เล่มที่ 4
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
792 หน้า
หน้า 1 T 4.0
บทนำ
ว่าด้วย เรื่องที่ควรทราบ ก่อน
เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท
หน้า 3 T 4.0
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 4 T 4.0
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ บทนำ
ว่าด้วย เรื่องที่ควรทราบก่อนเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท
(มี ๘ เรื่อง)
มีเรื่อง : สังคีติกาจารย์เล่าเรื่องการทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทหลังการตรัสรู้
- - สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท- - เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเห็นพระพุทธองค์ - - ปฏิจจ-
สมุปบาทคืออริยญายธรรม - - คนเราจิตยุ่งเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาท
เป็นชื่อแห่งทางสายกลาง - - ทรงแนะนำอย่างยิ่งให้ศึกษาเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท - - คนเรา
ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรมเพราะไม่สามารถตัดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท.
หน้า 5 T 4.0.1.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
บทนำ
ว่าด้วย เรื่องที่ควรทราบก่อนเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท
_________________
สังคีติกาจารย์เล่าเรื่อง
การทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท หลังการตรัสรู้ ๑
(เรื่องนี้ นำมาใช้เป็นเรื่องนำ เพื่อการเริ่มเรื่องจากพระโอษฐ์)
สมัยนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้วใหม่ๆ ยังประทับอยู่ที่โคนแห่งไม้โพธิ์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในเขตตำบลอุรุเวลา. ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งด้วยบัลลังค์ อันเดียว ตลอดเจ็ดวัน ที่โคนแห่งไม้โพธิ์เสวยวิมุตติสุข.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ดังนี้ ว่า:-
________________________________
๑. มหา.วิ.๔/๑/๑; ยังมีที่มาในที่อื่นอีก เช่นในโพธิสูตรที่ ๑,๒,๓, แห่งโพธิวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๗๓/๓๘.
หน้า 6 T 4.0.1.1
“ เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ;
เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป;
เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ;
เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ;
เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา;
เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา;
หน้า 7 T 4.0.1.2
เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ;
เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ;
เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้วได้ทรงเปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้นว่า :-
“เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง
แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่;
เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหายไป
เพราะพราหมณ์นั้น รู้ทั่วถึงธรรม พร้อมทั้งเหตุ”, ดังนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ดังนี้ ว่า :-
“เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
หน้า 8 T 4.0.1.2
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมี ความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ ;
เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป ;
เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ ;
เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ ;
เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา ;
เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา ;
เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน ;
เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ ;
เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ ;
เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้” , ดังนี้.
หน้า 9 T 4.0.1.3
ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้น ว่า :-
“เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง
แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่;
เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหายไป
เพราะพราหมณ์นั้น ได้รับแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งปัจจยธรรม ท.”, ดังนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลม และปฏิโลม ตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ดังนี้ ว่า :-
“เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 10 T 4.0.1.3
เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ;
เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป;
เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ;
เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ;
เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา;
เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา;
เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ;
เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ;
เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้น ว่า :-
“เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง
แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่;
เมื่อนั้นพราหมณ์นั้นย่อมแผดเผามารและเสนาให้สิ้นไปอยู่
เหมือนพระอาทิตย์ (ขจัดมืด) ยังอากาศให้สว่างอยู่ ฉะนั้น”, ดังนี้.
หน้า 11 T 4.0.2
สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท๑
ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ให้ตั้งใจฟังแล้วได้ตรัสข้อความเหล่านี้ว่า :-
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ปฏิจจสมุปบาท แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลายจงฟัง ปฏิจจสมุปบาทนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้”.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อะไรเล่า ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! :
เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๑/๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 12 T 4.0.3
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเวทะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับ แห่งสังขาร จึงมีความดับ แห่งวิญญาณ;
เพราะมีความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป;
เพราะมีความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับ แห่งสฬายตนะ;
เพราะมีความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ แห่งผัสสะ;
เพราะมีความดับ แห่งผัสสะ จึงมีความดับ แห่งเวทนา;
เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับ แห่งตัณหา;
เพราะมีความดับ แห่งตัณหา จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แห่งภพ;
เพราะมีความดับ แห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ;
เพราะมีความดับ แห่งชาตินั่นแล ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
เห็นปฏิจจสมุปบาท คือเห็นพระพุทธองค์๑
พระสารีบุตรได้กล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่า :-
“ก็แล คำนี้เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า ‘ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็น
________________________________
๑.มหาหัตถิปโทปมสูตร มู.ม.๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖.
หน้า 13 T 4.0.4
ปฏิจจสมุปบาท ’. (โย ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสติ; โย ธมฺมํ ปสฺสติ,โส ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ). ……”.๑
อย่าเลย วักกลิ ! ประโยชน์อะไร ด้วยการเห็นกายเน่านี้. ดูก่อนวักกลิ ! ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นเห็นเรา; ผู้ใดเห็นเรา, ผู้นั้นเห็นธรรม. ดูก่อนวักกลิ ! เพราะว่าเมื่อเห็นธรรมอยู่ ก็คือเห็นเรา; เมื่อเห็นเราอยู่ ก็คือเห็นธรรม...…๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ภิกษุจับชายสังฆาฏิ เดินตามรอยเท้าเราไปข้างหลังๆ, แต่ถ้าเธอนั้นมากไปด้วยอภิชฌา มีกามราคะกล้า มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่เป็นสมาธิ แกว่งไปแกว่งมา ไม่สำรวมอินทรีย์ แล้วไซร้; ภิกษุนั้น ชื่อว่าอยู่ไกลจากเรา แม้เราก็อยู่ไกลจากภิกษุนั้น โดยแท้. เพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่าภิกษุนั้น ไม่เห็นธรรม : เมื่อไม่เห็นธรรมก็ชื่อว่าไม่เห็นเรา (ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปสฺสติ : ธมฺมํ อปสฺสนฺโต มํ น ปสฺสติ)... [แล้วได้ตรัสไว้ โดยนัยตรงกันข้ามจากภิกษุนี้คือตรัสเป็นปฏิปักขนัย โดยนัยว่า แม้จะอยู่ห่างกันร้อยโยชน์ ถ้ามีธรรม เห็นธรรม ก็ชื่อว่า เห็นพระองค์ (ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปสฺสติ: ธมฺมํ ปสฺสนฺโต มํ ปสฺสติ)].๓
ปฏิจจสมุปบาท คืออริยญายธรรม
(สิ่งที่ควรรู้อันประเสริฐ)๔
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
________________________________
๑. มหาหัตถิปโทปมสูตร มู.ม.๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖, พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. วักกลิสูตร เถรวรรค มัชฌิมปัณณาสก์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๑๔๖-๗/๒๑๖, ตรัสแก่พระวักกลิ ที่กุมภการนิเวสน์.
๓. สูตรที่ ๓ ปัญจมวรรค ติกนิบาต อิติวุ.ขุ.๒๕/๓๐๐/๒๗๒.
๔. สูตรที่ ๒ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๘๕/๑๕๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน; สุตรที่ ๑ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๘๔/๑๕๔, สูตรที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก.อํ.๒๔/ ๑๙๗/๙๒; ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี ที่เชตวัน.
หน้า 14 T 4.0.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในกรณีนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย๑ เป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า “ด้วยอาการอย่างนี้ : เมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี; เพราะความเกิดขึ้นของสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี; เพราะความดับไปของสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ... ... (ต่อไปได้ตรัสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารไปจนจบ)”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยญายธรรมนี้แล เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา.
________________________________
๑. คำว่า “ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย” นี้ ในสูตรที่ ๒ แห่งอุปสกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๗/๙๒ ใช้คำว่า “ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์” (ปฏิสญฺจิกฺขติ).
หน้า 15 T 4.0.5
คนเราจิตยุ่ง เพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอดซึ่งธรรมคือปฏิจจสมุปบาทนี้, (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะ และหญ้าปัพพชะ อย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพันซึ่งสังสาระ ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นชื่อแห่งทางสายกลาง ๒
ดูก่อนกัจจานะ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีอยู่” ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด๓ (มิใช่ทางสายกลาง) ที่หนึ่ง; คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่” ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง ดูก่อนกัจจานะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้นคือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า :-
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, มหานิทานสูตร มหา.ที.๑๐/๖๕/๕๗; ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ.
๒. สูตรที่ ๕ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๒๑/๔๔, ตรัสแก่พราหมณ์กัจจานโคตร ที่เชตวัน; สูตรที่ ๗ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๙๑/๑๗๓, ตรัสแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ ที่เชตวัน.
๓. คำว่า “ส่วนสุด” ในกรณีอย่างนี้ หมายถึงทิฏฐิหรือความคิดเห็นที่แล่นไปสุดเหวี่ยง ในทิศทางใดทางหนึ่ง; มีลักษณะเป็นความสำคัญมั่นหมายในลักษณะที่เป็นตัวเป็นตน หรือตรงกันข้าม. ส่วนพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีหลักธรรมของพระองค์ ที่ไม่แล่นไปสุดเหวี่ยงหรือสุดโต่งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตรัสลงไปในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” ในลักษณะที่ทยอย ๆ กันไป ไม่มีสิ่งใดเกิดหรือดับได้ โดยลำพังตัวมันเอง; ดังนั้นจึงไม่มีทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่” หรือว่า “สิ่งทั้งปวงไม่มี”.
หน้า 16 T 4.0.6
“เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ... ... (แล้วทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารไปจนจบ)”.
ทรงแนะนำอย่างยิ่ง
ให้ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท๑
(เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท อยู่ลำพังพระองค์เดียว, ภิกษุรูปหนึ่งได้แอบเข้ามาฟัง, ทรงเหลือบไปพบเข้า แล้วได้ตรัสว่า :-
ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้วหรือ ? “ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า !”
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๙๐/๑๖๘; สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๑๓/๑๖๔. รายละเอียดเกี่ยวกับการทรงสาธยาย ให้ดูที่หน้า ๘๐๗ โดยหัวข้อว่า “แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท”.
หน้า 17 T 4.0.8
ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอา (อุคฺคณฺหาหิ) ธรรมปริยายนี้ไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงเล่าเรียน (ปริยาปุณาหิ) ธรรมปริยายนี้.
ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงทรงไว้ (ธาเรหิ) ซึ่งธรรมปริยายนี้.
ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์.
คนเราไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม
เพราะไม่สามารถตัดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท๑
ท้าวสักกะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุอะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ? และอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ปรินิพพานในทิฏฐธรรม (คือทันเวลา, ทันควัน, ไม่ต้องรอเวลาข้างหน้า) พระเจ้าข้า ?”
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ โลกกามคุณวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๒๘/๑๗๘, ตรัสแก่ท้าวสักกะที่ภูเขาคิชฌกูฏ. สูตรที่ ๖ โลกกามคุณวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๒๗/๑๘๑, ตรัสแก่ปัญจสิขคันธัพพบุตรที่ภูเขาคิชฌกูฏ. สูตรที่ ๑ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๓๗/๑๙๑, ตรัสแก่อุคคคหบดีชาวเมืองเวสาลีที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน. สูตรที่ ๒ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๓๘/๑๙๓, ตรัสแก่อุคคคหบดีชาวบ้านหัตถิคาม ที่บ้านหัตถิคาม. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๓๙/๑๙๔, ตรัสแก่อุอุปาลิคหบดี ที่ปาวาริกัมพวัน สูตรที่ ๕ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๔๓/๑๙๙, ตรัสแก่โสณคหบดีบุตร ที่เวฬุวัน. สูตรที่ ๘ คหปติวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๔๖/๒๐๓, ตรัสแก่นกุลปิตุคหบดี ที่เภสกฬาวัน.
หน้า 18 T 4.0.8
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! รูปทั้งหลายที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุมีอยู่, เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่ ซึ่งรูปนั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่กะรูปนั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหาในอารมณ์คือรูปอาศัยแล้ว ย่อมมีแก่เธอนั้น;วิญญาณนั้น คืออุปาทาน.๑ ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีอุปาทาน ย่อมไม่ปรินิพพาน.
(ในกรณีแห่งเสียงที่จะพึงรู้สึกด้วยโสตะ, กลิ่นที่จะพึงรู้สึกด้วยฆานะ, รสที่จะพึงรู้สึกด้วยชิวหา, สัมผัสทางผิวหนังที่จะพึงรู้สึกด้วยกาย (ผิวกายทั่วไป); ก็มีข้อความอย่างเดียวกันกับข้อความในกรณีแห่งรูป ที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุ ดังที่กล่าวแล้วข้างบน ทุกตัวอักษร; ต่างกันเพียงชื่อแห่งอายตนะแต่ละอายตนะเท่านั้น; ในที่นี้จะยกข้อความอันกล่าวถึงธัมมารมณ์เป็นข้อสุดท้าย มากล่าวไว้อีกครั้งดังต่อไปนี้ :-)
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ธัมมารมณ์ทั้งหลายที่จะพึงรู้สึกด้วยมโน มีอยู่, เป็นธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารักเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งธัมมารมณ์นั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ กะธัมมารมณ์นั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหาในอารมณ์คือธัมมารมณ์ อาศัยแล้ว ย่อมมีแก่เธอนั้น; วิญญาณนั้นคืออุปาทาน. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีอุปาทาน ย่อมไม่ปรินิพพาน.
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! นี้แลเป็นเหตุ นี้เป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ไม่ปรินิพพานในทิฏฐธรรม.
________________________________
๑.วิญญาณในที่นี้ หมายถึง มโนวิญญาณ ที่รู้สึกต่อความเพลิดเพลินและความมัวเมาในรูปนั้น; ไม่ใช่จักขุวิญญาณที่เห็นรูปตามธรรมดา
หน้า 19 T 4.0.9
(ฝ่ายปฏิปักขนัย)
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! รูปทั้งหลายที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุมีอยู่, เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูปนั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ กะรูปนั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหาในอารมณ์คือรูปอาศัย แล้ว ย่อม ไม่มีแก่เธอนั้น ; วิญญาณที่จะเป็นอุปาทาน ย่อมไม่มี. ดูก่อนท่านผู้เป็น จอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน.
(ในกรณีแห่งเสียงที่จะพึงรู้ด้วยโสตะ, กลิ่นที่จะพึงรู้สึกด้วยฆานะ, รสที่จะพึงรู้สึกด้วยชิวหา, สัมผัสทางผิวหนังที่จะพึงรู้สึกด้วยกาย (ผิวกายทั่วไป); ก็มีข้อความอย่างเดียวกันกับข้อความในกรณีแห่งรูป ที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุ ดังที่กล่าวแล้วข้างบน ทุกตัวอักษร; ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งอายตนะแต่ละอายตนะเท่านั้น; ในที่นี้จะยกข้อความอันกล่าวถึงธัมมารมณ์เป็นข้อสุดท้าย มากล่าวไว้อีกครั้ง ดังต่อไปนี้ :-)
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ธัมมารมณ์ทั้งหลายที่จะพึงรู้สึกด้วยมโน มีอยู่, เป็นธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารักเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด; ถ้าหากว่า ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งธัมมารมณ์นั้น แล้วไซร้, เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ กะธัมมารมณ์นั้น, วิญญาณนั้นอันตัณหาในอารมณ์คือธัมมารมณ์อาศัยแล้ว ย่อมไม่มีแก่เธอนั้น; วิญญาณที่จะเป็นอุปาทาน ย่อมไม่มี. ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน.
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย ! นี้แลเป็นเหตุ นี้เป็นปัจจัย ที่ทำให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ ปรินิพพานในทิฏฐธรรม, ดังนี้ แล.
หน้า 20 T 4.0.9
หมายเหตุผู้รวบรวม : เป็นที่น่าสังเกตว่า การทูลถามถึงการปรินิพพานในปัจจุบัน
เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ทูลถามโดยคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนทั้งนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาและมนุษย์;
ยังไม่พบที่ทูลถามโดยภิกษุเลย (นอกจากใน จตุกฺก.อํ.๒๑/๒๒๖/๑๗๙, ซึ่งพระอานนท์
ได้ถามเรื่องนี้กะพระสารีบุตร); ชะรอยว่าเรื่องนี้จะเป็นที่แจ่มแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว
หรืออย่างไรกันแน่ เป็นเรื่องที่ควรจะช่วยกันนำไปวินิจฉัยดู. อนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า ปรินิพพาน
นั้น คือการสิ้นสุดแห่งกระแสของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง.
บทนำ จบ
------------
หน้า 21 T 4.1
หมวด ๑
ว่าด้วย ลักษณะ – ความสำคัญ – วัตถุประสงค์
ของเรื่องปฏิจจสมุปบาท
หน้า 23 T 4.1
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน.สํ.๑๖/๘๔/๑๕๔,...ฯลฯ...)
หน้า 24 T 4.1
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑
ว่าด้วย ลักษณะ – ความสำคัญ – และวัตถุประสงค์
ของเรื่องปฏิจจสมุปบาท
(มี ๑๘ เรื่อง)
ก. ว่าด้วยลักษณะ ๖ เรื่อง : ความเหมายของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ ปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างวิธีถามตอบ ปัจจยาการเแม้เพียงอาการเดียวก็ยังตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท แม้แสดงเพียงผัสสะให้เกิดเวทนา ก็ยังเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ทรงเปรียบปฏิจจสมุปบาทด้วยการขึ้นลงของน้ำทะเล
ข. ว่าด้วยความสำคัญ ๖ เรื่อง : การเห็นปฏิจจสมุปบาทชื่อว่าการเห็นธรรม ปฏิจจสมุปบาทคือกฎแห่งธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องลึกและดูลึก ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องลึกซึ้งเท่ากับเรื่องนิพพาน นรกเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทร้อนยิ่งกว่า นรกไหนหมด ผู้แสดงธรรมโดยหลักปฏิจจสมุปบาทเท่านั้นจึงชื่อว่า “เป็นธรรมกถึก”.
ค. ว่าด้วยวัตถุประสงค์ ๖ เรื่อง : ปฏิจจสมุปบาททำให้อยู่เหนือความมีและ ความไม่มีของสิ่งทั้งปวง ไม่มีผู้นั้นหรือผู้อื่นในปฏิจจสมุปบาท กายนี้ไม่ใช่ของใคร เป็นเพียงกระแสปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่ทรงแสดงเพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ปฏิจจสมุปบาทมีหลักว่า “ไม่มีตนเองไม่มีผู้อื่นที่ก่อสุขและทุกข์” การรู้ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักการพยากรณ์อรหัตผล.
หน้า 25 T 4.1.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๑
ว่าด้วย ลักษณะ- ความสำคัญ-และวัตถุประสงค์
ของเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท
_________________
(ก. ว่าด้วย ลักษณะ ๖ เรื่อง)
ความหมายของปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง เราจักจำแนก ซึ่งปฏิจจสมุปบาท แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๒/๔ , ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 26 T 4.1.1.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปบาท (สมุทยวาร) เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! :
เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา;
เพราะมีเวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา;
เพราะมีตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน;
เพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ;
เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ;
เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส - อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไปๆ แห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต
หน้า 27 T 4.1.1.2
จากสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้เรียกว่า มรณะ ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชรามรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ภพ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฎฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่เวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า เวทนา.
หน้า 28 T 4.1.1.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่ผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? จักข๎วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สฬายตนะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ : นี้ เรียกว่า นาม. มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป. นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า นามรูป.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่วิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความไม่รู้อันใดแล เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์,
หน้า 29 T 4.1.2
เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นความไม่รู้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อวิชชา.
ปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ
เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดามีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชาติ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดามีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐. ๓๑/๖๐, ๖๒; ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 30 T 4.1.2
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
หน้า 31 T 4.1.3
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัย ปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
(๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อวิชชา เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้ว มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับลงเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม๑ ทั้งหลาย ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างวิธีถามตอบ๒
ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งด้วย มีลักษณะดูลึกซึ้งด้วย. ดูก่อนอานนท์ !
________________________________
๑. คำว่า “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” นี้ ผู้ที่ได้ฟังเป็นครั้งแรก ไม่จำเป็นจะต้องมีความตื่นเต้นตกใจ ว่าเป็น คำลึกซึ้ง ซับซ้อน อะไรมากมาย แต่เป็นคำธรรมดาสามัญ ในภาษาธรรมะ, มีความหมายแต่เพียงว่า เป็นสิ่งที่เกิดเองไม่ได้ จะต้องอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เสร็จแล้วก็จะเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับ ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป : ที่แท้ ก็คือสิ่งทั้งปวงในโลกนั่นเอง หากแต่ว่า ในที่นี้ทรงประสงค์แต่เรื่องทางจิตใจ และเฉพาะที่เกี่ยวกับความทุกข์ เท่านั้น. - ผู้รวบรวม.
๒. มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๕/๕๗, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ. และอีกแห่งหนึ่ง คือ สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, ข้อความเหมือนกันตั้งแต่คำเริ่มแรกไปจนถึง คำว่า “...อบายทุคติวินิบาตไปได้”.
หน้า 32 T 4.1.3
เพราะไม่รู้๑ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือปฏิจจสมุปบาทนี้ (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง, ยุ่งเหยิงเหมือน ความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม, พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะ และหญ้าปัพพชะอย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสาระที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาตไปได้.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “ชรามรณะที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “ชรามรณะมี เพราะปัจจัยอะไร ?” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ”.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “ชาติที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยมีไหม ? ” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “ชาติมี เพราะปัจจัยอะไร ? ” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ”.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “ภพที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยมีไหม ? ” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “ภพมี เพราะปัจจัยอะไร ? ” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน”.
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าเธอถูกถามว่า “อุปาทานที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “อุปาทานมี เพราะปัจจัยอะไร ? ” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “อุปาทานมี เพราะ ปัจจัยคือตัณหา”.
________________________________
๑. คำนี้ว่า “เพราะไม่รู้“ (อญฺญาณา) ไม่มีในมหานิทานสูตร, มีแต่ในสูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค นิทาน. สํ.
หน้า 33 T 4.1.3
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “ตัณหาที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “ตัณหามี เพราะปัจจัยอะไร ? ” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา”.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “เวทนาที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “เวทนามี เพราะปัจจัยอะไร ? ” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ”.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “ผัสสะที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ?” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “ผัสสะมี เพราะปัจจัยอะไร ?” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป”.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “นามรูปที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยมีไหม ?” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “นามรูปมี เพราะปัจจัยอะไร ?” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ”.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเธอถูกถามว่า “วิญญาณที่มีเพราะสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัย มีไหม ? ” ดังนี้ เช่นนี้แล้ว, คำตอบ พึงมีว่า “มีอยู่”. ถ้าเขาพึงกล่าวต่อไปว่า “วิญญาณมี เพราะปัจจัยอะไร?” ดังนี้แล้ว, คำตอบพึงมีว่า “วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป”.
หน้า 34 T 4.1.3
ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล (เรื่องจึงสรุปได้ว่า) วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป; นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ ; ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือ นามรูป; เวทนามีเพราะปัจจัยคือผัสสะ; ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา; อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา; ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน; ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ; ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย เกิดขึ้นพร้อม เพราะปัจจัยคือ ชาติ : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทแบบนี้ ที่ตั้งต้นจากทุกข์ ขึ้นไปหาอวิชชา, แต่ไปไม่ถึงอวิชชาไปสุดลงเสียเพียงแค่วิญญาณ นามรูป แล้ววกกลับนั้น ยังมีลักษณะพิเศษอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือบางสูตร เช่นสูตรนี้ โดยเฉพาะหามี“สฬายตนะ” รวมอยู่ในสาย ด้วยไม่, ผิดจากสูตรอื่นอีกหลายสูตร แห่งแบบนี้ .จะสันนิษฐานว่าคัดลอกตกหล่นมาแต่เดิม ก็ไม่มีหนทางที่จะสันนิษฐานอย่างนั้น ; เพราะมีการเว้น คำว่า “สฬายตนะ” เหมือนกันหมดทุก ๆ แห่งในสูตรนี้, ทั้งตอนที่เป็นอุทเทส นิทเทส และตอนที่ทรงย้ำครั้งสุดท้าย ในสูตรเดียวกัน.
ปัจจยาการแม่เพียงอาการเดียว
ก็ยังตรัสเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (อิทิปปัจจยตา) ๑
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 35 T 4.1.3
(ธัมมัฏฐิตตา), คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความที่ เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา).
ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และ ได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอัน เป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น)
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม,...ฯลฯ… …ฯลฯ …๑
_______________________________
๑.การละเปยยาล...ฯลฯ... ...ฯลฯ...เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อ (๒) เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงข้อ (๑๐) นี้ ซ้ำกันโดยตลอดกับในข้อ (๑) ต่างกันแต่เพียงปัจจยาการแต่ละปัจจยาการเท่านั้น; สำหรับข้อสุดท้าย คือข้อ (๑๑) จะพิมพ์ไว้เต็มเหมือนข้อ (๑) อีกครั้งหนึ่ง.
หน้า 36 T 4.1.3
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม,..ฯลฯ… …..ฯลฯ …..
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานชาติย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ… …ฯลฯ …
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ... …ฯลฯ …
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ… …ฯลฯ …
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ… …ฯลฯ …
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ… …ฯลฯ …
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ... ....ฯลฯ …
หน้า 37 T 4.1.3
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, ...ฯลฯ… …ฯลฯ …
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลาย ย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา), คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความที่เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา).
ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงาย ของที่คว่ำและได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงดู: เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใดในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอัน เป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
หน้า 38 T 4.1.5
แม้แสดงเพียงผัสสะให้เกิดเวทนา
ก็ยังเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึงคลายกำหนัดได้บ้าง พึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้. ข้อนั้นเพราะเหตุใดเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า การก่อขึ้นก็ดี การสลายลงก็ดี การถูกยึดครองก็ดี การทอดทิ้งซากไว้ก็ดี แห่งกายอันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ย่อมปรากฏอยู่. เพราะเหตุนั้นปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงเบื่อหน่าย ได้บ้าง จึงคลายกำหนัดได้บ้าง จึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า “จิต” ก็ดี ว่า “มโน” ก็ดี ว่า “วิญญาณ” ก็ดี; ปุถุชนผู้มิได้ สดับแล้ว ไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่า จิต เป็นต้นนี้ เป็นสิ่งที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ได้ถึงทับแล้วด้วยตัณหา ได้ยึดถือแล้วด้วย ทิฏฐิโดยความเป็นตัวตน มาตลอดกาลช้านาน ว่า “นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็น ตัวตนของเรา” ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งที่เรียกว่า จิต เป็นต้นนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเข้าไปยึดถือเอากาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ โดยความเป็นตัวตน ยังดีกว่า. แต่จะเข้าไปยึดถือ เอาจิต โดยความเป็นตัวตนไม่ดีเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า กายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปี
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๖/๒๓๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 39 T 4.1.5
บ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง เกินกว่าร้อยปีบ้าง ปรากฏอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสิ่งทีเรียกกันว่า “จิต” บ้าง ว่า “มโน” บ้าง ว่า “วิญญาณ” บ้างนั้น ดวงอื่นเกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในเรื่องนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมกระทำไว้ในใจ โดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า ด้วยอาการอย่างนี้: เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา นั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา จึงเกิด อทุกขมสุขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา นั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเพราะไม้สองอันเสียดสีกันไปมา ไออุ่น ย่อมเกิด ความร้อนย่อมบังเกิดโดยยิ่ง. เพราะแยกไม้ทั้งสองอันนั้นแหละออกจากกันเสีย
หน้า 40 T 4.1.5
ไออุ่นใด ที่เกิดเพราะการเสียดสีระหว่างไม้สองอันนั้น ไออุ่นนั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่ง สุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา นั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) สุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ อาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น; เพราะ ความดับแห่งผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้ง แห่งอทุกขมสุขเวทนา จึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้น; เพราะความดับแห่งผัสสะอันเป็น ที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นแหละ, เวทนาใด ที่เกิดเพราะผัสสะนั้น (ในกรณีนี้คือ) อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา, เวทนานั้นย่อมดับ ย่อมสงบไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในผัสสะ, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสังขารทั้งหลาย, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลาย กำหนัด, เพราะคลายความกำหนัด ย่อมหลุดพ้น, เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่ จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีกต่อไป”. ดังนี้ แล.
หน้า 41 T 4.1.6
ทรงเปรียบปฏิจจสมุปบาทด้วยการขึ้นลง
ของน้ำทะเล ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อน้ำในมหาสมุทรขึ้น ย่อมทำให้แม่น้ำในแม่น้ำ ใหญ่ขึ้น; เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยขึ้น; เมื่อน้ำในแม่น้ำ น้อยขึ้น ย่อมทำให้ละหานใหญ่มีน้ำขึ้น; เมื่อละหานใหญ่มีน้ำขึ้น ย่อมทำให้ละหาน น้อยมีน้ำขึ้น, ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่ออวิชชาเข้ามา (อุปยนฺตี) ย่อมทำให้สังขารทั้งหลายเข้ามา (สงฺขาเร อุปยาเปติ); เมื่อสังขารทั้งหลาย เข้ามา ย่อมทำให้วิญญาณเข้ามา; เมื่อวิญญาณเข้ามา ย่อมทำให้นามรูปเข้ามา; เมื่อ นามรูปเข้ามา ย่อมทำให้สฬายตนะเข้ามา; เมื่อสฬายตนะเข้ามา ย่อมทำให้ผัสสะ เข้ามา; เมื่อผัสสะเข้ามา ย่อมทำให้เวทนาเข้ามา; เมื่อเวทนาเข้ามา ย่อมทำให้ตัณหา เข้ามา; เมื่อตัณหาเข้ามา ย่อมทำให้อุปาทานเข้ามา; เมื่ออุปาทานเข้ามา ย่อมทำ ให้ภพเข้ามา เมื่อภพเข้ามา ย่อมทำให้ชาติเข้ามา; เมื่อชาติเข้ามา ย่อมทำให้ชรามรณะเข้ามา
.... .... .... .... ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อน้ำในมหาสมุทรลง ย่อมทำให้แม่น้ำในแม่น้ำใหญ่ ลดลง; เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ลดลง ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยลดลง; เมื่อน้ำใน แม่น้ำน้อยลดลง ย่อมทำให้น้ำที่ละหานใหญ่ลดลง; เมื่อน้ำที่ละหานใหญ่ลดลง ย่อม ทำให้น้ำที่ละหานน้อยลดลง, ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อ
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๔๔/๒๗๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 42 T 4.1.7
อวิชชาออกไป (อุปยนฺตี) ย่อมทำให้สังขารทั้งหลายออกไป (สงฺขาเร อุปยาเปติ); เมื่อสังขารทั้งหลายออกไป; ย่อมทำให้วิญญาณออกไป; เมื่อวิญญาณออกไป ย่อมทำให้นามรูปออกไป; เมื่อนามรูปออกไป ย่อมทำให้สฬายตนะออกไป; เมื่อสฬายตนะ ออกไป ย่อมทำ ให้ผัสสะออกไป; เมื่อผัสสะออกไป ย่อมทำ ให้เวทนาออกไป; เมื่อเวทนาออกไป ย่อมทำให้ตัณหาออกไป; เมื่อตัณหาออกไป ย่อมทำให้อุปาทาน ออกไป; เมื่ออุปาทานออกไป ย่อมทำให้ภพออกไป เมื่อภพออกไป ย่อมทำให้ ชาติออกไป; เมื่อชาติออกไป ย่อมทำให้ชรามรณะออกไป, ดังนี้ แล
(ข. ว่าด้วย ความสำคัญ ๖ เรื่อง)
การเห็นปฏิจจสมุปบาท ชื่อว่าการเห็นธรรม๑
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย !... ก็แล คำ นี้ เป็นคำ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท”, ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม (ธรรมอาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น); กล่าวคือ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย.
________________________________
๑. มหาหัตถิปโทปมสูตร มู.ม. ๑๒/๓๕๙, ๓๖๐/๓๔๖, พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 43 T 4.1.8
ธรรมใด เป็นความพอใจ (ฉนฺโท) เป็นความอาลัย (อาลโย) เป็นความ ติดตาม (อนุนโย) เป็นความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ) ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้, ธรรมนั้น ชื่อว่า เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ (ทุกฺขสมุทโย).
ธรรมใด เป็นความนำออกซึ่งฉันราคะ (ฉนฺทราควินโย) เป็นความละขาด ซึ่งฉันทราคะ (ฉนฺทราคปฺปหานํ) ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้, ธรรมนั้น ชื่อว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ (ทุกฺขนิโรโธ).
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยการปฏิบัติมีประมาณเพียงเท่านี้แลคำสอนของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้วดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้รักษาควรถือว่า คำกล่าวของพระสารีบุตรในลักษณะเช่นนี้
มีความหมายเท่ากับเป็นพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต;
ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม”; ซึ่งเป็นเครดิตแก่ปฏิจจสมุปบาท ว่าเป็นตัวธรรม
ที่มีค่าเท่ากับว่าถ้าเห็นแล้ว เป็นการเห็นตถาคต ในรูปแห่งธรรม หรือธรรมกาย นั่นเอง.
ข้อนี้แสดงว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่ควรสนใจ กว่าเรื่องอื่นๆ ที่เรียกว่า “ธรรม” ด้วยกัน
ปฏิจจสมุปบาทคือกฎแห่งธรรมฐิติ- ธรรมนิยาม
(ในฐานะเป็นกฎสูงสุดของธรรมชาติ) ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็น ธรรมชาติอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่ง ปฏิจจสมุปบาทนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้......
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 44 T 4.1.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่ พระตถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา), คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา (ธัมมนิยามตา), คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา).
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และ ได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล: ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่
หน้า 45 T 4.1.8
แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง
หน้า 46 T 4.1.8
ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง. ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และ ได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น
หน้า 47 T 4.1.8
อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่
หน้า 48 T 4.1.8
แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้ง ขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้ พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ;
หน้า 49 T 4.1.8
และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล: ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็น
หน้า 50 T 4.1.8
อย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา; คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู: เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี.
หน้า 51 T 4.1.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม, จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม, ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว; คือความตั้งอยู่ แห่งธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
หน้า 52 T 4.1.9
ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ; และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล : ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็น อนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น).
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องลึกและดูลึก๑
พระอานท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้วพระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ เขาร่ำลือกันว่าเป็นธรรมลึก ๒ ด้วย ดูท่าทางราวกะว่าเป็นธรรมลึกด้วย แต่ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนกับเป็นธรรมตื้น ๆ”.
๑. สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม; มหานิทานสูตร มหา. ที่. ๑๐/๖๕/๕๗, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม [มหานิทานสูตรนี้ไม่มีคำว่า “เพราะไม่รู้“ (อญฺญญฺาณา)].
๒. ความลึกของปฏิจจสมุปบาทนี้ อรรถกถาอธิบายว่า เป็นของลึกเกินประมาณ และมีลักษณะปรากฏแก่ตาผู้ดูรู้สึกว่าลึกเหลือประมาณด้วย เปรียบได้กับความลึกของมหาสมุทรที่มีอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ; ไม่เหมือนกับความลึก ของน้ำเน่าสีดำ เพราะใบไม้หมักหมมอยู่ภายใต้ ซึ่งหลอกตาให้รู้สึกว่าเป็นของลึก น่ากลัว แต่ความจริงตื้นแค่เข่า. ข้อความในอรรถกถาตอนนี้ มีสิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษตรงที่กล่าวไว้ว่า มีมหาสมุทรอันลึกเหลือประมาณ ตั้งอยู่ที่ เชิงเขาสิเนรุ คือภูเขาหิมาลัย. ผู้ได้ฟังในบัดนี้ ไม่อาจจะเข้าใจได้ เพราะมหาสมุทรอินเดีย ในบัดนี้ อยู่ไกล เชิงเขาหิมาลัยตั้งพันไมล์ แต่เผอิญไปตรงกับเค้าเงื่อนที่นักธรณีวิทยาแห่งยุคปัจจุบันได้มีมติกันว่า ประเทศอินเดีย สมัยดึกดำบรรพ์ พื้นที่ระหว่างภูเขาหิมาลัยทางเหนือ กับภูเขาวินธัยทางใต้นั้นลุ่มลึกเป็นทะเล. ดังนั้นข้อความ ในอรรถกถานี้ จะถูกผิดหรือเพ้อเจ้อประการใดขอฝากไว้เพื่อการพิจารณา -อรรถกถา สุมังคลวิลาสินี ภาค ๒ หน้า ๑๐๖. นอกจากนี้ ก็ยังมีพระบาลี(สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๐๒/๖๓) ที่กล่าวว่าภูเขาสิเนรุนั้นหยั่งลงในมหาสมุทรลึกถึง ๘๔,๐๐๐ โยชน์;นับว่าเป็นสิ่งที่ยังเข้าใจไม่ได้ จะต้องสันนิษฐานกันต่อไป.
หน้า 53 T 4.1.10
ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งด้วย มีลักษณะดูเป็นธรรมลึกซึ้งด้วย. ดูก่อนอานนท์ ! เพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือ ปฏิจจสมุปบาทนี้ (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้วยยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่ง ของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะ และหญ้าปัพพชะ อย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสงสาร ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาตไปได้.
ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องลึกซึ้ง
เท่ากับเรื่องนิพพาน ๑
ดูก่อนราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดแก่เราว่า “ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมระงับและประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายๆ แห่งความตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต. ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย; สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น ยากนักที่จะเห็นสิ่งนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยแก่สิ่งนี้ ๆ (อิทปฺปจฺจยตาปฎิจฺจสมุปฺปาโท); และยากนักที่จะเห็นแม้สิ่งนี้ คือนิพพาน อันเป็นธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นธรรมอันสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา
________________________________
๑. โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๖๑/๕๐๙, ตรัสแก่โพธิราชกุมาร ที่โกกนุทปราสาท เมืองสุงสุมารคิระ; ปาสราสิสูตร ม.ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. (มีเนื้อความเหมือนกันทุกตัวอักษรต่างกันแต่ ว่าตรัสคนละคราว เพราะตรัสแก่ผู้ฟังต่างคนกัน คือครั้งหนึ่งตรัสแก่โพธิราชกุมาร ครั้งหนึ่งตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย).
หน้า 54 T 4.1.11
เป็นความจางคลาย เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. หากเราพึงแสดงธรรมแล้วสัตว์อื่น ไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา”. โอ, ราชกุมาร ! คาถาอันน่าเศร้า (อนจฺฉริยา) เหล่านี้ ที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า :-
“กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก.
ธรรมนี้ สัตว์ที่ถูกราคะโทสะปิดกั้นแล้ว ไม่รู้ได้โดย
ง่ายเลย. สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ อันความมืด
ห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันไปทวนกระแส อันเป็น
ธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู” ดังนี้.
(ยังมีอีกสูตรหนึ่ง๑ ซึ่งมีเนื้อความเหมือนกันกับข้อความข้างบนนี้ แต่เป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าวิปัสสี นำมาตรัสเล่าโดยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ได้ทรงพระดำริว่า “ถ้าอย่างไร เราพึงแสดงธรรมเถิด” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ได้ทรงพระดำริอีกว่า “ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมระงับและปราณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายๆ แห่งความตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต. ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัยเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย; สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่มา
______________________________
๑. มหาปทานสูตร มหา. ที่.๑๐/๔๑/๔๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 55 T 4.1.12
ยินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น ยากนักที่จะเห็นสิ่งนี้ คือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท (ปฏิจจสมุปบาทกล่าวคือความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัยแก่สิ่งนี้ ๆ); และยากนักที่จะเห็นแม้สิ่งนี้ คือนิพพาน อันเป็นธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นธรรมอันสลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. หากเราพึงแสดงธรรมแล้ว สัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบากแก่เรา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ได้ยินว่า คาถาอันน่าเศร้า (อนจฺฉริยา) เหล่านี้ ซึ่งพระองค์ไม่เคยสดับมาแต่ก่อน ได้แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ดังนี้ว่า :-
“กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก.
ธรรมนี้ สัตว์ที่ถูกราคะโทสะปิดกั้นแล้ว ไม่รู้ได้โดย
ง่ายเลย. สัตว์ผู้กำหนัดแล้วด้วยราคะ อันความมืด
ห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันไปทวนกระแส อันเป็น
ธรรมละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู”, ดังนี้ แล.
นรกเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทร้อนยิ่งกว่านรกไหนหมด ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นรกชื่อว่ามหาปริฬาหะ มีอยู่. ในนรกนั้น, บุคคล ยังเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยจักษุ แต่ได้เห็นรูปที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่เห็น
______________________________
๑. สูตรที่ ๓ ปปาตวรรค สัจจสังยุตต์ มหาวาร.สํ. ๑๙/๕๖๒/๑๗๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่คิชฌกูฏบรรพต นครราชคฤห์; ในที่อื่น (สูตรที่ ๒ เทวทหวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๘/๒๑๔) พระองค์ตรัสเรียกนรกชนิดนี้ว่า ผัสสายตนิกนรก ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นนรกในปัจจุบันสำหรับสัตว์ที่ยังมีความรู้สึกอยู่ ด้วยกันทั้งนั้น.
หน้า 56 T 4.1.12
รูปที่น่าปราถนาเลย; เห็นรูปที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่เห็นรูปที่น่าใคร่เลย; เห็นรูป ที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่เห็นรูปที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังฟังเสียง อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยโสตะ แต่ได้ฟังเสียงที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่ได้ฟังเสียง ที่น่าปรารถนาเลย ; ฟังเสียงที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่ได้ฟังเสียงที่น่าใคร่เลย; ฟังเสียง ที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่ได้ฟังเสียงที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังรู้สึกกลิ่น อย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยฆานะ แต่ได้รู้สึกกลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่ได้รู้สึก กลิ่นที่น่าปรารถนาเลย; ได้รู้สึกกลิ่นที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกกลิ่น ที่น่าใคร่เลย; ได้รู้สึกกลิ่นที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกกลิ่นที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยชิวหา แต่ได้ลิ้มรสที่ไม่ปรารถนา อย่างเดียว ไม่ได้ลิ้มรสที่น่าปราถนาเลย; ได้ลิ้มรสที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่ได้ลิ้มรสที่น่าใคร่เลย ; ได้ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่ได้ลิ้มรสที่น่าพอใจเลย. ในนรกนั้น, บุคคลยังถูกต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยกาย แต่ได้ถูกต้อง โผฏฐัพพะที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าปรารถนาเลย; ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าใคร่เลย; ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าพอใจเลย, ในนรกนั้น, บุคคลยังรู้สึกธัมมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยมโน แต่ได้รู้สึก ธัมมารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนาเลย; ได้รู้สึก ธัมมารมณ์ที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกธัมมารมณ์ที่น่าใคร่เลย; ได้รู้สึกธัมมารมณ์ ที่ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่ได้รู้สึกธัมมารมณ์ที่น่าพอใจเลย.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ความเร่าร้อนนั้น ใหญ่หลวงหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความเร่าร้อนนั้น ใหญ่หลวงนักหนอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีไหม พระเจ้าข้า : ความร้อนอื่นที่ใหญ่หลวงกว่า น่ากลัวกว่า กว่าความร้อนนี้ ?”
หน้า 57 T 4.1.14
ดูก่อนภิกษุ ! มีอยู่ : ความเร่าร้อนอื่น ที่ใหญ่หลวงกว่า น่ากลัวกว่า กว่าความร้อนนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ความร้อนอื่นที่ใหญ่หลวงกว่า น่ากลัวกว่ากว่าความร้อนนี้ เป็นอย่างไรเล่า ?”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ”; ว่า “เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ”; ว่า “ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ”; ว่า “ข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ”; สมณพราหมณ์ เหล่านั้นย่อมยินดียิ่งในสังขารทั้งหลาย อันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นยินดียิ่ง ในสังขารทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว, ย่อมปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลายอันเป็นไปพร้อม เพื่อชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาส; สมณพราหมณ์ ทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลายเช่นนั้นแล้ว, ย่อมเร่าร้อน เพราะความเร่าร้อนแห่งชาติ (ความเกิด) บ้าง; ย่อมเร่าร้อนเพราะความเร่าร้อน แห่งชราบ้าง, ย่อมเร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งมรณะบ้าง, ย่อมเร่าร้อน เพราะความเร่าร้อนแห่งโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสบ้าง : เรากล่าวว่า “สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่พ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย คือไม่พ้นจากทุกข์” ดังนี้.
(ฝ่ายปฏิษักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ”; ว่า “เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
หน้า 58 T 4.1.14
เป็นอย่างนี้ ๆ”; ว่า “ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ”; ว่า “ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ”; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ยินดียิ่งในสังขารทั้งหลาย อันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ครั้นไม่ยินดียิ่งในสังขารทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว, ย่อมไม่ปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลาย อันเป็นไปพร้อมเพื่อชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นไม่ปรุงแต่งซึ่งสังขารทั้งหลาย เช่นนั้นแล้ว, ย่อมไม่เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อน แห่งชาติ (ความเกิด) บ้าง ย่อมไม่เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งชราบ้าง ย่อมไม่เร่าร้อนเพราะความเร่าร้อนแห่งมรณะบ้าง ย่อมไม่เร้าร้อนเพราะความเร่าร้อน แห่งโสกะ ปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสบ้าง : เรากล่าวว่า “สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย คือ หลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทำ ความเพียร เพื่อให้รู้ตามที่เป็นจริงว่า “ทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ”; ว่า “เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ”; ว่า “ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ”; ว่า “ข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ๆ”; ดังนี้เถิด.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกต ให้เห็นว่านรกที่ร้อน ยิ่งกว่านรกนั้น คือนรกแห่งการไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอริยสัจสี่; อริยสัจสี่โดยสมบูรณ์นั้นคือปฏิจจสมุปบาท ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วในสูตร ๑ มหาวรรคติก .อํ.๒๐/๒๒๗/๕๐๑, ซึ่งได้ นำมาใส่ไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยหัวข้อว่า “อริยสัจในรูปแห่งปฏิจจสมุปบาท มีในขณะแห่งเวทนา ”; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะกำลังเสวยทุกข์อันเกิดมาจากชาติ เป็นต้น; นรกที่เกิดมาจากการไม่เห็นอริยสัจสี่ จึงเป็นนรกแห่งการไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท นั้นเอง; เรียกสั้นๆ ในที่นี้ว่า “นรกปฏิจจสมุปบาทร้อนยิ่งกว่านรก”
หน้า 59 T 4.1.15
ผู้แสดงธรรมโดยหลักปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น
จึงชื่อว่า “เป็นธรรมกถึก”๑
ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน ภิกษุรูปหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ที่กล่าว ๆ กัน ว่า “ธรรมกถึก - ธรรมกถึก” ดังนี้; ภิกษุชื่อว่าเป็น ธรรมกถึก ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า ? ” ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า “ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อความคล้ายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชราและมรณะ ผู้ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชาติ อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งภพ อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาย กำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
______________________________
๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๒/๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน.
หน้า 60 T 4.1
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
หน้า 61 T 4.1.16
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้; ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”. ดังนี้ แล.
(ค. ว่าด้วย วัตถุประสงค์ ๖ เรื่อง)
ปฏิจจสมุปบาท ทำให้อยู่เหนือความมี
และความไม่มีของสิ่งทั้งปวง๑
ชาณุสโสณิพรหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ ?”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า 'สิ่งทั้งปวง มีอยู่' ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง)๒ ที่หนึ่ง”.
______________________________
๑. สูตรที่ ๗ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๑/๑๗๓, ตรัสแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์ ที่เชตวัน.
๒. คำว่า “ส่วนสุด” ในกรณีอย่างนี้ หมายถึงทิฏฐิหรือความคิดเห็นที่แล่นไปสุดเหวี่ยง ในทิศทางใดทางหนึ่งมีลักษณะ เป็นความสำคัญมั่นหมายในลักษณะที่เป็นตัวเป็นตนหรือตรงกันข้าม. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีหลักธรรมของพระองค์ที่ไม่แล่นไปสุดเหวี่ยงหรือสุดโต่ง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตรัสลงไปในลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ว่า 'เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ' ในลักษณะที่ทยอยๆ กันไปไม่มีสิ่งใดเกิดหรือดับได้ โดยลำพัง ตัวมันเอง; ดังนั้น จึงไม่มีทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่” หรือว่า “สิ่งทั้งปวงไม่มี”.
หน้า 62 T 4.1.17
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ ? ”
ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่” ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง.
ดูก่อนพราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ..ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขุโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ….ฯลฯ ....ฯลฯ....ฯลฯ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
พราหมณ์นั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นผู้รับนับถือ พระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล.
ไม่มีผู้นั้น หรือผู้อื่น ในปฏิจจสมุปบาท ๑
ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พราหมณ์คนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ผู้นั้นกระทำ; ผู้นั้นเสวย (ผล) ดังนั้นหรือพระเจ้าข้า ?”
______________________________
๑. สูตรที่ ๖ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๙๐/๑๗๐, ตรัสแก่พรหมณ์ผู้หนึ่ง ที่เชตวัน.
หน้า 63 T 4.1.17
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไป ด้วยทิฏฐิว่า 'ผู้นั้นกระทำ; ผู้นั้นเสวย (ผล)' ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (ไม่ใช่สายกลาง) ที่หนึ่ง”.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ผู้อื่นกระทำ; ผู้อื่นเสวย (ผล) หรือพระเจ้าข้า? ”
ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “ผู้อื่นกระทำ; ผู้อื่นเสวย (ผล)” ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (ไม่ใช่สายกลาง) ที่สอง.
ดูก่อนพราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหา ส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับ แห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ …..ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
พราหมณ์นั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้รับนับถือพระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล.
หน้า 64 T 4.1.18
กายนี้ไม่ใช่ของใคร เป็นเพียงกระแสปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กายนี้ ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย และทั้งไม่ใช่ของ บุคคลเหล่าอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมเก่า (กาย) นี้ อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่า เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น (อภิสงฺขต), เป็นสิ่งที่ปัจจัยทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น (อภิสญฺเจตยิต), เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ได้ (เวทนีย).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีของกายนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทำ ไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า ด้วยอาการ อย่างนี้ : เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ….ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ…. เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นทั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ….ฯลฯ.... ฯลฯ….ฯลฯ…. เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้แล.
______________________________
๑. สูตรที่ ๗ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 65 T 4.1.19
ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่ทรงแสดง
เพื่อไม่ให้รู้สึกว่ามีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
(เพื่อขจัดสัสสตทิฏฐิเป็นต้น)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่างเป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง, (๒) ผัสสะ, (๓) มโนสัญเจตนา, (๔) วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย.
ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซึ่งวิญญาณาหาร พระเจ้าข้า ? ”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า “นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซึ่งวิญญาณาหาร) พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้ กล่าวอย่างนั้นเช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ’ ดังนี้แล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลย ในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า ‘วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่
______________________________
๑. สูตรที่ ๒ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕/๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 66 T 4.1.19
ต่อไป . เมื่อภูตะ (ความเป็นภพ) นั้น มีอยู่, สฬายตนะย่อมมี; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ (การสัมผัส)’, ดังนี้”.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมสัมผัส” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ? ” ดังนี้. ก็เรามิได้ กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึกต่ออารมณ์)”, ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อม รู้สึกต่ออารมณ์” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมรู้สึกต่ออารมณ์” ดังนี้ นั่นแหละ จึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า ? ” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาพระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมี ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา (ความอยาก)”, ดังนี้.
หน้า 67 T 4.1.19
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมอยาก” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคลลย่อมอยาก” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า ?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)”, ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อมยึดมั่น” ดังนี้ : ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ? ” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าว อย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ - ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 68 T 4.1.20
ดูก่อนผัคคุนะ ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งสัมผัส) ทั้ง ๖ นั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะ มีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : สูตรนี้ทั้งสูตร แสดงว่า ไม่มีบุคคลที่กลืนกินวิญญาณาหาร ไม่มีบุคคลที่เป็นเจ้าของอายตนะ ไม่มีบุคคลที่กระทำผัสสะ ไม่มีบุคคลที่เสวยเวทนา ไม่มีบุคคลที่อยากด้วยตัณหา ไม่มีบุคคลที่ยึดมั่นถือมั่น, มีแต่ธรรมชาติที่เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรมอย่างหนึ่ง ๆ เป็นปัจจัย สืบต่อแก่กันและกันเป็นสายไป เท่านั้น
ปฏิจจสมุปบาท มีหลักว่า
“ไม่มีตนเอง ไม่มีผู้อื่น ที่ก่อสุขและทุกข์”๑
ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน ติมพรุกขปริพพาชก ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลทำเองหรือพระเจ้าข้า ? ”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า “อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ ! ”
______________________________
๑. สูตรที่ ๘ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๖/๕๔, ตรัสแก่ติมพรุกขปริพพาชก ที่เชตวัน.
หน้า 69 T 4.1.20
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือพระเจ้าข้า ? ”
อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยและบุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือพระเจ้าข้า ? ”
อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ ก็เกิดขึ้นได้หรือพระเจ้าข้า ?”
อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนติมพรุกขะ ! มิใช่สุขและทุกข์ไม่มี, ที่แท้ สุขและทุกข์มีอยู่.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์กระมัง ?”
ดูก่อนติมพรุกขะ ! เราจะไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์ ก็หามิได้; เราแลย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งสุขและทุกข์.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พระองค์, เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า
หน้า 70 T 4.1.20
‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และบุคคลอื่นกระทำให้ ด้วยหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเอง หรือใคร ทำให้ก็เกิดขึ้นได้หรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากลัวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ไม่มีหรือพระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘ดูก่อนติมพรุกขะ ! มิใช่สุขและทุกข์ไม่มี, ที่แท้สุขและทุกข์มีอยู่’ ดังนี้; ครั้นข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นสุขและทุกข์กระมัง ?’ ดังนี้, ก็ยังทรงตอบว่า ‘ดูก่อนติมพรุกขะ ! เราจะไม่รู้ไม่เห็นสุข และทุกข์ก็หามิได้ ; เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งสุขและทุกข์’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระโคดมผู้เจริญ จงตรัสบอกซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) สุขและทุกข์; และจงทรงแสดงซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) สุขและทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด”.
ดูก่อนติมพรุกขะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า “เวทนา ก็สิ่งนั้น บุคคลผู้เสวยเวทนาก็สิ่งนั้น” ดังนี้ไปเสียแล้ว แม้อย่างนี้เราก็ยังไม่กล่าวว่า “สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง” ดังนี้.
ดูก่อนติมพรุกขะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนาสะกิดให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า “เวทนาก็สิ่งอื่น บุคคลผู้เสวยเวทนาก็สิ่งอื่น” ดังนี้ไปเสียแล้ว แม้อย่างนี้เราก็ยัง ไม่กล่าวว่า “สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคลลอื่นกระทำให้” ดังนี้.
หน้า 71 T 4.1.21
ดูก่อนติมพรุกขะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ….; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ....ฯลฯ ....ฯลฯ....ฯลฯ….; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : วามดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
ติมพรุกขปริพพาชกนั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้รับนับถือพระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล.
การรู้ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักการพยากรณ์อรหัตตผล๑
ภิกษุกฬารขัตติยะ เข้าไปหาพระสารีบุตร ได้เล่าเรื่องที่พระโมลิยผัคคุนะผู้ลาสิกขาเวียนมาเป็นฆราวาส ให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรกล่าวว่าที่พระโมลิยผัคคุนะลาสิกขาไปนั้น ต้องเป็นเพราะไม่ได้ความมั่นใจ ในธรรมวินัยนี้เป็นแน่ เมื่อได้ฟังดังนั้น ภิกษุกฬารขัตติยะ จึงได้ย้อนถามถึงความรู้สึกส่วนตัว พระสารีบุตรเองว่าท่านได้ความมั่นใจ ในธรรมวินัยแล้วหรือ พระสารีบุตร ได้ตอบว่า เราไม่มีกังขาในข้อนี้เลย ภิกษุกฬารขัตติยะ ได้ถามอีกว่า แล้วในกาลต่อไปข้างหน้าเล่า พระสารีบุตรตอบว่า เราไม่ลังเลสงสัยเลย ภิกษุกฬารขัตติยะจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลกล่าวหาพระสารีบุตรว่าพยากรณ์อรหัตตผลว่าตนมีชาติสิ้นแล้วเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้รับสั่งให้เรียกหา พระสารีบุตรมาแล้วตรัสถามว่า:-
______________________________
๑. สูตรที่ ๒ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๖๐/๑๐๖, ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่เชตวัน.
หน้า 72 T 4.1.21
ดูก่อนสารีบุตร ! ได้ยินว่า เธอพยากรณ์อรหัตตผลว่า “เราย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น ที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก’ ดังนี้ จริงหรือ ?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เนื้อความโดยบทและโดยพยัญชนะทั้งหลายเช่นนั้น ข้าพระองค์มิได้กล่าวแล้ว พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสารีบุตร ! กุลบุตรย่อมพยากรณ์อรหัตตผล ได้โดยปริยายแม้ต่าง ๆ กันเมื่อเป็นดังนั้น ประชาชนทั้งหลาย ก็ย่อมเห็นการพยากรณ์โดยปริยายใด ปริยายหนึ่งนั้น ว่าเป็นอรหัตตผลที่กุลบุตรนั้นพยากรณ์แล้ว.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ข้าพระองค์ได้กราบทูลแล้วมิใช่หรือว่า เนื้อความมีอรรถ และพยัญชนะทั้งหลายเช่นนั้น ข้าพระองค์มิได้กล่าวแล้ว”.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธออย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่าน สารีบุตร ! ท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงพยากรณ์อรหัตตผลว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น อย่างนี้ มิได้มีอีก’ ดังนี้” ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชาติ มีสิ่งใดเป็นเหตุ เมื่อชาติสิ้นเพราะความสิ้นแห่งเหตุนั้น ข้าพเจ้ารู้ว่าชาติสิ้นแล้ว ดังนี้ จึงรู้ว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่
หน้า 73 T 4.1.21
ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก’ ดังนี้’. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไป) อย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ชาติ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด (สมุทย)? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก)? มีอะไรเป็นแดนเกิด (ปภว)เล่า ? ” ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชาติ มีภพเป็นเหตุให้เกิด มีภพเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีภพ เป็นเครื่องกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด’. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ภพเล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ” ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ภพ มีอุปาทานเป็นเหตุให้เกิด มีอุปาทานเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอุปาทานเป็นเครื่องกำเนิด มีอุปาทานเป็นแดนเกิด’. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
หน้า 74 T 4.1.21
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) ว่า “ข้าแต่ท่าน สารีบุตร ! ก็ อุปาทาน เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ” ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! อุปาทาน มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิดมีตัณหา เป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ ตัณหา เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ” ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิดมีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด'. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! ก็ เวทนา เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ” ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
หน้า 75 T 4.1.21
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นเหตุให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องก่อให้เกิดมีผัสสะเป็นเครื่องกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด’. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! เมื่อท่านรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร นันทิ (กิเลสเป็นเหตุ ให้รู้สึกเพลิน) จึงจะไม่เข้าไปตั้งอยู่ในเวทนาทั้งหลาย ? ” ดังนี้. ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เวทนาสามอย่างเหล่านี้ มีอยู่; สามอย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า ‘เวทนา ทั้ง ๓ อย่างนั้น เป็นของไม่เที่ยง; สิ่งใดเป็นของไม่เที่ยง, สิ่งนั้น ล้วนเป็นทุกข์’ ดังนี้ ; เพราะรู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ นันทิ จึงไม่เข้าไปตั้งอยู่ในเวทนาทั้งหลาย’ . ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! ปริยายที่เธอกล่าวนี้ ก็เพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งเนื้อความนั้นแหละ แต่โดยย่อ ว่า “เวทนาใดๆ ก็ตาม เวทนานั้นทั้งหมด ย่อมถึงการประชุมลงในความทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนสารีบุตร ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามเธอ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ! เพราะอาศัยวิโมกข์อย่างไหน ท่านจึงพยากรณ์อรหัตตผลว่า
หน้า 76 T 4.1.21
‘ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำ เสร็จแล้ว, กิจอื่น ที่ต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก', ดังนี้” ดูก่อนสารีบุตร ! เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาว่าอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าเขาถามเช่นนั้น ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เพราะอาศัยอัชฌัตตวิโมกข์,๑ เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง, เราจึงเป็นผู้มีสติอยู่ ในลักษณะที่อาสวะทั้งหลาย จะไหลไปตามไม่ได้; อนึ่ง เราย่อมไม่ดูหมิ่นซึ่งตนเองด้วย’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! ปริยายที่เธอกล่าวนี้ ก็เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งเนื้อความนั้นแหละ แต่โดยย่อว่า “ข้าพเจ้าไม่ข้องใจในอาสวะทั้งหลาย ที่พระสมณะกล่าวแล้ว และข้าพเจ้า ไม่ลังเลสงสัยว่าอาสวะทั้งหลายเหล่านั้น ข้าพเจ้าละแล้วหรือยัง” ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ เข้าสู่วิหารที่ประทับส่วนพระองค์
หมวดที่หนึ่ง จบ
_________________
______________________________
๑. อัชฌัตตวิโมกข์ คือ ความพ้นวิเศษในภายใน โดยเหตุที่นันทิหรือตัณหา ไม่เข้าไปตั้งอยู่ในเวทนา จิตจึงพ้นจาก ความทุกข์อันจะพึงเกิดจากเวทนาในภายใน ในขณะนั้น. อธิบายว่าเมื่อไม่มีตัณหาหรือนันทิก็ย่อมไม่มีอุปาทาน เมื่อไม่มีอุปาทาน ก็ไม่เป็นทุกข์. อาการอย่างนี้ เรียกว่า อัชฌัตตวิโมกข์ ใช้เป็นเครื่องวัดในการพยากรณ์อรหัตตผล ว่ามีจริงหรือไม่.
หน้า 77 T 4.2
หมวด ๒
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท คือ
อริยสัจสมบูรณ์แบบ
หน้า 79 T 4.2
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 80 T 4.2
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๒
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจสมบูรณ์แบบ
(มี ๙ เรื่อง)
มีเรื่อง : เรื่องปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจ ปฏิจจสมุปบาททุกอาการ มีลักษณะแห่งความเป็นอริยสัจสี่ ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงการก่อขึ้นแห่งทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงการดับลงแห่งทุกข์ อริยสัจในรูป แห่งปฏิจจสมุปบาทมีในขณะแห่งเวทนา อาการที่ยุ่งยากที่สุดของปฏิจจสมุปบาท คืออาการของตัณหา ความเหนียวแน่นของสัสสตทิฏฐิปิดบังการเห็นอริยสัจสี่จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท นัตถิกทิฏฐิปิดบังการเห็นอริยสัจสี่จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจ หรือปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในบรรดาเรื่องที่ใครคัดค้านไม่ได้.
หน้า 81 T 4.2.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๒
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจสมบูรณ์แบบ
_________________
เรื่องปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องอริยสัจ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้ง ๔” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เราเศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ ย่อมมี; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี; เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 82 T 4.2.1
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมบัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็น ทุกขนิโรธ”ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้; แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนาอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, แม้ความตายก็เป็นทุกข์, แม้โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็ เป็นทุกข์ : กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าทุกขสมุทยอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ;
หน้า 83 T 4.2.1
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ;เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้นั่นเอง, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้ง ๔ ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้นเรากล่าวหมายถึง ข้อความนี้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า คนทั่วไปล้วนแต่เข้าใจว่า อริยสัจ กับปฏิจจสมุปบาท เป็นคนละเรื่องกัน โดยเนื้อแท้แล้ว เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องอริยสัจ ที่สมบูรณ์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในสูตรนี้ โดยทรงแจกทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธ ออกไป อย่างละเอียด หรือสมบูรณ์ที่สุด โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท : แทนที่จะกล่าวสั้น ๆ ว่าทุกขสมุทัยคือตัณหาสั้น ๆ ลุ่น ๆ ก็แสดงโดยละเอียดว่า ตัณหาคืออะไร เกิดมาจากอะไร
หน้า 84 T 4.2.2
และทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างไร ถึง ๑๑ ระยะ คือสายแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร สาย หนึ่ง; แทนที่จะกล่าวสั้น ๆ ลุ่น ๆ ว่า ทุกขนิโรธ คือการดับตัณหาเสีย ก็ตรัสอย่างละเอียด ถึง ๑๑ ระยะ อย่างเดียวกัน เป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร; ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การตรัสอย่างนี้ เป็นอริยสัจโดยสมบูรณ์. เราควรเรียกอริยสัจที่แสดงด้วยปฏิจจสุมปบาทว่า “อริยสัจใหญ่”, และเรียกอริยสัจที่รู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า “อริยสัจเล็ก” กันแล้วกระมัง.
ปฏิจจสมุปบาททุกอาการมีลักษณะแห่งความ
เป็นอริยสัจสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับ ไม่เหลือแห่งชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕๑/๙๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 85 T 4.2.2
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
หน้า 86 T 4.2.2.1
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชรามรณะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ; ความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฎของขันธ์ทั้งหลาย การที่ สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งภพ ; ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งภพ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ
หน้า 87 T 4.2.2.1
แห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ภพ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน; ความดับไม่เหลือแห่งภพ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน. ความก่อขึ้นพร้อม แห่งอุปาทานย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหา ; ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่ตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา. ความก่อขึ้น พร้อมแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา; ความดับไม่เหลือ
หน้า 88 T 4.2.2.1
แห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า เวทนา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนาย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียร ชอบความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ; ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
หน้า 89 T 4.2.2.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? จักข๎วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สฬายตนะ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งนามรูป; ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ : นี้เรียกว่านาม, มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป, นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า นามรูป. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ; ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งนามรูป, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ;. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร; ความดับ
หน้า 90 T 4.2.2.2
ไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ภิกษุ ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่ง ชรามรณะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
หน้า 91 T 4.2.2.2
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
หน้า 92 T 4.2.2.2
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง สังขารทั้งหลาย; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกภิกษุนั้น ว่า :-
“ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน)”, ดังนี้บ้าง;
“ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ (ทสฺสนสมฺปนฺโน)”, ดังนี้บ้าง;
“ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว (อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ) ”, ดังนี้บ้าง;
“ย่อมเห็นซึ่งพระสัทธรรมนี้ (ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ) ”, ดังนี้บ้าง;
“ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ (เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต) ”,ดังนี้บ้าง;
“ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ (เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต) ”,ดังนี้บ้าง;
“ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแสแห่งธรรม (ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน) ”, ดังนี้บ้าง;
“ผู้ประเสริฐมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส (อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ) ”,ดังนี้บ้าง;
“ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ (อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ) ”, ดังนี้บ้าง.
หน้า 93 T 4.2.2.3
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตุให้เห็นว่า อาการแห่งปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการก็ยังจำแนกออกไปเป็นอริยสัจสี่อีกชั้นหนึ่ง; เช่นเดียวกับตัวปฏิจจสมุปบาททั้งสาย, ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยหัวข้อว่า “เรื่องปฏิจจสมุปบาท คือ เรื่องอริยสัจ”. ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วเป็นเครื่องแสดงให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นเรื่องอริยสัจทั้งเนื้อทั้งตัว. ขอให้กำหนดไว้เป็นพิเศษ ตลอดเวลา.
.... .... .... ....
(แม้คำของพระมหาเถระ คือพระสารีบุตร ก็ได้กล่าวถึงปฏิจจสมุปบาท โดยหลักแห่งอริยสัจสี่ อย่างเดียวกันกับพุทธภาษิตข้างบนนี้ แต่กล่าวในฐานะเป็นวัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิ คือ การรู้ชัดซึ่งอาการทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท โดยนัยแห่งอริยสัจสี่ ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างหนึ่ง ๆ ทุกอาการ รวมอยู่กับเรื่องอื่นๆ คือเรื่องอกุศล กุศล พร้อมทั้งมูลเหตุ, เรื่องอาหารสี่ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่, เรื่องทุกข์โดยนัยแห่งอริยสัจสี่, และเรื่องอาสวะ โดยนัยแห่งอริยสัจสี่, ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุแห่งสัมมาทิฏฐิด้วยกันทั้งนั้น.สำหรับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น มีข้อความ ดังที่ยกมาไว้เป็นส่วนผนวกของพระพุทธภาษิตข้างบนนี้ ดังต่อไปนี้ :-)
“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก ที่จะทำอริยสาวก ให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วย ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม, มาสู่พระสัทธรรมนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายนั้นคือ ในกาลใด อริยสาวก ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น.
หน้า 94 T 4.2.2.3
ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ในกาลนั้น.
…ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก…. ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น แห่งชาติด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติด้วย; ….ฯลฯ....ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก….ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพด้วย ; ....ฯลฯ. ..ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก....ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทานด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานด้วย;...ฯลฯ...ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก... ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหาด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหาด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหาด้วย;....ฯลฯ....ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก...ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนาด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนาด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนาด้ว ;....ฯลฯ....ในกาลนั้น.
หน้า 95 T 4.2.2.3
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก....ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ห่งผัสสะด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะด้วย;....ฯลฯ....ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก….. ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะด้วย; ....ฯลฯ….ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก....ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น แห่งนามรูปด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูปด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูปด้วย;....ฯลฯ….ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก....ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ห่งวิญญาณด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณด้วย;….ฯลฯ....ในกาลนั้น.
...ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก....ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขารด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขารด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขารด้วย;....ฯลฯ....ในกาลนั้น.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายอย่างอื่นยังมีอีก ที่จะทำอริยสาวกให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม, มาสู่พระสัทธรรมนี้.
หน้า 96 T 4.2.3
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ปริยายนั้นคือ ในกาลใด อริยสาวก ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อวิชชา ด้วย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอวิชชาด้วย, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอวิชชาด้วย, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอวิชชาด้วย; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อริยสาวกนั้น. ชื่อว่าเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ในกาลนั้น. ...
(ต่อไปนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวถึงเรื่องอาสวะ โดนัยแห่งอริยสัจสี่ ไปจนจบสูตรชื่อสัมมาทิฏฐิสูตร มู.ม. ๑๒/๙๐/๑๑๗)
หมายเหตุผู้รวบรวม : ในพุทธภาษิตในตอนต้นของเรื่องนี้ ตรัสลักษณะของ อริยสัจสี่ ในอาการของปฏิจจสมุปบาท ไม่ขึ้นไปถึงอวิชชา ดังในสูตรนี้ซึ่งกล่าวขึ้นไปถึง อวิชชา. การรู้ปฏิจจสมุปบาท แต่ละอากา โดยละอาการ โดยนัยอริยสัจสี่ เป็นลักษณะของการบรรลุความเป็นโสดาบัน เป็นอย่างน้อย. ความข้อนี้ มีตรงกัน ทั้งที่เป็น พุทธภาษิต และสาวกภาษิตเช่นนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดง
การก่อขึ้นแห่งทุกข์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งเหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์ (ทุกขสมุทยะ) แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
_____________________
๑. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค อภิมสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๖/๑๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
หน้า 97 T 4.2.3
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
(๒) ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
(๓) ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะรูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+ วิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
หน้า 98 T 4.2.4
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+ มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา : นี้คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือ เหตุเครื่องก่อขึ้นแห่งทุกข์
ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดง
การดับลงแห่งทุกข์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งการถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ (ทุกขอัตถังคนะ) แก่พวกเธอทั้งหลาย, เธอทั้งหลายจงฟังซึ่งความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
(ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมี
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๖/๑๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
หน้า 99 T 4.2.4
ตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมีความดับ แห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น นี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา : เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ...๑ นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ)
____________________
๑. คำที่ละไว้ด้วย...ฯลฯ... ตรงนี้และตอนต่อ ๆ ไป แห่งหัวข้อเรื่องนี้ หมายความว่ามีข้อความเต็มเหมือนข้อ (๑). เริ่มตั้งแต่คำว่า “เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ”;...ไปจนกระทั่งถึงคำว่า ... “ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.” ผู้อ่านพึงเติมให้เต็มเอาเอง.
หน้า 100 T 4.2.4
นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ..ฯลฯ... นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะรูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ;การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ(กาย+โผฏฐัพพะ+ วิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์รูปทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+ มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลง แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ นี้คือ การถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือการถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
หน้า 101 T 4.2.6
อริยสัจในรูปแห่งปฏิจจสมุปบาท
มีในขณะแห่งเวทนา๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ซึ่งธาตุทั้ง ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี ; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี; เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา.; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมบัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธ” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้; แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงอันนี้ มีความสำคัญ อย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องมีการเสวยเวทนาจริง ๆ จึงจะเห็นทุกขอริยสัจที่เกิดจากตัณหา อันเกิดจากเวทนานั้น และความที่ทุกข์ดับไปในขณะที่ตัณหาดับไปในเวทนานั้น ในเมื่อจิตประกอบอยู่ด้วยธัมมสมังคีแห่งอัฏฐังคิกมรรค โดยอัตโนมัติ; ดังนั้น ถ้าปราศจากเวทนาเสียเพียงอย่างเดียวแล้ว อริยสัจสี่ก็ตาม ปฏิจจสมุปบาทก็ตาม ยังมิได้เป็นสิ่งที่ มีอยู่จริง; ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า “ปฏิจจสมุปบาทอริยสัจ มีในขณะแห่งเวทนา” ดังนี้ โดยนัย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแล้วข้างบน.
อาการที่ยุ่งยากที่สุดของปฏิจจสมุปบาท
คืออาการของตัณหา๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งตัณหา แก่พวกเธอทั้งหลายคือตัณหา ซึ่งเป็นดุจมีข่ายเครื่องคลุมสัตว์ มีปรกติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะ
_____________________
๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก.อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
๒. สูตรที่ ๙ มหาวรรค จตุกฺ. อํ. ๒๑/๒๘๘/๑๙๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 102 T 4.2.6.1
เกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง โลกนี้อันตัณหายึดโยงไว้ ห่อหุ้มไว้เป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วย ปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ๑ ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่ง สังสารวัฏฏ์ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังข้อความนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหาเป็นอย่างไรเล่า ? จึงชื่อว่าเป็นดุจมีข่ายเครื่องคลุมสัตว์ มีปกติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเองโลกนี้อันตัณหายึดโยงไว้ ห่อหุ้มไว้ เป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริต (ความนึกที่ซ่านไปด้วยอำนาจแห่งตัณหา) ั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายใน และตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายนอก, เหล่านี้มีอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึด ขันธ์ในภายใน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายในนั้น เหล่านี้คือ (๑) เมื่อมีความนึกว่า “เรามีอยู่
_____________________
๑. หญ้าสองชนิดนี้ เคยแปลกันว่า หญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน, ในที่นี้จึงไม่แปลไว้.
หน้า 103 T 4.2.6.2
(อสมิ)” ดังนี้; (๒) ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างนี้ (อิตฺถสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๓) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างนั้น (เอวสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๔) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างอื่น (อญฺญถาสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๕) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างไม่เที่ยงแท้ (อสสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๖) หรือว่า ความนึกว่า “เราเป็นอย่างเที่ยงแท้ (สตตฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๗) หรือว่า ความนึก ไปว่า “เราพึงมี (สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๘) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนี้ (อิตฺถํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๙) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนั้น (เอวํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๐) หรือว่าความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างอื่น (อญฺญถา สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๑) หรือว่า ความนึกว่า “เราพึงมีบ้างหรือ (อปิ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๒) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนี้บ้างหรือ (อปิ อิตฺถํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๓) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนั้นบ้างหรือ (อปิ เอวํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๔) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างอื่นบ้างหรือ (อปิ อญฺญถา สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๕) หรือว่า ความนึกว่า “เราจักมีแล้ว (ภวิสฺสํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๖) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้วอย่างนี้ ( อิตฺถํ ภวิสฺสํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๗) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้วอย่างนั้น (เอวํ ภวิสฺสํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๘) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้วอย่างอื่น (อญฺญถา ภวิสฺสํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้คือ ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายใน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายนอก เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายนอก เหล่านี้คือ (๑) เมื่อมีความนึกว่า “เรามีอยู่ด้วยขันธ์ (อันเป็นภายนอก) อันนี้ (อิมินา อสฺมิ) ” ดังนี้; (๒) ความนึกไปว่า
หน้า 104 T 4.2.6.2
“เราเป็นอย่างนี้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อิตฺถสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๓) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา เอวสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๔) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างอื่น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อญฺญถาสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๕) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างไม่เที่ยงแท้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อสสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๖) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราเป็นอย่างเที่ยงแท้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา สตสฺมิ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๗) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมี ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๘) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมี อย่างนี้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินาอิตฺถํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๙) หรือว่าความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา เอวํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๐) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างอื่น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อญฺญถา สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๑) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินาอปิ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี ; (๑๒) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนี้ด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินา อปิ อิตฺถํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๓) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราพึงมีอย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินา อปิ เอวํ สํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๔) หรือว่าความนึกไป ว่า “เราพึงมีอย่างอื่นด้วยขันธ์อันนี้บ้างหรือ (อิมินา อปิ อญฺญถา สํ)” ดังนี้ก็ย่อมมี; (๑๕) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้ว ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา ภวิสฺสํ)” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๖) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้วอย่างนี้ ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อิตฺถํ ภวิสฺสํ )” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๗) หรือว่า ความนึกไปว่า “เราจักมีแล้ว อย่างนั้น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา เอวํ ภวิสฺสํ )” ดังนี้ ก็ย่อมมี; (๑๘) หรือว่า ความ นึกไปว่า “เราจักมีแล้วอย่างอื่น ด้วยขันธ์อันนี้ (อิมินา อญฺญถา ภวิสฺสํ )” ดังนี้ ก็ย่อมมี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้คือ ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการอันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายนอก.
หน้า 105 T 4.2.6.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้ จึงมีตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายใน, และตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๘ ประการ อันเข้าไปจับยึดขันธ์ในภายนอก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุนี้ เราย่อมกล่าวว่าตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๓๖ ประการ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุนี้ เมื่อนับตัณหาวิจริต มีลักษณะอย่างนี้ อันเป็นอดีต ๓๖ ประการด้วย, อันเป็นอนาคต ๓๖ ประการด้วย, อันเป็นปัจจุบัน ๓๖ ประการด้วย, ตัณหาวิจริตทั้งหลาย ๑๐๘ ประการ ย่อมมี .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือตัณหา ซึ่งเป็นดุจมีข่ายเครื่องคลุมสัตว์ มีปรกติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง โลกนี้อันตัณหายึดโยงไว้ ห่อหุ้มไว้เป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่ง ของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะ ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้; ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าตัณหานั้นเป็นอาการของ ปฏิจจสมุปบาทอาการที่ ๘, นับว่าเป็นอาการที่ยุ่งยากซับซ้อน ทำจิตใจของสัตว์ ให้นุงนัง สับสนเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและกลุ่มด้ายที่ยุ่ง ดังที่กล่าวแล้วในพระบาลีนี้; แถมยังมี อาการของสิ่งที่ผูกมัด หุ้มหอ ครอบคลุมเหมือนตาข่าย แผ่ซ่านไปในภพต่าง ๆ มีอาการ ซับซ้อนเหลือจะประมาณได้ ; มีการเที่ยวไปในทิฏฐิต่าง ๆ เช่นทิฏฐิ ๑๘ ประการ,ปรารภ ขันธ์ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก และมีทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน : รวมได้เป็น ๑๐๘ ชนิด; นี้เป็นพวกที่อาศัยทิฏฐิ.เมื่อดูตามลักษณะที่อาศัยอารมณ์ทั้ง ๖ มี รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น นับเป็น ๖ อารมณ์, แล้วคูณด้วยเวทนา ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา และตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เป็น ๕๔ ชนิด; แล้วคูณด้วยลักษณะ ๒ คือที่เป็นภายในและภายนอกก็ตาม หรือจะคูณด้วยลักษณะแห่ง เคหสิตและเนกขัมมสิต ๒, อย่างนี้ก็ตาม ก็เป็น ๑๐๘ ชนิด เช่นเดียวกัน : ใช้อธิบายได้ ทั้งแก่ กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา. ส่วนตัณหาวิจริต ๑๐๘ ประการ นัยที่กล่าวแล้ว ข้างต้น สะดวกที่จะใช้อภิบายภวตัณหา และวิภวตัณหา ได้ทั้ง ๒ อย่าง โดยปฏิปักขนัย ต่อกันและกัน. นี่แหละคือความยุ่งยากซับซ้อนแห่งอาการของตัณหา ที่ซ่อนอยู่ในกระแส
หน้า 106 T 4.2.7
แห่งปฏิจจสมุปบาท ที่เกิดอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องกล่าวถึงเวลาหลังจากตายแล้ว โดยทางร่างกายก็ได้.
คำว่า “เคหสิต” หมายถึง อาศัยกามารมณ์โดยตรง ในชีวิตของ ผู้ครองเรือน ในลักษณะแห่งกามสุขัลลิกานุโยค ส่วน “เนกขัมมสิต” หมายถึง การออกจากเรือน ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อเกิดในสวรรค์รูปาพจร อรูปาพจร เป็นต้น ในลักษณะแห่งอัตตกิลมถานุโยค ดังนี้
สำหรับคำว่า “ตัณหาวิจริต” นั้น เล็งถึงที่เที่ยว ที่โคจรของตัณหา; เป็นทิฏฐิก็ได้ เป็นอารมณ์ก็ได้ ดังจะเห็นได้จากข้อความข้างบนนั้น แล.
ความเหนียวแน่นของสัสสตทิฏฐิ
ปิดบังการเห็นอริยสัจสี่
จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นจนถึงกับว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด. ภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังจาก พระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความต่อไปนี้ :-
_____________________
๑. สูตรที่ ๑ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๔๘/๔๑๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 107 T 4.2.7
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่, เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่ อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณก็มีถ้อยคำที่ตรัสอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นอย่างไร : รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”)ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นและไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ? (“ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า !”)
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสถามและภิกษุเหล่านั้นทูลตอบ อย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์เท่านั้น).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว; เหล่านี้เป็นของเที่ยง หรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นและไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้? (“ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า !”)
หน้า 108 T 4.2.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กังขา) ในฐานะทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้๑ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว; ในกาลนั้น ก็เป็นอันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์, แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, แม้ในความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์, แม้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำ สัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น ละขาดแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้ แล.
เมื่อบุคคลมีความเห็นว่า รูปเป็นต้น เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ เป็นอันเดียวกัน ทั้งในโลกนี้และในโลกอื่นแล้ว, สัสสตทิฏฐิจะเกิดขึ้นแก่เขาอย่างแน่นแฟ้น จนถึงขนาดที่จะเปรียบเทียบกันกับอุปมาในที่นี้ได้ว่า ลมจะไม่พัด แม่น้ำจะไม่ไหล ดังนี้เป็นต้น ; คือเขาจะไม่ยอมเปลี่ยนทิฏฐิอันแน่นแฟ้นดุจเสาระเนียดนี้, มันจึงปิดบังการเห็นอริยสัจสี่. อริยสัจทั้งสี่ ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ; ดังนั้นจึงเป็นอันว่า ทิฏฐินั้นปิดบังการเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยแท้. – ผู้รวบรวม.
นัตถิกทิฏฐิปิดบังการเห็นอริยสัจสี่
จึงสงสัยต่อหลักของอริยสัจหรือปฏิจจสมุปบาท๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ไม่มีทานอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มี
_____________________
๑. ขันธ์ ๕ และสิ่งที่ได้เห็นแล้ว เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วข้างบน.
๒. สูตรที่ ๕ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๕๔/๔๒๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 109 T 4.2.8.1
ยัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหตระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรม อันบุคคลกระทำดีแล้ว กระทำชั่วแล้ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลายอันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสรณะและ พราหมณ์ผู้ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก; คนเรานี้ เป็นแต่การประชุมของมหาภูตทั้งสี่, เมื่อใดทำกาละ มื่อนั้นดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมหายไปในอากาศ; บุรุษทั้งหลายมีเตียงวางศพเป็นที่ครบห้า จะพาเขาผู้ตายแล้วไป; ร่องรอยทั้งหลาย ปรากฏอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลาย มีสีเพียงดังสีแห่งนกพิลาป, การบูชาเซ่นสรวง มีขี้เถ้าเป็นที่สุด, สิ่งที่เรียกว่าทานนั้น เป็นบทบัญญัติของคนเขลา, คำของพวกที่กล่าวว่า อะไรๆ มีอยู่นั้นเป็นคำเปล่า(จากความหมาย), เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญพินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่การตาย” ดังนี้ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของ พวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาค เองเถิด. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อวามต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่, เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ไม่มีทานอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มียัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมอันบุคคล
หน้า 110 T 4.2.8.1
กระทำดีกระทำชั่ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสรณะและพราหมณ์ผู้ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก; คนเรานี้เป็นแต่การประชุมของมหาภูตทั้งสี่, เมื่อใดทำกาละ เมื่อนั้นดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมหายไปในอากาศ; บุรุษทั้งหลาย มีเตียงวางศพเป็นที่ครบห้า จะพาเขาผู้ตายแล้วไป; ร่องรอยทั้งหลาย ปรากฏอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูก ทั้งหลาย มีสีเพียงดังสีแห่งนกพิลาป, การบูชาเซ่นสรวง มีขี้เถ้าเป็นที่สุด, สิ่งที่เรียกว่า ทานนั้น เป็นบทบัญญัติของคนเขลา, คำของพวกที่กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่นั้น เป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่ตายแล้ว” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ไม่มีทาน อันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มียัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมอันบุคคลกระทำดีแล้ว, กระทำชั่วแล้ว, ...ฯลฯ...ฯลฯ... คำของพวกที่กล่าวว่าอะไร ๆ มีอยู่ นั้นเป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่ตาย” ดังนี้. (“ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !”) (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีคำกล่าวอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับคำกล่าวในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น).
หน้า 111 T 4.2.8.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้วครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว เหล่านี้ เป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้า ไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ไม่มีทานอันบุคคล บริจาคแล้ว, ไม่มียัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหตระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมอันบุคคลกระทำ ดีแล้ว กระทำ ชั่วแล้ว, ...ฯลฯ...ฯลฯ... คำของพวกที่กล่าวว่า อะไร ๆ มีอยู่นั้นเป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญพินาศไป มิได้มีอยู่ภายหลังแต่การตาย” ดังนี้ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กังขา) ในฐานะทั้งหลาย ๖ ประการ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว; ในกาลนั้น ก็เป็นอันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์, แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์, แม้ในความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์, แม้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้น ละขาดแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้ แล.
นัตถิกทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ ดังกล่าวมานี้ เป็นสุดโต่งฝ่ายข้างไม่มี ตรงกันข้ามจากสัสสตทิฏฐิ ซึ่งเป็นสุดโต่งฝ่ายข้างมี ล้วนแต่ปิดบังการเห็นอริยสัจสี่ ด้วยกันทั้งสองอย่าง. อริยสัจสี่ คือปฏิจจสมุปบาท; ดังนั้น จึงเป็นการปิดบังปฏิจจสมุปบาทพร้อมกันไปในตัว.
หน้า 112 T 4.2.9
ตอนต้นของนัตถิกทิฏฐิ ตั้งแต่คำว่า “การให้ทานไม่มี” ไปจนถึงคำว่า “สมณพราหมณ์ผู้รู้แจ้งไม่มี” นี้ถูกยกมาใช้เป็นคำอธิบายของมิจฉาทิฏฐิในขั้นมูลฐานทางศีลธรรมทั่วไป เช่นมิจฉาทิฏฐิในอกุศลกรรมบถเป็นต้น ซึ่งยังมิใช่นัตถิกทิฏฐิเต็มรูป จึงเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิเฉย ๆ. – ผู้รวบรวม.
ปฏิจจสมุปบาท
รวมอยู่ในบรรดาเรื่องที่ใครคัดค้านไม่ได้๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้นี่แล อันเราแสดงแล้ว เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมอันเราแสดงแล้ว เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้คือ ธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งผัสสะ) ทั้งหลาย ๖ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้.
_____________________
๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๕/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 113 T 4.2.9.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือมโนปวิจาร (ที่เข้าไปเที่ยวแห่งมโน) ทั้งหลาย ๑๘ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธาตุทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้คือปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้คือ ธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง ข้อความนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ เหล่านี้ คือ จักษุ เป็นผัสสายตนะ โสตะ เป็นผัสสายตนะ ฆานะ เป็น ผัสสายตนะ ชิวหา เป็นผัสสายตนะ กายะ เป็นผัสสายตนะ มโน เป็นผัสสายตนะ ดังนี้.
หน้า 114 T 4.2.9.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ” ดังนี้เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงข้อความนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือมโนปวิจารทั้งหลาย ๑๘ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่าจึงกล่าวอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา; เพราะฟังเสียงด้วยโสตะ มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียง อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในเที่ยวอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ; เพราะรู้สึกกลิ่นด้วยฆานะ มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา; เพราะรู้สึกรสด้วยชิวหา มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา; เพราะถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในสัมผัสทางผิวหนังอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในสัมผัสทางผิวหนัง อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในสัมผัสทางผิวหนังอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา; เพราะรู้สึกธัมมารมณ์ด้วยมโน มโนย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส, ย่อมเข้าไปเที่ยวในธัมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส, ย่อมเข้าไป เที่ยวในธัมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา; ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คือมโนปวิจารทั้งหลาย ๑๘ ประการ”
หน้า 115 T 4.2.9.4
ดังนี้ เป็นธรรม อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงข้อความนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวอย่างนี้ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี;เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมี ผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อม บัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้; ว่า “นี้เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้; ว่า “นี้เป็นทุกขนิโรธ” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้; แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์, แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์, แม้โสกะปริเทวะทุกขะ โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ : กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;
หน้า 116 T 4.2.9.4
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่ง วิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ นี้นั่นเอง, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ
หน้า 117 T 4.2.9.4
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้ อันใด อันเรากล่าวแล้ว; ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงข้อความนี้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงท้าทาย ว่าเป็นเรื่องที่ผู้รู้คัดค้านไม่ได้นั้น มีอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องธาตุ ๖, ผัสสายตนะ ๖, มโนปวิจาร ๑๘, และปฏิจจสมุปบาท ที่อยู่ในรูปของอริยสัจสี่ที่ทรงแสดงด้วยปฏิจจสมุปบาท อันเป็นอริยสัจสี่ที่รัดกุม; สำหรับเผชิญกับการต่อต้านคัดค้านของสมณ พราหมณ์ผู้รู้เหล่าอื่น. เป็นอันว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท ทั้งสมุปทยวาร และนิโรธวาร รวมอยู่ในบรรดาเรื่องที่ใดๆ คัดค้านไม่ได้.
หมวดที่สอง จบ
-------------------
หน้า 119 T 4.3
หมวด ๓
ว่าด้วย บาลีแสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท
ไม่ใช่เรื่องข้ามภพข้ามชาติ
หน้า 121 T 4.3
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, …ฯลฯ...)
หน้า 122 T 4.3
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๓
ว่าด้วย บาลีที่แสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท
ไม่ใช่เรื่องข้ามภพข้ามชาติ
(มี ๙ เรื่อง)
มีเรื่อง :ปฏิจจสมุปบาทมีเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ - - ปฏิจจสมุปบาทดับได้กลางสาย - - นันทิเกิดเมื่อใดก็มีปฏิจจสมุปบาทเมื่อนั้น - - นันทิดับเมื่อใดปฏิจจสมุปบาทดับเมื่อนั้น - - ในภาษาปฏิจจสมุปบาทกรรมให้ผล ในอัตตภาพที่กระทำกรรม - - เห็นปฏิจจสมุปบาทคือฉลาดในเรื่องกรรม - - นามรูปหยั่งลงเพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม โดยความเป็นอัสสาทะ - - นามรูปไม่หยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ - - ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสระคนกับปัจจุปาทานขันธ์.
หน้า 123 T 4.3.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๓
ว่าด้วย บาลีที่แสดงว่า ปฏิจจสมุปบาท
ไม่ใช่เรื่องข้ามภพข้ามชาติ
_________________
ปฏิจจสมุปบาทมีเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ
(ไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ)๑
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะ
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓, สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖; นี้เป็นคำกล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้นอยู่.
หน้า 124 T 4.3.1
มีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ....ฯลฯ.... ๑ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ....ฯลฯ....ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
________________________________
๑. คำที่ละไว้ด้วย...ฯลฯ...ตรงนี้และตอนต่อไป หมายความว่ามีเนื้อความเต็มเหมือนข้างบน เริ่มตั้งแต่คำว่า “เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ไปจนกระทั่งถึงคำว่า “จึงเกิดขึ้นครบถ้วน” ผู้อ่านพึงเติมให้เต็มเอาเอง
หน้า 125 T 4.3.2
เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ปฏิจจสมุปบาทดับได้กลางสาย
(โดยไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติ)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? (ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์นั้นคือ :-)
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ, เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๑๐๗/๑๕๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 126 T 4.3.2
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตะวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;...ฯลฯ...๒ ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไป ไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;….ฯลฯ…ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่
_______________________________
๑. คำที่ละไว้ด้วย...ฯลฯ...ตรงนี้และต่อไป หมายความว่ามีเนื้อความเต็มเหมือนข้างบน เริ่มตั้งแต่คำว่า “เพราะมีความดับแห่งอุปทาน จึงมีความดับแห่งภพ;” ...ไปจนถึงคำว่า... “จึงดับสิ้น :” .
หน้า 127 T 4.3.3
เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนี้ คือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์.
นันทิเกิดเมื่อใด ก็มีปฏิจจสมุปบาทเมื่อนั้น๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง. ก็ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า ? ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้น และความดับไปแห่งรูป ...แห่งเวทนา ...แห่งสัญญา ...แห่งสังขารทั้งหลาย …..แห่งวิญญาณ.
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ นกุลปิตุวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘/๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 128 T 4.3.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การเกิดขึ้นแห่งรูป...แห่งเวทนา...แห่งสัญญา...แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ. เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่. ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งอะไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งรูป เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนา ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกขทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งสัญญา ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 129 T 4.3.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งสังขารทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิ ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในวิญญาณ, ความเพลินนั้น คืออุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพ เป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป...แห่งเวทนา... แห่งสัญญา...แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ
นันทิดับเมื่อใด ปฏิจจสมุปบาทดับเมื่อนั้น๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความดับแห่งรูป...แห่งเวทนา...แห่งสัญญา... แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ?
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ นกุลปิตุวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙/๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 130 T 4.3.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่. ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซึ่งอะไรเล่า?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซึ่งรูป เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน)ใด ในรูป, นันทินั้นย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน, เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซึ่งเวทนา ...ฯลฯ ...ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสัญญา ...ฯลฯ ...ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย ...ฯลฯ ...ฯลฯ ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 131 T 4.3.5
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ นันทิใด ใน;วิญญาณ. นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน, เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป...แห่งเวทนา...แห่งสัญญา...แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ, ดังนี้ แล.
ในภาษาปฏิจจสมุปบาท
กรรมให้ผล ในอัตตภาพที่กระทำกรรม๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย. สามประการเหล่าไหนเล่า? สามประการคือ โลภะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, โทสะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทั้งหลาย, โมหะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ เทวทูตวรรค ติก. อํ. ๒๐/๑๗๑/๔๗๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 132 T 4.3.5
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโลภะ เกิดจากโลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างในทิฏฐิธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปะปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ๑ ก็ตาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโทสะ เกิดจากโทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างในทิฏฐิธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปะปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโมหะ เกิดจากโมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างในทิฏฐิธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปะปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี อันบุคคลหว่านไปแล้ว ในพื้นที่ซึ่งมีปริกรรมอันกระทำดีแล้ว ในเนื้อนาดี. อนึ่ง สายฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล.
________________________________
๑. ความหมายของคำอันมีความหมายสำคัญที่สุด ๓ คำนี้ ให้ดูที่หมายเหตุท้ายเรื่องของเรื่องนี้.
หน้า 133 T 4.3.5
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงถึงซึ่งความเจริญ งอกงามไพบูลย์โดยแน่นอน, ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือ กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโลภะ เกิดจากโลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพของบุคคลนั้น กรรมนั้นให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างในทิฏฐิธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ หรือว่าเป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม. กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโทสะ เกิดจากโทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นสมุทัย อันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพของบุคคลนั้น กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างในทิฏฐิธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะ หรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะ ก็ตาม กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยโมหะ เกิดจากโมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นสมุทัยอันใด; กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นที่บังเกิดแห่งอัตตภาพของบุคคลนั้น. กรรมนั้น ให้ผลในอัตตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้น ในอัตตภาพนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างใน ทิฏฐิธรรม หรือว่า เป็นไปอย่างในอุปปัชชะหรือว่า เป็นไปอย่างในอปรปริยายะก็ตาม.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.
.... .... .... ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย. สามประการ เหล่าไหนเล่า? สามประการคือ อโลภะ เป็นเหตุ
หน้า 134 T 4.3.5.1
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, อโทสะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย, อโมหะ เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโลภะ เกิดจากอโลภะ มีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโลภะ เสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโทสะ เกิดจาก อโทสะ มีอโทสะเป็นเหตุ มีอโทสะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโทสะ เสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโมหะ เกิดจาก อโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโมหะ เสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเทียบเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำไว้ดี. บุรุษพึงเผาเมล็ดพืช
หน้า 135 T 4.3.5.1
เหล่านั้นด้วยไฟ ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นผงขี้เถ้า; ครั้นกระทำให้เป็นผงขี้เถ้าแล้ว พึงโปรยไปในกระแสลมอันพัดจัด หรือว่าพึงลอยไปในกระแสน้ำ อันเชี่ยวในแม่น้ำ เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้นเป็นพืชมีมูลอันขาดแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาโดยแน่นอน, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโลภะ เกิดจากอโลภะ มีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะ เป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโลภะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโทสะ เกิดจากอโทสะมีอโทสะเป็นเหตุ มีอโทสะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโทสะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา กรรมอันบุคคลกระทำแล้วด้วยอโมหะ เกิดจากอโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโมหะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน ทำให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกรรมทั้งหลาย.
กรรมใด อันผู้กระทำเห็นอยู่ว่า เกิดแต่โลภะ เกิดแต่โทสะ
เกิดแต่โมหะ ก็ตาม; กระทำแล้ว น้อยก็ตาม มากก็ตาม;
หน้า 136 T 4.3.5.1
กรรมนั้นอันบุคคลนั้น พึงเสวยผลในอัตตภาพ นี้นั่นเทียว : วัตถุ (พื้นที่)๑ อื่นหามีไม่; เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้รู้ประจักษ์
ซึ่งโลภะ โทสะ และโมหะ กระทำวิชชา ให้เกิดขึ้นอยู่; ย่อมละทุคติทั้งหลายทั้งปวงได้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกต ให้เห็นว่า คำว่า “ทิฏฐธรรม”, หมายถึง “อุปะปัชชะ”, และคำว่า “อปรปริยายะ” (บาลีว่า ทิฏเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเรวา ปริยาเย); สามคำนี้ เรารู้จักกันทั่วไปโดยคำว่า “ทิฏฐธรรมเวทนียะ”, “อุปะปัชชเวทนียะ”, และ “อปราปรเวทนียะ”; และถือเอาความหมายกันว่า อย่างแรกหมายถึงเวลาในชาตินี้ก่อนแต่ตาย, สองอย่างหลัง หมายถึงเวลาในชาติต่อ ๆ ไป หลังจากตายแล้ว. ส่วนในบาลีนี้ แสดงให้เห็นไปในทำนองว่า ทั้ง ๓ ชนิดนี้ ล้วนแต่เป็นไปในชีวิตนี้ หรือในอัตตภาพนี้ ตามความหมายของคำว่า “ชาติ” ในภาษาปฏิจจสมุปบาท; กล่าวคือ เกิดอุปาทานหรือความทุกข์ครั้งหนึ่งก็ชาติหนึ่ง ซึ่งวันหนึ่งเพียงวันเดียว ก็มีได้หลายสิบชาติ; ดังนั้นคำว่า “ทิฏฐธรรม” หมายถึงให้ผลทันควัน, คำว่า “อุปปัชชะ” หมายถึงให้ผลในระยะถัดมา, และคำว่า “อปรปริยายะ” ก็หมายถึงเวลาที่ถัดมาอีก คือหลังจากการเกิดชาติที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ตามนัยะแห่งปฏิจจสมุปบาทในเวลาถัดมานั่นเอง แม้อาจจะติด ๆ กันไปในชั่วโมงนั้น หรือหลายวันต่อมา หรือหลายปีต่อมา ซึ่งเป็นระยะเวลาในอัตตภาพนี้นี่เอง; ไม่จำเป็นจะต้องหมายความถึงต่อเมื่อตายแล้วเหมือนดับที่เข้าใจกันก็ได้. เรื่องต่าง ๆ หลังจากตายแล้วยังไม่ต้องพูดถึง, เพราะว่าในอัตตภาพนี้อัตตภาพเดียว ก็ยังมีชาติให้เราทำกรรม และเสวยผลกรรมตั้งร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ ล้านชาติ อยู่แล้ว ขอให้สังเกตความหมายของคำว่าชาติ ให้ตรงตามความหมายแห่งภาษาปฏิจจสมุปบาท หรือภาษาปรมัตถ์ดังกล่าวนี้ด้วย ถึงแม้ในภาษาศีลธรรมที่ใช้ในการสอนศีลธรรม ที่กล่าวถึงการระลึกชาติจำนวนนับไม่ไหว ก็ยังอาจเล็งถึงชาติในความหมายนี้ ได้อยู่นั่นเอง; ดังนั้น น่าจะเข้าใจความหมายของคำว่า “ชาติ” และความหมายของคำว่า “ทิฏฐธรรม” คำว่า “อุปปัชชเวทนียะ” และคำว่ า “อปราปรเวทนียะ” ให้ถูกต้องตามพระพุทธประสงค์กันเสียที : สรุปแล้วมีความหมายว่า คำว่า “ทิฏฐธรรม” คือทันควัน, คำว่า “สัมปรายะ” (ซึ่งรวมทั้งอุปปัชชะและอปราประ) คือในเวลาถัดมา ซึ่งจะนาน เท่าไรก็ได้
________________________________
๑. คำว่า “วัตถุ” ในที่นี้ หมายถึงพื้นที่ที่กรรมจะให้ผลแก่ผู้กระทำ ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอัตตภาพของบุคคลผู้ทำกรรมและเสวยกรรมนั่นเอง ไม่มีความหมายที่เล็งไปทางกาละหรือเวลา ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า แต่ประการใด.
หน้า 137 T 4.3.6
อนึ่ง พึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ นั้น มีความหมายต่างกันอยู่เป็น ๒ ระดับ : ระดับทั่วไป เป็นของผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ เป็นเพียงสักว่าในขณะที่ทำกรรมนั้น ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ปรากฏ แต่มีกุศลเจตสิกอย่างอื่นที่ตรงกันข้ามจาก โลภะ โทสะ โมหะ มาปรากฏแทน เช่นคนธรรมดาให้ทานด้วยอำนาจเมตตากรุณาเป็นต้น. ส่วน อโลภะ อโทสะ อโมหะ อีกความหมายหนึ่ง เป็นสภาพจิตของผู้สิ้นอาสวะแล้ว กรรมที่กระทำถึงการนับว่าไม่เป็นกรรม ไม่จำเป็นที่จะต้องมากล่าวว่าเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมแต่อย่างใด. ข้อความแห่งพระบาลีนี้ คำว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ น่าจะหมายถึงนัยะอย่างแรกมากกว่า, ผู้ศึกษาพึงใคร่ครวญดูให้ดีเถิด.
เห็นปฏิจจสมุปบาท คือฉลาดในเรื่องกรรม๑
บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติ (กำเนิด) ก็หามิได้;
จะมิใช่พราหมณ์เพราะชาติก็หามิได้:
บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะกรรม; ไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม.
บุคคลเป็นชาวนา ก็เพราะกรรม; เป็นศิลปิน ก็เพราะกรรม,
บุคคลเป็นพ่อค้า ก็เพราะกรรม; เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม,
บุคคลแม้เป็นโจร ก็เพราะกรรม; เป็นนักรบ ก็เพราะกรรม,
บุคคลเป็นปุโรหิต ก็เพราะกรรม; แม้เป็นพระราชา ก็เพราะกรรม,
บัณฑิตทั้งหลายย่อมเห็นซึ่งกรรมนั้น ตามที่เป็นจริงอย่างนี้.
ชื่อว่าเป็นผู้เห็นซึ่งปฏิจจสมุปบาท เป็นผู้ฉลาดในเรื่องวิบากแห่งกรรม.
โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ ย่อมเป็นไปตามกรรม.
สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถที่กำลังแล่นไปอยู่.
________________________________
๑. วาเสฏฐสูตร มหาวรรค สุ.ขุ. ๒๕/๔๕๗/๓๘๒, ตรัสแก่วาเสฏฐมาณพ ซึ่งมีภารทวาชมาณพฟังอยู่ด้วยที่อิจฉานังคละไพรสณฑ์.
หน้า 138 T 4.3.7
เพราะการบำเพ็ญตบะ การประพฤติพรหมจรรย์ การสำรวม และเพราะการฝึกตน; นั่นแหละ บุคคลจึงเป็นพราหมณ์ นั่นแหละ ความเป็นพราหมณ์ชั้นสูงสุด; บุคคลผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชา ๓ เป็นผู้รำงับแล้ว มีภพใหม่สิ้นแล้ว มีอยู่; ดูก่อนวาเสฏฐะ ! ท่านจงรู้บุคคลอย่างนี้ ว่าเป็นพรหม เป็นสักกะ ของท่านผู้รู้ ท.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกต ให้เห็นว่าแม้อาการที่กรรมให้ผลเพียงคู่เดียว ก็ยังตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท. เมื่อเห็นปฏิจจสมุปบาท ก็คือเห็นอาการที่กรรมให้ผล. เมื่อถือตามพระพุทธภาษิตนี้ ก็เป็นอันว่าโลกหรือหมู่สัตว์เป็นไปตามอำนาจของปฏิจจสมุปบาท. กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น จะหยุดเสียได้ด้วยตบะ ด้วยพรหมจรรย์ ด้วยสัญญมะ ด้วยทมะ; และผู้เป็นอย่างนั้น ชื่อว่าเป็นพระพรหม เป็นท้าวสักกะ ในความหมายของพระอริยเจ้าในศาสนานี้.
นามรูปหยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม
โดยความเป็นอัสสาทะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม)๒ อยู่, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมมี, เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมี
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๘/๒๑๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. ธรรมอันเป็นที่ตั้งสังโยชน์ หรือสัญโญชนิยธรรมนั้นได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ (ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๘); ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๐/๑๕๙); รูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ (สฬา.สํ. ๑๘/๑๓๕/๑๘๙).
หน้า 139 T 4.3.8
อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีรากดิ่งลงไปเบื้องล่างด้วย มีรากแผ่ไปรอบ ๆ ด้วย รากทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่ดูดสิ่งโอชะขึ้นไปเบื้องบน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอาการอย่างนั้น มีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น พึงตั้งอยู่ได้ ตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น: เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่ การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
นามรูปไม่หยั่งลง เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม
โดยความเป็นอาทีนวะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่ง
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๙/๒๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 140 T 4.3.8
นามรูป ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว บุรุษนั้นพึงตัดต้นไม้นั้นที่โคน; ครั้นตัดที่โคนแล้ว พึงขุดเซาะ; ครั้นขุดเซาะแล้ว พึงรื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลาย แม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้นตัดต้นไม้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า; ครั้นผ่าแล้ว พึงกระทำให้เป็นซีก ๆ; ครั้นกระทำให้เป็นซีก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด; ครั้นพึงให้แห้งในลมและแดดแล้ว ย่อมเผาด้วยไฟ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นขี้เถ้า; ครั้นกระทำให้เป็นขี้เถ้าแล้ว ย่อมโปรยไปตามลมอันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ต้นไม้ใหญ่นั้นก็จะพึงเป็นต้นไม้มีรากอันขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายแล้วที่ขั้วแห่งยอด ถึงแล้วซึ่งความไม่มีไม่เป็น มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น: เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็น อาทีนวะ(โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลง แห่งนามรูปย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับ
หน้า 141 T 4.3.9
แห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัสระคนกับปัญจุปาทานขันธ์๑
เรื่องในนครกบิลพัสดุ์ : เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงขับภิกษุสงฆ์หมู่หนึ่งผู้ละโมบในลาภสักการะ ให้ออกไปพ้นแล้ว ภายหลังทรงรำพึง เมื่อภิกษุเหล่านี้มิได้เห็นพระศาสดาก็จะหมุนไปผิด เหมือนลูกโคไร้แม่ จึงน้อมพระทัยไปในทางที่จะว่ากล่าวตักเตือน ด้วยพระทัยอันอนุเคราะห์ ในลักษณะที่บาลีใช้สำนวนว่า สหัมบดีพรหมเข้ามาอ้อนวอนให้ทรงกระทำเช่นนั้น จึงทรงบันดาลด้วยอิทธาภิสังขารให้ภิกษุเหล่านั้นกล้าเข้ามาเฝ้าพระองค์ ทีละรูปสองรูป จนกระทั่งครบถ้วนแล้วจึงตรัสพระพุทธพจน์นี้:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาชีพต่ำที่สุด ในบรรดาอาชีพทั้งหลาย คือการขอทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คำสาปแช่งอย่างยิ่งในโลกนี้คือ คำสาปแช่งว่า “แกถือกระเบื้องในมือเที่ยวขอทานเถอะ” ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กุลบุตรทั้งหลาย เข้าถึงอาชีพนี้ เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งประโยชน์ เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์, ไม่ใช่เป็นคนหนีราชทัณฑ์ ไม่ใช่เป็นขอให้โจรปล่อยตัวไปบวช ไม่ใช่เป็นคนหนีหนี้ ไม่ใช่เป็นคนหนีภัย ไม่ใช่เป็นคนไร้อาชีพ, จึงบวช, อีกอย่างหนึ่ง กุลบุตรนี้บวชแล้ว โดยที่คิดเช่นนี้ว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ถูกหยั่งเอาแล้ว โดยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ทั้งหลายเป็นผู้อันความทุกข์หยั่งเอาแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉน การทำที่สุดแห่ง
________________________________
๑ สูตรที่ ๘ ขัชชนิยวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๑๓/๑๖๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่นิโครธารามใกล้เมืองกบิลพัสดุ์.
หน้า 142 T 4.3.9
กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏแก่เรา ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แต่ว่า กุลบุตรผู้บวชแล้วอย่างนี้ กลับเป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแก่กล้าในกามทั้งหลาย มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว มีจิตหมุนไปผิดแล้ว มีอินทรีย์อันตนไม่สำรวมแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนดุ้นฟืนจากเชิงตะกอนที่เผาศพ ยังมีไฟติดอยู่ทั้งสอง ตรงกลางก็เปื้อนอุจจาระ ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในบ้านเรือน ก็ไม่ได้ ย่อมใช้ประโยชน์เป็นไม้ในป่าก็ไม่ได้, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาเช่นนั้น; คือ เป็นผู้เสื่อมจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ ด้วย, ไม่ทำประโยชน์แห่งสมณะให้บริบูรณ์ ด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อกุศลวิตก (ความตริตรึกอันเป็นอกุศล) ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่; กล่าวคือ กามวิตก (ความตริตรึกในทางกาม), พยาบาทวิตก (ความตริตรึก ในทางพยาบาท), วิหิงสาวิตก (ความตริตรึกในทางทำผู้อื่นให้ลำบากโดยไม่เจตนา) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อกุศลวิตกทั้ง ๓ อย่างนี้ ย่อมดับไปโดยไม่เหลือ เมื่อบุคคล มีจิตตั้งมั่นแล้วด้วยดี ในสติปัฎฐานทั้ง ๔ ; หรือว่า เมื่อบุคคลเจริญอยู่ซึ่งสมาธิ อันหานิมิตมิได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ประโยชน์เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพื่อการเจริญสมาธิอันหานิมิตมิได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! อนิมิตตสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมเป็นสมาธิมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทิฏฐิทั้งหลาย ๒ อย่างเหล่านี้ มีอยู่; กล่าวคือ ภวทิฏฐิ และวิภาวทิฏฐิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีแห่งทิฏฐิทั้งสองอย่างนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาด้วยอาการอย่างนี้ว่า “ในโลกนี้ มีสิ่งใด ๆ บ้างไหมหนอ ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้ ? ” ดังนี้ อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า
หน้า 143 T 4.3.9
“ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใด ๆ เลย ที่เมื่อเรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้” (นตฺถิ นุ โข ตํ กิญฺจิ โลกสฺมึ ยมหํ อุปาทิยมาโน นวชฺชวา อสฺสํ) ดังนี้ อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า “เราเมื่อยึดถือ ก็ยึดถือซึ่งรูปนั่นเอง ซึ่งเวทนานั่นเอง ซึ่งสัญญานั่นเอง ซึ่งสังขารทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งวิญญาณนั่นเอง เพราะความยึดถือ (อุปาทาน) ของเรานั้นเป็นปัจจัย ก็จะพึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย ก็จะพึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายก็จะพึงมี: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ พึงมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร: รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์หรือ ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา; นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?” (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”)
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการถามตอบด้วยข้อความอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูป ต่างกันแต่ชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์ เท่านั้น.)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีตอนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือปราณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี รูปทั้งหมดนั้น อันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง (ยถาภูตสัมมัปปัญญา) อย่างนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา;” ดังนี้ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือปราณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี เวทนาทั้งหมดนั้น อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา;
หน้า 144 T 4.3.9
นั่นไม่เป็นเรา;นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา;”ดังนี้. สัญญา อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายใน หรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือปราณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี สัญญาทั้งหมดนั้นอันเธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”; ดังนี้ สังขารทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือปราณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี สังขารทั้งหมดนั้นอันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”; ดังนี้. วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายใน หรือภายนอกก็ดี หยาบหรือละเอียดก็ดี เลวหรือปราณีตก็ดี อยู่ห่างไกลหรืออยู่ใกล้ก็ดี วิญญาณทั้งหมดนั้น อันเธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา;” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ อริยสาวกนั้น เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก,” ดังนี้ แล.
หมวดที่สาม จบ
-------------------
หน้า 145 T 4.4
หมวด ๔
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกิดได้เสมอ
ในชีวิตประจำวันของคนเรา
หน้า 147 T 4.4
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 148 T 4.4
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๔
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกิดได้เสมอ
ในชีวิตประจำวันของคนเรา
(มี ๑๒ เรื่อง)
มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาท จะมีได้แก่ทารก เฉพาะที่โตขึ้นถึงขนาดรู้สึกยึดถือใน เวทนา - - ปัจจยาการแห่งเวทนาโดยละเอียด - - อายตนะคือจุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท - - การเกิดขึ้นแห่งไตรทวารขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นแห่งอวิชชาของปฏิจจสมุปบาท - - อวิชชา สัมผัสคือต้นเหตุอันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท - - นามรูปก้าวลง เมื่ออนุสัยก่อขึ้น - - ตัณหาเกิดขึ้นเมื่ออนุสัยก่อขึ้น - - ภพใหม่เกิดขึ้นเมื่ออนุสัยก่อขึ้น - - การหยั่งลงแห่งวิญญาณ เกิดมีขึ้นเมื่อเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ - - การหยั่งลงแห่งวิญญาณไม่มี เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ - - การเกิดแห่งโลกคือการเกิดแห่งกระแส ปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นในใจคนทุกคราวไป - - การดับแห่งโลกคือการดับแห่งกระแส ปฏิจจสมุปบาทที่ดับลงในใจคนทุกคราวไป.
หน้า 149 T 4.4.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๔
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกิดได้เสมอ
ในชีวิตประจำวันของคนเรา
_________________
ปฏิจจสมุปบาทจะมีได้แก่ทารก
เฉพาะที่โตขึ้นถึงขนาดรู้สึกยึดถือในเวทนา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะการประจวบพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ; การก้าวลงสู่ครรภ์ ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ย่อมมีขึ้น. ในกรณีนี้คือ แม้มารดาบิดาอยู่ร่วมกันแต่มารดาไม่มีระดู ทั้งคันธัพพะ (สัตว์ที่จะปฏิสนธิในครรภ์) ก็ยังมิได้เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะแล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ยังมีไม่ได้ก่อน.
________________________________
๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๘๗/๔๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 150 T 4.4.1
ในกรณีนี้แม้มารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดาก็มีระดูด้วย แต่คันธัพพะยังไม่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะแล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ยังมีไม่ได้ก่อน อยู่นั่นเอง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แต่ในกาลใด มารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย, มารดามีระดูด้วย, คันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่เฉพาะแล้วด้วย; การก้าวลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ย่อมมีเพราะการประจวบพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มารดาย่อมบริหารซึ่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์นั้น ด้วยท้อง, ตลอดเวลาเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง; ด้วยความวิตกกังวลอันใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มารดาย่อมคลอดซึ่งทารกนั้น โดยกาลอันล่วงไปเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง; ด้วยความวิตกกังวลอันใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก, เลี้ยงแล้วซึ่งทารกอันเป็นผู้เกิดแล้วนั้น ด้วยโลหิตแห่งตน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในอริยวินัย สิ่งที่เรียกว่า “โลหิต” นั้น หมายถึงน้ำนมแห่งมารดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กุมารนั้น อาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว เล่นอยู่ด้วยของเล่นสำหรับทารก กล่าวคือ เล่นไถน้อย ๆ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นของเล่นชื่อโมกขจิกะ๑ เล่นกังหันลมน้อย ๆ เล่นตวงทราย ด้วยใบไม้ เล่นรถน้อย ๆ เล่นธนูน้อย ๆ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กุมารนั้น อาศัยความเจริญและความเติบโตแห่งอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรออยู่ทางตา ด้วยรูปทั้งหลาย; ทางหู ด้วยเสียงทั้งหลาย; ทางจมูก ด้วยกลิ่นทั้งหลาย;ทางลิ้น
________________________________
๑. โมกขจิกะ เป็นของเล่นสำหรับเด็กชนิดหนึ่ง ที่หมุนได้ด้วยการบิดตอนบน.
หน้า 151 T 4.4.1
ด้วยรสทั้งหลาย; และทางกาย ด้วยสัมผัส ทางผิวหนังทั้งหลาย; ล้วนแต่น่าปรารถนาน่ารักใคร่ น่าพอใจ มีภาวะเป็นที่ตั้งแห่งความรักเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความหนัด นำมาซึ่งความรัก.
กุมารนั้น ครั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว.., ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว...;รู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้ว...; ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว…; ถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว…; รู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจแล้ว; ย่อมกำหนัดยินดี ในรูปและเสียงเป็นต้น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ย่อมขัดเคือง ในรูปและเสียงเป็นต้น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความชัง. กุมารนั้น ย่อมมีจิตใจด้อยด้วยคุณธรรม; อยู่โดยปราศจากสติอันเข้าไปตั้งไว้ในกายด้วย; ย่อมไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลายด้วย.
กุมารนั้น เมื่อประกอบด้วยความยินดีและความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว เสวยอยู่ซึ่งเวทนาใด ๆ เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เขาย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้น ๆ, เมื่อเป็นผู้เพลิดเพลินพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนานั้น ๆ, นันทิ (กำหนัดยินดีที่ได้ตามอยาก) ย่อมบังเกิดขึ้น, นันทิใดเป็นไปในเวทนาทั้งหลาย, นันทินั้น คืออุปาทาน; เพราะอุปาทานของกุมารนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หน้า 152 T 4.4.2
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตใจความสำคัญ ที่สุดจากพระพุทธภาษิตนี้ไว้ ๒ ประการคือ เด็กโตพอที่จะรู้จักยึดมั่นในเวทนา จึงจะเกิดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ด้วยอำนาจแห่งอวิชชา ในจิตใจเด็กนั้นได้, นี้อย่างหนึ่ง; อีกอย่างหนึ่งข้อความตอนท้าย แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่าสิ่งที่เรียกว่า ภพ ก็ดี, ชาติ ก็ดี, เพิ่งเกิดมีเมื่อตอนยึดมั่นในเวทนานั้น ๆ; หาใช่มีเมื่อเด็กคลอดจากท้องแม่ เหมือนดังที่เข้าใจกันอยู่ในภาษาคนธรรมดาพูดไม่. ดังนั้น คำพูดในภาษาปฏิจจสมุปบาทนี้ตรัสไว้โดยภาษาธรรมแท้ : ภพ ชาติ มีทุกคราวที่ยึดมั่นในเวทนา. ชรามรณะ มีได้แม้แก่เด็ก ๆ เพราะมีความหมายในภาษาธรรมอีกนั่นเอง, ได้แก่ปัญหาหนักใจต่าง ๆ ที่เกิดมาจาก “ความหมาย” ของคำว่า “แก่-ตาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ใจได้จริง, เป็นความแก่ หรือความตายที่ถูกยึดถือ ให้มามี อำนาจเหนือจิตใจของเขา. เมื่อผู้ศึกษาเข้าใจความจริงอันลึกซึ้งนี้แล้ว การศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็มีทางที่จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น. ขอให้สนใจทบทวนเป็นพิเศษ.
ปัจจยาการแห่งเวทนา โดยละเอียด๑
(หลังจากที่ได้ทรงประทับอยู่ด้วยการหลีกเร้น เป็นเวลากึ่งเดือน เสด็จออกจากที่หลีกเร้นนั้นแล้วได้ตรัสว่า:-)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราได้อยู่แล้วโดยประเทศ๒แห่งวิหารธรรม อย่างเดียวกันกับวิหารธรรมที่เราเคยอยู่แล้ว เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. เมื่ออยู่โดยวิหารธรรมอย่างนี้เราย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า:-
“เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาทิฏฐิบ้าง; - สัมมาทิฏฐิบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสังกัปปะบ้าง; - สัมมาสังกัปปะบ้าง;
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ วิหารวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๖/๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน หลังจากที่ได้ประทับหลีกเร้นแล้วเป็นเวลาครึ่งเดือน.
๒. คำว่า “ประเทศ” ในที่นี้ หมายถึงที่ตั้งแห่งความรู้สึกทางใจ เช่นเดียวกับแผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นอยู่ทางกาย. การที่คงไว้ในรูปศัพท์เดิมเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้อ่านได้ทราบเงื่อนงำแห่งภาษาบาลี ซึ่งไม่ค่อยจะปรากฏในภาษาไทย.
หน้า 153 T 4.4.2.1
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาวาจาบ้าง;-สัมมาวาจาบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉากัมมันตะบ้าง;-สัมมากัมมันตะบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาอาชีวะบ้าง; -สัมมาอาชีวะบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาวายามะบ้าง; -สัมมาวายามะบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสติบ้าง; -สัมมาสติบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสมาธิบ้าง; -สัมมาสมาธิบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือวิตกบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัญญาบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะ วิตกและสัญญา ที่ยังไม่เข้าไปสงบรำงับบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะ วิตกและสัญญาที่เข้าไปสงบ รำงับแล้วบ้าง;
เวทนา ย่อมมี เพราะปัจจัยคือการบรรลุถึงฐานะที่ได้พยายามเพื่อจะบรรลุถึงบ้าง” ดังนี้.
(อีกสูตรหนึ่ง๑ได้ตรัสโดยข้อความที่แปลกออกไปอีกบางประการว่า)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราได้อยู่แล้ว โดยประเทศแห่งวิหารธรรม อย่างเดียวกันกับวิหารธรรมที่เราเคยอยู่แล้วเมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ , เมื่ออยู่โดยวิหารธรรมอย่างนี้ เราย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า :-
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ วิหารวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๗/๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน หลังจากที่ได้ประทับหลีกเร้นแล้วเป็นเวลา ๓ เดือน.
หน้า 154 T 4.4.2.1
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาทิฏฐิบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาทิฏฐิบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาทิฏฐิบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาทิฏฐิบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสังกัปปะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาสังกัปปะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาสังกัปปะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาสังกัปปะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาวาจาบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาวาจาบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาวาจาบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาวาจาบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉากัมมันตะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉากัมมันตะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมากัมมันตะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมากัมมันตะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาอาชีวะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาอาชีวะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาอาชีวะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาอาชีวะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาวายามะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาวายามะบ้าง;
“เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาวายามะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาวายามะบ้าง;
หน้า 155 T 4.4.2.1
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสติบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาสติบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาสติบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาสติบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือมิจฉาสมาธิบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งมิจฉาสมาธิบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัมมาสมาธิบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัมมาสมาธิบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งฉันทะบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือวิตกบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งวิตกบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือสัญญาบ้าง; - ความเข้าไปสงบรำงับแห่งสัญญาบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะ วิตกและสัญญาที่ยังไม่เข้าไปสงบรำงับบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือฉันทะ วิตกและสัญญา ที่เข้าไปสงบรำงับแล้วบ้าง;
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือการบรรลุถึงฐานะที่ได้พยายามเพื่อจะบรรลุถึงบ้าง” ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า วิหารธรรมชนิดที่ทรงเคยอยู่ เมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ เป็นวิหารธรรมชนิดที่ทำ ความง่ายแก่การเกิดญาณ หรือความรู้ต่าง ๆ; ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่าได้รู้ชัดธรรมอันเกี่ยวกับเวทนาเหล่านี้ เมื่ออยู่ด้วยประเทศแห่งวิหารธรรมชาตินั้น. สำหรับคำว่าเวทนา (เวทยิตํ) ในพระบาลีนี้ จะ
หน้า 156 T 4.4.3
ต้องมีความหมาย กว้างกว่าความหมายของคำว่า “เวทนาที่มีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย” ที่พูดกันตามธรรมดา แต่หมายถึงความรู้สึกที่เป็นไปในลักษณะของความรู้หรือญาณ ในระดับใดระดับหนึ่ง ด้วยก็ได้; หรืออย่างน้อยก็เหมือนกับความหมายของคำว่าเวทนาแห่งคำว่า “สัญญาเวทยิตนิโรธ” มากกว่า; หรืออีกอย่างหนึ่งก็เล็งถึงความหมายของคำว่าเวทนาซึ่งมาในประโยคที่ตรัสว่า “เรากล่าวอริยสัจสี่ สำหรับสัตว์ผู้มีเวทนาอยู่”; ดังนั้น จึงมีปัจจัยมากมายถึง ๒๒ หรือ ๔๑ ปัจจัย. ปัจจัยนั้น ๆ ทำให้เกิดเวทนาขึ้นมา จัดเป็นปัจจยาการหนึ่ง ๆ แห่งลักษณะของอิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาทได้.
อายตนะ คือ จุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมือทั้งหลาย มีอยู่, การจับและการวาง ก็ปรากฏ; เมื่อเท้าทั้งหลาย มีอยู่, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็ปรากฏ; เมื่อข้อแขนขาทั้งหลายมีอยู่, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็ปรากฏ; เมื่อท้องไส้ มีอยู่, ความหิวและความระหาย ก็ปรากฏ; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อโสตะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะโสตะสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อฆานะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อชิวหา มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อกายะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อมโน มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย; ฉันนั้นเหมือนกัน.
(ต่อไปนี้ เป็นปฏิปักขนัย จากข้างบน)
________________________________
๑. สูตรที่ ๙, ๑๐ สมุททวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๒๑๔/๓๐๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 157 T 4.4.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมือทั้งหลาย ไม่มี, การจับและการวาง ก็ไม่ปรากฏ; เมื่อเท้าทั้งหลาย ไม่มี, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็ไม่ปรากฏ; เมื่อข้อแขนขาทั้งหลาย ไม่มี, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็ไม่ปรากฏ; เมื่อท้องไส้ไม่มี, ความหิวและความระหาย ก็ไม่ปรากฏ; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อโสตะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะโสตะสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อฆานะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อชิวหา ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อกายะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อมโน ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย; ฉันนั้นเหมือนกัน.
... ... ... ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมือทั้งหลาย มี, การจับและการวาง ก็มี; เมื่อเท้าทั้งหลาย มี, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็มี; เมื่อข้อแขนขาทั้งหลาย มี, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็มี; เมื่อท้องไส้ มี, ความหิวและความกระหาย ก็มี; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อโสตะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น พราะโสตะสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อฆานะ มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อชิวหา มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อกาย มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อมโน มีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมเกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย; ฉันนั้นเหมือนกัน.
(ต่อไปนี้ เป็นปฏิปักขนัย จากข้างบน)
หน้า 158 T 4.4.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมือทั้งหลาย ไม่มี, การจับและการวาง ก็ไม่มี; เมื่อเท้าทั้งหลาย ไม่มี, การก้าวไปและการถอยกลับ ก็ไม่มี; เมื่อข้อแขนขาทั้งหลายไม่มี, การคู้เข้าและการเหยียดออก ก็ไม่มี; เมื่อท้องไส้ ไม่มี, ความหิวและความกระหายก็ไม่มี; นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจักษุ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อโสตะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อฆานะ ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อชิวหา ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อกาย ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย; เมื่อมโน ไม่มี, สุขและทุกข์อันเป็นภายในก็ไม่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย; ฉันนั้นเหมือนกัน, ดังนี้แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าอายตนะมีจักษุ เป็นต้น เป็นจุดตั้งต้นของการปรุงแต่งทุกชนิด; ในที่นี้ได้แก่การเกิดขึ้นของเวทนา ทั้งที่เป็นสุข และเป็นทุกข์. ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะในตอนนี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่า จะเกิดตัณหาอุปาทาน เป็นลำดับไป จนเกิดทุกข์ในที่สุด.
การเกิดขึ้นแห่งไตรทวาร
ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นแห่งอวิชชาของปฏิจจสมุปบาท๑
ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ ! ตามที่สารีบุตรเมื่อตอบปัญหาในลักษณะนั้นเช่นนั้น,๒ ชื่อว่าได้ตอบโดยชอบ. ดูก่อนอานนท์ ! สุขและทุกข์นั้น เรากล่าวว่า
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๖/๘๒, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.
๒. ตรัสกับพระอานนท์ที่ได้เล่าเรื่อง พระสารีบุตรตอบคำถามของพระภูมิชะผู้มาถามว่า “มีสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมอยู่สี่พวก : พวกหนึ่งพูดว่าสุขและทุกข์ตนทำเอาเอง, พวกหนึ่งว่าผู้อื่นทำให้, พวกหนึ่งว่าตนทำเองด้วยผู้อื่นทำให้ด้วย, อีกพวกหนึ่งว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้; ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไร ? และเมื่อจะกล่าว ควรกล่าวอย่างไร จึงจะตรงกับพุทธมติ ?” ดังนี้; ซึ่งพระสารีบุตรได้ตอบอย่างเดียวกันกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้พระอานนท์ฟังนี้. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสกับพระอานนท์ ดังนี้.
หน้า 159 T 4.4.4
เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม). สุขและทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยอะไรเล่า ? สุขและทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ, ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง; แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย.
ดูก่อนอานนท์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น: สมณพราหณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง; แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; สมณพราหณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใดย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศั ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง.
ดูก่อนอานนท์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ: นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ก็ตาม; สมณพราหมณ์
หน้า 160 T 4.4.4
พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ: นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วยก็ตาม, สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ: นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม, สมณพราหมณ์พวกนั้นหนาเว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อสุขและทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ: นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้;
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อกาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) ก็ตามมีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะกายสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไปทางกาย) เป็นเหตุ.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อวาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) ก็ตามมีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะวจีสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไปทางวาจา) เป็นเหตุ.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อมโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) ก็ตามมีอยู่, สุขและทุกข์อันเป็นภายใน ย่อมบังเกิดขึ้น เพราะมโนสัญเจตนา (ความจงใจที่เป็นไปทางใจ) เป็นเหตุ.
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดกายสังขาร (อำนาจที่ทำให้เกิดการเป็นไปทางกาย ) ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง;
หน้า 161 T 4.4.4
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยอาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยรู้สึกตัวอยู่บ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดกายสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดวจีสังขาร (อำนาจที่เกิดการเป็นไปทางวาจา) ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยอาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยรู้สึกตัวอยู่บ้าง;
หน้า 162 T 4.4.4.1
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดวจีสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดมโนสังขาร (อำนาจที่เกิดการเป็นไปทางใจ) ซึ่งเป็นปัจจัยให้ สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยอาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยรู้สึกตัวอยู่บ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดมโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง;
ดูก่อนอานนท์ ! อวิชชา เป็นตัวการ ที่แทรกแซงแล้วในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น.
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, กาย (กายทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ย่อมไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัยให้สุข และทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น.
หน้า 163 T 4.4.5
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, วาจา (วจีทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา)นั้น ย่อมไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น.
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, มโน (มโนทวารที่ทำหน้าที่อยู่ด้วยอวิชชา) นั้น ย่อมไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น.
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, สัญเจตนา ในฐานะที่เป็นเขต (ที่เกิดที่งอกแห่งสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ในฐานะที่เป็นวัตถุ (ที่ตั้งที่อาศัยแห่งสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ในฐานะที่เป็นอายตนะ (ปัจจัยโดยตรงแห่งสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ในฐานะที่เป็นอธิกรณะ (เครื่องมือกระทำให้เกิดสุขและทุกข์ในภายใน) ก็ดี, ย่อมไม่มีเพื่อความเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, ดังนี้ แล.
อวิชชาสัมผัส
คือต้นเหตุอันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เมื่อสำคัญเห็น, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งอัตตา (ตน) มีอย่างต่าง ๆ : สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อม
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ อัตตทีปวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๗/๙๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 164 T 4.4.5.1
สำคัญเห็นซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อย่างบ้าง, หรือว่า ย่อมสำคัญเห็นซึ่งอุปาทานขันธ์ขันธ์ใด ขันธ์หนึ่ง ในบรรดาปัญจุปาทานขันธ์เหล่านั้นบ้าง (ว่าเป็นอัตตา).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในโลกนี้ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ: (๑) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูปในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในรูปบ้าง; (๒) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งเวทนา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีเวทนาบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งเวทนาในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในเวทนาบ้าง; (๓) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งสัญญา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีสัญญาบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งสัญญาในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในสัญญาบ้าง; (๔) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีสังขารบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งสังขารทั้งหลายในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในสังขารทั้งหลายบ้าง; (๕) เขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีวิญญาณบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งวิญญาณในตนบ้าง, ย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในวิญญาณบ้าง.
เป็นอันว่า การสำคัญเห็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ย่อมมีด้วย, การถึงทับจับฉวย (อธิคตํ) ของภิกษุนั้นว่า “เรามีอยู่” , ดังนี้ ก็มีด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุนั้น ถึงทับจับฉวยว่า “เรามีอยู่ (อสฺมีติ)” ดังนี้แล้ว ลำดับนั้น การก้าวลงแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ๕ ประการ ย่อมมีขึ้น; ได้แก่อินทรีย์คือ ตา อินทรีย์คือหู อินทรีย์คือจมูก อินทรีย์คือลิ้น อินทรีย์คือกาย.
หน้า 165 T 4.4.5.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มโน มีอยู่, ธรรมทั้งหลาย มีอยู่, อวิชชาธาตุมีอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว เป็นผู้อันเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว, ความถึงทับจับฉวย ว่า “เรามีอยู่ (อสฺมีติ)” ดังนี้บ้างย่อมมีแก่เขา : ว่า “นี้เป็นเรา (อยมหมสฺมีติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า “เราจักมี (ภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า “เราจักไม่มี (น ภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา : ว่า “เราจักเป็นสัตว์มีรูป (รูปี ภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า “เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป (อรูปี ภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า “เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา(สญฺญีภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า “เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา (อสญฺญีภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา; ว่า “เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสํอิติ)” ดังนี้บ้าง ย่อมมีแก่เขา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อินทรีย์ ทั้งหลาย ๕ ประการ ย่อมตั้งอยู่ ในการถึงทับจับฉวยเหล่านั้นนั่นเทียว. แต่ว่า ในกรณีที่อวิชชา เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมละเสียได้, วิชชาย่อมเกิดขึ้น. เพราะการเกิดขึ้นแห่งวิชชา โดยการสำรอกไม่เหลือแห่งอวิชชา ของอริยสาวกนั้น ความถึงทับจับฉวยว่า “เรามีอยู่” ดังนี้ก็ดีย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น, ว่า “นี้เป็นเรา” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น, ว่า “เราจักมี” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น, ว่า “เราจักไม่มี” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น; ว่า “เราจักเป็นสัตว์มีรูป” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น; ว่า “เราจักเป็นสัตว์ไม่มีรูป” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น; ว่า “เราจักเป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น; ว่า “เราจักเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น; ว่า “เราจักเป็นสัตว์มีสัญญาก็ไม่ใช่สัญญาก็ไม่ใช่” ดังนี้ก็ดี ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น, ดังนี้ แล.
หน้า 166 T 4.4.6
นามรูปก้าวลง เมื่ออนุสัยก่อขึ้น ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อม คิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ (ปกปเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่, สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี, เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ, เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ, เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน, เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด, แต่เขายังมีใจฝังลงไป (คือมีอนุสัย) ในสิ่งใดอยู่; สิ่งนั้น ก็ยังเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี. เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ, เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน, เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ, เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ, เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๙/๑๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 167 T 4.4.7
โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย, และทั้งย่อมไม่มีใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด, ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี, เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะไม่เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งนามรูปจึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา, เพราะมีความดับแห่งเวทนาจึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
ตัณหาเกิดขึ้น เมื่ออนุสัยก่อขึ้น๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีใจฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่, สิ่งนั้น ย่อม
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ กฬารขัตติวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๘๐/๑๔๙, ตรัสภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 168 T 4.4.7
เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่. ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี, เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ = ตัณหา) ย่อมมี; เมื่อเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ มี, การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมมี, เมื่อการมาการไปมี, การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ+อุปะปาตะ) ย่อมมี; เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิด มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด, แต่เขายังมีใจปักลงไปในสิ่งใดอยู่; สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้นตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ=ตัณหา) ย่อมมี; เมื่อเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ มี, การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมมี; เมื่อการมาการไป มี, การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ+อุปปาตะ) ย่อมมี, เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิด มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย , ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย, และย่อมไม่มีใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด; ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี; เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะไม่เจริญงอกงามแล้ว , เครื่องนำไปสู่ภพใหม่ (นติ=ตัณหา) ย่อมไม่มี; เมื่อเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ ไม่มี, การมาการไป (อาคติคติ) ย่อมไม่มี; เมื่อการมาการไป ไม่มี,
หน้า 169 T 4.4.8
การเคลื่อนและการบังเกิด (จุติ+อุปปาตะ) ย่อมไม่มี; เมื่อการเคลื่อนและการบังเกิดไม่มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายต่อไป จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ , ดังนี้ แล.
ภพใหม่เกิดขึ้น เมื่ออนุสัยก่อขึ้น๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่;๒ สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิด (โน เจเตติ) ถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริ (โน ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใด, แต่เขายังมีใจฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่, สิ่งนั้น
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๗๘/๑๔๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน
๒. คำว่า “มีจิตฝังลงไปในสิ่งใด” ถอดศัพท์ออกมาจากคำว่า อนุเสติ ซึ่งแปลว่านอนตาม กล่าวคือ อาการแห่งอนุสัยตามหลักบาลี ฉฉักกสูตร อุปริ. ม.๑๔/๕๑๗/๘๒๒, ซึ่งมีอยู่ว่าเมื่อเสวยสุขเวทนา แล้วเพลิดเพลินยินดีก็ก่อราคานุสัย, เมื่อเสวยทุกขเวทนา แล้วเศร้าโศกเสียใจร่ำไร ก็ก่อปฏิฆานุสัย, เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา แล้วหลงไม่รู้ตามเป็นจริง ก็ก่ออวิชชานุสัย, ข้อนี้หมายความว่า เมื่อจิตกระทำอาการ “อนุเสติ” ในสิ่งใด ย่อมหมายถึงการก่ออนุสัยในสิ่งนั้น ตามชื่อแห่งอนุสัยนั้น ๆ จึงสามารถก่อภพใหม่ได้, ไม่เหมือนกับคำว่า เจเตติหรือปกปฺเปติ : ตามลำพังความคิดและความดำริล้วน ๆ ย่อมไม่อาจจะก่อภพใหม่ เว้นได้แต่จะเป็นไปแรงกล้าจนถึงขนาดจิตฝังตัวลงไปในอารมณ์ใด จึงจะมีวิญญาณที่สามารถก่อภพใหม่ได้. - คำอธิบายของผู้รวบรวม.
หน้า 170 T 4.4.9
ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้น พร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใดด้วย, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใดด้วย, และย่อมไม่มีใจฝังลงไป (โน อนุเสติ) ในสิ่งใดด้วย, ในกาลใด, ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย. เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี; เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ไม่มี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายต่อไป จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
การหยั่งลงแห่งวิญญาณเกิดมีขึ้น
เมื่อเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์๒อยู่, การหยั่งลงแห่งวิญญาณ ย่อมมี. เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน . สํ. ๑๖/๑๐๙/๒๒๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.
๒. ดูธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม) ในหมวดที่ ๓ แห่งหัวข้อว่า “นามรูปหยั่งลงเพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ”.
หน้า 171 T 4.4.10
จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีรากดิ่งลงไปเบื้องล่างด้วยมีรากแผ่ไปรอบ ๆ ด้วย รากทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่ดูดสิ่งโอชะขึ้นไปเบื้องบน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอาหารอย่างนั้น มีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น พึงตั้งอยู่ได้ตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่งวิญญาณย่อมมี. เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ, เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
การหยั่งลงแห่งวิญญาณไม่มี
เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่ง
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๑๑๐/๒๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 172 T 4.4.10
วิญญาณ ย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ, เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะจึงมีความดับแห่งผัสสะ, เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน, เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ, เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว บุรุษนั้นพึงตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว พึงขุดเซาะ; ครั้นขุดเซาะแล้ว พึงรื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลาย แม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้น ตัดต้นไม้นั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า, ครั้นผ่าแล้ว พึงกระทำให้เป็นซีก ๆ , ครั้นกระทำให้เป็นซีก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด, ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว ย่อมเผาดวยไฟ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นขี้เถ้า; ครั้นกระทำให้เป็นขี้เถ้าแล้ว ย่อมโปรยไปตามลมอันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ต้นไม้ใหญ่นั้น ก็จะพึงเป็นต้นไม้มีรากอันขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายแล้วที่ขั้วแห่งยอดถึงแล้วซึ่งความไม่มีไม่เป็น มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, การหยั่งลงแห่งวิญญาณย่อมไม่มี. เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ : เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับ
หน้า 173 T 4.4.11
แห่งผัสสะ, เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา, เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ , ดังนี้ แล.
การเกิดแห่งโลก คือการเกิดแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาท
ที่เกิดขึ้นในใจคน ทุกคราวไป๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การเกิดขึ้น (สมุทโย) แห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ? (การเกิดขึ้นแห่งโลก เป็นอย่างนี้คือ :-)
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ+รูป+จักษุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-ทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๐๘/๑๕๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 174 T 4.4.11
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; …ฯลฯ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาน; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;...ฯลฯ...เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;...ฯลฯ.. เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโมทนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; ...ฯลฯ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกปริเทวะทุกขะโมมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้ คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
หน้า 175 T 4.4.12
เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปยาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือการเกิดขึ้นแห่งโลก.
การดับแห่งโลก คือการดับแห่งกระแสปฏิจจสมุปทาท
ที่ดับลงในใจคน ทุกคราวไป๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การดับลง (อตฺถงฺคโม) แห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ? (การดับลงแห่งโลก เป็นอย่างนี้คือ:- )
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักษุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับ
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๑๐๘/๑๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 176 T 4.4.12
แห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปยาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้าน จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมี เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาน; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
หน้า 177 T 4.4.12
เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้าน จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ...ฯลฯ... นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้ คือการดับลงแห่งโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือการดับลงแห่งโลก.
หมวดที่สี่ จบ
--------------------
หน้า 179 T 4.5
หมวด ๕
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงการเกิดดับ
แห่งกิเลสและความทุกข์
หน้า 181 T 4.5
กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 182 T 4.5
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๕
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงการเกิดดับ
แห่งกิเลสและความทุกข์
(มี ๑๕ เรื่อง)
มีเรื่อง : ทรงแสดงอัตตวาทุปาทานในลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาท - - เวทนาใน ปฏิจจสมุปบาทให้เกิดอนุสัยสาม - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการเกิดสังขาร ๔ ประเภท - - การดับตัณหาเสียได้ก่อนแต่จะเกิดอุปาทาน - - การสิ้นกรรมตามแบบของปฏิจจสมุปบาท - - อายตนะยังไม่ทำหน้าที่ปัญจุปาทานขันธ์ก็ยังไม่เกิด - - ปัญจุปาทานขันธ์เพิ่งจะมี เมื่อเกิดเวทนาในปฏิจจสมุปบาท - - การเกิดแห่งโลกคือการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท - - ทุกข์เกิดเพราะเห็นอุปาทานิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ - - ทุกข์เกิดเพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ - - แดนเกิดดับแห่งทุกข์-โรค-ชรามรณะ - - การดับแห่งโลกคือการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสอย่างเข้าใจง่ายที่สุด - - ทุกข์ดับเพราะเห็นอุปาทานิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ - - ทุกข์ดับเพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอาทีนวะ.
หน้า 183 T 4.5.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๕
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทซึ่งแสดงการเกิดดับ
แห่งกิเลสและความทุกข์
_________________
ทรงแสดงอัตตวาทุปาทานในลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาท
(ในธรรมวินัยนี้ มีการบัญญัติอุปาทานสี่ โดยสมบูรณ์) ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.
________________________________
๑. จูฬสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๓๒, ๑๓๔/๑๕๖, ๑๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. มีการเปรียบเทียบความสมบูรณ์ และไม่สมบูรณ์ ระหว่างธรรมวินัยนี้กับลัทธิภายนอก ทั้งในการบัญญัติธรรมและการประพฤติธรรม.
หน้า 184 T 4.5.1.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางพวก ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าวความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่; แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ กล่าวคือ บัญญัติอยู่แต่ความรอบรู้ซึ่งกามุปาทาน หาบัญญัติความรอบรู้ซึ่งทิฏฐุปาทาน ซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ซึ่งอัตตวาทุปาทานไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่รู้ฐานะ (อุปาทาน) ทั้งสามเหล่านี้ ตามที่เป็นจริง. ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางพวก ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าวความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่; แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ กล่าวคือ บัญญัติอยู่แต่ความรอบรู้ซึ่งกามุปาทาน ซึ่งทิฏฐุปาทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางพวก ปฏิญาณตัวว่า เป็นผู้กล่าวความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่, แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น หาได้บัญญัติความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบไม่ กล่าวคือ บัญญัติอยู่แต่ความรอบรู้ซึ่ง กามุปาทาน ซึ่งทิฏฐุปาทาน ซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในธรรมวินัย (อันมีการบัญญัติอุปาทานไม่ครบถ้วนทั้ง ๔ ประการ) เห็นปานนี้, ความเลื่อมใสในพระศาสดาก็ดี, ความเลื่อมใสในธรรมก็ดี, การกระทำให้บริบูรณ์ในศีลก็ดี, ความเป็นที่รักที่พอใจกันในหมู่สหธัมมิกก็ดี, เหล่านี้เราตถาคตกล่าวว่า ไม่เป็นไปโดยชอบ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ความเลื่อมใสเป็นต้น นั้น เป็นไปในธรรมวินัย อันบุคคลกล่าวไว้ชั่วแล้ว, อันบุคคลให้รู้ทั่วถึงอย่างชั่วแล้ว, ไม่เป็นธรรมนำ
หน้า 185 T 4.5.1.3
สัตว์ออกจากทุกข์, ไม่เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ, มิใช่เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศแล้ว.
... ... ... ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้กล่าวความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง ปฏิญญาอยู่; ย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวงโดยชอบ คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่งกามุปาทาน ซึ่งทิฏฐุปาทาน ซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ซึ่งอัตตวาทุปาทาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในธรรมวินัย (ที่มีการบัญญัติอุปาทานครบทั้ง ๔ ประการ) เห็นปานนี้, ความเลื่อมใสในพระศาสดาก็ดี, ความเลื่อมใสในพระธรรมก็ดี, การกระทำให้บริบูรณ์ในศีลก็ดี, ความเป็นที่รักที่พอใจกันในหมู่ สหธัมมิกก็ดี, เหล่านี้ เราตถาคตกล่าวว่า เป็นไปโดยชอบ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ความเลื่อมใสเป็นต้น นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปในธรรมวินัย อันเรากล่าวดีแล้ว, อันเราให้รู้ทั่วถึงดีแล้ว, เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์, เป็นไปพร้อมเพื่อความสงบรำงับ, เป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด (สมุทย) ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก) ? มีอะไรเป็นแดนเกิด (ปภว) ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด.
หน้า 186 T 4.5.1.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุให้เกิด มีเวทนาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีเวทนาเป็นเครื่องกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นเหตุให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีผัสสะเป็นเครื่องกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นเหตุให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นเหตุให้เกิด มีนามรูปเป็นเครื่องก่อให้เกิดมีนามรูปเป็นเครื่องกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด มีวิญญาณเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีวิญญาณเป็นเครื่องกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด.
หน้า 187 T 4.5.1.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ มีสังขารเป็นเหตุให้เกิด มีสังขารเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสังขารเป็นเครื่องกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด มีอวิชชาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอวิชชาเป็นเครื่องกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อวิชชาเป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว วิชชาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งกามุปาทาน, ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งทิฏฐุปาทาน, ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน, ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งอัตตวาทุปาทาน; (ทั้งนี้) เพราะการสำรอกเสียได้หมดซึ่งอวิชชา, เพราะการเกิดขึ้นแห่งวิชชา: เมื่อไม่ยึดมั่น (คือไม่มีอุปาทาน) อยู่, ย่อมไม่สะดุ้ง; เมื่อไม่สะดุ้ง, ย่อมปรินิพพานเฉพาะตนนั่นเทียว.๑ เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาจงสังเกต จนเห็นลึกลงไปถึงว่า การไม่ปรินิพพาน เฉพาะตนนั้น เพราะยังมีกิเลสที่เป็นเหตุให้สะดุ้ง, กล่าวคืออุปาทานข้อที่ ๔ โดยเฉพาะ นั่นเอง; และการละอุปาทานข้อที่ ๔ นี้ ยังมีความสำคัญในส่วนที่จะทำหมู่คณะให้เรียบร้อย,
________________________________
๑. คำนี้ บาลีว่า ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ; อรรถกถา (ปปัญจสูทนี ภาค ๒ หน้า ๒๕) อธิบายว่าย่อมปรินิพพาน ด้วยกิเลสปรินิพพาน ด้วยตนเองนั่นเทียว.
หน้า 188 T 4.5.2
มีสรณาคมน์ตั้งมั่น; และทำให้พุทธศาสนาแปลกไปจากศาสนาอื่น ที่บัญญัติอุปาทาน ไว้เพียง ๓ อย่าง; ดังนั้น หลักปฏิจจสมุปบาทในพุทธศาสนา จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในข้อที่ทำให้รู้จักและละเสียได้ ซึ่งอุปทานโดยสมบูรณ์จริง ๆ; และมีความสำคัญ ที่ต้องสังเกตว่า แม้จะกล่าวเพียงครึ่งท่อน คือตั้งแต่อุปาทานขึ้นไป, ก็สมบูรณ์; หรือเป็น ปฏิจจสมุปบาท ที่สมบูรณ์ทั้งสายอยู่นั่นเอง, เพราะจะละอุปาทาน, หรือละอวิชชา, ทุกข์ก็ดับหมดเท่ากัน; เพราะการละอุปาทานนั้น ละได้ด้วยการละอวิชชา นั่นเอง.
เวทนาในปฏิจจสมุปบาท ให้เกิดอนุสัยสาม๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมด้วยแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ)นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญเมาหมกอยู่; อนุสัยคือราคะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น (ตสฺส ราคานุสโย อนุเสติ);
เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ ย่อมคร่ำครวญ ย่อมตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหลอยู่; อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
________________________________
๑. ฉฉักกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๕๑๖/๘๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 189 T 4.5.2
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่รู้ตามเป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย; อนุสัยคืออวิชชา ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ยังละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาไม่ได้; ยังบรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้; ยังถอนอวิชชานุสัยอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้; เมื่อยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว, เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ(หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูป เรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า ) …ฯลฯ...ฯลฯ... จักทำ ที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๓) เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูป เรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า ) …ฯลฯ...ฯลฯ... จักทำ ที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม(ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
หน้า 190 T 4.5.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๔) เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูป เรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า) …ฯลฯ...ฯลฯ... จักทำ ที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๕) เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; (ข้อความตอนต่อไปนี้ เหมือนข้อความที่มีอยู่ในข้อ (๑) อันว่าด้วยรูปเรื่อยไปทั้ง ๔ ย่อหน้า จนถึงตอนท้ายข้อ ที่ว่า) …ฯลฯ...ฯลฯ... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๖) เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา อันเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่; อนุสัยคือราคะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ ย่อมคร่ำครวญ ย่อมตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหลอยู่; อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
หน้า 191 T 4.5.2
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่รู้ตามเป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ(อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย; อนุสัยคืออวิชชา ย่อมตามนอน (เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ยังละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาไม่ได้; ยังบรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาไม่ได้; ยังถอนอวิชชานุสัย อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาไม่ได้; เมื่อยังละอวิชชาไม่ได้ และยังทำวิชชาให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว, เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จักมีได้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เราเคยเข้าใจและสอนกัน อยู่ในเวลานี้ว่า อนุสัยนั้นคือตะกอน นอนอยู่ในสันดานตลอดเวลา พอได้อารมณ์ ก็ลุกออกมาเป็นกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ แล้วกลับไปนอนรออยู่ต่อไปอีก จนกว่าจะได้อารมณ์อันใหม่อีก (ในลักษณะอาการของสัสสตทิฏฐิ) เช่นนี้ ดูไม่ตรงตามพระพุทธภาษิตในสูตรนี้ ซึ่งตรัสว่า เมื่อเสวยเวทนาใด จึงเกิดอนุสัยขึ้นตามนอน (คือเพิ่มความเคยชิน ในการที่จะเกิดกิเลสชื่อนั้น ๆ แก่บุคคลนั้น); และทรงระบุชัดว่าบุถุชนธรรมดา ถ้าเสวยสุขเวทนา จะเพิ่ม ราคานุสัย (แก่กิเลสประเภทโลภะทุกชนิด); เมื่อเสวยทุกขเวทนา จะเพิ่มปฏิฆานุสัย (แก่กิเลสประเภทโทสะทุกชนิด); เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา จะเพิ่มอวิชชานุสัย (แก่กิเลสประเภทโมหะทุกชนิด) ข้อนี้หมายความว่า จะเพิ่มความเคยชินหรือความง่ายดาย ในการที่จะเกิดกิเลสชื่อนั้น ๆ ยิ่งขึ้นทุกทีนั่นเอง. และพึงสังเกตเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งด้วย ว่าสำหรับราคานุสัย ทรงใช้คำว่า “ละ”, ปฏิฆานุสัย ใช้คำว่า “บรรเทา”, อวิชชานุสัย ใช้คำว่า “ถอน”; ไม่พูดคลุมเครือ เหมือนที่เราพูดกันเพ้อ ๆ ไปจนถึงกับจัดอนุสัย ไว้ในฐานะเป็นสิ่งตายตัว ไม่มีการเกิดดับ เมื่อเสวยหรือหยุดเสวยเวทนา.แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่มีการกล่าว อย่างรวม ๆ ด้วยภาษาธรรมดา ๆ, ก็ได้ตรัสด้วยคำ “ละ” (ปหาตพฺโพ , ปหีโน ) รวมกัน ทั้ง ๓ อนุสัยก็มี เช่น บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๒๕๔/๓๖๓; ๑๘/๒๖๒/๓๗๗-๙; และ ๑๘/๒๖๕/๓๘๕.
หน้า 192 T 4.5.3.1
ปฏิจจสมุปบาทแห่งการเกิดสังขาร ๔ ประเภท๑
(สังขารชนิดที่หนึ่ง : ทิฏฐิปรารภขันธ์ห้า)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น ?
[กรณีแห่งรูปขันธ์]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่ได้เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตนนั้น, อันใดแล; การสำคัญเห็นอันนั้นเป็นสังขาร.๒ ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหาซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัย
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ ขัชชนิยวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๑๖/๑๗๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภัททสาลมูล ป่าปาลิเลยยกะ.
๒. คำว่า “สังขาร” ในกรณีนี้ หมายถึงความคิดผิดเห็นผิด ที่ปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น, เช่นเกิดจากการไม่ได้สดับธรรมของพระอริยเจ้า เป็นต้น; ที่เรียกว่า “สังขาร” ก็เพราะเหตุเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั่นเอง.
หน้า 193 T 4.5.3.1
เกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตนก็จริง แต่ว่าเขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! การสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปนั้น, อันใดแล; การสำคัญเห็นอันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปก็จริงแล แต่ว่าเขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งรูปในตน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งรูปในตนนั้น, อันใดแล; การสำคัญเห็นอันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว แก่ปุถุชนผู้มิได้
หน้า 194 T 4.5.3.1
สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้วอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูปในตน ก็จริงแล แต่ว่าเขาย่อมสำคัญเห็นซึ่งตนในรูป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การสำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูปนั้น, อันใดแล; การสำคัญเห็นอันนั้น เป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้วอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.
หน้า 195 T 4.5.3.1
[กรณีแห่งเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณขันธ์]
(ครั้นตรัสข้อความในกรณีแห่งรูปขันธ์จบลงดังนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความที่สืบเนื่องกันต่อไปว่า แม้ปุถุชนนั้นจะไม่สำคัญเห็นรูปขันธ์โดยอาการทั้ง ๔ ก็ตาม เขาก็จะสำคัญเห็นอาการทั้ง ๔ นั้น ในเวทนาขันธ์...สัญญาขันธ์...สังขารขันธ์...วิญญาณขันธ์...ไล่กันไปตามลำดับ ๆ ๆ ดยทำนองเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปขันธ์.
ในขันธ์แต่ละขันธ์ มีอาการอันจะพึงเห็นผิดถึง ๔ อาการ คือเห็นขันธ์โดยความเป็นตน ๑, เห็นตนว่ามีขันธ์ ๑, เห็นขันธ์ในตน ๑, เห็นตนในขันธ์ ๑ เมื่ออาการทั้งสี่นี้เป็นไปในขันธ์ทั้ง ๕ จึงรวมกันเป็น ๒๐ อาการ, ทั้ง ๒๐อาการนี้ รวมกันแล้วจัดเป็นสังขารหมวดที่หนึ่ง.
ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาททั้งสายรวมอยู่ในประโยคสั้นประโยคเดียวว่า “สังขารเกิดมาจากตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส” ผู้ศึกษาพึงทราบได้เองว่า อวิชชามีอยู่ในขณะแห่งการสัมผัสซึ่งทำให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ครบถ้วนอยู่ในสัมผัสนั้น; ครั้นเวทนาให้เกิดตัณหาแล้ว ก็มีการปรุงแต่งสืบต่อไปจนเกิดทุกข์. คำว่าสังขารในกรณีนี้ หมายถึงปฏิจจสมุปบาททุกอาการก็ได้ เพราะมีความหมายเพียงแต่ว่า เป็นอาการของการปรุงแต่งโดยลักษณะแห่งอิทัปปัจจยตา โดยตลอดสายแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง.
สังขารประเภทที่ ๑ นี้ แจกโดยละเอียด จะเป็นสังขาร ๒๐ ชนิด, คือแจกตามขันธ์ห้า; แต่ละขันธ์มี ๔ อาการ คือ เห็นขันธ์โดยความเป็นตน ๑, เห็นตนว่ามีขันธ์ ๑, เห็นขันธ์ในตน ๑, เห็นตนในขันธ์ ๑; รวมเป็น ๒๐ ชนิด แห่งสังขาร.
หน้า 196 T 4.5.3.2
สูตรนี้มุ่งหมาย จะแสดงความสิ้นอาสวะ, แต่ได้แสดงลักษณะแห่งสังขารชนิดที่เป็นอกุศล อย่างละเอียดแปลกออกไป เป็นความรู้พิเศษกว่าทุกแห่งสำหรับคำว่าสังขาร, จึงนำมาใส่ไว้ในกลุ่มอันว่าด้วยการเกิดกิเลส แทนที่จะใส่ในหมวดปฏิบัติเพื่อดับทุกข์.) – ผู้รวบรวม
(สังขารชนิดที่ สอง : สัสสตทิฏฐิ)
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, โดยความเป็นตน; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป, ว่ามีเวทนา, ว่ามีสัญญา, ว่ามีสังขาร, ว่ามีวิญญาณ, ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, ในตน; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ในรูป, ในเวทนา, ในสัญญา; ในสังขาร, ในวิญญาณ; ก็จริงแล, แต่ทว่าเขายังเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “อัตตา(ตน) ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้น ครั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง (นิจฺโจ) ยั่งยืน (ธุโว) เที่ยงแท้ (สสฺสโต) มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา (อวิปริณามธมฺโม).” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทิฏฐิดังกล่าวนี้, อันใดแล; ทิฏฐิอันนั้น ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ. สัสตทิฏฐินั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่
หน้า 197 T 4.5.3.3
ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.
หมายเหตุผู้รวบรวม : สังขารหมวดที่สองนี้ มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยนัยะอันเดียวกันกับสังขารหมวดที่หนึ่ง คือสรุปความลงเป็นว่า “สังขารเกิดมาจาก ตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส”
(สังขารชนิดที่ สาม : อุจเฉททิฏฐิ)
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, โดยความเป็นตน; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป, ว่ามีเวทนา, ว่ามีสัญญา, ว่ามีสังขาร, ว่ามีวิญญาณ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, ในตน; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ในรูป, ในเวทนา, ในสัญญา, ในสังขาร, ในวิญญาณ; ก็จริงแล, ทั้งเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิว่า “อัตตา (ตน) ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้น ครั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา” ดังนี้; ก็จริงแล แต่ทว่า เขายังเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “เราไม่พึงมีด้วย; ของเราไม่พึงมีด้วย; เราจักไม่มีด้วย; ของเราจักไม่มีด้วย”; ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทิฏฐิดังกล่าวนี้, อันใดแล; ทิฏฐิอันนั้นชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ. อุจเฉททิฏฐินั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง
หน้า 198 T 4.5.3.4
เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น.
หมายเหตุผู้รวบรวม : สังขารหมวดที่สามนี้ มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยนัยะอันเดียวกันกับสังขารหมวดที่หนึ่ง คือสรุปความลงเป็นว่า “สังขารเกิดมาจาก ตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส”
(สังขารชนิดที่ สี่ : ลังเลในพระสัทธรรม)
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, โดยความเป็นตน; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตนว่ามีรูป, ว่ามีเวทนา, ว่ามีสัญญา, ว่ามีสังขาร, ว่ามีวิญญาณ; ไม่สำคัญเห็นซึ่งรูป, ซึ่งเวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, ซึ่งวิญญาณ, ในตน; ไม่สำคัญเห็นซึ่งตน ในรูป, ในเวทนา, ในสัญญา, ในสังขาร, ในวิญญาณ; เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิว่า “อัตตาก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นครั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา” ดังนี้; ทั้งผู้ไม่มีทิฏฐิว่า “เราไม่พึงมีด้วย ของเราไม่พึงมีด้วย เราจักไม่มีด้วย ของเราจักไม่มีด้วย” ดังนี้; ก็จริงแล แต่ทว่าเขายังเป็นผู้มีความสงสัย (กงฺขี) มีความลังเล (วิจิกิจฺฉี) ไม่ถึงความมั่นใจในพระสัทธรรม (อนิฏฺฐงฺคโต สทฺธมฺเม). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความเป็นผู้มีความสงสัย มีความลังเล ไม่ถึงความมั่นใจ ในพระสัทธรรมนั้น, อันใดแล; อันนั้นเป็นสังขาร. สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? เป็นเครื่องก่อ ให้เกิด ? เป็นเครื่องกำเนิด ? เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากตัณหา ซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันเวทนาที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุอย่างนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง. เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ตัณหานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
หน้า 199 T 4.5.4
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้ผัสสะนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, แม้อวิชชานั้นก็ไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้ว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : สังขารหมวดที่สี่นี้ มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยนัยะอันเดียวกันกับสังขารหมวดที่หนึ่ง คือสรุปความลงเป็นว่า “สังขารเกิดมาจาก ตัณหาอันเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ถูกต้องด้วยเวทนาอันเกิดจากอวิชชาสัมผัส”
การดับตัณหาเสียได้ก่อนแต่จะเกิดอุปาทาน๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์ แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังข้อความนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จ ประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือ
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๖-๗/๑๖๑, ๑๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 200 T 4.5.4
ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิด ฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ
หน้า 201 T 4.5.4
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+
หน้า 202 T 4.5.5
มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา. เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งทุกข์.
การสิ้นกรรม ตามแบบของปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนวัปปะ ! ถ้าท่านจะพึงยินยอมข้อที่ควรยินยอม และคัดค้านข้อที่ควรคัดค้าน ต่อเรา. อนึ่ง ท่านไม่รู้ความแห่งภาษิตของเราข้อใด ท่านพึงซักถามเราในข้อนั้น ให้ยิ่งขึ้นไปว่า ข้อนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตข้อนี้ เป็นอย่างไรเล่าท่านผู้เจริญ ? ดังนี้แล้วไซร้ การสนทนาระหว่างเราทั้งสอง ก็จะพึงมีได้.
ครั้นวัปปศากยะ ได้ตกลงยินยอมในข้อนั้นแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้:-
ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้นเพราะกายสมารัมภะเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน;
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๖๘/๑๙๕, ตรัสแก่วัปปศากยะ ที่นิโครธาราม.
หน้า 203 T 4.5.5
เมื่อบุคคลเว้นขาดแล้วจากกายสมารัมภะ, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้น เร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วย และย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรมอย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกันมาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษ ในกาลต่อไปเบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (“ข้อนั้นหามิได้พระเจ้าข้า ! ”)
ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลายเหล่าใด เกิดขึ้นเพราะวจีสมารัมภะเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน; เมื่อบุคคลเว้นขาดแล้วจากวจีสมารัมภะ, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นเร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วย และย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรมอย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกันมาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมอันผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษ ในกาลต่อไปเบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ”)
ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้นเพราะมโนสมารัมภะเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน; เมื่อบุคคลเว้นขาดแล้วจากมโนสมารัมภะ, อาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นเร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วย และย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรมอย่างนี้
หน้า 204 T 4.5.5.1
เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกันมาดูพึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษในกาลต่อไปเบื้องหน้าเนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ”)
ดูก่อนวัปปะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? คือ อาสวะทั้งหลายเหล่าใด เกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย แล้วทำความคับแค้นเร่าร้อน; เพราะการเกิดขึ้นแห่งวิชชา เพราะความสำรอกออกเสียได้หมดซึ่งอวิชชา, อาสวะทั้งหลายอันทำความคับแค้นเร่าร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่มี : บุคคลนั้น ย่อมไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ด้วยและย่อมกระทำกรรมเก่าที่ถูกต้องแล้ว ๆ ให้สิ้นไปด้วย. ปฏิปทาเป็นเครื่องสิ้นกรรมอย่างนี้ เป็นธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงเห็นเอง ไม่รู้จักเก่า ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกกันมาดู พึงน้อมเข้ามาในตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน. ดูก่อนวัปปะ ! อาสวะทั้งหลาย อันเป็นไปเพื่อทุกขเวทนา จะพึงไหลไปตามบุรุษในกาลต่อไปเบื้องหน้า เนื่องมาแต่ฐานะใดเป็นเหตุ ท่านย่อมรู้ซึ่งฐานะนั้นหรือไม่ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ”)
ดูก่อนวัปปะ ! เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว สตตวิหารธรรม๑ ทั้งหลาย ๖ ประการ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นถึงทับแล้ว : ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว
________________________________
๑. สตตวิหารธรรม ในที่นี้ หมายความว่า มีสติสัมปชัญญะติดต่อกันไป ในการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ไม่เกิดยินดียินร้ายขึ้นมาได้ อย่างติดต่อกัน ไม่มีเวลาเผลอ. เมื่อมีสติควบคุมสิ่งทั้ง ๖ นี้ไว้ได้ อย่างติดต่อกันเช่นนี้ การเป็นอยู่อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่า “สตตวิหารธรรม ๖ ประการ”.
หน้า 205 T 4.5.5.1
ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่; ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว..., รู้สึกกลิ่นด้วยฆานะแล้ว..., ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว..., ถูกต้องสัมผัสผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว..., รู้สึกธัมมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่; เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่; เธอย่อมรู้ชัดว่า “เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย” ดังนี้.
ดูก่อนวัปปะ เปรียบเหมือนเงาย่อมปรากฏเพราะอาศัยเสาสดมภ์ (ถูณะ) ลำดับนั้น บุรุษถือเอามาซึ่งจอบและตะกร้า เขาตัดซึ่งเสานั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้วพึงขุด ครั้นขุดแล้ว พึงรื้อซึ่งรากทั้งหลาย ไม่ให้เหลือแม้ที่สุดสักแต่ว่าเท่าต้นแฝก. บุรุษนั้น พึงตัดซึ่งเสานั้นให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดซึ่งเสานั้นให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า; ครั้นผ่าแล้ว พึงจักให้เป็นซีกเล็ก ๆ; ครั้นจักให้เป็นซีกเล็ก ๆ แล้วพึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว พึงเผาด้วยไฟ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงทำให้เป็นผงเถ้าถ่าน; ครั้นทำให้เป็นผงเถ้าถ่านแล้ว พึงโปรยไปในกระแสลมอันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสอันเชี่ยวแห่งแม่น้ำ. ดูก่อนวัปปะ ! เงาอันใด ที่อาศัยเสาสดมภ์ เงาอันนั้นย่อมถึงซึ่งความมีมูลเหตุอันขาดแล้วถูกกระทำเหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน กระทำให้ถึง ความไม่มี มีอันไม่บังเกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา, นี้ฉันใด;
ดูก่อนวัปปะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว สตตวิหารธรรมทั้งหลาย ๖ ประการ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นถึงทับแล้ว : ภิกษุนั้น
หน้า 206 T 4.5.5.1
เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่; ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว...; รู้สึกกลิ่นด้วยฆานะแล้ว..; ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว...; ถูกต้องสัมผัสผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว...; รู้สึกธัมมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนา มีกายเป็นที่สุดรอบอยู่; เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่; เธอย่อมรู้ชัดว่า “เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย” ดังนี้.
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว วัปปศากยะผู้เป็นสาวกแห่งนิครนถ์ ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการกำไร พึงเลี้ยงลูกม้าไว้ขาย เขาไม่ได้กำไรด้วย เป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากเดือดร้อนอย่างยิ่งด้วย, นี้ฉันใด; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือข้าพระองค์ผู้ต้องการด้วยประโยชน์ ได้เข้าไปคบหาซึ่งนิครนถ์ทั้งหลายผู้อ่อนด้วยปัญญา. ข้าพระองค์นั้นไม่ได้กำไรด้วย เป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากเดือดร้อนอย่างยิ่งด้วย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอโปรยเสียซึ่งความเลื่อมใสในนิครนถ์ทั้งหลายผู้อ่อนด้วยปัญญา ในกระแสลมอันพัดจัด หรือ ว่าลอยเสียซึ่งความเลื่อมใสนั้น ในกระแสอันเชี่ยวแห่งแม่น้ำ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิเศษนัก พระเจ้าข้า ! วิเศษนัก พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำอยู่ หรือว่าเปิดของที่ปิดอยู่ หรือว่าบอกหนทางให้แก่บุคคลผู้หลงทางหรือว่าจุดประทีปอันโพลงขึ้น ด้วยน้ำมัน ไว้ในที่มืด ด้วยความหวังว่า ผู้มีจักษุทั้งหลายจักได้เห็นรูปทั้งหลาย ฉันใด; ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศแล้ว โดยปริยายเป็นอเนก ก็ฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคด้วย ซึ่งพระธรรมด้วย ซึ่งพระสงฆ์ด้วย ว่าเป็นสรณะ. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงถือว่า ข้าพระองค์เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะแล้ว จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต”, ดังนี้ แล.
หน้า 207 T 4.5.6
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การสิ้นกรรมที่แท้จริงนั้น เป็นการสิ้นไปในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท คือเมื่อไม่มีกาย-วจี-มโนสมารัมภะหรืออวิชชา อันเป็นเหตุให้เกิดอาสวะ อันเป็นอาการที่เห็นได้ รู้สึกได้ ด้วยตนเอง ในทิฏฐธรรมนี้ โดยเฉพาะในขณะที่ความคับแค้นเร่าร้อนระงับลง เมื่อหยุดเสียได้ซึ่งกายสมารัมภะเป็นต้น แม้เพียงในปฏิจจสมุปบาท สายหนึ่ง ๆ เรียกว่าเป็นการสิ้นกรรมไปคราวหนึ่งได้. เมื่อปฏิจจสมุปบาท ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก ก็เป็นการสิ้นกรรมที่ถาวร; ไม่ควรจะหมายถึงเรื่องอะไร ๆ หลังจากตายแล้ว เพียงอย่างเดียว, แต่หมายความว่า เมื่อจิตไม่มีการปรุงแต่งเป็นอุปาทาน หรือเป็นภพขึ้นมาได้แล้ว กรรมใหม่ก็เป็นอันไม่กระทำ กรรมเก่าก็เป็นอันสิ้นสุดไป เพราะไม่มี สิ่งที่เรียกว่าภพ หรือ ชาติ ในปัจจุบันนี้ ที่จะเป็นแดนให้กรรมทำหน้าที่ให้ผล จึงถือว่าสิ้นกรรม ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง.
อายตนะยังไม่ทำหน้าที่
ปัญจุปาทานขันธ์ ก็ยังไม่เกิด๑
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนอวกาศถูกแวดล้อมปิดกั้นไว้แล้ว (ส่วนหนึ่ง) โดยอาศัยไม้ด้วย เถาวัลย์ด้วย ดินเหนียวด้วย หญ้าด้วย ย่อมถึงซึ่งการนับว่า “เรือน” ดังนี้ ฉันใด; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย! อวกาศถูกแวดล้อมปิดกั้นไว้แล้ว (ส่วนหนึ่ง) โดยอาศัยกระดูกด้วย เอ็นด้วย เนื้อด้วย หนังด้วยยอมถึงซึ่งการนับว่า “รูป (กาย)” ดังนี้; ฉันนั้น.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, จักษุ (ตา) อันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และรูปทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งจักษุ), ทั้งสมันนาหารจิต๒ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ไม่มี,
________________________________
๑. มหาหัตถิปโทปมสูตร มู.ม. ๑๒/๓๕๘/๓๔๖, พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ข้อความนี้มิใช่ พุทธภาษิต เพราะเป็นคำพระสารีบุตร; แต่สามารถอธิบายพระพุทธภาษิตได้ดี, จึงยกมาใส่ประกอบในฐานะเป็นอภิธรรมแท้.
๒. สมันนาหารจิต คือจิตที่ละภวังค์ขึ้นมากำหนดอารมณ์ที่มากระทบทางทวารนั้น ๆ มีอวิชชา, หรือความปราศจากสติ, หรือปราศจากวิชชาในวิมุตติ, ประกอบอยู่.
หน้า 208 T 4.5.6
แล้วไซร้; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีก่อน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, จักษุอันเป็นอายตนะภายในเป็นของไม่แตกทำลาย, และรูปทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็มาสู่คลอง(แห่งจักษุ); แต่ว่าสมันนาหารจิต อันเกิดจากอายตนะ๒ อย่างนั้น ยังไม่มี, แล้วไซร้; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีอยู่นั่นเอง.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า ในกาลใดแล จักษุอันเป็นอายตนะภายในนั่นเทียว เป็นของไม่แตกทำลาย, และรูปทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอกก็มาสู่คลอง (แห่งจักษุ); ทั้งสมันนาหารจิตอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้นก็มีด้วย, แล้วไซร้; เมื่อเป็นดังนี้ ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ย่อมมี ในกาลนั้น.
รูปใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, รูปนั้น ย่อมถึงซึ่งการสังเคราะห์ในรูปูปาทานขันธ์; เวทนาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, เวทนานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน เวทนูปาทานขันธ์; สัญญาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, สัญญานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ในสัญญูปาทานขันธ์; สังขารทั้งหลายเหล่าใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, สังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ในสังขารูปาทานขันธ์; วิญญาณใด(ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, วิญญาณนั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ใน วิญญาณูปาทานขันธ์.
หน้า 209 T 4.5.6
ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า การสงเคราะห์ การประชุมพร้อมการรวมหมู่กัน แห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.
ก็แล คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท” ดังนี้ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม; กล่าวคือ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย.
ธรรมใด เป็นความเพลิน เป็นความอาลัย เป็นความติดตาม เป็นความสยบมัวเมาในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้; ธรรมนั้น ชื่อว่าทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์);
ธรรมใด เป็นความนำออกซึ่งฉันทราคะ เป็นความละขาดซึ่งฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้; ธรรมนั้น ชื่อว่า ทุกขนิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์) ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยการปฏิบัติมีประมาณเพียงเท่านี้แล คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้ว.
.... .... .... ....
(จบข้อความอันเกี่ยวกับอายตนะที่หนึ่ง คือตากับรูป ดังนี้แล้ว ต่อไปนี้ เป็นข้อความที่เกี่ยวกับอายตนะที่สองเป็นลำดับต่อไป จนถึงอายตนะที่หก ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย...ฯลฯ... สำหรับอายตนะที่สองถึงอายตนะที่ห้า, แล้วจะใส่ข้อความเต็มสำหรับอายตนะที่หก อีกครั้งหนึ่ง ขอให้สังเกตจนเข้าใจได้ตามนี้)
หน้า 210 T 4.5.6
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, โสต (หู) อันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และเสียงทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งโสต), ...ฯลฯ...ฯลฯ ...ฯลฯ... ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้ว.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, ฆาน (จมูก) อันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และกลิ่นทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งฆาน), ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้ว.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, ชิวหา (ลิ้น) อันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และรสทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งชิวหา),...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... ภิกษุป ระพฤติกระทำให้มากแล้ว.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, กาย อันเป็นอายตนะภายในเป็นของไม่แตกทำลาย, และโผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งกาย), ...ฯลฯ ...ฯลฯ ...ฯลฯ ... ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้ว.
.... .... .... ....
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, มโน (ใจ) อันเป็นอายตนะภายใน เป็นของไม่แตกทำลาย, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก
หน้า 211 T 4.5.6
ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งมโน) ทั้งสมันนาหารจิตอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้นก็ไม่มี, แล้วไซร้; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณ อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีก่อน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! แม้หากว่า, มโนอันเป็นอายตนะภายในเป็นของไม่แตกทำลาย, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็ยังไม่มาสู่คลอง (แห่งมโน) แต่ว่าสมันนาหารจิต อันเกิดจากอายตนะ๒ อย่างนั้น ยังไม่มี, แล้วไซร้; ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ก็ยังจะไม่มีอยู่นั่นเอง.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า ในกาลใดแล มโนอันเป็นอายตนะภายในนั่นเทียว เป็นของไม่แตกทำลาย, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นอายตนะภายนอก ก็มาสู่คลอง (แห่งมโน), ทั้งสมันนาหารจิต อันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้นก็มีด้วย, แล้วไซร้; เมื่อเป็นดังนี้ ความปรากฏแห่งส่วนของวิญญาณอันเกิดจากอายตนะ ๒ อย่างนั้น ย่อมมี ในกาลนั้น.
รูปใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้นรูปนั้น ย่อมถึงซึ่งการสังเคราะห์ในรูปูปาทานขันธ์; เวทนาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, เวทนานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ในเวทนูปาทานขันธ์; สัญญาใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, สัญญานั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ในสัญญูปาทานขันธ์; สังขารทั้งหลายเหล่าใด (ที่เป็นของเกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, สังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ในสังขารูปาทานขันธ์; วิญญาณใด
หน้า 212 T 4.5.6
(ที่เป็นของที่เกิดร่วม) แห่งสมันนาหารจิตอันเกิดแล้วอย่างนั้น, วิญญาณนั้น ย่อมถึงซึ่งการสงเคราะห์ในวิญญาณูปาทานขันธ์.
ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าการสงเคราะห์ การประชุมพร้อมการรวมหมู่กัน แห่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้.
ก็แล คำนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท” ดังนี้ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม; กล่าวคือปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย.
ธรรมใด เป็นความเพลิน เป็นความอาลัย เป็นความติดตาม เป็นความสยบมัวเมาในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้; ธรรมนั้น ชื่อว่าทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์);
ธรรมใด เป็นความนำออกซึ่งฉันทราคะ เป็นความละขาดซึ่งฉันทราคะ ในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เหล่านี้; ธรรมนั้น ชื่อว่า ทุกขนิโรธ (ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์) ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ด้วยการปฏิบัติมีประมาณเพียงเท่านี้แล คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นสิ่งที่ภิกษุประพฤติกระทำให้มากแล้วดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำกล่าวของพระสารีบุตรเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า วิญญาณ, หรือปัญจุปาทานขันธ์ เกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อไร; และ ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ หรือปัญจุปาทานขันธ์ ใน
หน้า 213 T 4.5.7
ลักษณะ เช่นที่กล่าวในสูตรนี้ นั่นแหละคือการเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทโดยตรง, กล่าวให้เจาะจงกว่านั้นอีก ก็คือ เมื่อสมันนาหารจิตเกิดขึ้น ทางอายตนะใดอายตนะหนึ่งนั่นเอง.
การเห็นการเกิดดับอย่างนี้ คือเห็นปฏิจจสมุปบาท หรือทุกขสมุทัย และทุกขนิโรธ, โดยพฤตินัย ก็คือเห็นอริยสัจสี่ โดยแท้จริง ด้วยปัญญาจักษุ หรือยถาภูตสัมมัปปัญญา, จึงมีค่าเท่ากับเห็นธรรม หรือเห็นตถาคต.
ใจความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ว่า ปฏิจจสมุปบาทตั้งต้น เมื่อสมันนาหารจิตทำหน้าที่ ทางอายตนะ; ขอให้กำหนดไว้ เป็นหลักสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องปฏิจจสมุปบาท สืบไป.
ปัญจุปาทานขันธ์เพิ่งจะมี
เมื่อเกิดเวทนาในปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งจักษุ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งรูปทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง,เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งจักขุวิญญาณ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งจักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง,เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริง แล้ว; เขาย่อมกำหนัดในจักษุ, กำหนัดในรูปทั้งหลาย, กำหนัดในจักขุวิญญาณ, กำหนัดในจักขุสัมผัส, และกำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เมื่อบุคคลนั้นกำหนัดแล้ว ติดพันแล้ว ลุ่มหลงแล้ว จ้องมองต่ออัสสาทะอยู่, ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความก่อเกิดต่อไป; และตัณหาของเขาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา; ความกระวนกระวาย
________________________________
๑. สฬายตนวิภังคสูตร อุปริ.ม. ๑๔/๕๒๑/๘๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 214 T 4.5.7
(ทรถ) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความกระวนกระวาย แม้ทางจิตย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา; ความแผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความแผดเผา แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา; ความเร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกายย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความเร่าร้อน แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, บุคคลนั้นย่อมเสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไป ทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิตด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งโสตะ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งเสียงทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งโสตวิญญาณตามที่เป็นจริง,...ฯลฯ...ฯลฯ...บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกายด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งฆานะ ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งกลิ่นทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งฆานวิญญาณตามที่เป็นจริง,...ฯลฯ...ฯลฯ...บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกายด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชิวหา ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งรสทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชิวหาวิญญาณตามที่เป็นจริง,...ฯลฯ...ฯลฯ...บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งกาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งกายวิญญาณ
หน้า 215 T 4.5.7
ตามที่เป็นจริง,...ฯลฯ...ฯลฯ..บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกายด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งมโน ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งมโนวิญญาณตามที่เป็นจริง เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งมโนสัมผัส ตามที่เป็นจริง, เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริง แล้ว; เขาย่อมกำหนัดในมโน, กำหนัดในธัมมารมณ์ทั้งหลาย, กำหนัดในมโนสัมผัส, และกำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม. เมื่อบุคคลนั้นกำหนัดแล้ว ติดพันแล้ว ลุ่มหลงแล้ว จ้องมองต่ออัสสาทะอยู่, ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความก่อเกิดต่อไป; และตัณหาของเขาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา; ความกระวนกระวาย (ทรถ) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา; ความกระวนกระวาย แม้ทางจิตย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา; ความแผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความแผดเผา แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา; ความเร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย ย่อมเจริญถึงที่สุด แก่เขา, ความเร่าร้อน แม้ทางจิต ย่อมเจริญถึงที่สุดแก่เขา บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ด้วย.
หน้า 216 T 4.5.8
การเกิดแห่งโลก คือการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งความก่อขึ้นแห่งโลก แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความก่อขึ้นแห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้คือ ความก่อเกิดแห่งโลก.
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิด สตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๗/๑๖๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 217 T 4.5.8
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ...
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ...
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ...
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : นี้คือ ความก่อขึ้นแห่งโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความก่อขึ้นแห่งโลก.
หน้า 218 T 4.5.9
ทุกข์เกิดเพราะเห็นอุปาทานิยธรรม
โดยความเป็นอัสสาทะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน (อุปาทานิยธรรม)๒ อยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่ พึงลุกโพลงด้วยไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง. บุรุษพึงเติมหญ้าแห้งบ้าง มูลโคแห้งบ้าง ไม้แห้งบ้าง ลงไปในกองไฟนั้น ตลอดเวลาที่ควรเติมอยู่เป็นระยะ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ไฟกองใหญ่ซึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น ก็จะลุกโพลงตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี)ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๒/๑๙๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน หรืออุปาทานิยธรรม คือรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ (ขนฺธสํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๙); ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ (สฬา. สํ. ๑๘/๑๑๐/๑๖๐); รูป, เสียง, กลิ่น,รส, โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ (สฬา.สํ.๑๘/๑๓๖/๑๙๐).
หน้า 219 T 4.5.10
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือสูตรที่ ๕ แห่งทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๑๐๕/๒๐๖) แสดงข้อธรรมข้อเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทนที่จะอุปมาด้วยไฟกองใหญ่มีเชื้อเพลิงมาก ดังในสูตรข้างบนนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ใหญ่ มีรากมั่นคง เหมือนอุปมาในหัวข้อว่า “จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม เพราะไม่เห็นแจ้ง ปฏิจจสมุปบาท” แห่งหมวดที่ ๗.
อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๖ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/ ๑๐๖/๒๑๐) มีใจความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าทรงเริ่มต้นสูตรด้วย คำอุปมา แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย.
ทุกข์เกิด เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม
โดยความเป็นอัสสาทะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์๒ อยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๓/๒๐๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. ดูธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ (สัญโญชนิยธรรม) ในหมวดที่ ๓ แห่งหัวข้อว่า “นามรูปหยั่งลงเพราะเห็นสัญโญชนิยธรรมโดยความเป็นอัสสาทะ”.
หน้า 220 T 4.5.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน พึงลุกอยู่ได้เพราะอาศัยซึ่งน้ำมันด้วย ซึ่งไส้ด้วย; บุรุษพึงเติมน้ำมัน พึงเปลี่ยนไส้ ให้ใหม่อยู่, ตลอดเวลาที่ควรเติมที่ควรเปลี่ยนอยู่ทุกระยะ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ประทีปน้ำมัน ซึ่งมีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น มีเชื้อเพลิงอย่างนั้น ก็จะลุกโพลงตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง. ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน: ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือสูตรที่ ๔ แห่งทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๑๐๔/๒๐๔) มีข้อความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าทรงเริ่มต้นสูตรด้วยคำอุปมาก่อน แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย.
อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๗ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/ ๑๐๗/๒๑๒) แสดงข้อธรรมอย่างเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทนที่จะ อุปมาด้วยประทีปน้ำมันดังในสูตรข้างบนนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ยังอ่อนอยู่ มีผู้คอย พรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย จึงเจริญเติบโต.
แดนเกิดดับแห่งทุกข์-โรค-ชรามรณะ๑
(สูตรที่หนึ่ง : อายตนะภายใน หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น (อุปฺปาโท) การตั้งอยู่ (ฐิติ) การเกิดโดยยิ่ง (อภินิพพนฺติ) การปรากฏ (ปาตุภาโว) แห่งจักษุ, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่ง
________________________________
๑. สูตรทั้งสิบสูตร แห่งอุปปาทสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๓-๒๘๗/๔๗๙-๔๙๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.
หน้า 221 T 4.5.11
ทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค (สิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทง) ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ (นิโรโธ) การเข้าไปสงบระงับ (วูปสโม) การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อตฺถงฺคโม) แห่งจักษุ, อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งจักษุเป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโนก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่ออายตนะแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าจักษุ โสตะ เป็นต้นเหล่านี้ ดับไปได้โดยที่คนไม่ต้องตาย; ดังนั้น คำว่าจักษุเป็นต้นนั้นมิได้หมายถึงดวงตา ตามปรกติ แต่หมายถึงดวงตาที่ทำหน้าที่ของตา แล้วหยุดไปครั้งหนึ่ง ๆ เรียกว่าจักษุเกิดขึ้นจักษุดับไป โดยที่คนไม่ต้องเกิดใหม่หรือตายลงโดยร่างกาย; และยังจะเห็นได้ชัดต่อไปอีกว่า ข้อที่ว่าการตั้งอยู่แห่งจักษุ เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลายนั้น หมายถึงความเสียดแทงของกิเลสที่เกิดขึ้นจากการที่ตาเห็นรูป; และการปรากฏแห่งจักษุ คือ การปรากฏแห่งชราและมรณะนั้น หมายความว่า การเห็นทางตา ทำให้ปัญหาอันเกิดแต่ชราและมรณะปรากฏขึ้น ในขณะนั้นนั่นเอง. ทั้งหมดนี้ มีอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทซ่อนอยู่ในนั้นครบทุกอาการ นับตั้งแต่อวิชชาไปจนถึงกองทุกข์ทั้งสิ้น. ตัวอย่าง เช่น ตาเกิดเป็นตาขึ้นมา เพราะการเห็นรูปแล้วเกิดจักขุวิญญาณ อันทำให้เกิดการสัมผัสด้วยอำนาจแห่งอวิชชา (อวิชชาสัมผัส) ซึ่งย่อมเป็นการปรุงแต่ง (สังขาร) อยู่ในตัวมันเองทุกระยะ จึงได้มีเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและความทุกข์ ทุกครั้งที่มีการกระทบทางอายตนะเช่นนี้.)
(สูตรที่สอง : อายตนะภายนอก หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งรูปทั้งหลาย, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูปทั้งหลาย, อันใด; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
หน้า 222 T 4.5.11
(ข้อความในกรณีแห่งรูป เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่ออายตนะแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า รูป เสียง เป็นต้น เหล่านี้ เกิดดับอยู่ทุกคราวที่ตาเห็นรูป, หูได้ยินเสียง เป็นต้น ทุกคราวไปเสร็จกิจครั้งหนึ่ง เรียกว่าดับไปครั้งหนึ่ง. เพราะทำงานร่วมกันกับอายตนะภายใน จึงมีการเกิดดับพร้อมกัน เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ให้ตั้งอยู่แห่งโรค ให้ชราและมรณะปรากฏ หรือให้มีการดับไปแห่งสิ่งเหล่านั้นในลักษณะอย่างเดียวกันกับที่กล่าวแล้วในสูตรที่หนึ่ง.)
(สูตรที่ สาม : วิญญาณ หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งจักขุวิญญาณ, อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรค ทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งจักขุวิญญาณ, อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งจักขุวิญญาณ เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของวิญญาณไปตามชื่อของทวารอันเป็นที่เกิดของวิญญาณนั้น ๆ. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า วิญญาณเกิดมาจากการกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จนเกิดสัมผัสและเวทนาเป็นต้น จึงเกิดทุกข์ในที่สุด; ดังนั้น จึงถือว่าวิญญาณนั้น ๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เป็นต้น อย่างเดียวกันกับอายตนะนั่นเอง.)
(สูตรที่ สี่ : ผัสสะ หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งจักขุสัมผัส, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
หน้า 223 T 4.5.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งจักขุสัมผัส, อันใด; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งจักขุสัมผัส เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อสัมผัสไปตามชื่อของทวารนั้น ๆ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสะเกิดมาจากการประจวบพร้อมของสิ่งทั้งสาม คือ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก, และวิญญาณ, เป็นผลให้เกิดเวทนา ตัณหา เป็นต้น จนเกิดทุกข์และเป็นที่ตั้งแห่งโรคเป็นต้น โดยนัยะอย่างเดียวกันกับที่กล่าวแล้วในท้ายสูตรที่หนึ่ง.)
(สูตรที่ ห้า : เวทนา หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนา, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนา, อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งโสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเวทนาไปตามชื่อของทวารนั้นๆ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าเวทนาเป็นผลเกิดมาจากผัสสะแล้วทำให้เกิดตัณหา อุปาทาน ต่อไปจนถึงกองทุกข์ จึงเป็นที่ตั้งที่ดับแห่งโรคเป็นต้น โดยทำนองเดียวกัน)
(สูตรที่ หก : สัญญา หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏฃแห่งรูปสัญญา, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
หน้า 224 T 4.5.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งรูปสัญญา, อันใด; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งรูปสัญญา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งสัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งสัญญาไปตามชื่อของอารมณ์นั้น ๆ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าความสำคัญว่ารูป, ว่าเสียง เป็นต้นนั่นเอง ทำให้รูปและเสียงเกิดมีความหมายสำหรับตัณหาและอุปาทาน สัญญาจึงเป็นที่เกิดแห่งทุกข์และเป็นที่ตั้งแห่งโรคได้โดยทำนองเดียวกัน.)
(สูตรที่ เจ็ด : สัญเจตนา หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งรูปสัญเจตนา, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งรูปสัญเจตนา, อันใด; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งรูปสัญเจตนา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งสัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งสัญญาเจตนาไปตามชื่อของอารมณ์นั้นๆ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าสัญเจตนาเป็นผลต่อมาจากสัญญากล่าวคือ เมื่อมีความสำคัญว่ารูป ว่าเสียงเป็นต้นแล้ว ย่อมเกิดสัญเจตนา คือความคิดอันประกอบด้วยเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีเกี่ยวกับรูปและเสียงเป็นต้นนั้น จึงเป็นการเกิดแห่งทุกข์และการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย โดยทำนองเดียวกัน)
หน้า 225 T 4.5.11
(สูตรที่ แปด : ตัณหา หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งรูปตัณหา, อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูปตัณหา, อันใด; อันนั้น เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งรูปตัณหา เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งสัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งตัณหาไปตามชื่อของอารมณ์นั้นๆ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อมีสัญเจตนา กล่าวคือความคิดอันเกี่ยวกับอารมณ์ทั้งหกแล้ว ย่อมเกิดตัณหาคือความอยาก อย่างใดอย่างหนึ่ง ไปตามความสำคัญหรือสัญญาในอารมณ์เหล่านั้นเป็นกามตัณหาบ้าง ภวตัณหาบ้าง วิภวตัณหาบ้าง เพื่อเกิดอุปาทานต่อไป จนกระทั่งเกิดทุกข์; ดังนั้นการเกิดแห่งตัณหา จึงเป็นการเกิดแห่งทุกข์หรือเป็นที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย โดยทำนองเดียวกัน)
(สูตรที่ เก้า : ธาตุ หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งปฐวีธาตุ, อันใด; อันนั้น เป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฐวีธาตุ, อันใด; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งปฐวีธาตุ เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งอาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุอากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งธาตุ แต่ละธาตุ ๆ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าธาตุทั้ง ๖ คือส่วนประกอบต่าง ๆ ที่จะประกอบกันเข้าเป็นนามรูปที่มีความหมาย
หน้า 226 T 4.5.11
ของคำว่านามรูปอันแท้จริง คือทำหน้าที่ของนามรูป; ดังนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ธาตุแต่ละธาตุ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของนามรูปนั้น เพิ่งจะเกิดเมื่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอก ที่อาศัยอยู่ในนามรูปนั้น ทำหน้าที่ของมัน จนเกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตามลำดับ จนกระทั่งเกิดกองทุกข์ในที่สุด. ทำให้กล่าวได้ว่าการเกิดแห่งธาตุหนึ่ง ๆ ล้วนแต่เป็นการเกิดแห่งทุกข์ หรือเป็นที่ตั้งแห่งโรคทั้งหลาย โดยทำนองเดียวกัน. อย่าได้เข้าใจไปว่า ธาตุแต่ละธาตุเกิดขึ้น หรือตั้งอยู่ตลอดเวลา ตามความหมายของภาษาวัตถุ เหมือนที่พูดกันตามธรรมดานั้นเลย. ในที่นี้เป็นภาษาฝ่ายนามธรรม ซึ่งถือว่า สิ่งใด ๆ ก็ตาม เกิดขึ้นเฉพาะในเมื่อมันทำหน้าที่ของมันในกรณีอันเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท เป็นขณะ ๆ ไปเท่านั้น เสร็จแล้วก็ถือว่าดับไป จนกว่า จะมีโอกาสทำหน้าที่ใหม่ จึงจะถือว่าเกิดขึ้นมาอีก ดังนี้.)
(สูตรที่ สิบ : ขันธ์ ห้า)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเกิดโดยยิ่ง การปรากฏแห่งรูป (ขันธ์), อันใด; อันนั้นเป็นการเกิดขึ้นแห่งทุกข์, เป็นการตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการปรากฏออกแห่งชราและมรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และการดับไม่เหลือ การเข้าไปสงบระงับ การถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูป (ขันธ์), อันใด; อันนั้น เป็น ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นการเข้าไปสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย, เป็นการถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ.
(ข้อความในกรณีแห่งรูป เป็นอย่างไร ข้อความในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ เท่านั้น ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่าขันธ์แต่ละขันธ์มีรูปขันธ์เป็นต้น เพิ่งเกิดเป็นคราว ๆ ในเมื่อมีการกระทบทางอายตนะ จนเกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา เป็นลำดับ ๆ ไป จนกว่าจะเกิดทุกข์. ร่างกายในขณะนั้นโดยเฉพาะ เรียกว่ารูปขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, เวทนาในขณะนั้นเรียกว่า เวทนาขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, สัญญาหรือความสำคัญในขณะนั้น ซึ่งเรียกว่า สัญญาขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ความคิดต่าง ๆ ในขณะนั้น ชื่อว่าสังขารขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, ความรู้สึกทางตาเป็นต้น ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณเป็นต้น อันเกิดในระยะแรกนั้นก็ดี และความรู้แจ้งต่อความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลำดับต่อมาก็ดี รวมเรียกว่า วิญญาณขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ แต่ละอย่าง ๆ เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดมี ต่อเมื่อมีการกระทบทางอายตนะครั้งหนึ่ง ๆ แล้วก็ดับไป. อุปาทานในขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ นั้น ล้วนแต่ให้เกิดภพ เกิดชาติ ชรามรณะ กล่าวคือกองทุกข์ในที่สุด จึงกล่าวว่า การเกิดขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ เป็นการเกิดแห่งทุกข์, เป็นที่ตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย, เป็นที่ปรากฏแห่งชรา มรณะ โดยทำนองเดียวกัน.
หน้า 227 T 4.5.12
ส่วนประกอบต่าง ๆ ทุก ๆ หมวด ในสูตรทั้งสิบสูตรนี้ คือสิ่งที่พัวพันกันอยู่ ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ระยะใด ระยะหนึ่ง ส่วนใดส่วนหนึ่ง; ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสให้มีลักษณะ อาการ ความหมาย ความเป็นเหตุ ความเป็นผล เหมือนกันทุกอย่าง ทั้ง ๕๙ อย่าง ในสูตรทั้งสิบนี้.) – ผู้รวบรวม.
การดับแห่งโลก คือการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลาย จงฟังข้อความนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลาย ดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๗,๘๘/๑๖๔,๑๖๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 228 T 4.5.12
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ;...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหา
หน้า 229 T 4.5.13
นั้นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือ ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งโลก.
ปฏิจจสมุปบาท (นิโรธวาร)
ที่ตรัสอย่างเข้าใจง่ายที่สุด๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความดับลง (อตฺถงฺคโม) แห่งกองทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? (ความดับลงแห่งกองทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ:-)
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๑๐๗/๑๕๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 230 T 4.5.13
โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมี ความดับแห่งอุปาทาน; ….ฯลฯ...นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; ….ฯลฯ...นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; …ฯลฯ...นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ;
หน้า 231 T 4.5.14
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; …ฯลฯ...นี้ คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. นี้คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความดับลงแห่งกองทุกข์.
ทุกข์ดับ เพราะเห็นอุปาทานิยธรรม
โดยความเป็นอาทีนวะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่, ตัณหาย่อมดับ. เพราะ
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๒/๑๙๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
หน้า 232 T 4.5.14
มีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทานจึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนไฟกองใหญ่ พึงลุกโพลงด้วยไม้สิบเล่มเกวียนบ้าง ยี่สิบเล่มเกวียนบ้าง สามสิบเล่มเกวียนบ้าง สี่สิบเล่มเกวียนบ้าง. บุรุษไม่พึงเติมหญ้าแห้งบ้าง ไม่พึงเติมมูลโคแห้งบ้าง ไม่พึงเติมไม้แห้งบ้าง ลงไปในกองไฟนั้น ตลอดเวลาที่ควรเติมอยู่เป็นระยะ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ไฟกองใหญ่นั้นไหม้เชื้อเพลิงเก่าหมดแล้วด้วยไม่มีเชื้ออื่นมาเติมด้วย เป็นไฟหมดเชื้อหล่อเลี้ยงแล้ว ดับไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ข้อนี้ก็ฉันนั้น เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่, ตัณหาย่อมดับ. เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือสูตรที่ ๕ แห่งทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๖/๒๐๘) แสดงข้อธรรมข้อเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา: แทนที่จะอุปมาด้วยไฟกองใหญ่หมดเชื้อดังในสูตรข้างบนนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ถูกทำลายหมดสิ้น เหมือนอุปมาในหัวข้อว่า “จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม เพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท” แห่งหมวดที่ ๗.
อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๖ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๗/๒๑๑) มีใจความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าทรงเริ่มข้อความด้วยคำอุปมาก่อน แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย.
หน้า 233 T 4.5.15
ทุกข์ดับ เพราะเห็นสัญโญชนิยธรรม
โดยความเป็นอาทีนวะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, ตัณหาย่อมดับ. เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทานจึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น; ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน พึงลุกอยู่ได้เพราะอาศัยซึ่งน้ำมันด้วย ซึ่งไส้ด้วย; บุรุษไม่พึงเติมน้ำมัน ไม่พึงเปลี่ยนไส้ ให้ไหม้อยู่, ตลอดเวลาที่ควรเติมที่ควรเปลี่ยน อยู่ทุกระยะ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ประทีปน้ำมันนั้น ไหม้เชื้อเพลิงเก่าหมดแล้วด้วย ไม่มีน้ำมันและไส้อื่นมาเติมมาเปลี่ยนด้วยเป็นประทีปหมดเชื้อหล่อเลี้ยงแล้ว พึงดับไป,ข้อนี้ฉันใด; ข้อนี้ก็ฉันนั้น เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติ เห็น โดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์อยู่, ตัณหาย่อมดับ. เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ-ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๔/๒๐๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตะวัน.
หน้า 234 T 4.5.15
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (คือ สูตรที่ ๔ แห่งทุกขวรรคอภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๐๕/๒๐๕) มีข้อความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ว่าสูตรโน้นทรงเริ่มข้อความด้วยคำอุปมาก่อน แล้วจึงกล่าวถึงข้อธรรมซึ่งเป็นตัวอุปไมย.
อนึ่ง ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๗ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๑๐๘/๒๑๔) แสดงข้อธรรมข้อเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่อุปมา : แทนที่จะอุปมาด้วยประทีปหมดน้ำมันและไส้เหมือนสูตรนี้ แต่ทรงอุปมาด้วยต้นไม้ยังอ่อนถูกทำลายหมดสิ้น.
หมวดที่ห้า จบ
---------------
หน้า 235 T 4.6
หมวดที่ ๖
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัส
ในรูปของการปฏิบัติ
หน้า 237 T 4.6
กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 238 T 4.6
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๖
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสในรูปของการปฏิบัติ
(มี ๓๘ เรื่อง)
มีเรื่อง : ตรัสว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ต้องเที่ยวแสวงหาครู - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องทำการศึกษา - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญโยคะ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องประกอบฉันทะ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญอุสโสฬ๎หี - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญ อัปปฏิวานี - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องประกอบความเพียรเผากิเลส- - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องประกอบวิริยะ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ยังมีหน้าที่ต้องประกอบการกระทำอันติดต่อ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องอบรมสติ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องอบรมสัมปชัญญะ - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทยังมีหน้าที่ต้องบำเพ็ญความไม่ประมาท - - ทรง มุ่งหมายให้ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องของการปฏิบัติ - - การหลีกเร้นทำให้ง่ายแก่การรู้ปฏิจจสมุปบาท - - การคิดค้นปฏิจจสมุปบาทก็คือการเดินตามอริยัฏฐังคิกมรรค - - ปฏิบัติเพื่อการดับปฏิจจสมุปบาทชื่อว่าปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม - - องค์ประกอบที่เป็นบุพพภาคของการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท - - ผัสสะคือ นิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพธิกธรรม - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งการกำจัดอุปสัคขณะเจริญสติปัฏฐาน - - ปฏิจจสมุปบาทเพื่อสามัญญผลในปัจจุบัน - - ปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งที่ต้องเห็นด้วยยถาภูตสัมมัป - ปัญญา -- แม้การทำความเพียรในที่สงัดก็ยังต้องปรารภขันธ์ห้า - - แม้สุขทุกข์ในภายในก็เกิดขึ้นเพราะ ปรารภขันธ์ห้า - - ต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาทละได้ด้วยการเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น - - ต้นเงื่อนแห่งปฏิจจสมุปบาทละได้ด้วยการเห็นอนิจจัง - - เคล็ดลับในการปิดกั้นทางเกิดของปฏิจจสมุปบาท - - การพิจารณาปัจจัยในภายในคือการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท - - ธรรมปฏิบัติในรูปของปฏิจจสมุปบาทแห่งการละองค์สามตามลำดับ - - วิธีปฏิบัติต่ออาหารสี่ในลักษณะที่เป็นปฏิจจสมุปบาท - - ปัญจุปาทานขันธ์ไม่อาจจะเกิดเมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท - - การพิจารณาสภาวธรรม ตามวิธีปฏิจจสมุปบาทกระทั่งวาระสุดท้าย - - อนุสัยไม่อาจจะเกิดเมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทสลายตัวเมื่อรู้แจ้งในธรรมห้าอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน - - ญาณวัตถุ ๔๔ ในปฏิจจ - สมุปบาทเพื่อความเป็นโสดาบัน - - ญาณวัตถุ ๗๗ ในปฏิจจสมุปบาทเพื่อความเป็นโสดาบัน - - การรู้ ปฏิจจสมุปบาทไม่เกี่ยวกับการบรรลุอภิญญาเลยก็ได้ - - ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนเรา.
หน้า 239 T 4.6
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๖
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ตรัส
ในรูปของการปฏิบัติ
_________________
ตรัสว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท
เป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์ ๑
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้กล่าวธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า:-
(๑) “เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖, และ สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรคสฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓; กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้น ซึ่งมีภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้วย.
หน้า 240 T 4.6
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
(ข้อความเต็มในกรณีแห่งหู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อ ในกรณีแห่งจมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่งมโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง.)
(๒) เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; … ฯลฯ... ...ฯลฯ... ….ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
(๓) เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ......
หน้า 241 T 4.6
ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
(๔) เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... …ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
(๕) เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...... …ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
(๖) เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
หน้า 242 T 4.6
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
... .... .... ....
(๑) เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 243 T 4.6
(ข้อความเต็มในกรณีแห่งหู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่ง มโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง.)
(๒) เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... …ฯลฯ ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(๓) เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...... …ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(๔) เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 244 T 4.6
(๕) เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; …ฯลฯ... ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(๖) เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั้นคือผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
สมัยนั้น ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่, พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุผู้ยืนแอบฟังนั้นแล้ว ได้ทรงกล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรม ปริยายนี้แล้วมิใช่หรือ ?”
หน้า 245 T 4.6.1
“ได้ยิน พระเจ้าข้า ! ”
“ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป. ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงเล่าเรียนธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ! เธอจงทรงไว้ซึ่งธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์, เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์” ดังนี้ แล.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องเที่ยวแสวงหาครู๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ,...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ,...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงทำการแสวงหาครู เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ,...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ..ภพ..อุปาทาน..ตัณหา..เวทนา..ผัสสะ.. สฬายตนะ..นามรูป..วิญญาณ..ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. สัตถาปริเยสน (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๐/๓๐๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.
หน้า 246 T 4.6.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงทำการแสวงหาครู เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร,...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องทำการศึกษา๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงทำการศึกษา เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ,...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ..ภพ..อุปาทาน..ตัณหา..เวทนา..ผัสสะ.. สฬายตนะ..นามรูป..วิญญาณ..ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. สิกขา (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 247 T 4.6.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงทำการศึกษาเพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร,...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญโยคะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่ เห็นซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญโยคะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ,...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ..ภพ..อุปาทาน..ตัณหา..เวทนา..ผัสสะ.. สฬายตนะ...นามรูป..วิญญาณ.. ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. โยค (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 248 T 4.6.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญโยคะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร,...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบฉันทะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบฉันทะ (ความพอใจ) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ...ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ…สฬายตนะ...นามรูป…วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. ฉันท (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 249 T 4.6.5
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบฉันทะเพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญอุสโสฬหี๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญอุสโสฬ๎หี (อุสสาหะ) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ...ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ…สฬายตนะ...นามรูป…วิญญาณ…ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. อุสโสฬ๎หี (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 250 T 4.6.6
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญอุสโสฬหี เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร,...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญอัปปฏิวานี๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ..ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญอัปปฏิวานี (ความไม่ถอยหลัง) เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ,...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ,...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ...ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ... สฬายตนะ...นามรูป...วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของสิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. อัปปฏิวานี (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 251 T 4.6.7
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญอัปปฏิวานี เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบความเพียรแผดเผากิเลส๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ..ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบความเพียรแผดเผากิเลส เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ...ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ... สฬายตนะ...นามรูป...วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. อาตัปป (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 252 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบความเพียรแผดเผากิเลส เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบวิริยะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบวิริยะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ,...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ…ภพ…อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ...สฬายตนะ...นามรูป...วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. วิริย (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 253 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบวิริยะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องประกอบการกระทำอันติดต่อ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบการกระทำอันติดต่อ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ,...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ...ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ... สฬายตนะ...นามรูป…วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัส ของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. สาตัจจ (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 254 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงประกอบการกระทำอันติดต่อ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องอบรมสติ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงอบรมสติ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ...ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ... สฬายตนะ…นามรูป...วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับสังขาร ดังที่มีอยู่ ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. สติ (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 255 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร,...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงอบรมสติ เพื่อให้รู้ในสังขารทั้งหลาย, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องอบรมสัมปชัญญะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ,...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงอบรมสัมปชัญญะ เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ,...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ…ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา...ผัสสะ... สฬายตนะ...นามรูป...วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้น
พิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. สัมปชัญญ (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 256 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงอบรมสัมปชัญญะ เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
ยังมีหน้าที่ ต้องบำเพ็ญความไม่ประมาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งชรามรณะ, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญความไม่ประมาท เพื่อให้รู้ ในชรามรณะ, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ...ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
(ในกรณีแห่งบทว่า ชาติ…ภพ...อุปาทาน...ตัณหา...เวทนา..ผัสสะ... สฬายตนะ...นามรูป...วิญญาณ...ก็มีคำตรัสอย่างเดียวกันกับคำตรัสของบทว่า ชรามรณะ ข้างบนนี้ ตรงกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่สิ่งที่หยิบขึ้นพิจารณา จนกระทั่งถึงบทสุดท้าย อันเกี่ยวกับ สังขาร ดังที่มีอยู่ต่อไปข้างล่างนี้:-)
________________________________
๑. อัปปมาท (เปยยาล) วรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๖๑/๓๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 257 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร,...ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง; เขาพึงบำเพ็ญความไม่ประมาท เพื่อให้รู้ ในสังขารทั้งหลาย, ...ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ...ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ...ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ตามที่เป็นจริง, ดังนี้.
ทรงมุ่งหมายให้ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องการปฏิบัติ๑
(มิใช่เป็นเพียงทฤษฎี)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕/๑๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 258 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัมมาปฏิปทา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สัมมาปฏิปทา, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : มิจฉาปฏิปทา คือบุคคลเผลอหรือปล่อยสติ เมื่อตากระทบรูป เป็นต้น จนกระทั่งความเผลอสติ (ซึ่งในที่นี้เรียกว่า อวิชชา) นั้น ได้ทำ ให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น อย่างครบถ้วนตามที่กล่าวไว้ในพระบาลีนี้ และได้รับผลเป็นความทุกข์ในที่สุด. ส่วนสัมมาปฏิปทา มีนัยะตรงกันข้าม คือมีสติสมบูรณ์ในเมื่อตาเห็นรูปเป็นต้นอวิชชาก็ไม่เกิดขึ้น แต่มีสติสัมปชัญญะ หรือปัญญาอยู่แทน; ดังนั้น อาการต่าง ๆ ก็ไม่เกิดขึ้นในลักษณะ ที่จะมีความทุกข์ ในที่สุด. สรุปความได้อย่างสั้น ๆ ว่าความมีสตินั่นแหละเป็นตัวปฏิปทา ที่เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ในชีวิตประจำวัน เช่นการเห็นรูปด้วยตาเป็นต้นดังที่กล่าวแล้ว.
การหลีกเร้นทำให้ง่ายแก่การรู้ปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียร ในการหลีกเร้นเถิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง.
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ นกุลปิตวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐/๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 259 T 4.6.8
ก็ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งอะไรเล่า ? ภิกษุผู้หลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งรูป... แห่งเวทนา... แห่งสัญญา... แห่งสังขารทั้งหลาย... แห่งวิญญาณ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความเกิดขึ้นแห่งรูป..แห่งเวทนา...แห่งสัญญา... แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ. เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่. ภิกษุนั้นย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งรูป. เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในรูป, ความเพลินนั้น คืออุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งเวทนา. ...ฯลฯ...ฯลฯ...๑ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
________________________________
๑. ในกรณีแห่งรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งเวทนา, สัญญา, สังขาร, ซึ่งละ...ฯลฯ...ฯลฯ...ไว้, ก็พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร, ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น. อนึ่ง แม้ในฝ่ายแห่งการดับไปของ เวทนา สัญ ญ า เป็นต้น ซึ่งละ...ฯลฯ... ฯลฯ...ไว้ก็พึงทราบโดยนัยะนี้.
หน้า 260 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสัญญา....ฯลฯ...ฯลฯ...ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย...ฯลฯ...ฯลฯ...ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำสรรเสริญ ย่อมเมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ. เมื่อภิกษุนั้น เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ซึ่งวิญญาณ, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ความเพลินใด ในวิญญาณ, ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน. เพราะอุปาทานของภิกษุนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความเกิดขึ้นแห่งรูป..แห่งเวทนา..แห่งสัญญา..แห่งสังขารทั้งหลาย..แห่งวิญญาณ.
... ... ... ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความดับแห่งรูป..แห่งเวทนา..แห่งสัญญา..แห่งสังขารทั้งหลาย..แห่งวิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ?
หน้า 261 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่. ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป. เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งรูป, นันทิ (ความเพลิน) ใด ในรูป, นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่สรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งเวทนา. ...ฯลฯ...ฯลฯ...ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งสัญญา. ...ฯลฯ...ฯลฯ...ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งสังขารทั้งหลาย...ฯลฯ...ฯลฯ...ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 262 T 4.6.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ย่อมไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ. เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งวิญญาณ, นันทิใด ในวิญญาณ นันทินั้น ย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้คือ ความดับแห่งรูป...แห่งเวทนา...แห่งสัญญา...แห่งสังขารทั้งหลาย...แห่งวิญญาณ, ดังนี้ แล.
การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท
ก็คือการเดินตามอริยัฏฐังคิกมรรค๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทาง ซึ่งเคยเป็นหนทางเก่าที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว บุรุษนั้น จึงเดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลาย แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า “ขอท้าวพระกรุณา จงทราบเถิด : ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้เห็นรอยทาง
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 263 T 4.6.9
ซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ขอพระองค์จงปรับปรุงสถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า !” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่งและรุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคือ อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นเทียว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล รอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้ว ซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินตามอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา :
ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
หน้า 264 T 4.6.9
...๑ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชาติ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งภพ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งอุปาทาน, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งตัณหา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งเวทนา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งผัสสะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสฬายตนะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
________________________________
๑. ที่ละ...ไว้ตรงนี้ และต่อ ๆ ไป มีข้อความเต็มว่า “เรานั้นได้ดำเนินไปตามแล้ว ซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เรา”.
หน้า 265 T 4.6.9
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งนามรูป, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งวิญญาณ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
เราได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินตามอยู่ ซึ่งหนทางนั้น เราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสังขารทั้งหลาย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรานั้น ครั้นรู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น ได้บอกแล้วแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็นพรหมจรรย์ตั้งมั่นและรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์ที่แผ่ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมากเป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสามารถประกาศได้ด้วยดีแล้ว.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ตามข้อความข้างบนนี้ แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า เมื่อดำเนินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ย่อมเป็นการรู้ปฏิจจสมุปบาท ไปตามลำดับ พร้อมกันไปในตัว; ดังนั้น จึงถือเป็นหลักได้ว่า การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท อยู่อย่างขะมักเขม้นนี้ คือการที่กำลังดำเนินอยู่ ในอริยอัฏฐังคิกมรรค นั่นเอง. ขออย่าได้ข้ามไปเห็นเป็นคนละเรื่องเหมือนดังที่เป็นกันอยู่โดยมาก ในที่ทั่ว ๆ ไป
หน้า 266 T 4.6.10
ปฏิบัติเพื่อการดับปฏิจจสมุปบาท
ชื่อว่าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม๑
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชรามรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งภพ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียก ภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๒/๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน.
หน้า 267 T 4.6.10
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 268 T 4.6.11
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมแล้ว”, ดังนี้ แล.
องค์ประกอบที่เป็นบุพพภาค
ของการดับแห่งปฏิจจสมุปบาท๑
(มาคัณฑิยปริพพาชก ได้กราบทูลว่า “ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อพระโคดมอย่างนี้แล้ว, ท่านพระโคดมจะสามารถเพื่อแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า โดยประการที่ข้าพเจ้า จะลุกขึ้นจากอาสนะนี้ ในลักษณะแห่งผู้หายตาบอดได้ไหม พระเจ้าข้า ?”. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า:-)
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านควรคบสัตบุรุษ.
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านคบสัตบุรุษ, เมื่อนั้นท่านจักได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ.
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ, เมื่อนั้น ท่านจักปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เมื่อใดท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว, เมื่อนั้นท่านจักรู้เอง เห็นเอง โดยแท้ ว่า “นี้คือโรค, นี้คือหัวฝี, นี้คือลูกศร;
________________________________
๑. มาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๘๕/๒๙๑, ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชก ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ.
หน้า 269 T 4.6.12
โรค หัวฝี ลูกศร ทั้งหลาย ในกรณีนี้, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ (ในลักษณะเดียวกันกับข้อที่ว่า:-)
เพราะความดับแห่งอุปาทานของเรานั้น จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น.
ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงทราบว่า โรค, หัวผี, ลูกศร, ในที่นี้คือทุกข์ อันเกิดจากตัณหา. ตัณหาใด ๆ ล้วนแต่ต้องมาจากเวทนา ซึ่งออกมาจากการสัมผัสอารมณ์ ด้วยอวิชชา ด้วยกันทั้งนั้น; และตัณหานั้น ย่อมส่งต่อไปให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติชรามรณะ อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. การที่จะรู้จักหัวฝี ลูกศร เป็นต้น แล้วกำจัดเสียให้ได้นั้นต้องอาศัย การปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรมของสัตบุรุษ; ดังนั้น การที่ทุกคนคบสัตบุรุษ ฟังธรรมเข้าใจแล้วปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ว่าในรูปลักษณะใด ย่อมเป็นการกระทำ ชนิดที่เป็นบุรพภาคแห่งการทำลายกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เพื่อการดับทุกข์ ด้วยกันทั้งนั้น.ถ้าผิดไปจากนี้ ย่อมไม่มีความหมายอะไร และมิใช่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา.
ผัสสะ คือนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพธิกธรรม๑
(เรื่องนี้ใส่เข้ามาในฐานะที่เป็นหลักธรรมที่ช่วยการปฏิบัติ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งธรรมปริยายชื่อนิพเพธิกปริยาย แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งข้อความนั้น. จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์,เราจักกล่าวบัดนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ มหาวรรค ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๗/๓๓๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 270 T 4.6.12
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมปริยายชื่อนิพเพธิกปริยาย นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
(๑) กามทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกามทั้งหลาย, เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ ) แห่งกามทั้งหลาย, วิบาก (ผลสุกวิเศษ) แห่งกามทั้งหลาย, นิโรธ (ความดับไม่เหลือ) แห่งกาม, นิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือ) แห่งกาม, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.
(๒) เวทนาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย, วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย, นิโรธแห่งเวทนา, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.
(๓) สัญญาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย, วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย, นิโรธแห่งสัญญา, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.
(๔) อาสวะทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งอาสวะทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งอาสวะทั้งหลาย, วิบากแห่งอาสวะทั้งหลาย, นิโรธแห่งอาสวะ, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งอาสวะ, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.
(๕) กรรม อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย, เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย, วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย, นิโรธแห่งกรรม, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม, (นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.
หน้า 271 T 4.6.12
(๖) ทุกข์ อันบุคคลพึงรู้แจ้ง, นิทานสัมภวะ แห่งทุกข์, เวมัตตตาแห่งทุกข์, วิบากแห่งทุกข์, นิโรธแห่งทุกข์, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งทุกข์,(นี้, แต่ละอย่าง ๆ) เป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้แจ้ง.
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามคุณทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ คือรูปทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ.. เสียงทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยโสตะ..กลิ่นทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก..รสทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น..สัมผัสผิวหนัง อันจะพึงสัมผัสด้วยกาย อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา (อิฏฐา) น่าใคร่ (กนฺตา) น่าพอใจ (มนาปา) มีลักษณะอันน่ารัก (ปิยรูปา) เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยแห่งความใคร่ (กามูปสญฺหิตา) เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (รชนิยา) มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อารมณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ หาใช่กามไม่ : ในอริยวินัย เรียกอารมณ์ทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้ว่า “กามคุณ”(หาเรียกว่ากามไม่) แต่ว่า :-
ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก (สงฺกปฺปราค) นั่นแหละคือกามของคนเรา; อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลาย ในโลก นั้น หาใช่กามไม่; ความกำหนัดไปตามอำนาจความตริตรึก นั่นแหละคือกามของคนเรา; อารมณ์อันวิจิตร ก็มีอยู่ในโลก ตามประสาของมันเท่านั้น; ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงนำออกเสียซึ่งฉันทะ ในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น ดังนี้.
หน้า 272 T 4.6.12
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะ (เหตุเป็นแดนเกิดพร้อม) แห่งกามทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภวะแห่งกามทั้งหลายคือผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตา (ประมาณต่าง ๆ ) แห่งกามทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เวมัตตตาแห่งกามทั้งหลาย คือความใคร่ (กาม)ในรูปารมณ์ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในสัททารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในคันธารมณ์ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในรสารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ความใคร่ในโผฏฐัพพารมณ์ ก็อย่างหนึ่ง ๆ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เราเรียกว่า เวมัตตตาแห่งกามทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งกามทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลมีความใคร่ในอารมณ์ใดอยู่ ย่อมยังอัตตภาพอันเกิดจากกามในอารมณ์นั้น ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญบ้าง มีส่วนแห่งบุญหามิได้บ้าง; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกามทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิโรธแห่งกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกามมี เพราะความดับแห่งผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกาม, ข้อนั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
หน้า 273 T 4.6.12
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งกามทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งกามอย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกามอย่างนี้; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งกาม (กามนิโรธ).
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนาทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภาวะแห่งเวทนาทั้งหลาย คือผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สุขเวทนา อันเป็นไปด้วยอามิส (เหยื่อ) ก็มีอยู่, สุขเวทนา อันปราศจากอามิส ก็มีอยู่; ทุกขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส ก็มีอยู่, ทุกขเวทนา อันปราศจากอามิส ก็มีอยู่; อทุกขมสุขเวทนา อันเป็นไปกับด้วยอามิส ก็มีอยู่, อทุกขมสุขเวทนาอันปราศจากอามิสก็มีอยู่; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเสวยเวทนาใดอยู่ ย่อมยังอัตตภาพอันเกิดจากเวทนานั้นให้เกิดขึ้น
หน้า 274 T 4.6.12
เป็นอัตตภาพมีส่วนแห่งบุญบ้าง เป็นอัตตถาพมีส่วนแห่งบุญหามิได้บ้าง; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งเวทนาทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิโรธแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งเวทนามี เพราะความดับแห่งผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฎฐังคิกมรรคนี้แล คือนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนา, ข้อนั้นได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งเวทนาทั้งหลายอย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งเวทนาอย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งเวทนาอย่างนี้; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งเวทนา (เวทนานิโรธ).
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัญญาทั้งหลาย อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สัญญาทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้ คือ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภาวะแห่งสัญญาทั้งหลาย คือผัสสะ.
หน้า 275 T 4.6.12
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สัญญาในอารมณ์คือรูปทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือเสียงทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ , สัญญาในอารมณ์คือกลิ่นทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์คือรสทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ , สัญญาในอารมณ์โผฏฐัพพทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, สัญญาในอารมณ์ธัมมารมณ์ทั้งหลาย ก็อย่างหนึ่ง ๆ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งสัญญาทั้งหลาย ว่าเป็นสิ่งที่มีผลออกมาเป็นโวหารพูดอย่างหนึ่ง ๆ (โวหารเวปกฺกา) เพราะว่าบุคคลกระทำซึ่งสัญญาในสิ่งนั้น ๆ ว่าอย่างไร เขาย่อมกล่าวออกมาอย่างนั้น ๆ เช่นว่า เราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้ ๆ๑ เป็นต้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิโรธแห่งสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ! ความดับแห่งสัญญามี เพราะความดับแห่งผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฏฐังคิกมรรคนี้แล คือ นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา, ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
________________________________
๑. พึงเข้าใจว่า คำว่า “สัญญา” ในกรณีอย่างนี้ มิได้หมายถึงความจำล้วน ๆ แต่หมายถึงความรู้สึก จนมีความสำคัญว่ามันเป็นอะไร หรืออย่างไรเป็นต้น.
หน้า 276 T 4.6.12
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งสัญญาทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งสัญญาอย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งสัญญา อย่างนี้; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งสัญญา (สัญญานิโรธ).
(๔) ...ฯลฯ... (ข้อความตอนที่ละไว้นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงอาสวะ จักเว้นเสียไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้ เพราะไม่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับผัสสะโดยตรง)...ฯลฯ...
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็กรรม อันบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งเจตนา ว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลมีเจตนาแล้ว ย่อมกระทำกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิทานสัมภวะแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิทานสัมภาวะแห่งกรรมทั้งหลาย คือผัสสะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นสัตว์นรก มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นกำเนิดเดรัจฉาน มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาเป็นเปรตวิสัยมีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษยโลก มีอยู่, กรรมอันทำสัตว์ให้เสวยเวทนาในเทวโลก มีอยู่; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า เวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย.
หน้า 277 T 4.6.12
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวซึ่งวิบากแห่งกรรมว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐิธรรม (คือทันควัน) หรือว่า วิบากในอุปะปัชชะ (คือในเวลาต่อมา) หรือว่า วิบากในอปรปริยายะ(คือในเวลาต่อมาอีก); ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! นี้เรากล่าวว่า วิบากแห่งกรรมทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธแห่งกรรม เป็นอย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกรรมทั้งหลายมี เพราะความดับแห่งผัสสะ.๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยอัฎฐังคิกมรรคนี้แล คือนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม, ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวกย่อมรู้ชัดซึ่งกรรม อย่างนี้, ซึ่งนิทานสัมภวะแห่งธรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งเวมัตตตาแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย อย่างนี้, ซึ่งนิโรธแห่งกรรม อย่างนี้, ซึ่งนิโรธคามินีปฏิปทาแห่งกรรม อย่างนี้; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสนี้ว่า เป็นที่ดับแห่งกรรม (กัมมนิโรธ).
________________________________
๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความสำคัญที่สุด ในตอนนี้ ที่ตรัสว่า แดนเกิดแห่งกรรมคือผัสสะ แดนดับแห่งกรรม ก็คือผัสสะ ซึ่งแสดงว่า กรรมเกิดและดับ ในอัตตภาพนี้ อยู่อย่างซ้ำๆ ซาก ๆ ; ดังนั้น วิบากแห่งกรรม จึงมีได้ในอัตตภาพนี้ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นชนิดทิฏฐธรรมหรืออุปะปัชชะ หรืออปรปริยายะ ซึ่งมักจะเข้าใจกันไปว่า สองชนิดหลังนั้น จะมีต่อตายเข้าโลงไปแล้วเท่านั้น, ความถูกต้องในเรื่องนี้ จะเป็นอย่างไร ขอจงพิจารณาดูเถิด.
หน้า 278 T 4.6.13
(๖) ...ฯลฯ... (ข้อความตอนที่ละไว้นี้ เป็นตอนที่กล่าวถึงทุกข์ จักเว้นเสีย ไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้ เพราะไม่ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับผัสสะโดยตรง)...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล คือธรรมปริยายอันชื่อว่านิพเพธิกปริยาย นั้น.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าผัสสะนั้น มีความสำคัญ มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือข้อที่ผัสสะเป็นที่เกิดและที่ดับแห่งกาม แห่งเวทนา แห่งสัญญา และแห่งกรรม. พวกเรายังมีความรู้เรื่องผัสสะกันน้อยเกินไป จึงไม่สามารถ จะปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จในการเอาชนะกาม, ในการควบคุมเวทนา, ในการละเสียซึ่งสัญญา และในการทำความสิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย. ผัสสะเป็นตัวการสำคัญในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว เมื่อมีการกล่าวถึงผัสสะในที่ใด ก็พึงทราบเถิดว่า ย่อมมีกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทซ่อนอยู่ครบถ้วนในที่นั้น ไม่ว่าจะเรียกว่ากาม หรือเวทนา หรือสัญญา หรือกรรม อันเป็นนิพเพธิกธรรม ดังที่กล่าวแล้วในพระบาลีนี้; ดังนั้นควรจะถือว่า ผัสสะทั้งหลาย เป็นนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพธิกธรรม ที่บุคคลพึงรู้แจ้งแทงตลอด เพื่อความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ในที่สุด.
ปฏิจจสมุปบาทแห่งการกำจัดอุปสรรค
ขณะเจริญสติปัฏฐาน๑
ดูก่อนอานนท์ ! ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น, ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น; คือภิกษุหรือภิกษุณีใดก็ตาม มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ อยู่: ข้อนี้เป็นสิ่งที่ภิกษุหรือภิกษุณีนั้นพึงหวังได้ว่า จักรู้พร้อมซึ่งคุณวิเศษอันโอฬาร อื่นจากคุณวิเศษที่มีแล้วในก่อน. ภิกษุหรือภิกษุณีมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔ อย่างไหนเล่า ?
________________________________
๑. อัมพปาลิวรรค มหาวาร.สํ. ๑๙/๒๐๗/๗๑๖, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.
หน้า 279 T 4.6.13
ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส ในโลกเสียได้. เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่, ความเร่าร้อน (ปริฬาห) ในกายอันมีกายเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นก็ดี หรือว่าความหดหู่แห่งจิตเกิดขึ้นก็ดี หรือว่าจิตฟุ้งไปในภายนอกก็ดี; ดูก่อนอานนท์! ภิกษุนั้น พึงตั้งจิตในนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส.
เมื่อตั้งจิตในนิมิตเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส, ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น;
เมื่อมีปราโมทย์แล้ว ปีติ ย่อมเกิดขึ้น;
เมื่อมีใจปีติแล้ว กาย ย่อมรำงับ;
ผู้มีกายรำงับแล้ว ย่อมรู้สึกเป็นสุข;
เมื่อรู้สึกเป็นสุข จิตย่อมตั้งมั่น.
ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาอย่างนี้ว่า “เราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์แก่ธรรมใดประโยชน์นั้นสำเร็จแล้วแก่เรา. เอาละ, บัดนี้เราจะนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้น”. ภิกษุนั้นย่อมนำจิตเฉพาะต่ออารมณ์นั้นด้วย ไม่กระทำซึ่งวิตกด้วย ไม่กระทำซึ่งวิจารด้วย. เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “เราเป็นผู้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นผู้มีสติ มีสุขในภายใน” ดังนี้.
(ในกรณีแห่งเวทนา-จิต-และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ทรงแสดงไว้โดยนัยเดียวกัน)
ดูก่อนอานนท์ ! ภาวนา ย่อมมีเพราะการตั้งจิตไว้ อย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้การแก้ไขอุปสรรคแห่งการเจริญสติ ปัฏฐาน ซึ่งเป็นธรรมอันเอกอันสูงสุด ก็ยังต้องใช้วิธีการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ดังที่ปรากฏ อยู่ในพระบาลีนี้ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า นิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสนั้น สามารถ กำจัดนิวรณ์หรืออุปสรรคของสมาธิได้, ข้อนี้เป็นการชี้ให้เห็นวิธีการกำจัดนิวรณ์โดยวิธี ที่ละเอียด ลึกซึ้งเกินกว่าที่ทราบ หรือสอน ๆ กันอยู่.
หน้า 280 T 4.6.14
ปฏิจจสมุปบาท เพื่อสามัญญผลในปัจจุบัน
(๗ ประการ : อรหัตต์ ๒, อนาคามี ๕)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การได้เห็น...การได้ฟัง...การได้เข้าไปหา…การได้นั่งใกล้...การระลึกถึง...การบวชตาม…(แต่ละอย่าง ๆ ) ในภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุตติ-วิมุตติญาณทัสสนะ-นั้น เรากล่าว (แต่ละอย่าง ๆ) ว่าเป็นธรรมมีอุปการะมาก. ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เมื่อผู้ใดฟังธรรมของภิกษุเช่นนั้นแล้ว เป็นผู้หลีกออกทั้งทางกายและทางจิตอยู่ ย่อมตามระลึกตริตรึกซึ่งธรรมนั้น... สติสัมโพชฌงค์ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มีสติสัมโพชฌงค์เจริญบริบูรณ์อยู่เช่นนั้นแล้ว ย่อมเลือกเฟ้น ย่อมพิจารณา ถึงการใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา... ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุมีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เจริญบริบูรณ์อยู่เช่นนั้น (ก็เป็นอันว่า) เธอเป็นผู้ปรารภความเพียรแล้วไม่ย่อหย่อน...วิริยสัมโพชฌงค์ ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นิรามิสปีติ (ปีติอิงธรรมไม่อิงอามิส) ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วเช่นนั้น...ปีติสัมโพชฌงค์ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
________________________________
๑. สีลสูตร ปัพพตวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๙๘-๑๐๒/๓๗๓-๓๘๒.
หน้า 281 T 4.6.14
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจปีติ ย่อมสงบรำงับ… ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จิตของภิกษุผู้มีกายสงบและเป็นสุข, ย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ...สมาธิสัมโพชฌงค์ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ (ผู้มีสมาธิสัมโพชฌงค์) ย่อมเป็นผู้เพ่งซึ่งจิตอันตั้งมั่นดีแล้วอย่างนั้น...(เป็นอันว่า) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเธอนั้น ย่อมถึงซึ่งความเจริญบริบูรณ์;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อโพชฌงค์ทั้ง ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุนั้นเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างนี้, ผลเป็นอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่เธอหวังได้. ๗ ประการอย่างไรเล่า ? ๗ ประการ คือ:-
(๑) ย่อมบรรลุอรหัตตผลโดยพลัน ในทิฏฐิธรรม (ทันควัน) นั่นเทียว,
(๒) ถ้าไม่เช่นนั้น...ก็ย่อมบรรลุอรหัตตผล ในมรณกาล (เวลาที่กำลังจะตาย),
(๓) ถ้าไม่เช่นนั้น...ก็ย่อมเป็นอันตราปรินิพพายี (อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕,
(๔) ถ้าไม่เช่นนั้น...ก็ย่อมเป็นอุปหัจจปรินิพพายี (อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕,
(๕) ถ้าไม่เช่นนั้น...ก็ย่อมเป็นอสังขารปรินิพพายี (อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕,
(๖) ถ้าไม่เช่นนั้น...ก็ย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายี (อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕,
(๗) ถ้าไม่เช่นนั้น...ก็ย่อมเป็นอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (อนาคามี) เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕,
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อโพชฌงค์ทั้ง ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุนั้นเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างนี้, ผลเป็นอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่เธอหวังได้ อย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ขอให้ผู้ศึกษาสังเกตว่า ในกรณีที่เกี่ยวกับอานิสงส์ทั้ง ๗ ประการนี้ ไม่มีพระบาลีคำใดที่แสดงว่าเป็นเรื่องภายหลังจากการตายแล้ว (กายสฺส เภทา ปรํ มรณา) ดังที่เราพูดหรือสอนกันอยู่ทั่วไป ๆ โดยไม่ยอมให้มีการวิพากย์วิจารณ์; ดังนั้น ในที่นี้ จึงให้ชื่อว่า “สามัญญผลในปัจจุบัน”.
หน้า 282 T 4.6.14.1
ปฏิจจสมุปบาท เป็นสิ่งที่ต้องเห็นด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา
แม้ที่ยังเป็นเสขะเป็นอย่างน้อย๑
ครั้งหนึ่ง พระมุสิละ พระปวิฏฐะ พระนารทะ และพระอานนท์ อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี. ครั้งนั้น พระปวิฏฐะได้กล่าวกับพระมุสิละว่า:-
“ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า ‘เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ’ ดังนี้ ได้หรือ ?”
“ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้นได้ว่า ‘เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ’ ดังนี้” .
(พระปวิฏฐะได้ถามเป็นลำดับไปถึงข้อที่เกี่ยวกับชาติ เกี่ยวกับภพ เกี่ยวกับอุปาทาน เกี่ยวกับตัณหา เกี่ยวกับเวทนา เกี่ยวกับผัสสะ เกี่ยวกับสฬายตนะ เกี่ยวกับนามรูป เกี่ยวกับวิญญาณ ด้วยคำถามอย่างเดียวกัน พระมุสิละก็ได้ตอบยืนยันด้วยคำตอบอย่างเดียวกัน จนถึงข้อสุดท้าย:-)
“ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย,
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๔๐/๒๖๘.
หน้า 283 T 4.6.14.1
เว้นการตริตรึก ไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า ‘เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย’ ดังนี้ ได้หรือ ?”
“ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้นได้ว่า ‘เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย’ ดังนี้ ”.
(พระปวิฏฐะได้ถามพระมุสิละต่อไปถึงอาการปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร เป็นลำดับ ๆ ไปจนกระทั่งข้อสุดท้าย:-)
“ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า)เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า ‘เพราะมีความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร’ ดังนี้ ได้หรือ ?”
“ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้นได้ว่า ‘เพราะมีความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร’ ดังนี้”.
หน้า 284 T 4.6.14.1
“ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านมุสิละว่า ‘การดับแห่งภพ คือนิพพาน’ ดังนี้ ได้หรือ ?”
“ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้นได้ว่า ‘การดับแห่งภพ คือนิพพาน’ ดังนี้”.
“ดูก่อนท่านมุสิละ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านเป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ ?”
เมื่อถูกถามอย่างนี้ พระมุสิละได้นิ่งเสีย.
(ลำดับนั้น พระนารทะได้เสนอตัวเข้ามาให้พระปวิฏฐะถามปัญหาอย่างเดียวกันนั้นบ้าง เมื่อพระปวิฏฐะถาม พระนารทะก็ตอบอย่างเดียวกันกับที่พระมุสิละได้ตอบแล้ว ทั้งในส่วน สมุทยวาร และนิโรธวาร จนกระทั้งถึงคำถามและคำตอบคู่สุดท้าย:-)
“ดูก่อนท่านนารทะ ! ถ้าเว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆ กันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนจริง ๆ จะมีแก่ท่านนารทะว่า ‘การดับแห่งภพ คือนิพพาน’ ดังนี้ ได้หรือ ?”
หน้า 285 T 4.6.14.1
“ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! แม้เว้นความเชื่อ (ตามที่ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคเจ้า) เสีย, เว้นความชอบใจ (ตามที่บุคคลบางคนกล่าว) เสีย, เว้นการฟังตาม ๆกันมาเสีย, เว้นการตริตรึกไปตามอาการ (ของสิ่งแวดล้อมภายนอก) เสีย, เว้นการเห็นว่ามันเข้ากันได้กับทิฏฐิของตนเสีย; กระผมก็ย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งธรรมข้อนั้นได้ว่า ‘การดับแห่งภพ คือนิพพาน’ ดังนี้
“ดูก่อนท่านนารทะ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านเป็นพระอรหันตขีณาสพหรือ ?”
“ดูก่อนท่าน ! ธรรมที่ว่า ‘ความดับแห่งภพ คือนิพพาน’ นั้น เป็นธรรมที่กระผมเห็นแล้วด้วยดี ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา๑ จริง ๆ แต่กระผมก็หาเป็นพระอรหันตขีณาสพไม่. ดูก่อนท่าน ! เปรียบเหมือนบ่อน้ำ มีอยู่ริมหนทางอันกันดาร, ที่บ่อนั้น เชือกก็ไม่มี ครุสำหรับตักน้ำก็ไม่มี. ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผาแล้ว ถูกความร้อนครอบงำแล้ว อ่อนเพลียอยู่ หิวกระหายอยู่ มาถึงบ่อนั้นแล้ว; บุรุษนั้นมองลงในบ่อนั้น เขามีความรู้สึกว่า น้ำในบ่อนั้นมีอยู่ แต่เขาไม่อาจจะทำให้น้ำนั้นถูกต้องกายเขาได้, ฉันใด; ดูก่อนท่าน ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : ธรรมที่ว่า ‘ความดับแห่งภพ คือนิพพาน’ นั้น เป็นธรรมที่กระผมเห็นแล้วด้วยดี ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญาจริง ๆ แต่กระผมก็หาเป็นพระอรหันตขีณาสพไม่”.
ครั้นพระนารทะกล่าวอย่างนี้แล้ว พระอานนท์ได้หันไปกล่าวกะพระปวิฏฐะว่า “ดูก่อนท่านปวิฏฐะ ! ท่านเป็นผู้ขี้มักถามอย่างนี้ ได้กล่าวอะไรแก่ท่านนารทะบ้าง ?”.
พระปวิฏฐะได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านอานนท์ ! ผมซึ่งเป็นผู้ขี้มักถามอย่างนี้ไม่ได้กล่าวเรื่องอะไร ๆ กะพระนารทะเลย นอกจากเรื่องที่งดงาม และเรื่องที่เป็นกุศล”, ดังนี้ แล.
________________________________
๑. ยถาภูตสัมมปปัญญา คือ ปัญญาที่เห็นอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง โดยไม่ต้องอาศัยเหตุ ๕ ประการ ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น เช่น ความเชื่อตามคำของผู้อื่น หรือความชอบใจคำที่ผู้อื่นกล่าว ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 286 T 4.6.14.2
หมายเหตุผู้รวบรวม : การที่นำเอาเรื่องของพระสาวกมากล่าวไว้ในที่นี้ (ซึ่งล้วนแต่ เป็นพุทธภาสิต) ก็เพื่อจะให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจความหมายของคำว่า “ยถาภูตสัมมัปปัญญา” โดยชัดเจนจากถ้อยคำที่พระสาวกเหล่านั้นโต้ตอบกัน; เนื่องจากว่า ไม่มีที่ใดจะแสดงให้เห็นลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า “ยถาภูตสัมมัปปัญญา” ได้ดีกว่าข้อความในเรื่องนี้.
แม้การทำความเพียรในที่สงัด
ก็ยังต้องปรารภขันธ์ห้า ตามวิธีการของปฏิจจสมุปบาท๑
พระอานนท์ ได้กราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะเป็นผู้หลีกออกผู้เดียวเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้ว (ในธรรมปฏิบัติ) อยู่เถิด พระเจ้าข้า !”. พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสว่า:-
ดูก่อนอานนท์ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่นของเรา; นั่นเป็นเรา; นั่นเป็นตัวตนของเรา” ; ดังนี้ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”).
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันมีอยู่ในภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม รูปทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่ใช่เรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา; เธอพึงเห็นซึ่งข้อนั้น ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา (ความรู้ทั่วถึงถูกต้องตามเป็นจริง) อย่างนี้ ด้วยประการดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๘/๓๖๔, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.
หน้า 287 T 4.6.15
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัสถาม, ทูลตอบ. และตรัส อย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูป ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น).
ดูก่อนอานนท์ ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อทำความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า “การเห็นชอบตามที่เป็นจริง” นั้น มิได้มีความสำคัญเพียงใดเรื่องราวอันเกี่ยวกับการพิจารณาเห็นปฏิจจสมุปบาท แม้ใน การทำความเพียรใด ๆ ก็ตาม ย่อมปรารภยถาภูตสัมมัปปัญญา คือการเห็นชอบตามที่เป็นจริง ด้วยกันทั้งนั้น ดังที่ได้ยกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างเรื่องหนึ่ง คือเรื่องนี้. ผู้ศึกษาพึงเห็นความสำคัญของการเห็นชอบตามที่เป็นจริง เกี่ยวกับอุปาทานขันธ์ห้าดังนี้เถิด.
แม้สุขทุกข์ในภายใน
ก็เกิดขึ้นเพราะปรารภขันธ์ห้า๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร สุขและทุกข์ ในภายใน จึงเกิดขึ้น ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็น
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๒๑/๓๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 288 T 4.6.15
ที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาค ตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่, เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป, สุขและทุกข์ ในภายใน จึงเกิดขึ้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือสิ่งนั้นแล้ว สุขและทุกข์ ในภายใน จะเกิดขึ้นได้ไหม ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”).
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัส, ตรัสถามและภิกษุทั้งหลายทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูป ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์ แต่ละขันธ์ เท่านั้น.)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”, ดังนี้ แล.
หน้า 289 T 4.6.15.1
ต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาท
ละได้ด้วยการเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น๑
ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่หรือไม่หนอ ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้ว อวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้นพระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมอย่างหนึ่ง มีอยู่แล ...ฯลฯ...
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมอย่างหนึ่ง นั้นคืออะไรเล่าหนอ .ฯลฯ...?”
ดูก่อนภิกษุ ! อวิชชานั่นแล เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อภิกษุละได้แล้วอวิชชาย่อมละไป วิชชาย่อมเกิดขึ้น.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนภิกษุ ! หลักธรรมอันภิกษุในกรณีนี้ได้สดับแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น (ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา)” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุได้สดับหลักธรรมข้อนั้นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นดังนี้แล้วไซร้, ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง;
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ คิลานวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๖๒/๙๖.
หน้า 290 T 4.6.15.1
ครั้นรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว, ย่อมรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง;
ครั้นรอบรู้ซึ่งธรรมทั้งปวงแล้ว, ภิกษุนั้นย่อมเห็นซึ่งนิมิตทั้งหลายของสิ่งทั้งปวงโดยประการอื่น ๑:
ย่อมเห็นซึ่งจักษุโดยประการอื่น; ย่อมเห็นรูปทั้งหลายโดยประการอื่น; ย่อมเห็นซึ่งจักขุวิญญาณโดยประการอื่น; ย่อมเห็นซึ่งจักขุสัมผัสโดยประการอื่น; ย่อมเห็นซึ่งเวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยประการอื่น.
(ในกรณีแห่งโสตะก็ดี ฆานะก็ดี ชิวหาก็ดี กายก็ดี มโนก็ดี และธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ด้วยโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน นั้น ๆ ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งการเห็นจักษุและ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตต์ด้วยจักษุ).
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล อวิชชาจึงจะละไปวิชชาจึงจะเกิดขึ้น.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า อวิชชาซึ่งเป็นต้นเงื่อนของ ปฏิจจสมุปบาท จะละไปได้เพราะการเห็นแจ้งในข้อที่ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันบุคคล ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งมีอยู่เป็นภาษาบาลีว่า “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” ซึ่งควรถือว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา.
________________________________
๑. เมื่อบุคคลรู้แจ้งสิ่งทั้งปวง โดยถูกต้องแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงโดยประการอื่น จากที่เขาเคยเห็นเมื่อยังไม่รู้แจ้ง เช่นเมื่อก่อนเห็นว่าสังขารเป็นของเที่ยง บัดนี้ย่อมเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น นี้เรียกว่าเห็นโดยประการอื่น. คำว่า นิมิต หมายถึงลักษณะหนึ่ง ๆ ของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องสังเกตหรือรู้สึก หรือยึดถือ หรือสำคัญมั่นหมาย.
หน้า 291 T 4.6.16
ต้นเงื่อน แห่งปฏิจจสมุปบาท
ละได้ด้วยการเห็นอนิจจัง๑
(ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ทูลถามอย่างเดียวกันกับคำถามในเรื่องที่แล้วมา ต่อไปนี้เป็นคำตอบ :-)
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง, อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น;
เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย ...ฯลฯ...;
เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักขุวิญญาณ ...ฯลฯ...;
เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักขุสัมผัส ...ฯลฯ...;
เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งเวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง, อวิชชาจึงจะละไป วิชชาจึงจะเกิดขึ้น;
(ในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ทุกหมวด มีข้อความอย่างเดียวกัน).
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อวิชชาจึงจะละไปวิชชาจึงจะเกิดขึ้น.
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ คิลานวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๖๑/๙๕.
หน้า 292 T 4.6.17
อาการแห่งอนิจจัง โดยละเอียด๑
(เรื่องนี้ มีความประสงค์เพื่อขยายความของเรื่องที่แล้วมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณย่อมมีขึ้น เพราะอาศัยธรรม ๒ อย่าง สองอย่างอะไรเล่า ? สองอย่างคือ, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วยซึ่งรูปทั้งหลายด้วย จักขุวิญญาณ จึงเกิดขึ้น.
จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น;
รูปทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น : ธรรมทั้งสอง (จักษุ+รูป) อย่างนี้แล เป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น;
จักขุวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.
เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ, แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จักขุวิญญาณเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ จักขุวิญญาณจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อม ความประชุมพร้อม ความมาพร้อมกัน แห่งธรรมทั้งหลาย (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) ๓ อย่างเหล่านี้ อันใดแล; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่าจักขุสัมผัส. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้จักขุสัมผัสก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ฉันนวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๘๕/๑๒๔-๗.
หน้า 293 T 4.6.17
เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจักขุสัมผัส, แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จักขุสัมผัสเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ จักขุสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้ที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก(เวเทติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) : แม้ธรรมทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา๑) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วยอาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น;
(ในกรณีแห่งโสตวิญญาณก็ดี, ฆานวิญญาณก็ดี, ชิวหาวิญญาณก็ดี, กายวิญญาณก็ดี, ก็มีนัยอย่างเดียวกัน).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วยมโนวิญญาณ จึงเกิดขึ้น.
มโนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น;
ธัมมารมณ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น : ธรรมทั้งสอง (มโน+ธัมมารมณ์) อย่างนี้แล เป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น;
มโนวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น;
________________________________
๑. เวทนา คือความรู้สึก เป็นผลของ เวเทติ, เจตนา คือความคิด เป็นผลของ เจเตติ, สัญญา คือความจำได้หมายรู้ เป็นผลของ สญฺชานาติ.
หน้า 294 T 4.6.18
เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนวิญญาณ, แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มโนวิญญาณเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัย ปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ มโนวิญญาณเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความประจวบพร้อม ความประชุมพร้อม ความมาพร้อมกัน แห่งธรรมทั้งหลาย (มโน+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) ๓ อย่างเหล่านี้ อันใดแล; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เราเรียกว่า มโนสัมผัส. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้มโนสัมผัสก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.
เหตุอันใดก็ตาม ปัจจัยอันใดก็ตาม เพื่อความเกิดขึ้นแห่งมโนสัมผัส, แม้เหตุอันนั้น แม้ปัจจัยอันนั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มโนสัมผัสเกิดขึ้นแล้วเพราะอาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยงดังนี้ มโนสัมผัสจักเป็นของเที่ยงมาแต่ไหน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก(เวเทติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) : แม้ธรรมทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยงมีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.
เคล็ดลับในการปิดกั้นทางเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพึงพิจารณาใคร่ครวญ โดยประการที่เมื่อพิจารณาใคร่ครวญอยู่แล้ว วิญญาณ (จิต) ของเธอนั้น อันไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปใน
________________________________
๑. อุทเทสวิภังคสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๔๑๑, ๔๑๔/๖๓๙, ๖๔๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 295 T 4.6.18
ภายนอกด้วย,อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายในด้วย, ก็จะไม่พึงสะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อวิญญาณ ไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอก ไม่ตั้งสยบอยู่ในภายในอยู่ เป็นจิตไม่สะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ดังนี้แล้ว; การก่อตั้งขึ้นแห่งกองทุกข์ กล่าวคือชาติ ชรา มรณะ ย่อมไม่มีอีกต่อไป. ๑
ครั้นตรัสดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้เสด็จเข้าสู่ที่ประทับเสีย. ภิกษุเหล่านั้นไม่เข้าใจในเนื้อความแห่งพระพุทธวจนะนี้โดยพิสดาร จึงพากันไปหาพระมหากัจจานะ ได้รับคำอธิบายจากพระมหากัจจานะโดยพิสดารดังต่อไปนี้:-
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุเทสไว้ แต่โดยย่อ แก่เราทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุพึงพิจารณาใคร่ครวญโดยประการที่เมื่อพิจารณาใคร่ครวญอยู่แล้ว วิญญาณ (จิต) ของเธอนั้น อันไ ม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอกด้วย, อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายในด้วย, ก็จะไม่พึงสะดุ้ง เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อวิญญาณไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอก ไม่ตั้งสยบอยู่ในภายในอยู่ เป็นจิตไม่สะดุ้งเพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว; การก่อตั้งขึ้นแห่งกองทุกข์ กล่าวคือชาติ ชรา มรณะ ย่อมไม่มีอีกต่อไป.” ดังนี้แล้ว มิได้ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดารเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่ที่ประทับเสียนั้น; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! สำหรับ อุเทสซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแต่โดยย่อ ไม่ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ ข้าพเจ้ารู้เนื้อความแห่งอุเทสนั้น โดยพิสดาร ดังต่อไปนี้:-
________________________________
๑. เคล็ดลับในการปิดกั้นทางเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทในที่นี้ ก็คือคำกล่าวในประโยคที่ว่า “พึงใคร่ครวญโดยประการที่เมื่อใคร่ครวญอยู่ จิตไม่อาจฟุ้งซ่านไปภายนอก, และไม่สยบอยู่ในภายใน, และไม่สะดุ้งเพราะความยึดมั่นใด ๆ”, โดยวิธีปฏิบัติตามคำอธิบายโดยพิสดารของพระมหากัจจานะ นั่นเอง; และเพราะเป็นคำอธิบายที่พระองค์ทรงรับรองว่าแม้พระองค์จะทรงอธิบายเอง ก็จะทรงอธิบายอย่างเดียวกัน; จึงนำเถรภาษิตนี้มาต่อท้ายถ้อยคำจากพระโอษฐ์ เพื่อความแจ่มแจ้งและสะดวกแก่ผู้ศึกษา.
หน้า 296 T 4.6.19
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็คำที่กล่าวว่า “วิญญาณอันฟุ้งไป ซ่านไปในภายนอก” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ วิญญาณ (จิต) ของภิกษุผู้เห็นรูปด้วยตาแล้ว เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามนิมิตแห่งรูป, เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะ (รสอร่อย) ของนิมิตแห่งรูป, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป, ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันอยู่ในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป : นี้แหละคือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า “วิญญาณอันฟุ้งไป ซ่านไปในภายนอก” ดังนี้. (ในกรณีแห่งการได้ยินเสียงด้วยหู, การรู้สึกกลิ่นด้วยจมูก, การลิ้มรสด้วยลิ้น, การสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย, และการรู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจ, ก็มีข้อความเหมือนกับข้อความที่กล่าวในกรณีแห่งการเห็นรูปด้วยตา ข้างบนนี้ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของอายตนะนั้น ๆ เท่านั้น). ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำที่กล่าวว่า “วิญญาณอันฟุ้งไป ซ่านไปในภายนอก” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้แล.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า “วิญญาณอันไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไป ในภายนอก” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! วิญญาณ (จิต) ของภิกษุผู้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามนิมิตแห่งรูป, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะ (รสอร่อย) ของนิมิตแห่งรูป, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป, ไม่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันอยู่ในอัสสาทะของนิมิตแห่งรูป : นี้แหละคือข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อว่า “วิญญาณอันไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไปในภายนอก” ดังนี้. (ในกรณีแห่งการได้ยินเสียงด้วยหู, การรู้สึกกลิ่นด้วยจมูก, การลิ้มรสด้วยลิ้น, การสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย, และการรู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจ, ก็มีข้อความเหมือนกับข้อความที่กล่าวในกรณีแห่งการเห็นรูปด้วยตา ข้างบนนี้ ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อของอายตนะนั้น ๆ เท่านั้น). ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า “วิญญาณอันไม่ฟุ้งไป ไม่ซ่านไป ในภายนอก” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างนี้แล.
หน้า 297 T 4.6.20
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็คำที่กล่าวว่า “จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุฌานที่ ๑ อันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. วิญญาณ (จิต) ของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก; นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า “จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความที่วิตกและวิจารสงบระงับลง; จึงบรรลุฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน, ทำให้สมาธิอันเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น, ไม่มีวิตกวิจาร, มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. วิญญาณ ของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะ ของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ; นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า “จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ, ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา, มีสติและสัมปชัญญะ, และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นปรกติสุข” ดังนี้; จึงบรรลุ ฌานที่ ๓ แล้วแลอยู่.
หน้า 298 T 4.6.26.4
วิญญาณของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอุเบกขา, เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา; นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า “จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน, จึงบรรลุฌานที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และสุข, มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. วิญญาณของภิกษุนั้น เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอทุกขมสุข, เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของอทุกขมสุข, ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของอทุกขมสุข, เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของอทุกขมสุข; นี้แหละ คือข้อความที่กล่าวโดยย่อว่า “จิตตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำที่กล่าวว่า “จิต ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้แล.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสที่กล่าวว่า “จิตอันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดารอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ ภิกษุ, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุฌานที่ ๑ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. วิญญาณ (จิต) ของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก, ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบ
หน้า 299 T 4.6.26.4
พร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ; นี้แหละ คือข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า “จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความที่วิตกและวิจารสงบระงับลง; จึงบรรลุฌานที่ ๒ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน, ทำให้สมาธิอันเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น, ไม่มีวิตกวิจาร, มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. วิญญาณของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ, ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ; นี้แหละ คือ ข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า “จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ, ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา, มีสติและสัมปชัญญะ, และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า “เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นปรกติสุข” ดังนี้; จึงบรรลุฌานที่ ๓ แล้วแลอยู่. วิญญาณของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอุเบกขา, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอัสสาทะของสุขอันเกิดแต่อุเบกขา, นี้แหละ คือข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า “จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
หน้า 300 T 4.6.26.5
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ, เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน; จึงบรรลุฌานที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และสุข, มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. วิญญาณของภิกษุนั้น ไม่เป็นวิญญาณที่แล่นไปตามอทุกขมสุข, ไม่เป็นวิญญาณที่หยั่งลงในอัสสาทะของอทุกขมสุข, ไม่ผูกพันอยู่ในอัสสาทะของอทุกขมสุข, ไม่เป็นวิญญาณที่ประกอบพร้อมแล้วด้วยความผูกพันในอทุกขมสุข; นี้แหละ คือข้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อว่า “จิต อันไม่ตั้งสยบอยู่ในภายใน” ดังนี้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! คำอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วว่า “จิตอันไม่ตั้งสยบ อยู่ในภายใน” ดังนี้นั้น มีเนื้อความโดยพิสดาร อย่างนี้แล.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็ความสะดุ้ง ย่อมมี เพราะเหตุมีความยึดมั่นถือมั่น เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ไม่เห็นสัปบุรุษทั้งหลายไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ:-
(๑) เขาย่อมตามเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนว่ามีรูปบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งรูปในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนในรูปบ้าง; ครั้นรูปนั้นแปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขาย่อมเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความแปรปรวนของรูป เพราะความแปรปรวนของรูปได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม
หน้า 301 T 4.6.26.5
(เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวง และสะดุ้งอยู่ เพราะความยึดมั่น.
(๒) เขาย่อมตามเห็นซึ่งเวทนา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนว่ามีเวทนาบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งเวทนาในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนในเวทนาบ้าง; ครั้นเวทนานั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขาย่อมเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของเวทนา เพราะความแปรปรวนของเวทนาได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของเวทนา ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิตเขาย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวง และสะดุ้งอยู่เพราะความยึดมั่น.
(๓) เขาย่อมตามเห็นซึ่งสัญญา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนว่ามีสัญญาบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งสัญญาในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนในสัญญาบ้าง; ครั้นสัญญานั้นแปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขา ย่อมเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสัญญา เพราะความแปรปรวนของสัญญาได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสัญญา ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวงและสะดุ้งอยู่ เพราะความยึดมั่น.
หน้า 302 T 4.6.26.5
(๔) เขาย่อมตามเห็นซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนว่ามีสังขารบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งสังขารทั้งหลายในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนในสังขารทั้งหลายบ้าง; ครั้นสังขารทั้งหลายเหล่านั้น แปรปรวนไปเป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขาย่อม เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสังขารทั้งหลาย เพราะความแปรปรวนของสังขารทั้งหลายได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสังขารทั้งหลาย ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวง และสะดุ้งอยู่ เพราะความยึดมั่น.
(๕) เขาย่อมตามเห็นซึ่งวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนว่ามีวิญญาณบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งวิญญาณในตนบ้าง, ย่อมตามเห็นซึ่งตนในวิญญาณบ้าง; ครั้นวิญญาณนั้นแปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่เขา : วิญญาณของเขา ย่อมเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของวิญญาณ เพราะความแปรปรวนของวิญญาณได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของวิญญาณ ย่อมครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). เพราะความยึดมั่นแห่งจิต เขาย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว มีความคับแค้น มีความพะว้าพะวง และสะดุ้งอยู่ เพราะความยึดมั่น.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล คือความสะดุ้งย่อมมี เพราะเหตุมีความยึดมั่นถือมั่น.
หน้า 303 T 4.6.27
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็ความไม่สะดุ้ง ย่อมมี เพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ในกรณีที่กล่าวมานี้ อริยสาวกผู้มีการสดับ ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า เป็นผู้ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า, ได้เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ เป็นผู้ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ:-
(๑) ท่านย่อมไม่ตามเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีรูปบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งรูปในตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนในรูปบ้าง; ครั้นรูปนั้นแปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่าน ย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป เพราะความแปรปรวนของรูปได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม(เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). ย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมเป็นผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น.
(๒) ท่านย่อมไม่ตามเห็นซึ่งเวทนา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีเวทนาบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งเวทนาในตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนในเวทนาบ้าง; ครั้นเวทนานั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่นแก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่าน ย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของเวทนา เพราะความแปรปรวนของเวทนาได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของเวทนา เพราะความ
หน้า 304 T 4.6.27
เกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). ย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่. เพราะความยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็นผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น.
(๓) ท่านย่อมไม่ตามเห็นซึ่งสัญญา โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีสัญญาบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งสัญญาในตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนในสัญญาบ้าง; ครั้นสัญญานั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่านย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความแปรปรวนของสัญญา เพราะความแปรปรวนของสัญญาได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสัญญา เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง) ย่อมไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็นผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้นไม่มีความพะว้าพะวง และ ไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น.
(๔) เขาย่อมไม่ตามเห็นซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีสังขารบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งสังขารทั้งหลายในตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนในสังขารทั้งหลายบ้าง; ครั้นสังขารทั้งหลายเหล่านั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่าน ย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความแปรปรวนของสังขาร เพราะความแปรปรวนของสังขารได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของสังขาร เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). ย่อมไม่ครอบงำจิตของเขาตั้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็น
หน้า 305 T 4.6.27
ผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่เพราะความไม่ยึดมั่น.
(๕) ท่านย่อมไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนว่ามีวิญญาณบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งวิญญาณในตนบ้าง, ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งตนในวิญญาณบ้าง; ครั้นวิญญาณนั้น แปรปรวนไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่ท่าน : แต่วิญญาณของท่าน ย่อมไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของวิญญาณ เพราะความแปรปรวนของวิญญาณได้มีโดยประการอื่น. ความสะดุ้งอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของวิญญาณ เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรม (เป็นเครื่องทำความสะดุ้ง). ย่อมไม่ครอบงำจิตของท่านตั้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่นแห่งจิต ท่านย่อมไม่เป็นผู้มีความหวาดเสียว ไม่มีความคับแค้น ไม่มีความพะว้าพะวง และไม่สะดุ้งอยู่ เพราะความไม่ยึดมั่น.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล คือความไม่สะดุ้ง ย่อมมีเพราะเหตุไม่มีความยึดมั่นถือมั่น.
หมายเหตุผู้รวบรวม : เนื่องจากข้อความตอนนี้ยืดยาวมาก เกรงจะฟั่นเฝือ จึงขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แม้ถ้อยคำเหล่านี้ จะเป็นคำอธิบายของพระมหากัจจานะแต่ได้รับการรับรองจากพระพุทธองค์ว่า ตรงตามที่จะทรงอธิบายเอง; ดังนั้น เพื่อความสะดวกจึงนำมาใส่ไว้ ต่อท้ายพระพุทธภาษิตข้างต้นนั้น. เคล็ดของการปฏิบัติในที่นี้อยู่ที่ การใคร่ครวญชนิดที่จิต จะไม่แล่นไปข้างนอก และไม่สยบอยู่ในภายใน ตามวิธีที่ได้อธิบายไว้ในสูตรนี้แล้ว, ปฏิจจสุมปบาท ซึ่งเป็นการก่อขึ้นแห่งทุกข์ ก็ก่อขึ้นไม่ได้, ดังที่ตรัสไว้นั้น.
หน้า 306 T 4.6.27.1
การพิจารณาปัจจัยในภายใน
คือการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายในบ้างหรือไม่ ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว, ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยภายใน พระเจ้าข้า !” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุ ! ก็เธอเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายใน อย่างไรเล่า ?” ภิกษุนั้นได้กราบทูลเล่าเรื่องการพิจารณาปัจจัยในภายในของตนแล้ว โดยประการใด ๆ ก็ล้วนไม่เป็นที่ถูกพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลอย่างนั้นแล้ว, ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถึงเวลาที่จะแสดงเรื่องนี้แล้ว. ข้าแต่พระสุคต ! ถึงเวลาที่จะทรงแสดงเรื่องนี้แล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสการพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายในข้อใด ภิกษุทั้งหลายฟังการพิจารณาซึ่งปัจจัยภายในข้อนั้น จากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น พวกเธอทั้งหลายจงฟัง, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้”. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลสนองรับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายในอย่างนี้ว่า “ทุกข์มีอย่างมิใช่น้อย นานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือชรามรณะ ใดแล; ทุกข์นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี ? เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี ?” ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า “ทุกข์มี
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๓๐/๒๕๔-๒๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่กัมมาสทัมมนิคมแคว้นกุรุ.
หน้า 307 T 4.6.28
อย่างมิใช่น้อย นานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าคือชรามรณะ ใดแล; ทุกข์นี้มีอุปธิเป็นเหตุให้เกิด มีอุปธิเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอุปธิเป็นเครื่องกำเนิด มีอุปธิเป็นแดนเกิด. เพราะอุปธิมี ชรามรณะจึงมี; เพราะอุปธิไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี” ; ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งชรามรณะด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะด้วย; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรมด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบโดยประการทั้งปวง กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายในอย่างนี้ว่า “ก็อุปธินี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี อุปธิจึงมี ? เพราะอะไรไม่มี อุปธิจึงไม่มี ?” ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า “อุปธิ มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด เมื่อตัณหามี อุปธิจึงมี; เมื่อตัณหาไม่มี อุปธิจึงไม่มี;” ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งอุปธิด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปธิด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปธิด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งอุปธิด้วย; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรมด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งอุปธิ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาซึ่งปัจจัยในภายในว่า “ก็ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ณ ที่ไหน ? เมื่อ
หน้า 308 T 4.6.28
จะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ?” ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า “สิ่งใด มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี (ปิยรูปสาตรูป) ในโลก, ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้น เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในสิ่งนั้น.ก็สิ่ง ใดเล่า มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก ?
(หมวดที่หนึ่ง) ตา...รูปทั้งหลาย...จักขุวิญญาณ…จักขุสัมผัส…จักขุสัมผัสสชาเวทนา...รูปสัญญา… รูปสัญเจตนา...รูปตัณหา...รูปวิตก...รูปวิจาร...(แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในตาเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในตาเป็นต้นนั้น ๆ.
(หมวดที่สอง) หู…เสียงทั้งหลาย…โสตวิญญาณ...โสตสัมผัส...โสตสัมผัสสชาเวทนา…สัททสัญญา…สัททสัญเจตนา...สัททตัณหา...สัททวิตก...สัททวิจาร...(แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดย่อมเกิดขึ้นในหูเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในหูเป็นต้นนั้น ๆ.
(หมวดที่สาม) จมูก…กลิ่นทั้งหลาย…ฆานวิญญาณ…ฆานสัมผัส…ฆานสัมผัสสชาเวทนา...คันธสัญญา...คันธสัญเจตนา…คันธตัณหา...คันธวิตก…คันธวิจาร...(แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้นเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในจมูกเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในจมูกเป็นต้นนั้น ๆ.
(หมวดที่สี่) ลิ้น...รสทั้งหลาย…ชิวหาวิญญาณ...ชิวหาสัมผัส…ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา…รสสัญญา… รสสัญเจตนา...รสตัณหา...รสวิตก…รสวิจาร...
หน้า 309 T 4.6.29
(แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในลิ้นเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในลิ้นเป็นต้นนั้น ๆ.
(หมวดที่ห้า) กาย…โผฏฐัพพะทั้งหลาย...กายวิญญาณ…กายสัมผัส...กายสัมผัสสชาเวทนา...โผฏฐัพพสัญญา...โผฏฐัพพสัญเจตนา… โผฏฐัพพตัณหา…โผฏฐัพพวิตก…โผฏฐัพพวิจาร...(แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในกายเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในกายเป็นต้นนั้น ๆ.
(หมวดที่หก) ใจ...ธัมมารมณ์ทั้งหลาย...มโนวิญญาณ...มโนสัมผัส...มโนสัมผัสสชาเวทนา…ธัมมสัญญา…ธัมมสัญเจตนา…ธัมมตัณหา…ธัมมวิตก...ธัมมวิจาร… (แต่ละอย่างทุกอย่าง) มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดี ในโลก. ตัณหานั้นเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในใจเป็นต้นนั้น ๆ เมื่อจะเข้าไปตั้งอยู่ ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ ในใจเป็นต้นนั้น ๆ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นแล้ว ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, ได้เห็นแล้ว โดยความเป็นสุข, ได้เห็นแล้ว โดยความเป็นตัวตน,ได้เห็นแล้ว โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, ได้เห็นแล้ว โดยความเป็นของเกษม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ทำตัณหาให้เจริญแล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญแล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำทุกข์ให้เจริญแล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญแล้ว,
หน้า 310 T 4.6.29
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า ไม่หลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : “เรากล่าวว่า สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น ไม่หลุดพ้นแล้วจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักเห็นสิ่งซึ่งมีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, จักเห็นโดยความเป็นสุข, จักเห็นโดยความเป็นตัวตน, จักเห็นโดยความเป็นของไม่เสียบแทง, จักเห็นโดยความเป็นของเกษม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำตัณหาให้เจริญ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำตัณหาให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำอุปธิให้เจริญ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดจักทำอุปธิให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำทุกข์ให้เจริญ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำทุกข์ให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักไม่หลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เห็นอยู่ ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, เห็นอยู่ โดยความเป็นสุข, เห็นอยู่ โดยความเป็นตัวตน, เห็นอยู่โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, เห็นอยู่ โดยความเป็นของเกษม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าทำทุกข์ให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์
หน้า 311 T 4.6.29
เหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนภาชนะสำริดใส่เครื่องดื่มที่ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรส แต่เจือด้วยยาพิษ. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ถูกแดดแผดเผา ร้อนอบอ้าวเพราะแดด เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หิวกระหายน้ำ เดินมา. คนทั้งหลายได้พูดแก่เขาว่า “แน่ะบุรุษผู้เจริญ ! ภาชนะสำริดใส่น้ำดื่มนี้ ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรส แต่เจือด้วยยาพิษ ถ้าท่านประสงค์ก็จงดื่มเถิด. อันน้ำนั้น เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว จักแผ่ซาบซ่านไปด้วยสีบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง และครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้ว ท่านจะถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ” ดังนี้. บุรุษนั้น ไม่พินิจพิจารณา ได้ดื่มน้ำนั้นเข้าไปโดยทันที ไม่ทิ้งเลย บุรุษนั้นจะพึงถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตายเพราะข้อนั้นเป็นเหตุโดยแท้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน; กล่าวคือ ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นแล้วซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, โดยความเป็นสุข, โดยความเป็นตัวตน, โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, โดยความเป็นของเกษม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญแล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญแล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำทุกข์ให้เจริญแล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าไม่หลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ไม่หลุดพ้นแล้วจากทุกข์” ดังนี้.
หน้า 312 T 4.6.29
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักเห็นสิ่งซึ่งมีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, โดยความเป็นสุข, โดยความเป็นตัวตน, โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, โดยความเป็นของเกษม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำตัณหาให้เจริญ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำตัณหาให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำอุปธิให้เจริญ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำอุปธิให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักทำทุกข์ให้เจริญ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักทำทุกข์ให้เจริญ, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า จักไม่หลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักไม่หลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง ในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เห็นอยู่ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของเที่ยง, โดยความเป็นสุข, โดยความเป็นตัวตน, โดยความเป็นของไม่เสียบแทง, โดยความเป็นของเกษม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำตัณหาให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำอุปธิให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าทำทุกข์ให้เจริญอยู่; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ทำทุกข์ให้เจริญอยู่, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมไม่หลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
(ต่อไปนี้ เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
หน้า 313 T 4.6.30
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้เห็นแล้วซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นสภาพมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละตัณหาได้แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละตัณหาได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละอุปธิได้แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละอุปธิได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละทุกข์ได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น หลุดพ้นแล้วจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักเห็นซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นสภาพมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละตัณหาเสียได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละตัณหาเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละอุปธิเสียได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละอุปธิเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละทุกข์เสียได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละทุกข์เสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักหลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักหลุดพ้นจากทุกข์ได้” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ เห็นอยู่ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความ
หน้า 314 T 4.6.30
เป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นสภาพมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละตัณหาได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละตัณหาได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละอุปธิได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละอุปธิได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละทุกข์ได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมหลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนภาชนะสำริดใส่เครื่องดื่มที่ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และรส แต่เจือด้วยยาพิษ. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่ง ถูกแดดแผดเผา ร้อนอบอ้าวเพราะแดด เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หิวกระหายน้ำ เดินมา. คนทั้งหลายได้พูดแก่เขาว่า “แน่ะบุรุษผู้เจริญ ! ภาชนะใส่น้ำ สุรานี้ ถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น และด้วยรส แต่เจือด้วยยาพิษ ถ้าท่านประสงค์ก็จงดื่มเถิด. ก็น้ำสุรานั้น เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจักแผ่ซาบซ่านไปด้วยสีบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง และครั้นท่านดื่มเข้าไปแล้ว ท่านจะถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้น บุรุษนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า “ความกระหายในสุราของเรานี้ เราอาจจะบรรเทาด้วยน้ำเย็นบ้าง ด้วยหัวนมส้มบ้าง ด้วยน้ำข้าวสัตตุเค็มบ้าง หรือด้วยน้ำโลณโสจิรกะบ้าง แต่เราจะไม่ดื่มสุรานั้นเลย เพราะไม่เป็นประโยชน์ มีแต่เป็นไปเพื่อทุกข์โทษแก่เราตลอดกาลนาน” บุรุษนั้นพิจารณาดูภาชนะใส่สุรานั้นแล้ว ไม่พึงดื่ม พึงทิ้งเสีย, บุรุษนั้นก็จะไม่พึงถึงซึ่งความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ, อุปมานี้ฉันใด;
หน้า 315 T 4.6.30
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน; กล่าวคือ สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้เห็นแล้วซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นสภาพมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละตัณหาได้แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด ละตัณหาได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละอุปธิได้แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละอุปธิได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้แล้ว; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละทุกข์ได้แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น หลุดพ้นแล้วจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักเห็นซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่พอใจในโลก โดยความเป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นของมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัว แล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละตัณหาเสียได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดจักละตัณหาเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละอุปธิเสียได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละอุปธิเสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักละทุกข์เสียได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละทุกข์เสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าจักหลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จักหลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลอันเป็นปัจจุบันบัดนี้ เห็นอยู่ ซึ่งสิ่งที่มีภาวะเป็นที่รักเป็นที่พอใจในโลก โดยความ
หน้า 316 T 4.6.30.1
เป็นของไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นของมิใช่ตัวตน, เป็นของเสียบแทง, เป็นภัยน่ากลัวแล้ว, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละตัณหาได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละตัณหาได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละอุปธิได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดละอุปธิได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าละทุกข์ได้; สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด จักละทุกข์เสียได้, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าจักหลุดพ้น จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมหลุดพ้นจากทุกข์” ดังนี้แล
ธรรมปฏิบัติในรูปของปฏิจจสมุปบาท
แห่งการละองค์สามตามลำดับ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าธรรมทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ไม่ต้องรุ่งเรืองในโลก. ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการ คืออะไรเล่า ? ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการ คือ ชาติด้วย ชราด้วย มรณะด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้แล ถ้าไม่มีในโลกแล้วไซร้ ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองในโลก.
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ อากังขวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๔/๗๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 317 T 4.6.30.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุใดแล ที่ธรรมทั้งหลาย ๓ ประการเหล่านี้มีอยู่ในโลก, เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงต้องรุ่งเรืองอยู่ในโลก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ(ความเห็นว่ากายของตน) ๑ วิจิกิจฉา (ความลังเลในธรรมที่ไม่ควรลังเล) ๑ สีลัพพัตตปรามาส (การลูบคลำศีลและวัตรอย่างปราศจากเหตุผล) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรม สามคือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิการ(ความทำในใจไม่แยบคาย) ๑ กุมมัคคเสวนา (การพัวพันอยู่ในทิฏฐิอันชั่ว) ๑ เจตโสลีนัตตา (ความมีจิตหดหู่) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑ .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ มุฏฐสัจจะ (ความมีสติอันลืมหลง) ๑ อสัมปชัญญะ (ความปราศจากสัมปชัญญะ) ๑ เจตโส วิกเขปะ (ความส่ายแห่งจิต) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิการ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คืออริยานัง อทัสสนกัม๎ยตา (ความไม่อยากเห็นพระอริยเจ้า) ๑ อริยธัมมัง อโสตุกัม๎ยตา (ความไม่อยาก
หน้า 318 T 4.6.30.2
ฟังธรรมของพระอริยเจ้า) ๑ อุปารัมภจิตตตา (ความมีจิตเที่ยวเกาะเกี่ยว) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ มุฏฐสัจจะ ๑ อสัมปชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) ๑ อสังวระ (ความไม่สำรวม) ๑ ทุสสีล๎ยะ (ความทุศีล) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อริยานัง อทัสสนกัม๎ยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตุกัม๎ยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเมื่อไม่ละซึ่งธรรมสามคือ อสัทธิยะ (ความไม่มีสัทธา) ๑ อวทัญญุตา (ความไม่เป็นวทัญญู) ๑ โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล๎ยะ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ (ความไม่เอื้อเฟื้อในบุคคลและธรรมอันควรเอื้อเฟื้อ) ๑ โทวจัสสตา (ความเป็นคนว่ายาก) ๑ ปาปมิตตา (ความมีมิตรชั่ว) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อสัทธิยะ ๑ อวทัญญุตา ๑ โกสัชชะ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อไม่ละซึ่งธรรมสาม คือ อหิริกะ (ความไม่ละอายในสิ่งที่ควรละอาย) ๑ อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวในสิ่งที่ควรกลัว) ๑ ปมาทะ (ความประมาท) ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตา ๑:
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนี้ เป็นผู้มีอหิริกะ มีอโนตตัปปะ มีปมาทะแล้ว.
หน้า 319 T 4.6.30.2
เขาเมื่อเป็นผู้มีปมาทะอยู่แล้ว ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตา ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีปาปมิตตตา ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอสัทธิยะ๑ อวทัญญุตา ๑ โกสัชชะ ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีโกสัชชะ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล๎ยะ ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีทุสสีล๎ยะ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอริยานัง อทัสสนกัม๎ยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตุกัม๎ยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีอุปารัมภจิตตตา ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งมุฏฐสัจจะ ๑ อสัมปชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีเจตโส วิกเขปะ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งอโยนิโส มนสิการ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีเจตโส ลีนัตตา ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งสักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑ ;
เขาเมื่อเป็นผู้มีวิจิกิจฉา ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ;
เขาเมื่อไม่ละซึ่งราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็ไม่อาจเพื่อละซึ่งชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑.
หน้า 320 T 4.6.31
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิการ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑ .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ มุฏฐสัจจะ ๑ อสัปชัญญะ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อโยนิโส มนสิการ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อริยานังอทัสสนกัม๎ยตา ๑ อริยนัง อโสตุกัม๎ยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่ง ธรรมสาม คือ มุฏฐสัจจะ ๑ อสัปชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล๎ยะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อริยานัง อทัสสนกัม๎ยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตุกัม๎ยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑.
หน้า 321 T 4.6.31
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อสัทธิยะ๑ อวทัญญุตา ๑ โกสัชชะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล๎ยะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตา ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อสัทธิยะ๑ อวทัญญุตา ๑ โกสัชชะ ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคล เมื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อหิริกะ ๑ อโนตตัปปะ ๑ ปมาทะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่งธรรมสาม คือ อนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตา ๑:
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนี้ เป็นผู้มีหิริ มีโอตตัปปะ มีอัปปมาทะ (ความไม่ประมาท) แล้ว.
เขาเมื่อเป็นผู้มีอัปปมาทะอยู่แล้ว ก็อาจเพื่อละซึ่งอนาทริยะ ๑ โทวจัสสตา ๑ ปาปมิตตา ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีกัล๎ยาณมิตตะ (มิตรที่ดีงาม) ก็อาจเพื่อละซึ่งอสัทธิยะ ๑ อวทัญญุตา ๑ โกสัชชะ ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีอารัทธวิริยะ (ความเพียรอันปรารภแล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่ง อุทธัจจะ ๑ อสังวระ ๑ ทุสสีล๎ยะ๑;
หน้า 322 T 4.6.31
เขาเมื่อเป็นผู้มีศีล ก็อาจเพื่อละซึ่งอริยานัง อทัสสนกัม๎ยตา ๑ อริยธัมมัง อโสตุกัม๎ยตา ๑ อุปารัมภจิตตตา ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีอนุปารัมภจิตตะ (จิตไม่เที่ยวไปเกาะเกี่ยวแล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่งมุฏฐสัจจะ ๑ อสัปชัญญะ ๑ เจตโส วิกเขปะ ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีอวิกขิตตจิตตะ (จิตไม่ส่ายแล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่งอโยนิโส มนสิการ ๑ กุมมัคคเสวนา ๑ เจตโส ลีนัตตา ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้มีอลีนจิตตะ (จิตไม่หดหู่แล้ว) ก็อาจเพื่อละซึ่งสักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพัตตปรามาส ๑ ;
เขาเมื่อเป็นผู้ไม่มีวิจิกิจฉาแล้ว ก็อาจเพื่อละซึ่ง ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑;
เขาเมื่อเป็นผู้ละได้แล้วซึ่ง ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ก็อาจเพื่อละซึ่ง ชาติ ๑ ชรา ๑ มรณะ ๑, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า “ปฏิจจสมุปบาท” มีความหมายกว้าง คือ มิได้หมายถึงหลักธรรมที่กล่าวว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น เพียงอย่างเดียว. แต่หมายถึงหลักธรรมใด ๆ ก็ได้ ที่เนื่องกันเป็นสายในฐานะเป็นปัจจัยแก่กัน และกันสืบต่อ ๆ กันไป ตามหลักที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ดังเช่นข้อความในเรื่องนี้ ซึ่งลักษณะอาการของปฏิจจสมุปบาทแสดงให้เห็นชัดอยู่ หากแต่ว่าแสดงไปในลักษณะของ การปฏิบัติ; ดังนั้น จึงนำมาแสดงให้เห็น เพื่อประโยชน์ทั้งแก่การศึกษาและการปฏิบัติ และเพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า “ปฏิจจสมุปบาท” หรือ “อิทัปปัจจยตา” ยิ่งขึ้นไป. หลักธรรมปฏิบัติที่อยู่ในรูปของปฏิจจสมุปบาท เช่นนี้ ยังมีอีกมาก ล้วนแต่ควรแก่การสนใจ.
หน้า 323 T 4.6.31.2
วิธีปฏิบัติต่ออาหารสี่
ในลักษณะที่เป็นปฏิจจสมุปบาท๑
ก.ว่าด้วยลักษณะอาหารสี่ โดยอุปมา๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็กพฬีการาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปรียบเหมือนภรรยาสามีสองคน ถือเอาสะเบียงสำหรับเดินทางเล็กน้อย เดินไปสู่หนทางอันกันดาร สองสามีภรรยานั้น มีบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูอยู่คนหนึ่ง. เมื่อขณะเขาทั้งสองกำลังเดินไปตามทางอันกันดารอยู่นั้น สะเบียงสำหรับเดินทางที่เขามีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้น ได้หมดสิ้นไป หนทางอันกันดารนั้น ยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองนั้นยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนั้นไปได้, ครั้งนั้นแล สองภรรยาสามีนั้น ได้มาคิดกันว่า “สะเบียงสำหรับเดินทางของเราทั้งสองที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนี้ได้หมดสิ้นลงแล้ว หนทางอันกันดารนี้ยังเหลืออยู่ ทั้งเราก็ยังไม่เดินข้ามหนทางอันกันดารนี้ไปได้ อย่ากระนั้นเลยเราทั้งสองคนพึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนี้เสีย แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็ม และ
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ.๑๖/๑๑๘/๒๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 324 T 4.6.31.2
เนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนี้แหละ เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นี้กันเถิด เพราะถ้าไม่ทำ เช่นนี้ พวกเราทั้งสามคน จะต้องพากันพินาศหมดแน่” ดังนี้. ครั้งนั้นแล ภรรยาสามีทั้งสองนั้น จึงฆ่าบุตรน้อยคนเดียวผู้น่ารักน่าเอ็นดูนั้น แล้วทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นเทียว เดินข้ามหนทางอันกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น. สองภรรยาสามีนั้น บริโภคเนื้อบุตรไปพลางพร้อมกับค่อนอกไปพลาง รำพันว่า “บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย บุตรน้อยคนเดียวของเราไปไหนเสีย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานบ้างเพื่อความมัวเมาบ้าง เพื่อความประดับประดาบ้าง หรือเพื่อตบแต่ง(ร่างกาย)บ้าง หรือหนอ ? ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้อนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า !” แล้วตรัสต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้น สองภรรยาสามีนั้น จะพึงบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหาร เพียงเพื่อ(อาศัย) เดินข้ามหนทางอันกันดารเท่านั้น ใช่ไหม ? “ใช่ พระเจ้าข้า !”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้มีอุปมาฉันใด, เราย่อมกล่าวว่า กพฬีการาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น(ว่ามีอุปมาเหมือนเนื้อบุตร) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกพฬีการาหารอันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, ราคะ (ความกำหนัด) ที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อราคะที่มีเบญจกามคุณเป็นแดนเกิด เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้ว, สังโยชน์ชนิดที่อริยสาวกประกอบเข้าแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้มาสู่โลกนี้ได้อีก ย่อมไม่มี.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม : ถ้าแม่โคนมนั้นพึงยืนพิงฝาอยู่ไซร้ มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยฝาเจาะกิน; ถ้าแม่โคนมนั้นพึงยืนพิงต้นไม้อยู่ไซร้
หน้า 325 T 4.6.31.2
มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยต้นไม้ไชกิน; ถ้าหากแม่โคนมนั้นจะพึงลงไปแช่น้ำอยู่ไซร้ มันก็พึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดกัดกิน; ถ้าหากแม่โคนมนั้นจะพึงยืนอาศัยอยู่ในที่โล่งแจ้งไซร้ มันก็จะพึงถูกพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดจิกกิน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม่โคนมที่ปราศจากหนังหุ้มนั้น จะพึงไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใด ๆ ก็ตาม มันก็จะพึงถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ กัดกินอยู่ร่ำไป, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า ผัสสาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนแม่โคนมที่ปราศจากหนังห่อหุ้ม) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อผัสสาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เวทนาทั้งสามย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อเวทนาทั้งสาม เป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า “สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็มโนสัญเจตนาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเสมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกเกินกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวและปราศจากควันมีอยู่. ครั้งนั้น บุรุษหนึ่ง ผู้ต้องการเป็นอยู่ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ มาสู่ที่นั้น. และมีบุรุษที่มีกำลังกล้าแข็งอีกสองคนจับบุรุษนั้น ที่แขนแต่ละข้าง แล้วฉุดคร่าพาไปยังหลุมถ่านเพลิงนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล บุรุษนั้น มีความคิด ความปรารถนา ความตั้งใจ ที่จะให้ห่างไกลหลุมถ่านเพลิงนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่าบุรุษนั้นย่อมรู้ว่า “ถ้าเราจักตกลงไปยังหลุมถ่านเพลิงนี้ไซร้ เราก็จะพึงถึงความตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ” ดังนี้, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่า มโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมโนสัญเจตนาหาร อันอริยสาวกกำหนด
หน้า 326 T 4.6.31.2
รู้ได้แล้ว, ตัณหาทั้งสาม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อตัณหาทั้งสามเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า “สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้) ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนพวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้ว แสดงแก่พระราชาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ! โจรผู้นี้เป็นผู้กระทำผิดต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด พระพุทธเจ้าข้า !”. พระราชามีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงไป จงประหารชีวิตบุรุษนี้เสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้” เจ้าหน้าที่เหล่านั้น จึงประหารนักโทษด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเช้า. ต่อมาในเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! นักโทษคนนั้น เป็นอย่างไรบ้าง ?”. พวกเขาพากันกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ! นักโทษนั้นยังมีชีวิตอยู่ตามเดิม พระพุทธเจ้าข้า !”. พระราชาทรงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงไปจงประหารนักโทษนั้นเสีย ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน” ดังนี้. พวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจึงได้ประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน. ต่อมา ในเวลาเย็นพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! นักโทษนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?” เขาพากันกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ! นักโทษนั้นยังมีชีวิตอยู่ตามเดิม พระพุทธเจ้าข้า !”. พระราชาทรงมีพระกระแสรับสั่งอีกว่า “ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงไป จงประหารนักโทษนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเย็น” ดังนี้. เจ้าหน้าที่เหล่านั้น จึงได้ประหารนักโทษนั้นด้วยหอกร้อยเล่ม ในเวลาเย็น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น ว่าอย่างไร ? บุรุษนักโทษนั้น
หน้า 327 T 4.6.32
ถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่ม ตลอดทั้งวัน เขาจะพึงเสวยแต่ทุกขโทมนัสที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ เท่านั้นมิใช่หรือ ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุรุษนักโทษนั้นถูกพวกเจ้าหน้าที่ประหารด้วยหอกแม้ (เล่มเดียว) นั่น ก็พึงเสวยทุกขโทมนัสที่มีข้อนั้นเป็นเหตุ (มากอยู่แล้ว) ก็จะกล่าวไปไยถึงการที่บุรุษนักโทษนั้นถูกประหารด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า, ข้อนี้มีอุปมาฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวว่าวิญญาณาหาร อันอริยสาวกพึงเห็น (ว่ามีอุปมาเหมือนนักโทษถูกประหารนั้น) ฉันนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อวิญญาณาหาร อันอริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, นามรูปย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นกำหนดรู้ได้แล้วด้วย; เมื่อนามรูปเป็นสิ่งที่อริยสาวกกำหนดรู้ได้แล้ว, เราย่อมกล่าวว่า “สิ่งไร ๆ ที่ควรกระทำให้ยิ่งขึ้นไป (กว่านี้)ย่อมไม่มีแก่อริยสาวกนั้น”, ดังนี้ แล.
ข. ว่าด้วยอาการเกิดดับแห่งอาหารสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่าเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่างเป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ (ความกำหนัด) มีนันทิ (ความเพลิน) มีตัณหา (ความอยาก) ในกพฬีการาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญ
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๑๒๒/๒๔๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 328 T 4.6.32
งอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น. วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ (ความกำหนัด) มีนันทิ (ความเพลิน) มีตัณหา (ความอยาก) ในผัสสาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในมโนสัญเจตนาหาร ไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในมโนสัญเจตนาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.
หน้า 329 T 4.6.32
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในวิญญาณาหาร ไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน, เมื่อมีน้ำย้อมคือครั่ง ขมิ้น คราม หรือสีแดงอ่อน ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือรูปบุรุษ ลงที่แผ่นกระดาษ หรือฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน, อุปมานี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในกพฬีการาหารไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น.วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหาในผัสสาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ ใน
หน้า 330 T 4.6.32
ที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศกมีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในมโนสัญเจตนาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในมโนสัญเจตนาหารนั้น, วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น, ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ในวิญญาณาหาร ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ มีอยู่ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป มีอยู่ ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ก็มีอยู่ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย มีอยู่ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ก็มีอยู่ ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียกที่นั้นว่า “เป็นที่มีโศกมีธุลี มีความคับแค้น” ดังนี้.
(ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อความฝ่ายปฏิปักขนัย คือ ตรงกันข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ (ความกำหนัด) ไม่มีนันทิ (ความเพลิน) ไม่มีตัณหา (ความอยาก) ในกพฬีการาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป
หน้า 331 T 4.6.32
ย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศกไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในผัสสาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มี ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มี ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในมโนสัญเจตนาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในมโนสัญเจตนาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มี ในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มี ในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มี ในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
หน้า 332 T 4.6.32
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในวิญญาณาหาร แล้ว ไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเรือนยอด หรือศาลาเรือนยอดที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ หรือใต้ก็ตาม เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก. ครั้นดวงอาทิตย์ขึ้นมา แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ส่องเข้าไปทางหน้าต่างแล้ว จักตั้งอยู่ที่ส่วนไหนแห่งเรือนนั้นเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ จักปรากฏที่ฝาเรือน ข้างในทิศตะวันตก พระเจ้าข้า”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้นจักปรากฏอยู่ ณ ที่ไหน ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่พื้นดิน พระเจ้าข้า”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหน ?
หน้า 333 T 4.6.32
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏในน้ำพระเจ้าข้า”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหนอีก ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้ว พระเจ้าข้า”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล : ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในกพฬีการาหาร แล้ว ไซร้,. วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในกพฬีการาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไปไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในผัสสาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในผัสสาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูปย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี
หน้า 334 T 4.6.32
ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในมโนสัญเจตนาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในมโนสัญเจตนาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชรามรณะต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ในวิญญาณาหาร แล้วไซร้, วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในวิญญาณาหารนั้น. วิญญาณ ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การหยั่งลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น. การหยั่งลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ย่อมไม่มี ในที่นั้น. ชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก “ที่” นั้นว่าเป็น “ที่ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น”, ดังนี้ แล.
หน้า 335 T 4.6.33
ปัญจุปาทานขันธ์ไม่อาจจะเกิด
เมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !...ส่วนบุคคล เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่ง จักษุ ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่งรูปทั้งหลาย ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็นซึ่งจักขุวิญญาณ ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่งจักขุสัมผัส ตามที่เป็นจริง, เมื่อรู้เมื่อเห็น ซึ่งเวทนา อันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม ตามที่เป็นจริง แล้ว; เขาย่อมไม่กำหนัดในจักษุ, ไม่กำหนัดในรูปทั้งหลาย, ไม่กำหนัดในจักขุวิญญาณ, ไม่กำหนัดในจักขุสัมผัส, และไม่กำหนัดในเวทนาอันเกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม. เมื่อบุคคลนั้นไม่กำหนัดแล้ว ไม่ติดพันแล้ว ไม่ลุ่มหลงแล้ว ตามเห็นอาทีนวะ (โทษของสิ่งเหล่านั้น) อยู่เนือง ๆ, ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ย่อมถึงซึ่งความไม่ก่อเกิดต่อไป; และตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพใหม่ อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินเป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ นั้นอันเขาย่อมละเสียได้; ความกระวนกระวาย (ทรถ) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้, ความกระวนกระวาย แม้ทางจิตอันเขาย่อมละเสียได้; ความแผดเผา (สนฺตาป) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้, ความแผดเผา แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้; ความเร่าร้อน (ปริฬาห) แม้ทางกาย อันเขาย่อมละเสียได้, ความเร่าร้อน แม้ทางจิต อันเขาย่อมละเสียได้. บุคคลนั้น ย่อมเสวยซึ่งความสุขอันเป็นไปทางกาย ด้วย, ซึ่งความสุขอันเป็นไปทางจิต ด้วย. เมื่อบุคคลเป็นเช่นนั้นแล้ว ทิฏฐิของเขา ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิ; ความดำริของเขา ย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะ; ความพยายามของเขา ย่อมเป็นสัมมาวายะมะ; สติของเขา ย่อมเป็นสัมมาสติ; สมาธิของเขาย่อมเป็น
________________________________
๑. สฬายตนวิภังคสูตร อุปริ. ม.๑๔/๕๒๓/๘๒๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 336 T 4.6.33
สัมมาสมาธิ; ส่วนกายกรรม วจีกรรม และอาชีวะของเขา เป็นธรรมบริสุทธิ์มาแล้วแต่เดิมนั่นเทียว. ด้วยอาการอย่างนี้แล อัฏฐังคิกมรรค อันเป็นอริยะ ของเขานั้น ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ; เมื่อเขาทำอัฏฐังคิกมรรค อันเป็นอริยะ ให้เจริญด้วยอาการอย่างนี้อยู่, สติปัฎฐานทั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ; สัมมัปปธานทั้งหลายแม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ; อิทธิบาททั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ; อินทรีย์ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ; พละทั้งหลาย แม้ทั้ง ๕ ย่อมถึงซึ่งความรอบแห่งความเจริญ; โพชฌงค์ทั้งหลาย แม้ทั้ง ๗ ย่อมถึงซึ่งความเต็มรอบแห่งความเจริญ. ธรรมทั้งสองคือสมถะและวิปัสสนา ของเขานั้น ย่อมเป็นธรรมเคียงคู่กันไป. บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง; ย่อมละด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง; ย่อมทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง; ย่อมทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบ พึงมีว่า ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย กล่าวคือ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ : ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบ พึงมีว่า อวิชชาด้วย ภวตัณหาด้วย : ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงละด้วยปัญญาอันยิ่ง.
หน้า 337 T 4.6.33.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ? คำตอบ พึงมีว่า สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย : ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า เป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง! คำตอบพึงมีว่า วิชชาด้วย วิมุตติด้วย : ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล ชื่อว่าเป็นธรรมอันบุคคลพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.
(ในกรณีเกี่ยวกับ โสต ฆาน ชิวหา กาย มโน และสหคตธรรมแห่งอายตนะมีโสต เป็นต้น ก็มีเนื้อความเหมือนกับที่กล่าวแล้วในกรณีแห่ง จักษุและสหคตธรรมของจักษุ ดังที่กล่าวข้างบนนี้ทุกประการ พึงขยายความเอาเองให้เต็มตามนั้น.)
การพิจารณาสภาวธรรม
ตามวิธีปฏิจจสมุปบาทกระทั่งวาระสุดท้าย๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ (สตฺตฏฺฐานกุสโล) ผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ (ติวิธูปปริกฺขี) เราเรียกว่า ภิกษุผู้เกพลี๒ อยู่จบกิจแห่งพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ ในธรรมวินัยนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ?
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ อุปายวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๖/๑๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. เกพลี ในลักษณะอย่างนี้ หมายถึงพระอรหันต์ ผู้ถึงซึ่งนิพพาน ซึ่งเป็นความสิ้นเชิงแห่งสิ่งทั้งปวง ในแง่ของความดับสิ้นแห่งความทุกข์ กล่าวคือการถึงอมตภาวะ อันไม่มีการแบ่งแยก.- ผู้แปล.
หน้า 338 T 4.6.33.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งรูป ; ...ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป; ...ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป; ... ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป;... ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งรูป; ... ซึ่งอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) แห่งรูป; ... ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น) จากรูป (รวม ๗ ประการ).
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ได้ตรัสด้วยข้อความอย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับข้อความที่กล่าวในกรณีแห่งรูป ผิดกันแต่ชื่อแห่งขันธ์ ทีละขันธ์ ๆ เท่านั้น.)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็รูปเป็นอย่างไรเล่า ? มหาภูตรูปทั้งหลาย ๔ อย่างด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย ๔ อย่าง ด้วย: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่ารูป ; การเกิดขึ้นแห่งรูป ย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งอาหาร; ความดับไม่เหลือแห่งรูป ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอาหาร; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยรูปเกิดขึ้น : นี้ เป็นอัสสาทะแห่งรูป ; รูปใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา : นี้ เป็นอาทีนวะแห่งรูป; การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ กล่าวคือ การละเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป, อันใด; นี้ เป็นนิสสรณะเครื่องออกจากรูป (รวมเป็นสิ่งที่ต้องรู้ ๗ อย่าง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือ พราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งรูป ว่า อย่างนี้คือรูป; ...อย่างนี้คือเหตุให้เกิด ขึ้นแห่งรูป;...อย่างนี้คือความดับไม่เหลือแห่งรูป; ...อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป; ...อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งรูป; ... อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งรูป; ... อย่างนี้คือนิสสรณะเครื่องออกจากรูป; ดังนี้แล้วเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย (นิพฺพิทา) เพื่อความสำรอก (วิราค) เพื่อความดับไม่เหลือ (นิโรธ) แห่งรูป; สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ปฎิบัติดีแล้ว;
หน้า 339 T 4.6.33.2
บุคคลเหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว. บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งรูปว่า อย่างนี้คือรูป; ...อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป; ...อย่างนี้คือความดับ ไม่เหลือแห่งรูป; ...อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป; ...อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งรูป; ...อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งรูป; ...อย่างนี้คือนิสสรณะเครื่องออกจากรูป; ดังนี้แล้ว เป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความสำรอก เพราะความดับไม่เหลือ เพราะความไม่ยึดมั่น ซึ่งรูป; สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้พ้นวิเศษ แล้วด้วยดี (สุวิมุตฺตา); บุคคลเหล่าใดเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วด้วยดี บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าเป็นเกพลี-ผู้จบกิจอันบุคคลพึงกระทำ; บุคคลเหล่าใด จบกิจอันบุคคลพึงกระทำ วัฏฏะย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติแก่บุคคลเหล่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนา (เวทนากายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ เวทนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัสเวทนาอันเกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่ชิวหาสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่กายสัมผัส เวทนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า เวทนา; การเกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งผัสสะ; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่
หน้า 340 T 4.6.33.2
สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยเวทนาเกิดขึ้น : นี้เป็นอัสสาทะ แห่งเวทนา; ...ฯลฯ...ฯลฯ...(ข้อความต่อไปนี้ มีการตรัสเหมือนกับที่ตรัสแล้วในกรณีแห่งรูปทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อว่าเวทนาแทนคำว่ารูป ดังนี้เรื่อยไป จนกระทั่งถึง) ...วัฏฏะ ย่อมไม่มีเพื่อการบัญญัติแก่บุคคลเหล่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สัญญาเป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งสัญญา (สญฺญากายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ สัญญาในรูป สัญญาในเสียง สัญญาในกลิ่น สัญญาในรส สัญญาในโผฏฐัพพะ สัญญาในธัมมารมณ์; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เราเรียกว่าสัญญา; การเกิดขึ้นแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งผัสสะ; ความดับไม่เหลือแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสัญญา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยสัญญาเกิดขึ้น : นี้เป็นอัสสาทะแห่งสัญญา; ...ฯลฯ...ฯลฯ... วัฏฏะ ย่อมไม่มีเพื่อการบัญญัติแก่บุคคลเหล่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเจตนา (เจตนากายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ ความคิดนึกในรูปความคิดนึกในเสียง ความคิดนึกในกลิ่น ความคิดนึกในรส ความคิดนึกในโผฏฐัพพะความคิดนึกในธัมมารมณ์ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เราเรียกว่า สังขารทั้งหลาย การเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งผัสสะ; ความดับไม่เหลือแห่งสังขารย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้
หน้า 341 T 4.6.33.2
คือ ความเห็น ชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ; สุข โสมนัสใด ๆ อาศัยสังขารทั้งหลายเกิดขึ้น : นี้ เป็นอัสสาทะแห่งสังขารทั้งหลาย;...ฯลฯ...ฯลฯ...วัฏฏะ ย่อมไม่มี เพื่อการบัญญัติ แก่บุคคลเหล่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณ (วิญญาณกายา) ทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย วิญญาณทางใจ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เราเรียกว่า วิญญาณ; การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะการเกิดขึ้นแห่งนามรูป; ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ; สุข โสมนัส ใด ๆ อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น : นี้เป็นอัสสาทะแห่งวิญญาณ; วิญญาณใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา : นี้เป็นอาทีนวะแห่งวิญญาณ; การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ กล่าวคือ การละเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจ ในวิญญาณ, อันใด; นี้เป็นนิสสรณะเครื่องออกจากวิญญาณ (รวมเป็นสิ่งที่ต้องรู้ ๗ อย่าง). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งวิญญาณว่าอย่างนี้คือวิญญาณ; ...อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คือความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คือนิสสรณะเครื่องออกจากวิญญาณ; ดังนี้แล้วเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย (นิพฺพิทา)
หน้า 342 T 4.6.35
เพื่อความสำรอก (วิราค) เพื่อความดับไม่เหลือ (นิโรธ) แห่งวิญญาณ; สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ ปฏิบัติดีแล้ว, บุคคลเหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว, บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า หยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งวิญญาณ ว่า อย่างนี้คือวิญญาณ; ...อย่างนี้คือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คือความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คือข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คืออัสสาทะแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คืออาทีนวะแห่งวิญญาณ; ...อย่างนี้คือนิสสรณะเครื่องออกจากวิญญาณ; ดังนี้แล้ว เป็นผู้ พ้นวิเศษแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความสำรอก เพราะความดับไม่เหลือ เพราะความไม่ยึดมั่น ซึ่งวิญญาณ; สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วด้วยดี(สุวิมุตฺตา); บุคคลเหล่าใด เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วด้วยดี บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่าเป็น เกพลี-ผู้จบกิจอันบุคคลพึงกระทำ; บุคคลเหล่าใดจบกิจอันบุคคลพึงกระทำ วัฏฏะย่อมไม่มี เพื่อจะบัญญัติ แก่บุคคลเหล่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภิกษุเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความเป็นธาตุ, ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความเป็นอายตนะ, ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยความเป็น ปฏิจจสมุปบาท. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ เป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่า ภิกษุผู้เกพลี อยู่จบกิจแห่งพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ ในธรรมวินัยนี้, ดังนี้ แล.
หน้า 343 T 4.6.35
อนุสัยไม่อาจจะเกิด
เมื่อรู้เท่าทันเวทนา ในปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา+รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา อันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่, อนุสัยคือราคะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ระทมใจ ย่อมไม่คร่ำครวญ ย่อมไม่ตีอกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่, อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย, อนุสัยคืออวิชชา ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
________________________________
๑. ฉฉักกสูตร อุปริ. ม.๑๔/๕๑๘/๘๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 344 T 4.6.35
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาเสียได้แล้ว; บรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว; ถอนอวิชชานุสัยอันเกิดจากอทุกขสุขเวทนาเสียได้แล้ว; เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้ว และทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้แล้ว เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เพราะอาศัยหูด้วย เสียงทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๓) เพราะอาศัยจมูกด้วย กลิ่นทั้งหลายด้วย จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก + กลิ่น +ฆานวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน)นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๔) เพราะอาศัยลิ้นด้วย รสทั้งหลายด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ...ฯลฯ... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน)นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๕) เพราะอาศัยกายด้วย โผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (กาย + โผฏฐัพพะ +
หน้า 345 T 4.6.35
กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ...ฯลฯ... จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๖) เพราะอาศัยใจด้วย ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วยจึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนาอันเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง.
บุคคลนั้น เมื่อสุขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่, อนุสัยคือราคะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ เขาย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่ระทมใจ ย่อมไม่คร่ำครวญ ย่อมไม่ตีอกร่ำไห้ ย่อมไม่ถึงความหลงใหลอยู่, อนุสัยคือปฏิฆะ ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น;
เมื่อเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขถูกต้องอยู่ เขาย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดเวทนานั้นด้วย ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนานั้นด้วย ซึ่งอัสสาทะ (รสอร่อย) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งอาทีนวะ (โทษ) ของเวทนานั้นด้วย ซึ่งนิสสรณะ (อุบายเครื่องออกพ้นไป) ของเวทนานั้นด้วย, อนุสัยคืออวิชชา ย่อมไม่ตามนอน (ไม่เพิ่มความเคยชินให้) แก่บุคคลนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลนั้นหนอ ละราคานุสัยอันเกิดจากสุขเวทนาเสียได้แล้ว; บรรเทาปฏิฆานุสัยอันเกิดจากทุกขเวทนาเสียได้แล้ว; ถอนอวิชชา
หน้า 346 T 4.6.36
นุสัยอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนาเสียได้แล้ว; เมื่อละอวิชชาเสียได้แล้ว และทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้แล้ว เขาจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) นี้ได้ นั้น; ข้อนี้ เป็นฐานะที่จักมีได้, ดังนี้.
ปฎิจจสมุปบาทสลายตัว
เมื่อรู้แจ้งธรรมห้า อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงธรรมแก่พวกเธอทั้งหลาย เพื่อความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ธรรมเป็นไปเพื่อความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งตาด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในตา ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความ คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า “อุปาทาน๑ เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น (วิโมกฺข)” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ อวิชชาวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๓๙/๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.
หน้า 347 T 4.6.36
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งหูด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโสตสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า “อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งจมูกด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในฆานสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า “อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้วเพื่อความหลุดพ้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งลิ้นด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส
________________________________
๑. ตา รูป จักขุวิญญาณ ผัสสะ เวทนา รวม ๕ อย่างนี้ คือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของอุปาทาน เมื่อรู้จักสิ่งเหล่านี้จนถึงกับเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จากสิ่งเหล่านี้ และหลุดพ้นแล้ว เรียกว่ารอบรู้ในเรื่องอันเกี่ยวกับอุปทานทั้งปวง ซึ่งตามปกติหมายถึง กามุปาทาน,ทิฏฐุปาทาน,สีลัพพัตตุปาทาน,อัตตวาทุปาทาน.
หน้า 348 T 4.6.36
ทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหาวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหาสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า “อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ +กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในโผฏฐัพพะทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกายวิญญาณ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกายสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า “อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยซึ่งใจด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ +มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธัมมารมณ์ทั้งหลาย ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนวิญญาณ ๑, ย่อม
หน้า 349 T 4.6.36.1
เบื่อหน่าย แม้ในมโนสัมผัส ๑, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ๑, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า “อุปาทาน เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว เพื่อความหลุดพ้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้แล. เป็นไปเพื่อความรอบรู้ซึ่งอุปาทานทั้งปวง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง คือสูตรถัดไป (สูตรที่ ๙ อวิชชาวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๔๐/๖๔) มีข้อความอย่างเดียวกับสูตรที่กล่าวแล้วนี้ ทุกตัวอักษร ผิดกันแต่คำพูดเพียงสองคำ คือแทนที่จะตรัสว่า “เพื่อความรอบรู้ซึ่งอุปาทาน ทั้งปวง” และ “เป็นสิ่งที่เรารอบรู้แล้ว” เหมือนสูตรที่แล้วมา แต่ได้ตรัสว่า “เพื่อการครอบงำ ซึ่งอุปาทานทั้งปวง” และ “เป็นสิ่งที่เราครอบงำแล้ว” เท่านั้นเอง. ใจความแห่งสูตรทั้งสองนี้ แสดงว่า เมื่อใดมีความรู้สึกอยู่ว่า ธรรมทั้งห้า มีเวทนาเป็นที่สุดนี้ เป็นเพียงอิทัปปัจจยตา ของปฏิจจสมุปปันนธรรม กล่าวคือ อาศัยกันเกิดขึ้น ดังที่กล่าวไว้ชัดในสูตรนั้น ๆ แล้วเมื่อนั้นปฏิจจสมุปบาทย่อมสลายตัว ในขณะแห่งเวทนานั้น หรือไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย มาตั้งแต่แรก ดังนี้.
ญาณวัตถุ ๔๔ ในปฏิจจสมุปบาท
เพื่อความเป็นโสดาบัน๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งญาณวัตถุ๒ ๔๔ อย่าง แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังข้อความนั้น, จงกระทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ ๑๖/๖๗/๑๑๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. ญาณวัตถุ แปลว่า สิ่งซึ่งเป็นที่กำหนดพิจารณาของญาณ ญาณกำหนดพิจารณาสิ่งใด สิ่งนั้น เรียกว่าญาณวัตถุ เฉพาะในกรณีนี้ หมายถึงอาการ ๔ อย่าง ๆ ของปฏิจจสมุปบาทแต่ละอาการ ซึ่งมีอยู่ ๑๑ อาการ;ดังนั้น จึงเรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔.
หน้า 350 T 4.6.36.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ญาณวัตถุ ๔๔ อย่างคือ:-
(หมวด ๑) ๑. ญาณ คือความรู้ในชรามรณะ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
(หมวด ๒) ๑. ญาณ คือความรู้ ในชาติ; ๒. ญาณคือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ; ๓.ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งชาติ; ๔. ญาณคือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
(หมวด ๓) ๑. ญาณ คือความรู้ ในภพ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งภพ; ๔. ญาณ คือความรู้ในข้อปฏิบัติเครื่องสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
(หมวด ๔) ๑. ญาณ คือความรู้ ในอุปาทาน; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
(หมวด ๕) ๑. ญาณ คือความรู้ในตัณหา; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; ๔. ญาณ คือความรู้ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
หน้า 351 T 4.6.37
(หมวด ๖) ๑. ญาณ คือความรู้ ในเวทนา; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
(หมวด ๗) ๑. ญาณ คือความรู้ ในผัสสะ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุ ให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสะ;
(หมวด ๘) ๑. ญาณ คือความรู้ ในสฬายตนะ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
(หมวด ๙) ๑. ญาณ คือความรู้ ในนามรูป; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
(หมวด ๑๐) ๑. ญาณ คือความรู้ ในวิญญาณ; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
(หมวด ๑๑) ๑. ญาณ คือความรู้ ในสังขารทั้งหลาย; ๒. ญาณ คือความรู้ ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร; ๓. ญาณ คือความรู้ ในความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; ๔. ญาณ คือความรู้ ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
หน้า 352 T 4.6.37
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เรียกว่า ญาณวัตถุ ๔๔ อย่าง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้เรียกว่าชรา . การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์ คือชีวิต จากสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้เรียกว่า มรณะ . ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ชรามรณะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ; ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึง ซึ่งชรามรณะว่าเป็นอย่างนี้ ๆ , มารู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ , มารู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ในกาลใด ; ในกาลนั้น ความรู้นี้ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในธรรม (ธมฺมญาณ ). ด้วยธรรมนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้ว หยั่งลงแล้ว และเป็นธรรมอันใช้ได้ไม่จำกัดกาล, อริยสาวกนั้น ย่อม นำความรู้นั้นไปสู่นัยะอันเป็นอดีตและอนาคต (ต่อไปอีก) ว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งชรามรณะ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้. ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งชรามรณะ,
หน้า 353 T 4.6.37
ได้จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ก็ตาม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็รู้จักอย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้” ดังนี้. ความรู้นี้ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในการรู้ตาม (อนฺวยญาณ).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ญาณทั้งสอง คือธัมมญาณและอัน๎วยญาณ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ผ่องใส ในกาลใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้นว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ได้เห็นอยู่ซึ่งพระสัทธรรมนี้”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ”, ดังนี้บ้าง, ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย เหล่านั้น ๆ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะ
หน้า 354 T 4.6.37
ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ; ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งภพ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกย่อมมารู้ทั่วถึง ซึ่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ในกาลใด; ในกาลนั้น ความรู้นี้ ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่าญาณในธรรม (ธมฺมญาณ) ด้วยธรรมนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้วหยั่งลงแล้ว และเป็นธรรมอันใช้ได้ไม่จำกัดกาล, อริยสาวกนั้น ย่อมนำความรู้นั้นไปสู่นัยะอันเป็นอดีตและอนาคต (ต่อไปอีก) ว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งชาติ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้. ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งชาติ, จักรู้อย่างยิ่งซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, จักรู้อย่างยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ ก็ตาม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่านก็จักรู้อย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้” ดังนี้.ความรู้นี้ ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในการรู้ตาม (อนฺวยญาณ).
หน้า 355 T 4.6.37
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ญาณทั้งสอง คือธัมมญาณและอัน๎วยญาณ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ผ่องใส ในกาลใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้นว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ได้เห็นพระสัทธรรมนี้”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ”, ดังนี้บ้าง, ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ...ฯลฯ...
(ข้อความนี้ที่ละไว้ด้วย...ฯลฯ...ดังข้างบนนี้ มีข้อความเต็มดังในข้ออันว่าด้วย ชรามรณะและชาติ ข้างต้นทุกประการ ต่างกันแต่ชื่อหัวข้อธรรม).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย สามอย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร
หน้า 356 T 4.6.37
ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึง ซึ่งสังขารทั้งหลาย ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, มารู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ, ในกาลใด; ในกาลนั้น ความรู้นี้ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในธรรม (ธมฺมญาณ). ด้วยธรรมนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นแล้ว รู้แล้ว บรรลุแล้ว หยั่งลงแล้ว และเป็นธรรมอันใช้ได้ไม่จำกัดกาล, อริยสาวกนั้น ย่อมนำความรู้นั้นไปสู่นัยะอันเป็นอดีตและอนาคต (ต่อไปอีก) ว่า “สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งสังขารทั้งหลาย, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็ได้รู้อย่างยิ่งแล้ว เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้. ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งสังขารทั้งหลาย, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, จักรู้อย่างยิ่ง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ก็ตาม; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกท่าน ก็จักรู้อย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่เราเองได้รู้อย่างยิ่งแล้วในบัดนี้” ดังนี้. ความรู้นี้ของอริยสาวกนั้น ชื่อว่า ญาณในการรู้ตาม (อนฺวยญาณ).
หน้า 357 T 4.6.38
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ญาณทั้งสอง คือธัมมญาณและอัน๎วยญาณ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ผ่องใส ในกาลใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้น ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว”, ดังนี้บ้าง: ว่า “ได้เห็นพระสัทธรรมนี้”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส”, ดังนี้บ้าง; ว่า “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ” ดังนี้บ้าง, ดังนี้แล.
ญาณวัตถุ ๗๗ ในปฏิจจสมุปบาท
เพื่อความเป็นโสดาบัน๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดง ซึ่งญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส ถ้อยคำเหล่านี้ว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ? ญาณ วัตถุ ๗๗ อย่างนั้นคือ :-
(หมวด ๑) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี; ๓.ญาณ คือความรู้ว่า
_______________________________
๑. สูตรที่ ๔ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๑/๑๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 358 T 4.6.38
แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ๑ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๒) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่าแม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อภพไม่มี ชาติย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๓) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; ๔. ญาณ คือความรู้ ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; ๖. ญาณ
________________________________
๑. ธัมมัฎฐิติญาณ ในกรณีนี้ คือ ญาณเป็นไปตามหลักของปฏิจจสมุปบาท เป็นกรณี ๆ ไป เช่นในกรณีแห่งชาติดังที่กล่าวนี้เป็นต้น.
หน้า 359 T 4.6.38
คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่ออุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี; ๗. ญาณคือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไปดับไปเป็นธรรมดา;
(หมวด ๔) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีตัณ๖หาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี; ๓.ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; ๔. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี; ๕. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๕) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; ๔. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี; ๕. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๖) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้
หน้า 360 T 4.6.38
ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไปจาง ไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๗) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; ๔. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี; ๕. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้น ไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๘) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี; ๓. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อนามรูป ไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี; ๗.ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มี ความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
หน้า 361 T 4.6.38
(หมวด ๙) ๑.ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี; ๓. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อวิญญาณไม่มีนามรูปย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๑๐) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี; ๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา;
(หมวด ๑๑) ๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; ๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายย่อมไม่มี; ๓. ญาณคือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; ๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายย่อมไม่มี; ๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะ
หน้า 362 T 4.6.39
มีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; ๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายย่อมไม่มี; ๗. ญาณ คือ
ความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณ ในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไปเป็นธรรมดา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้ เรียกว่า ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง, ดังนี้ แล.
การรู้ปฏิจจสมุปบาท
ไม่เกี่ยวกับการบรรลุอภิญญาเลยก็ได้๑
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่เวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ มีประชาชนเคารพ นับถือ บูชา สมบูรณ์ด้วยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะคิลานเภสัช. ส่วนพวกปริพพาชกผู้เป็นอัญญเดียรถีย์อื่น ไม่มีประชาชนเคารพนับถือบูชา. ปริพพาชก ผู้หนึ่งชื่อสุสิมะ ได้รับคำแนะนำจากศิษย์ให้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเรียนธรรมมาสอนประชาชน โดยหวังจะให้พวกตนมีประชาชนเคารพนับถือและสมบูรณ์ด้วยลาภสักการะบ้าง. สุสิมปริพพาชกนั้น จึงเข้าไปขอบวชกะพระอานนท์ พระอานนท์ได้พาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ทรงรับสั่งให้บวชให้แล้ว. สมัยนั้นภิกษุจำนวนมาก พากันพยากรณ์อรหัตตผลในสำนักพระพุทธเจ้า. พระสุสิมะได้ยินข่าว จึงเข้าไปถามพวกภิกษุเหล่านั้นถึงเรื่องการพยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์, เมื่อภิกษุเหล่านั้นรับแล้ว จึงได้ถามภิกษุเหล่านั้นต่อไปถึงการบรรลุอภิญญาต่าง ๆ คือ อิทธิวิธี, ทิพพโสต, เจโตปริยญาณ, ปุพเพนิวาสานุสสติ, ทิพพจักขุ และอารุปปวิโมกข์; เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ไม่ต้องบรรลุอภิญญาเหล่านี้ด้วย ก็บรรลุความเป็นพระอรหันต์ได้ ด้วยปัญญาวิมุตติ; พระสุสิมะจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลเล่าเรื่องที่ตนสนทนากับภิกษุทั้งหลายให้ทรงสดับ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า:-
“ดูก่อนสุสิมะ ! ธัมมัฏฐิติญาณ เป็นสิ่งที่เกิดก่อน, ญาณในนิพพาน เป็นสิ่งที่เกิดภายหลัง”.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ มหาวรรค อภิสมยสังยุต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๑/๒๙๐ - ๓๐๔.
หน้า 363 T 4.6.39
พระสุสิมะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ยังไม่รู้อย่างทั่วถึงซึ่งเนื้อความแห่งภาษิต ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสขอพระผู้มีพระภาคจงตรัสซึ่งเนื้อความนั้น โดยประการที่ ข้าพระองค์จะพึงรู้อย่างทั่วถึง ซึ่งเนื้อความแห่งภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้เถิด พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เธอจะรู้อย่างทั่วถึงหรือไม่ก็ตาม ธัมมัฏฐิติญาณก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดก่อน และญาณในนิพพานเป็นสิ่งที่เกิดภายหลัง อยู่นั่นเอง. ดูก่อนสุสิมะ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”
ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง, สิ่งนั้น เป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ? “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”
ก็สิ่งใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรแลหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่น เป็นของเรา, นั่น เป็นเรา, นั่น เป็นตัวตนของเรา”.
“ข้อนั้น ไม่สมควรเห็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า !”
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ ก็มีการถามและตอบอย่างเดียวกัน).
ดูก่อนสุสิมะ ! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้ รูปชนิดใดชนิดหนึ่งมีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีอยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม; รูปทั้งหมดนั้น อันเธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ดังนี้.
หน้า 364 T 4.6.39
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ ก็ได้ตรัสทำนองเดียวกันกับกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันเพียงชื่อเท่านั้น.)
ดูก่อนสุสิมะ ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสังขารทั้งหลาย, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
ดูก่อนสุสิมะ ! เธอเห็นว่า “เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้ใช่ไหม ? “อย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เธอเห็นว่า “เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้ใช่ไหม ? “อย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
(ในกรณีแห่งอาการต่อ ๆ ไป ก็ได้ตรัสถามเช่นเดียวกันนี้ จนตลอดปฏิจจสมุปบาท, ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร; ล้วนแต่ได้รับคำตอบว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า !” จนตลอดทั้งยี่สิบสอง).
ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธีมีประการต่าง ๆ เหล่านี้บ้างหรือ คือผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง, ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิ
หน้า 365 T 4.6.39
คู้บัลลังก์, ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพมากอย่างนี้ได้ ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้ ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ เกินกว่าโสตของมนุษย์บ้างหรือ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นได้ด้วยใจว่า “จิตของเขามีราคะ หรือว่าไม่มีราคะ; ...ฯลฯ... จิตพ้นวิเศษ หรือไม่พ้นวิเศษ”, ดังนี้ บ้างหรือ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่ในภพก่อน มีอย่างต่าง ๆ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ...ฯลฯ... คือระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่ในภพก่อนมีอย่างต่าง ๆ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ บ้างหรือ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อม เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติอยู่...ฯลฯ...ซึ่งกำลังเป็นไปตามกรรม ด้วยจักษุอันเป็นทิพย์อันบริสุทธิ์ เกินกว่าจักษุของมนุษย์ บ้างหรือ ?
หน้า 366 T 4.6.39
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอย่อม ถูกต้องด้วยนามกาย ซึ่งอารุปปวิโมกข์ อันสงบ อันก้าวล่วงซึ่งรูปทั้งหลายเสียได้ บ้างหรือ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! คราวนี้, คำพูดอย่างโน้นของเธอกับการที่ (เธอกล่าวบัดนี้ว่า) ไม่ต้องมีการบรรลุถึงอภิญญาธรรมทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้, ในกรณีนี้ นี้เรา จะว่าอย่างไรกัน.
ลำดับนั้นเอง ท่านสุสิมะหมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กล่าวถ้อยคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า : “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! โทษได้ท่วมทับข้าพระองค์แล้ว ตามที่เป็นคนพาลอย่างไร ตามที่เป็นคนหลงอย่างไร ตามที่มีความคิดเป็นอกุศลอย่างไร คือข้อที่ข้าพระองค์บวชแล้วเพื่อขโมยธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสดีแล้วอย่างนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับซึ่งโทษโดยความเป็นโทษของข้าพระองค์ เพื่อความสำรวมระวังต่อไปเถิด พระเจ้าข้า !”
เอาละ สุสิมะ ! โทษได้ท่วมทับเธอ ผู้เป็นคนพาลอย่างไร ผู้เป็นคนหลงอย่างไร ผู้มีความคิดเป็นอกุศลอย่างไร คือข้อที่เธอบวชแล้วเพื่อขโมยธรรมในธรรมวินัย ที่ตถาคตกล่าวดีแล้วอย่างนี้. ดูก่อนสุสิมะ! เปรียบเหมือนราชบุรุษจับโจรผู้ประพฤติผิดมาแสดงแก่พระราชาแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่เทวะ ! โจรนี้ประพฤติผิดแด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงลงอาชญาแก่โจรนี้ ตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด” ดังนี้. พระราชาทรงรับสั่งกะราชบุรุษเหล่านั้นดังนี้ว่า “ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ! ท่านทั้งหลาย จงไป จงมัดบุรุษนี้ให้มีแขนในเบื้องหลัง ให้มีการผูกมัดที่แน่นหนาด้วยเชือก อันเหนียว แล้วโกนศีรษะเสีย
หน้า 367 T 4.6.39
พาเที่ยวตระเวนตามถนนต่าง ๆ ตามทางแยกต่าง ๆ ด้วยกลองปณวะเสียงแข็ง พาออกทางประตูด้านทักษิณ แล้วจงตัดศีรษะเสียทางด้านทักษิณของนคร”. ราชบุรุษมัดโจรนั้นกระทำตามที่พระราชาได้รับสั่งแล้วอย่างไร. ดูก่อนสุสิมะ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? บุรุษนั้นต้องเสวยทุกขโทมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ไหนหนอ ? “อย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนสุสิมะ ! บุรุษนั้นต้องเสวยทุกขโทมนัสเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ เพียงใด, แต่การบวชของเธอเพื่อขโมยธรรม ในธรรมวินัยที่ตถาคตกล่าวดีแล้วอย่างนี้ : นี้ยังมีวิบากเป็นทุกข์ยิ่งกว่า มีวิบากเผ็ดร้อนยิ่งกว่า; แล้วยังแถมเป็นไปเพื่อวินิบาต (ความฉิบหาย) อีกด้วย. ดูก่อนสุสิมะ ! แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม, เราจึงรับโทษนั้นของเธอ. ผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป; ข้อนี้เป็นความเจริญในอริยวินัยของผู้นั้น, ดังนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนเรา๑
(ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถึงการที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก; ได้ทรงแสดงธรรม ประกาศพรหมจรรย์ งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย; คหบดีหรือคหบดีบุตรเป็นต้น ได้ฟังธรรมแล้ว; เกิดสัทธา พิจารณาเห็นว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี,บรรพชาเป็นโอกาสว่าง จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ในเพศฆราวาสนั้น ยากเกินไป; จึงละฆราวาสวิสัยออกบวช แล้วกระทำเต็มที่ในศีล อันเป็นสิกขาสาชีพของภิกษุ; เป็นผู้สันโดษ มีความประพฤติเบาพร้อม
________________________________
๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๙๔/๔๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 368 T 4.6.39
เหมือนนกมีภาระแต่ปีกสำหรับบินไป; สำรวมอินทรีย์ทั้งหก ในลักษณะที่อภิชฌาและโทมนัสไม่เกิดขึ้นครอบงำจิต; มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ในทุกอิริยาบถ; เสพเสนาสนะอันสงัด บำเพ็ญความเพียรในอธิจิต; กำจัดนิวรณ์ทั้งห้าเสียได้แล้ว บรรลุรูปฌานในอันดับที่สี่ อยู่เป็นปรกติ; แล้วกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญา วิมุตติ; ถึงความดับซึ่งกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทอันเป็นรอบสุดท้าย ในชีวิตแห่งตนได้ตามข้อความที่กล่าวไว้ ในตอนต่อไปข้างล่างนี้:-)
(๑) ภิกษุนั้น เห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรูป อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ย่อมไม่ขัดเคืองในรูป อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง; เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตหาประมาณมิได้ ด้วย; ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือ แห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ด้วย.
ภิกษุนั้น เป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้ายอย่างนี้แล้วเสวยเวทนาใด ๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ.
เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ในเวทนานั้น ๆ; นันทิ (ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
(๒) ภิกษุนั้น ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในเสียง อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก, ...ฯลฯ๑ ... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 369 T 4.6.39
(๓) ภิกษุนั้น รู้สึกกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ...ฯลฯ... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(๔) ภิกษุนั้น ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรส อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ...ฯลฯ... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป …ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(๕) ภิกษุนั้น ถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในสัมผัสทางผิวหนัง อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ...ฯลฯ... นันทิ ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมดับไป ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(๖) ภิกษุนั้น รู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีใน ธัมมารมณ์ อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก; ย่อมไม่ขัดเคืองในธัมมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง; เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกายอันตนเข้าไปตั้ง
________________________________
๑. การละเปยยาล ...ฯลฯ... เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อที่(๒)นี้ ซ้ำกันเป็นส่วนมากกับในข้อที่(๑)จะพิมพ์เต็มตามข้อที่(๑) ก็เป็นการเสียเวลาอ่านและรกตา กำหนดหัวข้อยาก จึงได้ละไว้ด้วยเปยยาลสำหรับคำที่ซ้ำกัน คงไว้แต่ข้อความที่ไม่ซ้ำกัน และข้อความเชื่อมสัมพันธ์กัน พอให้เป็นเครื่องสังเกตได้เท่านั้น; ข้อถัดไปก็ทำอย่างนี้ จนกระทั่งข้อสุดท้าย จึงจะพิมพ์ไว้เต็มเหมือนข้อที่(๑) อีกครั้งหนึ่ง.
หน้า 370 T 4.6.39
ไว้แล้ว มีจิตหาประมาณมิได้ ด้วย; ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ด้วย.
ภิกษุนั้น เป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดีและความยินร้าย อย่างนี้แล้ว เสวยเวทนาใด ๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม ย่อมไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ.
เมื่อภิกษุนั้น ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้น ๆ ; นันทิ (ความกำหนัดยินดีเพราะได้ตามใจอยาก) ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตในข้อที่ว่า ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์จบโดยแท้จริงนั้น คือผู้ที่หยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เสียได้เป็นครั้งสุดท้าย หรือรอบสุดท้าย; ต่อจากนั้นจะรับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชนิดใดอีกก็ตาม ย่อมไม่มีทาง ที่จะเกิดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท เช่นนั้นอีกได้. ขอให้พิจารณาดูลักษณะอาการและเหตุผลต่าง ๆ ที่แสดงอยู่ในข้อความเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่ว่า “ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ มีได้ด้วยอาการอย่างนี้” นี้นั้น มิได้หมายความว่าผู้นั้นจะต้องตาย (อย่างเข้าโลง)ไปเสียก่อน จึงจะดับทุกข์ได้, การดับของนันทิ ในเวทนาทั้งหลายนั้น ดับกันที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยอำนาจเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ, ซึ่งดับอวิชชาที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยเหมือนกัน, ปฏิจจสมุปบาทรอบสุดท้ายของคนมีได้ด้วยอาการอย่างนี้, ทั้ง ๆ ที่ในตอนต้น ๆ แห่งชีวิต ของเขานั้น เต็มไปด้วยปฏิจจสมุปบาท นับสาย หรือนับรอบไม่ถ้วน. ศึกษากันให้ชัดเจน ในข้อเท็จจริงอันนี้ ก็จะได้รับประโยชน์จากความรู้เรื่องนี้ โดยสมบูรณ์ และไม่เหลือวิสัย.
หมวดที่หก จบ
---------------
หน้า 371 T 4.7
หมวด ๗
ว่าด้วย โทษของการไม่รู้ และอานิสงส์
ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท
หน้า 373 T 4.7
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ..)
หน้า 374 T 4.7
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๗
ว่าด้วย โทษของการไม่รู้และอานิสงส์
ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท
(มี ๓๐ เรื่อง)
มีเรื่อง : จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม เพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท - - ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจสี่ย่อมไม่สามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม - - สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ยึดถือกายเป็นตัวตนยังดีกว่ายึดถือจิตเป็นตัวตน - - ทิฏฐิและการหยั่งลงแห่งทิฏฐิ เนื่องมาจากการยึดซึ่งขันธ์ทั้งห้า - -ไม่ควบคุมรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาท จึงเกิดทุกข์ - - คนพาลกับบัณฑิตต่างกันโดยหลักปฏิจจสมุปบาท - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้ หรือไม่รู้ชรามรณะโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ชาติ โดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ภพโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือ ไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้อุปาทานโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับ การรู้หรือไม่รู้ตัณหาโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้เวทนา โดยนัยสี่- - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ ผัสสะโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ สฬายตนะโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้นามรูปโดยนัยสี่ - - เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้วิญญาณโดยนัยสี่ - - ป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้สังขารโดยนัยสี่ - - ควบคุมรากฐาน แห่งปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดสุข - - ปฏิจจสมุปบาทอาการหนึ่งถ้าเห็นแล้วทำให้หยุดความมั่นหมาย ในสิ่งทั้งปวง - - พอรู้ปฏิจจสมุปบาทก็หายตาบอดอย่างกระทันหัน - - เพราะรู้ปฏิจจสมุปบาทจึงหมดความสงสัยเรื่องตัวตนทั้ง ๓ กาล - - การรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาททำให้หมดปัญหาเกี่ยวกับขันธ์ในอดีตและในอนาคต - - ผลอานิสงส์พิเศษ ๘ ประการของการเห็นปฏิจจสมุปบาท - - ผู้รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจสี่ย่อมสามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม - - อานิสงส์ของการถึงพร้อมด้วยทัสสนทิฏฐิ - - ผู้เสร็จกิจในปฏิจจสมุปบาทชื่อว่าผู้บรรลุนิพพาน ในปัจจุบัน - - อานิสงส์สูงสุด (อนุปาทิเสสนิพพาน) ของการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทอย่างถูกวิธี -- อุปะปริกขีในปฏิจจสมุปบาทเป็นอุดมบุรุษ -- บัณฑิตคือผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท.
หน้า 375 T 4.7.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๗
ว่าด้วย โทษของการไม่รู้และอานิสงส์
ของการรู้ปฏิจจสมุปบาท
_________________
จิตสัตว์ยุ่งเป็นปม
เพราะไม่เห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท๑
พระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้วพระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ เขาร่ำลือกันว่าเป็นธรรมลึกด้วย ดูท่าทางราวกะว่าเป็นธรรมลึกด้วย แต่ปรากฎแก่ข้าพระองค์เหมือนกับเป็นธรรมตื้น ๆ”
ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ดูก่อนอานนท์ ! อย่ากล่าวอย่างนั้น. ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งด้วย มีลักษณะเป็นธรรมลึกซึ้งด้วย. ดูก่อน
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑๑/๒๒๕, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม.
หน้า 376 T 4.7.1
อานนท์ ! เพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ตามลำดับ เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมคือ ปฏิจจสมุปบาทนี้ (จิตของ) หมู่สัตว์นี้ จึงเป็นเหมือนกลุ่มด้ายยุ่ง ยุ่งเหยิงเหมือนความยุ่งของกลุ่มด้ายที่หนาแน่นไปด้วยปม พันกันยุ่งเหมือนเซิงหญ้ามุญชะและหญ้าปัพพชะอย่างนี้; ย่อมไม่ล่วงพ้นซึ่งสงสาร ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต ไปได้.
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารัก น่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน๑อยู่ ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีรากดิ่งลงไปเบื้องล่างด้วยมีรากแผ่ไปรอบ ๆ ด้วย; รากทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนแต่ดูดสิ่งโอชะขึ้นไปเบื้องบน. ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีอาหารอย่างนั้น มีเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างนั้น พึงตั้งอยู่ได้ ตลอดกาลยาวนาน, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอัสสาทะ (น่ารักน่ายินดี) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญอย่างทั่วถึง ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส
________________________________
๑. ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน หรืออุปาทานิยธรรม ได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ(ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๐๒/๓๐๙); ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ (สฬา.สํ. ๑๘/๑๑๐/๑๖๐); รูป,เสียง,กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ, ธัมมารมณ์ (สฬา.สํ. ๑๘/๑๓๖/๑๙๐).
หน้า 377 T 4.7.1
ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
(ปฏิปักขนัยฝ่ายตรงกันข้าม)
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม)ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ. เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น: ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้ว บุรุษนั้น พึงตัดต้นไม้นั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว พึงขุดเซาะ ครั้นขุดเซาะแล้ว พึงรื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลายแม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้นตัดต้นไม้นั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า; ครั้นผ่าแล้ว พึงกระทำให้เป็นซีก ๆ ; ครั้นกระทำให้เป็นซีก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว ย่อมเผาด้วยไฟ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำให้เป็นขี้เถ้า; ครั้นกระทำเป็นขี้เถ้าแล้ว ย่อมโปรยไปตามลม อันพัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว. ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยการกระทำอย่างนี้แล ต้นไม้ใหญ่นั้น ก็จะพึงเป็นต้นไม้มีรากอันขาดแล้ว เหมือนต้นตาลที่ถูกทำลายแล้วที่ขั้วแห่งยอดถึงแล้วซึ่งความไม่มีไม่เป็น มีความไม่งอกอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนอานนท์! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เมื่อภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นโดยความเป็นอาทีนวะ (โทษอันต่ำทราม) ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ. เพราะมี
หน้า 378 T 4.7.2
ความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจสี่
ไม่สามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งชรามรณะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงชรามรณะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งชาติ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงชาติเสียได้ แล้วดำรงอยู่ดังนั้นหรือนั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๕๔/๙๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 379 T 4.7.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งภพ; ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงภพเสียได้แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือนั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งอุปาทาน, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงอุปาทานเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งตัณหา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงตัณหาเสียได้ แล้วดำรงอยู่ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเวทนา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงเวทนาเสียได้ แล้วดำรงอยู่ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
หน้า 380 T 4.7.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งผัสสะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; สมณะพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงผัสสะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งสฬายตนะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงสฬายตนะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งนามรูป, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงนามรูปเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งวิญญาณ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงวิญญาณเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
หน้า 381 T 4.7.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งสังขารทั้งหลาย, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนา จักก้าวล่วงสังขารทั้งหลายเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนั้นหรือ นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้.
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจปฏิจจสมุปบาท
ยึดถือกายเป็นตัวตน ยังดีกว่ายึดถือจิตเป็นตัวตน๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึงคลายกำหนัดได้บ้าง พึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า การก่อขึ้นก็ดี การสลายลงก็ดี การถูกยึดครองก็ดี การทอดทิ้งซากไว้ก็ดี แห่งกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ย่อมปรากฎอยู่. เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงเบื่อหน่ายได้บ้างจึงคลายกำหนัดได้บ้าง จึงปล่อยวางได้บ้าง ในกายนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสิ่งที่เรียกกันว่า “จิต” ก็ดี ว่า “มโน” ก็ดี ว่า “วิญญาณ” ก็ดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัด ไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งจิตนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า สิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนี้เป็นสิ่งที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ได้ถึงทับแล้วตัณหา ได้ยึดถือแล้วด้วยทิฏฐิโดยความเป็นตัวตน มาตลอดกาลช้านานว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๑๔/๒๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 382 T 4.7.3
ดังนี้; เพราะเหตุนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย ไม่อาจจะคลายกำหนัดไม่อาจจะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าจิตเป็นต้นนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว จะพึงเข้าไปยึดถือเอากายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ โดยความเป็นตัวตน ยังดีกว่า. แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตัวตน ไม่ดีเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า กายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้งสี่นี้ ดำรงอยู่ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง เกินกว่าร้อยปีบ้าง ปรากฏอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วน สิ่งที่เรียกกันว่า “จิต” ก็ดี ว่า “มโน” ก็ดี ว่า “วิญญาณ” ก็ดี นั้น ดวงอื่นเกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดวัน ตลอดคืน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือน วานร เมื่อเที่ยวไปอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมจับกิ่งไม้ : ปล่อยกิ่งนั้น จับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่จับเดิม เหนี่ยวกิ่งอื่น เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่เรียกกันว่า “จิต” ก็ดี ว่า “มโน” ก็ดีว่า “วิญญาณ” ก็ดี นั้น ดวงอื่นเกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดวัน .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในเรื่องที่กล่าวนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมกระทำในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะ
หน้า 383 T 4.7.4
ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในเวทนา, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในสัญญา, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย, ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น;เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. เธอย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก”, ดังนี้ แล.
ทิฏฐิและการหยั่งลงแห่งทิฏฐิ
เนื่องมาจากการยึดซึ่งขันธ์ทั้งห้า ๑
[๑. อัตตา-อัตตนิยานุทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร บุคคลจึงตามเห็นว่า “นั่นของเรา, นั่นเป็นเรา, นั่นเป็นตัวตนของเรา”, ดังนี้ ?
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๑/๓๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 384 T 4.7.4
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป บุคคลจึงตามเห็นว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว เขาจะตามเห็นได้ไหมว่า “นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”).
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป, แม้ในเวทนา, แม้ในสัญญา, แม้ในสังขารทั้งหลาย, แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
หน้า 385 T 4.7.4
[๒. สัสสตทิฏฐิ (ธรรมดา)]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “อัตตา (ตน) ก็อันนั้น; โลกก็อันนั้น; เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง (นิจฺโจ) ยั่งยืน (ธุโว) เที่ยงแท้ (สสฺสโต) มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา (อวิปริณามธมฺโม)”, ดังนี้ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “อัตตา ก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “อัตตาก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา” ดังนี้ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”).
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๒/๓๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 386 T 4.7.4
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และพวกภิกษุ ทูลตอบอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป, แม้ในเวทนา, แม้ในสัญญา, แม้ในสังขารทั้งหลาย, แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
[๓. อุจเฉททิฏฐิ (ธรรมดา)]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เราไม่พึงมีด้วย ของเรา ไม่พึงมีด้วย เราจักไม่มี ของเราจักไม่มี” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์”…ไปจนจบข้อความ ด้วยคำว่า... “อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.”; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ มีแปลกกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น).
[๔. มิจฉาทิฏฐิ]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร มิจฉาทิฏฐิ จึงเกิดขึ้น ?...ฯลฯ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๓/๓๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๕ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๔/๓๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 387 T 4.7.4
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์”...ไปจนจบข้อความ ด้วยคำว่า... “อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.”; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อ แห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น).
[๕. สักกายทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร สักกายทิฏฐิ จึงเกิดขึ้น ?...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์”...ไปจนจบข้อความ ด้วยคำว่า... “อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.”; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ เท่านั้น).
[๖. อัตตานุทิฏฐิ]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร อัตตานุทิฏฐิ จึงเกิดขึ้น ?...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์”...ไปจนจบข้อความ ด้วยคำว่า... “อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.”; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น).
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๕/๓๕๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๗ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๖/๓๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 388 T 4.7.4
[๗. สัญโญชนาภินิเวสวินิพันธะ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ความผูกพันด้วยสังโยชน์และอภินิเวส (ความผูกพันในอารมณ์ด้วยกิเลสเป็นเครื่องผูกและทิฏฐิเป็นเครื่องตามเห็น) จึงเกิดขึ้น ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ที่ ๒ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์”...ไปจนจบข้อความ ด้วยคำว่า... “อริยสาวกนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.”; เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น).
[๘. สัญโญชนาภินิเวสวินิพันธาชโฌสานะ]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร การหยั่งลงสู่ความผูกพันด้วยสังโยชน์และอภินิเวส จึงเกิดขึ้น ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป การหยั่งลงสู่ความผูกพันด้วยสังโยชน์และอภินิเวส จึงเกิดขึ้น.
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๕/๓๖๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๙ ทิฏฐิวรรค ขันธสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๒๗/๓๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 389 T 4.7.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือซึ่งสิ่งนั้นแล้ว การหยั่งลงสู่ความผูกพันด้วยสังโยชน์ และอภินิเวส จะเกิดขึ้นได้ไหม ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”).
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัส, ตรัสถาม, และพวกภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด; เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณเกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้นว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทิฏฐิทุกชนิดเกิดขึ้น เพราะปรารภขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น เนื่องมาจากเกิดผัสสะและเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน จึงเกิดการตามเห็น หรือเกิดทิฏฐิขึ้น โดยสมควรแก่ความรู้สึก ที่จะเกิดขึ้นในใจของบุคคลนั้น ๆ จนสรุปเป็นทิฏฐิได้อย่างหนึ่ง ๆ แม้นี้ก็เป็นอาการ แห่งปฏิจจสมุปบาทที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างครบถ้วน แต่ถูกปิดบังเสียมิดชิดด้วยทิฏฐินั้น นั่นเอง; ดังนั้น จึงถือว่า ทิฏฐิแต่ละทิฏฐิ ย่อมปิดบังอิทัปปัจจยตา กล่าวคือปฏิจจสมุปบาทอีกนั่นเอง.
หน้า 390 T 4.7.5
ไม่ควบคุมรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดทุกข์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้ อันบุคคล ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อม เป็นสิ่งนำมา อย่างยิ่งซึ่งทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? หกอย่าง นั้นคือ :
ผัสสายตนะคือจักษุ (ตา) …ฯลฯ… … นำมาอย่างยิ่งซึ่งความทุกข์;
ผัสสายตนะคือโสตะ (หู) …ฯลฯ… … นำมาอย่างยิ่งซึ่งความทุกข์;
ผัสสายตนะคือฆานะ (จมูก) …ฯลฯ… … นำมาอย่างยิ่งซึ่งความทุกข์;
ผัสสายตนะคือชิวหา (ลิ้น) …ฯลฯ… … นำมาอย่างยิ่งซึ่งความทุกข์;
ผัสสายตนะคือกายะ (กาย) …ฯลฯ… … นำมาอย่างยิ่งซึ่งความทุกข์;
ผัสสายตนะคือมนะ (ใจ) …ฯลฯ… … นำมาอย่างยิ่งซึ่งความทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้แล อันบุคคลไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สำรวมระวังแล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งทุกข์
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสายตนะทั้งหลายเหล่านี้ เป็นรากฐานหรือต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาททางฝ่ายการปฏิบัติ ดังพระบาลีว่า “เพราะอาศัยตาด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั้น คือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; …ฯลฯ…” ดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น การไม่ควบคุมผัสสายตนะ ก็คือการไม่ควบคุมการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงเกิดทุกข์.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ ฉฬวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๘๘/๑๒๘.
หน้า 391 T 4.7.6
คนพาลกับบัณฑิตต่างกันโดยหลักปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อคนพาล มีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้ม ประกอบพร้อมแล้วด้วยตัณหา, กายนี้ในลักษณะอย่างนี้ ก็ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว กล่าวคือ มีกายนี้ด้วย มีนามรูปอันเป็นภายนอกด้วย (เป็นของคู่กัน). เพราะอาศัยของเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ ย่อมเกิดผัสสะ เกิดอายตนะถึง ๖ ทางนั่นเทียว ซึ่งเมื่อมีการสัมผัสแล้วทั้งหมด หรือแม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คนพาลก็เสวยสุขและทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบัณฑิต มีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้ม ประกอบพร้อมแล้วด้วยตัณหา, กายนี้ในลักษณะอย่างนี้ ก็ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว กล่าวคือ มีกายนี้ด้วยมีนามรูปอันเป็นภายนอกด้วย (เป็นของคู่กัน). เพราะอาศัยของเป็นคู่ ๆ อย่างนี้ ย่อมเกิดผัสสะ เกิดอายตนะถึง ๖ ทางนั่นเทียว ซึ่งเมื่อมีการสัมผัสแล้วทั้งหมด หรือแม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง บัณฑิตก็เสวยสุขและทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในระหว่างคนพาลกับบัณฑิต ดังที่กล่าวมานี้ อะไรเป็นความผิดแปลกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเครื่องกระทำให้ต่างกัน ระหว่างคนพาลกับบัณฑิต ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้.
_______________________________
๑. สูตรที่ ๙ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สฺ. ๑๖/๒๘/๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 392 T 4.7.6
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าอย่างนั้น พวกเธอทั้งหลายจงฟัง, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้” ดังนี้.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระพุทธดำรัสแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อคนพาล ถูกอวิชชาใดห่อหุ้มแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยตัณหาใด, กายนี้ จึงตั้งขึ้นพร้อม; อวิชชานั้น เป็นสิ่งที่คนพาลละไม่ได้ด้วย, ตัณหานั้น ก็ยังไม่สิ้นรอบ ด้วย. ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุว่า คนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ; เพราะเหตุนั้น คนพาลจึงเป็นผู้เข้าถึงกาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย. คนพาลนั้น เป็นผู้เข้าถึงกายอยู่ ย่อมไม่พ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบัณฑิต ถูกอวิชชาใดห่อหุ้มแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยตัณหาใด,กายนี้จึงตั้งขึ้นพร้อม; อวิชชานั้น เป็นสิ่งที่บัณฑิตละได้แล้วด้วย, ตัณหานั้น ก็สิ้นรอบด้วย. ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุไร ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่เป็นดังนี้เพราะเหตุว่า บัณฑิตไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบ; เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเป็นผู้เข้าถึงกาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย. บัณฑิตนั้นเป็นผู้ไม่เข้าถึงกายอยู่ ย่อมพ้นจากชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย : เรากล่าวว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแปลกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องทำให้ต่างกัน ระหว่างคนพาลกับบัณฑิต กล่าวคือ ระบบพรหมจริยวาส ที่แตกต่างกัน, ดังนี้ แล.
หน้า 393 T 4.7.7
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งสาเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ทั้งย่อมไม่ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมไม่รู้ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สฺ. ๑๖/๑๗/๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 394 T 4.7.7
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่ง ตัณหา;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งสฬายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
หน้า 395 T 4.7.7
ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง สังขารทั้งหลาย, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ทั้งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งข้อ ปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐิธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
หน้า 396 T 4.7.7
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
หน้า 397 T 4.7.7
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขารทั้งหลาย, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ทั้งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐิธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๙ ทสพลวรรคนิทานสังยุตต์ นิทาน.สฺ. ๑๖/๕๓/๙๔). มีเนื้อความเหมือนกับสูตรข้างบนนี้โดยตลอด ผิดกันเพียงสูตรนี้ ใช้คำว่า “ปชานาติ (รู้ทั่วถึง)” สูตรโน้นใช้คำว่า “ปริชานาติ (รู้รอบคอบ)”; สำหรับการรู้ปฏิจจสมุปบาท.
และยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๔ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๑๙/๔๐). มีใจความเหมือนสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่เพียงว่า ทรงใช้อักษรให้มากขึ้น. ตัวอย่างเช่นแทนที่จะตรัสว่า “ชรามรณะ, เหตุเกิดชรามรณะ, ความดับชรามรณะ, ทางให้ถึงความดับชรามรณะ”, ตรง ๆ ดังนี้; แต่ได้ใช้คำ ว่า ธรรมขึ้นมาก่อน ว่า “ธรรม, เหตุเกิดธรรม, ความดับธรรม, ทางให้ถึงความดับธรรม”, แล้วจึงขยายความทีหลังให้เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้นคือชรามรณะ ชาติ ภพ....กระทั่งถึง....วิญญาณ สังขาร; โดยตรัสว่า “....ไม่รู้ทั่วถึงธรรมเหล่านี้, เหตุเกิดธรรมเหล่านี้, ความดับธรรมเหล่านี้, ทางให้ถึง ความดับธรรมเหล่านี้; ไม่รู้ทั่วถึงธรรมเหล่าไหน, เหตุเกิดธรรมเหล่าไหน, ความดับธรรมเหล่าไหน, ทางให้ถึงความดับธรรมเหล่าไหน ? ไม่รู้ทั่วถึงชรามรณะ, เหตุเกิดชรามรณะ, ความดับชรามรณะ, ทางให้ถึงความดับชรามรณะ;” ...ฯลฯ...ฯลฯ...
หน้า 398 T 4.7.8
เช่นนี้เรื่อยไป ทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท จึงถึงอาการที่ ๑๑ คือสังขาร; แล้วสรุปรวมด้วยคำว่า ธรรมอีกครั้งว่า “ไม่รู้ทั่วถึงธรรมเหล่านี้, เหตุเกิดธรรมเหล่านี้, ความดับธรรมเหล่านี้, ทางให้ถึงความดับธรรมเหล่านี้;” ส่วนความนอกนี้ทั้งตอนต้นและตอนท้าย เหมือนกับ เนื้อความของสูตรข้างบนนั้นทุกประการ. แม้ในฝ่ายปฏิปักขนัยหรือนัยตรงกันข้าม ก็ได้ตรัส โดยนัยะดังที่กล่าวมานี้ หากแต่ว่าเป็นปฏิปักขนัยเท่านั้น. การที่ทรงแสดงโดยยกธรรม ขึ้นมาก่อนเช่นนี้ ดูคล้าย ๆ กับว่าประสงค์จะให้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าอะไร เรียกว่า “ธรรม” คำเดียวได้ทั้งนั้น.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ชรามรณะโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ,ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนว่าสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ,
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 399 T 4.7.9
ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ชาติโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 400 T 4.7.10
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ภพโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 401 T 4.7.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้อุปาทานโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้หาได้ไม่.
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 402 T 4.7.12
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งอุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ตัณหาโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่ง
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 403 T 4.7.13
ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้เวทนาโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง
ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 404 T 4.7.14
มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ไม่ใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ผัสสะโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 405 T 4.7.15
ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้สฬายตนะโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งสฬายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๘/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 406 T 4.7.16
ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้หาได้ไม่.
(ต่อนี้ไป เป็นปฏิปักขนัย ฝ่ายตรงข้าม)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งสฬายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ได้ โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้นามรูปโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งนามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๙/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 407 T 4.7.17
ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งนามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้ วิญญาณโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งวิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๙/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 408 T 4.7.18
ซึ่งข้อปฏิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่า เป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งวิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ได้โดยแท้, ดังนี้ แล.
เป็นสมณะหรือไม่เป็นสมณะ
ขึ้นอยู่กับการรู้หรือไม่รู้สังขารโดยนัยสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งสังขาร, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมไม่
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๑ สมณพราหมณวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๕๙/๓๐๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ย่อมไม่รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึง
หน้า 409 T 4.7.19
รู้ทั่วถึง ความดับไม่เหลือแห่งสังขา; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ มิใช่ผู้ที่ควรได้รับการสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ไม่รู้เหล่านั้น จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ หาได้ไม่.
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่ง สังขารทั้งหลาย, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ย่อมรู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ย่อมเป็นผู้ควรได้รับ การสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้รู้ทั่วถึงเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ได้ โดยแท้,ดังนี้ แล.
ควบคุมรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาทจึงเกิดสุข๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้ อันบุคคลฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สำรวมระวังแล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ ฉฬวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๘๘/๑๒๙.
หน้า 410 T 4.7.20.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่าง นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? หกอย่าง นั้นคือ:-
ผัสสายตนะ คือจักษุ (ตา) ...ฯลฯ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข;
ผัสสายตนะ คือโสตะ (หู) ..ฯลฯ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข;
ผัสสายตนะ คือฆานะ (จมูก) ...ฯลฯ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข;
ผัสสายตนะ คือชิวหา (ลิ้น) ...ฯลฯ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข;
ผัสสายตนะ คือกายะ (กาย) ...ฯลฯ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข;
ผัสสายตนะ คือมนะ (ใจ) ...ฯลฯ... ... นำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ อย่างเหล่านี้แล อันบุคคลฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สำรวมระวังแล้ว ย่อมเป็นสิ่งนำมาอย่างยิ่งซึ่งสุข.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสายตนะเหล่านี้เป็นรากฐาน หรือต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาททางฝ่ายการปฏิบัติ ดังพระบาลีว่า “เพราะอาศัยตา ด้วยรูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการนั้นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ...” ดังนี้เป็นต้น. เพราะฉะนั้นการควบคุม ผัสสายตนะ ก็คือการควบคุมการเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง จึงเป็นสุข
ปฏิจจสมุปบาทอาการหนึ่ง (นันทิให้เกิดทุกข์)
ถ้าเห็นแล้วทำให้หยุดความมั่นหมายในสิ่งทั้งปวง๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในโลกนี้ ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของ พระอริยเจ้า,
________________________________
๑. มูลปริยายสูตร ม.ม.๑๒/๑/๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคนพญาไม้สาละ ในป่าสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐะ.ข้อความที่แสดงให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทอาการที่มีความสำคัญในการละความมั่นหมายทุกชนิดตามหัวข้อข้างบนนี้ นั้น มีอยู่ในตอนที่จะจบข้อความแห่งหัวข้อนี้ทีเดียว. ขอให้สังเกตดู มิฉะนั้นจะเข้าใจไม่ได้ ว่าใจความของเรื่องอยู่ที่ตรงไหน,
หน้า 411 T 4.7.20.1
ไม่เห็นสัปบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ. ปุถุชน นั้น :-
(๑) ย่อมรู้สึกซึ่งดิน โดยความเป็นดิน; ครั้นรู้สึกซึ่งดินโดยความเป็นดินแล้ว ย่อมสำคัญมั่นหมายซึ่งดิน; ย่อมสำคัญมั่นหมายในดิน; ย่อมสำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน; ย่อมสำคัญมั่นหมายว่า ดินของเรา; ย่อมเพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน.ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินเป็นสิ่งที่ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๒)๑ย่อมรู้สึกซึ่ง น้ำ ...ฯลฯ...ฯลฯ...ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๓) ย่อมรู้สึกซึ่ง ไฟ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๔) ย่อมรู้สึกซึ่ง ลม ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๕) ย่อมรู้สึกซึ่ง ภูตสัตว์ทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๖) ย่อมรู้สึกซึ่ง เทพทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๗) ย่อมรู้สึกซึ่ง ปชาบดี ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๘) ย่อมรู้สึกซึ่ง พรหม ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
________________________________
๑. การละ...ฯลฯ...ไว้อย่างนี้ หมายความว่า ให้เติมข้อความให้เต็ม เช่นเดียวกับข้อบน, ทุกข้อไป: เพื่อประหยัดการอ่าน,และหน้ากระดาษ
หน้า 412 T 4.7.20.1
(๙) ย่อมรู้สึกซึ่ง อาภัสสรพรหมทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๐) ย่อมรู้สึกซึ่ง สุภกิณหพรหมทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๑) ย่อมรู้สึกซึ่ง เวหัปผลพรหมทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๒) ย่อมรู้สึกซึ่ง อภิภู...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๓) ย่อมรู้สึกซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๔) ย่อมรู้สึกซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๕) ย่อมรู้สึกซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๖) ย่อมรู้สึกซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๗) ย่อมรู้สึกซึ่ง รูปที่เห็นแล้ว ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๘) ย่อมรู้สึกซึ่ง เสียงที่ได้ฟังแล้ว ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๑๙) ย่อมรู้สึกซึ่ง สิ่งที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก,ลิ้น,ผิวกาย) ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๒๐) ย่อมรู้สึกซึ่ง สิ่งที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
หน้า 413 T 4.7.20.2
(๒๑) ย่อมรู้สึกซึ่ง เอกภาวะ (เอกตฺตํ) ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๒๒) ย่อมรู้สึกซึ่ง นานาภาวะ (นานตฺตํ) ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๒๓) ย่อมรู้สึกซึ่ง สรรพภาวะ (สพฺพํ) ...ฯลฯ...ฯลฯ... ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(๒๔) ย่อมรู้สึกซึ่ง นิพพาน โดยความเป็นนิพพาน; ครั้นรู้สึกซึ่งนิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมสำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน; ย่อมสำคัญมั่นหมายในนิพพาน; ย่อมสำคัญมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน; ย่อมสำคัญมั่นหมายว่า นิพพานของเรา; ย่อมเพลินอย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานเป็นสิ่งที่ปุถุชนนั้น มิได้รู้โดยรอบแล้ว.
(เครื่องกำหนดภูมิของปุถุชน เป็นปฐมนัย จบแล้ว)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนว่า ภิกษุใด ยังเป็นเสขะอยู่ มีความประสงค์แห่งใจ (อรหัตตผล) อันตนยังไม่บรรลุแล้ว ปรารถนาอยู่ซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า; ภิกษุนั้น :-
(๑) ย่อม จะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งดิน โดยความเป็นดิน; ครั้นจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งดินโดยความเป็นดินแล้ว ย่อม จะไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายในดิน; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายว่าดินของเรา; ย่อมจะไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินเป็นสิ่งที่พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
หน้า 414 T 4.7.20.2
(๒)๑ ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง น้ำ ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๓) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ไฟ ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๔) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ลม ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๕) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ภูตสัตว์ ทั้งหลาย ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๖) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เทพ ทั้งหลาย ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๗) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง ปชาบดี ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๘) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง พรหม ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๙) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อาภัสสรพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๐) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สุภกิณ๎หพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๑) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เวหัปผลพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๒) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อภิภู ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๓) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
________________________________
๑. ข้อที่ (๑)เรื่องดิน และข้อที่ (๒๔)เรื่องนิพพานมีข้อความเต็มรูปเรื่องอย่างไร ในข้อที่(๒) ถึงข้อที่(๒๓) ซึ่งละไว้ด้วย...ฯลฯ...นั้น พึงเพิ่มข้อความให้เต็ม อย่างเดียวกัน.
หน้า 415 T 4.7.20.2
(๑๔) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๕) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๖) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๗) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง รูปที่เห็นแล้ว ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๘) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เสียงที่ได้ฟังแล้ว ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๑๙) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สิ่งที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก,ลิ้น,ผิวกาย) ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๒๐) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สิ่งที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๒๑) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง เอกภาวะ (เอกตฺตํ) ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๒๒) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง นานาภาวะ (นานตฺตํ) ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๒๓) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่ง สรรพภาวะ (สพฺพํ) ...ฯลฯ... พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(๒๔) ย่อมจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน; ครั้นจะรู้โดยยิ่งขึ้นไปซึ่งนิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายในนิพพาน; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็น
หน้า 416 T 4.7.20.3
นิพพาน; ย่อมจะไม่สำคัญมั่นหมายว่านิพพานของเรา; ย่อมจะไม่เพลิน อย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานเป็นสิ่งที่พระเสขะนั้น จะพึงรู้ได้โดยรอบ.
(เครื่องกำหนดภูมิ ของเสขบุคคล เป็นทุติยนัย จบแล้ว)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฝ่ายภิกษุใด เป็นพระอรหันต์ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้วอยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ของตนอันตามบรรลุถึงแล้ว มีสังโยชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ; ภิกษุแม้นั้น :-
(๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งดิน โดยความเป็นดิน; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งดินโดยความเป็นดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายในดิน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายว่าดินของเรา; ย่อมไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินเป็นสิ่งที่พระขีณาสพนั้น ได้รู้โดยรอบแล้ว; ...และเพราะว่า ความเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ; ...ความเป็นผู้มีโทสะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโทสะ; ...ความเป็นผู้มีโมหะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๒)๑ ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง น้ำ ...ฯลฯ...ฯลฯ...เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ไฟ ...ฯลฯ...ฯลฯ...เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
________________________________
๑. ข้อที่ (๑) เรื่องดิน และข้อที่ (๒๔) มีข้อความเต็มรูปเรื่องอย่างไร ในข้อที่ (๒) ถึงข้อที่(๒๓) ซึ่งละไว้ด้วย...ฯลฯ... นั้น พึงเพิ่มข้อความให้เต็ม อย่างเดียวกัน.
หน้า 417 T 4.7.20.3
(๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ลม ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ภูตสัตว์ ทั้งหลาย...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เทพ ทั้งหลาย ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง ปชาบดี ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง พรหม ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อาภัสสรพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สุภกิณ๎หพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เวหัปผลพรหม ทั้งหลาย ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อภิภู ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อากาสานัญจายตนะ ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง อากิญจัญญายตนะ ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง รูปที่เห็นแล้ว ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๑๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เสียงที่ได้ฟังแล้ว ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
หน้า 418 T 4.7.20.4
(๑๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สิ่งที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก,ลิ้น,ผิวกาย) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๒๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สิ่งที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๒๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง เอกภาวะ (เอกตฺตํ) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๒๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง นานาภาวะ (นานตฺตํ) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๒๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่ง สรรพภาวะ (สพฺพํ) ...ฯลฯ... เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(๒๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพานโดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายในนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายว่านิพพานของเรา; ย่อมไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานเป็นสิ่งที่พระขีณาสพนั้น ได้รู้โดยรอบแล้ว; ...และเพราะว่า ความเป็นผู้ราคะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ; ...ความเป็นผู้มีโทสะไปปราศแล้ว ย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโทสะ; ...ความเป็นผู้มีโมหะไปปราศแล้วย่อมมีแก่พระขีณาสพนั้น เพราะความสิ้นไปแห่งโมหะ.
(เครื่องกำหนดภูมิ ของอเสขบุคคล เป็นตติย-ฉัฏฐนัย จบแล้ว)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็ :-
หน้า 419 T 4.7.20.4
(๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งดิน โดยความเป็นดิน; ครั้งรู้ชัดแจ้งซึ่งดิน โดยความเป็นดินแล้ว ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งดิน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายในดิน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นดิน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายว่าดินของเรา; ย่อมไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งดิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะดินนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตได้รู้โดยรอบแล้ว; ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และข้อนั้นเรากล่าวว่าเพราะรู้แจ้ง (โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ข้อนี้) ว่า นันทิ เป็นมูลแห่งความทุกข์; เพราะมีภพ จึงมีชาติ; ชรามรณะ ย่อมมี แก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว; ดังนี้; เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ตถาคตจึงชื่อว่าผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย, เพราะความสำรอกไม่เหลือ, เพราะความดับไม่เหลือ, เพราะความสลัดทิ้ง, เพราะความสลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๒)๑ ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งน้ำ ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งไฟ ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งลม ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งภูตสัตว์ทั้งหลาย ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเทพทั้งหลาย ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งปชาบดี ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งพรหม ...ฯลฯ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
________________________________
๑. ข้อที่ (๑) เรื่องดิน และข้อที่ (๒๔) เรื่องนิพพาน มีข้อความเต็มรูปเรื่องอย่างไร ในข้อที่ (๒) ถึงข้อที่(๒๓) ซึ่งละไว้ด้วย...ฯลฯ...นั้น พึงเพิ่มข้อความให้เต็ม อย่างเดียวกัน.
หน้า 420 T 4.7.20.4
(๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอาภัสสรพรหมทั้งหลาย ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสุภกิณ๎หพรหมทั้งหลาย ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง;ดังนี้.
(๑๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเวหัปผลพรหมทั้งหลาย ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง;ดังนี้.
(๑๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอภิภู ...ฯลฯ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอากาสานัญจายตนะ ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งวิญญาณัญจายตนะ ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๕) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งอากิญจัญญายตนะ ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๖) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๗) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งรูปที่เห็นแล้ว ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๘) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเสียงที่ได้ฟังแล้ว ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๑๙) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสิ่งที่รู้สึกแล้ว (ทางจมูก, ลิ้น, ผิวกาย) ...ฯลฯ... สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๒๐) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสิ่งที่รู้แจ้งแล้ว (ทางมโนวิญญาณ) ...ฯลฯ... สลัดคืนโดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(๒๑) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งเอกภาวะ (เอกตฺตํ) ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
หน้า 421 T 4.7.20.4
(๒๒) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนานาภาวะ (นานตฺตํ) ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง;ดังนี้.
(๒๓) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งสรรพภาวะ (สพฺพํ) ...ฯลฯ...สลัดคืน โดยประการทั้งปวง;ดังนี้.
(๒๔) ย่อมรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพาน; ครั้นรู้ชัดแจ้งซึ่งนิพพาน โดยความเป็นนิพพานแล้ว ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายซึ่งนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายในนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน; ย่อมไม่สำคัญมั่นหมายว่านิพพานของเรา; ย่อมไม่เพลินอย่างยิ่งซึ่งนิพพาน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตได้รู้โดยรอบแล้ว; ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! และข้อนั้นเรากล่าวว่า เพราะรู้แจ้ง (โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ข้อนี้) ว่า นันทิ เป็นมูลแห่งความทุกข์; เพราะมีภพ จึงมีชาติ; ชรามรณะ ย่อมมีแก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว; ดังนี้; เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ตถาคตจึงชื่อว่าผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลาย, เพราะความสำรอกไม่เหลือ, เพราะความดับไม่เหลือ, เพราะความสลัดทิ้ง, เพราะความสลัดคืนโดยประการทั้งปวง; ดังนี้.
(เครื่องกำหนดภูมิ ของพระศาสดา เป็นสัตตม-อัฏฐมนัย จบแล้ว)
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดข้างบนนี้ มีความเป็นปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา อยู่ในส่วนลึก, ต้องพิจารณาอย่างสุขุมจึงจะมองเห็น.สิ่งแรกที่สุดก็คือ ธรรมทั้ง ๒๔ ประการ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ของปุถุชน ดังที่กล่าวไว้ในสูตรนี้นั้น ยกพระนิพพานเสียอย่างเดียวแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่าล้วนแต่เป็น ปฏิจจสมุปปันนธรรม โดยตรง. สำหรับนิพพานนั้น ถ้าหมายถึง
หน้า 422 T 4.7.21
ทุกขนิโรธก็ยังคงอยู่ในขอบเขตแห่งอิทัปปัจจยตา หรือว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธวาระ อยู่นั้นเอง.
ผู้รวบรวมมีเจตนานำเอาสูตรนี้มาแสดงไว้ในที่นี้ ด้วยความมุ่งหมายในการที่จะให้ผู้ศึกษาทุกท่าน พิจารณากันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ อันจะมีผลทำให้เห็นความลึกซึ้งของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท สืบต่อไปข้างหน้า. ส่วนข้อความที่ตรัสไว้โดยเปิดเผยถึงลักษณะ แห่งปฏิจจสมุปบาทในสูตรนี้ ก็ได้แก่ข้อความตอนท้ายที่ตรัสว่า “นันทิ เป็นมูลแห่งความทุกข์, เพราะมีภพ จึงมีชาติ”, นั่นเอง. แม้จะกล่าวแต่โดยชื่อว่านันทิ ก็ย่อมหมายถึงอวิชชา ด้วย เพราะนันทิมาจากอวิชชา, ปราศจากอวิชชาแล้ว นันทิหรืออุปาทานก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้, นันทิหรืออุปาทานนั้น ย่อมทำให้มีภพ ซึ่งจะต้องมีชาติชรามรณะตามมา โดยไม่มีที่สงสัย. ด้วยเหตุนี้เอง การนำเอาอาการของปฏิจจสมุปบาทมากล่าว แม้เพียงอาการเดียว ก็ย่อมเป็นการกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาททุกอาการอยู่ในตัว โดยพฤตินัยหรือโดยอัตโนมัติ; ดังนั้น การรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทเพียงอาการเดียว แม้โดยปริยายว่า “นันทิ เป็นมูลแห่งทุกข์” เท่านั้น ก็อาจจะสกัดกั้นเสียซึ่งการเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ในธรรมทั้งหลาย ๒๔ ประการ ดังที่กล่าวแล้วในสูตรนี้ได้ ตามสมควรแก่ความเป็นปุถุชน, ความเป็นพระเสขะ, ความเป็นพระอเสขะ, และความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สุด ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ ให้เห็นว่า ความลับแห่งความเป็นปฏิจจสมุปบาท ย่อมซ่อนอยู่ในกระแสธรรมทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม และธรรมเป็นที่ดับแห่งรูปและนาม ทั้งสองนั้น.
พอรู้ปฏิจจสมุปบาท ก็หายตาบอดอย่างกระทันหัน๑
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! เปรียบเหมือนบุรุษตามืดบอดมาแต่กำเนิด, เขาจะมองเห็นรูปทั้งหลาย ที่มีสีดำหรือขาว เขียวหรือเหลือง แดงหรือขาบ ก็หาไม่; จะได้เห็นที่อันเสมอหรือขรุขระ ก็หาไม่; จะได้เห็นดวงดาว หรือดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็หาไม่. เขาได้ฟังคำบอกเล่าจากบุรุษผู้มีตาดีว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! ผ้าขาวเนื้อดีนั้นเป็นของงดงาม ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด มีอยู่(ในโลก)” ดังนี้. บุรุษตาบอดนั้นจะพึงเที่ยวแสวงหาผ้าขาวอยู่. ยังมีบุรุษผู้หนึ่งลวงเขาด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าว่า “ดูก่อน
________________________________
๑. มาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๘๔/๒๙๐, ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชก ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ.
หน้า 423 T 4.7.21
ท่านผู้เจริญ ! นี่ ! เป็นผ้าขาวเนื้อดี, เป็นของงดงาม ปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาด, สำหรับท่าน” ดังนี้. บุรุษตาบอดก็จะพึงรับผ้านั้น; ครั้นรับแล้วก็จะห่ม.
ในกาลต่อมา มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา เชิญแพทย์ผ่าตัดผู้ชำนาญมารักษา. แพทย์นั้น พึงประกอบซึ่งเภสัชอันถ่ายโทษในเบื้องบน ถ่ายโทษในเบื้องต่ำยาหยอด ยากัดและยานัตถุ์ เพราะอาศัยยานั้นเอง เขากลายเป็นผู้มีจักษุดี; พร้อมกับการมีจักษุดีขึ้นนั้น, เขาย่อมละความรักใคร่พอใจในผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่าเสียได้; เขาจะพึงเป็นอมิตร เป็นข้าศึกผู้หมายมั่น ต่อบุรุษผู้ลวงเขานั้น; หรือถึงกับเข้าใจเลยไปว่า ควรจะปลงชีวิตเสียด้วยความแค้น, โดยกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! เราถูกบุรุษผู้นี้คดโกง หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ด้วยผ้าเนื้อเลวเปื้อนเขม่า มานานหนักหนาแล้ว; โดยหลอกเราว่า ‘ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ! นี้แลเป็นผ้าขาวเนื้อดี เป็นของงดงามปราศจากมลทิน เป็นผ้าสะอาดสำหรับท่าน’ ดังนี้”; อุปมานี้ฉันใด;
ดูก่อนมาคัณฑิยะ ! อุปไมยก็ฉันนั้น : เราแสดงธรรมแก่ท่านว่า “อย่างนี้เป็นความไม่มีโรค; อย่างนี้ เป็นนิพพาน” ดังนี้. ท่านจะรู้จักความไม่มีโรคจะพึงเห็นนิพพานได้ก็ต่อเมื่อท่านละความเพลิดเพลินและความกำหนัด ในอุปาทานขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่านนั้น. อนึ่ง ความรู้สึกจะพึงเกิดขึ้นแก่ท่านว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายเอ๋ย ! นานจริงหนอ ที่เราถูกจิตนี้คดโกง หลอกลวง ปลิ้นปลอก; จึงเราเมื่อยึดถือ ก็ยึดถือเอาแล้ว ซึ่งรูป, ซึ่ง เวทนา, ซึ่งสัญญา, ซึ่งสังขาร, และซึ่งวิญญาณ นั่นเทียว :
เพราะความยึดถือ (อุปาทาน) ของเรานั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
หน้า 424 T 4.7.22
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”. ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า ปฏิจจสมุปบาทในกรณีนี้แสดงอวิชชา ด้วยโวหารว่า “เราถูกจิตคดโกง หลอกลวง”, จนยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ. การที่จะเกิดการยึดถือในขันธ์เหล่านี้ได้ ก็จะต้องมีอารมณ์มากระทบทางตาหรือหูเป็นต้นก่อน และมี “อวิชชาสัมผัส” ในอารมณ์นั้น, จนมีเวทนา ตัณหาอุปาทานเกิดขึ้นยึดมั่นต่อ ความรู้สึกต่าง ๆ ภายในใจ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งยึดมั่นในอัสสาทะแห่งเวทนานั้น จึงกลายเป็น ยึดมั่นครบทั้งห้าอย่าง คือทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณดังที่กล่าวแล้ว; หลังจากมีการยึดมั่น (อุปาทาน)แล้ว ก็มีภพ ชาติ จนถึงที่สุด; นี้เป็นปฏิจจสมุปบาท ตลอดทั้งสาย; แต่ตัวอักษรแสดงไว้เพียงสองสามอาการ; ผู้ไม่มีความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องนี้ จะไม่รู้สึกว่าเป็นปฏิจจสมุปบาททั้งสาย ได้อย่างไร.
ครั้นละอุปาทานได้ ทุกข์ดับไป จึงรู้สึกเหมือนกับหายตาบอดในทันใดนั้น เพราะวิชชาเกิดขึ้น รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งฝ่ายสมุทยวาระ และนิโรธวาระ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญาของตนในขณะนั้นนั่นเอง.
เพราะรู้ปฏิจจสมุปบาท
จึงหมดความสงสัยเรื่องตัวตนทั้ง ๓ กาล๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปันนธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นชัดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๓๑/๖๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 425 T 4.7.23
(ยถาภูตสัมมัปปัญญา) แล้ว ข้อนั้นเป็นฐานะที่จักมีไม่ได้ว่า ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นจักแล่นไปสู่ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ปุพพันตทิฏฐิ) ว่า “ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เราได้มีแล้วหรือหนอ; เราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ; เราได้เป็นอะไรแล้วหนอ; เราได้เป็นอย่างไรแล้วหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรอีกแล้วหนอ”; ดังนี้ก็ดี; หรือว่า อริยสาวกนั้นจักแล่นไปสู่ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องปลาย (อปรันตทิฏฐิ) ว่า “ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เราจักมีหรือไม่หนอ; เราจักไม่มีหรือหนอ; เราจักเป็นอะไรหนอ; เราจักเป็นอย่างไรหนอ; เราเป็นอะไร แล้วจักเป็นอะไรต่อไปหนอ”; ดังนี้ก็ดี; หรือว่า อริยสาวกนั้น จักเป็นผู้มีความสงสัยเกี่ยวกับตน ปรารภกาลอันเป็นปัจจุบันในกาลนี้ ว่า “เรามีอยู่หรือหนอ; เราไม่มีอยู่หรือหนอ; เราเป็นอะไรหนอ; เราเป็นอย่างไรหนอ; สัตว์นี้มาจากที่ไหนแล้วจักเป็นผู้ไปสู่ที่ไหนอีกหนอ” ; ดังนี้ก็ดี : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีไม่ได้. เพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีไม่ได้ เพราะเหตุว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปันนธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นเห็นชัดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริงนั่นเอง ดังนี้.
การรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท
ทำให้หมดปัญหาเกี่ยวกับขันธ์ในอดีตและอนาคต๑
สกุลุทายิปริพพาชก ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเรื่องที่เขาเคยถามผู้ที่ปฏิญาณตัวเองว่าเป็นสัพพัญญูสัพพทัสสาวีอยู่ทุกอิริยาบถ เมื่อหลายวันมาแล้ว ถึงเรื่องอันปรารภขันธ์ในอดีต ผู้ตอบกลับตอบเถลไถลไปเรื่องอื่น แล้วยังพาลโกรธเอาด้วย ทำให้เขาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าคงทราบเรื่องนี้เป็นแน่นอน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่อารามของเขา จึงได้ปรารภเรื่องนี้ขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า :-
________________________________
๑. จูฬสกุลุทายิสูตร ม. ม, ๑๓/๓๕๔/๓๗๑, ตรัสแก่สกุลุทายิปริพพาชก ที่ปริพพาชการาม เมืองราชคฤห์.
หน้า 426 T 4.7.23
ดูก่อนอุทายิ ! ถ้าผู้ใดพึงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้มีอย่างต่าง ๆ เป็นเอนก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ, ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์หลายสังวัฏฏกัปป์และวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่าเมื่อข้าพเจ้าอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหารอย่างนั้นๆ,เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ, มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อโคตรวรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ, ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ, มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้น ๆๆๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้. เขาพึงระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักษณะด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ไซร้; ผู้นั้นแหละควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีตกะเรา หรือว่าเราควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีต, กะผู้นั้น ผู้นั้นจะพึงยังจิตของเราให้ได้ยินด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีต, หรือว่าเราพึงยังจิตของผู้นั้น ให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีต.
ดูก่อนอุทายิ ! ถ้าผู้ใดพึงมีจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์, พึงแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลวทราม ประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข; รู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิประกอบการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ล้วนพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์“. เขาพึงมีจักษุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักษุสามัญมนุษย์ แลเห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่เลวทราม ประณีต มีวรรณะดี มีวรรณะทราม มีทุกข์ มีสุข, รู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้
หน้า 427 T 4.7.23
ดังนี้ไซร้; ผู้นั้นแหละควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคตกะเรา หรือว่าเราควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคตกะผู้นั้น ผู้นั้นพึงยังจิตของเราให้ยินดีได้ ด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคต หรือว่าเราพึงยังจิตของผู้นั้นให้ยินดีได้ ด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคต.
ดูก่อนอุทายิ ! เออก็ เรื่อง ขันธ์ในอดีต ยกไว้ก่อน; เรื่องขันธ์ในอนาคต ก็ยกไว้ก่อน; เราจักแสดงธรรมแก่ท่านอย่างนี้ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี; เพราะความดับไม่เหลือแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป”, ดังนี้.
สกุลุทายิปริพพาชก ได้กราบทูลว่า :-
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้แต่เรื่องที่ได้เกิดแก่ข้าพระองค์ในอัตภาพนี้ มีอยู่เท่าไร ข้าพระองค์ก็ไม่อาจที่จะระลึกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ (ทั้งโดยรายละเอียดทั้งโดยหัวข้อ) เสียแล้ว ไฉนข้าพระองค์จะตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้มีอย่างต่าง ๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้างสองชาติบ้าง ...ฯลฯ... พร้อมทั้งอาการและลักษณะ ด้วยประการฉะนี้ เหมือนพระผู้มีพระภาคเล่า.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ในกาลบัดนี้ ข้าพระองค์ก็ไม่เห็นแม้แต่ปังสุปิศาจ (ปิศาจเล่นฝุ่น)เสียแล้ว ไฉนข้าพระองค์จะเห็นสัตว์ทั้งหลาย... ด้วยจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์...ฯลฯ... รู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้เหมือนพระผู้มีพระภาคเล่า.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็คำที่พระผู้มีพระภาคตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ดูก่อนอุทายิ ! เออก็ เรื่องขันธ์ในอดีตยกไว้ก่อน เรื่องขันธ์ในอนาคตก็ยกไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแก่ท่านอย่างนี้ว่าเมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้ย่อมมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี, เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป. ดังนี้นั้น ก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์โดยประมาณอันยิ่งเสียแล้ว; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ไฉนเล่าข้าพระองค์ จะพึงยังจิตของพระผู้มีพระภาคให้ยินดี ด้วยการพยากรณ์ปัญหาในลัทธิเป็นของอาจารย์แห่งตน”.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความสำคัญแห่งเรื่องนี้ว่า ถ้าผู้ใด มีความเข้าใจในเรื่องอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาทแล้ว จะไม่รู้สึกว่ามีอดีตหรืออนาคต มีแต่กระแสแห่งการปรุงแต่งของปัจจัยที่ทยอยกันไป ตามแบบแห่งอิทัป
หน้า 428 T 4.7.24
ปัจจยตา การบัญญัติว่าอดีตหรืออนาคตก็เป็นอันยกเลิกเพิกถอนไป เพราะว่าความมีอยู่แห่งขันธ์ทั้งหลาย เป็นเพียงกระแสแห่งอิทัปปัจจยตาเท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ตามพระบาลีนี้ ถือเป็นหลักว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณย่อมปรารภขันธ์ในอดีต จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุญาณ ย่อมปรารภขันธ์ในอนาคต ขอให้ผู้ศึกษาพึงพิจารณาดูด้วยตนเองโดยละเอียด.
ผลอานิสงส์ พิเศษ ๘ ประการ
ของการเห็นปฏิจจสมุปบาท๑
….ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่า พวกเธอทั้งหลายก็กล่าวอย่างนั้น, แม้เราตถาคต ก็กล่าวอย่างนั้น, ว่า “เมื่อสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้ย่อมไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้ย่อมดับ;๒ กล่าวคือ เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
________________________________
๑. มหาตัณหาสังขยสูตร ม.ม. ๑๒/๔๘๐-๔๘๕/๔๔๗-๔๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ตัวเลขประจำข้อในวงเล็บทุกแห่ง พึงทราบว่า มิได้มีในภาษาบาลี; ในที่นี้จัดใส่ขึ้น เพื่อกำหนดศึกษาง่ายสำหรับเรื่องนี้.
๒. คำบาลีของประโยคนี้มีว่า “อิมสฺมึ อสติ, อิทํ น โหติ; อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ.” และกฎเกณฑ์อันนี้ ตรัสเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา “ความที่สิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น”. สำหรับกฎอิทัปปัจจยตานั้น ขยายตัวออกไปเป็นปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร, ส่วนในที่นี้เป็นอย่างนิโรธวาร.
หน้า 429 T 4.7.24
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จึงพึงแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องต้น (ปุพพันตทิฏฐิ) ว่า “ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เราได้มีแล้วหรือหนอ; เราไม่ได้มีแล้วหรือหนอ ; เราได้เป็นอะไรแล้วหนอ; เราได้เป็นอย่างไรแล้วหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรอีกแล้วหนอ” ; ดังนี้ ?
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า”
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงแล่นไปสู่ ทิฏฐิอันปรารภที่สุดในเบื้องปลาย (อปรันตทิฏฐิ) ว่า “ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เราจักมีหรือหนอ; เราจักไม่มีหรือหนอ; เราจักเป็นอะไรหนอ; เราจักเป็นอย่างไรหนอ; เราเป็นอะไรแล้วจักเป็นอะไรต่อไปหนอ”; ดังนี้ ?
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หรือว่า จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงเป็นผู้มีความสงสัยเกี่ยวกับตน ปรารภกาลอันเป็นปัจจุบัน ในกาลนี้ว่า “เรามีอยู่หรือหนอ; เราไม่มีอยู่หรือหนอ ; เราเป็นอะไรหนอ; เราเป็นอย่างไรหนอ; สัตว์นี้มาจากที่ไหน แล้วจักเป็นผู้ไปสู่ที่ไหนอีกหนอ”; ดังนี้ ?
หน้า 430 T 4.7.24
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า “พระศาสดาเป็นครูของพวกเรา ดังนั้น พวกเราต้องกล่าวอย่างที่ท่านกล่าว เพราะความเคารพในพระศาสดานั่นเทียว” ดังนี้ ?
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ แล้วจะพึงกล่าวว่า “พระสมณะ(พระพุทธองค์) กล่าวแล้วอย่างนี้; แต่สมณะทั้งหลายและพวกเรา จะกล่าวอย่างอื่น” ดังนี้ ?
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงประกาศการนับถือศาสดาอื่น ?
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! จะเป็นไปได้ไหมว่า พวกเธอ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ จะพึงเวียนกลับไปสู่การประพฤติซึ่งวัตตโกตูหลมงคลทั้งหลาย ตามแบบของสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่นเป็นอันมาก โดยความเป็นสาระ ?
หน้า 431 T 4.7.24
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะกล่าวแต่สิ่งที่พวกเธอรู้เอง เห็นเองรู้สึกเองแล้ว เท่านั้น มิใช่หรือ ?
“อย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายเป็นผู้ที่เรานำไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง (สนฺทิฏฐิโก), เป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล (อกาลิโก), เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู (เอหิปสฺสิโก), ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก), อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คำนี้เรากล่าวแล้ว หมายถึงคำที่เราได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยตนเองเป็นธรรมให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นธรรมที่ควรเรียกกันมาดู ควรน้อมเข้ามาใส่ตน อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน” ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นความหมายของอานิสงส์ อันประเสริฐสูงสุด แห่งการเห็นปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๘ อานิสงส์จริง ๆ ว่าเมื่อรู้แล้ว : จะไม่เกิดปุพพันตทิฏฐิ ๑, ไม่เกิดอปรันตทิฏฐิ ๑, ไม่เกิดความสงสัยปรารภในปัจจุบัน ๑, ไม่ต้องจำใจกล่าวอะไรไปตามที่พระศาสดากล่าว ๑,ไม่ต้องรู้สึกว่าตนกล่าวผิดไปจากที่ พระศาสดากล่าว ๑, ไม่หันไปถือศาสนาอื่น ๑, ไม่เวียนกลับถือวัตรชนิดสีลัพพัตตปรามาส ๑, และกล่าวไปตามที่เป็นสันทิฏฐิโก, อกาลิโก, ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ แก่ตัวเองเท่านั้น ๑; เมื่อมองเห็นอานิสงส์เหล่านี้ ย่อมสนใจเพื่อทำให้แจ้งปฏิจจสมุปบาทอย่างยิ่ง.
หน้า 432 T 4.7.25
ผู้รู้ปฏิจจสมุปบาท โดยอาการแห่งอริยสัจทั้งสี่
ย่อมสามารถก้าวล่วงปฏิจจสมุปปันนธรรม ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงชรามรณะเสียได้แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงชาติเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงภพเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือ
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๕๕/๙๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 433 T 4.7.25
แห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปานทาน; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงอุปาทานเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงตัณหาเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงเวทนาเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงผัสสะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับ ไม่เหลือ
หน้า 434 T 4.7.25
แห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงสฬายตนะเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงนามรูปเสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงวิญญาณ เสียได้ แล้วดำรงอยู่ ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร, รู้ทั่วถึง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึง ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหนอ จักก้าวล่วงสังขารทั้งหลายเสียได้ แล้วดำรงอยู่ดังนี้ : ข้อนี้เป็นฐานะที่จักมีได้, ดังนี้ แล.
หน้า 435 T 4.7.26
อานิสงส์ ของการถึงพร้อมด้วยทัสสนทิฏฐิ๑
สูตรที่ หนึ่ง
ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเอาปลายพระนขาช้อนฝุ่นขึ้นเล็กน้อยแล้วตรัสกะ ภิกษุทั้งหลายว่า:-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละ เป็นดินที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน ของมหาปฐพีนั้น”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สำหรับอริยสาวก ผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ เป็นบุคคลผู้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ความทุกข์ของท่านส่วนที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้วย่อมมากกว่า; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย : เมื่อนำเข้าไปเทียบกับกองทุกข์ที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ในกาลก่อน ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน; กล่าวคือความสิ้นไปแห่งกองทุกข์ (ของพระโสดาบัน) ผู้เป็นสัตตักขัตตุปรมะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การรู้พร้อมเฉพาะ
________________________________
๑. สูตรที่ ๑-๑๐ อภิสมยวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๖๒-๑๖๘/๓๑๑-๓๓๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 436 T 4.7.26
ซึ่งธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ การได้เฉพาะซึ่งธรรมจักษุ เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้.
สูตรที่สอง
(สูตรที่สองและสูตรต่อ ๆ ไป เป็นสูตรที่ตรัสถึงประโยชน์ของความสมบูรณ์ด้วยทัสสนทิฏฐิแห่งความเป็นพระโสดาบัน เหมือนกันทุกตัวอักษรในส่วนที่เป็นอุปไมย; ต่างกันแต่อุปมา ซึ่งทรงนำมาใช้เป็นเครื่องเปรียบเทียบ แต่ละอุปมาเป็นลำดับไป ในทุก ๆ สูตร ดังต่อไปนี้ :-)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนสระโบกขรณียาว ๕๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ ลึก ๕๐ โยชน์ มีน้ำเต็มเสมอขอบ กาดื่มได้สะดวก มีอยู่. ลำดับนั้น บุรุษพึงจุ่มแล้วยกขึ้นมาซึ่งน้ำด้วยปลายแห่งใบหญ้าคา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? น้ำที่บุรุษจุ่มแล้วยกขึ้นมาด้วยปลายแห่งใบหญ้าคา เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำในสระโบกขรณีนี้มากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำในสระโบกขรณีนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำที่บุรุษจุ่มแล้วยกขึ้นมาด้วยปลายแห่งใบหญ้าคา มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำในสระโบกขรณี ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสนแห่งน้ำนั้น”. ...ฯลฯ...
สูตรที่สาม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำใหญ่เหล่านี้คือ แม่น้ำคงคาแม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ไหลมาบรรจบกันในที่ใด ลำดับนั้นบุรุษพึงนำน้ำขึ้นมาสองหรือสามหยด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญ
หน้า 437 T 4.7.26
ความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นมา เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน มากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกันนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นมามีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสนแห่งน้ำนั้น”. ...ฯลฯ...
สูตรที่สี่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำเหล่านี้คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำ ยมุนา แม่น้ำอจิรวดีแม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ไหลมาบรรจบกันในที่ใด น้ำนั้น พึงถึงความสิ้นไป หมดไป ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? คือน้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกัน ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกันซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้วนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มีประมาณน้อย. น้ำนี้เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำตรงที่แม่น้ำบรรจบกันซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งน้ำนั้น”. ...ฯลฯ...
สูตรที่ห้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเทียบบุรุษพึงโยนก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนลงไปบนมหาปฐพี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญ
หน้า 438 T 4.7.26
ความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? ก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่บุรุษโยนลงไปแล้ว นั้น เป็นดินมากกว่า หรือมหาปฐพีมากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละ เป็นดินที่มากกว่า. ก้อนดิน มีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่บุรุษโยนลงไปแล้วนั้น มีประมาณน้อย. ดินนี้เมื่อน้ำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสนแห่งมหาปฐพีนั้น”. ...ฯลฯ...
สูตรที่หก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเทียบเหมือนมหาปฐพีถึงความสิ้นไปหมดไปเหลือก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? มหาปฐพีที่สิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นดินที่มากกว่าหรือว่าก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่ยังเหลืออยู่มากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีที่สิ้นไปแล้วหมดไปแล้วนั่นแหละ เป็นดินที่มากกว่า. ก้อนดินมีประมาณเท่าเม็ดกระเบาเจ็ดก้อนที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย. ดินนี้เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพีที่สิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งมหาปฐพีนั้น”. ...ฯลฯ...
สูตรที่เจ็ด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงนำน้ำสองหรือสามหยดขึ้นจากมหาสมุทร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นแล้ว เป็นน้ำที่มากกว่า หรือว่าน้ำในมหาสมุทรมากกว่า ?
หน้า 439 T 4.7.26
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำในมหาสมุทรนั่นแหละ เป็นน้ำที่มากกว่า. น้ำสองหรือสามหยดที่บุรุษนำขึ้นแล้ว มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำในมหาสมุทร ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสนแห่งน้ำนั้น”. ...ฯลฯ...
สูตรที่แปด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนมหาสมุทรพึงความสิ้นไปหมดไปยังเหลือน้ำอยู่สองหรือสามหยด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? คือน้ำในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นน้ำที่ มากกว่าหรือว่าน้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น้ำในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้วนั่นแหละเป็นน้ำที่มากกว่า.น้ำที่ยังเหลืออยู่สองหรือสามหยด มีประมาณน้อย. น้ำนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับน้ำในมหาสมุทรซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสนแห่งน้ำนั้น”....ฯลฯ...
สูตรที่เก้า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงโยนกรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดเข้าไปที่เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดที่บุรุษโยนเข้าไปนั้น เป็นของมากกว่า หรือว่าเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ มากกว่า ?
หน้า 440 T 4.7.26
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์นั่นแหละ เป็นสิ่งที่มากกว่า. กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดที่บุรุษโยนเข้าไป มีประมาณน้อย. กรวดหินนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งเทือกเขานั้น”. …ฯลฯ…
สูตรที่สิบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์. พึงถึงความสิ้นไปหมดไป เหลือกรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว เป็นสิ่งที่มากกว่า หรือว่ากรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดที่ยังเหลืออยู่ มากกว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้วนั่นแหละ เป็นสิ่งที่มากกว่า. กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดเจ็ดเม็ดที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย. กรวดหินนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับเทือกเขาหลวงชื่อหิมพานต์ซึ่งสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน แห่งเทือกเขานั้น”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สำหรับอริยสาวก ผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ เป็นบุคคลผู้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ความทุกข์ของท่านส่วนที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้วย่อมมากกว่า; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย : เมื่อนำเข้าไปเทียบกับกองทุกข์ที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ในกาลก่อน ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน; กล่าวคือความสิ้นไปแห่ง
หน้า 441 T 4.7.27
กองทุกข์ (ของพระโสดาบัน) ผู้เป็นสัตตักขัตตุปรมะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การรู้พร้อม เฉพาะซึ่งธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ การได้เฉพาะซึ่งธรรมจักษุ เป็นไปเพื่อประโยชน์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ ดังนี้ แล.
ผู้เสร็จกิจในปฏิจจสมุปบาท
ชื่อว่าผู้บรรลุนิพพาน ในปัจจุบัน๑
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งชราและมรณะ ด้วยความเป็นผู้
ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม” (ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต).
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งชาติ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งภพ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สฺ. ๑๖/๒๒/๔๖, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ที่เชตวัน.
หน้า 442 T 4.7.27
อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งตัณหา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งสฬายตนะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
หน้า 443 T 4.7.27
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งวิญญาณ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งสังขารทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้
ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”
ดูก่อนภิกษุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”, ดังนี้ แล.
หน้า 444 T 4.7.28
อานิสงส์สูงสุด (อนุปาทิเสสนิพพาน)
ของการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทอย่างถูกวิธี๑
ครั้งหนึ่ง ที่พระเชตวัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ให้ตั้งใจฟังแล้ว ได้ตรัสข้อความเหล่านี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุเท่าไรหนอ ภิกษุเมื่อพิจารณาพึงพิจารณา เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ?”
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ได้กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด; ภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้”.
ครั้นภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ทูลสนองรับพระดำรัสนั้นแล้ว, พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณาย่อมพิจารณาว่า “ทุกข์ มีอย่างมิใช่น้อยนานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือ ชรามรณะ, ใดแล; ทุกข์นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด (นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด (สมุทย) ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก) ? มีอะไรเป็นแดนเกิด (ปภว) หนอ ? เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี; เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี”; ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “ทุกข์ มีอย่างมิใช่น้อยนานาประการ ย่อมเกิดขึ้นในโลก กล่าวคือ
_______________________________
๑. สูตรที่ ๑ ทุกขวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สฺ. ๑๖/๙๗/๑๘๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 445 T 4.7.28
ชรามรณะ ใดแล; ทุกข์นี้ มีชาติเป็นเหตุให้เกิด, มีชาติเป็นเครื่องก่อให้เกิด, มีชาติเป็นเครื่องกำเนิด, มีชาติเป็นแดนเกิด; เพราะชาติมี ชรามรณะจึงมี; เพราะชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี”; ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งชรามรณะ ด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ ด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ด้วย, ย่อมรู้ประจักษ์ ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ (ชรามรณนิโรธสารุปฺปคามินี)ด้วย; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรม ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง, กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า “ก็ ชาติ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี ชาติจึงมี; เพราะอะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี” ดังนี้. ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “ชาติ มีภพเป็นเหตุให้เกิด, มีภพเป็นเครื่องก่อให้เกิด, มีภพเป็นเครื่องกำเนิด, มีภพเป็นแดนเกิด; เพราะภพมี ชาติจึงมี; เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี”; ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งชาติด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ ด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ ด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งชาติ (ชาตินิโรธสารุปฺปคามินี) ด้วย; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรม ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง, กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งชาติ.
---- ---- ---- ----
หน้า 446 T 4.7.28
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า “ก็ ภพ นี้มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ?...ฯลฯ... ก็อุปาทาน นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ ... ก็ ตัณหา นี้มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ ... ก็ เวทนา นี้ มีอะไร เป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ... ก็ ผัสสะ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ... ก็ สฬายตนะ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ... ก็ นามรูป นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ... ก็ วิญญาณ นี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? ...ฯลฯ...”
---- ---- ---- ----
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า “ก็ สังขารทั้งหลาย เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เพราะอะไรมี สังขารทั้งหลายจึงมี; เพราะอะไรไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี”; ดังนี้. ภิกษุนั้น พิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด, มีอวิชชาเป็นเครื่องก่อให้เกิด, มีอวิชชาเป็นเครื่องกำเนิด, มีอวิชชาเป็นแดนเกิด; เพราะอวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี; เพราะอวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี”; ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งสังขารทั้งหลาย ด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขารด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขารด้วย; ย่อมรู้ประจักษ์ ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงซึ่งธรรมอันสมควรแก่ความดับไม่เหลือแห่งสังขารด้วย; และเป็นผู้ปฏิบัติแล้วอย่างสมควรแก่ธรรมด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง, กล่าวคือ เพื่อความดับไม่เหลือแห่งสังขาร.
หน้า 447 T 4.7.28
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุรุษบุคคลผู้ เข้าถึงแล้วซึ่งอวิชชา (อวิชฺชาคโต) ถ้าเขาปรุงแต่งซึ่งสังขารอันเป็นบุญ วิญญาณก็เข้าถึงซึ่งวิบากอันเป็นบุญ; ถ้าเขาปรุงแต่งซึ่งสังขารอันมิใช่บุญ วิญญาณก็เข้าถึงซึ่งวิบากอันมิใช่บุญ; ถ้าเขาปรุงแต่งซึ่งสังขารอันเป็นอเนญชา วิญญาณก็เข้าถึงซึ่งวิบากอันเป็นอเนญชา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อวิชชาภิกษุละได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลใด; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น, เพราะความสำรอกออกโดยไม่เหลือแห่งอวิชชา เพราะการเกิดขึ้นแห่งวิชชา, ย่อมไม่ปรุงแต่งซึ่งอภิสังขารอันเป็นบุญ; ย่อมไม่ปรุงแต่งซึ่งอภิสังขารอันมิใช่บุญ; ย่อมไม่ปรุงแต่งซึ่งอภิสังขารอันเป็นอเนญชา; เมื่อไม่ปรุงแต่งอยู่, เมื่อไม่ก่อพร้อมอย่างยิ่งอยู่, เธอย่อมไม่ถือมั่นสิ่งไร ๆ ในโลก; เมื่อไม่ถือมั่นอยู่, เธอย่อม ไม่สะดุ้งหวาดเสียว; เมื่อไม่สะดุ้งหวาดเสียวอยู่, เธอย่อมปรินิพพานเฉพาะตน นั่นเทียว. เธอย่อมรู้ประจักษ์ว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อันเราอยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำ ได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ประจักษ์ว่า “เวทนานั้น ไม่เที่ยง อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว” ดังนี้. ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ประจักษ์ว่า “เวทนานั้น ไม่เที่ยง อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว” ดังนี้. ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ประจักษ์ว่า “เวทนานั้น ไม่เที่ยงอันเราไม่สยบมัวเมาแล้วอันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว” ดังนี้. ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น; ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เสวยเวทนานั้น.
หน้า 448 T 4.7.28.1
ภิกษุนั้น เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า “เราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ” ดังนี้. เมื่อเธอนั้น เสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบย่อมรู้ประจักษ์ว่า “เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ” ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ว่า “เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของเย็น ในอัตตภาพนี้เอง; สรีระทั้งหลายจักเหลืออยู่; จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่ง ชีวิตเพราะการแตกทำลายแห่งกาย”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษยกหม้อที่ยังร้อนออกจากเตา เผาหม้อวางไว้ที่พื้นดินอันเรียบ ไออุ่นที่หม้อนั้นพึงระงับหายไป ในที่นั้นเอง กระเบื้องทั้งหลายก็เหลืออยู่, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันกล่าวคือ เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า “เราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ” ดังนี้. เมื่อเธอนั้น เสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า “เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ” ดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ประจักษ์ว่า “เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้เอง; สรีระทั้งหลายจักเหลืออยู่; จนกระทั่งถึงที่สุด รอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร; คือภิกษุผู้ขีณาสพ พึงปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร, หรือว่า พึงปรุงแต่งอปุญญาภิสังขาร, หรือว่า ถึงปรุงแต่งอเนญชาภิสังขาร, บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
หน้า 449 T 4.7.28.1
เมื่อสังขารทั้งหลาย ไม่มี, เพราะความดับแห่งสังขาร โดยประการทั้งปวง, วิญญาณพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อวิญญาณ ไม่มี, เพราะความดับแห่งสังขาร โดยประการทั้งปวง, นามรูปพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อนามรูป ไม่มี, เพราะความดับแห่งนามรูป โดยประการทั้งปวง, สฬายตนะพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อสฬายตนะ ไม่มี, เพราะความดับแห่งสฬายตนะ โดยประการทั้งปวง, ผัสสะพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อผัสสะ ไม่มี, เพราะความดับแห่งผัสสะ โดยประการทั้งปวง, เวทนาพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
หน้า 450 T 4.7.28.1
เมื่อเวทนา ไม่มี, เพราะความดับแห่งเวทนา โดยประการทั้งปวง, ตัณหาพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อตัณหา ไม่มี, เพราะความดับแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวง, อุปาทานพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่ออุปาทาน ไม่มี, เพราะความดับแห่งอุปาทาน โดยประการทั้งปวง, ภพพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อภพ ไม่มี, เพราะความดับแห่งภพ โดยประการทั้งปวง, ชาติพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
เมื่อชาติ ไม่มี, เพราะความดับแห่งชาติ โดยประการทั้งปวง, ชรามรณะพึงปรากฏ บ้างหรือหนอ ?
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
หน้า 451 T 4.7.29
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว ถูกแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงทำความสำคัญ จงเชื่อซึ่งข้อนั้น ไว้อย่างนั้นเถิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย จงปลงซึ่งความเชื่อ ในข้อนั้น อย่างนั้นเถิด; จงเป็นผู้หมดความเคลือบแคลงสงสัยในข้อนั้นเถิด; นั่นแหละที่สุดแห่งทุกข์ละ, ดังนี้ แล.
อุปะปริกขีในปฏิจจสมุปบาท เป็นอุดมบุรุษ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ภิกษุเป็นอุปะปริกขีผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรม โดยความเป็นธาตุ, ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรม โดยความเป็นอายตนะ, ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรม โดยความเป็นปฏิจจสมุปบาท. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ อย่างนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ๒ (ของขันธ์ทั้งห้า) เป็นผู้พิจารณาใคร่ครวญธรรมโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่าภิกษุผู้เกพลีอยู่ จบพรหมจรรย์ เป็นอุดมบุรุษ ในธรรมวินัยนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ อุปายวรรค ขนฺธ.สํ. ๑๗/๘๐/๑๒๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. ฐานะ ๗ ประการ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ๑, สมุทัยแห่งรูปเป็นต้น ๑, นิโรธแห่งรูปเป็นต้น ๑, นิโรธคามินีปฏิปทาแห่งรูปเป็นต้น ๑, อัสสาทะแห่งรูปเป็นต้น ๑, อาทีนวะแห่งรูปเป็นต้น ๑, นิสสรณะแห่งรูปเป็นต้น ๑. ส่วนรายละเอียดพึงตรวจดูในหัวข้อว่า “การพิจารณาสภาวธรรมตามวิธีปฏิจจสมุปบาทกระทั่งวาระสุดท้าย” ซึ่งอยู่ที่หน้า ๓๓๗ แห่งหนังสือเล่มนี้.
หน้า 452 T 4.7.30
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า มีคำแปลกพิเศษอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า “เกพลี”. คำนี้ถ้าเป็นในศาสนาอื่นบางศาสนา หมายถึงผู้บรรลุไกวัลย์หรือปรมาตมัน อันเป็นจุดหมายปลายทางของการประพฤติพรหมจรรย์แห่งศาสนานั้น ๆ. ในที่นี้เข้าใจว่า เล็งถึงการบรรลุนิพพานอันเทียบกันได้กับไกวัลย์หรือปรมาตมันนั่นเอง คงจะไม่ใช่ เป็นเพียงคำ วิเสสนะ ที่เคยแปลกันว่า ทั้งสิ้น สิ้นเชิง ล้วน หรืออย่างเดียว ตามแบบ เรียนไวยากรณ์.
บัณฑิต คือผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภัยทั้งหลาย ใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต.
อุปัททวะทั้งหลาย ใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจาก คนพาล; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต.
อุปสรรคทั้งหลาย ใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจาก คนพาล; ย่อม ไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนไฟอันลุกโพลงขึ้นแล้วจากเรือนอันทำด้วยไม้อ้อหรือด้วยหญ้าก็ตาม ย่อมจะไหม้ได้แม้กระทั่งเรือนยอดที่มีปูนอันฉาบแล้วทั้งขึ้นและลง มีเครื่องยึดประตูอันแน่นหนา มีช่องประตูและหน้าต่างอันปิดสนิท, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือ ภัยทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น,
________________________________
๑. พหุธาตุกสูตร อนุปทวรรค อุปริ.ม. ๑๔/๑๖๖, ๑๖๙/๒๓๕, ๒๔๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 453 T 4.7.30
ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล; ย่อมไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. อุปัททวะทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล; ย่อมไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต. อุปสรรคทั้งหลายใด ๆ ก็ตาม ที่จะเกิดขึ้น, ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นจากคนพาล; ย่อมไม่เกิดขึ้นจากบัณฑิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนี้แหละ คนพาลจึงชื่อว่า ผู้มีภัยเฉพาะหน้า, บัณฑิตจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีภัยเฉพาะหน้า; คนพาลจึงชื่อว่า ผู้มีอุปัททวะ, บัณฑิตจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีอุปัททวะ; คนพาลจึงชื่อว่า ผู้มีอุปสรรค, บัณฑิตจึงชื่อว่าผู้ไม่มีอุปสรรค.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภัยย่อมไม่มีจากบัณฑิต; อุปัททวะย่อมไม่มีจากบัณฑิต; อุปสรรค ย่อมไม่มีจากบัณฑิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงทำในใจว่า “เราทั้งหลาย จักเป็นบัณฑิต”, ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกไว้อย่างนี้ แล.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระพุทธวจนะนี้จบลงแล้ว. พระอานนท์ ได้ทูลถามว่า คนจะเป็นวีมังสกบัณฑิต (บัณฑิตผู้ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา) ได้ด้วยเหตุเท่าไร ? ได้ตรัสตอบว่าด้วยเหตุ ๔ ประการคือเป็นผู้ฉลาดในธาตุด้วย เป็นผู้ฉลาดในอายตนะด้วย ในปฏิจจสมุปบาทด้วย ในฐานะและอฐานะด้วย. สำหรับความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาทนั้น พระอานนท์ได้ทูลถามสืบไปดังนี้ว่า :-
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุควรจะได้นามว่า ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า “เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น; เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
หน้า 454 T 4.7.30
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ;
เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป;
เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ;
เพราะความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ;
เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา;
เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา;
หน้า 455 T 4.7.30
เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุควรจะได้นามว่า ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ความเป็นบัณฑิตนั้นเป็นได้ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่าง หมายความว่า ทั้ง ๔ อย่างนั้น แม้ต่างกันแต่ละอย่าง ทางตัวหนังสือแต่โดยเนื้อแท้แล้ว ยังแทนกันได้ เพราะฉลาดในธาตุ ก็คือรู้ธาตุทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายสุมทยวารและนิโรธวาร, (ดังที่ได้กล่าวไว้ ในหัวข้อที่ว่า “แดนเกิดดับแห่งทุกข์-โรค-ชรามรณะ” แห่งหมวดที่ ๕ เป็นต้น) นั่นเอง; การฉลาดในอายตนะ ก็คือฉลาดในการระวังไม่ให้เกิด “อวิชชาสัมผัส” เพราะการกระทบทางอายตนะ, (ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ว่า “ปัญจุปาทานขันธ์ไม่อาจจะเกิด เมื่อ รู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท” แห่งหมวดที่ ๖ เป็นต้น); ยิ่งการฉลาดในฐานะ และอฐานะด้วยแล้ว, ยิ่งหมายถึงฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ในฐานะที่เป็นทางเกิดทุกข์ และ ทางดับทุกข์ โดยตรง. (ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ว่า “การพิจารณาปัจจัยในภายในคือ การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท” แห่งหมวดที่ ๖ เป็นต้น) อีกนั่นเอง; ดังนั้นแม้พระองค์ จะทรงใช้คำปริกัปป์ว่า “ด้วย” แทนที่จะใช้คำว่า “หรือ” ในเมื่อตรัสถึงคุณธรรม ๔ ประการ ที่ทำความเป็นวีมังสกบัณฑิต, ในตอนต้นของเรื่องนี้; ก็ย่อมหมายความว่ารู้อย่างเดียวย่อมรู้ทั้ง ๔ อย่าง.
หน้า 456 T 4.7.30
สำหรับ “ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท” เท่าที่ตรัสไว้ในที่นี้, เรียกได้ว่าตรัสไว้แต่หัวข้อ. ในความพิสดาร ย่อมมีโดยนัยต่าง ๆ ดังที่ได้รวบรวมมาไว้ทั้งหมดแล้วในหนังสือเล่มนี้. ยิ่งในอภิธัมมปฏก (ธัมมสังคณี ๓๔/๓๓_/๘๕๗) ด้วยแล้ว อธิบายคำว่า “ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา” ไว้สั้นนิดเดียว, คือไม่มีกล่าวถึงนิโรธวาร, และไม่มีคำนำซึ่งเป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา ว่า “อิติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ ...ฯลฯ... อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ” เลย.
หมวดที่เจ็ด จบ
---------------
หน้า 457 T 4.8
หมวด ๘
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท เกี่ยวกับ
ความเป็นพระพุทธเจ้า
หน้า 459 T 4.8
กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 460 T 4.8
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๘
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทเกี่ยวกับความเป็นพระพุทธเจ้า
(มี ๘ เรื่อง)
มีเรื่อง : ทรงเดินตามรอยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ - - การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก่อนการตรัสรู้ - - การคิดค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าในอดีต ๖ พระองค์ - - ทรงบันลือสีหนาทเพราะทรงรู้ปัจจัยแห่งความเกิดและความดับ - - ทรงพยากรณ์แต่ อริยญายธรรมเท่านั้น - - ทรงชักชวนวิงวอน เหลือประมาณในความเพียรเพื่อกิจเกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท - - ทรงแสดงธรรมเนื่องด้วยปฏิจจสมุปบาทมีความงามเบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย - - ศาสดาและสาวกย่อมมีความเห็นตรงกันในเรื่องปฏิจจสมุปบาท.
หน้า 461 T 4.8.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๘
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท เกี่ยวกับความเป็นพระพุทธเจ้า
_________________
ทรงเดินตามรอย แห่งพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
(ในกรณีของการค้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “สัตว์โลกนี้หนอ ถึงแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือชรามรณะนี้จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอชรามรณะจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๒๖/๒๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 462 T 4.8.1.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะชาตินั่นแล มีอยู่ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
…๑เพราะภพนั่นแล มีอยู่ ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้.
...เพราะอุปาทานนั่นแล มีอยู่ ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ” ดังนี้.
...เพราะตัณหานั่นแล มีอยู่ อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้.
...เพราะเวทนานั่นแล มีอยู่ ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้.
...เพราะผัสสะนั่นแล มีอยู่ เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา” ดังนี้.
________________________________
๑. ความข้อตามที่ละ....ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดยแยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอนเป็นลำดับไป จนถึงที่สุด ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร ; ในที่นี้ละไว้โดยนัยะที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้ ; เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
หน้า 463 T 4.8.1.1
...เพราะสฬายตนะนั่นแล มีอยู่ ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ” ดังนี้.
...เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่ สฬายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ” ดังนี้.
...เพราะวิญญาณนั่นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “ เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น; ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง : ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส
หน้า 464 T 4.8.1.2
ทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทโย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทโย) !” ดังนี้ .
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราต่อไปว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะ ชาติ นั่นแล ไม่มี ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
....เพราะภพนั่นแล ไม่มี ชาติ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ” ดังนี้.
....เพราะอุปาทานนั่นแล ไม่มี ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ” ดังนี้.
....เพราะตัณหานั่นแล ไม่มี อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน” ดังนี้.
หน้า 465 T 4.8.1.2
....เพราะเวทนานั่นแล ไม่มี ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา” ดังนี้.
....เพราะผัสสะนั่นแล ไม่มี เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมี ความดับแห่งเวทนา” ดังนี้.
....เพราะสฬายตนะนั่นแล ไม่มี ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ” ดังนี้.
....เพราะนามรูปนั่นแล ไม่มี สฬายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ” ดังนี้.
....เพราะวิญญาณนั่นแล ไม่มี นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอวิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะนามรูปนั่นแล ไม่มี วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “หนทางเพื่อการตรัสรู้นี้ อันเราได้ถึงทับแล้วแล : ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่ง
หน้า 466 T 4.8.1.3
นามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ นั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ความดับไม่เหลือ (นิโรโธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรโธ) !” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้น จึงเดินตามทางนั้นไปเมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นบุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า “ขอท้าวพระกรุณาจงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้า เมื่อเที่ยวไปในป่าทึบ ได้เห็นรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป, เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่, ได้พบทรากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีทรากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ขอพระองค์จงปรับปรุง สถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า ! ” ดังนี้.
หน้า 467 T 4.8.1.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองมีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคืออริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นเทียว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลรอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ก็ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้น เรา :
ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ;
...๑ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชาติ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
________________________________
๑. ที่ละ...ไว้ตรงนี้ และต่อ ๆ ไปมีข้อความเต็มว่า “เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทาง, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้น เรา”.
หน้า 468 T 4.8.1.3
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งภพ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งภพ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งอุปาทาน, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งตัณหา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งเวทนา, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งผัสสะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งสฬายตนะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งนามรูป, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
...ได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งวิญญาณ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
หน้า 469 T 4.8.2
เราได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินไปตามอยู่ซึ่งหนทางนั้นเราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรานั้น ครั้นรู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น ได้บอก แล้วแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็นพรหมจรรย์ตั้งมั่นและรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์แผ่ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมากเป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสามารถประกาศได้ด้วยดีแล้ว.
การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท ก่อนการตรัสรู้๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “สัตว์โลกนี้หนอ ถึงทั่วแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือ ชรามรณะนี้จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?”
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๑/๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 470 T 4.8.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะชาตินั่นแล มีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
....เพราะภพนั่นแล มีอยู่ ชาติจึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้.
....เพราะอุปาทานนั่นแล มีอยู่ ภพจึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้.
....เพราะตัณหานั่นแล มีอยู่ อุปาทานจึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้.
....เพราะเวทนานั่นแล มีอยู่ ตัณหาจึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้.
....เพราะผัสสะนั่นแล มีอยู่ เวทนาจึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” ดังนี้.
....เพราะสฬายตนะนั่นแล มีอยู่ ผัสสะจึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ” ดังนี้.
หน้า 471 T 4.8.2
....เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่ สฬายตนะจึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ” ดังนี้.
....เพราะวิญญาณนั่นแล มีอยู่ นามรูปจึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป” ดังนี้.
....เพราะสังขารนั่นแล มีอยู่ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอสังขารทั้งหลายจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะอวิชชานั่นแล มีอยู่ สังขารทั้งหลายจึงได้มี : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย” ดังนี้.
เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้น แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เรา
หน้า 472 T 4.8.2
ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) !” ดังนี้.
.... (ปฏิปักขนัย) ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้มีแก่เราอีกว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะชาตินั่นแล ไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับ แห่งชรามรณะ” ดังนี้.
....เพราะภพนั่นแล ไม่มี ชาติจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมี ความดับแห่งชาติ” ดังนี้.
....เพราะอุปาทานนั่นแล ไม่มี ภพจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ” ดังนี้.
....เพราะตัณหานั่นแล ไม่มี อุปาทานจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน” ดังนี้.
....เพราะเวทนานั่นแล ไม่มี ตัณหาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา” ดังนี้.
....เพราะผัสสะนั่นแล ไม่มี เวทนาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา” ดังนี้.
หน้า 473 T 4.8.2
....เพราะสฬายตนะนั่นแล ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ” ดังนี้.
....เพราะนามรูปนั่นแล ไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ” ดังนี้.
....เพราะวิญญาณนั่นแล ไม่มี นามรูปจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป” ดังนี้.
....เพราะสังขารนั่นแล ไม่มี วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราอีกว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ สังขารทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งสังขาร” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะอวิชชานั่นแล ไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร” ดังนี้.
เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ... …ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 474 T 4.8.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) !” ดังนี้; ดังนี้. แล.
การคิดค้นปฏิจจสมุปบาท
ของพระพุทธเจ้าในอดีต ๖ พระองค์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ยังไม่ได้ตรัสรู้ ก่อนแต่ที่ท่านตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่ท่านว่า “สัตว์โลกนี้หนอ ถึงทั่วแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือชรามรณะ นี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ? ”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสี โพธิสัตว์นั้นว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ พุทธวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๕/๒๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 475 T 4.8.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะ ชาติ นั่นแลมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้
....๑เพราะ ภพ นั่นแล มีอยู่ ชาติจึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้.
....เพราะ อุปาทาน นั่นแล มีอยู่ ภพจึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้.
....เพราะ ตัณหา นั่นแล มีอยู่ อุปาทานจึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้.
....เพราะ เวทนา นั่นแล มีอยู่ ตัณหาจึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้.
....เพราะ ผัสสะ นั่นแล มีอยู่ เวทนาจึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” ดังนี้.
....เพราะ สฬายตนะ นั่นแล มีอยู่ ผัสสะจึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ” ดังนี้.
________________________________
๑. ข้อความตามที่ละ....ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดยแยบคาย จนควมรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไป จนถึงที่สุด ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร ; ในที่นี้ละไว้ โดยนัยะที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้ : เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
หน้า 476 T 4.8.3
....เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ สฬายตนะจึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ” ดังนี้.
....เพราะ วิญญาณ นั่นแล มีอยู่ นามรูปจึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป” ดังนี้.
....เพราะ สังขาร นั่นแล มีอยู่ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ สังขาร ทั้งหลายจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะ อวิชชา นั่นแลมีอยู่ สังขารทั้งหลายจึงได้มี : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย” ดังนี้.
เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น
หน้า 477 T 4.8.3
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความเกิดขึ้นพร้อม ! ความเกิดขึ้น พร้อม !” ดังนี้.
--- --- --- ---
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้มีแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ต่อไปว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะ ชาติ นั่นแล ไม่มีชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับ แห่งชรามรณะ” ดังนี้.
....เพราะ ภพ นั่นแล ไม่มี ชาติจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ” ดังนี้.
....เพราะ อุปาทาน นั่นแลไม่มี ภพจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ” ดังนี้.
....เพราะ ตัณหา นั่นแล ไม่มี อุปาทานจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน” ดังนี้.
....เพราะ เวทนา นั่นแล ไม่มี ตัณหาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา” ดังนี้.
....เพราะ ผัสสะ นั่นแล ไม่มี เวทนาจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา” ดังนี้.
หน้า 478 T 4.8.3
....เพราะ สฬายตนะ นั่นแล ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ” ดังนี้.
....เพราะ นามรูป นั่นแล ไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมี ความดับแห่งสฬายตนะ” ดังนี้.
....เพราะ วิญญาณ นั่นแล ไม่มี นามรูปจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป” ดังนี้.
....เพราะ สังขาร นั่นแล ไม่มี วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ สังขาร ทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไรจึงมีความดับแห่งสังขาร” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะอวิชชานั่นแลไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร” ดังนี้.
เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงมีว่า เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ...
หน้า 479 T 4.8.4
…ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความดับไม่เหลือ ! ความดับไม่เหลือ !” ดังนี้; แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : แม้การคิดค้นปฏิจจสมุปบาทของอดีตพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นอกจากนี้ คือพระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ ก็มี เนื้อความตรงกันกับเรื่องราวอันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าวิปัสสีนี้ ทุก ๆ ประการ ทุกตัวอักษร เว้นแต่ ชื่อพระพุทธเจ้าเท่านั้น.
อนึ่ง ข้อความเกี่ยวกับการคิดค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธเจ้าวิปัสสี ที่กล่าวไว้ใน คัมภีร์สังยุตตนิกายตามที่ได้นำมากล่าวไว้ในข้อความแห่งหัวข้อข้างบนนี้นั้น มีข้อความ บางอย่างไม่ตรงกันแท้กับข้อความเรื่องเดียวกันที่กล่าวอยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกาย คือในคัมภีร์ ทีฆนิกายนั้น กล่าวกระแสแห่งปฏิจจไปหยุดเสียเพียงแค่วิญญาณกับนามรูป ไม่เลยขึ้นไปถึงอวิชชา ; ซึ่งได้ ยกข้อความนั้นมากล่าวไว้ในหมวดที่ ๑๐ ภายใต้หัวข้อว่า “ปฏิจจสมุปบาท แบบที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าวิปัสสี” ผู้สนใจพึงทำการเปรียบเทียบกันดูและจะพบ ข้อแตกต่างอยู่บางอย่างดังที่กล่าวมานี้, ซึ่งจะเป็นเพราะเหตุใดก็ยากที่จะทราบได้.
อนึ่ง การคิดค้นปฏิจจฯ ตามแบบของพระพุทธเจ้าวิปัสสีทั้ง ๒ แบบ ก็มีการคิดค้น โดยพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ตรงกันทั้ง ๒ แบบด้วยเหมือนกัน ดูที่หน้า ๔๖๙ และหน้า ๕๖๔ แห่งหนังสือเล่มนี้.
ทรงบันลือสีหนาท
เพราะทรงรู้ปัจจัยแห่งความเกิดและความดับ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต เป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๔ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 480 T 4.8.4
ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลายว่า “รูป คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ๆ; ” และว่า “เวทนา คืออย่างนี้ๆ,เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ๆ; ” และว่า “สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญาคืออย่างนี้ ๆ ;” และว่า “สังขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลายคืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ ;” และว่า “วิญญาณคืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ ; ” และว่า “เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี ; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้จึงดับ ; ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้ได้แก่ความที่ :-
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;
....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ....
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ;
....ฯลฯ….ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ….
หน้า 481 T 4.8.5
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้ แล.
ทรงพยากรณ์แต่อริยญายธรรมเท่านั้น๑
อุตติยปริพพาชก ได้ทูลถามว่า “ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกเที่ยงเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกเที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ อุปาสกวรรค ทสก.อํ. ๒๔/๒๐๗/๙๕, ตรัสแก่อุตติยปริพพาชก
หน้า 482 T 4.8.5
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
หน้า 483 T 4.8.5
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีกเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?”
ดูก่อนอุตติยะ ! ข้อที่ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนี้นั้น เป็นสัจจะที่เราไม่พยากรณ์.
“ข้าแต่ท่านโคดมผู้เจริญ ! เมื่อท่านถูกเขาถามว่า คำว่า โลกเที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ? ท่านก็ตอบว่า นั่นเราไม่พยากรณฺ์; เมื่อท่านถูกเขาถามว่า คำว่า โลกไม่เที่ยง เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า โลกมีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น
หน้า 484 T 4.8.5
เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ชีวะก็อันอื่นสรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มีเท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; หรือว่าท่านเมื่อถูกเขาถามว่า คำว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ ดังนั้นหรือ?, ดังนี้ก็ดี; ท่านก็ล้วนแต่ตอบว่า ข้อนั้น เราไม่พยากรณ์, เมื่อเป็นดังนั้น ข้อที่ท่านยอมพยากรณ์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ?”
ดูก่อนอุตติยะ ! เราย่อมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะปริเทวะ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์โทมนัส เพื่อการบรรลุซึ่งญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งนิพพาน (นั่นแหละ คือข้อที่เราพยากรณ์)
“ดูก่อนท่านโคดมผู้เจริญ ! ข้อที่ท่านแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งโสกะปริเทวะ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์โทมนัส เพื่อการบรรลุซึ่งญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน, นั้น สัตว์โลก ทั้งโลก หรือว่าสัตว์โลก ครึ่งโลก หรือว่าสัตว์ หนึ่งในสามของโลก เล่า ที่ออกไปจากทุกข์ได้ ด้วยการแสดงธรรมนั้น”.
เมื่ออุตติยปริพพาชก ได้กล่าวอย่างนี้, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงนิ่งเสีย.
หน้า 485 T 4.8.6
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็น เรื่องอริยญายธรรม (ดังที่ปรากฏอยู่ในบทนำแห่งหนังสือเล่มนี้ ภายใต้หัวข้อว่า “ปฏิจจสมุปบาทคืออริยญายธรรม”) ซึ่งเมื่อบุคคลรู้แล้ว ย่อมไม่มีหนทางที่จะเกิดทิฏฐิ ๑๐ ประการ ดังที่อุตติยปริพพาชกได้นำมาทูลถาม และพระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ เพราะจะทรงพยากรณ์ แต่ในเรื่องญายธรรม เช่นปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น อันจะป้องกันหรือทำลายเสียซึ่งทิฏฐิ ๑๐ ประการนั้น. ขอให้เห็นโดยประจักษ์อยู่เสมอไปว่า มิจฉาทิฏฐิทุกชนิด เกิดขึ้นเพราะ ไม่เห็นอิทัปปัจจยตา กล่าวคือปฏิจจสมุปบาท. การแสดงปฏิจจสมุปบาทซึ่งมุ่งตรงไปยัง การบรรลุนิพพาน จึงเป็นสิ่งที่เราพยากรณ์เสมอไป. อนึ่ง ขอให้ สังเกตเป็นพิเศษในตอนท้าย แห่งเรื่องนี้ว่าถ้ามีผู้กล่าวล้อเลียน ประชดแดกดัน, พระองค์จะทรงนิ่งเสีย, ซึ่งควรถือว่าเป็น “พระพุทธจริยา”โดยแท้.
ทรงชักชวนวิงวอนเหลือประมาณ
ในความเพียรเพื่อกิจเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต เป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย ว่า “รูป คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดรูปคืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ๆ;” และว่า “เวทนา คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ ๆ; และว่า “สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญาคืออย่างนี้ๆ; ” และว่า “สังขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ;” และว่า “วิญญาณ คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ๆ; ” และว่า “เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี ; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น,
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๓๓/๖๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 486 T 4.8.6
เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้จึงดับ, ด้วยอาการอย่างนี้ : นี้ได้แก่ความที่ :-
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;
....ฯลฯ….ฯลฯ….ฯลฯ....ฯลฯ….
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ....
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”,ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ เป็นธรรมที่ทำให้ตื้นแล้ว เปิดเผยแล้ว ประกาศแล้ว มีส่วนขี้ริ้วอันเราเฉือนออกสิ้นแล้ว (ฉินฺนปิโลติโก). ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นธรรมที่ทำให้ตื้นแล้ว เปิดเผยแล้ว ประกาศแล้ว มีส่วนขี้ริ้วอันเราเฉือนออกสิ้นแล้ว อย่างนี้ ย่อมเป็นการสมควรแท้ที่กุลบุตรผู้บวชแล้วด้วยสัทธา จะปรารภความเพียร (ด้วยการอธิษฐานจิต) ว่า
หน้า 487 T 4.8.6
“หนัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้มีความเกียจคร้าน เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์, และย่อมทำประโยชน์ตนอันใหญ่หลวงให้เสื่อมสิ้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนบุคคลผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข, สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นบาปอกุศลทั้งหลาย เป็นอยู่ด้วย, และย่อมทำประโยชน์ตนอันใหญ่หลวงให้บริบูรณ์ ด้วย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลวนั้น ย่อมมีไม่ได้; แต่ว่าการบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลิศนั้น ย่อมมีได้ แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ มีลักษณะ น่าดื่มเหมือนมัณฑะ๑; ทั้งพระศาสดาก็ อยู่ที่นี่ แล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย พึงปรารภความเพียร เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่ได้เข้าถึง เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง เถิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย พึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ ว่า “ ด้วยการกระทำอย่างนี้ บรรพชาของเราทั้งหลาย นี้ จักเป็นบรรพชาไม่ต่ำทราม,
________________________________
๑. มัณฑะ ในที่นี้ คือโอชะที่ดีที่สุดลอยอยู่ผิวหน้าของเนยใส.
หน้า 488 T 4.8.7
ไม่เป็นหมัน ; แต่จักเป็นบรรพชามีผลกำไร. อนึ่ง เราทั้งหลายบริโภคจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ของชนทั้งหลายเหล่าใด, การบริโภคทั้งหลายนั้นจักเป็น การบริโภคที่มีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะว่า เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ตน ย่อมควรแท้ที่จะทำประโยชน์นั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท; หรือว่า เมื่อเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์เพื่อผู้อื่น ย่อมควรแท้ที่จะทำประโยชน์นั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท; หรือว่า เมื่อเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ย่อมควรแท้ที่จะทำประโยชน์นั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท, ดังนี้ แล.
ทรงแสดงธรรมเนื่องด้วยปฏิจจสมุปบาท
มีความงามเบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงธรรมอันมีความไพเราะในเบื้องต้นไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในเบื้องปลาย แก่พวกเธอทั้งหลาย : จักประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง; กล่าวคือธรรมหมวดละหก ๖ หมวด. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งธรรมนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้. .....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) อายตนะทั้งหลายหก อันเป็นภายใน เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๒) อายตนะ ทั้งหลายหก อันเป็นภายนอก เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๓) หมู่แห่งวิญญาณ
________________________________
๑. ฉฉักกสูตร อุปริ. ม.๑๔/๕๐๙/๘๑๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 489 T 4.8.7.1
ทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๔) หมู่แห่งผัสสะ ทั้งหลายหกเป็นสิ่งที่ควรรู้, (๕) หมู่แห่งเวทนา ทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้, (๖) หมู่แห่งตัณหา ทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้,
(๑) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า “อายตนะทั้งหลายหกอันเป็นภายใน เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? อายตนะคือ ตา มีอยู่, อายตนะคือ หู มีอยู่, อายตนะคือ จมูก มีอยู่, อายตนะคือ ลิ้น มีอยู่, อายตนะคือ กาย มีอยู่, อายตนะคือ ใจ มีอยู่. ข้อที่เรากล่าวว่า “อายตนะทั้งหลายหก อันเป็นภายใน เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้นเราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่หนึ่ง.
(๒) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า “อายตนะทั้งหลายหกอันเป็นภายนอก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? อายตนะคือ รูป มีอยู่, อายตนะคือเสียง มีอยู่, อายตนะคือ กลิ่น มีอยู่, อายตนะคือ รส มีอยู่, อายตนะคือ โผฏฐัพพะมีอยู่, อายตนะคือ ธัมมารมณ์ มีอยู่. ข้อที่เรากล่าวว่า “อายตนะทั้งหลายหก อันเป็นภายนอก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่สอง.
(๓) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า “หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; (ในกรณีแห่งโสตะที่จะให้เกิดโสตวิญญาณก็ดี ฆานะที่จะให้เกิดฆานวิญญาณก็ดี ชิวหาที่จะให้เกิดชิวหาวิญญาณก็ดี กายะที่จะให้เกิดกายวิญญาณก็ดี และมนะที่จะให้เกิดมโนวิญญาณก็ดี ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า “หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลายหกเป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้นเราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่สาม.
(๔) คำอันเรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า “หมู่แห่งผัสสะทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิด
หน้า 490 T 4.8.7.1
จักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; (ในกรณีแห่งโสตะที่จะให้เกิดโสตสัมผัสก็ดี ฆานะที่จะให้เกิดฆานสัมผัสก็ดีเป็นต้นจนกระทั่งถึงมโนที่จะให้เกิดมโนสัมผัสก็ดี ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า “หมู่แห่งผัสสะทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่สี่.
(๕) คำที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า “หมู่แห่งเวทนาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; (ในกรณีแห่งโสตะที่จะให้เกิดโสตสัมผัสสชาเวทนาก็ดี ฆานะที่จะให้เกิดฆานสัมผัสสชาเวทนาก็ดี เป็นต้น จนกระทั่งถึงมนะที่จะให้เกิดมโนสัมผัสสชาเวทนาก็ดี ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า “หมู่แห่งเวทนาทั้งหลายหกเป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่ห้า.
(๖) คำที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ว่า “หมู่แห่งตัณหาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวเล่า ? เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย รูปทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ, เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; (ในกรณีแห่งการเกิดสัททตัณหาก็ดี คันธตัณหาก็ดี รสตัณหาก็ดี โผฏฐัพพตัณหาก็ดี ธัมมตัณหาก็ดี ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ข้อที่เรากล่าวว่า “หมู่แห่งตัณหาทั้งหลายหก เป็นสิ่งที่ควรรู้” ดังนี้นั้น เราอาศัยสิ่งเหล่านี้เองกล่าว. นี้คือ ธรรมหมวดละหก หมวดที่หก.
ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “จักษุ เป็นอัตตา”, คำกล่าวเช่นนั้น ย่อม ไม่เข้าถึง (ซึ่งฐานะแห่งเหตุผล); เพราะว่าความเกิดก็ดี ความเสื่อมก็ดี ของจักษุ ปรากฏอยู่.
หน้า 491 T 4.8.7.2
ก็เมื่อความเกิดก็ดี ความเสื่อมก็ดี ของสิ่งใด ปรากฏอยู่, คำที่ควรกล่าวสำหรับสิ่ง(จักษุ) นั้น ก็ควรจะต้องเป็นอย่างนี้ว่า “อัตตาของเรา ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเสื่อมไปด้วย” ดังนี้ ; เพราะฉะนั้น คำกล่าวของผู้ที่กล่าวว่า “จักษุ เป็นอัตตา” ดังนี้นั้น จึงไม่เข้าถึง (ซึ่งฐานะแห่งเหตุผล) ; เพราะเหตุนั้น จักษุจึงเป็นอนัตตา. (ในกรณีแห่งรูปก็ดี จักขุวิญญาณก็ดี จักขุสัมผัสก็ดี จักขุสัมผัสสชาเวทนาก็ดี รูปตัณหาก็ดี มีข้อความอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุต่างกันแต่เพียงประโยคสุดท้าย คือจะเอาธรรมและสหคตธรรมที่กล่าวแล้วในกรณีก่อน มากล่าวเพิ่มข้างหน้าในกรณีหลังอีกตามลำดับกันไปแห่งกรณีนั้น ๆ ; เช่นในกรณีแห่งจักขุสัมผัส : ประโยคสุดท้ายจะมีว่า “เพราะเหตุนั้น จักษุจึงเป็นอนัตตา, รูปทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา, จักขุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา, จักขุสัมผัสจึงเป็นอนัตตา.”; หรือเช่นในกรณีแห่งรูปตัณหา อันเป็นกรณีสุดท้ายแห่งหมวดจักษุ ประโยคสุดท้ายจะมีว่า “เพราะเหตุนั้น จักษุจึงเป็นอนัตตา, รูปทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา, จักขุวิญญาณจึงเป็นอนัตตา, จักขุสัมผัสจึงเป็นอนัตตา, เวทนาจึงเป็นอนัตตา, ตัณหาจึงเป็นอนัตตา.”.
ข้อความในหมวดโสตะก็ดี – ฆานะก็ดี – ชิวหาก็ดี – กายะก็ดี – มนะก็ดี ที่ถูกยืดถือเป็นอัตตา ; ก็มีนัยแห่งการตรัสอย่างเดียวกันกับข้อความที่ตรัสแล้วในหมวดแห่งจักษุที่ถูกยืดถือเป็นอัตตา ต่างกันแต่เพียงชื่อธรรมประจำหมวด แต่ละหมวดเท่านั้น).
[ข้างบนนี้ เป็นการแสดงความงามเบื้องต้น]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิปทาอันให้ถึงความเกิดขึ้นพร้อมแห่งสักกายะ มีอยู่อย่างนี้ คือ :-
บุคคล ย่อมสำคัญเห็นซึ่งจักษุว่า “นั่น ของเรา, นั่น เป็นเรา, นั่นเป็นอัตตาของเรา”. (ในกรณีแห่งรูปทั้งหลาย, จักขุวิญญาณ, จักขุสัมผัส, เวทนา, และตัณหา; ก็ตรัสมีนัยดุจเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ.
ในกรณีแห่งหมวดโสตะก็ดี – ฆานะก็ดี – ชิวหาก็ดี – กายะก็ดี – มนะก็ดี ได้ตรัสไว้มีนัยเดียวกันกับในกรณีแห่งหมวดจักษุนั้นทุกประการ ต่างกันแต่เพียงชื่อซึ่งต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น).
[ข้างบนนี้ เป็นการแสดงความงามท่ามกลาง]
หน้า 492 T 4.8.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิปทาอันให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสักกายะ มีอยู่อย่างนี้ คือ :-
บุคคล ย่อมตามเห็นด้วยดีซึ่งจักษุว่า “นั่น ไม่ใช่ของเรา (เนตํ มม), นั่นไม่เป็นเรา (เนโสหมสฺมิ), นั่น ไม่ใช่อัตตาของเรา (น เมโส อตฺตา)” (ในกรณีแห่งรูปทั้งหลาย, จักขุวิญญาณ, จักขุสัมผัส, เวทนา, และตัณหา ; ก็ตรัสมีนัยดุจเดียวกันกับกรณีแห่งจักษุ.
กรณีแห่งหมวดโสตะ – ฆานะ ไปจนกระทั่งหมวดมนะ ก็ได้ตรัสไว้มีนัยะอย่างเดียวกันกับที่ตรัสไว้ในกรณีแห่งหมวดจักษุนั้น ทุกประการ ต่างกันแต่เพียงชื่อซึ่งต้องเปลี่ยนไปตามหมวดนั้น ๆ เท่านั้น).
[ข้างบนนี้ เป็นการแสดงความงามเบื้องปลาย]
(ต่อไปได้ทรงแสดงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ ทำหน้าที่กันจนเกิดเวทนา; ปฏิบัติผิดต่อเวทนา ๓ มีสุขเวทนาเป็นต้น ก็เป็นเหตุให้เพิ่มอนุสัยนั้นๆ ไปตามเวทนา; เมื่อยังละบรรเทา ถนอมอนุสัยไม่ได้ ไม่ทำวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่เป็นฐานะที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในทิฏฐิธรรม; ซึ่งเนื้อความที่ทรงแสดงนี้ ได้นำใส่ไว้ในหมวดที่ ๕ ภายใต้หัวข้อว่า “เวทนาในปฏิจจสมุปบาท ให้เกิดอนุสัย”; แล้วได้ตรัสโดยนัยที่ตรงกันข้าม หรือปฏิกขนัย อีกครั้งหนึ่ง, ซึ่งเนื้อความที่ทรงแสดงนี้ก็ได้นำมาใส่ไว้แล้วในหมวดที่ ๖ โดยหัวข้อว่า “อนุสัยไม่อาจจะเกิด เมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท”. ผู้ศึกษาต้องการทราบรายละเอียดในถ้อยคำที่ตรัสทั้งสองนัยะนี้ ก็ดูได้จากหัวข้อนั้น ๆ แห่งหมวดนั้น ๆ. ต่อจากนั้น ได้ตรัสว่า อริยสาวกเมื่อเห็นอยู่อย่างนั้น จะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในอายตนะภายในทั้งหก และสหคตธรรมที่เนื่องด้วยอายตนะนั้น ๆ ซึ่งมีจำนวน ๖ หมวด ๆ ละ ๖. ในที่สุดแห่งธรรมเทศนานี้ มีผลทำให้ภิกษุ ๖๐ รูป บรรลุอรหัตตผล).
ศาสดาและสาวก
ย่อมมีการกล่าวตรงกันในเรื่องปฏิจจสมุปบาท๑
ก็คำนี้ว่า “ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ” ดังนี้ เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ ใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ?
________________________________
๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๘๐/๔๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 493 T 4.8.8
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ, ในข้อนี้ ต้องมีว่าชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !”
(ตรัสบอกแล้วทรงซักถาม และภิกษุทั้งหลายทูลตอบ ในลักษณะอย่างเดียวกันนี้เป็นลำดับไปทุกอาการของ ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย...ฯลฯ...จนกระทั่งถึงอาการสุดท้าย คือสังขาร จึงจะเขียนเต็มรูปความอีกครั้งหนึ่ง)
---- ---- ---- ----
ก็คำนี้ว่า “ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือสฬายตนะ...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “สฬายตนะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
หน้า 494 T 4.8.8.1
ก็คำนี้ว่า “วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือสังขาร...ฯลฯ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
---- ---- ---- ----
ก็คำนี้ว่า “สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา” ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคือ อวิชชาใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา, ในข้อนี้ต้องมีว่า สังขารทั้งหลายมี เพราะปัจจัยคืออวิชชา อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว ! ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เป็นอันว่า แม้พวกเธอก็กล่าวอย่างนี้; แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า “เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ก็มี; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น;”๑ กล่าวคือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
________________________________
๑. ข้อความในเลขในอัญญประกาศ ๒ ประโยคนี้ คือกฎที่ทรงเรียกว่า อิทัปปัจจยตา ฝ่ายเกิด.
หน้า 495 T 4.8.8.1
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะจึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับ แห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่ง กองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ก็คำว่า “ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ ใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความดับแห่งชาติชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ, ในข้อนี้ต้องมีว่า ความดับแห่งชรามรณะมี เพราะความดับแห่งชาติ อย่างนี้เป็นแน่นอนพระเจ้าข้า !”
(ตรัสบอกแล้วทรงซักถาม และภิกษุทั้งหลายทูลตอบ ในลักษณะอย่างเดียวกันนี้ ทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย...ฯลฯ...จนกระทั่งถึงอาการสุดท้าย คือสังขาร จึงจะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง).
---- ---- ---- ----
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งชาติมี เพราะความดับแห่งภพ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งภพมี เพราะความดับแห่งอุปาทาน...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
หน้า 496 T 4.8.8.1
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งอุปาทานมี เพราะความดับแห่งตัณหา...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งตัณหามี เพราะความดับแห่งเวทนา...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งเวทนามี เพราะความดับแห่งผัสสะ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งผัสสะมี เพราะความดับแห่งสฬายตนะ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งสฬายตนะมี เพราะความดับแห่งนามรูป...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งนามรูปมี เพราะความดับแห่งวิญญาณ...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า ! ”
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งวิญญาณมี เพราะความดับแห่งสังขาร...ฯลฯ... อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !”
---- ---- ---- ----
ก็คำนี้ว่า “ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับแห่งอวิชชา” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับ แห่งอวิชชาใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับแห่งอวิชชา, ในข้อนี้ ต้องมีว่า ความดับแห่งสังขารมี เพราะความดับแห่งอวิชชา อย่างนี้เป็นแน่นอนพระเจ้าข้า !”
หน้า 497 T 4.8.8.2
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถูกแล้ว ! ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เป็นอันว่า แม้พวกเธอก็กล่าวอย่างนี้; แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า “เมื่อสิ่งนี้ไม่มีอยู่ สิ่งนี้ก็ไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับไป;”๑ กล่าวคือ เพราะความดับแห่งอวิชชา จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วย อาการอย่างนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกต ในข้อที่ว่า พระศาสดากับพระสาวก ย่อมจะมี ความรู้เห็นตรงกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีแห่งปฏิจจสมุปบาท, โดยไม่เพียงแต่ปากว่า, หรือกล่าวไปเพราะความเคารพในพระศาสดา, แต่หมายความว่า พระสาวกรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้นดีทุกอาการ ; และมองเห็นความเป็นอิทัปปัจจยตาคือเป็นปัจจัยอาศัยกัน เกิด ทุกอาการ จริงๆ.
________________________________
๑. ข้อความในเลขในอัญญประกาศ ๒ ประโยคนี้ คือกฎที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ฝ่ายดับ ผู้ศึกษาพังสังเกตไว้ทุกคราวที่ผ่านไป, เพื่อจะได้รู้ว่าเรื่องอิทัปปัจจยตานี้ มีความสำคัญมากน้อยเพียงไร : บางสูตร กล่าวว่า ได้ทรงนำเอาเรื่องอิทัปปัจจยตานี้มาทรง “พึมพำ” เล่น อยู่ในที่สงัดแต่พระองค์เดียวก็ยังมี (ดูหมวดที่๖ หัวข้อว่า “ตรัสว่าเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์” และที่อื่นอีก).
หมวดที่แปด จบ
---------------
หน้า 499 T 4.9
หมวด ๙
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท กับอริยสาวก
หน้า 501 T 4.9.1
กฎอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 502 T 4.9.1
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๙
ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทกับอริยสาวก
(มี ๑๐ เรื่อง)
มีเรื่อง : ทรงกำชับสาวกให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท - -ไม่รู้เรื่องรากฐานแห่ง ปฏิจจสมุปบาทก็ยังไม่ใช่สาวกในศาสนานี้ -- อริยสาวกย่อมรู้ปฏิจจสมุปบาทโดยไม่ต้อง เชื่อผู้อื่น - - อริยญายธรรมคือการรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท - - การสนทนาของพระมหาสาวก - -เวทนาของปุถุชนต่างจากของอริยสาวก -- อริยสาวกรู้ความเกิดและความดับของโลก อย่างไม่มีที่สงสัย -- พระโสดาบันคือผู้เห็นชัดปฏิจจสมุปบาท โดยวิธีแห่งอริยสัจสี่ - - โสตาปัตติยังคะขึ้นอยู่กับการรู้ปฏิจจสมุปบาทของอริยสาวก -- สามัญญผลในพุทธศาสนา เทียบกันไม่ได้กับในลัทธิอื่น.
หน้า 503 T 4.9.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๙
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท กับอริยสาวก
_________________
ทรงกำชับสาวกให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท๑
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทรงกล่าวธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า :-
“เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖-๘, และสูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรคสฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๑๑๑/๑๖๓, กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้น ซึ่งมีภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังอยู่ด้วย.
หน้า 504 T 4.9.1
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
(ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกัน แต่ชื่อ. ในกรณีแห่งจมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่งมโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง).
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
หน้า 505 T 4.9.1
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
หน้า 506 T 4.9.1
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงมีขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
(ปฏิปักขนัย)
เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา นั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 507 T 4.9.1
เพราะอาศัย หู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบ แห่งธรรม ๓ ประการ (หู + เสียง + โสตวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
(ข้อความเต็มในกรณีแห่ง หู ก็มีอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งตา ทุกตัวอักษร, ต่างกัน แต่ชื่อ. ในกรณีแห่ง จมูก ลิ้น กาย ก็มีนัยเดียวกัน. ในกรณีแห่งมโน จะเขียนเต็มอีกครั้งหนึ่ง).
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย จมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย ลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ชิวหาวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
หน้า 508 T 4.9.1
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย กาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วย จึงเกิด กายวิญญาณ; การประจวบแห่ง ธรรม ๓ ประการ (กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัย ใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วย จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั้นคือ ผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งตัณหา นั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
หน้า 509 T 4.9.2
สมัยนั้น ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุผู้ยืนแอบฟังนั้นแล้ว ได้ทรงกล่าวกะภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้ว มิใช่หรือ ?”
“ได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า !”
“ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป. ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงเล่าเรียนธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ ! เธอจง ทรงไว้ ซึ่งธรรมปริยายนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”, ดังนี้ แล.
ไม่รู้เรื่องรากฐานแห่งปฏิจจสมุปบาท
ก็ยังไม่ใช่สาวกในศาสนานี้๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุรูปใดก็ตาม ยังไม่รู้ชัดซึ่ง สมุทัย อัตถังคมะ อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ แห่งผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ ตามความเป็นจริง; ก็เป็นอันว่า พรหมจรรย์นี้อัน ภิกษุนั้นไม่ได้อยู่ประพฤติ, เธออยู่ห่างไกลออกไปจากธรรมวินัยนี้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ยังไม่โล่งใจในกรณีนี้ เพราะว่าข้าพระองค์ยังไม่รู้ชัดซึ่งสมุทัย อัตถังคมะ อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ แห่งผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการตามความเป็นจริง”
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ มิคชาลวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๕๒/๘๕.
หน้า 510 T 4.9.3
ดูก่อนภิกษุ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : เธอย่อมตามเห็นซึ่งจักษุว่า “นั่นของเรา; นั่นเป็นเรา; นั่นเป็นตัวตนของเรา; ” ดังนี้หรือ ?
“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”.
ถูกแล้ว ภิกษุ, ในข้อนี้ การที่เธอตามเห็นซึ่งจักษุด้วยอาการอย่างนี้ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา,” ดังนี้ จักเป็นอันเธอ เห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบ ตามความจริง : นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์.
[ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และมโน ก็ทรงถาม, ภิกษุทูลตอบ, และตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งจักษุ ทุกประการ.
...ในสูตรถัดไปและในที่อื่นอีก (สูตรที่ ๑๐ มิคชาลวรรค สฬา.สํ ๑๘/๕๓/๘๖ และ สูตรที่ ๕ ฉันนวรรค สฬา.สํ ๑๘/๗๖/๑๑๔) ทรงแสดงอานิสงส์ของการเห็นผัสสายตนะ ๖ โดยอาการ ๕ ในตอนท้ายแห่งเรื่องอย่างเดียวกันนี้ แปลกออกไป ; คือแทนที่จะทรงแสดงว่า “นั่นเป็นที่สุดแห่งทุกข์” แต่ทรงแสดงว่า “จักละผัสสายตนะได้ ไม่เป็นไปเพื่อการเกิดใหม่แห่งผัสสายตนะนั้น อีกต่อไป” อีก สูตรหนึ่ง(สูตรที่ ๑๑ มิคชาลวรรค สฬา.สํ ๑๘/๕๔/๘๗) ทรงแสดงข้อความอย่างเดียวกัน แต่ทรงซักถามในภิกษุนั้นตอบยืนยันการเห็นอนัตตา อย่างละเอียดลออตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร และประสพผล อย่างเดียวกันกับในอนัตตลักขณสูตรนั้น].
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผัสสายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นั่นเป็นรากฐานของปฏิจจสมุปบาท ถ้ารู้ทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับรากฐานอันนี้ ก็ย่อมตัดกระแส แห่งปฏิจจสมุปบาทได้เป็นแน่นอน.
อริยสาวก ย่อมรู้ปฏิจจสมุปบาท
โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกได้สดับแล้ว ย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า “เพราะอะไรมี อะไรจึงมีหนอ; เพราะความเกิดขึ้นแห่งอะไร อะไรจึงเกิดขึ้น :
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๙๔/๑๘๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 511 T 4.9.3
เพราะอะไรมี สังขารทั้งหลายจึงมี; เพราะอะไรมี วิญญาณจึงมี; เพราะอะไรมีนามรูปจึงมี; เพราะอะไรมี สฬายตนะจึงมี; เพราะอะไรมี ผัสสะจึงมี; เพราะอะไรมี เวทนาจึงมี; เพราะอะไรมี ตัณหาจึงมี; เพราะอะไรมี อุปาทานจึงมี; เพราะอะไรมีภพจึงมี; เพราะอะไรมี ชาติจึงมี; เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น : เพราะ อวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี; เพราะสังขารทั้งหลายมีวิญญาณจึงมี; เพราะวิญญาณมี นามรูปจึงมี; เพราะนามรูปมี สฬายตนะจึงมี; เพราะสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี; เพราะผัสสะมี เวทนาจึงมี; เพราะเวทนามี ตัณหาจึงมี; เพราะตัณหามี อุปาทานจึงมี; เพราะอุปาทานมี ภพจึงมี; เพราะภพมีชาติจึงมี; เพราะชาติมี ชรามรณะจึงมี” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “โลกนี้ ย่อมเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า “เพราะอะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหนอ; เพราะความดับแห่งอะไร อะไรจึงดับ : เพราะอะไรไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี วิญญาณจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มีผัสสะจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี; เพราะอะไร ไม่มี ตัณหาจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า “เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับ
หน้า 512 T 4.9.4
แห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ : เพราะอวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี; เพราะสังขารทั้งหลายไม่มี วิญญาณจึงไม่มี; เพราะวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี; เพราะนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี; เพราะสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี; เพราะผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี; เพราะเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี; เพราะตัณหาไม่มี อุปาทานจึง ไม่มี; เพราะอุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี; เพราะชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “โลกนี้ ย่อมดับลงด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึงเหตุเกิดและความดับแห่งโลก ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ในกาลใด; ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนี้ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว” ดังนี้บ้าง; ว่า “ได้เห็นพระสัทธรรมนี้” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว” ดังนี้บ้าง; ว่า “ได้เห็นพระสัทธรรมนี้” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ” ดังนี้บ้าง; ว่าประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประเสริฐมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส” ดังนี้บ้าง; ว่า “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ” ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล.
อริยญายธรรมคือการรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนคหบดี ! ก็อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอด แล้วด้วยดี ด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก.อ. ๒๔/๑๙๗/๙๒, ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี ที่เชตวัน.
หน้า 513 T 4.9.4
ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า “ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี, สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้, สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับ แห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.”
หน้า 514 T 4.9.5.1
ดูก่อนคหบดี ! อริยญายธรรมนี้แล เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดีแทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ตัวบทของปฏิจจสมุปบาท ที่แสดงไว้ ตามที่รู้กันอยู่ทั่วไป ฟังดูคล้ายกับว่า เป็นเพียงหลักสำหรับเรียน หรือสำหรับคิด; ต่อเมื่อสังเกตอย่าง ละเอียด จึงจะมองเห็นว่า เป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าหลักสำหรับเรียนหรือสำหรับ คิดเท่านั้น แต่ทรงประสงค์ให้ เป็นตัวธรรมสำหรับการรู้แจ้งแทงตลอด หรือเป็นเครื่องนำสัตว์ ออกไปจากกองทุกข์ด้วยปัญญา ในตัวปัญญาที่เรียกว่า “ยถาภูตสัมมัปปัญญา” นั้นเอง เป็นตัวการปฏิบัติ; และในที่นี้ ตรัสเรียกว่าเป็นการรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งอริยญายธรรม. ตัวการ ปฏิบัติโดยตรง ตั้งต้นด้วยการมีสติระวัง เมื่อมีการกระทบทางอายตนะ เช่นตาเห็นรูป เป็นต้น, อย่าให้เกิดมีสิ่งที่เรียกว่า “อวิชชาสัมผัส” ขึ้นมาได้; แล้วกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ก็จะไม่เกิดขึ้นหรือดำเนินไป. สำหรับสิ่งที่เรียกว่าอวิชชาสัมผัสนั้น มีแจ้งอยู่ในหัวข้อชื่อนั้น ในหนังสือเล่มนี้แล้ว.
การสนทนาของพระมหาสาวก๑
(เรื่องปฏิจจสมุปบาท)
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่หลีกเร้น ในเวลาเย็น เข้าไปหาพระสารีบุตร ถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ชรามรณะเป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือหนอ ? หรือว่า ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่า ชรามรณะ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๑๓๖/๒๖๓, พระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะสนทนากัน ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.
หน้า 515 T 4.9.5.1
ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, ชรามรณะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำ ก็ไม่ใช่, ชรามรณะเป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งชรามรณะ จะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่าเพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ”.
ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือหนอ ? หรือว่า ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่า ชาติ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ชาติ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งชาติ จะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ”.
ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือหนอ ? หรือว่า ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่า ภพ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, ภพ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ภพ เป็นสิ่งที่บุคคล
หน้า 516 T 4.9.5.1
กระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งภพ จะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ”
ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! อุปาทาน เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? อุปาทาน เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! อุปาทานเป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, อุปาทาน เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึง มีอุปาทาน”
ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
ท่านพระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, ตัณหา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง
หน้า 517 T 4.9.5.1
หรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา”.
พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเอง หรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
พระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เวทนา เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา”.
พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! ผัสสะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
พระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! ผัสสะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ”.
พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! สฬายตนะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย
หน้า 518 T 4.9.5.1
บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
พระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! สฬายตนะ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ”
พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! นามรูป เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำ ก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
พระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! นามรูป เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป”.
พระมหาโกฏฐิตะ ได้ถามอีกว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร ! วิญญาณ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ? หรือว่า เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ? เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย บุคคลอื่นกระทำด้วยหรือ ? หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่น กระทำก็เกิดขึ้นได้ เล่า ?”
พระสารีบุตร ได้ตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! วิญญาณเป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ”.
หน้า 519 T 4.9.5.1
ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า “เราทั้งหลาย ย่อมรู้ทั่วถึงภาษิตของท่านสารีบุตรเดี๋ยวนี้เอง อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! นามรูป เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมีนามรูป.’ อนึ่ง เราทั้งหลายย่อมรู้ทั่วถึงภาษิตของท่านสารีบุตรเดี๋ยวนี้อีกเหมือนกัน อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ! วิญญาณ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำ ก็ไม่ใช่, เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยบุคคลอื่นกระทำด้วย ก็ไม่ใช่, ทั้งจะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่บุคคลกระทำเองหรือบุคคลอื่นกระทำก็เกิดขึ้นได้ ก็ไม่ใช่; แต่ว่า เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ’. ดูก่อนท่าน สารีบุตร ! ก็เนื้อความแห่งภาษิตนี้ อันเราทั้งหลายจะพึงเห็นได้อย่างไร ?”
ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าอย่างนั้น ผมจักกระทำอุปมาให้ท่านฟัง. วิญญูชนทั้งหลายบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! เปรียบเหมือนไม้อ้อสองกำจะพึงตั้งอยู่ได้ก็เพราะอาศัยซึ่งกันและกัน, ข้อนี้ฉันใด, ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 520 T 4.9.5.2
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ไม้อ้อสองกำนั้น ถ้าบุคคลดึงเอาออกเสียกำหนึ่งไซร้อีกกำหนึ่งก็พึงล้มไป, ถ้าบุคคลดึงเอากำอื่นอีกออกไปไซร้ กำอื่นอีกก็พึงล้มไป, ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน คือ เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั้นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับ ลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้กล่าวว่า “น่าอัศจรรย์ ท่านสารีบุตร ! ไม่เคยมีแล้ว ท่านสารีบุตร ! เท่าที่ท่านสารีบุตรกล่าวมานี้ นับว่าเป็นการกล่าวดีแล้ว. ก็แล เราทั้งหลายขออนุโมทนายินดีต่อคำเป็นสุภาษิตของท่านสารีบุตรนี้ ด้วย วัตถุ ๓๖ เรื่อง เหล่านี้ คือ :-
(๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชราและมรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชราและมรณะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 521 T 4.9.5.2
(๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ชราและมรณะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุ นั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือแห่งชาติ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุ นั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
(๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ชาติ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๗) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ภพ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๘) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ภพ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 522 T 4.9.5.2
(๙) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ภพ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้ว ซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๑๐) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง อุปาทาน อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๑๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง อุปาทาน อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียก ภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
(๑๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง อุปาทาน ด้วยความเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุ แล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๑๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ตัณหา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๑๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ตัณหา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 523 T 4.9.5.2
(๑๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ตัณหา ด้วยความเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๑๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง เวทนา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๑๗) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง เวทนา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อ จะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
(๑๘) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง เวทนา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๑๙) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๒๐) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะ เรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 524 T 4.9.5.2
(๒๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง ผัสสะ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๒๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สฬายตนะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควร เพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๒๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สฬายตนะ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
(๒๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง สฬายตนะ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๒๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุ แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง นามรูป อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๒๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง นามรูป อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 525 T 4.9.5.2
(๒๗) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง นามรูป ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๒๘) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง วิญญาณ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๒๙) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง วิญญาณ อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
(๓๐) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง วิญญาณ ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๓๑) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สังขาร อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๓๒) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง สังขาร อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
หน้า 526 T 4.9.6
(๓๓) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง สังขาร ทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”.
(๓๔) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่ง อวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุธรรมกถึก”.
(๓๕) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับไม่เหลือ แห่งอวิชชา อยู่ไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว”.
(๓๖) ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ! ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับไม่เหลือ แห่ง อวิชชา ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่แล้วไซร้, ก็เป็นการสมควรเพื่อจะเรียกภิกษุนั้นว่า “ภิกษุผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานในทิฏฐธรรม”, ดังนี้ แล.
เวทนาของปุถุชน ต่างจากของอริยสาวก ๑
(ในแง่ของปฏิจจสมุปบาท)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว ย่อมเสวยซึ่งเวทนา อันเป็นสุขบ้าง อันเป็นทุกข์บ้าง อันมิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้อริยสาวก
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ ปฐมกสคาถวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๒๕๗/๓๖๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 527 T 4.9.6.1
ผู้มีการสดับแล้ว ก็ย่อมเสวยซึ่งเวทนา อันเป็นสุขบ้าง. อันเป็นทุกข์บ้าง อันมิใช่ทุกข์ มิใช่สุขบ้าง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเป็นเช่นนั้น ในระหว่าง อริยสาวกผู้มีการสดับกับปุถุชนผู้ไม่มีการสดับดังที่กล่าวมานี้ อะไรเป็นความ ผิดแผกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเหตุที่แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้มีการสดับจากปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ย่อมเศร้าโศก ย่อมกระวนกระวาย ย่อมร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ถึงความมีสติฟั่นเฟือน เขาย่อมเสวยซึ่งเวทนาทั้ง ๒ ฝ่าย คือ เวทนาทั้งทางกายและทางจิต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงยิงบุรุษด้วยลูกศร แล้วพึงยิงซ้ำซึ่งบุรุษนั้นด้วยลูกศรที่สองอีก บุรุษผู้ถูกยิงด้วยลูกศรสองลูกอย่างนี้ ย่อมเสวยเวทนาทางกายด้วย ทางจิตด้วย, แม้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้วก็เป็นฉันนั้น คือ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่, ย่อมเศร้าโศก ย่อมกระวนกระวาย ย่อมร่ำไรรำพัน เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ถึงความมีสติฟั่นเฟือนอยู่; ชื่อว่าเขาย่อมเสวยซึ่งเวทนาทั้งสองอย่าง คือทั้งทางกายและทางจิต. เขาเป็นผู้มีปฏิฆะเพราะทุกขเวทนานั้นนั่นเอง. ปฏิฆานุสัย อันใด อันเกิดจากทุกขเวทนา, ปฏิฆานุสัยอันนั้น ก็ย่อมนอนตามซึ่งบุคคลนั้นผู้มีปฏิฆะด้วยทุกขเวทนา. บุคคลนั้นอันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ย่อมจะ(นึก)พอใจซึ่งกามสุข. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะ
หน้า 528 T 4.9.6.2
เหตุว่า ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับแล้ว ย่อมไม่รู้ชัดอุบายเครื่องปลดเปลื้องซึ่งทุกขเวทนาเว้นแต่กามสุขเท่านั้น (ที่เขาคิดว่าจะระงับทุกขเวทนาได้). เมื่อปุถุชนนั้นพอใจยิ่งอยู่ซึ่งกามสุข, ราคานุสัยอันใด อันเกิดจากสุขเวทนา, ราคานุสัยอันนั้น ย่อมนอนตามซึ่งปุถุชนนั้น. ปุถุชนนั้น ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง. เมื่อปุถุชนนั้น ไม่รู้ชัดอยู่ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง ดังนี้แล้ว, อวิชชานุสัยอันใด อันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนา, อวิชชานุสัยอันนั้น ย่อมนอนตามซึ่งปุถุชนนั้น. ปุถุชนนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนาย่อมเป็นผู้ติดพัน (ในเวทนา) เสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น ; ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ยังเป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้ติดพันแล้วด้วยชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย; เรากล่าวว่า เป็นผู้ติดพันแล้วด้วยทุกข์ ดังนี้.
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนอริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่กระวนกระวาย ย่อมไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ไม่ถึงความมีสติฟั่นเฟือน; ย่อม เสวยเวทนาเพียงอย่างเดียว คือ เวทนาทางกาย, หามีเวทนาทางจิตไม่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงยิงบุรุษด้วยลูกศรแล้ว ไม่พึงยิงซ้ำซึ่งบุรุษนั้นด้วยลูกศรที่สอง เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาจากลูกศรเพียง
หน้า 529 T 4.9.6.2
ลูกเดียว, แม้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว ก็ฉันนั้น คือเมื่อทุกขเวทนาถูกต้องอยู่, ก็ไม่เศร้าโศก ไม่กระวนกระวาย ไม่ร่ำไรรำพัน ไม่เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงซึ่งความมีสติฟั่นเฟือน; อริยสาวกนั้น ชื่อว่าย่อมเสวยเวทนาเพียงอย่างเดียว คือเวทนาทางกาย หามีเวทนาทางจิตไม่. อริยสาวกนั้น หาเป็นผู้มีปฏิฆะเพราะทุกขเวทนานั้นไม่. ปฏิฆานุสัย อันใด อันเกิดจากทุกขเวทนา, ปฏิฆานุสัยอันนั้น. ย่อมไม่นอนตามซึ่งอริยสาวกนั้นผู้ไม่มีปฏิฆะเพราะทุกขเวทนา. อริยสาวกนั้นอันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ก็ไม่(นึก) พอใจซึ่งกามสุข. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า อริยสาวกผู้มีการสดับแล้ว ย่อมรู้ชัดอุบายเครื่องปลดเปลื้องซึ่งทุกขเวทนา ซึ่งเป็นอุบายอื่นนอกจากกามสุข. เมื่ออริยสาวกนั้นมิได้พอใจซึ่งกามสุขอยู่, ราคานุสัยอันใด อันเกิดจากสุขเวทนา, ราคานุสัยอันนั้น ก็ไม่นอนตามซึ่งอริยสาวกนั้น. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง. เมื่ออริยสาวกนั้น รู้ชัดอยู่ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลายเหล่านั้น ตามที่เป็นจริง ดังนี้แล้ว, อวิชชานุสัยอันใดอันเกิดจากอทุกขมสุขเวทนา, อวิชชานุสัยอันนั้น ก็ย่อมไม่นอนตามซึ่งอริยสาวกนั้น. อริยสาวกนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ย่อมไม่เป็นผู้ติดพัน (ในเวทนา) เสวยเวทนานั้น; ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็ไม่เป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น; ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ไม่เป็นผู้ติดพันเสวยเวทนานั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้ไม่ติดพันแล้ว ด้วยชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย; เรากล่าวว่า เป็นผู้ไม่ติดพันแล้วด้วยทุกข์ ดังนี้.
หน้า 530 T 4.9.7
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเหตุที่แตกต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้มีการสดับ จากปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : เวทนา ๓ ชนิด ของปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อมก่อให้เกิด อนุสัย ๓ ชนิด ซึ่งเป็นอาการของการเกิดปฏิจจสมุปบาทโดยสมบูรณ์ คือเกิดทุกข์ในที่สุด. ส่วนเวทนาของอริยสาวกผู้มีการสดับ ย่อมไม่ก่อให้เกิดอนุสัย นั้นคือการไม่เกิดขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาท คือไม่เกิดทุกข์ในที่สุด. เวทนาชนิดที่ก่อให้เกิดอนุสัยหรือปฏิจจสมุปบาทนั้น ย่อมหมายความว่า เป็นเวทนาที่ตั้งต้นหรือเกี่ยวข้องอยู่กับอวิชชา ตามนัยแห่ง กระแสของปฏิจจสมุปบาทโดยสมบูรณ์; ดังนั้น การกล่าวถึงเวทนาเพียงอย่างเดียว เช่นในกรณีนี้ ก็พอแล้ว ย่อมหมายความถึงเหตุปัจจัยทั้งหลายของเวทนา ซึ่งย้อนขึ้นไปถึงอวิชชา อันเข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีที่มีการกระทบทางอายตนะ มีตากับรูป เป็นต้น.
อริยสาวกรู้ความเกิดและความดับ
ของโลกอย่างไม่มีที่สงสัย ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม ไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า “เพราะอะไรมีอะไรจึงมีหนอ; เพราะอะไรเกิดขึ้น อะไรจึงเกิดขึ้น : เพราะอะไรมี นามรูปจึงมี; เพราะอะไรมี สฬายตนะจึงมี; เพราะอะไรมี ผัสสะจึงมี ; เพราะอะไรมี เวทนาจึงมี; เพราะอะไรมี ตัณหาจึงมี; เพราะอะไรมี อุปาทานจึงมี; เพราะอะไรมี ภพจึงมี; เพราะอะไรมี ชาติจึงมี; เพราะอะไรมี ชรามรณะจึงมี” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๙๒/๑๗๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 531 T 4.9.7
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม มีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น : เพราะวิญญาณมี นามรูปจึงมี; เพราะนามรูปมี สฬายตนะจึงมี ; เพราะสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี; เพราะผัสสะมี เวทนาจึงมี; เพราะเวทนามี ตัณหาจึงมี; เพราะตัณหามี อุปาทานจึงมี; เพราะอุปาทานมี ภพจึงมี; เพราะภพมีชาติจึงมี; เพราะชาติมี ชรามรณะจึงมี” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “โลกนี้ ย่อมเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า “เพราะอะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหนอ; เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ : เพราะอะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี; เพราะอะไรไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า “เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ : เพราะวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี; เพราะนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี; เพราะสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี; เพราะผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี; เพราะเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี; เพราะตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี; เพราะอุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี; เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี; เพราะชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี” ดังนี้. อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า “โลกนี้ ย่อมดับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
หน้า 532 T 4.9.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวก ย่อมมารู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งโลก ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ในกาลใด ; ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนี้ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว” ดังนี้บ้าง; ว่า “ได้เห็นพระสัทธรรมนี้” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมะแล้ว” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ผู้ประเสริฐมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส” ดังนี้บ้าง; ว่า “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ” ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล.
พระโสดาบัน คือผู้เห็นชัดปฏิจจสมุปบาท
โดยวิธีแห่งอริยสัจสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๕๐/๘๘,ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 533 T 4.9.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? (๑) ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไปๆแห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : นี้เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิตจากสัตว์นิกายนั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : นี้เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วยมรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ชรามรณะ. (๒) ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ; (๓) ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ; (๔) มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฏของขันธ์ทั้งหลาย การที่สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า ชาติ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ; ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งภพ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ภพ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
หน้า 534 T 4.9.8
นี้ เรียกว่าภพ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน; ความดับไม่เหลือแห่งภพ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือ แห่งอุปาทาน; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบการเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่าอุปาทาน. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหา; ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทานย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเองเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา; ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
หน้า 535 T 4.9.8
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่าเวทนา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสส; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัสกายสัมผัส มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่าผัสสะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ ; ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? จักข๎วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สฬายตนะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป; ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่ง
หน้า 536 T 4.9.8
นามรูป; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนาผัสสะ มนสิการ : นี้เรียกว่า นาม. มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป. นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่อย่างนี้ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า นามรูป. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ; ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร; ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบการทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
หน้า 537 T 4.9.8.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเองเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อริยสาวก ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่งธรรมอันเป็นปัจจัย (ปัจจยธรรม) ว่าเป็นอย่างนี้ๆ; มารู้ทั่วถึงซึ่งเหตุแห่งธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าเป็นอย่างนี้ๆ; มารู้ทั่วถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าเป็นอย่างนี้ๆ; มารู้ทั่วถึงซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าเป็นอย่างนี้ๆ, ดังนี้ ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกอริยสาวกนั้นว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว” ดังนี้บ้าง; ว่า “ได้เห็นพระสัทธรรมนี้”ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ผู้ถึงซึ่งกระแสแห่งธรรมแล้ว” ดังนี้บ้าง; ว่า “ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส” ดังนี้บ้าง; ว่า “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ” ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล.
หน้า 538 T 4.9.9.1
โสตาปัตติยังคะ
ขึ้นอยู่กับการรู้ปฏิจจสมุปบาทของอริยสาวก๑
ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการ อันอริยสาวกทำให้สงบระงับได้แล้วในกาลใด; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ ด้วย, และอริยญายธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นเห็นแล้วด้วยดีแทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญา ด้วย; อริยสาวกนั้น เมื่อหวังจะพยากรณ์ ก็พึงพยากรณ์ตนเองด้วยตนเองได้ ว่า “เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้วมีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว, เราเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่งนิพพาน) มีธรรมอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้ธรรม เป็นเบื้องหน้า” ดังนี้.
ดูก่อนคหบดี ! ภัยเวร ๕ ประการ เหล่าไหนเล่า อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้ว ?
(๑) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ฆ่าสัตว์อยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย; ภยเวรนั้น ๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากปาณาติบาต ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๒) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้อยู่เป็นปรกติย่อมประสพภยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อม
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ ๑๖/๘๒/๑๕๑, ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี ที่เชตวัน.
หน้า 539 T 4.9.9.2
เสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย; ภยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากอทินนาทาน ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๓) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ ประพฤติผิดในกามทั้งหลายอยู่เป็นปรกติย่อมประสพภยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นปัจจัย; ภยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากกาเมสุมิจฉาจาร ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๔) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ กล่าวคำเท็จอยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภยเวรใด ในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย; ภยเวรนั้น ๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้ เว้นขาดแล้วจากมุสาวาท ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๕) ดูก่อนคหบดี ! บุคคลผู้ ดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งของความประมาทอยู่เป็นปรกติ ย่อมประสพภยเวรใด ในทิฏฐธรรมบ้าง, ย่อมประสพภยเวรใด ในสัมปรายิกบ้าง, ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง, เพราะสุราเมรยปานะเป็นปัจจัย; ภยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากสุราเมรยปานะ ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการเหล่านี้แล อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
.… …. …. ….
ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวก เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ เหล่าไหนเล่า ?
หน้า 540 T 4.9.9.2
(๑) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า (พุทธอเวจจัปปสาท) ว่า “เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกอย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์” ดังนี้.
(๒) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระธรรม (ธัมมอเวจจัปปสาท) ว่า “พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน” ดังนี้.
(๓) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ (สังฆอเวจจัปปสาท) ว่า “สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ นั่นแหละคือสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปจะพึงทำอัญชลี เป็นสงฆ์ที่ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า” ดังนี้.
หน้า 541 T 4.9.9.3
(๔) ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีลทั้งหลายในลักษณะเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า (อริยกันตศีล) : เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา วิญญูชนสรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิลูบคลำ เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ดังนี้.
ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวก เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ เหล่านี้แล.
… .... …. ….
ดูก่อนคหบดี ! ก็ อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนคหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป : ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ...เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
หน้า 542 T 4.9.10
ดูก่อนคหบดี ! อริยญายธรรมนี้แล เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญา.
ดูก่อนคหบดี ! ภยเวร ๕ ประการเหล่านี้ อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้วในกาลใด ; ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการเหล่านี้ด้วย, และอริยญาธรรมนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญาด้วย; อริยสาวกนั้น เมื่อหวังจะพยากรณ์ก็พึงพยากรณ์ตนเองด้วยตนเองได้ ว่า “เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว, เราเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่งนิพพาน) มีธรรมอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้ธรรม เป็นเบื้องหน้า, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง ข้อความอย่างเดียวกันกับสูตรนี้ ผิดกันแต่เพียงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย แทนที่จะตรัสกับอนาถปิณฑิกคหบดี, คือสูตรที่ ๒ แห่งคหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน .สํ.๑๖/๘๕/๑๕๖ ; และยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (เวรสูตร ที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๕/๙๒) มีเค้าโครงและใจความของสูตรเหมือนกัน กับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่เพียงในสูตรนั้นมีคำว่า “ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์” แทนคำว่า “ย่อมกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว” แห่งสูตรข้างบนนี้ เท่านั้น.
สามัญญผลในพุทธศาสนา
เทียบกันไม่ได้ กับในลัทธิอื่น ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษพึงโยนกรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวเจ็ดเม็ด เข้าไปที่เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๑ อภิสมยวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๑๖๘/๓๓๑,ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 543 T 4.9.10
จะพึงสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร : กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวเจ็ดเม็ด ที่บุรุษโยนเข้าไป (ที่เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ) เป็นสิ่งที่มากกว่า หรือว่าเทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุมากกว่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุนั้นแหละ เป็นสิ่งที่มากกว่า. กรวดหินมีประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวเจ็ดเม็ดที่บุรุษโยนเข้าไป (ที่เทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ) มีประมาณน้อย. กรวดหินนี้ เมื่อนำเข้าไปเทียบกับเทือกเขาหลวงชื่อสิเนรุ ย่อมไม่เข้าถึง ส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : การบรรลุคุณวิเศษแห่งสมณพราหมณ์ และปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับ การบรรลุคุณวิเศษ ของอริยสาวกซึ่งเป็นบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ ย่อมไม่เข้าถึงส่วนหนึ่งในร้อย ส่วนหนึ่งในพัน ส่วนหนึ่งในแสน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย (สัมมา) ทิฏฐิ (ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน) เป็นผู้มีการบรรลุอันใหญ่หลวงอย่างนี้ (มหาธิคโม) เป็นผู้มีความรู้ยิ่งอันใหญ่หลวงอย่างนี้ (มหาภิญฺโญ), ดังนี้ แล.
หมวดที่เก้า จบ
---------------
หน้า 545 T 4.10.11
หมวด ๑๐
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท นานาแบบ
หน้า 547 T 4.10.11
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 548 T 4.10.11
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๐
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท นานาแบบ
(มี ๓๗ เรื่อง)
มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาทที่ซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ ตรัสโดยพระพุทธเจ้าวิปัสสี - - ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตรัสเหมือนแบบของพระพุทธเจ้าวิปัสสี - - ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตั้งต้นด้วยอารัมมณเจตน - ปกัปปน-อนุสยะ - - ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัส อย่างย่อที่สุด - - ปฏิจจสมุปบาทที่ตรัสอย่างสั้นที่สุด - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่เพื่อภูตสัตว์และสัมภเวสีสัตว์ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอภัทท – กาลกิริยา - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งทุพพลภาวะแห่งมนุษย์ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งมิคสัญญี สัตถันตรกัปป์ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอารัมมณลาภนานัตตะ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการ ปฏิบัติผิดโดยไตรทวาร - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการปฏิบัติชอบโดยไตรทวาร - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งการรบราฆ่าฟันกัน - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งกลหวิวาทนิโรธ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการอยู่ อย่างมี “เพื่อนสอง” - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการอยู่อย่าง “คนเดียว” - - ปฏิจจสมุปบาทแห่ง การอยู่ด้วยความประมาท - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณะ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งปปัญจสัญญาอันทำความเนิ่นช้า แก่การละอนุสัย - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการ ดับปปัญจสัญญาสังขา - - ปฏิจจสมุปบาทที่ยิ่งกว่าปฏิจจสมุปบาท - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งอาหารของอวิชชา - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารของภวตัณหา - - ปฏิจจสมุปบาทแห่ง อาหารของวิชชาและวิมุตติ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งวิชชาและวิมุตติ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่ง การปฏิสรณาการ - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งสัจจานุโพธและผลถัดไป - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งการอยู่ด้วยความประมาทของอริยสาวก - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการขาดที่อิงอาศัย สำหรับวิมุตติญาณทัสสนะ - - ปฏิจจสมุปบาทเพื่อความสมบูรณ์แห่งอรหัตตผล - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งบรมสัจจะ - - ปฏิจจสมุปบาท แห่งสุวิมุตตจิต - -ปฏิจจสมุปบาทแห่งการปรินิพพานเฉพาะตน - - ปฏิจจสมุปบาทแห่งการดับอุปาทานสี่ - -ปฏิจจสมุปบาท แห่งความสิ้นสุดของโลก.
หน้า 549 T 4.10.12.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๑๐
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท นานาแบบ
_________________
ปฏิจจสมุปบาท ที่ซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท๑
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลเหล่าใด ซึ่งเป็นอริยะเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เป็นเครื่องยังสัตว์ให้ลุถึงความตรัสรู้พร้อม มีอยู่; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคลผู้ชอบถามทั้งหลาย จะพึงถามพวกเธออย่างนี้ว่า “ประโยชน์ที่มุ่งหมายแห่งการฟังซึ่งธรรมอันเป็นกุศลเหล่านั้น มีอยู่อย่างไรเล่า ?” ดังนี้ไซร้, คำที่ควรตอบแก่พวกเขา พึงมีอย่างนี้ว่า “ประโยชน์ที่มุ่งหมายแห่งการฟังธรรมเหล่านั้น
________________________________
๑. ท๎วยตานุปัสสนาสูตร มหาวรรค สุ.ขุ. ๒๕/๔๗๓, ๔๗๔/๓๙๐, ๓๙๒ - ๔๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ปุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 550 T 4.10.12.1
ย่อมมีเพื่อความรู้ตามความเป็นจริงซึ่งธรรมทั้งหลาย ตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่าย”. สองฝ่ายอย่างไรกันเล่า ? จงบอกเขาว่า สองฝ่ายคือ “นี้คือทุกข์, นี้คือทุกขสมุทัย”. ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนา (การตามเห็น) ฝ่ายที่หนึ่ง; และ “นี้ คือทุกขนิโรธ, นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมอยู่; ผลที่เธอพึงหวังได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่าง คือการบรรลุอรหัตตผลในทิฏฐธรรมนั่นเทียว, หรือว่าถ้าอุปาทานยังเหลืออยู่ ก็ย่อมเป็นอนาคามี. .....
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคลผู้ชอบถามทั้งหลาย จะพึงถามต่อไปอีก ดังนี้ว่า “การตามเห็นซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบ โดยปริยายแม้อย่างอื่น มีอยู่หรือ ? ” คำ ที่ควรตอบพึงมีว่า “มีอยู่”. มีอยู่อย่างไรเล่า ? มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอุปธิเป็นปัจจัย”. ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งอุปธิทั้งหลายนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ย่อมไม่มี”. ดังนี้ นี้เป็น อนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมอยู่; ผลที่เธอพึงหวังได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่าง คือการบรรลุอรหัตตผลในทิฏฐธรรมนั่นเทียว, หรือว่าถ้าอุปาทานยังเหลืออยู่ ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
หน้า 551 T 4.10.12.1
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :-)
“ ? ทุกข์ทั้งหลาย ย่อมมีขึ้นมา เพราะมีอุปธิเป็นแดน
เกิด; ? นั่นคือทุกข์ทั้งหลายที่มีลักษณะต่างกันเป็น
เอนก ในโลกนี้. ? ผู้ใด เป็นผู้ไม่รู้ และย่อมกระทำ
ซึ่งอุปธิ; ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์อยู่ร่ำไป;
? เพราะเหตุนั้น ผู้รู้อยู่ ไม่พึงกระทำซึ่งอุปธิ,
เป็นผู้เห็นอยู่ ซึ่งแดนเกิด แห่งความทุกข์”.
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคลผู้ชอบถามทั้งหลาย จะพึงถามต่อไปนี้ ดังนี้ว่า “การตามเห็นซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบ โดยปริยายแม้อย่างอื่น มีอยู่หรือ ?” คำที่ควรตอบ พึงมีว่า “มีอยู่”. มีอยู่อย่างไรเล่า ? มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย”. ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งอวิชชานั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี”. ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็น สองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้...ฯลฯ... ...ฯลฯ..๑ ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
________________________________
๑. คำที่ละไว้ด้วย...ฯลฯ... นี้หมายความว่า มีเนื้อความเต็มเหมือนกับเนื้อความตอนท้ายแห่งข้อ (๒) ตั้งแต่คำว่า “เป็นผู้ไม่ประมาท..”. ไปจนถึงคำว่า “...ก็ย่อมเป็นอนาคามี” -เช่นนี้ทุกแห่ง.
หน้า 552 T 4.10.12.1
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปนี้อีกว่า :-)
“? สัตว์เหล่าใด ไปสู่สังสาระแห่งชาติและมรณะร่ำไป;
ประเดี๋ยวอย่างนั้นประเดี๋ยวอย่างอื่น; ? อวิชชานั่น
แหละ เป็นคติ (เครื่องไป ) ของสัตว์เหล่านั้น.
? อวิชชานี้แลเป็นความมืดอันใหญ่หลวง คือทำให้สัตว์
ต้องท่องเที่ยวไป ในวัฏฏสงสาร ตลอดกาลนาน.
? สัตว์เหล่าใด เป็นผู้ไปด้วยวิชชา. สัตว์เหล่านั้น
ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่”.
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล...ฯลฯ...ฯลฯ...๑ มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีสังขารเป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งสังขารทั้งหลายนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็น สองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
________________________________
๑. คำที่ละไว้ด้วย...ฯลฯ...นี้ หมายความว่า มีเนื้อความเต็มเหมือนกับเนื้อความตอนต้นแห่งข้อ (๒),(๓) ตั้งแต่คำว่า “ถ้าหากว่าบุคคล..”. ไปจนถึงคำว่า “...มีอยู่อย่างไรเล่า ?” - เช่นนี้ทุกแห่ง.
หน้า 553 T 4.10.12.1
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :-)
“? ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะสังขาร
เป็นปัจจัย; ? เพราะความดับแห่งสังขารทั้งหลาย ความ
เกิดขึ้นแห่งความทุกข์ ย่อมไม่มี. ? ครั้นรู้โทษนั้นแห่ง
สังขาร ว่าทุกข์มีเพราะสังขารเป็นปัจจัย, และว่าเพราะ
ความดับแห่งสังขารทั้งปวง ความดับแห่งสัญญาย่อมมี;
ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ เพราะ
รู้ธรรมนั่น อย่างถูกต้องถ่องแท้. ? เพราะรู้ด้วยปัญญา
โดยชอบ, บัณฑิตผู้ถึงเวท เห็นสิ่งต่าง ๆ อยู่ อย่างถูกต้อง,
ครอบงำเครื่องผูกพันแห่งมารแล้ว, ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่”.
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล...ฯลฯ...ฯลฯ... มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งวิญญาณนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นธรรมสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า:-)
“? ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัย, ? เพราะความดับแห่งวิญญาณ ความ
หน้า 554 T 4.10.12.1
เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี. ? เพราะรู้โทษนั่นแห่ง
วิญญาณว่า ทุกข์มีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย, ภิกษุจึงหมด
สิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ เพราะความ
เข้าไปสงบรำงับแห่งวิญญาณ”.
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ...ฯลฯ...ฯลฯ... มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งผัสสะนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า:-)
“? สำหรับสัตว์ผู้มีผัสสะบังหน้า, แล่นไปตามกระแส
แห่งภพอยู่, เดินไปผิดทาง, นั้น ความสิ้นไปแห่งสัง-
โยชน์ของเขายังอยู่ไกล; ? ส่วนชนเหล่าใด รอบ
รู้แล้วซึ่งผัสสะ ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่สงบรำงับด้วย
ปัญญา ; ? ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา
ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ เพราะรู้พร้อมเฉพาะซึ่งผัสสะ”.
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล...ฯลฯ...ฯลฯ... มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย” ดังนี้
หน้า 555 T 4.10.12.1
นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งเวทนานั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า:-)
“? เวทนาอันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม รวมทั้ง
อทุกขมสุขเวทนา, เป็นภายในด้วย เป็นภายนอกด้วย
ชนิดใด ๆ, เป็นเวทนามีอยู่; ? ครั้นรู้ว่าเวทนานั้น ๆ
เป็นทุกข์ เป็นสิ่งหลอกลวง เป็นสิ่งแตกสลาย; สัม-
ผัสแล้ว ๆ เห็นอยู่ว่าเสื่อมไป ๆ, ย่อมรู้ชัดในเวทนา
นั้น ๆ ด้วยอาการอย่างนี้; ? เพราะความสิ้นไปแห่ง
(อุปาทานใน) เวทนาทั้งหลาย นั่นแหละ ความเกิดขึ้น
แห่งทุกข์ ย่อมไม่มี”.
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ...ฯลฯ...ฯลฯ... มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งตัณหานั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็น สองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
หน้า 556 T 4.10.12.1
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :-)
“? บุรุษ มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง แล่นไปอยู่สู่สังสารวัฏฏ์
อันยาวนาน, เดี๋ยวเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวเป็นอย่างนี้,
ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏฏ์ไปได้. ? ภิกษุ ครั้นรู้โทษ
นั่นแห่งตัณหา ว่าตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์, ย่อม
เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีอุปาทาน มีสติ ก็เว้นขาดจาก
ความทุกข์”.
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ...ฯลฯ...ฯลฯ... มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง ; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งอุปาทานนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
(ครั้นตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :-)
“? เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; ? ผู้มีภพแล้ว ย่อมถึงซึ่งทุกข์; ? ความตาย ย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดแล้ว
? นั่นแหละ คือความมีพร้อมแห่งทุกข์. ? เหตุนั้น
เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทาน บัณฑิตทั้งหลาย เป็น
ผู้รู้แล้วด้วยปัญญาอันชอบ, รู้เฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่ง
ชาติ ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่”.
หน้า 557 T 4.10.12.1
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ...ฯลฯ...ฯลฯ... มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอารัมภะ๑เป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งอารัมภะทั้งหลายนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
(ครั้งตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :-)
“? ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น, ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะอารัมภะ
เป็นปัจจัย; ? เพราะความดับแห่งอารัมภะทั้งหลาย,
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี. ? ครั้นรู้โทษนั้นแห่ง
อารัมภะ๒ ว่าทุกข์มีเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย, ก็สลัด
เสียซึ่งอารัมภะทั้งปวง, เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วเพราะอนา-
รัมภะ. ? เมื่อภิกษุ มีภวตัณหาอันตัดขาดแล้ว มีจิต
รำงับแล้ว ชาติสังสาระของเธอ ก็สิ้นไป. ภพใหม่
ย่อมไม่มี แก่เธอนั้น”.
________________________________
๑. อารัมภะ ในที่นี้ คือการหน่วงจิตไปในภพต่าง ๆ ด้วยตัณหา มีภวตัณหาเป็นต้น.
๒. อารัมภะ คือ การปรารภด้วยอำนาจของกิเลส, หรือหวังด้วยกิเลส.
หน้า 558 T 4.10.12.1
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่าบุคคล ...ฯ ล ฯ ...ฯ ล ฯ ...มีอยู่สองฝ่ายคือ “ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเพราะมีอาหารเป็นปัจจัย” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่หนึ่ง; และ “เพราะความดับโดยสำรอกไม่เหลือแห่งอาหารทั้งหลายนั่นเทียว ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมไม่มี” ดังนี้ นี้เป็นอนุปัสสนาฝ่ายที่สอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุตามเห็นอยู่ซึ่งธรรมตามที่กำหนดไว้เป็นสองฝ่ายโดยชอบอย่างนี้ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ก็ย่อมเป็นอนาคามี.
(ครั้งตรัสข้อความนี้แล้ว ได้ตรัสคำที่เป็นคาถา ต่อไปอีกว่า :-)
“? ทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้น, ทุกข์ทั้งหมดนั้น มีเพราะอาหาร
เป็นปัจจัย; ? เพราะความดับแห่งอาหาร, การเกิดขึ้น
แห่งทุกข์ ย่อมไม่มี. ? ครั้นรู้โทษนั้นแห่งอาหาร ว่า
ทุกข์มี เพราะอาหารเป็นปัจจัย, รอบรู้ซึ่งอาหาร
ทั้งปวง ก็เป็นผู้อันตัณหาอาศัยไม่ได้แล้ว ในอาหาร
ทั้งปวง. ? เพราะรู้โดยชอบซึ่งพระนิพพาน อันหา
โรคมิได้, เพราะสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ชื่อว่า
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม, รู้ทั่วถึงแล้วจึงเสพ, เป็นผู้จบเวท,
ย่อมไม่เข้าถึง ซึ่งการถูกนับว่าเป็นอะไร๑”.
________________________________
๑. คือไม่ควรแก่การที่จะเรียกว่ามนุษย์ เทวดา มาร พรหม นาค คันธัพพ์ อสูร หรืออะไรทั้งสิ้น ตามที่เขาบัญญัติกันอยู่ในโลก.
หน้า 559 T 4.10.13
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความเป็นตอน ๆ ที่เนื่องกันอยู่ เหล่านี้ ก็แสดงว่าลักษณะแห่งปฏิจจสมุปบาท อย่างที่เห็นได้ว่าเนื่องกัน แต่ถึงกระนั้นก็ดี เมื่อพิจารณาดูในตอนหนึ่ง ๆ ก็ยังมีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาทเป็นคู่ ๆ แฝงอยู่ทุกตอน; ดังนั้น จึงเห็นว่า ควรจะเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทที่ซ้อนอยู่ในปฏิจจสมุปบาท หรือซ่อนอยู่ใน ปฏิจจสมุปบาท ก็ยังได้ นับว่าเป็นวิธีกล่าวเป็นพิเศษวิธีหนึ่ง.
ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตรัสโดยพระพุทธเจ้าวิปัสสี
(: สุดลงเพียงแค่วิญญาณ)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล ความปริวิตกแห่งใจ ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ผู้เสด็จเข้าประทับอยู่ในที่หลีกเร้น ทรงหลีกเร้นอยู่; อย่างนี้ว่า “สัตว์โลกนี้หนอถึงทั่วแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์ คือชรามรณะนี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะชาตินั่นแลมีอยู่; ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
________________________________
๑. มหาปทานสูตร มหา.ที. ๑๐/๓๕/๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 560 T 4.10.13
...๑เพราะภพนั่นแล มีอยู่; ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมี ชาติ” ดังนี้.
...เพราะอุปาทานนั่นแล มีอยู่; ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็น ปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้.
...เพราะตัณหานั่นแล มีอยู่; อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็น ปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้.
...เพราะเวทนานั่นแล มีอยู่; ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้.
...เพราะผัสสะนั่นแล มีอยู่; เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” ดังนี้.
...เพราะสฬายตนะนั่นแล มีอยู่; ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ” ดังนี้.
...เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่; สฬายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็น ปัจจัย จึงมีสฬายตนะ” ดังนี้.
...เพราะวิญญาณนั่นแล มีอยู่; นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็น ปัจจัย จึงมีนามรูป” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ”. ดังนี้.
________________________________
๑. ข้อความตามที่ละ....ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดยแยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไป จนถึงที่สุด. ในที่นี้ละไว้ โดยนัยที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้ : เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
หน้า 561 T 4.10.13
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่; วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งนี้ ได้มีแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง.ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ความเกิดขึ้นพร้อม(สมุทัย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) !” ดังนี้.
(ปฏิปักขนัย)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นต่อไปว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไรจึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
หน้า 562 T 4.10.13
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งนั้นแล ความรู้แจ้ง อย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะชาตินั่นแล ไม่มี; ชรามรณะจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
...๑เพราะภพนั่นแล ไม่มี; ชาติ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ” ดังนี้.
...เพราะอุปาทานนั่นแล ไม่มี; ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ” ดังนี้.
...เพราะตัณหานั่นแล ไม่มี; อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน” ดังนี้.
...เพราะเวทนานั่นแล ไม่มี; ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา” ดังนี้.
...เพราะผัสสะนั่นแล ไม่มี; เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา” ดังนี้.
...เพราะสฬายตนะนั่นแล ไม่มี; ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ” ดังนี้.
________________________________
๑. ข้อความตามที่ละ....ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดยแยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไป จนถึงที่สุด. ในที่นี้ละไว้ โดยนัยที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้ : เป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
หน้า 563 T 4.10.13
...เพราะนามรูปนั่นแล ไม่มี; สฬายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ” ดังนี้.
...เพราะวิญญาณนั่นแล ไม่มี; นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “เพราะนามรูปนั่นแลไม่มี; วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ลำดับนั้นแล ความรู้แจ้งนี้ ได้เกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นว่า “หนทางเพื่อการตรัสรู้นี้ อันเราถึงทับแล้วแล; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือเพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณจึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
หน้า 564 T 4.10.14
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรธ)!” ดังนี้.
ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตรัสเหมือนแบบของพระพุทธเจ้าวิปัสสี
( : สุดลงเพียงแค่วิญญาณ )๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความปริวิตกนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “สัตว์โลกนี้หนอ ถึงแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์คือชรามรณะ นี้จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร ?”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะชาตินั่นแล มีอยู่ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๒๖/๒๕๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 565 T 4.10.14
...เพราะภพนั่นแล มีอยู่ ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้.
...เพราะอุปาทานนั่นแล มีอยู่ ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้.
...เพราะตัณหานั่นแล มีอยู่ อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้.
...เพราะเวทนานั่นแล มีอยู่ ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้.
...เพราะผัสสะนั่นแล มีอยู่ เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” ดังนี้.
...เพราะสฬายตนะนั่นแล มีอยู่ ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ” ดังนี้.
...เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่ สฬายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ” ดังนี้.
...เพราะวิญญาณนั่นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป” ดังนี้.
หน้า 566 T 4.10.14
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอวิญญาณจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะนามรูปนั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป ย่อมไม่เลยไปอื่น. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง. ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายาตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ความเกิดขึ้นพร้อม(สมุทัย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) !” ดังนี้.
(ต่อนี้ไปเป็นปฏิปักขนัย)
หน้า 567 T 4.10.14
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราต่อไปว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะชาตินั่นแล ไม่มี ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้.
...เพราะภพนั่นแล ไม่มี ชาติ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ” ดังนี้.
...เพราะอุปาทานนั่นแล ไม่มี ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่ง อุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ” ดังนี้.
...เพราะตัณหานั่นแล ไม่มี อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน” ดังนี้.
...เพราะเวทนานั่นแล ไม่มี ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา” ดังนี้.
...เพราะผัสสะนั่นแล ไม่มี เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา” ดังนี้.
...เพราะสฬายตนะนั่นแล ไม่มี ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ” ดังนี้.
หน้า 568 T 4.10.14
...เพราะนามรูปนั่นแล ไม่มี สฬายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ” ดังนี้.
...เพราะวิญญาณนั่นแล ไม่มี นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอวิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะชาตินั่นแล ไม่มี วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “หนทางเพื่อการตรัสรู้นี้อันเราได้ถึงทับแล้วแล; ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”.
หน้า 569 T 4.10.15
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) !” ดังนี้.
ปฏิจจสมุปบาทแบบที่ตั้งต้น
ด้วย อารัมมณเจตน-ปกัปปน-อนุสยะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคล ย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมดำริ(ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตปักลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่; สิ่งนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.
เมื่ออารมณ์ มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี;
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูปย่อมมี;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๗๙/๑๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 570 T 4.10.15
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
---- ---- ---- ----
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมไม่คิดถึงสิ่งใด, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด, แต่เขายังมีใจฝังลงไป (คือมีอนุสัย) ในสิ่งใดอยู่; สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการ ตั้งอยู่แห่งวิญญาณ.
เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี;
เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมมี;
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา;
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน;
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ;
หน้า 571 T 4.10.15
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
---- ---- ---- ----
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ถ้าว่า บุคคลย่อม ไม่คิดถึงสิ่งใด ด้วย, ย่อมไม่ดำริถึงสิ่งใด ด้วย, และทั้งย่อม ไม่มีใจฝังลงไป (คือไม่มีอนุสัย) ในสิ่งใด ด้วย, ในกาลใด; ในกาลนั้น สิ่งนั้น ย่อมไม่เป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณได้เลย.
เมื่ออารมณ์ไม่มี, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมไม่มี;
เมื่อวิญญาณนั้น ไม่ตั้งขึ้นเฉพาะ ไม่เจริญงอกงามแล้ว, การก้าวลง แห่งนามรูป ย่อมไม่มี;
เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ;
เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ;
เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา;
เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา;
เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน;
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ;
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
หน้า 572 T 4.10.16
ปฏิจจสมุปบาท (สมุทยวาร)
ที่ตรัสอย่างย่อที่สุด๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ ความตั้งขึ้นพร้อม (สมุทโย) แห่งทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? (ความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ :-)
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิด จักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา : นี้คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ + เสียง + โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา : นี้ คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ + กลิ่น + ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา : นี้ คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๐๖/๑๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 573 T 4.10.17
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา + รส + ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา : นี้ คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งกายด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิด กายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ ( กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; นี้ คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
เพราะอาศัยซึ่งมโนด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มโน + ธัมมารมณ์ + มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; นี้ คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล คือความตั้งขึ้นพร้อมแห่งทุกข์.
ปฏิจจสมุปบาท (ทั้งสมุทยะและนิโรธวาร)
ที่ตรัสอย่างสั้นที่สุด๑
ดูก่อนปุณณะ ! รูป ทั้งหลายที่เห็นด้วยตา อันเป็นรูปที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยั่วยวนชวนให้รัก เป็นที่เขาไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
________________________________
๑. ปุณโณวาทสูตร อุปริ.ม. ๑๔/๔๘๑/๗๕๕-๖, สฬา.สํ. ๑๘/๗๕/๑๑๒-๓, ตรัสแก่พระปุณณะ ; มิคชาลสูตร สฬา.สํ. ๑๘/๔๕/๖๘-๙, ตรัสแก่พระมิคชาละ.
หน้า 574 T 4.10.17
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญสยบมัวเมาในรูปนั้น ไซร้, เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในรูปนั้นอยู่, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ดูก่อนปุณณะ ! เรากล่าวว่า “ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งนันทิ” ดังนี้.
ดูก่อนปุณณะ ! เสียง ทั้งหลายที่ได้ยินด้วยหู ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
ดูก่อนปุณณะ ! กลิ่น ทั้งหลายที่ดมด้วยจมูก ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
ดูก่อนปุณณะ ! รส ทั้งหลายที่ลิ้มด้วยลิ้น ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
ดูก่อนปุณณะ ! โผฏฐัพพะ ทั้งหลายที่ถูกต้องด้วยกาย ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
ดูก่อนปุณณะ ! ธัมมารมณ์ ทั้งหลายที่รู้แจ้งด้วยใจ อันเป็นธัมมารมณ์ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่น่าพอใจ เป็นที่ยั่วยวนชวนให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในธัมมารมณ์นั้น ไซร้, เมื่อภิกษุนั้นเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาในธัมมารมณ์นั้นอยู่, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น. ดูก่อนปุณณะ ! เรากล่าวว่า “ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งนันทิ” ดังนี้.
---- (ปฏิปักขนัย) ----
ดูก่อนปุณณะ ! รูป ทั้งหลายที่เห็นด้วยตา อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยั่วยวนชวนให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่ ; ถ้าภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมาในรูปนั้น ไซร้, เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมาในรูปนั้นอยู่, นันทิ ย่อมดับไป. ดูก่อนปุณณะ ! เรากล่าวว่า “ความดับไปไม่มีเหลือของทุกข์มีได้ เพราะความดับไปไม่เหลือของนันทิ” ดังนี้.
หน้า 575 T 4.10.18
(ในกรณีแห่งเสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี โผฏฐัพพะก็ดี และธัมมารมณ์ก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยะ
อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป).
ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อาหารทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ (นิทาน), มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น (สมุทย), มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด (ชาติก), มีอะไรเป็นแดนเกิด(ปภว) ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
________________________________
๑. มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๙/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 576 T 4.10.18
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ มีสังขารเป็นต้นเหตุ ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ, มีอะไรเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอะไรเป็นแดนเกิด ?
หน้า 577 T 4.10.19
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีอวิชชาเป็นต้นเหตุ, มีอวิชชาเป็นเครื่องก่อขึ้น, มีอวิชชาเป็นเครื่องทำให้เกิด, มีอวิชชาเป็นแดนเกิด.
ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารสี่
เพื่อภูตสัตว์ และ สัมภเวสีสัตว์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย. อาหาร ๔ อย่างเป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ (๑) กพฬีการาหาร ที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง (๒) ผัสสะ (๓) มโนสัญเจตนา (๔) วิญญาณ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่าง เหล่านี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของภูตสัตว์ทั้งหลาย, หรือว่า เพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด(นิทาน) ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด(สมุทย) ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด (ชาติก) ? มีอะไรเป็นแดนเกิด(ปภว) ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีตัณหาเป็นเครื่องกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๔/๒๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 578 T 4.10.19
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ มีสังขารเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารนี้เล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำ เนิด เป็นแดนเกิด ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด.
หน้า 579 T 4.10.20
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ....; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเวทะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; ....ฯลฯ....ฯลฯ....ฯลฯ....; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : เรื่องอาหารอย่างเดียวกันนี้ ได้มีกล่าวถึงในสูตรชื่อมหาตัณหา สังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๙/๔๔๖; ผิดกันแต่ว่าตอนท้ายมีเรื่องอื่นแทรกแล้วจึงกล่าวถึง นิโรธวาร.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง อภัททกาลกิริยา (ตายชั่ว)๑
ดูก่อนคหบดี ! เมื่อจิตไม่ได้รับการรักษา, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา;
เมื่อกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมไม่ได้รับการรักษา, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็มีสภาพเปียกแฉะ (กิเลสรั่วรด);
________________________________
๑. ติก.อํ. ๒๐/๓๓๕/๕๔๙, ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี.
หน้า 580 T 4.10.21
เมื่อกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเปียกแฉะ, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็มีสภาพบูดเน่า;
เมื่อกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบูดเน่า, ก็มีการตายที่ไม่งดงาม มีกาลกิริยาที่ไม่งดงาม.
เปรียบเหมือนเมื่อ เรือนหลังคาแหลม (กูฏาคาร) มุงไม่ดี ยอดหลังคา (อกไก่) ก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา กลอนหลังคาก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา ฝาเรือนก็เป็นอันไม่ได้รับการรักษา; (เมื่อเป็นดังนี้) อกไก่ก็เปียกชื้น กลอนหลังคาก็เปียกชื้น ฝาเรือนก็เปียกชื้น; อกไก่ก็ผุเปื่อย กลอนหลังคาก็ผุเปื่อย, ฉันใดก็ฉันนั้น.
(ข้อความต่อไป ได้ตรัสถึงเรื่องจิตที่ตรงกันข้าม ผู้ศึกษาพึงทราบโดยปฏิปักขนัยโดยตลอดสายกล่าวคือ มี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ได้รับการรักษา, ไม่เปียกแฉะ, ไม่บูดเน่า, ตายงดงาม.)
ปฏิจจสมุปบาท แห่งทุพพลภาวะ ของมนุษย์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ราชา (ผู้ปกครอง) ทั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, สมัยนั้น ราชยุตต์ (ข้าราชการ) ทั้งหลาย ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม;
เมื่อราชยุตต์ทั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม;
เมื่อพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, ชาวเมืองและชาวชนบททั้งหลาย ก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม;
________________________________
๑. จตุกฺก.อํ ๒๑/๙๗/๗๐.
หน้า 581 T 4.10.22
เมื่อชาวเมืองและชาวชนบททั้งหลาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรม, ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ;
เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, ดาวนักษัตรและดาวทั้งหลาย ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ;
เมื่อดาวนักษัตรและดาวทั้งหลายมีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, คืนและวัน ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ;
เมื่อคืนและวันมีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, เดือนและปักษ์ ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ;
เมื่อเดือนและปักษ์มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, ฤดูและปี ก็มีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ;
เมื่อฤดูและปีมีปริวรรตไม่สม่ำเสมอ, ลม (ทุกชนิด) ก็พัดไปไม่สม่ำเสมอ;
เมื่อลม (ทุกชนิด) พัดไปไม่สม่ำเสมอ, ปัญชสา (ระบบแห่งทิศทางลมอันถูกต้อง) ก็แปรปรวน;
เมื่อปัญชสาแปรปรวน, เทวดาทั้งหลาย ก็ระส่ำระสาย;
เมื่อเทวดาทั้งหลาย ระส่ำระสาย, ฝน ก็ตกลงมาอย่างไม่เหมาะสม;
เมื่อฝนตกลงมาอย่างไม่เหมาะสม, พืชพรรณข้าวทั้งหลาย ก็แก่และสุกไม่สม่ำเสมอ;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย บริโภคพืชพรรณข้าวทั้งหลายอันมีความแก่และสุกไม่สม่ำเสมอ ก็กลายเป็นผู้มีอายุสั้น ผิดพรรณทราม ทุพพลภาพ และมีโรคภัยไข้เจ็บมาก.
(ข้อความต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงภาวะการณ์ที่ตรงกันข้าม ผู้ศึกษาพึงทราบโดยปฏิปักขนัยโดยตลอดสาย.)
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง มิคสัญญีสัตถันตรกัปป์๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพระราชา (ชนชั้นปกครอง ในสมัยที่ท่านกล่าวว่ามนุษย์มีอายุขัย ๘ หมื่นปี ซึ่งข้อนี้เป็นการคำนวณเทียบส่วนแห่งความต้องการของ
________________________________
๑. จักกวัตติสูตร ปา.ที. ๑๑/๗๐-๘๐/๓๙-๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ในแว่นแคว้นมคธ.
หน้า 582 T 4.10.22
กิเลสกับความเป็นอยู่ของมนุษย์) มีการกระทำชนิดที่เป็นไปแต่เพียงเพื่อการคุ้มครอง อารักขา, แต่มิได้เป็นไปเพื่อการกระทำให้เกิดทรัพย์ แก่บุคคลผู้ไม่มีทรัพย์ทั้งหลาย ดังนั้นแล้วความยากจนขัดสน ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะความยากจนขัดสน เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด อทินนาทาน ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะอทินนาทานเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด การใช้ศัสตราวุธ โดยวิธีการต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะการใช้ศัสตราวุธโดยวิธีการต่าง ๆ เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ปาณาติบาต (ซึ่งหมายถึงการฆ่ามนุษย์ด้วยกัน) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะปาณาติบาตเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด มุสาวาท (การ หลอกลวงคดโกง) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๔ หมื่นปี)
เพราะมุสาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ปิสุณาวาท (การพูดจายุแหย่เพื่อการแตกกันเป็นก๊กเป็นหมู่ ทำลายความสามัคคี) ก็เป็นไป อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒ หมื่นปี)
เพราะปิสุณาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด กาเมสุมิจฉาจาร(การทำชู้ การละเมิดของรักของบุคคลอื่น) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด; (สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๑ หมื่นปี)
หน้า 583 T 4.10.22
เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ผรุสวาท และสัมผัปปลาปวาท (การใช้คำหยาบ และคำพูดเพ้อเจ้อเพื่อความสำราญ) ก็เป็นไป อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
(สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๕ พันปี)
เพราะผรุสวาท และสัมผัปปลาปวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุดอภิชฌาและพยาบาท (แผนการกอบโกย และการทำลายล้าง) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
(สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒,๕๐๐-๒,๐๐๐ ปี)
เพราะอภิชฌาและพยาบาท เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นผิดชนิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นิยมความชั่ว) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
(สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๑,๐๐๐ ปี)
เพราะมิจฉาทิฏฐิ เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อกุศล) ธรรมทั้งสามคือ อธัมมราคะ (ความยินดีที่ไม่เป็นธรรม) วิสมโลภะ (ความโลภไม่สิ้นสุด) มิจฉาธรรม (การประพฤติตามอำนาจกิเลส) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อย่างไม่แยกกัน);
(สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๕๐๐ ปี)
เพราะ (อกุศล) ธรรม ทั้งสาม...นั้นเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อกุศล) ธรรมทั้งหลายคือ ไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องในมารดา, -บิดา, -สมณะ, -พราหมณ์,
หน้า 584 T 4.10.22
และ ไม่มีกุลเชฏฐาปจายนธรรม (ความอ่อนน้อมตามฐานะสูงต่ำ), ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด.
(สมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒๕๐-๒๐๐-๑๐๐ ปี)
สมัยนั้น จักมีสมัยที่มนุษย์มีอายุขัยลดลงมาเหลือเพียง ๑๐ ปี (จักมีลักษณะแห่งความเสื่อมเสียมีประการต่าง ๆ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า) : หญิงอายุ ๕ ปี ก็มีบุตร; รสทั้งห้า คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย, และรสเค็ม ก็ไม่ปรากฏ; มนุษย์ทั้งหลาย กินหญ้าที่เรียกว่า กุท๎รูสกะ (ซึ่งนิยมแปลกันว่าหญ้ากับแก้) แทนการกินข้าว; กุศลกรรมบถหายไป ไม่มีร่องรอย, อกุศลกรรมบถ รุ่งเรืองถึงที่สุด; ในหมู่มนุษย์ ไม่มีคำพูดว่ากุศล จึงไม่มีการทำกุศล; มนุษย์สมัยนั้นจักไม่ยกย่องสรรเสริญมัตเตยยธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อมารดา), เปตเตยยธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อบิดา), สามัญญธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อสมณะ), พรหมัญญธรรม (ความเคารพเกื้อกูลต่อชีพราหมณ์), และกุลเชฏฐาปจายนธรรม, เหมือนอย่างที่มนุษย์ยกย่องกันอยู่ในสมัยนี้; ไม่มีคำพูดว่าแม่ น้าชาย น้าหญิง พ่อ อา ลุง ป้า ภรรยาของอาจารย์ และคำพูดว่า เมียของครู; สัตว์โลกจักกระทำการสัมเภท(สมสู่สำส่อน) เช่นเดียวกันกับแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข สุนัขจิ้งจอก; ความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดฆ่า เป็นไปอย่างแรงกล้าแม้ในระหว่างมารดากับบุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่กับน้อง น้องกับพี่ ทั้งชายและหญิง เหมือนกับที่นายพรานมีความรู้สึกต่อเนื้อทั้งหลาย.
ในสมัยนั้น จักมีสัตถันตรกัปป์ (การใช้ศัสตราวุธติดต่อกันไม่หยุดหย่อน) ตลอดเวลา ๗ วัน : สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จักมีความสำคัญแก่กันและกัน
หน้า 585 T 4.10.23
ราวกะว่าเนื้อ; แต่ละคนมีศัสตราวุธในมือ ปลงชีวิตซึ่งกันและกันราวกะว่าฆ่าปลาฆ่าเนื้อ.
(มีมนุษย์หลายคน ไม่เข้าร่วมวงสัตถันตรกัปป์ด้วยความกลัว หนีไปซ่อนตัวอยู่ในที่ที่พอจะซ่อนตัวได้ตลอด ๗ วัน แล้วกลับออกมาพบกันและกัน ยินดีสวมกอดกัน กล่าวกะกันและกันในที่นั้น ว่ามีโชคดีที่รอดมาได้ แล้วก็ตกลงกันในการตั้งต้นประพฤติธรรมกันใหม่ต่อไป ชีวิตมนุษย์ก็ค่อยเจริญขึ้น จาก ๑๐ ปีตามลำดับ ๆ จนถึงสมัย ๘ หมื่นปี อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเป็นสมัยแห่งศาสนาของพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า เมตเตยยสัมมาสัมพุทธะ).
ปฏิจจสมุปบาทแห่งอารัมมณลาภนานัตตะ๑
(การได้อารมณ์ หก)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยธาตุนานัตตะ (ธาตุนานาชนิด) จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสัญญานานัตตะ (สัญญานานาชนิด);
เพราะอาศัย สัญญานานัตตะ จึงมีความเกิดขึ้นแห่งสังกัปปนานัตตะ (ความตริตรึกนานาชนิด);
เพราะอาศัย สังกัปปนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ผัสสนานัตตะ (ผัสสะนานาชนิด);
เพราะอาศัย ผัสสนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เวทนานานัตตะ (เวทนา นานาชนิด);
เพราะอาศัย เวทนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ฉันทนานัตตะ (ความ พอใจนานาชนิด);
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ ธาตุสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๗๕/๓๔๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 586 T 4.10.23
เพราะอาศัย ฉันทนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ปริฬาหนานัตตะ (ความ เร่าร้อนนานาชนิด);
เพราะอาศัย ปริฬาหนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ปริเยสนานานัตตะ (การ แสวงหานานาชนิด);
เพราะอาศัย ปริเยสนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง ลาภนานัตตะ (การ ได้รับนานาชนิด);
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธาตุนานัตตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ธาตุนานัตตะคือ รูปธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ ธัมมธาตุ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า ธาตุนานัตตะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยธาตุนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสัญญานานัตตะ ; เพราะอาศัยสัญญานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสังกัปปนานัตตะ; ...ฯลฯ... เพราะอาศัยปริฬาหนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งปริเยสนานานัตตะ; เพราะอาศัยปริเยสนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งลาภนานัตตะ; เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยรูปธาตุ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งรูปสัญญา(สัญญาในรูป) ; เพราะอาศัยรูปสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสังกัปปะ (ความตริตรึกในรูป) ; เพราะอาศัยรูปสังกัปปะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสัมผัสสะ (การสัมผัสซึ่งรูป); เพราะอาศัยรูปสัมผัสสะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปสัมผัสสชาเวทนา (เวทนาที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสซึ่งรูป); เพราะอาศัยรูปสัมผัสสชาเวทนา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปฉันทะ(ความพอใจในรูป); เพราะอาศัยรูปฉันทะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปปริฬาหะ (ความเร่าร้อนเพราะรูป); เพราะอาศัยรูปปริฬาหะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปปริเยสนา (การแสวงหาซึ่งรูป); เพราะอาศัยรูปปริเยสนา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง รูปลาภะ (การได้รับซึ่งรูป).
หน้า 587 T 4.10.24
(หมวดเกี่ยวกับธาตุอื่น ๆ อีก ๕ ธาตุ สัททธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ และธัมมธาตุ ก็มีการจำแนกโดยนัยะอย่างเดียวกันกับหมวดรูปธาตุ ดังที่กล่าวแล้วข้างบนนี้).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล (ที่เรากล่าวว่า) เพราะอาศัยธาตุนานัตตะจึงมีการเกิดขึ้นแห่งสัญญานานัตตะ; เพราะอาศัยสัญญานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งสังกัปปนานัตตะ; ...ฯลฯ...เพราะอาศัยปริฬาหนานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งปริเยสนานานัตตะ; เพราะอาศัยปริเยสนานานัตตะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่งลาภนานัตตะ.
[ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง ซึ่งลักษณะอย่างเดียวกันกับสูตรข้างบนนี้ทุกประการ ต่างแต่ตรัสไว้โดยย่อ คือเว้นผัสสนานัตตะ และเวทนานานัตตะ แล้วเว้นลาภนานัตตะ ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายเสีย คงตรัสเพียงแค่ปริเยสนานานัตตะ เท่านั้น (- สูตรที่ ๗ ธาตุสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๗๓/๓๔๔).]
ปฏิจจสมุปบาท แห่งการปฏิบัติผิดโดยไตรทวาร๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กามวิตก (ความครุ่นคิดในกาม) เป็นธรรมมีนิทาน(เหตุให้เกิด) ไม่ใช่เป็นธรรมไม่มีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย กามธาตุ (ธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึก ทางกาม) จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามสัญญา (ความหมายมั่นในกาม);
เพราะอาศัยกามสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามสังกัปปะ (ความตริตรึกในกาม);
เพราะอาศัยกามสังกัปปะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทุติยวรรค ธาตุสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๘๑/๓๕๕-๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 588 T 4.10.25
เพราะอาศัยกามฉันทะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามปริฬาหะ (ความเร่าร้อนเพื่อกาม);
เพราะอาศัยกามปริฬาหะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง กามปริเยสนา (การแสวงหากาม).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่ซึ่งกาม ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะสาม คือ โดยกาย โดยวาจา โดยใจ.
(ข้อความต่อไปนี้ มีการตรัสถึง พยาปาทวิตก และวิหิงสาวิตก โดยนัยะอย่างเดียวกันกับการแสดงนัยะแห่งกามวิตกนี้).
ปฏิจจสมุปบาท แห่งกามปฏิบัติชอบโดยไตรทวาร๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เนกขัมม๒วิตก เป็นธรรมมีนิทาน (เหตุให้เกิด) ไม่ใช่เป็นธรรมไม่มีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยเนกขัมมธาตุ (ธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกในการหลีกออกจากกาม) จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมสัญญา (ความหมายมั่นในเนกขัมมะ) ;
เพราะอาศัยเนกขัมมสัญญา จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมสังกัปปะ (ความ ตริตรึกในเนกขัมมะ);
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทุติยวรรค ธาตุสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๘๒-๓/๓๕๘-๙,ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. คำว่า “เนกขัมมะ” หมายถึงการหลีกออกจากกาม; ดังนั้น คำว่า “เนกขัมมวิตก” เป็นต้น จึงหมายความว่า ความวิตกไปในการหลีกออกจากกาม, เป็นต้น.
หน้า 589 T 4.10.26
เพราะอาศัยเนกขัมมสังกัปปะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมฉันทะ (ความพอใจในเนกขัมมะ);
เพราะอาศัยเนกขัมมฉันทะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมปริฬาหะ (ความเร่าร้อนเพื่อเนกขัมมะ);
เพราะอาศัยเนกขัมมปริฬาหะ จึงมีการเกิดขึ้นแห่ง เนกขัมมปริเยสนา (การแสวงหาซึ่งเนกขัมมะ).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เมื่อแสวงหาอยู่ซึ่งเนกขัมมะ ย่อม ปฏิบัติชอบ โดยฐานะสาม คือ โดยกาย โดยวาจา โดยใจ.
(ข้อความต่อไปนี้ มีการตรัสถึงอัพ๎ยาปาทวิตก และอวิหิงสาวิตก โดยนัยะอย่างเดียวกันกับการแสดงนัยะ แห่งเนกขัมมวิตกนี้).
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การรบราฆ่าฟันกัน๑
(ซึ่งน่าอัศจรรย์)
ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) เพราะอาศัยเวทนา จึงมี ตัณหา;
เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา๒ (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
________________________________
๑. มหานิทานสูตร มหา.ที.๑๐/๖๙/๕๙, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แคว้นกุรุ.
๒. คำว่า “แสวงหา” ในที่นี้ หมายถึงแสวงด้วยตัณหา นั่นเอง ; มิใช่การแสวงด้วยวิชชา หรือยถาภูตสัมมัปปัญญา.
หน้า 590 T 4.10.26
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค) ;
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ) ;
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ); กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอาการอย่างนี้; (เป็นอันว่า) ข้อความเช่นนี้ เป็นข้อความที่เราได้กล่าวไว้แล้ว.
ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย โดยปริยาย ดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าว ไว้แล้วว่า “ธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นเอนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า ‘มึง ! มึง !’ การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อม เพราะอาศัยการหวงกั้น” ดังนี้ : ดูก่อนอานนท์! ถ้าหากว่าการหวงกั้นจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการหวงกั้นไม่มี เพราะความดับไปแห่งการหวงกั้น โดยประการทั้งปวงแล้ว; ธรรมเป็นบาปอกุศล เป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย จะพึงเกิดขึ้นพร้อมได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัยนั่นแหละคือปัจจัย ของความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนกเหล่านี้ กล่าว
หน้า 591 T 4.10.26
คือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะการแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ; นั้นคือ การหวงกั้น.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความตระหนี่จึงมีการหวงกั้น” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความตระหนี่ จักไม่ได้มีแก่ใครๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความตระหนี่ไม่มี เพราะความดับไปแห่งความตระหนี่ โดยประการทั้งปวงแล้ว; การหวงกั้น จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั้นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละ คือปัจจัย ของการหวงกั้น; นั้นคือ ความตระหนี่.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความจับอกจับใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความจับอกจับใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความจับอกจับใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความตระหนี่ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความตระหนี่; นั้นคือ ความจับอกจับใจ.
หน้า 592 T 4.10.26
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความสยบมัวเมา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการแล้วไซร้; เมื่อความสยบมัวเมาไม่มี เพราะความดับไปแห่งความสยบมัวเมา โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความจับอกจับใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความจับอกจับใจ; นั้นคือ ความสยบมัวเมา.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความกำหนัดด้วยความพอใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความกำหนัดด้วยความพอใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความกำหนัดด้วยความพอใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความสยบมัวเมา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัยของความสยบมัวเมา; นั้นคือ ความกำหนัดด้วยความพอใจ.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า
หน้า 593 T 4.10.26
“เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความปลงใจรัก จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการแล้วไซร้; เมื่อความปลงใจรักไม่มี เพราะความดับไปแห่งความปลงใจรัก โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความกำหนัดด้วยความพอใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุนั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความกำหนัดด้วยความพอใจ : นั้นคือ ความปลงใจรัก
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยการได้จึงมีความปลงใจรัก” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการได้ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการได้ไม่มี เพราะความดับไปแห่งการได้ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความปลงใจรัก จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความปลงใจรัก; นั้นคือ การได้.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการแสวงหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการแสวงหาไม่มี เพราะความดับไปแห่ง
หน้า 594 T 4.10.26
การแสวงหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; การได้จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุนั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการได้; นั้นคือการแสวงหา.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แล้วไซร้; เมื่อตัณหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; การแสวงหา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการแสวงหา; นั้นคือ ตัณหา.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความข้างบนนี้มีลักษณะ เป็นอิทัปปัจจยตา กล่าวคือเป็นปฏิจจสมุปบาท อย่างเต็มตัว : ตั้งต้นที่เวทนา, อันทำให้มี ตัณหา, การแสวงหา, การได้, การปลงใจรัก, การกำหนัดพอใจ, การสยบมัวเมา, การจับอกจับใจ, การตระหนี่, การหวงกั้น, และเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น ; รวมเป็น ๑๑ อย่าง และเป็น ๑๒ อย่างทั้งผลของมัน กล่าวคือการทะเลาะวิวาท. ปฏิจจสมุปบาทสายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิจจสมุปบาทสายปรกติ คือแทรกอยู่ตรงที่เวทนาให้เกิดตัณหานั่นเอง. การที่ยกมาแสดงให้เห็นชัดในตอนนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้ศึกษาเข้าใจความหมายอันกว้างขวาง ของคำว่าปฏิจจสมุปบาท ในทุกแง่ ทุกมุม อันจะเป็นเหตุให้เข้าใจปฏิจจสมุปบาทสายปรกติ ได้ดีขึ้น ว่าคำว่า “ปฏิจจสมุปบาท” นี้ มีขอบเขตแห่งความหมายเพียงไหน. ขอให้เปรียบเทียบ ดูกับปฏิจจสมุปบาทในรูปอื่น อีกทุกแบบด้วย เสมอไป. ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องนี้จะแสดง ให้เห็นว่า พุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นมูลเหตุ แห่งการทะเลาะวิวาท การรบราฆ่าฟัน กระทั่งถึง การทำสงคราม มหาสงคราม ของโลก ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว ทั้งโดยส่วนปัจเจกชน และโดย หมู่คณะหรือสังคมใหญ่ ๆ ในโลกนี้ ในแง่ของจิตตวิทยาที่เป็นสัจจธรรม.
หน้า 595 T 4.10.27
ปฏิจจสมุปบาท แห่งกลหวิวาทนิโรธ๑
(ข้อความเหล่านี้ แปลมาตามรูปคาถา บรรทัดต่อบรรทัด, และในการอ่าน
ต้องอ่านคำถามให้จบตอนเสียก่อน แล้วจึงอ่านซีกคำตอบ, แล้วจึงเหลือบดู
อย่างเทียบกันเป็นคู่ ๆ อีกครั้ง - ผู้รวบรวม)
(คำถาม) (คำตอบ)
(๑) การทะเลาะวิวาท มีขึ้นมาจากเหตุอะไร ? การทะเลาะวิวาท มีขึ้นมาจากสิ่ง เป็นที่รัก แม้กระทั่งความร่ำไรรำพัน เศร้าโศก ความตระหนี่, แม้กระทั่งความร่ำไรรำพัน เศร้าโศก และความตระหนี่, ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และการยุให้แตกกันนี้ด้วย, ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น การยุให้แตกกัน, ก็เช่นเดียวกัน ขอจงตรัสบอก ว่าสิ่งเหล่านี้ มีขึ้นมาจากเหตุอะไร ? รวมทั้งการยุให้แตกกัน ซึ่งเกิดมาจากการทะเลาะวิวาทนั้น.
(๒) สิ่งเป็นที่รักเล่า มีอะไรเป็นแดนเกิดในโลกนี้ ? สิ่งเป็นที่รัก ในโลกนี้ มีฉันทะ เป็นแดนเกิด, ซึ่งเป็นเหตุให้พวกคนโลภ ท่องเที่ยวไป ในโลก ; ซึ่งเป็นเหตุให้พวกคนโลภ ท่องเที่ยวไป ในโลก ; ความหวัง และสมหวังเล่า มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ความหวัง และสมหวัง มีฉันทะนี้เอง เป็นแดนเกิดซึ่งทำให้คนสามัญ เขาหวังกันเพื่อสัมปรายภพ ? ซึ่งทำให้คนสามัญ เขาหวังกัน เพื่อสัมปรายภพ.
(๓) ฉันทะเล่า ในโลกนี้ มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ความยินดี ความไม่ยินดี ที่กล่าวกันอยู่ในโลกนั่นแหละหรือว่า ความตกลงใจต่าง ๆ มีขึ้นมาจากเหตุอะไร ? ฉันทะ ย่อมมีขึ้นมา เพราะอาศัยซึ่ง สิ่งทั้งสอง นั้น ; รวมทั้งความโกรธ การพูดเท็จ และความสงสัย- เพราะเห็นความฉิบหายความเจริญ กันที่วัตถุธรรมทั้งหลาย, ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่ง ที่สมณะกล่าวถึงกันอยู่ ด้วย ? สัตว์โลก จึงทำความตกลงใจต่าง ๆ (ไปตามนั้น) ;
แม้ความโกรธ การพูดเท็จ และความสงสัยเหล่านี้ ก็จักมี,
ในเมื่อความยินดี ความไม่ยินดี ทั้งสองอย่างนั้น มีอยู่,
ซึ่งผู้สงสัยอยากรู้ พึงศึกษา เพื่อนำไปสู่ญาณ,
ให้รู้ซึ่งสิ่งเหล่านั้น อันสมณะกล่าวถึง กันอยู่.
________________________________
๑. กลหวิวาทสูตร อัฏฐกวรรค สุ.ขุ.๒๕/๕๐๒/๔๑๘.
หน้า 596 T 4.10.27
(๔) ความยินดีและไม่ยินดี มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ความยินดีและความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นแดนเกิด : เมื่ออะไรไม่มี สิ่งทั้งสองนั้น จึงไม่มี ? เมื่อผัสสะ ไม่มี, สิ่งทั้งสองนั้นก็ไม่มี. แม้ความรู้สึกว่าความฉิบหายและเจริญ นั้นเล่า แม้ความรู้สึกว่าความฉิบหาย และความเจริญนั้นเล่า ขอจงตรัสบอก ว่าสิ่งทั้งสองนั้น มีอะไรเป็นแดนเกิด ? เราบอกท่านว่า มีผัสสะนี้เอง เป็นแดนเกิด. (๕) ผัสสะเล่า ในโลกนี้ มีอะไรเป็นแดนเกิด ? ผัสสะ ในโลกนี้ ย่อมเกิด เพราะอาศัยซึ่งนามและรูป แม้ความคิดยึดครองก็ตาม มีขึ้นมาแต่เหตุอะไร ? ความคิดยึดครองทั้งหลาย มีความอยากเป็นแดนเกิด ; เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าของเรา จึงไม่มี ? เมื่อความอยากไม่มี ความยืดถือว่าของเรา ก็ไม่มี ; เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงจะไม่เกิดการกระทบ ? เมื่อรูปธรรมไม่มี ผัสสะก็จะไม่เกิดการกระทบ.
(๖) รูปจะไม่มี เมื่อดำรงอัตตภาพไว้ อย่างไร ? ไม่เป็นผู้ สัญญสัญญี, ๑ไม่เป็น ผู้วิสัญญสัญญี, ๒ สุขหรือทุกข์ก็ตาม จะไม่มีได้อย่างไร ? ไม่เป็น ผู้อสัญญี,๓ ไม่เป็น ผู้วิภูตสัญญี,๔ ขอจงตรัสบอกโดยประการที่สิ่งนั้นจะไม่มี ดำรงอัตตภาพอยู่ในสถานะอย่างนี้ รูปจึงไม่มี, ใจของข้าพระองค์ หวังอยู่ว่าจักได้ทราบซึ่งข้อนั้น. เพราะว่าปปัญจสังขา๕ มีสัญญา เป็นแดนเกิด.
(๗) ทูลถามข้อใด ได้ทรงอธิบายข้อนั้นแล้ว ; แม้พวกหนึ่งกล่าวความบริสุทธิ์ ว่าสูงสุดเพียงเท่านั้น ขอทูลถามข้ออื่นอีก ขอจงบอก ซึ่งข้อนั้น : อ้างตนเป็นบัณฑิต กล่าวความบริสุทธิ์ของคนในโลกอยู่ ; พวกบัณฑิตที่กล่าวความบริสุทธิ์ของคนในโลก แต่ก็ยังมีอีกพวกหนึ่ง กล่าวลัทธิสมัยแห่งตน พวกหนึ่งกล่าวความบริสุทธิ์ว่าสูงสุดเพียงเท่านั้น๖ เป็นพวกฉลาดพูดกล่าวถึงชั้น “อนุปาทิเสส”๗ หรือว่ายังมีพวกที่กล่าวสิ่งอื่น ที่สูงสุดกว่าสิ่งนั้น ? ส่วนมุนี รู้จักทั้งสองพวกนั้น ว่ายังถูกทิฏฐิอาศัยอยู่,
พิจารณาเห็นอยู่ว่า มีนิสสัยของทิฏฐิอาศัยทั้งสองพวก.
มุนีรู้เช่นนั้นแล้ว จึงหลุดพ้น ไม่ถึงซึ่งการวิวาท,
เป็นปราชญ์ ไม่ไปสู่ความมีและความไม่มี อีกต่อไป.
________________________________
๑. ไม่ใช่ผู้มีสัญญาด้วยสัญญาปรกติ.
๒. ไม่ใช่ผู้มีสัญญา ด้วยสัญญาวิปริต (คือไม่ใช่เมาหรือบ้า ฯลฯ).
๓. ไม่ใช่ผู้ไม่มีสัญญา (คือไม่ใช่อยู่ในนิโรธสมาบัติหรืออสัญญีสัตว์).
๔. ไม่ใช่ ผู้ปราศจากสัญญา (คือไม่ใช่กำลังอยู่ในอรูปสมาบัติ).
๕. ปปัญจสังขา คือธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้าแก่การหลุดพ้น, ได้แก่ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ.
๖. พวกนี้ถือว่า ความบริสุทธิ์ของบุคคลชั้นเลิศ สูงสุดอยู่ที่ความไม่มีรูป ของผู้ที่ไม่ประกอบอยู่ด้วยสัญญา ๔ ประการดังที่กล่าวแล้ว ในคำตรัสตอบ ตอนที่ (๖) ข้างบน.
๗. “อนุปาทิเสส” ในที่นี้ ได้ใส่เครื่องหมายอัญญประกาศไว้ เพราะเป็นเรื่องของอุจเฉททิฏฐิ, กล่าวคือความที่ตายแล้วขาดสูญไม่มีอะไร โดยประการทั้งปวง, อันเป็นผลของอุจเฉททิฏฐิ นั่นเอง.
หน้า 597 T 4.10.28
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การทะเลาะวิวาทนั้นจะสิ้นสุดลง
โดยสิ้นเชิงไม่ได้ ตลอดเวลาที่ยังไม่หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์, เพราะยังมีรูปและอรูป
อันเป็นที่ตั้งของสัญญาที่เป็นแดนเกิดของปปัญจสังขา, กล่าวคือ ยังไม่บรรลุความเป็น
พระอรหันต์นั่นเอง. พระบาลีนี้ แสดงไว้ในลักษณะของปฏิจจสมุปบาท อย่างน่าสนใจยิ่ง.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การอยู่อย่างมี “เพื่อนสอง”๑
พระมิคชาละ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มี การ อยู่ อย่างมีเพื่อนสอง พระเจ้าข้า ?”.
ดูก่อนมิคชาละ ! รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ สยบมัวเมาซึ่งรูปนั้นไซร้,
แก่ภิกษุผู้เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญสยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นอยู่นั่นแหละ, นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ย่อมเกิดขึ้น.
เมื่อนันทิ มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมมี;
เมื่อสาราคะ มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมมี :
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ มิคชาลวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๔๓/๖๖, ตรัสแก่พระมิคชาละ ที่เชตวัน.
หน้า 598 T 4.10.29
ดูก่อนมิคชาละ ! ภิกษุผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วย การผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง”.
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้มีนัยะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ).
ดูก่อนมิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะส้องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าและป่าชัฏ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย มีเสียงกึกก้องครึกโครมน้อยปราศจากลมจากผิวกายคน เป็นที่ทำการลับของมนุษย์ เป็นที่สมควรแก่การหลีกเร้นเช่นนี้แล้วก็ตาม; ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสองอยู่นั่นเอง. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นยังละไม่ได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้น เราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า พระพุทธภาษิตนี้แสดงให้เห็น ความหมาย และความแตกต่างของภาษาคน และภาษาธรรม. เพื่อนสองในภาษาธรรม หมายถึงตัณหาที่กำลังเกิดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นเพื่อนสองที่มีความหมายรุนแรงมากกว่า เพื่อนสองในภาษาคน, เพราะว่าเข้าไปอยู่ถึงภายในจิต.
ปฏิจจสมุปบาท แห่งการอยู่อย่าง “คนเดียว”๑
พระมิคชาละได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างผู้เดียว พระเจ้าข้า ?”.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ มิคชาลวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๔๓/๖๗, ตรัสแก่พระมิคชาละ ที่เชตวัน.
หน้า 599 T 4.10.29
ดูก่อนมิคชาละ ! รูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ เป็นรูปที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่; ถ้าหากว่าภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้นไซร้,
แก่ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่สยบมัวเมา ซึ่งรูปนั้น นั่นแหละ, นันทิ ย่อมดับ;
เมื่อนันทิ ไม่มีอยู่, สาราคะ (ความกำหนัดกล้า) ย่อมไม่มี;
เมื่อสาราคะ ไม่มีอยู่, สัญโญคะ (ความผูกจิตติดกับอารมณ์) ย่อมไม่มี :
ดูก่อนมิคชาละ ! ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการผูกจิตติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลิน นั่นแล เราเรียกว่า “ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว”.
(ในกรณีแห่งเสียงทั้งหลายอันจะพึงได้ยินด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลายอันจะพึงดมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลายอันจะพึงลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงสัมผัสด้วยผิวกายก็ดี, และธัมมารมณ์ทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งด้วยใจก็ดี, พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ มีนัยะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทั้งหลายอันจะพึงเห็นได้ด้วยจักษุ).
ดูก่อนมิคชาละ ! ภิกษุผู้มีการอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้อยู่ในหมู่บ้านอันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย, ด้วยพระราชามหาอำมาตย์ของพระราชาทั้งหลาย, ด้วยเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็ตาม; ถึงกระนั้น ภิกษุนั้นเราก็เรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียวโดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่าตัณหานั่นแล เป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น อันภิกษุนั้นละเสียได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุนั้นเราจึงเรียกว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว, ดังนี้ แล.
หน้า 600 T 4.10.30
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การอยู่ด้วยความประมาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งอาการของภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท และของภิกษุผู้มีปรกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท แก่พวกเธอทั้งหลาย. พวกเธอทั้งหลายจงฟังซึ่งความข้อนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเป็นผู้ มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุ ไม่สำรวมระวัง ซึ่งอินทรีย์คือตาอยู่ จิตย่อมเกลือกกลั้ว ในรูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งการรู้สึกด้วยตา;
เมื่อภิกษุนั้นมี จิตเกลือกกลั้วแล้ว ปราโมทย์ ย่อมไม่มี;
เมื่อ ปราโมทย์ ไม่มี ปีติ ก็ไม่มี;
เมื่อ ปีติ ไม่มี ปัสสัทธิ ก็ไม่มี;
เมื่อ ปัสสัทธิ ไม่มี ภิกษุนั้นย่อม อยู่เป็นทุกข์;
เมื่อ มีทุกข์ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น;
เมื่อ จิตไม่ตั้งมั่น ธรรม ทั้งหลายย่อม ไม่ปรากฏ;
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่าเป็นผู้ มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท โดยแท้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ ฉฬวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ. ๑๘/๙๗/๑๔๓-๔.
หน้า 601 T 4.10.31
(ในกรณีแห่งอินทรีย์ คือ หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็มีนัยะอย่างเดียวกัน)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีปรกติอยู่ด้วยความประมาท.
(ในกรณีแห่งภิกษุผู้ มีปรกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท ได้ทรงแสดงไว้โดยปฏิปักขนัย, ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงเอาเอง).
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สูตรนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น มีอยู่ในรูปต่าง ๆ กัน ไม่จำเป็นจะต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา...ฯลฯ..”. เสมอไป.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณะ๑
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ตา ด้วย รูป ทั้งหลายด้วย จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ตา + รูป + จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; บุคคลเสวยซึ่งเวทนาใด, ย่อมรู้สึก (สัญญา) ซึ่งเวทนานั้น ; บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อม ตริตรึก (วิตก) อยู่กะเวทนานั้น; บุคคลตริตรึกอยู่กะเวทนาใด, ย่อม ประพฤติซึ่งความเนิ่นช้า (ปปัญจะ) อยู่กะเวทนานั้น ; บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา(กล่าวคืออนุสัย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า (ปปัญจสัญญาสังขา)ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น โดยมีเวทนานั้นเป็นเหตุ ในรูปทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยตาทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
________________________________
๑. มธุปิณฑิกสูตร สีหนาทวรรค มู.ม. ๑๒/๒๒๖/๒๔๘, พระมหากัจจานะ กล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 602 T 4.10.31
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหู ด้วย เสียง ทั้งหลายด้วย จึงเกิด โสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (หู+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ในเสียงทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยหู ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูก ด้วย กลิ่น ทั้งหลายด้วย จึงเกิด ฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (จมูก+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ในกลิ่นทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ ด้วยจมูก ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้น ด้วย รส ทั้งหลายด้วย จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ลิ้น+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ในรสทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยลิ้น ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกาย ด้วย โผฏฐัพพะ ทั้งหลายด้วยจึงเกิด กายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ(กาย+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ ) นั่นคือผัสสะ; ..ฯลฯ... ...ฯลฯ... ในโผฏฐัพพะทั้งหลายอันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยกาย ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจ ด้วย ธัมมารมณ์ ทั้งหลายด้วยจึงเกิด มโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรมสามประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; บุคคลเสวย
หน้า 603 T 4.10.31
ซึ่งเวทนาใด, ย่อมรู้สึก(สัญญา) ซึ่งเวทนานั้น ; บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อมตริตรึก(วิตก) อยู่กะเวทนานั้น; บุคคลตริตรึกอยู่กะเวทนาใด, ย่อมประพฤติซึ่งความเนิ่นช้า (ปปัญจะ) อยู่กะเวทนานั้น; บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (กล่าวคืออนุสัย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า (ปปัญจสัญญาสังขา) ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น โดยมีเวทนานั้นเป็นเหตุ ในธัมมารมณ์ทั้งหลาย อันจะพึงรู้แจ้งได้ด้วยใจ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน.
---- ---- ---- ----
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อตามีอยู่, เมื่อรูปมีอยู่, เมื่อจักขุวิญญาณมีอยู่; เขา จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง วิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้;
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อหูมีอยู่, เมื่อเสียงมีอยู่, เมื่อโสตวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อจมูกมีอยู่, เมื่อกลิ่นมีอยู่, เมื่อฆานวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
หน้า 604 T 4.10.32
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อลิ้นมีอยู่, เมื่อรสมีอยู่, เมื่อชิวหาวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เมื่อกายมีอยู่, เมื่อโผฏฐัพพะมีอยู่, เมื่อกายวิญญาณ มีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ.. . ...ฯล ฯ...ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อใจมีอยู่, เมื่อธัมมารมณ์มีอยู่, เมื่อมโนวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง วิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้;
ปฏิจจสมุปบาทแห่งปปัญจสัญญา
อันทำความเนิ่นช้า แก่การละอนุสัย๑
(เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเล่าเรื่องการสนทนากับทัณฑปาณิศากยะจบลงแล้ว, ภิกษุรูปหนึ่ง ได้ทูลถามขึ้นว่า :-)
________________________________
๑. มธุปิณฑิกสูตร มู.ม.๑๒/๒๒๒,๒๒๕/๒๔๕,๒๔๘, ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ต่อหน้าภิกษุทั้งหลาย ที่นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.
หน้า 605 T 4.10.32
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคทรงมีปรกติตรัสอย่างไร จึงไม่โต้เถียงกับผู้ใดผู้หนึ่ง ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์, ดำรงอยู่ในโลก; อนึ่ง จะเป็นไปได้โดยวิธีใด ที่สัญญาทั้งหลาย จะไม่นอนตาม ซึ่งบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ปราศจากกามทั้งหลายอยู่, ผู้หมดความสงสัยอันเป็นเหตุให้ถามว่าอะไรเป็นอย่างไร, ผู้มีความรำคาญอันตัดขาดแล้ว, ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่; พระเจ้าข้า !”
ดูก่อนภิกษุ ! สัญญา (ความสำคัญมั่นหมายซึ่งเป็นอนุสัย)๑ ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า (ปปัญจสัญญา), ย่อมกลุ้มรุมบุรุษ เพราะมีอารมณ์ใดเป็นต้นเหตุ ถ้าสิ่งใด ๆ เพื่อความเป็นอารมณ์นั้น มีไม่ได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) เพื่อบุรุษนั้นจะพึงเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมก แล้วไซร้; นั่นแหละคือที่สุดแห่งราคานุสัย, แห่งปฏิฆานุสัย, แห่งทิฏฐานุสัย, แห่งวิจิกิจฉานุสัย, แห่งมานานุสัย แห่งภวราคานุสัย แห่งอวิชชานุสัย; และนั่นแหละคือที่สุดแห่งการใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม, การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง ! ”, การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ในเพราะเหตุ นั้น, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ, ดังนี้.๒
(ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเข้าสู่ที่ประทับ, พวกภิกษุที่ฟังอยู่ยังไม่เข้าใจในเนื้อความแห่งพุทธพจน์นี้ จึงพากันไปหาพระมหากัจจานะให้ช่วยขยายความ. พระมหากัจจานะกล่าวขยายความดังนี้ :-)
________________________________
๑. สัญญาในที่นี้ มิใช่เป็นเพียงความจำ ; แต่เป็นความสำคัญมั่นหมาย เช่น สุขสัญญา = สัญญาว่าสุข ; อัตตสัญญา = สัญญาว่าตัวตน เป็นต้น, เกิดขึ้นด้วยอุปาทาน ; เกิดเมื่อใด ย่อมก่ออนุสัย และเพิ่มความเป็นอนุสัย (ความเคยชิน) ยิ่งขึ้นทุกที ; ก็ทำความเนิ่นช้า หรือความยากแก่การดับทุกข์ ยิ่งขึ้นทุกที.
๒. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ตรัสตอบคำถามที่หนึ่งโดยตรง เพราะตอบรวมกันได้กับคำตอบของคำถามที่สองนั่นเอง, ถ้าพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็นได้, ไม่ต้องฉงน : ข้อความตอนที่ว่า “นั่นคือที่สุดแห่งการใช้อาวุธไม่มีคม..”., นั่นเองเป็น คำตอบของปัญหาที่หนึ่ง ที่ถามว่า มีปรกติตรัสอย่างไร ?
หน้า 606 T 4.10.32.1
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอุเทศไว้แต่โดยย่อว่า “ดูก่อนภิกษุ ! สัญญาชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้าย่อมกลุ้มรุมบุรุษ เพราะมีอารมณ์ใดเป็นต้นเหตุ ถ้าสิ่งใด ๆ เพื่อความเป็นอารมณ์นั้นมีไม่ได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) เพื่อบุรุษนั้นจะพึงเพลิดเพลิน ...ฯลฯ...ฯลฯ...ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ในเพราะเหตุนั้น, ย่อมดับไปโดยไม่มีส่วนเหลือ”, ดังนี้แล้วไม่ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร และเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่ที่ประทับเสียนั้น; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เราย่อมรู้เนื้อความแห่งอุเทศ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แต่โดยย่อ, ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความไว้โดยพิสดารนี้; ได้โดยพิสดารอย่างนี้คือ :-
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยตาด้วย, รูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ตา+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือ ผัสส; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
บุคคลเสวยซึ่งเวทนาใด, ย่อมรู้สึกซึ่งเวทนานั้น;
บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อมมีวิตกอยู่กะเวทนานั้น;
บุคคลมีวิตกอยู่กะเวทนาใด, ย่อมประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนานั้น๑
บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (ความมั่นหมาย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น, โดยมีเวทนานั้นเป็นเหตุ, เป็นไปในรูปทั้งหลาย อันพึงรู้แจ้งได้ด้วยตา, ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน.
________________________________
๑. ผู้อ่านควรจะสังเกตให้เห็นได้ตรงนี้เลยว่า เวทนานี้แหละคืออาการของปฏิจจสมุปบาทที่สำคัญอันหนึ่ง ที่ทำความเนิ่นช้าแก่การละอนุสัย.
หน้า 607 T 4.10.32.1
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยหูด้วย, ...ฯลฯ...๑ และปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยจมูกด้วย, ...ฯลฯ... และปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยลิ้นด้วย, ...ฯลฯ... และปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยกายด้วย, ...ฯลฯ... และปัจจุบัน.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เพราะอาศัยใจด้วย, ธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ใจ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา;
บุคคลเสวยซึ่งเวทนาใด, ย่อมรู้สึกซึ่งเวทนานั้น;
บุคคลรู้สึกซึ่งเวทนาใด, ย่อมมีวิตกอยู่กะเวทนานั้น;
บุคคลมีวิตกอยู่กะเวทนาใด, ย่อมประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนานั้น;
บุคคลประพฤติซึ่งความเนิ่นช้าอยู่กะเวทนาใด, สัญญา (ความมั่นหมาย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า ย่อมกลุ้มรุมซึ่งบุรุษนั้น, โดยมีเวทนานั้นเป็นเหตุ, เป็นไปในธัมมารมณ์ทั้งหลาย อันพึงรู้แจ้งได้ด้วยใจ, ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน.
---- ---- ---- ----
________________________________
๑. ในกรณีแห่งตากับรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งหูกับเสียง, จมูกกับกลิ่น, ลิ้นกับรส, กายกับโผฏฐัพพะ ซึ่งละ...ฯลฯ...ไว้, ก็พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกัน ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งอายตนะ แต่ละอายตนะเท่านั้น.
หน้า 608 T 4.10.32.1
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อตามีอยู่, เมื่อรูปมีอยู่, เมื่อจักขุวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ผัสสบัญญัติ๑ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง เวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่งวิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญา สังขาสมุทาจรณบัญญัติ๒ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อหูมีอยู่, เมื่อเสียงมีอยู่, เมื่อโสตวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ...ฯลฯ...๓ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อจมูกมีอยู่, เมื่อกลิ่นมีอยู่, เมื่อฆานวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อลิ้นมีอยู่, เมื่อรสมีอยู่, เมื่อชิวหาวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้
________________________________
๑. ผัสสบัญญัติ คือการกล่าวไปตามความรู้สึกของเขา เกี่ยวกับผัสสะ ว่า มีอยู่โดยลักษณะ มีอยู่โดยชนิด โดยอาการเป็นต้น ว่ามีอยู่อย่างนั้น ๆ, ไม่มีอะไรอื่นมากไปกว่านี้. แม้ในการบัญญัติข้ออื่น ๆ มีเวทนาบัญญัติเป็นต้น ก็มีนัยอย่างเดียวกัน.
๒. ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ คือการบัญญัติซึ่งการกลุ้มรุมของสัญญา กล่าวคือความสำคัญ ซึ่งเป็นอนุสัยมีชนิดต่าง ๆ ล้วนแต่ทำความเนิ่นช้า.
๓. ในกรณีแห่งตากับรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร; ในกรณีแห่งหูกับเสียง, จมูกกับกลิ่น, ลิ้นกับรส, กายกับโผฏฐัพพะ, ซึ่งละ...ฯลฯ...ไว้ , พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกัน.
หน้า 609 T 4.10.32.1
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อกายมีอยู่, เมื่อโผฏฐัพพะมีอยู่, เมื่อกายวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ...ฯลฯ...ฯลฯ...ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อใจมีอยู่, เมื่อธัมมารมณ์มีอยู่, เมื่อมโนวิญญาณมีอยู่; เขาก็จักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่งเวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่งสัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญามีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่งวิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกมีอยู่ เขาก็จักบัญญัติซึ่งปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้.
---- (ปฎิปักขนัย) ----
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อตาไม่มีอยู่, เมื่อรูปไม่มีอยู่, เมื่อจักขุวิญญาณไม่มีอยู่; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งเวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งสัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งวิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.
หน้า 610 T 4.10.32.1
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อหูไม่มีอยู่, เมื่อเสียงไม่มีอยู่, เมื่อโสตวิญญาณไม่มีอยู่; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ๑ ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อจมูกไม่มีอยู่, เมื่อกลิ่นไม่มีอยู่, เมื่อฆานวิญญาณไม่มีอยู่; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อลิ้นไม่มีอยู่, เมื่อรสไม่มีอยู่, เมื่อชิวหาวิญญาณไม่มีอยู่; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ ...ฯลฯ ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อกายไม่มีอยู่, เมื่อโผฏฐัพพะไม่มีอยู่, เมื่อกายวิญญาณไม่มีอยู่; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ...ฯลฯ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! บุรุษนั้นหนอ เมื่อใจไม่มีอยู่, เมื่อธัมมารมณ์ไม่มีอยู่, เมื่อมโนวิญญาณไม่มีอยู่; เขาจักบัญญัติซึ่งผัสสบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งผัสสะไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งเวทนาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งเวทนาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่ง
________________________________
๑. ในกรณีแห่งตากับรูป มีข้อความพิสดารอย่างไร ในกรณีแห่งหูกับเสียง, จมูกกับกลิ่น, ลิ้นกับรส, กายกับโผฏฐัพพะ, ซึ่งละ...ฯลฯ...ไว้, พึงทราบว่ามีข้อความเต็มอย่างเดียวกัน.
หน้า 611 T 4.10.32.1
สัญญาบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งสัญญาไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่งวิตกบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้; เมื่อการบัญญัติซึ่งวิตกไม่มีอยู่ เขาจักบัญญัติซึ่ง ปปัญจสัญญาสังขาสมุทาจรณบัญญัติ : ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้.
---- ---- ---- ----
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอุเทศไว้แต่โดยย่อว่า “ดูก่อนภิกษุ ! สัญญา (ความมั่นหมาย) ชนิดต่าง ๆ อันเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้า ย่อมกลุ้มรุมบุรษ เพราะมีอารมณ์ใดเป็นต้นเหตุ ถ้าสิ่งใด ๆ เพื่อความเป็นอารมณ์นั้นมีไม่ได้ (ด้วยเหตุใดก็ตาม) เพื่อบุรุษนั้นจะพึงเพลิดเพลิน ...ฯลฯ...ฯลฯ... ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ในเพราะเหตุนั้น, ย่อมดับไปโดยไม่มี ส่วนเหลือ” ดังนี้ แล้วไม่ทรงจำแนกเนื้อความโดยพิสดาร และเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่ที่ประทับเสียนั้น; ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เราย่อมรู้เนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แต่โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงเนื้อความโดยพิสดารนี้ ได้โดยพิสดาร อย่างนี้แล. ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ก็ถ้าท่านทั้งหลายหวังอยู่ ก็จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามซึ่งความข้อนั้นเถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แก่ท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านทั้งหลาย จงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด.
(ภิกษุเหล่านั้น ได้เข้าไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ได้ตรัสรับรองข้อความนั้นว่าถูกต้องตามที่พระองค์จะตรัสเอง และได้ตรัสสรรเสริญพระมหากัจจานะว่า เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก).
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตอาการแห่งปฏิจจสมุปบาทเพียงอาการเดียว ซึ่งในที่นี้ได้แก่เวทนา อันเกิดมาจากอวิชชาสัมผัสนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตาม เป็นสิ่งทำความเนิ่นช้าแก่การละเสียซึ่งอนุสัย คือความเคยชิน ในการสยบมัวเมาในเวทนาแต่กาลก่อน, ยิ่งเสวยเวทนาอีก ก็ยิ่งเพิ่มอนุสัยยิ่งขึ้นไปอีก : สุขเวทนา เพิ่มกำลังแก่อนุสัยประเภทราคะ, ทุกขเวทนา เพิ่มกำลังแก่อนุสัย
หน้า 612 T 4.10.33
ประเภทโทสะ, อทุกขมสุขเวทนา เพิ่มกำลังแก่อนุสัยประเภทโมหะ. มันเพิ่มกำลังแก่อนุสัยอย่างไร รู้ได้ที่อาการแห่งปฏิจจสมุปบาททั้งหลาย นั่นเอง ; กล่าวคือ ทำความเคยชินเพิ่มขึ้น ในการสร้างภพ-ชาติ-ตามแบบปฏิจจสมุปบาท ; ดังนั้น จงระวังแม้แต่ปฏิจจสมุปบาท เพียงอาการเดียว คือ “เวทนา” ในลักษณะที่กล่าวไว้ในสูตรนี้แล้ว ซ่อนตัวอยู่ในนามของ “สัญญา” ซึ่งในที่นี้หมายถึงความสำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การดับปปัญจสัญญาสังขา๑
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! อะไรเป็นเครื่องผูกพันเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คันธัพพ์ทั้งหลาย อันมีอยู่เป็นหมู่ ๆ (ซึ่งแต่ละหมู่) ปรารถนาอยู่ว่า เราจักเป็นคนไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีการเบียดเบียนแก่กันและกัน แต่แล้วก็ไม่สามารถจักเป็นผู้อยู่อย่างผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีเบียดเบียนแก่กันและกันเล่า พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนจอมเทพ ! อิสสาและมัจฉริยะ นั่นแล เป็นเครื่องผูกพัน...ฯลฯ...
“ข้าแต่พระสุคต ! ความสงสัยของข้าพระองค์ในเรื่องนั้นสิ้นแล้ว เรื่องที่จะต้องถามใครว่าอย่างไรในเรื่องนั้น ก็ปราศจากไปแล้ว เพราะได้ฟังปัญหาพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็อิสสาและมัจฉริยะนั้น มีอะไรเป็นนิทาน (ต้นเหตุ) มีอะไรเป็นสมุทัย (เครื่องก่อขึ้น) มีอะไรเป็นชาติกะ (เครื่องทำให้เกิด) มีอะไรเป็นปภวะ (แดนเกิด) ? เมื่ออะไรมีอยู่ อิสสาและมัจฉริยะจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ อิสสาและมัจฉริยะจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?”
________________________________
๑. สักกปัญหสูตร มหา.ที. ๑๐/๓๑๐/๒๕๕, ตรัสแก่ท้าวสักกเทวราช ที่ถ้ำอินทสาละ ภูเขาเวทยิกบรรพต.
หน้า 613 T 4.10.33
ดูก่อนจอมเทพ ! อิสสาและมัจฉริยะนั้น มีสิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รัก (ปิยาปฺปิย) นั่นแล เป็นนิทาน ...ฯลฯ... เมื่อสิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักไม่มีอยู่ อิสสาและมัจฉริยะ ก็ไม่มี.
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักนั้นเล่า มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? เมื่ออะไรมีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนจอมเทพ ! สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักนั้น มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นนิทาน ...ฯลฯ... เมื่อฉันทะ ไม่มีอยู่ สิ่งเป็นที่รักและสิ่งไม่เป็นที่รักก็ไม่มี.
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ฉันทะนั้นเล่า มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? เมื่ออะไรมีอยู่ ฉันทะจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ ฉันทะจึงไม่มีพระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนจอมเทพ ! ฉันทะนั้นมีวิตก (ความตริตรึก)เป็นนิทาน...ฯลฯ... เมื่อวิตกไม่มีอยู่ ฉันทะก็ไม่มี.
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็วิตกนั้นเล่า มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ? เมื่ออะไรมีอยู่ วิตกจึงมี ? เมื่ออะไรไม่มีอยู่ วิตกจึงไม่มี พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนจอมเทพ ! วิตกนั้น มีปปัญจสัญญาสังขา เป็นนิทาน ...ฯลฯ... เมื่อปปัญจสัญญาสังขาไม่มีอยู่ วิตกก็ไม่มี.
หน้า 614 T 4.10.33
“ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ก็ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติอย่างไรเล่า จึงชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ ข้อปฏิบัติเครื่องยังสัตว์ให้ถึงซึ่งสมควรแก่การดับไม่เหลือแห่งปปัญจสัญญาสังขา พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนจอมเทพ ! เราตถาคตย่อมกล่าวซึ่งโสมนัส ไว้เป็น ๒ อย่าง คือโสมนัสที่ควรเสพ อย่างหนึ่ง โสมนัสที่ไม่ควรเสพ อย่างหนึ่ง (ต่อไปได้ตรัสถึงโทมนัส และอุเบกขาซึ่งแต่ละอย่าง ๆ ได้ตรัสไว้โดยแยกเป็นสองอย่างเช่นเดียวกัน).
ดูก่อนจอมเทพ ! คำนี้ว่า “เราตถาคตย่อมกล่าวซึ่งโสมนัส ไว้เป็น ๒ อย่าง คือโสมนัสที่ควรเสพอย่างหนึ่ง โสมนัสที่ไม่ควรเสพอย่างหนึ่ง” ดังนี้ เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว ก็คำนั้น เราอาศัยเหตุผลอะไรกล่าวเล่า ?
ดูก่อนจอมเทพ ! ในบรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จักซึ่งโสมนัสอันใดว่า “เมื่อเราเสพโสมนัสนี้แลอยู่ ธรรมอันเป็นอกุศลทั้งหลาย ย่อมเจริญยิ่งขึ้นธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย ย่อมเสื่อมสิ้นไป” ดังนี้; โสมนัสอันมีลักษณะอย่างนี้เป็นโสมนัสที่ไม่ควรเสพ. ดูก่อนจอมเทพ ! ในบรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จักซึ่งโสมนัสอันใดว่า “เมื่อเราเสพโสมนัสนี้แลอยู่ ธรรมอันเป็นอกุศลทั้งหลาย ย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย ย่อมเจริญยิ่งขึ้น” ดังนี้; โสมนัสอันมีลักษณะอย่างนี้ เป็นโสมนัสที่ควรเสพ. ดูก่อนจอมเทพ ! ในบรรดาโสมนัสทั้ง ๒ อย่างนั้นโสมนัสใดแล มีวิตกมีวิจาร, โสมนัสใดแล ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร; โสมนัสที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารนั่น เป็นโสมนัสที่ประณีตกว่าโสมนัสที่มีวิตกมีวิจารนั้น.
ดูก่อนจอมเทพ ! คำใดที่เรากล่าวแล้วว่า “โสมนัสมีสองอย่าง คือโสมนัสที่ควรเสพอย่างหนึ่ง โสมนัสที่ไม่ควรเสพอย่างหนึ่ง” ดังนี้นั้น คำนั้น เรากล่าวแล้ว อาศัยเหตุผลเหล่านี้แล.
หน้า 615 T 4.10.34
(ต่อไปนี้ก็ได้ตรัสคำอธิบายเกี่ยวกับโทมนัส และอุเบกขา โดยนัยอย่างเดียวกันทุกประการ)
ดูก่อนจอมเทพ ! ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติแล้ว (ในลักษณะที่ทำให้รู้จักโสมนัสโทมนัสและอุเบกขา ดังที่กล่าวแล้ว) อย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติเครื่องยังสัตว์ให้ถึงซึ่งความสมควรแก่การดับไม่เหลือแห่งปปัญจสัญญาสังขา.
ปฏิจจสมุปบาท ที่ยิ่งกว่าปฏิจจสมุปบาท
มี ๒๓ อาการ)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย สำหรับบุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ มิใช่สำหรับบุคคลผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคล ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ ซึ่งอะไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่เห็นอยู่ว่า “รูป คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูปคืออย่างนี้ๆ;” และว่า “เวทนา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ ๆ”; และว่า “สัญญา คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คืออย่างนี้ ๆ”; และว่า “สังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่
________________________________
๑. สูตรที่ ๓ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๓๕/๖๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 616 T 4.10.34
ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ ๆ”; และว่า “วิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณคืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ”; ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมมีแก่บุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ ๆ แล.
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย มีอยู่, ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะนั้นย่อมมี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวญาณแม้นั้นว่าเป็นญาณมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่ไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของญาณในความสิ้นไป ? คำตอบพึงมีว่า “วิมุตติ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของญาณในความสิ้นไป”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิมุตติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไป ตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปอาศัยของวิมุตติ ? คำตอบ พึงมีว่า “วิราคะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิมุตติ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิราคะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปอาศัยของวิราคะ ? คำตอบ พึงมีว่า “นิพพิทา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิราคะ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้นิพพิทา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
หน้า 617 T 4.10.34
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนิพพิทา ? คำตอบ พึงมีว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนิพพิทา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไป ตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของยถาภูตญาณทัสสนะ ? คำตอบ พึงมีว่า “สมาธิ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของยถาภูตญาณทัสสนะ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่าแม้สมาธิ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสมาธิ ? คำตอบ พึงมีว่า “สุข คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสมาธิ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สุข ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสุข ? คำตอบ พึงมีว่า “ปัสสัทธิ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสุข”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ปัสสัทธิ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปัสสัทธิ ? คำตอบ พึงมีว่า “ปีติ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปัสสัทธิ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ปีติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
หน้า 618 T 4.10.34
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปีติ ? คำตอบ พึงมีว่า “ปราโมทย์ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปีติ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ปราโมทย์ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปราโมทย์ ? คำตอบ พึงมีว่า “สัทธา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของปราโมทย์”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สัทธา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสัทธา ? คำตอบ พึงมีว่า “ทุกข์ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสัทธา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ทุกข์ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของทุกข์ ? คำตอบ พึงมีว่า “ชาติ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของทุกข์”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ชาติ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของชาติ ? คำตอบ พึงมีว่า “ภพ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของชาติ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ภพ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
หน้า 619 T 4.10.34
(๑๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของภพ ? คำตอบ พึงมีว่า “อุปาทาน คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของภพ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้อุปาทาน ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของอุปาทาน ? คำตอบ พึงมีว่า “ตัณหา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของอุปาทาน”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ตัณหา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของตัณหา ? คำตอบ พึงมีว่า “เวทนา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของตัณหา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้เวทนา ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของเวทนา ? คำตอบ พึงมีว่า “ผัสสะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของเวทนา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้ผัสสะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๑๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของผัสสะ ? คำตอบ พึงมีว่า “สฬายตนะ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของผัสสะ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สฬายตนะ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
หน้า 620 T 4.10.34
(๒๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสฬายตนะ ? คำตอบ พึงมีว่า “นามรูป คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสฬายตนะ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้นามรูป ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๒๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนามรูป ? คำตอบ พึงมีว่า “วิญญาณ คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของนามรูป”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิญญาณ ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๒๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิญญาณ ? คำตอบ พึงมีว่า “สังขาร ทั้งหลาย คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของวิญญาณ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้สังขารทั้งหลาย ก็เป็นธรรมมีที่เข้าไปตั้งอาศัย, หาใช่เป็นธรรมไม่มีที่เข้าไปตั้งอาศัยไม่.
(๒๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อะไรเล่า เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสังขาร ? ทั้งหลาย คำตอบ พึงมีว่า “อวิชชา คือธรรมเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยของสังขารทั้งหลาย”. [เมื่อนับความสิ้นอาสวะเข้าด้วย ก็เป็น ๒๔ อย่าง ]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล สังขารทั้งหลาย ชื่อว่ามีอวิชชาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
หน้า 621 T 4.10.34
วิญญาณ ชื่อว่ามี สังขาร เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
นามรูป ชื่อว่ามี วิญญาณ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
สฬายตนะ ชื่อว่ามี นามรูป เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ผัสสะ ชื่อว่ามี สฬายตนะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
เวทนา ชื่อว่ามี ผัสสะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ตัณหา ชื่อว่ามี เวทนา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
อุปาทาน ชื่อว่ามี ตัณหา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ภพ ชื่อว่ามี อุปาทาน เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ชาติ ชื่อว่ามี ภพ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ทุกข์ ชื่อว่ามี ชาติ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
สัทธา ชื่อว่ามี ทุกข์ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ปราโมทย์ ชื่อว่ามี สัทธา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ปีติ ชื่อว่ามี ปราโมทย์ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ปัสสัทธิ ชื่อว่ามี ปีติ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
สุข ชื่อว่ามี ปัสสัทธิ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
สมาธิ ชื่อว่ามี สุข เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ยถาภูตญาณทัสสนะ ชื่อว่ามี สมาธิ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
นิพพิทา ชื่อว่ามี ยถาภูตญาณทัสสนะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
วิราคะ ชื่อว่ามี นิพพิทา เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
วิมุตติ ชื่อว่ามี วิราคะ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย;
ญาณในความสิ้นไป ชื่อว่ามี วิมุตติ เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝนนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลายให้เต็ม; ครั้นซอกเขา
หน้า 622 T 4.10.35
ซอกผา และลำห้วยทั้งหลาย เต็มแล้ว ย่อมทำบึงน้อยทั้งหลายให้เต็ม; บึงน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; บึงใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำน้อยทั้งหลายให้เต็ม; แม่น้ำน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำมหาสมุทรให้เต็ม, นี้ฉันใด;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันเดียวกันนั้นแล คือ สังขารทั้งหลาย ชื่อว่ามีอวิชชาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; วิญญาณ ชื่อว่ามีสังขารเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; นามรูปชื่อว่ามีวิญญาณเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; สฬายตนะ ชื่อว่ามีนามรูปเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ผัสสะ ชื่อว่ามีสฬายตนะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; เวทนา ชื่อว่ามีผัสสะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ตัณหา ชื่อว่ามีเวทนาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; อุปาทาน ชื่อว่ามีตัณหาเข้าไปตั้งอาศัย; ภพ ชื่อว่ามีอุปาทานเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ชาติ ชื่อว่ามีภพเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ทุกข์ ชื่อว่ามีชาติเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; สัทธา ชื่อว่ามีทุกข์เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ปราโมทย์ ชื่อว่ามีสัทธาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ปีติ ชื่อว่ามีปราโมทย์เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ปัสสัทธิ ชื่อว่ามีปีติเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; สุข ชื่อว่ามีปัสสัทธิเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; สมาธิ ชื่อว่ามีสุขเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ยถาภูตญาณทัสสนะ ชื่อว่ามีสมาธิเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; นิพพิทา ชื่อว่ามียถาภูตญาณทัสสนะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; วิราคะ ชื่อว่ามีนิพพิทาเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; วิมุตติ ชื่อว่ามีวิราคะเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย; ญาณในความสิ้นไป ชื่อว่ามีวิมุตติเป็นที่เข้าไปตั้งอาศัย, ดังนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง อาหารของอวิชชา๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฏ; ก่อนแต่นี้ อวิชชามิได้มี; แต่ว่า อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
________________________________
๑. อวิชชาสูตรที่ ๑ ยมกวรรค ทสก.อํ. ๒๔/๑๒๐/๖๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 623 T 4.10.35
คำกล่าวอย่างนี้แหละ เป็นคำที่ใคร ๆ๑ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า “อวิชชา ย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชานั้น ก็เป็นธรรมชาติมีอาหารหาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึงมีว่า “นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นอาหารของอวิชชา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า “ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ” ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า “การไม่สำรวมอินทรีย์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้การไม่สำรวมอินทรีย์ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์ ? คำตอบพึงมีว่า “ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ? คำตอบพึงมีว่า “อโยนิโสมนสิการ” ดังนี้.
________________________________
๑. คำว่า วุจฺจติ คำนี้ เคยแปลกันแต่ว่า อันตถาคตย่อมกล่าว กันจนเป็นธรรมเนียมไปเสีย ในที่นี้ พิจารณาดูแล้ว เห็นได้ว่าควรจะแปลว่าใคร ๆ ทุกคนที่เป็นผู้รู้ รวมทั้งพระองค์เองด้วยควรจะกล่าว หาใช่เป็นการผูกขาดเฉพาะไว้แต่พระองค์ผู้เดียวไม่.
หน้า 624 T 4.10.35
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อโยนิโสมนสิการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอโยนิโสมนสิการ ? คำตอบพึงมีว่า “ความไม่มีสัทธา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ความไม่มีสัทธา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของความไม่มีสัทธา ? คำตอบพึงมีว่า “การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าว่า ถึงแม้การไม่ได้ฟังพระสัทธรรม ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการไม่ได้ฟังพระสัทธรรม ? คำตอบพึงมีว่า “การไม่คบสัตบุรุษ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่เมื่อการไม่คบสัตบุรุษ เป็นไปบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่ได้ฟังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์;
การไม่ได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความไม่มีสัทธาให้บริบูรณ์;
ความไม่มีสัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์;
อโยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์;
ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์;
หน้า 625 T 4.10.35
การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ให้บริบูรณ์;
ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์;
นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งอวิชชานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝนนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วย ทั้งหลาย ให้เต็ม; ครั้นซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลาย เต็มแล้ว ย่อมทำบึงน้อยทั้งหลายให้เต็ม; บึงน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; บึงใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำน้อยทั้งหลายให้เต็ม; แม่น้ำน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำมหาสมุทรสาครให้เต็ม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งมหาสมุทรสาครนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเต็มแล้วด้วยอาการอย่างนี้, นี้ฉันใด;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ การไม่คบสัตบุรุษเป็นไปบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่ได้ฟังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์; การไม่ได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความไม่มีสัทธาให้บริบูรณ์; ความไม่มีสัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำ
หน้า 626 T 4.10.36
อโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์; อโยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์; ความเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์; การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์; ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์; นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งอวิชชานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อความทั้งหมดนี้ก็มีลักษณะ แห่งอิทัปปัจจยตา คือเป็นอาการแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาทของอวิชชาโดยตรงเกิดแก่อวิชชา ก่อนหน้าแต่อวิชชาจะทำหน้าที่ปรุงแต่งปฏิจจสมุปบาทสายที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ของการเกิดแห่งกองทุกข์.
ปฏิจจสมุปบาท แห่งอาหารของภวตัณหา๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏ; ก่อนแต่นี้ภวตัณหามิได้มี; แต่ว่า ภวตัณหาเพิ่งมีต่อภายหลัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คำกล่าวอย่างนี้แหละเป็นคำที่ใคร ๆ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า “ภวตัณหา ย่อมปรากฏ เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ภวตัณหานั้น ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของภวตัณหา ? คำตอบพึงมีว่า “อวิชชา เป็นอาหารของภวตัณหา” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ยมกวรรค ทสก.อํ. ๒๔/๑๒๔/๖๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 627 T 4.10.36
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหารหาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึงมีว่า “นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นอาหารของอวิชชา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า “ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ” ดังนี้.
(คำต่อไปนี้เหมือนกับข้อความในหัวข้อว่า “ปฏิจจสมุปบาทแห่งอาหารของอวิชชา” คือหัวข้อที่แล้วมา ตั้งแต่คำว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร” ...ไปจนกระทั่งถึงคำว่า... “การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์ ;” เป็นข้อความ ๒๙ บรรทัด ผู้ศึกษาพึงเติมเอาเองให้เต็ม)
ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์;
นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์;
อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งภวตัณหานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝนนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วย ทั้งหลาย ให้เต็ม ;
หน้า 628 T 4.10.37
ครั้นซอกเขา ซอกผา และลำห้วย ทั้งหลาย เต็มแล้ว (ข้อความต่อไปนี้เหมือนกับข้อความที่เป็นอุปมาในหัวข้อว่า “ปฏิจจฯ แห่งอาหารของอวิชชา” จนกระทั่งถึงคำว่า.... “ทุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการให้บริบูรณ์;”) นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์; อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งภวตัณหานี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และ บริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง อาหารของวิชชาและวิมุตติ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า แม้วิชชาและวิมุตติ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ? คำตอบพึงมีว่า “โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของโพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า “สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของสติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า “สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ” ดังนี้.
________________________________
๑. สูตรที่ ๑-๒ ยมกวรรค ทสก.อํ. ๒๔/๑๒๒,๑๒๖/๖๑,๖๒.
หน้า 629 T 4.10.37
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของสุจริตทั้งหลาย ๓ ประการ ? คำตอบพึงมีว่า “การสำรวมอินทรีย์” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้การสำรวมอินทรีย์ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ ? คำตอบพึงมีว่า “ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ? คำตอบพึงมีว่า “โยนิโสมนสิการ” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้โยนิโสมนสิการ ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของ โยนิโสมนสิการ ? คำตอบพึงมีว่า “สัทธา” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้สัทธา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหารหาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของสัทธา ? คำตอบพึงมีว่า “การได้ฟังพระสัทธรรม” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ถึงแม้การได้ฟังพระสัทธรรม ก็เป็นธรรมชาติมีอาหารหาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่. ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของการได้ฟัง พระสัทธรรม ? คำตอบพึงมีว่า “การคบสัปบุรุษ” ดังนี้.
หน้า 630 T 4.10.37
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่เมื่อการคบสัปบุรุษเป็นไปบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการได้ฟังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์; การได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสัทธาให้บริบูรณ์; สัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์; โยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์; ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์; การสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์ ; สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการให้บริบูรณ์; สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการให้บริบูรณ์; โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งวิชชาและวิมุตตินี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อฝนหนัก ๆ ตกลงบนภูเขา, น้ำฝนนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมทำซอกเขา ซอกผา และลำห้วยทั้งหลาย ให้เต็ม; ครั้นซอกเขาซอกผา และลำห้วยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงน้อยทั้งหลายให้เต็ม; บึงน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำบึงใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; บึงใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำน้อยทั้งหลายให้เต็ม; แม่น้ำน้อยทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำแม่น้ำใหญ่ทั้งหลายให้เต็ม; แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายเต็มแล้ว ย่อมทำมหาสมุทรสาครให้เต็ม. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งมหาสมุทรสาครนั้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเต็มแล้วด้วยอาการอย่างนี้, นี้ฉันใด;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ การคบสัปบุรุษบริบูรณ์แล้วย่อมทำการได้ฟังพระสัทธรรมให้บริบูรณ์; การได้ฟังพระสัทธรรมบริบูรณ์แล้ว
หน้า 631 T 4.10.38
ย่อมทำสัทธาให้บริบูรณ์; สัทธาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์; โยนิโสมนสิการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์; ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์; การสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้วย่อมทำสุจริตทั้งหลาย ๓ ประการให้บริบูรณ์; สุจริตทั้งหลาย ๓ ประการบริบูรณ์แล้วย่อมทำสติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการให้บริบูรณ์; สติปัฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการให้บริบูรณ์; โพชฌงค์ทั้งหลาย ๗ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อาหารแห่งวิชชาและวิมุตตินี้ ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ และบริบูรณ์แล้วด้วยอาการอย่างนี้, ดังนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาทแห่งวิชชาและวิมุตติ
(โดยสังเขป)๑
กุณฑลิยปริพพาชก ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าฃเป็นผู้ชอบเที่ยวไปตามหมู่บริษัทในอารามต่าง ๆ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เมื่อข้าพเจ้าเสร็จภัตตกิจในเวลาเช้าแล้ว หลังจากเวลาแห่งภัตแล้ว กิจเป็นประจำวันของข้าพเจ้า คือ เที่ยวไปจากอารามนั้นสู่อารามนี้ จากอุทยานนั้นสู่อุทยานนี้. ในที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่งๆ เป็นผู้มีการเปลื้องวาทะแก่กันและกัน ว่าอย่างนี้ ๆ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ (อานิสงส์) ก็มี, มีการติเตียนกันเมื่อกล่าวกถานั้น ๆ อยู่ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจก็มี ก็พระสมณะโคดมเล่า เป็นผู้อยู่ด้วยการมีอะไรเป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ ?”
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ตถาคตอยู่ด้วยการมีผลแห่งวิชชาและวิมุตติ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ.
________________________________
๑. ปัพพตวรรค มหาวาร.สํ. ๑๙/๑๐๕/๓๙๔, ตรัสแก่กุณฑลิยปริพพาชก ที่มิคทายอัญชนวัน.
หน้า 632 T 4.10.38
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ?”
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! โพชฌงค์ ๗ ประการ แล....
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์ ?”
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สติปัฏฐาน ๔ ประการ แล....
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์ ?”
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สุจริต ๓ ประการ แล....
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ?”
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! อินทรีย์สังวรแล ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์.
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! อินทรีย์สังวร ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไรเล่าจึงจะทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณฑลยะ ! ภิกษุในกรณีนี้เห็นรูปที่น่าพอใจด้วยจักษุแล้วย่อมไม่เพ่งเล็งด้วยความโลภ, ไม่หวังจะเอามา
หน้า 633 T 4.10.38
ทะนุถนอม,ไม่ทำราคะให้เกิดขึ้น; กายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้วในภายใน. อนึ่ง เธอเห็นรูปที่ไม่น่าพอใจด้วยจักษุแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่เงอะงะ, ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยโทสะ, มีใจอันความโกรธไม่ครอบงำแล้ว, มีจิตไม่มาดร้ายแล้ว; กายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้วในภายใน. (ในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตรัสไว้มีนัยเดียวกัน).
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! เพราะเหตุที่ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้คงที่ มีจิตอันกิเลสไม่ครอบงำแล้ว ไม่มีจิตถึงความผิดปรกติแล้ว ในรูปทั้งหลายทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ; กายของเธอจึงคงที่ จิตของเธอจึงคงที่ เป็นจิตตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้วในภายใน. (ในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตรัสไว้มีนัยเดียวกัน).
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! อินทรียสังวร อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงจะทำสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์.
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สุจริต ๓ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ภิกษุในกรณีนี้ (๑) ย่อมเจริญกายสุจริตเพื่อละกายทุจริต, (๒) ย่อมเจริญวจีสุจริตเพื่อละวจีทุจริต, (๓) ย่อมเจริญมโนสุจริตเพื่อละมโนทุจริต. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สุจริต ๓ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สติปัฏฐาน ๔ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ภิกษุในกรณีนี้ (๑) ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผา
หน้า 634 T 4.10.38
กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้, (๒) ย่อมเป็น ผู้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ...ฯลฯ..., (๓) ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ ...ฯลฯ..., (๔) ย่อมเป็นผู้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! สติปัฏฐาน ๔ ประการอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์
ดูก่อนกุณฑลิยะ ! โพชฌงค์ ๗ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ? ดูก่อนกุณทลิยะ ! ภิกษุในกรณีนี้ (๑) ย่อม เจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะน้อมไปเพื่อความปล่อยวาง, (๒) ย่อม เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์...ฯลฯ..., (๓) ย่อม เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ...ฯลฯ..., (๔) ย่อม เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ...ฯลฯ..., (๕) ย่อม เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...ฯลฯ..., (๖) ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ...ฯลฯ...,(๗) ย่อม เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง. ดูก่อนกุณฑลิยะ ! โพชฌงค์ ๗ ประการ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำไปมากแล้ว อย่างนี้แล จึงจะทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว กุณฑลิยปริพพาชกยกย่องชมเชยในพระธรรมเทศนาแล้วแสดงตน เป็นอุบาสก รับนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ จนตลอดชีวิต.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทสายนี้ เป็นการแสดงโดยสังเขปเพียงไม่กี่อาการ มีลำดับคืออินทรียสังวร สุจริต ๓ สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และวิชชาวิมุตติ ถึงกระนั้นก็พึงทราบว่า อาจจะขยายออกให้มีมากครบทุก ประการ ดังที่ได้แสดงไว้แล้วในหัวข้อเรื่องที่แล้วมา.
หน้า 635 T 4.10.39
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง ปฏิสรณาการ๑
อุณณาภพราหมณ์ ทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อินทรีย์ ๕ อย่างเหล่านี้มีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยโคจรและวิสัยของกันและกัน. ห้าอย่างคือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะ (ที่แล่นไปสู่) ของอินทรีย์เหล่านั้น ? อะไรย่อมเสวยซึ่งโคจรและวิสัย ของอินทรีย์เหล่านั้น ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! ...ใจ เป็นปฏิสรณะของอินทรีย์ เหล่านั้น ; ใจ ย่อมเสวยซึ่งโคจรและวิสัยของอินทรีย์ เหล่านั้น.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะของใจ ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! สติ แล เป็นปฏิสรณะของใจ.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะของสติ ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! วิมุตติ แล เป็นปฏิสรณะของสติ.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะของวิมุตติ ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! นิพพาน แล เป็นปฏิสรณะของวิมุตติ.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นปฏิสรณะของนิพพาน ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! แล่นเตลิดเลยไปเสียแล้ว, ไม่อาจถือเอาที่สุดแห่งปัญหาเสียแล้ว; เพราะว่าพรหมจรรย์ นั้น เขาอยู่ประพฤติกัน มีนิพพานเป็นที่หยั่งลงมีนิพพาน เป็นเบื้องหน้า มีนิพพาน เป็นที่สุด.
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ชราวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๘๘/๙๖๘-๙๗๑.
หน้า 636 T 4.10.40
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สิ่งที่ควรสังเกตในสูตรนี้ คือ คำว่าปฏิสรณะ ซึ่งตามธรรมดาเราแปลกันว่า ที่พึ่งอาศัย เช่นคำว่า กมฺมปฏิสรโณ ซึ่งแปลว่า มีกรรมเป็นที่พึงอาศัย ส่วนในกรณีนี้ หมายถึงที่เป็นที่แล่นไปสู่ ของมโนเป็นต้น, ขอให้ถือเอาความตามที่มีอยู่ในวงเล็บนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ข้อความในสูตรนี้กล่าวได้ว่า ได้เป็นที่แสดงให้เห็นหลักธรรมที่แปลกเป็นพิเศษ อีกแนวหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยจะได้ผ่านการ ได้ยินได้ฟังกันนัก กล่าวคือ อินทรีย์แล่นไปสู่ใจ, ใจแล่นไปสู่สติ, สติแล่นไปสู่วิมุตติ, วิมุตติแล่นไปสู่นิพพาน, ซึ่งถ้าเข้าใจกันดีแล้ว จะมีประโยชน์เป็นอันมาก.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง สัจจานุโพธ และผลถัดไป๑
กาปทิกมาณพผู้ภารทวาชโคตร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “...พระโคดมผู้เจริญ ! สัจจานุโพธ (การรู้ตามซึ่งสัจจธรรม) ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ? บุคคลย่อมรู้ตามซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ? พวกเราถามซึ่งการรู้ตามซึ่งสัจจธรรมกะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบแก่มาณพนั้น ด้วยข้อความต่อไปข้างล่างนี้ว่า :-
ดูก่อนภารทวาชะ ! ได้ยินว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านหรือในนิคมแห่งใดแห่งหนึ่ง. คหบดีหรือคหบดีบุตร ได้เข้าไปใกล้ภิกษุนั้นแล้วใคร่ครวญดูอยู่ในใจเกี่ยวกับธรรม ๓ ประการ คือธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทั้งหลาย (โดยนัยเป็นต้นว่า) “ท่านผู้มีอายุผู้นี้จะมีธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโลภะหรือไม่หนอ อันเป็นธรรมที่เมื่อครอบงำจิตของท่านแล้ว จะทำให้ท่านเป็นบุคคลที่เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น หรือว่าจะชักชวนผู้อื่นในธรรมอันเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นตลอดกาลนาน” ดังนี้; เมื่อเขาใคร่ครวญดูอยู่ในใจซึ่งภิกษุนั้น
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ พราหมณวรรค ม.ม. ๑๓/๖๐๒/๖๕๗, ตรัสแก่กาปทิกมาณพ ที่พราหมณคามชื่อโอปาสาทะ ในหมู่ชนชาวโกศล.
หน้า 637 T 4.10.40.1
ก็รู้ว่า “ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโลภะชนิดนั้น มิได้มีแก่ท่านผู้มีอายุนี้, อนึ่ง กายสมาจาร วจีสมาจาร ของท่านผู้มีอายุผู้นี้ ก็เป็นไปในลักษณะแห่งสมาจารของบุคคลผู้ไม่โลภแล้ว, อนึ่ง ท่านผู้มีอายุนี้แสดงซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นเป็นธรรมที่ลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมที่รำงับประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นธรรมละเอียดอ่อน รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ธรรมนั้น มิใช่ธรรมที่คนผู้มีความโลภ จะแสดงให้ถูกต้องได้” ดังนี้. เมื่อเขาใคร่ครวญดูอยู่ซึ่งภิกษุนั้น ย่อมเล็งเห็นว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ. ต่อแต่นั้น เขาจะพิจารณาใคร่ครวญภิกษุนั้นให้ยิ่งขึ้นไป ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ... ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ... (ก็ได้เห็นประจักษ์ในลักษณะอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งโลภะ ตรงเป็นอันเดียวกันทุกตัวอักษร ไปจนถึงคำว่า “เมื่อเขาใคร่ครวญดูอยู่ซึ่งภิกษุนี้ ย่อมเล็งเห็นว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ”). ลำดับนั้น เขา (๑) ปลูกฝังศรัทธา ลงไปในภิกษุนั้น ครั้นมีสัทธาเกิดแล้ว (๒) ย่อม เข้าไปหา ครั้นเข้าไปหาแล้ว (๓) ย่อม เข้าไปนั่งใกล้ ครั้นเข้าไปนั่งใกล้แล้ว (๔) ย่อม เงี่ยโสตลง ครั้นเงี่ยโสตลง (๕) ย่อม ฟังซึ่งธรรม ครั้งฟังซึ่งธรรมแล้ว (๖) ย่อม ทรงไว้ซึ่งธรรม (๗) ย่อม ใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรม ทั้งหลาย อันตนทรงไว้แล้ว เมื่อใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมอยู่ (๘) ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ, เมื่อการทนต่อการเพิ่งพินิจของธรรมมีอยู่ (๙) ฉันทะ ย่อมเกิดขึ้น ผู้มีฉันทะเกิดขึ้นแล้ว (๑๐) ย่อมมี อุสสาหะ ครั้นมีอุสสาหะแล้ว (๑๑) ย่อม พิจารณาหาความสมดุลย์ แห่งธรรม ครั้นมีความสมดุลย์แห่งธรรมแล้ว (๑๒) ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น; เขาผู้มีตนส่งไปแล้วอย่างนี้อยู่ ย่อม กระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วย(นาม) กาย ด้วย, ย่อมแทงตลอดซึ่งธรรมนั้นแล้วเห็นอยู่ด้วยปัญญา ด้วย. ดูก่อนภารทวาชะ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล สัจจานุโพธ (การรู้ตามซึ่งสัจจธรรม) ย่อมมีได้, บุคคลย่อมรู้ตามซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, พวกเราบัญญัติซึ่งสัจจานุโพธ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ; แต่ว่า สัจจานุปัตติ (การบรรลุซึ่งสัจจธรรม) ยังมิได้มี ดังนี้.
หน้า 638 T 4.10.40.2
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าสัจจานุโพธ มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, บุคคลย่อมรู้ตามซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้, และพวกเราก็หวังได้ซึ่งสัจจธรรม ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ดังนี้แล้ว ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สัจจานุปัตติ (การบรรลุซึ่งสัจจธรรม) จะมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? บุคคลจะบรรลุซึ่งสัจจธรรมได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? และพวกเราถามซึ่งสัจจานุปัตติ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”
ดูก่อนภารทวาชะ ! การเสพคบ การทำให้เจริญ การกระทำให้มาก ซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นแหละ เป็นตัวสัจจานุปัตติ; ดูก่อนภารทวาชะ ! สัจจานุปัตติ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ, บุคคลย่อมบรรลุซึ่งสัจจธรรมได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ, และพวกเราก็บัญญัติซึ่งสัจจานุปัตติ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ.
(๑) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ...(ถ้าเป็นดังนี้แล้ว) ธรรมชื่ออะไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติกะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! การตั้งตนไว้ในธรรม (ปธาน) เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติ : ถ้าบุคคลไม่ตั้งตนไว้ในธรรม แล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงบรรลุซึ่งสัจจธรรม. เพราะเหตุที่เขาตั้งตนไว้ในธรรม เขาจึงบรรลุซึ่งสัจจธรรม ; เพราะเหตุนั้นการตั้งตนไว้ในธรรม จึงชื่อว่าเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่สัจจานุปัตติ.
(๒) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่ออะไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรมกะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
หน้า 639 T 4.10.40.2
ดูก่อนภารทวาชะ ! การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม (ตุลนา) เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรม : ถ้าบุคคลไม่พึงพบซึ่งความสมดุลย์แห่งธรรมนั้นแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงตั้งตนไว้ในธรรม. เพราะเหตุที่เขาพบซึ่งความสมดุลย์แห่งธรรม เขาจึงตั้งตนไว้ในธรรม ; เพราะเหตุนั้น การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การตั้งตนไว้ในธรรม.
(๓) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! อุสสาหะ เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม : ถ้าบุคคลไม่พึงมีอุสสาหะแล้วไซร้ ก็ไม่พึงพบซึ่งความสมดุลย์แห่งธรรม. เพราะเหตุที่เขามีอุสสาหะ เขาจึงพบความสมดุลย์แห่งธรรม; เพราะเหตุนั้นอุสสาหะ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม.
(๔) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่อุสสาหะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะแก่อุสสาหะ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! ฉันทะ เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่อุสสาหะ : ถ้าบุคคลไม่พึงยังฉันทะให้เกิดแล้วไซร้ ก็ไม่พึงมีอุสสาหะ. เพราะเหตุที่ฉันทะเกิดขึ้น เขาจึงมีอุสสาหะ; เพราะเหตุนั้น ฉันทะจึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่อุสสาหะ.
หน้า 640 T 4.10.40.2
(๕) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! ความที่ธรรมทั้งหลายทนได้ต่อการเพ่งพินิจ (ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติ) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ : ถ้าธรรมทั้งหลายไม่พึงทนต่อการเพ่งพินิจแล้วไซร้ ฉันทะก็ไม่พึงเกิด. เพราะเหตุที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ ฉันทะจึงเกิด ; เพราะเหตุนั้น ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ.
(๖) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่ออะไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ (อตฺถุปปริกฺขา) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่ความที่ธรรมทั้งหลายทนต่อการเพ่งพินิจ : ถ้าบุคคลไม่เข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะแล้วไซร้ ธรรมทั้งหลายก็ไม่พึงทนต่อการเพ่งพินิจ. เพราะเหตุที่บุคคลเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ ธรรมทั้งหลายจึงทนต่อการเพ่งพินิจ; เพราะเหตุนั้นการเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความที่ธรรม ท. ทนต่อการเพ่งพินิจ.
(๗) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
หน้า 641 T 4.10.40.2
ดูก่อนภารทวาชะ ! การทรงไว้ซึ่งธรรม (ธมฺมธารณา) เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ. ถ้าบุคคลไม่ทรงไว้ซึ่งธรรมะแล้วไซร้ เขาก็ไม่อาจเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ เพราะเหตุที่เขาทรงธรรมไว้ได้ เขาจึงเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะได้. เพราะเหตุนั้น การทรงไว้ซึ่งธรรม จึงเป็นธรรมมีอุปการะมาก แก่ความเข้าไปใคร่ครวญซึ่งอรรถะ.
(๘) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงไว้ซึ่งธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงไว้ ซึ่งธรรมกะ พระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! การฟังซึ่งธรรม (ธมฺมสฺสวน) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงไว้ซึ่งธรรม. ถ้าบุคคลไม่พึงฟังซึ่งธรรมแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงทรงธรรมไว้ได้ เพราะเหตุที่เขาฟังธรรมซึ่งธรรม เขาจึงทรงธรรมไว้ได้. เพราะเหตุนั้น การฟังซึ่งธรรม จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงไว้ซึ่งธรรม.
(๙) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังซึ่งธรรม ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังซึ่งธรรม กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! การเงี่ยลงซึ่งโสตะ (โสตาวธาน) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังซึ่งธรรม. ถ้าบุคคลไม่เงี่ยลงซึ่งโสตะแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงฟังซึ่งธรรมได้เพราะเหตุที่เขาเงี่ยลงซึ่งโสตะ เขาจึงฟังซึ่งธรรมได้. เพราะเหตุนั้น การเงี่ยลงซึ่งโสตะ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังซึ่งธรรม.
หน้า 642 T 4.10.40.2
(๑๐) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่ออะไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะกะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! การเข้าไปนั่งใกล้ (ปยิรุปาสนา) เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยลงซึ่งโสตะ. ถ้าบุคคลไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้แล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงเงี่ยลงซึ่งโสตะ เพราะเหตุที่เขาเข้าไปนั่งใกล้ เขาจึงเงี่ยลงซึ่งโสตะได้.เพราะเหตุนั้น การเข้าไป นั่งใกล้ จึงเป็นธรรมมีอุปการะมากกว่าการเงี่ยลงซึ่งโสตะ.
(๑๑) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้ ? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้ กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ”.
ดูก่อนภารทวาชะ ! การเข้าไปหา (อุปสงฺกมน) เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้. ถ้าบุคคลไม่เข้าไปหาแล้วไซร้ เขาก็ไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้ได้เพราะเหตุที่เขาเข้าไปหา เขาจึงเข้าไปนั่งใกล้ได้. เพราะเหตุนั้น การเข้าไปหาจึง เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้.
(๑๒) “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ธรรมชื่อไรเล่า เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา? พวกเราถามซึ่งธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา กะพระโคดมผู้เจริญแล้วละ” .
ดูก่อนภารทวาชะ ! สัทธา เป็น ธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา. ถ้าสัทธาไม่พึงเกิดแล้วไซร้ เข้าก็จะไม่เข้าไปหา เพราะเหตุที่สัทธาเกิดขึ้น เขาจึงเข้าไปหา. เพราะเหตุนั้น สัทธาจึงเป็นธรรมมีอุปการระมากแก่การเข้าไปหา.
หน้า 643 T 4.10.40.2
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพระองค์ได้ทูลถามพระสมณโคดมด้วยเรื่องสัจจานุรักขณา...ด้วยเรื่องสัจจานุโพธ ...ด้วยเรื่องสัจจานุปัตติ ...และเรื่องใด ๆ ดังที่กล่าวแล้วนั้นก็ตาม พระโคดมผู้เจริญได้พยากรณ์ซึ่งเรื่องนั้น ๆ นั่นเทียว. ก็คำพยากรณ์นั้นเป็นที่ชอบใจด้วย เหมาะสมด้วย แก่พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย; ข้าพระองค์ทั้งหลายพอใจด้วยคำพยากรณ์นั้น. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ในกาลก่อนแต่นี้ พวกข้าพระองค์รู้สึกว่าจะเอาอะไรกะมันกะพวกสมณะหัวโล้นทั้งหลาย ซึ่งเป็นเชื้อไพร่กุฏุมพีกัณหโคตร เกิดแต่เท้าแห่งพรหม (วรรณศูทร) อะไรกะมันที่จะเป็นผู้รู้ธรรมได้. บัดนี้ พระโคดมผู้เจริญได้ทำความรักของสมณะให้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย ทำความเลื่อมใสในสมณะให้เกิดแล้วในสมณะทั้งหลาย ทำความเคารพในสมณะให้เกิดขึ้นแล้วในสมณะทั้งหลาย. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! วิเศษนัก พระเจ้าข้า; วิเศษนัก พระเจ้าข้า. พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำอยู่ หรือว่าเปิดของที่ปิดอยู่ หรือว่าบอกหนทางให้แก่บุคคลที่หลงทาง หรือว่าจุดประทีปอันโพลงขึ้นด้วยน้ำมันไว้ในที่มืด ด้วยความหวังว่า ผู้มีจักษุทั้งหลายจักได้เห็นรูปทั้งหลาย ฉันใด; ธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศแล้ว โดยปริยายเป็นอเนก ก็ฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคด้วย ซึ่งพระธรรมด้วย ซึ่งพระสงฆ์ด้วยว่าเป็นสรณะ. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงถือว่า ข้าพระองค์เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะแล้วจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต”, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อาจจะมีได้ในแบบต่าง ๆ กัน ดังเช่นในสูตรนี้ แสดงลักษณะแห่ง ปฏิจจสมุปบาท ของการบรรลุธรรม เช่นเดียวกับข้อความในเรื่องที่แล้วมา โดยหัวข้อว่า “ปฏิจจสมุปบาท ที่ยิ่งกว่าปฏิจจสมุปบาท” ควรแก่การสนใจ.
หน้า 644 T 4.10.41
ปฏิจจสมุปบาทแห่งการอยู่
ด้วยความประมาทของอริยสาวก๑
พระเจ้านันทิยสักกะ ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! โสตาปัตติยังคะทั้งหลาย ๔ ประการ ของอริยสาวกใด ย่อมไม่มีเสียเลยโดยประการทั้งปวง; อริยสาวกนั้น หรือหนอที่พระองค์ตรัสว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ?”
ดูก่อนนันทิยะ ! โสตาปัตติยังคะทั้งหลาย ๔ ประการ ของบุคคลใด ย่อมไม่มีเสียเลยโดยประการทั้งปวง เราเรียกบุคคลนั้นว่า เป็น คนนอกวง ตั้งอยู่ในฝ่ายแห่งปุถุชน.
ดูก่อนนันทิยะ ! อริยสาวก เป็นผู้ อยู่ด้วยความประมาท และเป็นผู้ อยู่ด้วยความไม่ประมาท มีอยู่อย่างไรนั้น เราจักแสดงแก่เธอ เธอจงฟังให้สำเร็จประโยชน์....
ดูก่อนนันทิยะ ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยพุทธอเวจจัปปสาทะ (ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าอย่างไม่หวั่นไหวอีกต่อไป) ดังนี้ว่า “แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์”. อริยสาวกนั้น ยินดีอยู่แต่ในธรรมเพียงเท่านั้น ไม่พยายามให้ยิ่งขึ้นไปเพื่อปวิเวกในกลางวัน เพื่อปฏิสัลลาณะในกลางคืน.
________________________________
๑. มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๐๐/๑๖๐๐-๒, ตรัสแก่พระเจ้านันทิยสักกะ ที่นิโครธาราม.
หน้า 645 T 4.10.41
เมื่ออริยสาวกนั้น เป็นผู้ประมาทแล้วอย่างนี้อยู่, ปราโมทย์ย่อมไม่มี;
เมื่อปราโมทย์ไม่มี, ปีติก็ไม่มี (ปามุชฺเช อสติ ปีติ น โหติ);
เมื่อปีติไม่มี, ปัสสัทธิก็ไม่มี (ปีติยา อสติ ปสฺสทฺธิ น โหติ);
เมื่อปัสสัทธิไม่มี, ย่อมอยู่เป็นทุกข์ (ปสฺสทฺธิยา อสติ ทุกฺขํ วิหรติ);
ผู้มีทุกข์ จิตย่อมไม่ตั้งมั่น (ทุกฺขิโน จิตฺตํ น สมาธิยติ);
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น, ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ (อสมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา น ปาตุภวนฺติ);
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึงซึ่งการถูกนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท.
(ในกรณีแห่งโสตาปัตติยังคะที่สอง คือธัมมอเวจจัปปสาทะ (ความเลื่อมใสในพระธรรมอย่างไม่หวั่นไหวอีกต่อไป) ก็ดี, ที่สาม คือสังฆอเวจจัปปสาทะ (ความเลื่อมใสในพระสงฆ์อย่างไม่หวั่นไหวอีกต่อไป) ก็ดี, ที่สี่ คืออริยกันตศีล (ศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ) ก็ดี ได้ตรัสไว้มีนัยะอย่างเดียวกัน).
ดูก่อนนันทิยะ ! อย่างนี้แล อริยสาวกเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท.
(สำหรับอริยสาวกผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น ได้ทรงแสดงไว้โดยปฏิปักขนัย ผู้ศึกษาพึงเทียบเคียงเอาเอง).
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่านันทิยสักกะได้ใช้คำว่าอริยสาวก แก่ผู้ไม่ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะสี่ ซึ่งเป็นการผิดหลักธรรมตามที่ถือกันอยู่ใน ธรรมวินัยนี้. ส่วนพระพุทธองค์ได้ทรงแยกบุคคลชนิดนั้น ออกไปจากวงของ อริยสาวกและยังได้ตรัสต่อไปว่า แม้เป็นอริยบุคคลที่หนึ่ง คือพระโสดาบันแล้ว ถ้าไม่ พยายามสืบต่อในการบรรลุธรรมให้สูงขึ้นไป จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์เสียก่อน ก็ยังตกอยู่ในฐานะแห่งบุคคลผู้อยู่ด้วยความประมาทอยู่นั่นเอง. สิ่งที่น่าสนใจในสูตรนี้ อีกอย่างหนึ่งก็คือได้ตรัสปวิเวกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปในกลางวัน และปฏิสัลลาณะว่าเป็น สิ่งที่เป็นไปในกลางคืนเป็นสิ่งที่ยังเข้าใจได้ยากอยู่ ขอฝากผู้รู้ไว้พิจารณาด้วย. อนึ่ง ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่า
หน้า 646 T 4.10.42
สิ่งที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทมีอยู่หลายนัย ไม่จำเป็นต้องขึ้นต้นด้วย คำว่า “อวิชฺชาปจฺจยาสงฺขารา ...ฯ ล ฯ ..”. เสมอไป ดังเช่นในสูตรนี้เป็นตัวอย่างซึ่งได้ แสดงอาการแห่งอิทัปปัจจยตาสำหรับความเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ไว้อย่างชัดแจ้งแล้ว.
ปฏิจจสมุปบาท แห่งการขาดที่อิงอาศัย
สำหรับวิมุตติญาณทัสสนะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อทุศีล มีศีลอันวิบัติแล้ว, อวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี, ความปราโมทย์ของผู้มีอวิปปฏิสารอันวิบัติแล้ว ก็ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อความปราโมทย์ไม่มี, ปีติ ของผู้มีความปราโมทย์อันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อปีติไม่มี, ปัสสัทธิ ของผู้มีปีติอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
________________________________
๑. เอกาทสก.อํ. ๒๔/๓๓๘/๒๑๐; และในที่อื่น ๆ อีกหลายสูตร (ปญฺจก. อํ.๒๒/๒๑/๒๔ ; ทสก. อํ.๒๔/๔/๓; ฯลฯ) อันมีทั้งที่เป็นพุทธภาษิตและสารีปุตตเถรภาษิตเป็นต้น : ที่เป็นพุทธภาษิตได้ตรัสไว้โดยย่อกว่าสูตรข้างบนนี้; ที่เป็นเถรภาษิตได้กล่าวไว้โดยพิสดารอย่างสูตรข้างบนนี้ก็มี ย่อกว่าก็มี, ซึ่งล้วนแต่กล่าวไว้โดยนัยะเดียวกับที่ทรงแสดงทุกประการ; ต่างกันแต่อาลปนะที่ใช้เรียกภิกษุทั้งหลายเท่านั้น; กล่าวคือที่เป็นพุทธภาษิตทรงใช้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !” ที่เป็นเถรภาษิตท่านใช้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย !”.
หน้า 647 T 4.10.42
เมื่อปัสสัทธิไม่มี, สุข ของผู้มีปัสสัทธิอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อสุขไม่มี, สัมมาสมาธิ ของผู้มีสุขอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี, ยถาภูตญาณทัสสนะ ของผู้มีสัมมาสมาธิอันวิบัติแล้วก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี, นิพพิทา ของผู้มียถาภูตญาณทัสสนะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อนิพพิทาไม่มี, วิราคะ ของผู้มีนิพพิทาอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อวิราคะไม่มี, วิมุตติญาณทัสสนะ ของผู้มีวิราคะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ ซึ่งมีกิ่งและใบอันวิบัติแล้วสะเก็ดเปลือกนอกของมันก็ไม่บริบูรณ์ เปลือกชั้นในก็ไม่บริบูรณ์ กระพี้ก็ไม่บริบูรณ์ แก่นก็ไม่บริบูรณ์ด้วย, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อทุศีล มีศีลอันวิบัติแล้ว อวิปปฏิสาร ก็ขาดที่อาศัย; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... เมื่อวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะของผู้มีวิราคะอันวิบัติแล้ว ก็ขาดที่ตั้งอาศัย; ฉันนั้นเหมือนกัน.
(ต่อไปนี้ มีข้อความที่ทรงแสดงโดยปฏิปักขนัย คือเป็นเรื่องของฝ่ายที่มีศีลสมบูรณ์ มีที่ตั้งอาศัยสมบูรณ์ มีผลตรงกันข้ามจากฝ่ายทุศีล จนตลอดสาย โดยทำนองเดียวกัน หากแต่เป็นปฏิปักขนัยคือตรงกันข้าม ทั้งในส่วนที่เป็นอุปมัย (ตัวเรื่อง) และส่วนที่เป็นอุปมาที่นำมาเปรียบเทียบ).
หน้า 648 T 4.10.42
(อีกนัยหนึ่งซึ่งตรัสไว้ในที่อื่น)๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อ สติสัมปชัญญะไม่มี, หิริและโอตตัปปะ ของผู้มีสติสัมปชัญญะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี, อินทรียสังวร ของผู้มีหิริและโอตตัปปะ อันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่ออินทรียสังวรไม่มี, ศีล ของผู้มีอินทรียสังวรอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อศีลไม่มี, สัมมาสมาธิ ของผู้มีศีลอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี, ยถาภูตญาณทัสสนะ ของผู้มีสัมมาสมาธิอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี, นิพพิทาวิราคะ ของผู้มียถาภูตญาณทัสสนะอันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี, วิมุตติญาณทัสสนะ ของผู้มีนิพพิทาวิราคะ อันวิบัติแล้ว ก็ ขาดที่ตั้งอาศัย;
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ สติวรรค อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๔๘/๑๘๗, ในที่อื่น (ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๐๑/๓๒๑) ตรัสเริ่มต้นแต่คำว่า “เมื่ออินทรียสังวรไม่มี...”., และในสตฺตก.อํ. ๒๓/๑๐๐/๖๒ ตรัสเริ่มต้นแต่คำว่า “เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี...”.; ต่อจากนั้นเหมือนกันกับสูตรข้างบนนี้ทุกประการ.
หน้า 649 T 4.10.43
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนต้นไม้ ซึ่งมีกิ่งและใบอันวิบัติแล้วสะเก็ดเปลือกนอกของมันก็ไม่บริบูรณ์ เปลือกชั้นในก็ไม่บริบูรณ์ กระพี้ก็ไม่บริบูรณ์ แก่นก็ไม่บริบูรณ์ด้วย, นี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อสติสัมปชัญญะไม่มี, หิริและโอตตัปปะของผู้มีสติสัมปชัญญะอันวิบัติแล้ว ก็ขาดที่ตั้งอาศัย; ...ฯลฯ...ฯลฯ... เมื่อนิพพิทาวิราคะไม่มี, วิมุตติญาณทัสสนะของผู้มีนิพพิทาวิราคะอันวิบัติแล้ว ก็ขาดที่ตั้งอาศัย; ฉันนั้นเหมือนกัน.
(ต่อไปนี้ มีข้อความที่ทรงแสดงโดยปฏิปักขนัย คือเป็นเรื่องของฝ่ายที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีที่ตั้งอาศัยสมบูรณ์ มีผลตรงกันข้ามจากฝ่ายมีสติสัมปชัญญะอันวิบัติ จนตลอดสาย โดยทำนองเดียวกัน หากแต่เป็นปฏิปักขนัย คือตรงกันข้าม ทั้งในส่วนที่เป็นอุปไมย และส่วนที่เป็นอุปมา).
ปฏิจจสมุปบาทเพื่อความสมบูรณ์แห่งอรหัตตผล๑
พระอานนท์ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ศีลอันเป็นกุศล มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอะไรเป็นอานิสงส์ ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็อวิปปฏิสารเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
______________________________
๑. สูตรที่ ๑ นิสสายวรรค เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๕/๒๐๘, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน . พระบาลีในที่อื่น (สูตรที่ ๑ อานิสังสวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑/๑) ตรัสเหมือนกับสูตรนี้ทุกประการ ต่างกันแต่เพียงได้ ตรัสนิพพิทาและวิราคะ รวมเป็นอันเดียวกันเท่านั้น.
หน้า 650 T 4.10.43
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ความปราโมทย์เล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ความปราโมทย์ มีปีติ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปีติเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ปีติ มีปัสสัทธิ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปัสสัทธิเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ปัสสัทธิ มีสุข เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็สุขเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! สุข มีสมาธิ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็สมาธิเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ยถาภูตญาณฯเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทา เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็นิพพิทาเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! นิพพิทา มีวิราคะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็วิราคะเล่า มีอะไรเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ?”
ดูก่อนอานนท์ ! วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล :
ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
ความปราโมทย์ มีปีติเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
ปีติ มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
หน้า 651 T 4.10.44
ปัสสัทธิ มีสุขเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
สุข มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
นิพพิทา มีวิราคะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย;
ดูก่อนอานนท์ ! ศีลอันเป็นกุศล ย่อมยังความเป็นพระอรหันต์ให้เต็ม ได้โดยลำดับ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็น ลักษณะอันสำคัญอย่างหนึ่งว่า
เป็นหลักเกณฑ์อันตายตัวอย่างไร กล่าวคือลำดับแห่งธรรม ที่แสดงไว้ในสูตรนี้และ
ที่มาแห่งอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก อย่างที่จะกล่าวได้ว่า ตรงเป็นแบบเดียวกัน. ลำดับที่กล่าวนี้
คือ ศีล – อวิปปฏิสาร – ปราโมทย์ – ปีติ – ปัสสัทธิ – สุข – สมาธิ – ยถาภูตญาณทัสสนะ
– นิพพิทา – วิราคะ – วิมุตติญาณทัสสนะ และควรสังเกตเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งว่า
ปราโมทย์เป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในตอนต้นแห่งกระแส และสุขกับสมาธิเป็นสิ่งที่
แยกกันไม่ได้. และควรถือว่าธรรม ๑๑ อย่างนี้แล คือคำขยายความของคำว่าศีล สมาธิ
ปัญญา นั่นเอง. ศีลเป็นกุศล คือมิได้รักษาเพื่อลาภ เพื่อสวรรค์; หากแต่เพื่อวิมุตติ.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง บรมสัจจะ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมไม่กล่าว การประสพความพอใจในอรหัตตผล ด้วยการกระทำอันดับแรกเพียงอันดับเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่า การประสพความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำ โดยลำดับ เพราะการปฏิบัติ โดยลำดับ.
________________________________
๑. กีฏคิริสูตร ภิกขุวรรค ม.ม. ๑๓/๒๓๓/๒๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่กีฏาคิรินิคมของชนชาวกาสี.
หน้า 652 T 4.10.44
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็การประสพความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับเป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุรุษบุคคลในกรณีนี้ :
เป็นผู้มีสัทธาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเข้าไปหา;
เมื่อเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้;
เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ;
ผู้เงี่ยโสตลงสดับ ย่อมได้ฟังธรรม;
ครั้นฟังแล้ว ย่อมทรงจำธรรมไว้, ย่อมใคร่ครวญพิจารณาซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้;
เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นอยู่, ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์;
เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่ ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด;
ผู้เกิดฉันทะแล้ว ย่อมมีอุตสาหะ;
ครั้นมีอุตสาหะแล้ว ย่อมใช้ดุลยพินิจ (เพื่อหาความจริง);
ครั้นใช้ดุลยพินิจ (พบ) แล้ว ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น;
ผู้มีตนส่งไปแล้วในธรรมนั้นอยู่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งบรมสัจจ์ด้วยกายด้วย,
ย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งบรมสัจจ์นั้นด้วย ปัญญา ด้วย.
หน้า 653 T 4.10.45
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง สุวิมุตตจิต๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเห็นจักษุอันไม่เที่ยงนั่นแล ว่าไม่เที่ยง ความเห็นเช่นนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ (การเห็นอยู่โดยถูกต้อง) ของเธอนั้น.
เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้อง ย่อมเบื่อหน่าย
(สมฺมา ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ);
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ
(นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย);
เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ
(ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย);
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี” ดังนี้ (นนฺทิราคกฺขยา จิตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺจติ)
(ในกรณีแห่งอายตนะภายในที่เหลืออีก ๕ คือ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ มโน และในกรณีแห่งอายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณี แห่งจักษุ ทุกประการ).
(อีกนัยหนึ่งซึ่งตรัสไว้ในที่อื่น)๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจงกระทำโยนิโสมนสิการซึ่งจักษุ และจงพิจารณาเห็นความที่จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ตามที่เป็นจริง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
________________________________
๑. สูตรที่ ๑-๒ นันทิกขยวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๕-๖.
๒. สูตรที่ ๓-๔ นันทิกขยวรรค สฬา.สํ. ๑๘/๑๗๙/๒๔๗-๘.
หน้า 654 T 4.10.46
ภิกษุ, เมื่อกระทำโยนิโสมนสิการซึ่งจักษุ และพิจารณาเห็นความที่จักษุเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงตามที่เป็นจริงอยู่, ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ.
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ;
เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ;
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า “จิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี” ดังนี้.
(ในกรณีแห่งอายตนะภายในที่เหลืออีก ๕ และในกรณีแห่งอายตนะภายนอก ๖ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งอายตนะภายในคือจักษุ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ทุกประการ.)
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายวิมุตติ
จักต้องตั้งต้นขึ้นมาด้วยวิชชา ซึ่งตรงกันข้ามจากอวิชชา. ในที่นี้ใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ
แทนคำว่าวิชชา เพราะทำหน้าที่ได้อย่างเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่ง น่าจะถือเป็นหลักว่า
วิมุตติที่ตั้งต้นขึ้นมาจากสัมมาทิฏฐิ เติมคำนำหน้าว่า สุ เข้าไปอีกพยางค์หนึ่ง นั่นเป็น
การถูกต้องแท้. โดยหลักใหญ่ๆ แล้ว แนวแห่งวิมุตติก็ตรงกันหมด คือตั้งต้นด้วย
ความรู้ ความเห็นที่ถูกต้อง แล้วเบื่อหน่าย คลายกำหนัด แล้วก็ถึงความหลุดพ้น
เป็นแนวเดียวกันหมด การเพิ่มจำนวนชื่อของข้อธรรมให้มากขึ้น เป็นเพียงการขยายออกไป
ในส่วนที่เป็นบทประกอบอยู่รอบ ๆ ใจความสำคัญเพียง ๓ อย่าง ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การปรินิพพานเฉพาะตน๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นนั้น ไม่ใช่ของเรา
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ อัตตทีปวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๗/๙๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 655 T 4.10.46
ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา : เธอทั้งหลายพึงเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบ ตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ ด้วยประการดังนี้.
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทุกประการ).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเห็นข้อนั้น ด้วยปัญญาโดยชอบตรงตามที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้, ปุพพันตานุทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมไม่มี;
เมื่อปุพพันตานุทิฏฐิทั้งหลายไม่มี, อปรันตานุทิฏฐิทั้งหลาย ย่อมไม่มี;
เมื่ออปรันตานุทิฏฐิทั้งหลายไม่มี, ความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้า ย่อมไม่มี;
เมื่อความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าไม่มี, จิตย่อมจางคลายกำหนัดในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย ในวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจาก อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น;
เพราะจิตหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ (ตามสภาพของจิต);
เพราะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ จิตจึงยินดีร่าเริงด้วยดี;
เพราะเป็นจิตที่ยินดีร่าเริงด้วยดี จิตจึงไม่หวาดสะดุ้ง;
เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพาน(ดับรอบ) เฉพาะตนนั่นเทียว.
เธอนั้นย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า “ปรินิพพาน” หรือ “ปรินิพพายติ” ก็ตาม ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีขึ้นเมื่อตายลงไป หรือหลังจากตายแล้ว แต่เป็นสิ่ง ที่มีได้แก่จิตที่ยังมีความรู้สึกอยู่ หรือยังเป็น ๆ อยู่ โดยไม่สำคัญผิดไปว่า ปรินิพพาน
หน้า 656 T 4.10.47
นั้นจะมีต่อตายแล้ว หรือแม้กำลังตายลงในขณะนั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร หรือเป็น
ความเข้าใจที่งมงายอย่างยิ่ง. ผู้ศึกษาทุกท่านจงให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ และ
ควรจะเห็นว่าปรินิพพาน หรือการดับรอบนั้น คือเย็นสนิท ปราศจากกิเลสที่เผาลน หรือ
แม้แต่ความรบกวนใด ๆ ของเวทนาภายหลังจากการสิ้นกิเลสแล้วทั้งสิ้น. และยิ่งเมื่อ
มีคำว่าปจฺจตฺตํ (เฉพาะตน) เอว ประกอบเข้ามาด้วยแล้ว ย่อมเป็นการยืนยันถึงที่สุดว่า
เป็นความรู้สึกในใจที่ผู้นั้นกำลังรู้สึกอยู่จริง ๆ, จะไปมีต่อตายแล้วได้อย่างไรกันเล่า.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง การดับอุปาทานสี่๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สี่อย่างเป็นอย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ กามุปาทาน ๑, ทิฏฐุปาทาน ๑, สีลัพพัตตุปาทาน ๑, อัตตวาทุปาทาน ๑. ....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีอะไรเป็นนิทาน (ต้นเหตุ) มีอะไรเป็นสมุทัย (เครื่องก่อขึ้น) มีอะไรเป็นชาติกะ (เครื่องทำให้เกิด) มีอะไรเป็นปภวะ (แดนเกิด) ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็น นิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ตัณหานี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?
________________________________
๑. จูฬสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู.ม. ๑๒/๑๓๒, ๑๓๔/๑๕๖, ๑๕๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 657 T 4.10.47
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา มีเวทนาเป็นนิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็เวทนานี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา มีผัสสะเป็นนิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็ผัสสะนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นนิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สฬายตนะนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็น ชาติกะ เป็นปภวะ ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ มีนามรูปเป็นนิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็นามรูปนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป มีวิญญาณเป็นนิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็วิญญาณนี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?
หน้า 658 T 4.10.48
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ มีสังขารเป็นนิทาน ...ฯลฯ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็สังขารทั้งหลายเหล่านี้ มีอะไรเป็นนิทาน เป็น สมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นนิทาน เป็นสมุทัย เป็นชาติกะ เป็นปภวะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล อวิชชา ภิกษุละได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว; ในกาลนั้น ภิกษุนั้น, เพราะความสำรอกออกโดยไม่เหลือแห่งอวิชชาเพราะวิชชาเกิดขึ้น, เธอย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นกามุปาทาน ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งทิฏฐุปาทาน ย่อมไม่ยึดมั่นซึ่งสีลัพพัตตุปาทาน ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งอัตตวาทุปาทาน. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น, เธอย่อมไม่สะดุ้ง; เมื่อไม่สะดุ้ง, ย่อมปรินิพพาน (ดับรอบ) เฉพาะตนนั่นเทียว. ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว, กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้.
ปฏิจจสมุปบาท แห่ง ความสิ้นสุดของโลก๑
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายด้วยธัมมิกถาอันเนื่องเฉพาะด้วยนิพพาน, ได้ทรงเห็นว่าภิกษุทั้งหลายสนใจฟังอย่างยิ่ง จึงได้ตรัสพระ พุทธอุทานนี้ขึ้น ในเวลานั้น ว่า :-
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ อุทาน.ขุ. ๒๕/๒๐๘/๑๖๑.
หน้า 659 T 4.10.48
“ความหวั่นไหว ย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยแล้ว (นิสฺสิตสฺส จลิตํ).
ความหวั่นไหว ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว (อนิสฺสิตสฺส จลิตํ นตฺถิ);
เมื่อความหวั่นไหวไม่มี, ปัสสัทธิ ย่อมมี (จลิเต อสติ ปสฺสทฺธิ);
เมื่อปัสสัทธิมี, นติ(ความน้อมไป) ย่อมไม่มี (ปสฺสทฺธิยา สติ นติ น โหติ);
เมื่อนติไม่มี, อาคติคติ (การมาและการไป) ย่อมไม่มี (นติยา อสติ อาคติคติ น โหติ);
เมื่ออาคติคติไม่มี, จุตูปปาตะ (การเคลื่อนและการเกิดขึ้น) ย่อมไม่มี (อาคติคติยา อสติ จุตูปปาโต น โหติ);
เมื่อจุตูปปาตะไม่มี, อะไร ๆ ก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง (จุตูปปาเต อสติ เนวิธ น หุรํ น อุภยมนฺตเร) :
นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ละ (เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส)”, ดังนี้ แล.
หมวดที่สิบ จบ
------------
หน้า 661 T 4.11
หมวด ๑๑
ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิ ที่ขัดกับปฏิจจสมุปบาท
(: มิจฉาทิฏฐิ)
หน้า 663 T 4.11
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 664 T 4.11
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๑
ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิที่ขัดกับปฏิจจสมุปบาท
(มี ๑๔ เรื่อง)
มีเรื่อง : สัมมาทิฏฐิคือทิฏฐิที่ปราศจากอัตถิตาและนัตถิตา - - ปฏิจจสมุปบาท มีหลักว่า “ไม่มีตนเองไม่มีผู้อื่น ที่ก่อทุกข์” - - แม้ทุกข์ในลัทธิทั้งหลายอื่นก็มีผัสสะ เป็นจุดตั้งต้น - - พวกกรรมวาทีทุกพวกกับหลักปฏิจจสมุปบาท - - เงื่อนงำที่อาจ นำไปสู่สัสสตทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิในอาการหนึ่ง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท - - โลกายตะ ๔ ชนิดที่ทรงปฏิเสธ - - ทิฏฐิชั้นหัวหน้า ๑๘ อย่าง ล้วนแต่ปรารภธรรมที่เป็นฐานะ ๖ อย่าง - - ทิฏฐิ ๒๖ อย่าง ล้วนแต่ปรารภขันธ์ห้า - - อันตคาหิกทิฏฐิสิบ ๒,๒๐๐ นัย ล้วนแต่เป็นไปในขันธ์ห้า ล้วนแต่ปิดบังการเห็นปฏิจจสมุปบาท - - ผัสสะคือปัจจัย แห่งทิฏฐิ ๖๒ - - ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิดๆ ของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท - - ผัสสะคือที่มาของทิฏฐิ ๖๒ ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท - - ถ้ารู้ ปฏิจจสมุปบาทก็จะไม่เกิดทิฏฐิอย่างพวกตาบอดคลำช้าง.
หน้า 665 T 4.11.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๑๑
ว่าด้วย ลัทธิหรือทิฏฐิที่ขัดกันกับปฏิจจสมุปบาท
(: มิจฉาทิฏฐิ)
_________________
สัมมาทิฏฐิ คือ ทิฏฐิที่ปราศจาก
อัตถิตาและนัตถิตา๑
ครั้งหนึ่ง ที่เชตวัน ท่านพระกัจจานโคตต์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ที่กล่าวๆ กันว่า สัมมาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิ ดังนี้ สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนกัจจานะ ! สัตว์โลกนี้ อาศัยแล้วซึ่ง ส่วนสุดทั้งสอง โดยมาก คือส่วนสุดว่า อัตถิตา (ความมี) และส่วนสุดว่า นัตถิตา (ความไม่มี).
________________________________
๑. สูตรที่ ๕ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๒๑/๔๓, ตรัสแก่ภิกษุกัจจานโคตต์ ที่เชตวัน.
หน้า 666 T 4.11.1
ดูก่อนกัจจนะ ! ส่วนสุดว่า นัตถิตา ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญา อันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่งธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งโลก.
ดูก่อนกัจจานะ ! ส่วนสุดว่า อัตถิตา ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่งธรรมคือความดับไม่เหลือแห่งโลก.
ดูก่อนกัจจานะ ! สัตว์โลกนี้โดยมาก ถูกผูกพันแล้วด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ด้วยทิฏฐิ (อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ). แต่อริยสาวกนี้ ไม่เข้าถึง ไม่ถือเอา ไม่ถึงทับ ซึ่งตัณหาและอุปาทาน อันเป็นเครื่องถึงทับแห่งใจ อันเป็นอนุสัยแห่งทิฏฐิว่า “อัตตาของเรา” ดังนี้ ; ย่อมไม่สงสัย ย่อมไม่ลังเลในข้อที่ว่า “เมื่อจะเกิด ทุกข์เท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ; เมื่อจะดับ ทุกข์เท่านั้น ย่อมดับ” ดังนี้. ญาณในข้อนี้ ย่อมมีแก่อริยสาวกนั้น โดยไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น. ดูก่อนกัจจานะ ! สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
ดูก่อนกัจจานะ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีอยู่” ดังนี้นี้ เป็นส่วนสุดที่หนึ่ง (ไม่ใช่ทางสายกลาง) ; คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่” ดังนี้ เป็นส่วนสุดที่สอง (ไม่ใช่ทางสายกลาง). ดูก่อนกัจจานะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 667 T 4.11.2
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ...ฯลฯ......ฯลฯ... ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแหละ ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้ แล.
ปฏิจจสมุปบาท มีหลักว่า
“ไม่มีตนเอง ไม่มีผู้อื่น ที่ก่อทุกข์” ๑
ครั้นอเจลกัสสปะ ได้รับพุทธานุญาตให้ทูลถามปัญหาได้ จากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ทูลถามปัญหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือพระเจ้าข้า ?” ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า “อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !” ดังนี้.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือพระเจ้าข้า ?”
อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และบุคคลอื่น กระทำให้ด้วยหรือ พระเจ้าข้า ?”
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๓/๔๙, ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่เวฬุวัน.
หน้า 668 T 4.11.2
อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ!
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้เกิดขึ้น ได้หรือ พระเจ้าข้า ?”
อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนกัสสปะ ! มิใช่ความทุกข์ไม่มี ที่แท้ ความทุกข์มีอยู่.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ กระมัง ?”
ดูก่อนกัสสปะ ! เราจะไม่รู้ ไม่เห็นความทุกข์ ก็หามิได้. เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่ง ความทุกข์
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พระองค์, เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้หรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วย และบุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้ ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย กัสสปะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้หรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลยกัสสปะ !’ ดังนี้ ; เมื่อ
หน้า 669 T 4.11.2
ข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ความทุกข์ไม่มีหรือ พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘ดูก่อนกัสสปะ ! มิใช่ความทุกข์ไม่มี ; ที่แท้ ความทุกข์มีอยู่’ ดังนี้ ; ครั้นข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ ไม่เห็นความทุกข์ กระมัง ?’ ดังนี้, ก็ยังทรงตอบว่า ‘ดูก่อนกัสสปะ! เราจะไม่รู้ ไม่เห็นความทุกข์ ก็หามิได้ ; เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งความทุกข์’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงตรัสบอกซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) ความทุกข์ ; และจงทรงแสดง ซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) ความทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด”.
ดูก่อนกัสสปะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า “ผู้นั้นกระทำผู้นั้นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า “ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง” ดังนี้ : นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) สัสสตะ (ทิฏฐิที่ถือว่าเที่ยง). ดูก่อนกัสสปะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า “ผู้อื่นกระทำผู้อื่นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า “ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้” ดังนี้ : นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) อุจเฉทะ (ทิฏฐิ ที่ถือว่าขาดสูญ).
ดูก่อนกัสสปะ ! ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ...ฯลฯ... ฯลฯ...ฯลฯ...; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ-
หน้า 670 T 4.11.3
โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.
อเจลกัสสปะนั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบทกะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ไม่นานนัก ก็ทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย, ดังนี้ แล.
แม้ทุกข์ในลัทธิทั้งหลายอื่น
ก็มีผัสสะเป็นจุดตั้งต้น๑
ดูก่อนอานนท์ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ป่าไผ่ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุงราชคฤห์ นี่เอง. ครั้งนั้น เวลาเช้า เราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ คิดขึ้นมาว่า ยังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ถ้าไฉนเราเข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นเถิด.
ดูก่อนอานนท์ ! เราได้เข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นกระทำสัมโมทยียกถาแก่กันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ดูก่อนอานนท์ ! ปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ได้กล่าวแก่เราผู้นั่งแล้ว อย่างนี้ว่า “ท่านโคตมะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นกระทำให้; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๑/๗๖, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวัน.
หน้า 671 T 4.11.3
ย่อม บัญญัติความทุกข์ว่า เป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้. ในเรื่องนี้ ท่านโคตมะของพวกเรา จะพูดว่าอย่างไร จะกล่าวว่าอย่างไร ; และพวกเรากล่าวอยู่อย่างไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามคำที่ท่านโคตมะกล่าวแล้ว, ไม่เป็นการกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตามจะไม่พลอยเป็นผู้ควรถูกติเตียนไปด้วย ?” ดังนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! เราเมื่อถูกถามอย่างนี้แล้ว ได้ตอบแก่ปริพพาชกเหล่านั้นว่า “ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ทุกข์นั้นเรากล่าวว่า เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันธรรม). ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเล่า ? ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยคือผัสสะ. ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว, ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. ถึงแม้สมณพรามหณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง.
หน้า 672 T 4.11.4
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนาเว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้”, ดังนี้.
พวกกัมมวาทีทุกพวก กับหลักปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนอานนท์ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ป่าไผ่ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุงราชคฤห์ นี่เอง. ครั้งนั้น เวลาเช้า เราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ คิดขึ้นมาว่า ยังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ถ้าไฉน เราเข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นเถิด.
________________________________
๑. สูตรสูตรที่ ๔ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๑/๗๖, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวัน. ข้อความตอนต้นแห่งเรื่องนี้ เหมือนกับข้อความในหัวข้อที่แล้วมา คือหัวข้อว่า “แม้ทุกข์ในลัทธิทั้งหลายอื่นก็มีผัสสะเป็นจุดตั้งต้น” ทุกตัวอักษร ; แต่จำเป็นต้องยกมาใส่ไว้ในที่นี้อีก ก็เพื่อสะดวกแก่การศึกษาในประเด็นแห่งหัวข้อนี้ ซึ่งมุ่งจะเปรียบเทียบลัทธิกรรมนอกพระพุทธศาสนากับหลักปฏิจจสมุปบาทแห่งพระพุทธศาสนา.
หน้า 673 T 4.11.4
ดูก่อนอานนท์ ! เราได้เข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นกระทำสัมโมทนียกถาแก่กันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ดูก่อนอานนท์ ! ปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น ได้กล่าวแก่เราผู้นั่งแล้ว อย่างนี้ว่า “ท่านโคตมะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นกระทำให้ ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอา ด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ; มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อม บัญญัติความทุกข์ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้. ในเรื่องนี้ท่านโคตมะของพวกเราจะพูดว่าอย่างไร จะกล่าวว่าอย่างไร ; และพวกเรากล่าวอยู่อย่างไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามคำที่ท่านโคตมะกล่าวแล้ว, ไม่เป็นการกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคน ที่กล่าวตามจะไม่พลอยเป็นผู้ควรถูกติเตียนไปด้วย ?” ดังนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! เราเมื่อถูกถามอย่างนี้แล้ว ได้ตอบแก่ปริพพาชกเหล่านั้นว่า “ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ทุกข์นั้นเรากล่าวว่า เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันธรรม). ทุกข์นั้น อาศัยปัจจัยอะไรเล่า ? ทุกข์นั้นอาศัยปัจจัยคือผัสสะ. ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว, ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง, และสหธรรมิกบางคน ที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ควรถูกติไปด้วย.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ
หน้า 674 T 4.11.4
เป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้. ถึงแม้สมณพรามหณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น : สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนาเว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้. ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด บัญญัติความทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม ; สมณพราหมณ์พวกนั้นหนา เว้นผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อความทุกข์นั้นได้ ดังนั้นหรือ : นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้”,
“น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า ! คือข้อที่ ในกาลใดอรรถะทั้งปวง จักเป็นอรรถะที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วด้วยบทเพียงบทเดียว (ว่าผัสสะ) และ
หน้า 675 T 4.11.4.1
อรรถะนั้น จึงพึงเป็นอรรถะที่ เมื่อกล่าวโดยพิสดารแล้ว จะพึงเป็นของลึกซึ้งด้วย มีลักษณะ ดูลึกซึ้งด้วยไหม พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น คำตอบในกรณีนี้ จงแจ่มแจ้งกะเธอเองเถิด.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่ท่านอานนท์ ! ชรามรณะ มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชรามรณะ มีชาติเป็นเหตุให้เกิด มีชาติเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีชาติเป็นเครื่องกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์ (ต่อไป) อย่างนี้ว่า‘ข้าแต่ท่านอานนท์ ! ก็ชาติเล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ชาติ มีภพเป็นเหตุให้เกิด มีภพเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีภพเป็นเครื่องกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาอย่างนี้”.
...ฯลฯ... ภพมีอุปาทาน เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... อุปาทานมีตัณหา เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... ตัณหามีเวทนา เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ...ฯลฯ...
...ฯลฯ... เวทนามีผัสสะ เป็นเหตุให้เกิด ...ฯลฯ...ฯลฯ...
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าคนทั้งหลาย จะพึงถามข้าพระองค์ (ต่อไปอีก) อย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่ท่านอานนท์ ! ก็ผัสสะเล่า มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด ? มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด ?
หน้า 676 T 4.11.5
มีอะไรเป็นเครื่องกำเนิด ? มีอะไรเป็นแดนเกิด ?’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ จะตอบแก่เขาอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! ผัสสะ มีสฬายตนะเป็นเหตุให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสฬายตนะเป็นเครื่องกำเนิด มีสฬายตนะ เป็นแดนเกิด.
ดูก่อนท่านทั้งหลาย ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสายตนะทั้งหก๑ นั่นแหละ, จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา ; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแลชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบแก่เขาอย่างนี้”, ดังนี้.
เงื่อนงำที่อาจนำไปสู่สัสสตทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
ในอาการหนึ่ง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ฯลฯ..ฯลฯ..ฯลฯ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย,
________________________________
๑. ความหมายเล็งถึง ความจางคลายแห่งอุปาทาน ที่มีต่ออัสสาทะ ในผัสสายตนะ
๒. สูตรที่ ๕ กฬารขัตติยวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๗๒/๑๒๘, ตรัสตอบแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ในหมู่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน
หน้า 677 T 4.11.5
ชรามรณะ โสกะปริเทวะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้น พร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอย่างนี้แล้ว, ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรหนอ ? และชรามรณะนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า “นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า ‘ชรามรณะ เป็นอย่างไร และชรามรณะนี้ เป็นของใคร’ ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า ‘ชรามรณะเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชรามรณะนี้ เป็นของผู้อื่น๑ (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)’ ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ(ความหมาย เพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น’ ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า ‘ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น’ ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี.๒ ดูก่อนภิกษุ !
________________________________
๑. คำว่า “อื่น” ในที่นี้ หมายความว่าตรงกันข้ามจากความเป็นตัวมันเอง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็ว่ามิใช่ชรามรณะนั่นเอง จึงเกิดเป็นของคู่ขึ้นมา ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ และสิ่งอื่นเป็นอย่างอื่นจากความเป็นอย่างนี้. พุทธศาสนา ไม่ยอมกล่าวว่า “อย่างนี้” หรือ “อย่างอื่น” ทั้งสองอย่าง แต่จะกล่าวโดยสายกลางว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งถัดมาจึงมี เป็นลำดับ ๆ ไป ไม่มีลักษณะเป็นตัวมันเอง หรือไม่เป็นตัวมันเองเสียเลย.
- ผู้รวบรวม.
๒. “การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มี” นี้หมายความว่า การประพฤติกระทำของชนเหล่านั้น แม้มีอยู่ ก็ไม่เรียกว่า การประพฤติพรหมจรรย์, เพราะว่า การกระทำของเขานั้น มิได้เป็นไป เพื่อดับทุกข์ นั่นเอง.
หน้า 678 T 4.11.5
ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนทั้งสองนั้นคือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า ‘เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ’ ดังนี้”.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชาติเป็นอย่างไรหนอ ? และชาตินี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ชาติเป็นอย่างไร และชาตินี้เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ชาติเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชาตินี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่นอย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่นสรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภพเป็นอย่างไรหนอ ? และภพนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ภพ เป็นอย่างไร และภพนี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใด
หน้า 679 T 4.11.5
จะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ภพ เป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และภพนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว)เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่นสรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อุปาทานเป็นอย่างไรหนอ ? และอุปาทานนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “อุปาทาน เป็นอย่างไร และอุปาทานนี้เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “อุปาทานเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และอุปาทานนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็
หน้า 680 T 4.11.5
อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ตัณหาเป็นอย่างไรหนอ ? และตัณหานี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ตัณหาเป็นอย่างไรและตัณหานี้เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ตัณหาเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และตัณหานี้เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อม แสดงดังนี้ว่า “เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวทนาเป็นอย่างไรหนอ ? และเวทนานี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
หน้า 681 T 4.11.5
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “เวทนา เป็นอย่างไร และเวทนานี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “เวทนา เป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และเวทนานี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ผัสสะเป็นอย่างไรหนอ ? และผัสสะนี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ผัสสะ เป็นอย่างไร และผัสสะนี้เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ผัสสะ เป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และผัสสะนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
หน้า 682 T 4.11.5
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้นคือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สฬายตนะ เป็นอย่างไรหนอ ? และสฬายตนะนี้เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “สฬายตนะ เป็นอย่างไร และสฬายตนะนี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “สฬายตนะเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และสฬายตนะนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้นคือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ” ดังนี้.
หน้า 683 T 4.11.5
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! นามรูปเป็นอย่างไรหนอ ? และนามรูปนี้เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “นามรูป เป็นอย่างไร และนามรูปนี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “นามรูปเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และนามรูปนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือ ตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิญญาณ เป็นอย่างไรหนอ ? และวิญญาณนี้เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “วิญญาณ เป็นอย่างไร และวิญญาณนี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “วิญญาณเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และวิญญาณนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตาม
หน้า 684 T 4.11.5
นัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดง ดังนี้ว่า “เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรหนอ ? และสังขาร ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของใคร ? พระเจ้าข้า !”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ดูก่อนภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไร และสังขารทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่าบุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า สังขารทั้งหลายเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และสังขารทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนั้น มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียง พยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ดูก่อนภิกษุ !
หน้า 685 T 4.11.6
ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย” ดังนี้.
---- (ปฎิปักขนัย) ----
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “ชรามรณะ” เป็นอย่างไร และชรามรณะนี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี : หรือว่า “ชรามรณะเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี ; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นละได้แล้ว มีรากเง่าอันเขาตัดขาดแล้ว อันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่าแล้ว ถึงซึ่งความมี ไม่ได้แล้ว ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “ชาติ เป็นอย่างไร และชาตินี้ เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี : หรือว่า “ชาติเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชาตินี้เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี ; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นละได้แล้ว มีรากเง่าอันเขาตัดขาดแล้วอันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่าแล้ว ถึงซึ่งความมีไม่ได้แล้ว ทำให้เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป.
หน้า 686 T 4.11.6
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “ ภพ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ อีกต่อไป. (คำที่ละเปยยาลนี้ พึงเทียบดูกับข้อที่แล้วมา)
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “อุปาทาน เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “ตัณหา เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “เวทนา เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “ผัสสะ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
หน้า 687 T 4.11.6
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “สฬายตนะ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “นามรูป เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “วิญญาณ เป็นอย่างไร ...ฯลฯ...ฯลฯ... เขาทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป.
ดูก่อนภิกษุ ! เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเอง, ทิฏฐิทั้งหลาย บรรดามี มิว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินไปผิดทาง อันบุคคลเสพผิดแล้วดิ้นรนไปผิดแล้วว่า “สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไร และสังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี : หรือว่า “สังขารทั้งหลายเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และสังขารทั้งหลายเหล่านี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี ; หรือว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี ; ทิฏฐิทั้งหมดนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นละได้แล้ว มีรากเง่าอันเขาตัดขาดแล้ว อันเขาทำให้เหมือนตาลมีขั้วยอดอันเน่าแล้ว ถึงซึ่งความมีไม่ได้แล้ว ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป, ดังนี้ แล.
หน้า 688 T 4.11.7
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรถัดไปอีกสูตรหนึ่ง (สูตรที่ ๖ แห่งกฬารขัตติยวรรคนิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๗๕/๑๓๗) มีเนื้อความตรงเป็นอันเดียวกันทุกตัวอักษร ผิดกันแต่ว่า ในสูตรหลังนี้ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยพระองค์เอง ไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม เหมือนในสูตรข้างบนนี้.
โลกายตะ ๔ ชนิด ที่ทรงปฏิเสธ๑
โลกายติกพราหมณ์ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ ?”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีอยู่’ ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะชั้นสุดยอด”.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่’ ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สอง.
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีสภาพต่างกัน’ ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สาม.
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๙๒/๑๗๖, ตรัสแก่โลกายติกพราหมณ์ ที่เชตวัน.
หน้า 689 T 4.11.7
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีสภาพต่างกันหรือ ?”
ดูก่อนพราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘สิ่งทั้งปวง มีสภาพต่างกัน’ ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สี่.
ดูก่อนพราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น คือตถาคต ย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; ...ฯลฯ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแหละ ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.
พราหมณ์นั้น กล่าวสรรเสริญพระธรรมโอวาทนั้นแล้ว ประกาศตนเป็นผู้รับนับถือพระพุทธศาสนา จนตลอดชีวิต, ดังนี้ แล.
หน้า 690 T 4.11.8.1
ทิฏฐิชั้นหัวหน้า ๑๘ อย่าง
ล้วนแต่ปรารภธรรมที่เป็นฐานะ ๖ อย่าง
[ทิฏฐิที่ ๑ : เอสิกัฏฐายิฏฐิตสัสสตทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคง ดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ ; เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ลมไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเสียด” ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์เท่านั้น).
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๒๔๘/๔๑๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 691 T 4.11.8.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้น ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ลมก็ไม่พัดแม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ? (“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”) (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสถามและพวกภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว เหล่านี้เป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ? (“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กงฺขา) ในฐานะทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้๑ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว ; ในกาลนั้น ก็เป็นอันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ แม้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ แม้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นละขาดแล้ว.
________________________________
๑. ฐานะ ๖ ประการ คือ ขันธ์ ๕ และสิ่งที่ได้เห็นแล้วเป็นต้น ; ดังที่กล่าวแล้วข้างบน.
หน้า 692 T 4.11.8.1
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.
[ทิฏฐิที่ ๒ : อัตตา - อัตตนิยานุทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “นั่นของเรา ; นั่นเป็นเรา ; นั่นเป็นตัวตนของเรา ;” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๓ : สัสสตทิฏฐิ (ทั่วไป)]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “อัตตา (ตน) ก็อันนั้น ; โลกก็อันนั้น ; เรานั้น ละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวก
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ.๑๗/๒๕๐/๔๑๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๓ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ.๑๗/๒๕๑/๔๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 693 T 4.11.8.1
ข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้”. เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิเท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๔ อุจเฉททิฏฐิ(ทั่วไป)]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เราไม่พึงมีด้วย ; ของเราไม่พึงมีด้วย ; เราจักไม่มี ของเราจัก ไม่มี” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิเท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๕ : นัตถิกทิฏฐิ]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ไม่มีทางอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มียัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมอันบุคคลกระทำดีแล้วกระทำชั่วแล้ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลายอันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสมณะและพราหมณ์ ผู้ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ และโลกอื่น ด้วยปัญญา
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ.๑๗/๒๕๒/๔๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๕ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ.สํ.๑๗/๒๕๔/๔๒๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 694 T 4.11.8.1
อันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก ; คนเรานี้ เป็นแต่การประชุมของมหาภูต ทั้ง ๔ ; เมื่อใดทำกาละ, เมื่อนั้น ดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน , น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ , ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ , ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม , อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมหายไปในอากาศ ; บุรุษทั้งหลายมีเตียงวางศพเป็นที่ครบห้า จะพาเขาผู้ตายแล้วไป ; ร่องรอยทั้งหลายปรากฎอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลาย มีสีเพียงดังสีแห่งนกพิราบ ; การบูชาเซ่นสรวงมีขี้เถ้าเป็นที่สุด ; สิ่งที่เรียกว่าทานนั้นเป็นบทบัญญัติของคนเขลา ; คำของพวกที่กล่าวว่าอะไร ๆ มีอยู่นั้น เป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ ; ทั้งคนพาลและบัณฑิตครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญ พินาศไป มิได้มีอยู่ ภายหลังแต่การตาย” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิเท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๖ : อกิริยทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เมื่อกระทำเองหรือยังบุคคลอื่นให้กระทำก็ดี, เมื่อตัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้ตัดก็ดี, เมื่อกำจัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้กำจัดก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้เศร้าโศกเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้เศร้าโศกก็ดี,
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๕๖/๔๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 695 T 4.11.8.1
เมื่อทำสัตว์ให้ลำบากเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ลำบากก็ดี, เมื่อทำสัตว์ ให้ดิ้นรนเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ดิ้นรนก็ดี, เมื่อยังสัตว์มีปราณให้ตกล่วงไปก็ดี, เมื่อถือเอาสิ่งของที่บุคคลไม่ได้ให้แล้วก็ดี, เมื่อตัดซึ่งที่ต่อ (ตัดข่องย่องเบา) ก็ดี, เมื่อปล้นทั้งหมู่บ้านก็ดี, เมื่อปล้นเฉพาะเรือนก็ดี, เมื่อซุ่มปล้นอยู่ตามหนทางก็ดี, เมื่อล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นก็ดี, เมื่อกล่าวเท็จก็ดี ; บาปย่อมไม่เป็นอันกระทำสำหรับผู้กระทำ. แม้ว่าผู้ใดจะกระทำซึ่งสัตว์ทั้งหลายในแผ่นดินนี้ด้วยจักรอันคมดังมีดโกน ให้กลายเป็นลานเนื้อลานหนึ่งก็ดี, บาปเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเองอยู่ ใช้ผู้อื่นฆ่าอยู่, ตัดเองอยู่ ใช้ผู้อื่นตัดอยู่, กำจัดเองอยู่ ใช้ผู้อื่นกำจัดอยู่ ; บาปเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้ทานเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้ให้ทานอยู่ก็ดี, บูชาเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้บูชาอยู่ก็ดี ; บุญเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญ ย่อมไม่มี. เพราะการให้ทานก็ตาม เพราะการฝึกจิตก็ตาม เพราะการสำรวมก็ตาม เพราะการกล่าวคำสัจก็ตาม บุญย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญ ย่อมไม่มี” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๗ : อเหตุกทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เหตุไม่มี, ปัจจัยไม่มี, เพื่อความเศร้า
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๕๗/๔๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 696 T 4.11.8.1
หมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย. ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายก็เศร้าหมอง. เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี, เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย. ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายก็บริสุทธิ์. กำลังไม่มี, ความเพียรไม่มี, เรี่ยวแรงแห่งบุรุษไม่มี, ความบากบั่นของบุรุษไม่มี. สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง ชีวะทั้งปวงไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ; ย่อมแปรปรวนไปตามสภาวะ นิยติและสังคติ ; ย่อมเสวยซึ่งสุขและทุกข์ในอภิชาติทั้งหลาย ๖ ประการ นั่นเอง”. ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์”...ไปจนจบข้อความด้วยคำ ว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำ เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๘ : สัตตกายทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “กาย (หมู่แห่งธรรมชาติ) ทั้งหลาย ๗ หมู่เหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีใครจัดระเบียบ ไม่มีใครนฤมิตร ไม่มีระเบียบอันใครนฤมิตร ไม่คลอดผลใด ๆ ตั้งอยู่อย่างยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด. กายทั้งหลายเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ไม่อาจกระทำซึ่งสุขและทุกข์แก่กันและกัน. กายทั้งหลาย ๗ หมู่เป็นอย่างไรเล่า ? กาย ๗ หมู่ คือ ปฐวีกาย อาโปกาย เตโชกาย วาโยกาย
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๙/๔๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 697 T 4.11.8.1
สุข (กาย) ทุกข (กาย) ชีวะ (กาย). กาย ๗ หมู่เหล่านี้เป็นกายที่ไม่มีใครทำไม่มีใครจัดระเบียบ ไม่มีใครนฤมิตร ไม่มีระเบียบอันใครนฤมิตร ไม่คลอดผลใด ๆ ตั้งอยู่อย่างยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด. กายทั้งหลายเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ไม่อาจกระทำซึ่งสุขและทุกข์แก่กันและกัน. แม้ผู้ใดจะตัดศีรษะใครด้วยศาสตราอันคมก็ไม่ชื่อว่าใครปลงชีวิตใคร : เป็นแต่เพียงศาสตราผ่านไปตามช่องในระหว่างแห่งกายทั้งหลาย ๗ หมู่เหล่านั้นเท่านั้น. ก็โยนีประมุขทั้งหลายเหล่านี้แลมีอยู่ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ; มีอยู่ ๖,๐๐๐ ; มีอยู่ ๖๐๐ ; กรรม ๕๐๐ ; กรรม ๕ ; กรรม ๓ ; กรรมเต็มกรรมด้วย ; กรรมกึ่งกรรมด้วย ; ปฏิปทา ๖๒ ; อันตรกัปป์ ๖๒ ; อภิชาติ ๖ ; ปุริสภูมิ ๘ ; อาชีวก ๔,๙๐๐ ; ปริพพาชก ๔,๙๐๐ ; นาควาส ๔,๙๐๐ ; อินทรีย์ ๒,๐๐๐ ; นรก ๓,๐๐๐ ; รโชธาตุ ๓๖ ; สัญญีครรภ์ ๗ ; อสัญญีครรภ์ ๗ ; นิครนถครรภ์ ๗ ; เทพ ๗ ; มนุษย์ ๗ ; ปีศาจ ๗ ; สระ ๗ ; ปวุฎะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; ปปาตะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; สุปีนะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; มหากัปป์ ๘,๔๐๐,๐๐๐ ; เหล่านี้ เป็นสังสารวัฏซึ่งทั้งคนพาลและบัณฑิตแล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ; ในสังสารวัฏนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ใครจะหวังได้ว่า กรรมที่ยังไม่แก่รอบ เราจักกระทำให้แก่รอบ, หรือว่า จักเสวยผลแห่งกรรมที่แก่รอบแล้ว กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้, ด้วยข้อปฏิบัติคือ ด้วยศีลหรือด้วยวัตร ด้วยตบะ ด้วยพรหมจรรย์ ; สุขและทุกข์ที่หมดไปสิ้นไป ราวกะว่าตวงของด้วยทะนาน จึงไม่มี ในสังสารวัฏนั้น ไม่มีอะไรที่ชื่อว่าความเสื่อมหรือความเจริญ, ความดีขึ้นหรือความเลวลง, เปรียบเหมือนกลุ่มด้ายอันบุคคลซัดให้กลิ้งไป ย่อมคลี่ออกๆ จนหมดกลุ่มแล้วก็หยุดเอง, ฉันใด ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต แล่นไปในสงสาร ย่อมมีสุขและทุกข์อันคลี่คลายจนหมดไปเอง, ฉันนั้น” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
หน้า 698 T 4.11.8.2
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๙ : สัสสตโลกทิฏฐิ] ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๐ : อสัสสตโลกทิฏฐิ] ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวก
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๖๑/๔๓๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๐ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๖๓/๔๓๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 699 T 4.11.8.2
ข้าพระองค์” ...ไปจนจบ ข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๑ : อันตวันตโลกทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกมีที่สุด” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๒ : อนันตวันตโลกทิฏฐิ]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกไม่มีที่สุด” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๑ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๖๓/๔๓๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๒ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ.๑๗/๒๖๓/๔๓๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 700 T 4.11.8.2
[ทิฏฐิที่ ๑๓ : ตังชีวตังสรีรทิฏฐิ] ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัว ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๔ : อัญญังชีวอัญญังสรีรทิฏฐิ] ๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัว ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๕ : โหติตถาคโตทิฏฐิ]๓
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๓ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๔ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๓. สูตรที่ ๑๔ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๐, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 701 T 4.11.8.2
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนถึงข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๖ : นโหติตถาคโตทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๗ : โหติจนจโหติทิฏฐิ]๒
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี” ดังนี้ ? ...ฯลฯ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๖ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๗ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 702 T 4.11.8.2
(ข้อความตรงที่ละเปยยาลไว้นี้ มีการตรัส การถาม การตอบ เหมือนกับข้อความในทิฏฐิที่ ๑ ตั้งแต่คำว่า “ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า ดังนี้.” เป็นข้อความซึ่งเหมือนกันทุกตัวอักษร ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งทิฏฐิ เท่านั้น.) ;
[ทิฏฐิที่ ๑๘ : เนวโหตินนโหติทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไรเพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั้นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูปทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้า
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๘ โสตาปัตติวรรค ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๔๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 703 T 4.11.8.2
ไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) (แม้ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีถ้อยคำที่ตรัสถามและพวกภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งรูปนี้ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้สิ่งใดที่บุคคลได้เห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว บรรลุแล้ว แสวงหาแล้ว ครุ่นคิดอยู่ด้วยใจแล้ว เหล่านี้เป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์พระเจ้าข้า!”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้วไซร้ ทิฏฐิอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หากมิได้” ดังนี้ ? (“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ความสงสัย (กงฺขา) ในฐานะทั้งหลาย ๖ ประการเหล่านี้๑ เป็นสิ่งที่อริยสาวกละขาดแล้ว ; ในกาลนั้น ก็เป็นอันว่า ความสงสัยแม้ในทุกข์ แม้ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ แม้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ แม้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็เป็นสิ่งที่อริยสาวกนั้นละขาดแล้ว.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า เป็น อริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า, ดังนี้ แล.
ทิฏฐิทั้ง ๑๘ ประการนี้ เกิดขึ้นเพราะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา ที่เกี่ยวข้องกันอยู่ฐานะทั้ง ๖ ; กล่าวคืออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ และสิ่งที่รู้สึกทางอายตนะทั้งหลาย ; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ถ้ายังมีทิฏฐิเหล่านี้อยู่เพียงใด ก็ไม่อาจจะรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท อยู่เพียงนั้น.- ผู้รวบรวม.
________________________________
๑. ฐานะ ๖ ประการคือ ขันธ์ ๕ และสิ่งที่ได้เห็นแล้ว เป็นต้น ; ดังที่กล่าวแล้วข้างบน.
หน้า 704 T 4.11.9.1
ทิฏฐิ ๒๖ อย่าง ล้วนแต่ปรารภขันธ์ห้า
[ทิฏฐิที่ ๑ : เอสิกัฏฐายิฏฐิตทิฏฐิ]๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ลมก็ไม่พัด น้ำ ก็ไมไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ?
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลาย ของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑) เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของ ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า
________________________________
๑. สูตรที่ ๑ ทุติยเปยยาล ทิฏฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๖/๔๔๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 705 T 4.11.9.1
“ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตกแต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้ ? (“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล : เมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งทุกข์ เพราะปักใจเข้าไปสู่ทุกข์ ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไหล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด” ดังนี้.
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัส การตรัสถาม และการทูลตอบอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่คำว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแล มีอยู่...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... แต่ละอย่าง ๆ เป็นของตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของสาระเนียด ดังนี้.” ซึ่งตรัสเป็นคำสุดท้ายในกรณีแห่งรูป ; เป็นข้อความที่เหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น.
ในทิฏฐิที่ ๒ ที่ ๓ ต่อไปจนถึงทิฏฐิที่ ๒๖ มีข้อความนำเรื่องเหมือนกันตอนต้นของทิฏฐิที่ ๑ ทุกตัวอักษร คือตั้งแต่คำว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งอะไร ...จนไปถึงคำว่า... พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :- ” ;ในทิฏฐิต่อๆ ไป ข้อความเหล่านี้จะไม่เขียนไว้ จะเริ่มที่ตัวทิฏฐิเลยทีเดียว.
และข้อความตอนสรุปท้ายของเรื่องทิฏฐิหนึ่ง ๆ ตั้งแต่คำว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนี้ ว่าอย่างไร ?” ...ไปจนจบเรื่องทิฏฐินั้น ๆ ก็มีข้อความเหมือนกันทุกทิฏฐิทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิเท่านั้น ; ดังนั้น ข้อความตอนสรุปท้ายเช่นนี้ ในทิฏฐิต่อ ๆ ไปจะไม่เขียนไว้ เป็นอันรู้กันได้เอง. สำหรับทิฏฐิที่ ๒๖ ได้นำมาใส่ไว้เต็ม ดังที่กล่าวไว้ในทิฏฐิที่หนึ่ง.
อนึ่ง ผู้ศึกษาต้องไม่ลืมสังเกตว่า ทิฏฐิทั้ง ๒๖ นี้ แม้แต่ละทิฏฐิ ล้วนเป็นไปในปัญจุปาทานขันธ์แต่ละขันธ์ ด้วยกันทั้งนั้น.)
หน้า 706 T 4.11.9.1
[ทิฏฐิที่ ๒ : อัตตา - อัตตนิยานุทิฏฐิ]๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูปเพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “นั่นของเรา ; นั่นเป็นเรา ; นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๓ สัสสตทิฏฐิ (ทั่วไป)]๒
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๓) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูปเพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “อัตตา (ตน) ก็อันนั้น ; โลกก็อันนั้น ; เรานั้นละไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๔ อุจเฉททิฏฐิ (ทั่วไป)๓
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๔) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เราไม่พึงมีด้วย ; ของเราไม่พึงมีด้วย ; เราจักไม่มี ของเราจักไม่มี” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๕ นัตถิกทิฏฐิ (ทั่วไป)๔
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๕) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูปเพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ไม่มีทางอันบุคคลบริจาคแล้ว, ไม่มี
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๐/๔๑๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๓ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๑/๔๒๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๓. สูตรที่ ๔ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๒/๔๒๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๔. สูตรที่ ๕ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๔/๔๒๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 707 T 4.11.9.1
ยัญญะอันบุคคลประกอบแล้ว, ไม่มีโหต๎ระอันบุคคลบูชาแล้ว, ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมอันบุคคลกระทำดีแล้ว กระทำชั่วแล้ว, ไม่มีโลกนี้, ไม่มีโลกอื่น, ไม่มีมารดา, ไม่มีบิดา, ไม่มีสัตว์ทั้งหลายอันเป็นโอปปาติกะ, ไม่มีสมณะและพราหมณ์ผู้ไปแล้วถูกต้อง ผู้ปฏิบัติแล้วถูกต้อง ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศอยู่ในโลก ; คนเรานี้เป็นการประชุมของมหาภูตทั้ง ๔ ; เมื่อใดทำกาละ, เมื่อนั้นดินย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งดิน, น้ำย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งน้ำ, ไฟย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งไฟ, ลมย่อมเข้าไปสู่หมู่แห่งลม, อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมหายไปในอากาศ ; บุรุษทั้งหลายมีเตียงวางศพเป็นที่ครบ ๕ จะพาเขาผู้ตายแล้วไป ; ร่องรอยทั้งหลายปรากฎอยู่เพียงแค่ป่าช้า เป็นเพียงกระดูกทั้งหลายมีสีเพียงดังสีแห่งนกพิลาป ; การบูชาเซ่นสรวง มีขี้เถ้าเป็นที่สุด ; สิ่งที่เรียกว่าทานนั้น เป็นบทบัญญัติของคนเขลา ; คำของพวกที่กล่าวว่า อะไรๆ มีอยู่นั้นเป็นคำเปล่า (จากความหมาย) เป็นคำเท็จ เป็นคำเพ้อเจ้อ ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต ครั้นกายแตกทำลายแล้ว ย่อมขาดสูญพินาศไป มิได้อยู่ ภายหลังแต่ตายแล้ว.” ดังนี้...
[ทิฏฐิที่ ๖ อกิริยทิฏฐิ]๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๖) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เมื่อกระทำเองหรือยังบุคคลอื่นให้กระทำก็ดี, เมื่อตัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้ตัดก็ดี, เมื่อกำจัดเองหรือยังบุคคลอื่นให้กำจัดก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้เศร้าหมองเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้เศร้าหมองเองก็ดี, เมื่อทำสัตว์ให้ลำบากเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ลำบากก็ดี, เมื่อทำสัตว์
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๖/๔๒๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 708 T 4.11.9.1
ให้ดิ้นรนเองหรือยังบุคคลอื่นให้ทำสัตว์ให้ดิ้นรนก็ดี, เมื่อยังสัตว์มีปราณให้ตกล่วงไปก็ดี, เมื่อถือเอาสิ่งของที่บุคคลไม่ได้ให้แล้วก็ดี, เมื่อตัดซึ่งที่ต่อ (ตัดช่องย่องเบา) ก็ดี, เมื่อปล้นทั้งหมู่บ้านก็ดี, เมื่อปล้นเฉพาะเรือนก็ดี, เมื่อซุ่มปล้นอยู่ตามหนทางก็ดี, เมื่อล่วงเกินภรรยาของผู้อื่นก็ดี, เมื่อกล่าวเท็จก็ดี ; บาปย่อมไม่เป็นอันกระทำสำหรับผู้กระทำ. แม้ว่าผู้ใดจะกระทำซึ่งสัตว์ทั้งหลายในแผ่นดินนี้ ด้วยจักรอันคมดังมีดโกน ให้กลายเป็นลานเนื้อลานหนึ่งก็ดี, บาปเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคา ฆ่าเองอยู่ ใช้ผู้อื่นฆ่าอยู่, ตัดเองอยู่ ใช้ผู้อื่นตัดอยู่, กำจัดเองอยู่ ใช้ผู้อื่นกำจัดอยู่ ; บาปเพราะการกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่มี ; การมาแห่งบาป ย่อมไม่มี. แม้ว่าบุรุษจะไปที่ฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคา ให้ทานเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้ให้ทานอยู่ก็ดี, บูชาเองอยู่ก็ดี, ยังบุคคลอื่นให้บูชาอยู่ก็ดี ; บุญเพราะการกระทำอย่างนั้นย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญย่อมไม่มี. เพราะการให้ทานก็ตาม เพราะการฝึกจิตก็ตาม เพราะการสำรวจก็ตาม เพราะการกล่าวคำสัตย์ก็ตาม บุญย่อมไม่มี ; การมาแห่งบุญย่อมไม่มี.” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๗ : อเหตุกทิฏฐิ]๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๗) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูปเพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เหตุไม่มี, ปัจจัยไม่มี, เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย. ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายก็เศร้าหมอง. เหตุไม่มี, ปัจจัยไม่มี, เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย. ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย สัตว์ทั้งหลายก็บริสุทธิ์. กำลังไม่มี, ความเพียรไม่มี, เรี่ยวแรงแห่ง
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๗/๔๒๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 709 T 4.11.9.1
บุรุษไม่มี, ความบากบั่นของบุรุษไม่มี. สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ; ย่อมแปรปรวนไปตามสภาวะ นิยติ และสังคติ ; ย่อมเสวยซึ่งสุขและทุกข์ในอภิชาติทั้งหลาย ๖ ประการนั่นเอง” ดังนี้. ....
[ทิฏฐิที่ ๘ : สัตตกายทิฏฐิ]๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๘) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “กาย (หมู่แห่งธรรมชาติ) ทั้งหลาย ๗ หมู่เหล่านี้ ไม่มีใครทำ ไม่มีใครจัดระเบียบ ไม่มีใครนฤมิตร ไม่มีระเบียบอันใครนฤมิตร ไม่คลอดผลใดๆ ตั้งอยู่อย่างยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด. กายทั้งหลายเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ไม่อาจกระทำซึ่งสุขและทุกข์แก่กันและกัน. กายทั้งหลาย ๗ หมู่ เป็นอย่างไรเล่า ? กาย ๗ หมู่ คือ ปฐวีกาย อาโปกาย เตโชกาย วาโยกาย สุข (กาย) ทุกข (กาย) ชีว (กาย). กาย ๗ หมู่เหล่านี้ เป็นกายที่ไมีมีใครทำ ไม่มีใครจัดระเบียบ ไม่มีใครนฤมิตร ไม่มีระเบียบอันใครนฤมิตร ไม่คลอดผลใด ๆ ตั้งอยู่อย่างยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด. กายทั้งหลายเหล่านั้นไม่หวั่นไหว. ไม่แปรปรวน ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ไม่อาจกระทำซึ่งสุขและทุกข์แก่กันและกัน. แม้ผู้ใดจะตัดศีรษะใครด้วยศาสตราอันคม ก็ไม่ชื่อว่าใครปลงชีวิตใคร : เป็นแต่เพียงศาสตราผ่านไปตามช่องในระหว่างแห่งกายทั้งหลาย ๗ หมู่เหล่านั้นเท่านั้น. ก็โยนีประมุขทั้งหลายเหล่านี้แลมีอยู่ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ; มีอยู่ ๖,๐๐๐ ; มีอยู่ ๖๐๐ ; กรรม ๕๐๐ ; กรรม ๕ ; กรรม ๓ ; กรรมเต็ม
________________________________
๑. สูตรที่ ๘ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๕๙/๔๓๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 710 T 4.11.9.2
กรรมด้วย ; กรรมกึ่งกรรมด้วย ; ปฏิปทา ๖๒ ; อันตรกัปป์ ๖๒ ; อภิชาติ ๖ ; ปุริสภูมิ ๘ ; อาชีวก ๔,๙๐๐ ; ปริพพาชก ๔,๙๐๐ ; นาควาส ๔,๙๐๐ ; อินทรีย์ ๒,๐๐๐ ; นรก ๓,๐๐๐ ; รโชธาตุ ๓๖ ; สัญญีครรภ์ ๗ ; อสัญญีครรภ์ ; นิครนถครรภ์ ๗ ; เทพ ๗ ; มนุษย์ ๗ ; ปิศาจ ๗ ; สระ ๗ ; ปวุฏะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; ปปาตะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; สุปีนะ ๗ ด้วย, ๗๐๐ ด้วย ; มหากัปป์ ๘,๔๐๐,๐๐๐ ; เหล่านี้ เป็นสังสารวัฎซึ่งทั้งคนพาลและบัณฑิตแล่นไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ; ในสังสารวัฏนั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ใครจะหวังได้ว่า กรรมที่ยังไม่แก่รอบ เราจักกระทำให้แก่รอบ, หรือว่าจักเสวยผลแห่งกรรมที่แก่รอบแล้ว กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ได้, ด้วยข้อปฏิบัตินี้คือ ด้วยศีลหรือด้วยวัตร ด้วยตบะ ด้วยพรหมจรรย์ ; สุขและทุกข์ที่หมดไปสิ้นไป ราวกะว่าตวงของด้วยทะนาน จึงไม่มี. ในสังสารวัฏฏ์นั้น ไม่มีอะไรที่ชื่อว่าความเสื่อมหรือความเจริญ, ความดีขึ้นหรือความเลวลง, เปรียบเหมือนกลุ่มด้ายอันบุคคลซัดให้กลิ้งไป ย่อมคลี่ออก ๆ จนหมดกลุ่ม แล้วก็หยุดเอง, ฉันใด ; ทั้งคนพาลและบัณฑิต แล่นไปในสงสาร ย่อมมีสุขและ ทุกข์อันคลี่คลาย จนหมดไปเอง, ฉันนั้น” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๙ : สัสสตโลกทิฏฐิ] ๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๙) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้. ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๙ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๑/๔๓๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 711 T 4.11.9.2
[ทิฏฐิที่ ๑๐ : อสัสสตโลกทิฏฐิ] ๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๐) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกไม่เที่ยง” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๑ : อันตวันตโลกทิฏฐิ] ๒
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๑) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกมีที่สุด” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๒ : อันตวันตโลกทิฏฐิ] ๓
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๒) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “โลกไม่มีที่สุด” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๓ : อันตวันตโลกทิฏฐิ] ๔
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๓) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้. ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๕, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๑ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๓. สูตรที่ ๑๒ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๓/๔๓๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๔. สูตรที่ ๑๓ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๘, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 712 T 4.11.9.2
[ทิฏฐิที่ ๑๔ : อัญญังชีวอัญญังสรีรทิฏฐิ] ๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๔) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๕ : โหติตถาคโตทิฏฐิ] ๒
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๕) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๖ : นโหติตถาคโตทิฏฐิ] ๓
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๖) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๗ : โหติจนจโหติทิฏฐิ] ๔
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๗) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูปเพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี” ดังนี้. ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๔ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๔/๔๓๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๕ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๓. สูตรที่ ๑๖ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๔. สูตรที่ ๑๗ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 713 T 4.11.9.3
[ทิฏฐิที่ ๑๘ : เนวโหตินนโหติทิฏฐิ] ๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๘) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมี อีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๑๙ : รูปิอัตตาทิฏฐิ] ๒
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๑๙) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูป๓ (เท่านั้นจึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ (อโรโค) ๔ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๒๐ : อรูปิอัตตาทิฏฐิ] ๕
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๐) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป๖ (เท่านั้นจึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๘ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๗/๔๔๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๑๙ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๘/๔๔๙, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๓. อัตตามีรูป คืออัตตาที่มีรูปสมาบัติเป็นนิทานสัมภวะ.
๔. อโรโค หรือหาโรคมิได้ หมายถึงความที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรกระทบกระทั่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้.
๕. สูตรที่ ๒๐ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๖. อัตตาไม่มีรูป คืออัตตาที่มีอรูปสมบัติ เป็นนิทานสัมภวะ.
หน้า 714 T 4.11.9.4
[ทิฏฐิที่ ๒๑ : รูปีจอรูปีจอัตตาทิฏฐิ] ๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๑) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๒๒ : เนวรูปีนารูปีจอัตตาทิฏฐิ] ๒
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๒) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๒๓ : เอกันตสุขีอัตตาทิฏฐิ] ๓
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๓) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๒๔ : เอกันตทุกขีอัตตาทิฏฐิ] ๔
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๔) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีทุกข์โดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๒๑ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๒๒ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๓, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๓. สูตรที่ ๒๓ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๔. สูตรที่ ๒๔ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๔, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 715 T 4.11.9.4
[ทิฏฐิที่ ๒๕ : สุขทุกขีอัตตาทิฏฐิ]๑
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๕) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีทั้งสุขและทุกข์ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
[ทิฏฐิที่ ๒๖ : อทุกขมสุขีอัตตาทิฏฐิ]๒
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออะไรมีอยู่หนอ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่อะไร ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหา โรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
ภิกษุทั้งหลายเท่านั้น กราบทูลวิงวอนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ; ภิกษุทั้งหลายได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเตือนให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นตั้งใจฟังด้วยดีแล้ว ได้ตรัสข้อความดังต่อไปนี้ :-
...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! (๒๖) เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งรูป เพราะปักใจเข้าไปสู่รูป ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้. ...
________________________________
๑. สูตรที่ ๒๕ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
๒. สูตรที่ ๒๖ ทุติยเปยยาล ทิฎฐิสังยุตต์ ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๖๙/๔๕๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 716 T 4.11.9.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนั้นว่าอย่างไร ? รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? (“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !”) ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า ? (“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !”) แม้สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เข้าไปยึดถือ ซึ่งสิ่งนั้นแล้ว ทิฏฐิอย่างนี้ จะเกิดขึ้นได้ไหมว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล : เมื่อทุกข์มีอยู่ เพราะเข้าไปยึดถือซึ่งทุกข์ เพราะปักใจเข้าไปสู่ทุกข์ ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว” ดังนี้.
(ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการตรัส การตรัสถาม และการทูลตอบอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่คำว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรูปนั่นแลมีอยู่” ...ไปจนจบข้อความด้วยคำว่า... “อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข หาโรคมิได้หลังจากตายแล้ว ดังนี้.” ซึ่งตรัสเป็นคำสุดท้ายในกรณีแห่งรูป เป็นข้อความที่เหมือนกันทุกตัวอักษร จนตลอดข้อความ ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ เท่านั้น).
หมายเหตุผู้รวบรวม : ทิฏฐิทั้ง ๒๖ ทิฏฐินี้ ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เพราะไม่รู้ไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท จึงเกิดทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้ขึ้น โดยเห็นอุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕ พร้อมกับความทุกข์อันเนื่องด้วยขันธ์ ๕ นั้น ไปในแง่ใดแง่หนึ่ง ตามลักษณะ แห่งทิฏฐินั้น ๆ ทั้ง ๒๖ ทิฏฐิ ครั้นเกิดทิฏฐิเหล่านี้แล้ว ก็กลับปิดบังการรู้การเห็น ปฏิจจสมุปบาทยิ่งขึ้นไปอีก ; ดังนั้น จึงถือว่า ทิฏฐิทั้งหลายเป็นเครื่องปิดกั้นการเห็น ปฏิจจสมุปบาททุกทิฏฐิทีเดียว นับว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในส่วนลึก ซึ่งบางทีก็มิได้กล่าวไว้ชัด โดยตัวอักษรตรง ๆ.
หน้า 717 T 4.11.10
อันตคาหิกทิฏฐิ สิบ ๒,๒๐๐ นัย
ล้วนแต่เป็นไปในขันธ์ห้า
ล้วนแต่ปิดบังการเห็นปฏิจจสมุปบาท๑
ปริพพาชกชื่อวัจฉโคตต์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรหนอเป็นปัจจัย ทิฏฐิทั้งหลายมีประการต่าง ๆ เป็นอเนกเหล่านี้ จึงเกิดขึ้น (๑) ว่า โลกเที่ยง ดังนี้บ้าง ; (๒) ว่า โลกไม่เที่ยง ดังนี้บ้าง ; (๓) ว่า โลกมีที่สุด ดังนี้บ้าง ; (๔) ว่า โลกไม่มีที่สุด ดังนี้บ้าง ; (๕) ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ดังนี้บ้าง ; (๖) ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น ดังนี้บ้าง ; (๗) ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก ดังนี้บ้าง ; (๘) ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก ดังนี้บ้าง ; (๙) ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มีย่อมไม่มีอีกก็มี ดังนี้บ้าง ; (๑๐) ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมี อีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ ดังนี้บ้าง ?”
(๑) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่รู้ (อญฺญาณ) ...ฯลฯ...
(๒) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่เห็น (อทสฺสน) ...ฯลฯ...
(๓) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่ถึงพร้อมเฉพาะ (อนภิสมย) ...ฯลฯ...
(๔) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่รู้โดยลำดับ (อนนุโพธ) ...ฯลฯ...
________________________________
๑. วัจฉโคตตสังยุตต์ ขนฺธ.สํ. ๑๗/๓๑๙/๕๕๔, ตรัสแก่ปริพพาชกชื่อวัจฉโคตต์ ที่เชตวัน.
หน้า 718 T 4.11.10
(๕) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่แทงตลอด (อปฺปฏิเวธ) ...ฯลฯ...
(๖) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่กำหนดทั่วถึง (อสลฺลกฺขณ) ...ฯลฯ...
(๗) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่เข้าไปกำหนด (อนุปลกฺขณ) ...ฯลฯ...
(๘) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่เพ่งพินิจอย่างสม่ำเสมอ (อสมเปกฺขณ) ...ฯลฯ...
(๙) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่พิจารณาโดยเจาะจง (อปฺปจฺจเวกฺขณ) ...ฯลฯ...
(๑๐) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะความไม่เข้าไปกำหนดโดยเฉพาะ (อปฺปจฺจุปลกฺขณ) ...ฯลฯ...
(๑๑) ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! เพราะการไม่ทำให้ประจักษ์ (อปฺปจฺจกฺขกมฺม) (๑) ในรูป (๒) ในเหตุให้เกิดขึ้นแห่งรูป (๓) ในความดับไม่เหลือแห่งรูป (๔) ในข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป, ทิฏฐิทั้งหลายมีประการต่าง ๆ เป็นอเนกเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้บ้าง ; ว่า “โลกไม่เที่ยง” ดังนี้บ้าง ; ว่า “โลกมีที่สุด” ดังนี้บ้าง ; ว่า “โลกไม่มีที่สุด” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มีย่อมไม่มีอีกก็มี” ดังนี้บ้าง ; ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้บ้าง.
หน้า 719 T 4.11.11
ดูก่อนท่านผู้วัจฉโคตต์ ! อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้เป็นปัจจัย ทิฏฐิทั้งหลายมีประการต่าง ๆ เป็นอเนกเหล่านี้ จึงเกิดขึ้นว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้บ้าง ; ว่า “โลกไม่เที่ยง” ดังนี้บ้าง ; ว่า “โลกมีที่สุด” ดังนี้บ้าง ; ว่า “โลกไม่มีที่สุด” ดังนี้บ้าง ; ...ฯลฯ...ฯลฯ... ว่า “ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้บ้าง, ดังนี้ แล.
ข้างบนนี้ เป็นการถามและการตอบแก่ปัญหาที่ว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการเกิดขึ้นของอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ ในกรณีอันเกี่ยวกับรูปขันธ์ ซึ่งมีลักษณะ ๔ ประการ ตามนัยะแห่งอริยสัจสี่. แม้ในกรณีแห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ก็มีการถามและการตอบโดยนัยะอย่างเดียวกันทุกตัวอักษรกับในกรณีแห่งรูปขันธ์ ต่างกันแต่เพียงชื่อของขันธ์ เท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า วิธีการกำหนดรู้นั้น มีถึง ๑๑ อย่าง กำหนดรู้ลงไปที่ขันธ์ถึง ๕ ขันธ์ ในขันธ์หนึ่ง ๆ ยังต้องกำหนด รู้ถึง ๔ นัย จึงกลายเป็นการกำหนดรู้ถึง ๒๒๐ นัย และนัยหนึ่งๆ สามารถให้เกิดทิฏฐิได้ถึง ๑๐ ทิฏฐิ ; ดังนั้นทางเกิดหรือไม่เกิดแห่งทิฏฐิ จึงมีได้ถึง ๒,๒๐๐ อย่าง ดังนี้ ล้วนแต่เป็นเครื่องปิดบังอริยสัจสี่ ซึ่งได้แก่ปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายสมุทยวารและฝ่ายนิโรธวาร นั่นเอง. -ผู้รวบรวม.
ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกสัสสตวาทย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึก
________________________________
๑. พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๕๓-๕๗/๖๔-๘๙, ข้อความในพระบาลีตอนนี้ แยกกล่าวเป็นสองกลุ่ม ต่างกันแต่คำสำคัญท้ายกลุ่ม (คำสำคัญท้ายกลุ่มที่หนึ่ง คือคำว่า “เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย” ; ท้ายกลุ่มที่สอง ตั้งแต่คำว่า “สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ” เป็นต้นไป จนจบข้อแต่ละข้อ.) ในที่นี้ นำมารวมเป็นกลุ่มเดียว โดยนำข้อความสำคัญท้ายกลุ่มที่สอง มาต่อท้ายข้อความสำคัญท้ายกลุ่มที่หนึ่ง แต่ได้คั่นละไว้ให้เห็นด้วย...ขอให้สังเกตด้วย. ข้อความนี้ เป็นข้อความที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
หน้า 720 T 4.11.11
ต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่างๆ ของตนๆ ขึ้นมา (ปฏิสํเวทิสฺสนฺติ) ได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า เที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอันตานันติกวาท ย่อมบัญญัติความมีที่สุดหรือความไม่มีที่สุดแห่งโลก ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาทิฏฐิเฉพาะอย่างๆ ของตนๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอมราวิกเขปิกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตนๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอธิจจสมุปปันนิกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า เกิดเองลอย ๆ ด้วยวัตถุ ๒ ประการ ;
หน้า 721 T 4.11.11
เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่างๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
(๑๘ พวกนี้ เป็นพวกปุพพันตานุทิฏฐิ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุทธมาฆตนิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๑๖ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุทธมาฆตนิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาไม่มีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษูทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุทธมาฆตนิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ภายหลังจากตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย , ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
หน้า 722 T 4.11.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุจเฉทวาท ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความวินาศ ความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๗ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกทิฏฐธัมมนิพพานวาท ย่อมบัญญัตินิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐธรรมแห่งสัตว์ผู้มีอยู่ด้วยวัตถุ ๕ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอ เว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
(๔๔ พวกนี้ เป็นพวกปรันตานุทิฏฐิ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกปุพพันตกัปปิกวาทก็ดี เป็นพวกอปรันตกัปปีกวาทก็ดี เป็นพวกปุพพันตอปรันตกัปปีกวาทก็ดี ล้วนแต่เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภปุพพันตาปรันตขันธ์ แล้วกล่าวบัญญัติซึ่งทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ) มีอย่างต่างๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิรวมหมดด้วยกัน) ๖๒ ประการ ; เหตุการณ์นี้มีได้ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย, ...สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นหนอเว้นจากผัสสะเสียแล้ว จะรู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมาได้ ดังนี้นั้น : ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้เลย.
หน้า 723 T 4.11.11
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นเป็นพิเศษ เฉพาะในกรณี อันสำคัญยิ่งนี้ว่า ผัสสะอย่างเดียว เป็นตัวสำคัญอันร้ายกาจ นำให้เกิดสิ่งอันไม่พึงปรารถนา ทุกชนิดทุกประการ รวมทั้งทิฏฐิ ๖๒ ประการนี้ด้วย ขออย่าได้ศึกษาอย่างเล่น ๆ กับ คำว่า ผัสสะ. หรือเมื่อได้ยินคำว่า “ผัสสะคือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒” ก็อย่าได้สำคัญไปว่า เป็นคำพูดขบขันหรือเพ้อเจ้อแล้วก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจ นั่นแหละคือต้นตอของความไม่เข้าใจ โดยแท้จริงในเรื่องปฏิจจสมุปบาท หรือ ทิฏฐิ ๖๒ ก็ตาม.
คำว่า “ผัสสะ” ในที่นี้ หมายถึง “อวิชชาสัมผัส” คือผัสสะที่มีอวิชชาเข้าผสมอยู่ด้วย
มิใช่ผัสสะที่เป็นสักว่าการกระทบระหว่างอายตนะ ; คือในขั้นสุดท้าย ซึ่งเล็งถึงมโนสัมผัส
ที่มีเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นตัวธรรมารมณ์ ; ดังนั้น จึงเป็นช่องทางให้อวิชชา
เข้าผสมอยู่ในสัมผัสนั้นได้ ตั้งแต่ต้นจนปลาย ; ด้วยเหตุนี้ จึงมีนามว่า “อวิชชาสัมผัส”
เป็นที่เกิดแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ทุกชนิด โดยผ่านเวทนาทุก ๆ ขั้น จนถึงขั้นที่จิตสัมผัส
เวทนาอันประกอบอยู่ด้วยทิฏฐินั้น ๆ ทุกคราวไป จนเป็นทิฏฐิที่แน่นแฟ้นตายตัว.
ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิด ๆ
ของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกสัสสตวาทย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่นเป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียวสั่นคลอนแห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า เที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง
________________________________
๑. พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๕๐/๕๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
หน้า 724 T 4.11.11
ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่นเป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษูทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอันตานันติกวาท ย่อมบัญญัติความมีที่สุดหรือความไม่มีที่สุดแห่งโลก ด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่นเป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหา เท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอมราวิกเขปีกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยวัตถุ ๔ ประการ ; นั่นเป็นเพียงความรู้สึก ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอธิจจสมุปปันนิกวาท ย่อมบัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่า เกิดเองลอย ๆ ด้วยวัตถุ ๒ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
(๑๘ พวกนี้ เป็นพวกปุพพันตานุทิฏฐิ)
หน้า 725 T 4.11.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุทธมาฆตนิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๑๖ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุทธมาฆตนิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาไม่มีสัญญาภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุทธมาฆตนิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ภายหลังแต่ตายแล้ว ด้วยวัตถุ ๘ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น เหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียง ความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอุจเฉทวาท ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความวินาศ ความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๗ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
หน้า 726 T 4.11.11
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกทิฏฐธัมมนิพพานวาท ย่อมบัญญัตินิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐธรรม แก่สัตว์ผู้มีอยู่ ด้วยวัตถุ ๕ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเท่านั้น.
(๔๔ พวกนี้ เป็นพวกอปรันตานุทิฏฐิ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกปุพพันตกัปปิกวาท ก็ดี เป็นพวกอปรันตกัปปิกวาท ก็ดี เป็นพวกปุพพันตอปรันตกัปปิกวาท ก็ดีล้วนแต่เป็นผู้มี ปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภปุพพันตาปรันตขันธ์ แล้วกล่าวบัญญัติซึ่งทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆ เป็นเอนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิรวมหมดด้วยกัน) ๖๒ ประการ ; นั่น เป็นเพียงความรู้สึกของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ไม่มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็นเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงความหวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิตใจ ของบุคคลผู้มีตัณหาเหล่านั้น.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เป็นเพียงความรู้สึก (เวทยิตํ) ของจิตที่ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ในเมื่อกระทบอารมณ์ ก็เกิด ความตื่นเต้น ฟุ้งซ่าน หวาดเสียว สั่นคลอน แห่งจิต, จากความรู้สึกนั้น ๆ ผู้นั้น สรุปความเห็นของตนว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอย่างไร ได้ตามความรู้สึกของตน แล้วก็ถือเอาเป็นทิฏฐิ ของตน ว่านี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ เป็นเหตุให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นต่าง ๆ นานา แปลกกันไปตามลักษณะของอารมณ์ที่มากระทบ หรือตามลักษณะของจิตที่มีภาวะต่าง ๆ กัน ของผู้เป็นเจ้าของทิฏฐิ. ถ้าเป็นผู้มีญาณเครื่องรู้เครื่องเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปฏิจจสมุปบาท แล้ว ทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย.
หน้า 727 T 4.11.13
ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท)
คือที่มาของทิฏฐิ ๖๒ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกสัสสตวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า เที่ยงแต่บางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติด้วยคำดิ้นได้ไม่ตายตัว ดังนี้ (๔ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติ เกิดเองลอยๆ ดังนี้ (๒ จำพวก) ก็ดี,
(รวมเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิ ปรารภปุพพันตขันธ์ (๑๘ จำพวก ดังกล่าวแล้วข้างบน) ก็ดี ;
________________________________
๑. พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๕๗/๙๐,ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
หน้า 728 T 4.11.13
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า ตายแล้วมีสัญญา ดังนี้ (๑๖ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า ตายแล้ว ไม่มีสัญญา ดังนี้ (๘ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า ตายแล้ว มีสัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ดังนี้ (๘ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่บัญญัติว่า (ตายแล้ว) ขาดสูญ ดังนี้ (๗ จำพวก) ก็ดี,
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกทีบัญญัตินิพพานในทิฏฐธรรม (๕ จำพวก) ก็ดี,
(รวมเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภอปรันตขันธ์ (๔๔ จำพวก ดังที่กล่าวแล้วข้างบน) ก็ดี ;
(รวมทั้งหมดเป็น) สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์ ก็ดี ปรารภอปรันตขันธ์ ก็ดี ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์ ก็ดี ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ ) มีอย่างต่าง ๆ กันเป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการก็ดี ;
หน้า 729 T 4.11.13
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด รู้สึกต่อเวทนาตามทิฏฐิเฉพาะอย่าง ๆ ของตน ๆ ขึ้นมา (ปฏิสํเวเทนฺติ)๑ เพราะการถูกต้องแล้ว ๆ ด้วยผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ. เพราะเวทนาแห่งสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย, จึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลใดแล ภิกษุย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงซึ่งความเกิดขึ้น (สมุทัย) ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ (อัตถังคมะ) ซึ่งรสอร่อย (อัสสาทะ) ซึ่งโทษอันต่ำทราม (อาทีนวะ) ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น (นิสสรณะ) แห่งผัสสายตนะทั้งหลาย ๖ ประการ ; ภิกษุนี้ ชื่อว่าย่อมรู้ชัด (ซึ่งเรื่องอันเกี่ยวกับ ผัสสายตนะ ๖ ประการนั้น) ยิ่งกว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ในกาลนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์บ้าง ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่ง
________________________________
๑. คำว่า “รู้สึก” (ปฏิสํเวเทนฺติ) ในที่นี้ เป็นความรู้สึกต่อธัมมารมณ์ด้วยมโน, เมื่อคนมีทิฏฐิอยู่อย่างไร การเสวยเวทนาของเขา ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกชนิดที่เป็นไปตามอำนาจแห่งทิฏฐิที่เขามีอยู่ ; ดังนั้นเมื่อมีทิฏฐิต่างกัน แม้อารมณ์ที่มากระทบจะเป็นอย่างเดียวกัน เขาย่อมเกิดความรู้สึกต่ออารมณ์ต่างกันไปตามทิฏฐิของเขา ; ดังนั้น เวทนาที่มาจากอารมณ์เดียวกัน จึงมีความหมายต่างกันได้ เป็นเหตุให้มีทิฏฐิชนิดที่หล่อเลี้ยงทิฏฐิเดิมให้แน่นแฟ้นอยู่เสมอไป : นี้เรียกได้ว่า ผัสสะหรือเวทนาสร้างทิฏฐิ แล้วก็หล่อเลี้ยงทิฏฐินั้นไว้. ถ้าปราศจากผัสสะหรือเวทนาเสียอย่างเดียว เท่านั้น ย่อมไม่มีทางที่จะเกิดทิฏฐิได้.
หน้า 730 T 4.11.13
ของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆ กันเป็นอเนก ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ถูกกระทำแล้วให้ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านั้นเอง เมื่อโงหัวอยู่ทีเดียว ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น เมื่อเที่ยวโงหัวอยู่ในที่ทั่วๆไป ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนชาวประมงและลูกมือของชาวประมงผู้เชี่ยวชาญ ได้ล้อมแหล่งน้ำน้อยไว้ด้วยอวนตาถี่ เมื่อเป็นอย่างนี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเป็นอันมากเหล่าหนึ่งเหล่าใด ในแหล่งน้ำนี้ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ชื่อว่าถูกกระทำไว้แล้วในภายในแห่งอวน เมื่อผุดอยู่ที่เดียว ก็ผุดอยู่ในอวนนั้น เมื่อเที่ยวผุดอยู่ในที่ทั่วๆ ไป ก็ยังคงผุดอยู่ในอวนนั้นนั่นเอง, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์บ้าง ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ ) มีอย่างต่าง ๆ กันเป็นอเนก ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ถูกกระทำแล้วให้ตกอยู่ภายในแห่งข่าย ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านั้นเอง เมื่อโงหัวอยู่ที่เดียว ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้น เมื่อเที่ยวโงหัวอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป ก็โงหัวอยู่ในข่ายนั้นนั่นเอง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! กาย (หมู่แห่งนามรูป) ของตถาคต มีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพถูกตัดขาดแล้ว ยังตั้งอยู่. กายนั้น ยังตั้งอยู่ตลอดกาลเพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักเห็นซึ่งกายนั้นอยู่เพียงนั้น แต่จักไม่เห็นซึ่งกายนั้น ในที่สุดแห่งชีวิต เพราะการทำลายแห่งกาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนเมื่อพวงแห่งผลมะม่วง ขาดแล้ว
หน้า 731 T 4.11.13
ที่ขั้ว ผลมะม่วงใดๆ ที่มีขั้วเนื่องกันย่อมหล่นลงมาด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น, นี้ฉันใด ; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กายของตถาคตมีตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพถูกตัดขาดแล้ว ยังตั้งอยู่. กายนั้นยังตั้งอยู่ตลอดกาลเพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นซึ่งกายนั้นอยู่เพียงนั้น แต่จักไม่เห็นซึ่งกายนั้น ในที่สุดแห่งชีวิต เพราะการทำลายแห่งกาย.
(เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พระอานนท์ ได้กราบทูลว่า “น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมี พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมปริยายนี้ มีนามว่ากระไร พระเจ้าข้า !” ดังนี้).
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงจำธรรมปริยายนี้ไว้ว่า ชื่อว่า “อัตถชาละ” บ้าง “ธัมมชาละ” บ้าง “พรหมชาละ” บ้าง “ทิฏฐิชาละ” บ้าง “อนุตตรสังคามวิชัย” บ้าง ดังนี้เถิด.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นใจความของพระพุทธภาษิต ที่ตรัสไว้ในตอนนี้ว่า ถ้ารู้จักสมุทัย, อัตถังคมะ, อัสสาทะ, อาทีนวะ, และนิสสรณะ ของผัสสายตนะทั้ง ๖ ตามที่เป็นจริงแล้ว ก็จะเป็นความรู้ที่ยิ่งกว่าทิฏฐิ ๖๒ ประการเหล่านั้น. ข้อนี้แสดงว่าทิฏฐิ ๖๒ ประการเหล่านั้น เกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้ลักษณะ ๖ ประการ อันเกี่ยวกับผัสสายตนะนั่นเอง. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ไม่รู้ว่าผัสสะคืออะไร อะไรเป็นมูลเหตุ ของผัสสะ อะไรเป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ของผัสสะ อะไรเป็นรสอร่อยที่ได้รับจากผัสสะ อะไรเป็นโทษที่เลวทรามของผัสสะ อะไรเป็นอุบายที่จะอยู่เหนืออำนาจของผัสสะ รวมกัน เป็นลักษณะ ๖ ประการ. ความรู้ตามเป็นจริงทั้ง ๖ ประการ ที่เกี่ยวกับผัสสะ ก็คือ ความรู้ปฏิจจสมุปบาททั้งสายนั่นเอง : ผัสสะ เกิดมาจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น มีผลให้เกิดเวทนาตัณหา อันเป็นรสอร่อยของผัสสะ แล้วให้เกิดอุปาทาน ภพ ชาติ อันเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นโทษอันเลวทรามของผัสสะ และปฏิจจสมุปบาทส่วนนิโรธวารทั้งสาย เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ หรือเป็นอุบายเครื่องออกไปพ้น จากอำนาจของผัสสะนั่นเอง. ทิฏฐิ ๖๒ ประการไม่มีทางที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความรู้เกี่ยวกับผัสสะ ตลอดสาย แห่งปฏิจจสมุปบาท ดังนี้. อย่าลืมว่า ผัสสะในที่นี่ ก็คือ “อวิชชาสัมผัส” ดังที่กล่าวมาแล้ว ในเรื่องก่อน ๆ นั่นเอง.
หน้า 732 T 4.11.14.1
ทิฏฐิ ๖๒ เป็นผลของการ
ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีธรรม ๒ ที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย ; ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เป็นอย่างไรเล่า ?
[ หมวด ๑ ปุพพันตกัปปิกวาท ๑๘ ประการ ]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกปุพพันตกัปปิกวาท มีปุพพันตานุทิฏฐิ [ทิฏฐิเป็นไปตามซึ่งขันธ์อันเป็นปุพพันตะ (ขันธ์ที่มีแล้วในกาลก่อน)] ปรารภขันธ์อันมีแล้วในกาลก่อน ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตน ๆ) มีอย่างต่าง ๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๑๘ ประการ. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงบัญญัติอธิมุตติบทด้วยวัตถุ ๑๘ ประการเหล่านั้น ?
________________________________
๑. พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๑๖/๒๖, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา.
๒. คำว่า “ธรรม” (ธมฺมา) ในข้อความอย่างนี้ เป็นคำนามนามธรรมดา หมายถึง “เรื่อง” หรือ “สิ่ง” ตามธรรมดาสามัญเท่านั้น มิได้หมายความว่า เป็นพระธรรม หรือตัวคำสั่งสอนใด ๆ. ผู้ที่ไม่เคยศึกษาภาษาบาลี อาจจะเข้าใจผิดได้ จึงต้องอธิบายไว้ดังนี้. สำหรับในกรณีนี้ คำว่า “ธรรม” หมายถึงเรื่องทิฏฐิ ๖๒ เรื่อง ซึ่งพระองค์ทรงรู้แจ้งและไม่ติด อยู่ในทิฏฐิเหล่านั้น นั่นเอง.
หน้า 733 T 4.11.14.1.2
(ก. สัสสตทิฏฐิ ๔ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกสัสสตวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ... (ต่อไปนี้จะตัดข้อความอันยืดยาวแห่งทิฏฐิหนึ่ง ๆ ให้เหลือเฉพาะแต่ใจความ นำมาเรียงลำดับติดต่อกันไปจนกว่าจะครบทั้ง ๖๒ ทิฏฐิวัตถุ และจัดเป็นหมวดย่อยๆ ตามลำดับหมวดดังที่มีอยู่ในพระบาลีนับตั้งแต่หมวด ก. ข้างบนนี้ไป) :-
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่านในโลกนี้อาศัยความเพียรเผากิเลส...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่าง ๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ ๑ ชาติบ้าง, ...ฯลฯ... หลายแสนชาติเป็นอเนกบ้าง ; ...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่างนี้ว่า “อัตตาและโลกเป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไปบังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง “ดังนี้ ; ...เพราะว่า เราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนมีประการต่าง ๆ เป็นอเนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่าง ๆ เป็นอเนก คือระลึกได้ ๑ สังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...กระทั่ง สิบสังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่างนี้ว่า “อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป
หน้า 734 T 4.11.14.1.2
เคลื่อนไป บังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง”ดังนี้ ; ...เพราะว่าเราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่าง ๆ เป็นอเนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส...จึงมีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆ เป็นอเนก คือระลึกได้สิบสังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...กระทั่งถึง สี่สิบสังวัฏฏะ-วิวัฏฏกัปป์บ้าง...แล้วกล่าว (ตามความเห็นของตน) อย่างนี้ว่า “อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้งหลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไป บังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง” ดังนี้ ; ...เพราะว่าเราย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน มีประการต่างๆเป็นอเนกได้ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ดังนี้. ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๓ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรองเขาย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตนเองว่า “อัตตาและโลก เป็นของเที่ยง คงตัว ยืนอยู่เหมือนยอดภูเขา ตั้งอยู่อย่างมั่นคงดุจการตั้งอยู่ของเสาระเนียด ; แม้ (ปรากฏการณ์ของ) สัตว์ทั้ง หลาย จะแล่นไป ท่องเที่ยวไป เคลื่อนไป บังเกิดไป, แต่สิ่งซึ่งเที่ยงแท้สม่ำเสมอ ยังคงอยู่นั่นเอง” ดังนี้ ; ...ดูก่อน
หน้า 735 T 4.11.14.1.2
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๔ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกสัสสตวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. …
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเท่าใด เป็นพวกสัสสตวาทบัญญัติอัตตา และโลกว่าเป็นของเที่ยง สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคต ย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคต ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้ว เฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่อง ออกไปพ้น แห่งเวทนา ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า เพราะรู้เหตุให้เกิดขึ้น ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษต่ำทราม อุบายเครื่องออก ตถาคตจึงรู้แจ้งสัสสตทิฏฐิเหล่านั้นรู้แจ้งซึ่งสิ่งที่ยิ่งขึ้นไปกว่า ทิฏฐิเหล่านั้น แล้วไม่ยึดมั่น จนกระทั่งรู้แจ้งนิพพุติ (ความดับเย็น) อันเป็นภายใน. ความ
หน้า 736 T 4.11.14.1.3
รู้แจ้งเวทนาในลักษณะ ๕ ประการ มีรู้แจ้งเหตุให้เกิดขึ้นเป็นต้นนั้น คือรู้แจ้งเวทนา ในสายแห่งปฏิจจสมุปบาท ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังของเวทนานั้นเอง. ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งสัสสตทิฏฐิ ๔ ประการนี้.
(ข. เอกัจจสัสสติก - เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ :
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่อาภัสรเทพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส....มีเจโตสมาธิ ในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อน (ชั่วเวลาที่เขาอยู่ในหมู่อาภัสสรเทพ), ที่เกินกว่านั้น เขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า “พรหมผู้เจริญผู้ใด เป็นมหาพรหม เป็นผู้ครอบงำสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีสัตว์ใดครอบงำเขาได้ เห็นสิ่งทั้งหลายอย่างถ่องแท้ เป็นผู้ให้อำนาจเป็นไป เป็นอิศวร เป็นผู้สร้าง เป็นผู้นิรมิต เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้จัดสรร (สิ่งทั้งปวง) ผู้มีอำนาจ เป็นบิดาแห่งสัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นแล้วและจักเป็น. พวกเราทั้งหลายเป็นผู้อันพรหมนั้นนิรมิตแล้ว. พรหมนั้น เป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ ผู้ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั่นเทียว. ส่วนว่าเราทั้งหลายเป็นผู้อันพรหมนั้นนิรมิตแล้ว จึงเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดามาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณ
หน้า 737 T 4.11.14.1.3
พรหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่ ขิฑฑาปโทสิกเทพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส...มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนได้, ที่เกินกว่านั้นเขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! เทพทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งมิใช่พวกขิฑฑาปโทสิกา เทพทั้งหลาย เหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยธรรมคือความยินดีในการร่าเริงและการเล่นหัว ไม่เกินเวลา (ไม่เกินขนาด) เป็นอยู่ เมื่อเทพทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ยินดีในการร่าเริงเล่นหัวจนเกินเวลาเป็นอยู่ สติย่อมไม่หลงลืม เพราะความไม่หลงลืมแห่งสติ เทพทั้งหลายเหล่านั้นย่อมไม่เคลื่อนจากเทพนิกายนั้น จึงเป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั่นเทียว. ส่วนว่าเราทั้งหลายซึ่งเป็นพวกขิฑฑาปโทสิกาได้เป็นผู้ยินดีในการร่าเริงเล่นหัว จนเกินเวลา เมื่อพวกเรายินดีในการร่าเริงเล่นหัว จนเกินเวลา สติย่อมหลงลืม เพราะความหลงลืมแห่งสติ พวกเราทั้งหลายจึงเคลื่อนแล้วจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดา มาแล้วสู่ความเป็นอย่างนี้” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและ โลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ...ฯลฯ... ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากหมู่มโนปโทสิกเทพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้, ครั้นมาสู่
หน้า 738 T 4.11.14.1.3
ความเป็นอย่างนี้แล้ว ได้ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกถึงขันธ์อันเคยอยู่ในกาลก่อนได้, ที่เกินกว่านั้น เขาระลึกไม่ได้. สัตว์นั้นได้กล่าวว่า “เทพทั้งหลายที่ไม่ใช่พวกมโนปโทสิกา ย่อมไม่เพ่งโทษซึ่งกันและกันเกินเวลา (เกินขนาด) ; เมื่อเทพทั้งหลายเหล่านั้นไม่เพ่งโทษซึ่งกันและกันเกินเวลา จิตก็ไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน เมื่อมีจิตไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน กายก็ไม่บอบช้ำ จิตก็ไม่บอบช้ำ เทพทั้งหลายเหล่านั้น จึงไม่เคลื่อนจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้เที่ยง ผู้ยั่งยืน ผู้เที่ยงแท้ มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้สม่ำเสมอเช่นนั้นนั่นเทียว. ส่วนพวกเราเหล่ามโนปโทสิกา มีปรกติเข้าไปเพ่งโทษซึ่งกันและกันอยู่เกินเวลา, เมื่อเพ่งโทษซึ่งกันและกันอยู่เกินเวลา จิตก็ประทุษร้ายในกันและกัน ; เมื่อมีจิตประทุษร้ายในกันและกัน กายก็บอบช้ำ จิตก็บอบช้ำ. พวกเราทั้งหลาย จึงเคลื่อนแล้วจากเทพนิกายนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีอายุน้อย มีการจุติเป็นธรรมดา แล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๓ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาทอาศัยแล้วปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง.
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรองเขาย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตน อย่างนี้ว่า “อัตตาใด ที่เขาเรียกว่า ‘จักษุ’ ดังนี้บ้าง ‘โสตะ’ ดังนี้บ้าง ‘ฆานะ’ ดังนี้บ้าง ‘ชิวหา’ ดังนี้บ้าง ‘กายะ’ ดังนี้บ้าง อัตตานี้ ๆ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงแท้ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา. ส่วนว่าอัตตาใด ที่เขาเรียกกันว่า ‘จิต’ ก็ดี ‘มโน’ ก็ดี ‘วิญญาณ’ ก็ดี อัตตานี้ เป็นของเที่ยง ยั่งยืน เที่ยงแท้ มีอันไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างเที่ยงแท้ สม่ำเสมอ เช่นนั้น นั่นเทียว” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๔
หน้า 739 T 4.11.14.1.3
อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจสัสสติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง. …
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาท บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงบางอย่าง ไม่เที่ยงบางอย่าง สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่น นอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูด สรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวก เอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” ; มีข้อความอย่างเดียวกับข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ; ขอให้ย้อนไปดู หมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่งเอกัจจสัสสติกเอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละ คือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” เพียงสิ่งเดียว.
หน้า 740 T 4.11.14.1.4
(ค. อันตานันติกทิฏฐิ ๔ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอันตานันติกวาทย่อมบัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ :
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส ... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า มีที่สุดอยู่ในโลกสมณพราหมณ์ผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า “โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด”. เพราะเหตุไร ข้าพเจ้าจึงกล่าวอย่างนี้ ? เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า “มีที่สุดอยู่ในโลก”. ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า “โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงบัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีที่สุดอยู่ในโลก. สมณพราหมณ์ผู้นี้กล่าวอย่างนี้ว่า “โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด” ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นมุสา ; เพราะว่า โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนี้เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส ... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่า “ไม่มีที่สุดอยู่ในโลก”. ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า “โลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด”
หน้า 741 T 4.11.14.1.4
ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน อาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นผู้มีสัญญาว่ามีที่สุดในเบื้องบนและเบื้องต่ำ อยู่ในโลก มีสัญญาว่าไม่มีที่สุดในเบื้องขวาง (รอบตัว) อยู่ในโลก. สมณพราหมณ์ผู้นี้ กล่าวอย่างนี้ว่า “โลกนี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วย” ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหณ์เหล่านั้น เป็นมุสา ; ถึงแม้สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่พูดว่าโลกอันไม่มีที่สุดรอบนี้ ไม่มีที่สุด ดังนี้นั้น คำของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา ; เพราะเหตุว่า โลกนี้มีที่สุด้วยไม่มีที่สุดด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเผากิเลส... มีเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วเป็นผู้มีสัญญาว่า “มีที่สุดในเบื้องบนและเบื้องต่ำ อยู่ในโลก” มีสัญญาว่า “ไม่มีที่สุดในเบื้องขวาง (รอบตัว) อยู่ในโลก”. ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้ความข้อนี้ว่า “โลกนี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วย” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๓ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.
(๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรองเขาย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตนเองว่า “โลกนี้มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันกลมรอบตัวนี้ มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นมุสา ; แม้สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่กล่าวว่า โลกอันไม่มีที่สุด
หน้า 742 T 4.11.14.1.4
รอบนี้ ไม่มีที่สุด ดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา ; ถึงแม้สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีที่สุดด้วย ไม่มีที่สุดด้วยดังนี้นั้น คำพูดของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็เป็นมุสา ; เพราะว่า โลกนี้ มีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๔ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอันตานันติกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงบัญญัติซึ่งโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นพวกอันตานันติกวาท บัญญัติโลกว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วยรู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทรามและซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
หน้า 743 T 4.11.14.1.4
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวกอันตานันติกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” ; มีข้อความอย่างเดียวกับข้อความที่ พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่ง อันตานันติกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้. นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” เพียงสิ่งเดียว.
(ฆ. อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอมราวิกเขปิกวาท เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการ :
(๑๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่าเราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ไปพยากรณ์เข้าว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว นั่นจะเป็นการกล่าวเท็จของเรา ; การกล่าวเท็จ เป็นความคับแค้น, ความคับแค้น เป็นอันตราย. ดังนี้ สมณพราหมณ์ผู้นี้ กลัวต่อมุสาวาท ขยะแขยงต่อมุสาวาท อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้เป็นกุศล เช่นนี้เป็นอกุศล ; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า “อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.
หน้า 744 T 4.11.14.1.4
(๑๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่าเราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ไปพยากรณ์เข้าว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว นั่นจะทำให้เกิดฉันทะ (ความพอใจ) บ้าง ราคะบ้าง โทสะบ้าง ปฏิฆะ (ความหงุดหงิด) บ้าง ; ฉันทะ ราคะ โทสะ ปฏิฆะ เกิดในธรรมใด ธรรมนั้น เป็นอุปทานแก่เรา อุปาทานนั้น เป็นความคับแค้นแก่เรา ความคับแค้น เป็นอันตรายดังนี้. สมณพราหมณ์ผู้นี้กลัวต่ออุปาทาน ขยะแขยงต่ออุปทาน อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้ เป็นกุศล เช่นนี้เป็นอกุศล ; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ว่า “อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาท อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้นๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.
(๑๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน ...มีความคิดว่าเราไม่รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล, เมื่อไม่รู้ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ไปพยากรณ์เข้าว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ดังนี้แล้ว เกิดมีสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดอ่อน เชี่ยวชาญในการข่มด้วยวาทะ มีความเฉียบแหลมดุจยิงถูกเส้นขนเนื้อทราย เผอิญมาเที่ยวทำลายทิฏฐิของผู้อื่น ด้วยปัญญาอยู่ สมณพราหมณ์เหล่านั้น จะพึงรุมกันซักไซ้ไล่เลียงเราในที่นั้น เราจะไม่สามารถตอบโต้แก่เขาได้ การที่ตอบโต้เขาไม่ได้นั้น มันเป็นความคับแค้นแก่เรา ความคับแค้นนั้นเป็นอันตราย ดังนี้. สมณพราหมณ์ผู้นี้กลัวต่อการรุมล้อมซักถาม ขยะแขยงต่อการรุมล้อมซักถาม อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยอมกล่าวว่า เช่นนี้ เป็นกุศล เช่นนี้ เป็นอกุศล ; เมื่อถูกเขาถามอยู่ด้วยปัญหาข้อนี้ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว เช่นนี้ ว่า “อย่างนี้ ก็มิใช่, อย่างนั้น ก็มิใช่, อย่างอื่น
หน้า 745 T 4.11.14.1.5
ก็มิใช่, ไม่ใช่ ก็มิใช่, ไม่ไม่ใช่ ก็มิใช่” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๓ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว.
(๑๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นคนเขลา เป็นคนงมงาย เพราะความเป็นคนเขลา เพราะความเป็นคนงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาในที่นั้น ๆ ก็ถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว โดยกล่าวว่า ถ้าท่านถามเราว่า ๑.โลกอื่นมีอยู่หรือ ? ถ้าเรารู้สึกว่าโลกอื่นมีอยู่ เราก็จะพยากรณ์ข้อนั้นแก่ท่านว่า โลกอื่นมีอยู่แต่ความจริงนั้น แม้การตอบว่าอย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างโน้น ก็มิได้เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างอื่น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็มิได้เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็หามิได้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.... (จะมีการตอบส่ายไปส่ายมา ไม่ตายตัวถึง ๕ ประการนลักษณะอย่างนี้ ในทุก ๆ คำถาม ซึ่งได้สมมติขึ้นต่อไปอีกถึง ๑๕ คำถาม. รวมกันทั้งหมดเป็น ๑๖ คำถามทั้งคำถามที่กล่าวแล้วข้างต้น. สำหรับอีก ๑๕ คำถามต่อไปนั้น คือ ๒. โลกอื่นไม่มีหรือ ? ๓. โลกอื่นมีและไม่มีหรือ ? ๔. โลกอื่นมีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้หรือ ? ๕. สัตว์เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) มีหรือ ? ๖. สัตว์เป็นโอปปาติกะ ไม่มีหรือ ? ๗. สัตว์เป็นโอปปาติกะมีและไม่มีหรือ ? ๘. สัตว์เป็นโอปปาติกะมีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้หรือ ? ๙. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีหรือ ? ๑๐. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มีหรือ ? ๑๑. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีและไม่มีหรือ ? ๑๒. ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีก็หามิได้ ไม่มีก็หามิได้หรือ ? ๑๓. ตถาคตตายแล้วมีอีกหรือ ? ๑๔. ตถาคตตายแล้วไม่มีอีกหรือ ? ๑๕. ตถาคตตายแล้วมีอีกและไม่มีอีกหรือ ? ๑๖. ตถาคตตายแล้วมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้หรือ ? แล้วก็มีคำตอบต่อท้ายทุก ๆ ปัญหาว่า ถ้าเขารู้สึกว่าอย่างไร เขาก็จะตอบว่า อย่างนั้น ตามตัวปัญหาที่ถาม แล้วก็กลับปฏิเสธว่า แต่ความจริงนั้น แม้การตอบว่า อย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างโน้น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าอย่างอื่น ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่าไม่ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา, แม้การตอบว่า ไม่ ก็หามิได้ ก็ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
หน้า 746 T 4.11.14.1.5
นี้เป็นฐานะที่ ๔ อันสมณพราหมณ์ พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอมราวิกเขปิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว เมื่อถูกถามปัญหานั้น ๆ ย่อมถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว. …
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอมราวิกเขปิกวาท เมื่อถูกเขาถามปัญหาในที่นั้น ๆ ย่อมถึงซึ่งความส่ายแห่งวาจาอันดิ้นได้ไม่ตายตัว ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็อาศัยวัตถุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้ หรือว่าวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัถตุทั้งหลาย ๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวกอมราวิกเขปิกวาท ๔ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” ; มีข้อความอย่างเดียวกับข้อความ ที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวดสัสสตวาท
หน้า 747 T 4.11.14.1.6
อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นไปจากข่ายแห่ง อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ ประการนี้ได้.นี่แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” เพียงสิ่งเดียว.
(ง. อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอธิจจสมุปปันนิกวาท ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการ :
(๑๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเทพทั้งหลายมีชื่อว่า อสัญญีสัตว์ (สัตว์ผู้ไม่มีสัญญา) มีอยู่. ก็พวกเทพเหล่านั้น ย่อมเคลื่อนจากอสัญญีเทพนิกายนั้น เพราะการเกิดขึ้นแห่งสัญญา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ คือ สัตว์ตนใดตนหนึ่ง เคลื่อนจากอสัญญีเทพนิกายนั้นแล้ว มาสู่ความเป็น (มนุษย์) อย่างนี้, ครั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้แล้ว ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีเรือน ครั้นออกบวชจากเรือนแล้ว เป็นผู้ไม่มีเรือน ครองชีวิตอยู่, ได้อาศัยความเพียรเผากิเลส... เกิดเจโตสมาธิในลักษณะที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เขาย่อมระลึกได้ถึงการเกิดขึ้นแห่งสัญญานั้น ; ที่ไกลไปกว่านั้น (เมื่อเป็นอสัญญีสัตว์) เขาระลึกไม่ได้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า “อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองลอย ๆ. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในกาลก่อน ข้าพเจ้ามิได้มีอยู่เลย แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามี เพราะข้าพเจ้าน้อมจิตไป เพื่อความไม่มีแล้วกลับมี” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๑ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอธิจจสมุปปันนิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงบัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ.
(๑๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน เป็นนักตรึกนักตรอง เขาย่อมกล่าวตามที่ความตรึกพาไป ความตรองแล่นไป ตามปฏิภาณของตนเอง
หน้า 748 T 4.11.14.1.6
อย่างนี้ว่า “อัตตาและโลกเกิดเองลอย ๆ” ดังนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นฐานะที่ ๒ อันสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซึ่งเป็นพวกอธิจจสมุปปันนิกวาทอาศัยแล้ว ปรารภแล้วจึงบัญญัติซึ่งอัตตาและโลกว่าเกิดเองลอย ๆ. …
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอธิจจสมุปปันนิกวาท บัญญัติอัตตาและโลกว่าเกิดขึ้นเองลอย ๆ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการเหล่านี้ หรือวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๒ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วยและเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นสิ่งที่หยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า แม้ทิฏฐิของพวก อธิจจสมุปปันนิกวาท ๒ จำพวกนี้ ก็มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” มีข้อความอย่างเดียว กับข้อความที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับพวกสัสสตวาท ขอให้ย้อนไปดูหมายเหตุท้ายหมวด สัสสตวาท อีกครั้งหนึ่ง จนเห็นว่า ถ้าไม่รู้แจ้งเวทนา ในลักษณะอย่างนั้นย่อมไม่พ้นไปจาก ข่ายแห่งอธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ ๒ ประการนี้ได้. นี้แหละคือความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” เพียงสิ่งเดียว
หน้า 749 T 4.11.14.2
(สรุป ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกปุพพันตกัปปิวาท มีปุพพันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์อันมีแล้วในกาลก่อน (ขันธ์มีส่วนสุดในกาลก่อน) ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีอย่างเป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๑๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๑๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้นมีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่น เทียวเพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(ครั้นตรัสปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ประการ จบลงดังนี้แล้ว ต่อนี้ไปเป็นการตรัสอปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ ประการ:-)
หน้า 750 T 4.11.14.2.2
[หมวด ๒ อปรันตกัปปิกวาท ๔๔ ประการ ]
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอปรันตกัปปิกวาท มีอปรันตานุทิฏฐิ [ ทิฏฐิเป็นไปตามซึ่งขันธ์อันเป็นอปรันตะ (ขันธ์มีส่วนสุดในเบื้องหน้า)] ปรารภซึ่งขันธ์มีที่สุดในเบื้องหน้า ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีอย่างเป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการ. สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงบัญญัติอธิมุตติบท ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านั้น !
(จ. อุทธมาฆตนิก ชนิด สัญญีทิฏฐิ ๑๖ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุทธมาฆตนิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาด้วยวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการ :
(๑๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูป๑ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ (อโรโค)๒ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป ๓ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
________________________________
๑. อัตตามีรูป คืออัตตาที่มีรูปสมาบัติเป็นนิทานสัมภวะ.
๒. อโรโค หรือหาโรคมิได้ หมายถึงความที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรกระทบกระทั่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้.
๓. อัตตาไม่มีรูป คืออัตตาที่มีอรูปสมาบัติเป็นนิทานสัมภวะ.
หน้า 751 T 4.11.14.2.2
(๒๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิไช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “อัตตามีที่สุดก็ได้ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
หน้า 752 T 4.11.14.2.2
(๒๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกัน (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญานานาอย่าง (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๒๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญาน้อย (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีสัญญา (มาก) ไม่มีประมาณ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีสุขโดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีทุกข์โดยส่วนเดียว (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
หน้า 753 T 4.11.14.2.2
(๓๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีทั้งสุขและทุกข์ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจาก ตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีทั้งทุกข์และสุข (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆตนิกสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๑๖ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้ง
หน้า 754 T 4.11.14.2.3
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่น ให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคต ให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(ฉ. อุทธมาฆตนิก ชนิด อสัญญีทิฏฐิ ๘ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุทธมาฆตนิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้ว ว่าไม่มีสัญญา ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการ :
(๓๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๓๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็ มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
หน้า 755 T 4.11.14.2.3
(๓๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า (ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “อัตตามีที่สุดก็ได้ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุดก็มิใช่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆตนิกอสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่ง
หน้า 756 T 4.11.14.2.4
ที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อ ไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(ช. อุทธมาฆตนิก ชนิด เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุทธมาฆตนิกเนวสัญญี-นาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้ว ว่ามีสัญญาก็หา มิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการ :
(๔๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีรูป (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
หน้า 757 T 4.11.14.2.4
(๔๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า“อัตตามีรูปก็ได้ไม่มีรูปก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตาไม่มีที่สุด (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๔๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “อัตตามีที่สุดก็ได้ ไม่มีที่สุดก็ได้ เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์ มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
(๕๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติว่า “(ต้องเป็น) อัตตามีที่สุดสุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (เท่านั้น จึงจะ) เป็นอัตตาหาโรคมิได้ หลังจากตายแล้ว, เป็นสัตว์มีสัญญาก็หามิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้” ดังนี้ (นี้อย่างหนึ่ง).
หน้า 758 T 4.11.14.2.5
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุทธมาฆตนิกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ย่อมบัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่า มีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๘ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่าฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(ฌ. อุจเฉททิฏฐิ ๗ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกอุจเฉทวาท ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความพินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการ : -
หน้า 759 T 4.11.14.2.5
(๕๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตานี้ใด ที่เป็นอัตตามีรูป ประกอบขึ้นด้วยมหาภูตทั้ง ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้เท่านั้น ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๕๒) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี ; แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ เป็นอัตตามีรูป เป็นพวกกามาพจร มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา๑ ท่านไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตานั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญ โดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
________________________________
๑. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า โดยทั่วไปเขาเชื่อว่าพวกกายทิพย์ กินอาหารทิพย์ แต่ในที่นี้มีพระพุทธภาษิต กล่าวถึงลัทธิที่ว่ามีพวกกายทิพย์จำพวกที่กินอาหารคำข้าว. ความเชื่อเรื่องกายทิพย์ ของคนทั่วไปยังไม่ตรงกับข้อความในพระบาลี อยู่อย่างนี้. พึงใคร่ครวญและพึงถือเอาใจความให้ถูกต้องด้วย จะได้หายงมงาย. ในบาลีที่กล่าวถึงอาหารทั้งสี่ ก็กล่าวทำนองว่า แม้กพฬิงการาหาร ก็เป็นไปเพื่อการตั้งอยู่ของภูตสัตว์ และเพื่ออนุเคราะห์แก่สัมภเวสีสัตว์.
หน้า 760 T 4.11.14.2.5
(๕๓) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาที่มีรูปสำเร็จมาจากใจ (มโนมโย) มีอวัยวะใหญ่น้อยครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่ทราม ท่านไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตานั้น แต่ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๕๔) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้นมีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ ดังนี้อยู่, เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงรูปสัญญาเสียได้โดยประการทั้งปวง เพราะดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่กระทำสัญญาต่าง ๆ ไว้ในใจ. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
หน้า 761 T 4.11.14.2.5
(๕๕) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ ดังนี้อยู่, เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๕๖) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ อันมีความรู้สึกอยู่แต่เพียงว่า ‘ไม่มีอะไร’ ดังนี้อยู่, เพราะเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติ ซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มีแห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
หน้า 762 T 4.11.14.2.5
(๕๗) สมณพราหมณ์ผู้อื่น กล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่ท่านกล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่ขาดสูญโดยถูกต้อง หาได้ไม่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! เพราะว่ายังมีอัตตาอื่น อันเป็นอัตตาซึ่งเข้าถึงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ เพราะว่าเป็นอัตตาซึ่งก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นซึ่งอัตตาใด ข้าพเจ้าย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งอัตตานั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตานี้ใด ภายหลังแต่ตายแล้ว เพราะการทำลายแห่งกาย ก็ย่อมขาดสูญ ก็ย่อมขาดสูญ ย่อมวินาศ ย่อมไม่มี. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้ต่างหาก จึงจะชื่อว่าเป็นอัตตาอันขาดสูญโดยถูกต้อง” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้. …
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกอุจเฉทวาทย่อมบัญญัติซึ่งความขาดสูญ ซึ่งความวินาศ ซึ่งความไม่มี แห่งสัตว์ที่มีอยู่ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่งในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๗ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วยและไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความ
หน้า 763 T 4.11.14.2.5
ไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญ เราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(ญ. ทิฏฐธัมมนิพพานทิฏฐิ ๕ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง เป็นพวกทิฏฐิธัมมนิพพานวาท ย่อมบัญญัติซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน (นิพพานอย่างยิ่งในทิฏฐธรรม) แก่สัตว์ที่มีอยู่ ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการ :
(๕๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์บางท่าน มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “อัตตานี้ใด อิ่มเอิบแล้ว เพียบพร้อมแล้ว ให้เขาบำเรออยู่ ด้วยกามคุณทั้งหลาย ๕ ประการ. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้น เป็นอัตตาที่ถึงแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติซึ่งปรมทิฏฐ-ธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๕๙) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ข้อนั้นเพราะ
หน้า 764 T 4.11.14.2.5
เหตุว่า กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา ; โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ย่อมบังเกิดขึ้นเพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น ของกามทั้งหลายเหล่านั้น. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงซึ่งปฐมฌาน อันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๖๐) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในปฐมฌานนั้น องค์ฌานใด เป็นเพียงธรรมอันบุคคลทำการวิตกทำการวิจารแล้ว, เพราะเหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งปฐมฌานนั้น ว่าเป็นของที่ยังหยาบอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่ระงับวิตกวิจารเสียได้แล้วเข้าถึงทุติยฌาน อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ทำให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น, แล้วแลอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพานแก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๖๑) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็
หน้า 765 T 4.11.14.2.5
มิได้กล่าวว่าอัตตานั้นไม่มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในทุติยฌานนั้น องค์แห่งฌานใด ถึงซึ่งปีติเป็นที่เฟื่องฟูแห่งใจ, เพราะเหตุแห่งองค์ฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งทุติยฌานนั้นว่ายังเป็นของที่ยังหยาบอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่เข้าถึงซึ่งตติยฌาน เพราะความจางคลายแห่งปีติด้วย เป็นผู้อุเบกขาด้วย มีสติสัมปชัญญะด้วย เสวยสุขโดยนามกายด้วย อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้เข้าถึงฌานนี้ว่า เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้, แล้วแลอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแล ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธรรมนิพพาน” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
(๖๒) สมณพราหมณ์ผู้อื่นกล่าวกะสมณพราหมณ์ผู้นั้น อย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! อัตตาชนิดที่ท่านกล่าวนั้น มีอยู่จริง ท่านกล่าวอัตตาใดว่ามีอยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่กล่าวอัตตานั้นว่ามิได้มี แต่ว่าอัตตาที่กล่าวเพียงเท่านั้น จะชื่อว่าเป็นอัตตาที่บรรลุปรมทิฏฐธัมมนิพพาน หาได้ไม่. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ในตติยฌานนั้น องค์แห่งฌานใดเป็นเพียงความยินดีแห่งจิตว่า ‘สุขๆ’ ดังนี้, เพราะเหตุแห่งฌานนั้น ท่านจึงกล่าวซึ่งตติยฌานนั้นว่าเป็นของที่ยังหยาบอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! แต่ว่าอัตตานี้ใด เป็นอัตตาที่เข้าถึงซึ่งจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะเหตุที่ละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งหลายในกาลก่อน ดังนี้, แล้วแลอยู่. ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! อัตตาอย่างนี้เท่านั้นแลที่ชื่อว่าเป็นอัตตาอันบรรลุแล้วซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน” ดังนี้. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ย่อมบัญญัติปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ อย่างนี้.
หน้า 766 T 4.11.14.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่เป็นพวกทิฏฐธัมมนิพพานวาท ย่อมบัญญัติซึ่งปรมทิฏฐธัมมนิพพาน แก่สัตว์ที่มีอยู่ ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็บัญญัติโดยอาศัยวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่งในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๕ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้นแห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญ เราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(สรุป อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ซึ่งเป็นพวกอปรันตกัปปิกวาท มีอปรันตานุทิกฐิ ปรารภขันธ์มีส่วนสุดในเบื้องหน้า ; สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมกล่าวบัญญัติซึ่งอธิมุตติบททั้งหลาย มีประการต่าง ๆ เป็นอเนก ด้วยวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๔๔ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้มิได้มี.
หน้า 767 T 4.11.15
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมีคติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตามเป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
(สรุปทิฏฐิหมดทั้ง ๖๒ ประการ)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่บัญญัติทิฏฐิปรารภปุพพันตขันธ์บ้าง (คือพวกปุพพันตกัปปิกวาท) ปรารภอปรันตขันธ์บ้าง (คือพวกอปรันตกัปปิกวาท) ปรารภทั้งปุพพันตะและอปรันตขันธ์บ้าง (คือพวกปุพพันตาปรันตกัปปิกวาท) ล้วนแต่เป็นผู้มีปุพพันตาปรันตานุทิฏฐิ ปรารภขันธ์ทั้งที่เป็นปุพพันตะและอปรันตะ ; ดังนี้แล้ว กล่าวบัญญัติทิฏฐิอันเป็นอธิมุตติบท (ทางแห่งความหลุดพ้นอย่างยิ่งของสัตว์ตามทิฏฐิแห่งตนๆ) มีอย่างต่างๆ กันเป็นเอนก ด้วยวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ) ทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านี้นั่นเทียว หรือว่าด้วยวัตถุประการใดประการหนึ่ง ในบรรดาวัตถุทั้งหลาย ๖๒ ประการเหล่านี้, วัตถุอื่นนอกจากนี้ มิได้มี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตย่อมรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้เมื่อใครถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ก็จะมี
หน้า 768 T 4.11.15
คติอย่างนั้น มีอภิสัมปรายภพอย่างนั้น : ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งข้อนั้นด้วย รู้ชัดซึ่งธรรมอันยิ่งไปกว่านั้นด้วย และไม่จับฉวยไว้ซึ่งสิ่งที่ตถาคตรู้แล้วนั้นด้วย และเมื่อไม่จับฉวยอยู่ความดับเย็น (นิพฺพุติ) ก็เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้แจ้งแล้วเฉพาะตนนั่นเทียว เพราะรู้แจ้งตามที่เป็นจริงซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันเลวทราม และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น แห่งเวทนาทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะความไม่ยึดมั่น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคต ให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ทุก ๆ ตอนที่ทรงแสดงซึ่ง ทิฏฐิหมวดหนึ่ง ๆ จบลงไปทั้ง ๑๐ หมวดย่อย จะมีคำสรุปท้ายให้เห็นความสำคัญของ สิ่งที่เรียกว่า “เวทนา” ในลักษณะที่ว่า เป็นตัวการสำคัญ : ถ้าไม่รู้สมุทัย ความดับ รสอร่อย โทษต่ำทราม และอุบายเป็นเครื่องออก แห่งเวทนาทั้งหลายแล้ว จะไม่มีความดับเย็น จะมีแต่ การเกิดขึ้นแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ๖๒ ประการนี้ ด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง. ในทางที่ตรงกันข้าม ถ้ารู้ข้อเท็จจริงทั้ง ๕ ประการนี้ เกี่ยวกับเวทนาแล้ว ไม่มีทางที่จะ ถือเอา หรือจะลูบคลำ หรือจะถึงทับ ด้วยอุปาทาน ในสิ่งใดเลย. ข้าพเจ้าขอร้องให้ตรวจดู คำว่า “ผัสสะ” และ “เวทนา” มากมายหลายสิบคำที่เกี่ยวข้องกันอยู่กับทิฏฐิเหล่านี้ ดังที่ ปรากฏอยู่ในพระพุทธภาษิตที่นำมาแสดงไว้ ก่อนหน้าเรื่องทิฏฐิ ๖๒ นี้ โดยหัวข้อที่ว่า “ผัสสะ คือปัจจัยแห่งทิฏฐิ ๖๒”, และว่า “ทิฏฐิ ๖๒ เป็นเพียงความรู้สึกผิด ๆ ของผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท”, “ผัสสะ (แห่งปฏิจจสมุปบาท) คือที่มาของทิฏฐิ ๖๒”. ทิฏฐิวัตถุ คือต้นเหตุเดิมอันจะให้เกิดทิฏฐิต่าง ๆ ขึ้น มีอยู่ ๖๒ วัตถุ แต่เราเรียกกันว่าทิฏฐิ ๖๒ เฉย ๆ.
หน้า 769 T 4.11.15
ถ้ารู้ปฏิจจสมุปบาท
ก็จะไม่เกิดทิฏฐิอย่างพวกตาบอดคลำช้าง๑
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก ครองจีวรถือบาตรเข้าไปสู่เมืองสาวัตถี เพื่อบิณฑบาตในเวลาเช้า ; กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า :-
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ในเมืองสาวัตถีนี้ มีสมณพราหมณ์ปริพพาชกผู้มีทิฏฐิต่าง ๆ กันเป็นอันมาก อาศัยอยู่ ล้วนแต่มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน มีความชอบใจต่าง ๆ กันมีความพอใจต่าง ๆ กัน อาศัยทิฏฐิต่าง ๆ กัน :
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกเที่ยงเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกไม่เที่ยงเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกมีที่สุดเท่านั้น เป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า โลกไม่มีที่สุด เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
________________________________
๑. สูตรที่ ๔ ชัจจันธวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๘๒/๑๓๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 770 T 4.11.15
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์บางพวก มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘คำนี้ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ย่อมไม่มีอีกก็หามิได้ เท่านั้นเป็นคำจริง คำอื่นเป็นโมฆะ’ ;
สมณพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น เกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกันทิ่มแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอกคือปากทั้งหลายว่า ‘ธรรมเป็นอย่างนี้ ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ ; ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้’ อยู่ดังนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ปริพพาชกทั้งหลายผู้เป็นเจ้าลัทธิอื่น ๆ เหล่านั้น เป็นคนบอดไร้จักษุ จึงไม่รู้อัตถะ ไม่รู้อนัตถะ ; จึงไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้อธรรมะ : เมื่อไม่รู้อัตถะอนัตถะ เมื่อไม่รู้ธรรมะอธรรมะ ก็เกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะกัน
หน้า 771 T 4.11.15
วิวาทกัน ทิ่มแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอกคือปากทั้งหลาย ว่า “ธรรมเป็นอย่างนี้ ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ : ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้ “อยู่ดังนี้”.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องเคยมีมาแล้ว ในเมืองสาวัตถีนี้เอง มีพระราชาองค์หนึ่ง ตรัสกะราชบุรุษคนหนึ่งว่า มานี่ซิ บุรุษผู้เจริญ ! คนตาบอดแต่กำเนิด ในเมืองสาวัตถีนี้ มีประมาณเท่าใด ท่านจงให้คนทั้งหมดนั้น มาประชุมกันในที่แห่งหนึ่ง. บุรุษนั้น ทำตามพระประสงค์แล้ว. พระราชานั้น ได้ตรัสสั่งกะบุรุษนั้นว่า ดูก่อนพนาย ! ถ้าอย่างนั้น ท่านจงแสดงซึ่งช้าง แก่คนตาบอดแต่กำเนิดเถิด. ราชบุรุษนั้นได้ทำตามพระประสงค์ โดยการ :-
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งศีรษะช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำ เนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งหูช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งงาช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งงวงช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งกายช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งเท้าช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งหลังช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งโคนหางช้าง พร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง
ให้คนตาบอดแต่กำเนิดพวกหนึ่ง คลำซึ่งพวงหางช้างพร้อมกับบอกว่า นี่แหละช้าง ดังนี้.
ครั้งบุรุษนั้นแสดงซึ่งช้าง แก่พวกคนตาบอดแต่กำเนิด ดังนั้นแล้ว ได้เข้าไปกราบทูลพระราชาว่า “พวกคนตาบอดแต่กำเนิดเหล่านั้น ได้เห็นช้างแล้ว. ข้าแต่เทวะ ! ขอพระองค์จงทรงทราบซึ่งสิ่งอันพึงกระทำต่อไป ในกาลนี้เถิด พระเจ้าข้า !”. พระราชาได้
หน้า 772 T 4.11.15
เสด็จไปสู่ที่ประชุมแห่งคนตาบอดแต่กำเนิด แล้วตรัสว่า “พ่อบอดทั้งหลาย ! พ่อเห็นช้างแล้วหรือ ?” ครั้นได้ทรงรับคำตอบว่า เห็นแล้ว จึงตรัสว่า “ถ้าเห็นแล้ว พ่อบอดทั้งหลายจงกล่าวดูทีว่า ช้างนั้น เป็นอย่างไร ?”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คนตาบอดพวกใด ได้คลำศีรษะช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนหม้อ,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำหูช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนกระด้ง,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำงาช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนผาล,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำงวงช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนงอนไถ,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำกายช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนพ้อม,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำเท้าช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนเสา,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำหลังช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนครก กระเดื่อง,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำโคนหางช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือนสาก ตำข้าว,
คนตาบอดพวกใด ได้คลำพวงหางช้าง ก็กล่าวว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ! ช้างเหมือน ไม้กวาด; คนตาบอดแต่กำเนิดทั้งหลายเหล่านั้นเถียงกันอยู่ว่า ช้างเป็นอย่างนี้ ช้างมิใช่อย่างนี้บ้าง ; ช้างมิใช่อย่างนี้ ช้างเป็นอย่างนี้ต่างหาก ดังนี้บ้าง ; ได้ประหารซึ่งกันและกันด้วยกำหมัดทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พระราชามีความพอพระทัย เป็นอันมากด้วยเหตุนั้น, นี้ฉันใด ;
หน้า 773 T 4.11.15
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ ปริพพาชกทั้งหลายผู้เป็นเจ้าลัทธิอื่น ๆ เหล่านั้นเป็นคนบอดไร้จักษุ จึงไม่รู้อัตถะ ไม่รู้อนัตถะ ; จึงไม่รู้ธรรมะ ไม่รู้อธรรมะ : เมื่อไม่รู้อัตถะอนัตถะ เมื่อไม่รู้ธรรมะอธรรมะ ก็เกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงซึ่งกันและกันอยู่ด้วยหอก คือปากทั้งหลายว่า “ธรรมเป็นอย่างนี้ ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ ; ธรรมมิใช่เป็นอย่างนี้ธรรมเป็นอย่างนี้” อยู่ดังนี้.
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้สึกความข้อนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า :-
“ได้ยินว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายพวกหนึ่ง ๆ ย่อมข้องอยู่ ในทิฏฐิหนึ่งๆ แห่งทิฏฐิทั้งหลายเหล่านี้. ชนทั้งหลาย ผู้มี ความเห็นแล่นไปสู่ที่สุดข้างหนึ่ง ๆ ถือเอาซึ่งทิฏฐิต่างกัน แล้ว ย่อมวิวาทกัน เพราะเหตุนั้น,” ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องเดียวกัน มีขึ้นมาได้เพราะเหตุที่พวกหนึ่ง ๆ ถือเอาเพียงส่วนหนึ่ง ๆ ของเรื่องนั้น มายืนยัน แก่ผู้อื่น จึงเกิดความต่างกันถึงกับเป็นเหตุให้วิวาททำร้ายกันเหมือนพวกตาบอด คลำช้าง ๙ พวก ประหัตประหารกันเพราะคลำอวัยวะของช้างคนละส่วนกัน ทั้ง ๙ พวก. ธรรมหรือสัตถุศาสน์ในพระพุทธศาสนา เป็นเหมือนช้างที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าช้าง แล้วยังอาจจะ แบ่งได้เป็น ๙ ส่วน ตามจำนวนแห่งนวังคสัตถุศาสน์ กล่าวคือ สุตตะ เคยยะเวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละรวม ๙ องค์ด้วยกันฉันใดก็ฉันนั้น. แต่ถ้าทุกคนเข้าใจเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ อิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท ที่สามารถแสดงให้เห็นว่า ธรรมทั้งหลายเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ แห่งกองทุกข์แล้วก็จะเท่ากับคลำช้างทีเดียวทั้งตัว ไม่มีโอกาสจะเถียงกัน แล้ววิวาทหรือ ทำร้ายกันได้ แต่ประการใดเลย.
หมวดที่สิบเอ็ด จบ
-------------
หน้า 775 T 4.12
หมวด ๑๒
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท ที่ส่อไปในทางภาษาคน
- เพื่อศีลธรรม
หน้า 777 T 4.12
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 778 T 4.12
ลำดับเรื่องเฉพาะหมวด
สำหรับปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หมวดที่ ๑๒
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทที่ส่อไปในทางภาษาคน
- เพื่อศีลธรรม
(มี ๒ เรื่อง)
มีเรื่อง : ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาทอย่างประหลาด - - ธาตุ ๓ อย่างเป็น
ที่ตั้งแห่งความเป็นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท.
หน้า 779 T 4.12.1.2
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หมวดที่ ๑๒
ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาทที่ส่อไปในทางภาษาคน
- เพื่อศีลธรรม
_________________
ทรงขยายความปฏิจจสมุปบาท อย่างประหลาด ๑
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ” :-
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าชาติ จักไม่ได้มีแก่ใครๆ ในที่ไหนๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ เพื่อความเป็นเทพ แห่งหมู่เทพทั้งหลายก็ดี, เพื่อความ
________________________________
๑. มหานิทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘, ตรัสแก่พระอานนท์ ที่กัมมาสทัมมนิคม แค้วนกุรุ.
หน้า 780 T 4.12.1.2
เป็น คนธรรพ์ แห่งพวกคนธรรพ์ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น ยักษ์ แห่งพวกยักษ์ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น ภูต แห่งพวกภูตทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น มนุษย์ แห่งพวกมนุษย์ทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์สี่เท้า แห่งพวกสัตว์สี่เท้าทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์มีปีก แห่งพวกสัตว์มีปีกทั้งหลายก็ดี, เพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลาน แห่งพวกสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายก็ดี, แล้วไซร้ ; ดูก่อนอานนท์ ! ชาติก็จักไม่ได้มีแล้วแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เพื่อความเป็นอย่างนี้แล. เมื่อชาติไม่มี เพราะความดับไปแห่งชาติโดยประการทั้งปวงแล้ว; ชรามรณะ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ (ปญฺญาเยถ) ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของชรามรณะ ; นั้นคือ ชาติ.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าภพ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการกล่าวคือ กามภพ ก็ดี, รูปภพ ก็ดี, อรูปภพ ก็ดี, แล้วไซร้ ; เมื่อภพไม่มี เพราะความดับไปแห่งภพ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ชาติ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของชาติ ; นั้นคือ ภพ.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยาย
หน้า 781 T 4.12.1.2
ดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน”: ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าอุปาทาน จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามุปาทาน ก็ดี ทิฏฐุปาทาน ก็ดี สีลัพพัตตุปาทาน ก็ดี อัตตวาทุปาทาน ก็ดี, แล้วไซร้; เมื่ออุปาทานไม่มี เพราะความดับไปแห่งอุปาทาน โดยประการทั้งปวงแล้ว; ภพ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของภพ; นั้นคือ อุปาทาน.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้ว่า “อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา, แล้วไซร้; เมื่อตัณหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; อุปาทาน จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของอุปาทาน; นั้นคือ ตัณหา.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “ตัณหามี เพราะปัจจัย คือเวทนา” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าเวทนา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา
หน้า 782 T 4.12.1.3
ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา, แล้วไซร้; เมื่อเวทนาไม่มี เพราะความดับไปแห่งเวทนา โดยประการทั้งปวงแล้ว; ตัณหา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของตัณหา; นั้นคือ เวทนา.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) เพราะอาศัย เวทนา จึงมี ตัณหา;
เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา ๑ (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ); กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลาย : ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม ด้วยอาการอย่างนี้; (เป็นอันว่า) ข้อความเช่นนี้ เป็นข้อความที่เราได้กล่าวไว้แล้ว.
________________________________
๑. คำว่า “แสวงหา” ในที่นี้ หมายถึงแสวงด้วยตัณหา นั่นเอง. มิใช่เป็นการแสวงด้วยวิชชา หรือยถาภูตญาณทัสสนะ.
หน้า 783 T 4.12.1.3
ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้กล่าวไว้แล้วว่า “ธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า ‘มึง ! มึง !’ การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ทั้งหลายเหล่านี้ ; ซึ่งเป็นเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อม เพราะอาศัย การหวงกั้น” ดังนี้ : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการหวงกั้น จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการหวงกั้นไม่มี เพราะความดับไปแห่งการหวงกั้น โดยประการทั้งปวงแล้ว; ธรรมเป็นบาป อกุศลเป็นอเนก กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย จะพึงเกิดขึ้นพร้อมได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมเป็นบาปอกุศลเป็นอเนกเหล่านี้ กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการกล่าวเท็จ; นั้นคือการหวงกั้น.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความตระหนี่ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้, เมื่อความตระหนี่ไม่มี เพราะความดับไปแห่งความตระหนี่ โดยประการทั้งปวงแล้ว ; การหวงกั้น จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น
หน้า 784 T 4.12.1.3
ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือ ปัจจัยของการหวงกั้น; นั้นคือ ความตระหนี่.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความจับอกจับใจจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความจับอกจับใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความจับอกจับใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความตระหนี่จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความตระหนี่; นั้นคือ ความจับอกจับใจ.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหาก ความสยบมัวเมา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความสยบมัวเมาไม่มี เพราะความดับไปแห่งความสยบมัวเมา โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความจับอกจับใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความจับอกจับใจ; นั้นคือ ความสยบมัวเมา.
หน้า 785 T 4.12.1.3
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจจึงมีความสยบมัวเมา” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความกำหนัดด้วยความพอใจ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อความกำหนัดด้วยความพอใจไม่มี เพราะความดับไปแห่งความกำหนัดด้วยความพอใจ โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความสยบมัวเมา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือ ปัจจัย ของความสยบมัวเมา; นั้นคือ ความกำหนัดด้วยความพอใจ.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าความปลงใจรักจักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการแล้วไซร้; เมื่อความปลงใจรักไม่มี เพราะความดับไปแห่งความปลงใจรัก โดยประการทั้งปวงแล้ว; ความกำหนัดด้วยความพอใจ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นและคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความกำหนัดด้วยความพอใจ; นั้นคือ ความปลงใจรัก.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก” ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบาย
หน้า 786 T 4.12.1.3
โดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยการได้ จึงมีความปลงใจรัก” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการได้ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้ ; เมื่อการได้ไม่มี เพราะความดับไปแห่งการได้โดยประการทั้งปวงแล้ว ; ความปลงใจรัก จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของความปลงใจรัก ; นั้นคือการได้.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้” ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าการแสวงหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ แล้วไซร้; เมื่อการแสวงหาไม่มี เพราะความดับไปแห่งการแสวงหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; การได้ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุนั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการได้; นั้นคือ การแสวงหา.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา” ดังนี้. เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าตัณหา จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา, แล้วไซร้; เมื่อตัณหา
หน้า 787 T 4.12.1.4
ไม่มี เพราะความดับไปแห่งตัณหา โดยประการทั้งปวงแล้ว; การแสวงหา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของการแสวงหา; นั้นคือ ตัณหา.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็ด้วยอาการดังนี้แล (เป็นอันกล่าวได้ว่า) ธรรมทั้งสอง๑ เหล่านี้รวมเป็นธรรมที่มีมูลอันเดียวกันในเวทนา; คือเวทนาอย่างเดียว ก็เป็นมูล สำหรับให้เกิดตัณหาแต่ละอย่าง ๆ ทั้งสองอย่างได้.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าผัสสะ จักไม่ได้มีแก่ใคร ๆ ในที่ไหน ๆ โดยทุกชนิด โดยทุกอาการ กล่าวคือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส, แล้วไซร้; เมื่อผัสสะไม่มี เพราะความดับไปแห่งผัสสะ โดยประการทั้งปวงแล้ว; เวทนา จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของเวทนา; นั้นคือผัสสะ.
________________________________
๑. ธรรมทั้งสองในที่นี้ คือ ตัณหา ในบทว่า “เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” นี้อย่างหนึ่ง; อีกอย่างหนึ่ง คือ ตัณหา ที่ทำหน้าที่แสวงหาอารมณ์หรือเพลิดเพลินในอารมณ์, รวมเป็นสองอย่างด้วยกัน; อย่างแรก ได้ในบทว่า โปโนพฺภวิกา, ที่อรรถกถาเรียกว่า วัฏฏมูลตัณหา; อย่างหลังได้ในบทว่า ตตฺรตตฺราภินนฺทินี, หรือที่อรรถกถาเรียกว่า สมุทาจารตัณหา.
หน้า 788 T 4.12.1.5.2
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป๑”
ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งนาม ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลาย เป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้วการสัมผัสด้วยการเรียกชื่อ (อธิวจนสมฺผสฺโส) ในกรณีอันเกี่ยวกับรูปกาย จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”);
ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งรูป ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้วการสัมผัสด้วยการกระทบ (ปฏิฆสมฺผสฺโส) ในกรณีอันเกี่ยวกับนามกาย จะมี ขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”);
ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งหมู่แห่งนามด้วย ซึ่งหมู่แห่งรูปด้วย ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว การสัมผัสด้วยการเรียกชื่อ ก็ดี การสัมผัสด้วยการกระทบ ก็ดี จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”);
ดูก่อนอานนท์ ! การบัญญัติซึ่งนามรูป ย่อมมีได้โดยอาศัยอาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ ทั้งหลายเป็นหลัก, เมื่ออาการ ลิงค์ นิมิต อุเทศ เหล่านั้น ไม่มีเสียแล้ว, ผัสสะ จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหมหนอ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”);
________________________________
๑. พึงสังเกตไว้ว่า ปฏิจจสมุปบาท แบบที่หยุดลงเพียงนามรูป-วิญญาณ ไม่เลยขึ้นไปถึงสังขารและอวิชชานี้; สำหรับ สูตรนี้ ไม่มี สฬายตนะ เหมือนสูตรอื่น ๆ แห่งแบบนี้.
หน้า 789 T 4.12.1.5.2
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของผัสสะ; นั้นคือ นามรูป.
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณ จักไม่ก้าวลงในท้องแห่งมารดา แล้วไซร้; นามรูปจักปรุงตัวขึ้นมาในท้องแห่งมารดาได้ไหม ? (ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”);
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณก้าวลงในท้องแห่งมารดาแล้ว* จักสลายลงเสียแล้วไซร้; นามรูป จักบังเกิดขึ้น เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้ไหม ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”);
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญญาณของเด็กอ่อน ที่เป็นชายก็ตาม เป็นหญิงก็ตาม จักขาดลงเสียแล้วไซร้; นามรูป จักถึงซึ่งความเจริญ ความงอกงาม ความไพบูลย์บ้างหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้พระเจ้าข้า !”);
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของนามรูป; นั้นคือ วิญญาณ.
________________________________
* ข้อความนี้ เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างภาษาคน, หรือภาษาศีลธรรม. แต่เราอาจถือเอา ข้อความนี้ เป็นเพียงอุปมา แล้วถือเอาข้อความในภาษาธรรมเป็นอุปไมย. หรือมิฉะนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องศีลธรรม โดยส่วนเดียว.
หน้า 790 T 4.12.2
ดูก่อนอานนท์ ! ก็คำนี้ว่า “วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป” ดังนี้, เช่นนี้แล เป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ดูก่อนอานนท์ ! ความข้อนี้ เธอต้องทราบอธิบายโดยปริยายดังต่อไปนี้ที่ตรงกับหัวข้อที่เรากล่าวไว้แล้วว่า “วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือนามรูป” : ดูก่อนอานนท์ ! ถ้าหากว่าวิญาณ จักไม่ได้มีที่ตั้งที่อาศัยในนามรูป แล้วไซร้; ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ คือชาติชรามรณะต่อไป จะมีขึ้นมาให้เห็นได้ไหม ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”)
ดูก่อนอานนท์ ! เพราะเหตุนั้นแหละ ในเรื่องนี้, นั่นแหละคือเหตุ นั่นแหละคือนิทาน นั่นแหละคือสมุทัย นั่นแหละคือปัจจัย ของวิญญาณ; นั่นคือ นามรูป.
ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลก จึงเกิดบ้าง จึงแก่บ้าง จึงตายบ้าง จึงจุติบ้าง จึงอุบัติบ้าง : คลองแห่งการเรียก (อธิวจน) ก็มีเพียงเท่านี้, คลองแห่งการพูดจา (นิรุตฺติ) ก็มีเพียงเท่านี้, คลองแห่งการบัญญัติ (ปญฺญตฺติ) ก็มีเพียงเท่านี้, เรื่องที่จะต้องรู้ด้วยปัญญา (ปญฺญาวจร) ก็มีเพียงเท่านี้, ความเวียนว่ายในวัฏฏะ ก็มีเพียงเท่านี้ : นามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่ เพื่อการบัญญัติซึ่งความเป็นอย่างนี้ (ของนามรูปกับวิญญาณ นั่นเอง).
ธาตุ ๓ อย่าง
เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นไปได้ของปฏิจจสมุปบาท๑
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! คำที่กล่าว ๆ กันว่า ‘ภพ-ภพ’ ดังนี้นั้น ภพย่อมมีได้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรแล พระเจ้าข้า ?”
________________________________
๑. สูตรที่ ๖ อานันทวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๘๗/๕๑๖, ตรัสแก่พระอานนท์.
หน้า 791 T 4.12.2
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้ากรรมอันมีกามธาตุเป็นวิบาก (วิบาก=ผลแห่งการกระทำ) จักไม่ได้มีแล้วไซร้, กามภพจะพึงปรากฏได้แลหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อวิญญาณ ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วย ธาตุอันทราม (กามธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป (อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ) ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, รูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อหา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุปานกลาง (รูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้า กรรมอันมีอรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, อรูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุอันประณีต (อรูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดขึ้นในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ภพ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หน้า 792 T 4.12.2.1
(ต่อไปนี้ เป็นข้อความในสูตรอีกสูตรหนึ่ง๑ ซึ่งมีหลักธรรมทำนองเดียวกัน:-)
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ? คำที่กล่าว ๆ กันว่า ‘ภพ-ภพ’ ดังนี้นั้น ภพย่อมมีได้ ด้วยเหตุที่ประมาณเท่าไรแล พระเจ้าข้า ?”
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้ากรรมอันมีกามธาตุเป็นวิบาก (วิบาก = ผลแห่งการกระทำ) จักไม่ได้มีแล้วไซร้, กามภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อเจตนา ก็ดี ความปรารถนา (ปตฺถนา) ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุอันทราม (กามธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้ากรรมอันมีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, รูปภพจะพึงปรากฏได้แลหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ ! ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อเจตนา ก็ดี ความปรารภนา ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุปานกลาง (รูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ถ้ากรรมอันมีอรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแล้วไซร้, อรูปภพ จะพึงปรากฏได้แลหรือ ? (“ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !”) ดูก่อนอานนท์ !
________________________________
๑. สูตรที่ ๗ อานันทวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๘๘/๕๑๗, ตรัสแก่พระอานนท์.
หน้า 793 T 4.12.2.1
ด้วยเหตุดังนี้แล กรรม จึงชื่อว่าเนื้อนา, วิญญาณ ชื่อว่าพืช, ตัณหา ชื่อว่ายางในพืช. เมื่อเจตนา ก็ดี ความปรารถนา ก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ตั้งอยู่ด้วยธาตุอันประณีต (อรูปธาตุ) อย่างนี้แล้ว, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนอานนท์ ! ภพ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า การเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ ต่อไปในที่นี้ หมายถึงการเกิดแห่งภพ เพราะอำนาจแห่งอุปาทาน ของสัตว์ผู้ประกอบด้วย อวิชชาและตัณหา ในขณะแห่งปฏิจจสมุปบาทสายหนึ่ง ๆ ทุกสาย ต่างกันไปตามอารมณ์ ของตัณหา ซึ่งเป็นกามธาตุบ้าง รูปธาตุบ้าง อรูปธาตุบ้าง; ดังนั้น ถ้าธาตุทั้ง ๓ นี้ ยังมีอยู่ แม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การเกิดในภพใหม่ ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ก็พึงมีต่อไป.
หมวดที่สิบสอง จบ
------------
หน้า 795 T 4.13
บทสรุป
ว่าด้วย คุณค่าพิเศษ ของปฏิจจสมุปบาท
หน้า 797 T 4.13
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
_________________
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔, ...ฯลฯ...)
หน้า 798 T 4.13
ลำดับเรื่อง
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ บทสรุป
ว่าด้วย คุณค่าพิเศษของปฏิจจสมุปบาท
(มี ๕ เรื่อง)
มีเรื่อง : ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - - ที่สุด แห่งปฏิจจสมุปบาทคือที่สุดแห่งภพ - -ธรรมไหลไปสู่ธรรมโดยไม่ต้องมีใครเจตนา - - แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท - -เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่องที่ พุทธบริษัทควรทำสังคีติ.
หน้า 799 T 4.13.1
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
บทสรุป
ว่าด้วย คุณค่าพิเศษ ของปฏิจจสมุปบาท
_________________
ปฏิจจสมุปบาท
คือเรื่องความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ๑
ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซึ่งวิญญาณาหาร พระเจ้าข้า ?” พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตอบว่า :-
“นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ นั่นแหละจึงจะ เป็นปัญหา
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ อาหารวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕/๓๒, ตรัสแก่พระโมลิยผัคคุนะในที่ชุมนุมสงฆ์ที่เชตวัน.
หน้า 800 T 4.13.1
ในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซึ่งวิญญาณาหาร) พระเจ้าข้า ?’ ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ ?’ ดังนี้แล้ว, นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า ‘วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป. เมื่อภูตะ (ความเป็นภพ) นั้น มีอยู่, สฬายตนะ ย่อมมี; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ (การสัมผัส)’, ดังนี้”.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า ?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา (ความรู้สึกต่ออารมณ์)”, ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์” ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคล ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า ?”
หน้า 801 T 4.13.1
ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา (ความอยาก)” , ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อมอยาก” ดังนี้, ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมอยาก” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่าย่อมอยาก พระเจ้าข้า ?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)”, ดังนี้.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ?”
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า “ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า ?” ดังนี้. ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า “เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า ?” ดังนี้แล้ว นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็น
หน้า 802 T 4.13.2
ปัญหา. คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า “เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ;” เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
ดูก่อนผัคคุนะ ! เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งผัสสายตนะ(แดนเกิดแห่งผัสสะ) ทั้ง ๖ นั้น นั่นเทียว จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดังนี้ แล.
ที่สุดแห่งปฏิจจสมุปบาท
คือที่สุดแห่งภพ๑
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงออกจากสมาธินั้น โดยกาลอันล่วงไปแห่งวันทั้ง ๗ ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุแล้ว ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่ ด้วยความเดือดร้อนมีประการต่าง ๆ และเร่าร้อนอยู่ด้วยความเร่าร้อนมีประการต่าง ๆ อันเกิดจากราคะบ้าง อันเกิดจากโทสะบ้าง อันเกิดจากโมหะบ้าง, ครั้นทรงรู้สึกความข้อนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนั้น ในเวลานี้ว่า :-
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ นันทวรรค อุ.ขุ ๒๕/๑๒๑/๘๔, ทรงเปล่งอุทาน ที่โคนแห่งต้นโพธิ์ใกล้ผั่งแม่น้ำเนรัญชรา.
หน้า 803 T 4.13.2
? “สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า๑ ย่อมกล่าวซึ่งโรค (ความเสียบแทง) นั้น โดยความเป็นตน.
? เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็น (ตามที่เป็นจริง) โดยประการอื่น จากที่เขาสำคัญนั้น.
? สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น (จากที่มันเป็นอยู่จริง) จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
? เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้น ก็เป็นภัย (น่ากลัว); เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์.
? พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ นั้นเอง.
? สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวความหลุดพ้นจากภพว่ามีได้เพราะ ภพ; เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
? ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะวิภพ;๒ เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.
? ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่ง อุปธิ ทั้งปวง.
? ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ไม่มี ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง.
? ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลาย อันอวิชชาหนาแน่นบังหน้า แล้ว; และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้.
________________________________
๑. คำว่า “มีผัสสะบังหน้า (ผสฺสปเรโต)” หมายความว่า เมื่อเขาถูกต้องผัสสะใด จิตทั้งหมดของเขายึดมั่นอยู่ในผัสสะนั้น จนไม่มองเห็นสิ่งอื่น แม้จะใหญ่โตมากมายเพียงใด ทำนองเส้นผมบังภูเขา : เขาหลงใหลยึดมั่นแต่ในอัสสาทะของผัสสะนั้นจนไม่มองเห็นสิ่งอื่น; อย่างนี้เรียกว่า มีผัสสะบังหน้า คือบังลูกตาของเขา ให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ผิดไปจากตามที่เป็นจริง.
๒. คำว่า “วิภพ” ในที่นี้ ตรงกันข้ามกับคำว่า “ภพ” คือไม่มีภพตามอำนาจของนัตถิกทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิโดยตรง คือไม่เป็นไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; ดังนั้น แม้เขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไร มันก็มีความไม่มีอะไรนั้นเอง ตั้งอยู่ในฐานะ
หน้า 804 T 4.13.2
เป็นภพ ชนิดที่เรียกว่า “วิภพ” เป็นที่ตั้งแห่งวิภวตัณหา.
? ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง๑ เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง; ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
? เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้อยู่; เขาย่อมละภวตัณหาได้ และไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหาด้วย.
? ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ (แห่งภพทั้งหลาย) เพราะความสิ้นไป แห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง นั้นคือ นิพพาน.
? ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว เพราะไม่มีความยึดมั่น.
? ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว ก้าวล่วงภพทั้งหลาย ทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้คงที่ (คือไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป),” ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เมื่อประทับเสวยวิมุตติสุข หลังการตรัสรู้ใหม่ ๆ บริเวณต้นโพธิ์นั้น บางเวลาทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาท บางเวลาทรงพิจารณาความเป็นไปของหมู่สัตว์ที่เป็นไปตามอาการของปฏิจจสมุปบาท อย่างประจักษ์ชัด จนถึงกับออกพระอุทานนี้ ซึ่งก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ความมี ผัสสะบังหน้า ในขณะแห่งการกระทบของผัสสะนั่นเอง เป็นจุดตั้งต้นของปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้เกิดภพ และมีความหลงใหลในภพต่าง ๆ จนเกิดทุกข์มีความกลัวเป็นต้น. เขารู้ ทุก ๆ สิ่ง ชนิดที่ตรงกันข้ามจากที่มันเป็นจริง; ดังนั้นจึงกล่าวว่า เขาย่อมรู้ ย่อมสำคัญ ย่อม เห็นโดยประการอื่น จากที่ธรรมชาติเหล่านั้นเป็นอยู่จริง : อันนี้เรียกว่าเป็นอวิชชาของเขา, เป็นสิ่งซึ่งจะเข้ามาประกอบกับสัมผัส จนได้นามว่า “อวิชชาสัมผัส”; เป็นเงื่อนต้น แห่งปฏิจจสมุปบาท ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว โดยหัวข้อชื่อนั้น (อวิชชาสัมผัส คือต้นเหตุ อันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท; ซึ่งเป็นเรื่องที่ ๕ แห่งหมวดที่ ๔).
________________________________
๑. คำว่า “ในที่หรือในเวลาทั้งปวง” ตลอดถึงคำว่า “เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง” เป็นคุณบทแห่งค่าอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือของภพ. ความมีความเป็นอย่างใดก็ตาม ย่อมเนื่องด้วยเวลาที่พอเหมาะ เนื้อที่ที่พอดี
หน้า 805 T 4.13.3
ประโยชน์ที่น่ารัก มันจึงจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือยั่วยวนให้ยึดถือ; ดังนั้นภพชนิดไหนก็ตาม ย่อมเนื่องอยู่ด้วยสิ่งทั้ง ๓ นี้ แต่แล้วในที่สุดมันก็เป็นเพียงสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังที่กล่าวแล้ว ใน พุทธอุทานนั้น.
ธรรมไหลไปสู่ธรรม โดยไม่ต้องมีใครเจตนา๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “อวิปปฏิสาร จงบังเกิดแก่เรา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว อวิปปฏิสารย่อมเกิด (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ปราโมทย์จงบังเกิดแก่เรา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ปราโมทย์ย่อมเกิด (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อปราโมทย์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “ปีติจงบังเกิดแก่เรา”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อปราโมทย์แล้ว ปีติย่อมเกิด (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมีใจปีติแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “กายของเราจงรำงับ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีใจปีติแล้ว กายย่อมรำงับ (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกายรำงับแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเสวยสุขเถิด”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อกายรำงับแล้ว ย่อมได้เสวยสุข (เอง).
________________________________
๑. สูตรที่ ๒ นิสสายวรรคเอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๙. พระบาลีในที่อื่น (สูตรที่ ๑ อานิสังสวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๒/๒) ตรัสเหมือนกับสูตรนี้ทุกประการ ต่างกันแต่เพียงได้ตรัสตอน เบื่อหน่าย และคลายกำหนัดรวมเป็นอันเดียวกันเท่านั้น.
หน้า 806 T 4.13.3
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อมีสุข ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “จิตของเราจงตั้งมั่นเป็นสมาธิ”.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงรู้จงเห็นตามที่เป็นจริง”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อจิต ตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามที่เป็นจริง (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงเบื่อหน่าย” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่ เป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงคลายกำหนัด”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัด (เอง).
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อจิตคลายกำหนัดแล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า “เราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ”. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่าเมื่อคลายกำหนัดแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ (เอง).
หน้า 807 T 4.13.4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล วิราคะ ย่อมมี วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; นิพพิทา ย่อมมีวิราคะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมมีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; สมาธิ ย่อมมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; สุข ย่อมมีสมาธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ปัสสัทธิ ย่อมมีสุขเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย ; ปีติ ย่อมมีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; ปราโมทย์ ย่อมมีปีติเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; อวิปปฏิสาร ย่อมมีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย; ศีลอันเป็นกุศล ย่อมมีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ที่มุ่งหมาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ธรรมย่อมไหลไปสู่ธรรม; ธรรมย่อมทำธรรมให้เต็ม เพื่อการถึงซึ่งฝั่ง (คือนิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (คือสังสาระ) ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า เราเพียงแต่ตั้งเจตนา ในการกระทำให้ถูกต้อง ก็พอแล้ว; ไม่ต้องตั้งเจตนาในการที่จะให้การกระทำนั้นออกผล, นั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แถมยังจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกระวนกระวาย หรือเป็นทุกข์ โดยไม่จำเป็นอีกด้วย. คนโดยมากกระทำผิดในข้อนี้ จึงทำการงานอยู่ด้วยความทนทรมาน หรือป่วยเป็นโรคทางจิต. หลักเกณฑ์อันนี้ใช้ได้ทั้งในทางคดีโลกและคดีธรรม; แม้ที่สุด แต่การที่เหตุให้เกิดผลในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ก็ยังมีลักษณะเช่นนี้และโดยเด็ดขาด.
แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท
(เกียรติสูงสุดของปฏิจจสมุปบาท)๑
ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในที่หลีกเร้นแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทรงกล่าวธรรมปริยายนี้ (ตามลำพังพระองค์) ว่า:-
________________________________
๑. สูตรที่ ๑๐ โยคักเขมิวรรค สฬายตนสังยุตต์ สฬา.สํ.๑๘/๑๑๑/๑๖๓, สูตรที่ ๕ คหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๙/๑๖๖-๘; กล่าวตามลำพังพระองค์ในคราวประทับหลีกเร้นอยู่.
หน้า 808 T 4.13.4
“เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... (ในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา และกายะ ตอนที่ละเปยยาลไว้เช่นนี้ทุกแห่ง หมายความว่ามีข้อความเต็มดุจในกรณีแห่งจักษุและกรณีแห่งมนะทุกตัวอักษร).
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กายะ+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี เวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
หน้า 809 T 4.13.4
เพราะอาศัยซึ่งมนะด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มนะ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมี อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
--- (ปฏิปักขนัย) ---
เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย, ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่ง ธรรม ๓ ประการ (จักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละ จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะอาศัยซึ่งโสตะด้วย, ซึ่งเสียงทั้งหลายด้วย, จึงเกิดโสตวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (โสตะ+เสียง+โสตวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... (ในกรณีแห่งโสตะ ฆานะ ชิวหา และกายะ ตอนที่ละเปยยาลไว้เช่นนี้ทุกแห่ง หมายความว่ามี ข้อความเต็ม ดุจในกรณีแห่งจักษุ และกรณีแห่งมนะทุกตัวอักษร)
หน้า 810 T 4.13.4
เพราะอาศัยซึ่งฆานะด้วย, ซึ่งกลิ่นทั้งหลายด้วย, จึงเกิดฆานวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ฆานะ+กลิ่น+ฆานวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะอาศัยซึ่งชิวหาด้วย, ซึ่งรสทั้งหลายด้วย, จึงเกิดชิวหาวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (ชิวหา+รส+ชิวหาวิญญาณ) นั่นคือ ผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะอาศัยซึ่งกายะด้วย, ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลายด้วย, จึงเกิดกายวิญญาณ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (กายะ+โผฏฐัพพะ+กายวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะอาศัยซึ่งมนะด้วย, ซึ่งธัมมารมณ์ทั้งหลายด้วย, จึงเกิดมโนวิญญาณ; การประจวบ พร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (มนะ+ธัมมารมณ์+มโนวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้น นั่นแหละ จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้.
สมัยนั้นแล ภิกษุองค์หนึ่ง ได้ยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุ ผู้ยืนแอบฟังนั้นแล้ว ได้ตรัสคำนี้กะภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ! เธอได้ยินธรรมปริยายนี้แล้ว มิใช่หรือ ?” (“ได้ยิน พระเจ้าข้า !”)
หน้า 811 T 4.13.5
“ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงรับเอาธรรมปริยายนี้ไป; ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงเล่าเรียนธรรมปริยายนี้; ดูก่อนภิกษุ ! เธอจงทรงไว้ ซึ่งธรรมปริยายนี้; ดูก่อนภิกษุ ! ธรรมปริยายนี้ ประกอบด้วยประโยชน์, เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : เรายังไม่เคยพบเลยว่า มีสูตรใดบ้าง, นอกจากสูตรนี้, ที่พระพุทธองค์ ทรงนำเอาข้อความเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาสาธยายเล่น ตามลำพัง พระองค์, เหมือนคนสมัยนี้ ฮัมเพลงบางเพลงเล่นอยู่คนเดียว. เรื่องปฏิจจสมปบาท เป็นเรื่องที่มีเกียรติสูงสุด ด้วยเหตุผล กล่าวคือ ถึงกับทรงนำมาสาธยายเล่น ในยามว่าง ลำพังพระองค์ ๑; ทรงกำชับให้ภิกษุเล่าเรียน ๑; ทรงบัญญัติว่าเรื่องนี้เป็นอาทิพรหมจรรย์ ๑; ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความแห่งสูตรนี้แล้ว; และทรงตีค่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทเท่ากับ พระองค์เอง โดยตรัสว่า “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท” (มหาหัตถิปโทปมสูตร ๑๒/๓๕๙/๓๔๖) ซึ่งเทียบกันได้กับพุทธภาษิต ในขันธวารวรรค สังยุตตนิกาย ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต : ผุ้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม” (๑๗/๑๔๗/๒๑๖)๑; ดังนั้นจึงถือว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องที่ มีเกียรติสูงสุด สมแก่การที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา แต่กลับเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจน้อยที่สุด ; ดังนั้นจึงนำเอา ข้อความแห่งสูตรข้างบนนี้มาอ้างไว้ ในหนังสือเล่มนี้ถึง ๕ แห่งด้วยกัน โดยหัวข้อว่า “ทรงแนะนำ อย่างยิ่งให้ศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท” และว่า “ปฏิจจสมุปบาท มีเมื่อมีการกระทบ ทางอายตนะ”, “ตรัสว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์” , “ทรงกำชับสาวก ให้เล่าเรียนปฏิจจสมุปบาท” , “แม้พระพุทธองค์ก็ทรงสาธยายปฏิจจสมุปบาท”
เรื่องปฏิจจสมุปบาทรวมอยู่ในเรื่อง
ที่พุทธบริษัทควรทำสังคีติ๑
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! ธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว มีอยู่; อันพุทธบริษัททั้งหลาย
________________________________
๑. สังคีติสูตร ปา. ที. ๑๑/๒๒๖/๒๒๗, ภาสิตของพระสารีบุตร ซึ่งอ้างถึงพระพุทธภาสิตอีกต่อหนึ่ง, แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ที่นวสัณฐาคารชื่ออุพภตกะ.
หน้า 812 T 4.13.5
(ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียว พึงทำสังคีติ (คือสอบสวน จนเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคน แล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง) ในธรรมสองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น, โดยประการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน. ข้อนั้นจะพึงเป็นไป เพื่อหิตสุข แก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ธรรมสองอย่างนั้นคืออะไรเล่า ? ธรรมสองอย่างนั้นคือ :-
อายตนกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑,
ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา - ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑,
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ! เหล่านี้แลคือธรรมสองอย่าง อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว; อันพุทธบริษัททั้งหลาย (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ทั้งปวงนั่นเทียว พึงทำสังคีติ (คือสอบสวน จนเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกคน แล้วช่วยกันสาธยาย เพื่อทรงจำไว้อย่างมั่นคง) ในธรรมสองอย่างนั้น, ไม่พึงวิวาทกันในธรรมสองอย่างนั้น, โดยประการที่พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ จะพึงมั่นคง ตั้งอยู่นาน. ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อหิตสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์หิตสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, ดังนี้ แล.
(อตฺถิ โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทฺว ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจริยํ อทฺธนิยํ อสฺส จิรฏฺฐติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ. กตเม เทฺว ธมฺมา ? ...อายตนกุสลตา จ ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ. ...อิเม โข อาวุโส เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน เทฺว ธมฺมา สมฺมทกฺขาตา ตตฺถ สพฺเพเหว สงฺคายิตพฺพํ น วิวทิตพฺพํ ยถยิทํ พฺรหฺมจรยํ อทฺธนิยํ อสฺส จริฏฺฐิติกํ ตทสฺส พหุชนหิตาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ).
หน้า 813 T 4.13.5
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตจนเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่าความฉลาด ในอายตนะ ก็คือ ฉลาดในสิ่งที่เป็นที่ตั้งของปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง; และเมื่อฉลาด ในการควบคุมอายตนะแล้ว ก็สามารถคุมการเกิดแห่งกระแสของปฏิจจสมุปบาท; นับว่าเนื่องกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้, และเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาในแง่ของ การปฏิบัติโดยแท้.
บทสรุป จบ
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
จบ