป็นแม้ในเอกเทศของกัปนั้น. จริงอยู่ กัปที่เป็น
เอกเทศของกัปนั้น กำหนดไว้โดยไม่มีขอบเขต.
บทว่า จริตํ ในบทนี้ว่า ยํ จริตํ, สพฺพํ ตํ โพธิปาจนํ ความ
ประพฤติทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ ได้แก่ จริยา อันเป็นข้อปฏิบัติ
มีทานและศีลเป็นต้น สงเคราะห์เข้าในบารมี ๓๐ ทัศ เพราะญาตัตถจริยา
โลกัตถจริยา และพุทธัตถจริยา หยั่งลงภายในจริยานั้น. อนึ่ง จริยา นี้
มี ๑ คือ อิริยาปถจริยา จริยาในอิริยาบถ ๔ ของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยความ
ตั้งใจ ๑ อายตนจริยา จริยาในอายตนะภายในของท่านผู้มีทวารคุ้มครอง
แล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ สติจริยา จริยาในสติปัฏฐาน ๔ ของท่านผู้มี
ความไม่ประมาทเป็นธรรมเครื่องอยู่ ๑ สมาธิจริยา จริยาในฌานทั้งหลาย
หน้า 33
ข้อ 1
๔ ของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต ๑ าณจริยา จริยาในอริยสัจ ๔ ของ
ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ๑ มคฺคจริยา จริยาในอริยมรรค ๔ ของท่าน
ผู้ปฏิบัติชอบ ๑ ปตฺติจริยา จริยาในสามัญผล ๔ ของท่านผู้บรรลุผล ๑
โลกตฺถจริยา จริยาในสรรพสัตว์ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๓ พระองค์.
ในจริยาเหล่านั้น โลกัตถจริยา ของพระโพธิสัตว์สององค์ และพระปัจ-
เจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า โดยมีขอบเขต แต่ของพระโพธิสัตว์
และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายโดยไม่มีขอบเขต. มีดังที่ท่านกล่าวไว้ใน
นิทเทสว่า บทว่า จริยา ได้แก่จริยา ๘ คือ อิริยาปถจริยา และอายตน-
จริยา เป็นต้น ความพิสดารมีอยู่ว่า พระโยคาวจรประพฤติน้อมไปด้วย
ศรัทธา ประพฤติประคองไว้ด้วยความเพียร ประพฤติรู้ทั่วด้วยปัญญา
ประพฤติรู้แจ้งด้วยวิญญาณ เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ กุศลธรรมทั้งหลายย่อมแผ่
ไป ด้วยเหตุนั้นชื่อว่าประพฤติด้วยอายตนจริยา. แม้ปฏิบัติอย่างนี้ ก็ย่อม
บรรลุคุณวิเศษด้วยเหตุนั้นชื่อว่าประพฤติด้วยวิเสสจริยา ดังนั้นท่านจึงกล่าว
ถึงจริยา ๘ แม้อื่น. พึงทราบการปิดบังในบารมีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นไว้.
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า บทว่า จริตํ คือ จริยา อันเป็นข้อปฏิบัติมี
ทานและศีลเป็นต้น สงเคราะห์เข้าในบารมี ๓๐ ทัศ. แต่ในที่นี้พึงทราบ
ความไม่ปิดกั้นมรรคจริยาและปัตติจริยา เพราะประสงค์เอาเหตุจริยานั้นแล
ในที่นี้. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สพฺพํ ตํ โพธิปาจนํ ความประพฤติ
ทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ ดังนี้.
หน้า 34
ข้อ 1
สพฺพ ศัพท์ในบทนั้นย่อมปรากฏในอรรถ ๔ อย่าง คือ สพฺพสพฺพํ
๑ อายตนสพฺพํ ๑ สกฺกายสพฺพํ ๑ ปเทสสพฺพํ ๑. ในอรรถว่า
สพฺพสพฺพํ ในบทมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมาสู่ครองในหัวข้อ
ว่า ญาณ ของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค ด้วยอาการทั้งปวง. ในอรรถว่า
อายตนสพฺพํ ในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงอายตนะทั้งปวง
พวกเธอจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ รูป ฯลฯ มนะและธรรม
ทั้งหลาย เป็นอย่างไร. ในอรรถว่า สกฺกายสพฺพํ ในบทมีอาทิว่า ภิกษุ
ย่อมรู้สิ่งทั้งปวงโดยประการทั้งปวง. ในอรรถว่า ปเทสสพฺพํ ในบทมี
อาทิว่า ดูก่อนสารีบุตรถ้อยคำอันพวกเธอทั้งหมดกล่าวดีแล้วโดยปริยาย. แม้
ในที่นี้พึงทราบว่า สพฺพ ศัพท์ในอรรถว่า ปเทสสพฺพํ เพราะท่านประ-
สงค์เอาความประพฤติอันเป็นการสะสมโพธิญาณ.
บทว่า โพธิ ได้แก่ต้นไม้บ้าง อริยมรรคบ้าง นิพพานบ้าง สัพพัญ-
ญุตญาณบ้าง. ต้นไม้ชื่อว่า โพธิ เพราะต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ ในอาคตสถานว่า
ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งแรก ณ ควงต้นโพธิและว่า คยาประเทศ
ในระหว่าง และต้นโพธิในระหว่าง. อริยมรรคชื่อว่า โพธิ เพราะอริย-
มรรคเป็นเหตุตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในอาคตสถานว่า ญาณในมรรค ๔ ท่าน
เรียกว่า โพธิ. นิพพานชื่อว่า โพธิ เพราะนิพพานเป็นนิมิต ในอาคต-
สถานว่า ทรงบรรลุโพธิญาณอันเป็นอมตะและอสังขตะ. พระสัพพัญญุตฌาณ
ชื่อว่า โพธิ เพราะพระสัพพัญญุตญาณเป็นเหตุตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยอาการ
หน้า 35
ข้อ 1
ทั้งปวง ในอาคตสถานว่าท่านผู้มีปัญญาว่าประเสริฐดุจแผ่นดิน ย่อมบรรลุ
โพธิญาณ. ในที่นี้ประสงค์เอาพระสัพพัญญุตญาณ. หรือว่า สัพพัญญุตญาณ
อันเป็นอรหัตมรรคพึงทราบว่า โพธิ ในที่นี้. พระสัพพัญญุตญาณของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า โพธิ เพราะประสงค์เอา มหาโพธิ. จริงอยู่
พระสัพพัญญุตญาณ อันมีอาสวักขยญาณเป็นปทัฏฐาน และอาสวักขยญาณ
อันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นปทัฏฐาน ท่านกล่าวว่า มหาโพธิ. ความย่อ
ในบทนี้ มีดังนี้ ความประพฤติกล่าวคือการปฏิบัติมีทานและศีลเป็นต้น ของ
เราอันใด ในการกำหนดกาลตามที่กล่าวแล้ว ความประพฤตินั้นทั้งหมด
เป็นเครื่องบ่ม เป็นความสำเร็จ ทำให้เกิดมหาโพธิญาณ อันไม่มีส่วนเหลือ
อกิตติดาบสแสดงการบำเพ็ญโพธิสมภารติดต่อกันไปด้วยบทนี้. อีกออย่างหนึ่ง
บทว่า สพฺพํ ได้แก่ความประพฤติอันใดในระหว่างนี้ คือ ในการกำหนด
กาลตามที่กล่าวแล้ว ความประพฤตินั้นทั้งหมด เป็นโพธิสมภารทั้งสิ้น ไม่
มีส่วนเหลือ. อกิตติดาบสแสดงการบำเพ็ญบุญบารมีทั้งหมดด้วยบทนี้.
ภาวนาในโพธิสมภารมี ๔ อย่าง คือ สพฺพสมฺภารภาวนา ๑
นิรนฺตรถาวนา ๑ จิรกาลภาวนา ๑ สกฺกจฺจภาวนา ๑. ในภาวนา
อย่างนั้น ท่านกล่าว จิรกาลภาวนา ( การบำเพ็ญตลอดกาลนาน ) ด้วยบท
นี้ว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส, จตุโร จ อสงฺขิเย ในสี่อสงไขยแสนกัป.
ท่านกล่าว นิรนฺตรถาวนา (การบำเพ็ญติดต่อกันไป) ด้วยการถือเอาทั้งหมด
ในอรรถวิกัปที่หนึ่ง ด้วยการประกอบล่วงส่วนในระหว่างนี้. ท่านกล่าว
หน้า 36
ข้อ 1
สพฺพสมฺภารกาวนา (การบำเพ็ญบุญกุศลทั้งหมด) ด้วยบทนี้ว่า สพฺพํ
จริตํ ความประพฤติทั้งหมด ในอรรถวิกัปที่สอง. ท่านกล่าว สกฺกจฺจ-
ภาวนา ( การบำเพ็ญโดยความเคารพ ) ด้วยบทนี้ว่า โพธิปาจนํ เป็น
เครื่องบ่มโพธิญาณ. ความประพฤตินั้นย่อมบ่มสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะ
แสดงความเป็นอย่างนั้น ฉันใด ความประพฤตินั้นย่อมควรที่จะกล่าวว่า
โพธิปาจนํ เป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ ฉันนั้นไม่ควรที่จะกล่าวโดยอาการ
อื่น. ก็ในบทนี้พึงทราบความที่โพธิจริยาติดต่อกันไปอย่างไร. ผิว่า จิตนั้น
ไม่ควร เพราะจิตติดต่อกันไป เป็นความจริงที่ไม่อาจจะกล่าวได้ว่า จิตอื่นจาก
จิตสะสมโพธิสมภาร จะเกิดขึ้นสูงกว่ามหาภินิหารของพระมหาสัตว์ทั้งหลาย.
เมื่อเป็นเช่นนั้น พึงกล่าวหมายถึงความเป็นไปแห่งจิตสำเร็จด้วยกิริยา. แม้
อย่างนี้ก็ไม่ควร. ความจริงไม่ควรเห็นว่า จิตสำเร็จด้วยกิริยาทั้งหมดของพระ
มหาโพธิสัตว์เหล่านั้น ย่อมเป็นไปได้ด้วยอำนาจแห่งการสะสมโพธิสมภาร
เท่านั้น แม้การทำความเพียรติดต่อกันไป ท่านก็ห้ามด้วยบทนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง พึงทราบนิรันดรภาวนา เพราะความติดต่อกันแห่งชาติ. พระมหา-
โพธิสัตว์ยังมหาปณิธานให้เกิดในชาติใด ชาตินั้นย่อมไม่เข้าไปได้ตั้งแต่นั้น
จนถึงอัตภาพหลัง. ชาติใดที่พระมหาโพธิสัตว์สะสมโพธิสมภารไว้หมดสิ้น
ทุกประการ โดยที่สุดหมายเอาเพียงทานบารมีก็พึงมีไม่ได้. เพราะชาตินี้
เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ปรารถนากิจของพระศาสนา. พระ-
โพธิสัตว์เหล่านั้น ยังไม่ถึงความเป็นผู้ชำนาญในกรรมเป็นต้น เพียงใด
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมถึงความขวนขวายอันมีขอบเขตในการสะสมบุญ
หน้า 37
ข้อ 1
เพียงนั้น. อนึ่ง เมื่อใดพระโพธิสัตว์ทั้งหลายถึงความเป็นผู้ชำนาญในกรรม
เป็นต้นโดยประการทั้งปวง เมื่อนั้นความเคลื่อนไหวและกระทำติดต่อใน
โพธิสมภารทั้งหลาย ย่อมสมบูรณ์โดยไม่มีขอบเขตตั้งแต่นั้น. ก็การทำโดย
ความเคารพย่อมเป็นกาลทั้งหมด. ความสำเร็จตามความประสงค์ ย่อม
สมบูรณ์ในทางของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. พึงทราบว่าท่านประกาศภาวนา
๔ อย่าง คือ สพฺพสมฺภารภาวนา ๑ จิรกาลภาวนา ๑ นิรนฺตรภาวนา ๑
สกฺกจฺจภาวนา ๑ ในโพธิสมภารทั้งหลาย ด้วยคาถานี้.
ในบทนั้นเพราะความประพฤติของพระโพธิสัตว์ โพธิสมภาร โพธิ-
จริยา อัครยาน บารมี เป็นอันเดียวกันโดยอรรถ พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.
อนึ่ง เพราะบทว่า จริตํ นี้ เป็นคำไม่วิเศษไปจากบารมี มีทานบารมี เป็นต้น
ซึ่งจะกล่าวโดยวิภาคข้างหน้า ฉะนั้นในที่นี้ควรพรรณนาบารมีทั้งหลายเพื่อ
ให้เกิดความเป็นผู้ฉลาดในโพธิสมภารทั้งหมด. เราจักพรรณนาในปกิณณก-
กถา ข้างหน้าจนครบ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระจริยาในภูมิของพระโพธิสัตว์
ของพระองค์. โดยไม่วิเศษว่า เป็นเครื่องบ่มมหาโพธิญาณตั้งแต่เริ่มจน
สุดท้าย บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงความที่พระจริยานั้นเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ
โดยสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เมื่อจะทรงประกาศ
บุรพจริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในภัตรกัปนี้โดยวิภาค จึงตรัสคำมีอาทิว่า อตีต-
กปฺเป ในกัปล่วงแล้วดังนั้น.
หน้า 38
ข้อ 1
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตีตกปฺเป คือในมหากับมีกำหนดตามที่
กล่าวแล้วล่วงไปแล้วทั้งหมดก่อนหรือกว่าจากกัปนี้ อริบายว่า ในสี่อสงไขย
แสนกัป. บทว่า จริตํ คือการปฏิบัติบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ที่สะสมไว้
แล้ว. บทว่า ปยิตฺวา คือเว้นไม่ถือเอา อธิบายว่า ไม่กล่าวถึง. บทว่า
ภวาภเว คือในภพน้อยใหญ่. พึงทราบความในบทว่า อิติภวาภวกถํ ดัง
ต่อไปนี้ ท่านกล่าวถึงความเจริญและความเสื่อมว่า ภวาภว. ในบทที่ว่าล่วง
ความเป็นผู้เจริญและเป็นผู้เสื่อม ท่านประสงค์เอา สมบัติวิบัติ ความเจริญ
ความเสื่อม สสัสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ บุญและบาป ว่า ภวาภว. อนึ่ง
ในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายตัณหาเมื่อจะเกิดแก่ภิกษุย่อมเกิดขึ้น เพราะ
เหตุของประณีต ท่านประสงค์เอาเภสัชมีเนยใสและเนยขึ้นเป็นต้นอันประ-
ณีต ประณีตยิ่ง ว่า ภวาภว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ในสมบัติภพ ภพ
น้อยภพใหญ่ประณีตยิ่ง ประณีตที่สุด ดังนี้บ้าง. เพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้
ก็พึงทราบความนั้นนั่นแล ท่านอธิบายว่า ในภพน้อยและภพใหญ่. บทว่า
อิมมฺหิ กปฺเป คือในภัทรกัปนี้. บทว่า ปวกฺขิสฺสํ คือเราจักบอก. บทว่า
สุโณหิ ท่านจงฟัง คือทรงชักชวนพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ในการฟัง.
บทว่า เมห คือในสำนักของเรา. อธิบายว่า จากคำพูดของเรา.
จบ นิทานกถา
หน้า 39
ข้อ 1
อรรถกถาอกิตติวรรคที่ ๑
๑. การบำเพ็ญทานบารมี
อรรถกถาอกิตติจริยาที่ ๑
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงยังอุตสาหะในการฟัง บุรพ-
จริยาของพระองค์ให้เกิดแก่ท่านพระสารีบุตรเถระ และแก่บริษัทกับทั้ง
เทวดาและมนุษย์แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงกระทำบุรพจริยานั้นซึ่งปกปิดไว้ใน
ระหว่างภพให้ประจักษ์ ดุจมะขามป้อมในฝ่ามือ ฉะนั้นจึงตรัสพระดำรัสมี
อาทิว่า :-
ในกาลใดเราเป็นดาบสชื่ออกิตติเข้าไป
อาศัยอยู่ในป่าใหญ่อันว่างเปล่า สงัดเงียบ
ปราศจากเสียงอื้ออึง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยทา คือ ในกาลใด. บทว่า พฺรหารญฺเ
คือ ในป่าใหญ่ อธิบายว่า ในป่าใหญ่ชื่อว่า อรัญญานี. บทว่า สุญฺเ
ว่างเปล่า คือ สงัดจากชน. บทว่า วิปินภานเน คือ ป่าเล็ก ๆ อันสงัด
เงียบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความเงียบของป่านั้นด้วยสองบท บท
ทั้งหมดนั้นท่านกล่าวหมายถึงการทวีป. บทว่า อชฺโฌคาเหตฺวา คือเข้าไป
อาศัย. บทว่า วิหรามิ คือเรากำจัดทุกข์ของร่างกายอยู่ยังอัตภาพให้เป็นด้วย
หน้า 40
ข้อ 1
อิริยาบถวิหารอันวิเศษกว่าสุขที่เกิดจากอาเนญชวิหาร คือการอยู่ไม่หวั่น
ไหว ที่เป็นของทิพย์ เป็นของพรหม เป็นของอริยะ. บทว่า อกิตฺติ นาม
ตาปโส คือในกาลใดเราเป็นดาบสมีชื่ออย่างนี้อยู่ในป่านั้น. ในกาลนั้น
พระศาสดาตรัสถึงความที่พระองค์เป็นดาบสชื่ออกิตติ แก่พระธรรมเสนาบดี.
มีกถาเป็นลำดับดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ภัทรกัปนี้แล ครั้นเมื่อพระเจ้าพรหมทัต
เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์
มหาสาล มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ มีชื่อว่า อกิตติ. เมื่ออกิตติเดินได้น้องสาวก็เกิด
มีชื่อว่า ยสวดี. เมื่ออกิตติมีอายุได้ ๑๕ ปีก็ไปเรียนศิลปะทุกอย่างในเมือง
ตักกสิลา เรียนสำเร็จแล้วก็กลับ. ครั้งนั้นมารดาบิดาของอกิตติได้ถึงแก่
กรรม. อกิตติทำฌาปนกิจมารดาบิดาแล้วล่วงไปสองสามวัน ให้ผู้จัดการ
มรดกตรวจตราทรัพย์สิน ครั้นสดับว่า ทรัพย์สินส่วนของมารดา ประมาณ
เท่านี้ ส่วนของบิดาประมาณเท่านี้ ส่วนของปู่ตาประมาณนี้ จึงเกิดสังเวช
ว่า ทรัพย์นี้เท่านั้นยังปรากฏอยู่ แต่ผู้จัดหาทรัพย์มาไม่ปรากฏ ทั้งหมดละ
ทรัพย์นี้ไป แต่เราจักเอาทรัพย์นี้ไป จึงกราบทูลพระราชาให้ตีกลองป่าว
ประกาศว่า ผู้มีความต้องการทรัพย์จงมายังเรือนของอกิตติบัณฑิต.
อกิตติบัณฑิตบริจาคมหาทานตลอด ๗ วัน เมื่อทรัพย์ยังไม่หมดจึง
คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยธนกรีฑานี้แก่เรา ผู้มีความต้องการจักรับตาม
ชอบใจ จึงเปิดประตูเรือนแล้วให้เปิดห้องเก็บสมบัติอันเต็มไปด้วยเงินและ
หน้า 41
ข้อ 1
ทองเป็นต้น ประกาศว่า ชนทั้งหลายจงนำเอาทรัพย์ที่เราให้แล้วไปเถิดแล้ว
ละเรือนไปเมื่อวงศ์ญาติร่ำไห้อยู่ ได้พาน้องสาวออกจากกรุงพาราณสีข้าม
แม่น้ำไป ๒-๓ โยชน์ ออกบวชสร้างบรรณศาลาอยู่ ณ ภูมิภาคน่ารื่นรมย์
ท่าที่อกิตติดาบสข้ามแม่น้ำไปชื่อ ท่าอกิตติ. พวกมนุษย์ชาวบ้านชาวนิคม
และชาวเมืองหลวงได้ฟังว่า อกิตติบัณฑิตบวชแล้ว ต่างมีใจจดจ่อด้วยคุณ-
ธรรมของอกิตติดาบสจึงพากันบวชตาม. อกิตติดาบสได้มีบริวารมาก. ลาภ
และสักการะเป็นอันมากเกิดขึ้นดุจพุทธุปาทกาล. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์
ดำริว่า ลาภและสักการะอันมากนี้แม้บริวารก็มาก แม้เพียงกายวิเวกก็ไม่ได้
ในที่นี้ เราควรอยู่แต่ผู้เดียว เพราะเป็นผู้มีความมักน้อยอย่างยิ่ง และเพราะ
เป็นผู้น้อมไปในวิเวกจึงไม่ให้ใคร ๆ รู้ออกไปผู้เดียว ถึงแคว้นทมิฬตามลำดับ
อยู่ในสวนใกล้ท่ากาวีระยังฌานและอภิญญาให้เกิด. แม้ ณ ที่นั้นลาภและ
สักการะใหญ่ก็เกิดขึ้นแก่อกิตติดาบสนั้น. อกิตติดาบสรังเกียจลาภและ
สักการะใหญ่นั้นจึงทิ้งเหาะไปทางอากาศหยั่งลง ณ การทวีป, ในครั้งนั้น
การทวีปมีชื่อว่า อหิทวีป. อกิตติดาบสอาศัยต้นหมากเม่าใหญ่ ณ ที่นั้น
สร้างบรรณศาลาพักอาศัยอยู่. แต่เพราะความเป็นผู้มักน้อยจึงไม่ไปในที่
ไหน ๆ บริโภคผลไม้ในกาลที่ต้นไม้นั้นมีผล เมื่อยังไม่มีผลก็บริโภคใบไม้
ชงน้ำ ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยฌานและสมาบัติ.
ด้วยเดชแห่งศีลของอกิตติดาบสนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าว
สักกะนั้นแสดงอาการเร่าร้อน. ท้าวสักกะรำพึงอยู่ว่า ใครหนอประสงค์ให้
หน้า 42
ข้อ 1
เราเคลื่อนจากที่นี้ ทอดพระเนตรเห็นอกิตติบัณฑิตทรงดำริว่า ดาบสนี้
ประพฤติตบะที่ทำได้ยากอย่างนี้เพื่ออะไรหนอ หรือจะปรารถนาความเป็น
ท้าวสักกะ หรือว่าอย่างอื่น เราจักทดลองดาบสนั้นดู. จริงอยู่ดาบสนี้มีความ
ประพฤติทางกายวาจาและใจบริสุทธิ์สะอาด ไม่อาลัยในชีวิต บริโภคใบ
หมากเม่าชงน้ำ หากปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ จักให้ใบหมากเม่าชงน้ำ
ของตนแก่เรา หากไม่ปรารถนาก็จักไม่ให้ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ไปหา
อกิตติดาบสนั้น. แม้พระโพธิสัตว์ก็รินใบหมากเม่าออกคิดว่าจักบริโภคน้ำ
ใบหมากเม่าเย็น นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา. ลำดับนั้นท้าวสักกะมีรูปเป็น
พราหมณ์มีความต้องการภิกษา ได้ยืนข้างหน้าพระดาบส. พระมหาสัตว์
เห็นพราหมณ์นั้นก็ดีใจด้วยคิดว่า เป็นลาภของเราแล้วหนอ เราได้ดีแล้ว
หนอ เราไม่ได้เห็นยาจกมานานะแล้วหนอ คิดต่อไปว่าวันนี้เราจักยังความ
ปรารถนาของเราให้ถึงที่สุดแล้วจักให้ทาน จึงถือเอาด้วยภาชนะที่มีอาหาร
สุกไป แล้วนึกถึงทานบารมี ใส่ลงในภิกษาภาชนะของพราหมณ์นั้นจนหมด.
ท้าวสักกะรับภิกษานั้นไปได้หน่อยหนึ่งก็อันตรธานไป. แม้พระมหาสัตว์
ครั้นให้ภิกษาแก่พราหมณ์นั้นแล้วก็ไม่นึกที่จะแสวงหาอีก ยังกาลเวลาให้
น้อมล่วงไปด้วยปีติสุขนั้นนั่นเอง.
ในวันที่สองท่านอกิตติดาบสนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ก็ต้มใบหมาก
เม่าอีกคิดว่า เมื่อวานนี้เราไม่ได้ทักขิไณยบุคคลวันนี้เราจะได้อย่างไรหนอ
ท้าวสักกะก็เสด็จมาเหมือนเดิม. พระมหาสัตว์ได้ให้ภิกษายังกาลเวลาให้
หน้า 43
ข้อ 1
น้อมล่วงไปเหมือนอย่างนั้นอัก. ในวันที่สามก็ให้อย่างนั้นอีกแล้วคิดว่าน่าปลื้ม
ใจหนอ เป็นลาภของเรา เราประสบบุญมากหนอ หากเราได้ทักขิไณยบุคคล
เราจะให้ทานอย่างนี้ ตลอดเดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง. แม้ในสามวัน
พระดาบสก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยทานนั้นเรามิได้ปรารถนา ลาภสักการะ
และความสรรเสริญ ไม่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ ไม่ปรารถนาสักกสมบัติ
ไม่ปรารถนาพรหมสมบัติ ไม่ปรารถนาสาวกโพธิญาณ ไม่ปรารถนาปัจเจก-
โพธิญาณ ที่แท้ขอทานของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณเถิด.
ด้วยเหตุนั้นท่านอกิตติดาบสจึงกล่าวว่า :-
ในกาลนั้นด้วยเดชแห่งการประพฤติตบะ
ของเรา ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ในไตรทิพย์ทรง
ร้อนพระทัย ทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เข้า
มาหาเราเพื่อภิกษา.
เราได้เห็นพราหมณ์มายืนอยู่ใกล้ประตู
บรรณศาลาของเรา จึงเอาใบหมากเม่าที่เรานำ
มาแต่ป่า อันไม่มีน้ำมันทั้งไม่เค็มให้หมด
พร้อมกับภาชนะ.
ครั้นได้ให้ใบหมากเม่าแก่พราหมณ์นั้น
แล้ว เราจึงคว่ำภาชนะ ละการแสวงหาใบ
หน้า 44
ข้อ 1
หมากเม่าใหม่ เข้าไปยังบรรณศาลา.
แม้ในวันที่สอง แม้ในวันที่สาม พราหมณ์
ก็เข้ามายังสำนักเรา เราไม่หวั่นไหว ไม่อาลัย
ในชีวิต ได้ให้หมดสิ้นเช่นก่อนเหมือนกัน.
ในสรีระของเราไม่มีความหม่นหมอง เพราะ
การอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย เรายังวันนั้น ๆ ให้
น้อมไปด้วยความยินดีด้วยปีติสุข.
ผิว่าเราพึงได้ทักขิไณยบุคคลผู้ประเสริฐ
แม้เดือนหนึ่งสองเดือน เราก็ไม่หวั่นไหว ไม่
ท้อแท้ ฟังให้ทานอันอุดม เมื่อให้ทานแก่
พราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศและลาภ
ก็หามิได้ เราปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ จึง
ได้ประพฤติธรรมเหล่านั้น ฉะนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทา คือในกาลที่เราเป็นดาบสชื่อว่าอกิตติ
อยู่ในป่าใบหมากเม่านั้น (การทวีป). บทว่า มํ คือของเรา. บทว่า ตปเตเชน
ด้วยเดชแห่งการบำเพ็ญตบะ คือด้วยอานุภาพแห่งศีลบารมี. จริงอยู่ศีลท่าน
เรียกว่า ตบะ เพราะเผาความเศร้าหมองอันเกิดแต่ทุจริต. หรือเพราะอานุ-
ภาพแห่งเนกขัมมบารมีและวีริยบารมี. เพราะแม้บารมีเหล่านั้นท่านก็เรียกว่า
หน้า 45
ข้อ 1
ตบะ เพราะเผาความเศร้าหมองคือตัณหา และความเกียจคร้าน. อนึ่ง
บารมีเหล่านั้นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญอย่างยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้. อันที่จริง
ควรจะกล่าวว่า ขนฺติปารมิตานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งขันติบารมี เพราะ
ขันติสังวรเข้าถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง. บทว่า สนฺตตฺโต ท้าวสักกะ
ทรงร้อนพระทัย ความว่า ท้าวสักกะทรงร้อนพระทัยด้วยอาการแสดงความ
เร่าร้อนของปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ ตามธรรมดาที่เกิดด้วยอานุ-
ภาพของคุณธรรมที่กล่าวแล้ว. บทว่า ติทิวาภิภู ผู้เป็นใหญ่ในไตรทิพย์
คือผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกได้แก่ท้าวสักกะ. ใบหมากเม่าแม้ถือเอาในที่ใกล้
บรรณศาลา ท่านกล่าวว่า ปวนา อาภตํ นำมาจากป่า เพราะบรรณศาลา
อยู่ท่ามกลางป่า.
บทว่า อเตลญฺจ อโลณิกํ ไม่มีน้ำมัน ทั้งไม่มีความเค็ม ท่านกล่าว
เพื่อแสดงความรุ่งเรืองอย่างใหญ่หลวงแห่งทานบารมี ด้วยความสมบูรณ์
แห่งอัธยาศัย แม้ไทยธรรมจะไม่ใหญ่โตนัก. บทว่า มม ทฺวาเร คือใกล้
ประตูบรรณศาลาของเรา. ด้วยบทนี้ว่า สกฏาเหน อากิรึ ให้หมดพร้อม
ทั้งภาชนะ ท่านอกิตติดาบสแสดงถึงความที่ตนให้ไม่มีอะไร ๆ เหลือ.
บทว่า ปุเนสกํ ชหิตฺวาน ละการแสวงหาใบหมากเม่าใหม่คือท่าน
อกิตติดาบสคิดว่า การแสวงหาของบริโภควันหนึ่งสองครั้ง ไม่เป็นการขัด
เกลากิเลส จึงไม่แสวงหาอาหารใหม่ในวันนั้น เป็นดุจว่าอิ่มด้วยความอิ่ม
ในทาน.
หน้า 46
ข้อ 1
บทว่า อกมฺปิโต ไม่หวั่นไหว คือ ไม่หวั่นไหวด้วยความตระหนี่
เพราะข่มเสียได้นานมาแล้ว ไม่กระทำแม้เพียงความหวั่นไหวโดยอัธยาศัย
ในการให้. บทว่า อโนลคฺโค ไม่อาลัยในชีวิต คือ ไม่อาลัยแม้แต่น้อยด้วย
ความโลภ. บทว่า ตติยมฺปิ ย่อมประมวลบทนี้ว่า ทุติยมฺปิ ด้วย ปิ ศัพท์.
บทว่า เอวเมวมทาสหํ เราได้ให้หมดสิ้นเช่นวันก่อน คือ แม้ในวันที่สอง
แม้ในวันที่สาม เราก็ได้ให้อย่างนั้นเหมือนในวันแรก.
บทว่า น เม ตปฺปจฺจยตา เพราะการอดอาหารนั้นเป็นปัจจัย คือ
ท่านอกิตติดาบสกระทำความที่กล่าวไว้ในคาถาให้ปรากฏ. ในบทเหล่านั้น
บทว่า ตปฺปจฺจยตา ความว่า เพราะการอดอาหารใน ๓ วัน เพราะการ
ให้เป็นปัจจัย จะพึงมีความหม่นหมองอันใดในสรีระ ความหม่นหมองอันนั้น
ในสรีระของเราย่อมไม่มีเพราะการให้เป็นปัจจัยเลย. เพราะเหตุไร เพราะ
เรายังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยปีติสุขตลอด ๓ วัน. มิใช่เพียง ๓ วันเท่านั้น
อันที่จริงเพื่อแสดงว่า เราพอใจที่จะให้อย่างนั้นได้ตลอดเวลาแม้เดือนหนึ่ง
และสองเดือน ท่านอกิตติดาบสจึงกล่าวว่า ยทิ มาสมฺปิ. บทว่า อโน-
ลีโน คือไม่ท้อแท้ใจ อธิบายว่า มีใจไม่ท้อถอยในการให้.
บทว่า ตสฺส คือ ท้าวสักกะผู้มาในรูปของพราหมณ์. บทว่า ยสํ
คือ เกียรติ หรือ บริวารสมบัติ. บทว่า ลาภญฺจ คือ เราไม่ปรารถนาลาภ
ที่ควรได้ด้วยความเป็นจักรพรรดิเป็นต้นในเทวโลกและมนุษยโลก ที่แท้เรา
ปรารถนา คือหวังพระสัพพัญญุตญาณ จึงได้ประพฤติคือได้กระทำบุญกรรม
หน้า 47
ข้อ 1
อันสำเร็จด้วยทานอันเกิดขึ้นหลายครั้งใน ๓ วันเท่านั้น หรือบุญกรรมมี
กายสุจริตเป็นต้น อันเป็นบริวารของทาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศเพียงบุญจริยา ที่ทำได้ยากของ
พระองค์ในอัตภาพนี้แก่พระมหาเถระในวรรคนี้ ด้วยประการฉะนี้. แต่ใน
เทศนาชาดก ท่านประกาศถึงท้าวสักกะเข้าไปหาในวันที่สี่ แล้วทรงทราบ
อัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ การประทานพร การแสดงธรรมของพระโพธิ-
สัตว์ด้วยหัวข้อการรับพร และความหวังไทยธรรมและทักขิไณยบุคคล และ
การไม่มาของท้าวสักกะ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ท้าวสักกะผู้เป็นภูตบดี ทอดพระเนตร
เห็นท่านอกิตติดาบส พักสำราญอยู่ จึงถามว่า
ข้าแต่มหาพรหม พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรจึง
อยู่ผู้เดียวในฤดูร้อน.
ท่านท้าวสักกรินทรเทพ ความเกิดใหม่
เป็นทุกข์ การแตกทำลายแห่งสรีระ เป็นทุกข์
การตายด้วยความหลง เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น
อาตมาจึงอยู่ผู้เดียว.
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เมื่อพระคุณเจ้ากล่าว
คำสุภาษิตอันสมควรนี้แล้ว พระคุณเจ้า
ปรารถนาอะไร ข้าพเจ้าจะให้พรนั้นแก่ท่าน.
หน้า 48
ข้อ 1
ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพทั้งหลาย
หากท่านจะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้
คนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติ และ
ของเป็นที่รักด้วยความโลภใดแล้วไม่เดือดร้อน
ขอความโลภนั้นไม่พึงอยู่ในอาตมาเลย.
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เมื่อพระคุณเจ้ากล่าว
ดีแล้ว ฯลฯ พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรอีก.
ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพทั้งหลาย
หากท่านจะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้
นา ไร่ ทอง โค ม้า ทาสและบุรุษ ย่อม
เสื่อมไปด้วยโทษใด โทษนั้น ไม่ฟังอยู่ใน
อาตมาเลย.
ข้าแต่ท่านกัสสปะ ฯลฯ พระคุณเจ้า
ปรารถนาอะไรอีก.
ท่านท้าวสักกะหากท่านจะให้พรแก่อาตมา
ขอจงให้พรดังนี้ บุคคลไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ยิน
คนพาล ไม่พึงอยู่ร่วมด้วยคนพาล ไม่พึง
หน้า 49
ข้อ 1
กระทำ และไม่พึงชอบใจการสนทนาปราศรัย
ด้วยคนพาล.
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะอะไรท่านจึง
ไม่ชอบคนพาล ขอจงบอกเหตุ เพราะเหตุไร
พระคุณเจ้าจึงไม่ปรารถนาที่จะเห็นคนพาล.
คนพาลย่อมแนะนำสิ่งไม่ควรแนะนำ
ย่อมขวนขวายในกิจอันไม่ใช่ธุระ คนพาล
แนะนำให้ดีได้ยาก พูดดีหวังจะให้เขาเป็นคน
ประเสริฐกลับโกรธ คนพาลนั้นไม่รู้วินัย การ
ไม่เห็นคนพาลได้เป็นความดี.
ข้าแต่ท่านกัสสปะ พระคุณเจ้าปรารถนา
อะไรอีก.
ท่านท้าวสักกะจอมเทพ หากท่านจะให้
พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้ บุคคลพึงเห็น
นักปราชญ์ พึงฟังนักปราชญ์ พึงอยู่ร่วมกับ
นักปราชญ์ พึงกระทำและพึงชอบใจการ
สนทนาปราศรัยกับนักปราชญ์.
หน้า 50
ข้อ 1
ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะเหตุไร พระ-
คุณเจ้าจึงชอบใจนักปราชญ์ ขอจงบอกเหตุนั้น
เพราะเหตุไร พระคุณเจ้าจึงปรารถนาจะเห็น
นักปราชญ์.
นักปราชญ์แนะนำสิ่งที่ควรแนะนำไม่
ขวนขวายในกิจที่มิใช่ธุระ นักปราชญ์แนะนำ
ได้ง่าย พูดหวังจะให้ดีก็ไม่โกรธ นักปราชญ์
ย่อมรู้จักวินัย การสมโคมกับนักปราชญ์เป็น
ความดี.
พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรอีก.
ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ หากท่าน
จะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้ เมื่อราตรี
หมดไป ดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นเจ้าโลก ของ
บริโภคอันเป็นทิพย์ฟังปรากฏ ผู้ขอฟังเป็นผู้มี
ศีล.
เมื่ออาตมาให้ของบริโภคไม่หมดสิ้นไป
ครั้นให้แล้วอาตมาไม่พึงเดือดร้อน เมื่อให้จิต
พึงผ่องใส ท่านท้าวสักกะขอจงให้พรนี้เถิด.
หน้า 51
ข้อ 1
พระคุณเจ้าปรารถนาอะไรอีก.
ท่านท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ หากท่าน
จะให้พรแก่อาตมา ขอจงให้พรดังนี้ ท่านไม่
พึงกลับมาหาอาตมาอีก ท่านท้าวสักกะ ขอจง
ให้พรนี้เถิด.
เทพบุตร หรือ เทพธิดา ปรารถนาจะเห็น
ด้วยการประพฤติพรตเป็นอันมาก อะไรจะเป็น
ภัยในการเห็นของอาตมา.
ตบะพึงแตกไป เพราะเห็นสีสรรของ
พวกเทพเช่นนั้น ผู้ล้วนแล้วไปด้วยความสุข
สมบูรณ์ในกามนี้เป็นภัยในการเห็นของพระ-
คุณเจ้า.
ลำดับนั้นท้าวสักกะตรัสว่า ดีแล้วพระคุณเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ไปข้าพเจ้า
จักไม่มาหาพระคุณเจ้าอีกแล้ว ทรงกราบพระดาบสนั้นเสด็จกลับไป. พระ-
มหาสัตว์อยู่ ณ การทวีปนั้นตลอดชีวิต เมื่อสิ้นอายุก็ไปบังเกิดในพรหมโลก.
ในครั้งนั้นพระอนุรุทธเถระเป็นท้าวสักกะ. พระโลกนาถเจ้าเป็น
อกิตติบัณฑิต.
หน้า 52
ข้อ 1
ย่อมได้รับบารมี ๑๐ เหล่านี้ คือ ชื่อว่า เนกขัมมบารมี เพราะการ
ออกไปของท่านอกิตติบัณฑิตนั้นเช่นกับมหาภิเนษกรมณ์. ชื่อว่า ศีลบารมี
เพราะมีศีลาจารอันบริสุทธิ์ด้วยดี. ชื่อว่า วีริยบารมี เพราะข่มกามวิตก
เป็นต้นด้วยดี. ชื่อว่า ขันติบารมี เพราะขันติสังวรถึงความยอดเยี่ยมอย่าง
ยิ่ง. ชื่อว่า สัจจบารมี เพราะปฏิบัติตามสมควรแก่ปฏิญญา ชื่อว่า อธิฏ-
ฐานบารมี เพราะตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง. ชื่อว่า เมตตาบารมี
ด้วยอัธยาศัยเกื้อกูลในสรรพสัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่า อุเบกขาบารมี เพราะ
ถึงความเป็นกลางในความผิดปกติที่สัตว์และสังขารกระทำแล้ว ชื่อว่า
ปัญญาบารมี ได้แก่ปัญญาอันเป็นอุบายโกศลซึ่งเป็นสหชาตปัญญา และ
ปัญญาให้สำเร็จความประพฤติในการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง. เพราะรู้ธรรม
เป็นอุปการะ และธรรมไม่เป็นอุปการะแก่บารมีเหล่านั้น ละธรรมอันไม่
เป็นอุปการะเสีย มุ่งประพฤติอยู่ในธรรมอันเป็นอุปการะ.
เทศนาอันเป็นไปแล้วด้วยทานเป็นประธานอันเป็นความกว้างขวางยิ่ง
นักแห่งผู้มีอัธยาศัยในการให้. เพราะฉะนั้นธรรมเหล่าใดมีประเภทไม่น้อย
เป็นร้อยเป็นพัน เป็นโพธิสมภาร เป็นคุณของพระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้
คือ ธรรมเป็นปฏิญญา ๗ มีอาทิ คือ มหากรุณาอันให้สำเร็จในที่ทั้งปวง
บุญสมภาร และญาณสมภาร แม้ทั้งสอง สุจริตของพระโพธิสัตว์ ๓ มี
กายสุจริตเป็นต้น อธิฏฐาน ๔ มีสัจจาธิษฐานเป็นต้น พุทธภูมิ ๔ มีอุตสาหะ
เป็นต้น ธรรมเป็นเครื่องบ่มมหาโพธิญาณ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น อัธยาศัย
หน้า 53
ข้อ 1
ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ๖ มีอัธยาศัยไม่โลภเป็นต้น เราข้ามได้แล้วจัก
ข้ามต่อไป มหาปุริสวิตก ๘ มีอาทิว่า ธรรมนี้ของผู้มีความมักน้อย ธรรมนี้
มิใช่ของผู้มีความมักใหญ่ ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ อัธยาศัยของ
มหาบุรุษ ๑๐ มีอัธยาศัยในการให้เป็นต้น บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีทานและ
ศีลเป็นต้น. ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมดควรกล่าวเจ้าจงไปในที่นี้ตามสมควร.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้
คือ การละกองสมบัติใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ แล้วออกจากเรือนเช่นกับ
มหาภิเนษกรมณ์ ครั้นออกไปแล้ว เมื่อบวชซึ่งชนเป็นอันมากรับรู้แล้ว ก็
ไม่เกี่ยวข้องในตระกูล ในคณะเพราะเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง รังเกียจลาภ
สักการะและความสรรเสริญสิ้นเชิง ยินดีในความสงัด วางเฉยในร่างกาย
และชีวิตเสียสละ อดอาหาร ยินดีด้วยความอิ่มในทาน แม้ ๓ วัน ร่างกาย
ยังเป็นไปได้ไม่ผิดปกติ เมื่อมีผู้ขอก็ให้อาหารอยู่อย่างนั้น เดือนหนึ่งสอง
เดือน ประพฤติไม่ท้อถอยในการบริจาคมีอัธยาศัยในการให้อย่างกว้างขวาง
ด้วยคิดว่า เราจักยิ่งร่างกายให้เป็นไปอยู่ได้ด้วยปีติสุขอันเกิดจากการให้เท่า
นั้น ครั้นให้ทานแล้วก็ประพฤติขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้นไม่เป็นเหตุให้ทำการ
แสวงหาอาหารใหม่. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :-
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้วพระมหาสัตว์
ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาคุณธรรมใหญ่หลวง มี
มหากรุณาเป็นนักปราชญ์ เป็นเผ่าพันธุ์เอก
ของสรรพโลก.
หน้า 54
ข้อ 1
พระมหาสัตว์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ มีอานุ-
ภาพเป็นอจินไตย มีพระสัทธรรมเป็นโคจรใน
กาลทุกเมื่อ มีความประพฤติขัดเกลากิเลส
อย่างหมดจด.
พายุใหญ่ มหาสมุทรมีคลื่นซัดเป็นวง-
กลม พระโพธิสัตว์กระโดดข้ามแดนนั้นไปได้
ไม่ใช่เรื่องธรรมดา.
พระมหาสัตว์เหล่านั้น แม้เป็นผู้เจริญ
โดยสัญชาตในโลก เป็นผู้อบรมดีแล้วก็ไม่ติด
ด้วยโลภธรรมทั้งหลาย เหมือนประทุมไม่ติด
ด้วยน้ำฉันนั้น.
ความเสน่หาเพราะกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย
ย่อมเจริญโดยประการที่ละความเสน่หาในตน
ออกไปของพระมหาสัตว์ทั้งหลาย.
กรรมย่อมอยู่ในอำนาจ ทั้งไม่เป็นตาม
อำนาจของธรรม เหมือนจิตย่อมอยู่ในอำนาจ
ทั้งไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต ฉะนั้น.
หน้า 55
ข้อ 1
พระมหาสัตว์เหล่านั้น เที่ยวแสวงหา
โพธิญาณอันโทสะไม่ครอบงำ หรือไม่เกิดขึ้น
ดังบุรุษทั้งหลายรู้ถึงความเสื่อม.
แม้จิตเลื่อมใสในท่านเหล่านั้น ก็พึงพ้น
จากทุกข์ได้ จะพูดไปทำไมถึงการทำตามท่าน
เหล่านั้นโดยธรรมสมควรแก่ธรรมเล่า.
จบ อรรถกถาอกิตติจริยาที่ ๑
หน้า 56
ข้อ 2
๒. สังขพราหมณจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของสังพราหมณ์
[๒] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่า
สังขะ ต้องการจะข้ามมหาสมุทรไปอาศัยปัฏ-
ฏนคามอยู่ ในกาลนั้น เราได้เห็นพระปัจเจก-
พุทธเจ้าผู้รู้เอง ใคร ๆ ชนะไม่ได้ ซึ่งเดินสวน
ทางมาตามทางกันดาร บนภาคพื้นอันแข็ง ร้อน
จัด ครั้นเราเห็นท่านเดินสวนทางมา จึงคิด
เนื้อความนี้ว่า บุญเขตนี้มาถึงแก่เราผู้เป็นสัตว์
ที่ต้องการบุญ เปรียบเหมือนบุรุษชาวนา เห็น
นาอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ( เป็นที่น่ายินดีมาก)
ไม่ปลูกพืชลงในนานั้น เขาชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้อง
การด้วยข้าวเปลือกฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือน
กัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นเขตบุญอันประ-
เสริฐสุดแล้ว ถ้าไม่ทำบุญ คือสักการะ เราก็ชื่อ
ว่าเป็นผู้ไม่ต้องการบุญ เปรียบเหมือนอำมาตย์
ต้องการจะให้ชนชาวเมืองของพระราชายินดี
แต่ไม่ให้ทรัพย์และข้าวเปลือกแก่เขา ก็ย่อม
หน้า 57
ข้อ 2
เสื่อมจากความยินดี ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือน
กัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นทักขิไณยบุคคล
อันไพบูลย์แล้ว ถ้าไม่ให้ทานในทักขิไณย-
บุคคลนั้นก็จักเสื่อมจากบุญ ครั้นเราคิดอย่างนี้
แล้วจึงถอดรองเท้า ไหว้เท้าของท่านแล้ว ได้
ถวายร่มและรองเท้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็น
ผู้ละเอียดอ่อนเจริญสุขได้ร้อยเท่าพันทวี อนึ่ง
เมื่อเราบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์ ได้ถวายแก่ท่าน
นั้น อย่างนี้แล.
จบ สังขพราหมณจริยาที่ ๒
อรรถกถาสังขพราหมณจริยาที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสังขพราหมณจริยาที่สองดังต่อไปนี้ บทว่า
ปุนาปรํ ตัดบทเป็น ปุน อปรํ อีกเรื่องหนึ่งอธิบายว่า บทนี้มิใช่อกิตติ-
จริยาอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้เราจักกล่าว แม้สังขจริยาอื่นอีก ท่านจงฟัง. แม้
ในบทอื่นจากนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า สงฺขสวฺหโย เป็นชื่อของสังข-
พราหมณ์. บทว่า มหาสมุทฺทํ ตริตุกาโม คือประสงค์จะข้ามมหาสมุทร
ด้วยเรือเพื่อไปยังสุวรรณภูมิ. บทว่า อุปคจฺฉามิ ปฏฺฏนํ คือจะไปอาศัย
หน้า 58
ข้อ 2
เมืองท่าชื่อว่าตามลิตติอยู่. พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า สยัมภู เพราะเป็นผู้
เห็นเอง เพราะบรรลุปัจเจกโพธิญาณด้วยพระสยัมภูญาณ. ชื่อว่า อปราชิตะ
เพราะบรรดามารทั้งหลายมีกิเลสมารเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งชนะไม่ได้.
อธิบายว่า ย่ำยีที่สุดแห่งมารทั้งหลาย ๓. บทว่า ตตฺตาย กินภูมิยา บน
ภาคพื้นอันแข็ง ร้อนจัด คือบนภาคพื้นอันแข็งหยาบ เต็มไปด้วยกรวดและ
ทรายอันร้อนระอุในฤดูร้อน.
บทว่า ตํ คือพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น. อิมมตฺถํ เนื้อความนี้
คือเนื้อความมีอาทิว่า บุญเขตนี้อันจะกล่าวถึงเดี๋ยวนี้. บทว่า วิจินฺตยึ คิด
แล้ว คือพระศาสดาตรัสว่า ครั้งนั้นเราเป็นสังขพราหมณ์คิดแล้ว พึงทราบ
กถาตามลำดับในบทนั้นดังต่อไปนี้.
ในอดีต กรุงพาราณสีนี้ชือว่าโมฬินีนคร. เมื่อพระเจ้าพรหมทัต
เสวยราชสมบัติอยู่ ณ โมฬินีนคร พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์ชื่อว่า สังขะ
เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากให้ตั้งโรงทาน ๖ แห่ง ในที่ทั้ง ๖ คือที่ประตูนคร
๔ ที่กลางนคร ๑ ที่ประตูบ้านของตน ๑ สละทรัพย์ทุกวัน วันละ ๖๐๐,๐๐๐
ยังมหาทาน ให้เป็นไปในบรรดาคนยากจนและเดินทางเป็นต้น วันหนึ่ง
สังขพราหมณ์คิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนหมดเราก็จักไม่สามารถจะให้ทานได้
เมื่อทรัพย์ยังไม่หมดทีเดียว เราจักไปยังสุวรรณภูมิด้วยเรือแล้วนำทรัพย์มา.
สังขพราหมณ์บรรทุกสินค้าเต็มเรือเรียกบุตรภรรยามากล่าวว่า พวกท่าน
อย่าเลิกละทานของเราพึงทำอย่าให้ขาดจนกว่าเราจะกลับมาแล้ว แวดล้อม
ด้วยทาสและกรรมกร สวมรองเท้ากางร่มบ่ายหน้าไปยังปัฏฏนคาม.
หน้า 59
ข้อ 2
ในขณะนั้น ณ ภูเขาคันธมาทน์มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเข้า
นิโรฐสมาบัติอยู่ตลอด ๗ วัน ครั้นออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว จึงตรวจดู
สัตวโลกเห็นสังขพราหมณ์กำลังนำทรัพย์มา รำพึงอยู่ว่า มหาบุรุษจะไป
นำทรัพย์มา อันตรายในมหาสมุทร จักมีแก่เขาหรือไม่มีหนอ รู้ว่า จักมี
อันตราย คิดว่ามหาบุรุษผู้นี้เห็นเราจักถวายร่มและรองเท้าแก่เราด้วยอานิ-
สงส์ถวายรองเท้า เมื่อเรือแตกในมหาสมุทรจักได้ที่พึ่ง เราจักอนุเคราะห์
เขา จึงเหาะไปทางอากาศ แล้วลงไม่ไกลสังขพราหมณ์นั้น ครั้นเวลาเที่ยง
ด้วยลมและแดดอันร้อนแรง เหยียบทรายร้อนคล้ายกับลาดไว้ด้วยถ่านไฟ
เดินมาถึงข้างหน้าสังขพราหมณ์นั้น. สังขพราหมณ์เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
นั้น มีความยินดีร่าเริงคิดว่า บุญเขตมาหาเราแล้ววันนี้ เราควรจะหว่านพืช
ในเขตนี้. ด้วยเหตุพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า เราเห็น
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเดินสวนทางมา จึงคิดเนื้อความนี้ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ เขตฺตํ เป็นต้น แสดงอาการคิด. บทว่า
เขตฺตํ ชื่อว่า เขต เพราะป้องกันพืชที่หว่านไปโดยทำให้มีผลมาก คือพื้นที่
ปลูกปุพพัณณชาติ ( เช่นข้าว ข้าวฟ่าง ลูกเดือย เป็นต้น ) และอปรัณ-
ณ ชาติ ( เช่นถั่ว งา เป็นต้น นอกจากข้าว ) ให้งอกงาม. ในที่นี้พระปัจเจก
พุทธเจ้าเป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ ชื่อว่าเป็นบุญเขตเพราะเป็นดุจเขต. ด้วย
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปุญฺกามสฺส ชนฺตุโน ผู้เป็นสัตว์ต้องการบุญ.
บทว่า มหาคมํ คือเป็นที่มาแห่งผลอันไพบูลย์ อธิบายว่า ให้ความสมบูรณ์
แห่งข้าวกล้า. บทว่า พีชํ น โรเปติ คือไม่ปลูกพืช.
หน้า 60
ข้อ 2
บทว่า เขตฺตวรุตฺตมํ คืออุดมแม้ในเขตบุญอันประเสริฐ. จริงอยู่
พระอริยสาวกทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเป็นบุญเขตอันประ-
เสริฐกว่ากิเลส. พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศกว่านั้นจึงชื่อว่า เป็นบุญเขต
อันประเสริฐสูงสุด. บทว่า การํ คือ สักการะ. พึงเชื่อมความว่า ยทิ น
กโรมิ ผิว่าไม่ทำบุญ. บทนี้ท่านอธิบายไว้ว่า ผิว่าเราได้บุญเขตอันยอดเยี่ยม
แล้วไม่ทำการบูชาสักการะในบุญเขตนั้น เราก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้องการบุญ.
พึงทราบความสังเขปแห่งคาถาสองคาถามีอาทิว่า ยถา อมจิโจ ดัง
ต่อไปนี้ เหมือนบุรุษอำมาตย์ หรือเสนาบดี พระราชาทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง
เสริมสร้างความยินดีได้รับตราตั้งแล้ว เขาไม่ปฏิบัติตาม พระราชโองการใน
ชนภายในเมืองและในหมู่พลเป็นต้นภายนอก ไม่ให้ทรัพย์สมบัติแก่พวกเขา
ทำให้การปฏิบัติที่ควรทำเสื่อมเขาย่อมเสื่อมจากความยินดี ย่อมเสื่อมจาก
สมบัติที่ได้จากตำแหน่งเสริมสร้างความยินดี ฉันใดแม้เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ยินดีในการทำบุญเป็นผู้ใคร่บุญ กล่าวคือผลบุญที่ควรได้เห็นทักขิไณยบุคคล
อันไพบูลย์นั้น คือได้ทักขิไณยบุคคลผู้เลอเลิศ ด้วยการทำทักษิณให้มีผล
ไพบูลย์ ผิว่าไม่ให้ทานแก่ทักขิไณยบุคคลนั้น จักเสื่อมจากบุญและจากผลบุญ
ต่อไป. เพราะฉะนั้นเราจึงควรทำบุญ ณ ที่นี้แล.
มหาบุรุษครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ถอดรองเท้าแต่ไกลรีบเข้าไปไหว้พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่าพระคุณเจ้าขอรับนิมนต์เข้าไปยังโคนไม้นี้ เพื่อ
อนุเคราะห์กระผมด้วยเถิด. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปยังโคนไม้นั้น จึง
ขนทรายมาแล้วปูผ้าห่ม เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ณ ที่นั้นไหว้แล้วเอาน้ำ
หน้า 61
ข้อ 2
ที่กรองไว้ล้างเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า เอาน้ำมันหอมทา เช็ดรองเท้า
ของตน ขัดด้วยน้ำมันหอมแล้ว สวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวว่า พระ-
คุณเจ้าขอรับ นิมนต์สวมรองเท้านี้ แล้วกางร่มนี้ไปเถิดขอรับ แล้วได้ถวาย
ร่มและรองเท้า . แม้พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อมหาบุรุษแลดูเพื่อเจริญความ
เลื่อมใส ก็รับร่มและรองเท้าเหาะไปยังเวหาไปถึงภูเขาคันมาทน์. ด้วยเหตุ
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้วจึงถอดรองเท้าไหว้
เท้าของท่านแล้วได้ถวายร่มและรองเท้า.
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นมีใจเลื่อมใสยิ่งนัก จึงขึ้นเรือไปยังปัฏฏนคาม.
ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ ข้ามมหาสมุทรไปในวันที่ ๗ เรือก็ทะลุ. พวกทาส
และกรรมกรไม่สามารถจะวิดน้ำออกได้. ผู้คนต่างกลัวมรณภัย จึงไหว้เทวดา
ของตน ๆ ร้องเสียงระงม. พระโพธิสัตว์พาคนรับใช้คนหนึ่งไป แล้วเอาน้ำ
มันทาทั่วตัว บริโภคน้ำตาลกรวดกับเนยใส ตามความต้องการ ให้คนรับใช้
บริโภคบ้าง แล้วขึ้นยอดเสากระโดงเรือกับคนรับใช้กำหนดทิศทางว่า เมือง
ของเราอยู่ทางทิศนี้ ตั้งสัจจาธิษฐาน เพื่อให้พ้นจากอันตรายคือปลาและเต่า
จึงก้าวลงยังที่ประมาณอุสภะหนึ่งกับคนรับใช้ พยายามจะว่ายข้ามมหาสมุทร.
ส่วนมหาชนได้ถึงความพินาศในมหาสมุทรนั่นเอง. เมื่อพระโพธิสัตว์ข้าม
อยู่นั้นล่วงไป ๗ วัน. ในเวลานั้นพระโพธิสัตว์เอาน้ำเค็มบ้วนปากแล้วรักษา
อุโบสถ
หน้า 62
ข้อ 2
ในครั้งนั้น นางเทพธิดามณีเมขลาซึ่งท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้คอยดู
แลบุรุษผู้วิเศษเช่นนี้ เผลอไป ๗ วัน ด้วยความเป็นใหญ่ของตนในวันที่
๗ ได้เห็นพระโพธิสัตว์แล้วสังเวชใจว่า หากบุรุษนี้ตายในมหาสมุทรนี้ เรา
ต้องได้รับคำติเตียนมากมาย จึงเอาอาหารทิพย์บรรจุลงในภาชนะทองคำรีบ
มาแล้วกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ บริโภคอาหารทิพย์นี้เถิด. พระโพธิสัตว์
มองดูเทพธิดานั้นจึงปฏิเสธว่า เราไม่บริโภค เรารักษาอุโบสถ เมื่อจะถาม
เทพธิดานั้นจึงกล่าวว่า :-
ท่านเชื้อเชิญเราเป็นอย่างดี ท่านกล่าว
กะเราว่า เชิญบริโภคอาหาร ดูก่อนนารีผู้มี
อานุภาพมาก เราขอถามท่าน ท่านเป็นเทพธิดา
หรือเป็นมนุษย์.
เทพธิดามณีเมขลา เมื่อจะให้คำตอบแก่พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถา
เหล่านี้ว่า :-
ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็นเทพธิดา
มีอานุภาพมาก มาในท่ามกลางมหาสมุทรนี้ มี
ความสงสาร มิได้มีจิตประทุษร้าย มาในที่นี้
เพื่ออประโยชน์แก่ท่าน ข้าพเจ้าขอมอบข้าว
น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานหลายชนิดแก่ท่าน
ทั้งหมด ขอท่านนำไปใช้ตามความปรารถนา
เถิด.
หน้า 63
ข้อ 2
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เทพธิดานี้กล่าวว่า ข้าพเจ้าให้
สิ่งนี้ ๆ แก่ท่านบนหลังมหาสมุทร. ก็เทพธิดานี้กล่าวคำใดแก่เรา แม้คำนั้น
ก็สำเร็จด้วยบุญของเรา อนึ่ง เทพธิดานี้จะรู้จักบุญของเราหรือ หรือไม่รู้จัก
เราจักถามนางดูก่อน เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ท่านผู้มีร่างงาม มีตะโพกงาม มีคิ้วและ
ขาอ่อนงาม มีสะเอวงาม เป็นอิสระแห่งบุญ
กรรมทั้งหมดของเรา ท่านทำการบูชา เส้น
สรวงเรา นี้เป็นผลของกรรมอะไรของเรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยิฏฺํ คือบูชาแล้วด้วยการให้. บทว่า หุตํ.
คือให้แล้วด้วยการบูชาและต้อนรับ. บทว่า สพฺพสฺส โน อิสฺสรา ตฺวํ คือ
ท่านเป็นอิสระแห่งบุญกรรมทั้งหลายของเราคือ สามารถพยากรณ์ได้ว่า นี้
เป็นผลของกรรมนี้ นี่เป็นผลของกรรมนี้ ดังนี้. บทว่า สุสฺโสณิ คือมี
ตะโพกงาม. บทว่า สุพฺภูรุ คือมีคิ้วและขาอ่อนงาม. บทว่า วิลคฺคมชฺเฌ
ท่ามกลางตัวคือสะเอว. บทว่า กิสฺส เม คือนี่เป็นผลแห่งกรรมอะไรใน
กรรมที่เราทำแล้ว เราได้ที่พึ่งในวันนี้ ในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึ่งมิได้ด้วย
กรรมใด.
เทพธิดาได้ฟังดังนั้นคิดว่า พราหมณ์นี้ ไม่รู้กุศลกรรมที่คนทำไว้
เพราะเหตุนั้นคงจะถามเพื่อรู้ เราจักบอกกะเขา เมื่อจะบอกถึงเหตุอันเป็น
บุญที่พราหมณ์ได้ถวายร่มและรองเท้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าในวันขึ้นเรือ จึง
กล่าวคาถาว่า :-
หน้า 64
ข้อ 2
ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวายรองเท้า
กะภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเหยียบลงไปบนทรายร้อน
เดือดร้อนลำบากในทางอันร้อนระอุ ทักษิณา
นั้น เป็นผลให้ความปรารถนาแก่ท่านในวันนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกภิกฺขุํ ท่านกล่าวหมายถึงพระปัจเจก
พุทธเจ้าองค์หนึ่ง. บทว่า อุคฺฆฏฏปาทํ คือเหยียบลงไปบนทรายร้อน
อธิบายว่า มีเท้าถูกเบียดเบียน. บทว่า ตสิตํ คือหวาดสะดุ้ง. บทว่า ปฏิปาทยิ
คือมอบให้. บทว่า กามทุหา คือให้ความใคร่ทั้งปวง.
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น มีความยินดีว่า เราถวายร่มและรองเท้า
เป็นผลให้สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง ในมหาสมุทรอันหาที่พึ่งมิได้เห็น
ปานนี้. น่าปลื้มใจเราได้ถวายดีแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า :-
เรือลำนั้น มีแผ่นกระดานมากไม่ต้อง
ขวนขวายหา ประกอบด้วยลมพัดเฉื่อย ๆ ใน
มหาสมุทรนี้ ไม่มีพื้นที่ของยานอื่น เราต้อง
ไปถึงโมฬินีนครได้ในวันนั้นแหละ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผลกูปปนฺนา คือประกอบด้วยแผ่นกระดาน
เพราะมีแผ่นกระดานมากเพราะเป็นเรือใหญ่. ชื่อว่าไม่ต้องขวนขวายเพราะ
น้ำไม่ไหลเข้า. ชื่อว่าประกอบด้วยลมพัดเฉื่อย ๆ เพราะลมพาไปเรียบร้อย.
หน้า 65
ข้อ 2
เทพธิดาได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์มีความยินดีร่าเริง จึงเนรมิตเรือ
สำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด ยาว ๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๑ อุสภะแล้ว
เนรมิตเรือสำเร็จด้วยแก้วอินทนิล เงินและทองเป็นต้นประกอบด้วยเสา-
กระโดง พายและหางเสือ เต็มไปด้วยแก้ว ๗ ประการ แล้วจูงพราหมณ์
ให้ขึ้นเรือ แต่เทพธิดาไม่เห็นคนรับใช้ของพราหมณ์. พราหมณ์ได้แผ่
ส่วนบุญจากความดีที่ตนทำไว้ให้แก่คนรับใช้นั้น. เขาอนุโมทนา. เทพธิดา
จึงจูงคนรับใช้นั้นให้ขึ้นเรือ นำเรือไปถึงโมฬินีนคร เอาทรัพย์ไปตั้งไว้ใน
เรือนของพราหมณ์แล้วจึงกลับที่อยู่ของตน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
เทพธิดานั้น ปลื้มใจ ดีใจ อิ่มเอิบใจ
เนรมิตเรือสวยงาม พาสังขพราหมณ์พร้อม
ด้วยคนรับใช้ ส่งถึงนครเรียบร้อย.
จริงอยู่ ในเจตนา ๗ อย่าง เจตนาต้นด้วยความสมบูรณ์แห่งจิต
ของพระโพธิสัตว์ และด้วยความที่พระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธ จึงเป็น
เจตนาที่ให้ได้เสวยผลในปัจจุบันและมีผลมากมายยิ่ง. แม้ผลนี้พึงเห็นว่าเป็น
ผลของความไม่ประมาทต่อทานนั้น. จริงอยู่ ทานนั้นมีผลประมาณไม่ได้
เป็นโพธิสมภาร. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็นผู้ละเอียดอ่อน
เจริญสุขได้ร้อยเท่า อนึ่ง เมื่อเราบำเพ็ญทาน
หน้า 66
ข้อ 2
ให้บริบูรณ์ ได้ถวายทานแก่ท่านนั้นอย่างนี้
แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เตน คือจากพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น. บทว่า
สคคุณโต คือ ร้อยเท่า. ในครั้งนั้นเราเป็นสังขพราหมณ์ เป็นผู้ละเอียด
อ่อน. เพราะฉะนั้นเราจึงได้รับความสุข คือเจริญสุข. อนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้
เราจึงบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์. พระศาสดาทรงประกาศความที่อัธยาศัยใน
ทานของพระองค์กว้างขวางมากว่า ขอทานบารมีของเราจงบริบูรณ์ด้วย
ประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงได้ถวายร่มและรองเท้าแก่พระปัจเจก
พุทธเจ้าองค์นั้น ไม่คำนึงถึงทุกข์ในร่างกายของตนเลย.
แม้พระโพธิสัตว์ อยู่ครองเรือนซึ่งมีทรัพย์นับไม่ถ้วนตลอดชีวิต ได้
ให้ทานมากมาย รักษาศีล เมื่อสิ้นอายุก็ยังเทพนครให้เต็มพร้อมด้วยบริษัท.
เทพธิดาในครั้งนั้น ได้เป็นอุบลวรรณาเถรี ในครั้งนี้ บุรุษรับใช้
ในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้ สังขพราหมณ์คือพระโลกนาถ.
สังขพราหมณ์นั้นย่อมได้รับบารมีแม้เหล่านี้ คือ ศีลบารมี ด้วย
อำนาจแห่งนิจศีลและอุโบสถศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดี. เนกขัมมบารมีด้วยอำนาจ
แห่งกุศลธรรม เพราะออกจากธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อทานและศีลเป็นต้น.
วิริยบารมี ด้วยอำนาจแห่งความอุตสาหะยิ่งเพื่อให้สำเร็จ ทานบารมีเป็นต้น
และด้วยอำนาจแห่งความพยายามข้ามมหาสมุทร. ขันติบารมี ด้วยอำนาจ
แห่งความอดกลั้นเพื่อประโยชน์อันนั้น. สัจจบารมี ด้วยการปฏิบัติสมควร
หน้า 67
ข้อ 2
แก่ปฏิญญา. อธิฏฐานบารมี ด้วยอำนาจแห่งการสมาทานและความตั้งใจไม่
หวั่นไหวในที่ทั้งปวง. เมตตาบารมี ด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัย เกื้อกูลใน
สรรพสัตว์ทั้งหลาย. อุเบกขาบารมี ด้วยการถึงความเป็นกลางในความผิด
ปกติอันสัตว์และสังขารทำไว้. ปัญญาบารมี คือปัญญาอันเกิดขึ้นเอง และ
ปัญญาอันเป็นอุบายโกศล เพราะรู้ธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่ง
บารมีทั้งปวงแล้ว ละธรรมไม่เป็นอุปการะเสียมุ่งปฏิบัติในธรรมเป็นอุปการะ.
เทศนาเป็นไปแล้วด้วยอำนาจแห่งทานบารมี อันเป็นความกว้างขวาง
ยิ่งแห่งผู้มีอัธยาศัยในการให้. อนึ่ง เพราะในที่นี้ได้บารมีครบ ๑๐ ประการ
ฉะนั้น ในที่นี้ควรเจาะจงกล่าวถึงคุณของพระโพธิสัตว์ มีมหากรุณาเป็นต้น
ในภายหลังตามสมควร. อนึ่ง พึงทราบคุณของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ว่า
การไม่คำนึงถึงโภคสุขของตนด้วยมหากรุณาคิดว่า เราจักบำเพ็ญทานบารมี
ดังนี้ แล้วเตรียมการเดินทาง ทางมหาสมุทร เพื่อนำสัมภาระในการให้ไป
แม้เมื่อตกลงไปในมหาสมุทรก็อธิษฐานอุโบสถ ในมหาสมุทรนั้น และการ
ไม่ให้เทพธิดานำอาหารมาเข้าไปใกล้เพราะกลัวจะทำลายศีล. บัดนี้ เมื่อจะ
กล่าวถึงความประพฤติที่เหลือ พึงทราบถึงการเจาะจงคุณสมบัติโดยนัยนี้แล.
เราจักกล่าวเพียงความที่แปลกกันไปในที่นั้น ๆ.ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :-
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว พระมหาสัตว์
ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาคุณใหญ่หลวง
หน้า 68
ข้อ 2
ฯลฯ
จะพูดไปทำไมถึงการทำตามท่านเหล่านั้น
โดยธรรมสมควรแก่ธรรม.
จบ อรรถกถาสังขพราหมณจริยาที่ ๒
หน้า 69
ข้อ 3
๓. กุรุธรรมจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าธนญชัย
[๓] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชามีนามว่า
ธนญชัย อยู่ในอินทปัตถบุรีอันอุดม ประกอบ
ด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการในกาลนั้น พวก
พราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเรา ขอ
พระยาคชสารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถี
กะเราว่าชนบทฝนไม่ตกเลย เกิดทุพภิกขภัย
อดอยากอาหารมาก ขอพระองค์จงทรงพระ-
ราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ มีสีกาย
เขียวชื่ออัญชนะเถิด เราคิดว่า การห้ามยาจก
ทั้งหลายที่มาถึงแล้ว ไม่สมควรแก่เราเลย
กุศลสมาทานของเราอย่าทำลายเสียเลย เรา
จักให้คชสารตัวประเสริฐ เราได้จับงวงพระยา
คชสาร วางลงบนมือพราหมณ์ แล้วจึงหลั่งน้ำ
ในเต้าทองลงบนมือได้ให้พระยาคชสารแล้ว
พราหมณ์ เมื่อเราได้ให้พระยาคชสารแล้ว
พวกอำมาตย์ได้กล่าวดังนี้ว่า เหตุไรหนอ
หน้า 70
ข้อ 3
พระองค์จึงพระราชทานพระยาคชสารตัวประ-
เสริฐ อันประกอบด้วยธัญญลักษณ์ สมบูรณ์
ด้วยมงคล ชนะในสงครามอันสูงสุด แก่
ยาจก เมื่อพระองค์ทรงพระราชทานคชสาร
แล้ว พระองค์จักเสวยราชสมบัติได้อย่างไร
( เราได้ตอบว่า ) แม้ราชสมบัติทั้งหมดเราก็
พึงให้ ถึงสรีระของตนเราก็พึงให้ เพราะ
สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เรา
จึงได้ให้พระยาคชสาร ดังนี้แล.
จบ กุรุธรรมจริยาที่ ๓
อรรถกถากุรุธรรมจริยาที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในกุรุธรรมจริยาที่สามดังต่อไปนี้. บทว่า อินฺท-
ปตฺเถ ปุรุตฺตเม คือเมืองอุดม เมืองประเสริฐ แห่งแคว้นกุรุ ชื่อว่า
อินทปัตถะ. บทว่า ราชา ชื่อว่า ราชา คือยังบริษัทให้ยินดีด้วยสังคห-
วัตถุ ๔ โดยธรรม โดยเสมอ. บทว่า กุสเล ทสหุปาคโม คือ
ประกอบด้วยกุสลกรรมบท ๑๐ ประการ หรือด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีทาน-
มัยเป็นต้น. บทว่า กาลิงฺครฏฺวิสยา คือพวกพราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ.
บทว่า พฺราหฺมณา อุปคญฺฉุ มํ คือพราหมณ์ ๘ คน อันพระเจ้ากาลิงคะ
หน้า 71
ข้อ 3
ส่งมาได้มาหาเรา. ก็และครั้นเข้าไปหาแล้วได้ขอพระยาคชสารกะเรา. บทว่า
ธญฺํ คือพระยาคชสารสมบูรณ์ด้วยลักษณะอันสิริโสภาคย์สมควรเป็น
คชสารทรง. บทว่า มงฺคลสมฺมตํ คืออันชนทั้งหลายเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ว่าเป็นมงคลหัตถี เป็นเหตุแห่งความเจริญยิ่งด้วยลักษณะสมบัตินั้นนั่นแล.
บทว่า อวุฏฺิโก คือปราศจากฝน. บทว่า ทุพฺภิกฺโข คือหาอาหารได้ยาก.
บทว่า ฉาตโก มหา อดอยากมาก คือเกิดความเจ็บป่วยเพราะความหิว
มาก. บทว่า ททาหิ คือขอทรงพระราชทาน. บทว่า นีลํ คือมีสีเขียว.
บทว่า อญฺชนสวฺหยํ คือมีชื่อว่าอัญชนะ. ท่านอธิบายบทนี้ไว้ว่า แคว้น
กาลิงคะของข้าพระพุทธเจ้า ฝนไม่ตก. ด้วยเหตุนั้น บัดนี้ เกิดทุพภิกขภัย
ใหญ่ ฉาตกภัยใหญ่ในแคว้นนั้น. เพื่อสงบภัยนั้น ขอพระองค์จงทรง
พระราชทานมงคลหัตถี ชื่อว่า อัญชนะของพระองค์คล้ายอัญชนคิรีนี้เถิด.
เพราะว่าเมื่อนำพระยาคชสารนี้ไป ณ แคว้นนั้นแล้วฝนก็จะตก. สรรพภัย
นั้นจักสงบไปด้วยพระยาคชสารนั้นเป็นแน่. พึงทราบกถาเป็นลำดับใน
เรื่องนั้นดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ในนครอินทปัตถะแคว้นกุรุ พระโพธิสัตว์ทรงถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้ากุรุราช ถึงความเจริญวัย
โดยลำดับไปยังเมืองตักกสิลา เรียนศิลปศาสตร์อันเป็นประโยชน์ในการ
ปกครอง และวิชาหลัก ครั้นเรียนจบกลับพระนครพระชนกให้ดำรง
ตำแหน่งอุปราช. ครั้นต่อมาเมื่อพระชนกสวรรคต ได้รับราชสมบัติยังทศพิธ
หน้า 72
ข้อ 3
ราชธรรมไม่ให้กำเริบ ครองราชสมบัติโดยธรรมมีพระนามว่า ธนญชัย
พระเจ้าธนญชัยทรงให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง
กลางพระนคร ๑ แห่ง ประตูราชนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงสละทรัพย์วันละ
๖๐๐,๐๐๐ ทุกวัน ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นเจริญรุ่งเรืองแล้วทรงบริจาค
ทาน. เพราะพระองค์มีพระอัธยาศัยในการทรงบริจาค ความยินดีในทาน
แผ่ไปทั่วชมพูทวีป.
ในกาลนั้น แคว้นกาลิงคะเกิดภัย ๓ อย่าง คือ ทุพภิกขภัย
ฉาตกภัย โรคภัย. ชาวแคว้นทั้งสิ้นพากันไปทันตบุรี กราบทูลร้องเรียน
ส่งเสียงอึงคะนึงที่ประตูพระราชวังว่า. ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์จงทรงให้
ฝนตกเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า
พวกประชาชนร้องเรียนเรื่องอะไรกัน. พวกอำมาตย์กราบทูลความนั้น
แด่พระราชา. พระราชามีพระดำรัสถามว่า พระราชาแต่ก่อน เมื่อฝนไม่ตก
ทรงทำอย่างไร. กราบทูลว่า ทรงให้ทาน ทรงอธิษฐานอุโบสถ ทรงสมาทาน
ศีลเสด็จเข้าห้องสิริบรรทมตลอด ๗ วัน ณ พระที่ทรงธรรม ขอให้ฝนตก
พระราชาสดับดังนั้นก็ได้ทรงกระทำอย่างนั้น. ฝนก็ไม่ตก. พระราชา
ตรัสว่า เราได้กระทำกิจที่ควรทำแล้ว ฝนก็ไม่ตก เราจะทำอย่างไรต่อไป.
กราบทูลว่า ขอเดชะเมื่อนำพระยาคชสารมงคลหัตถีของพระเจ้าธนญชัย
กุรุราชในอินทปัตถนครมา ฝนจึงจักตกพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า
พระราชาพระองค์นั้นมีพลพาหนะเข้มแข็ง ปราบปรามได้ยาก เราจักนำ
หน้า 73
ข้อ 3
พระยาคชสารของพระองค์มาได้อย่างไรเล่า. กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่
มหาราชเจ้ามิได้มีการรบพุ่งกับพระราชานั้นเลย พระเจ้าข้า. พระราชา
พระองค์นั้นมีพระอัธยาศัยในการบริจาค ทรงยินดีในทาน เมื่อมีผู้ทูลขอ
แล้ว แม้พระเศียรที่ตกแต่งแล้วก็ตัดให้ได้ แม้พระเนตรที่มีประสาทบริบูรณ์
ก็ทรงควักให้ได้ แม้ราชสมบัติทั้งสิ้นก็ทรงมอบให้ได้ ไม่ต้องพูดถึงพระยา
คชสารเลย เมื่อทูลขอแล้วจักพระราชทานเป็นแน่แท้ พระเจ้าข้า ตรัสถาม
ว่า ก็ใครจะเป็นผู้สามารถทูลขอได้เล่า. กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช
พราหมณ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนเข้าเฝ้า
ทำสักการะสัมมานะแล้ว ทรงให้สะเบียงส่งไปเพื่อขอพระยาคชสาร.
พราหมณ์เหล่านั้นรีบไปคืนเดียว บริโภคอาหารที่โรงทานใกล้ประตูพระนคร
อยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยครั้นอิ่มหนำสำราญแล้วก็ยืนอยู่ที่ประตูด้านตะวันออกรอ
เวลาพระราชาเสด็จมายังโรงทาน.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่ ทรงประดับด้วยเครื่อง
สรรพาลังการเสร็จขึ้นคอพระยาคชสารตัวประเสริฐที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไป
ยังโรงทานด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง เสด็จลงพระราชทานแก่ชน
๗ - ๘ คน ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้วตรัสว่า พวกท่านจงให้ทำนอง
นี้แหละ เสด็จขึ้นสู่พระยาคชสารแล้วเสด็จไปทางประตูด้านทิศใต้. พวก
พราหมณ์ไม่ได้โอกาสเพราะทางทิศตะวันออกจัดอารักขาเข้มแข็งมาก จึงไป
ประตูด้านทิศใต้ คอยดูพระราชาเสด็จมายืนอยู่ในที่เนินไม่ไกลจากประตู
หน้า 74
ข้อ 3
เมื่อพระราชาเสด็จมาถึงต่างก็ยกมือถวายชัยมงคล.พระราชาทรงบังคับช้างให้
กลับด้วยพระขอเพชรเสด็จไปหาพราหมณ์เหล่านั้น ตรัสถามพวกพราหมณ์
ว่า พวกท่านต้องการอะไร. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะแคว้นกาลิงคะ
ถูกทุพภิกขภัย ฉาตกภัยและโรคภัยรบกวน. ความรบกวนนั้นจักสงบลงได้
เมื่อนำพระยามงคลหัตถีของพระองค์เชือกนี้ไป. เพราะฉะนั้น ขอพระองค์
จงทรงโปรดพระราชทานพระยาคชสารสีดอกอัญชันเชือกนี้เถิด พระเจ้าข้า.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า กาลิงฺครฏฺวิสยา ฯลฯ
อญฺชนสวฺหยํ พวกพราหมณ์ชาวกาลิงครัฐได้มาหาเรา ขอพระยาคชสาร
ทรง ฯลฯ ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐมีสีกาย
เขียวชื่ออัญชนะเถิด.
บทนั้นท่านอธิบายไว้ดังต่อไปนี้ :-
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงตรัสว่า การที่เราจะทำลายความต้องการ
ของยาจกทั้งหลายไม่เป็นการสมควรแก่เรา และจะพึงเป็นการทำลายกุสล-
สมาทานของเราอีกด้วย จึงเสด็จลงจากคอคชสารมีพระดำรัสว่า หากที่มิได้
ตกแต่งไว้มีอยู่เราจักตกแต่งแล้วจักให้ จึงทรงตรวจดูรอบ ๆ มิได้ทรงเห็นที่
มิได้ตกแต่ง จึงทรงจับพระยาคชสารที่งวงแล้ววางไว้บนมือของพราหมณ์
ทรงหลั่งน้ำที่อบด้วยดอกไม้และของหอมด้วยพระเต้าทอง แล้วพระราชทาน
แก่พราหมณ์. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 75
ข้อ 3
การห้ามยาจกทั้งหลายที่มาถึงแล้ว ไม่
สมควรแก่เราเลย กุสลสมาทานของเราอย่า
ทำลายเสียเลย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ
เราได้จับงวงคชสารวางบนมือพราหมณ์แล้วจึง
หลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พระยา
คชสารแก่พราหมณ์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาจกมนุปฺปตฺเต คือยาจกทั้งหลายที่มาถึง
แล้ว. บทว่า อนุจฺฉโว คือเหมาะสม สมควร. บทว่า มา เม ภิชฺชิ
สมาทานํ กุสลสมาทานของเราอย่าทำลายเสียเลย คือกุสลสมาทานอันใด
ของเราที่ตั้งไว้ว่า เราจะให้สิ่งทั้งปวงที่ไม่มีโทษซึ่งยาจกทั้งปวงต้องการ
จักบำเพ็ญทานบารมี เพื่อต้องการพระสัพพัญญุตญาณ กุสลสมาทานอันนั้น
อย่าทำลายเสียเลย. เพราะฉะนั้นเราจักให้พระยาคชสารตัวประเสริฐอัน
เป็นมงคลหัตถีนี้. บทว่า อทํ คือได้ให้แล้ว.
เมื่อพระราชทานพระยาคชสารแล้ว พวกอำมาตย์พากันกราบทูล
พระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เพราะเหตุไรพระองค์จึงพระราชทาน
มงคลหัตถี ควรพระราชทานช้างเชือกอื่นมิใช่หรือ. มงคลหัตถีฝึกไว้
สำหรับเป็นช้างทรงเห็นปานนี้ อันพระราชาผู้ทรงหวังความเป็นใหญ่และ
ชัยชนะไม่ควรพระราชทานเลยพระเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราจะให้
หน้า 76
ข้อ 3
สิ่งที่ยาจกทั้งหลายขอกะเรา. หากขอราชสมบัติกะเรา เราก็จะให้ราชสมบัติ
แก่พวกเขา. พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นเป็นที่รักยิ่ง แม้กว่าราชสมบัติ แม้
กว่าชีวิตของเรา. เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้คชสารนั้น. ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ตสฺส นาเค ปทินฺนมฺหิ
เมื่อพระองค์พระราชทานพระยาคชสารแล้ว.
บทว่า มงฺคลสมฺปนฺนํ สมบูรณ์ด้วยมงคล คือประกอบด้วยคุณ
อันเป็นมงคล. บทว่า สงฺคามวิชยุตฺตมํ ชนะในสงครามอันสูงสุด คือสูงสุด
เพราะชนะในสงคราม หรือพระยาคชสารสูงสุด เป็นประธานอันประเสริฐ
ในการชนะสงคราม. บทว่า กึ เต รชฺชํ กริสฺสติ พระองค์จักเสวย
ราชสมบัติได้อย่างไร. เมื่อพระะยาคชสารไปเสียแล้ว พระองค์จักครอง
ราชสมบัติได้อย่างไร. ท่านแสดงว่า จักไม่ทำราชกิจ แม้ราชสมบัติก็
หมดไป.
บทว่า รชฺชมฺปิ เม ทเท สพฺพํ แม้ราชสมบัติทั้งหมดเราก็พึง
ให้ คือ พระยาคชสารเป็นสัตว์เดียรัจฉานยกไว้เถิด แม้แคว้นกุรุทั้งหมดนี้
เราก็พึงให้แก่ผู้ขอทั้งหลาย. บทว่า สรีรํ ทชฺชมตฺตโน ถึงสรีระของตน
เราก็พึงให้ คือ จะพูดไปทำไมถึงราชสมบัติ แม้สรีระของตนเราก็พึงให้
แก่ผู้ขอทั้งหลาย. แม้สิ่งครอบครองทั้งภายในภายนอกทั้งหมดของเรา เรา
ก็สละให้ได้เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก. ท่านแสดงว่าเพราะพระสัพพัญญุตญาณ
หน้า 77
ข้อ 3
และความเป็นพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเราอันผู้ไม่บำเพ็ญบารมี
ทั้งปวงมีทานบารมีเป็นต้นไม่สามารถจะให้ได้ ฉะนั้นเราจึงได้ให้พระยาคช-
สาร.
แม้เมื่อนำพระยาคชสารมาในแคว้นกาลิงคะ ฝนก็ยังไม่ตกอยู่นั่นเอง.
พระเจ้ากาลิงคะตรัสถามว่า แม้บัดนี้ฝนก็ยังไม่ตก อะไรหนอเป็นเหตุ
ทรงทราบว่า พระเจ้ากุรุทรงรักษาครุธรรม ด้วยเหตุนั้นในแคว้นของ
พระองค์ฝนจึงตกทุกกึ่งเดือน ทุก ๑๐ วัน ตามลำดับ นั้นเป็นคุณานุภาพ
ของพระราชามิใช่อานุภาพของสัตว์เดียรัจฉานนี้ จึงทรงส่งอำมาตย์ไปด้วย
มีพระดำรัสว่า เราจักรักษาครุธรรมด้วยตนเอง พวกท่านจงไปเขียนครุธรรม
เหล่านั้นในราชสำนักของพระเจ้าธนญชัยโกรพยะ ลงในสุพรรณบัฏแล้ว
นำมา. ท่านเรียกศีล ๕ ว่า ครุธรรม. พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีล ๕
เหล่านั้นนกระทำให้บริสุทธิ์เป็นอย่างดี. อนึ่ง พระมารดา พระอัครมเหสี
พระกนิษฐา อุปราช ปุโรหิต พราหมณ์ พนักงานรังวัด อำมาตย์
สารถี เศรษฐี พนักงานเก็บภาษีอากร คนเฝ้าประตู นครโสเภณี
วรรณทาสีก็รักษาครุธรรมเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์. ด้วยเหตุนั้นท่านจึง
กล่าวว่า :-
คน ๑๑ คน คือ พระราชา ๑ พระชนนี ๑
พระมเหสี ๑ อุปราช ๑ ปุโรหิต ๑
พนักงานรังวัด ๑ สารถี ๑ เศรษฐี ๑
หน้า 78
ข้อ 3
พนักงานเก็บภาษีอากร ๑ คนเฝ้าประตู ๑
หญิงงามเมือง ๑ ตั้งอยู่ในครุธรรม.
พวกอำมาตย์เหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์ ถวายบังคมแล้วกราบ
ทูลความนั้น. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เรายังมีความเคลือบแคลงในครุธรรมอยู่,
แต่พระชนนีของเรารักษาไว้เป็นอย่างดีแล้ว พวกท่านจงรับในสำนักของ
พระชนนีนั้นเถิด. พวกอำมาตย์ทูลวิงวอนว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าชื่อว่าความ
เคลือบแคลงย่อมมีแก่ผู้ยังต้องการอาหาร มีความประพฤติขัดเกลากิเลส
ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานแก่พวกข้าพระองค์เถิดพระเจ้าข้า. แล้ว
รับสั่งให้เขียนลงในสุพรรณบัฏว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์ ๑ ไม่ควรลักทรัพย์ ๑
ไม่ควรประพฤติผิดในกาม ๑ ไม่ควรพูดปด ๑ ไม่ควรดื่มน้ำเมา ๑ แล้ว
ตรัสว่า พวกท่านจงไปรับในสำนักของพระชนนีเถิด.
พวกทูตถวายบังคมพระราชาแล้วไปยังสำนักของพระชนนีนั้น กราบ
ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ได้ยินว่า พระนางเจ้าทรงรักษาครุธรรม ขอ
พระนางเจ้าทรงโปรดพระราชทานครุธรรมนั้นแก่พวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
แม้พระชนนีของพระโพธิสัตว์ ก็ทรงทราบว่าพระองค์ยังมีความเคลือบแคลง
อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อพวกพราหมณ์วิงวอนขอก็ได้พระราชทานให้. แม้
พระมเหสีเป็นต้นก็เหมือนกัน. พวกพราหมณ์ได้เขียนครุธรรมลงใน
สุพรรณบัฏในสำนักของชนทั้งหมด แล้วกลับทันตบุรี ถวายแด่พระเจ้า
กาลิงคะ แล้วกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ. พระราชาทรงปฏิบัติในธรรม
หน้า 79
ข้อ 3
นั้นทรงบำเพ็ญศีล ๕ ให้บริบูรณ์. แต่นั้นฝนก็ตกทั่วแคว้นกาลิงคะ. ภัย
๓ ประการก็สงบ. แคว้นก็ได้เป็นแดนเกษม หาภิกษาได้ง่าย. พระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ตลอดพระชนมายุ พร้อมด้วยบริษัทก็ไป
อุบัติในเมืองสวรรค์.
หญิงงามเมืองเป็นต้นในครั้งนั้น ได้เป็นอุบลวรรณาเป็นต้นในครั้ง
นี้. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หญิงงามเมืองคืออุบลวรรณา คนเฝ้า
ประตู คือ ปุณณะ พนักงานรังวัด ค้อ
กัจจานะ พนักงานภาษีอากร คือ โกลิตะ
เศรษฐี คือ สารีบุตร สารถี คือ อนุรุทธะ
พราหมณ์ คือ กัสสปเถระ อุปราช คือ
นันทบัณฑิต พระมเหสี คือ มารดาพระราหุล
พระชนนี คือ พระมหามายาเทวี พระโพธิ-
สัตว์ผู้เป็นราชาในแคว้นกุรุ คือเราตถาคต
พวกท่านจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้.
แม้ในที่นี้ ธรรมที่เหลือมีเนกขัมมบารมีเป็นต้น พึงเจาะจงลงไป
โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
จบ อรรถกถากุรุธรรมจริยาที่ ๓
หน้า 80
ข้อ 4
๔. มหาสุทัศนจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระมหาสุทัศนจักรพรรดิ์
[๔] ในเมื่อเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระ-
นามว่ามหาสุทัศนะมีพลานุภาพมาก ได้เป็น
ใหญ่ในแผ่นดิน เสวยราชสมบัติในนครกุสาวดี
ในกาลนั้นเราได้สั่งให้ประกาศทุก ๆ วัน วันละ
๓ ครั้งว่า ใครอยากปรารถนาอะไร เราจะให้
ทรัพย์อะไรแก่ใคร ใครหิว ใครกระหาย ใคร
ต้องการดอกไม้ ใครต้องการเครื่องลูบไล้ ใคร
ขาดแคลนผ้าสีต่าง ๆ ก็จงมาถือเอาไปนุ่งห่ม
ใครต้องการร่มไปในหนทาง ก็จงมารับเอาไป
ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม ก็จงมารับเอา
ไป เราให้ประกาศดังนี้ทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้า
และเวลาเที่ยง ทุกวัน ทานนั้นมิใช่เราตกแต่ง
ไว้ในที่ ๑๐ แห่ง หรือมิใช่ ๑๐๐ แห่ง เราตก-
แต่งทรัพย์ไว้สำหรับยาจกในที่หลายร้อยแห่ง
วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตาม หรือในเวลา
กลางคืนก็ตาม ก็ได้โภคะตามความปรารถนา
หน้า 81
ข้อ 4
พอเต็มมือกลับไป เราได้ให้มหาทานเห็นปาน
นี้ จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เราได้ให้ทรัพย์ที่น่า
เกลียดก็หามิได้ และเราไม่มีการสั่งสมก็หามิ
ได้ เปรียบเหมือนไข้กระสับกระส่าย เพื่อจะ
พ้นจากโรค ต้องการให้หมอพอใจด้วยทรัพย์
จึงหายจากโรคได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น รู้อยู่
ว่า ทานบริจาคเป็นอุบายเครื่องเปลื้องตนและ
สัตว์โลกทั้งสิ้น ให้พ้นจากโลกทั้งสิ้น ให้พ้น
จากโลกคือสังขารทุกข์ทั้งสิ้นได้ จงบำเพ็ญ
ทานให้บริบูรณ์โดยไม่มีเศษเหลือ เพื่อยังใจที่
บกพร่องให้เต็มเราจึงให้ทานแก่วณิพก เรามิ
ได้อาลัย มิได้หวังอะไร ได้ให้ทานเพื่อบรรลุ
สัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
จบ มหาสุทัศนจริยาที่ ๔
อรรถกถามหาสุทัศนจริยาที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในมหาสุทัศนจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้ . บทว่า กุสาว-
ติมฺหิ นคเร คือ ในนครชื่อว่ากุสาวดี. ณ ที่นั้น บัดนี้เป็นที่ตั้งเมืองกุสิ-
หน้า 82
ข้อ 4
นารา. บทว่า มหีปติ ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือเป็นกษัตริย์มีพระนาม
ว่า มหาสุทัศนะ. บทว่า จกฺกวตฺติ พระเจ้าจักรพรรดิ คือยังจักรรัตนะ
ให้หมุนไป หรือหมุนไปด้วยจักรสมบัติ ๔. ยังจักรอื่นจากจักรสมบัติเหล่านั้น
ให้เป็นไป ยังมีความหมุนไปแห่งจักรคืออิริยาบถ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอีก
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า จกฺกวตฺติ. หรืออีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า จกฺกวตฺติ
เพราะมีความหมุนไปแห่งจักร คือ อาณาเขตอันผู้อื่นครอบงำไม่ได้ ล่วงล้ำ
ไม่ได้ ประกอบด้วยสังคหวัตถุอันเป็นอัจฉริยธรรม ๔ ประการ. ชื่อว่า
มหพพโล มีพลานุภาพมาก็เพราะประกอบด้วยหมู่กำลังมาก อันมีปริณายก
แก้วเป็นผู้นำ มีช้างแก้วเป็นต้นเป็นประมุข และกำลังพระวรกายอันเกิดด้วย
บุญญานุภาพ. พึงทราบการเชื่อม บทว่า ยทา อาสึ เราได้เป็นแล้ว. ใน
บทนั้นพึงทราบเรื่องราวเป็นลำดับต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่าในอดีตกาล พระมหาบุรุษบังเกิดในตระกูลคฤหบดีในอัต-
ภาพที่ ๓ จากอัตภาพที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมหาสุทัศนะเข้าไปยังป่า ด้วย
การงานของตนเห็นพระเถระรูปหนึ่ง ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ดำรง
พระชนม์อยู่ อาศัยอยู่ในป่า นั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้ คิดว่าเราควรจะสร้าง
บรรณศาลาให้แก่พระคุณเจ้าในป่านี้แล้ว ละการงานของตนตัดเครื่องก่อ-
สร้างปลูกบรรณศาลาให้เป็นที่สมควรจะอยู่ประกอบประตู กระทำเครื่อง
ปูลาดด้วยไม้ คิดว่าพระเถระจักใช้หรือไม่ใช้หนอ แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
พระเถระมาจากภายในบ้านเข้าไปยังบรรณศาลา นั่ง ณ ที่ปูลาดด้วยไม้. แม้
หน้า 83
ข้อ 4
พระมหาสัตว์ก็เข้าไปหาพระเถระนั้นแล้วถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า บรรณ-
ศาลาเป็นที่ผาสุขอยู่หรือ. พระเถระตอบว่า ท่านผู้มีหน้างาม เป็นที่ผาสุขดี
สมควรแก่สมณะ. ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจักอยู่ ณ ที่นี้หรือ. ถูกแล้ว
อุบาสก. มหาบุรุษทราบว่าพระเถระจักอยู่ โดยอาการแห่งการรับนิมนต์ จึง
ขอให้พระเถระรับปฏิญญาว่า จะมายังประตูเรือนของเราตลอดไป แล้วสละ
ภัตตาหารในเรือนของตนเป็นนิจ. มหาบุรุษปูเสื่อลำแพนในบรรณศาลา
แล้วตั้งเตียงและตั้งไว้. วางแท่นพิงไว้. ตั้งไม้เช็ดเท้าไว้. ขุดสระโบกขรณี
ทำที่จงกรมเกลี่ยทราย. ล้อมบรรณศาลาด้วยรั้วหนามเพื่อป้องกันอันตราย.
โบกขรณีและที่จงกรมก็ล้อมเหมือนกัน. ที่สุดภายในรั้วแห่งสถานที่เหล่านั้น
ปลูกต้นตาลไว้เป็นแถว. ครั้นให้ที่อยู่สำเร็จลงด้วยวิธีอย่างนี้แล้ว จึงได้ถวาย
สมณบริขารทั้งหมดมีไตรจีวรเป็นต้นแก่พระเถระ. จริงอยู่ในกาลนั้นเครื่อง
ใช้สอยของบรรพชิตมีอาทิ ไตรจีวร บิณฑบาต ถลกบาตร หม้อกรองน้ำ
ภาชนะใส่ของบริโภค ร่ม รองเท้า หม้อน้ำ เข็ม กรรไกร ไม้เท้า สว่าน
ดีปลี มีดตัดเล็บ ประทีป ชื่อว่า พระโพธิสัตว์มิได้ถวายแก่พระเถระมิได้
มีเลย. พระโพธิสัตว์รักษาศีล ๕ รักษาศีลอุโบสถ บำรุงพระเถระตลอดชีวิต.
พระเถระอาศัยอยู่ ณ ที่นั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้วปรินิพพาน.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทำบุญตราบเท่าอายุไปบังเกิดขึ้นเทวโลก จุติจาก
เทวโลกนั้นมาสู่มนุษยโลก บังเกิดในราชธานีกุสาวดี ได้เป็นพระเจ้าจักร-
พรรดิพระนามว่า มหาสุทัศนะราชา. อานุภาพแห่งความเป็นใหญ่ของพระ-
ราชามหาสุทัศนะนั้น มาแล้วในสูตรโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์เรื่องเคย
หน้า 84
ข้อ 4
มีมาแล้ว พระราชามหาสุทัศนะได้เป็นกษัตริย์ พุทธาภิเษก. นัยว่าพระ-
ราชามหาสุทัศนะนั้น มีเมืองประเทศราช ๘๔,๐๐๐ อันมีเมืองกุสาวดีราชธานี
เป็นประมุข. มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ มีธรรมปราสาทเป็นประมุข. มีเรือนยอด
๘๔,๐๐๐ มีเรือนยอดหมู่ใหญ่เป็นประมุข. ทั้งหมดเหล่านั้นเกิดด้วยอานิสงส์
แห่งบรรณศาลาหลังหนึ่งซึ่งพระองค์สร้างถวายแก่พระเถระนั้น. บัลลังก์
๘๔,๐๐๐ ช้าง ๑,๐๐๐ ม้า ๑,๐๐๐ รถ ๑,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งเดียง
และตั่งที่พระองค์ถวายแก่พระเถระนั้น. แก้วมณี ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์
แห่งประทีปที่พระองค์ถวายแก่พระเถระ. สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วย
อานิสงส์ แห่งสระโบกขรณีสระหนึ่ง. สตรี ๘๔ ,๐๐๐ บุตร ๑,๐๐๐ และ
คฤหบดี ๑,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเครื่องบริขารของบรรพชิต
อันสมควรแก่สมณบริโภคมีถลกบาตรเป็นต้น. แม้โคนม ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วย
อานิสงส์แห่งการถวายเบญจโครส. คลังผ้า ๘๔,๐๐๐ เกิดด้วยอานิสงส์แห่ง
การถวายเครื่องนุ่งห่ม. หม้อหุงข้าว ๘ .... เกิดด้วยอานิสงส์แห่งการ
ถวายโภชนะ. พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาธิราชประกอบด้วย รตนะ ๗ และ
ฤทธิ์ ๔ ทรงชนะครอบครองปฐพีมณฑลมีสาครเป็นที่สุดทั้งสิ้นโดยธรรม
ทรงสร้างโรงทานในที่หลายร้อยที่ตั้งมหาทาน. ทรงให้ราชบุรุษตีกลองป่าว-
ประกาศในพระนคร วันละ ๓ ครั้ง ว่า ผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ผู้นั้นจงมาที่
โรงทานรับเอาสิ่งนั้นเถิด. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตตฺถาหํ
ทวเส ติกฺขตฺตุํ, โฆสาเปมิ ตหึ ตหึ เราให้ประกาศทุก ๆ วัน วันละ
๓ ครั้ง.
หน้า 85
ข้อ 4
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือในพระนครนั้น. ปาฐะว่า ตทาหํ< /B>
ก็มี อธิบายว่า ในครั้งนั้น คือ ในครั้งที่เราเป็นพระราชามหาสุทัศนะ.
บทว่า ตหึ ตหึ คือในที่นั้น ๆ อธิบายว่า ทั้งภายในและภายนอกแห่ง
กำแพงนั้น ๆ. บทว่า โก กึ อิจฺฉติ ใครปรารถนาอะไร คือบรรดา
พราหมณ์เป็นต้น ผู้ใดปรารถนาอะไรในบรรดาไทยธรรม มีข้าวเป็นต้น.
บทว่า ปตฺเถติ เป็นไวพจน์ของบทว่า อิจฉติ นั้น. บทว่า กสฺส กึ ทิยฺยตู
ธนํ เราจะให้ทรัพย์อะไรแก่ใคร คือ ท่านกล่าว เพื่อแสดงความที่การโฆษณา
ทานเป็นไปแล้ว โดยปริยายหลายครั้ง. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดง สรุปด้วยทานบารมี. จริงอยู่ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เว้น
จากการกำหนดไทยธรรมและปฎิคคาหก. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรง
แสดงสรรเสริญบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมนั้นด้วยการโฆษณาทาน จึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า โก ฉาตโก ใครหิว ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ฉาตโก คืออยาก. บทว่า ตสิโต คือ
กระหาย. พึงนำบทว่า อิจฺฉติ มาประกอบบทว่า โก มาลํ โก วิเลปนํ
ความว่า ใครต้องการดอกไม้ ใครต้องการร่มดังนี้. บทว่า นคฺโค ขาด-
แคลนผ้า อธิบายว่า มีความต้องการผ้า. บทว่า ปริทหิสฺสติ คือ นุ่งห่ม.
บทว่า โก ปเถ ฉตฺคมาเทติ ความว่า ใครเดินทางต้องการร่ม
เพื่อป้องกันฝน ลมและแดด ของตนในหนทาง อธิบายว่า มีความต้องการ
ด้วยร่ม. บทว่า โก ปาหนา มุทู สุภา ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม
หน้า 86
ข้อ 4
คือ รองเท้า ชื่อว่า งาม เพราะน่าดู ชื่อว่า อ่อน เพราะมีสัมผัส สบาย
เพื่อป้องกันเท้าและนัยน์ตาของตน. บทว่า โก อาเทติ ความว่า ใครมี
ความต้องการรองเท้าเหล่านั้น. พึงนำบทว่า มชฺฌนฺติเก จ และเวลา
เที่ยงมาประกอบด้วย จ ศัพท์ในบทนี้ว่า สายญฺจ ปาโตจ ทั้งเวลาเย็น
เวลาเช้า และเวลาเที่ยง. ท่านกล่าวว่าให้ประกาศวันละ ๓ ครั้ง.
บทว่า น ตํ ทสสุ าเนสุ โยชนาแก้ไว้ว่า ทานนั้นมิใช่เราตก
แต่งไว้ในที่ ๑๐ แห่ง. หรือมิใช่ ๑๐๐ แห่ง ที่แท้เราตกแต่งไว้ในที่หลาย
ร้อยแห่ง. บทว่า ยาจเภ ธนํ คือ เราตกแต่ง คือ เตรียมไว้สำหรับ ผู้ขอ
ทั้งหลาย. เพราะในนครยาว ๗ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ ล้อมไปด้วยแนวต้น-
ตาล ๗ แถว. ณ แนวต้นตาลเหล่านั้น มีสระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ สระ เราตั้ง
มหาทานไว้ที่ฝั่งสระโบกขรณี เฉพาะสระหนึ่ง ๆ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนอานนท์ พระราชามหาสุทัศนะ
ทรงตั้งทานเห็นปานนี้ไว้ ณ ฝั่งสระโบกขรณี
เหล่านั้น คือ ตั้งข้าวไว้สำหรับผู้ต้องการข้าว
ตั้งน้ำไว้สำหรับผู้ต้องการน้ำ ตั้งผ้าไว้สำหรับผู้
ต้องการผ้า ตั้งยานไว้สำหรับผู้ต้องการยาน ตั้ง
ที่นอนไว้สำหรับผู้ต้องการที่นอน ตั้งสตรีไว้
หน้า 87
ข้อ 4
สำหรับผู้ต้องการสตรี ตั้งเงินไว้สำหรับผู้ต้อง
การเงิน ตั้งทองไว้สำหรับผู้ต้องการทอง.
พึงทราบความในบทนั้นดังนี้ จริงอยู่มหาบุรุษปรารถนาแต่จะให้ทาน
จึงสร้างเครื่องประดับอันสมควรแก่สตรีและบุรุษ ตั้งสตรีไว้เพื่อให้รับใช้ใน
ที่นั้น และตั้งทานทั้งหมดนั้นไว้เพื่อบริจาค จึงให้ตีกลองป่าวร้องว่า พระ-
ราชามหาสุทัศนะพระราชทานทาน พวกท่านจงบริโภคทานนั้นตามสบาย-
เถิด. มหาชนไปยังฝั่งสระโบกขรณีอาบน้ำ นุ่งห่มผ้าเป็นต้นแล้ว เสวย
มหาสมบัติ ผู้ใดมีสมบัติเช่นนี้แล้ว ผู้นั้นก็ละไป ผู้ใดไม่มี ผู้นั้นก็ถือเอา
ไป. ผู้ใดนั่งบนยานช้างเป็นต้นก็ดี เที่ยวไปตามสบาย นอนบนที่นอนอัน
ประเสริฐก็ดี ก็เอาสมบัติไปเสวยความสุขกับสตรีบ้าง ประดับเครื่องประดับ
ล้วนแก้ว ๗ ประการก็เอาสมบัติไป ถือเอาสมบัติจากสำนักที่ได้เอาไป เมื่อ
ไม่ต้องการก็ละไป. พระราชามหาสุทัศนะทรงกระวีกระวาดบริจาคทานแม้
ทุก ๆ วัน. ในครั้งนั้นชาวชมพูทวีปไม่มีการงานอย่างอื่น. บริโภคทาน เสวย
สมบัติเที่ยวเตร่กันไป. ทานนั้นมิได้มีกำหนดแล. ผู้มีความต้องการจะมา
เมื่อใดทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน ก็พระราชทานเมื่อนั้น. ด้วยประการฉะนี้
มหาบุรุษทรงทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้สนุกสนานรื่นเริง ยังมหาทานให้เป็นไป
ตลอดพระชนมายุ. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิวา วา
ยทิ วา รตฺตึ ยทิ เอติ วณิพฺพโก วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตาม
หรือในเวลากลางคืนก็ตาม เป็นต้น.
หน้า 88
ข้อ 4
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทานตามกาลของมหาบุรุษนั้นด้วยบทนี้
ว่า ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ ยทิ เอติ. จริงอยู่กาลเวลาที่ผู้ขอเข้าไปเพื่อ
หวังลาภ ชื่อว่าเป็นกาลเวลาแห่งทานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า
วณิพฺพโก คือผู้ขอ. ด้วยบทนี้ว่า ลทฺธา ยทิจฺฉกํ โภคํ ได้โภคะตาม
ความปรารถนา ท่านกล่าวถึงทานตามความชอบใจ. เพราะว่าผู้ขอคนใด
ปรารถนาไทยธรรมใด ๆ พระโพธิสัตว์ทรงให้ทานนั้น ๆ แก่ผู้ข้อคนนั้น
พระโพธิสัตว์มิได้ทรงคิดถึงความที่ไทยธรรมนั้นมีค่ามากหาได้ยากอันเป็น
การกีดขวางพระองค์เลย. ด้วยบทนี้ว่า ปูรหตฺโถว คจฺฉติ เต็มมือกลับไป
แสดงถึงทานตามความปรารถนา. เพราะว่าผู้ขอทั้งหลายปรารถนาเท่าใด
พระมหาสัตว์ทรงให้เท่านั้นไม่ลดหย่อน เพราะมีพระอัธยาศัยกว้างขวาง
และเพราะมีอำนาจมาก.
ด้วยบทว่า ยาวชีวิกํ ตลอดชีวิตนี้ แสดงถึงความไม่มีสิ้นสุดของ
ทาน. เพราะว่าตั้งแต่สมาทาน พระมหาสัตว์ทั้งหลายมิได้ทรงกำหนดกาล
เวลาในท่ามกลางจนกว่าจะบริบูรณ์. การไม่เข้าไปตัดรอนแม้ด้วยความตาย
จากการไม่เข้าที่สุดในระหว่าง ๆ เพราะไม่มีความเบื่อหน่ายในการสะสมโพธิ-
สมภาร. แม้อื่นจากนั้น เพราะการปฏิบัติอย่างนั้นท่านจึงกล่าวด้วยอำนาจ
แห่งความประพฤติของพระราชามหาสุทัศนะว่า ยาวชีวิกํ จนตลอดชีวิต
ดังนี้. บทว่า นปาหํ เทสฺ สํ ธนํ ทมฺมิ เราได้ให้ทรัพย์ที่น่าเกลียดก็
หามิได้ คือ ทรัพย์ของเรานี้น่าเกลียดไม่น่าพอใจก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นเรา
หน้า 89
ข้อ 4
เมื่อให้มหาทานเห็นปานนี้ จึงให้นำทรัพย์ออกจากเรือน. บทว่า นปิ นตฺถิ
นิจโย มยิ เราไม่มีการสะสมก็หามิได้ คือ การสะสมทรัพย์ การสงเคราะห์
ด้วยทรัพย์ในที่ใกล้ไม่มีแก่เราก็หามิได้. อธิบายว่า แม้การไม่สงเคราะห์
ดุจสมณะผู้ประพฤติขัดเกลากิเลสก็ไม่มี. มหาทานนี้ของพระมหาสัตว์นั้น
เป็นไปแล้วด้วยอัธยาศัยใด เพื่อแสดงถึงอัธยาศัยนั้นท่านจึงกล่าวไว้.
บัดนี้เพื่อแสดงความนั้นโดยอุปมาจึงกล่าวว่า ยถาปิ อาตุโร นาม
เหมือนคนไข้กระสับกระส่าย ดังนี้เป็นต้น.
บทนี้แสดงเนื้อความพร้อมด้วยการเปรียบเทียบโดยอุปมา เหมือน
บุรุษถูกโรคครอบงำกระสับกระส่าย ประสงค์จะให้ตนพ้นจากโรค ต้องการ
ให้หม้อผู้เยียวยาพอใจ คือยินดีด้วยทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้น แล้วปฏิบัติ
ตามวิธี ก็พ้นจากโรคนั้นฉันใด แม้เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประสงค์จะ
เปลื้องสัตว์โลกทั้งสิ้น อันได้รับทุกข์จากโรคคือกิเลส และจากโรคคือทุกข์
ในสงสารทั้งสิ้น รู้อยู่ว่าการบริจาคสมบัติทั้งปวงนี้ เป็นทานบารมี เป็นอุบาย
แห่งการปลดเปลื้องจากโลกนั้น เพื่อยังอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายให้บริบูรณ์
ด้วยอำนาจแห่งผู้รับไทยธรรมโดยไม่มีเศษเหลือ และด้วยอำนาจแห่งมหา-
ทานโดยไม่มีเศษเหลือ อนึ่ง ทานบารมีของเรายังไม่บริบูรณ์แก่ตน เพราะ
ฉะนั้น เพื่อยังใจที่บกพร่องอันเป็นไปในบทว่า อูนมนํ ใจบกพร่องให้
เต็ม จึงได้ให้ทานนั้นแก่วณิพก คือผู้ขอ เราให้มหาทานเห็นปานนี้ เรา
มิได้อาลัยมิได้หวังอะไรในการให้ทานนั้นและในผลของการให้นั้น ให้เพื่อ
หน้า 90
ข้อ 4
บรรลุพระสัมโพธิญาณ คือ เพื่อบรรลุพระสัพพัญญุตญาณอย่างเดียว.
พระมหาสัตว์ยังมหาทานให้เป็นไปอย่างนี้ เสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาท
อันเกิดด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ ทำลายกามวิตกเป็นต้น ณ ประตูเรือน
ยอดหมู่ใหญ่นั่นเอง ประทับนั่งเหนือราชบัลลังก์ทำด้วยทองคำ ณ ประตู
เรือนยอดนั้นยังฌานและอภิญญาให้เกิด เสด็จออกจากที่นั้น เสด็จเข้าไปยัง
เรือนยอดสำเร็จด้วยทอง ประทับนั่งเหนือบัลลังก์สำเร็จด้วยเงิน ณ เรือน
ยอดนั้นทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยฌานและ
สมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงให้โอวาทแก่นางสนมกำนัลใน ๘๔,๐๐๐ คน มี
พระนางสุภัททาเทวีเป็นหัวหน้า และอำมาตย์กับสมาชิกที่ประชุมกันเป็นต้น
ซึ่งเข้าไปเพื่อเฝ้าในมรณสมัยด้วยคาถานี้ว่า :-
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีการเกิด
ขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สังขาร
ทั้งหลาย ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป การเข้าไป
สงบสังขารเหล่านั้นเป็นสุข.
เมื่อสิ้นสุดพระชนมายุ ก็ได้เสด็จสู่พรหมโลก.
พระนางสุภัททาเทวีในครั้งนั้น ได้เป็นพระมารดาพระราหุลในครั้ง
นี้. ปริณายกแก้ว คือ พระราหุล. บริษัทที่เหลือ คือ พุทธบริษัท. ส่วน
พระราชามหาสุทัศนะ คือ พระโลกนาถ.
หน้า 91
ข้อ 4
แม้ในจริยานี้เป็นอันได้บารมี ๑๐ โดยสรุป. ทานบารมีเท่านั้นมาใน
บาลี เพราะอัธยาศัยในการให้กว้างขวางมาก. ธรรมที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วในหนหลังนั้นแล.
อนึ่ง พึงเจาะจงลงไปถึงคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ว่า แม้ดำรงอยู่ใน
ความเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ อันรุ่งเรืองด้วยรตนะ ๗ อย่างมากมาย ก็ไม่พอ
ใจโภคสุขเช่นนั้น ข่มกามวิตกเป็นต้นแต่ไกล ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วย
สมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี ของผู้ประพฤติในมหาทานเห็นปานนั้น แม้
กระทำธรรมกถาปฏิสังยุตด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ก็ไม่ทอดทิ้ง
ความขวนขวายในวิปัสสนาในที่ทั้งปวง.
จบ อรรถกถามหาสุทัศนจริยาที่ ๔
หน้า 92
ข้อ 5
มหาโควินทจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของมหาโควินทพราหมณ์
[๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพราหมณ์
นามว่ามหาโควินท์ เป็นปุโรหิตของพระราชา
พระองค์ อันนรชนและเทวดาบูชา ในกาล
นั้น เครื่องบรรณาการอันใดในราชอาณาจักร
ทั้ง ได้มีแล้วแก่เรา เราได้ให้มหาทานร้อย
ล้านแสนโกฏิ เปรียบด้วยสาครด้วยบรรณา-
การนั้น เราจะเกลียดทรัพย์และข้าวเปลือกก็
หามิได้ และเราจะไม่มีการสั่งสมก็หามิได้ แต่
พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เราจึงให้ทานอย่างประเสริฐ ฉะนี้แล.
จบ มหาโควินทจริยาที่ ๕
อรรถถกถามหาโควินทจริยาที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหาโควินทจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า
สตฺตราชปุโรหิโจ คือปุโรหิตผู้เป็นอนุสาสก คือผู้ถวายอนุศาสน์ ในกิจ-
การทั้งปวงแด่พระราชา ๗ พระองค์ มีพระราชาพระนามว่า สัตตภู เป็นต้น.
บทว่า ปูชิโต นรเทเวหิ อันนรชนและเทวดาทั้งหลายบูชาแล้ว คือ อัน
หน้า 93
ข้อ 5
นรชนเหล่าอื่น และกษัตริย์ทั้งหมดในชมพูทวีปบูชาแล้วด้วยปัจจัย และ
ด้วยสักการะและสัมมานะ. บทว่า มหาโควินฺทพฺราหฺมโณ คือพราหมณ์
ชื่อว่า มหาโควินทะ เพราะเป็นผู้มีอานุภาพมาก และเพราะได้รับแต่งตั้ง
โดยอภิเษกให้เป็นโควินทะ. เพราะว่าพระโพธิสัตว์ได้ชื่อนี้ตั้งแต่วันอภิเษก
ชื่อเดิมว่า โชติปาละ ได้ยินว่าในวันที่โชติปาละเกิด สรรพาวุธทั้งหลาย
สว่างไสว. แม้พระราชาก็ทอดพระเนตรเห็นมังคลาวุธของพระองค์ สว่าง
ไสวในตอนใกล้รุ่ง ทรงสะดุ้งพระทัยตรัสถามปุโรหิตของพระองค์ซึ่งเป็น
บิดาของพระโพธิสัตว์ผู้มาปฏิบัติราชการ ปุโรหิตทูลให้เบาพระทัยว่า ขอ
เดชะข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงหวาดสะดุ้งไปเลย บุตรของข้า
พระองค์เกิด ด้วยอานุภาพของบุตรนั้นมิใช่ในกรุงราชคฤห์เท่านั้น แม้ใน
นครทั้งสิ้น อาวุธทั้งหลายก็สว่างไสว อันตรายมิได้มีแด่พระองค์เพราะ
อาศัยบุตรของข้าพระองค์ อนึ่ง ในชมพูทวีปทั้งสิ้น จักหาผู้ที่มีปัญญาเสมอ
ด้วยบุตรของข้าพระองค์ไม่มี. นั่นเป็นบุรพนิมิตของเขาพระเจ้าข้า. พระ-
ราชาทรงยินดี พระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ โดยตรัสว่า จงเป็นค่าน้ำนม
ของพ่อกุมารเถิด แล้วตรัสว่า เมื่อบุตรของท่านเจริญวัย จงนำมาอยู่กับเรา.
ต่อมากุมารนั้นเจริญวัย เป็นผู้เห็นประโยชน์อันควรจึงเป็นอนุสาสกในกิจ
ทั้งปวงของพระราชา ๗ พระองค์ ครั้นบวชแล้วก็ได้สั่งสอนสัตว์ทั้งหลาย
จากสิ่งไม่เป็นประโยชน์ แล้วชักชวนด้วยสิ่งมีประโยชน์ทั้งปัจจุบันและ
สัมปรายภพ. ด้วยเหตุนี้จึงได้ขนานนามว่า โชติปาละ เพราะเป็นผู้รุ่งเรือง
และเพราะสามารถในการอบรมสั่งสอน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า นาเมน
หน้า 94
ข้อ 5
โชติปาโล นาม ชื่อเดิมว่า โชติปาละ. พึงทราบเนื้อความในบทนั้นดัง ต่อ
ไปนี้ พระโพธิสัตว์เป็นบุตรของโควินทพราหมณ์ ผู้เป็นปุโรหิตของพระ-
ราชาพระนามว่าทิสัมบดี เมื่อบิดาของตนล่วงลับไปและพระราชาสวรรคต
แล้ว ยังพระราชา ๗ พระองค์ ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติโดยที่พระราชาทั้ง
๗ พระองค์ คือ พระเรณุราชา โอรสของพระทิสัมบดีราชา พระสหายราชา
พระสัตตภูราชา พระพรหมทัตตราชา พระเวสสภูราชา พระภารตราชา
พระธตรัฐราชา มิได้ทรงวิวาทกันและกัน ถวายอนุศาสน์อรรถธรรมแด่
พระราชาเหล่านั้น พระราชาทั้งหมด พราหมณ์ เทวดา นาค และคฤหบดี
ในพื้นชมพูทวีป สักการะ นับถือ บูชา อ่อนน้อม ได้ถึงฐานะเป็นที่เคารพ
อย่างสูงสุด. เพราะความที่โควินทพราหมณ์นั้นเป็นผู้ฉลาดในอรรถและธรรม
จึงได้รับสมัญญาว่า มหาโควินทะ ด้วยประการฉะนี้. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
โควินฺโท วต โภ พฺราหฺมโณ มหาโควินฺโท วต โภ พฺราหฺมโณ ท่าน
ผู้เจริญโควินทพราหมณ์ ได้เป็นมหาโควินทพราหมณ์แล้วหนอ ด้วยเหตุ
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพราหมณ์
นามว่ามหาโควินทะ เป็นปุโรหิตของพระราชา
๗ พระองค์ อันนรชนและเทวดาบูชาแล้ว.
ลำดับนั้น ลาภสักการะอันมากมายนับไม่ถ้วน อันพระราชาผู้ตื่นเต้น
ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์ กษัตริย์ผู้นับถือพระราชาเหล่านั้น พราหมณ์
หน้า 95
ข้อ 5
คฤหบดี และชาวนิคม ชาวชนบท น้อมนำเข้าไปถมไว้ ๆ ดุจห้วงน้ำใหญ่
ท่วมทับโดยรอบ เหมือนอย่างลาภสักการะเกิดแก่ผู้สะสมบุญอันไพบูลย์ซึ่งได้
สะสมไว้ในชาตินับไม่ถ้วน ผู้มีธรรมเกิดขึ้นแล้วมากมาย มีศิลาจารวัตร
บริสุทธิ์ มีศีลเป็นที่รัก สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกชนิด มีหทัยอ่อนโยนน่ารักแผ่
ไปด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ทั้งหลายเช่นกับบุตร. พระโพธิสัตว์ดำริว่า
บัดนี้ ลาภและสักการะมากมายเกิดขึ้นแก่เรา ถ้ากระไรเราจะให้สรรพสัตว์ทั้ง
หลาย เอิบอิ่มด้วยลาภและสักการะนี้แล้ว ยังทานบารมีให้บริบูรณ์ จึงให้สร้าง
โรงทานขึ้น ๖ แห่ง คือ กลางพระนคร ๑ ที่ประตูพระนคร ๑ ที่ประตูพระราช
นิเวศน์ ๑ แล้วยังมหาทานให้เป็นไปด้วยการบริจาคทรัพย์หาประมาณมิได้
ทุก ๆ วัน. ของขวัญใด ๆ ที่มีผู้นำมามอบให้เพื่อประโยชน์แก่ตน ทั้งหมด
นั้นส่งไปที่โรงทาน. เมื่อพระโพธิสัตว์ทำมหาบริจาคทุก ๆ วันอย่างนี้ ความ
อิ่มใจก็ดี ความพอใจก็ดี มิได้มีแก่ใจของพระโพธิสัตว์นั้นเลย. ความเหนื่อย-
หน่ายจะมีได้แต่ไหน. หมู่ชนผู้มายังโรงทานเพื่อหวังลาภของพระโพธิสัตว์
ได้รับไทยธรรมกลับไป และประการคุณวิเศษ ของพระมหาสัตว์ โดยรอบ
ด้านทั้งภายในพระนคร และภายนอกพระนคร ได้มีเสียงเซ็งแซ่อึงคะนึง
เป็นอันเดียวกันดุจมหาสมุทร มีห้วงน้ำเป็นอันเดียวกัน หมุนวนเพราะ
กระทบพายุใหญ่อันตั้งขึ้นตลอดกัป ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
ในกาลนั้นเครื่องบรรณาการอันใดในราช-
อาณาจักรทั้ง ๗ ได้มีแล้วแก่เรา เราได้ให้
หน้า 96
ข้อ 5
มหาทานร้อยล้านแสนโกฏิ เปรียบด้วยสาคร
ด้วยบรรณาการนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทาหํ คือในกาลที่เราเป็นมหาโควินท-
พราหมณ์ เป็นปุโรหิตของพระราชา ๗ พระองค์. บทว่า สตฺตรชฺเชสุ คือ
ในราชอาณาจักรของพระราชา ๗ พระองค์ มีพระราชาพระนามว่า เรณุ
เป็นต้น. บทว่า อกฺโขภํ ( การนับที่สูงคือเลข ๑ มีศูนย์ตาม ๔๒ ศูนย์)
ชื่อว่าอันใคร ๆ ให้กำเริบไม่ได้ เพราะข้าศึกภายในและภายนอกเกียดกั้นไม่
ได้. ปาฐะว่า อจฺจุพฺภํ บ้าง คือ กองทัพที่มีกระบวนพร้อมมูล อธิบายว่า
บริบูรณ์อย่างยิ่งด้วยความกว้างขวาง และด้วยความไพบูลย์แห่งอัธยาศัยใน
การให้อันเต็มเปี่ยม และแห่งไทยธรรม. บทว่า สาครูปมํ คือเช่นกับสาคร
อธิบายว่า ไทยธรรมในโรงทานของพระโพธิสัตว์ ดุจน้ำในสาครอันชาวโลก
ทั้งสิ้นนำไปใช้ก็ไม่สามารถให้หมดไปได้.
พึงทราบความในคาถาสุดท้ายดังต่อไปนี้ บทว่า วรํ นํ ทรัพย์
ประเสริฐ. คือทรัพย์ สูงสุดหรือทรัพย์ที่คนต้องการ. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
พระมหาสัตว์ ยังฝนคือทานใหญ่ให้ตกโดยไม่หยุดยั้งดุจมหาเมฆใน
ปฐมกัป ยังฝนใหญ่ให้ตกฉะนั้น แม้เป็นผู้ขวนขวายในทานเวลาที่เหลือก็ยัง
ไม่ประมาท ถวายอนุสาสน์ อรรถธรรมแด่พระราชา ๗ พระองค์ และยัง
พราหมณ์มหาศาล ๗ ให้ศึกษาวิชาศิลปศาสตร์. และบอกมนต์กะช่างกัลบก
หน้า 97
ข้อ 5
๗๐๐ คน. ครั้นย่อมากิตติศัพท์อันงดงามนี้ ของพระโพธิสัตว์ขจรไปว่า
มหาโควินทพราหมณ์ เผชิญหน้าเห็นพระพรหม. มหาโควินทพราหมณ์
เผชิญหน้า สนทนา พูดจา ปรึกษากับพระพรหม. พระมหาสัตว์บำเพ็ญพรหม
วิหารภาวนาตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนโดยตั้งใจว่า เราพึงอำลาพระราชา ๗
พระองค์ พราหมณ์มหาศาล ๗ ช่างกัลบก ๗๐๐ และบุตรภรรยาไปเฝ้า
พระพรหม. ด้วยความตั้งใจของพระโพธิสัตว์นั้น สุนังกุมารพรหมได้รู้ความ
คิดคำนึง จึงได้ปรากฏข้างหน้า. มหาบุรุษเห็นพรหมจึงถามว่า :-
ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ จึงมี
ผิวพรรณ มียศ มีสิริ ข้าพเจ้าไม่รู้จักท่าน จึง
ถามข้าพเจ้าจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
พระพรหมเมื่อจะยังพระโพธิสัตว์ให้รู้จักตน จึงกล่าวว่า :-
ท่านโควินทะ ทวยเทพทั้งปวง รู้จัก
ข้าพเจ้า ว่าเป็นกุมารพรหมอยู่ในพรหมโลกมา
เก่าแก่ ขอท่านจงรู้จักข้าพเจ้าด้วยประการ
ฉะนี้เถิด.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นพรหม ข้าพเจ้าขอต้อนรับ
ท่านผู้เจริญด้วยอาสนะ น้ำ เครื่องเช็ดเท้าและ
หน้า 98
ข้อ 5
ผักผสมน้ำผึ้ง ขอได้โปรดรับของมีค่าอันเป็น
ของข้าพเจ้าเถิด.
พระพรหมแม้ไม่มีความต้องการของต้อนรับแขก ที่พระโพธิสัตว์นำ
เข้าไปก็ยินดีรับเพื่อความเบิกบานใจของพระโพธิสัตว์ และเพื่อทำความคุ้น
เคย จึงกล่าวว่า ท่านโควินทะข้าพเจ้าขอรับของมีค่าที่ท่านบอก เมื่อให้โอกาส
จึงกล่าวว่า :-
ข้าพเจ้าให้โอกาส ท่านจงถามสิ่งที่ต้อง
การถาม เพื่อประโยชน์ในภพนั้นและเพื่อความ
สุขในภพหน้า.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษจึงถามถึงประโยชน์ในภพหน้าอย่างเดียวว่า :-
ข้าพเจ้าผู้มีความสงสัย ขอถามท่านสนัง-
กุมารพรหมผู้ไม่มีความสงสัย ในปัญหาอัน
ปรากฏแก่ผู้อื่นว่า สัตว์ตั้งอยู่ในอะไร และ
ศึกษาในอะไร จึงจะถึงพรหมโลกอันเป็น
อมตะ.
พระพรหมเมื่อจะพยากรณ์แก่พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวถึงทางอันไปสู่
พรหมโลกว่า :-
หน้า 99
ข้อ 5
ท่านผู้ประเสริฐ สัตว์ละความเป็นของ
เราในสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ผู้เดียว น้อมไป
ในกรุณา ไม่มีกลิ่นน้ำยินดี เว้นจากเมถุน
ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น และศึกษาอยู่ในธรรม
เหล่านี้ ย่อมถึงพรหมโลกอันเป็นอมตะ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มํ เว ภุมารํ ชานนฺติ คือทวยเทพทั้งหลาย
รู้จักข้าพเจ้าว่า เป็นกุมารพรหมโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่า พฺรหฺมโลเก
คือในโลกอันประเสริฐ. บทว่า สนนฺตนํ คือโบราณนานมาแล้ว. บทว่า
เอวํ โควินฺท ชานาหิ คือ ท่านโควินทะท่านจงจำข้าพเจ้าไว้อย่างนี้.
บทว่า อาสนํ นี้. คืออาสนะที่ปูไว้ เพื่อให้พระพรหมผู้เจริญนั่ง.
น้ำนี้สำหรับใช้เพื่อล้างเท้า น้ำดื่มเพื่อบรรเทาความกระหาย. เครื่องเช็ดเท้า
นี้ คือน้ำมันทาเท้าเพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย. ผักผสมน้ำผึ้งนี้ ไม่ใช่
เปรียง ไม่ใช่เกลือ ไม่ใช่ลมควัน ล้างน้ำสะอาด ท่านกล่าวหมายถึงผัก.
ก็ในการนั้นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ประพฤติพรหมจรรย์ตลอด ๔ เดือน
เป็นพรหมจรรย์ยอดเยี่ยมอย่างยิ่งในการประพฤติขัดเกลากิเลส. ข้าพเจ้าขอ
เอาของมีค่าทั้งหมดเหล่านี้ต้อนรับท่าน ขอจงรับของมีค่านี้อันเป็นของ
ข้าพเจ้าเอง. พระมหาบุรุษแม้รู้อยู่พระพรหมไม่บริโภคของเหล่านั้น แต่งตั้ง
ไว้เป็นพิธีในการปฏิบัติ เมื่อจะแสดงการบูชาแขกที่ตนเคยประพฤติมาจึง
หน้า 100
ข้อ 5
กล่าวอย่างนั้น แม้พระพรหมก็ทราบความประสงค์ของพระโพธิสัตว์นั้น จึง
กล่าวว่า ท่านโควินทะ ข้าพเจ้าขอรับสิ่งมีค่าที่ท่านบอกนั้นไว้.
อธิบายในบทนั้นว่า ข้าพเจ้าจะนั่งบนอาสนะของท่าน. จะล้างเท้า
ด้วยน้ำล้างเท้า. จะดื่มน้ำดื่ม. จะทาเท้าด้วยเครื่องทาเท้า. จะบริโภคผักที่ล้าง
ด้วยน้ำ.
บทว่า กงฺขี อกงฺขึ ปรเวทิเยสุ คือข้าพเจ้าไม่สงสัยในปัญญาที่
ปรากฏแก่ผู้อื่น เพราะผู้อื่นสร้างปัญหาขึ้นมาเอง.
บทว่า หิตฺวา มมฺตฺตํ คือสละตัณหาอันเป็นเครื่องอุดหนุนให้เป็น
ไปอย่างนี้ว่า นี้ของเรา นี้ของเรา ดังนี้. บทว่า มนุเชสุ คือในสัตว์ทั้งหลาย
บทว่า พฺรหฺเม คือพระพรหมเรียกพระโพธิสัตว์. บทว่า เอโกทิภูโต
ชื่อว่า เอโกทิภูโต เพราะเป็นไปผู้เดียว คืออยู่ผู้เดียว. ด้วยบทนี้ ท่าน
กล่าวหมายถึงกายวิเวก. อีกชื่อว่า เอโกทิ เพราะเป็นเอกผุดขึ้นได้แก่ สมาธิ.
ชื่อว่า เอโกทิภูโต เพราะถึงความเป็นเอกผุดขึ้นนั้น. อธิบายว่า สมาธิ.
ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ. พระพรหมเมื่อจะแสดงความเป็นเอก
ผุดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกรุณาพรหมวิหาร จึงกล่าวว่า กรุเณธิมุตฺโต คือ
น้อมไปในฌานคือกรุณา. อธิบายว่า ยังฌานให้เกิดขึ้น. บทว่า นิรามคนฺโธ
ไม่มีกลิ่นน่ารื่นรมย์ คือปราศจากกลิ่นเป็นพิษคือกิเลส. บทว่า เอตฺถฏฺิโต
คือตั้งอยู่ในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ . ยังธรรมทั้งหลายเหล่านี้ให้สมบูรณ์ บทว่า
หน้า 101
ข้อ 5
เอตฺถ จ สิกฺขมาโน คือศึกษาอยู่ในธรรมทั้งลายเหล่านี้ อธิบายว่า
เจริญพรหมวิหารภาวนานี้. นี้เป็นความสังเขปในบทนี้. ส่วนความพิสดาร
มาแล้วในบาลีด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้นพระมหาบุรุษ ได้สดับคำของพระพรหมนั้นรังเกียจกลิ่น
อันเป็นพิษ จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักบวชในบัดนี้ละ. แม้พระพรหมก็กล่าวว่า
ดีแล้วท่านมหาบุรุษ จงบวชเถิด. เมื่อเป็นอย่างนี้การที่ข้าพเจ้ามาหาท่าน จึง
เป็นการมาดีทีเดียว. พ่อเจ้าประคุณพ่อเป็นอัครบุรุษทั่วชมพูทวีปยังอยู่ใน
ปฐมวัย. ชื่อว่าการละสมบัติและความเป็นใหญ่ ถึงอย่างนี้ออกบวชเป็นความ
ประเสริฐยิ่ง ดุจคันธหัตถีทำลายเครื่องผูกทำด้วยเหล็กแล้วกลับไปป่า ฉะนั้น.
นี้ชื่อว่าเป็นเชื้อสายของพระพุทธเจ้า. แม้พระมหาสัตว์ก็ดำริว่า เราออกจาก
เมืองนี้ไปบวชไม่เป็นการไม่สมควร. เรายังถวายอนุสาสน์อรรถและธรรมแก่
ราชตระกูลอยู่. เพราะฉะนั้นเราทูลพระราชาเหล่านั้น หากว่า พระราชาเหล่า
นั้นจะบวชบ้างก็จะเป็นการดีทีเดียว. เราจักคืนตำแหน่งปุโรหิตของเราแล้ว
บวช จึงทูลแด่พระราชาเรณุก่อน พระราชาเรณุทรงปลอบโยนด้วยกามมาก
มาย จึงทูลถึงเหตุความสังเวชของตนและความประสงค์เพื่อจะบวชอย่างเดียว
แด่พระราชา. เมื่อพระราชาเรณุตรัสว่า ผิว่าเป็นอย่างนั้นแม้เราก็จักบวช
ด้วย จึงรับว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า โดยนัยนี้จึงได้ไปอำลากษัตริย์ ๖ พระองค์
มีพระราชาสัตตภูเป็นต้น พราหมณมหาศาล ๗ ช่างกัลบก ๗๐๐ และภรรยา
ของตนแล้วคอยตามดูใจของคนเหล่านั้นอยู่ประมาณ ๗ วัน จึงออกบวช
เช่นเดียวกับมหาภิเนษกรมณ์.
หน้า 102
ข้อ 5
ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีพระราชา ๗ พระองค์เป็นต้น ออกบวชตาม
พระโพธิสัตว์. ได้เป็นบริษัทใหญ่ขึ้นแล้ว. พระมหาบุรุษแวดล้อมด้วยบริษัท
กว้างหลายโยชน์ เที่ยวจาริกแสดงธรรมในคามนิคมชนบทและราชธานี.
ยังมหาชนให้ตั้งมั่นในบุญกุศล. ในที่ที่ไปปรากฏดุจพุทธโกลาหล. พวกมนุษย์
ได้ฟังว่าโควินทบัณฑิตจักมา จึงพากันสร้างมณฑปไว้ล่วงหน้าก่อนตกแต่ง
มณฑปนั้นแล้วต้อนรับนิมนต์ให้เข้าไปยังมณฑป อังคาสด้วยโภชนะมีรสเลิศ
ต่าง ๆ. ลาภสักการะใหญ่เกิดท่วมทับดุจห้วงน้ำใหญ่ท่วม. พระมหาบุรุษยัง
มหาชนให้ตั้งอยู่ในบุญกุศล คือในศีลสัมปทา อินทรีย์สังวร ความรู้จัก
ประมาณในการบริโภค การประกอบความเพียร บริกรรมกสิณฌาน อภิญญา
สมาบัติ ๘ และพรหมวิหาร. ได้เป็นดุจกาลเกิดแห่งพระพุทธเจ้า.
พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่ตราบเท่าอายุ ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไป
ด้วยสุขเกิดแต่สมาบัติ เมื่อสิ้นอายุก็ไปเกิดในพรหมโลก. การประพฤติพรหม-
จรรย์ของพระโพธิสัตว์นั้นมั่นคง แพร่หลายกว้างขวาง รู้กันเป็นส่วนมาก
หนาแน่น จนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้วเป็นไปสิ้นยาวนาน.
ผู้ใดรู้คำสอนของพระโพธิสัตว์นั้นโดยสิ้นเชิง. ผู้นั้นตายไปแล้วก็ได้ไปเกิด
ยังพรหมโลกอันเป็นสุคติภพ. ผู้ใดยังไม่รู้ทั่วถึง ผู้นั้นบางพวกก็เข้าถึงความ
กับเหล่าเทพชั้นนิมมานรดี ฯลฯ ดุสิต ยามา ดาวดึงส์ จาตุมมหาราชิกา.
ผู้ใดยังต่ำกว่าเขาทั้งหมด. ผู้นั้นก็ไปเกิดเป็นหมู่คนธรรพ์. มหาชนโดยมาก
หน้า 103
ข้อ 5
ได้เข้าถึงพรหมโลก และเข้าถึงสวรรค์ด้วยประการฉะนี้. เพราะฉะนั้น
เทวโลก และพรหมโลกจึงเต็มไปหมด. อบาย ๔ ได้เป็นเหมือนจะสูญไป.
แม้ในมหาโควินทจริยานี้ ก็พึงทราบการกล่าวเจาะจงลงไปถึงโพธิ-
สัมภารดุจในอกิตติชาดก.
พระราชา ๗ พระองค์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระมหาเถระทั้งหลายใน
ครั้งนี้. บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท. มหาโควินทะ คือ พระโลกนาถ.
พึงประกาศคุณานุภาพ มีอาทิอย่างนี้ คือ การประดิษฐานในรัชกาล
ของตน ๆ โดยไม่ผิดพ้องหมองใจกันและกันของพระราชา ๗ พระองค์ มี
พระราชาเรณุเป็นต้น. ความไม่ประมาทในการถวายอนุศาสน์อรรถและ
ธรรมแก่พระราชาเหล่านั้นใน ๗ รัชกาลอันใหญ่หลวง. การสรรเสริญอัน
เป็นไปแล้วว่า พระโพธิสัตว์สนทนาแม้กับพระพรหม. การอยู่ประพฤติ
พรหมจรรย์ถึงความยอดเยี่ยมอย่างยิ่งตลอด ๔ เดือนเพื่อทำความจริง. การ
ให้พระพรหมเข้ามาถึงตนด้วยการประพฤติพรหมจรรย์นั้น. การตั้งอยู่ใน
โอวาทของพระพรหมแล้ว ทอดทิ้งลาภสักการะอันพระราชา ๗ พระองค์
และชาวโลกทั้งสิ้นนำเข้าไปให้ดุจก้อนน้ำลาย แล้วยึดมั่นในบรรพชาอัน
เป็นเครื่องหมายการบวชตามของบริษัท มีกษัตริย์และพราหมณ์เป็นต้น
นับไม่ถ้วน. การติดตามคำสอนของตนดุจคำสอนของพระพุทธเจ้าตลอดกาล
นาน.
จบ อรรถกถามหาโควินจริยาที่ ๕
หน้า 104
ข้อ 6
๖. เนมิราชจิยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าเนมิราช
[๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นมหาราชา
พระนามว่าเนมิเป็นบัณฑิต ต้องการกุศลอยู่
ในพระนครมิถิลาอันอุดม ในกาลนั้น เราให้
สร้างศาลา ๔ แห่ง อันมีหน้ามุขหลังละสี่ ๆ
เรายังทานให้เป็นไปในศาลานั้นแก่ เนื้อ นก
และนรชนเป็นต้น ยังมหาทาน คือ เครื่อง
นุ่งห่ม ที่นอน และโภชนะ คือ ข้าว และ
น้ำ ให้เป็นไปแล้วไม่ขาดสาย เปรียบเหมือน
เสวก เข้าไปหานายเพราะเหตุแห่งทรัพย์
ย่อมแสวงหานายที่พึงให้ยินดีได้ ด้วยกาย-
กรรม วจีกรรม และมโนภรรมฉันใด เราก็
ฉันนั้น จักแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณในภพ
ทั้งปวง จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน
แล้วปรารถนาโพธิญาณอันอุดม ฉะนี้แล.
จบ เนมิราชจริยาที่ ๖
หน้า 105
ข้อ 6
อรรถกถาเนมิราชจริยาที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาแห่งเนมิราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า มิถิลายํ ปุรุตฺตเม คือในนครอันอุดมแห่งกรุงวิเทหะชื่อว่ามิถิลา.
บทว่า เนมิ นาม มหาราชา คือพระเนมิกุมาร ทรงอุบัติสืบต่อวงศ์
กษัตริย์ดุจกงรถจึงได้ชื่อว่า เนมิ. ชื่อว่าเป็น มหาราชา เพราะเป็น
พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เพราะใหญ่ด้วยคุณวิเศษมีทานและศีลเป็นต้นใหญ่ และ
เพราะประกอบด้วยราชานุภาพ. บทว่า ปณฺฑิโต กุสลตฺถิโก เป็น
บัณฑิตต้องการกุศล คือต้องการบุญเพื่อตนและเพื่อผู้อื่น.
ได้ยินว่า ในครั้งอดีตในนครมิถิลา แคว้นวิเทหะ พระโพธิสัตว์
ของเราได้เป็นพระราชาพระนามว่ามฆเทพ. พระองค์ทรงสนุกสนานตอน
เป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงได้รับตำแหน่งอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี
ทรงครองราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี พระองค์ตรัสแก่ช่างกัลบกว่า เมื่อใด
เจ้าเห็นผมหงอกบนศีรษะของเรา เมื่อนั้นเจ้าพึงบอกแก่เรา ครั้นต่อมา
ช่างกัลบกเห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูล แล้วเอาแหนบทองคำถอนวางไว้
บนพระหัตถ์ ทรงแลดูพระเกศาหงอก ทรงเกิดความสังเวชว่า เทวทูต
ปรากฏแก่เราแล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้เราควรออกบวช. จึงพระราชทาน
บ้านส่วย ๑๐๐,๐๐๐ แก่ช่างกัลบก แล้วตรัสเรียกพระเชษฐกุมารมา
ตรัสว่า :-
หน้า 106
ข้อ 6
ผมบนศีรษะของพ่อหงอก ความชรา
ปรากฏแล้ว เทวทูตปรากฏแล้ว ถึงเวลาที่
พ่อจะบวชละ.
จึงมอบราชสมบัติให้ ผิว่าตนมีอายุ ๘๔,๐๐๐ ปี แม้เมื่อเป็นอย่าง
นั้นก็ยังสำคัญตนดุจยืนอยู่ใกล้ความตายจึงสลดใจชอบที่จะบวช ด้วยเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า
พระทิศัมบดีพระนามว่า มฆเทพ ทอด-
พระเนตรเห็นพระเกศาหงอกบนพระเศียร ได้
ความสังเวชพอพระทัยที่จะทรงผนวช.
พระราชาทรงประทานโอวาทแก่พระโอรสว่า ลูกควรประพฤติโดย
ทำนองนี้เหมือนอย่างที่พ่อปฏิบัติ ลูกอย่าได้เป็นคนสุดท้ายเลย แล้วเสด็จ
ออกจากพระนครทรงผนวชเป็นภิกษุ ยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยฌานและ
สมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก แม้
พระโอรสของพระองค์ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมตลอดหลายพันปี ได้
ทรงผนวชโดยอุบายนั้นเหมือนกันแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. กษัตริย์
๘๔,๐๐๐ หย่อนไปกว่าสองพระองค์อย่างนี้คือ โอรสของกษัตริย์องค์นั้น
ก็เหมือนกัน ขององค์นั้นก็เหมือนกัน ทรงเห็นพระเกศาหงอกบนพระ-
เศียรแล้วก็ทรงผนวช.
หน้า 107
ข้อ 6
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่บนพรหมโลกทรงรำพึงว่า
กัลยาณธรรมที่เราได้ทำไว้ในมนุษยโลกยังเป็นไปอยู่หรือ หรือว่าไม่เป็นไป
ได้ ทรงเห็นว่า เป็นไปตลอดกาลเพียงเท่านี้ บัดนี้จักไม่เป็นไปต่อไป.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แต่เราจักไม่ให้การสืบสายของเราขาดไป จึงทรง
ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาผู้มีกำเนิดในวงศ์
ของพระองค์นั่นเอง ทรงบังเกิดสืบต่อวงศ์ของพระองค์ดุจกงรถ ฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระโอรสได้พระนามว่า เนมิ เพราะทรง
อุบัติสืบต่อวงศ์ตระกูลดุจกงรถ ฉะนั้น.
ในวันขนานพระนามของพระโอรสนั้น พระชนกตรัสเรียก
พราหมณ์ผู้ชำนาญการพยากรณ์ลักษณะ ครั้นพราหมณ์ตรวจดูพระลักษณะ
แล้วก็พยากรณ์ถวายว่า ขอเดชะข้าแต่พระมหาราชเจ้าพระกุมารนี้จะประดับ
ประคองวงศ์ของพระองค์ พระกุมารนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ มีบุญมากกว่า
พระชนก พระเจ้าปู่และพระเจ้าตา. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงทรง
ขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า เนมิ เพราะอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. พระ
โอรสนั้นตั้งแต่ยังเยาว์พระชนม์ ได้ทรงขวนขวายในศีลและอุโบสถกรรม.
ลำดับนั้น พระชนกของพระกุมาร ทอดพระเนตรเห็นพระเกศา
หงอกโดยนัยก่อน จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก มอบราชสมบัติแก่
พระโอรสแล้ว เสด็จออกจากพระนครทรงผนวช ยังฌานให้เกิดแล้วไป
บังเกิดในพรหมโลก.
หน้า 108
ข้อ 6
ฝ่ายพระเนมิราชทรงให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือที่ประตูพระนคร
๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทาน. ทรงบริจาค
วันละ ๕๐๐,๐๐๐ โรงทานละ ๑๐,๐๐๐. ทรงรักษาศีล ๕. ทรงสมาทาน
อุโบสถกรรมในวันปักษ์. ทรงให้มหาชนยึดมั่นในบุญมีทานเป็นต้น. ทรง
บอกทางสวรรค์ให้. ทรงคุกคามภัยในนรก. ทรงห้ามจากบาป. มหาชน
ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเนมิราชนั้น กระทำบุญมีทานเป็นต้น จุติจาก
มนุษยโลกแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก. เทวโลกเต็มไปด้วยทวยเทพ. นรก
ปรากฏดุจว่างเปล่า.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่อัธยาศัยในการให้
ของพระองค์กว้างขวางและความที่ทานบารมีบริบูรณ์ไม่มีขาดเหลือ จึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า :-
ในครั้งนั้นเราสร้างศาลา ๔ แห่ง มี
๔ มุข บริจาคทานแก่ เนื้อ นก และคน
เป็นต้น ณ ที่นั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทา คือในเวลาที่เป็นพระเนมิราชนั้น.
บทว่า มาปยิตฺวาน คือให้สร้าง. บทว่า จตุสฺสาลํ คือโรงทานเชื่อมกัน
ใน ๔ ทิศ. บทว่า จตุมฺมุขํ คือประกอบด้วยประตู ประตูใน ๔ ทิศ.
เพราะไม่สามารถทำทาน ให้สิ้นสุดไปโดยประตูเดียวเท่านั้นได้และให้
หน้า 109
ข้อ 6
ไทยธรรมถึงที่สุดได้ เพราะโรงทานใหญ่มากและเพราะไทยธรรมและผู้ขอ
มาก จึงต้องให้สร้างประตูใหญ่ ๔ ประตูใน ๔ ทิศ แห่งโรงทาน. ณ
โรงทานนั้นตั้งแต่ประตูถึงปลายประตูไทยธรรมตั้งอยู่เป็นกองใหญ่. ทาน
ย่อมเป็นไปเริ่มตั้งแต่อรุณขึ้นจนถึงเวลาเข้าไปตามปกติ. แม้ในกาลนอกนี้ก็
จุดประทีปไว้หลายร้อยดวง. ผู้ต้องการจะมาเมื่อใดก็ให้เมื่อนั้น. ทานนั้น
มิได้ให้แก่คนยากจน คนเดินทาง วณิพก และยาจกเท่านั้น ที่จริงแล้ว
มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้ทั้งหมดก็รับและบริโภคทานนั้นเช่นเดียวกับ
ทานของพระมหาสุทัศนราช ด้วยสำเร็จแก่คนมั่งคั่ง และแม้มีสมบัติมาก
เพราะสละไทยธรรมมากมายและประณีต. จริงอยู่พระมหาบุรุษกระทำชมพู
ทวีปทั้งสิ้นให้เจริญงอกงาม แล้วบริจาคมหาทานในครั้งนั้น. ทรงบริจาค
ทานด้วยให้สำเร็จ แม้แก่สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายมีเนื้อและนกเป็นต้นนอก
โรงทาน เช่นเดียวกับมนุษย์. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บริจาคทาน ณ โรงทานนั้นแก่เนื้อ นก และคนเป็นต้น. ไม่บริจาคเฉพาะ
แก่สัตว์เดียรัจฉานเท่านั้น แม้แก่เปรตทั้งหลายก็ทรงให้ส่วนบุญทุก ๆ วัน.
ทรงบริจาคทานในโรงทาน ๕ แห่ง เหมือนในโรงทานแห่งเดียว. แต่ใน
บาลีกล่าวไว้ดุจแห่งเดียวว่า ในครั้งนั้นเราสร้างโรงทาน ๔ โรง มี ๔ มุข.
บทนั้นท่านกล่าวหมายถึงโรงทานท่ามกลางพระนคร.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงไทยธรรม ณ โรงทาน
นั้นโดยเอกเทศ จึงตรัสว่า :-
หน้า 110
ข้อ 6
เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ และ
อาหาร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉาทนํ ได้แก่เครื่องนุ่งห่มหลายๆ อย่าง
มีผ้าทำด้วยเปลือกไม้และผ้าเนื้อละเอียดเป็นต้น. บทว่า สยนํ ได้แก่
ที่ควรนอนหลายอย่าง มีเสียงและบัลลังก์เป็นต้น และพรมทำด้วยขนแกะ
และเครื่องลาดที่ปักเป็นรูปสวยงามเป็นต้น. อนึ่งในบทนี้แม้ที่นั่งก็พึงกล่าว
ว่า ท่านให้ด้วย สยน ศัพท์นั่นเอง. บทว่า อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
ได้แก่ ข้าวและน้ำมีรสเลิศต่าง ๆ ตามความชอบใจของสัตว์เหล่านั้น ๆ และ
ชนิดของอาหารต่าง ๆ ที่เหลือ. บทว่า อพฺโพจฺฉินฺนํ กริตฺวาน กระทำ
ไม่ให้ขาดสาย คือกระทำไม่ให้ขาดสายทั้งกลางวันและกลางคืนตั้งแต่เริ่ม
จนถึงสิ้นอายุ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความที่ทานนั้นเป็นไปแล้ว
โดยความเป็นทานบารมี ปรารภสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อจะทรงแสดงถึง
อัธยาศัย ของพระองค์ที่เป็นไปแล้วในกาลนั้นด้วยข้ออุปมา จึงตรัสพระดำรัส
มีอาทิว่า ยถาปิ เสวโก เปรียบเหมือนเสวกดังนี้. พระพุทธดำรัสนั้นมี
ความดังต่อไปนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้เป็นเสวก เข้าไปหานายของตนด้วย
การคบหากันตามกาลอันควรเพราะเหตุแห่งทรัพย์ที่ควรได้ ย่อมแสวงหา
ความยินดีที่นายพึงให้ยินดีได้โดยอาการที่ให้ยินดีด้วยกายกรรม วจีกรรม
และมโนกรรมฉันใด แม้เราผู้เป็นโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น ประสงค์จะเสพความ
หน้า 111
ข้อ 6
เป็นพระพุทธเจ้าอันยอดยิ่ง เป็นเจ้าโลกพร้อมทั้งเทวโลก เพื่อให้เป็นที่
ยินดีแก่สัตวโลกนั้นจักแสวงหา ค้นหาพระสัพพัญญุตญาณอันได้ชื่อว่า
โพธิช เพราะเกิดแต่อริยมรรคญาณ กล่าวคือ โพธิ ด้วยอุบายต่าง ๆ
ในที่ทั้งปวงข้างหน้า ในภพทั้งปวง คือในภพที่เกิดแล้ว ๆ เล่า ๆ ทั้งปวง
จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน ด้วยการบำเพ็ญทานบารมี. เรา
ปรารถนาโพธิญาณ คือสัมมาสัมโพธิญาณอันอุดมนั้นจึงทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีการบริจาคชีวิตเป็นต้น.
เพื่อแสดงถึงความกว้างขวางแห่งอัธยาศัยในการให้ไว้ในที่นี้ด้วยประ-
การฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกำหนดเทศนาไว้ด้วยทานบารมีเท่านั้น.
แต่ในเทศนาชาดก ท่านชี้แจงถึงความบริบูรณ์แม้แห่งศีลบารมีเป็นต้นของ
พระโพธิสัตว์นั้น. เป็นความจริงอย่างนั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ตกแต่งพระองค์
ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล แล้วทรงให้มหาชน
ตั้งอยู่ในศีลนั้น เทวดาผู้บังเกิดเพราะตั้งอยู่ในโอวาท จึงประชุมกัน ณ
เทวสภาชื่อสุธรรมา พากันกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระมหาบุรุษว่า น่า
อัศจรรย์หนอ พวกเราได้รับสมบัตินี้เพราะอาศัยพระเนมิราชของพวกเรา.
เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติ มนุษย์อัศจรรย์เห็นปานนี้ก็ยังทำพุทธกิจให้
สำเร็จแก่มหาชนอุบัติขึ้นในโลก. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
พระดำรัสมีอาทิว่า :-
หน้า 112
ข้อ 6
น่าอัศจรรย์หนอ ได้มีผู้ฉลาดเกิดขึ้น
ในโลก ได้เป็นพระราชาพระนามว่าเนมิราช
เป็นบัณฑิต มีความต้องการด้วยกุศล.
ทวยเทพทั้งปวงมีท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพเป็นต้น ได้สดับดังนั้น
ประสงค์จะเห็นพระโพธิสัตว์. วันหนึ่ง เมื่อพระมหาบุรุษทรงรักษาอุโบสถ
ประทับอยู่เบื้องบนปราสาทอันประเสริฐ ประทับนั่งขัดสมาธิในปัจฉิมยาม
ทรงเกิดความปริวิตกขึ้นว่า ทานประเสริฐ หรือ พรหมจรรย์ประเสริฐ
พระโพธิสัตว์ไม่สามารถตัดสินความสงสัยของพระองค์ได้ ในขณะนั้น
ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ครั้น
ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ทรงวิตกอยู่อย่างนั้นจึงทรงดำริว่า เอาเถิดเราจะตัดสิน
ความวิตกของพระโพธิสัตว์นั้น จึงเสด็จมาประทับอยู่ข้างหน้า พระโพธิสัตว์
ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ? จึงทรงบอกว่า พระองค์เป็นเทวราชแล้วตรัส
ถามว่า มหาราชพระองค์ทรงดำริถึงอะไร ? พระโพธิสัตว์จึงตรัสบอกความ
นั้น. ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงให้เห็นว่าพรหมจรรย์นั่นแหละประเสริฐ
ที่สุด จึงตรัสว่า :-
บุคคลเกิดในตระกูลกษัตริย์ ก็เพราะ
ประพฤติพรหมจรรย์ต่ำ บุคคลเกิดเป็นเทวดา
ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์ปานกลาง บุคคล
บริสุทธิ์ ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์สูงสุด.
หน้า 113
ข้อ 6
การเป็นพรหมมิใช่เป็นได้ง่าย ๆ เพียง
วิงวอนขอให้เป็น ผู้ที่จะเป็นพรหมได้นั้น
ต้องไม่มีเหย้าเรือน ต้องบำเพ็ญตบะ.
ในบทนั้นพึงทราบความดังนี้ ความประพฤติเพียงเว้นจากเมถุนใน
ลัทธิศาสนาเป็นอันมาก ชื่อว่า พรหมจรรย์ต่ำ. ด้วยพรหมจรรย์ต่ำนั้น
ย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์. ความประพฤติเพียงใกล้เคียงฌาน ชื่อว่า
พรหมจรรย์ปานกลาง. ด้วยพรหมจรรย์ปานกลางนั้น ย่อมเกิดเป็นเทวดา.
แต่การยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ชื่อว่า พรหมจรรย์สูงสุด. ด้วยพรหมจรรย์
สูงสุดนั้นย่อมบังเกิดในพรหมโลก. ชนภายนอกกล่าวพรหมโลกนั้นว่า
นิพพาน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า วิสุชฺฌติ ย่อมบริสุทธิ์. แต่ใน
พระศาสนา เมื่อภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ปรารถนาหมู่เทพอย่างใดอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าพรหมจรรย์ต่ำเพราะเจตนาในการประพฤติพรหมจรรย์ต่ำ. ด้วย
พรหมจรรย์ต่ำนั้น ย่อมเกิดในเทวโลกตามที่ตนปรารถนา. การที่ผู้มีศีล
บริสุทธิ์ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์ปานกลาง. ด้วยพรหมจรรย์
ปานกลางนั้นย่อมเกิดในพรหมโลก. ส่วนผู้มีศีลบริสุทธิ์เจริญวิปัสสนาแล้ว
บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าพรหมจรรย์สูงสุด. ย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์
สูงสุดนั้น. ด้วยประการฉะนี้ท้าวสักกะจึงพรรณนาว่า มหาราช การอยู่
ประพฤติพรหมจรรย์นั้นแหละมีผลมากกว่าทานร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า
บทว่า กายา คือหมู่พรหม. บทว่า ยาจโยเคน คือประกอบด้วยความ
หน้า 114
ข้อ 6
วิงวอน. บาลีว่า ยาชโยเคน ก็มี คือประกอบด้วยการบูชา อธิบายว่า
ประกอบด้วยการให้. บทว่า ตปสฺสิโน คือบำเพ็ญตบะ. ท้าวสักกะทรง
แสดงถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ว่ามีอานุภาพมากด้วยคาถานี้.
ก็และท้าวสักกะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงให้โอวาทพระโพธิสัตว์ว่า มหาราช
แม้พรหมจรรย์จะมีผลมากกว่าทานก็จริง ถึงดังนั้นพระมหาบุรุษก็ควรทำ
ทั้งสองอย่างนั้นแล. จงเป็นผู้ไม่ประมาทในทานและพรหมจรรย์ทั้งสอง
จงให้ทานและจงรักษาศีล แล้วเสด็จกลับเทวโลก.
ครั้งนั้นหมู่เทพทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่จอมเทพพระองค์เสด็จไป
ไหนมา ? ท้าวสักกะตรัสว่า เราไปตัดสินความสงสัยของพระเจ้าเนมิราช
ในกรุงมิถิลา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงพรรณนาคุณสมบัติ
ของพระโพธิสัตว์โดยพิสดาร. ทวยเทพได้สดับดังนั้นจึงทูล ข้าแต่จอมเทพ
พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายประสงค์จะเห็นพระเจ้าเนมิราช. พวกข้า-
พระพุทธเจ้าขอโอกาส ขอพระองค์ตรัสเรียกพระเจ้าเนมิราชเถิด. ท้าว
สักกะตรัสรับว่าตกลง แล้วตรัสเรียกมาตลีเทพบุตรมารับสั่งว่า ท่านจงไปทูล
เชิญเนมิราชประทับเวชยันตปราสาทแล้วนำมา. มาตลีเทพบุตรรับเทว-
บัญชาแล้วนำรถไปรับพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงซักไซ้ไล่เลียง จึงทูล
ถึงฐานะของผู้มีบาปกรรมและผู้มีบุญกรรม นำไปสู่เทวโลกตามลำดับ. แม้
ทวยเทพทั้งหลายได้สดับว่า พระเจ้าเนมิราชเสด็จมาแล้วจึงถือของหอมและ
ดอกไม้ทิพย์ไปต้อนรับตั้งแต่ซุ้มประตูจิตตกูฏ บูชาพระมหาสัตว์ด้วยของ
หน้า 115
ข้อ 6
หอมทิพย์เป็นต้นแล้วนำไปสู่สุธรรมเทวสภา. พระราชาเสด็จลงจากรถแล้ว
เสด็จเข้าไปยังเทวสภาประทับนั่งร่วมอาสนะกับท้าวสักกะ ท้าวสักกะต้อน
รับด้วยกามทิพย์ ทรงปฏิเสธว่า ข้าแต่จอมเทพ ขออย่าทรงต้อนรับด้วย
กามอุปมาด้วยผู้ยืมของเหล่านี้แก่ข้าพระองค์ แล้วทรงแสดงธรรมโดยอเนก
ปริยาย ทรงประทับอยู่ ๗ วัน โดยนัยจำนวนวันของมนุษย์ แล้วทูลว่า
ข้าพเจ้าจะกลับมนุษยโลก. ข้าพเจ้าจักทำบุญมีทานเป็นต้น ณ มนุษยโลกนั้น.
ท้าวสักกะมีเทวบัญชากะมาตลีเทพบุตรว่า ท่านจงนำพระเจ้าเนมิราชไปยัง
กรุงมิถิลาเถิด. มาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระโพธิสัตว์ให้ทรงขึ้นสู่เวชยันตรถ
แล้วพาไปส่งถึงกรุงมิถิลาทางทิศปราจีน. มหาชนเห็นทิพยรถจึงได้ทำการ
ต้อนรับพระราชา. มาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระมหาสัตว์ให้ลงข้างสีหบัญชร
แล้วทูลลากลับไปยังเทวโลก. แม้มหาชนก็พากันมาล้อมพระราชาทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ เทวโลกเป็นอย่างไรบ้างพระเจ้าข้า พระราชาทรงพรรณนา
ถึงสมบัติในเทวโลก แล้วทรงแสดงธรรมว่า แม้พวกท่านก็จงทำบุญมีทาน
เป็นต้น. พวกท่านจักเกิดขึ้นเทวโลกนั้นด้วยประการฉะนี้. ครั้นต่อมา
พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพระเกศาหงอกตามนัยที่กล่าวแล้วในก่อน
ทรงมอบราชสมบัติแก่พระโอรสทรงละกาม ทรงผนวช เจริญพรหมวิหาร ๔
แล้วเสด็จไปสู่พรหมโลก.
ท้าวสักกะในครั้งนั้นได้เป็นพระอนุรุทธเถระในครั้งนี้. มาตลีเทพ-
บุตรคือพระอานนท์. พระราชา ๘๔,๐๐๐ คือพุทธบริษัท. พระเจ้าเนมิราช
คือพระโลกนาถ.
หน้า 116
ข้อ 6
แม้ในเนมิราชจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงโพธิสมภารของพระเจ้า
เนมิราชนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.
อนึ่ง พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือการละสมบัติ
ในพรหมโลกแล้วบังเกิดในมนุษยโลก ด้วยพระมหากรุณาว่า เราจักติดตาม
กัลยาณวัตรที่พระองค์ปฏิบัติมาแล้วในก่อน. อัธยาศัยในทานอันกว้างขวาง.
การปฏิบัติในทานเป็นต้นอันสมควรแก่อัธยาศัยนั้น. การให้มหาชนตั้งอยู่
ในการปฏิบัตินั้น. ความที่ยศของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแผ่ไปแล้ว. ความ
น่าพิศวงในการเข้าไปหาของท้าวสักกเทวราช. แม้ท้าวสักกะทรงต้อนรับ
สมบัติทิพย์ก็ไม่พอพระทัย สมบัติทิพย์นั้นแล้วกลับไปยังที่อยู่ของมนุษย์
อีกเพื่อเพิ่มพูนบุญสมภาร. ความไม่ติดอยู่ในสมบัติทั้งปวงมีลาภสมบัติเป็น
ต้น.
จบ อรรถกถาเนมิราชจริยาที่ ๖
หน้า 117
ข้อ 7
๗. จันทกุมารจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระจันทกุมาร
[๗] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระ-
เจ้าเอกราชมีนามว่าจันทกุมาร อยู่ในพระนคร
ปุบผวดี ในกาลนั้น เราพ้นจากการบูชายัญ
แล้ว ออกไปจากที่บวงสรวงนั้น ยังความ
สังเวชให้เกิดขึ้น แล้วยังมหาทานให้เป็นไป
เราไม่ให้ทานแก่ทักขิไณยบุคคลแล้วย่อมไม่
ดื่มน้ำ ไม่เคี้ยวของเคี้ยว และไม่บริโภค
โภชนะ ๕ - ๖ ราตรีบ้าง เปรียบเหมือนพ่อค้า
รวบรวมสินค้าไว้แล้ว ในที่ใดจะมีลาภมาก
คือได้กำไรมาก ก็นำส้นค้าไปในที่นั้น ฉันใด
แม้อาหารของตนที่เราให้แล้วแก่คนอื่น มีกำลัง
มาก (มากมาย) ฉันนั้น (สิ่งของที่เราให้ผู้อื่น
มีกำลังมา ว่าสิ่งของที่คนใช้เอง ฉันนั้น)
เพราะฉะนั้น ทานที่เราให้ผู้อื่นจักเป็นส่วนร้อย
เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ จึงให้ทานในภพน้อย
หน้า 118
ข้อ 7
ภพใหญ่ เราไม่ถอยกลับ คือไม่ท้อถอย จาก
การให้ทาน เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
จบ จันทกุมารจริยาที่ ๗
อรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า
เอกราชสฺส อตฺรโช คือเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่า เอกราช.
บทว่า นคเร ปุปฺผวติยา ในพระนครบุปผวดี. บทว่า จนฺทสวฺหโย
คือพึงเรียกชื่อด้วยศัพท์ว่า จนฺท อธิบายว่า ชื่อ จันทะ.
มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตกาลกรุงพาราณสีนี้ได้มีชื่อว่าบุปผวดี. ณ เมือง
บุปผวดีนั้น โอรสของพระราชาวสวัดดี พระนามว่า เอกราช ครองราช-
สมบัติ. พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิ ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของ
พระเจ้าเอกราชนั้น พระนามว่าโคตมี. พระชนกชนนีขนานพระนามว่า
จันทกุมาร. เมื่อพระจันทกุมารทรงดำเนินได้ ก็เกิดพระโอรสอื่นอีกพระ-
นามว่า สุริยกุมาร. เมื่อสุริยกุมารทรงดำเนินได้ ก็เกิดพระธิดาองค์หนึ่ง
พระนามว่า เสลา. พระโอรสและพระธิดาเหล่านั้นได้มีพระภาดาต่างพระ-
มารดากันอีกสองพระองค์ คือ ภัทเสนะ และ สูร. พระโพธิสัตว์เจริญวัย
ขึ้นโดยลำดับ ได้สำเร็จศิลปศาสตร์และวิชาปกครอง. พระราชบิดาได้
อภิเษกสมรสพระราชธิดาจันทาแก่พระโพธิสัตว์ แล้วทรงตั้งให้เป็นอุปราช.
พระโพธิสัตว์มีพระโอรสองค์หนึ่ง พระนามว่า วาสุละ. พระราชามีปุโรหิต
หน้า 119
ข้อ 7
คนหนึ่ง ชื่อว่า ขัณฑหาละ. ทรงแต่งตั้งขัณฑหาละให้เป็นผู้ตัดสินคดี.
ขัณฑหาละเป็นคนเห็นแก่สินบน ได้สินบนแล้วก็ตัดสินผู้ที่ไม่เป็นเจ้าของ
ให้เป็นเจ้าของ ผู้เป็นเจ้าของให้ไม่เป็นเจ้าของ. อยู่มาวันหนึ่ง บุรุษผู้หนึ่ง.
ถูกตัดสินให้แพ้ จึงร้องคำว่าปุโรหิตในโรงวินิจฉัยคดี ครั้นเดินออกมาเห็น
พระโพธิสัตว์กำลังเสด็จมาเฝ้าพระราชบิดา ก็หมอบลงแทบพระบาทของ
พระโพธิสัตว์ แล้วสะอื้นไห้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขัณฑหาลปุโรหิตกิน
สินบนในโรงศาล แม้ข้าพระองค์ก็ถูกเขารับสินบน ยังตัดสินให้แพ้อีก.
พระโพธิสัตว์ทรงปลอบบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวไปเลย แล้วทรงนำไปยังโรง.
วินิจฉัย ได้ทรงตัดสินผู้ที่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ. มหาชนก็พากันส่ง
เสียงซ้องสาธุการ.
พระราชาทรงสดับ ข่าวว่าพระโพธิสัตว์วินิจฉัยคดียุติธรรม จึงตรัส
เรียกพระโพธิสัตว์มาแล้วพระราชทานการวินิจฉัยแก่พระโพธิสัตว์ว่า ตั้งแต่
นี้ไป เจ้าผู้เดียวจงวินิฉัยคดีทั่วไป. ผลประโยชน์ของขัณฑหาละก็ขาดลง
ตั้งแต่นั้นมาขัณฑหาละก็ผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์คอยหาโอกาสจับผิดเรื่อย
มา. ส่วนพระเจ้าเอกราชมีพระสติปัญญาอ่อนเชื่อคนง่าย. วันหนึ่งทรงสุบิน
ไปว่าได้เห็นเทวโลก ประสงค์จะเสด็จไป ณ เทวโลกนั้น จึงตรัสกะปุโรหิต
ว่า ขอท่านจงบอกทางไปพรหมโลก. ปุโรหิตทูลว่า ขอเดชะพระองค์ทรงให้
ทานยิ่งบูชายัญด้วยสิ่งมีชีวิต อย่างละ ๔ ๆ ตรัสถามว่า ทานยิ่งเป็น
อย่างไร ทูลว่า การบริจาคสัตว์สองเท้าสี่เท้าเพื่อบูชายัญ ทำให้เป็นอย่างละ
๔ ๆ เหล่านี้ คือ พระโอรส พระธิดา พระอัครมเหสี เศรษฐี ช้างมงคล
หน้า 120
ข้อ 7
และม้ามงคล บูชาด้วยเลือดในลำคอของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าทานยิ่ง พระ-
ราชาทรงยินยอม. ด้วยประการฉะนี้ ขัณฑหาละคิดว่าจักบอกทางสวรรค์
แต่บอกทางนรก.
แม้พระราชาก็ทรงสำคัญว่า ขัณฑหาละนั้นเป็นบัณฑิต มีพระประ-
สงค์จะปฏิบัติตามด้วย ทรงสำคัญว่าวิธีที่ขัณฑหาละบอกนั้นเป็นทางสวรรค์
จึงรับสั่งให้ขุดหลุมบูชายัญหลุมใหญ่ แล้วมีพระบัญชาว่า พวกท่านจงนำสัตว์
สองเท้าสี่เท้าทั้งหมดตามที่ขัณฑหาละสั่งตั้งแต่พระราชกุมาร มีพระโพธิ-
สัตว์เป็นต้นไปในที่ที่ประกอบพิธีบูชายัญ. สิ่งของเครื่องใช้ในการบูชายัญ
ทั้งหมดเตรียมไว้พร้อมแล้ว. มหาชนได้ฟังดังนั้นก็ระเบ็งเซ็งแซ่วุ่นวายกัน
ยกใหญ่. พระราชาทรงร้อนพระทัย แต่ถูกขัณฑหาละ ชักจูงก็ทรงบัญชา
เหมือนอย่างนั้นอีก. พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า ขัณฑหาละไม่ได้ทำหน้าที่
ตัดสินคดีจึงผูกอาฆาตเรา ปรารถนาจะให้เราตาย จะได้ทำความพินาศล่มจม
ให้เกิดแก่มหาชนอีก แม้พยายามเพื่อให้พระราชาทรงสำนึกผิดด้วยอุบาย
หลายอย่าง จากการเข้าพระทัยผิดนั้นก็ไม่สามารถทำให้กลับพระทัยได้. มหา-
ชนร่ำร้องอยู่เซ็งแซ่. พระโพธิสัตว์ทรงสงสารมาก. เมื่อมหาชนร่ำร้องเซ็ง-
แซ่อยู่นั้น พิธีกรรมทั้งหมดในหลุมบูชายัญก็สำเร็จลง. พวกราชบุรุษนำ
พระราชโอรสเข้าไปแล้วให้นั่งก้มคอลง. ขัณฑหาละนำถาดทองคำเข้าไป ถือ
ดาบยืนอยู่ด้วยคิดว่า จักตัดพระศอของพระโพธิสัตว์. พระนางจันทาเทวี
มเหสีของพระโอรสเห็นดังนั้น คิดว่าบัดนี้เราไม่มีที่พึ่งอื่นแล้ว เราจักทำ
หน้า 121
ข้อ 7
ความสวัสดีแก่พระสวามีด้วยกำลังความสัจของตน จึงประคองอัญชลีดำเนิน
ไปในระหว่างชุมชน กระทำสัตยาธิษฐานว่า ทางสวรรค์ที่ขัณฑหาละบอก
นี้เป็นกรรมชั่วโดยส่วนเดียว. ด้วยคำสัตย์ของข้าพเจ้านี้ขอความสวัสดีจงมี
แก่พระสวามีของข้าพเจ้าเถิด. พระนางจันทาเทวีได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อไป
อีกว่า :-
ขอทวยเทพทั้งหลาย ทั้งมวลบรรดามีอยู่
ในโลกนี้ จงมาเป็นที่พึ่ง ขอจงปกป้องข้าพเจ้า
ผู้ไร้ที่พึ่ง ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่กับสามีด้วยความ
สวัสดีเถิด.
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับเสียงร่ำไห้ของพระนางจันทาเทวีนั้น ทรง
ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงทรงฉวยค้อนเหล็กมีไฟโพลง ให้พระราชาหวาด
สะดุ้ง แล้วมีเทวโองการให้ปลดปล่อยผู้ที่จะถูกฆ่าเพื่อบูชายัญทั้งหมด. ท้าว-
สักกะก็ได้ทรงแสดงรูปทิพย์ของพระองค์ในครั้งนั้น ทรงกวัดแกว่งพระขรรค์
เพชรรุ่งโรจน์สว่างไสว ประทับยืนอยู่บนอากาศมีเทวดำรัสว่า ดูก่อนพระ-
ราชาผู้ลามกใจร้าย กาฬกัณณี การไปสวรรค์ด้วยการทำปาณะติบาต ท่าน
เคยเห็นเมื่อไร. ท่านจงปล่อยพระจันทกุมารและชนทั้งหมดเหล่านี้ จาก
เครื่องผูกมัด. หากท่านไม่ปล่อย เราจักผ่าศีรษะของท่านและของพราหมณ์
ชั่วนี้เดี๋ยวนี้ตรงนี้ทีเดียว. พระราชาและพราหมณ์เห็นความอัศจรรย์ดังนั้น
ก็รีบให้ปล่อยสัตว์ทั้งหมดจากเครื่องผูกมัด.
หน้า 122
ข้อ 7
ครั้งนั้นมหาชนต่างเอิกเกริกไกล้าหลรีบถมหลุมบูชายัญ แล้วถือก้อน
ดินคนละก้อนปาขัณฑหาละจนถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเอง แล้วเตรียมจะ
ฆ่าพระราชาด้วย. พระโพธิสัตว์ตรงเข้าสวมกอดพระบิดาไว้ก่อนไม่ให้ถูกฆ่า
ได้. มหาชนพากันกล่าวด้วยความแค้นว่า เราจะไว้ชีวิตพระราชาลามกนั้น
แต่จะไม่ให้เศวตฉัตร ไม่ให้อยู่ในพระนคร จะให้ไปอยู่นอกพระนคร แล้ว
ช่วยกันปลดเปลื้องเครื่องยศของพระราชาออก ให้นุ่งผ้ากาสาวะ เอาผ้าเก่า
ย้อมขมิ้นโพกศีรษะทำเช่นคนจัณฑาล แล้วส่งไปอยู่บ้านคนจัณฑาล. อนึ่ง
ชนเหล่าใดบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์เองก็ดี ให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี พลอยยินดี
ก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดจะต้องตกนรก. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า :-
คนทั้งปวงตกนรก เพราะทำความชั่ว
คนได้ไปสวรรค์ เพราะไม่ทำความชั่ว.
ลำดับนั้น ราชบริษัท ชาวนคร ชาวชนบท แม้ทั้งหมดประชุมกัน
อภิเษกพระโพธิสัตว์ไว้ในราชสมบัติ. พระโพธิสัตว์ทรงเสวยราชสมบัติโดย
ธรรม ทรงระลึกถึงความพินาศอันเกิดขึ้นแก่พระองค์และแก่มหาชน โดย
เหตุอันไม่สมควร ทรงเกิดความสังเวช มีพระอุตสาหะในการบำเพ็ญบุญให้
ยิ่งขึ้นไป ทรงบริจาคมหาทาน. ทรงรักษาศีล. ทรงสมาทานอุโบสถกรรม.
ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า :-
หน้า 123
ข้อ 7
ในกาลนั้น เราพ้นจากการบูชายัญแล้ว
ออกไปจากที่บวงสรวงนั้น ยังความสังเวชให้
เกิดขึ้น แล้วบริจาคมหาทาน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยชนา มุตฺโหต พ้นจากการบูชายัญ คือพ้น
จากการถูกฆ่าโดยนัยดังกล่าวแล้วจากยัญพิธีที่ขัณฑหาละเตรียมไว้. บทว่า
นิกฺขนฺโต ยญฺวาฏโต ออกจากที่บวงสรวง คือออกจากที่บูชายัญนั้น
พร้อมกับมหาชนผู้เกิดความอุตสาหะเพื่อจะทำการอภิเษก. บทว่า สํเวคํ
ชนยิตฺวาน ยังความสังเวชให้เกิดคือให้เกิดความสังเวชเป็นอย่างยิ่งว่า การ
อาศัยอยู่ในโลกมีอันตรายมาก. บทว่า มหาทานํ ปวตฺตยึ บริจาคมหา-
ทาน คือสร้างโรงทาน ๖ แห่ง แล้วบริจาคมหาทาน เช่นกับทานของพระ-
เวสสันดร ด้วยการบริจาคทรัพย์มาก. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงความที่มหาทานนั้นเป็นไปแล้วตั้งแต่ได้รับอภิเษก.
บทว่า ทกฺขิเณยฺเย อทตฺวาน คือเราไม่บริจาคไทยธรรมในทัก-
ขิไณยบุคคลแล้ว . บทว่า อปิ ฉปฺปญฺจ. รตฺติโย พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงว่า ทุกครั้งเราไม่บริโภคของดื่มของเคี้ยวและของบริโภค ๖ ราตรี
บ้าง ๕ ราตรีบ้าง.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้
เจริญงอกงาม ทรงบริจาคมหาทานดุจฝนตกห่าใหญ่. พระโพธิสัตว์ทรงบริ-
จาคทานมากมาย และประณีตทั้งนั้น มีข้าวและน้ำเป็นต้นในโรงทาน แก่
หน้า 124
ข้อ 7
ผู้ขอทั้งหลายตามความพอพระทัย ทุก ๆ วัน ก็จริง ถึงดังนั้นหากพระองค์ยัง
ไม่ทรงบริจาคทานแก่ผู้ขอทั้งหลาย ก็จะไม่เสวยพระกระยาหารที่เตรียมไว้
สำหรับพระองค์ แม้พระกระยาหารนั้นจะสมควรแก่พระราชา. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสหมายถึงความนั้นว่า นาหํ ปิวามิ เราจะยังไม่บริโภค.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุในการบริจาคแก่
ผู้ขอทั้งหลายอย่างนั้น จึงทรงนำข้อเปรียบเทียบด้วยนัยมีอาทิว่า ยถาปิ
วาณิโช นาม เปรียบเหมือนพ่อค้า ดังนี้.
อธิบายเนื้อความนั้นดังนี้ เปรียบเหมือนพ่อค้าไปทำการค้า มีสินค้า
น้อย แต่ขายได้มาก จึงสะสมสินค้าให้มากไว้เมื่อรู้เทศกาล ในเทศกาล
ใดจะได้กำไรมาก ก็นำสินค้านั้นไปขายในเทศกาลนั้น.
บทว่า สกภุตฺตาปิ คืออาหารของตนก็ดี อาหารที่ตนบริโภคก็ดี.
ปาฐะว่า สกปริภุตฺตา บ้าง. บทว่า ปเร คือบุคคลผู้รับอื่น. บทว่า สตภาโค
ส่วนร้อย คือ ส่วนหลายร้อยจักมีต่อไป. ท่านอธิบายไว้ว่า เหมือนสินค้าที่
พ่อค้าซื้อจะไม่ขายในที่นั้นทันที จะรอไว้ขายในเทศกาล จะได้มีกำไรมาก
มีผลไพบูลย์ ฉันใด ของของตนก็ฉันนั้นตนเองยังไม่บริโภค ให้บุคคลผู้รับ
อื่นก่อน จักมีผลมาก จักมีส่วนหลายร้อย. เพราะฉะนั้นตนเองไม่ควร
บริโภค ควรให้ผู้อื่นก่อน ด้วยประการฉะนี้. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังทักษิณาร้อยเท่า ให้ท่านใน
ปุถุชนผู้เป็นทุศีล หวังได้พันเท่า. พึงทราบความพิสดารต่อไป. พระผู้มี
หน้า 125
ข้อ 7
พระภาคเจ้าตรัสแม้อย่างอื่นไว้อีกมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายหากว่าสัตว์
ทั้งหลายพึงรู้ผลของการบริจาคทาน เหมือนอย่างที่เรารู้ คือไม่ให้ก่อนแล้ว
ไม่พึงบริโภค. อนึ่ง จิตมีความตระหนี่เป็นมลทินของสัตว์เหล่านั้น ย่อม
ไม่ควบคุมตั้งไว้. ก้อนข้าวก้อนหลัง คำข้าวคำหลัง พึงมีแก่สัตว์เหล่านั้น
เมื่อยังไม่แบ่งจากก้อนข้าวคำข้าวนั้น ไม่ควรบริโภค.
บทว่า เอตมตฺถวสํ ตฺวา เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ คือรู้อำนาจ
ประโยชน์ รู้เหตุ กล่าวคือความที่ทานมีผลมาก และความที่ทานเป็นปัจจัย
แห่งสัมมาสัมโพธิญาณ. บทว่า น ปฏิกฺกมามิ ทานโต เราไม่ท้อถอย
จากการให้ คือไม่ถอยกลับ ไม่หลีกเลี่ยงจากทานบารมีแม้แต่น้อย. เพื่อ
อะไร. เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ อธิบายว่า เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ คือ พระ-
สัพพัญญุตญาณ.
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ เมื่อถูกมหาชนขับไล่พระบิดาไปอยู่บ้านคน
จัณฑาล ได้ทรงประทานเสบียงอันควรให้ผ้านุ่งและผ้าห่ม. แม้พระบิดา
นั้นก็ไม่ได้เข้าพระนคร เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จไปนอกพระนครเพื่อทอด
พระเนตรพระอุทยาน. พระบิดาไม่ไหว้. ไม่ทำอัญชลีกรรมด้วยเห็นว่าเป็น
บุตร แต่กล่าวว่า ขอให้ลูกจงมีอายุยืนนานเถิด. แม้พระโพธิสัตว์ในวันที่
เห็นพระบิดา ก็ทรงกระทำสัมมานะเป็นอย่างยิ่ง. พระโพธิสัตว์ทรงครอง-
ราชสมบัติโดยธรรมอย่างนี้ เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่เทวโลกพร้อมด้วยบริษัท.
หน้า 126
ข้อ 7
ขัณฑหาละในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. พระนางโคตมีเทวี
คือพระนางมหามายา. พระนางจันทาราชธิดา คือพระมารดาพระราหุล.
พระวาสุละ คือพระราหุล. พระนางเสลา คือพระนางอุบลวรรณา. พระ-
สูระ คือพระมหากัสสป. พระภัตทเสนะ คือพระมหาโมคคัลลานะ. พระ-
สุริยกุมาร คือพระสารีบุตร. พระเจ้าจันทราช คือพระโลกนาถ.
แม้ในที่นี้ก็ควรเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นตาม
สมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั้นแล. พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณานุภาพมี
อาทิว่า ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์แม้ทรงรู้ว่า ขัณฑหาละเป็นคนหยาบคายก็
ทรงใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยคดีโดยธรรมโดยเสมอ แม้ทรงทราบวิธีบูชายัญ
อย่างนั้นของขัณฑหาละ เพื่อประสงค์จะปลงพระชนม์พระองค์ ก็มิได้มีจิต
โกรธเคืองขัณฑหาละนั้น. แม้สามารถจะจับบริษัทของพระองค์ ซึ่งเป็นศัตรู
ของพระบิดา เมื่อพระบิดาประสงค์จะทำพระองค์ให้เป็นบุรุษสัตว์เลี้ยงแล้ว
ปลงพระชนม์เสีย ก็มิได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการลงอาชญา ด้วยทรงดำริว่า
การพิโรธด้วยกรรมหนักไม่สมควรแก่คนเช่นเรา. เมื่อปุโรหิตถอดดาบออก
จากฝักย่างเท้าเข้าไปเพื่อจะตัดศีรษะ เพราะพระองค์มีจิตแผ่เมตตาไปใน
พระบิดาของพระองค์เสมอกับในพระโอรส และสรรพสัตว์ทั้งหลาย. เมื่อ
มหาชนฮือกันเข้าไปหมายจะปลงพระชนม์พระบิดา ตนเองเข้าสวมกอดพระ-
บิดาให้ชีวิตพระบิดานั้น. แม้เมื่อทรงบริจาคมหาทานเช่นกับทานของพระ-
เวสสันดร ทุก ๆ วัน ก็มิได้ทรงอิ่มด้วยทาน. การให้ของที่ควรให้แก่พระ-
หน้า 127
ข้อ 7
ชนก ผู้ถูกมหาชนขับไล่ให้ไปอยู่ในบ้านคนจัณฑาลแล้วทรงเลี้ยงดู. การ
ให้มหาชนตั้งอยู่ในการทำบุญ.
จบ อรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗
หน้า 128
ข้อ 8
๘. สิวิราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าสีวิราช
[๘] ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสิวิ อยู่
ในพระนครอันมีนามว่าอริฏฐะ เรานั่งอยู่ใน
ปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทาน
ที่มนุษย์ฟังให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้
แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอจักษุกะเรา เราก็พึงให้
ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวย-
เทพ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับ-
นั่งในเทพบริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า พระเจ้า
สิวิผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทอันประ-
เสริฐ พระองค์ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ ไม่ทรง
เห็นสิ่งที่ยังมิได้ให้ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่
หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดู ท่าน
ทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น้ำใจ
ของพระเจ้าสิวิเท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลง-
เพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะหงอก
หนังหย่อน กระสับกระส่ายเพราะชรา เข้าไป
หน้า 129
ข้อ 8
เฝ้าพระราชาในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้นประ-
คองพระพาหาเบื้องซ้ายขวา ประนมกรอัญชลี
เหนือเศียร ได้กล่าวคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหา-
ราชาผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ ข้า-
พระองค์จงขอกะพระองค์ เกียรติคุณคือความ
ยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดา
และมนุษย์ หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์
บอดเสียแล้ว ขอจงพระราชทานพระเนตรข้าง
หนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยัง
อัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง เรา
ได้ฟังคำของพราหมณ์แก่นั้นแล้ว ทั้งดีใจและ
สลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์
ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปราสาทมา
ถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้ว มาขอ
นัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว
ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้
ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้ แก่ยาจก
มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมัน อย่าชักช้า
หน้า 130
ข้อ 8
อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง
ออกให้แก่วณิพกนี้ เดี๋ยวนี้ ทมอสิวิกะนั้น
เราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควักนัยน์-
ตาทั้งสองออกดุจจาวตาลให้แก่ยาจกทันที เมื่อ
เราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี จิตของ
เราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิ-
ญาณนั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หา
มิได้ แม้คนเราก็มิได้เกลียดชัง แต่พระสัพ-
พัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้
ให้จักษุ ฉะนี้แล.
จบ สิวิราชจริยาที่ ๘
อรรถกถาสิวิราชจริยาที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสิวิราชที่ ๘ ดังต่อไปนี้ . บทว่า อริฏฺ-
สวฺหุเย นคเร คือในพระนครชื่อว่า อริฏฐบุรี. บทว่า สิวิ นามาสิ
ขตฺติโย กษัตริย์พระนามว่า สิวิ คือ พระราชาได้มีพระนามอย่างนี้โดย
โคตรว่า สิวิ.
ได้ยินว่าในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าสีวิครองราชสมบัติอยู่ในอริฏฐ-
ปุรนคร แคว้นสีพีพระมหาสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระโอรสของพระเจ้าสิวิราชนั้น.
หน้า 131
ข้อ 8
พระนามของพระมหาสัตว์นั้นว่า สิวิกุมาร. ครั้นพระมหาสัตว์เจริญวัยได้
เสด็จไปยังเมืองตักกสิลา ทรงเล่าเรียนศิลปะ สำเร็จแล้วเสด็จกลับ ทรง
แสดงศิลปะแก่พระบิดา ได้รับตำแหน่งอุปราช ย่อมาพระบิดาสวรรคต ได้
เป็นพระราชา ทรงละอคติ ทรงตั้งอยู่ในราชธรรม ครองราชสมบัติ ทรง
ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร
๑ แห่ง ที่ประตูพระราชนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานวันละ ๖๐๐,๐๐๐
ทุกวัน. ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ได้เสด็จไปยังโรงทานด้วยพระ-
องค์เอง ทรงตรวจตราโรงทาน. บางคราวในวัน ๑๕ ค่ำ ตอนเช้าตรู่พระองค์
ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ภายใต้พระเศวตฉัตรที่ยกขึ้น ทรงดำริว่า ทาน
ภายนอกของเราไม่ยังจิตให้ยินดีเหมือนทานภายใน. ไฉนหนอในเวลาที่เรา
ไปโรงทาน จะมีผู้ขอไร ๆ ไม่ขอวัตถุภายนอก พึงขอวัตถุภายในอย่างเดียว.
ก็หากว่าใคร ๆ พึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายของเรา ศีรษะ เนื้อหัวใจ
นัยน์ตา ร่างกายครั้งหนึ่งหรืออัตภาพทั้งสิ้นเอาไปเป็นทาส เราก็ยังความ
ประสงค์ของผู้นั้นให้บริบูรณ์ในทันที สามารถจะให้ได้. แต่ในบาลีกล่าวไว้
เพียงนัยน์ตาเท่านั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรานั่งอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริ
อย่างนี้ว่า ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดฟังขอจักษุของ
เรา เราก็จะฟังให้ไม่หวั่นใจเลย.
หน้า 132
ข้อ 8
ในบทเหล่านั้น บทว่า มานุสํ ทานํ ได้แก่ข้าวและน้ำเป็นต้น
อันเป็นทานที่มนุษย์ทั่วไปจะพึงให้. ก็เมื่ออัธยาศัยในการให้อันกว้างขวาง
เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์อย่างนี้ ปัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดง
อาการร้อน. ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ได้ทรงเห็นพระอัธยาศัยของ
พระโพธิสัตว์ว่า พระเจ้าสิวิราชทรงดำริว่า วันนี้หากมีผู้มาขอดวงตาเรา
เราก็จักควักดวงตาให้เขา ท้าวสักกะจึงตรัสแก่เทพบริษัทว่า เราจักทดลอง
พระโพธิสัตว์ดูก่อนว่า จักสามารถให้ดวงตาจริงหรือออไม่ เมื่อพระโพธิสัตว์
ทรงสรงสนานด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วทรงประดับด้วยสรรพาลังการ
ทรงประทับบนคอช้างพระที่นั่ง ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี เสด็จไปยังโรง-
ทาน ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ตาบอด เป็นคนแก่งก ๆ เงิน ๆ
ทรงเหยียดพระพาหาทั้งสองในที่เป็นเนินแห่งหนึ่ง ให้อยู่ในคลองจักษุของ
พระโพธิสัตว์นั้น แล้วทรงยืนถวายพระพรขอให้พระราชาทรงพระเจริญ
พระโพธิสัตว์ทรงชักช้างไปตรงหน้าพราหมณ์แปลงนั้น แล้วตรัสถามว่า
ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการอะไรพราหมณ์ทูลขอดวงตาข้างหนึ่งโดยตรัสว่า
ชาวโลกทั้งสิ้นแพร่สะพัดไปไม่ขาดสายด้วยการประกาศเกียรติคุณอันสูงส่ง
อาศัยอัธยาศัยในทานของพระองค์. ข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด. เพราะฉะนั้น
จึงวิงวอนขอดวงตากะพระองค์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพ ทรง
ทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพ-
หน้า 133
ข้อ 8
บริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า พระเจ้าสิวิราชผู้มี
ฤทธิ์มากประทับนั่งในปราสาทอันประเสริฐ
พระองค์ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่
ยังมิได้ทรงให้ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ
ช่างเถิดเราจะทดลองพระองค์ดู พวกท่านพึง
คอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น่าพระทัยของ
พระเจ้าสิวิราชเท่านั้น.
ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด
มีกายสั่น ผมหงอก หนังหย่อนกระสับกระ-
ส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชาในกาลนั้น
ท้าวสักกะแปลงประคองพระพาหาซ้ายขวา
ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร ได้กล่าวคำนี้ว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐ
ให้เจริญ ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์ เกียรติ-
คุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไป
ในเทวดาและมนุษย์ หน่วยตาแม้ทั้งสองของ
ข้าพระองค์บอดเสียแล้ว ขอพระองค์ทรงพระ-
หน้า 134
ข้อ 8
ราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด
แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพ ให้เป็นไปด้วย
พระเนตรข้างหนึ่ง.
ในบทเหล่านั้นบทว่า จินฺเตนฺโต วิริธํ ทานํ ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ
คือทรงดำริรำพึงถึงทานต่างๆ ที่พระองค์พระราชทาน คือทรงดำริถึงทาน
หรือไทยธรรมภายนอกหลายอย่างที่พระองค์พระราชทาน. บทว่า อเทยฺยํ
โส น ปสฺสติ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ทรงให้ คือมิได้ทรงเห็นแม้วัตถุภาย
ใน ที่ยังมิได้ทรงให้ คือ ไม่อาจให้ได้เหมือนวัตถุภายนอก. อธิบายว่า พระ-
โพธิสัตว์ทรงดำริว่า แม้ดวงตาเราก็จักตวักให้ได้. บทว่า ตถํ นุ วิตถํ
เนตํ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ความว่า การไม่เห็นแม้วัตถุภายในเป็น
สิ่งที่ยังมิได้ให้ การเห็น การคิด. โดยความเป็นสิ่งที่ควรให้ ข้อนั้นจะเป็น
จริงหรือไม่จริงหนอ. บทว่า โส ตทา ปคฺคเหตฺวาน, วามํ ทกฺขิณพาหุจ
คือ ในกาลนั้นทรงประคองพระพาหาซ้ายขวา อธิบายว่า ทรงยกพระพาหา
ทั้งสอง. บทว่า รฏฺวฑฺฒน คือทรงปกครองรัฐให้เจริญ. บทว่า ตวมฺปิ
เอเกน ยาปยา แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้าง
หนึ่ง ท่านแสดงไว้ว่าพระองค์ทรงเห็นเสมอและไม่เสมอด้วยพระเนตรข้าง
หนึ่ง ก็ยังอัตภาพของพระองค์ได้เป็นไปได้. แม้ข้าพระองค์ก็จะยังอัตภาพ
ให้เป็นไปได้ด้วยตาข้างหนึ่งที่ได้จากพระองค์ผู้เจริญ.
หน้า 135
ข้อ 8
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นทรงดีพระทัย ได้เกิดพระกำลังใจว่า
เรานั่งอยู่บนปราสาทคิดอย่างนี้แล้วมาเดี๋ยวนี้เอง. พราหมณ์นี้ขอดวงตาดุจรู้
ใจของเรา. เป็นลาภของเราเกียจริงหนอ วันนี้ความปรารถนาของเราจักถึง
ที่สุด. เราจักให้ทานที่ไม่เคยให้. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น
จึงตรัสว่า :-
เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้วทั้งดีใจ
และสลดใจ ประคองอัญชลี มีปีติและปรา-
โมทย์ ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปรา-
สาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้ว
มาขอนัยน์ตา.
โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว
ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว. วันนี้เราจักให้
ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้แก่ยาจก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส คือท้าวสักกะผู้มาในรูปของพราหมณ์
นั้น. บทว่า หฏฺโ คือยินดี. บทว่า สํวิคฺคมานโส สลดใจ คือพราหมณ์
นี้ขอดวงตา ดุจรู้ใจเรา. ชื่อว่า สลดใจ เพราะเราไม่คิดอย่างนี้มาตลอด
กาลเพียงนี้ เป็นผู้ประมาทแล้วหนอ. บทว่า เวทชาโต คือเกิดปีติและ
ปราโมทย์. บทว่า อพฺรวึ คือได้กล่าวแล้ว. บทว่า มานสํ คือความตั้งใจ
หน้า 136
ข้อ 8
ได้แก่อัธยาศัยในการให้. อธิบายว่า เกิดอัธยาศัยในการให้ว่า เราจัก
ให้ดวงตา. บทว่า สงฺกปฺโป คือความปรารถนา. บทว่า ปริปูริโต คือ
บริบูรณ์แล้ว.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า พราหมณ์นี้ขอดวงตาแม้ใคร ๆ ก็
ให้ยาก กะเราดุจรู้วาระจิตของเรา. น่ากลัวว่าจะเป็นเทพองค์หนึ่งแนะมา
หรืออย่างไร. เราจักถามดูก่อนแล้วจึงตรัสถามพราหมณ์นั้น ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ในเทศนาชาดกว่า..
ดูก่อนวณิพก ใครแนะท่านจึงมา ณ ที่นี้
เพื่อขอดวงตา ท่านขอดวงตาอันเป็นอวัยวะ
สำคัญที่คนสละให้ได้ยาก.
ท้าวสักกะ - ในรูปพราหมณ์ สดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า :-
ในเทวโลกเรียกว่า ท้าวสุชัมบดี ใน
มนุษยโลกเรียกว่า ท้าวมฆวา ข้าพเจ้าเป็น
วณิพก ท้าวมฆวาแนะจึงมา ณ ทีนี้ เพื่อขอ
ดวงตา.
ข้าพเจ้าขอดวงตาของท่าน ขอท่านจงให้
สิ่งที่ขอ อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า แก้ข้าพเจ้า
ผู้ขอเถิด.
หน้า 137
ข้อ 8
ขอท่านจงให้ดวงตา ที่คนสละให้ได้ยาก
แก่ข้าพเจ้าเถิด.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาปรารถนาประ-
โยชน์อันใด ความปรารถนาเหล่านั้นจงสำเร็จ
แก่ท่านเถิด ท่านจงเอาดวงตาไปเถิด.
เมื่อท่านขอดวงดาข้างหนึ่ง เราจะให้
สองข้าง.
ท่านมีดวงตา จงไปเพ่งดูชนเถิด.
ท่านปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นจงสำเร็จ แก่
ท่าน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วณิพฺพก พระโพธิสัตว์ตรัสเรียกพราหมณ์
นั้น. บทว่า จกฺขุปถานิ นี้ เป็นชื่อของดวงตา เพราะเป็นคลองแห่งการ
เห็น. บทว่า ยมาหุ คือชนทั้งหลายพากันพูดถึงสิ่งใดในโลกว่า สละได้ยาก.
บทว่า วณิพฺพโก คือผู้ขอ. บทว่า วณึ คือการขอ. บทว่า เต เต คือ
ความปรารถนาเหล่านั้นของท่านผู้ตาบอด. บทว่า ส จกฺขุมา คือท่าน
ผู้มีดวงตาด้วยดวงตาของเรา. บทว่า ตท เต สมิชฺฌตุ คือท่านปรารถนา
หน้า 138
ข้อ 8
สิ่งใดจากาสำนักของเรา สิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน. พระราชาครั้นตรัสเพียงเท่า
นี้แล้ว จึงตรัสว่า พราหมณ์นี้ท้าวสักกะแนะจึงมาหาเรา ณ ที่นี้. ทรงทราบว่า
ดวงตาจักสำเร็จบริบูรณ์แก่พราหมณ์นี้ด้วยอุบายนี้แน่ จึงทรงดำริว่า เราไม่
ควรควักดวงตาให้ ณ ที่นี้ จึงทรงพาพราหมณ์เข้าไปภายในพระนครประทับ
นั่งบนราชอาสน์ ตรัสเรียกหมอชื่อสิวกะมา. ลำดับนั้นได้เกิดเอิกเกริก
โกลาหลขึ้นทั่วพระนครว่า นัยว่าพระราชาของพวกเรามีพระประสงค์จะให้
หมอควักดวงพระเนตรให้แก่พราหมณ์. ครั้งนั้น พวกราชวัลลภของพระราชา
มีพระญาติและเสนาบดีเป็นต้น เหล่าอำมาตย์ บริษัท ชาวพระนครเหล่า
สนมทั้งหมดประชุมกัน ทูลห้ามพระราชาโดยอุบายต่างๆ. แม้พระราชาก็
มิได้ทรงคล้อยตามบุคคลเหล่านั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าพระ-
ราชทานพระเนตรเลย อย่าทิ้งพวกข้าพระองค์
ทั้งปวงเสียเลย.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์จะให้ทรัพย์
คือแก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ ซึ่งมีหอยู่มากมาย.
ข้าแต่พระองค์ ขอจงพระราชทานรถ-
เทียมม้าอาชาไนยที่ประดับแล้ว.
หน้า 139
ข้อ 8
ข้าแต่มหาราช ขอจงพระราชทาน ช้าง
เครื่องนุ่งห่มทำด้วยทอง.
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในราชสมบัติ
ชาวสีพีทั้งปวง พร้อมด้วยยวดยาน พร้อมด้วย
รถ ยังแวดล้อมพระองค์อยู่โดยรอบทุกเมื่อ
ขอพระองค์จงพระราชทานอย่างอื่นเถิด.
ลำดับนั้นพระราชาได้ตรัส ๓ คาถาว่า :-
ผู้ใดแลกล่าวว่าจักให้แล้วตั้งใจไม่ให้ ผู้
นั้นย่อมสวมบ่วงที่ตกลงไปบนแผ่นดินที่คอ.
ผู้ใดกล่าวว่าจักให้แล้วตั้งใจไม่ให้ ผู้นั้น
เป็นผู้ลามกว่าผู้ลามก จะตกนรกของพระยา-
ยม.
เมื่อเขาขอสิ่งใดควรให้สิ่งนั้น เมื่อเขา
ไม่ขอสิ่งใด ไม่ควรให้สิ่งนั้น.
เราจักให้สิ่งที่พราหมณ์ขอ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. ข้าแต่พระองค์ พระ-
องค์อย่าพระราชทานพระเนตรเลยพระเจ้าข้า. บทว่า มา โน สพฺเพ
หน้า 140
ข้อ 8
ปรากริ คือพระองค์อย่าทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียทั้งหมดเลย.
ชนทั้งหลายกราบทูลอย่างนี้โดยประสงค์ว่า เพราะเมื่อพระองค์พระ-
ราชทานพระเนตร พระองค์ก็จักไม่ทรงครองราชสมบัติ. พวกข้าพระองค์
จักชื่อว่า ถูกพระองค์ทอดทิ้ง. บทว่า ปริกิเรยฺยุํ คือแวดล้อม. บทว่า เอวํ
เทหิ ความว่า ขอพระองค์จงพระราชทานอย่างอื่นเถิด โดยที่ชาวสีพียัง
แวดล้อมพระองค์ผู้มีพระเนตรไม่วิกลมานานแล้ว ขอจงพระราชทานทรัพย์
แก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียวเถิด. อย่าพระราชทานพระเนตรเลย. ท่านแสดง
ว่า เพราะเมื่อพระราชทานพระเนตรเสียแล้ว ชาวสีพีก็จักไม่พากันแวดล้อม
พระองค์.
บทว่า ปฏิมุญฺจติ คือสวม. บทว่า ปาปา ปาปาตโร โหติ ชื่อว่า
เป็นผู้ลามกกว่าผู้ลามก. บทว่า สมฺปตฺโต ยมสาธนํ คือผู้นั้นชื่อว่าตก
อุสสทนรกอันเป็นที่ที่พระยายมบังคับบัญชา. บทว่า ยญฺหิ ยาเจ คือ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่าผู้ขอ ขอสิ่งใด. แม้ผู้ให้ก็ควรให้สิ่งนั้น. ไม่ให้สิ่งที่เขา
ไม่ได้ขอ. ก็พราหมณ์นี้ขอดวงตากะเรา ไม่ขอทรัพย์มีแก้วมุกดาเป็นต้น
เราจักให้สิ่งที่พราหมณ์ขอ.
ลำดับนั้น ชนทั้งหลายทูลถามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ พระ-
องค์ทรงปรารถนาอะไรในอายุเป็นต้น จึงพระราชทานพระเนตร. พระมหา-
บุรุษตรัสว่า เรามิได้ให้เพราะปรารถนาสมบัติในปัจจุบันหรือในภพหน้า. ที่
หน้า 141
ข้อ 8
แท้นี้เป็นทางเก่าแก่ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายประพฤติสะสมกันมา คือการ
บำเพ็ญทานบารมี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นจอมชนพระองค์ปรารถนา
อะไรหนอ จึงทรงให้ อายุ วรรณะ สุขะ พละ.
จริงอยู่ พระราชาผู้ยอดเยี่ยมกว่าชนใน
แคว้นสีพี พระราชทานพระเนตร เพราะเหตุ
แห่งปรโลกได้อย่างไร.
เราไม่ให้ดวงตานิเพราะหวังยศ ไม่
ปรารถนาบุตร ไม่ปรารถนาทรัพย์ ไม่ปรารถนา
แว่นแคว้น อนึ่ง ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย
เป็นธรรมเก่าอันบัณฑิตประพฤติกันมาแล้ว.
ใจของเรายินดีในการให้ ด้วยประการ-
ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปรโลกเหตุ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
บุรุษบัณฑิตเช่นพระองค์ สละความเป็นใหญ่ที่พระองค์ทรงเห็นอยู่แล้ว เช่น
กับสมบัติของท้าวสักกะ พึงพระราชทานพระเนตร เพราะเหตุแห่งปรโลก
ได้อย่างไร.
หน้า 142
ข้อ 8
บทว่า น วาหํ ตัดบทเป็น น เว อหํ. บทว่า ยสฺสา ความว่า
เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ อันเป็นของทิพย์ หรือของมนุษย์. อีกอย่าง
หนึ่ง ธรรมอันเป็นพุทธการกธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย คือของพระโพธิ-
สัตว์ทั้งหลาย เป็นของเก่าอันบัณฑิตประพฤติ ประพฤติยิ่งสะสมแล้ว ใจ
ของเราเป็นเช่นนี้ ยินดีเป็นนิจในทานนั่นแล ด้วยเหตุนี้ ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
ก็และพระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงให้อำมาตย์ทั้งหลายรับรู้
แล้ว ตรัสกะหมอสิวกะว่า:-
ดูก่อนสิงกะมานี่แน่ะ จงลุกขึ้นอย่างชักช้า
อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง
ออกให้แก่วณิพก. หมอสิวกะนั้น เราเดือน
แล้ว เชื่อฟังคำของเราได้ควักนัยน์ตาทั้งสอง
ออกดุจจาวตาลให้แก่ผู้ขอทันที.
บทว่า อุฏฺเหิ คือจงขมีขมัน. ท่านแสดงว่า จงทำกิจของสหายด้วย
การให้ดวงตาของเรานี้. บทว่า มา ทนฺธยิ คืออย่าชักช้า. เพราะขณะของ
ทานนี้หาได้ยากยิ่ง เราปรารถนามานานแล้ว เราได้แล้ว. อธิบายว่า ขณะ
ของทานนั้นอย่าพลาดไปเสีย. บทว่า มา ปเวธยิ อย่าครั่นคร้าม คืออย่า
หวั่นไหวด้วยความหวาดสะดุ้งว่า เราจะควักพระเนตรของพระราชาของเรา
อย่าถึงความปั่นป่วนในร่างกาย คือปวดอุจจาระปัสสาวะ บทว่า อุโภปิ
หน้า 143
ข้อ 8
นยนํ คือนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง. บทว่า วนิพฺพเก คือผู้ขอ บทว่า มยฺหํ
คืออันเรา. บทว่า อุทฺธริตฺวาน ปาทาสิ ควักนัยน์ตาทั้งสองข้าง คือ
หมอนั้นควักนัยน์ตา แม้ทั้งสองข้างจากเบ้าพระเนตรของพระราชาแล้วได้
วางบนพระหัตถ์ของพระราชา.
อนึ่ง หมอนั้นเมื่อให้มิได้ควักให้ท้าวสักกะ. เพราะเขาคิดว่า หมอ
ผู้ชำนาญเช่นเราไม่ควรใช้มีดผ่าตัดในพระเนตรของพระราชา จึงบดเภสัช
เอาผงเภสัชผสมเกสรบัว แล้วโรยพระเนตรข้างขวา. พระเนตรกลอกไปมา.
เกิดทุกขเวทนา. หมอผสมแล้วโรยอีก. พระเนตรพ้นจากเบ้าตา. เกิดเวทนา
รุนแรงกว่าเก่า. ครั้งที่ ๓ หมอผสมเภสัชให้แรงขึ้นกว่าเก่าโรยลงไป. พระ-
เนตรหมุนหลุดออกจากเบ้าตาด้วยกำลังเภสัช ห้อยติดอยู่ด้วยสายเอ็น. เกิด
เวทนารุนแรงยิ่งขึ้น พระโลหิตไหล. แม้พระภูษาทรงก็ชุ่มด้วยพระโลหิต
พวกสนม อำมาตย์หมอบลงแทบพระบาทของพระราชาร้องไห้คร่ำครวญว่า
ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าพระราชทานพระเนตรทั้งสองเลย อย่า
พระราชทานพระเนตรทั้งสองเลย พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงอดกลั้นเวทนาแล้วตรัสว่า อย่าชักช้าไปเลยพ่อคุณ.
หมอทูลรับสนองแล้วยึดพระเนตรด้วยมือซ้าย จับศัสตราด้วยมือขวาตัด
สายพระเนตรแล้วหยิบพระเนตรวางไว้บนพระหัตถ์ของพระมหาสัตว์. พระ-
มหาสัตว์ทรงทอดพระเนตร พระเนตรข้างขวาด้วยพระเนตรข้างซ้าย เสวย
ทุกขเวทนาทรงข่มไว้ด้วยปีติในการบริจาค รับสั่งเรียกพราหมณ์ว่า ท่าน
หน้า 144
ข้อ 8
พราหมณ์จงมาเถิด ตรัสว่า สมันตจักษุของเรา เป็นที่รักกว่านัยน์ตานี้
ตั้งร้อยเท่าพันเท่า แสนเท่า. การให้ดวงตาของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งสมันต-
จักษุนั้นเถิด. ( สมันตจักษุคือพระสัพพัญญุตญาณ ) แล้วได้พระราชทาน
พระเนตรแก่พราหมณ์ พราหมณ์หยิบพระเนตรนั้นใส่ที่นัยน์ตาของตน.
พระเนตรนั้นปรากฏดุจดอกอุบล แย้มด้วยอานุภาพแห่งพราหมณ์แปลงนั้น.
พระมหาสัตว์ทรงเห็นนัยน์ตาของพราหมณ์ด้วยพระเนตรข้างซ้าย มีพระ-
วรกายซาบซ่านด้วยปีติผุดขึ้นภายในเป็นลำดับว่า โอ เราให้นัยน์ตาดีแล้ว
ได้พระราชทานอีกข้างหนึ่ง. แม้ท้าวสักกะก็กระทำเหมือนอย่างเดิม เสด็จ
ออกจากพระราชนิเวศน์ เมื่อมหาชนแลดูอยู่นั่นเอง เสด็จออกจากพระนคร
กลับไปยังเทวโลก.
ในไม่ช้านักพระเนตรของพระราชา ยังไม่ถึงเป็นหลุมมีก้อนพระมังสะ
ขึ้นเต็มดุจลูกคลีหนังหุ้มด้วยผ้ากัมพลฉะนั้น งอกขึ้นดุจรูปจิตรกรรม. เวทนา
หายขาดไป. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ประทับอยู่ ณ ปราสาท ๒ - ๓ วัน ทรง
ดำริว่า คนตาบอดจะครองราชสมบัติไปทำไม เราจักมอบราชสมบัติให้แก่
อำมาตย์ทั้งหลาย แล้วจักไปยังพระอุทยานบวชบำเพ็ญสมณธรรม แล้วทรง
แจ้งความนั้นแก่พวกอำมาตย์ ตรัสว่า ราชบุรุษคนหนึ่ง ทำหน้าที่ให้น้ำ
ล้างหน้าเป็นต้น จงอยู่กับเรา. แม้ในที่ที่เราจะทำสรีรกิจ พวกท่านก็จงผูก
เชือกไว้ให้เรา แล้วเสด็จขึ้นเสลี่ยงประทับนั่ง เหนือราชบัลลังก์ใกล้ฝั่งโบก-
ขรณี. แม้พวกอำมาตย์ถวายบังคมแล้วก็พากันกลับ. พระโพธิสัตว์ก็ทรงรำลึก
ถึงทานของพระองค์. ในขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน.
หน้า 145
ข้อ 8
ท้าวสักกะทรงเห็นดังนั้น ทรงดำริว่า เราจักให้พรแก่มหาราช แล้วทำ
พระเนตรให้เป็นปกติอย่างเดิม. จึงเสด็จเข้าไปใกล้พระโพธิสัตว์ทรงทำเสียง
พระบาท พระมหาสัตว์ตรัสถามนั่นใคร ท้าวสักกะตรัสว่า :-
ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มหาท่าน
ข้าแต่ท่านผู้เป็นราชฤษี ท่านจงเลือกพรที่ท่าน
ปรารถนาเถิด.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกะ ทรัพย์ข้าพเจ้ามีมาก
พอแล้ว ทั้งพลทหาร และท้องพระคลังก็มี
ไม่น้อย บัดนี้ เมื่อข้าพเจ้าตาบอดชอบความ
ตายเท่านั้น.
ลำดับนั้นท้าวสักกะจึงตรัสกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านสิวิราช ท่าน
ประสงค์จะตาย ชอบความตายหรือ หรือว่า เพราะตาบอด. พระมหาสัตว์
ตรัสว่า เพราะตาบอดซิพระองค์. ท้าวสักกะตรัสว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าทาน
มิได้ให้ผลเพื่อภพอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นปัจจัยแม้เพื่อผลในปัจจุบันด้วย.
เพราะฉะนั้นท่านจงตั้งสัตยาธิษฐานอาศัยบุญแห่งทานของท่านเถิด. ด้วย
กำลังแห่งสัตยาธิษฐานนั้นนั่นแหละ นัยน์ตาของท่านจักเกิดขึ้นเหมือน
อย่างเดิม. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นมหาทานเราให้ดีแล้ว เมื่อจะทรง
ตั้งสัตยาธิษฐาน จึงตรัสว่า :-
หน้า 146
ข้อ 8
พวกวณิพกหลายเหล่าหลายตระกูลมาเพื่อ
ขอกะเรา บรรดาวณิพกที่มาเหล่านั้น ผู้ใดขอ
เราผู้นั้นก็เป็นที่รักของเรา ด้วยสัจจวาจานี้
ขอนัยน์ตาของเราจงเกิดขึ้นอย่างเดิมเกิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เย มํ คือผู้ใดมาเพื่อขอกะเรา ในบรรดา
ผู้ที่มาเหล่านั้น ผู้ใดออกปากว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้เถิด ดังนี้
ขอกะเราแม้ผู้นั้นก็เป็นที่รักของเรา. บทว่า เอเตน ความว่า หากผู้ขอแม้
ทั้งหมดเป็นที่รักของเรา คำที่เรากล่าวนั้นเป็นความจริง ด้วยสัจจวาจาของ
เรานี้ ขอนัยน์ตาข้างที่หนึ่งจงเกิดเหมือนอย่างเดิมเถิด.
ทันใดนั้นเองพระเนตรดวงที่หนึ่งก็เกิดขึ้นพร้อมกับพระดำรัสของพระ-
มหาสัตว์ ต่อจากนั้นเพื่อให้พระเนตรดวงที่สองเกิดพระมหาสัตว์จึงตรัสว่า :-
พราหมณ์นั้นมาเพื่อขอกะเราว่า ขอท่าน
จงให้นัยน์ตาเถิด เราได้ให้นัยน์ตาทั้งสองข้าง
แต่พราหมณ์ผู้ขอนั้น ปีติล้นพ้นได้เข้าไปถึง
เรา ความโสมนัสไม่น้อยบังเกิดขึ้น ด้วยสัจจ-
วาจานี้ ขอนัยน์ตาดวงที่สองจงเกิดขึ้นแก่เรา
เถิด.
หน้า 147
ข้อ 8
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มํ คือ โย มํ. บทว่า โส คือพราหมณ์ผู้
ขอนัยน์ตานั้น. บทว่า อาคา คือมาแล้ว. บทว่า วณิพฺพโต คือผู้ขอ. บทว่า
มํ อาวิสิ เข้าไปหาเรา คือ ปีติล้นพ้นได้เข้าไปถึงเราผู้ให้นัยน์ตาแก่พราหมณ์
แล้วไม่คำนึงถึงเวทนาเห็นปานนั้น แม้ในเวลาตาบอดแล้วพิจารณาอยู่ว่า
โอ ทานเราให้ดีแล้ว. บทว่า โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ คือ ความโสมนัสหา
ประมาณมิได้ เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า เอเตน ความว่า หากว่าในครั้งนั้นปีติ
และโสมนัสไม่น้อยเกิดขึ้นแก่เรา. คำที่เรากล่าวนั้นเป็นความจริง. ด้วย
สัจวาจาของเรานี้ ขอนัยน์ตาแม้ข้างที่สองจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด.
ในทันใดนั้นเองพระเนตรแม้ข้างที่สองเกิดขึ้น. แต่พระเนตรทั้งสอง
ของพระโพธิสัตว์นั้นไม่เหมือนเดิมทีเดียว. มิใช่เป็นของทิพย์. เพราะไม่
สามารถจะทำนัยน์ตาที่ให้แก่สักกพราหมณ์เหมือนเดิมได้อีก. อนึ่ง ทิพยจักษุ
ย่อมไม่เกิดแก่ผู้มีนัยน์ตาถูกทำลายแล้ว. นัยน์ตาเกิดด้วยอำนาจแห่งปีติ
ซาบซ่านอาศัยปีติในทานของตน ของพระโพธิสัตว์นั้น ไม่วิปริตในเบื้องต้น
ใน ท่ามกลางและในที่สุด ตามนัยดังกล่าวแล้ว ท่านเรียกว่า สัจจปารมิตา-
จักษุ คือจักษุอาศัยสัจบารมี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดีให้แล้วก็ดี
จิตของเรามิได้เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแต่ง
พระโพธิญาณนั่นเอง.
หน้า 148
ข้อ 8
ในบทเหล่านั้น บทว่า ททมานสฺส คือให้หมอควักเพื่อจะให้นัยน์ตา.
บทว่า เทนฺตสฺส คือวางนัยน์ตาที่ควักแล้วนั้นไว้บนมือสักกพราหมณ์. บทว่า
ทินฺนทานสฺส คือให้นัยน์ตาเป็นทานแล้ว. บทว่า จิตฺตสฺส อญฺกา คือ
อัธยาศัยในการให้มิได้เป็นอย่างอื่น. บทว่า โพธิยาเยว การณา เพราะ
เหตุแห่งพระโพธิญาณนั่นเอง. คือจักษุทานนั้นเป็นเหตุแห่งพระสัพพัญญุต-
ญาณนั่นเอง.
เราทำสิ่งที่ทำได้ยากอย่างนี้ เพราะพระสัพพัญญุตญาณหาได้ยาก
เพราะเหตุนั้นเมื่อจะทรงแสดงว่า เพราะเราไม่รักนัยน์ตาก็หามิได้ ไม่รักอัต-
ภาพก็หามิได้ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสา จักษุทั้งสองเรา
เกลียดชังก็หามิได้เป็นอาทิ. น อักษรตัวแรกในบทว่า อตฺตา น เม น
เทสฺสิโย เป็นเพียงนิบาต ความว่า แม้ตนเราก็มิได้เกลียดชัง อธิบายว่า
ตนเราก็ไม่โกรธ ไม่เป็นที่รักก็หามิได้. ปาฐะว่า อตฺตานํ เม น เทสฺสิยํ
ก็มีความว่าตนเราก็มิได้เกลียด. บทนั้นมีความว่า เราไม่เกลียดไม่โกรธ
ไม่ควรจะโกรธตนของเรา. อาจารย์บางท่านกล่าวว่า อตฺตาปิ เม น เทสฺสิ-
โย ก็มีความอย่างเดียวกัน. บทว่า อทาสหํ ตัดบทเป็น อทาสึ อหํ คือ
เราได้ให้แล้ว. ปาฐะว่า อทาสิหํ ก็มี แปลอย่างเดียวกัน.
ก็ในครั้งนั้น เมื่อพระเนตรเกิดขึ้นแล้วด้วยสัตยาธิษฐานของพระ-
โพธิสัตว์ พวกราชบริษัททั้งหมดได้ประชุมกันด้วยอานุภาพของท้าวสุกกะ
หน้า 149
ข้อ 8
ลำดับนั้นท้าวสักกะประทับยืนบนอากาศท่ามกลางมหาชน สรรเสริญพระ-
โพธิสัตว์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :-
ท่านผู้ยังชาวสีพีให้เจริญ คาถาทั้งหลาย
ท่านกล่าวแล้วโดยธรรม พระเนตรทั้งสองของ
ท่านปรากฏเป็นของทิพย์. การเห็นโดยรอบ
๑๐๐ โยชน์ ผ่านนอกฝา นอกหิน และภูเขา
จงสำเร็จแก่ท่านเถิด.
แล้วเสด็จกลับสู่เทวโลก.
แม้พระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยมหาชน เสด็จเข้าสู่พระนครด้วยสักการะ
อันใหญ่ เมื่อตระเตรียมประตูพระราชมณเฑียรเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่ง
เหนือราชบัลลังก์ ภายใต้เศวตฉัตรที่เขายกขึ้นไว้ ณ มหามณฑป เมื่อจะ
ทรงแสดงธรรมแก่ชาวพระนคร ชาวชนบท และราชบริษัทผู้ยินดีร่าเริง
เบิกบานด้วยการได้พระเนตรคืนมาเพื่อจะเห็น จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :-
ใครหนอในโลกนี้ เขาขอแล้วไม่ให้สมบัติ
อันประเสริฐบ้าง เป็นที่รักบ้างของตน. เชิญ
เถิดชาวสีพีทั้งหลายทั้งปวง จงมาประชุมกันดู
นัยน์ตาทิพย์ของเราในวันนี้เถิด.
หน้า 150
ข้อ 8
การเห็นโดยรอบร้อยโยชน์ ผ่านนอกฝา
นอกหิน และภูเขา จงสำเร็จแก่ท่าน. อะไร ๆ
ในชีวิตนี้ของสัตว์ทั้งหลาย จะยิ่งไปกว่าการ
บริจาคไม่มี เราให้จักษุอันเป็นของมนุษย์
แล้วได้จักษุอันเป็นทิพย์. ดูก่อนชาวสีพีทั้ง
หลาย พวกท่านเห็นทิพยจักษุนี้แล้วจงให้
ทาน จงบริโภคเถิด. อนึ่ง พวกท่านครั้นให้
แล้ว บริโภคแล้ว ตามอานุภาพไม่ถูกนินทา
จงไปสู่ฐานะอันเป็นแดนสวรรค์เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ภาสิตา ความว่า ข้าแต่มหาราช
พระองค์ตรัสคาถาเหล่านี้โดยธรรม โดยความเป็นจริงทีเดียว. บทว่า ทิพฺพานิ
คือประกอบด้วยอานุภาพอันเป็นของทิพย์. บทว่า ปฏิทสฺสเร คือย่อมปรากฏ.
บทว่า ติโรกุฑฑํ คือนอกฝา. บทว่า ติโรเสลํ คือนอกหิน. บทว่า สมติคฺ-
คยฺห คือผ่านไป. บทว่า สมนฺตา คือการเห็นรูปทั่วสิบทิศประมาณร้อย
โยชน์จงสำเร็จแก่ท่าน.
บทว่า โภ นีธ ตัดบทเป็น โก นุ อิธ คือใครหนอในโลกนี้. บทว่า
อปิ วิสิฏฺํ คือมีความสูงสุด. บทว่า น จาคมตฺตา คือไม่มีสิ่งอื่นชื่อว่าจะ
ประเสริฐกว่าการบริจาค. บทว่า อิธ ชีวิเต คือในชีวโลกนี้. อาจารย์บางพวก
หน้า 151
ข้อ 8
กล่าวว่า อิธ ชีวตํ บ้าง. ความว่า เป็นอยู่ในโลกนี้. บทว่า อมานุสํ คือเรา
ได้ทิพยจักษุ. ด้วยเหตุนี้จึงควรกล่าวได้ว่า ไม่มีสิ่งชื่อว่าสูงสุกว่าการบริจาค.
บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา คือเห็นทิพยจักษุที่เราได้นี้แล้ว.
พระโพธิสัตว์มิได้ทรงแสดงด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ในขณะนั้น
เท่านั้น อันที่จริง พระโพธิสัตว์ทรงประชุมมหาชนในอุโบสถ ทรงแสดงธรรม
แม้ทุกกึ่งเดือนด้วยประการฉะนี้. มหาชนได้สดับพระธรรมนั้นแล้ว ต่าง
ทำบุญมีทานเป็นต้นแล้วก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก.
หมอในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. ท้าวสักกะ คือ
พระอนุรุทธเถระ. บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท. พระเจ้าสีวิราช คือพระ-
โลกนาถ.
แม้ในสิวิราชจริยานี้ของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี
ทั้งหลายตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพ
ของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ ทุกๆ วัน วัตถุอันเป็นไทยธรรมภายนอก
ที่ไม่เคยพระราชทาน ไม่มีฉันใด เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคมหาทานอัน
นับไม่ถ้วนก็ฉันนั้น ไม่ทรงยินดีด้วยมหาทานนั้น ทรงดำริว่า ทำอย่างไรหนอ
เราจะพึงบริจาคทานอันเป็นวัตถุภายในได้. เมื่อไรหนอจะพึงมีใคร ๆ มาหา
เราแล้วขอไทยธรรมอันเป็นวัตถุภายใน. หากมีผู้ขออะไร ๆ จะพึงขอเนื้อ-
หทัยของเรา เราจักนำเนื้อหทัยนั้นออกด้วยหอกแล้วนำหทัยซึ่งมีหยาดเลือด
ไหลดุจยกดอกบัวพร้อมด้วยก้านขึ้นจากน้ำใสแล้วจักให้. หากพึงขอเนื้อใน
หน้า 152
ข้อ 8
ร่างกาย เราจักเชือดเนื้อในร่างกาย ดุจกรีดเยื่อน้ำอ้อยงบของตาลด้วยการขูด
ออก. หากพึงขอเลือดเราจะเอาคาบแทงหรือสอดเข้าไปในปากแห่งสรีระแล้ว
นำเอาภาชนะเข้าไปรองจนเต็มแล้วจักให้เลือด. อนึ่ง หากใคร ๆ พึงกล่าวว่า
ในเรือนของเรา การงานไม่ค่อยเรียบร้อย ท่านจงรับใช้เราที่เรือนนั้นเถิด.
เราจักเปลื้องเครื่องทรงของพระราชา ออกมอบตนแก่เขาแล้วรับใช้เขา
หรือว่าหากใครๆ พึงขอนัยน์ตาเรา. เราจักให้ควักนัยน์ตา ดุจนำจาวตาลออก
ฉะนั้นแล้วให้แก่เขาดังนี้. พระมหาโพธิสัตว์ทรงถึงความเป็นผู้ชำนาญอันใช่
ทั่วไปแก่ผู้อื่นอย่างนี้ ทรงเกิดความปริวิตกกว้างขวางเป็นพิเศษ. การได้ผู้ขอ
จักษุแล้วแม้เมื่ออำมาตย์และเหล่าบริษัทเป็นผู้ทูลคัดค้าน ก็มิได้ทรงเชื่อฟังคำ
ของชนเหล่านั้น ทรงเสวยปีติอย่างยิ่งด้วยการปฏิบัติสมควรแก่ความปริวิตก
ของพระองค์. ทรงตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระพักตร์ของท้าวสักกะ อาศัยความ
ที่การปฏิบัตินั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน เพราะพระองค์มีพระทัยอิ่มเอิบ.
ความที่พระเนตรของพระองค์เป็นปกติด้วยสัตยาธิษฐานนั้น และความที่
พระเนตรนั้นมีอานุภาพเป็นของทิพย์ ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสิวิราชจริยาที่ ๘
หน้า 153
ข้อ 9
๙. เวสสันตรจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเวสสันดร
[๙] นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดี พระชนนีของ
เรา พระนางเป็นมเหสีของท้าวสักกะ ในชาติ
ที่ล่วงมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นว่า
พระนางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร
๑๐ ประการแต่เธอ นางผู้เจริญ จะปรารถนาพร
อันใด พอท้าวสักกะตรัสอย่างนี้เท่านั้น พระ-
เทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะ ดังนี้ว่า หม่อมฉันมี
ความผิดอะไรหรือ หรือพระองค์เกลียดหม่อม
ฉันเพราะเหตุใด จึงจะให้หม่อมฉันเคลื่อน
จากสถานอันรื่นรมย์เหมือนลมพัดให้ต้นไม้
หวั่นไหว ฉะนั้น เมื่อพระนางผุสดีตรัส
อย่างนี้ ท้าวสักกะนั้นได้ตรัสกะพระนางดังนี้
อีกว่า เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย และจะไม่
เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่อายุของเธอมี
ประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เธอจัก
ต้องจุติ เธอจงรับเอาพร ๑๐ ประการอัน
หน้า 154
ข้อ 9
ประเสริฐสุด ที่ฉันให้เกิด พระนางผุสดีนั้น
มีพระทัยยินดี ร่าเริงเบิกบานพระทัย ทรงรับ
เอาพร ๑๐ ประการซึ่งเป็นพรอันท้าวสักกะ
พระราชทานทรงทำเราไว้ในภายใน พระนาง
ผุสดีนั้น จุติจากดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิด
ในตระกูลกษัตริย์ ได้สมาคมกับพระเจ้า
กรุงสญชัย คือเป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัย
ในพระนครเชตุดร ในกาลเมื่อเราลงสู่-
พระครรภ์ของพระนางผุสดี พระมารดาที่รัก
ด้วยเดชของเรา พระมารดาของเราเป็นผู้ยินดี
ในทานทุกเมื่อ ทรงให้ทานแก่คนยากจน คน
ป่วยไข้ กระสับกระส่าย คนแก่ ยาจก คน
เดินทาง สมณพราหมณ์คนสิ้นเนื้อประดาตัว
คนไม่มีอะไรเลย พระนางผุสดีทรงพระครรภ์
ครบ ๑๐ เดือน เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำ
ประทักษิณพระนคร พระนางก็ประสูติเรา ณ
ท่ามกลางถนนของพวกคนค้าขาย นามของ
หน้า 155
ข้อ 9
เราจึงไม่เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เกิด
เนื่องข้างฝ่ายพระบิดา เพราะเราเกิดที่ถนน
ของคนค้าขายนี้ ฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่าเวสสันดร
ในกาลเมื่อเราเป็นทารกมีอายุ ๘ ปีแต่กำเนิด
ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาท คิดเพื่อจะ
ให้ทานว่า เราพึงให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและ
เลือด เราฟังให้ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้ว
พึงขอกะเรา เมื่อเราคิดถึงความเป็นจริง จิต
ของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่ ในขณะนั้น
แผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ได้
หวั่นไหว ในเดือนเต็มวันอุโบสถที่ ๑๕ ทุก
กึ่งเดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้า
ไปยังศาลาเพื่อจะให้ทาน พราหมณ์ทั้งหลาย
ชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเราได้ขอพระยาคชสาร
ทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถีกะเราว่า
ชนบทฝนไม่ตก เกิดทุพภิกขภัย อดอยาก
มากมาย ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทาน
หน้า 156
ข้อ 9
พระยาคชสารตัวประเสริฐ เผือกผ่อง อันเป็น
ช้างมงคลอุดม พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใด
กะเรา เราย่อมให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย เรา
ไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน
เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้าม คือ การไม่ให้
ไม่สมควรแก่เรา กุศลสมาทานของเราอย่า
ทำลายเสีย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ เรา
ได้จับงวงพระยาคชสาร วางลงบนมือพราหมณ์
แล้วจึงหลังน้ำเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พระยา
คชสารแก่พราหมณ์ เมื่อเราให้พระยามงคล
คชสารอันอุดม เผือกผ่อง อีก แม้ในกาลนั้น
แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็ได้
หวั่นไหว เพราะเราให้พระยาคชสารนั้น ชาว
พระนครสีพีพากันโกรธเคือง มาประชุมกัน
แล้ว ขับไล่เราจากแว่นแคว้นของตนว่า จง
ไปยังภูเขาวงกต เมื่อชาวพระนครเหล่านั้น
ขับไล่ จิตของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่ เรา
หน้า 157
ข้อ 9
ได้ขอพรอย่างหนึ่ง เพื่อจะยังมหาทานให้เป็น
ไป เมื่อเราขอแล้ว ชาวพระนครสีพีทั้งหมด
ได้ให้พรอย่างหนึ่งแก่เรา เราจึงให้เอากลอง
คู่หนึ่งไปตีประกาศว่าเราจะให้มหาทาน ครั้ง
เมื่อเราให้ทานอยู่ในโรงทานนั้น เสียงดัง
กึกก้องอึงมี่ย่อมเป็นไปว่า ชาวพระนครสีพี
ขับไล่พระเวสสันดรนี้เพราะให้ทาน พระองค์
จะยังให้ทานอะไรอีกเล่า เราได้ให้ช้าง ม้า รถ
ทาสี ทาส แม่โค ทรัพย์ ครั้นให้มหาทาน
แล้ว ก็ออกจากพระนครไปในกาลนั้น ครั้นเรา
ออกจากพระนครแล้ว กลับผินหน้ามาเหลียว
ดู แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช
และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เราให้ม้าสินธพ
๔ ตัว และรถ แล้วยินอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก
ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง ได้กล่าวกะพระนาง
มัทรีเทวีดังนี้ว่า ดูก่อนแม่มัทรี เธอจงอุ้ม
กัณหากุมารีเถิด เพราะเธอเป็นน้องคงเบากว่า
หน้า 158
ข้อ 9
พี่จะอุ้มพ่อชาลี เพราะเขาเป็นพี่คงจะหนัก
พระนางมัทรีทรงอุ้มแม่กัณหาผู้อ่อนนุ่ม ดัง
ดอกปทุมและบัวขาว เราได้อุ้มพ่อชาลีหน่อ
กษัตริย์ เปรียบดังแท่งทองคำ ชนทั้ง ๔ เป็น
กษัตริย์สุขุมาลชาติเกิดในสกุลสูง ได้เสด็จ
ดำเนินไปตามทางอันขรุขระและราบเรียบ ไป
ยังเขาวงกต มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เดิน
ตามมาในหนทางก็ดี สวนทางมาก็ดี เรา
ทั้งหลายได้ไต่ถามเขาถึงหนทางว่า เขาวงกต
อยู่ที่ไหน เขาเห็นเราทั้งหลาย ณ ที่นั้นแล้ว
ได้เปล่งเสียงอันประกอบด้วยกรุณาว่า กษัตริย์
เหล่านี้คงจะต้องได้เสวยทุกข์อย่างยิ่ง เพราะ
เขาวงกตยังไกล ถ้าพระกุมารทั้งหลายเห็น
ต้นไม้อันมีผลในป่าใหญ่ พระกุมารกุมารีก็จะ
ทรงกันแสง เพราะเหตุแห่งผลไม้เหล่านั้น
ต้นไม้ทั้งหลายอันสูงใหญ่ไพศาล เห็นพระ-
กุมารกุมารีทรงกันแสง ก็โน้มยอดลงมาหา
หน้า 159
ข้อ 9
พระกุมารและพระกุมารีเอง พระนางมัทรีผู้
ทรงความงามทั่วสรรพางค์ ทรงเห็นความ
อัศจรรย์ที่อันไม่เคยมีมา น่าขนลุกขนพอง
จึงยังสาธุการให้เป็นไปว่า ความอัศจรรย์อัน
ไม่เคยมีในโลก บังเกิดขนชูชันหนอ หมู่ไม้
น้อมยอดลงมาเอง ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร
เทวดาทั้งหลายช่วยย่นทางให้ ด้วยความเอ็น
ดูพระกุมารกุมาร ในวันที่เราออกจากพระนคร
สีพีนั้นเอง เราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตรัฐ ในกาล
นั้น พระราชา (เจ้า) หกหมื่นองค์ อยู่ใน
พระนครมาตุละ ต่างก็ประนมกรอัญชลีพากัน
ร้องไห้มาหา เราเจรจาปราศรัยกับโอรสของ
พระเจ้าเจตราชเหล่านี้อยู่ ณ ที่นั้น ให้โอรส
ของพระเจ้าเจตราชเหล่านั้นกลับที่ประตูนั้น
แล้ว ได้ไปยังเขาวงกต ท้าวสักกะจอม
เทวดา ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์
มาก แล้วรับสั่งให้ไปเนรมิตบรรณศาลาอย่าง
หน้า 160
ข้อ 9
สวยงาม น่ารื่นรมย์ สำหรับเป็นอาศรม เรา
ทั้ง ๔ คน มาถึงป่าใหญ่อันเงียบเสียงอื้ออึง
ไม่เกลื่อนกล่นด้วยฝูงชนอยู่ในบรรณศาลานั้น
ณ เชิงเขา ในกาลนั้น เรา พระนางมัทรีเทวี
พ่อชาลีและแม่กัณหาทั้งสอง บรรเทาความ
เศร้าโศกของกันและกันอยู่ในอาศรม เรา
รักษาเด็กทั้งสองอยู่ในอาศรม อันไม่ว่างเปล่า
พระนางมัทรีนำผลไม้มาเลี้ยงคนทั้งสาม เมื่อ
เราอยู่ในป่าใหญ่ ชูชกพราหมณ์เดินเข้ามาหา
เรา ได้ขอบุตรทั้งสองของเรา คือ พ่อชาลี
และแม่กัณหาชินา เพราะได้เห็นยาจกเข้า
มาหา ความร่าเริงเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น
เราได้พาบุตรทั้งสองมาให้แก่พราหมณ์ เมื่อเรา
สละบุตรทั้งสองของตนให้แก่ชูชกพราหมณ์
ในกาลใด แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขา
สิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว
ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จ
หน้า 161
ข้อ 9
ลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรีผู้มีศีล มีจริยา-
วัตรอันงาม กะเราอีก เรามีความดำริแห่งใจ
อันเลื่อมใส จับพระหัตถ์พระนางมัทรียัง
ฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ ได้ให้พระนางมัทรีแก่
พราหมณ์นั้น เมื่อเราให้พระนางมัทรี หมู่
เทวดาในอากาศเบิกบาน พลอยยินดี
แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และ
ป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เราสละพ่อชาลี
แม่กัณหาชนาผู้ธิดา และพระนางมัทรีเทวีผู้มี
จริยาวัตรอันงาม ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่ง
โพธิญาณนั่นเอง เราจะเกลียดบุตรทั้งสอง
หามิได้ จะเกลียดพระนางมัทรีก็หามิได้ แต่
สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราให้
บุตรและภรรยาผู้เป็นที่รัก อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ
พระมารดาและพระบิดาเสด็จมาพร้อมกัน ณ
ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร
ตรัสถามถึงสุขทุกข์กันอยู่ เราได้เข้าเฝ้าพระ-
หน้า 162
ข้อ 9
มารดาและพระบิดาทั้งสองผู้เป็นที่เคารพด้วย
หิริและโอตตัปปะ แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน
เขาสเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว
อีกครั้งหนึ่ง เรากับบรรดาพระญาติของเราออก
จากป่าใหญ่ จักเข้าสู่พระนครเชตุดร อันเป็น
นครน่ารื่นรมย์ แก้ว ๗ ประการตกลงแล้ว
มหาเมฆยังฝนให้ตก (มหาเมฆยังฝนแก้ว
๗ ประการให้ตกลง) แม้ในกาลนั้นแผ่นดิน
เขาสเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว
แม้แผ่นดินนี้ไม่มีจิตใจ ไม่รู้สุขและทุกข์
ก็หวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทาน
ของเรา ฉะนั้นแล.
จบ เวสสันตรจริยาวที่ ๙
อรรถกถาเวสสันตรจริยาที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกุถาเวสสันตรจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. บทว่า
เม ในบทนี้ว่า ยา เม อโทสิ ชนิกา นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดี
พระชนนีของเรา พระศาสดาตรัสหมายถึงพระองค์ครั้งเป็นพระเวสสันดร
หน้า 163
ข้อ 9
ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ผุสฺสตี นาม ขตฺติยา นางกษัตริย์
พระนามว่าผุสดี. เป็นความจริงดังนั้นพระมารดาขอพระโพธิสัตว์เป็นนาง
กษัตริย์พระนามว่าผุสดิ. บทว่า สา อตีตาสุ ชาตีสุ คือพระนางใน
ชาติที่ล่วงมาแล้วเป็นลำดับจากชาตินั้น. จริงอยู่บทนี้เป็นพหูพจน์ในความ
เดียวกัน. พึงทราบการเชื่อมความว่า พระนางเป็นมเหสีเป็นที่รักของท้าว
สักกะ. อนึ่งพระนางได้เป็นพระชนนีของเราในอัตภาพสุดท้าย. ในชาติ
อันล่วงแล้วนั้นพระนางมีพระนามว่า ผุสดี. กษัตริย์ทั้งหลายในชาติอัน
ล่วงแล้วนั้น. เราได้เกิดเป็นเวสสันดรในพระครรภ์ของพระนางในชาติใด
ก่อนแต่ชาตินั้น พระนางได้เป็นพระมเหสีเป็นที่รักของท้าวสักกะ พึง
ทราบเรื่องราวเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้.
ในกัป ๙๑ จากกัปนี้พระศาสดาพระนามว่า วิปัสสีทรงอุบัติขึ้นใน
โลก. เมื่อพระศาสดาพระนามว่า วิปัสสีประทับอาศัยพันธุดื่มนคร ประทับ
อยู่ ณ มฤคทายวันชื่อ เขมะ พระเจ้าพันธุมราชได้พระราชทานแก่นจันทน์
มีค่ามากซึ่งพระราชาองค์หนึ่งส่งไปถวาย แก่พระธิดาองค์ใหญ่ของพระ-
องค์. พระธิดาได้เอาแก่นจันทน์นั้นบดเป็นผงละเอียดบรรจุลงพระอบ เสด็จ
ไปวิหารบูชาพระสรีระของพระศาสดาซึ่งมีผิวดุจทองคำแล้ว เกลี่ยผงที่เหลือ
ลงในพระคันธกุฎี ทรงตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้
หม่อมฉันพึงเป็นมารดาของพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ในอนาคตเถิด ครั้น
พระนางจุติจากมนุษยโลกด้วยผลแห่งการบูชาผงจันทน์นั้น มีพระสรีระดุจ
หน้า 164
ข้อ 9
อบด้วยจันทน์แดง ทรงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ทรงเกิด
เป็นอัครมเหสีของท้าวสักกเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ครั้นพระนางจะ
สิ้นพระชนม์ได้เกิดบุรพนิมิต ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า พระนางจะ
สิ้นอายุ เพื่อออนุเคราะห์พระนาง จึงตรัสว่า แม่นางผุสดีผู้เจริญ เราจะ
ให้พร ๑๐ ประการแก่เจ้า. เจ้าจงรับพรเถิด. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่า พระ-
นางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร
๑๐ ประการแก่เจ้า นางผู้เจริญจะปรารถนาพร
อันใด.
ในบทเล่านั้น บทว่า วร คือจงเลือกรับพร. บทว่า ภทฺเท
ยทิจฺฉสิ ท้าวสักกะตรัสว่า นางผุสดีผู้เจริญ เจ้าปรารถนาพรอันใด.
พรอันใดเป็นที่รักของเจ้า เจ้าจงเลือกรับพรอันนั้น ๑ ประการ.
บทว่า ปุนิทมพฺรวิ คือพระนางไม่รู้ว่าตนจะต้องจุติจึงได้ทูลคำเป็น
อาทิว่า กึ นุ เม อปราธตฺถิ หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ ? เพราะ
นางเป็นผู้ประมาทไม่รู้ว่าตนจะสิ้นอายุ เมื่อท้าวสักกะตรัสว่า เจ้าจงรับพร
จึงคิดว่า ท้าวสักกะทรงปรารถนาจะให้เราเกิดขึ้นที่ไหน จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า อปราธตฺถิ คือมีความผิด. บทว่า กึ นุ เทสฺสา อหํ ตว พระองค์
หน้า 165
ข้อ 9
ทรงเกลียดหม่อมฉันเพราะเหตุไร ? คือพระองค์ทรงเกลียด หมดความ
รักเสียแล้ว. บทว่า รมฺมา จาเวสิ มํ านา คือพระองค์จะให้หม่อมฉัน
เคลื่อนจากสถานอันน่ารื่นรมย์นี้. บทว่า วาโตว ธรณีรุหํ เหมือนลมพัด
ให้ต้นไม้หวั่นไหวฉะนั้น พระนางทูลถามท้าวสักกะว่า พระองค์มีพระ-
ประสงค์จะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากเทวโลกนี้ เหมือนลมแรงพัดถอนตัดไม้
ฉะนั้น เพราะเหตุไรหนอ ?
บทว่า ตสฺสิทํ ตัดบทเป็น ตสฺสา อิทํ ความว่า ท้าวสักกะ
ได้ตรัสกะพระนางดังนี้อีก. บทว่า น เจว เต กตํ ปาปํ เจ้าไม่ได้ทำ
ความชั่วเลย คือ ความชั่วไร ๆ เจ้ามิได้ทำไว้ ความผิดของเจ้าก็ไม่มี. บทว่า
น จ เม ตฺวํสิ อปฺปิยา เจ้ามิได้เป็นที่รักของเราก็หามิได้ อธิบายว่า.
เป็นที่เกลียดชัง ไม่เป็นที่รักก็หามิได้.
บัดนี้ ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงถึงความประสงค์ที่จะประทานพร
จึงตรัสว่า อายุของเจ้ามีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เจ้าจักต้องจุติ
เมื่อจะทรงให้พระนางรับพรจึงตรัสว่า เจ้าจงรับพร ๑๐ ประการอัน
ประเสริฐสุดที่เราให้เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วรุตฺตเม คือพรอันประเสริฐสุดกว่าพร
ทั้งหลาย. บทว่า ทินฺนวรา คือพรอันท้าวสักกะประทานแล้วด้วยทรงให้
ปฏิญญาว่า เราจักให้พร. บทว่า ตุฏฺหฏฺา นางมีพระทัยยินดีร่าเริง
คือยินดีด้วยความพอใจในลาภที่พระนางปรารถนาไว้ และร่าเริงด้วยเห็น
หน้า 166
ข้อ 9
ความปรารถนานั้นถึงที่สุด. บทว่า ปโมทิตา คือมีพระทัยเบิกบานด้วย
ความปราโมทย์มีกำลัง. บทว่า มมํ อพฺภนฺตรํ กตฺวา คือทรงทำเรา
ไว้ในภายใน ในพรเหล่านั้น. บทว่า ทส วเร วริ ความว่า พระนาง
ทรงทราบว่า พระนางจะสิ้นอายุ ท้าวสักกะให้โอกาสเพื่อประทานพร จึง
ทรงตรวจดูทั่วพื้นชมพูทวีป ทรงเห็นพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีพีสมควร
แก่ตน จึงทรงรับพร ๑๐ ประการเหล่านี้คือ ๑. ขอให้เป็นอัครมเหสี
ของพระเจ้ากรุงสีพีในแคว้นสีพีนั้น ๒. ขอให้มีดวงตาดำ ๓. ขอให้มี
ขนคิ้วดำ ๔. ขอให้มีชื่อว่าผุสดี ๕. ขอให้ได้โอรสประกอบด้วยคุณ
วิเศษ ๖. ขออย่าให้ครรภ์นูนโต ๗. ขออย่าให้ถันหย่อนยาน ๘. ขออย่า
ให้ผมหงอก ๙. ขอให้ผิวละเอียด ๑๐. ขอให้ปล่อยนักโทษที่ต้องประหาร
ชีวิต.
ครั้นพระนางได้รับพร ๑๐ ประการแล้วก็จุติจากเทวโลกมาบังเกิดใน
พระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของพระเจ้ามัททราช. อนึ่งเมื่อพระนาง
ประสูติมีพระสรีระดุจอบด้วยผงจันทน์. ด้วยเหตุนั้นในวันขนานพระนาม
จึงให้ชื่อว่า ผุสดี พระนางผุสดี มีบริวารมาก เมื่อพระชนม์ได้ ๑๖
พระพรรษามีพระรูปพระโฉมงดงามยิ่งนัก. ลำดับนั้น พระเจ้าสีพีมหาราช
ทรงนำพระนางมาเพื่ออภิเษกสมรสกับพระสญชัยกุมาร ผู้เป็นพระโอรส
รับสั่งให้ยกเศวตฉัตรทรงตั้งพระนางผุสดีไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ให้
เป็นใหญ่กว่าสตรี ๑๖,๐๐๐ คน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 167
ข้อ 9
พระนางผุสดีจุติจากดาวดึงส์นั้น แล้ว
มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้อภิเษกสมรส
กับพระเจ้ากรุงสญชัยในกรุงเชตุดร
พระนานผุสดีนั้น เป็นที่รักเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ากรุงสญชัย.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงเห็นว่า พรที่เราให้แก่พระนางผุสดีไป
สำเร็จไปแล้ว ๙ ประการ ทรงดำริว่า พรเกี่ยวกับพระโอรสยังไม่สำเร็จ.
เราจักให้พรนั้นสำเร็จแก่นาง ทรงเห็นว่า พระโพธิสัตว์จะสิ้นอายุในเทวโลก
ชั้นดาวดึงส์ในครั้งนั้นแล้วจึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่าน
ผู้นิรทุกข์ ท่านสมควรถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของ
พระเจ้ากรุงสญชัยแคว้นสีพีในมนุษยโลก ทรงรับปฏิญญาของพระโพธิสัตว์
และเทพบุตร ๖๐,๐๐ เหล่าอื่นที่ปฏิบัติตามเทวบัญชา เสร็จแล้วเสด็จกลับ
วิมานของพระองค์. แม้พระมหาสัตว์ครั้นจุติจากชั้นดาวดึงส์นั้น แล้วก็ทรง
บังเกิดในแคว้นสีพีนั้น. แม้เทพบุตรที่เหลือก็ไปบังเกิดในเรือนของเหล่า
อำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ เมื่อพระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ พระนางผุดี-
เทวี รับสั่งให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร แห่ง ท่ามกลาง
พระนคร ๑ ที่ประตูพระนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงสละทรัพย์ ๖๐๐,๐๐๐ ทุกๆ
วัน ได้ทรงแพ้พระครรภ์เมื่อทรงให้ทาน. พระราชาทรงสดับว่า พระนาง
ทรงแพ้พระครรภ์ จึงรับสั่งเรียกพราหมณ์ผู้ท่านายโชคชะตามาตรัสถาม
ทรงสดับคำกราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์มีบุญมาก ยินดีใน
หน้า 168
ข้อ 9
ทานจะอุบัติในพระครรภ์ของพระเทวี. สัตว์นั้นจักไม่อิ่มด้วยทานพระเจ้าข้า
ทรงมีพระทัยยินดี ทรงให้ตั้งทานดังได้กล่าวแล้ว. ทรงให้สมณพราหมณ์
คนแก่ คนเดือดร้อน คนยากจน คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย
อิ่มหนำสำราญ. ตั้งแต่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ คือความเจริญของพระราชา
หาประมาณมิได้. ด้วยบุญญานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้น พระราชาทั่วชมพู-
ทวีปต่างส่งเครื่องบรรณาการไปถวาย. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลเมื่อเราลงสู่พระครรภ์ของพระนาง
ผุสดี พระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา
พระมารดาเป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ ทรงให้
ทานแก่คนยากจน คนป่วยไข้ คนแก่ ยาจก
คนเดินทาง สมณพราหมณ์ คนสิ้นเนื้อ
ประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย.
ในบทเหล่านั้น. บทว่า มม เตเชน ด้วยเดชของเรา คือด้วย
อานุภาพแห่งอัธยาศัยในการให้ของเรา. บทว่า ขีเณ คือหมดสิ้นด้วย
โภคะเป็นต้น คือถึงความเสื่อมโทรม. บทว่า อกิญฺจเน คือไม่มีอะไร
ยึดถือเลย. ในทุกบทเป็นสัตตมีวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งวิสัยคือเป็นอารมณ์
เพราะว่า คนไม่มีทรัพย์เป็นต้น เป็นอารมณ์แห่งการบริจาคไทยธรรม.
หน้า 169
ข้อ 9
พระเทวีทรงได้รับการบริหารพระครรภ์เป็นอย่างมาก เมื่อครบ ๑๐
เดือน มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรพระนคร จึงกราบทูลพระราชสวามี
พระราชารับสั่งให้ตกแต่งพระนครดุจเทพนคร อัญเชิญพระเทวีขึ้นรถอัน
ประเสริฐแล้วให้ทำประทักษิณพระนคร. เมื่อพระนางเสด็จถึงท่ามกลาง
ถนนของพวกทำการค้า ลมกรรมชวาต ( ลมเบ่ง ) ได้ปั่นป่วนขึ้นแล้ว
พวกอำมาตย์กราบทูลแด่พระราชา. พระราชารับสั่งให้สร้างเรือนประสูติแก่
พระนางที่ถนนของพวกทำการค้านั่นเองแล้วทรงให้จัดตั้งอารักขา พระนาง
ประสูติพระโอรส ณ ที่นั้นเอง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระนางผุสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐
เดือน เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำประทักษิณ
พระนคร พระนางก็ประสูติเรา ณ ท่ามกลาง
ถนนของพวกคนทำการค้า นามของเราจึงไม่
เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เกิดเนื่องข้าง
ฝ่ายพระบิดา เพราะเราเกิดที่ถนนของตน
ค้าขาย ฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่า เวสสันดร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ภโรนฺเต ปุรํ ปทกฺขิณํ คือเมื่อพระเจ้า
สญชัยมหาราชทรงพาพระเทวีกระทำประทักษิณพระนคร. บทว่า เวสฺสานํ
คือพวกพ่อค้า. บทว่า น มตฺติกํ นามํ คือนามของเราไม่เนื่อง ตา ยาย
หน้า 170
ข้อ 9
อันมาข้างมารดา. บทว่า เปตฺติกสมฺภวํ ชื่อว่า เปตฺติกํ เพราะนี้ฝ่าย
บิดา. ชื่อว่า สมฺภโว เพราะเกิดจากฝ่ายบิดา. ชื่อว่า เปตฺติกสมฺภวํ
เพราะเกิดเนื่องข้างฝ่ายบิดา หมายถึงชื่อ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
มิได้ตั้งพระนามด้วยความผูกพันทางมารดาและบิดา. บทว่า ชาเตตฺถุ
ตัดบทเป็น ชาโต เอตฺถ คือเกิดที่ถนนของตนค้าขายนี้. ปาฐะว่า ชาโตมฺหิ
บ้างคือเราเกิดแล้ว. บทว่า ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุ คือ เพราะในครั้งนั้น
เราเกิด ณ ถนนของตนค้าขาย ฉะนั้นจึงชื่อว่า เวสสันดร อธิบายว่า
พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า เวสฺสนฺตร.
พระมหาสัตว์ทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ทรงเฉลียวฉลาด
ทรงลืมพระเนตรประสูติ. พอทรงประสูตินั่นเองทรงเหยียดพระหัตถ์ให้
พระมารดาตรัสว่า แม่จ๋า ลูกจักให้ทาน มีอะไรบ้าง. มารดาของพระ
มหาสัตว์ทรงมอบถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ที่อยู่ใกล้พระหัตถ์ด้วยพระดำรัสว่า ลูกรัก
จงให้ทานตามอัธยาศัยเถิด. จริงอยู่พระโพธิสัตว์พอประสูติก็ทรงพูดได้ในที่
๓ แห่ง คือในอุมมังคชาดก ๑ ในชาดกนี้ ๑ ในอัตภาพสุดท้าย ๑.
พระราชาทรงให้แม่นม ๖๐ คนมีน้ำนมหวานเว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น
ดูแลพระมหาสัตว์. พระราชทานแม่นมแก่ทารก ๖๐,๐๐๐ ซึ่งเกิดพร้อม
กับพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์ทรงเจริญด้วยบริวารมากพร้อมกับทารก
๖๐,๐๐๐ คน. พระราชารับสั่งให้ช่างทำเครื่องประดับพระกุมารมีค่า ๑๐๐,๐๐๐
พระราชทานแก่พระกุมารนั้น. พระกุมารเมื่อมีพระชันษา ๔ - ๕ ขวบ
หน้า 171
ข้อ 9
ทรงเปลื้องเครื่องประดับนั้นให้แก่พวกแม่นม พวกแม่นมถวายคืนอีกก็ไม่
ทรงรับ. พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า เครื่องประดับที่โอรสของเรา
ให้เป็นอันให้ดีแล้ว แล้วทรงให้ช่างทำเครื่องประดับอย่างอื่นอีก. พระกุมาร
ก็ทรงให้อีก. เมื่อเป็นทารกนั่นเองได้ทรงให้เครื่องประดับแก่พวกแม่นม
ถึง ๙ ครั้ง.
เมื่อพระชนม์ได้ ๘ พระพรรษา บรรทมเหนือพระยี่ภู่ทรงดำริว่า
เราให้ทานภายนอก. ทานนั้นก็ไม่พอใจเรา. เราประสงค์จะให้ทานภายใน
หากว่าใคร ๆ พึงขอหทัยกะเรา. เราจะนำหทัยออกให้. หากพึงขอจักษุกะเรา.
เราก็จักควักจักษุให้. หากพึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายทั้งสิ้นของเรา. เรา
ก็จะเชือดเนื้อจากร่างกายทั้งสิ้น เอาดาบเจาะเลือดให้. แม้ใคร ๆ จะพึง
กล่าวว่า ขอท่านจงเป็นทาสของเราเถิด เราก็จะประกาศแล้วให้ตนแก่เขา.
เมื่อพระกุมารทรงดำริตามความจริงพร้อมด้วยสมบัติอันสำคัญอย่างนี้ มหา-
ปฐพีนี้หนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์หวั่นไหว จนถึงที่สุดของน้ำ. ภูเขาสิเนรุโน้ม
แล้วตั้งตรงไปยังพระนครเชตุดร. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลเมื่อเราเป็นทารกอายุ ๘ ปี แต่กำเนิดในกาลนั้น
เรานั่งอยู่ในปราสาท คิดเพื่อจะให้ทานว่า
เราฟังให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและเลือดเราพึงให้
ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้วฟังขอกะเรา เมื่อ
หน้า 172
ข้อ 9
เราคิดถึงความเป็นจริง จิตของเราไม่หวั่นไหว
ไม่หดหู่ ในขณะนั้นแผ่นดิน ภูเขาสิเนรุได้
หวั่นไหว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สาเวตฺวา คือประกาศความเป็นทาสว่า
ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะเป็นทาสของบุคคลนี้. บทว่า ยทิ โกจิ ยาจเย มมํ
คือผิว่าใครพึงขอกะเรา. บทว่า สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส เราคิดถึงความเป็นจริง
คือ เราคิดถึงความเป็นจริงตามสภาพของตน อันไม่วิปริตตามอัธยาศัยอัน
ไม่อิ่ม อธิบายว่า เมื่อเราคิด. บทว่า อกมฺปิตํ คือปราศจากความหวั่นไหว.
บทว่า อสณฺิตํ คือประกาศความหดหู่. อธิบายว่า เพราะจิตหวั่นไหว
กล่าวคือ จิตหวาดสะดุ้งในการให้จักษุเป็นต้นของผู้ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ด้วย
ความโลภเป็นต้น และจิตซบเซากล่าวคือความหดหู่. เว้นจากจิตนั้น. บทว่า
อกมฺปิ คือได้หวั่นไหว. บทว่า สิเนรุวนวฏํสกา คือสิเนรุวันอันเป็นสวน
ย่อมกำหนดด้วยนันทวัน ปารุสกวัน มิสสกวัน จิตรลดาวัน เป็นต้นอันตั้ง
ขึ้นที่ภูเขาสิเนรุ. อีกอย่างหนึ่งสิเนรุ และสวนเป็นที่น่ารื่นรมย์ในชมพูทวีป
เป็นต้นชื่อว่า สิเนรุวัน ชื่อว่า สิเนรุวนวฏํสกา เพราะสวนนั้นมีลักษณะ
เป็นเครื่องประดับ.
อนึ่ง เมื่อแผ่นดินไหวเป็นไปอยู่อย่างนี้ ท้องฟ้ากระหึ่มยังฝนชั่วคราว
ให้ตก. สายฟ้าแลบ. ระลอกซัดในมหาสมุทร. ท้าวสักกเทวราชปรบพระหัตถ์
มหาพรหมซ้องสาธุการ. ความเอิกเกริกโกลาหลได้มีขึ้นจนถึงพรหมโลก
หน้า 173
ข้อ 9
พระมหาสัตว์เมื่อมีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา ก็ทรงสำเร็จศิลปะทุกแขนง
พระบิดาของพระองค์มีพระประสงค์จะทรงมอบราชสมบัติให้ จึงทรงปรึกษา
กับพระชนนีนำพระราชกัญญาพระนามว่ามัทรี ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้าลุง
จากตระกูลมัททราชแล้วทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี เป็นหัวหน้าของ
สตรี ๑๖,๐๐๐ นาง แล้วอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติ. พระมหา-
สัตว์ตั้งแต่ทรงครองราชสมบัติ ทรงสละพระราชทรัพย์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ ทุก
วัน ทรงบริจาคมหาทาน เสด็จทรงตรวจตราทานทุกกึ่งเดือน. ครั้นต่อมา
พระนางมัทรีประสูติพระโอรส. พวกอำมาตย์รับพระองค์ด้วยข่ายทอง. เพราะ
เหตุนั้น จึงขนานพระนามว่า ชาลีกุมาร. เมื่อพระชาลีกุมารทรงดำเนินได้
พระนางมัทรีได้ประสูติพระธิดาอีกองค์หนึ่ง. พวกอำมาตย์รับพระธิดานั้นไว้
ด้วยหนังหมีดำ. เพราะเหตุนั้นจึงขนานพระนามว่า กัณหาชินา. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในวันอุโบสถเดือนเต็ม ๕ ค่ำ ทุกกึ่ง
เดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไป
ยังศาล เพื่อจะให้ทาน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวทฺธมาเส ทุกกึ่งเดือน. อธิบายว่าทุก ๆ
กึ่งเดือน. บทว่า ปุณฺณมาเส คือในเดือนเพ็ญ พึงทราบการเชื่อมความว่า
เมื่อถึงวัน ๕ ค่ำ ในเดือนเพ็ญและพระจันทร์เต็มดวง เราเข้าไปยังโรงทาน
เพื่อให้ทาน. ในบทนั้นโยชนาแก้ไว้ว่า เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาคเข้าไป
หน้า 174
ข้อ 9
ยังโรงทานเพื่อให้ทานทุกกึ่งเดือน. อนึ่ง ในกาลใดเมื่อเราเข้าไปอย่างนี้ได้
เข้าไปเพื่อให้ทานในวันอุโบสถเดือนเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ครั้งหนึ่ง. ในกาลนั้น
พราหมณ์ชาวแคว้นกาลิงคะได้เข้าไปหาเรา. บทว่า ปจฺจยํ นาคํ คือมงคล
หัตถี ชื่อว่าปัจจัยนาค. เพราะในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ แม้ช้างเที่ยวไป
ในอากาศเชือกหนึ่ง นำลูกช้างเผือกตลอดตัวเป็นช้างที่เขาถือว่าเป็นมงคลยิ่ง
มาปล่อยไว้ในที่ของมงคลหัตถีแล้วก็กลับไป. เพราะช้างนั้นได้มาเพราะ
พระมหาสัตว์เป็นปัจจัย จึงตั้งชื่อว่าปัจจัยนาค. เราขึ้นช้างมงคลนั้นที่ชื่อว่า
ปัจจัยนาคเข้าไปยังโรงทานเพื่อให้ทาน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พราหมณ์ทั้งหลายชาวกาลิงครัฐได้มาหา
เรา ได้มาขอพระยาคชสารทรงอันประกอบด้วย
มุงคลหัตถีกะเราว่า ชนบทฝนไม่ตกเกิดทุพ-
ภิกขภัยอดอยากมากมาย ขอพระองค์โปรด
พระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ เผือก
ผ่องอันเป็นช้างมงคลอุดม.
ในบทเหล่านั้น คาถามีอาทิว่า กาลิงฺครฏฺวิสยา มาแล้วแม้ในกุรุราช-
จริยาในหนหลัง. เพราะฉะนั้น ความแห่งคาถาเหล่านั้นและกถามรรค พึง
ทราบตามนัยดังกล่าวแล้วในกุรุราชจริยานั้นนั่นแล. แต่ในที่นี้พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ เป็นช้างเผือกผ่องเป็นมงคลอุดม.
พระโพธิสัตว์นั้นทรงขึ้นคอพระยาคชสาร เมื่อจะทรงประกาศความยินดี
อย่างยิ่งในทานของพระองค์ว่า :-
หน้า 175
ข้อ 9
พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกะเรา เราย่อม
ให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนเร้นของ
ที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน.
ทรงปฏิญาณว่า :-
เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้ามไม่สมควร
แก่เรา กุสลสมาทานของเราอย่าทำลายเสีย เรา
จักให้คชสารตัวประเสริฐ.
แล้วเสด็จลงจากคอคชสาร ทรงพิจารณาเพื่อตรวจดูสถานที่มีมิได้ตก
แต่ง มิได้ทรงเห็นสถานที่ที่มิได้ตกแต่ง จึงทรงจับพระเต้าทองเต็มไปด้วย
น้ำหอมเจือดอกไม้ ตรัสว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงมาข้างนี้ แล้วทรงจับงวง
คชสารเช่นกับพวงเงินที่ตกแต่งแล้ววางไว้บนมือของพวกพราหมณ์ ทรงหลั่ง
น้ำแล้วพระราชทานพระยาคชสารที่ตกแต่งไว้เป็นอย่างดีแก่พวกพราหมณ์.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราได้จับงวงพระยาคชสารวางลงบนมือ
พราหมณ์ แล้วจึงหลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือ ได้
ให้พระยาคชสารแก่พราหมณ์ทั้งหลาย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ คือไทยธรรมอันมีอยู่. บทว่า นปฺปฏิ-
คุยฺหามิ คือไม่ปกปิด. เพราะผู้ใดคิดว่า ของของตนต้องเป็นของเราเท่านั้น
หน้า 176
ข้อ 9
ดังนี้. หรือเขาขอแล้วปฏิเสธ. ผู้นั้นชื่อว่าปกปิดแม้ของที่ตั้งไว้ต่อหน้าผู้ขอ
ทั้งหลายโดยใจความ. ส่วนพระมหาสัตว์มีพระประสงค์จะพระราชทาน ทาน
ภายในตั้งแต่ศีรษะเป็นต้นของพระองค์. จะทรงปฏิเสธทานภายนอกได้
อย่างไร. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สนฺตํ นปฺปฏิคุยฺหามิ
เราไม่ซ่อนเร้นของมีอยู่. ดังที่ตรัสไว้ว่า ทาเน เม รมเต มโน ใจของเรา
ยินดีในทานดังนี้. บทที่เหลือมีความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล
เครื่องประดับที่เท้าทั้ง ๔ ของคชสารนั้น มีค่า ๔๐๐,๐๐๐. เครื่อง
ประดับที่ข้างทั้งสอง มีค่า ๒๐๐,๐๐๐. ผ้ากัมพลที่ใต้ท้อง มีค่า ๑๐๐,๐๐๐. ข่าย
บนหลัง ๓ ข่าย คือ ข่ายแก้วมุกดา ข่ายแก้วมณี ข่ายทองคำ มีค่า ๓๐๐,๐๐๐.
เครื่องประดับหูทั้งสองข้าง มีค่า ๒๐๐,๐๐๐. ผ้ากัมพลที่ลาดบนหลัง มีค่า
๑๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับกระพอง มีค่า ๑๐๐,๐๐๐ พวงมาลัย ๓ พวง มีค่า
๓๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับปลายหู มีค่า ๑๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับงาทั้งสองข้าง
มีค่า ๒๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับตาบทาบทีงวง มีค่า ๑๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับ
หาง มีค่า ๑๐๐,๐๐๐. บันไดพาด มีค่า ๑๐๐,๐๐๐. ภาชนะใส่อาหาร มีค่า
๑๐๐,๐๐๐. ของประมาณเท่านี้ มีค่าสองล้านสี่แสนนอกจากของที่หาค่ามิได้.
ของหาค่ามิได้ ๖ อย่างเหล่านี้คือ แก้วมณีที่พุ่มฉัตร ๑ จุฬามณี ๑ แก้ว
มุกดาหาร ๑ แก้วมณีที่ขอ ๑ แก้วมุกดาหารที่สวมคอคชสาร ๑ แก้วมณี
ที่กระพอง ๑ แม้ช้างก็หาค่ามิได้เหมือนกัน รวมของหาค่ามิได้ ๗ อย่าง
กับช้าง. พระโพธิสัตว์ได้พระราชทานของทั้งหมดเหล่านั้นแก่พราหมณ์ทั้ง
หน้า 177
ข้อ 9
หลาย อนึ่งได้พระราชทานตระกูลบำรุงช้าง ๕๐๐ ตระกูลพร้อมด้วยควานช้าง
และคนเลี้ยงช้าง. อนึ่ง พร้อมกับพระราชทานได้เกิดอัศจรรย์มีแผ่นดินไหว
เป็นต้น. โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
เมื่อเราได้ให้พระยาคชสารอันอุดมเผือก
ผ่องอีก แม้ในกาลนั้นแผ่นดิน. เขาสิเนรุราช
และป่าก็ได้หวั่นไหว.
ในเมื่อเราให้คชสารอันประเสริฐ ความ
น่ากลัว ความสยดสยองพองขนได้เกิดขึ้น
แผ่นดินก็หวั่นไหว.
บทว่า ตสฺส นาคสฺส ทาเนน เพราะให้คชสารนั้นคือเพราะ
บริจาคมงคลหัตถีนั้น พร้อมด้วยสิ่งของเครื่องประดับมีค่าสองล้านสี่แสนกับ
ของอันหาค่ามิได้อีก ๖ อย่าง. บทว่า สิวโย คือ สีพีราชกุมารทั้งหลาย
และชาวแคว้นสีพี. อนึ่งบทว่า สิวโย นี้เป็นหัวข้อเทศนา. เพราะเหล่า
อำมาตย์ ชุมชน พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท ชาวเมือง ชาว
แคว้นทั้งสิ้น ทั้งหมด ยกเว้น พระสญชัยมหาราช พระนางผุสดี และ
พระนางมัทรี ชื่อว่า ชาวสีพีในบทว่า สิวโย นั้น. บทว่า กุทฺธา พากัน
โกรธเคือง คือโกรธเคืองพระโพธิสัตว์ด้วยเทวดาดลใจ. บทว่า สมาคตา
คือประชุมกัน.
หน้า 178
ข้อ 9
นัยว่าพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นได้คชสารแล้วก็ขึ้นคชสารนั้นเข้าไป
ทางประตูใหญ่พากันดื่มถวายพระพร ณ ท่ามกลางพระนคร. อนึ่ง เมื่อมหา
ชนพูดกันว่า พราหมณ์ผู้เจริญท่านขี่ช้างของเรามาจากไหน พราหมณ์ทั้ง
หลายบอกว่า พระเวสสันดรมหาราช พระราชทานแก่พวกเรา พวกท่าน
เป็นใคร แล้วโบกมือไล่ พากันเดินทางต่อไป.
ลำดับนั้นมหาชนมีพวกอำมาตย์เป็นต้น พากันมาประชุมที่ประตู
พระราชวังกล่าวโทษว่า พระราชาควรพระราชทานทรัพย์ ข้าวเปลือก นา
ไร่สวน หรือทาสหญิงชายและนางกำนัลแก่พวกพราหมณ์. พระเวสสันดร
มหาราช พระราชทานมงคลหัตถีอันเป็นช้างพระที่นั่งนี้ไปได้อย่างไร. บัดนี้
พวกเราจักไม่ให้ราชสมบัติต้องพินาศไปอย่างนี้ จึงกราบทูลความนั้นแด่
พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราช พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชทรงเห็นด้วยตามคำ
แนะนำ รับจะทำตาม แล้วก็พากันกลับไป. แต่พวกพราหมณ์ยังได้กราบทูล
ว่า :-
พระองค์อย่าฆ่าพระเวสสันดรนั้น ด้วย
ท่อนไม้ หรือศัสตราเลยพระเวสสันดรนั้นไม่
ควรแก่เครื่องพันธนาการเลย แต่ขอพระองค์
จงขับไล่พระเวสสันดรออกจากแว่นแคว้นไป
อยู่ ณ เขาวางกตเถิด พระเจ้าข้า.
หน้า 179
ข้อ 9
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปพฺพาเชสุํ สกา รฏฺา, วงฺกํ คจฺฉตุ
ปพฺพตํ ชาวกรุงสีพีประชุมกันขับไล่เราจากแคว้นของตนว่า จงไปยังเขา
วงกต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพาเชสุํ พากันขับไล่ คือได้ทำความพยายาม
เพื่อให้ไปอยู่ภายนอกจากราชสมบัติ.
แม้พระราชาก็ทรงดำริว่า นี้เป็นปฏิปักษ์ใหญ่หลวงนัก เอาเถิดโอรส
ของเราจงอยู่ภายนอกราชสมบัติสักเล็กน้อยก่อนแล้วตรัสว่า :-
หากชาวเมืองสีพีมีความพอใจเช่นนั้น เรา
ก็ไม่ขัดความพอใจ แต่ขอให้โอรสของเราอยู่
บริโภคกามทั้งหลายตลอดคืนนี้ก่อน จากนั้น
เมื่อสิ้นราตรีพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวเมืองสีพี
จงพร้อมใจกันขับไล่ เธอจงออกจากแว่น
แคว้นเถิด.
แล้วส่งนักการไปยังสำนักของพระโอรสด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงบอก
ข่าวนี้แก่โอรสของเรา.
แม้พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสถามถึงเหตุผลว่า :-
หน้า 180
ข้อ 9
ดูก่อนนักการชาวกรุงสีพี พากันโกรธเรา
ในเพราะเรื่องอะไร เรายังไม่เห็นความชั่วของ
เรา ท่านจงบอกความชั่วนั้นแก่เรา เพราะ
เหตุไรจึงพากันขับไล่เรา.
เมื่อนักการกราบทูลว่า เพราะพระองค์พระราชทานคชสาร พระ-
เจ้าข้า พระเวสสันดรทรงมีความโสมนัสยิ่งนัก ตรัสว่า :-
เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงินทอง แก้ว.
มุกดา แก้วไพฑูรย์ และแก้วมณี เป็นเพียง
ทรัพย์ภายนอกของเรา จะเป็นอะไร.
เมื่อยาจกมา ถึงแล้วเห็นยาจกแล้ว จะ
ให้แขนขวา ซ้าย เราไม่หวั่นไหว เพราะใจของ
เรายินดีในทาน.
ชาวกรุงสีพีทั้งปวง จงขับไล่ หรือจงฆ่า
เราก็ตาม หรือจงตัดเราเป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด
เราจักงดการให้ทานเสียมิได้เลย.
แล้วมีพระดำรัสต่อไปว่า ชาวเมืองทั้งหลายจงให้โอกาสแก่เรา เพื่อ
ให้ทานสักวันหนึ่งเถิด พรุ่งนี้เราให้ทานแล้วในวันที่ ๓ จักไป แล้วทรงส่ง
หน้า 181
ข้อ 9
นักการไปยังสำนักของพวกพราหมณ์ รับสั่งกะอำมาตย์ผู้ดูแลราชกิจทั้งปวง
ว่า. พรุ่งนี้เราจักให้สัตตสดกมหาทาน ( การให้ทานครั้งใหม่อย่างละ ๗๐๐)
คือช้าง ๗๐๐ ม้า ๗๐๐ รถ ๗๐๐ หญิง ๗๐๐ โคนม ๗๐๐ ทาสชาย ๗๐๐
ทาสหญิง ๗๐๐. ท่านจงเตรียมไว้. จงจัดตั้งข้าวและน้ำเป็นต้น หลายๆ อย่าง
อันเป็นของควรให้ทั้งหมด แล้วพระองค์องค์เดียวเท่านั้น เสด็จไปยังที่ประทับ
ของพระนางมัทรี แล้วตรัสว่า ดูก่อนแม่มัทรีน้อมเมื่อจะฝังทรัพย์อันจะติด
ตามไป พึงให้ในผู้มีศีลทั้งหลาย แล้วทรงชักชวนพระนางมัทรีในการ
บริจาคทาน ทรงแจ้งถึงเหตุที่พระองค์จะเสด็จไปให้พระนางทรงทราบแล้ว
ตรัสว่า พี่จักไปอยู่ป่า ขอให้น้องจงอยู่ในพระนครนี้เถิด อย่าติดตามไปเลย.
พระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่พระราชสวามี หม่อมฉันเว้นพระองค์เสียแล้วจัก
ขออยู่แม้วันเดียว.
ในวันที่สอง พระเวสันดรทรงบริจาคสัตตสดกมหาทาน. เมื่อพระ-
เวสสันดรทรงบริจาคสัตตสดกมหาทานนั่นเองก็ถึงเวลาเย็น. พระองค์เสด็จ
โดยรถที่ตกแต่งแล้วไปเฝ้าพระมารดาพระบิดา ทูลลาพระมารดาพระบิดาว่า
พรุ่งนี้ลูกจักไป เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่ทรงประสงค์ทรงพระกันแสงมีน้ำ
พระเนตรนองพระพักตร์ พระเวสสันดรถวายบังคมแล้วกระทำประทักษิณ
เสด็จออกจากที่นั้น ในวันนั้นพระองค์ประทับอยู่ในพระราชนิเวศน์ของ
พระองค์ วันรุ่งขึ้นทรงดำริว่า เราจักไปละจึงเสด็จลงจากปราสาท. พระ-
นางมัทรีแม้พระสัสสุ ( แม่ผัว ) พระสัสสุระ ( พ่อผัว ) ขอร้องโดยนัยต่าง ๆ
หน้า 182
ข้อ 9
ให้กลับก็มิได้ทรงเชื่อฟังพระดำรัสของพระสัสสุและพระสัสสุระ ถวายบังคม
แล้วทรงกระทำประทักษิณ ทรงอำลาบรรดาสตรีที่เหลือ พาพระโอรสและ
ธิดาทั้งสองเสด็จไปหาพระเวสสันดรก่อนประทับยืนอยู่บนรถ.
พระมหาบุรุษเสด็จขึ้นรถประทับยืนบนรถทรงอำลามหาชน ทรง
ประทานโอวาทแก่มหาชนว่า พวกท่านจงอย่าประมาทกระทำบุญมีทานเป็น
ต้น แล้วเสด็จออกจากพระนคร. พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า
โอรสของเราปลาบปลื้มอยู่กับการให้ทาน จงให้ทานเถิด จึงทรงส่งเกวียน
เต็มไปด้วยรตนะ ๗ ประการพร้อมด้วยเครื่องอาภรณ์ไปทั้งสองข้าง. พระ-
มหาบุรุษพระราชทานเครื่องประดับที่ติดไปกับพระวรกายของพระองค์ แก่
ยาจกที่เข้าไปขอถึง ๑๘ ครั้ง ได้พระราชทานสิ่งที่เหลือจนหมด. พระองค์
เสด็จออกจากพระนคร ได้มีพระประสงค์จะเหลียวทอดพระเนตรพระนคร.
ทันใดนั้น ด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ มหาปฐพีในที่ชั่วคันรถได้แยกหมุน
กลับทำรถให้บ่ายหน้าไปยังพระนคร. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรที่ประทับ
ของพระชนกชนนี. ด้วยพระมหากรุณานั้นมหาปฐพีก็ได้ไหว. ดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เตสํ นิจฺฉุภมานานํ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น. บทว่า นิจฺฉุภมานานํ คือเมื่อชาวกรุงสีพีเหล่านั้น
คร่าออกไป คือขับไล่. หรือเมื่อกษัตริย์เหล่านั้นเสด็จออกไป. บทว่า มหา-
ทานํ ปวตฺเตตุํ คือเพื่อบริจาคสัตตสดกมหาทาน. บทว่า อยาจิสฺสํ คือ
เราได้ขอแล้ว. บทว่า สาวยิตฺวา คือประกาศ. บทว่า กณฺณเภรึ คือ
หน้า 183
ข้อ 9
กลองใหญ่คู่หนึ่ง. บทว่า ททามหํ คือเราให้มหาทาน. บทว่า อเถตฺถ
ในโรงทานนี้ คือเมื่อเราให้ทานในโรงทานนี้. บทว่า ตุมูโล คือเสียงดัง
กึกก้องอึงมี่. บทว่า เภรโว คือน่ากลัว. จริงอยู่เสียงนั้นทำให้คนอื่นกลัว
เว้นพระมหาสัตว์. เพื่อทรงแสดงอาการที่เสียงนั้นให้เกิดความกลัวจึงตรัสว่า
ทาเนนิมํ ดังนี้ ความว่า ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรมหาราชนี้
ออกจากแว่นแคว้น เพราะเหตุการให้. แม้กระนั้นพระเวสสันดรมหาราชนี้
ก็ยังให้ทานเช่นนั้นอยู่อีก.
บัดนี้เพื่อทรงแสดงทานนั้น จึงตรัสคาถาว่า หตฺถึ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ควํ คือแม่โคนม. บทว่า จตฺวาหึ รถํ ทตฺวา
เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัวและรถ คือม้าชื่อว่า วาหิน เพราะนำไป อธิบายว่า
ให้ม้าสินธพาอาชาไนย ๔ ตัว และรถแก่พวกพราหมณ์.
จริงอยู่พระมหาสัตว์ เมื่อเสด็จออกจากพระนครอย่างนั้น ทรงให้
อำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ และชนที่เหลือซึ่งมีหน้านองด้วยน้ำตา ติดตามไป กลับ
ทรงขับรถไปด้วยพระองค์เอง ตรัสกะพระนางมัทรีว่า นี่แน่ะน้องหากมียาจก
ตามมาข้างหลัง. น้องคอยดูด้วย. พระนางมัทรีประทับนั่งดูอยู่. ลำดับนั้น
พราหมณ์ ๔ คนไม่อาจมาทันรับสัตตสดกมหาทานของพระองค์ และทานที่
พระองค์ทรงบริจาคในขณะเสด็จได้จึงพากันเดินทางมาถามว่า พระเวสสันดร
ประทับอยู่ที่ไหน เมื่อเขาตอบว่า พระองค์ทรงให้ทานเสด็จโดยรถกลับไป
แล้ว จึงคิดว่าเราจักขอม้า จึงติดตามไป. พระนางมัทรีทรงเห็นพราหมณ์
หน้า 184
ข้อ 9
เหล่านั้นเดินมา จึงกราบทูลว่า ยาจกมาแล้วพระเจ้าพี่. พระมหาสัตว์ทรง
จอดรถ. พวกพราหมณ์เหล่านั้นจึงกราบทูลขอม้า. พระมหาสัตว์ทรงให้ม้า.
พวกพราหมณ์รับม้าแล้วก็พากันกลับ. ก็เมื่อพระราชทานม้าแล้ว แอกรถก็
ตั้งอยู่บนอากาศนั่นเอง. ลำดับนั้นเทพบุตร ๔ องค์มาด้วยเพศของละมั่งรับ
แอกรถไว้แล้วลากไป. พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า ละมั่งนั้นเป็นเทพบุตร
จึงตรัสกะพระนางมัทรีว่า :-
ดูก่อนแม่มัทรี เชิญดูเถิด เนื้อละมั่ง
ปรากฏรูปร่างงดงาม เหมือนม้าที่ชำนาญพาเรา
ไป
ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตรูปํว มีรูปน่าอัศจรรย์. บทว่า ทกฺ-
ขิณสฺสา คือเหมือนม้าที่ชำนาญพาเราไป.
ครั้งนั้นพราหมณ์อีกคนหนึ่งมาทูลขอรถที่กำลังแล่นอยู่นั้น. พระ-
มหาสัตว์ทรงให้โอรสและมเหสีลง พระราชทานรถ. เมื่อพระราชทานรถ
แล้ว เทพบุตรก็หายไป. ตั้งแต่นั้นกษัตริย์ทั้ง พระองค์ก็ทรงดำเนินด้วย
พระบาท.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนแม่มัทรี น้องอุ้มกัณหา พี่จะ
อุ้มพ่อชาลี ทั้งของพระองค์ก็เอาพระกุมารกุมารีทั้งสองเข้าเอวไป ทรง
สนทนาปราศรัยเป็นที่รักซึ่งกันและกัน. ตรัสถามทางที่จะไปเขาวงกตกะพวก
หน้า 185
ข้อ 9
มนุษย์ที่เดินสวนทางมา. เมื่อต้นไม้ผลโน้มลงมาเอง ก็เก็บผลไม้ให้พระโอรส
และธิดา เพราะเทวดาผู้ใคร่ประโยชน์ย่อทางให้ จึงบรรลุถึงเจตรัฐในวันนั้น
นั่นเอง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จตฺวาหึ รถํ ทตฺวา เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวา จาตุมฺมหาปเถ ยืนอยู่ที่ทางใหญ่
แยก ความว่า ยืนอยู่ที่ทาง แพร่ง เพราะทางที่ตนมาและทางที่พราหมณ์
นั้นมาทะลุบรรจบกัน แล้วให้รถแก่พราหมณ์นั้น. บทว่า เอกากิโย คือ
ผู้เดียวไม่มี เพราะไม่มีเพื่อนมีอำมาตย์และเสวกเป็นต้น. ดังที่ท่านกล่าวว่า
อทุติโย ไม่มีเพื่อน. บทว่า มทฺทิเทวึ อิทมพฺรวิ คือได้กล่าวกะพระนาง
มัทรีเทวีดังนี้. บทว่า ปทุมํ ปุณฺฑรีกํ ว ดุจดอกประทุม และดุจบัวขาว
บทว่า ภณฺหาชินคฺคาหี ประนางมัทรีทรงอุ้มแก้วกัณหา. บทว่า อภิชาตา
คือสมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า วิสมํ สมํ คือภูมิประเทศขรุขระและเรียบ
บทว่า เอนฺติ คือมา. บทว่า อนุมคฺเค ปฏิปฺปเถ คือเดินตามมาก็ดี
สวนทางก็ดี. พึงเห็นว่าลบ วา ศัพท์เสีย. บทว่า กรุณํ คือสงสาร. อธิบายว่า
คือความเป็นผู้ประกอบด้วยกรุณา. บทว่า ทุกฺขํ เต ปฏิเวเทนฺติ กษัตริย์
เหล่านั้นคงได้เสวยทุกข์อย่างยิ่ง คือกษัตริย์เหล่านี้เป็นสุขุมาลชาติ ทรง
ดำเนินด้วยพระบาทอย่างนี้ เขาวงกตจากนี้ยังอีกไกล เพราะเหตุนั้นกษัตริย์
เหล่านั้น ตนเองได้รับทุกข์เพราะความสงสารในพวกเราในครั้งนั้น. หรือ
เสวยทุกข์อันเกิดขึ้นแก่ตน.
หน้า 186
ข้อ 9
บทว่า ปวเน คือในป่าใหญ่. บทว่า ผลิเน คือมีผล. บทว่า
อุพฺพิทฺธา คือสูงมาก. บทว่า อุปคจฺฉนฺจิ ทารเก ความว่า ต้นไม้ทั้งหลาย
โน้มกิ่งเข้าหาพระกุมารกุมารีเอง โดยที่พระกุมารกุมารีเอื้อมพระหัตถ์จับดึง.
บทว่า อจิฉริยํ คือประกอบด้วยความอัศจรรย์ คือควรแก่ปรบมือให้.
ชื่อว่า อพฺภูตํ เพราะไม่เคยมีมาก่อน. ชื่อว่า โลมหํสนํ เพราะสามารถ
ทำให้ขนลุกขนพอง. บทว่า สาหุการํ คือสาธุการ. ชื่อว่า สพฺพงฺคโส-
ภณา เพราะมีอวัยวะทั้งหมดงดงาม. บทว่า อจฺเฉรํ วต คือน่าอัศจรรย์.
บทว่า เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน คือด้วยบุญญานุภาพของพระเวสสันดร. บทว่า
สงฺขิปึสุ ปถํ ยกฺขา ทวยเทพย่นทางให้ คือทวยเทพ อันบุญเดชของ
พระโพธิสัตว์กระตุ้นจึงย่นทางให้ คือทำให้สั้น. ทำดุจกรุณาในพระกุมาร-
กุมารี ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนุกมฺปาย ทารเก คือด้วยความ
เอ็นดูในพระกุมารกุมารี. เพราะภูเขาชื่อว่า สุวรรณคิริตาละ จากกรุงเชตุดร
๕ โยชน์. แม่น้ำชื่อว่า โกนติมารา จากภูเขานั้น ๕ โยชน์. ภูเขาชื่อว่า
มารัญชนาคีรีจากแม่น้ำนั้น ๕ โยชน์. บ้านทัณฑพราหมณคาม จากภูเขา
นั้น ๕ โยชน์. มาตุลนครจากบ้านทัณฑพราหมณคามนั้น ๑๐ โยชน์. รวม
๓๐ โยชน์ จากกรุงเชตุดรถึงแคว้นนั้น. ทวยเทพอันบุญเดชของพระโพธิ-
สัตว์กระตุ้นจึงย่นทางให้. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์จึงล่วงพ้นที่ทั้งหมดนั้น
เพียงวันเดียวเท่านั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า นิกฺขนฺตทิวเสเยว
เจตรฏฺมุปาคมุํ ในวันที่เราออกจากกรุงสีพีนั้นเอง เราทั้ง ๔ ได้ไปถึง
เจตรัฐ.
หน้า 187
ข้อ 9
พระมหาสัตว์เสด็จถึงมาตุลนคร แคว้นเจตรัฐในตอนเย็นประทับนั่ง
ในศาลาใกล้ประตูพระนครนั้น. ลำดับนั้นพระนางมัทรี ทรงเช็ดธุลีที่
พระบาทของพระมหาสัตว์แล้วทรงนวดพระบาท ทรงดำริว่า เราจักให้ชน
ทั้งหลายรู้ว่า พระเวสสันดรเสด็จมาจึงเสด็จออกจากศาลา ประทับยืนที่
ประตูศาลา พอที่พระเวสสันดรจะทรงเห็น. บรรดาสตรีที่เข้าออกพระนคร
เห็นพระนางมัทรี จึงพากันแวดล้อม.
มหาชนเห็นพระนางมัทรีพระเวสสันดร และพระโอรสเสด็จมาอย่าง
นั้นจึงไปกราบทูลพระราชา. พระราชา ๖๐,๐๐๐ ทรงกันแสงร่ำไร พากัน
ไปเฝ้าพระเวสสันดร บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง แล้วจึงทูล
ถามถึงเหตุที่เสด็จมาอย่างนั้น.
พระมหาสัตว์ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชทานคชสาร.
พระราชาเหล่านั้นได้สดับดังนั้นแล้วจึงปรึกษากันมอบราชสมบัติแก่พระองค์.
พระมหาบุรุษตรัสว่า การที่เราจะรับราชสมบัติของพวกท่านยกไว้ก่อนเถิด.
พระราชาขับไล่เราออกจากแว่นแคว้น. เพราะฉะนั้นเราจักไปเขาวงกต แม้
พระราชาเหล่านั้นทูลวิงวอนให้ประทับอยู่ ณ เจตรัฐนั้นมีประการต่าง ๆ ก็
มิได้ทรงพอพระทัยจะรับ ทรงขอร้องให้พระราชาเหล่านั้นจัดอารักขา ประ-
ทับอยู่ ณ ศาลานั้น ตลอดราตรี รุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ เสวยพระกระยาหารมีรส
เลิศต่าง ๆ แล้ว แวดล้อมด้วยพระราชาเหล่านั้น เสด็จออกไปสิ้นทาง ๑๕
โยชน์ ประทับ ณ ประตูป่า รับสั่งให้พระราชาเหล่านั้นกลับ ได้เสด็จไป
หน้า 188
ข้อ 9
ตามทางที่พระราชาเหล่านั้นทูล สิ้นหนทาง ๑๕ โยชน์ข้างหน้า. ดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลนั้นพระราชา ๖๐,๐๐๐ องค์ อยู่ใน
มาตุลนคร ต่างก็ประนมกรพากันร้องไห้มาหา
เราเจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราช
เหล่านี้ อยู่ ณ ที่นั้น ให้โอรสของพระเจ้าเจต-
ราชเหล่านั้น กลับที่ประตูนั้นแล้ว ได้ไปยัง
เขาวงกต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ วตฺเตตฺวา สลฺลาปํ คือเจรจาปรา-
ศรัยด้วยคำให้เกิดความเบิกบานกับพระราชาที่มาประชุมกัน ณ ที่นั้น. บทว่า
เจตปุตฺเตหิ คือโอรสของพระราชาเจตราช. บทว่า เต ตโต นิกฺขมิตฺ-
วาน คือให้พระราชาเหล่านั้นกลับที่ประตู ประตูป่านั้น. บทว่า วงฺกํ อคมุ
ปพฺพตํ เรา ๔ คน ได้มุ่งไปเขาวงกต.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์เสด็จไปตามทางที่พระเจตราชทูล เสด็จถึง
ภูเขาคันธมาทน์ ทรงเห็นภูเขานั้น ประทับอยู่ ณ ที่นั้น จากนั้นทรงมุ่ง
พระพักตร์ตรงไปยังทิศอุดร เสด็จไปถึงเชิงเขาเวปุลลบรรพตประทับนั่ง ณ
ฝั่งแม่น้ำเกตุมดี เสวยน้ำผึ้งและเนื้อที่พรานป่าถวาย พระราชทานเข็มทองคำ
แก่พรานป่า ทรงสรงสนาน ทรงดื่มระงับความกระวนกระวาย เสด็จออก
หน้า 189
ข้อ 9
จากฝั่งน้ำไปประทับนั่งพักผ่อน ณ โคนต้นไทร ชื่อตั้งอยู่ใกล้ยอดสานุบรรพต
เสด็จลุกไปทรงบริหารพระวรกาย ณ นาลิกบรรพต เสด็จไปยังสระมุจลินท์
เสด็จถึงปลายทิศตะวันออกเฉียงเหนือทางฝั่งของสระ เสด็จเข้าไปยังช่องป่า
โดยทางเดินทางเดียวเท่านั้น เลยช่องป่าไปถึงสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม ข้าง
หน้าน้ำพุ เป็นภูเขาเข้าไปลำบาก.
ขณะนั้นท้าวสักกะทรงรำพึงว่า พระมหาสัตว์เสด็จเข้าไปยังหิมวันต-
ประเทศ ควรจะได้ที่ประทับ จึงทรงส่งวิษณุกรรมเทพบุตรไป มีเทวบัญชาว่า
ท่านจงไปสร้างอาศรมบท ณ ที่รื่นรมย์ในหลืบภูเขาวงกต. วิษณุกรรมเทพ-
บุตรรับเทวบัญชาแล้วจึงไปสร้างบรรณศาลาสองหลัง ที่จงกรมสองที่ ที่พัก
กลางคืนและกลางวันสองแห่ง ปลูกไม้ดอกมีดอกสวยงามต่าง ๆ ไม้ผล กอดอก
ไม้ และสวนกล้วยเป็นต้น ณ ที่นั้น ๆ แล้วมอบบริขารบรรพชิตทั้งหมดให้
จารึกอักษรไว้ว่า ผู้ที่ประสงค์จะบรรพชา จงถือเอาเถิด แล้วมิให้อมนุษย์
เนื้อและนกที่มีเสียงน่ากลัวรบกวน เสร็จแล้วกลับไปยังที่ของตน.
พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นทางเดินทางเดียวทรงดำริว่า คงจัก
เป็นที่อยู่ของนักบวช จึงให้พระนางมัทรี พระโอรสและธิดาประทับอยู่ ณ
ที่นั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบท ทอดพระเนตรเห็นอักษร ทรงดำริว่า ท้าว
สักกะทรงประทาน จึงทรงเปิดประตูบรรณศาลาเสด็จเข้าไป เอาพระขรรค์
และธนูออก เปลื้องผ้าสาฎก ทรงถือเพศฤาษี ถือไม้เท้าเสด็จออกไปหาพระ-
กุมารกุมารี ด้วยความสงบเช่นกับพระปัจเจกพุทธเจ้า.
หน้า 190
ข้อ 9
แม้พระนางมัทรีเทวี ทรงเห็นพระมหาสัตว์ก็ทรงหมอบแทบพระบาท
ทรงกันแสงเสด็จเข้าอาศรมกับพระมหาสัตว์ แล้วเสด็จไปยังบรรณศาลาของ
พระนาง ทรงถือเพศเป็นฤาษี. ภายหลังทรงให้พระกุมารกุมารีเป็นดาบส
กุมาร.
พระโพธิสัตว์ทรงขอพรพระนางมัทรีว่า ตั้งแต่นี้ไปเราเป็นนักบวช
แล้ว. ธรรมดาสตรีย่อมเป็นมลทินแก่พรหมจรรย์. บัดนี้เธออย่ามาหาเรา
ในกาลอันไม่สมควรเลย. พระนางรับว่าดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วขอพรพระ-
มหาสัตว์บ้างว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์ทรงแลดูโอรสธิดาอยู่ ณ บรรณ-
ศาลานี้เถิด หม่อมฉันจักแสวงหาผลาผลมาถวาย. ตั้งแต่นั้นพระนางมัทรีก็
ทรงนำผลาผลมาแต่ป่าทรงปรนนิบัติชนทั้ง ๓. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ประ-
ทับอยู่ ณ หลืบภูเขาวงกตประมาณ ๗ เดือน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า อามนฺตยิตฺวา เทวินฺโท วิสฺสกมฺมํ มหิทฺธิกํ ท้าวสักกะจอมเทพ
ตรัสเรียกวิษณุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากมาดังนี้เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยิตฺวา คือตรัสเรียก. บทว่า มหิทฺธิกํ
คือผู้ประกอบด้วยฤทธิ์มาก. บทว่า อสฺสมํ สุกตํ คือให้สร้างอาศรมบท
ให้ดี. ความว่า บรรณศาลาอันสมควรเป็นที่ประทับของพระเวสสันดรน่า-
รื่นรมย์. บทว่า สุมาปุยา คือให้สร้างให้ดี. บทว่า อาณาเปสิ เป็นคำ
ที่เหลือ. บทว่า สุมาปยิ คือให้สร้างโดยชอบ.
หน้า 191
ข้อ 9
บทว่า อสุญฺโ คืออ่าศรนั้นไม่ว่างฉันใด เราเป็นผู้ไม่ว่างเพราะ
ทำอาศรมนั้นไม่ให้ว่าง. ปาฐะว่า อสุญฺเ คือเรารักษาเด็กทั้งสองคนอยู่
ในอาศรมอันไม่ว่าง ด้วยการอยู่ของเรา คือเราตั้งอยู่ในอาศรมนั้น. ด้วย
อานุภาพแห่งเมตตาของพระโพธิสัตว์ แม้สัตว์เดียรัจฉานทั้งปวงก็ได้เมตตา
ในที่ ๓ โยชน์โดยรอบ.
เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ ประทับอยู่ ณ เขาวงกตนั้น พราหมณ์
ชูชก ชาวเมืองกลิงครัฐ เมื่อภรรยาชื่อว่าอมิตตตาปนา พูดว่าเราไม่สามารถ
จะทำการซ้อมข้าว ตักน้ำ หุงข้าวยาคู และข้าวสวยแก่ท่านได้เป็นนิจ. ท่าน
จงนำทาสชายหรือทาสหญิงมารับใช้เราเถิด ชูชกกล่าวว่า น้องเอ๋ย เราหรือ
ก็ยากจน จะได้ทาสชายหรือทาสหญิงแต่ไหนมาให้น้องได้เล่า. เมื่อนาง-
อมิตตตาปนาบอกว่า ก็พระราชาเวสสันดรนั่นอย่างไรเล่า พระองค์ประทับ
อยู่ที่เขาวงกต ท่านจงขอพระโอรสธิดาของพระองค์มาให้เป็นคนรับใช้เรา
เถิด ชูชกไม่อาจละเลยถ้อยคำของนางได้ เพราะว่าที่มีใจผูกพันนางด้วยอำ-
นาจกิเลส จึงให้นางเตรียมสะเบียง เดินทางถึงกรุงเชตุดรโดยลำดับ แล้ว
ทำว่า พระเวสสันดรมหาราชอยู่ที่ไหน.
มหาชนต่างเกรี้ยวกราดว่า ของพวกเรา เพราะทรงให้ทานยาจก
พวกนี้จึงต้องถูกเนรเทศออกจากแว่นแคว้น. อีตาพราหมณ์เฒ่าผู้นี้ทำให้
พระราชาของพวกเราได้รับความพินาศแล้วยังมีหน้ามาถึงที่นี้อีก ต่างถือ
ก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ด่าว่าติดตามพราหมณ์ไป.
หน้า 192
ข้อ 9
พราหมณ์ชูชกนั้นเทวดาดลใจออกจากกรุงเชตุดร แล้วเดินตรงไปยัง
ทางที่จะไปเขาวงกต ถึงประตูป่าโดยลำดับ หยั่งลงสู่ป่าใหญ่ หลงทางเที่ยว
ไป เตลิดไปพบกับเจตบุตรซึ่งพระราชาเหล่านั้นทรงตั้งไว้เพื่ออาริกขาพระ-
โพธิสัตว์. เจตบุตรถามว่า จะไปไหนพราหมณ์. ชูชกบอกว่า จะไปหา
พระเวสสันดรมหาราช. เจตบุตรคิดว่าอีตาพราหมณ์นี้น่าจะไปทูลขอพระ
โอรสธิดาหรือพระเทวีของพระเวสสันดรเป็นแน่ จึงขู่ตะคอกว่า พราหมณ์
ท่านอย่าไปที่นั้นนะ. หากไปเราจะตัดหัวท่านเสียที่นี่แหละ แล้วให้สุนัข
ของเรากิน ชูชกถูกขู่ก็กลัวตายจึงกล่าวเท็จว่า พระชนกของพระเวสสันดร
ส่งเราเป็นทูตมาด้วยหมายใจว่าจักนำพระเวสสันดรกลับพระนคร
เจตบุตรได้ฟังดังนั้นก็ร่าเริงยินดี แสดงความเคารพนับถือพราหมณ์
จึงบอกทางไปเขาวงคตให้แก่พราหมณ์. พราหมณ์เดินทางออกจากนั้นใน
ระหว่างทาง ได้พบกับอัจจุตดาบสจึงถามถึงหนทาง เมื่ออัจจุติดาบสบอก
หนทางให้ จึงเดินไปตามทางตามเครื่องหมายที่อัจจุตดาบสบอก ถึงที่ตั้ง
อาศรมบทของพระโพธิสัตว์โดยลำดับ จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ในเวลาที่
พระนางมัทรีเทวีไปหาผลไม้ แล้วทูลขอพระกุมารกุมารีทั้งสอง ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ ชูชกพราหมณ์
เดินเข้ามาหาเรา ได้ขอบุตรทั้งสองของเรา
คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา.
หน้า 193
ข้อ 9
เมื่อพราหมณ์ทูลขอพระกุมารกุมารีอย่างนี้แล้วพระมหาสัตว์ทรงเกิด
โสมนัสด้วยพระประสงค์ว่า นานแล้วยาจกมิได้มาหาเรา วันนี้เราจักบำเพ็ญ
ทานบารมีโดยไม่ให้เหลือ ทรงยังจิตของพราหมณ์ให้ยินดีดุจวางถุงทรัพย์
๑,๐๐๐ ลงบนมือที่เหยียดออก และยังหลืบเขานั้นทั้งสิ้นให้บรรลือตรัสว่า
เราให้ลูกทั้งสองของเราแก่ท่าน. ส่วนพระนางมัทรีเทวีไปป่าเพื่อหาผลาผล
แต่เช้าตรู่จักกลับก็ตอนเย็น. อนึ่งเมื่อนางมัทรีกลับ ท่านจงแสดงลูกทั้งสอง
นั้นจงดื่มเคี้ยวรากไม้และผลาผล อยู่ค้างสักคืนหนึ่ง พอหายเมื่อย เช้าตรู่
จึงค่อยไป. พราหมณ์คิดว่า พระเวสสันดรนี้พระราชทานพระกุมารกุมารี
เพราะมีพระอัธยาศัยกว้างขวางแท้ แต่พระนางมัทรีพระมารดามีความรัก
บุตรกลับมาจะพึงทำอันตรายแก่ทานได้. ถ้ากระไรเราจะทูลแค่นไค้พระเวส-
สันดรนี้แล้ว พาโอรสทั้งสองไปวันนี้ให้จงได้จึงกราบทูลว่า หากพระองค์
พระราชทานพระโอรสทั้งสองแก่ข้าพระองค์แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะ
แสดงกะพระมัทรีแล้วจึงส่งไป. ข้าพระองค์จักขอพาโอรสทั้งสองไปในวันนี้
แหละ พระเจ้าข้า. พระเวสสันดรตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ หากท่านไม่
ปรารถนาจะเห็นพระนางมัทรีราชบุตรี. ท่านจงพาทารกทั้งสองนี้ไปยัง
กรุงเชตุดร. ณ ที่นั้น พระสญชัยมหาราชจักรับทารกทั้งสองแล้วพระราช-
ทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน. ท่านจักมีทาสหญิงทาสชายได้ด้วยทรัพย์นั้น
และท่านก็จะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย. อีกประการหนึ่งทารกทั้งสองนี้ก็เป็นสุขุ-
มาลชาติ เธอทั้งสองนั้นจักปรนนิบัติท่านได้อย่างไรเล่า.
หน้า 194
ข้อ 9
พราหมณ์ทูลว่า ข้าพระองค์มิอาจจะทำอย่างนั้นได้ ข้าพระองค์เกรง
พระราชอาญา. ข้าพระองค์จักนำไปบ้านของข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า.
ทารกทั้งสองได้สดับการสนทนาของพระบิดาและพราหมณ์ คิดว่า พระบิดา
มีพระประสงค์จะพระราชทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ จึงเลี่ยงไปยังสระ
โบกขรณีแอบที่กอประทุม. พราหมณ์ไม่เห็นพระกุมารกุมารี จึงทูลว่า
พระองค์ตรัสว่า จะพระราชทานทารกทั้งสองแล้วให้ทารกทั้งสองหนีไป
แล้วจึงทูลต่อว่าว่า นั่นเป็นอุบายวิธีที่ดีงามของพระองค์.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงรีบลุกขึ้นเที่ยวตามหาพระกุมารกุมารี
ทรงเห็นทั้งสองแอบอยู่ที่กอปทุมจึงตรัสว่า ลูกรักทั้งสองจงขึ้นมาเถิด. ลูก
ทั้งสองอย่าได้ทำอันตรายแก่ทานบารมีของพ่อเลย. จงให้อัธยาศัยในทาน
ของพ่อถึงที่สุดเถิด. อนึ่ง พราหมณ์ผู้นี้พาลูกทั้งสองไปแล้วก็จักไปหา
พระเจ้าสญชัยมหาราชซึ่งเป็นพระอัยกาของลูก. พ่อชาลีลูกรัก ลูกต้องการ
จะเป็นไทก็พึงให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง แก่พราหมณ์แล้วก็จะได้เป็นไท. ดูก่อน
แม่กัณหาชินาลูกรัก ลูกควรให้สิ่งละ ๑๐๐ คือทาสชาย ๑๐๐ ทาสหญิง ๑๐๐
ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ ทองคำ ๑๐๐ แท่ง แล้วลูกก็จะพึง
เป็นไท ทรงตีราคาค่าตัวลูกทั้งสองดังนี้แล้วทรงปลอบพากลับไปยังอาศรมบท
เอาคนโทใส่น้ำแล้วหลั่งน้ำลงในมือของพราหมณ์ ทำให้เป็นปัจจัยแห่ง
พระสัพพัญญุตญาณ ทรงเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ยังมหาปฐพีให้บรรลือ
กัมปนาท ได้พระราชทานบุตรเป็นที่รัก. แม้ในจริยานี้ก็ได้มีแผ่นดินไหว
หน้า 195
ข้อ 9
เป็นต้นโดยนัยดังกล่าวแล้วในจริยาก่อน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
เพราะได้เห็นยาจกเข้ามาหา ความร่าเริง
เกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้นเราได้พาบุตรทั้งสอง
มาให้แก่พราหมณ์ เมื่อเราสละบุตรทั้งสอง
ของตนให้แก่ชูชกพราหมณ์ในกาลใด แม้ใน
กาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราชก็หวั่นไหว.
ครั้งนั้น พราหมณ์เอาเถาวัลย์ผูกพระหัตถ์ฉุดคร่าทารกทั้งสองผู้ไม่
อยากจะไป. ในพระหัตถ์ที่ผูกนั้นโลหิตไหลออกจากผิวหนัง. พราหมณ์เอา
ท่อนเถาวัลย์ ตี ฉุดคร่าไป. พระกุมารกุมารีทรงเหลียวดูพระบิดาแล้วทูล
ว่า :-
ข้าแต่พระบิดา พระมารดาก็เสด็จไปป่า
พระบิดาก็ทรงเห็นแต่ลูกทั้งสอง พระบิดา
อย่าเพิ่งทรงให้ลูกไปเลยจนกว่าพระมารดาจะ
กลับมา เมื่อนั้นแหละอีตาพราหมณ์เฒ่า จะ
ขายหรือจะฆ่าลูกทั้งสองก็ตามที.
ทูลต่อไปอีก มีอาทิว่า อีตาพราหมณ์เฒ่านี้ร้ายกาจนัก ทำการ
หยาบช้า
หน้า 196
ข้อ 9
จะเป็นมนุษย์ หรือยักษ์ กินเนื้อและ
เลือดออกจากบ้านมาสู่ป่า จะมาขอทรัพย์กะ
พระบิดา เมื่อตาพราหมณ์เฒ่าปีศาจจะนำลูก
ไป ไฉนพระบิดาจึงทรงมองดูเฉยอยู่เล่า.
ทั้งของพระกุมารกุมารีต่างกันแสงไห้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธนํ ได้แก่ทรัพย์คือบุตร.
ชูชก เมื่อพระกุมารกุมารีร่ำไห้อยู่อย่างนั้นก็โบยฉุดกระชากหลีกไป.
พระมหาสัตว์ทรงเกิดความเศร้าโศกเป็นกำลัง ด้วยความสงสารลูกทั้งสองที่
ร้องไห้ และด้วยความไม่สงสารของพราหมณ์ ในขณะนั้นเองทรงรำลึกถึง
ประเพณีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. ทรงตำหนิพระองค์ว่า ธรรมดา
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทรงละมหาบริจาค ๕ แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า
แม้เราก็เป็นผู้หนึ่งของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น บริจาคบุตรทาน และมหา
บริจาคอย่างใดอย่างหนึ่ง. เพราะฉะนั้น ดูก่อนเจ้าเวสสันดรการให้ทาน
แล้วเดือดร้อนในภายหลังไม่สมควรแก่เจ้าเลย. แล้วทรงเตือนพระองค์ว่า
ตั้งแต่เวลาที่เราให้ทานแล้วอะไร ๆ ก็มิได้เป็นของเจ้า ทรงอธิษฐาน กุสล-
สมาทานมั่นคง ประทับนั่ง ณ ประตูบรรณศาลา ดุจพระปฏิมาทองคำ
นั่งบนแผ่นหิน ฉะนั้น.
หน้า 197
ข้อ 9
ลำดับนั้น พระนางมัทรีเทวีหาบผลาผลจากป่าเสด็จกลับ เทพยดา
ทั้งหลายจึงแปลงกายเป็นมฤคร้ายกั้นทางไว้ด้วยดำริว่า พระนางมัทรีจงอย่า
เป็นอันตรายแก่ทานของพระมหาสัตว์เลย เมื่อมฤคร้ายหลีกไปแล้วพระนาง
เสด็จถึงอาศรมช้าไป ทรงดำริว่าวันนี้เราฝันไม่ดีเลย และเกิดนิมิตร้ายขึ้นอีก.
จักเป็นอย่างไรหนอ เสด็จเข้าไปยังอาศรมไม่ทรงเห็นพระกุมารกุมารี จึงเข้า
ไปหาพระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสอง
ของเรา. ลูกทั้งสองไปเสียที่ไหนเล่าเพคะ. พระโพธิสัตว์ทรงนิ่ง. พระนาง
มัทรีค้นหาลูกทั้งสอง เที่ยวหาในที่นั้น ๆ มิได้ทรงเห็นจึงกลับไปทูลถามอีก.
พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เราจักให้แม่มัทรีละความเศร้าโศกถึงบุตร
ด้วยถ้อยคำหยาบจึงตรัสว่า :-
แม่มัทรีผู้มีรูปสมบัติอันประเสริฐ เป็น
ราชบุตรี เป็นผู้มียศเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร
แต่เช้ามิใช่หรือ ไฉนเจ้าจึงกลับมาจนเย็น
เล่า.
เมื่อพระนางทูลถึงเหตุที่ทำให้ล่าช้าก็มิได้ตรัสอะไรๆ ถึงทารกทั้งสอง
อีกเลย. พระนางมัทรีด้วยความเศร้าโศกถึงบุตรคิดถึงบุตร จึงรีบออกป่า
ค้นหาบุตรอีก. สถานที่ที่พระนางมัทรีเที่ยวค้นหาในราตรีเดียวคำนวณดู
แล้วประมาณ ๑๕ โยชน์. ครั้นรุ่งสว่างพระนางได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์
หน้า 198
ข้อ 9
ประทับยืน ถูกความโศกมีกำลังครอบงำเพราะไม่เห็นลูกจึงล้มสลบลงบนพื้น
ดินแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์นั้นดุจกล้วยถูกตัด.
พระโพธิสัตว์ทรงหวั่นไหวด้วยทรงสำคัญว่า พระนางมัทรีสิ้นพระ-
ชนม์ ทรงเกิดความโศกใหญ่หลวง ดำรงพระสติมั่น ทรงดำริว่า เราจักรู้ว่า
แม่มัทรียังมีชีวิตอยู่ หรือไม่มี แม้ตลอด ๗ เดือนไม่เคยถูกต้องกายกันเลย
เพราะไม่มีอย่างอื่นจึงทรงยกพระเศียรของนางวางบนพระอุรุ (ขา) เอาน้ำ
พรมลูบคลำ พระอุระพระหัตถ์ และพระหทัย. พระนางมัทรีล่วงไปเล็ก
น้อยก็ได้พระสติบังเกิดหิริโอตตัปปะทูลถามว่า ลูกทั้งสองไปไหน. พระ-
โพธิสัตว์ว่า ดูก่อนเทวี พี่ได้ให้บุตรของเราเพื่อเป็นทาสแก่พราหมณ์
คนหนึ่งซึ่งมาขอกะพี่ เมื่อพระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่พระองค์เพราะเหตุไร
พระเจ้าพี่ทรงให้ลูกทั้งสองแก่พราหมณ์แล้วจึงไม่บอกแก่น้องปล่อยให้ร้องไห้
เที่ยวหาอยู่ตลอดคืนเล่า ตรัสว่า เมื่อพี่บอกเสียก่อน น้องก็จะมีทุกข์ใจมาก.
แต่บัดนี้ทุกข์เบาบางลงแล้ว พระองค์จึงทรงปลอบพระมัทรีว่า :-
ดูก่อนแม่มัทรีน้องจงดูพี่ อย่าปรารถนา
ที่จะเห็นลูกเลย อย่ากันแสงไปนักเลย เรา
ไม่มีโรคยังมีชีวิตอยู่ คงจะได้พบลูก เป็น
แน่แท้.
แล้วตรัสต่อไปว่า :-
หน้า 199
ข้อ 9
สัตบุรุษเห็นยาจกมาขอทาน แล้วพึงให้
บุตร สัตว์เลี้ยง ข้าวเปลือก และทรัพย์
อย่างอื่นอันมีอยู่ในเรือน. ดูก่อนแม่มัทรี
น้องจงอนุโมทนาบุตรทาน อันสูงสุดของ
พี่เถิด.
แล้วทรงให้พระนางมัทรีอนุโมทนาบุตรทานของพระองค์
แม้พระนางมัทรีก็ทูลอนุโมทนาว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ น้องขอ
อนุโมทนาบุตรทาน อันสูงสุดของพระเจ้าพี่
ครั้นพระเจ้าพี่พระราชทานบุตรแล้ว ขอจงทรง
ยังพระทัยให้ผ่องใส จงทรงบำเพ็ญทานให้
ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก.
เมื่อกษัตริย์ทั้งสองทรงสนทนากันเป็นที่สำราญพระทัยของกันและ
กันอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะจึงทรงดำริว่า เมื่อวานพระมหาบุรุษยังปฐพีให้
กึกก้องกัมปนาท ได้พระราชทานพระโอรสธิดาแก่ชูชก. บัดนี้จะมีบุรุษชั่ว
เราเข้าไปหาพระองค์ แล้วทูลขอพระมัทรีเทวีก็จะพาเอาไปเสียอีก. แต่นั้น
พระราชาโพธิสัตว์ก็จะหมดที่พึ่ง. เอาเถิดเราจะแปลงเพศเป็นพราหมณ์
หน้า 200
ข้อ 9
เข้าไปหาพระองค์ทูลขอพระนางมัทรี ทำให้พระโพธิสัตว์ทรงถือเอายอด
พระบารมี แล้วจักไม่ทรงกระทำสิ่งที่ไม่ควรสละให้แก่ใคร ๆ อีกแล้ว
จักมาคืนพระนางมัทรีนั้นแก่พระโพธิสัตว์. ท้าวสักกะจึงแปลงเพศเป็น
พราหมณ์ ในตอนพระอาทิตย์ขึ้นได้ไปหาพระโพธิสัตว์ พระมหาบุรุษ
ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้น ทรงเกิดปีติโสมนัสว่า แขกของเรามาแล้ว
ทรงกระทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับพราหมณ์นั้น แล้วตรัสถามว่า
ท่านพราหมณ์ท่านมาที่นี้เพื่อประสงค์อะไร.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทูลขอพระนางมัทรีเทวี. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์
เสด็จลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรี ผู้มีศีล
มีจริยาวัตรอันงามกะเราอีก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุนเทว คือภายหลังจากวันที่เราให้ลูก
ทั้งสองนั่นแล. อธิบายว่า ในลำดับนั้นนั่นแล. บทว่า โอรุยฺห คือลง
จากเทวโลก. บทว่า พฺราหฺมณสนฺนิโภ คือแปลงเพศเป็นพราหมณ์
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์มิได้ตรัสว่า เมื่อวานนี้เราได้ให้ลูกทั้งสอง
แก่พราหมณ์ แม้เราก็อยู่ผู้เดียวเท่านั้นในป่า. เราจักให้แม่มัทรีผู้มีศีล
ปฏิบัติสามีดีแก่ท่านได้อย่างไร. มีพระทัยมิได้ถดถอย เพราะไม่สละ
หน้า 201
ข้อ 9
เพราะไม่ผูกมัด ดุจวางรัตนะอันหาค่ามิได้ลงในมือที่เหยียดออกทรงร่าเริง
ยินดีดุจยังคิรีให้กึกก้องกัมปนาทว่า วันนี้ทานบารมีของเราจักถึงที่สุด
ตรัสว่า :-
ท่านพราหมณ์ เราจะให้ เราไม่หวั่นไหว
ท่านขอสิ่งใดกะเรา เราไม่ซ่อนเร้นที่มีอยู่นั้น
ใจของเรายินดีในทาน.
ทรงรีบเอาน้ำใส่คนโทแล้วหลั่งน้ำลงในมือพราหมณ์ได้พระราชทาน
ภรรยาให้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรามีความดำริแห่งใจเลื่อมใส เราจับ
พระหัตถ์พระนางมัทรี ยังฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ
ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทกญฺชลิ คือยังมือให้เต็มด้วยน้ำ. อนึ่ง
บทว่า อุทกํ เป็นปฐมาวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ์. ความว่า ยังมือคือ
ฝ่ามือที่เหยียดออกของพราหมณ์นั้นให้เต็มด้วยน้ำ. บทว่า ปสนฺนมนสงฺ-
กปฺโป คือมีความดำริแห่งใจเลื่อมใสแล้วด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอันเกิด
ขึ้นแล้วว่า เราจักยังที่สุดแห่งทานบารมีให้ถึงด้วยการบริจาคภริยานี้ แล้ว
จักบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแน่นอน.
หน้า 202
ข้อ 9
ในขณะนั้นนั่นเอง ได้ปรากฏปาฏิหาริย์ทั้งปวงมีประการดังได้กล่าว
มาแล้วในหนหลัง. หมู่เทพ หมู่พรหม ได้เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งว่า
บัดนี้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ไม่ไกล. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เมื่อเราให้พระนางมัทรีทวยเทพในท้องฟ้า
ต่างเบิกบาน แม้ในครั้งนั้น แผ่นดิน เขา-
สิเนรุราช ก็หวั่นไหว.
อนึ่ง เมื่อเราให้พระนางมัทรีเทวี ไม่มีร้องไห้หน้าเศร้าหรือเพียง
คิ้วขมวด. พระนางมัทรีเทวีได้มีพระดำริอย่างเดียวว่า จะทำสิ่งที่พระสวามี
ปรารถนา. พระนางมัทรีตรัสต่อไปว่า :-
เราเป็นราชกุมารี ได้เป็นภริยาของท่าน
ผู้ใด ท่านผู้นั้นก็เป็นเจ้าของ เป็นอิสระใน
ตัวเรา เมื่อปรารถนาจะให้เราแก่ผู้ใดก็ให้ได้
หรือจะขายก็ได้ จะฆ่าเสียก็ได้.
แม้พระมหาบุรุษก็ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุต-
ญาณเท่านั้น เรารักยิ่งกว่าแม่มัทรี ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. ขอทาน
ของเรานี้จงเป็นปัจจัยแห่งการรู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณเถิดแล้ว
พระราชทาน ทาน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 203
ข้อ 9
เมื่อเราสละพ่อชาลี แม่กัณหาชินาผู้เป็น
ธิดาและพระนางมัทรีผู้จงรักสามี ไม่คิดถึง
เลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง. บุตร
ทั้งสองเราก็ไม่เกลียด พระนางมัทรีเราก็ไม่
เกลียด แต่สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา.
เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้บุตรและภริยาอัน
เป็นที่รักของเราอีกครั้งหนึ่ง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จชมาโน น จินฺเตสิ คือเมื่อเราสละ
ก็มิได้คิดถึงด้วยความเดือดร้อน. อริบายว่า เราสละแล้วก็เป็นอันสละไปเลย.
ในบทนี้สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็เพราะเหตุไรเล่าพระมหาบุรุษจึงทรงสละ
บุตรภริยาของพระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นกษัตริย์ โดยให้เป็นทาสของ
ผู้อื่น. เพราะการทำผู้เป็นไทบางพวก ไม่ให้เป็นไท มิใช่สิ่งที่ดี. ตอบว่า
เพราะเป็นธรรมสมควร. จริงอยู่การเข้าถึงพุทธการกรรม เป็นธรรมดานี้
คือ การบริจาควัตถุที่เขาหวงว่า นี้ของเราเนื่องในตนทั้งปวงได้โดยไม่
เหลือ. จริงอยู่การสละวัตถุที่เขาหวงว่า ของเราแก่ยาจกผู้ขอจะไม่สมควร
แก่พระโพธิสัตว์ ผู้ถึงความขวนขวายเพื่อบำเพ็ญทวนบารมีปราศจากการ
กำหนดไทยธรรมและปฏิคาหกก็หามิได้. แม้นี้ก็เป็นธรรมอันสมควรมีมา
แต่เก่าก่อน. ธรรมที่ประพฤติสะสมมาสม่ำเสมอนี้ เป็นวงศ์ของตระกูล
หน้า 204
ข้อ 9
เป็นประเพณีของตระกูลของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง คือการบริจาคของทุกสิ่ง.
แต่โดยพิเศษออกไปในข้อนั้นก็คือการบริจาคสิ่งอันเป็นที่รักกว่า. จริงอยู่
พระโพธิสัตว์บางองค์เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงบริจาคมหาบริจาค ๕
เหล่านี้ คือ บริจาคทรัพย์มีความเป็นอิสระในราชสมบัติเป็นต้นอันสืบวงค์
มา ๑ การบริจาคอวัยวะ มีศีรษะ และนัยน์ตาเป็นต้นของตน ๑ บริจาค
ชีวิตอันเป็นที่รัก ๑ บริจาคบุตรเป็นที่รักผู้จะดำรงวงศ์ตระกูล ๑ บริจาค
ภริยาเป็นที่รักมีความประพฤติเป็นที่ชอบใจ ๑ เคยมีมาแล้วมิใช่หรือ. เป็น
ความจริงดังนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุมังคละครั้งเป็น
พระโพธิสัตว์ทรงแสวงหาโพธิญาณประทับอยู่ ณ ภูเขาลูกหนึ่งพร้อมด้วย
บุตรภรรยาในอัตภาพที่ ๓ จากอัตภาพก่อนมียักษ์ ชื่อว่า ขรทาฐิกะ
( เขี้ยวแหลม ) ได้ฟังว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการให้ จึงแปลงเพศ
เป็นพราหมณ์ เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ขอทารกทั้งสอง.
พระมหาสัตว์เบิกบานใจว่า เราจะให้บุตรทั้งสองแก่พราหมณ์ ยัง
ปฐพีมีน้ำเป็นที่สุดให้หวั่นไหวได้ให้ทารกทั้งสอง. ยักษ์ยืนพิงกระดานสำหรับ
ยึดในที่สุดที่จงกรม เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นอยู่นั่นเอง ได้เคี้ยวกินเด็กทั้งสอง
ดุจเง่าบัว. เมื่อพระมหาบุรุษแลดูปากของยักษ์ ซึ่งพ่นสายเลือดออกมาดุจ
เปลวไฟ ไม่ให้โอกาสแก่จิตตุปบาทเกิดขึ้นว่ายักษ์ลวงเรา เพราะความเป็นผู้
ฉลาดในอุบายได้อบรมดีมาแล้ว เพราะสภาพของธรรมในอดีตไม่มีปฏิสนธิ
และเพราะความย่ำยีของสังขารทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง
หน้า 205
ข้อ 9
เป็นต้น จึงเกิดโสมนัสขึ้นว่า ทานบารมีของเราเต็มแล้ว. เรายังประโยชน์
ใหญ่ให้สำเร็จแล้วได้บรรลุ ดังนี้ด้วยกองสังขารอันหาสาระมิได้ ผุพังไป
ตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวอย่างนี้. พระมหาสัตว์ทราบความดีงามแห่งจิตของตน ใน
ขณะนั้นอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น จึงตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลอันนี้ในอนาคต
ขอรัศมีของเราจงออกจากร่างกาย โดยทำนองเดียวกันนี้เถิด.
รัศมีจากสรีระของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น เพราะอาศัย
ความปรารถนานั้น ได้แผ่ซ่านตลอดโลกธาตุ ๑๐,๐๐๐ ตั้งอยู่เป็นนิจ. พระ-
โพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็อย่างนั้น สละสิ่งอันเป็นที่รักของตนและบุตรภรรยา
ก็รู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณ. อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่าบุรุษ
คนใดคนหนึ่งรับ จ้างทำการงานบ้านหรือชนบท ในสำนักของใคร ๆ พึงทำ
ทรัพย์หายไป ด้วยความประมาทของตนหรือของลูกน้อง. เขาถูกจับส่งเข้า
ไปยังเรือนจำ. เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราทำการงานของพระราชาน
เก็บทรัพย์ไว้ได้ประมาณเท่านี้ เราถูกพระราชานั้นส่งเข้าไปในเรือนจำ. หาก
เราอยู่ในเรือนจำนี้. ตนก็จนย่อยยับ. บุตรภรรยากรรมกรและบุรุษของเรา
ปราศจากอาชีพพึงถึงความพินาศย่อยยับ. ถ้ากระไรเราจักทูลพระราชา ทรง
ตั้งบุตรหรือพี่ชายน้องชายของตนไว้ในที่นี้แล้วพึงออกไป. เราพ้นจากเรือน-
จำนี้ ไม่ช้าก็จะรวบรวมทรัพย์ จากมิตร จากสหายแล้วถวายแด่พระราชา
แล้วปล่อยบุตรพี่ชายน้องชายนั้นจากเรือนจำ. เราเป็นผู้ไม่ประมาทจัก
กระทำสมบัติให้เสมือนเดิมด้วยกำลังความเพียร. บุรุษนั้นก็พึงทำอย่างนั้น
ฉันใด. พึงเห็นข้ออุปมาอุปมัยนี้ ฉันนั้น.
หน้า 206
ข้อ 9
ในข้อนั้นมีความเปรียบเทียบดังต่อไปนี้. การงานดุจพระราชา. สงสาร
ดุจเรือนจำ. พระมหาบุรุษผู้ท่องเที่ยวไปในสงสารด้วยอำนาจกรรม ดุจบุรุษ
ที่พระราชาตั้งไว้ในเรือนจำ. การที่พระมหาบุรุษให้บุตรเป็นต้นของตนแก่
คนอื่นแล้วปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ในวัฏฏะ ด้วยการได้พระ-
สัพพัญญุตญาณ ดุจการพ้นจากทุกข์ของบุตรหรือพี่น้องและของตน ซึ่งถูก
จำอยู่ในเรือนจำด้วยการพึ่งผู้อื่น. การถึงพร้อมด้วยสมบัติคือขอพระสัพพัญ-
ญุตญาณ มีทศพลญาณเป็นต้น ด้วยความเป็นพระพุทธเจ้า ของพระมหา-
บุรุษผู้ปราศจากทุกข์ในวัฏฏะด้วยอรหัตมรรค และการถึงพร้อมด้วยสมบัติมี
วิชา ๓ เป็นต้น ของผู้ทำตามคำสอนของตน ดุจการตั้งอยู่ในสมบัติตามความ
ประสงค์กับชนเหล่านั้นของบุรุษผู้พ้นทุกข์แล้ว เพราะเหตุนั้นการบริจาค
บุตรภรรยา ของพระมหาบุรุษทั้งหลาย จึงเป็นสภาพอันหาโทษมิได้ด้วย
ประการฉะนี้. โดยนัยนี้แล การทักท้วงใดในการบริจาคอวัยวะและชีวิตของ
พระโพธิสัตว์เหล่านั้น แม้การทักท้วงนั้นก็พึงทราบว่า บริสุทธิ์ดีแล้ว.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทรงให้พระนางมัทรีเทวีอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะทรง
บังเกิดความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ได้ทรงสรรเสริญด้วยการอนุโมทนาทาน
ของพระมหาบุรุษโดยนัยมีอาทิว่า :-
ข้าศึกทั้งหลายทิ้งที่เป็นของทิพย์และของ
มนุษย์ พระองค์ชนะได้ทั้งหมดปฐพี พระ-
หน้า 207
ข้อ 9
องค์ก็ให้กึกก้องได้ พระเกียรติศัพท์ของพระ-
องค์ก็ระบือไปถึงไตรทิพย์ เมือพระองค์ทรงให้
สิ่งที่ให้ได้ยาก กระทำสิ่งที่ทำได้ยาก คนที่
เป็นอสัตบุรุษก็ทำตามได้ยาก ธรรมของสัต-
บุรุษนำไปได้ยาก เพราะฉะนั้นคติของสัตบุรุษ
และอสัตบุรุษ จากโลกนี้ไปจึงต่างกัน อสัต-
บุรุษย่อมไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจูหา คือข้าศึก. บทว่า ทิพฺพา คือ
ผู้ห้ามยศอันเป็นทิพย์. บทว่า มานุสา ผู้ห้ามยศเป็นของมนุษย์. ก็ข้าศึก
เหล่านั้นเป็นใคร คือความตระหนี่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ความ
ตระหนี่ทั้งหมดนั้น อันพระมหาสัตว์ผู้ทรงให้บุตรภริยา ทรงชนะได้แล้ว.
บทว่า ทุทฺททํ ให้ได้ยาก คือเมื่อบุคคลเช่นท่านให้สิ่งที่ให้ได้ยากมีบุตร
ภริยาเป็นต้น กระทำสิ่งที่ทำได้ยากนั้น พระสาวกพระปัจเจกพุทธเจ้า และ
พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น กระทำตามไม่ได้จะกล่าวไปใยถึงอสัตตบุรุษ
ผู้มีความตระหนี่. เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษ นำไปได้ยาก คือธรรมอัน
เป็นข้อปฏิบัติของตน ึ คือพระมหาโพธิสัตว์ อันบุคคลอื่นตามไปได้ยาก.
ท้าวสักกะทรงสรรเสริญ ด้วยการอนุโมทนาพระมหาบุรุษอย่างนี้แล้ว
เมื่อจะทรงมอบพระนางมัทรีเทวีคืน จึงตรัสว่า :-
หน้า 208
ข้อ 9
ข้าพเจ้าขอถวายพระนางมัทรีอัครมเหสีผู้
มีพระวรกายงามพร้อม แก่พระองค์ พระองค์
เท่านั้นคู่ควรแก่พระนางมัทรี และพระนางมัทรี
ก็คู่ควรแก่พระองค์ผู้เป็นพระสวามี.
แล้วทรงมอบพระนางมัทรีคืน เสด็จประทับบนอากาศ รุ่งโรจน์ด้วย
พระอัตภาพเป็นทิพย์ ดุจดวงอาทิตย์อ่อน ๆ ประทับอยู่บนอากาศแสดงพระ-
องค์ตรัสว่า :-
ข้าแต่พระราชฤๅษี ข้าพเจ้าคือท้าวสักกะ
จอมเทพมายังสำนักของพระองค์ ขอพระองค์
จงทรงเลือกพร ข้าพระองค์จะถวายพร ๘ ประ-
การแก่พระองค์.
แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงขอพร ๘ ประการเหล่านี้ คือ ๑ ข้าแต่จอม-
เทพ ขอพระบิดาทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ. ๒ ขอให้
ข้าพระองค์ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องถึงประหารให้พ้นจากการประหาร ๓. ขอ
ให้ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย. ๔. ขอให้ข้าพระองค์อย่าได้
ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น อย่าได้ลุอำนาจของสัตว์. ๕ ขอให้โอรสของ
ข้าพระองค์มีอายุยืนนาน. ๖. ขอให้ไทยธรรมมีข้าวและน้ำเป็นต้นมีมาก
๗. ขอให้ข้าพระองค์มีจิตผ่องใส บริจาคไทยธรรมนั้นไม่รู้จักหมดสิ้น ๘ ขอ
หน้า 209
ข้อ 9
ให้ข้าพระองค์บริจาคมหาทานอย่างนี้ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ขอให้ไปสู่เทวโลก
กลับจากเทวโลกมาเกิดในมนุษยโลกนี้ ขอให้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ.
ท้าวสักกะตรัสว่า ในไม่ช้าพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชพระบิดาจัก
เสด็จมา ณ ที่นี้ รับพระองค์ไปดำรงในราชสมบัติ. อนึ่ง ความปรารถนา
ของพระองค์นอกนั้นทั้งหมด จักถึงที่สุด พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย. ขอ
พระองค์อย่าทรงประมาท. ครั้นประทานโอวาทแล้วก็เสด็จกลับเทวโลกทันที.
พระโพธิสัตว์และพระนางมัทรีเทวีทรงเบิกบานพระทัย ประทับอยู่ ณ อาศรม
ที่ท้าวสักกะประทานให้.
แม้เมื่อชูชกพาสองกุมารไป ทวยเทพก็ได้ทำการอารักขา. ทุก ๆ วัน
จะมีเทพธิดาองค์หนึ่งมาในตอนกลางคืน แปลงเพศเป็นพระนางมัทรีคอย
ดูแลสองกุมาร.
ชูชกนั้นเทวดาดลใจ คิดว่าจักไปกาลิงครัฐ แต่ก็บรรลุถึงกรุงเชตุดร
โดยกึ่งเดือน. พระราชาประทับนั่ง ณ ที่วินิจฉัย ทอดพระเนตรเห็นสอง
กุมารกับพราหมณ์ไปถึงพระลานหลวง ทรงจำได้รับสั่งให้เรียกสองกุมารกับ
พราหมณ์ ทรงสดับเรื่องราวนั้น จึงพระราชทานทรัพย์ตามจำนวนที่พระ-
โพธิสัตว์ทรงตีราคาไว้ไถ่สองกุมาร ให้สองกุมารสรงสนาน เสวยพระกระ-
ยาหาร ทรงตกแต่งด้วยเครื่องสรรพาลังการ พระราชาทรงให้พระชาลี
ประทับบนพระเพลา พระนางผุสดีทรงให้แก้วกัณหาชินาประทับบนพระ-
เพลา ทรงสดับถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ และพระนางมัทรีราชบุตรี.
หน้า 210
ข้อ 9
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วทรงสลดพระทัยว่า เราได้ทำลายความ
ดีงาม ทันใดนั้นเอง ทรงจัดกองทัพนับได้ ๑๒ อักโขภินี ( อักโขภินีหนึ่ง
เท่ากับร้อยล้านแสนโกฏิ ) ทรงมุ่งพระพักตร์เสด็จไปเขาวงกต พร้อมด้วย
พระนางผุสดีเทวี และสองกุมาร. เสด็จถึงโดยลำดับแล้วทรงเข้าไปหาพระ-
โอรสและพระสุณิสา.
พระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระปิยบุตร ไม่สามารถอดกลั้น
ความโศกได้ ทรงสลบล้มลง ณ ที่บรรณศาลานั่นเอง. พระนางมัทรี พระ-
ชนกชนนี และเหล่าอำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ ที่เป็นสหชาติต่างก็สลบไสลไปตาม ๆ
กัน. บรรดาผู้เห็นความกรุณานั้นไม่สามารถดำรงอยู่โดยความเป็นตนของตน
ได้. ตลอดอาศรมบท ได้เป็นเหมือนป่าสาละที่ถูกลมยุคันตวาตโหมกระหน่ำ
ฉะนั้น.
ท้าวสักกเทวราช เพื่อให้กษัตริย์และอำมาตย์ฟื้นจากสลบจึงบันดาล
ให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา. ผู้ประสงค์จะให้เปียกก็เปียก ดุจฝนตกลงใน
ใบบัว แล้วกลับกลายเป็นน้ำไหลไป. ทั้งหมดก็พ่น. แม้ในครั้งนั้นความ
อัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้น มีประการดังกล่าวแล้วในหนหลังก็ได้ปรากฏ
ขึ้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า :-
อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระชนกชนนีเสด็จมา
พร้อมกัน ณ ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้น
น่าสงสาร ตรัสถามถึงทุกข์สุขกันและกันอยู่
หน้า 211
ข้อ 9
เราได้เข้าเฝ้าพระชนกชนนีทั้งสอง ผู้เป็นที่
เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ แม้ในกาลนั้น
แผ่นดินเขาสิเนรุราช ก็หวั่นไหว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กรุณํ ปริเทวนฺเต คือเมื่อชนมาพร้อมกัน
ทั้งหมด มีพระชนกชนนีเป็นต้น ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร บทว่า
สลฺลปนฺเต สุขํ ทุกฺขํ คือตรัสถามถึงทุกข์สุข แล้วสนทนากันด้วยการ
ปฏิสันถาร. บทว่า หิโรตฺตปฺเปน ครุนา อุภินฺนํ เราได้เข้าเฝ้าพระชนก-
ชนนีผู้เป็นที่เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ คือเรามิได้มีจิตโกรธเคืองว่า ชน
เหล่านี้ขับไล่เราผู้เชื่อฟังคำของชาวสีพีไม่ประทุษร้าย ตั้งอยู่ในธรรม แล้ว
เข้าเฝ้าพระชนกชนนี ด้วยหิริโอตตัปปะ อันเกิดขึ้นด้วยความเคารพในธรรม
ในพระชนกชนนีเหล่านี้. ด้วยเหตุนั้น มหาปฐมพีจึงหวั่นไหวขึ้นในครั้งนั้น
ด้วยเดชะแห่งธรรมของเรา.
ลำดับนั้นพระเจ้ากรุงสญชัยมหาราช ทรงให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้
แล้วทรงมอบราชสมบัติให้ครอบครอง ในขณะนั้นเองทรงให้พระมหาสัตว์
ปลงพระเกศาและพระมัสสุเป็นต้น ให้ทรงสรงสนาน ทรงอภิเษกพระ-
มหาสัตว์ผู้ทรงตกแต่งด้วยสรรพาภรณ์งดงามดังเทวราช ไว้ในราชสมบัติ
พร้อมพระนางมัทรีเทวี ทันใดนั้นทรงลุกขึ้นพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า
ประมาณ ๑๒ อักโขภินี แวดล้อมพระโอรสรับสั่งให้ตกแต่งทาง ๖๐ โยชน์
ตั้งแต่เขาวงกตถึงกรุงเชตุดร เสด็จเข้าสู่พระนครโดยสวัสดี เป็นเวลา
สองเดือน.
หน้า 212
ข้อ 9
มหาชนได้เสวยปีติโสมนัสเป็นอันมาก. ต่างยกผืนผ้าเป็นต้น โบก
ไปมา. เที่ยวประโคมนันทเภรีไปทั่วพระนคร. สัตว์ทั้งปวงโดยที่สุด แมว
ที่อยู่ในเครื่องผูกมัด ก็ได้พ้นจากเครื่องผูกมัด. พระโพธิสัตว์ในวันเสด็จเข้า
สู่พระนครนั่นเอง ตอนใกล้รุ่งทรงดำริว่า พรุ่งนี้ตอนสว่าง ยาจกทั้งหลาย
ได้ข่าวว่า เรากลับมาก็จักพากันมา. เราจักให้อะไรแก่ยาจกเหล่านั้น.
ในขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรง
รำพึงอยู่ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ทันใดนั่นเองทรงบันดาลให้สิ่งของมีอยู่ตอน
ต้นและมีในตอนหลัง ของพระราชนิเวศน์เต็มประมาณเอว ประทานให้ตก
ดุจก้อนเมฆ. ฝนแก้ว ๗ ประการตกทั่วพระนครสูงปานเข่า. ดังที่พระผู้มี-
ภาคเจ้าตรัสว่า :-
อีกครั้งหนึ่ง เรากับบรรดาพระญาติของ
เราออกจากปาใหญ่ จักเข่าสู่กรุงเชตุดรอันน่า
รื่นรมย์ แก้ว ๗ ประการตกลง แล้วมหาเมฆ
ยังฝนให้ตก แม้ในกาลนั้น ปฐพี เขาสิเนรุราช
หวั่นไหว แม้แผ่นดินไม่มีจิตใจ ไม่รู้สุขและ
ทุกข์ก็หวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทาน
ของเรา ฉะนี้แล.
หน้า 213
ข้อ 9
เมื่อฝนแก้ว ๗ ประการตกอย่างนี้ รุ่งขึ้นพระมหาสัตว์ทรงดำริว่า
ทรัพย์ที่อยู่ในวัตถุที่มีอยู่ก่อนและมีทีหลังของตระกูลใด จงเป็นของตระกูล
นั้น แล้วพระราชทานให้นำส่วนที่เหลือมาใส่ไว้ในท้องพระคลัง รวมกับ
ทรัพย์ในวัตถุที่อยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แล้วทรงบริจาคมหาทาน.
บทว่า อเจตนายํ ปวี คือปฐพีนี้ใหญ่ปราศจากเจตนา แต่ทวย-
เทพประกอบด้วยเจตนา. บทว่า อวิญฺาย สุขํ ทุกฺขํ ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์
เพราะไม่มีเจตนานั่นเอง. แม้เมื่อมีการประกอบปัจจัยอันเป็นสุขเป็นทุกข์
ปฐพีนั้นก็มิได้เสวยปัจจัยนั้น. บทว่า สาปี ทานพลา มยฺหํ คือมหาปฐพี
นั้น แม้เป็นอย่างนั้นก็เพราะเหตุแห่งบุญญานุภาพแห่งการให้ของเรา. บทว่า
สตฺตกฺขตฺตุํ ปกมฺปถ ความว่า มหาปฐพีหวั่นไหวถึง ๗ ครั้งในฐานะ
เหล่านี้ คือในเมื่อเรามีอายุได้ ๘ ขวบเกิดอัธยาศัยในการให้ว่า เราพึงให้
แม้หัวใจและเนื้อเป็นต้น แก่ยาจกทั้งหลาย ในเมื่อให้มงคลหัตถี ในการ
ครั้งใหญ่จนถูกขับไล่ ในการให้บุตร ในการให้ภริยา ในคราวหมู่พระญาติ
มาพร้อมกันที่เขาวงกต ในคราวเข้าสู่พระนคร ในคราวฝนรตนะตก. พระ-
มหาสัตว์ทรงบริจาคมหาทานตราบเท่าพระชนมายุอันเป็นเหตุ ปรากฏความ
อัศจรรย์มีมหาปฐพีหวั่นไหวเป็นต้นสิ้น ๗ ครั้ง ในอัตภาพเดียวเท่านั้น เมื่อ
เสด็จสวรรคตได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยประการฉะนี้.
ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
หน้า 214
ข้อ 9
ครั้นพระเวสสันดรราช ผู้เป็นกษัตริย์มี
พระปัญญา พระราชทานมหาทาน ครั้นสวรรคต
แล้วก็ทรงอุบัติบนสวรรค์.
ชูชกในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. นางอมิตตตาปนา คือนาง-
จิญจมาณวิกา. เจตบุตร คือพระฉันนะ. อจุตดาบส คือพระสารีบุตรเถระ.
ท้าวสักกะ คือพระอนุรุทธะ. พระนางมัทรี คือมารดาพระราหุล. ชาลีกุมาร
คือพระราหุล. กัณหาชินา คือนางอุบลวรรณา. พระชนกชนนี คือตระกูล
มหาราช. บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท. พระเวสสันดรราช คือพระโลก-
นาถ.
แม้ใน เวสฺสนฺตรจริยา นี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือตาม
สมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. พึงประกาศคุณานุภาพของ
พระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้ อันเป็นเหตุปรากฏความอัศจรรย์หลายอย่าง มี
มหาปฐพีหวั่นไหวเป็นต้นถึง ๗ ครั้ง มีอาทิอย่างนี้ คือเมื่อพระมหาสัตว์
ทรงอยู่ในพระครรภ์ พระชนนีทรงแพ้พระครรภ์ เพราะมีพระประสงค์จะ
ทรงสละทรัพย์ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ทุก ๆ วัน. อนึ่ง เมื่อทรงให้ทานพระราชทรัพย์
ก็มิได้หมดสิ้นไป. ในขณะประสูตินั่นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ แล้วเปล่ง
พระวาจาว่า หม่อมฉันจักให้ทาน. มีอะไรบ้าง. เมื่อมีพระชนม์ได้ ๔ - ๕
พระพรรษา ความที่พระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้เครื่องประดับของพระ-
องค์แก่แม่นมทั้งหลาย อันเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้เลิศ. เมื่อพระชนม์ ๘
หน้า 215
ข้อ 9
พระพรรษา ความที่พระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้อวัยวะของพระองค์มี
หัวใจและเนื้อเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านั้น น่า
อัศจรรย์ทั้งไม่เคยมีอย่างนี้ แม้เพียงจิตเลื่อมใส
ในท่านเหล่านั้น ก็พึงพ้นจากทุกข์จะพูดไป
ทำไมถึงการทำตามท่านเหล่านั้น โดยธรรม
สมควรแก่ธรรม.
จบ อรรถกถาเวสสันตรจริยาที่ ๙
หน้า 216
ข้อ 10
๑๐. สสปัณฑิตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของสสบัณฑิต
[๑๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่าย
เที่ยวอยู่ในป่า มีหญ้า ใบไม้ ผักและผลไม้
เป็นภักษา เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ใน
กาลนั้น ลิง สุนัขจิ้งจอก ลูกนาคและเราเป็น
สหายอยู่ร่วมกัน มาพบกันทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า
เราสั่งสอนสหายเหล่านั้นในกุศลธรรมและ
อกุศลธรรมว่า ท่านทั้งหลาย จงเว้นบาปกรรม
เสีย จงตั้งอยู่ในกรรมอันงาม เราเห็นพระจันทร์
เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงนอกแก่สหายเหล่า
นั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายจง
ตระเตรียมทานทั้งหลายเพื่ออให้แก่ทักขิไณย.
บุคคลครั้นให้ทานแก่ทักขิไณยบุคคลแล้ว จง
รักษาอุโบสถ สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่า
สาธุ แล้วได้ตระเตรียมทานต่าง ๆ ตามสติกำลัง
แล้วแสวงหาทักขิไณยบุคคล เรานอนคิดถึง
หน้า 217
ข้อ 10
ทานอันสมควรแก่ทักขิไณยบุคคลว่า ถ้าเราพึง
ได้ทักขิไณยบุคคล เราจักให้อะไรเป็นทาน งา
ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวสาร และเปรียง ของ
เราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า เราไม่อาจให้
หญ้าได้ ถ้าทักขิไณยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง
เพื่อขอในสำนักของเรา เราพึงให้ตนของตน
ทักขิไณยบุคคลจักไม่ไปเปล่า ท้าวสักกะทรง
ทราบความดำริของเราแล้ว แปลงเพศเป็น
พราหมณ์เสด็จเข้ามายังสำนักของเรา เพื่อทรง
ทดลองทานของเรา เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้ว
ก็ยินดี ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านมาถึงในสำนัก
ของเรา เพราะเหตุแต่งอาหาร เป็นการดีแล
วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐที่ใคร ๆ ไม่เคย
ให้แก่ท่าน ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การ
เบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ท่าน ท่านจงไปนำ
เอาไม้ต่าง ๆ มาก่อไฟขึ้น เราจักปิ้งตัวของเรา
ท่านจักได้กินเนื้อที่สุก พราหมณ์นั้นรับคำ
หน้า 218
ข้อ 10
แล้ว มีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่าง ๆ มาได้ทำเชิง
ตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิง
ก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันทีเหมือนไฟนั้น
เป็นกองใหญ่ฉะนั้น เราสลัดตัวอันมีธุลีแล้ว
เข้าไปนั่งอยู่ข้างหนึ่ง ในเมื่อกองไม้อันไปติด
ทั่วแล้ว เป็นควันตะลบอยู่ ในกาลนั้น เรา
โดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ น้ำเย็น
อันผู้ใดผู้หนึ่งดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวน
กระวายและความร้อน ย่อมให้ความยินดี
และปีติ ฉันใดในกาลเมื่อเราเข้าไปยังไฟที่ลุก
โพลง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ความกระวนกระ-
วายทั้งปวงย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น
เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้น โดยไม่เหลือ คือ
ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และชิ้นเนื้อหทัย
แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.
จบ สสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐
หน้า 219
ข้อ 10
อรรถกถาสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ . บทว่า
ยทา โหมิ คือในกาลใดเราเป็น. บทว่า สสโก ความว่า ดูก่อนสารีบุตร
เราเที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ในกาลเมื่อเราเป็นสสปัณฑิต (กระต่าย). จริงอยู่
พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย แม้ถึงความเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของกรรมก็ยังบังเกิด
ในกำเนิดเดียรัจฉานเพื่ออนุเคราะห์สัตว์เดียรัจฉานเช่นนั้น. บทว่า ปวน-
จารโก คือผู้เที่ยวไปในป่าใหญ่ ชื่อว่า ติณปณฺณสากผลภกฺโข เพราะ
มีหญ้า มีหญ้าแพรกเป็นต้น ใบไม้ที่กอไม้ ผักอย่างใดอย่างหนึ่ง และผลไม้
ที่ตกจากจากต้นไม้. บทว่า ปรวิเหนวิวชฺชิโต คือเว้นจากการเบียดเบียนผู้
อื่น. บทว่า สุตฺตโปโต จ คือลูกนาก. บทว่า อหํ ตทา คือในกาล
เมื่อเราเป็นกระต่าย เราสอนสหายมีลิงเป็นต้น. บทว่า กิริเย กลฺยาณปาปเก
คือในกุสลกรรมและอกุสลกรรม. บทว่า ปาปานิ เป็นบทแสดงอาการพร่ำ
สอน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาปานิ ปริวชฺเชถ คือท่านทั้งหลายจงเว้น
บาปเหล่านี้ คือฆ่าสัตว์ ฯลฯ มิจฉาทิฏฐิ. บทว่า กลฺยหาเณ อภินิวิสฺสถ
ได้แก่กรรมดี คือทาน ศีล ฯลฯ การทำความเห็นให้ตรง. ท่านทั้งหลาย
จงตั้งอยู่ในกรรมดีนี้ ด้วยความเป็นผู้มีกาย วาจา ใจ ของตนให้อยู่เฉพาะ
หน้า. อธิบายว่า จงปฏิบัติกัลยาณปฏิบัตินี้เถิด.
พระมหาสัตว์แม้อุบัติในกำเนิดเดียรัจฉานอย่างนี้ ก็เป็นกัลยาณมิตร
เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยญาณ ทรงแสดงธรรมด้วยการให้โอวาทแก่สัตว์ทั้ง
หน้า 220
ข้อ 10
๓ เหล่านั้นผู้เข้าไปหาตามกาลเวลา. สัตว์ทั้ง ๓ เหล่านั้นรับโอวาทของพระ-
มหาสัตว์แล้วก็เข้าไปยังที่อยู่ของตน. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ พระโพธิสัตว์
มองดูอากาศ เห็นดวงจันทร์เต็มดวง จึงสอนว่าพวกท่านจงรักษาอุโบสถ
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ
จึงบอกแก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบ-
สถ ท่านทั้งหลายจงตระเตรียมทานทั้งหลาย
เพื่อให้แก่ทักขิไณยบุคคล ครั้นให้ทานแก่
ทักขิไณยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทํ ทิสฺวา น ปูริตํ คือเราเห็นพระ-
จันทร์ยังไม่เต็มดวงอีกเล็กน้อยในวัน ๑๔ ค่ำข้างแรม แต่ครั้นราตรีสว่าง
เวลาอรุณขึ้น ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ จึงบอกแก่สหายทั้งหลายของเรามีลิง
เป็นต้นเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ. เพราะฉะนั้นพึงประกอบ บทว่า
อาจิกฺขึ เราได้บอกแล้วอันเป็นวิธีปฏิบัติในวันอุโบสถนั้นด้วยบทมีอาทิว่า
ทานานิ ปฏิยาเทถ ท่านทั้งหลายจงเตรียมทานทั้งหลายเถิด. ในบทเหล่านั้น
บทว่า ทานานิ คือไทยธรรม. บทว่า ปฏิยาเทถ คือจงเตรียมตามสติตาม
กำลัง. บทว่า ทาตเว คือเพื่อให้. บทว่า อุปวสฺสถ คือจงทำอุโบสถกรรม
ได้แก่ จงรักษาอุโบสถศีล. การตั้งอยู่ในศีลแล้วให้ทานย่อมมีผลมาก. เพราะ
หน้า 221
ข้อ 10
ฉะนั้น เมื่อยาจกมาถึงพึงให้จากอาหารที่พวกท่านควรเคี้ยวกิน แล้วจึงกิน
ท่านแสดงไว้ดังนี้.
บทว่า เต สาธูติ สัตว์เหล่านั้นรับโอวาทของพระโพธิสัตว์ด้วย
ศีรษะ แล้วอธิษฐานองค์อุโบสถ. ในสัตว์เหล่านั้น ลูกนากไปฝั่งแม่น้ำแต่เช้า
ตรู่ด้วยคิดว่าเราจักหาอาหาร. ครั้งนั้นพรานเบ็ดคนหนึ่ง ตกปลาตะเพียนได้
๗ ตัว เอาเถาวัลย์ร้อยไว้แล้วหมกด้วยทรายที่ฝั่งแม่น้ำไปหาปลาต่อไป ตกลง
ไปทางใต้กระแสน้ำ. ลูกนากสูดกลิ่นปลาคุ้ยทรายเห็นปลาจึงนำออกประกาศ
๓ ครั้งว่า ปลาเหล่านี้มีเจ้าของไหม เมื่อไม่เห็นเจ้าของก็คาบที่เถาวัลย์วางไว้
ที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่าเราจักกินในเวลาอันควร. นอนนึกถึงศีล
ของตน. แม้สุนัขจิ้งจอกก็เที่ยวหาอาหาร เห็นเนื้อย่างสองชิ้น เหี้ยตัวหนึ่ง
หม้อนมส้มหม้อหนึ่ง ที่กระท่อมของตนเฝ้านาคนหนึ่ง ประกาศ ๓ ครั้งว่า
อาหารเหล่านี้มีเจ้าของไหม ครั้นไม่เห็นเจ้าของก็เอาเชือกที่ผูกหม้อนมส้ม
คล้องคอ คาบเนื้อย่างและเหี้ยวางไว้ที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่า
จักกินในเวลาอันสมควร นอนนึกถึงศีลของตน. แม้ลิงก็เข้าป่านำผล
มะม่วงมาวางไร้ที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่า จักกินในเวลาอันสมควร
นอนนึกถึงศีลของตน. ทั้ง ๓ สัตว์ก็คิดว่า โอ ยาจก จะพึงมาที่นี่ไหมหนอ.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่า สาธุ แล้ว
ได้ตระเตรียมทานต่าง ๆ ตามสติกำลัง แล้ว
หน้า 222
ข้อ 10
แสวงหาทักขิไณยบุคคล.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ออกในเวลาอันสมควร คิดว่า เราจักกินหญ้ามีหญ้า
แพรกเป็นต้นนอนที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่า เมื่อยาจกทั้งหลายมา
หาเรา ไม่อาจกินหญ้าได้. เราไม่มีแม้งาและข้าวสารเป็นต้น. หากยาจกมา
หาเรา. เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า. เราจักให้เนื้อในร่างกายของตน ดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณย-
บุคคลว่า ถ้าเราฟังได้ทักขิไณยบุคคล เราจัก
ให้อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง
ข้าวสาร และเปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิต
ด้วยหญ้า เราไม่อาจให้หญ้าได้ถ้าทักขิไณย-
บุคคลมาสักท่านหนึ่ง เพื่อขอในสำนักของเรา
เราพึงให้ตนของตน ทักขิไณยบุคคลจักไม่ไป
เปล่า.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทานํ ทกฺขิณณุจฺฉวํ คือเราคิดถึงทานอัน
สมควร คือไทยธรรมที่ควรให้แก่ทักขิไณยบุคคล เพราะไม่มีทักขิไณย-
บุคคล. บทว่า ยทิหํ ลเภ คือผิว่าวันนี้เราพึงได้ทักขิไณยบุคคลไร ๆ. บทว่า
กึ เม ทานํ ภวิสฺสติ คือเราจักเอาอะไรให้เป็นทาน. บทว่า น สกฺกา
หน้า 223
ข้อ 10
ติณทาตเว ความว่า ผิว่าเราไม่มีงาและถั่วเขียวเป็นต้น เพื่อให้แก่ทักขิไณย-
บุคคล เราไม่อาจให้หญ้าอันเป็นอาหารของเราได้. บทว่า ทชฺชาหํ สกมตฺ-
ตานํ เราพึงให้ตนของตน ความว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะมามัวคิดเรื่อง
ไทยธรรม. ร่างกายของเรานี้แหละไม่มีโทษ สมควรเป็นอาหารบริโภคของ
ผู้อื่นทั้งหาได้ง่าย เพราะไม่ต้องพึ่งผู้อื่น หากทักขิไณยบุคคลคนหนึ่งมาหา
เรา. เราจะให้ตนของตนนี้แก่เขา. เมื่อเป็นดังนั้นเขามาหาเราก็จักไม่ไป
เปล่า คิดจักไม่มีมือเปล่าไป.
เมื่อพระมหาบุรุษปริวิตกถึงสภาพตามความเป็นจริงอย่างนี้ ด้วยอานุ-
ภาพแห่งความปริวิตกนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาศน์ ขอท้าวสักกะก็แสดง
อาการร้อน ท้าวเธอรำพึงอยู่ ทรงเห็นเหตุนี้แล้วจึงดำริว่า เราจักทอดลอง
พระยากระต่ายจึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ไปที่อยู่ของนากก่อน ได้ประทับยืน
อยู่. เมื่อนากถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านยินอยู่เพื่ออะไร. ท้าวเธอตอบว่า
หากเราได้อาหารสักอย่าง เราจะรักษาอุโบสถ บำเพ็ญสมณธรรม. นาก
ตอบว่าสาธุ เราจักให้อาหารแก่ท่าน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ปลาตะเพียนของเรามี ๗ ตัว เพิ่งเอาขึ้น
จากน้ำวางไว้บนบก ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้ามี
สิ่งนี้แหละ เชิญท่านบริโภค แล้วอยู่ในป่าเถิด.
หน้า 224
ข้อ 10
พราหมณ์กล่าวว่า รอไว้ก่อน. จักรู้ภายหลัง จึงไปหาสุนัขจิ้งจอก
และลิง เหมือนอย่างนั้น แม้สัตว์เหล่านั้นก็ต้อนรับด้วยไทยธรรมที่ตนมีอยู่
พราหมณ์กล่าวว่า รอไว้ก่อน จักรู้ภายหลัง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
เนื้อย่างสองชิ้น เหี้ย หม้อนมส้ม ของคน
เฝ้านาโน้น ซึ่งข้าพเจ้านำมาเป็นอาหารกลางคืน
ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้แหละ
เชิญท่านบริโภคแล้วอยู่ในป่าเถิด. มะม่วงสุก
น้ำเย็น สถานที่ร่มรื่นเย็นสบาย ท่านพราหมณ์
ข้าพเจ้ามีอย่างนี้ เชิญท่านบริโภคแล้วอยู่ใน
ป่าเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺส คือโน้น. บทว่า รตฺติ ภตฺตํ อปาภตํ
นำออกมา เพราะเป็นอาหารกลางคืน. บทว่า มํสสูลา จ เทฺว โคธา
คือเนื้อย่างสองชิ้น และเหี้ยตัวหนึ่ง. บทว่า ทธิวารกํ คือหม้อนมส้ม.
ต่อจากนั้นพราหมณ์จึงเข้าไปหาสสบัณฑิต. แม้เมื่อสสบัณฑิตถามว่า ท่าน
มาเพื่ออะไร ? พราหมณ์ก็บอกเหมือนอย่างนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
หน้า 225
ข้อ 10
ท้าวสักกะทรงทราบความดำริของเราแล้ว
จงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จเข้ามายัง
สำนักของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา.
เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยินดี. ได้กล่าวคำนี้
ว่า ท่านมาถึงในสำนักเรา เพราะเหตุแห่งอาหาร
เป็นการดีแล้ว วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐ
ที่ใคร ๆ ไม่เคยให้แก่ท่าน. ท่านผู้ประกอบ
ด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ท่าน
ท่านจงไปเอาไม้ต่าง ๆ มาก่อไฟขึ้นเราจักย่างตัว
ของเรา ท่านจักได้กินเนื้อที่สุก พราหมณ์นั้น
รับคำแล้วมีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่าง ๆ มาทำเป็น
เชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่าน
เพลิง ก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันที เหมือน
ไฟนั้นเป็นกองใหญ่. เราสลัดตัวมีธุลี เข้าไป
อยู่ข้างหนึ่ง ในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่วแล้ว
เป็นควันตระลบอยู่ ในกาลนั้นเรากระโดดลงใน
ท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ. น้ำเย็นอันผู้หนึ่ง
หน้า 226
ข้อ 10
ผู้ใดดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวนกระวาย
และความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉัน
ใด. ในกาลเมื่อเราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน ความกระวนกระวายทั้งปวง
ย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺาย คือท้าวสักกะทรง
ทราบความปริวิตก มีประการยังกล่าวแล้วในก่อน. บทว่า พราหมณวณฺณินา
คืออัตภาพเป็นรูปพราหมณ์. บทว่า อาสยํ คือพุ่มไม้เป็นที่อยู่. บทว่า
สนฺตุฏฺโ คือยินดีโดยส่วนทั้งปวงอย่างสม่ำเสมอ. บทว่า ฆาสเหตุ คือ
เพราะเหตุแห่งอาหาร. บทว่า อทินฺนปุพฺพํ คืออนใคร ๆ ที่มิใช่พระโพธิ-
สัตว์ไม่เคยให้. บทว่า ทานวรํ คือทานอันอุดม. สสปัณฑิตกล่าวว่า วันนี้
เราจักให้แก่ท่าน. ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่สมควร
แก่ท่าน บัดนี้เพื่อจะเปลื้องพราหมณ์ออกจากการฆ่าสัตว์ แล้วทำตนให้
สมควรแก่การบริโภคของพราหมณ์นั้นแล้วให้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอหิ
อคฺคึ ปทีเปหิ ท่านจงก่อไฟขึ้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อหํ ปจิสฺสมตฺตานํ เราจักย่างตัวของเรา
คือเมื่อท่านทำห้องอันเต็มด้วยล่านเพลิงแล้วเราจะโดดย่างตัวของเรา. บทว่า
ปกฺกํ ตฺวํ ภกฺขยิสฺสสิ คือ ท่านจะได้กินเนื้อที่สุกเช่นนั้น.
หน้า 227
ข้อ 10
บทว่า นานากฏฺเ สมานยิ พราหมณ์นำเอาไม้ต่าง ๆ คือท้าวสักกะ
ผู้ทรงเพศเป็นพราหมณ์นั้น ได้เป็นดุจหาไม้ต่าง ๆ. บทว่า มหนฺตํ อกาสิ
จิตฺตกํ กตฺวาหนงฺครคพฺภกํ นำเอาไม้ต่าง ๆ. มาทำเป็นเชิงตะกอนใหญ่ทำ
เป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิง คือ พราหมณ์นั้นได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ใน
ขณะนั้นทันที ปราศจากเปลว ปราศจากควัน ภายในเต็มไปด้วยถ่านเพลิง
ลุกโพลงอยู่โดยรอบ พอที่ร่างกายของเราจะดำลงไปได้. อธิบายว่า ท้าวสักกะ
รีบเนรมิตขึ้นด้วยฤทธิ์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อฺคคึ ตตฺถ
ปทีเปสิ ยถา โส ขิป์ปํ มทาภเว ก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันที เหมือน
ไฟนั้นเป็นกองใหญ่.
ในบทเหล่านั้นบทว่า โส คือ พราหมณ์ได้ก่อเหมือนกองไฟนั้น
เป็นกองใหญ่ทันที. บทว่า โผเฏตฺรา รชคเต คตฺเต สลัดตัวอันมีธุลี
ความว่า สลัดตัวของเราอันมีฝุ่น ๓ ครั้งด้วยคิดว่า หากมีสัตว์อยู่ในระหว่าง
ขน. สัตว์เหล่านั้นอย่าตายเสียเลย. บทว่า เอกมนฺตํ อุปาวสึ เราไปอยู่
ข้างหนึ่ง คือ เราเห็นว่ากองไม้ยังไม่ติดไฟ จึงเลี้ยงไปหน่อยหนึ่ง.
บทว่า ยมา มหากฏฺปุญฺโช, อาทิตฺโต ธมฺธมาผติ ในเมื่อกองไม้
อันไฟติดทั่วแล้ว เป็นควันและรมอยู่ ความว่า ในเมื่อกองไม้นั้นอันไฟติด
ทั่วแล้วโดยรอบเป็นควันตระหลบอยู่ ด้วยอำนาจแห่งเปลวไฟที่ก่อขึ้นด้วย
ความรวดเร็ว. บทว่า ตทุปฺปติตฺวา ปปตึ, มชฺเฌ ชาลสิขนฺตเร เรา
โดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ ความว่า ในกาลนั้นเราคิดว่ากองถ่าน
หน้า 228
ข้อ 10
เพลิงนี้สามารถเผาร่างของเราได้ . จึงโดดลงไปให้ร่างทั้งสิ้นเป็นทานโดดลง
ในท่ามกลางกองล่านเพลิงนั้น ซึ่งอยู่ในระหว่างเปลวไฟ มีใจเบิกบานดุจ
พระยาหงส์โดดลงในกอประทุมฉะนั้น.
บทว่า ปวิฏฺํ ยสฺส กสฺสจิ น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงไป คือ
เหมือนในเวลาร้อน น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงไป ย่อมระงับความกระวน
กระวายเดือดร้อนของผู้นั้นได้ คือ ให้เกิดความพอใจและปีติฉันใด. บทว่า
ตเถว ชลิตํ อคฺคึ เราเข้าไปในไฟทูลุกโพลงก็ฉันนั้น คือ ในกาลเมื่อ
เราเข้าไปในกองถ่านเพลิงที่ลุกโพลงก็ฉันนั้น มิได้มีแม้แต่ความร้อน. โดย
ที่แท้ได้มีความระงับความกระวนกระวายเดือดร้อนทั้งปวง ด้วยความอิ่มใน
ทาน. สรีราพยพทั้งหมดมีขนและหนังเป็นต้นของเรา เข้าถึงความเป็นของ
ควรให้เป็นทาน. ความปรารถนาที่เราปรารถนาไว้ได้ถึงความสำเร็จแล้ว.
ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้นโดยไม่เหลือ
คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกและชิ้นเนื้อ
หัวใจ แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้นบทว่า หทยพนฺธนํ คือชิ้นเนื้อหัวใจ. จริงอยู่ชิ้น
เนื้อหัวใจนั้นท่านเรียกว่า หทยพันธนะ เพราะตั้งอยู่ดุจผูกไว้ซึ่งหทยวัตถุ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หทยพนฺธนํ มีอธิบายว่า หทัย การผูก เนื้อหทัย
หน้า 229
ข้อ 10
และเนื้อตับตั้งอยู่ดุจผูกไว้ซึ่งหทยวัตถุนั้น. บทว่า เกวลํ สกลํ กายํ
ได้แก่สรีระทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถทำความร้อนแม้เพียงขุมขนในร่างกาย
ของตนในกองไฟนั้นได้ จึงทำเป็นดุจเข้าห้องหิมะกล่าวกะท้าวสักกะผู้ทรงรูป
เป็นพราหมณ์อย่างนี้ว่า ท่านพราหมณ์ท่านทำไฟให้เย็นจัดได้ ทำได้อย่างไร.
พราหมณ์กล่าวว่า ท่านบัณฑิตข้าพเจ้ามิใช่พราหมณ์ดอก. ข้าพเจ้าเป็นท้าว
สักกะ. มาทำอย่างนี้ก็เพื่อทดลองท่าน. พระโพธิสัตว์ได้บันลือสีหนาทว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะช่างเถิด. หากว่า โลกทั้งสิ้นพึงทดลองข้าพเจ้าด้วยทาน.
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะไม่ให้ของข้าพเจ้าคงไม่มีอีกแล้ว. ใครจะให้ทานเกิด
ขึ้น ท่านจะเห็นทานนั้นได้อย่างไรอีกเล่า.
ลำดับนั้นท้าวสักกะตรัสว่า ท่านสสบัณฑิตคุณธรรมของท่านจง
ปรากฏอยู่ตลอดกัปเถิด แล้วทรงบีบภูเขาคือเอายางภูเขาวาดลักษณะของ
กระต่ายไว้ ณ จันทมณฑลแล้วให้พระโพธิสัตว์นอนบนตั่งหญ้าแพรกอ่อนที่
พุ่มไม้ในราวป่านั้น แล้วเสด็จกลับเทวโลก. บัณฑิตทั้ง ๒ แม้เหล่านั้นก็
สมัครสมานเบิกบานบำเพ็ญนิจศีลและอุโบสถศีล กระทำบุญตามสมควรแล้ว
ก็ไปตามยถากรรม.
นากในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้. สุนัขจิ้งจอก คือ พระ-
มหาโมคคัลลานะ. ลิง คือ พระสารีบุตร. สสบัณฑิต คือ พระโลกนาถ.
หน้า 230
ข้อ 10
แม้ในสสบัณฑิตจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงศีลบารมีเป็นต้น ของ
สสบัณฑิตนั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่งพึง
ประกาศ คุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ไว้ในที่นี้มีอาทิอย่างนี้ คือ เมื่อกุสล-
ธรรมเป็นต้นแม้มีอยู่ในกำเนิดเดียรัจฉานการรู้ตามความจริงจากกุสลเป็นต้น.
การเห็นโทษแม้มีประมาณน้อยในอกุสลเหล่านั้นโดยความเป็นของน่ากลัว
แล้วเว้นจากอกุสลเด็ดขาด. การตั้งตนไว้ในกุสลธรรมทั้งหลายโดยชอบ
เท่านั้น. การชี้แจงโทษแก่คนอื่นว่า ธรรมลามกชื่อนี้อันท่านถือเอาแล้ว
อย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ย่อมมีคติอย่างนี้ ในภพหน้าอย่างนี้แล้ว ชักชวน
ในการเว้นจากโทษนั้น. การชี้แจงถึงอานิสงส์ในการทำบุญโดยนัยมีอาทิว่า
เทวสมบัติ มนุษยสมบัติอยู่ในมือของผู้ตั้งอยู่ในทานศีลอุโบสถกรรมดังนี้แล้ว
ให้เขาดำรงอยู่. การไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตของตน. การอนุเคราะห์
สัตว์เหล่าอื่น. และมีอัธยาศัยในทานอย่างกว้างขวาง. ดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เอวํ อจฺฉริยา เหเต ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต
ความว่า :-
ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ น่า
อัศจรรย์ทั้งไม่เคยมีมา แม้เพียงใจเลื่อมใสใน
ท่านเหล่านั้นก็พึงพ้นจากทุกข์ได้ จะพูดไป
ทำไมถึงการทำตามท่านเหล่านั้น โดยธรรม
สมควรแก่ธรรมเล่า.
จบ อรรถกถาสสบัณฑิตจริยาที่ ๑๐
หน้า 231
ข้อ 10
บัดนี้จะกล่าวสรุปถึงจริยา ๑๐ ประการ ตามที่กล่าวแล้วโดยนัยมี
อาทิว่า อกิตฺติพฺราหฺมโณ ดังนี้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้า
ธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหาสุทัศนจักรพรรดิ-
ราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช
จันทกุมาร พระเจ้าสิวิราช พระเวสสันดร
และสสบัณฑิต ผู้ให้ทานอันประเสริฐในกาล
นั้น เป็นเรานี่เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่ง
ทาน เป็นทานบารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่
ยาจก จึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อหเมว ทา อาสึ ในกาลนั้นเป็นเรานี่เอง
คือ ผู้ใดได้ให้ทานอันประเสริฐเหล่านั้น คือ ผู้ใดได้ให้ทานอันอุดมเหล่านั้น.
ผู้นั้นมีอกิตติพราหมณ์เป็นต้น ในกาลนั้นได้เป็นเรานี่เอง มิใช่คนอื่น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเทศนาขึ้นด้วยอำนาจแห่งทานบารมีเท่านั้น ทรง
หมายถึงความกว้างขวางอย่างยิ่งของอัธยาศัยในทาน ในครั้งนั้นของพระองค์
ในความเป็นผู้บำเพ็ญศีลบารมีเป็นต้น แม้มีอยู่ในอัตภาพทั้งหลายเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอเต ทานปริกฺขารา, เอเต ทานสฺส ปารมี
ทานเหล่านี้เป็นบริวารของทาน เป็นทานบารมี ความว่า เราบริจาคไทย
หน้า 232
ข้อ 10
ธรรมอันมีคุณมากมายในอกิตติชาดกเป็นต้น เราบริจาคอวัยวะและบุตร
ของเราเป็นครั้งสุดท้ายเหล่าใด การบริจาคเหล่านั้นเป็นทานบารมีเท่านั้น
ด้วยถึงความยิ่งยวดอย่างยิ่งของทาน เพราะเรายึดความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย
คือกรุณา เพราะเราบริจาคอุทิศพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นโดยแท้. แม้ถึง
อย่างนั้นทานเหล่านี้ก็เป็นบริวารแห่งทาน เพราะช่วยหนุนทานของเราให้
เป็นทานปรมัตถบารมี เพราะช่วยหนุนสันดานให้เจริญรอบ. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงทานที่เป็นบริวารเหล่านั้น จึงตรัสว่า ชีวิตํ ยาจเก
ทตฺวา, อิมํ ปารมิ ปูรยึ เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจก จึงยังบารมีนี้
ให้เต็มได้. จริงอยู่ในที่นี้พึงทราบทานบารมี ทานอุปบารมีใน ๙ จริยา
ที่เหลือตามสมควรเว้นสสบัณฑิตจริยา. ก็เพราะในสสบัณฑิตจริยาเป็นทาน
ปรมัตถบารมี. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราเห็นยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละ
คนของตนให้ ความเสมอด้วยทานของเราไม่มี
นี้เป็นทานบารมีของเรา.
จริงอยู่ไม่มีการกำหนดอัตภาพที่บำเพ็ญทานบารมีของพระมหาบุรุษ
ในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นอกิตติพราหมณ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว และใน
ครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนกและมหาสุตโสมเป็นต้น ก็จริง ถึง
หน้า 233
ข้อ 10
อย่างนั้นก็พึงประกาศความเป็นปรมตัถบารมีแห่งทานบารมีในครั้งที่เสวย
พระชาติเป็นสสบัณฑิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาอกิตติวรรคที่ ๑
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้า
มหาสุทัศนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันทกุมาร
พระเจ้าสิวิราช พระเวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐ ใน
กาลนั้น เป็นเรานี้เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน. เป็นทานบารมี
เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็นยาจกเข้ามา
เพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็น
ทานบารมีของเรา ฉะนี้แล ฯ
จบ การบำเพ็ญทานบารมีที่ ๑
หน้า 234
ข้อ 11
๒. หัตถินาควรรค
๒. การบำเพ็ญศีลบารมี
๑. สีลวนาคจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาช้างสีลวนาค
[๑๑] ในกาลเมื่อเราเป็นกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ใน
ป่าหิมพานต์ ในกาลนั้น ในพื้นแผ่นดินนี้
ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยศีลคุณของเรา พราน
ป่าพบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระ-
ราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ช้างมงคลอัน
สมควร เป็นช้างพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่
อันการจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสา
ตะลุงและการขุดหลุดลวงก็ไม่ต้อง ในขณะที่
จับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เอง
พระเจ้าข้า ฝ่ายพระราชาได้ทรงฟังคำของพราน
ป่านั้นแล้วทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่ง
เป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว ควาญช้างนั้น
ไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเง่าบัวอยู่ใน
หน้า 235
ข้อ 11
สระบัวหลวง เพื่อต้องการเลี้ยงมารดา ควาญ
ช้างรู้ศีลคุณของเรา พิจารณาดูลักษณะแล้ว
กล่าวว่า มานี่แน่ะลูก แล้วได้จับที่งวงของเรา
ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตาม
ปกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือน
กับกำลังของช้างพันเชือก ถ้าเราโกรธแก่ควาญ
ช้างเหล่านั้น ผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเรา เราพึง
สามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้นได้ แม้ตลอด
ราชสมบัติของมนุษย์แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่
ไว้ในเสาตะลุง เราก็ไม่ทำจิตโกรธเคือง เพื่อ
รักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์ ถ้า
เขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวาน
และหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลย
เพราะเรากลัวศัลของเราจะขาด ฉะนี้แล.
จบ สีลวนาคจริยาที่ ๑
หน้า 236
ข้อ 11
อรรถกถาหัตถินาควรรคที่ ๒
๒. การบำเพ็ญศีลบารมี
อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสีลวนาคจริยาที่หนึ่งแห่งวรรคที่ ๒
ดังต่อไปนี้. บทว่า กุญฺชโร คือช้าง. บทว่า มาตุโปสโก ผู้เลี้ยงมารดา
คือบำรุงมารดาชราตาบอด. บทว่า มหิยา คือ ในแผ่นดิน บทว่า คุเณน
คือด้วยสีลคุณ. ในครั้งนั้นไม่มีอะไรที่จะเสมอเรา.
เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตว์ ในครั้งนั้นบังเกิดในกำเนิดช้าง ณ
หิมวันตประเทศ. เผือกผ่องตลอด รูปงาม สมบูรณ์ด้วยลักษณะเป็นหัวหน้า
โขลง มีช้างบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ เชือก. ส่วนมารดาของพระโพธิสัตว์ตาบอด
พระโพธิสัตว์ให้ผลาผลมีรสอร่อยในงวงช้างทั้งหลายแล้วเลี้ยงมารดา. ช้าง
ทั้งหลายไม่เอาไปให้มารดาเคี้ยวกินเสียเอง. พระโพธิสัตว์คอยสังเกตดูก็รู้
เรื่องราว คิดว่าเราจะเลิกละโขลงช้าง เลี้ยงดูมารดาเอง ตอนกลางคืน เมื่อ
ช้างเหล่าอื่นไม่รู้ ก็พามารดาไปยังชิงเขาจัณโฑรณบรรพต เข้าไปอาศัย
สระบัว สระหนึ่ง ให้มารดาอยู่ในถ้ำภูเขาซึ่งตั้งอยู่ แล้วเลี้ยงดู.
๑. พม่าเป็น มาตุโปสกจริยา.
หน้า 237
ข้อ 11
พรานป่าคนหนึ่งหลงทางไม่สามารถกำหนดทิศได้ร้องคร่ำครวญเสีย
จนดัง. พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงของพรานป่านั้นจึงดำริว่าชายผู้นี้ไร้ที่พึ่ง.
เมื่อเราอยู่การที่ชายผู้นี้จะพึงพินาศไปในที่นี้ไม่เป็นการสมควร. จึงไปหา
พรานป่า เห็นพรานป่าหนีเพราะความกลัวจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่าน
ไม่มีภัยเพราะอาศัยเราดอก. อย่าหนีไปเลย. เพราะเหตุไรท่านจึงเที่ยวร้อง
คร่ำครวญอยู่เล่า พรานป่าตอบว่า ข้าพเจ้าหลงทางมา วันนี้เป็นวันที่ ๗
แล้วละนาย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า อย่ากลัวไปเลยพ่อ. เราจะพาท่านไป
ที่ทางเดินของมนุษย์ แล้วให้พรานป่านั่งบนหลังของตนนำออกจากป่าแล้ว
ก็กลับ. พรานป่าลามก คิดว่าเราจักไปพระนครกราบทูลแด่พระราชาจึงทำ
เครื่องหมายต้นไม้ภูเขาออกไปกรุงพาราณสี.
ในกาลนั้นมงคลหัตถีของพระราชาล้ม. พรานป่าจึงเข้าไปเฝ้าพระ-
ราชา กราบทูลถึงความที่ตนเห็นพระมหาบุรุษ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้วได้กราบทูล
แด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราชช้างมงคลสมควร
เป็นช้างพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่อันการจับ
ช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุงและ
หน้า 238
ข้อ 11
การขุดหลุมลวงก็ไม่ต้อง ในขณะจับเข้าที่งวง
เท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี่เองพระเจ้าข้า.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปวเน ทิสฺวา วนจโร คือพรานป่าคนหนึ่ง
เที่ยวไปในป่าใหญ่เห็นเรา. บทว่า รญฺโ มํ ปฏิเวทยิ ความว่า จึงกราบทูล
แด่พระราชา. บทว่า ตวานุจฺฉโว คือสมควรทำเป็นช้างพระที่นั่งทรง
ของพระองค์. บทว่า น ตสฺส ปริกฺขายตฺโถ ไม่ต้องขุดคู ความว่า
อันการจับช้างนั้นเพื่อการหนีไปกำบังตนด้วยการขุดคู ด้วยใบหูของนางช้าง
ช้างเข้าไปในเชือกบ่วงที่เหวี่ยงไปหรือในเสาล่ามช้าง คือเสาตะลุงที่ปักไว้
ก็ไม่สามารถจะไปในที่ใดที่หนึ่งได้. ไม่มีประโยชน์ด้วยหลุมลวงเช่นนั้น.
บทว่า สหคหิเต คือในขณะจับ. บทว่า เอหิติ คือจักมา.
พระราชาได้ให้พรานป่าเป็นผู้นำทางไปป่า ทรงส่งควาญช้างไปกับ
บริวารด้วยมีพระดำรัสว่า ท่านจงนำคชสารที่พรานป่าบอกมาให้ได้. ควาญ
ช้างนั้นได้ไปกับพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์เข้าไปยังสระบัวหาอาหาร. ดังนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
แม้พระราชาทรงได้ยินคำของพรานป่านั้น
แล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็น
อาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว. ควาญช้างนั้นไป
ได้พบช้างกำลังถอนเง่าบัวอยู่ ในสระบัวหลวง
หน้า 239
ข้อ 11
เพื่อเอาไปเลี้ยงมารดา. ควาญช้างรู้คุณศีลของ
เราพิจารณาดูลักษณะแล้ว กล่าวว่ามานี่แน่ลูก
แล้วจับที่งวงของเรา.
ในบทเหล่านั้นบทว่า เฉกาจริยํ คือควาญช้างผู้ฉลาดในวิธีจับช้าง
เป็นต้น. บทว่า สุสิกฺขิตํ คือศึกษาดีแล้วด้วยสำเร็จวิชาฝึกช้าง. บทว่า
วิญฺาย เม สีลคุณํ คือ ควาญช้างรู้คุณศีลของเราว่า ช้างผู้เจริญนี้
เป็นช้างอาชาไนย ไม่โง่ ไม่ดุ มีปกติไม่คลุกคลี. รู้อย่างไร ? บทว่า
ลกฺขณํ อุปธารยิ คือควาญช้างพิจารณาดูลักษณะของเราโดยถ้วนถี่ เพราะ
เป็นผู้มีศิลปะในการดูช้างซึ่งศึกษามาเป็นอย่างดี. ด้วยเหตุนั้นควาญช้างจึง
กล่าวว่ามานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงของเรา.
พระโพธิสัตว์เห็นควาญช้างแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ภัยของเรานี้เกิด
จากพรานป่าผู้นี้. เรามีกำลังมากสามารถจะกำจัดแม้ช้างตั้งพันเชือกได้. เรา
โกรธขึ้นมาพอที่จะยังเหล่านักรบพร้อมด้วยแคว้นให้พินาศลงไปได้. แต่หาก
เราโกรธ. ศีลของเราก็จะขาด. เพราะฉะนั้น แม้ควาญช้างจะเอาหอกทิ่มแทง
เราะก็จะไม่โกรธ ดังนี้แล้วก็โน้มศีรษะลงยืนนิ่งอยู่. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
ในกาลนั้นกำลังของเราที่มีอยู่ในกายตาม
ปกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือน
หน้า 240
ข้อ 11
กับกำลังของช้างพันเชือก ถ้าเราโกรธควาญ
ช้างผู้เข้ามาจับเรา เราพึงสามารถจะเหยียบย่ำ
เขาเหล่านั้นได้ แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์.
แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสาตะลุง เราก็
ไม่คิดโกรธ เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีล
บารมีให้บริบูรณ์. ถ้าเขาพึงทำลายเราที่เสา
ตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัดเราก็จะไม่โกรธ
เขาเลย เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปากติกํ คือเหมือนเดิม. บทว่า สรีรานุคตํ
คือกำลังกายที่ติดอยู่กับร่างกาย. อธิบายว่า มิใช่กำลังกายที่เกิดขึ้นด้วยญาณ
คือ ความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. บทว่า อชฺช นาคสหสฺสานํ ความว่าในวันนี้
เท่ากับช้างพันเชือก. บทว่า พเลน สมสาทิสํ คือกำลังของเราเท่ากับ
กำลังในร่างกายของช้างเหล่านั้น. มิใช่ด้วยเพียงเปรียบเทียบ. เพราะใน
ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลมงคลหัตถี.
บทว่า ยทิหํ เตสํ ปกุปฺเปยฺยํ คือหากเราโกรธควาญช้างผู้เข้ามา
เพื่อจับเรา. เราพึงมีกำลังต่อสู้ในการทำลายชีวิตของควาญช้างได้. มิใช่มี
กำลังต่อสู้ควาญช้างอย่างเดียว ที่จริงแล้วแม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์ เรา
ก็จักทำลายราชสมบัติทั้งหมดของมนุษย์เหล่านี้ผู้มาโดยราชการ ให้เป็น
หน้า 241
ข้อ 11
เป็นผุยผงไป. บทว่า อปิ จาหํ สีลรกฺขาย คือ แม้เราสามารถอย่างนั้น
ได้ เราก็ได้รับการคุ้มกัน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการคุ้มครองของศีล อันตั้ง
อยู่ในตน ดุจผูกพันไว้. บทว่า น หกโรมิ จิตฺเต อญฺถตฺตํ ความว่า เรา
ไม่ทำจิตโกรธเคือง คือ เราไม่ทำวิธีมีการจับฟาดเป็นต้นแก่สัตว์เหล่านั้น
อันเป็นการทำลายศีลนั้น คือ แม้จิตในการจับฟาดเป็นต้นนั้นก็มิได้เกิดขึ้น
เลย. บทว่า ปกฺขิปนฺตํ มมาฬฺหเก ความว่า ผูกเราไว้ที่เสาตะลุง คือผูกไว้ที่
เสาล่ามช้าง. คำว่า ทิสวาปิ เป็นคำเกิน. หากถามว่าเพราะเหตุไร. โยชนา
แก้ไว้ว่า เมื่อเราไม่ทำลายศีลในฐานะเช่นนี้ ด้วยการบำเพ็ญศีลบารมีใน
ไม่ช้าศีลบารมีก็จักบริบูรณ์เพราะเหตุนั้น เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีเราจึงไม่
ทำลายศีลแม้ในความคิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความมั่นคงด้วยการ
รักษาศีลแม้ด้วยคาถาว่า ยทิ เต มํ ถ้าเขาทำลายเราดังนี้ แล้วทรงแสดง
ถึงความที่ศีลนั้นตั้งมั่นแล้ว. ในบทเหล่านั้นบทว่า โกฏฺเฏยฺยุํ คือพึงทำลาย.
บทว่า สีลขณฺฑภยา มม คือเพราะกลัวศีลของเราจะขาด.
ก็พระโพธิสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว จึงยืนเฉยไม่ไหวติง. ควาญช้าง
หยั่งลงสู่สระประทุม เห็นลักษณะสมบัติของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า
มานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงเช่นกับพวงเงินไปถึงกรุงพาราณสีใน ๗ วัน.
ควาญช้างเมื่อถึงระหว่างทางได้ส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชา
ทรงให้ตกแต่งพระนคร. ควาญช้างนำพระโพธิสัตว์ซึ่งมีสายรัดทำด้วยกลิ่น
หอมประดับประดาตกแต่งแล้วไปสู่โรงช้างวงด้วยม่านอันวิจิตรกราบทูลพระ-
หน้า 242
ข้อ 11
ราชาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงถือโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ไปให้แก่พระ-
โพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์มิได้ทรงรับโภชนาหารด้วยดำริว่า เราเว้นมารดา
เสียแล้ว จักไม่รับอาหาร. แม้พระราชาขอร้องก็ไม่รับ กล่าวว่า :-
มารดาผู้น่าสงสาร ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล
จะถูกตอดำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสถามว่า :-
ท่านมหานาค ใครคือมารดาของท่าน
ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขา
จัณโฑรณะ.
พระโพธิสัตว์ทูลว่า :-
ข้าแต่มหาราช มารดาของข้าพระองค์
ตาบอด ไม่มีผู้ดูแลจะถูกตอตำเท้าตกภูเขา
จัณโฑรณะ.
เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗. มารดาของข้าพระองค์
ยังไม่ได้อาหารเลย. เพราะฉะนั้นพระราชาจึงตรัสว่า :-
พวกท่านจงปล่อยมหานาค มหานาคนี้
เลี้ยงมารดา ขอมหานาคจงอยู่อย่างสงบกับ
หน้า 243
ข้อ 11
มารดาพร้อมด้วยญาติเถิด.
แล้วรับสั่งให้ปล่อยไป.
กุญชรมหานาคพ้นจากพันธนาการแล้ว
พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ไปภูเขาอันเป็นที่อยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กปณิกา คือน่าสงสาร. บทว่า ขาณุํ
ปาเทน ฆฏฺเฏติ ความว่า มารดาร่ำให้เพราะตาบอดและเพราะทุกข์ที่พราก
จากบุตร จึงเสียดสีที่ต้นไม้นั้น ๆ ด้วยเท้า. บทว่า จณฺโฑรณํ ปติ ได้แก่
ตกภูเขาจัณโฑรณะ คือมุ่งหน้าไปจัณโฑรณบรรพต. อธิบายว่า เดินวนเวียน
อยู่ที่เชิงเขานั้น. บทว่า อคมา เยน ปพฺพโต คือช้างตัวประเสริฐนั้นพ้น
จากพันธนาการ แล้วพักอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วแสดงทศพิธราชธรรมคาถา
ถวายพระราชา ทูลให้โอวาทว่า ข้าแต่มหาราชขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ทรง
ประมาทเถิด มหาชนต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจาก
พระนครเข้าไปหามารดาในวันนั้นเอง แล้วแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้มารดา
ทราบ. มารดาดีใจ ได้อนุโมทนาพระราชาว่า :-
ขอ พระราชาผู้ปกครองแคว้น กาสีให้
เจริญ ปล่อยลูกของเราผู้มีความอ่อนน้อมต่อ
ผู้ใหญ่ทุกเมื่อ จงมีพระชนม์ยืนนานเถิด.
หน้า 244
ข้อ 11
พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ รับสั่งให้สร้าง
บ้านไม่ไกลสระบัว ทรงปรนนิบัติพระโพธิสัตว์และมารดาของพระโพธิสัตว์
เป็นเนืองนิจ. ครั้นต่อนาเมื่อมารดาล้มพระโพธิสัตว์ทำการฝังศพมารดาแล้ว
ไปกุรัณฑกอาศรมบท. ก็ ณ ที่นั้นมีฤาษี ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศอาศัย
อยู่. พระราชาทรงปรนนิบัติฤาษีเหล่านั้น แล้วทรงให้ช่างแกะสลักหินทำเป็น
รูปปฏิมาเหมือนรูปพระโพธิสัตว์ แล้วทรงบริจาคมหาสักการะ. ชาวชมพู-
ทวีปประชุมกันทุกปีโดยลำดับ กระทำการฉลองรูปเปรียบช้าง.
พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้. นางช้างคือพระ-
มหามายา. พรานป่าคือเทวทัต. ช้างตัวประเสริฐเลี้ยงมารดาคือตถาคต.
แม้ในสีลวนาคจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงทานบารมีเป็นต้นตาม
สมควร. แต่ศีลบารมีเป็นบารมียอดเยี่ยมเพราะเหตุนั้น ศีลบารมีนั้นท่าน
จึงยกขึ้นสู่เทศนา. อนึ่งพึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้
มีอาทิอย่างนี้ คือ พระโพธิสัตว์แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานยังเข้าไปตั้งจิต
เคารพมารดา อันสมควรแก่ความเป็นผู้แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทรง
สรรเสริญด้วยความเป็นพรหม เป็นบุรพเทพ เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุ-
ไนยบุคคลของบุตร แล้วทำไว้ในใจว่า ขึ้นชื่อว่ามารดาเป็นผู้มีอุปการะมาก
ของบุตร. เพราะฉะนั้นการบำรุงมารดา อันบัณฑิตทั้งหลายบัญญัติไว้แล้ว.
แล้วเลี้ยงดูมารดาด้วยคิดว่าเราเป็นใหญ่กว่าช้างพันเชือกไม่ใช่น้อยมีอานุภาพ
มาก เป็นหัวหน้าโขลง ช้างเหล่านั้นเชื่อฟังไม่คำนึงถึงอันตรายในการอยู่
หน้า 245
ข้อ 11
ผู้เดียว ละโขลงผู้เดียว จักบูชามารดาผู้เป็นเขตแห่งผู้มีอุปการะ. การเห็น
บุรุษหลงทางแล้วรับไปด้วยความเอ็นดู เลี้ยงด้วยอาหารของมนุษย์. การ
อดกลั้นความผิดที่พรานป่านั้นทำไว้. ถึงสามารถจักบีบบุรุษที่มาเพื่อจับตน
มีควาญช้างเป็นหัวหน้า แม้ด้วยเพียงให้เกิดความหวาดสะดุ้งได้ก็ไม่ทำอย่าง
นั้น ด้วยคิดว่าศีลของเราจะขาดแล้วเข้าไปจับได้โดยง่ายดุจช้างที่ฝึกดีแล้ว.
การอดอาหารแม้ตลอด ๗ วัน ด้วยคิดว่า เว้นมารดาเสียแล้วเราจักไม่กลืน
กินอาหารอะไร ๆ. การไม่ทำจิตให้เกิดขึ้นว่า ผู้นี้ผูกคล้องเราแล้วแผ่เมตตา
ถวายพระราชา. และการแสดงธรรมถวายพระราชาโดยนัยต่าง ๆ. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท่านผู้แสวงหาเหล่านี้ น่าอัศจรรย์ ทั้งไม่เคยมี
ฯลฯ
จะพูดไปทำไม ถึงการทำตามโดยธรรมสมควร
แก่ธรรม ดังนี้.
จบ อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑
หน้า 246
ข้อ 12
๒. ภูริทัตตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของภูริทัตตนาคราช
[๑๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาค
ชื่อภูริทัต มีฤทธิ์มาก เราไปยังเทวโลกพร้อม
กับท้าววิรูปักข์มหาราช ในเทวโลกนั้น เราได้
เห็นทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุข โดยส่วน
เดียว จึงสมาทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไป
ยังสวรรค์นั้น เราชำระร่างกาย บริโภคอาหาร
พอเป็นเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว อธิษฐานอุโบสถ
มีองค์ ๔ ประการว่า ผู้ใดพึงทำกิจด้วยผิวหนัง
ก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วยกระดูกก็ดี
ขอผู้นั้นจงนำเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปเถิด แล้ว
นอนอยู่บนยอดจอมปลวก พราหมณ์อาลัม-
พายน์ อันบุคคลผู้ไม่รู้อุปการะที่บุคคลอื่นทำ
แล้ว บอกแล้ว ได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้
เราเล่นในที่นั้น ๆ แม้เมื่อพราหมณ์อาลัมพายน์
ใส่เราไว้ในตะกร้า แม้เมื่อบีบเราด้วยฝ่ามือ
เราก็ไม่โกรธ เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด
หน้า 247
ข้อ 12
การที่เราบริจาคชีวิตของตน เป็นของเบาแม้
ว่าหญ้า การล่วงศีลของเรา เป็นเหมือนดังว่า
แผ่นดิน เราพึงสละชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติ
เนือง ๆ เราไม่พึงทำลายศีลแม้เพราะเหตุแห่ง
ทวีปทั้ง ๔ ถึงแม้เราจะถูกพราหมณ์อาลัมพายน์
ใส่ไว้ในตะกร้าเราก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง
เพื่อรักษาศีลเพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้
แล.
จบ ภูริทัตตจริยาที่ ๒
อรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ภูริทตฺโต คือผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน จึงชื่อว่า ภูริทัตตะ. ชื่อที่มารดา-
บิดาของพระโพธิสัตว์ตั้งให้ในครั้งนั้นว่า ทัตตะ. ก็พระโพธิสัตว์นั้นวินิจฉัย
ปัญญาอันเกิดขึ้นในนาคพิภพ ในพิภพของท้าววิรูปักษ์มหาราช และใน
ดาวดึงส์พิภพด้วยดี. เมื่อท้าววิรูปักษ์มหาราชไปเมืองไตรทศกับบริษัทนาค
แล้วนั่งล้อมท้าวสักกะ. ปัญหาตั้งขึ้นในระหว่างทวยเทพ. ใคร ๆ ก็ไม่สามารถ
แก้ปัญหานั้นได้. พระมหาสัตว์นั่งอยู่บนบัลลังก์อันประเสริฐ ซึ่งท้าวสักกะ
อนุญาต จึงแก้ปัญหานั้น. ลำดับนั้นท้าวเทวราช จึงบูชาพระมหาสัตว์ด้วย
หน้า 248
ข้อ 12
ของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ แล้วกล่าวว่า ทัตตะท่านมีปัญญามากเสมอ
ด้วยแผ่นดิน ตั้งแต่ไปนี้ไปท่านมีชื่อว่า ภูริทัตตะ. บทว่า ภูริ เป็นชื่อของ
แผ่นดิน. เพราะฉะนั้นพระมหาสัตว์ปรากฏชื่อว่า ภูริทัตตะ เพราะยินดี
เนื้อความอันเป็นจริง เพราะเสมอด้วยแผ่นดิน และเพราะประกอบด้วย
ปัญญาใหญ่ดังแผ่นดิน. และมีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาค
ใหญ่ด้วยประการฉะนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกัปนี้แหละโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี
ถูกพระบิดาขับไล่ออกจากแว่นแคว้นไปอยู่ในป่า ได้อยู่กินกับนางนาคมาณ-
วิกาตนหนึ่ง. เมื่ออยู่ร่วมกันก็เกิดทารกสองคนเป็นชาย ๑ หญิง ๑. บุตรชื่อ
สาครพรหมทัต. ธิดาชื่อสมุททชา. ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคต พระโอรส
จึงเสด็จไปกรุงพาราณสี แล้วครองราชสมบัติ ครั้งนั้นนาคราชชื่อว่าธตรัฐ
ครองราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพประมาณ ๕๐๐ โยชน์ ท้าวธตรัฐฟังถ้อยคำที่
เต่าชื่อจิตตจูฬะ ผู้พูดเหลวใหลว่าพระเจ้ากรุงพาราณสีมีพระประสงค์จะยก
พระธิดาให้แก่ตน. พระธิดานั้นชื่อว่าสมุททชา มีรูปงาม น่าดู น่า
เลื่อมใส จึงส่งนาคมาณพ ๔ ตน ไปแล้วขู่พระเจ้ากรุงพาราณสี ผู้ไม่ทรง
ปรารถนายกพระธิดาให้ด้วยพิษนาค เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่า เรา
จะยกให้ จึงส่งบรรณาการเป็นอันมากด้วยสำแดงฤทธิ์ของนาคยิ่งใหญ่. ด้วย
บริวารมากนำพระธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีไปสู่นาคพิภพ ตั้งไว้ในตำ-
แหน่งอัครมเหสี.
หน้า 249
ข้อ 12
ครั้นต่อมา พระนางอาศัยท้าวธตรัฐได้โอรส ๔ องค์ คือสุทัศนะ ๑
ทัตตะ ๑ สุโภคะ ๑ อริฏฐะ ๑. ในโอรสเหล่านั้น พระโอรสทัตตะ เป็น
พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ อันท้าวสักกะมีจิตยินดีโดยนัยดังกล่าวแล้วใน
ก่อน จึงปรากฏชื่อว่า ภูริทัตตะ เพราะเป็นชื่อที่ท้าวสักกะประทานให้ว่า
ภูริทัตตะ. ครั้งนั้นพระบิดาของโอรสเหล่านั้น ได้ทรงแบ่งราชสมบัติให้
ครององค์ละ ๑๐๐ โยชน์. ได้ปรากฏยศยิ่งใหญ่. มีนางนาคกัญญาองค์ละ
๑๖,๐๐๐ แวดล้อม. แม้พระบิดาก็ได้มีราชสมบัติ ๑๐๐ โยชน์เหมือนกัน.
พระโอรสทั้ง ๓ เสด็จมาเพื่อเยี่ยมพระมารดาบิดา ทุก ๆ เดือน. ส่วนพระ-
โพธิสัตว์ เสด็จมาเยี่ยมทุกกึ่งเดือน.
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุปฐากท้าวสักกะกับท้าววิรูปักษ์มหา-
ราช ทรงเห็นสมบัติของทัาวสักกะเป็นที่จับใจยิ่งนัก มีเวชยันตปราสาท
สุธรรมเทพสภา ต้นไม้สวรรค์ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีเทพอัปสรแวด-
ล้อม จึงคิดว่า แม้สมบัติประมาณเท่านี้ก็ยังหาได้ยากในอัตภาพของนาค. จะ
ได้สัมมาสัมโพธิญาณได้แต่ไหน. ทรงรังเกียจอัตภาพนาค ทรงดำริว่า เรา
จักไปนาคพิภพอยู่รักษาอุโบสถ ประดับประคองศีลเท่านั้น. ศีลนั้นจะเป็น
เครื่องบ่มโพธิญาณ. ในเทวโลกนี้จักมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จึงไปนาคพิภพทูล
พระมารดาบิดาว่า ข้าแต่พระมารดาบิดา หม่อมฉันจักรักษาอุโบสถ. เมื่อ
พระมารดาบิดาตรัสว่า ลูกจงอยู่จำอุโบสถในนาคพิภพนี่แหละ ภัยใหญ่หลวง
จักมีแก่นาคผู้ออกไปภายนอก พระโพธิสัตว์ทำอย่างนั้นได้ครั้งเดียว ถูกนาง-
หน้า 250
ข้อ 12
นาคกัญญารบกวน ในครั้งต่อไปไม่บอกพระมารดาบิดา ตรัสเรียกภรรยา
ของตนมาตรัสว่า นี่แน่ะน้อง เราจะไปยังมนุษยโลก ที่ฝั่งแม่น้ำยมุนา มี
ต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง. ไม่ไกลจากต้นไทรนั้น เราจะขดขนดบนยอดจอม
ปลวก นอนอธิษฐานอุโบสถ แล้วจักทำอุโสถกรรม จึงออกจากนาคพิภพ
แล้วทำอย่างนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราไปยังเทวโลก พร้อมกับท้าววิรูปักษ์
มหาราชในเทวโลกนั้น เราได้เห็นทวยเทพผู้
สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว จึงสมา-
ทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไปสวรรค์นั้น เรา
ชำระร่างกาย บริโภคอาหารพอยังชีวิตให้อยู่ได้
อธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ว่า ผู้ใดต้องการด้วย
ผิวหนังก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วย
กระดูกก็ดี ขอผู้นั้นจงเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไป
เถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิรูปกฺเขน มหารญฺา คือท้าวมหาราชผู้
เป็นใหญ่ในหมู่นาคชื่อว่าวิรูปักษ์. บทว่า เทวโลกํ คือเทวโลกชั้นดาวดึงส์.
บทว่า อคจฺฉหํ คือเราได้ไปแล้ว เข้าไปใกล้แล้ว. บทว่า ตตฺถ คือใน
เทวโลกนั้น. บทว่า ปสฺสึ ตฺวาหํ คือเราได้เห็น. ตุ ศัพท์เป็นนิบาต.
หน้า 251
ข้อ 12
บทว่า เอกนฺตํ สุขสมปฺปิเต ทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว
คือพรั่งพร้อมด้วยความสุขโดยส่วนเดียวเท่านั้น. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่ามีผัสสายตนะมีอยู่. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สวรรค์อันเป็นความสุขเพียงเพื่อถึงด้วยการพูดนั้น ทำไม่ง่าย
นัก. บทว่า ตํ สคฺคํ คมนตฺถาย คือเพื่อต้องการจะไป. ด้วยการเกิดใน
สวรรค์นั้น. บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่วัตรคือศีล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
สีลพฺพตํ ได้แก่อุโบสถศีล และวัตรอันได้แก่การถือมั่นในการบริจาคอวัยวะ
โดยบทมีอาทิว่า ผู้ต้องการหนังของเราจงเอาไปเถิด. บทว่า สรีรกิจฺจํ คือ
การรักษาร่างกายมีล้างหน้าเป็นต้น. บทว่า ภุตฺว ยาปนมตฺตกํ บริโภคเพียง
ให้ชีวิตเป็นไป คือนำอาหารเพียงให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ เพื่อทำอินทรีย์
ทั้งหลายให้หมดพยศ. บทว่า จตุโร องฺเค คือมีองค์ ๔. บทว่า อธิฏฺาย
คืออธิษฐาน. บทว่า เสมิ คือนอน.
บทว่า ฉวิยา แสดงถึงองค์ เหล่านั้น. ในองค์ ๔ เหล่านั้นการ
สละผิวหนัง เป็นองค์หนึ่ง. ที่เหลือเป็นองค์หนึ่ง ๆ. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่า
ท่านสงเคราะห์ แม้เลือดด้วย มํส ศัพท์นั่นแหละ. บทว่า เอเตน คือด้วย
อวัยวะทั้งหลายเหล่านี้. บทว่า หราตุ โส ขอผู้นั้นจงนำอวัยวะนี้ไปเถิด. คือ
ผู้ใดมีกิจที่จะพึงทำด้วยผิวหนังเป็นต้นเหล่านี้ ขอผู้นั้นจงถือเอาอวัยวะที่เรา
ให้นี้ไปทั้งหมด เพราะเหตุนั้นท่านยินยอมให้โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะของตน.
หน้า 252
ข้อ 12
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงรักษาอุโบสถทุกกึ่งเดือนโดยทำนองนี้ ล่วงไป
ตลอดกาลยาวนาน. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ วันหนึ่งพราหมณ์เนสาทคนหนึ่ง
พร้อมกับบุตรของตนชื่อว่าโสมทัตได้ไปถึงที่นั้น ในเวลาอรุณขึ้นเห็นพระ-
มหาสัตว์แวดล้อมด้วยนาคกัญญา จึงได้ไปหาพระมหาสัตว์. ทันใดนั้นเอง
นาคกัญญาทั้งหลายดำแผ่นดินหนีไปยังนาคพิภพ. พราหมณ์ถามพระมหา-
สัตว์ว่า ท่านผู้พ้นทุกข์ท่านเป็นใคร เป็นเทวดา ยักษ์ หรือนาค. พระ-
โพธิสัตว์ทรงดำริว่า หากพราหมณ์นี้รู้จักตนตามความเป็นจริงก็จะพึงไปเสีย
จากที่นี้. พึงทำการอยู่ของเราในที่นี้ให้ปรากฏแก่มหาชน. ด้วยเหตุนั้น จะ
พึงเป็นอันตรายแก่การอยู่รักษาอุโบสถของเรา. ถ้ากระไรเราจะพาพราหมณ์
ออกจากที่นี้ไปสู่นาคพิภพ แล้วมอบสมบัติอันยิ่งใหญ่ให้. พราหมณ์จักยินดี
ในนาคพิภพนั้นเป็นแน่. ด้วยเหตุนั้น การรักษาอุโบสถของเราก็จะพึงอยู่
ได้นาน.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราจะ
ให้ยศอันใหญ่ยิ่งแก่ท่าน. พิภพนาคน่ารื่นรมย์. มาไปนาคพิภพกันเถิด.
พราหมณ์กล่าวว่า นาย, ข้าพเจ้ามีบุตร เมื่อเขามาข้าพเจ้าจักมา. พระมหาสัตว์
ตรัสว่า พราหมณ์ท่านจงไปนำบุตรมาเถิด. พราหมณ์ไปบอกความนั้นแก่บุตร
แล้วนำบุตรมา. พระมหาสัตว์พาพ่อลูกทั้งสองนำมาสู่นาคพิภพด้วยอานุภาพ
ของตน. อัตภาพทิพย์ปรากฏแก่พ่อลูกในนาคพิภพนั้น. พระมหาสัตว์ทรง
ประทานทิพยสมบัติให้แก่พ่อลูก แล้วทรงประทานนาคกัญญาให้คนละ ๔๐๐.
พ่อลูกเสวยสมบัติยิ่งใหญ่.
หน้า 253
ข้อ 12
แม้พระมหาสัตว์ก็มิได้ทรงประมาท ได้รักษาอุโบสถ. ทุกกึ่งเดือน
ได้ทรงไปเยี่ยมพระมารดาบิดา แล้วทรงกล่าวธรรมกถา จากนั้นก็ไปหา
พราหมณ์ถามถึงทุกข์สุขแล้วตรัสว่า ท่านพึงบอกถึงสิ่งที่ท่านต้องการ แล้ว
ตรัสต่อไปว่า ท่านไม่พอใจอะไรก็จงบอก ทรงทำปฏิสันถารกับโสมทัตแล้ว
เสด็จกลับที่ประทับ . พราหมณ์อยู่ที่นาคพิภพได้หนึ่งปี เพราะตนมีบุญน้อย
ไม่พอใจจะอยู่ จึงพาบุตรไปอำลาพระโพธิสัตว์ ไม่รับทรัพย์เป็นอันมากที่
พระโพธิสัตว์ทรงให้ แม้แก้วมณี ซึ่งเป็นแก้วสารพัดนึก ให้สำเร็จสิ่งที่
ปรารถนาทั้งปวงก็ไม่รับ เพราะค่าที่ตนเป็นคนไม่มีวาสนา กล่าวว่า ข้าพเจ้า
จะไปมนุษยโลก แล้วจักบวช. พระมหาสัตว์สั่งให้นาคมาณพพาพราหมณ์
พร้อมกับบุตรไปส่งถึงมนุษยโลก. พ่อลูกทั้งสองเปลื้องเครื่องทิพย์ และผ้า-
ทิพย์ออกแล้วลงสระโบกขรณีเพื่อจะอาบน้ำ. ในขณะนั้นเครื่องประดับ และ
ผ้าทิพย์ก็อันตรธานไปสู่นาคพิภพนั่นเอง ลำดับนั้นผ้ากาสาวะ และผ้าเก่า
ที่ตนนุ่งไปครั้งแรกก็สวมลงในร่างกาย. สองพ่อลูกถือธนู ศร และหอก
เข้าป่าล่าเนื้อ สำเร็จชีวิตอยู่อย่างเดิม.
สมัยนั้นดาบสองค์หนึ่ง ให้มนต์อาลัมพายน์ที่ได้มาจากพระยาครุฑ.
และโอสถ อันสมควรแก่มนต์นั้น และมนต์ทิพย์แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่ง
บำรุงตน. พราหมณ์นั้นคิดว่า เราได้อุบายเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว จึงพักอยู่
๒ - ๓ วัน อำลาดาบสไปถึงฝั่งแม่น้ำยมุนา โดยลำดับท่องมนต์นั้น เดิน
ไปตามทางหลวง. ครั้งนั้นนางนาคมาณวิกา ซึ่งเป็นบริจาริกา ของพระ-
หน้า 254
ข้อ 12
โพธิสัตว์ ถือเอาแก้วมณี อันเป็นแก้วสารพัดนึกให้ทุกสิ่งที่ต้องการ วาง
แก้วมณีไว้เหนือกองทราย ณ ฝั่งแม่น้ำยมุนา เพลิดเพลินในยามราตรีด้วย
แสงของแก้วมณีนั้น ตอนอรุณขึ้นได้ยินเสียงมนต์ของพราหมณ์ตกใจกลัว
ด้วยสำคัญว่า เป็นครุฑ ไม่ถือเอาแก้วมณีไปด้วย ดำลงในแผ่นดินไปนาค
พิภพ.
พราหมณ์จึงถือเอาแก้วมณีไป. ในขณะนั้น เนสาทพราหมณ์ไปป่า
กับบุตรเพื่อล่าเนื้อ เห็นแก้วมณีในมือพราหมณ์นั้น จำได้ว่า เป็นแก้วมณี
สารพัดนึกของพระภูริทัตตะ อยากจะได้แก้วมณีนั้น จึงทำเป็นสนทนาปรา-
ศรัยกับพราหมณ์นั้นรู้ว่าแก้วมณีนั้นมีมนต์ขลัง จึงกล่าวว่า หากท่านให้
แก้วมณีนี้แก่เรา. เราจักแสดงนาคซึ่งมีอานุภาพมากแก่ท่าน. ท่านพานาคนั้น
เที่ยวไปยังหมู่บ้าน นิคมและราชธานีจักได้ทรัพย์เป็นอันมาก. เมื่อพราหมณ์
กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงจับมาแสดงเถิด. เนสาทพราหมณ์ จึงพาพราหมณ์
นั้นไปยืนอยู่ไม่ไกล ชี้ให้ดูพระโพธิสัตว์ ซึ่งนอนขดขนดอยู่บนยอดจอม
ปลวกอันเป็นที่รักษาอุโบสถ.
พระมหาสัตว์ เห็นเนสาทนั้น ดำริว่า เจ้าเนสาทนี้แม้เรานำไปยัง
นาคพิภพเพราะเกรงว่า จะพึงทำอันตรายแก่อุโบสถของเราให้ดำรงอยู่ใน
มหาสมบัติก็ไม่ปรารถนา. อยากจะหลีกออกจากนาคพิภพกลับไปเอง ใช่
ต้องการแม้แก้วมณีที่เราให้. แต่บัดนี้กลับพาคนจับงูมา. หากเราโกรธคน
ประทุษร้ายมิตรนี้. ศีลก็จักขาด. เราอธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔
หน้า 255
ข้อ 12
ไว้แต่แรก. อุโบสถนั้นจงเป็นไปตามที่เราอธิษฐานไว้เถิด. เจ้าอาลัมพายน์
จะเชือดเฉือนเราหรือไม่ก็ตาม เราจะไม่โกรธเขา จึงหลับตาทำอธิษฐาน
บารมีให้เป็นปุเรจาริกคือนำไปข้างหน้า สอดศีรษะไว้ในระหว่างขนดนอน
เฉย. แม้เนสาทพราหมณ์ก็กล่าวว่า ท่านอลัมพายน์ท่านจงจับนาคนี้. ท่าน
จงให้แก้วมณีแก่เราเถิด. อาลัมพายน์เห็นนาคก็ดีใจ ไม่คำนึงถึงแก้วมณีแต่
อย่างไร โยนแก้วมณีลงในมือกล่าวว่า เอาไปเถอะพ่อพราหมณ์. แก้วมณี
นั้นพลัดจากมือพราหมณ์ พอตกถึงพื้นดินเท่านั้นก็แทรกแผ่นดินไปสู่นาค-
พิภพทันที. เนสาทพราหมณ์เสื่อมจากแก้วมณี และจากความเป็นมิตรกับ
พระภูริทัตตะจึงหมดที่พึ่งหลีกไป.
แม้อาลัมพายน์ก็เอาโอสถที่มีอานุภาพมาก ทาร่างกายของตนแล้ว
เคี้ยวกินหน่อยหนึ่ง พ่นน้ำลายลงในกายของตนร่ายทิพยมนต์เข้าไปหาพระ-
พระโพธิสัตว์ จับที่หางกระชากออกมา แล้วจับศีรษะจนแน่น งัดปากของ
พระโพธิสัตว์ เคี้ยวโอสถ พ่นโอสถกับน้ำลายเข้าไปในปาก. พระมหาสัตว์
เป็นผู้สะอาด ไม่โกรธเพราะเกรงศีลขาดจึงไม่ลืมตา. เนสาทพราหมณ์ จับ
พระโพธิสัตว์ที่หางด้วยกำลังโอสถและทิพยมนต์ จับศีรษะไว้ข้างล่าง รีดเอา
อาการออก ให้นอนเหยียดยาวบนแผ่นดิน เอามือขยำดุจขยำหมอน. กระดูก
ทั้งหลายได้เป็นเหมือนจะแหลกละเอียด. จับที่หางอีกทุบเหมือนทุบผ้า. พระ-
มหาสัตว์แม้ได้รับทุกข์ถึงปานนี้ก็มิได้โกรธ. รำลึกถึงศีลของตนอย่างเดียว.
เนสาทพราหมณ์ ท่าพระมหาสัตว์ให้หมดกำลัง เอาเถาวัลย์มัดเตรียมกระ-
สอบใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้า. แต่ร่างกายของพระมหาสัตว์ใหญ่ จึงเข้า
หน้า 256
ข้อ 12
ไปในตะกร้าไม่ได้. เนสาทพราหมณ์จึงเอาส้นเท้าเหยียบพระมหาสัตว์ให้
เข้าไปจนได้ แล้วแบกตะกร้าไปยังหมู่บ้านหมู่หนึ่งวางลงท่ามกลางบ้านประ-
กาศว่า ผู้ประสงค์จะดูนาคฟ้อนรำจงมาดูได้. พวกชาวบ้านทั้งหมดพากันมา
มุงดู. ในขณะนั้นเนสาทอาลัมพายน์ จึงพูดว่า มหานาคจงออกมา. พระ-
มหาสัตว์ดำริว่า วันนี้เราควรเล่นให้ประชาชนพอใจ. โดยประการฉะนี้
เนสาทอาลัมพายน์ได้ทรัพย์มากจักดีใจปล่อยเรา. เราจักทำสิ่งที่เนสาทให้
เราทำทุกประการ.
เนสาทอาลัมพายน์ พูดกะพระโพธิสัตว์ซึ่งออกจากตะกร้าว่า เจ้าจง
ทำให้ใหญ่. พระมหาสัตว์ก็ได้ทำให้ใหญ่. เมื่อเนสาทพูดว่า จงทำให้เล็ก
จงขด จงคลาย ให้มีพังพานหนึ่ง ให้มีพังพานสองจนถึงพันพังพาน ให้สูง
ให้ต่ำ ให้เห็นตัว ให้หายตัว ให้เห็นครึ่งตัว ให้สีเขียว เหลือง แดง ข้าว
หงสบาท ให้พ่นควัน เปลวไฟและน้ำ. ดังที่ท่านกล่าวว่า พระโพธิสัตว์
เนรมิตอาการนั้นแล้วแสดงการฟ้อน. พวกมนุษย์เห็นดังนั้น คิดว่าน่าอัศ-
จรรย์ไม่เคยมี จึงได้ให้เงินทอง ผู้และเครื่องประดับเป็นอันมาก. เนสาท
พราหมณ์ได้ทรัพย์ในหมู่บ้านนั้นประมาณ ๑,๐๐๐. อันที่จริงเมื่อเนสาทอา-
ลัมพายน์จับพระมหาสัตว์ได้สัญญาว่า ได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจักปล่อยพระ-
มหาสัตว์. แต่เนสาทอาลัมพายน์ ครั้นได้ทรัพย์นั้นแล้วคิดว่า ในหมู่บ้าน
น้อย ๆ เรายังได้ทรัพย์ถึงเพียรนี้. ถ้าในพระนครเราจักได้ทรัพย์อีกมากมาย
ด้วยความโลภทรัพย์จึงมิได้ปล่อยพระโพธิสัตว์.
หน้า 257
ข้อ 12
อาลัมพายน์ รวบรวมทรัพย์ในหมู่บ้านนั้น จึงให้ช่างทำตะกร้าแก้ว
ใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้านั้น ตนขี่ยานเล็กอย่างสบาย พาบริวารใหญ่
ออกจากหมู่บ้าน ให้พระมหาสัตว์เล่นไปตามบ้าน นิคมสละราชธานี จนถึง
กรุงพาราณสี. อาลัมพายน์ไม่ให้น้ำผึ้งและข้าวตอกแก่พระยานใด. ให้แต่
กบ. พระมหาสัตว์ ไม่ยอมรับอาหาร เพราะเกรงว่าอาลัมพายน์จะไม่ปล่อย.
แม้พระโพธิสัตว์จะไม่รับอาหาร อาลัมพายน์ก็ยังพระมหาสัตว์ให้เล่นตาม
หมู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ๔ ด้านเป็นต้น ประมาณ ๑ เดือน. ดังที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
อาลัมพายน์อันบุคคลผู้อกตัญญู บอก
แล้วได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้เราเล่นในที่
นั้น ๆ แม้เมื่ออาลัมพายน์ใส่เราไว้ในตะกร้า
แม้เมื่อบีบเราด้วยฝ่ามือ เราก็ไม่โกรธ เพราะ
เรากลัวศีลของเราจะขาด การที่เราบริจาคชีวิต
ของตน เป็นของเบาแม้กว่าหญ้า การล่วงศีล
ของเรา เป็นเหมือนดังว่าแผ่นดิน เราพึงสละ
ชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติเนือง ๆ เราไม่พึงทำลาย
ศีล แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ถึงแม้เราจะ
ไม่ถูกพราหมณ์อาลัมพายน์ใส่ไว้ในตะกร้า เรา
หน้า 258
ข้อ 12
ก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง เพื่อรักษาศีล เพื่อ
บำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สํสิโต บอกแล้ว คืออาลัมพายน์อันคน
อกตัญญู ชี้บอกถึงที่อยู่อย่างนี้ว่า พระยานาคนี้นอนอยู่ที่ยอดจอมปลวก ใกล้
ต้นไทรโน้น. บทว่า อกตญฺญุนา อธิบายว่า เนสาทพราหมณ์ผู้ประทุษ-
ร้ายมิตร ผู้ไม่รู้อุปการะที่ตนทำแล้ว. บทว่า อาลมฺพาโน คือพราหมณ์
ผู้จับงูได้ชื่ออย่างนี้ว่า อาลมฺพายน เพราะร่ายวิชาชื่อว่าอาลัมพายน์คือวิชา
สะกดจิต บทว่า มมคฺคหิ คือได้จับเรา. บทว่า กีเฬติ มํ ตหี ตหึ
คือให้เราเล่นในบ้าน นิคม ชนบท และราชธานีนั้น ๆ เพื่อเลี้ยงชีพของตน.
บทว่า ติณโตปิ ลหุโก มม ความว่าการบริจาคชีวิตของตนเบา
แม่กว่าการบริจาคเส้นหญ้า ย่อมปรากฏแก่เรา. บทว่า ปวีอุปฺปตนํ วิย
ดุจแผ่นดิน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ส่วนการล่วงศีลย่อมปรากฏ
แก่เราว่า เป็นสิ่งที่หนักกว่านั้นดุจการพลิกแผ่นดิน ซึ่งหนาถึง ๒๔๐,๐๐๐
โยชน์. บทว่า นิรนฺตรํ ชาติสตํ ความว่า เราพึงสละคือสามารถสละชีวิต
ของเรา เพราะเหตุการไม่ล่วงศีลเนือง ๆ สิ้นร้อยชาติของเราไม่น้อย คือใน
ชาติแม้ร้อยชาติไม่น้อย. บทว่า เนร สีลํ ปภินฺเทยฺยํ ความว่า เราไม่
พึงทำลายศีลแม้ข้อเดียวที่เราสมาทานแล้ว คือไม่ให้เสื่อม. บทว่า จตุทฺที-
ปาน เหตุปิ แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ท่านแสดงว่า เพราะเหตุจักร-
พรรดิราชสมบัติอันเป็นสิริ.
หน้า 259
ข้อ 12
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรง
สละแม้ชีวิตของพระองค์ แล้วทรงรักศีลอย่างเดียว ทั้งพระองค์มิได้ทรง
โกรธเคืองในพราหมณ์เนสาทอาลัมพายน์ ผู้ทำความย่อยยับให้ เพื่อรักษา
ศีลนั้นจึงตรัสพระคาถาสุดท้ายมีอาทิว่า อปิจ ดังนี้. บทนั้นมีความดังได้
กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
เมื่อพระโพธิสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของตนจับงู พระมารดาของพระ-
โพธิสัตว์ทรงฝันร้าย ไม่ทรงเห็นโอรส ณ ที่นั้น ได้ถูกความโศกครองงำ.
ลำดับนั้น สุทัศนะผู้เป็นเชษฐบุตร (โอรสองค์รอง ) ของพระมารดานั้นได้
ทราบข่าว จึงส่งสุโภคะพระอนุชาไปสั่งว่า น้อมจงไปป่าหิมพานต์ตรวจหาน้อง
ภูริทัตตะที่แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ และที่สระใหญ่ทั้ง ๗ แล้วจงกลับมา. ส่งอริฏฐะ
พระอนุชาองค์เล็กไปสั่งว่า หากทวยเทพประสงค์จะฟังธรรมพาน้องภูริทัตตะ
ไปเทวโลก แล้วนำไปในที่นั้น. น้องจงนำภูริทัตตะกลับจากเทวโล . ส่วน
ตนเอง จะไปเที่ยวหาในมนุษยโลก จึงแปลงเพศเป็นดาบสออกจากนาคพิภพ.
พระภคินีต่างพระมารดาของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าอัจจิมุขี มีความรักใน
พระโพธิสัตว์มาก จึงได้ติดตามไป. สุทัศนะจึงให้นางอัจจิมุขี แปลงเป็น
ลูกกบใส่ไว้ในระหว่างชฎาเที่ยวตามหาทุกแห่งหน เป็นต้นว่า สถานที่รักษา
อุโบสถของพระมหาสัตว์ ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ ได้ไปยังประตูพระ-
ราชวัง. ในกาลนั้น อาลัมพายน์เปิดตะกร้า เพื่อให้พระภูริทัตตะแสดงการ
เล่นถวายพระราชาในท่ามกลางมหาชน ณ พระลานหลวงแล้วได้ให้สัญญาณ
ว่า ออกมาเถิดมหานาค.
หน้า 260
ข้อ 12
พระมหาสัตว์ โผล่ศีรษะมองดูเห็นสุทัศนะพี่ชายจึงเลื้อยออกจากตะ-
กร้าตรงไปมา. มหาชนต่างกลัวจึงรีบถอยออกไป. พระโพธิสัตว์ไปไหว้
สุทัศนะแล้วกลับเข้าตะกร้า. อาลัมพายน์เข้าใจว่า ดาบสถูกนาคกัด จึงกล่าว
ว่า อย่ากลัวอย่ากลัว. สุทัศนะกล่าวว่านาคนี้จักทำอะไรเราได้ ชื่อว่าหมองู
เช่นกับเราไม่มีอีกแล้ว ต่างโต้เถียงกัน สุทัศนะจึงกล่าวว่า ท่านพานาคนี้
มาขู่. เราจะให้ลูกกบกำจัดอาลัมพายน์ให้ย่อยยับ จึงเรียกน้องสาว แล้ว
เหยียดมือ. ลูกกบนอนอยู่ในระหว่างชฎาได้ยินเสียงของสุทัศนะ. จึงร้องเป็น
เสียงกบ ๓ ครั้ง แล้วกระโดดออกมานั่งที่จะงอยบ่า คายพิษ ๓ หยดลงใน.
ฝ่ามือของสุทัศนะ แล้วเข้าไประหว่างชฎาของสุทัศนะอีก.
สุทัศนะแสดงหยาดพิษกล่าวว่า หากพิษนี้หยดลงในแผ่นดินต้นหญ้า
ต้นหญ้าและป่าทั้งหลายจักย่อยยับหมด. หากขว้างขึ้นไปบนอากาศฝนจะไม่
ตกไปตลอด ๗ ปี. หากหยดลงไปในน้ำ สัตว์น้ำมีเท่าใดจะตายหมด เพื่อให้
พระราชาทรงเชื่อจึงให้ขุดบ่อ ๓ บ่อ. บ่อที่หนึ่งให้เต็มด้วยยาต่างๆ. บ่อที่สอง
ให้เต็มไปด้วยโคมัย (คูถโค) บ่อที่สามให้เต็มด้วยยาทิพย์ แล้วจึงใส่หยดพิษ
ลงในบ่อที่หนึ่ง. ทันใดนั้นก็เกิดควันลุกขึ้นเป็นเปลว. หยดพิษนั้นลามไปจับ
เอาบ่อโคมัย แล้วลุกลามไปถึงบ่อยาทิพย์ ครั้นไหม้ยาทิพย์หมดแล้วก็ดับ.
อาลัมพายน์ยืนอยู่ใกล้บ่อนั้น ไอควันพิษฉาบเอาผิวหนังลอกไป. กลายเป็น
ขี้เรื้อนด่าง. อาลัมพายน์ตกใจกลัวจึงเปล่งเสียงขึ้น ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าจะ
ปล่อยนาคราช. พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงออกจากตะกร้าแล้วเนรมิต
หน้า 261
ข้อ 12
อัตภาพ ประดับด้วยสรรพาลังการยืน ยืนโดยท่าทางดั่งเทวราช. สุทัศนะ
และอัจจิมุขีก็ยืนอยู่เหมือนกัน.
ลำดับนั้น สุทัศนะทูลพระราชาว่าตนเป็นพี่ของพระภูริทัตตะ. พระ-
ราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเข้าไปกอดจุมพิตที่ศีรษะ ทรงนำเข้าภายใน
พระนคร ทรงกระทำสักการะสัมมานะยิ่งใหญ่ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับ
พระภูริทัตตะ จึงตรัสถามว่า พ่อคุณ อาลัมพายน์จับพ่อผู้มีอนุภาพมากถึง
อย่างนี้ได้อย่างไร. พระภูริทัตตะทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบแล้วทรง
แสดงธรรมแก่พระเจ้าลุงว่า ข้าแต่มหาราชธรรมดาพระราชาควรครองราช-
สมบัติ โดยทำนองนี้. ลำดับนั้น สุทัศนะทูลว่า ข้าแต่พระเจ้าลุง พระมารดา
ของข้าพระองค์ เมื่อไม่ทรงเห็นภูริทัตตะย่อมลำบาก. พวกข้าพระองค์ไม่
สามารถจะอยู่ช้าในที่นี้ได้ แล้วทรงลาพระเจ้าลุงไปยังนาคพิภพกับพระ-
ภูริทัตตะและนางอัจจิมุขี.
ครั้งนั้น พระมหาบุรุษนอนเป็นไข้ เมื่ออริฏฐะกล่าวโจมตีคัมภีร์
พระเวท คัมภีร์ยัญญ์ เละคัมภีร์พราหมณของนาคบริษัทหมู่ใหญ่ผู้มาเพื่อ
ถามอาการไข้ จึงทำลายวาทะนั้นเสีย แล้วแสดงธรรมโดยนัยต่าง ๆ ให้ตั้ง
อยู่ในศีลสัมปทา และทิฏฐิสัมปทา รักษาศีลตลอดชีวิต กระทำอุโบสถกรรม
เมื่อสิ้นอายุก็ไปบังเกิดบนสวรรค์.
พระมารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นพระราชตระกูลใหญ่ในครั้งนี้. เน-
สาทพราหมณ์ คือเทวทัต. โสมทัต คือพระอานนท์. นางอัจจิมุขี คือ
หน้า 262
ข้อ 12
นางอุบลวรรณา. สุทัศนะ คือพระสารีบุตร. สุโภคะ คือพระโมคคัลลานะ.
อริฏฐะ คือสุนักขัตตะ. พระภูริทัตตะ คือพระโลกนาถ.
แม้ในภูริทัตตจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระภูริทัตตะ
นั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. แม้ในจริยานี้ก็พึงทราบคุณานุภาพของ
พระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่านี้ คือการที่พระโพธิสัตว์อันนางนาคกัญญา ๑๖,๐๐๐
บำเรออยู่ดุจรูปวิจิตร ในนาคพิภพของตนร้อยโยชน์ แม้ดำรงอยู่ในความ
เป็นอิสระในโลกของนาค เช่นกับสมบัติในเทวโลก ก็มิได้มัวเมาในความ
เป็นอิสระ บำรุงมารดาบิดาทุกกึ่งเดือน. การอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ใน
ตระกูล. การตัดปัญหาที่เกิดขึ้นแก่หมู่นาค หมู่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา หมู่
เทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้น ด้วยศัสตราคือปัญญาของตน ในท่ามกลางบริษัท
นั้น ๆ ได้ทันทีทันใด ดุจตัดกำก้านบัวด้วยศัสตราที่ลับดีแล้ว ฉะนั้น แล้ว
แสดงธรรมสมควรแก่จิตของบริษัทเหล่านั้น ละโภคสมบัติมีประการดังกล่าว
แล้ว อธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔ ไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตของ
ตน. การยอมตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองู เพราะเกรงจะพูดผิดคำปฏิญญา.
แม้เมื่อเนสาทอาลัมพายน์ทำการทารุณมีประการต่างๆ มีอาทิอย่างนี้ คือพ่น
น้ำลายเจือด้วยยาพิษลงในปาก จับหางฉุดกระชากครูดสีบนแผ่นดิน เหยียบ
แม้พระโพธิสัตว์ได้รับทุกข์ใหญ่ถึงปานนี้ แม้สามารถจะทำเนสาทอาลัมพายน์
ให้เป็นเถ้าถ่านด้วยเพียงโกรธแล้วมองดู ก็รำพึงถึงศีลบารมี ไม่มีจิตคิดร้าย
แม้แต่น้อยเพราะเกรงศีลจะขาด. การทำตามใจเนสาทอาลัมพายน์ด้วยคิดว่า
หน้า 263
ข้อ 12
จะให้เขาได้ทรัพย์. แม้ยังไม่อธิษฐานศีลก็ไม่โกรธเนสาทพรามณ์ผู้ทำลาย
มิตรผู้เป็นคนอกตัญญู ซึ่งสุโภคะนำมาอีก. การทำลายวาทะผิดที่อริฏฐะ
กล่าว แล้วแสดงธรรมโดยปริยายต่างๆ ในนาคบริษัทตั้งอยู่ในศีลและสัมมา-
ทิฏฐิ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:-
ท่านผู้แสวงหาธรรมอันยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์
ไม่เคยมี
ฯ ล ฯ
โดยธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒
หน้า 264
ข้อ 13
๓. จัมเปยยจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของจัมเปยยกนาคราช
[๑๓] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพยานาค
ชื่อจัมเปยยกะมีฤทธิ์มาก แม้ในกาลนั้น เรา
เป็นผู้ประพฤติธรรม เพียบพร้อมด้วยศิลวัตร
หมองูได้จับเราเป็นผู้ประพฤติธรรม รักษาอุโบ-
สถให้เล่นรำอยู่ที่ใกล้ประตูพระราชวัง หมองู
นั้นคิดเอาสีเช่นใด คือ สีเขียว สีเหลือง หรือ
สีแดง เราย่อมเปลี่ยนไปตามจิตของเขา แปลง
กายให้เหมือนที่เขาคิด เราได้ทำน้ำให้เป็นบก
บ้าง ได้ทำบกให้เป็นน้ำบ้าง ถ้าแหละเราโกรธ
เคืองต่อหมองูนั้น ก็พึงทำเขาให้เป็นเถ้าโดย
ฉับพลัน ถ้าเราจักเป็นไปตามอำนาจจิต เราก็จัก
เสื่อมจากศีล เมื่อเราเสื่อมจากศีล ประโยชน์.
อันสูงสุดจะไม่สำเร็จ กายของเรานี้จะแตกไป
กระจัดกระจายอยู่ ณ ที่นี้ เหมือนแกลบ
จงกระจัดกระจายอยู่ก็ตามเถิด เราจะไม่ทำ
ลายศีลละ ฉะนี้แล.
จบ จัมเปยยจริยาที่ ๓
หน้า 265
ข้อ 13
อรรถกถาจัมเปยยนาคจริยาที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาจัมเปยยนาคจริยาที่ ๓ ดังต่อไปนี้. บทว่า
จมฺเปยฺยโก พระยานาคชื่อว่าจัมเปยยกะ คือ แม่น้ำชื่อว่าจัมปา อยู่ใน
ระหว่างแคว้นอังคะและมคธะ. ใต้แม่น้ำนั้นแม้นาคพิภพก็ชื่อว่าจัมปา เพราะ
เกิดไม่ไกลกัน. นาคราชชื่อว่าจัมเปยยกะเกิดที่นาคพิภพนั้น. บทว่า ตทาปิ
ธมฺมิโก อาสึ แม้ในกาลนั้นเราเป็นผู้ประพฤติธรรม คือแม้ในกาลที่เรา
เป็นนาคราชชื่อว่า จัมเปยยกะนั้นก็ได้เป็นผู้ประพฤติธรรม.
มีเรื่องย่อว่า พระโพธิสัตว์ในกาลนั้นบังเกิดในนาคพิภพชื่อว่าจัมปา
เป็นนาคราชชื่อว่าจัมเปยยภะ มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก. นาคราชนั้นครอง
นาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น เสวยอิสสริยสมบัติเช่นเดียวกับโภคสมบัติ.
ของเทวราช เพราะไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญบารมี จึงดำริว่า ประโยชน์อะไร
ด้วยกำเนิดเดียรัจฉานนี้. เราจักเข้าอยู่ประจำอุโบสถ พ้นจากนี้แล้ว จัก
บำเพ็ญบารมีให้ดีทีเดียว ตั้งแต่นั้นมาก็รักษาอุโบสถในปราสาทของตนนั่น
เอง. นางนาคมาณวิกาแต่งตัวแล้วมาหาพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ดำริว่า
อยู่ที่ปราสาทนี้จักเป็นอันตรายแก่ศีลของเรา จึงออกจากปราสาทไปอยู่ใน
สวน. แม้ในสวนนั้นพวกนางนาคมาณวิกาก็มาหาอีก. พระโพธิสัตว์ดำริว่า
ในสวนนี้ ศีลของเราก็จักเศร้าหมอง เราจักออกจากนาคพิภพนี้ไปยังมนุษย์
โลก แล้วอยู่จำอุโบสถ. ตั้งแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ก็ออกจากนาคพิภพในวัน
อุโบสถ สละร่างกายให้เป็นทานโดยอธิษฐานว่า ผู้ต้องการหนังเป็นต้นของ
หน้า 266
ข้อ 13
เรา จงเอาหนังไปเถิด. หรือประสงค์จะเอาไปทำกีฬางู ก็จงทำเถิด แล้ว
นอนขดขนดอยู่บนยอดจอมปลวก ใกล้ทางไม่ไกลบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง
อยู่ประจำอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ. ในวันค่ำหนึ่งจึงไปนาคพิภพ.
เมื่อพระโพธิสัตว์รักษาอุโบสอยู่อย่างนี้ กาลเวลาล่วงไปยาวนาน. ลำดับนั้น
อัครมเหสีชื่อสุมนา กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์เสด็จ
ไปมนุษยโลกเข้าจำอุโบสถ. ก็มนุษยโลกนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย จึงประทับ
อยู่ ณ ฝั่งโบกขรณีอันเป็นมงคล ทรงบอกนิมิต ๓ ประการแก่นางสุมนาว่า
แม่นางผู้เจริญ หากใครทำร้ายเราให้ลำบาก น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่น.
หากครุฑจับ. น้ำจักเดือดพล่าน. หากหมองูจับ. น้ำจักมีสีแดงแล้วอธิษฐาน
อุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ จึงออกจากนาคพิภพไปนอนบนยอดจอมปลวกนั้น
ยังจอมปลวกให้งดงามด้วยความงามของร่างพระโพธิสัตว์. เพราะร่างของ
พระโพธิสัตว์ขาว ดุจพวงเงิน. ยอดศีรษะดุจลูกคลีทำด้วยผ้ากัมพลสีแดง.
ร่างกายประมาณหัวงอนไถ. เมื่อครั้งพระภูริทัตประมาณขาอ่อน. เมื่อครั้ง
พระสังขปาละประมาณเรือโกลนลำหนึ่ง.
ในกาลนั้นมาณพชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไปเมืองตักกสิลา เรียน
มนต์อาลัมพายน์ คือ มนต์สะกดจิต เรียนจบแล้วก็กลับบ้านของตน มาตาม
ทางนั้นเห็นพระมหาสัตว์ คิดว่า เรื่องอะไรที่เราจะกลับบ้านมือเปล่า จับ
นาคนี้ไปแสดงการเล่นในหมู่บ้านนิคม และราชธานี ก็จะได้ทรัพย์แล้วจึง
ค่อยไป ได้หยิบโอสถทิพย์ ร่ายทิพยมนต์เข้าไปหานาคราช. นาคราชตั้งแต่
หน้า 267
ข้อ 13
ได้ยินทิพยมนต์ ได้เป็นดุจซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไปในหูของพระมหาสัตว์
ดุจปลายหงอนถูกขยี้. พระมหาสัตว์ยกศีรษะออกจากระหว่างขนดมองดูนั่น
ใครหนอ เห็นหมองู จึงดำริว่า พิษของเราแรงกล้า หากเราโกรธจักพ่นลม
ออกจากจมูก ร่างกายของหมองูนี้ ก็จะกระจุยกระจายดุจแกลบ. ที่นั้นศีล
ของเราก็จะขาด. เราจักไม่มองดูหมองูละ. พระมหาสัตว์หลับตาสอดศีรษะ
เข้าไประหว่างขนด. พราหมณ์หมองู เคี้ยวโอสถร่ายมนต์ พ่นน้ำลายลง
บนร่างของพระมหาสัตว์. ด้วยอานุภาพของโอสถและมนต์ ได้เป็นดุจพุพอ
ผุดขึ้นในที่ที่น้ำลายถูกต้อง.
ลำดับนั้นพราหมณ์หมองู จึงจับที่หางฉุดออกมาให้นอนเหยียด เอา
ไม้ตีนแพะกดไว้ทำให้อ่อนกำลังแล้วจับศีรษะให้มั่น. พระมหาสัตว์อ้าปาก.
หมองูจึงพ่นน้ำลายลงในปากของพระมหาสัตว์ ทำลายฟันด้วยกำลังมนต์
โอสถ. เลือดเต็มปาก. พระมหาสัตว์อดกลั้นทุกข์ถึงปานนี้ เพราะเกรงศีล
ของตนจะขา จึงหลับตาไม่ทำแม้เพียงแลดู. หมองูนั้นคิดว่า เราทำนาคราช
ให้หมดกำลังจึงขยำทั่วร่าง ดุจจะทำให้กระดูกตั้งแต่หางแหลกเหลว พันผ้า
สำลี เอาด้ายมัด จับที่หาง เอาผ้าทุบ. โลหิตเปื้อนทั่วร่างพระมหาสัตว์.
พระมหาสัตว์อดกลั้นเวทนาอันสาหัส.
ลำดับนั้น หมองูรู้ว่าพระมหาสัตว์หมดกำลัง จึงเอาเถาวัลย์ทำตะกร้า
จับพระมหาสัตว์ใส่ลงในตะกร้านำไปยังบ้านชายแดน ให้เล่นกีฬาท่ามกลาง
มหาชน. พระมหาสัตว์ฟ้อนทำตามพราหมณ์ต้องการให้ทำ ในสีมีสีเขียว
หน้า 268
ข้อ 13
เป็นต้น ในสัณฐานมีสี่เหลี่ยมเป็นต้น ในประมาณมีละเอียดและหยาบเป็น
ต้น. ทำพังพานร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง. มหาชนชอบใจได้ให้ทรัพย์
เป็นอันมาก. วันเดียวเท่านั้นได้กหาปณะพันหนึ่ง และบริขารมีค่าพันหนึ่ง.
พราหมณ์คิดมาแต่ต้นแล้วว่า ได้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วจะปล่อย. แต่ครั้นได้
ทรัพย์นั้นแล้ว คิดว่า ในบ้านชายแดนเท่านั้นเรายังได้ทรัพย์ถึงเพียงนี้ เมื่อ
เราแสดงแก่พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา จักได้ทรัพย์มากเพียงไร.
จึงหาเกวียนและยานน้อยที่สบายบรรทุกบริขารลงในเกวียน ตนเองนั่งบน
ยานน้อยที่สบาย คิดว่า ราจะให้พระมหาสัตว์เล่นกีฬาในบ้าน นิคม และ
ราชธานี ด้วยบริวารอันใหญ่ ครั้นให้เล่นในราชสำนักของพระเจ้าอุคคเสนะ
ในกรุงพาราณสีแล้วก็จะปล่อย จึงได้เดินทางไป. พราหมณ์นั้นได้ฆ่ากบให้
นาคราช. นาคราชไม่กิน ด้วยคิดว่า พราหมณ์จักฆ่ากบเพราะอาศัยเราบ่อยๆ
ทีนั้นพราหมณ์จึงให้น้ำผึ้งและข้าวตอกแก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ไม่กิน
แม้น้ำผึ้งและข้าวตอกเหล่านั้นด้วยคิดว่า หากเราถือเอาอาหาร. จักต้องตาย
ภายในตะกร้านี้แหละ.
พราหมณ์ได้ไปถึงกรุงพาราณสีประมาณ ๑ เดือน ให้พระโพธิสัตว์
เล่นกีฬาที่ประตูบ้านได้ทรัพย์เป็นอันมาก. แม้พระราชาก็รับสั่งให้เรียก
พราหมณ์นั้นมา ตรัสว่า จงให้เล่นกีฬาให้เราดู. พราหมณ์ทูลรับ พระดำรัส
ว่า ขอเดชะข้าพระองค์จะให้เล่นกีฬาถวายพระองค์ในวัน ๑๕ ค่ำ พระเจ้า
ข้า. พระราชารับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศว่า พรุ่งนี้นาคราชจักฟ้อนที่พระ-
หน้า 269
ข้อ 13
ลานหลวง ขอให้มหาชนจงมาประชุมดูเถิด วันรุ่งขึ้นรับสั่งให้ตกแต่งพระ-
ลานหลวง แล้วตรัสเรียกหาพราหมณ์ให้เข้าเฝ้า. พราหมณ์จึงนำพระมหา-
สัตว์ในตะกร้าแก้วไปวางตะกร้าไว้ ณ ที่ลาดอันวิจิตรนั่งอยู่. พระราชาก็เสด็จ
ลงจากปราสาทแวดล้อมด้วยมหาชนประทับนั่งเหนือราชอาสน์. พราหมณ์
นำพระมหาสัตว์ออกมาแล้วให้ฟ้อน. พระมหาสัตว์แสดงไปตามที่พราหมณ์คิด
ให้แสดง. มหาชนไม่อาจทรงภาวะของตนไว้ได้. ต่างยกผ้าพันผืนโบกไปมา
แล้วฝนตกเบื้องบนพระมหาสัตว์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ตทาปิ
มํ ธมฺมจารึ แม้ในกาลนั้นเราเป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทาปิ คือแม้ในกาลที่เราเป็นนาคราช ชื่อว่า
จัมเปยยกะ. บทว่า ธมฺมจารึ คือประพฤติกุสลกรรมบถ ๑๐. ชื่อว่าผู้
ประพฤติธรรม เพราะไม่ประพฤติสิ่งที่เป็นอธรรมแม้แต่น้อย. บทว่าอุปวุฏฺ-
อุโปสถํ คือเข้าจำอุโบสถด้วยการรักษาอริยอุโบสถศีล ประกอบด้วยองค์ ๘.
บทว่า ราชทฺวารมฺหิ กัฬติ คือให้เล่นอยู่ที่ประตูพระราชวัง ของพระเจ้า
อุคคเสนะในกรุงพาราณสี. บทว่า ยํ ยํ โส วณฺณํ จินฺตยิ คือพราหมณ์
หมองูนั้นคิดว่า จงเป็นสีเขียวเป็นต้นเช่นใด. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า นีลํ ว ปีตโลหิตํ สีเขียว สีเหลือง สีแดง เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นีลํ ว. วา ศัพท์ เป็นความไม่แน่นอน.
วา ศัพท์ ทำเสียงให้สั้นเป็น ว ศัพท์ เพื่อสะกดด้วยในการแต่งคาถา. ด้วย
วา ศัพท์นั้น ท่านสงเคราะห์เอาความต่างของสี มีสีขาวเป็นต้น ความต่าง
หน้า 270
ข้อ 13
ของสัณฐานมีสันฐานกลมเป็นต้น ความต่างของประมาณมีละเอียดและ
หยาบเป็นต้น. บทว่า ตสฺส จิตฺตานุวตฺตนฺโต คือเปลี่ยนไปตามความคิด
ของหมองูนั้น. บทว่า จินฺติตสนฺนิโภ แปลงกายให้เหมือนเขาคิด พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราช่วยจูงใจชนผู้เพ่งดูด้วยอาการที่หมองูคิด
ให้ทำ. อานุภาพของเรามิใช่แสดงอาการตามที่หมองูคิดอย่างเดียว ที่แท้เรา
ทำน้ำให้เป็นบกบ้าง ทำบกให้เป็นน้ำบ้าง. เราสามารทำแผ่นดินใหญ่อันเป็น
บกให้เป็นน้ำได้ สามารถทำแม้น้ำให้เป็นแผ่นดินได้. อานุภาพใหญ่ด้วย
ประการฉะนี้. บทว่า ยทิหํ ตสฺส กุปฺเปยฺยํ คือหากเราโกรธเคืองต่อ
หมองูนั้น. บทว่า ขเณน ฉาริกํ กเร คือพึงทำให้เป็นเถ้าในขณะเกิด
ความโกรธนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่พระองค์สามารถกำจัด
ความฉิบหายอันจะเกิดขึ้นแก่พระองค์ในกาลนั้น บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงความ
ประสงค์ที่พระองค์ไม่ทำการกำจัด จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยทิ จิตฺตวสี
เหสฺสํ ดังนี้.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ถ้าเราจักเป็นไปในอำนาจของจิต แม้ด้วยเหตุ
เพียงโกรธแล้วมองดูด้วยคิดว่า หมองูนี้เบียดเบียนเราเหลือเกิน คงไม่รู้จัก
อานุภาพของเรา. เอาละเราจักแสดงอานุภาพของเราให้หมองูเห็นดังนี้ ทีนั้น
หมองูก็จักกระจุยกระจายดุจแกลบไปฉะนั้น. เราก็จักเสื่อมจากศีลตามที่เรา
หน้า 271
ข้อ 13
ได้สมาทานไว้. ก็เมื่อเราเสื่อมจากศีลมีศีลขาด ประโยชน์อันใดที่เราปรารถนา
ไว้ตั้งแต่บาทมูลของพระทศพลพระนามว่าทีปังกร ประโยชน์อันสูงสุด คือ
ความเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็จะไม่สำเร็จ. บทว่า กามํ ภิชฺชตุ ยํ กาโย คือ
กายมีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี ต้องบีบนวด ต้องทำลายและต้องกำจัดเป็น
ธรรมดา สะสมขึ้นด้วยข้าวสุกและขนม คือมหาภูตรูป ๔ นี้จงแตกคือ
พินาศไป จงกระจุยกระจายไปเหมือนแกลบที่ชัดไปในลมแรงในที่นี้ก็ตาม
เถิด. บทว่า เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ, วิกิรนิเต ภุสํ วิย คือพระโพธิ-
สัตว์คิดว่า แม้เมื่อร่างกายนี้กระจัดกระจายไปเหมือนแกลบ เราก็จะไม่ทำ-
ลายศีลอัน เป็นเหตุแห่งความสำเร็จประโยชน์สูงสุด. เราจะไม่คำนึงถึงร่าง
กายและชีวิต จะบำเพ็ญศีลบารมีเท่านั้น แล้วจะอดกลั้นทุกข์เช่นนั้นใน
กาลนั้น ท่านแสดงไว้ดังนี้.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองูครบเดือนพอดี. พระมหา-
สัตว์อดอาหารตลอดกาลประมาณเท่านั้น. นางสุมนาแลดูสระโบกขรณีด้วย
คิดว่า สามีของเราช้าเหลือเกิน. จะมีเหตุอะไรหนอครั้นเห็นน่ามีสีแดงก็รู้ว่า
สามีถูกหมองูจับจึงออกจากนาคพิภพไปใกล้จอมปลวกเห็นที่ที่พระมหาสัตว์
ถูกจับและที่ที่ถูกทรมาน จึงร้องไห้คร่ำครวญไปยังบ้านชายแดนถาม ครั้น
ทราบเรื่องราวแล้วก็ไปกรุงพาราณสี ยินร้องไห้อยู่บนอากาศใกล้ประตูพระ-
ราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนอยู่ แหงนสู่อากาศเห็นนางสุมนา จึงละอาย
เข้าตะกร้านอน.
หน้า 272
ข้อ 13
พระราชาในขณะที่พระโพธิสัตว์เข้าตะกร้า ทรงดำริว่า มีเหตุอะไร
หนอ ประทับยืนทอดพระเนตรดูข้างโน้นข้างนี้ทรงเห็นนางสุมนายืนอยู่บน
อากาศ ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ครั้นทรงทราบว่า นางเป็นนาคกัญญา
ทรงเข้าพระทัยว่า นาคราชคงเห็นนางนาคกัญญานี้ละอายเข้าตะกร้าไปโดย
ไม่ต้องสงสัย. ฤทธานุภาพตามที่ได้แสดงนี้เป็นของนาคราชเท่านั้นมิใช่ของ
หมองู จึงตรัสถามว่า นาคราชนี้มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ตกไปสู่มือของ
พราหมณ์นี้ได้อย่างไร ทรงสดับว่า นาคราชนี้มีศีลประพฤติธรรมเข้าอยู่จำ
อุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ มอบร่างกายของตัวให้เป็นทาน นอนอยู่บน
ยอดจอมปลวกใกล้ทางหลวง. ถูกหมองูจับในที่นั้น. นาคราชนี้มีนาคกัญญา
ตั้งพันเปรียบด้วยนางเทพอัปสร. สมบัติในนาคพิภพเช่นกับสมบัติในเทว-
โลก. นาคราชนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก สามารถพลิกแผ่นดินทั้งสิ้นได้.
นาคราชคิดอย่างเดียวว่า ศีลของเราจักขาด จึงยอมรับทุกข์อย่างรุนแรง
เห็นปานนี้ พระราชาทรงเกิดสังเวช ทันใดนั้นเองได้พระราชทานทรัพย์
เป็นอันมาก ยศและความอิสระอย่างใหญ่หลวงแก่พราหมณ์ แล้วทรงให้
ปล่อยด้วยพระดำรัสว่า เอาเถิดท่านพราหมณ์ผู้เจริญขอท่านจงปล่อยนาคราช
นี้เถิด.
พระมหาสัตว์ยังเพศนาคให้หายไปกลายเพศเป็นมาณพ ปรากฏดุจ
เทพกุมาร. แม้นางสุมนาก็ลงจากอากาศยืนอยู่ใกล้กับพระโพธิสัตว์นั้นถวาย
หน้า 273
ข้อ 13
บังคมพระราชาทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสด็จมาทอดพระเนตร
ที่อยู่ของข้าพระองค์เถิด. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
จัมเปยยกนาคราช พ้นออกมาแล้วจึง
ทูลกะพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสี ขอความ
นอบน้อมจงมีแด่พระองค์ ข้าแต่ท่านผู้ยัง
แคว้นกาสีให้เจริญ ขอความนอบน้อมจงมีแด่
พระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายบังคมแด่พระ-
องค์ ขอพระองค์พึงเห็นนิเวศน์ของข้าพระองค์.
พระราชาทรงอนุญาตให้พญานาคกลับไปยังนาคพิภพ. พระมหาสัตว์พา
พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารไปยังนาคพิภพแสดงอิสสริยสมบัติของตน
อยู่ในนาคพิภพได้ ๒- ๓ วัน จึงให้ตีกลองป่าวประกาศว่า พวกข้าราชบริพาร
ทั้งหมดจงถือเอาทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้นตามความต้องการ. มอบทรัพย์
ถวายพระราชา ๑๐๐ เล่มเกวียน. พระมหาสัตว์ถวายโอวาทด้วยราชธรรม-
กถา ๑๐ ประการ มีอาทิว่า ข้าแต่มหาราชธรรมดาพระราชาควรทรงบริจาค
ทาน. ควรรักษาศีล. ควรจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองเป็นธรรมในกิจ
ทั้งปวงแล้วส่งเสด็จกลับ. พระราชาเสด็จออกจากนาคพิภพด้วยพระยศ
อันใหญ่เสด็จถึงกรุงพาราณสี. ได้ยินว่าตั้งแต่นั้นมาในพื้นชมพูทวีปมีเงิน
หน้า 274
ข้อ 13
และทองเป็นอันมาก. พระมหาสัตว์รักษาศีลกระทำอุโบสถกรรมทุกกึ่งเดือน
พร้อมด้วยบริษัทได้ไปบังเกิดบนสวรรค์.
หมองูในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. นางสุมนา คือมารดา
พระราหุล. อุคคเสนะ คือพระสารีบุตร. จับเปยยกนาคราช คือพระ-
โลกนาถ. แม้ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้น
ตามสมควร. อานุภาพอันน่าอัศจรรย์ของพระโพธิสัตว์ในที่นี้มีนัยดังกล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแล.
จบ อรรถกถาจัมเปยยนาคจริยาที่ ๓
หน้า 275
ข้อ 14
๔. จูฬโพธิจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของจูฬโพธิปริพาชก
[๑๔] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นบริพาชก
ชื่อจูฬโพธิ มีศีลงาม เราเห็นภพโดยเป็นสิ่ง
น่ากลัว จึงออกบวชเป็นดาบส นางพราหมณ์
ผู้มีผิวพรรณดังทองคำ ซึ่งเป็นภรรยาของเรา
แม้นางก็มิได้อาลัยในวัฏฏะ ออกบวชเป็น
ตาปสินี เราทั้งสองไม่มีความอาลัย ตัดพวก
พ้องขาด ไม่ห่วงใยในตระกูล และหมู่ญาติ
เที่ยวไปยังบ้านและนิคม มาถึงยังพระนคร
พาราณสี เราทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้น มีปัญญา
ไม่เกี่ยวข้องในตระกูลและคณะ เราทั้งสอง
อยู่ในพระราชอุทยานอันไม่เกลื่อนกล่น สงัด
เสียง พระราชาเสด็จทอดพระเนตรพระราช-
อุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นนางพราหมณี
จึงเสด็จเข้ามาหาเราแล้วตรัสถามว่า นาง-
พราหมณีคนนี้เป็นอะไรกับท่าน เป็นภริยา
ของใคร เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้ เราได้
หน้า 276
ข้อ 14
ทูลแก่พระองค์ดังนี้ว่า นางพราหมณีนี้มิใช่
ภริยาของอาตมภาพ เป็นผู้ประพฤติธรรม
ร่วมกัน เป็นผู้มีคำสอนร่วมกัน พระราชาทรง
กำหนัดหนักหน่วงในนางพราหมณีนั้น จึง
รับสั่งให้พวกราชาบุรุษจับ ทรงบีบคั้นด้วย
กำลังสั่งให้นำเข้าไปยังภายในพระนคร เมื่อ
ภริยาเก่าของเราเกิดร่วมกัน มีคำสอนร่วมกัน
ถูกฉุดคร่าไป ความโกรธพึงเกิดแก่เรา เรา
ระลึกถึงศีลวัตรได้พร้อมกับความโกรธที่เกิด
ขึ้น เราข่มความโกรธได้ ณ ที่นั้นเอง ไม่ให้
มันเจริญขึ้นไปอีก ถ้าใคร ๆ พึงเอาหอกอัน
คมกริบแทงนางพราหมณีนั้น เราก็ไม่พึงทำ
ลายศีลของเราเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณ
เท่านั้น เราจักเกลียดนางพราหมณีนั้น
ก็หามิได้ และเราจะไม่มีกำลังก็หามิได้ เพราะ
พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เราจึงรักษาศีลไว้ ฉะนี้แล.
จบ จูฬโพธิจริยาที่ ๔
หน้า 277
ข้อ 14
อรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า
จูฬโพธิ ชื่อว่า จูฬโพธิท่านยกขึ้นในจริยานี้ หมายถึงอัตภาพของปริพาชก
ชื่อว่ามหาโพธิ. อนึ่ง ในชาดกนี้ไม่พึงเห็นว่า เพราะมีมหาโพธิพี่ชาย
เป็นต้นของตน. บทว่า สุสีลวา คือมีศีลด้วยดี อธิบายว่า ถึงพร้อม
ด้วยศีล. บทว่า ภวํ ทิสฺวาน ภยโต เห็นภพโดยเป็นของน่ากลัว คือ
เห็นภพมีกามภพเป็นต้น โดยความเป็นของพึงกลัว. ในบทว่า เนกฺขมฺมํ
นี้ พึงเห็นว่าลบ จ ศัพท์. ด้วยเหตุนั้น ควรยก บทว่า ทิสฺวาน เข้า
มาด้วยเป็น เนกฺขมฺมํ ทิสฺวาน คือเห็นเนกขัมมะ ดังนี้. บทนี้ท่าน
อธิบายว่า เห็นภพมีกามภพเป็นต้น แม้ทั้งปวงปรากฏโดยเป็นของน่ากลัว
ในสังสารวัฏ ด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ เหล่านี้ คือ ชาติชรา-
พยาธิมรณะ อบายทุกข์. ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูล
ในอนาคต. ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบัน. ละเห็นเนกขัมมะ
แม้ ๓ อย่างนี้ คือ นิพพาน ๑ สมถวิปัสสนาอันเป็นอุบายแห่งนิพพาน
นั้น ๑ และบรรพชา อันเป็นอุบายแห่งสมถวิปัสสนานั้น ๑ โดยเป็น
ปฏิปักษ์ต่อภพนั้นด้วยญาณจักษุอันสำเร็จด้วยการฟังเป็นต้น แล้วจึงออก
จากความเป็นคฤหัสถ์อันอากูลด้วยโทษมากมาย ด้วยการบรรพชาเป็นดาบส
แล้วจึงไป. บทว่า ทุติยิกา คือภรรยาเก่า ได้แก่ภรรยาครั้งเป็นคฤหัสถ์.
บทว่า กนกสนฺนิภา คือมีผิวดังทองคำ. บทว่า วฏฺเฏ อนเปกฺขา
หน้า 278
ข้อ 14
คือมิได้อาลัยในสังสารวัฏ บทว่า เนกฺขมฺมํ อภินิกฺขมิ คือออกจาก
เรือนเพื่อเนกขัมมะ. ได้แก่บวช. บทว่า อาลยํ ชื่อว่า อาลย เพราะ
เป็นเหตุให้ข้องคือตัณหา. ชื่อว่า นิราลย เพราะไม่มีตัณหา. ชื่อว่า
ฉินฺนพนฺธุ เพราะแต่นั้นก็ตัดความผูกพันคือตัณหาในญาติทั้งหลาย. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงความไม่มีการผูกพันในการครองเรือนอย่างนี้
แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงถึงความไม่มีแม้การผูกพันไร ๆ ของบรรพชิต
ทั้งหลาย จึงตรัสว่า อนเปกฺขา กุเล คเณ คือไม่เกี่ยวข้องในตระกูล
และคณะ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กุเล คือในตระกูลอุปัฏฐาก. บทว่า คเณ
คือในคณะดาบส. ท่านกล่าวชนที่เหลือว่าเป็นพรหมจารี. บทว่า อุปาคมุํ
คือเราทั้งสองมาถึงกรุงพาราณสี. บทว่า ตตฺถ คือเขตแดนกรุงพาราณสี.
บทว่า นิปกา คือมีปัญญา. บทว่า นิรากุเล คือไม่วุ่นวายด้วยชน
ทั้งหลาย เพราะปราศจากชนเที่ยวไปมา. บทว่า อปฺปสทฺเท คือสงัด
เสียง เพราะปราศจากเสียงสัตว์ร้องโดยเป็นที่อยู่ของเนื้อและนกทั้งหลาย.
บทว่า วาชุยฺยาเน วสามุโภ คือในกาลนั้นเราทั้งสองอยู่ในพระราช-
อุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี.
พึงทราบเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้ :-
หน้า 279
ข้อ 14
ในอดีตกาล ในภัทรกัปนี้แหละ พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก
บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในกาสิคามแห่งหนึ่ง.
ครั้นถึงคราวตั้งชื่อ มารดาบิดาตั้งชื่อว่า โพธิกุมาร. เมื่อโพธิกุมารเจริญวัย
เขาไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนศิลปะทุกสาขา เมื่อเขากลับมาทั้ง ๆ ที่เขาไม่
ปรารถนา มารดาบิดาได้นำกุลสตรีที่มีชาติเสมอกันมาให้. แม้กุลสตรีนั้นก็
จุติจากพรหมโลกเหมือนกัน มีรูปงดงาม เปรียบด้วยเทพอัปสร แม้ทั้งสอง
ไม่ปรารถนา มารดาบิดาก็ทำการอาวาหมงคลและวิวาทมงคลให้แก่กันและ
กัน ทั้งสองไม่เคยมีกิเลสร่วมกันเลย. แม้มองดูกันด้วยอำนาจราคะก็มิได้มี.
ไม่ต้องพูดถึงการร่วมเกี่ยวข้องกันละ. ทั้งสองมีศีลบริสุทธิ์ด้วยประการฉะนี้.
ครั้นต่อมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม พระโพธิสัตว์กระทำฌาปนกิจ
มารดาบิดาแล้วจึงเรียกภริยามากล่าวว่า นางผู้เจริญ แม่นางจงครองทรัพย์
๘๐ โกฏิ เลี้ยงชีพให้สบายเถิด. ภริยาถามว่า ท่านผู้เจริญก็ท่านเล่า.
พระมหาสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการทรัพย์ เราจักบวช. นางถามว่า ก็
การบวชไม่สมควรแม้แก่สตรีหรือ. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ควรซิแม่นาง.
นางตอบว่า ถ้าเช่นนั้นแม้ฉันก็ไม่ต้องการทรัพย์ ฉันจักบวชบ้าง. ทั้งสอง
สละสมบัติทั้งหมดให้ทานเป็นการใหญ่ ออกจากเมืองเข้าป่าแล้วบวช เลี้ยง
ตัวด้วยผลาผลที่แสวงหามาได้อยู่ ๑๐ ปี ด้วยความสุขในการบวชนั่นเอง
เที่ยวไปตามชนบทเพื่อต้องการเสพของมีรสเค็มและเปรี้ยว ถึงกรุงพาราณสี
หน้า 280
ข้อ 14
โดยลำดับ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ราชุยฺยาเน วสามุโภ เราทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยาน.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปชมพระราชอุทยาน ครั้นเสด็จถึงที่
ใกล้ดาบสดาบสินี ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยความสุขในการบรรพชา ณ
ข้างหนึ่งแห่งพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นปริพาชิกามีรูปงดงามยิ่งนัก
น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง มีพระทัยปฏิพัทธ์ด้วยอำนาจกิเลส ตรัสถามพระโพธิสัตว์
ว่า ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน. เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า มิได้เป็นอะไรกัน.
เป็นบรรพชิต ร่วมบรรพชากันอย่างเดียว. แต่เมื่อเป็นคฤหัสถ์ได้เป็น
ภริยาของอาตมา. พระราชาทรงดำริว่า ปริพาชิกานี้มิได้เป็นอะไรกับ
พระโพธิสัตว์. แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ได้เป็นภริยา. ถ้ากระไรเราจะนำ
ปริพาชิกานี้เข้าไปภายในเมือง. ด้วยเหตุนั้นแหละเราจักรู้การปฏิบัติของ
ปริพาชิกานี้ต่อพระโพธิสัตว์. พระราชาเป็นอันธพาล ไม่อาจห้ามจิตปฏิพัทธ์
ของพระองค์ในปริพาชิกานั้นได้ จึงรับสั่งกะราชบุรุษคนหนึ่งว่า จงนำ
ปริพาชิกานี้เข้าสู่ราชนิเวศน์.
ราชบุรุษรับพระบัญชาของพระราชาแล้ว กล่าวคำมีอาทิว่า อธรรม
ย่อมเป็นไปในโลก ได้พาปริพาชิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ไป. พระโพธิสัตว์สดับ
เสียงคร่ำครวญของปริพาชิกานั้น แลดูครั้งเดียวก็มิได้แลดูอีก. คิดว่า
หากว่าเราจักห้าม. อันตรายจักมีแก่ศีลของเรา เพราะจิตประทุษร้ายต่อคน
หน้า 281
ข้อ 14
เหล่านั้น จึงนั่งรำพึงถึงศีลบารมีอย่างเดียว. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า อุยฺยานทสฺสนํ คนฺตวา, ราชา อทฺทส พฺราหฺมณึ พระราชา
เสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยาน ได้ทรงเห็นนางพราหมณี เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตุยฺเหสา กา กสฺส ภริยา คือ
พราหมณีคนนี้เป็นอะไรกับท่าน เป็นภริยาหรือ. หรือว่าเป็นน้องสาว
หรือเป็นภริยาของใครอื่น. บทว่า น มยฺหํ ภริยา เอสา นางพราหมณี
นี้มิใช่ภรรยาของอาตมา คือ พราหมณีนี้ถึงจะเป็นภริยาเมื่อตอนอาตมา
เป็นคฤหัสถ์ก็จริง. แต่ตั้งแต่บวชแล้วมิใช่ภริยาของอาตมา. แม้อาตมาก็มิใช่
สามีของนาง. แต่ร่วมธรรม ร่วมคำสอนอันเดียวกันเท่านั้น. แม้อาตมา
ก็เป็นปริพาชก แม้หญิงนี้ก็เป็นปริพาชิกา เพราะเหตุนั้น จึงมีธรรม
เสมอกัน มีคำสอนร่วมกันด้วยคำสอนของปริพาชก. อธิบายว่า เป็นเพื่อน
พรหมจรรย์ด้วยกัน.
บทว่า ติสฺสา สารตฺตคธิโต พระราชาทรงกำหนัดหนักหน่วง
ในนางพราหมณีนั้น. คือทรงปฏิพัทธ์มีความกำหนัดด้วยกามราคะ. บทว่า
คาหาเปตฺวาน เจฏเก คือรับสั่งให้ราชบุรุษจับ ทรงบังคับราชบุรุษ
ของพระองค์ให้จับปริพาชิกานั้น. บทว่า นิปฺปีฬยนฺโต พลสา ทรงบีบ
คั้นด้วยกำลัง คือทรงบีบบังคับปริพาชิกานั้นผู้ไม่ปรารถนาด้วยการฉุดคร่า
เป็นต้น. อนึ่ง รับสั่งให้ราชบุรุษจับปริพาชิกาผู้ไม่ไปด้วยพลการ แล้วให้
เข้าไปภายในเมือง.
หน้า 282
ข้อ 14
บทว่า โอทปตฺตกิยา คือหญิงที่พราหมณ์ - หลั่งน้ำแล้วรับไว้เป็น
ภริยา ชื่อว่า โอทปตฺติกา. คำนี้พึงเห็นเพียงเข้าไปกำหนดโดยความเป็น
ภริยาเก่า. อนึ่ง หญิงนั้นอันมารดาบิดายกให้แก่ชายด้วยพราหมณวิวาหะ.
อนึ่ง บทว่า โอทปตฺตกิยา เป็นสัตตมีวิภัตติ์ลงในภาวลักษณะโดยภาวะ.
บทว่า สหชาตา คือเกิดร่วมกันด้วยเกิดในบรรพชา. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เอกสาสนี คือคำสอนร่วมกัน. อนึ่ง บทว่า
เอกสาสนี นี้ เป็นปฐมาวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ์ คือในคำสอน
อันเดียวกัน. บทว่า นยนฺติยา คือนำเข้าไป. บทว่า โกโป เม อุปฺปชฺชถ
ความโกรธเกิดขึ้นแก่เรา คือ พราหมณีนี้เป็นผู้มีศีล เป็นภริยาของท่านเมื่อ
ครั้งเป็นคฤหัสถ์. ครั้นบวชแล้วเป็นน้องสาวเกิดร่วมโดยความเป็นเพื่อน
พรหมจรรย์. พราหมณีนั้นถูกราชบุรุษฉุดเข้าไปโดยพลการต่อหน้าท่าน.
ความโกรธที่นอนเนื่องอยู่ช้านาน ได้ผุดขึ้นด้วยมานะของลูกผู้ชายว่า ดูก่อน
โพธิพราหมณ์ ท่านเป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ดังนี้จะพลันเกิดขึ้นจากใจของเรา
ดุจอสรพิษถูกบุรุษคนใดคนหนึ่งฉุดครูดออกจากปล่องจอมปลวกแผ่แม่เบี้ย
เสียงดัง สุสุ ดังนี้. บทว่า สหโกเป สมุปฺปนฺเน คือพร้อมกับความ
โกรธที่เกิดขึ้น. อธิบายว่า ในลำดับของความโกรธที่เกิดขึ้นนั้นเอง. บทว่า
สีลพฺพตมนุสฺสรึ เราระลึกถึงศีลวัตร คือระลึกถึงศีลบารมีของตน. บทว่า
ตตฺเถว โกปํ นิคฺคณฺหึ เราข่มความโกรธได้ ณ ที่นั้นเอง คือตามที่เรา
นั่งบนอาสนะนั้นนั่นเอง เราห้ามความโกรธนั้นได้. บทว่า นาทาสึ
วฑฺฒิตูปริ ไม่ให้มันเจริญขึ้นไปอีก คือไม่ให้มันเจริญยิ่งขึ้นไปกว่าที่เกิด
หน้า 283
ข้อ 14
ขึ้นครั้งแรกนั้น. บทนี้ท่านอธิบายไว้ว่า เพียงเมื่อความโกรธเกิดขึ้นนั่นเอง
เราบริภาษตนว่า ดูก่อนโพธิปริพาชก ท่านบำเพ็ญบารมีทั้งปวงประสงค์
จะรู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณมิใช่หรือ. อะไรกันนี่แม้เพียงศีล
ท่านยังเผลอเรอได้. ความเผลอเรอนี้ย่อมเป็นดุจความที่โคทั้งหลายประสงค์
จะไปยังฝั่งโน้นแห่งมหาสมุทรอันจมอยู่ในน้ำกรดฉะนั้น ในขณะนั้นเอง
ข่มความโกรธไว้ได้ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา ไม่ให้ความโกรธนั้นเจริญ
ด้วยการเกิดขึ้นอีก. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยทิ นํ พราหมณึ
เป็นอาทิ.
บทนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ พระราชาหรือใคร ๆ อื่นเอาหอกอัน
คมคริบแทงนางพราหมณีปริพาชิกานั้น. หากตัดให้เป็นชิ้น ๆ แม้เมื่อเป็น
อย่างนี้ เราก็ไม่พึงทำลายศีล คือศีลบารมีของตนเลย. เพราะเหตุไร ?
เพราะเหตุแห่งโพธิญาณเท่านั้น คือสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วย
ศีลไม่ขาดในที่ทั้งปวง มิใช่ด้วยเหตุนอกเหนือจากนี้.
บทว่า น เม สา พฺราหฺมณี เทสฺสา เราจะเกลียดนางพราหมณี
นั้นก็หามิได้ คือ นางพราหมณีนั้นเป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ ไม่เป็น
ที่รักของเราก็หามิได้ โดยประการทั้งปวง คือ โดยชาติ ด้วยโคตร โดย
ประกาศของตระกูล โดยมารยาท และโดยคุณสมบัติมีบรรพชาเป็นต้นที่
สะสมมานาน. ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราไม่รักนางพราหมณีนี้. บทว่า นปิ
หน้า 284
ข้อ 14
เม พลํ น วิชฺชติ เราจะไม่มีกำลังก็หามิได้ คือ กำลังของเราจะไม่มี
ก็หามิได้. มีอยู่มากทีเดียว. เรามีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง
ปรารถนาอยู่สามารถจะลุกขึ้นฉับพลัน แล้วบดขยี้บุรุษที่ฉุดนางพราหมณี
นั้น แล้วจับบุรุษนั้นไปยังที่ต้องการจะไปได้ ท่านแสดงไว้ดังนี้. บทว่า
สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา คือพระ-
สัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักของเรายิ่งกว่านางปริพาชิกานั้นร้อยเท่า
พันเท่า แสนเท่า. บทว่า ตสฺมา สีลานุรกฺขิสฺสํ คือด้วยเหตุนั้นเรา
จึงรักษาศีลไว้.
ลำดับนั้น พระราชาไม่ทรงทำให้ชักช้าในพระราชอุทยานรีบเสด็จไป
โดยเร็วเท่าที่จะเร็วได้ ตรัสให้เรียกนางปริพาชิกานั้นมาแล้วทรงมอบยศให้
เป็นอันมาก. นางปริพาชิกานั้นกล่าวถึงโทษของยศ คุณของบรรพชา และ
ความที่ตนและพระโพธิสัตว์ละกองโภคสมบัติ อันมหาศาล แล้วบวชด้วยความ
สังเวช. พระราชา เมื่อไม่ทรงได้นางนั้นสมพระทัยโดยอุบายใด ๆ จึงทรง
ดำริว่า ปริพาชิกาผู้นี้ มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้ปริพาชกนั้น เมื่อปริพาชิกา
นี้ถูกฉุดนำมาก็มิได้แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใดเลย. ไม่คำนึงถึงอะไร
ทั้งหมด. การทำสิ่งผิดปกติในผู้มีคุณธรรมเห็นปานนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย.
เอาเถิดเราจะพาปริพาชิกานี้ไปยังอุทยานแล้วขอขมาปริพาชิกานี้และปริพา-
ชกนั้น. ครั้นพระราชาทรงดำริอย่างนี้แล้วรับสั่งกะราชบุรุษว่า พวกเจ้า
จงนำปริพาชิกานี้มายังอุทยาน พระองค์เองเสด็จไปก่อน ทรงเข้าไปหา
หน้า 285
ข้อ 14
พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านบรรพชิตผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้านำปริพาชิกา
นั้นไปพระคุณท่านโกรธหรือเปล่า. พระมหาสัตว์ถวายพระพรว่า :-
ความโกรธเกิดแก่อาตมาแต่ไม่ปล่อย
ออก อาตมาจะไม่ปล่อยออกตราบเท่าชีวิต
อาตมาจะห้ามทันที เหมือนฝนตกหนังท่าน
เสียซึ่งธุลีฉะนั้นดังนี้.
พระราชาครั้นสดับดังนั้นแล้วทรงดำริว่า ปริพาชกนี้กล่าวหมายถึง
ความโกรธอย่างเดียว หรืออะไรอื่นมีศิลปะเป็นต้น จึงตรัสถานต่อไปว่า :-
อะไรเกิดแก่พระคุณท่าน พระคุณท่าน
ไม่ปล่อย พระคุณท่านไม่ปล่อยอะไรตลอด
ชีวิต พระคุณท่านห้ามความโกรธนั้นอย่างไร
ดุจฝนตกหนักห้ามธุลีฉะนั้นดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชิ เกิดขึ้นแล้ว คือ ความโกรธ
เกิดขึ้นครั้งเดียว ไม่เกิดอีก. บทว่า น มุจฺจิตฺถ ไม่ปล่อย คือไม่ปล่อย
ออกด้วยให้เกิดกายวิการและวจีวิการ. อธิบายว่า ไม่ปล่อยความโกรธนั้น
ให้เป็นไปในภายนอก. บทว่า รชํว วิปุลา วุฏฺิ ความว่า อาตมาระงับ
หน้า 286
ข้อ 14
ความโกรธนั้น ห้ามไว้ เหมือนสายฝนในมิใช่ฤดูกาลตกอย่างหนักขจัดธุลี
อันเกิดขึ้นในเดือนสุดท้ายของฤดูร้อนเป็นปกติ ฉะนั้น.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษเมื่อจะประกาศโทษของความโกรธ โดย
ประการต่าง ๆ แด่พระราชานั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :-
เมื่อความโกรธใดเกิดขึ้น ย่อมไม่เห็น
ประโยชน์ เมื่อความโกรธไม่เกิดย่อมเห็น
เป็นอย่างดี. ความโกรธนั้นเป็นโคจรของตน
ไร้ปัญญา เกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาใช่ปล่อย
ออก. เหล่าอมิตรผู้แสวงหาทุกข์ ย่อมยินดี
ด้วยความโกรธใดที่เกิดแล้ว ความโกรธนั้น
เป็นโคจรของคนไร้ปัญญา เกิดขึ้นแล้วแก่
อาตมา อาตมาไม่ปล่อยออก. อนึ่ง เมื่อ
ความโกรธใดเกิดขึ้นบุคคลย่อมไม่รู้สึกถึง
ประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเป็นโคจรของ
คนไร้ปัญญา เกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาไม่
ปล่อยออก.
หน้า 287
ข้อ 14
บุคคลถูกความโกรธใดครอบงำ ย่อม
ละกุสลธรรมกำจัดประโยชน์แม้ในมูลออกไป
เสีย. มหาบพิตรความโกรธนั้น เป็นเสนาของ
ความน่ากลัว มีกำลังย่ำยีสัตว์ อาตมาไม่
ปล่อยออกไป.
เมื่อไม้ถูกสี ไฟย่อมเกิด. ไฟย่อมเผา
ไม้นั้น. เพราะไฟเกิดแต่ไม้. เมื่อคนปัญญา
อ่อน โง่ เซ่อ ความโกรธย่อมเกิดเพราะความ
ฉุนเฉียว คนพาลแม้นั้นก็ย่อมถูกความโกรธ
นั้นเผาผลาญ ความโกรธย่อมเจริญแก่ผู้ใด
เหมือนไฟที่หญ้าและไม้ ยศของผู้นั้นย่อม
เสื่อมเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างแรม ฉะนั้น.
ความโกรธของผู้ใดสงบ เหมือนไฟไม่
มีเชื้อ ยศของผู้นั้นย่อมเต็มเปี่ยมเหมือน
ดวงจันทร์ในวันข้างขึ้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น ปสฺสติ คือแม้ประโยชน์ตนก็ไม่เห็น
ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ผู้อื่นละ. บทว่า สาธุ ปสฺสติ คือย่อมเห็นทั้ง
หน้า 288
ข้อ 14
ประโยชน์ตน ทั้งประโยชน์ผู้อื่น และประโยชน์ทั้งสอง โดยชอบนั่นเอง.
บทว่า ทุมฺเมธโคจโร คือเป็นวิสัยของคนไร้ปัญญา หรือเป็นโคจรที่ไร้
ปัญญา หรือมีเชื้อไฟเป็นอาหาร เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ทุมฺเมธโคจโร.
บทว่า ทุกฺขเมสิโน คือปรารถนาทุกข์. บทว่า สทตฺถํ คือความเจริญ
อันเป็นประโยชน์ของตน. บทว่า ปรกฺกเร คือพึงนำออกไป ทำให้หมด
ไป. บทว่า ส ภีมเสโน ความโกรธนั้นเป็นเสนาของความน่ากลัว คือ
ความโกรธนั้นประกอบด้วยเสนาของกิเลสใหญ่ให้เกิดความน่ากลัว. บทว่า
ปมทฺที คือมีปกติย่ำยีสัตว์ทั้งหลายด้วยความมีกำลัง. บทว่า น เม อมุจฺจถ
คือความโกรธนั้นไม่ได้ซึ่งความพ้นไปจากสำนักของเรา. เราทรมานไว้
ในภายในนั่นเอง. อธิบายว่า ทำให้หมดพยศ. หรือว่าตั้งใจด้วยความ
เป็นนมส้มครู่หนึ่งดุจน้ำนม ฉะนั้น.
บทว่า มนฺถมานสฺมึ คือสีไม้เอาไฟ. ปาฐะว่า มถมานสฺมึ บ้าง.
บทว่า ยสฺมา คือแต่ไม้ใด. บทว่า คินิ คือไฟ. บทว่า พาลสฺส
อวิชานโต คือคนพาล คนโง่. บทว่า สารมฺภา ชายเต เกิดเพราะ
ความฉุนเฉียว คือความโกรธย่อมเกิดเพราะความฉุนเฉียว อันมีลักษณะ
ทำมากเกินไป เหมือนไฟเกิดเพราะไม้สีไฟฉะนั้น. บทว่า สปิ เตเนว
คือคนพาลแม้นั้นย่อมถูกความโกรธเผา เหมือนไม้ถูกไฟฉะนั้น. บทว่า
อนินฺโธ ธูมเกตุว คือดุจไฟไม่มีเชื้อฉะนั้น. บทว่า ตสฺส คือยศ ที่ได้
แล้วย่อมเพิ่มพูนต่อ ๆ ไปแก่บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความอดกลั้นนั้น.
หน้า 289
ข้อ 14
พระราชาครั้นทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงขอขมา
พระมหาบุรุษ แม้นางปริพาชิกา ผู้มาจากพระราชวัง ตรัสว่าขอพระคุณ
ท่านทั้งสองเสวยสุขในการบรรพชาอยู่ในอุทยานนี้เถิด. ข้าพเจ้าจักทำการ
รักษา ป้องกัน คุ้มครองอันเป็นธรรมแก่พระคุณท่านทั้งสอง นมัสการ
แล้วเสด็จกลับ. ปริพาชกและปริพาชิกาทั้งสองอาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน
นั้นเอง. ต่อมานางปริพาชิกาได้ถึงแก่กรรม. พระโพธิสัตว์เข้าไปยังป่า
หิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปสู่พรหมโลก.
นางปริพาชิกาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในครั้งนี้. พระราชา
คือพระอานนทเถระ. โพธิปริพาชก คือพระโลกนาถ.
แม้ในจูฬโพธิจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระ-
โพธิสัตว์ตามสมควร. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ใน
ที่นี้มีอาทิอย่างนี้คือ การละกองโภคะใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ ออกจาก
เรือน เช่นเดียวกับออกมหาภิเนษกรมณ์. การออกไปอย่างนั้นแล้วตั้งใจ
เป็นบรรพชิตที่ชนเป็นอันมากสมมติ ไม่เกี่ยวข้องในตระกูลในคณะ เพราะ
เป็นผู้มักน้อยเป็นอย่างยิ่ง. ความยินดียิ่งในความสงัด เพราะรังเกียจลาภ
และสักการะ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. การประพฤติขัดเกลากิเลสอัน
เป็นความดียอดยิ่ง. การนึกถึงศีลบารมีไม่แสดงความโกรธเคืองเมื่อนาง
ปริพาชิกา ผู้มีกัลยาณธรรมมีศีลถึงปานนั้นถูกราชบุรุษจับไปโดยพลการ
ต่อหน้าตนซึ่งไม่ได้อนุญาต. และเมื่อพระราชาทรงรู้พระองค์ว่า ทรงทำผิด
หน้า 290
ข้อ 14
จึงเสด็จเข้าไปหา การตั้งจิตบำเพ็ญประโยชน์และถวายคำสั่งสอน ด้วย
ประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในภพหน้า. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
เอวํ อจฺฉริยา เหเต ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต
มีใจความดังได้กล่าวแล้วข้างต้น.
จบ อรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔
หน้า 291
ข้อ 15
๕. มหิสราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยากระบือ
[๑๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระบือ
เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ มีกายอ้วนพี มีกำลังมาก
ใหญ่โต ดูน่ากลัวพิลึก ประเทศไร ๆ ในป่า
ใหญ่นี้อันเป็นที่อยู่ของฝูงกระบือ มีอยู่ที่เงื้อม
เขาก็ดี ที่ซอกห้วยธารเขาก็ดี ที่โคนไม้ก็ดี
ที่ใกล้บึงก็ดี เราเที่ยวไปในที่นั้น ๆ เมื่อเรา
เที่ยวไปในป่าใหญ่ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ
เราจึงเข้าไปสู่ที่นั้น แล้วยืนพักอยู่และนอนอยู่
ครั้งนั้น ลิงป่าผู้ลามก หลุดหลิก ล่อกแล่ก
มา ณ ที่นั้น ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดเราที่คอ
ที่หน้าผาก ที่คิ้ว ย่อมเบียดเบียนเราวันหนึ่ง
ครั้งหนึ่ง วันที่ ๒ วันที่ ๓ แม้วันที่ ๔ ก็วัน
ละครั้ง เราจึงเป็นผู้อันลิงนั้นเบียดเบียนตลอด
กาลทั้งปวง เทวดาเห็นเราถูกลิงเบียดเบียน
ได้กล่าวกะเราดังนี้ว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้
ให้ฉิบทายตานโหงเสีย ด้วยเขาและกีบเถิด
หน้า 292
ข้อ 15
เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในครั้งนั้นแล้ว เราได้
ตอบเทวดานั้นว่าเหตุไร ท่านจะให้เราเปื้อน
ซากศพอันลามกไม่เจริญเล่า ถ้าเราฟังโกรธ
ต่อลิงนั้น เราก็ฟังเป็นผู้เลวกว่ามัน ศีลของ
เราก็จะฟังแตก และวิญญูชนทั้งหลายก็จะฟัง
ติเตียนเรา เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายด้วยความ
บริสุทธิ์ ยังประเสริฐ ว่าความเป็นอยู่ที่น่า
ละอายเสียอีก อย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่น
แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเล่า บุคคลผู้มีปัญญา
อดกลั้นคำดูหมิ่นในเพราะของคนเลว คน
ปานกลางและคนชั้นสูง ย่อมได้อย่างนี้ตามใจ
ปรารถนา ฉะนี้แล.
จบ มหิสราชจริยาที่ ๕
อรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า
มหึโส ปวนจารโก โยชนาแก้ว่าในกาลเมื่อเราเป็นกระบือป่าเที่ยวอยู่ใน
ป่าใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกาโย มีกายอ้วนพี คือมีกายเติบใหญ่ด้วยวัย
หน้า 293
ข้อ 15
สมบูรณ์และด้วยความอ้วนของอวัยวะน้อยใหญ่. บทว่า พลวา คือมีกำลัง
มาก สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง. บทว่า มหนฺโต คือมีร่างใหญ่. นัยว่ากาย
ของพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นประมาณเท่าช้างหนุ่ม. บทว่า ภีมทสฺสโน
ดูน่ากลัวพิลึก คือดูน่ากลัวเพราะให้เกิดความกลัวแก่ผู้ไม่รู้จักศีล เพราะ
ร่างใหญ่โตและเพราะเป็นกระบือป่า. บทว่า ปพฺภาเร คือที่เงื้อมเขามีหิน
ย้อย. บทว่า ทกาสเย คือที่ใกล้บึง. บทว่า โทเตตถุ านํ คือในป่า
ใหญ่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของกระบือป่า. บทว่า ตหึ ตหึ คือในป่านั้น ๆ.
บทว่า วิจรนฺโต คือเที่ยวไปเพื่อหาความผาสุกในการอยู่. บทว่า านํ
อทฺทส ภทฺทกํ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ คือเมื่อเราเที่ยวไปอย่างนี้ได้เห็น
สถานที่โคนไม้อันเป็นที่เจริญในป่าใหญ่นั้น เป็นความผาสุกของเรา. ครั้น
เห็นแล้วเราจึงเข้าไปยังที่นั้น ยืนและนอน หาอาหารในตอนกลางวันแล้วไป
ยังโคนต้นไม้นั้น ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยการยืนและการนอน. ท่านแสดง
ไว้ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ บังเกิดในกำเนิดกระบือใน
หิมวันตประเทศ ครั้นเจริญวัย สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีร่างใหญ่ประมาน
เท่าช้างหนุ่มเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขา ป่าและห้วยเป็นต้น
เห็นโคนต้นไม้ใหญ่น่าสบายต้นหนึ่ง หาอาหารแล้วก็มาอาศัยอยู่ที่โคน
ต้นไม้นั้นในเวลากลางวัน. ครั้งนั้นมีลิงลามกตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ขึ้นหลัง
พระมหาสัตว์ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด จับเขาโหนตัว จับหางเล่น
หน้า 294
ข้อ 15
ห้อยโหน. พระโพธิสัตว์ไม่สนใจการทำอนาจารของลิงนั้น เพราะถึงพร้อม
ด้วย ขันติ เมตตาและความเอ็นดู. ลิงยิ่งกำเริบทำอย่างนั้นบ่อย ๆ. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อเถตฺถ กปิ มาคนฺตฺวา คือลิงมา ณ ที่นั้น.
ม อักษรเป็นบทสนธิ. บทว่า ปาโป คือลามก. บทว่า อนริโย คือ
ลิงนั้นเหลาะแหละด้วยความประพฤติ ในความเสื่อมและด้วยไม่ประพฤติใน
ความเจริญ อธิบายว่ามีมารยาทเลว. บทว่า ลหุ คือ ล่อกแล่ก. บทว่า
ขนฺเธ คือที่ลำคอ. บทว่า มุตฺเตติ คือถ่ายปัสสาวะ. บทว่า โอหเนติ๑
คือถ่ายอุจจาระ. บทว่า ตํ คือ มํ ได้แก่ เราผู้เป็นกระบือในครั้งนั้น.
บทว่า สกิมฺปิ ทวสํ คือ เบียดเบียนเราวันหนึ่งบ้างตลอดกาล
ทั้งปวงบ้าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทูเสติ มํ สพฺพกาลํ
เบียดเบียนเราตลอดกาลทั้งปวง. คือไม่เบียดเบียนเราเพียง ๒ วัน ๓ วัน
๔ วัน ที่แท้เบียดเบียนเราด้วยการถ่ายปัสสาวะเป็นต้นแม้ตลอดกาลทั้งปวง.
ท่านแสดงไว้ว่า ลิงนั้นขึ้นหลังเราในเวลาที่จะถ่ายปัสสาวะเป็นต้นเท่านั้น.
บทว่า อุปทฺทุโต คือเบียดเบียน. อธิบายว่าเราถูกลิงนั้นเบียดเบียนด้วย
การห้อยโหนเป็นต้นที่เขา ด้วยการเอาของสกปรกมีปัสสาวะเป็นต้นมา และ
ด้วยรดน้ำปนเปือกตมและฝุ่นล้างหลายครั้งที่ปลายเขา และปลายหางเพื่อ
นำสิ่งสกปรกออก. บทว่า ยกฺโข คือเทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้น. บทว่า
มํ อิทมพฺรวิ คือเทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า
๑. ในอรรถกถาเป็น โอทเทติ.
หน้า 295
ข้อ 15
ท่านมหิสราชเพราะเหตุไรท่านจึงอดทนความดูแคลนของลิงชั่วนี้อยู่ได้ จึง
ได้กล่าวคำนี้กะเราว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้ให้ฉิบหายเสียด้วยเขาและกีบ
เถิด.
บทว่า เอวํ วุตฺเต ตทา ยกฺเข คือเมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในกาล
นั้นแล้ว. บทว่า อหํ ตํ อิทมพฺรวึ คือเราได้กล่าวตอบกะเทวดานั้นผู้
กล่าวอยู่. บทว่า กุณเปน คือด้วยซากศพเพราะเป็นสิ่งน่าเกลียดอย่างยิ่ง
ของคนดีมีชาติสะอาดด้วยการไหลออกแห่งอสุจิ คือกิเลสและเพราะเป็นเช่น
กับซากศพ ด้วยมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป. บทว่า ปาเปน คือ ลามกด้วยการ
ฆ่าสัตว์. บทว่า อนริเยน ท่านแสดงไว้ว่า ท่านเทวดาเพราะเหตุไรท่าน
จึงดูแคลนเราด้วยสิ่งอันไม่เจริญ เพราะเป็นธรรมของตนเลวมีพรานเนื้อ
เป็นต้น ผู้ไม่เจริญไม่ใช่คนดี ถ้อยคำที่ท่านกล่าวชักชวนเราในความชั่วนั้น
ไม่สมควรเลย.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศโทษในธรรมอันลามก
นั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยทิหํ ดังนี้.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ ท่านเทวดาผู้เจริญ ผิว่าเราโกรธลิงนั้น.
เราก็เลวกว่ามัน. เพราะลิงนั้นเป็นลิงพา เป็นลิงเลว ด้วยไม่ประพฤติ
ธรรม. หากเราพึงประพฤติธรรมลามกอันมีกำลังกว่าลิงนั้น. เราก็จะพึง
เป็นผู้ลามกกว่าลิงนั้นด้วยเหตุนั้นมิใช่หรือ. ข้อที่เรารู้โลกนี้โลกหน้าอย่างดี
ยิ่ง แล้วดำรงอยู่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยส่วนเดียวเท่านั้น พึง
หน้า 296
ข้อ 15
ประพฤติธรรมลามกเห็นปานนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
มีซิ. บทว่า สีลญฺจ เม ปภิชฺเชยฺย ศีลของเราก็จะพึงแตก คือ เราพึง
ทำความลามกเห็นปานนั้น. ศีลบารมีของเราจะพึงแตก. บทว่า วิญฺญู จ
ครเหยฺยุ มํ คือ เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตจะพึงติเตียนเราได้ว่า พ่อแม่
พี่น้องทั้งหลาย จงดูพระโพธิสัตว์นี้เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ได้ทำความชั่ว
เห็นปานนี้แล้ว.
บทว่า หีฬิตา ชีวิตา วาปิ. วา ศัพท์ เป็นอวธารณะ. อธิบายว่า
ตายด้วยความบริสุทธิ์ คือ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ยังประเสริฐ อุดมดีกว่ามีชีวิต
อยู่ ถูกวิญญูชนทั้งหลายติฉินนินทาด้วยประการฉะนี้. บทว่า กฺยาหํ
ชีวิตเหตูปิ, กาหามิ ปรเหนํ อย่างไรเราจักเบียดเบียนผู้อื่นแม้เพราะเหตุ
แห่งชีวิตเล่า คือ เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้เราจักทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น เอา
ชีวิตของเราเป็นเดิมพันได้อย่างไรเล่า อธิบายว่า ไม่มีเหตุในการทำความ
เบียดเบียนนี้.
กระบือกล่าวว่า ลิงนี้สำคัญสัตว์อื่นว่า เป็นเหมือนเราจักทำอนาจาร
อย่างนี้. แต่นั้นกระบือที่ดุจักฆ่าลิงที่ทำไปอย่างนั้นเสีย. การตายของลิงนี้
ด้วยสัตว์อื่นจักเป็นอันพ้นจากทุกข์และจากการฆ่าสัตว์ของเรา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 297
ข้อ 15
ลิงนี้จะสำคัญสัตว์อันเป็นเหมือนเรา จัก
ทำอย่างนี้ แม้แก่สัตว์อื่นบ้าง. สัตว์เหล่านั้น
จัดฆ่าลงนั้นเสีย. ความตายของลิงนั้นจักเป็น
อันพ้นเราไปดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า มเมวายํ ตัดบทเป็น มํ อิว อยํ. บทว่า
อญฺเปิ คือ แม้แก่สัตว์เหล่าอื่น. บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวแล้ว
บทว่า หีนมชฺฌิมอุกฺกฏฺเ คือ เป็นนิมิตในเพราะของตนเลว
คนปานกลางและคนชั้นสูง. บทว่า สทนฺโต อวมานิตํ คือ อดกลั้นคำ
ดูหมิ่นเหยียดหยามที่คนเหล่านั้นมิได้จำแนกไว้เป็นไปแล้ว. บทว่า เอวํ
ลภติ สปฺปญฺโ คนมีปัญญามิได้ทำการจำแนกในคนเลวเป็นต้นอย่างนี้
เข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ อดกลั้นความผิดนั้น เพิ่มพูนศีล
บารมีเป็นต้น ย่อมได้คือแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ ตามใจปรารถนา คือ
ตามต้องการ. ความปรารถนาของเขานั้นอยู่ไม่ไกลนัก ด้วยประการฉะนี้.
พระมหาสัตว์เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ จึงแสดงธรรม
แก่เทวดา. กระบือนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน ก็ได้ไปที่อื่น. กระบือดุตัวอื่นได้
ไปตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นเพราะเป็นที่อยู่สบาย. ลิงชั่วสำคัญว่ากระบือตัวนี้
ก็คือกระบือตัวนั้นนั่นเองจึงขึ้นหลังกระบือดุนั้น แล้วได้ทำอนาจารในที่นั้น
อย่างเดียวกัน. กระบือตัวนั้นจึงสลัดลิงให้ตกลงบนพื้นดินเอาเขาขวิดที่
หัวใจ เอาเท้าเหยียบจนแหลกเหลวไป.
หน้า 298
ข้อ 15
มหิสราชในครั้งนั้น พระโลกนาถในครั้งนี้.
แม้ในมหิสราชสะจุริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระ-
โพธิสัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่งพึงทราบ
คุณานุภาพของพระมหาสัตว์ในจริยานี้ ดุจในหัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยา
จัมเปยยจริยา และนาคราชจริยา.
จบอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕
หน้า 299
ข้อ 16
๖. รุรุมิคจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาเนื้อ
[๑๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาเนื้อ
ชื่อรุรุ มีขนสีเหลืองคล้ายหลอมทองคำ ประ-
กอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง เราเข้าไปอาศัยอยู่
ณ ประเทศน่ารื่นรมย์ เป็นรมณียสถาน สงัด
เงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจ ใกล้
ฝั่งคงคา ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึง
โดดลงในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วย
โดดว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เขาถูกกระแส
น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืน ตลอดวัน
ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน
ท่ามกลางคงคา เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำ
ครวญขอความช่วยเหลือแล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่ง
คงคา ได้ถามว่า ท่านเป็นใคร เขาอันเราถาม
แล้ว ได้แจ้งเหตุของตนในกาลนั้นว่า เราเป็น
ผู้ถูกเจ้าหนี้ทำให้สะดุ้งกลัว จึงแล่นมายังมหา-
นทีนี้ เราทำความกรุณาแก่เขา สละชีวิตของเรา
หน้า 300
ข้อ 16
ว่ายน้ำไปนำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม เรา
รู้กาลว่า เขาหายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วได้
กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อ
หนึ่ง คือท่านอย่าบอกเราแก่ใคร ๆ เขาไปยัง
พระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม จึงกราบทูล
เพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระราชาเข้ามา
ยังที่อยู่ของเรา เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่าง
แด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว
ทรงสอดลูกศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่า เราจักฆ่า
คนลามกผู้ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ เรา
ตามรักษาคนประทุษร้ายมิตรนั้น ได้มอบตน
ของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราชา ขอได้ทรงโปรด
งดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระบาทจะกระทำ
ตามพระราชประสงค์ของพระองค์ เราตาม
รักษาศีลของเรา ไม่ใช่เราตามรักษาชีวิตของเรา
เพราะในกาลนั้น เราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่ง
โพธิญาณนั่นเอง ฉะนี้แล.
จบ รุรุมิคจริยาที่ ๖
หน้า 301
ข้อ 16
อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้ . บทว่า
สุตฺตกนกสนฺนิโภ คือมีขนสีเหลียงคล้ายหลอมทองคำใส่เข้าไปในไฟ โดย
ปราศจากสีดำตลอดตัว. บทว่า มิคราชา รุรุ นาม คือมีชื่อโดยสัญชาติว่า
รุรุมิคราชโดยเชื้อชาติว่า รุรุ อธิบายว่า เป็นราชาแห่งเนื้อทั้งหลาย. บทว่า
ปรมสีลสมาหิโต คือตั้งมั่นอยู่ในศีลอันอุดม พึงทราบเนื้อความในบทนี้
อย่างนี้ว่าศีลบริสุทธิ์และมีจิตตั้งมั่น หรือมีจิตตั้งมั่นโดยชอบในศีลอันบริสุทธิ์.
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเนื้อชื่อว่า รุรุ ผิวในร่างกาย
ของเนื้อนั้นมีสีเหมือนแผ่นทองคำที่เผาแล้วขัดเป็นอย่างดี เท้าทั้ง ๔ ดุจฉาบ
ด้วยครั้ง หางดุจหางจามรี เขามีสีเหมือนพวงเงิน ตาดุจก้อนแก้วมณีที่ขัดดี
แล้ว ปากดุจลูกคลีหนังหุ้มผ้ากัมพลสีแดงสอดตั้งไว้. เนื้อนั้นละความคลุกคลี
ประสงค์จะอยู่อย่างสงบ จึงทิ้งบริวารอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ในป่าใหญ่สะพรั่งด้วย
ดอกไม้บานปนต้นสาละน่ารื่นรมย์ใกล้แม่น้ำคงคา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์
เป็นรมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์
เป็นที่ยินดีแห่งใจใกล้ฝั่งคงคา.
ใบบทเหล่านั้น บทว่า รมฺเม ปเทเส คือในอรัญญประเทศ
น่ารื่นรมย์ เพราะประกอบด้วยภูมิภาคสีขาวปนทราย เช่นกับพ่นแก้วมุกดา
หน้า 302
ข้อ 16
ด้วยพื้นป่าอันมีหญ้าเขียวสดงอกขึ้นอย่างสนิท ด้วยพื้นสิลาวิจิตด้วยสีต่าง ๆ
ดุจปูไว้อย่างสวยงาม และด้วยสระมีน้ำใสสะอาดดุจกองแก้วมณี และเพราะ
ปกคลุมด้วยติณชาติ สัมผัสอ่อนนุ่มโดยมากสีแดงคล้ายสีแมลงค่อมทอง
บทว่า รมมณีเย คือเป็นรมณียสถาน ทำให้เกิดความยินดีแก่ชนผู้เข้าไป
ณ ที่นั้น เพราะงดงามด้วยป่าหนาทึบ มีกิ่งก้านสาขาปกคลุมล้วนแล้วไปด้วย
ดอกไม้ ผลไม้และหน่อไม้ หมู่นกนานาชนิดส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ รุ่งเรือง
ไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์และป่าหลายอย่างโดยมาก ก็มีมะม่วงต้นสาละไพรสณฑ์
ประดับ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ในรุรุมิคราชชาดกว่า :-
ในไพรสณฑ์นั้น มีมะม่วง และดอก
สาละบาน ดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง. ณ
ที่นี้ มิคราชนั้นอาศัยอยู่.
บทว่า วิวิตฺเต คือว่างเปล่าจากคนอยู่. บทว่า อมนุสฺสเก คือ
ปราศจากมนุษย์ เพราะไม่มีมนุษย์สัญจรใบมา ณ ที่นั้น. บทว่า มโนรเม
ชื่อว่า มโนรเม เพราะเป็นที่ยินดีแห่งใจโดยเฉพาะของผู้ต้องการความสงบ
ด้วยคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อถ ในบทว่า อถ อุปริคงฺคาย นี้ เป็นนิบาตลงในอธิการะ
คือเหตุเกิดขึ้น ท่านแสดงไว้ว่า ด้วยเหตุนั้นเมื่อเราอยู่อย่างนั้นในที่นั้น
จึงเกิดเหตุนี้ขึ้น. บทว่า อุปริคงฺคาย คือบนกระแสแม่น้ำคงคา. บทว่า
ธนิเกหิ ปริปีฬิโต คือบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวง ไม่สามารถใช้หนี้ได้.
หน้า 303
ข้อ 16
มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไม่ให้บุตรของตน
เล่าเรียนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่า บุตรนี้เรียนศิลปะจักลำบาก.
บุตรเศรษฐีไม่รู้อะไร ๆ นอกจากขับร้อง ประโคมดนตรี ฟ้อนรำ เคี้ยวกิน
และบริโภค. เมื่อบุตรเจริญวัยมารดาบิดาก็หาภรรยาที่สมควรให้มอบทรัพย์
ให้กลัวถึงแก่กรรม. บุตรเศรษฐีห้อมล้อมด้วยนักเลงหญิงนักเลงสุราทำลาย
ทรัพย์ทั้งหมดด้วยอบายมุขต่าง ๆ กู้หนี้ยืมสินในที่นั้น ๆ ไม่สามารถจะใช้หนี้
ได้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา. เกิดมาด้วย
อัตภาพนั้น แม้อย่างนี้ก็เหมือนเป็นอย่างอื่น. ตายเสียดีกว่า จึงบอกเจ้าหนี้
ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอาใบกู้หนี้มา. เรามีทรัพย์อันเป็นของตระกูลฝังไว้ที่
ฝั่งแม่น้ำคงคา. เราจักให้ทรัพย์นั้นแก่พวกท่าน. เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไปกับเขา.
บุตรเศรษฐีทำเป็นบอกที่ฝังทรัพย์ว่า ทรัพย์ฝังไว้ตรงนี้ ๆ. คิดว่า ด้วยอาการ
อย่างนี้เราจักพ้นหนี้ จึงหนีไปโดดน้ำ. บุตรเศรษฐีนั้นลอยไปตามกระแสน้ำ
อันเชี่ยว ร้องขอความช่วยเหลือ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ครั้งนั้นบุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลง
ในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิด
ว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามที เราถูกกระแส
น้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ ตลอดคืนตลอดวัน
ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปใน
ท่ามกลางคงคา ดังนี้.
หน้า 304
ข้อ 16
ในบทเหล่านั้น บทว่า ชีวามิ วา มรามิ วา ความว่าบุรุษนั้นตก
ลงไปในกระแสแม่น้ำนี้ คิดว่าเราจะเป็นหรือตายก็ตามที. อธิบายว่า เราจะ
มีชีวิตอยู่หรือตายในแม่น้ำนี้ก็ตามเถิด. แม้โดยประการทั้งสองอย่าง จะไม่
มีการเบียดเบียนของเจ้าหนี้ ดังนี้. บทว่า มชฺเฌ คงฺคาย คจฺฉติ ลอยไป
ในท่ามกลางแม่น้ำ คือบุรุษนั้นลอยไปในแม่น้ำตลอดวันและคืน เพราะยัง
รักชีวิตอยู่ยังไม่ถึงที่ตาย จึงกลัวมรณภัย ร้องขอความช่วยเหลือ ลอยไป
ตามห้วงน้ำในท่ามกลางแม่น้ำ.
ครั้งนั้นพระมหาบุรุษ ได้ยินเสียงของบุรุษนั้นร้องขอความช่วยเหลือ
ในตอนเที่ยงคืนได้ยินเป็นเสียงมนุษย์ คิดว่า เมื่อเรายังอยู่ในที่นี้ บุรุษอย่า
ตายเลย. เราจักช่วยชีวิตเขา จึงออกจากพุ่มไม้ที่นอนอยู่ไปยังฝั่งแม่น้ำ กล่าว
ว่า บุรุษผู้เจริญท่านอย่ากลัวเลย. เราจักช่วยชีวิตท่าน แล้วปลอบใจเดินฝ่ากระ
แสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังนำไปถึงฝั่ง แล้วพาไปที่อยู่ของตนบรรเทาความ
เหน็ดเหนื่อยแล้วก็ให้ผลไม้ ล่วงไป ๒-๓ วัน จึงกล่าวกะบุรุษนั้นว่า บุรุษ
ผู้เจริญ เราจักพาท่านไปยังทางที่จะไปกรุงพาราณสีท่านอย่าบอกใคร ๆ. ณ
ที่โน้นมีกวางทองอาศัยอยู่. บุรุษนั้นรับว่าจ้ะ ฉันจะไม่บอกใคร ๆ. พระมหา-
สัตว์ให้เขาขี่หลังของตนหยั่งลงในทางที่จะไปกรุงพาราณสี แล้วก็กลับ. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ขอ
ความช่วยเหลือไปขึ้นอยู่ที่ฝั่งคงคา ได้ถามว่า
หน้า 305
ข้อ 16
ท่านเป็นใคร เขาได้บอกถึงการกระทำของตน
ว่า ข้าพเจ้าถูกเจ้าหนี้ให้สะดุ้งกลัว จึงวิ่งมา
ยังมหานทีนี้. เราจึงช่วยเหลือเขาสละชีวิตของ
เรา ว่านน้ำไปนำเขามาให้เวลากลางคืนข้างแรม
เรารู้ว่าเขาหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ได้กล่าวกะ
เขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือ
ท่านอย่าบอกเราแก่ใคร ๆ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกสิ ตฺวํ นโร ท่านเป็นใคร อธิบายว่า
ท่านลอยมาจากไหนจึงถึงที่นี้ได้. บทว่า อตฺตโน กรณํ คือการกระทำของตน.
บทว่า ธนิเกหิ ภีโต คือถูกเจ้าหนี้ทำให้หวาดสะดุ้ง. บทว่า ตสิโต คือหวาด
เสียว. บทว่า ตสฺส กตฺวาน การุญฺํ จชิตฺวา มม ชีวิตํ คือเราช่วยเหลือ
เขาด้วยความสงสารมาก จึงสละชีวิตของเราแก่บุรุษนั้น. บทว่า ปวิสิตฺวา
นีหรึ ตสฺส คือลงแม่น้ำฝ่ากระแสน้ำไปตรง ๆ ให้เขาขึ้นหลังเราแล้วนำเขา
ออกไปจากที่นั้น. บทว่า ตสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ์.
บาลีว่า ตตฺถ ก็มี อธิบายว่า ในแม่น้ำนั้น. บทว่า อนฺธการมฺหิ รตฺติยา
คือในราตรีข้างแรม.
บทว่า อสฺสตฺถกาลมญฺาย คือเรารู้กาลที่เขาหายเหน็ดเหนื่อย
แล้วจึงให้ผลาผล ล่วงไป ๒ - ๓ วัน เขาปราศจากความลำบาก. บทว่า เอกํ
หน้า 306
ข้อ 16
ตํ วรํ ยาจามิ คือเราขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง. อธิบายว่า ท่านจงให้พร
เราข้อหนึ่ง. หากถามว่า พรนั้นเป็นอย่างไร ? ตอบว่า ท่านจงอย่าบอกเรา
แก่ใคร ๆ คืออย่าบอกเราแก่พระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชา ว่า
มีกวางทองอาศัยอยู่ ณ ที่โน้นดังนี้.
ลำดับนั้น ในวันที่บุรุษนั้นเข้าไปถึงกรุงพาราณสีนั่นเอง พระอัคร-
มเหสี ได้ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์หม่อมฉันได้เห็นกวางทองแสดง
ธรรมแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันฝันจริง กวางทองจะมีแน่นอน เพราะฉะนั้น
หม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมของกวางทอง. หากหม่อมฉันได้ฟังก็จักมีชีวิตอยู่
หากไม่ได้ฟังหม่อมฉันก็จะไม่มีชีวิตอยู่ เพคะ. พระราชาทรงปลอบพระอัคร-
มเหสี แล้วตรัสว่า หากกวางทองมีอยู่ในมนุษยโลก. เธอก็คงจักได้. แล้ว
รับสั่งเรียกหาพราหมณ์ ตรัสถามว่า ธรรมดากวางทองมีอยู่หรือทรงสดับว่า
มีอยู่ จึงทรงเอาถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ใส่ไว้ในหีบทองคำยกขึ้นวางที่คอช้าง แล้ว
ตีกล้องเที่ยวป่าวประกาศว่า ผู้ใดจักบอกกวางทองได้ เราจักให้ถุงทรัพย์นี้
พร้อมด้วยช้างแก่ผู้นั้น. พระราชามีพระประสงค์จะให้แม้มากกว่านั้น จึงรับ
สั่งให้จารึกบ้านส่วยลงในแผ่นทองคำ แล้วประกาศไปทั่วพระนครว่า :-
เราให้บ้านส่วย และสตรีที่ตกแต่งแล้ว
อย่างสวยงามแก่ผู้บอกมฤคที่อุดากว่ามฤคทั้ง
หลายดังนี้.
หน้า 307
ข้อ 16
ลำดับนั้นเศรษฐีบุตรได้ฟังดังนั้นจึงไปหาราชบุรุษแล้วพูดว่า เราจัก
ทูลมฤคเห็นปานนั้นแด่พระราชา ท่านทั้งหลายจงนำเราเข้าเฝ้าพระราชาเถิด
พวกราชบุรุษนำเศรษฐีบุตรนั้นเข้าเฝ้าพระราชา แล้วทูลความนั้นให้ทรง
ทราบ. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าได้เห็นจริงหรือ. เขาทูลว่า ขอเดชะจริง
พระเจ้าข้า ขอจงมากับข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จักให้ทอดพระเนตร
มฤคนั้น. พระราชาให้บุรุษนั้นเป็นผู้นำทางเสด็จไปถึงที่นั้นด้วยบริวารใหญ่
ให้พวกราชบุรุษถืออาวุธล้อมสถานที่ที่บุรุษผู้ทำลายมิตรนั้น ชี้ให้ดูโดยรอบ
แล้วตรัสว่า พวกท่านจงทำเสียงให้ดัง พระองค์เองประทับยืน ณ ข้างหนึ่ง
กับชนเล็กน้อย แม้บุรุษนั้นก็ได้ยืนอยู่ไม่ไกล. พระมหาสัตว์สดับเสียงก็รู้ว่า
เป็นเสียงกองพลใหญ่. ภัยของเราคงจะเกิดจากบุรุษนั้นเป็นแน่ จึงลุกขึ้น
มองดูหมู่ชนทั้งสิ้น ดำริว่า เราจักปลอดภัยในที่ที่พระราชาประทับอยู่ จึง
เดินมุงหน้าเข้าไปหาพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นกวางทองนั้น
เดินมา ทรงดำริว่า กวางทองนี้มีกำลังดุจคชสารคงจะมาทำร้ายเรา จึงทรง
สอดลูกศรเล็งตรงไปยังพระโพธิสัตว์ด้วยทรงพระดำริว่า หากมฤคนี้กลัวหนี
ไป เราจะยิงทำให้ทุพลภาพแล้วจึงจับ. พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถาว่า :-
ข้าแต่มหาราชผู้ประเสริฐ ขอทรงโปรด
รอก่อนอย่าเพิ่งยิงข้าพระองค์เลย ใครบอกเรื่อง
นี้แด่พระองค์ว่า มีเนื้ออยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า.
หน้า 308
ข้อ 16
พระราชาทรงยับยั้งด้วยถ้อยคำอันไพเราะของมฤคนั้น ทรงลดคันศร
ประทับยืนด้วยความเคารพ. แม้พระโพธิสัตว์ก็เข้าไปหาพระราชา ได้ทำปฏิ-
สันถารอย่างละมุนละม่อม. แม้มหาชนก็วางสรรพาวุธแวดล้อมพระราชา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เขาไปยังพระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม
จึงกราบทูลเพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระ-
ราชามายังที่อยู่ของเรา ดังนี้.
บทนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้. ผู้ใดประทุษร้ายมิตรเป็นบุรุษชั่ว เรา
สละชีวิตช่วยให้พ้นจากเป็นเหยื่อสัตว์ พาไปกรุงพาราณสีบอกเราแด่พระ-
ราชา เพราะตนต้องการทรัพย์. ครั้นบอกแล้วบุรุษชั่วนั้น เป็นผู้นำทางเพื่อ
ให้พระราชาจับเรา จึงพาพระราชามายังที่อยู่ของเรา
พระมหาสัตว์ ทูลถามพระราชาอีกด้วยเสียงอันไพเราะดุจสั่นกระดิ่ง
ทองคำว่า ใครหนอทูลเรื่องนี้แด่พระองค์ว่า ณ ที่นี้มีมฤคที่อาศัยอยู่. ในขณะ
นั้นบุรุษชั่วนั้นหลีกไปหน่อยหนึ่ง แล้วยืนในที่พอฟังได้ยิน. พระราชา
ตรัสว่า บุรุษผู้นี้บอกท่านแก่เรา แล้วทรงชี้ไปที่บุรุษชั่วนั้น. ลำดับนั้น
พระโพธิสัตว์กล่าวคาถาว่า :-
ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ไม่พูด
ความจริง ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า ส่วนคนบางพวก
ไม่ดีเลย.
หน้า 309
ข้อ 16
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเกิดความสังเวชตรัสคาถาว่า :-
ท่านรุรุมิคราช บรรดามฤค นก มนุษย์
ท่านติเตียนอะไร. มฤคได้ภัยใหญ่กะเราเพราะ
ฟังมนุษย์นั้นบอก.
ลำดับนั้นพระมหาบุรุษ เมื่อจะทูลว่า ข้าแต่มหาราชข้าพระองค์ไม่
ติเตียนมฤค ไม่ติเตียนนก. แต่ข้าพระองค์ติเตียนมนุษย์จึงกล่าวว่า.
ข้าแต่ราชะข้าพระองค์ ช่วยยกบุรุษใดซึ่ง
ลอยอยู่ในน้ำที่มีน้ำมาก มีกระแสเชี่ยวขึ้นมา
ได้ ภัยมาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็น
ต้นเหตุ การสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์แท้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิปฺลวิตํ คือลอยน้ำ. บทว่า เอกจฺจิโย
คือคนบางคนประทุษร้ายมิตรเป็นบุรุษชั่ว แม้ตกลงไปในน้ำเมื่อมีผู้ช่วยขึ้น
มาได้ก็ไม่ประเสริฐเลย. เพราะไม้ยังใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง. แต่คนประ-
ทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศ. เพราะฉะนั้น ไม้จึงดีกว่าคน
ประทุษร้ายมิตรนั้น. บทว่า มิคานํ คือพระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนรุรุมิคราช
บรรดาเนื้อนกหรือมนุษย์ท่านติเตียนอะไร ? บทว่า ภยํ หิ มํ วินฺทตินปฺ-
ปริปํ คือมฤคได้ภัยใหญ่กะเรา อธิบายว่า ทำดุจเป็นของตน.
หน้า 310
ข้อ 16
บทว่า วาหเน คือห้วงน้ำสามารถพัดพาคนที่ตกลงไปแล้วๆ เล่า ๆ
ได้. บทว่า มโหทเก สลิเล คือในน้ำอันมีน้ำมาก. แม้ด้วยบททั้งสอง
ท่านแสดงถึงห้วงน้ำมีน้ำมาก. บทว่า ตโตนิทานํ คือมิคราชทูลพระราชาว่า
ข้าแต่มหาราช บุรุษใดที่พระองค์แสดงแก่ข้าพระบาท. บุรุษนั้นลอยไปใน
แม่น้ำร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืน ข้าพระองค์ช่วยยก
เขาขึ้นจากแม่น้ำ. ภัยนี้มาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็นต้นเหตุ.
ชื่อว่าการสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์. พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว
ทรงพิโรธบุรุษชั่วนั้น ทรงสอดลูกศรด้วยทรงดำริว่า เจ้านี้ไม่รู้จักคุณของ
ผู้มีอุปการะมากถึงอย่างนี้. ทำให้เกิดลำบาก. เราจะยิงแล้วฆ่ามันเสีย. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่างแด่พระราชา
พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว ทรงสอดลูก
ศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่าเราจักฆ่าคนลามกผู้
ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา กรณํ คือทูลถึงการทำอุปการะทั้งหมด
ที่เราทำไว้แก่บุรุษนั้น. บทว่า ปกปฺปยิ คือสอดลูกศร. บทว่า มิตฺตทุพฺภึ
ผู้ประทุษร้ายมิตร คือผู้มีปกติประทุษร้ายมิตรผู้มีอุปการะแก่ตน.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ ดำริว่า บุรุษพาลนี้อย่าได้พินาศไปเพราะ
อาศัยเราเลยจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชชื่อว่าการฆ่าคนพาลก็ดี บัณฑิตก็ดี
หน้า 311
ข้อ 16
วิญญูชนไม่สรรเสริญว่าเป็นคนดี. ที่แท้แล้ววิญญูชนติเตียนอย่างยิ่ง. เพราะ
ฉะนั้นขอพระองค์อย่าฆ่าบุรุษพาลนี้เลย. ปล่อยเขาไปตามความพอใจเถิด
ขอพระองค์อย่าทรงให้เขาเสื่อมเสีย จึงทรงพระราชทานสิ่งที่พระองค์
ปฏิญญาไว้แก่เขาว่า จักพระราชทานเถิดพระเจ้าเข้า แล้วทูลต่อไปว่า อนึ่ง
ข้าพระองค์จักนำสิ่งที่พระองค์ปรารถนา. ข้าพระองค์จะมอบตนแด่พระองค์.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจรัสไว้ว่า :-
เราตามรักษาคนผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นได้
มอบตนของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้
ทรงโปรดงดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะ
ทำตามพระราชประสงค์ของพระองค์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิมฺมินึ คือเราตามรักษาบุรุษนั้น ผู้ประทุษ-
ร้ายมิตรเป็นบุคคลชั่ว ได้มอบอัตภาพของเราถวายกะพระราชานั้น. อธิบาย
ว่า เราได้มอบตนถวายแด่พระราชา แล้วยับยั้งความตายของเขาผู้ตกอยู่ใน
เงื้อมพระหัตถ์ของพระราชา. บทว่า ติฏฺเตโส เป็นต้น เป็นบทแสดง
อาการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน.
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่ทำการถ้อยที
ถ้อยอาศัยกันของพระองค์ จึงตรัสคาถาสุดท้าย.
ความคาถาสุดท้ายนั้นมีดังต่อไปนี้ :-
หน้า 312
ข้อ 16
ในครั้งนั้นเมื่อพระราชามีพระประสงค์จะ
ฆ่าบุรุษผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นเพราะอาศัยเรา เรา
จึงสละตนแด่พระราชา ตามรักษาศีลของเรา
มิใช่ตามรักษาชีวิตของเรา. ข้อที่เราเป็นผู้มีศีล
มิได้คำนึงถึงชีวิตของตนก็เพราะเหตุแห่งสัม-
มาสัมโพธิญาณนั้นเอง.
ลำดับนั้นพระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์สละชีวิตของตนยับยั้งความตาย
ของบุรุษนั้น มีพระทัยยินดี ตรัสว่า ไปเถิดเจ้า เจ้าพ้นความตายจากมือของ
เราด้วยความช่วยเหลือของมิคราช แล้วพระราชทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตาม
ปฏิญญา. พระราชาทรงอนุญาตพรตามความพอใจของพระโพธิสัตว์แล้วนำ
พระโพธิสัตว์เข้าสู่พระนคร รับสั่งให้ตกแต่งพระนครและประดับพระโพธิ-
สัตว์ ให้พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเทวี. พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วย
ภาษามนุษย์ไพเราะ แด่พระราชาพระเทวี และแก่ราชบริษัทถวายโอวาท
พระราชาด้วยทศพิธราชธรรม สั่งสอนมหาชนแล้วเข้าป่าแวดล้อมด้วยหมู่
มฤคอยู่อย่างสบาย. แม้พระราชาก็ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์
ทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้มีสวรรค์
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
เศรษฐีบุตรในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. พระราชาคือพระ-
อานนท์ รุรุมิคราชคือพระโลกนาถ.
หน้า 313
ข้อ 16
แม้ในรุรุมิตราชจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิ-
สัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง แม้ในจริยานี้ ก็พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มี
อาทิอย่างนี้ คือ การละฝูงของมฤคราชผู้ไม่ปรารถนาเกี่ยวข้องกับชน เพราะ
ยินดีในความสงบ. การได้ยินเพียงเศร้าโศกของบุรุษผู้คร่ำครวญขอความ
ช่วยเหลือซึ่งลอยอยู่ในแม่น้ำในเวลาเที่ยงคืน จึงลุกจากที่นอนไปยังฝังแม่
น้ำ สละชีวิตของตนหยั่งลงไปในห้วงน้ำซึ่งไหลลงไปในแม่น้ำใหญ่ ฝ่ากระ
แสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตน พาไปถึงฝั่ง ปลอบโยน ให้ผลาผลเป็นต้นแล้ว
ให้บรรเทาความเหน็ดเหนื่อย. การให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตนอีกครั้ง แล้วนำ
ออกจากป่าไปส่งที่ทางหลวง. การเป็นผู้ไม่กลัวไปเผชิญหน้ากับพระราชาผู้
สอดลูกศรประทับยืนจ้องด้วยหมายว่าจักยิง แล้วทูลด้วยภาษามนุษย์ก่อน
แล้วทำการต้อนรับอย่างละมุนละม่อม. การกล่าวธรรมกถากะพระราชา ซึ่งมี
พระประสงค์จะฆ่าบุรุษชั่วผู้ทำลายมิตร แล้วสละชีวิตของตนอีก แล้วก็พ้น
จากความตาย. การทูลให้พระราชาทรงประทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตาม
ปฏิญญา. การที่เมื่อพระราชาทรงประทานพรแก่ตน จึงขอให้พระราชาทรง
ประทานอภัยแก่สรรพสัตว์. การแสดงธรรมแก่มหาชน ซึ่งมีพระราชาและ
พระเทวีเป็นประมุข แล้วให้ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น.
การให้โอวาทแก่เนื้อทั้งหลายที่ได้รับอภัยแล้ว ห้ามกินข้าวกล้าของพวก
มนุษย์. การทำหนังสือสัญญาของบุรุษนั้น ถาวรมาจนกระทั่งทุกวันนี้ด้วย
ประการฉะนี้.
จบ อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖
หน้า 314
ข้อ 17
๗. มาตังคจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของมาตังคชฏิล
[๑๗] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นชฏิล มี
ความเพียรอันแรงกล้า มีนามชื่อว่ามาตังคะ
เป็นผู้มีศีล มีจิตมั่นคงดี เราและพราหมณ์คน
หนึ่ง อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา เราอยู่ข้างเหนือ
พราหมณ์อยู่ข้างใต้ พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง
ได้เห็นอาศรมของเราข้างเหนือน้ำ บริภาษเรา
ในที่นั้น แล้วแช่งให้เราศีรษะแตก ถ้าเราพึง
โกรธต่อพราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล
เราแลดูพราหมณีนั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้า
ได้ ครั้งนั้นพราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจประ-
ทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก คำ
แช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เราช่วย
เปลื้องเขาให้พ้นโดยควร เราตามรักษาศีลของ
เรา มิใช่เรารักษาชีวิตของเรา เพราะในกาล
นั้นเราเป็นผู้มีศีลเพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่น
เอง ฉะนี้แล.
จบ มาตังคจริยาที่ ๗
หน้า 315
ข้อ 17
อรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ชฏิโล คือมีชฎา อธิบายว่ามีผมมุ่นเป็นชฎา. บทว่า อุคฺคตาปโน มี
ความเพียรแรงกล้า เพราะมีความเพียรคือตบะแรงกล้า เพราะเผาคือข่ม
อินทรีย์ ๖ อันเป็นจุดสำคัญของร่างกาย อธิบายว่ามีตบะแรงกล้า มีอินทรีย์
มั่นคงอย่างยิ่ง. อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อุคฺคตาปโน เพราะเผากิเลสหยาบ
เพราะทำลายสิ่งไม่เป็นประโยชน์ อันมีในปัจจุบันเป็นต้นหลาย ๆ อย่าง
เพราะทิ้งไว้ในภายเอก หรือเพราะเผากิเลสที่ชื่อว่า อุคฺคา ด้วยอรรถว่า
น่าเกรงกลัวอย่างร้ายกาจ ด้วยตบะคือความเพียร. บทว่า มาตงฺโค นาม
นาเมน คือ มีนามชื่อว่ามาตังคะ. เพราะชื่อนี้ของชฏิลนั้นมาแล้วโดยชาติ
ซึ่งเกิดในตระกูลมาตังคะ. บทว่า สีลวา คือถึงพร้อมด้วย. มีศีลบริสุทธิ์.
บทว่า สุสมาหิโต คือมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.
อธิบายว่า เป็นผู้ได้ฌานสมาบัติ.
ก็ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล มีรูปร่างน่า
เกลียดอยู่ในบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร. มีชื่อตามประกาศว่า มาตังค-
บัณฑิต. อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนคร เมื่อประกาศเล่นนักขัตฤกษ์ ชาวเมือง
โดยมากก็พากันไปเล่นนักขัตฤกษ์. หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง
มีอายุ ๑๕ - ๑๖ ปี มีรูปสวยน่าดูน่าเลื่อมใสดุจเทพกัญญาคิดว่าเราจักเล่น
นักขัตฤกษ์ตามสมควรแก่สมบัติของตน จึงบันทุกของเคี้ยวของบริโภคเป็น
หน้า 316
ข้อ 17
อันมากลงในเกวียน ขึ้นรถเทียมด้วยแม่ม้าขาวตลอด พร้อมด้วยบริวารใหญ่
ไปที่พื้นอุทยาน. หญิงสาวนี้ ชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา. ได้ยินว่านางไม่ปรารถนา
จะเห็นรูปที่มีทรงชั่วเป็นอวมงคล. ด้วยเหตุนั้นนางจึงมี ชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา.
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ตื่นขึ้นแต่เช้ามืด นุ่งห่มผ้าเก่า ๆ ถือไม้เท้า
ไม้ไผ่ ทำเป็นรูปนกเป็ดน้ำ ถือภาชนะเข้าไปยังพระนครเห็นพวกมนุษย์
เพื่อให้มนุษย์เหล่านั้นออกไปให้ห่าง จึงเอาไม้เท้านั้นทำสัญญา. ลำดับนั้น
นางทิฏฐมังคลิกา อันบุรุษทั้งหลายของตนที่นำไปทำเสียงเอะอะว่า พวก
ท่านจงออกไป ๆ นางเห็นมาตังคบัณฑิตในท่ามกลางประตูพระนคร จึงลาม
ว่า นั่นใคร ? เมื่อบุรุษเหล่านั้นตอบว่า มาตังคจัณฑาลจ้ะแม่ จึงสั่งให้ยาน
กลับด้วยคิดว่า เห็นคนเช่นนี้แล้วจะหาความเจริญได้แต่ไหน. พวกมนุษย์
พากันโกรธว่า พวกเราไปสวนหวังจะได้ของเคี้ยวของบริโภคเป็นต้นมากมาย.
มาตังคะทำอันตรายแก่พวกเราเสียแล้ว จึงพูดว่า พวกท่านจงจับคนจัณฑาล
แล้วเอาก้อนดินขว้างจนมาตังคบัณฑิตสลบแล้วก็พากันกลับไป.
ไม่ช้ามาตังคบัณฑิตก็ได้สติลุกขึ้นถามพวกมนุษย์ว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย ธรรมดาประตูเป็นของทั่วไปแก่ทุกคนหรือ หรือว่าทำไว้ให้แก่
พวกพราหมณ์เท่านั้น ? พวกมนุษย์ตอบว่า ทั่วไปแก่ทุกคน. มาตังคบัณฑิต
คิดว่า พวกมนุษย์ทำเราผู้ไม่หลีกออกไปยังสวนข้างหนึ่งในประตูที่เป็น
สาธารณ์แก่ชนทั้งปวง ให้ถึงความพินาศย่อยยับเพราะนางทิฏฐมังคลิกา จึง
บอกแก่พวกมนุษย์ที่ถนนแล้วคิดว่า เอาเถิดเราจักทำลายมานะของนางทิฏฐ-
หน้า 317
ข้อ 17
มังคลิกานี้ จึงไปยังประตูบ้านของนาง แล้วก็นอนด้วยตั้งใจว่า เราไม่ได้
นางทิฏฐมังคลิกาแล้วจะไม่ลุกขึ้น. บิดาของนางทิฏฐมังคลิกา ได้ยินว่า
มาตังคะมานอนอยู่ที่ประตูเรือน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงให้กากณึกหนึ่งแก่
มาตังคะ. มาตังคะเอาน้ำมันลูบไล้สรีระแล้วจงไปเถิด. มาตังคบัณฑิตกล่าว
อยู่อย่างเดียวว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วก็จักไม่ลุกขึ้น. ลำดับนั้น
แม้พราหมณ์จะพูดว่า พวกท่านจงให้สองกากณึก มาสกหนึ่ง บาทหนึ่ง
กหาปณะหนึ่ง สองสามกหาปณะ จนกระทั่ง ร้อยกหาปณะ พันกหาปณะ
มาตังคบัณฑิตก็ไม่รับท่าเดียว. เมื่อชนทั้งหลายปรึกษากันอยู่อย่างนั้น
พระอาทิตย์ก็ตก.
ลำดับนั้น มารดาของนางทิฏฐมังคลิกาลงจากปราสาทให้วงกำแพง
ม่านไปหามาตังคดาบส แม้เมื่อนางกล่าวว่า พ่อคุณพ่อมาตังคะจงยกโทษ
แก่นางทิฏฐมังคลิกาเถิด. ท่านจงเอาทรัพย์ ๒,๐๐๐ จนถึง ๑๐๐,๐๐๐ มาตังค-
บัณฑิตก็ไม่รับ. คงนอนอยู่นั่งเอง. เมื่อม้าตังคบัณฑิตนอนอยู่อย่างนั้น
ล่วงไป ๖ วัน ครั้นถึงวันที่ ๗ พวกมนุษย์ที่อยู่เรือนใกล้เคียงและผู้คุ้นเคย
กันพากันลุกฮือ กล่าวว่า พวกท่านจงให้มาตังคะลุกขึ้น. หรือจงให้ลูกสาว
ไปเถิด. อย่าให้พวกเราต้องพินาศไปด้วยเลย. นัยว่าในครั้งนั้นมีธรรมเนียม
ในท้องถิ่นนั้นว่า คนจัณฑาลนอนตายอยู่ที่ประตูเรือนของผู้ใด ผู้ที่อยู่ใน
เรือน ๗ ชั่วตระกูลต้องเป็นคนจัณฑาลไปพร้อมกับเรือนนั้น.
หน้า 318
ข้อ 17
ลำดับนั้น มารดาบิดาของนางทิฏฐมังคลิกา จึงให้นางทิฏฐมังคลิกา
นุ่งห่มผ้าเก่า ๆ ให้ของใช้อันจำเป็นของคนจัณฑาลแล้วนำนางซึ่งร้องคร่ำ-
ครวญอยู่ไปหามาตังคะกล่าวว่า เชิญท่านลุกขึ้นรับทาริกาในบัดนี้เถิด แล้ว
ก็ยกให้. ส่วนนางทิฏฐมังคลิกายืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด. มาตังค-
บัณฑิต กล่าวว่า เราเมื่อยเหลือเกิน เจ้าจับมือให้เราลุกขึ้นเถิด. นางได้
กระทำอย่างนั้น. มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า เราจะอยู่ภายในพระนครไม่ได้.
เจ้าจงมาเถิด. เราจักไปบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร ได้ไปยังเรือนของตน
เพื่อหลบหลีกผู้คน. อาจารย์ผู้แต่งชาดกกล่าวว่า ขี่หลังนางไป.
ก็ครั้นไปถึงเรือนแล้ว มาตังคบัณฑิตมิได้กระทำการล่วงเกินเพราะ
การแบ่งชาติ อยู่ในเรือนได้ ๒-๓ วัน จึงรวบรวมกำลัง คิดว่า เราจะให้
หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลนี้อยู่ในเรือนคนจัณฑาลของเรา. เอาเถิด
บัดนี้เราจักทำนางให้เป็นหญิงเลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ. มาตังคบัณฑิตจึงเข้า
ป่าบวชยังสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ ให้เกิด ในภายใน ๗ วันนั่นเอง แล้ว
หยั่งลงที่ประตูบ้านของคนจัณฑาลด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เรียกนาง
ทิฏฐมังคลิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ว่า สามีเจ้าขาเพราะเหตุไรท่านจึงทำให้ดิฉันไร้
ที่พึ่งแล้วไปบวชเสียเล่า มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า น้องหญิงเจ้าอย่าคิดมากไป
เลย. บัดนี้เราจะเพิ่มยศให้ใหญ่กว่ายศเก่าของเจ้า. แต่เจ้าพึงกล่าวในชุมชน
ว่าสามีของเราเป็นท้าวมหาพรหม. มิใช่มาตังคะดอก. สามีของเราไปพรหม
หน้า 319
ข้อ 17
โลก. ต่อนี้ไป ๗ วัน ในวันเพ็ญ สามีจักแหวกจันทรมณฑลกลับมาดังนี้แล้ว
กลับไปหิมวันตประเทศตามเดิม.
แม้นางทิฏฐมังคลิกา ก็ได้กล่าวอย่างนั้นในที่เหล่านั้นๆ ท่ามกลาง
มหาชน ในกรุงพาราณสี. จึงในวันเพ็ญพระโพธิสัตว์ในเวลาที่ยืนอยู่ท่าม
กลางท้องฟ้าแห่งจันทรมณฑล เนรมิตอัตภาพเป็นพรหมแหวกจันทรมณฑล
ทำกรุงพาราณสี ๑๒ โยชน์ และแคว้นกาสีทั้งสิ้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียว
กันแล้วลงจากอากาศ วนอยู่เบื้องบนกรุงพาราณสี ๓ ครั้ง มหาชนบูชาด้วย
ของหอมและดอกไม้เป็นต้น บ่ายหน้าไปยังบ้านคนจัณฑาล. พวกพรหมภัต
(พวกนับถือพระพรหม) ประชุมกันไปบ้านคนจัณฑาลนั้นตกแต่งเรือนของ
นางทิฏฐมังคลิกาด้วยผ้าขาว ของหอมและดอกไม้เป็นต้น ดุจเทพวิมาน. ใน
ครั้งนั้นนางทิฏฐมังคลิกามีระดู. พระมหาสัตว์ไป ณ ที่นั้นเอานิ้วมือลูบคลำ
นางทิฏฐมัลคลิกาที่ท้องน้อยแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ นางตั้งครรภ์แล้ว.
จักคลอดบุตร. ทั้งเจ้า ทั้งบุตร จักเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ น้ำ
ล้างศีรษะของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษกพระราชาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป. น้ำอาบ
ของเจ้าจักเป็นน้ำอมฤต. ผู้ใดรดน้ำที่ศีรษะผู้นั้นจักพ้นจากโรคทั้งมวล. และ
จักพ้นจากกาลกิณี. คนทั้งหลายวางศีรษะบนหลังเท้าของเจ้าแล้วไหว้ จัก
ได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐. ยืนไหว้ในที่ฟังคำพูด จักได้ทรัพย์ ๑๐๐. ยืนไหว้ใน
ครองจักษุ จักได้คนละ ๑ กหาปณะ. เจ้าจงอย่าประมาท. พระมหาสัตว์
ให้โอวาทนางแล้วออกจากเรือน เมื่อมหาชนมองดูอยู่ได้เข้าไปยังจันทร-
มณฑล.
หน้า 320
ข้อ 17
พวกพรหมภัตประชุมกัน เชิญนางทิฏฐมังคลิกาเข้าพระนครด้วย
สักการะใหญ่ ให้นางอยู่ในพระนครนั้นด้วยความงดงามอันเป็นสิริมงคล
อย่างใหญ่. ได้สร้างที่อยู่ให้นางเช่นกับเทพวิมาน. น้อมนำลาภสักการะ
มากมายไปให้นาง ณ ที่อยู่นั้น. ลาภทั้งปวงมีการได้บุตรเป็นต้น เป็นเช่นกับ
ที่พระโพธิสัตว์กล่าวไว้ทุกประการ. พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ บริโภคร่วมกับบุตร
ของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นเนืองนิจ. พราหมณ์ประมาณ ๑,๐๐๐ แวดล้อม
กุมารนั้น. กุมารให้ทานแก่พราหมณ์ ๑,๐๐๐.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ดำริว่า บุตรนี้เลื่อมใสผิดที่เสียแล้ว. ช่างเถิด
เราจักให้บุตรรู้จักทักขิไณยบุคคล จึงเที่ยวภิกขาจารไปถึงเรือนของนางทิฏฐ-
มังคลิกานั้น สนทนากับบุตรนั้นแล้วกลับไป.
ลำดับนั้นกุมารกล่าวคาถาว่า :-
ท่านผู้อยู่ป่าดงคนเข็ญใจ คล้ายปีศาจ
สกปรกสวมผู้ขี้ริ้วที่ได้จากกองหยากเยื่อที่คอ
คนร้าย ท่านเป็นใครไม่ใช่ทักขิไณยบุคคล.
ทวยเทพอดกลั้นด้วยคำอนาจารที่กุมารนั้นกล่าวไม่ได้ จึงบิดหน้า
พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ เหล่านั้นของกุมารนั้น. นางทิฏฐมังคลิกาเห็นดังนั้น
จึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์แจ้งความนั้นให้ทราบ. พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า
ทวยเทพอดกลั้นคำอนาจารของกุมารนั้นไม่ได้ จึงทำให้ผิดปกติไป. ก็แต่
หน้า 321
ข้อ 17
ว่าเจ้าจงเอาก้อนข้าวที่เป็นเดนนี้ใส่ลงในปากของพราหมณ์เหล่านั้น แล้ว
ความผิดปกตินั้นก็จะหายไป. นางก็ได้ทำอย่างนั้น ความผิดปกติก็หาย
ไป. นางทิฏฐมังคลิกาจึงกล่าวกะบุตรว่า นี่แน่ะลูกในโลกนี้ขึ้นชื่อว่าทักขิ-
ไณยบุคคล ย่อมเป็นเช่นกับมาตังคบัณฑิต. พราหมณ์เหล่านี้มิใช่ทักขิไณย-
บุคคลดอกเป็นผู้มีความกระด้าง ด้วยมานะโดยเหตุเพียงชาติดุจพราหมณ์
ทั้งหลาย หรือโดยเหตุเพียงสาธยายมนต์. ลูกจงทำความเลื่อมใสให้เกิด
แก่ผู้ที่ประกอบด้วยคุณวิเศษมีศีลเป็นต้น ผู้ได้ฌานสมาบัติและพระปัจเจก-
พุทธเจ้าทั้งหลายในที่นั้นเถิด.
ในกาลนั้น พราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อชาติมันตะในเมืองเวตตวดี แม้
บวชแล้วก็ยังอาศัยชาติได้มีมานะจัด. พระมหาสัตว์คิดว่า เราจักทำลายมานะ
ของพราหมณ์นั้นให้ได้ จึงไปยังที่นั้นอาศัยอยู่เหนือกระแสน้ำใกล้พราหมณ์
นั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราและพราหมณ์คนหนึ่ง อยู่ที่ใกล้
ฝั่งแม่น้ำคงคา เราอยู่ข้างเหนือ พราหมณ์อยู่
ข้างใต้.
ลำดับนั้น วันหนึ่งพระมหาสัตว์เคี้ยวไม้สีฟันแล้วบ้วนลงในแม่น้ำ
อธิษฐานว่า ไม้สีฟันนี้จงไปติดที่ชฎาของชาติมันตะเถิด. ไม้สีฟันนั้นติดที่
ชฎาของชาติมันตะผู้กำลังอาบน้ำ. ชาติมันตะเห็นไม้สีฟันนั้น จึงด่าว่า คน
ระยำ แล้วไปเหนือกระแสน้ำด้วยคิดว่าคนกาลกิณีนี้มาจากไหน เราจักไป
หน้า 322
ข้อ 17
ค้นหาคนกาลกิณีนั้น ครั้นเห็นพระมหาสัตว์ จึงถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร ?
พระมหาสัตว์ตอบว่า เราเป็นคนจัณฑาล. ถามว่า ท่านบ้วนไม้สีฟันลงใน
แม่น้ำหรือ. ตอบว่า ใช่แล้ว เราบ้วนลงไปเอง. กล่าวว่า คนระยำ. คน
จัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี้เลย. จงอยู่ใต้กระแสน้ำเถิด. แม้
เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ใต้กระแสน้ำบ้วนไม้สีฟันลงไป ก็ทวนกระแสน้ำมาติด
ที่ชฎาอีก. ชาติมันตะจึงกล่าวว่า คนระยำ. หากท่านอยู่ ณ ที่นี้. ในวัน
ที่ ๗ ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง ได้เห็น
อาศรมของเราข้างเหนือ บริภาษเราในที่นั้น
แล้วแช่งให้เราศีรษะแตก. ถ้าเราพึงโกรธต่อ
พราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล เราดู
พราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นเถ้าได้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิจรนฺโต อนุกูลมฺหิ คือ เมื่อไม้สีฟันที่
ใช้แล้วติดที่ชฎาของตน พราหมณ์จึงเที่ยวไปตามริมฝั่งแม่น้ำเพื่อค้นหาที่มา
ของไม้สีฟันนั้น. บทว่า อุทฺธํ เม อสฺสมทฺทส คือได้เห็นบรรณศาลา
อันเป็นอาศรมของเราอยู่เหนือกระแสน้ำจากที่อยู่ของตน. บทว่า ตตฺถ มํ
ปริภาเสตฺวา บริภาษเราในที่นั้น คือ พราหมณ์นั้นมายังอาศรมของเรา
ฟังเรื่องชาติ แล้วถอยออกไปยืนอยู่ในที่พอได้ยิน กล่าวคำมีอาทิว่า คนระยำ
หน้า 323
ข้อ 17
คนจัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย แล้วขู่ให้กลัว. บทว่า อภิสปิ
มุทฺธผาลนํ แช่งให้เราศีรษะแตก คือพราหมณ์นั้นกล่าวว่า หากท่าน
ประสงค์จะมีชีวิตอยู่. จงรีบหนีไปเสียจากที่นี้ทีเดียว แล้วแช่งเราว่า หาก
ท่านไม่หลีกไป. จากนี้ไป ๗ วัน ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง.
ก็ศีรษะจะแตกตามคำแช่งของพราหมณ์ หรือไม่แตกออก. พราหมณ์
นั้นโกหก. พราหมณ์กล่าวอย่างนั้นเพื่อให้หวาดสะดุ้ง ด้วยสำคัญว่า พระ-
มหาสัตว์จะกลัวมรณภัย แล้วก็จักหลีกไปเสียให้ใกล้แสนไกล ด้วยประการ
บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ หากเราพึงโกรธต่อชฎิลโกง
ผู้กระด้างด้วยมานะนั้น. บทว่า ยทิ สีลํ น โคปเย ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล
อธิบายว่า ผิว่าเราไม่พึงคิดว่า ชื่อว่า ศีลนี้พึงรักษาไว้โดยชอบไม่คำนึงถึง
ชีวิต บทว่า โอโลเกตฺวานหํ ตสฺส, กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย เราแลดูพราหมณ์
นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้าได้ ความว่า หากว่าในกาลนั้นเรามิได้ยินดี
ต่อพราหมณ์นั้น. ถ้าเทวดาผู้เลื่อมใสรู้ความคิดของเราโดยขณะนั้นเอง พึง
กำจัดพราหมณ์นั้นเสียให้เป็นเถ้าถ่านฉะนั้น. ก็ในกาลนั้นเมื่อความไม่พอใจ
ของพระองค์มีอยู่ ทวยเทพทำความพินาศให้แก่พราหมณ์นั้น พระศาสดา
ทรงกระทำดุจทำด้วยพระองค์เอง จึงตรัสว่า กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย พึงทำให้
เป็นเถ้าได้.
หน้า 324
ข้อ 17
แต่พวกนอกแบบนอกแผนกล่าวว่า พระโพธิสัตว์นั่นแหละปรารถนา
จะพึงทำชฏิลนั้นให้เป็นเถ้าถ่านด้วยฤทธิ์. ก็เมื่อเป็นอย่างนั้นความแห่ง
บาลีนี้ก็เป็นอันถูกต้องทีเดียว. ควรจะกล่าวว่า ท่านพูดถึงการเบียดเบียน
ผู้อื่นด้วยฤทธิ์. ชื่อว่า ฤทธิ์นี้มี ๑๐ อย่าง คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยความตั้งใจ.
สำเร็จด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างมหัศจรรย์. สำเร็จด้วยใจ. สำเร็จด้วยความ
แผ่ไปแห่งญาณ. สำเร็จด้วยความแผ่ไปแห่งสมาธิ. เป็นฤทธิ์อันประเสริฐ.
เป็นฤทธิ์อันเกิดแต่ผลของกรรม. เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ. สำเร็จด้วยวิทยา. ชื่อว่า
อิทธิ เพราะอรรถว่าให้สำเร็จปัจจัยเครื่องประกอบโดยชอบในที่นั้น ๆ. ใน
ฤทธิ์ ๑๐ อย่างนั้น ท่านกล่าวถึงฤทธิ์อย่างไหน. กล่าวถึงฤทธิ์สำเร็จด้วย
ภาวนา. ก็การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมมีได้ด้วยฤทธิ์ สำเร็จด้วยภาวนาหรือ.
แน่นอนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า มีได้ครั้งเดียว. เหมือนอย่างว่าผู้ประสงค์
จะประหารผู้อื่น ขว้างหม้อที่เต็มด้วยน้ำไป. ผู้อื่นก็ถูกประหาร. หม้อก็แตก.
ฉันใด. การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาย่อมมีได้ครั้งเดียว
ฉันนั้นเหมือนกัน. ต่อแต่นั้นฤทธิ์นั้นก็เสื่อม.
ลำดับนั้น พวกนอกแบบนอกแผนนั้นกล่าวว่า การเบียดเบียนผู้อื่น
ด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนามิใช่ครั้งเดียว มิใช่สองครั้ง ควรจะถามว่า ฤทธิ์
สำเร็จด้วยภาวนาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่า ฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล
อกุสล อัพยากฤต สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
มีวิตกวิจาร ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร ไม่มีทั้งวิตกวิจาร เป็นกามาวจร รูปาวจร
หน้า 325
ข้อ 17
อรูปาวจร จักกล่าวฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล อัพยากฤต ไม่มีทุกข์
ไม่มีสุข ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นรูปาวจร. ควรกล่าวกะเขาว่า เจตนา
ฆ่าสัตว์ ย่อมได้ส่วนไหนในบรรดากุสลเป็นต้น. เมื่อรู้อยู่จักกล่าวว่า เจตนา
ฆ่าสัตว์ เป็นอกุสลแท้ เป็นทุกขเวทนาแท้ มีวิตกวิจารแท้ เป็นกามาวจร
แท้. เมื่อเป็นอย่างนั้น ปัญหาของท่านควรแสดงให้รู้ถึงความผิดพลาดใน
บาลีว่า ไม่สมด้วยกุสลัตติกะ เวทนาติกะ วิตักกติกะ ภูมันตระ. ก็ถ้าเขา
พึงยกกุลุมปสูตรซึ่งยังมิได้ยกขึ้นสู่สังคีติว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีก
ข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้มีฤทธิ์ ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต
มีใจลามกเข้าไปเพ่งเล็งถึงสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ของหญิงอื่นว่า โอ สัตว์นี้ไม่ควร
เข้าไปในครรภ์โดยสวัสดีเลยดังนี้. แม้อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ
เข้าไปเบียดเบียนของกุลุมปะยังมีอยู่ดังนี้. ควรให้เขารู้ว่า ท่านยังไม่รู้ความ
แม้ของสูตรนั้น. เพราะในบทนี้ว่า อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต ผู้มีฤทธิ์
ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต มิได้ทรรประสงค์ถึงฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา ทรง
ประสงค์ฤทธิ์ที่เป็นอาถรรพนะ คือวิชาเสกเป่าป้องกัน. ด้วยว่าฤทธิ์เมื่อจะได้
ย่อมได้ในอาถรรพนะนี้ เพราะเหตุนั้นการเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์
จึงมิได้เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ สำเร็จด้วยภาวนา. หากว่ายังไม่รู้ก็ควรขวนขวาย
ทำกรรมดีไว้. เพทะฉะนั้น พึงทราบความแห่งคาถาในบทนี้ โดยนัยดังได้
กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
อนึ่ง พระมหาสัตว์ถูกพราหมณ์นั้นแช่ง จึงคิดว่า หากเราโกรธ
หน้า 326
ข้อ 17
พราหมณ์นี้. ศีลของเราก็จะไม่เป็นอันรักษา. เราจักทำลายมานะของ
พราหมณ์ด้วยอุบาย. ก็จักเป็นอันรักษาพราหมณ์นั้นด้วย. ในวันที่ ๗ จึง
ห้ามดวงอาทิตย์ขึ้น. พวกมนุษย์พากันวุ่นวายเพราะดวงอาทิตย์ไม่ขึ้น จึง
เข้าไปหาดาบสชาติมันตะ ถามว่า ข้าแต่พระคุณท่าน พระคุณเท่านี้ไม่ให้
ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. ดาบสนั้นกล่าวว่า นั่นไม่ใช่เราทำดอก. แต่ว่าที่ริมฝั่ง
แม่น้ำมีดาบสจัณฑาลอยู่องค์หนึ่ง. คงจะเป็นดาบสนั้นทำกระมัง. พวกมนุษย์
จึงพากันไปหาพระมหาสัตว์ ถามว่า พระคุณท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ.
ตอบว่า ถูกแล้ว. ถามว่า เพราะอะไร ? ตอบว่า ดาบสที่เป็นกุลูปกะของ
พวกท่านได้แช่งเราผู้ไม่มีความผิด. เมื่อดาบสนั้นมาหมอบลงแทบเท้าของ
เรา เพื่อขอขมาเราจึงจักปล่อยพระอาทิตย์. พวกมนุษย์พากันไปฉุดดาบสนั้น
นำมาให้หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ ให้ขอขมาแล้วกล่าวว่า ขอ
พระคุณท่านจงปล่อยดวงอาทิตย์เถิด. พระมหาสัตว์กล่าวว่า เราไม่อาจ
ปล่อยได้. หากเราปล่อย. ศีรษะของดาบสนี้จักแตก ๗ เสี่ยง. ถามว่า เมื่อ
เป็นเช่นนั้น พระคุณท่านจะทำอย่างไรเล่า ? พระมหาสัตว์กล่าวว่า พวก
ท่านจงเอาก้อนดินเหนียวมา ครั้นมนุษย์นำมาแล้ว จึงกล่าวว่า พวกท่านจง
วางดินเหนียวนี้ไว้บนศีรษะของดาบส แล้วให้ดาบสลงไปอยู่ในน้ำ. ดาบส
จงดำลงในน้ำ ในเมื่อดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว จึงปล่อยดวงอาทิตย์. ก้อนดิน
เหนี่ยว พอรัศมีของดวงอาทิตย์สัมผัสเท่านั้นก็แตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. ดาบส
ดำลงไปในน้ำ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 327
ข้อ 17
ครั้งนั้นพราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจ
ประทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก
คำแช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เรา
เปลื้องเขาให้พ้นโดยควร.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ยํ โส ตทา นํ อภิสปิ คือ ชฏิลชาติมันตะ
นั้นแช่งเราหมายจะให้ศีรษะแตก. บทว่า ตสฺเสว มตฺถเก นิปติ คำแข่ง
นั้นจะตกบนศีรษะของเขาเอง คือ คำแช่งนั้นเขาปรารถนาจะให้ตกบนศีรษะ.
เรา แต่กลับตกบนศีรษะเขา คือ ได้ตั้งอยู่โดยความเป็นของตกลงมา. ข้อนี้
เป็นเหมือนอย่างที่ว่า ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย. สมดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย ฯลฯ ย่อมเป็น
เหมือนลูกศรที่ซัดไปทวนลมฉะนั้น. บทว่า โยเคน ตํ ปโมจยึ เราช่วย
เปลื้องเข้าให้พ้นโดยควร คือ เราช่วยเปลื้องเขาให้พ้นจากศีรษะแตกโดย
อุบาย. หรือว่าช่วยเปลื้องชฏิลนั้นให้พ้นจากศีรษะแตก อธิบายว่า ได้ทำ
โดยอุบายที่จะมิให้ศีรษะแตก.
จริงอยู่คำหยาบอันเป็นคำสาปแช่ง ซึ่งเป็นอริยูปวาทใด ซึงดาบส
ได้สาปแช่งพระมหาสัตว์ ผู้ตั้งอยู่ในมหากรุณา อันเป็นสันดานที่ได้อบรม
มาแล้วเป็นอย่างดี ด้วยสีลสัมปทาและทิฏฐิอันเต็มเปี่ยมด้วยสมาบัติวิหาร
ธรรมนานาประการสำเร็จด้วยการอบรมบารมี. หากดาบสนั้นมิให้พระมหา-
หน้า 328
ข้อ 17
สัตว์ยกโทษคำหยาบนั้นอันเป็นผลให้ได้เสวยธรรมในปัจจุบัน เพราะพระ-
มหาสัตว์เป็นเนื้อนาบุญอันวิเศษ และเพราะคำหยาบเป็นอัธยาศัยของดาบส
นั้น. ในวันที่ ๗ จะเกิดสภาพสุกงอม คือให้ผลแรง แต่เมื่อพระมหาสัตว์
ยกโทษให้ การห้ามด้วยปโยคสมบัติก็จะถึงความไม่มีวิบากเป็นธรรมดา
เพราะเป็นอโหสิกรรม. นี่เป็นธรรมดาของบาปอันเกิดจากอริยุปวาทซึ่งจะ
ให้ผลในปัจจุบัน. การที่พระโพธิสัตว์ห้ามดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ ๗ นั้น
เป็นอุบายที่ท่านประสงค์ในบทว่า โยโค นี้. ด้วยเหตุนั้น พวกมนุษย์จึง
วุ่นวายพากันนำดาบสไปหาพระโพธิสัตว์ให้ยกโทษ. พึงทราบว่า แม้ดาบส
นั้นก็รู้คุณของพระมหาสัตว์ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระมหาสัตว์นั้น. การที่
เอาก้อนดินเหนียววางบนศีรษะของดาบสนั้น และการที่พระมหาสัตว์ทำ
ก้อนดินเหนียวนั้นให้แตก ๗ เสี่ยง ก็เพื่อเอาใจพวกมนุษย์. เพราะแม้
บรรพชิตเหล่านี้ก็ย่อมเป็นไปในอำนาจของจิตโดยประการอื่น. แต่ไม่ทำจิต
ให้เป็นไปในอำนาจของตนได้ เพราะเหตุนั้นพวกมนุษย์จึงยึดถือ แม้พระ-
มหาสัตว์ทำให้เป็นเช่นกับดาบสนั้น. การทำของดาบสนั้นย่อมเป็นไปเพื่อ
ความไม่เป็นประโยชน์เพื่อความทุกข์แก่มนุษย์เหล่านั้น ตลอดกาลนาน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระมหา-
สัตว์ไม่ทำจิตให้ประทุษร้ายในดาบสนั้น แล้วรักษาศีลให้บริสุทธิ์เท่านั้น
จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า อนุรกฺขึ มม สีลํ เราตามรักษาศีลของเรา
เป็นอาทิ. บทนั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
หน้า 329
ข้อ 17
มัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้เป็นพระเจ้าอุเทนในครั้งนี้. มาตังคบัณฑิต
คือพระโลกนาถ.
แม้ในมาตังคจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือ. อนึ่ง พึง
ประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ การข่มมานะของ
นางทิฏฐมังคลิกาได้ตามความประสงค์ของมาตังคบัณฑิตผู้มีชาติตระกูลต่ำ.
การบวชแล้วมีจิตเกิดขึ้นว่า เราจักเป็นที่พึ่งของนางทิฏฐมังคลิกา ไปป่าบวช
ยังฌานและอภิญญาให้เกิดตามความประสงค์ในภายใน ๗ วันนั่นเอง. การ
กลับจากป่านั้นยังอุบายให้สำเร็จ ด้วยการให้นางทิฏฐมังคลิกาเลิศด้วยลาภ
และเลิศด้วยยศ. การข่มมานะของมัณฑัพยกุมาร. การข่มมานะของดาบส
ชาติมันตะ. การช่วยชีวิตดาบสผู้ไม่รู้จัก. การไม่โกรธดาบสผู้มีความผิดใหญ่
หลวง แล้วตามรักษาศีลของตน. การทำปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี.
จบ อรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗
หน้า 330
ข้อ 18
๘. ธรรมเทวปุตตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของธรรมเทวบุตร
[๑๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นเทพบุตร
ชื่อว่าธัมโม มีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก บริวาร
มากเป็นผู้อนุเคราะห์แก่โลกทั้งปวง เราชัก-
ชวนให้มหาชนสมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประ-
การ เที่ยวไปยังบ้านและนิคม มีมิตรสหาย มี
บริวารชน ในกาลนั้น เทพบุตรลามก เป็นผู้
ตระหนี่ แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
แม้เทพบุตรนั้นก็เที่ยวไปในแผ่นดินนี้ มีมิตร
สหาย มีบริวารชน เราทั้งสอง คือ ธรรมวาที
เทพบุตรและอธรรมวาทีเทพบุตร เป็นข้าศึก
แก่กัน เราทั้งสองนั่งรถสวนทางกันมา ชนรถ
ของกันและกันที่แอกรถ การที่เลาะวิวาทอัน
พึงกลัวย่อมเป็นไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้ประ-
กอบด้วยกัลยาณธรรมและบาปธรรม มหา
สงครามปรากฏแล้ว เพื่อต้องการจะให้กันและ
กันหลีกทาง ถ้าเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพ-
หน้า 331
ข้อ 18
บุตรนั้น ถ้าเราพึงทำลายตบะคุณ เราฟังทำ
อธรรมเทพบุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจ
ธุลีได้ แต่เพื่อจะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความ
ปรารถนาแห่งใจเสีย พร้อมทั้งบริษัท ได้หลีก
ทางให้แก่อธรรมวาทีเทพบุตร พร้อมกับเมื่อ
เราหลีกจากทาง ทำการระงับจิตได้ แผ่นดิน
ได้ให้ช่องแก่อธรรมเทพบุตร ในขณะนั้น
ฉะนี้แล.
จบ ธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
อรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาเทวปุตตจริยาที่ ๘. บทว่า มหาปกฺโข
คือมีบริวารมาก. บทว่า มหิทฺธโก คือประกอบด้วยเทพฤทธิ์มาก บทว่า
ธมฺโม นาม มหายกฺโข คือเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ชื่อ ธรรม. บทว่า
สพฺพโลกานุกมฺปโก คือเป็นผู้มีเคราะห์ โลกทั้งปวงด้วยมหากรุณาไม่ทำ
การแบ่งแยก.
แท้จริงพระมหาสัตว์ ในกาลนั้น บังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อว่า ธรรม-
เทพบุตร. ธรรมเทพบุตรตกแต่งด้วยเครื่องประดับเป็นทิพย์ ขึ้นทิพยรถ
หน้า 332
ข้อ 18
แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร เมื่อมนุษย์ทั้งหลายบริโภคอาหารในตอนเย็นแล้ว
นั่งสนทนากันอย่างเป็นสุขที่ประตูเรือน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ประดิษฐาน
อยู่บนอากาศ ในบ้าน นิคม และราชธานี ชักชวนมนุษย์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่
ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ว่า ท่านทั้งหลายจงเว้นจาก อกุศลกรรมบถ ๑๐ มี
ปาณาติบาตเป็นต้น แล้วบำเพ็ญสุจริตธรรม ๓ อย่าง. จงนับถือมารดา บิดา
สมณะ พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล. ท่านทั้งหลายจักได้ไป
สวรรค์ เสวยยศยิ่งใหญ่ ดังนี้ กระทำประทักษิณชมพูทวีป. ดังที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราชักชวนมหาชนให้สมาทานกุศลกรรม-
บถ ๑๐ เที่ยวไปยังคามและนิคม มีมิตร มี
บริวารชน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมิตฺโต คือมีสหาย ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้
กล่าวธรรม.
ก็สมัยนั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่ง ชื่อว่า อธรรมเทพบุตร เกิดใน
เทวโลกชั้นกามาวจร. อธรรมเทพบุตรนั้นชักชวนสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ใน
อกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าสัตว์ จงลักทรัพย์เถิด
แวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ทำชมพูทวีปให้เป็นบ้าน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
หน้า 333
ข้อ 18
เทพบุตรลามก เป็นผู้ตระหนี่ แสดง
อกุศลกรรมบถ ๑๐ แม้เทพบุตรนั้นก็เที่ยวไป
ในแผ่นดินนี้ มีมิตรสหาย มีบริวารชน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาโป คือประกอบด้วยธรรมลามก. บทว่า
กทริโย คือตระหนี่จัด. บทว่า ยกฺโข คือเทพบุตร. บทว่า ทีเปนฺโต
ทส ปาปเก แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ คือเที่ยวประกาศชักชวนว่าธรรม-
ลามก ๑๐ ประการมีปาณาติบาตเป็นต้น ควรทำด้วยนัยมีอาทิว่า สักการะ
ชื่อว่าเป็นอาหารในสรรพโลก เกิดมาเพื่อเป็นของอุปโภคบริโภค. เพราะ
ฉะนั้น ควรฆ่าสัตว์ทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ตนอิ่มหมีทำอินทรีย์ให้สำราญ.
บทว่า โสเปตฺถ คืออธรรมเทพบุตรนั้นเที่ยวไปในชมพูทวีปนี้. บทว่า
มหิยา คือใกล้แผ่นดิน อธิบายว่า ในอุปจารที่พวกมนุษย์เห็นและได้ยิน.
ในบทนี้ มีความดังต่อไปนี้ สัตว์เหล่าใดทำกรรมดี เป็นผู้หนักใน
ธรรม สัตว์เหล่านั้นเห็นธรรมเทพบุตรมาอย่างนั้น ลุกจากที่นั่ง บูชาด้วย
ของหอมและดอกไม้เป็นต้น. พากันสรรเสริญจนกระทำล่วงเลยสายตา. ยืน
พนมมือไหว้. ได้ฟังถ้อยคำของธรรมเทพบุตรแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท ทำบุญ
โดยเคารพ. ส่วนสัตว์เหล่าใดมีความประพฤติลามก มีการงานหยาบช้า
สัตว์เหล่านั้น ฟังถ้อยคำของอธรรมเทพบุตรแล้วก็พากันพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ประพฤติกรรมลามกยิ่งขึ้นไปอีก. ในกาลนั้น เทพบุตรทั้งสองต่างก็มีวาทะ
หน้า 334
ข้อ 18
ตรงกันข้ามและมีการกระทำตรงกันข้ามของกันและกัน เที่ยวไปในโลกด้วย
ประการฉะนี้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ธรรมวาทีเทพบุตรและอธรรรมวาทีเทพบุตรเป็นข้าศึกแก่กัน. เมื่อ
กาลผ่านไป อยู่มาวันหนึ่งรถของเทพบุตรทั้งสอง ได้มาประจัญหน้ากันใน
อากาศ. จึงบริวารของเทพบุตรทั้งสองนั้นต่างก็ถามกันว่า พวกท่านเป็นของ
ใคร พวกท่านเป็นของใคร ต่างก็ตอบว่า เราเป็นของธรรมเทพบุตร เราเป็น
ของอธรรมเทพบุตร แล้วทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง. รถของธรรมเทพบุตร
และธรรมเทพบุตรเผชิญหน้ากัน งอนรถกับงอนรถเกยกัน. ทั้งสองฝ่าย
เถียงกันเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งให้ทางว่า ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเรา
อีกฝ่ายก็ว่าท่านนั่นแหละ จงหลีกรถของท่านให้ทางเรา. ฝ่ายพวกบริวาร
ของเทพบุตรทั้งสอง ต่างก็นำอาวุธออกเตรียมทำสงครามกัน . ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราทั้งสองนั่งรถสวนทางคันมา ชนรถ
ของกันและกันที่แอกรถ. การทะเลาะวิวาท
อันพึงกลัว ย่อมเป็นไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้
ประกอบด้วยกัลยาณธรรมและบาปธรรม มหา
สงครามปรากฏแล้ว เพื่อจะให้กันและกัน
หลีกทางให้.
หน้า 335
ข้อ 18
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธุเร ธุรํ คืองอนรถของฝ่ายหนึ่งชนงอนรถ
ของอีกฝ่ายหนึ่ง. บทว่า สมิมฺหา คือมาเผชิญหน้ากัน. คำว่า อุโภ ท่าน
กล่าวเพื่อแสดงว่า แม้เราทั้งสองเป็นข้าศึกของกันและกัน เที่ยวไปในโลก
วันหนึ่งมาเผชิญหน้ากัน เมื่อบริวารทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง พร้อมกับรถ
เราทั้งสองก็เผชิญหน้ากันอีก. บทว่า เภสฺมา คือน่ากลัว. บทว่า กลฺยาณ-
ปาปกสฺส จ คือกัลยาณธรรมและบาปธรรม. บทว่า มหายุทฺโธ อุปฏฺิโต
คือมหาสงครามปรากฏแล้ว.
จริงอยู่ ความที่บริวารต้องการจะรบกันและกันก็เกิดขึ้น. ในทั้ง
สองฝ่ายนั้น ธรรมเทพบุตรกล่าวกะอธรรมเทพบุตรว่า ดูก่อนสหายท่าน
เป็นอธรรม เราเป็นธรรม ทางจึงสมควรแก่เรา ท่านจงหลีกรถของท่าน
แล้วให้ทางเราเถิด. อีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่า เรามียานแข็งแรงมีกำลังไม่หวาด
สะดุ้ง เพราะฉะนั้น เราไม่ให้ทาง แต่เราจะรบ ทางจงเป็นของผู้ชนะ
ในการรบเถิด. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ธรรมเทพบุตร เราเป็นผู้ให้ยศ ให้บุญ สมณะและ
พราหมณ์สรรเสริญทุกเมื่อ เป็นผู้อัน
เทวดาและมนุษย์บูชา จึงสมควรได้ทาง.
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราเป็นธรรม-
เทพบุตร ท่านจงให้ทางเถิด.
หน้า 336
ข้อ 18
อธรรมเทพบุตร เราไม่หวาดสะดุ้ง มีกำลังขึ้นอธรรมยาน
แข็งแรง. ดูก่อนธรรมเทพบุตร วันนี้
เราจะให้ทางที่เราไม่เคยให้แก่ใคร ๆ แก่
ท่านได้ เพราะเหตุไรเล่า.
ธรรมเทพบุตร ธรรมนั่นแลปรากฏมาก่อน อธรรมเกิด
ในโลกภายหลัง เราเป็นพี่ เป็นผู้
ประเสริฐ เป็นคนเก่าแก่. ดูก่อนน้อง
ท่านจงหลีกทางให้พี่เถิด.
อธรรมเทพบุตร เราพึงให้ทางแก่ท่าน มิใช่เพราะคำอ้อน-
วอน เพราะคำชื่นชม เพราะสมควร
แก่ทาง วันนี้ เราทั้งสองจงมารบกัน
เถิด ทางจักเป็นของผู้ชนะในภารรบ.
ธรรมเทพบุตร ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราธรรมเทพบุตร
มีกำลังมาก มียศนับไม่ได้ หาผู้เปรียบ
มิได้ เข้าถึงคุณธรรมทั้งปวง ปรากฏ
แพร่หลายไปทั่วทิศ ท่านจักชนะได้
อย่างไร.
หน้า 337
ข้อ 18
อธรรมเทพบุตร ค้อนเหล็กทุบเงินได้ เงินทุบค้อนเหล็ก
ไม่ได้ หากวันนี้ อธรรมจักฆ่าธรรมได้
เราผู้เป็นเหล็ก จะพึงแสดงให้เห็นเป็น
ดุจทองคำ.
ธรรมเทพบุตร ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านมีกำลัง
ในการรบ คนเจริญและครู ย่อมไม่มี
แก่ท่าน เราจะให้ทางแก่ท่าน ด้วย
ความไม่รัก ดุจด้วยความรัก เราอดทน
วาจาหยาบของท่านได้.
คาถาเหล่านี้ เป็นคาถาโต้ตอบของธรรมเทพบุตรและอธรรมเทพบุตร
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร คือให้ยกแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ด้วยการชักชวนให้ประพฤติธรรม. แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. บทว่า สทาตฺถุโต คือยกย่องทุกเมื่อ ได้แก่สรรเสริญเป็นนิจ. บทว่า
ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺช ทชฺชํ คือเราอธรรมเทพบุตร ขึ้นรถอธรรมยาน
ไม่กลัว มีกำลัง. เฮ้ยธรรมเทพบุตรวันนี้เราจะให้ทางซึ่งเราไม่เคยให้แก่ใครๆ
แก่ท่านได้เพราะเหตุไรเล่า. บทว่า ปาตุรโหสิ ได้แก่ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐
ในโลกนี้ ได้ปรากฏมาก่อนครั้งปฐมกัป. บทว่า เชฏฺโ จ ท่านกล่าวว่า
หน้า 338
ข้อ 18
เราเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ และเป็นคนเก่าแก่ เพราะเกิดก่อน. ส่วนท่าน
เป็นน้อง เพราะฉะนั้น น้องจงหลีกทางให้พี่.
บทว่า นปิ ปาติรูปา ดูก่อนท่านธรรมเทพบุตร ความจริงเราพึง
ให้ทางแก่ท่านมิใช่เพราะความอ้อนวอน มิใช่เพราะคำชื่นชม มิใช่เพราะ
สมควรแก่ทาง. บทว่า อนุวิสโฏ คือเราเป็นผู้ปรากฏแพร่หลายด้วยคุณ.
ธรรมของตนไปทั่วทิศ คือทิศใหญ่ ๔. ทิศน้อย ๔. บทว่า โลเหน คือ
ค้อนเหล็ก. บทว่า หญฺฉติ คือจักฆ่า. บทว่า ยุทฺธพโล อธมฺม คือ
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ. บทว่า วุฑฺฒา จ
ครู จ คือหากว่าคนเจริญเหล่านี้ ครูเหล่านี้ ที่เป็นบัณฑิตไม่มีแก่ท่าน
ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปิยาปฺปิเยน คือด้วยความไม่รัก ดุจความรัก
อธิบายว่า เมื่อเราให้แม้ด้วยความไม่รักก็ย่อมให้หนทางแก่ท่าน ดุจด้วย
ความรัก.
ก็ในกาลนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า หากเราดีดนิ้วมือแล้วพึงกล่าวกะ
บุคคลลามกนี้ผู้ปฏิบัติเพื่อความไม่เป็นประโยชน์แก่สรรพโลก ยึดถือสิ่งตรง
กันข้ามกับเราอย่างนี้ว่า ดูก่อนคนไม่มีมารยาท ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย. รีบ
หลีกไปเสียเถิด จงพินาศเถิด ในขณะนั้นเองเขาจะพึงกระจัดกระจายไป
ดุจเถ้าถ่านด้วยธรรมเดชของเรา. แต่นั่นไม่สมควรแก่เรา. เราอนุเคราะห์
สรรพโลก จะปฏิบัติโดยมุ่งหวังว่าจักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด. ก็คนลามก
นี้แหละจะมีส่วนแห่งทุกข์ใหญ่ต่อไป. เราจะพึงอนุเคราะห์คนลามกนี้เป็น
หน้า 339
ข้อ 18
พิเศษ. เพราะฉะนั้น เราจะให้ทางแก่เขา ด้วยอาการอย่างนี้ศีลของเราจัก
บริสุทธิ์ด้วยดีจักไม่ขาด. ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ดำริอย่างนี้แล้วจึงกล่าวคาถา
ว่า หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ ดังนี้เป็นต้น พอหลีกจากทางให้หน่อย
หนึ่งเท่านั้น อธรรมเทพบุตรไม่สามารถอยู่บนรถได้ หัวทิ่มลงบนแผ่นดิน
แผ่นดินแยกออก ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
หากเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพบุตรนั้น
ถ้าเราฟังทำลายตบะคุณ เราพึงทำอธรรมเทพ-
บุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจธุลีได้ แต่
เพื่อจะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความปรารถนา
แห่งใจเสีย พร้อมทั้งบริษัท ได้หลีกทางให้แก่
อธรรมเทพบุตร พร้อมกับเมื่อหลีกจากทาง
ทำการระงับจิตได้ แผ่นดินได้ให้ช่องแก่-
อธรรมเทพบุตร ในขณะนั้น ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ ผิว่า เรา
พึงโกรธอธรรมเทพบุตรนั้น. บทว่า ยทิ ภินฺเท ตโปคุณํ คือ ผิว่า
เราพึงยังศีลสังวร อันเป็นตบะคุณของเราให้พินาศไปด้วยความโกรธอธรรม.
เทพบุตรนั้น. บทว่า สหปรชนํ ตสฺส คือ อธรรมเทพบุตรนั้นพร้อม
หน้า 340
ข้อ 18
ด้วยบริวาร. บทว่า รชภูตํ เป็นดุจธุลี. คือเราพึงทำให้ถึงความเป็นธุลี.
บทว่า อหํ ในบทว่า อปีจาหํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า สีลรกฺขาย
คือเพื่อรักษาศีล. บทว่า นิพฺพาเปตฺวาน คือสงบใจด้วยสงบความกระวน.
กระวาย้อนเกิดแต่โทสะ โดยไม่ให้ความโกรธอันเกิดขึ้นในอธรรมเทพบุตร
นั้นเกิดขึ้นได้ เพราะเราเข้าไปตั้งขันติ เมตตา และความเอ็นดูไว้ล่วงหน้า
แล้ว. บทว่า สห ชเนโนกฺกมิตฺวา คือเราให้หลีกทางพร้อมกับบริวารชน
ของเรา แล้วให้ทางแก่อธรรมเทพบุตร ผู้ลามกนั้น.
บทว่า สห ปถโต โอกฺกนฺเต พร้อมกับเมื่อเราหลีกทางให้ คือ
พร้อมกับเราทำความสงบจิตตามนัยดังกล่าวแล้ว และกล่าวว่า เราให้ทางแก่
ท่าน แล้วหลีกทางให้หน่อยหนึ่ง. บทว่า ปาปยกฺขสฺส คือธรรมเทพบุตร
บทว่า ตาวเท คือในขณะนั้นเองมหาปฐพีก็ได้ให้ช่อง. แต่ในอรรถกถา
ชาดก ท่านกล่าวไว้ว่า ในขณะที่กล่าวคาถาว่า เราให้ทางแก่ท่านนั่นเอง
มหาปฐพีได้ให้ช่อง.
เมื่ออธรรมเทพบุตรตกลงไปบนแผ่นดินอย่างนั้น มหาปฐพีหนา
๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ แม้ทรงไว้ซึ่งสิ่งดีและไม่ดีทั้งสิ้น ก็ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วน
ในที่ที่อธรรมเทพบุตรยืนอยู่นั้น เหมือนจะกล่าวว่า เราไม่ทรงบุรุษชั่วนี้ไว้
ได้. ส่วนพระมหาสัตว์ เมื่ออธรรมเทพบุตรนั้นตกลงไปเกิดในอเวจีมหา-
นรก ยังคงยืนอยู่ที่แอกรถพร้อมกับบริวารด้วยเทวานุภาพใหญ่ ไปตามทาง
หน้า 341
ข้อ 18
ที่ไปนั่นเอง แล้วเข้าไปยังภพของตน. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า :-
ธรรมเทพบุตรมีขันติเป็นกำลัง ชนะ
อธรรมเทพบุตร ผู้มีกำลังในการรบ ทำอธรรม-
เทพบุตร ฝังไว้ในแผ่นดิน. ธรรมเทพบุตร
เป็นผู้มีกำลังยิ่งไม่ล่วงสัจจะ ดีใจขึ้นรถไปตาม
นั่นเอง.
อธรรมเทพบุตรในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. บริวารของ
อธรรมเทพบุตร คือบริษัทของเทวทัต. ธรรมเทพบุตร คือพระโลกนาถ.
บริวารของธรรมเทพบุตร คือพุทธบริษัท.
แม้ในธรรมเทวปุตตจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือตาม
ควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง แม้ในจริยานี้ ก็พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ มี
อาทิอย่างนี้ คือ การที่เมื่อพระมหาสัตว์เปี่ยมพร้อมด้วย อายุ วรรณะ ยศ
สุข และความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ ด้วยกามคุณอันยิ่งใหญ่เป็นทิพย์เหมือน
กัน อันนางอัปสร ๑,๐๐๐ บำเรออยู่ตลอดกาล น่าจะตั้งอยู่ในความประมาท
อย่างใหญ่ แต่มิได้ถึงความประมาทแม้แต่น้อย แสดงธรรมในวัน ๑๕ ค่ำ
ทุกๆ เดือนด้วยหวังว่า จักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด พร้อมด้วยบริวารเที่ยว
หน้า 342
ข้อ 18
ไปในทางของมนุษย์ ยังสรรพสัตว์ให้เว้นจากอธรรม แล้วประกอบในธรรม
ด้วยมหากรุณา การที่พระโพธิสัตว์แม้พบกับอธรรมเทพบุตร ก็มิได้คำนึงถึง
ความไร้มารยาทที่อธรรมเทพบุตรแสดงออกมา ไม่ทำจิตให้โกรธในอธรรม-
เทพบุตรนั้น ยังขันติ เมตตาและความเอ็นดูเท่านั้นให้ตั้งอยู่ แล้วรักษาศีล
ของตนมิให้ขาด และให้บริสุทธิ์เป็นอย่างดี.
จบ อรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
หน้า 343
ข้อ 19
๙. ชยทิสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าชยทิส
[๑๙] พระราชาทรงพระนามว่าชยทิส ทรงประ-
กอบด้วยศีลคุณ เสวยสมบัติในพระนครอัน
ประเสริฐชื่อกัปปิลา เป็นนครอุดมในปัญจาล
รัฐ เราเป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น มี
ธรรมอันสดับแล้ว มีศีลงาม มีพระนามว่า
อลีนสัตตกุมาร มีคุณสงเคราะห์บริวารชนทุก
เมื่อ พระบิดาของเราเสด็จไปทรงล่าเนื้อ ได้
ทรงพบพระยาโปริสาท พระยาโปริสาทนั้นได้
จับพระบิดาของเราแล้วกล่าวว่า ท่านเป็น
อาหารของเราอย่าดิ้นรน พระบิดาของเราทรง
สดับคำของพระยาโปริสาทนั้น ทรงกลัวสะดุ้ง
หวาดหวั่น พระองค์มีพระเพลาแข็งกระด้าง
เพราะทอดพระเนตรเห็นพระยาโปริสาท พระ-
ยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้วปล่อยไปโดยบังคับ
ให้กลับมาอีก พระราชบิดาพระราชทานทรัพย์
แก่พราหมณ์ แล้วตรัสเรียกเรามาว่า พ่อลูก
หน้า 344
ข้อ 19
ชาย จงปกครองราชสมบัติ อย่าประมาทปก-
ครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับเราให้เรา
กลับไปหาอีก เราถวายบังคมพระมารดาพระ-
บิดาแล้ว ตกแต่งร่างกายสะพายธนูเหน็บพระ-
แสงขรรค์ ออกไปหาพระยาโปริสาท (เราคิด
ว่า) พระยาโปริสาทเห็นมีมือถืออาวุธ นางทีจัก
สะดุ้งกลัว แต่เพราะเมื่อเราทำความสะดุ้งกลัว
แก่พระยาโปริสาท ศีลของเราจะเศร้าหมอง
เพระเรากลัวศีลจะขาดจึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด
(อาวุธ) เข้าไปใกล้พระยาโปริสาทนั้น เรามี
เมตตาจิต กล่าวคำเป็นประโยชน์ ได้กล่าวคำ
นี้ว่า ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกอง
ใหญ่ เราจะโดดเข้าไฟ ท่านผู้เป็นพระปิตุจฉา
ท่านทราบเวลาว่าเราสุกดีแล้วจงกินเถิด เราไม่
ได้รักษาชีวิตของเรา เพราะเหตุแห่งพระบิดา
ผู้ทรงศีล เราได้ให้พระยาโปริสาทผู้ฆ่าสัตว์
เป็นปกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว ฉะนี้แล.
จบ ชยทิสจริยาที่ ๙
หน้า 345
ข้อ 19
อรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ปญฺจาลรฏฺเ คือในชนบทมีชื่ออย่างนี้. บทว่า นครวเร กปฺปิลายํ คือ
ในอุตตมนครอันได้ชื่ออย่างนี้ว่า กัปปิลา กล่าวว่า นครวเร แล้วยังกล่าว
ว่า ปรุตฺตเม อีก เพื่อแสดงว่านครนั้นเป็นนครเลิศกว่านครทั้งหมด ใน
ชมพูทวีปในกาลนั้น. บทว่า ชยทิโส นาม คือเมื่อพระราชาทรงชนะ
ข้าศึกของพระองค์. หรือทรงชนะชยทิศคือยักษิณีอันเป็นข้าศึกของพระองค์
เพราะเหตุนั้นจึงทรงได้พระนามอย่างนี้. บทว่า สีลคุณนุปาคโต คือทรง
ประกอบด้วยอาจารศีลและคุณธรรมของพระราชา มีความสมบูรณ์ด้วยพระ-
อุตสาหะเป็นต้น. อธิบายว่า ทรงถึงพร้อมด้วยศีลคุณนั้น.
บทว่า ตสฺส รญฺโ คือแห่งพระเจ้าชยทิสราช. มีคำที่เหลือว่า
อหํ ปุตฺโต อโหสึ เราเป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น. บทว่า สุตธมฺโม
คือ ชื่อว่าธรรมอันพระราชบุตรนั้นนิ่งสดับ. ชื่อว่า สุตธมฺโม เพราะทรง
สดับธรรมทั้งปวง อธิบายว่า เป็นพหูสูต. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุตธมฺโม
คือมีธรรมปรากฏแล้ว ปรากฏชื่อเสียงด้วยธรรมจริยาสมจริยา อธิบายว่า
มีธรรมเป็นเกียรติแพร่หลายไปในโลก มีชื่ออย่างนี้ว่า อลีนสัตตกุมาร. บทว่า
คุณวา มีคุณคือประกอบด้วยคุณของมหาบุรุษอันยิ่งใหญ่. บทว่า อนุรกฺข-
ปริชโน สทา สงเคราะห์บริวารชนทุกเมื่อ คือดูแลบริวารชนตลอดกาล
หน้า 346
ข้อ 19
เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษมีศรัทธาเป็นต้น และเพราะสงเคราะห์ด้วยสัง-
คหวัตถุ ๔ โดยชอบ.
บทว่า ปิตา เม มิควํ คนฺตฺวา, โปริสาทํ อุปาคมิ คือพระเจ้าชย-
ทิสพระชนกของเราเสด็จไปทรงล่าเนื้อ ครั้นเสด็จถึงท่ามกลางป่าได้ทรง
พบพระยาโปริสาทบุตรยักษิณีกินมนุษย์. จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้น
ได้ยินว่าวันหนึ่ง พระเจ้าชยทิศเสด็จออกจากกบิลนครพร้อมด้วย
บริวารใหญ่อันสมควรแก่พระองค์ ด้วยมีพระประสงค์ว่าจักไปล่าเนื้อ พอ
พระราชาเสด็จออกไปได้พักหนึ่ง นันทพราหมณ์ชาวเมืองตักกสิลาถือเอา
คาถาชื่อว่าสตารหา ๔ บท เข้าไปหาเพื่อจะบอก แล้วกราบทูลถึงเหตุที่ตน
มาแด่พระราชา. พระราชาทรงดำริว่า เราจักกลับไปฟัง จึงพระราชทานเรือน
เป็นที่อยู่และเสบียงแก่เขาแล้วเสด็จเข้าป่าตรัสว่า เนื้อหนีไปทางข้างของผู้ใด
ผู้นั้นจะต้องถูกปรับสินไหม. แล้วทรงเที่ยวล่าเนื้อ. ครั้งนั้นเนื้อฟานตัวหนึ่ง
ได้ยินเสียงเท้าของตนเป็นอันมากจึงออกจากที่อยู่หนีไปทางพระราชา. พวก
อำมาตย์หัวเราะชอบใจ. พระราชาทรงตามเนื้อนั้นไปสุดทาง ๓ โยชน์ทรง
ยิงเนื้อนั้นซึ่งหมดกำลังให้ล้มลง. พระราชาทรงเอาพระขรรค์ชำแหละเนื้อที่
ล้มลงนั้นออกเป็นสองส่วน แม้พระองค์ไม่ปรารถนา ก็เพื่อปลดเปลื้องคำ
พูดว่า พระราชาไม่สามารถจับมฤคเอาเนื้อไปได้ จึงทรงทำคานคอนเสด็จมา
ประทับนั่งเหนือหญ้าแพรกที่โคนต้นไทรต้นหนึ่ง ทรงพักครู่หนึ่งเตรียมจะ
เสด็จไป.
หน้า 347
ข้อ 19
ก็สมัยนั้น พระเชษฐาของพระราชานั้นในวันประสูติถูกยักษิณีจับ
ไปเพื่อจะกิน ยักษิณีนั้นถูกพวกมนุษย์อารักขาติดตามไปถึงทางทดน้ำ จึงวาง
พระกุมารไว้ที่อก พระกุมารดูดนมด้วยสำคัญว่าพระมารดา ยักษิณีเกิดความ
รักคล้ายบุตร จึงเลี้ยงดูอย่างดี พระกุมารเสวยเนื้อมนุษย์เพราะเขาประกอบ
เป็นอาหารให้เสวย ครั้นเจริญวัยขึ้นตามลำดับ ก็หายตัวได้ด้วยอานุภาพ
ของรากยาที่ยักษิณีให้เพื่อหายตัวได้ จึงเสวยเนื้อมนุษย์เลี้ยงชีพ เมื่อยักษิณี
ตายรากยานั้นหายด้วยความประมาทของตน จึงมีร่างปรากฏ เปลือยน่ากลัว
เคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ เห็นราชบุรุษที่ติดตามหาพระราชา จึงหนีเข้าป่าอาศัย
อยู่ที่โคนต้นไทรนั้น ครั้นเห็นพระราชาจึงพูดว่า ท่านเป็นอาหารของเรา
แล้ว จึงจับที่พระหัตถ์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระยาโปริสาทนั้นได้จับพระบิดาของเรา
แล้วกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเราอย่าดิ้นรน
พระบิดาของเราทรงสดับคำของพระยาโปริสาท
นั้น ทรงกลับสะดุ้งหวาดหวั่น พระองค์มี
พระเพลาแข็งกระด้าง เพราะทรงเห็นพระยา-
โปริสาท พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้ว ปล่อย
ไป โดยบังคับให้กลับมาอีก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โส เม ปิตุมคฺคเหสิ ความว่า พระยา
โปริสาทนั้น ได้จับพระเจ้าชยทิส พระบิดาของเราซึ่งแสดงมาใกล้ต้นไม้ที่
หน้า 348
ข้อ 19
ตนนั่ง ที่พระหัตถ์ด้วยกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเรามาแล้ว. อย่าดิ้นรน
ด้วยการาสะมัดมือเป็นต้น. เราจักกินท่านแม้ดิ้นรนอยู่ ดังนี้. บทว่า ตสฺส
คือแห่งบุตรยักษิณีนั้น. บทว่า ตสิตเวธิโต คือสะดุ้งด้วยความกลัว
หวาดหวั่นด้วยร่างกายสั่น. บทว่า อุรุกฺขมฺโภ คือพระเพลาทั้งสองกระด้าง.
พระราชาไม่สามารถจะหนีไปจากนั้นได้.
บทว่า มิควํ ในบทนี้ว่า มิควํ คเหตฺวา มุญฺจสฺสุ คือเอาเนื้อ
แล้วปล่อยไป ท่านกล่าวถึงเนื้อของมฤคนั้นว่า มิควํ เพราะได้เนื้อไป.
อธิบายว่า พระยาโปริสาทถือเอาเนื้อของมฤคนี้แล้วจึงปล่อยเรา. เพราะ
พระราชาทรงเห็นบุตรยักษิณีนั้น ทรงกลัวถึงกับพระเพลาแข็งกระด้างประ-
ทับยืนดุจตอไม้. พระยาโปริสาทรีบไปจับพระราชาที่พระหัตถ์แล้วกล่าวว่า
ท่านเป็นอาหารของเรามาแล้ว. ลำดับนั้นพระราชาทรงตั้งสติแล้วตรัสกะ
พระยาโปริสาทว่า หากท่านต้องการอาหาร. เราจะให้เนื้อนี้แก่ท่าน. ท่าน
จงรับเนื้อนั้นไปกินเถิด. ขอท่านจงปล่อยเราเถิด. พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้น
จึงกล่าวว่า ท่านให้ของของเราเองแล้วยังจะมาพูดดีกับเรา. ทั้งเนื้อทั้งท่าน
เป็นของของเราตั้งแต่เราจับมือท่านไว้มิใช่หรือ. เพราะฉะนั้นเราจักกินท่าน
ก่อนแล้วจึงกินเนื้อในภายหลัง.
ลำดับนั้นพระราชาทรงพระดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้คงจะไม่ปล่อยเรา
เพราะเอาเนื้อเป็นสินไถ่แน่. อนึ่ง เมื่อเรามาล่าเนื้อได้ทำปฏิญญาไว้กับ
พราหมณ์นั้นว่า เรากลับมาแล้วจะให้ทรัพย์ท่าน. หากยักษ์นั้นอนุญาต.
หน้า 349
ข้อ 19
เราจะรักษาคำสัตย์ไว้กลับไปเรือนปลงเปลื้องปฏิญญานั้นแล้ว จะพึงกลับมา
เป็นอาหารของยักษ์นี้อีก ทรงแจ้งความนั้นแก่ยักษ์. พระยาโปริสาท ฟัง
ดังนั้นแล้วกล่าวว่า หากท่านรักษาคำสัตย์ประสงค์จะไป. ท่านไปให้ทรัพย์
แก่พราหมณ์นั้นแล้วรักษาคำสัตย์ พึงรีบกลับมาอีกแล้วปล่อยพระราชาไป.
พระราชาครั้นพระยาโปริสาทปล่อยแล้วจึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกไปเลย. เรา
จะมาแต่เช้าทีเดียวแล้วทรงสังเกตเครื่องหมายทาง เสด็จเข้าไปถึงหมู่พลของ
พระองค์ อันหมู่พลแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ตรัสเรียกนันทพราหมณ์
นั้นมา ให้นั่งเหนืออาสนะอันสมควร ทรงสดับคาถาเหล่านั้นแล้วพระราช
ทานทรัพย์ ๔,๐๐๐ ให้พราหมณ์ขึ้นยาน มีพระดำรัสว่า พวกท่านจงนำ
พราหมณ์นี้ไปส่งให้ถึงเมืองตักกสิลา แล้วทรงให้พวกมนุษย์ไปส่งพราหมณ์
ในวันที่สองมีพระประสงค์จะไปหาพระยาโปริสาท เมื่อทรงตั้งพระโอรสไว้
ในราชสมบัติ จึงทรงให้โอวาทตรัสบอกความนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้ว ปล่อยไปโดย
บังคับให้กลับมาอีก พระบิดาพระราชทาน
ทรัพย์แก่พราหมณ์ แล้วตรัสเรียกเรามาว่า
ดูก่อนลูก ลูกจงปกครองราชสมบัติ อย่าประ-
มาทปกครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับพ่อ
ให้พ่อกลับไปหาอีก.
หน้า 350
ข้อ 19
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาคมนํ ปุน คือได้รับรองไว้แก่พระยาโปริสาท
ว่าจะกลับมาอีก. บทว่า พราหมณสฺส ธนํ ทตฺวา คือฟังคาถาของนันท-
พราหมณ์ ซึ่งมาจากเมืองตักกสิลาแล้วให้ทรัพย์ไปประมาณ ๔,๐๐๐. บทว่า
ปิตา อามนฺตยี มมํ คือพระเจ้าชยทิศพระบิดาของเราไปหา หากถามว่า
เรียกไปหาเรื่องอะไร. ตอบว่า เรื่องราชสมบัติ. มีความว่า พระราชาตรัสว่า
ดูก่อนลูก ลูกจงปกครองราชสมบัติอันเป็นของตระกูลนี้เถิด. พ่อครองราช-
สมบัติโดยธรรมโดยเสมอไว้อย่างใด. แม้ลูกเขายกเศวตฉัตรให้ครองราช-
สมบัติก็จงเป็นอย่างนั้น. ลูกรักษาพระนครนี้ และครองราชสมบัติอย่าได้
ถึงความประมาทเลย. พ่อได้รับรองไว้กับยักษ์โปริสาทที่โคนต้นไทรในที่โน้น
ว่า พ่อจะมาหาเขาอีก. พ่อรักษาคำสัตย์จึงกลับมาที่นี้ก็เพื่อให้ทรัพย์แก่
พราหมณ์นั้นอย่างเดียว. เพราะฉะนั้นพ่อจะกลับ ณ ที่นั้น.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระบิดาอย่า
เสด็จไป ณ ที่นั้นเลยพระเจ้าข้า. หม่อมฉันจักไป ณ ที่นั้นเอง. ข้าแต่
พระบิดา หากพระบิดาจักเสด็จไปให้ได้. แม้หม่อมฉันก็จักไปกับพระบิดา
ด้วย. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นเราจะไปทั้งสองก็ไม่ได้.
เพราะฉะนั้นเรานี่แหละจักไป ณ ที่นั้นเอง. ได้รับอนุญาตจากพระราชา
ผู้ทรงห้ามโดยประการต่าง ๆ แล้วถวายบังคมพระมารดาบิดา ทรงสละชีวิต
เพื่อประโยชน์แก่พระบิดา เมื่อพระบิดาทรงให้โอวาทและเมื่อพระมารดา
พระภคินี พระชายากระทำสัจจกิริยา เพื่อความสวัสดีจึงถืออาวุธออกจาก
พระนครตรัสอำลามหาชนผู้มีหน้านองด้วยน้ำตาติดตามไป ทรงดำเนินไป
หน้า 351
ข้อ 19
ตามทางที่อยู่ของยักษ์โดยนัยที่พระบิดาทรงบอกไว้. แม้บุตรยักษิณีก็คิดว่า
ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์มีมารยามาก. ใครจะรู้ จักเป็นอย่างไรจึงขึ้นต้นไม้นั่งคอย
การมาของพระราชา เห็นพระกุมารเสด็จมาจึงคิดว่า บุตรจักมาแทนบิดา.
ภัยไม่มีแก่เราแน่จึงลงจากต้นไม้ นั่งหันหลังให้พระโพธิสัตว์. พระมหาสัตว์
เสด็จมาประทับยืนข้างหน้าพระยาโปริสาทนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
เราถวายบังคมพระมารดาบิดาแล้ว ตกแต่ง
ร่างกาย สะพายธนูเหน็บพระแสงขรรค์ ออก
ไปหาพระยาโปริสาท. พระยาโปริสาทเห็นมีมือ
ถืออารุธ บางทีจักสะดุ้งกลัว แต่เพราะเมื่อเรา
ทำความสะดุ้งกลัวแก่พระยาโปริสาท ศีลของ
เราจะเศร้าหมอง. เพราะเรากลัวศีลจะขาด จึง
ไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด เข้าไปใกล้พระยาโปริสาท
นั้น เรามีเมตตาจิต กล่าวคำ เป็นประโยชน์จึง
ได้กล่าวคำนี้.
บทว่า สสตฺถหตฺถูปคตํ เห็นมีมือถืออาวุธ คือพระยาโปริสาทเห็น
เรามีมือถืออาวุธเข้าไปหาตน. บทว่า กทาจิ โส ตสิสฺสติ คือบางทียักษ์
นั้นจะพึงกลัว. บทว่า เตน ภิชฺชสฺสติ สีลํ ศีลจักแตกด้วยเหตุนั้นคือ
หน้า 352
ข้อ 19
ศีลของเราจักพินาศ เศร้าหมองด้วยเหตุที่ทำให้ยักษ์นี้เกิดความกลัวนั้น.
บทว่า ปริตาสํ กเต มยิ คือเมื่อเราทำให้ยักษ์นั้นหวาดกลัว. บทว่า
สีลขณฺฑภยา มยฺหํ, ตสฺส เทสฺสํ น พฺยาหรึ เพราะเรากลัวศีลจะขาด
จึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียดเข้าไปใกล้พระยาโปริสาทนั้น คือเราได้วางศัสตรา
เพราะกลัวศีลจะขาดเข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้นอย่างใด เพราะเรากลัวศีล
จะขาดอย่างนั้น จึงไม่น่าสิ่งที่นำเกลียดไม่น่าปรารถนาเข้าไปหาพระยาโปริ-
สาทนั้น. แต่เรากล่าวคำเป็นประโยชน์ด้วยจิตเมตตาจึงได้กล่าวคำที่จะ
กล่าวนี้ในบัดนี้.
พระมหาสัตว์ครั้นเสด็จไปประทับยืนอยู่ข้างหน้า. บุตรยักษิณีประ-
สงค์จะทดลองพระมหาสัตว์นั้น จึงถามว่า ท่านเป็นใคร มาแต่ไหน ท่าน
ไม่รู้จักเราหรือว่าเราเป็นพรานกินเนื้อมนุษย์ เหตุไรท่านจึงมาถึงที่นี่.
พระกุมารตรัสว่า เราเป็นโอรสของพระเจ้าชยทิส เรารู้ว่าท่านคือโปริสาท
ผู้กินคน เรามาที่นี่ก็เพื่อจะรักษาพระชนม์ของพระบิดา เพราะฉะนั้น
ท่านจงเว้นพระบิดา กินเราแทนเถิด. บุตรยักษิณีกล่าวด้วยอาการฉงนอีกว่า
เรารู้จักท่านว่าเป็นโอรสของพระราชาชยทิสนั้น แต่ท่านมาอย่างนี้ชื่อว่า
ท่านกระทำสิ่งที่ทำได้ยาก. พระกุมารตรัสว่า ไม่ยากเลย การสละชีวิตใน
เพราะประโยชน์ของบิดา จริงอยู่บุคคลทำบุญเห็นปานนี้ เพราะเหตุมารดา
บิดา ย่อมบรรเทิงในสวรรค์โดยส่วนเดียวเท่านั้น. อนึ่งเรารู้ว่า สัตว์ไร ๆ
ชื่อว่าไม่มีความตายเป็นธรรมดานั้นย่อมไม่มี และเราจะไม่ระลึกถึงบาป
หน้า 353
ข้อ 19
อย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนทำไว้. เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กลัวต่อความตาย เราสละ
ชีวิตนี้ให้แก่ท่าน แล้วตรัสว่า ท่านจงก่อไฟแล้วกินเราเถิด. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกอง
ใหญ่ เราจะโดดเข้าไป. ท่านผู้เป็นพระเจ้าลุง
ท่านทราบเวลาว่าเราสุกดีแล้ว จงกินเถิด.
บุตรยักษิณีได้ฟังดังนั้นคิดว่า เราไม่อาจกินเนื้อกุมารนี้ได้. เราจัก
ให้กุมารนี้หนีไปโดยอุบาย จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงเข้าป่าหาไม้มีแก่
มาทำให้เป็นถ่านเพลิงไม่มีควัน. เราจะปิ้งเนื้อท่านที่ถ่านเพลิงนั้นแล้วกิน
เสีย. พระมหาสัตว์ได้ทำตามนั้นแล้วจึงบอกแก่โปริสาท. โปริสาทแลดู
พระกุมารนั้นคิดว่า กุมารนี้เป็นบุรุษสีหราชไม่กลัวแม้แต่ความตาย. คนไม่
กลัวตายอย่างนี้เราไม่เคยเห็น เกิดขนลุกชันมองดูพระกุมาร. พระกุมาร
ตรัสถามว่า ท่านมองดูเราทำไมเล่า ท่านไม่ทำตามคำพูด. บุตรยักษิณีกล่าวกะ
พระมหาสัตว์ว่า ผู้ใดกินท่าน ศีรษะของผู้นั้นจะพึงแตก ๗ เสี่ยง. พระมหา-
สัตว์ตรัสว่า หากท่านไม่ประสงค์จะกินเรา. ท่านก่อไฟทำไมเล่า ยักษ์ตอบ
ว่า เพื่อข่มท่าน. พระกุมารเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้นว่า ท่านจักข่มเรา
ได้อย่างไรในบัดนี้. เราแม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานก็ยังมิให้ท้าวสักกเทวราช
ข่มเราได้เลยดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า :-
หน้า 354
ข้อ 19
ก็กระต่ายนั้นสำคัญว่า ท่าวสักกะนี้เป็น
พราหมณ์ จึงได้เชิญให้อยู่ ณ ที่นั้น. ข้าแต่
เทวะ. ด้วยเหตุนั้นแล กระต่ายนั้นจึงเป็น
จันทิมาเทพบุตร ได้ความสรรเสริญด้วยเสียงว่า
สส ให้เจริญความใคร่จนทุกวันนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สโส อวาเสสิ สเก สรีเร คือกระต่าย
เมื่อจะให้ร่างกายของตน ในสรีระของตนอย่างนี้ว่า ท่านจงเคี้ยวกินสรีระ
แล้วจงอยู่ที่นี้เถิด เพราะสรีระของตนเป็นเหตุ จึงให้ท้าวสักกะผู้มีรูปเป็น
พราหมณ์ นั้นอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า สสตฺถุโต คือได้ความสรรเสริญด้วย
เสียงว่า สส อย่างนี้ว่า สส ดังนี้. บทว่า กามทุโห คือให้เจริญความ
ใคร่. บทว่า ยกฺข คือเทวดา.
พระมหาสัตว์ทรงแสดงเครื่องหมายกระ-
ต่ายในดวงจันทร์ อันเป็นปาฏิหาริย์ ตั้งอยู่
ตลอดกัปให้เป็นพยาน แล้วได้ตรัสถึงความที่
พระองค์แม้ท้าวสักกะก็ไม่สามารถจะข่มได้.
พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้นเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงกล่าวคาถาว่า :-
ดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ย่อมรุ่งเรือง
ดุจแสงสว่างในวันเพ็ญ ฉันใด. ท่านกปิละผู้
หน้า 355
ข้อ 19
มีอานุภาพใหญ่ ท่านพ้นจากโปริสาทย่อมรุ่ง
โรจน์ ฉันนั้น. พระองค์ยังพระชนกชนนีให้
ปลาบปลื้ม ทั้งผู้ที่เป็นฝ่ายพระญาติทั้งปวงของ
พระองค์ก็ยินดี.
แล้วก็ปล่อยพระกุมารไปด้วยทูลว่า ขอท่านผู้เป็นวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
จงกลับไปเถิด. แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงทำให้โปริสาทนั้นหมดพยศได้แล้วให้
ศีล ๕ เมื่อจะทรงทดลองดูว่า โปริสาทนี้เป็นยักย์หรือไม่จึงสันนิษฐานเอา
โดยไม่พลาด ดุจด้วยพระสัพพัญญุตญาณโดยอนุมาน คือถือเอาตามนัยดังนี้
คือ นัยน์ตายักษ์มีสีแดงไม่กะพริบ. เงาไม่ปรากฏ. ไม่หวาดสะดุ้ง. โปริสาท
นี้ไม่เป็นอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ยักษ์. เป็นมนุษย์นี่เอง. นัยว่า
พระบิดาของเรามีพระภาดา ๓ องค์ ถูกยักษิณีจับไป. ทั้ง ๓ องค์นั้นถูก
ยักษิณีกินเสีย ๒ องค์. องค์หนึ่งยักษิณีเลี้ยงดูด้วยความรักเหมือนลูก.
โปริสาทนี้คงจักเป็นองค์นั้นเป็นแน่แล้วคิดว่า เราจักทูลพระบิดาของเราให้
ตั้งโปริสาทไว้ในราชสมบัติ แล้วกล่าวว่า ท่านมิใช่ยักษ์เป็นพระเชษฐา ของ
พระบิดาของเรา มาเถิดท่านจงมาไปกับเรา แล้วครองราชสมบัติอันเป็นของ
ตระกูล. ดังที่พระกุมารกล่าวว่า ท่านเป็นลุงของเรา. เมื่อโปริสาทกล่าวว่า
เราไม่ใช่มนุษย์ พระกุมารจึงนำไปหาดาบสผู้มีตาทิพย์ซึ่งโปริสาทเชื่อถือ. เมื่อ
ดาบสกล่าวถึงความเป็นพ่อว่า พวกท่านทำอะไรกันทั้งพ่อทั้งลูกเที่ยวไปในป่า
ดังนี้โปริสาทจึงเชื่อกล่าวว่าไปเถิดลูก. เราไม่ต้องการราชสมบัติ. เราจักบวช
หน้า 356
ข้อ 19
ละ แล้วบวชเป็นฤาษีอยู่ในสำนักของดาบส. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
เรามิได้รักษาชีวิตของเรา เพราะเหตุแห่ง
พระบิดาเป็นผู้ทรงศีล เราได้ให้พระยาโปริสาท
ผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตํ เหตุ คือเพราะแห่งบิดาแห่งบิดาของ
เราเป็นผู้ทรงศีล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สีลวตํ เหตุ คือเพราะเหตุแห่ง
ความมีศีล. อันเป็นเครื่องหมายแห่งการสมาทานความมีศีลของเรา เพื่อ
มิให้ศีลขาด. บทว่า ตสฺส คือ โปริสาทนั้น.
ลำดับ นั้นพระมหาสัตว์ทรงนมัสการพระเจ้าลุงของตน ซึ่งบวชแล้วไป
ใกล้พระนคร พระราชา ชาวพระนคร ชาวนิคม ชาวชนบท ได้ฟังว่าพระ-
กุมารเสด็จกลับมาแล้ว ต่างก็ร่าเริงยินดีลุกไปตั้งรับ พระกุมารถวายบังคม
พระราชา แล้วทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น
แล้ว ในขณะนั้นเอาจึงทรงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศ เสด็จไปหาพระดาบส
โปริสาทนั้นด้วยบริวารใหญ่แล้วตรัสว่า ข้าแต่เจ้าพี่ ขอเชิญเจ้าพี่มาครองราช-
สมบัติเถิด. พระดาบสทูลว่า อย่าเลยมหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น
นิมนต์อยู่ในพระราชอุทยานของข้าพเจ้าเถิด. พระดาบสทูลว่า อาตมาไม่มา.
พระราชารับสั่งให้ปลูกบ้านใกล้อาศรมนั้นแล้วจัดตั้งภิกษา. บ้านนั้น ชื่อจูฬ -
กัมมาสทัมมนิคม.
หน้า 357
ข้อ 19
พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้.
พระดาบส คือพระสารีบุตร. โปริสาท คือพระองคุลิมาล. พระกนิษฐา คือ
นางอุบลวรรณา. พระอัครมเหสี คือมารดาพระราหุล. อลีนสัตตุกุมาร คือ
พระโลกนาถ.
แม้ในชยทิสจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์
นั้นตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณา-
นุภาพของพระโพธิสัตว์ไว้ในจริยานี้ มีอาทิอย่างนี้ คือการที่พระบิดาทรงห้าม
สละชีวิตของตน เพื่อรักษาชีวิตของพระบิดาจึงตัดสินพระทัยว่า จักไปหา
โปริสาท. การที่วางศัสตราไปเพื่อมิให้โปริสาทนั้นหวาดสะดุ้ง. การเจรจา
ถ้อยคำน่ารักกับโปริสาทนั้นด้วยหวังว่า ศีลของตนจงอย่าขาดเลย. การไม่
มีความสะดุ้งต่อความตาย ทั้ง ๆ ที่โปริสาทนั้นข่มขู่โดยนัยต่าง ๆ การร่าเริง
ยินดีว่า เราจักทำร่างกายของเราให้มีผลในประโยชน์ของพระบิดา. การรู้ภาวะ
ของตนที่ไม่คำนึงถึงชีวิต เพื่อบริจาคในชาติเป็นกระต่าย ซึ่งแม้ท้าวสักกะ
ไม่สามารถจะข่มได้. การไม่มีความผิดปกติแม้เมื่อถูกสมาคมปล่อย. การรู้
ไม่ผิดพลาดของความเป็นมนุษย์ และความเป็นพระเจ้าลุงของโปริสาทนั้น.
ความเป็นผู้ใคร่เพื่อให้โปริสาทนั้น ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันเป็นของตระกูล
เพียงได้รู้จักกัน. การให้โปริสาทเกิดสลดใจในการแสดงธรรมแล้วให้ตั้งอยู่.
ในศีล.
จบ อรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙
หน้า 358
ข้อ 20
๑๐. สังขปาลจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของสังขปาลนาคราช
[๒๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาค
ชื่อสังขปาละ มีฤทธิ์มาก มีเขี้ยวเป็นอาวุธ
มีพิษแรงกล้า มีลิ้นสองแฉก เป็นใหญ่กว่า
นาคทั้งหลาย เราอธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔
ประการว่า ผู้ใดมีกิจด้วยผิวหนังก็ดี เนื้อก็ดี
เอ็นก็ดี กระดูกก็ดี ของเรา ผู้นั้นจงนำเอา
อวัยวะที่เราให้แล้วนี้ไปเถิด แล้วสำเร็จการอยู่
ณ สถานที่ใกล้ทางใหญ่สี่แยก อันเกลื่อนกล่น
ด้วยหมู่ชนต่าง ๆ พวกบุตรของนายพรานเป็น
คนดุร้าย หยาบช้า ไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้ว
มีมือถือไม้พลองตะบองสั้น กรูกันเข้ามาหาเรา
ณ ที่นั้น พวกบุตรนายพรานเอาหอกแทงเราที่
จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง แล้วเอาหวาย
ร้อยหามเราไป ถ้าเราปรารถนา ก็พึงยังมหา-
ปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่า
ทั้งภูเขา ให้ไหนด้วยลมจมูกในที่นั้น ๆ แต่
หน้า 359
ข้อ 20
เราไม่โกรธเคืองพวกบุตรนายพราน แม้จะแทง
ด้วยหลาว แม้จะทิ่มด้วยหอก นี้เป็นศีลบารมี
ของเรา ฉะนี้แล.
จบ สังขปาลจริยาที่ ๑๐
อรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. ความ
สังเขปในบทว่า สงฺขปาโล เป็นต้น มีดังนี้. ชื่อว่า มหิทฺธิโก มีฤทธิ์
มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาคใหญ่เช่นกับโภคสมบัติของเทพ. ชื่อว่า
ทาาวุโธ มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะมีเขี้ยวเป็นอาวุธ ๔ เขี้ยว คือข้างล่าง ๒
ข้างบน ๒. ชื่อว่า โฆรวิโส มีพิษแรงกล้า เพราะมีพิษมีเดชสูง. ชื่อว่า
ทวิชิวฺโห มีลิ้นสองแฉก เพราะประกอบด้วยลิ้นสองแฉก สำเร็จมาแต่
กำเนิดนาค. ชื่อว่า อุรคาภิภู เป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย เพราะความเป็น
ใหญ่กว่านาคทั้งหลาย อันได้ชื่อว่า อุรค เพราะไปด้วยอก แม้ของนาคผู้มี
อานุภาพใหญ่. ในทาง ๒ แยก กล่าวคือที่ที่นั้น ทาวสองสายทะลุติดต่อ
กันไป. ในทางใหญ่ คือเป็นที่ที่มหาชนสัญจรไปมาเสมอๆ. อันเกลื่อนกล่น
ด้วยหมู่ชนต่าง ๆ เพราะจากที่นั้นหีมหาชนมากมาย. องค์ ๔ ด้วยสามารถ
แห่งองค์ ๔ ซึ่งจะกล่าวในบัดนี้. บทว่า อธิฏฺาย คืออธิษฐานได้แก่ตั้ง.
ใจ. เมื่อใดเราเป็นนาคราชมีรูปตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าสังขบาล. เมื่อนั้น
หน้า 360
ข้อ 20
เราสำเร็จการอยู่ในที่ดังกล่าวแล้วในหนหลัง คือสำเร็จการอยู่ ด้วยการอยู่
จำอุโบสถ.
จริงอยู่พระมหาสัตว์ เป็นผู้ขวนขวายในบุญมีทานและศีลเป็นต้น
ท่องเที่ยวไปมาในคติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการแสวงหาโพธิ-
ญาณ บางครั้ง เกิดในนาคพิภพอันมีสมบัติเช่นกับสมบิดของเทพ เป็นนาค-
ราชชื่อว่าสังขปาละ. มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. นาคราชนั้น เมื่อกาล
ผ่านไป รังเกียจสมบัตินั้นปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงอยู่จำอุโบสถ. เมื่อ
นาคราชนั้นอยู่ในนาคพิภพ การอยู่รักษาอุโบสถไม่สมบูรณ์. ศีลจักเศร้า-
หมอง. ด้วยเหตุนั้นนาคราชจึงออกจากนาคพิภพ ล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง
ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินทางเดียว ไม่ไกลแม่น้ำ กัณหวรรณา แล้ว
อธิษฐานอุโบสถ สมาทานในวัน ๑๔ - ๑๕ ค่ำ เป็นปกติ. อธิษฐานว่า ผู้
ต้องการหนังเป็นต้นของเราจงเอาไป สละตนให้เป็นทานแล้วนอน. วันค่ำ
หนึ่งจึงไปนาคพิภพ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า. อีกเรื่องหนึ่งในกาล
เมื่อเราเป็นนาคราช ชื่อว่า สังขปาละ มีฤทธิ์มากเป็นต้น.
ท่านกล่าวบทว่า จตุโร องฺเค อธิฏฺาย อธิษฐานองค์ ๔ มีผิวหนัง
เป็นต้น ไว้ในที่นี้ เป็นการแสดงถึง อธิษฐานมีองค์ ๔. เพราะผิวหนังเป็น
องค์หนึ่งในที่นี้. เมื่อพระมหาสัตว์อยู่จำอุโบสถอย่างนี้ กาลล่วงไปยาวนาน.
หน้า 361
ข้อ 20
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อสังขปาลนาคราชสมาทานศีลอย่างนั้นแล้วนอน
บุตรของพราน ๑๖ คน คิดกันว่าจะหาเนื้อ จึงถืออาวุธเที่ยวไปในป่า ครั้น
ไม่ได้อะไร ๆ ก็กลับเห็นนาคราชนั้นนอนอยู่บนยอดจอมปลวก คิดว่า วันนี้
เราไม่ได้อะไรเลยแม้แต่ลูกเหี้ย. เราจักฆ่านาคราชนี้กิน แต่นาคราชนี้ใหญ่
มาก เมื่อเข้าไปจับคงหนีไป ดังนั้นจึงคิดกันว่า เราจงเอาหลาวแทงนาค-
ราชนั้นทั้ง ๆ ที่นอนอยู่นั่นแหละที่ขนด ทำให้อ่อนกำลังแล้วจึงจับ จึงถือ
หลาวเข้าไปหา. แม้พระโพธิสัตว์ก็มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำ-
หนึ่ง ดุจพวกดอกมะลิที่ร้อยวางไว้งามยิ่งนัก ประกอบด้วยดวงตาเช่นกับผล
มะกล่ำ และศีรษะเช่นกับดอกชบา. นาคราชนั้นโผล่ศีรษะจากระหว่างขน
เพราะเสียงเท้า ของตน ๑๖ คนเหล่านั้น ลืมตาสีแดงเห็นคน ๑๖ คนถือ
หลาวเดินมา คิดว่าวันนี้ความปรารถนาของเราจักถึงที่สุด ได้มอบตนให้เป็น
ทานแล้ว ตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ เพราะกลัวศีลของตนจะขาดว่า เราจะไม่
แลดูชนเหล่านี้ ซึ่งเอาหลาวแทงร่างกายของเรา ทำให้เป็นช่องเล็กช่องใหญ่
จึงสอดศีรษะเข้าไปในระหว่างขนดนอนต่อไป.
ลำดับนั้น บุตรพรานเหล่านั้นจึงเข้าไฝจับนาคราชนั้นที่หางฉุดลงมา
ตกบนแผ่นดิน เอาหลาวคมกริบแทงในที่ ๘ แห่ง สอดท่อนหวายดำพร้อม
ด้วยหนามเข้าไปทางปากเพื่อประการ เอาคานหามในที่ ๘ แห่ง เดินไปสู่
ทางหลวง. พระมหาสัตว์ตั้งแต่ถูกแทงด้วยหลาวก็กลับหามิได้มองดูลูกพราน
หน้า 362
ข้อ 20
เหล่านั้น แม้ในทีเดียว. นาคราชนั้นเมื่อลูกพรานเอาคาน ๘ อันหามนำไป
ห้อยศีรษะกระทบแผ่นดิน. ลำดับนั้นพวกลูกพราน เห็นว่าศีรษะนาคราช
ห้อย จึงให้นาคราชนั้นนอนบนทางหลวง เอาหลาวแหลมแทงที่ตั้งจมูกสอด
เชือกเข้าไปยกศีรษะขึ้น แล้วคล้องที่ปลายคานยกขึ้นอีก เดินทางต่อไป.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พวกลูกพรานเป็นคนดุร้าย หยาบช้า ไม่
มีกรุณา ได้เห็นเราแล้ว ถือไม้พลองตะบอง
สั้นกรูกันเข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น พวกลูกพราน
เอาหอกแทงเราที่จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง
แล้วสอดคานหามเราไป.
ถ้าเราปรารถนา ก็พึงยังมหาปฐพี อันมี
สมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่า ทั้งภูเขา
ให้ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้น ๆ.
แต่เราไม่โกรธเคืองลูกพรานทั้งหลาย แม้
จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก.
นี้เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้.
หน้า 363
ข้อ 20
ในบทเหล่านั้น บทว่า โภชปุตฺตา คือลูกพราน. บทว่า ขรา
คือดุร้าย ได้แก่พูดหยาบ. บทว่า ลุทฺทา คือหยาบช้า ได้แก่มีใจร้าย
บทว่า อการุณา คือไม่มีความสงสาร. บทว่า ทณฺฑมุคฺครปาณิโน คือถือ
กระบอง ๔ เหลี่ยม. บทว่า นาสาย วินิวิชฺฌิตฺวา คือเอาหลาวแทงเรา
ที่จมูกเพื่อสอดเชือกเข้าไป. บทว่า นงฺคุฏฺเ ปิฏฺถณฺฏเก ที่หางที่กระดูก
สันหลัง. พึงทราบการเชื่อมความว่า แทงที่หางและที่นั้น ๆ อันใกล้กับกระ-
ดูกสันหลัง. บทว่า กาเช อาโรปยิตฺวาน สอดคาน คือลูกพรานสองคน
ยกคานข้างละคนที่แทงไว้ในข้างหนึ่ง ๆ ในบริเวณของหวายและเถาวัลย์ ๘
แห่งที่แทงผูกไว้ในที่ทั้ง ๘ ขึ้นบ่าของตน ๆ. บทว่า สสาครนฺตํ ปวึ คือ
มหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด. บทว่า สกานนํ สปพฺพตํ คือพร้อม
ด้วยป่าและภูเขา. บทว่า นาสาวาเตน ฌาปเย ความว่า ถ้าเราต้องการ
อยู่ ปรารถนาอยู่ โกรธแล้วพึงปล่อยซึ่งลมจมูก ยังมหาปฐพีนี้ อันมีมหา-
สมุทรเป็นที่สุด พร้อมด้วยป่าและภูเขาให้ไหม้. คือพึงทำให้เป็นเถ้าถ่าน
พร้อมกับด้วยการให้ไหม้ด้วยลมจมูก. ในกาลนั้น อานุภาพของเราเป็นเช่น
นี้. แม้เมื้อเป็นเช่นนั้น ถึงจะแทงด้วยหลาว ถึงจะทิ่มด้วยหอก. บทว่า
โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ ความว่า เราก็ไม่โกรธลูกพราน คือเราไม่
โกรธลูกพรานผู้ดุร้าย แม้จะแทงด้วยหลาวอันคมกริบที่ถากทำด้วยไม้แก่น
เพื่อทำให้หมดกำลัง และเมื่อสอดหวายและเถาวัลย์เข้าไปในที่ ๘ แห่ง และ
แม้จะทิ่มด้วยหลาวอันคมกริบ เพื่อทำให้หมดกำลังในที่นั้น ๆ. บทว่า เอสา
หน้า 364
ข้อ 20
เม สีลปารมี นี้เป็นศีลบารมีของเรา คือการที่เราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้
อธิษฐานอย่างนั้น ไม่โกรธลูกพรานเพราะกลัวศีลจะขาด นี้เป็นศีลบารมี
ของเราซึ่งเป็นไปแล้วโดยความไม่คำนึงถึงชีวิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น. อธิบาย
ว่า เป็นปรมัตถบารมี ด้วยอำนาจของศีล.
อนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ถูกพวกลูกเศรษฐีนำไป กุฎุมพีชื่ออาฬาระชาว
เมืองมิถิลา นำเกวียน ๕๐๐ นั่งอยู่บนยานอันสำราญไปเห็นพวกลูกพราน
เหล่านั้น กำลังนำพระมหาสัตว์ไป ก็เกิดความสงสารถามพรานเหล่านั้นว่า
พวกท่านนำนาคราชนี้ไปทำไม ? พวกท่านจักนำไปทำอะไร ? พวกพราน
ตอบว่า พวกเราจักปิ้งเนื้ออร่อยอ่อนอ้วนของนาคนี้กิน. กุฎุมพีนั้นจึงให้โค
ใช้งาน ๑๖ ตัว ทองคำฟายมือหนึ่งแก่พวกลูกพรานเหล่านั้น ผ้านุ่งห่ม
แม้แก่ภรรยาของทุกคน วัตถุสิ่งของที่ระลึกแก่พวกลูกพรานแล้วกล่าวว่า
นาคนี้เป็นนาคราชมีอานุภาพมากโดยชอบ. ไม่ประทุษร้ายพวกท่านด้วยศีล
คุณของตน. พวกที่ทำให้นาคราชนี้ลำบาก เป็นบาปมาก. ปล่อยเสียเถิด.
พวกลูกพรานเหล่านั้นกล่าวว่า นาคนี้เป็นอาหารเอร็ดอร่อยของพวกเรา.
พวกเราไม่เคยกินนาคเลย. เอาเถิดพวกเราบูชาถ้อยคำของท่าน. เพราะ
ฉะนั้นเราจะปล่อยนาคนี้. แล้วปล่อยให้พระมหาสัตว์นอนบนพื้นดินเพราะ
ความหยาบช้าของตนๆ จึงจับที่ปลายหวายและเถาวัลย์ที่ร้อยไว้ด้วยหนาม
เหล่านั้นเตรียมจะกระชาก.
หน้า 365
ข้อ 20
ลำดับนั้น กุฎุมพีเห็นนาคราชลำบาก จึงทำไม่ให้ลำบากด้วยการเอา
ดาบตัดเถาวัลย์ค่อย ๆ. ดึงออกไม่ให้เจ็บปวดทำนองเดียวกับการนำเครื่องเจาะหู
ของทารกทั้งหลายออก. ในกาลนั้น ลูกพรานทั้งหลายช่วยกันค่อยๆ ดึงเครื่อง
ผูกมัดที่สอดสวมออกจากจมูกของนาคราชนั้น. สักครู่หนึ่งพระมหาสัตว์
ก็บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกมองดูอาฬาระด้วยตาเต็มไปด้วยน้ำตา. พวก
พรานไปได้หน่อยหนึ่ง แอบปรึกษากันว่า นาคอ่อนกำลัง เมื่อนาคตายพวก
เราจักเอานาคนั้นไป. อาฬารกุฎุมพีไหว้พระมหาสัตว์กล่าวว่า จงไปเถิดมหา-
นาค. พวกพรานจะไม่จับท่านอีกแล้ว ได้ตามไปส่งนาคราชนั้นหน่อยหนึ่ง
แล้วก็กลับ.
พระโพธิสัตว์ไปยังนาคพิภพไม่ทำให้เสียเวลาในนาคพิภพนั้น ออก
ไปพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เข้าไปหาอาฬาระพรรณนาคุณของนาคพิภพ แล้ว
นำอาฬาระไปในนาคพิภพนั้น ให้ยศยิ่งใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญา ๓๐๐
แก่อาฬาระ. ให้อาฬาระเอิบอิ่มด้วยกามทิพย์. อาฬาระอยู่ในนาคพิภพได้
หนึ่งปี บริโภคกามทิพย์ จึงบอกแก่นาคราชว่า สหาย ข้าพเจ้าปรารถนา
จะบวช จึงถือเอาบริขารของบรรพชิตออกจากนาคพิภพนั้น ไปหิมวันต-
ประเทศแล้วบวชอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศนั้นเป็นเวลาช้านาน ต่อมา
เที่ยวจาริกไปถึงกรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นทรง
เลื่อมใส อาจารสมบัติตรัสถามว่า พระคุณท่านบวชจากตระกูลที่มีสมบัติ
มาก. เพราะเหตุไรจึงบวช เมื่อจะทูลถึงเหตุที่ตนบวช จึงทูลเรื่องราวทั้งหมด
หน้า 366
ข้อ 20
ตั้งต้นแต่การขอให้พวกพรานปล่อยพระโพธิสัตว์จากเงื้อมมือ แด่พระราชา
แล้วแสดงธรรมด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-
มหาบพิตร แม้กามทั้งหลายอันเป็นของ
มนุษย์ เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไป
เป็นธรรมดา อาตมาภาพก็ได้เห็นแล้ว อาต-
มาภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงบวช
ด้วยศรัทธา มหาบพิตร มนุษย์ทั้งหลาย
ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ตายหมด เหมือนผลไม้ในป่า
หล่น ฉะนั้น อาตมาภาพเห็นดังนั้น จึงบวช
ความเป็นสมณะ ไม่ผิด เป็นสิ่งประเสริฐ.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า :-
ผู้มีปัญญาเป็นพหูสูต มีความคิดถึงฐานะ
มาก ควรคบแน่นอน ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้า
ได้ฟังเรื่องนาคราชและเรื่องท่านแล้ว จักกระ-
ทำบุญไม่น้อยทีเดียว.
ลำดับนั้น พระดาบสแสดงธรรมถวายพระราชอย่างนี้ว่า :-
หน้า 367
ข้อ 20
ผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต มีความคิดถึง
ฐานะมากควรคบ ข้าแต่ราชะ พระองค์ทรง
สดับเรื่องราวของนาคราชและของอาตมาภาพ
แล้ว ขอจงทรงทำบุญไม่น้อยเถิด.
พระดาบสพักอยู่ ณ กรุงพาราณสีนั้นตลอดฤดูฝน ๔ เดือนแล้วไป
หิมวันตประเทศ เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอดชีวิต ก็ได้เข้าถึงพรหมโลก. แม้
พระโพธิสัตว์ก็อยู่จำอุโบสถตลอดชีวิตก็ได้ไปสู่สวรรค์. แม้พระราชานั้นก็
ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
อาฬาระในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตรในครั้งนี้. พระเจ้าพาราณสี
คือพระอานนท์เถระ. สังขปาลนาคราช คือพระโลกนาถ.
การบริจาคสรีระ ของนาคราชนั้นเป็นทานบารมี. การที่นาคราช
ผู้ประกอบด้วยเดชเป็นพิษเห็นปานนั้น เมื่อมีการเบียดเบียนก็ไม่ทำลายศีล
ชื่อว่า ศีลบารมี. การละโภคสมบัติเช่นกับโภคสมบัติของเทพ แล้วออกจาก
นาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม ชื่อว่า เนกขัมมบารมี. การเตรียมตัวว่าควร
ทำประโยชน์มีทานเป็นต้น และสิ่งนี้ ๆ ชื่อว่า ปัญญาบารมี. การบรรเทา
กามวิตก และความเพียรด้วยการอดกลั้น ชื่อว่า วีริยบารมี. ความอดทน
ด้วยความอดกลั้น ชื่อว่า ขันติบารมี. การสมาทานสัจจะ ชื่อว่า สัจจบารมี.
การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหว ชื่อว่า อธิษฐานบารมี. ความเป็นผู้มีเมตตา
หน้า 368
ข้อ 20
และความเอ็นดูในสรรพสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงมวลลูกพราน ชื่อว่า เมตตา
บารมี. ความเป็นกลางในเวทนา และความผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขาร
ทั้งหลาย ชื่อว่า อุเบกขาบารมีเป็นอันได้บารมี ๑๐ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
แต่ศีลบารมีเท่านั้นที่ท่านยกขึ้นสู่เทศนา ทำให้เป็นบารมีมีความยิ่งยวด
อย่างยิ่ง. อนึ่ง คุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ในจริยานี้ พึงประกาศโดยนัย
ดังกล่าวแล้วในภูริทัตตจริยามีอาทิว่า โยชนสติเก นาคภวนฏฺาเน ใน
ที่ตั้งนาคพิภพ ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ดังนี้.
จบ อรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐
หน้า 369
ข้อ 20
บทว่า เอเต คือจริยามีหัตถินาคจริยาเป็นต้น ที่แสดงแล้วใน
วรรคนี้ และจริยา ๙ ที่รวบรวมแสดงด้วยหัวข้อมีอาทิว่า หตฺถิ นาโค
ภูริทตฺโต หัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยาเหล่าใด ทั้งหมดเหล่านั้น ชื่อว่า
สีลพลา เพราะมีศีลเป็นกำลัง โดยความเป็นไปด้วยการบำเพ็ญศีลบารมี
เป็นพิเศษ. ชื่อว่า ปริกฺขารา เพราะปรับปรุงศีลอันเป็นปรมัตถบารมีและ
เพราะปรับปรุงสันดานด้วยอำนาจแห่งการอบรม. ชื่อว่า ปเทสิกา สปฺป-
เทสา คือยังมีการสละให้ เพราะศีลปรมัตถบารมีอันถึงความอุกฤษฏ์ ยัง
ไม่สมบูรณ์. คือไม่ให้ก็ไม่ใช่. หากถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะ
รักษาชีวิต แล้วจักตามรักษาศีล อธิบายว่า เพราะบรรดาจริยาทั้งหลาย มี
หัตถินาคจริยาเป็นต้นเหล่านั้น เรารักษาชีวิตของตนโดยเป็นเอกเทศเท่านั้น
แล้วตามรักษาศีล. เรามิได้สละชีวิตโดยประการทั้งปวง. แต่เมื่อเราเป็น
สังขปาลนาคราช มีอานุภาพมาก มีเดชคือพิษสูง ชีวิตของเราถูกพราน
เหล่านั้นรวมหัวกัน มิได้จำแนกบุคคลทั้งก่อนทั้งหลัง นำไปโดยส่วนเดียว
เท่านั้น. เราสละชีวิตที่ถูกเขานำไปให้เป็นทาน เพื่อตามรักษาศีลเท่านั้น.
เพราะฉะนั้น จริยานั้นถึงความเป็นปรมัตถบารมี จึงเป็นศีลบารมีของเรา
ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาทุติยวรรค
เป็นการชี้แจงศีลบารมีโดยวิเศษอันสงเคราะห์เข้าในจริยา ๑๐ อย่าง.
หน้า 370
ข้อ 20
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีลวนาคจริยา ๒. ภูริทัตตจริยา ๓. จัมเปยยกจริยา
๔. จูฬโพธิจริยา ๕. มหิสราชจริยา ๖. รุรุมิคจริยา ๗. มาตังคจริยา
๘. ธรรมเทวปุตตจริยา ๙. ชยทิสจริยา ๑๐. สังขปาลจริยา จริยา
ทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราให้สละชีวิตตามรักษาศีล
เราผู้เป็นสังขปาลนาคราช ได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาล
ทุกเมื่อ เหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล.
จบ สีลบารมีนิเทส
หน้า 371
ข้อ 21
๓. ยุธัญชยวรรค
การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
๑. ยุธัญชยจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของยุธัญชยกุมาร
[๒๑] ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรส ( ของ
พระเจ้าสัพพทัตตราช ) นามว่ายุธัญชัย มี
บริวารยศหาประมาณมิได้ สลดใจเพราะได้
เห็นหยาดน้ำค้างอันเหือดแห้งเพราะแสง
อาทิตย์ เราทำความเป็นอนิจจังนั้นแลให้เป็น
ปุเรจาริก พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคม
พระมารดาและพระบิดาแล้ว ทูลขอบรรพชา
มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งชาวจังหวัด ประ-
นมอัญชลีอ้อนวอนเรา พระบิดาตรัสว่า วันนี้
เจ้าจงปกครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเถิด
ลูก เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระราชบิดา นาง
สนม ชาวนคม และชาวแว่นแคว้น ร้องไห้
ร่ำไรควรสงสาร เราไม่ห่วงใยสละไปแล้ว เรา
สละราชสมบัติในแผ่นดินหมู่ญาติ บริวารชน
หน้า 372
ข้อ 21
และยศศักดิ์ทั้งสิ้นได้ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุ
แห่งโพธิญาณ เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดา
ก็หามิได้ เราจะเกลียดยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่ก็หา
มิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา
ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
จบ ยุธัญชยจริยาที่ ๑
อรรถกถายุธัญชยวรรคที่ ๓
การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
อรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดัง
ต่อไปนี้. บทว่า อมิตยโส คือมีบริวารและสมบัติหาประมาณมิได้. บทว่า
รณชปุตฺโต ยุธญฺชโย คือชื่อยุธัญชยเป็นโอรสของพระราชาพระนามว่า
สัพพทัตตะในรัมมนคร.
กรุงพาราณสีนี้ ในอุทยชาดก ชื่อว่า สุรุนธนนคร. ในจูฬสุต-
โสมชาดก ชื่อว่า สุทัศนนคร. . ในโสณนันทชาดก ชื่อว่า พรหมวัฑฒน
นคร. ในขัณฑหาลชาดก ชื่อว่า บุบผวตีนคร. แต่ในยุธัญชยชาดก ชื่อว่า
รัมมนคร. บางครั้งชื่อของนครนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างนี้. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
.
หน้า 373
ข้อ 21
พระราชบุตรเป็นโอรสของพระราชา พระนามว่า สัพพทัตตะในรัมมนคร.
พระราชาพระองค์นั้นได้มีพระโอรส ๑,๐๐๐ องค์.พระโพธิสัตว์เป็นโอรสองค์
ใหญ่. พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชให้. พระโอรสนั้นทรงให้
มหาทานทุก ๆ วัน ตามนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. เมื่อกาลผ่านไป
อย่างนี้ วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ขึ้นประทับรถอันประเสริฐแต่เช้าตรู่ เสด็จ
ประพาสพระราชอุทยานด้วยสมบัติอันเป็นสิริใหญ่ ทอดพระเนตรเห็น
หยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนยอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งและใยแมลงมุมเป็นต้น
มีลักษณะเหมือนข่ายแก้วมุกดา ตรัสถามว่า ดูก่อนสารถีนั่นอะไร. ครั้น
ทรงสดับว่า นั่นคือหยาดน้ำค้างที่ตกในเวลามีหิมะ. ทรงเพลิดเพลินอยู่ ณ
พระราชอุทยาน ตอนกลางวัน ครั้นตกเย็นเสด็จกลับ ไม่ทรงเห็นหยาด
น้ำค้างเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า ดูก่อนสารถี หยาดน้ำค้างเหล่านั้นหาย
ไปไหนหมด. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้น ครั้นทรงสดับว่า
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหยาดน้ำค้างทั้งหมดก็สลายละลายไป ทรงดำริว่า หยาด
น้ำค้างเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วสลายไปฉันใด แม้สังขารคือชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย
เหล่านี้ก็ฉันนั้น เช่นกับหยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า. เพราะฉะนั้น เราซึ่งยัง
ไม่ถูกพยาธิ ชราและมรณะเบียดเบียนควรทูลลาพระมารดาพระบิดาออก
บวช จึงทรงทำหยาดน้ำค้างให้เป็นอารมณ์ เห็นภพทั้งสามดุจถูกไฟไหม้
เสด็จมายังพระตำหนักของพระองค์ เสด็จไปเฝ้าพระบิดาซึ่งประทับอยู่
โรงวินิจฉัย ซึ่งประดับตกแต่งเป็นอย่างดี ถวายบังคมพระชนก ประทับยืน
อยู่ข้างหนึ่งทูลขอบวช. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 374
ข้อ 21
เราสลดใจเพราะเห็นหยาดน้ำค้างเหือด
แห้งไป เพราะแสงของดวงอาทิตย์. เราทำ
ความไม่เที่ยงของหยาดน้ำค้างนั้นให้เป็นปุเร-
จาริก พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคม
พระบิดาทูลขอบรรพชา.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สูริยาตเป คือเพราะแสงดวงอาทิตย์. การ
สัมผัสรัศมีดวงอาทิตย์. ปาฐะว่า สูริยาตเปน บ้าง. บทว่า ปติตํ ทิสฺวาน
เพราะทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหือดแห้ง คือเพราะทรงแลดูหยาดน้ำค้างที่ค้าง
อยู่บนยอดต้นไม้เป็นต้นก่อนยังปรากฏอยู่ ครั้นต้องรัศมีดวงอาทิตย์ก็เหือด
แห้งไป ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า สํวิชึ คือทรงถึงความสลดพระทัยด้วย
ทรงมนสิการถึงความไม่เที่ยงว่า หยาดน้ำค้างเหล่านี้ฉันใด แม้ชีวิตของสัตว์
ทั้งหลายก็ฉันนั้น มีสภาพแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว. บทว่า ตญฺเวาธิปตึ
กตฺวา สํเวคมนุพฺรูหยึ คือพระโพธิสัตว์ทรงกระทำความไม่เที่ยงของหยาด
น้ำค้างนั้นนั่นเองให้เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นปุเรจาริก
แล้วทรงมนสิการถึงความที่สังขารทั้งปวงมีเวลานิดหน่อย ตั้งอยู่ไม่นาน
ทรงพอกพูนความสังเวชอันเกิดขึ้นครั้งเดียว ด้วยให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ. บทว่า
ปพฺพชฺชมนุยาจหํ คือ เราดำริว่าเราผู้ที่พยาธิชราและมรณะยังไม่ครอบงำ
ในชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย อันไม่ตั้งอยู่นานดุจหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ควร
หน้า 375
ข้อ 21
บวชแสวงหามหานิพพานอันเป็นอมตะ ซึ่งไม่มีพยาธิชราและมรณะเหล่านี้
แล้วเข้าไปเฝ้าพระมารดาพระธิดาถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ขอพระ-
มารดาพระบิดาจงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด. เมื่อพระมหาสัตว์ทูลขอ
อนุญาตบวชอย่างนี้แล้วได้เกิดโกลาหลใหญ่ทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระ-
อุปราชยุธัญชัยมีพระประสงค์จะทรงผนวช.
ก็สมัยนั้น ชาวแคว้นกาสีมาเพื่อจะเฝ้าพระราชาพากันเข้าไปใน
รัมมนคร. ทั้งหมดนั้นประชุมกัน. พระราชาพร้อมด้วยบริวาร ชาวนิคม
ชาวชนบท พระมารดา พระเทวี ของพระโพธิสัตว์และพวกสนมทั้งปวง
พากันทูลห้ามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระกุมารอย่าทรงบวชเลย บรรดา
ชนเหล่านั้น พระราชาตรัสว่า หากกามทั้งหลายของลูกยังพร่องอยู่. พ่อ
จะเพิ่มให้ลูก. วันนี้ขอให้ลูกครองราชสมบัติเถิด. พระมหาสัตว์ทูลถึงความ
พอพระทัยในการบวชของพระองค์อย่างเดียวแต่พระบิดาตรัสว่า :-
ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น
ขอพระบิดาอย่าทรงห้ามลูกเลย ลูกสมบูรณ์
ด้วยกามทุกอย่าง อย่าตกไปในอำนาจของชรา
เลย.
เมื่อพระมารดาพร้อมด้วยพวกสนมคร่ำครวญอยู่อย่างน่าสงสาร จึง
ทูลถึงเหตุแห่งการบวชของพระองค์ว่า :-
หน้า 376
ข้อ 21
อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็เหมือนน้ำค้าง
บนยอดหญ้า. พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้ง
ไป ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารดาอย่าห้าม
ลูกเลย.
แม้เมื่อพระมารดาพระบิดาทรงห้ามอยู่ ก็มิได้มีพระทัยท้อถอยเพราะ
ความสังเวชพอกพูนเป็นอย่างยิ่ง มิได้มีพระทัยห่วงใยในพระประยูรญาติ
หมู่ใหญ่อันเป็นที่รักและในราชอิสสริยยศอันโอฬาร ทรงบรรพชาแล้ว.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคม ทั้งชาวแว่น-
แคว้น ประนมอัญชลีอ้อนวอนเรา. พระบิดา
ตรัสว่า วันนี้ลูกจงปกครองแผ่นดินอันกว้าง-
ใหญ่ไพศาลเถิด. เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระ-
บิดา นางสนม ชาวนิคม และชาวแว่นแคว้น
ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร. เราไม่ห่วงใย
สละไปแล้ว.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปญฺชลิกา คือประคองอัญชลี. บทว่า
สเนคมา สรฏฺกา คือราชบุรุษทั้งปวงพร้อมด้วยชาวนิคมและชาวแว่น-
หน้า 377
ข้อ 21
แคว้นพากันอ้อนวอนเราว่า ข้าแต่เทวะขอพระองค์อย่าทรงผนวชเลย.
พระมารดาพระบิดาตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติในวันนี้เถิด. คือจงปกครอง
แผ่นดินอันใหญ่นี้ อันกว้างใหญ่ด้วยความเจริญยิ่งของบ้านนิคมและราชธานี
และด้วยถึงความไพบูลย์อันไพศาล ด้วยความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สาร
และด้วยความงอกงามของพืชพรรณมีข้าวกล้าเป็นต้น. พระมารดาพระบิดา
รับสั่งให้ยกเศวตฉัตรแล้วทรงขอร้องว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด ก็เมื่อ
มหาชนพร้อมด้วยพระราชา นางสนม ชาวนิคม ชาวแว่นแคว้นร้องไห้
คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร โดยอาการที่ความกรุณาอันใหญ่ย่อมมีแม้แก่ผู้ฟัง
ไม่ต้องพดถึงผู้เห็นเราไม่ห่วงใย ไม่เกาะเกี่ยวในบุคคลนั้น ๆ บวชแล้วใน
กาลนั้นเอง ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า เราละสิริราชสมบัติเช่นกับ
สมบัติจักรพรรดิ พระประยูรญาติอันเป็นที่รักไม่ห่วงใยสละปริวารชน คน
สนิทและยศอันใหญ่ที่ชาวโลกเขาเพ่งเล็งกันได้ ตรัสพระคาถาของคาถา
ว่า :-
เราสละราชสมบัติในแผ่นดิน หมู่ญาติ
บริวารชน และยศศักดิ์ทั้งสิ้นมิได้คิดถึงเลย
เพราะเหตุแห่งโพธิญาณ เราจะเกลียดพระ-
มารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดยศศักดิ์
หน้า 378
ข้อ 21
อันยิ่งใหญ่ก็ตามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณ
เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงสละ
ราชสมบัติ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า สิ้นเชิง อธิบายว่า เราสละ
ตำหนักนางสนมจนหมดสิ้น และแผ่นดินมีมหาสมุทรเป็นที่สุดด้วยประสงค์
จะบวช ไม่คิดถึงอะไร ๆ เพราะเหตุแห่งโพธิญาณอย่างเดียวว่า เราสามารถ
บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ด้วยอาการอย่างนี้. อธิบายว่า เราไม่เกิดความ
เกี่ยวเกาะในสิ่งนั้นแม้แต่น้อย. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเราจะเกลียด
พระมารดาพระบิดา ยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่และราชสมบัติก็หามิได้ เรารัก
ทั้งนั้น. แต่พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น
ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. ฉะนั้นเราจึงสละราชสมบัติกับพระมารดา
เป็นต้น ในกาลนั้นได้ด้วยประการฉะนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่าง เสด็จออกบวชยุธิฏฐิลกุมาร
พระกนิษฐาของพระโพฐิสัตว์นั้นถวายบังคมพระชนก ทรงขออนุญาตบวช
ติดตามพระโพธิสัตว์. ทั้งสองกษัตริย์ก็ออกจากพระนคร รับสั่งให้มหาชน
กลับเสด็จเข้าป่าหิมวันตะ สร้างอาศรมบทในที่น่าพอใจ ทรงบวชเป็นฤาษี
ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ทรงเลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นต้น
จนตลอดพระชนม์ แล้วก็เสด็จไปสู่พรหมโลก. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
หน้า 379
ข้อ 21
พระกุมารทั้งสอง คือ ยุธัญชัยะ และ
ยุธิฏฐิละ ละพระมารดาพระบิดา ตัดความข้อง
ของมัจจุออกบวชแล้ว.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สงฺคํ เฉตฺวาน มจฺจุโน คือพระกุมารตัด
ความข้อง คือ ราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นของมีอยู่ เพราะเป็นเหตุ
ทำร่วมกันกับมัจจุมาด้วยการข่มใจไว้ แล้วบวช.
พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้.
ยุธิฏฐิลกุมาร คือพระอานนท์เถระ. ยุธัญชย คือพระโลกนาถ.
การบริจาคมหาทานเมื่อก่อนบวช และการสละราชสมบัติเป็นต้น
ของพระมหาสัตว์นั้นเป็นทานบารมี. การสำรวมกายวาจาเป็นศีลบารมี.
การบรรพชาและการบรรลุฌานเป็นเนกขัมมบารมี. ปัญญาเริ่มต้นด้วยทำ
มนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง จนบรรลุอภิญญาเป็นที่สุดและปัญญา.
กำหนดธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่งทานเป็นต้น เป็นปัญญา
บารมี. ความเพียรยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จในที่ทั้งปวง เป็นวีริยบารมี.
ญาณขันติและอธิวาสนขันติ เป็นขันติบารมี. การไม่พูดผิดจากคำปฏิญญา
ชื่อว่า สัจจบารมี. การตั้งใจสมาทานอันไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง ชื่อว่า
อธิษฐานบารมี. เพราะจิตคิดแต่ประโยชน์ในสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจ
แห่งเมตตาพรหมวิหาร ชื่อว่า เมตตาบารมี. ด้วยการวางเฉยในความ
หน้า 380
ข้อ 21
ผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขาร และด้วยอุเบกขาพรหมวิหาร ชื่อว่า อุเบกขา-
บารมีเป็นอันได้บารมี ๑๐ ด้วยประการดังนี้. แต่พึงทราบโดยความพิเศษว่า
เป็นเนกขัมมบารมี. อนึ่ง แม้ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงอัจฉริยคุณของ
พระมหาบุรุษ ตามสมควรดุจในอกิตติจริยา. สมดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า เอวํ อจฺฉริยา เหเต, อพฺภูตา จ มเหสิโน ฯลฯ ธมฺมสฺส
อนุธมฺมโต มีใจความดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น ๆ.
จบ อรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑
หน้า 381
ข้อ 22
๒. โสมนัสสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของโสมนัสสกุมาร
[๒๒ ] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นราชบุตร
สุดที่รัก เป็นที่ปรารถนา เป็นที่น่ารักของ
พระมารดาพระบิดาปรากฏนามว่า โสมนัส อยู่
ในอินทปัตถนครอันอุดม เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์
ด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณอันเฉียบแหลม
เคารพนบนอบต่อบุคคลผู้เจริญมีหิริ และ
ฉลาดในสังคหธรรม ครั้งนั้น มีดาบสโกงผู้หนึ่ง
เป็นที่โปรดปรานของพระราชาพระองค์นั้น
ดาบสนั้นปลูกต้นผลไม้ ดอกไม้และผัก เก็บ
ขายเลี้ยงชีวิต เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือน
กองแกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็น
โพลงข้างใน เหมือนต้นกล้วยหาแก่นมิได้
ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจาก
ความเป็นสมณ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะ
เหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต ปัจจันตชนบทกำเริบ
หน้า 382
ข้อ 22
ขึ้น เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ในดง พระราชบิดา
ของเรา เมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น
ตรัสสั่งเราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความ
เพียรอันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความ
ปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความ
สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง เราไปสู่ที่บำรุง
ชฎิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดี
ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่านจะให้นำเอา
อะไรมา เหตุนั้น ดาบสโกงนั้นอาศัยมานะ
จึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสีย
ในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น
พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว ได้
ตรัสถามชฏิลโกงว่า พระผู้เป็นเจ้าสบายดี
หรือสักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระผู้เป็น
เจ้าหรือ ชฎิลโกงนั้นทราบทูลแด่พระราชา
เหมือนว่าพระราชกุมารให้ฉิบหาย พระเจ้า
แผ่นดินทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้นทรงบังคับ
หน้า 383
ข้อ 22
ว่า จงตัดศีรษะเสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับ
ฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน ทิ้งไว้ในท่ามกลาง
ถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผลของตนเบียด-
เบียนชฎิล พวกโจรฆาตก็ใจดุร้ายไม่มีกรุณา
เหล่านั้น เพราะรับสั่งบังคับ เมื่อเรานั่งอยู่
บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป เรา
ได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้น ซึ่งกำลังผูกมัดอย่าง
มั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไปเฝ้า
พระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขา
เหล่านั้นเป็นคนลามกและเสพคนลามก พาเรา
ไปเฝ้าพระราชา เราไปเฝ้าพระราชา แล้วทูล
ให้ทรงเข้าพระทัย และนำมาสู่อำนาจของเรา
พระบิดาขมาเรา ณ ที่นั้นแล้ว ได้พระราชทาน
ราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้นทำลาย
ความมืดมัวเมาแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
เราจะเกลียดราชสมบัติ อันใหญ่หลวงก็หา
มิได้ จะเกลียดกามโภคสมบัติก็หามิได้ แต่
หน้า 384
ข้อ 22
พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เราจึง สละราชสมบัติเสีย ฉะนี้แล.
จบ โสมนัสสจริยาที่ ๒
อรรถกถาโสมนัสสจริยา ๒
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาโสมนัสจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. บทว่า
อินฺทปตฺเถ ปุรุตฺตเม คือนครประเสริฐมีชื่ออย่างนี้. บทว่า กามิโต
เพราะเป็นที่ปรารถนา คือเป็นผู้อันพระชนกชนนีปรารถนาในกายนานอย่าง
นี้ว่า ไฉนหนอบุตรจะพึงเกิดสักคนหนึ่ง. บทว่า ทยิโต ได้แก่เป็นที่รัก.
บทว่า โสมนสฺโสติ วิสฺสุโต คือมีชื่อตามประกาศอย่างนี้ว่า โสมนัส.
บทว่า สีลวา คือประกอบด้วยศีล คือกุศลกรรมบถ ๑. และศีลคืออาจาร.
บทว่า คุณสมฺปนฺโน คือเข้าถึงหรือบริบูรณ์ด้วยคุณ มีศรัทธาและ
พาหุสัจจะเป็นต้น. บทว่า กลฺยาณปฏิภาณวา คือประกอบด้วยปฏิภาณงาม
กล่าวคือ เป็นผู้ฉลาดในอุบายยังกิจที่ควรทำนั้น ๆ ให้สำเร็จ. บทว่า
วุฑฺฒาปจายี เคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ คือมีปกติอ่อนน้อมต่อมารดาบิดา
ผู้เจริญในตระกูลต่อบุคคลผู้เจริญโดยชาติ และต่อบุคคลผู้เจริญด้วยคุณธรรม
มีศีลเป็นต้น. บทว่า หิริมา คือประกอบด้วยหิริมีลักษณะเกลียดบาป.
บทว่า สงฺคเหสุ จ โกวิโท คือฉลาดในการสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายตาม
สมควรด้วยสังคหวัตถุ ๔ มีทาน คือการให้ ปิยวาจา คือเจรจาน่ารัก
หน้า 385
ข้อ 22
อัตถจริยา คือประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์ สมานัตตตา คือมีตนเสมอไม่ถือตัว.
พึงทราบการเชื่อมความว่า ในกาลเมื่อเราปรากฏชื่อว่า โสมนัสเป็นโอรสของ
พระเจ้ากุรุพระนามว่า เรณุเห็นปานนี้. บทว่า ตสฺส รญฺโ ปติกโร
คือเป็นที่โปรดปราน เพราะพระเจ้ากุรุเข้าไปบำรุงอยู่เนือง ๆ. บทว่า
กุหกตาปโส คือดาบสผู้หนึ่งสำเร็จชีวิตด้วยความหลอกลวงมีลักษณะยกย่อง
คุณของอสัตบุรุษ. เป็นผู้ที่พระราชาทรงนับถือ. บทว่า อารามํ คือสวน
ผลไม้ ดาบสปลูกผลที่เป็นเถา มีฟักทอง น้ำเต้า ฟักเขียว แตงกวาเป็นต้น
และผักมีกระเพลาเป็นต้น. บทว่า มาลาวจฺฉํ คือดอกไม้มีดอกมะลิและ
ลำดวนเป็นต้น. ด้วยเหตุนี้ท่านจึงแสดงว่า เป็นสวนดอกไม้. พึงทราบ
อธิบายว่า ดาบสทำสวนปลูกไม้ดอกและไม้ผลดังกล่าวแล้วในสวนนั้น รวบ
รวมทรัพย์ที่ได้จากการขายไม้ดอกไม้ผลนั้นเลี้ยงชีพ.
ในเรื่องนั้นพึงทราบกถาเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในครั้งนั้นมีดาบส
ชื่อว่ามหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวารอยู่ในหิมวันตประเทศ เที่ยว
จาริกไปยังชนบทเพื่อต้องการเสพของเค็มและของเปรี้ยว ถึงกรุงอินทปัตถะ
อยู่ในพระราชอุทยานพร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปบิณฑบาตถึงประตูพระราชวัง
พระราชาทอดพระเนตรเห็นหมู่ฤาษี ทรงเลื่อมใสในอิริยา ให้นั่งบนพื้น
ใหญ่ที่ตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ขอ
พระคุณท่านจงอยู่ในอุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไป
พระราชอุทยานกับพระดาบสเหล่านั้นรับสั่งให้สร้างที่อยู่ ทรงถวายบริขาร
หน้า 386
ข้อ 22
ของบรรพชิตแล้วเสด็จออกไป. ตั้งแต่นั้นมาดาบสทั้งปวงเหล่านั้นก็บริโภค
ในพระราชนิเวศน์.
ฝ่ายพระราชาไม่มีโอรสทรงปรารถนาโอรส. โอรสก็ยังไม่เกิด. ครั้น
ออกพรรษาพระมหารักขิตะคิดว่า เราจะต้องกลับไปป่าหิมวันตะ จึงลา
พระราชา พระราชาทรงการทำสักการะสัมมานะแล้วออกไปในระหว่างตอน
กลางวันและจากทางพร้อมด้วยบริวาร นั่งภายใต้ต้นไม้มีเงาหนาทึบต้นหนึ่ง.
ดาบสทั้งหลายสนทนากันว่า พระราชาไม่มีพระโอรส. จะพึงเป็นการดี
หากพระราชาได้พระราชบุตร. ท่านมหารักขิตะได้ฟังการสนทนานั้นจึงใคร่
ครวญดูว่า พระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ. ทราบว่าจักมีจึงกล่าวว่า
พวกท่านอย่าคิดไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรองค์หนึ่งจักจุติลงมาเกิด
ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชา.
ชฎิลโกงคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นคิดว่า บัดนี้เราจักเป็นราชกุลูปกะ คือผู้
เข้าถึงราชตระกูล ครั้นดาบสทั้งหลายจะไปจึงทำเป็นไข้นอนชมเมื่อดาบส
กล่าวว่า มาไปกันเถิด. กล่าวว่า ผมไปไม่ไหว. มหารักขิตดาบสรู้เหตุที่
ดาบสนั้นนอน จึงกล่าวว่า ท่านไปได้เมื่อใดก็ถึงตามไปเถิด แล้วพาหมู่ฤาษี
ไปถึงหิมวันตประเทศ. ดาบสโกหกรีบกลับไปยืนอยู่ที่ประตูพระนครให้คน
ไปทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของมหารักขิตดาบสกลับมา พระราชา
รับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปเรียกมา จึงขึ้นปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้.
พระราชาทรงไว้ดาบสนั้น แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึง
หน้า 387
ข้อ 22
ความไม่มีโรคของฤาษีทั้งหลายแล้วตรัสว่า พระคุณท่านกลับมาเร็วนัก มี
ความต้องการอะไรหรือ.
ดาบสโกงทูลว่า มหาราชหมู่ฤาษีเป็นสุขดี สนทนากันว่า จะพึงเป็น
การดี หากพระราชบุตรผู้ดำรงวงศ์ตระกูลของพระราชาจะพึงบังเกิด. อาตมา
ได้ฟังการสนทนากันจึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า พระโอรสของพระราชาจักมี
หรือไม่หนอ จึงเห็นว่า เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์
ของพระนางสุธรรมาอัครมเหสี แล้วทูลว่าอาตมามาก็เพื่อจะทูลพระองค์ว่า
ชนทั้งหลาย เมื่อไม่รู้จะพึงยังพระครรภ์ให้พินาศได้ อาตมาจะทูลข้อนั้นก่อน.
อาตมาทูลแด่พระองค์แล้ว อาตมาก็จะกลับไป. พระราชาตรัสว่า พระคุณ
อย่าไปเลย ทรงยินดีร่าเริงมีพระทัยเลื่อมใส ทรงนำดาบสโกงไปพระราช-
อุทยานจัดแจงที่อยู่พระราชทาน. ตั้งแต่นั้นมาดาบสโกงนั้นก็บริโภคใน
ราชตระกูลอาศัยอยู่. ดาบสโกงมีชื่อว่า ทิพพจักขุกะ.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงสพิภพ ถือปฏิสนธิในกรุง
อินทปัตถะนั้น. ในวันขนานพระนามของพระกุมารที่ประสูติ พระชนกชนนี
ทรงตั้งพระนามว่า โสมนัสสะ. โสมนัสสกุมารทรงเจริญด้วยการเลี้ยงดู
กุมาร. ดาบสโกงก็ปลูกผักสำหรับแกง และผลมีเถาเป็นต้นเอาไปขายใน
ท้องตลาดรวบรวมทรัพย์ไว้.
หน้า 388
ข้อ 22
ลำดับนั้น ในขณะที่พระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา
ชายแดนของพระราชากำเริบ. พระองค์ตรัสสั่งพระกุมารว่า ลูกอย่า
ประมาทในทิพพจักขุดาบส แล้วเสด็จเพื่อทรงปราบชายแดนให้สงบ.
อยู่มาวันหนึ่งพระกุมารเสด็จไปพระราชอุทยานด้วยทรงดำริว่า จัก
เยี่ยมชฏิล ทรงเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะมีกลิ่นผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือ
หม้อสองใบด้วยมือทั้งสอง รดน้ำในที่ปลูกผักทรงรู้ว่าชฎิลโกงนี้ไม่ประกอบ
สมณธรรมของตน ทำการขายของในตลาด จึงตรัสถามว่า คหบดีฝักบัว
ทำอะไร ? ทำเอาดาบสโกงละอายแล้วเสด็จออกไป.
ชฏิลโกงคิดว่า กุมารนี้เดี๋ยวนี้ยังเป็นถึงอย่างนี้ ภายหลังใครจะรู้ว่า
กุมารนี้จักทำอะไร เราควรจัดการกุมารนี้ให้พินาศเสียในตอนนี้แหละ. ใน
เวลาพระราชาเสด็จมาจึงเหวี่ยงแผ่นหินไปเสียข้างหนึ่ง แล้วทำลายหม้อน้ำ
เสียเกลี่ยหญ้าที่บรรณศาลา เอาน้ำมันทาร่างกายเข้าไปยังบรรณศาลาคลุม
ตลอดศีรษะนอนบนเตียงดุจเป็นทุกข์หนัก. พระราชาเสด็จกลับทรงกระทำ
ประทักษิณพระนครยังไม่เสด็จเข้าพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นความผิด
ปกตินั้น ทรงดำริว่า นั่นอะไรกัน จึงเสด็จเข้าไปภายในทรงเห็นดาบสโกง
นั้นนอนอยู่ จึงทรงลูบที่เท้าตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระคุณท่านอย่างนี้.
เราจะฆ่าเสียวันนี้แหละ. พระคุณท่านจงรีบบอกมา.
หน้า 389
ข้อ 22
ชฏิลโกงฟังดังนั้นถอนหายใจลุกขึ้นทูลว่า มหาราช ข้าพระองค์มา
เฝ้าพระองค์. เพราะการมาเฝ้านั่นแหละ ข้าพระองค์จึงต้องได้รับความ
เดือดร้อนนี้ เพราะความคุ้นเคยในพระองค์โอรสของพระองค์นั่นแหละ
เบียดเบียนข้าพระองค์. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงมีพระราชบัญชาให้
เพชฌฆาตจงไปตัดศีรษะพระกุมาร ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปทิ้ง
ไว้กลางถนน. พวกเพชฌฆาตก็ไปฉุดพระกุมารซึ่งพระมารดาตกแต่งแล้ว
ให้ประทับนอนบนตักของพระนาง ทูลว่า พระราชามีพระบัญชาให้ฆ่า
พระกุมาร.
พระกุมารทรงกลัวความตาย เสด็จลุกจากตักพระมารดาแล้วตรัสว่า
พวกท่านจงนำเราไปเฝ้าพระราชา. เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูล. พวก
เพชฌฆาตฟังพระดำรัสของพระกุมารแล้วก็ไม่อาจฆ่าได้จึงเอาเชือกมัดดุจมัด
โค นำไปเฝ้าพระราชา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกอง
แกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพลง
ข้างใน เหมือนต้นกล้วยไม่มีแก่น ดาบสโกง
ผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็น
สมณะ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะเหตุแห่ง
การเลี้ยงชีวิต. ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น
หน้า 390
ข้อ 22
เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ในดง พระชนกของเรา
เมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบนั้น ตรัสสั่ง
เราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความเพียร
อันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความ
ปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความ
สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ถุสราสึว อตณฺฑุลํ คือดุจกดยงแกลบอัน
ปราศจากข้าวสารและรำ ดุจต้นไม้เป็นโพลงใหญ่ภายใน. เราเห็นดาบส
ปราศจากสาระมีศีลสาระเป็นต้น ดุจต้นกล้วยไม่มีแก่น ธรรมมีญาณเป็นต้น
ของสัตบุรุษคือคนดีทั้งหลายไม่มีแก่ดาบสนี้เลย. เพราะเหตุไร ? เพราะดาบส
นี้ปราศจาก คือเสื่อมจากความเป็นสมณะแม้เพียงศีล. เป็นความจริงดังนั้น
ดาบสนี้ปราศจากธรรมขาวคือหิริ คือเป็นผู้ละธรรมขาวอันได้แก่หิริ เพราะ
เหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต. ท่านแสดงว่า เราคิดว่าดาบสนี้เที่ยวไปด้วยเพศ
ของดาบสเพราะเหตุแห่งชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น. บทว่า ปรนฺติหิ ท่าน
แสดงว่า ชื่อว่า ปรนฺติโน เพราะมีชายแดนอันเป็นส่วนอื่นเป็นที่อยู่
คืออยู่ในระหว่างพรมแดน. ชายแดนกำเริบด้วยโจรที่อยู่ในดงชายแดน.
พระเจ้ากุรุ พระชนกของเราเมื่อเสด็จไปปราบความกำเริบในชายแดนนั้นให้
สงบ ในกาลนั้นได้สอนเราว่า พ่อโสมนัสสกุมาร พ่ออย่าประมาทชฎิล
หน้า 391
ข้อ 22
ผู้เป็นนายของพ่อมีความเพียรสูง มีตระกล้ามีอินทรีย์สงบอย่ายิ่ง. ชฎิล
นั้นได้ให้ความสำเร็จที่ปรารถนาทุกอย่างแก่พวกเรา เพราะฉะนั้น พ่อจง
อนุวัตรตามความปรารถนา ตามความชอบใจ อนุเคราะห์ชฎิลนั้น. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราไปสู่ที่บำรุงชฏิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้
ว่า ดูก่อนคฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ
หรือว่าท่านจะให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้นดาบส
โกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้
พระราชาฆ่าท่านเสียในวันนั้น หรือจะให้ขับไล่
เสียจากแว่นแคว้น พระราชาทรงปราบปัจจันต-
ชนบทสงบแล้ว ได้ตรัสถานชฎิลโกงว่า
พระคุณท่านสบายดีหรือ สักการะสัมมานะ
ยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ. ชฎิลโกงนั้น
ทูลแด่พระราชาเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้
ฉิบหาย. พระราชาทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้น
ทรงมีพระราชบัญชาว่า จงตัดศีรษะเสียในที่นี้
นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน
หน้า 392
ข้อ 22
ทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็น
ผลของตนเบียดเบียนชฎิล พวกเพชฌฆาต
มีใจดุร้ายไม่มีสงสารเหล่านั้น เพราะมีพระราช-
บัญชา เมื่อเรานั่งอยู่บนตักของพระมารดา
ก็ฉุดคร่านำเราไป.
บทว่า ตมหํ คนฺตฺวานุปฏฺานํ ความว่า เราไม่ละเลยพระดำรัส
ของพระชนก ได้ไปเพื่อบำรุงดาบสโกงนั้น ได้เห็นดาบสโกงนั้นกำลังรดน้ำ
ในพื้นที่ปลูกผัก ก็รู้ว่าดาบสนี้เป็นคนขายผัก จึงได้กล่าวคำนี้ว่า คฤหบดี
ท่านสบายดีดอกหรือ. อนึ่ง ท่านรดน้ำในพื้นที่ปลูกผัก. ท่านได้รับเงินหรือ
ทองบ้างหรือ. อนึ่ง ท่านประพฤติเยี่ยงคนขายผัก.
บทว่า เตน โส กุปิโต อาสิ คือด้วยคำพูดที่เราเรียกว่า
คฤหบดี นั้น ดาบสโกงอาศัยมานะติดแน่นอยู่ในมานะได้โกรธเรามาก.
ถึงกับพูดว่า วันนี้เราจักให้พระราชาฆ่าท่านเสีย. หรือจะให้พระราชาขับไล่
ท่านออกจากแว่นแคว้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ อชฺช คือให้พระราชาฆ่าท่านเสีย.
อธิบายว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมาในบัดนี้แหละ. บทว่า นิเสธยิตฺวา
ปจฺจนฺตํ ความว่า พระราชาทรงปราบชายแดนสงบแล้ว ยังไม่เสด็จเข้า
หน้า 393
ข้อ 22
พระนคร เสด็จไปพระราชอุทยานในขณะนั้นเองตรัสถามว่า พระคุณท่าน
สบายดีหรือ. สัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ คือพระกุมารได้มา
แสดงความนับถือพระคุณท่านบ้างหรือ.
บทว่า กุมาโร ยถา นาสิโย คือดาบสโกงนั้นได้ทูลแด่พระราชานั้น
ดูเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้ฉิบหายคือจะให้ฆ่าเสีย. บทว่า อาณาเปสิ
คือพระราชาทรงดำริว่า เมื่อยังมีทิพยจักขุดาบสนี้ผู้เป็นเจ้านายของเราอยู่
อะไรเล่าจะไม่สำเร็จแก่เรา. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการบุตรแล้ว. ดาบส
นี้ประเสริฐกว่าบุตร ดังนี้แล้ว จึงมีพระราชบัญชาบังคับ.
บทว่า สีสํ ตตฺเถว ฉินฺทิตฺวา พวกท่านจงตัดศีรษะของกุมาร
นั้น ในที่ที่พวกท่านเห็นแล้วจงสับฟันร่างของกุมารนั้นออกเป็น ๔ ท่อน
เอาไปวางไว้กลางถนน กระจายให้เต็มถนนให้คนเห็น. เพราะเหตุไร ?
เพราะนั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฏิล คือ นั่นเป็นคติ นั่นเป็นความ
สำเร็จ นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชฎิลหีฬิตา
คือนั่นเป็นการสำเร็จโทษพระกุมาร เพราะเหตุการเบียดเบียนชฎิล. พึง
ทราบเนื้อความในบทนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ตตฺถ คือในเพราะพระบัญชาของพระราชานั้น. หรือใน
เพราะความเย้ยหยันดาบสนั้น. บทว่า การณิกา คือเพชฌฆาตได้แก่
โจรฆาต. บทว่า จณฺฑา คือดุร้าย. บทว่า ลุทฺทา คือหยาบสิ้นดี.
หน้า 394
ข้อ 22
บทว่า อการุณา เป็นไวพจน์ของบทว่า ลุทฺทา นั่นเอง. บาลีว่า อกรุณา
บ้าง อธิบายว่า ไม่มีกรุณา. บทว่า มาตุ องฺเก นิสิหนฺนสฺส คือนั่งอยู่
บนตักของพระสุธรรมาเทวีพระชนนีของเรา. บทว่า นิสินฺนสฺส เป็น
ฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอนาทร คือแปลว่า เมื่อ. บทว่า อากฑฺฒิตฺวา นยนฺติ มํ
คือพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นเอาเชือกฉุดคร่าเราดุจโค ซึ่งพระชนนีตกแต่ง
แล้วให้นั่งบนตักของพระองค์ นำไปฆ่าตามพระราชบัญชา. ก็เมื่อพระกุมาร
ถูกเพชฌฆาตนำไป พระสุธรรมาเทวีแวดล้อมด้วยหมู่หาสีพร้อมด้วยพวก
สนม แม้ชาวพระนครต่างก็พากันไปกับพระกุมารนั้น ด้วยคิดว่า พวกเราจัก
ไม่ให้ฆ่าพระกุมารนั้นผู้ไม่มีความผิด. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลังผูก
มัดอย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพา
เราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นคนลามก และคบกับคนลามก
พาเราไปเฝ้าพระราชา. เราไปเฝ้าพระราชา
แล้วทูลให้เข้าพระทัย และนำมาสู่อำนาจ
ของเรา.
บทว่า พนฺธตํ คาฬฺหพนฺธนํ คือพวกเพชฌฆาตเหล่านั้นผูกมัด
อย่างมั่นคง. บทว่า ราชกิริยานิ อตฺถิ เม คือเรามีราชกิจที่จะต้อง
หน้า 395
ข้อ 22
กราบทูลแด่พระราชา. เพราะฉะนั้นพวกท่านจงพาเราไปเฝ้าพระราชา เรา
ได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้แก่พวกเพชฌฆาต.
บทว่า รญฺโ ทสฺสยึสุ ปาปสฺส ปาปเสวิโน คือพวก
เพชฌฆาตคบคนลามก เพราะคบดาบสโกงผู้มีศีลลามก มีอาจาระลามก
ด้วยตนพาเราไปเฝ้าพระราชา. บทว่า ทิสฺวาน ตํ สญฺาเปสึ คือเราไป
เฝ้าพระราชากุรุพระชนกของเรา แล้วทูลถามว่า เพราะเหตุไรพระบิดาจึง
ให้ฆ่าลูกเสียเล่าพระเจ้าข้า. เมื่อพระราชาตรัสว่า ก็เพราะเหตุไรเจ้าจึง
เรียกทิพพจักขุดาบสผู้เป็นเจ้านายของพ่อด้วยคำว่า คฤหบดี เล่า. เจ้าทำ
ผิดมาก. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์กล่าวกะผู้ที่เป็น
คฤหบดีว่า คฤหบดี ดังนี้ จะมีความผิดได้อย่างไร ? แล้วทูลต่อไปว่า
ขอพระบิดาทรงเชื่อว่าดาบสนั้นปลูกไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด แล้วขายดอกไม้
ผัก และผลาผลเป็นต้น พวกขายพวงมาลัยและผักซื้อของเหล่านั้นจากมือ
ดาบสนั้นทุกวัน แล้วโปรดทรงพิจารณาพื้นที่ปลูกไม้ดอก และพื้นที่ปลูกผัก
เถิดพระเจ้าข้า แล้วเราเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้นให้พวกราชบุรุษ
ของตน นำกหาปณะและภัณฑะที่ดาบสได้จากการขายดอกไม้เป็นต้น ให้
พระราชาทรงรู้เห็น. เราให้พระราชาทรงทราบถึงความที่ดาบสนั้นเป็น
ดาบสโกงแล้ว. บทว่า มมญฺจ วสมานยึ เรานำมาสู่อำนาจของเรา ความว่า
ด้วยการให้ทรงเข้าพระทัยนั้น พระราชาทรงทราบดีว่า กุมารพูดจริง
ดาบสโกงนี้ ครั้งก่อนทำเป็นมีความมักน้อย เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมักมาก
หน้า 396
ข้อ 22
เพราะเหตุนั้น เราจึงนำพระราชามาสู่อำนาจของเรา โดยที่พระองค์ทรง
เบื่อหน่ายในดาบสนั้น แล้วตกอยู่ในอำนาจของเรา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราควรเข้าป่าบวชดีกว่าอยู่ใน
สำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วทูลลาพระราชาว่า ข้าแต่
มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการอยู่ในที่นี้. ขอพระองค์ทรงอนุญาต.
ข้าพระองค์จักบวช. พระราชาตรัสว่า ลูกรักพ่อมิได้ใคร่ครวญบังคับให้ฆ่าลูก.
ลูกจงยกโทษให้พ่อเถิด แล้วให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้ ตรัสว่า ลูกจงครอง
ราชสมบัติเถิด. พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดาในโภคสมบัติ อันเป็นของ
มนุษย์จะมีอะไร. ลูกเคยเสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์มาตลอดกาลนาน. ลูก
ยังไม่ติดในสมบัตินั้นเลย. ลูกจักบวชละ. ลูกไม่ขออยู่ในสำนักของผู้ที่มี
ปัญญาโดยถูกผู้อื่นนำไปเป็นคนโง่เช่นนั้นแล้ว เมื่อจะทรงสั่งสอนพระราชา
จึงทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :-
กรรมที่บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไป
ไม่กำหนดความคิด เหมือนความวิบัติของยาก
ย่อมเป็นผลชั่ว. อนึ่ง กรรมที่บุคคลใคร่ครวญ
ก่อนแล้วทำ กำหนดความคิดโดยชอบ.
เหมือนสมบัติของยา ย่อมเป็นผลเจริญ.
หน้า 397
ข้อ 22
คฤหัสถ์เกียจคร้านบริโภคกาม ไม่ดี
เลข บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี. พระราชาไม่
ใคร่ครวญแล้วทำลงไปดีไม่ดี. ผู้ที่เป็นบัณฑิต
มักโกรธก็ไม่ดี.
ข้าแต่ราชะผู้เป็นใหญ่ในทิศ กษัตริย์
พึงใคร่ครวญก่อนแล้วทำ ไม่ใคร่ครวญก่อน
แล้วไม่ทำ. ยศและเกียรติย่อมเจริญแก่
พระราชาผู้ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ.
ข้าแต่พระภูมิบาล ผู้เป็นใหญ่ใคร่ครวญ
ก่อนแล้วจึงปรับสินไหม. ย่อมอิ่มใจถึงสิ่งที่
ทำแล้วโดยพลัน. ประโยชน์ทั้งหลายของตน
ที่ด้วยการตั้งใจชอบ ย่อมไม่ตามเดือดร้อนใน
ภายหลัง. ผู้จำแนกกรรมทั้งหลายในโลกอัน
วิญญูชนสรรเสริญแล้วอันมีสุขเป็นกำไร ทำ
กรรมอันไม่ตามเดือดร้อน กรรมเหล่านั้นย่อม
เป็นกรรมอันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบแล้ว
หน้า 398
ข้อ 22
ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในชน เพชฌ-
ฆาตสะพายดาบ นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดเดินมาจะฆ่า
ข้าพระองค์. ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์นั่งบน
ตักพระชนนี เพชฌฆาตเหล่านั้นฉุดคร่า
ข้าพระองค์อย่างรีบร้อน. ข้าแต่พระราชา
ข้าพระองค์ได้รับทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้
มีจิตเพราะพูดคำอ่อนหวานน่ารัก. วันนี้
ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้ด้วยความยาก.
ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิสมฺม คือไม่ใคร่ครวญ. บทว่า
อนวตฺถาย คือไม่กำหนด. บทว่า เวภงฺโค คือวิบัติ. บทว่า วิปาโก
คือความสำเร็จ. บทว่า อสญฺโต คือไม่สำรวม ทุศีล. บทว่า ปณเยยฺย
คือพึงปรับ. บทว่า เวคา คือโดยเร็ว โดยพลัน. บทว่า สมฺมาปณีธีจ
คือด้วยการตั้งใจไว้โดยชอบ อธิบายว่า ประโยชน์ทั้งหลายของตนที่ทำด้วย
จิตตั้งไว้โดยแยบคาย. บทว่า วิภชฺช คือจำแนกด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า
กรรมนี้ควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ ดังนี้ . บทว่า กมฺมายตนานิ คือกรรม
ทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ คืออันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบ คือไม่มีโทษ.
บทว่า กฏุกํ คือข้าพระองค์ถึงมรณภัยอันเป็นทุกข์ ไม่น่ายินดี คับแค้น
หน้า 399
ข้อ 22
แสนสาหัส. บทว่า ลทฺธ คือให้ชีวิต ด้วยกำลังความรู้ของตน. บทว่า
ปพฺพชฺชเมวาภิมโน คือข้าพระองค์มีจิตมุ่งต่อบรรพชา.
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมอย่างนี้ พระราชาตรัสกับพระเทวี
ว่า ดูก่อนพระเทวี เธอจงยับยั้งโอรสไว้. แม้พระเทวีก็ทรงพอพระทัย
การบวชของพระกุมารเหมือนกัน. พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกชนนี
แล้วทรงขอขมาว่า หากโทษมีอยู่แก่ข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดยกโทษให้
ข้าพระองค์เถิด แล้วทรงอำลามหาชนได้เสด็จบ่ายหน้าไปหิมวันตประเทศ.
ก็และเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จไปแล้ว มหาชนพากันทุบตีชฎิลโกงจนถึงสิ้น
ชีวิต. แม้พระโพธิสัตว์ก็รับสั่งให้ราชบุรุษ มีอำมาตย์ราชบริษัท พร้อมด้วย
ชาวพระนครซึ่งมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาให้กลับ . เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากัน
กลับ ทวยเทพมาในเพศของมนุษย์ นำพระโพธิสัตว์ล่วงเลยแนวภูเขา ๗ ลูก
พระโพธิสัตว์บรรพชาเป็นฤาษีอยู่ ณ บรรณศาลา ที่วิษณุกรรมเนรมิตไว้
ในหิมวันตประเทศ ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระบิดาขมาเราในที่นั้นแล้ว ได้พระ-
ราชทานราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้น
ทำลายความมืดมัว แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ทาลยิตฺวา ได้แก่กำจัดความมืดคือ
โมหะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเห็นโทษในกาม. บทว่า ปพฺพชึ คือเข้าถึง
หน้า 400
ข้อ 22
แล้ว. บทว่า อนคาริยํ คือการบวช.
บัดนี้ พระมีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์
ทรงสละราชอิสริยยศนั้น ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสํ
ความแห่งคาถานั้นมีนัยดังกล่าวแล้ว.
เมื่อพระมหาสัตว์บวชแล้วอย่างนี้ ทวยเทพมาด้วยเพศของปริจาริกา
ในราชตระกูลบำรุงพระมหาสัตว์นั้นตลอดเวลา ๑๖ ปี. พระมหาสัตว์ยัง
ฌานและอภิญญาให้เกิด ณ ที่นั้นแล้วได้เสด็จเข้าถึงพรหมโลก.
ดาบสโกงในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. พระชนนี้คือพระมหา-
มายา. มหารักขิตดาบสคือพระสารีบุตรเถระ. โสมนัสสกุมารคือพระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ โดยนัยดังกล่าวแล้วในยุธัญชยจริยานั้น.
แม้ในจริยานี้ท่านยกเนกขัมมบารมีขึ้นสู่เทศนา ว่าเป็นบารมียอด
เยี่ยมอย่างยิ่ง. อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้คือ
ความที่พระองค์สามารถในราชกิจทั้งหลายในขณะมีชนม์ได้ ๗ พระพรรษา.
การจับดาบสนั้นว่าเป็นชฎิลโกงได้. ความไม่มีหวาดสะดุ้งเมื่อพระราชาทรง
ขวนขวายมีพระบัญชาให้ฆ่า. การประกาศถึงความที่พระโพธิสัตว์เสด็จไป
เฝ้าพระราชาแล้วแสดงโทษของชฏิลโกงโดยนัยต่าง ๆ และความที่พระองค์
ไม่มีความผิด แล้วทรงเริ่มต่อว่าความที่พระราชามีปัญญาถูกคนอื่นนำไป
และความเป็นพระราชาโง่ แม้เมื่อพระราชาทรงขอขมาแล้วก็ยังถึงความ
หน้า 401
ข้อ 22
สังเวชจากการอยู่ในราชสำนัก และจากความเป็นใหญ่ในราชสมบัติ แม้
พระราชาทรงวิงวอนมีประการต่างๆ ก็ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติอันอยู่ใน
เงื้อมพระหัตถ์แล้วดุจถ่มก้อนน้ำลายทิ้ง เป็นผู้ไม่มีจิตติดอยู่ในที่ไหนออก
บวช. ครั้นบวชแล้วยินดีในความสงัด ไม่ช้านักก็ทรงยังฌานและอภิญญา
ให้เกิด ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒
หน้า 402
ข้อ 23
๓. อโยฆรจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของอโยฆรกุมาร
[๒๓] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราช-
โอรสของพระเจ้ากาสี เจริญวัยในเรือนเหล็ก
มีนามชื่อว่าอโยฆระ พระบิดาตรัสว่า เจ้าได้
รับความทุกข์ตั้งแต่เกิดมา เขาเลี้ยงไว้ในที่
แคบลูกเอ๋ย วันนี้จงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น
พร้อมทั้งแว่นแคว้น พร้อมทั้งชาวนิคมและ
บริวารชนนี้เถิด เราถวายบังคมจอมกษัตริย์
แล้วประคองอัญชลี ได้ทูลดังนี้ว่า บรรดาสัตว์
ในแผ่นดินบางพวกต่ำช้า บางพวกอุกฤษฏ์
บางพวกปานกลาง สัตว์ทั้งหมดนั้นไม่มีอารัก-
ขา เจริญอยู่ในเรือนของตนพร้อมด้วยหมู่ญาติ
การเลี้ยงดูข้าพระบาทในที่คับแคบนี้ไม่มีใคร
เหมือนในโลก ข้าพระบาทเติบโตอยู่ในเรือน
เหล็ก เหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ไม่มีรัศมี
ข้าพระบาทประสูติจากพระครรภ์พระมารดาอัน
หน้า 403
ข้อ 23
เต็มไปด้วยซากศพเน่าแล้ว ยังถูกใส่ ( ขัง )
ไว้ในเรือนเหล็ก ซึ่งมีทุกข์ร้ายกว่านั้นอีก ข้า
พระบาทได้รับความทุกข์ร้ายอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว
ถ้ายังยินดีในราชสมบัติ ก็จะเป็นผู้เลวทราม
กว่าคนเลวทรามไป ข้าพระบาทเป็นผู้เหนื่อย-
หน่ายในกาย ไม่ต้องการได้ราชสมบัติ ข้า
พระบาทจะแสวงหาธรรมเครื่องดับ ซึ่งเป็นที่
ที่มัจจุราชพึ่งย่ำยีข้าพระบาทไม่ได้ เราคิดอย่าง
นี้แล้ว เมื่อมหาชนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ตัด
เครื่องผูกเสียแล้วเข้าไปยังป่าใหญ่ เหมือนช้าง
ฉะนั้น เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หา
ไม่ จะเกลียดยศศักดิ์อันใหญ่หลวงก็หามิได้
แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น
เรา จงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
จบ อโยฆรจริยาที่ ๓
หน้า 404
ข้อ 23
อรรถกถาอโยฆรจริยาที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาอโยฆรจริยาที่ ๓ ดังต่อไปนี้. บทว่า
อโยฆรมฺหิ สํวฑฺโฒ คือเจริญแล้วในเรือนทำด้วยเหล็กทั้งหมดใหญ่ ทำ
๔ เหลี่ยมเพื่อป้องกันอมนุษย์และอันตราย. บทว่า นาเมนาสิ อโยฆโร
เพราะความเป็นผู้เกิดและเจริญในเรือนเหล็ก จึงปรากฏชื่อว่า อโยฆร-
กุมาร.
ความโดยย่อมีว่า ในกาลนั้น ในอัตภาพก่อนทางพระอัครมเหสีของ
พระเจ้ากาสี หญิงร่วมสามี ตั้งความปรารถนาว่า เราพึงกินบุตรที่เกิดแล้ว ๆ
ของเจ้า แล้วเกิดในกำเนิดนางยักษิณี ครั้นได้โอกาสในการที่อัครมเหสีนั้น
ประสูติ จึงกินพระโอรสเสีย ๒ ครั้ง. แต่ในครั้งที่ ๓ พระโพธิสัตว์ทรงถือ
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีนั้น. พระราชาทรงปรึกษากับพวก
มนุษย์ว่า นางยักษิณีตนหนึ่งกินโอรสที่เกิดแล้วของพระเทวี. เราควรทำ
อย่างไรดี เมื่อพวกมนุษย์ทูลว่า ธรรมดาอมนุษย์ย่อมกลัวเรือนเหล็ก จึง
รับสั่งให้ช่างเหล็กสร้างเรือนเหล็กใหญ่เป็นโรง ๔ เหลี่ยม ด้วยเครื่องปรุง
เรือนทั้งหมดสำเร็จด้วยเหล็ก ตั้งแต่เสาเป็นต้นให้สำเร็จ แล้วทรงให้พระ-
เทวีซึ่งทรงพระครรภ์แก่ ประทับอยู่ ณ เรือนเหล็กนั้น. พระเทวีประสูติ
พระโอรสมีบุญลักษณะดี ณ เรือนเหล็กนั้น. ขนาดเพระนามว่า อโยฆร-
กุมาร. พระราชาทรงให้พระกุมารนั้น แก้พวกแม่นมจัดการอารักขาใหญ่โต
หน้า 405
ข้อ 23
ทรงนำพระเทวีเข้าไปประทับภายใน. แม้นางยักษิณีถึงวาระตักน้ำ นำน้ำไป
ให้ท้าวเวสสวัณก็สิ้นชีวิตไปแล้ว.
พระมหาสัตว์ ทรงเจริญอยู่ในเรือนเหล็กนั้นเอง ถึงความเป็นผู้รู้
เรียนศิลปะทั้งปวง ณ เรือนเหล็กนั้น. พระราชาทรงทราบว่า พระโอรสมี
พระชนม์ ๑๖ พรรษา จึงมีรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า เราจักมอบราชสมบัติ
ให้ พวกท่านจงนำโอรสของเรามาเถิด. พวกอำมาตย์กราบทูลรับพระบัญชา
แล้วทรงให้ตกแต่งพระนคร นำมงคลหัตถีประดับด้วยเครื่องสรรพาลังการไป
ณ ที่นั้น ตกแต่งพระกุมารให้ประทับนั่งที่คอมมงคลหัตถี กระทำประทักษิณ
พระนคร แล้วนำมาเฝ้าพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระวรกาย
ของพระโอรสงดงาม จึงทรงกอดพระโอรสนั้นด้วยความสิเนหาอย่างแรง
รับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า พวกเจ้าจงอภิเษกโอรสของเราในวันนี้แหละ. พระ-
มหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกแล้วทูลว่า หม่อมฉันไม่ต้องการสมบัติ. หม่อม-
ฉันจักบวช. ขอจงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิดพระเจ้าข้า. ดังที่พระผู้-
มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ทุกฺเขน ชีวิโต ลทฺโธ สมฺปีเฬ ปติโปสิโต
ฯ ล ฯ
ตสฺมา รชฺชํ ปริจฺจชึ
หน้า 406
ข้อ 23
คำปรากฏอยู่แล้วในบาลีแปลข้างต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า
ทุกฺเขน คือพระบิดาตรัสว่า ลูกเอ๋ย พี่ชายของลูก ๒ คน
ถูกนางยักษิณีตนหนึ่งกิน. ลูกได้ความทุกข์ความลำบากที่ทำเพื่อป้องกัน
ลูกจากภัยขออมนุษย์นั้นตั้งแต่เกิด. บทว่า สมฺปีเฬ ปติโปสิโต เขา
เลี้ยงลูกไว้ในที่คับแคบ ความว่าลูกเจริญเติบโตมาในที่คับแคบตั้งแต่คลอดใน
เรือนเหล็กอันคับแคบเพื่อป้องกันอมนุษย์ หลาย ๆ อย่างจนกระทั่งอายุได้ ๑๖.
บทว่า อชฺเชว ปุตฺต ปฏิปฏิปชฺช เกวลํ วสุธํ อิมํ วันนี้ลูกจงปกครอง
แผ่นดินทั้งสิ้นนี้ ความว่าลูกได้อภิเษกด้วยสังข์ ๓ สังข์ วางอยู่บนกองรัตนะ
ภายใต้เศวตฉัตรประดับด้วยมาลัยทอง วันนี้จงปกครองมหาปฐพีนี้ พร้อม
ทั้งแว่นแคว้นอันมีมหาสมุทรเป็นที่สุดทั้งสิ้นอย่างเดียว อันเป็นของตระกูลนี้
พร้อมทั้งชาวนิคมอันเป็นหมู่บ้านใหญ่ พร้อมทั้งบริวารชนมากมาย. อธิบาย
ว่า ลูกจงเสวยราชสมบัติเถิด. บทว่า วนฺทิตฺวา ขตฺติยํ, อญฺสชลึ ปคฺ-
คเหตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวึ คือเราถวายบังคมจอมกษัตริย์พระชนกของเรา
ผู้เป็นราชาแห่งแคว้นกาสี ประคองอัญชลีแด่พระองค์แล้วจึงได้กล่าวคำนี้ :-
บทว่า เย เกจิ มหิยา สตฺตา คือสัตว์ทั้งหลายบางพวกในมหา-
ปฐพีนี้. บทว่า หีนอุกฺกฏฺมชฺฌิมา คือ ลามก อุกฤษฏ์ และปานกลาง
เพราะเป็นอยู่ในท่ามกลางของสัตว์ทั้งสอง. บทว่า สเก เคเห คือสัตว์
ทั้งหมดเหล่านั้น เจริญในเรือนของตน. บทว่า สกาติหิ พร้อมด้วย
หน้า 407
ข้อ 23
ญาติของตน คือสัตว์ทั้งหลายบันเทิง คุ้นเคย ไม่ลำบากย่อมเจริญด้วยสมบัติ
กับญาติของตน.
บทว่า อิทํ โลเก อุตฺตริยํ คือการเลี้ยงดูนี้ ไม่มีใครเหมือนใน
โลกเป็นพิเศษเฉพาะข้าพระองค์. การเลี้ยงดูข้าพระองค์ในที่คับแคบ คือ
ความเจริญเติบโตของข้าพระองค์ในที่คับแคบนั้นเป็นอย่างไร. เป็นความ
เจริญเติบโตในเรือนเหล็ก ปราศจากแสงจันทร์และดวงอาทิตย์. บทว่า
สํวฑฺโฒมฺหิ คือข้าพระองค์เจริญเติบโต. บทว่า ปูติกุณปสมฺปุณฺณา
เต็มไปด้วยศากศพเน่า คือเมื่อความสงสัยในชีวิตเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์
ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี เต็มไปด้วยซากศพนานัปการ มีกลิ่น
เหม็น เช่นกับคูถนรกได้อย่างไร. บทว่า ตโต โฆรตเร คือทารุณยิ่งกว่า
อยู่ในครรภ์ เป็นทุกข์เพราะอยู่ไม่ดีเลย. บทว่า ปกฺขิตฺตโยฆเร คือใส่
ไว้ในเรือนเหล็ก ท่านแสดงว่า ได้เป็นดุจขังไว้ในเรือนจำ.
บทว่า ยทิ ในบทว่า ยทิหํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตาทิสํ
คือข้าพระองค์ได้รับทุกข์ทารุณอย่างยิ่ง เช่นที่กล่าวไว้แล้วในครั้งก่อน ถ้า
ยังยินดีในราชสมบัติ. เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าพระองค์ก็จะเลวทรามยิ่งกว่าคน
เลวทรามชั่วช้าลามกไป. บทว่า อุกฺกณฺิโตมฺหิ กาเยน คือข้าพระองค์
เบื่อหน่ายด้วยกายอันเน่ามียังไม่พ้นจากการอยู่ในครรภ์เป็นต้น. บทว่า รชฺ-
เชนมฺหิ อนตฺถิโก คือข้าพระองค์ไม่ต้องการแม้ราชสมบัติ. ถึงแม้ข้าพระ-
องค์จะพ้นจากเงื้อมมือของนางยักษิณี ก็จะไม่พ้นชราและมรณะไปได้เลย.
หน้า 408
ข้อ 23
ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแก่ข้าพระองค์. เพราะธรรมดาราชสมบัติ
เป็นที่ประชุมของอนัตตาทั้งปวง. ตั้งแต่เวลาที่ตั้งอยู่ในราชสมบัตินั้น เป็น
อันออกไปได้ยาก. เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จักไม่ครองราชสมบัติจักแสวง
หาความดับ. บทว่า ยตฺถ มํ มจฺจุ น มทฺทิเย ความว่า ข้าพระองค์
จักแสวงหาธรรมเครื่องดับ คืออมตมหานิพพาน ซึ่งเป็นที่ที่มัจจุราชผู้มีเสนา
ใหญ่พึงย่ำยี พึงท่วมทับข้าพระองค์ผู้ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว. บทว่า เอวาหํ จินฺต-
ยิตวาน ความว่า เราคิดโดยแยบคายด้วยการพิจารณาถึงโทษในสงสารมี
ประการต่าง ๆ ดังได้กล่าวไว้แล้วนี้อย่างนี้ และด้วยการเห็นอานิสงส์ในนิพ-
พาน. บทว่า วิวรนฺเต มหาชเน คือเมื่อมหาชนมีพระชนกชนนี เป็น
หัวหน้าร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ด้วยอดกลั้นถึงทุกข์ที่ต้องพลัดพรากจากเราไปไม่
ได้. บทว่า นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา ความว่า เราได้ตัดเครื่องผูกด้วย
การตัดเครื่องผูกคือตัณหา ในชนนั้นมีญาติสงเคราะห์เป็นต้น แล้วเข้าสู่ป่า
ใหญ่ด้วยการเข้าถึงบรรพชา เหมือนคชสารมีกำลังมากตัดเครื่องผูก คือเชือก
อันไม่มีความแข็งแรง ได้โดยง่ายฉะนั้น. คาถาสุดท้ายมีความดังได้กล่าวไว้
แล้ว นั่นแล.
อนึ่ง พึงทราบความในบทนั้น ดังต่อไปนี้. พระมหาสัตว์ทรงแน่
พระทัยในการบวชของพระองค์แล้ว เมื่อพระราชาตรัสว่า ลูกรัก ลูกจะบวช
ไปทำไม จึงทูลว่า ข้าแต่พระชนก ลูกอยู่ในครรภ์ของพระชนนีตลอด ๑๐
เดือน เหมือนอยู่ในคูถนรก ครั้นออกจากพระครรภ์ของพระชนนีแล้วก็ยัง
หน้า 409
ข้อ 23
ต้องอยู่ในเรือนจำอีกถึง ๑๖ ปี เพราะกลัวนางยักษิณี ไม่ได้แม้แต่จะเห็น
ในภายนอก. ได้เป็นเหมือนตกอยู่ในอุสสทนรก. แม้ลูกพ้นจากนางยักษิณี
ก็จะไม่พ้นความแก่และความตายไปได้เลย. ขึ้นชื่อว่ามัจจุนี้ อันใคร ๆ ไม่
สามารถจะชนะได้. ลูกเบื่อหน่ายในภพ. ลูกจักบวชประพฤติธรรมจนกว่า
พยาธิ ชราและมรณะ จะไม่มาถึงลูกได้. พอกันทีสำหรับราชสมบัติของลูก
ข้าแต่พระชนก ขอจงทรงอนุญาตให้ลูกบวชเถิด แล้วทรงแสดงธรรมเเก่
พระชนกด้วยคาถา ๒๔ คาถา มีอาทิว่า :-
มนุษย์อยู่ในห้องตลอดคืนหนึ่ง ครั้น
มนุษย์นั้นลุกไป. เมื่อเขาไป ย่อมไม่กลับ
มาอีก.
แล้วทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ราชสมบัติของพระบิดาก็จงเป็นของพระ-
บิดาเท่านั้นเถิด. ลูกไม่ต้องการราชสมบัตินี้เลย. เมื่อลูกพูดอยู่กับพระบิดา
นี่แหละ พยาธิ ชราและมรณะ ก็พึงมาถึง. จงทรงหยุดเถิดพระเจ้าข้า.
แล้วทรงละกามทั้งหลาย ดุจช้างตกมันตัดเชือกเหล็ก ดุจลูกสีหะทำลายกรง
ทองฉะนั้น แล้วถวายบังคมพระชนกชนนีเสด็จออกบรรพชา.
ลำดับนั้น พระชนกของพระมหาสัตว์ทรงดำริว่า กุมารนี้ใคร่จะบวช.
ก็เราเล่าจะอยู่ไปทำไม. แม้เราก็ไม่ต้องการราชสมบัติ . จึงทรงสละราชสมบัติ
เสด็จออกบรรพชา. เมื่อพระราชาเสด็จออกบรรพชา ชาวพระนครทั้งสิ้น
หน้า 410
ข้อ 23
มีพระเทวี อำมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดีเป็นต้น ก็ทิ้งโภคสมบัติออกบวช.
ได้เป็นมหาสมาคม. มีบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์. พระมหาสัตว์ทรงพาชน
เหล่านั้นเสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศ.
ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า พระมหาสัตว์เสด็จออกบวชจึงทรงส่ง
พระวิษณุกรรมให้สร้างอาศรมบท ยาว ๑๒ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์. ทรง
มอบบริขารบรรพชิตครบ. ในจริยานี้การบรรพชาของพระมหาสัตว์ การให้
โอวาท การไปสู่พรหมโลก และการปฏิบัติโดยชอบของบริษัททั้งหมด พึง
ทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในมหาโควินทจริยานั่นแล.
พระชนกชนนีในครั้งนั้น ได้เป็นราชตระกูลใหญ่ในครั้งนี้. บริษัท
ทั้งหลาย คือพุทธบริษัท. อโยฆรบัณฑิต คือพระโลกนาถ. การเจาะจง
กล่าวถึงบารมีที่เหลือ และการประกาศถึงอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นพึง
ทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบ อรรถกถาอโยฆรจริยาที่ ๓
หน้า 411
ข้อ 24
๔. ภิงสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของภิงสพราหมณ์
[๒๔] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราอยู่ในพระนคร
กาสีอันประเสริฐสุด น้องหญิงชาย ๗ คน เกิด
ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เราเป็นพี่ใหญ่
ของน้องหญิงชายเหล่านั้น ประกอบด้วยหิริ
และธรรมขาว เราเห็นภพโดยความเป็นภัย
จงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ พวกสหายร่วมใจ
ของเรา ที่มารดาและบิดาส่งมาแล้ว เชื้อเชิญ
เราด้วยกามทั้งหลายว่า เชิญท่านดำรงวงศ์สกุล
เถิด คำใดที่สหายเหล่านั้นกล่าวแล้วเป็นเครื่อง
นำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คำนั้นเป็น
เหมือนคำหยาบเสมอด้วยผาลอันร่อน ได้มีแก่
เรา ในกาลนั้น สหายเหล่านั้นได้ถามเราผู้ห้าม
อยู่ถึงความปรารถนาของเราว่า ท่านปรารถนา
อะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม เราผู้
ใคร่ประโยชน์แก่ตน ได้กล่าวแก่สหายผู้แสวง
หน้า 412
ข้อ 24
หาประโยชน์เหล่านั้นว่า เราไม่ปรารถนาความ
เป็นคฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ
สหายเหล่านั้นฟังคำเราแล้ว ได้บอกแก่มารดา
และบิดา มารดาและบิดาได้กล่าวอย่างนี้ว่า
แม้เราทั้งสองก็จะบวช มารดาบิดาทั้งสอง
และน้องหญิงชายทั้ง ๗ ของเรา สละทิ้งทรัพย์
นับไม่ถ้วนเข้าไปยังป่าใหญ่ ฉะนี้แล.
จบ ภิงสจริยาที่ ๔
อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในภิงสจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า ยทา โหมิ
ภาสีนํ ปุรวรุตฺตเม ในกาลเมื่อเราอยู่ในแคว้นกาสีอันประเสริฐสุด มี
อธิบายว่า เราเจริญเติบโตอยู่ในกรุงพาราณสี อันเป็นนครประเสริฐของ
แคว้นที่ได้ชื่อว่า กาสี. บทว่า ภคินี จ ภาตโร สตฺต, นิพฺพตฺตา
โสตฺติเย กุเล น้องหญิงชาย ๗ คนเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ความ
ว่า พวกเราทั้งหมด ๘ คน คือ พี่ชาย น้องชาย ๗ คน คือ ๖ คนมีอุป-
กัญจนะ เป็นต้นและเรา กับน้องสาวคนเล็กชื่อกัญจนเทวี ในกาลนั้นเกิด
หน้า 413
ข้อ 24
ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่า โสตติยะ เพราะไม่ยินดีในการเชื้อเชิญ
ด้วยมนต์.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล
มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี. มีชื่อว่า กัญจนกุมาร. ครั้นเมื่อ
กัญจนกุมารเดินได้ ได้มีบุตรอื่นเกิดขึ้นอีก ชื่อว่า อุปกัญจนกุมาร. ตั้งแต่
นั้นมา ชนทั้งหลายพากันเรียกพระมหาสัตว์ว่า มหากัญจนกุมาร. โดยลำดับ
อย่างนี้ ได้มีบุตรชาย ๗ คน. ส่วนน้องคนเล็กเป็นธิดาคนเดียว ชื่อว่า
กัญจนเทวี. พระมหาสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปเมืองตักกศิลา เล่าเรียนศิลปะ
ทุกอย่างสำเร็จแล้วก็กลับ.
ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะผูกพระมหาสัตว์ให้อยู่ครองเรือน
จึงกล่าวว่า พ่อและแม่จะนำทาริกาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกับตนมาให้ลูก.
พระมหาสัตว์กล่าวว่า แม่และพ่อจ๋า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน. เพราะ
โลกสันนิวาสทั้งหมดมีภัยเฉพาะหน้าสำหรับลูกดุจถูกไฟไหม้. ผูกมัดดุจ
เรือนจำ. ปรากฏเป็นของน่าเกลียดดุจที่เทขยะ. จิตของลูกมิได้กำหนัดใน
กามทั้งหลาย พ่อแม่ยังมีลูกอื่นอยู่อีก. ขอให้ลูกเหล่านั้นอยู่ครองเรือนเถิด.
แม้มารดาบิดาสหายทั้งหลายขอร้องก็ไม่ปรารถนา. ครั้งนั้น พวกสหายถาม
พระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ก็ท่านปรารถนาอะไรเล่า จึงไม่อยากบริโภค
กาม. พระโพธิสัตว์จึงบอกถึงอัธยาศัยในการออกบวชของตนแก่สหายเหล่า
นั้น ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 414
ข้อ 24
เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ หิริสุกฺกมุปาคโต
ฯ ล ฯ
มาตาปิตา เอวมาหุ สพฺเพว ปพฺพชาม โภ.
มีคำแปลปรากฏแล้วในตอนต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ คือในกาลนั้น
เราเป็นพี่ใหญ่ของน้องหญิงชาย ๗ คน มีอุปกัญจนะเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า
หิริสุกฺกมุปาคโต ประกอบด้วยหิริและธรรมขาว มีอธิบายว่า เรามีธรรม
งามคือหีริมีลักษณะเกลียดบาป ชื่อว่า เป็นธรรมขาว เพราะมีธรรมขาว
เป็นวิบาก และเพราะชำระสันดานให้บริสุทธิ์. เราเกลียดบาปเป็นอย่างยิ่ง.
บทว่า ภวํ ทิสฺวาน ภยโต , เนกฺขมฺมาภิรโต อหํ เราเห็นภพโดยความ
เป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ มีอธิบายว่า เราเห็นภพทั้งหมดมี
กามภพเป็นต้น มีภัยเฉพาะหน้าโดยความเป็นของน่ากลัว ดุจเห็นช้างดุแล่น
มา ดุจเห็นเพชฌฆาตเงื้อมดาบมาเพื่อประหาร ดุจเห็น สีหะ ยักษ์ รากษส
สัตว์มีพิษร้าย อสรพิษ และถ่านเพลิงที่ร้อน แล้วยินดีในบรรพชา เพื่อพ้น
จากนั้น ออกบวชคิดว่า เราพึงบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติอันเป็นธรรมจริยา และ
พึงยังฌานและสมาบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ดังนี้จึงยินดีในบรรพชา
กุศลธรรมและปฐมฌานเป็นต้น ในกาลนั้น. บทว่า ปหิตา คืออันมารดา-
บิดาส่งมา. บทว่า เอกมานสา พวกสหายร่วมใจ คือพวกสหายที่มีอัธยาศัย
หน้า 415
ข้อ 24
เสมอกัน มีความพอใจเป็นอันเดียวกัน มีความประพฤติเป็นที่พอใจกับเรา
มาก่อน กล่าวคำน่าเกลียด ไม่เป็นที่พอใจพระมารดาบิดาส่งมา. บทว่า
กาเมหิ มํ นิมนฺเตนฺติ คือมีใจร่วมกันกับมารดาบิดาเชื้อเชิญเราด้วยกาม
ทั้งหลาย. บทว่า กุลวํสํ ธาเรหิ เชื้อเชิญท่านดำรงวงศ์ตระกูล มีอธิบายว่า
พวกเขาเชื้อเชิญเราว่า ขอให้ท่านอยู่ครองเรือนดำรงวงศ์ตระกูลของตนเถิด.
บทว่า ยํ เตสํ วจนํ วุตฺตํ คือคำใดที่สหายที่รักของเราเหล่านั้น
กล่าวแล้ว. บทว่า คิหิธมฺเม สุขาวหํ ความว่า เป็นเครื่องนำสุขมาให้ใน
ธรรมของคฤหัสถ์ คือ เมื่อความเป็นคฤหัสถ์มีอยู่ ชื่อว่า จะนำสุขมาให้ เพราะ
นำความสุข อันเป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในภพหน้ามาให้ เพราะบุรุษ
ผู้ตั้งอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ปฏิบัติตามระเบียบที่ถูกต้อง. บทว่า ตํ
เม อโหสิ กินํ คำนั้นเป็นเหมือนคำหยาบ คือคำของพวกสหายของเรา
เหล่านั้น และของมารดาบิดา เป็นเหมือนคำหยาบ ดุจเผาที่หูทั้งสองข้าง
เช่นเดียวกับผาลอันร้อนตลอดวัน เพราะไม่เป็นที่พอใจของเรา เพราะเรา
ยินดียิ่งแล้วในการบวชโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่า เต มํ ตทา อุกฺขิปนฺตํ
ความว่า สหายของเราเหล่านั้นได้ถามเราผู้ซัดไป ทิ้งไป ห้ามไป ซึ่งกาม
ทั้งหลาย ที่มารดาบิดานำเข้าไปหลายครั้งด้วยการเชื้อเชิญตน. บทว่า ปตฺถิตํ
มม ความว่า ความปรารถนาด้วยกามนี้หรือจะบริสุทธิ์กว่าการบรรพชานี้
ด้วยเหตุนั้นพวกสหายจึงถามถึงความปรารถนานั้นของเรา ซึ่งเราปรารถนา
แล้วว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม. บทว่า อตฺถ-
หน้า 416
ข้อ 24
กาโม คือผู้ใคร่ประโยชน์ตน อธิบายว่า กลัวบาป. บาลีว่า อตฺตกาโม บ้าง.
บทว่า หิเตสินํ คือสหายที่รักผู้แสวงหาประโยชน์ให้แก่เรา. อาจารย์บ้าง
พวกกล่าวว่า อตฺถกามหิเตสินํ คือผู้ใคร่ประโยชน์และแสวงหาประโยชน์
บทนั้นไม่ดี. บทว่า ปิตุํ มาตุญฺจ สาวยุํ ความว่า สหายของเราเหล่านั้น
รู้ความพอใจในบรรพชาของเราไม่เปลี่ยนแปลง จึงบอกคำของเราอันแสดง
ถึงความใคร่จะบรรพชาแก่บิดาและมารดา ได้กล่าวว่า พ่อแม่ทั้งหลายท่านจง
รู้เถิด มหากาญจนกุมารจักบวช โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มหากาญจนกุมารนั้น
ใคร ๆ ไม่สามารถจะนำเข้าไปในกามทั้งหลายด้วยอุบายไร ๆ ได้. บทว่า
มาตาปิตา เอวมาหุ ความว่า ในกาลนั้นมารดาบิดาของเรา ฟังคำของเรา
ที่พวกสหายของเราบอก จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราทั้งหมดจะ
บวชบ้าง. ผิว่า มหากาญจนกุมารชอบใจการบวช. แม้พวกเราก็ชอบใจสิ่ง
ที่ลูกเราชอบ. เพราะฉะนั้น เราทั้งหมดก็จะบวช. บทว่า โภ เป็นคำเรียก
พราหมณ์เหล่านั้น. ปาฐะว่า ปพฺพชาม โข บ้าง ความว่า เราจะบวช
เหมือนกัน. น้องชาย ๖ มีอุปกัญจนะเป็นต้น และน้องสาวกัญจนเทวี รู้
ความพอใจในบรรพชาของพระมหาสัตว์ ได้ประสงค์จะบวชเหมือนกัน. ด้วย
เหตุนั้น แม้ชนเหล่านั้นอันมารดาเชื้อเชิญให้อยู่ครองเรือนก็ไม่ปรารถนา.
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหมดก็จะบวชเหมือนกันนะท่าน
พราหมณ์ทั้งหลาย.
ก็และครั้นสหายทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาจึงเรียกพระ-
หน้า 417
ข้อ 24
มหาสัตว์แจ้งความประสงค์แม้ของตน ๆ แก่พระมหาสัตว์แล้วกล่าวว่า ลูกรัก
ถ้าลูกประสงค์จะบวชให้ได้ ลูกจงสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของลูกตาม
สบายเถิด. ลำดับนั้น พระมหาบุรุษบริจาคทรัพย์นั้นแก่คนยากจน และคน
เดินทางเป็นต้น แล้วออกบวชเข้าไปยังหิมวันตประเทศ. มารดาบิดา น้อง
ชาย ๖ น้องหญิง ๑ ทาส ๑ ทาสี ๑ และสหาย ๑ ละฆราวาสได้ไปกับ
พระมหาสัตว์นั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
มารดาบิดาทั้งสอง และน้องหญิงชายทั้ง
๗ ของเรา สละทรัพย์นับไม่ถ้วน เข้าไปยัง
ป่าใหญ่.
แต่ในอรรถกถาชาดกท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม
พระมหาสัตว์ทำกิจที่ควรทำแก่มารดาบิดาเหล่านั้น แล้วจึงออกบวช.
ก็ครั้นชนเหล่านั้นมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข เข้าไปยังหิมวันตประ-
เทศอย่างนั้นแล้ว จึงอาศัยสระปทุมสระหนึ่ง สร้างอาศรมในภูมิภาคอัน
น่ารื่นรมย์ บวชแล้ว ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้
ในป่า. บรรดานักบวชเหล่านั้น ชน ๘ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ผลัดเวร
กันหาผลไม้ แบ่งส่วนของตนและคนนอกนั้นไว้บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ให้
สัญญาระฆัง ถือเอาส่วนของตน ๆ. เข้าไปยังที่อยู่. แม้พวกที่เหลือก็ออกจาก
หน้า 418
ข้อ 24
บรรณศาลาด้วยสัญญาณระฆัง ถือเอาส่วนที่ถึงของตน ๆ ไปยังที่อยู่บริโภค
แล้วบำเพ็ญสมณธรรม.
ครั้นต่อมาได้นำเอาเง่าบัวมาบริโภคเหมือนอย่างนั้น. ฤาษีเหล่านั้น
มีความเพียรกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง กระทำกสิณบริกรรมอยู่ ณ ที่นั้น.
ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของฤาษีเหล่านั้น ภพของท้าวสักกะหวั่นไหว
ท้าวสักกะทราบเหตุนั้นทรงดำริว่า จักทดลองฤาษีเหล่านี้ ด้วยอานุภาพของ
ตนจึงทำให้ส่วนของพระมหาสัตว์หายไปตลอด ๓. วัน. ในวันแรกพระมหา-
สัตว์ไม่เห็นส่วนของตน คิดว่า คงจะลืมส่วนของเรา. ในวันที่ ๒ คิดว่า
เราจะมีความผิดกระมัง. ไม่ตั้งส่วนของเราคงจะไล่เรากระมัง. ในวันที่ ๓
คิดว่า เราจักฟังเหตุการณ์นั้นแล้วจักให้ขอขมา จึงให้สัญญาณระฆังในเวลา
เย็น เมื่อฤาษีทั้งหมดประชุมกันด้วยสัญญาณนั้น จึงบอกเรื่องนั้นให้ทราบ
ครั้นฟังว่า ฤาษีเหล่านั้นได้แบ่งส่วนไว้ให้ทั้ง ๓ วัน จึงกล่าวว่า พวกท่าน
แบ่งส่วนไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้ มันเรื่องอะไรกัน ? ฤาษีทั้งหมดฟังดังนั้น
ก็ได้ถึงความสังเวช.
ณ อาศรมนั้นแม้รุกขเทวดาก็ลงมาจากภพของตน นั่งในสำนักของ
ฤาษีเหล่านั้น. ช้างเชือกหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของพวกมนุษย์เข้าป่า วานร
ตัวหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของหมองูพ้นแล้ว เพราะจะให้เล่นกับงู ได้ทำความ
สนิทสนมกับฤาษีเหล่านั้น ในกาลนั้นก็ได้ไปหาฤาษีเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ
ส่วนข้างหนึ่ง. ในขณะนั้น อุปกัญจนดาบสน้องของพระโพธิสัตว์ ลุกขึ้น
หน้า 419
ข้อ 24
ไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วแสดงความเคารพพวกที่เหลือ ถามขึ้นว่า ข้าพเจ้า
เริ่มตั้งสัญญาณแล้วจะได้เพื่อยังตนให้บริสุทธิ์หรือ เมื่อฤาษีเหล่านั้นกล่าวว่า
ได้ซิ จึงยืนขึ้นในท่ามกลางหมู่ฤาษี เมื่อจะทำการแช่ง จึงได้กล่าวคาถานี้
ว่า :-
ท่านพราหมณ์ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่านไป
ผู้นั้นจงได้ม้า โค ทอง เงิน ภริยาและสิ่งพอใจ
ณ ที่นี้ จงพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเถิด.
เพราะอุปกัญจนดาบสนั้น ตำหนิวัตถุกามว่า ความทุกข์ทั้งหลาย
ย่อมเกิดขึ้น ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก จึงกล่าวคาถานี้.
หมู่ฤาษีได้ฟังดังนั้น จึงปิดหูด้วยกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ท่านอย่า
กล่าวอย่างนั้น. คำแช่งของท่านหนักเกินไป. แม้พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า
คำแช่งของท่านหนักเกินไป. อย่าถือเอาเลยพ่อคุณ. นั่งลงเถิด. แม้ฤาษีที่
เหลือก็ทำการแช่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามลำดับว่า :-
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ไป ผู้นั้นจงทรงไว้ซึ่งมาลัยและจันทน์แดง จาก
แคว้นกาสี. สมบัติเป็นอันมากจงมีแก่บุตร.
จงทำความเพ่งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย.
หน้า 420
ข้อ 24
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นจงมีข้าวเปลือกมาก สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม
มียศ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์
จงได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไม่เห็นความเสื่อม
จงครองเรือน.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นเป็นกษัตริย์ จงเป็นผู้ทำการข่มขี่ จงเป็น
พระราชายิ่งกว่าพระราชา ทรงพลัง จงมียศ
จงครองแผ่นดินพร้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ เป็นที่
สุด.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงไม่ปราศจากราคะ จง
ขวนขวายในฤกษ์ยาม และในวิถีโคจรของ
นักษัตรผู้เป็นเจ้าแว่นแคว้น มียศ จงบูชาผู้
นั้น.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
โลกทั้งปวง จงสำคัญผู้นั้นว่า ผู้คงแก่เรียน
ผู้มีเวทพร้อมด้วยมนต์ทุกอย่าง ผู้มีตบะ ชั่ว
หน้า 421
ข้อ 24
ชนบทพิจารณาเห็นแล้ว จงบูชาผู้นั้น.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นจงบริโภค บ้านส่วยอันหนาแน่นด้วยสิ่ง
ทั้ง ๔ อันบริบูรณ์พร้อม ที่ท้าววาสวะประทาน
จงไม่ปราศจาราคะ เข้าถึงมรณะ.
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน จงบันเทิงอยู่ด้วยการ
ฟ้อนรำ การขับร้องในท่ามกลางสหาย ผู้นั้น
อย่าได้ความเสื่อมเสียไร ๆ จากพระราชา.
ท่านพราหมณ์หญิงใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
หญิงนั้น เป็นอัครชายา ทรงชนะหญิงทั่วปฐพี
จงดำรงอยู่ในความเป็นผู้เลิศกว่าหญิง ๑,๐๐๐
จงเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั่วแดน.
ท่านพราหมณ์หญิงใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
หญิงนั้น ไม่หวั่นไหว บริโภคของอร่อยใน
ท่ามกลางฤาษีทั้งหลาย ที่ประชุมกันทั้งหมด.
จงเที่ยวอวดด้วยลาภ.
หน้า 422
ข้อ 24
ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ผู้นั้น จงเป็นผู้ดูแลวัด ในมหาวิหาร จงเป็นผู้
ดูแลการก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้า-
ต่างเสร็จเพียงวันเดียว.
ท่านพราหมณ์ช้างใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
ช้างนั้นถูกคล้องด้วยบ่วง ๑๐๐ บ่วงในที่ ๖ แห่ง
จงนำออกจากป่าน่ารื่นรมย์ไปสู่ราชธานี ช้างนั้น
ถูกเบียดเบียนด้วยขอมีด้ามยาว.
ท่านพราหมณ์วานรใดได้ลักเง่าบัวของท่าน
วานรนั้น ประดับดอกรักที่คอ หลังหูประดับ
ด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว จงนำเข้าไป
ต่อหน้างู ผูกติดกับผ้าเคียนพุง จงเที่ยวไป
ตลอด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ คือจงทำการเพ่งอย่างหนักในวัตถุกาม
และกิเลสกามทั้งหลาย. บทว่า ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม คือ
จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ ด้วยทรัพย์ ๗ อย่าง จงได้ความ
ใคร่ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น. บทว่า วยํ อปสฺสํ คือแม้ในเวลาแก่ก็ไม่เห็น
หน้า 423
ข้อ 24
ความเสื่อมของตน จงครองเรือนอันสำเร็จด้วยกามคุณ ๕. บทว่า ราชา-
ภิราชา คือเป็นพระราชายิ่งในระหว่างพระราชาทั้งหลาย. บทว่า อวีตราโค
ยังไม่ปราศจากราคะ คือมีความอยากด้วยอยากในตำแหน่งปุโรหิต บทว่า
ตปสฺสินํ คือตบะและศีล จงสำคัญผู้นั้นว่าเป็นผู้มีศีล. บทว่า จตุสฺสทํ
คือหนาแน่นด้วยสิ่ง ๔ อย่างคือด้วยมนุษย์ทั้งหลาย เพราะมีมนุษย์เกลื่อน-
กล่น ๑ ด้วยข้าวเปลือก เพราะมีข้าวเปลือกมาก ๑ ด้วยไม้ เพราะไม้หา
ได้ง่าย ๑ ด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์ ๑. บทว่า วาสเวน คือไม่หวั่น-
ไหว ดุจท้าววาสวะประทาน. อธิบายว่า ยังพระราชาให้ทรงโปรดปราน
ด้วยอานุภาพพรที่ได้จากท้าววาสวะ อันท้าววาสวะนั้นประทานบ้าง บทว่า
อวีตราโค คือยังไม่ปราศจากราคะ จงเป็นผู้จมลงในเปือกตม คือกามดุจ
สุกรในเปือกตมฉะนั้น. บทว่า คามณี คือผู้ใหญ่บ้าน. บทว่า ตํ คือ
หญิงนั้น. บทว่า เอกราชา คือพระอัครราชา คำว่า อิตฺถีสหสฺสสฺส
ท่านกล่าวเป็นบทตั้งไว้ อธิบายว่า จงดำรงอยู่ในฐานะอันเลิศกว่าหญิง
๑๖,๐๐๐ บทว่า สีมนฺตินีนํ คือหญิงทั้งหลาย. บทว่า สพฺพสมาคตานํ
คือนั่งในท่ามกลางฤาษีทั้งหลายที่มาประชุมกันทั้งหมด. บทว่า อปิกมฺปมา-
นา ไม่หวั่นไหว คือไม่ชักช้าจงบริโภคอาหารมีรสอร่อย. บทว่า จราตุ
ลาเภน วิกตฺถมานา คือแต่งตัวน่ารัก เพราะลาภเป็นเหตุ จงเที่ยวไป
เพื่อให้เกิดลาภ. บทว่า อาวาสิโก คือผู้ดูแลวัด. บทว่า คชงฺคลายํ คือ
ในนครมีชื่ออย่างนี้ ได้ยินว่าในนครนั้น มีทัพพสัมภาระหาได้ง่าย. บทว่า
หน้า 424
ข้อ 24
อาโลกสนฺธึ ทิวสํ คือจงทำหน้าต่างบานเดียวให้เสร็จในวันเดียว. นัยว่า
เทพบุตรนั้นเมื่อครั้งศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า อาศัยคชังคลนคร เป็นพระ-
สังฆเถระ ผู้ดูแลวัดในมหาวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง กระทำการก่อสร้างใน
วิหารได้รับทุกข์อย่างมาก ท่านกล่าวหมายถึงพระสังฆเถระนั้น. บทว่า
ปาสสเตหิ คือหลายบ่วง. บทว่า ฉมฺหิ ได้แก่ ในที่ ๖ แห่ง คือ ที่เท้า ๔
ที่คอ ๑ ที่ส่วนเอว ๑. บทว่า ตุตฺเตหิ คือไม้ด้ามยาวมีหนามสองข้าง.
บทว่า ปาจเนหิ คือปฏักสั้นหรือหอก. บทว่า อลกฺกมาลี ได้แก่ดอกรัก
คือประกอบด้วยมาลัยดอกรักที่หมองู คล้องไว้ที่คอ. บทว่า ติปุกณฺณปิฏฺโ
คือหลังหูประดับด้วยดีบุก. บทว่า ลฏฺิหโต คือหมองู สอนวานรให้เล่น
กับงู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. ฤาษีเหล่านั้นเกลียดการบริโภคกาม การอยู่
ครองเรือน และทุกข์ที่ตนได้รับทั้งหมด จึงกล่าวแช่งอย่างนั้นๆ.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง. แม้เรา
ก็ควรทำบ้าง. เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย ผู้
นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่า
ข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบ-
แคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะ
ในท่ามกลางเรือนเถิด.
หน้า 425
ข้อ 24
ในบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต คือผู้เจริญทั้งหลาย. บทว่า สงกติ
คือย่อมไม่สงสัย. บทว่า กญฺจิ คืออย่างใดอย่างหนึ่ง.
ลำดับนั้นท้าวสักกะทรงทราบว่า ฤาษีทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีความเพ่งใน
กามทั้งหลาย จึงทรงสลดพระทัย เมื่อจะทรงแสดงว่า บรรดาฤาษีเหล่านั้น
แม้ผู้ใดผู้หนึ่ง ก็มิได้นำเง่าบัวไป. แม้ท่านก็มิได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สูญหายว่า
หาย. ที่แท้ข้าพเจ้าประสงค์จะทดลองพวกท่านจึงทำให้หายไปดังนี้ จึงกล่าว
คาถาสุดท้ายว่า :-
ข้าพเจ้าเมื่อจะทดลอง จึงถือเอาเง่าบัว
ของฤาษีที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วเก็บไว้บนบก. ฤาษี
ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ลามก ย่อมอาศัยอยู่.
ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ นี่เง่าบัวของท่าน.
พระโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงต่อว่าท้าวสักกะว่า :-
ท่านเทวราชผู้เป็นท่าวสหัสนัยน์ พวก
อาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควร
จะฟังเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่
สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัย
ใครจึงเล่นกับพวกฤาษี.
หน้า 426
ข้อ 24
ลำดับนั้นท้าวสักกะทรงขอให้ฤาษีนั้นยกโทษให้ด้วยพระดำรัสว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นดังพรหม ท่านเป็น
อาจารย์ของข้าพเจ้า และเป็นบิดาของข้าพเจ้า
เงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาด
ของข้าพเจ้า ท่านผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ขอ
ท่านจงอดโทษสักครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง.
พระมหาสัตว์ได้ยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว ตนเองเมื่อจะยัง
หมู่ฤาษีให้ยกโทษให้ จึงกล่าวว่า :-
การอยู่ในป่าของพวกฤาษี แม้คืนเดียว
เป็นการอยู่ที่ดี พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูต-
บดี. ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดีใจเถิด เพราะ
พราหมณ์ใดได้เง่าบัวคืนแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ท่านเทวราช พวก
อาตมามิใช่นักฟ้อนรำของท่าน หรือมิใช่ผู้อันใคร ๆ จะพึงล้อเล่น มิใช่
ญาติของท่าน มิใช่สหายของท่าน ที่ควรทำการร่าเริง. เมื่อเป็นเช่นนั้น
ท่านอาศัยใคร คือใครเป็นผู้อุปถัมภ์ อธิบายว่า ท่านเล่นกับพวกฤาษีเพราะ
หน้า 427
ข้อ 24
อาศัยอะไร. บทว่า เอสา ปติฏฺา คือเงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่ง
ความผิดพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้เถิด. บทว่า สุวาสิตํ ความว่า การอยู่ใน
ป่านี้แม้เพียงคนเดียวของพวกฤาษี เป็นการอยู่ดีแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะ
พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี หากว่าพวกเราอยู่ในนคร พวกเราก็จะไม่
เห็นท้าววาสวะนี้. บทว่า โภนฺโต คือท่านผู้เจริญทั้งหลาย. แม้ทั้งหมด
จงดีใจ คือจงยินดี จงยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไร ?
เพราะอาจารย์ของเราได้เง่าบัวแล้ว ท้าวสักกะทรงไหว้หมู่ฤาษีแล้วกลับสู่
เทวโลก. แม้หมู่ฤาษียังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วได้ไปสู่พรหมโลก.
น้องชายทั้ง ๖ คน มีอุปกัญจนะเป็นต้น ในครั้งนั้น ได้เป็นพระ-
สารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ และพระ-
อานนทเถระ ในครั้งนี้. น้องสาว คือนางอุบลวรรณา. ทาสี คือนางขุช-
ชุตตรา. ทาส คือจิตตคฤหบดี. รุกขเทวดา คือสาตาถิระ. ช้าง คือช้าง
ปาลิไลยยะ. วานร คือมธุวาสิฏฐะ. ท้าวสักกะ คือกาฬุทายี. มหากัญจน-
ดาบส คือพระโลกนาถ.
แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ ของพระโพธิสัตว์โดย
นัยดังที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีความไม่
คำนึงถึงในกามทั้งหลายเป็นต้น ส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔
หน้า 428
ข้อ 25
๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของโสณนันทบัณฑิต
[๒๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเกิดในตระกูล
มหาศาลอันประเสริฐสุด อยู่ในพระนครพรหม-
วัทธนะ ในกาลนั้น เราเห็นสัตวโลกเป็นผู้ถูก
ความมืดครอบงำ จิตของเราเบื่อหน่ายจากภพ
เหมือนช้างถูกสับด้วยของด้วยกำลัง ฉะนั้นเรา
เห็นความลามกต่าง ๆ หลายอย่าง จึงคิดอย่างนี้
ในกาลนั้นว่า เมื่อไร เราจึงจะออกไปจากเรือน
แล้วเข้าป่าได้ แม้ในกาลนั้น พวกญาติก็เชื้อ
เชิญเราด้วยกามโภคะทั้งหลาย เราได้บอก
ความพอใจแม้แก่เขาเหล่านั้นว่า อย่าเชื้อเชิญ
เราด้วยสิ่งเหล่านั้นเลย น้องชายของเราเป็น
บัณฑิตชื่อว่า นันทะ แม้เขาก็ศึกษาตามเราชอบ
ใจบรรพชา แม้ในกาลนั้น เราคือโสณบัณฑิต
นันทบัณฑิต และมารดาบิดาทั้งสองของเราก็
ละทิ้งโภคสมบัติทั้งหลาย แล้วเข้าป่าใหญ่
ฉะนี้แล.
จบ โสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
หน้า 429
ข้อ 25
อรรถกถาโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในโสณนันทปัณทิตจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. บทว่า นคเร
พฺรหฺมวฑฺฒเน คือในนครชื่อว่าพรหมวัทธนะ. บทว่า กุลวเร คือในตระกูล
เลิศ. บทว่า เสฏฺเ คือน่าสรรเสริญที่สุด. บทว่า มหาสาเล คือมหาศาล.
บทว่า อชายหํ คือเราได้เกิดแล้ว ท่านอธิบายไว้ว่า ในกาลนั้น เราได้
เกิดในกรุงพาราณสีอันได้ชื่อว่าพรหมวัทธนะ. ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์
มหาศาล เพราะมีสมบัติถึง ๘๐ โกฏิ เป็นผู้เลิศโดยความเป็นผู้สูงด้วยเป็น
อภิชาตบุตร เป็นผู้ประเสริฐโดยความเป็นผู้มีวิชา.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ จุติจากพรหมโลกบังเกิด
เป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในพรหมวัทธน-
นคร. ในวันตั้งชื่อกุมารนั้นมารดาบิดาตั้งชื่อว่า โสณกุมาร. ครั้นโสณกุมาร
นั้นเดินได้ สัตว์อื่นจุติจากพรหมโลกได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาพระ-
โพธิสัตว์ชื่อว่า นันทกุมาร. มารดาบิดาเห็นรูปสมบัติของบุตรทั้งสอง ผู้
เจริญวัยเรียนพระเวท สำเร็จศิลปะทุกอย่าง ยินดีร่าเริงคิดว่า จักผูกพันให้
อยู่ครองเรือน ได้กล่าวกะโสณกุมารก่อนว่า ลูกรักพ่อแม่จักนำทาริกาจาก
ตระกูลที่สมควรมาให้ลูก. ลูกจงปกครองสมบัติเถิด.
พระมหาสัตว์กล่าวว่า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน. ลูกจะปฏิบัติ
พ่อแม่ตลอดชีวิต เมื่อพ่อแม่ล่วงลับแล้วลูกจักบวช. เพราะในกาลนั้น ภพแม้
หน้า 430
ข้อ 25
ทั้งสามได้ปรากฏแก่พระมหาสัตว์ดุจเรือนถูกไฟไหม้ และดุจอยู่ในหลุมถ่าน
เพลิง. อนึ่งโดยความพิเศษอย่างยิ่ง พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ
ได้น้อมใจไปในการบวช. มารดาบิดาไม่ทราบความประสงค์ของพระมหาสัตว์
แม้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ก็มิได้ทำใจของพระโพธิสัตว์นั้นให้เห็นดีงามได้ จึงเรียก
นันทกุมารมากล่าวว่า ลูกรักถ้าเช่นนั้นลูกจงปกครองทรัพย์สมบัติเถิด แม้
นันทกุมารก็กล่าวว่า ลูกไม่เอาศีรษะรับน้ำลายที่พี่ชายของลูกถ่มทิ้งไว้. แม้
ลูกก็จะบวชกับพี่ชาย เมื่อพ่อแม่ล่วงลับไป. มารดาบิดาจึงคิดว่า คนหนุ่ม ๆ
เหล่านี้ยังจะละกามทั้งหลายอย่างนี้ได้. ก็เราทำไมจะละไม่ได้เล่า ด้วยเหตุนั้น
เราทั้งหมดจักบวช. จึงกล่าวว่า ลูกรักประโยชน์อะไรของพวกลูกที่จะบวช
ต่อเมื่อพ่อแม่ล่วงลับไป. พ่อแม่จักบวชพร้อมกับลูกด้วย แล้วให้สิ่งที่ควรให้
แก่พวกญาติ ทำทาสให้เป็นไททูลแด่พระราชา สละทรัพย์ทั้งหมดบริจาค
มหาทาน ชนทั้ง ๔ ออกจากพรหมวัทธนนครอาศัยสระใหญ่ดารดาษด้วย
บัวหลวงบัวขาวในหิมวันตประเทศสร้างอาศรมในราวป่าน่ารื่นรมย์ พากัน
บวชอยู่ ณ ที่นั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ตทาปิ โลกํ ทิสฺวาน ฯลฯ ปาริสิมฺห มหาวนํ.
คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทาปิ คือในครั้งเราได้เป็นพราหมณกุมารชื่อว่า
โสณะ ในพรหมวัทธน นคร. บทว่า โลกํ ทิสฺวาน คือเห็นสัตวโลกแม้ทั้งสิ้น
ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า อนฺธีภูตํ คือถึงความมิดด้วยปราศจากปัญญาจักษุ.
หน้า 431
ข้อ 25
บทว่า ตโมตฺถฏํ คือถูกความมืดครอบงำ. บทว่า จิตฺตํ ภวโต ปติกุฏติ คือ
จิตของเราเบื่อหน่ายหดหู่ ท้อแท้จากภพมีกามภพเป็นต้น ด้วยพิจารณาวัตถุให้
เกิดสังเวชมิชาติเป็นต้น. บทว่า ตุตฺตเวคหตํ วิย เหมือนช้างถูสับด้วยขอ
ด้วยกำลัง หัวมีหนามเหล็กเรียกว่า ตุตฺตะ ไม้ยาวเรียกว่า ปโตทะ. ช้าง
อาชาไนยถูกสับด้วยขอนั้นด้วยกำลัง เป็นผู้ถึงความสลดใจ ฉันใด จิตของเรา
ถึงความสลดด้วยการพิจารณาโทษของกาม ฉันนั้น. ท่านแสดงไว้ดังนี้.
บทว่า ทิสฺวาน วิวิธํ ปาปํ เราเห็นความลามกหลาย ๆ อย่าง คือ
เราเห็นความลามกของสัตว์เหล่านั้น ผู้มีกรรมลามกมีปาณาติบาตเป็นต้น
และนิมิตของกรรมลามกนั้นหลาย ๆ อย่าง ที่ผู้ครองเรือนทั้งหลายกระทำด้วย
อำนาจอคติมีฉันทาคติ และโทสาคติเป็นต้น อันเป็นนิมิตของผู้ครองเรือน.
บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา คือเราจึงคิดในขณะที่เป็นโสณกุมารอย่างนี้ว่า
เมื่อไรหนอเราจึงจะตัดความผูกพันในเรือน ดุจช้างใหญ่ตัดเครื่องผูกทำด้วย
เหล็กได้ฉะนั้น แล้วเข้าป่าด้วยการออกจากเรือน. บทว่า ตทาปิมํ นิมนฺตึสุ
แม้ในกาลนั้นพวกญาติเชื้อเชิญเรา คือ มิใช่ในขณะที่เราเป็นอโยฆรบัณฑิต
อย่างเดียวเท่านั้น. ที่จริงแล้ว แม้ในขณะที่เราเป็นโสณกุมารนั้น ญาติทั้ง
หลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ผู้บริโภคกาม ผู้มีอัธยาศัยในกาม เชื้อเชิญเรา
ด้วยโภคะอันมากมายว่า ลูกเอ๋ย ลูกจงมาปกครองทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏินี้
เถิด. จงดำรงวงศ์ตระกูลเถิด. บทว่า เตสมฺปิ ฉนฺทมาจิกฺขึ คือเราได้บอก
ความพอใจของตนแก่ญาติของเราแม้เหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายอย่าเชื้อเชิญ
หน้า 432
ข้อ 25
เราด้วยกามโภคะเหล่านั้นเลย. เราได้บอกถึงอัธยาศัยที่น้อมไปในบรรพชา
อธิบายว่า พวกท่านจงปกครองตามอัธยาศัยเถิด. บทว่า โสปิ มํ อนุสิกฺขนฺโต
แม้นันทกุมารนั้นก็ศึกษาตามเรา ความว่า เราพิจารณาถึงโทษในกามทั้ง
หลายมีหลายประการ โดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่ากามทั้งหลายเหล่านี้มีความยินดี
น้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แล้วศึกษาศีลเป็นต้น ชอบใจการบวช.
แม้นันทบัณฑิตนั้นก็ศึกษาตามเรา ด้วยการออกบวชของเขาอย่างนั้น ย่อม
ชอบใจการบวช. บทว่า อหํ โสโณ จ นนฺโท จ คือในกาลนั้นเราคือ
โสณะ และนันทะน้องชายของเรา. บทว่า อุโภ มาตาปีตา มม คือมารดา
และบิดาของเราเกิดความสลดใจว่า บุตรเหล่านี้ยังละกามทั้งหลายได้แม้ใน
เวลาเป็นหนุ่มอย่างนี้ ก็เราทำไมจะละไม่ได้เล่า. บทว่า โภเค ฉฑฺเฑตฺวา
ความว่า เราทั้ง ๒ คนไม่คำนึงถึงมหาโภคะสมบัติ ๘๐ โกฏิ สละได้ดุจ
ก้อนน้ำลาย เข้าป่าใหญ่ในหิมวันตประเทศ ด้วยอัธยาศัยมุ่งต่อบรรพชา.
ก็ครั้นเข้าไปแล้ว ได้สร้างอาศรมอยู่ ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์นั้นบวช
เป็นดาบสอยู่ ณ ที่นั้น. พี่น้องสองคนบำรุงมารดาบิดา. นันทบัณฑิตคิดว่า
เราจักให้มารดาบิดาบริโภคผลาผลที่เรานำมาเท่านั้น จึงนำผลาผลที่เหลือเมื่อ
วานนี้และในที่ที่ตนหาอาหารในวันก่อน ๆ มาแต่เช้าตรู่ให้มารดาบิดาบริโภค.
มารดาบิดาบริโภคผลาผลเหล่านั้นแล้วบ้วนปากรักษาอุโบสถ. ส่วนโสณบัณฑิต
ไปไกลหน่อยนำผลไม้ที่สุกดีแล้ว มีรสเอร็ดอร่อยน้อมเข้าไปให้มารดาบิดา.
หน้า 433
ข้อ 25
ลำดับนั้น มารดาบิดากล่าวกะโสณบัณฑิตว่า ลูกเอ๋ย เราบริโภคผลาผล
ที่น้องนำมาแล้วจึงรักษาอุโบสถ. บัดนี้เราไม่ต้องการแล้ว. ผลาผลของนันท-
บัณฑิตนั้น ไม่ได้บริโภคจึงเสีย แม้ในวันรุ่งขึ้น ก็อย่างนั้นเหมือนกัน ด้วย
ประการอย่างนี้ นันทบัณฑิตจึงไปไกลนำมาเพราะได้อภิญญา ๕. แต่มารดา
บิดาก็ยังไม่บริโภค.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า มารดาบิดาเป็นคนแบบบาง. ก็นันทะ
นำผลาผลดิบบ้าง สุกไม่ดีบ้าง มาให้มารดาบิดาบริโภค. เมื่อเป็นเช่นนั้น
มารดาบิดาจักอยู่ได้ไม่นาน. เราจักห้ามนันทะนั้น. จึงเรียกนันทะมากล่าว
ว่า ดูก่อนนันทะ ตั้งแต่นี้ไปน้องจะนำผลาผลมา จงรอให้พี่กลับก่อน เราจัก
ให้มารดาบิดาบริโภคร่วมกัน. แม้เมื่อโสณบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว นันท-
บัณฑิตหวังได้บุญจึงไม่ทำตาม. พระมหาสัตว์ปรบมือไล่นันทบัณฑิตผู้มาบำรุง
มารดาบิดากล่าวว่า น้องไม่ทำตามคำของบัณฑิต พี่เป็นพี่. มารดาบิดาเป็น
ภาระของพี่เอง พี่จักบำรุงมารดาบิดาเอง น้องจงไปจากที่นี้ไปอยู่เสียที่อื่น.
นันทบัณฑิตถูกพี่ชายไล่ไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงไหว้พระโพธิสัตว์
แล้วบอกเรื่องราวแก่มารดาบิดาเข้าไปยังบรรณศาลาของตน เพ่งกสิณในวัน
นั้นเอง ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด แล้วคิดว่า เราจักนำทรายรัตนะ
มาจากเชิงเขาสิเนรุ เกลี่ยบริเวณบรรณศาลาของพี่ชายของเราแล้วขอขมา
หรือว่านำน้ำมาจากสระอโนดาตแล้วจึงขอขมา. หรืออีกอย่างหนึ่งพี่ชายของ
เราพึงยกโทษให้ด้วยอำนาจแห่งเทวดา เราจักนำมหาราช และท้าวสักก-
หน้า 434
ข้อ 25
เทวราชมาแล้วจึงขอขมา อย่างนี้ก็ไม่งาม. พระราชาเมืองพรหมวัทธนะ
พระนามว่า มโนชะ นี้เป็นพระอัครราชาทั่วชมพูทวีป เราจักนำพระราชา
ทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระเจ้ามโนชะนั้นมาแล้วขอขมา เมื่อเป็นอย่างนี้คุณของพี่
ชายของเราจักครองงำไปทั่วชมพูทวีป และจักปรากฏดุจดวงจันทร์และดวง-
อาทิตย์.
ทันใดนั้นเองนันทบัณฑิตได้ไปด้วยฤทธิ์ ลงที่ประตูพระราชนิเวศน์
ของพระราชานั้นในพรหมวัทธนนคร ให้คนไปทูลแด่พระราชาว่า มีดาบส
องค์หนึ่งประสงค์จะเฝ้าพระองค์ ครั้นพระราชทานโอกาวให้เข้าเฝ้าได้ จึง
เข้าไปเฝ้าทูลว่า อาตมภาพจะยึดราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ด้วยกำลังของตนนำ
มาถวายพระองค์. พระราชาตรัสถามว่า พระคุณท่านจะยึดราชสมบัติทั่ว
ชมพูทวีปมาให้ได้อย่างไร. ทูลว่า มหาราชอาตมาภาพจะไม่ฆ่าใคร ๆ จะยึด
ด้วยฤทธิ์ของตนเท่านั้นแล้วนำมาถวาย แล้วพาพระราชาพร้อมด้วยเสนา
หมู่ใหญ่ไปถึงแคว้นโกศล พักค่ายไว้ไม่ไกลพระนคร ส่งทูตไปทูลแด่พระ-
เจ้าโกศลว่า จะรบหรือจะยอมอยู่ในอำนาจ. เมื่อการรบกับพระเจ้าโกศลซึ่ง
ทรงพิโรธเตรียมการรบเสด็จออกมาเริ่มขึ้นแล้ว ด้วยฤทธานุภาพของตน
นันทบัณฑิตได้นำโดยที่นักรบทั้งสองฝ่ายมิได้ทำร้ายกัน. แล้วตระเตรียมด้วย
การนำคำโต้ตอบกันโดยที่พระเจ้าโกศล ทรงยอมอยู่ในอำนาจของพระราชา
นั้น. โดยอุบายนี้ นันทบัณฑิตยังพระราชาทั่วชมพูทวีปให้ตกอยู่ในอำนาจ
ของพระราชานั้นหมดสิ้น.
หน้า 435
ข้อ 25
พระราชานั้นทรงยินดีกับนันทับณฑิต ตรัสกะนันทบัณฑิตว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ พระคุณท่านได้ทำเหมือนอย่างที่ปฏิญญาไว้แล้ว. พระคุณท่าน
เป็นผู้มีอุปการะมากแก่ข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าจักทำอะไรตอบแทนพระคุณท่าน
ได้เล่า. ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ราชสมบัติกึ่งหนึ่งในชมพูทวีปทั้งสิ้นแก่พระ-
คุณท่าน. การกำหนดช้าง ม้า รถ แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬ เงิน
ทอง ทาสหญิง ทาสชาย และบริวารชนจะทำอย่างไร. นันทบัณฑิตได้ฟังดัง
นั้นทูลว่า มหาราชอาตมาภาพไม่ต้องการราชสมบัติ. แม้พาหนะช้างเป็นต้นก็
ไม่ต้องการ. ก็แต่ว่ามารดาบิดาของอาตมาบวชอยู่ในอาศรมโน้นในแคว้น
ของพระองค์. อาตมาภาพบำรุงมารดาบิดาเหล่านั้น ถูกโสณบัณฑิตพี่ชาย
ของอาตมา ผู้แสวงหาคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ไล่ในเพราะความผิดอย่างหนึ่ง.
อาตมาภาพจักพาพระองค์ไปหาพี่ชายขอขมา. ขอพระองค์จงทรงเป็นเพื่อน
ในการให้พี่ชายของอาตมายกโทษให้เถิด. พระราชาทรงรับแวดล้อมด้วย
นักรบมีประมาณ ๒๔ อักโขภินีกับพระราชาร้อยเอ็ด นันทบัณฑิตนำหน้า
ครั้นถึงอาศรมบทนั้น จึงปล่อยระยะไว้สี่อังคุละ นำน้ำมาจากสระอโนดาด
ด้วยเครื่องหาบซึ่งตั้งอยู่บนอากาศ เตรียมน้ำดื่ม กวาดบริเวณ แล้วเข้าไปหา
พระมหาสัตว์ ผู้อิ่มด้วยความยินดีในฌานนั่งอยู่ใกล้มารดาบิดา แล้วขอขมา.
พระมหาสัตว์ให้นันทบัณฑิตดูแลมารดา ตนเองบำรุงบิดาจนตลอด
ชีวิต. พระมหาสัตว์แสดงธรรมแด่พระราชาเหล่านั้นด้วยพุทธลีลาว่า :-
หน้า 436
ข้อ 25
ความยินดีความบันเทิง อันผู้รู้พึงได้
เพราะบำรุงบำเรอมารดาให้ท่านหัวเราะแจ่มใส
อยู่ทุกเมื่อ.
ความยินดีความบันเทิง อันผู้รู้พึงได้
เพราะบำรุงบำเรอบิดาให้ท่านหัวเราะแจ่มใสอยู่
ทุกเมื่อ.
การสงเคราะห์เหล่านี้แลในโลก ตามสม-
ควรในธรรมนั้น ๆ คือ การให้ การเจรจาถ้อย
คำอ่อนหวาน การประพฤติเป็นประโยชน์ การ
วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ดุจลิ่มรถที่แล่น
ไปฉะนั้น.
การสงเคราะห์เหล่านั้นไม่พึงมี มารดาย่อม
ไม่ได้การนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่ง
บุตร. หรือบิดาย่อมไม่ได้การนับถือหรือการบูชา
เพราะเหตุแห่งบุตร.
เพราะบัณฑิตทั้งหลาย เพ่งเล็งโดยชอบ
ถึงการสงเคราะห์เหล่านี้ ฉะนั้นจึงถึงความเป็น
ผู้ยิ่งใหญ่และได้ความสรรเสริญ.
หน้า 437
ข้อ 25
มารดาบิดาท่านกล่าวว่าเป็นพรหม เป็น
บุรพาจารย์และเป็นผู้ควรบูชาของบุตรทั้งหลาย
เป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์.
เพราะฉะนั้นแล บัณฑิตพึงนอบน้อม พึง
สักการะมารดาบิดาเหล่านั้น ด้วยข้าว ด้วยน้ำ
ด้วยผ้า ด้วยที่นอน ด้วยเครื่องนุ่งห่ม ด้วย
น้ำอาบ. และด้วยการล้างเท้า.
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น
ในโลกนี้ ด้วยการบำรุงบำเรอในมารดาบิดาทั้ง
หลาย. บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล้วย่อม
บันเทิงในสวรรค์
พระราชาทั้งหมดเหล่านั้นครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ทรงเลื่อมใสพร้อม
กับกองพล. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ยังพระราชาเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในศีล ๕
แล้วให้โอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในทานเป็นต้นเถิด.
แล้วก็ปล่อยไป. พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
ครั้นสวรรคตก็ไปบังเกิดในสวรรค์. พระโพธิสัตว์ให้นันทบัณฑิต แลมารดา
ด้วยกล่าวว่า ตั้งแต่นี้น้องจงบำรุงมารดาตนเองบำรุงบิดาจนตลอดชีวิต. ทั้ง
สองพี่น้องเมื่อถึงแก่กรรมก็ไปเกิดบนพรหมโลก.
หน้า 438
ข้อ 25
มารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นตระกูลมหาราชในครั้งนี้. นันทบัณฑิต
คือพระอานนท์เถระ. พระราชาคือพระสารีบุตรเถระ. พระราชาร้อยเอ็ดคือ
พระอสีติมหาเถระ และพระเถระรูปอื่น ๆ บริษัท ๒๔ อักโขภินีคือพุทธบริษัท.
โสณบัณฑิต คือพระโลกนาถ.
เนกขัมมบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่งของโสณบัณฑิตนั้นก็จริง แม้ถึงอย่าง
นั้นก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้คือ ความเป็นผู้
ไม่คำนึงในกามทั้งหลายโดยสิ้นเชิง. ความเป็นผู้มีความเคารพยำเกรง อย่าง
แรงกล้าในมารดาบิดาทั้งหลาย ความไม่อิ่มด้วยการบำรุงมารดาบิดา. แม้เมื่อ
มีการบำรุงมารดาบิดาเหล่านั้นอยู่ ก็ยังกาลเวลาทั้งหมดให้น้อมไปด้วยสมาบัติ
วิหารธรรม ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
จบ เนกขัมมมารมี
หน้า 439
ข้อ 26
๖. มูคผักขจริยา๑
ว่าด้วยจริยาวัตรของมูคผักขกุมาร
[๒๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราช-
โอรสของพระเจ้ากาสี ชนทั้งหลายเรียกเรา
โดยชื่อว่า มูคผักขกุมารบ้าง เตมิยกุมารบ้าง
ในกาลนั้น พระสนมนางในหมื่นหกพัน ไม่มี
พระราชโอรส โดยวันคืนล่วงไป ๆ เราบังเกิด
ผู้เดียว พระบิดารับสั่งให้ตั้งเศวตรฉัตร ให้
เลี้ยงดูเราผู้เป็นบุตรสุดที่รัก อันได้ด้วยยาก
เป็นอภิชาตบุตร ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง บนที่
นอนในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอนอันอ่อน
นุ่ม ตื่นขึ้นแล้วได้เห็นเศวตรฉัตรอันเป็นเหตุ
ให้เราไปสู่นรก ความสะดุ้งหวาดกลัวเกิดขึ้น
แล้วแก่เรา พร้อมกับได้เห็นฉัตร เราถึงความ
วินิจฉัยว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะเปลื้องราช-
สมบัตินี้ได้ เทพธิดาผู้เป็นสายโลหิตของเรามา
๑. พม่า เป็น เตมิยจริยา.
หน้า 440
ข้อ 26
ก่อน ผู้ใคร่ประโยชน์ต่อเรา นางเห็นเราผู้
ประกอบด้วยทุกข์ จึงแนะนำให้เราประกอบ
ในเหตุ ๓ ประการ ว่าท่านจงอย่าแสดงความ
เป็นบัณฑิต จงแสดงความเป็นคนโง่แก่ชน
ทั้งปวง ชนทั้งหมดนั้นก็จะดูหมิ่นท่าน
ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อ
เทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวดังนี้ว่า
ดูก่อนนางเทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่าน
กล่าวกะเราฉันนั้น ท่านเป็นผู้ปรารถนา
ประโยชน์ เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
แม่เทพธิดา ครั้นเราได้ฟังคำของเทพธิดานั้น
แล้ว เหมือนดังได้พบฝั่งในสาคร ร่าเริงดีใจ
ได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ คือ เราเป็นคนใบ้
เป็นคนหนวก เป็นคนง่อยเปลี้ย เว้นจากคติ
เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ครั้งนั้น
เสนาบดีเป็นต้นตรวจดูมือเท้า ลิ้น และช่องหู
ของเราแล้ว เห็นความไม่บกพร่องของเรา
หน้า 441
ข้อ 26
ติเตียนว่าเป็นคนกาลกรรณี ทีนั้นชาวชนบท
เสนาบดี และปุโรหิตทั้งปวงร่วมใจกันทั้งหมด
พลอยดีใจการที่รับสั่งให้นำไปทิ้ง เรานั้นได้ฟัง
ความประสงค์ของเสนาบดีเป็นต้นนั้นแล้ว
ร่าเริงดีใจว่า เราประพฤติตบะมาเพื่อประโยชน์
ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา ราชบุรุษ
ทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทาด้วยของหอม สวม
ราชมงกุฎราชาภิเศกแล้ว มีฉัตรที่บุคคลถือไว้
ให้ทำประทักษิณพระนคร ดำรงเศวตรฉัตรอยู่
๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้นนายสารถีอุ้มเราขึ้น
รถ เข้าไปยังป่า นายสารถีหยุดรถไว้ ณ โอกาส
หนึ่งปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็ขุดหลุม
เพื่อจะฝังเราเสียในแผ่นดิน พระมหากษัตริย์
ทรงคุกคามการอธิษฐาน ที่เราอธิษฐานไว้
ด้วยเหตุต่าง ๆ แต่เราก็ไม่ทำลายการอธิษฐาน
นั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง เราจะ
เกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะ
หน้า 442
ข้อ 26
เกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณ
เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ เราจึง
อธิษฐานองค์ ๓ ประการนั้น เราอธิษฐานองค์
๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ผู้เสมอด้วยอธิษฐาน
ของเราไม่มี นี้เป็นอธิษฐานบารมีของเรา ฉะนี้
แล.
จบ มูคผักขจริยาที่ ๖
อรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า
กาสิราชสฺส อตฺรโช คือในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี. ใน
กาลนั้น ชื่อว่า มูคผักขะ. ชนทั้งหลายเรียกเราว่า เตมิยะ. ควรเชื่อม
ความว่า ชนทั้งหลายทั้งปวงตั้งแต่พระมารดาพระบิดาเป็นต้นเรียกเราว่า
มูคผักขะ เพราะอธิษฐานเป็นคนใบ้และเป็นคนง่อยเปลี้ย. อนึ่ง เพราะ
พระมหาสัตว์นั้นยังหทัยของพระราชาและของอำมาตย์เป็นต้นให้ชุ่ม อัน
เกิดด้วยปีติและสิเนหาอย่างยิ่ง. ฉะนั้น จึงได้พระนามว่า เตมิยกุมาร.
บทว่า โสฬสิตถีสหสฺสานํ คือ สนมของพระเจ้ากาสี ๑๖,๐๐๐
บทว่า น วิชฺชติ ปุโม คือ ไม่มีพระโอรส มิใช่ไม่มีพระโอรสอย่างเดียว
เท่านั้น แม้พระบิดาของพระองค์ก็ไม่มี. บทว่า อโหรตฺตานํ อจฺจเยน
หน้า 443
ข้อ 26
นิพฺพตฺโต อหเมกโก ความว่า พระศาสดาทรงแสดงว่า โดยวันคืนล่วงไป ๆ
เราเกิดผู้เดียว คือ โดยวันคืนน้อมล่วงไปไม่น้อยเพราะล่วงไปหลายปี เราผู้
เดียวเท่านั้นที่ท้าวสักกะประทานให้แด่พระราชาพระองค์นั้นผู้ไม่มีโอรส เรา
เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ในกาลนั้นได้เกิดเป็นโอรสของพระราชา.
ในจริยานั้นมีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในอดีตกาลครั้งพระเจ้า-
กาสีครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี. พระองค์มีสนม ๑๖,๐๐๐ นาง.
ในสนมเหล่านั้นไม่ได้บุตรหรือธิดาแม้แต่คนเดียว. ชาวพระนครเกิด
เดือดร้อนว่า พระโอรสแม้องค์เดียวที่จะรักษาราชวงศ์ของพวกเราไม่มีเลย
จึงประชุมกัน ทูลพระราชาว่า ขอพระองค์จงปรารถนาพระโอรสเถิด
พระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับสั่งกะสนม ๑๖,๐๐๐ นางว่า พวกเจ้าจงปรารถนา
บุตรเถิด. พวกสนมเหล่านั้นทำการบวงสรวงพระจันทร์เป็นต้น แม้ปรารถนา
ก็ไม่ได้บุตร. ฝ่ายพระจันทาเทวี พระธิดาของพระเจ้ามัททราชอัครมเหสี
ของพระราชานั้น พระนางสมบูรณ์ด้วยศีล. พระราชาตรัสว่า แม้เธอก็จง
ปรารถนาโอรสเถิด. ในวันเพ็ญพระนางรักษาอุโบสถระลึกถึงศีลของตน
ทรงตั้งสัจจกิริยาว่า หากเรามีศีลไม่ขาด ด้วยสัจจะของเรานี้ขอให้โอรส
เกิดเถิด. ด้วยเดชแห่งศีลของนางนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการ
ร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงก็ทรงทราบเหตุนั้น จึงดำริว่า. เราจักอนุเคราะห์
นางจันทาเทวีให้ได้โอรส ทรงใคร่ครวญถึงโอรสผู้สมควรแก่พระเทวีนั้น
ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ผู้ประสงค์จะอุบัติในดาวดึงสพิภพดำรงอยู่บนดาวดึงส-
หน้า 444
ข้อ 26
พิภพนั้นตราบเท่าอายุแล้วจุติจากนั้น ไปบังเกิดในเทวโลกสูงขึ้นไป จึงเสด็จ
เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ดูก่อนสหาย เมื่อท่านเกิดในมนุษยโลก
บารมีเหล่านั้นจักบริบูรณ์ ความเจริญจักมีแก่มหาชน พระนางจันทา
อัครมเหสีของพระเจ้ากาสีทรงปรารถนาพระโอรส ขอให้ท่านจงไปอุบัติใน
พระครรภ์ของพระนางนั้นเถิด. พระโพธิสัตว์รับเทวดำรัส แล้วจึงถือปฏิสนธิ
ในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวีนั้น. เทพบุตร ๕๐๐ สหายของพระ-
โพธิสัตว์นั้นสิ้นอายุ จุติจากเทวโลก คือปฏิสนธิ ในครรภ์ของภริยาอำมาตย์
ทั้งหลายของพระราชานั้น. พระเทวีทรงทราบว่า พระนางตั้งครรภ์แล้ว
จึงกราบทูล พระราชาให้ทรงทราบ. พระราชารับสั่งให้ดูแลพระครรภ์.
พระเทวีทรงครรภ์ครบกำหนด จึงประสูติพระราชบุตรสมบูรณ์ด้วยบุญ
ลักษณะทุกประการ. ในวันนั้นเองในเรือนของพวกอำมาตย์ทั้งหลาย กุมาร
๕๐๐ ก็เกิด. พระราชาทรงสดับแม้ทั้งสองประการ ทรงดำริว่า กุมารเหล่านี้
จงเป็นบริวารโอรสของเรา จึงทรงส่งแม่นม ๕๐๐ และส่งเครื่องประดับ
ของกุมารให้แก่กุมาร ๕๐๐. อนึ่ง พระราชาทรงให้แม่นม ๖๔ คน ผู้มี
น้ำมันอร่อยมีก้นไม่หย่อนยาน เว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น แล้วทรง
ทำสักการะใหญ่แก่พระโพธิสัตว์ได้ทรงประทานพรแม้แก่พระนางจันทาเทวี.
พระนางจันทาเทวีทรงรับพรไว้แล้ว. พระกุมารทรงเจริญด้วยบริวารใหญ่.
ลำดับนั้น พวกแม่นมตกแต่งพระกุมาร ซึ่งมีพระชนม์ได้ ๑ เดือน นำมา
เฝ้าพระราชา. พระราชาทรงแลดูพระโอรสน่ารัก จึงทรงสวมกอด ให้
หน้า 445
ข้อ 26
พระกุมารประทับนั่งบนพระเพลา ประทับนั่งทรงรื่นรมย์กับพระโอรส. ใน
ขณะนั้นโจร ๔ คน ถูกนำมาให้ทรงพิพากษาโทษ. ในโจร ๔ คนนั้น
คนหนึ่ง พระราชาทรงตัดสินให้เฆี่ยนด้วยหวายมีหนาม ๑,๐๐๐ ครั้ง.
คนหนึ่ง ใส่ตรวนส่งเข้าเรือนจำ. คนหนึ่ง ให้เอาหอกทิ่มแทงบนร่างกาย.
คนหนึ่ง เสียบด้วยหลาว. พระมหาสัตว์สดับคำพิพากษาของพระบิดาก็เกิด
สลดใจ ทรงดำริว่า โอน่าเศร้า พระบิดาของเราอาศัยความเป็นพระราชา
กระทำกรรมอันจะนำไปสู่นรก เป็นกรรมหนัก. รุ่งขึ้นพวกแม่นมให้พระ-
มหาสัตว์บรรทมเหนือสิริไสยาสน์ที่ตกแต่งไว้ภายใต้เศวตรฉัตร.
พระมหาสัตว์บรรทมหลับไปได้หน่อยหนึ่ง ทรงลืมพระเนตรและ
เศวตรฉัตรทรงเห็นสิริสมบัติใหญ่โต. ทีนั้นพระมหาสัตว์ แม้ตามปกติก็ทรง
สลดพระทัยอยู่แล้ว ยิ่งเกิดความกลัวหนักขึ้น. พระมหาสัตว์ทรงรำพึงอยู่ว่า
เรามาสู่พระราชวังนี้จากไหนหนอ ครั้นทรงทราบว่ามาจากเทวโลก ด้วย
ทรงระลึกชาติได้ จึงทรงตรวจดูเหนือไปจากนั้น ทรงเห็นว่า พระองค์
เคยหมกไหม้อยู่ในอุสสทนรก. ทรงตรวจดูเหนือไปจากนั้นอีกทรงเห็นความ
ที่พระองค์เป็นพระราชาอยู่ในนครนั่นเอง. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์บรรทม
ดำริว่า เราครองราชสมบัติอยู่ ๒๐๐ ปี หมกไหม้อยู่ในอุสสทนรก ๘๐,๐๐๐ ปี.
บัดนี้ เราเกิดในเรือนโจรนี้เอง. แม้พระบิดาของเราเมื่อวานนี้ เมื่อเขา
นำโจรมา ๔ คน ก็ตรัสพระดำรัสรุนแรงถึงป่านนั้น อันจะทำให้ตกนรก.
เราไม่ต้องการราชสมบัติ อันจะนำความพินาศอย่างใหญ่หลวง ชื่อยังไม่
หน้า 446
ข้อ 26
ปรากฏนี้มา. เราจะพึงพ้นไปจากเรือนโจรนี้ได้อย่างไรหนอ. ลำดับนั้น
เทพธิดาองค์หนึ่งได้ปลอบพระโพธิสัตว์นั้นว่า พ่อเตมิยกุมาร พ่ออย่ากลัว.
ความปลอดภัยจักมีแก่ท่านเพราะอธิษฐานองค์ ๓. พระมหาสัตว์สดับดังนั้น
มีพระประสงค์จะพ้นจากความพินาศ คือราชสมบัติ จึงทรงอธิษฐานองค์ ๓
ตลอด ๑๖ ปี ด้วยความอธิษฐานไม่หวั่นไหว. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า :-
กิจฺฉาลทฺธํ ปิยํปุตฺตํ ฯ ล ฯ ผกฺโข คติวิวชฺชิโต
คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า
กิจฺฉาลทฺธํ คือได้ด้วยความปรารถนามาตลอดกาลช้านาน ยาก ฝืดเคือง.
บทว่า อภิชาตํ คือสมบูรณ์ด้วยชาติ. ชื่อว่า ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง เพราะ
ประกอบด้วยความรุ่งเรืองทางกายและความรุ่งเรืองด้วยญาณ. บทว่า เสตจฺ-
ฉตฺตํ ธารยิตฺวาน, สยเน โปเสติ มํ ปิตา พระบิดารับสั่งให้กั้นเศวตรฉัตร
ให้เลี้ยงดูเราบนที่นอน ความว่า พระเจ้ากาสี พระบิดาของเราให้เรานอน
บนที่สิริไสยาสน์ภายใต้เศวตรฉัตร ตั้งแต่เราเกิดให้เลี้ยงดูเรากับด้วยบริวาร
ใหญ่ โดยพระดำรัสว่า ธุลีหรือน้ำค้าง จงอย่าต้องกุมารนั้น. เรานอนอยู่
บนที่นอนอันประเสริฐ ตื่นขึ้นแล้วมองดูได้เห็นเศวตรฉัตรสีขาว. บทว่า
เยนาหํ นิรยํ คโต ความว่า อันเป็นเหตุให้เราไปสู่นรกในอัตภาพที่ ๓
จากอัตภาพนี้ด้วยเศวตรฉัตร. ท่านกล่าวถึงราชสมบัติด้วยหัวข้อว่า เศวตร-
หน้า 447
ข้อ 26
ฉัตร. บทว่า สห ทิฏฺสฺส เม ฉตฺตํ คือความสะดุ้งกลัวเกิดขึ้นแล้ว
แก่เราผู้เห็นเศวตรฉัตรนั้น พร้อมกับความเห็นนั้น. อธิบายว่า ตลอดเวลา
ที่เห็นนั่นเอง. บทว่า ตาโสํ อุปฺปชฺชิ เภรโว คือ เกิดความสะดุ้งน่ากลัว
เพราะเป็นโทษที่ปรากฏชัดเจนแล้ว. บทว่า วินิจฺฉยํ สมาปนฺโน, กถาหํ
อิมํ มุญฺจิสฺสํ ความว่า เราตรึกตรองอย่างนี้ว่า เราจะปลดเปลื้องราชสมบัติ
อันเป็นกาลกรรณีได้อย่างไรหนอ. บทว่า ปุพฺพาสาโลหิตา มยฺหํ ความว่า
เทพธิดาผู้เป็นมารดาของเราในอัตภาพหนึ่ง สิงสถิตอยู่ในเศวตรฉัตรนั้น
เป็นผู้ใคร่ประโยชน์ แสวงหาประโยชน์แก่เรา. บทว่า สา มํ ทิสฺวาน
ทุกฺขิตํ, ตีสุ าเนสุ โยชยิ ความว่า เทพธิดานั้นเห็นเราประกอบด้วยทุกข์
เพราะทุกข์ใจอย่างนั้น จึงแนะนำให้เราประกอบในเหตุที่จะออกจากทุกข์
ในราชสมบัติ ๓ ประการ คือ เป็นใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหนวก.
บทว่า ปณฺฑิจฺจยํ คือความเป็นบัณฑิต. บทว่า มา วิภาวย คือท่าน
จงประกาศความเป็นบัณฑิต. บทว่า พาลมโต คือให้เขารู้ว่าเป็นคนโง่.
บทว่า สพฺโพ คือ ชนภายในและชนภายนอกทั้งสิ้น. บทว่า โอจินายตุ
คือ คนทั้งปวงย่อมดูหมิ่นว่า พวกท่านจงนำคนกาลกรรณีนี้ออกไป. บทว่า
เอวํ ตว อตฺโถ ภวิสฺสติ ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ ความว่า
เมื่อท่านถูกดูหมิ่น โดยนัยดังกล่าวแล้วอย่างนั้น ประโยชน์อันยังบารมี
ให้บริบูรณ์ด้วยการออกจากเรือนจักมีแก่ท่าน.
หน้า 448
ข้อ 26
บทว่า เตตํ วจนํ ความว่า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่านที่กล่าวว่า
ท่านจงอธิษฐานองค์ ๓ ดังนี้. บทว่า อตฺถกามาสิ เม อมฺม คือ แม่
เทพธิดาท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่ข้าพเจ้า. บทว่า หิตกามา ท่าน
เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูล เป็นคำกล่าวโดยปริยายของคำว่า อตฺถกามา นั้น
นั่นเอง. หรือว่า พึงทราบว่า ความสุขในบทว่า อตฺโถ นี้. บทว่า หิตํ
คือบุญอันเป็นเหตุของความสุขนั้น.
บทว่า สาคเรว ถลํ ลภึ เหมือนเราได้พบฝั่งในสาคร ความว่า
เราคิดว่า เราเกิดในเรือนโจร. ความพินาศใหญ่หลวงได้มีแก่เรา เราจมอยู่
ในสาคร คือความโศกได้ฟังคำของเทพธิดานั้น เหมือนจมอยู่ในสาคร
ได้เห็นฝั่ง คือที่ฟังแล้ว. อธิบายว่า เราได้อุบายออกจากราชตระกูลแล้ว
บทว่า ตโย องฺเค อธิฏฺหึ คือ เราได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ จนกว่า
เราจะออกไปจากเรือน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงองค์ ๓ ประการเหล่านั้นโดยสรุป
จึงตรัสพระคาถาว่า มูโค อโหสึ เราเป็นใบ้ ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น
บทว่า ผกฺโข คือ เป็นง่อยเปลี้ย. บทที่เหลือ เข้าใจง่ายดีแล้ว.
เมื่อพระมหาสัตว์ทรงตั้งอยู่ในนัยที่เทพธิดาให้ไว้ แล้วทรงแสดง
พระองค์ด้วยความเป็นใบ้เป็นต้น ตั้งแต่ปีที่ประสูติ พระมารดาพระบิดาและ
พวกนางนมเป็นต้น คิดว่า ธรรมดาปลายคางของตนใบ้ ช่องหูของคนหนวก
หน้า 449
ข้อ 26
มือเท้าของคนง่อยเปลี้ย มิได้เป็นอย่างนี้. ในเรื่องนี้ พึงมีเหตุ. เราจัก
ทดลองพระกุมารนี้ดู. คิดว่า เราจักทดลองด้วยน้ำมันก่อน จึงไม่ให้น้ำมัน
ตลอดวัน. พระกุมารนั้น แม้ซูบซีดก็มิได้ร้องเพื่อต้องการน้ำมัน.
ลำดับนั้น พระมารดาของพระกุมาร ทรงดำริว่า ลูกของเราคงหิว.
พวกเจ้าจงให้น้ำมันแก่ลูกเราเถิด แล้วให้พวกแม่นมให้น้ำมัน. พวกแม่นม
ไม่ให้น้ำมันเป็นระยะ ๆ อย่างนี้ แม้ทดลองอยู่ปีหนึ่งก็ยังไม่เห็นช่องทาง.
แต่นั้นพวกแม่นมคิดว่า ธรรมดาเด็กย่อมชอบขนมและของเคี้ยว. ชอบ
ผลาผล. ชอบของเล่น. ชอบอาหาร จึงนำของปลอบใจเหล่านั้น ๆ เข้าไป
ให้ ปลอบใจด้วยการทดลองก็ไม่เห็นช่องทางตลอด ๕ ปี. ลำดับนั้น พวก
แม่นม คิดว่า ธรรมดาเด็กย่อมกลัวไฟ กลัวช้างตกมัน กลัวงู กลัวคน
เงื้อดาบ. เราจักทดลองด้วยเหตุเหล่านั้น จึงตระเตรียมดังกล่าว โดยที่มิให้
เกิดความเสียหายแก่พระกุมารด้วยอาการเหล่านั้นได้ แล้วให้เข้าไปแสดงโดย
อาการอันน่ากลัวอย่างยิ่ง.
พระมหาสัตว์ทรงรำพึงถึงภัยในนรก จึงไม่หวั่นไหวด้วยทรงเห็นว่า
นรกน่ากลัวยิ่งกว่านี้ ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. พวกแม่นมทดลองอยู่
แม้อย่างนี้ก็ไม่เห็นช่องทาง จึงคิดว่า ธรรมดาเด็กต้องการดูมหรสพ จึงให้
สร้างโรงมหรสพ เอาม่านกั้นพระมหาสัตว์ แล้วให้ประโคมด้วยเสียงสังข์
และเสียงกลองให้กึกก้องเป็นอันเดียวกันในทันที ณ ข้างทั้ง ๒ ของพระกุมาร
ผู้ไม่รู้เรื่องเลย จุดตะเกียงส่องในที่มืด ให้แสงสว่าง เอาน้ำอ้อยทาทั่วตัว
หน้า 450
ข้อ 26
ให้นอนในที่มีแมลงวันชุม ไม่ให้อาบน้ำเป็นต้น เข้าไปคอยกุมารนอนบน
อุจจาระ ปัสสาวะ เสียดสีด้วยการเยาะเย้ย และคำว่า กุมารซึ่งนอนจม
มูตรและกรีส. ทำกระเบื้องไฟไว้ใต้เตียง แล้วเผาให้ร้อนบ้าง. แม้ทดลอง
อยู่ด้วยอุบายหลาย ๆ อย่าง อย่างนี้ก็ไม่เห็นช่องทางของพระกุมารนั้น.
พระมหาสัตว์ทรงรำพึงถึงภัยในนรกเท่านั้น ในที่ทั้งปวงไม่ทรง
ทำลายการตั้งใจ ไม่ไหวติง. พวกแม่นมทดลองอย่างนี้ถึง ๑๕ ปี ครั้น
พระชนม์ได้ ๑๖ พระพรรษา พวกแม่นมคิดว่า คนง่อยเปลี้ยก็ตาม คนใบ้
คนหนวกก็ตาม จะไม่กำหนัดในสิ่งควรกำหนัด จะไม่อยากเห็นในสิ่งควร
เห็น ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นเราจะหานาฏศิลป์มาทดลองพระกุมาร จึงเอา
น้ำหอมอาบพระกุมาร ประดับประดาดุจเทพบุตรเชิญขึ้นบนปราสาท อันมี
แต่ความบรรเทิงเบิกบานอย่างเดียว ด้วยดอกไม้ของหอมและพวงมาลัย
เป็นต้นเหมือนเทพวิมาน จึงให้สตรีล้วนมีรูปร่างงดงาม พราวด้วยเสน่ห์
เปรียบด้วยเทพอัปสรคอยบำเรอว่า พวกเจ้าจงให้พระกุมารอภิรมย์ด้วยความ
เป็นของเที่ยงเป็นต้น. สตรีเหล่านั้นต่างก็พยายามเพื่อจะเข้าไปทำตามนั้น.
พระกุมาร เพราะพระองค์สมบูรณ์ด้วยพระปัญญา จึงทรงกลั้นลมอัสสาสะ
ปัสสาสะด้วยทรงหวังว่า สตรีเหล่านี้อย่าได้สัมผัสร่างกายของเราเลย. สตรี
เหล่านั้น เมื่อไม่ได้สัมผัสร่างกายของพระกุมาร จึงคิดว่า พระกุมารนี้มี
พระวรกายกระด้าง. คงไม่ใช่มนุษย์แน่. คงจักเป็นยักษ์ จึงพากันกลับไป.
หน้า 451
ข้อ 26
พระมารดาพระบิดา ไม่ทรงสามารถที่จะยึดถือได้ด้วยการทดลอง
ใหญ่ ๑๖ ครั้ง และด้วยการทูลองเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกหลายครั้งตลอด ๑๖ ปี
อย่างนี้ จึงทรงขอร้องต่าง ๆ กันและหลายครั้งว่า เตมิยกุมารลูกรัก พ่อ
และแม่รู้ว่าลูกไม่เป็นใบ้. เพราะปาก หู และเท้าอย่างนี้มิใช่ของคนใบ้
คนหนวก และคนง่อยเปลี้ยเลย. ลูกเป็นบุตรที่พ่อและแม่ปรารถนาจะได้มา.
ลูกอย่าให้พ่อแม่ต้องพินาศเสียเลย. จงปลดเปลื้องข้อครหาจากราชสำนัก
ในชมพูทวีปทั้งสิ้นเถิด. พระกุมารนั้น แม้พระมารดาพระบิดาทรงขอร้อง
อยู่อย่างนี้ ก็บรรทมทำเป็นไม่ได้ยิน.
ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้บุรุษผู้ฉลาดตรวจดูพระบาททั้งสอง ช่อง
พระกรรณทั้งสอง พระชิวหา และพระหัตถ์ทั้งสองแล้ว ทรงสดับคำที่
อำมาตย์กราบทูลว่า บัดนี้ ผู้ชำนาญการทายลักษณะ กล่าวว่า ผิว่า พระบาท
เป็นต้นของพระกุมารนี้ เหมือนของตนไม่ง่อยเปลี้ยเป็นต้น พระกุมารนี้
ก็จะไม่เป็นง่อยเปลี้ย ใบ้และหนวกจริง. เห็นจะเป็นกาลกรรณี. เมื่อคน
กาลกรรณีเช่นนี้อยู่ในพระราชวัง จะปรากฏอันตราย ๓ อย่าง คือ อันตราย
ของชีวิต อันตรายของเศวตรฉัตร ๑ อันตรายของพระมเหสี ๑. แต่
ในวันประสูติเพื่อมิให้พระองค์ทรงเสียพระทัย จึงกล่าวว่า กุมารนี้มีบุญ
ลักษณะครบถ้วน ทรงกลัวภัยอันตราย จึงมีพระบัญชาว่า พวกท่านจงไป
ให้กุมารนั้นบรรทมในรถอวมงคล นำออกทางประตูหลังแล้วฝังเสียในป่าช้า
ผีดิบ. พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น ทรงร่าเริงยินดีอย่างยิ่งว่า ความ
หน้า 452
ข้อ 26
ปรารถนาของเราเป็นเวลาช้านาน จักถึงความสำเร็จ. ดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี
ครั้งนั้นเสนาบดีเป็นต้น ตรวจมือเท้าลิ้นแล
ช่องหูของเรา แล้วเห็นความไม่บกพร่องของ
เรา ติเตียนว่า เราเป็นคนกาลกรรณี ที่นั้นชาว
ชนบท เสนาบดีและปุโรหิตทั้งปวง ร่วมใจ
กันทั้งทมด พลอยดีใจในการรับสั่งให้นำไป
ทิ้ง. เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดี
เป็นต้น นั้นแล้ว ร่าเริงดีใจ เราประพฤติตบะ
มาเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น จะสำเร็จ
แก่เรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มทฺทิย คือตรวจด้วยการลูบคลำ. บทว่า
อนูนตํ คือมือเป็นต้นไม่บกพร่อง. บทว่า นินฺทิสุํ คือติเตียนว่า แม้มี
อวัยวะไม่บกพร้องอย่างนี้ แต่เฉยเมยดุจคนใบ้เป็นต้นก็ไม่ควรครองราช-
สมบัติ. พระกุมารนี้เป็นคนกาลกรรณี. บทว่า ฉฑฺฑนํ อนุโมทิสุํ ความว่า
ชาวชนบททั้งปวง พวกราชบุรุษมีเสนาบดีและปุโรหิตเป็นหัวหน้ามาเพื่อเฝ้า
พระราชา ร่วมใจกันทั้งหมด ไม่แสดงอาการสยิ้วหน้า ที่พระราชา
หน้า 453
ข้อ 26
รับสั่งให้นำเราไปทิ้งด้วยการฝังลงในแผ่นดิน เพื่อผ่านพ้นอันตราย ต่าง
พลอยดีใจด้วยมีสีหน้าเบิกบานว่า ดีแล้ว ควรทำทีเดียว.
บทว่า โส เม อตฺโถ สมิชฺฌถ ความว่า เราประพฤติสะสม
ความประพฤติ ความประพฤติที่ทำได้ยากด้วยอธิษฐานความเป็นใบ้เป็นต้น
เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา. พึงทราบความสัมพันธ์
ด้วยคำที่เหลือว่า เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดีเหล่านั้น มีพระ-
มารดาพระบิดาเป็นต้น ของเรา แล้วร่าเริงด้วยความสำเร็จ ความประสงค์
ของเรา ดีใจด้วยการไม่ไตร่ตรอง แล้วอนุญาตให้ฝังลงในแผ่นดิน.
เมื่อพระราชามีพระบัญชาให้ฝังพระกุมารลงในแผ่นดินอย่างนี้แล้ว
พระนางจันทาเทวี ทรงสดับเรื่องราวนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงประทานพรให้แก่หม่อมฉัน. หม่อมฉันยัง
ยึดถือพรนั้นไว้. บัดนี้ ขอพระองค์โปรดประทานพรนั้นแก่หม่อมฉันเถิด.
พระราชาตรัสว่า จงรับพรเถิด. พระเทวีทูลว่า ขอพระองค์ทรงประทาน
ราชสมบัติแก่โอรสของหม่อมฉันเถิด. ตรัสว่า โอรสของเจ้าเป็นกาลกรรณี.
เราไม่อาจให้ได้ดอก. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ เมื่อพระองค์ไม่ทรงให้ตลอด
ชีวิต ก็ขอโปรดให้ ๗ ปีเถิด. ตรัสว่า ก็ไม่อาจให้ได้อีก. ทูลว่า ขอได้
โปรดให้ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน
๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน ครึ่งเดือน ๗ วันเถิด.
ตรัสว่า ดีแล้วจงรับได้.
หน้า 454
ข้อ 26
พระเทวีตกแต่งพระโอรส ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศในพระนครว่า
นี้เป็นราชสมบัติของเตมิยกุมาร แล้วให้พระโอรสขึ้นคอช้าง ยกเศวตรฉัตร
ให้พระโอรส ซึ่งทำประทักษิณพระนครเสด็จกลับมา แล้วบรรทม ณ สิริ-
ไสยาสน์ที่ตกแต่งแล้ว ทรงขอร้องอยู่ตลอดคืน ว่า พ่อเตมิยะ แม่นอนไม่
หลับมา ๑๖ ปีแล้ว เพราะอาศัยลูกร้องจนนัยน์ตาแม่บวมแล้ว. หัวใจของแม่
เพียงจะแตกด้วยความเศร้าโศก. แม้รู้ว่าลูกไม่ง่อยเปลี้ยเป็นต้น. ลูกอย่าทำ
ให้แม่หมดที่พึ่งเลย. พระเทวีขอร้องโดยทำนองนี้ล่วงไป ๖ วัน. ในวันที่ ๖
พระราชาตรัสเรียกสุนัขขนทสารถีมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้เจ้าจงนำพระกุมาร
โดยรถอวมงคลออกไปแต่เช้าตรู่ ฝังลงในแผ่นดินที่ป่าช้าผีดิบ กลบดินให้
เรียบ แล้วจงกลับ. พระเทวีได้สดับดังนั้น ตรัสว่า ลูกเอ๋ย พระเจ้ากาสี
มีพระบัญชาให้ฝังลูกที่ป่าช้าผีดิบในวันพรุ่งนี้. พรุ่งนี้ ลูกก็จักถึงความตาย.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น จึงร่าเริงยินดีอย่างยิ่งว่า ดูก่อนเตมิยะ
เจ้าทำความเพียรมา ๑๖ ปี จะถึงที่สุดแล้ว. แต่พระหทัยของพระมารดา
พระโพธิสัตว์ได้เป็นดุจมีอาการแตกสลายไป. เมื่อราตรีนั้นผ่านไป สารถี
นำรถมาแต่เช้าตรู่ จอดไว้ที่ประตู เข้าไปยังห้องสิริ ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี
พระองค์อย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย. หม่อมฉันทำตามพระราชบัญชา แล้ว
ผลักพระเทวีด้วยหลังมือ ซึ่งบรรทมกอดพระโอรสออก แล้วอุ้มพระกุมาร
ลงจากปราสาท. พระเทวีทรงทุบพระอุระ ทรงพระกันแสงร่ำไห้ด้วยพระ-
สุรเสียงดัง ทรงล้มลงบนพื้นกว้าง.
หน้า 455
ข้อ 26
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงมองดูพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเรา
ไม่พูด พระมารดาจักเศร้าโศกสุดกำลัง แม้อยากจะพูดแต่ก็อดกลั้นไว้ด้วย
พระดำริว่า หากเราจักพูด ความพยายามที่เราทำมาตลอด ๑๖ ปี ก็จะเป็น
โมฆะ. แต่เมื่อเราไม่พูด จักเป็นปัจจัยแก่ตัวเราและแก่พระมารดาพระบิดา.
สารถีคิดว่า เราจักนำพระมหาสัตว์ขึ้นรถ แล้วจักแล่นรถไป มุ่งไปทางประตู
ทิศตะวันตก แต่กลับแล่นมุ่งไปทิศตะวันออก. รถออกจากพระนครด้วย
อานุภาพของเทวดา แล่นไปยังที่ประมาณ ๓ โยชน์. พระมหาสัตว์ทรง
ยินดีเป็นที่ยิ่ง. แนวป่า ณ ที่นั้น ได้ปรากฏแก่สารถี ดุจป่าช้าผีดิบ. สารถี
คิดว่า ที่นี้ดีแล้ว จึงหยุดรถจอดไว้ข้างทาง แล้วลงจากรถ เปลื้องเครื่อง
ประดับของพระมหาสัตว์ออกห่อวางไว้ ถือเอาจอบ เริ่มขุดหลุมไม่ไกลนัก.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทา
ด้วยของหอม สวมราชมงกุฎราชาภิเษกแล้ว
มีฉัตรที่บุคคลถือไว้ให้ทำประทักษิณพระนคร
ดำรงเศวตรฉัตรอยู่ ๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้น
สารถีอุ้มเราขึ้นรถเข้าป่า สารถีหยุดรถไว้ ณ
โอกาสหนึ่ง ปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็
ขุดหลุมเพื่อจะฝังเราเสีย ในแผ่นดิน.
หน้า 456
ข้อ 26
ในบทเหล่านั้น บทว่า นหาเปตฺวา คือ ให้อาบน้ำด้วยหม้อน้ำหอม
๑๖ หม้อ. บทว่า อนุลิมฺปิตฺวา คือ ให้ลูบไล้ด้วยของหอม. บทว่า เวเตฺวา
ราชเวนํ คือ สวมราชมงกุฎที่พระเศียร อันเป็นไปตามประเพณีของ
พระเจ้ากาสีทั้งหลาย. บทว่า อภิสิญฺจิตฺวา คือ อภิเษกโดยแบบแผนราชา-
ภิเษก ในราชตระกูลนั้น. บทว่า ฉตฺเตน กาเรสุํ ปุรํ ปทกฺขิณํ คือ
มีเศวตรฉัตรกั้นให้เราทำประทักษิณพระนคร.
บทว่า สตฺตาหํ ธารยิตฺวาน ความว่า ดำรงเศวตรฉัตรของเรา
ที่พระนางจันทาเทวี พระมารดาของเราได้ด้วยพรอยู่ ๗ วัน. บทว่า อุคฺคเต
รวิมณฺฑเล ความว่า แต่นั้นวันรุ่งขึ้น พอดวงอาทิตย์ขึ้น สุนัขขนทสารถี
คือรถเทียมม้า ความว่า สารถีหยุดรถของเราซึ่งเทียมม้าที่แอกไว้ในโอกาส
รถเทียมม้า ความว่า สารถีหยุดรถของเราซึ่งเทียมม้าที่แอกไว้ในโอกาส
หนึ่ง ด้วยหลีกออกจากทาง. บทว่า หตฺถมุจฺจิโต คือพ้นจากมือ อธิบายว่า
มีมือพ้นจากคันรถ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หตฺถมุจฺจิโต คือพ้นจากมือ
อธิบายว่า ปล่อย. บทว่า กาสุํ คือหลุม. บทว่า นิขาตุํ คือเพื่อฝัง.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์
อธิษฐาน ประพฤติสิ่งที่ทำได้ยากตลอด ๑๖ ปี ด้วยอธิษฐาน เป็นใบ้เป็นต้น
จึงตรัสสองคาถาว่า :-
หน้า 457
ข้อ 26
พระราชาทรงคุมคามการอธิษฐาน ที่เรา
อธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่าง ๆ แต่เราไม่ทำลาย
การอธิษฐานนั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่น
เอง เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้
เราจะเกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัพพัญ-
ญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ
เราจึงอธิฐานองค์ ๓.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตชฺเชนฺโต วิวิธการณา คือ คือ พระราชาทรง
คุมคามด้วยเหตุต่าง ๆ ความว่า ทรงคุมคามด้วยเหตุหลายประการ มีห้าม
น้ำนมเป็นต้น ตั้งแต่เรามีอายุได้ ๒ เดือน จนกระทั่ง อายุ ๑๖ ปี คือ
ให้ลำบากด้วยอาการกำจัดภัย. บทที่เหลือ เข้าใจได้ง่ายแล้ว.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อสุนันทสารถีกำลังขุดหลุม คิดว่า
นี้เป็นการพยายามของเรา จึงลุกขึ้น แล้วบีบพระหัตถ์และพระบาทของ
พระองค์ ทรงทราบว่า เรามีกำลังอยู่ จึงทรงดำริจะเสด็จลงจากรถ. ทันใด
นั้นเอง ที่วางพระบาทของพระมหาสัตว์ก็ผุดขึ้นดุจถึงหนังเต็มด้วยลมตั้งขึ้น
จรดท้ายรถ. พระมหาสัตว์เสด็จลง ทรงดำเนินไป ๆ มา ๆ เล็กน้อย ทรง
ทราบว่า เรามีกำลังพอที่จะไปได้ แม้ตั้ง ๑๐๐ โยชน์ จึงทรงจับรถข้างท้าย
แล้วยกขึ้นดุจยานน้อยสำหรับเด็กเล่น ทรงสังเกตว่า หากสารถีจะพึงทำร้าย
หน้า 458
ข้อ 26
เรา. เราก็มีกำลังพอที่จะป้องกันการทำร้ายได้ ทรงคิดที่จะตกแต่งพระองค์.
ขณะนั้นเอง ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงทราบเหตุ
นั้น จึงมีเทวบัญชากะวิษณุกรรมว่า ท่านจงไปตกแต่งพระโอรสของพระเจ้า-
กาสี. วิษณุกรรมรับเทวบัญชาแล้ว จึงตกแต่งพระมหาสัตว์นั้น ด้วยเครื่อง
อลังการอันเป็นของทิพย์และของมนุษย์ ดุจท้าวสักกะ. พระมหาสัตว์เสด็จ
ไปยังสถานที่ที่สารถีกำลังขุดหลุม ด้วยเทพลีลาประทับยืนริมหลุมตรัสว่า :-
ดูก่อนสารถี ท่านรีบร้อนขุดหลุมไป
ทำไม ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ขอท่านจง
บอกเราเถิด ว่าท่านจักทำอะไรแก่หลุม.
สารถีมิได้เงยหน้าดู กล่าวว่า :-
พระโอรสของพระราชา เป็นใบ้ ง่อย
เปลี้ย ไม่มีความรู้สึก. พระราชามีพระบัญชา
ให้เราฝังพระโอรสนั้นในป่า.
พระมหาสัตว์ ตรัสว่า :-
ดูก่อนสารถี เราไม่หนวก ไม่ใบ้ ไม่
ง่อยเปลี้ย และไม่วิกล. หากท่านฝังเราในป่า.
ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ดูก่อนสารถี ท่าน
หน้า 459
ข้อ 26
จงดู ขาและแขนของเรา และจงพึงเราพูด.
หากท่านฝังเราในป่า. ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบ
ธรรม.
สารถีนั้น หยุดขุดหลุมแหงนดู เห็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์
ไม่รู้ว่า เป็นมนุษย์หรือเทวดา จึงถามว่า :-
ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็น
ท้าวสักกะจอมเทพ. ท่านเป็นใคร เป็นลูก
ของใคร. เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
พระมหาสัตว์ จึงทรงแสดงธรรม โดยนัยมีอาทิว่า :-
เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่
ท้าวสักกะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ที่
ท่านจะฝังในหลุมนี้แหละ. ท่านอาศัยเราผู้เป็น
โอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นอยู่.
ดูก่อนสารถี หากท่านฝังเราในป่า. ท่านฟังทำ
สิ่งที่ไม่ชอบธรรม. บุคคลพึงนั่งหรือพึงนอนได้
ร่มไม้ใด ไม่พึงหักกิ่งไม้นั้น. เพราะทำลาย
มิตร เป็นคนลามก. พระราชาเหมือนต้นไม้
หน้า 460
ข้อ 26
เราเหมือนกิ่งไม้. ดูก่อนสารถี ท่านเหมือน
บุรุษที่เข้าไปอาศัยร่มเงา. หากท่านฝังเราในป่า.
ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม.
แล้วสารถีก็ทูลวิงวอนเพื่อขอให้พระโพธิสัตว์เสด็จกลับ จึงตรัสถึง
เหตุที่ไม่กลับ และความพอใจในการบรรพชา ตลอดถึงเรื่องราวของ
พระองค์ในภพที่ล่วงไปแล้ว มีภัยในนรกเป็นต้น เพราะเหตุแห่งความพอใจ
ในการบรรพชานั้น โดยพิสดาร. แม้เมื่อสารถีนั้น ประสงค์จะบวช เพราะ
ธรรมกถานั้น และเพราะการปฏิบัตินั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า :-
ดูก่อนสารถี ท่านจงนำรถกลับไป แล้ว
เป็นคนไม่มีหนี้กลับมา. เพราะบรรพชาเป็น
ของตนไม่มีหนี้. ข้อนี้ฤาษีทั้งหลายสรรเสริญ
แล้ว.
แล้วก็ทรงส่งสารถีกลับไปแจ้งแด่พระราชา.
สารถี นำรถและเครื่องอาภรณ์ไปเฝ้าพระราชา ทูลความนั้นให้
ทรงทราบ ในทันใดนั้นเอง พระราชาทรงดำริว่า เราจักไปหาพระมหาสัตว์
จึงเสด็จออกจากพระนคร พร้อมด้วยจตุรงคเสนา นางสนมและชาวพระนคร
ชาวชนบท. แม้พระมหาสัตว์ ครั้นทรงส่งสารถีกลับไปแล้ว ก็มีพระ-
ประสงค์จะทรงผนวช. ท้าวสักกะทรงทราบ จิตของพระโพธิสัตว์ จึงมี
หน้า 461
ข้อ 26
เทวบัญชากะวิษณุกรรมว่า เตมิยบัณฑิตประสงค์จะทรงผนวช ท่านจง
เนรมิตอาศรมบท และเครื่องบริขารของบรรพชิต ให้แก่พระมหาสัตว์นั้น.
วิษณุกรรม จึงไปเนรมิตอาศรมในราวป่าประมาณ ๓ โยชน์ ทำให้สมบูรณ์
ด้วยที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรม สระโบกขรณี ผลไม้ และต้นไม้
และเนรมิตเครื่องบริขารของบรรพชิตทั้งปวง เสร็จแล้วกลับที่อยู่ของตน.
พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงทราบว่า ท้าวสักกะประทานให้
จึงเสด็จเข้าสู่บรรณศาลา เปลื้องผ้าออก ถือเพศเป็นดาบส นั่งบนเครื่องลาด
ทำด้วยไม้ ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด ประทับนั่งในอาศรม
ด้วยความสุขในการบรรพชา.
แม้พระเจ้ากาสี ก็เสด็จไปตามทางที่สารถีได้ทูลไว้ แล้วเสด็จเข้าสู่
อาศรม พระมหาสัตว์ทรงร่วมกันปฏิสันถาร แล้วทรงเชื้อเชิญให้ครอง
ราชสมบัติ. เตมิยบัณฑิต ทรงปฏิเสธ แล้วทูลให้พระราชาเกิดสังเวช
ด้วยธรรมิกถาปิสังยุต ด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น และปฏิสังยุต
ด้วยโทษของกาม อันเป็นของต่ำช้าด้วยอาการหลายอย่าง. พระราชาทรง
สลดพระทัย ทรงเบื่อหน่ายในการครองเรือน มีพระประสงค์ จะทรงผนวช
จึงตรัสถามพวกอำมาตย์และสนมทั้งหลาย. แม้ทั้งหมดก็ประสงค์จะบวช.
ลำดับนั้น พระราชาทรงทราบว่า นางสนมกำนัลใน ๑๖,๐๐๐ คน ตั้งแต่
พระนางจันทาเทวีเป็นต้น และพวกอำมาตย์เป็นต้น ประสงค์จะบวช จึง
รับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศในพระนครว่า ผู้ใดประสงค์จะบวชในสำนัก
หน้า 462
ข้อ 26
พระโอรสของเรา ผู้นั้นก็จงบวชเถิด ทรงให้เปิดห้องพระคลังทองเป็นต้น
แล้วทรงบริจาค. อนึ่ง ชาวพระนครละทิ้งตลาดอันยาวเหยียดและปิดประตู
เรือนไปเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงผนวชในสำนักของพระมหาสัตว์
พร้อมด้วยมหาชน. อาศรมบทประมาณ ๓ โยชน์ ที่ท้าวสักกะประทานเต็ม
พอดี.
พระราชาสามนตราชทั้งหลาย ได้ทรงสดับว่า พระเจ้ากาสีทรง
ผนวช จึงดำริว่า จักยึดราชสมบัติในกรุงพาราณสี จึงเสด็จเข้าพระนคร
ทรงเห็นพระนครเช่นกับเทพนคร และพระราชนิเวศน์เช่นกับเทพวิมาน
เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ทรงคิดว่า จะพึงมีภัยเพราะอาศัยทรัพย์นี้
เสด็จออกกลับไปในทันใดนั้นเอง. พระมหาสัตว์ทรงสดับการมาของพระ-
ราชาเหล่านั้น จึงเสด็จไปชายป่าประทับนั่ง ทรงแสดงธรรมอยู่บนอากาศ
พระราชาเหล่านั้นทั้งหมด พร้อมด้วยบริวารก็พากันบวชในสำนักของพระ-
โพธิสัตว์นั้น. ด้วยประการฉะนี้ ได้เป็นมหาสมาคมอื่น ๆ อีกมากมาย ฤาษี
ทั้งหมดบริโภคผลาผล แล้วบำเพ็ญสมณธรรม. ผู้ใดวิตกถึงกามวิตกเป็นต้น
พระโพธิสัตว์ทรงทราบจิตของผู้นั้น แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่ง
แสดงธรรมบนอากาศ.
พระราชานั้น ทรงได้สัปปายะในการฟังธรรม จึงยังสมาบัติและ
อภิญญาให้เกิด แม้ผู้อื่น ๆ ก็เป็นอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ทั้งหมดเมื่อสิ้น
หน้า 463
ข้อ 26
ชีวิตก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. แม้สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายที่มีใจเลื่อมใส
ในพระมหาสัตว์ แม้ในหมู่ฤาษีก็ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นกามภูมิ ๖ ชั้น.
พรหมจรรย์ของพระมหาสัตว์ยังเป็นไปอยู่ ตลอดกาลยาวนาน.
เทพธิดาสิงสถิตอยู่ ณ เศวตรฉัตร ในครั้งนั้นได้เป็นนางอุบลวรรณา
ในครั้งนี้. สารถี คือ พระสารีบุตรเถระ. พระมารดาพระบิดา คือ ตระกูล
มหาราช. บริษัททั้งหลาย คือ พุทธบริษัท. เตมิยบัณฑิต คือ พระโลกนาถ.
อธิษฐานบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ถึงที่สุดในจริยานี้. แม้บารมี
ที่เหลือ ก็พึงเจาะจงกล่าวตามสมควร. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิ
อย่างนี้ คือ ความกลัวนรกตั้งแต่ประสูติได้หนึ่งเดือน. ความกลัวบาป.
ความรังเกียจราชสมบัติ. การอธิษฐานความเป็นใบ้เป็นต้น อันมีเนกขัมมะ
เป็นนิมิต และความไม่หวั่นไหวแม้ในการประชุมวิโรธิปัจจัย ( ข้าศึก,
ผู้ทำร้าย ).
จบ อรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖
จบ อธิษฐานบารมี
หน้า 464
ข้อ 27
๗. กปิลราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาวานร
[๒๗] ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาวานร อยู่ ณ ซอก
เขาใกล้ฝั่งแม่น้ำ ในกาลนั้น เราถูกจระเข้เบียด
เบียนไปไม่ได้ เรายืนอยู่ ณ โอกาสใด โดด
จากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น จระเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย
แสดงความน่ากลัวอยู่ ณ โอกาสนั้น จระเข้
นั้นกล่าวกะเราว่า มาเถิด แม้เราก็กล่าวกะ
จระเข้นั้นว่า จะมา เราโดดลงเหยียบศีรษะ
จระเข้นั้น แล้วโดดไปยืนอยู่ฝังโน้น เรามิได้
ทำตามคำของจระเข้ที่กล่าวหลอกลวงนั้นหา
มิได้ ผู้เสมอด้วยคำสัจของเราไม่มี นี้เป็นสัจจ-
บารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบ กปิลราชจริยาที่ ๗
อรรถกถากปิลราชจริยาที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถากปิลราชจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้ บทว่า
ยทา อหํ กปิ อาสึ ความว่าในกาลเมื่อเราเกิดในกำเนิดวานร อาศัยความ
หน้า 465
ข้อ 27
เจริญได้เป็นพระยาวานรมีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีร่างกาย
ใหญ่ประมาณเท่าลูกม้า. บทว่า นทีกูเล ทรีสเย ความว่าเราอยู่ที่ซอก
เขาแห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์มิได้ดูแลฝูง เที่ยวไปผู้เดียว. ก็ ณ
ท่ามกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยผลไม้มีขนุนและมะม่วง
เป็นต้นหลาย ๆ อย่าง. พระโพธิสัตว์เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลังเร็ว กระโดดจาก
ฝั่งนี้ของแม่น้ำ ไปถึงแผ่นหินแผ่นหนึ่งซึ่งมีอยู่ในท่ามกลางเกาะและแม่น้ำ.
กระโดดจากแผ่นหินนั้นไปถึงเกาะนั้น. พระยาวานรเคี้ยวกินผลาผลหลาย ๆ
อย่าง ณ เกาะนั้น ตอนเย็นก็กลับโดยวิธีนั้นนั่นเองอยู่ในที่อยู่ของตน รุ่งขึ้น
ก็ทำอย่างนั้นอีก สำเร็จการอยู่โดยทำนองนี้. ในกาลนั้นมีจระเข้ตัวหนึ่ง
พร้อมด้วยนางจระเข้อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำนั้น. นางจระเข้เมียของจระเข้นั้น
เห็นพระโพธิสัตว์ไป ๆ มาๆ อยู่เกิดแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจของพระโพธิ-
สัตว์ จึงบอกกะจระเข้ผู้เป็นผัวว่า นายจ๋า ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจลิง
นั้น. จระเข้กล่าวว่า ได้ซิเธอ. แล้วก็ไปด้วยหวังว่า จักจับพระยาลิงนั้น
ซึ่งกลับจากเกาะในตอนเย็น จึงอยู่บนหลังแผ่นหิน. พระโพธิสัตว์เที่ยวหา
อาหารตลอดวัน ในตอนเย็นได้ยืนบนเกาะนั่นเอง มองดูแผ่นหินคิดว่า หิน
แผ่นนี้ บัดนี้ปรากฏว่าสูงกว่าเดิม จะมีเหตุอะไรหนอ เพราะพระมหาสัตว์
สังเกตปริมาณของน้ำและปริมาณของแผ่นหินไว้เป็นอย่างดี. ด้วยเหตุนั้น
พระโพธิสัตว์จึงดำริว่า วันนี้น้ำของแม่น้ำนี้ก็ยังไม่ลด. แต่ทำไมแผ่นหินนี้
จึงปรากฏใหญ่มาก. คงจะเป็นเจ้าจระเข้นอนหมายจะจับเรา ณ ที่นั้นเป็นแน่.
หน้า 466
ข้อ 27
พระยาวานรคิดว่า เราจักทดลองจระเข้นั้นก่อน จึงยืนอยู่อย่างนั้น ทำ
เป็นพูดกับแผ่นหิน พูดว่า เฮ้ยเจ้าหิน ก็ไม่ได้รับคำตอบ พูดว่า เฮ้ยเจ้าหิน
อยู่ ๓ ครั้ง หินก็ไม่ให้คำตอบ. พระโพธิสัตว์จึงพูดอีกว่า เฮ้ยเจ้าหินทำไม
วันนี้ไม่ให้คำตอบแก่เราเล่า. จระเข้คิดว่า หินนี้ในวันอื่น ๆ คงให้คำตอบ
แก่พระยาวานรเป็นแน่. แต่วันนี้หินไม่ให้คำตอบเพราะเราครอบไว้. เอาเถิด
เราจะให้คำตอบแก่พระยาวานร จึงพูดว่า ว่าอย่างไรพระยาวานร. ถามว่า
เจ้าเป็นใคร. ตอบว่า เราเป็นจระเข้. ถามว่า เจ้ามานอนที่นี้เพื่ออะไร ตอบ
ว่า ต้องการหัวใจท่าน. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราไม่มีทางไปทางอื่น ทางไป
ของเราถูกปิดเสียแล้ว. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราถูกจระเข้เบียดเบียนไปไม่ได้ เรายืน
อยู่ ณ โอกาสใด โดดจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น.
จระเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย แสดงความน่ากลัว
อยู่ ณ โอกาสนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีฬิโต สุํสุมาเรน ท่านทำความที่กล่าวด้วย
กึ่งคาถาเท่านั้นให้ปรากฏด้วยคาถาว่า ยมฺโหกาเส ดังนี้. บทว่า ยมฺโหกาเส
คือยืนอยู่ท้องที่อันได้แก่หลังแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแม่น้ำใด. บทว่า
โอรา คือฝั่งใน ได้แก่เกาะ. บทว่า ปารํ คือฝั่งนอกแห่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่
ของเราในครั้งนั้น. บทว่า ปตามหํ คือเรากระโดดไปถึง. บทว่า ตตฺถจฺฉิ
หน้า 467
ข้อ 27
ความว่า จระเข้เป็นสัตว์ดุร้าย เป็นฆาตกร เป็นศัตรู แสดงความหยาบคาย
ร้ายกาจเห็นแล้วน่ากลัว มันอยู่บนหลังแผ่นหินนั้น.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า เราไม่มีทางอื่นจะไป. วันนี้เราจะลวง
จระเข้. เราจะเปลื้องจระเข้จากบาปใหญ่ด้วยอาการอย่างนี้, และเราก็จะได้
ชีวิตด้วย. พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะจระเข้ว่า จระเข้สหาย เราจักโดดไปบน
ตัวท่าน. จระเข้กล่าวว่า พระยาวานรท่านอย่ามัวชักช้าเชิญมาข้างนี้ซิ. พระ-
มหาสัตว์ได้กล่าวว่า เรากำลังมา. แต่ท่านจงอ้าปากของท่านไว้ แล้วจับเรา
ตอนที่เรามาหาท่าน. ก็เมื่อจระเข้อ้าปากตาทั้งสองข้างก็กลับ . จระเข้นั้น
มิได้กำหนดเหตุการณ์นั้นจึงอ้าปาก. ตาของจระเข้ก็หลับ . จระเข้อ้าปากนอน
ไม่ลืมตาเลย. พระมหาสัตว์รู้ความเป็นจริงของจระเข้นั้น จึงกระโดดจาก
เกาะไปเหยียบหัวจระเข้ แล้วกระโดดจากนั้นไปยืนบนฝั่งโน้นดุจสายฟ้าแลบ.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
จระเข้นั้นกล่าวกะเราว่า จงมา. แม้เรา
ก็กล่าวกะจระเข้ว่าเราจะมา. เราโดดลงเหยียบ
หัวจระเข้นั้น แล้วโดดไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อสํสิ คือได้กล่าวแล้ว. บทว่า อหมฺเปมิ
คือแม้เราก็กล่าวกะจระเข้นั้นว่า เราจะมา.
หน้า 468
ข้อ 27
อนึ่งเกาะนั้นน่ารื่นรมย์ ประดับด้วยแนวต้นไม้ผลมี มะม่วง หว้า
ขนุน เป็นต้น และเหมาะที่จะเป็นที่อยู่. แม้พระมหาสัตว์รักษาคำสัจ เพราะ
ได้ให้ปฏิญญาไว้ว่าเราจะมา ก็ได้กระทำอย่างนั้นว่า เราจักมาแน่นอน. ดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรามิได้ทำตามคำของจระเข้ที่กล่าวหลอก
ลวงนั้น หามิได้.
เพราะรักษาคำสัจนี้ ได้สละชีวิตของตนทำแล้ว ฉะนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ผู้เสมอด้วยคำสัจของเราไม่มี. นี้เป็น
สัจจบารมีของเรา.
จระเข้เห็นความอัศจรรย์ดังนั้นคิดว่า พระยาวานรนี้ทำอัศจรรย์ยิ่งนัก
จึงกล่าวว่า พระยาวานรผู้เจริญ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่างในโลก
นี้ ย่อมครอบงำศัตรูได้. ธรรมทั้งหมดนั้นคงมีอยู่ในตัวของท่าน.
ท่านพระยาวานร ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้
คือสัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ มีอยู่แก่ผู้ใด
เหมือนอย่างท่าน ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส บุคคลไร ๆ. บทว่า เอเต คือท่านแสดง
ถึงข้อที่ควรกล่าวไว้ในบัดนี้. บทว่า จตฺโร ธมฺมา คือคุณธรรม ๔ ประการ.
หน้า 469
ข้อ 27
บทว่า สจฺจํ คือวจีสัจจะ. ที่ท่านกล่าวว่า เราจักมาสำนักของเรา แล้วไม่
โกหกมาจนได้ นี้เป็นวจีสัจจะของท่าน. บทว่า ธมฺโม คือวิจารณปัญญา
ได้แก่ปัญญาไตร่ตรอง ปัญญาที่เป็นไปว่า เมื่อเราทำอย่างนี้ จักเป็นอย่างนี้
ชื่อว่าวิจารณปัญญาของท่าน. บทว่า ธิติ ได้แก่ความเพียรที่ไม่ขาด แม้
ความเพียรนี้ก็มีแก่ท่าน. บทว่า จาโค คือการบริจาคตน ท่านสละตน
มาหาเรา เราไม่สามารถจะจับท่านได้ นี้เป็นความผิดของเราเอง. บทว่า
ทิฏฺํ คือศัตรู. บทว่า โส อติวตฺตติ ความว่า ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้มี
อยู่แก่บุคคลใดเหมือนอย่างมีแก่ท่าน ผู้นั้นย่อมก้าวล่วง คือครอบงำศัตรูของ
ตนเหมือนท่านพ้นเราในวันนี้.
จระเข้สรรเสริญพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้วได้ไปที่อยู่ของตน. จระเข้
ในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. เมียจระเข้คือนางจิญจมาณวิกา. ส่วน
พระยาวานร คือพระโลกนาถ.
แม้ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น
โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่งพึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ การรู้ว่าจระเข้นอนบน
แผ่นหินด้วยสังเกตประมาณของน้ำและของหิน ด้วยกำหนดเอาว่า บัดนี้
ปรากฏหินสูงเกินไป. การตัดสินเนื้อความนั้นโดยอ้างว่าเคยพูดกับหิน. การ
เปลื้องจระเข้ให้พ้นจากบาปใหญ่ เพราะรีบทำด้วยการเหยียบหัวจระเข้แล้ว
ไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้นทันที. การรักษาชีวิตของตน. และการตามรักษาสัจจวาจา.
จบ อรรถกถาปิลราชจริยาที่ ๗
หน้า 470
ข้อ 28
๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของสัจจดาบส
[๒๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นดาบส
ปรากฏนามว่า สัจจะ เรารักษาสัตวโลกไว้ด้วย
คำสัจ ได้ทำหมู่ชนให้สามัคคีกัน ฉะนี้แล.
จบ สัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
อรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ตาปโส สจฺจสวฺหย ปณฺฑิตจริยา คือในกาลเมื่อเราเป็นดาบส ชื่อว่า
สัจจะ ที่เขาเรียกกันด้วย สจฺจ ศัพท์. บทว่า สจฺเจน โลกํ ปาเลสึ คือ
เรารักษาสัตวโลก หมู่สัตว์ในชมพูทวีปนั้น ๆ จากบาปและจากความพินาศ
หลายๆ อย่าง ด้วยความไม่พูดเท็จของตน. บทว่า สมคฺคํ ชนมกาสหํ
ความว่า เราได้ทำให้มหาชนที่ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันในที่นั้น ๆ ให้
สามัคคีกัน ไม่วิวาทกัน บันเทิงกันด้วยแสดงถึงโทษในการทะเลาะกัน แล้ว
กล่าวถึงอานิสงส์ในความสามัคคี.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์มหาศาล
ตระกูลหนึ่งในกรุงพาราณสี ชื่อว่า สัจจะ. พระโพธิสัตว์ครั้นเจริญวัย
หน้า 471
ข้อ 28
ได้ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไม่ช้า
ก็สำเร็จศิลปะทุกอย่าง อาจารย์อนุญาต จึงกลับกรุงพาราณสี ไหว้มารดา-
บิดา มารดาบิดาชื่นชมยินดี เพื่อรักษาน้ำใจของมารดาบิดา จึงอยู่กับมารดา-
บิดาสิ้นวันเล็กน้อย. ลำดับนั้นมารดาบิดาประสงค์จะหาภริยาที่สมควรให้
จึงมอบสมบัติทั้งหมดให้ แล้วเชื้อเชิญพระโพธิสัตว์นั้นให้อยู่ครองเรือน.
พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในการออกบวช ประสงค์จะเพิ่มพูนเนก-
ขัมมบารมีของตน จึงกล่าวถึงโทษในการครองเรือน และอานิสงส์ในการ
บรรพชา โดยประการต่าง ๆ เมื่อมารดาบิดามีหน้าอาบด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่
ได้ละกองสมบัติอันหาประมาณมิได้ ยศอันสูงส่ง และวงศ์ใหญ่หมู่ใหญ่ ตัด
ความผูกพันทางเรือน ดุจช้างใหญ่ทำลายเครื่องผูกเหล็กฉะนั้น ออกแล้ว
เข้าไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี เลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลาผลใน
ป่า ไม่ช้าก็ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด เพลิดเพลินกับฌานอยู่ด้วย
วิหารสมาบัติ.
วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ได้เห็นพวกมนุษย์
โดยมากขวนขวายในอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น ทะเลาะกัน
และกัน มีกามเป็นตัวเหตุ. ครั้นเห็นแล้วจึงคิดอย่างนี้ว่า การที่เห็นสัตว์
เหล่านี้ขวนขวายในบาป และทะเลาะกันแล้ววางเฉยเสีย ไม่เป็นการสมควร
แก่เรา. เพราะเราปฏิบัติสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยหวังว่าจะขนสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 472
ข้อ 28
ออกจากเปือกตมคือสงสาร แล้วให้ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน. เพราะฉะนั้น
เพื่อไม่ให้ผิดปฏิญญานั้น ถ้ากระไรเราพึงไปยังที่อยู่ของมนุษย์ ยังสัตว์
เหล่านั้นให้งดเว้นจากบาป และให้การวิวาทของมนุษย์เหล่านั้นสงบ.
พระมหาสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว อันมหากรุณาเร่งเร้าหนักขึ้นจึงละ
สุขอันเกิดแต่สมาบัติที่มีอยู่ไปในที่นั้น ๆ ด้วยฤทธิ์ แสดงธรรมอันเหมาะแก่
จิตของคนเหล่านั้น แสดงถึงโทษในการผิดพ้องหมองใจกัน ที่จะได้รับใน
ปัจจุบันและในภพหน้า ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันให้
สามัคคีกัน ประกอบประโยชน์ให้แก่กันและกัน. ชี้แจงถึงความหยาบช้ามี
อาการต่าง ๆ และโทษในบาป ให้สัตว์ทั้งหลายเว้นจากนั้นแล้วยังบางพวก
ให้ตั้งอยู่ในกุสลกรรมบถ ๑๐ บางพวกให้บวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีลสังวร ใน
การคุ้มครองอินทรีย์ ในสติสัมปชัญญะ ในการอยู่ในที่สงัด และในฌาน
และอภิญญา ตามสมควร. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ปุนาปรํ ยทา โหมิ ฯ ล ฯ สมคฺคํ ชนมกาสหํ
คำแปลปรากฏแล้ว ในบาลีแปลข้างต้น
แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระมหาบุรุษ
โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพเหมือน
อย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
หน้า 473
ข้อ 29
๙. วัฏฏกโปตกจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของลูกนกคุ้ม
[๒๙] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นลูกนกคุ่ม
ขนยังไม่งอก ยังอ่อนเป็นดังชิ้นเนื้อ อยู่ในรัง
ในมคธชนบท ในกาลนั้น มารดาเอาจะงอย
ปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเรา เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะ
ของมารดา กำลังกายของเรายังไม่มี ในฤดู
ร้อนทุก ๆ ปี มีไฟป่าไหม้ลุกลามมา ไฟไหม้
ป่าเป็นทางดำลุกลามมาใกล้เรา ไฟไหม้ป่า
ลุกลามใหญ่หลวงเสียงสนั่นอื้ออึง ไฟไหม้
ลุกลามมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา
มารดาบิดาของเราสะดุ้งใจหวาดหวั่น เพราะ
กลัวไฟที่ไหม้มาโดยเร็ว จึงทิ้งเราไว้ในรังหนี
เอาตัวรอดไปได้ เราเหยียดเท้า กางปีกออก
รู้ว่า กำลังกายของเราไม่มี เรานั้นไปไม่ได้อยู่
ในรังนั้นเอง จึงคิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า เมื่อ
หน้า 474
ข้อ 29
ก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่น พึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่
ในระหว่างปีของมารดาบิดา บัดนี้ มารดาบิดา
ทิ้งเราหนีไปเสียแล้ว วันนี้ เราจะทำอย่างไร
ศีลคุณ ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้
ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณามีอยู่ใน
โลก ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำสัจจกิริยา
อันสูงสุด เราคำนึงถึงกำลังพระธรรม ระลึกถึง
พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารอันมีในก่อน ได้กระทำ
สัจจกิริยา แสดงกำลังความสัตย์ว่า ปีกของ
เรามีอยู่ แต่ยังบินไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ แต่
ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว
แน่ะไฟ จงกลับไป ( จงดับเสีย) พร้อมกับ
เมื่อเรากระทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ใหญ่
หลวงเว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้นเหมือน
จุ่มลงในน้ำ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี
นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบ วัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙
หน้า 475
ข้อ 29
อรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. ใน
บทว่า มคเธ วฏฺฏโปตโก เป็นอาทิ มีความสังเขปดังต่อไปนี้. ในกาลเมื่อ
เราเกิดในกำเนิดนกคุ่มในอรัญญประเทศแห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ทำลาย
เปลือกไข่ยังอ่อนเพราะออกไม่นาน ยังเป็นชิ้นเนื้อขนยังไม่ออกเป็นลูกนก
คุ่มอยู่ในรังนั่นเอง. บทว่า มุขตุณฺฑเกนาหริตฺวา ความว่า มารดาของเรา
เอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเราตลอดกาล. บทว่า ตสฺสา ผสฺเสน ชีวามิ
เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดานั้น ความว่า เราเป็นอยู่ คือยังอัตภาพให้
เป็นไปด้วยการสัมผัสตัวของมารดาของเรานั้น ผู้สัมผัสเราตลอดกาลโดยชอบ
เพื่อความอบอุ่นและเพื่ออบรม. บทว่า นตฺถิ เม กายิกํ พลํ คือกำลัง
อาศัยกายของเราไม่มี เพราะยังเล็กนัก.
บทว่า สํวจฺฉเร คือทุก ๆ ปี. บทว่า คิมฺหสมเย คือในฤดูร้อน.
ไฟไหม้ป่า ในท้องที่นั้นด้วยไฟที่เกิดขึ้นเพราะการเสียดสีกันและกันของกิ่ง-
ไม้แห้ง ไฟไหม้ป่าด้วยเหตุนั้น. บทว่า อุปคจฺฉติ อมฺหากํ คือไฟที่ได้
ชื่อว่า ปาวก เพราะชำระพื้นที่อันเป็นที่อยู่ของเราให้สะอาด ด้วยทำที่ไม่
สะอาดอันเป็นที่ตั้งของตนให้สะอาด. และทางไปชื่อว่า เป็นทางดำเพราะนำ
เชื้อไฟมาเป็นเถ้าไหม้ที่กอไม้ในป่าเข้ามาใกล้.
หน้า 476
ข้อ 29
บทว่า สทฺทายนฺโต คือทำเสียงสนั่นอื้ออึง ในกาลนั้น เพราะเข้า
มาใกล้อย่างนี้. บทว่า ธมธมอิติ นี้ แสดงถึงเสียงดังสนั่นลั่นของไฟป่า.
บทว่า มหาสิขี ชื่อว่า มหาสิขี เพราะมีเปลวไฟใหญ่ ด้วยอำนาจของ
เชื้อไฟเช่นกับยอดเขา. ไฟไหม้ท้องที่ป่านั้นมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะ
ถึงเรา.
บทว่า อคฺคิเวคภยา ความว่า มารดาบิดาของเรากลัวไฟที่ลุกลาม
มาโดยไว. บทว่า ตสิตา คือหวาดสะดุ้ง ด้วยเกิดหวาดสะดุ้งทางจิต และ
ด้วยความหวาดเสียวทางกาย. บทว่า มาตาปิตา คือมารดาและบิดาทั้งหลาย.
บทว่า อตฺตานํ ปริโมจยุํ หนีเอาตัวรอด คือได้ทำความปลอดภัยให้แก่ตน
ด้วยไปในที่ที่ไฟไม่รบกวน. จริงอยู่ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ได้มีร่างกาย
ใหญ่ประมาณเท่าตะกร้อลูกใหญ่. มารดาบิดาไม่สามารถจะพาลูกนกนั้นไปได้
ด้วยอุบายไร ๆ และเพราะความรักตนครอบงำ จึงทิ้งความรักบุตรหนีไป.
บทว่า ปาเท ปกฺเข ปชหามิ คือเราเตรียมจะไปบนแผ่นดิน และบน
อากาศ จึงเหยียดเท้าทั้งสองและพยายามกางปีกทั้งสอง. ปาฐะว่า ปฏิหามิ
บ้าง. ความว่า เราพยายามเพื่อจะบินไปบนอากาศ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ปตึหามิ บ้าง. บทนั้นมีความดังนี้ เราพยายามเหยียดเท้าและกางปีก. คือ
พยายามจะบินไป. เพราะเหตุไรจึงพยายามดังนั้น. เพราะกำลังกายของเรา
ไม่มี. บทว่า โสหํ อคติโก ตตฺถ เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั่นเอง ความว่า
เราเป็นอย่างนั้น หนีไปไม่ได้เพราะความบกพร่องของเท้าและปีก หรือ
หน้า 477
ข้อ 29
มารดาบิดาก็เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้โดยหนีไปเสีย. เราอยู่ในป่าถูกไฟป่ารบกวน
หรือในรังนั้น ในกาลนั้น จึงคิดโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้อย่างนี้.
อนึ่ง บทว่า อหํ บทที่สองพึงเห็นว่าเป็นเพียงนิบาต.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงอาการที่พระองค์ทรงคิด
ในกาลนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า เยสาหํ ดังนี้.
ในบทนั้น มีความว่า เมื่อก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่นพึงเข้าไปซ่อนตัว
ในระหว่างปีกของมารดาบิดา คือเรากลัวเพราะกลัวตายหวาดสะดุ้ง เพราะ
จิตสะดุ้งต่อมรณภัยนั้น. หวั่นไหวเพราะร่างกายสั่น บัดนี้ถูกไฟป่ารบกวน
สำคัญดุจหล่มน้ำจึงวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา. มารดา-
บิดาของเราเหล่านั้นทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียวหนีไปเสียแล้ว. บทว่า กถํ เม อชฺช
กาตเว คือวันนี้เราควรทำ ควรปฏิบัติอย่างไร ? พระมหาสัตว์มิได้หลงลืมสิ่ง
ที่ควรทำ ยืนคิดอย่างนี้ว่า ในโลกนี้คุณของศีลยังมีอยู่. คุณของสัจจะยังมี
อยู่. ธรรมดาพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีต บำเพ็ญบารมี นั่ง ณ
พื้นโพธิมณฑล ตรัสรู้แล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ และ
วิมุตติญาณทัศนะ ประกอบด้วยสัจจะความเอ็นดูกรุณาและขันติ บำเพ็ญ
เมตตาในสรรพสัตว์ ยังมีอยู่. พระธรรมอันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้น
แทงตลอดแล้ว เป็นคุณอันประเสริฐโดยส่วนเดียว ยังมีอยู่. อนึ่ง ความ
สัตย์อย่างนี้แม้ในเราก็ยังมีอยู่. สภาวธรรมอย่างหนึ่ง ยังมีอยู่ย่อมปรากฏ.
หน้า 478
ข้อ 29
เพราะฉะนั้น เราควรระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอดีต และคุณธรรมที่พระพุทธ-
เจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว ถือเอาสภาวธรรมอันเป็นสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน
แล้วทำสัจจกิริยา ให้ไฟกลับไป แล้วทำความสวัสดีแก่ตนเอง และแก่สัตว์
ที่เหลือซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ ในวันนี้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
คุณของศีล ความสัตย์ พระสัพพัญญู-
พุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณา
มีอยู่ในโลก. ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำ
สัจจกิริยาอันสูงสุด เราคำนึงถึงกำลังของพระ-
ธรรม ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้พิชิตมารอันมี
อยู่ในก่อนได้กระทำสัจจกิริยา แสดงกำลัง
ความสัตย์.
ในบทนั้น มีความว่า พระมหาสัตว์ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ซึ่งปรินิพพานแล้วในอดีต ปรารภสภาพของสัจจะอันมีอยู่ในตน
แล้วกล่าวคาถาใด ได้ทำสัจจกิริยาในกาลนั้น. เพื่อแสดงคาถานั้น จึงกล่าว
คาถามีอาทิว่า :-
ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้า
ของเรามีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พา
กันบินออกไปแล้ว แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด.
หน้า 479
ข้อ 29
ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ปีกของ
เรามีอยู่แต่ยังบินไปไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะกระโดดไปทางอากาศด้วยปีก
นั้นได้. บทว่า สนฺติ ปาทา อวญฺจนา คือแม้เท้าของเราก็มียู่ แต่ยัง
เดินไม่ได้ เพราะไม่สามารถะก้าวไปด้วยเท่านั้นได้. บทว่า มาตาปีตา จ
นิกฺขนฺตา ความว่า แม้มารดาบิดาของเราที่ควรจะนำเราไปในที่อื่น ก็ออก
ไปเสียแล้ว เพราะกลัวตาย. บทว่า ชาตเวท เป็นคำเรียกไฟ. เพราะว่า
ไฟนั้นเกิดให้รู้ ปรากฏด้วยเปลวควันพลุ่งขึ้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ชาต-
เวทะ. บทว่า ปฏิกฺกม คือขอร้องไฟว่า ท่านจงไปคือจงกลับไป.
พระมหาสัตว์ ได้นอนทำสัจจกิริยาว่า หากความที่เรามีปีก. ความที่
เหยียดปีกบินไปในอากาศไม่ได้ ความที่เรามีเท้า. ความที่เรายกเท้าเดินไป
ไม่ได้. และความที่มารดาบิดาที่เราไว้ในรังแล้วหนีไป เป็นความสัตย์จริง.
แน่ะไฟด้วยความสัตย์นี้ ขอท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี้. พร้อมด้วยสัจจกิริยา
ของพระมหาสัตว์นั้น ไฟได้หลีกไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส. และเมื่อไฟ
หลีกไปก็มิได้ไหม้กลับเข้าป่าไป. ดับ ณ ที่นั้น ดุจคบเพลิงที่จุ่มลงไปในน้ำ
ฉะนั้น. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุก
รุ่งโรจน์ใหญ่หลวง เว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ
ณ ที่นั้นเหมือนจุ่มลงในน้ำ.
หน้า 480
ข้อ 29
ก็สัจจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นเบื้องต้นของการงานระลึกถึง
พระพุทธคุณในสมัยนั้น ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, อสา เม สจฺจปารมี คือผู้เสมอ
ด้วยสัจจจะของเราไม่มี. นี้เป็นบารมีของเรา ถามที่นั้นจึงเป็นปฏิหาริย์ตั้ง
อยู่กัปหนึ่ง เพราะไม่ถูกไฟไหม้ในกัปนี้ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้พระมหาสัตว์ ด้วยอำนาจสัจจกิริยา จึงทำความปลอดภัย
ให้แก่ตนและแก่สัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปตามยถากรรม.
มารดาบิดา ในครั้งนั้น ได้เป็นมารดาบิดาในครั้งนี้. ส่วนพระยา
นกคุ่ม คือพระโลกนาถ. แม้บารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะ
จงกล่าวตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง เมื่อไฟป่าลุกลามมาอย่างน่ากลัวอย่างนั้น พระโพธิสัตว์แม้อยู่
ผู้เดียวในวัยนั้นก็ยังกลัว จึงระลึกถึงพระธรรมคุณมีสัจจะเป็นต้น และพระ-
พุทธคุณ. พึงประกาศอานุภาพมีการยังสัตว์ทั้งหลายแม้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ให้
ถึงความปลอดภัยด้วยสัจจกิริยา เพราะอาศัยอานุภาพของตนเท่านั้น.
จบ อรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙
หน้า 481
ข้อ 30
๑๐. มัจฉราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาปลา
[๓๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยา
ปลาอยู่ในสระใหญ่ น้ำในสระแห้งขอด เพราะ
แสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่นั้น กา แร้ง
นกกระสา นกตะกรุมและเหยี่ยว มาคอยจับ
ปลากินทั้งกลางวันกลางคืน ในกาลนั้น เรา
คิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึง
เปลื้องหมู่ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบาย
อะไรหนอ เราคิดแล้ว ได้เห็นความสัตย์อัน
เป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติ
ได้ เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะเปลื้อง
ความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึง
ธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียน
สัตว์ อันตั้งอยู่ในเที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้กระทำสัจกิริยา
ว่า ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมา
หน้า 482
ข้อ 30
จนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียน
สัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับความลำบากเลย ด้วย
สัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่
แน่ะเมฆ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตก
จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจงยัง
กาให้เดือดร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้อง
ฝูงปลาจากความโศก พร้อมกับเมื่อเราทำ
สัจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้น ยังฝน
ให้ตกครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม
ครั้นเราทำความเพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความ
สัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้วอาศัยกำลัง
อานุภาพความสัตย์ จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่
ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจ-
บารมีของเราฉะนี้แล
จบ มัจฉราชจริยาที่ ๑๐
หน้า 483
ข้อ 30
อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. บทว่า
ยทา โหมิ, มจฺฉราชา มหาสเร ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ใน
สระใหญ่ ความว่า ในอดีตกาล เราเกิดในกำเนิดปลายินดีอยู่ด้วยสังคหวัตถุ
๔ ประการของปลาทั้งหลาย ในสระใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเถาวัลย์
อันเป็นสระโบกขรณีใกล้พระเชตวันกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล. ครั้งนั้น
เราเป็นพระยาปลาแวดล้อมด้วยหมู่ปลาอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า อุเณฺเห
คือฤดูร้อน. บทว่า สูริยสนฺตาเป คือเพราะแสงอาทิตย์. บทว่า สเร อุทกํ
ขียถ คือน้ำในสระนั่นแห้งขอด. ในแคว้นนั้น ขณะนั้นฝนไม่ตกเลย
ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง. น้ำในบึงเป็นต้นแห้งขอด. ปลาและเต่าพากันเข้าไป
อาศัยเปือกตม. แม้ในสระนั้นปลาทั้งหลายก็เข้าไปยังเปือกตม ซ่อนอยู่ใน
ที่นั้นๆ.
บทว่า ตโต คือภายหลังจากน้ำแห้งนั้น. บทว่า กุลลเสนกา
คือนกตะกรุมและเหยี่ยว. ภกฺขยนฺติ ทิวารตฺตึ, มจฺเฉ อุปนิสีทิย
ความว่า กาและนกนอกนั้นเข้าไปแอบอยู่บนหลังเปือกตมนั้น ๆ เอาจะงอย
เช่นกับปลายหอกสั้นจิกกินปลา ซึ่งเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่เปือกตมทั้ง ๆ ที่ยัง
ดิ้นอยู่.
หน้า 484
ข้อ 30
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นความพินาศของปลาทั้งหลาย เกิดสงสาร
คิดอยู่ว่า นอกจากเราไม่มีผู้อื่นที่สามารถจะปลดเปลื้องญาติทั้งหลายของเรา
ให้พ้นจากทุกข์นี้ได้. เราจะปลดเปลื้องปลาเหล่านั้นจากทุกข์นี้ได้ด้วยอุบาย
อย่างไรหนอ จึงตัดสินใจว่า ถ้ากระไรเราพึงทำสัจกิริยาอาศัยสัจธรรมที่
ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อน ประพฤติสะสมมา และที่มีอยู่ในตัวเรา ยังฝน
ให้ตกและสละชีวิตเป็นทานเพื่อหมู่ญาติของเรา. ด้วยเหตุนั้นเป็นอันเรา
ได้ยังมหาอุปการะให้เกิดแก่สัตว์โลก ผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีพ แม้ทั้งสิ้น.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลนั้นเราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่
ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ญาติให้พ้น
จากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ เราคิดแล้ว
ได้เห็นความสัตย์ อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่า
เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ เราตั้งอยู่ในความ
สัตย์แล้ว จะปลดเปลื้องความพินาศใหญ่ของ
หมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ
คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้
หน้า 485
ข้อ 30
ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้
ทำสัจกิริยา.
บทว่า สห าตีหิ ปีฬิโต คือเรากับพวกญาติของเราถูกบีบคั้น
ด้วยน้ำแห้งนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สห เป็นเพียงนิบาต. คือญาติ
ทั้งหลายผู้มีทุกข์เป็นเหตุถูกบีบคั้นด้วยความพินาศนั้น เพราะมีมหากรุณา
จึงคิดจะปลดเปลื้อง อธิบายว่า หมู่ญาติได้รับทุกข์. บทว่า ธมฺมตฺถํ
คือประโยชน์ที่เป็นธรรม หรือมีอยู่ไม่ปราศจากธรรม ได้แก่อะไร ? ได้แก่
สัจจะ. บทว่า อทฺทสปสฺสยํ คือได้เห็นที่พึ่งของเราและของญาติทั้งหลาย
บทว่า อติกฺขยํ คือความมหาพินาศ.
บทว่า สทฺธมฺนํ คือระลึกถึงธรรม คือความไม่เบียดเบียนสัตว์แม้
ตัวหนึ่งของสัตบุรุษ คือคนดีมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า ปรมตฺถํ
วิจินฺตยํ คือเราคิดถึงสัจจะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นอันมีสภาพไม่วิปริต.
บทว่า ยํ โลเก ธุวสสฺสตํ อันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก คือการไม่
เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวก
ของพระพุทธเจ้าตลอดกาลใด. พึงทราบการเชื่อมความว่า เราได้คิดถึงการ
ไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้โดยความเป็นจริง ตลอดกาลทั้งปวงนั้น
ได้กระทำสัจกิริยา.
หน้า 486
ข้อ 30
บัดนี้ พระมหาสัตว์ซึ่งมีร่างเช่นกับสีปุ่มแก่นไม้อัญชัน ประสงค์
จะรับเอาธรรมนั้นซึ่งมีอยู่ในตน แล้วประกอบคำพูดที่เป็นสัตย์ จึงคุ้ย
เปือกตมสีดำออกเป็นสองข้าง ลืมตาทั้งสองแหงนมองอากาศ กล่าวคาถา
ว่า :-
ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมา
จนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียน
สัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับลำบากเลย. ด้วย
สัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต สรามิ อตฺตานํ ความว่า ตั้งแต่
เราระลึก คือความระลึกตนอันได้แก่อัตภาพ. บทว่า ยโต ปตฺโตสฺมิ
วิญฺญุตํ คือตั้งแต่เรารู้ความที่วิญญูชนรู้แล้วในสิ่งอันควรทำนั้น ๆ ชื่อว่า
รู้ความที่วิญญูชนรู้แล้ว เพราะสามารถระลึกถึง กายกรรม วจีกรรม ของ
เราจากนี้ไปได้ด้วยการแหงนขึ้นไปในเบื้องบน ในระหว่างนี้แม้เกิดในที่จะ
ต้องกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกัน เราก็ไม่เคยกินปลาแม้ประมาณเท่ารำข้าวสาร
เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์ไร ๆ แม้อื่น ไม่ต้องพูดถึงฆ่า. บทว่า
เอเตน สจฺจวชฺเชน ความว่า เรากล่าวถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ไร ๆ
อันใด หากการไม่เบียดเบียนนั้นเป็นความจริง ไม่วิปริต ด้วยสัจวาจานี้
ขอเมฆจงยังฝนให้ตกเถิด. พระยาปลากล่าวว่า ขอเมฆจงปลดเปลื้องหมู่
หน้า 487
ข้อ 30
ญาติของเราจากทุกข์เถิด แล้วเรียกปัชชุนนเทวราชดุจบังคับคนรับใช้ของ
ตนอีกว่า :-
แน่ะปัชชุนนะ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำราม
ให้ฝนตก จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป
ท่านจงยังกาให้เดือดร้อน ด้วยความโศก
จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิตฺถนย ปชฺชุนฺน ความว่า เมฆท่าน
เรียกว่า ปัชชุนนะ ก็พระยาปลานี้เรียกวัสสวลาหกเทวราช ที่ได้ชื่อด้วย
อำนาจแห่งเมฆ.
บทนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ธรรมดาฝนไม่คำรามไม่เปล่งสายฟ้า
แม้ให้ฝนตกก็ไม่งาม. เพราะฉะนั้น ท่านคำรามเปล่งสายฟ้าให้ฝนตก
เถิด. บทว่า นิธึ กากสฺส นาสย จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป
คือกาทั้งหลาย เอาจะงอยจิกปลาที่เข้าไปยังเปือกตมนำออกมากิน เพราะ
ฉะนั้น ปลาทั้งหลายภายในเปือกตม ท่านเรียกว่า นิธิ คือขุมทรัพย์
ของกาเหล่านั้น. ท่านยังฝนให้ตกน้ำท่วมขุมทรัพย์ของฝูงกานั้น บทว่า
กากํ โสกาย รนฺเธหิ ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก ความว่า
ฝูงกาเมื่อไม่ได้ปลาในสระใหญ่นี้ซึ่งมีน้ำเต็มจักเศร้าโศก. ท่านยังเปือกตมนี้
ให้เต็มยังฝูงกานั้นให้เดือดร้อนด้วยความโศก. ท่านจงยังฝนให้ตกเพื่อให้กา
หน้า 488
ข้อ 30
เศร้าโศก. อธิบายว่า ท่านจงทำโดยอาการที่ฝูงกาถึงความเศร้าโศกอันมี
ลักษณะจ้องดูภายใน. บทว่า มจฺเฉ โสกา ปโมจย จงปลดเปลื้อง
ฝูงปลาจากความเศร้าโศก คือท่านจงปลดเปลื้องฝูงปลาทั้งหมดซึ่งเป็นญาติ
ของเราให้พ้นจากความเศร้าโศก คือความตายนี้เถิด. อาจารย์บางคนกล่าว
ไว้ในชาดกว่า ท่านจงปลดเปลื้องข้าพเจ้าจากความเศร้าโศก. จ อักษรใน
บทนั้นเป็นสัมบิณฑนัตถะ ความว่า ท่านจงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวง คือเรา
และญาติของเราให้พ้นจากความโศกคือความตายเถิด. จริงอยู่ปลาทั้งหลาย
มีความเศร้าโศกคือความตายอย่างใหญ่หลวงว่า พวกเราจะถึงความเป็น
อาหารของศัตรูเพราะไม่มีน้ำ. พึงทราบว่าความเศร้าโศกเกิดขึ้นด้วยความ
กรุณาของพระมหาสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา เพราะอาศัยความพินาศย่อย
ยับของปลาเหล่านั้น.
พระโพธิสัตว์เรียกปัชชุนนะเทพบุตร ดุจบังคับคนรับใช้ของตนให้
ฝนห่าใหญ่ตกทั่วแคว้นโกศล. ด้วยเดชแห่งศีลของพระมหาสัตว์ปัณฑุกัมพล-
ศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนตลอดกาล ด้วยสัจกิริยานั่นแล.
ท้าวสักกะทรงรำพึงว่า อะไรหนอ ? ครั้นทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงรับสั่งให้
เรียกวัสสวลาหกเทวราชมามีเทวบัญชาว่า นี่แน่ะเจ้าพระยาปลาผู้เป็นมหา-
บุรุษปรารถนาให้ฝนตกเพราะความเศร้าโศก คือความตายของญาติทั้งหลาย.
เจ้าจงทำเมฆให้เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วให้ฝนตกทั่วแคว้นโกศลเถิด. วัสส-
หน้า 489
ข้อ 30
วลาหกเทวราชรับเทวบัญชาแล้ว นุ่งวลาหกก้อนหนึ่ง ห่มก้อนหนึ่ง ขับ
เพลงขับสายฝน บ่ายหน้าไป มุ่งไปยังโลกทางด้านทิศตะวันออก. ทางด้าน
ทิศตะวันออก ก้อนเมฆก้อนหนึ่งประมาณเท่าบริเวณลานได้ตั้งขึ้นร้อยชั้น
พันชั้น คำรามเปล่งสายฟ้าไหลลงมาเหมือนหม้อน้ำที่คว่ำ หลั่งน้ำใหญ่ท่วม
แคว้นโกศลทั้งสิ้น. ฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย ครู่เดียวเท่านั้นสระใหญ่นั้นก็เต็ม
ปลาทั้งหลายก็พ้นจากมรณภัย. กาเป็นต้นได้หมดที่พึ่ง. ไม่เฉพาะปลา
อย่างเดียวเท่านั้น แม้มนุษย์ทั้งหลายก็ยังข้าวกล้าหลายอย่างให้งอกงาม
แม้สัตว์ ๒ เท้าเป็นต้น ทั้งหมดที่อาศัยฝนเลี้ยงชีวิตก็พ้นจากทุกข์กายและ
ทุกข์ใจ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่ง
เสียงสนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็ม
เปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม. ครั้นเราทำความ
เพียรอย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่าง
ประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว. อาศัยกำลังอานุภาพ
ความสัตย์จึงยังฝนให้ตกห่าใหญ่. ผู้เสมอด้วย
ความสัตย์ของเราไม่มี. นี้เป็นสัจบารมีของ
เรา ดังนี้.
หน้า 490
ข้อ 30
ในบทเหล่านั้น บทว่า ขเณน อภิวสฺสถ คือไม่ชักช้าฝนก็ตกโดย
ขณะที่ทำสัจกิริยานั้นเอง. บทว่า กตฺวา วีริยมุตฺตมํ ทำความเพียรอย่าง
สูงสุด คือเมื้อฝนไม่ตกเราก็ไม่เกียจคร้านมัวคิดว่าควรทำอะไร แล้วทำ
ความเพียรอย่างสูงสุด ยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่หมู่สัตว์ใหญ่โดยวิธี
บำเพ็ญญาตัตถจริยา. บทว่า สจฺจเตชพลสฺสิโต คืออาศัยกำลังอานุภาพ
ความสัตย์ของเรายังฝนห่าใหญ่ให้ตกในกาลนั้น. เพราะเหตุการณ์เป็นอย่าง
นั้น ฉะนั้น พระธรรมราชาจึงทรงแสดงถึงความที่สัจบารมีของพระองค์
ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเมื่อครั้งเป็นพระยาปลาใหญ่ว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ,
เอสา เม สจฺจปารมี ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี. นี้เป็นสัจจบารมี
ของเรา.
พระมหาสัตว์มีใจเร่งเร้าด้วยมหากรุณาอย่างนี้ จึงได้ปลดเปลื้อง
มหาชนจากมรณทุกข์ด้วยยังฝนห่าใหญ่ให้ตกทั่วแว่นแคว้น เมื่อสิ้นอายุก็
ไปตามยถากรรม.
ปัชชุนนเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. ฝูง
ปลาคือพุทธบริษัท. พระยาปลาคือพระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าวแม้บารมีที่เหลือ ของพระมหาสัตว์นั้นโดยนัยดังได้
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
หน้า 491
ข้อ 30
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้คือ การเกิดในกำเนิดปลา
ในที่ที่จะกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกับตนได้แล้วไม่กินสัตว์ไร ๆ เช่นปลาแม้เพียง
รำข้าวสาร. การไม่กินก็ชั่งเถิดยังไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่ง. การยังฝน
ให้ตกด้วยทำสัจจะอย่างนั้น. เมื่อน้ำแห้งด้วยความกล้าไม่คำนึงถึงทุกข์ที่ตน
ได้รับด้วยการดำลงไปในเปือกตม เมื่อหมู่ญาติทนไม่ไหว จึงทำทุกข์นั้นไว้
ในใจด้วยตนช่วยเหลือโดยทุกวิธี. และการปฏิบัติด้วยประการนั้น.
จบ อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐
หน้า 492
ข้อ 31
๑๑. กัณหทีปายนจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของกัณหทีปายนะดาบส
[๓๑] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นฤาษีชื่อว่า
กัณหทีปายนะ เราไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
ยิ่งกว่า ๕๐ ปี ใคร ๆ จะรู้ใจที่ไม่ยินดีประพฤติ
พรหมจรรย์ของเรานั้นหามิได้ แม้เราก็ไม่บอก
แก่ใคร ๆ ว่า ความไม่ยินดีมีในใจของเราสหาย
เพื่อนพรหมจรรย์ของเรา ชื่อมัณฑัพยะ เป็น
ฤาษีมีอานุภาพมาก ประกอบด้วยบุรพกรรม
คือกรรมเก่าให้ผล ถูกเสียบด้วยหลาวทั้งเป็น
เราทำการพยาบาลมัณฑัพยะ ดาบสนั่นให้หาย
โรค แล้วได้อำลามาสู่บรรณศาลาอันเป็นอาศรม
ของเราเอง พราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา ได้พา
ภริยาและบุตร ต่างถือสักการะสำหรับต้อนรับ
แขก รวมสามคนมาหาเรา เรานั่งเจรจาปราศัย
กับสหายและภริยาของเขาอยู่ในอาศรมของตน
เด็กโยนลูกข่างเล่นอยู่ ทำงูเห่าให้โกรธแล้ว
หน้า 493
ข้อ 31
ทีนั้น เด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตาม
ปล่องจอมปลวก ความไปถูกเอาศีรษะงูเข้า
พอมือไปถูกศีรษะของมัน งูก็โกรธ อาศัย
กำลังพิษ เคืองจนเหลือจะอดกลั้นได้กัดเด็ก
ในทันที พร้อมกับถูกงูกัด เด็กล้มลงที่พื้นดิน
ด้วยกำลังพิษกล้า เหตุนั้น เราเป็นผู้ได้รับทุกข์
หรือว่าเรามีความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบ
มารดาบิดาของทารกนั้น ผู้มีทุกข์เศร้าโศก ให้
สร่างแล้ว ได้ทำสัจกิริยาอันประเสริฐสุด
ก่อนว่า.
เราผู้ต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์
มีจิตเลื่อมใสอยู่ ๗ วันเท่านั้น ต่อแต่นั้นมา
การประพฤติของเราไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ เรา
ไม่ปรารถนาจะประพฤติเสียเลย ด้วยความ
สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็กนี้เถิด พิษจง
ระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่
หน้า 494
ข้อ 31
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา มาณพ
หวั่นไหวด้วยกำลังพิษไม่รู้สึกตัว ได้ฟื้นกาย
หายโรค ลุกขึ้นได้ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของ
เราไม่มี นี้เป็นสัจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบ กัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
อรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กณฺหทีปายโน อิสิ คือดาบสมีชื่อว่า กัณหทีปายนิะ.
ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์ในกาลนั้นชื่อว่า ทีปายนะเข้าไปหาดาบส
มัณฑัพยะผู้เป็นสหายของตนถูกเสียบหลาว ไม่ทอดทิ้งดาบสนั้นด้วยศีลคุณ
ของเขา ได้ยืนพิงอยู่กับหลาวตลอด ๓ ยาม จึงได้ปรากฏชื่อว่า กัณหทีปายนะ
เพราะร่างกายมีสีดำ ด้วยหยาดเลือดแห้งที่ไหลจากร่างกายของดาบสนั้นแล้ว
ลงมาใส่. บทว่า ปโรปญฺาสวสฺสานิ คือยิ่งกว่า ๕๐ ปี บทว่า อนภิรโต
จรึ อหํ คือเราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี ในเสนาสนะสงัดและใน
ธรรมอันเป็นอธิกุศล. ครั้นบวชแล้วพระมหาสัตว์ยินดีประพฤติพรหมจรรย์
อยู่ ๗ วันเท่านั้น. ต่อจากนั้นก็อยู่อย่างไม่ยินดี.
หน้า 495
ข้อ 31
ก็เพราะเหตุไร พระมหาบุรุษในอัตภาพหลายแสนมีอัธยาศัยในเนก-
ขัมมะยินดีอยู่พรหมจรรย์ แต่ในจริยานี้ไม่ยินดีพรหมจรรย์นั้น. เพราะความ
หวั่นไหวแห่งความเป็นปุถุชน. ก็เพราะเหตุไร จึงไม่ครองเรือนใหม่เล่า
เพราะครั้งแรกเห็นโทษในกามทั้งหลาย ด้วยมีอัธยาศัยในเนกขัมมะจึงบวช
เมื่อเป็นดังนั้นพระมหาบุรุษจึงเกิดความไม่ยินดีด้วยมิได้ใส่ใจโดยแยบคาย.
พระมหาบุรุษ แม้เมื่อไม่สามารถบรรเทาความไม่ยินดีนั้นได้ จึงเชื่อกรรมและ
ผลแห่งกรรม ละสมบัติใหญ่ออกจากเรือน ละสมบัติใด ก็กลับไปเพื่อสมบัติ
นั้นอีก. รังเกียจคำติเตียนนี้ว่า กัณหทีปายนะนี้บ้าน้ำลาย กลับกลอกจริง
หนอ เพราะเกรงหิริโอตตัปปะของตนจะแตก. อนึ่งชื่อว่าบุญในการบรรพชานี้
ท่านผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้ว. และก็ดำรงอยู่มิได้.
เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้ร้องไห้น้ำตานองหน้า ด้วยความทุกข์โทมนัส
ก็ยังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. ไม่สละพรหมจรรย์นั้น. สมดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
กัณหทีปายนะนั้นออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว
ก็กลับมาอีก เขารังเกียจคำพูดนี้ว่า กัณหที-
ปายนะนี้ บ้าน้ำลายกลับกลอกหนอ เราไม่
ปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์เสียเลย อนึ่ง
ฐานะของสัตบุรุษอันผู้รู้สรรเสริญแล้ว เราจะ
เป็นผู้ทำบุญอย่างนี้.
หน้า 496
ข้อ 31
บทว่า น โกจิ เอตํ ชานาติ ความว่า ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ย่อม
ไม่รู้ใจที่ไม่ยินดีของเรานั้น คือใจที่ปราศจากความยินดีในการประพฤติ
พรหมจรรย์. เพราะเหตุไร ? เพราะเราไม่บอกแก่ใคร ๆ ว่า ความไม่ยินดี
เป็นไปในใจของเรา. ฉะนั้นใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์จึงไม่รู้ใจนั้น.
บทว่า พฺรหฺมจารี คือชื่อพรหมจารี เพราะเป็นผู้ศึกษาเสมอด้วย
การบรรพชาเป็นดาบส. มณฺฑพฺย คือมีชื่อว่ามัณฑัพยะ บทว่า. สหาโย
คือเป็นสหายที่รัก เพราะเป็นมิตรแท้ทั้งในเวลาเป็นคฤหัสถ์และเวลาเป็น
บรรพชิต. บทว่า มหาอิสิ คือเป็นฤาษีมีอานุภาพมาก. บทว่า ปุพฺพกมฺม-
สมายุตฺโต สูลมาโรปนํ ลภิ ความว่า ประกอบด้วยบุรพกรรมของตนถูก
เสียบด้วยหลาวทั้งเป็น.
ในบทนี้มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในอดีตกาลพระราชาพระนาม
ว่า โกสัมพิกะครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ. ในกาลนั้น
พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ใน
นิคมแห่งหนึ่ง พราหมณ์กุมารได้มีสหายที่รักของเขาชื่อมัณฑัพยะ. ต่อมา
เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมทั้งสองเห็นโทษในกาม จึงบริจาคมหาทานละกาม
เมื่อญาติมิตรบริวารชนร้องไห้คร่ำครวญได้ออกไปสร้างอาศรม ณ หิมวันต-
ประเทศ แล้วบวชเลี้ยงชีพด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า ด้วย
การเที่ยวขออยู่เกิน ๕๐ ปี. ทั้งสองไม่สามารถข่มกามฉันทะได้. แม้เพียง
ฌานก็เกิดขึ้นไม่ได้. สองดาบสเที่ยวจาริกไปยังชนบท เพื่อเสพอาหารมีรส
หน้า 497
ข้อ 31
เค็มและเปรี้ยว .ถึงแคว้นกาสี. ณ แคว้นกาสีนั้น ในนิคมหนึ่งสหายครั้ง
เป็นคฤหัสถ์ของทีปายนะชื่อว่า มัณฑัพยะอาศัยอยู่. ทั้งสองจึงเข้าไปหามัณ-
ฑัพยะนั้น. มัณฑัพยะเห็นดาบสทั้งสองก็ดีใจสร้างบรรณศาลา บำรุงด้วย
ปัจจัย ๔ ดาบสทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้นได้ ๓ - ๔ ปี ก็ลามัณฑัพยะนั้นเที่ยวจาริก
ไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เต็มไปด้วยไม้เต็งใกล้กรุงพาราณสี. ที่นั้นทีปายนะอยู่
ตามความพอใจ แล้วไปหามัณฑัพยะสหายของตนในนิคมนั้นอีก. มัณฑัพย-
ดาบสคงอยู่ ณ ที่นั้นเอง.
อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งกระทำโจรกรรมภายในเมืองลักทรัพย์หนี
ถูกพวกเจ้าของเรือน และพวกมนุษย์ที่รักษานครติดตามออกไปทางท่อน้ำ
รีบเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาของดาบสแล้วหนีไป. พวก
มนุษย์เห็นห่อทรัพย์จึงคุกคามว่า เจ้าชฎิลชั่วคนร้ายทำโจรกรรมในกลางคืน
กลางวันเที่ยวไปโดยเพศของดาบส แล้วช่วยกันทุบตีพาดาบสนั้นไปแสดง
แด่พระราชา. พระราชามิได้ทรงสอบสวนมีพระบัญชาให้เสียบบนหลาว.
พวกมนุษย์นำดาบสนั้นไปยังป่าช้า เสียบบนหลาวไม้ตะเคียน. หลาวมิได้เข้า
ไปในร่างกายของดาบส. แต่นั้นจึงนำหลาวไม้สะเดามา. แม้หลาวนั้นก็มิได้
เข้า. จึงนำหลาวเหล็กมา. หลาวเหล็กก็ไม่เข้า. ดาบสคิดว่า เป็นกรรมเก่า
ของเรากระมังหนอ. ดาบสระลึกชาติได้. ได้เห็นกรรมเก่าด้วยเหตุนั้น. นัยว่า
ดาบสนั้นในอัตภาพก่อนเป็นบุตรของนายช่าง ไปยังที่ที่บิดาถากไม้จับแมลง-
วันตัวหนึ่งจึงเอาเสี้ยนไม้ทองหลางเสียบดุจหลาว. บาปของเขาได้โอกาสที่นี้.
หน้า 498
ข้อ 31
ดาบสรู้ว่าไม่อาจพ้นจากบาปนี้ไปได้ จึงกล่าวกะพวกราชบุรุษว่า หากพวก
ท่านประสงค์จะเสียบเราที่หลาว. พวกท่านจงนำหลาวไม้ทองหลางมาเถิด
พวกราชบุรุษได้ทำตามนั้นแล้วเสียบดาบสที่หลาว จัดอารักขาแล้วหนีไป.
ในกาลนั้น กัณหทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้เห็นสหายมานานแล้ว
จึงมาหามัณฑัพยดาบส ฟังเรื่องราวนั้นแล้วจึงไปยังที่นั้นยืนอยู่ข้างหนึ่งถามว่า
สหายท่านทำอะไร เมื่อดาบสบอกว่าเราไม่ได้ทำอะไร ? กัณหทีปายนะ ถามว่า
ท่านสามารถรักษาความประทุษร้ายทางใจได้หรือไม่ได้. มัณฑัพยดาบส
ตอบว่า เราไม่มีความประทุษร้ายทางใจต่อพวกราชบุรุษและพระราชาที่จับ
เรา. กัณหทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่าน
เป็นความสุขของเราแล้วนั่งพิงหลาวอยู่ พวกบุรุษที่ดูแลกราบทูลเรื่องราวนั้น
แด่พระราชา. พระราชาทรงดำริว่า เราไม่ได้สอบสวนทำลงไป จึงรีบเสด็จไป
ณ ที่นั้นตรัสถามทีปายนดาบสว่า เพราะเหตุไร พระคุณท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่
เล่า ? ดาบสทูลว่า อาตมาภาพนั่งคอยรักษาดาบสนี้ มหาราช. พระราชาตรัส
ถามว่า พระคุณท่านทราบความที่ดาบสนี้ทำแล้วหรือจึงได้ทำอย่างนี้ ? ทีปายน
ดาบสทูลถึงกรรมที่ไม่บริสุทธิ์.
ลำดับนั้นทีปายนดาบสกล่าวคำมีอาทิว่า :-
ธรรมดาพระราชาควรเป็นผู้ใคร่ครวญก่อน
ทำ คฤหัสถ์เกียจคร้าน บริโภคกามไม่ดี.
หน้า 499
ข้อ 31
บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี. พระราชาไม่ใคร่
ครวญก่อนทำก็ไม่ดี. บัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี.
แล้วแสดงธรรมแก่พระราชา.
พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยดาบสไม่ผิดจึงรับสั่งให้นำหลาวออก.
พวกราชบุรุษดึงหลาวแต่ไม่สามารถนำออกได้. มัณฑัพยะกล่าวว่า ข้าแต่
มหาราชอาตมาภาพได้รับโทษเห็นปานนี้ ก็เพราะโทษของกรรมที่ทำไว้ใน
ชาติก่อน. ใคร ๆ ก็ไม่อาจดึงหลาวออกจากร่างกายของอาตมาภาพได้. หาก
พระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้ชีวิตแก่อาตมาภาพ ก็ขอได้รับสั่งให้ทำหลาว
นี้ เสมอกับผิวหนังแล้วเอาเลื่อยตัดเถิด. พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้น. หลาว
ได้อยู่ภายในนั่นเอง. ไม่เกิดเดือดร้อนอย่างไร. นัยว่าในครั้งนั้นทีปายนดาบส
เอาเสี้ยนอย่างเล็กเสียบเข้าไปทางผิวหนังของแมลงวัน. เสี้ยนนั้นยังอยู่ใน
ร่างของแมลงวันนั่นเอง. แมลงวันมิได้ตายด้วยเหตุนั้น แต่ตายด้วยสิ้นอายุ
ของมันเอง. เพราะฉะนั้นแม้มัณฑัพยดาบสนี้จึงยังไม่ตาย. พระราชาทรง
ไหว้ดาบสแล้วทรงขอขมา ทรงให้ดาบสทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยานนั่นเอง
ทรงบำรุง. ตั้งแต่นั้นดาบสนั้นจึงมีชื่อว่า อาณิมัณทัพยะ. ดาบสนั้นอาศัย
พระราชาอยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง. ส่วนทีปายนดาบสชำระแผลของ
มัณฑัพยดาบสจนหายดีแล้ว จึงไปยังบรรณศาลาที่มัณฑัพยะผู้เป็นสหายของ
ตนครั้งเป็นคฤหัสถ์. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หน้า 500
ข้อ 31
สหายเพื่อนพรหมจรรย์ของเราชื่อว่า มัณ-
ฑัพยะเป็นฤาษีมีอานุภาพมาก ประกอบด้วย
บุรพกรรมถูกเสียบด้วยหลาวทั้งปวง. เราพยา-
บาลมัณฑัพยดาบสนั้นให้หายโรคแล้ว ได้อำ-
ลามาสู่บรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราเอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาปุจฺฉิตฺวาน คืออำลามัณฑัพยดาบสผู้เป็น
สหายของเรา. บทว่า ยํ มยฺหํ สกมสิสมํ คือเข้าไปอยู่ยังบรรณศาลาอัน
เป็นอาศรมของเราเอง ซึ่งมัณฑัพยพราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา เมื่อครั้ง
เป็นคฤหัสถ์สร้างให้.
พวกพราหมณ์เห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปยังบรรณศาลา จึงบอกแก่
สหาย. สหายนั้นฟังแล้วดีใจ จึงพร้อมด้วยบุตรภรรยาถือเอาของหอมดอกไม้
และน้ำผึ้งเป็นต้นเป็นอันมากไปยังบรรณศาลา ไหว้ทีปายนดาบสล้างเท้าให้
ดื่มน้ำ นั่งฟังเรื่องราวของอาณิมัณฑัพยดาบส. ลำดับนั้นบุตรของมัณฑัพยะ
พราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตกุมาร เล่นลูกข่างอยู่ที่ท้ายที่จงกรม. ณ ที่นั้นงูเห่า
อาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง. ลูกข่างที่เด็กโยนลงไปบนพื้นได้ไปตกลงบน
หัวของงูเห่าในปล่องจอมปลวก. เด็กไม่รู้จึงล้วงมือลงไปในปล่อง. งูโกรธ
เด็กจึงกัดเข้าที่มือ. เด็กล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังของพิษงู. มารดาบิดารู้ว่า
เด็กถูกงูกัดจึงอุ้มเด็กให้เข้าไปนอนลงแทบเท้าของดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่าน
หน้า 501
ข้อ 31
ผู้เจริญ ขอพระคุณท่านได้โปรดใช้ยาหรือมนต์ทำบุตรของกระผมให้หายโรค
เถิด. ทีปายนดาบส กล่าวว่า เราไม่รู้จักยา. เราไม่ใช่หมอ. เราเป็นนักบวช.
มารดาบิดาของเด็กกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นขอพระคุณท่านได้โปรดแผ่เมตตาใน
กุมารนี้แล้วทำสัจกิริยาเถิด. ดาบสกล่าวว่า ดีแล้วเราจักทำสัจกิริยา จึง
วางมือไว้บนศีรษะของยัญญทัตตะ ได้ทำสัจกิริยา ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :-
พราหมณ์ผู้เป็นสหายของเราได้พาภรรยา
และบุตรต่างถือสักการะสำหรับต้อนรับแขก
รวม ๓ คนมาหาเรา เรานั่งเจรจาปราศัยกับ
สหายและภรรยาของเขารอยู่ในอาศรมของตน.
เด็กโยนลูกข้างเล่นอยู่ ทำงูเห่าให้โกรธแล้ว
ทีนั้นเด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตามปล่อง
จอมปลวก ควานไปถูกเอาหัวงูเห่าเข้า พลมือ
ไปถูกหัวของมัน งูก็โกรธอาศัยกำลังพิษ เคือง
จนเหลือจะอดกลั้นได้กัดเด็กในทันที พร้อม
กัดถูกงูกัดเด็กล้มลงที่พื้นดิน ด้วยกำลังพิษ
กล้า เหตุนั้น เราเป็นผู้ได้รับทุกข์ หรือเรามี
ความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบมารดาบิดา
หน้า 502
ข้อ 31
ของเด็กนั้นผู้มีทุกข์เศร้าโศกให้สร่างแล้ว ได้
ทำสัจกิริยาอันประเสริฐสุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาคจฺฉุํ ปาหุนฺคตํ คือเข้าไปหาพร้อม
ด้วยสักการะต้อนรับแขก. บทว่า วฏฺฏมนุกฺขิปํ คือขว้างลูกข่างที่มีชื่อว่า
วัฏฏะ เพราะหยุดหมุนขณะขว้างลงไป อธิบายว่า เล่นลูกข่าง. บทว่า
อาสีวสมโกปยิ ความว่า เด็กขว้างลูกข่างไปบนพื้นดิน ลูกข่างเข้าไปใน
ปล่องจอมปลวกกระทบหัวงูเห่าซึ่งอยู่ในจอมปลวกนั้นทำให้งูโกรธ. บทว่า
วฏฺฏคตํ มคฺคํ อเนฺวสนฺโต คือความไปยังทางที่ลูกข่างนั้นไป. บทว่า
อาสีวิสสฺส หตฺเถน, อุตฺตมงฺคํ ปรามสิ คือเด็กเอามือของตนซึ่งล้วงเข้า
ไปยังปล่องจอมปลวกถูกหัวงูเห่าเข้า. บทว่า วิสพลสฺสิโต อาศัยกำลังพิษ
คืองูเกิดเพราะอาศัยกำลังพิษของตน. บทว่า อฑํสิ ทารกํ ขเณ คืองูได้
กัดพราหมณ์กุมารนั้น ในขณะที่ลูบคลำนั่นเอง. บทว่า สห ทฏฺโ คือ
พร้อมกับถูกงูกัดนั่นเอง. บทว่า อติวิยเสนํ คือพิษร้าย. บทว่า เตน
ความว่าเราเป็นผู้ได้รับทุกข์ เพราะเด็กล้มลงบนพื้นดินด้วยกำลังพิษ. บทว่า
มม วา หสิ ตํ ทุกฺขํ เรามีความรักจึงเป็นทุกข์ คือทุกข์ของเด็กและของ
มารดาบิดานำมาไว้ที่เรา. นำมาด้วยความกรุณาของเราดุจในสรีระของเรา.
๑. ม. อาสิวิเสน.
หน้า 503
ข้อ 31
บทว่า ตฺยาหํ คือเราปลอบมารดาบิดาของเด็กนั้นโดยนัยมีอาทิว่า อย่าเศร้า
โศกเสียใจไปเลย. บทว่า โสกสลฺลิเน๑ คือมีลูกศรคือความโศก. บทว่า อคฺคํ
คือแต่นั้นเราได้ทำสัจกิริยาอันประเสริฐสูงสุด.
บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงสัจจกิริยาโดยสรุป จึงตรัส
คาถาว่า :-
เราต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์
มีจิตเลื่อมใสอยู่ ๗ วันเท่านั้น. ต่อแต่นั้นมา
การประพฤติของเราไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ. เรา
ไม่ปรารถนาจะประพฤติเสียเลย ด้วยความ
สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็กนี้เถิด พิษจง
ระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตาหเมว คือ ๗ วันตั้งแต่วันที่เราบวช.
บทว่า ปสนฺนจิตฺโต คือมีจิตเลื่อมใสเพราะเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม
บทว่า ปุญฺตฺถิโก คือผู้ต้องการบุญ, ได้แก่ ผู้ประกอบแล้วด้วยความพอใจ
ในธรรม. บทว่า อถาปรํ ยํ จริตํ คือ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์
ของเราเกิน ๗ วัน. บทว่า อกามโกวาหิ คือเราไม่ปรารถนาบรรพชา
๑. ม. โสกสลฺลิเต.
หน้า 504
ข้อ 31
เสียเลย. บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ด้วยความสัตย์นี้ขอความ
สวัสดีจงมี คือหากว่า ความที่เราผู้อยู่อย่างไม่ยินดีตลอด ๕๐ ปีเศษไม่มีใครรู้
เป็นความสัตย์. ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด.
ขอยัญญทัตตกุมาร จงได้คืนชีวิตเถิด.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษตกจากสรีระของ
ยัญญทัตตะลงไปสู่แผ่นดิน. กุมารลืมตาแลดูมารดาบิดาแล้วลุกขึ้นเรียก แม่
จ๋า พ่อจ๋า. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เด็กหวั่น-
ไหวด้วยกำลังพิษไม่รู้สึกตัวได้ฟื้นกายหายโรค
ลุกขึ้นได้.
บทนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ พร้อมกับการทำสัจจะของเราแต่นั้นเด็ก
หวั่นไหวด้วยกำลังพิษในกาลก่อน ไม่รู้สึกตัวเพราะสลบ ได้ฟื้นขึ้นเพราะ
ปราศจากพิษลุกขึ้นทันที. กุมารนั้นได้หายโรคเพราะไม่มีกำลังพิษ.
บัดนั้นพระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงถึง ความที่สัจกิริยาของพระองค์
นั้น เป็นปรมัตถบารมี จึงกล่าวว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ,เอสา เม
สจฺจปารมี มีคำแปลดังได้แปลไว้แล้ว. แต่มาในอรรถกถาชาดกว่าด้วย
สัจกิริยาของพระมหาสัตว์ พิษได้ตกจากเบื้องบนถันของกุมารแล้วไหลไป.
ด้วยสัจกิริยาของบิดา พิษตกจากบนสะเอวของเด็ก. ด้วยสัจกิริยาของ
หน้า 505
ข้อ 31
มารดาพิษตกจากร่างกายที่เหลือของเด็กแล้วไหลไป. สมดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
บางครั้งเราเห็นแขกมาเรือนก็ไม่ยินดีจะให้.
อนึ่ง สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูตร ก็ไม่รู้ความ
ที่เราไม่รัก เราไม่ปรารถนาจะให้ ด้วยความ
สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า พิษจงระงับ
ขอยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่เถิด.
ดูก่อนพ่อยัญญทัตตะ อสรพิษมีพิษร้าย
ออกจากปล่องได้เห็นเจ้า วันนี้ความพิเศษไร ๆ
ไม่มีแก่เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษนั้น
และในบิดาของเจ้าด้วยความสัตย์นี้ ขอความ
สวัสดีจงมีแก่เจ้า พิษจงระงับ ยัญญทัตต
กุมารจงเป็นอยู่เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือในเวลามาเรือนเพื่อต้องการ
อยู่. บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้
เป็นพหูสูตก็ไม่รู้ความที่เราไม่รักนี้ว่า ที่ปายนดาบสนี้ไม่ยินดีการให้. ไม่
ยินดีเราดังนี้. ท่านแสดงว่า เพราะเราแลดูสมณพราหมณ์เหล่านั้นด้วยตา
อันน่ารักเท่านั้น. บทว่า เอเตน สจฺเจน ความว่า หากเราแม้ให้ก็ไม่เชื่อผล
หน้า 506
ข้อ 31
ให้เพราะความไม่ปรารถนาของตน. อนึ่งชนเหล่าอื่นไม่รู้ความที่เราไม่
ปรารถนา. อธิบายว่า ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีเถิด . บทว่า
ปหูตเตโช คือมีพิษร้ายแรง. บทว่า ปตรา คือปล่อง. บทว่า อุทิจฺจ คือ
โผล่ขึ้น อธิบายว่า ขึ้นจากปล่องจอมปลวก. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อ
ยัญญทัตตะ ความพิเศษไร ๆ ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษ
นั้นและในบิดาของเจ้า. อนึ่งเว้นความไม่เป็นที่รักนั้น วันนี้เราไม่เคยรู้จัก
ความพิเศษไรๆ. หากข้อนี้เป็นความจริง ด้วยคำสัตย์นั้นขอความสวัสดี
จงมีแก่เจ้าเถิด ด้วยประการฉะนี้.
พระโพธิสัตว์เมื่อเด็กหายจากโรคแล้ว จึงให้บิดาของเด็กนั้นตั้งอยู่ใน
ความเชื่อกรรมและผลของกรรมว่า ชื่อว่าผู้ให้ทานควรเชื่อกรรมและผลแห่ง
กรรมแล้ว พึงให้ดังนี้ ตนเองบรรเทาความไม่ยินดี แล้วยังฌานและอภิญญา
ให้เกิดครั้นสิ้นอายุก็ไปเกิดในพรหมโลก.
มัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์เถระในครั้งนี้. ภริยาของ
มัณฑัพยะนั้นคือ นางวิสาขา. บุตรคือพระราหุลเถระ. อาณิมัณฑัพยะ คือ
พระสารีบุตรเถระ. กัณหทีปายนะ คือพระโลกนาถ.
ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงสัจบารมี และบารมีที่เหลือของพระ-
มหาสัตว์นั้นซึ่งท่านยกขึ้นไว้ในบาลีโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. อนึ่ง
พึงประกาศคุณานุภาพมีการบริจาคมหาโภคสมบัติจนหมดสิ้น. ด้วยประการ
ฉะนี้.
จบ อรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
หน้า 507
ข้อ 32
๑๒. สุตโสมจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าสุตโสม
[๓๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระเจ้า
แผ่นดินพระนามว่า สุตโสม ถูกพระเจ้า
โปริสาทจับไปได้ ระลึกถึงคำผิดเพี้ยนไว้กะ
พราหมณ์ พระยาโปริสาทเอาเชือกร้อยฝ่ามือ
กษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำกษัตริย์เหล่านั้นให้
ได้รับความลำบาก นำเราไปด้วยเพื่อต้องการ
ทำพลีกรรม พระยาโปริสาทได้ถามเราว่า ท่าน
ปรารถนาจะให้ปล่อยหรือ เราจักทำตามชอบ
ใจของท่าน ถ้าท่านจะกลับมาสู่สำนักเรา เรา
รับคำพระยาโปริสาทนั้นว่า จะกล่าวใย ถึง
การมาของเรา แล้วเข้าไปยังพระนครอันรื่นรมย์
มอบราชสมบัติแล้วในกาลนั้น เพราะเราระลึก
ถึงธรรมของสัตบุรุษ เป็นของเก่า อันพระ-
พุทธเจ้า เป็นต้นเสพแล้ว ให้ทรัพย์แก่
พราหมณ์แล้ว จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาท ใน
หน้า 508
ข้อ 32
การมาในสำนักพระยาโปริสาทนั้น เราไม่มี
ความสงสัยว่า จักฆ่าหรือไม่ เราตามรักษา
สัจวาจายอมสละชีวิตเข้าไปหาพระยาโปริสาทผู้
เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจ
บารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบ สุตโสมจริยาที่ ๑๒
อรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุตโสโม มหีปติ คือเป็นกษัตริย์ พระนามว่า สุตโสมะ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระมหาสัตว์ทรงอุบัติในพระครรภ์ของ
พระอัครมเหสีของพระเจ้าโกรัพยะ ในกรุงอินทปัตถะแคว้นกุรุ. พระมารดา
พระบิดาทรงขนานพระนาม พระกุมารว่า สุตโสมะ เพราะปลื้มใจด้วย
การฟัง และเพราะมีพระฉวีเปล่งปลั่งเสมอดุจพระจันทร์. ครั้นพระกุมาร
สุตโสมทรงเจริญวัยสำเร็จศิลปะทุกแขนง พระมารดาพระบิดาทรงอภิเษก
ไว้ในราชสมบัติ. บทว่า คหิโต โปริสาเทน ความว่า ถูกพระราชากรุง
พาราณสี พระนามว่า โปริสาท เพราะเคี้ยวกินพวกมนุษย์ จับไปเพื่อ
ทำพลีกรรมเทวดา.
หน้า 509
ข้อ 32
พระเจ้าพาราณสีเว้นเนื้อแล้วก็ไม่เสวย คนทำอาหารเมื่อไม่ได้
เนื้ออื่น ก็ทำเนื้อมนุษย์ให้เสวย ทรงติดในรส รับสั่งให้ฆ่ามนุษย์ แล้ว
เสวยเนื้อมนุษย์ จึงมีพระนามว่า โปรสาท พวกชาวพระนคร ชาวนิคม
ชาวชนบท มีอำมาตย์ราชบริษัทเป็นหัวหน้า และกาฬหัตถีเสนาบดีของ
พระองค์ พากันไปทูลว่า ข้าแต่เทวะ หากพระองค์ยังทรงต้องการราชสมบัติอยู่
ขอได้ทรงเว้นจากการเสวยเนื้อมนุษย์เสียเถิด ตรัสว่า แม้เราสละราชสมบัติ
ก็จะไม่เว้นการกินเนื้อมนุษย์ จึงถูกชนเหล่านั้นขับไล่ออกจากเเว่นแคว้น
เข้าป่าอาศัยอยู่ ณ โคนต้นไทรต้นหนึ่ง เพื่อรักษาแผลที่เท้าเพราะถูก
ตอตำ จึงทำการบวงสรวงเทวดาว่า ข้าพเจ้าจะเอาโลหิตที่ลำคอของกษัตริย์
๑๐๑ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น กระทำพลีกรรม. เมื่อแผลหายเป็นปกติ เพราะ
อดอาหารมา ๗ วัน สำคัญว่า เพราะอานุภาพของเทวดา เราจึงได้ความ
สวัสดี คิดว่า เราจักนำพระราชามาเพื่อพลีกรรมเทวดา จึงไปสมคบกับยักษ์
ซึ่งเคยเป็นสหายกันในอดีตภพ ด้วยกำลังมนต์ที่ยักษ์นั้นให้ไว้ จึงมีกำลัง
เรี่ยวแรงว่องไวยิ่งนัก นำพระราชา ๑๐๐ มาได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น
แขวนไว้ที่ต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของตน เตรียมทำพลีกรรม.
ลำดับนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นั้น ใช่ปรารถนาพลีกรรม
นั้น คิดว่า เราจะหาอุบายห้ามพระยาโปริสาทนั้น จึงมาในรูปของนักบวช
แสดงตนให้เห็น พระยาโปริสาทติดตามไป สิ้นทาง ๓ โยชน์ แล้วจึงแสดง
รูปทิพย์ของตนให้ปรากฏ กล่าวว่า ท่านพูดเท็จ ท่านบนไว้ว่า จักนำ
หน้า 510
ข้อ 32
พระราชาในสกลชมพูทวีปมาทำพลีกรรม. บัดนี้ ท่านนำพระราชากระจอก ๆ
มา. หากท่านไม่นำพระเจ้าสุตโสมผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปมา. เราไม่ต้องการ
พลีกรรมของท่าน.
พระยาโปริสาท ดีใจว่า เราได้เห็นเทวดาของตนแล้ว จึงกล่าวว่า
ข้าแต่เทพเจ้า อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักนำสุตโสมมาในวันนี้แหละ. จึงรีบ
ไปยังสวนสัตว์ซึ่งมีเนื้อและเสือเหลือง เมื่อยังไม่จัดการอารักขา จึงหยั่งลง
สระโบกขรณียืนเอาใบบัวคลุมศีรษะ. เมื่อพระยาโปริสาทไปภายในพระ-
ราชอุทยานนั้นแล ตอนใกล้รุ่งพวกราชบุรุษจัดการอารักขา สิ้น ๓ โยชน์
โดยรอบ. พระมหาสัตว์เสด็จประทับบนคอคชสารที่ตกแต่งแล้ว เสด็จออก
จากพระนครพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า แต่เช้าตรู่. ในกาลนั้น นันทพราหมณ์
จากเมืองตักกศิลา ถือเอาสตารหคาถา ๔ บท เดินทางไปประมาณ ๑๒๐
โยชน์ ถึงพระนครนั้น เห็นพระราชาเสด็จออกทางประตูด้านตะวันออก
จึงยกมือ ทูลว่า ขอพระมหาราชจงทรงพระเจริญ แล้วถวายพระพร.
พระราชาทรงไสช้างเข้าไปหาพราหมณ์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์
ท่านมาแต่ไหน ? ปรารถนาอะไร ? ควรให้อะไรแก่ท่าน. พราหมณ์ได้ยินว่า
พระองค์เป็นผู้ปลื้มใจในการฟัง จึงทูลว่า ข้าพระองค์รับสตารหคาถา ๔ บท
มาเพื่อแสดงถวายแด่พระองค์. พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัย ตรัสว่า เราไป
อุทยานอาบน้ำ แล้วจะมาฟัง. ท่านอย่าเบื่อเลย แล้วมีรับสั่งว่า พวกท่าน
จงไปจัดที่อยู่ ณ เรือนหลังโน้น และอาหารเครื่องนุ่งห่มให้แก่พราหมณ์
หน้า 511
ข้อ 32
แล้วเสด็จไปพระราชอุทยาน จัดอารักขาอย่างใหญ่โต ทรงเปลื้องเครื่อง
อาภรณ์อันโอฬาร ทรงแต่งพระมัสสุ ทรงฟอกพระวรกาย ทรงสรงสนาน
ณ สระโบกขรณี แล้วเสด็จขึ้น ทรงประทับยืนนุ่งผ้าสาฎกชุ่มด้วยน้ำ.
ลำดับนั้น พวกเครื่องต้นนำของหอมดอกไม้และเครื่องประดับ เข้า
ไปถวายพระราชา. พระยาโปริสาท คิดว่า ในเวลาแต่งพระองค์ พระราชา
จักหนักเกินไป. เราจักจับพระราชาในตอนที่ยังเบา จึงแผดเสียงแกว่ง
พระขรรค์ ประกาศชื่อว่า เราโปริสาท แล้วโผล่ขึ้นจากน้ำ. ควาญช้าง
เป็นต้น ได้ยินเสียงของพระยาโปริสาทนั้น ก็ตกจากช้างเป็นต้น. หมู่ทหาร
ที่ยืนอยู่ไกลก็หนีไปจากนั้น. ที่อยู่ใกล้ก็ทิ้งอาวุธของตนนอนหมอบ.
พระยาโปริสาท อุ้มพระราชาประโยคทับนั่งที่คอ กระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอก
ไปต่อหน้า เหยียบกระพองช้างตกมันซึ่งแล่นไปข้างหน้า ให้ล้มลงดุจ
ยอดเขาล้ม เหยียบหลังม้าแก้วซึ่งวิ่งเร็วให้ล้ม เหยียบงอนรถให้ล้มลง ดุจ
หมุนลูกข่าง ดุจขยี้ใบต้นไทรสีเขียว ไปสิ้นทาง ๓ โยชน์ด้วยความเร็ว
แพล็บเดียวเท่านั้น ไม่เห็นใครติดตาม จึงค่อย ๆ ไป หยาดน้ำบนพระเกศา
ของพระเจ้าสุตโสมหล่นลงบนตน สำคัญว่า หยาดน้ำตา จึงกล่าวว่า
นี่อะไรกัน แม้สุตโสมยังทรงกันแสงเศร้าโศกถึงความตายเลย.
พระมหาสัตว์ ตรัสว่า เราไม่ได้เศร้าโศกถึงความตายดอก. ร้องไห้
ที่ไหนกัน. แต่ธรรมดาการถือความสัตย์ เพราะทำการผัดเพี้ยนเป็นข้อ
ปฏิบัติของบัณฑิตทั้งหลาย. เราเศร้าโศกถึงว่า นั่นยังไม่สำเร็จต่างหาก.
หน้า 512
ข้อ 32
เราทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์ผู้รับสตารหคาถา ๔ บท ที่พระทศพล พระ
นามว่า กัสสปะ ทรงแสดงไว้ แล้วผัดว่า เราอาบน้ำแล้วจักมาฟัง. ท่าน
รอจนกว่าเราจะมา แล้วไปพระราชอุทยาน และท่านไม่ให้ฟังคาถาเหล่านั้น
จับเรามา. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราถูกพระยาโปริสาทจับไปได้ ระลึกถึง
คำผัดเพี้ยนไว้กะพราหมณ์. พระยาโปริสาท
เอาเชือกร้อยฝ่ามือกษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำ
กษัตริย์เหล่านั้นให้ได้รับความลำบาก. นำเรา
ไปด้วย เพื่อต้องการทำพลีกรรม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมเณ สงฺครํ สรึ คือระลึกถึงคำปฏิญญา
ที่ตนทำไว้กะนันทพราหมณ์. บทว่า อาวุณิตฺวา กรตฺตเล ร้อยฝ่ามือ
คือพระยาโปริสาท เจาะฝ่ามือของกษัตริย์ ๑๐๑ ที่ไปในพระราชอุทยาน
เป็นต้นนั้น ๆ แล้วนำมาด้วยกำลังของตน แล้วร้อยเชือกเพื่อแขวนไว้ที่
ต้นไม้. บทว่า เอเตสํ ปมิลาเปตฺวา ความว่า พระยาโปริสาทจับเป็นกษัตริย์
๑๐๑ เหล่านั้น เอาพระบาทขึ้น พระเศียรลง ประการพระเศียรด้วยส้นเท้า
เอาเชือกร้อยที่ฝ่ามือด้วยการหมุน ให้ได้รับความลำบาก ให้ซูบซีด ให้
เดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง ด้วยการแขวนไว้ที่ต้นไม้ และด้วยการตัด
หน้า 513
ข้อ 32
อาหารทุกชนิด. บทว่า ยญฺตฺเถ คือเพื่อต้องการทำพลีกรรม ได้แก่
ให้เกิดผลสำเร็จ. บทว่า อุปนยี มมํ คือนำเราไปด้วย.
พระยาโปริสาทนำพระมหาสัตว์ไปอย่างนั้น จึงถามว่า ท่านกลัว
ความตายหรือ. พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราไม่กลัวตาย. แต่เราเศร้าโศกถึงว่า
เราได้ผัดเพี้ยนพราหมณ์นั้นไว้ ยังไม่ได้ปลดเปลื้องเลย. หากท่านปล่อยเรา.
เราฟังธรรมนั้น และทำสักการะสัมมานะแก่พราหมณ์นั้น แล้วจักกลับมา
อีก. พระยาโปริสาทกล่าวว่า เราไม่เชื่อว่าเราปล่อยท่านไป แล้วท่านจักมา
สู่เงื้อมมือเราอีก. พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหาย โปริสาท ท่านกับเรา
เป็นสหายศึกษาในสำนักอาจารย์เดียวกัน ไม่เชื่อหรือว่า เราไม่พูดปด
แม้เพราะเหตุของชีวิต.
เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสคาถานี้ว่า :-
เราลูบคลำคาบและหอก โดยเพียงคำพูด
นี้ ของเราโดยแท้. ดูก่อนสหาย เราขอสาบาน
กับท่านว่า เมื่อเราพ้นไปจากท่าน หมดหนี้
แล้ว รักษาความสัตย์ จักกลับมาอีก.
โปริสาทคิดว่า สุตโสมนี้กล่าวว่า เราขอสาบาน ซึ่งกษัตริย์ไม่
ควรทำ. แม้สุตโสมไปแล้วไม่กลับ ก็จักไม่พ้นจากมือเราไปได้ จึงปล่อยไป
ด้วยกล่าวว่า :-
หน้า 514
ข้อ 32
ความผัดเพี้ยนใด อันท่านผู้ตั้งอยู่ใน
ความเป็นอิสระในแคว้นของตน ได้ทำไว้กับ
พราหมณ์ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปฏิบัติความ
ผัดเพี้ยนนั้นแล้ว เป็นผู้รักษาความสัตย์ จง
กลับมาอีก.
พระมหาสัตว์มีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เสด็จถึง
พระนครนั้นเร็วพลันดุจพระจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น. แม้เสนาของ
พระองค์ก็คิดว่า พระเจ้าสุตโสมเป็นบัณฑิตจักทรมานพระยาโปริสาท แล้ว
รีบกลับมาดุจช้างตกมัน จึงพักอยู่นอกพระนคร เพราะเกรงครหาว่า ให้
พระราชาแก่โปริสาท แล้วพากันกลับ ครั้นเห็นพระมหาสัตว์เสด็จมาแต่
ไกล จึงลุกขึ้นต้อนรับถวายบังคม กระทำปฏิสันถารว่า ช้าแต่มหาราช
โปริสาททำพระองค์ให้ลำบากบ้างหรือ ตรัสว่า กรรมที่แม้พระมารดาพระ-
บิดาของเราทำได้ยาก โปริสาทก็ได้ทำแล้ว. พระจันทร์ว่องไวถึงปานนั้น
ยังเชื่อเรา แล้วปล่อยเรา จึงตกแต่งพระราชาให้ประทับบนคอคชสาร
แวดล้อมเข้าพระนคร. ชาวพระนครทั้งหมดเห็นพระมหาสัตว์ แล้วต่าง
พากันยินดี.
แม้พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์สนพระทัยในธรรม จึงไม่เข้าเฝ้า
พระมารดาพระบิดา เสด็จไปยังพระตำหนัก ตรัสเรียกหาพราหมณ์ ทรง
หน้า 515
ข้อ 32
กระทำสักการะสัมมานะใหญ่โตแก่พราหมณ์นั้น เพราะพระองค์ทรงหนัก
ในธรรม พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะที่ต่ำ แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์
ข้าพเจ้าจะฟังสตารหคาถา ที่ท่านนำมาเพื่อเรา. พราหมณ์ในเวลาที่พระ-
มหาสัตว์ทรงขอร้อง จึงเอาน้ำหอมพอกมือ แล้วนำคัมภีร์เป็นที่พอใจออก
จากถุง จับด้วยมือทั้งสอง ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้โปรดฟังเถิด
พระเจ้าข้า เมื่อจะอ่านคัมภีร์ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม การสมาคมกับ
สัตบุรุษ แม้คราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น
ย่อมรักษาผู้นั้น การสมาคมมากกับอสัตบุรุษ
ย่อมรักษาไม่ได้ ควรสมาคมกับสัตบุรุษเท่า
นั้น ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับอสัตบุรุษ รู้
สัทธรรมของสัตบุรุษประเสริฐกว่า ไม่ลามก
เลย.
ราชรถวิจิตรงดงามยังคร่ำคร่าได้ อนึ่ง
แม้ร่างกายก็เข้าถึงความคร่ำคร่า แต่ธรรมของ
สัตบุรุษ ไม่ถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษแล ย่อม
ประกาศด้วยสัตบุรุษ ข้าแต่ราชา ฟ้าและ
หน้า 516
ข้อ 32
แผ่นดินไกลกัน ฝังข้างโน้นของมหาสมุทร
เขาก็ว่าไกลกัน ธรรมของสัตบุรุษและธรรม
ของอสัตบุรุษบัณฑิตทั้งหลาย กล่าวว่า ไกล
กว่านั้น.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้ว มีพระทัยยินดีว่า การมาของเรา
มีผล ทรงดำริว่า คาถาเหล่านี้ ไม่ใช่สาวกกล่าว ไม่ใช่ฤาษีกล่าว ไม่ใช่
กวีกล่าว ไม่ใช่เทวดากล่าว แต่พระสัพพัญญูนั่นแลกล่าวไว้. จะมีค่า
อย่างไรหนอ ? ทรงดำริต่อไปว่า แม้เราจะทำจักรวาลทั้งสิ้นนี้ จนถึง
พรหมโลก ให้เต็มด้วยรตนะ ๗ ประการ แล้วให้ยังเป็นการทำอันไม่
สมควร. แต่เราพอที่จะให้ราชสมบัติ ในแคว้นกุรุประมาณ ๓๐๐ โยชน์
ในอินทปัตถนครประมาณ ๗ โยชน์ แก่พราหมณ์นั้นได้. แต่พราหมณ์นั้น
ไม่มีส่วนที่จะครองราชสมบัติได้. เป็นความจริง ความเป็นผู้มีอานุภาพน้อย
ปรากฏแก่พราหมณ์นั้น โดยมองดูลักษณะของอวัยวะ. เพราะฉะนั้น แม้
ให้ราชสมบัติไป ก็ไม่ดำรงอยู่ได้ในพราหมณ์นี้ จึงตรัสถามว่า ท่านอาจารย์
ท่านแสดงคาถาเหล่านี้แก่กษัตริย์ทั้งหลายเหล่าอื่น แล้วได้อะไร. ทูลว่า
ข้าแต่มหาราชได้คาถาละร้อย ๆ. ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า สตารหคาถา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสแก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านอาจารย์ ท่านรับด้วย
ตนเองยังไม่รู้ค่าของสินค้าที่เที่ยวไป.
หน้า 517
ข้อ 32
ท่านพราหมณ์ คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐
มิใช่มีค่า ๑๐๐. ท่านจงรีบรับทรัพย์ ๔,๐๐๐
ไปเถิด.
พระมหาสัตว์ทรงให้ทรัพย์ ๔,๐๐๐ และยานน้อยเป็นสุข ๑ คัน
ส่งพราหมณ์นั้นไปด้วยสักการะและสัมมานะอันยิ่งใหญ่ ถวายบังคมพระ-
มารดาพระบิดา แล้วทูลว่า หม่อมฉันได้ให้ปฏิญญาไว้แก่โปริสาทว่า เรา
บูชาพระสัทธรรมรัตนะที่พราหมณ์นำมาแล้ว และทำสักการะและสัมมานะ
แก่พราหมณ์นั้นแล้ว จะกลับมา จึงมาได้. สิ่งที่ควรทำควรปฏิบัติแก่
พราหมณ์ในข้อนั้น ได้ทำเสร็จแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันจักไปหาโปริสาท.
พระมารดาพระบิดาทรงขอร้องว่า พ่อสุตโสม ลูกพูดอะไรอย่างนั้น. เรา
จะจับโจรด้วยทหาร ๔ เหล่า. อย่าไปหาโจรเลยลูก. หญิงฟ้อน ๑๖,๐๐๐
แม้บริวารชนที่เหลือต่างก็พากันร่ำไห้ว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ทำให้พวก
หม่อมฉันไร้ที่พึ่ง แล้วจะเสด็จไปไหน. ได้เกิดโกลาหลขึ้นอีกครั้งว่า ได้
ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปหาโจรอีก.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า ธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญาเป็นหลัก
ปฏิบัติของสาธุสัตบุรุษทั้งหลาย. แม้โปริสาทนั้นก็ยังเธอเรา แล้วปล่อย
ออกมา. เพราะฉะนั้น เราจักไปละ ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้ว
ทรงสั่งสอนชนที่เหลือ นางสนมกำนัลในเป็นต้น มีน้ำตานองหน้า ร่ำไห้
หน้า 518
ข้อ 32
มีประการต่าง ๆ ตามส่งเสด็จออกจากพระนคร ทรงเอาไม้ขีดขวางทาง เพื่อ
ให้ชนพากันกลับ ตรัสว่า ชนทั้งหลายอย่าล่วงเลยเส้นขีดของเรานี้ แล้ว
ได้เสด็จไป. มหาชนไม่อาจละเมิดพระดำรัสของพระมหาสัตว์ผู้ทรงเดชได้
จึงคร่ำครวญกันแสงไห้ด้วยเสียงดัง แล้วพากันกลับ. ดังที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
อปุจฺฉิ มํ โปริสาโท ฯ ล ฯ เอสา เม สจฺจปารมี
คำแปลปรากฏแล้วในบาลี แปลข้างต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กึ ตฺวํ อิจฺฉสิ นิสชฺชํ คือ ท่านปรารถนา
จะให้ปล่อยจากเงื้อมมือของเราไปนครของตนหรือ ? ท่านกล่าวว่า การพูด
คำสัตย์ อันเราสะสมมานานแล้วในเมืองตักกศิลาเป็นต้น เพราะฉะนั้น
เราจักทำตามใจชอบของท่าน คือ ทำตามชอบใจของท่าน. บทว่า ยทิ เม
ตฺวํ ปุเนหิสิ คือ หากท่านจักกลับมาหาเราอีกโดยแน่นอน. บทว่า ปญฺเห
อาคมนํ มม คือ เรารับการมาของเราแก่โปริสาทนั้น แล้วทำสัญญาว่า
จักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว. บทว่า รชฺชํ นิยฺยาทยึ ตทา ความว่า ในกาลนั้น
เราประสงค์จะไปหาโปริสาท จึงมอบราชสมบัติ ประมาณ ๓๐๐ โยชน์
แก่พระมารดาพระบิดาว่า ขอพระองค์ทรงปกครองราชสมบัติของพระองค์
เถิด เพราะเหตุไร เราจึงมอบราชสมบัติ ? เพราะระลึกถึงธรรมสัตบุรุษ.
เพราะธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญา เป็นประเพณี เป็นวงศ์ตระกูล
ของพระมหาโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตบุรุษ คือเป็นคนดี. ฉะนั้น เราจึงระลึกถึง
หน้า 519
ข้อ 32
ธรรม คือสัจจบารมีนั้น อันเป็นของเก่ามีมาก่อน อันพระชินะทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงเสพแล้ว เมื่อจะตามรักษาความสัตย์ จึงให้
ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาท. บทว่า นตฺถิ
เม สํสโย ตตฺถ ความว่า ในกาลไปหาโปริสาทนั้น เราไม่มีความสงสัย
ว่า โปริสาทนี้จักฆ่าเรา หรือไม่หนอ ? เรารู้อยู่ว่า โปริสาทนั้นดุร้ายป่าเถื่อน
เตรียมฆ่ากษัตริย์ ๑๐๐ กับเรา ทำพลีกรรมแก่เทวดา จักฆ่าท่าเดียว จึง
ตามรักษาสัจวาจาอย่างเดียว สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาทนั้น เพราะ
เรื่องเป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราจึงไม่มี. นี้เป็น
สัจบารมี ถึงความเป็นปรมัตถบารมีของเรา ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อพระมหาสัตว์เข้าไปหา โปริสาท แล้วเห็นพระพักตร์ของ
พระมหาสัตว์นั้น มีสง่าดุจกลีบบัวแย้ม จึงคิดว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ ไม่
กลัวตาย จึงมา. นี้เป็นอานุภาพของอะไรหนอ ? จึงสันนิษฐานว่า พระเจ้า.
สุตโสมนี้ เป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายอย่างนี้ เห็นจะเป็นเพราะฟังธรรม
นั้นกระมัง. แม้เราฟังธรรมนั้นแล้ว ก็จักเป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายเหมือน
กัน จึงกล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถาที่ท่านไปพระนคร
ของตนเพื่อจะฟัง.
พระโพธิสัตว์ทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า โปริสาทนี้ มีธรรมลามก
เราจักข่มให้ละอายเสียหน่อยหนึ่ง แล้วจึงจักกล่าว จึงตรัสว่า :-
หน้า 520
ข้อ 32
สัจจะย่อมไม่มี แก่ผู้ไม่มีธรรม ผู้
หยาบคาย ผู้มีฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือดเป็นนิจ
ธรรมจะมีได้แต่ไหน. ท่านจะฟังไปทำไม.
เมื่อโปริสาทเกิดความตั้งใจจะฟังด้วยดี จึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมรู้ดีและ
ชั่ว อนึ่ง ใจของเรายินดีในธรรม ก็เพราะ
ฟังคาถาทั้งหลาย ดังนี้.
พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า โปริสาทนี้ เกิดความสนใจใคร่จะฟังอย่างยิ่ง
เอาเถิดเราจักกล่าวคาถาแก่เขา จึงตรัสว่า สหาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟังให้ดี
จงใส่ไว้ในใจ แล้วทรงสดุดีคาถาทั้งหลาย ทำนองเดียวกับที่นันทพราหมณ์
กล่าวโดยเคารพ เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น
เมื่อทวยเทพซ้องสาธุการ พระมหาสัตว์ จึงทรงแสดงธรรมแก่โปริสาท
ว่า :-
มหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราว
เดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น
การสมาคมกับอสัตบุรุษมาก ย่อมไม่รักษา
ฯลฯ ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัต-
บุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ไกลกว่านั้น.
หน้า 521
ข้อ 32
เมื่อโปริสาทนั้น ฟังคาถาทั้งหลาย เพราะพระมหาสัตว์ตรัสดีแล้ว
และเพราะบุญญานุภาพของตน สกลกายจึงเต็มไปด้วยปีติมีองค์ ๕. โปริสาท
มีจิตอ่อนโยนในพระโพธิสัตว์กล่าวว่า สุตโสม ผู้สหายเราไม่เห็นเงิน
เป็นต้น ที่เป็นของควรให้. เราจักให้พรอย่างหนึ่ง ๆ ในคาถาหนึ่ง ๆ
มีสี่คาถา พรสี่ข้อ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์รุกรานโปริสาทว่า ท่านไม่รู้ประโยชน์
แม้ของตน จักให้พรแก่ผู้อื่นได้อย่างไร ? ครั้นโปริสาทขอร้องอีกว่า ท่านจง
รับพรเถิด. พระมหาสัตว์ จึงขอพรข้อแรกว่า เราพึงเห็นโปริสาทไม่มีโรค
ตลอดกาลนาน. โปริสาทดีใจว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ เมื่อเราประสงค์จะฆ่า
กินเนื้อในบัดนี้ ยังปรารถนาชีวิตของเราผู้ทำความมหาพินาศอีก ไม่รู้ว่า
ถูกลวงรับพร จึงได้ให้ไป. จริงอยู่พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์เป็นผู้ฉลาด
ในอุบาย ทรงขอชีวิตของพระองค์ โดยอ้างใคร่ขอให้โปริสาทมีชีวิตอยู่
ตลอดกาลนาน. ต่อไป จึงตรัสขอพรข้อที่ ๒ ว่า ขอท่านจงให้ชีวิตแก่
กษัตริย์ทั้งหลายมากกว่า ๑๐๐. ขอให้ปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นกลับแว่นแคว้น
ของตน เป็นพรข้อที่ ๓. ขอให้โปริสาทเว้นจากการกินเนื้อมนุษย์ เป็นพร
ข้อที่ ๔. โปริสาทให้พร ๓ ข้อ ประสงค์จะไม่ให้พรข้อที่ ๔ แม้กล่าวว่า
ท่านจงขอพรข้ออื่นเถิด ก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแค่นไค้ จึงได้ให้พรข้อที่ ๔
นั้นจนได้.
หน้า 522
ข้อ 32
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทำให้โปริสาทหมดพยศ จึงให้โปริสาท
ปล่อยพระราชาทั้งหลาย แล้วให้โปริสาทนอนลงบนพื้นดินค่อย ๆ ดึงเชือก
ออก ดุจดึงเส้นด้ายออกจากหูของพวกเด็ก ๆ ให้โปริสาทนำหนังมาแผ่นหนึ่ง
ถูกับหิน แล้วทรงทำสัจกิริยาทาที่ผ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้น. ความ
ผาสุกก็ได้มีในขณะนั้นเอง. พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๒-๓ วัน
ทรงให้โปริสาทเยียวยากษัตริย์เหล่านั้นให้หายโรค แล้วให้ทำความสนิทสนม
ฉันมิตร มีความไม่ทำลายกันกับกษัตริย์เหล่านั้น แล้วทรงนำโปริสาทนั้น
ไปกรุงพาราณสี พร้อมด้วยกษัตริย์เหล่านั้น ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรง
ประทานโอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรงส่ง
พระราชาเหล่านั้นไปยังนครของตน ๆ ทรงแวดล้อมด้วยหมู่จาตุรงคเสนา
ของพระองค์ ซึ่งมาจากอินทปัตถนคร เสด็จกลับพระนครของพระองค์
ชนชาวพระนคร ต่างยินดีเบิกบานห้อมล้อม เสด็จเข้าภายในพระนคร
ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วเสด็จขึ้นสู่พื้นใหญ่.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงให้สร้างศาลาทาน ๖ แห่ง ทรงบริจาค
มหาทานทุกวัน ทรงบำเพ็ญศีลรักษาอุโบสถ เพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย. แม้
พระราชาเหล่านั้น ก็ทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ทรงทำบุญมีทาน
เป็นต้น เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่สวรรค์.
พระยาโปริสาทในครั้งนั้น ได้เป็นพระองคุลิมาลเถระในครั้งนี้.
กาฬหัตถีอำมาตย์ คือ พระสารีบุตรเถระ. นันทพราหมณ์ คือ พระอานนท-
หน้า 523
ข้อ 32
เถระ. รุกขเทวดา คือ พระมหากัสสปเถระ. พระราชาทั้งหลาย คือ
พุทธบริษัท. พระมารดาพระบิดา คือ ตระกูลมหาราช. พระเจ้าสุตโสม-
มหาราช คือ พระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าว แม้บารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้น โดยนัยดัง
ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหา -
สัตว์ ดุจในอรรถกถาอลีนสัตตุจริยา ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
จบ สัจบารมี
หน้า 524
ข้อ 33
๑๓. สุวรรณสามจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของสุวรรณสามดาบส
[๓๓] ในกาลเมื่อเราเป็นดาบส อันท้าวสักกะ
เชื้อเชิญมาอยู่ในป่า เรากับราชสีห์และเสือ-
โคร่งในป่าใหญ่ ต่างน้อมเมตตาเข้าหากัน
เราเข้าใกล้ราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ได้
ด้วยเมตตา เราแวดล้อมด้วยราชสีห์ เสือโคร่ง
เสือเหลือง หมี กระบือ กวางดาวและหมู
อยู่ในป่าใหญ่ สัตว์อะไร ๆ มิได้สะดุ้งกลัว
เรา แม้เราก็มิได้กลัวสัตว์อะไร ๆ เพราะเรา
อันกำลังเมตตาค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่า ในกาล
นั้น ฉะนี้แล.
จบ สุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
หน้า 525
ข้อ 33
อรรถกถาสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สาโม ยทา วเน อาสึ คือในครั้งเมื่อเราเป็นดาบสกุมาร ชื่อสามะ
อยู่ในป่าใหญ่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ ชื่อว่า มิคสัมมตา ณ หิมวันตประเทศ. บทว่า
สกฺเกน อภินิมฺมิโต ความว่า อันท้าวสักกะเชื้อเชิญให้มาเกิด เพราะ
สมบัติสืบทอดมาเกิดแก่ท้าวสักกะจอมเทพ.
ในสุวรรณสามจริยานั้น มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. ในครั้งอดีต
ได้มีบ้านพรานบ้านหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำไม่ไกลจากกรุงพาราณสี. ณ บ้านเป็น
มีบุตรของพรานหัวหน้า ชื่อว่า ทุกูละ. แม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้นก็ได้มีบ้าน
พรานอีกบ้านหนึ่ง. ณ บ้านนั้นมีลูกสาวของพรานหัวหน้า ชื่อว่า ปาริกา.
ทั้งสองนั้นเป็นสัตว์บริสุทธิ์มาจากพรหมโลก. เมื่อทั้งสองเจริญวัยทั้ง ๆ ที่ไม่
ปรารถนา แต่มารดาบิดาก็จัดการสมรสให้จนได้. ทั้งสองก็มิได้ก้าวลงสู่
สมุทรคือกิเลส คือไม่ร่วมประเวณี อยู่ร่วมกันดุจพวกพรหมฉะนั้น. ทั้ง
ไม่ทำกรรมของพรานด้วย.
ครั้งนั้น มารดาบิดากล่าวกะทุกูละว่า ลูกรักลูกไม่ทำกรรมของพราน
ลูกไม่ปรารถนาอยู่ครองเรือน ลูกจะทำอะไร ? ทุกูละกล่าวว่า เมื่อพ่อแม่
อนุญาต ลูกจะขอบวช. มารดาบิดากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงบวชเถิด. ชน
หน้า 526
ข้อ 33
ทั้งสองจึงเข้าป่าหิมวันตประเทศ ไปถึงที่ที่แม่น้ำมิคสัมมตาไหลลงจากหิม-
วันตประเทศถึงแม่น้ำคงคา เลยแม่น้ำคงคามุ่งหน้าไปแม่น้ำมิคสัมมตา จึง
พากันขึ้น. ในกาลนั้น ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะทรง
ทราบเหตุนั้น จึงมีเทวบัญชาให้วิษณุกรรมไปสร้างอาศรม ณ ที่นั้น. ทั้งสอง
ไปถึงอาศรมนั้น แล้วบวชอาศัยอยู่เจริญเมตตาเป็นกามาวจร ณ อาศรมที่
ท้าวสักกะทรงประทาน แม้ท้าวสักกะก็เสด็จมาบำรุงสองสามีภริยานั้น.
วันหนึ่ง ท้าวสักกะทรงทราบว่า จักษุของสามีภริยาจักเสื่อม จึง
เสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ จักษุของท่านทั้งสองจะได้รับอันตราย
ควรได้บุตรไว้ดูแล ข้าพเจ้าทราบว่าท่านทั้งสองมีใจบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น
ในขณะที่นางปาริพาชิกามีระดู พระคุณท่านเอามือลูบคลำท้องน้อย ด้วย
อาการอย่างนี้บุตรของท่านจักเกิด บุตรนั้นจักบำรุงท่านทั้งสอง ดังนี้แล้ว
เสด็จกลับ. ทุกูลบัณฑิตบอกเหตุนั้นแก่นางปาริกา ในขณะที่นางปาริกามี
ระดู จึงลูบคลำท้องน้อย. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิ
ในครรภ์ของนางปาริกา. ครั้นล่วงไป ๑๐ เดือน นางปาริกาก็คลอดบุตรมี
ผิวพรรณดุจทองคำ จึงตั้งชื่อว่า สุวรรณสาม. มารดาบิดาเลี้ยงดูสุวรรณ-
สามนั้นเจริญมีอายุได้ ๑๖ ปี ให้สุวรรณสามนั่งในอาศรมตนเองไปหารากไม้
และผลาผลในป่า.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อฝนตกไม่ไกลจากอาศรมบท น้ำปนกลิ่นเหงื่อ
จากร่างกายของมารดาบิดา ซึ่งถือผลไม้ในป่าแล้วกลับเข้าไปยังโคนต้นไม้
หน้า 527
ข้อ 33
ยืนอยู่บนยอดจอมปลวก หล่นลงยังดั้งจมูกของอสรพิษซึ่งอยู่ในปล่องจอม
ปลวกนั้น อสรพิษโกรธจัดจึงพ่นพิษออกมา ทั้งสองตาบอดร้องคร่ำครวญ.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ คิดว่า มารดาบิดาของเราช้าเหลือเกิน มารดาบิดา
จะเป็นอย่างไรหนอ ? จึงเดินสวนทางแล้วทำเสียง. มารดาบิดาจำเสียงของ
สุวรรณสามได้ จึงทำเสียงตอบรับ ด้วยความรักในบุตรจึงห้ามว่า พ่อสุวรรณ-
สามตรงนี้มีอันตราย อย่ามาเลยลูก แล้วตนเองก็มาพบตามกระแสเสียง.
สุวรรณสาม ถามว่า เพราะเหตุไร จักษุทั้งสองข้างจึงบอด ? พอมารดาบิดา
พูดว่าไม่รู้ชิลูก เมื่อฝนตกพ่อและแม่ก็ยืนอยู่บนยอดจอมปลวกใกล้ต้นไม้
ต่อจากนั้นก็มองไม่เห็นเลย เท่านั้นสุวรรณสามก็รู้ทันทีว่า ที่จอมปลวกนั้น
มีอสรพิษ มันคงโกรธจึงพ่นพิษใส่.
ลำดับนั้น สุวรรณสาม กล่าวว่า พ่อแม่อย่าคิดอะไรเลย ลูกจัก
บำรุงพ่อและแม่เอง แล้วนำมารดาบิดาไปอาศรม ผูกเชือกไว้ในที่ที่มารดา-
บิดาเดินไปมา มีที่พักกลางวัน และที่พักกลางคืนเป็นต้น. ตั้งแต่นั้นมา
สุวรรณสามจึงให้มารดาบิดาอยู่ในอาศรม นำรากไม้และผลาผลในป่ามาเลี้ยง
ดูมารดาบิดา ตอนเช้าตรู่ก็กวาดที่อยู่ น้ำของดื่มมาให้ ตั้งของบริโภคไหว้
ให้ไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า แล้วให้ผลลาผลที่มีรสอร่อย. เมื่อมารดาบิดาบ้วน
ปากตนเองก็บริโภค ไหว้มารดาบิดาแล้วก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ มารดาบิดานั่นเอง
ด้วยคิดว่า มารดาบิดาสั่งอะไรบ้าง และโดยพิเศษได้แผ่เมตตาไว้มาก ด้วย
หน้า 528
ข้อ 33
เหตุนั้นสัตว์ทั้งหลาย จึงไม่รบกวนสุวรรณสาม. พระโพธิสัตว์ไม่รบกวน
สัตว์ทั้งหลาย เหมือนอย่างที่สัตว์ทั้งหลายไม่รบกวนพระโพธิสัตว์ พระ-
โพธิสัตว์ทั้งไปทั้งมาสู่ป่า เพื่อผลาผลทุก ๆ วันอย่างนี้ จึงได้แวดล้อมไปด้วย
ฝูงเนื้อ. แม้สัตว์ที่เป็นศัตรูมีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น ก็คุ้นเคยเป็น
อย่างดียิ่งกับพระโพธิสัตว์. ก็ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สัตว์เดียรัจฉาน
ทั้งหลายได้ความเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนต่อกันและกัน ในที่อยู่ของพระโพธิสัตว์
นั้น ด้วยประการฉะนี้ พระโพธิสัตว์นั้นด้วยอานุภาพแห่งเมตตาในที่ทั้งปวง
จึงเป็นผู้ไม่กลัว ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่มีเวร อยู่ดุจพรหม. ดังที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรากับราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ต่าง
น้อมเมตตาเข้าหากัน. เราแวดล้อมด้วยราชสีห์
เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี กระบือ กวาง
และหมู อยู่ในป่า.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เมตฺตายมุปนามยึ ม อักษรเป็นบทสนธิ
อธิบายว่า แผ่เมตตาภาวนาไปในราชสีห์และเสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย
จะกล่าวไปใยถึงสัตว์ที่เหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมตฺตาย เพราะเป็น
เหตุเป็นไปแห่งเมตตา ได้แก่ เมตตาภาวนา. เราน้อมเมตตาเข้าหากัน คือ
น้อมโดยไม่เจาะจงในสัตว์ทั้งหลาย ปาฐะว่า สีหพฺยคฺเฆหิ ดังนี้บ้าง. ไม่
หน้า 529
ข้อ 33
ใช่เราเท่านั้น. โดยที่แท้ในกาลนั้น เราอยู่ในป่าใดกับราชสีห์และเสือโคร่ง
เราน้อมเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับราชสีห์และเสือโคร่งในป่านั้น
เพราะแม้ราชสีและเสือโคร่ง ในครั้งนั้นก็ได้รับตอบความเป็นผู้มีจิตเมตตา
ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์นอกนั้นละ
ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ปสทมิควราเหหิ คือกวางและหมูป่า. บทว่า ปริวาเรตฺวา
คือเราอยู่ในป่าทำให้สัตว์เหล่านั้นแวดล้อมตน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงอานิสงส์และการบรรลุผล
ที่สุดที่ได้แล้ว ด้วยเมตตาภาวนาของพระองค์ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุด-
ท้ายว่า :-
สัตว์อะไร ๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา แม้เรา
ก็มิได้กลัวสัตว์อะไร. เพราะเราอันกำลังเมตตา
ค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ สัตว์ไร ๆ แม้เป็นสัตว์ขี้ขลาดมีกระต่ายและ
แมวเป็นต้น ก็ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจกลัวเรา แม้เราก็มิได้กลัวแต่สัตว์อะไร ๆ
คือแต่สัตว์เดียรัจฉาน มีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น แต่อมนุษย์มียักษ์
เป็นต้น แต่มนุษย์หยาบช้ามีมือเต็มไปด้วยเลือด เพราะเหตุไร ? เพราะเรา
อันกำลังเมตตาค้ำจุน คืออนุอานุภาพเมตตาบารมีที่เราบำเพ็ญมาตลอด
หน้า 530
ข้อ 33
กาลนานค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าใหญ่นั้น ในกาลนั้น. บทที่เหลือเข้าใจง่าย
ดีแล้ว.
อนึ่ง พระมหาสัตว์แผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้ เลี้ยงดูมารดา-
บิดาเป็นอย่างดี วันหนึ่งจะนำผลาผลมีรสอร่อยมาจากป่า จึงไหว้มารดาบิดา
ซึ่งพักอยู่ที่อาศรม คิดว่า เราจักหาน้ำมา แวดล้อมด้วยฝูงเนื้อ ให้เนื้อสอง
ตัวมารวมกัน แล้ววางหม้อน้ำไว้บนหลังเนื้อทั้งสองเอามือคอยจับไว้ แล้ว
ไปท่าน้ำ.
ในสมัยนั้น พระราชาพระนามว่า กปิลยักษ์ครองราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี. พระองค์อยากเสวยเนื้อกวาง จึงมอบราชสมบัติไว้กะมารดา
สอดอาวุธทั้ง ๕ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ล่ากวาง แล้วเสวยเนื้อ เสด็จเที่ยวไป
ถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ถึงท่าที่สุวรรณสามไปเอาน้ำ โดยลำดับ ทรงเห็นรอย
เท้ากวางจึงเสด็จตามไป ทรงเห็นสุวรรณสามเดินไป ทรงดำริว่า ตลอดกาล
เพียงเท่านี้เรายินไม่เคยเห็นมนุษย์เที่ยวไปอย่างนี้เลย มนุษย์ผู้นี้จะเป็น
เทวดาหรือนาคหนอ หากเราเข้าไปถาม ก็จะหนีไปทันที. ดังนั้นถ้ากระไร
เรายิงมนุษย์นั้นทำให้หมดกำลังแล้วพึงถาม ในขณะที่พระมหาสัตว์อาบน้ำ
นุ่งผ้าเปลือกไม้ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่า ตักน้ำเต็มหม้อน่าแล้วยก
ขึ้นตั้งไว้ที่จะงอยบ่าข้างซ้าย พระราชาทรงดำริว่า บัดนี้ได้เวลายิงแล้ว จึงยิง
พระมหาสัตว์ที่ข้างขวาด้วยลูกศรอาบยาพิษ ลูกศรทะลุออกข้างซ้าย ฝูงกวาง
รู้ว่าพระโพธิสัตว์ถูกยิง ต่างก็กลัวพากันหนีไป.
หน้า 531
ข้อ 33
ส่วนสามบัณฑิต แม้ถูกยิงแล้วก็มิได้ตระหนกตกใจ คงแบกหม้อน้ำ
อยู่อย่างนั้น ตั้งสติค่อยๆ ยกลง เกลี่ยทรายวางไว้ กำหนดทิศทางนอนหัน
ศีรษะไปทางทิศที่อยู่ของมารดาบิดา. บ้วนโลหิตออกจากปาก กล่าวว่า เรา
ไม่มีเวรกะใคร ๆ ชื่อว่า เวรในที่ไหน ๆ ก็ไม่มีแก่เรา แล้วกล่าวคาถานี้
ว่า :-
ใครหนอยิงเราผู้เผลอกำลังแบกน้ำ ด้วย
ลูกศร ใครเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์
ยิงเราแล้วแอบอยู่.
พระราชาครั้นสดับดังนั้น ทรงดำริว่า มนุษย์นี้แม้ถูกเรายิงจนล้มลง
บนแผ่นดิน ไม่ด่า ไม่บริภาษเรา ยังเรียกหาเราด้วยวาจาอ่อนหวานคล้าย
จะบีบเนื้อหัวใจเรา เราจะไปหาเขา จึงเสด็จเข้าไปประกาศพระองค์ และ
รับว่าพระองค์ยิง แล้วตรัสถามพระมหาสัตว์ว่า ท่านเป็นใคร ? หรือว่าเป็น
บุตรใคร ? สามบัณฑิตกล่าวว่า ข้าพเจ้าชื่อสามะเป็นบุตรของฤาษีเนสาท
ชื่อว่า ทุกูลบัณฑิต ก็ท่านยิงข้าพเจ้าทำไม ? พระราชาตรัสเท็จเป็นครั้งแรก
ว่า สำคัญว่ากวาง ทรงพลอยเศร้าโศกไปด้วยว่า เรายิงสามะนี้ผู้ไม่มีความ
ผิดโดยใช่เหตุ แล้วทรงบอกตามความจริง ตรัสถามถึงที่อยู่ของมารดาบิดา
ของสามบัณฑิต แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้น แล้วทรงแจ้งพระองค์ แก่ดาบส-
ดาบสินี. มารดาบิดาของสามบัณฑิตได้ทำปฏิสันถาร ทรงบอกว่า เรายิงสามะ
หน้า 532
ข้อ 33
เสียแล้ว. ทรงปลอบดาบสดาบสินีผู้ร่ำไห้เศร้าโศกว่า ข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงดู
ท่านทั้งสองเช่นเดียวกับที่สุวรรณสามเลี้ยงดูท่านทุกอย่าง แล้วทรงนำไปหา
สามบัณฑิต. มารดาบิดาไปในที่นั้นแล้วพร่ำเพ้อรำพันมีประการต่าง ๆ แล้ว
คลำไปที่อกของสามบัณฑิต กล่าวว่า บนร่างกายบุตรของเรายังมีไออุ่นอยู่.
คงจะสลบไปเพราะกำลังของพิษ คิดว่า เราจักทำสัจกิริยา เพื่อให้พิษออก
ไป จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า :-
บุญอันใดที่พ่อสุวรรณสามทำแล้ว แก่
มารดาและบิดา ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้นทั้ง-
หมด ขอพิษจงหายไปเถิด.
ทุกูลบัณฑิต ผู้เป็นบิดาก็ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างเดียวกับที่นางปาริกา
ดาบสินีอธิษฐาน เมื่อเทพธิดาทำสัจกิริยาว่า :-
เราอยู่ที่เขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เรา
ไม่รักใครยิ่งกว่าสามะนี้เลย. ด้วยความสัตย์
ขอให้พิษจงหายไป.
พระมหาสัตว์ก็ลุกขึ้นทันที ความเจ็บปวดก็หมดไป ดุจหยาดน้ำบน
ใบบัวฉะนั้น อวัยวะตรงที่ถูกยิงก็หายเป็นปกติ จักษุทั้งสองข้างของมารดา
บิดาก็ปรากฏเป็นปกติ ทันใดนั้นก็เกิดอัศจรรย์ ๔ อย่างขึ้นในขณะเดียวกัน
หน้า 533
ข้อ 33
คือ พระมหาสัตว์หายจากโรค ๑ มารดาบิดาได้จักษุ ๑ อรุณขึ้น ๑ คน
ทั้ง ๔ ปรากฏอยู่ ณ อาศรม ๑.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กระทำปฏิสันถารกับพระราชา แล้วแสดง
ธรรมถวาย โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่มหาราชขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม
เถิด แล้วถวายโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป ได้ให้ศีล ๕. พระราชารับโอวาทของ
พระมหาสัตว์ด้วยพระเศียร ทรงไหว้แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี ทรงทำบุญ
มีทานเป็นต้น แล้วได้ไปสู่สวรรค์. แม้พระโพธิสัตว์กับมารดาบิดาก็ยัง
อภิญญาและสมาบัติให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ไปเกิดบนพรหมโลก
พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์เถระในครั้งนี้. เทพธิดา
คือนางอุบลวรรณา. ท้าวสักกะ คือพระอนุรุทะ. บิดาคือพระมหากัสสป-
เถระ. มารดา คือนางภัททกาปิลานี. สามบัณฑิต คือพระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าวบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น โดยนัยดังได้กล่าว
แล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้คือ การที่พระโพธิสัตว์แม้
ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ โดยเข้าไปข้างขวาแล้วทะลุออกข้างซ้ายไม่แสดง
อาการเจ็บปวดแต่อย่างไร แล้วยังค่อย ๆ วางหม้อน้ำลงบนแผ่นดิน. ความ
ไม่มีวิการทางจิตในบุคคลผู้ฆ่า แม้ไม่รู้จักก็เหมือนรู้จัก. การเปล่งเสียงด้วย
คำน่ารัก. ความเศร้าโศกเพียงว่า เราเสื่อมจากบุญ คือการบำรุงมารดาบิดา.
หน้า 534
ข้อ 33
เมื่อโรคหายยังตั้งความกรุณา และเมตตา แล้วแสดงธรรมถวายพระราชา.
การให้โอวาท
จบ อรรถกถาสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
หน้า 535
ข้อ 34
๑๔. เอกราชจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าเอกราช
[๓๔] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชา
ปรากฏพระนามว่าเอกราช ในกาลนั้น เรา
อธิษฐานศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง ปกครองแผ่นดิน
ใหญ่ สมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
ประพฤติโดยไม่มีเศษ สงเคราะห์มหาชน
ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ เมื่อเราเป็นผู้ไม่
ประมาทในประโยชน์โลกนี้และโลกหน้าด้วย
อาหารอย่างนี้ พระเจ้าโกศลพระนามว่า
ทัพพเสนะ ยกกองทัพมาซึ่งเอาพระนครเรา
ได้ ทรงทำข้าราชการ ชาวนิคม พร้อมด้วย
ทหาร ชาวชนบท ให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์
ทั้งหมดแล้ว ตรัสสั่งให้ฝังเราเสียในหลุม เรา
เห็นพระเจ้าทัพพเสนะกับหมู่อำมาตย์ ชิงเอา
หน้า 536
ข้อ 34
ราชสมบัติอันมั่งคั่งภายในพระนครของเรา
เหมือนบุตรสุดที่รัก ฉะนั้น ผู้เสมอด้วย
เมตตาของเราไม่มี นี้เป็นเมตตาบารมีของเรา
ฉะนี้แล.
จบ เอกราชจริยาที่ ๑๔
อรรถกถาเอกราชจริยาที่ ๑๔
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาเอกราชจริยาที่ ๑๔ ดังต่อไปนี้. บทว่า
เอกราชาติ วิสฺสุโต คือปรากฏในพื้นชมพูทวีปโดยพระนามที่กำหนดไว้
นี้ว่า เอกราช.
ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงอุบัติเป็นโอรสพระเจ้ากรุงพาราณสี.
ครั้นทรงเจริญวัยถึงความสำเร็จศิลปะทุกแขนง ครั้นพระบิดาสวรรคต จึง
ครองราชสมบัติมีพระนามประกาศว่า เอกราช เพราะทรงบำเพ็ญบารมี
ด้วยการประกอบคุณวิเศษอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่นมีศีลอาจาระ ศรัทธาและสุตะ
อันเป็นกุศลเป็นต้น และด้วยความเป็นหัวหน้าเพราะไม่มีใครเป็นที่สองใน
พื้นชมพูทวีป. บทว่า ปรมํ สีลํ อธิฏฺาย คืออธิษฐานศีล อันได้แก่
กุศลกรรมบถ ๑๐ อันบริสุทธิ์สูงสุด กล่าวคือสำรวมทางกาย ทางวาจา
บริสุทธิ์ด้วยดี และประพฤติชอบทางใจบริสุทธิ์ด้วยดี ด้วยการสมาทานและ
หน้า 537
ข้อ 34
ด้วยการไม่ก้าวล่วง. บทว่า ปสาสามิ มหามหึ ความว่า ปกครองแผ่นดิน
ใหญ่ คือครองราชสมบัติในแคว้นกาสีประมาณ ๓๐๐ โยชน์.
บทว่า ทสภุสลกมฺมปเถ คือสมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
มีการเว้นจากการฆ่าสัตว์ จนถึงเห็นชอบ หรือประพฤติกุศลกรรมเหล่านั้น
ไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ความว่า ในกาลเมื่อเรา
ปรากฏชื่อว่า เอกราช สงเคราะห์มหาชนด้วยธรรมเป็นเหตุสงเคราะห์ คือ
สังคหวัตถุ ๔ เหล่านี้ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อรรถจริยา สมานัตตตา.
บทว่า เอวํ คือเมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยอาการนี้ตามที่กล่าว
แล้ว คือการยังศีลคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์ การสงเคราะห์มหาชน
ด้วยสังคหวัตถุ ๔. บทว่า อิธ โลเก ปรตฺถ จ ความว่า เมื่อเราเป็น
ผู้ไม่ประมาท คือมีสติในประโยชน์ปัจจุบันและโลกหน้า. บทว่า ทพฺพเสโน
ได้แก่พระเจ้าโกศลพระนามว่าทัพพเสนะ. บทว่า อุปคนฺตฺวา ความว่า
พระเจ้าโกศลเข้าไปชิงราชสมบัติของเราด้วยการยกกองทัพ ๔ เหล่ามาครอบ
ครอง. บทว่า อจฺฉินฺทนฺโต ปุรํ มม คือยึดกรุงพาราณสีของเราด้วย
กำลัง.
ในบทนั้นมีเรื่องราวตามลำดับดังต่อไปนี้ .
ได้ยินว่า ครั้งนั้นพระมหาสัตว์ทรงให้สร้างโรงทาน ๖ แห่งคือที่
พระทวาร ๔ ด้านของพระนคร ท่ามกลางพระนคร ๑ ที่ประตูพระ
หน้า 538
ข้อ 34
นิเวศน์ ๑ ทรงให้ทานแก่คนยากจนและคนเดินทางเป็นต้น. ทรงรักษาศีล
ทรงรักษาอุโบสถ ทรงถึงพร้อมด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดู ทรงยินดี
สรรพสัตว์ดุจมารดาบิดายินดีบุตรที่นั่งบนตัก ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.
อำมาตย์ของพระองค์คนหนึ่ง คิดขบถภายในพระนครปรากฏขึ้นในภายหลัง.
พวกอำมาตย์พากันกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงคอยสังเกตทรงรู้ชัด
ด้วยพระองค์ จึงตรัสให้เรียกอำมาตย์นั้นมารับสั่งว่า อ้ายคนอันธพาล
เจ้าทำกรรมไม่สมควร เจ้าไม่ควรอยู่ในแว่นแคว้นของเรา จงถือเอาทรัพย์
และพาลูกเมียไปอยู่ที่อื่น แล้วทรงขับไล่ออกจากแว่นแคว้น.
อำมาตย์นั้นไปโกศลชนบท เข้ารับราชการกะพระเจ้าโกศลพระนาม
ว่าทิพพเสนะ ได้ทำความคุ้นเคยกับพระราชานั้นโดยลำดับ วันหนึ่งทูล
พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์กรุงพาราณสีเช่นกับรังผึ้งไม่มีตัวผึ้ง พระราชา
ก็อ่อนแอ พระองค์สามารถยึดราชสมบัตินั้นได้โดยง่ายทีเดียว พระราชา
ทัพพเสนะไม่ทรงเชื่อคำของอำมาตย์นั้น เพราะพระเจ้ากรุงพาราณสีทรง
อานุภาพมาก จึงทรงส่งพวกมนุษย์ให้ไปทำการปล้นมีการฆ่าชาวบ้านเป็นต้น
ในแคว้นกาสี ทรงสดับว่าพระโพธิสัตว์ทรงให้ทรัพย์แก่โจรเหล่านั้นแล้ว
ทรงปล่อย ครั้นทรงทราบว่าพระราชาเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่ง
ทรงดำริว่า เราจักยึดราชสมบัติในกรุงพาราณสี จึงยกกองทัพเสด็จออกไป.
ลำดับนั้น ทหารของพระเจ้ากรุงพาราณสีได้ข่าวว่า พระเจ้าโกศลยกกองทัพ
หน้า 539
ข้อ 34
มา จึงกราบทูลแด่พระราชาของตนว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะจับโบย
พระราชานั้นตอนยังไม่ล่วงล้ำรัฐสีมาของเรา.
พระโพธิสัตว์ทรงห้ามว่า ท่านทั้งหลาย การท่าคนอื่นให้ลำบากเพราะ
อาศัยเราไม่มี. ผู้ต้องการราชสมบัติจงยึดราชสมบัติเถิด. พวกท่านอย่าไปเลย
พระเจ้าโกศลเสด็จเข้าไปถึงท่ามกลางชนบท. พวกทหารทูลแด่พระราชา
เหมือนอย่างนั้นอีก. พระราชาทรงห้ามโดยนัยก่อน. พระเจ้าทัพพเสนะ
ประทับยืนอยู่นอกพระนคร ทรงส่งสาส์นถึงพระเจ้าเอกราชว่า จะมอบ
ราชสมบัติให้หรือจะรบ. พระเจ้าเอกราชทรงส่งสาส์นตอบไปว่า เราไม่ต้อง
การรบจงเอาราชสมบัติไปเถิด. พวกทหารทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ พวก
ข้าพระองค์จะไม่ให้พระเจ้าโกศลเข้าพระนครได้. จะช่วยกันโบยพระเจ้า-
โกศลนั้นนอกพระนครแล้วจับมาถวายพระเจ้าข้า. พระราชาทรงห้ามเหมือน
ก่อนทรงรับสั่งไม่ให้ปิดประตูพระนคร ประทับนั่งท่ามกลางบัลลังก์บนพื้น
ใหญ่. พระเจ้าทัพพเสนะเสด็จเข้าพระนครด้วยกองทัพใหญ่ ไม่ทรงเห็น
ข้าศึกต่อต้านแม้แต่คนเดียวเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ยึดราชสมบัติทั้งหมด
ให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ เสด็จขึ้นสู่พื้นใหญ่รับสั่งให้จับพระโพธิสัตว์ผู้ไม่มี
ความผิดฝังในหลุม. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระเจ้าทัพพเสนะยกกองทัพมาชิงเอา
พระนครเราได้ ทรงทำข้าราชการ ชาวนิคม
หน้า 540
ข้อ 34
พร้อมด้วยทหาร ชาวชนบท ให้อยู่ในเงื้อม
พระหัตถ์ทั้งหมดแล้ว ตรัสสั่งให้ฝังเราเสีย
ในหลุม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ราชูปชีเว ได้อำมาตย์ราชบริษัทพราหมณ์
คหบดีเป็นต้น อาศัยพระราชาเลี้ยงชีพ. บทว่า นิคเม คือนิคม. บทว่า
สพลฏฺเ ชื่อว่า พลฏฺา เพราะตั้งกองพลเนื่องด้วยเหล่าทหาร. มีเหล่า
ช้างเป็นต้น. พร้อมด้วยทหาร. บทว่า สรฏฺเก คือชาวชนบท. อธิบายว่า
พระเจ้าทัพพเสนะ ทรงทำข้าราชการชาวนิคมและอื่น ๆ ให้อยู่ในเงื้อม
พระหัตถ์ทั้งหมดแล้ว. บทว่า กาสุยา นิขณี มมํ ความว่า พระเจ้า
ทัพพเสนะยึดราชสมบัติของเรา พร้อมด้วยพลพาหนะจนหมดสิ้นแล้ว ยัง
รับสั่งให้ฝังเราในหลุมแค่คอ. แม้ในชาดกก็กล่าวว่า ฝังในหลุมมีความว่า :-
พระเจ้าเอกราชเมื่อก่อนทรงเสวยกาม-
คุณยอดเยี่ยมบริบูรณ์ประทับอยู่ บัดนี้พระองค์
ถูกฝังในหลุมนรก มิได้ทรงสละวรรณะและ
พละเดิม.
แต่ในอรรถกถาชาดกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าทัพพเสนะรับสั่งให้ใส่
สาแหรกแขวนเอาพระเศียรลงข้างล่างที่ธรณีประตูทางทิศเหนือ.
หน้า 541
ข้อ 34
พระมหาสัตว์ทรงเจริญเมตตาปรารภพระราชาโจรแล้ว ทรงกระทำ
กสิณบริกรรมยังฌานและอภิญญาให้เกิด ทรงผุดขึ้นจากทรายประทับนั่ง
ขัดสมาธิบนอากาศ . ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราเห็นพระเจ้าทัพพเสนะกับหมู่อำมาตย์
ชิงเอาราชสมบัติอันมั่งคั่งภายในพระนครของ
เราเหมือนบุตรสุดที่รัก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนจฺจมณฺฑลํ คือผู้ที่ปฏิบัติร่วมกับพระราชา
ในราชกิจนั้น ๆ ชื่อว่าอำมาตย์ หรือพร้อมกับหมู่อำมาตย์เหล่านั้น. บทว่า
ผีตํ คืทอราชสมบัติอันมั่งคั่งด้วยพลพาหนะ ด้วยชาวพระนครและชาวชนบท
เป็นต้น อธิบายว่า เราเห็นพระราชาผู้เป็นศัตรูชิงเอาราชสมบัติอันมั่งคั่ง
ด้วยนางกำนัล ทาสหญิง ทาสชาย และบริวาร และด้วยของใช้มีผ้าและ
เครื่องประดับเป็นต้น ภายในพระนครของเราเหมือนบุตรสุดที่รักของตน
ด้วยเมตตาใด ผู้เสมอด้วยเมตตานั้นของเราไม่มีในสกลโลก เพราะฉะนั้น
ที่เป็นอย่างนี้นี่เป็นเมตตาบารมีของเรา ถึงความเป็นปรมัตถบารมี.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแผ่เมตตาปรารภพระราชาโจรนั้น ประทับนั่ง
ขัดสมาธิบนอากาศ พระเจ้าทัพพเสนะจึงเกิดความเร่าร้อนในพระวรกาย.
พระองค์ทรงส่งเสียงร้องว่า เราถูกไฟไหม้ เราถูกไฟไหม้ ทรงกลิ้งเกลือก
หน้า 542
ข้อ 34
ไปมาบนแผ่นดิน. ตรัสว่านี่อะไรกัน พวกราชบุรุษทูลว่า ข้าแต่มหาราช
พระองค์รับสั่งให้ฝังพระราชาผู้ทรงธรรมผู้ไม่มีความผิดไว้ในหลุม. ตรัสว่า
ถ้าเช่นนั้นพวกท่านรีบไปเอาพระราชานั้นขึ้นเถิด. พวกราชบุรุษไปเห็น
พระราชานั้นประทับนั่งขัดสมาธิบนอากาศ จึงกลับมาทูลแด่พระเจ้าทัพพ-
เสนะ. พระเจ้าทัพพเสนะรีบเสด็จไปถวายบังคมขอขมาแล้วตรัสว่า ขอ
พระองค์จงครองราชสมบัติของพระองค์เถิด. ข้าพระองค์จักป้องกันพวกโจร
แด่พระองค์ แล้วรับสั่งให้ลงอาญาแก่อำมาตย์ชั่ว เสด็จกลับพระนคร. แม้
พระโพธิสัตว์ก็ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พวกอำมาตย์ แล้วทรงบวชเป็นฤาษี
ยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในคุณมีศีลเป็นต้น ครั้นสิ้นอายุแล้วก็ไปสู่พรหมโลก.
พระเจ้าทัพพเสนะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์เถระในครั้งนี้.
พระเจ้าเอกราชคือพระโลกนาถ.
พึงทราบ ทานบารมี ด้วยการสละทรัพย์ ๖๐๐,๐๐๐ ณ โรงทาน
๖ แห่ง ทุกๆ วันของพระโพธิสัตว์นั้น และด้วยการทรงบริจาคราชสมบัติ
ทั้งสิ้นแก่พระราชาข้าศึก. ศีลบารมี ด้วยการรักษาศีลและอุโบสถเป็นนิจ
และด้วยการสำรวมศีลไม่เหลือเศษของนักบวช. เนกขัมมบารมี ด้วยการ
ออกบวชและด้วยการบรรลุฌาน. ปัญญาบารมี ด้วยการไตร่ตรองถึง
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย และด้วยการจัดแจงทานและ
ศีลเป็นต้น. วิริยบารมี ด้วยการขมักเขม้นสะสมบุญมีทานเป็นต้น และ
หน้า 543
ข้อ 34
ด้วยการบรรเทากามวิตกเเป็นต้น. ขันติบารมี ด้วยการอดกลั้นความผิด
ของอำมาตย์โหดและของพระเจ้าทัพพเสนะ. สัจจบารมี ด้วยการไม่ผิดพลาด
ด้วยการให้เป็นต้นตามปฏิญญา. อธิษฐานบารมี ด้วยการอธิษฐานการ
สมาทานไม่หวั่นไหวต่อการให้เป็นต้น. เมตตาบารมี ด้วยการทำสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ให้แก่ข้าศึกโดยส่วนเดียว และด้วยการยังเมตตาฌานให้เกิด. และ
อุเบกขาบารมี เพราะมีพระทัยเสมอในความผิดที่อำมาตย์โหดและพระเจ้า
ทัพพเสนะกระทำในอุปการะที่พวกแสวงหาประโยชน์มีอำมาตย์เป็นต้น ของ
พระองค์ให้เกิดขึ้น ทรงวางเฉยในคราวที่ถึงความสุขในราชสมบัติ ในคราว
ที่ถูกพระราชาข้าศึกฝังในหลุม. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นจอมชน ท่านจงบรรเทา
ความสุขด้วยความทุกข์ หรือจงอดกลั้นความ
ทุกข์ด้วยความสุข. สัตบุรุษทั้งหลายย่อมวาง
เฉย ในสุขและทุกข์ทั้งสองอย่าง เพราะ
เกิดขึ้นแล้ว.
ก็เพราะในจริยานี้ เมตตาบารมีเป็นการมียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง. ฉะนั้น
เพื่อแสดงความนั้น ท่านจึงยกเมตตาบารมีนั้นเท่านั้นขึ้นสู่บาลี.
หน้า 544
ข้อ 34
อนึ่ง ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณวิเศษ มีความเป็นผู้อนุเคราะห์
เสมอกันเป็นต้นในสรรพสัตว์ของพระมหาสัตว์ ดุจบุตรเกิดในอก ฉะนั้น
ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาเอกราชจริยาที่ ๑๔
หน้า 545
ข้อ 35
๑๕. มหาโลมหังสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของมหาโลมหังสบัณฑิต
[๓๕] เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่
กระดูกทำเป็นหมอนหนุน เด็กชาวบ้านพวก
หนึ่ง พากันเข้าไปทำความหยาบช้าร้ายกาจนา-
นัปการ อีกพวกหนึ่งร่าเริง อีกพวกหนึ่งสลดใจ
พากันนำเอาของหอม ดอกไม้ อาหาร และ
เครื่องบรรณาการต่าง ๆ เป็นอันมากมาให้เรา
พวกใดนำทุกข์มาให้เรา และพวกใดให้สุขแก่
เรา เราเป็นผู้มีจิตเสมอแก่เขาทั้งหมด ไม่มี
ความเอ็นดู ไม่มีความโกรธ เราเป็นผู้วางเฉย
ในสุขและทุกข์ ในยศแลความเสื่อมยศ เป็น
ผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้งปวง นี้เป็นอุเบกขาบารมี
ของเรา ฉะนี้แล.
จบ มหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
หน้า 546
ข้อ 35
อรรถกถามกาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถามหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ เรานอนอยู่ในป่าช้านี้ มีเรื่องราวเป็น
ลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้นพระมหาสัตว์บังเกิดในตระกูลมีโภคะยิ่งใหญ่
อาศัยความเจริญอยู่กับครูในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สำเร็จศิลปะทุก
แขนง มายังเรือนของตระกูล เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว แม้พวกญาติ
ขอร้องให้ครอบครองทรัพย์สมบัติ เป็นผู้เกิดความสังเวชในภาวะทั้งปวงด้วย
มนสิการถึงความเป็นของไม่เที่ยง ได้อสุภสัญญาในกาย ไม่ยึดถือกิเลสอันทำ
ให้มีความกังวลในการครองเรือน เพิ่มพูนอัธยาศัยในเนกขัมมะที่สะสมมา
ช้านาน ประสงค์ละกองโภคะใหญ่ออกบวช จึงคิดต่อไปว่า หากเราบวช
จักเป็นผู้ไม่ปรากฏด้วยการยกย่องทางคุณธรรม.
พระมหาสัตว์รังเกียจลาภและสักการะ ไม่เข้าไปบวชตรึกถึงตนว่า
เราเพียงพอเพื่อไม่เป็นผู้ผิดปกติในลาภและเสื่อมลาภเป็นต้น จึงคิดว่า เรา
บำเพ็ญปฏิปทามีความอดทนคำเย้ยหยันของผู้อื่นเป็นต้น อย่างวิเศษ จักยัง
อุเบกขาบารมี ให้ถึงที่สุดได้จึงออกจากเรือนด้วยผ้าผืนที่นุ่งอยู่นั่นแหละ
เป็นผู้ประพฤติขัดเขลากิเลสอย่างยิ่ง หมดกำลังก็ทำเป็นมีกำลัง ไม่โง่ก็ทำ
หน้า 547
ข้อ 35
เป็นโง่ ถูกคนอื่นเยาะเย้ย เย้ยหยันด้วยรูปร่างอันไร้จิตใจ เที่ยวไปในหมู่
บ้าน นิคม และราชธานีโดยอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น. ในที่ใดได้รับการ
เย้ยหยันมาก ก็อยู่ในที่นั้นนาน. เมื่อผ้าที่นุ่งเก่า แม้ผ้านั้นจะเก่าจนเป็น
ผ้าขี้ริ้วก็ไม่รับผ้าที่ใคร ๆ ให้ เที่ยวไปเพียงปกปิดอวัยวะยังหิริให้กำเริบเท่า-
นั้น. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ เขาได้ไปถึงบ้านและนิคมแห่งหนึ่ง.
ณ ที่นั้น เด็กชาวบ้าน นิสัยนักเลงชอบตีรันฟันแทง บางคนก็เป็น
บุตรหลานและทาสเป็นต้น ของพวกราชวัลลภ หยิ่ง ทะลึ่ง ล่อกแล่ก
ปากจัด พูดจาสามหาว เที่ยวเล่นตลอดเวลาเสียแหละมาก. เด็กชาวบ้าน
เหล่านั้น เห็นชายและหญิงที่เป็นคนแก่เข็ญใจก็เอาฝุ่นละอองโปรยไปบน
หลัง ห้อยใบลำเจียกไว้ในระหว่างรักแร้ แสดงการเล่นด้วยท่าทางอันไม่
เหมาะสมน่าตำหนิ ก็หัวเราะใส่คนที่กำลังดู. พระมหาบุรุษเห็นพวกเด็ก
นักเลงเหล่านั้นเที่ยวไปในนิคมนั้น จึงคิดว่า บัดนี้ เราได้อุบายเครื่อง
บำเพ็ญอุเบกขาบารมี แล้วจึงอยู่ ณ ที่นั้น. พวกเด็กนักเลงเห็นพระมหา-
บุรุษนั้น จึงเริ่มที่จะทำความไม่เหมาะสม.
พระมหาสัตว์ลุกขึ้นเดินไปทำคล้ายกับทนไม่ได้ และทำคล้ายกลัวเด็ก
พวกนั้น. พวกเด็กเหล่านั้นก็ตามพระโพธิสัตว์ไป. พระโพธิสัตว์เมื่อถูก
พวกเด็กตามไป จึงไปป่าช้าด้วยเห็นว่าที่ป่าช้านี้คงไม่มีใครขัดคอ เอาโครง-
กระดูกทำเป็นหมอนหนุนแล้วนอน. พวกเด็กนักเลงก็พากันไปที่ป่าช้านั้น
ทำความไม่เหมาะสมหลาย ๆ อย่าง มีการถ่มน้ำลายเป็นต้น แล้วก็กลับไป.
หน้า 548
ข้อ 35
พวกเด็กนักเลงทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน. พวกที่เป็นวิญญูชนเห็นเด็ก ๆ ทำอย่าง
นั้น ก็ห้าม รู้ว่าท่านผู้นี้มีอานุภาพมาก มีตบะเป็นมหาโยคี จึงพากันกระทำ
สักการสัมมานะอย่างมากมาย. ฝ่ายพระมหาสัตว์เป็นเช่นเดียว คือเป็น
กลางในทุกอย่าง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ ฯ ล ฯ ทยา โกโป น วิชฺชติ
คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ, ฉวฏฺิกํ
อุปนิธาย เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่โครงกระดูกทำเป็นหมอน
หนุน ความว่า เรานอนอยู่ในป่าช้านั้น เพราะเรามีจิตเสมอกันในสิ่งที่
สะอาดและไม่สะอาด จึงเอาบรรดากระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ในที่นั้น จาก
ซากที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าผีดิบ มีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น กระดูก
ชิ้นหนึ่งเป็นหมอนหนุน. บทว่า คามมณฺฑลา คือเด็กชาวบ้าน บทว่า
รูปํ ทสฺเสนฺตินปฺปกํ ความว่า เด็กชาวบ้านเหล่านั้นกระทำความไม่เหมาะ-
สมความหยาบช้าหลายอย่าง ด้วยการถ่มน้ำลายหัวเราะเยาะและถ่ายปัสสาวะ
เป็นต้น และด้วยการแยงเส้นหญ้าเป็นต้น เข้าไปในช่องหู เพราะเล่นได้
ตามความพอใจ.
บทว่า อปเร คือบรรดาเด็กชาวบ้านเหล่านั้นบางพวก. บทว่า อุ-
ปายนานิ อุปเนนฺติ ความว่า เด็กชาวบ้านพวกนั้นสังเกตดูว่า ท่านผู้นี้
หน้า 549
ข้อ 35
เมื่อเด็กเหล่านั้นทำความไม่เหมาะสม เห็นปานนี้ด้วยการเยาะเย้ยยังไม่แสดง
ความผิดปกติไร ๆ เลย จึงพากันนำของหอม ดอกไม้ อาหารหลายอย่าง
และเครื่องบรรณาการอย่างอื่นมาให้. หรือว่ามนุษย์ผู้เป็นวิญญูชนเหล่าอื่น
นอกจากเด็กชาวบ้านไร้มารยาทเหล่านั้น ร่าเริงว่า ท่านผู้นี้เมื่อเด็กเหล่านี้
ทำความไม่เหมาะสมหลายอย่างอย่างนี้ก็ไม่โกรธ. กลับเข้าไปตั้งขันติ เมตตา
และความเอ็นดูในเด็กเหล่านั้นอีก. โอ อัจฉริยบุรุษ มีใจสังเวชว่า เด็ก
พวกนี้ปฏิบัติผิดในท่านผู้นี้เป็นผู้ขวนขวายบาปเป็นอันมาก จึงนำของหอม
ดอกไม้เป็นอันมาก อาหารหลายอย่างและเครื่องสักการะอื่นเข้ามาให้.
บทว่า เย เน ทุกฺขํ อุปหรนฺติ ความว่า เด็กชาวบ้านพวกใด
นำทุกข์ในร่างกายมาให้เรา. ปาฐะว่า อุปทหนฺติ ดังนี้บ้าง แปลว่าให้เกิด
บทว่า เย จ เทนฺติ สุขํ มม ความว่า มนุษย์ที่เป็นวิญญูชนพวกใด
ให้ความสุขแก่เรา นำความสุขมาให้เราด้วยเครื่องบำรุงความสุข มีดอกไม้
ของหอม และอาหารเป็นต้น. บทว่า สพฺเพสํ สมโก โหมิ ความว่า เรา
เป็นผู้มีจิตเสมอ คือเป็นเช่นเดียวกันแก่ชนเหล่านั้น เพราะเรามีจิตเสมอ
โดยไม่เกิดความผิดปกติในที่ไหน ๆ. บทว่า ทยา โกโป น วิชฺชติ ความ
ว่า เพราะความเอ็นดู กล่าวคือความมีจิตเมตตาในผู้ทำอุปการะไม่มีแก่เรา.
แม้ความโกรธ กล่าวคือความประทุษร้ายทางใจในผู้ไม่ทำอุปการะก็ไม่มี.
ฉะนั้นเราจึงเป็นผู้มีใจเสมอแก่ชนทั้งปวง ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 550
ข้อ 35
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลนั้น เพื่อทรงแสดงถึงความไม่มี
ผิดปกติ และความไม่ติดอยู่ในโลกธรรมทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงสะสม
ญาณสัมภารไว้ จึงมีพระทัยเสมอในสัตว์ทั้งหลายทั้งที่มีอุปการะและไม่มีอุป-
การะ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :-
เราเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ ในยศ
และความเสื่อมยศ เป็นผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้ง
ปวง นี้เป็นอุเบกขาบารมีของเรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สุขทุกฺเข คือในสุข และในทุกข์ บทว่า
ตุลาภูโต ได้แก่ เป็นผู้วางตนเป็นกลาง เว้นการยินดียินร้าย คือไม่ยินดี
ยินร้าย ดุจตาชั่งที่จับไว้เสมอกัน . อนึ่ง ด้วยศัพท์ว่า สุขทุกฺข ในบทว่า
สุขทุกฺเข นี้ พึงทราบว่า หมายถึงแม้ลาภและความเสื่อมลาภด้วย เพราะ
สุขทุกข์นั้นเป็นนิมิต. บทว่า ยเสสุ คือเกียรติยศ. บทว่า อยเสสุ คือ
นินทา. บทว่า สพฺพตฺถ คือในโลกธรรมทั้งหมดมีสุขเป็นต้น ด้วยประ-
การฉะนี้ ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแสดงความที่พระองค์เป็น
กลางในสรรพสัตว์ และในโลกธรรมทั้งปวง ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วเมื่อจะ
ทรงประกาศความที่พระองค์ถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี ในอัตภาพนั้นด้วยบท
นั้น จึงทรงจบเทศนาลงด้วยบทว่า เอสา เม อุเปกฺขาปารมี ดังนี้.
หน้า 551
ข้อ 35
แม้ในจริยานี้ พระมหาสัตว์ย่อมได้บารมี ๑๐ ครบโดยเฉพาะทาน-
บารมีก่อน. การบริจาคสมบัติทั้งปวงและการบริจาคอัตภาพของตนโดยไม่
คำนึงว่าใคร ๆ ถือเอาสรีระนี้ แล้วจงทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนปรารถนา
เป็น ทานบารมี. การไม่ทำสิ่งไม่ควรทำทั้งปวง มีความเลวเป็นต้น เป็น
ศีลบารมี. การเพิ่มพูนอสุภสัญญาในกายของพระโพธิสัตว์ผู้หันหลังให้ความ
ยินดีในกาม ออกจากเรือน เป็น เนกขัมมบารมี. ความเป็นผู้ฉลาดใน
การกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สัมโพธิสมภาร แลในการละธรรมอันเป็น
ปฏิปักษ์ต่ออุปการะธรรมนั้น ละการคิดถึงสภาวธรรมจากธรรมอันไม่วิปริต
เป็น ปัญญาบารมี. การบรรเทากามวิตกเป็นต้น และการพยายามอดกลั้น
ความทุกข์ เป็น วีริยบารมี. ความอดทนด้วยความอดกลั้น เป็น ขันติ-
บารมี. จริงวาจา และจริงด้วยการเว้นโดยไม่ผิดสมาทาน เป็น สัจบารมี.
การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวในธรรมอันไม่มีโทษ เป็น อธิษฐานบารมี.
ความเป็นผู้มีเมตตา และความเอ็นดูในสรรพสัตว์โดยไม่เจาะจง เป็น เมต-
ตาบารมี. ส่วนอุเบกขาบารมี ของพระโพธิสัตว์นั้นพึงทราบตามที่กล่าวแล้ว
นั่นแล. อนึ่ง ในจริยานี้ ท่านทำอุเบกขาบารมีให้เป็นบารมียอดเยี่ยมอย่าง
ยิ่ง จึงยกอุเบกขาบารมีนั้นขึ้นสู่เทศนา.
อนึ่ง ในจริยานี้ พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิ
อย่างนี้ คือการละกองโภคสมบัติใหญ่และวงศ์ญาติใหญ่ แล้วออกจากเรือน
เช่นกับการออกบวช. การไม่ถือเพศบรรพชิตของพระมหาสัตว์ผู้ออกไปอย่าง
หน้า 552
ข้อ 35
นั้น แล้วรังเกียจลาภและสักการะประสงค์จะรักษาความนับถือของผู้อื่น แล้ว
อธิษฐานคุณของบรรพชาไม่ให้มีเหลือด้วยจิตเท่านั้น แล้วอยู่เป็นสุขอย่างยิ่ง.
ความเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง. ความยินดีในความสงัด การไม่คำนึงถึงกายแล
ชีวิตของตนด้วยประสงค์จะวางเฉย. การประพฤติขัดเกลากิเลสถึงขั้นอุกฤษฏ
อดกลั้นความน่าเกลียดที่ผู้อื่นทำเบื้องบนของตน. การยังตนให้ตั้งมั่นด้วย
ความที่กิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อโพธิสมภารมีน้อย ด้วยความเป็นกลางใน
ที่ทั้งปวง อันเป็นเหตุแห่งความไม่ผิดปกติในผู้มีอุปการะและไม่มีอุปการะ
ของคนอื่น ดุจพระขีณาสพฉะนั้น แล้วไม่ติดด้วยโลกธรรมทั้งหลาย. การ
ถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี อันเป็นพุทธบารมีของบารมีทั้งปวง
จบ อรรถกถามหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
จบ อุเบกขาบารมี
จบ ยุธัญชยวรรคที่ ๓
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ยุธัญชยจริยา ๒. โสมนัสสจริยา ๓. อโยฆรจริยา ๔. ภิงสจริยา
๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา ๖. มูคผักขจริยา ๗. กปิลราชจริยา ๘. สัจจ-
สวหยปัณฑิตจริยา ๙. วัฏฏกโปตกจริยา ๑๐. มัจฉราชจริยา ๑๑. กัณห-
ทีปายนจริยา ๑๒. สุตโสมจริยา ๑๓. สุวรรณสามจริยา ๑๔. เอกราชจริยา
๑๕. มหาโลมหังสจริยา เป็นอุเบกขาบารมีดังนี้.
หน้า 553
ข้อ 35
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ตรัสแล้ว เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมาย
หลายอย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่
กล่าวแล้วอย่างนี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมมาสัม-
โพธิญาณอันสูงสุด เราได้ให้ทานอันควรให้
บำเพ็ญศีล โดยหาเศษมิได้ถึงเนกขัมมบารมี
แล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด เรา
สอบถามบัณฑิตทั้งหลาย ทำความเพียรอย่าง
อุกฤษฏ์อย่างถึงขันติบารมี แล้วจึงบรรลุสัมมา-
สัมโพธิญาณอันสูงสุด เรากระทำอธิษฐาน
อย่างมั่น ตามรักษาสัจวาจา ถึงเมตตาบารมี
แล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด
เราเป็นผู้มีจิตเสมอในลาภและความเสื่อมลาภ
ในยศและความเสื่อมยศ ในความนับถือและ
การดูหมิ่นทั้งปวงแล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิ-
ญาณอันสูงสุด ท่านทั้งหลายจงเห็นความ
เกียจคร้านโดยความเป็นภัย และเห็นการ
หน้า 554
ข้อ 35
ปรารภความเพียรโดยเป็นทางเกษม แล้วจง
ปรารภความเพียรเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น
ความวิวาทโดยความเป็นภัย และเห็นความ
ไม่วิวาทโดยเป็นทางเกษม แล้วจงกล่าววาจา
อ่อนหวานอันสมัครสมากันเถิด นี้เป็นคำสั่ง
สอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
จงเห็นความประมาทโดยความเป็นภัย และ
เห็นความไม่ประมาทโดยเป็นทางเกษม แล้ว
จงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
เถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง-
หลาย.
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยกย่องบุรพจรรยาของพระ-
องค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อพุทธาปทานีย์ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จริยาปิฎก
หน้า 555
ข้อ 36
สโมธานกถา
สรุปการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ข้อ
[๓๖] การบำเพ็ญบารมีอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิ-
ญาณเหล่านี้ จัดเป็นบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐
ปรมัตถบารมี ๑๐ คือการบำเพ็ญทานในภพที่
ตถาคตเป็นพระเจ้าสิวิราชผู้ประเสริฐเป็นทาน-
บารมี ในภพที่เราเป็นเวสสันดรและเป็น
เวลามพราหมณ์ เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เรา
เป็นอกิตติดาบสอดอาหารนั้นเป็นทานอุปบารมี
ในภพที่เราเป็นพระยาไก่ป่าสีลวนาคและพระ-
ยากระต่าย เป็นทานปรมัตถบารมี ในภพที่เรา
เป็นพระยาวานร ช้างฉันททันต์ และช้างเลี้ยง
มารดา เป็นศีลบารมี พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวง
หาคุณยิ่งใหญ่ตรัสไว้ดังนี้ การรักษาศีลในภพ
ที่เราเป็นจัมเปยยกนาคราช และภูริทัตตนาค-
ราช เป็นศีลอุปบารมี ในภพที่เราเป็นสังข-
หน้า 556
ข้อ 36
ปาลบัณฑิต เป็นศีลปรมัตถบารมี ในภพที่เรา
เป็นยุธัญชยกุมาร มหาโควินทพราหมณ์ คน
เลี้ยงช้าง อโยฆรราชโอรส ภัลลาติ สุวรรณ-
สาม มฆเทวะและเนมิราช บารมีเหล่านี้เป็น
อุปปบารมี ในภพที่เราเป็นมโหสถผู้เป็นทรัพย์
ของรัฐ กุณฑลตัณฑิละและนกกระทาบารมี
เหล่านี้เป็นปัญญาอุปบารมี ในภพที่เราเป็น
วิธูรบัณฑิตและสุริยพราหมณ์มาตังคะ ผู้เป็น
ศิษย์เก่าของอาจารย์ บารมีทั้ง ๒ ครั้งนี้ เป็น
ปัญญาบารมี ในภพที่เราเป็นพระราชผู้มีศีล มี
ความเพียร เป็นผู้ก่อให้เกิดสัตตุภัสตชาดก
บารมีนี้แลเป็นปัญญาปรมัตถบารมี ในภพที่เรา
เป็นพระราชาผู้มีความเพียร บากบั่น เป็น
วีริยปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระยาวานร
ผู้มีครุธรรม ๕ ประการ เป็นวีริยบารมี ในภพ
ที่เราเป็นธรรมปาลกุมาร เป็นขันติบารมี ใน
ภพที่เราเป็นธรรมิกเทพบุตร ทำสงครามกับ
หน้า 557
ข้อ 36
อธรรมิกเทพบุตร เรียกว่าขันติอุปบารมี ใน
ภพที่เราเป็นขันติวาทีดาบส แสวงหาพุทธภูมิ
ด้วยการบำเพ็ญขันติบารมี ได้ทำกรรมที่ทำได้
ยากเป็นอันมาก นี้เป็นขันติปรมัตถบารมี ใน
ภพที่เราเป็นสสบัณฑิต นกคุ่ม ซึ่งประกาศ
คุณสัจจะยังไฟให้ดับด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจจ-
บารมี ในภพที่เราเป็นปลาอยู่ในน้ำ ได้ทำ
สัจจะอย่างสูง ยังฝนให้ตกใหญ่ นี้เป็นสัจจ-
บารมีของเรา ในภพที่เราเป็นสุปารบัณฑิตผู้
เป็นนักปราชญ์ ยังเรือให้ข้ามสมุทรจนถึงฝั่ง
เป็นกัณหทีปายนดาบส ระงับยาพิษได้ด้วย
สัจจะ และเป็นวานรข้ามกระแสแม่น้ำคงคา
ได้ด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจอุปบารมีของเรา ใน
ภพที่เราเป็นสุตโสมราชา รักษาสัจจะอย่างสูง
ช่วยปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ นี้ เป็นสัจปรมัตถ-
บารมี อะไรที่จะเป็นความพอใจไปกว่าอธิษ-
ฐาน นี้เป็นอธิษฐานบารมี ในภพที่เราเป็น-
หน้า 558
ข้อ 36
มาตังคชฎิล และช้างมาตังคะ นี้เป็นอธิษฐาน
อุปบารมี ในภพที่เราเป็นมูคผักขกุมาร เป็น
อธิษฐานปรมัตถบารมี ในภพที่เป็นมหากัณห-
ฤาษี และพระเจ้าโสธนะ และบารมีสอง
อย่าง คือในภพที่เราเป็นพระเจ้าพรหมทัต
และคัณฑิติณฑกะ ที่กล่าวแล้วเป็นเมตตา.
บารมี ในภพที่เป็นโสณนันทบัณฑิตผู้ทำความ
รัก บารมีเหล่านั้นเป็นเมตตาอุปบารมีเมตตา
บารมี ในภพที่เราเป็นพระเจ้าเอกราช เป็น
บารมีไม่มีของผู้อื่นเหมือน นี้เป็นเมตตาปร-
มัตถบารมี ในภพที่เราเป็นนกแขกเต้าสองครั้ง
เป็นอุเบกขาบารมี ในภพที่เราเป็นโลมหังส-
บัณฑิต เป็นอุเบกขาปรมัตถบารมี บารมีของ
เรา ๑๐ ประการนี้ เป็นส่วนแห่งโพธิญาณอัน
เลิศ บารมียิ่งกว่า ๑๐ ไม่มี หย่อนกว่า ๑๐
ก็ไม่มี เราบำเพ็ญบารมีทุกอย่างไม่ยิ่งไม่หย่อน
เป็นบารมี ๑๐ ประการ ฉะนี้แล.
จบ สโมธานกถา
หน้า 559
ข้อ 36
อรรถกถาอุททานคาถา
พึงทราบวินิจฉัยในอุททานคาถา ดังต่อไปนี้. อุททานคาถา มีอาทิว่า
ยุทฺธญฺชโย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ภิเสน ท่านแสดงมหากัญจนจริยา ด้วย
ชื่อเรื่องว่า ภิงสจริยา. ท่านแสดงโสณบัณฑิตจริยา ด้วยบทว่า โสณนนฺโท
นี้. อนึ่ง บทว่า มูคผกฺโข ท่านแสดงเตมิยบัณฑิตจริยา ด้วยชื่อเรื่องว่า
มูคภักขะ. ท่านแสดงมหาโลมหังสจริยา ด้วยหัวข้อธรรมคืออุเบกขาบารมี.
บทว่า อาสิ อิติ วุตฺตํ มเหสินา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน
ยิ่งใหญ่ตรัสแล้ว อธิบายว่า ดูก่อนสารีบุตร ในครั้งนั้นเราเป็นพระโพธิสัตว์
ชื่อว่า แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพราะแสวงหาโพธิสมภารมีทานบารมีเป็นต้น
ใหญ่โดยวิธีนี้ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว เหมือนอย่างที่แสดงแก่เธอในบัดนี้
แหละ. บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรง
บำเพ็ญบารมี ทรงกระทำทุกรกิริยาของพระองค์ทั้งที่กล่าวแล้ว และยังไม่ได้
กล่าวในที่นี้ อันเป็นไปตลอดกาลนาน ด้วยการบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์รวม
เป็นอันเดียวกัน โดยสังเขปเท่านั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า:-
เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลาย
อย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่กล่าว
แล้วนี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
หน้า 560
ข้อ 36
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ คือโดยนัยดังกล่าวแล้วนี้. บทว่า
พหุวิธํ ทุกฺขํ คือทุกข์หลายอย่างหลายประการ เพราะอาหารมีใบหมากเม่า
เป็นต้น เมื่อครั้งเป็นอกิตติบัณฑิตเป็นต้น และด้วยการอดอาหารเป็นต้น
เพราะให้ใบหมากเม่านั้นแก่ยาจก. อนึ่ง เมื่อครั้งเป็นพระเจ้ากุรุเป็นต้น
สมบัติมีหลายอย่าง เช่นกับสมบัติของท้าวสักกะ. บทว่า ภวาภเว คือภพ
น้อยภพใหญ่. หรือเสวยความเจริญและความเสื่อม ในภพน้อยภพใหญ่ ไม่
เดือดร้อนด้วยทุกข์หลายอย่าง ไม่ถูกฉุดคร่าด้วยสมบัติหลายอย่าง เป็นผู้
ขวนขวายในการบำเพ็ญบารมี ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันสมควรแก่บารมีนั้น บรรลุ
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างสูงสุด คือพระสัพพัญญุตญาณ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงความที่บารมีที่พระองค์
ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา สิ้นกาลนาน เพื่อให้บริบูรณ์ให้เต็มเปี่ยมโดยไม่มี
เหลือ และความที่ผลที่ควรบรรลุ พระองค์ได้บรรลุแล้ว จึงตรัสคาถามีอาทิ
ว่า :-
เราได้ให้ทานอันควรให้ บำเพ็ญศีลโดย
หาเศษมิได้ ถึงเนกขัมมบารมีแล้วจึงบรรลุ
สัมโพธิญาณอันสูงสุด. เราสอบถามบัณฑิต
ทั้งหลาย ทำความเพียรอยู่อย่างอุกฤษฏ์ อย่าง
หน้า 561
ข้อ 36
ถึงขันติบารมีแล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอัน
สูงสุด. เราทำอธิษฐานอย่างมั่น ตามรักษา
สัจวาจา ถึงเมตตาบารมีแล้ว จึงบรรลุสัม-
โพธิญาณอันสูงสุด. เราเป็นผู้มีจิตเสมอใน
ลาภและเสื่อมลาภ ในยศและเสื่อมยศ ใน
ความนับถือและการดูหมิ่นทั้งปวง แล้วจึง
บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ ความว่า ใน
กาลนั้น เราได้สละไทยธรรม มีราชสมบัติเป็นต้นในภายนอก อวัยวะและตา
เป็นต้นในภายใน ที่พระโพธิสัตว์ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นยานเลิศ เพื่อบรรลุ
พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จากนั้นได้บริจาคทานมีประเภทเป็นทาน.
บารมี ทานอุปบารมี และทานปรมัตถบารมี มีการบริจาคใหญ่ . อย่างเป็น
ที่สุด คือบริจาคราชสมบัติ ๑ บริจาคอวัยวะ ๑ บริจาคนัยน์ตา ๑ บริจาค
บุตรภรชยา ๑ บริจาคตน ๑ โดยไม่มีเหลือ. ไม่มีปริมาณของอัตภาพ ที่
พระมหาบุรุษบำเพ็ญทานบารมี ในกาลที่แล้วมา ในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือ
ในกาลเป็นอกิตติพราหมณ์ ในกาลเป็นสังขพราหมณ์ แม้ในกาลที่มิได้มา
มีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นวิสัยหเศรษฐี ในกาลเป็นเวลามพราหมณ์.
ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ ครั้งเป็นสสบัณฑิต สละตนอย่างนี้ว่า :-
หน้า 562
ข้อ 36
เราเห็นยาจกเข้าไปขออาหาร จึงสละตน
ของตน ผู้เสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้คือ
ทานบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. ส่วนในบารมีนอกนั้นพึงทราบ
บารมีและอุปบารมี ตามสมควร.
บทว่า สีลํ ปูเรตฺวา อเสสโต ความว่า อันผู้บำเพ็ญศีลของ
พระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมทั้งกาย
วาจา สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในกาลบริโภค มีอาชีพบริสุทธิ์ ควร
บำเพ็ญบารมี อันมีประเภทเป็นศีลบารมี ศีลอุปบารมี ศีลปรมัตถบารมี ยัง
ศีลทั้งปวงให้บริบูรณ์ คือให้ถึงพร้อมด้วยชอบ โดยไม่มีส่วนเหลือ. แม้ใน
ที่นี้ไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญศีลบารมี ในกาลที่มาแล้ว
ในจริยานี้ มีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นศีลวนาคราช ในกาลเป็นจัมเปยย-
นาคราช และในกาลที่มิได้มา มีอาทิอย่างนี้ว่า ในกาลเป็นมหาวานร ใน
กาลเป็นช้างฉัททันตะ. ศีลบารมีของพระโพธิสัตว์ ครั้งเป็นสังขปาละ.
สละตนอย่างนี้ว่า :-
เราไม่โกรธเคืองพวกบุตรพราน แม้จะ
แทงด้วยหลาว แม้จะทิ่มด้วยหอก นี้เป็นศีล-
บารมีของเรา.
หน้า 563
ข้อ 36
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. ส่วนในบารมีนอกนี้พึงทราบ
บารมีและอุปบารมีตามสมควร.
บทว่า เนกฺขมฺเม ปารมึ คนฺตฺวา คือถึงบารมีในการออกบวชครั้ง
ใหญ่ ๓ อย่าง อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง. ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระ-
มหาสัตว์ สละราชสมบัติยิ่งใหญ่ แล้วบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ในกาลที่มาแล้ว
ในจริยานี้อย่างนี้ คือ ในกาลเป็นยุธัญชยบัณฑิต ในกาลเป็นโสมนัสกุมาร
และที่มิได้ คือ ในกาลมีอาทิอย่างนี้ ในกาลเป็นหัตถิปาลกุมาร ในกาลเป็น
มฆเทวะ. อนึ่ง เนกขัมมบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ผู้สละราชสมบัติออก
บวช เพราะไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า :-
เราสละราชสมบัติอันใหญ่หลวงที่อยู่ใน
เงื้อมมือ ดุจถ่มก้อนน้ำลาย เมื่อเราสละก็ไม่
เกี่ยวข้อง นี้เป็นเนกขัมมบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตบารมีโดยส่วนเดียว. ส่วนในบารมีนอกนี้ พึงทราบ
บารมีและอุปบารมีตามสมควร.
บทว่า ปณฺฑิเต ปริปุจฺฉิตฺวา ความว่า เราสอบถามถึงการจำแนก
ธรรมมีกุศลเป็นต้น ด้วยนัยมีอาทิว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไร
มีโทษ อะไรไม่มีโทษ การจำแนกกรรมและผลของกรรม กรรมศิลปะวิชา
หน้า 564
ข้อ 36
อันไม่มีโทษ อันนำมาซึ่งอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลาย กะบัณฑิตผู้มีปัญญา. ด้วย
บทนี้ ท่านแสดงถึงปัญญาบารมี. ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระ-
มหาสัตว์บำเพ็ญปัญญาบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นวิธูรบัณฑิต
ในกาลเป็นมหาโควินทบัณฑิต ในกาลเป็นกุททาลบัณฑิต ในกาลเป็นอรก-
บัณฑิต ในกาลเป็นโพธิปริพาชก ในกาลเป็นมโหสถบัณฑิต. อนึ่ง ปัญญา-
บารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ผู้แสดงถึงงูที่อยู่ภายในกระสอบว่า :-
เราค้นหาด้วยปัญญา ปลดเปลื้องพราหมณ์
จากทุกข์. ผู้เสมอด้วยปัญญาของเราไม่มี นี้
เป็นปัญญาบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรุมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
บทว่า วีรยํ กตฺวาน อุตฺตมํ คือการทำวีริยบารมีหลายอย่างให้เกิด.
คือ ปธานะ วีริยะอันสูงสุดเพราะสามารถให้ถึงสัมมาสัมโพธิญาณได้. ใน
บทนั้น ไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญวีริยบารมี ในกาลมี
อาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นมหาศีลวราช ในกาลเป็นปัญจาวุธกุมาร ใน
กาลเป็นพระยามหาวานร. อนึ่ง วีริยบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็น
พระมหาชนก ข้ามมหาสมุทร อย่างนี้ว่า :-
หน้า 565
ข้อ 36
เราอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรมองไม่เห็นฝั่ง
พวกมนุษย์ทั้งหลาย พากันตายหมดแล้ว เรา
ไม่มีจิตเป็นอย่างอื่น นี้เป็นวีริยบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
บทว่า ขนฺติยา ปารมึ คนฺตฺวา ความว่า เราบรรลุถึงอธิวาสนขันติ
เป็นต้น อันมีสภาพเป็นขันติชั้นอุกฤษฏ์อย่างยอดเยี่ยม ถึงขันติบารมีชั้น
ยอด. อธิบายว่า ยังขันติบารมีให้สมบูรณ์. ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัต-
ภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญขันติบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็น
พระยาวานร ในกาลเป็นพระยากระบือ ในกาลเป็นรุรุมิคราช ในกาลเป็น
ธรรมเทพบุตร. อนึ่ง ขันติบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ครั้งเป็นขันติวาที
ดาบสเสวยทุกข์ใหญ่ ดุจไม่มีจิตใจอย่างนี้ว่า :-
เราไม่โกรธพระราชากาสี ผู้โบยเราด้วย
ขวานอันคม เหมือนเราไม่มีจิตใจ. นี้เป็น
ขันติบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
บทว่า กตฺวา ทฬฺหมธิฏฺานํ ความว่า เราทำอธิษฐานสมาทาน-
กุศลอธิษฐานสมาทานบารมีนั้น ๆ และสมาทานธรรมเป็นอุปการะ แก่บารมี
หน้า 566
ข้อ 36
นั้นให้มั่นไม่ให้หย่อน. อธิบายว่า อธิษฐานสมาทานข้อปฏิบัตินั้น ๆ โดย
ไม่มีการกลับกลอก. ในบทนั้น ไม่มีปริมาณแห่งอัตภาพของพระมหาสัตว์ผู้
บำเพ็ญอธิษฐานบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นโชติปาละ ใน
กาลเป็นสรภังคะ ในกาลเป็นพระเนมิ. อธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น
ครั้งเป็นพระเตมิยกุมาร อธิษฐานพรตสละชีวิตอย่างนี้ว่า :-
เราไม่เกลียดชังพระมารดาและพระบิดา
เราไม่เกลียดตัวเรา. พระสัพพัญญุตญาณเป็น
ที่รักของเรา เพราะฉะนั้นเราจึงอธิษฐานพรต.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
บทว่า สจฺจวาจานุรกฺขิย ความว่า เราตามรักษาสัจวาจารังเกียจ
โวหารที่ไม่เป็นอริยะ แม้ในเวลามีอันตรายถึงชีวิต ก็คงรักษาไว้ คือรักษา
คำพูดที่ไม่ผิดปกติโดยประการทั้งปวง. ในบทนั้น ไม่มีปริมาณของอัตภาพ
ของพระมหาสัตว์ที่บำเพ็ญสัจบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็น
พระยาวานร ในกาลเป็นสัจจดาบส ในกาลเป็นพระยาปลา. อนึ่ง สัจ-
บารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็นมหาสุตโสม สละชีวิตตามรักษาคำสัตย์
อย่างนี้ว่า :-
หน้า 567
ข้อ 36
เราตามรักษาสัจวาจา สละชีวิตของเรา
ให้โปริสาทปลดปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑. นี้เป็น
สัจบารมีของเรา.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
บทว่า เมตฺตาย ปารมึ คนฺตฺวา ความว่า เราถึงเมตตาบารมีอัน
มีลักษณะนำสิ่งเป็นประโยชน์ในสรรพสัตว์โดยไม่เจาะจง อันเป็นบารมีชั้น
อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง. ในบทนั้น ไม่มีปริมาณของอัตภาพของพระโพธสัตว์ ที่
บำเพ็ญเมตตาบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นจูฬธรรมปาละ ใน
กาลเป็นมหาสีลวราช. ในกาลเป็นสามบัณฑิต. อนึ่ง เมตตาบารมีของพระ-
โพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็นสุวรรณสาม แผ่เมตตาไม่เหลียวแลแม้ชีวิตอย่างนี้
ว่า :-
ใคร ๆ ไม่สะดุ้งหวาดกลัวเรา แม้เราก็
ไม่กลัวใคร ๆ. อันกำลังแห่งเมตตาอุปถัมภ์ไว้
เราจึงยินดีในป่าใหญ่ ในกาลนั้น.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
บทว่า สมฺมานนาวมานเน ความว่า เรามีจิตเสมอไม่ผิดปกติ ใน
การนับถือด้วยการบูชาสักการะเป็นต้น โดยเคารพ ในการดูหมิ่นด้วยการ
หน้า 568
ข้อ 36
ถ่มน้ำลายเป็นต้น และในโลกธรรมทั้งปวง ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
อันยอดเยี่ยมสูงสุด. ในบทนั้น ไม่มีปริมาณแห่งอัตภาพ ที่พระมหาสัตว์
บำเพ็ญอุเบกขาบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นพระยามหาวานร
ในกาลเป็นพระเจ้ากาสี ในกาลเป็นเขมพราหมณ์ ในกาลเป็นอัฐิเสนปริ-
พาชก. อนึ่ง อุเบกขาบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็นมหาโลมหังสะ
แม้เมื่อเด็กชาวบ้านทำให้เกิดสุขและทุกข์ ด้วยการถ่มน้ำลายเป็นต้น และ
ด้วยการนำดอกไม้ของหอมเป็นต้น เข้าไปก็ไม่ละเลยอุเบกขาอย่างนี้ว่า :-
เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่
กระดูกทำเป็นหมอนหนุน. เด็กชาวบ้านพวก
หนึ่ง พากันเข้าไปทำความหยาบช้าร้ายกาจนา-
นัปการ.
ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยา
ที่พระองค์ทรงทำแล้วในภัตรกัปนี้ เพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณโดยสังเขป
ว่า :-
เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลาย
อย่าง ในภพน้อยและภพใหญ่ตามนัยที่กล่าว
หน้า 569
ข้อ 36
แล้วนี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
แล้วทรงแสดงบารมี ๑๐ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญแล้วโดยชอบอีกว่า:-
ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ ฯ ล ฯ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ
เราให้ทานที่ควรให้ ฯลฯ บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ( มีคำแปล
ซ้ำกับที่แปลไว้แล้วในตอนต้น).
จบ อรรถกถาอุททานคาถา
หน้า 570
ข้อ 36
ปกิณณกกถา
เพื่อความฉลาดหลายประการในโพธิสมภารของกุลบุตรทั้งหลาย ผู้
ตั้งอยู่ในฐานะนั้นมีความอุตสาหะในการปฏิบัติเพื่อไปสู่มหาโพธิญาณ จึงควร
กล่าวปกิณณกกถาในบารมีทั้งปวง.
ในบารมีนั้นมีปัญหาดังต่อไปนี้ :- บารมีนั้นคืออะไร บารมีเพราะ
อรรถว่ากระไร บารมีมีกี่อย่าง ลำดับของบารมีเป็นอย่างไร อะไรเป็นลักษณะ
รสปัจจุปัฏฐานและปทัฏฐาน อะไรเป็นปัจจัย อะไรเป็นความเศร้าหมอง
อะไรเป็นความผ่องแผ้ว อะไรเป็นปฏิปักษ์ อะไรเป็นข้อปฏิบัติ อะไร
เป็นการจำแนก อะไรเป็นการสงเคราะห์ อะไรเป็นอุบายให้สำเร็จ ให้สำเร็จ
โดยกาลไหน อะไรเป็นอานิสงส์ และอะไรเป็นผลของบารมีเหล่านั้น.
คำตอบมีดังต่อไปนี้ :- บารมีคืออะไร ? บารมีคือคุณธรรมทั้งหลาย
มีทานเป็นต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย คือกรุณาอันตัณหา
มานะ และทิฏฐิไม่เข้าไปกำจัด.
บารมีเพราะอรรถว่ากระไร ? พระมหาสัตว์พระโพธิสัตว์เป็นผู้ยอดยิ่ง
เพราะสูงกว่าสัตว์ด้วยการประกอบคุณวิเศษมีทานและศีลเป็นต้น ความเป็น
หรือการกระทำของพระโพธิสัตว์เหล่านั้นเป็นบารมี กรรมมีการบำเพ็ญเป็น
ต้น ก็เป็นบารมี.
หน้า 571
ข้อ 36
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า ปรม เพราะอรรถว่าบำเพ็ญ ชื่อว่า โพธิสัตตะ< /B>
เพราะอรรถว่าเป็นผู้บำเพ็ญและเป็นผู้รักษาคุณทั้งหลายมีทานเป็นต้น. คุณ
ดังกล่าวมานี้ เป็นบารมีของผู้บำเพ็ญ. ภาวะก็ดี, กรรมก็ดีเป็นบารมีของ
ผู้บำเพ็ญ. กรรมมีการบำเพ็ญทานเป็นต้น ก็เป็นบารมีของพระโพธิสัตว์
ผู้บำเพ็ญ.
อีกอย่างหนึ่งบารมีย่อมผูกสัตว์อื่นไว้ในตนด้วยการประกอบคุณวิเศษ.
หรือบารมีย่อมขัดเกลาสัตว์อื่นให้หมดจดจากมลทินคือกิเลส. หรือบารมีย่อม
ถึงนิพพานอันประเสริฐที่สุดด้วยคุณวิเศษ หรือบารมีย่อมกำหนดรู้โลกอื่นดุจ
รู้โลกนี้ด้วยคุณวิเศษคือญาณอันเป็นการกำหนดแล้ว หรือบารมีย่อมตักตวง
คุณมีศีลเป็นต้นอื่น ไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง. หรือบารมีย่อมทำลาย
ปฎิปักษ์อื่นจากธรรมกายอันเป็นอัตตา. หรือหมู่โจรคือกิเลสอันทำความ
พินาศแก่ตนนั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปรมะ. สัตว์ใดประกอบด้วยปรมะ
ดังกล่าวมานี้ สัตว์นั้นชื่อว่า มหาสัตว์. คำเป็นต้นว่า ปรมสฺส อยํ ดังนี้
ก็พึงประกอบตามนัยที่กล่าวมาแล้ว. หรือบารมีย่อมขัดเกลาคือย่อมบริสุทธิ์
ในฝั่งคือพระนิพพาน และยังสัตว์ทั้งหลายให้หมดจด. หรือบารมีย่อมผูก
ย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระนิพพานนั้น. หรือบารมีย่อมไปย่อมถึง
ย่อมบรรลุถึงพระนิพพานนั้น. หรือบารมีย่อมกำหนดรู้ซึ่งพระนิพพานนั้น
ตามความเป็นจริง. หรือบารมีย่อมตักตวงซัดสัตว์ไว้ในพระนิพพานนั้น.
หรือบารมีย่อมกำจัดข้าศึกคือกิเลสของสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระนิพพานนั้น.
หน้า 572
ข้อ 36
ฉะนั้น จึงชื่อว่าบารมี. บุรุษใดบำเพ็ญบารมีดังกล่าวมานี้ บุรุษนั้นชื่อว่า
มหาบุรุษ.
ความเป็นหรือการการทำของมหาบุรุษนั้น ชื่อว่าความเป็นผู้มีบารมี.
กรรมมีการบำเพ็ญทานเป็นต้นก็เป็น ความเป็นผู้มีบารมี พึงทราบอรรถแห่ง
ศัพท์ว่าบารมีโดยนัยดังกล่าวนี้แล.
บารมีมีกี่อย่าง ? โดยย่อมี ๑๐ อย่าง. บารมีเหล่านั้นปรากฏโดยสรุป
ในบาลี. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ในกาลนั้นเราเลือกทานบารมี อันเป็นทาง
ใหญ่ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อนประ-
พฤติมาแล้ว เป็นครั้งแรก ได้เห็นแล้ว.
ดังที่พระสารีบุตรทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้ามีเท่าไรพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า ดูก่อนสารีบุตร ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้ามี ๑๐ ประการแล. ธรรม
๑๐ ประการคืออะไรบ้าง ? ดูก่อนสารีบุตร ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ
ขันติ สัจจะ อธิษฐานะ เมตตา อุเบกขา เป็นธรรมทำให้เป็นพระพุทธเจ้า.
ดูก่อนสารีบุตร ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้แล เป็นพุทธการกธรรม. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว พระสุคตครั้นตรัสพุทธพจน์นี้ พระศาสดา
ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า :-
หน้า 573
ข้อ 36
บารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา
วีริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานะ เมตตา อุเบกขา.
แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่ามี ๖ อย่าง. ท่านกล่าวดังนั้นด้วยการ
สงเคราะห์บารมีเหล่านั้น. การสงเคราะห์นั้นจักมีแจ้งข้างหน้า.
บทว่า กโม ในบทว่า โภ ตาสํ กโม ลำดับของบารมีเหล่านั้น
เป็นอย่างไร ? นี้เป็นลำดับแห่งเทศนา. อนึ่ง ลำดับนั้นเป็นเหตุแห่งการสมา-
ทานครั้งแรก. การสมาทานเป็นเหตุแห่งการค้นคว้า. ด้วยประการฉะนี้ จึง
เป็นอันแสดงโดยอาการค้นคว้าและสมาทานในเบื้องต้น. ในบารมีเหล่านั้น
ทานมีอุปการะมากแก่ศีลและทำได้ง่าย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวทานนั้น
ไว้ในเบื้องต้น. ทานอันศีลกำหนด จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพระเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวศีลในลำดับของทาน. ศีลอันเนกขัมมะกำหนด. เนกขัมมะอัน
ปัญญากำหนด. ปัญญาอันวีริยะกำหนด. วีริยะอันขันติกำหนด. ขันติอัน
สัจจะกำหนด. สัจจะอันอธิษฐานะกำหนด. อธิษฐานะอันเมตตากำหนด.
เมตตาอันอุเบกขากำหนด จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเหตุนั้น ท่าน
จึงกล่าวอุเบกขาในลำดับแห่งเมตตา. แต่พึงทราบว่า อุเบกขาอัน กรุณากำหนด
และกรุณาอันอุเบกขากำหนด. พระโพธิสัตว์ทั้งหลายมีมหากรุณา จึงเป็นผู้มี
อุเบกขาในสัตว์ทั้งหลายอย่างไร อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระโพธิสัตว์
ทั้งหลาย เป็นผู้วางเฉยตลอดอย่างใดอย่าหนึ่งในที่ควรวางเฉย. แต่ไม่วางเฉย
ในที่ทั้งปวง และโดยประการทั้งปวง ส่วนอาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า พระ-
หน้า 574
ข้อ 36
โพธิสัตว์ทั้งหลายไม่วางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย. แต่วางเฉยในความไม่เหมาะสม
ที่สัตว์กระทำ.
อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวทานในเบื้องต้นเพราะเป็นสิ่งทั่วไปแก่สรรพ-
สัตว์ โดยเป็นไปแม้ในชนเป็นอันมาก เพราะมีผลน้อยและเพราะทำได้ง่าย.
ท่านกล่าวศีลในลำดับของทาน เพราะความบริสุทธิ์ของผู้ให้และผู้รับด้วยศีล
เพราะกล่าวถึงการอนุเคราะห์ผู้อื่น แล้วกล่าวถึงความไม่เบียดเบียนผู้อื่น
เพราะกล่าวถึงธรรมที่ควรทำ แล้วกล่าวถึงธรรมที่ไม่ควรทำ เพราะกล่าว
ถึงเหตุแห่งโภคสมบัติ แล้วจึงกล่าวถึงเหตุแห่งภวสมบัติ. ท่านกล่าวเนกขัมมะ
ในลำดับของศีล เพราะความสำเร็จศีลสมบัติด้วยเนกขัมมะ เพราะกล่าวถึง
กายสุจริตและวจีสุจริต แล้วจึงกล่าวถึงมโนสุจริต เพราะศีลบริสุทธิ์ให้สำเร็จ
ฌานโดยง่าย เพราะกล่าวถึงความบริสุทธิ์ในความขวนขวายด้วยการละโทษ
ของกรรม แล้วกล่าวถึงความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัยด้วยการละโทษของกิเลส
และเพราะกล่าวถึงการละการครอบงำจิตด้วยการละความก้าวล่วง. ท่านกล่าว
ปัญญาในลำดับเนกขัมมะ เพราะความสำเร็จและความบริสุทธิ์แห่งเนกขัมมะ
ด้วยปัญญา เพราะกล่าวถึงความไม่มีปัญญาด้วยไม่มีฌาน. จริงอยู่ ปัญญามี
สมาธิเป็นปทัฏฐาน และสมาธิมีปัญญาเป็นปัจจุปัฏฐาน. เพราะกล่าวถึง
สมถนิมิต แล้วจึงกล่าวถึงอุเบกขานิมิต เพราะกล่าวถึงความฉลาดในอุบาย
อันทำประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยการตั้งใจทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น. ท่านกล่าววีริยะ
ในลำดับของปัญญา เพราะความสำเร็จกิจด้วยปัญญาโดยปรารภความเพียร
หน้า 575
ข้อ 36
เพราะกล่าวถึงความอดทนด้วยการเพ่งธรรมคือความสูญของสัตว์ แล้วจึง
กล่าวถึงความอัศจรรย์ของการปรารภเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ เพราะกล่าวถึง
อุเบกขานิมิต แล้วจึงกล่าวถึงปัคคหนิมิต คือนิมิตในการประคับประคองจิต
และเพราะกล่าวถึงความใคร่ครวญก่อนทำแล้วจึงกล่าวถึงความเพียร เพราะ
ความเพียรของผู้ใคร่ครวญแล้วทำ ย่อมนำมาซึ่งผลวิเศษ.
ท่านกล่าวขันติในลำดับของความเพียร เพราะความสำเร็จแห่งความ
อดกลั้นด้วยความเพียร จริงอยู่คนมีความเพียรย่อมครอบงำทุกข์ที่สัตว์และ
สังขารนำเข้าไปเพราะปรารภความเพียรแล้ว. เพราะความเพียรเป็นอลัง-
การของความอดกลั้น จริงอยู่ ความอดกลั้นของผู้มีความเพียรย่อมงาม
เพราะกล่าวถึงปัคคหนิมิตแล้วจึงกล่าวถึงสมถนิมิต เพราะกล่าวถึงการละ
อุทธัจจและโทสะด้วยความเพียรยิ่ง จริงอยู่ อุทธัจจะและโทสะละได้ด้วย
ความอดทนในการเพ่งธรรม. เพราะกล่าวถึงการทำความเพียรติดต่อของผู้มี
ความเพียร. จริงอยู่ ผู้หนักด้วยขันติเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านทำความเพียรติดต่อ
เพราะกล่าวถึงความไม่มีตัณหา เพื่อทำตอบในการปรารภทำประโยชน์เพื่อ
ผู้อื่นของผู้ไม่ประมาท. จริงอยู่ เมื่อความเพ่งธรรมตามความเป็นจริงมีอยู่
ตัณหาย่อมไม่มี. และเพราะกล่าวถึงความอดกลั้นทุกข์ที่ผู้อื่นทำในการปรารภ
ประโยชน์เพื่อผู้อื่น. ท่านกล่าวสัจจะในลำดับของขันติ เพราะขันติตั้งอยู่ได้
นานด้วยสัจจะ เพราะกล่าวถึงความอดทนต่อความเสียหายของผู้ทำความ
เสียหาย แล้วกล่าวถึงความไม่ผิดพลาดในการทำอุปการะนั้น. และ
หน้า 576
ข้อ 36
เพราะกล่าวถึงความอดทนในการเพ่งธรรม คือความสูญของสัตว์ แล้วกล่าว
ถึงสัจจะอันเป็นญาณเพิ่มพูนขันตินั้น. ท่านกล่าวอธิษฐานในลำดับของสัจจะ
เพราะความสำเร็จแห่งสัจจะด้วยอธิษฐาน เพราะการงดเว้นย่อมสำเร็จ
แก่ผู้ตั้งใจไม่หวั่นไหว. เพราะกล่าวคำไม่ผิดความจริง แล้วกล่าวถึงความเป็น
ผู้ไม่หวั่นไหว ในการกล่าวคำไม่ผิดความจริงนั้น จริงอยู่ ผู้ไว้ใจได้หวั่น
ไหว ประพฤติตามสมควรแก่ปฏิญญาในทานเป็นต้น เพราะกล่าวญาณสัจจะ
แล้วจึงกล่าวถึงการเพ่งความเป็นไปในสัมภาระทั้งหลาย จริงอยู่ ผู้มีญาณ
ตามเป็นจริง ย่อมอธิษฐานโพธิสมภารทั้งหลาย และยังโพธิสมภารนั้นให้
สำเร็จ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยปฏิปักษ์ทั้งหลาย. ท่านกล่าวเมตตาในลำดับ
แห่งอธิษฐาน เพราะความสำเร็จแห่งอธิษฐานด้วยการสมาทานทำประโยชน์
เพื่อผู้อื่นด้วยเมตตา เพราะกล่าวถึงอธิษฐานแล้วจึงกล่าวถึงการนำประโยชน์
เข้าไป เพราะผู้สำรวมในในโพธิสมภารเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา. และเพราะ
ผู้มีอธิษฐานไม่หวั่นไหว ยังสมทานให้เจริญด้วยการไม่ทำลายสมาทาน.
ท่านกล่าวอุเบกขาในลำดับแห่งเมตตา เพราะความบริสุทธิ์แห่งเมตตาด้วย
อุเบกขา เพราะกล่าวถึงการนำประโยชน์ในสัตว์ทั้งหลาย แล้วจึงกล่าวถึง
ความไม่สนใจโทษผิดของผู้นั้น เพราะกล่าวถึงเมตตาภาวนา แล้วกล่าวถึง
ความเจริญอันเป็นผลของเมตตาภาวนานั้น และเพราะกล่าวถึงความเป็นคุณ
น่าอัศจรรย์ว่า ผู้วางเฉยแม้ในสัตว์ ผู้ใคร่ประโยชน์ พึงทราบลำดับแห่ง
บารมีทั้งหลายเหล่านั้นด้วยประการ ฉะนี้แล.
หน้า 577
ข้อ 36
ในบทว่า อะไรเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานนี้พึง
ทราบความดังต่อไปนี้. โดยความไม่ต่างกัน บารมีแม้ทั้งหมดมีการอนุเคราะห์
ผู้อื่นเป็นลักษณะ มีการทำอุปการะแก่ผู้อื่นเป็นรส. หรือมีความไม่หวั่นไหว
เป็นรส. มีการแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความเป็น
พระพุทธเจ้าเป็นปัจจุปัฏฐาน มีมหากรุณาเป็นปทัฏฐาน. หรือมีความเป็น
ผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณาเป็นปทัฏฐาน
แต่โดยความต่างกัน เพราะเจตนาบริจาคเครื่องอุปกรณ์ของตนกำหนด
ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นทานบารมี. กายสุจริต วจีสุจริต
กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา และโดยใจความ เจตนา
เว้นสิ่งไม่ควรทำและสิ่งที่ควรทำเป็นต้นเป็นศีลบารมี. จิตเกิดขึ้นเพื่อจะ
ออกจากกามภพ มีการเห็นโทษเป็นอันดับแรก กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาด
ในอุบายแห่งกรุณา เป็นเนกขัมมบารมี. ความเข้าใจถึงลักษณะวิเศษอันเสมอ
กันแห่งธรรมทั้งหลาย กำหนัดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็น
ปัญญาบารมี. การปรารภถึงประโยชน์ของผู้อื่นด้วยกายสละจิต กำหนดด้วย
ความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นวีริยบารมี. การอดกลั้นโทษของสัตว์
และสังขารกำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา การตั้งอยู่ใน
อโทสะ จิตเกิดขึ้นเป็นไปในอาการของอโทสะนั้น เป็นขันติบารมี. การพูด
ไม่ผิดมีวิรัติเจตนาเป็นต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา
เป็นสัจบารมี. การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหว กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาด
หน้า 578
ข้อ 36
ในอุบายแห่งกรุณา จิตเกิดขึ้นเป็นไปในอาการแห่งความตั้งใจสมาทานไม่
หวั่นไหวนนั้น เป็นอธิษฐานบารมี. การนำประโยชน์สุขให้แก่โลก กำหนด
ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา โดยถือความไม่พยาบาท เป็นเมตตา-
บารมี. การกำจัดความเสื่อมและความเคียดแค้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาด
ในอุบายแห่งกรุณา. ความเป็นไปเสมอในสัตว์และสังขารทั้งหลายทั้งที่น่า
ปรารถนาและไม่น่าปรารถนา เป็นอุเบกขาบารมี.
ฉะนั้นทานบารมี มีการบริจาคเป็นลักษณะ มีการกำจัดโลกในไทย
ธรรมเป็นรส. มีความสามารถเป็นปัจจุปัฏฐาน. หรือมีภวสมบัติและวิภว-
สมบัติเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีวัตถุอันควรบริจาคเป็นปทัฏฐาน. ศีลบารมี มีการ
ละเว้นลักษณะ. ท่านอธิบายว่า มีการสมาทานเป็นลักษณะ และมีการตั้ง
มั่นเป็นลักษณะ. มีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส. หรือมีความไม่มีโทษ
เป็นรส. มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีหิริโอตตัปปะเป็นปทัฏฐาน.
เนกขัมมบารมี มีการออกจากกามและจากความมีโชคเป็นลักษณะ. มีการ
ประกาศโทษของถามนั้นเป็นรส. มีความหันหลังจากโทษนั้นเป็นปัจจุปัฏ-
ฐาน. มีความสังเวชเป็นปทัฏฐาน. ปัญญาบารมี มีการรู้แจ้งแทงตลอดตาม
สภาวธรรมเป็นลักษณะ. หรือการรู้แจ้งแทงตลอดไม่พลาดเป็นลักษณะ ดุจ
การซัดธนูและยิงด้วยลูกศรของคนฉลาด. มีแสงสว่างตามวิสัยเป็นรสดุจ
ประทีป. มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน. ดุจคนนำทางไปในป่า. มีสมาธิ
เป็นปทัฏฐาน. หรือมีอริยสัจ ๔ เป็นปทัฏฐาน. วีริยบารมี มีอุตสาหะเป็น
หน้า 579
ข้อ 36
ลักษณะ. มีการอุปถัมภ์เป็นรส. มีการไม่จมเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีวัตถุปรารภ
ความเพียรเป็นปทัฏฐาน. หรือมีความสังเวชเป็นปทัฏฐาน. ขันติบารมี มี
ความอดทนเป็นลักษณะ. มีความอดกลั้นสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่า
ปรารถนาเป็นรส. มีความอดกลั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน. หรือมีความไม่โกรธเป็น
ปัจจุปัฏฐาน. มีเห็นตามความจริงเป็นปทัฏฐาน. สัจจบารมี มีการไม่พูดผิด
เป็นลักษณะ. มีการประกาศตามความเป็นจริงเป็นรส. มีความชื่นใจเป็น
ปัจจุปัฏฐาน. มีความสงบเสงี่ยมเป็นปทัฏฐาน. อธิษฐานบารมี มีความตั้งใจ
ในโพธิสมภารเป็นลักษณะ. มีการครอบงำสิ่งเป็นปฏิปักษ์ของโพธิสมภาร
เหล่านั้นเป็นรส. มีความไม่หวั่นไหวในการครอบงำสิ่งเป็นปฏิปักษ์เป็นปัจจุ-
ปัฏฐาน. มีโพธิสมภารเป็นปทัฏฐาน. เมตตบารมี มีความเป็นไปแห่งอาการ
เป็นประโยชน์เป็นลักษณะ. มีการนำประโยชน์เข้าไปเป็นรส. หรือมีการ
กำจัดความอาฆาตเป็นรส. มีความสุภาพเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีการเห็นสัตว์
ทั้งหลายเป็นที่น่าพอใจเป็นปทัฏฐาน. อุเบกขาบารมี มีความเป็นไปโดยอาการ
ที่เป็นกลางเป็นลักษณะ. มีเห็นความเสมอกันเป็นรส. มีการสงบความเคียด
แค้นและความเสื่อมเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีการพิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็น
ของตนเป็นปทัฏฐาน.
อนึ่งในบทนี้ ควรกล่าวถึงบารมีโดยความต่างกันแห่งลักษณะ มีการ
บริจาคเป็นต้น ของทานเป็นต้น เพราะกำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดใน
อุบายแห่งกรุณา. จริงอยู่ทานเป็นต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย
หน้า 580
ข้อ 36
แห่งกรุณา เป็นไปแล้วในสันดานของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าบารมี มีทานบารมี
เป็นต้น.
อะไรเป็นปัจจัย. อภินิหารเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย. จริงอยู่
อภินิหารใด ยังธรรมสโมธาน ๘ ให้ถึงพร้อม ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้อย่างนี้ว่า :-
อภินิหารย่อมสำเร็จเพราะธรรมสโมธาน
๘ ประการ คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ลิงค-
สมบัติ ๑ เหตุ ๑ เห็นศาสดา ๑ บรรพชา ๑
คุณสมบัติ ๑ อธิการ ๑ ความพอใจ ๑.
อันเป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า เราข้ามแล้วพึงให้สัตว์ข้าม เราพ้น
แล้วพึงให้สัตว์พ้น เราฝึกแล้วพึงให้สัตว์ฝึก เราสงบแล้วพึงให้สัตว์สงบ
เราหายใจคล่องแล้วพึงให้สัตว์หายใจคล่อง เรานิพพานแล้วพึงให้สัตว์
นิพพาน เราบริสุทธิ์แล้วพึงให้สัตว์บริสุทธิ์ เราตรัสรู้แล้วพึงให้สัตว์
ตรัสรู้ ดังนี้. อภินิหารนั้นเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งปวงโดยไม่ต่างกัน . ความ
สำเร็จแห่งการค้นคว้า การตั้งมั่น การตั้งใจสมาทานบารมีให้สูงขึ้นไป
เพราะความเป็นไปแห่งปัจจัยนั้น ย่อมมีแก่พระมหาบุรุษทั้งหลาย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสตฺตํ คืออัตภาพของมนุษย์. เพราะ
ความปรารถนา ย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งอยู่ในอัตภาพของมนุษย์เท่านั้นแล้ว
หน้า 581
ข้อ 36
ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า. ไม่สำเร็จแก่ผู้ตั้งอยู่ในชาติมีนาค และ
ครุฑเป็นต้น. ถ้าถามว่าเพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะสมควรแก่ความเป็น
พระพุทธเจ้า.
บทว่า ลิงฺคสมฺปตฺติ ความว่า แม้ตั้งอยู่ในอัตภาพของมนุษย์
ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่บุรุษเท่านั้น, ไม่สำเร็จแก่สตรี บัณเฑาะก์
คือกะเทย นปุงสกะ คือไม่มีเพศชายหญิง อุภโตพยัญชนกะ คือปรากฏทั้ง
สองเพศ. ถ้าถามว่าเพราะอะไร ? ตอบว่า เพราะเหตุตามที่ได้กล่าวแล้ว
และเพราะไม่มีความบริบูรณ์แห่งลักษณะ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันการที่สตรีจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัม-
พุทธเจ้านั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะเป็นได้. เพราะฉะนั้น ความ
ปรารถนาจึงไม่สำเร็จ แม้แก่มนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในเพศสตรี หรือแก่บัณเฑาะก์
เป็นต้น.
บทว่า เหตุ คือถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย. จริงอยู่ ความปรารถนา
ย่อมสำเร็จแก่มนุษย์บุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เพราะเหตุสมบัติ. นอกนั้น
ไม่สำเร็จ.
บทว่า สตฺถารทสฺสนํ คือความมีพระศาสดาอยู่เฉพาะหน้า. เพราะ
ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ซึ่งยังทรง
พระชนม์อยู่. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ความปรารถนาย่อม
ไม่สำเร็จในสำนักของพระเจดีย์ ที่โคนโพธิ์ ที่พระปฏิมา หรือที่สำนัก
หน้า 582
ข้อ 36
ของพระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า. เพราะเหตุไร ? เพราะ
ไม่มีอธิการ คือวิสัยที่ทำยิ่ง มีกำลัง. ความปรารถนาจะสำเร็จในสำนักของ
พระพุทธเจ้าเท่านั้น. เพราะอธิการนั้นยังไม่ถึงความมีกำลังโดยความเป็น
อัธยาศัยอันยิ่ง.
บทว่า ปพฺพชฺชา คือความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ปรารถนาใน
สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้บวชในสำนักดาบสหรือในสำนัก
ของภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นกรรมกิริยวาที คือผู้เชื่อกรรมและผลของกรรม.
ไม่สำเร็จแก่ผู้ตั้งอยู่ในเพศคฤหัสถ์. เพราะเหตุไร ? เพราะไม่สมควรเป็น
พระพุทธเจ้า. เพราะบรรพชิตเท่านั้นเป็นพระมหาโพธิสัตว์ ย่อมบรรลุ
สัมมาสัมโพธิญาณได้ มิใช่เป็นคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น ในเวลาตั้งปณิธาน
ควรเป็นเพศของบรรพชิตเท่านั้น เพราะเป็นการอธิษฐานด้วยคุณสมบัติ
โดยแท้.
บทว่า คุณสมฺปตฺติ คือถึงพร้อมด้วยคุณมีอภิญญาเป็นต้น. เพราะ
ความปรารถนาย่อมสำเร็จแม้แก่บรรพชิต ผู้ได้สมาบัติ ๘ มีอภิญญา ๕
เท่านั้น. ไม่สำเร็จแก่ผู้ปราศจากคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว. เพราะเหตุไร ?
เพราะสามารถค้นคว้าบารมีได้. พระมหาบุรุษบำเพ็ญอภินิหาร เป็นผู้สามารถ
ค้นคว้าบารมีได้ด้วยตนเอง เพราะประกอบด้วยอุปนิสัยสมบัติและอภิญญา-
สมบัติ.
บทว่า อธิกาโร คือมีอุปการะยิ่ง. จริงอยู่ ผู้ใดแม้ถึงพร้อมด้วย
คุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว แม้ชีวิตของตนก็สละแด่พระพุทธเจ้าได้ ย่อมทำ
หน้า 583
ข้อ 36
อุปการะอันยิ่งในกาลนั้น. อภินิหารย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น. ไม่สำเร็จแก่คน
นอกนี้.
บทว่า ฉนฺทตา คือพอใจในกุศลด้วยความใคร่ที่จะทำ. จริงอยู่
ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ประกอบด้วยธรรมตามที่กล่าวแล้ว มีความ
พอใจมาก มีความปรารถนามาก มีความใคร่เพื่อจะทำมาก เพื่อประโยชน์
แก่ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น. ไม่สำเร็จแก่คนนอกนี้.
ต่อไปนี้เป็นความเปรียบเทียบ เพราะความเป็นผู้มีฉันทะใหญ่. พึง
ทราบความที่ฉันทะเป็นความใหญ่หลวง ในบทว่า ฉนฺทตา นี้ โดยนัยมี
อาทิดังต่อไปนี้ :- บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดสามารถข้ามท้องจักรวาลนี้ทั้งสิ้นอันมี
น้ำท่วมนองเป็นอันเดียวกัน ด้วยกำลังแขนของตนเท่านั้นแล้วจะถึงฝั่งได้
ผู้นั้นย่อมถึงความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วไม่ย่อท้อเพราะทำได้ยาก กลับ
พอใจว่า เราจักข้ามถึงฝั่งได้. ไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในกาลนั้นเลย
อนึ่ง บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดเหยียบจักรวาลนี้ทั้งสิ้นอันเต็มไปด้วยถ่านเพลิง
ปราศจากเปลวไฟ ปราศจากควันไฟด้วยเท้าทั้งสองสามารถก้าวเลยไปถึงฝั่ง
ได้. ผู้นั้นย่อมถึงความเป็นพระพุทธเจ้า. แล้วไม่ย่อท้อเพราะทำได้ยาก
กลับพอใจว่า เราจักก้าวเลยไปถึงฝั่งได้. เขาไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าใน
การนั้นเลย. อนึ่ง บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดสามารถทะลุจักรวาลทั้งสิ้นปกคลุม
ด้วยพุ่มไม้ไผ่หนาทึบ รกรุงรังไปด้วยป่าหนามและเถาวัลย์ แล้วก้าวเลยไป
ถึงฝั่งได้ ฯลฯ เขาไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในการนั้นเลย. อนึ่ง บุคคลฟัง
หน้า 584
ข้อ 36
มาว่า ผู้ใดที่หมกไหม้ในนรกตลอดอสงไขยแสนกัป จะพึงบรรลุความเป็น
พระพุทธเจ้าแล้วไม่ย่อท้อเพราะได้ยากกลับพอใจว่า เราจักหมกไหม้ในนรก
นั้น แล้วบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า. เขาไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในการ
นั้นเลย.
อภินิหารประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ อย่างนี้โดยเนื้อความพึงทราบว่า
จิตตุปบาทที่เป็นไปอย่างนั้น เพราะประชุมองค์ ๘ เหล่านั้น. จิตตุปบาทนั้น
มีการตั้งใจแน่วแน่เพื่อสัมมาสัมโพธิญาณโดยชอบนั่นเอง เป็นลักษณะ.
มีความปรารถนามีอาทิอย่างนี้ว่า โอ เราพึงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นลำดับไป. เราพึงยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่สัตว์ เป็นรส. มีความ
เป็นเหตุแห่งโพธิสัมภารเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีมหากรุณาเป็นปทัฏฐาน. หรือ
มีอุปนิสัยสมบัติเป็นปทัฏฐาน.
พึงเห็นว่า บุญวิเศษอันเป็นมูลแห่งธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้า
ทั้งปวงเป็นความเจริญอย่างยิ่ง เป็นความงามอย่างยิ่ง เป็นความสง่าหา
ประมาณมิได้ โดยความเป็นไปปรารภพุทธภูมิอันเป็นอจินไตย และ
ประโยชน์ของสัตวโลกอันหาประมาณมิได้
อนึ่ง พระมหาบุรุษพร้อมด้วยการบรรลุนั้นแล เป็นผู้ชื่อว่าหยั่งลง
สู่การปฏิบัติเพื่อบรรลุมหาโพธิญาณ ย่อมได้สมัญญาว่า พระโพธิสัตว์
เพราะมีสภาพไม่กลับจากนั้น เพราะบรรลุความเป็นของแน่นอน ความ
หน้า 585
ข้อ 36
เป็นผู้เอาใจใส่สม่ำเสมอในสัมมาสัมโพธิญาณโดยภาวะทั้งปวง และความ
เป็นผ้สามารถศึกษาโพธิสมภารย่อมตั้งอยู่พร้อมแก่พระมหาบุรุษนั้น จริงอยู่
พระมหาบุรุษทั้งหลายค้นคว้าบารมีทั้งปวงโดยชอบ ด้วยยังอภินิหารตามที่
กล่าวแล้วให้สำเร็จ ด้วยบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ อันมีเพศเป็นเบื้องต้น
ด้วยสยัมภูญาณ แล้วบรรลุโดยลำดับด้วยการถือมั่น. เหมือนสุเมธบัณฑิต
ผู้บำเพ็ญอภินิหารไว้มากปฏิบัติแล้ว. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ดูเถิด เราค้นหาธรรมอันทำให้เป็นพระ-
พุทธเจ้าจากที่โน้นที่นี่ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ
ตลอด ๑๐ ทิศ จนถึงธรรมธาตุ เมื่อเราค้น
หาในครั้งนั้นได้เห็นทานบารมีเป็นอันดับแรก.
ได้ยินว่า พึงทราบปัจจัย ๔ เหตุ ๔ และพละ ๔ แห่งอภินิหาร
นั้น.
ในอภินิหารนั้น ปัจจัย ๔ เป็นอย่างไร ? พระมหาบุรุษในโลกนี้
ย่อมเห็นพระตถาคต ทรงกระทำปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีด้วยพุทธา-
นุภาพยิ่งใหญ่ จิตของพระมหาบุรุษนั้นย่อมตั้งอยู่ในมหาโพธิญาณ กระทำ
ปาฏิหาริย์นั้นให้เป็นอารมณ์ เพราะอาศัยพระตถาคตนั้นว่า พระผู้มีพระภาค-
เจ้ามีธรรมน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีและอานุภาพเป็นอจินไตยอย่างนี้ เพราะรู้
หน้า 586
ข้อ 36
แจ้งแทงตลอด ธรรมธาตุใดธรรมธาตุนี้ มีอานุภาพมากหนอ. พระมหาบุรุษ
นั้นน้อมไปในสัมโพธิญาณนั้น ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัยอาศัยการเห็น
มหานุภาพนั้นนั่นแลย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. นี้เป็นปัจจัยที่ ๑ แห่ง
มหาภินิหาร.
มหาบุรุษย่อมไม่เห็นความที่พระตถาคตมีอานุภาพใหญ่ตามที่กล่าว
แล้ว แต่ฟังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเช่นนี้และเป็นเช่นนี้ ดังนี้. พระ-
มหาบุรุษนั้นน้อมไปในสัมโพธิญาณ ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัย อาศัย
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. นี้เป็นปัจจัยที่ ๒
แห่งมหาภินิหาร.
มหาบุรุษย่อมไม่เห็นความที่พระตถาคตนั้นมีอานุภาพใหญ่ ตามที่
กล่าวแล้ว. ทั้งไม่ได้ฟังมหานุภาพนั้นจากผู้อื่น. แต่เมื่อพระตถาคตทรง
แสดงธรรม มหาบุรุษย่อมฟังธรรมปฏิสังยุตด้วยพุทธานุภาพโดยนัยมีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยกำลัง ๑๐ ดังนี้. มหาบุรุษนั้น
น้อมไปในสัมโพธิญาณ ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัยอาศัยพุทธานุภาพนั้น
ย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. นี้เป็นปัจจัยที่ ๓ แห่งมหาภินิหาร.
มหาบุรุษย่อมไม่เห็นความที่พระตถาคตนั้นมีอานุภาพใหญ่ ตามที่
กล่าวแล้ว. ทั้งไม่ได้ฟังอภินิหารนั้นจากผู้อื่น. ทั้งไม่ได้ฟังธรรมของ
พระตถาคต. แต่เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง มีความตั้งใจงามคิดว่า เราจัก
รักษาวงศ์ของพระพุทธเจ้า แบบแผนของพระพุทธเจ้า ประเพณีของ
หน้า 587
ข้อ 36
พระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วสักการะ เคารพนับถือ
บูชาธรรมเท่านั้น ประพฤติธรรม น้อมไปในสัมโพธิญาณ ทำธรรมธาตุ
นั้นให้เป็นปัจจัย อาศัยธรรมนั้นย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. นี้เป็นปัจจัย
ที่ ๔ แห่งมหาภินิหาร.
เหตุ ๔ แห่งมหาภินิหารเป็นอย่างไร ? มหาบุรุษในโลกนี้ตามปกติ
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย สร้างสมอธิการในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ใน
ครั้งก่อน. นี้เป็นเหตุที่ ๑ แห่งมหาภินิหาร. ยังมีข้ออื่นอีก มหาบุรุษ
ตามปกติเป็นผู้มีอัธยาศัยกรุณา น้อมไปในกรุณา ประสงค์จะนำทุกข์ของ
สัตว์ทั้งหลายออกไป สละกายและชีวิตของตน. นี้เป็นเหตุที่ ๒ แห่งมหา-
ภินิหาร. ยังมีข้ออื่นอีก มหาบุรุษเพียรพยายามไม่เบื่อหน่ายจากวัฏฏทุกข์
แม้ทั้งสิ้นและจากการประพฤติกิจที่ทำได้ยากเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ ตลอด
กาลนาน ไม่หวาดสะดุ้ง ตลอดถึงสำเร็จประโยชน์ที่ปรารถนา. นี้เป็นเหตุ
ที่ ๓ แห่งมหาภินิหาร. ยังมีข้ออื่นอีก มหาบุรุษเป็นผู้อาศัยกัลยาณมิตร
ผู้ที่ห้ามจากสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ให้ตั้งอยู่ในสิ่งเป็นประโยชน์. นี้เป็นเหตุ
ที่ ๔ แห่งมหาภินิหาร.
พึงทราบอุปนิสสัยสัมปทาของมหาบุรุษ ดังต่อไปนี้ . อัธยาศัยของ
มหาบุรุษนั้น น้อมไป โน้มไป โอนไปในสัมโพธิญาณโดยส่วนเดียวเท่านั้น
ฉันใด การประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เพราะมหาบุรุษนั้น
หน้า 588
ข้อ 36
ทำความตั้งใจแน่วแน่เพื่อสัมโพธิญาณในสำนักของพระพุทธเจ้าในกาลก่อน
ด้วยใจและวาจาว่า แม้เราก็จะเป็นเช่นกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงยัง
ประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายโดยชอบนั่นแล. มหาบุรุษมีอุปนิสัย
สมบูรณ์อย่างนี้ ความวิเศษใหญ่ การกระทำต่างใหญ่ ด้วยสาวกโพธิสัตว์และ
ปัจเจกโพธิสัตว์ของมหาบุรุษผู้ประกอบด้วยเพศ ปรากฏด้วยอุปนิสสยสมบัติ
ย่อมปรากฏจากอินทรีย์ การปฏิบัติและความเป็นผู้ฉลาด. คนนอกนี้มิได้
ปฏิบัติเหมือนอย่างมหาบุรุษในโลกนี้ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัยมีอินทรีย์
บริสุทธิ์ มีญาณบริสุทธิ์ มหาบุรุษเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น. มิใช่เพื่อ
ประโยชน์ตน. เป็นความจริงดังนั้น คนนอกนี้มิได้ปฏิบัติเหมือนอย่าง
มหาบุรุษนั้นปฏิบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์
โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
อนึ่ง มหาบุรุษย่อมนำมาซึ่งความเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์สุขนั้น ด้วย
ปฏิภาณอันเกิดขึ้นตามฐานะ และเพราะความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ และ
อฐานะ.
อนึ่ง พึงทราบลักษณะแห่งทานบารมีของมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยใน
ทาน มีอาทิว่า มหาบุรุษตามปกติเป็นผู้มีอัธยาศัยในทาน ยินดีในทาน เมื่อ
มีไทยธรรมย่อมให้ทีเดียว. ไม่เบื่อหน่ายจากการเป็นผู้มีปกติแจกจ่ายเนือง ๆ
สม่ำเสมอ มีความเบิกบาน เอื้อเฟื้อให้ มีความสนใจให้. ครั้นให้ทาน
แม้มากมาย ก็ยังไม่พอใจด้วยการให้. ไม่ต้องพูดถึงให้น้อยละ. อนึ่ง เมื่อ
จะยังอุตสาหะให้เกิดแก่ผู้อื่น ย่อมกล่าวถึงคุณในการให้. แสดงธรรม
หน้า 589
ข้อ 36
ปฏิสังยุตด้วยการให้. อนึ่ง เห็นคนอื่นให้แก่คนอื่นก็พอใจ. ให้อภัยแก่คน
อื่นในฐานะที่เป็นภัย.
อนึ่ง พึงทราบลักษณะแห่งศีลบารมี ของมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยในศีล
มีอาทิอย่างนี้ว่า มหาบุรุษย่อมละอายย่อมกลัว ธรรมลามกมีการฆ่าสัตว์
เป็นต้น. เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ยินดีในธรรมงาม มีศีล
ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ชื่อตรง ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นผู้ว่าง่าย
อ่อนโยน ไม่กระด้าง ไม่ดูหมิ่นท่าน ไม่ถือเอาของคนอื่นโดยที่สุดเส้นหญ้า
หรือเมื่อคนอื่นลืมของไว้ในที่อยู่ของตน บอกให้เขารู้แล้วมอบให้โดยไม่เอา
ของของคนอื่นเก็บไว้. ไม่เป็นผู้โลภ. แม้จิตลามกในการถือเอาของคนอื่น
ก็ไม่ให้เกิดขึ้น. เว้นการทำลายหญิงเป็นต้นเสียแต่ไกล. พูดจริงไว้ใจได้ สมาน
คนที่แตกกัน เพิ่มสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ พูดน่ารักยิ้มแย้มแจ่มใส พูดเป็น
อรรถ พูดเป็นธรรม ไม่มีความอยากได้ ไม่มีใจพยาบาท มีความเห็นไม่
วิปริต ด้วยรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนด้วยกำหนดรู้อริยสัจ มีความ
กตัญญูกตเวที อ่อนน้อมต่อผู้เจริญ มีอาชีพบริสุทธิ์ ใคร่ธรรม ชักชวน
คนอื่นในธรรม ห้ามสัตว์ทั้งหลายจากสิ่งที่ไม่ควรทำด้วยประการทั้งปวง ให้
ตั้งอยู่ในสิ่งที่ควรทำ ประกอบความเพียรในกิจนั้นด้วยตน ครั้นทำสิ่งไม่
ควรทำด้วยตนเอง รีบเว้นจากสิ่งนั้นทันที.
อนึ่ง พึงทราบลักษณะแห่งเนกขัมมบารมีเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่ง
อัธยาศัยในเนกขัมมะเป็นต้น ของมหาบุรุษมีอาทิอย่างนี้ว่า มหาบุรุษเป็น
หน้า 590
ข้อ 36
ผู้มีกิเลสเบาบาง มีนิวรณ์เบาบาง มีอัธยาศัยในความสงัด ไม่ฟุ้งซ่าน.
วิตกลามก ไม่ไหลเข้าไปยังจิตของมหาบุรุษนั้น. อนึ่ง จิตของมหาบุรุษนั้น
ถึงความสงัดตั้งมั่นโดยไม่ยาก. ความเป็นผู้มีจิตเมตตาย่อมตั้งอยู่แม้ในฝ่ายที่
เป็นศัตรูอย่างเร็ว. ไม่ต้องพูดถึงคนนอกนี้ เป็นผู้มีสติ ระลึกถึงสิ่งที่ทำ
แม้คำพูดนานแล้วได้. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญามีโอชะเกิดแต่
ธรรม. เป็นผู้เฉลียวฉลาดในกิจที่ควรท่านั้น ๆ. เป็นผู้ปรารภความเพียรใน
การทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย. เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังขันติอดกลั้นได้
ทั้งหมด. เป็นผู้มีความตั้งใจไม่หวั่นไหว มีสมาทานมั่นคงและเป็นผู้วางเฉย
ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา.
เมื่อมหาบุรุษประกอบด้วยลักษณะแห่งโพธิสมภารเหล่านี้ ด้วย
ประการฉะนี้ ท่านจึงกล่าวว่า การอาศัยกัลยาณมิตรเป็นเหตุแห่งมหาภินิหาร
ดังนี้. กัลยาณมิตรในโลกนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
วีริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. เชื่อการตรัสรู้ของพระตถาคตและผลของกรรม
ด้วยศรัทธาสมบัติ. ไม่สละการแสวงประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายอันเป็นเหตุ
แห่งสัมมาสัมโพธิญาณ. เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพน่ายกย่องของ
สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้คอยตักเตือน ติเตียนความชั่ว คอยว่ากล่าว อดทนต่อ
ถ้อยคำด้วยศีลสมบัติ. เป็นผู้กล่าวธรรมลึกซึ้งนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่สัตว์
ทั้งหลายด้วยสุตสมบัติ. เป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลีด้วยจาค
สมบัติ. เป็นผู้ปรารภความเพียรในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 591
ข้อ 36
ด้วยวีริยสมบัติ. เป็นผู้มีสติตั้งมั่นในธรรมอันไม่มีโทษด้วยสติสมบัติ. เป็น
ผู้ไม่ฟุ้งซ่านมีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิสมบัติ. ย่อมรู้ความไม่วิปริตด้วยปัญญา-
สมบัติ. มหาบุรุษนั้นแสวงหาคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยสติ รู้
ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
มีจิตเป็นหนึ่งในธรรมนั้นด้วยสมาธิ ห้ามสัตว์ทั้งหลายจากสิ่งไม่เป็นประ-
โยชน์ แล้วให้ประกอบในสิ่งเป็นประโยชน์ด้วยวีริยะ. ดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
มหาบุรุษเป็นผู้น่ารัก น่าเคารพ น่ายกย่อง
ค่อยว่ากล่าว อดทนถ้อยคำ กล่าวธรรมลึกซึ้ง
ไม่ชักชวนในทางไม่ถูก.
มหาบุรุษ อาศัยกัลยาณมิตรประกอบด้วยคุณอย่างนี้แล้ว ย่อมยัง
อุปนิสสัยสมบัติของตนให้ผ่องแผ้วโดยชอบนั่นแล. และเป็นผู้ประกอบด้วย
อัธยาศัยบริสุทธิ์ด้วยดี ประกอบด้วยพละ ๔ ยังองค์ ๘ ให้ประชุมกันโดย
ไม่ช้านัก ทำมหาภินิหาร มีอันไม่กลับเป็นธรรมดา เป็นผู้แน่นอน มี
สัมโพธิญาณเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ย่อมตั้งอยู่ในความเป็นพระโพธิสัตว์.
พึงทราบพละ ๔ เหล่านี้ของอภินิหารนั้น ดังต่อไปนี้. อัชฌัตติก-
พละ คือกำลังภายใน ได้แก่ ความชอบใจด้วยเคารพในธรรมอาศัยตน ใน
สัมมาสัมโพธิญาณ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปโดยส่วนเดียว. มหาบุรุษ
หน้า 592
ข้อ 36
มีตนเป็นใหญ่ มีความละอายเป็นที่พึ่งอาศัย และถึงพร้อมด้วยอภินิหาร
บำเพ็ญบารมี แล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ พาหิรพละ คือกำลังภายนอก
ได้แก่ ความพอใจอาศัยคนอื่นในสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัย
น้อมไปโดยส่วนเดียว. มหาบุรุษมีโลกเป็นใหญ่ มีความนับถือเป็นที่พึ่งอาศัย
และถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมีแล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. อุป-
นิสสยพละ คือกำลังอุปนิสัย ได้แก่ ความพอใจด้วยอุปนิสสยสมบัติใน
สัมมาสัมโพธิญาณ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปโดยส่วนเดียว. มหาบุรุษ
มีอินทรีย์กล้า มีความฉลาด อาศัยสติ ถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมี
แล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. ปโยคพละ คือกำลังความเพียร ได้แก่
ความถึงพร้อมด้วยความเพียร ความเป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ความเป็นผู้
ทำติดต่อ อันเกิดแต่ความเพียรนั้นในสัมมาสัมโพธิญาณ. มหาบุรุษ มีความ
เพียรบริสุทธิ์ ทำเป็นลำดับ และถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมีแล้ว
บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ.
อภินิหารนี้อันถึงพร้อมด้วยสโมธานมีองค์ ๘ มีการเริ่มสมบูรณ์ด้วย
ปัจจัย ๔ เหตุ พละ อย่างนี้ เป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย เพราะ
ความเป็นมูลเหตุ. อนึ่ง ธรรมทั้งหลายน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ ย่อม
ตั้งอยู่ในมหาบุรุษด้วยความเป็นไปของผู้ใด. ย่อมยึดถือหมู่สรรพสัตว์ด้วยจิต
เป็นที่รักดุจบุตรเกิดแต่อกของตน. จิตของผู้นั้นจะไม่เศร้าหมองด้วยอำนาจ
ความเศร้าหมองถึงบุตร. อัธยาศัย และความเพียรของมหาบุรุษนั้นย่อมนำ
หน้า 593
ข้อ 36
ประโยชน์สุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย. ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้าของตน
ย่อมเจริญ ย่อมให้มีผลยิ่ง ๆ ขึ้น. อนึ่ง มหาบุรุษประกอบด้วยความหลั่งไหล
แห่งบุญกุศลอันสูงที่สุด อันเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป เป็นอาหารแห่ง
ความสุข เป็นผู้ควรรับทักษิณา เป็นที่ตั้งแห่งคารวะอย่างสูง และเป็นบุญ-
เขตไม่มีใครเหมือน. มหาภินิหาร มีคุณมากมาย มีอานิสงส์มากมายอย่างนี้
พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย
มหากรุณาและความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ก็เหมือนอภินิหารนั้นแล.
ปัญญาอันเป็นนิมิต แห่งความเป็นโพธิสมภาร ของทานเป็นต้น ชื่อว่า
ความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. ความไม่คำนึงถึงสุขของตน ความขวนขวาย
ในการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเป็นลำดับ ความไม่มีความตกต่ำ ด้วยความ
ประพฤติของพระมหาโพธิสัตว์แม้ทำได้ยาก และความเป็นเหตุได้ประโยชน์
สุขของสัตว์ทั้งหลาย แม้ในเวลาเลื่อมใส การรู้ การเห็น การฟัง การ
ระลึกถึง ย่อมสำเร็จแก่มหาบุรุษทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายอัน
เป็นมหากรุณา. เป็นความจริงอย่างนั้น ความสำเร็จแห่งความเป็นพระ-
พุทธเจ้าด้วยปัญญา ของมหาบุรุษนั้น. ความสำเร็จแห่งการกระทำของพระ-
พุทธเจ้า ด้วยกรุณา. ตนเองข้ามด้วยปัญญา. ยังคนอื่นให้ข้ามด้วยกรุณา.
กำหนดรู้ทุกข์ของคนอื่น ด้วยปัญญา. ปรารภช่วยเหลือทุกข์ของคนอื่นด้วย
กรุณา. และเบื่อหน่ายในทุกข์ด้วยปัญญา. รับทุกข์ด้วยกรุณา. อนึ่ง เป็น
ผู้มุ่งต่อนิพพานด้วยปัญญา. ถึงวัฏฏะด้วยกรุณา. อนึ่ง มุ่งต่อสงสารด้วย
หน้า 594
ข้อ 36
กรุณา. ไม่ยินดีในสงสารนั้นด้วยปัญญา. และหน่ายในที่ทั้งปวงด้วยปัญญา
เพราะไปตามด้วยการุณา จึงต้องอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง. สงสารสัตว์ทั้งปวง
ด้วยกรุณา. เพราะไปตามด้วยปัญญาจึงมีจิตหน่ายในที่ทั้งปวง. ความเป็น
ผู้ไม่มีอหังการมมังการด้วยปัญญา. ความไม่มีความเกียจคร้าน ความเศร้า
ด้วยกรุณา. อนึ่ง ความเป็นที่พึ่งของตนและคนอื่น ความเป็นผู้มีปัญญา
และกล้าตามลำดับด้วยปัญญาและกรุณา. ความเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน
ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน. ความสำเร็จประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น. ความ
เป็นผู้ไม่มีภัยไม่หวาดกลัว. ความเป็นผู้มีธรรมเป็นใหญ่และมีโลกเป็นใหญ่.
ความเป็นผู้รู้คุณท่านและทำอุปการะก่อน. ความปราศจากโมหะและตัณหา
ความสำเร็จแห่งวิชชาและจรณะ. ความสำเร็จแห่งพละและเวสารัชชะ
คือธรรมทำให้กล้า ปัญญาและกรุณา เป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย เพราะ
ความเป็นอุบายโดยพิเศษแห่งผลของบารมีทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้แล.
ทั้งสองนี้เป็นปัจจัยแม้แห่งปณิธาน ดุจแห่งบารมีทั้งหลาย.
อนึ่ง ความอุตสาหะ ปัญญา ความมั่งคง และการประพฤติประ-
โยชน์ พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย. ความเพียรด้วยความ
อดกลั้นยิ่ง แห่งโพธิสมภารทั้งหลาย ชื่อว่า อุสฺสาห ในบารมีที่ท่านกล่าวว่า
เป็นพุทธภูมิ เพราะเป็นฐานะแห่งความเกิดความเป็นพระพุทธเจ้า. ปัญญา
อันเป็นความฉลาดในอุบาย ในโพธิสมภารทั้งหลาย ชื่อว่า อุมฺมงฺค.
หน้า 595
ข้อ 36
ความตั้งใจมั่นเพราะตั้งใจไม่หวั่นไหว ชื่อว่า อวตฺถาน. เมตตาภาวนาและ
กรุณาภาวนา ชื่อว่า หิตจริยา.
อนึ่ง อัธยาศัย ๖ อย่าง อันมีประเภทเป็นเนกขัมมะ ความสงัด
อโลภะ อโทสะ อโมหะและนิสสรณะ คือการออกไปจากทุกข์. พระโพธิ-
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เห็นโทษในกามและในการครองเรือน ชื่อว่า มีอัธยาศัย
ในเนกขัมมะ. อนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเห็นโทษในการคลุกคลี ชื่อว่า
มีอัธยาศัยสงัด. เห็นโทษในโลภะ ชื่อว่า มีอัธยาศัยไม่โลภ. เห็นโทษใน
โทสะ ชื่อว่า มีอัธยาศัยไม่โกรธ. เห็นโทษในโมหะ ชื่อว่า มีอัธยาศัย
ไม่หลง. เห็นโทษในทุกภาวะ ชื่อว่า มีอัธยาศัยออกไปจากทุกข์ ด้วยประ-
การฉะนี้. เพราะฉะนั้นอัธยาศัย ๖ อย่างเหล่านี้ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย.
พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย มีทานเป็นต้น. จริงอยู่บารมี มี
ทานบารมีเป็นต้น เว้นจากโทษโนโลภเป็นต้น และจากความยิ่งยวด
ของอโลภะเป็นต้น ย่อมมีไม่ได้. เพราะความเป็นผู้มีจิตน้อมไปในบริจาค
เป็นต้น ด้วยความยิ่งยวดของอโลภะเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นผู้มีอัธยาศัย
ไม่โลภ.
อนึ่ง แม้ความเป็นผู้มีอัธยาศัยในทานก็เหมือนอย่างนั้น เป็นปัจจัย
แห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ประพฤติเพื่อ
โพธิญาณ. จริงอยู่เพราะความเป็นผู้อัธยาศัยในทาน พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 596
ข้อ 36
จึงเป็นผู้เห็นโทษในความตระหนี่ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อทานนั้น ย่อมบำเพ็ญ
ทานบารมีให้บริบูรณ์โดยชอบ. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในศีล จึงเป็นผู้เห็น
โทษในความเป็นผู้ทุศีล บำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์โดยชอบ. เพราะเป็นผู้
มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ จึงเห็นโทษในกามและในการครองเรือน เพราะ
เป็นผู้มีอัธยาศัยในการรู้ตามความเป็นจริง จึงเห็นโทษในความไม่รู้ และ
ความสงสัย. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในความเพียร จึงเห็นโทษในความ
เกียจคร้าน. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในความอดทน จึงเห็นโทษในความไม่
อดทน. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในสัจจะ จึงเห็นโทษในการพูดผิด. เพราะ
เป็นผู้มีอัธยาศัยในความตั้งใจมั่น จึงเห็นโทษในความไม่ตั้งใจมั่น. เพราะ
เป็นผู้มีอัธยาศัยเมตตา จึงเห็นโทษในพยาบาท. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยใน
ความว่างเฉย จึงเห็นโทษในโลกธรรม บำเพ็ญบารมีมีเนกขัมมบารมีเป็นต้น
ให้บริบูรณ์โดยชอบ. ความเป็นผู้มีอัธยาศัยในทานเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่ง
บารมีมีทานบารมีเป็นต้น เพราะเป็นเหตุให้สำเร็จ.
การพิจารณาเห็นโทษและอานิสงส์ ตามลำดับในการไม่บริจาคและ
การบริจาคเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้น เหมือนกัน.
ในบทนั้น พึงทราบวิธีพิจารณาดังต่อไปนี้. การนำมาซึ่งความพินาศมาก-
มายหลายอย่างนี้ คือ จากความเป็นผู้ปรารถนามากด้วยวัตถุกามอันมีที่ดิน
เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีใจหวงแหน ข้องอยู่มีที่ดิน สวน เงิน ทอง โค
กระบือ ทาสหญิง ทาสชาย บุตรภรรยาเป็นต้น จากความเป็นสาธารณภัย
หน้า 597
ข้อ 36
มีราชภัย โจรภัยเป็นต้น จากการตั้งใจวิวาทกัน จากการเป็นข้าศึกกัน จาก
สิ่งไม่มีแก่นสาร จากเหตุการเบียดเบียนผู้อื่น ในการได้และการคุ้มครอง
นิมิตแห่งความพินาศ เพราะนำมาซึ่งความพินาศหลายอย่าง มีความโศก
เป็นต้น และมีความไม่สามารถเป็นเหตุ เพราะความเป็นเหตุให้เกิดในอบาย
ของผู้มีจิตหมกมุ่นอยู่ในมลทิน คือ ความตระหนี่ ชื่อว่า ปริคคหวัตถุ คือ
วัตถุที่หวงแหน. ควรทำความไม่ประมาทในการบริจาคว่า การบริจาควัตถุ
เหล่านั้นเป็นความสวัสดีอย่างเดียว.
อีกอย่างหนึ่งพิจารณาว่า ผู้ขอเมื่อขอเป็นผู้คุ้นเคยของเราเพราะบอก
ความลับของตน เป็นผู้แนะนำแก่เราว่า ท่านจงละสิ่งควรถึง ถือเอาของ
ของตนไปสู่โลกหน้า เมื่อโลกถูกไฟคือมรณะเผา เหมือนเรือนถูกไฟเผา
เป็นสหายช่วยแบกของของเราออกไปจากโลกนั้น เมื่อเขายังไม่แบกออกไป
เขาก็ยังไม่เผา วางไว้ เป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่ง เพราะความเป็นสหายใน
กรรมงาม คือทานและเพราะความเป็นเหตุให้ถึงพุทธภูมิที่ได้ยากอย่างยิ่ง
เลิศกว่าสมบัติทั้งปวง.
อนึ่ง พึงเข้าไปตั้งความน้อมในการบริจาคว่า ผู้นี้ยกย่องเราในกรรม
อันยิ่ง. เพราะฉะนั้นควรทำความยกย่องนั้นให้เป็นความจริง. แม้เขาไม่ขอ
เราก็ให้ เพราะชีวิตของเขาแจ้งชัดอยู่แล้ว. ไม่ต้องพูดถึงขอละ. ผู้ขอมา
แล้วเองจากที่เราแสวงหาด้วยอัธยาศัยอันยิ่ง ควรให้ด้วยบุญของเรา. การ
อนุเคราะห์ของเรานี้โดยมุ่งถึงการให้แก่ยาจก. เราควรอนุเคราะห์โลก แม้
หน้า 598
ข้อ 36
ทั้งหมดนี้เหมือนตัวเรา.เมื่อยาจกไม่มี ทานบารมีของเราจะพึงเต็มได้อย่างไร
เราควรยึดถือทั้งหมดไว้เพื่อประโยชน์แก่ยาจกเท่านั้น. เมื่อไรยาจกทั้งหลาย
ไม่ขอเราพึงถือเอาของของเราไปเอง. เราพึงเป็นที่รักและเป็นที่ชอบของ
ยาจกทั้งหลายได้อย่างไร. ยาจกเหล่านั้นพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา
ได้อย่างไร. เราเมื่อให้ก็พอใจ แม้ให้แล้วก็ปลื้มใจ เกิดปีติโสมนัสได้อย่างไร
หรือยาจกทั้งหลายของเราพึงเป็นอย่างไร เราจึงจะเป็นผู้มีอัธยาศัยกว้าง-
ขวาง. ยาจกไม่ขอ เราจะรู้ใจของยาจกทั้งหลายได้อย่างไรแล้วจึงให้ เมื่อ
ทรัพย์มี ยาจกมี การไม่บริจาค เป็นการหลอกลวงของเราอย่างใหญ่หลวง.
เราพึงสละอวัยวะหรือชีวิตของตนแก่ยาจกทั้งหลายได้อย่างไร. อีกอย่างหนึ่ง
ควรทำจิตให้เกิดขึ้นเพราะไม่คำนึงถึงประโยชน์ว่า ชื่อว่าประโยชน์นี้ ย่อม
ติดตามทายกผู้ไม่สนใจ. เหมือนตั๊กแตนติดตามคนแผลงศรผู้ไม่สนใจ.
อนึ่ง ผิว่า ผู้ขอเป็นคนที่รัก พึงให้เกิดโสมนัสว่า ผู้เป็นที่รักขอ
เรา. แม้ผู้ขอเป็นคนเฉย ๆ พึงให้เกิดความโสมนัสว่า ยาจกนี้ขอเราย่อม
เป็นมิได้ด้วยการบริจาคนี้แน่แท้. แม้ผู้ให้ก็ย่อมเป็นที่รักของยาจกทั้งหลาย
แม้บุคคลผู้มีเวรขอ ก็พึงให้เกิดโสมนัสเป็นพิเศษว่า ศัตรูขอเรา. ศัตรูนี้
เมื่อขอเราเป็นผู้มีเวร ย่อมเป็นมิตรที่รักด้วยการบริจาคนี้แน่แท้ พึงยัง
กรุณามีเมตตาเป็นเบื้องหน้าให้ปรากฏ แล้วพึงให้แม้ในบุคคลเป็นกลางและ
บุคคลมีเวร.
หน้า 599
ข้อ 36
ก็หากว่า โลภธรรมอันเป็นวิสัยแห่งไทยธรรม พึงเกิดขึ้นแก่โลภะ
เพราะบุคคลนั้นอบรมมาช้านาน. อันผู้ปฏิญญาเป็นพระโพธิสัตว์นั้นพึงสำ-
เหนียกว่า ดูก่อนสัตบุรุษท่านบำเพ็ญอภินิหารเพื่อความตรัสรู้มิใช่หรือ ได้
สละกายนี้เพื่อเป็นอุปการะแก่สรรพสัตว์ และบุญสำเร็จด้วยการบริจาคกาย
นั้น. ความข้องเป็นไปในวัตถุแม้ภายนอกของท่านนั้น เป็นเช่นกับอาบน้ำ
ช้าง. เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควรให้ความข้องเกิดในที่ไหนๆ. เหมือนอย่างว่า
เมื่อต้นไม้เป็นยาใหญ่เกิดขึ้น ผู้ต้องการรากย่อมนำรากไป. ผู้ต้องการสะเก็ด
เปลือก ลำต้น ค่าคบ แก่น กิ่ง ใบ ดอก ย่อมนำไป ผู้ต้องการผล
ย่อมนำผลไป. ต้นไม้นั้นใช่เรียกร้องด้วยความวิตกว่า คนพวกนี้นำของของ
เราไป ฉันใด เมื่อกายไม่สะอาดเป็นนิจ จมอยู่ในทุกข์ใหญ่อันเราผู้ถึงความ
ขวนขวาย เพื่อประโยชน์แก่สรรพโลกประกอบการ เพื่ออุปการะแก่สัตว์
เหล่าอื่น ไม่ควรให้มิจฉาวิตกแม้เล็กน้อยเกิดขึ้นฉันนั้น หรือว่าความพิเศษ
ในธรรมเครื่องทำลาย กระจัดกระจาย และกำจัดโดยส่วนเดียว อันเป็น
มหาภูตรูปภายในและภายนอกเป็นอย่างไร. แต่ข้อนี้เป็นความหลงและความ
ซบเซาอย่างเดียว. คือการยึดถือว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของ
เรา. เพราะฉะนั้น ผู้ไม่คำนึงในมือเท้านัยน์ตาเป็นต้น และในเนื้อเป็นต้น
แม้ในภายในดุจภายนอก พึงมีใจสละว่า ผู้มีความต้องการสิ่งนั้น ๆ จงนำไป
เถิด.
อนึ่ง เมื่อมหาบุรุษสำเหนียกอย่างนี้ ประกอบความเพียรเพื่อตรัสรู้
หน้า 600
ข้อ 36
ไม่คำนึงในกายและชีวิต กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นอันบริสุทธิ์
ด้วยดีโดยไม่ยากเลย. มหาบุรุษนั้นมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธิ์
ด้วยดี มีอาชีพบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในการปฏิบัติเพื่อรู้ เป็นผู้สามารถเพื่ออนุเคราะห์
สรรพสัตว์ ด้วยการถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม และฉลาด
ในอุบาย ด้วยการบริจาคไทยธรรมโดยประมาณยิ่ง และด้วยการให้อภัยให้
พระสัทธรรม นี้เป็นนัยแห่งการพิจารณาในทานบารมีด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พิจารณาในศีลบารมีอย่างนี้ว่า ชื่อว่าศีลนี้เป็นน้ำล้างมลทินคือ
โทสะอันไม่อาจชำระได้ด้วยน้ำในแม่น้ำคงคาเป็นต้น. เป็นการกำจัดอันตราย
มีราคะเป็นต้น อันไม่สามารถกำจัดได้ด้วยจันทน์เหลืองเป็นต้น. เป็นเครื่อง
ประโยคดับอย่างวิเศษของคนดีทั้งหลาย ไม่ทั่วไปด้วยเครื่องประดับของชนเป็น
อันมาก มีสร้อยคอมงกุฏและต่างหูเป็นต้น. มีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ และ
เหมาะสมทุกกาล. มีอำนาจอย่างยิ่ง เพราะนำมาซึ่งคุณอันกษัตริย์มหาศาล
เป็นต้น และเทวดาทั้งหลายควรไว้. เป็นแถวบันใดก้าวขึ้นสู่เทวโลก มี
สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น. เป็นอุบายบรรลุฌานและอภิญญา. เป็น
ทางให้ถึงมหานครคือนิพพาน. เป็นภูมิประดิษฐานสาวกโพธิ ปัจเจกโพธิ
และสัมมาสัมโพธิญาณ. อีกอย่างหนึ่ง ศีลย่อมอยู่บนแก้วสารพัดนึกและต้น
กัลปพฤกษ์เป็นต้น เพราะเป็นอุบายให้สิ่งที่ปรารถนาต้องการสำเร็จ.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศีลย่อม
สำเร็จเพราะผู้มีศีล เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยความตั้งใจแน่วแน่. แม้ข้ออื่นก็ตรัสไว้
หน้า 601
ข้อ 36
มีอาทิว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพึงหวังว่าเราพึงเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ
เป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย. ภิกษุพึงเป็นผู้ทำ
ความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลายนั้นแล. อนึ่ง ดูก่อนอานนท์ ศีลเป็นกุศลมีความ
ไม่เดือดร้อนเป็นประโยชน์. ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ อย่างเหล่านี้
ของผู้มีศีล พึงพิจารณาคุณของศีลด้วยสามารถแห่งสูตร มีศีลสัมปทาสูตร
เป็นต้น. พึงพิจารณาโทษในการปราศจากศีล ด้วยสามารถแห่งสูตร มี
อัคคิขันโธปมสูตรเป็นต้น พึงพิจารณาศีลโดยเป็นนิมิตแห่งปีติและโสมนัส
โดยความไม่มีการติเตียนตนกล่าวโทษผู้อื่น และภัยจากอาชญาและทุคติ โดย
ความเป็นสิ่งอันวิญญูชนสรรเสริญ โดยเป็นเหตุแห่งความไม่เดือดร้อน โดย
เป็นที่ตั้งแห่งความสวัสดี และโดยเป็นสิ่งยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง กว่าการถึงพร้อม
ด้วยชนยิ่งใหญ่ สมบัติ อธิปไตย อายุ รูป ฐานะ พวกพ้องมิตร จริงอยู่
ปีติและโสมนัสใหญ่ย่อมเกิดแก่ผู้มีศีล เพราะเหตุแห่งศีลสัมปทาของตนว่า
เราได้ทำกุสลแล้ว. เราได้ทำความดีแล้ว. เราได้ทำการป้องกันความกลัวแล้ว.
อนึ่ง ผู้มีศีลย่อมไม่ติเตียนตน. วิญญูชนไม่กล่าวโทษผู้อื่น. ภัยเพราะ
อาชญาและทุคติย่อมไม่มีเกิด วิญญูชนทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นบุคคลผู้มี
ศีล มีธรรมงาม. อนึ่ง ความเดือดร้อนใดย่อมเกิดแก่ผู้ทุศีลว่า เราได้ทำความ
ชั่วแล้วหนอ. เราได้ทำกรรมหยาบช้าทารุณแล้ว. ความเดือดร้อนนั้นย่อม
ไม่มีแก่ผู้มีศีล. อนึ่งธรรมดาศีลนี้ชื่อว่าเป็นฐานแห่งความสวัสดี เพราะตั้งใจ
ในความไม่ประมาท เพราะยังประโยชน์ใหญ่ให้สำเร็จ ด้วยหลักการคุ้มครอง
หน้า 602
ข้อ 36
มีความพินาศแห่งโภคะเป็นต้น และเพราะความเป็นมงคล. คนมีศีลแม้มี
ชาติตระกูลต่ำก็เป็นปูชนียบุคคล ของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น เพราะเหตุ-
นั้นศีลสัมปทาจึงอยู่กับกุลสมบัติ. มหาบพิตรพระองค์สำคัญข้อนั้นเป็นไฉน.
ในบทนี้ คำมีอาทิว่า ทาสกรรมกรพึงเป็นตัวอย่างแก่มหาบพิตรเป็นอย่างดีใน
เรื่องนี้. ศีลย่อมอยู่กับทรัพย์ภายนอก เพราะไม่ทั่วไปด้วยโจรเป็นต้น เพราะ
อนุเคราะห์โลกอื่น เพราะมีผลมากและเพราะอธิษฐานคุณมีสมถะเป็นต้น.
ศีลย่อมอยู่กับความเป็นอิสระของกษัตริย์เป็นต้น เพราะตั้งมั่นความอิสระ
ทางใจเป็นอย่างยิ่ง. จริงอยู่ ศีลนิมิตเป็นอิสระของสัตว์ทั้งหลายในหมู่สัตว์
นั้น ๆ. เพราะกล่าวได้ว่าชีวิตที่มีศีล แม้วันเดียวก็ประเสริฐกว่าชีวิตยั่งยืน-
ยาวประมาณ ๑๐๐ ปี และเมื่อยังมีชีวิต ศีลก็ประเสริฐกว่าชีวิต เพราะกล่าว
ได้ว่า ร่างกายเมื่อตายไปก็ฝัง. ศีลย่อมอยู่กับรูปสมบัติ เพราะนำความพอใจ
มาแม้แก่ศัตรู และเพราะความชราโรคและวิบัติครอบงำไม่ได้. ศีลย่อมอยู่
กับความวิเศษของสถานที่มีปราสาทและเรือนแถวเป็นต้น เพราะตั้งใจความ
วิเศษอันเป็นสุข. ในบทนี้คำมีอาทิว่า มารดาบิดาไม่พึงทำอะไรได้ยกเป็น
ตัวอย่าง เพราะศีลให้สำเร็จประโยชน์โดยส่วนเดียว และเพราะอนุเคราะห์
โลกอื่น. อนึ่ง ศีลเท่านั้นประเสริฐกว่า กองทัพช้าง ม้า รถ และทหารราบ
และกว่าการประกอบความสวัสดีด้วยมนต์และยาวิเศษ โดยการรักษาตนที่
รักษาได้ยาก เพราะอาศัยตนไม่อาศัยผู้อื่น และเพราะวิสัยยิ่งใหญ่. ด้วย
เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ
หน้า 603
ข้อ 36
ธมฺมจารึ ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม. เมื่อมหาบุรุษพิจารณาอยู่ว่า
ศีลประกอบด้วยคุณมากมายอย่างนี้ ศีลสัมปทาที่ยังไม่บริบูรณ์ ย่อมถึงความ
บริบูรณ์ ที่ยังไม่บริสุทธิ์ย่อมถึงความบริสุทธิ์.
ก็หากว่าธรรมทั้งหลายมีโทสะเป็นต้น เป็นปฏิปักษ์ต่อศีลพึงเกิดขึ้นแก่
มหาบุรุษนั้นในระหว่างๆ ด้วยสะสมมานาน. อันผู้ปฏิญญาเป็นพระโพธิสัตว์
นั้นพึงพิจารณาอย่างนี้ว่า ท่านตั้งใจแน่วแน่เพื่อตรัสรู้มิใช่หรือ. แม้สมบัติ
เป็นโลกิยะท่านก็ยังไม่สามารถจะถึงได้ด้วยความไม่ปกติของศีล. ไม่ต้องพูดถึง
สมบัติเป็นโลกุตระเลย. ศีลเป็นการอธิษฐานเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณอันเลิศ
กว่าสมบัติทั้งปวง ควรให้ถึงความอุกฤษฏ์อย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นท่านผู้รักษา
ศีลโดยชอบตามนัยดังกล่าวแล้วมีอาทิว่า กิกีว อณฺฑํ ดุจนกต้อยตีวิดรักษาไข่
ฉะนั้นควรเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักด้วยดียิ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านควรทำการหยั่งลงและความเจริญแก่สัตว์ทั้งหลาย
ในยาน ๓ ด้วยการแสดงธรรม. ไม่ควรปรารถนาถ้อยคำของผู้มีศีลผิดปกติ.
ดุจการเยียวยาของหมอผู้ตรวจดูอาหารผิดสำแดง. เพราะฉะนั้นควรเป็นผู้มี
ศีลบริสุทธิ์ตามสภาพว่า เราเป็นผู้มีศรัทธาพึงทำการหยั่งลงและความเจริญ
แก่สัตว์ทั้งหลายได้อย่างไร. ความเป็นผู้สามารถในการทำอุปการะแก่สัตว์
ทั้งหลายและการบำเพ็ญบารมีมีปัญญาบารมีเป็นต้นของเราด้วยการประกอบ
คุณวิเศษมีฌานเป็นต้นโดยแท้. อนึ่งคุณทั้งหลายมีฌานเป็นต้น เว้นความ
หน้า 604
ข้อ 36
บริสุทธิ์แห่งศีลย่อมมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น จึงควรยังศีลให้บริสุทธิ์โดยชอบ
ทีเดียว.
อนึ่ง พึงทราบการพิจารณาในการครองเรือนโดยนัยมีอาทิว่า การ
ครองเรือนคับแคบเป็นทางแห่งธุลี. ในกามทั้งหลายโดยนัยมีอาทิว่า ถาม
ทั้งหลายอุปมาด้วยโครงกระดูก และโดยนัยมีอาทิว่า แม้มารดาก็ทะเลาะกับ
บุตร. เบื้องต้นเห็นโทษในกามฉันทะเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า เหมือนอย่าง
บุรุษกู้หนี้ไปประกอบการงาน. ในเนกขัมมบารมีด้วยการพิจารณาอานิสงส์
ในบรรพชาเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า. บรรพชาเป็นอัพโภกาส คือโอกาสดียิ่ง
โดยปริยายดังกล่าวแล้ว. นี้เป็นสังเขปในที่นี้ . ส่วนความพิสดารพึงทราบ
ในทุกขักขันธสูตรและอาสีวิโสปมสูตรเป็นต้น.
อนึ่ง พึงมนสิการถึงปัญญาคุณว่า ธรรมทั้งหลายมีทานเป็นต้น เว้น
จากปัญญาย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้. ย่อมไม่มีความสามารถขวนขวายตามที่เป็น
ของตนได้. เหมือนอย่างสรีรยนต์เว้นชีวิตก็ย่อมไม่งาม. อนึ่งย่อมไม่สามารถ
ปฏิบัติในกิริยาทั้งหลายของตนได้. และอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น
เว้นวิญญาณเสียแล้วก็ไม่พอที่จะทำกิจในวิสัยของตนได้. อินทรีย์ทั้งหลาย
มีสัทธาเป็นต้น ก็อย่างนั้นเว้นปัญญาเสียแล้วก็ไม่สามารถในการปฏิบัติ
กิจของตนได้ เพราะเหตุนั้นปัญญาจึงเป็นใหญ่ในการปฏิบัติมีการบริจาค
เป็นต้น. จริงอยู่พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญาจักษุอันลืมแล้ว ให้แม้
หน้า 605
ข้อ 36
อวัยวะน้อยใหญ่ของตนเป็นผู้ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น. เป็นผู้เกิดโสมนัสแม้ใน
๓ กาล ปราศจากการกำหนดดุจต้นไม้ที่เป็นยา. จริงอยู่การบริจาคโดย
ประกอบด้วยความฉลาดในอุบายด้วยปัญญา ย่อมเข้าถึงความเป็นทานบารมี
เพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น. เพราะว่าทานเป็นเช่นกับกำไรอันเป็น
ประโยชน์ของตน.
อนึ่ง ความบริสุทธิ์แห่งศีล โดยไม่ปราศจากความเศร้าหมองมีตัณหา
เป็นต้น ย่อมเกิดไม่ได้เพราะไม่มีปัญญา. การอธิษฐานคุณแห่งความเป็น
พระสัพพัญญูจักมีได้แต่ไหน. ผู้มีปัญญาเท่านั้นพิจารณาเห็นโทษ ในการ
ครองเรือน ในกามคุณและในสงสารและอานิสงส์ ในการบรรพชา ในฌาน
สมาบัติ และในนิพพานด้วยดี ครั้นบวชแล้วยังฌานสมาบัติให้เกิดมุ่งหน้า
ต่อนิพพาน และยังคนอื่นให้ตั้งอยู่ในฌานสมาบัตินั้น. ไม่ยังความเพียร
ปราศจากปัญญาเพียงตั้งความปรารถนาไว้ให้สำเร็จได้เพราะเริ่มไม่ดี. การไม่
เริ่มยังประเสริฐกว่าการเริ่มไม่ดี. การบรรลุยาก อย่างใดอย่างหนึ่งด้วย
ความเพียรประกอบด้วยปัญญา ไม่ประเสริฐกว่าการปฏิบัติโดยอุบาย. อนึ่ง
ผู้มีปัญญาเท่านั้นเป็นผู้มีความอดกลั้นต่อความเสียหายของผู้อื่นเป็นต้น. ผู้มี
ปัญญาทรามไม่เป็นผู้อดกลั้น. ความเสียหายที่ผู้อื่นนำไปให้แก่ผู้ปราศจาก
ปัญญา ย่อมเพิ่มพูนความเป็นปฏิปักษ์ของความอดทน. แต่ความเสียหาย
เหล่านั้นของผู้มีปัญญาย่อมเป็นไป เพื่อความมั่นคงแห่งขันตินั้นด้วยเพิ่มพูน
หน้า 606
ข้อ 36
ความสมบูรณ์แห่งขันติ. ผู้มีปัญญาเท่านั้นรู้สัจจะ ๓ อย่าง เหตุแห่งสัจจะ
เหล่านั้น และปฏิปักษ์ตามความเป็นจริงเป็นผู้ไม่กล่าวผิดแก่ผู้อื่น.
อนึ่ง ผู้อุปถัมภ์ตนด้วยกำลังปัญญาเป็นผู้ตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวใน
บารมีทั้งปวงด้วยการถึงพร้อมด้วยปัญญา. ผู้มีปัญญาเท่านั้น ไม่ทำการแบ่ง
แยกคนที่รัก คนกลางและคนที่เป็นศัตรู เป็นผู้ฉลาดในการนำประโยชน์เข้า
ไปในที่ทั้งปวง. อนึ่ง เป็นผู้มีความเป็นกลางเพราะไม่มีความผิดปกติในการ
ประสบโลกธรรมมีลาภ เสื่อมลาภเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งปัญญา. ปัญญาเท่า
นั้นเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์ของบารมีทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุ-
นั้นควรพิจารณาคุณของปัญญา. อีกอย่างหนึ่ง เว้นปัญญาเสียแล้วทัศนสมบัติ
ย่อมมีไม่ได้. เว้นทิฏฐิสัมปทาโดยระหว่างศีลสัมปทาก็มีไม่ได้. ผู้ปราศจาก
ศีลสัมปทาและทิฏฐิสัมปทา สมาธิสัมปทาก็มิไม่ได้. อนึ่งผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นไม่
สามารถแม้เพียงประโยชน์ตนให้สำเร็จได้. ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ผู้อื่นอัน
ถึงขั้นอุกฤษฏ์กันละ เพราะเหตุนั้นพระโพธิสัตว์ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ควรสอนตนว่า ท่านควรทำความเพียรในความเจริญด้วยปัญญาโดยเคารพ
มิใช่หรือ. จริงอยู่ พระมหาสัตว์ตั้งมั่นในอธิษฐานธรรม ๔ ด้วยบุญญา-
นุภาพอนุเคราะห์โลกด้วยสังคหวัตถุ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้หยั่งลงใน
มรรคอันเป็นการออกไป. และยังอินทรีย์ของสัตว์เหล่านั้นให้เจริญงอกงาม.
อนึ่ง พึงกำหนดคุณของปัญญามีอาการไม่น้อยโดยนัยมีอาทิว่า ผู้มาก
ด้วยการค้นคว้าในขันธ์อายตนะเป็นต้น ด้วยกำลังปัญญากำหนดรู้ความเป็น
หน้า 607
ข้อ 36
ไปและการกลับตามความเป็นจริงแนะนำคุณมีทานเป็นต้น อันเป็นส่วนแห่ง
ความรู้อย่างวิเศษเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ ในการศึกษาของพระโพธิสัตว์แล้วพึง
พอกพูนปัญญาบารมี.
อนึ่ง กรรมอันเป็นโลกิยะแม้ปรากฏอยู่ก็ไม่สามารถบรรลุได้ด้วย
ความเพียรชั้นต่ำ. ผู้ปรารภความเพียรไม่คำนึงถึงความลำบาก จะบรรลุได้
ไม่ยากเลย. จริงอยู่ผู้มีความเพียรต่ำไม่สามารถจะปรารภว่า เราจักยังสรรพ-
สัตว์ให้ข้ามพ้นจากห้วงใหญ่คือสงสาร. ผู้มีความเพียรปานกลางปรารภแล้ว
ย่อมถึงที่สุดในระหว่าง. ส่วนผู้มีความเพียรอุกฤษฏ์ไม่เพ่งถึงความสุขของ
สัตว์ ย่อมบรรลุบารมีที่ปรารภไว้ เพราะเหตุนั้น พึงพิจารณาถึงวิริยสมบัติ
อีกอย่างหนึ่งพึงพิจารณาถึงคุณของความเพียรโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า การ
ปรารภเพื่อถอนจากเปือกตมคือสงสารของตนของบุคคลใด การถึงที่สุดแห่ง
ความปรารถนาในความเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อน แม้ของบุคคลนั้นไม่
สามารถให้เกิดขึ้นได้. ไม่ต้องพูดถึงการสร้างอภินิหารเพื่อถอนโลกพร้อมกับ
เทวโลกกันละ เพราะหมู่แห่งกิเลสเป็นเครื่องประทุษร้ายมีราคะเป็นต้น
ห้ามได้ยากดุจคชสารตกมัน เพราะการสมาทานกรรมอันมีกิเลสเป็นเครื่อง
ประทุษร้ายนั้นเป็นเหตุ เช่นกับเพชฌฆาตเงื้อดาบเพราะทุคติอันเป็นนิมิต
แห่งกรรมนั้นเปิดอยู่ตลอดกาล เพราะมิตรชั่วชักชวนในกรรมนั้นได้เตรียม
ไว้แล้วทุกเมื่อ และเพราะทำตามโอวาทของมิตรชั่วนั้น. ในความมีสติของ
ความเป็นปุถุชนคนพาล จึงควรออกจากสงสารทุกข์เองได้ เพราะเหตุนั้น
หน้า 608
ข้อ 36
มิจฉาวิตกย่อมอยู่ไกลด้วยอานุภาพของความเพียร และหากว่าสามารถบรรลุ
สัมโพธิญาณได้ด้วยความเพียรอาศัยตน. อะไรเล่าจะทำได้ยากในข้อนี้.
อนึ่งชื่อว่าขันตินี้ เป็นอาวุธไม่เบียดเบียนคนดี ในเพราะสมบูรณ์
ด้วยคุณสมบัติ เพราะกำจัดความโกรธอันเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณธรรมไม่มีส่วน
เหลือ เป็นเครื่องประดับของผู้สามารถครอบงำผู้อื่นได้. เป็นพลสัมปทาของ
สมณพราหมณ์. เป็นสายน้ำกำจัดไฟคือความโกรธ. เป็นเครื่องชี้ถึงความ
เกิดแห่งกิตติศัพท์อันดีงาม. เมื่อเป็นมนต์และยาวิเศษระงับพิษคำพูดของคนชั่ว.
เป็นปกติของผู้มีปัญญายอดเยี่ยมของผู้ตั้งอยู่ในสังวร. เป็นสาครเพราะอาศัย
ความลึกซึ้ง. เป็นฝั่งของมหาสาครคือโทสะ. เป็นบานประตูปิดประตูอบาย.
เป็นบันไดขึ้นสู่เทวโลกและพรหมโลก. เป็นภูมิที่อยู่ของคุณทั้งปวง.
เป็นความบริสุทธิ์ กาย วาจา และใจ อย่างสูงสุด. พึงมนสิการด้วยประการ
ฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เดือดร้อนในโลกนี้ เพราะไม่มี
ขันติสมบัติ. และเพราะประกอบธรรมอันทำให้เดือดร้อนในโลกหน้า. หาก
ว่าทุกข์มีความเสียหายของผู้อื่นเป็นนิมิตเกิดขึ้น. อัตภาพอันเป็นเขตของ
ทุกข์นั้น และกรรมอันเป็นพืชของทุกข์นั้นอันเราปรุงจาแต่งแล้ว. นั่นเป็น
เหตุแห่งความเป็นหนี้ของทุกข์นั้น. เมื่อไม่มีผู้ทำให้เสียหายขันติสัมปทาของ
เราจะเกิดได้อย่างไร. แม้หากว่าบัดนี้ผู้นี้หนี้ไม่ทำให้เสียหาย. ผู้นั้นก็ได้ทำอุป-
หน้า 609
ข้อ 36
การะแก่เรามาก่อน. อีกอย่างหนึ่งผู้ไม่ทำให้เสียหายนั่นแหละเป็นผู้มีอุปการะ
เพราะมีขันติเป็นนิมิต. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเช่นบุตรของเรา.
ใครจักโกรธในความผิดที่บุตรทำได้. บุตรนี้ทำผิดแก่เราโดยมิใช่เพศของ
ปีศาจที่โกรธอันใด เราควรแนะนำบุตรผู้มีใช่เพศที่เป็นความโกรธนั้น.
ทุกข์นี้เกิดแก่เราด้วยความเสียหายใด. แม่เราก็เป็นนิมิตของความเสียหาย
นั้น. ทำความเสียหายด้วยธรรมใดและทำในที่ใด ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมดก็
ดับไปในขณะนั้นเอง. บัดนี้ใครพึงทำความโกรธแก่ใคร. และใครผิดแก่
ใครเพราะธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา พิจารณาดังนี้ควรเพิ่มพูนขันติสัมปทา
ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง หากว่าความโกรธมีการทำความเสียหายต่อผู้อื่นเป็นนิมิต ด้วย
การสะสมมาตลอดกายของบุคคลนั้นพึงครอบงำจิตตั้งอยู่. บุคคลนั้นควร
สำเหนียกว่าดังนี้ ชื่อว่าขันตินี้เป็นเหตุช่วยเหลือการปฏิบัติเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้
ไม่ทำความเสียหายต่อผู้อื่น. ขันติเป็นปัจจัยแห่งศรัทธาโดยให้ทุกข์เกิดว่า
ศรัทธาอาศัยทุกข์เป็นความเสียหายของเราและแห่งอนภิรติสัญญา คือกำหนด
ประกอบสม่ำเสมอในอารมณ์อันน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาในอินทรีย์
ปกตินั้น การประกอบสม่ำเสมอในอารมณ์อันไม่น่าปรารถนาไม่พึงมีแก่เรา
ด้วยเหตุนั้น การประกอบสม่ำเสมอในอารมณ์ไม่น่าปรารถนานั้น จะพึงมีได้
ในที่นี้แต่ไหน. สัตว์ผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธมัวเมาด้วยความโกรธมี
หน้า 610
ข้อ 36
จิตฟุ้งซ่าน. ในสัตว์ผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธนั้นจะได้อะไรด้วยการ
ช่วยเหลือ. สัตว์เหล่านี้ทั้งหมด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงคุ้มครองดุจบุตร
เกิดแต่อกฉะนั้น. เพราะฉะนั้น เราไม่ควรทำใจโกรธในสัตว์นั้น. เมื่อผู้ทำ
ความผิดมีคุณ เราไม่ควรทำความโกรธในผู้มีคุณ. เมื่อไม่มีคุณควรแสดงความ
สงสารเป็นพิเศษ. ยศอันเป็นคุณของเราย่อมเสื่อมเพราะความโกรธ. สิ่งเป็น
ช้าศึกทั้งหลายมีผิวพรรณเศร้าหมองและการอยู่เป็นทุกข์เป็นต้น ย่อมมาถึง
เราด้วยความโกรธ. อนึ่งชื่อว่าความโกรธนี้กระทำสิ่งไม่เป็นประโยชนได้ทุก
อย่าง ยังประโยชน์ทั้งปวงให้พินาศเป็นข้าศึกมีกำลัง. เมื่อมีขันติข้าศึกไร ๆ ก็
ไม่มี. ทุกข์มีความผิดเป็นนิมิตอันผู้ทำความผิดพึงได้รับต่อไป อนึ่งเมื่อมีขันติ
เราก็ไม่มีทุกข์. ข้าศึกติดตามเราผู้คิดและโกรธ. เมื่อเราครอบงำความโกรธ
ด้วยขันติ ข้าศึกเป็นทาสของความโกรธนั้นก็จะถูกครองงำโดยชอบ. การ
สละขันติคุณอันมีความโกรธเป็นนิมิตไม่สมควรแก่เรา. เมื่อมีความโกรธอัน
เป็นข้าศึกทำลายคุณธรรม ธรรมมีศีลเป็นต้น จะพึงถึงความบริบูรณ์แก่เราได้
อย่างไร. เมื่อไม่มีธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น เราเป็นผู้มากด้วยอุปการะแก่
สัตว์ทั้งหลาย จักถึงสมบัติสูงสุดสมควรแก่ปฏิญญาได้อย่างไร. เมื่อมีความ
อดทนสังขารทั้งหลายทั้งปวง ของผู้มีจิตตั้งมั่นเพราะไม่มีความฟุ้งซ่านในภาย
นอก ย่อมทนต่อการเพ่งโดยความเป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นทุกข์ ธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงย่อมทนการเพ่งโดยความเป็นอนัตตา และนิพพานย่อมทน
ต่อการเพ่งโดยความเป็น อสังขตะ อมตะ สันตะ และปณีตะเป็นต้น และ
พุทธธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏโดยเป็นอจินไตย และหาประมาณมิได้. ด้วย
ประการฉะนี้.
หน้า 611
ข้อ 36
อนึ่ง แต่นั้นพึงทราบการพิจารณาขันติบารมีโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า
ผู้ตั้งอยู่ในขันติอันเหมาะสมย่อมควรแก่การเพ่ง เพราะเป็นผู้ไม่ตั้งมั่นอยู่ใน
อหังการมมังการว่า ความเป็นสิ่งธรรมดาเว้นจากการถือตัวถือตนเหล่านี้อย่าง
เดียว ย่อมเกิด ย่อมเสื่อม ด้วยปัจจัยทั้งหลายของตน. ย่อมไม่มาแต่ที่ไหน ๆ.
ย่อมไม่ไปในที่ไหนๆ. ทั้งไม่ตั้งอยู่ในที่ไหนๆ. ทั้งไม่มีความขวนขวายไร ๆ
ของใครๆ ในที่นี้ ดังนี้. พระโพธิสัตว์เป็นผู้เที่ยงต่อโพธิญาณ เป็นผู้
ไม่กลับมาเป็นธรรมดา ดังนี้.
อนึ่ง พึงพิจารณาความถึงพร้อมแห่งสัจจบารมี โดยนัยมีอาทิว่า
เพราะเว้นสัจจะเสียแล้ว ศีลเป็นต้นก็มีไม่ได้. เพราะไม่มีการปฏิบัติอัน
สมควรแก่ปฏิญญา. เพราะรวมธรรมลามกทั้งปวง ในเพราะก้าวล่วงสัจจ-
ธรรม. เพราะผู้ไม่มีสัจจะเป็นคนเชื่อถือไม่ได้. เพราะนำถ้อยคำที่ไม่ควร
ยึดถือต่อไปมาพูด. เพราะผู้มีสัจจะสมบูรณ์เป็นผู้ตั้งมั่นในคุณธรรมทั้งปวง.
เพราะเป็นผู้สามารถบำเพ็ญโพธิสมภารทั้งปวงให้บริสุทธิ์ได้. เพราะกระทำ
กิจแห่งโพธิสมภารทั้งปวง ด้วยไม่ให้ผิดสภาวธรรม และเพราะสำเร็จใน
การปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ดังนี้.
อนึ่ง พึงพิจารณาคุณในอธิษฐานโดยนัยมีอาทิว่า การสมาทานมั่น
ในทานเป็นต้น และการอธิษฐานไม่หวั่นไหวของคุณเหล่านั้น ในเพราะ
การประชุมธรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมาทานมั่นนั้น การสะสมบารมีมีทาน-
หน้า 612
ข้อ 36
บารมีเป็นต้น อันมีสัมโพธิญาณเป็นนิมิต เว้นความเป็นผู้มีปัญญาและความ
กล้าในอธิษฐานนั้นเสีย ย่อมมีไม่ได้ ดังนี้.
อนึ่ง พึงพิจารณาคุณของเมตตา โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า อันผู้ตั้งลง
ในคุณเพียงประโยชน์ตน เว้นความเป็นผู้มีจิตมุ่งประโยชน์ในสัตว์ทั้งหลาย
ไม่สามารถบรรลุสมบัติในโลกนี้และในโลกหน้าได้. ไม่ต้องพูดถึงผู้ใคร่ยัง
สรรพสัตว์ให้ตั้งอยู่ในนิพพานสมบัติกันละ. บัดนี้ หวังโลกิยสมบัติก็ควรแล้ว
ภายหลังจึงค่อยหวังโลกุตรสมบัติแก่สรรพสัตว์. บัดนี้ เราไม่สามารถทำการ
นำเข้าไปซึ่งประโยชน์สุขแก่สัตว์เหล่าอื่นด้วยคุณเพียงอัธยาศัยได้ เมื่อไรจึง
จักให้ประโยชน์นั้นสำเร็จด้วยความเพียรเล่า. บัดนี้ เราให้เจริญด้วยการ
นำประโยชน์สุขเข้าไปให้ ภายหลังสหายผู้จำแนกธรรมจักมีแก่เรา. เพราะ-
ฉะนั้น พึงเข้าไปตั้งความเป็นผู้มีอัธยาศัยบำเพ็ญประโยชน์ในสรรพสัตว์
พร้อมกับความวิเศษว่า สัตว์เหล่านี้ เป็นบุญเขตอย่างยิ่ง เป็นบ่อเกิดแห่ง
กุศลอย่างเยี่ยม เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพอย่างสูงของเรา เพราะเป็นเหตุ
ให้สำเร็จความเจริญด้วยพุทธคุณทั้งปวง. พึงเพิ่มพูนเมตตาในสรรพสัตว์
แม้โดยความอธิษฐานกรุณาอย่างแท้จริง ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะกำจัดสิ่งไม่มี
ประโยชน์และทุกข์ของสัตว์เหล่านั้น มีกำลัง มีรากมั่นคง ย่อมเกิดแก่ผู้
ยินดี นำประโยชน์สุขเข้าไปให้ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยใจที่ไม่มีขอบเขต.
อนึ่ง กรุณา เป็นเบื้องต้น เป็นจรณะ เป็นหลัก เป็นมูล เป็นหน้า
เป็นประมุขของพุทธการกธรรมทั้งหลาย ทั้งปวง.
หน้า 613
ข้อ 36
อนึ่ง พึงพิจารณาอุเบกขาบารมี โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ความเสีย
หายที่สัตว์ทั้งหลายทำ เพราะไม่มีอุเบกขา พึงให้เกิดความพิการทางจิต
เมื่อจิตพิการก็ไม่มีการสะสมบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. เมื่อจิตยังผูกพันอยู่
ด้วยเมตตา เว้นอุเบกขาเสียแล้ว การสะสมบารมีก็มีไม่ได้. ผู้ไม่มีอุเบกขา
ไม่สามารถจะน้อมบุญสมภารและประโยชน์เกื้อกูล อันเป็นผลของบุญสมภาร
นั้นเข้าไปในการสะสมทั้งหลายได้. เพราะไม่มีอุเบกขา ไม่ทำการจำแนก
ไทยธรรมและปฏิคาหก แล้วไม่สามารถบริจาคได้. อันผู้ปราศจากอุเบกขา
ไม่มนสิการถึงอันตรายแห่งปัจจัยเป็นเครื่องนำมาซึ่งชีวิตและชีวิต แล้วไม่
สามารถทำศีลให้บริสุทธิ์ได้.
อนึ่ง ความสำเร็จแห่งการตั้งใจสมาทานโพธิสมภารทั้งปวงให้บริบูรณ์
ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งอุเบกขา คือ โดยความไม่ยินดีและความยินดี
พันหนึ่ง สำเร็จด้วยกำลังแห่งเนกขัมมะ ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา โดย
เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการพิจารณา โดยสำเร็จกิจแห่งการสะสมบารมีทั้งปวง
โดยไม่ทำกิจการใหญ่ ๆ ในเพราะไม่เพ่งถึงความเพียรที่เริ่มไว้มากแล้ว โดย
ความวางเฉย โดยมีความเพ่งถึงความอดกลั้นโดยไม่พูดผิดต่อสัตว์สังขาร
ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา โดยความสำเร็จ ความตั้งใจ อันไม่หวั่นไหวในธรรม
ที่สมาทานแล้ว ด้วยความวางเฉยต่อโลกธรรม โดยความสำเร็จแห่งเมตตา
วิหารธรรม ด้วยการไม่ผูกใจในความเสียหายของผู้อื่นเป็นต้น. การพิจารณา
หน้า 614
ข้อ 36
โทษและอานิสงส์ ตามลำดับ ในการไม่บริจาคและการบริจาคเป็นต้น อย่างนี้
พึงเห็นว่า เป็นปัจจัยแห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบ จรณธรรม ๑๕ และอภิญญา ๕ พร้อมด้วยธรรมเป็น
บริวาร ดังต่อไปนี้. ศีลสังวร ๑ การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความ
รู้จักประมาณในการบริโภค ๑ การประกอบความเพียรเนืองๆ ๑ สัทธรรม ๗
และฌาน ๔ ชื่อว่า จรณธรรม. ในจรณธรรมเหล่านั้น ธุดงค์ ๑๓ และ
ความมักน้อยเป็นต้น เป็นบริวารของธรรม ๔ มีศีลเป็นต้น. ในสัทธรรม
ทั้งหลาย ความที่จิตน้อมไปในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ
การระลึกถึงเทวดา การเว้นบุคคลเศร้าหมอง การคบหาบุคคลผู้สนิท การ
พิจารณาธรรมอันน่าเลื่อมใส เป็นบริวารของศรัทธา. ความที่จิตน้อมไปใน
การพิจารณาโทษของอกุศล ของอบาย การพิจารณาความอุปถัมภ์ของกุศล-
ธรรม การเว้นบุคคลที่ปราศจากหิริโอตตัปปะ การคบบุคคลที่ถึงพร้อม
ด้วยหิริโอตตัปปะเป็นบริวารของหิริโอตตัปปะ. ความเป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
ด้วยการสะสมมีการสอบถาม การประกอบความเพียรในเบื้องต้น การตั้งอยู่
ในพระสัทธรรม และดำรงอยู่ในวิชาอันไม่มีโทษ ความที่จิตน้อมไปในการ
เว้นการฟังน้อยถึงความไกลจากกิเลส และเสพการฟังมาก เป็นบริวารของ
พาหุสัจจะ ความที่จิตน้อมไปในการพิจารณาเห็นภัยในอบาย พิจารณา
เห็นทางดำเนิน พิจารณาถึงการบูชาธรรม พิจารณาถึงการบรรเทาถีนมิทธะ
การเว้นบุคคลเกียจคร้าน การคบบุคคลปรารภความเพียรและความเพียร
หน้า 615
ข้อ 36
ชอบ เป็นบริวารของวีริยะ. ความที่จิตน้อมไปในการเว้นบุคคลผู้ขาด
สติสัมปชัญญะ หลง ๆ ลืม ๆ และคนบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นบริวารของสติ.
ความที่จิตน้อมไปในสติให้ถึงความบริบูรณ์ด้วยอินทรีย์ ทำความเฉียบแหลม
ในเรื่องที่สอบถาม เว้นบุคคลปัญญาทราม คบบุคคลมีปัญญา และพิจารณา
ถึงข้อควรประพฤติอันเป็นญาณลึกซึ้ง เป็นบริวารของปัญญา. หมวด ๔
แห่งคุณมีศีลเป็นต้น, บุพภาคภาวนาในอารมณ์ ๓๘, และการการทำวสี มี
อาวัชชนวสีเป็นต้น เป็นบริวารของฌาณทั้ง ๔. พึงเจาะจงกล่าวตามสมควร
ถึงความที่จรณะเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งการสะสมบารมีมีทานบารมีเป็นต้น
โดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่า เป็นผู้สามารถในการให้อภัยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความ
บริสุทธิ์แห่งการประกอบด้วยศีลเป็นต้น ในการให้อามิส ด้วยความบริสุทธิ์
แห่งอัธยาศัย ในการให้ธรรมด้วยความบริสุทธิ์ทั้งสองอย่าง. เราจะไม่เจาะจง
กล่าวเพราะเกรงว่าจะพิสดารเกินไป. แม้สมบัติจักรเป็นต้น ก็พึงทราบว่า
เป็นปัจจัยแห่งทานเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.
อะไรเป็นความเศร้าหมอง. ความลูบคลำด้วยตัณหาเป็นต้น เป็น
ความเศร้าหมองแห่งบารมีทั้งหลาย โดยไม่ต่างกัน. แต่โดยความต่างกัน
เป็นความเศร้าหมองแห่งทานบารมี เพราะกำหนดไทยธรรมและปฏิคาหก.
เป็นความเศร้าหมองแห่งศีลบารมี เพราะกำหนดบุคคลและกาลเวลา. เป็น
ความเศร้าหมองแห่งเนกขัมมบารมี เพราะกำหนดความยินดีและความไม่
หน้า 616
ข้อ 36
ยินดีในการเข้าไประงับกิเลสนั้นในกามภพ. เป็นความเศร้าหมองแห่งปัญญา
บารมี เพราะกำหนดว่า เรา ของเรา ดังนี้. เป็นความเศร้าหมองแห่ง
วีริยบารมี เพราะกำหนดด้วยความหดหู่และความฟุ้งซ่าน. เป็นความเศร้า
หมองแห่งขันติบารมี เพราะกำหนดตนและผู้อื่น. เป็นความเศร้าหมองแห่ง
สัจบารมี เพราะกำหนดด้วยมีการเห็นในสิ่งที่ไม่ได้เห็นเป็นต้น. เป็น
ความเศร้าหมองของอธิษฐานบารมี เพราะกำหนดด้วยโทษและคุณ ใน
โพธิสมภารและฝ่ายตรงข้ามกับโพธิสมภาร. เป็นความเศร้าหมองของเมตตา
บารมี เพราะกำหนดด้วยประโยชน์และมิใช่ประโยชน์. เป็นความเศร้าหมอง
ของอุเบกขาบารมี เพราะกำหนดด้วยสิ่งน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา
พึงเห็นด้วยประการฉะนี้แล.
อะไรเป็นความผ่องแผ้ว. พึงทราบว่า การไม่เข้าไปอาฆาตด้วยตัณหา
เป็นต้น การปราศจากความกำหนดตามที่กล่าวแล้ว เป็นความผ่องแผ้วของ
บารมีเหล่านั้น. เพราะบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ปราศจากการกำหนด
ไทยธรรมและปฏิคาหกเป็นต้น อันกิเลสทั้งหลายมี ตัณหา มานะ ทิฏฐิ โกธะ
อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ
มทะ ปมาทะ เป็นต้น ใช่จะเข้าไปกระทบ ย่อมเป็นบารมีบริสุทธิ์ผุดผ่อง.
อะไรเป็นปฏิปักษ์ ? ความเศร้าหมองแม้ทั้งหมด อกุศลธรรมแม้
ทั้งหมด เป็นปฏิปักษ์ของบารมีเหล่านั้น โดยไม่ต่างกัน. แต่โดยความ
ต่างกัน พึงทราบว่า ความตระหนี่เป็นต้น ที่กล่าวแล้ว ในตอนก่อนเป็น
หน้า 617
ข้อ 36
ปฏิปักษ์ของบารมีเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ทานเป็นปฏิปักษ์แก่โลภะ โทสะ
และโมหะ เพราะประกอบด้วยคุณ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ใน
ไทยธรรม, ปฏิคาหกและผลของทานทั้งหลาย. ศีลเป็นปฏิปักษ์แก่โลภะ
เป็นต้น เพราะปราศจากความคดคือโทสะมีกายเป็นต้น. เนกขัมมะเป็น
ปฏิปักษ์แก่หมวด ๓ แห่ง โทสะ เพราะเว้นจาก กามสุข การเข้าไป
เบียดเบียนผู้อื่น และการทำตนให้ลำบาก. ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ของโลภะ
เป็นต้น เพราะทำความมืดมนแก่โลภะเป็นต้น และเพราะทำความไม่มืดมน
แก่ญาณ. วีริยะเป็นปฏิปักษ์แก่โลภเป็นต้น ด้วยไม่ย่อหย่อน ไม่ฟุ้งซ่าน
และปรารภเพื่อความรู้. ขันติเป็นปฏิปักษ์แก่โลภเป็นต้น เพราะอดทนต่อ
ความสูญของสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งไม่น่าปรารถนา. สัจจะเป็นปฏิปักษ์แก่
โลภเป็นต้น เพราะเป็นไปตามความเป็นจริง เมื่อผู้อื่นทำอุปการะและทำ
ความเสียหาย. อธิษฐานะเป็นปฏิปักษ์แก่ความโลภเป็นต้น เพราะครอบงำ
โลกธรรม แล้วไม่หวั่นไหวในการสั่งสมบารมีตามที่สมาทานแล้ว. เมตตา
เป็นปฏิปักษ์แก่ความโลภเป็นต้น เพราะสงบจากนิวรณ์. อุเบกขาเป็น
ปฏิปักษ์แก่ความโลภเป็นต้น เพราะกำจัดความคล้อยตามและความคับแค้น
ในสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา และเพราะเป็นไปอย่างสม่ำ
เสมอ พึงเห็นด้วยประการฉะนี้.
อะไรเป็นข้อปฏิบัติ ? การทำความอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายโดยส่วนมาก
ด้วยการสละเครื่องอุปกรณ์ความสุข ร่างกายและชีวิตด้วยการกำจัดภัย และ
หน้า 618
ข้อ 36
การชี้แจงธรรมเป็นข้อปฏิบัติของทานบารมี. ในทานบารมีนั้นมีทาน ๓ อย่าง
โดยเป็นวัตถุที่ควรให้ คือ อามิสทาน ๑ อภัยทาน ๑ ธรรมทาน ๑.
ในทานเหล่านั้น วัตถุที่พระโพธิสัตว์ควรให้มี ๒ อย่าง คือ วัตถุภายใน ๑
วัตถุภายนอก ๑. ใน ๒ อย่างนั้น วัตถุภายนอกมี ๑๐ อย่าง คือ ข้าว ๑
น้ำ ๑ ผ้า ๑ ยาน ๑ ดอกไม้ ๑ ของหอม ๑ เครื่องลูบไล้ ๑ ที่นอน ๑
ที่อาศัย ๑ ประทีป ๑. บรรดาวัตถุมีข้าวเป็นต้น มีวัตถุหลายอย่าง โดย
จำแนก ของควรเคี้ยวและของควรบริโภคเป็นต้น. อนึ่ง วัตถุ ๖ อย่าง คือ
รูปารมณ์จนถึงธรรมารมณ์. อนึ่ง บรรดาวัตถุมีรูปารมณ์เป็นต้น วัตถุ
หลายอย่าง โดยการจำแนกเป็นสีเขียวเป็นต้น. อนึ่ง วัตถุหลายอย่าง ด้วย
เครื่องอุปกรณ์อันทำความปลาบปลื้มหลายชนิด มีแก้วมณี กนก เงิน มุกดา
ประพาฬ นา ไร่ สวน ทาสหญิง ทาสชาย โค กระบือ เป็นต้น.
ในวัตถุเหล่านั้น พระมหาบุรุษ เมื่อจะให้วัตถุภายนอกรู้ด้วยตนเอง
ว่า จะให้วัตถุแก่ผู้มีความต้องการ. แม้เขาไม่ขอก็ให้. ไม่ต้องพูดถึงขอละ.
มีของให้ จึงให้. ไม่มีของให้ ย่อมไม่ให้. ให้สิ่งที่ปรารถนา. เมื่อมีไทยธรรม
ย่อมไม่ให้สิ่งที่ไม่ปรารถนา. อาศัยอุปการะตอบย่อมให้. เมื่อไม่มีไทยธรรม
ย่อมแบ่งสิ่งที่ปรารถนาให้สมควรแก่การแจกจ่าย. อนึ่ง ไม่ให้ศัสตรายาพิษ
และของเมาเป็นต้น อันจะนำมาซึ่งความเบียดเบียนผู้อื่น. แม้ของเล่นอัน
ประกอบด้วยความพินาศ และนำมาซึ่งความประมาท ก็ไม่ให้. อนึ่ง ไม่ให้
ของไม่เป็นที่สบาย มีน้ำดื่มและของบริโภคเป็นต้น หรือของที่เว้นจากการ
หน้า 619
ข้อ 36
กำหนดแก่ผู้ขอที่เป็นไข้. แต่ให้ของเป็นที่สบายเท่านั้นอันสมควรแก่
ประมาณ.
อนึ่ง คฤหัสถ์ขอก็ให้ของสมควรแก่คฤหัสถ์. บรรพชิตขอก็ให้ของ
สมควรแก่บรรพชิต. ให้ไม่ให้เกิดความเบียดเบียนแก่ใคร ๆ ในบรรดาบุคคล
เหล่านี้ คือ มารดาบิดา ญาติสาโลหิต มิตรอำมาตย์ บุตรภรรยา ทาส
และกรรมกร. อนึ่ง รู้ไทยธรรมดีมาก ไม่ให้ของเศร้าหมอง. อนึ่ง ไม่ให้
อาศัยลาภสักการะความสรรเสริญ. ไม่ให้อาศัยการตอบแทน. ไม่ให้หวังผล
เว้นแต่สัมมาสัมโพธิญาณ. ไม่ให้รังเกียจผู้ขอหรือไทยธรรม. อนึ่ง ไม่ให้
ทานทอดทิ้ง ยาจกผู้ไม่สำรวม แม้ผู้ด่าและผู้โกรธ. ที่แท้มีจิตเลื่อมใสให้
อนุเคราะห์ด้วยความเคารพอย่างเดียว. ไม่ให้เพราะเชื่อมงคลตื่นข่าว. ให้
เพราะเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมเท่านั้น. ไม่ให้โดยที่ทำยาจกให้เศร้าหมอง
ด้วยการให้เข้าไปนั่งใกล้เป็นต้น. ให้ไม่ทำให้ยาจกเศร้าหมอง. อนึ่ง ไม่ให้
ประสงค์จะลวงหรือประสงค์จะทำลายผู้อื่น. ให้มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างเดียว.
ไม่ให้ทานใช้วาจาหยาบ หน้านิ่วคิ้วขมวด. ให้พูดน่ารัก พูดก่อน พูดพอ
ประมาณ. โลภะมีมากในไทยธรรมใด เพราะความพอใจยิ่งก็ดี เพราะสะสม
มานานก็ดี เพราะความอยากตามสภาพก็ดี. พระโพธิสัตว์รู้อยู่บรรเทาไทย-
ธรรมนั้นโดยเร็ว แล้วแสวงหายาจกให้. อนึ่ง ไทยวัตถุใดนิดหน่อย
แม้ยาจกก็ปรากฏแล้ว แม้ไม่คิดถึงไทยวัตถุนั้น ก็ทำตนให้ลำบาก แล้วให้
ยาจักนับถือเหมือนอกิตติบัณฑิต ฉะนั้น. อนึ่ง มหาบุรุษ เมื่อบุตรภรรยา
หน้า 620
ข้อ 36
ทาสกรรมกรบุรุษของตน ไม่รู้องเรียกถึงความโทมนัสขอ ย่อมไม่ให้แก่
ยาจกทั้งหลาย. แต่เมื่อชนเหล่านั้นร้องเรียกถึงความโสมนัสโดยชอบ จึงให้.
อนึ่ง เมื่อให้รู้อยู่ย่อมไม่ให้แก่ยักษ์ รากษส ปีศาจ เป็นต้น หรือแก่มนุษย์
ผู้ทำการงานหยาบช้า. อนึ่ง แม้ราชสมบัติก็ไม่ให้แก่คนเช่นนั้น. ให้แก่
ผู้ที่ไม่ปฏิบัติเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เพื่อความพินาศแก่โลก
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม คุ้มครองโลกโดยธรรม. พึงทราบการปฏิบัติในทาน
ภายนอก ด้วยประการฉะนี้.
ส่วนทานภายในพึงทราบโดยอาการ ๒ อย่าง. อย่างไร ? เหมือน
บุรุษคนใดคนหนึ่งสละตน เพราะเหตุอาหารและเครื่องปกปิดแก่ผู้อื่น. ย่อม
ถึงความเป็นผู้เชื่อฟัง ความเป็นทาสฉันใด. พระมหาบุรุษก็ฉันนั้นเหมือน
กัน มีจิตปราศจากอามิสเพราะเหตุสัมโพธิญาณ ปรารถนาประโยชน์สุขอัน
ยอดเยี่ยมแก่สัตว์ทั้งหลาย ประสงค์จะบำเพ็ญทานบารมีของตน จึงสละตน
เพื่อคนอื่น ย่อมถึงความเป็นผู้เชื่อฟัง ความเป็นผู้ต้องทำตามความประสงค์.
ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ มอบอวัยวะน้อยใหญ่มีมือเท้าและนัยน์ตาเป็นต้น
ให้แก่ผู้ต้องการด้วยอวัยวะนั้น ๆ. ไม่ข้องใจ ไม่ถึงความสยิ้วหน้า ในการ
มอบให้นั้น เหมือนในวัตถุภายนอก. เป็นความจริงอย่างนั้น พระมหาบุรุษ
ยังความปรารถนาของยาจกเหล่านั้นให้บริบูรณ์ ด้วยการบริโภคตามสบาย
หรือด้วยความชำนาญของตน จึงสละวัตถุภายนอกด้วยอาการ ๒ อย่าง ด้วย
หวังว่า เราให้ทานหมดสิ้นแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณด้วยการเสียสละอย่างนี้
ดังนี้. พึงทราบการปฏิบัติในวัตถุภายใน ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 621
ข้อ 36
ให้วัตถุภายในที่ให้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ยาจกโดยส่วนเดียว
เท่านั้น. ใช่จะให้พวกนั้น. อนึ่ง พระมหาบุรุษ เมื่อรู้ย่อมไม่ให้อัตภาพหรือ
อวัยวะน้อยใหญ่ของตนแก่มารหรือแก่เทวดาผู้เนื่องด้วยหมู่มาร ผู้ประสงค์
จะเบียดเบียน ด้วยคิดว่า ความฉิบหายอย่าได้มีแก่มารเหล่านั้น. ย่อม
ไม่ให้แม้แต่ตุ๊กตาแป้ง เหมือนไม่ให้แก่เทวดาผู้เนื่องด้วยหมู่มาร ฉะนั้น.
ไม่ให้แม้แก่คนบ้า. แต่คนพวกนั้นขอให้ตลอดไป. เพราะการขอเช่นนั้น
หาได้ยาก และเพราะการให้เช่นนั้นทำได้ยาก.
ส่วนอภัยทาน พึงทราบโดยความป้องกันจากภัย ที่ปรากฏแก่สัตว์
ทั้งหลาย จากพระราชา โจร ไฟ น้ำ ศัตรู สัตว์ร้ายมีราชสีห์ เสือโคร่ง
เป็นต้น.
ส่วนธรรมทาน ได้แก่การแสดงธรรมไม่วิปริต แก่ผู้มีจิตไม่เศร้า
หมอง. การชี้แจงประโยชน์อันสมควร นำผู้ยังไม่เข้าถึงศาสนาให้เข้าถึง
ผู้เข้าถึงแล้วให้เจริญงอกงาม ด้วยทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายิกและ
ปรมัตถประโยชน์. ในการแสดงธรรมนั้น พึงทราบนัยโดยสังเขป ดังนี้ก่อน
คือ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษและความเศร้าหมองของกามและ
อานิสงส์ในการออกจากกาม. ส่วนโดยพิสดาร พึงทราบประดิษฐานและ
การทำให้ผ่องแผ้วในธรรมนั้นๆ ตามสมควร ด้วยสามารถการประกาศคุณของ
ธรรมเหล่านั้น แก่ผู้มีจิตน้อมไปแล้วในสาวกโพธิญาณ คือ การเข้าถึงสรณะ
การสำรวมศีล ความคุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย ความรู้จักประมาณ
หน้า 622
ข้อ 36
ในการบริโภค การประกอบความเพียรเนือง ๆ สัทธรรม ๗ การประกอบ
สมถะ ด้วยการทำกรรมในอารมณ์ ๓๘ การประกอบวิปัสสนา ด้วยหัวข้อ
คือการยึดมั่นตามสมควรในการยึดมั่นวิปัสสนา ในรูปกายเป็นต้น. ปฏิปทา
เพื่อความหมดจดอย่างนั้น การยึดถือความถูกต้อง วิชชา ๓ อภิญญา ๖
ปฏิสัมภิทา ๔ สาวกโพธิญาณ. อนึ่ง พึงทราบการประดิษฐาน การทำให้
ผ่องแผ้วในญาณทั้งสอง ด้วยการประกาศความเป็นผู้มีอานุภาพมาก ของ
พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ในฐานะแม้ ๓ อย่าง โดยหัวข้อประกาศมิสภาวะ
ลักษณะและรสเป็นต้น ของบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ตามสมควรแก่สัตว์
ทั้งหลาย ผู้น้อมไปในปัจเจกโพธิญาณ และในสัมมาสัมโพธิญาณ. พระ-
มหาบุรุษย่อมให้ธรรมทานแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พระมหาบุรุษเมื่อให้อามิสทานแก่สัตว์ทั้งหลาย ย่อมให้ทานข้าว
ด้วยตั้งใจว่า เราพึงยังสมบัติมีอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณเป็นต้น และ
สมบัติคือผลเลิศน่ารื่นรมย์ให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยทานนี้. อนึ่ง ให้น้ำ
เพื่อระงับความกระหายคือกามกิเลสของสัตว์ทั้งหลาย. ให้ผ้าเพื่อให้ผิวพรรณ
งาม และเพื่อให้สำเร็จเครื่องประดับคือหิริโอตตัปปะ. ให้ยานเพื่อให้สำเร็จ
อิทธิวิธี คือการแสดงฤทธิได้ และนิพพานสุข. ให้ของหอม เพื่อให้
สำเร็จความหอมคือศีล. ให้ดอกไม้และเครื่องลูบไล้เพื่อให้สำเร็จความงาม
ด้วยพุทธคุณ. ให้อาสนะเพื่อให้สำเร็จอาสนะ ณ โพธิมณฑล. ให้ที่นอน
เพื่อให้สำเร็จตถาคตไสยา คือนอนแบบพระตถาคต. ให้ที่พักเพื่อให้สำเร็จ
หน้า 623
ข้อ 36
ความเป็นสรณะ. ให้ประทีปเพื่อให้ได้ปัญจจักขุ. ให้รูปเป็นทานเพื่อให้
สำเร็จรัศมีออกจากกายวาหนึ่ง. ให้เสียงเป็นทานเพื่อให้สำเร็จเสียงดุจเสียง
พรหม. ให้รสเป็นทานเพื่อเป็นที่รักของโลกทั้งปวง. ให้โผฏฐัพพะเป็นทาน
เพื่อความเป็นพุทธสุขุมาล คือความละเอียดอ่อนของพระพุทธเจ้า. ให้
เภสัชเป็นทานเพื่อความไม่แก่ไม่ตาย. ให้ความเป็นไทแก่ทาสทั้งหลายเพื่อ
ปลดเปลื้องความเป็นทาสคือกิเลส. ให้ความยินดีในของเล่นที่ไม่มีโทษ
เป็นทานเพื่อความยินดีในพระสัทธรรม. ให้บุตรเป็นทานเพื่อนำสัตว์ทั้งหมด
ออกไปจากความเป็นบุตรของตนในชาติเป็นอริยะ. ให้ภรรยาเป็นทานเพื่อ
ถึงความเป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสิ้น. ให้ทองแก้วมณี แก้วมุกดา แก้ว
ประพาฬเป็นต้น เป็นทานเพื่อความสมบูรณ์ด้วยลักษณะงาม. ให้เครื่อง
ประดับนานาชนิดเป็นทานเพื่อความสมบูรณ์แห่งอนุพยัญชนะ. ให้คลัง
สมบัติเป็นทานเพื่อบรรลุพระสัทธรรม. ให้ราชสมบัติเป็นทานเพื่อความเป็น
พระธรรมราชา. ให้สวน สระ ป่า เป็นทานเพื่อความสมบูรณ์แห่งฌาน
เป็นต้น ให้เท้าเป็นทานเพื่อก้าวไปสู่รัศมีโพธิมณฑลด้วยเท้ามีรอยจักร.
ให้มือเป็นทานเพื่อให้มือคือพระสัทธรรมแก่สัตว์ทั้งหลาย เพื่อถอนออกจาก
โอฆะ ๔. ให้หูและจมูกเป็นทานเพื่อได้อินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้น. ให้
จักษุเป็นทานเพื่อให้สมันตจักข คือจักษุโดยรอบ. ให้เนื้อและเลือดเป็นทาน
ด้วยหวังว่า จะนำประโยชน์สุขมาให้แก่สรรพสัตว์ตลอดกาลทั้งปวง ในการ
เห็น การฟัง การระลึกถึง การบำเรอเป็นต้น. และกายของเราพึงเป็น
หน้า 624
ข้อ 36
กายอันโลกทั้งปวงพึงเข้าไปอาศัย. ให้อวัยวะสูงที่สุด เป็นทานด้วยหวังว่า
เราจะพึงเป็นผู้สูงที่สุดในโลกทั้งปวง.
อนึ่ง มหาบุรุษเมื่อให้อย่างนี้ไม่ให้เพื่อนแสวงหาผิด ไม่ให้เพื่อเบียด
เบียนผู้อื่น ไม่ให้เพราะกลัว เพราะละอาย เพราะเคืองทักขิไณยบุคคล.
เมื่อมีของประณีตไม่ให้ของเศร้าหมอง. ไม่ให้ด้วยการยกตน ด้วยการข่ม
ผู้อื่น ด้วยหวังผล ด้วยเกลียดยาจก ด้วยไม่เคารพ. ที่แท้ให้ด้วยความ
เคารพ. ให้ด้วยมือของตน. ให้ตามกาล. ทำความเคารพแล้วให้. ให้ด้วย
ไม่แบ่งออก. ให้มีใจยินดีใน ๓ กาล. ครั้นให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนในภาย
หลัง. ไม่ยกย่องและดูหมิ่นปฏิคาหก. เปล่งถ้อยคำน่ารัก รู้คำพูด ผู้เข้าไปขอ
ให้พร้อมทั้งบริวาร. เพราะเมื่อให้ข้าวเป็นทานย่อมให้พร้อมด้วยผ้าเป็นต้น
ด้วยตั้งใจว่า เราจักทำสิ่งนั้นให้เป็นบริวารแล้วให้. อนึ่ง เมื่อให้ผ้าเป็นทาน
ย่อมให้พร้อมกับข้าวเป็นต้น ด้วยตั้งใจว่า เราจักทำผ้านั้นให้บริวารแล้วให้
แม้ในการให้ยานเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
อนึ่ง มหาบุรุษเมื่อให้รูปเป็นทานกระทำแม้อารมณ์นอกนั้น ให้เป็น
บริวารของรูปนั้นแล้วให้. แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. ได้รูปเป็นทานอย่างใด
อย่างหนึ่ง ในบรรดาดอกไม้และผ้าเป็นต้น มีสีเขียว เหลือง แดงและขาว
เป็นต้น แล้วนั่งขัดสมาธิกำหนดรูปคิดว่า เราจักให้รูปเป็นทาน. รูปเป็น
หน้า 625
ข้อ 36
ทาน เป็นของเราทำพร้อมวัตถุยังทานให้ตั้งอยู่ในทักขิไณยบุคคลเช่นนั้น.
นี้ชื่อว่ารูปเป็นทาน.
พึงทราบการให้เสียงเป็นทานด้วยเสียงกลองเป็นต้น. ในการให้เสียง
เป็นทานนั้นไม่สามารถให้เสียงได้ดุจถอนเง่าและรากบัว และดุจวางกำดอก.
บัวเขียวลงบนมือ. แต่ทำให้พร้อมกับวัตถุ แล้วให้ชื่อว่าให้เสียงเป็นทาน.
เพราะฉะนั้น ในกาลใดทำเองและใช้ให้ทำเพลงบูชาพระรัตนตรัยด้วยดนตรี
อย่างใดอย่างหนึ่งมีกลองและตะโพนเป็นต้น ด้วยคิดว่าเราจักให้เสียงเป็น
ทาน. ตั้งไว้เองและให้ผู้อื่นตั้งกลองเป็นต้น ด้วยตั้งใจว่า เสียงเป็นทาน
ของเรา. ให้ยาเสียงมีน้ำมันและน้ำผึ้งเป็นต้นแก่พระธรรมกถึกทั้งหลาย.
ประกาศฟังธรรม. สวดสรภัญญะ. กล่าวธรรมกถา. ทำเองและให้ผู้อื่นทำ
อุปนิสินนกถา คือกถาของผู้เข้าไปนั่งใกล้ และอนุโมทนากถา คือกถา
อนุโมทนา. ในกาลนั้นชื่อว่าให้เสียงเป็นทาน.
อนึ่ง มหาบุรุษได้วัตถุมีกลิ่นหอมน่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มีกลิ่น
หอมที่รากของต้นไม้มีกลิ่นเป็นต้น หรือกลิ่นไร ๆ ที่อบแล้ว นั่งขัดสมาธิ
กำหนดกลิ่นคิดว่า เราจักให้กลิ่นเป็นทาน. กลิ่นเป็นทานของเราแล้วทำเอง
และให้ผู้อื่นทำการบูชาพระพุทธรัตนะเป็นต้น. มหาบุรุษบริจาควัตถุมีกลิ่น
มีกฤษณาและจันทน์เป็นต้นเพื่อบูชากลิ่น. นี้ชื่อว่าให้กลิ่นทาน.
หน้า 626
ข้อ 36
อนึ่ง มหาบุรุษได้วัตถุมีรสน่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่งมีรากที่รากเป็นต้น
นั่งขัดสมาธิกำหนดรสคิดว่าเราจักให้รสเป็นทาน รสเป็นทานของเราแล้ว
ให้แก่ทักขิไณยบุคคล. หรือสละข้าวเปลือกและโคเป็นต้นอันมีวัตถุเป็นรส.
นี้ชื่อว่าให้รสเป็นทาน.
อนึ่ง ให้โผฏฐัพพะเป็นทานพึงทราบด้วยสามารถเตียงและตั่งเป็นต้น
และด้วยสามารถเครื่องลาดและเครื่องคลุมเป็นต้น.
มหาบุรุษได้วัตถุเป็นโผฏฐัพพะไม่มีโทษน่ายินดี มีสัมผัสสบาย มี
เตียงตั่งฟูกหมอนเป็นต้น หรือมีผ้านุ่งผ้าห่มเป็นต้น นั่งขัดสมาธิกำหนด
โผฏฐัพพะคิดว่า เราจักให้โผฏฐัพพะเป็นทาน. โผฏฐัพพะเป็นทานของเรา
แล้วให้แก่ทักขิไณยบุคคล. ได้วัตถุเป็นโผฏฐัพพะตามที่กล่าวแล้วสละ. นี้
ชื่อว่าให้โผฏฐัพพะเป็นทาน.
อนึ่ง พึงทราบธรรมทานด้วยสามารถแห่งชีวิตดื่มด่ำมีโอชะ เพราะ
ประสงค์เอาธรรมารมณ์. จริงอยู่ มหาบุรุษได้วัตถุน่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีรสโอชาเป็นต้น แล้วนั่งขัดสมาธิคิดว่า เราจักให้ธรรมเป็นทาน. ธรรม
เป็นทานของเราแล้วให้ของมีรสอร่อยมีเนยใสเนยขึ้นเป็นต้นเป็นทาน ให้
ปานะ ๘ อย่าง มีอัมพปานะเป็นต้น. มหาบุรุษนั่งขัดสมาธิคิดว่าจะให้ชีวิต
เป็นทาน จึงให้สลากภัตรและปักขิกภัตรเป็นต้น. จัดหาหมอเยียวยาคนเจ็บ
ป่วย. ทำลายตาข่าย. รื้อไซดักปลา. เปิดกรงนก. ให้ปล่อยสัตว์ที่ผูกไว้
หน้า 627
ข้อ 36
ด้วยเครื่องผูก. ตีกลองป่าวประกาศมิให้ฆ่าสัตว์. ทำเองและให้ผู้อื่นทำกรรม
อย่างอื่นและกรรมเห็นปานนี้เพื่อป้องกันชีวิตสัตว์ทั้งหลาย. นี้ชื่อว่าให้ธรรม
เป็นทาน.
มหาบุรุษน้อมทานสัมปทาตามที่กล่าวแล้วนี้ทั้งหมด เพื่อประโยชน์
สุขแก่โลกทั้งสิ้น. อนึ่ง น้อมทานสัมปทาเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณของตน
เพื่อวิมุติไม่กำเริบ เพื่อฉันทะ วิริยะ สมาธิ ปฏิภาณ ญาณ วิมุติไม่
สิ้นไป. พระมหาสัตว์ปฏิบัติทานบารมีนี้พึงปรากฏอนิจจสัญญาในชีวิต ใน
โภคะก็เหมือนกัน. พึงมนสิการถึงความเป็นสาธารณะอย่างมากแก่สัตว์
เหล่านั้น. พึงให้ปรากฏมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลายเนือง ๆ สม่ำเสมอ. ถือ
เอาทรัพย์สินที่ควรถือเอาไปได้ นำสมบัติทั้งหมดและตนออกจากเรือนดุจ
ออกจากบ้านที่ถูกไฟไหม้ไม่ให้มีอะไรเหลือ. ไม่ทำการแบ่งในที่ไหน ๆ.
โดยที่แท้เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งสละหมดเลย. นี้เป็นลำดับแห่งการปฏิบัติทาน.
บารมี.
อนึ่ง พึงทราบลำดับแห่งการปฏิบัติศีลบารมีต่อไป. มหาบุรุษผู้
ประสงค์จะตกแต่งสัตว์ทั้งหลายด้วยเครื่องประดับ คือศีลของพระสัพพัญญู
ควรชำระศีลของตนตั้งแต่ต้นก่อน. อนึ่ง ศีลย่อมบริสุทธิ์โดยอาการ ๔ อย่าง
คือโดยความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัย ๑ โดยการสมาน ๑ โดยไม่ก้าวล่วง ๑
และโดยทำให้เป็นปกติเมือมีการก้าวล่วง ๑ จริงอยู่ บางคนมีตนเป็นใหญ่
หน้า 628
ข้อ 36
เพราะอัธยาศัยบริสุทธิ์ เกลียดบาปยังหิริให้ปรากฏในภายใน แล้วมีสมา-
จารบริสุทธิ์ด้วยดี. อนึ่ง บางคนเมื่อมีการสมาทาน ถือโลกเป็นใหญ่ สะดุ้ง
ต่อบาปยังโอตตัปปะให้ปรากฏ เป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ด้วยดี. ด้วยประการ
ฉะนี้ คนเหล่านั้นย่อมตั้งอยู่ในศีล เพราะไม่ล่วงแม้ทั้งสองอย่าง. ก็แต่ว่า
บางคราว เพราะหลงลืมไปศีลก็จะพึงขาดไปเป็นต้น. กระทำศีลที่ขาดไปนั้น
ให้เป็นปกติโดยเร็ว ด้วยการอยู่กรรมเป็นต้น เพื่อความถึงพร้อมแห่งหิริ-
โอตตัปปะตามที่กล่าวแล้วนั้น.
ศีลนี้มี ๒ อย่าง คือวาริตตศีล ๑ จาริตตศีล ๑. ในศีล ๒ อย่าง
นั้น พึงทราบลำดับการปฏิบัติ ในวาริตตศีลของพระโพธิสัตว์ดังต่อไปนี้.
พึงเป็นผู้มีจิตเอ็นดูในสรรพสัตว์โดยที่แม้ฝันก็ไม่พึงเกิดความอาฆาต. ไม่พึง
จับต้องของของคนอื่นดุจงู เพราะยินดีในการช่วยเหลือผู้อื่น หากเป็น
บรรพชิต เป็นผู้ประพฤติห่างไกลจากอพรหมจรรย์ ปราศจากเมถุนสังโยค
๗ อย่าง. ไม่ต้องพูดถึงจากการล่วงภรรยาคนอื่นละ. อนึ่ง หากว่าเป็น
คฤหัสถ์ไม่ใช่บรรพชิต แม้จิตลามกก็มิให้เกิดขึ้นในภรรยาของผู้อื่นทุกเมื่อ
เมื่อพูดก็พูดคำพอประมาณเป็นคำจริงมีประโยชน์ น่ารัก แกละกล่าวธรรม
ตามกาละ. ไม่โลภ ไม่พยาบาท ไม่เห็นวิปริต ประกอบด้วยกัมมัสสกตญาณ
มีศรัทธามั่นคงในการปฏิบัติชอบ มีความรักมั่นคงในที่ทั้งปวง
เมื่อมหาบุรุษงดเว้นจากอกุศลกรรมบถอันเป็นทางแห่งอบาย ๔ และ
วัฏฏทุกข์และจากอกุศลธรรม แล้วตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถอันเป็นทางแห่ง
หน้า 629
ข้อ 36
สวรรค์และนิพพาน ความปรารถนาอันเข้าไปประกอบประโยชน์สุขแก่สัตว์
ทั้งหลายตามปรารถนา เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยบริสุทธิ์ย่อมสำเร็จเร็วพลัน.
บารมีย่อมบริบูรณ์. มหาบุรุษนี้เป็นอย่างนี้. มหาบุรุษย่อมให้อภัยทานแก่
สรรพสัตว์ด้วยไม่ประพฤติเบียดเบียน. ยังเมตตาภาวนาให้สมบูรณ์โดยไม่
ยาก. ย่อมบรรลุอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ. มีอาพาธน้อย ไม่ป่วยเจ็บ
มีอายุยืน มีสุขมากย่อมถึงลักษณวิเศษ. และตัดวาสนาอันเป็นโทษได้.
อนึ่ง เพราะไม่ลักทรัพย์จึงได้โภคสมบัติอันไม่ทั่วไปด้วยโจรเป็นต้น.
คนอื่นไม่รังเกียจ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ น่าคบหามีใจไม่ข้องวิภวสมบัติ
ชอบบริจาค และตัดวาสนาอันเป็นโลภะได้.
เพราะไม่ประพฤติผิดพรหมจรรย์จึงเป็นผู้ไม่โลเลมีกายใจสงบ. เป็น
ที่รักเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่รังเกียจของสัตว์ทั้งหลาย. กิตติศัพท์อันงาม
ของเขาย่อมฟุ้งไป. ไม่มีจิตข้องในมาตุคามทั้งหลาย มีอัธยาศัยไม่โลภ.
มากไปด้วยเนกขัมมะย่อมได้ลักษณะวิเศษและตัดวาสนาอันเป็นโลภะได้.
เพราะไม่พูดเท็จจึงเป็นประมาณของสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่เชื่อถือได้ไว้
ใจได้มีถ้อยคำควรถือได้. เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของทวยเทพ. มีปากหอม
รักษากายสมาจาร วจีสมาจาร. ย่อมได้ลักษณวิเศษ. และตัดวาสนาอัน
เป็นกิเลสได้.
หน้า 630
ข้อ 36
เพราะไม่พูดส่อเสียดจึงมีกายไม่แตกแยก มีบริวารไม่แตกแยก แม้
ด้วยความพยายามของคนอื่น. มีเสียงไม่แตกแยกในพระสัทธรรม. มีมิตร
มั่นคง เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายโดยส่วนเดียวดุจสะสมไว้ในระหว่างภพ
มากด้วยความไม่เศร้าหมอง.
เพราะไม่พูดหยาบ จึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของสัตว์ทั้งหลาย มี
ปกติอยู่เป็นสุข พูดเพราะ น่ายกย่อง. เสียงของเขาประกอบด้วยองค์ ๘
ย่อมเกิดขึ้น.
เพราะไม่พูดเพ้อเจ้อจึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ น่าเคารพ น่ายกย่อง
ของสัตว์ทั้งหลาย มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ พูดพอประมาณ. มีศักดิ์และ
อานุภาพมาก. ฉลาดในการแก้ปัญหาด้วยปฏิภาณฉับพลัน. สามารถในการ
แก้ปัญหามากมายของสัตว์ทั้งหลาย หลายภาษาด้วยคำคำเดียวเท่านั้นใน
พุทธภูมิ.
เพราะเป็นผู้ไม่โลภ จึงมีลาภที่ต้องการ. ได้ความชอบใจในโภคะ
มากมาย. เป็นที่ยอมรับของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น. ข้าศึกครอบงำไม่ได้.
ไม่ถึงความเป็นผู้มีอินทรีย์พิกลพิการ. และเป็นบุคคลหาผู้เปรียบมิได้.
เพราะไม่พยาบาทจึงเป็นผู้ดูน่ารัก. เป็นที่ยกย่องของสัตว์ทั้งหลาย
ให้สัตว์เลื่อมใสโดยไม่ยาก เพราะเป็นผู้พอใจยิ่งในประโยชน์ของผู้อื่น. อนึ่ง
เป็นผู้มีสภาวะไม่เศร้าหมอง อยู่ด้วยเมตตา. เป็นผู้มีศักดิ์มีอานุภาพมาก.
หน้า 631
ข้อ 36
เพราะเป็นผู้ไม่เห็นผิดจึงย่อมได้สหายดี. แม้จะถึงตัดศีรษะก็ไม่ทำ
กรรมชั่ว. เป็นผู้ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวเพราะเห็นความที่สัตว์มีกรรมเป็นของ
ตน. ศรัทธาของเราเป็นรากตั้งมั่นในพระสัทธรรม. เชื่อการตรัสรู้ของ
พระตถาคต. ไม่ยินดีในลัทธิอื่นดุจพระยาหงส์ ไม่ยินดีในที่มีขยะฉะนั้น.
เป็นผู้ฉลาดในการกำหนดรู้ลักษณะ ๓ อย่างไร. และเป็นผู้ได้อนาวรณญาณ
ในที่สุด. ยังไม่บรรลุโพธิญาณเพียงใด จะเป็นผู้เด่นในหมู่สัตว์นั้น ๆ เพียง
นั้นและถึงสมบัติมากมายก่ายกอง. พึงยังการนับถืออย่างมากให้เกิดขึ้นว่า
ชื่อว่าศีลนี้เป็นที่ตั้งแห่งสรรพสมบัติ. เป็นแดนเกิดของพระพุทธคุณทั้งปวง.
เป็นเบื้องต้น เป็นจรณะ เป็นหน้า เป็นประมุขของพุทธการกธรรมทั้งปวง
แล้ว พึงเป็นผู้ไม่ประมาทในการสำรวมกายวาจา ในการฝึกอินทรีย์ ใน
ความบริสุทธิ์ของอาชีวะและในการบริโภคปัจจัยทั้งหลาย ด้วยกำลังแห่ง
สติสัมปชัญญะ กำหนดลาภสักการะและความสรรเสริญ ดุจศัตรูต่อหน้า
ทำเป็นมิตรแล้วให้ศีล สมบูรณ์โดยเคารพตามนัยดังกล่าวแล้ว มีอาทิว่า
กิกิว อณฺฑํ ดังนี้. นี้เป็นลำดับของการปฏิบัติในวาริตตศีล.
ส่วนการปฏิบัติในจาริตตศีลพึงทราบอย่างนี้. พระโพธิสัตว์กระทำ
อภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่กัลยาณมิตรผู้ดำรงอยู่ในฐานะ
ครูตลอดเวลา. อนึ่งทำการบำรุงกัลยาณมิตรเหล่านั้นตลอดเวลา. ทำการ
ช่วยเหลือคนไข้ทั้งหลาย. ฟังบทสุภาษิตแล้วทำสาธุการ. พรรณาคุณของ
หน้า 632
ข้อ 36
ผู้มีคุณธรรม อดทนในการทำความเสียหายของคนอื่น. ระลึกถึงผู้ทำ
อุปการะ. อนุโมทนาบุญ. น้อมบุญของตนเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ. อยู่ใน
ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลายตลอดกาล. เมื่อมีโทษเห็นโดยความ
เป็นโทษแล้ว แจ้งแก่สหธรรมิกเช่นนั้นตามความเป็นจริง. บำเพ็ญสัมมา
ปฏิบัติให้ยิ่งโดยชอบ.
อนึ่ง เมื่อควรทำสิ่งเป็นประโยชน์อันสมควรของตนแก่สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านถึงความเป็นสหาย. อนึ่ง เมื่อทุกข์มีความเจ็บป่วย
เป็นต้นเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้จัดการช่วยเหลือตามสมควร. เมื่อ
สัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในความเสื่อมมีความเสื่อมจากญาติและสมบัติเป็นต้น ก็
ช่วยบรรเทาความเศร้าโศก เป็นผู้ตั้งอยู่ในสภาพที่จะช่วยเหลือ ข่มผู้ที่
ควรข่มโดยถูกธรรม เพื่อให้พ้นจากอกุศลแล้วตั้งอยู่ในกุศล. ยกย่องผู้ที่
ควรยกย่องโดยธรรม. กรรมใดที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง กว้างขวางที่สุด มี
อานุภาพเป็นอจินไตยอันนำประโยชน์สุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลายโดยส่วนเดียว
อันพระมหาโพธิสัตว์แต่ก่อนได้ประพฤติแล้ว. โพธิสมภารของพระมหา-
โพธิสัตว์เหล่านั้นได้ถึงความแก่กล้าโดยชอบด้วยกรรมใด. ฟังกรรมเหล่านั้น
แล้วไม่หวาดสะดุ้ง มหาบุรุษแม้เหล่านั้นก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน. มีอัตภาพ
อบรมเพื่อความบริบูรณ์แห่งการศึกษาตามลำดับ ได้บรรลุถึงบารมีอย่าง
อุกฤษฏ์ในโพธิสมภารเพื่อถึงพร้อม ด้วยอานุภาพอันยอดเยี่ยมเช่นนั้น.
หน้า 633
ข้อ 36
เพราะฉะนั้น แม้เราก็พึงปฏิบัติอย่างนั้นโดยชอบในสิกขามีศีลสิกขาเป็นต้น.
ไม่สละความเพียรอันมีศรัทธาเป็นบุเรจาริกด้วยคิดว่า แม้เราก็จะบำเพ็ญ
สิกขาให้บริบูรณ์ตามลำดับด้วยการปฏิบัติ แล้วจักบรรลุตามถึงบทนั้นโดย
ส่วนเดียว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลายโดยชอบ.
อนึ่ง มหาบุรุษเป็นผู้ปกปิดความดี เปิดเผยโทษ. มักน้อย สันโดษ
สงัด ไม่คลุกคลี ทนต่อทุกข์ ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่
หวั่นไหว ไม่ปากร้าย ไม่แส่หาเรื่อง มีอินทรีย์สงบ ใจสงบปราศจาก
มิจฉาชีพมีการหลอกลวงเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยอาจาระ และโคจร เห็นภัย
ในโทษ แม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบท ปรารภความเพียร
มีตนมั่นคง ไม่คำนึงถึงกายและชีวิต. ไม่ยอมรับละบรรเทาความเพ่งในกาย
และชีวิตแม้มีประมาณน้อย. ไม่ต้องพูดถึงมีประมาณมากละ. ละบรรเทา
อุปกิเลส มีโกรธ และผูกโกรธเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้ทุศีล
แม้ทั้งปวง. เป็นผู้ไม่ยินดีด้วยการบรรลุธรรมวิเศษอันมีประมาณน้อย. ไม่
ท้อแท้ใจพยายามเพื่อบรรลุธรรมวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
สมบัติตามที่ได้แล้ว ไม่มีส่วนแห่งความเสื่อมหรือความมั่นคง. อนึ่ง
มหาบุรุษเป็นผู้นำคนตาบอด บอกทางให้. ให้สัญญาด้วยนิ้วมือแก่คนหูหนวก
อนุเคราะห์ประโยชน์. คนใบ้ก็เหมือนกัน. ให้ตั้ง ให้ยานแก่คนพิการ หรือ
นำไป. คนไม่มีศรัทธาพยายามให้มีศรัทธา, คนเกียจคร้านพยายามให้เกิด
หน้า 634
ข้อ 36
อุตสาหะ. คนหลงลืมพยามให้ได้สติ. คนมีใจวุ่นวายพยายามให้ได้สมาธิ.
คนมีปัญญาทรามพยายามให้มีปัญญา. คนหมกมุ่นในกามฉันทะ. พยายาม
บรรเทากามฉันทะ. คนหมกมุ่นในพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ
และวิจิกิจฉา พยายามให้บรรเทาวิจิกิจฉา. คนไม่ปกติมีกามวิตกเป็นต้น
พยายามบรรเทามิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น. อาศัยความเป็นผู้รู้คุณที่ทำแล้ว
แก่สัตว์ผู้เป็นบุรพการี จึงพูดขึ้นก่อน พูดน่ารัก สงเคราะห์ นับถือ โดย
ทำการตอบแทนเช่นเดียวกันหรือยิ่งกว่า.
มหาบุรุษย่อมติดตามช่วยเหลือสหายในอันตรายทั้งหลาย. มหาบุรุษ
กำหนดรู้ตนและสภาพปกติของสหายเหล่านั้น ๆ แล้ว อยู่รวมกับสหายเหมือน
ที่เคยอยู่ร่วมกันมา. อนึ่ง ปฏิบัติในสหายเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา. ด้วย
ให้พ้นจากอกุศลแล้วให้ตั้งอยู่ในกุศล. มิใช่ให้ตั้งอยู่โดยอย่างอื่น. เพราะการ
ตามรักษาจิตของผู้อื่นของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็เพียงเพื่อความเจริญอย่าง
ยิ่งเท่านั้น. เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น. ไม่ควรทะเลาะ.
ไม่ควรให้ถึงความเป็นผู้เก้อเขิน เพราะอัธยาศัยนั้น. ไม่ควรให้เกิดความ
รังเกียจสัตว์อื่น. ควรทักท้วงในฐานะที่ควรข่ม. เมื่อเขาอยู่ต่ำกว่าไม่ควร
วางตนในที่สูงกว่า. ไม่ควรคบในผู้อื่นจนหมดสิ้นก็หามิได้. ไม่ควรคบมาก
เกินไป. ไม่ควรคบพร่ำเพรื่อ.
หน้า 635
ข้อ 36
แต่คบสัตว์ที่ควรคบตามสมควรแก่กาละเทศะ. ไม่ติเตียนคนที่รักหรือ
สรรเสริญคนที่ไม่รัก ต่อหน้าผู้อื่น. ไม่วิสาสะกับคนที่ไม่คุ้นเคย. ไม่ปฏิ-
เสธการเชื้อเชิญที่เป็นธรรม. ไม่แสดงตัวมากไป. ไม่รับของมากเกินไป.
ย่อมยินดีกับผู้ที่มีศรัทธาด้วยการกล่าวอานิสงส์ของศรัทธา. อนึ่ง หากว่า
พระโพธิสัตว์เป็นผู้ถึงกำลังปัญญา แสดงนรกเป็นต้น ตามสมควรด้วยกำลัง
อภิญญา ยังสัตว์ผู้ถึงความประมาทให้สังเวชแล้วยังสัตว์ผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น
ให้ตั้งอยู่ในศรัทธาเป็นต้น. ให้หยั่งลงในศาสนา. ให้เจริญงอกงามในคุณ-
สมบัติมีทานเป็นต้น. สัตว์นี้เป็นผู้ประพฤติตามจารีตของมหาบุรุษเป็นผู้หลั่ง-
ไหล บุญกุศลหาประมาณมิได้ ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป พึงทราบด้วยประ-
การฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านตั้งคำถามไว้ว่า ศีลคืออะไร ศีลด้วยอรรถว่า
กระไร แล้วกล่าวความพิสดารของศีลไว้ในวิสุทธิมรรคด้วยประการต่าง ๆ
โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมมีเจตนาเป็นต้น ของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น
หรือผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ชื่อว่า ศีล. กถาทั้งหมดนั้นควรนำมากล่าวในที่นี้.
ในวิสุทธิมรรคนั้นศีลกถามาด้วยอำนาจแห่งสาวกโพธิสัตว์อย่างเดียว. ในที่
นี้ท่านกล่าวถึงศีลกถา ทำความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณาเป็นส่วนเบื้อง-
ต้น ด้วยอำนาจแห่งพระมหาโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้น นี้แหละเป็นความ
ต่างกัน. มหาบุรุษไม่น้อมไปเพื่อวิชชา ๓ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ สาวก-
โพธิญาณ ปัจเจกโพธิญาณ เหมือนศีลนี้ ไม่น้อมไปเพื่อพ้นความเศร้าหมอง
หน้า 636
ข้อ 36
ในทุคติของตน ไม่น้อมไปเพื่อราชสมบัติ เพื่อจักรพรรดิสมบัติ เพื่อเทว-
สมบัติ เพื่อสักกสมบัติ เพื่อมารสมบัติ เพื่อพรหมสมบัติ แม้ในสุคติ. ที่
แท้พระมหาโพธิสัตว์ย่อมน้อมไป เพื่อให้ถึงศีลาลังการอันยอดเยี่ยมของสัตว์
ทั้งหลายด้วยความเป็นพระสัพพัญญูฉะนี้แล. นี้คือลำดับแห่งการปฏิบัติศีล-
บารมี.
อนึ่ง เพราะการเกิดขึ้นแห่งกุศลจิตเป็นไปแล้วด้วยการออกจากกาม
และภพทั้งหลาย มีการเห็นโทษเป็นเบื้องต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาด
ในอุบายคือกรุณา ชื่อว่า เนกขัมมบารมี. ฉะนั้นกามทั้งหลายมีความยินดี
น้อย มีการผูกพันด้วยสิ่งไม่เป็นประโยชน์มากมายลิ้มเลีย ความที่ฆราวาส
ไม่มีโอกาสหาความสุขในเนกขัมมะได้และความใคร่ ดุจลิ้มเลียหยาดน้ำผึ้งที่
ติดอยู่บนคมมีด เพราะตั้งอยู่กับความเศร้าหมองทั้งสิ้น เพราะคับแค้นมาก
ด้วยบุตรภรรยาเป็นต้น เพราะวุ่นวายด้วยการตั้งใจทำการงานหลายอย่างมี
กสิกรรม และพาณิชยกรรมเป็นต้น. ได้เวลานิดหน่อยดุจการฟ้อนรำที่ต้อง
ใช้แสงไฟ. ได้สัญญาวิปริต ดุจเครื่องประดับของคนบ้า. เป็นการตอบแทน
ดุจปกปิดไว้ด้วยคูถ. ไม่อิ่ม ดุจดื่มน้ำที่นิ้วมืออันเปียกด้วยน้ำ. มีความไม่สบาย
ดุจบริโภคอาหารในเวลาหิว. เป็นเหตุรวมความพินาศ ดุจเหยื่อที่เบ็ด เป็น
เหตุเกิดทุกข์ใน ๓ กาล ดุจความร้อนของไฟ. มีการผูกเป็นเครื่องหมาย
ดุจยางดักลิง. มีการปิดไว้ด้วยสิ่งไม่มีประโยชน์ ดุจปิดด้วยเปรียง เป็นที่ตั้ง
แห่งภัย ดุจอยู่บ้านศัตรู. เป็นเหยื่อของกิเลสมารเป็นต้น ดุจเลี้ยงศัตรู. มี
หน้า 637
ข้อ 36
ทุกข์เกิดจากการปรวนแปรไป ดุจสมบัติมหรสพ. มีการเผาภายในดุจไฟใน
โพรงไม้. มีโทษไม่น้อย ดุจหญ้าปล้องห้อยลงไปในหลุมเก่า. เป็นเหตุ
แห่งความกระหาย ดุจดื่มน้ำเค็ม. การเสพของชนชั้นต่ำ ดุจสุราเมรัย.
อุปมาด้วยโครงกระดูกเพราะมีความยินดีน้อย. อนึ่ง เพราะเนกขัมมะเป็น
เหตุของบรรพชา. ฉะนั้น จึงไม่ยกบรรพชาขึ้นมาก่อน. และเมื่อพระพุทธ-
เจ้ายังไม่อุบัติ พระมหาสัตว์ดำรงอยู่ในบรรพชา จึงไม่ยกบรรพชาของดาบส
ปริพาชกผู้เป็นกรรมวาที กิริยาวาที ขึ้นมากล่าว.
ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติแล้ว ควรบวชในพระ-
ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น. อนึ่ง ครั้นบวชแล้วอันผู้ตั้งอยู่
ในศีลตามที่กล่าวแล้วควรสมาทานธุดงค์คุณ เพื่อความผ่องแผ้วแห่งศีลบารมี
นั้นนั่นแล. จริงอยู่มหาบุรุษทั้งหลายสมาทานธุดงค์ธรรม แล้วบริหารธุดงค์-
ธรรมเหล่านั้นโดยชอบเป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีสมาจารทั้งปวงบริสุทธิ์ด้วย
คุณของผู้มีศีลอันหาโทษมิได้ เพราะเป็นผู้มีมลทินคือกิเลสบ้วนออกด้วยน้ำ
คือคุณธรรม มีความขัดเกลากิเลส สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เลี้ยง
ง่าย คงที่ เป็นต้น ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ ๓ อันเป็นของเก่า เข้าถึงฌานอันมี
ประเภท เป็นอุปจารฌาน และอัปนาฌาน ตามสมควรในอารมณ์ ๔๐ เพื่อ
บรรลุอริยวงศ์ คือความเป็นผู้ยินดีในภาวนาที่ ๔ อยู่. ด้วยประการฉะนี้
เป็นอันมหาบุรุษนั้นบำเพ็ญเนกขัมมบารมีโดยชอบแล้ว.
หน้า 638
ข้อ 36
อนึ่ง ในที่นี้พึงกล่าวกรรมฐาน และวิธีภาวนาแห่งสมาธิภาวนา ๔๐
คือ กสิณ ๑๐ พร้อมด้วยธุดงค์ธรรม ๑๓ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร
๔ อรูปฌาน ๔ สัญญา ๑ ววัตถานะ คือการกำหนดธาตุ ๑ โดยพิสดาร.
เพราะทั้งหมดนั้นท่านกล่าวไว้พิสดารแล้ว ในวิสุทธิมรรค โดยประการทั้ง-
ปวง. ฉะนั้นพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในวิสุทธิมรรคนั้นแล. จริงอยู่
ในวิสุทธิมรรคนั้นท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งสาวกโพธิสัตว์อย่างเดียว. ในที่
นี้ควรกล่าวทำความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย คือกรุณาด้วยอำนาจแห่งพระมหา-
โพธิสัตว์ ความต่างกันมีด้วยประการฉะนี้. พึงทราบลำดับแห่งเนกขัมมบารมี
ในที่นี้อย่างนี้แล.
อนึ่ง ปัญญาเป็นดุจแสงสว่าง ย่อมไม่ร่วมกับโมหะอันเป็นความมืด
ฉะนั้นพระโพธิสัตว์ผู้หวังในปัญญาบารมีสมบูรณ์ จึงควรเว้นเหตุแห่งโมหะ
ก่อน. พึงทราบถึงเหตุแห่งโมหะเหล่านี้ ดังต่อไปนี้ :- ความริษยา ความ
เฉื่อยชา ความซบเซา ความเกียจคร้าน ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่
ความหลับง่าย การไม่ตั้งใจแน่วแน่ ความไม่สนใจในญาณ ถือตัวผิด
การไม่สอบถาม การไม่บริหารร่างกายให้ดี จิตไม่ตั้งมั่น คบบุคคลปัญญา
ทราม ไม่เข้าไปใกล้คนมีปัญญา ดูหมิ่นตน ใคร่ครวญผิด ยึดถือวิปริต
มั่นในกายมาก ไม่มีความสังเวชใจ นิวรณ์ ๕ ผู้เสพธรรมโดยย่อปัญญายัง
ไม่เกิดย่อมเกิด ที่เกิดแล้วย่อมเสื่อม. ผู้เว้นเหตุแห่งความหลงเหล่านี้ พึง
ทำความเพียรในพาหุสัจจะ และในฌานเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 639
ข้อ 36
พึงทราบการจำแนกลักษณะของพาหุสัจจะดังต่อไปนี้ :- ขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อริยสัจ ๔ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ สติ-
ปัฏฐาน ๔ และประเภทธรรมมีกุศลเป็นต้น. วิทยาการอันไม่โทษในโลก การ
พยากรณ์วิเศษอันประกอบด้วยวิธีนำประโยชน์สุขให้แก่สัตว์ทั้งหลาย. พึง
ให้เกิดสุตมยปัญญาด้วยการหยั่งลงสู่สุตวิสัยทุกอย่างทุกประการด้วยปัญญาอัน
เป็นความฉลาดในอุบายเป็นเบื้องต้น ด้วยสติ ด้วยวิริยะ ด้วยการเรียน
การฟัง การทรงจำ การสะสม การสอบถามด้วยดี แล้วให้ผู้อื่นตั้งอยู่ใน
ปัญญานั้นด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ปัญญาอันเป็นปฏิภาณที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายบรรลุถึงจุดหมาย
ในสิ่งที่ควรทำ และเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ ความเสื่อมและอุบาย พึงให้
เป็นไปตามสมควรในปัญญานั้น ๆ อาศัยความเป็นผู้แสวงหาประโยชน์. อนึ่ง
ผู้ที่ยังสัตว์ทั้งหลายให้ทนต่อความเพ่ง ด้วยการวิตกถึงอาการแห่งสภาวธรรม
มีขันธ์เป็นต้น พึงให้เกิดจินตามยปัญญา. อนึ่ง อันผู้ที่ยังโลกิยปัญญาให้
เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการกำหนดลักษณะของตน และสามัญลักษณะของ
ขันธ์เป็นตัน พึงให้สมบูรณ์ด้วยภาวนมยปัญญา อันเป็นส่วนเบื้องต้น.
จริงอยู่ นี้เป็นเพียงนามรูปย่อมเกิดขึ้นและดับไปด้วยปัจจัยทั้งหลายตามสม-
ควร. ในเรื่องนี้ไม่มีใครทำเองหรือให้ผู้อื่นทำ. เป็นความไม่เที่ยงเพราะเป็น
แล้วไม่เป็น. เป็นทุกข์เพราะเกิดเสื่อมและบีบคั้น. เป็นอนัตตา เพราะไม่
อยู่ในอำนาจตน. ด้วยเหตุนั้นมหาบุรุษกำหนดรู้ธรรมภายในและธรรมภาย-
หน้า 640
ข้อ 36
นอกไม่ให้เหลือ ละความข้องในธรรมนั้น และให้ผู้อื่นละความข้องในธรรม
นั้นด้วยอำนาจแห่งกรุณาอย่างเดียวเท่านั้น พระพุทธคุณยังไม่มาถึงฝ่ามือ
เพียงใด ยังสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในญาณ ๓ ด้วยการหยั่งลง และการทำให้
เจริญ ยังฌานวิโมกข์สมาธิและสมาบัติ อภิญญาอันเป็นโลกิยะให้ถึงความ
ชำนาญ ย่อมบรรลุถึงที่สุดแห่งปัญญา.
ในโลกิยอภิญญานั้น ภาวนาปัญญา คือโลกิยอภิญญา ๕ พร้อมด้วย
บริภัณฑ์ของญาณ ได้แก่กลุ่ม คืออิทธิวิธญาณ ทิพพโสตธาตุญาณ เจโต-
ปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ ยถากัมมูปคญาณ
อนาคตังสญาณ. อนึ่ง ภาวนาปัญญา อันเป็นโลกิยะและโลกุตระ อันผู้ทำ
การสะสมญาณด้วยการเรียน การสอบถามในธรรมอันเป็นพื้นฐาน มีขันธ์-
อายตนธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น แล้วตั้งอยู่ใน
วิสุทธิ ๒ อันเป็นรากฐานเหล่านี้ คือศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ แล้วพึงเจริญ
ให้วิสุทธิ ๕ เหล่านั้นอันเป็นร่างให้สมบูรณ์ ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิ คือความ
หมดจดแห่งทิฏฐิ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่อง
พ้นความสงสัย ๑ มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณ
เป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความ
หมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ๑ ญาณทัสสนวิสุทธิ คือความ
หมดจดแห่งญาณทัสสนะ ๑. เพราะวิธีการให้สำเร็จ ภาวนาปัญญาเหล่า-
นั้นท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วพร้อมกับจำแนกลักษณะในวิสุทธิมรรค โดย
หน้า 641
ข้อ 36
ประการทั้งปวง โดยนัยมีอาทิว่า พระโยคีผู้เป็นอาทิกัมมิกะประสงค์จะ
ทำการแสดงฤทธิ์ มีอาทิว่า แม้คนเดียวก็เป็นคนหลายคนได้ และโดยนัย
มีอาทิ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือขันธ์. ฉะนั้นพึงทราบ
โดยนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแล. ปัญญามาแล้วด้วยอำนาจแห่ง
สาวกโพธิสัตว์ ในภาวนาปัญญานั้นอย่างเดียว. ในที่นี้ด้วยอำนาจแห่งพระ-
มหาโพธิสัตว์ พึงกล่าวถึงภาวนาปัญญา ทำความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย คือ
กรุณาเป็นเบื้องแรก. พึงตั้งวิปัสสนาไว้ในปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิเท่านั้น
ยังไม่ถึงญาณทัสสนวิสุทธิ นี้เป็นความต่างกัน . พึงทราบลำดับแห่งการปฏิบัติ
ปัญญาบารมีในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เพราะพระมหาสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ พึง
เป็นผู้ประกอบความขวนขวายตลอดกาล เพื่อให้บารมีบริบูรณ์ด้วยบำเพ็ญ
เกี่ยวเนื่องกันไป. ฉะนั้นตลอดเวลาพระมหาสัตว์พิจารณาทุก ๆ วันว่า วันนี้
เราจะสะสม บุญสมภาร หรือญาณสมภารอะไรหนอ. หรือว่า เราจะทำ
ประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างไรดี พึงทำความอุตสาหะเพื่อประโยชน์แก่สัตว์.
พระโยคาวจรมีจิตไม่คำนึงถึงกายและชีวิต พึงสละวัตถุอันเป็นที่หวงแหน
ของตน เพื่อช่วยสัตว์แม้ทั้งปวง. กระทำกรรมอย่างไรอย่างหนึ่งด้วยกาย
หรือวาจา. พึงทำกรรมนั้นทั้งหมดด้วยใจน้อมไปในสัมโพธิญาณเท่านั้น. พึง
มีจิตพ้นจากกามทั้งหลายทั้งที่ยิ่งและยอด. พระโยคาวจร พึงเข้าไปตั้งความ
เป็นผู้ฉลาดในอุบายแล้วพึงปฏิบัติในบารมีทั้งปวงที่ควรกระทำ.
หน้า 642
ข้อ 36
พึงปรารภความเพียรในประโยชน์ของสัตว์นั้น ๆ พึงอดกลั้นสิ่งทั้ง
ปวงมีสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเป็นต้น. พึงไม่พูดผิดความจริง.
พึงแผ่เมตตาและกรุณาแก่สัตว์ทั้งปวงโดยไม่เจาะจง. การเกิดขึ้นแห่งทุกข์
อย่างใดอย่างหนึ่งจะพึงมีแก่สัตว์ทั้งหลาย พึงหวังการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ทั้งปวง
นั้นไว้ในตน. อนึ่งพึงอนุโมทนาบุญของสัตว์ทั้งปวง. พึงพิจารณาเนือง ๆ
ถึงความที่พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่มีอานุภาพมาก. กระทำกรรมใด ๆ ด้วยกาย
หรือวาจา พึงทำกรรมนั้นทั้งหมดให้มีจิตน้อมไปเพื่อโพธิญาณเป็นเบื้องแรก
ก็ด้วยอุบายนี้ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ประกอบความขวนขวายในทาน
เป็นต้น มีเรี่ยวแรง มีความเพียรมั่น เข้าไปสะสมบุญสมภารและญาณ
สมภารหาประมาณมิได้ทุก ๆ วัน.
อีกอย่างหนึ่ง เพื่อให้สัตว์ได้บริโภคและเพื่อคุ้มครองสัตว์ จึงสละ
ร่างกายและชีวิตของตน พึงแสวงหาและพึงนำสิ่งกำจัดทุกข์ มีความหิว
กระหาย หนาว ร้อน ลมและแดดเป็นต้น. ย่อมได้รับความสุขอันเกิดแต่
การกำจัดทุกข์ตามที่กล่าวแล้วด้วยตน. อนึ่งย่อมได้รับความสุขด้วยตนเพราะ
ไม่มีความร้อนทางกายและใจในสวน ในปราสาท ในสระเป็นต้น และใน
แนวไพรอันน่ารื่นรมย์. อนึ่งฟังมาว่า พระพุทธเจ้า พระอนุพุทธเจ้า พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. และพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ
ปฏิบัติย่อมเสวยสุขในฌานและสมาบัติเช่นนี้ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข
หน้า 643
ข้อ 36
ในปัจจุบันดังนี้ ทำความสุขทั้งหมดนั้นไปในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่เจาะจง นี้
เป็นนัยของผู้ตั้งอยู่ในพื้นฐานอันไม่มั่นคง.
ส่วนผู้ตั้งอยู่ในพื้นฐานอันมั่นคงเมื่อน้อม ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ
ยถาภูตญาณ อันเกิดด้วยการบรรลุคุณวิเศษตามที่ตนเสวยแล้ว เข้าไปใน
สัตว์ทั้งหลายย่อมน้อมนำเข้าไป. อนึ่งพระโยคาวจรเห็นหมู่สัตว์จมอยู่ใน
สังสารทุกข์ใหญ่แลในอภิสังขารทุกข์ คือกิเลสอันเป็นนิมิตแห่งสังสารทุกข์
นั้น. แม้ในหมู่สัตว์นั้นเห็นสัตว์นรกเสวยเวทนาลำบาก กล้าหนัก เผ็ดร้อน
อันเกิดจากการตัด ทำลาย ผ่า บด เผาไฟ เป็นต้น. สัตว์เดียรัจฉานเสวย
ทุกข์หนักด้วยการโกรธกันและกัน ทำให้เดือดร้อนเบียดเบียนให้ลำบาก และ
อาศัยผู้อื่นเป็นต้น. เปรต มีนิชฌามตัณหิกเปรตเป็นต้น ถูกความหิวกระ-
หาย ลมและแดดเป็นต้นแผดเผาในร่างกายด้วยกลุ่มมาลัยไฟ ซูบซีดชูมือร้อง
ขออาหารมีน้ำลายที่เขาคายทิ้งเป็นต้น เสวยทุกข์ใหญ่. สัตว์นรกเปรต
เดียรัจฉาน ผู้ถึงความย่อยยับใหญ่หลวงมีการแสวงหาอาหารเป็นเหตุ เพราะ
ถูกกรรมอันมีกำลังครอบงำ ด้วยการประกอบเหตุมีการตัดมือเป็นต้น ด้วย
การให้เกิดโรคมีหิวกระหายเป็นต้น โดยทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณทรามน่า
เกลียดเป็นคนจนเป็นต้น เพราะการนำไปของผู้อื่น และเพราะอาศัยผู้อื่น
และมนุษย์ผู้เสวยทุกข์หนักอันไม่มีเศษเหลือจากทุกข์ในสบาย. และ กามา-
วจรเทพ ผู้ถูกความเร่าร้อนอันมีราคะเป็นต้น แผดเผาเพราะมีจิตฟุ้งซ่านใน
การบริโภคของเป็นปกติและมีพิษ มีความเดือดร้อนไม่สงบดุจกองไฟสุมด้วย
หน้า 644
ข้อ 36
ไม้แห้งมีเปลวไฟโพลงขึ้นด้วยแรงลม อาศัยผู้อื่นกำจัดความไม่สงบ. และ
รูปาวจรเทพ อรูปาวจรเทพว่า เมื่อยังมีความเป็นไปอยู่ได้นาน เทพเหล่านั้น
ก็เหมือนนกที่โฉบสู่อากาศไกลด้วยความพยายามมาก และเหมือนลูกศรที่คน
มีกำลังซัดไปตกในที่ไกล แต่ในที่สุดก็ตกเพราะมีความไม่เที่ยงในที่สุด จึง
ไม่ล่วงพ้นชาติชรา และมรณะไปได้เลย ยังความสังเวชใหญ่หลวงให้ปรากฏ
แล้วแผ่เมตตาและกรุณาไปยังสัตว์ทั้งหลายโดยไม่เจาะจง. ผู้สะสมโพธิสมภาร
ด้วย กาย วาจา และใจ เป็นลำดับอย่างนี้ บารมีย่อมเต็มเปี่ยมฉันใด. ผู้ทำ
โดยความเคารพ ทำติดต่อ ประพฤติไม่ย่อหย่อน พึงยังความอุตสาหะให้เป็น
ไป พึงบำเพ็ญวิริยบารมีให้บริบูรณ์ ฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ความเพียรประโยคกอบด้วยความขวนขวายต่อความเป็น
พระพุทธเจ้า อันเป็นอจินไตยและเป็นที่ตั้งแห่งการสะสมคุณอันหาประมาณ
มิได้ ไพบูลย์โอฬารยิ่งนัก ปราศจากมลทิน ไม่มีข้อเปรียบ ไม่มีอุปกิเลส
เป็นอานุภาพแห่งอจินไตยนั่นแล. ก็ชนเป็นอันมากสามารถแม้ฟังได้. ไม่ต้อง
พูดถึงปฏิบัติกันละ.
อนึ่ง อภินิหารจิตตุปบาท ๓. พุทธภูมิ ๔. สังคหวัตถุ ๔. ความมี
กรุณาเป็นรสอย่างเอก. การทนต่อความเพ่งอันเป็นวิเสสปัจจัยด้วยการทำให้
แจ้งในพุทธธรรม. การไม่เข้าไปเพียงลูบไล้ในพุทธธรรม. ความสำคัญใน
สัตว์ทั้งปวงว่าเป็นบุตรที่น่ารัก. ความไม่กระหายด้วยสังสารทุกข์. การบริจาค
ไทยธรรมทั้งปวง. ความมีใจยินดีด้วยการบริจาคนั้น. การอธิษฐานอธิศีล
หน้า 645
ข้อ 36
เป็นต้น. ความไม่หวั่นไหวในอธิษฐานนั้น. ปีติและปราโมทย์ในกุสลกิริยา.
ความที่จิตน้อมไปในวิเวก. การประกอบฌานเนือง ๆ. การไม่ติเตียนธรรม
ที่ไม่มีโทษ. แสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาด้วยอัธยาศัยเกื้อกูลแก่ผู้อื่น. ให้สัตว์
ทั้งหลายตั้งอยู่ในระเบียบ. ความมั่นคงในการริเริ่ม. ความฉลาดและกล้า.
ไม่มีข้อเสียหายในการกล่าวร้ายต่อผู้อื่น และทำความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น. ตั้ง
มั่นในสัจจะ. ชำนาญในสมาบัติ. มีกำลังในอภิญญา. รู้ลักษณะ ๓. สะสม
บารมีในโลกุตรมรรค ด้วยการประกอบความเพียรในสติปัฏฐานเป็นต้น.
ก้าวลงสู่โลกุตรธรรม ๙. การปฏิบัติเพื่อโพธิสมภาร แม้ทั้งหมดมีอาทิอย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งวิริยะ. เพราะเหตุนั้น ตั้งแต่
อภินิหารจนถึงมหาโพธิพระโยคาวจรไม่สละทิ้ง ยังความเพียรให้สมบูรณ์
เหมือนความเพียรเป็นลำดับโดยเคารพอันนำคุณวิเศษมาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นฉะนั้น.
เมื่อความเพียรตามที่กล่าวแล้วสมบูรณ์ พึงทราบการปฏิบัติโดยนัยนี้ แม้ใน
ขันติเป็นต้นว่า โพธิสมภารแม้ทั้งหมดมีขันติ สัจจะ อธิษฐานะ ทาน ศีล
เป็นต้น เป็นอันสมบูรณ์เพราะประพฤติอาศัยความเพียรนั้น.
การทำความอนุเคราะห์ด้วยการบริจาคอุปกรณ์ความสุขแก่สัตว์ทั้งหลาย
โดยส่วนมาก ชื่อว่าปฏิบัติด้วยการให้. เหตุทั้งหลายมีอาทิ การรักษาชีวิต
สมบัติ ภรรยา และกล่าวคำไม่ให้แตกกันน่ารักเป็นประโยชน์ และไม่
เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติด้วยศีล. การประพฤติประโยชน์
หลายอย่างด้วยรับอามิสและให้ทานเป็นต้นของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติ
หน้า 646
ข้อ 36
ด้วยเนกขัมมะ. ความเป็นผู้ฉลาดในอุบายทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า
ปฏิบัติด้วยปัญญา. มีความอุตสาหะริเริ่มไม่ท้อถอยในการนั้น ชื่อว่าปฏิบัติ
ด้วยวิริยะ. การไม่ล่อลวงทำอุปการะสมาทานและไม่พูดผิดจากความจริงเป็น
ต้นแก่สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยสัจจะ แม้ตกอยู่ในความพินาศก็มิได้
หวั่นไหวในการทำอุปการะ ชื่อว่าปฏิบัติด้วยอธิษฐานะ. คิดถึงแต่ประโยชน์
สุขของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิบัติด้วยเมตตา. ไม่คำนึงถึงความผิดปกติใน
ความอุปการะความเสียหายของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยอุเบกขา. พระ-
โยคาวจรปรารภสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว
เป็นผู้สะสมบุญสมภาร และญาณสมภารหาประมาณมิได้ เป็นที่รับรองเสมอ
ของพระมหาโพธิสัตว์ผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์ พึงทราบว่าเป็นการปฏิบัติใน
บารมีเหล่านี้.
อะไรเป็นการจำแนก. บารมี ๓๐ คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐
ปรมัตถบารมี ๑๐. บารมีเฉย ๆ เป็นธรรมขาวเจือด้วยธรรมดำของพระโพธิ-
สัตว์ผู้บำเพ็ญอภินิหารในบารมีเหล่านั้น ประกอบด้วยอัธยาศัยน้อมไปในการ
ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น. อุปบารมีเป็นธรรมขาวไม่เจือด้วยธรรมดำ. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ปรมัตถบารมีเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว. หรือบารมีบำเพ็ญใน
กาลเริ่มต้น. อุปบารมี บำเพ็ญเต็มแล้วในภูมิของพระโพธิสัตว์. ปรมัตถ-
บารมี บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงในพุทธภูมิ. หรือบารมี เพราะทำประโยชน์
เพื่อผู้อื่นในพุทธภูมิ. อุปบารมี เพราะทำประโยชน์เพื่อตน. ปรมัตถบารมี
เพราะบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการบรรลุพลธรรมและเวสารัชธรรม.
หน้า 647
ข้อ 36
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า การจำแนกบารมีเหล่านั้น ในตอนตั้ง
ความปรารถนา การเริ่มบำเพ็ญและความสำเร็จ คือเบื้องต้นท่ามกลางและ
ที่สุด. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การจำแนกบารมีเหล่านั้นโดยประเภท
การสะสมบุญของผู้สงบโทสะตั้งอยู่ในกรุณา ผู้บรรลุ ภวสุข วิมุติสุข และ
บรมสุข. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า การจำแนกบารมีตามที่กล่าวแล้วจากการ
เกิดขึ้นของพระโพธิสัตว์ คือบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ของท่านผู้มี
ความละอาย มีสติ มีการนับถือเป็นที่พึ่งพิง ของท่านผู้มีโลกุตตรธรรมเป็น
ใหญ่ของผู้หนักอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ของท่านผู้ข้ามไปได้แล้ว ของพระ-
อนุพุทธ พระปัจเจกพุทธ และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า
การสะสมบารมีเป็นไปแล้วตั้งแต่การตั้งความปรารถนาทางใจ จนถึงตั้งความ
ปรารถนาทางวาจาชื่อบารมี. การสะสมบารมีเป็นไปแล้วตั้งแต่ตั้งความ
ปรารถนาทางวาจา จนถึงตั้งความปรารถนาทางกาย เป็นอุปบารมี. ตั้งแต่ตั้ง
ความปรารถนาทางกายไปเป็นปรมัตถบารมี. แต่อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การ
สะสมบารมีเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจการอนุโมทนาบุญของผู้อื่นเป็นบารมี.
การสะสมบารมีเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจการให้ผู้อื่นทำเป็นอุปบารมี. เป็นไป
แล้ว ด้วยการทำเองเป็นปรมัตถบารมี.
อนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า บุญสมภาร ญาณสมภาร อันนำ
ภวสุขมาให้เป็นบารมี. การนำนิพพานสุขมาให้แก่ตนเป็นอุปบารมี. การนำ
หน้า 648
ข้อ 36
สุขทั้งสองอย่างนั้นมาให้เป็นปรมัตถบารมี. อนึ่งการบริจาคบุตรภรรยาและ
อุปกรณ์มีทรัพย์เป็นต้นเป็นทานบารมี. การบริจาคอวัยวะเป็นทานอุปบารมี.
การบริจาคชีวิตของตนเป็นทานปรมัตถบารมี. อนึ่งศีลบารมี ๓ อย่างด้วยการ
ไม่ก้าวล่วงเหตุแม้ทั้ง ๓ อย่าง มีบุตรและภรรยาเป็นต้น. เนกขัมมบารมี
๓ อย่าง ด้วยการตัดอาลัยในวัตถุ ๓ อย่างเหล่านั้นแล้วออกบวช. ปัญญา
บารมี ๓ อย่าง ด้วยการประมวลตัณหาในอุปกรณ์ อวัยวะ ชีวิตแล้วทำการ
ตัดสินประโยชน์มิให้ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย. วิริยบารมี ๓ อย่าง ด้วย
การพยายามบริจาคประเภทตามที่กล่าวแล้ว. ขันติบารมี ๓ อย่างอดทนต่อผู้ที่
จะทำอันตรายแก่อุปกรณ์ อวัยวะและชีวิต. สัจจบารมี ๓ อย่างด้วยการไม่
สละสัจจะเพราะเหตุอุปกรณ์ อวัยวะและชีวิต. อธิษฐานบารมี ๓ อย่าง
ด้วยการอธิษฐานไม่หวั่นไหว แม้ถึงคราวที่อุปกรณ์เป็นต้นพินาศไป โดย
เห็นว่าบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ย่อมบริสุทธิ์ด้วยอำนาจอธิษฐานไม่กำเริบ.
เมตตาบารมี ๓ อย่าง ด้วยไม่ละเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย แม้ผู้เข้าไปทำลาย
อุปกรณ์เป็นต้น. อุเบกขาบารมี ๓ อย่าง ด้วยได้ความที่ตนเป็นกลางในสัตว์
และสังขารทั้งหลาย ทั้งที่มีอุปการะและทำความเสียหาย วัตถุ ๓ อย่าง
ตามที่กล่าวแล้ว. พึงทราบการจำแนกบารมีเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิอย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้แล.
พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า อะไรเป็นการสงเคราะห์. พึงทราบบารมี
๖ อย่างโดยสภาวะคือ ทาน ศีล ขันติ วีริยะ ฌาน และปัญญา เหมือน
หน้า 649
ข้อ 36
บารมี ๓ อย่างโดยการจำแนก ๑๐ โดยความเป็นทานบารมีเป็นต้น. จริงอยู่
ในบารมีเหล่านั้น เนกขัมมบารมีสงเคราะห์เข้าด้วยศีลบารมี ในเพราะการ
บรรพชาของเนกขัมมบารมีนั้น. อนึ่งสงเคราะห์เข้าด้วยฌานบารมีในเพราะ
ความสงัดจากนิวรณ์. สงเคราะห์ด้วยแม้ทั้ง ๖ ในเพราะความเป็นกุสลธรรม
สัจจบารมีเป็นเอกเทศของศีลบารมี ในเพราะเป็นฝ่ายแห่งวจีวิรัติสัจจะ. อนึ่ง
สงเคราะห์เข้าด้วยปัญญาบารมีในเพราะเป็นฝ่ายแห่งญาณสัจจะ. เมตตาบารมี
สงเคราะห์เข้าด้วยฌานบารมีเท่านั้น. แม้อุเบกขาบารมีก็สงเคราะห์เข้าด้วย
ฌานบารมีและปัญญาบารมี. เป็นอันท่านสงเคราะห์อธิษฐานบารมี แม้ด้วย
บารมีทั้งหมด.
บารมีทั้งหลายมี ๑๕ คู่ ของการสัมพันธ์กันแห่งคุณทั้งหลาย ๖ มี
ทานเป็นต้นเหล่านี้ เป็นอันให้สำเร็จเป็นคู่ ๆ ได้ ๑๕ คู่เป็นต้น เป็น
อย่างไร. ความสำเร็จแห่งคู่คือทำและไม่ทำสิ่งเป็นประโยคโยชน์และไม่เป็น
ประโยชน์เพื่อผู้อื่นด้วยคู่ทานกับศีล. ความสำเร็จคู่อโลภะและอโทสะด้วย
คู่คือ ทานกับขันติ. ความสำเร็จคู่จาคะและสุตะด้วยคู่คือ ทานกับวิริยะ.
ความสำเร็จคู่การละกามและโทสะ ด้วยคู่คือทานกับฌาน. ความสำเร็จ
แห่งคู่คือยานและแอกของพระอริยะด้วยคู่คือ ทานกับปัญญา. ความสำเร็จ
ทั้งสองอย่างคือ ความบริสุทธิ์แห่งปโยคะและอาสยะ. ด้วยคู่ทั้งสองคือศีล
และขันติ. ความสำเร็จภาวนาทั้งสอง ด้วยคู่ทั้งสองคือศีลกับวิริยะ. ความ
สำเร็จทั้งสองอย่างคือละความเป็นผู้ทุศีล และความหมกมุ่นด้วยคู่ทั้งสองคือ
หน้า 650
ข้อ 36
ศีลกับฌาน. ความสำเร็จทานทั้งสองด้วยคู่คือศีลกับปัญญา. ความสำเร็จคู่
ทั้งสองคือ ความอดทนและความไม่มีเดช ด้วยคู่คือขันติกับวิริยะ. ความ
สำเร็จคู่คือวิโรธ คือความพิโรธ และอนุโรธะ คือความคล้อยตาม ด้วยคู่
คือขันติกับฌาน. ความสำเร็จคู่ทั้งสองคือขันติและปฏิเวธของสุญญตา ด้วยคู่
คือขันติกับปัญญา. ความสำเร็จคู่ทั้งสองคือปัคคหะ. คือการประคองไว้ และ
อวิกเขปะ คือความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยคู่คือวิริยะกับฌาน. ความสำเร็จคู่คือ
สรณะด้วยคู่ คือวิริยะกับปัญญา. ความสำเร็จหมวด ๒ คือยานด้วยคู่ คือ
ฌานกับปัญญา. ความสำเร็จ ๓ หมวดคือละ โลภะ โทสะและโมหะ ด้วย ๓
หมวดคือ ทาน ศีล และขันติ. ความสำเร็จ ๓ หมวด คือการให้สิ่งเป็น
สาระคือสมบัติ ชีวิต และร่างกาย ด้วย ๓ หมวด คือ ทาน ศีล และ
วิริยะ. ความสำเร็จบุญกิริยาวัตถุ ๓ ด้วยหมวด ๓ คือ ทาน ศีลและฌาน.
ความสำเร็จ ๓ หมวดคืออามิสทาน อภัยทาน และธรรมทานด้วย ๓ หมวด
คือ ทาน ศีล และปัญญา. ด้วยประการฉะนี้แล.
พึงประกอบติกะ และจตุกกะเป็นต้น ตามที่ปรากฏด้วยกะ และ
จตุกกะ แม้นอกนี้อย่างนี้.
อนึ่ง พึงทราบการสงเคราะห์ด้วยอธิษฐานธรรม ๔ แห่งบารมีเหล่า-
นั้นแม้ ๖ อย่างด้วยประการฉะนี้ . จริงอยู่อธิษฐานธรรม ๔ โดยรวมบารมี
ทั้งหมดไว้. คือสัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐน อุปสมาธิษฐาน ปัญญาธิษฐาน.
ในอธิษฐานธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อธิษฐาน เพราะเป็นเหตุตั้งมั่น. หรือ
หน้า 651
ข้อ 36
เป็นที่ตั้งมั่น หรือเพียงตั้งมั่นเท่านั้น. ชื่อว่า สัจจาธิษฐาน เพราะสัจจะ
และอธิษฐาน. หรือเพราะเป็นที่ตั้งแห่สัจจะ หรือเพราะมีสัจจะเป็น
อธิษฐาน. แม้ในอธิษฐานธรรมที่เหลือก็เหมือนอย่างนั้น. ในอธิษฐาน
ธรรมนั้นโดยไม่ต่างกัน สัจจาธิษฐาน เพราะกำหนดบารมีทั้งปวงสมควรแก่
ปฏิญญาของพระมหาสัตว์ ผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์ สะสมบุญญาภินิหารใน
โลกุตตรคุณ. จาคาธิษฐาน เพราะสละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจจะ. อุป
สมาธิษฐาน เพราะสงบจากสิ่งไม่เป็นคุณของบารมีทั้งปวง. ปัญญาธิษฐาน
เพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยอธิษฐานธรรม
เหล่านั้น.
แต่โดยที่ต่างกัน ทาน เป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ แห่งกุศล-
ธรรมทั้งหลาย เพราะปฏิญญาว่า เราจักให้ไม่ให้ยาจกผิดหวัง เพราะให้
ไม่ผิดปฏิญญา เพราะอนุโมทนาไม่ผิดทาน เพราะสละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อ
มัจฉริยะเป็นต้น เพราะสงบจากภัยคือโลภะ โทสะ และโมหะในไทยธรรม
ปฏิคคาหกทานและความสิ้นไปแห่งไทยธรรม เพราะให้ตามสมควรตามกาล
และตามวิธี และเพราะปัญญายิ่ง. อนึ่ง ศีล เป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐาน
ธรรม ๔ เพราะไม่ล่วงสังวรสมาทาน เพราะสละความทุศีล เพราะสงบจาก
ทุจริต และเพราะปัญญายิ่ง. ขันติ เป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐาน . เพราะ
อดทนได้ตามปฏิญญา เพราะสละการกำหนดโทษของผู้อื่น เพราะสงบความ
โกรธและความหมกมุ่น และเพราะมีปัญญายิ่ง. วิริยะ เป็นปทัฏฐานแห่ง
หน้า 652
ข้อ 36
อธิษฐานธรรม ๔ เพราะทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นตามสมควรแก่ปฏิญญา เพราะ
สละความสละสลวย เพราะสงบจากอกุศล และเพราะมีปัญญายิ่ง. ฌานเป็น
ปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ เพราะคิดถึงประโยชน์ของโลกตามสมควร
แก่ปฏิญญา เพราะสละนิวรณ์ เพราะสงบจิต และเพราะมีปัญญายิ่ง ปัญญา
เป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ เพราะฉลาดในอุบายทำประโยชน์เพื่อ
ผู้อื่นตามปฏิญญา เพราะสละการกระทำอันไม่เป็นอุบาย เพราะสงบความ
เร่าร้อนอันเกิดแต่โมหะ และเพราะได้ความเป็นพระสัพพัญญู.
ในอธิษฐานธรรมเหล่านั้น สัจจาธิษฐาน ด้วยการจัดตามปฏิญญา
เพื่อสิ่งควรรู้. จาคาธิษฐาน ด้วยการสละวัตถุกามและกิเลสกาม. อุป-
สมาธิษฐาน ด้วยการสงบทุกข์อันเกิดแต่โทสะ. ปัญญาธิษฐาน ด้วยการ
ตรัสรู้ตามและการรู้แจ้งแทงตลอด.
สัจจาธิษฐาน มีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยสัจจะ ๓ อย่าง
จาคาธิษฐาน มีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยจาคะ ๓ อย่าง. อุป-
สมาธิษฐาน มีช้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยอุปสมะ ๓ อย่าง. ปัญญา-
ธิษฐาน มีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยญาณ ๓ อย่าง.
จาคาธิษฐาน อุปสมาธิษฐาน และปัญญาธิษฐาน กำหนดด้วยสัจจา-
ธิษฐาน เพราะพูดไม่ผิดความจริง เพราะจัดตามปฏิญญา. สัจจาธิษฐาน
อุปสมาธิษฐานและปัญญาธิษฐาน กำหนดด้วยจาคาธิษฐาน เพราะสละสิ่ง
เป็นปฏิปักษ์ และเพราะผลแห่งการสละทั้งปวง. สัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐาน
หน้า 653
ข้อ 36
และปัญญาธิษฐาน กำหนดด้วยอุปสมาธิษฐาน เพราะสงบจากความเร่าร้อน
คือกิเลส เพราะสงบจากกามและเพราะสงบจากความเร่าร้อนคือกาม. สัจจา-
ธิษฐาน จาคาธิษฐานและอุปสมาธิษฐาน กำหนดด้วยปัญญาธิษฐาน เพราะ
มีญาณถึงก่อน และเพราะหมุนไปตามญาณ. บารมีแม้ทั้งหมด ประกาศสัจจะ
ทำจาคะให้ปรากฏพอกพูนอุปสมะ มีปัญญาบริสุทธิ์อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
จริงอยู่สัจจะเป็นเหตุเกิดบารมีเหล่านั้น.
จาคะ เป็นเหตุกำหนดบารมี. อุปสมะ เป็นเหตุเจริญรอบ. ปัญญา
เป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์. อนึ่ง สัจจาธิษฐานมีในเบื้องต้น เพราะสัจจ-
ปฏิญญา.
จาคาธิษฐานมีในท่ามกลาง เพราะสละตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นของผู้
ทำความตั้งใจแน่วแน่. อุปสมาธิษฐานมีในที่สุด. เพราะความสงบทั้งปวง
เป็นที่สุด ปัญญาธิษฐานมีในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด เพราะเชื่อสัจจะ
จาคะ อุปสมะ มีปัญญาก็มี เพราะเมื่อสัจจะ จาคะ อุปสมะไม่มี ปัญญา
ก็ไม่มี และเพราะมีตามปฏิญญา.
ในอธิษฐานธรรมนั้น มหาบุรุษทั้งหลายเป็นคฤหัสถ์ ย่อมอนุเคราะห์
สัตว์อื่นด้วยอามิสทาน โดยทำประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นเนือง ๆ โดยทำ
ความเป็นผู้น่าเคารพ น่ารักและด้วยสัจจาธิษฐาน และจาคาธิษฐาน. อนึ่ง
เป็นบรรพชิต ย่อมอนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยธรรมทาน โดยทำประโยชน์ตน
หน้า 654
ข้อ 36
ประโยชน์ผู้อื่น โดยทำความเป็นผู้น่าเคารพ น่ารัก และด้วยอุปสมาธิษฐาน
และปัญญาธิษฐาน.
ในภพที่สุดนั้น พระโพธิสัตว์บำเพ็ญอธิษฐานธรรม ๔ ให้บริบูรณ์.
อาจารย์บางคนกล่าวว่า เป็นความจริงพระโพธิสัตว์มีอธิษฐานธรรม ๔ บริ-
บูรณ์แล้วจะอุบัติในภพสุดท้าย. ก็ในการอุบัติในภพสุดท้ายนั้น พระโพธิสัตว์
มีสติสัมปชัญญะ โดยเริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน ในการหยั่งลงสู่พระครรภ์ การ
ดำรงอยู่และการประสูติ เพื่อยังสัจจาธิษฐานให้บริบูรณ์ พอประสูติในบัด
เดี๋ยวนั้น ทรงบ่ายพระพักตร์สู่ทิศเหนือ ย่างพระบาทไป ๗ ก้าว ทรงตรวจ
ดูทิศทั้งปวงมีพระวาจามุ่งมั่นในสัจจะ ทรงบันลือสีหนาท ๓ ครั้งว่า อคฺโค-
หมสฺมิ โลกสฺส, เชฏฺโหมสฺมิ โลกสฺส, เสฏฺโหมสฺมิ โลกสฺส
เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก. เราเป็นผู้เจริญแห่งโลก. เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก.
พระโพธิสัตว์ผู้ฉลาดในการชี้แจงธรรม ๔ ประการ ผู้เห็นคนแก่
คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต ด้วยการเริ่มอุปสมาธิษฐาน เป็นความสงบ
ของผู้เมาในความเป็นหนุ่ม ความไม่มีโรค ชีวิตและสมบัติทั้งหลาย. การ
สละไม่คำนึงถึงวงศ์พระญาติใหญ่ และจักรวรรดิราชสมบัติอันจะถึงเงื้อม
พระหัตถ์ด้วยเริ่มจาคาธิษฐาน.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์แล้วในอภิสัม-
โพธิญาณในฐานะที่ ๒. เพราะในฐานะนั้นการตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยเริ่ม
หน้า 655
ข้อ 36
ด้วยสัจจาธิษฐานตามปฏิญญา แต่นั้นสัจจาธิษฐานจึงบริบูรณ์. การสละ
กิเลสและอุปกิเลสทั้งปวงโดยเริ่มด้วยจาคาธิษฐาน เพราะแต่นั้นจาคาธิษ-
ฐานจึงบริบูรณ์ การบรรลุถึงความสงบอย่างยิ่งโดยเริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน
เพราะแต่นั้น อุปสมาธิษฐานจึงบริบูรณ์. การได้อนาวรณญาณ โดยเริ่ม
ด้วยปัญญาธิษฐาน เพราะแต่นั้นปัญญาธิษฐานจึงบริบูรณ์. ข้อนั้นยังไม่
สมบูรณ์นัก เพราะแม้อภิสัมโพธิญาณก็เป็นปรมัตถธรรม.
อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า อธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์ ครั้งทรงแสดง
พระธรรมจักรในฐานะที่ ๓ เพราะในฐานะนั้นสัจจาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการ
แสดงอริยสัจ โดยอาการ ๑๒ ของท่านผู้เริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน. จาคาธิษฐาน
บริบูรณ์ด้วยการทำการบูชาใหญ่ ซึ่งพระสัทธรรมของท่านผู้เริ่มด้วยจาคา-
ธิษฐาน. อุปสมาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสงบกิเลสเหล่าอื่นของผู้สงบด้วย
ตนเอง ผู้เริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน. ปัญญาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการกำหนด
อัธยาศัยเป็นต้น ของเวไนยสัตว์ ของผู้เริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน. แม้ข้อนั้น
ก็ยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะพุทธกิจยังไม่จบ. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า
อธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์ในการปรินิพพานในฐานะที่ ๔. เพราะในฐานะ
นั้น สัจจาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสมบูรณ์แห่งปรมัตจสัจ เพราะปรินิพพาน
แล้ว. จาคาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสละอุปธิทั้งปวง. อุปสมาธิฐานบริบูรณ์
ด้วยการสงบสังขารทั้งปวง. ปัญญาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสำเร็จประโยชน์
ด้วยปัญญา.
หน้า 656
ข้อ 36
ในอธิษฐานธรรม ๔ นั้น ความบริบูรณ์ด้วยสัจจาธิษฐาน เป็น
ความเฉียบแหลมของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน ในอภิชาติอันเป็น
เขตแห่งเมตตาโดยพิเศษ. ความบริบูรณ์ด้วยปัญญาธิษฐาน เป็นความ
เฉียบแหลมของมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน ในอภิสัมโพธิญาณอันเป็น
เขตแห่งกรุณาโดยพิเศษ. ความบริบูรณ์ด้วยจาคาธิษฐานเป็นความเฉียบ-
แหลมของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยจาคาธิษฐาน เมื่อครั้งทรงแสดงพระธรรม-
จักรอันเป็นเขตแห่งมุทิตาโดยพิเศษ. ความบริบูรณ์ด้วยอุปสมาธิษฐาน เป็น
ความเฉียบแหลมของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน ในการปรินิพ-
พานอันเป็นเขตแห่งอุเบกขาโดยพิเศษ. พึงเหตุด้วยประการฉะนี้แล.
ในอธิษฐานธรรม ๔ นั้น ศีล พึงทราบด้วยการอยู่ร่วมกันของพระ-
มหาบุรุษผู้เริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน. ความสะอาด พึงทราบด้วยกิจการของ
พระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยจาคาธิษฐาน. กำลัง พึงทราบในเวลามีอันตราย ของ
พระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน. ปัญญา พึงทราบด้วยการสนทนา
ของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน. พึงทราบความบริสุทธิ์แห่งศีล
อาชีวะ จิตและทิฏฐิ ด้วยอาการอย่างนี้. อนึ่ง ไม่ถึงโทสาคติ เพราะ
หลอกลวงโดยเริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน. ไม่ถึงโลภาคติ เพราะไม่เกี่ยวข้องโดย
เริ่มด้วยจาคาธิษฐาน. ไม่ถึงภยาคติ เพราะไม่ผิดโดยเริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน.
ไม่ถึงโมหาคติ เพราะตรัสรู้ตามความเป็นจริงโดยเริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน.
หน้า 657
ข้อ 36
อนึ่ง ไม่ประทุษร้ายอดกลั้นด้วยอธิษฐานธรรมข้อที่ ๑. ไม่โลภ
เสพด้วยข้อที่ ๒. ไม่กลัว เว้นด้วยข้อที่ ๓. ไม่หลง บรรเทาได้ด้วยข้อที่ ๔.
การบรรลุเนกขัมมสุข ด้วยอธิษฐานธรรมข้อที่ ๑. การได้ปีติสุขเกิดแต่ความ
สงัด ความสงบ และสัมโพธิ ด้วยอธิษฐานธรรม นอกนั้นพึงทราบ
ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง การได้อุเบกขาสุขเกิดแต่วิเวก เกิดแต่ปีติสุข สมาธิ
เกิดแต่สุขทางกายอันเกิดแต่ปีติสุขและไม่มีปีติ และสติบริบูรณ์ ย่อมมีตาม
ลำดับ ด้วยอธิษฐานธรรม เหล่านี้ . พึงทราบการประมวลบารมีทั้งหมดลง
ด้วยอธิษฐานธรรม ๔ อันเกี่ยวพันด้วยคุณไม่น้อยด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง
พึงเห็นว่า การประมวลบารมีทั้งหมดลงแม้ด้วยกรุณาและปัญญา เหมือนการ
ประมวลบารมีทั้งหมดลงด้วยอธิษฐานธรรม ๔. เพราะโพธิสมภารแม้ทั้งหมด
ท่านสงเคราะห์ด้วยกรุณาและปัญญา. คุณมีทานเป็นต้น กำหนดด้วยกรุณา
และปัญญาเป็นมหาโพธิสมภาร มีความสำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นที่
สุด. พึงทราบการสงเคราะห์บารมีเหล่านี้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล.
อะไรเป็นอุบายให้สำเร็จ ? คือการสะสมบุญญาทิสมภารแม้ทั้งสิ้น
อุทิศสัมมาสัมโพธิญาณโดยไม่ทำให้บกพร่อง. การทำโดยความเคารพใน
สัมมาสัมโพธิญาณนั้น ด้วยความเอื้อเฟื้อและความนับถือมาก. การทำความ
เพียรติดต่อ ด้วยความพยายามเป็นลำดับไป. และความพยายามตลอดกาล-
นานเป็นต้น ในระหว่างด้วยการให้ถึงที่สุด. ปริมาณกาลของอุบายให้สำเร็จ
นั้นจักมีแจ้งข้างหน้า. การประกอบองค์ ๔. เป็นอุบายให้บารมีเหล่านั้นสำเร็จ
หน้า 658
ข้อ 36
ด้วยประการดังนี้. อนึ่ง พระมหาสัตว์ผู้ปฏิบัติเพื่อตรัสรู้ ควรมอบตนแด่
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อสัมมาสัมโพธิญาณก่อนทีเดียวว่า ข้าพเจ้าขอมอบ
อัตภาพนี้แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ควรสละก่อนแต่จะได้วัตถุที่หวงแหนนั้น ๆ
ในทานมุขว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันของใช้ประจำชีวิตซึ่งเกิดแก่ข้าพเจ้า สิ่งนั้น
ทั้งหมด เมื่อมีผู้ขอ ข้าพเจ้าจักให้. ข้าพเจ้าจักพึงบริโภคส่วนที่เหลือจากที่
ให้แก่ยาจกเหล่านั้นเท่านั้น.
เมื่อมหาบุรุษนั้นตั้งใจเพื่อบริจาคโดยชอบอย่างนี้ วัตถุที่หวงแหน
หรือวัตถุไม่มีวิญญาณอันใดเกิดขึ้น. การผูกใจในทาน ๔ คือ การไม่สะสมทาน
ในกาลก่อน ๑ ความที่วัตถุหวงแหนมีน้อย ๑ ความพอใจยิ่ง ๑ ความคิดถึง
ความหมดสิ้น ๑ ในวัตถุนั้น. ในการติดตามทานเหล่านั้น ในกาลใด เมื่อ
ไทยธรรมมีอยู่แก่พระมหาโพธิสัตว์ และเมื่อยาจกปรากฏ จิตในกาลให้ไม่
แล่นไปไม่ก้าวไป. ด้วยเหตุนั้นควรแน่ใจในข้อนั้นได้ว่า เมื่อก่อนเรามิได้
สะสมในการให้เป็นแน่. ดังนั้นในบัดนี้ ความใคร่ที่จะให้ของเราจึงไม่ตั้งอยู่
ในใจ. พระมหาโพธิสัตว์นั้น บริจาค มีมือสะอาด ยินดีในการเสียสละ
มีผู้ขอ ยินดีในการแจกทาน ย่อมให้ทานด้วยคิดว่า ต่อแต่นี้ไป เราจักมี
ใจยินดีในทานเป็นอย่างยิ่ง. เอาเถิดเราจักให้ทานตั้งแต่วันนี้ไป. การผูกใจ
ในทานข้อที่หนึ่ง เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไปด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง พระมหาสัตว์ เมื่อไทยธรรมมีน้อยและบกพร่อง ย่อมสำเหนียก
ว่า เมื่อก่อนเพราะเราไม่ชอบให้ บัดนี้เราจึงขาดแคลนปัจจัยอย่างนี้. เพราะ
หน้า 659
ข้อ 36
ฉะนั้น บัดนี้แม้เราจะเบียดเบียนตนด้วยไทยธรรมตามที่ได้นิดหน่อยก็ตาม
เลวก็ตาม จะต้องให้ทานจนได้. เราจักบรรลุทานบารมีแม้ต่อไปจนถึงที่สุด.
พระมหาสัตว์นั้น บริจาค มีฝ่ามือสะอาด ยินดีในการเสียสละ มีผู้ของยินดี
ในการแจกจ่ายทาน ให้ทานตามมีตามได้. การผูกใจในทานข้อที่ ๒. เป็น
อันถูกขจัดไป ตัดขาดไป ด้วยอาการอย่างนี้.
อนึ่ง พระมหาสัตว์ เมื่อจิตใคร่จะไม่ให้เกิดขึ้นเพราะเสียดายไทย-
ธรรม ย่อมสำเสนียกว่า ดูก่อนสัตบุรุษ ท่านปรารถนาสัมมาสัมโพธิญาณ
อย่างสูงสุด ประเสริฐกว่าสิ่งทั้งปวงมิใช่หรือ. เพราะฉะนั้นท่านควรให้ไทย-
ธรรมที่พอใจอย่างยิ่ง เพื่อสัมมาสัมโพธิญาณนั้นเท่านั้น. พระมหาสัตว์นั้น
บริจาค มีมือสะอาด ยินดีในการเสียสละ มีผู้ขอ ยินดีในการแจกจ่ายทาน.
การผูกใจทานข้อที่ ๓ ของพระมหาสัตว์ เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไป ด้วย
อาการอย่างนี้.
อนึ่ง พระมหาสัตว์เมื่อให้ทาน ย่อมเห็นความสิ้นเปลืองของไทย-
ธรรมในกาลใด. ย่อมสำเหนียกว่า สภาพของโภคะทั้งหลายเป็นอย่างนี้ คือ
มีความสิ้นไป เสื่อมไปเป็นธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่ทำทาน
เช่นนั้นมาก่อน. โภคะทั้งหลายจึงปรากฏความในรูปอย่างนี้. เอาเถิดเราจะ
พึงให้ทานด้วยไทยธรรมตามที่ได้น้อยก็ตาม ไพบูลย์ก็ตาม. เราจักบรรลุถึง
ที่สุดแห่งทานบารมีต่อไป. พระมหาสัตว์นั้น บริจาค มีมือสะอาด ยินดี
ในการเสียสละ มีผู้ขอ ยินดีในการแจกจ่ายทาน ให้ทานด้วยของตามที่ได้.
หน้า 660
ข้อ 36
การผูกใจในทานข้อที่ ๔ ของพระมหาสัตว์ เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไป
ด้วยอาการอย่างนี้. การพิจารณาตามสมควรแล้วปัดเป่าไป เป็นอุบายของ
ความไม่มีประโยชน์ อันเป็นการผูกใจในทานบารมี ด้วยอาการอย่างนี้. พึง
เห็นแม้ในศีลบารมีเป็นต้น อย่างเดียวกับทานบารมี.
อีกอย่างหนึ่ง การมอบตนแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ของพระมหาสัตว์
นั้นเป็นอุบายให้บารมีทั้งปวงสำเหนียกโดยชอบ. จริงอยู่พระมหาบุรุษมอบ
ตนแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วดำรงอยู่ เพียรพยายามเพื่อความบริบูรณ์แห่ง
โพธิสมภารในบารมีนั้น ๆ เมื่อตัดอุปกรณ์อันทำให้ร่างกายเป็นสุขทนได้ยาก
บ้าง ลำบากมีความยินดีได้ยากบ้าง ความพินาศร้ายแรง อันคร่าชีวิตไป
น้อมนำเข้าไปในสัตว์และสังขารตั้งความปรารถนาว่า เราบริจาคอัตภาพนี้
แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ขอการบริจาคนั้นจงเป็นผลในโลกนี้เถิด. นิมิต
นั้นไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความเป็นอย่างอื่นแม้แต่น้อย เป็นผู้มีอธิษฐาน
มั่นคงในการทำกุศลโดยแท้. แม้การมอบตนอย่างนี้ก็เป็นอุบายให้บารมีเหล่า-
นั้นสำเร็จได้.
อีกอย่างหนึ่งว่าโดยย่อ ผู้สะสมบุญญาภินิหารมีความเยื่อใยในตนจืด
จาง มีความเยื่อใยในผู้อื่นเจริญ เป็นอุบายให้บารมีเหล่านั้นสำเร็จได้. จริง
อยู่ เพราะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ความเยื่อใยในตนของพระมหาสัตว์
ผู้กระทำมหาปณิธานไว้ ผู้ไม่ติดในธรรมทั้งปวงด้วยกำหนดรู้โดยความเป็น
จริงย่อมถึงความสิ้นไป ความเหนื่อยหน่าย. ความเยื่อใยด้วยเมตตาและ
หน้า 661
ข้อ 36
กรุณาในสัตว์เหล่านั้น ย่อมเจริญแก่พระมหาบุรุษผู้เห็นสรรพสัตว์ดุจบุตรที่
น่ารักเปี่ยมด้วยมหากรุณา. แต่นั้นพระมหาบุรุษได้ทำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ
โพธิสมภารมีมัจฉริยะเป็นต้น ให้ไกลแสนไกลกระการหยั่งลงในยาน ๓
เบื้องบน และความเจริญงอกงาม ด้วยการทำความสงเคราะห์แก่ชนโดย
ส่วนเดียวด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน ปิยวาจา อตฺถจริยา คือการ
ประพฤติประโยชน์ และสมานัตตา คือความมีตนเสมอต้นเสมอปลาย ตามไป
ด้วยอธิษฐานธรรม ๔.
จริงอยู่ มหากรุณา และมหาปัญญา ของพระมหาสัตว์ทั้งหลายประดับ
ด้วยทาน. ทานประดับด้วยปิยวาจา. ปิยวาจาประดับด้วยอัตถจริยา. อัตถ-
จริยาประดับและสงเคราะห์เพราะเป็นผู้มีตนเสมอคือไม่ถือตัว. เมื่อพระมหา-
สัตว์เหล่านั้นทำสัตว์แม้ทั้งปวง ไม่ให้มีเศษด้วยตนปฏิบัติในโพธิสมภาร
ความสำเร็จย่อมมี เพราะความมีตนเสมอกัน เพราะมีสุขทุกข์เสมอในที่ทั้ง
ปวง. การปฏิบัติด้วยการทำความสงเคราะห์ส่วนเดียวแก่ชนด้วยสังคหวัตถุ
๔ เหล่านั้น อันเป็นการทำอธิษฐานธรรม ๔ ให้บริบูรณ์และเจริญยิ่งย่อม
สำเร็จแก่พระมหาสัตว์ทั้งหลาย แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว. เพราะทานเป็น
ความบริบูรณ์และเจริญยิ่ง ด้วยจาคาธิษฐานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง
หลาย. ปิยวาจา เป็นความบริบูรณ์และเจริญยิ่งด้วยสัจจาธิษฐาน. อัตถจริยา
เป็นความบริบูรณ์และเจริญยิ่งด้วยปัญญาธิษฐาน. สมานัตตาเป็นความ
บริบูรณ์และเจริญยิ่งด้วยอุปสมาธิษฐาน. จริงอยู่ พระตถาคตเป็นผู้เสมอด้วย
หน้า 662
ข้อ 36
พระสาวก และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงในการปรินิพพาน. ในการปรินิพ-
พานนั้นท่านเหล่านั้นเป็นอย่างเดียวกันโดยไม่ต่างกันเลย. สมดังที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความต่างกันแห่งวิมุติย่อมไม่มี.
อนึ่งในข้อนี้มีคาถา ดังต่อไปนี้ :-
พระศาสดาผู้มีสัจจะ มีจาคะ มีความสงบ
มีปัญญา ผู้อนุเคราะห์ ผู้สะสมบุญบารมีทั้งปวง
ไม่พึงยังประโยชน์ชื่อไรให้สำเร็จบ้าง. พระ-
ศาสดาผู้มีพระมหากรุณา แสวงหาคุณอันเป็น
ประโยชน์ ผู้วางเฉยและไม่คำนึงในสิ่งทั้งปวง
โอ พระชินเจ้า น่าอัศจรรย์. พระศาสดาผู้ทรง
หน่ายในสรรพธรรม ทรงวางเฉยในสัตว์ทั้ง
หลาย ทรงขวนขวายประโยชน์แก่สัตว์ทุกเมื่อ
โอ พระชินเจ้า น่าอัศจรรย์. พระศาสดาทรง
ขวนขวายไม่เกียจคร้าน เพื่อประโยชน์ เพื่อ
ความสุขแก่สรรพสัตว์ ในกาลทั้งปวง โอ
พระชินเจ้า น่าอัศจรรย์.
ให้สำเร็จประโยชน์โดยกาลไหน ? ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า โดย
กำหนดอย่างต่ำสี่อสงไขยแสนมหากัป. โดยกำหนดอย่างกลาง แปดอสง-
หน้า 663
ข้อ 36
ไขยแสนมหากัป. ส่วนโดยกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยแสนมหากัป
ความต่างกันเหล่านี้พึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัญญาธิกะ ศรัทธาธิกะและ
วิริยาธิกะ ตามลำดับ. จริงอยู่
ศรัทธาอ่อนปัญญากล้าย่อมมีแก่ผู้เป็นปัญญาธิกะทั้งหลาย ปัญญา
ปานกลางมีแก่ผู้เป็นศรัทธาธิกะทั้งหลาย ปัญญาอ่อนย่อมมีแก่ผู้เป็นวีริยา-
ธิกะทั้งหลาย.
อนึ่งพึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานุภาพแห่งปัญญา.
ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า นี้เป็นการแบ่งกาลของพระโพธิสัตว์
ทั้งหลายด้วยความแก่กล้า ปานกลางและอ่อนแห่งความเพียร แต่โดยความ
ไม่ต่างกัน โพธิสมภารทั้งหลายย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งบารมีเหล่านั้น โดย
ความต่างแห่งกาลตามที่กล่าวแล้ว โดยความแก่กล้าปานกลางและอ่อนแห่ง
ธรรมทั้งหลายอันบ่มบารมีให้แก่กล้าด้วยวิมุติ. เพราะเหตุนั้นความต่างแห่ง
กาล ๓ เหล่านี้จึงควรแล้ว. ด้วยอาการอย่างพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมมี
๓ ส่วนในขณะแห่งอภินิหารโดยความต่างกันแห่ง อุคฆฏิตัญญู วิปัจจิตัญญู
และเนยยะ. ใน ๓ อย่างนั้น ผู้ที่ฟังคาถา ๔ บท ต่อพระพักตร์ของพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อยังไม่จบคาถาบทที่ ๓ เป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุ
พระอรหัตด้วยอภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นอุคฆฏิตัญญู. หากพึง
น้อมไปในสาวกโพธิญาณ.
หน้า 664
ข้อ 36
บุคคลประเภทที่สองฟังคาถา ๔ บท ต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาค-
เจ้า เมื่อยังไม่จบคาถาบทที่ ๔ เป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุพระอรหัตด้วย
อภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. หากพึงน้อมไปในสาวกโพธิญาณ.
ส่วนบุคคลประเภทที่สามฟังคาถา ๔ บท ต่อพระพักตร์พระผู้มี-
พระภาคเจ้า เมื่อจบคาถาแล้วเป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุพระอรหัตด้วย
อภิญญา ๖.
พระโพธิสัตว์ ๓ จำพวกเหล่านี้ เว้นความต่างแห่งกาละสะสมบุญญา-
ภินิหาร และได้พยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายบำเพ็ญบารมีมา
โดยลำดับ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตามกาลมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว.
เมื่อประเภทแห่งกาลเหล่านั้น ๆ ยังไม่บริบูรณ์พระมหาสัตว์เหล่านั้น ๆ แม้
ให้มหาทานเช่นกับทานของพระเวสสันดรทุก ๆ วัน แม้สะสมบารมีธรรม
ทั้งปวงมีศีลเป็นต้นตามสมควร แม้สละมหาบริจาค ๕ แม้ยังญาตัตถจริยา
โลกัตถจริยา พุทธธัตถจริยา ให้ถึงที่สุดอย่างยิ่ง ก็จักเป็นพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าในระหว่าง. ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้. เพราะเหตุไร. เพราะญาณ
ยังไม่แก่กล้า เพราะพุทธการกธรรมยังไม่สำเร็จ. จริงอยู่ แม้พยายามด้วย
อุตสาหะทั้งหมดในระหว่างนั้นก็ไม่สามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสำเร็จ
ด้วยกำหนดกาลตามที่กล่าวแล้วได้ ดุจข้าวกล้าสำเร็จตามที่กำหนดไว้เท่านั้น
เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า ความบริบูรณ์แห่งบารมีย่อมสำเร็จด้วยกาลวิเศษ
ตามที่กล่าวแล้ว.
หน้า 665
ข้อ 36
อะไรเป็นอานิสงส์. ท่านพรรณนาอานิสงส์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
ผู้สะสมบุญญาภินิหารไว้อย่างนี้ว่า :-
นรชนทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะทั้ง
ปวง ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน นับได้
ร้อยโกฏิกัป เป็นผู้เที่ยงต่อโพธิญาณ. ย่อมไม่
เกิดในอเวจี และในโลกันตรนรก. ไม่เกิด
เป็นนิชฌามตัณหิกเปรต ขุปิปาสิกเปรตและ
กาลกัญชิกาเปรต. สัตว์เล็ก ๆ แม้เข้าถึงทุคติ
ก็ไม่มี. สัตว์เหล่านั้นเมื่อเกิดในมนุษยโลก
ก็ไม่เกิดเป็นคนตาบอด หูหนวก และเป็นใบ้.
ไม่เป็นอุภโตพยัญชนกและบัณเฑาะก์ และก็
ไม่ถึงความเป็นสตรี. นรชนทั้งหลายยังไม่
สำเร็จก็จะพ้นจากนรก มีโคจรบริสุทธิ์ในที่
ทั้งปวงเที่ยงต่อโพธิญาณ. เชื่อกรรม ผลของ
กรรมไม่เสพมิจฉาทิฏฐิ แม้อยู่ในสวรรค์ก็ไม่
เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก. ย่อมไม่มี
เหตุในเทวโลกชั้นสุทธาวาส.
หน้า 666
ข้อ 36
สัตบุรุษทั้งหลายน้อมไปในเนกขัมมะไม่
เกี่ยวข้องในภพน้อยภพใหญ่. ย่อมประพฤติ
โลกัตถจริยา. บำเพ็ญบารมีทั้งปวง.
อนึ่ง ชนิดธรรมน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ๑๖ อย่าง โดยนัยมีอาทิว่า
ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์มีสติสัมชัญญะจุติจากเทพชั้นดุสิตแล้วหยั่งลงสู่
ครรภ์มารดา. อนึ่ง มีชนิดแห่งบุรพนิมิต ๓๒ อย่าง โดยนัยมีอาทิว่า ความ
หนาวปราศไป. และความร้อนสงบ. สละโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนสารีบุตร
เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ หมื่นโลกธาตุนี้ย่อมหวั่นไหว สั่นสะเทือน. หรือว่า
อานิสงส์แม้อื่นใดมีอาการที่ได้แสดงไว้ในชาดกและพุทธวงศ์เป็นต้นนั้น ๆ มี
อาทิอย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ชำนาญในกรรมเป็นต้น เป็นความสำเร็จความ
ประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. ทั้งหมดนั้นเป็นอานิสงส์แห่งบารมีเหล่า
นั้น. อนึ่ง พึงทราบว่าอานิสงส์มีคู่แห่งคุณธรรมมีอโลภะและอโทสะเป็น
ต้น มีประเภทตามที่ได้แสดงไว้แล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะพระโพธิสัตว์เป็นเสมอบิดาของสรรพสัตว์ทั้ง
หลาย ตั้งแต่สะสมอภินิหารเพื่อแสวงหาประโยชน์ เป็นผู้ควรทักษิณา น่า
เคารพน่ายกย่องและเป็นบุญเขตอย่างยิ่งด้วยประกอบคุณวิเศษ. และโดยมาก
พระโพธิสัตว์เป็นที่รักของมนุษย์ของอมนุษย์ ทวยเทพคุ้มครอง สัตว์ร้ายเป็น
ต้น ครอบงำไม่ได้ เพราะมีสันดานอบรมด้วยเมตตากรุณา. อนึ่ง พระ-
หน้า 667
ข้อ 36
โพธิสัตว์เกิดในหมู่สัตว์ใด ๆ ย่อมครอบงำสัตว์อื่นในหมู่สัตว์นั้น ๆ ด้วย วรรณ
ยศ สุข พละ อธิปไตย้อนยอดยิ่ง เพราะประกอบด้วยบุญวิเศษ.
เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย. ศรัทราของพระโพธิสัตว์นั้นบริสุทธิ์
ด้วยดี. ความเพียรบริสุทธิ์ด้วยดี. สติ สมาธิ ปัญญา บริสุทธิ์ด้วยดี. มี
กิเลสเบาบาง มีความกระวนกระวายน้อย มีความเร่าร้อนน้อย. เป็นผู้ว่าง่าย
เพราะมีกิเลสเบาบาง. เป็นผู้มีความเคารพ. อดทนสงบเสงี่ยม. อ่อนโยน
ฉลาดในปฏิสันถาน. ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่ตีเสมอ. ไม่ริษยา
ไม่ตระหนี่. ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา. ไม่กระด้าง ไม่ถือตัว. ไม่รุนแรง ไม่
ประมาท. อดทนต่อความเดือดร้อนจากผู้อื่น ไม่ทำผู้อื่นให้เดือนร้อน.
อันตรายมีภัยเป็นต้นที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดในตำบลที่ตนอาศัยอยู่. และที่
เกิดแล้วย่อมสงบไป. ทุกข์มีประมาณยิ่งย่อมไม่เบียดเบียนดุจชนเป็นอันมาก
ในอบายที่ทุกข์เกิด. ย่อมถึงความสังเวชโดยประมาณยิ่ง. เพราะฉะนั้นพึง
ทราบว่าคุณวิเศษเหล่านั้น มีความเป็นทักขิไณยบุคคลเสมอด้วยบิดาเป็นต้น
ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอานิสงส์ที่พระมหาบุรุษได้ในภพนั้น ๆ ตามสมควร.
อนึ่ง แม้คุณสมบัติเหล่านี้ คือ อายุสัมปทา รูปสัมปทา กุสลสัมป-
ทา อิสริยสัมปทา อาเทยยวจนตา คือพูดเชื่อได้ มหานุภาวตา พึงทราบ
ว่า เป็นอานิสงส์แห่งบารมีทั้งหลายของมหาบุรุษ. ในคุณวิเศษเหล่านั้น
ชื่อว่า อายุสัมปทา ได้แก่ความมีอายุยืน ความตั้งอยู่นานในการเกิดนั้น ๆ
หน้า 668
ข้อ 36
ยังกุสลสมาทานตามที่เริ่มไว้ในอายุสัมปทานั้นให้ถึงที่สุด และสะสมกุสลไว้
มาก. ชื่อว่า รูปสัมปทา ได้แก่ความมีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส เป็นผู้
นำมาซึ่งความเลื่อมใส น่ายกย่องของสัตว์ทั้งหลายที่ถือรูปเป็นประมาณด้วย
รูปสัมปทานั้น. ชื่อว่า กุสลสัมปทา ได้แก่การเกิดในกุสลอันยิ่ง ควร
เข้าไปหา ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ผู้มัวเมามีมัวเมาด้วยชาติเป็นต้น ด้วยกุสล-
สัมปทา ทำชนเหล่านั้นให้หมดพยศด้วยเหตุนั้น. ชื่อว่า อิสริยสัมปทา
ได้แก่ความเป็นผู้มีสมบัติมาก มีศักดิ์ใหญ่ และมีบริวารมาก เป็นผู้สามารถ
สงเคราะห์ผู้ที่ควรสงเคราะห์ และข่มผู้ที่ควรข่มโดยธรรม ด้วยอิสริยสัมปทา
นั้น. ชื่อว่า อาเทยฺยวจนตา ได้แก่ความเป็นผู้เชื่อได้ เชื่อถือได้ เป็นประมาณ
ของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความเชื่อถือนั้น คำสั่งของพระโพธิสัตว์นั้นกลับกลอก
ไม่ได้. ชื่อว่า มหานุภาวตา ได้แก่เพราะมีอานุภาพมาก คนอื่นครอบงำ
ไม่ได้. แต่ตนเองครอบงำคนอื่นได้โดยแท้ โดยธรรม โดยเสมอและโดย
คุณตามเป็นจริงด้วยความเป็นผู้มีอานุภาพใหญ่นั้น. พึงทราบว่าคุณวิเศษมี
อายุสัมปทาเป็นต้นเหล่านี้ เป็นอานิสงส์แห่งบารมีทั้งหลายของพระมหาบุรุษ.
และเป็นเหตุแห่งความเจริญของบุญสมภารหาประมาณมิได้ และเป็นเหตุแห่ง
การหยั่งลงและความเจริญงอกงามของสัตว์ทั้งหลายในญาณ ๓.
อะไรเป็นผล. กล่าวโดยย่อความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผล
ของบารมีเหล่านั้น. กล่าวโดยพิสดาร สิริธรรมกายอันงดงามทั่วไปตั้งขึ้นด้วย
หน้า 669
ข้อ 36
คุณหาประมาณมิได้ ไม่มีสิ้นสุดตั้งแต่สมบัติของรูปกายอันรุ่งเรืองด้วยหมู่คุณ
ไม่น้อยมีอาทิ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีวาหนึ่ง
เป็นต้น อธิษฐานธรรม ทศพลพลญาณ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖
พุทธธรรม ๑๘ หมวด. อนึ่ง แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถจะ
สรรเสริญพระพุทธคุณทั้งหลายให้สิ้นสุดลงได้ด้วยกัปไม่น้อย. นี้เป็นผลของ
บารมีเหล่านั้น. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
แม้พระพุทธเจ้าก็พึงสรรเสริญคุณของ
พระพุทธเจ้า. หากกล่าวกะผู้อื่นแม้ตลอดกัป.
กัปสิ้นไปในระหว่างเป็นเวลายาวนาน แต่
พระคุณของพระตถาคตยังไม่สิ้นไป.
พึงทราบปกิณณกกถาในบารมีทั้งหลายในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้. แต่
บทใดในบาลี ท่านแสดงบารมีแม้ทั้งหมดรวมกันโดยนัยมีอาทิว่า ทตฺวา
ทาตพฺพกํ ทานํ ให้ทานที่ควรให้ดังนี้แล้วกล่าวคาถาสองคาถาสุดท้าย โดย
นัยมีอาทิว่า โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา เห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัย
ดังนี้ข้างหน้า. บทนั้นท่านกล่าวเพื่อให้โอวาทแก่เวไนยสัตว์เพื่อบ่มวิมุติให้
แก่กล้า ด้วยธรรมที่เป็นเมตตาภาวนาปรารภความเพียร ตามที่กล่าวแล้ว
ด้วยอัปปมาทวิหารธรรม พุทธการกธรรมถึงความบริสุทธิ์ และการบ่มวิมุติ
ของตนกล่าวคือสัมมาสัมโพธิญาณให้แก่กล้า.
หน้า 670
ข้อ 36
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ ในการปรารภความเพียรด้วย
หัวข้อแสดงถึงโทษในฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ ด้วยบทนี้ว่า โกสชฺชํ ภยโต
ทิสฺวา, วีริยารมฺภญฺจ เขมโต เห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัย และ
เห็นการปรารภความเพียรโดยเป็นธรรมเกษม ดังนี้. ทรงชักชวนในการ
ปรารภความเพียรด้วยบทนี้ว่า อารทฺธวีริยา โหถ ท่านทั้งหลายจงเป็น
ผู้ปรารภความเพียรเถิด. อนึ่ง เพราะทรงประกาศไว้โดยสังเขปว่า :-
การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑ การเข้าถึงกุศล ๑
การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ ทั้ง ๓ นี้ เป็น
คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
แต่โดยพิสดารทรงประกาศความสมบูรณ์ แม้ทุกอย่างอาศัยธรรม
เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรชอบ โดยส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยพุทธพจน์ทั้งสิ้น.
ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงชักชวนในการปรารภความเพียรแล้ว จึง
ตรัสว่า เอสา พุทฺธานุสาสนี นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ในบทนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ . การปรารภความเพียรประกอบ
ด้วยสัมมัปปธาน ด้วยังอธิศีลสิกขาเป็นต้น ให้สมบูรณ์ เพราะเห็นความ
เกียจคร้านโดยความเป็นภัยว่า ความเกียจคร้านเป็นตัวขจัดความพินาศทั้ง
ปวง โดยเป็นรากแห่งความเศร้าหมองทั้งปวง และการปรารภความเพียร
โดยความเป็นปฏิปักษ์ต่อความเกียจคร้านนั้น โดยให้ปลอดจากโยคะ ๔ โดย
หน้า 671
ข้อ 36
ความเป็นธรรมเกษม. การชักชวนชอบในการปรารภความเพียรนั้นว่า ท่าน
ทั้งหลาย จงปรารภความเพียรกันเถิด ดังนี้. นี้เป็นคำสอน คำพร่ำสอน
โอวาทของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทั้งหลาย. แม้ในคาถาที่เหลือก็พึงทราบ
ความโดยนัยนี้แล.
แต่ความต่างกันมีดังนี้. บทว่า วิวาทํ คือพูดด้วยความโกรธ. อธิ-
บายว่า เถียงกันด้วยวิวาทวัตถุ คือเหตุแห่งความวิวาท ๖ ประการ. บทว่า
อวิวาทํ คือ เมตตาวจีกรรม หรือ เมตตาภาวนา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความ
วิวาทกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อวิวาทํ คือสาราณิยธรรม ๖ อย่าง อัน
เป็นเหตุไม่วิวาทกัน. บทว่า สมคฺคา คือไม่แบ่งพวก. อธิบายว่า ร่วมกัน
ทางกายและใจ ไม่เว้นไม่แยกกัน. บทว่า สขิลา คือน่ารักอ่อนโยน.
อธิบายว่า มีใจอ่อนโยนในกันและกัน . ในบทว่า เอสา พุทฺธานุสาสนี
นี้ คือไม่อาศัยการวิวาทกันโดยประการทั้งปวง แล้วชักชวนให้อยู่ร่วม
สามัคคีกันโดยบำเพ็ญสาราณิยธรรม ๖. พึงประกอบบทว่า เอสา พุทฺธานํ
อนุสิฏฺิ นี้เป็นคำพร่ำสอนของพระพุทะเจ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ชนทั้งหลาย
อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน ไม่วิวาทกัน จักยัง
ไตรสิกขาให้บริบูรณ์ได้โดยง่ายทีเดียว เพราะเหตุนั้นพระศาสดา . จึงทรง
แสดงว่า การชักชวนให้อยู่ร่วมสามัคคีกัน เป็นคำสอนของพระองค์ ดังนี้.
บทว่า ปมาทํ คือความประมาท. ได้แก่การหลงลืมกุศลธรรมและ
การปล่อยจิตให้ตกอยู่ในอกุศลธรรม. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความประมาท
หน้า 672
ข้อ 36
เป็นไฉน. การปล่อย เพิ่มการปล่อยจิตลงในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
หรือในกามคุณ ๕ ไม่ทำความเคารพ ไม่ทำความเพียรติดต่อ ไม่ทำความ
มั่นคง ประพฤติย่อหย่อน ทอดฉันทะ ทอดธุระ ไม่เสพ ไม่อบรม ไม่
ทำให้มาก เพื่อความเจริญแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ความประมาท ความ
มัวเมา ความเป็นผู้มัวเมา เห็นปานนี้ เรียกว่า ปมาโท.
บทว่า อปฺปมาทํ คือความไม่ประมาท. พึงทราบความไม่ประมาท
นั้น โดยเป็นปฏิปักษ์ของความประมาท. เพราะโดยอรรถความไม่อยู่ปราศ-
สติ ชื่อว่า ความไม่ประมาท. บทว่า สติยา อวิปฺปวาโส ความไม่อยู่
ปราศจากสตินี้เป็นชื่อของสติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วเป็นนิจ. แต่อาจารย์อีกพวก
หนึ่งกล่าวว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นไปโดยตั้งสติสัมปชัญญะไว้ ชื่อว่า ความ
ไม่ประมาท. ก็ชื่อว่า อัปปมาทภาวนา ไม่มีการภาวนาแยกออกจากกัน
เป็นหนึ่ง. บุญกิริยา กุศลกิริยา ทั้งหมดพึงทราบว่า เป็นอัปปมาทภาวนา
ทั้งนั้น.
แต่โดยความต่างกัน ศีลภาวนา สมาธิภาวนา ปัญญาภาวนา กุศล-
ภาวนา อนวัชชภาวนา คือภาวนาอันไม่มีโทษ อัปปมาทภาวนาทั้งหมด
ประสงค์เอาสรณคมน์ และการสำรวมกายวาจา อันเข้าไปอาศัยวิวัฏฏะ คือ
นิพพาน. จริงอยู่ บทว่า อปฺปมาโท นี้ แสดงถึงอรรถใหญ่. กำหนด
อรรถใหญ่ตั้งอยู่. พระธรรมกถึกนำพระพุทธพจน์อันเป็นไตรปิฎก แม้ทั้งสิ้น
หน้า 673
ข้อ 36
มากล่าวขยายอรรถแห่งบท อปฺปมาท ไม่ควรพูดว่า ออกนอกลู่นอกทาง.< /B>
เพราะเหตุไร. เพราะบทแห่ง อปฺปมาท กว้างขวางมาก. เป็นความจริง
ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรทมในคราวปรินิพพาน ในระหว่างต้นสาละ
คู่ ณ กรุงกุสินารา ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ตรัสมา ๔๕ ปี ตั้งแต่อภิสัม-
โพธิกาล สงเคราะห์ด้วยบทเดียวเท่านั้น ได้ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุ
ทั้งหลายว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาท
ให้ถึงพร้อมเถิด. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปเหล่าใดเหล่าหนึ่ง. รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมรวมลงในเท้าช้าง. เท้าช้างท่านกล่าวว่า เลิศกว่าเท้าสัตว์ทั้งหลายเพราะ
เป็นเท้าใหญ่ฉันใด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็
ฉันนั้นเหมือนกัน ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล หยั่งลงสู่ความไม่
ประมาท. ความไม่ประมาที่ท่านกล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น. พระศาสดา
เมื่อทรงแสดงถึงอัปปมาทภาวนา ถึงความเป็นยอด จึงตรัสว่า ภาเวถฏฺงฺคิกํ
มคฺคํ พวกเธอจงเจริญมรรคมีองค์ ๘ เถิด.
บทนั้นมีความดังนี้. พวกเธอจงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ สงเคราะห์
เข้าในขันธ์ ๓ มีศีลขันธ์เป็นต้น มีสัมมาทิฏฐิเป็นบทนำ ด้วยสามารถ
แห่งองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั่นแล. จงยังมรรคนั้นให้เกิดในสันดาน
ของตน. พวกเธอไม่ตั้งอยู่เพียงมรรคที่เห็น จงเจริญโดยให้มรรค ๓ ข้างบน
หน้า 674
ข้อ 36
เกิดขึ้นด้วย. อัปปมาทภาวนาของพวกเธอจักถึงยอดด้วยประการฉะนี้. บทว่า
เอสา พุทฺธานุสาสนี นี้ คือความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย. อนึ่ง
การขวนขวายความไม่ประมาทนั้นแล้วอบรมอริยมรรค นี้เป็นคำสอนเป็น
พระโอวาทของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาจริยาปิฎก ด้วยธรรมเป็นยอดแห่ง
พระอรหัตด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิตฺถํ ในบทมีอาทิว่า อิตฺถํ สุทํ ได้แก่
โดยประการมีอาทิว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส คือในแสนกัป. บทว่า สุ ทํ
เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ภควา ชื่อว่า ภควา ด้วยเหตุมีความเป็นผู้มีโชค
เป็นต้น. บทว่า อตฺตโน ปุพฺพจริยํ บุรพจริยาของพระองค์ คือ การ
บำเพ็ญทุกรกิริยาอันเป็นข้อปฏิบัติของพระองค์ ในชาติเป็นอกิตติบัณฑิต
เป็นต้น ในกาลก่อน. บทว่า สมฺภาวยมาโน คือทรงประกาศโดยชอบ
ดุจชี้มะขามป้อมบนฝ่ามือฉะนั้น. บทว่า พุทฺธาปทฺนิยํ นาม ชื่อว่า พุทธา-
ปทาน เพราะแสดงถึงกรรมเก่าอันเป็นอธิกิจที่ทำได้ยากแต่ก่อนของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมปริยายํ คือการแสดงธรรมหรือเหตุที่เป็น
ธรรม. บทว่า อภาสิตฺถ คือได้กล่าวแล้ว. อนึ่ง บทใดที่มิได้กล่าวไว้ใน
ที่นี้ พึงทราบว่า บทนั้นไม่ได้กล่าวไว้ เพราะมีนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลัง
และเพราะมีความง่ายแล้ว.
จบ ปกิณณกกถา
หน้า 675
ข้อ 36
บทสรุป
พระศาสดามีพระจริตบริสุทธิ์ ทรงถึงฝั่ง
แห่งพุทธิจริยา ทรงฉลาดในสรรพจริยาทั้ง-
หลาย ทรงเป็นอาจารย์ของโลกอย่างยอดเยี่ยม.
ทรงบรรลุความอัศจรรย์ทั้งปวงแห่งอัจฉริยธรรม
ทั้งหลาย ทรงประกาศอานุภาพแห่งบุรพจริยา
ของพระองค์. พระศาสดาผู้เป็นที่พึ่ง ทรง
แสดงจริยาปิฎกและพระเถระผู้สังคายนาพระ-
ธรรม ได้สังคายนาจริยาปิฎกเหมือนอย่างนั้น.
เพื่อประกาศความแห่งจริยาปิฎกนั้น ข้าพเจ้า
จึงเริ่มพรรณนาความ อาศัยนัยแห่งอรรถกถา
เก่า. เลือกประกาศความอันยิ่งในจริยาปิฎก
นั้นตามสมควร โดยชื่อว่า ปรมัตถทีปนี.
การวินิจฉัยไม่ยุ่งยาก ถึงความสำเร็จโดยภาณ-
วารแห่งบาลี ๒๘ บริบูรณ์. ขอให้ข้าพเจ้าผู้
ปรับปรุงปรมัตถทีปนีนั้น ได้บรรลุถึงบุญอัน
เป็นคำสอนของพระโลกนาถ ด้วยอานุภาพ
หน้า 676
ข้อ 36
แห่งบุญนั้น. ขอสัตวโลกแม้ทั้งปวง จงหยั่ง
ลงเพื่อปฏิบัติศีลเป็นต้น อันบริสุทธิแล้วจงมี
ส่วนแห่งวิมุตติรสเถิด. ขอศาสนาของพระสัม-
มาสัมพุทธเจ้า จงประดิษฐานอยู่ในโลกตลอด
กาลนาน. ขอสัตว์แม้ทั้งปวง จงมีความเคารพ
ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นนิจ
เถิด. แม้เทพผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอจงให้
ฝนตกตามฤดูกาลโดยชอบ. เป็นผู้ยินดีใน
พระสัทธรรม จงปกครองโลกโดยธรรมเถิด
ด้วยประการฉะนี้แล.
นิคมนกถา คือบทสรุปนี้ พระอาจารย์ธรรมปาละผู้อยู่ในพัทรดิตถ-
วิหาร ได้แต่งไว้.
จบ อรรถกถาจริยาปิฎก